Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 September 2026, 01:15:28

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088 Posts in 15,338 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  Recent Posts

Recent Posts

Pages: 1 ... 7 8 [9] 10
81
ทำอาหาร / Re: น้ำพริกร้อยรส
« Last post by ppsan on 23 August 2026, 21:44:38  »

https://vajirayana.org/v2/books/น้ำพริกร้อยรส/ตำรับน้ำพริก

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AA/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81

.

น้ำพริกร้อยรส/ตำรับน้ำพริก

เนื้อหาในหน้านี้

น้ำพริกสามรส
น้ำพริกมะเขือพวง
น้ำพริกระกำ
น้ำพริกสามเกลอ
น้ำพริกกุ้งเต้น
น้ำพริกลงเรือ
น้ำพริกมันกุ้ง
น้ำพริกแจ่วบอง
น้ำพริกกุ้งแห้ง
น้ำพริกปลาสลาด
น้ำพริกสำเร็จ
น้ำพริกหมู
น้ำพริกอร่อย
น้ำพริกเขมร
น้ำพริกแขก
น้ำพริกคลุกข้าว
น้ำพริกกล้วยดิบ
น้ำพริกขนุน
น้ำพริกชาวบ้าน
น้ำพริกซอย
น้ำพริกบูดู
น้ำพริกตลิงปริง
น้ำพริกแมลงภู่
น้ำพริกสุธารส
น้ำพริกเมืองระนอง
น้ำพริกไข่ต้ม
น้ำพริกยำใย
น้ำพริกหนำเลี๊ยบ
น้ำพริกแจ่ว (ภาคอีสาน)
น้ำพริกไข่เค็ม
น้ำพริกลำปาง
น้ำพริกเทวดา
น้ำพริกเต้าเจี้ยว
น้ำพริกปลาย่าง
น้ำพริกป่นปลาทู
น้ำพริกไข่เค็ม
น้ำพริกป่า
น้ำพริกปูรังสิต
น้ำพริกปลาดุก
น้ำพริกเกาะบาหลี
น้ำพริกผักจิ้ม (สำหรับผู้ทานเจ)
น้ำพริกรากผักชี
น้ำพริกมะขามอ่อน
น้ำพริกกะเหรี่ยง
น้ำพริกแห้ง (สำหรับผู้ทานเจ)
น้ำพริกเห็ด
น้ำพริกรวมมิตร
น้ำพริก กุ้ง ปู ปลา
น้ำพริกอินโดนีเซีย
น้ำพริกไข่ปู
น้ำพริกจิ้มผัก
น้ำพริกเลิศรส
น้ำพริกส้มมะขาม
น้ำพริกดอกมะขาม
น้ำพริกคูนรส
น้ำพริกมะดันผัด
น้ำพริกไก่นึ่ง
น้ำพริกพม่า
น้ำพริกมอญ
น้ำพริกมะขามเปียก
น้ำพริกผักจิ้ม
น้ำพริกปูเค็ม
น้ำพริกกะปิหวานทรงเครื่อง
น้ำพริกปลากรอบ
น้ำพริกใส
น้ำพริกมะเขือเปราะ
น้ำพริกกะปิแมงดา
น้ำพริกเขียวขจี
น้ำพริกกุ้ง
น้ำพริกรจนา
น้ำพริกกุ้งสดหรือน้ำพริกปู
น้ำพริกปลาร้า
น้ำพริกไทยอ่อน
น้ำพริกตะไคร้
น้ำพริกอ่อง
น้ำพริกอ่อง
น้ำพริกมะเขือเทศ
น้ำพริกผักชี
น้ำพริกขี้กา
น้ำพริกเขมร
แสร้งว่ากุ้ง
น้ำพริกตาแดง
น้ำพริกสิงคโปร์
ต้มป๊องเต๊
น้ำพริกเต้าเจี้ยวขาว
น้ำพริกลงเรือ
น้ำพริกสลัด
น้ำพริกมะขามเปียก
น้ำพริกโจร
น้ำพริกอ่อง
น้ำพริกนางลอย
น้ำพริกมะอึก
น้ำพริกเงี้ยว
น้ำพริกเนื้อ
น้ำพริกถั่ว
น้ำพริกไข่เจียว
น้ำพริกหมูแฮม
บูดูทรงเครื่อง
น้ำซุบปักษ์ใต้
น้ำพริก จุ้น จู้ ฮวด
น้ำพริกถั่วโอชารส
น้ำพริกก้อย
น้ำพริกหนุ่ม
น้ำพริกเผา
น้ำพริกเครื่อง
น้ำพริกกระสัง
น้ำพริกแห้ง
น้ำซุบ
น้ำพริกไพร
น้ำพริกมะดันกับหมูเค็ม
น้ำพริกปลาช่อน
น้ำพริกระกาแปลงรูป
น้ำพริกปลาร้า
น้ำพริกผัด
น้ำพริกมะเขือ
น้ำพริกนางร้องไห้
น้ำพริกกุ้งจ่อม
น้ำพริกปลากุเลาปรุง
น้ำพริกฝาน
น้ำพริกผักชี
น้ำพริกไข่มด

.

..

ตำรับน้ำพริก

..

น้ำพริกสามรส

คุณหญิงอำไพ สิริโยธิน

เครื่องปรุง กุ้งสด หรือเนื้อหมูสับละเอียด ๑/๒ ถ้วย พริกแห้ง ๒ เม็ด พริกชี้ฟ้าแดง ๓ เม็ด หัวหอม ๗ หัว ข่า ๑ แว่น กะปิ ๑/๒ ช้อนชา น้ำปลา น้ำตาลปึก น้ำส้มมะขามอย่างละ ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช

วิธีทำ พริกแห้งและพริกสดผ่าเม็ดออกล้างน้ำให้สะอาดโขลกกับข่า หัวหอม และกะปิพอแหลก เอาน้ำมันพืชใส่กระทะตั้งไฟพอร้อน ตักเครื่องที่โขลกไว้ลงผัดพอหอมดี แล้วใส่กุ้งสดหรือหมูที่หั่นเตรียมไว้แล้วใส่น้ำส้มมะขาม น้ำปลา น้ำตาล ชิมดูรสตามชอบ รับประทานกับผักสดต่าง ๆ เช่น มะเขือ แตงกวา ผักชี

................................................

น้ำพริกมะเขือพวง

มาลี วิไลจิตต์

เครื่องปรุง มะเขือพวง หัวหอม กระเทียม ปลาทู พริกขี้หนู หรือพริกชี้ฟ้า ปลาอินทรีย์ น้ำปลา มะนาว กะปิ ผงชูรส ผักสดต่าง ๆ

วิธีทำ เผามะเขือพวง หอม กระเทียม พริก เผารวมกันพอประมาณ ปลาอินทรีย์ทอด ปลาทูทอด กะปิเผา นำเครื่องปรุงข้างต้นมาโขลกให้ละเอียด แล้วใส่มะเขือพวงลงไปด้วย พอละเอียดดี แกะปลาอินทรีย์และปลาทู ลงไปโขลกแล้วใส่กะปิน้ำปลา ผงชูรส บีบมะนาว ชิมรสตามชอบ ตักขึ้นรับประทานได้ กับผักสด เช่น ผักกาดขาว แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักบุ้งต้ม

................................................

น้ำพริกระกำ

เครื่องปรุง กระเทียม พริกขี้หนู กุ้งแห้ง ระกำซอย น้ำปลา น้ำตาล

วิธีทำ โขลกกุ้งแห้ง กระเทียม พริกขี้หนูบุบพอแตกซอยระกำ ใส่น้ำปลา น้ำตาล (ไม่ใส่กะปิ)

................................................

น้ำพริกสามเกลอ

วิไลกุล ระตินัย

เครื่องปรุง

สะตอแกะเอาแต่เม็ดหั่นบาง ๆ   ๑ ช้อนโต๊ะ
ลูกเนียงเพาะหั่นบาง ๆ   ๑ ช้อนโต๊ะ
มะเขือเปราะซอย   ๑ ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง หรือปลาย่างโขลก   ๑ ช้อนโต๊ะ
กะปิเผา   ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนู   ๑๐ เม็ด
กระเทียม   ๑ ช้อนชา
มะนาว   ๒ ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา   ๑ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปึก   ๑ ช้อนโต๊ะ
มันกุ้งสงขลา   ๑ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ โขลกกระเทียมพริกขี้หนูและกะปิเข้ากัน ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำตาล มันกุ้ง และน้ำปลา เติมกุ้งแห้ง สะตอ ลูกเนียงและมะเขือเปราะ ลงไปคลุกให้เข้ากันชิมรสตามชอบ

หมายเหตุ สะตอ ลูกเนียงและมะเขือเปราะซอยอาจใช้ทำเมี่ยงคือผสมกับมะพร้าวคั่ว กุ้งแห้ง แล้วปรุงรสเหมือนเมี่ยงส้มโอก็อร่อย

................................................

น้ำพริกกุ้งเต้น

กมลพร เหมทานนท์

เครื่องปรุง กุ้งสด กะปิ กระเทียม พริกขี้หนู น้ำปลา น้ำตาล มะนาว

วิธีทำ กุ้งสดปอกเปลือก แกะแต่เนื้อซอยบาง ๆ คลุกกับน้ำมะนาว โขลกกะปิกับกระเทียม ใส่กุ้งสดลงไปเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่พริกขี้หนูสด ปรุงรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา มะนาว

................................................

น้ำพริกลงเรือ

นพรัตน์ ตัณฑไพโรจน์

เครื่องปรุง หมูสามชั้น ปลาดุก กระเทียมดอง ไข่เค็ม กะปิ กระเทียม พริกขี้หนู น้ำตาล น้ำปลา มะนาว มะเขือเปราะ

วิธีทำ หมูสามชั้นหรือเนื้อหมูก็ได้ เพราะบางท่านอาจไม่ชอบมัน ต้มพอสุก หั่นชิ้นพอดี ๆ อย่าให้ใหญ่นัก เคี่ยวกับน้ำตาลน้ำปลาทำเป็นหมูหวาน ปลาดุกย่างแล้วแกะเอากระดูกออก ใช้ซ่อมเขี่ยเนื้อปลาให้ฟู ทอดให้เหลืองกรอบ กระเทียมดองหั่นตามกลีบ มะเขือเปราะเลือกดูอย่าให้แก่หรืออ่อนนักหั่นบาง ๆ เตรียมไว้ ตำน้ำพริกชิมรสตามชอบแล้วผัดให้หอม ตักใส่ชามไว้ (น้ำพริกอย่าให้ข้นนัก) ทิ้งไว้ให้เย็นเอาหมูหวาน กระเทียมดอง มะเขือที่เตรียมไว้ ปลาดุกหักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงผสมกับน้ำพริกคลุกให้เข้ากันจัดลงที่ ๆ เตรียมไว้แบ่งปลาดุกโรยหน้า ไข่เค็ม ใช้แต่ไข่แดงผ่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่งหน้า แล้วโรยผักชีนิดหน่อย ใช้รับประทานกับผักสด

................................................

น้ำพริกมันกุ้ง

ปราณี จันทรประเสริฐ

เครื่องปรุง มันกุ้งปักษ์ใต้ ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำปลา ๑ ช้อนชา หอมซอย ๑ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูหั่น ๑ ช้อนชา

วิธีทำ ละลายมันกุ้งในน้ำปลาและน้ำมะนาว ซึมดูเค็มเปรี้ยว จึงใส่หอมซอย และพริกขี้หนู รับประทานกับผักสด ไข่เจียว

หมายเหตุ มันกุ้งปักษ์ใต้ได้จากการทำกุ้งแห้ง ทางปักษ์ใต้ใช้ทำน้ำพริก หรือผสมในยำบางชนิด เป็นการชูรส มันกุ้งทางจังหวัดตรัง ทำแปลกกว่าที่อื่นมีรสหวานด้วย ทางจังหวัดอื่น ๆ มีแต่รสเค็มมันอย่างเดียว สีค่อนข้างดำ

................................................

น้ำพริกแจ่วบอง

คุณหญิงตุ่น โกศัลวิตร์

เครื่องปรุง

ปลากรอบ (ใช้ปลาสลาด)   ๑/๒ ถ้วย
หัวหอม   ๑/๔ ถ้วย
กระเทียม   ๑/๔ ถ้วย
ข่า   ประมาณ ๔–๕ แว่น
มะขามเปียก   ๑/๔ ถ้วย
ปลาร้า   ๑/๔ ถ้วย
พริกขี้หนูแห้ง (คั่วแล้วป่นละเอียด)   

วิธีทำ ปลากรอบปิ้งไฟแกะเนื้อป่นให้ละเอียด หัวหอม กระเทียม ข่าเผา มะขามเปียก แกะเม็ดออกสับพอหยาบ ๆ ปลาร้าใช้แต่เนื้อสับให้ละเอียด นำหอม กระเทียม ข่าที่เผาใส่ครกโขลกรวมกันให้ละเอียด แล้วใส่มะขามเปียก ปลาร้า ปลากรอบ พริกขี้หนูป่น โขลกรวมกันทั้งหมดจนเข้ากันดีแล้วชิมดู ให้มีรส เปรี้ยว เค็ม เผ็ดสำหรับคลุกข้าวหรือรับประทานกับข้าวเหนียวนึ่ง ผักสด หมูทอด ปลาทอดก็ได้

................................................

น้ำพริกกุ้งแห้ง

ช่อทิพย์ นวะบุศย์

เครื่องปรุง หัวหอม กระเทียม กะปิ กุ้งแห้งอย่างดี มะนาว น้ำตาลปึก พริกชี้ฟ้า น้ำปลา

วิธีทำ เผาหัวหอม ๓ หัว กระเทียม ๔ กลีบ กะปิห่อใบตองเผา พริกชี้ฟ้าใช้ทั้งอย่างแดงและเขียวเผาประมาณ ๗ เม็ด นำกุ้งแห้งมาโขลกให้ละเอียด หัวหอม กระเทียม เผาแกะเปลือกออกใส่โขลกรวมกับกุ้งแห้ง กะปิด้วย พริกชี้ฟ้าเผาเกลาผิวดำออก แกะเม็ดในออก ถ้าต้องการให้เผ็ดไม่ต้องเอาเม็ดออกก็ได้ โขลกให้เข้ากันดี ใส่ น้ำตาลปึก น้ำปลา ชิมดูให้มีรสตามชอบ รับประทานกับผักทุกชนิด แต่ถ้าจะให้ อร่อยจริง ๆ ต้องรับประทานกับมะเขือเขียว

................................................

น้ำพริกปลาสลาด

วลัย กลศาสตร์เสนี

เครื่องปรุง ปลาสลาดหรือปลากรอบ ๑ ตัวแกะเอาแต่เนื้อป่นให้ละเอียด เยื่อเคยดี (กะปิ) ๑ ช้อนชา ห่อใบตองปิ้งไฟพอหอม กระเทียมเล็ก ๕ กลีบ มะอึก ๓ ผล ทั้งสุกและดิบขูดขนให้หมดล้างน้ำแล้วหั่นชิ้นบาง ๆ เล็ก ๆ ระกำ ๑ ผล ปอกเปลือกแล้วฝานชิ้นบาง ๆ เล็ก ๆ ส้มเหม็น ๒ ผล หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มะนาว ๑ ผล ฝานบีบเอาน้ำ น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนหวาน

วิธีทำ ผสมเนื้อปลาป่น กระเทียม กะปิ แล้วโขลกไปด้วยกันเมื่อเข้ากันดี ใส่มะอึก ส้มเหม็น ระกำรวมกันเคล้าให้ทั่ว ผสมน้ำปลา น้ำตาล เคล้าเข้ากันชิมดูรส พอเหมาะแล้วตักลงถ้วย เครื่องจิ้มรับประทานกับผักสด ผักสุก ปลาย่าง

................................................

น้ำพริกสำเร็จ

มาลินี ยมกกุล

เครื่องปรุง กะปิประมาณ ๑ ช้อนชา กระเทียมประมาณ ๕–๖ กลีบกลาง น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปึก ถ้าชอบเพิ่มมะอึกขูดผิวหั่นละเอียด มะดันซอย มะเขือพวงบุบพอแตก พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูผักที่ใช้ต้มกับกะทิทุกอย่าง แล้วแต่จะชอบ อาทิเช่น ถั่วฝักยาว มะเขือ หน่อไม้ ถั่วพู กะทิ ค่อนข้างข้น ปลาดุกทอดฟู ไข่เค็ม

วิธีทำ โขลกกะปิ กระเทียม พริกทั้ง ๒ อย่างพอแหลกใส่มะอึก มะดัน (ถ้าชอบไม่ชอบไม่ใส่ก็ได้) มะเขือพวงโขลกพอเข้ากัน แล้วใส่น้ำมะนาว น้ำตาล น้ำปลา ชิมให้รสจัดตามชอบ ควรให้ค่อนข้างใส ผักต่าง ๆ เช่น ถั่วฝักยาวตัดเป็นท่อนๆ ขนาดคำ มะเขืออ่อนผ่าสี่ ถั่วพูอกตะเข็บหั่นเฉียงขนาดกำลังดี หน่อไม้ต้มให้หายขื่นหั่นหยาบ ๆ นำกะทิใส่หม้อตั้งไฟ คอยดูอย่าให้กะทิเป็นลูกพอเดือดช้อนหัวไว้ต่างหากเล็กน้อย ส่วนน้ำกะทิที่เหลือ นำผักที่เตรียมไว้ต้มที่อย่าง ต้มพอสุกอย่าให้ถึงเปื่อย แล้วตักขึ้นกองไว้เป็นอย่าง ๆ ในชามใหญ่ ที่สำหรับจะใช้คลุกได้เมื่อจะรับประทานจึงคลุกผักเหล่านี้กับน้ำพริก ชิมรสตามใจชอบ แล้วใส่ปลาดุกทอดฟู ซึ่งแกะเป็นชิ้นขนาดคำ ไข่เค็มใช้แต่ไข่แดง หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเคล้าเบา ๆ มือให้ทั่วถึงกัน จัดลงจาน แล้วลาดหัวกะทิข้างบน รับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ

................................................

น้ำพริกหมู

นงนุช ฤทธิประสาสน์

เครื่องปรุง หมู กะปิ กระเทียม หอม พริก น้ำตาล น้ำปลา มะนาว

วิธีทำ หมูสับ กะปิ กระเทียม หอม พริก เผาและโขลกรวมกันใส่หมูสับ น้ำปลา มะนาว น้ำตาล ใส่ผงชูรสเล็กน้อย แล้วนำมาผัดให้พอสุกใส่น้ำนิดหน่อย รับประทานกับผักสด

................................................

น้ำพริกอร่อย

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง กะปิเผาไฟ ๒ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๑๕ กลีบ มะอึก ๑ ลูก มะนาว น้ำปลา ระกำ น้ำตาล กุ้งซีแฮ้ ๑๕ ตัว หมูหวาน มะเขือไข่เต่า ๑๐ ลูก พริกขี้หนู

วิธีทำ ล้างมะเขือให้สะอาด ใช้มีดทองผ่านตามยาวของลูกหนาประมาณ ๒ กระเบียด จัดใส่จาน กุ้งต้มปอกเปลือกวางบนมะเขือ ตักน้ำพริกที่ตำด้วยเครื่องปรุงดังกล่าวแล้ว ใส่มะอึกที่ผ่านบางและระกำผ่านเป็นชิ้นเล็ก ๆ คนให้เข้ากันดีให้มีรสเค็มและเปรี้ยวจัดหน่อย ตักน้ำพริกราดบนกุ้งและมะเขือ ประดับด้วยหมูหวานชิ้นเล็ก ๆ ตามใจชอบถ้าไม่ชอบรับประทานหมูหวาน ใช้กุ้ง และมะเขือผสมกับน้ำพริกก็พอ

................................................

น้ำพริกเขมร

ทัศนีย์ ยิ้มศิริ

เครื่องปรุง ปลาร้า ปลากรอบย่าง แกะแต่เนื้อ ปลาช่อนเผาแต่เนื้อ พริกชี้ฟ้าเขียวแดงเผาหอมเผา กระเทียมเผา ข่าเผา ผิวมะกรูดหั่นฝอย น้ำมะกรูด น้ำมะนาว

วิธีทำ เคี่ยวปลาร้ากรองเอาแต่น้ำ โขลกพริก หอม กระเทียม ข่า ผิวมะกรูดให้เข้ากันแล้วใส่ปลากรอบ ปลาช่อน ตำพอเข้ากันแล้วใส่น้ำปลาร้า มะกรูด มะนาว ถ้าชอบข้นๆ ใส่ปลาร้าแต่น้อย น้ำพริกข้นรับประทานกับผัก น้ำพริกใสคลุกข้าว

................................................

น้ำพริกแขก

ทองเจือ หัมพานนท์

เครื่องปรุง กระเทียม ๑ ช้อนโต๊ะ กะปิ ๑-๑/๒ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนู ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนชา มะนาว ๒ ช้อนโต๊ะ มะอึก ๒ ผล

วิธีทำ ตำกะปิกระเทียม พร้อมกันแล้วใส่พริก มะนาว น้ำตาล มะอึกหั่นฝอย น้ำพริกนี้เผ็ดมากและข้น

................................................

น้ำพริกคลุกข้าว

อุ่นใจ สมบัติสิริ

เครื่องปรุง กระเทียม กะปิ พริกเหลือง มะนาว มะอึก ส้มเหม็น น้ำปลา น้ำตาล ปลาดุก หมูหวาน ไข่เค็ม ผักบุ้ง น้ำส้ม เกลือ

วิธีทำ โขลกกะปิกระเทียม ให้เข้ากันแล้วใส่มะอึกที่ซอยผิวส้มเหม็นหั่นฝอย พริกเหลืองใส่ลงไปด้วยบุบพอแตก บีบน้ำมะนาว และน้ำส้มเหม็น ใส่น้ำปลา ชิมรสตามชอบ เวลารับประทาน น้ำพริกคลุกข้าวโรยหน้าด้วยปราดุกทอดฟู บิเป็นคำคำ ไข่เค็มเอาแต่ไข่แดงหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ หมูหวานโรยข้างหน้า ผักบุ้งดองแยกไว้ต่างหาก

วิธีทำผักบุ้งดอง ใช้เฉพาะก้านผักบุ้งดิบ หันตามขวางเป็นแว่น ๆ บาง ๆ นำไปคลุกกับเกลือ ล้างน้ำออกแล้วแช่ลงไปในน้ำส้ม น้ำตาล เกลือ ตั้งไฟจนเดือดทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว แช่ไว้ประมาณครึ่งวันนำมาโรยข้าวคลุกเมื่อเวลาจะรับประทาน

................................................

น้ำพริกกล้วยดิบ

ละออ ภู่อารีย์

เครื่องปรุง

๑. กล้วยน้ำว้าดิบ (ชนิดไม่ต้องแก่จัด ๑๐ ลูก)

๒. กุ้งแห้งประมาณ ๑ ขีด

๓. กุ้งสดเผา

๔. ส้มมะขามเปียก

๕. พริกขี้หนู

๖. น้ำตาลปึก

๗. น้ำปลาดี

วิธีทำ กล้วยน้ำว้าประมาณ ๑๐ ลูก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วหั่นทั้งเปลือกแช่ไว้ในน้ำซึ่งมีส้มมะขามเปียกแช่ไว้เล็กน้อย แล้วตำกุ้งแห้งให้ละเอียด ใช้กุ้งแห้งประมาณ ๑ ขีด เมื่อตำกุ้งแห้งละเอียดแล้วเอากล้วยที่หั่นไว้มาตำรวมกัน แล้วใช้กุ้งสดที่เผาไว้ประมาณ ๒ ตัว แกะเอาเนื้อกุ้งและมันกุ้งตำปนลงไป แล้วใส่พริกขี้หนูสด แล้วแต่จะรับประทานเผ็ดมากน้อย โขลกรวมไปเสร็จ แล้วใส่มะขามเปียกล้างน้ำให้สะอาดคั้นกับน้ำปลาดี ใส่ลงไปในครกโขลกพร้อมกับน้ำตาลปึก แล้วชิมรสตามชอบเสร็จแล้วตักออกรับประทานได้

................................................

น้ำพริกขนุน

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง ซังขนุน ๑ ถ้วยตวง มะพร้าว ๑ ถ้วย กะปิอย่างดี ๑ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๑๐ กลีบ ส้มเหม็น มะนาว น้ำปลาดี น้ำตาล ปลาดุกย่างทอดฟู ๑ ตัว หรือมากกว่านั้น พริกขี้หนูหรือพริกสามสีเม็ดขนุนต้มสุกซอยละเอียด ๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ คั้นมะพร้าวแยกหัวกะทิไว้ ๒ ช้อนโต๊ะ ซังขนุนตัดแกะเป็น ๒ ท่อน ล้างน้ำสะอาดต้มกับหางกะทิพอสุก ยกลงจากเตาพักไว้ กะปิห่อใบตองเผาไฟ ใส่ครกและกระเทียมโขลกละเอียด พริกขี้หนูหรือพริกสามสีบุบพอแตก บีบมะนาว ส้มเหม็นใส่น้ำปลา น้ำตาล ชิมดูตามใจชอบ อย่าหวานจัด เพราะซังขนุนมีรสหวานแล้ว หัวกะทิ ๒ ช้อนโต๊ะ ใส่หม้อตั้งไฟเคี่ยวจนแตกมันเก็บไว้ล้างมือให้สะอาด บีบซังขนุนที่ต้มกับหางกะทิ จัดใส่ภาชนะที่เหมาะสม ตักน้ำพริกราดหน้า ปลาดุกทอดกรอบหักเป็นชิ้นเล็ก ประดับให้สวยงามโรยด้วยเม็ดขนุน ตักหัวกะทิหยอดหน้า น้ำพริกนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวาน เพราะซางขนุนมีรสหวานน้ำตาลมาก

................................................

น้ำพริกชาวบ้าน

แย้ม เจนพนัส

เครื่องปรุง ใช้กุ้งแห้งอย่างดี ๕–๖ ตัว (ตัวขนาดกลาง) ใส่ครกโขลกพอละเอียด กะปิดีประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๓–๔ กลีบ พริกขี้หนู ๑๐ เม็ด (ถ้ามีมะดัน มะปราง มะอึกและระกำ จะใช้อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ ถ้าใช้มะอึกต้องขูดขนล้างน้ำ หั่นชิ้นเล็ก ๆ) มะนาว น้ำปลาดี น้ำตาลปึก

วิธีทำ กุ้งแห้งโขลกพอละเอียด กระเทียมปอกเปลือกใส่โขลกด้วยกัน กะปิควรห่อใบตองย่างไฟ แล้วใส่โขลกไปด้วยกัน มะอึกถ้ามีขูดขนออกล้างน้ำหั่นชิ้นเล็กรวมไปด้วย พริกขี้หนูบุบพอแตก ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว น้ำตาลปึก รสตามชอบผักที่ใช้รับประทานมีดังนี้ ผักต้ม มี ผักบุ้ง ยอดตำลึง ยอดแค หัวปลี (เผา) ผักกาดขาวธรรมดา ผักทั้งหมดนี้ต้มด้วยหางกะทิ สุกแล้วจัดเรียงลงจาน คั้นหัวกะทิ ตั้งไฟพอเดือด ใส่ลงบนผัก ผักสดมี ถั่วฝักยาว ไส้ใบกล่ำปลี ผักกาดปลี ถั่วพู ผักบุ้ง ผักทั้งหมดนี้ น้ำพริกต้องปรุงรสจัดหน่อยทั้ง ๓ รส

ผักดองมี หอมดอง ผักหนาม ผักเสี้ยน ผักบุ้ง ผักกาดดอง ถั่วงอกดอง เมื่อใช้ผักดอง น้ำพริกต้องปรุงรสอ่อนหน่อย

อาหารหรือของแกล้มมี ปลาทูปลาดุกฟู ไข่เค็ม หมูหวาน อย่างหนึ่งอย่างใดตามชอบ

................................................

น้ำพริกซอย

พรรณี วิเชียรพันธุ์

เครื่องปรุง กะปิ กระเทียม หอม มะอึก รากผักชี พริกขี้หนู น้ำปลา น้ำตาลปึก (เครื่องปรุงทุกอย่างเหมือนน้ำพริกกะปิธรรมดา หากไม่ชอบหอมและรากผักชี จะไม่ใส่หรือใส่เพียงเล็กน้อยก็ได้)

วิธีทำ ซอยกระเทียม หอม มะอึก รากผักชี ให้ละเอียดแล้วนำลงคลุกกับกะปิที่เผาแล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล มะนาว ชิมดูรสตามชอบ เติมน้ำสุกหรือน้ำส้มคั้นสด เพื่อไม่ให้น้ำพริกข้นจนเกินไป พริกขี้หนูซอยใส่ลงด้วยมากน้อยตามใจชอบ

น้ำพริกแบบนี้ทำง่ายสะดวก ข้อสำคัญก็คือสามารถทำรับประทานได้ทุกแห่ง แม้ว่าไม่มีครกน้ำพริกและรสชาดก็อร่อยไปอีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนน้ำพริกกะปิธรรมดา หรือบางทีเรียก น้ำพริกโจร

................................................

น้ำพริกบูดู

วิไลกุล ระตินัย

เครื่องปรุง น้ำบูดูชนิดเค็ม (ของสายบุรีดีที่สุด) ๒ ช้อนโต๊ะ มันกุ้งปักษ์ใต้ ๑ ช้อนชา กุ้งแห้งป่น (ใช้กุ้งเผาหรือปลาย่างก็ได้) ๑ ช้อนชา ตะไคร้หั่นละเอียด ๑ ช้อนชา ใบมะกรูดหั่นฝอย ๑–๒ ช้อนชา พริกขี้หนูหั่น ๑/๒ ช้อนชา หอมซอย ๑ ช้อนชา น้ำมะนาวประมาณ ๑–๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลเท่าผลมะเขือพวง

วิธีทำ ละลายมันกุ้งในน้ำบูดู แล้วใส่กุ้งแห้งป่น ตะไคร้หั่น ใบมะกรูดหั่น หอมซอย พริกขี้หนู มะนาว น้ำตาล ชิมดูให้เค็ม เปรี้ยว ไม่ให้หวานรับประทานกับผักสดหรือผักต้ม แถมด้วยไข่ต้ม

................................................

น้ำพริกตลิงปริง

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง กะปิ ๒ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๑๒ กลีบ กุ้งแห้ง ๑ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูหรือพริกเหลืองแดงตามชอบ มะนาว น้ำปลา น้ำตาล ตลิงปริงอ่อน ๒ ช้อนโต๊ะ กุ้งเผา ปลาดุกฟูหรือปลากรอบ ไข่เค็ม

วิธีทำ โขลกกะปิเผาไฟ กุ้งแห้ง กระเทียมให้ละเอียดใส่พริกพอแตก ตลิงปริงอ่อนฝานเป็นแว่นขวางลูก แช่น้ำเกลือพอหายฝาด บีบให้แห้ง ใส่ครกน้ำพริกบุบพอแตก บีบมะนาวใส่น้ำปลา น้ำตาลกุ้งเผาปอกเปลือก ปลาดุกฟูหรือปลากรอบหักเป็นชิ้นเล็กเก็บล้างออกให้หมด ไข่เค็มตัดเป็นคำ ๆ จัดลงจาน รับประทานกับผักสด เช่น มะเขือ แตงกวา ยอดผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ถั่วพู ยอดกะถิน ผักกาดขาว

................................................

น้ำพริกแมลงภู่

สุดา วยาจุต

เครื่องปรุง หอยแมลงภู่ลวก กระเทียมดิบ หัวหอมดิบ พริกชี้ฟ้าเผา กะปิ และผงชูรส

วิธีทำ หั่นหอยแมลงภู่ที่ลวกแล้วให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ กระเทียม หัวหอมและพริกชี้ฟ้าเผา กะปิใส่ให้เค็มโขลกรวมกัน ใส่น้ำปลา ผงชูรส (ถ้าชอบรสเปรี้ยก็บีบมะนาวด้วย) รับประทานกับบวบอ่อน ๆ ลวก และถั่วฝักยาวดิบ อร่อยมาก

................................................

น้ำพริกสุธารส

สุธาสนาน เสาวพฤกษ์

เครื่องปรุง กะปิ กระเทียม กุ้งแห้ง น้ำปลา มะนาว น้ำตาล

วิธีทำ โขลกกะปิ กระเทียม พริก กุ้งแห้งป่น ให้เข้ากัน นำไปตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ขวดไว้ เมื่อจะรับประทาน นำมาปรุงรสตามชอบ ด้วยน้ำตาล น้ำปลา มะนาว น้ำพริกชนิดนี้เหมาะที่จะรับประทานกับผักสด ผักต้ม คลุกข้าวก็ได้

................................................

น้ำพริกเมืองระนอง

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง กะปิเผาไฟ ๒ ช้อนโต๊ะ หอมหัวเล็กซอยละเอียด ๓ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูหรือพริก ๓ สี มะนาว ส้มเหม็น น้ำปลา น้ำตาล กุ้งซีแฮ้ ผักสดนานาชนิด

วิธีทำ กะปิใส่ครกหรือชาม บีบมะนาว ส้มเหม็น ใส่น้ำปลา น้ำตาล กุ้งชีแฮ้หั่นชิ้นเล็ก ใส่หอมหัวเล็กที่ซอยไว้ผสมให้เข้ากันดี ชิมดูตามใจชอบ ตักใส่ถ้วยที่จัดใส่ผักสดชนิดต่าง ๆ ใส่จานประดับด้วยกุ้งชีแฮ้ที่ต้มสุก

ได้จากครั้งเดินทางไปเปิดหน่วยกาชาดจังหวัดระนอง บกพร่องอย่างไร ขออภัยท่านเจ้าของตำรับด้วย เพราะรับประทานแล้วอร่อยมาก

................................................

น้ำพริกไข่ต้ม

ภคินี อมาตยกุล

เครื่องปรุง ไข่ต้มพอเป็นยางมะตูม พริกชี้ฟ้าแดงเผา กุ้งแห้ง กระเทียม น้ำปลา มะนาวน้ำตาล

วิธีทำ เผาพริกแล้วฉีกอย่าให้เป็นฝอยนัก กระเทียมซอย ใส่กุ้งแห้ง ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา น้ำตาล รับประทานกับไข่ต้ม

................................................

น้ำพริกยำใย

วิไลกุล ระตินัย

เครื่องปรุง ลูกยำใยขูดเอาแต่เนื้อ (เลือกผลงาม ๆ) ๑ ถ้วย กะปิเผา ๑ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสวน ๑๐ เม็ด ซีอิ๊วแดง ๑ ช้อนชา น้ำปลา น้ำตาล

วิธีทำ บุบพริกขี้หนูสวนพอแตกใส่ยำใย กะปิลงโขลกให้เข้ากัน เติมซีอิ๊วแดงพอเป็นสีแดง ใส่น้ำปลา น้ำตาล ชิมดู เปรี้ยว เค็ม หวาน รับประทานกับกุ้งลวกหรือปลาย่างร้อน ๆ ผักใช้ สะตอเผา หรือสะเดา

หมายเหตุ ยำใยเป็นผลไม้ปักษ์ใต้ ผลสีน้ำตาลแก่ โตขนาดลูกมะขวดเปลือกเหนียวเช่นมะม่วงเนื้อนิ่ม วิธีขูดเนื้อยำใย ฝานให้ติดเม็ดออกมาเป็นชิ้นเหมือนฝานมะม่วงสุก แล้วใช้ช้อนตักเนื้ออออกจากเปลือกนำเอาแต่เนื้อไปทำน้ำพริก

................................................

น้ำพริกหนำเลี๊ยบ

สุวรรณี มาระวิชัย

เครื่องปรุง กระเทียม ๑ หัวใหญ่ กุ้งแห้ง พริกขี้หนู กะปิ น้ำตาล มะนาว หนำเลี๊ยบ น้ำมันหมูเล็กน้อย

วิธีทำ ปอกกระเทียมไม่ต้องหมดเปลือกดี แล้วนำไปตำกับกุ้งแห้ง และพริกขี้หนู พอตำละเอียดแล้วใส่กะปิและหนำเลี๊ยบ แกะเอาแต่เนื้อ (หรือจะใช้หนำพ้วยก็ได้) ตำให้เข้ากันดีแล้ว ก็ใส่น้ำตาล มะนาว น้ำปลาไม่ต้องใส่ เพราะหนำเลี๊ยบกับกะปิเค็มอยู่แล้ว ชิมดูรสตามชอบ พอให้มีทุกรส เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย พอน้ำมันร้อนก็ใส่น้ำพริกที่ผสมไว้แล้วลงผัดพอสุก แล้วยกลง ใช้พริกขี้หนูเป็นเม็ด ๆ โรยหน้า น้ำพริกนี้เก็บไว้หลายวันไม่เสีย เวลาจะรับประทานใส่กากหมูที่ทอดกรอบ ๆ หรือกุ้งทอดกรอบ ๆ ลงผสมในน้ำพริกจะทำให้อร่อยยิ่งขึ้น ใช้คลุกข้าวร้อน ๆ หรือจะใช้รับประทานกับผักจิ้มเช่น แตงกวา ผักกาดขาว ก็ได้

................................................

น้ำพริกแจ่ว (ภาคอีสาน)

สุวรรณี เครือสุวรรณ

เครื่องปรุง

ปลาร้าปลาช่อน   ๑ ตัว
กระเทียม   ๔ หัว
หัวหอม   ๖ หัว
ข่าหั่นเป็นแว่น ๆ   ๑ ช้อนโต๊ะ
ขิงหั่นเป็นแว่น ๆ   ๑/๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ปลาร้า ปลาช่อนเอามาสับให้ละเอียด หัวหอมกระเทียมนำไปเผาไฟให้สุก ข่า ขิง นำไปคั่วให้สุกเช่นกัน นำหอม กระเทียม ขิง ข่า ที่คั่วแล้ว มาโขลกรวมกันให้ละเอียด เสร็จแล้วเอาปลาร้าสับ โขลกรวมกัน หอมกระเทียมขิงข่า เติมมะนาว หรือมะขามเปียก และพริกขี้หนูป่น น้ำปลา นำขึ้นตั้งไปให้ปลาร้าสุก ชิมรส เปรี้ยว เผ็ด เค็ม ตามต้องการ น้ำพริกแจ่ว ทานกับข้าวเหนียว ไก่ย่าง อร่อยมาก

................................................

น้ำพริกไข่เค็ม

พรรณงาม ศิริรัตนกุล

เครื่องปรุง ไข่เค็ม ๑ ฟอง ปูม้าหรือปูทะเลต้มสุกแล้ว แกะเอาแต่เนื้อ ๒ ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้งป่น ๑ ช้อนโต๊ะ กะปิดี ๑ ช้อนโต๊ะ มะอึก ๑ ลูก พริกขี้หนูสด พริกเหลือง น้ำปลา น้ำตาล กระเทียม

วิธีทำ ผ่าไข่เค็มเอาแต่ไข่ขาวโขลกกับกระเทียม ๒ กลีบ กะปิ กุ้งแห้ง โขลกรวมกันให้ละเอียดจนเข้ากันแล้ว จึงใส่มะอึกซอย ไข่เค็มแดงคนพอเข้ากันแล้วจึงใส่เนื้อปู ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา มะนาว ตามชอบ บุบพริกเหลืองและพริกขี้หนู พอแตกคนให้เข้ากันดีอีกครั้งหนึ่ง รับประทานกับผักสด

................................................

น้ำพริกลำปาง

เกื้อกูล ทาสิทธิ์

เครื่องปรุง หอม กระเทียม พริกชี้ฟ้าเขียว ปลาร้า มะเขือเทศลูกเล็ก ๆ

วิธีทำ นำหอม กระเทียม มะเขือเทศ พริกชี้ฟ้าและปลาร้าสับละเอียดห่อใบตองทุกอย่างเผา โขลกหอม กระเทียม พริกชี้ฟ้าให้ค่อนข้างละเอียด แล้วใส่ปลาร้าและมะเขือเทศที่เผา โขลกให้เข้ากัน ถ้าไม่เค็มเติมน้ำปลาเล็กน้อย (อย่าเติมน้ำ)

เครื่องเคี่ยว ผักต้มต่าง ๆ แล้วแต่ชอบ เช่น ผักกาดขาว กล่ำ ฟักทอง มะเขือเปราะ ดอกแค หมูเค็ม หรือปลาช่อนแห้งนึ่ง

................................................

น้ำพริกเทวดา

คุณหญิงอุบล หุวะนันทน์
และ มล. รสคนธ์ อิศรเสนา

เครื่องปรุง

น้ำกะทิข้น ๆ ๑ ถ้วย เคี่ยวจนเป็นขี้โล้เหลืองกรอบ

พริกแห้ง ๓ เม็ด ล้างแล้วปิ้งไฟให้หอม

หอมเผา ๑ ช้อนหวาน

กระเทียมเผา ๑ ช้อนหวาน

กุ้งนาง (ขนาดใหญ่) ๑ ตัว

ถั่วเราะ ๑ ช้อนโต๊ะ (คั่วให้หอม)

รากผักชี ๑ ช้อนชา

น้ำปลาดี น้ำตาล น้ำส้มมะขาม (ไม่ใช่กะปิ)

วิธีทำ สับเนื้อกุ้งรวนไว้ ถั่วเราะล้างแช่น้ำไว้แล้วโขลกให้ละเอียด โขลกพริกแห้ง หอมเผา กระเทียมเผา รากผักชี กระเทียมเจียว ถั่วเราะ ขี้โล้และกุ้งให้ละเอียด คั้นน้ำส้มมะขามเปียกข้น ๆ ใส่ลงในน้ำพริกที่โขลกไว้ ใส่น้ำปลา น้ำตาล ชิมดูตามชอบ แล้วเอาลงผัดกับน้ำมันที่เคี่ยวขี้โล้ให้ข้น (ใช้น้ำมันน้อย ๆ) รับประทานกับกุ้งแห้งทอด และใบทองหลางทอด ใช้ทาขนมปัง หรือข้าวตังปิ้งหรือทอดก็ได้ รับประทานแล้วไม่ขึ้นสวรรค์ก็จงเติมพริกสดอีกตามชอบใจ

................................................

น้ำพริกเต้าเจี้ยว

มาลินี ยมกกุล

เครื่องปรุง เต้าเจี้ยวดำอย่างที่ใช้กัน กุ้งแห้ง กระเทียม มะอึกขูดผิวหั่นละเอียด พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู น้ำตาลปึก น้ำมะนาว

วิธีทำ โขลกกุ้งแห้งหยาบ ๆ กับกระเทียม และเต้าเจี้ยวให้เข้ากัน แล้วใส่มะอึกที่หั่นละเอียด พริก ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำมะนาว ถ้ายังไม่เค็มเติมเกลือหรือน้ำปลา รับประทานกับผักสดต่าง ๆ และปลาช่อนหรือปลาดุกย่างทอด

................................................

น้ำพริกปลาย่าง

หม่อมจารุวัลย์ สวัสดิวัฒน์

เครื่องปรุง พริกขี้หนูแห้ง หอม กระเทียม กะปิ มะขามเปียก ปลาแห้งกรอบ นิยมใช้ ปลาฉลาด

วิธีทำ พริกขี้หนูแห้ง หอม กระเทียม กะปิ เผาไฟแล้วนำมาโขลกรวมกัน ปลาแห้งกรอบ ย่างไฟ แกะแต่เนื้อ แล้วนำมาโขลกไว้แล้ว มะขามเปียกล้างแล้วขยำกับน้ำ คะเนพอมีรสเปรี้ยว นำปลาที่โขลกรวมไว้นั้น ผัดกับน้ำมันเล็กน้อย ใส่น้ำปลา น้ำมะขาม ผัดพอทุกอย่างเข้ากัน น้ำพริกนี้เก็บไว้รับประทานได้หลายวัน แต่จะไม่ผัดก็ได้

................................................

น้ำพริกป่นปลาทู

นงเยาว์ รมยะรูป

เครื่องปรุง

ปลาทูนึ่งตัวโต ๆ   ๒ ตัว
พริกชี้ฟ้าสด   ๒๐ เม็ด
ข่า   ๔–๕ แว่น
กระเทียม   ๒ หัว
หัวหอม   ๘ หัว
น้ำส้มมะขาม น้ำปลา ผงชูรส   

วิธีทำ ย่างปลาทูจนเกรียมแกะเนื้อเตรียมไว้ พริก ข่า กระเทียมหัวหอม เผาไฟจนสุก ปอกเปลือก หัวหอม กระเทียม แล้วรวมของที่เผาทั้งหมดใส่ครกโขลกให้เข้ากัน ใส่น้ำส้มมะขาม น้ำปลา ผงชูรสชิมดูให้มีรส เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ตักใส่ชาม รับประทานกับผักสด ข้าวเหนียวนึ่งหรือผักต้มก็ได้

................................................

น้ำพริกไข่เค็ม

ผกาวดี อุตตโมทย์

เครื่องปรุง

ไข่เค็มต้มสุก   ๓ (ใช้แต่ไข่แดง)
กะปิ   ๑ ช้อนชา
พริกขี้หนู   ๑ ช้อนชา
มะเขือพวงอ่อน   ๑ ช้อนโต๊ะ
กระเทียม   ๘ กลีบ
มะอึกเหลือง   ๑–๒ ผล
น้ำปลา มะนาว น้ำตาล   

วิธีทำ กะปิเผาไฟ ตำกับไข่เค็มและกระเทียม แล้วใส่มะอึกขูดและหั่นฝอย พริกขี้หนู และมะเขือพวงอ่อน ๆ ตำเข้ากันดีแล้วปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล บีบมะนาว รับประทานกับหมูหวาน ผักดิบหรือผักทอดกรอบ เช่น ใบทองหลาง ใบเล็บครุฑ

................................................

น้ำพริกป่า

เอมอร อิ่มสมบูรณ์

เครื่องปรุง ปลาย่าง (จะเป็นปลาอะไรก็ได้) กระเทียม หัวหอม มะนาว พริกขี้หนู พริกเหลือง พริกชี้ฟ้า (สีแดง) มะเขือเปราะ ผักบุ้ง แตงกวา ถั่วพลู น้ำปลา น้ำตาลปีบ ผงชูรส

วิธีทำ นำปลาย่างที่ย่างเอาไว้แกะเอาแต่เนื้อ โขลกกับหอมเผา กระเทียมเผา พริกเผาให้ละเอียดเสร็จแล้วนำเอามะนาวใส่ลงไปในน้ำปลา น้ำตาลใส่นิดหน่อย เติมผงชูรส เสร็จแล้วชิมดูตามชอบใจ รับประทานได้ ใช้แตงกวา มะเขือเปราะ ผักบุ้ง (ลวกน้ำพอสุก) ถั่วพลู เป็นเครื่องแกล้ม

................................................

น้ำพริกปูรังสิต

ปรานี รัตโนดม

เครื่องปรุง ปูเค็มใหม่ ๔–๕ ตัว เลือกปูตัวเมีย ฝักมะขามอ่อน ๑ กำมือ กระเทียม ๕ กลีบ พริกขี้หนู ๑๐ เม็ด น้ำตาลปี๊บ กะปิครึ่งช้อนคาว

วิธีทำ ล้างปูแกะกระดอง ปริดปลายก้ามออกเอาก้ามออกจากอก ล้างมะขามอ่อน ปอกกระเทียมเด็ดพริกขี้หนูล้างน้ำ มะขาม กะปิ ใส่โขลกให้ละเอียด ปูที่แกะไว้โขลกพอเข้ากัน ใส่พริกขี้หนู บุบพอแตก เหยาะน้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากัน ชิมให้มีรส เปรี้ยว เค็ม หวาน แกล้มกับปลาทูทอด และผักสด เช่น ขิงอ่อน สายบัว

................................................

น้ำพริกปลาดุก

ผกากรอง นิโลดม

เครื่องปรุง ปลาดุกย่าง หอม กระเทียม พริกพยวก มะเขือเทศ น้ำปลา มะนาว ผงชูรสเล็กน้อย

วิธีทำ หอม กระเทียม พริกหยวก เผา ปลาดุกย่างแกะ แต่เนื้อ ตำรวม มะเขือเทศ ตำด้วยพอบุบ ๆ อย่าให้ละเอียด ใส่น้ำปลา มะนาว ผงชูรส รับประทานกับผักสด

................................................

น้ำพริกเกาะบาหลี

ภัทราภรณ์ ดุลยจินดา

เครื่องปรุง พริกแดง น้ำส้มหรือมะขาม กระเทียม เกลือ รากผักชี

วิธีทำ โขลกพริกแดง กระเทียม เกลือ รากผักชี ให้เข้ากันแล้วใส่น้ำส้มหรือน้ำมะขามพอขลุกขลิก ถ้าชอบอาจใส่น้ำตาลนิดหน่อย จิ้มเนื้อ จิ้มปลา หรือคลุกข้าว ถ้าใส่กะทิกับถั่วลิสง จะเป็นน้ำพริกจิ้มเนื้อสะเต๊ะ

................................................

น้ำพริกผักจิ้ม (สำหรับผู้ทานเจ)

บุรีรัตน์ ชลวิจารณ์

เครื่องปรุง เต้าหู้หรือเต้าหู้เหลือง หรือเต้าเจี้ยว หรือลูกหนำเลี๊ยบ เป็นเนื้อ (แทนกะปิ) กระเทียม พริกนก พริกชี้ฟ้า มะนาว น้ำปลาถั่ว น้ำตาล มะอึก ระกำ

วิธีทำ เต้าหู้เหลืองหรือเต้าหู้ยี่ หรือเต้าเจี้ยว หรือลูกหนำเลี๊ยบพอสมควร โขลกกับกระเทียมปอกแล้วใส่พริกนกกับพริกชี้ฟ้าโขลกพอแตก ใส่น้ำปลา ถั่ว น้ำตาล มะนาว ระกำ มะอึก ชิมดูรสตามชอบ ให้รับประทานกับผักสดหรือผักต้ม ใช้เต้าหู้ขาวทอดเป็นเครื่องแกล้มแทนปลา

................................................

น้ำพริกรากผักชี

บรรจบพร บุญประคอง

เครื่องปรุง รากผักชี กุ้งแห้ง กระเทียม มะขามเปียก น้ำตาล น้ำปลาดี พริกแห้ง

วิธีทำ พริกแห้งประมาณ ๗ เม็ด (ถ้าชอบเผ็ดก็เพิ่ม) แกะเม็ดออกล้างหั่น รากผักชีหั่นแล้วประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ กระเทียมประมาณ ๑ หัวครึ่ง โขลกด้วยกันจนละเอียดแล้วใส่กุ้งแห้งประมาณ ๓ ช้อนโต๊ะ โขลกพอเข้ากันดี จึงใส่น้ำตาล, น้ำปลา, น้ำมะขามเปียก ชิมดูรสแล้วแต่ชอบ (ถ้าชอบหวานก็หวานนำ ตามด้วยเปรี้ยวเค็ม) น้ำพริกนี้รับประทานกับปลาเผา ปลาย่าง ปลาทอด สำหรับผักจิ้มนั้นได้แก่ถั่วฝักยาว และผักชี

................................................

น้ำพริกมะขามอ่อน

เพชรศรี สุดประเสริฐ

เครื่องปรุง มะขามอ่อน ๑ กำมือ หัวหอม ๓ หัว กระเทียม ๓ หัว หมูสับหรือกุ้งสับ ๑ ถ้วย น้ำมันหมู น้ำตาล น้ำปลา ผงชูรส

วิธีทำ ตำมะขามอ่อนพร้อมกับหัวหอมและหัวกระเทียม เผา หมูหรือกุ้งสับโขลกให้ละเอียด เอาน้ำมันหมูใส่กระทะ นำเอาเครื่องที่โขลกไว้ลงเจียว ใส่น้ำตาล น้ำปลา ผงชูรส ปรุงรสตามใจชอบ ใช้คลุกกับข้าวรับประทาน หรือมีผักแกล้มด้วย หรือทอดไข่ฟูรับประทานด้วยก็ได้

................................................

น้ำพริกกะเหรี่ยง

หฤทัย เวทวิสุทธิ์

เครื่องปรุง กะปิเผา พริกขี้หนูแห้ง ส้มมะขามเปียก หอม กระเทียม เกลือ

วิธีทำ โขลกกะปิ พริกขี้หนู หอม กระเทียมให้เข้ากัน แล้วปรุงรสด้วยเกลือกับน้ำส้มมะขามเปียก ใช้จิ้ม เนื้อ ปู กุ้ง หรือรับประทานกับผักดิบ ผักสด ผักดอง ก็อร่อยทั้งนั้น

................................................

น้ำพริกแห้ง (สำหรับผู้ทานเจ)

บุรีรัตน์ ชลวิจารณ์

เครื่องปรุง หอม กระเทียม พริกแห้ง น้ำปลาถั่ว น้ำตาล ส้มมะขามเปียก

วิธีทำ เอาหอม กระเทียม พริกแห้ง เผาไฟ เอามาปอกแล้วนำไปโขลกให้ละเอียด นำส้มมะขามเปียกขยำกับน้ำปลาถั่วเสร็จแล้วใส่ลงในน้ำพริกที่ตำไว้ น้ำตาลเหยาะนิดหน่อย ปรุงรสตามชอบ รับประทานกับสะเดา ช่อมะม่วง

................................................

น้ำพริกเห็ด

วลใย รามโกมุท

เครื่องปรุง หัวหอม กระเทียม พริกแห้ง กะปิดี เห็ด (เห็ดโคน เห็ดเผาะก็ใช้ได้) น้ำปลา มะนาว

วิธีทำ หัวหอม กระเทียม พริกเผา ปลากรอบย่างไฟ แล้วนำมาโขลกรวมกัน เห็ดล้างน้ำให้สะอาดแล้วนึ่ง ถ้าเป็นเห็ดโคนซอยใส่ลงน้ำพริกปรุงรส น้ำปลา มะนาว ถ้าเป็นเห็ดเผาะนึ่งแล้วรับประทานกับน้ำพริก

................................................

น้ำพริกรวมมิตร

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง กะปิ ๓ ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง ๒ ช้อนโต๊ะ มะนาว ระกำ มะอึก น้ำปลา น้ำตาล พริกขี้หนู หรือพริก ๓ สี แมงดาถ้าชอบ มะพร้าวครึ่งกิโล ผักมะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว มะเขือพวง แตงกวา หน่อไม้ ดอกกล่ำ กล่ำปลี

วิธีทำ คั้นมะพร้าวให้ได้ ๒ ถ้วย ใส่หม้อตั้งไฟอ่อน มะเขือเปราะและผักต่าง ๆ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่หม้อกะทิต้มทีละอย่างจนผักสุก ตักใส่ตะแกรงผึ่งให้แห้ง ตำน้ำพริกปรุงรสตามใจชอบ ผักทั้งหมดตักใส่ชาม ตักน้ำพริกที่ผสมอร่อยแล้วใส่อ่างผักคนให้เข้ากันดี เมื่อจะรับประทานจัดใส่จาน โรยหน้าน้ำพริกด้วยหมูหวานชิ้นเล็ก ๆ และปลาดุกฟูทอดกรอบ ขอบจานน้ำพริกประดับด้วยไข่เค็ม การจัดสุดแล้วแต่จะเห็นงาม

................................................

น้ำพริก กุ้ง ปู ปลา

แก้วจินดา ทองแก้ว

เครื่องปรุง ปูเค็ม ๔–๕ ตัว ฝักมะขามอ่อน กุ้งแห้งป่น ปลาดุกหรือปลาช่อนย่าง กะปิ กระเทียม พริกขี้หนู น้ำตาลปึก

วิธีทำ ล้างปูเค็ม แกะกระดองเด็ดก้าม มะขามถ้ามีเม็ดแกะออกเสียก่อน มิฉะนั้นจะทำให้น้ำพริกเสียรส โขลกกะปิ กระเทียม เข้ากันดีแล้ว โขลกฝักมะขามให้ละเอียดเข้ากัน ใส่กุ้งแห้งป่น เนื้อปลา โขลกพอเข้ากันดีแล้วใส่ปูเค็มโขลกพอบุบๆ แล้ว ใส่พริกขี้หนูโขลกพอแตก ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปึก

................................................

น้ำพริกอินโดนีเซีย

ศรีสม จันทนเสวี

เครื่องปรุง ตะไคร้ ๓ ต้น กระเทียม ๔ กลีบ หัวหอม ๕ หัว รากผักชี ๓ ต้น ข่า ๒ แว่น ผิวมะกรูด กะปิ พริกแห้ง ถั่วลิสง มะพร้าว น้ำตาล น้ำปลา

วิธีทำ หั่นตะไคร้ กระเทียม หัวหอม รากผักชี ข่า ผิวมะกรูด พริกแห้ง แล้วโขลกให้เข้ากันใส่กะปิด้วย ถั่วลิสงคั่ว แล้วโขลกให้ละเอียด น้ำกะทิตั้งไฟพอแตกมัน ใส่น้ำพริกลงไปผัด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มมะขามเปียก รับประทานกับผักกาดขาว ถั่วพู แตงกวา เนื้อย่าง ไก่ย่าง ปลาต้มก็ได้

................................................

น้ำพริกไข่ปู

ดวงสุดา ตุลยายน

เครื่องปรุง ปูทะเลไข่แน่น ๆ ขนาดเกือบกิโล ๑ ตัว หัวหอม ๗ หัว พริกขี้หนูสวน ๑ บาท มะนาว ๑ ผล น้ำปลาดี ๓ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ต้มปูทะเลให้สุกแกะเอาแต่ไข่ พริกขี้หนูสวนเด็ดก้านล้างน้ำ โขลกไข่ปูกับหัวหอมด้วยกันจนเข้ากันดี ใส่พริกขี้หนูบุบจนความเผ็ดตามต้องการ ผสมมะนาว และน้ำปลาดี ชิมรสตามชอบรับประทานกับผักสด เช่นมะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว และถั่วพู หรือผักบุ้ง

................................................

น้ำพริกจิ้มผัก

ทองคำ สุขุมวาท

เครื่องปรุง เต้าหู้ยี่ หรือเต้าหู้เหลือง หรือเต้าเจี้ยว หรือลูกหนำเลี๊ยบเป็นเนื้อแทน (กะปิ) กระเทียม พริกนก พริกชี้ฟ้า มะนาว น้ำปลาถั่ว มะอึก น้ำตาล ระกำ

วิธีทำ เต้าหู้ยี้ หรือเต้าหู้เหลือง เต้าเจี้ยว ลูกหนำเลี๊ยบ พอควรโขลกกับกระเทียมซึ่งปอกแล้ว ใส่พริกนก กับพริกชี้ฟ้า โขลกพอเม็ดแตกแล้วใช้ น้ำปลาถั่ว น้ำตาล มะนาว ชิมดูรสตามต้องการ ใช้ผักต้มกะทิหรือผักสดต่างๆ รับประทานใช้เต้าหู้ ขาวทอดเป็นเครื่องแกล้ม

................................................

น้ำพริกเลิศรส

ประพิน ถิระธรรม

เครื่องปรุง พริกชี้ฟ้า ปลากรอบ หอม กระเทียม กะปิดี น้ำปลา มะนาว (มะม่วง มะดัน)

วิธีทำ ย่างปลากรอบให้เหลือง ลอกเอาหนังออก แกะเอาแต่เนื้อ น้ำพริก หอม กระเทียม กะปิ ไปเผาให้สุกแล้วโขลกรวมกัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว ถ้าผู้ที่ชอบรับประทานรสเปรี้ยวจัด ซอยมะดัน มะม่วง (ถ้ามี) รวมไปด้วยยิ่งอร่อย รับประทานกับผักสดต่างๆ ถ้าชอบรับประทานกับปลาดุกฟูหรือปลาทูทอดก็ได้

................................................

น้ำพริกส้มมะขาม

ศรีปัญญา เสวีกุล

เครื่องปรุง มะขามอ่อน ๑๐–๑๕ ฝัก (แล้วแต่ฝักเล็กหรือฝักใหญ่) กุ้งแห้งหรือปลากรอบป่นประมาณ ๒–๓ ช้อนโต๊ะ (หรือใช้ปลานึ่ง ๒–๓ ตัว จะทำให้รสดีกว่า) น้ำปลาดี น้ำตาลปึก ๒ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๖–๗ กลีบ กระปิดี ๑ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนู ๕–๖ เม็ด น้ำมันหมูพอประมาณ

วิธีทำ มะขามอ่อนขูดผิวขุย ๆ ออก ถ้าเม็ดเริ่มแข็ง ผ่าเป็น ๒ ซีก แคะเม็ดออกล้างน้ำ ให้สะอาด ผึ่งในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ กะปิห่อใบตองปิ้งไฟ กระเทียม แกะเปลือกออก ทั้งสามอย่างนี้ใส่ครกโขลกให้ละเอียดและเข้ากันดีแล้ว ใส่กุ้งแห้งป่นหรือปลากรอบที่เตรียมไว้ (หรือปลาทูนึ่งแกะเนื้อ) โขลกรวมกันไปด้วย พริกขี้หนูเด็ดก้านล้างน้ำสะอาดดีแล้วใส่ลงไปบุบพอแตก ใส่น้ำปลา น้ำตาล ชิมพอรสกลมกล่อมทั้งสามรส จะรับประทานสด ๆ ตอนนี้ก็ได้แล้วแต่ชอบ (บางท่านชอบสด ๆ เพราะได้กลิ่นมะขามอ่อน) หากต้องการให้สุกไฟ หรือเก็บข้ามวันได้ ก็นำไปผัดกับน้ำมันหมูให้สุกอีกครั้งจนหอม รับประทานกับเครื่องเคียงดังนี้ เนื้อเค็มฉีกฝอย ปลาดุกฟูทอดกรอบ หมูหวาน กุ้งฝอยชุบแป้งทอด และผักสดต่าง ๆ แล้วแต่ชอบ เช่น ยอดมะกอก แตงกวา ปลีกล้วย ถั่วฝักยาว ผักชีล้อม ใบเปราะ ขมิ้นขาว เป็นต้น หรือผักทอดน้ำมัน อาทิ ใบเล็บครุฑ ชุบแป้งทอด ใบทองหลางทอด ผักคะน้าหั่นฝอย ใบผักเป็ดทอด

................................................

น้ำพริกดอกมะขาม

ยุพิน รุจาจรัสวงศ์

เครื่องปรุง

ดอกมะขาม   ๑ ถ้วย
กระเทียม   ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนู (ชอบเผ็ดมากใส่มาก)   ๑ ช้อนชา
กุ้งแห้งโขลกละเอียด   ๒ ช้อนโต๊ะ
กากหมูเจียวใหม่ ๆ   ๒ ช้อนโต๊ะ
กะปิ   ๑ ช้อนชา
น้ำปลาดี น้ำตาลปึก   

วิธีทำ โขลกดอกมะขามอย่าให้ละเอียดนัก ใส่กระเทียม กากหมูลงโขลกใส่กะปิ พริกขี้หนูและกุ้งแห้ง ชิมดูรสตามชอบ กะทะตั้งไฟใส่น้ำมันประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ นำน้ำพริกลงผัดให้สุก จัดใส่ภาชนะ รับประทานกับผักสด ปลาฟู

................................................

น้ำพริกคูนรส

วิไล เกษคุปต์

เครื่องปรุง ปลาดุกอุยอย่างขนาดกลาง ๑ ตัว หอม ๒ หัว กระเทียมขนาดใหญ่ ๑๘ กลีบ รากผักชีสด ๕ ราก มะเขือเทศลูกแดงผลเล็ก ๑๑ ผล พริกชี้ฟ้าแดง ๗ เม็ด แล้วแต่ชอบเผ็ดมากเผ็ดน้อย น้ำปลาดี ๖ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ เผาหอม พริก กระเทียมให้สุกอย่าให้ไหม้ มะเขือเทศห่อใบตองเผาให้สุกอย่าให้ไหม้ พริกเผาเอาเม็ดในออก โขลกพริก แกะเปลือกหอมเปลือกกระเทียมล้างน้ำ โขลกรวมกับพริกและรากผักชีด้วย ไม่ต้องละเอียดนัก แกะเนื้อปลาดุกย่างผสม โขลกรวม แล้วตักใส่จานพักไว้ น้ำใส่หม้อ ๑ แก้ว น้ำปลาดี ๖ ช้อนโต๊ะ แล้วนำปลาที่พักไว้ปนรวมลงไป ผ่ามะเขือเทศใส่ลงไป ผ่ามะมาวบีบใส่ลงไปด้วย รับประทานกับผักสดหรือต้ม

................................................

น้ำพริกมะดันผัด

สุภิญ อิศรางกูร ณ อยุธยา

เครื่องปรุง กุ้งแห้ง ๑ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสวน ๗ เม็ด กระเทียม ๑ หัว น้ำตาลปึก ๑ ช้อนโต๊ะ หรือกว่า กะปิ ๑ ช้อนชา น้ำปลา ๑/๒ ช้อนโต๊ะ มะดัน ๕ ผล น้ำมันสำหรับผัด

วิธีทำ ป่นกุ้งแห้งให้ละเอียดแล้วตักขึ้น กระเทียมปอกเปลือก ลงบุบพร้อมพริกขี้หนูและกะปิพอแตก กุ้งแห้งที่ป่นไว้ลงผสม มะดันล้างน้ำฝานแต่เนื้อคั้นน้ำออกบ้างเพื่อไม่ให้รสเปรี้ยวจัด ลงโขลกในน้ำพริกไม่ต้องให้ละเอียดนัก ใส่น้ำตาล น้ำปลาดี ให้มีรสหวานนำหรือปรุงรสตามชอบ ลงผัดในน้ำมันร้อนพอดควรจนน้ำพริกเป็นสีแดงเข้มน่ารับประทาน ตักขึ้นเก็บได้หลายวันถ้าหมั่นอุ่นอยู่เสมอ

................................................

น้ำพริกไก่นึ่ง

วารุณี บูรณะบุตร

เครื่องปรุง

อกไก่ชนิด   ๒ อก
หัวหอม   ๘ หัว
กระเทียม   ๓ หัว
มะเขือยาว   ๒ ผล
พริกชี้ฟ้าเขียวและแดง มะนาว น้ำตาล น้ำปลา   

วิธีทำ อกไก่นึ่งให้สุก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วป่นให้ปุย หัวหอม กระเทียมเผาให้สุก มะเขือยาวเผาไฟให้สุก แล้วปอกเปลือกออกให้หมด ตัดเป็นท่อน ๆ บดให้ละเอียดผสมไก่ พริกชี้ฟ้าเขียวและแดง เสียบไม้ปิ้งไฟให้สุกลอกเปลือกออก โขลกรวมกับหอมและกระเทียมให้ละเอียด นำเอาไก่และมะเขือยาวที่บดแล้วมาเคล้ากับพริก หอม กระเทียม ที่โขลกละเอียดแล้วนั้นผสม น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาล ชิมดูตามรสชอบ

................................................

น้ำพริกพม่า

เอื้อมพร ยมจินดา

เครื่องปรุง ตะไคร้ กระเทียม หอม ข่า รากผักชี ใบมะกรูด ลูกผักชี กะปิ พริกแห้ง กุ้งแห้ง เนื้อหมู มะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล

วิธีทำ ตะไคร้ กระเทียม หอม ข่า รากผักชี ใบมะกรูด หั่นฝอยเสียก่อน ลูกผักชี กะปิ พริกแห้ง กุ้งแห้งป่น โขลกรวมกัน แล้วนำไปผัดใส่หมูสับละเอียด ผัดพอเข้ากันดีแล้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล

................................................

น้ำพริกมอญ

อารี บุญมี

เครื่องปรุง กะปิ กระเทียม กุ้งแห้ง พริกขี้หนูแห้ง มะอึก มะดัน มะขามเปียก กากหมู น้ำตาล น้ำปลา

วิธีทำ โขลกกะปิกระเทียม พริกขี้หนูแห้ง กุ้งแห้งป่นให้เข้ากัน ซอยมะอึก มะดันบุบๆ พอเข้ากันแล้ว แต่งรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา แล้วนำไปผัดกับน้ำมันหมูใส่กากหมูด้วย รับประทานกับผักเผา เช่น มะเขือยาว บวบเหลือง มะระ ผักกระเจี๊ยบมอญ

................................................

น้ำพริกมะขามเปียก

วงเดือน เรืองโชติวิทย์

เครื่องปรุง กระเทียม กะปิ มะขามเปียก กุ้งแห้งป่นหรือปลากรอบปิ้งแล้วป่น พริกแห้งเม็ดใหญ่ น้ำตาลปึก น้ำปลา พริกขี้หนูสด

วิธีทำ ผ่าพริกแห้งเอาเม็ดออก แล้วล้างน้ำโขลกให้ละเอียด กับกระเทียมกะปิ มะขามเปียก กุ้งแห้งหรือปลากรอบป่น โขลกรวมกันให้ละเอียดแล้วใส่น้ำตาลปึก น้ำปลา เมื่อชิมดูรสตามชอบแล้ว จะผัดน้ำมันก่อนหรือไม่ผัดก็ได้ แล้วเด็ดพริกขี้หนูโรยหน้า รับประทานกับผักสด เช่น แตงกวา มะเขือเปราะหรือทองหลางใบมนทอดกรอบ ใบเมี่ยงทอดกรอบ ก็เข้ากันดี รับประทานกับข้าวมันส้มตำก็ได้

................................................

น้ำพริกผักจิ้ม

ประยงค์ ยมจินดา

เครื่องปรุง กะปิ ระกำ มะม่วงดิบ มะนาว น้ำตาลปึก ปลากรอบปลาสลาด มะอึก น้ำปลาดี พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า มะปราง มะดัน มะกรูด กระเทียม

วิธีทำ ปลากรอบหรือปลาสลาดแกะหนังออกโขลกให้ละเอียด โขลกกระเทียม ๕ กลีบ กะปิครึ่งช้อนโต๊ะโขลกไปด้วยกัน น้ำตาลปึก พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูเด็ดก้าน ผสมลง บุบพอแตกให้มีกลิ่นหอม มะอึกขูดผิว ซอยให้ละเอียด ระกำหั่นชิ้นเล็ก ๆ มะม่วงดิบซอย ถ้าใช้มะปราง มะดัน ก็ซอยหยาบ ๆ ให้เข้ากัน น้ำปลาดี น้ำมะนาวน้ำมะกรูดบีบลงสักซีก ชิมรสตามชอบ รับประทานกับผักต้มมีดอกแค ยอดแค หัวปลี ผักทอดยอด ต้มกับกะทิ เคี่ยวหัวกะทิพอข้นก็ราดหน้า รับประทานกับน้ำพริก

................................................

น้ำพริกปูเค็ม

วัลลีย์ นพวงศ์

เครื่องปรุง กะปิ ๑ ช้อนชา ปูเค็ม ๕ ตัว ปลากรอบ ๓ ตัว มะขามอ่อน ๑๐ ฝัก กระเทียม ๕ กลีบ น้ำตาลปึก พริกขี้หนู ๕–๗ เม็ด ไข่เค็มใช้แต่ไข่แดง ๒ ฟอง

วิธีทำ ล้างปูเค็มให้สะอาด เด็ดปลายก้ามออก แล้วแยกกระดองออกด้วย ล้างมะขามให้สะอาด ปอกกระเทียม ๕ กลีบ เอาใส่ครกตำรวมกับกะปิ แล้วเอามะขามกระเทียม ปูเค็มใส่ปลากรอบย่างแกะแต่เนื้อโขลกพอเข้ากัน แล้วเอาน้ำตาลใส่ ชิมดูรสตามชอบ แล้วตักใส่ถ้วยไข่เค็มโรยข้างหน้าเอากระดองปูเค็มตบแต่ง ใช้ทานกับผักสดต่าง ๆ เช่น แตงกวา มะเขืออ่อน ถั่วฝักยาว ฯลฯ ...

................................................

น้ำพริกกะปิหวานทรงเครื่อง

วิทยา อรัญเกษม

เครื่องปรุง

กะปิอย่างดี (ระยอง)   ๒ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปีบ   ๑ ปึก
กุ้งแห้งอย่างดี   ๑ หยิบมือ
หัวหอมเล็ก   ๑๐ หัว
พริกขี้หนู (เท่าไหร่ก็ได้)   ๗ เม็ด

วิธีทำ นำกะปิมาเผาให้หอมเสียก่อน แล้วนำน้ำตาลปีบมาเคี่ยวให้ละลาย เอากะปิใส่ลงไปคนให้เข้ากัน ตำกุ้งแห้งให้ป่นหยาบ ๆ แล้วเอาใส่เคี่ยวเข้าด้วยกัน เสร็จแล้วยกขึ้นซอยหอมพริกขี้หนูใส่ลงไปด้วย

รับประทาน ได้ทั้งกับผลไม้และผักสด

................................................

น้ำพริกปลากรอบ

ระจิต จันทรางศุ

เครื่องปรุง

กุ้งแห้ง   ๒ ช้อนโต๊ะ
ปลากรอบ   ๒ ตัว
กระเทียม   ๕ กลีบ
กะปิ   ๑ ช้อนชา
พริกขี้หนู   ๘ เม็ด
มะเขือพวง   ๑๐ เม็ด
น้ำตาลปีบ   ๑-๑/๒ –๒ ช้อนชา
มะนาว   ๔ ช้อนชา

วิธีทำ ป่นกุ้งแห้งให้ละเอียด แล้วตักขึ้นก่อน ปลากรอบย่างแกะแต่เนื้อ ใส่กระเทียมกะปิ มะเขือพวง พริกขี้หนู ตำให้แตก ใส่กุ้งแห้งและปลาที่ป่นไว้แล้ว พร้อมทั้งน้ำตาลปีบและมะนาว เคล้าให้เข้ากัน ชิมดูรสตามใจชอบ

................................................

น้ำพริกใส

ม.ล. เติบ ชุมสาย

เครื่องปรุง

กะปิ (นิยมห่อใบตองเผา)   ๒ ช้อนโต๊ะ
กระเทียมปอกหั่นหยาบ ๆ   ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าเขียว ๑ เม็ด แดง ๑ เม็ด พริกเหลือง   ๑ เม็ด
พริกขี้หนู   ๘–๑๐ เม็ด
น้ำปลา ประมาณ   ๑ ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว ประมาณ   ๔ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล   ๒–๓ ช้อนชา

ส่วนผสมที่เพิ่มตามชอบ มะอึกหั่นเล็ก ๆ มะเขือขื่นหั่นเล็ก ๆ ระกำฝาน มะดันซอย เมล็ดมะเขือแก่ แมงดา (ตัวผู้ เพราะตัวเมียไม่มีกลิ่น ไม่จำเป็นต้องหัดดูเพราะคนที่ดองมาขายเขาคัดมาแล้ว) ฯลฯ

วิธีทำ โขลกกะปิ กระเทียมและพริก เว้นพริกขี้หนูเข้าด้วยกัน ไม่ต้องถึงละเอียดยิบ แล้วใส่พริกขี้หนูลงบุบพอแตกเท่านั้นหรือไม่ชอบเผ็ดมาก จะลอยลงทีหลังก็ได้ ใส่น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลคนให้ทั่ว

น้ำพริกใสนิยมจิ้ม ผักต้มกะทิ ผักผัดน้ำมัน ผักชุบไข่ทอด ผักชุบแป้งทอด ผักเผา ผักหลามนั่นหมายความว่านิยมจิ้มผักสุกนั่นเอง

ของที่รับประทาน แกล้ม หรือ แนม ด้วย มีปลาย่างสด เช่นปลาช่อน ปลาดุก ฯลฯ ปลาย่างแห้ง เช่น ปลากรอบ ปลาทอดต่าง ๆ กุ้งเผา กุ้งเค็ม ไข่เจียว ก็มีผู้นิยมอยู่เหมือนกัน

................................................

น้ำพริกมะเขือเปราะ

บุญแถม บุษยพันธ์

เครื่องปรุง มะเขือเปราะ กะปิ กุ้งแห้ง กระเทียม มะนาว น้ำปลา น้ำตาล พริกขี้หนูสดทั้งก้าน

วิธีทำ กะปิเผา แล้วโขลกกับกระเทียม กุ้งแห้ง พริกขี้หนูบุบพอแตก (อย่าปลิดก้านทิ้ง ให้ใส่ทั้งก้านด้วย) ซอยมะเขือใส่ลงด้วยแล้วใส่ น้ำตาล น้ำปลา มะนาว

................................................

น้ำพริกกะปิแมงดา

กอบกุล สุวรรณาศรัย

เครื่องปรุง แมงดา กะปิ กระเทียม พริกขี้หนู มะอึก กุ้งแห้งป่น น้ำปลา น้ำตาล มะนาว

วิธีทำ โขลกกะปิ กระเทียม กุ้งแห้ง เข้าด้วยกันใส่มะอึกปรุงด้วยรส น้ำปลา มะนาว น้ำตาล พริกขี้หนูบุบพอแตก ตักขึ้นใส่ถ้วย ใส่แมงดาปิ้งเกรียมซอยโรยหน้า รับประทานกับผักนึ่งราดกะทิสด หรือชะอมชุบไข่ทอด

................................................

น้ำพริกเขียวขจี

เบญจางค์ ตราชู

เครื่องปรุง ผักชีหั่นฝอยให้มาก ๆ กระเทียม กุ้งแห้ง กะปิเผา เกลือ น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปึก พริกชี้ฟ้าสีเขียว พริกขี้หนูสีเขียว

วิธีทำ โขลกผักชีกับกระเทียม กุ้งแห้ง กะปิ เกลือ ให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว พริก ชิมตามชอบ รับประทานกับผักสด และปลาทูทอดร้อน ๆ กรอบ ๆ ตัวน้ำพริกจะมีสีเขียวสด แปลกตาน่ารับประทาน

................................................

น้ำพริกกุ้ง

บุบผา สัตยารักษ์

เครื่องปรุง กุ้งเลี้ยง (ชีแฮ้) ประมาณ ๑๒ ตัว หอม ๓ หัวเล็ก กระเทียม ๑ หัว พริกชี้ฟ้า ๑๒ เม็ด (สีเขียว และสีแดงปนกัน) น้ำปลา มะนาว เกลือ

วิธีทำ นำกุ้งมาต้มใส่น้ำเล็กน้อยใส่เกลือ ๑ ช้อนชา หอมกระเทียม พริกชี้ฟ้าเผาพอสุก ปอกเปลือกนำมาโขลกพร้อมกับกุ้งที่ปอกเปลือกแล้ว เก็บน้ำกุ้งไว้พอแหลกดีแล้ว ใส่น้ำมะนาว ใส่น้ำต้มกุ้งที่เก็บไว้คนดูอย่าให้ใสนัก ชิมดูถ้าไม่เค็มใส่น้ำปลาชิมดูตามชอบ

เครื่องจิ้ม กล่ำปลี หั่นเป็นคำ ๆ ถั่วฝักยาว หั่นประมาณ ๑ นิ้ว ผักกาดขาว นำไปลวกน้ำในเดือด ยกขึ้นจัดใส่จาน รับประทานพร้อมน้ำพริก

................................................

น้ำพริกรจนา

เสนอ ศิวกุล

เครื่องปรุง กุ้งสด ๓ ตัว มันกุ้งสงขลาชนิดสีเหลืองเหมือนกะปิ ๑ ช้อนชา กระเทียม ๑๐ กลีบ พริกขี้หนู ๑๒ เม็ด มะอึกสีเหลืองและสีเขียว ๓ ผล ระกำ ๒ ผล น้ำตาล น้ำปลา มะนาว

วิธีทำ กุ้งสดล้างและเผาให้สุก (พอสุก) ปอกเปลือกแล้วโขลกรวมกับกระเทียม มันกุ้ง พริกขี้หนู โขลกรวมกันด้วย มะอึกล้างหั่นให้ละเอียด ระกำซอยชิ้นเล็ก ๆ ผสมรวมเข้าด้วยกัน แล้วผสมน้ำตาลหม้อ น้ำปลา มะนาว ชิมดูรสแล้วตักลงถ้วย รับประทานกับผักสด ผักต้มกะทิ หรือผักชุบแป้งทอดก็ได้

................................................

น้ำพริกกุ้งสดหรือน้ำพริกปู

ประจวบจิต พหลพลพยุหเสนา

เครื่องปรุง กุ้งหลวง (กุ้งใหญ่หรือกุ้งก้ามกราม) กุ้งแชบ๊วย กุ้งชีแฮ้ กุ้งทะกาด ส่วนมากมักนิยมใช้กุ้งหลวงหรือกุ้งแชบ๊วย (ย่างไฟอ่อน ๆ เกือบสุกปอกเปลือกเอาแต่เนื้อ) ประมาณ ๑ ขีด หรือกว่านิดหน่อยกระเทียมปอกเปลือกราว ๕–๖ กลีบ พริกขี้หนูสวน ๗–๑๐ เม็ด (ถ้าชอบเผ็ดมากก็เพิ่มอีกได้) กะปิดี (คลองโคน) ครึ่งช้อนชาหรือกว่านิดหน่อย มะเขือพวงราว ๓๐ ลูก เต็ดแล้วล้างน้ำให้สะอาด ใส่ครกบุบพอแตกเท่านั้น ล้างสัก ๒–๓ น้ำ จนมะเขือหายดำ น้ำปลาดี น้ำตาลปึก มะนาวหรือปนมะกรูดบ้างก็ได้ ผงชูรส (สำหรับเครื่องปรุงนี้อาจจะฝานมะเขือเทศเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปนลงไปบ้างก็ได้)

วิธีทำ เอากุ้งที่ปอกแล้วใส่ครกโขลกให้เนื้อกุ้งแตกเท่านั้น ตักขึ้นใส่ถ้วยไว้ก่อน กระเทียมกะปิใส่ครกโขลกให้ละเอียด แล้วใส่พริกขี้หนูบุบพอให้พริกแตก ใส่กุ้งที่โขลกไว้ใส่น้ำตาลปีบ น้ำปลา มะนาว (ปนมะกรูดบ้างนิดหน่อย) แล้วชิมดูตามรสที่ต้องการ จึงใส่มะเขือพวงที่บุบไว้แล้วลงไปคลุกให้เข้ากันทั่วดีแล้ว ตักใส่ถ้วยรับประทานได้ รับประทานกับผักสด เช่น ขมิ้นขาว แตงกวา ยอดผักบุ้ง ผักกาดขาว มะเขือเปราะ ยอดผักชี ยอดกระถิน หรือผักอย่างอื่นก็ได้ตามใจชอบ

หมายเหตุ ถ้าจะทำน้ำพริกปู จะเป็นปูม้าหรือปูทะเลก็ได้ ต้มปูแล้วแกะเอาแต่เนื้อ (ใส่มันปูด้วยยิ่งดี) กะประมาณเนื้อปูเท่ากับกุ้งดังกล่าว วิธีทำก็เช่นเดียวกันกับน้ำพริกกุ้ง

................................................

น้ำพริกปลาร้า

จิรพันธุ์ สัตตบุศย์

เครื่องปรุง ปลาร้า ๑ ถ้วย กุ้งสดต้ม ปลาช่อนหรือปลาดุกย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง โขลกแล้วให้ได้ ๑ ถ้วย หอมเผา ๑๐ หัว กระเทียมเผา ๖ กลีบ พริกชี้ฟ้าเขียวแดงเผา ๖ เม็ด มะกรูด ๑ ผล มะนาว มะเขือพวงเผา

วิธีทำ ต้มปลาร้ากับน้ำพอสมควรจนละลายหมดกรองเอาก้างทิ้ง โขลกพริกหอมกระเทียมและเนื้อปลาพอเข้ากันหยาบ ๆ บุบมะเขือพวงนิดหน่อย ใส่น้ำปลาร้าลงไปคนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำมะกรูด มะนาว ชิมดูให้รสจัดเผื่อผักจิ้ม ถ้ามีช่อมะม่วงตูม ลองจิ้มดูบ้างจะติดใจ นอกจากนี้ดอกแคฝรั่งจิ้มปลาร้าก็ไม่แพ้ดอกโสนทีเดียว

................................................

น้ำพริกไทยอ่อน

ถนิมพงษ์ วงศ์วสุ

เครื่องปรุง กุ้งแห้ง กะปิ พริกไทยอ่อน พริกขี้หนู กระเทียม มะนาว น้ำตาล น้ำปลา หมู

วิธีทำ กุ้งแห้งโขลกให้ละเอียดตักใส่ถ้วยไว้ กะปิ กระเทียม พริกขี้หนูโขลกพอแตก แล้วใส่กุ้งแห้งที่ปั่นไว้โขลกให้เข้ากัน พริกไทยช่อบุบพอแตก พริกขี้หนูใส่แต่น้อย เพราะพริกไทยเผ็ดอยู่แล้ว นำน้ำพริกที่เตรียมไว้ผัดกับน้ำมันหมูและหมูสับคนให้ทั่วพอสุก ชิมดู ปรุงรส ตามชอบ

................................................

น้ำพริกตะไคร้

ประภา ปาลกะวงศ์

เครื่องปรุง ตะไคร้สด ๆ หั่นบาง ๆ ๔ ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้งป่น ๒ ช้อนโต๊ะ กะปิเผา ๑/๒ ช้อนชา พริกไทย ๒๐ เม็ด เกลือเล็กน้อย น้ำตาลทรายเล็กน้อย

วิธีทำ ป่นพริกไทยละเอียดแล้วเติมตะไคร้ลงโขลกอย่าให้ละเอียด เติมกุ้งแห้ง กะปิ เกลือ น้ำพริกนี้เค็มรสเดียว แต่จะใส่น้ำตาลทรายเล็กน้อยก็ได้ ใช้คลุกข้าวรับประทานในหน้าหนาว

................................................

น้ำพริกอ่อง

นิตยา ฉิมกลิ่น

เครื่องปรุง มะเขือเทศสีดา (ลูกเล็ก) ๑ ถ้วย เนื้อหมู ๑/๔ กก. พริกแห้งใหญ่ ๓ เม็ด หัวหอม ๕ หัว กะปิดี ๑ ช้อนโต๊ะ ตะไคร้หั่นฝอย ๒ ต้น ข่า ๔ แว่น น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันหมู ต้นหอม ผักชี

วิธีทำ ล้างมะเขือเทศให้สะอาด ผ่าสี่ หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นเล็ก ๆ สับละเอียด พริกแห้งเผาไฟพอเหลือง ใส่ครกพร้อมกับหัวหอม ตะไคร้ ข่า และกะปิ รวมกันโขลกให้ละเอียด แล้วใส่มะเขือเทศ เนื้อหมูสับ รวมกันโขลกให้เข้ากันอีกครั้ง เสร็จแล้วเอากระทะตั้งไฟใส่น้ำมันหมูพอควร ให้น้ำมันร้อนจัดดีแล้วตักเครื่องที่เตรียมไว้ลงผัดจนหอม ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา เคี่ยวจนน้ำตาลงวดพอสมควรแล้วตักขึ้นใส่ชาม โรยหน้าด้วยต้นหอม ผักชีหั่นฝอย รับประทานกับผักสด

ผักสำหรับจิ้ม หัวกล่ำปลี มะเขือเปราะ แตงกวา ถั่วฝักยาว และผักอื่น ๆ ตามชอบ

................................................

น้ำพริกอ่อง

บุญทิวา มหัทธนกุล

เครื่องปรุง กุ้งสด ๒ ขีด เนื้อหมู ๒ ขีด มะเขือเทศ ๔ ผล (ชนิดใหญ่) พริกชี้ฟ้า ๘–๙ เม็ด หัวหอม ๓ หัว กะปิ ๑ ช้อนชา หรือถั่วเน่าปิ้ง ๑ แผ่น น้ำปลา น้ำตาล

วิธีทำ โขลกพริกแห้ง หัวหอม กะปิ หรือถั่วเน่า ให้แหลก สับหมูและกุ้งให้เข้ากันมะเขือเทศหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำกระทะตั้งไฟให้ร้อน ใส่น้ำมันหมูพอประมาณ ผัดกับเครื่องปรุงที่ปรุงเสร็จแล้ว ใส่หมูและกุ้งที่สับพอสุก ใส่มะเขือเทศ ชิมดูรส เติมน้ำปลา น้ำตาล ให้ออกรส เปรี้ยว เค็ม หวาน พอดี รับประทานกับใบกะหล่ำปลี แตงกวา ผักกาดขาว

................................................

น้ำพริกมะเขือเทศ

พุทธชาติ นิโครธานนท์

เครื่องปรุง พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม หมู กุ้ง น้ำมันหมู น้ำปลา มะเขือเทศ ผักสดต่าง ๆ

วิธีทำ โขลกพริก หัวหอม กระเทียม ให้ละเอียด เนื้อหมู กุ้ง สับให้ละเอียด น้ำพริกที่โขลกแล้วใส่มะเขือเทศลงไป โขลกเบา ๆ ให้เข้ากัน เนื้อหมูกุ้งผัดพอสุก ยกลงตักน้ำพริกที่โขลกไว้ผสมรวมกัน เติมน้ำปลา ถ้าชอบหวานปรุงด้วยน้ำตาลเล็กน้อย รับประทานกับผักสดตามชอบ

................................................

น้ำพริกผักชี

อรุณี ทับทอง

เครื่องปรุง กะปิห่อใบตองเผา ๒ ช้อนโต๊ะ ผักชีหั่นหยาบ ๆ ตลอดถึงก้านบ้างนิดหน่อยครึ่งถ้วย กุ้งนางตัวเขื่อง ๆ เผาพอสุกหั่นละเอียด ๑ ถ้วย กระเทียมปอกเปลือก ๓ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูหรือพริกชี้ฟ้าแดง น้ำมะนาว ๓ ช้อนโต๊ะ น้ำปลาพอประมาณ น้ำตาล ๑–๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ โขลกกะปิกับพริกขี้หนู หรือพริกชี้ฟ้าแดง และกระเทียมพอแหลกดี อย่าให้ละเอียด แล้วใส่กุ้งเผา ผักชีโขลกให้เข้ากัน ใส่น้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว โขลกให้เข้ากันอีกทีหนึ่ง เป็นอันเสร็จวิธี

................................................

น้ำพริกขี้กา

ฉลวย ปภัสราทร

เครื่องปรุง กุ้งแห้ง หอม กระเทียม มะอึก ระกำ มะดัน มะนาว น้ำตาลปีบ น้ำปลาดี น้ำส้มเหม็น ปลาดุกทอดกรอบ พริกขี้หนู

วิธีทำ ป่นกุ้งแห้ง โขลกรวมกับหอมกระเทียม มะอึกหั่นฝอย ๆ ฝานระกำ มะดันใส่ลงไปด้วย พริกขี้หนูบุพอแตก ใส่น้ำตาลปีบ น้ำปลาดี น้ำส้มเหม็น ปลาดุกทอดฟู บิใส่ลงไปด้วย

................................................

น้ำพริกเขมร

สำเหนียก สมุทรวนิช

เครื่องปรุง หัวหอมไทย กระเทียม ปลากรอบ พริกแห้งเม็ดใหญ่ น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันพืช

วิธีทำ ปอกหัวหอมหั่นบาง ๆ ปอกกระเทียมแล้วหั่นบาง ๆ ปลากรอบแกะแต่เนื้อ เอา หอมกระเทียมที่หั่นไว้ผัดให้เหลืองพองาม อย่าให้เข้มนัก ปลากรอบทอดให้กรอบ แล้วผึ่งให้เย็นเสียก่อนเอามาโขลกหยาบ ๆ ไม่ต้องละเอียด หรือจะไม่โขลกก็ได้ เสร็จแล้วรวมกันผัดในกระทะตั้งไฟใส่น้ำตาล น้ำปลา ชูรส ชิมดูตามใจชอบ เก็บไว้นาน ๆ ถ้าจะส่งต่างประเทศใส่ยากันบูดด้วย

................................................

แสร้งว่ากุ้ง

ขนิษฐ์ศรี สุวรรณนาคร

เครื่องปรุง กุ้งสดตัวงาม ๆ หรือกุ้งทะเลประมาณ ๒ ขีด ปอกเปลือกแล้วเหลือประมาณ ๑/๒ ถ้วย ตรงหัวกุ้งไม่ใช้

หอมแดง ๑๐ หัว ตะไคร้อ่อน ๒ ต้น

ขิงสดหั่นฝอย เคล้าเกลือ ล้างแล้วเตรียมไว้ ๒ ช้อนชา

ใบมะกรูดอ่อน ๒ ใบ ผักชี ๒ ต้น ต้นหอม ๒ ต้น พริกชี้ฟ้า ๓–๕ เม็ด มะนาวคั้นแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ ส้มซ่าคั้นแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ มะขามเปียกคั้นแล้ว ๑ ช้อนชา

เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา น้ำตาลทราย ๒ ช้อนชา น้ำปลาดี ๑ ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ กุ้งสดเผาแล้วฉีกเป็นฝอยหยาบ ๆ เอาแต่เนื้อหัวไม่ใช้ หอมซอยบาง ๆ แล้วเตรียมไว้

ตะไคร้หั่นฝอยละเอียด เตรียมไว้

ขิงซอยเป็นฝอยบาง ๆ เคล้าเกลือล้างน้ำ ๒–๓ ครั้ง

ใบมะกรูดหั่นฝอย ๆ

ต้นหอมหั่นขวางชิ้นเล็ก ๆ

ผักชีเด็ดเป็นใบ ๆ

พริกชี้ฟ้าหั่นฝอยยาว ๆ แช่น้ำ ล้างด้วยเกลือ นำแต่ผิวล้างน้ำแช่เกลือเตรียมไว้ ผสมส่วนที่เป็นน้ำมะนาว น้ำส้มซ่า น้ำมะขามเปียกผสมรวมกัน ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา เกลือ ชิมให้รสพอดี เปรี้ยว เค็ม หวาน ให้รสจัดเล็กน้อย เพื่อเตรียมไว้จิ้มผัก ผสมกุ้งลงในน้ำที่เตรียมไว้ ใส่ผักลงด้วย โรยหน้าด้วยใบมะกรูด หอมซอย จัดลงจานภาชนะตั้งไว้กลาง จัดผักไว้รอบ ๆ ควรจัดผักให้สีตัดกัน เช่น มะเขือสีต่าง ๆ ผักสดทุกชนิด แตงทุกชนิด

................................................

น้ำพริกตาแดง

ทองคำ สุขุมวาท

เครื่องปรุง พริกขี้หนูแห้ง กุ้งหรือปลากรอบ น้ำปลา น้ำตาล มะนาว หรือมะขามเปียก

วิธีทำ พริกขี้หนูคั่วให้หอม กุ้งหรือปลาป่น น้ำตาล น้ำปลา มะนาว เคล้าคนให้ทั่ว กับใส่น้ำมันหมูพอประมาณ ไฟอย่าร้อนจัด ปรุงรสตามชอบ รับประทานกับผักสด

................................................

น้ำพริกสิงคโปร์

จันทรา สุสายัณห์

เครื่องปรุง กะปิเผา พริกแดง ถ้าชอบเผ็ด เปลี่ยนเป็นพริกเหลือง

วิธีทำ เอากะปิตำกับพริกให้แหลก อย่าให้กะปิมากเกินไป เวลาทานจะบีบมะนาว คลุกกับข้าวทานกับต้มป๊องเต้

................................................

ต้มป๊องเต๊

เครื่องปรุง หน่อไม้ ไก่ หอม กระเทียม เต้าเจี้ยว น้ำตาล ซีอิ้ว

วิธีทำ ไก่สับเป็นท่อนขนาดพอคำ

หน่อไม้หั่นเป็นรูปสามเหลี่ยม บางหน่อย ยาวประมาณ ๑ นิ้ว

หอมกระเทียมสับพอประมาณ หอม ๒ หัว กระเทียม ๕ กลีบ

ผัดหอมกระเทียมพอหอมใส่เต้าเจี้ยว ผัดต่อ ใส่น้ำตาล น้ำปลา เชื้อิ้ว ใส่ไก่ลงผัดด้วย แล้วเทใส่หม้อ พอเดือดใส่หน่อไม้ ต้มต่อไปจนไก่เปื่อย ชิมดูรสหวานกับเค็ม

................................................

น้ำพริกเต้าเจี้ยวขาว

ยุพิน รุจาจรัสวงศ์

เครื่องปรุง พริกบางช้างแห้งเผา ๕ เม็ด

หอมเผา ๑ ช้อนโต๊ะ

กระเทียมเผา ๑ ช้อนโต๊ะ

เต้าเจี้ยว ๑/๒ ถ้วย

วิธีทำ โขลกพริกเผา หอมเผา กระเทียมเผา เข้าด้วยกันแล้วเติมเต้าเจี้ยวลงโขลกให้เข้ากัน ผัดด้วยน้ำมันให้แห้ง หากไม่เค็มเติมเกลือเล็กน้อย เก็บไว้รับประทานได้นาน

................................................

น้ำพริกลงเรือ

ทองพูน กฤษณามระ

เครื่องปรุง มะปรางดิบหรือมะดัน ๕ ลูก กระเทียม ๑๕ กลีบ กะปิ ๒ ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง ๑ ช้อนโต๊ะ พริกแห้ง ๒ เม็ด ปลาดุกฟู ๑ ตัว ไข่เค็มต้มสุก ๒ ฟอง หมูหวานหั่นชิ้นเล็ก ๆ ๓/๔ ถ้วย พริกขี้หนูสด ๑๕ เม็ด แบ่งไว้โรยหน้าด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช

วิธีทำ ซอยมะปรางหรือมะดันให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เคล้ากับเกลือป่น เคล้าเอาน้ำเปรี้ยวออกบ้าง ล้างน้ำแล้วบีบให้แห้ง ถ้าชอบเปรี้ยวมากก็ไม่ต้องเคล้าเกลือ ล้างน้ำแล้วซอยก็ใช้ได้ พริกแห้งแกะเม็ดออกแช่น้ำไว้จนนิ่ม โขลกกุ้งแห้งมากๆ ให้ละเอียดจนฟูแล้วตักใส่ถ้วย ใส่พริกแห้งโขลกให้ละเอียด แล้วใส่กระเทียมกะปิ พริกขี้หนูสด ๑๐–๑๕ เม็ด โขลกให้ละเอียดอีกครั้ง แล้วใส่กุ้งแห้งมะปรางหรือมะดันซอย โขลกให้เข้ากัน เอากระทะตั้งไฟใส่น้ำมันพอควร เมื่อน้ำมันร้อนดีแล้วใส่น้ำพริกลงผัด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล แล้วใส่หมูหวาน ปลาดุกฟู ทอดกรอบ บิเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผัดให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยพริกขี้หนูเด็ดก้านออก และไข่แดง ไข่เค็มหั่นเป็นชิ้นเล็ก รับประทานกับสายบัว ผักบุ้งนา แตงกวา มะเขือเปราะ ถั่วพูอ่อน

................................................

น้ำพริกสลัด

ชวาลา ภวเวส

เครื่องปรุง กะปิ กระเทียม พริกขี้หนูสวน มะนาว น้ำตาลปีบ น้ำปลา มะพร้าว เนื้อหมู ผักต่าง ๆ ที่รับประทานกับน้ำพริกได้ เช่น หน่อไม้ ผักกระเฉด ชะอม กล่ำปลี ผักบุ้ง มะเขือ ฯลฯ

วิธีทำ กะปิเผาไฟให้สุก ใส่ครกโขลกแกะกระเทียมตำลง เด็ดพริกขี้หนูใส่ลงไปพร้อมกับบุบ ๆ บางเม็ดพอแตก น้ำมะนาว, น้ำตาลปีบ, น้ำปลา, ใส่ลงคนให้เข้ากัน ชิมดูตักใส่ถ้วยไว้ นำผักต่างๆ ดังกล่าวหรือตามชอบ ต้มกับหางกะทิ ตักประดับลงในจาน สับหมูผัดกับหางกะทิ แล้วราดบนผักที่ตักใส่จานไว้ แล้วราดด้วยน้ำพริก ยกตั้งโต๊ะรับประทานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาหยิบผักที หยิบของแกล้มที แล้วต้องตักน้ำพริกอีกที จึงจะรับประทานได้

................................................

น้ำพริกมะขามเปียก

สาย อัศววิไล

เครื่องปรุง

กะปิดี   ๑ ช้อนชา
กระเทียม   ๓–๕ กลีบ
ปลาย่าง (ปลาเนื้ออ่อนกรอบหรือปลาฉลาด)   
พริกไทย   ๓ เม็ด
รากผักชี   ๒–๓ ราก
พริกบางช้าง   ๓–๕ เม็ด
กุ้งแห้งนิดหน่อย ส้มมะขามเปียก น้ำตาลปีบนิดหน่อย (ไม่ใช้น้ำตาลทราย)   

วิธีทำ โขลกรากผักชีกับพริกไทยก่อน พริกแห้งบางช้าง อย่าแกะเม็ดออกแช่น้ำไว้ แล้วโขลกกะปิกระเทียมพริกบางช้างรวมกันทั้งหมด ปลาย่างปิ้งไฟให้หอมแล้วแกะเนื้อผสมลงไปกับเครื่องที่ตำแล้ว กุ้งแห้งป่นผสมด้วยส้มมะขาม (ส้มมะกรูดเอาแต่เนื้อ) โขลกให้เป็นเนื้อเดียวกันผสมน้ำตาล น้ำปลา ถ้าชอบกลิ่นแมงดาก็ใส่แมงดาโขลกด้วย รับประทานกับมะม่วงขบเผาะ ปลาดุก หรือปลาช่อนย่าง

................................................

น้ำพริกโจร

อัจฉรา สมิทธินันธ์

และรองศาสตราจารย์ ดร. ลัดดา วงศ์สายันห์

เครื่องปรุง กะปิ กุ้งนาง ระกำ มะอึก ผิวส้มซ่า มะนาว หัวหอม พริกขี้หนู น้ำปลา แมงดา (ถ้าชอบ)

วิธีทำ กะปิเผาไฟ ใช้น้ำข้าวหรือน้ำร้อนผสมกะปิให้เหลว ๆ กุ้งเผาหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ หรือฉีกก็ได้ หอมซอยหั่น ระกำ มะอึก ซอยบาง ๆ ใส่ผิวส้มซ่าหั่นฝอยใส่พริกขี้หนูซอย ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว ผงชูรส เล็กน้อย ถ้าชอบแมงดาฉีกใส่หลังจากผสมเครื่องต่าง ๆ แล้ว

ผักสด เช่น แตงกวา มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือเสวย ผักชี ผักกาดหน่อไม้ รับประทานกับปลาดุกฟู

................................................

น้ำพริกอ่อง

สุมณี โสภณพณิช

เครื่องปรุง

หมู   ๔ ขีด
หอม   ๗ กลีบ
กระเทียม   ๗ กลีบ
มะเขือเทศ   ๑๐ ลูก
ปลากรอบ   ๒ ตัว
พริกป่นพอควร   
น้ำมันหมู   ๓ ช้อนโต๊ะ
น้ำปลาดี   ๑ ช้อนโต๊ะ
ไข่เค็มต้มสุกเอาแต่ไข่แดง   

วิธีทำ สับหมู หอมกระเทียมโขลกให้เข้ากัน แล้วใส่พริกป่น พอเข้ากันดีแล้วตักพักไว้ก่อน ปลากรอบย่างไฟ แกะเอาแต่เนื้อป่นพอแหลกๆ เอาน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟ พอร้อนเอาเครื่องที่โขลกพักไว้ลงผัด มะเขือเทศซอยใส่ลงไป ใส่หมูลงไปผัดด้วย กับใส่ปลาลงไปผัดด้วย ใส่น้ำปลา ถ้าแห้งไปเติมน้ำ เมื่อจะรับประทานตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยไข่เค็มเฉพาะไข่แดงซอยบาง ๆ รับประทานกับ มะเขือ แตงกวา ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว

................................................

น้ำพริกนางลอย

ศาสตราจารย์ ดวงเดือน พิศาลบุตร

จากตำรา สมบุญ อมาตยกุล

เครื่องปรุง เยื่อเคย ๑ ช้อนโต๊ะพูนห่อใบตองเผาไฟให้หอม น้ำปลาดี หัวหอม ๑ หัว กระเทียม ๗ กลีบ ปลาฉลาด น้ำตาล พริกชี้ฟ้า มะอึก ระกำ มะนาว ส้มเหม็น มะกรูด เกลือ

วิธีทำ เอาปลาฉลาดย่างใหม่ ๆ แกะเอาแต่เนื้อ ลงครกโขลกให้ละเอียด กระเทียม กะปิ หอม ทั้งหมดตำให้เข้ากัน ผลมะอึกขูดขนออกแล้วหั่นซอยบาง ๆ ระกำฝานเนื้อเป็นชิ้น ๆ ใส่ครกบุบให้แตก ๆ พอเข้ากันแล้ว เอาน้ำปลาดี น้ำตาล น้ำมะนาว น้ำมะกรูด น้ำส้มเหม็น ใส่ลงสิ่งละน้อย ๆ ให้เหลวสักหน่อย แล้วคนให้เข้ากัน ให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน เอาพริกชี้ฟ้า เหลือง เขียว แดง เลือกเอาที่หอมไม่เหม็นเขียวใส่ครกบุบคนให้เข้ากันแล้วจึงตักใส่ถ้วย เอาพริกขี้หนู แดง เหลือง เขียว ลอยหน้า อย่างละเม็ดสองเม็ด เรียกว่าน้ำพริกนางลอย สำหรับจิ้มผักต้ม หรือบางทีก็เรียกกันว่าน้ำพริกผักต้ม

................................................

น้ำพริกมะอึก

ทนงศักดิ์ อำไพวิทย์

เครื่องปรุง

มะอึกขูดขนซอย   ๑/๒ ถ้วย
กะปิเผา   ๑ ช้อนชา
มันกุ้งสงขลา   ๑ ช้อนชา
กุ้งลวกปอกเปลือกหรือปลาย่าง   ๑ ช้อนชา
น้ำปลา   ๑ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปึก   ๑ ช้อนชา
หอมเล็กซอย   ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนู   ๑ ช้อนชา

วิธีทำ กุ้งเผา พริกขี้หนู โขลกหยาบ ๆ เติมกะปิ มันกุ้ง น้ำตาล น้ำปลา มะอึก คลุกเคล้าด้วยกัน ชิมดู เค็ม หวานเล็กน้อย ตักใส่ถ้วยโรยด้วยหอมซอย

................................................

น้ำพริกเงี้ยว

มั่นคง สุวัฒวิตยากร

เครื่องปรุง พริกแห้ง กะปิ หอม กระเทียม เกลือ ขมิ้นขาว เต้าเจี้ยว มะเขือเทศ กระดูกซี่โครงหมู เนื้อวัว เลือดเป็ด หรือเลือดหมู ต้นหอม ผักชี พริกป่น น้ำปลา กระเทียมเจียว

วิธีทำ โขลกพริกแห้ง กะปิ หอม กระเทียม เกลือ ขมิ้นขาว เต้าเจี้ยวให้เข้ากัน แล้วนำไปผัดน้ำมัน เนื้อหมูสับละเอียดแล้วผัดไปด้วยกัน เลือดเป็ด หรือเลือดหมูหั่นชิ้นเล็ก ๆ ใส่น้ำต้มกระดูกหมู กระดูกซี่โครงหมูสับชิ้นเล็ก ๆ ต้มไปด้วยกันจนสุก ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ชอบเปรี้ยวใส่มะเขือเทศซอยใส่ลงไปด้วย โรยหน้าด้วยหอมเจียว พริกป่นผัดน้ำมันไว้เติมเมื่อเวลารับประทานกับขนมจีน บะหมี่

................................................

น้ำพริกเนื้อ

ปรีดา สุทธิสานนท์

เครื่องปรุง

เนื้อวัว   ๑ กก.
หัวหอม   ๑๐ หัว
มะพร้าว   ๕ ขีด
ถั่วลิสง   ๑ ถ้วย
ขิง   ๒ แง่ง
รากผักชี   ๗ ราก
กระเทียม   ๕ กลีบ
ผักกาดหอม ผักกาดขาว พริกขี้หนูสด   

วิธีทำ เคี่ยวเนื้อวัวกับกะทิ ให้เข้ากันจนเปื่อย หอมซอย ขิงซอย ถั่วลิสงคั่วป่นโขลกรวมกับกระเทียม รากผักชี พริกขี้หนู ปรุงรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา มะนาว จัดผักกาดขาว ผักกาดหอม ลงในจานแล้วจัดเนื้อวัวต้มกะทิไว้ข้างบน โรยหอมซอย ขิงซอย ใช้น้ำพริกราดหน้า รับประทานไปด้วยกัน

................................................

น้ำพริกถั่ว

ปาริชาติ สุขุม

เครื่องปรุง พริกแห้ง ๑๐ เม็ด หอม ๑๐ หัว กระเทียม ๗ กลีบ น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำมัน ๔ ช้อนโต๊ะ น้ำ ๑/๒ ถ้วย ถั่วลิสงคั่วป่น ๑/๒ ถ้วย

วิธีทำ คั่วถั่ว จะใช้ถั่วลิสง ถั่วเขียว หรือถั่วเหลืองก็ใช้ได้ ป่นให้ละเอียด พริก หอม กระเทียมเผาแล้วโขลกให้เข้ากัน ใส่ถั่วโขลกต่อไป ใส่เกลือ น้ำปลา น้ำตาล แล้วนำไปผัดน้ำมันให้หอม

................................................

น้ำพริกไข่เจียว

จินตนา วัฒนคุณ

เครื่องปรุง กะปิ กระเทียม กุ้งแห้ง กุ้งสดต้ม มะนาว น้ำตาล ไข่เป็ด

วิธีทำ โขลกกะปิกระเทียม กุ้งแห้ง ให้เข้ากันแล้ว ใส่กุ้งสดต้มโขลกต่อไป ใส่มะนาว น้ำปลา น้ำตาล ต่อยไข่เป็ดใส่ลงไปคนกับน้ำพริกแล้วนำไปเจียวในน้ำมัน ทำแบบไข่เจียว พอไข่เหลืองตักขึ้น

................................................

น้ำพริกหมูแฮม

สวัสดิ์ สิงหพงษ์

เครื่องปรุง พริกขี้หนูแห้ง ๑ ช้อนโต๊ะ หอม ๓ หัว กระเทียม ๒–๓ กลีบใหญ่ กะปิ ๑ ช้อนชา หมูแฮมเศษ ๆ ประมาณ ๒–๓ ช้อนโต๊ะ สับละเอียด ผงชูรส ๑/๔ ช้อนชา น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ มะนาวครึ่งผล น้ำสุก ๓ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ พริกขี้หนูแห้ง หอม กระเทียม กะปิ โขลกเข้าด้วยกันให้แหลก แล้วผสมหมูแฮมสับละเอียด ให้เข้ากัน ผสมน้ำสุก และปรุงรสให้ด้วยน้ำปลามะนาว (อย่าใส่น้ำตาลเพราะทำให้รสเสีย) แล้วลงผัดในกระทะให้สุก เติมผงชูรส ตักใส่ถ้วยรับประทานกับผักลวก เช่นผักบุ้งลวก ผักกาดขาวลวก หรือยอดตำลึงลวก

................................................

บูดูทรงเครื่อง

คุณประเทือง เทวกุล (วังเทเวศม์)

เครื่องปรุง น้ำบูดู (จากสายบุรี ปัตตานี หรือสงขลา มีจำหน่ายตามร้านขายของปักษ์ใต้ เช่น ยินดีสงขลา ร้านปัตตานี ข้างวชิระและสหกรณ์)

ปลาช่อนต้มหรือกุ้งสดต้ม หรือกุ้งแห้ง ใบมะกรูด หอม พริกขี้หนู น้ำมะนาว

วิธีทำ ซอยหัวหอมให้ละเอียดตามยาว หั่นใบมะกรูดให้เป็นฝอยละเอียด พริกขี้หนูหั่นละเอียดแบบน้ำปลาพริก กุ้งสดหรือปลาช่อนเอามาต้มหรือนึ่ง ถ้าต้มน้ำที่ต้มอย่างทิ้ง เอามาละลายปลาที่โขลกละเอียดแล้ว เพื่อมิให้บูดูเค็มเกินไป ปลาหรือกุ้งที่ต้มแล้ว เอามาโขลกให้ละเอียด แต่อย่าละเอียดจนไม่ทราบว่าเป็นอะไร เอาน้ำที่ต้มลงละลายนิดหน่อย เอาเครื่องปรุงทั้งหมดที่ผสมทั้งหมดมี หอมซอย พริกขี้หนูหั่น และใบมะกรูดหั่นฝอยใส่แล้วเติมน้ำมะนาว ในครั้งแรกอย่าใส่ลงไปมากนักเพราะถ้าเปรี้ยวแล้วแก้ยาก คะเนพออร่อยแล้วลองชิมดู เมื่อชิมได้ที่แล้วก็จัดใส่ถ้วย (ถ้าจะให้หอมก็ใช้) ส้มซ่าคั้นใส่ลงไปด้วย จะทำให้หอมผิวส้มซ่าขึ้นอีก ทำให้ชวนรับประทาน)

ผักที่ใช้รับประทาน แตงกวา มะเขือ สะตอ ถั่วฝักยาว กะถิน ผักบุ้ง ฯ สรุปแล้วผักอะไรก็ได้ที่เราชอบรับประทาน เป็นเครื่องจิ้มที่นิยมกันมากในหมู่พระตามวัดต่างๆ เท่าที่เคยลองทำให้ฉัน ก็ปรากฏว่าชอบทุกวัดเกือบจะเท่ากับเครื่องจิ้มพวกปลาร้า

................................................

น้ำซุบปักษ์ใต้

ประดิษฐ์ ระเห็จหาญ

เครื่องปรุง กุ้งสด กุ้งแห้ง หอมเผา กระเทียมเผา พริกชี้ฟ้าสด น้ำปลา น้ำตาล มะนาว กะปิอย่างดี

วิธีทำ กุ้งแห้งอย่างจืดตำละเอียด ใส่กะปิเผา หอม กระเทียม พริกขี้หนูโขลกให้รวมกัน แล้วใส่กุ้งสดต้มหั่นละเอียด (ถ้าเป็นกุ้งนางให้เผา) แล้วใส่น้ำตาลน้ำปลา มะนาว ใส่น้ำพอขลุกขลิก ชิมรสตามชอบ รับประทานกับปลาทูทอด สะตอเผา และผักสด

................................................

น้ำพริก จุ้น จู้ ฮวด

อุดมพร เสาวพฤกษ์

เครื่องปรุง กระเทียม ๑๐ กลีบ พริกแดง ๒๐ เม็ด พริกเหลือง ๑๐ เม็ด พริกขี้หนู ๓๐ เม็ด กะปิเผาไฟ ๑ ช้อนแกงปาด กุ้งแห้งป่น ๑ ช้อนโต๊ะปาด

วิธีทำ พริกทั้งหมดโขลกให้ละเอียด จึงใส่กระเทียม กะปิโขลกให้ละเอียดจริง ๆ ใส่กุ้งแห้งป่น น้ำตาล มะนาว น้ำปลา ให้หวานนำเปรี้ยว เค็มตามหลัง ให้ข้นอย่างหลน ใช้เดินทางคลุกข้าว รับประทานได้อย่างน้ำพริกเผา หรือจะรับประทานอย่างน้ำพริกผักจิ้มก็ได้ โดยเฉพาะผักสดจึงจะดี สำคัญที่เผ็ดให้จัด ใช้พริกแดงมากหน่อยจะสวย

................................................

น้ำพริกถั่วโอชารส

วันเพ็ญ อมรสิทธิ์

เครื่องปรุง

๑. ถั่วเขียว คั่วแล้วโขลกละเอียด

๒. พริกขี้หนูแห้งหรือพริกแห้งที่ใช้แกงเผ็ด คั่วเผาไฟพอหอมป่นละเอียด

๓. มะพร้าวคั่วให้หอม โขลกละเอียด (ปริมาณของถั่วเขียวและมะพร้าวให้เท่า ๆ กัน)

๔. เกลือ

๕. น้ำตาลปึก

๖. ไข่เป็ด ต้มสุก จักเป็นดอก หั่นตามยาวของไข่

๗. แตงกวา ปอกเปลือก แกะเป็นใบไม้ให้สวยผักชีพริกแห้ง

วิธีทำ นำถั่วเขียวคั่วป่นละเอียด พริกแห้งป่นละเอียด และมะพร้าวคั่วซึ่งโขลกละเอียด แล้วผสมกัน ใส่เกลือป่น น้ำตาลปึก ชิมดูรสตามชอบ เค็มหวานแล้วตักใส่ถ้วยด้วยลูกมะนาวตัด (มะนาวที่บีบน้ำแล้ว คว้านไส้ออกให้หมด)

การจัดลงจาน แตงกวาที่จักแล้วจัดลงจานให้ดูงาม ไข่เป็ดที่จักแล้ววางสองข้างล้อมรอบถ้วยน้ำพริกให้รอบ พริกแดงผ่าเป็นดอก วางสลับ ผักชีเด็ดโรยในน้ำพริกเล็กน้อยพองาม

................................................

น้ำพริกก้อย

รำยง สาครพันธ์

เครื่องปรุง น้ำพริกเผา ๑ ช้อนโต๊ะ กุ้งนาง ๑ ตัว ถั่วสีชมพู น้ำปลา น้ำสะเออะมะพร้าว น้ำตาล มะนาว มันกุ้ง ส้มมะขามเปียก

นำถั่วสีชมพูคั่วให้หอมแล้วต้มให้เปื่อย น้ำพริกเผากุ้งปอกเปลือกชักไส้ล้างน้ำ โขลกรวมกันให้ละเอียด คั้นกะทิใช้แต่หัว ใส่หม้อตั้งไฟพอแตกมันเอาน้ำพริกละลาย ขยำน้ำส้มมะขามเปียกใส่นิดหน่อย น้ำปลา น้ำตาล ผสมคนให้ทั่ว มะนาวบีบลงไปมันกุ้งที่รีดไว้ ตั้งให้สุก เอาใส่หม้อน้ำพริกคนให้ทั่ว น้ำสะเออะตั้งไฟคน พอคะเนว่าเดือดแล้วยกลงตักใส่ในหม้อน้ำพริก ดูอย่าให้เหลวเกินไปชิมดูรสตามใจชอบ ส่วนผักสำหรับทำก้อยนั้นใช้แตงกวา ต้นหอม ผักชี ดอกโศก หัวปลี ใบสะละแหน่ แล้วล้างให้สะอาดจัดใส่จาน

หมายเหตุ น้ำสะเออะคือน้ำที่ได้จากก้อยกุ้ง โดยบีบมะนาวในกุ้งสดที่ปอกเปลือกแล้ว ใส่เกลือเล็กน้อย บีบให้เข้ากัน จนกุ้งสุกแล้วคั้นเอาเนื้อกุ้งออกไปทำก้อยกุ้ง ส่วนน้ำเรียกว่าน้ำสะเออะ เอามาทำน้ำพริกก้อย

................................................

น้ำพริกหนุ่ม

อารี อุชชิน

เครื่องปรุง กุ้งสด พริกชี้ฟ้า หัวหอม หัวกระเทียม เกลือ มะนาว ผงชูรส ต้นผักชี

วิธีทำ นำกุ้งล้างให้สะอาดและต้มให้สุก แกะเปลือกออกให้หมด น้ำที่ต้มกุ้งอย่าทิ้ง เก็บไว้ละลายน้ำพริก พริกชี้ฟ้าเผาไฟลอกเปลือกออก หัวหอมเผา กระเทียมเผา เหมือนกับพริก แล้วลอกเปลือกออกให้หมดทุกอย่าง ถ้าไม่ชอบเผ็ดมากก็แกะเม็ดพริกทิ้งเสีย แล้วเอาโขลกพอแหลกอย่าให้ละเอียดมากละลายด้วยน้ำสุก น้ำต้มกุ้ง ปรุงรสด้วยเกลือมะนาวและผงชูรส โรยหน้าด้วยผักชีหั่นหยาบ ๆ รับประทานกับผักสด เช่น มะเขือ แตงกวา และกล่ำปลี ถ้าชอบรับประทานปลาสดจะเปลี่ยนจากกุ้งเป็นปลาช่อนต้มแทนก็ได้

................................................

น้ำพริกเผา

อำไพ เพ่งพิศ

เครื่องปรุง

๑. พริกแห้งเม็ดใหญ่ ๒๐ เม็ด

๒. พริกขี้หนูแห้ง ๑๕ เม็ด

๓. กระเทียมอย่างกลีบ ๑/๒ ขีด

๔. หอมหัวเล็ก ๑ ขีด

๕. น้ำตาลปึก ๓ ช้อนโต๊ะ

๖. ส้มมะขามเปียก ละลายน้ำข้น ๆ ๒ ช้อนโต๊ะ

๗. กุ้งแห้งอย่างดี ๑/๒ ขีด

๘. น้ำปลาอย่างดี ๔ ช้อนโต๊ะ

๙. น้ำมัน ๑๕ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ นำพริกแห้งเม็ดใหญ่ พริกขี้หนูแห้ง ที่เด็ดขั้วแล้วมาคั่วไฟอ่อน ๆ จนกรอบแล้วนำมาโขลกให้ละเอียด ถ้าแห้งเกินไปเอาน้ำมันใส่นิดหน่อยจะได้โขลกได้ง่าย นำหัวหอม หัวกระเทียมที่ปอกเปลือกออกนิดหน่อย นำมาซอยบางๆ เจียวทีละอย่างจนเหลืองแล้วตักออกนำกุ้งแห้งมาโขลกให้ป่น เติมหอมกระเทียมเจียวแล้วใส่ลงไปโขลกให้ละเอียด ให้เข้ากันแล้วนำน้ำมันประมาณ ๑๕ ช้อนโต๊ะตั้งไฟอ่อน ๆ นำน้ำพริกและเครื่องปรุง ทั้งหมดลงผัด ใส่น้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มมะขาม เมื่อชิมรสจนได้ที่แล้วยกลง เป็นอันใช้ได้รับประทานกับผักต่าง ๆ หรือไข่เค็มไข่เจียว ฯลฯ

................................................

น้ำพริกเครื่อง

เพ็ญศรี วายวานนท์

เครื่องปรุง น้ำพริก กะปิธรรมดา แต่ควรจะใสสักหน่อย แบบน้ำพริกคลุกข้าวสวย หมูหวาน กุ้งแห้งป่น ปลาดุกทอดกรอบ ไข่เค็มต้มสุกใช้แต่ไข่แดง ฝักข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ ถั่วฝักยาว ผักทุกอย่างหั่นฝอย มะเขือพวงอ่อนบุบพอแตก มะเขือเปราะก็ได้

วิธีทำ ตักข้าวใส่จาน จัดผักไว้บนข้าว ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ ถั่วฝักยาว มะเขือพวงอ่อนๆ หรือมะเขือเปราะโรยหน้าด้วย กุ้งแห้งป่น หมูหวาน ปลาดุกทอดกรอบ แต่งหน้าด้วยไข่เค็ม ซอยบาง ๆ ถ้าชอบเผ็ดซอยพริกขี้หนูสดใส่ด้วย น้ำพริกราดหน้า

................................................

น้ำพริกกระสัง

นวลฉวี บุณยเกษานนท์

เครื่องปรุง ลูกกระสัง ใช้เฉพาะเมล็ด (มีที่จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก อรัญประเทศ) ปลาร้ากระเทียม ตะไคร้ พริกขี้หนูสด ปลากรอบปิ้งแกะแต่เนื้อ

วิธีทำ ปลาร้า ใส่กระเทียม ตะไคร้ ขิงซอย พริกขี้หนูบุบพอแตก ใส่เมล็ดกระสังตำ ใส่ปลากรอบกับปลาร้า แล้วปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาลนิดหน่อย แล้วนำไปผัดน้ำมัน รับประทานกับผักสด หมูย่าง

................................................

น้ำพริกแห้ง

ทองคำ สุขุมวาท

เครื่องปรุง หอม กระเทียม พริกแห้ง น้ำตาล ส้มมะขาม มะนาวก็ได้

วิธีทำ หอม กระเทียม พริกแห้ง เผาไฟแล้วโขลกให้ละเอียด ผสมมะขามเปียกกับน้ำปลาถั่ว แล้วใส่ลงไปในน้ำพริกน้ำตาลเหยาะนิดหน่อย ตักใส่ถ้วยรับประทานกับสะเดาลวก ช่อมะม่วง

................................................

น้ำซุบ

ทองเจือ หัมพานนท์

เครื่องปรุง หอมซอย ๑ ช้อนโต๊ะ กระเทียมซอย ๑ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูหั่นฝอย ๑ ช้อนชา กะปิเผาไฟ ๑ ช้อนโต๊ะ กุ้งนาง ๒ ตัว ใช้แต่เนื้อหั่นฝอย มะนาว ๒ ผล น้ำสุก ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนชา

วิธีทำ ละลายกะปิกับน้ำสุกให้เข้ากัน ใส่มะนาว น้ำตาล พริก หอม กระเทียม กุ้งที่เตรียมไว้ คนให้เขากัน

................................................

น้ำพริกไพร

พูลศรี อุกกุฏานนท์

เครื่องปรุง กุ้งสดเผา ส้มซ่า หอม กระเทียม กะปิ เกลือ น้ำปลา น้ำตาลปึก น้ำมะนาว พริกขี้หนู พริกเหลือง

วิธีทำ กุ้งเผาแล้วฉีกชิ้นเล็ก ๆ หั่นส้มซ่าให้ละเอียด ซอยหอม กระเทียมแล้วเอาทุกอย่างรวมกับกะปิ ใส่น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาล หั่นพริกใส่รับประทานกับผักสด ปลาดุกย่าง หรือปลาช่อนทอด

................................................

น้ำพริกมะดันกับหมูเค็ม

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง กะปิ ๒ ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง ๑ ช้อนโต๊ะ มะดัน ๓ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๑๐ กลีบ พริกขี้หนู น้ำปลา น้ำตาล

วิธีทำ กะปิเผาไฟ กุ้งแห้งลวกน้ำเดือดเทน้ำทิ้ง ใส่ครกโขลกละเอียดพร้อมกับกระเทียม กุ้งแห้ง มะดันซอยละเอียด ใส่พริกขี้หนู บุบให้แตก ผสมน้ำปลา น้ำตาล คนให้เข้ากันดี

หมูทอด เนื้อหมูปนมันนิดหน่อยประมาณ ๓ ขีด รากผักชีหั่นละเอียด ๑/๔ ช้อนชา กระเทียม ๓ กลีบ พริกไทยเม็ด ๑๐ เม็ด โขลกให้ละเอียดเคล้าเนื้อหมู ใส่น้ำปลานิดหน่อย ขยำให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง แล้วทอดไฟกลางจนหมูเกรียมเหลือง ตักใส่จานให้มีน้ำมันติดด้วย รับประทานกับน้ำพริกมะดัน และผักสด

................................................

น้ำพริกปลาช่อน

สุพรรณรัศมิ์ ศิริหงษ์

เครื่องปรุง ปลาช่อน หอม กระเทียม มะนาว พริกชี้ฟ้าเขียว–แดง น้ำปลา น้ำตาลทราย

วิธีทำ ปลาช่อนย่างให้หอม แกะเอาแต่เนื้อ หัวหอม กระเทียม โขลกหยาบ ๆ รวมกัน แล้วใส่น้ำสุกเล็กน้อย บีบมะนาว น้ำปลา น้ำตาลทรายเล็กน้อย ปรุงให้ได้สามรส เปรี้ยว เค็ม หวาน ควรให้เปรี้ยวนำ บุบพริกขี้หนูใส่โรยหน้า

ผักจิ้ม ควรใช้ผักหลาย ๆ ชนิด เช่น ถั่วฝักยาว ผักบุ้งไทย แตงโมอ่อน กล่ำปลี ดอกกล่ำ บวบ น้ำเต้านึ่งเป็นผักจิ้ม

................................................

น้ำพริกระกาแปลงรูป

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง กะปิ ๑ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๖ กลีบ ลูกหนำเลี๊ยบ ๖ ลูก น้ำตาล น้ำปลา พริกขี้หนู กระเทียมเจียว ๑ ช้อนโต๊ะ อกไก่ต้มฉีกฝอยครึ่งถ้วย

วิธีทำ กะปิ กระเทียม ลูกหนำเลี๊ยบล้างน้ำให้สะอาดผ่าเอาเม็ดออก โขลกพร้อมกันจนละเอียดดี พริกขี้หนูบุบพอแตก บีบมะนาว ใส่น้ำตาล น้ำปลานิดหน่อยคนให้เข้ากันตักใส่จานหรือถ้วย โรยอกไก่ กระเทียมเจียวหยอดหน้ารับประทานกับผักชี ยอดผักบุ้ง ผักกาดขาวปลี กล่ำปลี ผักกาดหอม ยอดกระถิน ถั่ว แตงกวา มะเขือ ถั่วฝักยาว ถั่วพู

................................................

น้ำพริกปลาร้า

สุรีย์ โกมลหิรัณย์

เครื่องปรุง หัวหอม กระเทียม (อย่างละประมาณ ๗ หัวและ ๗ กลีบ) พริกขี้หนูแห้ง (หรือพริกสดแล้วแต่จะชอบ) ปลาช่อนหรือปลาดุกอุย ๑ ตัว ปลาร้า ๑ บาท

วิธีทำ (สำหรับปริมาณน้ำพริกปลาร้าสำเร็จ ๑ ถ้วย)

๑. หัวหอม กระเทียม เผาไฟให้สุกจนหอมแล้วปอกเปลือก

๒. พริกขี้หนูแห้งคั่วให้เหลือง

๓. ปลาดุกหรือปลาช่อนย่างให้สุก แกะเอาแต่เนื้อ

๔. หอม กระเทียม พริกขี้หนูคั่ว และเนื้อปลาย่างโขลกรวมกันให้ละเอียด

๕. ปลาร้าสับละเอียดใส่ลงในเครื่องปรุงที่โขลกไว้ คลุกให้เข้ากัน รับประทานกับผักสด หรือผักต้มก็ได้

................................................

น้ำพริกผัด

ประพีร์ เปี่ยมมงคล

เครื่องปรุง

๑ พริกแห้ง

๒ กระเทียม

๓ กุ้งแห้ง

๔ น้ำปลา

๕ น้ำตาล

๖ ส้มมะขาม

วิธีทำ นำกุ้งแห้งป่นให้ละเอียด แล้วใส่กระเทียม พริกแห้งล้างให้สะอาดเอาเม็ดออกให้หมด โขลกให้ละเอียดเข้ากันเรียบร้อยแล้วนำไปผัดกับน้ำมันหมู ใส่น้ำตาล น้ำปลา ส้มมะขาม แล้วชิมดูให้มี ๓ รส เปรี้ยว เค็ม หวาน เป็นอันเสร็จ นำไปรับประทานได้ หาผักแกล้มและปลาทูทอด ก็อร่อยดี ควรหาภาชนะที่มีฝาปิดเพื่อเก็บไว้ได้นาน

................................................

น้ำพริกมะเขือ

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง มะเขือยาว ๒ ลูก พริกเขียวเม็ดใหญ่ ๕ เม็ด กระเทียม ๒ หัว หอมหัวเล็ก ปลาช่อนย่าง ๑ ชิ้นใหญ่ ปลาร้า ๑ ชิ้น (ปลาร้ามากน้อยตามใจผู้ชอบรับประทาน) เกลือ มะนาว

วิธีทำ มะเขือ พริก หอม กระเทียม เผาไฟใส่ครกโขลกอย่าให้ละเอียดนัก ปลาช่อนย่างแกะแต่เนื้อใส่ลงโขลก ถ้าชอบปลาร้าห่อปลาร้าด้วยใบตองเผาไฟจนปลาสุก ลงโขลกผสมด้วยกันหรือจะใช้ปลาอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ บีบมะนาว ใส่เกลือ หรือน้ำปลา เป็นน้ำพริกทางเหนือ รับประทานกับข้าวเหนียวปั้นจิ้ม เนื้อเค็มทอด เป็นของชอบรับประทานมาก

................................................

น้ำพริกนางร้องไห้

ประกอบ พินทุโยธิน

เครื่องปรุง กะปิ ๓ ช้อนโต๊ะ ปลากรอบครึ่งถ้วย พริกขี้หนูแห้ง ๓ ช้อนโต๊ะ หอมเจียว ๑ ช้อนโต๊ะ กระเทียมเจียว ๒ ช้อนโต๊ะ มะนาว น้ำปลา

วิธีทำ กะปิทอดในน้ำมันร้อน ๆ ตักขึ้นใส่จาน ปลากรอบทอดแกะใช้แต่เนื้อ พริกขี้หนูทอดกรอบ กะปิ ปลากรอบ พริกขี้หนู หอมเจียว กระเทียมเจียวใส่ครกโขลกละเอียดให้เข้ากัน บีบมะนาว ใส่น้ำปลา ชิมตามใจชอบ บางท่านนำผัดอีกครั้ง รับประทานกับผักสด

................................................

น้ำพริกกุ้งจ่อม

นวลจันทร์ พรพิบูลย์

เครื่องปรุง กุ้งจ่อม ๑/๒ ถ้วย ตะไคร้ซอย ๑ ต้น หอมซอย ๒ หัว มะนาว น้ำปลา ใบมะกรูดซอย ๑ ช.ช. พริกขี้หนู น้ำตาลเล็กน้อย

วิธีทำ โขลกตะไคร้ ใบมะกรูด หอม (แบ่งไว้โรยหน้าบ้าง) ให้เข้ากันแล้วใส่กุ้งจ่อมลงไปคน ถ้าชอบเผ็ดซอยพริกขี้หนูใส่ลงด้วย และถ้าไม่เปรี้ยวก็บีบมะนาวตามชอบ รับประทานกับผักดิบเช่น มะเขือกรอบ แตงกวา ถั่วฝักยาว แนมด้วยปลาย่างหรือทอด

................................................

น้ำพริกปลากุเลาปรุง

จินตนา พรพิบูลย์

เครื่องปรุง ปลากุเลา ๑ ชิ้น หอม ๕ กลีบขนาดกลาง ข่าอ่อนหั่นฝอย ๑ ช้อนชา ใบมะกรูดหั่นฝอย ๑ ช้อนชา ตะไคร้ซอย ๑ ช้อนโต๊ะ ส้มซ่า ๑ ซีก ผักชีฝรั่งซอย ๑ ช้อนชา น้ำตาลปึก (ถ้าชอบหวาน) พริกชี้ฟ้าเขียวแดง

วิธีปรุง ปิ้งปลากุเลาให้หอม ลอกหนังออกแล้วบี้เนื้อให้เป็นปุย โขลกพริกหัวหอมให้เข้ากันแล้วใส่เนื้อปลาลงไปคนกับเครื่องปรุงอื่น ๆ ซอยพริกขี้หนูตามขวางบาง ๆ เคล้าไปด้วยนิดหน่อย

จัดใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยใบมะกรูด พริกแดง รับประทานกับผักดิบปลาย่าง

................................................

น้ำพริกฝาน

นันทวัน ศิริมงคล

เครื่องปรุง กะปิ พริกมูลหนู กุ้งเผา มะนาว น้ำปลา ระกำ หอม

วิธีทำ โขลกกะปิกับพริกมูลหนู (พริกจะใช้หั่นเอาก็ได้) ละลายกับน้ำมะนาว น้ำปลา เติมน้ำสุกเย็นเล็กน้อย ใส่ระกำซอยบาง ๆ หอมซอย กุ้งเผาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ชิมดูให้มีรสเปรี้ยวเค็ม รับประทานกับผักสดตามชอบ

................................................

น้ำพริกผักชี

มุกดา วงศ์อารยะ

เครื่องปรุง หันผักชี ยี่หร่า กระเทียมนิดหน่อย ขิง มะนาว พริกชี้ฟ้าแดง น้ำส้ม น้ำตาล เกลือ

วิธีทำ นำเครื่องปรุงทั้งหมดรวมกันโขลกให้ละเอียด รากผักชีหั่นทั้งต้น บีบเอาน้ำออกพอแห้ง เติมยี่หร่า พริกชี้ฟ้า แล้วโขลกให้ละเอียด เติมเกลือ น้ำตาล น้ำส้ม ยี่หร่า ใส่นิดหน่อยเพื่อให้หอม ถ้าข้นไปเติมน้ำสุก ใช้จิ้มกับผักกาดหอม ต้นหอม หัวไชเท้า แตงกวา ปกติใช้รับประทานกับข้าวหมกไก่

................................................

น้ำพริกไข่มด

นันทา โกวิทวานิช

เครื่องปรุง ไข่มด ๑ ถ้วย (มีมากที่พิษณุโลก พิจิตร ในกรุงเทพหาซื้อได้ที่ตลาดนัดสนามหลวง. บางลำพู) ขิง ๑ ช้อนโต๊ะ หอม ๕ หัว กะปิ ๑ ช้อนโต๊ะ ต้นหอมหั่นละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ พริกแดง น้ำมะขามเปียก น้ำตาล

วิธีทำ โขลกเครื่องปรุงทุกอย่างรวมกัน แล้วใส่ไข่มดคนให้เข้ากัน ชิมรสเปรี้ยวหวานเค็มตามชอบ ตักใส่ถ้วย โรยต้นหอมและพริกแดงหั่น รับประทานกับแตงกวา มะเขือกรอบ ปลาดุกย่าง หรือปลาทอด

................................................


พิมพ์ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงพิมพ์อักษรไทย เลขที่ ๒ ซอยสุขา ๒ ถนนเฟื่องนคร กรุงเทพมหานคร โทร. ๒๑๘๔๐๕

นายณัฐ ปวิณวิวัฒน์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๗

.

..



82
ทำอาหาร / น้ำพริกร้อยรส
« Last post by ppsan on 23 August 2026, 21:42:57  »
น้ำพริกร้อยรส


น้ำพริกร้อยรส

https://vajirayana.org/v2/books/น้ำพริกร้อยรส/

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AA/

.



.

น้ำพริกร้อยรส

.

อนุสรณ์

ในงานพระราชทานเพลิงศพ

นายพันธุ์ทวี ดิษยทัต

ณ เมรุวัดประยูรวงศาวาส

๒ เมษายน ๒๕๑๗



ตำราอาหาร
พ.ศ. ๒๕๑๗โรงพิมพ์อักษรไทย
TU Digital Collections
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: 19/7/69 23:42

.

น้ำพริกร้อยรส

คำปรารภ

น้ำพริกร้อยรส

น้ำพริกดีอย่างไร

คำแถลงของผู้รวบรวม

ตำรับน้ำพริก

.

..


คำปรารภ

เนื่องจากดิฉันได้รับหนังสือวารสาร องค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ ด้วยความเอื้อเฟื้อจากคุณวิชา กันตามะระ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับคุณพันธุ์ทวี วารสารนั้นเป็นบทความตอนหนึ่งของท่านอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ อดีตผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งเมื่ออ่านดูแล้วรู้สึกว่าจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม เพราะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าประเทศไทยเราก็คงจะมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ดิฉันจึงได้จัดพิมพ์บทความของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พร้อมกับเรื่องน้ำพริกร้อยรส ของสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ด้วย

หากหนังสือเล่มนี้จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้ได้รับบ้าง ดิฉันขออุทิศกุศลผลบุญให้แก่ดวงวิญญาณของคุณพันธุ์ทวี ดิษยทัต ผู้ล่วงลับไปแล้วทุกประการ

สมลักษณ์ ดิษยทัต

ที่ สสช. ๑๖๘/๒๕๑๗

๔ มีนาคม ๒๕๑๗

เรื่อง อนุญาตให้ตำรับน้ำพริกร้อยรส ลงในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ

เรียน นางสมลักษณ์ ดิษยทัต

อ้างถึง หนังสือลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗

ตามหนังสือที่อ้างถึง ได้แจ้งขออนุญาตนำตำรับ “น้ำพริกร้อยรส” ของสภาสตรีแห่งชาติฯ เพื่อจัดพิมพ์ในหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพนายพันธุ์ทวี ดิษยทัตในเดือนเมษายน ศกนี้ นั้น

คณะกรรมการสภาสตรีฯ ได้พิจารณาแล้ว อนุญาตให้นำตำรับ “น้ำพริกร้อยรส” จัดพิมพ์ลงในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพดังกล่าวแล้วได้ จึงเรียนมาเพื่อทราบ.

ขอแสดงความนับถือ

ดรุณ ศิวะศริยานนท์

(นางดรุณ ศิวะศริยานนท์)

กรรมการอำนวยการ ทำการแทนเลขาธิการ

.

..


น้ำพริกร้อยรส

น้ำพริกเป็นอาหารประจำครอบครัวของชาวไทยมาเป็นเวลาช้านาน ทั้งครอบครัวในชนบทและในกรุง เป็นอาหารที่ทำได้ง่าย ราคาถูก และมีคุณค่า ถ้ารู้จักเลือกเครื่องจิ้มและปรุงรสให้เหมาะสม ช่วยทำให้เจริญอาหารได้เป็นอย่างดี เราสามารถจะจัดอาหารชนิดนี้ได้ตามความต้องการตามโอกาสและตามฐานะของแต่ละครอบครัว จะจัดอย่างง่าย ๆ ราคาถูก แต่มีคุณค่าทางอาหาร เช่น เก็บพืชผักสดจากสวนครัวหรือที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ จับปลาจับกุ้งในน้ำมาปรุงแต่งรับประทานอย่างกันเองก็ได้ หรือจะจัดอย่างหรูหราราคาแพงแสดงฝีมือการประดิษฐ์ผักอย่างประณีตสวยงามตั้งโต๊ะเลี้ยงแขกก็ย่อมทำได้ เราสามารถดัดแปลงหรือพลิกแพลงน้ำพริกแต่ละอย่างจากของเก่ามาเป็นของใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจน่าเบื่อได้มากมายหลายแบบสุดแต่ความสามารถและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของผู้ปรุง และผู้จัด

ฉะนั้นท่านผู้อ่านก็จะได้เห็นความสามารถของคนไทยที่ช่างคิดค้นดัดแปลงเปลี่ยนนี่นิดเติมนั้นหน่อย จนมีน้ำพริกมากกว่าร้อยรสปรากฏในหนังสือเล่มนี้

อนึ่ง ถ้าแต่ละครอบครัวผู้สนใจรับประทานน้ำพริกจะได้คำนึงถึงการปลูกพืชผักสวนครัวซึ่งเป็นเครื่องจิ้ม และเครื่องปรุงน้ำพริกได้หลายชนิดไว้ในบริเวณบ้านของด้วยท่านก็คงจะช่วยให้ได้รับประทานผักสดรสดีที่มีคุณค่าทางอาหาร ไม่ต้องกังวลกับพิษของยาฆ่าแมลง อันอาจจะตกค้างอยู่ที่ผักที่ซื้อมาจากตลาด ทั้งจะเป็นการประหยัดรายจ่ายของครอบครัว และเป็นการช่วยเศรษฐกิจของชาติอีกด้วย

ศาสตราจารย์ ดวงเดือน พิศาลบุตร

ประธานกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติ ฯ

.

..


น้ำพริกดีอย่างไร

ก่อนอื่นดิฉันขอขอบคุณ คุณปราณี วราทร ที่คิดจะช่วยหารายได้มาช่วยในการทำจดหมายเหตุให้แก่สภาสตรีฯ โดยคิดรวบรวมตำราน้ำพริกจากท่านที่เคยทำรับประทาน มาเป็นเล่ม เพราะความสำคัญของน้ำพริก ว่าในครอบครัวไทยทุกชั้นวรรณะ ถือว่าน้ำพริกเป็นอาหารจำเป็นขาดเสียมิได้ แต่ที่หนักใจคือ คุณปราณีได้มอบให้ดิฉันเขียนคุณค่าของน้ำพริก ดิฉันคิดว่าท่านที่อ่านตำราทุกท่านมีความรู้พอที่จะทราบได้ดีว่าอะไรมีประโยชน์อย่างไร แต่ขอให้ท่านคิดถึงพลเมืองไทยตามชนบทที่ยากจนและขาดอาหาร ได้โปรดแนะนำสั่งสอนให้เขาเหล่านั้นได้ทราบว่าอาหารธรรมดานี้ มีคุณค่ามากมายพอที่จะไม่ทำให้เขาขาดอาหาร หากว่าเขาได้รับประทานให้ถูกตามหลักสุขภาพ และอนามัยโดย

๑. ต้องสะอาด ส่วนมากตามชนบทมักไม่เข้าใจในเรื่องนี้พอ จึงทำให้เกิดโรคพยาธิต่าง ๆ หลายชนิด

๒. ต้องกินอาหารให้ครบทุกหมู่และให้มากพอที่ร่างกายต้องการ ส่วนมากมักจะรับประทานอาหารแป้ง คือคาร์โบไฮเดรทมากเกินไป แป้งจึงไปแย่งเนื้อที่ในกระเพาะทำให้รับประทานอาหารของอื่นน้อย จึงทำให้เกิดโรคขาดสารอาหารเช่น ขาดโปรตีน ไวตามินบางชนิด เป็นต้น โปรตีนมักจะมีราคาแพง คนจนไม่ค่อยมีเงินพอที่จะซื้อ แต่หากมีผู้ชี้แจงให้เขาทราบว่าในถั่วเมล็ดแห้ง เช่นถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ที่เขาปลูกไว้ในไร่นั้นแหละใช้แทนเนื้อสัตว์ได้ ไม่จำเป็นต้องไปซื้อหา พวกฮินดูเขากินอาหารมังสวิรัติ ทำไมเขาจึงมีร่างกายใหญ่โต เพราะเขากินถั่วและนม

อาหารหลักมีอยู่ ๕ หมู่

๑. เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้งและนม ในหมวดนี้ให้โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ และไวตามินช่วยสร้างร่างกายให้เจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

๒. ข้าว น้ำตาล เผือก มัน หมวดนี้ส่วนใหญ่ให้แป้งและน้ำตาล ซึ่งให้กำลังงาน

๓. ผักต่าง ๆ ผักใบเขียวและไม่เขียว ส่วนมากมีเกลือแร่ ไวตามิน แต่การรับประทานผักเราต้องรู้จักรักษาคุณค่าของผัก เช่นแตงกวา และฟักทอง ไม่ควรปอกเปลือก เพราะคุณค่าอยู่ที่เปลือกเป็นส่วนมาก พวกไวตามินซีจะสูญเสียเมื่อถูกความร้อน ฉะนั้น ผักดิบจึงมีไวตามินซี ผักต้มไม่ค่อยมี นอกจากนี้ เยื่อหรือกากของผักยังให้ประโยชน์ช่วยให้การขับถ่ายสะดวก ระบายได้ดี

๔. ผลไม้ต่างๆ มีมากมาย ให้คุณค่าทาง ไวตามิน เกลือแร่ และคาร์โบไฮเดรท จะเลือกกินทุเรียนหรือจะกินกล้วยน้ำว้าก็แล้วแต่ทุนทรัพย์ ประโยชน์คงไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก

๕. ไขมัน จากสัตว์และพืช ซึ่งให้ประโยชน์โดยให้พลังงานมาก จงรับประทาน แต่น้อย มิฉะนั้นจะทำให้อ้วนที่เขาโฆษณาว่า น้ำมันจากสัตว์ทำให้อ้วน แต่น้ำมันพืชกินไม่อ้วนนั้น ไม่เป็นความจริง ไขมันจากพืชมีภาษีกว่าตรงที่มีไวตามินและเกลือแร่ที่ละลายในน้ำมันอยู่บ้างเท่านั้น หากไม่อยากอ้วนจงรับประทานคาร์โบไฮเดรทและไขมันแต่น้อยออกกำลังกายให้มาก

อาหารควรจะกินให้ได้สัดส่วนกันทุกหมู่ สำหรับในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ควรให้อาหารในหมวดที่หนึ่งมากๆ หน่อย และควรสอนเด็กไม่ให้เลือกอาหาร ให้กินทุก ๆ อย่าง ผู้ใหญ่ควรทำตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็ก

สำหรับน้ำพริกนั้น ทำไมบรรพบุรุษและบรรพสตรีของเราจึงเกิดตำรับขึ้นมากมาย เพราะท่านฉลาด ท่านล่อใจให้เรารับประทานผัก แต่จงรับประทานข้าวแต่น้อย รับประทานผักน้ำพริกและเครื่องแนม เช่น ปลา กุ้ง เป็นต้น ให้มากๆ

คุณค่าน้ำพริกนั้นมากมายจริง ๆ เช่น

กะปิ มีโปรตีนมาก มีแร่ธาตุและไวตามิน

กระเทียม มีแร่ธาตุ ไวตามิน โปรตีนเล็กน้อย

พริกขี้หนู มีแร่ธาตุ และไวตามิน

มะนาว มีไวตามินซีมาก แร่ธาตุ โปรตีนเล็กน้อย

น้ำตาล มีน้ำตาลซึ่งให้กำลังงานโดยตรง

ปลาทู มีโปรตีนเป็นส่วนมาก มีแร่ธาตุและไวตามินบ้าง ปลาทะเล และเกลือทะเลจะให้ไอโอดีนซึ่งกันคอพอกด้วย

ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักกะถิน ชะอม ผักชี ยอดตำลึง มีไวตามินเอมาก ช่วยบำรุงสายตา เกลือแร่และไวตามินอื่น ๆ มีผักบางอย่างคุณค่าอยู่ที่เปลือกมาก ไม่ควรปอกทิ้ง เช่น แตงกวา และฟักทอง เป็นต้น

การกินน้ำพริกควรจะเลิกคิดว่ากินเพื่อพาข้าว หมายความว่า เพื่อให้กินข้าวได้มาก แต่ควรสั่งสอนเด็กและชาวบ้านชนบท ให้กินอาหารให้ได้สัดส่วนกัน ไม่จำเป็นต้องกินของแพง น้ำพริกผักจิ้ม นี้แหละมีคุณค่าเพียงพอ แต่สำหรับเด็กควรให้ไข่และนมเพิ่ม

วิไลกุล ระตินัย

สาราณียกรสภาสตรีแห่งชาติฯ

.

..


คำแถลงของผู้รวบรวม

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยบริโภคอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ตามหลักโภชนาการ และรับประทานผักเป็นประจำทุกครัวเรือน ผักมีประโยชน์ และมีคุณค่าทางอาหารมาก คือมีทั้งวิตามิน เกลือแร่ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรท จึงได้รวบรวมจัดทำหนังสือ น้ำพริกร้อยรสขึ้น เพราะว่าน้ำพริกจะต้องรับประทานกับเครื่องแกล้มคือ ผัก และปลา เป็นอาหารประจำชาติไทยที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ทำง่าย ราคาถูก และประหยัด

หนังสือเล่มนี้สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของบรรดาท่านทั้งหลาย ผู้มีประสพการณ์ได้ติดต่อขอตำรับวิธีทำจากท่านและที่ท่านมอบให้นี้เป็นตำรับที่ท่านเคยทำรับประทานเองหรือเคยได้รับประทานจากที่ใดแล้ว ชอบหรืออาจจะได้ทราบจากผู้ใดก็ได้ ได้นำตำรับทั้งหลายเหล่านี้มารวบรวมเป็นเล่ม

ถึงแม้ว่าบางตำรับ จะไม่ได้มีสัดส่วนให้ไว้ก็เชื่อว่าบรรดาแม่บ้านผู้ที่มีความสนใจปรุงรับประทานได้ด้วยความสามารถเฉพาะตน จะสังเกตได้ว่าถ้าแม่บ้านใดมีความสามารถปรุงน้ำพริกให้มีรสกลมกล่อมได้ จะเป็นผู้มีคุณสมบัติ มีรสนิยมเป็นผู้มีความพอดี และรอบคอบ รู้จักที่จะกะประมาณสร้างสรรค์ความกลมกลืนเข้ากันได้ คุณสมบัตินี้จะถูกนำไปใช้ได้ในทางอื่น ๆ อีกเช่น จะจัดบ้านได้สวยงาม จัดสนามหญ้าบริเวณบ้านน่ารัก น่าชม การแต่งกาย และตลอดจนการเจรจาพาที จะเป็นไปด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีด้วย

บางตำรับอาจจะซ้ำกับของท่านผู้ใดที่เคยปรากฏที่ใดมาก่อนบ้าง ก็เป็นเพราะตำรับนั้นได้รับความนิยมอย่างยิ่งทราบกันต่อ ๆ มาอาจจะหาเจ้าตำรับเดิมไม่ได้ ท่านจึงจำต้องรับเป็นของท่านเอง เป็นการประกอบกุศลเจตนาร่วมกัน ถ้าท่านผู้ใดมีตำรับอื่น ๆ อีก โปรดส่งไปที่สภาสตรีแห่งชาติเพื่อจะได้จัดพิมพ์เพิ่มเติมในครั้งต่อไป

ผู้รวบรวมได้พยายามจัดพิมพ์ตามตำรับเดิมซึ่งได้รับมา โดยไม่ดัดแปลง

หนังสือเล่มนี้จะเป็นคู่คิดของแม่บ้านในการปรุงอาหารประจำวัน

รายได้จากการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ จะได้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุของสภาสตรีแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบรรดาสมาคมสตรี และมวลสมาชิกโดยทั่วกัน

ปราณี วราทร

กรรมการผู้ช่วยเผยแพร่วิชาการ

ร.ร. อนุบาลมโนธรรม
บางโพ
๑๕ ก.พ. ๒๕๑๖

.

..



83

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%20%E0%B9%86

หุงข้าวต้มแกง/ขนมต่าง ๆ

.

PAGE NOT FOUND

.

.

------------------------------------------------------------------------------

https://vajirayana.org/v2/books/หุงข้าวต้มแกง/วิธีปรุงอาหารคนเจ็บ

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A

.

หุงข้าวต้มแกง/วิธีปรุงอาหารคนเจ็บ

.

..

วิธีปรุงอาหารคนเจ็บ

คนเจ็บไม่ว่าจะเป็นชนิดใด ก็ต้องใช้อาหารช่วยด้วยทั้งนั้น อาหารสำหรับคนเจ็บนั้น เราจะให้รับประทานเองไม่ได้ ต้องนายแพทย์ว่าอย่างไรรับประทานได้ อย่างไรรับประทานไม่ได้ เป็นของสำคัญที่สุด ยิ่งคนเจ็บเรื้อรังแล้ว คนปรุงอาหารก็หนักใจมาก เพราะต้องปรุงอาหารอยู่ในวงตามแพทย์สั่ง จะทำซ้ำ ๆ คนเจ็บก็จะเบื่อ ไม่ทราบจะทำอย่างไร อย่างต้องประดิษฐ์พลิกแพลงเอาเอง ต้องรู้วิธีผสมอาหารให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกายของคนเจ็บด้วย คนเจ็บนี้มักจะจู้จี้เดี๋ยวอยากรับประทานโน่นรับประทานนี่ บอกให้เราทำ เราต้องรับว่าทำได้ทั้งนั้น อย่าตอบว่า รับประทานไม่ได้แพทย์ห้ามหรือทำไม่ได้ ข้อนี้อย่าตอบเป็นอันขาด คนเจ็บจะเสียใจและโกรธ จะทำให้โรคกำเริบขึ้นอีก เราควรจะรับปากว่าได้เสมอ เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองคนเจ็บจะหาความสุขมาจากไหน ทั้งร่างกายและจิตต์ใจก็ล้วนแต่เจ็บไปทั้งนั้น อาหารก็ไม่มีรสชาดอะไร กร่อยเบื่อไปหมด ยิ่งเพิ่มความกลุ้มทั้งคนเจ็บคนดี ยุ่งกันใหญ่ เราต้องตัดเสียตอนหนึ่ง ทางอาหารพอจะแบ่งช่วยได้มากเหมือนกัน คนเจ็บเมื่อได้รับประทานอาหารตามความต้องการแล้ว รับประทานมีรสจะเกิดกำลังหายเร็ว เป็นการช่วยทางหนึ่ง เช่นแพทย์ห้ามน้ำมันหรือกะทิ คนเจ็บอยากรับประทานทอดหรือผัดหรือแกง ควรจะใช้น้ำกระดูกไก่ต้มแทนน้ำมัน แกงควรจะใช้นมสดแทนกะทิ คนเจ็บแพทย์ให้รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ไก่, ไข่, ปลา, จะนึ่ง ๆ ต้ม ๆ เห็นจะไม่เหมาะ ควรประดิษฐ์ใส่พิมพ์ประดับด้วยผักอ่อน ๆ จักเป็นดอกเป็นสีให้สวยงาม (ผักต้องใช้ตามคำแพทย์สั่ง) พยายามดัดแปลงให้แปลกเสมอ วิธีจัดควรจะจัดให้งาม คนเจ็บเห็นจะได้อยากรับประทาน เป็นอาหารเย็นบ้างร้อนบ้าง จะยำพล่าได้ทั้งนั้น เช่น แพทย์ห้ามมะนาวก็หารสเปรี้ยวอื่น ๆ แทนให้เหมาะได้ เขาห้ามกะทิก็ใช้นมสดแทน ห้ามเค็มเราก็ใช้เกลือวิทยาศาสตร์แทน ห้ามน้ำตาลเราก็ใช้สะคะรินแทน ถ้าเอาใจใส่จริง ๆ ก็คงไม่ยากนัก อีกอย่างหนึ่งจำเป็นจะต้องกล่าว คือ คนเจ็บเบื่ออาหารเต็มทน พอเห็นชามยกมาก็เบื่อเสียแล้ว ยังไม่ทันเปิดฝาดูว่าจะเป็นอาหารอย่างไร เพราะฉะนั้นจำเป็นที่สุดต้องหมั่นเปลี่ยนจนชามที่ใส่อยู่เสมอ จึงจะไม่เบื่อตาน่ารับประทาน อีกอย่างหนึ่งจำเป็นมากเหมือนกัน คืออาหารค้างสำคัญที่สุด บางคนไม่เข้าใจ เอาอาหารที่ทำให้คนเจ็บรับประทานเก็บไว้ค้างคืน แล้วเอามาอุ่นให้คนเจ็บรับประทานอีก ถึงจะมีตู้เย็นแช่ก็ต้องเลือกเป็นบางอย่าง ของที่ปรุงแล้วมีนมสดหรือผักผสมอยู่ใช้ไม่ได้เลย จะเป็นของเสื่อมแล้วทั้งนั้น และจะเพิ่มให้เป็นพิษเมื่อคนเจ็บรับประทานอีก คนเจ็บเป็นโรคติดกันแล้วก็ยิ่งไม่ควรเก็บเลย เหลือแล้วควรเทในหลุมแล้วปิดฝาเสีย จานชามที่จะใส่ให้คนเจ็บรับประทานควรล้างให้สะอาด แล้วลวกน้ำร้อนทุกครั้งก่อนใส่อาหาร ส่วนรักษาความสะอาดอื่น ๆ ยังมีอีกมากไม่จำเป็นต้องกล่าว คงทราบอยู่ดีด้วยกันทุกคน


ร.พ. มหามกุฎราชวิทยาลัย หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
นายพินิจ อู่สำราญ ผู้พิมพ์โฆษณา ๒๔๙๖

.

..




84

https://vajirayana.org/v2/books/หุงข้าวต้มแกง/ของว่าง

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87

.

หุงข้าวต้มแกง/ของว่าง

.

เนื้อหาในหน้านี้

ป่อเปี๊ยะสิงคโปร์
ป่อเปี๊ยะฮกเกี้ยน
กระนกแผ่น
หมูตั้งสด
หมูแนมแข็ง
ช้อนเหมาะ
ส้มฟัก
เมี่ยงมะเฟือง
เมี่ยงกุ้ง
เมี่ยงขนมเลไลย
ขนมเบื้องไกรลาศ
กระทงทอง
ข้าวตังกะทิ

.

..

ของว่าง

..

ป่อเปี๊ยะสิงคโปร์

สิ่งที่ต้องการ

แป้งที่ทำเป็นแผ่นแล้ว

เนื้อไก่ต้มสุก หั่นเป็นชิ้นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๒๐๐ กรัม

เนื้อกุ้งต้มสุก หั่นเป็นชิ้นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๒๐๐ กรัม เอาศีร์ษะออก

เนื้อหมูต้มสุก หั่นเป็นชิ้นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๒๐๐ กรัม

ปูทะเลต้มแกะแต่เนื้อ หั่นเป็นชิ้นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๒๐๐ กรัม

ถั่วกะป๋องอย่างเม็ดเล็ก ๑/๔ ถ้วยตวง

หน่อไม้ไผ่ตงต้มแล้ว หั่นเป็นชิ้นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๒๐๐ กรัม

เห็ดหอมหรือเห็ดสด หั่นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๑/๔ ถ้วยตวง

ถั่วงอกเด็ดล้างน้ำสะอาด ๒๐๐ กรัม

ต้นหอมล้างสะอาดตัดทีเดียวยาว ๑ นิ้วฟุต ๑/๒ ถ้วยตวง

ต้นขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม พริกชี้ฟ้า เหลือง แดง

กะเทียมกลีบใหญ่ ทุบแตกสับอย่าละเอียดนัก ๒ ช้อนโต๊ะ

พริกไทยป่น ซีอิ๊วขาวอย่างดี แป้งหวาน น้ำตาลทราย น้ำพริกเผา มะนาว น้ำเคยดี น้ำมันหมู

วิธีทำ

เอาน้ำมันใส่กะทะตั้งไฟ พอร้อนใส่กะเทียม แล้วเอากุ้ง ไก่ที่หั่นใส่ ซีอิ๊ว แป้งหวาน น้ำตาล แล้วชิมดูตามชอบ ใส่ถั่วงอก ต้นหอม ถั่วกะป๋อง เห็ด ผัดไปด้วยกัน ชิมอีก ถ้ามีรสอ่อนก็เติมตามชอบ ยกลง พอเย็นเอาแป้งวาง ๒–๓ แผ่น แล้วแต่จะชอบอันเล็กใหญ่ เอาเครื่องที่ผัดไว้ตักใส่ในแผ่นแป้ง ห่อพับให้กลมพองาม เอาวางกลางจาน แล้วเอาต้นขึ้นฉ่าย ผ่าเป็นฝอยตัดใบแช่น้ำให้แข็ง ใส่ตะแกรงผึ่งให้แห้ง พริกเหลืองแดงผ่าเป็นดอกแช่น้ำ พอแข็งผึ่งให้แห้ง ผักกาดหอมเลือกแต่ใบอ่อน กำลังรับประทาน เอาผักเหล่านี้ประดับรอบจาน เอาพริกวางเป็นระยะพองาม เอาน้ำพริกเผาอย่างดี ๑ ช้อนหวาน บีบมะนาว น้ำตาล น้ำเคยดี ละลายให้ใสหน่อย มีรสเปรี้ยวหวานออกหน้า ยกไปกับจานป่อเปี๊ยะ สำหรับจิ้มรับประทาน.

...........................................................

ป่อเปี๊ยะฮกเกี้ยน

สิ่งที่ต้องการ

เนื้อหมูต้มสุกหั่นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๑๐๐ กรัม

เนื้อไก่ต้มสุกหั่นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๑๐๐ กรัม

ปลากะพงเอาหนังออกหั่นเท่าก้านไม้ขีดไฟผัดสุก ๕๐ กรัม

ปูทะเลต้มสุกแกะเนื้อ ๑๐๐ กรัม

ปลาข้อแห้งหรือภาษาจีนเรียกตังฮื้อจู๋ แช่น้ำต้มสุก ๕๐ กรัม

เห็ดสดหรือเห็ดหอมล้างสะอาดหั่นเท่าก้านไม้ขีดไฟ ๕๐ กรัม

ผักกาดขาว ต้องตัดใบแก่ออก

ต้นหอมล้างสะอาดตัดยาวต้นหนึ่ง ๓ นิ้ว ใส่อันละต้น

ผักชีเด็ดรากออกล้างสะอาด ใส่อันละต้น

น้ำซีอิ๊วขาว กะเทียมกลีบใหญ่แกะแต่เนื้อทุบแตกแล้วสับ ๑ ช้อนโต๊ะ

ผักเกี้ยมบ๊วยดอง ๑๐ ผล

น้ำตาลทราย พริกแดงตำละเอียด

กะเทียมแกะแต่เนื้อตำละเอียด ๑ ช้อนหวาน น้ำมันหมู ๓/๔ ถ้วยตวง

พริกไทยป่น แป้งป่อเปี๊ยะแผ่นใหญ่ ใช้ห่อละแผ่น

มัสตาดคนกับน้ำพอใช้ได้ ๑ ช้อนโต๊ะ

แป้งหวาน ๑ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เอากะทะตั้งไฟ เอาน้ำมันหมูใส่ ไฟแรงพอน้ำมันร้อน เทกะเทียมที่ทุบไว้ใส่ พอกะเทียมเป็นสีเหลืองอ่อน เอาหมู ไก่ ปูทะเล ปลา เห็ด ปลาข้อแห้งใส่ ผักกาดใส่ น้ำซีอิ๊วใส่ น้ำตาล แป้งหวานใส่ ชิมดูตามชอบ พริกไทยป่นใส่พอหอม ถ้าน้ำแห้งเอาน้ำที่ต้มหมูใส่ ค่อยๆ ใส่อย่าให้เปียกมากจะแฉะยกขึ้น เอาผลเกี้ยมบ๊วยเฉือนแต่เนื้อ เอาน้ำมันหมูหนึ่งช้อนหวานใส่ในกะทะ เอาน้ำตาลใส่พอละลาย เอาผลเกี้ยมบ๊วยใส่ คนให้เข้ากัน เอาน้ำใส่นิดหน่อยให้ใสกว่าแยมเล็กน้อย ใช้ได้ แล้วเอาแป้งวางบนจานแบนหรือเขียงที่สะอาด ตักเครื่องที่ผัดใส่ห่อหนา ๑/๒ นิ้วฟุตยาว ๒–๓ นิ้วฟุต ต้นหอมใส่ แล้วพับ เอาน้ำผลเกี้ยมบ๊วยทาแล้วม้วน ห่อให้งาม เอามัสตาด กะเทียม พริก ใส่ถ้วยไปต่างหาก เวลาจะรับประทาน (ปลาข้อแห้งมีขายตามร้านจีนที่ขายของแห้ง)

...........................................................

กระนกแผ่น

สิ่งที่ต้องการ

แป้งสาลีร่อนแล้ว ๑๐๐ กรัม

กะทิคั้นไม่ใส่น้ำ ๑/๒ ถ้วยตวง

กะทิที่ ๒ ใส่น้ำนิดหน่อย ๑/๒ ถ้วยตวง

ไข่เป็ด ๑ ฟอง

น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น ๑ ช้อนหวาน

กุ้งใช้แต่เนื้อต้มสุกตำละเอียด ๑๐๐ กรัม

พริกไทยป่นพอหอม

พิมพ์ทองม้วน ๓–๔ พิมพ์

เตาเหล็กเหมือนเตาปิ้งข้าวตัง

วิธีทำ

เอาแป้งใส่ชามละลายกับน้ำกะทิที่ ๑–๒ แล้วเอาไข่ต่อยลงไป ผะสมกันจนเข้ากันดี เอาน้ำตาลเกลือใส่กรองด้วยผ้าบาง แล้วเอากุ้งใส่ชามค่อย ๆ ตักแป้งที่ผะสมไว้ใส่ทีละน้อย ๆ ละลายกุ้งจนละเอียดแล้วเทลงในชามแป้งอีก ผะสมจนเข้ากันดี แล้วใส่พริกไทยป่นพอหอม เอาพิมพ์เผาพอร้อน แล้วเช็ดน้ำมัน ตักแป้งที่ผะสมไว้หนึ่งช้อนกาแฟ ปิ้งไปพอสีนวลก็ใช้ได้ เวลาขึ้นจากพิมพ์จะพับกลางทีเดียวก็ได้ ระวังอย่าให้ไฟแรง เพราะขนมปังไหม้เร็ว.

...........................................................

หมูตั้งสด

สิ่งที่ต้องการ

เนื้อสันในหมู ๑/๒ ก.ก.

มันหมูแข็ง ๑/๒ ก.ก.

เฮียเลียวหนึ่งช้อนกาแฟ

น้ำซีอิ๊วค่นอย่างหวาน ๑ ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น ๑ ช้อนหวาน

พริกไทยใส่พอหอม น้ำตาลทราย

ผักกาดหอม ล้างสะอาด ตัดสี่เหลี่ยม

ต้นขึ้นฉ่าย ล้างสะอาด จักก้านติดใบ

ถ้ามีใบตั้งโอ๋ล้างสะอาดด้วยก็ดี

ผักซีเด็ดรากออกล้างสะอาด

สัพรสตัดกลมหรือเป็นเหลี่ยม แล้วแต่เห็นงามเป็นคำ

พริกแดงเหลืองจักเป็นดอก

น้ำพริกเผา น้ำเคยดีหรือเกลือป่น น้ำส้ม ถั่วลิสงตัด

วิธีทำ

เอาหมูแล่พังผืดออกให้หมด แล้วหั่นขวางหนา ๒ เซ็นต์ มันหมูเฉือนกลมเท่าสันในหมู หั่นขวางหนา ๒ เซ็นต์ แล้วเอาเฮียเลียวอ่อนใส่ เอาซีอิ๊วใส่ เกลือใส่ เคล้าให้เข้ากัน แล้วปิ้งชิมดูตามชอบรส พริกไทยพอหอมแล้วเหลาไม้แหลมกลมเสียบหมูชิ้นหนึ่ง มันแข็งชิ้นหนึ่งสลับกันไป แล้วปิ้งไฟอ่อนพอสุกทั่วก็ใช้ได้ ละลายน้ำพริกเผา น้ำเคยดี หรือเกลือป่น น้ำตาลทราย น้ำส้ม ชิมดูตามชอบรส เอาถั่วตัดป่นใส่ลงไปด้วย เวลาจะรับประทาน จัดจานเปลแทนจานอาหารก็ได้ เอาถ้วยน้ำพริกเผาตั้งกลางก็ได้ สุดแล้วแต่เห็นงาม เอาผักจัดไปด้วย ถ้าจัดเป็นของว่างควรใช้ช้อนรอง รับประทานสะดวก.

...........................................................

หมูแนมแข็ง

สิ่งที่ต้องการ

เนื้อหมูแล่พังผืดมันออกให้หมด หั่นบาง ๆ สับละเอียด ใส่ครกตำละเอียด ๒๐๐ กรัม

ข่าไม่แก่ไม่อ่อน ปอกล้างสะอาดหั่นขวางบาง ๆ ตำละเอียด ๑ ช้อนหวาน

ข้าวคั่วไม่กรองละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ (ข้าวแดง ภาษาจีนเรียกอั้งขัก มีขายตามร้านขายยาจีน)

น้ำผึ้ง ๑ ช้อนหวาน

เกลือป่น ๑ ช้อนโต๊ะ

หนังหมูถอนขนล้างสะอาด ต้มสุกแล่มันออกให้หมด ล้างด้วยสารส้มผึ่งพอแห้ง หั่นบาง ๆ ยาว ๑ นิ้ว ล้างให้หมดมัน เอาผ้าห่อบีบน้ำให้แห้ง ใส่กะชอนหรือตะแกรงผึ่งไว้ ๒๐ กรัม

มันหมูแข็งต้มสุก หั่นเท่าก้านไม้ขีดไฟ แล้วใส่ชาม เอาน้ำร้อนเดือดชงลงในมันหมู เปลี่ยนน้ำ ๒–๓ ครั้ง แล้วใส่กะชอนหรือตะแกรงผึ่งให้แห้ง

ใบตองตานี ตัด ๕ นิ้ว สี่เหลี่ยม ลนไฟพออ่อน เช็ดสะอาด ๓๒ แผ่น

ใบทองหลางม้วนมน หรือทองหลางไทย ใบไม่อ่อนไม่แก่ ๑๖ ใบ เช็ดสะอาด

เชือกกล้วยแช่น้ำฉีกไส้ออกเส้นเล็ก

อ่างแดง เรียกว่าอ่างสามโคก

วิธีทำ

เอาเนื้อหมูนวดกับอ่างจนเหนียว แล้วเอาเกลือใส่นวดต่อไป เอาข่าใส่ ข้าวคั่วใส่ น้ำผึ้งใส่ นวดให้เข้ากัน เอาหนังหมูใส่ เคล้าให้ทั่ว แล้วปั้นเป็นก้อนกลมขนาดผลมะนาวเล็ก แล้วแตะน้ำมันหมูพอติด ๕–๖ ชิ้น แล้วเอาใบทองหลางห่อ เอาใบตอง ๒ แผ่นประกบกันตามยาว แผ่นตามขวาง ๑ แผ่น เอาหมูที่ห่อใบทองหลางรองบนใบตอง ห่อเหมือนข้าวต้มมัด ผูกไว้รวมกัน ๓–๔ วัน แก้ชิมดู ถ้าเปรี้ยวใช้ได้

วิธีรับประทาน

กะเทียมดอกแกะเป็นกลีบแต่เนื้อ ถ้ากลีบใหญ่ตัดขวางกลาง ๒ ท่อน กลีบเล็กไม่ต้องตัด ส้มซ่าทั้งเนื้อทั้งผิวเฉือนไส้ออกตัดหนา ๒ เซ็นต์สี่เหลี่ยม หอมเล็กปอกเปลือกล้างสะอาด ตัด ๒ เซ็นต์สี่เหลี่ยม กว้างลิสงคั่วปอกเปลือก ใบผักกาดหอมล้างสะอาดตัดสี่เหลี่ยมพอคำ ใบทองหลางดิบหรือทอดตามชอบ พริกเหลืองแดง

เอาหมูที่ห่อตัด ๒–๓ คำ วางลงบนผัก เอาเครื่องวางบนหมูคำละชิ้น พริกเหลืองแดง ตัดเป็นท่อนไปต่างหาก ใช้ช้อนรองเหมือนช้อนฉะเพาะก็ได้ จะใช้วางบนจานเดียวกัน เหมือนเมี่ยงต่าง ๆ ก็ได้ ใช้เป็นของว่างของแกล้มได้ทั้งนั้น.

...........................................................

ช้อนเหมาะ

สิ่งที่ต้องการ

เนื้อไก่แล่ออกเป็นแผ่นหนา ๒ เซ็นต์ ๒๐๐ กรัม

ไข่ไก่หรือไข่เป็ด ๒ ฟอง

แป้งสาลีร่อนแล้ว

ขนมปังแห้งป่นละเอียด

ตับห่านกระป๋อง ๑ กระป๋อง

แป้งมัน ๑ ช้อนหวาน

หอมใหญ่สับละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย ๑ ช้อนโต๊ะ เกลือป่น พริกไทยป่น น้ำมะนาว น้ำซีอิ๊วขาว น้ำมันหมู ๑/๒ ก.ก. ใบผักกาดหอม ผักชี แตงกว่า พริกเหลืองแดง

วิธีทำ

เอาไก่เคล้าเกลือนิดหน่อย แล้วแตะกับแป้งสาลีจนทั่วชิ้นไก่ เอากะทะแบนอย่างมีด้ามตั้งไฟ เอาน้ำมันหมูใส่พอร้อน แล้วเอาไข่ต่อยใส่จาน คนไข่ขาวไข่แดงให้เข้ากัน เอาไก่ชุบแล้วเอามาชุบขนมปังป่น ทอดลงในกะทะที่ใส่น้ำมันเตรียมไว้ ทอดไฟอย่าให้แรงนักพอเหลืองอ่อนก็ตักขึ้นได้ พอเย็นเอามีดตัดเป็นคำ สี่เหลี่ยม แล้วเอาผักล้างสะอาด ตัดสี่เหลี่ยม ผักชีเด็ดเป็นช่อ แตงกวาปอกทำเป็นริ้ว ตัดเป็นชิ้นขวางผลหนา ๒ เซ็นต์ ตับห่านตัด ๕ เซ็นต์สี่เหลี่ยม เอาพริกเหลืองแดงตัดขวางเม็ดหนา ๑ เซ็นต์ แล้วเอาซ้อนวางเรียงในจานแบน เอาผักกวาดวาง แตงกวาผักชีวาง เอาไก่วาง ตับห่านวาง เรียงช้อนให้เต็มจาน แล้วทำน้ำหยอด เอาน้ำมันหมู ๑ ช้อนโต๊ะตั้งไฟ พอร้อนเอาน้ำตาลทรายใส่ น้ำตาลละลายเอาแป้งละลายน้ำใส่ เอาน้ำต้มกระดูกหมูหรือไก่ใส่อย่าให้ใสหรือข้นนักพอตักได้ เอาน้ำมะนาว ซีอิ๊ว เกลือ พริกไทยป่น ใส่ชิมตามรสชอบ มีเปรี้ยวหวานออกหน้า แล้วเอาน้ำที่ปรุงไว้ใส่ถ้วยไปต่างหาก เวลารับประทานตักน้ำที่หยอดไปบนของที่จัดไว้ในช้อน พริกใส่ไปต่างหากก็ได้.

...........................................................

ส้มฟัก

สิ่งที่ต้องการ

ปลาชะโดแล่หนังกระดูกออกให้หมดล้างสะอาด ๑ กิโล

ข้าวสุกล้างน้ำให้หมดซาวข้าวแล้วใส่ตะแกรงผึ่งให้แห้ง ต้องเอาผ้าขาวบางซับน้ำให้แห้ง ๒๐๐ กรัม

กระเทียมกลีบใหญ่ปอกแล้ว ๑๐๐ กรัม หรือตำละเอียด ๒ ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น ๔ ช้อนโต๊ะ

ใบตองตานี เชือกกล้วย อ่างดินเรียกว่าอ่างปิดโอ่งสามโคก

วิธีทำ

ปลาล้างสะอาด ใส่ตะแกรงแป้งแล้วผึ้งให้แห้ง หั่นบาง ๆ แล้วใส่ครก ทุบปลาให้แตก แล้วตักขึ้นจากครก ตำกะเทียมพอแหลกตักขึ้น เอาปลาที่ตำแล้วใส่ลงในอ่าง เอาซ่นมือกดปลานวดไป จนปลาละเอียด เอาเกลือใส่นวดต่อไปอีกจนเหนียวเหมือนลูกชิ้นแล้วเอากะเทียมใส่ เอาข้าวที่ผึ่งไว้ใส่ผสมให้เข้ากัน เอาใส่ใบตองปิ้งชิมดู ให้มีรสเค็มจัดจึงจะใช้ได้ เมื่อเวลาใส่ข้าวแล้วห้ามนวดข้าวจะหัก ทำให้ส้มฟักขุ่นและไม่เหนียวมากด้วย วิธีห่อหรือมัดใช้ได้ทั้งนั้น แล้วแต่จะเห็นงาม ต้องใช้ใบตองลนไฟเสียก่อน ถ้าไม่ลนชั้นนอกก็ต้องลนชั้นใน เพราะห่อไว้ ๓–๔ วันจึงจะเปรี้ยว น้ำส้มฟักออกขังอยู่ในใบตองจะเป็นหนอนไม่น่ารับประทาน และทำให้ส้มฟักเหม็นโอ่ไปด้วย ถ้าห่อเป็นแผ่น ต้องหาของหนักทับจึงจะดี ถ้าห่อมัด เหมือนข้าวต้มผัดกลีบเล็ก ๆ หรือเหมือนกับแขนไม่ต้องทับ สัก ๓–๔ วันแก้ชิมดู ชอบเปรี้ยวไว้นานวันก็ได้ ส้มฟักนี้ห้ามใช้ปลาเน่าเข้าบูด อย่างที่เรียกกัน ตำรานี้ต้องใช้ปลาสด ข้าวหุงสุก ของสะอาดทั้งนั้นจึงจะใช้ได้.

...........................................................

เมี่ยงมะเฟือง

สิ่งที่ต้องการ

เนื้อหมูแล่พังผืดออกหมด แล้วสับละเอียด ๑๐๐ กรัม กะเทียมเล็กปอกสับละเอียด ๑ ช้อนหวาน

มะเฟืองเปรี้ยวผลขนาดกลาง ๒–๓ ผล ตัดขวางลูกแกะเม็ดออกหนา ๒ เซ็นต์

ใบผักกาดหอมล้างสะอาดตัดสี่เหลี่ยม

ผักชีล้างสะอาดเด็ดเป็นช่อ

ถั่วลิสงขั้วปอกเปลือกออก

ขิงอ่อนปอกเปลือกล้างสะอาด หั่นสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า

หอมเล็กหรือใหญ่ล้างสะอาด หั่นสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า

พริก เหลือง แดง เกลือป่น น้ำตาลทราย

วิธีทำ

เอาหมูกับกะเทียมสับปนกัน แล้วใส่กะทะหรือหม้อตั้งไฟอ่อน คนให้สุกอย่าให้เป็นก้อน แล้วใส่เกลือน้ำตาลชิมดู แล้วยกลง แล้วเอาผัก มะเฟือง หมูวาง แล้วเอาถั่วลิสง ขิง หอมวาง ถ้าจะวางในช้อนก็ได้ ถ้ามะเฟืองไม่เปรี้ยว จะใส่ตะลิงปิงหรือมะดันก็ได้.

...........................................................

เมี่ยงกุ้ง

สิ่งที่ต้องการ

กุ้งนางฟักศีร์ษะออก ใช้แต่เนื้อเอามันไว้ต่างหาก ๑๐๐ กรัม มะนาวปอกผิว คั้นน้ำ ๑ ช้อนโต๊ะ

น้ำพริกเผา ๑ ช้อนหวาน น้ำเคยดี น้ำตาลทราย ขิงอ่อนหั่นสี่เหลี่ยม เหมือนลูกเต๋าเล็ก

ถั่วลิสงขั้วปอกเปลือก

หอมเล็กหรือใหญ่ ปอกเปลือกหั่นเหมือนลูกเต๋า

ใบผักกาดหอม ใบชะพลู ใบทองหลาง หั่นสี่เหลี่ยมล้างสะอาด ถ้าไม่ชอบ ใช้อย่างเดียวก็ได้

ผักชีเด็ดเป็นช่อล้างสะอาด มะเขือเปราะตัดเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า แกะเม็ดออกล้างสะอาด

พริกเหลืองแดง

วิธีทำ

เอากุ้งขยำกับน้ำมะนาวให้สุก แล้วบีบน้ำไว้ต่างหาก เอาน้ำขึ้น ตั้งไฟพอเดือดเอามันกุ้งใส่ เอาน้ำพริกเผาละลายลงไป น้ำเคยดี น้ำตาลใส่ ชิมดูตามชอบ แล้วเอาเนื้อกุ้งฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ เอาไปไม้ มะเขือ ผักชีวาง แล้วเอากุ้งวาง เอาขิง หอม ถั่วลิสง ใส่เรียงในจาน หรือเรียงในช้อนเหมือนเมี่ยง ขนมเลไลยก็ได้ เอาน้ำที่จะหยอดใส่ถ้วยไปต่างหาก.

...........................................................

เมี่ยงขนมเลไลย

สิ่งที่ต้องการ

ขนมเลไลยก้อนหนึ่งผ่าสอง ๑๐ ก้อน

กุ้งนางต้มสุกใช้แต่เนื้อหั่นขวางตัวหนา ๒ เซ็นต์

มันหมูแข็งต้มสุกหั่นสี่เหลี่ยมหนา ๒ เซ็นต์

ขิงอ่อนหั่นเท่าลูกเต๋าเล็ก ถั่วลิสงคั่ว

หอมใหญ่หั่นเท่าขิง น้ำพริกเผา ๑ ช้อนหวาน

มันกุ้ง มะนาว น้ำตาล น้ำเคยดี

ผักกาดหอม ใบทองหลางไทย ใบชะพลู ล้างสะอาดตัดสี่เหลี่ยม

ผักชีล้างสะอาดเด็ดเป็นช่อ พริกเหลือง แดง

วิธีทำ

เอาน้ำพริกเผา มันกุ้งที่ควักออกจากเนื้อ มะนาวบีบแต่น้ำ น้ำตาล น้ำเคยดี ผะสมกันชิมดู ให้มีรสเปรี้ยวออกหน้าแล้วเอาจานแบนเรียงใบ เอาเครื่องที่เตรียมไว้ใส่อย่างละชิ้นต่อใบ แล้วเอาน้ำพริกที่ผะสมใส่ตามไปต่างหากไว้ จะรับประทานจึงหยอดเอง ถ้าจะให้ผู้รับประทานสะดวกเอาเครื่องเมี่ยงเรียงไปในช้อน แล้วเอาถ้วยน้ำพริกวางกลางจาน มีช้อนเล็กใส่ไว้อีกทีหนึ่ง สำหรับตักน้ำพริกหยอด.

...........................................................

ขนมเบื้องไกรลาศ

สิ่งที่ต้องการ

แป้งสาลีร่อนแล้ว ๑๐๐ กรัม

กะทิคั้นข้นใส่น้ำนิดหน่อย ๑ ถ้วยตวง

ไข่เป็ดหรือไก่ ๑ ฟอง

น้ำตาลทราย ๑ ช้อนหวาน

เกลือป่น ๑ ช้อนกาแฟ

พิมพ์ทองม้วน ๓–๔ พิมพ์

เตาปิ้งเหมือนเตาข้าวตัง

วิธีทำ

เอาแป้งใส่ชาม เอากะทิใส่ ไข่ใส่คนให้เข้ากันกับน้ำตาล เกลือใส่ เอาพิมพ์เผาไฟบนเตาที่จะปิ้งแล้ว เอามันหมูเช็ดพิมพ์ ปิ้งบนไฟพอร้อน เอาช้อนกาแฟตักแป้งหยอดลงในพิมพ์ ปิ้งไฟอย่าให้แรงนัก ขนมพอสีนวลใช้ได้ แล้วเอาออกจากพิมพ์ พับกลางเหมือนขนมเบื้อง พอเย็นเก็บใส่ขวดไว้ได้หลายวัน

วิธีทำไส้

เนื้อหมูล้างสะอาด หั่นสี่เหลี่ยมเล็กเท่าก้านไม้ขีดไฟหรือสับก็ได้ ไม่ต้องละเอียดนัก ๒ ช้อนโต๊ะ กุ้งนางหรือกุ้งตะเข็บ ใช้แต่เนื้อกับมันสับหรือหั่น ๒ ช้อนโต๊ะ ปูทะเลต้มสุกแกะแต่เนื้อ ๒ ช้อนโต๊ะ ถั่วเขียวหรือถั่วทองกะเทาะแตก ๒ ซีก แล้วแช่น้ำล้างเปลือกออกนึ่งให้เปื่อย ๒ ช้อนโต๊ะ หัวผักกาดเค็ม ล้างน้ำให้หายเค็ม สับละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ ถั่วงอกเด็ดก้านสั้น ๑/๔ ถ้วยตวง น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำมันหมู ๒ ช้อนโต๊ะ

เอากะทะใส่น้ำมันหมู ตั้งไฟพอร้อน เนื้อหมูเนื้อกุ้งใส่ เอาตะหลิวสับอย่าให้เป็นก้อน แล้วเอาปูทะเล ถั่ว หัวผักกาด น้ำตาล เกลือ พริกไทย ใส่ชิมดูตามชอบ จึงใส่ถั่วงอก ผักชี คนให้ทั่วยกลง พอเย็นตักใส่บนขนมเบื้องที่ทำไว้ ใส่จานรับประทานได้.

...........................................................

กระทงทอง

สิ่งที่ต้องการ

แป้งสาลี ร่อนแล้ว ๑๐๐ กรัม

ไข่ไก่ ๑ ฟอง

นมสด ๑/๒ ถ้วยตวง

น้ำ ๑/๒ ถ้วยตวง

น้ำมันหมู ๑ กิโลกรัม

เนื้อไก่หั่นสี่เหลี่ยมขนาดลูกเต๋า เอาหนังออก

มันฝรั่งปอกล้างน้ำ หั่นสี่เหลี่ยมขนาดลูกเต๋า เอาหนังออก ๕๐ กรัม

หอมใหญ่ หั่นสี่เหลี่ยมขนาดลูกเต๋า เอาหนังออก ๕๐ กรัม

ถั่วกระป๋องเม็ดเล็ก ๕๐ กรัม

นมสดหรือแป้งครีม ต้องละลายน้ำ ๒ ช้อนโต๊ะ

เนย ๑ ช้อนโต๊ะ

แป้งสาลี ๑ ช้อนหวาน

เกลือป่น พริกไทย

ถ้าชอบสีชมภูจะแบ่งผสมกับน้ำมะเขือเทศก็ได้

พิมพ์ที่มีด้าม

วิธีทำ

เอาแป้งใส่ชาม นมใส่ น้ำใส่ ไข่ใส่ ผะสมให้เข้ากัน และเอากระชอนกรอง เอากะทะตั้งไฟเอาเนยใส่ เอาไก่กับมันฝรั่งใส่คนพอสุก เอาหอม ถั่ว แป้งสาลีใส่ นมสด หรือครีมใส่ เกลือ พริกไทย ชิมดู ถ้าชอบรสหวานเติมน้ำตาลเล็กน้อย

วิธีทำกะทง

น้ำมันใส่ในหม้ออลูมิเนียม เพราะต้องใช้ก้นลึกกว่ากะทะธรรมดา แล้วตั้งไฟ เอาพิมพ์แช่ลงในน้ำมันด้วยพอร้อนแล้วยกมาจุ่มที่ชามแป้ง จึงไปใส่ในน้ำมันเดือดอีก ค่อย ๆ ขยับมือจุ่มยกไปมาให้กะเทือน แป้งที่เกาะพิมพ์จะหลุด พอมีสีเหลืองอ่อน ก็ตักขึ้นใส่กะชอนไว้ ให้น้ำมันออกให้หมด พอเย็นใส่ขวดเก็บไว้ เวลารับประทานเอากะทงเรียงในจาน ตักไส้ใส่ ถ้าชอบไส้อื่น ๆ ก็ใส่ได้ จะห่อเมี่ยงลาวใส่ก็ได้ แล้วแต่ชอบ จะใช้แทนของหวาน ก็ใส่ไส้หวาน.

...........................................................

ข้าวตังกะทิ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสารจ้าวใหม่ ๒๐๐ กรัม

มะพร้าวคั้นแต่ศีร์ษะไม่ใส่น้ำ ๑ ถ้วยตวง

มะพร้าวคั้นที่ ๒ ใส่น้ำนิดหน่อย ๑/๒ ถ้วยตวง

ไข่ไก่ ๑ ฟอง

น้ำตาลทราย ๑/๒ ถ้วยตวง

เกลือป่น ๑ ช้อนหวาน

พิมพ์เหมือนกับพิมพ์ทองม้วน แต่ใหญ่กว่าไม่มีลาย ๒–๓ พิมพ์ เตาปิ้งเหมือนเตาปิ้งสะเต๊ะ มีรูปยาวและใหญ่ขนาดพิมพ์ ควรเป็นเตาเหล็กพอวางปิ้งได้

วิธีทำ

เอาข้าวสารซาวน้ำสะอาด แล้วใส่หม้ออลูมิเนียมหรือหม้อทองแดง (เว้นหม้อเคลือบ) เอาน้ำใส่ให้ท่วมข้าว ๒ ส่วน เคี่ยวไปจนเปื่อย เอาพายกวนจนแห้งข้าวไม่ติดหม้อ แล้วเอาศีร์ษะกะทิใส่กวนจนแห้ง ยกลงจากเตาเอาน้ำตาลเกลือใส่ พอข้าวเย็น ต่อยไข่ใส่คนให้เข้ากัน ถ้าข้าวแห้งมาก เอากะทิที่ ๒ ใส่คนให้ทั่ว เอาพิมพ์เผาไฟให้ร้อน เอาน้ำมันทาพิมพ์ก่อน เพราะครั้งแรกพิมพ์ยังใหม่อยู่ ปิ้งต่อไปจนไม่ต้องทา น้ำมันในข้าวตังจะออกเอง ใช้ไฟแรงปานกลาง ถ้าแรงเกินไป ข้าวตังจะไหม้ก่อนกรอบ ส่วนรสเค็มหวานชิมตามชอบ

ถ้าจะทำข้าวต้มกุ้ง เอากุ้งต้มสุก เอาแต่เนื้อตำให้ละเอียดใส่กะเทียมกลีบใหญ่ทุบพอแตก ใส่ผสมพอควร พริกไทยป่นกุ้งใส่ลงไปในข้าว ผักชีนิดหน่อย เกลือป่น น้ำตาลทราย อย่าให้รสหวานเหมือนข้าวตังกะทิ เพราะของคาว ที่ไม่ได้บอกส่วนเพราะของเหล่านี้จะใส่มากได้น้อยได้ ไม่ทำให้เสียหายอะไร รสตามใจชอบ.

.

..



85

https://vajirayana.org/v2/books/หุงข้าวต้มแกง/น้ำพริก

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81

.

หุงข้าวต้มแกง/น้ำพริก

เนื้อหาในหน้านี้

น้ำพริกรวมผัก
น้ำพริกมะเขือพวง
น้ำพริกปลาซามอน
น้ำพริกไข่ปู
น้ำพริกมะกรูด
น้ำพริกสำเร็จ
น้ำซุปชาวใต้
กะปิขั้วหมู
น้ำพริกนครบาล
ปลาร้าคั่วแห้ง

.

..

น้ำพริก

..

น้ำพริกรวมผัก

สิ่งที่ต้องการ

เยื่อเคยดี ๑ ช้อนโต๊ะ เผาสุก กุ้งแห้งป่น ๒ ช้อนโต๊ะ กะเทียมเล็กปอกแล้วหนึ่งช้อนหวาน กุ้งแห้งเล็กทอดกรอบ ๒ ช้อนโต๊ะ มะนาวส้มเหม็นหั่นเล็ก ๆ ให้เนื้อผิวติดกันอย่างละช้อนหวาน มะอึกห่ามสุกขูดล้างสะอาด หั่นตามผลชิ้นเล็กบางหนึ่งช้อนโต๊ะ ระกำปอกแล้วเฉือนชิ้นเล็ก ๆ หนึ่งช้อนหวาน

มะพร้าวขูด ๒๐๐ กรัม คั้นที่ ๑ ไม่ต้องใส่น้ำไว้ต่างหาก แล้วน้ำที่ ๒–๓ จึงใส่น้ำคั้นให้หมดมัน

ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วแขก มะเขือเปราะ มะเขือเขียวยาว แตงกวา แตงอ่อน มะละกอห่าม หน่อไม้เผาหรือหน่อไม้สดก็ได้ อย่าให้ขื่น มะเขือพวง ฟักเหลือง ดอกขจร ดอกข้าวสาร ฟักข้าวอ่อน น้ำเต้าอ่อน ข้าวโภชน์อ่อน

ผักที่กล่าวแล้วนี้ล้างสะอาด อย่างไหนต้องปอกเปลือกก็ปอกมะเขือเปราะต้องผ่าแกะเม็ดให้หมด ตัดสี่เหลี่ยมขนาดลูกเต๋าหนา ๒ เซ็นต์ สี่เหลี่ยม

ผักที่กล่าวไว้ข้างบนหั่นเท่ากันหมด เว้นดอกขจร ดอกข้าวสารเด็ดแต่ดอก ต้มกับน้ำกะทิที่ ๒–๓ แล้วเอาน้ำที่ ๑ ตั้งไฟให้เดือด ไว้ใส่ทีหลัง (เมื่อต้มแล้วใส่กะชอนผึ่งให้แห้ง)

ปลาดุกย่าง แกะก้างออกทอดกรอบหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม น้ำเคยดี น้ำตาลปึก มะนาว พริกมูลหนู ชี้ฟ้าเหลืองแดง

วิธีทำ

เอาเยื่อเคยใส่ครกตำละเอียด แล้วเอามะอึก ระกำ ผิวส้มเหม็นใส่ครกคนให้ทั่วแล้ว เอาพริกใส่บุบพอแตก แล้วเอาน้ำตาล น้ำเคยดี ใส่ชิมให้รสจัด แล้วเอาผักที่ต้มไว้ใส่ชาม ตักน้ำพริกที่ปรุงไว้ใส่คลุกให้เข้ากันชิมดู ถ้ารสอ่อนจะเติมให้จัดได้ตามชอบ แล้วเอากะทิคั้นใส่ผะสมลงในผักแต่ครึ่งหนึ่ง เหลือไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วตักใส่จาน เอากะทิราดหน้าอีกทีหนึ่ง แล้วเอากุ้งแห้งโรยบนกะทิ เอากุ้งแห้งทอดวางตามขอบจาน เอาปลาดุกทอดวางสลับกันให้งาม

น้ำพริกนี้ต้องคลุกจวนจะรับประทาน ถ้าคลุกไว้นานจะไม่อร่อย

วิธีทำปลาดุกทอดฟู

ปลาดุกขนาดใหญ่ ตัดศีร์ษะล้างสะอาดแล้วเสียบไม้ย่าง พอสุกเอาใบตองวางบนเขียงหรือจานแบน เอามีดผ่าหลังอย่าให้ขาด แบะออกแกะก้างให้หมด แล้วเอาปลายมีดคุ้ยเนื้อปลาให้ฟู ตรงไหนบางก็แกะเอาที่หนาเติมให้เสมอกัน แล้วเขี่ยให้ฟูทั่วกัน เอาน้ำมันหมูใส่กะทะคะเนให้ท่วมปลา พอน้ำมันร้อนแล้ว ยกปลาทั้งใบตองวางพาดกับปากกะทะ ค่อย ๆ เลื่อนปลาลงไปในกะทะ แล้วชักใบตองออกไปอย่าให้แรงนัก ทอดให้เหลืองกรอบ จึงเอาทัพพีรูตักขึ้นผึ่งให้แห้งน้ำมันใช้ได้.

...........................................................

น้ำพริกมะเขือพวง

สิ่งที่ต้องการ

เยื่อเคยดีเผาไฟ ๑ ช้อนโต๊ะ กุ้งนางหรือกุ้งตะเข็บต้มสุกหรือย่างไฟพอสุก ปอกเปลือกแล้วใช้แต่เนื้อฉีกเป็นชิ้น ๑ ช้อนโต๊ะ กะเทียมเล็กปอกแล้วหนึ่งช้อนกาแฝ พริกมูลหนู พริกชี้ฟ้าเขียวเหลืองแดงใส่ตามรสชอบ มะนาวหั่นติดผิว เป็นชิ้นเล็ก ๆ ๑ ช้อนกาแฟ กุ้งแห้งป่น ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำเคยดี น้ำตาลปึก มะนาวผ่าใช้บีบแต่น้ำ มะเขือพวงเผาไฟพอสุกบ้างดิบบ้าง ๑ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เอาเยื่อเคยใส่ลงในครก แล้วเอากะเทียมใส่ ตำจนเข้ากันแล้วเอากุ้งสดใส่ตำไปอีก แล้วเอากุ้งแห้งใส่คนให้เข้ากัน ปลิดมะเขือพวงเอาก้านออก ตำพอแตก ใส่น้ำเคยดี น้ำตาลปึก มะนาว หั่นคนให้ทั่ว ชิมดูถ้าไม่เปรี้ยวบีบมะนาวใส่อีก พอชอบรส เอาพริกใส่บุบพอแตก ตักขึ้นใส่ถ้วยรับประทาน (น้ำพริกนี้เป็นน้ำพริกคลุกข้าวก็ได้) ควรมีปลาเค็มหรือปลาช่อนแห้ง และของกรอบ ๆ รับประทานด้วย จะดีมาก.

...........................................................

น้ำพริกปลาซามอน

สิ่งที่ต้องการ

ปลาซามอนกระป๋องอย่างดี ๒ ช้อนโต๊ะ เยื่อเคยเผาไฟพอสุก ๑ ช้อนโต๊ะ หอมเล็กปอกแล้ว ๑ ช้อนหวาน กะเทียมเล็กปอกแล้ว ๑ ช้อนกาแฟ มะนาว ส้มเหม็นหั่นเล็ก ติดเนื้อและผิวอย่างละ ๑ ช้อนหวาน น้ำเคยดี น้ำตาลปึก พริกมูลหนู พริกชี้ฟ้า เขียว เหลือง แดง

วิธีทำ

เอาเยื่อเคยใส่ครกตำ แล้วเอากะเทียมหอมใส่ ตำละเอียด แล้วใส่ปลาซามอนให้ทั่ว แล้วใส่มะนาว ส้มเหม็น น้ำตาล น้ำเคยดี ชิมดูตามชอบ แล้วเอาพริกใส่พอควร บุบให้พริกแตกแล้วคนให้ทั่ว ถ้าไม่เปรี้ยว ก็ใส่มะนาวกับส้มเหม็น บีบแต่น้ำชิมดูตามชอบรส

น้ำพริกนี้ไม่เหลวนัก พอมือหยิบได้ รับประทานกับผักดิบ.

...........................................................

น้ำพริกไข่ปู

สิ่งที่ต้องการ

ไข่ปูทะเลที่ต้มสุกแล้ว ๒ ช้อนโต๊ะ เยื่อเคยดีเผาไฟสุกหนึ่งช้อนโต๊ะ กะเทียมเล็กแกะแล้ว ๑ ช้อนหวาน มะนาว ส้มเหม็น ใช้หั่นละเอียดชิ้นเล็กติดทั้งผิว ถ้าไม่มีส้มเหม็นใช้แต่มะนาวก็ได้ พริกมูลหนู พริกชี้ฟ้า เหลือง เขียว แดง น้ำเคยดี น้ำตาลปึก

วิธีทำ

เอาเยื่อเคยใส่ครกตำละเอียด เอากะเทียมใส่แล้วตำต่อไป เอาไข่ปูใส่ เอามะนาว ส้มเหม็น ที่หั่นใส่ เอาพริกใส่บุบพอแตก น้ำเคยดี น้ำตาล ถ้าไม่เปรี้ยว เอามะนาวใส่ชิมดูตามชอบรสรับประทานได้ (น้ำพริกนี้รับประทานกับผักดิบ) ถ้าไม่ใช้ไข่ปูทะเล จะใช้ไข่เค็มเมืองจีน ใช้แต่ไข่แดงต้มสุกแล้วก็ได้ เรียกว่าน้ำพริกไข่เค็ม.

...........................................................

น้ำพริกมะกรูด

สิ่งที่ต้องการ

กุ้งแห้งป่น หรือปลาเนื้ออ่อนแห้งที่เรียกว่าปลากรอบ แกะแต่เนื้อหนึ่งช้อนกาแฟ พริกแห้งบางช้างเผาไฟพอหอม ๑ เม็ด พริกชี้ฟ้า เหลือง แดง เขียว เผาไฟฉีกเป็นชิ้นตามยาวเม็ด ๓–๔ เม็ด มะกรูดเผาไฟ บีบเอาแต่น้ำ น้ำเคยดี น้ำตาลปึก น้ำมะนาว

วิธีทำ

เอาพริกแห้งล้างสะอาด ตำให้ละเอียด ใส่เยื่อเคยตำละเอียด เอากะเทียมใส่ กุ้งแห้งป่น หรือปลากรอบป่นใส่ น้ำมะกรูด น้ำตาล น้ำเคย ใส่ชิมดูตามชอบ ถ้าชอบเปรี้ยวจะเติมน้ำมะนาวก็ได้ ตักใส่ชาม เอาพริกที่ฉีกไว้โรยหน้า (น้ำพริกนี้ข้นมาก รับประทานกับผักต่าง ๆ ทอดกรอบ หรือกากหมูทอดกรอบก็ได้)

...........................................................

น้ำพริกสำเร็จ

สิ่งที่ต้องการ

มะขามอ่อนขูดแกะเม็ดออก ๑ ช้อนโต๊ะ เยื่อเคยดีเผาไฟสุก ๑ ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้งป่น ๒ ช้อนโต๊ะ กะทิคั้นแล้วเคี่ยวจนเป็นน้ำมันกะทิเป็นก้อนสีเหลืองอ่อน ตักน้ำมันออกต่างหาก เรียกว่าขี้โล้ ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำเคยดี น้ำตาลปึก มะนาว พริกมูลหนูแดงเขียว

วิธีทำ

เอามะขามตำให้ละเอียด แล้วบีบมะนาวนิดหน่อย คนให้ทั่วเพื่อไม่ให้มะขามดำ เอาเยื่อเคยใส่ครกตำให้ละเอียด แล้วเอากะเทียมใส่ กุ้งแห้ง มะขามใส่เคล้าจนทั่ว เอาขี้โล้ กะทิพอแตกใส่ชิมดู ถ้าไม่เปรี้ยวควรใช้มะนาวบีบลงไปใช้น้ำเครื่องประกอบ รับประทานกับน้ำพริก

ถั่วพูอ่อนตัดเป็นท่อนพองาม ถั่วฝักยาวอ่อนตัดเป็นท่อน มะเขือเปราะผ่าสี่ แกะเม็ดออกล้างสะอาด แตงกวาอ่อนผ่าสี่เฉือนไส้ออก ผักบุ้งใช้แต่ยอดอ่อน เอาผักเหล่านี้ทอดกับน้ำมันมะพร้าวที่ตักขึ้นไว้จากขี้โล้ ทอดผักทีละอย่าง เอากุ้งแห้งทอดกรอบ เสร็จแล้วตักน้ำพริกไว้ตรงกลางจาน เอาผักเรียงตามขอบจานเป็นอย่างๆ และกุ้งแห้งทอดด้วยรับประทานได้.

...........................................................

น้ำซุปชาวใต้

สิ่งที่ต้องการ

กุ้งสด สุกแล้ว ฉีกแต่เนื้อ ๑ ช้อนโต๊ะ

กุ้งแห้งป่น ๑ ช้อนโต๊ะ มันกุ้งดำสงขลา ๑ ช้อนหวาน

เยื่อเคยดีเผาสุก ๑ ช้อนหวาน หอมปอกแล้วหัวเล็กหั่นตามศีร์ษะบาง ๆ ๑ ช้อนโต๊ะ

กะเทียมเล็กหั่นลอกเปลือกออก หั่นขวางศีร์ษะ ๑ ช้อนหวาน

ระกำหั่นแต่เนื้อชิ้นเล็ก ๆ ๑ ช้อนหวาน

มะอึกห่ามและสุก ขูดล้างสะอาด หั่นตามลูก ๑ ช้อนหวาน

มะนาว หั่นเนื้อผิวติดกันชิ้นเล็ก ๆ ๑ ช้อนหวาน

พริกมูลหนู พริกชี้ฟ้าแดง เหลือง ทุบแตก หั่นเป็นท่อน น้ำเคยดี น้ำตาลปึก

วิธีทำ

เอาเยื่อเคย มันกุ้งละลายกับน้ำเคยดีเสียก่อน แล้วเอากุ้งสดกุ้งแห้งใส่ ใส่เครื่องที่หั่นไว้ผะสมให้เข้ากันชิมดู ถ้าไม่เปรี้ยวใช้มะขามเปียกคั้นใส่ น้ำจะมีรสดี แล้วตักใส่ชาม เอาพริกโรยหน้ารับประทานได้

น้ำซุบนี้ชาวปักษ์ใต้เขาใช้รับประทานกับขนมจีน สัพรสอร่อยดีเหมือนกัน ใช้แทนของจิ้ม คล้ายกะปิพล่า รับประทานกับผักดิบ มีใบกะถิน ฝักกะถิน ผลชะเนียง สะตอ และใบไม้อื่น ๆ ก็ได้ แล้วแต่ชอบ.

...........................................................

กะปิขั้วหมู

สิ่งที่ต้องการ

หมู ๓ ชั้นหนัก ๒๐๐ กรัม ขูดสะอาด ต้มพอเปื่อย หั่นหนา ๒/๘ ของนิ้วฟุต ยาว ๑/๒ นิ้วฟุต

เยื่อเคยดี ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำมันหมู ๒ ช้อนโต๊ะ กะชายทั้งศีร์ษะ กับรากขูดล้างสะอาดหั่น ๑ ช้อนโต๊ะ พริกไทย ๕ เม็ด

ข่า ผิวมะกรูด หั่นละเอียด ๑/๒ ช้อนกาแฟ

ตะไคร้หั่นละเอียด ๑ ช้อนหวาน หอมเล็ก กะเทียมเล็กปอกแล้วอย่างละ ๑ ช้อนโต๊ะ พริกแห้งบางช้างผ่าเม็ดออกล้างน้ำ ๑ เม็ดใหญ่ ปลาฉลาดแห้งหรือปลาเนื้ออ่อนแห้งแกะแต่เนื้อ ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปึก เกลือ

วิธีทำ

เอาเยื่อเคย กะชาย ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด พริกแห้ง ใส่ครกตำละเอียด เอาปลาแห้งที่กะไว้ตำให้ละเอียด ใส่หอม กะเทียมตำ แล้วเอาน้ำมันหมูใส่กะทะขึ้นตั้งไฟ พอร้อนใส่ส่วนผะสมที่ในครก ผัดจนหอม เอาหมูสามชั้นที่หั่นไว้ใส่ผัดไปจนเข้ากันดี ใส่น้ำตาล เกลือ ชิมดูตามชอบ ถ้าชอบเผ็ดจะทุบพริกสดใส่ก็ได้ รับประทานกับผักดิบ มะเขือ แตงกวา และผักต่าง ๆ สำหรับใช้เดินทางดี เพราะเก็บได้หลายวัน.

...........................................................

น้ำพริกนครบาล

สิ่งที่ต้องการ

มะม่วงดิบซอย ๑ ช้อนหวาน มะดันเฉือนแต่เนื้อ ๑ ช้อนหวาน มะขามสดแกะเม็ดออกหนึ่งช้อนหวาน มะอึกสุกและห่าม หั่นตามผลบาง ๆ ๑ ช้อนหวาน ระกำเฉือนแต่เนื้อชิ้นเล็ก ๆ ๑ ช้อนหวาน ส้มซ่าหั่นติดผิวและเนื้ออย่างละ ๑ ช้อนกาแฟ กุ้งแห้งป่นแล้ว ๒ ช้อนโต๊ะ

รากผักชีล้างสะอาดหั่น ๑/๒ ช้อนกาแฟ เยื่อเคยเผาไฟสุกแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ กะเทียมเล็กแกะแต่เนื้อ ๑ ช้อนหวาน

พริกมูลหมู พริกชี้ฟ้า น้ำเคยดี น้ำตาลปึก

วิธีทำ

เอาเยื่อเคยใส่ครกตำละเอียด เอารากผักชีใส่ กะเทียมตำไปจนละเอียด เอามะขามใส่ พอมะขามละเอียด เอาเครื่องที่หั่นไว้ใส่ ส้มที่มีรสเปรี้ยวมากควรแบ่งไว้บ้าง ถ้าไม่เปรี้ยวจึงค่อยเติมภายหลัง กุ้งแห้ง น้ำเคยดี น้ำตาลปึกใส่ เอาพริกใส่ บุบพอแตก ชิมดูตามชอบ น้ำพริกนี้ควรมีปลาทอดกรอบและผัดดิบ.

...........................................................

ปลาร้าคั่วแห้ง

สิ่งที่ต้องการ

ปลาร้าอย่างหอม ๑๐๐ กรัม ล้างสะอาด หลนใส่น้ำพอท่วม แล้วกรองก้างออก มะพร้าวขูดแล้ว ๒๐๐ กรัม คั้นให้ข้นทั้งน้ำ ๑–๒–๓ รวมกัน พริกแห้งบางช้างเม็ดใหญ่หนึ่งเม็ด ผ่าเม็ดออกล้างสะอาด ตำละเอียด หอมกะเทียมเล็กปอกเปลือก แล้วหั่นบางตามศีร์ษะอย่างละ ๑ ช้อนหวาน น้ำมะขามเปียก เกลือ น้ำตาลปึก

วิธีทำ

เอากะทิกับปลาร้าใส่หม้อตั้งไฟก่อน พอข้นเอาพริกแห้งใส่ เอาหอมกะเทียมใส่ น้ำมะขามเปียก ถ้าไม่เค็ม เติมเกลือน้ำตาลนิดหน่อย ถ้าไม่ชอบรสหวานก็ไม่ต้องใส่ แล้วผัดไปจนแห้ง ไม่ติดกะทะใช้ได้ ถ้าชอบเผ็ดจะทุบพริกใส่ก็ได้ ถ้าไม่ชอบปลาร้า จะใช้ปลากุเลาเค็มแทนก็ได้ จะใช้เป็นของจิ้มรับประทานกับผักดิบหรือต้มได้ทั้งนั้น เก็บไว้รับประทานได้หลายวัน.

.

..



86

หุงข้าวต้มแกง/แกงต่าง ๆ

เนื้อหาในหน้านี้

แกงเนย
ข้าวหมกไก่
แกงแดง
แกงเหลือง
แกงเขียว
แกงเปรี้ยว (แกงแขก)
ไก่ซามัน (แขก)
อาจาดผัก
แกงสามรส (แกงปลาเทโพหรือสวาย)
แกงขั้วส้มตะพาบน้ำกับมะอึก
แกงละเวง
แกงชาวเรือแห
ต้มยำหยวก
แกงหมูกับใบชะมวง ใบมะดัน
แกงกุ้งนางตะลิงปลิง
แกงขั้วตะลิงปลิงกับไก่กุ้ง
แกงโมง (แกงชาวชลบุรี)
แกงลาว
แกงปลาเทโพหรือสวายกับใบแมงลัก
แกงไก่เจ็ก
แกงนอกหม้อ
แกงเผ็ดปลาไหล
แกงกะท้อนกับปลาดุก
แกงจืดมัดผสม
แกงจืดอกไก่หมูแฮม
แกงต้มปลาร้ากับหมูสามชั้น
แกงอะไรก็ได้
แกงเป็ดพันต้นหอม

.

...........................................................

แกงต่าง ๆ

..

แกงเนย

สิ่งที่ต้องการ

ไก่ทั้งตัวหนัก ๑๒๐๐ กรัม ควรใช้ไก่อูอย่างอ่อน

นมเปรี้ยว ๔ อออนซ์

มันฝรั่งปอกแล้ว ๔๐๐ กรัม

มะเขือเทศ ๓๐๐ กรัม ควรเป็นสีชมภูพอสุกอย่าให้งอม

หอมใหญ่ปอกแล้ว ๑๖๐ กรัม ถ้าหัวเล็กควรใช้ทั้งหัว

หญ้าฝรั่น ๑ ช้อนกาแฟ

ยี่หร่า ๑ ช้อนโต๊ะ

กะวานแขก ๑๒ เม็ด

กานพลูแกะเกษรออก ๓ ดอก

อบเชยป่นแล้ว ๑ ช้อนชา

อบเชยไม่ต้องป่นตัดเป็นท่อน ๆ ๖๐ กรัม ตัด ๓ ท่อน

เนยฝรั่งหรือเนยแขก ๑๖๐ กรัม

หอมเล็กปอกหั่นบาง ๆ ๑๐๐ กรัม

เกลือ ๓ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๓ ช้อนโต๊ะ พริกเหลืองแดง ๔ เม็ด พริกแห้งเอาเม็ดออกล้างน้ำสะอาด ๓ เม็ด กะเทียมปอกแล้ว ๔๐ กรัม ขิงปอกแล้ว ๒๐ กรัม น้ำล้างครกและน้ำ ๔๐ ออนซ์

วิธีทำ

ไก่ล้างสะอาดตัดเป็นท่อนหรือชิ้นติดกระดูกด้วย ๑๔–๑๖ ชิ้น เอาอบเชยป่นแล้ว ยี่หร่า กะวานปอกเปลือก กานพลู ใส่ครกตำให้ละเอียด แล้วเอาพริกแห้งกะเทียม พริกเหลืองแดง ขิงปอกเปลือก ใส่ลงโขลกรวมกันตำให้ละเอียด เอาหญ้าฝรั่นชงน้ำร้อน ๑ ช้อนโต๊ะ พอหญ้าฝรั่นเปื่อยแล้วตักแต่เนื้อใส่ครกตำต่อไป เมื่อละเอียดแล้วตักขึ้นเคล้าไก่ให้ทั่ว แล้วเอาเกลือป่นกับน้ำหญ้าฝรั่นนมเปรี้ยวเคล้าลงไปอีก หมักไว้ ๓ นาที เอาเนยตั้งไฟพอร้อน แล้วเอาหอมเล็กใส่คนไปจนเหลืองตักหอมขึ้นเอากะวาน อบเชย ทอดลงในน้ำมันพอหอม แล้วเอาไก่ที่หมักไว้ใส่คนให้ทั่วแล้วปิดฝาหม้อให้สนิท หรือเอาของหนักทับอย่างให้ไอออกมา ใช้ไฟพอควรอย่างให้แรงนักประมาณ ๕–๑๐ นาที เปิดฝาคนให้ทั่ว พอไก่ใส่แล้วเอาน้ำใส่พอท่วมไก่ แล้วเอาหอมใส่ปิดฝาต่อไปพอไก่เปื่อยเอามันฝรั่งผ่าเป็นชิ้นขนาดหอมใหญ่ใส่ลงไปในหม้อพอสุกแล้วใส่เกลือ ๒ ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำตาล ๓ ช้อนโต๊ะ เอามะเขือสุกหั่นชิ้นขนาดตามลูกใหญ่ขนาด ๔–๕ ชิ้น ใส่แล้วปิดฝาหม้อจนมะเขือสุกใช้ได้ หม้อที่แกงนี้ควรใช้หม้อแขกเพราะฝาสนิท และใช้ทอดก็ได้ ส่วนน้ำแกงนั้น เมื่อสุกแล้วน้ำคงเหลือเท่ากับเนื้อพอดีกัน ระวังอย่าให้น้ำแกงมากจะใสเสียรส ส่วนรสแกงนี้มีรสเค็มมากกว่ารสอื่นจะเปรี้ยวนิดน้อย เพราะมีมะเขือเทศ ถ้าชอบเปรี้ยวมากจะใช้เติมด้วยมะนาวหรือมะขามเปียกก็ได้.

...........................................................

ข้าวหมกไก่

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสารเจ้าเก่าที่ ๑ หนัก ๒ ลิตรใหญ่ ไก่ใหญ่ควรจะเป็นไก่อูอย่างอ่อนต้องเป็นไก่ตัวผู้จะดีกว่าไก่ธรรมดา ๑ ตัว

เนยแขก ๓๐๐ กรัม

นมเปรี้ยว ๖ ออนซ์

ลูกยี่หร่าป่นแล้ว ๑/๑   ๒ ช้อนหวาน

อบเชยป่นแล้ว ๑ ช้อนหวาน

กานพลูป่นแล้ว ๑/๒ ช้อนกาแฟ

ลูกกะวานแขกเม็ดเล็กยาว ๑ ช้อนกาแฟ

ลูกกะวานไทยเม็ดใหญ่กลม ๒๐ เม็ด

กานพลูทั้งดอก ๒๐ ดอก

อบเชยหักเป็นท่อนขนาดนิ้วฟุด ๑๐ ชิ้น

ขิงแก่ตำแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ

กะเทียมหัวเล็กปอกแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ

หอมเล็กปอกหั่นบาง ๆ ๑/๒ ถ้วยตวง

ใบสาระแหน่ใช้แต่ใบ ๑/๔ ถ้วยชา

พริกชี้ฟ้า ๓ สี ตำแล้ว ๑ ช้อนกาแฟ

แตงกวา ๑๐ ผล

น้ำส้ม มะนาว เกลือป่น น้ำตาลทราย แป้งสาลี มันฝรั่ง ก.ก. หญ้าฝรั่น ๑ ช้อนกาแฟ ผ้าขาวบางเล็ก เกลือเม็ด หม้อแขก ขิงอ่อนหั่น พริกเหลืองแดง ๖ เม็ด

ยี่หร่า อบเชย กะวาน กานพลู ที่ป่นแล้วร่อนเอาละเอียดไว้ต่างหาก เอากากที่ร่อนแล้วห่อใส่ผ้าขาวบางเรียกว่า ลูกประคบ ๑ ถูก เอาไว้ใส่ในหม้อข้าว

วิธีทำ

ข้าวเลือกผงออกให้สะอาดซาวน้ำแช่ไว้ประมาณ ๑๐–๑๕ นาที ตัดไก่ให้เป็นชิ้น ๑ ตัว ประมาณ ๑๐ ชิ้นทั้งกระดูกล้างน้ำให้สะอาดบีบน้ำให้แห้งใส่อ่างไว้ ตำพริกชี้ฟ้า ๓ สี ๑ ช้อนกาแฟ เอาขิง กะเทียมดำรวมให้เข้ากัน แล้วเอามาเคล้าใส่เกลือป่นชิมดูให้มีรสเค็มสักหน่อย ถ้าชอบหวานจะใส่น้ำตาลนิดหน่อยก็ได้ แต่อย่าให้หวานมาก เอาเครื่องเทศที่ป่นแล้วใส่คลุกลง เอานมเปรี้ยวใส่หมักไว้ น้ำร้อนชงหญ้าฝรั่น ๑/๔ ถ้วยชา ปอกมันฝรั่งแล้วล้างน้ำให้สะอาดผึ่งไว้ให้แห้ง เอาเนยใส่หม้อตั้งไฟพอร้อนจัด เอาหอมที่หั่นแล้วใส่ลงไปคนให้ทั่ว พอสีนวลรีบยกลง ข้างล่างให้มีสีเหลืองใช้ได้ ตักขึ้น เทน้ำไว้ต่างหาก เอาไก่ประดับลงใส่หม้อแล้ว เอามันฝรั่งเคล้าเกลือนิดหน่อยเคล้ากับนมปรี้ยวที่ติดอยู่ก้นอ่าง เรียงลงในหม้อ เอาหอมเจียวโรยลงไปให้ทั่ว ใบสาระแหน่โรย ใช้แป้งสาลีนวดให้เป็นก้อนปั้นกลมโต ๑/๔ ถ้วยชา แล้ววางลงบนไก่ ตักถ่านไฟ ๑ ก้อนวางลงบนแป้ง แล้วเอาน้ำมันเนยหยดลงไป ๒–๓ หยด พอควันขึ้นก็รีบปิดฝาหม้อ อย่าให้ควันออก (เหมือนอย่างรมควันเทียน) เอาหม้อใส่น้ำตั้งไฟ คะเนน้ำให้ท่วมข้าวสัก ๒ นิ้วฟุด ล้างเกลือเม็ดให้สะอาดใส่ชิมดูพอออกรสเค็มอย่าให้จัด พอน้ำเดือดเอาข้าวใส่ ลูกกะวาน กานพลู อบเชย ใส่ลงไป คนให้ทั่ว เอามะนาวบีบน้ำลงไป ๑/๒ ช้อนกาแฟ พอข้าวแย้มตักใส่ลงในหม้อไก่ที่อบไว้ (เอาแป้งที่มีถ่านไฟขึ้นเสียก่อน) วิธีตักครั้งแรกข้าวต้องดิบมาก ตักครั้งที่ ๒–๓ ค่อยสุกขึ้นเป็นลำดับ ต้องตักน้ำติดไปบ้างอย่าให้แห้งเกินไปและอย่าให้มากจะแฉะ ต้องเป็นคนหุงข้าวเป็นจึงจะคะเนถูก แล้วเอาหญ้าฝรั่นที่ชงไว้ราดลงบนข้าวเป็นชั้นๆ เก็บพวกอบเชย กะวาน กานพลู ออกเสียบ้างก็ได้ เวลารับประทานจะได้สะดวก เมื่อตักข้าวเสร็จแล้ว เกลี่ยให้เสมอกัน แล้วเอากากเครื่องเทศที่ป่นแล้วห่อผ้าขาวบางเรียกว่า ลูกประคบหมูลงไปในข้าว แล้วเอาน้ำมันเนยราด เอาแป้งแผ่นใส่ลงไปใน

หม้อตามเดิม เอาถ่านใส่อีก เอาน้ำมันเนยหยด ๒–๓ หยด แล้วปิดฝาหม้อเหมือนอย่างอบไก่ข้างต้น แล้วเขี่ยถ่านแถวตรงกลางให้น้อย เขี่ยใส่ริม ๆ พอสมควร เอาแป้งที่นวดไว้ปิดหม้อใช้ของหนักเป็นหินหรือครกทับฝาหม้อไว้ก่อน พอเสียงเดือดก็ใส่ถ่านบนฝาหม้ออีก ยกของที่ทับฝาหม้อออกเสีย ใส่ถ่านพอปานกลาง พอไอออกทางปากหม้อ ดูเสียงเดือดน้อยลงไปจนไม่ได้ยิน หรือนานประมาณ ๓๐ นาทีก็สุก ต้องสังเกตน้ำกับเสียงน้ำมันต่างกัน เสียงน้ำเดือดดังแรง เสียงน้ำมันเดือดดังค่อย ถ้าไม่ชำนาญฟังก็ยากเหมือนกัน เอาน้ำดีดข้างหม้อดู ถ้าแห้งแล้วก็แปลว่าน้ำในหม้อแห้งเร็ว ถ้าน้ำนั้นแห้งช้าก็แสดงว่าน้ำไม่หม้อยังไม่แห้ง ไม่สุก ต้องอาศัยความสังเกตให้มาก ถ้าไม่ละเอียดไม่เข้าใจออกจะยากสักหน่อย เมื่อสุกแล้วเอาถ่านออกให้หมด ปัดขี้เถ้าออกให้สะอาด ยกลงจากเตา ถ้าหน้าหม้อแห้งก็ค่อยๆ ตักข้าวหน้าหม้อออก แล้วตักลงไปครึ่งหม้อ ใส่ชามอ่างไว้ แล้วเลือกไก่ไว้ต่างหาก เอาพายค่อยๆ เคล้าให้ทั่ว ตักใส่ชามหรือจาน เอาไก่ที่ตักไว้ประดับให้งาม

ข้าวมันต้องรับประทานร้อนจึงจะดี เวลาตักต้องใช้ทัพพีแบนหรือพายตักเบา ๆ อย่าให้ข้าวหัก

น้ำมันเนยหรือเครื่องเทศ ถ้าชอบมากก็ใส่มาก ถ้าชอบน้อยก็ใส่น้อย รสชิมตามชอบ แต่ข้าวนี้ต้องรับประทานกับแตงกวาด้วย หรือเรียกว่าอาจาด จึงจะไม่เลี่ยน

แตงกวาหรืออาจาด

แตงกวาล้างให้สะอาด ผ่า ๔–๖ ตามยาวลูก ตัดเป็น ๒ ท่อนแล้วผึ่งให้น้ำแห้ง เอาลงใส่ในชามหรือหม้อ เอาหอมหั่นบาง ๆ โรยลงบนแตงกวา เอาขิงอ่อนปอกล้างน้ำหั่นฝอย ๑/๔ ช้อนชา โรยลงบนหอม พริกเหลืองแดงปลิดก้านออกใส่ลงทั้งเม็ดสัก ๔–๕ เม็ด เอาน้ำตาล น้ำส้ม เกลือ น้ำร้อนที่เดือดแล้วผสมกันชิมรสตามชอบก็ใช้ได้ เทลงในหม้อแตงกวา ๓–๔ ช. ม. ก็ใช้ได้

รสไม่ควรให้เค็ม ควรออกเปรี้ยวกับหวานออกหน้า เพราะข้าวมีรสเค็มอยู่แล้ว

เวลารับประทานตักไปพร้อมกัน ใช้รับประทาน ๔–๕ คน.

...........................................................

แกงต่าง ๆ ที่ใช้รับประทานเป็นของประกอบกับข้าวหมกได้เรียกว่า แกงแขก หรือแกงเนยแขก คือ

๑ แกงแดง

๒ แกงเหลือง

๓ แกงเขียว

๔ แกงเปรี้ยว

๕ แกงไก่ซามัน

...........................................................

แกงแดง

สิ่งที่ต้องการ

ไก่เล็ก ๑ ตัว ถ้าเป็นไก่อูครึ่งตัวก็พอ

นมเปรี้ยว ๑ ออนซ์ เนยแขก ๑ ขีด

ยี่หร่า ๑ ช้อนกาแฟ อบเชยป่นแล้ว ๑ ช้อนกาแฟ

กานพลู ๕ ดอก กะวานแขกเม็ดยาวแกะแต่เนื้อ ๑๐ เม็ด

อบเชยหักเป็นท่อนขนาด ๑ นิ้วฟุต ๒ ชิ้น

ลูกกะวานทุบพอแตก ๕ เม็ด

พริกแห้งบางช้างเม็ดใหญ่แกะเม็ดออกล้างน้ำให้สะอาด ๓ เม็ด

ขิงแก่ปอกตำละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ

กะเทียมเล็กตำละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ

หอมเล็กปอกล้างสะอาดหั่นบาง ๆ ๑/๖ ถ้วยตวง

ผักใช้มันฝรั่ง มะเขือเขียว ๔–๕ ผล

เกลือ น้ำตาล หญ้าฝรั่น ถ้าชอบจะใส่ก็ได้ ราว
๑/๕ ช้อนกาแฟ ต้องชงน้ำให้อ่อนนิดหน่อย

วิธีทำ

ล้างไก่ให้สะอาด ผ่าออกเป็น ๒ ชิ้น แล้วตัดเนื้อติดกระดูกเป็นท่อนราว ๑๐ ท่อน ถ้าไก่ครึ่งตัวควรจะตัดได้สัก ๖ ท่อน บีบน้ำให้แห้ง เอาเครื่องเทศที่ป่นแล้วกับ กานพลู ลูกกะวานที่แกะแล้วใส่ครกตำให้ละเอียด เอาพริกแห้งใส่ กะเทียม ขิง หญ้าฝรั่น ใส่ตำปนกันไปกับเครื่องเทศ ถ้าชอบเผ็ดนิดหน่อยจะใส่พริกชี้ฟ้า ๒–๓ เม็ดก็ได้ อย่าให้ออกรสเผ็ดมากนัก เมื่อเครื่องที่ตำละเอียดแล้ว เอาเนยตั้งไฟพอร้อน จัดเอาหอมที่หั่นไว้ใส่คนไปจนเหลืองอ่อน ๆ ยกลงตักหอมขึ้นจากน้ำมันต่างหากแล้วแบ่งหอมครึ่งหนึ่ง ใส่ลงตำในครกจนเข้ากันแล้วตักเครื่องที่ตำไว้เคล้ากับไก่ ใส่เกลือนิดหน่อย แล้วยกหม้อเนยตั้งไฟอีก พอร้อนเอาอบเชย กะวาน กานพลูที่ไม่ได้ป่นใส่ลงไปในหม้อ คนไปพอหอมแล้วเอาไก่ที่เคล้าไว้เทลงไปในหม้อผัดจนหอม ใส่นมเปรี้ยว ใส่น้ำล้างครก เติมน้ำไปท่วมไก่ราว ๒ นิ้วฟุต เมื่อเดือดทั่วกันใส่ไก่เปื่อยพอควร อย่าให้มากนัก เอามันใส่แล้วใส่เกลือน้ำตาลนิดหน่อย ชิมดูรสเค็มออกหน้า ถ้าไม่ชอบหวานไม่ต้องใส่น้ำตาลก็ได้ แล้วเอาหอมเจียวที่แบ่งไว้ใส่ลงในหม้อคนให้ทั่ว แล้วยกลงรับประทานได้ ถ้าจะใส่มะเขือก็ใส่ลงกำลังเดือด แล้วพอสุกก็ยกลง ถ้าเคี่ยวนานจะไม่น่ารับประทาน ถ้าเป็นมันฝรั่งต้องปอกล้างสะอาดผ่าเป็น ๒ ซีก มะเขือเขียวตัดเป็นท่อนขนาดยาว ๑ นิ้วฟุต ล้างสะอาด รับประทานได้ ๔–๕ คน.

...........................................................

แกงเหลือง

สิ่งที่ต้องการ

ไก่ขนาดกลาง ๑ ไก่

นมเปรี้ยว ๒ ออนซ์

เนยแขก ๒ ขีด

หญ้าฝรั่น ๑/๒ ช้อนกาแฟ

ขิงแก่ปอกตำละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ

กะเทียมเล็กปอกตำละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ

พริกชี้ฟ้าตำละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ (พริกเขียวแดง)

ยี่หร่าเลือกแล้วป่นละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ

ลูกกะวานแขกเม็ดเล็กยาวแกะแต่เนื้อป่น ๑/๒ ช้อนกาแฟ

อบเชยป่นละเอียด ๑/๒ ช้อนกาแฟ

กานพลูป่นละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ

ลูกกะวานกานพลู อบเชย ที่ไม่ได้ป่น (ดังในแกงแดง) เอาไว้เจียวน้ำมัน

หอมเล็กหั่นบาง ๆ ๑/๔ ถ้วยตวง

มันฝรั่งปอกแล้วล้างสะอาด ศีร์ษะเล็กไม่ต้องผ่า ถ้าใหญ่ผ่า ๒ ราว ๓๐๐ กรัม เกลือป่น น้ำตาลทราย นมหวาน

วิธีทำ

ไก่ตัดเป็นท่อนล้างสะอาด ตัดเนื้อติดกระดูก ๔–๕ ชิ้น บีบน้ำทำให้แห้ง แล้วเอาขิง กะเทียม พริก เครื่องเทศที่ป่นไว้รวมลงโขลกให้ละเอียดเข้ากัน ตักขึ้นมาเคล้ากับไก่ เอาเกลือป่นใส่นิดหน่อยเพื่อช่วยให้ไก่เปื่อยเร็ว แล้วเอาเนยตั้งไฟพอร้อนจัด เอาหอมที่หั่นไว้เจียวลงไปพอหอมรีบคน ต้องใช้ไฟแรงหน่อย รีบยกลงจากเตาคนให้ทั่ว เมื่อเหลืองดีใช้ทัพพีตักขึ้นจากน้ำมันไว้ต่างหาก เอาเครื่องเทศที่ทุบแล้วส่วนเท่ากับแกงแดง เจียวลงในน้ำมันเนยตั้งไฟจนร้อนและหอมดี เอาไก่ที่หมักไว้เทลงคนให้ทั่ว พอมีกลิ่นหอมนิดหน่อย เอาน้ำล้างครกและอ่างที่ติดเครื่องไว้รวมเทลงหม้อแกง คะเนน้ำท่วมไก่ราว ๒ นิ้วฟุต มันฝรั่ง เกลือใส่ น้ำตาล นมหวานใส่ชิมรสตามชอบ (แกงนี้มีรสหวานนำหน้า) ถ้าไม่ชอบหวานมากก็ให้น้อยหน่อยก็ได้ นมหวาน ๒ ช้อนโต๊ะ เมื่อมันสุกชิมเสร็จแล้วใส่หอมเจียวยกลง

ใช้รับประทาน ๔–๕ คน.

...........................................................

แกงเขียว

สิ่งที่ต้องการ

เครื่องในไก่ ไส้ไม่ใช้ ๖ พวง

เนยแข็ง ๒ ขีด

นมเปรี้ยว ๒ ออนซ์

ขิงแก่ ๑/๒ ช้อนกาแฟ ปอกตำให้ละเอียด

กะเทียมเล็ก ๑ ช้อนกาแฟ ปอกตำให้ละเอียด

พริกชี้ฟ้าเขียว กับพริกมูลหนูตำละเอียดอย่างละ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ

หอมเล็กหั่นบางเจียวแล้ว ๑/๒ ถ้วยตวง

ผักชีทั้งต้นล้างสะอาด หั่นให้ละเอียด ตำ ๒ ช้อนโต๊ะ

ยี่หร่า กะวาน กานพลู อบเชยที่ป่นแล้ว ส่วนเท่าแกงเหลือง เกลือป่น น้ำตาลนิดหน่อย

วิธีทำ

เครื่องในเป็ดหรือไก่ก็ได้ล้างให้สะอาด ผ่ากะเพาะออกเป็น ๔ ชิ้น แล่เอาพังผืดที่ติดกะเพาะออกให้หมด เอาตับตัดเป็น ๒ ชิ้น หัวใจผ่าอย่าให้ขาด แล้วบีบน้ำออกให้หมด เอาเครื่องที่ป่นไว้ทุกอย่างผสมลงในเครื่องใน เอาหม้อเนยที่เจียวหอมแล้วยกขึ้นตั้งไฟพอร้อน เอาเครื่องในที่หมักไว้ใส่ลงในหม้อ ผัดจนหอม แล้วเอานมเปรี้ยวใส่เกลือใส่น้ำที่ล้างครก สูงกว่าเครื่องในราว ๑ นิ้วฟุต แล้วชิมดูตามชอบ ใส่หอมเจียวคนให้เข้ากันแล้วยกลง

ถ้าชอบมีรสหวาน ใส่น้ำตาลนิดหน่อย แต่อย่าให้หวานขึ้นหน้า เพราะแกงมีรสเผ็ดกับเค็ม ถ้าชอบเผ็ดจะเพิ่มพริกอีกก็ได้

ใช้รับประทาน ๒–๓ คน.

...........................................................

แกงเปรี้ยว (แกงแขก)

สิ่งที่ต้องการ

ไก่ขนาดเล็ก ๑ ไก่

เนยแขก ๓ ขีด (๓๐๐ กรัม)

นมเปรี้ยว ๒ ออนซ์

หอมเล็กปอกแล้วล้างสะอาดหั่นบาง ๆ ๑/๔ ถ้วยตวง

ยี่หร่า ล้างสะอาดป่นแล้ว ๑ ช้อนกาแฟ

อบเชยป่นแล้ว ๑/๔ ช้อนกาแฟ

ลูกกะวานแขก เม็ดเล็กแกะเอาแต่เนื้อ ๑/๔ ช้อนกาแฟ (ป่นแล้ว)

กานพลูป่น ๓ ดอก

หญ้าฝรั่น ๑/๔ ช้อนกาแฟ (ชงน้ำแล้วเทลงไปในไก่ให้เข้ากัน)

กะเทียมเล็กปอกตำ ๑ ช้อนกาแฟ

ขิงแก่ตำละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ

พริกชี้ฟ้าเขียวแดงตำละเอียด ๑ ช้อนหวาน

ผักต่าง ๆ ถั่วแขก พริกหยวก มะเขือเทศ มะเขือยาว มะเขือมอญ ตะลิงปิงหรือมะเฟืองเปรี้ยว กระหล่ำปลีและดอกกระหล่ำด้วย (ของเหล่านี้หนักอย่างละ ๑ ขีด เว้นแต่ตะลิงปิงหรือมะเฟืองใส่พอมีรสเปรี้ยวเท่านั้น) เกลือ น้ำตาล

วิธีทำ

เอาไก่ผ่าล้างน้ำให้สะอาด ตัดให้เนื้อติดกระดูกขนาด ๑ นิ้วฟุต แล้วบีบน้ำให้แห้ง เอาเครื่องที่ป่นและตำไว้ เคล้าลงไปในไก่ให้ทั่วแล้วหมักไว้ ใส่เกลือนิดหน่อย เอาผักที่ปอกไว้ที่ข้างบนนั้นตัดเป็นท่อนหรือชิ้น ให้หนาประมาณ ๑/๒ นิ้ว ถ้าเป็นมะเขือหรือถั่วตัดให้ยาว ๑ นิ้วฟุต พริกหยวกผ่าเอาเม็ดออกราว ๒ หรือ ๓ ชิ้น ต่อ ๑ เม็ด เอาเนยขึ้นตั้งไฟพอเนยร้อน เอาหอมที่หั่นไว้ใส่ลงไปคนให้ทั่วจนสีนวล ยกลง ตักหอมไว้ต่างหาก แล้วเอาเนยขึ้นตั้งไฟใหม่ เอาไก่ที่แล่ไว้ผัดลงไปในเนยพอหอม เอาผักล้างครกหรือชามอ่างใส่ลงไปในหม้อไก่ พอท่วมไก่ประมาณ ๓ นิ้วฟุต พอเดือด เลือกผักที่สุกยากใส่ลงไปก่อน แล้วเอาผักที่สุกง่ายใส่ลงไปจนกว่าจะหมด พอผักเดือดทั่วกันใส่นมเปรี้ยว เกลือ น้ำตาลนิดหน่อย ชิมดู ต้องมีรสเปรี้ยวมากกว่า เอาหอมเจียวใส่ ยกลง ระวังอย่าให้น้ำมาก แกงจะใสเพราะมีน้ำผักอยู่บ้างแล้ว ใช้รับประทาน ๔–๕ คน.

...........................................................

ไก่ซามัน (แขก)

สิ่งที่ต้องการ

ไก่อ่อน ๑ ไก่

เนยแขก ๔๐๐ กรัม

ลูกแอลมอนปอกเปลือกหั่นเป็นฝอย ๑ ช้อนโต๊ะ

องุ่นแห้งอย่างไม่มีเม็ด ๑ ช้อนกาแฟ

กะเทียมเล็กปอกดำ ๑ ช้อนกาแฟ

พริกชี้ฟ้าแดงเหลือง ๑ ช้อนกาแฟ

ยี่หร่าป่นแล้ว ๑ ช้อนกาแฟ

อบเชยป่นแล้ว ๑ ช้อนกาแฟ

กะวานแขกเม็ดเล็กแกะเอาแต่เนื้อป่น ๑/๒ ช้อนกาแฟ

กานพลูป่นแล้ว ๕ ดอก

อบเชยทุบแตกเป็นท่อน ๑ นิ้วฟุต ๓ ท่อน

กะวานแขกเม็ดเล็ก ทุบแตก ๑๐ เม็ด

กานพลูทั้งดอกแกะเกษรออก ๖ ดอก

ใบสะระแหน่เด็ดแล้วล้างให้สะอาด ๑/๔ ถ้วยตวง

หญ้าฝรั่น ๑/๔ ช้อนกาแฟ

มันฝรั่งปอกแล้ว ผ่ากลาง ๔ ศีร์ษะ

หอมเจียว น้ำมันเนย ๑/๓ ถ้วย

นมเปรี้ยว ๓ ออนซ์

นมหวาน ๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ไก่ทั้งตัวล้างน้ำให้สะอาด ควักเอาเครื่องในออกผึ่งน้ำให้แห้ง ขัดเท้า คอ ปีก เอาไว้ให้เรียบร้อย เอาเกลือทาให้ทั่ว กะเทียม พริก และเครื่องเทศที่ป่นแล้วทาเคล้าให้ทั่ว เอาหญ้าฝรั่นที่ชงแล้วบี้ใส่ (ใช้ทั้งน้ำและเนื้อทาให้ทั่วไก่) เอานมเปรี้ยวใส่หมักไว้ราว ๒๐–๓๐ นาที เอาเนยขึ้นตั้งไฟพอร้อน เอาไก่ทอดลงไป คอยคนให้ทั่วจนเหลืองอย่าให้ไหม้ แล้วเอามันฝรั่งทอดลงไปด้วย เอาอบเชย กะวาน กานพลูที่ทุบไว้ใส่ลงไป เอาน้ำที่คลุกไก่เหลือเทลงไปในหม้อไก่ และเอาน้ำล้างอ่างที่เคล้าไก่ใส่ลงไป ๓ ออนซ์ ต้มให้เดือด ค่อยกลับอย่าให้ไหม้ เอาลูกแอลมอนใส่ นมหวาน ลูกองุ่นแห้งใส่ เกลือ ชิมดูให้มีรสหวานมากกว่าอาหารธรรมดา พอน้ำไก่แห้งลงประมาณ ๑/๓ ของน้ำในหม้อต้มไก่ เรียกว่าน้ำขลุกขลิก หยิบดูพอไก่เปื่อย ใส่หอมเจียว ใบสะระแหน่ ยกลงใช้ได้.

หมายเหตุ

อย่าให้ไฟแรงนัก เพราะไก่นี้มีรสหวานมาก จะทำให้ไหม้ รับประทาน ๒–๓ คน.

...........................................................

อาจาดผัก

สิ่งที่ต้องการ

หัวผักกาดสดใหญ่ ๑ ศีร์ษะ

แตงกวา ๖ ผล

ใบสะระแหน่ล้างเด็ดแต่ใบ ๑/๔ ถ้วยตวง

กะเทียมเล็กแกะตำแล้ว ๑ ช้อนหวาน

พริกชี้ฟ้าสามสี (ถ้าชอบเผ็ดจะจัดเพิ่มอีกก็ได้) ๑ ช้อนกาแฟ

เกลือ มะนาว น้ำตาล

วิธีทำ

เอาหัวผักกาดปอกล้างให้สะอาด เฉือนแฉลบบาง ๆ ยาว ๑/๒ นิ้วฟุตตามศีร์ษะ แตงกวาล้างสะอาด เฉือนเหมือนศีร์ษะผักกาด แล้วก็คลุกกับกะเทียม พริก เกลือ มะนาวบีบเอาแต่น้ำ แล้วเอาน้ำตาลใส่ชิมดูให้มีรสเปรี้ยวออกหน้า แล้วใส่ใบสะระแหน่ รับประทานได้

อาจาดนี้ใช้รับประทานกับข้าวหมกไก่ (แก้เลี่ยน)

จะใช้น้ำส้มแทนมะนาวก็ได้ อย่าให้หวาน ถ้าไม่ชอบรสหวานไม่ต้องใส่น้ำตาลก็ได้ ควรจะผสมเวลาจะรับประทาน.

...........................................................

แกงสามรส (แกงปลาเทโพหรือสวาย)

สิ่งที่ต้องการ

ปลาหนัก ๑/๒ ก.ก.

ผักบุ้งไทย ๓๐๐ กรัม

พริกแห้งเม็ดใหญ่บางช้างผ่าเม็ดออก ๗ เม็ด

หอมเล็กปอกแล้วล้างน้ำ ๑/๔ ถ้วยตวง

กะเทียมเล็กปอกแล้ว ๑/๘ ถ้วยตวง

ลูกผักชี ๑ ช้อนกาแฟ

ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ๑/๔ ช้อนกาแฟ

ข่าหั่นละเอียด ๑/๔ ช้อนกาแฟ

เยื่อเคย (กะปิ) ๑ ช้อนกาแฟ

ส้มมะขามเปียก น้ำตาลหม้อ น้ำปลา มะกรูด

วิธีทำ

เอาปลาตัดกะโดง ตัดศีร์ษะเงี่ยงที่หูให้ชิด พันขี้หูออก ถูขี้เถ้าให้ขาวสะอาดออกให้หมด ระวังอย่าให้หนังถลอก ตัดเป็นท่อนกว้างประมาณ ๑ นิ้วฟุต ตัดพื้นท้องออกต่างหาก แล้วเอามีดขูดพื้นท้องให้หมด ถ้าชอบกะเพาะหรือตับจะไว้ก็ได้ ศีร์ษะปลาผ่าสองด้านยาวตามศีร์ษะ หรือจะใช้ทั้งศีร์ษะก็ได้ แต่ต้องล้างให้สะอาดอย่าให้เหม็น การล้างปลาควรจะใช้เกลือเม็ด กับกากส้มมะขามที่คั้นน้ำแล้ว ขยำลงไปให้หมดกลิ่นคาว ลงล้างน้ำอีก เอาเครื่องแกงที่หั่นไว้ ตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด ลูกผักชี พริกแห้ง กะเทียม รากผักชี ตำลงไปในครก เว้นแต่หอมใส่ทีหลัง เมื่อน้ำพริกละเอียดแล้ว (ถ้าใส่พร้อมกันจะทำให้น้ำพริกไม่ละเอียด) ใส่กะปิตำไปด้วย เอาน้ำ ๔ ออนซ์ใส่หม้อ ต้มพอเดือด เอาปลาท่อนหางกับท่อนคอใส่ลงในหม้อ ๒ ท่อน พอสุกตักเอาปลาขึ้นแกะเอาแต่เนื้อ ใส่ลงในครกน้ำพริกที่ตำไว้ ตำให้เข้ากัน แล้วเอาน้ำมันหมูใส่กะทะตั้งไฟพอร้อน ตักน้ำพริกใส่ในน้ำมัน ผัดจนหอม เอามะกรูดผ่าเอาตามลูกบีบน้ำไว้ต่างหาก แล้วตัดอีกซีกละ ๔ ชิ้นคั้นน้ำขมออกให้หมด แล้วผัดน้ำพริกผสมกัน เด็ดใบมะกรูด ๕ ใบ ฉีก ๒ เอาก้านออกล้างน้ำให้สะอาด ผัดลงไปในน้ำพริกด้วย พอน้ำพริกแห้งหอม ก็ตักลงในหม้อที่ต้มปลาละลายให้เข้ากัน เติมน้ำ ๑๐ ออนซ์ เอาผักบุ้งตัดเป็นท่อน ๆ ละ ๒ นิ้วฟุต เอายอดไว้ต่างหาก เด็ดใบออก ขยำก้านพอแตก บีบน้ำให้แห้ง พอน้ำแกงเดือดเอาผักบุ้งใส่ลงในหม้อ เอายอดใส่ทีหลังเคี่ยวไปพอหยิกเข้า เอาส้มมะขาม น้ำเคยดี น้ำตาลใส่ ชิมดูตามชอบ แล้วใส่ปลา ปิดฝาหม้อ ให้เดือดจนปลาสุก

ถ้าชอบกะทิควรลดน้ำสัก ๒ ออนซ์ เอากะทิหางและกลางเติมไปแทนน้ำได้ สีแกงจะนวลสวยขึ้นมาก บางคนไม่ชอบกะทิไม่ใช้ใส่ก็ได้

ใช้รับประทาน ๔–๕ คน.

...........................................................

แกงขั้วส้มตะพาบน้ำกับมะอึก

สิ่งที่ต้องการ

ตะพาบน้ำหั่นแล้วทั้งเนื้อทั้งเชิง ๑/๒ กิโล

มะพร้าวขูดแล้ว ๑/๒ กิโล

ลูกผักชี ๑ ช้อนหวาน

ยี่หร่า ๑ ช้อนหวาน

กะวานไทยแกะแต่เนื้อ ๓ ผล

กานพลู ๓ ดอก

พริกไทย ๑๐ เม็ด

อบเชยป่นแล้ว ๑/๘ ช้อนกาแฟ

พริกแห้งบางช้างเม็ดใหญ่แกะเม็ดออกล้างสะอาด (ถ้าสีอ่อนลดเหลือ ๗ เม็ดก็ได้) ๙ เม็ด

พริกอ่อน ผ่า ๓–๔ ชิ้น ต่อเม็ดล้างสะอาด ๑๐ เม็ด

ใบมะกรูดฉีก ๒ ล้างสะอาด ๑๐ ใบ

กะเทียมเล็กแกะแล้ว ๒ ช้อนโต๊ะ

กะเทียมเล็กปอกแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ

ตะไคร้หั่นแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ

ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ๑/๔ ช้อนกาแฟ

รากผักชีล้างหั่นละเอียด ๑/๔ ช้อนกาแฟ

ข่าล้างหั่นละเอียด ๑/๘ ช้อนกาแฟ

เยื่อเคย ๑ ช้อนกาแฟ

น้ำเคยดี น้ำตาลปึก มะขามเปียก มะอึกสุกพอเหลือง ๑๐ ผล ขูดขนให้หมด ล้างผ่า ๓–๔ ชั้นต่อผล ระกำปอกแล้ว เฉือนเป็นชิ้น ๆ ๔ ผล

วิธีทำ

มะพร้าวคั้นหัวไว้ต่างหาก แล้วคั้นน้ำ ๒–๓ ต่อไปจนหมดมัน เอากะทิ ๒–๓ ตั้งไฟพอเดือด เอาตะพาบน้ำทั้งเชิงเนื้อ เทลงไปในหม้อ กะทิ ใส่เกลือนิดหน่อย พอหยิกเข้า ยกลง เอาลูกผักชียี่หร่า กะวาน กานพลู อบเชย พริกไทย พริกแห้ง ใส่ครกตำละเอียดแล้วใส่เยื่อเคย ตำไปให้เข้ากัน แล้วเอาน้ำกะทิที่ ๑ ใส่กะทะตั้งไฟ พอแตกมัน ตักน้ำพริกที่ตำไว้ใส่ผัดจนหอม เอาน้ำเคยใส่นิดหน่อย ใบมะกรูดผัดลงในน้ำพริกด้วยกัน ค่อย ๆ ผัดไปจนหอม เอากะทิที่เหลือใส่ ใส่ระกำมะอึก พริกอ่อน น้ำตาล น้ำเคย ส้มมะขามเปียก ชิมดูอย่าให้เปรี้ยวมาก เพราะมะอึกมีรสเปรี้ยวอยู่มาก ถ้าข้นเติมกะทิอีก น้ำแกงกับเนื้อต้องให้เข้ากัน อย่าให้ใสนัก (แกงนี่ต้องเปรี้ยว หวานเค็ม)

ถ้าไม่ชอบตะพาบน้ำใช้หมูแทน ต้องใช้เนื้อแดงกับหนัง ต้องต้มเสียก่อนล้างถอนขนให้หมด หั่นแฉลบหนา ๑/๒ นิ้วฟุต

ถ้าใช้ไก่หรือเป็ด ก็เรียก ไก่ เป็ดขั้วส้ม.

รับประทาน ๓–๔ คน.

...........................................................

แกงละเวง

สิ่งที่ต้องการ

กุ้งนาง ๑/๒ ก.ก.

พริกแห้ง ๑ เม็ด ผ่าเม็ดออก หั่นกลางเม็ด

กะเทียมเล็กลอกเปลือกบางออกหั่นขวางศีร์ษะ ๑ ช้อนโต๊ะ

หอมเล็กปอกแล้วหั่นบาง ๆ ๑ ช้อนโต๊ะ

เยื่อเคยดี ๑ ช้อนกาแฟ ส้มมะขามเปียก น้ำเคยดี น้ำตาลปึก มะพร้าวขูดแล้ว ๒๐๐ กรัม

วิธีทำ

เอากุ้งปอกล้างสะอาด ฉีกเหงือกออกตัดเนื้อที่ศีร์ษะ แกะมันไวแล้วสับเนื้อกุ้งให้ละเอียดพอควร แล้วคั้นมะพร้าวแยกเอาน้ำกะทิที่หนึ่งไว้ต่างหาก เอาที่ ๒–๓ รวมกัน ตวงไว้ ๔ ออนซ์ แล้วเอาหอมกะเทียมพริกทอดให้เหลือง ระวังอย่าให้เกรียมเกินไปจะขม แล้วตำลงในครกให้ละเอียด เอาเยื่อเคยทอดใส่ลงในครกตำให้เข้ากัน เอากะทิที่คั้นไว้ใส่หม้อตั้งไฟพอเดือด ตักน้ำพริกในครกลงละลายเข้ากันแล้ว เอาน้ำเคยดีใส่ น้ำตาล ส้มมะขาม ชิมดูให้มีรส ๓ คล้ายขนมจีนน้ำพริก แล้วเอากุ้งใส่ คนให้เข้ากัน อย่าให้เป็นลูก เอามันกุ้งกับกะทิที่ ๑ ใส่ พอเดือดรีบยกลง (แกงนี้ไม่ใส่คล้ายขนมจีนน้ำพริก)

...........................................................

แกงชาวเรือแห

สิ่งที่ต้องการ

กุ้งนางอย่างใหญ่ หรือเรียกว่าก้ามเกลี้ยง ๔ กุ้ง

พริกแห้งแกะเม็ดดอก เผาไฟนิดหน่อยพอหอม ฉีกเป็นชิ้น ๆ ๒–๓ เม็ด

หอมเล็กหั่นกะเพียงบาง ๆ อย่างละ ๑ ช้อนโต๊ะ

ส้มมะขามเปียก ปอกเปลือก ทั้งฝัก ๑ ฝัก

เยื่อเคยดี ๑ ช้อนกาแฟ น้ำเคยดี

วิธีทำ

เอากุ้งปอกเปลือกออกล้างให้สะอาด ฉีกเหงือกออกแล้วฉีกเนื้อกุ้งให้เป็นชิ้น หรือจะใช้ผ่าหลังหั่นเป็นชิ้นขนาดธรรมดาอย่างให้เล็กเกินไป แล้วเอามันกับเนื้อศีร์ษะรวมไว้กับเนื้อ แล้วเอาหอมกะเทียม พริกแห้ง เยื่อเคย มะขามเปียก น้ำเคยดีนิดหน่อย คลุกให้เข้ากัน แล้วเอาเปลือกกุ้งล้างสะอาดใส่หม้อต้ม ใส่น้ำ ๒ ออนซ์ต้มไปจนเดือด ช้อนฟองออกแล้วกรองใช้แต่น้ำ แล้วตั้งไฟอีก พอเดือด เอากุ้งที่ผสมไว้ ใส่ลงไปรีบคนให้ทั่วกัน พอเดือดชิมดู มีรสเปรี้ยวเค็มพอควร อย่างให้น้ำแกงมาก ถ้ากุ้งน้อยต้องลดน้ำ ใช้น้ำแกงพอท่วมเนื้อกุ้งเท่านั้น ถ้าไม่เปรี้ยวเติมน้ำส้มมะขามเปียกอีกก็ได้.

...........................................................

ต้มยำหยวก

สิ่งที่ต้องการ

หยวกกล้วยตานีที่ยังไม่แตกปลี ตัดเป็นท่อนครึ่งนิ้ว ยาว ๑ นิ้ว ๖ ท่อน กุ้งนางขนาดกลาง ๖ กุ้ง มะพร้าวคั้นน้ำรวมน้ำ ๒–๓ ไว้ ๖ ออนซ์ เอาน้ำกะทิที่ ๑ ไว้ต่างหาก ตะไคร้หนึ่งต้น ใบมะกรูด มะนาว น้ำพริกเผา ๑ ช้อนกาแฟ กะเทียมเล็กหั่นบาง ๆ เจียวเหลือง ๑ ช้อนหวาน ผักชี น้ำเคยดี น้ำตาลปึก

วิธีทำ

เอาหยวกที่ตัดไว้ล้างมะนาว แล้วเอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด แล้วเอาหยวกใส่ลงในหม้อฝาปิด ต้มไปจนเปื่อย ยกลง ตักหยวกชิ้นพอเย็น ปั่นใยออกให้หมด บีบน้ำออก แล้วเอากะทิที่คั้นไว้น้ำ ๒–๓ รวมกันตั้งไฟ พอเดือดเอาหยวกใส่ แล้วเอาตะไคร้ทุบพอแตกตัด ๓–๔ ท่อนใส่ลง แล้วปอกกุ้งผ่าหลังอย่างให้ขาดหั่นเป็นชิ้นหนา ๑/๔ นิ้วฟุต ปนกับเนื้อศีร์ษะผสมไว้ด้วย ใส่ลงไป คนทั่วใส่ใบมะกรูดที่ฉีกก้านล้างน้ำสะอาด ใส่กะทิที่หนึ่ง แล้วเอาน้ำพริกเผาละลายกับน้ำมะนาว น้ำเคยดี น้ำตาลปึก ชิมดูตามชอบรส แล้วผสมลงในหม้อที่แกงไว้ เมื่อตักใส่ชาม เอากะเทียมเจียวกับผักชีใส่ ถ้าชอบเผ็ดเอาพริกเหลืองแดง ทุบพอแตกใส่ลงในชามก็ได้ แกงนี้รับประทานร้อนจึงจะดี.

...........................................................

แกงหมูกับใบชะมวง ใบมะดัน

สิ่งที่ต้องการ

หมูสามชั้นขูดล้างสะอาดหั่นหนาครึ่งนิ้ว ยาว ๑ นิ้วฟุต ๑/๒ ก.ก. ใบชะมวงหรือใบมะดัน ไม่อ่อนไม่แก่หั่นขวางใบ ต้มแล้วบีบน้ำออก ๑/๓ ถ้วยตวง หอมเล็กเผาสุก ๑ ช้อนโต๊ะ กะเทียมเล็กเผาสุก แกะแต่เนื้อ ๑ ช้อนโต๊ะ ข่าเผาหั่นบาง ๆ ๓ แว่น รากผักชีล้างสะอาดหั่น ๑/๔ ช้อนหวาน เยื่อเคยดีเผา
๑/๔ ช้อนหวาน พริกไทย ๗ เม็ด ปลากรอบหรือปลาฉลาดแห้งแกะแต่เนื้อ ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำเคยดี น้ำตาลปึก น้ำมะขามเปียก น้ำมันหมู ๑ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เอาหมูสามชั้นใส่หม้อต้มเปื่อย ข่า รากผักชี พริก กะเทียมใส่ครกตำจนละเอียด แล้วเอาหอมใส่ ใส่ปลากรอบ ตำรวมลงในครก แล้วเอาเยื่อเคยดีใส่ เอากะทะตั้งไฟใส่น้ำมันหมู พอร้อนตักเครื่องผสมขึ้นจากครกใส่ลงในกะทะ ผัดพอหอม เอาหมูใส่ผัดจนหอม น้ำเคยดีใส่ แล้วเอาใส่คนให้เข้ากันตักใส่หม้อตั้งไฟอีก เอาใบชะมวงหรือมะดันที่ต้มไว้ใส่พอเดือด เอาน้ำตาลใส่ ชิมดู ถ้ายังไม่เปรี้ยวใส่น้ำส้มมะขาม แต่อย่าให้มากนัก น้ำใบชะมวงหรือมะดันจะออกเปรี้ยวอีก แกงนี่รสเปรี้ยว หวานออกหน้า เก็บไว้ค้างคืนก็ได้.

...........................................................

แกงกุ้งนางตะลิงปลิง

สิ่งที่ต้องการ

กุ้งนางปอกผ่าหลัง หั่นเป็นชิ้นหนา ๑/๓ นิ้วฟุต รวมมันด้วย ๒๐๐ กรัม ตะลิงปลิงซอยตามลูกแล้วเฉือนเป็นชิ้น ๒ ช้อนโต๊ะ มะพร้าวขูดคั้นแต่ศีร์ษะ ๑ ออนซ์ น้ำที่ ๒ อีก ๑ ออนซ์ พริกชี้ฟ้าเหลืองแดง ทุบพอแตก ๓ เม็ด หอมเล็กปอกแล้ว ๒ ศีร์ษะกลาง พริกไทย ๕ เม็ด เยื่อเคยดี ๑/๔ ช้อนกาแฟ น้ำตาล น้ำเคยดี

วิธีทำ

เอาน้ำกะทิที่ ๒ ใส่หม้อขึ้นตั้งไฟ เอาหอม เยื่อเคยดี พริกไทยตำให้ละเอียด ละลายลงในหม้อกะทิ พอเดือดเอากุ้งใส่ เอาตะลิงปลิงใส่ น้ำเคยดีใส่ชิมดู ถ้าไม่เปรี้ยวจะเติมตะลิงปลิงอีกก็ได้ หรือจะใส่มะขามเปียกคั้นแต่น้ำก็ได้ ใส่น้ำตาลนิดหน่อย ถ้าไม่ชอบหวาน จะไม่ใส่ก็ได้ พอของในหม้อเดือดคนให้ทั่วชิมดูได้รสแล้ว เอาน้ำกะทิที่หนึ่งใส่พอเดือดยกลง แล้วเอาพริกที่ทุบไว้ใส่ลงไปใช้ได้ แกงนี้ต้องรับประทานร้อน และอย่าตั้งไฟนานนักกุ้งจะเหนียว ตะลิงปลิงไม่น่ารับประทาน.

...........................................................

แกงขั้วตะลิงปลิงกับไก่กุ้ง

สิ่งที่ต้องการ

ไก่อ่อนแล่เอาแต่เนื้อหั่นเป็นชิ้นยาว ๑/๒ นิ้ว ๒๐๐ กรัม มะพร้าวขูดแล้ว ๒๐๐ กรัม ถูกผักชียี่หร่าอย่างละ ๒๐๐ กรัม พริกแห้งบางช้างแกะเม็ดออกล้างน้ำ ๕ เม็ด ตะไคร้หั่นแล้ว ๑ ช้อนกาแฟ กะเทียมศีร์ษะเล็กแกะแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ หอมเล็กปอกแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ๑/๘ ช้อนกาแฟ รากผักชี ๑/๘ ช้อนกาแฟ เยื่อเคย ๑/๒ ช้อนกาแฟ ตะลิงปลิงตัดเป็นท่อน ๑/๒ นิ้วฟุต (ถ้าเป็นมะยงผ่าขวางลูกแกะเม็ดออก) ๑๐๐ กรัม น้ำเคยดี

วิธีทำ

มะพร้าวคั้นให้ข้น ไว้ต่างหาก แล้วคั้นครั้งที่ ๒–๓ ต่อไป เอาเครื่องลูกผักชี ยี่หร่า พริกแห้ง ตะไคร้ กะเทียม หอม ผิวมะกรูด ข่า รากผักชี ใส่ครกโขลกให้ละเอียด ใส่เยื่อเคยด้วย แล้วเอากะทิที่ ๑-๒ รวมกัน ตั้งไฟพอเดือดเอาไก่ใส่ พอไก่เปื่อยพอหยิกเข้า ตักไก่ขึ้น เอาน้ำพริกที่ตำไว้ใส่ลงไปในกะทิ ผัดไปจนหอม แล้วเอาน้ำเคยดีใส่ เอากะทิที่ ๒ ใส่น้ำตาล ตะลิงปลิงหรือมะยมจะออกรสเปรี้ยว ถ้าไม่เปรี้ยวใส่น้ำส้มมะขามนิดหน่อยก็ได้ (อย่าให้น้ำใสต้องให้เนื้อกับน้ำเท่ากัน) รับประทาน ๒–๓ คน.

...........................................................

แกงโมง (แกงชาวชลบุรี)

สิ่งที่ต้องการ

แตงโมอ่อน ๒๕๐ กรัม กุ้งนาง ๒๐๐ กรัม ปลากุเลาสด ๑๐๐ กรัม ปลากุเลาเค็ม ๕๐ กรัม หอมเล็กปอกแล้ว ๒ ช้อนโต๊ะ กะเทียมแห้งเล็กปอกแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ พริกแห้งแกะเม็ดออกล้างสะอาด ๓ เม็ด ข่า ๓ แว่น บาง ๆ เยื่อเคยดี ๑ ช้อนหวาน น้ำเคยดี ส้มมะขามเปียก น้ำตาลปึก

วิธีทำ

เอาแตงโมปอกล้างสะอาด เฉือนแฉลบไปเป็นชิ้นให้ติดกันไปกับไส้ดูพองาม ชิ้นขนาดช้อนโต๊ะ ปอกกุ้ง ฉีกเนื้อศีร์ษะออกตัดเป็นท่อน ๆ ๑ ตัวราว ๓–๔ ท่อน เอาเหงือกกับมันรวมไว้ต่างหาก เอาพริกแห้งใส่ครกตำให้ละเอียด เอากะเทียมใส่ ข่า ตำละเอียด เอาหอมใส่ ปลากุเลาสดย่างทั้งตัวพอสุกแกะเอาแต่เนื้อ แล้วเอาปลากุเลาเค็มแกะเอาแต่เนื้อใส่ลงในครกตำให้ละเอียด ใส่เยื่อเคย พอละเอียดดี เอาละลายกับน้ำหรือน้ำต้มเปลือกกุ้ง อย่าให้ใสนัก ยกขึ้นตั้งไฟพอเดือดเอาแตงใส่ เติมน้ำเคยดี ส้มมะขามเปียกที่คั้นไว้ น้ำตาลนิดหน่อย ชิมดูตามชอบ ใส่กุ้งยกลง แกงนี้รับประทานร้อนจึงจะดี.

...........................................................

แกงลาว

สิ่งที่ต้องการ

ปลาดุกแล่ล้างน้ำสะอาด หั่นขวางหนา ๑/๒ นิ้วฟุต ๑๐๐ กรัม มะพร้าวขูดแล้ว ๕๐ กรัม ชะอมใช้แต่ใบอ่อนเด็ดแล้ว ๑/๒ ถ้วยตวง หน่อไม้สดอ่อนหั่นเป็นฝอย ๑/๒ ถ้วยตวง ต้องต้มให้หายขื่น ถ้าหน่อไม้ไผ่ตงไม่ต้องต้ม ฟักเหลืองเนื้อดีหั่นชิ้นโตกว่าแกงบวชปอกเปลือกอย่าหมดนักล้างสะอาด ๑๐๐ กรัม ปลาร้าอย่างดีผสมกับน้ำให้ละลาย ๑/๔ ของถ้วยตวง หอมเล็กปอกแล้ว ๑/๘ ถ้วยตวง กะเทียมเล็กปอกแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ ข่า ๓ แว่น พริกชี้ฟ้าเหลืองแดงปลิดก้านออกล้างสะอาด ๑๐๐ เม็ด กะชายปอกแล้วหั่นเป็นท่อนล้างสะอาด ๑ ช้อนโต๊ะ ผิวมะกรูดหั่นแล้ว ๑/๔ ช้อนโต๊ะ พริกไทย ๑๐ เม็ด ตะไคร้หั่นแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำเคยดี

วิธีทำ

มะพร้าวคั้นให้หมดมัน เอาศีร์ษะไว้ต่างหาก เอาน้ำ ๒–๓ รวมกัน แต่ต้องตวง ๖ ออนซ์ แล้วเอาข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด พริก กะเทียม ใส่ครกตำให้ละเอียด เอาหอมใส่ตำจนละเอียด เอากะทิตั้งไฟพอเดือด ตักน้ำพริกในครกลงละลายในหม้อคนให้เข้ากัน เอาฟักเหลืองใส่ พอฟักสุกใส่น้ำปลาร้า ถ้าไม่เค็ม เอาน้ำเคยดีหรือเกลือใส่ ชิมดูตามชอบแล้วยกลง ถ้าชอบหวานเติมน้ำตาลนิดหน่อยได้ ส่วนเผ็ดจะลดหรือเพิ่มตามชอบ แกงนี้ไม่ข้นไม่ใสนัก.

...........................................................

แกงปลาเทโพหรือสวายกับใบแมงลัก

สิ่งที่ต้องการ

ปลาหนัก ๒๐๐ กรัม ลูกผักชียี่หร่าอย่างละ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ ขมิ้นแห้งหั่นบาง ๓–๔ ชิ้น กะเทียมแห้งปอกแล้ว ๑ ช้อนหวาน หอมปอกแล้ว ๑ ช้อนหวาน พริกไทย ๗ เม็ด ใบแมงลักเด็ดแล้วล้างน้ำสะอาด ๑/๓ ถ้วยตวง ส้มมะขามเปียก น้ำเคยดี น้ำตาล

วิธีทำ

เอาปลามาถูขี้เถ้าแล้วขูดเมือก ล้างน้ำให้สะอาด ตัดเงี่ยงให้ติดหู เอาเมือกในหูออกให้หมด ตัดเป็นท่อน ชิ้นหนึ่งหนา ๑/๒ นิ้วฟุต แล้วชักเส้นขาวตามตัวมี ๒ เส้น แล้วล้างน้ำเกลือกับมะขามเปียกอีก ดมดูว่าถ้ายังมีกลิ่นสาปก็ล้างไปจนกว่าจะหาย แล้วเอาผักชี ยี่หร่า ขมิ้น พริกไทยป่นให้ละเอียด แล้วเอากะเทียมใส่ พอกะเทียมละเอียดเอาหอมใส่ พอละเอียดเอาละลายกับน้ำ ๑๒ ออนซ์ แล้วเอาใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด เอาน้ำเคย ส้มมะขามที่คั้นใส่ชิมดู ให้มีรสเปรี้ยวเค็มก่อนแล้วจึงใส่น้ำตาล ถ้าไม่ชอบหวานก็ไม่ต้องใส่ แล้วจึงเอาปลาใส่ชิมดูอีก แล้วใส่ใบแมงรัก รีบยกลง

แกงนี้ต้องรับประทานร้อน ถ้ายังไม่รับประทานไม่ควรใส่ใบแมงรัก จะไม่น่าดู ถ้าชอบรสเผ็ด จะใส่พริกเหลืองหรือพริกชี้ฟ้าทุบให้แตก แล้วใส่ลงในชามแกงเมื่อเวลาจะยกไปรับประทาน.

...........................................................

แกงไก่เจ็ก

สิ่งที่ต้องการ

ไก่เล็กหนึ่งไก่ เห็ดหูหนูแช่น้ำล้างสะอาด ๑/๒ ถ้วยตวง เห็ดบัวปอกแล้วหรือเห็ดขาวกระป๋อง ๑/๔ ของถ้วยตวง พริกป่น ๑/๒ ช้อนกาแฟ ต้นหอม ผักชี ไข่ไก่หนึ่งฟอง กะเทียมบุบแตกแล้วสับเจียวให้เหลืองหนึ่งช้อนหวาน พริกไทยป่น น้ำเคยดี น้ำส้ม น้ำตาลทราย น้ำมันหมูหนึ่งช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ไก่แล่เนื้อออกจากกระดูก ล้างสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นยาว ๖ นิ้ว หนา ๑/๔ นิ้วฟุต เอากระดูกสับต้มใส่หม้อใส่น้ำให้ท่วมกระดูก ไม่ต้องใช้ไฟแรงนัก พอเดือดปุด ๆ ฟองขึ้น ค่อย ๆ ช้อนไปจนใส พอน้ำที่ต้มลดลงครึ่งหนึ่ง เอากะชอนที่สะอาดหรือผ้ากรองให้ใส แล้วใส่หม้อขึ้นตั้งไฟอีก พอเดือดเอาไก่ใส่ เห็ดหูหนูใส่ ขิมดูให้มีรสเปรี้ยวเค็มก่อน แล้วเอาต้นหอมตัดเป็นท่อนล้างน้ำให้สะอาด ผักชีเด็ดเป็นช่อพองาม แล้วเอาเห็ดบัวหรือเห็ดกระป๋อง ต้นหอมใส่ เอาไข่ต่อยตีพอแตก ใส่ลงไปในหม้อรีบยกลง แล้วเอากะทะขึ้นตั้งไฟ น้ำมันหมูใส่ พริกป่นใส่รีบคน พอหอม ยกลงตักใส่หม้อ เอากะเทียมเจียวผักชีโรย รับประทานได้

แกงนี้ต้องรับประทานร้อนจึงจะดี รับประทานได้ ๔–๕ คน.

...........................................................

แกงนอกหม้อ

สิ่งที่ต้องการ

น้ำต้มกระดูกหมูหรือไก่ เนื้อหมูต้ม เนื้อไก่ต้มหั่นเป็นสี่เหลี่ยมยาวขนาดก้านไม้ขีดไฟ กุ้งนางต้มเอาแต่เนื้อหั่นเท่ากับไก่ หนักอย่างละ ๕๐ กรัม ปลาช่อนแห้ง ปลาเนื้ออ่อนแห้ง ปลาใบไม้แห้ง ปิ้งไฟ เอาแต่เนื้อเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาวขนาดหมูเหมือนกัน หนักอย่างละ ๕๐ กรัม กะเทียมดองหั่นตามกลีบบาง ๆ หนึ่งช้อนโต๊ะ มะนาวปอกผิว แล้วผ่าเป็นชิ้น พริกชี้ฟ้าแดง เหลือง ทุบพอแตกหั่น ๒–๓ เม็ด มะม่วงดิบหั่นเป็นฝอย ๒ ช้อนโต๊ะ แตงกวาปอกเปลือก แล้วฝานแต่เนื้อบาง ๆ หั่นตามลูกเป็นฝอย ๑/๘ ถ้วยตวง น้ำเคยดี น้ำตาลปึก

วิธีทำ

เอาน้ำต้มกระดูกหมูหรือไก่ ช้อนฟองออก เมื่อน้ำงวดลงไปครึ่งหนึ่งก็ใช้ได้ กรองด้วยผ้าขาวหรือกระชอนแล้วเอาขึ้นตั้งไฟ เอาน้ำเคยดี น้ำตาลใส่ ชิมดู ให้รสอ่อนไว้ก่อน ยกลงเอาของที่หั่นรวมใส่ลงในหม้อ เหลือไว้แต่หอมเจียวกับพริกเท่านั้น แล้วชิมดู ถ้าไม่เปรี้ยวจึงบีบมะนาวเติมนิดหน่อย ระวังอย่าให้มาก รสมะม่วงจะออกเปรี้ยวภายหลัง ตักใส่ชาม เอาหอมเจียวพริกแดงใส่ รับประทานได้ ถ้าไม่ชอบหวาน ไม่ใส่น้ำตาลก็ได้

รับประทานได้ ๒–๓ คน.

...........................................................

แกงเผ็ดปลาไหล

สิ่งที่ต้องการ

มะพร้าวคั้นแล้วน้ำที่หนึ่ง ๒ ออนซ์ น้ำที่สอง ๓ ออนซ์ ปลาไหลถูล้างสะอาดแล้ว ต้องเอาเลือดไว้ต่างหาก หั่นแล้ว ๑/๒ ก.ก. พริกไทยอ่อน ๑๐ ชั่ง หรือจะใช้มากกว่านี้ก็ได้ เปราะทั้งศีร์ษะ หั่นแล้ว ๑ ช้อนหวาน กะชายหัวแก่ปอกหั่น ๑ ช้อนหวาน เอารากอ่อนหั่นเป็นฝอย ๑/๘ ถ้วยตวง ขมิ้นขาวหรือขิงอ่อนหั่นเป็นฝอย ๑/๘ ถ้วยตวง หอมเล็กปอกแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ กะเทียมเล็กปอกแล้ว ๒ ช้อนโต๊ะ พริกแห้งบางช้าง แกงเม็ดออก ๗ เม็ด รากผักชี
๑/๒ ช้อนกาแฟ ผิวมะกรูด ๑/๔ ช้อนกาแฟ ข่าหั่นละเอียด ๑/๘ ช้อนกาแฟ พริกไทย ๗ เม็ด ลูกผักชียี่หร่า ๑ ช้อนหวาน เม็ดกะวานแกะแต่เนื้อ ๒ เม็ด ลูกจันทน์เทศ แกะแต่เนื้อหั่นละเอียด ๑/๘ ช้อนกาแฟ อบเชยป่นแล้ว ๑/๔ ช้อนกาแฟ พริกชี้ฟ้าอ่อนหั่น ๗–๘ เม็ด ใบโหระพา ใบกะเพรา ใบเปราะ หั่นอย่างละ ๑/๘ ถ้วยตวง ใบมะกรูดฉีกล้างสะอาด ๑๐ ใบ ตะไคร้หั่นแล้ว ๑ ช้อนหวาน เคย ๑ ช้อนกาแฟ น้ำเคยดี

วิธีทำ

เอาลูกผักชียี่หร่า อบเชย กะชาย ลูกจันทน์ คั่วไฟให้หอม ตักออกใส่ครกป่นพริกไทยด้วย พอละเอียด เอาพริกแห้งล้างน้ำแกะเม็ดบีบให้แห้งใส่ครก ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด รากผักชี เปราะ กะชาย ใส่รวมลงในครก ตำละเอียด ใส่เยื่อเคย แล้วเอากะทิใส่กะทิ ตั้งไฟเดือดพอแตกมัน ตักพริกลงผัดจนหอม เอาปลาไหลเคล้ากับเลือดใส่ผัดรวมไปจนหอม ใส่น้ำเคย ใบมะกรูด ค่อย ๆ เติมน้ำกะทิ ผัดจนหอม แล้วตักลงใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟ เอากะทิเติมอีกอย่าให้ใสนัก พอเดือดชิมดู ถ้ารสดีแล้วเอาพริกไทยอ่อน ขิงอ่อน ขมิ้นขาว กะชาย พริกอ่อนใส่ พอเดือด เอาใบไม้ที่เตรียมไว้ใส่ยกลง ถ้าชอบหวานเติมน้ำตาลนิดหน่อย ส่วนขมิ้นขาว ขิงอ่อน ถ้าไม่ชอบไม่ใส่ก็ได้ ถ้าชอบเผ็ด ใส่พริกมูลหนูแห้ง-สดตำไปด้วยก็ได้.

...........................................................

แกงกะท้อนกับปลาดุก

สิ่งที่ต้องการ

ปลาดุกหรือปลาดุกทะเล แล่แต่เนื้อล้างสะอาดหั่นขวางตัวหนา ๑/๔ นิ้วฟุต หนัก ๑/๒ ก.ก. กะท้อนขนาด ๔ ผล ใบมะกรูด ๖ ใบ ผิวมะกรูด หั่นละเอียด ๑/๔ ช้อนกาแฟ ข่า หั่นละเอียด ๑/๔ ช้อนกาแฟ ตะไคร้หั่นบาง ๑ ช้อนโต๊ะ พริกไทย ๕ เม็ด หอมเล็ก กะเทียม อย่างละ ๑ ช้อนโต๊ะ ปลากุลาเค็ม หรือเอาศีร์ษะต้มใช้แต่น้ำใส่พอหอม ถ้าชอบปลาร้าก็ใส่ได้ แต่อย่าใส่มากจะเหม็น พริกชี้ฟ้าเหลืองแดง ๓–๕ เม็ด น้ำเคยดี เยื่อเคย ๑ ช้อนกาแฟ น้ำตาลปึกนิดหน่อย

วิธีทำ

เอากะท้อนทั้งผลเผาไฟพอสุก ปอกเปลือกออกผ่าตามลูก ๔ ชั้น เอาเม็ดออก แล้วตัดกลางลูกออกอีก ๔ ชิ้น รวมผลหนึ่งตัด ๘ ชิ้น แล้วเอาตะไคร้ พริกไทย ข่า พริกเหลืองแดง ตำให้ละเอียด ใส่กะเทียม หอม เยื่อเคย ตำให้ละเอียด เอาปลากุเลาหรือปลาร้าล้างสะอาด ใส่หม้อตั้งไฟ ใส่น้ำพอท่วมต้มไปจนปลาละลาย กรองด้วยกะชอน (ถ้าเป็นเนื้อปลากุเลาไม่ต้องต้ม แกะแต่เนื้อตำไปกับน้ำพริกที่จะแกง) แล้วใส่หม้อที่จะแกง เอาน้ำพริกที่ตำไว้ละลายลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือดเอาปลาดุกใส่ เอากะท้อนใส่ กะท้อนต้องบีบน้ำออกเสียบ้างจะเปรี้ยวมาก ชิมดูภายหลัง ไม่เปรี้ยวจึงค่อยใส่น้ำมะขามเปียก (ระวังอย่าให้เปรี้ยวมาก เมื่อแกงสุกแล้วน้ำกะท้อนจะออกอีก) แล้วใส่ใบมะกรูด น้ำเคยดี น้ำตาล ยกลงรับประทานได้

แกงนี้ต้องรับประทานร้อน มีรสเปรี้ยวออกหน้า ถ้าไม่ชอบหวานไม่ต้องใส่น้ำตาลก็ได้ ใช้รับประทาน ๓–๔ คน.

...........................................................

แกงจืดมัดผสม

สิ่งที่ต้องการ

หมูแฮมต้มใช้แต่เนื้อหั่นเท่าก้านไม้ขีดไฟ อกไก่ต้มสุก แล้วเอาหนังออก ๑ อก แล่หั่นตามเนื้อไก่เท่าก้านไม้ขีดไฟ เนื้อหมูต้มแล่พังผืดออกหั่นเท่าไก่เหมือนกัน ไข่ไก่หรือไข่เป็ดต้มสุก เอาแต่ไข่ขาวหั่นตามยาวของไข่เท่ากับไม้ขีดไฟเหมือนกันหรือหนากว่านั้นก็ได้ เพราะไข่อ่อนเล็กเกินไปจะขาด ๒ ฟอง ผักกาดดองเมืองจีนกาบใหญ่ ๒ กาบ ตัดใบออกให้หมดต้มหั่นเท่ากับไม้ขีดไฟ เห็ดหอมดอกใหญ่ แช่น้ำล้างสะอาด ต้มแล้ว ๓–๔ ดอก หั่นเป็นชิ้นเท่ากับไม้ขีดไฟเหมือนกับผักกาดเค็มแห้งทั้งก้านทั้งศีร์ษะ (ตั้งฉ่าย) มีขายตามร้านขายเครื่องเค็มจีน ผักกวางตุ้ง ตัดเอาแต่ก้านล้างสะอาด แล้วฉีกเป็นเส้นเล็ก ๆ เท่าเส้นด้าย น้ำกระดูกหมู หรือไก่ต้มน้ำซีอิ๊ว แป้งหวาน พริกไทยป่น

วิธีทำ

เอาผักกาดที่ฉีกไว้ล้างบนเขียงสะอาด แล้วเอาของที่หั่นอย่างละชิ้น วางบนเส้นผักกาด ผูกกลาง ตัดให้เสมอเรียบร้อย แล้วกรองน้ำกระดูกให้ใส เอาซีอิ๊วใส่ แป้งหวานใส่ ตั้งไฟพอเดือด เอาของที่มัดใส่ เดือดช้อนฟองออกแล้วยกลง ตักใส่ชาม พริกไทยโรย รับประทานได้

ของเหล่านี้จะบอกส่วนไม่ได้ ผู้ทำต้องกะดูเองว่าหน้าอกไก่ ๑ ชิ้น จะหั่นได้สักกี่อัน ก็กะของเหล่านั้นให้พอดีกัน

แกงนี้รับประทานร้อน ๆ ๒–๓ คน.

...........................................................

แกงจืดอกไก่หมูแฮม

สิ่งที่ต้องการ

อกไก่ต้มแล้ว เอาหนังออก ๑ อก หั่นบางเป็นชิ้นแบนตามยาวของอก หมูแฮมต้มแล้ว ใช้แต่เนื้อหั่นบางเท่ากับอกไก่

เนื้อหมูสับละเอียด ๒๐ กรัม

เห็ดหอมดอกใหญ่ แช่น้ำล้างสะอาดหนึ่งดอก ถ้าดอกเล็ก ๓–๔ ดอก ตัดก้านออกสับไปกับหมู

ผักกาดขาวที่จีนเรียกว่า ผักกาดลุ้ย หนึ่งต้น น้ำต้มกระดูกหมูหรือไก่ น้ำซีอิ๊วขาวอย่างดี พริกไทยป่น แป้งหวาน

วิธีทำ

ชามแบ่งหรือพิมพ์ที่มีรูปทรงเรียวรูปมะนาวตัด ๑ ชาม เอาเห็ดหอมดอกใหญ่ ตัดก้านหงายดอกขึ้น วางบนพิมพ์หรือชามแล้วเอาไก่วางทับบนเห็ดหอมหนึ่งชิ้น สลับไปกับหมูแฮม จนรอบชามหรือพิมพ์แล้ว เอาหมูที่สับไว้กับเห็ดหอมเคล้ากับน้ำซีอิ๊ว พริกไทยป่น ระวังอย่าให้เต็มนัก แล้วใส่ลงในชามหรือพิมพ์ครึ่งหนึ่ง เอาผักกาดลุ้ยแกะเป็นกาบล้างสะอาดหั่นขวางต้มเป็นชิ้นเล็ก (ไม่ถึงเป็นฝอย) แล้วยัดลงไปในพิมพ์หรือชามให้แน่น เอาหมูที่เหลืออัดตามไปอีก พับชิ้นอกไก่กับหมูแฮมเข้าในพิมพ์ให้เรียบร้อย แล้วใส่ลังถึงนึ่ง เอาไม้แทงตรงกลางพิมพ์หรือชาม ถ้าไม่ติดไม้ก็สุก เอาน้ำกระดูกกรองให้ใสยกขึ้นตั้งไฟ ใส่ซีอิ๊ว แป้งหวาน ชิมดูตามชอบ เวลาจะรับประทาน เทของที่นึ่งออกจากพิมพ์หรือชาม ใส่ชามที่จะรับประทาน แล้วเทน้ำกระดูกที่ผะสมไว้ ใส่ลงให้ท่วม พริกไทยป่นโรยใช้ได้

แกงนี้อย่าให้มีรสเค็มมากนัก เพราะเป็นแกงจืดและหมูแฮมก็เค็มอยู่แล้ว ต้องรับร้อน ๆ ใช้รับประทาน ๒ คน.

...........................................................

แกงต้มปลาร้ากับหมูสามชั้น

สิ่งที่ต้องการ

หมูสามชั้น ๑/๒ ก.ก. หน่อไม้ไผ่ตงหั่นบาง ๆ ๑/๒ กิโล ปลาร้าอย่างดี ต้มเอาแต่น้ำ ๑/๒ ถ้วยตวง หอมเผาปอกเปลือกแล้ว ๒ ช้อนโต๊ะ กะเทียมเผาปอกเปลือกแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ ข่าเผาหั่นละเอียด ๑/๒ ช้อนกาแฟ ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ๑/๒ ช้อนกาแฟ รากผักชี ๑/๒ ช้อนกาแฟ ตะไคร้หั่นละเอียดบาง ๆ ๑/๒ ถ้วยตวง ใบมะกรูดฉีก ๒ ล้างสะอาด ๖ ใบ เยื่อเคยดีเผาไฟหนึ่งช้อนกาแฟ พริกไทยเม็ด ๗ เม็ด น้ำเคยดี น้ำตาลปึก ปลาเนื้ออ่อนแห้งแกะแต่เนื้อ ๑/๔ ถ้วยตวง ผักชีใบหอม พริกเหลืองแดง

วิธีทำ

เอาตะไคร้หั่น แล้วแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน เอาไว้ ๒ ส่วน ใส่ในครกตำหนึ่งส่วน แล้วเอาผิวมะกรูด ข่า ตะไคร้ ราดผักชี พริกไทย หอมกะเทียม ใส่ตำให้ละเอียด เอาปลาที่แกะไว้ เยื่อเคยใส่ตำละเอียด เอาหมูสามชั้นขูดล้างสะอาด หั่นเป็นชิ้นบางหนึ่งนิ้วฟุตหนา ๑/๔ นิ้วฟุต แล้วเอากะทะตั้งไฟ เอาหมูใส่ ตักส่วนผะสมในครกใส่ผัดไปกับหมู ใบหอมยกลง เอาน้ำเปล่าหรือน้ำกระดูกหมูไก่ ตวงใส่ลงในหม้อที่แกง เอาหมูที่ผัดแล้วใส่ต้มไปจนเปื่อย เอาหน่อไม้ที่หั่นไว้ต้มเสียก่อน ชิมดูอย่าให้ขื่น ถ้าขื่นต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ จะใส่เกลือหรือน้ำตาลใส่แก้ขื่นก็ได้ แล้วรินน้ำออกบีบให้แห้ง ใส่ลงในหม้อที่ต้มหมู เอาตะไคร้ใส่ ใส่น้ำปลาร้า น้ำปลา น้ำตาลใส่แล้ว เอาใบมะกรูดใส่ ชิมดู มีรสหวานออกหน้า เวลาจะตักใส่ชามหั่นใบหอม พริก โรยหน้า ถ้าไม่ชอบปลาร้า จะใช้ปลากุเลาแทนก็ได้

รับประทาน ๔–๕ คน.

...........................................................

แกงอะไรก็ได้

สิ่งที่ต้องการ

เยื่อเคยดี หอมเล็กปอกแล้วหนึ่งช้อนโต๊ะ

กะเทียมเล็กปอกแล้วหนึ่งช้อนหวาน พริกไทย ๕ เม็ด พริกชี้ฟ้าเหลืองแดง ๒–๓ เม็ด กุ้งแห้งหรือปลาย่าง ปลาเนื้ออ่อนแห้งหรือปลาดุกแห้ง ปลาช่อนย่างได้ทั้งนั้น ผักที่จะแกงได้ทุกอย่าง เว้นผักดองหรือของขมขื่นเท่านั้น น้ำเคยดี

วิธีทำ

เอาเยื่อเคย พริกไทย หอม กะเทียม ใส่ครกทำให้ละเอียด แล้วเอาปลาแห้งหรือย่างแล้วตำรวมไปด้วยกัน แล้วตักลงในหม้อที่จะแกง แล้วเอาน้ำเปล่า ถ้ามีน้ำกระดูกหมูไก่ใส่ด้วย จะดีกว่าน้ำเปล่า ละลายในหม้อ ดูอย่าให้ใสนัก น้ำผักจะออกอีก ตั้งไฟพอเดือด แล้วเอาผักที่สุกยากใส่ก่อน จึงเอาผักที่สุกง่ายใส่ตาม เอาพริกทุบพอแตกใส่ ชิมดูมีรสเค็มน้อย ๆ เท่านั้น แกงนี้ต้องรับประทานร้อน.

...........................................................

แกงเป็ดพันต้นหอม

สิ่งที่ต้องการ

เป็ดอ่อนหนึ่งเป็ดแล่แต่เนื้อ ล้างน้ำสะอาด แล้วตัดเป็นชิ้นหนา ๑/๔ นิ้วฟุต ยาวหนึ่งนิ้วฟุต น้ำต้มกระดูกหมูหรือไก่ ต้นหอมตัดรากออกตัดปลายใบออกนิดหน่อยล้างน้ำสะอาด กะเทียมกลีบใหญ่ทุบแตกสับเจียวพอเหลือง หนึ่งช้อนหวาน พริกไทยป่น น้ำซีอิ๊วขาวอย่างดี น้ำส้ม น้ำตาลทราย

วิธีทำ

เอาเป็ดที่หั่นไว้เคล้ากับน้ำซีอิ๊ว พริกไทยป่นหมักไว้ก่อน แล้วเอาเป็ดหนึ่งชิ้นกับต้นหอมหนึ่งต้น เวลาจะหั่นเอาศีร์ษะหอมหั่นก่อน วางยาวตามชิ้นเป็ด ค่อยหันขวางชิ้นรอบ ๆ เป็ด เหลือปลายก็เหน็บสอดไว้ในเป็ดที่มัดไว้ให้เรียบร้อย กรองเอาน้ำกระดูกที่ต้มไว้ใส่ลงในหม้อที่จะต้มเป็ด ใส่น้ำ ๓ ส่วน เป็ด ๑ ส่วน ต้มไปอย่าให้ไฟแรงนัก คอยช้อนฟองออกจนน้ำใส ต้มไปจนเป็ดเปื่อยน้ำแห้งไปเหลือครึ่งหนึ่ง แล้วเอาน้ำซีอิ๊วใส่ น้ำส้ม น้ำตาล ใส่ชิมดูให้มีรสเปรี้ยวเค็มหวานทั้ง ๓ รส ถ้าไม่ชอบรสไหน ก็ใส่รสนั้นให้น้อยก็ได้ เมื่อยกลง ใส่กะเทียมเจียว พริกไทยป่น พอหอม แกงรับประทานร้อน ใช้รับประทาน ๓–๔ คน.

.

..



87

หุงข้าวต้มแกง/ข้าวหน้าต่าง ๆ

เนื้อหาในหน้านี้

ข้าวหน้าเนื้อ
ข้าวหน้ากุ้ง
ข้าวหน้ากะหรี่
ข้าวองุ่นไก่อบ
ข้าวหน้าน้ำมะเขือเทศ
ข้าวคลุกน้ำพริกสด
ข้าวคลุกน้ำพริกเผา
ข้าวยำปักษ์ใต้

.

..

ข้าวหน้าต่าง ๆ

ข้าวหน้าเนื้อ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสาร ๕๐๐ กรัม หุงดังวิธีที่ได้กล่าวไว้แล้ว เนื้อแล่พังผืดออกให้หมดหั่นบาง ๆ ยาวประมาณ ๑ ชั่วโมง กว้างประมาณ ๑/๒ นิ้ว ๕๐๐ กรัม แป้งสิงคโปร์ (ร่อนแล้ว) ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำซีอิ๊วขาวอย่างดี ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำมะเขือเทศขวดหรือกะป๋องก็ใช้ได้ ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำมันหมู ๔ ออนซ์ หอมใหญ่ปอกเปลือกแล้วหั่นตามกลีบยาวพอควร ๑๐๐ กรัม

วิธีทำ

เอาเนื้อที่หั่นแล้วเคล้ากับซีอิ๊ว แล้วเอาแป้งใส่เคล้ากันให้ทั่ว เอาพริกไทยป่นใส่แล้วพักเอาไว้ก่อน ถ้ามีตู้เย็นก็ใส่ตู้เย็นยิ่งดี ราว ๓๐ นาฑี หรือจะช้ากว่านั้นก็ได้ แล้วเอาน้ำมันหมูตั้งไฟ พอร้อนเอาหอมใส่ เมื่อหอมสุกเอาเนื้อใส่ พอเนื้อสุกใส่น้ำมะเขือเทศ ถ้าน้ำแห้งเอาน้ำสะต็อกใส่นิดหน่อย ระวังอย่าให้ใส รสชิมดูตามใจชอบ

เอาข้าวตักใส่จาน แล้วเอาทัพพีแหวกดูนิดหน่อยให้เป็นหลุม แล้วเอาหน้าราดจะใช้โรยผักชีให้งามก็ได้ โรยด้วยพริกไทยป่น (ถ้าชอบเผ็ดเปรี้ยวใช้พริกหั่นแช่น้ำส้ม) และในการผัดหน้าควรใช้ไฟแรงหน่อยจึงจะดี.

.............................................

ข้าวหน้ากุ้ง

สิ่งที่ต้องการ

ของซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้แล้วแต่จะชอบอย่างใด คือมันแกว ถั่วลันเตา ถั่วกะป๋อง เห็ดบัว บวบเหลี่ยม หรือหน่อไม้กะป๋อง หน่อไม้สด (หน่อไม้สดต้องใช้หน่อไม้ไผ่ตง ต้องต้มให้หายขื่นเสียก่อนจึงจะใช้ได้) ผักที่กล่าวเหล่านี้จักเป็นดอกหรือจักเป็นท่อนแล้วแต่จะเห็นงาม ใช้ ๑๐๐ กรัม ต้นหอม ๔๐ กรัม กุ้งสดปอกแล้วเอาหางไว้ผ่าหลังออกจากกัน ๓๐๐ กรัม ตังไฉ่ ๑ ช้อนโต๊ะ ต้นหอมตัดเป็นท่อนต้นหนึ่ง ตัดตั้งแต่ขาวขึ้นมา ตัด ๒ ท่อน ๔๐ กรัม ผักชีนิดหน่อย พริกเหลืองแดง น้ำส้ม น้ำซีอิ๊วขาว ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑ ช้อนกาแฟ พริกไทยป่น แป้งหวาน แป้งมันหรือแป้งสิงคโปร์ ๑ ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ ๑ ช้อนโต๊ะ กะเทียมทุบแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ ข้าวที่บอกให้หุงไว้สำหรับทำข้าวหน้าต่าง ๆ

วิธีทำ

เอากะทะตั้งไฟเอาน้ำมันหมูใส่ พอร้อนใส่กะเทียมทอดพอสีนวลแล้ว เอากุ้งผัดต้นหอมใส่น้ำซีอิ๊ว น้ำตาลทราย แป้งหวาน และแป้งที่ละลายไว้ใส่คนให้ทั่วชิมดู แล้วเอาข้าวที่หุงไว้ตักใส่จาน เอาหน้าตักใส่ในข้าว พริกไทยป่นโรย ผักชีโรย พริกน้ำส้มใส่ถ้วยไปต่างหาก

ข้าวนี้ใช้หน้าได้ต่าง ๆ จะเป็นเนื้อชนิดไหนผักชนิดไหนก็ใช้ได้ แต่ถ้าเป็นประเภทเนื้อควรจะใช้แป้งสิงคโปร์กับซีอิ๊ว พริกไทยป่นเคล้ากับเนื้อที่จะต้องการไว้สัก ๑๐ นาฑีเป็นอย่างน้อย เพื่อเนื้อจะได้เปื่อยและเวลาใส่ผักแล้วรีบยกขึ้น เพราะถ้าช้าจะเละแฉะไม่หน้ารับประทาน ใช้ไฟให้แรงหน่อยดี.

..............................................

ข้าวหน้ากะหรี่

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวหุงตามวิธีที่ได้อธิบายไว้แล้ว ๕๐๐ กรัม ใช้เนื้อชนิดใดก็ได้ แล่พังผืดออกหั่นบางยาว ๑/๒ นิ้ว ยาว ๑ นิ้ว ๕๐๐ กรัม เครื่องกะหรี่ ๒ ช้อนโต๊ะ หอมใหญ่ ๑๐๐ กรัมหั่นบางยาวตามกลีบ เนยกระป๋องหรือน้ำมันหมู ๔ ออนซ์ มันฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ๑๐๐ กรัม เกลือป่น ถ้าชอบหวานใส่น้ำตาล ไข่เค็มทอดเป็นไข่ดาวเล็ก แตงกวา หอมใหญ่ จักเป็นดอกหรือหั่นตามชอบ แล้วดองกับน้ำส้มน้ำตาล ดองไว้นานสัก ๒๐–๓๐ วันก็ได้ พริกเหลืองแดง จักเป็นดอกแช่น้ำไว้ ๔–๕ เม็ด

วิธีทำ

เอาเนื้อสัตว์ที่กล่าวไว้ข้างบนคลุกกับเครื่องกะหรี่ เกลือ ๑ ช้อนกาแฟ ทิ้งไว้ประมาณ ๑๐–๒๐ นาฑี แล้วเอากะทะขึ้นตั้งไฟเอาน้ำใส่พอร้อน แล้วเอาหอมใส่พอร้อนและสุก แล้วเอาเนื้อที่หมักแล้วใส่ผัดไปจนหอม แล้วเอามันฝรั่งใส่เอาหน้าตักใส่ เอาแตงกวาดองกับไข่ดาวเล็ก พริกเหลืองแดงประดับข้างจานให้งาม

การทำไข่ดาวเล็ก

เอาไข่เค็มดิบ ๔ ฟอง ไข่เป็ดดิบ ๒ ฟอง น้ำมันหมู กะทะขนมครกเล็กพองาม

วิธีทำ

เอาไข่เค็มต่อยออกใช้แต่ไข่แดงปั้นเป็น ๘ ฟอง ต่อไข่ ๑ ฟอง เมื่อปั้นหมดแล้ว เอาไข่เป็ดจืดต่อยแยกไข่แดงออกใช้แต่ไข่ขาว แล้วยกกะทะขนมครกตั้งไฟพอร้อน เอาน้ำมันหมูใส่ทาให้ทั่ว แล้วหยดลงอีกหน่อย เอาไข่ขาวของไข่เป็ดจืดหยอดลงในกะทะ แล้วเอาไข่แดงเค็มชุบไข่ขาวจืดหยอดตามลงไปทอดจนสุก อย่าให้ไข่ขาวทับหน้าไข่แดงจะไม่สวย พอสุกตักออกประดับแล้วจะงาม จะใช้อย่างอื่นแทนของเค็มก็ได้ วิธีหยอดไข่ลงในกะทะอย่าหยอดให้หนา จะไม่เหมือนไข่ดาว ควรหยอดบาง ๆ จะแลงามดี.

..............................................

ข้าวองุ่นไก่อบ

สิ่งที่ต้องการ

ไก่เล็ก ๑ ตัว หนัก ๖๐๐–๗๐๐ กรัม ตัดศีร์ษะกับเท้าออก ๕–๖ ชิ้น ตัดหน้าออก หน้าอกนับตั้งแต่เท้าขึ้นมาถึงกลางตัวไก่แล้วเอาออกไว้ต่างหาก แล้วตัดไก่เป็น ๒ ซีก ๆ หนึ่งตัดเป็น ๒ ชิ้น รวมไก่ทั้งตัว ๕ ชิ้น คะเนรับประทานคนละหนึ่งชิ้น น้ำสต๊อค ๘ อออนซ์ องุ่นแห้ง ๔๐ กรัมล้างให้สะอาด เกลือป่น ๑ ช้อนกาแฟ พริกไทยป่นพอหอม เนย ๑๐๐ กรัม หอมใหญ่ปอกหั่นบาง ๘๐ กรัม ขนมปังทอดหั่นลูกเต๋า ๔๐ กรัม น้ำซ๊อทกระต่าย ๑ ช้อนโต๊ะ มะเขือเทศ ๑–๒ ผล ฝานหนา ๑/๔ นิ้ว แตงกวาปอกแล้วเซาะเป็นริ้ว ฝานหนา ๑/๘ นิ้ว หมูแฮมต้มแล้วหรือเบคอนหั่นบาง ๆ ๖๐ กรัม (เบคอนอบไปกับไก่ เวลาไก่สุกแล้วจึงเอาเบคอนใส่พอมันละลาย) ข้าวทุกเหมือนข้าวหน้าต่าง ๆ ที่บอกไว้แล้วเปลี่ยนเป็นใช้เนย ๒๐ กรัม หอมใหญ่หั่นแล้ว ๔๐ กรัม เอาเนยกับหอมใส่ผัดไปพอหอม แล้วใส่เกลือกับน้ำสต๊อคที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว

วิธีทำ

เอาไก่เคล้ากับน้ำซ๊อท เกลือ พริกไทย หอมใหญ่ หมักไว้นานประมาณ ๒๐–๓๐ นาฑี เอาเนย ๔๐ กรัมตั้งไฟพอร้อน เอาไก่ที่หมักไว้ทอดพอเหลือง แล้วเอาน้ำสต๊อคใส่ปิดฝาอบไฟให้แรง พอไก่เปื่อยยกลงตักไก่ไว้ต่างหาก แล้วเอาน้ำที่เหลือกรองใส่โถไว้รับประทานด้วย (ชิมรสตามชอบ)

ข้าวที่หุกสุกแล้ว เอาเนยที่เหลืออีก ๔๐ กรัมมูลลงในข้าว แล้วเอาองุ่นใส่ปิดฝาไว้ ตักข้าวใส่จาน แล้วเอาไก่ปรุงดับข้างบน แล้วเอาเบคอนหมูแฮมประดับข้างจาน วางขนมปังทอดกรอบและมะเขือเทศแตงกวาจัดสลับกันไปตามข้างจานให้รอบแล้วแต่จะเห็นงาม

ส่วนนี้สำหรับ ๔–๕ คน

การที่บอกให้เอาเนยแบ่งไว้มูนต่างหาก เพราะข้าวนี้มันมาก ถ้าจะให้ใส่พร้อมกับข้าวจะสุกยาก หม้อที่จะอบใหม่ ควรใช้หม้ออลูมิเนียมฝาปิดสนิทและไม่ค่อยติดก้นหม้อด้วย.

..............................................

ข้าวหน้าน้ำมะเขือเทศ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวหุงกับเนยเหมือนข้าวองุ่น เนื้อไก่หั่นบางแล้วหั่นเป็นฝอยขนาดไม้จิ้มฟัน ๒๐๐ กรัม หอมใหญ่หั่นตามหัวบาง ๆ ๑๐๐ กรัม น้ำมะเขือเทศขวดหรือกระป๋อง ๒ ช้อนโต๊ะ เนย ๔๐ กรัม เกลือป่น ๑ ช้อนชา พริกไทยป่น แป้งซักเสื้อหรือแป้งสิงคโปร ๑ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เอาไก่หั่นแล้วเคล้าแป้งเกลือ ๑/๒ ช้อนชา พริกไทยพอหอม เอากะทะตั้งไฟ แล้วเอาเนยใส่ พอเนยร้อน เอาหอมใส่ พอหอมสุกเอาไก่ใส่ น้ำมะเขือเทศ เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชาใส่แล้วชิมดูตามชอบ ถ้าชอบรสหวานเติมน้ำตาลนิดหน่อย เพราะน้ำมะเขือเทศมีรสหวานอยู่แล้ว

การชิมรสหวาน ถ้ามีแขกอื่นอยู่ด้วยควรชิมรสกลางๆ อย่าให้จัดแก่หวานแก่เค็ม จะแก้ลำบาก ยิ่งแก่หวานไม่ควรเลย เพราะคนโดยมากไม่ชอบรสหวาน ดูพวกจีนฝรั่งเป็นตัวอย่าง เป็นอาหารอร่อยทั้งนั้น อาหารจีนถ้าจืดก็มีน้ำซีอิ๊วติดไปด้วย ตามฝรั่งมี เกลือ มีซ๊อท เติมตามชอบ.

..............................................

ข้าวคลุกน้ำพริกสด

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุกแล้ว ๕๐๐ กรัม หมูสามชั้นต้มแล้วหั่นยาว ๒ เซ็นต์ ๖๐ กรัม (หมูหวานน้ำตาลปึก ๑ ช้อนโต๊ะ) กุ้งนางต้มสุกแล้วหั่นบางเล็กยาว ๒ เซ็นต์ ๖๐ กรัม กุ้งแห้งตัวเล็กปอกเปลือกออกทอดกรอบ ๖๐ กรัม กุ้งแห้งป่น ๖๐ กรัม ปลาดุกย่างขนาดกลาง ๒ ปลา แกะก้างออกเขี่ยให้ฟูทอดกรอบหั่นยาว ๑ นิ้ว ๔ เหลี่ยม กะทิที่ ๑–๒ ๒ ออนซ์

มะเขือเปราะแตงกวา ถั่วฝักยาวอ่อน ถั่วลันเตา ถั่วพู หั่นสี่เหลี่ยมขนาดลูกเต๋าเล็ก หน่อไม้อ่อนอย่างละเท่ากันรวมหนัก ๑๒๐ กรัม ถ้าชอบผักอื่นจะใช้อีกก็ได้ ระวังอย่าใช้ผักเปื่อยเละ ไม่น่ารับประทาน (ถั่วลันเตาใช้แต่เม็ดมะเขือแตงกวาเฉือนเม็ดออก) หอมเจียว ๒๐ กรัม กะเทียมเล็ก ๓๐ กรัม กะปิดีใส่ใบตองห่อเผาไฟให้สุก ๖๐ ออนซ์ น้ำส้มเหม็น ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ มะอึกสุกดิบหั่นบาง ๑ ช้อนโต๊ะ ระกำหั่นยาวเล็ก ๑ ช้อนโต๊ะ พริกแดง เหลือง เขียว พริกมูลหนู ตัดเป็นท่อนหรือจักดอกบ้างก็ได้ น้ำปลาดี

วิธีทำ

เอาหมูสามชั้นที่หั่นแล้วทำเป็นหมูหวานเสียก่อน เอากะทะตั้งไฟ เอาน้ำตาลปึกใส่ผัดพอเข้ากันดีแล้วเอาน้ำปลาดีใส่ ๑ ช้อนกาแฟ ยกลงตักใส่ชามไว้ เอากะทิที่ ๒ ตั้งไฟให้เดือด แล้วเอาผักที่หั่นใส่ต้มจนผักสุกแล้วเอากะทิที่ ๑ ใส่พอเดือดคนให้ทั่วยกลง เอากะปิใส่ครกตำ เอาหอมกะเทียมใส่ตำจนละเอียด แล้วใส่ระกำ มะอึก ผิวส้มเหม็น ใส่น้ำส้มเหม็น น้ำมะนาว ใส่น้ำตาลทราย ๒ ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วเทข้าวลงชาม กระจายเม็ดอย่าให้เป็นก้อน เอาน้ำพริกที่ตำไว้ตักใส่คนให้เข้ากัน (ควรจะคนด้วยพายหรือช้อนซ่อม) แล้วใส่กุ้งแห้งป่นลงไป หมูหวาน ผักต้มกับกะทิเคล้าให้ทั่วกัน ชิมดู ถ้าชอบรสจัดหรืออ่อนกว่านี้ก็แก้ตามชอบ (ควรชิมรสอ่อนไว้) ตักใส่จาน เอากุ้งที่หั่นไว้โรยหน้า เอาพริกบุบพอแตกโรยให้ทั่วทับกุ้ง ปลาดุกทอดประดับข้างจาน กุ้งแห้งทอดกองข้างจานให้งาม เอาส้มเหม็นมะนาวตัดเป็นชิ้น ประดับไปข้างจานด้วย (ถ้ามีมะม่วงขบเผาะหรือช่อมะม่วงจะใส่ด้วยก็ได้).

..............................................

ข้าวคลุกน้ำพริกเผา

สิ่งที่ต้องการ

อกไก่ต้มสุกหั่นบางยาวขนาดหนึ่งนิ้ว ๖๐ กรัม

หมูสามชั้นต้มสุกแล้วไม่ใช้หนังหั่นบางกว้าง ๑/๒ เซนต์ ยาว ๒ เซนต์

ผัดหวาน (ได้อธิบายไว้ในข้าวคลุกกะปิแล้ว) ๑๐๐ กรัม

ไข่เค็มต้มสุกใช้แต่ไข่แดง ๖ ฟอง

ขนมปังหั่นสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋าเล็กทอด ๖๐ กรัม

ถั่วลิสงทอดเม็ดกลม ๖๐ กรัม

น้ำปลาดี ๑/๒ ช้อนโต๊ะ

น้ำพริกเผา ๔๐ กรัม

น้ำตาลปึก ๑ ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ

ข้าวสุกแล้ว ๕๐๐ กรัม

น้ำมันหมู ๑ ช้อนโต๊ะ

กุ้งแห้งป่น ๔๐ กรัม

วิธีทำ

เอาข้าวสุกแล้วเทใส่ชามกระจายเม็ดอย่าให้ติดกันแล้วเอาน้ำพริกเผาใส่ถ้วย ใส่น้ำตาล น้ำปลา มะนาว และลายให้เข้ากัน แล้วเทลงในข้าวเอาไม้พายหรือช้อนซ่อมคลุกให้เข้ากัน แล้วเอากุ้งแห้งป่นใส่ หมูผัดหวานใส่ เคล้าให้เข้ากัน เอาน้ำมันหมู ๑ ช้อนโต๊ะมาเวลาจะผัดกับหมูหวานเอาใส่ลงไปในกะทะก่อนจึงใส่น้ำตาล ผัดให้น้ำตาลหวานจึงจะใส่หมู ใส่น้ำปลาดีหนึ่งช้อนชาคนให้ทั่ว แล้วยกลง อย่าตักให้ช้าเนื้อหมูจะแข็งแล้วชิมดูรสตามชอบ ตักใส่จานแล้วเอาไก่ที่หั่นไว้โรยหน้า ไข่เค็มที่ปอกแล้วใช้แต่ไข่แดง เอามาจักเป็นดอกแล้วประดับข้างขอบจาน เอาขนมปังทอดและถั่วลิสงทอดประดับตามแต่จะเห็นงาม

ใช้รับประทาน ๒–๓ คน.

..............................................

ข้าวยำปักษ์ใต้

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุกแล้ว ๕๐๐ กรัม มันกุ้งสงขลา ๑ ช้อนโต๊ะ กุ้งนางสับทั้งเนื้อมันรวนให้สุก ๑๐๐ กรัม กุ้งแห้งป่น ๖๐ กรัม หอมเล็กปอกแล้ว ๔๐ กรัม มะพร้าวขูดแล้วคั่ว ๒๐ กรัม ตะไคร้อ่อนหั่นบาง ๆ ๒๐ กรัม ใบมะกรูดอ่อนหั่นฝอย ๑ ช้อนโต๊ะ มะม่วงดิบหั่นฝอย ๔๐ กรัม ถ้าชอบอื่นเช่น มะดัน ตลิงปิง ระกำ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น ๑ ช้อนโต๊ะ มะนาว น้ำปลาดี ๓ ช้อนชา น้ำตาลทราย (ถ้าไม่ชอบไม่ใช้ก็ได้) ใบกะถินอ่อน ฝักกะถิน เม็ดกะถิน เม็ดสตอ ใบชะอมอ่อน ถั่วพู ถั่วงอก ใบทองหลางอ่อน เกษรชมภู่แดง ผักทั้งหมดรวม ๑๔๐ กรัม ถ้าไม่ชอบผักชะนิดไหนไม่ใช้ก็ได้ หั่นเล็กพอควร ถ้าเป็นใบควรหั่นเป็นฝอยหยาบหน่อย

วิธีทำ

เอาข้าวสุกกระจายเม็ด แล้วเอามันกุ้งสงขลาใส่ครกตำให้ละเอียดกับหอมเล็ก แล้วเอาน้ำปลาใส่น้ำมะนาว คนให้เข้ากันแล้วเทลงในข้าวคลุกให้ทั่ว เอาระกำใส่ แล้วใส่กุ้งแห้งป่น มะพร้าวคั่วและส้มที่หั่นกับผักต่างๆ เคล้าให้เข้ากันชิมดูตามรสชอบ แล้วตักใส่จาน ใช้พริกจักเป็นดอกประดับกับผัก มะนาวฝานเป็นชิ้นแล้วแต่จะเห็นงาม เอากุ้งแห้งป่นเหลือไว้โรยหน้า แล้วเอากุ้งรวนคลุกไปในข้าวนิดหน่อย เหลือไว้โรยข้างกุ้งแห้งอีกที

รับประทาน ๒–๓ คน.

.

..



88

หุงข้าวต้มแกง/วิธีหุงข้าวต่าง ๆ

เนื้อหาในหน้านี้

การหุงข้าว
วิธีหุงข้าวมัน
หุงข้าวไม่เช็ดน้ำ
วิธีหุงข้าวหน้าต่าง ๆ
ข้าวมันไก่ตอน
ข้าวหมี่
ข้าวผัดน้ำมะเขือเทศ
ข้าวผัดลูกเกต
ข้าวผัดน้ำพริกเผาหรือน้ำพริกผัด
ข้าวผัดกะปิ
ข้าวซาวน้ำ
ข้าวผัดเต้าหู้ยี้
ข้าวผัดปูทะเล
ข้าวผัดผักสามสี
ข้าวผัดทรงเครื่อง
ข้าวผัดกะหรี่
ข้าวพิมพ์
ข้าวคลุกกะปิ
ข้าวพระสุลี

........................................................

วิธีหุงข้าวต่าง ๆ

การหุงข้าว

เมื่อเอ่ยถึงการหุงข้าวแล้ว ใคร ๆ ก็หุงได้ นอกจากจะดีหรือไม่ดี ทั้งจะให้ดีเสมอทุกวันนั้นยาก และยิ่งหุงให้คนอื่นรับประทานด้วยแล้วยากมาก เพราะจะต้องรู้ว่าคนที่จะรับประทานนั้นชอบข้าวสวย เปียกหรือละมุนละไม (แปลว่า พอดีไม่สวยและเปียก) เหล่านี้เป็นของสำคัญมาก ฉะนั้นจึงไม่มีตำราใดที่จะสอนให้หุงข้าว ซึ่งฟังดูเผิน ๆ ก็ง่าย แต่ก็จำเป็นจะต้องรู้ไว้เพื่อจะได้หุงข้าวให้ดีทุก ๆ วันเสมอ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวเจ้าเก่า ๓๐๐ แกรม

น้ำ ๓๐ ออนซ์

น้ำมะนาว ๕ ช้อนชา

(มะนาวต้องปอกผิวให้หมดแล้วล้างน้ำก่อนบีบ)

วิธีทำ

เอาข้าวล้างน้ำให้สะอาด แล้วใส่หม้อ (ควรจะเป็นหม้อดิน) เอาน้ำใส่แล้วยกขึ้นตั้งไฟ พัดไฟให้แรงพอควร เปิดฝาหม้อ พอน้ำข้าวมีฟองเล็ก ๆ ข้างหม้อเอาน้ำมะนาวใส่คนให้ทั่ว แล้วปิดฝาอย่างเก่า พอเดือดช้อนฟองทิ้งตักข้าวขึ้นมาเล็กน้อย บี้ดูถ้าชอบสวยหน่อย พอเม็ดข้าวแย้มเล็กน้อยก็รีบเช็ด (หมายความว่า รินน้ำออกให้แห้ง) ตักถ่านออกจากเตาให้เหลือแต่น้อยแล้วเอาหม้อตั้งไฟ ค่อย ๆ ตะแคงหม้อหมุนให้รอบ จนน้ำข้าวแห้งดี ระวังอย่าให้ไฟไหม้ก็ใช้ได้ ทั้งนี้ควรจะลงมือหุงก่อนรับประทานประมาณ ๑๕ นาฑี ก็จะพอดีสุกทัน รับประทานร้อนๆ ซึ่งจะมีรสโอชา มากกว่าข้าวเย็นเป็นก้อน

ถ้าชอบข้าวละมุนละไม ก่อนที่จะเช็ดน้ำ ควรทิ้งให้เม็ดข้าวแย้มมากกว่าการหุงข้าวสวย (ดังกล่าวแล้ว) และถ้าชอบข้าวเปียกก็เคี่ยวบานให้เม็ดจวนจะสุกจึงเอาขึ้นเช็ดน้ำให้แห้ง

การเช็ดคือการรินน้ำออกให้แห้งและตั้งไฟหมุนรอบ ๆ หม้อ ต้องใช้ไฟอ่อน ระวังอย่าให้ไหม้หรือแฉะ

ข้าวกลางปี เรียกว่าไม่เก่าไม่ใหม่ ก็หุงเช่นเดียวกัน ไม่ต้องเคี่ยวให้บานเหมือนข้าวเก่า เห็นจะหุงได้ง่ายสักหน่อย ข้าวใหม่นั้นหุงยาก ต้องเอาน้ำใส่หม้อแล้วตั้งไฟ ให้เดือดเสียก่อนแล้วเอาข้าวที่ซาวแล้วใส่ลงไป เอาน้ำมะนาวใส่คนให้ทั่วปิดฝาพัดไฟให้แรง พอเดือดทั่วกันก็ต้องรีบรินน้ำเช็ดให้แห้งดังกล่าวไว้แล้ว ข้าวที่จะหุงควรใช้ข้าวที่หนึ่งจึงจะดี เวลาสุกแล้วอย่าคน ข้าวจะแหลก ถ้าจะใส่โถ ค่อย ๆ โหย่งนิดหน่อย แล้วเทลงในโถ เวลาจะยกไปรับประทานควรเช็ดหม้อให้สะอาดแล้วยกไปตั้งทั้งหม้อจะดีกว่า.

........................................................

วิธีหุงข้าวมัน

สิ่งที่ต้องการ

มะพร้าวขุดแล้วหนัก ๗๐๐ กรัม

ข้าวจาวที่หนึ่งกลางปี ๗๐๐ กรัม

น้ำตาลทรายขาว ๗๐๐ กรัม

เกลือป่น ๔๐ กรัม

น้ำ ๓๐ ออนซ์

วิธีทำ

เอามะพร้าวที่ขูดแล้วคั้นไม่ใช้น้ำเอาแต่หัวกะทิไว้ต่างหาก เรียกว่าน้ำกะทิที่หนึ่ง เอาน้ำที่ตวงไว้ ๓๐ ออนซ์แบ่งครึ่งเพียง ๑๕ ออนซ์ คั้นลงไปกับมะพร้าวที่คั้นแล้วเอาน้ำกะทินี้ไว้ต่างหาก เป็นน้ำกะทิที่สองแล้วเอาน้ำที่เหลืออีก ๑๕ ออนซ์ คั้นต่อไปจนหมดมันเรียกว่าน้ำกะทิที่สาม เอาถ้วยตวงน้ำกะทิที่หนึ่งได้กี่ออนซ์ไว้คนละต่างหาก และตวงน้ำกะทิที่ ๓ ซึ่งเมื่อรวมกับที่ ๒ แล้วให้ได้ ๓๐ ออนซ์ เอากะทิที่ ๒ และที่ ๓ ผสมกันเอาเกลือป่นใส่ล้างข้าวให้สะอาดรินน้ำออกให้หมดใส่ลงในหม้อ (หัวกะทิที่หนึ่งอย่าเพิ่งใส่) เอาหม้อข้าวตั้งไฟเอากะทิที่ ๒–๓ ที่ผสมไว้ใส่ลงไป เอาใบเตยทั้งใบเรียงพาดปากหม้อ อย่าให้ถูกข้าว เอาใบตองทั้งแผ่นปิดกันอีกทีปิดฝาหม้อ ถ้าจะให้ดีควรจะกลัดใบเตยกับใบตองติดกันจึงจะไม่หลุด ไฟแรงพอประมาณ พอกข้าวเดือดกะทิจวนแห้ง ตักถ่านออกเสียครึ่งหนึ่ง เอาหัวกะทิที่หนึ่งใส่น้ำตาล คนให้ทั่วเทลงไปในหม้อข้าวเอาพายค่อยคุ้ยอย่าให้แรงนักเมื่อถึงข้าวจะหัก ทั่วแล้วปิดฝาให้สนิท พอกะทิแห้ง ตะแคงหม้อหมุนรอบ ๆ ไปจนข้าวสุกยกลงได้

หมายเหตุ

ระวังอย่าให้ไอในหม้อข้าวออกมากนัก ข้าวจะไม่ค่อยระอุ ที่บอกให้ใส่ข้าวกะทิกับน้ำตาลทรายภายหลังนั้น เพราะถ้าใส่พร้อมกันข้าวจะสุกยาก ทำให้ข้าวสีมัวและแข็งกระด้าง ควรจะใช้หม้ออลูมิเนียมเป็นหม้อแขกยิ่งดีเพราะฝาสนิท ถ้าจะใช้หม้อดินอย่างโบราณก็ได้ แต่หม้อดินมักดูดน้ำกะทิมาก ข้าวมันนี้ควรรับประทานร้อน ๆ การหุงกว่าจะสุกเรียบร้อยกินเวลาราว ๑๕–๒๐ นาฑีเท่านั้น ถ้าชอบรสหวานหรือเค็ม จะแก้ไขลดหรือเพิ่มส่วนน้ำตาลและเกลือก็ได้ตามใจชอบ ถ้าชอบข้าวสวยก็ควรลดน้ำกะทิที่ ๓ ออกเสียเหลือ ๒ ออนซ์ ถ้าชอบเปียกก็เพิ่มน้ำกะทิ ๑–๒ ออนซ์ ก็ได้

ระวังมะพร้าวที่ใช้ ควรเป็นมะพร้าวใหม่ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน.

........................................................

หุงข้าวไม่เช็ดน้ำ

วิธีทำ

ข้าวสารเจ้ากลางปี (ไม่ใช่ข้าวใหม่) ๕๐๐ กรัม น้ำ ๒๐ ออนซ์ ล้างข้าวให้สะอาดใส่หม้อ ใส่น้ำ ไฟแรงประมาณพอดี พัดไฟให้ร้อนจนข้าวเดือด ค่อย ๆ คนให้ทั่วกัน เมื่อน้ำแห้งแล้วตักถ่านออกเสียครึ่งหนึ่ง แล้วจึงเอาหม้อข้าวตั้ง ค่อย ๆ ตะแคงหม้อหมุนรอบ ๆ จนข้าวสุก ระวังอย่าให้ไหม้ ถ้าชอบสวยกว่านี้ให้ลดน้ำออกเสีย ๑ ออนซ์ ถ้าชอบเปียกกว่านี้ให้เติมน้ำได้ ๓ ออนซ์ ข้าวนี้จะสุกในราว ๑๕–๒๐ นาฑี ควรจะรับประทานร้อน ๆ

ถ้าข้าวใหม่ควรจะลดน้ำเสีย ๒ ออนซ์ แล้วตั้งน้ำให้เดือดเสียก่อนจึงเอาข้าวใส่ล้างให้สะอาดก่อน (โดยมากข้าวใหม่หุงไม่ค่อยสวย) ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานจะรู้สึกคล้ายข้าวเหนียว ถ้าข้าวเก่ารับประทานได้ทุกคน แต่จะต้องเติมน้ำมากกว่าข้าวกลางปีสัก ๑ ออนซ์ ถ้าชอบสวยไม่ต้องเติมก็ได้.

........................................................

วิธีหุงข้าวหน้าต่าง ๆ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสารเจ้าอย่างที่หนึ่ง ๕๐๐ กรัม กะเทียมปอกแล้ว ๑๐ กรัม เกลือ ๑/๒ ช้อนชา น้ำมันหมู ๑ ออนซ์ น้ำสต๊อค ๒๐ ออนซ์

วิธีทำ

ล้างข้าวให้สะอาดสรงข้าวใส่กระชอนให้แห้ง เอาน้ำมันหมูใส่กะทะ ตั้งไฟพอร้อน ทุบกะเทียมให้แตกสับเป็น ๒–๓ ท่อนใส่ลงไป ทอดให้พอมีสีเหลืองนวลเอาข้าวใส่ผัดไปมาพอหอมยกลง ตักข้าวใส่หม้อที่จะหุง ใส่น้ำ เกลือ คนให้ทั่ว ปิดฝา ตั้งไฟให้เดือด เมื่อน้ำแห้ง ตักถ่านออกเสียครึ่งหนึ่ง หมุนหม้อไปรอบ ๆ จนกว่าจะสุก ข้าวนี้ใช้ได้สำหรับหน้าต่าง ๆ (เป็นของจีน).

........................................................

ข้าวมันไก่ตอน

สิ่งที่ต้องการ

ไก่ตอน ๑ ตัว น้ำมันหมู ๔ ออนซ์ ข้าวสารเจ้า ๑ ก.ก. ซีอิ๊วดำ กะเทียมปอกเปลือก ๔๐ กรัม เกลือป่น ๒ ช้อนชา พริกชี้ฟ้าแดง ๓ เม็ด ขิงแก่ปอกแล้ว ๒๐ กรัม เต้าเจี้ยวน้ำอย่างกวางตุ้ง ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำส้ม ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๒ ช้อนชา น้ำ ๑๐๐ ออนซ์

วิธีทำ

ล้างไก่ควักใส้ออก ขัดขา ขัดบีก และคอดูให้งาม เครื่องในกับไส้ผ่าล้างให้สะอาดผูกไว้ต่างหาก เอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟให้เดือดใส่เกลือ ๒ ช้อนชา ขิง ๑๕ กรัม ปอกล้างให้สะอาดทุบพอแตก ใส่ลงไปในน้ำที่จะต้ม พอน้ำเดือดเอาเชือกผูกคอไก่ใส่ต้มลงไป ปิดฝาประมาณ ๕ นาฑี พลิกไก่กลับให้สุกทั่วกัน เอามันไก่ใส่ต้มต่อไปประมาณ ๑๐ นาฑี เอาไม้แหลมแทงดูเนื้อไก่ว่าเหนียวก็แสดงว่าสุก ยกไก่ขึ้นไว้ให้เสด็ดน้ำ ระวังอย่าให้สุกเกินไป ทำให้เหนียวมาก

ล้างข้าวให้สะอาดรินน้ำให้แห้ง เอาน้ำมันหมูใส่กะทะตั้งไฟพอร้อน เอากะเทียม ๒๐ กรัมทุบให้แตก ลงทอดพอสีนวลใส่ข้าวผัดไปพอหอม ตักข้าวขึ้นใส่หม้อที่จะใช้หุง เอาน้ำที่ต้มไก่ตวง ๔๕ ออนซ์ใส่ลงไป คนให้ทั่วกัน ปิดฝาให้สนิท พอเดือดทั่วน้ำแห้งตักถ่านออกเสียเหลือแต่น้อย หมุนหม้อรอบ ๆ จนกว่าจะสุก

น้ำมันไก่ตอนที่ลอยฝา ใส่ในหม้อที่สมควรจะต้ม แล้วตักใส่ลงในหม้อข้าวพร้อมกันเริ่มหุง เครื่องในต้มสัก ๒–๓ นาฑียกลงแขวนไว้เหมือนกัน

เวลาจะรับประทาน ตัดไก่เอาหน้าอกคัดไว้ต่างหาก ผ่าไก่ออกเป็น ๔ ชิ้นใหญ่ สับเป็นท่อน ๆ พองามตามส่วนของชิ้นให้คงเป็นรูป ตัวไก่ หัว คอ สับเป็นชิ้น ๆ ประกอบเรียงลำดับลงจาน แกะกระดูกหน้าอกอย่าลอกหนัง ผ่าตามยาวเป็น ๒ ชิ้น สับเป็นท่อน ๆ วางประดับลงจานให้เป็นรูปหน้าอก เครื่องในกับไส้ก็หั่นประกอบไปด้วย จะมีผักชีเด็ดกองไว้ข้างไก่นิดหน่อยก็ได้ (อย่าโรย)

น้ำจิ้ม

กะเทียมที่เหลือ ๒๐ กรัม สับพริกชี้ฟ้าผ่าเอาเม็ดออกใส่ลงโขลกกับเกลือที่เหลือพอแหลก เอาน้ำส้ม น้ำตาล ลงละลายตักใส่ถ้วยใช้ได้ ถ้าเปรี้ยวจัดเติมน้ำ ชิมรสตามชอบ ซีอิ๊วดำใส่ถ้วยเป็นน้ำจิ้มอีกอย่างหนึ่ง เต้าเจี้ยวตั้งไฟให้ร้อน ถ้าแห้งเอาน้ำต้มไว้ใส่เติม เหลวพอจิ้มได้ เป็นน้ำจิ้มไก่ ขิงที่เหลือตำใส่น้ำซีอิ๊วขาว น้ำต้มไก่ที่เหลือใช้เป็นน้ำซุปรับประทานได้ ควรจะใช้หม้ออลูมิเนียมหุงข้าว.

........................................................

ข้าวหมี่

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวหุงสุก ๕๐ กรัม เนื้อปูทะเล ๕ กรัม เนื้อหมูสามชั้น ๕๐ กรัม กุ้งนางหรือกุ้งตะเข็บปอกแล้ว ๕๐ กรัม เนื้อไก่ ๕๐ กรัม เต้าหู้เหลือง ๒๐ กรัม ถั่วงอก ๒๐ กรัม หัวหอมเล็กปอกแล้วทับแต่ง ไม่ต้องละเอียดนัก ๑ ช้อนโต๊ะ กะเทียมปอกทุบ ๑ ช้อนชา เต้าเจี้ยวแห้งทำให้ละเอียด ๑ ช้อนชา ผิวส้มซ่าหั่นฝอยแล้ว ๑/๔ ช้อนชา ผักชีใบกว้าง พริกเหลืองแดง น้ำตาลทรายละเอียด น้ำปลาดี น้ำมันหมู ๒ ออนซ์ ไข่เป็ด ๒ ฟอง

วิธีทำ

แล่เนื้อหมูกับไก่หั่นตามยาวให้ละเอียด ยาวประมาณ ๑ นิ้ว เอาน้ำมันหมูใส่กะทะตั้งไฟพอร้อน ใส่หัวหอมกะเทียมเจียวพอสีนวล ใส่เต้าเจี้ยว ผัดไปพอสุกใส่กุ้ง เอาเต้าหู้หั่นใส่เป็นเหลี่ยมยาว เหมือนไม้ขีดไฟ ใส่หมู ไก่ ผัดไปพอสุก ใส่กุ้ง ใส่น้ำปลา น้ำตาล ชิมรสตามชอบ ต่อยไข่ใส่ลงไปคนพอไข่สุก ใส่ข้าว น้ำส้มซ่า จะใช้น้ำกะเทียมดองก็ได้ ถั่วงอกจะแบ่งไว้ใช้ดิบ ๆ บ้างก็ได้ ใบกุ่ยช่ายต้องเอาแต่ปลายใบเป็นท่อน ๆ ยาว ๑ นิ้วใส่นิดหน่อย เหลือโคนต้นไว้รับสด ๆ ยกลงตักใส่จาน เอากะเทียมดอง ผิวส้มซ่า ล้างน้ำให้สะอาด พริกแดงหั่นฝอยโรยหน้า ผักชีเด็ดเป็นใบ ๆ โรย ส้มเหม็น มะนาวผ่าให้สวยเรียงประดับรอบจาน เอาต้นกุ่ยช่าย ถั่วงอกดิบวางข้าง ๆ ให้สวยพองาม ถ้าชอบใบบัวบก หัวปลี กล้วยตานี หรือผักอื่น ๆ ที่ชอบ จะประดับข้าง ๆ จานก็ได้ ถ้าชอบเผ็ดใส่พริกป่นด้วยก็ได้.

........................................................

ข้าวผัดน้ำมะเขือเทศ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

เนื้อไก่ ๒๐๐ กรัม

ไข่ไก่ ๒ ฟอง

หอมใหญ่ ๔๐ กรัม

น้ำมะเขือเทศ ๒ ช้อนโต๊ะ

น้ำมันหมู (ถ้าชอบเนย ก็ใช้เนยแทนได้) ๒ ออนซ์

เกลือป่น พริกไทยป่น

ถ้าชอบรสหวานก็ใส่น้ำตาลนิดหน่อยได้ แต่อย่าให้หวานนัก เพราะน้ำมะเขือเทศมีรสหวานอยู่แล้ว.

วิธีทำ

แล่ไก่ออกบาง ๆ เอาหนังออก แล้วหั่นเป็นชิ้นยาว ๆ ประมาณ ๑ นิ้ว เอาหอมปอกล้างน้ำให้สะอาด ผ่ากลางตามยาวของหอมแล้วหั่นยาวเหมือนเนื้อไก่ เอากะทะตั้งไฟใส่น้ำมันพอร้อนจัดเอาหอมใส่ ผัดพอหอม เอาไก่ใส่ผัดพอสุก ต่อยไข่ใส่คนให้ทั่วกัน จึงเอาข้าวใส่ผัดให้ทั่วกัน ชิมดูรสหวานตามชอบใส่น้ำมะเขือลงผัดให้ทั่ว ดีแล้วยกลงเอาพริกไทยโรยใช้ได้ (ถ้าจะต้องการโรยหน้าจะใช้เนื้อหมูแฮมที่ต้มแล้ว หั่นเป็นฝอยโรยนิดหน่อยพองามก็ได้ ระวังชิมรสอย่าให้จัดนัก จะรับประทานมากไม่ได้).

........................................................

ข้าวผัดลูกเกต

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

เนื้อไก่ ๑๐๐ กรัม

เนื้อหมูต้มแล้ว ๕๐ กรัม

หอมใหญ่ ๒๐ กรัม

ลูกเกต ๔๐ กรัม

เนย (ถ้าไม่ชอบเนยใช้น้ำมันหมู) ๑๐๐ กรัม

ขนมปังหั่นสี่เหลี่ยมคล้ายลูกเต๋าทอดแล้ว ๔ ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบใส่มากกว่านี้ก็ได้ เกลือป่น พริกไทยป่น

วิธีทำ

ไก่หั่นชิ้นเล็ก ๆ ยาวประมาณ ๑ นิ้วฟุต หมูแฮมหั่นเหมือนกัน หอมใหญ่ปอกแล้วล้างให้สะอาด หั่นแบบเดียวกับข้าวผัดน้ำมะเขือเทศ เอากะทะตั้งไฟเอาเนยใส่พอร้อนเนยละลายใส่หอมคน พอหอมแล้วใส่ไก่ พองไก่สุกใส่หมูแฮม ลูกเกต คนให้ทั่วกันชิมดูถ้าเค็มอ่อนเติมเกลือ ไม่ต้องใส่น้ำตาล เพราะลูกเกตหวานอยู่แล้ว แต่ถ้าชอบหวานมากก็ใส่น้ำตาลได้ ถ้าไม่ชอบเนยก็ใช้น้ำมันหมูแทนจึงใส่ข้าวแล้วผัดให้ทั่ว ยกลงตักใส่จาน เอาขนมปังทอดกรอบวางข้างจานตามชอบ (ควรจะใส่จานเปลจึงจะดูงาม)

การชิมรสอาหารอย่างชิมตามใจชอบของเรา ควรชิมรสขนาดกลางและค่อนข้างอ่อนไว้ก่อนจึงจะถูกปากทุกคน ถ้าใครชอบจัดก็เติมเอาตามใจชอบได้ เช่นนี้ของจะไม่เสียรส.

........................................................

ข้าวผัดน้ำพริกเผาหรือน้ำพริกผัด

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

น้ำพริกผัด ๒ ช้อนโต๊ะ

เนื้อไก่ ๑๐๐ กรัม

ปูทะเลต้มและแกะแล้ว ๕๐ กรัม

เนื้อกุ้งสดปอกแล้ว ๕๐ กรัม (มันกุ้งไม่ใช้)

กะเทียมปอกแล้วทุบให้แตก ๑ ช้อนชา

น้ำมันหมู ๒ ออนซ์ น้ำปลาดี น้ำตาลทราย

วิธีทำ

เอาข้าวสุกแล้วมาคลุกกับน้ำพริกเผา หรือน้ำพริกผัดให้ทั่วกัน (ระวังน้ำพริกอย่าให้เหม็นและเผ็ดมาก ถ้าหากไม่ชอบเผ็ดจะใช้แต่น้อยก็ได้ น้ำพริกนี้ควรจะทำไว้ใช้เอง ถ้าอยู่หัวเมืองจะเป็นของจำเป็นมาก) เอากะทะตั้งไฟใส่น้ำมันหมู พอร้อนเอากะเทียมลงไปเล็กน้อยใส่ไก่พองไก่สุกใส่กุ้ง ปู สำหรับปูทะเลควรแบ่งไว้โรยหน้าบ้าง เอาข้าวที่คลุกไว้ใส่ ผัดให้เข้ากันดี ใส่น้ำปลาดีน้ำตาลนิดหน่อยอย่าให้หวานออกหน้าเค็ม ตักใส่จาน ควรรับประทานร้อน ๆ ถ้าชอบรสเปรี้ยวจะใช้มะนาวเติมก็ได้.

........................................................

ข้าวผัดกะปิ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

หอมเล็กปอกแล้ว ๑๐๐ กรัม

กะเทียม ๕ กรัม

เนื้อหมูหั่นเล็กยาว ๑ นิ้ว ๑๐๐ กรัม (จะใช้เนื้อไก่ก็ได้)

กุ้งแห้งเล็กปอกเปลือกให้หมด ๔๐ กรัม

กุ้งแห้งป่น ๒๐ กรัม

กะปิดี ๑ ช้อนโต๊ะ

ตะไคร้หั่นบาง ๆ ๑ ช้อนโต๊ะ

กะชายปอกทั้งรากและหัวหั่นแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ

ข้าวปอกแล้วหั่นบาง ๆ ๑/๒ ช้อนกาแฟ

น้ำมันหมู ๒ ออนซ์

น้ำปลาดี น้ำตาล ผักที่แกะแล้ว วางประดับข้างจาน มะม่วงดิบ รากกะชายอ่อน ๆ แตงกวา ต้นหอม ช่อมะม่วง จะใช้ก็ได้ พริกเหลืองแดง.

วิธีทำ

เอาตะไคร้ กะชาย ตำให้ละเอียด แล้วใส่กะปิหอมกะเทียม เอาข้าวสุกบี้ให้ละเอียด ให้เม็ดกระจาย กุ้งแห้งป่นใส่เคล้ากันให้ทั่ว เอากะทะตั้งไฟใส่น้ำมันหมูพอร้อนจัด เอากุ้งแห้งตัวเล็กทอดพอกรอบ ระวังอย่าให้แก่ไฟจะขม แล้วตักเอากุ้งแห้งไว้ต่างหาก เอากะปิที่ตำไว้ใส่กะทะผัดไปพอหอม ใส่เนื้อหมูผัดพอสุก แล้วเอาข้าวที่ผะสมไว้ใส่ผัดให้ทั่วชิมดูตามตนต้องการ อย่าใส่น้ำตาลให้หวานนัก ตักใส่จานแล้วเอากุ้งทอดไว้โรยหน้า เอาผักที่แกะแล้วใส่ตะแกรงผึ่งให้น้ำแห้ง แล้วประดับลงข้างจานตามแต่จะเห็นงาม.

........................................................

ข้าวซาวน้ำ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุกที่ค่อนข้างสวย เพราะผัดกับกะทิแล้วเกรงจะแฉะ ๕๐๐ กรัม

กะทิคั้นแล้วใช้แต่หัวกะทิกับน้ำที่สองอย่าให้ใส ๓ กรัม

เนื้อไก่หั่นเล็กบาง ๆ ยาว ๑ นิ้วฟุต ๑๐๐ กรัม

สัปปะรสเหลือง ๆ หั่นบาง ๆ แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดก้านไม้ขีดไฟ ๕๐ กรัม

กะเทียมปอกแล้วซอยให้เล็กยาวตามกลีบ ๑ ช้อนชา

ระกำหั่นแต่เนื้อให้ละเอียด ๑ ช้อนชา

ไข่ไก่ต้มพอสุก ๒ ฟอง

ขิงสดหั่นเป็นฝอย ๑/๒ ช้อนชา

พริกแห้งทอด ๒–๓ เม็ด น้ำปลาดี น้ำตาลทราย มะนาว พริกป่น ผักทอด ผักบุ้งจิ้ม หรือฝอยแล้วแต่จะเห็นงาม ถั่วพูอ่อน.

วิธีทำ

ใบบัว ผักกะเฉด หรือเป็นผักชุบแป้งทอดใช้ได้แล้วแต่ชอบ เอาน้ำกะทิใส่กะทะตั้งไฟให้เดือด คนให้ทั่วร่างอย่าให้เป็นลูก พอกะทิแตกมันลอยแล้ว คะเนดูให้น้ำกะทิแห้งไปสักครึ่งหนึ่ง เอาไก่ใส่แล้วเอากุ้งใส่เพียงครึ่งเดียว คนให้ทั่วเอาข้าวใส่ พริกป่น ระกำ น้ำปลาดี น้ำตาลใส่ชิมดูอย่าให้รสจัดนัก เอากะเทียม ขิงใส่ยกลง ถ้าชอบเปียก เอาน้ำกะทิที่เหลืออยู่แล้วค่อย ๆ ช้อนแต่หัวกะทิใส่อีกก็ได้ (ตำราที่บอกนี้ตั้งใจจะอธิบายให้ละเอียดและให้เข้าใจจริงๆ แต่บางสิ่งบางอย่างก็อธิบายให้เข้าใจได้ยาก ต้องใช้ความสังเกตมากๆ หน่อย) แล้วเอากุ้งที่เหลืออยู่คนลงในกะทะให้สุก ตักข้าวใส่จานเอากุ้งโรยหน้า แล้วเอาผักต่างๆ ที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างบน จัดเรียงพองามรอบจาน เอาไข่ที่ต้มไว้แกะเป็นดอกหรือผ่าเป็นชิ้นก็ใช้ได้.

........................................................

ข้าวผัดเต้าหู้ยี้

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

เนื้อหมูหรือไก่หั่นเล็กบาง ๑๐๐ กรัม

ไข่ไก่ ๒ ฟอง

เต้าหู้ยี้ตำให้ละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ

น้ำแดงจีน ๑ ช้อนโต๊ะ

(ที่ขายตามตลาดร้านขายของเค็มเรียกว่าน้ำแดงใส่ข้าวผัด)

ต้นหอมหั่นเล็ก ๆ พอติดใบบ้าง มะนาว ๑ ผลผ่าสี่ เฉือนใส้ออก น้ำมันหมู ๒ ออนซ์ พริกไทยป่น ปูทะเลต้มสุกแกะเอาแต่เนื้อ ๕๐ กรัม กะเทียมทุบให้แตกสับนิดหน่อย น้ำตาล น้ำซีอิ๊วอย่างขาว ของเหล่านี้จะเพิ่มเติมหรือแก้ให้รสดีขึ้นก็ได้ เช่น การเติมแป้งหวาน (โอชารส) ด้วยก็ดี

วิธีทำ

เอากะทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันหมู พอร้อนจัดเอากะเทียมใส่ เต้าหู้ยี้ใส่ผัดพอหอม ใส่ไก่หรือหมู ใส่น้ำแดง แล้วต่อยไข่ใส่ คนพอแตก เอาข้าวใส่ชิมดูก่อน ถ้าเค็มแล้วไม่ต้องใส่น้ำซีอิ๊ว จะใส่น้ำตาลบ้างนิดหน่อยก็ได้ เอาปูทะเลใส่แต่ครึ่งเดียว เอาใบหอมที่หั่นแล้วใส่คนให้ทั่ว ยกลงใส่พริกไทยป่นนิดหน่อย ตักใส่จานเอาปูทะเลที่เหลือโรยหน้า โรยด้วยผักชี เอาพริกแดงเหลืองหั่นวางไปข้างจาน เอามะนาวผ่าเป็นชิ้นวางไปด้วยเผื่อชอบรสเปรี้ยว ส่วนนี้รับประทานได้ ๒–๓ คน.

........................................................

ข้าวผัดปูทะเล

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

ปูทะเลสุกแล้วแกะเอาแต่เนื้อ ๒๐๐ กรัม

ไข่ไก่ ๒ ฟอง

น้ำมันหมู ๒ ออนซ์

หอมใหญ่หั่นตามหัวหั่นบาง ๆ ๔๐ กรัม

เนื้อหมูแฮมต้มแล้วสับให้ละเอียด ๑ ช้อนชา

น้ำซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย พริกแดงหั่นแล้ว ๑ ช้อนชา มะนาว ๑ ผลผ่าสี่ เฉือนไส้ออก พริกไทยป่น แป้งหอม.

วิธีทำ

เอาน้ำมันใส่กะทะ ตั้งไฟพอร้อน แล้วใส่หอม ผัดไปจนสุกดี แล้วเอาปูทะเลใส่ ต่อยไข่ใส่คนพอไข่แตกทั่วกันแล้ว ใส่ข้าว น้ำซีอิ๊ว แป้งหวาน ชิมดู ถ้าชอบมีรสหวานเติมน้ำตาลนิดหน่อยแล้วยกลงตักใส่จาน เอาหมูแฮมโรยหน้า พริกไทยโรย พริกหั่นกองไปข้างจาน มะนาวเรียงไปด้วย.

........................................................

ข้าวผัดผักสามสี

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

เนื้อไก่หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเท่าลูกเต๋าเล็ก ๒๐๐ กรัม

หัวแคร์ร็อทต้มสุก หั่นเหมือนลูกเต๋า ๕๐ กรัม

ถั่วลันเตาใช้แต่เม็ดหรือถั่วกระป๋อง ๕๐ กรัม

หัวผักกาดแดงหัวกลมเล็ก ข้างในคล้ายหัวผักกาดขาว ต้มสุกแล้วหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ๕๐ กรัม

น้ำมันหมูหรือเนย เกลือป่น แป้งหวาน น้ำแม๊กกี้

หมูแฮมต้มสุกแล้วหั่นฝอย ๑ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เอากะทะตั้งไฟ แล้วเอาน้ำมันหมูหรือเนยใส่พอกะทะร้อน เอาไก่ใส่ ใส่ข้าว เอาถั่วและผักต่าง ๆ ที่หั่นไว้ใส่ เกลือ แป้งหวาน แม๊กกี้ใส่ชิมดูตามชอบ ผัดให้ทั่วดียกลง ตักใส่จาน เอาหมูแฮมโรยหน้า (น้ำแม๊กกี้จะไม่ใส่ก็ได้) ถ้าถั่วกระป๋องหรือลันเตาไม่มี จะใช้ถั่วแขกแทนก็ได้ หั่นให้เป็นท่อนเล็ก ๆ คล้ายถั่วเม็ด.

วิธีต้มถั่ว ต้องตั้งน้ำให้เดือด แล้วเอาขี้เถ้าละเอียดห่อผ้าขาวบางประมาณสัก ๑ ช้อนกาแฟ น้ำ ๒ ออนซ์ ผูกห่อขี้เถ้าให้แน่นใส่ลงในหม้อน้ำ พอน้ำเดือดเอาถั่วที่หั่นแล้วใส่ลงไปในหม้อ เอาห่อขี้เถ้าออก พอถั่วสุกแล้วตักขึ้น ล้างน้ำให้สะอาดใส่กะชอนผึ่งไว้ให้น้ำแห้งแล้วใช้ผัดกับข้าว.

หมายเหตุ

ถั่วทำไมจึงต้องต้มด้วยน้ำขี้เถ้า เพราะขี้เถ้าหรือน้ำต่างทำให้ผักเขียวสดดีกว่าต้มด้วยน้ำธรรมดา เพราะผักถูกร้อนจะกลายสีได้ไม่น่ารับประทาน.

........................................................

ข้าวผัดทรงเครื่อง

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

ไก่ กุ้ง หมู หั่นบางเล็ก ๆ เท่าก้านไม้ขีดไฟอย่างละประมาณ ๕ กรัม (กุ้งใช้มันด้วย)

ปูทะเลต้มสุกเกาะเอาแต่เนื้อ ๕ กรัม

น้ำมันหมู ๒ ออนซ์

หอมเล็กปอกแล้วทุบสับพอแตก ๑ ช้อนโต๊ะ

กะเทียมปอกแล้วทุบสับพอแตก ๑ช้อนชา

ไข่ไก่ ๓ ฟอง

ระกำหั่นละเอียด ๑ ช้อนชา

พริกเหลืองแดงหั่นแล้ว ๑ ช้อนกาแฟ

ผักชี มะนาว ๑ ผลผ่าซีกตัดสี่ตัดไส้ออก น้ำปลาดี น้ำตาลทราย

วิธีทำ

ยกกะทะตั้งไฟ เอาน้ำมันหมูใส่พอร้อนใส่หอมและกะเทียมพอสุกหอมดี ใส่ไก่หมูที่หั่นผัดให้ทั่ว เอากุ้ง ปูทะเลใส่ ต่อยไข่ลง ๒ ฟอง คนให้เข้ากันแล้วเอาข้าวใส่ คนให้ทั่วกัน ใส่ระกำน้ำปลาดี น้ำตาล ชิมดูตามชอบแล้วตักใส่จาน แล้วเอาไข่ที่เหลืออีกฟองต่อยใส่ชาม คนให้แตก แล้วเอากะทะตั้งไฟพอร้อน เอาน้ำมันหมูทาให้ทั่วนิดหน่อย เอาไข่เทใส่กลอกให้บาง แล้วม้วนใส้กลมตักขึ้นแล้วหั่นให้เป็นฝอย ใช้โรยหน้ากับผักชีเด็ดเป็นใบ ๆ พริกหั่นวางข้างจาน กับมะนาวเรียงไว้ด้วย.

........................................................

ข้าวผัดกะหรี่

สิ่งที่ต้องการ

เนื้อไก่หั่นตามยาวบาง ๆ ประมาณ ๑ นิ้ว ๒๐๐ กรัม

มันฝรั่งปอกแล้วตัดเป็นชิ้น ๆ สี่เหลี่ยมลูกเต๋า ๔๐ กรัม

หอมใหญ่หั่นเหมือนกัน ๔๐ กรัม

ผงกะหรี่ ๑ ช้อนโต๊ะ

เนย ๑๒๐ กรัม

น้ำกะทิคั้นแบ่งเป็นที่ ๑ และที่ ๒ (หัวและกลาง) รวม ๒ ออนซ์

เกลือ น้ำตาล พริกเหลืองแดง เขียว จักเป็นดอกแช่น้ำให้แข็ง ๓–๔ เม็ด ผักดอง มีแตงกวา กะหล่ำปลี หอมใหญ่ ให้มีรสเปรี้ยวหวาน ไข่เค็ม ๒ ฟอง ไข่เป็ด ๑ ฟอง

น้ำมันหมู ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

ส่วนนี้รับประทานได้ ๒–๓ คน

วิธีทำ

เอากะทิใส่กะทะตั้งไฟพอเดือด ใส่ไก่คนให้ทั่วพอไก่สุก ใส่มันฝรั่ง เมื่อมันสุกแล้ว กะทิจวนจะแห้ง ตักเอาขึ้นจากกะทะ เอาเนยใส่กะทะพอเนยร้อน ใส่หอม คะเนพอหอมสุก ใส่ผงกะหรี่ ผัดพอหอม เอาไก่ที่เคี่ยวไว้ใส่ลงไปผัดให้สุกใส่เกลือ ชิมดูตามรสชอบ ตักใส่จาน ควรจะใช้จานเปลใหญ่ เอาไก่ที่เหลืออยู่โรยหน้า

ไข่เค็มที่เหลือแยกไข่ขาวกับไข่แดง ผ่าขวางลูก ซีกหนึ่งตัดเป็น ๔ ชิ้น เจียนมุมให้กลมเหมือนรูปไข่แดง แบ่งครึ่งไข่ขาวเค็มผสมกับไข่ขาวจืดตีให้เข้ากัน เอากะทะขนมครกตั้งไฟพอร้อน เอาน้ำมันหมูทา ตักไข่ขาว ๑ ช้อนกาแฟหยอดลงไป เอาไข่แดงหนึ่งช้อนชุบไข่ขาวเสียก่อนแล้วหย่อนลงไปตรงกลาง พอไข่ขาวสุกตักขึ้นเหมือนไข่ดาวเล็ก ๆ ระวังอย่าให้ไข่ขาวมากนัก ทอดให้เห็นไข่แดงพอจะงาม เอาผักดองและพริกมาประดับรอบจาน แล้วประดับไข่เค็มให้งามตามชอบใจ.

........................................................

ข้าวพิมพ์

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

เนื้อหมูหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ๒๐๐ กรัม

น้ำกะทิทั้งที่ ๑–๒ ๘ ออนซ์

ไข่เป็ด ๒ ฟอง

พริกแห้งเอาเม็ดออกล้างน้ำแล้วหั่นละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ

ตะไคร้หั่นให้ละเอียด ๑ ช้อนชา

ข่าหั่นให้ละเอียด ๑/๔ ช้อนกาแฟ

หอมเล็ก กะเทียม อย่างละ ๔๐ กรัม

ผักชีหั่นแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ

ส้มซ่า ๑ ผล กะเทียมดอง ๔ หัว

น้ำปลาดี ๓ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ

ผักกาดหอมอ่อน ๆ ผักชีเด็ดรากออกล้างสะอาดเด็ดเป็นช่อ

น้ำมันหมูใช้ทาพิมพ์ไม่ให้ติด

วิธีทำ

เอาพริก ตะไคร้ รากผักชี ข่าใส่ครกต้มให้ละเอียด แล้วเอากะเทียมหอมใส่ตำจนละเอียดเข้ากัน เอาผักกะทิใส่นิดหน่อยละลายน้ำพริกที่ทำอย่าให้เป็นก้อน แล้วใส่หมู น้ำตาล น้ำปลา แล้วเติมกะทิอีก เอาข้าวใส่ ต่อยไข่ลงชามตีให้แตกแล้วใส่รวมกับผักชีหั่น ใส่แล้วคนให้เข้ากัน

ตัดกระดาษครัวกรุพิมพ์ (พิมพ์เกลี้ยง) ตั้งรองก้นและกรุข้างพิมพ์ด้วย แล้วเอาน้ำมันหมูทาลงบนกระดาษ ใส่ข้าวที่ผสมแล้วลงในพิมพ์ แล้วเข้าเตาอบพอเหลืองสุก ก็ใช้ได้ เคาะข้าวออกจากพิมพ์ใส่จาน แกะหรือตัดให้งามตามชอบ ผักกาดหอมล้างให้สะอาด ผักชีทั้งต้น จักต้นหอม พริกแดง เอาแช่น้ำ แล้วเอาขึ้นผึ่งให้แห้งน้ำ ประดับรอบ ๆ จาน แล้วแต่จะเห็นงาม เอากะเทียมดองลอกเปลือกออกประดับเป็นดอกตามชอบ

ส่วนรสที่บอกไว้ ถ้าชอบรสอย่างไหนก็ปรุงได้ตามใจชอบ.

........................................................

ข้าวคลุกกะปิ

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

เนื้อหมูต้มสุกแล้วหั่นยาวบาง ๑๐๐ กรัม

กุ้งนางปอกแล้วสับพอละเอียดทั้งมันด้วยเว้นเหงือก ๑๐๐ กรัม

หอมเล็ก ๔๐ กรัม หั่นบาง ๆ เจียวพอเหลือง

กะเทียม ๒๐ กรัม หั่นเจียวเหมือนหอม

กุ้งแห้งป่นกะปิดี ๒ ช้อนโต๊ะ แบ่ง ๔๐ กรัม

โขลกให้ละเอียดกับหอมเล็ก ๒ หัว แล้วใส่กะทะผัดกับน้ำมันหมู มันหมูแข็งหั่น ๔ เหลี่ยมเล็กเท่าไม้ขีดไฟ เจียวให้เหลืองตักกิน เอากะปิอีก ๖๐ กรัมผัดอีกต่อไป ไข่เป็ดหรือไก่ ต่อยแล้วตีแตกและทอดบาง ๆ และหั่นฝอย ๑ ฟอง ผิวส้มซ่ากับส้มเหม็นผิวมะนาวอย่างละ ๑/๒ ช้อนกาแฟ น้ำส้มซ่า ส้มเหม็น มะนาว แล้วแต่ชอบรส มะดัน มะม่วงดิบ ซอยเป็นฝอยเล็ก ๆ ถ้าไม่ชอบส้มอย่างไหนไม่ใช้ก็ได้ ถ้าชอบหวานใส่น้ำตาลทรายนิดหน่อยได้ พริกเหลืองเอาหั่นฝอยโรยหน้า จักเป็นดอกก็ได้ กะเพาะปลาทอด หรือข้าวเกรียบกุ้งปลาหรือหมูหั่นสี่เหลี่ยมอย่างลูกเต๋าทอด.

วิธีทำ

เอาข้าวสุกแล้วกระจายออกอย่าให้เป็นก้อน แล้วเอากะปิที่ละลายไว้คลุกให้เข้ากัน เอาน้ำส้มต่าง ๆ ใส่แล้วชิมดู ถ้าไม่เค็มจึงเติมน้ำปลาดี ถ้าชอบหวานใส่น้ำตาลนิดหน่อย อย่าให้หวานนักจะผิดรส แล้วเอากุ้งแห้งป่น หมูที่หั่น กะเทียมหอม ที่เจียวแล้วใส่ เอาหมูใส่แล้วตักใส่จาน เอาไข่โรยหน้าข้างจาน พริกไทยโรยหน้า ประดับให้งาม เอากะเพาะปลาหรือข้าวเกรียบหรือของทอดกรอบ ประดับรอบจานใช้ได้ (สำหรับ ๒–๓ คน).

........................................................

ข้าวพระสุลี

สิ่งที่ต้องการ

ข้าวสุก ๕๐๐ กรัม

กุ้งนางต้มสุกใช้หั่นฝอย ๖๐ กรัม

มันหมูแข็งต้มสุกใช้หั่นฝอย ๔๐ กรัม (ลวกด้วยน้ำร้อน)

เนื้อหมูหั่นฝอยยาวเหมือนก้านไม่ขีด ๖๐ กรัม

หนังหมูต้มสุกแล่เล็กยาวล้างให้สะอาด ๔๐ กรัม

ข้าวคั่วโม่ให้ละเอียดแล้วกรอง ๔ ช้อนโต๊ะ

กะเทียมดองซอยตามกลีบ ๑ ช้อนโต๊ะ

ผิวส้มซ่าหั่นเป็นฝอย ๑ ช้อนโต๊ะ

ข่าสดตำละเอียด ๑ ช้อนกาแฟ

น้ำส้มซ่า ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ

น้ำตาล น้ำปลาดี ๓ ช้อนโต๊ะ

พริกเหลืองแดง หั่นฝอยหรือจักเป็นดอก ผักสลัก

วิธีทำ

ข้าวสุกแล้วกระจายเม็ดออกอย่าให้เป็นก้อน แล้วเอาน้ำส้มซ่า น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ละลายกับข่า แล้วผสมเคล้าไปในข้าว แล้วเอาข้าวคั่วโรยพอเข้ากัน จึงเอากุ้ง หมู มันหมู และเครื่องต่างๆ ที่หั่นไว้ผสมลงไปในข้าว เมื่อชิมดีแล้วจึงเอาหนังหมูโรย แล้วตักใส่จาน เอาผักสลัก หรือใบทองหลาง แล้วแต่ชอบประดับให้งาม แล้วเอาพริกหั่นฝอยโรย หรือจะจักเป็นดอกประดับให้งามก็ใช้ได้

(ถ้าชอบถั่วลิสงคั่วแล้วหั่นเป็นฝอยบาง ๆ โรยหน้าก็ได้) ควรมีส้มซ่า มะนาวฝานประดับไปข้างจานด้วย.

.

..



89
หุงข้าวต้มแกง โดย ปาน นันทาภิวัฒน์


https://vajirayana.org/v2/books/หุงข้าวต้มแกง/

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87/

..



หุงข้าวต้มแกง

คำนำ

ความนำ

วิธีหุงข้าวต่าง ๆ
ข้าวหน้าต่าง ๆ
แกงต่าง ๆ
น้ำพริก
ของว่าง
ขนมต่าง ๆ
วิธีปรุงอาหารคนเจ็บ

.........................




เรื่อง หุงข้าวต้มแกง

ที่ระลึก ในงานบำเพ็ญกุศลฉลองชนมายุ

ครบ ๖๐ ปี ของ นางปาน นันทาภิวัฒน์

วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๖

ปาน นันทาภิวัฒน์
ตำราอาหาร
สตรีนิพนธ์พ.ศ. ๒๔๙๖โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย
TU Digital Collections
แก้ไขล่าสุดเมื่อ: 19/7/69 23:42

.

..


คำนำ

จะว่าบุญหรือกรรมก็สุดแต่จะว่าเถิด ดิฉันเกิดมาอย่างกับว่าถือหม้อข้าวหม้อแกงมาเกิดจริง ๆ ไม่ได้เว้นว่างห่างครัวตั้งแต่รู้ความมา ยิ่งกว่านั้นเจ้าพระคุณพ่อท่านพิถีพิถันในการบริโภคเป็นที่สุดที่แล้ว ดิฉันถูกเคี่ยวเข็ญในการครัวนี้มิใช่พอดีพอร้ายเลย ถึงขนาดนั่งน้ำตาหยดเผาะ ๆ หุงข้าวต้องคดลงจานแล้วเมล็ดกระจาย ท่านจึงจะยอมรับประทาน น้ำพริกต้องตำแล้วตำเล่าจึงจะถูกลิ้นท่าน ฯลฯ เป็นหน้าที่ของดิฉันที่จะเนรมิตสววรรค์ชั้นลิ้นสนองพระคุณท่าน เป็นสิบ ๆ ปี บางทีก็ให้นึกไปว่า เรานี่ช่างแค้นคับอับโชคเสียจริง ๆ ขมุกขมอมอยู่กับหม้อข้าวเตาไฟ ไม่ได้เฉิดฉายกับเขาบ้างเลย แต่แล้วก็มาเห็นคุณภายหลังว่า ที่เราทำอะไรเป็นสมกับภาวะนี่ก็เพราะผลของการถูกเคี่ยวเข็ญบดฝนแท้ ๆ ทำให้ระลึกเห็นพระคุณของท่านมากขึ้นว่าบิดามารดานั้น พระคุณที่ให้กำเนิดก็หนักสุดที่จะทดแทนอยู่แล้ว ยังที่ท่านเคี่ยวเข็ญบดฝนเราให้เราเป็นตัวของเรา กล่าวคือเกิดมาเป็นชายก็ให้เป็นชายจริง เกิดมาเป็นหญิงก็ให้เป็นหญิงแท้ หรือรวมความว่าเกิดมาเป็นคนก็ให้เป็นคนเต็ม นี่ยิ่งเพิ่มน้ำหนักพระคุณขึ้นไปอีก หาที่จะเปรียบจะประมาณมิได้ เพราะว่าถ้าเกิดมาเป็นอะไร แล้วก็ไม่เป็นอะไร ก็ไม่ทราบว่าจะเกิดมาทำอะไร

บัดนี้ ดิฉันอายุครบ ๖๐ ปี เป็นคราวนิยมทำบุญฉลองอายุครั้งใหญ่ นึกหาอะไรจะเป็นเครื่องปฏิการแด่ท่านที่เคารพนับถือและญาติมิตร ก็เห็นว่าควรจะนำเอาผลแห่งการถูกเคี่ยวเข็ญบดฝนจนน้ำตาตกนี่แหละมาเป็นที่ระลึกได้ จึงเขียนเรื่องหุงข้าวต้มแกงขึ้นพิมพ์เป็นของชำร่วย

เรื่องหุงข้าวต้มแกงที่พิมพ์นี้ มิได้มุ่งหมายให้เป็นตำหรับตำราอันใด เคยทำมาอย่างไรก็เล่าสู่กันฟัง และก็ได้แต่ที่ทำง่าย ๆ เท่านั้น

บุญกุศลที่บังเกิดมีในการนี้ทั้งปวง ขออุทิศบูชาเจ้าพระคุณบิดามารดา ผู้ให้กำเนิดและเคี่ยวเข็ญบดจนลูกได้เป็นเนื้อเป็นตัวอยู่มามีกำลังได้บำเพ็ญกุศลครั้งนี้.

.

..


ความนำ

ความเป็นผู้หญิงจะสมบูรณ์มิได้ ถ้าขาดความเป็น “แม่ศรีเรือน” เสีย และเรือนนั้นเล่า ถ้าขาดครัวเสีย ก็เป็นเรือนไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้ ก็เพราะในความเป็นอยู่ของคนหรือสัตว์ทั้งหลาย ย่อมมี “กินเป็นต้น” ถึงทางพระท่านก็ว่าอย่างนั้น ดังคำในสามเณรปัญหา ถามว่า “เอกํ นาม กึ อะไรชื่อว่าหนึ่ง” มีคำตอบว่า “สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา สัตว์ทั้งปวงอยู่ได้ด้วยอาหาร” ซึ่งก็หมายความว่า การกินนี่แหละ เป็นหนึ่งไม่มีสองละ นั่นเอง เมื่อจำต้อง “กินเป็นหนึ่ง” แต่ไม่มีครัว ความมีเรือนจะสมบูรณ์อย่างไรเล่า ถึงโดยว่า “ซื้อเขากินก็ได้” ก็ซื้อได้แต่อาหาร แต่ความสมบูรณ์ของเรือนนั้นซื้อไม่ได้แน่ ความสำคัญของครัวมีดังนี้ คำว่า “ครัว” จึงเป็นคำเด่นอยู่ในภาษาไทย แต่บรรดาที่หมายถึงเรือนหรือคนในเรือน แทนที่จะยกเรือนเป็นใหญ่กลับยกครัวเป็นใหญ่ ครั้งโบราณ ถ้ารบกัน ฝ่ายชนะย่อมถูกวาดต้อนเอาผู้คนของฝ่ายแพ้ไปด้วย ในการกวาดต้อนนั้น ถ้ากวาดจนเตียน มักนับคนเป็นครัว คือคนอยู่เรือนเดียวกัน หุงหาอาหารกินร่วมกัน เรียกว่าครัวหนึ่ง บางทีเราเอาคำว่าเรือนมาพูดด้วย แต่ก็เรียงไว้หลังครัวว่า “ครัวเรือน” เรือนที่มีคนมาก ต้องหุงข้าวกะทะหรือหม้อใหญ่ ๆ เรียกว่า “ครัวใหญ่” ถ้าคนน้อยเรียกว่า “ครัวเล็ก” ทะเบียนพลเมือง ทำแยกเป็นเรือน ๆ (บ้าน ๆ) เรียกว่าสำมะโนครัว ชายหญิงทำการสมรสอยู่ด้วยกัน เรียกว่ามีครอบครัว เจ้าหนุ่มที่แอบไปติดลูกสาวเขา มักลอบเข้าหลังบ้าน ไม่ให้ท่านพ่อรู้ เรียกว่าตีท้ายครัว ท่านผู้นี้บรรดาศักดิ์ซึ่งก็มักจะมีทรัพย์ด้วย ได้ลูกสาวของบ้านหนึ่งมาเป็นเอกภรรยา อยู่ด้วยกันมา เห็นว่าลูกบ้านนั้นมีวัตรจริยาดี และยังมีน้อง ๆ อีกหลายสาว ท่านเห็นว่าดีทั้งนั้น ท่านก็เกิดความเอ็นดู เก็บมาชุบเลี้ยงหมดทุกคนตลอดถึงแม่ยายด้วย ลักษณะนี้ก็เรียกว่า “พระยาเทครัว” หาเรียกว่า “เทลูกสาว” ไม่

ธรรมเนียมไทย นิยมว่าการครัวเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ผู้หญิงต้องรับผิดชอบในการครัว เมื่อมีครอบครัวแล้ว ไปเกิดก่อไฟไม่ติด หุงข้าวดิบ หุงข้าวไหม้ หุงข้าวแฉะ ต้มแกงไม่เป็นรส แล้วจะไปโทษผู้ชายว่า “ฉันมีผัวผิดเสียแล้ว” ไม่ได้เป็นอันขาด หากเธอมีผีมือทำอะไรอร่อยไปหมด เพื่อนฝูงแขกเหรื่อได้ลิ้มรสแล้วติดใจ ผู้ชายก็ไม่มีสิทธิ์จะชิงความชอบของเธอ นอกจากจะพลอยมีหน้าว่า “เมียฉันรสมือดี” และอิ่มใจว่า “เรือนฉันมีแม่ศรี” เพราะเช่นนี้ พ่อแม่แต่ก่อน เมื่อมีคนมาขอลูกสาว ถ้าลูกสาวของตนอายุยังน้อย ยังไม่สันทัดการเรือน จะตบแต่งให้ไปเกรงจะขายหน้า หรือว่าไม่เต็มใจให้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง จึงมักจะอ้างเอาการครัวขึ้นเป็นข้อปฏิเสธโดยละม่อมว่า “ลูกฉันยังไม่เป็นหม้อข้าวหม้อแกง” แสดงว่าเรื่องการครัวเป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง จะแต่งงานได้หรือไม่ได้ ก็อยู่ที่เรื่องนี้ (ซึ่งใครก็ไม่ทราบ คิดเป็นอักษรย่อสั้นไว้ว่า ป.ม.ข. ป.ม.ก.)

การกินนั้นเป็นหนึ่ง คือว่าจำเป็นต้องกิน ไม่กินเสียไม่ได้เป็นอันขาด ก็จริงอยู่ แต่ว่าธรรมดาย่อมแสวงหาของกินที่อร่อยด้วยกันทุกรูปทุกนาม ถ้ามีให้หามีให้เลือก ใครเล่าจะไปหาไปเลือกของที่ไม่อร่อย เว้นแต่จำเป็นก็จนใจจำกินไปกระนั้น ในบรรดาสิ่งซึ่งทำให้หลงติด ก็รสนี่แหละเป็นหนึ่ง ที่ใดมีของอร่อย ที่นั่นก็เหมือนมีเสน่ห์ ผู้ใดทำของกินอร่อย ผู้นั้นก็นับว่ามีเสน่ห์ เสน่ห์ชนิดนี้ ชาวบ้านเราเรียกว่า “เสน่ห์ปลายจวัก” (คำนี้ไม่ไพเราะ แต่ความนั้นไพเราะซาบซึ้ง จะคิดเปลี่ยนเป็นเสน่ห์ปลายทัพพี เสน่ห์ปลายช้อน เสน่ห์ปลายตะหลิวอะไร ก็สู้ไม่ได้ทั้งนั้น) เป็นเสน่ห์ในเนื้อหา วิเศษกว่าเสน่ห์ยาแฝดเป็นไหน ๆ

ที่พูดกันในสมัยนี้ว่า “ทำบ้านให้เป็นสวรรค์” นั้น ก็คือทำบ้านให้มีเสน่ห์นั่นเอง ทำให้คนในบ้านรักบ้านติดบ้าน ไม่เห็นที่อื่นดีกว่าบ้าน เพียงมีเสน่ห์จวกอย่างเดียว ก็เป็นสวรรค์ได้ชั้นหนึ่งคือชั้นลิ้น แต่ท่านว่าสวรรค์มีถึง ๖ ชั้น เพราะฉะนั้น นอกจากทำให้เจริญลิ้นแล้ว ก็ต้องทำบ้านให้เป็นที่เจริญตา เจริญหู เจริญจมูก เจริญกาย และเจริญใจด้วย จึงจะเป็นสวรรค์ครบครัน คนไม่ชอบสวรรค์ เห็นจะมีอยู่จำพวกเดียวที่ท่านเรียกว่า คน “กาลกัณณี” ศรีกับกาลกัณณี จึงอยู่ร่วมกันไม่ได้

เรื่องสวรรค์ทั้งปวงนี้ นอกจากแม่ศรีแล้ว ใครเล่าจะเนรมิตได้ ?

อำไพทิพย์.

.

..


90
The People ผัดกะเพรา : อาหารกู้วิกฤตสู่สตรีทฟูดที่ผู้คนหลงรัก


The People
 
 ·
ผัดกะเพรา : อาหารกู้วิกฤตสู่สตรีทฟูดที่ผู้คนหลงรัก
.
เสียงผัดดัง ฉ่า! ตามด้วยกลิ่นฉุนจากพริกกระเทียม ที่เพียงไม่กี่วินาทีกลิ่นใบกะเพราก็พุ่งเตะเข้าจมูกให้คันยิบ นี่คือเสน่ห์อันเย้ายวนชวนหิวของเจ้า ‘ผัดกะเพรา’ เมนูราดข้าวแสนสมถะ ที่สามารถพบเห็นได้ตั้งแต่ร้านตามตรอกซอกซอย ไปจนถึงศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าหรู
.
แต่มีน้อยคนนักจะรู้ว่า ‘เมนูสิ้นคิด’ ที่ผู้คนต่างให้สมญานามนี้ แท้จริงแล้วคือเมนูที่ถูกคิดขึ้นในยุคอาหารขาดแคลนและเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อหาทางรอดจึงรังสรรค์อาหารจานเดียวขึ้นมาให้ผู้คนได้อิ่มท้องในราคาที่จ่ายไหว ทั้งๆที่ในอดีตคนไทยมีวัฒนธรรมการกินแบบสำรับ โดยในมื้ออาหารจะมีกับข้าวอย่างน้อย 2 อย่าง ตั้งแต่ชาวบ้าน คหบดี ไปจนถึงชาววัง อาหารจานเดียวในลักษณะนี้จึงไม่ได้เป็นเรื่องของรสนิยมอาหาร แต่เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของผู้คน
.
แรกเริ่มเจ้าเมนู ‘ผัดกะเพรา’ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเมนูเพื่อเชิดหน้าชูตาอย่างต้มยำกุ้ง แกงมัสมั่น หรือแกงเขียวหวาน ทว่าอยู่ในฐานะ ‘อาหารกู้วิกฤต’ ที่ใช้เทคนิคการผัดไฟแรงแบบจีน เข้ากับสมุนไพรรสเผ็ดร้อนที่หาได้ง่ายคือกะเพรา ในการช่วยชูรสชาติและดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสมถะที่ตอบโจทย์นี้ กลับกลายเป็นความรวดเร็วที่ค่อยๆ ผูกโยงเข้ากับวิถีชีวิตคนเมือง จนกลายเป็นสตรีทฟูดที่ใครหลายคนตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น
.
แล้วเหตุใดผัดกะเพราที่แสนธรรมดา จึงแทรกซึมไปทุกที่และกลายเป็นอัตลักษณ์ร่วมของคนไทยได้อย่างกลมกลืนกันนะ?
.
คำตอบไม่ได้ซ่อนอยู่แค่ในความอร่อย แต่เมนูผัดกะเพรากำลังพาเราย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ในการปรับตัว และวิถีชีวิตของคนไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอันดับแรกจะพาท่านผู้อ่านไปดูในส่วนของต้นกะเพราจากหลักฐานเอกสารจดหมายเหตุที่มีอายุ 339 ปี ของ ลา ลูแบร์ เมื่อ พ.ศ. 2230 ที่กล่าวไว้ว่า......
.
“ผักลางชนิดที่มีกลิ่นดี เช่น กะเพรา”
.
เป็นการกล่าวถึงอาหารของชาวสยามจากการที่ ‘มองซิเออร์ เดอ ลา ลูแบร์’ (Simon de la Loubère)  ได้ยินและได้พบเห็นคราวที่ได้เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยการกินกะเพราในช่วงอยุธยาจะกินเป็นเพียงผักแนบ ผักแกล้ม หรือใส่แกงต้ม ไม่ใช่การเอามาทำ ‘ผัดกะเพรา’ แบบยุคปัจจุบัน อีกทั้งมีข้อสันนิษฐานว่าสมัยนั้นน่าจะรับเอาต้นกะเพรามาจากศาสนาพราหมณ์ เพราะต้นกะเพราหรือ ‘ตุสสี’ (Tulsi) ถือเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์และเป็นร่างอวตารของพระแม่ลักษมีชายาของพระนารายณ์ ชาวฮินดูจึงนิยมปลูกไว้หน้าบ้านเพื่อบูชา และเชื่อว่าพระองค์โปรดปรานใบกะเพรามากจนไม่รับเครื่องเซ่นหากไม่มีใบกะเพรา
.
และยังมีส่วนที่บันทึกไว้ใน ‘อักขราภิธานศรับท์’ ของหมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) ในปี พ.ศ. 2416 ได้บอกว่า “กะเพราเป็นผักชนิดหนึ่งที่มีต้นเล็กๆ ใบให้กลิ่นหอม ใช้แกงกินบ้าง ทำยาบ้าง” และเจ้าเมนูผัดกะเพราต้นเรื่องคาดว่าน่าจะเริ่มเกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ 7 เนื่องจากชาวจีนอพยพได้นำกะเพรามาปรุงอาหารขายในร้าน อีกทั้งยังพบการพบโฆษณาเครื่องแกงสำเร็จรูปใน พ.ศ. 2476 ตราหม้อพานทองระบุว่า “พริกแกงที่มีจำหน่าย ประกอบด้วยเครื่องแกงไก่ เนื้อ กะหรี่ มัสหมั่น ปลาดุก ปลาไหล ห่อหมก ฉวนหรือจ๋วน และผัดกะเพรา”
.
ทำให้ผัดกะเพราค่อยๆกลายเป็นเมนูอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย จากการได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือราวปี พ.ศ. 2490 ในยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งในยุคนั้นประเทศไทยอยู่ในช่วงของการฟื้นฟูและปรับปรุงวัฒนธรรมหลังจากสงคราม ทำให้รัฐบาลในยุคนั้นได้ดำเนินนโยบาย ‘รัฐนิยม’ โดยการสร้างเอกลักษณ์ประจำชาติขึ้นใหม่ที่ครอบคลุมทั้งด้านการแต่งกาย การดำเนินชีวิต รวมถึงวัฒนธรรมอาหารการกิน ที่รณรงค์ให้คนไทยหันมารับประทานอาหารจานเดียวมากขึ้น จึงได้ชูโรงเมนู ‘ก๋วยเตี๋ยว’ หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘ผัดไทย’ เพื่อแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนกับวิกฤตเศรษฐกิจ และยังเป็นการสร้างชาตินิยมทางอ้อม
.
ต่อมาราวๆปี พ.ศ. 2500 เมนูผัดกะเพราได้รับความนิยมจนแพร่หลายเป็นวงกว้าง จากการที่พ่อครัวชาวจีนได้นำเทคนิคการผัดแบบจีน อันตอบโจทย์การปรุงอาหารจานเดียวที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าน่าจะดัดแปลงมาจากต้นตำรับจากอาหารจีน ที่ใช้การผัดไฟแรงด้วยกระทะเหล็ก (Wok) เพื่อให้ได้กลิ่นหอมจากกระทะอันเป็นเอกลักษณ์ หรือที่ภาษาจีนกวางตุ้งเรียกว่า ‘หว่อเฮย์’ (Wok Hei - 鑊氣)
.
ในการผัดไฟแรงนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการเปิดเตาแก๊สเพื่อเร่งไฟแรงสุดอย่างในปัจจุบัน เพราะเนื่องจากในปี พ.ศ. 2499 เพิ่งเริ่มมีการนำก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มาใช้ในครัวเรือนเป็นครั้งแรก ทำให้เตาแก๊สยังไม่แพร่หลาย มีใช้เพียงแค่ในร้านอาหารใหญ่ ๆ โรงแรม และบ้านคนมีฐานะดีเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงยังคงใช้เตาถ่านและเตาฟืนอยู่ จึงสร้างความท้าทายในการต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อควบคุมความร้อนของเตาให้ดีในการผัด
.
และสูตรผัดกะเพราตามต้นตำรับจีนจะใส่เต้าเจี้ยวดำ ทว่าคนไทยเชื้อสายจีนในสมัยนั้นได้ดัดแปลงโดยใช้ ‘เต้าเจี้ยวหมัก’ หรือ ‘เต้าเจี้ยวเม็ด’ มาผัดกับกระเทียมเจียวให้หอมแทน เพื่อเพิ่มความเค็มแบบอุมามิและกลิ่นหอม แล้วจึงค่อยใส่เนื้อสับหรือไก่หั่นชิ้น จากนั้นเติมน้ำปลาเพื่อเพิ่มรสชาติ และซีอิ๊วดำเพื่อแต่งสีสันให้เข้มข้นขึ้น
.
โดยความแตกต่างของผัดกะเพราในยุคแรกเริ่มจะมีส่วนผสมและการปรุงต่างจากปัจจุบันอย่างมาก เพราะสูตรดั้งเดิมไม่ได้ใช้เพียงใบกะเพราเป็นส่วนประกอบหลักเพียงอย่างเดียว แต่มีการผสมสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด เช่น ใบโหระพาและพริกหอม เพื่อสร้างกลิ่นหอมและรสชาติที่จัดจ้านกว่าในปัจจุบัน ที่ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ก่อนจะค่อยๆปรับสูตรให้มีความเผ็ดลดลงและกลมกล่อมมากขึ้น จนถูกปากของคนไทยรวมทั้งต่างชาติแบบในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื้อสัตว์ที่ใช้ในยุคนั้นยังเน้นไปที่เนื้อวัว เนื้อหมู หรือเครื่องในสัตว์ โดยไม่ได้จำกัดประเภทเนื้อสัตว์ในการนำมาผัด และยังไม่มีการราดลงบนข้าวสวยที่มาพร้อมกับไข่ดาว หรือการจัดตกแต่งจานให้สวยงามอย่างในปัจจุบัน
.
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เมนูผัดกะเพราธรรมดา ๆ ได้ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน ดูจะเป็นการใช้วัตถุดิบที่ไม่มาก ทำได้ง่ายรวดเร็ว และมีรสชาติอร่อยลงตัว ส่งผลให้ได้รับความนิยมเรื่อยมา จนกลายเป็นหนึ่งในอาหารจานโปรดที่คว้ารางวัลขวัญใจมหาชนชนิดหาตัวจับยาก และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าเมนูผัดกะเพรา ถือเป็นอาหารจานสำคัญที่ช่วยเลี้ยงปากท้องคนไทยมายาวนาน และยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตกับภูมิปัญญาในการปรับตัวของคนไทย ผัดกะเพราจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารทั่วไป แต่เป็นดังเมนูในตำนานที่คู่กับสังคมไทย ที่แม้หลายคนจะให้ฉายาว่า ‘เมนูสิ้นคิด’ ก็ตาม
.
ถึงจะสิ้นคิดอย่างไร ทว่าเมนูง่ายๆนี้ก็ได้กลายเป็นเมนูยอดนิยมที่ชาวต่างชาติต่างคิดถึงเมื่อได้ลองลิ้มชิมรสของมัน ถึงขั้นถูกจัดให้ติดอันดับอาหารไทยในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) ที่ผ่านมาด้วย โดย ‘ผัดกะเพราของไทย’ ได้คว้าอันดับ 1 ในการจัดอันดับ ‘100 เมนูผัดที่ดีที่สุดในเอเชีย’ จากเว็บไซต์สื่อด้านอาหารชื่อดังระดับโลกอย่าง TasteAtlas ได้สำเร็จ  อีกทั้งผัดกะเพรายังเป็นอาหารที่ชาวต่างชาติสั่งมากเป็นอันดับที่ 4 เมื่อมาเที่ยวยังประเทศไทย
.
ทำให้ฐานะของเมนู ‘ผัดกะเพรา’ ในปัจจุบันไม่ได้เพียงเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นทูตด้านอาหารที่ทำให้ผู้คนรู้จักไปทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านกลิ่นหอมและรสชาติกลมกล่อม ที่ครบรสชาติคือเค็มนำ เผ็ดตาม และหวานท้าย โดยเมนูนี้มีสัดส่วนความสมดุลของส่วนผสมที่ลงตัวอย่าง น้ำตาล เกลือ ไขมัน ที่ตรงกับทฤษฎีจุดสุขใจ (Bliss Point) ในการทำให้สมองของเรารับรู้ความฟินขั้นสุดของรสชาติอาหาร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครๆ จะตกหลุมรักเมนูแสนเรียบง่ายนี้ได้ไม่ยาก
.
ปัจจัยที่น่าสนใจที่ทำให้ผัดกะเพราได้กลายเป็น ‘เมนูกินกันตาย’ ของคนเมืองในอีกมิติหนึ่งคือ… ความยืดหยุ่นของวัตถุดิบที่เปิดกว้างให้ผู้คนสามารถทดลองเพิ่มสิ่งที่ชอบได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผักประเภทต่างๆลงไปผัด อีกทั้งเป็นเมนูที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว ที่เข้ากับวิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนเมือง แถมมีรสชาติอร่อยลงตัวที่เมื่อกินคู่กับไข่ดาวและพริกน้ำปลาก็ยิ่งฟินไปอีก
.
สำหรับสูตรผัดกะเพราในปัจจุบันนั้น มักจะเริ่มจากการโขลกพริกกับกระเทียมรวมกัน แล้วนำลงไปผัดในน้ำมันให้หอมใส่เนื้อสัตว์ผัดจนสุก แล้วปรุงรสตามใจชอบจึงค่อยปิดท้ายด้วยใบกะเพรา ขณะที่ร้านอาหารตามสั่งหลายแห่งอาจจะใส่ถั่วฝักยาว เห็ดหอม หรือแคร์รอตเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งในทางโภชนาการก็ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารให้กับร่างกาย แต่หลายๆคนอาจร้องอี๋! เพราะไม่ชอบ (รวมถึงผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน)
.
อย่างไรก็ตามหากต้องการให้ผัดกะเพรามีรสชาติที่กลมกล่อม เราต้องระมัดระวังเรื่องการประโคมใส่เครื่องปรุงรสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย ผงปรุงรส หรือน้ำตาลทราย เพราะจะทำให้รสชาติโดดไปทางใดทางหนึ่งจนไม่อร่อย ทั้งยังทำให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมและน้ำตาลสูงเกินไป ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย
.
และทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนเมืองหรือคนทั่วไป จึงมักนึกถึงผัดกะเพราเป็นอันดับแรกเวลาคิดเมนูไม่ออก นอกไปจากนั้นเจ้าผัดกะเพรายังได้กลายเป็น Soft Power ที่ชาวต่างชาติต้องสั่งมารับประทานเมื่อมาเยือนประเทศไทย จนเกิดการยอมรับในระดับสากลในเรื่องของความอร่อย เพราะด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของใบกะเพรา (Holy Basil) และมีรสชาติอุมามิอย่างที่ได้กล่าวไป
.
เมนูผัดกะเพราจึงไม่ใช่ ‘เมนูสิ้นคิด’ อีกต่อไป แต่คือ Sino-Thai Fusion ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตกับภูมิปัญญาในการผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับการเอาตัวรอดอย่างลงตัว จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่ไม่มีวันตาย นั่นก็เพราะอาหารเป็นมากกว่าอาหารเสมอ
.
เรื่อง : ดนตรีกานต์  แก้วกาหลง
ภาพ : ชนิกา แซ่จาง
.
#ThePeople #มื้อนี้ #อาหาร #ผัดกะเพรา
.



.


ที่มา : The People ผัดกะเพรา : อาหารกู้วิกฤตสู่สตรีทฟูดที่ผู้คนหลงรัก
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1496811025811261&set=a.633364228822616

.




Pages: 1 ... 7 8 [9] 10
SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.19 seconds with 16 queries.