Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 September 2026, 00:43:55

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088 Posts in 15,338 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  Recent Posts

Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
เรื่องของ "ภาพโมนาลิซา" ที่บางท่านอาจยังไม่รู้ (ตอนจบ) by Sampan Chanpa


วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556
เรื่องของ "ภาพโมนาลิซา" ที่บางท่านอาจยังไม่รู้ (ตอนจบ)



                                                         โมนาลิซา  (ตอนจบ)

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ มีการขโมยรูปภาพตามพิพิธภัณฑ์ กันบ้างแล้วประปราย  ทางพิพิธภัณฑ์ลูฟว์จึงได้หาแผงกระจกมากันภาพสีน้ำมันที่มีราคาแพง ๆ เพื่อกันขโมย แต่เชื่อเถอะครับขึ้นชื่อว่าขโมยมันตั้งใจขโมยจนได้ละครับ การที่เอากระจกมากันทำให้พวกที่มาชมภาพเกิดความไม่พอใจเพราะมันไม่ได้อรรถรส (Poetic flavo) เล่นภาษาปากิตสักหน่อย เสียมู้ดหมดเวลาไปดูเหมือนทำให้รู้สึกเหมือนภาพเหล่านี้อยู่ในตู้กระจก

แต่แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ เช้าวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ จิตรกรผู้หนึ่งเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์   พร้อมกับนางแบบหน้าหวาน   เพื่อจะให้นางแบบไปยืนประชันโฉมกับ
"โมนาลิซา" แต่พอไปถึงจุดที่เคยมีภาพ "โมนาลิซา" แขวนเด่นอยู่ปรากฏว่ามีแต่ความว่างเปล่า เจ้าหน้าที่เองก็ยังไม่รู้จับมือใครดมไม่ได้แปลกมันอันตรธาน (Hypochondria) ไปได้อย่างไรหว่า

เห็นแต่กรอบกระจกตกอยู่ข้างบันไดและที่อยูข้าง ๆ ก็คือกรอบรูป เจ้าหน้าที่จึงย่อมประกาศความโง่และออกแถลงการณ์ย่อมรับความอับอายขายหน้าสุดขีดว่าภาพอมตะ "โมนาลิซา"ได้ถูกขโมยเอาไปเสียแล้ว !

หนังสือพิมพ์ขายดิบขายดี  เพราะใคร ๆ ก็อยากอ่านรายละเอียด คนที่ต้องพลอยรับบาปเป็นพวกแรกก็คือคนเยอรมันทั้งหมดที่อยู่ในปารีส  เพราะถูกตำรวจตั้งข้อสงสัยว่าผู้ร้ายรายนี้ต้องเป็นคนเยอรมันแน่  เพราะช่วงนั้นฝรั่งเศสกับเยอรมันกำลังฮึ่ม ๆ แยกเขี้ยวเข้าใส่กันอยู่เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งเรื่องดินแดนในมอร็อคโค งานนี้เยอรมันโกรธมาก ฝรั่งเศสก็ไม่ใช่ย่อยกับยุยงสงเสริมพวกของตัวเองให้โกรธและเกลียดพวกเยอรมัน เรื่องทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่

หนังสือพิมพ์ฝรั่งฉบับหนึ่งได้เสนอตั้งรางวัลสี่หมื่นฟรั่งค์ให้แก่ผู้ที่สามารถนำภาพนี้มาส่งคืนที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น แต่ก็เงียบ  ไม่มีใครรู้ว่านงนุช "โมนาลิซา" ไปแอบนอนยิ้มอยู่ที่ไหน

หนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่งเพิ่มรางวัลให้สูงขึ้นโดยเพิ่มเป็นห้าหมื่อนฟรังค์  ส่วนอีกฉบับหนึ่งซึ่งเชื่อในเรื่องเวทย์มนต์คาถาได้ลงคำขอร้อง  อ้อนวอนไปถึงบรรดาคนทรงทั้งหลายให้พยายามช่วยกันหน่อยถ้าใครรู้ว่ารูปนี้ถูกซุกซ้อนอยู่ที่ไหน ก็ขอได้โปรดแจ้งให้ทางจังหวัดหรืออำเภอทราบโดยด่วนด้วย  ฝรั่งเศสทั้งประเทศไม่เป็นอันทำอะไรกันแล้ว  เป็นตายอย่างไรก็ต้องระดมกำลังกันทั้งตำรวจคนทรง ตาเถร ยายชี และนายอำเภอ เพื่อเอา นงนุช "โมนาลิซา" คืนมาให้จงได้

นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ประชุมเคร่งเครียดกัีนเกือบทุกวัน  ในที่สุดมีนายตำรวจหัวแหลมคนหนึ่ง  เสนอความคิดขึ้นว่า  คนที่ขโมยเอาไปจะต้องมีความรักรูปนี้อย่างหลงใหล ไม่งั้นคงไม่กล้าเสี่ยงคุกตารางมาทำโจรกรรมขนาดมหึมาพิลึกพิลั่นแบบนี้ และคนที่รักศิลปะอย่างบ้าคลั่ง ก็จะต้องควรเป็นศิลปิน! เพราะฉะนั้นต้องเรียกศิลปินทุกคนบรรดามีมาสอบสวนให้หมด  แม้แต่ปีกาสโซ ก็ถููกเชิญมาสอบปากคำในคราวนั้นด้วย

อีกสามสี่วันต่อมา  ตำรวจได้หลักฐานว่า  กวีเอกชื่อ อะโปลิแนร์ มีความรักฝังใจรูป "โมนาลิซา" เป็นพิเศษ ได้เคยเขียนโอดครวญพรรณนาความรักของเขาไว้เป็นกลอนหลายบท  ท่านกวีเอกก็เลยซวยไป ถูกจับและถูกตำรวจสอบสวนซักไซ้อยู่หลายชั่วโมง ลงท้ายก็เหลวอีกตามเคย

สองปีผ่านไปโดยไม่มีร่องรอยว่าเจ้าโจรใจเด็ดที่แอบเอา "โมนาลิซา" ไปฝังดิน หรือซุกไวัใต้หลังคาที่ไหน

อยู่มาวันหนึ่ง  พ่อค้าระดับเศรฐีชาวฟลอเรนซ์ ซึ่งประกอบธุรกิจค้า ๆ ขาย ๆ เกี่ยวกับงานศิลปะ มีลูกค้าประเภทเสี่ยใหญ่จ่ายเงินแสนโปรยปรายได้เป็นว่าเล่นถ้าเผื่อเกิดชอบใจภาพสีน้ำมันภาพหนึ่งภาพใดขึ้นมา  พ่อค้างานศิลปะคนนี้ชื่อ อัลเฟร็ด เกรี มิใช่เป็นคนเกเรอะไรหรอก แก่ชื่อเกรีไปงั้นเอง อีตาเกรีแก่อยากจัดนิทรรศการศิลปกรรมครั้งใหญ่ให้เลื่องชื่อระบือไกล  จึงลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์ว่าผู้ใดมีรูปเขียน หรือรูปปั้นที่ดีวิเศษอยากจะขายขอให้ติดต่อมา แกจะได้รวบรวม
"ของดีวิเศษแห่งยุค" มาตั้งแสดงให้เป็นขวัญตาขวัญใจแก่ชาวโลก  ทั้งนี้เพื่อความหฤหรรษ์บันเทิงสุขของผู้รู้รักศิลปะทั้งผอง (และเพื่อกระเป๋าของแกเองด้วย)

อีกสองอาทิตย์ต่อมา  พ่อค้าคนนี้ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งเขียนมาจากปารีส  เจ้าของจดหมายลงชื่อสั้น ๆ แต่เพียงว่า "เล็นนารด์" บอกมาว่าเขามีรูป "โมนาลิซา" อยู่ในครอบครอง และยินดีจะขายให้ถ้าได้ราคาสูงถูกใจ เพราะต้องการให้รูปนี้กลับไปอยู่ที่อิตาลี ซึ่งเสมือนเป็นบ้านเกิดของรูปนี้

 พ่อค้าเมืองฟลอเรนซ์แกอ่านจดหมายแล้วก็นึกในใจว่า เจ้าคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้ถ้าไม่บ้าก็คงจะเมา  แต่มานึกอีกทีหมอนี่อาจเป็นพ่อค้างานศิลปะระดับกระจอก ซึ่งเพิ่งจะย่างเข้ามาสู่วงการ ก็เลยถูกตุ๋นรับซื้อเอาของปลอมเข้าไว้  เพราะในยุโรปนั้นเขาปลอมภาพเขียนออกขายกันเกร่อ
แบบที่เมืองไทยก็ปลอมพระเครื่องกันยังไงยังงั้นเชียว  ต้องระดับเซียนจริง ๆ จึงจะดูออกแต่โดยมรรยาท  พ่อค้าเมืองฟลอเรนซ์  จึงเขียนจดหมายตอบสั้น ๆ ไปว่า เขากำลังมีธุระการงานยุ่ง  ไม่สามารถจะไปปารีสได้ แต่ถ้ามาพบเขาที่ฟลอเรนซ์ได้  เขายินดีที่จะรับพิจารณาภาพนั้น และถ้าเป็นภาพ "โมนาลิซา" ของจริงละก็ เรื่องราคาขอให้วางใจเถอะเขาสู้ไม่อั้น  ขอแต่เพียงเป็นของแท้ก็แล้วกัน

ทางปารีสโทรเลขตอบมาว่า  จะมาเยี่ยมนายเกรี  ที่ออฟฟิศ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ นายเกรีนั้นกระหยิ่มใจอยู่ว่า ในวงการยุทธจักรศิลปะ ฝีมือเขาก็ระดับเซืยนเหยีบเมฆคนหนึ่ง ไม่ยอมให้ใครมาแหกตาเอาแน่ แต่คราวนี้พอได้รับโทรเลขก็นอนไม่หลับ ต้องไปขอแรงอธิบดีกรมศิลปากร....เอ๊ย-ไม่ใช่.....ต้องไปขอแรง จิโอวันนิ ป๊อกกี ผู้อำนวนการหอภาพ UFFZI อันมีชื่อเสียงแห่งฟลอเรนซ์  ให้มาช่วยดูกันหน่อย ต้องเผื่อกันเหนียวกันไว้ก่อน จะได้ไม่พลาด

พอถึงวันนัดหมาย  ชายคนนั้นจากปารีสที่อ้างตัวเองว่าชื่อ "เล็นนาร์ด" ก็โผล่เข้ามาที่สำนักงานของนายเกรี  เมื่อเวลา ๑๕.๑๕ น.  หมอนี่เป็นคนร่างเล็ก  อายุอานามก็คงจะสามสิบกว่า ๆ ไว้หนวดรุงรัง นัยน์ตาปรือคล้ายเพิ่งจะตืนนอน

นายเกรีแนะนำให้ "เล็นนาร์ด" รู้จักกับผู้อำนวยการหอศิลปแล้วกล่าวว่า "จะให้เราชมภาพของคุณหรือยัง?"  "ไปดูกันที่โฮเต็ลดีกว่า" คือคำตอบ

 โฮเต็ลที่เขาพักอยู่นั้น เป็นโฮเต็ลเล็ก ๆ ราคาถูก "เล็นนารด์" เดินนำหน้าพาคนทั้งสองขึ้นไปถึงชั้นสาม  พอเข้าไปในห้องพักแล้วเขาก็ล็อกประตูด้วยความรอบคอบ

นายเกรีมือไม้สั่นไปหมด  ขณะที่จ้องดู "เล็นนาร์ด" เดินตรงรี่ไปที่เตียงนอน  แล้วก็ดึงเอาลังไม้สีขาวออกมาจากใต้เตียง  ในลังใบนั้นรุงรังไปด้วยสิ่งซึ่งควรจะเรียกว่าเศษขยะมากกว่า คือมีรองเท้าเก่า ๆ ขาดแล้วหกเจ็ดคู่ หมวกที่เก่าสกปรกยับยู่ยี่หนึ่งใบ  เศษผ้าเก่า ๆ กะรุงกะริ่งอีกเยอะแยะและมีแม้กระทั้งแมนโดลิน  เจ้าของรื้อของต่าง ๆ กระจุยกระจายเอาออกมาวางไว้นอกลังแล้วก็ล้วงลึกลงไปก้นลังอีกที  คราวนี้ควักเอาของอย่างหนึ่งออกมา  ซึ่งหอเอาไว้ด้วยผ้าไหมสีแดง

เขาค่อย ๆ บรรจงวางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม และพอเอาผ้าคลุมสีแดงออกแล้ว  อนงค์นาง
"โมนาลิซา" ก็เผยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ออกมา !

นายเกรีพ่อค้าชาวฟลอเรนซ์  ประคองอุ้มภาพนั้นไปที่หน้าต่างประสงค์จะดูให้เต็มตา และเปรียบเทียบกับภาพถ่าย ซึ่งได้เตรียมเอาติดตัวมาด้วย

ให้ตายเถอะ !  ของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ! หันไปขอความเห็นท่านผู้อำนวยการหอศิลป์ว่า

"ว่าไงครับท่าน ?...มีอะไรหน้าสงสัยไหมครับ ?"

ท่านผู้อำนวยการหอศิลป์  ผู้เจนจบวิทยายุทธ์ในทุกกระบวนท่าของศิลปะ พยักหน้าหงึก ๆ ว่า

"ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ...แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือของแท้...คุณดูนี่สิ...หมายเลขแค็ตตาล็อกของลูฟว์ตรงกันกับในรูปถ่ายเปี๊ยบเลย"

เล็นนาร์ดบอกว่า เขาขอห้าแสนลีร์  สำหรับรูปนี้ (ประมาณหนึ่งแสนเหรียญอเมริกัน ถ้าคิดเทียบกับเงินตอนนั้น)   

"เราย้ายภาพนี้ไปที่หอศิลปของผมดีกว่า  จะได้ส่องดูและพิจารณาตรวจตรากันให้ถนัดถนี่กว่านี้" ท่านผู้อำนวยการว่าและเล็นนาร์ดก็ไม่ขัดข้อง

ทั้งสามคนจึงลงจากห้องพร้อมกันกับห่อของ  พอลงมาถึงชั้นล่าง  พนักงานของโฮเต็ลร้องตะโกนออกมาว่า
"อย่าเพึ่งไป...จะหอบของออกไปแบบนี้ไม่ได้นะ!....ที่หอบเอาไปน่ะอะไร ?"

เล็นนาร์ดตอบว่า  ในนี้คือรูปภาพ เราจะเอาไปที่หอศิลป์...อย่ากลัวไปหน่อยเลย  เราไม่หนีไปไหนหร็อกน่ะ"

พนักงานหญิงของโฮเต็ลจำหน้าท่านผู้อำนวยการใหญ่ได้  แบบคนไทยย่อมจำหน้าท่านสุภัทรดิศ  ดิศกุลได้ทุกคน  จึงยอมให้คนทั้งสามออกไปจากโฮเต็ลได้


นายเกรีพ่อค้าชาวฟลอเร็นซ์หัวเราะครึกครื้นเมื่อพ้นออกมาจากโฮเต็ลแล้ว  และพูดว่า "ถ้าหากยามของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์จะมีความอยากรู้อยากเห็นเช่นเดียวกับพนักงานโฮเต็ลคนนนี้ละก็....."โมนาลิซา" ก็คงไม่มีโอกาสได้มาฟลอเร็นซ์หร็อก!"

บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางศิลปต่างมากันแน่นหอศิลป  เพื่อจะมาพิสูจน์ว่ารูปนี้เป็นของแท้หรือของปลอมกันแน่  แต่แล้วทุกคนก็ต้องยอมรับว่าแท้  ดังนั้นหนังสือพิมพ์จึงออกข่าวกันไปทั่วโลกว่า บัดนี้ได้พบ
"โมนาลิซา" ยอดเสน่ห์แล้ว

พอค้าชาวฟลอเร็นซ์ผู้นั้นสุดแสนจะตื่นเต้น  เขาพยายามตระเตรียมการอย่างดีเป็นพิเศษ  เพื่อจะเอาภาพอมตะของลีโอนาโด  ดาวินซี  ภาพนี้ไปตั้งโชว์ในงานนิทรรศการของเขา ถึงแม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าหลังจากสิ้นสุดการแสดงแล้วก็ต้องคืนภาพนี้กลับไปให้พิพิธภัณฑ์ลูฟว์

ฝ่ายเล็นนาร์ด  ก็ถูกตำรวจเชิญตัวถึงในห้องพักที่โฮเต็ล  เขามิได้ขัดขืนแต่อย่างใด  เดินตามอธิบดีกรมตำรวจไปโดยดี

เขาลงชื่อไว้ในแบบฟอรม์ของโฮเต็ลว่าVincenzo Leonardo แต่จากการสอบสวนได้ความว่า เขามีนามจริงว่า  วินเซ็นโซ  เปรูยา เกิดทางตอนเหนือของอิตาลี

เขาถูกนำตัวไปยังห้องขัง   และเมื่อตำรวจซักว่า ทำไมจึงได้บังอาจขโมย "โมนาลิซา" เขาตอบชัดถ้อยชัดคำว่า "เพื่อเกียรติภูมิของอิตาลี....และเพื่อแก้แค้นนะโปเลียนที่มาขโมยเอาภาพนี้ไปจากอิตาลี.....ผมไม่ใช่โจรนะครับคุณตำรวจ  นะโปเลียนต่างหากที่เป็นทั้งโจรและขโมย !"

แน่ะ....เอากะพ่อซี !

การพิจารณาคดีนี้ครึกโครมเกรียวกราวมาก  อัยการขอให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยสามปี  แต่ศาลพิพากษาให้จำคุกเพียงหนึ่งปีกับสิบห้าวัน (ผมขอเสนอหน่อยเกี่ยวกับอัยการความจริงมีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาจากหนักเป็นเบา นี่ดันเล่นหนักกว่าผู้พิพากษาเสียอีกผมไม่สงสัยแล้วว่าทำไมจึงต้องให้วิ่งอัยการ 55555)

"คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง" นักข่าวถามเขา เมื่อได้ฟังคำพิพากษาแล้ว

"ผมนึกว่าจะโดนหนักกว่านี้ซะอีก...."  เขาตอบช้า ๆ แล้วพูดดังแบบนักเลงท่าเรือว่า " ผมทำลงไปเพราะความรักชาติจริง ๆ ควรจะให้เหรียญตราผมจึงจะถูก"


จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็คงทั้งสงสารและเห็นใจจึงลดโทษให้  คงเหลือจำคุกเพียงเจ็ดเดือน

มีข่าวไม่เป็นทางการว่า  "อีตาเปรูยา  ที่ขโมยรูป  "โมนาลิซา"  แกไม่ได้บ๊องหรือไม่เต็มเต็งหรอก.....เพราะเมื่อออกจากคุกแล้วแกก็ได้แต่งงาน.......ถ้าแกบ้า  ผู้หญิงคนไหนเขาจะยอมแต่งงานด้วยละ




.

https://www.youtube.com/watch?v=EG-A_qTAKEI

Mona Lisa Song by Nat King Cole

https://youtu.be/EG-A_qTAKEI?si=JNRLnsDDjZfhOqJy



.

Sampan Chanpa

.


ที่มา : เรื่องของ "ภาพโมนาลิซา" ที่บางท่านอาจยังไม่รู้ (ตอนจบ)
https://wwwsam-sampanchanpa.blogspot.com/2013/03/blog-post_21.html

.




2
เรื่องของ "ภาพโมนาลิซา" ที่บางท่านอาจยังไม่รู้ by Sampan Chanpa


วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556
เรื่องของ "ภาพโมนาลิซา" ที่บางท่านอาจยังไม่รู้


                                          มาดามลิซา


เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ต้องค่อย ๆ อ่านนะครับ หากจะถามว่า ผมชอบอะไรมากที่สุด คำตอบสั้น ๆ ก็คือ เดินดูรูป  ลูบหรรษา  บ้าหนังสือ  แล้วดูหนังฟังเพลงไปตามเรื่อง บางท่านถึงกับลงทุนเดินทางไปถึงเยอรมัน ก็เพราะอยากจะดูรูปเขียนของ คุณถวัลย์  ดัชนี ที่เจ้าชายเยอรมัน     ผู้ร่ำรวยล้นฟ้ามาอุ้มเอาตัวถวัลย์ไปเขียนไว้ให้เป็นศรีสง่าแก่ปราสาทของท่าน

เมื่อถวัลย์ถามว่าจะให้เขียนรูปอะไร เจ้าชายก็ตอบว่า " เขียนตามใจของคุณก็แล้วกัน...เขียนอะไรก็ได้" เล่นเอาถวัลย์มึนตึบต้องไปนอนก่ายหน้าผาก  คิดแล้วคิดอีกอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนกว่าจะตกลงใจได้ว่า  ควรจะเขียนอะไรจึงจะสมกับที่เป็นผลงานของจิตรกรไทยผู้นับถือศาสนาพุทธ  ใครอยากเห็นภาพนี้ของถวัลย์  ต้องไปดูที่ปราสาท  ชล็อส คร็อตทอฟ ใกล้ ๆ กรุงบอนน์ (หมายเหตุผมก็ไม่เคยไปเหมือนกันกลัวเครื่องของเครื่องบินดับ)

การเขียนภาพนั้นเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ศิลปอย่างหนึ่งของมนุษย์  ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณตอนที่มนุษย์ยังอยู่ในถำ  สมัยกรีกและโรมันก็มีรูปเขียนและรูปปั้นเยี่ยม ๆ  การได้เดินดูภาพเขียนสวย ๆ งาม ๆ พวกนี้ อันไหนเราไม่ชอบก็อย่าไปเสแสร้ง  ถึงนักวิจารณ์จะตะโกนว่าดีวิเศษอย่างไร ก็อย่าไปดูมัน  รูปไหนเราชอบ  ก็หยุดพินิจพิศดูให้นานหน่อย  เรียกว่าดูแบบกลืนกินกันเข้าไปเลย... นี่คือความสุขอย่างหนึ่งซึ่งไม่ต้องลงทุนราคาแพง  หากว่าท่านยังไม่มีโอกาสไปดูถึงปารีส จะใช้วิธีซื้อหนังสือรวมภาพเหล่านี้มานอนดูเล่นไปพลาง ๆ ก่อนก็ยังได้

ในบรรดาภาพเขียนมีชื่อทั้งหลายของนานาชาติทั่วโลกนั้น  เห็นจะไม่มีภาพไหนโด่งดังและงดงามเท่ากับ "โมนาลิซา" ของ ลีโอนาโด  ดาวินซี  (คนอิตาลีออกเสียงเป็น  ดาวินชี) ทั้งไทยจีนพม่ารามัน อ้อ! เดี๋ยวจะลืมพวกฝรั่งรู้จักภาพนี้กันทั่วหน้า บางคนคนถึงกับเอาไปตั้งชื่อลูกสาวก็มี พอลูกสาวแก่ตัวลงไม่รู้จะเรียกชื่อลูกสาวว่าอย่า่งไร

ภาพ "โมนาลิซา" นี้  ผมเคยได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงมานานและเคยได้เห็นรูปถ่ายในหนังสือมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  จนจำได้ติดตา  ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ที่ปารีส ต้องยอมรับว่าในภาพยิ้มของเธอมีเสน่ห์รัดรึงใจอย่างประหลาด (เขาว่ากันไป) มีผู้เล่าว่าเคยมีคนอิตาเลียนกะโกนใส่ในขณะที่มีคนหลายชาติยืนชมภาพโมนาลิซาในพิพิธภัณฑ์อย่างรุนแรงว่า " เลวระยำ ! นี่มันเป็นภาพของอิตาลีนี่หว่า....เขียนโดยศิลปีนอิตาลี...เป็นสมบัติของอิตาลี  ควรจะอยู่ที่อิตาลี...เจ้านะโปเลียนตัวดีใช้อำนาจไปบีบคอปล้นเอาของเรามา...ถึงได้มาตกอยู่ที่ฝรั่งเศสนี่... ทำเงินให้ฝรั่งเศสปีละไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ล้าน...."

เจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัฑณ์เห็นท่าไม่ดี  เลยต้องมาเชิญกระทาชายชาวอิตาเลียนผู้นั้นออกไปเสีย (ความจริงไล่ให้ออกไป) เกรงว่าถ้าขืนปล่อยให้เจ้าหมอนั่นระเบิดอารมณ์ฟพลุ่งพล่านต่อไป อาจ
กระโดดเข้าเตะหรือเอามีดกรีดเสียหายได้ (นี่แค่ภาพนะ บ้านเราเขาพระวิหารทั้งลูกยังเสือกยกให้เขมรจัญไรจริง ๆ )

นางแบบที่มานั่งให้ ลิโอนาโด ดาวินซี  วาดภาพนี้คือ มาดามลิซา  ภรรยาคนที่สามของ Francesco del Qiocondo ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวัวพันธุ์สวีสและหนังแกะดิบ (นี่ก็แสดงว่า มาดามลิซามีสามีแล้วเป็นภรรยาน้อยรำดับสามด้วย) เวลาเธอมาที่สตููดิโอเธอมาคนเดียว สามีไม่ได้คุมมาด้วย

ปกติเธอสวยหยาดฟ้าอยู่แล้ว  ไม่งั้นศิลปินเอกอย่าง ลิโอนาโด ดาวินซี  คงไม่เลือกเอามาเป็นนางแบบ  ขั้นตอนในการวาดภาพก็ยุ่งยากพอสมควร  แต่เพื่อให้ได้อารมณ์และยิ้มของเธอรัญจวนใจยิ่งขึ้น และมีการสร้างบรรยากาศให้ชื่นมื่น  ขณะที่นางแบบนั่งให้วาดนั้น มีน้ำพุเริงระบำอยู่ข้างหลังและแวดล้อมด้วยดอกไอริส (สีม่วง) และดอกลิลลี่ (สีขาว) แถมมีนักดนตรีมาขับกล่อมนางอยู่ด้วย เรื่องอาหารการกินไม่ได้กล่าวถึง ลองนึกดูเถิดว่าจะโรแมนติกสักเพียงใด เพราะเขาวาดก็เฉพาะยามโพล้เพล้เท่านั้น

ศิลปินเอกใช้เวลาวาดภาพนี้อยู่ถึงสามปี  แต่ยังไม่จุใจ  เขายังนั่งยันยืนยันอยู่เสมอว่าภาพนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ง่าย ๆ  จะไปไหนก็ต้องหอบเอาไปด้วย  เพื่อคอยแก้ไขเสริมตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย

ผู้ที่ว่าจ้างให้วาดได้แก่  พระเจ้าฟรานซิสที่ ๑ แห่งฝรั่งเศส โดยตกลงค่าจ้างกัน สี่พันเหรียญทองฟลอรินส์  พระเจ้าฟรานซิสที่ ๑ ทรงโปรดรูปนี้มาก พอได้ไปแล้วก็เอาไปแขวนในห้องสรงน้ำ
ต่อมาภายหลังภาพนี้ได้ไปแขวนแสดงอยู่ในหอศิลปที่อิตาลีเพราะถือกันว่าเป็น "เพชรน้ำเอก"

ของชาติอิตาลี  จนกระทั้งนะโปเลียน (บางครั้งก็เขียน นโปเลียน) โบนาปาร์ต กรีฑาทัพเข้าไปในอิตาลี ได้ไปเห็นภาพนี้เข้า เลยใช้อำนาจคว้าเอาไป (จริง ๆแล้วขโมยมากว่า) และเอาไปแขวนไว้ในห้องบรรทมของพระองค์ (อยากจะเป็นเจ้ากับเค้าเหมือนกันสุดท้ายก็ตายหยั่งขอทานเศร้าใจจริง ๆ เหมือนใครบางคน) ตอนหลังจึงตกมาเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ในกรุงปารีส ยิ้มเรียกนักท่องเที่ยวเอาเงินเข้าประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้นะครับ แต่เอาไว้เขียนคราวหน้าอีกสักตอน  ว่าภาพ โมนาลิซา ได้ อันตรธาน ไปจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ในกรุงปารีสได้อย่างไร


เลโอนาร์โด ดา วินชี



โมนาลิซา



โมนาลิซา

.


ที่มา : เรื่องของ "ภาพโมนาลิซา" ที่บางท่านอาจยังไม่รู้
https://wwwsam-sampanchanpa.blogspot.com/2013/03/blog-post_19.html

.



3
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ โดย สายหมอกและก้อนเมฆ


พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

ต่อเนื่องจากบล็อก...นบพระนวรัฐ พระปฏิมา ๙ แผ่นดินค่ะ

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นพระที่นั่งภายในพระราชวังบวรสถานมงคล สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เดิมมีนามว่า พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เดิมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อทำการพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระราชพิธีตรุษสารท พระราชพิธีโสกันต์พระเจ้าลูกเธอ เป็นต้น หลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๐ พระองค์เสด็จไปยังเชียงใหม่ และไดัอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมา พระองค์จึงทรงพระราชอุทิศพระที่นั่งองค์นี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ต่อมา สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงเปลี่ยนนามพระที่นั่งองค์นี้ว่า พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ปัจจุบัน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

อ่านต่อที่วิกิพีเดีย คลิกเลยค่ะ
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%98%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C




พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปิดทำการ จันทร์ - อังคาร เรามาวันจันทร์




พระที่นั่งพุทไธสวรรย์




พระนารายณ์ทรงปืน

อยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระนารายณ์แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า พระกรเบื้องซ้ายถือพระแสงคันศร พระกรขวาถือพระแสงศรดอกหนึ่ง ด้านหลังสะพายกระบอกใส่สูกศร นุ่งผ้าแบบไทยยาวถึงหน้าแข้ง (พระชงค์) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้น เพื่อจะนำไปตั้งหน้าพระราชวังรามราชนิเวศน์ จังหวัดเพชรบุรี แต่ยังไม่ทันส่งไปก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน ภายหลังจึงนำมาตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ





ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประเพณีทรงโรง ฐานสูง เครื่องบนประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันไม้จำหลักลงรักปิดทองประดับกระจกรูปพระพรหมประทับในวิมาน ด้านข้างมีไพที และเสาสี่เหลี่ยมรองรับชายคาทั้ง ๒ ด้าน ใช้เป็นที่ประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล



ศาลาลงสรง ศาลาทรงจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ เดิมตั้งอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม




สิ่งสำคัญภายในที่นั่งพุทไธสวรรย์ : พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปนาก ศิลปะล้านนา และพระพุทธรูปศิลาขาว ของสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพย์ กรมพระราชวังบวร ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้น












พระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์แดงทั้งคู่

ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นพระพุทธรูปมงคลด้วยวัตถุพิเศษ ตามดำนานพระแก่นจันทน์ ว่าด้วยสมัยพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพุทธมารดายังดาวดึงส์สวรรค์เป็นเวลา ๓ เดือน พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงอนุสรณ์ถึงพระพุทธองค์ จึงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์ขึ้นในครั้งนั้น พระแก่นจันทน์จึงเป็นรูปแทนเสมือนองค์พระพุทธเจ้า เพราะสร้างในขณะพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าแผ่นดินและผู้มีอำนาจวาสนา จึงมักสร้างพระพุทธรูปจากไม้จันทน์หอมพระไม้แก่นจันทน์แดงทั้งคู่นี้ แสดงปางประทานอภัย มีความหมายถึงการปกป้องภยันตรายทั้งปวง






พระพุทธรัตนมหามุนี หรือ พระแก้วน้อย

พระพุทธรูปศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นพระพุทธรูปมงคลด้วยวัตถุพิเศษ องค์พระพุทธรูปจำหลักจากอัญมณีเนื้ออ่อนแก้วสีเขียว พุทธศิลป์ล้านนาสมัยหลัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับถวายจาก พ.ต.อ.อานนท์ อาขุบุตรและครอบครัว พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔




บอร์ดแสดงการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์




ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังมีคำบรรยาย อยู่ด้านล่างทุกภาพค่ะ




ถึงจะใช้เวลาในการซ่อมแซม บูรณะนาน...แต่ขอให้ซ่อมได้นะคะ




จิตรกรรมฝาผนังภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ ราว พ.ศ. ๒๓๓๘ – ๒๓๔๐ เป็นภาพเล่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติ มีทั้งหมด ๒๘ ภาพ เขียนเป็นภาพแบบ ๒ มิติ ใช้สีฝุ่นผสมกาว ตามแบบจิตรกรรมไทยประเพณี โครงสีส่วนใหญ่เป็นสีแดง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้ทำการเขียนซ่อมในส่วนที่ชำรุด จึงทำให้มีอิทธิพลจีนเข้ามาปรากฎในภาพตามความนิยมในยุคสมัยนั้น รวมทั้งวิธีการจัดภาพแบบ Bird’s eye view ซึ่งเป็นวิธีการมองภาพจากที่สูงลงมาทำให้เห็นภาพได้กว้างไกล แต่ยังคงรักษารูปแบบวิธีการเขียนภาพแบบ ๒ มิติ ตามแบบจิตรกรรมไทยประเพณีอยู่








น่าจะเป็นตอน เจ้าชายสิทธัตถะจะอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา




การวางภาพแบ่งเขียนเป็น ๒ ส่วน ส่วนบนเหนือกรอบประตูและหน้าต่างขึ้นไปทั้ง ๔ ด้าน เขียนภาพเทพชุมนุม ผนังตอนล่างระหว่างช่องประตูและหน้าต่าง เขียนภาพพุทธประวัติ การวางภาพซับซ้อนตามลักษณะโครงสร้างการวางภาพแบบโบราณ จัดท่าทางของภาพกลุ่มคนเป็นแบบนาฏลักษณ์ สีที่ใช้ในการเขียนเป็นแบบสีฝุ่น พื้นสีค่อนข้างหนัก โครงสีส่วนรวมมองเป็นสีแดงและสีม่วง ใช้กรอบสินเทาและพื้นสีในกรอบเน้นลำดับความสำคัญของภาพ ไม่นิยมใช้สีทองปิดประดับบริเวณที่ต้องการจะเน้น แต่นิยมปิดทองเฉพาะบางส่วน ภายในภาพจะสอดแทรกสภาพสังคม ประเพณี และระเบียบแบบแผนต่างๆ ในยุคสมัยนั้น








ตู้พระธรรมลายรดน้ำ








เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช




ผจญมาร












พระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์ลงสู่มนุษย์โลก










๑๓.๔๒ น. วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๗




ฐานพระที่นั่งและที่เกยช้างของพระที่นั่งคชกรรมประเวศบริเวณหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในปัจจุบัน




ระฆัง สมัยรัชกาลที่ ๔ สูง ๒๔๕.๕ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๓๓ เซนติเมตร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้หล่อขึ้นสำหรับตีทุ่มโมง ที่โรงนาฬิการิมประตูเทวาพิทักษ์
เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระที่นั่งอภิเนาว์ ย้ายมาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐




พระตำหนักแดง สร้างขึ้นภายในพระบรมมหาราชวังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เพื่อพระราชทานเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางพระองค์น้อยในพระองค์ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรื้อพระตำหนักฝ่ายในภายในเขตพระราชฐานชั้นในเพื่อเปลี่ยนเป็นตำหนักตึกทั้งหมด ดังนั้น จึงโปรดให้รื้อตำหนักแดงไปปลูกที่พระราชวังเดิม เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โดยตำหนักแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกนั้นเป็นที่ประทับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา ปัจจุบัน ตำหนักส่วนนี้ได้ถูกรื้อไปปลูกเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี ส่วนที่สองเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบัน ตั้งอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร






ศาลาสำราญมุขมาตย์




เอ๋ออีกแล้วค่ะ ตั้งใจจะมางานนี้ด้วย วันจันทร์เค้าปิด...
นิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ เรื่อง “โขน : อัจฉริยนาฏกรรมสยาม”
ระหว่างวันที่ ๔ มกราคม – ๖ เมษายน ๒๕๕๗
ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร



.

Create Date : 13 มกราคม 2557
Last Update : 13 มกราคม 2557 12:48:37 น.

.


ที่มา : พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=01-2014&date=13&group=10&gblog=61

.




4
พระบรมมหาราชวัง โดย สายหมอกและก้อนเมฆ


พระบรมมหาราชวัง

จันทร์สวัสดีค่ะ เป็นบล็อกต่อเนื่องจากวัดบวรนิเวศ เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ค่ะ ไปถวายสักการะพระศพสมเด็จพระสังฆราชที่วัดบวรนิเวศแล้ว เรานั่งรถเมล์มาที่วัดพระแก้วต่อ (อัพบล็อกไปแล้ว) พระบรมมหาราชวัง ขอแยกเอามาไว้ที่กลุ่มบล็อกนี้นะคะ

รายละเอียดวัดพระแก้วที่นี่ค่ะ...เจอเว็บนี้ตอนหาข้อมูลทำบล็อก ละเอียดมาก

ชมพระบรมมหาราชวัง และ วัดพระศรีรัตนศาสดารามแบบเสมือนจริงค่ะ

พระที่นั่งบรมพิมาน เดิมชื่อ พระที่นั่งภานุมาศจำรูญ เป็นพระที่นั่งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ทางด้านใต้ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่เหนือสวนศิวาลัย บริเวณคลังสรรพาวุธเดิม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร แต่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เสด็จสวรรคตเสียก่อน จึงพระราชทานให้เป็นที่ประทับของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์จึงเสด็จมาประทับเป็นครั้งคราว ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ จึงทรงเปลี่ยนนามพระที่นั่งเป็น พระที่นั่งบรมพิมาน ตามนามพระที่นั่งองค์ใหญ่ อันป็นพระวิมานที่ประทับในพระอภิเนาว์นิเวศน์ของสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชที่รื้อไป ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประทับที่พระที่นั่งองค์นี้ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จประทับเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ และได้เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน ณ พระที่นั่งองค์นี้ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙

ปัจจุบัน เป็นเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ใช้เป็นที่ประทับเป็นการถาวร หลังจากทรงนิวัติประเทศ โดยด้านหลังของพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้าง อาคารรับรองด้านหลัง A และ B ใช้เป็นที่พักรับรองผู้ติดตามพระราชอาคันตุกะชั้นประมุขและพระราชวงศ์ชั้นสูง
.




อาคารสำนักพระราชวัง




วันนี้โชคดีอีกแล้วค่ะ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เปิดให้เข้าชม




พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน หรือ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เป็นพระที่นั่งอยู่ในหมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง อยู่ทางทิศเหนือ ติดกับพระที่นั่งไพศาลทักษิณ มีกำแพงแก้วล้อมด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก อยู่ในพระราชฐานชั้นกลาง ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกฝ่ายหน้า เป็นที่เสด็จออกว่าราชการ บางคราวก็ใช้เป็นที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล








พระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตั้งอยู่ริมกำแพงทางด้านทิศะวันตกเฉียงเหนือของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน เป็นพลับพลาโถงเสาไม้ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย ชั้นเดียวยกพื้นสูง บันไดอยู่ในกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก ภายในยกพื้นตอนกลางสูง มีพระแท่นองค์ประธานอยู่ระหว่างเสาลายทอง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบสี ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประดับกระจก หน้าบันไม้จำหลักรูปเทวดายืนแท่น พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงตรี ล้อมรอบด้วยลายกระหนกก้านขดเทพพนม พื้นปิดกระจกสี ลายจำหลักลงรักปิดทอง ผนังภายนอกเขียนลายกระหนกก้านแย่งหน้าสิงห์ ผนังภายในเขียนเป็นภาพในสรวงสวรรค์






พระที่นั่งสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นที่ประทับสำราญพระอริยาบถ ทรงงานช่างตามที่โปรดปรานเป็นนิจ บางครั้งเป็นที่เสด็จออกขุนนาง แทนการเสด็จออกที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน เป็นสถานที่สำหรับกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ประทับพักก่อนเข้าเฝ้าฯ ในห้องพระโรง

เนื่องจากพระที่นั่งสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหอพระธาตุมณเฑียร อันเป็นที่ประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเครื่องนมัสการ สำหรับถวายบังคมพระบรมอัฐิในการพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระที่นั่งสนามจันทร์อีกแห่งหนึ่งด้วย

รัชกาลที่ ๔ ทรงนับถือว่าพระที่นั่งองค์นี้ เสมือนพระแท่นราชบัลลังก์ในพระชนกนาถ จึงห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีกิจหน้าที่ขึ้นไปบนพระที่นั่งองค์นี้ ลักษณะเป็นพระที่นั่งพลับพลาโถงไม้ขนาดเล็ก ตั้งลอยอยู่กับพื้นที่ เคลื่อนย้ายได้ หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบสี ประัดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจก ในประธานขององค์พระที่นั่งยกพื้นสูง มีชานไม้รอบพื้นประธาน ไม้ที่ทำพื้นประธานขององค์พระที่นั่งเป็นไม้สักขนาดกว้างแผ่นเดียว มีสัดส่วนงดงาม ยักย้ายต่อกันไปทุกช่อง เฉพาะลายเพดานเขียนลายทอง เป็นลายดอกพุดตาลก้านแย่งแบบต่างๆ กล่าวกันมาว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒






พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทค่ะ



พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งในหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ ตั้งอยู่ระหว่างพระมหามณเฑียร และ พระมหาปราสาท ประกอบด้วย ปราสาท ๓ องค์ ทอดตัวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก แต่ละองค์เชื่อมต่อกันด้วยมุขกระสันโดยตลอด

สถาปัตยกรรมของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเป็นการผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและสถาปัตยกรรมยุโรป โดยตัวอาคารพระที่นั่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรป แต่หลังคาพระที่นั่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท อ่านต่อที่วิกิพีเดียค่ะ
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97













มองเห็นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท






พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ซ้าย พระปรัศว์ขวา และเรือนบริวาร หรือเรือนจันทร์ ต่อเนื่องทางด้านหลังในเขตพระราชฐานชั้นใน

พระที่นั่งองค์นี้ได้รับยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเอกของกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระที่นั่งทรงไทยแท้องค์เดียว ในพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะเรือนยอดพระมหาปราสาท (กุฎาคาร) มีรูปทรงต้องด้วยศิลปะลักษณะอันวิจิตรงดงาม

เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท ซึ่งถูกฟ้าผ่าไหม้จนหมด จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมหาปราสาทขึ้นใหม่บนพื้นที่เดิม นามว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เมื่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จออกว่าราชการที่ท้องพระโรง นอกจากนั้นสถานที่นี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ และพระบรมราชวงศ์ชั้นสูงด้วย อย่างเช่น เมื่อรัชกาลที่ ๑ เสด็จสวรรคต ได้อัญเชิญพระบรมศพมาตั้งไว้ที่พระที่นั่งองค์นี้ จนกลายเป็นธรรมเนียมที่จะต้องประดิษฐานพระบรมศพสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้า และสมเด็จพระอัครมเหสีไว้บนพระที่นั่งองค์นี้

ในรัชกาลปัจจุบัน ได้ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

พระที่นั่งองค์นี้ไม่ได้เป็นเพียงที่ประดิษฐานพระบรมศพและพระศพเท่านั้น ยังเป็นสถานที่เพื่อทำพระราชพิธีสำคัญด้วย อย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ในรัชกาลสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ในปัจจุบัน พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี และ พระราชกุศลต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีฉัตรมงคล (พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า) ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ของทุกปี




วันที่เรามา พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเปิดให้เข้าชมด้วยค่ะ งดถ่ายภาพภายในพระที่นั่งฯ เช่นกันค่ะ






เที่ยงกว่าค่ะ ทำใจกับสีของฟ้า








พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว ภายในงดถ่ายภาพเช่นกันค่ะ








พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ




ยังไม่ได้เข้าไปชมซักที ภายในพิพิธภัณฑ์งดถ่ายภาพค่ะ



เว็บของพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คลิกเลยค่ะ
https://qsmtthailand.org/privacy_policy.php?lan=th#sthash.mJzJeaEl.dpuf








ตรงนี้อีกรอบค่ะ ก่อนกลับ...









.

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2556 5:29:29 น.

.


ที่มา : พระบรมมหาราชวัง
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=11-2013&date=25&group=10&gblog=59

.




5
ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๒ โดย สายหมอกและก้อนเมฆ


ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๒

ทริปวังน้ำเขียว ๕-๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ยังไม่จบทริป แต่เป็นจบตอนปราสาทหินพิมาย และคงอีกนานกว่าเราจะได้ไปอีก (ครั้งนี้ห่างจากครั้งแรก ๑๐ ปี) ขอลอกประวัติศาสตร์มาวางไว้ช่วยจำนะคะ จากหนังสือ อสท. ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ เส้นทางปราสาทหิน เยือนถิ่นอีสานใต้ พิมาย-โคราช

อาณาจักรขอม เป็นอาณาจักรโบราณแห่งหนึ่งที่รับอิทธิพลความเจริญจากอารยธรรมอินเดียก่อนจะพัฒนารูปแบบขึ้นจนมีลักษณะเฉพาะของตนเองและเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องอย่างยาวนานนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีชื่อเสียงเลื่องลือด้วยการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่ด้วยศิลาที่จำหลักลวดลายอย่างงดงาม ซึ่งประวัติความเป็นมาของอาณาจักรแห่งนี้สามารถแบ่งได้เป็น ๓ ยุคใหญ่ คือ

๑. ยุคก่อนเมืองพระนคร (Pre-Angkorian Period) อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕ เป็นยุคก่อร่างสร้างตัวของอาณาจักรขอมโดยการพยายามรวมอาณาจักรฟูนันอันเป็นอาณาจักรเก่าแก่ยุคแรกเริ่มที่รับอิทธิพลอารยธรรมอินเดียเข้ากับอาณาจักรเจนละในสมัยของพระเจ้าภวรมันที่ ๑ และพระเจ้ามเหนทรวรมัน หลังจากรวมอาณาจักรสำเร็จในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๑ แล้ว ในสมัยของพระเจ้าอีศานวรมันก็ได้มีการสถาปนาเมืองอีศานปุระขึ้นเป็นราชธานีแ่ห่งแรกของอาณาจักรขอม ซึ่งช่วงนี้อารยธรรมเขมรเริ่มมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองมากขึ้น แต่ต่อมาอาณาจักรได้แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ อาณาจักรเจนละบกและอาณาจักรเจนละน้ำ ด้วยสถานการณ์อันวุ่นวายทำให้อาณาจักรขอมถูกมหาราชจากแคว้นชวาเข้าปกครองอยู่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ซึ่งถูำกจับเป็นตัวประกันที่แคว้นชวาจะเสด็จกลับมากู้อิสรภาพให้กับอาณาจักรของและรวมอาณาจักรเจนละบกกับเจนละน้ำเข้าด้วยกัน (***เรื่องคุ้นๆ คล้ายเหตุการณ์บ้านเมืองเราเลยเนาะ...)

๒. ยุคเมืองพระนคร (Angkorian Period) ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕ จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เริ่มตั้งแต่พระเ้้จ้ายโศวรมันที่ ๑ ทรงสถาปนาเมืองหลวงของอาณาจักรขึ้นที่เมืองยโศธรปุระ หรือเมืองพระนครขึ้นมา แม้ว่าในรัชสมัยของพระเจ้าวรมันที่ ๔ ซึ่งเป็นรัชกาลถัดมาจะย้่ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองโฉกการยกยาร์ระหว่างปี พ.ศ.๑๔๖๔-๑๔๘๗ แต่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ ๒ ก็ได้ย้่ายเมืองหลวงกลับมาที่ยโศธรปุระอีกครั้งในปี พ.ศ.๑๔๘๗ และอยู่ต่อมาเป็นการถาวร มีเพียงในปี พ.ศ.๑๗๒๐ ที่เมืองพระนครหลวงถูกยึดครองโดยกองทัพของอาณาจักรจามปา แต่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ก็สามารถกอบกู้เอกราชคืนมาได้ ยุคนี้เป็นยุคที่อาณาจักรขอมเป็นปึกแผ่นและเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวิทยาการสูงสุด มีการสร้างศาสนถานทั้งในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธมหายานเป็นปราสาทหินขนาดใหญ่ขึ้นมากมาย ทั้งในบริเวณราชธานีและในบริเวณที่อาณาจักรขอมแผ่อิทธิพลไปถึง แต่ด้วยการสร้างปราสาทหินที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากติดต่อกันมานานนับหลายร้อยปี ทำให้อาณาจักรขอมค่อยๆ เสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ

๓. ยุคหลังเมืองพระนคร (Post Angkorian Period) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ลงมา เป็นยุคตกต่ำของอาณาจักรขอม หลังจากกองทัพสยามจากอาณาจักรศรีอยุธยาได้เข้ายึดครองเมืองพระนครหลวงของอาณาจักรขอมเอาไว้ได้ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อาณาจักรขอมมีความพยายามที่จะทำสงครามกู้อิสรภาพจากอาณาจักรศรีอยุธยาหลายคร้ง แต่ไม่สำเร็จ เป็นเหตุให้ต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองศรีสันธอว์ เมืองพนมเปญ และเืมืองละแวก ตามลำดับ ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่ที่กรุงพนมเปญในตอนท้ายและอยู่มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

เดินเข้ามาภายในปราสาทประธานค่ะ




ช่องรับแสงประดับด้วยลูกมะหวด






พระพุทธรูปปางนาคปรก




ลวดลายแกะสลักเสาประดับกรอบประตู




ภาพไม่ชัดหรอกค่ะ แต่อยากเก็บไว้...




เดินตรงมาเรื่อยๆ








ยอดมณฑป หน้าบัน ทับหลัง




ปรางค์พรหมทัต

ลักษณะของปรางค์องค์นี้ สร้างด้วยศิลาแลงตั้งอยู่ด้านหน้าของปราสาทประธานทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ประตูทำเป็นมุขยื่นออกไปทั้ง ๔ ทิศ ภายในองค์ปรางค์พบประติมากรรมสำคัญ ๒ ชิ้น คือ ประติมากรรมรูปบุคคลขนาดใหญ่อยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ สลักด้วยหินทราย สันนิษฐานว่าเป็นรูปจำลองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ชาวบ้านเรียกว่า ท้าวพรหมทัต ส่วนอีกรูปเป็นรูปสตรีนั่งคุกเข่าสลักด้วยหินทราย ส่วนศีรษะและแขนหักหายไป เชื่อกันว่าเป็นรูปของพระนางชัยราชเทวีมเหสี ชาวบ้านเรียกตามนิยายพื้นบ้านว่า นางอรพิม ปัจจุบันประติมากรรมทั้ง ๒ ชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย




ไม่ได้เดินเข้าไปค่ะ เห็นแต่เงา พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗




อีกมุม




ปรางค์หินแดง

สร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ตั้งอยู่ทางด้านขวาของปรางค์ประธาน มีมุขยื่นออกไปทั้ง ๔ ทิศ เหนือกรอบประตูทางเข้าด้านทิศเหนือ มีทับหลังหินทรายจำหลักภาพเล่าเรื่องมหากาพย์มหาภารตะ ตอนกรรณะล่าหมูป่า ส่วนกรอบประตูด้านอื่นคงเหลือร่องรอยเฉพาะเสาประดับกรอบประตูศิลปะแบบเขมรประดับอยู่






ระเบียงคด




เสาประดับกรอบประตู












ต้นไม้ใหญ่โตแผ่กิ่งก้านสาขา...อายุน่าจะมากอยู่






ภูมิใจนำเสนอค่ะ น่าจะมีคนชอบเหมือนเรา










รื่นรมย์กับบริเวณนี้อยู่พักใหญ่...










เดินมาถึงด้านหน้าชาลาทางเดินแล้วค่ะ






เก็บตก...




ว่ากันว่า...ถ่ายรูปคนกับสถานที่ ไม่ต้องเน้นคนมากนัก เพราะเป็นแค่ส่วนประกอบของภาพรวมใหญ่






เยอะ...






ฆ่าเวลารอปะป๊ากับเมฆค่ะ (เดินมาแล้วขวามือ) แยกย้ายกันเดิน แม่ก็เพิ่งเจอหมอกตอนเดินวนครบรอบ










กลับแล้วค่ะ








โชคดีที่คนไม่เยอะมาก ฟ้าสวยใสแลกกับแดดร้อน ก็ปกติเนาะ...




ลูกๆ เดินอยู่ข้างหน้า




จากเอนทรี่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย ได้ความรู้เพิ่มเติมจากคุณทุเรียนกวน ป่วนรัก ว่า...
หลักการอนุรักษ์โบราณสถาน-โบราณวัตถุมีอยู่ว่า...กรณีที่ชิ้นส่วนที่หายไปนั้นจำเป็นต้องต่อโครงสร้าง (ถ้าไม่มีแล้วมันอยู่ไม่ได้)




ก็ให้ทำชิ้นส่วนที่ต่อเติม มีลักษณะรูปพรรณกลมกลืนกับของเดิม แต่ต้องก็ทำให้เห็นดูรู้ว่านี่เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ครับ...

*** ขอบคุณคุณทุเรียนกวน ป่วนรักค่ะ ***




สีสันเลยเป็นเช่นนี้ เพื่อให้เห็นความต่างของส่วนที่บูรณะซ่อมแซมกับของเก่า




พลับพลาเปลื้องเครื่อง




มองกลับไป สะพานนาคราช (ร่ำลา...)




ภาพสุดท้ายแล้วค่ะ



.

Create Date : 21 มิถุนายน 2556
Last Update : 21 มิถุนายน 2556 5:13:22 น.

.


ที่มา : ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๒
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=06-2013&date=21&group=10&gblog=55

.




6
ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๑ โดย สายหมอกและก้อนเมฆ


ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๑

ทริปวังน้ำเขียว ๕-๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เกริ่นกันไว้นานเลยค่ะ มาเที่ยววังน้ำเขียวรอบนี้ เราตั้งใจจะมาปราสาทหินพิมาย เคยมาครั้งแรกนานแล้ว ตอนนั้นเมฆยังไม่ขวบเลยด้วยซ้ำ (ไม่เคยอัพบล็อกไว้ด้วยค่ะ)

หาข้อมูลจะเขียนเรื่องนี้ ทั้งจากในเน็ตและรื้อหนังสือที่บ้านไปเจอ อสท. ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ เส้นทางปราสาทหิน เยือนถิ่นอีสานใต้ พิมาย-โคราช พร้อมคู่มือท่องเที่ยวเส้นทางปราสาทหินพอดิบพอดี แต่ช้าไปหน่อย ที่ไม่ได้เจอก่อนไป...ขอลอกเอามาไว้ที่นี่เลยนะคะ ใครไม่ชอบอ่านตัวหนังสือเยอะๆ เลื่อนเมาส์ผ่านได้เลยค่ะ ไม่ว่ากัน (ข้อมูลบางส่วนลอกมาจากในเน็ตหลายที่ค่ะ ไม่ได้ลงอ้างอิงไว้ให้นะคะ)

ข้อแนะนำในการเดินชมปราสาทหิน

ปราสาทหิน เป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมเฉพาะที่นิยมสร้างในสมัยขอม ซึ่งแตกต่างไปจากสมัยอื่นๆ แต่ละแห่งนิยมสร้างด้วยวัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น หินทราย อิฐ ศิลาแลง แต่ที่นิยมสูงสุดคือ หินทราย ซึ่งนำมาแกะสลักเป็นทับหลัง หน้าบัน และซุ้มประตู เพราะมีความสวยงามและทนทานสูง แต่ละสมัยล้วนมีแบบแผนทางสถาปัตยกรรมการวางรูปทรงเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป ผังของสถาปัตยกรรมจะทำให้เข้าใจคติเกี่ยวกับการก่อสร้างของช่างในสมัยนั้นๆ เป็นอย่างดี

โบราณสถานส่วนใหญ่ในประเทศไทยนิยมสร้างเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ หรือไ่ม่ก็ศาสนาพุทธ ลวดลายประดับตกแต่งสถาปัตยกรรม เช่น ลวดลายแกะสลัก ลายปูนปั้น ภาพวาดจิตรกรรม จะทำให้ทราบว่าเป็นโบราณสถานในศาสนาใด และทำให้รู้เรื่องราวทางพุทธศาสนาที่ช่างต้องการถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้รับรู้

การเที่ยวชมปราสาทหินให้สนุกและเป็นประโยชน์มากขึ้น หากเรารู้จักสังเกตและศึกษาหาความรู้ มีการเตรียมตัวที่ดีเพื่อที่จะได้ทั้งความรู้ความเพลิดเพลิน และปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในการเที่ยวชม

๑. ศึกษาหาข้อมูลโบราณสถานที่จะไป หรือนำเอกสารข้อมูลติดตัวไปด้วย เพื่อความเข้าใจและสามารถกำหนดเวลาในการเที่ยวชมได้

๒. เตรียมอุปกรณ์เสริมในการเที่ยวชม โดยอาจจะสเก็ตช์ภาพ หรือวาดภาพ ถ่ายภาพ จดบันทึก เพื่อความเพลิดเพลินและข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในอนาคต

๓. ควรเดินชมตามเส้นทางที่กำหนด ไม่ปีนป่าย เหยียบ สัมผัส หรือขูดขีดตัวปราสาทหรือลวดลายใดๆ อันจะทำให้เกิดความเสียหาย เพราะวัสดุต่างๆ มีอายุเก่าแก่จึงชำรุดได้ง่าย

๔. ไม่ลูบคลำแตะต้องลวดลายปูนปั้น ลวดลายแกะสลัก หรือภาพจิตรกรรมเขียนสีที่ปรากฎตามโบราณสถาน อันจะทำให้เกิดความชำรุดเสียหายได้

๕. ไม่หยิบฉวยโบราณวัตถุ หรืองัดแงะชิ้นส่วนโบราณสถานใดๆ ไปเป็นที่ระลึกโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้โบราณสถานชำรุดเสียหายและขาดหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์

๖. นอกจากเที่ยวชมในโบราณสถานแล้ว ควรแวะเข้าชมและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในพิพิธภัณฑ์ใกล้เคียง เพราะโบราณวัตถุชิ้นสำคัญๆ ที่พบหลังการบูรณะเกือบทั้งหมดจะถูกจัดแสดงไว้ที่นี่

*** เราไม่ได้ทำตามคำแนะนำหลายข้อเหมือนกัน
.




อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา ๐๗.๓๐-๑๘.๐๐ น.
ค่าเข้าชม ชาวไทยคนละ ๑๐ บาท ชาวต่างประเทศคนละ ๔๐ บาท
มีบริการยุวมัคคุเทศก์ซึ่งเป็นนักเรียนจากโรงเรียนพิมายวิทยานำชมสถานที่ฟรี
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. ๐ ๔๔๗ ๑๕๖๘




จุดเริ่มต้น ทางเดินชมปราสาทหินพิมาย เมื่อเข้ามาบริเวณหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้ว จะมองเห็นสะพานนาคราชเป็นลักษณะทางเดินยกพื้นสูงมีบันไดทางขึ้นลง ๓ ด้าน เชิงบันไดทำเป็นอัฒจันทร์ รูปปีกกา




พลับพลาเปลื้องเครื่อง

สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ร่วมสมัยเดียวกับปราสาทหินพิมาย เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในอาคารแบ่งออกเป็นสองห้อง ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกภายนอกปราสาทพิมาย สันนิษฐานว่าใช้สำหรับเป็นที่พักในการเดินทาง และเตรียมพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูง ยามเสด็จมาประกอบพิธีทางศาสนาภายในปราสาทหินพิมาย เพื่อที่จะเปลี่ยนเครื่องทรงและจัดของสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในปราสาท เดิมเรียกว่า คลังเงิน เพราะได้ขุดพบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก ทั้งรูปเคารพ เครื่องประดับ และเหรียญสำริดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑




สะพานนาคราช

เป็นทางที่ทอดนำเข้าสู่ตัวปรางค์ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าโคปุระด้านทิศใต้สร้างด้วยหินทราย มีผังเป็นรูปกากบาท กว้าง ๔ เมตร ยาว ๓๑.๗๐ เมตร ยกพื้นสูง ราวสะพานทำเป็นตัวนาค ที่ปลายราวสะพานทำเป็นรูปนาคราช ๗ เศียร ชูคอแผ่พังพานเปล่งรัศมีสวยงาม ที่เชิงบันไดนาคทั้งสองข้างมีสิงห์จำหลักจากหินประดับอยู่ข้างละตัว สิงห์มีท่าทางองอาจเสมือนเป็นผู้พิทักษ์โบราณสถาน ลักษณะทางศิลปกรรมของสิงห์และนาคนี้ คล้ายศิลปะที่นครวัดที่สร้างในช่วงรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (พ.ศ.๑๖๕๖-๑๖๘๘) สะพานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางเข้าสู่ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาล เชื่อว่าเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ คตินี้ถือสืบกันมาในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนานิกายมหายาน






มองย้อนกลับไปค่ะ




ซุ้มประตูหรือโคปุระ และกำแพงแก้ว เดินตรงไปเรื่อยๆ ค่ะ




ภาพแกะสลักเหนือซุ้มประตู




ปราสาทหินพิมาย

อยู่ในความดูแลของอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่ทั้งหมดรวม ๑๑๕ ไร่ ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๒ ปราสาทหินพิมายจัดเป็นปราสาทขอมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ในพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ สันนิษฐานว่าเป็นต้นแบบในการสร้างปราสาทนครวัดอันยิ่งใหญ่ เป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวที่สร้างหันไปทางทิศใต้ ซึ่งเชื่อว่าเพื่อหันเข้าหาเส้นทางไปยังเมืองพระนครของเขมร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ศิลปะแบบบาปวน นครวัด บายน

ชื่อ พิมาย นั้น น่าจะเป็นคำเดียวกันกับชื่อ วิมาย ที่ปรากฏอยู่ในจารึกภาษาเขมรบนแผ่นหินกรอบประตูระเบียงคดด้านหน้าของปราสาทพิมาย

คำว่า พิมาย ปรากฏเป็นชื่อเมืองในศิลาจารึกพบในประเทศกัมพูชาหลายแห่ง แม้รูปคำจะไม่ตรงกัน แต่เป็นที่เชื่อกันว่า น่าจะหมายถึงเมืองพิมายอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพิมาย โดยเรียก เมืองวิมาย หรือวิมายะปุระ (จารึกปราสาทพระขรรค์ พุทธศตวรรษที่ ๑๘) โดยเฉพาะข้อความในจารึกปราสาทพระขรรค์ที่กล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โปรดให้สร้างที่พักคนเดินทาง จากราชธานีมาเมืองพิมาย รวม ๑๗ แห่ง แสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างเมืองพิมายกับเมืองพระนครหลวงของอาณาจักรเขมร และแสดงว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญไม่น้อย








หน้าต่างหลอดประดับด้วยลูกมะหวด (ที่ปราสาทหินพนมวันก็เป็นแบบนี้ค่ะ)




ชาลาทางเดิน

ชาลาทางเดินก่อสร้างด้วยหินทราย เชื่อมต่อระหว่างซุ้มประตูด้านทิศใต้ของระเบียงคดที่ล้อมรอบปราสาทประธาน โดยทำทางเดินยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตร แบ่งเป็น ๓ ช่องทางเดิน ผังทำเป็นรูปกากบาท จากการบูรณะพบเศษกระเบื้องมุงหลังคาและบราลีดินเผาจำนวนมาก สันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นระเบียงโปร่ง หลังคามุงกระเบื้อง รองรับด้วยเสาไม้




ชอบต้นไม้ใหญ่ที่นี่ ถ่ายมาหลายภาพ มีหลายต้น เผื่ออีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้า เราจะมีภาพเปรียบเทียบ...เคยมีอยู่และยังคงอยู่




กำแพงชั้นในและซุ้มประตู

สร้างด้วยหินทรายเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบลานปราสาทชั้นใน กว้าง ๒.๓๕ เมตร ยาวจากเหนือจรดใต้ ๗๒ เมตร จากตะวันออกถึงตะวันตก ๘๐ เมตร อยู่สูงจากพื้นดิน ๑ เมตร ภายในเดินทะลุถึงกันได้ ส่วนผนังด้านนอกปิดทึบ ทำเป็นหน้าต่างหลอดประดับด้วยลูกมะหวด






มุมมหาชนที่ใครมาปราสาทหินพิมายต้องมีมุมนี้ค่ะ ปรางค์ประธาน (กลาง) ปรางค์หินแดง (ซ้าย) ปรางค์พรหมทัต (ขวา)






เห็นไกลๆ ข้างหน้า หมอกกับเมฆค่ะ




มองกลับไป...






ซุ้มประตูและระเบียงคด

เดินมาถึงระเบียงนี้ถือว่าเข้าสู่เขตชั้นในของปราสาทหินแล้ว พระระเบียงแต่ละด้านมีซุ้มประตูหรือโคปุระชั้นในอยู่กึ่งกลาง เป็นอาคารก่อด้วยหินทรายยกพื้นสูง อยู่ล้อมรอบปราสาทประธาน ระเบียงคดมีลักษณะคล้ายกำแพงแก้วทั้ง ๔ ด้าน โดยมีตำแหน่งที่ตั้งตรงกับแนวของประตูเมือง และประตูทางเข้าปราสาทประธาน ปรากฏหลักฐานสำคัญที่ซุ้มประตูด้านทิศใต้ บริเวณกรอบประตูพบจารึกภาษาเขมร อักษรขอมโบราณ ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. ๑๖๕๑-๑๖๕๕ กล่าวถึงการสร้างรูปเคารพ การสร้างเมือง ตลอดจนปรากฏพระนามของขุนนางชั้นสูง และพระนามพระมหากษัตริย์คือ พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๑






ซุ้มประตู




บริเวณกลางซุ้มประตูจะมีหลุมบรรจุวัตถุมงคล ป้ายสีเหลืองบอกว่า ห้ามโยนเหรียญ




หลุมบรรจุวัตถุมงคล

การวางหลุมบรรจุวัตถุมงคล เปรียบเสมือนกับเป็นการวางศิลาฤกษ์ในการสร้างปราสาท โดยจะบรรจุของมีค่าไว้ด้านใน แบ่งออกเป็น ๓ จำพวก พวกแรกจะมี ๙ หลุม ๙ หลุมนี้จะบรรจุแร่รัตนชาติจำพวกพลอยแดงพลอยขาว ส่วน ๕ หลุมโดยรอบ จะเป็นหลุมบรรจุแผ่นทองคำ ซึ่งแกะสลักเป็นรูปดอกบัวแปดกลีบ หมายถึง มงคลสี่ประการ แปดพยางค์ คือ


ชัยยะ คือ ขอให้มีชัย
ฤทธิ คือ ขอให้มีฤทธิ์
สวัสดิ คือ ขอให้มีความสุข
ลาภ คือ ขอให้มีลาภ


และหลุมทางด้านสามเหลี่ยมเป็นหลุมที่บรรจุพระพิมพ์ดินเผารูปพระพุทธรูปปางนาคปรก ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปที่อยู่ด้านในปรางค์ประธานแต่มีขนาดเล็กกว่า

หลุมบรรจุวัตถุมงคลนี้ ได้พบก่อนวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธาน เปิดปราสาทหินพิมายให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ในตอนนั้นทหารได้นำเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด มาตรวจพื้นที่โดยรอบปราสาทโดยเมื่อผ่านบริเวณนี้แผ่นทองคำ ได้ทำปฏิกิริยากับเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดเหล่าทหารจึงได้งัดแผ่นหินบริเวณนี้ออกมา พบกับหลุมบรรจุวัตถุมงคลเหล่านี้และได้นำของมงคลเหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย






ปรางค์ใหญ่ หรือปรางค์ประธาน

ก่อด้วยศิลาทรายสีขาวล้วน เป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย แตกต่างจากปราสาทขอมโดยทั่วไปคือ มีมณฑปอยู่ที่เรือนธาตุทางทิศใต้ และมีลายจำหลักรูปครุฑแบกบนยอดปราสาททั้ง ๔ ทิศ ภาพจำหลักศิลาทางพุทธศาสนาบนทับหลังเหนือประตูชั้นในรอบองค์ปรางค์ทั้ง ๔ ทิศ ทิศใต้เป็นภาพพระพุทธรูปปางนาคปรก ล้อมรอบด้วยพระพุทธรูปทรงเครื่อง ๕ องค์ ทิศเหนือเป็นรูปพระโพธิสัตว์ ๕ องค์ ทิศตะวันตกเป็นพระพุทธแสดงธรรมเทศนาแก่พญามารและบริวาร ทิศตะวันออกเป็นรูปพระโพธิสัตว์ไตรโลกยวิชัย ๔ พักตร์ ๘ กร และพระพุทธรูปปางสมาธิทรงเครื่อง ๑๐ องค์ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าปราสาทหินพิมายเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา บริเวณหน้าบันและทับหลังด้านนอกประดับตกแต่งด้วยภาพจำหลักเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู






แกะสลักทีละก้อน แล้วนำมาวางซ้อนเรียงกัน...








ตอนทำรูปมีงงๆ เหมือนกัน ถ่ายโดดไปโดดมา...ศิลาทรายขาวล้วน ยังเป็นปรางค์ประธานอยู่นะคะ








ระเบียงคด




ด้านนี้กำลังบูรณะ




ภาพสุดท้าย เดี๋ยวต่อตอนจบค่ะ



.

Create Date : 19 มิถุนายน 2556
Last Update : 19 มิถุนายน 2556 5:28:48 น.

.


ที่มา : ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๑
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=06-2013&date=19&group=10&gblog=51

.




7
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๒) โดย สายหมอกและก้อนเมฆ


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๒)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ตอนจบ


ทริปวังน้ำเขียว ๕-๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ต่อเลยนะคะ...ความเดิมตอนแรก...คลิกที่นี่ค่ะ


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เปิดให้เข้าชม วันพุธ-วันอาทิตย์
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. หยุดทุกวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๑๐๐ บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐๔๔-๔๗๑๑๖๗

//www.finearts.go.th/Phimai_museum
//www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum

เข้าหน้าเพจของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย https://www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum เลยเจอข้อความ...
พิพิธภัณฑ์ฯ ปิดทำการเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป ปิดบริการเฉพาะอาคารจัดแสดง
หากท่านใดประสงค์ติดต่อหรือค้นหาข้อมูลทางวิชาการ เชิญได้ที่สำนักงานและศูนย์ข้อมูลพิพิธภัณฑ์ค่ะ
.

เป็นเทพประจำทิศทั้ง ๘ ในภาพ มีพระอาทิตย์ (อิสาน) พระจันทร์ (บูรพา) อีกสององค์ถัดมาเขาไม่แน่ใจ
พบที่ศาลสมเด็จพระนารายณ์ที่ข้างวัดพระนารายณ์ อ.เมืองโคราช...พี่ตุ๊ก-โคราช ช่วยให้ข้อมูลไว้เราลองไปหาเพิ่มเติมต่อดังนี้ค่ะ




ตำนานเทพแปดทิศ

บุรพจารย์ท่านกล่าวว่า เดิมนั้นจักรวาลมีแต่ความมืด และความหนาวเย็น พระอิศวรเป็นเจ้าจึงเนรมิตเทพอันมีรัศมีโชติช่วงดั่งลูกไฟดวงใหญ่ให้ปรากฏขึ้น เพื่อให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่จักรวาลโดยเทพแห่งไฟนั้นปรากฏขึ้นครั้งแรกด้านทิศทักษิณ (ใต้) แล้วโคจรเวียนขวามาทางทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) ผ่านเรื่อยมายังทิศประจิม (ตะวันตก) ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ทิศอุดร (เหนือ) มาหยุดที่ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นชัยภูมิอันเหมาะจึงให้ประจำอยู่ในทิศนี้ และให้ฉายาเทพองค์นี้ว่า..พระอาทิตย์

หลังจากนั้น พระเป็นเจ้าก็เนรมิตเทพบริวารในทิศต่างๆขึ้น เรียงรายตามลำดับได้ดังนี้ :-

เทพอาทิตย์ ประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ให้พลังด้านแสงสว่าง ความหวัง และชื่อเสียงเกียรติยศ

เทพจันทร์ ประจำทิศตะวันออก (บูรพา) ให้พลังด้านความอ่อนโยน ความเมตตา การช่วยเหลือ

เทพอังคาร ประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ (อาคเนย์) ให้พลังด้านความเข้มแข็งอดทน ความดื้อรั้น ความรุนแรง

เทพพุธ ประจำทิศใต้ (ทักษิณ) ให้พลังด้านความอ่อนหวาน ความสะดวกสบาย ความสำเร็จ

เทพเสาร์ ประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ (หรดี) ให้พลังด้านความอดทน การก่อสร้าง เกษตร ที่ดิน อุปสรรค

เทพพฤหัส ประจำทิศตะวันตก (ประจิม) ให้พลังด้านศีลธรรม ความดีงาม การศึกษาวิชาความรู้ทั้งปวง

เทพราหู ประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (พายัพ) ให้พลังด้านมืด ความลุ่มหลง ความมัวเมา กิเลส โลภ หลง

เทพศุกร์ ประจำทิศเหนือ (อุดร) ให้พลังด้านความสวยงาม ศิลปะ ดนตรี ทรัพย์สิน ความรัก ความรื่นเริง




พระนารายณ์ทรงครุฑ ยุดนาค *** ข้อมูลเพิ่มเติมจากพี่ตุ๊กค่ะ ***




ทับหลังเรื่องรามเกียรติ์ พระราม และพระลักษมณ์ถูกศรนาคบาศรัดฝูงลิงเหล่านี้แสดงความเคลื่อนไหว แสดงอาการเศร้าโศก




ขาข้างขวา คงซ่อม คนละสี?




พระพุทธเจ้าบำเพ็ญทุกรกิริยา ปางนาคปรก




ครุฑยุดนาค *** ข้อมูลจากพี่ตุ๊กค่ะ ***








เครื่องประดับโลหะ เข้าใจว่าเป็น "กำไลข้อเท้า" ค่ะ






สามภาพข้างล่างนี้เป็นภาพเดียวยาวต่อกันค่ะ เราถ่ายมาทีละช่วง...
พิธีอัศวเมธ พระราชพิธีเพื่อประกาศพระบรมเดชานุภาพของพระราชาธิราชในวรรณคดีอินเดีย โดยจะทรงปล่อยม้าอุปการ




คือ ม้าแต่งเครื่องครบพร้อมทั้งกองทัพให้เข้าไปในประเทศต่างๆ ให้เดินทางไปในแคว้นต่างๆ และให้มีทหารติดตามไปด้วย




ถ้าประเทศใดไม่ยอมอ่อนน้อมกองทัพจะเข้าโจมตี เมื่อครบ ๑ ปี กองทัพก็ยกกลับพร้อมทั้งพระราชาที่ถูกปราบ




และจากนั้นพระราชาธิราชก็จะจัดพระราชพิธีโดยฆ่าม้านั้นบูชายัญ *** ข้อมูลจากพี่ตุ๊กค่ะ ***
ลองเอา ๓ ภาพมาต่อกันเป็นพาโนรามาด้วย CS3 ที่มี ไม่ค่อยเรียบร้อยนะคะ




ลองต่ออีกภาพค่ะ (ถ่ายมา ๒ ช็อต)




พระกฤษณะถือดอกบัว นางราธาเทวีถือดอกบัว *** เอื้อเฟื้อข้อมูล โดยพี่ตุ๊ก โคราช (เจ้าเก่า)ค่ะ ***








ศูนย์บริการข้อมูลค่ะ ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์ฯ ปิดปรับปรุง แต่ติดต่อหรือค้นหาข้อมูลทางวิชาการได้ที่นี่ค่ะ




มาที่ด้านนอกอาคารจัดแสดงค่ะ / ใบเสมา








สังกะสีวางเรียงเป็นผนัง








พระกฤษณะฆ่านาคกาลียะ ซึ่งเป็นนาค ๖ เศียร *** ข้อมูลเพิ่มเติมจากพี่ตุ๊กค่ะ ***






หมอกกับเมฆ














ที่แคบ ถอยหลังไม่ได้ ไวด์ไม่มี...






ภาพนี้เห็นป้ายบรรยายด้วยค่ะ ทับหลังสลักภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ






ทับหลังสลักภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์




พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ




ด้านหน้าตรงๆ












ป้ายด้านหลังอาคารจัดแสดง








อ๋อ...เค้ากำลังก่ออิฐทำผนัง สังกะสีนั้นชั่วคราวค่ะ






ภาพสุดท้ายค่ะ



ขอบคุณพี่ตุ๊ก - tuk-tuk@korat มากค่ะ ช่วยค้นคว้าเพิ่มเติมข้อมูล...

.

Create Date : 10 มิถุนายน 2556
Last Update : 10 มิถุนายน 2556 21:06:41 น.

.


ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๒)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=06-2013&date=10&group=10&gblog=48

.




8
พระนางตารา (th.wikipedia.org)


พระนางตารา


พระตาราเขียว ร่วมกับพระตาราขาว และพระจินดามณีตารา (ตาราเหลือง) มัธยประเทศ, Sirpur, c. ศตวรรษที่ 8

พระตารา (สันสกฤต: तारा, tārā; ทิเบตมาตรฐาน: སྒྲོལ་མ, dölma) หรือ อารยตารา (Noble Tara - พระตาราผู้ประเสริฐ) และยังรู้จักในนาม เจซุน ดอลมา (Tibetan: rje btsun sgrol ma - พระมารดาผู้ควรแก่การเคารพแห่งการปลดปล่อย) ถือเป็นพระโพธิสัตว์หญิงที่สำคัญในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิกาย วัชรยาน คำว่าตารามาจากภาษาสันสกฤตหมายถึงข้าม ผู้ช่วยให้ข้ามพ้นจากวัฏสงสาร

พระตารายังเป็นที่รู้จักในฐานะ ผู้ปลดเปลื้อง (saviouress) ผู้ทรงได้ยินเสียงร้องของสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร และช่วยให้พ้นจากอันตรายทั้งทางโลกและทางธรรม การบูชาพระนางเริ่มเมื่อพุทธศตวรรษที่ 8 - 11 ในประเทศอินเดียเหนือและแพร่หลายที่สุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 - 17 โดยถือว่าเป็นชายาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์

ในนิกายวัชรยาน พระนางได้รับการยกย่องให้เป็นพระพุทธเจ้า และในคัมภีร์ตาราตันตระ (Tārā Tantra) ได้บรรยายถึงพระนางว่าเป็น "พระมารดาผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้าในกาลทั้งสาม" และยังเป็นผู้ที่ "อยู่เหนือวัฏสงสารและนิพพาน" พระนางเป็นหนึ่งในเทวสตรีที่สำคัญที่สุดในวัชรยาน และมีการกล่าวถึงในคัมภีร์อย่าง มัญชุศรีมูลกัลปะ (Mañjuśrīmūlakalpa) และ คุยหสมาชตันตระ (Guhyasamāja Tantra) คัมภีร์วัชรยานที่สำคัญซึ่งมุ่งเน้นไปที่พระตารา ได้แก่ "ตันตระที่เป็นแหล่งที่มาของหน้าที่ทั้งหมดของตารา พระมารดาแห่งพระตถาคตทั้งปวง" หรือ สรฺวตถาคตมาตฺฤตาราวิศฺวกรฺมภวนามตนฺตฺร (Skt. Sarvatathāgatamātṛtārāviśvakarmabhavanāmatantra) และ ตารามูลกัลปะ (Tārāmūlakalpa)

ทั้งพระตาราเขียวและพระตาราขาว (White Tārā) ยังคงเป็นที่นิยมในฐานะอิฐเทวตาสำหรับการทำสมาธิ หรือ ยิดัม ในพุทธศาสนาแบบทิเบต และพระตาราก็เป็นที่เคารพนับถือในพุทธศาสนาแบบเนปาลด้วย เชื่อกันว่าพระตารามีหลายรูปแบบหรือหลายภาค หรือ อวตาร (emanations) โดยที่พระตาราเขียวเป็นต้นกำเนิดของ 21 ตารา ซึ่งแต่ละองค์มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งสี, อุปกรณ์, และพุทธกิจต่าง ๆ เช่น สันติ (śānti - ศานติ), การเพิ่มพูน (pauṣṭika - เปาษฺฏิก), การดึงดูด (vaśīkaraṇa - วศีกรณ), และการสยบ (abhicāra - อภิจาร)

นอกจากนี้ยังมี พระสมายตารา หรือ "ตาราสีน้ำเงินอมเขียว" (Skt. Samayatara หรือ śyāmatārā) ยังคงเป็นรูปแบบที่สำคัญที่สุดของพระตาราในพุทธศาสนาแบบทิเบต บทสวด "บทสรรเสริญ 21 ตารา (Praises to the Twenty-One Taras) เป็นคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับพระตาราในพุทธศาสนาแบบทิเบต ซึ่งทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างสวดท่องกัน และเป็นที่มาของปางของพระอารยตารา 21 องค์

มนต์หลักของพระตาราเป็นมนต์เดียวกันทั้งในหมู่ชาวพุทธและฮินดู คือ: โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร สฺวาหา (oṃ tāre tuttāre ture svāhā) ชาวทิเบตและชาวพุทธที่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมทิเบตออกเสียงว่า โอม ตาเร ตุตตาเร ตูเร โซฮา


นิรุกติศาสตร์

พระตารา (สันสกฤต: तारा, Tārā) เป็นคำนามเพศหญิงที่มีที่มาจากรากศัพท์ √tṝ ซึ่งแปลว่า "การข้าม" เมื่ออยู่ในรูปของ causative หรือกริยาที่ทำให้เกิดผล จึงมีความหมายว่า "การทำให้ข้าม" หรือ "การช่วยเหลือให้พ้น"

ด้วยเหตุนี้ ชื่อของพระองค์จึงได้รับการแปลว่า "ผู้ช่วยให้รอด" หรือ "ผู้กอบกู้" ตัวอย่างเช่น ในภาษาทิเบต พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในนาม เจซุน โดลมา (རྗེ་བརྩུན་སྒྲོལ་མ།།, Wylie: rje btsun sgrol ba) ซึ่งแปลว่า "ผู้ช่วยให้รอดอันเป็นที่เคารพ" ชื่อนี้มาจากคำกริยาภาษาทิเบตว่า sgrol ba ซึ่งหมายถึง "การช่วยให้รอด การปลดปล่อย การช่วยเหลือให้พ้น; การนำพา การขนส่ง หรือการข้าม; และการขับไล่หรือขับหนี [สิ่งชั่วร้าย]"

นอกจากนี้ ชื่อ ตารา ยังอาจหมายถึง "ดาว" หรือ "ดาวเคราะห์" ได้ด้วย (เนื่องจากเป็นเทห์ฟากฟ้าที่เคลื่อนที่ข้ามท้องฟ้า จึงเป็น "ผู้ข้าม" อย่างแท้จริง)

ในพุทธศาสนาแบบเอเชียตะวันออก พระองค์เป็นที่รู้จักในชื่อ 多羅菩薩 (พินอิน: Duōluó Púsà) โดยคำว่า ผู่ซ่า (Púsà) แสดงถึงสถานะความเป็นพระโพธิสัตว์ ในภาษาญี่ปุ่น พระองค์คือ 多羅菩薩 たらぼさつ (Tara Bosatsu) [13] ชื่อนี้แปลว่า "พระโพธิสัตว์ผู้รวบรวมไว้มากมาย" หรือ "พระโพธิสัตว์ผู้รวบรวมสรรพสัตว์จำนวนมาก" โดยมีที่มาจากตัวอักษร: 羅 (luó) ที่แปลว่า "การจับ การรวบรวม การร่อน" และ 多 (duō) ที่แปลว่า "มาก มากมาย จำนวนมาก"


ประวัติการนับถือ


ภาพวาดพระแม่ตาราเขียวแบบทิเบต ในศตวรรษที่ 13

นักวิชาการด้านพุทธศาสนาโดยทั่วไปเห็นพ้องต้องกันว่า การบูชาพระตารา (Tārā) เริ่มได้รับความนิยมในอินเดียช่วงศตวรรษที่ 6 หลักฐานจากมหาวิทยาลัยนาลันทาแสดงให้เห็นว่า ขบวนการการบูชาพระองคเริ่มต้นขึ้นแล้วในศตวรรษที่ 6 ในแหล่งข้อมูลยุคแรกเริ่ม พระตาราได้รับการยกย่องให้เป็นบุคลาธิษฐานของพระมหากรุณาธิคุณของพระอวโลกิเตศวร (Avalokiteśvara) พระองค์มักปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มร่วมกับพระอวโลกิเตศวรและ พระภฤกุฏี (Bhr̥kuṭī) ดังที่เห็นได้ในถ้ำหมายเลข 90 ของคานเหรี (ศตวรรษที่ 6) ภาพเก่าแก่ที่สามารถระบุได้ว่าเป็นพระตาราอีกภาพหนึ่งพบได้ในถ้ำหมายเลข 6 ในหมู่ถ้ำที่สลักหินเป็นวัดพุทธแห่งถ้ำเอลโลราในรัฐมหาราษฏระ (ประมาณศตวรรษที่ 7) การบูชาพระองค์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเมื่อเข้าสู่ยุคจักรวรรดิปาละในอินเดียตะวันออก (ศตวรรษที่ 8)

การอ้างอิงถึงพระตาราที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งในคัมภีร์คือ มัญชุศรีมูลกัลปะ (Mañjuśrī-mūla-kalpa) (ประมาณศตวรรษที่ 5-8) ซึ่งเรียกพระองค์ว่าเป็น "เทพีผู้สูงส่งผู้เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระอวโลกิเตศวร" (เทวีมารฺยาวโลกิเตศฺวรกรุณำ - devīmāryāvalokiteśvarakaruṇāṃ) คัมภีร์นี้ยังเรียกพระองค์ว่าเป็น "มารดาของพระมัญชุโฆษกุมาร" ซึ่งทำให้พระองค์มีฐานะเป็น เทวีผู้เป็นมารดา (มาตา เทวี - mātā devī) และเชื่อมโยงพระองค์เข้ากับ พระปรัชญาปารมิตา (Prajñāpāramitā) และ พระปรัชญาปารมิตาเทวี (Prajñāpāramitā Devī)

กำเนิดของพระตารายังไม่ชัดเจนและยังคงเป็นหัวข้อที่นักวิชาการศึกษาค้นคว้า มัลลาร์ โฆษ (Mallar Ghosh) เชื่อว่าพระองค์มีต้นกำเนิดมาจากเทวรทุรคา (Durga) พระตาราได้รับการบูชาทั้งในศาสนาพุทธและลัทธิศักติ (ฮินดู) ในฐานะหนึ่งในสิบมหาเทวี (Mahavidyas) ตามคำกล่าวของเบเยอร์ (Beyer) ภาวะสตรีผู้รู้แจ้งได้ปรากฏตัวครั้งแรกในพุทธศาสนามหายานในฐานะพระปรัชญาปารมิตาเทวี ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานแห่งความสมบูรณ์แบบของปัญญา และได้รับการขนานนามว่า มารดาแห่งพระพุทธเจ้า (mother of Buddhas) ในที่สุด พระตาราได้รับการยกย่องจากชาวพุทธตันตระในอินเดียให้เป็น "มารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง" โดยรับฉายานามนี้มาจากพระปรัชญาปารมิตา คำว่ามารดาแห่งพระพุทธเจ้าโดยปกติแล้วหมายถึงปัญญาตื่นรู้ที่อยู่เหนือโลก แม้ว่าคำนี้จะสะท้อนถึงแนวคิดเก่าแก่ของเทพีผู้เป็นมารดา (Devi Mata) ในอินเดียก็ตาม

การเกิดขึ้นของตารามูลกัลปะ (Tārā-mūla-kalpa) ซึ่งเป็นคัมภีร์ตันตระหลักที่เกี่ยวข้องกับพระตาราเทวี ทำให้พระองค์กลายเป็นเทพเจ้าในนิกายวัชรยานที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอินเดียเหนือ การบูชาพระตารายังแพร่หลายไปยังส่วนอื่น ๆ ของอินเดีย รวมถึงเนปาล ศรีลังกา และอินโดนีเซีย ซึ่งนักโบราณคดีได้ค้นพบภาพวาดของพระองค์ และด้วยการเคลื่อนย้ายของพุทธศาสนาจากอินเดียไปยังทิเบต การบูชาและการปฏิบัติเกี่ยวกับพระตาราก็ถูกผนวกเข้ากับพุทธศาสนาแบบทิเบตด้วย เมื่อการบูชาพระตาราพัฒนาขึ้น บทสวดมนต์ คาถา และมนต์ต่าง ๆ ก็ได้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับพระองค์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความต้องการความศรัทธา และจากการที่พระองค์ได้ดลบันดาลให้ปรมาจารย์ทางจิตวิญญาณประพันธ์บทสวดสาธนะ (sadhanas), สโตตระ (stotras) หรือการทำสมาธิในรูปแบบตันตระขึ้นมา

ไม่ว่าพระองค์จะถูกจัดอยู่ในฐานะเทพเจ้า, พระพุทธเจ้า, หรือพระโพธิสัตว์ พระตารายังคงเป็นที่นิยมอย่างมากในทิเบต (และชุมชนชาวทิเบตพลัดถิ่นในอินเดียตอนเหนือ), มองโกเลีย, เนปาล, ภูฏาน, สิกขิม และได้รับการบูชาในชุมชนชาวพุทธหลายแห่งทั่วโลก (แม้ว่าในพุทธศาสนาเอเชียตะวันออก พระกวนอิมจะเป็นเทพีที่ได้รับความนิยมที่สุดก็ตาม) ในทิเบต พระตาราเขียว (Green Tārā) ยังได้รับการเชื่อกันว่าได้จุติเป็นเจ้าหญิงภริกุฏีแห่งเนปาล และ พระตาราขาว (White Tārā) จุติเป็นเจ้าหญิงคงโจ (เจ้าหญิงเหวินเฉิง) แห่งจีน


ตำนาน

พระตารามีเรื่องราวต้นกำเนิดมากมายที่อธิบายถึงการอุบัติขึ้นของพระองค์ในฐานะพระโพธิสัตว์ เรื่องราวหนึ่งกล่าวว่า พระตาราถือกำเนิดจากน้ำพระเนตรแห่งความเมตตาของพระอวโลกิเตศวร เมื่อพระองค์ทรงหลั่งน้ำตาเพราะได้เห็นความทุกข์ทั้งหมดของสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร น้ำพระเนตรของพระองค์ได้กลายเป็นดอกบัว และพระตาราก็ได้อุบัติขึ้นจากดอกบัวนั้น

ท่านสูรยคุปตะ (Sūryagupta) แห่งอินเดียได้อธิบายตำนานนี้ไว้ดังนี้:

"ต้นกำเนิดของพระนางคืออะไร? - พระอารยาวโลเกศวร ผู้เป็นพระผู้เป็นเจ้าและที่พึ่งของสามภพ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ซึ่งขึ้นอยู่กับขันธ์ห้าหรือขันธ์สี่ [ในอรูปภพ] ที่จะแตกดับไปในพริบตา ได้ทรงเห็นว่าไม่ว่าพระองค์จะนำสรรพสัตว์ออกจากวัฏสงสารไปมากเท่าใด จำนวนของพวกเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย และพระองค์ก็ทรงหลั่งน้ำตา พระตาราได้อุบัติขึ้นจากกลีบดอกของอุบล (ดอกบัวสีน้ำเงิน) ที่เบ่งบานในน้ำแห่งน้ำพระเนตรของพระองค์"

ปณิธานแห่งการอุบัติเป็นสตรี
อีกเรื่องราวหนึ่งเริ่มต้นด้วยเจ้าหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในโลกธาตุอื่นเมื่อหลายล้านปีก่อน พระนามของพระนางคือ ชญานจันทรา (Jñanachandra) หรือ เยเช่ ดาว่า (Yeshe Dawa) ซึ่งมีความหมายว่า "ดวงจันทร์แห่งปัญญา" เป็นเวลาหลายกัลป์ที่พระนางได้ถวายเครื่องบูชาแด่พระพุทธเจ้าแห่งโลกธาตุนั้น ผู้มีพระนามว่า ตนโย ดรูปะ (Tonyo Drupa) พระองค์ทรงให้คำสอนพิเศษแก่พระนางเกี่ยวกับโพธิจิต ซึ่งเป็นสภาวะจิตแห่งความเมตตาอันไร้ขีดจำกัดของพระโพธิสัตว์ หลังจากนั้นมีพระสงฆ์บางรูปได้มาหาพระนางและแนะนำว่า ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรที่พระนางได้บรรลุถึงแล้ว ควรจะตั้งจิตอธิษฐานเพื่อเกิดเป็นบุรุษเพศในภพหน้าเพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป

ณ จุดนี้ พระนางได้กล่าวกับพระสงฆ์เหล่านั้นอย่างชัดเจนว่า มีเพียง "ปุถุชนที่มีอนทรีย์อ่อน" เท่านั้นที่มองว่าเพศเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุการตรัสรู้ พระนางทรงสังเกตเห็นอย่างเศร้าสร้อยว่า มีผู้ปรารถนาที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ในร่างของสตรีน้อยเหลือเกิน ดังนั้น พระนางจึงตั้งปณิธานว่าจะกลับมาเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ในร่างสตรีตลอดไป ตราบจนกว่าวัฏสงสารจะสิ้นสุด หลังจากนั้น พระนางก็ประทับอยู่ในพระราชวังในสภาวะการนั่งสมาธิเป็นเวลานับสิบล้านปี และด้วยพลังจากการบำเพ็ญเพียรนี้ พระนางได้ปลดปล่อยสรรพสัตว์นับโกฏิให้พ้นจากความทุกข์ ด้วยเหตุนี้เอง พระโตโย ดรูปะจึงได้กล่าวกับพระนางว่า ต่อจากนี้ไป พระนางจะแสดงการตรัสรู้อันสูงสุดในฐานะพระเทวีตาราในโลกธาตุต่าง ๆ อีกมากมายในอนาคต

เรื่องราวที่คล้ายกันนี้ได้รับการถ่ายทอดโดยองค์ดาไลลามะที่ 14:

"มีขบวนการสตรีนิยมที่แท้จริงในพุทธศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องกับเทพธิดาตารา หลังจากที่พระนางได้บ่มเพาะโพธิจิต ซึ่งเป็นแรงจูงใจของพระโพธิสัตว์แล้ว พระนางได้พิจารณาสถานการณ์ของผู้ที่มุ่งมั่นสู่การตรัสรู้ที่สมบูรณ์ และทรงรู้สึกว่ามีผู้ที่บรรลุพุทธภาวะในฐานะสตรีน้อยเกินไป ดังนั้น พระนางจึงทรงตั้งปณิธานว่า 'ข้าได้บ่มเพาะโพธิจิตในฐานะสตรี ตลอดทุกภพชาติบนเส้นทางนี้ ข้าขอปณิธานที่จะเกิดเป็นสตรี และในภพสุดท้ายของข้าเมื่อบรรลุพุทธภาวะแล้ว ข้าก็จะยังคงเป็นสตรีเช่นกัน'"

ดังนั้น พระตาราจึงเป็นตัวแทนของอุดมคติบางประการที่ดึงดูดผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นสตรี และการอุบัติขึ้นของพระองค์ในฐานะพระโพธิสัตว์จึงอาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนามหายานที่เข้าถึงสตรี และมีความครอบคลุมมากขึ้นตั้งแต่ในอินเดียราวศตวรรษที่ 6 เลยทีเดียว


ลักษณะและสัญลักษณ์

สตรีผู้เป็นดวงดาวแห่งการชี้นำและพระมารดาแห่งความเมตตา

พระนามของ พระตารา (Tārā) แปลตรงตัวว่า "ดวงดาว" หรือ "ดาวเคราะห์" ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงมีความเกี่ยวข้องกับการเดินเรือและการเดินทาง ทั้งในแง่กายภาพและเชิงอุปมาอุปไมยในฐานะการข้ามฝั่งทางจิตวิญญาณสู่ "อีกฝั่งหนึ่ง" ของมหาสมุทรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด (การตรัสรู้) ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงเป็นที่รู้จักในทิเบตว่า "พระผู้ช่วยให้รอด" ในบทสวด 108 พระนามของพระแม่ตารา พระองค์ทรงเป็น "ผู้นำแห่งกองคาราวาน ผู้ชี้ทางให้แก่ผู้ที่หลงทาง" และมีพระนามว่า ธรุวะ (Dhruva) ซึ่งเป็นชื่อภาษาสันสกฤตของดาวเหนือ ด้วยความเกี่ยวพันกับการเดินทางและการนำทาง พระองค์จึงได้รับความนิยมในฐานะผู้ช่วยให้รอดและผู้ปกป้องจากภยันตราย ในพุทธศาสนาแบบทิเบตสมัยใหม่ พระตาราเป็นหนึ่งในเทพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยทั้งคฤหัสถ์และนักบวชต่างก็ขอความช่วยเหลือจากพระองค์

พุทธลักษณะและบทบาทที่หลากหลาย

พระตาราในรูปแบบหลักของพระองค์มีพระวรกายสีเขียวเข้ม ซึ่งสัมพันธ์กับการกระทำอันเป็นพุทธกิจที่ตื่นรู้ ในคติพุทธแบบหิมาลัย สีแต่ละสีมักจะเชื่อมโยงกับการกระทำเฉพาะอย่าง (เช่น สีขาวคือการทำให้สงบ และสีแดงคือพลังอำนาจ) เนื่องจากสีเขียวเข้มถือเป็นการผสมผสานของสีอื่น ๆ ทั้งหมด ดังนั้น พระตาราในรูปแบบหลัก หรือ พระตาราเขียว (Green Tārā) จึงถือเป็นต้นกำเนิดของการกระทำอันเป็นประโยชน์ทั้งปวง

ในพุทธศาสนาแบบทิเบต พระตาราปรากฏในหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบก็เชื่อมโยงกับสี สัญลักษณ์ และการกระทำอันเป็นประโยชน์ที่แตกต่างกัน:

พระตาราเขียว: ให้ความช่วยเหลือและปกป้องจากสถานการณ์ที่โชคร้ายทั้งหมดที่อาจพบเจอในโลกแห่งความทุกข์

พระตาราขาว (White Tārā): แสดงถึงความเมตตาแบบมารดาและมอบการเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ พระตาราขาวยังเกี่ยวข้องกับการมีอายุยืนยาว การต่อต้านความเจ็บป่วย และการชำระล้าง

พระตาราแดง (Red Tārā): เกี่ยวข้องกับพลังอำนาจ การควบคุมและมีอิทธิพลต่อผู้อื่น รวมถึงการเปลี่ยนความปรารถนาให้กลายเป็นความเมตตา
พระตาราน้ำเงิน หรือ เอกชติ (Ekajati): เป็นเทพีผู้ปกป้องที่ดุร้าย ซึ่งการใช้มนต์อัญเชิญพระองค์จะทำลายอุปสรรคทั้งหมด

พระตารายังเป็นเทพีแห่งป่า โดยเฉพาะในรูปแบบของ ขาทิรวณี (Khadiravani) หรือ "ผู้อาศัยในป่าขฑิระ" และโดยทั่วไปแล้วจะเกี่ยวข้องกับพืชพรรณ ดอกไม้ ต้นอะคาเซีย (ขฑิระ) และสายลม เนื่องจากการเชื่อมโยงกับธรรมชาติและพืชพรรณ พระตาราจึงเป็นที่รู้จักในฐานะเทพีแห่งการเยียวยา (โดยเฉพาะในรูปแบบพระตาราขาว) และในฐานะเทพีแห่งการบำรุงเลี้ยงและความอุดมสมบูรณ์ ความเชื่อมโยงกับธาตุลม ยังหมายความว่าพระองค์ทรงตอบสนองต่อคำขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

พระเทวีผู้ปลดเปลื้องจากภัยทั้งปวง

ในฐานะเทพีผู้ช่วยให้รอดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง พระตารา ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในฐานะผู้ให้การปลดเปลื้องและคุ้มครองจากภัยทั้ง 8 (aṣṭabhaya) หรือ อันตรายทั้ง 8 (aṣṭaghora) นี่เป็นแนวคิดที่พบได้บ่อยในภาพลักษณ์ของพระองค์ และบางครั้งพระตาราก็ได้รับการพรรณนาในรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า "พระตาราผู้ปกป้องจากอันตรายทั้ง 8" (ตาราษฺฏโฆรตารณี - Tārāṣṭaghoratāraṇī)

ตามคัมภีร์อารยตาราษัฏโฆรตารณี­สูตร (Āryatārāṣṭaghoratāraṇī­sūtra) กล่าวถึงอันตรายทั้ง 8(aṣṭaghora) ได้แก่: สิงโต, ช้าง, ไฟ, งู, โจร, น้ำ, โรคระบาด, และปีศาจ พระสูตรนี้ยังบรรจุบทสวด (ธารณี) ที่ใช้สวดเพื่อขอการปกป้องจากพระตาราอีกด้วย

ในพุทธศาสนาแบบทิเบต อันตรายภายนอกแต่ละอย่างยังถูกเชื่อมโยงกับความหมายทางจิตวิทยาภายในอีกด้วย โดย:

สิงโต เป็นตัวแทนของ ความหยิ่งผยอง
ช้างป่า เป็นตัวแทนของ ความหลงผิด
ไฟ เป็นตัวแทนของ ความโกรธ
งู เป็นตัวแทนของ ความริษยา
โจร เป็นตัวแทนของ ทิฏฐิผิด (ความเห็นผิด)
การถูกพันธนาการ เป็นตัวแทนของ ความตระหนี่
น้ำท่วม เป็นตัวแทนของ ความปรารถนาและความยึดมั่น
วิญญาณชั่วร้ายและปีศาจ เป็นตัวแทนของ ความสงสัย

เส้นทางสู่การบูชาพระตารา: จากพุทธศาสนาทั่วไปสู่พุทธตันตระ

ด้วยการพัฒนาของพุทธศาสนาลัทธิลับหรือตันตระ จึงเกิดแนวทางการเข้าถึงพระตาราขึ้นสองแนวทางหลัก ในแนวทางหนึ่ง ประชาชนทั่วไปและผู้ปฏิบัติธรรมฆราวาสยังคงร้องขอการปกป้องและความช่วยเหลือในเรื่องทางโลกโดยตรงจากพระองค์ โดยมักจะสวดภาวนา, สวดธารณี, หรือสวดมนต์ของพระองค์ และทำบูชาด้วยบทมนต์ของพระตาราและบทสวดสรรเสริญ 21 บทของพระองค์เป็นที่รู้จักและสวดกันอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวทิเบต นอกจากนี้ พระตารายังกลายเป็นเทพเจ้าในพุทธศาสนาแบบตันตระ ซึ่งเป็นที่มาของแนวทางปฏิบัติแบบลับและสาธนา (sadhana) ของตันตระ ที่พระสงฆ์และโยคีใช้เพื่อพัฒนาคุณสมบัติแห่งการตื่นรู้ของพระองค์ในตัวพวกเขาเอง ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่พุทธภาวะ

ความร่าเริงและความสนุกสนานของพระตารา

คุณสมบัติอีกประการหนึ่งที่พระตาราแบ่งปันกับจิตวิญญาณสตรี (เช่น ฑากินี) คือ ความร่าเริงสนุกสนาน พระตารามักจะได้รับการพรรณนาเป็นหญิงสาววัย 16 ปี พระองค์มักจะปรากฏในชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อพวกเขายึดมั่นในตัวเองหรือในเส้นทางธรรมะอย่างเคร่งเครียดเกินไป มีเรื่องเล่าแบบทิเบตที่พระองค์หัวเราะเยาะความชอบธรรมในตนเอง หรือเล่นแผลง ๆ กับผู้ที่ขาดความเคารพต่อความเป็นสตรี เมื่อนำมาใช้กับพระตารา อาจกล่าวได้ว่า จิตใจที่ขี้เล่นของพระองค์สามารถปลดปล่อยจิตใจธรรมดาที่ยึดติดกับความเคร่งครัดหรือยึดมั่นในทวิลักษณ์อย่างแข็งกร้าว พระองค์ทรงยินดีในจิตใจที่เปิดกว้างและหัวใจที่เปิดรับ เพราะในการเปิดกว้างและเปิดรับนี้ พรของพระองค์จะสามารถปรากฏขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และพลังงานของพระองค์จะสามารถเร่งการพัฒนาทางจิตวิญญาณของผู้มุ่งหวังได้

พระมารดาแห่งความเมตตา

ตามที่นักวิชาการ Miranda Shaw กล่าวไว้ว่า "ความเป็นมารดาคือหัวใจสำคัญของแนวคิดเรื่องพระตารา" พระนามของพระองค์รวมถึง "พระมารดาผู้เปี่ยมรัก", "พระมารดาผู้สูงสุด", "พระมารดาแห่งโลก", "พระมารดาสากล" และ "พระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง" [30] ด้วยเหตุนี้ พระตาราจึงเป็นตัวแทนของคุณสมบัติหลายประการของหลักการความเป็นสตรี พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในฐานะ พระมารดาแห่งความเมตตาและกรุณา พระองค์คือต้นกำเนิด เป็นด้านที่เป็นสตรีของจักรวาล ซึ่งให้กำเนิดความอบอุ่น ความเมตตา และการบรรเทาจากกรรมที่ไม่ดีที่สรรพสัตว์ทั่วไปประสบในวัฏสงสาร พระองค์ทรงให้กำเนิด บำรุงเลี้ยง และยิ้มให้กับพลังชีวิตของการสร้างสรรค์ และมีความเห็นอกเห็นใจต่อสรรพสัตว์ทั้งหมดเหมือนกับที่มารดามีต่อลูก ๆ ของตน

โดยทั่วไปแล้ว พระตารามักจะถูกแสดงด้วย ดอกบัวสีน้ำเงิน (อุบล) หรือ ดอกบัวกลางคืน ซึ่งจะส่งกลิ่นหอมเมื่อพระจันทร์ปรากฏ ดังนั้น พระตาราจึงมีความเกี่ยวข้องกับพระจันทร์และยามค่ำคืนด้วยเช่นกัน

พุทธเกษตรและพุทธสกุลของพระตารา

พระตาราก็มีแดนพุทธเกษตร (buddhafield) หรือแดนสุขาวดีเป็นของพระองค์เองเช่นกัน ชื่อว่า นีลปัทมทลวยูหิตะ แปลว่า พุทธเกษตรอันประดับด้วยกลีบเทอร์คอยซ์ (Arrayed in Turquoise Petals - ทิเบต: Yurlod Kurpa หรือ Yulokod) สถานที่แห่งนี้ได้รับการพรรณนาไว้ว่า "เต็มไปด้วยต้นไม้และเถาวัลย์นานาชนิด ก้องกังวานด้วยเสียงนกนานาพันธุ์และเสียงกระซิบของน้ำตก ที่อยู่ของเหล่าสัตว์ป่าหลายชนิด และดอกไม้นานาชนิดที่เติบโตอยู่ทุกหนแห่ง" บ้างว่า แดนพุทธเกษตรนี้แท้จริงแล้วตั้งอยู่ภายใน สุขาวดี ซึ่งเป็นแดนพุทธเกษตรของพระอมิตาภพุทธะ ดังนั้น พระตาราจึงมีความเกี่ยวข้องกับปัทมสกุล (Lotus Buddha family) ของพระอมิตาภพุทธะ ความเชื่อมโยงของพระองค์กับพระอมิตาภพุทธะได้รับการยืนยันโดย ทับเต็น โชดรอน (Thubten Chodron) ผู้ซึ่งกล่าวถึงว่าพระตาราเป็นส่วนหนึ่งของพุทธตระกูลของพระอมิตาภะ

นอกจากนี้ ยังมีกล่าวกันอีกว่าพระตารายังมีที่ประทับอันบริสุทธิ์ภายใน ภูเขาโปตาลกะ (Mount Potalaka) ซึ่งเป็นโพธิมณฑลอันบริสุทธิ์ของพระอวโลกิเตศวรในโลกนี้ด้วย

ความเชื่อในวัชรยาน

การปฏิบัติบูชาพระตาราในฐานะเทพผู้เป็นศูนย์กลางของเทวโยคะแบบตันตระ (tantric deity yoga) สามารถสืบย้อนไปได้ถึงยุคสมัยของคุรุปัทมสัมภวะ (Padmasambhava) มีการปฏิบัติแบบ พระตาราสีแดง (Red Tārā) ซึ่งคุรุปัทมาสัมภวะได้มอบให้แก่ เยเช โซเกียล (Yeshe Tsogyal) โดยขอให้ซ่อนไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่า จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20 นี้เองที่พระลามะผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายญิงมา (Nyingma) นามว่า อาปัง เตอร์เติน (Apong Terton) ได้ค้นพบสมบัติชิ้นนี้อีกครั้ง เล่ากันว่าพระลามะองค์นี้ได้กลับชาติมาเกิดเป็นสาเกีย ทริซิน (Sakya Trizin) ซึ่งเป็นประมุขคนปัจจุบันของนิกายสาเกีย (Sakyapa) และมีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเคยรู้จักอาปัง เตอร์ตัน ได้ถ่ายทอดการปฏิบัตินี้ให้กับสาเกีย ทริซินอีกครั้ง และพระภิกษุรูปเดียวกันนี้ก็ได้มอบให้กับ ชักดุด ตุลกุ ริมโปเช (Chagdud Tulku Rinpoche) ซึ่งได้เผยแพร่ให้กับศิษย์ชาวตะวันตกของท่าน

มาร์ติน วิลสัน (Martin Willson) ในหนังสือ "In Praise of Tārā" ได้สืบค้นสายธารของ ตันตระพระตารา (Tārā Tantras) ที่แตกต่างกันมากมาย ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ของพระตาราที่ใช้เป็นหลักปฏิบัติในสาธนะแบบตันตระ (Tantric sadhanas) ตัวอย่างเช่น สาธนาของพระตาราได้ถูกเปิดเผยให้แก่ ติโลปะ (Tilopa) (ค.ศ. 988–1069) ผู้เป็นอาจารย์ในสายการปฏิบัติกากิว (Karma Kagyu) ท่านอตีศะ (Atīśa) ผู้เป็นนักแปลผู้ยิ่งใหญ่และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกาดัมปะ (Kadampa) ในพุทธศาสนาแบบทิเบต ก็เป็นผู้ศรัทธาในพระตาราอย่างแรงกล้า ท่านได้ประพันธ์บทสวดสรรเสริญพระองค์และได้แต่งสาธนาของพระตาราไว้ถึงสามบท ผลงานของมาร์ติน วิลสันยังประกอบด้วยแผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดของตันตระพระตาราในสายการปฏิบัติที่หลากหลาย ซึ่งสรุปได้ว่าการปฏิบัติแบบตันตระของพระตาราได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 7 เป็นต้นมา และยังคงเป็นส่วนสำคัญของพุทธวัชรยานมาจนถึงทุกวันนี้

การปฏิบัติเหล่านี้มักจะแสดงภาพพระตาราในฐานะ เทพผู้พิทักษ์ (tutelary deity) หรือ ยิดัม (yidam) ที่ผู้ปฏิบัติมองว่าเป็นแง่มุมที่ซ่อนเร้นของจิตใจตนเอง หรือเป็นการสำแดงออกมาในรูปธรรมของคุณสมบัติที่เกิดจากพุทธชญานะ (Buddha Jnana - ปัญญาของพระพุทธเจ้า)

บทบาทของยิดัมในพุทธตันตระ

ดังที่ จอห์น โบลเฟลด์ (John Blofeld) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ "The Tantric Mysticism of Tibet" ว่า:

"หน้าที่ของยิดัมเป็นหนึ่งในความลึกลับอันล้ำลึกของพุทธวัชรยาน...โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีแรก ๆ ของการปฏิบัติ ยิดัมมีความสำคัญอย่างยิ่ง ยิดัมเป็นการถอดความภาษาทิเบตจากภาษาสันสกฤตคำว่า "อิษฏเทวะ" (Iṣṭadeva) - เทพที่สถิตอยู่ภายใน; แต่ในขณะที่ชาวฮินดูมองว่าอิษฏเทวะเป็นเทพจริงที่ได้รับเชิญให้มาสถิตอยู่ในหัวใจของผู้ศรัทธา ยิดัมในพุทธตันตระนั้นแท้จริงแล้วคือการสำแดงออกมาจากจิตใจของตัวผู้ปฏิบัติเอง หรือไม่? ในบางแง่มุม ยิดัมดูเหมือนจะอยู่ในกลุ่มปรากฏการณ์ที่ในทางจิตวิทยาแบบยุง (Jungian terms) เรียกว่า ต้นแบบ (archetypes) และด้วยเหตุนี้จึงเป็นสมบัติร่วมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด แม้ในหมู่ชาวพุทธตันตระเอง ก็อาจมีความเห็นที่แตกต่างกันว่ายิดัมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยจิตใจของแต่ละบุคคลมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ยิดัมไม่ใช่เทพและเทพีที่มีอยู่โดยอิสระ และในขณะเดียวกัน ความย้อนแย้งก็คือ มีหลายครั้งที่จำเป็นต้องมองว่ายิดัมเป็นเช่นนั้น"

พระธารณีและมนต์ของพระตารา

ระบบการปฏิบัติพระตาราแบบวัชรยานประกอบด้วยบทมนต์จำนวนมากสำหรับพระตารา ในทางเทคนิคแล้ว มนต์ของพระตาราจะเรียกว่า "วิทยะ" (vidyā) (เป็นคำที่เหมาะสมสำหรับมนต์ของพระเทวี) วิทยะมนต์หลักของพระตาราคือ: โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร สฺวาหา (oṃ tāre tuttāre ture svāhā) นี่เป็นมนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและเป็นมนต์รากเหง้า (mula mantra) ของพระองค์

คำว่า ตาเร ตุตาเร ตูเร อยู่ในรูปของการเรียกขาน:

ตาเร (Tāre) คือชื่อพื้นฐานของเทพี ("ข้าแต่พระตารา")
ตุตาเร (Tuttāre) (มีคำว่า "ud-" นำหน้า) หมายถึงพระตาราในฐานะ "ผู้ช่วยให้สรรพสัตว์ข้าม" มหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ และ "ผู้ดึง [สรรพสัตว์] ขึ้นมา" (ut-tārā)
ตูรา (Turā) ซึ่งเป็นคำสรรเสริญที่สาม หมายถึง "ผู้รวดเร็ว"


พระตาราสมยโยคินีที่ลึกลับ (ภาษาธิเบต: dam tsig drol ma nal jor ma) อยู่ตรงกลาง และทาราสีน้ำเงิน แดง ขาว และเหลืองที่มุม, ทังก้าชาวทิเบตตะวันออกในศตวรรษที่ 18, Rubin Museum of Art

มนต์ของพระตาราจำนวนมากสร้างขึ้นจากวิทยมนต์พื้นฐานนี้ โดยการเพิ่มคำมนต์ต่าง ๆ ที่จะเปิดใช้งานหน้าที่ที่แตกต่างกันของเทพี เช่น การทำให้สงบ (pacification) หรือการปราบปราม (subjugation) ดังที่ เบเยอร์ (Beyer) ตั้งข้อสังเกตไว้ วิธีหนึ่งในการทำเช่นนี้คือการเพิ่มวลี เช่น "sarva ____ śāntiṃkuru" (ทำให้ ___ ทั้งหมดสงบลง) ระหว่างคำว่า "ture" และ "svāhā" ซึ่งสามารถเติมคำต่าง ๆ ลงในช่องว่างได้ตามกิจกรรมที่ต้องการ เช่น grahān (วิญญาณชั่วร้าย), vighnān (ปีศาจร้าย), vyādhīn (โรคภัย), upadravān (การบาดเจ็บ), akālamṛtyūn (การตายก่อนวัยอันควร), duḥsvapnān (ฝันร้าย), cittākulāni (ความสับสน), śatrūn (ศัตรู), bhayopadravān (ความหวาดกลัวและการบาดเจ็บ), duṣkṛtāni (การกระทำชั่ว)


พระตาราแดง จากต้นฉบับอัษฎาสหัสริกาปรัชญาปารมิตาสูตร

ดังนั้น ตัวอย่างเช่น หากต้องการทำให้วิญญาณชั่วร้ายสงบลง ก็สามารถสวดว่า: "โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร สรฺว คฺรหานฺ ศานฺตึกุรุ สฺวาหา" (Oṃ tāre tuttāre ture sarva grahān śāntiṃkuru svāhā)

สามารถเพิ่มส่วนท้ายอื่น ๆ เข้าไปในมนต์ในลักษณะเดียวกันได้อีก ตัวอย่างเช่น "sarvapāpaṃ āvaraṇa viśuddhe" (สรฺวปาปํ อาวรณ วิศุทฺเธ) หรือ "dhanaṃ me dehi" (ธนํ เม เทหิ) การขยายวิทยมนต์พื้นฐานอื่น ๆ ยังรวมถึงมนต์ทั่วไปสำหรับพระตาราในปางดุร้าย: "โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร หูํ ผฏฺ" (Oṃ tāre tuttāre ture hūṃ phaṭ) และมนต์ทั่วไปสำหรับ พระตาราสีขาว (White Tārā) ที่ใช้เพื่อเพิ่มอายุขัยคือ: "โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร มม อยุห์ ปุนฺย ชฺญานา ปุศฺตึ กุรุ สฺวาหา" (Oṃ tāre tuttāre ture mama ayuḥ punya jñānā puśtiṃ kuru svāhā)

พีชมนต์ของพระตาราคือ "ตัม" (tāṃ) พยางค์แห่งพืชพันธุ์นี้มักถูกน้อมนำมาเป็นภาพในสาธนาของพระตารา (พิธีกรรมการทำสมาธิและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ) และอาจปรากฏในมนต์ของพระตาราที่ยาวขึ้นได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น มีมนต์ทั่วไปสำหรับพระตาราสีแดงที่ว่า: "โอํ ตาเร ตัม สฺวาหา" (Oṃ tāre tāṃ svāhā) บางสายการปฏิบัติยังมีมนต์สำหรับพระตาราทั้ง 21 ปาง ซึ่งใช้เพื่อเรียกกิจกรรมเฉพาะของพระตารา เช่น สายการปฏิบัติของท่านอาตีศะ ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในพุทธศาสนาแบบทิเบต แหล่งที่มาหลักของระบบนี้คือ "สาธนะของพระตารา 21 ปาง" (Sādhana of the Twenty-One Tārās, sgrol ma nyi shu rtsa gcig gi sgrub thabs) ของพระอตีศะ ทีปังกรศรีชญาณ (Atīśa Dīpaṃkaraśrījñāna) (ค.ศ. 982–1054)

บทสวดและธารณีของพระตารา

มีบทสวด, บทสรรเสริญ (โสตระ) และธารณีมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระตารา ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ บทสรรเสริญพระตารา 21 บท หรือ นมสฺตาไรกวึศติโสฺตตฺร (Namastāraikaviṃśatistotra) ซึ่งพบในแหล่งข้อมูลหลายแห่ง รวมถึงในตาราตันตระ (Tara Tantra) ที่เรียกบทสวดนี้ว่าเป็นธารณี บทสวดนี้ถูกสวดทุกวันโดยพระสงฆ์และฆราวาสจำนวนมากในสายวัชรยาน นอกจากนี้ยังมีอรรถกถามากมายเกี่ยวกับบทสรรเสริญนี้ ซึ่งรวมถึงอรรถกถา 3 ฉบับที่เชื่อว่าเป็นผลงานของท่านสูรยคุปตะ และยังมีธารณีของพระตาราอีกบทหนึ่งพบได้ใน "พระนาม 108 ของพระเทวีตารา" (ตารา­เทวี­นามาษฺฏศตก - Tārā­devī­nāmāṣṭaśataka) คัมภีร์นี้ยังประกอบด้วยบทกวีที่รวบรวมพระนามต่าง ๆ 108 นามของพระองค์อีกด้วย

สาธนะ

การปฏิบัติสาธนะ (sadhana) ซึ่งพระตาราเป็น พระยิดัม (yidam) หรือเทพเจ้าแห่งการเพ่งจิต สามารถมีได้ทั้งแบบยาวและแบบสั้น โดยส่วนใหญ่จะประกอบด้วยบทสวดสรรเสริญและบทขอนอบน้อมในเบื้องต้นเพื่ออัญเชิญการปรากฏของพระองค์ ตามด้วยการสวดมนต์ การมนสิการ (visualization) พระองค์ อาจมีการสวดมนต์เพิ่มเติม จากนั้นจึงยุบภาพเพ่งนั้นลง และปิดท้ายด้วยการอุทิศส่วนกุศลจากการปฏิบัติ นอกจากนี้ อาจมีบทสวดอธิษฐานเพิ่มเติมและบทสวดอายุยืนสำหรับพระอาจารย์ที่ริเริ่มการปฏิบัตินี้

สาธนะพระตาราหลายบทถูกมองว่าเป็นแนวปฏิบัติเบื้องต้นในโลกของพุทธตันตระแบบวัชรยาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเพ่งภาพเทพเจ้าในความเป็นจริงแล้ว เป็นการอัญเชิญคำสอนอันละเอียดอ่อนที่สุดของพุทธศาสนาทั้งหมด โดยรวมการเข้าสู่สาธนะพระตารามีการเตรียมตัวหลายอย่างที่ต้องทำก่อนการปฏิบัติสาธนะ เพื่อให้การปฏิบัติถูกต้อง ผู้ปฏิบัติจะต้องเตรียมตัวและมีทัศนคติที่เหมาะสม การเตรียมตัวอาจแบ่งเป็น "ภายใน" และ "ภายนอก" ซึ่งทั้งสองอย่างจำเป็นต่อการบรรลุสมาธิที่ต้องการ

การเตรียมตัวภายนอก: ประกอบด้วยการทำความสะอาดห้องทำสมาธิ, การตั้งแท่นบูชาพร้อมรูปภาพพระศากยมุนีพุทธเจ้าและพระตาราเขียว และจัดวางเครื่องบูชาอย่างสวยงาม เราสามารถใช้น้ำแทนน้ำอมฤตสำหรับดื่ม, น้ำสำหรับล้างเท้า และน้ำหอม สำหรับเครื่องบูชาที่เหลือ ดอกไม้, เครื่องหอม, แสงสว่าง และอาหารบริสุทธิ์ หากเป็นไปได้เราควรจัดเตรียมของจริงมาถวาย

การเตรียมตัวภายใน: เราควรพยายามพัฒนาความเมตตา, โพธิจิต และทัศนะที่ถูกต้องในเรื่องความว่างเปล่าผ่านการปฏิบัติ

ปางอื่น ๆ

พระตารา ทรงเป็นเทวีผู้เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธสตรีแนวโน้มทางพุทธปรัชญาเกี่ยวกับพระตาราในยุคหลังที่เริ่มมองว่าเทพสตรีอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นแง่มุมหรือภาคอวตารของพระตารา หรืออย่างน้อยก็มีความเกี่ยวข้องกับพระองค์ นอกเหนือจากภาคอวตารหลายพระองค์ที่มีพระนามว่า "ตารา" ที่มีสีแตกต่างกันแล้ว เทพสตรีมหายานอื่น ๆ ที่กลายเป็นที่รู้จักในฐานะภาคอวตารของพระแม่ตารา ได้แก่:

ชังคุลิ (Janguli)
ปรรณศวรี (Parnashabari)
จุนทา (Cunda)
กุรุกุลลา (Kurukulla)
มหามยุรี (Mahamayuri)
สรัสวตี (Saraswati)
วสุธรา (Vasudhara)
อุษณีษวิชัย (Usnisavijaya)
มาริจี (Marici)

จากหลักการที่ว่าพระตาราเป็นพระพุทธเจ้าสตรีองค์กลาง เทพีและดากินีองค์อื่น ๆ ทั้งหมดจึงถูกมองว่าเป็นภาคอวตารของพระองค์


ภาคอวตารและรูปแบบอื่น ๆ ของพระตารา

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบหรือภาคอวตารอื่น ๆ ของพระตารา ได้แก่:

ตาราแห่งความมั่งคั่ง เช่น จินดามณีตารา (Cintamani Tārā) (พระตาราผู้ทรงเป็นแก้วมณีสมปรารถนา") และ "ราชศรีตารา" (Rajasri Tārā) สีทองที่ถือดอกบัวสีน้ำเงิน

วัชรตารา (Vajra Tārā) ซึ่งเป็นรูปแบบตันตระที่ได้รับการกล่าวถึงครั้งแรกใน วัชรปัญจระตันตระ (Vajrapanjara Tantra) โดยมีพระวรกายสีเหลือง มีแปดกร และบางครั้งแสดงร่วมกับคู่ครองที่เป็นบุรุษ

จินดามณีตารา (Cintāmaṇi Tārā) เป็นรูปแบบหนึ่งของพระตาราที่นิยมปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในระดับสูงสุดของโยคะตันตระในโรงเรียน เกลุก (Gelug) ของพุทธศาสนาแบบทิเบต โดยพรรณนาว่ามีพระวรกายสีเขียว และมักถูกรวมเข้ากับพระตาราเขียว

สรัสวตี (Sarasvati) ซึ่งเป็นเทพีแห่งศิลปะ, ความรู้, และปัญญา ในบางครั้งถูกมองว่าเป็นภาคหนึ่งของพระตารา

กุรุกุลลา (Kurukullā) (ริกเจมา) เป็นเทพีพุทธที่ดุร้ายสีแดง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงดูดสิ่งดีงามทั้งปวง และบางครั้งถูกมองว่าเป็นภาคอวตารของพระตารา


ประติมากรรมพระกุรุกุลลา จากหอศิลป์ Calcutta ปี 1913

สิตาตปัตราตารา (Sitatapatra Tārā) (พระตาราฉัตรขาว) แสดงด้วยพระวรกายสีขาว มีหลายกร และได้รับการยกย่องเป็นหลักในฐานะผู้ปกป้อง

ประสนนาตาราสีทอง (Golden Prasanna Tārā) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดุร้าย โดยมีสร้อยคอเป็นศีรษะที่เต็มไปด้วยเลือด และมีสิบหกกร ถืออาวุธและสัญลักษณ์ทางตันตระหลากหลายชนิด

รูปแบบยับ-ยุม (yab-yum) ซึ่งเป็นภาพที่พระตาราเขียวโอบกอดพระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า (Amoghasiddhi)

ปิติศวรีอุฑิยานตารา (Pitishvari Uddiyana Tara) เป็นพระตาราในปางร่ายรำที่ดุร้าย มีพระพักตร์สี่หน้า แปดกร สวมมงกุฎหัวกะโหลก และสร้อยคอหัวมนุษย์สด ๆ และรายล้อมด้วยเปลวไฟ

เยเช่ โชเกียล (Yeshe Tsogyal) (พระราชินีแห่งทะเลสาบปัญญา) ซึ่งเป็นคู่ศักติของพระปัทมสัมภวะ ผู้นำพุทธศาสนามาสู่ทิเบต ได้รับการมองว่าเป็นภาคอวตารของพระตาราในพุทธศาสนาแบบทิเบต

ริกเจ ลาโม (Rigjay Lhamo) "เทพีผู้ให้กำเนิดปัญญา" ประทับอยู่ในปางพระราชินีที่รายล้อมด้วยแสงรุ้ง

นอกจากนี้ สัญลักษณ์ของพระตารา เช่น ดอกบัว ยังแสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกับเทพีฮินดู พระลักษมี (Lakshmi) และอย่างน้อยในพิธีกรรมทางศาสนาของทิเบตบางบทก็ได้มีการอัญเชิญพระลักษมีในฐานะพระตาราอีกด้วย

.


ที่มา : พระนางตารา
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2

.



9
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๑) โดย สายหมอกและก้อนเมฆ


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๑)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ตอนที่ ๑

ทริปวังน้ำเขียว ๕-๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เรามีแผนว่าเที่ยวนี้จะไปปราสาทหินพิมายให้ได้ เปรยเรื่องนี้กับพี่ตุ๊ก-โคราช พี่ตุ๊กบอกว่า น่าจะไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมายด้วย เพราะปราสาทหินพิมาย เหลือแต่โครงสร้าง ส่วนโบราณวัตถุสำคัญๆ อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ฯ ทั้งหมด เราเองก็ยังไม่เคยแวะ ลูกๆ ก็ไม่เคยไป...ไม่ผิดหวังค่ะ สอบถามเ้จ้าหน้าที่ สามารถถ่ายภาพได้ ดีใจจนออกนอกหน้าเลยค่ะ เราเดินสวนกับเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา ๓ คันรถบัส เพิ่งออกไป คลาดกันพอดี ไม่งั้นถ่ายรูปมาคงลำบากหามุมโล่งยาก

คัดแล้ว...แต่ภาพก็ยังเยอะ ขอแบ่งเป็นสองตอนนะคะ

.

ป้ายบอกว่า อาคารพลับพลาหลังนี้ ก่อสร้างและทำพิธีบวงสรวง เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๓




ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ




ทางเดินไปอาคารจัดแสดงอยู่ซ้ายมือของสระน้ำ




พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

ตั้งอยู่ที่ถนนท่าสงกรานต์ เชิงสะพานท่าสงกรานต์ ริมฝั่งแม่น้ำมูล ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากปราสาทพิมายมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๓๐๐ เมตร และห่างจากอำเภอเมืองนครราชสีมา ๕๙ กิโลเมตร

ประวัติความเป็นมา พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้เริ่มต้นมาจากการเป็นพิพิธภัณฑสถานกลางแจ้ง ในความดูแลของกองโบราณคดี กรมศิลปากร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยหน้าที่ขณะนั้น เพื่อการเก็บรักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดแต่งบูรณะปราสาทหินพิมายร่วมกับโบราณวัตถุที่ได้จากการเก็บรวบรวมจากจังหวัดต่างๆ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้โอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี โดยเก็บรวบรวมหลักฐานโบราณวัตถุศิลปวัตถุและจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับรากฐานและพัฒนาการของวัฒนธรรมอีสานในอดีตที่เจริญรุ่งเรืองในพื้นที่อีสานตอนล่างแถบลุ่มแม่น้ำมูล-แม่น้ำชี ในจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปี มาแล้วจนถึงสมัยปัจจุบัน

ข้อมูลจากแผ่นพับ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พิมาย




เจอปุ๊บรีบถ่ายเลยค่ะ




ถ่ายมาเอียง...ไม่ปรับให้ตรงด้วยนะ / ห้องแสดงศิลปโบราณวัตถุถาวรค่ะ




แบ่งการจัดแสดงออกเป็น ๓ ส่วน

ส่วนที่ ๑ อาคารจัดแสดงชั้นบน จัดแสดงเรื่องพัฒนาการของสังคมในดินแดนอีสานตอนล่าง แสดงถึงรากฐานการกำเนิด อารยธรรมซึ่งมีมาจากความเชื่อต่างๆ ตลอดจนอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอกที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

ส่วนที่ ๒ อาคารชั้นล่าง จัดแสดงโบราณวัตถุศิลปะเขมรในอีสานตอนล่าง

ส่วนที่ ๓ อาคารโถง จัดแสดงโบราณวัตถุซึ่งเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหินทราย เช่น ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู กลีบขนุน บัวยอดปราสาท และปราสาทจำลอง




พระอิศาณ เทพประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงโค (ป้ายอธิบายภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ค่ะ)

ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗ พบที่ปราสาทพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์




พระอินทร์ เทพประจำทิศตะวันออก ทรงช้างเอราวัณ
ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗ พบที่ปราสาทพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์




ช้างเอราวัณ พาหนะประจำของพระอินทร์ เทพประจำทิศตะวันออก




พระกุเวร เทพประจำทิศเหนือ ทรงคชสีห์เป็นพาหนะ




บางภาพไม่มีคำบรรยายนะคะ เราเองก็อ่านผ่านๆ อยากเก็บภาพมาก่อน




สวยมากค่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก ลูกๆ กับปะป๊าก็แยกกันคนละทิศละทาง ถ่ายรูปเหมือนกันค่ะ




ภาพจากกระจกขยายแหวนทองคำ อธิบายว่า...แหวนทองคำ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๖
พบที่ปราสาทพนมวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา




ทับหลังสลักภาพการกวนเกษียรสมุทร ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗
พบที่ปราสาทกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์




เมฆก็ตั้งใจเหมือนกัน




แผ่นทองคำแท้




ทับหลังสลักภาพนารายณ์อวตาร ปางวามนาวตาร ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗
พบที่ปราสาทพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา




พระศิวะ พระอุมา ทรงโคนนทิ *** ขอบคุณข้อมูลจากพี่ตุ๊ก - tuk-tuk@korat ค่ะ




เครื่องประดับเทวรูป ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๖ พบที่ปราสาทบ้านถนนหัก อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา




พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ *** พี่ตุ๊กบอกว่า เห็นช้างสามเศียรให้เข้าใจว่าเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณค่ะ






รูปปั้นนี้เป็นภาพประกอบ ในเอกสารแผ่นพับของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมายด้วยค่ะ
น้องฟ้าใสวันใหม่ บอกว่า เป็นรูปปั้นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ***ขอบคุณมากค่ะ




ทับหลังสลักภาพพุทธประวัติ ตอนมารผจญ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗ พบที่ปราสาทพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา




พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘ พบที่ปราสาทพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา




ถ่ายจากตู้กระจกค่ะ สององค์ด้านข้างซ้ายขวาหายไปแล้ว เหลือแต่องค์ตรงกลาง




จัดแสดงในตู้กระจกค่ะ ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง




*** คนอิสานใต้และเขมรถือว่าตนเป็นลูกหลานพญานาค จึงมักทำพระพุทธรูปเป็นปางนาคปรก*** ข้อมูลจากพี่ตุ๊ก ขอบคุณมากค่ะ






พระนางตารา พระโพธิสัตว์ตารา หรือ พระแม่ตารา เป็นพระโพธิสัตว์ฝ่ายหญิงในพระพุทธศาสนา เป็นชายาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
อ่านต่อคลิกที่นี่ค่ะ ข้อมูลจากวิกิพีเดีย
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2












สวยมากค่ะ มีป้ายอธิบายนะคะ ทีแรกตั้งใจจะถ่ายมาประกอบทีละภาพ คงใช้เวลาครึ่งค่อนวันมังคะ
















ภาพรวมบอกส่วนประกอบตัวปราสาทค่ะ










จารึกปราสาทหินพิมาย ๔




นึกทึ่งกับฝีมือคนสมัยก่อน










ภาพสุดท้ายของตอนนี้ก่อนค่ะ



.

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เปิดให้เข้าชม วันพุธ-วันอาทิตย์
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. หยุดทุกวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๑๐๐ บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐๔๔-๔๗๑๑๖๗

//www.finearts.go.th/Phimai_museum

//www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum

เข้าหน้าเพจของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย https://www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum เลยเจอข้อความ...
พิพิธภัณฑ์ฯ ปิดทำการเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป ปิดบริการเฉพาะอาคารจัดแสดง
หากท่านใดประสงค์ติดต่อหรือค้นหาข้อมูลทางวิชาการ เชิญได้ที่สำนักงานและศูนย์ข้อมูลพิพิธภัณฑ์ค่ะ

.

Create Date : 05 มิถุนายน 2556
Last Update : 5 มิถุนายน 2556 16:51:29 น.

.


ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๑)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=06-2013&date=05&group=10&gblog=46

.



10
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน โดย สายหมอกและก้อนเมฆ


พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานในฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นที่ประทับที่มีความเรียบง่ายที่สุดซึ่งสร้างตามพระราชประสงค์ของพระองค์เอง เพื่อไม่ให้เป็นการเปลืองพระราชทรัพย์จนเกินไปโดยพระองค์เสด็จมาประทับ ณ พระราชนิเวศน์แห่งนี้ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นเวลา ๓ เดือน และครั้งที่สอง ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ หลังจากนั้นก็ไม่ได้เสด็จมาประทับอีกเลยเนื่องจาก ๕ เดือนต่อมาพระองค์ก็เสด็จสวรรคต ณ พระบรมมหาราชวัง

ปัจจุบัน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ยังคงซึ่งไว้เขตพระราชฐาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นค่ายพระรามหก กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด) เพื่อใช้ในการฝึกรบสนับสนุนทางอากาศ และในปี ๒๕๓๖ ตชด ได้จัดตั้ง มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
.



ขับรถเข้ามาด้านในได้เลยค่ะ / ระหว่างทาง...








พระราชนิเวศน์มฤคทายวันเปิดทำการทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ)
เวลาเปิดจำหน่ายบัตร ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น.

ค่าธรรมเนียมเข้าเยี่ยมชมพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
(เฉพาะด้านล่างบริเวณโดยรอบ)
ท่านละ ๓๐ บาท





เช่นเคยค่ะ ใครแต่งตัวไม่สุภาพ มีผ้านุ่ง ผ้าถุงให้ยืมค่ะ



เจ้าหน้าที่ตรวจบัตรเข้าชม



เจ้าหน้าที่อธิบายถึงภาพเปรียบเทียบ แนวเดิมของประตู ที่เคยเป็นสันทราย



ทางพระราชนิเวศน์ฯ มีโครงการฟื้นฟูแนวสันทราย และระบบนิเวศชายฝั่งบริเวณพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน



ครั้งล่าสุดที่เรามาที่นี่ ปี ๒๕๕๕



ณ เวลานี้ ๑๑.๔๐ น. ไม่มีใครนั่งเล่นกินลมชมวิวเลย ... ร้อนมาก









ในส่วนของพระที่นั่งฯ กำลังบูรณะ มีการปิดไม่ให้เข้าบางส่วนค่ะ



พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตั้งอยู่ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานในฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๖ - ๒๔๖๗ โดยมีนายแอร์โกเล มันเฟรดี (Ercole Manfredi) สถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบ หมู่พระตำหนักมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมในรูปแบบไทยผสมตะวันตก มีการใช้ไม้สักทองประกอบขึ้นทั้งหลัง โดยยกใต้เสาตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็กเหนือชายหาด





สถาปัตยกรรมของพระราชนิเวศน์เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์คือ (ไทยผสมยุโรป) สร้างด้วยไม้สักทองลักษณะเป็นอาคาร ๒ ชั้นเปิดโล่งใต้ถุนสูงบริเวณใต้ถุนทำเป็นคอนกรีต หลังคาเป็นหลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องว่าวแบบสี่เหลี่ยมซึ่งสามารถกันแดดและกันฝน ได้ดีกว่าแบบธรรมดาเพดานยกพื้นสูงมีบานเกร็ดระบายความร้อนโดยมีเสารองรับพระที่นั่งทั้งหมด ๑,๐๘๐ ต้น วางในแนวเดียวกันเสาทุกต้นมีการหล่อขอบฐานและยกขอบขึ้นไปรางน้ำ เรียกว่าบัวขอบ เพื่อกันมดและสัตว์อื่น ๆ ซึ่งในสมัยนั้นมีมดและสัตว์อื่น ๆ ชุกชุม











พระที่นั่งทั้ง ๓ องค์มีความยาวทั้งสิ้น ๓๙๙ เมตรแบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ
ท้องพระโรง เขตที่ประทับฝ่ายหน้า และเขตที่ประทับฝ่ายใน โดยมีทางเชื่อมต่อกันโดยตลอด









เสารองรับพระที่นั่งวางในแนวเดียวกันทุกต้น



เสาทุกต้นมีการหล่อขอบฐานและยกขอบขึ้นไปรางน้ำเรียกว่า บัวขอบ เพื่อกันมดและสัตว์อื่น ๆ ซึ่งในสมัยนั้นมีมดและสัตว์อื่น ๆ ชุกชุม















พระที่นั่งชั้นบน ห้ามถ่ายภาพ เลยไม่เคยได้ขึ้นไปเลยค่ะ









งามไปหมด ไม่ว่าจะมองมุมไหน







ร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่ทั้งนั้นเลยค่ะ























เชื่อมต่อกันหมด







บ่อน้ำจืดเดิม สมัยแรกสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน







จุดจำหน่ายขนม เครื่องดื่ม ของที่ระลึก





พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖








บ้านเจ้าพระยารามราฆพ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากหมู่พระที่นั่งของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ประมาณ ๖๐๐ เมตร
ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นร้านน้ำชาพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน








มองเห็นพระที่นั่งฯ ที่ยื่นออกมาหน้าหาด







ร้านน้ำชา อยู่ด้านล่างค่ะ




เดินรอบ ๆ ถ่ายมาหลายมุมเลยค่ะ







.

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย

.

Create Date : 22 สิงหาคม 2562
Last Update : 22 สิงหาคม 2562 19:32:49 น.

.


ที่มา : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน โดย สายหมอกและก้อนเมฆ
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=08-2019&date=22&group=10&gblog=136

.



Pages: [1] 2 3 ... 10
SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.139 seconds with 12 queries.