1
สาระน่ารู้ / Re: จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม โดย ผู้ชายในสายลมหนาว
« Last post by ppsan on 04 May 2026, 20:43:17 »จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (จบ)
.

การที่อ้างว่าเนื้อความในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับเนื้อความในคัมภีร์ทางศาสนา
เช่น คัมภีร์โลกบัญญัติ เป็นต้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
เพราะคัมภีร์ทางศาสนาที่อ้างนั้นล้วนก็มีอายุเก่ากว่าพ.ศ. 1800
การเปรียบเทียบเรื่องพ่อขุนรามคำแหงแขวนกระดิ่งกับเรื่องรัชกาลที่ 3
ตั้งกลองพระวินิจฉัยเภรี ในคัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ก็กล่าวว่า
ครั้งแผ่นพญาเอฬารทมิฬ แขวนกระดิ่งให้ประชาชนมาสั่นร้องทุกข์เหมือนกัน
“เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทางเพื่อนจูงวัวไปค้า ใครจักใคร่ช้างค้า
เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดการค้าเสรี เพราะผลของสัญญาเบาว์ริงค์
ถ้าจารึกหลักนี้ทำในสมัยที่พระองค์ทรงอยู่ในสมณเพศ เรายังผูกขาดทางค้า
แล้วพระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่าอนาคตข้างหน้า ต้องมีการค้าเสรี
จารึกนครชุมของพระมหาธรรมราชาพญาลิไท ก็มีข้อความว่า
ไพร่ฟ้าข้าไทย ขี่เรือไปค้าขี่ม้าไปขาย
มาตราที่ 62 ของพระอัยการผัวเมียก็มีการกล่าวถึงการเดินทางไปค้าขาย
ถึงเชียงใหม่ ไปเมืองจีน ดังนั้นแค่จูงวัวไปค้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
พระแท่นมนังคศิลาบาตรที่พบพร้อมกับศิลาจารึกมีลวดลายสลักที่ค่อนข้างใหม่
อ. รุ่งโรจน์ ในฐานะผู้เขียนกล่าวว่า ไม่มีเวลาศึกษา แต่สุโขทัยไม่ใด้หมดความสำคัญ
หลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง กิจกรรมที่เกิดขึ้นที่เนินปราสาทก็ยังคงมีสืบต่อมา
ดังนั้นพระแท่นมนังคศิลาบาตรองค์นี้ก็อาจจะไม่ใช่เป็นของพ่อขุนรามคำแหงก็ได้
จารึกหลักที่ 1 ก็ไม่บอกว่าพระแท่นมนังคศิลาคือ แท่นไหน ใช่แท่นนี้หรือก็ไม่รู้

การที่กล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แปลจารึกพระราชทานเบาว์ริงค์
เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า สยามประเทศมีอารยธรรมที่เก่าแก่
เพื่อไม่ให้ตะวันตกอ้างสิทธิการยึดครอง เรื่องนี้ขอถามย้อนกลับไปว่า
ประเทศจีนมีอารยธรรมที่เก่าแก่มาก ตะวันตกก็ไม่เห็นกลัวเกรงอะไร
พระเจ้าเสียนฝงฮ่องเต้ยังต้องหนีกองทัพตะวันตก แบบไม่คิดชีวิต
อินเดียเก่าแก่ถึงราชวงศ์โมริยะอังกฤษก็ยังยึดครองได้
แล้วจะภาษาอะไรกับจารึกที่บอกว่าสยามประเทศเก่าเพียง 700 ปีเท่านั้น
แล้วทำไมพระองค์จึงไม่อ่านจารึกหลักให้หมด
และเมื่อพระองค์ทรงเล่าพระราชประวัติปฐมวงศ์ของราชวงศ์จักรี
ว่ามีความสัมพันธ์กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
แล้วทำไมพระองค์จึงไม่ทรงทำจารึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หรือไม่พระองค์ไม่ทำจารึกของพระอุตตรเถระและพระโสณเถระ
เพื่อให้รับกับข้อพระวินิจฉัยเรื่องพระเจ้าอโศกส่งสมณทูตมายังดินแดนสยาม
ถ้าทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ จะมีท่านใดตอบว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4
ทรงเห็นหมดแล้ว และนำหลักฐานไปฝังไว้ เรื่องก็จนใจ
ให้ท่านผู้อ่านตัดสินเองเถิด หรือว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นจอมปราชญ์
ถ้าอย่างนั้นก็ควรถวายรางวัลโนเบล ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาประวัติศาสตร์
จารึก ภาษาศาสตร์ แต่พระองค์จะทรงมีเวลาว่างพออย่างนั้นหรือ
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาก็สุดแล้ววิจารณญาณของท่านผู้อ่านละกัน"

เมื่อได้อ่านทุกความเห็นจนถึงบรรทัดนี้ ทุกคนคงได้มีข้อยุติในใจว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นี้เป็นของจริงหรือไม่ ในมุมมองของผมคิดว่า
ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นของใหม่ ได้แต่ตั้งคำถาม โดยใช้พิรุธของภาษาเป็นเกณฑ์
ซึ่งไม่น่าจะใช่สิ่งที่เราควรทำ เพราะไม่อาจใช้บริบทปัจจุบันไปอธิบายได้
แม้ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นสมัยสุโขทัย ก็พยายามที่จะตอบให้ได้ทุกคำถาม
เช่นเรื่อง คำว่ากำแพงตรีบูร อ. ประเสริฐก็อธิบายว่า ไม่ได้แปลว่า 3 ชั้น
แต่เป็นคำเปรียบเปรย ถึงความแข็งแกร่งของกำแพงเมือง
เพราะมีเอกสารที่กล่าวว่า อยุธยานี้ตรีบูร หรือเชียงใหม่ก็ใช้คำๆ นี้
แต่ฝ่ายที่ไม่เชื่อกลับไม่ยอมแก้ต่างกับอีกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญ
คือเรื่องจารึกวัดบางสนุก จารึกที่ถ้ำในประเทศลาว หรือจารึกวัดป่าแดง
ที่เป็นอักษรไทยรูปแบบเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ 1 ใครจะเป็นผู้เขียนขึ้น
เพราะทุกหลักล้วนเป็นของสมัยหลัง ไม่เก่าไปกว่าศิลาจารึกหลักที่ 1
ถ้าจะสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 จะได้เป็นว่า
ไทยพยายามที่จะปลดแอกจาการเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรพระนคร
ด้วยการกบฏต่อขอมสบาดโขลญลำโพง หลังจากนั้น 2 รัชกาล
พ่อขุนรามคำแหงต้องการที่จะรวมอาณาจักรให้เป็นหนึ่งเดียว
ต้องมีการแสดงให้เห็นว่าเวลานี้ ไทยไม่ใช่ข้าของชนชาติขอมอีกต่อไป
ด้วยการการประดิษฐ์อักษรเป็นของตนเอง โดยใช้พื้นฐานจากตัวขอมหวัด
ที่เคยเป็นภาษาราชการภายใต้การปกครองของขอมมาปรับใช้
โดยการนำมาเรียงให้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน เพื่อให้ความแตกต่าง

แต่เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์ สุโขทัยก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
จนกระทั่งพระยาลิไทสามารถรวบรวมแผ่นดินได้ใหม่อีกครั้ง
มีการปรับปรุงโดยเพิ่มพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์บางตัวเข้าไป
และมีการนำสระและวรรณยุกต์กลับมาไว้บนและล่างเหมือนอักษรขอม
เพราะการเรียงคำเป็นแถวเดียวกันนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับความเคยชิน
ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 และหลักอื่นๆ
และนั่นได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาษาไทยเป็นหนึ่งในภาษา
ที่เขียนได้ยากที่สุดในโลก นอกจากนี้เรายังได้ละทิ้งอีกสิ่งสำคัญ
นั่นก็คือการเขียนแล้วให้อ่านออกเสียงได้ในสมัยพ่อขุนรามทิ้งไป
ทำให้ในปัจจุบันคำ 1 คำ นั้นต้องพิจารณาบริบทก่อนการออกเสียง
เช่นคำว่า ตากลม สามารถออกเสียงได้ทั้ง ตา-กลม และตาก-ลม
ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อขุนรามคำแหงทรงคิดแก้ปัญหาไว้แล้วถึง 700 ปีก่อน
นอกเหนือไปจากเราอาจประหยัดกระดาษและเขียนได้ง่ายกว่านี้
เพราะอักษรทุกตัวในสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้นมีความสูงเท่ากัน
หากต้องการที่จะเชื่อว่า จารึกหลักที่ 1 นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม
เราควรถกเถียงกันด้วยเหตุและผล เพราะมิฉะนั้นจะเป็นอย่างกรณี
ที่ชาวสุโขทัยไปประท้วง อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ แต่อาจารย์กลับตอบนิ่มๆ ว่า
แล้วพวกคุณทุกคนที่มาประท้วงผม เคยอ่านศิลาจารึกหลักนี้แล้วหรือยัง
.
Create Date : 12 ตุลาคม 2558
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 14:14:51 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (จบ)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=12&group=19&gblog=77
.






Recent Posts























