Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ... | Recent Posts
Pages: 1 ... 6 7 [8] 9 10
71
« Last post by ppsan on 18 February 2026, 19:41:00 »
เที่ยวลพบุรี 3 วัน 2 คืน ย้อนเวลาหาอดีต สัมผัสธรรมชาติ ที่พักดีราคาหลักร้อย
เที่ยวลพบุรี 3 วัน 2 คืน ย้อนเวลาหาอดีต สัมผัสธรรมชาติ ที่พักดีราคาหลักร้อย Paiduaykan ไปด้วยกัน
.

https://www.youtube.com/watch?v=43jxvCQ6Wms&t=5s
เที่ยวลพบุรี 3 วัน 2 คืน ย้อนเวลาหาอดีต สัมผัสธรรมชาติ ที่พักดีราคาหลักร้อย Paiduaykan ไปด้วยกัน
https://youtu.be/43jxvCQ6Wms?si=25HLuNpLOk0S9Lf_
.
Mar 21, 2025 #เที่ยวลพบุรี #ลพบุรี #น้ำตกวังก้านเหลือง เที่ยวลพบุรี 3 วัน 2 คืน แบบครบทุกรสชาติ เริ่มต้นด้วยโบราณสถานเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เช่น พระปรางค์สามยอด พระนารายณ์ราชนิเวศน์ บ้านวิชาเยนทร์ ปรางค์แขก ดื่มด่ำกับธรรมชาติ น้ำตก ทางรถไฟลอยฟ้า ปิดท้ายด้วยการพักผ่อนในที่พักราคาประหยัดราคาหลักร้อยแต่สะดวกสบาย
ที่เที่ยวลพบุรี : https://www.paiduaykan.com/ที่เที่ยวล... ตัวอย่างเพลนเที่ยวลพบุรี 1 วัน : https://www.paiduaykan.com/lopburi-on... https://www.paiduaykan.com/lopburi-ondaytrip/
#เที่ยวลพบุรี #บ้านพักคันทรี่โฮม #ลพบุรี #น้ำตกวังก้านเหลือง
Paiduaykan ไปด้วยกัน
.
79
« Last post by ppsan on 18 February 2026, 09:20:45 »
สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘เสือใบ-เสือดำ’ และ ‘ขุนแผน-วันทอง’ ที่เขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท
หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เทศ
สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘เสือใบ-เสือดำ’ และ ‘ขุนแผน-วันทอง’ ที่เขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท 6.01.26 | 17:25 น. .
 Hankha Festival 2026 ที่ป่าชุมชนเขาราวเทียน บ้านบุทางรถ ต.เด่นใหญ่ อ.หันคา จ.ชัยนาท
จ.ชัยนาท มีป่าชุมชนเขาราวเทียน อยู่ อ.หันคา กลางทุ่งโล่งทางเหนือของท้องที่ อ.เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี เป็น “แลนด์มาร์ก” สำคัญบนเส้นทางทวนแม่น้ำท่าจีนจากเมืองสุพรรณขึ้นเมืองสรรคบุรีที่ชัยนาท
จึงเป็นชุมโจรที่หลบซ่อนของ “5 เสือ” นักปล้นในประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำท่าจีน ได้แก่ เสือใบ, เสือดำ, เสือมเหศวร, เสือฝ้าย, เสือย่อม โดยเฉพาะ “เสือใบ-เสือดำ” ในนิยายของ ป. อินทรปาลิต เป็นฮีโร่ของวัยรุ่นร่วมสมัยขรรค์ชัย บุนปาน (ปัจจุบันอายุ 81)
แต่โรแมนติกอย่างยิ่งเมื่อเขาราวเทียนเป็นแหล่งหลบภัยหนีความผิดของขุนแผนกับนางวันทองในหนังสือเสภาขุนช้างขุนแผน (ฉบับวัดเกาะ)
ขุนแผนพานางวันทองชมดงเขาราวเทียน เป็นกลอนเสภามีกวีโวหารตามขนบสำคัญยิ่งที่ท้องถิ่นหันคา ชัยนาท ควรปรับใช้เป็นพลังดึงดูดการท่องเที่ยวท้องถิ่นป่าชุมชนเขาราวเทียนคึกคักและโรแมนติก
 แผนที่ป่าสงวนเขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท (จากหนังสือ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดชัยนาท กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2542 หน้า 56)
เดินป่าเขาราวเทียน Hankha Festival 2026
สำนักงานทองเที่ยวและกีฬาจังหวัดชัยนาท ร่วมกับอำเภอหันคา จัด “มหกรรมเดินป่าเขาราวเทียน Hankha Festival 2026” วันที่ 9-11 มกราคม 2569 “ตั้งแคมป์ ฟังดนตรี กับกิจกรรมดีดี ที่เขาราวเทียน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท”
บ้านบุทางรถ ป่าชุมชนเขาราวเทียน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท พื้นที่ซึ่งในอดีดเคยเป็นเขาหัวโล้นจากการบุกรุกทำลายป่า จนกระทั่งมีการรวมตัวกันของกลุ่มชาวบ้านในการอนุรักษ์ ทำให้พื้นที่ป่ากลับมามีความอุดมสมบูรณ์ และดินแดนซึ่งเคยเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือ พ.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท (พ.ศ. 2488-2490) กับกลุ่มจอมโจรในอดีตอย่าง เสือฝ้าย, เสือย่อม, เสือใบ, เสือดำ, และเสือมเหศวร ที่ใช้พื้นที่ป่าเขาราวเทียนเป็นจุดหลบซ่อนตัวก่อนจะถูกทางการปราบปราม ปิดตำนานเสือร้ายไปในที่สุด
ชุมโจร เมืองสุพรรณ ที่เขาราวเทียน
อ.ประเทือง ไทยเขียว (ปราชญ์ชาวบ้านสาขาวรรณศิลป์และมนุษยศาสตร์ จ.ชัยนาท) เล่าว่าบริเวณเขาราวเทียน เป็นชุมโจรเมืองสุพรรณทั้ง 5 มีคำคล้องจอง ดังนี้
“ชุมเสือดำ ถ้ำเสือย่อม กระท่อมเสือฝ้าย ค่ายเสือใบ บ้านใหญ่เสือมเหศวร”
(อ.ประเทืองบอกว่าเป็นสโลแกนของคุณสมศักดิ์ เดโชจิรกุล เจ้าของไร่แสงจันทร์ อ.เนินขาม จ.ชัยนาท)
บางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ชุมเสือฝ้าย ค่ายเสือดำ ถ้ำเสือย่อม กระท่อมเสือใบ บ้านใหญ่เสือมเหศวร”
อ.ประเทือง เขียนเล่าเรื่องเขาราวเทียนว่ามีป่าสงวนเนื้อที่ 70.34 ตร.กม. (43,962 ไร่) อยู่ในพื้นที่ 2 อำเภอต่อเนื่องกัน คือ อ.หันคา (ต.ไพรนกยูง) และ อ.เนินขาม (ต.เนินขาม, ต.สุขเดือนห้า, ต.กะบกเตี้ย) ทิวเขาราวเทียนมียอดสูง 2 ยอด ยอดหนึ่งอยู่ใน ต.เนินขาม สูง 304 เมตร อีกยอดหนึ่งอยู่ใน ต.ไพรนกยูง สูง 323 เมตร
ขุนแผน พานางวันทอง หนีความผิดไปเขาราวเทียน
ขุนแผนขี่ม้าสีหมอกพานางวันทองหนีขุนช้างไปหลบซ่อนอยู่เขาพระ (อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) แล้วต้องหนีทหารหลวงตามจับจากเขาพระขึ้นไปทางทิศเหนือ จนถึงเขาราวเทียน (อ.หันคา จ.ชัยนาท) ปัจจุบันเป็น “ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาราวเทียน” ในท้องที่หลายตำบลต่อเนื่องกัน
ตอนอยู่เขาพระ ขุนแผนรู้ดีว่า “เห็นไม่วายสงครามตามมารบ” จึงบอกวันทองว่า“จะอยู่นี่นานนักไม่ได้น้อง” แล้วก็พากันขี่ม้าสีหมอกขึ้นไปทางเหนือ เลียบชายป่าชายดงตามลำน้ำท่าว้า-ท่าคอย (ขนานแม่น้ำท่าจีน) ผ่านสามชุก, เดิมบางนางบวช, ด่านช้าง (เส้นทางเดียวกับสุนทรภู่ในโคลงนิราศสุพรรณ), บึงฉวาก, ถึงเขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท
แต่ยังไม่ปลอดภัย ในที่สุดขุนแผนก็ตัดสินใจพานางวันทองไปเมืองพิจิตร (จ.พิจิตร) ซึ่งเขาราวเทียนอยู่บนเส้นทางขึ้นเหนือไปทางแควยม-น่าน เพื่อพึ่งพระพิจิตร พามอบตัว ขอลุแก่โทษ สู้คดีกับขุนช้าง
ขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ (โดย คริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2556 หน้า 304) ระบุชัดเจนว่าขุนแผนพานางวันทองไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เรียก เขาราวเทียน (ตรงกับตัวเขียนบนสมุดข่อยอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ) จะคัดมาดังนี้
ร่มรื่นพื้นพรรณบุปผา สะอาดตาช่อชูดูไสว ขุนแผนชักม้าคลาไคล บัดใจถึงเขาราวเทียน ที่เชิงเขาเหล่าพรรณมิ่งไม้ ลมพัดกวัดไกวอยู่หันเหียน รกฟ้าขานางยางตะเคียน กันเกราตระเบาตระเบียนแลชิงชัน สนสักกรักขีต้นกำยาน ฉนวนฉนานคล้าคลักจักจั่น ปรางปรูประดู่ดูกมูกมัน เหียงหันกระเพราสะเดาแดง เต็งแตวแก้วเกดอินทนิน ร้อยลิ้นตาตุ่มชุมแสง ขวิดขวาดราชพฤกษ์จิกแจง สมุลแว้งแทงทวยกล้วยไม้ กระพ้อเงาะระงับกระจับบก กระทกรกกะลำพอสมอไข่ ผักหวานตาลดำลำไย มะเฟืองไฟไข่เน่าสะเดานา ไทรโศกอุโลกโพกพาย โพบายไกรกร่างอ้อยช้างหว้า พลับพลวงม่วงมันจันทนา ปักษาเพรียกพร้องร้องจอแจ
กลอนเสภาตอนนี้มีในหนังสือขุนช้างขุนแผน (ฉบับหอฯ หรือฉบับวางขายทั่วไป) แต่ถูกแก้ไขชื่อ “เขาราวเทียน” เป็น “เขาธรรมเธียร” ซึ่งผิดจากตัวเขียนบนสมุดข่อย
นางนมด้วน เมืองสุพรรณ
เขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท พื้นที่ต่อเนื่องด้านทิศใต้กับบึงฉวาก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี จึงมีนิทานท้องถิ่นเรื่องนางนมด้วน
[เป็นนิทานเกี่ยวข้องกับดินแดนเมืองสุพรรณ ได้จากพระราชหัตถเลขา ร.5 เก็บความมาจัดย่อหน้าใหม่จากหนังสือพระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ. 2493 หน้า 14-15]
บ้านเดิมบาง แต่ก่อนเรียก บ้านเดิมนาง แต่นามนางไม่ปรากฏ ต่อมานางย้ายไปอยู่บ้านกำมะเชี่ยนแล้วทอหูกด้วยใยบัวอยู่บนเขา มีนายศรีนนท์คนหนึ่ง (เป็นโรคเรื้อน) ไปต่อไก่เถื่อน พบนางเข้าก็มีความรักใคร่จนได้พูดจาเกี้ยวพาน
นางไม่มีความเสน่หาด้วย จึงตัดถันตัวเองออกจากอกทั้งสองถันแล้วขว้างไปทางซ้ายและขวา นานเข้ากลายเป็นภูเขามีชื่อจนทุกวันนี้ว่า เขานมนาง และหลักต่อไก่เถื่อนของนายศรีนนท์ที่กลายเป็นหินก็ยังมีอยู่ เรียก หลักต่อไก่ (ร.5 มีพระอธิบายว่า “ดูเหมือนจะเป็นหลักเขตวัด”)
เหตุที่นางตัดถันก็ประสงค์จะให้สิ้นความสะสวย แต่กระนั้นก็ดี นายศรีนนท์ยังไปรบกวนอยู่เสมอ จึงจำต้องหนีไปบวชอยู่เขานางบวช แขวงเมืองสุพรรณ ซึ่งเรียกต่อมาว่า เขานางบวช จนทุกวันนี้
นายศรีนนท์ก็ยังตามไปรบกวนอีก นางจึงหนีไปจำศีลอยู่แขวงเมืองอ่างทอง ต่อมาเรียกว่า บ้านไผ่จำศีล นายศรีนนท์ก็ยังตามไป
จนที่สุดนางได้หนีไปอยู่ เขาราวเทียน จ. ชัยนาท นายศรีนนท์ก็ยังตามอยู่ร่ำไปจนถึงเขาราวเทียน
ต่อมานางก็ถึงแก่กรรม ส่วนนายศรีนนท์ป่วยหนัก แล้วได้อาราธนาสงฆ์ไปเพื่อจะหาทางภายหน้า แต่สงฆ์มีความรังเกียจไม่ไป เพราะนายศรีนนท์เป็นโรคเรื้อน
เมื่อนายศรีนนท์ตายลง นัยว่ามีความอาฆาตสงฆ์ ถ้าสงฆ์รูปใดไปที่เขาราวเทียนแล้วอาจจะมีเหตุถึงแก่มรณภาพ
พล็อตเรื่องนางนมด้วน ปรับปรุงได้เป็นละครหรือภาพยนตร์เชิงสารคดี หรือเพลงร่วมสมัยกระตุ้นท่องเที่ยวท้องถิ่นเกี่ยวกับเขาราวเทียน
.
.
ที่มา : สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘เสือใบ-เสือดำ’ และ ‘ขุนแผน-วันทอง’ ที่เขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท https://www.matichon.co.th/columnists/news_5536472
.
80
« Last post by ppsan on 18 February 2026, 09:18:41 »
หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เทศ
สุจิตต์ วงษ์เทศ | เมืองลพบุรี ‘สยาม’ กับ ‘ขอม’ ละโว้ทวารวดี 17.02.26 | 17:01 น. .

“ลพบุรี” เป็นชื่อใหม่มีครั้งแรกในแผ่นดินพระนารายณ์ (ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231)
ชื่อลพบุรีมาจากไหน? ครูบาอาจารย์แต่ก่อนอธิบายว่ามาจากชื่อ “พระลพ” โอรสพระราม ตามความเชื่อรามเกียรติ์ (จากรามายณะของอินเดียใต้) เนื่องจากพระรามประทับอยู่เมืองอโยธยา (คือกรุงศรีอยุธยา) ส่วนลพบุรีเป็นเมืองลูกหลวง
ละโว้ (คำในตระกูลมอญ-เขมร แปลว่า ภูเขา) เป็นชื่อดั้งเดิมเริ่มแรกของลพบุรี ซึ่งพัฒนาการของละโว้จากชุมชนค้าทองแดง “สุวรรณภูมิ” 3,000 ปีมาแล้ว ต่อมาเป็นรัฐทวารวดี นับถือพระกฤษณะ (จากมหาภารตะ) เรือน พ.ศ. 1000 แล้วร่วมกับสยามสถาปนา อโยธยา (สืบเนื่องเป็นอยุธยา)
เมืองละโว้มีประชากรเป็นใคร?
นักปราชญ์แต่ก่อนอธิบายว่าชาวละโว้เป็น “ขอม” ที่มีข้อถกเถียงว่าขอมเป็นใครกันแน่? เขมรหรือไม่เขมร? แต่ไม่เคยมีนักวิชาการบอกว่าละโว้มีสยามอยู่ด้วย
ชาวสยามในละโว้ พบหลักฐานในบันทึกจีน-“หยวนสื่อ” (พงศาวดารราชวงศ์หยวน ฉบับหอหลวง) เรียกละโว้ว่า “หลัวหู” แล้วบอกว่าราษฎรชาวสยาม (เสียน) พึ่งพาอาศัยในเมืองละโว้ ซึ่งมีภูเขาและที่ราบกว้างใหญ่ ดังนี้
“ภูเขาหินสีขาวสูงชัน—-แผ่นดินหลัวหูเป็นที่ราบกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิด ซึ่งราษฎรชาวเสียนได้พึ่งพาอาศัย—-”
[รายงานการวิจัย การแปลและศึกษาเอกสารจีนโบราณเกี่ยวกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม โดย ศุภการ สิริไพศาล และ พิภู บุษบก ด้วยทุนอุดหนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561 หน้า 64 ในงานวิจัยไม่ระบุปีที่บันทึก รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ตรวจสอบพบหลักฐานพบว่าบันทึกนี้เป็นของ “หวังต้าหยวน” (เมืองหนานฉาง มณฑลเจียงซี) เมื่อ พ.ศ. 1892 (ปีสุดท้ายสมัยรัฐอโยธยา)]
ชาวสยามเมืองละโว้เหล่านี้มีข้อมูลสนับสนุนหลายอย่างว่าเกี่ยวดองกับชาวสยามลุ่มน้ำมูล (หรือปริมณฑล) ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) และชาวสยามลุ่มน้ำอื่นๆ ดังนี้
รัฐสยามเริ่มแรก มีพัฒนาการจากชาวสยามพร้อมภาษาไท-ไต ตั้งแต่เริ่มแรกการค้าระยะไกลทางทะเล ด้วยการขยายตัวตามเส้นทางการค้าจากดินแดนภายในลงไปยังลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วมีมากขึ้นเมื่อหลัง พ.ศ. 1000 (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัย “ทวารวดี”)
จากนั้นชาวสยามรวมตัวเป็นบ้านเมือง แล้วเติบโตระดับรัฐ ซึ่งเท่าที่พบมี 2 แห่ง อยู่ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำท่าจีน ดังนี้
1. สยามลุ่มน้ำมูล เป็นบ้านเมืองแข็งแรงใหญ่โตและเก่าสุด (เท่าที่พบหลักฐานขณะนี้) คือกลุ่มที่ถูกเขมรเรียก “เสียมกุก” ตรงกับ “สยามกก” หมายถึงสยามดั้งเดิม (กก แปลว่า ตั้งต้นลำดับแรก จึงไม่ใช่แม่น้ำกก จ. เชียงราย) ซึ่งเป็นเครือญาติใกล้ชิดกษัตริย์เมืองพระนคร (นครวัด) ที่โตนเลสาบ กัมพูชา พบหลักฐานเป็นภาพสลักบนผนังระเบียงปราสาทนครวัด (มากกว่า 900 ปีมาแล้ว) เรือน พ.ศ. 1650
ศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) ลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล [เมืองเสมามีพัฒนาการจากชุมชนของคนดั้งเดิม (ก่อนประวัติศาสตร์) 3,000 ปีมาแล้ว บนเส้นทางค้าทองแดง (สุวรรณภูมิ) กับอินเดีย จากนั้นรับวัฒนธรรมและเทคโนโลยีก้าวหน้าจากอินเดีย (วัฒนธรรมทวารวดี) ประชาชนพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร และมลายู ฯลฯ]
โดยมีเครือข่ายทางเหนือถึงเวียงจันท์ ลุ่มน้ำโขง (ลาว) และทางตะวันตกถึงเมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์) กับเมืองละโว้ (ลพบุรี) ลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี ดังนั้นเมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ นอกจากมีประชาชนเป็น “ขอม” ยังมีบางส่วนเป็น “สยาม”
2. สยามลุ่มน้ำท่าจีน มีบ้านเมืองสืบเนื่องจากรัฐค้าทองแดง คือกลุ่มที่เอกสารจีนเรียก “เสียน” กลายจากคำว่าสยาม ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง มีเครือญาติถึงเมืองเพชรบุรี (ลุ่มน้ำเพชร), เมืองนครศรีธรรมราช (คาบสมุทรสุวรรณภูมิ), เมืองสุโขทัย (ลุ่มน้ำยม-น่าน) ฯลฯ ส่วนเครือญาติและเครือข่ายทางภาษาและวัฒนธรรมเชื่อมโยงขึ้นไปทางเหนือถึงลุ่มน้ำสาละวิน-แม่สาย-แม่กก-แม่อิง
เมืองสุพรรณภูมิมีพัฒนาการจากชุมชนของคนดั้งเดิม (ก่อนประวัติศาสตร์) 3,000 ปีมาแล้ว เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าทองแดงกับอินเดีย (สุวรรณภูมิ) รับวัฒนธรรมและเทคโนโลยีก้าวหน้าจากอินเดีย (วัฒนธรรมทวารวดี) ประชาชนพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมรและชวา-มลายู-จาม ฯลฯ โดยอาจมีชุมชนชาวอินเดียอยู่ด้วย (เช่น บ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ. กาญจนบุรี) หลังจากนั้นมีรัฐเจนลีฟู ติดต่อค้าขายกับจีน
ชาวสยามในรัฐพูดเขมร สืบเนื่องจากชาวสยามไปทุกหัวระแหง ทำมาหากินเพื่อยังชีพ แล้วทำมาค้าขายเพื่อกำไร จึงมีชาวสยามจำนวนหนึ่งตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นประชาชนของรัฐใหญ่พูดภาษาเขมร ได้แก่ เมืองพระนคร (นครวัด), เมืองพระนครหลวง (นครธม), เมืองละโว้ (ลพบุรี) เป็นหลักฐานว่าชาวสยามใกล้ชิด “ขอม”
ชาวสยามในนครวัด พบหลักฐานเป็นภาพสลักที่ปราสาทนครวัด พ.ศ. 1650 รูปขบวนแห่เกียรติยศของ “เสียมกุก” (หมายถึงชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรก) ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับกษัตริย์กัมพูชา
ชาวสยามในนครธม พบหลักฐานในบันทึกจีน-โจวต้ากวาน พ.ศ. 1839 ระบุว่า ในเมืองพระนครหลวง หรือนครธม มีบ้านเรือนชาวสยามชำนาญปลูกหม่อน, เลี้ยงไหม, และรับจ้างปะชุนผ้าขาดให้ใช้งานได้
 แผนที่แสดงที่ราบลุ่มผืนใหญ่ต่อเนื่องตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึงโตนเลสาบ ที่ถูกเรียกว่าบริเวณขอม (มาจากคำเขมรว่ากรฺอม แปลว่าข้างล่าง, ทางใต้) หมายถึงทางใต้ของเมืองเหนือ (คือสุโขทัย)
ขอมที่ราบลุ่ม “ไทย-กัมพูชา”
ขอม หมายถึงผู้คนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ (นับไม่ถ้วน) ในดินแดนผืนเดียวกันตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (ในไทย) ถึงโตนเลสาบ (ในกัมพูชา) เมื่อเรือน พ.ศ. 1700
[สมัยนั้นไม่มีเชื้อชาติ และไม่มีเขตแดน]
(1.) ขอมเป็นภาษาไทยของผู้คนบ้านเมืองตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือภาคกลางตอนบน (บริเวณที่เป็นรัฐสุโขทัย หรือ “เมืองเหนือ” ของรัฐอยุธยา) ใช้เรียกผู้คนในบ้านเมืองตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือภาคกลางตอนล่าง ต่อเนื่องถึงโตนเลสาบในกัมพูชา
(2.) ขอมเป็นคำยืมที่ไทยยืมจากภาษาเขมรว่า “กรอม” แปลว่าข้างล่าง, ทางใต้ (แต่ไทยไม่กระดกลิ้นเสียง ร. เหมือนเขมร) ดังนั้นกัมพูชาเป็นต้นทางคำว่ากรอม และใช้คำว่ากรอมในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีคำว่าขอม และไม่รู้จักคำว่าขอม
กรอมในภาษาเขมรมีตัวอย่างที่รู้กัน ดังนี้
แขมร์กรอม แปลว่าเขมรต่ำ หมายถึงเขมรมีหลักแหล่งถิ่นฐานบริเวณที่ราบลุ่ม
แขมร์เลอ แปลว่าเขมรสูง หมายถึงเขมรมีหลักแหล่งถิ่นฐานบริเวณที่ราบสูง (อีสานใต้ในไทย)
[“เลอ” เป็นคำเขมรที่ไทยขอยืมมาใช้ในความหมายว่าเหนือ, ข้างบน, ยิ่ง เช่น เลอค่า หมายถึงมีค่าสูงอย่างยิ่ง]
(3.) ขอมไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรม ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นในโลกนี้ไม่มีชนเชื้อชาติขอม (หรือชนชาติขอม)
ดังนั้น ขอมจำนวนหนึ่งที่มีถิ่นฐานบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา (และดินแดนต่อเนื่อง) เป็นชาวสยาม แล้วเรียกตนเองว่าไทยในอโยธยา
[ข้อมูลมีอีกมากอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2568 ราคา 320 บาท]
ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรม (เชื้อชาติไม่มีในโลก) มีความหมายหลายอย่าง ทั้งเขมร นครธม (ในกัมพูชา), ชาวละโว้-อโยธยา (นอกกัมพูชา) และ “ไม่เขมร” นอกจากนั้นขอมไม่มีถิ่นกำเนิดที่ใดที่หนึ่งแล้วขยายไปที่อื่น แต่เป็นวัฒนธรรมร่วมกระจายทั่วไป
จากการสอบค้นของ จิตร ภูมิศักดิ์ พบคําว่า “ขอม” มิได้มีความหมายที่แน่นอนแต่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ดังนั้น ควรศึกษาไปตามความเป็นจริง วิเคราะห์ข้อมูลในตํานานหรือพงศาวดารโดยให้สัมพันธ์กับพัฒนาการของสังคม แล้วปัญหายุ่งยากสับสนทั้งปวงก็จะค่อยๆ คลี่คลายเผยคําตอบออกมาว่าเหตุใดมันจึงเป็นเช่นนั้นโดยไม่ยากนัก
กรอม หรือ ขอม มีความหมายหลายอย่างในหลายภาษา ซึ่งนักค้นคว้าวิจัยไม่มีหน้าที่จะต้องไปพยายามทําให้มีความหมายตรงกันให้หมด จึงไม่ต้องใช้อคติหรืออุปทานทางพงศาวดารกําหนดว่าเมื่อขึ้นชื่อขอมแล้วจะต้องหมายถึงคนกลุ่มนั้นหรือคนกลุ่มนี้แต่เพียงกลุ่มเดียวและตายตัว
[หนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของ จิตร ภูมิศักดิ์ (พิมพ์ครั้งแรก 2525) ฉบับมติชน พ.ศ. 2547]
ขอมในจารึกวัดศรีชุม (สุโขทัย หลักที่ 2) หมายถึงคนบริเวณ “ไทย-กัมพูชา” ตั้งแต่ ที่ราบลุ่มเจ้าพระยา (ในไทย) ต่อเนื่องถึงที่ราบลุ่มโตนเลสาบ (ในกัมพูชา)
จารึกวัดศรีชุม (สุโขทัย หลักที่ 2) ทำขึ้นในรัฐสุโขทัย ลุ่มน้ำยม-น่าน (หรือลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน) ราว 650 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 1894 แต่เนื้อความเป็นเรื่องเล่าย้อนยุคก่อนหน้านั้น
โดยเอกสารรุ่นนั้นพาดพิงขอมละโว้-อโยธยา กับขอมนครธม
ขอมคือชาวละโว้-อโยธยา (นอกกัมพูชา) ประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่ต่างก็พูดภาษาของตนเอง (ได้แก่ ภาษาตระกูลมอญ-เขมร, ชวา-มลายู-จาม, พม่า-ทิเบต, ม้ง-เมี่ยน, ไท-ไต-ไทย-ลาว ฯลฯ) ภาษาราชการ คือ ภาษาเขมร ภาษากลาง คือ ไท-ไต-ไทย-ลาว ตามหลักฐานต่อไปนี้
(1.) ขอมเป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า “กฺรอม” แปลว่า ข้างใต้, ข้างล่าง
“กฺรอม บางกรณีใช้เรียกบ้านเมืองหรือผู้คนในความหมาย บ้านใต้, เมืองใต้,ชาวใต้, เมืองล่าง เช่น “ขแมร์ กฺรอม” คือ เขมรต่ำ หมายถึงชาวเขมรที่ราบลุ่ม (โตนเลสาบ) บริเวณประเทศกัมพูชา (ตรงข้าม “ขแมร์เลอ” คือ เขมรสูง ลุ่มน้ำมูล ที่ราบสูงโคราช)
ดังนั้น ภาษาเขมรไม่มีคำว่า “ขอม” ซึ่งเป็นคำของกลุ่มคนตอนบนลุ่มน้ำเจ้าพระยาใช้เรียกกลุ่มคนตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา
(2.) ขอมในจารึกวัดศรีชุม หมายถึง คนลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (บริเวณที่เป็นละโว้-อโยธยา-อยุธยา) ที่เป็นผืนเดียวกับโตนเลสาบในกัมพูชา
จารึกวัดศรีชุมทำขึ้นในรัฐสุโขทัย คือ “เมืองเหนือ” ของละโว้-อโยธยา-อยุธยา ส่วนชาวรัฐสุโขทัยเรียกละโว้-อโยธยา-อยุธยา ว่า “เมืองใต้” (ของรัฐสุโขทัย)
“ขอมสบาดโขลญลำพง” หมายถึง เจ้านายรัฐละโว้ (ลพบุรี) ที่ขัดแย้งทางการเมืองกับเครือญาติ คือเจ้านายรัฐสุโขทัย
“ขอมเรียกพระธม” หมายถึง ประชาชนลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่พูดภาษา “เขมรปนไทย” ในชีวิตประจำวัน
(3.) ศูนย์กลางอำนาจของขอม (ในจารึกวัดศรีชุม สุโขทัย) คือ อโยธยา (ที่ย้ายลงมาจากละโว้) ต่อไปข้างหน้าคืออยุธยา
(4.) ภาษาขอมและอักษรขอม ดังนี้
ภาษาราชการ คือ ภาษาเขมร ถูกเรียกภาษาขอม แล้วยกย่องเป็นภาษาเทวราช (ราชาศัพท์) อักษรราชการ คือ อักษรเขมร ถูกเรียกอักษรขอม แล้วยกย่องเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ (ใช้ลงอักขระ)
ภาษากลางของประชาชน คือภาษาไทย เขียนด้วยอักษรขอม เรียก “ขอมไทย”
ขอมหมายถึงเขมรนครธม (ในกัมพูชา) พบหลักฐานเอกสารหลายชุด ดังนี้
กฎหมายลักษณะอาญาหลวง (เพิ่มเติม) (แผ่นดินเจ้าสามพระยา) พ.ศ. 1976 (มาตรา 37) กล่าวถึงพ่อค้านานาประเทศในอยุธยา ดังนี้ “แขกพราหมณ์ ญวนประเทศ ฝรั่ง อังกฤษ จีน จาม วิลันดา ชวา มลายู กวย ขอม พม่า รามัญ”
กฎมณเฑียรบาล (แผ่นดินบรมไตรโลกนาถ) พ.ศ. 2011 มาตรา 13 ห้ามคนทั้งหลายเล่นเพลงในคลองท่อที่ไขน้ำเข้าสระแก้ว หรือเข้าไปท้ายสนมวังหลวง ดังนี้ “แขก ขอม ลาว พม่า เมง มอญ มสุมแสง จีน จาม ชวา นานาประเทศทั้งปวง”
นอกจากนี้ยังพบในเอกสารอื่นอีกจำนวนหนึ่ง
.
.
ที่มา : สุจิตต์ วงษ์เทศ | เมืองลพบุรี ‘สยาม’ กับ ‘ขอม’ ละโว้ทวารวดี https://www.matichon.co.th/columnists/news_5600324
.
Pages: 1 ... 6 7 [8] 9 10
|