Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 March 2026, 14:27:35

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,260 Posts in 14,501 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  Recent Posts

Recent Posts

Pages: 1 ... 8 9 [10]
91
พระชัยวัฒน์ รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕


พระชัยวัฒน์ รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕



.

Central Storage of National Museums : คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
4 มกราคม
 ·
พระชัยวัฒน์
รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชทานให้พระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกเธอ (สมบัติของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางเดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา)
______________

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระชัย ๒ องค์ องค์หนึ่งมีขนาดเล็กเรียกว่า ‘พระชัยหลังช้าง’ สันนิษฐานว่าสร้างครั้งยังไม่เสวยราชสมบัติ สำหรับขึ้นหลังช้างไปทำสงคราม “...อันการไปทัพจับศึกจะต้องมีพระชัยไปเปนเครื่องราง ใคร ๆ ซึ่งมีหน้าที่ไปทัพก็มีพระชัยกันทังนั้น ดังเช่นฉันเคยเล่าให้ท่านฟังว่า เอาพระชัยห่อผ้าขาวม้าผูกคอทนายนำไป..” อีกองค์หนึ่งมีขนาดใหญ่เรียกว่า ‘พระชัยประจำรัชกาล’ องค์เป็นเงินฐานเป็นทองทั้งสององค์

ในรัชกาลที่ ๒ มีการสร้างพระชัยองค์หนึ่ง มีขนาดใหญ่กว่ารัชกาลก่อน อันเป็นพระชัยประจำรัชกาล บางครั้งเรียกว่าพระชัยวัฒน์ ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ได้สร้างพระชัยประจำรัชกาล ซึ่งทำผ้าห่มลงยาและมีขนาดเล็กลงจากเดิมมาก

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “...ทีหลังได้ไปเหนในหอพระสุลาลัยพิมาน (หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่าหอพระเจ้า) มีพระชัยขนาดเดียวกันอยู่มาก ทำต่าง ๆ กัน เปนเงินก็มี เปนทองก็มี เปนไม้ก็มี ทำไว้ทำไมมากมายก็ไม่ทราบ ...เรียกว่าพระชัยนั้นก็คิดว่าพระมารวิชัยนั่นเอง แต่ทำพระหัตถ์ซ้ายซึ่งเปนอาการทรงสมาธิให้ตะแคงเป็นถือตาลปัตร ถือทำไมไม่ทราบ ตาลปัตรนั้นก็เปนยศด้วย ถ้าเปนพระหลวงแล้วถือพัดแฉก”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการสร้างพระชัยประจำรัชกาลที่มีขนาดเล็กลงกว่ารัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีฐานต่างจากเดิมและจารึกอักษร โดยพระองค์เจ้าประดิษฐวรการได้สร้างจากแนวคิดหน้าตัก ๕ นิ้ว ตามลำดับของวันพฤหัสบดีอันเป็นวันประสูติ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระชัยประจำรัชกาลตามแบบรัชกาลที่ ๔ แต่ทรงพระราชปรารภว่าพระองค์ประสูติวันอังคาร มีขนาดหน้าตัก ๓ นิ้ว จะมีขนาดเล็กเกินไป จึงสร้างให้มีขนาดหน้าตัก ๘ นิ้ว เท่ากับกำลังวันอังคาร และมีขนาดใหญ่เท่ากับครั้งรัชกาลที่ ๑-๒

ทั้งนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังมีการสร้างพระชัยวัฒน์ขนาดเล็กอีกหลายครั้ง แต่จำนวนไม่มากนัก เมื่อจุลศักราช ๑๒๔๖ (พ.ศ.๒๔๒๘) มีการตั้งโรงพิธีหล่อหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สำหรับเททองคำหล่อพระชัยวัฒน์ ๕๕ องค์ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตลับทองคำลงยารูปดวงตราประทุมพร้อมกับสร้อยพระศอ พระราชทานให้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระองค์เจ้าประวิชวัฒโนดม และพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช ซึ่งจะเสด็จไปเรียนศิลปศาสตร์ ณ ประเทศยุโรปเป็นครั้งแรก

“...เรื่องเดิมของพระไชยวัฒนทองคำองค์เล็กนี้ เดิมจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระเจ้าลูกเธอ ๔ พระองค์ เสด็จออกไปเรียนวิชาในเมืองอังกฤษ ซึ่งเปนหนทางไกลนั้น ที่เนื่องในพระพุทธสาสนาให้ทรงไว้เปนเครื่องรฦกบูชา ในเวลาที่ต้องเสดจไปจากสยามประเทศช้านาน ครั้นจะโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธรูปฤาสิ่งใดที่มีอยู่แล้ว ในหอหลวงก็ล้วนแต่เปนของโตใหญ่เปนการลำบากที่นำไปนำมาทุกสิ่งทุกอย่าง จึ่งทรงพระราชดำริห์ที่จะทรงหล่อพระพุทธรูป อย่างที่เรียกว่าพระไชยวัฒนองค์หนึ่ง ทองคำหนัก ๑ เฟื้อง...”

ภายหลังได้พระราชทานพระชัยวัฒน์ทองคำขนาดเล็ก จำนวน ๕๕ องค์นั้น ให้พระราชโอรสและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทั้งนี้ยังมีข้อกำหนดคล้ายคลึงกับการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หากบุคคลนั้นเสียชีวิตจะต้องส่งคืนกลับไป

“...บันดาผู้ที่ได้รับพระราชทานไชยวัฒนไปแล้วนี้ ถ้าไม่มีตัวลงแล้ว ถ้ามีบุตรที่สมควรจะรักษาได้ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เปนที่รฦกบูชาสืบไป แต่ต้องนำกลับมาทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรมราโชวาท แลพระราชทานต่อพระหัถด้วย ...เมื่อผู้ใดได้รับพระราชทานพระไชยวัฒนแล้ว ก็ได้รับพระราชทานตลับแลสายสร้อยด้วย”

เว้นแต่กรณีมีบุตร/ทายาทที่เห็นสมควรได้รับพระราชทานสืบต่อจากบิดา อาทิ เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์สิ้นพระชนม์แล้วนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแด่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ ไว้เป็นที่ระลึกต่อไป ด้วยข้อจำกัดนี้ทำให้ไม่ปรากฏพระชัยวัฒน์ทองคำดังกล่าวให้เห็น

เมื่อวันที่ ๑๙-๒๓ สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๒ (พ.ศ.๒๕๓๖) มีการสร้างพระชัยวัฒน์ขนาดเล็กอีกครั้ง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีหล่อพระชัยวัฒน์ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ ครั้งนั้นได้เททองหล่อ “...พระไชยเนาวโลหองค์ใหญ่ ๑ พระไชยเนาวโลหองค์เล็ก ๑ ไชยวัฒน์องค์เล็กหล่อด้วย ๒๕ องค์ พระพุทธรูปประจำพระชนม์พรรษาปีนี้องค์ ๑” ถือเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กหล่อจากเนื้อเนาวโลหะ มีความแตกต่างจากครั้งก่อนหน้าที่หล่อจากทองคำ

ครั้นวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) โปรดเกล้าฯ ให้จัดการฉลองพระชัยวัฒน์ ๒๖ องค์ ที่ได้หล่อขึ้นยังพระราชวังบางปะอินนั้น ภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส พร้อมกับพระสงฆ์ ๒๖ รูป เจริญพระพุทธมนต์ จากนั้น “...แล้วพระราชทานพระไชยวัฒน์แก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ แลพระเจ้าลูกเธอพระองค์ละองค์”

เข้าใจว่าพระชัยวัฒน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางเดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา ซึ่งเก็บไว้ในห้องมหัคฆภัณฑ์ (ห้องนิรภัย) ภายในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คงได้รับพระราชทานมาในครั้งนี้ด้วย

โดยมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระรัศมีทรงกรวย ไม่มีอุษณีษะ พระเกศาเป็นวงกลม พระพักตร์กลม พระขนงโก่ง พระนาสิกเป็นสัน พระเนตรเหลือบต่ำ แย้มพระโอษฐ์ ครองจีวรห่มเฉียงตามแบบพระราชนิยม พระหัตถ์ขวาวางคว่ำเหนือพระชานุ พระหัตถ์ซ้ายถือพัดยศแบบพัดแฉกยอดแหลมลงยาประดับเพชร ประทับขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวรองรับด้วยฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม พร้อมกับฉัตรทองคำดุนลายประจำยามห้าชั้น (สามารถแยกได้ ๓ ส่วน คือ องค์พระ ตาลปัตร และฉัตรทองคำ)

ทั้งนี้มีหลักฐานในราชกิจจานุเบกษาเรื่องการสมโภชพระชัยวัฒน์องค์นี้เป็นครั้งที่สอง ด้วยเหตุบางประการ เมื่อวันที่ ๗-๘ มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๗ (พ.ศ.๒๔๕๑) “...สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครราชสีมา จะได้ทรงบำเพ็ญพระกุศลสมโภชพระไชยเนาวโลหองค์เล็ก ที่ได้รับพระราชทานไว้สำหรับพระองค์ ซึ่งต้องเพลิงไหม้ไม่เปนอันตราย ที่พระตำหนักที่ประทับสวนกุหลาบวังสวนดุสิต”

การนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จไปในการสมโภชพระชัยวัฒน์เนาวโลหะองค์เล็กด้วย โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรสเป็นประธาน พร้อมพระสงฆ์ ๗ รูป เจริญพระพุทธมนต์ “เมื่อเสร็จการเสวยแล้วประทับทอดพระเนตรลครของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงษ์ ซึ่งหามาเล่นในวันนั้น...” และ “รุ่งขึ้นวันที่ ๘ มีนาคม เวลาเช้า ...เจ้าพนักงานได้ตั้งบายศรี แก้ว เงิน ทอง เวียนเทียนสมโภชพระไชยเนาวโลห มีประโคมแตรสังข์กลองแขกพิณพาทย์ตามธรรมเนียม...”

ด้วยเหตุนี้ “พระชัยวัฒน์เนาวโลหะ”นี้ จึงเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและขนาดของพระชัยวัฒน์ในรัชกาลที่ ๕ พร้อมกับข้อพิสูจน์ถึงพุทธานุภาพที่ “ต้องเพลิงไหม้ไม่เปนอันตราย” นับว่าเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลยิ่ง

.

.

*** พระชัยวัฒน์นั้น เดิมเรียกว่า "พระไชย" มีความหมายคือชัยชนะ ใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินไปในสถานที่ต่างๆ ภายหลังคำเรียกเปลี่ยนเป็น “พระชัยวัฒน์” สื่อถึงมีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป
.

เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุธศักราช ๒๕๖๙ #มะเมียนักษัตร ขออำนาจคุณพระศร๊รัตนตรัยบันดาลพรให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย และมีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

.

อ้างอิง #พระชัยนวโลหะ
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, และ อนุมานราชธน (ยง), พระยา. บันทึกความรู้ต่างๆ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. ๒๕๐๖.
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาค ๑๙. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์. ๒๔๘๔.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔ ตอนที่ ๒๓ หน้า ๑๘๒ เรื่อง ข่าวพระราชทานพระไชยวัฒนทองคำองค์เล็ก [ในการฉลองพระประจำพระชนม์พรรษา] วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๐.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐ ตอนที่ ๒๒ หน้า ๒๕๕ เรื่อง การพระราชพิธีหล่อพระไชยวัฒน์ วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๓๖.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๕ ตอนที่ ๒๕ หน้า ๑๔๕๙ เรื่อง ข่าวเสด็จพระราชดำเนินในการสมโภชพระไชยเนาวโลหองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครราชสีมา วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๑.

.
.

พระชัยวัฒน์ รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕



.
.

Central Storage of National Museums : คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทแก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระชัยวัฒน์ ๓ ข้อ “...(๑) หนึ่งว่าให้ตั้งพระทัยคิดที่จะทำนุบำรุงพระพุทธสาศนาให้ถาวรเป็นนิจกาลและให้ยิ่งขึ้นไป (๒) ข้อหนึ่งว่าให้ตั้งพระทัยซื่อสัตย์สุจริตต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระเจ้าอยู่หัวโดยความสวามิภักดิ์ (๓) ข้อหนึ่งให้ตั้งพระทัยทำนุบำรุงรักษาพระราชอาณาจักร์และราษฎรในบ้านเมืองของตนให้เจริญยิ่งขึ้นไป"



.
.
ที่มา : พระชัยวัฒน์ รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕
https://www.facebook.com/photo?fbid=1307987068031273&set=a.305048988325091&locale=th_TH

Central Storage of National Museums : คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
https://www.facebook.com/centralstorageofnationalmuseums?locale=th_TH
.




92
นานาภัณฑ์ : สมบัติล้ำค่า 10 ชิ้นในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดย พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์


นานาภัณฑ์
นำชมสมบัติล้ำค่า 10 ชิ้นในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ห้องสมุดโบราณวัตถุของไทย บางชิ้นไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน

เรื่อง พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์, ภาพ มณีนุช บุญเรือง

..

Home /Art & Culture/Scoop
20 มกราคม 2026
.

‘คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’ นิยามตนเป็น ‘ห้องสมุดโบราณวัตถุ’

หนึ่งในหน้าที่หลักคือรวบรวมสิ่งของจากพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในสังกัดกรมศิลปากรมาเก็บไว้

เพราะจำนวนของที่มีโอกาสได้ออกไปจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์เป็นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนของที่เหลือดูแลรักษาอยู่ในคลังแห่งนี้

ของที่เก็บข้างในไม่ได้มีแค่โบราณวัตถุอย่างพระพุทธรูป ประติมากรรม ศิลาจารึก หรือชิ้นส่วนประติมากรรมเก่าแก่หลายร้อยหลายพันปี แต่มีความหลากหลายเกินคาดเดา ทั้งในแง่วัสดุ รูปลักษณ์ ที่มา และอายุสมัย จนบางชิ้นไม่คิดว่าจะเจอได้ที่นี่

คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้บริการแบบ Visible Storage คลังเพื่อการศึกษา การจะชมของที่เก็บไว้ด้านในมี 2 ทาง ถ้าอยากเรียนรู้ของเป็นรายชิ้นต้องสืบค้นจากฐานข้อมูลมาก่อน แล้วทำเรื่องขออนุญาต หรือไม่ก็รอของออกไปจัดแสดงในนิทรรศการหมุนเวียนที่จัดขึ้นในวาระต่าง ๆ

ด้วยเหตุนี้ จึงมีของอีกหลายชิ้นที่ยังไม่ค่อยและไม่เคยออกไปจัดแสดงที่ไหน เราขออาสาคัดของดีที่น่าสนใจ 10 ชิ้น แยกตามวัสดุในแต่ละห้องคลัง ย่อยข้อมูลจากภัณฑารักษ์ออกมาเล่าสู่กันฟัง
.

01
พระชัยวัฒน์
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 25)

เริ่มต้นเอาฤกษ์เอาชัยเปิดปีใหม่นี้ด้วยพระชื่อมงคลอย่าง ‘พระชัย’

พระชัย คือพระพุทธรูปนั่งขนาดไม่ใหญ่ พระหัตถ์ขวาทำปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือตาลปัตร ในยามศึกสงครามคนมักนำติดตัวไปด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเครื่องรางให้ได้รับชัยชนะ หรือบางครั้งก็นำขึ้นหลังช้าง เลยมีชื่อต่อท้ายเป็น ‘พระชัยหลังช้าง’

มีอีกชื่อที่เรียกกันคือ ‘พระชัยวัฒน์’ หมายถึงความเจริญรุ่งเรือง ในสมัยรัตนโกสินทร์จึงนิยมสร้างพระชัยประจำรัชกาล แตกต่างกันตรงที่วัสดุ บางครั้งทำจากเงิน ทอง หรือโลหะอื่น รวมทั้งมีหลายขนาดหน้าตัก ตั้งแต่สำหรับบูชาไปจนถึงองค์เล็กใช้ห้อยคอ

สมัยรัชกาลที่ 5 มีการสร้างพระชัยหลายครั้ง สำหรับพระราชทานให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ บางโอกาสสร้างให้พระเจ้าลูกยาเธอก่อนออกไปทรงศึกษายังต่างประเทศ เช่นกันกับพระชัยองค์นี้ มีประวัติว่าเป็นของพระราชทานให้กับพระราชโอรสคือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา สร้างจากนวโลหะ ตาลปัตรทำจากทองคำลงยาเป็นรูปเป็นพัดแฉก ด้านหลังมีฉัตรทอง ถือเป็นหนึ่งในของมีค่าที่เก็บไว้ในห้องมั่นคงของคลังกลางฯ



.

02
เงินเถาพดด้วงตรามงกุฎและตราจักร
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 25)

ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ‘พดด้วง’ เคยใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสินค้า เรื่อยมาจนกระทั่งเหรียญและเงินกระดาษค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ ในสมัยรัชกาลที่ 4 การใช้เงินพดด้วงเริ่มลดลง แม้ยังพอมีการสร้างอยู่บ้าง แต่เปลี่ยนหน้าที่เป็นของที่ระลึกในโอกาสพิเศษ เช่น งานพระบรมราชาภิเษก การเฉลิมพระราชมณเฑียร และการบำเพ็ญพระราชกุศลพระชนมายุเท่ากับพระชนก-ชนนี หรือกษัตริย์รัชกาลก่อน ๆ

เงินเถาพดด้วงตรามงกุฎและตราจักร รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเป็นชุด มี 3 ราคา คือชั่ง ตำลึง และกึ่งตำลึง ขนาดลดหลั่นกัน ในโอกาสฉลองพระมหามณเฑียร พระที่นั่งอนันตสมาคม (องค์เก่า) ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2402

ความพิเศษของเงินเถาพดด้วงชุดนี้สังเกตได้จากตรามงกุฎและจักรที่บรรจงแกะด้วยมือ และเป็นชุดที่มีประวัติการสร้าง แต่กลับพบไม่มากนัก



.

03
ประติมากรรมรูปสัตว์ผสม (เหงะ)
อายุสมัย : พุทธศตวรรษที่ 20

ข้ามกันมาต่อที่ห้องคลังดินเผาและแก้ว

ในวัฒนธรรมเวียดนามมีสัตว์ผสมชนิดหนึ่งเรียกว่า ‘เหงะ’ (Nghe) หัวเป็นสิงโต ตัวเป็นสุนัข มักทำเป็นประติมากรรมตั้งอยู่ตามศาสนสถานต่าง ๆ เชื่อกันว่าจะช่วยคุ้มครองและขับไล่สิ่งชั่วร้าย

แม้ไม่ได้มีอาณาเขตติดต่อกัน แต่ในไทยก็พบประติมากรรมจากเวียดนามด้วย ภายในกรุเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ของวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ลักษณะเป็นเครื่องเคลือบสีขาว เขียนลายสีน้ำตาล ถอดหัวออกจากลำตัวได้ ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของช่างเวียดนาม จึงเชื่อกันว่าผลิตจากแหล่งเตาบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงในเวียดนาม

การพบเป็นเครื่องอุทิศในห้องกรุของเจดีย์ร่วมกับสิ่งของอื่น ๆ ช่วยรักษาโบราณวัตถุให้มีสภาพสมบูรณ์ และยังกำหนดอายุของประติมากรรมชิ้นนี้ได้ว่าสร้างขึ้นมาแล้วกว่า 700 ปี

ทั้งยังสะท้อนถึงการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างอาณาจักรสุโขทัย เมืองเพชรบูรณ์ และเวียดนาม ที่นำพาเหงะตัวนี้ข้ามน้ำข้ามเขา เดินทางไกลผ่านเส้นทางการค้าทางบกและทางทะเลมายังบ้านเรา



.

04
ชิ้นส่วนประดับสะพานเฉลิมหล้า 56
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 25)

อ่านไม่ผิด ที่คลังกลางฯ แห่งนี้มีชิ้นส่วนสะพานเก็บรักษาอยู่ด้วย

‘สะพานเฉลิมหล้า 56’ เป็นหนึ่งในสะพานชุด ‘สะพานเฉลิม’ ที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ สร้างเป็นสาธารณประโยชน์ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี

พูดถึงชื่อของสะพานเฉลิมหล้า 56 บางคนอาจไม่คุ้นเคย แต่ถ้าบอกว่านี่คือสะพานเดียวกับ ‘สะพานหัวช้าง’ ตรงหน้าวังสระปทุม ไม่ไกลจากแยกปทุมวัน น่าจะนึกหน้าตาของสะพานแห่งนี้ออกจากเอกลักษณ์รูปหัวช้างที่คอสะพาน ซึ่งในสมัยนั้นมีการจ้างสถาปนิกชาวต่างชาติมาออกแบบ และสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

 ในคราวที่ขยายถนนให้กว้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2544 จำต้องรื้อสะพานเดิมออก กองโบราณคดีได้นำราวสะพานความยาวกว่า 2 เมตร ที่ตรงกลางเขียนตราพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ในกรอบวงกลม มาเก็บรักษาไว้ที่คลังกลางฯ ส่วนราวสะพานที่เห็นในปัจจุบันเป็นของสร้างใหม่เลียนแบบของเดิม





.

05
โคมเวียน
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 24)

ในหนังสือ พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 และ ดรุโณวาท เล่าถึงบรรยากาศการเทศน์มหาชาติว่า นอกจากต้องประดับประดาสถานที่ด้วยผลหมากรากไม้ให้เหมือนกับป่าหิมพานต์แล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่วันนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว หนึ่งในนั้นคือ ‘โคมเวียน’

โคมเวียนเป็นนวัตกรรมการทำภาพเคลื่อนไหวแบบโบราณ มีกลไกหมุนได้ด้วยลมและความร้อนจากเทียนด้านใน เปลี่ยนภาพเล่าเรื่องกัณฑ์ต่าง ๆ ระหว่างเทศน์

สำหรับโคมเวียนของในคลังกลางฯ ชิ้นนี้ รูปลักษณ์ทำเลียนแบบสถาปัตยกรรมจีนที่เรียกว่า ‘ถะ’ หรือเจดีย์แปดเหลี่ยม สูง 3 ชั้น ทะเบียนโบราณวัตถุระบุว่า สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แต่จากลวดลายชี้ว่าคงมีการซ่อมแซมในสมัยรัชกาลที่ 3 และใช้งานต่อมาจนถึงสมัยหลัง ดังมีหลักฐานในภาพถ่ายเก่าว่าเคยตั้งอยู่ที่วังบางขุนพรหมและพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท





.

06
ประติมากรรมพระนารายณ์
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (ปลายพุทธศตวรรษที่ 24 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 25)

ความพิเศษของประติมากรรมพระนารายณ์ฝีมือของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร องค์นี้มีอยู่ 2 จุด

หนึ่ง คือการออกแบบเป็นประติมากรรมลอยตัวตามประติมานวิทยาแบบไทยอย่างครบถ้วน ทั้งพระวรกายสีม่วงดอกตะแบก มี 4 กร ถือสิ่งของต่าง ๆ สวมชุดตัวนอกและตัวในทับกัน เหมือนชุดโขน-ละครแบบเก่าอย่างสมจริง ส่วนที่คอมี Choker แบบตะวันตกเข้ามาผสมผสาน นับเป็นตัวอย่างสำคัญในการศึกษาเครื่องแต่งกายในช่วงร้อยปีก่อนได้อย่างดี

และสอง คือเทคนิคการสร้างที่ใช้ทั้งงานไม้ ตะกั่ว กระจก และรักสมุก นำมาทำเป็นเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ต่าง ๆ มีชายไหว-ชายแครงที่ด้านล่างยื่นออกมา เหมือนในจิตรกรรมแบบไทยประเพณี รวมถึงสุวรรณกระถอบที่ไม่พบแล้วในเครื่องแต่งกายโขนสมัยใหม่

ด้วยรายละเอียดที่วิจิตรขนาดนี้ พระนารายณ์องค์นี้จึงไม่ค่อยได้ออกไปจัดแสดงที่ไหน เพราะวัสดุที่นำมาประกอบสร้างล้วนแต่มีความเปราะบาง เสี่ยงที่จะเสียหายระหว่างขนย้าย





.

07
ฉลองพระองค์กันหนาว เสือป่าราบ
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 25)

นี่คือ ‘ฉลองพระองค์กันหนาว เสือป่าราบ’ เพียงชุดเดียวที่พบ

ชุดนี้ได้มาจาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นเครื่องแบบของเสือป่าราบในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบฉลองพระองค์ตามฤดูกาล ทั้งฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ตามอย่างเครื่องแบบทหารของชาติตะวันตก เช่น ฝรั่งเศสและรัสเซีย

เครื่องแบบเหล่านี้มีระบุไว้ในพระราชกำหนดเครื่องแต่งตัวเสือป่าและลูกเสือ แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่หลายครั้ง ทำให้บางชุดเจ้าของมีแล้วก็ไม่ทันได้ใส่ หรือถ้าจะใส่ก็อาจไม่เหมาะกับอากาศในบ้านเรา อย่างเช่นชุดกันหนาวนี้ปรากฏในเอกสาร แต่ไม่เคยพบในภาพถ่ายเก่ามาก่อน



.

08
หนังช้างเผือกดอง
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 25)

กาลครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการพบช้างเผือกที่บ้านนา แขวงเมืองนครนายก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เจ้ากรมคชบาล รับภารกิจออกไปคล้องมา แต่ยังไม่ทันได้ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง ช้างเผือกตัวนี้ก็ล้มลงเสียก่อน

แต่เพราะช้างเผือกถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์มงคลของสมเด็จพระจักรพรรดิ เป็นของประดับบารมีของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ ด้วยความเสียดาย รัชกาลที่ 4 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้นำอวัยวะและเครื่องใน 8 ชิ้นมาดองเหล้าเก็บไว้ในโหลแก้ว หนึ่งในนั้นคือ ‘หนัง’ ที่ยังคงมีขนสีขาวของช้างเผือกอยู่

ปัจจุบันอวัยวะที่เหลือเสื่อมสภาพไปหมดแล้ว อาจเพราะวิทยาการการเก็บรักษาในอดีตที่ยังไม่ดีมากนัก มีเพียงหนังที่ยังคงสภาพไว้ และได้รับการเปลี่ยนน้ำยาเป็นเอทิลแอลกอฮอล์เพื่อเก็บรักษาอย่างถูกวิธี



.

09
จานกระ (เต่า)
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 25)

ในสมัยรัชกาลที่ 4 – 5 ชนชั้นนำสยามนิยมใช้ของจากต่างประเทศกันอย่างแพร่หลาย หนึ่งในนั้นคือสินค้าจากญี่ปุ่นอย่าง ‘เครื่องกระ’ ที่นำเข้ามาพร้อมกับงานประดับมุก

เครื่องกระถือเป็นงานประณีตศิลป์ชนิดหนึ่ง ทำจากกระดองเต่ากระ มีลวดลายและรูปทรงตามธรรมชาติเป็นริ้วสวยงาม นำมารีดเป็นแผ่นบาง ขึ้นรูปแล้วเชื่อมต่อกันด้วยความร้อน ก่อนจะเขียนรักเป็นลวดลายตามธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ สัตว์

สมัยนั้นเครื่องกระน่าจะนำเข้าผ่านท่าเรือเมืองนางาซากิ ปัจจุบันถือเป็นของหายาก ไม่มีการผลิตแล้วเนื่องจากอนุสัญญา CITES โดยในไทยยังพอพบเห็นอยู่บ้างตามวัดต่าง ๆ เช่น พานพระศรีของวัดบวรนิเวศวิหาร





.

10
ธงนำทัพโบราณ
อายุสมัย : รัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 24 – 25)

ปิดท้ายกันด้วย ‘ธงนำทัพโบราณ’ ผืนธงปริศนาที่เชื่อกันว่า เป็นธงนำทัพของ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ตอนปราบปรามเมืองไทรบุรีในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ธงผ้าสีแดงนี้ตรงกลางเขียนเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑที่ยืนบนช้างเอราวัณ ขนาบข้างด้วยยันต์ต่าง ๆ เช่น ยันต์พระเจ้าห้าพระองค์และยันต์ตรีนิสิงเห ฯลฯ ถือเป็นตัวอย่างรูปแบบธงนำทัพแบบโบราณที่พบไม่มากนัก ก่อนจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธงสยาม ร.ศ. 110 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่กำหนดให้รูปแบบธงต่าง ๆ เหมือนอย่างธงในตะวันตก

แต่ความน่าสนใจของธงผืนนี้อยู่ที่ผู้มอบธงให้กับรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เลือกช่วงเวลาที่รัฐบาลญี่ปุ่นคืน 4 รัฐมาลัย (รัถมาลัย) อดีตเขตปกครองทางใต้ของไทย ได้แก่ กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และปะลิส ให้กับไทยพอดิบพอดี ล้อกับเหตุการณ์ที่ธงผืนนี้เคยนำทัพปราบเมืองไทรบุรีเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว





.
.
สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าชมวัถตุโบราณได้ที่
Facebook : Central Storage of National Museums : คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
https://www.facebook.com/centralstorageofnationalmuseums/?locale=th_TH
.

Writer : พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์
นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา
ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer : มณีนุช บุญเรือง
ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

.
.
ที่มา : นานาภัณฑ์ นำชมสมบัติล้ำค่า 10 ชิ้นในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
https://readthecloud.co/10-masterpieces-central-storage-of-national-museums/
.




93
จากกรมท่า สู่กระทรวงการต่างประเทศ โดย ธงทอง จันทรางศุ


ธงทองของเยอะ
จากกรมท่า สู่กระทรวงการต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์ในจานที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติ

เรื่อง ธงทอง จันทรางศุ, ภาพ เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

..

Home /Art & Culture/ธงทองของเยอะ
6 กรกฎาคม 2021
.

เคยได้ยินคำว่า ‘สีกรมท่า’ กันมาบ้างแล้วนะครับ และทุกคนก็เข้าใจตรงกันว่าสีดังกล่าวคือสีน้ำเงินเข้ม เวลาออกเสียงก็ต้องออกเสียงว่า สี-กรม-มะ-ท่า โดยออกเสียง มะ แต่เพียงครึ่งเสียงและโดยเร็วเท่านั้น เหตุที่เรียกสีน้ำเงินว่าสีกรมท่านี้ เพราะข้าราชการที่อยู่ในสังกัดกรมดังกล่าวนุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าสีน้ำเงินเป็นประจำทำนองอย่างเครื่องแบบ ไปๆ มาๆ คนจึงเรียกสีน้ำเงินนั้นว่าสีกรมท่า

แจกแจงกันต่อไปว่ากรมท่านั้นมีหน้าที่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ แบ่งย่อยออกเป็น 2 กรม เรียกว่ากรมท่าซ้ายและกรมท่าขวา เพื่อความเข้าใจและจดจำได้ง่าย นึกเสียว่าอย่างนี้ครับ ถ้าเดินเรือออกจากอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา พ้นจากปากน้ำไปแล้ว ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปเมืองญวน เมืองจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร บางทียังเลยเถิดไปถึงเมืองญี่ปุ่นด้วย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าซ้าย เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘โชฎึกราชเศรษฐี’ พระยาผู้มีราชทินนามดังกล่าวมีผู้สืบสายสกุลมาหลายตระกูล มักได้รับพระราชทานนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘โชติก’ เช่น โชติกเสถียร โชติกสวัสดิ์ หรือ โชติกพุกณะ เป็นต้น
 


ภาพ : www.silpa-mag.com

แต่ถ้าเดินเรือเลี้ยวขวา ก็จะไปเมืองแขกและเมืองฝรั่งทั้งปวง ตั้งแต่ลังกา อินเดีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม กินแดนไปจนถึงเมืองยุโรปทั้งหลาย พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมท่าขวา เจ้ากรมส่วนมากเป็นผู้มีเชื้อสายแขก มีราชทินนามประจำตำแหน่งเจ้ากรมว่า ‘จุฬาราชมนตรี’ ซึ่งราชทินนามนี้ยังใช้เป็นชื่อประจำตำแหน่งของผู้นำชาวมุสลิมที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแม้จนทุกวันนี้

ทั้งกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาเป็นกรมย่อย ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในเสนาบดีจตุสดมภ์ที่ประกอบด้วยเวียง วัง คลัง และนา เสนาบดีพระคลังที่ว่านี้ถือตราบัวแก้ว สำหรับประทับเป็นสำคัญในเอกสารต่างๆ ด้วยเหตุที่ผู้คนในกรมทั้งสองเป็นผู้สันทัดจัดเจนในการติดต่อกับชาวต่างประเทศ นอกจากการดูแลภารกิจเรื่องการค้าขายแล้ว ภารกิจในเรื่องการติดต่ออย่างเป็นทางการกับคนต่างชาติต่างภาษา ที่เรียกโก้หรูว่า ‘ทางพระราชไมตรี’ จึงพลอยตกติดมาอยู่ในความรับผิดชอบของเสนาบดีพระคลังด้วย

ยังแถมด้วยงานพิเศษ คือ การดูแลหัวเมืองชายทะเลที่เป็นเมืองท่าสำหรับติดต่อค้าขาย หรือเป็นด่านเข้าออกของชาวต่างประเทศแถมพกมาอีกอย่างหนึ่ง

เห็นไหมครับว่าเสนาบดีพระคลังสมัยก่อนนั้น ท่านทำงานหลายหน้าที่เหลือเกิน นอกจากงานเรื่องการเงินการคลังของตัวเองโดยตรงแล้ว ยังมีเรื่องของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศ รวมทั้งบางส่วนของกระทรวงมหาดไทยยุคนี้รวมห่อเข้าไปด้วย

อธิบายเตลิดเปิดเปิงต่อไปว่า กฎหมายตราสามดวงซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสำหรับแผ่นดินที่ชำระขึ้นในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ใบปกหน้าประทับตราพระราชลัญจกรสามดวง คือตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และตราบัวแก้ว ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และเสนาบดีพระคลัง ตามลำดับ เพื่อแสดงให้เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่ากฎหมายเล่มนี้ใช้ได้ตลอดทั่วราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความกำกับดูแลของเสนาบดีคนใดคนหนึ่งในสามคนนั้น



ภาพ : th.m.wikipedia.org

เล่ามายืดยาวเพียงนี้ คงพอเข้าใจแล้วนะครับ ว่าเหตุใดกระทรวงการต่างประเทศในยุคปัจจุบันจึงใช้ตราบัวแก้ว ซึ่งมีรูปร่างเป็นเทวดานั่งแท่นถือดอกบัวอยู่ในมือ เป็นตราประจำกระทรวง

ขณะที่กระทรวงการคลังแยกไปใช้ตรานกวายุภักษ์ กินลมเป็นภักษาหารไปตามเรื่อง

ระบบราชการที่เคยเป็นเสนาบดีจตุสดมภ์ มีกรมท่าซ้ายและกรมท่าขวาอยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีพระคลัง กลายเป็นของพ้นสมัยไปเสียแล้วในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค่อยๆ ผ่อนผันแยกราชการเรื่องการต่างประเทศกับงานการคลังการค้าออกจากกันตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล ต่อมาเมื่อทรงปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญในช่วงกลางรัชกาล ทรงยกเลิกวิธีการแบ่งส่วนราชการแบบเดิมที่ใช้มาหลายร้อยปี และเปลี่ยนมาเป็นระบบกระทรวง ทบวง กรม อย่างใหม่แทน

ภารกิจในเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเกียรติยศของประเทศ และมีผลกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยของบ้านเมือง ทรงกำหนดให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศที่ตั้งขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตให้ใช้ตราบัวแก้วของเสนาบดีพระคลังแต่เดิมเป็นตราของกระทรวง

เวลานั้นฝรั่งหลายชาติเริ่มเข้ามาค้าขายและติดต่อเป็นทางพระราชไมตรีเนื่องสนิทกับเมืองไทย มีสถานกงสุลเข้ามาตั้งประจำอยู่ในพระนคร มีธุระราชการต้องติดต่อสื่อสารกับกระทรวงการต่างประเทศที่ว่านี้เป็นประจำ ตามแบบธรรมเนียมแต่เดิมของบ้านเรานั้น ไม่มีที่ทำการของหน่วยราชการใดเป็นพิเศษ หากแต่ใช้บ้านของเสนาบดีหรือข้าราชการผู้ใหญ่ของแต่ละกรมเป็นที่ทำงาน

ชีวิตในแต่ละวัน ประมาณว่าตื่นเช้ามา ข้าราชการทั้งหลายก็ไปหาท่านเสนาบดีที่บ้าน มีอะไรก็พูดคุยปรึกษาหารือกันไป ได้เวลาอันสมควรเสนาบดีก็เข้าวังไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงว่าราชการอย่างใด ก็รับใส่เกล้าฯ มาปฏิบัติ กลับมาบอกลูกน้องซึ่งรออยู่ที่บ้านของตัวเอง หรือถ้าไม่ใช่การเร่งร้อน พรุ่งนี้ค่อยบอกกันก็ได้

วิธีทำงานแบบนี้ถ้าเราทำกันเองแต่เฉพาะหมู่คนไทยก็ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่กงสุลหรือทูตชาวต่างประเทศเขาไม่คุ้นกับวิธีการอย่างนี้ ย่อมรู้สึกประดักประเดิดกันอยู่มิใช่น้อย ราชการฝ่ายไทยเราก็ต้องผันผ่อนให้เข้าแบบธรรมเนียมสากล กล่าวคือต้องคิดอ่านให้มีที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นเรื่องเป็นราว ยุคแรกสุดนั้นก็ได้รับพระราชทานวังสราญรมย์ ที่อยู่ใกล้กันกับกระทรวงกลาโหมเป็นศาลาว่าการต่างประเทศแห่งแรก พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของเจ้านาย และรับเสด็จเจ้านายต่างประเทศมาแล้วแต่เดิม ปรับปรุงอีกนิดหน่อยก็ใช้เป็นที่ทำงานได้ไม่ขัดเขิน และสง่างามสมเกียรติยศด้วย

เพื่อนของผมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเมื่อแรกเข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ 40 ปีก่อน ยังได้เคยทำงานอยู่ที่วังสราญรมย์ที่ว่านี้เลยครับ หมายความว่าวังแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงการต่างประเทศมากว่าร้อยปี

และเป็นธรรมดาครับ ที่วันหนึ่งสถานที่ที่เคยใหญ่โตโอ่โถง จะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานที่มีหน่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก จำเป็นจะต้องคิดหาทางขยับขยายไปหาที่ตั้งใหม่ เพื่อให้หน่วยงานทั้งหลายมีพื้นที่สำหรับทำงานได้สมประโยชน์

คนรุ่นผมย่อมรู้จักองค์การระหว่างประเทศองค์การหนึ่งที่ชื่อว่า SEATO (ซีโต้) หรือมีชื่อไทยยาวเหยียดว่า องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในสมัยสงครามเย็น เพื่อต่อต้านกับคอมมิวนิสต์กันพอสมควร องค์การที่ว่ามีสมาชิก 8 ประเทศ คือ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย



ภาพ : dvifa.mfa.go.th

อยู่ที่ไหนหรือครับ อยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศถนนศรีอยุธยาเวลานี้นั่นเอง ผมยังจำได้เลยครับว่าหน้าตาเป็นตึกสองหรือสามชั้น สีเทาๆ มีขนาดไม่ใหญ่โตกว้างขวางนัก จนกระทั่งเมื่อองค์การดังกล่าวยกเลิกไปใน พุทธศักราช 2520 เพราะสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแล้ว ครั้นจะปล่อยตึกที่ว่านั้นทิ้งร้างอยู่ก็ใช่ที่ กระทรวงต่างประเทศของเราจึงรับโอนทรัพย์สินรายการนี้มาเป็นที่ทำการแห่งที่สอง คู่ขนานกันกับศาลาว่าการกระทรวงต่างประเทศที่วังสราญรมย์ซึ่งคับแคบลงไปทุกที



หม่อมหลวงเติบ ชุมสาย
ภาพ : www.silpathai.net/หม่อมหลวงเติบ-ชุมสาย/

ในความทรงจำของคนรุ่นผม อดีตอาคารที่ทำการของซีโต้ในยุคที่มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว มีของขึ้นหน้าขึ้นตาอย่างหนึ่งคือร้านอาหาร ซึ่งขายอาหารดีมีคุณภาพ รสอร่อย ราคาคบหากันได้ ฝีมือของหม่อมหลวงเติบ ชุมสาย ผู้มีชื่อเสียงเรื่องอาหารการกินระดับชาติมาเปิดร้านอยู่ในอาคารดังกล่าว เวลาจะไปกินร้านที่ว่าต้องนัดหมายกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ในตึกที่ว่านั้นให้เป็นคนพาเข้าพาออก เพราะไม่ได้เปิดให้บริการสำหรับคนทั่วไป แต่ตั้งใจจะขายอาหารสำหรับข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ และเพื่อนฝูงผู้มีฐานานุรูปเช่นผมเท่านั้น ฮา!

อยู่ไปอยู่มานานปีเข้า กระทรวงต่างประเทศมีความเห็นว่าควรจะสร้างอาคารที่ทำการหลังใหม่ขึ้นในบริเวณริมถนนศรีอยุธยานี้ให้เป็นหลักเป็นฐาน การก่อสร้างคราวนั้นมีบริษัทเอกชนเป็นผู้ออกแบบ ไม่ได้ใช้แบบมาตรฐานของกรมโยธาธิการหรือสถาปนิกของทางราชการ เพราะฉะนั้น หน้าตาถึงได้ออกมางดงามแตกต่างจากกระทรวงอื่นๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในพุทธศักราช 2542






ของชำร่วยในงานนั้นเป็นจานเบญจรงค์สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกตามใจปรารถนา ลวดลายที่อยู่บนจานเป็นรูปเรือในกระบวนพระราชพิธี ซึ่งผมเข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากภาพเขียนเก่าสมัยอยุธยา ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่มีทูตฝรั่งเศส เชิญพระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เมืองไทย ดูเหมาะสมกับพิธีเปิดที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่สุด



Jan Luyken, Landscape in Siam with boats พ.ศ. 2230 ภาพพิมพ์กัดกรด 16.8 x 29.5 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam



Franz Xaver Habermann, View of Siam, พ.ศ. 2298 – 2322 ภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ 33.4 x 43.4 ซม.
ภาพ : Rijksmuseum Amsterdam

ผมเองไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ก็มีโอกาสได้เข้าไปร่วมกิจกรรมหรือไปในงานพิธีการต่างๆหลายครั้งที่อาคารดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ตอนกลางของอาคารซึ่งมีชื่อเรียกว่าห้องวิเทศสโมสร ต้องเรียกว่าเป็นห้องอเนกประสงค์จริงๆ ครับ บางคราวเมื่อมีความขัดข้อง ไม่สามารถจัดงานสโมสรสันนิบาตในวาระสำคัญได้ที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลก็ไปจัดงานสโมสรสันนิบาตที่ห้องวิเทศสโมสรนี้แทน และห้ประวัติศาสตร์ใน จานเบญจรงค์ ที่ระลึกการเปิดตึกกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่สีกรมท่า กฎหมายตราสามดวง และการติดต่อกับต่างชาติองเดียวกันนี้เอง ผมก็ได้เคยฟังบรรยายพิเศษโดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเลขาธิการอาเซียน เป็นการฟังบรรยายโดยแถมมื้อกลางวันด้วยหนึ่งมื้อ อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งสมอง เป็นที่ปลาบปลื้มมากครับ

นอกจากเรื่องกินเลี้ยงแล้วเรื่องไปประชุมก็มีครับ เดี๋ยวจะนึกว่าผมไม่ทำการทำงานอะไรเสียเลย จำได้ว่าในสมัยที่ผมยังรับราชการอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ครั้งหนึ่งทางกระทรวงต่างประเทศแจ้งว่าเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศ G-7 มีประเด็นหารือเรื่องมาตรการในการป้องกันการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปลอมพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทาง ผมก็ได้ไปร่วมพูดคุยหารือ และกลับมาทำงานในส่วนของเราจนสำเร็จเรียบร้อยครับ

ทุกวันนี้เวลานั่งรถผ่านบริเวณด้านหน้าที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา ผมอดไม่ได้ที่จะเลี้ยวมองดูอาคารที่มีความสง่างดงามหลังนี้ นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นและผมเองได้เคยพบเห็นมา สุดท้ายก็กลับมาจ้องดูจานเบญจรงค์ ของชำร่วยเก่าแก่ใบนี้ที่บ้าน พอให้ครึ้มใจว่า เรานี้ก็ช่างเก็บเสียเหลือเกิน อิอิ








.

Writer : ธงทอง จันทรางศุ
คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ
ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer : เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล
ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

.

.
ที่มา : จากกรมท่า สู่กระทรวงการต่างประเทศ
https://readthecloud.co/history-of-ministry-of-foreign-affairs-thailand/
.




94
ภาพสวยงาม / Lucian Freud - British painter : Nude Paintings
« Last post by ppsan on 16 February 2026, 10:26:31  »
Lucian Freud - British painter : Nude Paintings


Lucian Freud - British painter : Nude Paintings

.
Lucian Michael Freud

.

.
not-safe-for-work

.

.




















10



















20



















30


.

.
ที่มา : Lucian Freud Nude Paintings
https://wooarts.com/tag/nude-paintings/
.




95
ภาพสวยงาม / Kurt Wenner - American Artist : Painting On Street
« Last post by ppsan on 16 February 2026, 09:48:56  »
Kurt Wenner - American Artist : Painting On Street




..




















10



















20










.

.
ที่มา : Kurt Wenner - American Artist : Painting On Street
https://wooarts.com/kurt-wenner-gallery/
.



96
มื้อสุดท้าย : ผู้เขียน: ต้นชมพู่


มื้อสุดท้าย : ผู้เขียน: ต้นชมพู่
หมวด: รีวิวสุนทรียะในความตาย

“ช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นช่วงที่ร่างกายเอาอาหารไปใช้ไม่ได้ ไม่ใช่การรับประทานอาหารไม่พอ!”

“ไปเที่ยวมิลานกันมั้ยคะ?”

อิตาลีเป็นประเทศในฝันของนักเดินทางหลายคน และแน่นอนในลิสต์ของการเดินทาง ก็มักจะต้องมีเมืองมิลาน หรือ มิลาโน่ (ในภาษาอิตาเลียน) เป็นหนึ่งในที่หมาย

การไปเที่ยวเมืองมิลานนั้น หลายคนก็อาจนึกถึงการไปช้อปปิ้งสินค้าเมดอินอิตาลีและดื่มด่ำกับบรรยากาศใน Galleria Vittorio Emanuele หรือการได้ลิ้มรสริซอตโต้สูตรต้นตำรับมิลาน แล้วตบท้ายด้วยเจลาโต้ซักถ้วย และหลายๆ คนก็มักจะต้องไปบันทึกภาพความทรงจำที่หน้า Duomo สัญลักษณ์ประจำเมืองมิลาน แต่ว่า ยังมีอีกสถานที่หนึ่ง ที่ได้รับนิยมจนถึงกับต้องจองคิวการเข้าชมล่วงหน้าหลายเดือน นั่นคือ การไปชมภาพ The Last Supper (พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย) ที่โบสถ์ Santa Maria delle Grazie ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Leonardo Da Vinci อัจฉริยบุคคลแห่งยุคเรเนสซองส์



ภาพ The Last Supper ได้เล่าถึงเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูและสาวก 12 คน ก่อนที่พระเยซูจะถูก ยูดาส หนึ่งในสาวกที่คิดทรยศ พาทหารมาจับตัวไปให้กับ กลุ่มฟาริสี (เป็นกลุ่มผู้นำทางศาสนาของชาวยิวที่มีบทบาทสำคัญในปาเลสไตน์ เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะประพฤติตามกฎบัญญัติทุกข้อที่ปรากฏในธรรมบัญญัติของโมเสส บางคนสนใจแต่เรื่องการปฏิบัติตามกฎบัญญัติ แต่ไม่สนใจสภาพฝ่ายจิตวิญญาณ พระเยซูจึงมักจะกล่าวตำหนิคนเหล่านี้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นเหตุให้ฟาริสีพวกนี้วางแผนกำจัดพระองค์) จนพระเยซูถูกตรึงกางเขนและสิ้นพระชนม์ในที่สุด เลโอนาร์โดได้จับภาพในช่วงสั้นๆ ขณะที่พระเยซูซึ่งทรงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าในอนาคต และตรัสขึ้นมาว่า “คนหนึ่งในท่าน จะทรยศเรา” ทำให้สาวกต่างพากันตกใจด้วยสีหน้าและท่าทางที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ถามพระเยซูด้วยความสงสัยว่า พระองค์ทรงหมายถึงตัวเขาหรือเปล่า มีเพียง ยูดาส (คนที่ 5 จากทางด้านซ้าย ซึ่งเป็นคนเดียวที่ใบหน้าอยู่ในเงามืด) ที่ในมือกำถุงเงินสินบน และมีสีหน้าสับสนต่างจากสาวกคนอื่นๆ



ลักษณะการวางเท้าของพระเยซูนั้นสื่อให้เห็นเหมือนกับตอนที่ทรงถูกตรึงกางเขน เป็นการสื่อให้เห็นถึงการยอมรับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ น่าเสียดายที่ในปี ค.ศ. 1652 (พ.ศ. 2195) ได้มีการเจาะประตูที่ผนังรูปนี้ ทำให้รูปในส่วนเท้าของพระเยซูนั้นหายไป

ภาพ The Last Supper เป็นภาพที่เลโอนาร์โดทดลองวาดภาพด้วยเทคนิคใหม่บนกำแพงแห้ง ทำให้ภาพนั้นเริ่มเลือนหายหลังจากที่ภาพเสร็จไปแล้วเพียง 6 ปี ภาพนี้จึงได้รับการซ่อมแซมอยู่หลายครั้ง มีการวิเคราะห์และตีความอย่างมากมายถึงรายละเอียดในรูปนี้ แต่ด้วยเทคนิคการสร้างภาพ perspective (ภาพที่ให้ความรู้สึกเป็นสามมิติ) ของเลโอนาร์โดที่ทำให้รูปในห้องนี้ดูลึกเหมือนเป็นส่วนขยายของสถาปัตยกรรม การจัดวางแสงที่เป็นธรรมชาติ และรายละเอียดที่สมจริงแม้แต่ในแก้วไวน์ และกลีบส้มบนจาน ก็เป็นอีกสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของเลโอนาร์โดในการสร้างสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้

มาสู่ยุคปัจจุบัน มีหลายคนเป็นผู้ป่วยที่ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล และได้รับอาหารมื้อสุดท้ายผ่านทางสายให้อาหาร ด้วยญาติพี่น้องและคนส่วนใหญ่ก็ยังคงเข้าใจว่ามนุษย์ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อในทุกๆ วัน...แต่ว่า มีการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลตามหลักของวิทยาศาสตร์ว่า ช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นช่วงที่ร่างกายเอาอาหารไปใช้ไม่ได้ ไม่ใช่การรับประทานอาหารไม่พอ!

จากเสวนาในงาน Happy Death Day หัวข้อ “ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย” โดย ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส และ นพ.เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี มีข้อมูลที่น่าสนใจมากคือ ร่างกายตอนใกล้เสียชีวิต จะมีการปรับตัวตามธรรมชาติ คือ จะหิวน้อยลง และรับประทานอาหารน้อยลง เนื่องจากการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ น้อยลงการ “ฝืน” ให้อาหารทางสาย นอกจากร่างกายของผู้ป่วยจะเอาไปใช้ไม่ได้แล้ว ยังทำให้เกิดผลเสีย เช่น อาหารอาจไม่ย่อย ทำให้แน่นท้อง, อาเจียน และสายยางเองก็สร้างความไม่สบายให้กับผู้ป่วย แต่ในทางกลับกัน ถ้ารับประทานอาหารน้อย ร่างกายจะมีการใช้ไขมันที่อยู่ตามตัว และจะเกิดสารคีโตนในร่างกาย ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย

และสำหรับการให้น้ำเกลือ ถ้าผู้ป่วยได้รับน้ำเกลือมากจนเกินไป ก็จะทำให้บวมน้ำ, ปัสสาวะเยอะ มีเสมหะและน้ำในลำคอเยอะ ซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย แต่ในทาง Palliative Care (การดูแลแบบประคับประคอง) จะมีการปล่อยให้ผู้ป่วยขาดน้ำนิดๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์คือ ผู้ป่วยจะไม่บวมน้ำ และจากการขาดน้ำนิดๆ นี้เอง ก็จะมีการหลังสารเอ็นโดรฟินในสมอง ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ปกป้องร่างกาย และทำให้ผู้ป่วยนั้นกลับรู้สึกดี

แม้เราไม่อาจเลือกมื้อสุดท้ายของชีวิตได้ ว่าจะเป็นอาหารชนิดไหน แต่ด้วยความรู้และความเข้าใจ ก็น่าจะทำให้เราไม่กลัวที่จะวางแผนเลือกมื้อสุดท้ายของชีวิต ว่าจะเป็นวิธีไหนที่จะสบายที่สุดสำหรับร่างกายของเรา

หมายเหตุ: การเข้าชมภาพ The Last Supper ควรทำการจองล่วงหน้าเนื่องจากมีการจำกัดผู้เข้าชมรอบละ 30 คน และมีคิวจองล่วงหน้าที่อาจยาวนานหลายเดือน สามารถจองบัตรเข้าชมทางโทรศัพท์หรือ ทางwww.cenacolovinciano.org ค่าเข้าชมราคา10 ยูโร (รวมค่าจอง)

Hospice & Palliative Care : ศูนย์ดูแลประคับประคอง คือ ศูนย์บริการสุขภาพแบบองค์รวมแก่ผู้ป่วยที่มีโรคคุกคามต่อชีวิตและครอบครัว โดยจัดการทั้งอาการเจ็บปวด และ ดูแลด้านจิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ และเป็นการดูแลต่อเนื่องตั้งแต่โรงพยาบาลจนถึงบ้าน
แนะนำชมคลิปการเสวนา “ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย” โดยเข้าไปที่หน้าVideo ใน FB: Peaceful Death by Happy Deathday ชื่อคลิป
“คุณรู้มั้ยว่า สำหรับผู้ป่วยระยะท้าย...”

ภาพ The Last Supper จาก HYPERLINK "https://www.thoughtco.com/the-last-supper-leonardo-da-vinci-182501" https://www.thoughtco.com/the-last-supper-leonardo-da-vinci-182501
ภาพยูดาส จาก https://www.wired.com/2007/11/gallery-lastsupper/

..

.
ที่มา : มื้อสุดท้าย ผู้เขียน: ต้นชมพู่
https://peacefuldeath.co/มื้อสุดท้าย/
.




97
เกร็ดความรู้สนุกๆ เกี่ยวกับ The Last Supper ผลงานชิ้นเอกของ เลโอนาร์โด ดา วินชี


เกร็ดความรู้สนุกๆ เกี่ยวกับ The Last Supper ผลงานชิ้นเอกของ เลโอนาร์โด ดา วินชี

The Last Supper (1495-1498) ผลงานของจิตรกรเอกแห่งยุคเรอเนสซองส์อย่าง เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ภาพวาดฝาผนังแบบปูนแห้ง รูปพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ ท่ามกลางอัครสาวกทั้งสิบสอง ก่อนที่จะทรงถูกนำตัวไปตรึงกางเขน ถือเป็นหนึ่งในภาพวาดที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก



เดิมทีภาพวาดนี้ ดา วินชี ได้รับการว่าจ้างจาก ลูโดวีโก สฟอร์ซา ดยุคแห่งมิลาน ซึ่งเป็นผู้อุปภัมถ์ของเขา ให้วาดภาพจิตรกรรมบนฝาผนังโบสถ์ ซานตา มาริอา เดลเล กราซี ในเมืองมิลาน

ดา วินชีเริ่มต้นวาดภาพนี้ในปี 1495 และแล้วเสร็จในปี 1498 โดยไม่ได้วาดอย่างต่อเนื่อง มีเรื่องเล่ากันว่า รองเจ้าอาวาสของโบสถ์ที่ ดา วินชี วาดภาพอยู่ ได้ตำหนิเขาเกี่ยวกับความล่าช้าในการวาดภาพนี้ จนทำให้เขาฉุนขาด เลยร่อนจดหมายไปหาเจ้าอาวาส ใจความว่า “เขากำลังกลุ้มใจ เพราะว่ายังหาใบหน้าเหมาะๆ สำหรับเป็นแบบให้ ยูดาส อัครสาวกผู้ทรยศ ที่ขายพระเยซูคริสต์ไม่ได้ ถ้ามาเร่งเขามากนัก เขาจะเอาหน้าของรองเจ้าอาวาสมาเป็นแบบเสียเลยดีไหม?” สุดท้ายเสียงบ่นก็เงียบหายเป็นปลิดทิ้ง (ฮา)

อนึ่ง หลายคนอาจเข้าใจผิดวาดผลงานชิ้นนี้ของดา วินชี เป็นภาพจิตรกรรมแบบปูนเปียก (Fresco) ที่ใช้สีฝุ่นผสมน้ำแล้ววาดลงบนปูนปลาสเตอร์ที่ยังไม่แห้งซึ่งปาดไว้บางๆ บนผนัง เมื่อปูนแห้งก็จะทำให้สีซึมลงในเนื้อปูนและติดผนังอย่างถาวรโดยไม่ต้องเคลือบสี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาพวาด The Last Supper ของ ดา วินชี เป็นภาพวาดจิตรกรรมฝาหนังแบบปูนแห้ง (Fresco-secco หรือ a secco) ซึ่งเป็นวิธีวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ตรงกันข้ามกับเทคนิคการวาดส่วนเทคนิคการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนแห้ง จะทำโดยการผสมสีกับสารที่ทำให้ติดผนัง เช่น ปูนขาว, ไข่, กาว, น้ำนม หรือน้ำมัน เพื่อให้สียึดติดกับผนังปูนที่แห้งแล้ว

ที่ดา วินชีเลือกใช้เทคนิคปูนแห้งวาดภาพแทนที่จะใช้เทคนิคปูนเปียก เหตุเพราะบางสีไม่สามารถทำได้สวยจากวาดแบบปูนเปียก เพราะปฏิกิริยาเคมีที่เป็นด่างของปูนจะทำให้สีหมอง ไม่สดใส โดยเฉพาะสีน้ำเงิน จิตรกรสมัยเรอเนซองส์ตอนต้นหลายคนจึงมักจะใช้เทคนิคปูนแห้ง เพื่อจะให้ได้สีสันที่สดใสและหลากหลายกว่าเทคนิคปูนเปียก ดา วินชีเองก็ไม่ใช้เทคนิคปูนเปียกก็เพราะอยากให้ภาพนี้มีสีสันสดใสเรืองรองกว่า ที่สำคัญ เขาไม่ชอบเทคนิคปูนเปียก เพราะเขามองว่ามันทำให้เขาต้องรีบเร่งวาดภาพให้เสร็จก่อนที่ปูนจะแห้งนั่นเอง ซึ่งดา วินชีเป็นจิตรกรที่ขึ้นชื่อว่าทำงานเชื่องช้าอ้อยอิ่งที่สุดในยุคเรอเนซองส์เลยน่ะนะ (ฮา)

แต่การใช้เทคนิคปูนแห้งก็ส่งผลให้งานที่ทำด้วยเทคนิคนี้เสื่อมสภาพและสูญหายไปเกือบหมดจากผลกระทบจากกาลเวลา สภาพแวดล้อม และศัตรูที่สำคัญที่สุดอย่าง ความชื้น เพราะสีไม่ได้ซึมลงไปอยู่ในเนื้อปูน แต่เกาะอยู่แค่บนพื้นผิวปูนเท่านั้น

ภาพวาด The Last Supper เองก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน จนทำให้เกิดความเสียหายกับภาพจนองค์ประกอบดั้งเดิมของภาพวาดภาพนี้เช่นฝีแปรงหรือรายละเอียดที่ ดา วินชี วาดไว้เหลืออยู่ไม่มากในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีความพยายามบูรณะอย่างมากมายจวบจนกระทั่งครั้งสุดท้ายในปี 1999

อย่างไรก็ดี ภาพวาดชิ้นนี้ก็ถือเป็นผลงานชิ้นเอกแห่งยุคเรอเนสซองส์ ที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในภาพวาดที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก เทียบเคียงได้กับภาพวาดปูนเปียกบนเพดานโบสถ์น้อยซิสทีน (Sistine Chapel) ที่เล่าเรื่องราวการสร้างโลกของพระผู้เป็นเจ้า ผลงานชิ้นเอกของศิลปินยิ่งใหญ่ในยุคเรอเนสซองส์อีกคนอย่าง มีเกลันเจโล (Michelangelo) เลยก็ว่าได้

.

.
ที่มา : เกร็ดความรู้สนุกๆ เกี่ยวกับ The Last Supper ผลงานชิ้นเอกของ เลโอนาร์โด ดา วินชี
https://xspace.gallery/blogview?i_uid=dyciv32dgn1y
.




98

อาหารค่ำมื้อสุดท้าย
จิตรกรรมฝาผนังโดย เลโอนาร์โด ดา วินชี



อาหารค่ำมื้อสุดท้าย (อังกฤษ: The Last Supper; อิตาลี: Il cenacolo หรือ L'ultima cena) เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เลโอนาร์โด ดา วินชี วาดให้แก่ดยุกลูโดวีโก สฟอร์ซา ผู้อุปถัมภ์เขา ภาพเป็นเหตุการณ์ตามพระวรสารภาพเกี่ยวกับอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับอัครทูต ก่อนที่จะทรงถูกนำไปตรึงกางเขน ภาพวาดนี้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เนื่องจากถูกวาดด้วยปูนเปียกบนผนัง ภาพวาดนี้ยังถือว่าเป็นภาพวาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่ยังคงสภาพให้มองเห็นได้ในปัจจุบัน และยังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบรรดาจิตรกรรมที่รู้จักกันอยู่ทั่วโลก

ภาพวาดนี้ยังเป็นแกนสำคัญของการเดินเรื่องราวของนวนิยายชื่อดังของโลก รหัสลับดาวินชี ที่มีเนื้อหาระบุว่า เลโอนาร์โด ดา วินชี ได้แฝงปริศนาความลับไว้ในภาพโดยแสดงถึงสาวกหญิงใกล้ชิดผู้หนึ่งซึ่งมีสัมพันธ์กับพระเยซู ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากศาสนาจักรคาทอลิกอย่างรุนแรง
.

ภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย เป็นภาพที่บรรยายให้เห็นถึงปฏิกิริยาของแต่ละอัครสาวก ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง คือเมื่อพระเยซูได้ทำนายว่า “…เราบอกความจริงกับท่านว่า คนหนึ่งในพวกท่านจะทรยศเรา” – (ยอห์น 13:21) โดยชื่อของอัครสาวกถูกระบุจาก ต้นฉบับ (The Notebooks of Leonardo Da Vinci หน้า 232) ในศตวรรษที่ 19 โดยเรียงลำดับจากซ้ายไปขวาแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้ (เรียงลำดับจากหน้าไม่ใช่การนั่ง)

บารโธโลมิว, ยากอบ บุตรอัลเฟอัส และ อันดูรว์ ทั้งกลุ่มแสดงอาการตกใจ
ยูดาส อิสคาริโอท, เปโตร และยอห์น “สาวกที่พระเยซูทรงรัก (ยอห์น) เอนกายอยู่ใกล้พระองค์ ซีโมนเปโตรจึงพยักหน้าให้เขาทูลถามพระองค์ว่า
คนที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือใคร” (ยอห์น 13:23-24) ส่วนยูดาสนั้นผงะไปด้านหลังด้วยความตกใจ เพราะเขารู้แก่ใจว่าที่พระเยซูหมายถึงนั้นคือเขาเอง

พระเยซู
โธมัส, ยากอบ บุตรเศเบดี และฟีลิป
ฟิลิปทำท่าถามว่าผู้ที่จะทรยศนั้นใช่เขาหรือไม่ จาก มัทธิว 26:22 “พวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์ ต่างคนต่างเริ่มทูลถามพระองค์ว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า คือข้าพระองค์หรือ?’ ”

มัทธิว, ยูดา และซีโมนเศโลเท กำลังสงสัยว่าเป็นใคร
“พวกสาวกจึงมองหน้ากันและสงสัยว่าคนที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือใคร” (ยอห์น 13:22)

ยังมีภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ที่ถูกเลียนแบบขึ้นในที่ต่าง ๆ ได้แก่

Chiesa Minorita ที่เวียนนา
พิพิธภัณฑ์ ดา วินชี ในโบสถ์ Tongerlo ของเบลเยียม
โบสถ์ท้องถิ่นที่ Ponte Capriasca ใกล้ ๆ ลูกาโน
.




99
สาระน่ารู้ / Re: The Last Supper : Bible vs Da Vinci
« Last post by ppsan on 13 February 2026, 10:50:07  »








100
สาระน่ารู้ / The Last Supper : Bible vs Da Vinci
« Last post by ppsan on 13 February 2026, 10:48:24  »
The Last Supper : Bible vs Da Vinci


The Last Supper : Bible vs Da Vinci

EAT
ถอดรหัส The Last Supper ฉบับไบเบิล  vs ภาพดาวินชี


.

July 24, 2019
หนึ่งฉากสำคัญในคัมภีร์ไบเบิลที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คงหนีไม่พ้น ‘อาหารค่ำมื้อสุดท้าย’ ช่วงเวลาเฉลิมฉลองเทศกาลวันปัสกาก่อนที่พระเยซูจะถูกนำไปตรึงกางเขน ซึ่งในแง่ของนักโบราณคดี ก็หยิบเรื่องราวมาวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนประวัติศาสตร์ สภาพแวดล้อม และการเป็นอยู่ของผู้คนในตะวันออกกลาง หรือแม้แต่จิตรกร ก็นำเรื่องเล่าเหล่านี้ไปต่อยอดจินตนาการจนออกมาเป็นภาพวาดตามแบบฉบับของตัวเอง

โดยเฉพาะ ‘The Last Supper’ ภาพวาดมื้ออาหารอันโด่งดัง ที่ถูกเนรมิตขึ้นโดยศิลปินชาวอิตาเลียนยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา อย่าง เลโอนาร์โด ดาวินชี ซึ่งหยิบเหตุการณ์จากคัมภีร์ไบเบิลมาเล่าผ่านผลงานจนเกิดเป็นมาสเตอร์พีชชิ้นนี้ หากเรามองดูอาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ จะเห็นว่ามีทั้ง ขนมปัง แก้วไวน์ ส้ม และปลาไหลย่าง แต่รู้หรือไม่ว่า ภาพ ‘พระกายาหารมื้อสุดท้าย’ ที่เราๆ เห็นกันนั้น ในความจริงแล้วยังแอบซ่อนเมนูอาหารอีกหลายอย่างที่นักโบราณคดีคาดว่า ‘มี’ และ ‘ไม่มี’ บนโต๊ะอาหารอีกด้วย

‘ขนมปัง’ กับ ‘ไวน์’ เมนูที่ขาดไม่ได้

“ตอนที่กินอาหารกันอยู่ พระเยซูหยิบขนมปังแผ่นหนึ่ง อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า หักส่งให้พวกสาวก . จากนั้นพระเยซูก็หยิบถ้วยขึ้นมา อธิษฐานขอบคุณส่งให้พวกเขาแล้วพูดว่า ‘ให้ทุกคนดื่มจากถ้วยนี้’. เพราะนี่หมายถึงเลือดของผม … ” (มัทธิว 26:26-28)

“… ผมจะไม่ดื่มเหล้าองุ่นอีกเลย จนกว่าจะถึงวันนั้นที่ผมจะดื่มเหล้าองุ่นใหม่กับพวกคุณตอนที่อยู่ในราชอาณาจักร
ของพระเจ้าผู้เป็นพ่อของผม” (มัทธิว 26:29)

แน่นอนว่าเหล่าคริสตชนย่อมรู้ความหมายดีว่า ‘ขนมปัง’ เปรียบเสมือนตัวแทน ‘ร่างกาย’ และ ‘เหล้าองุ่น’ เปรียบเสมือน ‘โลหิต’ ของพระเยซู ถึงแม้อาหารมื้อสุดท้ายของพระองค์กับเหล่าอัครสาวก จะถูกบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลไว้เพียงแค่ ‘ขนมปัง’ และ ‘เหล้าองุ่น’ ก็ตาม แต่หากอาหารมื้อนั้นเป็นมื้อที่พระเยซูกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ก่อนวันปัสกาอยู่ล่ะ จะเป็นเพียงแค่ขนมปังและไวน์ธรรมดาๆ เท่านั้นหรือ ?

สำหรับเครื่องดื่มอย่าง ‘เหล้าองุ่น’ เป็นไวน์ปรุงแต่งด้วยสมุนไพร หรือ Aromatized Wine คือ ไวน์ที่นิยมดื่มก่อนอาหาร โดยหมักเหล้าด้วยสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นของสมุนไพรนั้นๆ ส่วนขนมปังที่อยู่บนจานอาหารของพระเยซูคงไม่ใช่ขนมปังบาแก็ต หรือขนมปังบริยอชตามแบบฉบับยุโรป แต่เป็นแผ่นขนมปังที่ไม่ใส่ ‘ยีสต์’ ให้เกิดความฟู ซึ่งชาวยิวหลายคนเรียกมันว่า ‘ขนมปังไร้เชื้อ (Matzah)’ ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกให้ลองนึกถึงขนมปัง ‘นาน (Nann)’ อาหารจานหลักของคนอินเดีย

ชาวยิวมักนิยมกินขนมปังไร้เชื้อช่วงวันสะบาโต ในเทศกาลก่อนวันปัสกา (Passover) เพื่อระลึกถึงความขมขื่นที่ตกเป็นทาสอียิปต์ และยังมีความเชื่อว่า หากทานขนมปังไร้เชื้อจะทำให้ร่างกายและจิตใจบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อเก่าๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากอียิปต์มาตอนเป็นทาส

มองไม่เห็นใช่ว่า ‘ไม่มี’



สองนักโบราณคดีชาวอิตาเลียน ‘Generoso Urciuoli’ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ และ ‘Marta Berogno’ นักโบราณคดี และนักอียิปต์วิทยาประจำพิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งเมืองตูริน ประเทศอิตาลี ได้ลงมือศึกษามื้ออาหารของพระเยซูคริสต์โดยใช้พระคัมภีร์ และข้อมูลทางโบราณคดีมาวิจัย ซึ่งทั้งสองได้เผยแพร่งานวิจัยในหนังสือ ‘Gerusalemme : I’Ultima Cena (Jerusalem : The Last Supper) ’ โดยระบุว่า มื้ออาหารของพระเยซูคริสต์ในวันนั้น นอกจากจะมีขนมปัง กับไวน์แล้ว เป็นไปได้ว่าอาจมี ชาโรเซต (Charoset), สมุนไพรขม (Bitter Herbs), ถั่วพิตาชิโอ (Pitachio), ถั่วตุ๋น (Cholent), ลูกมะกอกเทศ (Olives) และอินทผลัม (Date) อยู่ด้วย

เพราะในช่วงคืนก่อนเริ่มเทศกาลปัสกา จะมีพิธีเซเดอร์ (Seder) การทานอาหารร่วมกันของครอบครัวชาวยิว และคนสนิท ซึ่งจะมีการดื่มไวน์องุ่น 4 แก้ว โดยแต่ละแก้วจะมีความหมายแตกต่างกันออกไป แก้วแรก คือ การชำระให้บริสุทธิ์ แก้วที่สอง คือ การไถ่บาป ถัดมาคือ การให้พระพร และสุดท้ายเป็นแก้วที่แสดงถึงการขอบคุณ

โดยพิธีเซเดอร์แน่นอนว่าต้องมี ‘ชาโรเซต (Charoset)’ เมนูประจำเทศกาลปัสกา ที่มีส่วนผสมของถั่ว แอปเปิ้ล อบเชย ไวน์แดงหวาน และน้ำผึ้ง เป็นสัญลักษณ์แทนก้อนอิฐที่ทาสชาวยิวใช้ก่อสร้างบ้านเรือนและปิรามิดให้ชาวอียิปต์ ‘ถั่วตุ๋น (Cholent)’ สตูว์สไตล์คนยิวที่ใช้เวลาในการเคี่ยวถั่วด้วยอุณหภูมิต่ำ ‘สมุนไพรรสขม (Bitter Herbs)’ เช่น รากมะรุม หรือพืชชนิดอื่นๆ เพื่อแสดงความขมขื่นที่ตกเป็นทาสของอียิปต์โบราณ และ ‘หุสบ (Hyssop)’ สมุนไพรตระกูลมินต์ ที่ชาวอิสราเอลมักจะกินในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ยังมีพืชผลท้องถิ่น เช่น อินทผลัม (Date) ถั่วพิตาชิโอ (Pitachio) และลูกมะกอกเทศ (Olives) ด้วยสภาพภูมิอากาศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน จึงทำให้เป็นพืชที่สามารถเติบโตได้ดี และพบมากในดินแดนตะวันออกกลาง จนกลายมาเป็นไม้พื้นเมืองของผู้คนในแถบนี้ อีกทั้งในพระคัมภีร์ยังมีการกล่าวถึงมะกอกเทศว่า

“… เป็นแผ่นดินที่มีข้าวและเหล้าองุ่น เป็นแผ่นดินที่มีขนมปังและสวนองุ่น แผ่นดินที่มีน้ำมันมะกอกและน้ำผึ้ง …”
(2 พงศ์กษัตริย์ 18:32)

จึงมีความเป็นได้สูงว่าในอาหารค่ำมื้อสุดท้ายนั้น ต้องมีเมนูเหล่านี้อยู่

‘อาหาร’ ที่ไม่มีบน ‘โต๊ะอาหาร’



เมนูอาหารที่ทำให้หลายต่อหลายคนเข้าใจผิดว่าพระเยซูคริสต์ได้ทานในมื้ออาหาร คือ ปลาไหลย่าง และส้ม ซึ่งนักโบราณคดีต่างออกมาพูดเสียงเดียวกันว่า ‘ไม่มีทั้งสองเมนูนี้อยู่ในมื้ออาหารนั้นอย่างแน่นอน !’ เพราะกว่า ‘ส้ม’ จะเข้ามาเป็นที่รู้จักในดินแดนตะวันออกกลางก็หลังจากพระเยซูคริสต์ตายไปเกือบ 300 ปีแล้ว โดยสิ่งที่เราเห็นผ่านภาพวาดนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผลส้ม ถูกส่งออกจากอินเดียมายังอิตาลี สเปน และโปรตุเกส อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่ เลโอนาร์โด ดาวินชี กำลังวาดภาพ ‘The Last Supper’ ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 อยู่พอดิบพอดี จึงทำให้นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ดาวินชียัดมันลงมาในภาพวาดเพื่อสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมของยุคสมัยเท่านั้น



คล้ายกันกับกรณีของ ‘โต๊ะอาหาร’ แม้ว่าภาพวาดของดาวินชี หรือภาพมื้ออาหารจากศิลปินท่านอื่นๆ จะเป็นโต๊ะยาวสไตล์ยุโรป ตามศตวรรษที่ 15 ก็ตาม แต่ความจริงแล้วพระเยซูคริสต์และอัครสาวกนั่งล้อมวงทานอาหารแบบ ‘ทริคลิเนียม (Triclinium)’ ตามสไตล์กรีก-โรมัน เพราะตอนนั้นอิสราเอลตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมัน จึงได้อิทธิพลมาโดยตรง ซึ่งการจัดโต๊ะแบบทริคลิเนียม เป็นการจัดโต๊ะสามด้านคล้ายกับตัวยู (U) นั่งบนพื้นพรมแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน สามารถเอนกายลงบนหมอนพิงด้านหลังก็ได้แล้วแต่สะดวก

รวมไปถึงจาน ชาม และเหยือกบนโต๊ะอาหาร ที่เป็นภาชนะทำจากหิน ถ้าอ้างอิงตามหลักฐานที่พบในหลายพื้นที่ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม และแคว้นกาลิลี ว่าภาชนะและเครื่องใช้ส่วนใหญ่ภายในช่วงศตวรรษที่ 1 น่าจะทำมาจากหินเสียมากกว่า และอีกกรณีก็เป็นไปได้ว่าอาจใช้ ‘เครื่องปั้นดินเผาจากดินสีแดง’ เพราะเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

ถึงแม้ว่าฉาก ‘พระกายาหารมื้อสุดท้าย’ จะถูกทำให้เป็นอมตะโดย เลโอนาร์โด ดาวินชี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ภาพวาดเหล่านั้นจะสะท้อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะมันถูกหล่อหลอมในยุคของดาวินชีเองเข้าไปด้วย โดยความจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วอาหารมื้อนั้นของพระเยซูคืออะไร ยังคงมีอีกหลายสมมติฐานที่กำลังรอไขข้อสงสัยมาเรื่อยๆ ซึ่งบทสรุปสุดท้ายเราอาจจะได้เห็นถึงสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และภูมิประเทศของยุคสมัยนั้นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งมากขึ้นกว่าเดิม


..
Source : https://www.agapebiblestudy.com/charts/Last_Supper_triclinium.htm
https://www.livescience.com/54154-jesus-last-supper-menu-revealed-in-archaeology-study.html
https://www.foodandwine.com/holidays-events/easter/what-we-think-was-eaten-last-suppe
..

.
ที่มา : The Last Supper : Bible vs Da Vinci
https://urbancreature.co/thelastsupper-bible-davinci/
.
Writer : ตุลยา สวนสันต์
นักเขียนผู้หลงรักชาไทย ใส่ใจหมามากกว่าสุขภาพ และมีเรื่องตลกในชีวิตมากกว่าผลงานของรัฐบาล
.




Pages: 1 ... 8 9 [10]
SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.065 seconds with 12 queries.