Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 10:50:46

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  Recent Posts

Recent Posts

Pages: 1 ... 7 8 [9] 10
81
บันทึกการอ่าน ปริศนา นวนิยายรักชวนฝันสุดคลาสสิก จากบทประพันธ์ของ ว.ณ ประมวญมารค


รีวิวนวนิยาย ปริศนา นวนิยายรักชวนฝันสุดคลาสสิก




บันทึกการอ่าน ปริศนา นวนิยายรักชวนฝันสุดคลาสสิก จากบทประพันธ์ของ ว.ณ ประมวญมารค

#บันทึกการอ่านนวนิยายของฉัน #คุยถึงหนังสือในตู้ #ปริศนา #วณประมวญมารค #ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก #หนังสือที่รัก





          เวลาที่อ่านหนังสือ ส่วนตัวมักจะชอบอ่านคำนำของผู้ประพันธ์หรือผู้แปลหนังสือเล่มนั้น ก่อนอ่านเรื่องราว เพราะมักจะมีเกร็ดที่มาของหนังสือเล่มนั้นๆ มาบอกเล่าให้เรารับรู้และประหลาดใจปนสนุกไปทุกครั้ง อย่างวันนี้อยากจะคุยถึงเกร็ดที่มาของนวนิยายที่รักมากเรื่องหนึ่งค่ะ เป็นงานเล่มแรกในชุดนวนิยายสามเรื่องของ ว.ณ ประมวญมารค

          ชื่อเรื่อง “ปริศนา” ที่เป็นที่รู้จักกันดีของนักอ่านและนักชมละครทีวี เพราะเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นละครหลายครั้งแล้ว

          ว.ณ ประมวญมารค คือนามปากกาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต ทรงเป็นพระธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส) ที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการหนังสือในพระนาม ‘น.ม.ส.’

          นวนิยายเรื่อง ‘ปริศนา’ นี้ พระองค์หญิงทรงเขียนไว้ในคำนำผู้ประพันธ์ ทรงเล่าว่า

          เรื่อง ‘ปริศนา’ นี้ ข้าพเจ้าเขียนเมื่ออายุได้ถึง 20 ปี คือเมื่อออกจากโรงเรียนมาอยู่บ้านใหม่ๆ เวลานั้นเป็นเวลาสงคราม ประกอบกับข้าพเจ้าไม่ชอบอยู่บ้านเฉยๆ จึงสมัครเป็นเลขานุการของท่าน น.ม.ส. (นามปากกาของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ - พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส) เขียนตามคำบอกของท่านลงในหน้า 5 หนังสือพิมพ์ประมวญวันทุกวัน ประมวญสารสัปดาห์ละครั้ง และคอยตรวจปรู๊ฟแทนท่านเท่านั้น ดังนี้เราจึงมีเวลาว่างมาก ท่านเริ่มเรื่อง “สามกรุง” ของท่านขึ้น ข้าพเจ้าก็เริ่มเรื่อง “ปริศนา” เรื่องยาวเรื่องแรกของข้าพเจ้า

          ข้าพเจ้าพอจะอวดได้ว่า ข้าพเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง “สามกรุง” บ้าง เพราะไม่เว้นแต่ละวัน ท่าน น.ม.ส. ทรงบอกกลอนบ้าง ร่ายบ้าง โคลงบ้าง ฉันท์บ้าง สดๆออกมาให้ข้าพเจ้าจด ส่วนท่านก็มีส่วนในเรื่อง “ปริศนา” ของข้าพเจ้าเช่นเดียวกัน เช่น วันหนึ่งข้าพเจ้าคิดชื่อโรงเรียนที่จะให้ปริศนาไปสอนไม่ออก จึงขอประทานให้ท่านช่วยตั้ง ท่านก็ว่า “ชื่อโรงเรียนหรือ? สิกขาลัยซิ แปลว่าโรงเรียนนี่แหละ ภาษาบาลี” ดังนั้นโรงเรียนในเรื่องนี้จึงมีชื่อว่าโรงเรียนสิกขาลัย

          อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าทูลถามท่านว่า ถ้าจะพูดเพราะๆใจความว่าผู้ชายรักผู้หญิง เห็นผู้หญิงสวยไปหมด จะว่าอย่างไรดี ท่านก็ท่องออกมาทันทีว่า “พิศรูปก็เลิศลักษณ์ พิศพักตร์ก็เพ็ญผ่อง พิศองค์ลออองค์ พิศมาดสวาดิ์หมาย ไงล่ะ?” ข้าพเจ้าก็รีบจดลงทันที

          ผู้ที่ช่วยข้าพเจ้าในการเขียนเรื่อง “ปริศนา” นี้ อีกคนคือเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกัน อายุท่าจะอ่อนแก่กว่ากันก็ไม่มาก บ้านของเขาอยู่หลังบ้านข้าพเจ้ารั้วเดียวกัน เราติดต่อกันได้โดยไม่ต้องออกถนน และเวลา ‘หวอ’ ขึ้น ข้าพเจ้าก็วิ่งกลับมาบ้านได้โดยเร็ว เกือบทุกเย็น ข้าพเจ้ามักนำเรื่องปริศนาตอนใหม่ที่อยู่ในหัว แต่ยังไม่ได้เขียนไปเล่าให้เขาฟัง ถ้าเขาร้อง “อี๋” ก็เป็นอันว่าตอนนั้นใช้ไม่ได้ ถ้าเขาหัวเราะชอบใจ ข้าพเจ้าก็รีบกลับบ้านมาเขียนต่อ เวลาข้าพเจ้าขี้เกียจเขียนเอง เลยบอกให้เขาเขียนให้ก็มีบ่อยๆ

          ข้าพเจ้าใช้เวลาถึง 3 ปี จึงเขียนเรื่อง “ปริศนา” จบ ท่านเจ้าของโรงพิมพ์ประมวญมารครับไว้ เพื่อลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “ประมวญสาร” อีก 2 อาทิตย์เรื่อง “ปริศนา” จะลงพิมพ์ โรงพิมพ์ประมวญมารคก็ถูกระเบิดเพลิงไฟไหม้หมด ข้าพเจ้าได้เสี่ยงชีวิตวิ่งฝ่าไฟเข้าไปในสำนักงานของโรงพิมพ์ ซึ่งกำลังไฟลุกเพื่อไปเอาต้นฉบับเรื่อง “ปริศนา” ซึ่งอยู่ในนั้น มิฉะนั้น “ปริศนา” ก็คงจะตายเสียในไฟ ไม่มีโอกาสให้ใครได้รู้จักเกิน 4 คน

          ข้าพเจ้าได้เก็บเรื่อง “ปริศนา” เข้าตู้เงียบเสียหลายปี จนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2494 จึงได้ให้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ วันจันทร์ เป็นครั้งแรก และได้พิมพ์เป็นเล่มอีก 3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4

          ถ้าท่านเห็นว่า “ปริศนา” ตัวสำคัญของเรื่องนี้ออกจะเก่ง ฯลฯ เกินไปบ้าง ท่านจงให้อภัยเถิด เพราะ “ปริศนา” เกิดขึ้นมาด้วยความรู้สึกฝันของผู้ที่จบโรงเรียนมาใหม่ๆ ความคิดความอ่านยังโลดโผน เมื่อเวลาพิมพ์ก็พิมพ์อย่างของเดิมแทบไม่ได้แก้ไขเลย อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าตั้งใจเขียนอย่างเต็มกำลัง ถึงแม้ข้าพเจ้าจะเขียนปริศนาเดี๋ยวนี้หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ก็คงจะเขียนไม่ได้อย่างที่ได้เขียนมาแล้ว เพราะความคิดเห็นของคนเปลี่ยนไปพร้อมกับอายุ

          บทคัดลอกคำนำนี้ นำมาจากคำนำผู้ประพันธ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 ไม่ปรากฏปี พ.ศ. แต่ฉบับพิมพ์ใหม่ในยุคหลังจะนำคำนำนี้ลงตีพิมพ์ทุกครั้ง
ความรู้สึกหลังอ่าน

          ครั้งแรกที่อ่านนวนิยายชุด “ปริศนา” จำได้ว่าน่าจะอ่านในห้องสมุดโรงเรียน อ่านจบก็ชอบมาก ตามประสาที่อ่านนิยายรักในช่วงชีวิตที่ยังเป็นวัยรุ่น ทำให้ชอบเรื่องราวในครอบครัวสี่สาวพี่น้องแห่งบ้านสุทธากุล ได้แก่ อุบล สิรี อนงค์ และ ปริศนา ครอบครัวอบอุ่นที่มีพระวินิจมนตรี ผู้เป็นบิดาที่ล่วงลับไปเมื่อครั้งปริศนายังอยู่ในท้องของคุณนายสมรผู้เป็นมารดา ชอบบรรยากาศหัวหินในยุคเก่าๆที่ผู้เขียนบรรยาย ชอบบรรยากาศชวนฝันในนวนิยายรักที่มีธีมแนวซินเดอเรลล่า มีพระเอกเป็นท่านชายสูงศักดิ์ มีงานเต้นรำ และบรรยากาศชีวิตในวงสังคมคนชั้นสูงของสังคมในยุคหกเจ็ดสิบปีก่อน

          นวนิยายเรื่อง ปริศนา เป็นเล่มแรกในชุดที่มีเรื่องราวต่อเนื่องกันสามเรื่อง คือต่อจากเรื่อง ปริศนา ก็คือ เจ้าสาวของอานนท์ และ รัตนาวดี ตัวละครในนวนิยายชุดนี้เกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน นวนิยายชุดนี้จัดเป็นชุดนวนิยายที่มีเรื่องราวต่อเนื่องกันชุดแรกๆ ที่อ่านแล้วชอบมากติดลำดับต้นๆของนวนิยายไทยเรื่องโปรด ด้วยสำนวนภาษาที่เรียบง่าย เรื่องราวสนุกน่าติดตาม ขนาดบุตรสาวของตนเองที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ยังบอกแม่อย่างฉันว่าชอบอ่านเรื่องปริศนามาก อ่านซ้ำหลายครั้ง จนแม่ต้องมีหนังสือเรื่องนี้เก็บไว้สองปก





          ในเรื่อง “ปริศนา” เริ่มต้นเรื่องด้วยการกลับมาเมืองไทยของ “ปริศนา” หลังไปอยู่ต่างประเทศกับคุณอาวิรัชที่เป็นข้าราชการสถานทูตไทยในอเมริกาตั้งแต่ 7 ขวบ ในตอนที่กลับมา ปริศนาอายุ 19 ปี ได้มาพบกับแม่ คุณยาย และพี่สาวสามคนที่บุคลิกนิสัยแตกต่างกัน ได้มาพบมิตรใหม่อย่างคุณประวิช ที่นำไปสู่การพบกับหม่อมเจ้าพจนปรีชา เจ้าของตำหนักมโนรมย์ แห่งวังศิลาขาว

          ท่านชายพจน์มีพระขนิษฐาคือท่านหญิงรัตนาวดี เจ้าน้องที่อายุน้อยกว่าถึง 13 ปีเศษ ที่เติบโตขึ้นมาด้วยการดูแลของ “ป้าสร้อย” พระญาติเสด็จในกรม พระบิดา ที่เป็นผู้เลี้ยงดูท่านหญิงรัตนาวดีหลังหม่อมช้อย หม่อมแม่สิ้นลงหลังมีประสูติท่านหญิง เจ้าน้องของท่านชายพจน์องค์นี้เองที่ต่อมากลายเป็นลูกศิษย์หัวโจกในชั้นเรียนเมื่อปริศนาได้งานทำเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสิกขาลัย หรือโรงเรียน “คุณป้าสงวน” และได้พบกับท่านชายพจน์ เมื่อเสด็จไปรับพระขนิษฐาที่โรงเรียน

          เรื่องราวความรักของท่านชายพจน์และปริศนาน่าจะพอรับรู้กันวงกว้าง เพราะนวนิยายเรื่องนี้สร้างเป็นละครหลายครั้ง ในยุคก่อนหน้าที่เป็นที่นิยมและเป็นที่จดจำน่าจะเป็นยุคที่ทางไทยทีวีสีช่องสามสร้างในปี พ.ศ. 2530 มีฉัตรชัย เปล่งพานิช รับบทท่านชายพจนปรีชา และ ลลิตา ปัญโญภาส รับบท ปริศนา

          ต่อมาปี 2543 ทางช่องเจ็ดได้สร้างอีกครั้ง คราวนี้มีเจษฎาภรณ์ ผลดี รับบทท่านชายพจน์ และ เทย่า โรเจอร์ส รับบท ปริศนา สำหรับการสร้างเป็นละครครั้งล่าสุดคือเมื่อปี พ.ศ. 2558 ออกอากาศทางช่อง PPTV มีศรราม เทพพิทักษ์ รับบทท่านชายพจน์ และนักแสดงสาวหน้าใหม่ ที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สร้างคือคุณหญิงแมงมุม ฯ ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล รัตตกุล คือ เฟ - สุษมา กิติยากร ณ อยุธยา ผู้ชนะการออดิชั่นแคสบทจากโครงการ ตามหาปริศนา ที่มีสาวๆ เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก

          ส่วนตัวได้ดูละครปริศนาทั้งสามเวอร์ชั่น ถ้าถามว่าชอบเวอร์ชั่นไหนมากที่สุด ขอเรียงลำดับความชอบจากมากที่สุดคือยุคช่องเจ็ดสร้างที่มีติ๊ก เจษฎาภรณ์ เป็นท่านชายพจน์ รองลงมาคือเวอร์ชั่นช่องสามที่มีหมิว ลลิตา เป็นปริศนา และปิดท้ายด้วยละครที่รีเมคครั้งล่าสุด ที่สร้างได้ดีมากทั้งสามเรื่องออกมาคราวเดียวกัน เพียงแต่ในฉบับรีเมคปี 2558 ชอบละครรีเมคในชุดนี้เรื่องเจ้าสาวของอานนท์ กับ รัตนาวดี มากกว่า

โปรยปกหลัง ฉบับพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แสงดาว พ.ศ.2563





          ปริศนา…หญิงสาวที่มีชาติกำเนิดเป็น “ปริศนา” ในหมู่ญาติฝ่ายบิดา…พระวินิจมนตรี แต่เธอก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นบุตรีของพระวินิจมนตรีแห่งสกุล “สุทธากุล” อย่างแท้จริง

          ปริศนาเป็นหญิงสาวที่เติบโตมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทำให้เธอเป็นคนเชื่อมั่นในตนเองสูง ขณะเดียวกัน เธอก็มีความสวยทั้งรูปร่างหน้าตาและที่สำคัญมีเรียวขาที่สวย ชอบสวมใส่กางเกงขาสั้น จึงทำให้ทุกคนในฟ้าเมืองไทย ในสังคมยุค 1950's มองเธอเป็นผู้หญิง “เปรี้ยว” แต่เธอก็มีความเฉลียวฉลาดรอบรู้ในวิชาทั้งไทยและต่างประเทศ เล่นกีฬาเก่งแทบทุกชนิด อาทิ ขี่ม้า ว่ายน้ำ เล่นเทนนิส เต้นรำ เป็นต้น จึงทำให้เป็นที่สนใจของชายหนุ่มทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นายแพทย์ หม่อมเจ้าพจนปรีชาแห่งวังศิลาขาวที่ทรงมีเนตรดั่งเหยี่ยว และบุคลิกดีเยี่ยมในทุกด้าน ทรงเป็นที่หมายปองของหญิงสาวทุกคนในวงสังคมชั้นสูงแต่พระองค์ทรงวางองค์นิ่งเฉย จนมาพบปริศนาที่มีความพร้อมไม่แพ้พระองค์ ทำให้พระองค์ทรงเกิดความต้องการเอาชนะปริศนาให้ได้ เมื่อเธอมิได้ให้ความสนใจพระองค์…เหมือนหญิงสาวทั่วไป

          หนำซ้ำ ยังมีอานนท์ วิทยาธร ชายหนุ่มมาดดี ไม่แพ้ท่านชายพจนปรีชาและจบมาจากสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับปริศนา ได้ลงมาเล่น “เกมรัก” ครั้งนี้ด้วย จึงทำให้เกิดสงคราม “รัก” ย่อยๆ ระหว่างชายสองหญิงหนึ่งขึ้น…นับแต่นั้นเป็นต้นมา

          ซึ่งท่านชายพจนปรีชาไม่ทรงทราบว่า นี่คือแผนการของอานนท์และปริศนา ที่ต้องการให้ท่านชายพจนปรีชาทรงแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาว่า ทรงมีความรู้สึกเช่นไรกับปริศนา


ตอนประทับใจจากนิยายที่รัก

          ความจริงนวนิยายเรื่องนี้มีฉากน่ารักอยู่เต็มไปหมด แต่เมื่อคัดเลือกมาพิมพ์ลงบันทึก ขอคัดลอกตัดตอนนี้มาให้อ่านกันอีกครั้ง เป็นตอนที่ท่านชายพจน์ตรัสเรื่องแต่งงานกับปริศนาเป็นครั้งแรก

          ปริศนารู้สึกมีความสุขมาก มองไปที่ไหนก็ล้วนแต่เห็นสิ่งที่สราญตาสราญใจ ท่านชายนั้นเก๋จนเธอไม่กล้ามองดู ท่านชายเองก็ไม่มองดูปริศนาเหมือนกัน เดินอกตั้งช้าๆ ผ่านพวกที่จ้องดูท่านอย่างไม่เอาทัยใส่กับอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ ‘เทพธิดา’ ซึ่งเดินอยู่ข้างๆ

          มีโคลงอังกฤษบทหนึ่ง ซึ่งกวีเขียนไว้ราวกับพูดถึงท่านชายและปริศนาในคืนนี้ว่า

          Are they in love, the two
          Who seem more grave than gay?
          ‘It’s hard’ I think , to say:
          They don’t betray their mind.

          ท่านชายพาปริศนาไปนั่งอยู่ที่แชมเปญบาร์ ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำ แล้วสั่งแชมเปญ 2 ถ้วย เวลานั้นเผอิญที่ใต้ต้นไทรไม่มีคนอื่นเลย นอกจากท่านชายและปริศนา เพราะใครๆต่างเต้นรำหรือไปอยู่ที่อื่นกันหมด ทั้งคู่ซึ่งนั่งตรงกันข้ามมีโต๊ะกลมอยู่กลาง มองดูแม่น้ำเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง มหาดเล็กก็เอาแชมเปญมาตั้ง ปริศนามองดูแล้วสั่นศีรษะ

          ท่านชายก็ยิ้มแล้วยุว่า “ไม่ชอบหรือ? จิบนิดเถิดเพื่อความสุข”

          ปริศนาจึงยกถ้วยขึ้นชนกับถ้วยของท่านชาย บอกว่า “เพื่อความสุข” แล้วจิบนิดหนึ่งและเอาถ้วยวางลง แต่ท่านชายเสวยจนหมดถ้วย ลุกขึ้นไปเอาอีกถ้วยแล้วกลับมาประทับที่เก่าพร้อมกับรับสั่งว่า “สบายดีนะที่นี่”

          “ค่ะ ยังกับอยู่ในความฝัน”
          “เธอสนุกมากหรือ?”
          “ค่ะ ทั้งสนุกทั้งสบายใจ ไม่อยากกลับบ้านเลย” ปริศนาว่าแล้วก็ถอนใจยาวด้วยเนตร ‘ซึ้ง’ แล้วก็รับสั่งว่า “ก็อย่ากลับซี อยู่กับฉันเสียที่นี่”

          ปริศนาไม่ทันคิด พูดว่า “อยากอยู่เหมือนกันแหละค่ะ แต่จะอยู่ยังไงล่ะ?” “ก็แต่งงานกับฉันเสียซี จะได้อยู่ได้…ปริศนา เธอจะแต่งงานกับฉันไหม?” หน้าของปริศนาเป็นสีชมพู ทั้งที่ไม่รู้ว่าท่านชายรับสั่งเล่นหรือรับสั่งจริง ครั้นมองดูพักตร์ท่านจะให้รู้แน่ก็มองไม่เห็น เพราะความสว่างไม่พอ จึงนิ่งอึ้งอยู่

          พอดีท่านชายรับสั่งอีกว่า “ว่าไงปริศนา ฉันขอให้เธอแต่งงานกับฉันอย่างไรเล่า?” ปริศนายังพูดไม่ออกเพราะมัวตะลึงอยู่ ท่านชายก็รับสั่งต่อไป “ฉันจะมีความสุขมาก ถ้าเธอแต่งงานกับฉัน ฉันจะให้ความสุขแก่เธออย่างเต็มที่เหมือนกัน ของของฉันทุกอย่างจะเป็นของเธอหมด เธออยากได้อะไร เป็นได้ ฉันมีเงินพอที่จะ…”

          ท่านชายตรัสถึงเพียงนี้ ปริศนานั่งทำตาโตฟังอยู่ก็เปลี่ยนสีหน้า ผุดลุกขึ้นทันที พูดเสียงสั่นว่า “หยุดที! หยุดที! ไม่อยากฟัง”

          ท่านชายเองก็ตกทัยไม่น้อยในกิริยาเปลี่ยนแปลงของปริศนา ลุกขึ้นบ้างแล้วถามว่า “อ้าว ทำไมล่ะ นั่งก่อนซี ฉันยังพูดไม่จบเลย”

          “อย่ามาพูดเลย” ปริศนาร้อง “เงิน เอะอะก็เงิน ท่านเอาเงินของท่านไปโปรยให้คนอื่นเถิด ปริศนาไม่ใช่คนเช่นนั้น ไม่ต้องการเงินของท่าน” ว่าแล้วปริศนาก็ตั้งท่าจะไปเสีย แต่ท่านชายคว้าข้อมือไว้และว่า “ฟังฉันก่อนปริศนา ฟังฉันพูดให้จบก่อนอย่าเพ่อไป” แต่ปริศนาไม่ฟังเสียง สะบัดโดยแรงและผลักท่านชาย ท่านชายไม่ทันรู้องค์ก็เซไปโดนโต๊ะล้ม ถ้วยแชมเปญตกลงมาแตกหมด ท่านชายตั้งองค์ได้ก็รีบเดินจนทัน เพราะปริศนานุ่งกระโปรงยาวรุ่มร่าม ใส่รองเท้าเงินส้นสูงจึงเดินช้า ท่านชายตามทันก็จับข้อมือไว้มั่น ปริศนาสะบัดอีกแต่ไม่หลุด ท่านชายยิ่งโมโหที่ปริศนาอวดดีถึงเพียงนั้น รับสั่งเสียงค่อนข้างแข็งว่า

          “ทำไมเธอกิริยาชั่วเช่นนี้ ฉันจะพูดด้วยดีๆ เธอต้องฟังฉันให้จบเสียก่อนแล้วจะไปไหนก็เชิญไป”
          “ไม่ฟัง ท่านไม่ต้องมาบังคับ”
          “ไม่ฟังก็ตามใจ แต่ฉันตั้งใจแล้วว่าจะพูดให้จบ และจะพูดต่อหน้าเธอ เธอจะฟังหรือไม่นั้นแล้วแต่ เชิญกลับมานั่งที่แชมเปญบาร์สักประเดี๋ยว”

          ท่านชายว่า แล้วปล่อยมือปริศนา ปริศนาฮึดฮัดไม่ยอมทำ แต่ท่านชายทำเสียงแข็งขู่ว่า “เธอจะเอาชนะฉันไม่ได้ดอก ฉันเป็นคนหัวดื้อ ตั้งใจจะทำอะไรแล้วเป็นตายต้องทำให้ได้ เธอคิดว่าเธอหนีฉันพ้นหรือ?

.


ปริศนา : ว.ณประมวญมารค
พิมพ์ครั้งแรก : เดลิเมล์วันจันทร์ พ.ศ. 2494
ต่อมามีพิมพ์อีกหลายครั้ง เท่าที่มีข้อมูลมี
ปี 2536 พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ต้นอ้อ
ปี 2544 พิมพ์ครั้งที่ 4 โดยบริษัท อินเตอร์เวิลด์ มัลติมีเดีย จำกัด
ในส่วนของสำนักพิมพ์แสงดาว
พิมพ์ออกมา ในปี 2554 (ฉบับปรับปรุง-แก้ไข)
และในปี 2563 (ฉบับแก้ไข-เพิ่มเติม)

ภาพประกอบคือปกหนังสือนวนิยายเรื่อง ปริศนา
ฉบับพิมพ์ล่าสุดโดยสำนักพิมพ์แสงดาว ปี 2563
          24 กันยายน 2566

.


ที่มา : บันทึกการอ่าน ปริศนา นวนิยายรักชวนฝันสุดคลาสสิก จากบทประพันธ์ของ ว.ณ ประมวญมารค
https://creator.kapook.com/view276985.html

.



83

สายน้ำแห่งความรัก (๕)


ก่อนที่ท้องฟ้าจะสว่างไปด้วยแสงอาทิตย์ ชาวบ้านที่ฟ้าครามนัดเอาไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนก็เริ่มทยอยกันมาชุมนุม ณ บริเวณต้นน้ำเหนือเขื่อนของจังหวัด หญิงสาวเตรียมต้นกล้าของไม้ใหญ่นานาชนิดประมาณพันกว่าต้นเพื่อนำมาปลูกลงในบริเวณพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ฟ้าครามปล่อยให้วฤธเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการขนย้ายต้นกล้าเหล่านี้ หญิงสาวแกล้งใช้งานเขาสารพัด ตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง จนบัดนี้เขาก็ยังไม่ได้หยุดพัก ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ เขาอยากตามหล่อนมาเองทำไมละ แต่ดีเหมือนกัน หล่อนจะได้เบาแรงไปเยอะ

ทุกคนพร้อมใจกันทำงานอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย หลังจากที่ลงต้นกล้าหมดแล้ว ก็พากันหยุดรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งฟ้าครามได้สั่งข้าวห่อมามากพอกับจำนวนชาวบ้านที่มาช่วยงานในคราวนี้ พอช่วงบ่ายก็เริ่มช่วยกันทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง

วฤธเห็นทุกคนทำงานแล้วก็อดชื่นชมในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชาวบ้านไม่ได้

"ทุกคนร่วมใจกันดีนะ ทำงานไม่มีบ่นกันเลย แถมแต่ละคนยังมีเรื่องราวสนุกสนานมาเล่าสู่กันฟังให้ครื้นเครงระหว่างทำงานอีกด้วย"

"คะ ส่วนมาก ก็เป็นลุง ป้า น้า อา ที่เคยเห็นฟ้ามาแต่เล็กแต่น้อย พอฟ้ากลับมาทำงานที่นี่ ทุกคนก็มีแต่เอ็นดูและเมตตาคะ คงเห็นฟ้าเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่งที่ตั้งใจกลับมาทำงานให้ท้องถิ่นของเรา พอฟ้าขอความร่วมมืออะไร ทุกคนก็เต็มใจจะช่วยคะ"

เมื่องานเสร็จ ทุกคนก็พากันลงมาล้างมือล้างหน้าและนั่งพักกันบริเวณริมน้ำ ฟ้าครามกล่าวขอบคุณชาวบ้านที่มาช่วยอย่างเต็มอกเต็มใจ พร้อมกับเอ่ยแนะนำวฤธ ซึ่งทุกคนในที่นั้นก็นึกออกทันทีเพราะเขาเป็นหลานคุณยายบัวที่ทุกคนเคารพ

"พอดีคุณวฤธเพิ่งกลับมารับราชการที่บ้านเรานะคะ คงต้องมีการต้อนรับกันสักหน่อย ใช่มั๊ยค่ะ"

ไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบ ก็มีชายหนุ่มสามคนเดินตรงมายังวฤธทางด้านหลัง เพื่อยกตัวเขาขึ้น แล้วแบกตรงไปยังริมน้ำ พร้อมทั้งจับโยนลงน้ำอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันหัวเราะชอบใจในแผนการอุตริของฟ้าคราม แต่แทนที่วฤธจะโกรธ เขากลับลุกจากน้ำขึ้นยืนหัวเราะ แล้วก็ไหว้กราดทุกคน ราวกับจะขอบคุณที่ทุกคนให้การต้อนรับเขาอย่างเป็นกันเอง แต่สายตากลับมองไปที่หญิงสาวเป็นทีว่าฝากไว้ก่อน

พอพลบค่ำทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ระหว่างทางที่วฤธเดินมาส่งฟ้าคราม ชายหนุ่มก็กระซิบกับหญิงสาว

"นี่ฟ้า พี่หนาวนะ เราเนี่ยเล่นอะไรเป็นเด็ก ทำยังไงละที่นี้ กอดเราแก้หนาวได้มั๊ยละ"

"ก็ไปขอกอดคนที่จับพี่โยนลงน้ำสิค่ะ ฟ้าไม่เกี่ยวสักหน่อย"

"พี่รู้นะว่าเป็นแผนของเราที่จะแกล้งพี่"

ว่าแล้วเขาก็ตวัดร่างบาง ๆ เข้ามาแนบอก เป็นการแก้เผ็ด พร้อมกับแอบสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผมนุ่มดำเป็นเงาของหญิงสาว แต่ก็ถึงกับสะดุ้งเมื่อหญิงสาวกัดเข้าให้ที่บ่า และใช้ศอกกระทุ้งสีข้างเขาอย่างแรง

"โอ๊ย … ดุชะมัดเลย ขอกอดแก้หนาวแค่นี้ก็ไม่ได้ ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิดชอบอีกแนะ"

"เสียใจคะ กอดฟ้าคงไม่อุ่นหรอกนะคะ ไปหากอดสาวบ้านอื่นเถอะคะ" หญิงสาวหัวเราะชอบใจที่ได้ฝากรอยแผลไว้กับชายหนุ่ม พร้อมทั้งรีบขึ้นเรือนก่อนที่ชายหนุ่มจะคว้าตัวไว้ได้ทัน

*****************************************************

"ทำไมเปียกมะล่อกมะแล่กอย่างนั้นละตาวฤธ ไปตกน้ำตกท่าที่ไหนมา"

สตรีสูงอายุที่นั่งร้อยดอกมะลิถวายพระเอ่ยถามขึ้นเมื่อเหลือบไปเห็นหลานสาวเดินนำชายหนุ่มขึ้นมาบนเรือน

"บังเอิญผมซุ่มซ่ามเดินตกท้องร่องแถวนี้นะครับ" ชายหนุ่มนึกหาคำอธิบายที่จะไม่ทำให้หญิงสาวโดนป้าใหญ่ตำหนิ

"คงจะหนาวแย่ละสิ ฟ้าพาพี่เขาไปอาบน้ำผลัดผ้าก่อนลูก ปล่อยให้เดินกลับไปแบบนี้เดี๋ยวจะเป็นปอดบวมเอา เสื้อยืดตัวใหญ่ ๆ โคร่ง ๆ ของเราก็มีไม่ใช่เหรอ เอามาให้พี่เขายืมใส่ไปก่อน"

ชายหนุ่มได้ยินแบบนั้นก็นึกขันที่ฟ้าครามต้องเป็นธุระมาดูแลเขา นี่ถ้าป้าใหญ่ไม่สั่ง หล่อนก็คงปล่อยเขากลับบ้านไปแล้ว ไม่สนใจจะดูดำดูดี

"เสน่ห์ดีจังนะคะ ใครเห็นใครก็รัก" ฟ้าครามอดหมั่นไส้ชายหนุ่มไม่ได้ ที่ป้าใหญ่ของหล่อนดูจะเมตตาเขาเอามาก ๆ

"แต่ก็มียังมีอีกหนึ่งคน ที่ทำให้รักอย่างไรก็ไม่สำเร็จ" ชายหนุ่มพูดวกเข้ามาหาหญิงสาวที่เดินนำเขาไปห้องน้ำเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อ

"เดี๋ยวฟ้าไปหาเสื้อมาให้ พี่วฤธอาบน้ำไปพลาง ๆ ก่อนนะคะ แล้วนี่คะ ผ้าถุง เสียใจนะคะ บ้านนี้ไม่มีผ้าขาวม้า" ว่าแล้วก็ผละไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งคำพูดของชายหนุ่มให้ลอยไปกับลม

ฟ้าครามมายืนรอชายหนุ่มหลังจากไปค้นเสื้อกับกางเกงของตนมาให้ แต่ก็ต้องปล่อยหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่เมื่อเห็นชายหนุ่มออกมาจากห้องน้ำทั้งที่มีผ้าถุงรัดไว้ใต้อกเนื่องจากความยาวของผ้าที่ไม่สามารถนุ่งแค่เอวได้

"ขำอะไรนะฟ้า แกล้งพี่แล้วยังมาทำเป็นหัวเราะชอบใจ แล้วเป็นสาวเป็นนางนะ มายืนดูผู้ชายแก้ผ้า" ชายหนุ่มพยายามยึดผ้าที่นุ่งอยู่อย่างแน่นหนาด้วยความไม่คุ้นและกลัวว่ามันจะหลุด

"แค่ไม่เคยเห็นผู้ชายนุ่งผ้าถุงเท่านั้นแหละ แต่ไม่ได้แกล้งนะ" แต่สายตาเจ้าเล่ห์ของหญิงสาวที่มองเขานี่สิ ดูก็รู้ว่าจงใจ

"ก็บ้านนี้มีแต่ผู้หญิง จะไปหาผ้าขาวม้าที่ไหนมาให้ละค่ะ แล้วฟ้าก็ไม่ได้มายืนรอดูด้วย เอ้า นี่คะ เสื้อยืดกับกางเกงเล คงพอแก้ขัดไปได้หรอกนะคะ"

ชายหนุ่มยกเสื้อขึ้นดมอย่างชื่นใจพร้อมส่งสายตาเป็นประกายมาให้ บัดนี้ใบหน้าขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มดูน่ารักนัก

"กลิ่นอะไรนะ หอมจัง"

"กลิ่นผงซักฟอกละสิ ถามได้ ฟ้าซักออกไม่หมดละมั้ง ระวังอย่าไปเดินตากฝนแล้วกันนะคะ เดี๋ยวฟองแฟบมันจะออกมา" หญิงสาวหัวเราะคิกคักชอบใจในความไม่ได้เรื่องได้ราวเกี่ยวกับงานบ้านของหล่อน

วฤธได้แต่ขำ นึกในใจว่า ฟ้าครามนี่ช่างไม่หวานเอาเสียเลย นี่ถ้าเป็นสาวอื่นคงอายไปแล้ว แต่นี่ยังไม่รู้เรื่องอีกว่าเขาชมกลิ่นเนื้อหล่อน เขาเสียอีกที่กลับเป็นฝ่ายเขิน

หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยชายหนุ่มก็ออกมานั่งคุยกับป้าใหญ่ที่ยังคงนั่งร้อยมาลัยอยู่นอกชาน ส่วนฟ้าครามก็ถือโอกาสอาบน้ำแล้วเลี่ยงเข้าห้องไป ไม่รู้ว่าชายหนุ่มกลับบ้านไปเมื่อไหร่ คืนนี้หล่อนคงหลับเป็นตายเพราะความเหนื่อยที่ต้องออกแรงมาทั้งวัน นี่ขนาดมีผู้ช่วยนะนี่ หญิงสาวอุตสาห์ยกความดีส่วนหนึ่งให้ชายหนุ่ม

ขณะกำลังเคลิ้มหลับ เสียงเพลง "คิดถึงฉันบ้างคืนนี้" ที่ป้าใหญ่กำลังฟัง ดังแว่วเข้าสู่ห้วงนิทราของหญิงสาว

"คิดถึงฉันบ้างคืนนี้ หากเธอไม่มีพันธะใดใด และพอจะซึ้งถึงเรื่องหัวใจ ว่าฉันนั้นได้ผูกพันเสน่หา
คิดถึงฉันบ้างสักน้อย โปรดจงอย่าปล่อยความรักโรยรา ช่วยกันคิดถึงซึ้งต่อสัญญา ให้นานจนกว่าชีวาเราสองจากกัน
ก่อนนอนคืนนี้ จอมขวัญคนดีอย่าคิดถึงใครกว่าฉัน สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกวัน แล้วให้หลับฝันถึงฉันทุกคืน"

"โอ้ย เพลงอะไรนี่ อ้อนกันขนาดนี้ แต่เสียใจนะ ไม่มีแรงคิดถึง ฝันถึงใครหรอก เหนื่อยจะตายอยู่แล้ววันนี้" แล้วหญิงสาวก็หลับผล็อยไปในที่สุด

.


Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:21:42 น.

.


ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๕)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tharathorn&month=05-2006&date=27&group=7&gblog=5

.




84

สายน้ำแห่งความรัก (๔)


เสียงหรีดหริ่งเรไรยามพลบค่ำเริ่มดังระงม แต่เสียงหวาน ๆ ของฟ้าครามที่นั่งอ่านบทกลอนเรื่องอิเหนาให้สตรีต่างวัยทั้งสี่ฟังก็ยังคงได้ยินแผ่ว ๆ เมื่อวฤธเดินมาถึงหน้าเรือนไทย แล้วขึ้นเรือนไปนั่งอยู่ด้านหลังหญิงสาว พร้อมทั้งไหว้ผู้อาวุโสในที่นั้น

"อิเหนาหรือมาตามด้วยความรัก
ข้อนี้ไม่ประจักษ์ยังสงสัย
ซึ่งมาจากหมันหยาเวียงชัย
เพราะดาหามีภัยจึงไคลคลา
หวังจะช่วยรณรงค์สงคราม
มิใช่มาด้วยความเสน่หา
นี่แวะมาไหว้พระปฏิมา
แล้วจะไปหมันหยาธานี"

"ขอโทษทุกคนครับที่ขัดจังหวะ ผมไม่ใช่อิเหนาหรอกนะครับ แต่จะมาตามนางบุษบา เอ้ย .. วิยะดาน้องสาว เอ้อ ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละครับ จะมารับรินนภากลับบ้านนะครับ" ชายหนุ่มกล่าวล้อเลียนเนื้อความของบทกลอนที่ฟ้าครามเพิ่งอ่านจบไป พร้อมทั้งส่งสายตาพราวมาให้บุษบาฟ้าครามที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ห่าง ๆ

"คืนนี้รินขอนอนกับพี่ฟ้าไม่ได้หรือค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้รินจะได้ไปเก็บระกำหวานท้ายสวนด้วย กำลังอยากกินมากเลย"

"พี่เห็นใกล้ค่ำแล้ว รินยังไม่กลับเลยเดินมารับ แต่ถ้าอยากนอนนี่ก็ตามใจ เดี๋ยวพี่บอกคุณยายให้"

"ปรกติฟ้าเขาก็จะเดินไปส่งอยู่แล้วละจ๊ะ พ่อวฤธไม่ต้องเป็นห่วง แต่ถ้าดึกมากนัก น้าก็จะให้นอนที่นี่เลย แล้วตอนเช้าค่อยกลับ" น้าน้อยตอบพลางชักชวนชายหนุ่มนั่งเล่นฟังหลานสาวอ่านบทกลอนต่อ

"อันความรักของชายนี้หลายชั้น
เขาว่ารักรักนั้นประการใด
จงพินิจพิศดูให้รู้แน่
อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล
เปรียบเหมือนคิดปริศนาอย่าไว้ใจ
มันมันไพล่แพลงขุมเป็นหลุมพราง"

"ฮ้าย ยายฟ้า ท่องกลอนอะไรนะ มันไม่ใช่เรื่องอิเหนาแล้ว อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องไป เอามาจากไหนหรือนั่น" ป้าใหญ่ร้องขัดขึ้นอย่างแปลกใจ

"ฟ้าก็จำของสุนทรภู่มานะคะ เห็นว่าอิเหนาเจ้าชู้นัก ไปที่ไหนก็เที่ยวไปมีเมียทิ้งไว้เรี่ยราด พอดีนึกกลอนบทนี้ขึ้นมาได้ก็เลยท่องออกมาคะ"

"นั่นนะสิ อิเหนานี่มีเมียเป็นสิบคน แต่ก็ยังแพ้บุเรงนองละนะ ที่นับกันไม่หวาดไม่ไหว" น้าเล็กพลอยผสมโรงไปกับหล่อนด้วย

"อย่าว่าแต่ในวรรณคดีเลย หนุ่มสมัยนี้ก็ไม่น้อยหน้านะ น้าเคยอ่านใน เขียนไว้เมื่อวันวาร ของคุณตำรา ณ เมืองใต้ ที่เขาว่า"

"สมัยปัจจุบันเป็นสมัยวิทยาศาสตร์ ความรักก็เดินตามแบบวิทยาศาสตร์ มีวิธีทดลอง แปรธาตุ ประสมธาตุ รวมไปในตัวเสร็จ สตรีสมัยโบราณไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ คิดเห็นว่าความรักคือหลุมพราง เมื่อจะกระโจนลงไปก็ต้องคิดแล้วคิดเล่า แต่ในสมัยนี้ผู้ปกครองที่หวงลูก ถูกหาอย่างโง่ ๆ ว่าเป็นคนครึ กักลูกไม่ให้เปิดหูเปิดตา คนหนุ่มเข้าใจว่าคนแก่โง่ แต่คนแก่รู้ชัดว่าคนหนุ่มโง่ คนแก่ย่อมได้เคยเห็นมาแล้วว่า มดกับน้ำตาลนั้นอยู่ใกล้กันไม่ได้ แต่คนหนุ่มสมัยใหม่เข้าใจว่า มดสมัยนี้ได้รับการศึกษาดี มีหัวคิด หารู้ไม่ว่ามดนั้นต้องการน้ำตาลอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นมดมีความรู้ยิ่งเป็นอันตรายแก่น้ำตาลมากขึ้น"

ชายหนุ่มคนเดียวในที่นั้นอดอมยิ้มไม่ได้ นี่น้าเล็กกำลังเปรยให้เขาฟังหรือเปล่านี่ ว่าบ้านนี้หวงหลานสาว แต่บ้านนี้ก็มีแต่น้ำตาลหวานทั้งนั้น ทั้งน้าน้อย น้าเล็กก็ยังดูสาวอ่อนกว่าวัย หลานสาวก็น่ารัก ถึงจะดุก็เถอะ มดที่ไหนก็คงอยากเข้าใกล้

"สงสัยผมคงมาผิดจังหวะแล้วละฮะ จะสู้ก็ไม่ไหว แก้ตัวก็ไม่ได้ เพราะเป็นผู้ชายคนเดียวเสียด้วย" ชายหนุ่มกล่าวอย่างเห็นขำ

ป้าใหญ่หัวเราะอย่างเข้าข้างชายหนุ่ม "เขาถกกันเล่น ๆ นะลูก ใครมีลูกมีหลานสาวก็เป็นห่วงเป็นธรรมดา แต่ขนาดยัยฟ้านี่ ป้าไม่ห่วงหรอก กลัวแต่ว่าจะไม่มีหนุ่มไหนกล้ามาขอเท่านั้นแหละ หรือไม่ ขอไปแล้วก็จะรีบเอามาคืน"

"ดีสิค่ะ ฟ้าจะได้อยู่กับทุกคนที่นี่ตลอดไป สบายดีออก ไม่เห็นอยากแต่งงานเลย ยิ่งโบราณท่านว่าไว้ว่า

"อยู่ใกล้กันก็เป็นจันทร์อันแจ่มจ้า
ดูงามตาแสงสุกใสในกลางหาว
อยู่ไกลกันก็เร้นค่าเป็นเพียงดาว
เพราะทางยาวแสงไม่ถึงไม่ตรึงใจ"

"ฟ้ายิ่งไม่อยากใหญ่เลย ไม่ว่าจะอยู่ใกล้อยู่ไกลก็เหอะ"

หญิงสาวประกาศเจตนาอย่างมุ่งมั่น พร้อมทำหน้าเชิด คอแข็ง วฤธได้แต่นึกว่าเขาจะทำให้หล่อนเปลี่ยนใจได้มั๊ยนะ คงจะต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง และคงต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ อีกทั้งยังต้องผ่าด่านป้าและน้าของหล่อนที่รุมกันรักและเอาใส่ใจหญิงสาว

"เอาเถอะ ถึงอยากแต่งก็ไม่มีใครมาขอหรอก ฮะ ฮะ " น้าน้อยขัดขึ้นอย่างเห็นขำ "ไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยววฤธอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนกลับนะ วันนี้พี่ใหญ่ทำหลนเต้าเจี้ยว ยำปลาดุกฟู กุ้งผัดกระเทียม ส่วนน้านะทำ ผัดผักคะน้าหมูกรอบ กับต้มยำกุ้งไว้ น้าเล็กเขาก็ทำทับทิมกรอบและก็ยังเตรียมผลไม้ในสวนอีกหลายอย่างไว้ด้วยเป็นของหวาน แต่ยัยฟ้านะ รายนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย"

หลังจากที่ฟังรายชื่ออาหารอันยืดยาว เขาก็แทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เมื่อรู้ว่าสาวน้อยในใจของเขาไม่ยอมเข้าครัวทำกับข้าวอะไรเลย

"ดีจังเลยคะ น่ากินทั้งนั้นเลย รินหิวแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวหนูช่วยจัดสำรับนะคะ"

หัวข้อสนทนาเกี่ยวกับความเจ้าชู้ของผู้ชายในคืนนั้นเลยจบลงได้ เพราะมีเรื่องอาหารมาล่อแทน


**************************************************************************



เรือลำน้อยค่อย ๆ คัดออกห่างจากตลิ่ง พายเอื่อย ๆ ตามกระแสน้ำลงไปยังบริเวณท้ายสวน สองฟากฝั่งลำคลองยังคงเป็นสวนตลอดแนว บางแห่งก็มีอวนสำหรับดักจับปลาแขวนไว้ บางบ้านก็กำลังงมกุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ น่ากิน

ฟ้าครามกับรินนภาเห็นบริเวณพื้นที่ฉ่ำน้ำเต็มไปด้วยดงโสนที่กำลังออกดอกเหลืองสด จึงคัดท้ายเรือเสือกหัวเรือเข้าไปเกยตลิ่ง แล้วก็เดินไปตัดใบตองแถวนั้นมาทำกระทงเพื่อมาเก็บดอกโสนเอาไว้ไปใส่ไข่เจียว ได้พอประมาณแล้วก็ลงพายเรือชมวิวทิวทัศน์สองฝั่งอย่างเพลิดเพลินพลางแวะเก็บดอกบัวไปไว้ถวายพระ และผักบุ้งไปให้ป้าใหญ่แกงเทโพให้กิน จนเข้าเขตท้ายสวนจึงได้เอาเรือเข้าเทียบตลิ่ง บริเวณนั้นเต็มไปด้วยกอระกำที่กำลังมีลูกดกคากอ หญิงสาวถกแขนเสื้อที่พับไว้ลงเตรียมตัวเข้าไปตัดระกำ

"พี่ฟ้าระวังหนามนะคะ" รินนภาร้องเชียร์อยู่ห่าง ๆ

"ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ พี่ใส่เสื้อแขนยาว ไม่เท่าไหร่หรอก" หญิงสาวคว้ามีดพร้าติดมือบุกเข้าไปในดงระกำ

ช่วงไหนเป็นหน้าระกำ ฟ้าครามก็จะอาสามาตัดเอง ไม่ต้องรอคนงานมาทำให้ เพราะหล่อนถือเป็นเรื่องสนุก ได้พายเรือมาไกล ๆ แล้วก็ได้พากันมาเที่ยวเล่นกับรินนภา

"เดี๋ยวเราแบ่งส่วนหนึ่งไปทำระกำลอยแก้วไปให้ยายด้วยนะ กินแล้วชื่นใจดี ส่วนที่เหลือก็เอาไว้กินสด ๆ"

"ดีจังคะ พี่วฤธก็ชอบกินระกำลอยแก้วเหมือนกัน พี่ฟ้าทำเยอะ ๆ เลยนะคะ"

"เอ้า ได้แล้วจ๊ะ ขนไปไว้ในเรือกันเถอะ สงสัยขากลับคงต้องออกแรงเยอะแน่เลย เพราะมีแต่ของเต็มลำเรือ แถมต้องพายทวนน้ำอีก"

"รู้แบบนี้ชวนพี่วฤธมาด้วยก็ดีนะคะ เราจะได้ไม่ต้องพายเรือเหนื่อย"

"มากับผู้ชายไม่สนุกหรอกจ๊ะ มากันเองนะดีแล้ว พี่น้อยใจแล้วนะ เดี๋ยวนี้รินได้พี่ชายกลับมาอยู่บ้านแล้ว ไม่รักพี่เหมือนก่อนแล้วใช่มั๊ยจ๊ะ" หญิงสาวแกล้งงอน

"โอ๋ พี่ฟ้าคนดี รินรักพี่ฟ้าออกนะคะ พี่วฤธก็รักพี่ฟ้าด้วย อย่าน้อยใจเลยนะคะ"

"อ้าว ยิ่งพูดถึงพี่วฤธพี่ยิ่งน้อยใจนะเออ" หญิงสาวเขินคำพูดที่รินนภาบอก เลยเสหิ้วระกำเดินนำหน้ากลับไปยังเรือ


***********************************************************************



บ่ายคล้อยหลังจากที่รินนภากลับบ้านเอาระกำลอยแก้วไปให้ยายและพี่ชายแล้ว ฟ้าครามก็ลงไปนอนเล่นในแปลญวน ที่ผูกไว้ระหว่างต้นชมพูถัดเข้าไปด้านในของสวน

หญิงสาวนอนเล่นกำลังอ่านหนังสือเพลิน ๆ ก็มีเสียงทุ้มมากระซิบข้างหูทำเอาสะดุ้งตกใจเกือบตกจากแปล

"ขอบคุณมากนะครับ ที่อุตสาห์ทำระกำลอยแก้วมาเผื่อพี่ด้วย ของโปรดของพี่เลยละ"

ฟ้าครามเงยหน้าดูก็พบว่าพี่ชายคนดีของรินนภานั่นเอง

"เห็นรินบอกว่า ฟ้าอุตสาห์บุกเข้าไปตัดระกำเอง หนามเกี่ยวจนแขนขาแดงไปหมด ไหนพี่ขอดูหน่อยว่าเป็นแผลเยอะหรือเปล่า"

"เรื่องอะไรมาขอดูแขนดูขาฟ้า พิลึกคนเชียว สงสัยคงเที่ยวขอดูของผู้หญิงไปทั่ว" หล่อนเหน็บเขาเข้าให้อีกแล้ว

ชายหนุ่มได้แต่มองสำรวจตามบริเวณแขนที่พ้นจากเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาว และขาที่พ้นจากชายผ้านุ่ง ไม่ได้สนใจสายตาเขียว ๆ ที่มองแบบเอาเรื่อง

"สมัยนี้แล้ว ไม่ต้องขอดูก็เห็นได้ถนัดชัดสายตา สาว ๆ ยุคใหม่เขาใส่สายเดี่ยว เกาะอก และก็กระโปรงสั้น ๆ กันทั้งนั้น ไม่ต้องเสียเวลาไปขอดูของเขาหรอก ไม่เหมือนสาวหัวโบราณที่ปิดซะจนไม่รู้จะมองอะไรดี" วฤธตอบเล่นอย่างยั่วเย้า แถมยังส่งสายตากวาดไปทั่วเรือนร่างของหญิงสาวประกอบคำพูด แต่ก็มาหยุดอยู่ที่สายตาดุ ๆ ของฟ้าคราม

"เพิ่งรู้ว่าฟ้าก็ทำอาหารเป็นเหมือนกัน รู้ด้วยหรือว่าพี่ชอบกินระกำ"

"ไม่รู้หรอกคะ ฟ้าตั้งใจทำให้คุณยายเท่านั้น แต่น้องรินบอกว่า ให้ทำเผื่อพี่ชายด้วย สงสัยจะระกำช้ำรักมาจากไหนหรือคะ ถึงได้ชอบกินเป็นพิเศษนะ" ฟ้าครามแกล้งแซวให้เจ็บเล่น ๆ

"ถ้าจะช้ำระกำใจก็คงจะเป็นเพราะสาวแถวนี้นะละ ที่ใจแข็งไม่ยอมเห็นใจคนที่เฝ้ารักเฝ้าคิดถึงมาตลอดเวลา"

โห ไม่น่าหาเรื่องแหย่เขาเลยเรา เข้าตัวจนได้ หญิงสาวเลยเงียบแกล้งทำหูทวนลมไม่ได้ยินที่เขาพ้อเมื่อสักครู่

"แล้วมาทำอะไรแถวนี้ มาหาป้าใหญ่หรือคะ" หญิงสาวรีบผลักไล่ไสส่ง ให้ชายหนุ่มไปให้พ้น ๆ หน้า จะได้ไม่ต้องหงุดหงิดกับยิ้มกวน ๆ และนัยน์ตาที่เขามองหล่อน

"พี่ขึ้นไปบนเรือนมาแล้ว เห็นป้าใหญ่ว่าเย็นนี้มีแกงเทโพ กับไข่เจียวดอกโสนที่หลานสาวไปเก็บมาเมื่อเช้า เลยชวนพี่อยู่กินข้าวเย็นด้วย แล้วก็ไล่พี่ให้มานั่งเล่นในสวนกับฟ้า เพราะอยู่ข้างบนป้าใหญ่ก็ว่าเกะกะ ไม่มีอะไรให้ทำ แต่พอมาเจอหลานสาวก็กลับไล่ให้ขึ้นบ้านอีกแนะ"

"ไม่ได้ไล่นะ อย่ามาหาเรื่องกัน ใครจะไปกล้าไล่หลานชายคุณยายบัวละคะ เดี๋ยวทุกคนก็พากันดุฟ้าหรอก"

"อยากนั่งเล่นตรงไหนก็นั่งสิคะ" ว่าแล้วฟ้าครามก็ทิ้งตัวลงนอนบนแปลต่อ คว้าหนังสือตั้งใจจะอ่านต่อ โดยไม่สนใจชายหนุ่มอีก แต่ก็กลับต้องร้องขึ้นมาอย่างตกใจ เมื่อวฤธทิ้งตัวลงนั่งในแปลด้วยอย่างหน้าตาเฉย

หญิงสาวรีบลุกขึ้นหน้าแดงก่ำ "เรื่องอะไรมาแย่งฟ้านั่งละ"

"ฟ้าบอกพี่เองให้นั่งตรงไหนก็ได้ไง พี่เห็นมีแปลแค่อันเดียว ก็เลยนึกว่าฟ้าชวนให้พี่นั่งด้วยกันนะ" ชายหนุ่มยิ้มตอบตาพราว

"งั้น ฟ้าขึ้นไปช่วยป้าใหญ่ทำกับข้าวแล้วคะ อยากนั่งก็นั่งคนเดียวแล้วกัน"

หญิงสาวรีบหันหลังกลับเดินตรงขึ้นเรือนไป ทิ้งเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของชายหนุ่มไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้วฤธนั่งนึกถึงความหลังเมื่อครั้งยังเด็กที่หล่อนชอบอ้อนขอนั่งตักเขาทุกครั้งที่นั่งในแปลญวนด้วยกัน นี่ถ้าเขาขอให้หญิงสาวนั่งตักเขาตอนนี้ คงโดนฟ้าครามผลักตกแปลไปแล้วก็ได้

.


Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:20:36 น.

.


ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๔)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tharathorn&month=05-2006&date=27&group=7&gblog=4

.



85

สายน้ำแห่งความรัก (๓)


"อ้าว ตาวฤธ มายังไงกันละนี่ ไม่ได้เจอะเจอหน้าเสียนาน เป็นหนุ่มหล่อเชียว ถ้าป้าเห็นที่อื่นเป็นจำไม่ได้" เสียงป้าใหญ่ร้องทักอย่างตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินตามหลานสาวเข้ามาหา เสียงป้าใหญ่ดังพอที่จะทำให้น้าน้อย กับน้าเล็กที่กำลังนั่งคัดมะม่วงสุกใส่เข่งไว้เพื่อเตรียมขายหันมามองอย่างยินดีไปด้วย ฟ้าครามได้แต่ประหลาดใจว่าทำไมทุกคนถึงให้ความสนใจตานี่นัก

"สวัสดีครับ ป้าใหญ่ น้าน้อย น้าเล็ก เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ดูทุกคนยังสวยไม่สร่างเลยนะครับ ผมเพิ่งกลับมาถึงบ้านวันนี้ ย้ายกลับมารับราชการที่เขื่อนบ้านเราแล้วครับ ต่อไปก็คงได้หมั่นมาแวะเยี่ยมเยียน และกินอาหารฝีมือป้าใหญ่บ่อย ๆ ผมคิดถึงมากเลยครับ"

อ๋อ ที่แท้ก็ปากหวานนี่เอง พาเอาญาติฉันนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะ ตาวฤธ ฟ้าครามได้แต่นึกหมั่นไส้ในใจ

"วุ้ย … จะมาเมื่อไหร่ก็มาเลยจ๊ะ พ่อคุ้ณ กลัวแต่จะไปติดใจฝีมือสาวบ้านอื่น ไม่โผล่มาให้ป้าเห็นหน้าละไม่ว่า" ป้าใหญ่ยิ้มแย้มแจ่มใสอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา

"ทีกับหลานตัวเองละก็ดุได้ดุเอานะคะป้าใหญ่ขา กับคนอื่นละก็หยอกล้อต่อกระซิก" ฟ้าครามเอ่ยลอย ๆ

"ตายแล้ว ยัยฟ้า พูดจาไม่ได้ความ คนอื่นที่ไหนกันละ ตาวฤธนี่ก็เล่นด้วยกันกับเรามาตั้งแต่เด็ก ตอนโต ๆ กันแล้ว เวลากลับบ้านเขาก็มาเยี่ยมเยียนคนแก่สม่ำเสมอ ไม่เหมือนเราหรอก ปิดเทอมนะกลับบ้านมาให้เห็นบ้างหรือเปล่า ฮึ"

"ก็ฟ้าออกเที่ยวต่างจังหวัดหาประสบการณ์บ้างนะสิคะ ยังไงก็ต้องกลับมาหาทุกคนอยู่ดีแหละคะ ใช่มั๊ยค่ะน้าน้อย น้าเล็ก"

"ไม่รุ้ อย่ามาโยนให้พวกชั้นโดนดุไปด้วยเลย" น้าน้อยตอบทันควัน หันไปพยักพเยิดกับน้าเล็กที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่มีเข้าข้างหลานสาวตัวเองเลย แถมหันกลับไปคุยกับหลานชายคนอื่นซะอีก ไม่สนใจหล่อนด้วย ฟ้าครามก็เลยถือโอกาสเดินลงเรือนเข้าสวนไปเงียบ ๆ

*****************************************************************

ในสวนตอนบ่าย แดดรำไรทอลอดกิ่งก้านใบของต้นไม้หลากชนิดที่ขึ้นอยู่อย่างหนาทึบลงสู่พื้นดินที่ปกคลุมด้วยเศษใบไม้ใบหญ้า สายลมเบา ๆ พัดผ่านมาจากสายน้ำหน้าบ้าน พัดพาเอาความชื้นมาด้วย ทำให้อากาศกำลังเย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าว ชายหนุ่มเดินตามมาหยุดยืนดูสาวน้อยของเขากำลังปีนเก็บมะม่วงอย่างเอ็นดู ดูสิยังกับเป็นเด็ก (ลิง) ทะโมนแนะ ถ้าเห็นไกล ๆ ก็คงนึกว่าลูกคนงานแอบมาขโมยกินมะม่วง

ฟ้าครามเห็นชายหนุ่มมายืนแหงนคอดูหล่อนแถมผิวปากเป็นเพลงล้อเลียน นึกว่าเขาจะตามมาดูหล่อนโป๊อีก เพราะนุ่งผ้าถุงขึ้นต้นไม้ ก็เลยแกล้งปล่อยมะม่วงในมือให้ร่วงใส่เขา

"เฮ้ย .. คุณฟ้าคล้ำ คร้าบบบบ…นี่เป็นการรับน้องด้วยหรือเปล่านี่ ถึงกับจะเอาให้ความจำเสื่อมเลยเหรอ ดีนะที่หลบทัน ไม่งั้นหัวแตกแน่เลย"

"นี่ ... ฉันชื่อ ฟ้าคราม นะ ไม่ใช่ฟ้าคล้ำ เรียกให้มันดีดี" นัยน์ตาโตหวาน บัดนี้เปลี่ยนเป็นดุแทน "ก็คุณมายืนมองทำไมอีกละ ไม่กลับบ้านซักที" หญิงสาวรีบทิ้งตัวลงจากกิ่งไม้ในขณะที่เขากำลังหลบมะม่วงของหล่อน

"ก็มาบอกไงว่าจะกลับบ้านแล้ว เห็นฟ้าหายไปเลยออกมาดู ว่าจะคุยเรื่องงานต่อด้วย"

"คุณจะเริ่มเข้าทำงานเมื่อไหร่หรือ" ฟ้าครามก็ถามไปงั้นแหละ ไม่ได้อยากรู้จริง ๆ หรอก

"ทำไมไม่เรียก พี่ ละ" ชายหนุ่มไม่ยอมตอบคำถาม แต่กลับย้อนถามซะเอง

"ก็มันไม่คุ้นนี่ ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว ฟ้าก็ลืมไปแล้วด้วย"

"โตแล้วเรื่องมากเหมือนกันนะเรานี่ ทีพี่ไม่เห็นเคยลืมเลยว่าตอนเด็ก ๆ เป็นอย่างไร"

"ใครเรื่องมาก" หญิงสาวตาเขียวขึ้นมาทันที

ชายหนุ่มได้แต่ส่งยิ้มล้อเลียนใส่นัยน์ตาเขียวขุ่น สงสัยเขาจะต้องหาโอกาสปราบพยศสาวดื้อบ้างซะแล้ว

"พี่คงเริ่มทำงานต้นเดือนหน้านี้เลย เพราะตอนนี้พี่ลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่ง ช่วงนี้ก็ว่างตามไปดูฟ้าทำงานได้ละ"

"เอ๊ะ … มาตามทำไม คนเขาทำงานเป็นเกษตรตำบลนะ ไม่ได้เป็นไกด์นำเที่ยว จะได้คอยดูแลผู้ติดตาม"

"เอ๊ะ …คุณเกษตรตำบลครับ .. ก็ผมจะได้รู้ข้อมูลการเกษตรในพื้นที่ไงละครับ จะได้จัดสรรน้ำได้ถูก รู้ว่าชาวสวนต้องการน้ำเท่าไหร่ และจะต้องระบายน้ำจากเขื่อนเท่าไหร่ แล้วยิ่งใกล้หน้าฝนแล้วด้วย น้ำเหนือก็จะหลาก น้ำทะเลก็จะหนุน ก็ต้องศึกษาปริมาณน้ำที่ควรเก็บกักไว้ให้ดีไม่ให้เขื่อนพังพร้อม ๆ กับไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน"

ฟ้าครามก็เลยไม่รู้จะหาอะไรมาอ้าง ไม่ให้เขามายุ่งกับหล่อน ได้แต่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ชายหนุ่มเห็นแล้วก็อยากเอื้อมมือไปตีก้นคนรั้นซะจริง ๆ

"เอาเป็นว่าเดี๋ยวเช้าวันจันทร์พี่มารับก็แล้วกัน" วฤธไม่สนใจทีท่าของหล่อนที่ไม่อยากให้เขามายุ่งด้วย

แต่ว่าฟ้าครามนึกวิธีแก้เผ็ดชายหนุ่มออกแล้วเหมือนกัน ดีเหมือนกัน จะได้มีคนมาพายเรือให้นั่ง จะแกล้งใช้งานให้หนักเลย พาไปปลูกป่ากับชาวบ้านให้เข็ดซะเลยนี่

.


Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:18:50 น.

.


ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๓)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tharathorn&month=05-2006&date=27&group=7&gblog=3

.



86

สายน้ำแห่งความรัก (๒)


"อ้าว ยัยฟ้า ขึ้นจากน้ำแล้วเหรอ ดูสิ เล่นซะตัวซีดตัวเซียวเชียว" น้าเล็กร้องทักขึ้นเมื่อเห็นหล่อนเดินกระย่องกระแย่งขึ้นเรือน

"ถ้ายังไม่เจอคนทำให้หงุดหงิดก็ยังไม่ขึ้นหรอกคะ น้าเล็ก" ฟ้าครามบ่นให้น้าสาวของหล่อนฟัง

น้าเล็กก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างขำ ๆ ไม่ซักถามต่อเพราะไม่ถือเป็นเรื่องจริงจังอะไรนัก รู้ดีว่าหลานสาวเป็นคนค่อนข้างดื้อรั้น แถมดื้อเงียบซะด้วย เลยไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

"ขึ้นมาก็ดีแล้ว เดี๋ยวมาช่วยน้าจัดชมพู่ลงชะลอมหน่อยนะ เดี๋ยวเราจะได้เอาไปฝากคุณยายบัว เห็นว่าแกไม่ค่อยสบาย เป็นไข้หวัด จะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมด้วย ตั้งแต่ฟ้ากลับมาทำงานที่บ้านก็ไปหาแกไม่กี่ครั้งไม่ใช่หรือ"

คุณยายบัวเป็นเจ้าของสวนขนัดถัดไปจากบ้านหญิงสาว แกเป็นผู้ใหญ่สูงอายุใจดีเป็นที่รักใคร่ของชาวสวนแถบนี้ทั้งสิ้น เนื่องด้วยความเป็นคนโอบอ้อมอารี และเอื้อเฟือเผื่อแผ่

"ส่วนมากฟ้าก็จะเจอน้องรินแถว ๆ ท้ายสวนนะคะ ก็เลยไม่ค่อยไปถึงบ้านคุณยายเท่าไหร่ ฟ้านี่แย่จัง คุณยายไม่สบาย ยังไม่รู้เรื่องเลย" หญิงสาวกล่าวถึงรินนภา ซึ่งเป็นหลานสาวของคุณยายบัวและเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของหล่อนในละแวกนี้ เพราะหญิงสาวจากบ้านไปเรียนที่อื่นเสียนาน

"เราจะไปรู้เรื่องอะไรละ วัน ๆ พอเสร็จจากงานก็เห็นอยู่แต่ในสวน ดูสิผิวพรรณก็กระดำกระด่าง มือก็หยาบกระด้างไปหมด หนุ่มที่ไหนเขาจะมาขอจูงมือละนี่" น้าเล็กคนสวยส่งค้อนให้หล่อนอย่างขวาง ๆ ด้วยความที่ฟ้าครามไม่เคยสนใจดูแลรักษาความงามเหมือนน้า ๆ ของหล่อนเลย

"แหม … ทำไมต้องให้ใครมาจูงจมูก เอ้ย … จูงมือ ด้วยละค่ะ เกะกะเปล่า ๆ แถวนี้นะฟ้าหลับตาเดินก็ยังตกท้องร่อง" หญิงสาวทำหน้าอวดเก่ง แถมยังยิ้มล้อเลียนน้าสาว พลางกล่าวต่อ

"แล้วมันก็เป็นงานของฟ้านี่ค่ะ เป็นเกษตรตำบลก็ต้องลุยเป็นธรรมดา ถ้าดีแต่พูดแต่ปาก ชาวบ้านชาวช่องที่ไหนเขาจะเชื่อละค่ะ ก็ต้องลงมือทำไปด้วย ยิ่งเรามีสวนของเราเองด้วย ก็ยิ่งต้องทำให้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดีนะคะ ตอนนี้ชาวบ้านก็หันมาให้ความสนใจนโยบายเศรษฐกิจแบบพอเพียงของในหลวงท่านกันใหญ่เลยคะ เพราะสามารถใช้ประโยชน์ของพื้นที่ที่เรามีอยู่ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดจริง ๆ ฟ้าก็เลยจะทำเป็นตัวอย่างให้กับชาวสวนที่นี่ได้เห็นคะ"

"จ้า แม่ม้าดีดกระโหลก เอาละ เสร็จแล้ว เดี๋ยวฟ้าเอาไปเยี่ยมคุณยายบัวเลยนะ แล้วรีบไปรีบกลับละ อย่ามัวโอ้เอ้เล่นอยู่กับยัยริน พี่ใหญ่บอกน้าว่าวันนี้เขาจะมาซื้อมะม่วงในสวนด้วย เราจะได้มาช่วยกันคุมคนงาน"

"เจ้าคะ" ฟ้าครามยิ้มล้อเลียนน้าเล็กของหล่อน พร้อมฉวยชะลอมชมพู่ติดมือรีบวิ่งออกจากบ้านทันที

"นี่ ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้นะ เดี๋ยวผ้านุ่งผ้าถุงหลุดกันพอดี ยัยฟ้านี่ ทะเล้นจริง ๆ โตจนเป็นสาวเป็นนางแล้ว"

ฟ้าครามได้แต่อมยิ้มกับเสียงน้าเล็กที่ตะโกนตามหลังหญิงสาวมาแว่ว ๆ พลางนึกตอบในใจ

"ดูถูกเราซะแล้ว ผ้าถุงนี่ทำยังไงก็ไม่หลุด ถึงหลุดก็นุ่งใหม่ได้ไม่เห็นอายใครเลยเนอะ ฟ้าครามเนอะ" ด้วยความที่ผู้หญิงชาวบ้านละแวกนี้นุ่งผ้าถุงกันทั้งหมด บวกกับที่ป้าใหญ่พยายามสอนให้หล่อนนุ่งผ้าถุงมาแต่ไหนแต่ไร ฟ้าครามก็เลยหันมาใส่ผ้าถุงเวลาอยู่บ้านเพื่อจะได้ไม่แปลกแยกจากสาว ๆ ชาวสวนทั้งหลาย แถมยังนุ่งได้ทะมัดทะแมง จะให้ปีนต้นไม้หรือกระโดดท้องร่องหล่อนก็ยังไหว

หญิงสาวเดินตัดผ่านสวนของหล่อนที่มีต้นไม้ขึ้นเขียวครึ้มร่มรื่นไม่นานนักก็มาถึงบ้านคุณยายบัวโดยไม่ทันรู้ตัว เสียงรินนภาแจ๋ว ๆ พูดคุยอย่างมีความสุขลอยตามลมมาแว่ว ๆ ทำให้ฟ้าครามอดยิ้มเอ็นดูในความน่ารักของน้องรินไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อหล่อนโผล่พ้นประตูชานบ้านขึ้นไปก็เหมือนกับกำลังส่งยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มที่หันกลับมาเห็นหล่อนเข้าพอดี ฟ้าครามหุบยิ้มแทบไม่ทัน เมื่อเห็นชายหนุ่มกวนประสาทคนเดิมที่หญิงสาวพบเมื่อตอนเช้านั่งอยู่ในวงสนทนาด้วย ส่วนคุณยายบัวนั้นนอนเอกเขนกฟังหลานสาวคุยอย่างไม่รู้เบื่อ

"อ้าว หนูฟ้า มาหายายหรือลูก เข้ามาสิลูก" คุณยายทักขึ้นมาอย่างยินดีเมื่อเห็นหญิงสาว

ฟ้าครามเลยเดินเข่าอย่างเรียบร้อยสุดชีวิตเข้าไปหาคุณยาย พร้อมทั้งส่งยิ้มทักทายให้รินนภา

"ฟ้ามาเยี่ยมคุณยายคะ ทุกคนที่บ้านฝากชมพู่จากสวนมาให้ด้วยคะ คุณยายเป็นอย่างไรบ้างค่ะ ค่อยยังชั่วหรือยังค่ะ"

"ขอบใจมากเลยจ๊ะ ฝากขอบใจที่บ้านหนูด้วย ยายดีขึ้นมากแล้ว แค่เป็นหวัดนิด ๆ หน่อยเท่านั้นเอง นอนพักซะก็หาย ลำบากหนูเปล่า ๆ แต่หนูมาหา ยายก็ดีใจมากลูก อ้อ หนูยังจำพี่วฤธได้มั๊ยละลูก หลานยาย พี่ชายของรินนภาไงละจ๊ะ เห็นกันตอนเด็ก ๆ โตขึ้นก็คงผิดหูผิดตาไปมาก เขาเพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อเช้านี้เองลูก"

อ้อ ที่แท้ก็ตาวะริด แต่ไม่ใช่แค่ผิดหูผิดตาหรอก แถมไม่ถูกชะตาเลยละ ฟ้าครามแอบนึกอยู่ในใจ แต่ก็หันไปไหว้วฤธอย่างเสียไม่ได้

"ผมยังจำน้องได้ครับ เห็นกันตอนเช้าที่ผมนั่งเรือโดยสารเข้ามา เมื่อก่อนฟ้าน่ารักยังไง เดี๋ยวนี้ก็ยังน่ารักเหมือนเดิมครับ" ชายหนุ่มตอบผู้เป็นยายแต่หันมายิ้มตาเป็นประกายกับหล่อน

"สงสัยพี่เขาจะจำผิดนะคะคุณยาย ตัวดำ ๆ แกร็น ๆ อย่างฟ้านี่นะไม่น่ารักหรอกคะ หรือไม่เขาก็เห็นฟ้าในระยะสิบวาละไม่ว่า" ฟ้าครามหันไปพูดคุยแบบติดตลกกับคุณยายบัว แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มอดอมยิ้มไม่ได้

"ผิวอย่างหนูเขาเรียกว่าผิวสีน้ำผึ้งจ๊ะ สวยสมกับเป็นสาวชาวสวนแล้วละลูก แต่ติดที่หนูนะผอมไปหน่อย ต้องพยายามกินเยอะ ๆ จะได้มีแรงยกจอบยกเสียม" คุณยายแย้งอย่างเอ็นดู

"พี่วฤธ เขากลับมารับราชการที่บ้านเราเหมือนพี่ฟ้าเลยนะคะ" รินนภากล่าวเสริมขึ้นอย่างภูมิใจในตัวพี่ชาย "แต่พี่วฤธเป็นวิศวกรชลประทานคะ ถ้ารินเรียนจบเมื่อไหร่ รินก็จะกลับมาทำงานที่นี่เหมือนกันนะคะ กลับมาทำประโยชน์ให้กับบ้านสวน สายน้ำ และแผ่นดินเกิดที่รินรัก"

วฤธกับฟ้าครามส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้กับสาวน้อยนักอุดมคติตรงหน้าอย่างขำ ๆ ในความช่างคิดช่างพูดของหล่อน แต่ยิ้มของชายหนุ่มก็ส่งเลยมาถึงฟ้าครามด้วย แต่หล่อนก็ไม่ทันเห็น หรือไม่ได้สนใจจะมองก็ว่าได้ สายตาชายหนุ่มเฝ้าแต่วนเวียนมองใบหน้าสวยหวานด้วยความคิดถึง โดยเฉพาะดวงตากลมโตสุกใสและยิ้มหวานของหญิงสาวเมื่อยามที่ยิ้มให้คุณยายและน้องสาวของเขา ไม่นึกว่าโตขึ้นฟ้าครามจะสวยน่ารักกว่าตอนเด็ก ๆ มากนัก

นั่งสนทนากันต่ออีกสักพัก หญิงสาวก็ขอตัวกลับเพราะเกรงว่าทุกคนที่บ้านจะรอ ชายหนุ่มและรินนภาเลยลุกตามมาส่ง

"เดี๋ยวรินให้พี่วฤธเดินไปเป็นเพื่อนพี่ฟ้านะคะ วันนี้รินยังไม่ได้ทำการบ้านเลย ขอทำการบ้านก่อนนะคะ ไปเล่นด้วยไม่ได้แล้วคะ"

ฟ้าครามแสนจะอาย เมื่อเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่มข้าง ๆ เขาเห็นหล่อนเล่นซนเป็นเด็ก ๆ กับน้องสาวของเขาละสิ ถึงได้ยิ้มแบบกวน ๆ อีกแล้ว

"ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ พี่เดินกลับเองได้ เกรงใจพี่วฤธเปล่า ๆ เพิ่งกลับถึงบ้านคงอยากพักผ่อน เดี๋ยวถ้ารินว่างเมื่อไหร่ก็ค่อยไปหาพี่ก็ได้จ๊ะ ตอนนี้ระกำหวานท้ายสวนได้ที่แล้วนะ ไว้พี่จะพาไปเก็บมากินกันนะจ๊ะ"

"อู๊ย ดีจังเลยคะ อยากกินระกำหวาน ถ้างั้นเดี๋ยวรินรีบไปทำการบ้านให้เสร็จไว ๆ เล้ย" แล้วรินนภาก็ผละจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หนุ่มสาวทั้งคู่ตกลงกันเองว่าจะเอายังไง ฟ้าครามก็เลยหันหลังกลับออกเดินเอาเสียดื้อ ๆ ไม่พูดไม่จา ส่วนชายหนุ่มก็ออกเดินตามมาติด ๆ

"เดี๋ยวสิฟ้า จำพี่ไม่ได้เหรอ ตั้งแต่เจอกันยังไม่เห็นพูดกับพี่สักคำ สมัยเด็กฟ้าออกจะช่างอ้อนพี่ออก"

"ก็ฟ้าสวัสดีแล้วไงค่ะ พี่จำไม่ได้เหรอ" หญิงสาวย้อนคำพูดของเขาบ้าง

"ยังไม่หายเคืองเรื่องเมื่อเช้าหรือ พี่ไม่ได้ตั้งใจมองฟ้าโป๊นะ แต่พี่จำฟ้าได้คลับคล้ายคลับคลา เลยลืมตัวมองนานไปหน่อย"

"นี่ ฟ้าไม่ได้โป๊นะ พูดดี ๆ หน่อย นุ่งกระโจมอกเล่นน้ำที่นี่นะมันเรื่องธรรมดานะเจ้าค่ะ ใคร ๆ เขาก็ทำกัน จะมีก็แต่คนไม่มีมารยาทนะแหละที่จ้องเอาอยู่ได้"

ชายหนุ่มไม่ได้โต้ตอบ กลับยอมรับข้อกล่าวหาแต่โดยดี พลางหัวเราะเบา ๆ อยู่ในลำคอ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากจะขัดใจหล่อน เขาเป็นฝ่ายตามใจหญิงสาวมาตั้งแต่เด็กแล้ว กลับมาพบเจอกันอีกครั้งหลังจากจากกันไปนาน ฟ้าครามก็ยังดื้อเหมือนเดิม เขาก็เลยเสเปลี่ยนเรื่องคุยที่เขาจะไม่ต้องโดนเหน็บอีก

"พี่มาทำงานที่นี่ ฟ้าก็ถือว่าพี่เป็นน้องใหม่ก็แล้วกันนะ อย่าดุนักเลย ยังไงเราก็คงต้องประสานงานร่วมกันบ้าง ต่อไปพี่คงต้องขอคำแนะนำจากฟ้าบ้างในเรื่องการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร"

"ได้คะ แล้วจะรับน้องแบบโหดเลย หวังว่าจะรับมือไหวนะคะ" หญิงสาวกล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มอย่างมาดหมายก่อนที่จะขึ้นเรือน แต่ชายหนุ่มก็ยังตามติดขึ้นไปด้วย ไม่ยอมกลับบ้านตัวเอง

.


Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:17:31 น.

.


ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๒)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tharathorn&month=05-2006&date=27&group=7&gblog=2

.



87
สายน้ำแห่งความรัก โดย ธราธร  (๑) - (๕)


สายน้ำแห่งความรัก (๑)

ธราธร
(แรม ๑๔ ค่ำ ศุกร์ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๕)

**************************************************************************


บรรยากาศยามเช้าเริ่มขึ้นพร้อมกับฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีจากดำสนิทมาเป็นฟ้าครามเข้ม อากาศขมุกขมัวยามเช้าเต็มไปด้วยหมอกบาง ๆ แต่ก็ยังพอมีแสงแดดอ่อน ๆ ทอลอดใบไม้สีเขียวสดและส่องกระทบผิวน้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ เสียงหรีดหริ่งเรไรที่ดังระงมเนื่องจากฝนที่ตกหนักตลอดทั้งคืนเริ่มจางหายไป พร้อมทั้งเสียงนกกาที่เพิ่งออกจากรวงรังและพากันร้องอย่างเซ็งแซ่เข้ามาแทนที่

สตรีสูงอายุแต่ยังดูงดงามอ่อนกว่าวัยออกมานั่งรอยังท่าน้ำพร้อมอาหารที่จัดไว้อย่างดีเพื่อรอถวายอาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ออกบิณฑบาตรทางเรือ สักครู่หญิงสาวร่างบางที่ถือกอดอกบัวก็ตามเข้ามาสมทบนั่งลงข้าง ๆ สตรีคนแรก พร้อมกับส่งยิ้มประจบให้

"ฟ้าได้ดอกไม้ครบแล้วคะ พระมาหรือยังค่ะป้าใหญ่ อุตสาห์รีบแทบแย่แนะ"

"ก็อยากตื่นสายทำไมละ นี่ถ้าน้าเล็กไม่ปลุกก็คงยังไม่ลุกละสิ" สตรีที่ถูกเรียกว่าป้าใหญ่ส่งสายตาดุ ๆ มาให้

ฟ้าครามได้แต่ยิ้มแหย ๆ พลางตอบว่า "แหมก็วันหยุดทั้งที ขอนอนต่อนิดเดียวเองคะ ไม่นึกว่ามันจะยาว"

"อ้าวพระมาแล้วละ ฟ้านิมนต์ท่านสิจ๊ะ" ป้าใหญ่ร้องเตือน

กิจวัตรประจำวันของบ้านหลังนี้ก็คือใส่บาตรทำบุญในตอนเช้า โดยที่ป้าใหญ่ซึ่งเกษียณอายุราชการแล้วจะลุกขึ้นแต่มืดเพื่อประกอบอาหารสำหรับถวายพระ ส่วนอีกสามสาวในบ้านอันได้แก่ น้าน้อย น้าเล็ก และฟ้าครามนั้นจะผลัดกันลุกขึ้นมาช่วยทำกับข้าวและใส่บาตร แต่ที่ขี้เกียจที่สุดก็เห็นจะเป็นฟ้าครามนั่นแหละที่กว่าจะขุดกันจากที่นอนได้ก็ทำให้ทุกคนแทบเอือมระอา ทั้ง ๆ ที่หล่อนก็โตเป็นสาวทำงานทำการแล้วแต่ก็ยังขี้เซาเหมือนเด็ก ๆ

"เดี๋ยวฟ้าเอาของไปเก็บในครัวแล้วเดี๋ยวจะมาเล่นน้ำนะคะ วันนี้ป้าใหญ่จะไปไหนหรือเปล่าค่ะ" หญิงสาวกล่าวหลังจากที่ตักบาตรเรียบร้อยและกำลังจะหอบถาดอาหารกลับเข้าเรือน

"เดี๋ยววันนี้ตอนสายจะมีคนเขามาซื้อมะม่วงในสวน ป้าก็ต้องอยู่รอเขานะแหละ"

บ้านของหญิงสาวเป็นบ้านทรงไทยปลูกอยู่ริมด้านหนึ่งของพื้นที่สวนที่มี มะม่วง กล้วย ชมพู่ ขนุน และฝรั่งเป็นผลไม้หลัก ส่วนด้านหน้าของบ้านก็ปลูกดอกไม้หลากหลาย เช่น กุหลาบ ปีบ เล็บมือนาง มะลิ แก้ว พุด พวงคราม จนเต็มพื้นที่ไปสุดริมฝั่งน้ำ คลองที่ผ่านหน้าบ้านเป็นคลองขนาดกลาง เนื่องจากแถบนี้มีแต่ชาวสวนอาศัยอยู่ เรือที่ใช้ส่วนมากก็จะเป็นเรือพายที่ชาวบ้านพายไปไหนมาไหนใกล้ ๆ นาน ๆ ครั้งถึงจะมีเรือหางยาววิ่งเข้าออกรับส่งผู้โดยสาร

หลังจากที่เปลี่ยนชุดมาเป็นกระโจมอกแล้วฟ้าครามก็ลงไปลอยคออยู่ในน้ำอย่างมีความสุข แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าทำให้น้ำในคลองไม่เย็นจัดจนเกินไป การลงเล่นน้ำเป็นความสุขอย่างมากของหล่อน แต่ส่วนมากก็จะเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้นที่หญิงสาวมีโอกาสได้ลงมาแหวกว่ายครั้งละนาน ๆ จนเนื้อตัวซีดจนเกือบขาว

ฟ้าครามนอนลอยคอในน้ำแหงนดูฟ้าใสและฟังเสียงพายกระทบน้ำของชาวบ้านที่พายเรือผ่านไปมานาน ๆ ครั้งอย่างสบายอารมณ์ กำลังเพลิน ๆ หญิงสาวก็แทบจะสำลักน้ำเพราะเรือหางยาวที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับซัดระลอกคลื่นอย่างแรงมาหาหญิงสาว หล่อนอดโมโหไม่ได้ พร้อมกับนึกหมั่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะพลิกกายหันมาดูเจ้าเรือหางยาวลำนั้น หล่อนเห็นมีชายหนุ่มแปลกหน้านั่งอยู่ตอนกลางเรือโดยสารเพียงผู้เดียวและหันมามองหล่อนอยู่แล้วเหมือนกัน แถมยังส่งยิ้มกวน ๆ มาให้หล่อนอีก

"อะไรกันเนี่ย ทำเราสำลักน้ำแล้วยังมีหน้ามายิ้มให้เฉยเลย กวนอารมณ์จริง ๆ แล้วไม่เคยเห็นคนเล่นน้ำหรือไง มองอยู่ได้" ฟ้าครามได้แต่บ่นพึมพำอย่างหัวเสีย พร้อมทั้งตัดสินใจขึ้นจากน้ำ


*************************************

Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:15:33 น.      

.


ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๑) โดย ธราธร
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tharathorn&month=27-05-2006&group=7&gblog=1

.



88

เจาะเวลาหาอดีต
6 มิถุนายน 2024
 ·

๒ สาวตระกูล"กระแสสินธุ์"

        ตอนผมเรียนชั้นมัธยมศึกษาราวปี ๒๕๐๙ อาจารย์ ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์"เขียนดำราภาษาไทยและดนตรีไทยลงในนิตยสารชัยพฤกษ์ของ"บริษัท ไทยวัฒนาพาณิชย์ จำกัด(ทวพ.)"

ผมติดตามอ่านเกือบทุกฉบับ เป็นทุนความรู้สอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ในภายหลัง นั่นคือนักวิชาการนามสกุล"กระแสสินธุ์"คนแรกที่ผมได้รู้จักชื่อครับ!

พื้นเพของตระกูล"กระแสสินธุ์" เป็นคหบดีประกอบอาชีพทํากิจการประมงทะเลชาว อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ต่อมาลูกหลานรุ่นหลังๆได้ศึกษาเล่าเรียนขั้นสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงแตกแขนงไปเป็นอาจารย์-นักวิชาการ-นักการทูตรวมทั้งสายข้าราชการอื่นๆบ้าง

ในที่นี่ขอเล่าถึงตระกูล"กระแสสินธุ์"ของครอบครัว "ขุนพิพิธวิรัชชการ (วงศ์ กระแสสินธุ์)" ที่มีภริยาชื่อ"ลำจวน(อยู่อำไพ) กระแสสินธุ์"

ผู้เป็นบิดา-มารดาของ"๒ สาวตระกูลกระแสสินธุ์" ที่ตั้งชื่อเรื่องไว้

"ขุนพิพิธวิรัชชการ(วงศ์ กระแสสินธุ์)" เป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่ท่านหนึ่ง รับราชการเป็นเอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงโคเปนเฮเกนประเทศเดนมาร์ก ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ท่านมีบุตรีสาวสวย ๒ คน

บุตรีคนโตชื่อ มารยาท กระแสสินธุ์ (๑๙ มกราคม ๒๔๗๕)

บุตรีคนเล็กชื่อ "วาสนา กระแสสินธุ์ " (๒๔๗๗)

ทั้ง ๒ สาวเติบโตในต่างประเทศ โดยเป็นนักเรียนนอกโยกย้ายตามหน้าที่ราชการของบิดาไปอาศัยและเรียนหนังสือในทวีปยุโรปหลายประเทศ

สาวคนเล็กเจริญเติบโตรูปงามเป็นสาวสวยชื่อก้องฟ้าสังคมไทยเราในยุคสมัย ๖๕ ปีกว่าก่อนโน้น

"พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต" (สถาปนาพระอิสริยยศ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๒๐ หลังจากสิ้นพระชนม์ชีพ เพราะในขณะที่มีตำแหน่งเป็นราชเลขานุการในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ไปปฏิบัติภารกิจที่ภาคใต้ ช่วงโดยสารเฮลิคอปเตอร์ ได้ถูกผู้ก่อการคอมมิวนิสต์ยิงขึ้นฟ้าทะลุพื้นสิ้นชิพิตักษัยที่ท้องฟ้าเหนือ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี)

ในขณะที่มีฐานันดรศักดิ์เป็น "ม.จ.วิภาวดี รังสิต" ท่านเป็นนักประพันธ์ใช้นามปากกาว่า"ว. ณ ประมวญมารค"
ได้เขียนนวนิยายถ่ายทอดชีวิตสุภาพสตรีสาวโฉมงามนักเรียนนอกชื่อเรื่อง"ปริศนา" (นวนิยายชุดนี้ยังมีอีก ๒ เรื่องคือ เจ้าสาวของ อานนท์ และ รัดนาวดี)

คราวเสด็จไปเที่ยวที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ได้เจอบุตรสาวคนเล็กของท่านเอกอัครราชฑูดไทยที่ชื่อ"วาสนา กระแสสินธุ์" ทรงรู้ทันทีว่าสาวคนนี้ล่ะคือ"ปริศนา"นางเอกของเรื่องตัวจริงในนวนิยายเรื่องใหม่ของท่าน

"ม.จ.วิภาวดี รังสิต" ทรงขอให้ "ม.จ.ยาใจ จิตรพงศ์" พระญาตินักเรียนด้านศิลปะที่ประเทศฝรั่งเศสที่เสด็จไปพร้อมกันด้วย ช่วยถ่ายภาพของสาวสวย"วาสนา กระแสสินธุ์" ต้นแบบนางเอกเรื่อง"ปริศนา"ให้ซึ่งต่อมาภาพนี้ได้นำไปเป็นภาพปกตลอดจนภาพประกอบแทรกในนวนิยายเรื่อง"ปริศนา"โดยตลอด แต่เมื่อสร้างเป็นภาพยนต์นางเอกที่แสดงไม่ใช่"วาสนา กระแสสินธุ์" แต่กลับเป็น"อมรา อัศวนนท์" ที่มีชื่อเสียงก้องวงการหนังไทยอยู่แล้ว
("ม.จ.ยาใจ จิตรพงศ์" ผู้ถ่ายภาพ"ปริศนา"นี้ ต่อมารับราชการที่กรมศิลปากร รวมทั้งยังเคยเป็นคณบดีคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ด้วย)

แม้ว่าเธอจะเป็นสาวสวยชื่อดังก้องเมืองไทยยุคสมัยนั้น แต่ชีวิตของ"วาสนา กระแสสินธุ์"ใช้ชีวิตเรียบง่าย

ต่อมาเธอแต่งงานกับ"โอภาส พรหมรัตนพงศ์"วิศวกรนักเรียนทุนต่างประเทศคนแรกๆของ"ปูนซีเมนต์ไทย"มีบุตรชายชื่อ"โอวาท พรหมรัตนพงศ์"

เธอเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี แต่ต่อมาลาออกมาเป็นแม่บ้านของครอบครัวอย่างเดียวส่วนบุตรชายคนเดียว "โอวาท พรหมรัตนพงศ์" มีอาชีพเป็นนักจัดรายการโทรทัศน์-นักจัดรายการวิทยุที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทย

แต่สำหรับสาวตระกูล"กระแสสินธุ์" คนพี่ที่ชื่อ"มารยาท กระแสสินธุ์" ตรงกันข้ามกับน้องสาวครับ

เธอไม่ได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เป็นสาวเปรี้ยวที่คุณสาวๆยุคทุกวันนี้รู้แล้วก็ยังเข็ดฟันจืด!

ในปี ๒๔๙๙ "มารยาท กระแสสินธุ์"แต่งงานกับ"หลุยส์-จาร์ค โรเล่ต์ แอนเดรียน (Louis-Jacque Rollet-Andriane)"นักการฑูดประเทศฝรั่งเศสประจำประเทศไทยแต่ต่อมาเธอได้โยกย้ายดามสามีนักการฑูดฝรั่งเศสไปตามประเทศต่างๆในเอเชีย แล้วสุดท้ายได้พำนักอาศัยถาวรในประเทศฝรั่งเศส

"มารยาท กระแสสินธุ์ มีอาชีพเป็นนักประพันธ์สาว เขียนนวนิยายแนวใหม่ในยุคนั้น คือเรื่องโป๊-เปลือย (Erotic) ถ่ายทอดประสบการณ์ทางเพศของภรรยานักการทูตชาวฝรั่งเศสที่ตระเวนไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศต่างๆทั่วทวีปเอเชียและในหมู่เกาะทะเลใต้

"มารยาท กระแสสินธุ์"เขียนนวนิยายด้วยภาษาฝรั่งเศสใช้นามปากกาว่า "เอมมานูเอล อาซอง (Emmanuelle Arsan)" นวนิยายแนวเปลือยชีวิดทางเพศนานาชาติของสาวสังคมชั้นสูงในช่วงปี ๒๔๙๐ นี้ เธอเขียนเป็นชุดเกือบ ๑๐ เรื่องในชื่อชุดเรื่องว่า "เอมมานูเอล (Emmanuelle)"

เมื่อนามปากกาของผู้เขียนและนางเอกที่เปลือยถ่ายทอดชีวิตชื่อเดียวกันกับผู้ประพันธ์ ผู้อ่านในยุคสมัยนั้นจึงเชื่อว่าเป็นนวนิยายถ่ายทอดจากเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ประพันธ์อันเป็นกลวิธีการเขียนชั้นสูงพิศดารที่ไม่มีใครเคยใช้เขียนกันในยุคสมัยนั้น

การเรียน-การสอนวรรณคดีไทยยกย่อง "อ.อุดากร" ว่าเขียนเรื่องสั้นเรื่อง"ดึกกรอสส์"สะท้อนไฟดำกฤษณาราคะของคน นักวิชาการยกย่องกันมากมาย แต่ไม่พูดถึงเรื่อง Emmanuelle ที่นักประพันธ์สตรีไทยช่วงยุคเดียวกันเขียนแล้วโด่งดังไปทั่วทั้งโลกเพราะนักวิชาการวรรณคดีของไทยเราไม่ได้อ่าน?

จนถึงทุกวันนี้บทประพันธ์เรื่อง"เอมมานูเอล (Emmanuelle)"ทุกๆ ตอน ได้นำไปสร้างเป็นภาพยนด์ออกฉายไปแล้วทั่วโลกร่วม ๑๐ เรื่อง จะแพ้ก็แต่บทประพันธ์ชุดเจมส์ บอนด์ ๐๐๗ ที่"เอียน เฟรมมิ่ง"เขียน ที่ได้นำมาสร้างหนังกันเกือบ ๓๐ ตอน

"Emmanuelle"เด่นดังจนเสี่ย "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" ยังนำเอา ชื่อ"เอมมานูเอล (Emmanuelle)"ไปตั้งเป็นชื่อของสถานอาบ-อบ-นวดของตัวเองที่ ถ.รัชดาถิเษก เลยครับ!

นอกจากเขียนนวนิยายแนวอีโรติค (Erotic)แล้ว ในปี ๒๕๐๙ "มารยาท กระแสสินธุ์" (เธอใช้ชื่อจริงในการแสดงว่า "Marayat Andriane") ยังร่วมแสดงภาพยนต์ฮอลลี่วู้ดเรื่อง"The Sand Pebbles"คู่กับดาราดัง"สตีฟ แม็คควีน-ริชาร์ด เอทเทนโบโรต์-ริชาร์ด เครนนา"และ"แคนดิซ เบอร์เจน"นำแสดง โดย"โรเบิร์ต ไวด์"กำกับการแสดง

ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของเรือปืนอเมริกันชื่อ "USS. San Pablo (ภาษาสเปน)"ล่องตระเวนแม่น้ำแยงซีเกียงในประเทศจีน ได้รบกับกองกำลังรักชาติของราชวงศ์ชิงจนทหารเรือเสียชีวิดเกือบหมดทั้งลำ อันถือเป็นหนังคลาสสิคของฮอลลี่วู้ดเรื่องหนึ่ง ครับ!!

ชีวิตของพี่-น้อง ๒ สาวตระกูล"กระแสสินธุ์"นี้แม้อายุจะห่างกันเพียง ๒ ปี แด่เหมือนได้ใช้ชีวิตแบบตรงกันข้ามกัน

เป็นชีวิตของ ๒ สาวนักเรียนนอกตระกูล"กระแสสินธุ์"ยุคปลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เชื่อมต่อกับต้นยุคประชาธิปไตยของประเทศไทยเรา ที่คนรุ่นใหม่-คนรุ่นหลังในยุคปัจจุบันนี้รู้เรื่องแล้วยังตลึงงันทีเดียวครับ!

.
อ้างอิง..Reference
By..Soothorn Petchged (สุนทร เพชรเกตุ)
@Antoch californai
Restore  ภาพโดย เจาะเวลาหาอดีต
.
.

วาสนา กระแสสินธุ์ และ มารยาท กระแสสินธุ์



วาสนา กระแสสินธุ์



มารยาท กระแสสินธุ์



วาสนา กระแสสินธุ์



มารยาท กระแสสินธุ์



วาสนา กระแสสินธุ์



มารยาท กระแสสินธุ์



วาสนา กระแสสินธุ์



วาสนา กระแสสินธุ์ กับปกหนังสือปริศนา งานเขียนของ ว. ณ ประมวญมารค



ผลงานการเขียนของ มารยาท กระแสสินธุ์


.


ที่มา : ๒ สาวตระกูล"กระแสสินธุ์"
https://www.facebook.com/100044739000097/posts/๒-สาวตระกูลกระแสสินธุ์-ตอนผมเรียนชั้นมัธยมศึกษาราวปี-๒๕๐๙-อาจารย์-ฉันทิชย์-กระแส/998963064938318/

.




90

"วาสนา กระแสสินธุ์" ต้นแบบจากนิยายปริศนา ในภาพสมมุติของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

ปริศนา(ละคร) ละครโทรทัศน์ หนังสือนิยาย
.




ในโลกของนักอ่าน นวนิยายเรื่อง ปริศนา ถือเป็นนวนิยายอันดับต้นๆ ที่นักอ่านหลายคนต้องเคยอ่าน นวนิยายเรื่องปริศนานี้ เป็นนวนิยายประพันธ์โดย ว. ณ ประมวญมารคนามปากกาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต จับใจความช่วงยุคปลายรัชกาลที่ ๘ ถึงต้นรัชกาลที่ ๙ โดยนิยายในชุดมีอีก ๒ เรื่องที่เนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน คือ เจ้าสาวของอานนท์ และรัตนาวดี แต่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า ต้นแบบของนวนิยายอันโด่งดังเรื่องนี้ มีต้นแบบมาจาก "ลูกหลานชาวหัวหิน" หญิงสาว ซึ่งเป็นลูกหลานชาวหัวหิน ต้นแบบของนวนิยาย "ปริศนา" อันโด่งดัง ของท่านผู้แต่ง ว. ณ ประมวญมารคนวนิยายที่ดังที่สุดในอดีตที่ทีวีหลายช่องนำมาทำเป็นละครหลายครั้ง



ภาพนี้เป็นภาพของคุณ "วาสนา กระแสสินธุ์" (ซ้ายสุด) ถ่ายภาพคู่กับ คุณพ่อคือขุนพิพิธวิรัชชการ (วงศ์ กระแสสินธุ์ ลูกของนาย วอน กระแสสินธ์ุ ชาวหัวหินดั้งเดิม) และคุณแม่คือคุณ ลำจวน นามสกุลเดิม อยู่อำไพ ชาวศรีราชา ถ่ายที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ขณะที่ขุนพิพิธวิรัชชการ (ชาวหัวหิน) รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคเปนเฮเกน ที่ซึ่ง ท่าน ว ณ ประมวญมารค ได้ทรงไปพบด้วยพระองค์เองและทรงขอให้คุณ วาสนา กระแสสินธุ์เป็นแบบในหนังสือนวนิยายปริศนาเป็นเล่มแรก ถือเป็นเรื่องที่น่าปลื้มใจของชาวหัวหินอีกเรื่องนึงเลยทีเดียว

จากภาพชุดดังกล่าวในหนังสือนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ผู้ประพันธ์ เจ้าของนามปากกา "ว.ณ. ประมวญมารค" เล่าในคำนำว่า



"รูปที่สมมุติว่าเป็นรูปปริศนาในหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าได้เชิญเสด็จหม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ และหม่อมเจ้าถกลไกวัล รพีพัฒน์ มาถ่ายคุณวาสนา กระแสสินธุ์ เพราะว่าคุณวาสนาเป็นผู้ที่ข้าพเจ้าเห็นว่ามีลักยิ้มและหน้าตา รูปร่าง คล้ายคลึงกับ "ปริศนา" ซึ่งบรรยายไว้ในหนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอบพระทัยท่านทั้ง ๒ และคุณวาสนาไว้ ณ ที่นี้ด้วย"

                                                                                                                                                                                     ว.ณ.ประมวญมารค
                                                                                                                                                                                     ๒๐/๑๑/๒๔๙๕



สำหรับนวนิยายเรื่อง "ปริศนา" เป็นนวนิยายประพันธ์โดย ว. ณ ประมวญมารค จับใจความช่วงยุคปลายรัชกาลที่ ๘ ถึงต้นรัชกาลที่ ๙ โดยนิยายในชุดมีอีก ๒ เรื่องที่เนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน คือ เจ้าสาวของอานนท์ และรัตนาวดี

ขอขอบพระคุณบทความจากเพจศักดิ์สิทธิ์



.




















ปริศนาเวอร์ชัน ปี 2558 น้องเฟ สุษมา กิตติยากร ณ อยุธยา  มีความคล้ายมาก
.


หมิวลลิตาคือปริศนาที่ดีที่สุดและเล่นแล้วดังที่สุดปังที่สุด      ที่สำคัญ  เหมือนปริศนาตัวจริงมากที่สุด
.


ที่มา : "วาสนา กระแสสินธุ์" ต้นแบบจากนิยายปริศนา ในภาพสมมุติของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต
https://pantip.com/topic/41037002

.




Pages: 1 ... 7 8 [9] 10
SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.098 seconds with 12 queries.