Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 September 2026, 01:15:33

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088 Posts in 15,338 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  Recent Posts

Recent Posts

Pages: 1 ... 6 7 [8] 9 10
71
ชื่อของ “ชาวอินเดียนแดง” มาจากไหน?


เจาะเวลาหาอดีต

 ·

ชื่อของ “ชาวอินเดียนแดง” มาจากไหน?

ความจริงเบื้องหลังชื่ออย่างเช่น Crazy Horse, Sitting Bull และชื่อที่ฟังดูแปลกในสายตาคนตะวันตก

หากเราเปิดหนังสือประวัติศาสตร์ตะวันตกแล้วพบชื่ออย่าง Crazy Horse, Sitting Bull, Red Cloud หรือ Little Bear หลายคนอาจอดสงสัยไม่ได้ว่า

“ทำไมชื่อของชนพื้นเมืองอเมริกันถึงฟังเหมือนคำบรรยายมากกว่าชื่อคน?”

คำตอบคือ ชื่อของชนพื้นเมืองอเมริกาไม่ได้มีระบบเดียว และไม่มีธรรมเนียม “ตั้งชื่อแบบอินเดียนแดง” ที่ใช้เหมือนกันทุกเผ่า

นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะชนพื้นเมืองอเมริกามีหลายร้อยชาติพันธุ์ หลายภาษา และแต่ละสังคมก็มีระบบการตั้งชื่อแตกต่างกัน

ดังนั้นชื่ออย่าง “ม้าบ้าคลั่ง” หรือ “ควายตัวผู้กำลังนั่ง” จึงไม่ใช่ตัวแทนของชนพื้นเมืองทั้งหมด แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการตั้งชื่อในบางสังคม โดยเฉพาะชนพื้นเมืองในเขตที่ราบใหญ่ของอเมริกาเหนือ

และเมื่อมองลึกลงไป ชื่อเหล่านี้ไม่ได้ “แปลก” อย่างที่เราอาจคิด

เพราะชื่อจำนวนมากกำลังบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าของชื่อ

หนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ เครซี ฮอร์ส (Crazy Horse) ผู้นำและนักรบโอกลาลา ลาโกตา

ชื่อที่ภาษาอังกฤษถอดออกมาว่า Crazy Horse ไม่ได้หมายถึง “คนบ้า” อย่างตรงตัว และเรื่องราวเกี่ยวกับที่มาของชื่อก็มีหลายสำนวน

ข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า วันและสถานที่เกิดของเขายังเป็นข้อถกเถียง โดยน่าจะเกิดราว ค.ศ. 1840 บริเวณแบล็กฮิลส์หรือใกล้เคียงในรัฐเซาท์ดาโคตา

ตอนเด็กเขาเคยมีชื่อว่า “ผมหยิก” และต่อมาได้รับชื่ออีกชื่อหนึ่ง ก่อนที่บิดาของเขาจะมอบชื่อ Crazy Horse ให้ หลังจากเขาแสดงความกล้าหาญในการต่อสู้กับชาวอาราปาโฮ โดยชื่อนี้เป็นของบิดาเอง บิดาเขาจึงใช้ชื่ออื่นแทนต่อมา

เรื่องนี้สะท้อนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง

ชื่ออาจเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต และชื่อใหม่อาจสะท้อนสิ่งที่บุคคลนั้นได้ทำลงไป

เช่นเดียวกับ ซิตติง บูลล์ (Sitting Bull) ผู้นำฮังก์ปาปา ลาโกตา

กรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า เขาเกิดราว ค.ศ. 1831–1837 บริเวณที่แม่น้ำแกรนด์มาบรรจบกับแม่น้ำมิสซูรี ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือรัฐเซาท์ดาโคตา

เมื่ออายุประมาณ 14 ปี เขาได้รับเกียรติจากการทำ “coup” ซึ่งในบริบทของสังคมนักรบที่ราบใหญ่ หมายถึงการแสดงความกล้าหาญด้วยการเข้าใกล้ศัตรูอย่างมาก

หลังจากนั้นเขาจึงใช้ชื่อ ตาตังกา อิโยตาเก (Tatanka Iyotake) ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวตะวันตกถ่ายทอดเป็น Sitting Bull

Tatanka Iyotake  เป็นภาษาลาโกตา (Lakota) ซึ่งเป็นภาษาของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันตระกูลซู (Sioux)ชื่อนี้มีความหมายแยกตามคำดังนี้

Tatanka (Thatháŋka): แปลว่า ควายไบซันตัวผู้ (Buffalo / Bison)

Iyotake (Íyotake): แปลว่า นั่งลง (Sitting / Takes a sitting position)

เมื่อรวมกันจึงแปลว่า "ควายไบซันที่นั่งลง" หรือที่คนทั่วโลกคุ้นเคยในพากย์ภาษาอังกฤษว่า "Sitting Bull"ความหมายโดยนัยของชื่อนี้ในวัฒนธรรมของพวกเขา ไม่ได้หมายถึงควายที่เกียจคร้าน แต่สื่อถึง "ความแข็งแกร่ง ทรหด อดทน และไม่ยอมสยบให้ใคร" เหมือนควายไบซันตัวใหญ่ที่นั่งนิ่งอย่างมั่นคงและน่าเกรงขาม

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า การแปลชื่อจากภาษาพื้นเมืองเป็นภาษาอังกฤษ แล้วแปลกลับเป็นภาษาไทย อาจทำให้ความหมายดั้งเดิมคลาดเคลื่อนได้

อีกชื่อที่คนทั่วไปรู้จักคือ เรด คลาวด์ (Red Cloud) หรือ “เมฆแดง”

เขาเป็นผู้นำโอกลาลา ลาโกตาคนสำคัญ เกิดใน ค.ศ. 1822 และมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการสร้างเส้นทางโบซแมน ซึ่งนำผู้ตั้งถิ่นฐานและกองทัพสหรัฐฯ ผ่านดินแดนของลาโกตา

การต่อต้านของเขานำไปสู่การเจรจาและสนธิสัญญาฟอร์ตลารามี ค.ศ. 1868 ซึ่งรับรองสิทธิของลาโกตาเหนือดินแดนแบล็กฮิลส์ในเวลานั้น

แต่เรื่องเล่าที่ว่าเขาได้ชื่อ Red Cloud เพราะบิดามองเห็นท้องฟ้าสีแดงในเย็นวันที่เขาเกิดนั้น เป็นเรื่องที่เป็นตำนานหรือคำบอกเล่ามากกว่าจะยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริง

ชื่อของชาวลาโกตาไม่ควรถูกนำไปอธิบายแทนชื่อของชาวโมฮอว์ก นาวาโฮ เชโรกี หรือชาติพันธุ์อื่น ๆ เพราะแต่ละกลุ่มมีภาษา ประเพณี และโครงสร้างสังคมของตนเอง

ในหลายสังคม ชื่ออาจสัมพันธ์กับครอบครัว เหตุการณ์ในชีวิต คุณลักษณะส่วนบุคคล ความสัมพันธ์ทางสังคม หรือโลกแห่งจิตวิญญาณ และบุคคลคนเดียวอาจมีชื่อหรือฉายาหลายชื่อในช่วงชีวิต

นั่นทำให้ชื่อของชนพื้นเมืองอเมริกันบางชื่อมีลักษณะคล้าย “เรื่องราวสั้น ๆ” มากกว่าชื่อสกุลแบบตะวันตก

และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าชื่อก็คือ โลกทัศน์ที่อยู่เบื้องหลังมัน

ชื่อจึงอาจบอกได้ว่า “คนคนนี้เป็นใคร” มากกว่าเพียง “คนคนนี้ชื่ออะไร”

แม้แต่คำว่า “อินเดียนแดง” ที่เราใช้กันมานานก็มีปัญหาในทางประวัติศาสตร์และภาษา

คำนี้เกิดจากความเข้าใจผิดของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ที่เชื่อว่าตนเดินทางมาถึงบริเวณอินเดียหรือหมู่เกาะอินดีส ผู้คนที่เขาพบจึงถูกเรียกว่า Indians ในภาษาอังกฤษ

แต่คนเหล่านั้นไม่ได้เป็นคนอินเดีย

พวกเขาคือผู้คนจากสังคมจำนวนมากซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างมหาศาล

ปัจจุบันคำว่า Native American หรือ American Indian ยังคงปรากฏในบริบทต่าง ๆ ของสหรัฐฯ แต่การเรียกชื่อบุคคลหรือชาติพันธุ์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น Lakota, Navajo หรือ Cherokee มักให้ความเคารพและแม่นยำกว่าการเรียกรวมว่า “อินเดียนแดง”

ทุกวันนี้ ชื่อของ Crazy Horse, Sitting Bull และ Red Cloud ยังคงปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน และสถานที่ประวัติศาสตร์ทั่วสหรัฐฯ

กรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ยังทำหน้าที่อนุรักษ์เรื่องราวของบุคคลเหล่านี้และพื้นที่สำคัญของชนพื้นเมือง เช่น แบล็กฮิลส์ ซึ่งสำหรับชาวลาโกตายังคงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
.

เจาะเวลาหาอดีต
แหล่งอ้างอิง

National Park Service, Little Bighorn Battlefield National Monument, Crazy Horse
National Park Service, Little Bighorn Battlefield National Monument, Sitting Bull
National Park Service, Gateway Arch National Park, Red Cloud
National Park Service, Fort Laramie National Historic Site, 1868 Treaty
National Park Service, Devils Tower National Monument, Native American Cultural History

#ชนพื้นเมืองอเมริกา #NativeAmerican #AmericanIndian #Lakota #CrazyHorse #SittingBull #RedCloud #ประวัติศาสตร์อเมริกา #ประวัติศาสตร์ชนพื้นเมือง #วัฒนธรรมชนพื้นเมือง #ชื่อคน #เรื่องน่ารู้ #ประวัติศาสตร์โลก
.







.


ที่มา : ชื่อของ “ชาวอินเดียนแดง” มาจากไหน?
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0QY5X41HSLS5prjfpFavPtNHTZRqnryDou9urYaTaJ6xpUMAAi2JVdETRhvFFTGWPl&id=100044739000097

.




72
สาระน่ารู้ / เสี่ยวเอ้อคือใคร?
« Last post by ppsan on 27 August 2026, 09:20:47  »
เสี่ยวเอ้อคือใคร?


เจาะเวลาหาอดีต

 ·

เสี่ยวเอ้อคือใคร?

ประวัติศาสตร์ของ “บ๋อยโรงเตี๊ยม” แห่งยุทธจักรจีนโบราณ

หากใครคุ้นเคยกับนิยายกำลังภายในจีน ไม่ว่าจะเป็น มังกรหยก, เดชคัมภีร์เทวดา, ไซฮั่น หรือเรื่องยุทธจักรยุคก่อนสาธารณรัฐจีน คงเคยได้ยินจอมยุทธเปิดประตูโรงเตี๊ยมแล้วตะโกนว่า

“เสี่ยวเอ้อ! เอาน้ำชา!”

คำนี้กลายเป็นภาพจำของโรงเตี๊ยมจีนแทบจะทุกยุคทุกสมัย

แต่แท้จริงแล้ว “เสี่ยวเอ้อ” (小二) คือใคร?

และเหตุใดคำนี้ถึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของบริกรในวรรณกรรมจีน?

⭐ ความหมายของคำว่า “เสี่ยวเอ้อ” 小二

คำนี้ปรากฏในเอกสารจีนโบราณหลายยุค บรรดาพจนานุกรมจีน ระบุชัดเจนว่า

“小二” คือคำเรียก “บริกร/เด็กเสิร์ฟ” ในร้านอาหารและโรงเตี๊ยมยุคโบราณ

คำนี้รวมถึงทั้ง
เด็กเสิร์ฟ
ลูกมือร้าน
ผู้ช่วยเจ้าของร้าน
หรือแม้แต่ “เจ้าของร้านวัยหนุ่ม”

小 (เสี่ยว) = เล็ก
二 (เอ้อ) = สอง

ถ้าแปลตรงตัวคือ “น้องคนที่สอง” หรือ “ไอ้สอง”

แต่ในความหมายจริงคือ “น้องครับ!” หรือ “ไอ้น้อง!” ใช้เรียกคนบริการในร้าน

⭐ จุดกำเนิด: ปรากฏตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง–หยวน

งานวิจัยของศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจงซาน (Sun Yat-sen University) ระบุว่า

คำว่า “เสี่ยวเอ้อ” เริ่มใช้แพร่หลายในยุคราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960–1279) และราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1271–1368)

นั่นคือยุคใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ปรากฏในนิยายกำลังภายใน เช่น

ก๊วยเจ๋ง มังกรหยก ซึ่งมีฉากโรงเตี๊ยมจำนวนมาก

ในยุคนั้นร้านอาหารมีขนาดเล็ก ใช้แรงงานไม่กี่คน บางแห่งมีบริกรเพียงคนเดียว

การเรียกชื่อและแซ่อาจยุ่งยากสำหรับแขกแปลกหน้า จึงใช้คำกลาง ๆ ว่า

“เสี่ยวเอ้อ” แทนชื่อจริง

⭐ เหตุผลที่ใช้คำว่า “เอ้อ” หรือ “สอง”

ในระบบร้านอาหารจีนโบราณ ลำดับตำแหน่งมีความสำคัญมาก

大哥 (ต้าเกอ) = “พี่ใหญ่” หมายถึงเจ้าของร้าน
小二 (เสี่ยวเอ้อ) = ผู้ช่วยคนที่สอง รองจากเจ้าของร้าน

คำว่า “เอ้อ” จึงไม่ได้หมายถึงอายุ แต่หมายถึง ตำแหน่ง ลำดับชั้น เป็นตำแหน่งบริกรที่ต้องรับคำสั่งและดูแลแขกทุกอย่าง

⭐ ภาพจำในวัฒนธรรม เสี่ยวเอ้อในยุทธจักร

นิยายจีนกำลังภายในช่วยทำให้คำนี้กลายเป็น สัญลักษณ์วัฒนธรรม อย่างแท้จริง

เมื่อมีจอมยุทธพกกระบี่เปิดประตูโรงเตี๊ยมเข้าไป คำแรกมักคือ

“เสี่ยวเอ้อ! เหล้ามาหนึ่งไห!”

ภาพของเสี่ยวเอ้อจึงมักเป็น

หนุ่มวัยรุ่น
รูปร่างคล่องแคล่ว
สวมผ้ากันเปื้อน
ถือถาด ปัดโต๊ะ วิ่งเสิร์ฟ
ช่างพูด สนทนากับแขกได้ทุกระดับ

บ่อยครั้งตัวละครเสี่ยวเอ้อยังทำหน้าที่ให้ข้อมูลแก่จอมยุทธ เช่น
บอกข่าวลือในยุทธภพ หรือแจ้งว่า “มีคนน่าสงสัยพักอยู่ชั้นสอง”

⭐ คำเรียกในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันคำว่า เสี่ยวเอ้อ แทบไม่ใช้แล้ว เพราะฟังโบราณและไม่สุภาพ

บริกรจะถูกเรียกว่า

服务员 (ฝูอู้หยวน)
服务 = บริการ
员 = บุคลากร

ใช้ได้ทั้งในร้านอาหาร โรงแรม และสถานบริการต่าง ๆ

⭐ เกร็ดน่าสนใจ

พิพิธภัณฑ์หลายแห่ง เช่นพิพิธภัณฑ์เมืองหางโจว มีป้ายและโมเดล “โรงเตี๊ยมสมัยซ่ง” พร้อมหุ่นเสี่ยวเอ้อ

ภาพเขียนยุคราชวงศ์หมิง–ชิง แสดงให้เห็นเด็กเสิร์ฟที่แต่งกายแบบเสี่ยวเอ้อในร้านน้ำชา

นักอักษรวิจารณ์เสนอว่า การเรียก “เอ้อ” มีนัยดูแคลนเล็ก ๆ คล้ายกับคำว่า “boy!” ในร้านอาหารตะวันตกสมัยก่อน

ร้านอาหารสไตล์ย้อนยุค เช่นในหูหนานและซีอาน ยังให้พนักงานแต่งชุดเสี่ยวเอ้อเพื่อสร้างบรรยากาศโบราณ
.

เจาะเวลาหาอดีต
⭐ แหล่งอ้างอิงและข้อมูลประกอบ

《汉语大词典》 (Hanyu Da Cidian)
งานนิรุกติศาสตร์จาก Sun Yat-sen University
บทความจาก 澎湃新闻 / 新浪文化 / 百度百科:小二
งานวิชาการเกี่ยวกับชีวิตประจำวันในราชวงศ์ซ่ง – Joseph P. McDermott, Cambridge
.



.


ที่มา : เสี่ยวเอ้อคือใคร?
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02vku9bbt3EZNLeLQRQ2JxM5cFtpRs9TCA5b7Q2nKn5xoYaeyuyLDfUhsAN2LqU2jDl&id=100044739000097

.




73
เจ้าหญิงไดอาน่า และเจ้าฟ้าชายชารล์แห่งเวลส์ เสด็จเมืองไทย พ.ศ.2531


เจาะเวลาหาอดีต

 ·

เจ้าหญิงไดอาน่า และเจ้าฟ้าชายชารล์แห่งเวลส์ เสด็จเมืองไทย ในปีพุทธศักราช 2531 โดยทรงเป็นพระราชอาคันตุกะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา

การนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ทรงติดพระทัยเชอร์เบทน้ำอ้อย รับสั่งว่า "อร่อยมาก" และทรงโปรดผลไม้เมืองไทยทุกชนิด

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองราชอาณาจักรไทย-อังกฤษ เมื่อ “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3” หรือ “เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์” ดำรงพระอิสริยยศในสมัยนั้น พร้อมด้วยเจ้าหญิงไดอานา เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยทางการไทย ได้จัดขบวนรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติ ตั้งแต่ลงจากเครื่องบินพระที่นั่งพิเศษออสเตรเลีย รอยัล แอร์ฟอร์ซ โบอิ้ง 707 ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย ปูพรมแดงยาว โดยมีพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงนำตรวจกองเกียรติยศ 75 นาย และวงดนตรี กองทัพบก บรรเลงเพลงชาติอังกฤษ และเพลงสรรเสริญพระบารมี รอต้อนรับอย่างอบอุ่น
 
ที่มา dailynews
.



.


ที่มา : เจ้าหญิงไดอาน่า และเจ้าฟ้าชายชารล์แห่งเวลส์ เสด็จเมืองไทย
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid026hrjrkgf5jVe1fdH5ZvqdoCcKFRi5JGBk25SLdcQQ9mEqGvJr8g6YBfRhth7hgHEl&id=100044739000097

.




75
“ไม้ เมืองเดิม” ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา


เจาะเวลาหาอดีต
 ·

 ·

“ไม้ เมืองเดิม” ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา
(๒๔๔๘–๒๔๘๕)

ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา นักเขียนนวนิยายลูกทุ่ง เจ้าของนามปากกา “ไม้ เมืองเดิม” ผลงานที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ “แผลเก่า” และ “ขุนศึก” เป็นผู้นำการใช้ภาษาลีลาลูกทุ่งมาใช้ในการเขียนนวนิยายแนวนี้

กำเนิด

เกิดเมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๔๘ ที่ตำบลวัดมหรรณพ์ กรุงเทพฯ เป็นบุตรคนที่ ๓ ในจำนวน ๕ คนของ ม.ล.ปลี และ ม.ล.แสง พึ่งบุญ

การศึกษา

เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนประถมวัดมหรรณพาราม แล้วได้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมวัดราชบพิธ ภายหลังไปจบการศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดบวรนิเวศ

ประวัติการงาน

เริ่มเข้ารับราชการอยู่ในสังกัดกรมบัญชาการมหาดเล็ก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕

ต่อมาอีก ๓-๔ ปี บิดาถึงแก่กรรม ครอบครัวย้ายไปเช่าห้องแถวอยู่ใกล้ๆ วัดสระเกศ จึงได้ลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ เพื่อจะทำงานส่วนตัว
แต่มิได้เป็นไปตามที่คาดหวัง กลายเป็นคนว่างงาน จึงได้เที่ยวเตร่อย่างอิสรเสรี โดยเฉพาะในท้องถิ่นชนบทห่างไกล คบเพื่อนฝูงมากและเริ่มดื่มสุราจนติดเป็นนิสัย

เมื่อเร่ร่อนอยู่ราว ๙ ปีเศษได้กลับไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง มีครอบครัวอยู่แถวๆ หลานหลวง ประกอบด้วยมารดาตนเอง ภรรยาชื่อเติม กับลูกสาวคนหนึ่งชื่อศรีสุภรณ์

และเนื่องจากเคยเป็นนักอ่านหนังสือมามาก ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๘ จึงได้เริ่มต้นชีวิตนักประพันธ์ โดยนำเอาประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมาเขียนเรื่อง “เรือโยงเหนือ”

แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ใดสนใจจะพิมพ์ให้

ด้วยใจรักจึงอุตสาหะเขียนเรื่อง “ห้องเช่าเบอร์ ๑๓” ขึ้นมาอีก ซึ่งก็ได้รับการปฏิเสธจากผู้พิมพ์จำหน่ายอีก สร้างความสะเทือนใจจนแทบจะเลิกเป็นนักเขียน

เหม เวชกร ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเกิดความสงสาร และอยากให้เพื่อนเป็นนักประพันธ์อาชีพบ้าง จึงลาออกจากสำนักพิมพ์ “เพลินจิตต์” มาตั้งสำนักพิมพ์ของตนเองออกหนังสือเป็นรายวันใช้ชื่อหนังสือว่า “คณะเหม”

โดย เหม เวชกร เป็นบรรณาธิการ และรวบรวมพรรคพวกมาร่วมงาน เช่น โพยม บุณยศาสตร์ (พาณี) เป็นผู้จัดหน้า จัดรูปเล่ม และหาแจ้งความโฆษณา
กิ่ง พึ่งบุญ ณ อยุธยา น้องชายคนเล็กของก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ทำหน้าที่พิสูจน์อักษร ซึ่งภายหลังได้เป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งใช้นามปากกาว่า “สุมทุม บุญเกื้อ”

ส่วนก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นนักเขียนประจำสำนักงาน และได้เขียนเรื่อง “ชาววัง” ให้แก่สำนักพิมพ์ใหม่นี้ ใช้นามปากกาว่า “กฤษณะ พึ่งบุญ”

แต่เมื่อ “ชาววัง” พิมพ์จำหน่ายปรากฏว่าเกิดปฏิกิริยาไม่พอใจจากผู้อ่านสตรีเป็นอันมากที่เสนอข้อเท็จจริงตรงไปตรงมาจนเข้าทำนองเสียดสี ทำให้ภาพลักษณ์ของสตรีไทยโดยเฉพาะชาววังเสียหาย

แต่ เหม เวชกร ก็ยังปลอบโยนให้อยู่ในคณะต่อไป

และในระยะที่กำลังอยู่ในช่วงแสวงหาแนวทางการเขียนใหม่ๆ อยู่นั้น ได้มีผู้ตั้งโครงเรื่องให้แล้ววาน ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นผู้เขียน โดยใช้นามปากกาเจ้าของเรื่องเดิมคือ “ฮ.ไพรวัลย์”

ปรากฏว่าเรื่องนั้นมีผู้อ่านพอใจมาก

ต่อมา เหม เวชกร ได้ขอให้ ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ลองวางแนวการเขียนเรื่องทำนองฝากสถานที่ดูบ้าง และได้ยกเอาเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งเขียนโดยมีสถานที่จริงอยู่มาเปรียบเทียบให้ฟัง

ดังที่ เหม เวชกร ได้เขียนเล่า “จากย่ามแห่งความทรงจำ” ไว้ใน “ฟ้าเมืองไทย” ฉบับปฐมฤกษ์ ตอนหนึ่งว่า

...พอดีเวลานั้นจวนค่ำแล้ว ตาผมเหลือบไปเห็นชายทุ่งไกลโพ้น มีกระต๊อบเล็กๆ จุดตะเกียงมีแสงริบหรี่ ผมจึงชี้ให้เขาดูและพูดว่า เอ็งลองคิดดูซิว่า กระต๊อบเล็กๆ ไฟริบหรี่มันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในที่นั้น นายก้านเหมือนสะกิดใจมองดูภาพนั้นอย่างใช้ความคิด ในครู่นั้นเองเขาคงได้ความคิดขึ้นมาแล้วตบขาตนเองฉาดใหญ่แล้วร้องไห้ขึ้นมาเฉยๆ และพูดทั้งร้องไห้ “กูไม่ตายแล้วมึงเอ๋ย มึงเป็นเพื่อนแท้ของกูที่ไม่ทิ้งกู กูได้ทางจะตอบแทนมึงแล้ว กูไม่ต้องเข้าป่า” ผมมองเขาอย่างตื้นตันและอดจะน้ำตาไหลไปด้วยไม่ได้ “เพื่อนเอ๋ย ข้าขอเวลาสองวันจะสร้างเรื่องใหม่ให้เอ็งตรวจรับรองว่าเอ็งจะต้องชอบใจ”

หลังจากนั้นจึงเกิดนวนิยายเรื่อง “แผลเก่า” เป็นเรื่องราวชีวิตลูกทุ่งที่แหวกแนวไปจากเดิม

พร้อมกับตั้งนามปากกาใหม่ว่า “ไม้ เมืองเดิม” โดย “ไม้” ได้มาจาก “ก้าน” และ “เมืองเดิม”ได้มาจากนามสกุล “ณ อยุธยา”

เมื่อ เหม เวชกร ได้ตรวจดูแล้วยังไม่กล้าตัดสินใจพิมพ์ทันที เพราะเกรงจะได้รับปฏิกิริยาตอบโต้ดังที่เคยประสบมาแล้ว

ภายหลังเกิดขาดแคลนเรื่องที่จะลงพิมพ์ในหนังสือ “คณะเหม” จึงลองเสี่ยงพิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙

ปรากฏว่าผู้อ่านให้ความสนใจอย่างแพร่หลาย

ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา จึงมีกำลังใจเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายในนามปากกา “ไม้ เมืองเดิม” ออกมาอีกเป็นจำนวนมาก

สามารถนำเรื่องราวชีวิตของคนชนบท มาเสนอด้วยภาษาและสำนวนแบบนักเลงบ้านนอกได้อย่างเข้มข้น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม “ลูกทุ่ง” ได้อย่างยอดเยี่ยม

หลายเรื่องเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ “ขุนศึก” นับเป็นผลงานชิ้นเอกและมีขนาดยาวมากที่สุดในยุคนั้น

รวมระยะเวลาทำงานประพันธ์จริงจังราว ๖-๗ ปี มีผลงานทั้งสิ้นประมาณ ๔๐ เรื่อง

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เหตุการณ์ผันผวนของชีวิตทำให้ ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ต้องเร่ร่อนขึ้นไปทำงานประจำกองทางที่เชียงใหม่ พร้อมกับสร้างงานประพันธ์ไปด้วย

แต่เนื่องจากดื่มสุราหนักจนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ถ่ายอุจจาระออกมาเป็นโลหิต มือสั่นจนเขียนหนังสือไม่ได้

ต้องใช้ด้ายดิบพันมือให้แน่นเสียก่อนที่จะเขียนหนังสือ

โดยขณะนั้นเขียนเรื่อง “ขุนศึก” ส่งให้สำนักพิมพ์ “เพลินจิตต์” ที่กรุงเทพฯ

จนในที่สุดโรคพิษสุราเรื้อรังกำเริบหนัก และถึงแก่กรรมในบ้านห้องแถวแคบๆ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ขณะที่มีอายุเพียง ๓๗ ปีเท่านั้น
และได้มีพิธีฌาปนกิจศพ ณ เมรุวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕

แต่ผลงานและชื่อเสียงของ “ไม้ เมืองเดิม” โด่งดังเรื่อยมาจนปัจจุบัน


นามปากกา

กฤษณะ พึ่งบุญ, ไม้ เมืองเดิม

ผลงาน

นวนิยาย :

แผลเก่า      แสนแสบ      หมื่นซ่อง      ล้างบาง        หงสาพ่าย
เกวียนหัก      สำเภาล่ม      เสือบาง      บางระจัน      สาวชะโงก
บึงขุนสร้าง   คุ้งเผาถ่าน   แม่หม้าย      ข้าเก่า      สินในน้ำ
สองศึก      เสือทุ่ง      นางถ้ำ      รอยไพร      โป๊ะล่ม
นางห้าม      บ้านนอกเข้ากรุง   ข้าหลวงเดิม   อ้ายขุนทอง   ศึกกระทุ่มลาย
หนามยอกเอาหนามบ่ง      เรือเพลง-เรือเร่   กระท่อมปลายนา
ทหารเอกพระบัณฑูร         ขุนศึก ฯลฯ

จากหนังสือ ๑๐๐ นักประพันธ์ไทย

ภาพประกอบ : ภาพ “ไม้ เมืองเดิม” ฝีมือของ นายอุกฤษณ์ ทองระอา

ภาพประกอบ : ภาพ “ไม้ เมืองเดิม” ฝีมือของ “ครูเหม เวชกร”

.





.


ที่มา : “ไม้ เมืองเดิม” ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02MVp5jgF2Wm6ov6GKJeKuPk2zgkhYDXW1pBhxL2JurxXiCeWYB4iNNCcurapC7jVml&id=100044739000097

.



76

พระที่นั่งและอาคาร   

พระที่นั่งพิมานจักรี
พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน
พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส
พระที่นั่งเทวราชสภารมย์
พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์
พระตำหนักเมขลารูจี
อาคารเทียบรถพระที่นั่ง
สวนโรมัน
ศาลท้าวหิรัญพนาสูร
พระมหานาคชินะวร วรานุสรณ์มงกุฎราช

.

.


พระที่นั่งพิมานจักรี



พระที่นั่งพิมานจักรี เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระที่นั่ง เป็นอาคารอิฐ ฉาบปูน สูง ๒ ชั้น ลักษณะสถาปัตยกรรม ผสมผสานระหว่างโรมาเนสก์กับโกธิค มีลักษณะพิเศษคือ มียอดโดมสูงสำหรับชักธงมหาราช  เจ้าพนักงานจะอัญเชิญธงมหาราช (ธงครุฑ) สู่ยอดเสาขณะที่ประทับอยู่ที่พระราชวัง มีจิตรกรรมสีปูนแห้ง (fresco secco) บนเพดานและบริเวณด้านบนของผนังเขียนเป็นลายเชิงฝ้าเพดานรูปดอกไม้งดงาม บานประตูเป็นไม้สลักลายปิดทองลักษณะศิลปะวิคตอเรียน เหนือบานประตูจารึกอักษรพระปรมาภิไธย ร.ร. ๖ สำหรับห้องชั้นล่าง เช่น ห้องเสวยร่วมกับฝ่ายใน ห้องรับแขก ห้องพักเครื่อง ฯลฯ มีจิตรกรรมสีปูนแห้งที่น่าชมเช่นกัน ส่วนที่ประทับอยู่บริเวณชั้นสอง ซึ่งมีห้องที่น่าสนใจดังนี้


     
ท้องพระโรงกลาง เป็นห้องเสด็จออกให้เฝ้าส่วนพระองค์ หรือเสวยแบบง่ายๆ ภายในตกแต่งแบบยุโรป มีเตาผิงซึ่งตอนบนประดิษฐาน พระบรมสาทิศลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นปรานของห้อง ในกรอบที่ประดับด้วยตราจักรี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ภายในรูปวงรี และภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎล้อมรอบด้วยพระรัศมี
.
 


ห้องพระบรรทมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมห้องสรง ภายในตกแต่งลายเพดานงดงามด้วยจิตรกรรมเขียนด้วยเทคนิคสีปูนแห้ง เป็นภาพคัมภีร์ในศาสนาพุทธเขียนบนใบลาน และภาพพญามังกร หมายถึงสัญลักษณ์ของความเป็นพระราชา และปีพระราชสมภพ
.



ห้องประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ภายในมีจิตรกรรมสีปูนแห้งบนฝ้าเพดาน เป็นลายดอกไม้ ส่วนที่บัวฝ้าเพดานเป็นลายหางนกยูง เนื่องจากนกยูงเป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
.



ห้องทรงพระอักษร เป็นห้องใต้โดมบนชั้นสอง ยังปรากฏตู้หนังสือแบบติดผนัง เป็นตู้สีขาวลายทองมีอักษรพระปรมาภิไธย ร.ร. ๖ อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎทุกตู้ อยู่ติดกับบันไดเวียน ซึ่งสามารถขึ้นไปยังห้องใต้หลังคาโดมที่ปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรม รูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

.

.


พระที่นั่งไวยกูณฐเทพยสถาน





พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งพิมานจักรี อาคารมีลักษณะแบบโรมาเนสก์ เดิมเป็นพระที่นั่งสูง ๒ ชั้น ก่ออิฐ ฉาบปูน ได้มีการต่อเติมชั้น ๓ ขึ้นภายหลัง เพื่อจัดเป็นห้องพระบรรทม
       
สำหรับพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถานนี้ เคยเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพฯ ที่พญาไท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ โดยในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๓ ซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปิดการส่งวิทยุกระจายเสียงเป็นปฐมฤกษ์ พิธีเปิดสถานีได้กระทำโดยอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการฝ่ายหน้าในพระราชพิธีนั้น จากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง มีไมโครโฟนตั้งรับกระแสพระราชดำรัสถ่ายทอดไปตามสายเข้าเครื่องส่งที่พญาไท แล้วกระจายเสียงสู่พสกนิกรที่มีเครื่องรับวิทยุในสมัยนั้นได้รับฟัง
     
อนึ่ง การจัดตั้งสถานีวิทยุดังกล่าวดำเนินไปได้เพียง ๒ ปี ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้ย้ายไปยังที่ทำการตำบลศาลาแดงแทน ห้องพระบรรทมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ตั้งอยู่บนชั้นที่ ๓ ภายในห้องมีจิตรกรรมเขียนด้วยเทคนิคสีปูนแห้ง (fresco secco) บนฝ้าเพดาน เป็นรูปเทพน้อย ๔ องค์ พร้อมเครื่องดนตรีลอยอยู่ในท้องฟ้าเป็นวงกลม การจัดภาพและฝีมืองดงามมาก
     
นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมบนฝ้าเพดานและเชิงฝ้าเพดานที่ห้องทรงพระอักษร ห้องพระสมุด ห้องพระภูษา เช่นกัน







.

.


พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส



พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส เดิมมีนามว่า พระที่นั่งลักษมีพิลาส ตามพระนามของพระนางเธอลักษมีลาวัณ พระชายา อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพระที่นั่งพิมานจักรี  เป็นพระที่นั่งสูง ๒ ชั้น ก่ออิฐ ฉาบปูน มีโดมขนาดเล็ก ลักษณะอาคารเป็นแบบอิงลิช โกธิค มีทางเชื่อมต่อกับพระที่นั่งพิมานจักรีในระดับชั้น ๒ ใช้เป็นที่รับรองของเจ้านายฝ่ายใน ที่ฝาผนังตอนใกล้เพดานและเพดาน มีจิตรกรรมลักษณะแบบ อาร์ต นูโว เป็นลายดอกไม้ และที่ห้องสำคัญเป็นภาพชายหญิง และแกะซึ่งเป็นภาพเขียนสีแบบตะวันตก



.

.


พระที่นั่งเทวราชสภารมย์



พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ เป็นท้องพระโรงเดิมในสมัยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเสด็จมาประทับ ณ วังพญาไท เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ โดยยังปรากฏอักษรพระนามาภิไธย สผ (พระนามเดิม สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน
     
ลักษณะท้องพระโรงได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบไบเซ็นไทน์  มีโดมอยู่ตรงกลางรับด้วยหลังคาโค้งประทุน ๔ ด้านบนผนังมีจิตรกรรมรูปคนและลายพรรณพฤกษา เคยเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาในงานพระราชกุศล เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา วันธรรมดาใช้รับรองแขกส่วนพระองค์ที่มาเข้าเฝ้า บางครั้งเป็นโรงละคร หรือโรงภาพยนตร์แล้วแต่โอกาส



.

.


พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์







พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ เป็นพระตำหนักที่อยู่ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ในบริเวณที่เข้าใจว่าเดิมมีอาคารซึ่งเรียกกันว่า ตึกคลัง ส่วนพระที่นั่งองค์นี้น่าจะสร้างขึ้นในระยะหลัง จึงมีลักษณะต่างไปจากพระที่นั่งองค์อื่นๆ  คือ เป็นอาคารสูง ๒ ชั้นที่เรียบง่าย หลังคาลาดชันน้อยกว่า ไม่มีการตกแต่งด้วยจิตรกรรมเขียนสีปูนแห้งตามเพดานและผนัง แต่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว เน้นบริเวณประตูทางเข้าและบันไดขนาดใหญ่ตรงกลางบันไดหลักของห้องโถงราว บันไดเป็นเหล็กหล่อทำลวดลายคล้ายกับลายแบบอาร์ตนูโว
     
นอกจากนั้นยังมีบันไดเวียนทำด้วยเหล็กหล่อทั้งโครงสร้าง ขั้นบันไดและลูกกรงเป็นแบบที่ได้รับอิทธิพลต่อเนื่องมาจากสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมักจะทำด้วยไม้ แต่ขณะนั้นวัสดุก่อสร้างมีวิวัฒนาการมากขึ้น จึงหันมาใช้เหล็กหล่อ ประตูกระจกเขียนลายกุหลาบ  ห้องชั้นบนมีลักษณะการวางผังเหมือนกันทั้งซ้ายขวา ชั้นล่างเป็นห้องโถงกว้าง
     
พระที่นั่งองค์นี้เดิมอาจไม่เกี่ยวกับหมู่พระที่นั่ง ๓ องค์แรก แต่ต่อมาได้เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวี และพระสุจริตสุดาพระสนมเอก ในภายหลังจึงได้ต่อสะพานเชื่อมในระดับชั้นที่ ๒ สะพานนี้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กช่วงยาวมากกว่าปกติ นับเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความก้าวหน้าทางโครงสร้างอีกระดับหนึ่งด้วย

.

.


พระตำหนักเมขลารูจี





พระตำหนักเมขลารูจี อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพระที่นั่งพิมานจักรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักองค์น้อยขึ้นหนึ่งองค์ที่ริมคลองพญาไทตอนกลาง พระราชทานนามว่า พระตำหนักอุดมวนาภรณ์ เป็นเรือนไม้สัก ๒ ชั้น หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ภายในมีภาพเขียนสีลายนก สวยงาม และมีสระสรง ใช้เป็นที่สรงน้ำหลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ (ตัดผม) แล้ว และได้เสด็จมาประทับอยู่ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๔๖๓ เป็นต้นมา
 
ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งแรกในพระราชวังแห่งนี้ โดยได้ใช้เป็นที่ทรงงานวางโครงการสร้างพระราชมณเฑียรสถานสำหรับประทับถาวรอีกด้วย
     
ต่อมา เมื่อการก่อสร้างพระราชมณเฑียรสถานอื่นๆ ในพระราชวังแห่งนี้แล้วเสร็จ และมีพระราชประสงค์ให้พระที่นั่งด้านตะวันออกซึ่งเชื่อมต่อกับพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถานใช้นามว่า พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามพระตำหนักแห่งนี้ใหม่เป็นพระตำหนักเมขลารูจี

.

.


อาคารเทียบรถพระที่นั่ง



อาคารเทียบรถพระที่นั่ง นี้ ได้สร้างต่อเติมภายหลังจากการสร้างพระราชวังพญาไทเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีลักษณะอาคารแบบนีโอคลาสสิค



โดยอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพิมานจักรี สำหรับเป็นลานเทียบรถพระที่นั่งและห้องพักคอยผู้รอเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

.

.


สวนโรมัน



เข้าใจว่าเดิมเป็นหนึ่งใน สามของพระราชอุทยานในพระราชวังพญาไทสำหรับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ การจัดแต่งภูมิสถาปัตย์เป็นลักษณะแบบเรขาคณิต ประกอบด้วยศาลาในสวนที่ใช้รูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบโรมัน



ศาลาทรงกลมตรงกลาง มีหลังคาโดมรับด้วยเสาแบบคอรินเธียน (Corinthian Order) ขนาบด้วยศาลาทรงสี่เหลี่ยมโปร่งไม่มีหลังคากำหนดขอบเขตด้วยเสาแบบเดียวกัน กับโดม รองรับคานที่พาดด้านบน (Entablature) มีการประดับด้วยตุ๊กตาหินอ่อนแบบโรมัน บริเวณบันไดทางขึ้น ซึ่งต่อเนื่องกับด้านหน้าที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในแนวแกนเดียวกับโดม มีทางเดินกว้างโดยรอบสระน้ำเชื่อมต่อกับศาลา ซึ่งศาลานี้ใช้เป็นเวทีการแสดงกลางแจ้งในบางโอกาส

.

.


ศาลท้าวหิรัญพนาสูร



ท้าวหิรัญพนาสูร

เชื่อกันว่าท้าวหิรันยพนาสูรเป็นอสูรผู้มีสัมมาทิษฐิและสัมมาปฏิบัติ เป็นชายรูปร่างล่ำสันใหญ่โต คอยติดตามป้องกันภยันตรายทั้งปวงให้กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มิให้มากล้ำกรายพระองค์และข้าราชบริพารตั้งแต่เมื่อครั้งเสต็จประพาสมณฑลพายัพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙
     
ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จประพาสมณฑลพายัพเมี่อจะออกเดิน ทางไปในป่า ผู้ที่ตามเสด็จพากันกลัวว่าจะเกิดภยันตรายต่างๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาดำรัสชี้แจงเพื่อให้ คลายกังวลว่าเจ้าใหญู่นายโตเมื่อจะเสด็จที่ใดคงจะมีทั้งเทวดาและปีศาจ หรืออสูรอันเป็นสัมมาทิษฐิคอยติดตามป้องกันภยันตราย มิให้มากล้ำกรายพระองค์และบริพารผู้โดยเสด็จฯ
     
จากนั้นปรากฏว่าผู้ที่ตามเสด็จ ผู้หนึ่งกล่าวว่าฝันเห็นชายรูปร่างล่ำสันใหญ่โตแจ้งว่าชี่อหิรันย์ เป็นอสูรชาวป่า จะมาตามเสด็จ เพื่อคอยดูแลระวังมิให้ภยัน-ตรายทั้งปวงมากล้ำกรายพระองค์และข้าราชบริพาร ครั้นทรงทราบความจึงมีพระราชดำรัสให้จัดธูปเทียน และอาหารไปเซ่นที่ในป่าริมพลับพลา และเวลาเสวยค่ำทุกวัน ได้โปรดเกล้าฯ ให้เเบ่งพระกระยาหารจากเครื่องเสวยไปตั้งเช่นเสมอ หลังจากที่เสด็จประพาสมณฑลพายัพแล้วข้าราชบริพารก็พร้อมกันเชิญหิรันยอสูร ให้ตามเสด็จ เมื่อเสด็จออกจากกรุงเทพฯด้วยเสมอ และโปรดให้เซ่นหิรันยอสูรอย่างเช่นเมี่อครั้งเสด็จมณฑลพายัพเป็นธรรมเนียม ตลอดมา
     
ครั้นเมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหล่อรูปหิรันยอสูรด้วยทองสัมฤทธิ์ และทรงพระราชทานนามใหม่ว่าท้าวหิรันยพนาสูร (สะกดตามลายพระราชหัตถเลขา) มีชฎาเทริดอย่างไทยโบราณ เเละไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศ
     
แรกนั้นรูปหล่อของท้าวหิรันยพนาสูรนี้สูงประมาณ ๒๐ ซ.ม. มีจำนวน ๔ องค์ องค์แรกเดิมประดิษฐานอยู่ข้างพระที่ในห้องพระบรรทม ปัจจุบันอยู่ที่วังรื่นฤดี ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดียังคงให้มีการถวายเครี่องเซ่นเป็นประจำทุกวัน องค์ที่ ๒ โปรดให้อัญเชิญไว้หน้าหม้อรถยนต์พระที่นั่ง ปัจจบันอยู่ที่หมวดรถยนต์หลวง โดยอัญเชิญไว้บนหิ้งบูชา องค์ที่ ๓ โปรดให้อัญเชิญไว้ที่กรมมหาดเล็กหลวง ปัจจุบันอยู่ที่พระที่นั่งราชกรัญยสภา ในพระบรมมหาราชวัง และองค์สุดท้ายอยู่ที่บ้านพระยาอนิรุทธเทวา อดีตอธิบดีกรมมหาดเล็กหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๖
     
ใน พ.ศ. ๒๔๖๕ เมื่อการสร้างพระราชวังพญาไทสำหรับประทับเป็นการถาวรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้ โปรดเกล้าฯให้ช่างหล่อรูปท้าวหิรันยพนาสูรขนาดใหญ่ด้วยทองสัมฤทธิ์มีชฎา เทริดอย่างไทยโบราณ และไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศ มีพระราชพิธีบวงสรวงขอเชิญท้าวหิรันยพนาสูรเข้าสิงสถิตยนรูปสัมฤทธิ์เมื่อเป็นศาลเทพารักษ์ประจำพระราชวังพญาไทสืบไป

.

.


พระมหานาคชินะวร วรานุสรณ์มงกุฎราช



พระพุทธรูปประจำพระราชวังพญาไท สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอุทิศแด่พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่ หัวตามความดำริของพลตรี ปัญญา อยู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเเพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าในสมัยนั้น โดยใช้เงินที่เหลือจากงานอุปสมบทหมู่นักเรียนแพทย์ศาสตร์ทหารครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นส่วนหนึ่งของทุนเริ่มดำเนินการ และได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญขชา ข้าราชการ ผู้เจ็บป่วยและประชาชนทั่วไป มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบ
     
สมเด็จพระญูาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปรินายก องค์พระอุปัชฌาย์และผู้ประทานแบบในการก่อสร้าง ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อองค์พระ ณ ลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชวังพญาไท และได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓
     
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระมหานาคชินะวร วรานุสรณ์มงกุฎราช”



พระพุทธรูปองค์นี้จำลองแบบมาจากพระมหานาคชินะ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงสร้างไว้เมื่อครั้งทรงผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก จัดเป็นพระประจำวันเสาร์ ลักษณะเด่นชัด คือ นั่งขัดสมาธิราบ (โยคะสนะ) พระชงฆ์ขวาทับซ้าย เป็นท่านั่งที่สำรวมอิริยาบท หงายพระหัตถ์วางซ้อนกันบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางทับบนพระหัตถ์ซ้าย มีพญานาคแผ่พังพาน ๗ เศียร ตามพุทธประวัติว่าด้วยเหตุการณ์หลังตรัสรู้ใหม่ๆ พระภูมีพระภาคเจ้าประทับเสวยวิมุติสุข ณ โคนต้นจิก ๗ วัน ได้เกิดเมฆใหญู่ผิดฤดูกาล มีฝนตกพรำ เจือด้วยลมหนาวตลอด ๗ วัน พญานาคชื่อมุจลินท์ มาวงด้วยขนดรอบพระผู้มีพระภาค ๗ รอบ เพื่อป้องกันความหนาวร้อน เหลือบยุง

.

.

ชมพระราชวัง 360 องศา

https://360.phyathaipalace.org/tour/phya-thai-palace

.


ที่มา : พระราชวังพญาไท   
http://www.phyathaipalace.org/index.php

.



77

http://www.phyathaipalace.org/index.php
.
   
พระราชวังพญาไท (ภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า)
เลขที่ ๓๑๕ ถ.ราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ๑๐๔๐๐
โทร. ๐๒ ๓๕๔ ๗๙๘๗ ,๐๘๗ ๗๐๘๑๐๑๕


   
ย้อนกลับไปประมาณ ๑๐๐ ปี ถนนราชวิถีเป็นเพียงถนนสายสั้นๆ เริ่มต้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามาสุดที่ด้านหลังพระราชวังสวนดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อถนนสายนี้ว่า ถนนซางฮี้ (ปัจจุบัน มักเรียกว่า ซังฮี้) อันเป็นคำมงคลของจีน มีความหมายว่า “ยินดีอย่างยิ่ง”
ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า ถนนราชวิถี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปลายถนน ซางฮี้ ตอนตัดใหม่ๆ นั้นเป็นสวนผักและไร่นา มีคลองสามเสนไหลผ่าน พื้นที่ยังโล่งกว้าง อากาศโปร่งสบาย เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างมาก
         ได้โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินประมาณ ๑๐๐ ไร่ เศษ จากชาวนาชาวสวนบริเวณนั้น เพื่อใช้ทดลองปลูกธัญพืช และเป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบท โรงเรือนหลังแรกที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ณ ที่นี้ คือ โรงนา และได้พระราชทานนามว่า โรงนาหลวงคลองพญาไท พร้อมกับโปรดเกล้าให้ย้ายพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่เคยประกอบที่ทุ่งพระเมรุ (ท้องสนามหลวง) มาจัดที่ทุ่งพญาไท

.

.


ประวัติพระราชวัง


ยุคโรงนา


   
โรงนา
       
ย้อนกลับไปประมาณ ๑๐๐ ปี ถนนราชวิถีเป็นเพียงถนนสายสั้นๆ เริ่มต้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามาสุดที่ด้านหลังพระราชวังสวนดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อถนนสายนี้ว่า ถนนซางฮี้ (ปัจจุบันมักเรียกว่า ซังฮี้) อันเป็นคำมงคลของจีน มีความหมายว่า “ยินดีอย่างยิ่ง”
       
ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า ถนนราชวิถี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปลายถนน ซางฮี้ ตอนตัดใหม่ๆ นั้นเป็นสวนผักและไร่นา มีคลองสามเสนไหลผ่าน พื้นที่ยังโล่ง กว้าง อากาศโปร่งสบาย เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างมาก ได้โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินประมาณ ๑๐๐ ไร่ เศษ จากชาวนาชาวสวนบริเวณนั้น เพื่อใช้ทดลองปลูกธัญพืช และเป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบท โรงเรือนหลังแรกที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ณ ที่นี้ คือ โรง และได้พระราชทานนามว่า โรงนาหลวงคลองพญาไท พร้อมกับโปรดเกล้าให้ย้ายพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่เคยประกอบที่ทุ่งพระเมรุ (ท้องสนามหลวง) มาจัดที่ทุ่งพญาไท

.

พระตำหนัก




สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงดำนา ณ ทุ่งพญาไท

พระตำหนัก
     
พระตำหนักพญาไทสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ เพื่อเป็นที่ประทับสำราญพระราชอิริยาบทเวลาเสด็จพระราชดำเนินที่นาแห่งนี้ หลังการก่อสร้างพระตำหนักเสร็จสมบูรณ์ และมีพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลคฤหมงคล (ขึ้นเรือนใหม่) ในวันที่ ๑๔-๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาประทับที่วังพญาไทบ่อยครั้งขึ้น ครั้งสุดท้ายที่เสด็จประพาสตรงกับวังที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๔๕๓ เพียงหนึ่งสัปดาห์ ก่อนเสด็จสวรรคต ความวิปโยคอันสุดแสน เนื่องจากการสูญเสียสมเด็จพระบรมราชสวามี เป็นเหตุให้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ทรงพระประชวร พระอนามัยทรุดโทรมลง  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวิตกห่วงใย  ได้กราบบังคมทูลแนะนำให้แปรพระราชฐาน จากในพระบรมมหาราชวังมาประทับที่วังพญาไทเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้ทรงพระสำราญและเพื่อความสะดวกสำหรับแพทย์และพระประยุรญาติจะได้มีโอกาสเฝ้าเยี่ยม และถวายการรักษาโดยง่าย
     
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาประทับที่พระตำหนักพญาไท พร้อมด้วยพระประยูรญาติที่ใกล้ชิดตลอดจนพระชนมายุ เป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี พระราชสำนักสมเด็จพระพันปีหลวง ณ วังพญาไท ในสมัยนั้นอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผู้คนทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน กล่าวกันว่ามีไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน บรรดาผู้ที่สังกัดอยู่ใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระพันปีหลวงไม่ว่าจะเป็นเชื้อ พระวงศ์ ข้าหลวง โขลนจำ ข้าราชบริพารน้อยใหญ่ ทุกคนได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด เงินเดือน เงินปี ที่อยู่ อย่างอุดมสมบูรณ์ ตามสมควรแก่ฐานะโดยทั่วถึง
     
ครั้นเมื่อ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๔๖๒ แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระราชดำริที่จะสร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่ประทับในวังพญาไท และได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกวังพญาไท ขึ้นเป็นพระราชวังพญาไท เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี

.

ที่ประทับองค์พระมหากษัตริย์



ที่ประทับองค์พระมหากษัตริย์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นใหม่เป็นที่ประทับ ในชั้นต้นจึงโปรดให้รื้อย้ายพระตำหนักที่ประทับของสมเด็พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ไปปลูกสร้างเป็นหอเรียนวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน คงเหลือเพียงท้องพระโรงหน้า ซึ่งโปรดให้สร้างถวาย สมเด็จพระบรมราชชนนี เมื่อตอนต้นรัชกาลเพียงองค์เดียว
และได้โปรดให้สร้าง พระตำหนักอุดมวนาภรณ์ หรือที่ได้พระราชทานนามให้ใหม่ในเวลาต่อมาว่า พระตำหนักว่า พระตำหนักเมขลารูจี ขึ้นเป็นองค์แรก พร้อมกันนั้นก็ได้โปรดให้สร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นแทนที่พระตำหนักเดิม เป็นหมู่พระที่นั่ง 3 องค์ พร้อมด้วยพระราชอุทยานซึ่งจัดเป็นสวนรูปแบบเรขาคณิต ตามแบบสถาปัตยกรรมอิตาเลี่ยนสมัย “เรอเนสซองต์” แต่เรียกกันว่า “สวนโรมัน” รวมทั้งได้โปรดให้ย้าย “ดุสิตธานี” เมืองจำลอง ที่ทรงมีเจตนาสร้างขึ้นเพื่อฝึกหัดสั่งสอนวิธีการปกครองท้องถิ่นในระดับเทศบาล ตามรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ณ พระราชวังดุสิตมายังพระราชวังพญาไทเป็นการถาวร

นอกจากนั้น บทพระราชนิพนธ์ทางวรรณกรรมอันทรงคุณค่า ทั้งเนื้อหาและวรรณศิลป์หลายเรื่องรวมทั้ง “มัทนะพาธา” ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ณ พระราชวังแห่งนี้และได้โปรดให้จัดแสดงในงานเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี ซึ่งสมเด็จฯ ทรงเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้ใช้ดอกกุหลาบ เป็นดอกไม้สำหรับคำสาบที่นางในเรื่องได้รับ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับที่พระราชวังพญาไทเกือบจะเป็นการถาวรตลอดระยะเวลา 6 ปีต่อมา จนกระทั่งต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2468 ได้เสด็จแปรพระราชฐานชั่วคราวไปประทับในพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพระราชพิธีจองเปรียง สะเดาะพระเคราะห์ตามพิธีพราหมณ์ ประจวบกับใกล้จะถึงวันพระราชพิธี

ฉัตรมงคล และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงพระครรภ์ใกล้จะครบถึงวันจะมีพระพระประสูติกาล จึงเสด็จเข้าประทับในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน อันเป็นพระมหามณเฑียรองค์สำคัญ เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่เหตุการณ์อันไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกิดพระอาการประชวรขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จนถึงกับสวรรคตลง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2468 เวลา 1.45 น.ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายหลังพระประสูติกาลของ พระราชธิดาเพียง 1 วัน

.


โฮเต็ลพญาไท




บรรยากาศบริเวณสวนโรมัน


แขกที่มาพักในโรงแรม

โฮเต็ลพญาไท
       
อนึ่ง ในตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชปรารภเป็นการส่วนพระองค์กับพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟฟ้าหลวงในเวลานั้นว่า พระราชวังพญาไทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่โต มีบริเวณกว้างขวางมากต้องสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์จำนวนมากในการบำรุงรักษา หากปรับปรุงเป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยมเยี่ยน และติดต่อธุรกิจในประเทศสยามแล้ว ค่าบำรุงรักษาก็คงจะรวมอยู่ในงบของโรงแรมได้  แต่ยังมิทันได้ดำเนินการอย่างใดก็ประจวบกับทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตเสียก่อน เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับรัชทายาทเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสนององค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมรถไฟฟ้าหลวงปรับปรุงพระราชวังพญาไท เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งชื่อ “Phya Thai Palace Hotel”และได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิด “โฮเต็ลพญาไท” เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘
       
โฮเต็ลพญาไทจัดเป็นโรงแรมที่หรูหราและได้รับการยกย่องว่า ยอดเยี่ยมที่สุดในภาคพื้นตะวันออกไกล มีวงดนตรีสากลชนิดออเคสตร้า ๒๐ คน ใช้นักดนตรีจากกองดุริยางค์ทหารบก บรรเลงให้เต้นรำในวันสุดสัปดาห์ สลับกับคณะโชว์นักร้อง นักแสดงจากยุโรป และเมื่อหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกากลับมา ก็ได้นำวงดนตรีแจ็สมาบรรเลงที่โฮเต็ลแห่งนี้
       
โฮเต็ลพญาไทได้รับเกียรติ เป็นสถานที่จัดประชุมก่อตั้งสโมสรโรตารี่กรุงเทพฯ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๓ และในปีเดียวกันนั้นเอง พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ได้ทรงเปิดการส่งวิทยุกระจายเสียงจาก “สถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพฯ ที่พญาไท” ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ในบริเวณโฮเต็ลพญาไท โดยอัญเชิญกระแสพระราชดำรัชตอบ เนื่องในการพระราชพิธีฉัตรมงคลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว   โดยถ่ายทอดจากท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มาตามสายแล้วเข้าเครื่องส่งกระจายเสียงสู่พสกนิกรเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๓ นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการถ่ายถอดเสียงทางวิทยุในประเทศไทย
     
ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ โฮเต็ลพญาไทประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก ประกอบกับกระทรวงกลาโหมต้องการใช้สถานที่เป็น ที่ตั้งกองเสนารักษ์ คณะกรรมการราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงได้มีมติให้เลิกกิจการโฮเต็ลพญาไท พร้อมกับให้ย้ายสถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพฯ ไปตั้งรวมกับสถานีเครื่องส่งโทรเลขที่ศาลาแดง

.


สู่ยุคโรงหมอ


   
สู่ยุคโรงหมอ
     
กองเสนารักษ์จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่พระราชวังพญาไท เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้มีการ พัฒนากองเสนารักษ์มณฑลทหารบก ที่ ๑ เป็นโรงพยาบาลทหารบกโดยใช้เขต พระราชฐานทั้งหมด เนื่องจากพระราชวังพญาไทเคยเป็น พระราชฐานที่ประทับใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติของพระองค์ท่าน กองทัพบกจึงได้ขอพระราชทานนาม โรงพยาบาลทหารบกใหม่ว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งได้ประกอบพิธีเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต ใน พ.ศ. ๒๕๑๒ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ ณอาคารหลังใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังพญาไท และใช้พระราชวังเป็นที่ทำการของกรมแพทย์ทหารบกเป็นเวลา ๒๐ ปี
       
จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๓๒ กรมแพทย์ทหารบกได้ย้ายได้ย้ายไปยังอาคารที่ทำการใหม่ ณ บริเวณถนนพญาไท เขตราชเทวี โดยมีศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า ย้ายที่ทำการมาอยู่แทนในพระราชวังเป็นการชั่วคราว โดยมีโครงการที่จะย้ายออกเมื่อสถานที่แห่งใหม่พร้อมเช่นกัน ซึ่งหลังจากนั้นพระราชวังพญาไทจึงจะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับให้ประชาชนทั่ว ไปได้เข้าชม
       
กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระราชวังพญาไท เป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๕ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒

.   



78
ภาพสวยงาม / Steve Hanks – Nude, American Artist.
« Last post by ppsan on 24 August 2026, 09:41:15  »
Steve Hanks – Nude, American Artist.


Steve Hanks – Nude, American Artist.

A collection of Steve Hanks Nude Watercolor  Paintings.









































































.

View Steve Hanks Paintings

American Artist  Nude  paintings  watercolorPainting
American Artist, Fine Art, Gallery, Nude, Painting, Watercolor Painting

Fine Arts » American Artist » Steve Hanks – Nude
WOoArts

.


ที่มา : Steve Hanks – Nude, American Artist.
https://wooarts.com/steve-hanks-nude-paintings/

.




79
ภาพสวยงาม / Robert Hagan, Australian Artist.
« Last post by ppsan on 24 August 2026, 09:39:12  »
Robert Hagan, Australian Artist.


Robert Hagan, Australian Artist.

You have been pushing paint around for about 30 years and you still love it, so yes, it is a hobby that refuses to be called a hobby.TV Shows & Programs

Q: Who is this artist
A: Robert Hagan is an Australian  painter who has  painted for thirty years and Robert Hagan still loves every minute.

Boyhood in the Tweed Valley, stepping around sunbathing snakes, gave you a taste for wild light and the small dangers of being alive.


Robert Hagan  Painting

Q: What shaped Robert Hagan’s eye
A: The Tweed Valley and its light shaped Robert Hagan, giving Robert Hagan a love of nature and risk.Coatings & Adhesives

School was minimal bookwork and maximal football, the kind of education that teaches risk and recovery.

A 16 hour steam train to the big smoke and four years later you left with a degree and a head full of history, economics and late night stories.



















































Q: When did painting take over
A: Painting quietly won out while working, and Robert Hagan let painting take over his life.Hobbies & Leisure

Travel followed naturally, painting in the USA, the UK and across Asia, learning from places as much as from teachers.

Two great relationships, two fabulous boys, a few books and a brush with TV later, and here you are, still painting and still curious.

Q: What’s the takeaway
A: Keep painting, keep exploring, and let Robert Hagan’s steady joy be the example.

“Paint like you are stealing sunlight and giving it back.”


Australian Artist, Fine Art, Oil Painting, Painting
Fine Arts » Australian Artist » Robert Hagan
WOoArts

.


ที่มา : Robert Hagan, Australian Artist.
https://wooarts.com/robert-hagan/

.




80
ภาพสวยงาม / Jack Sorenson, American Artist.
« Last post by ppsan on 24 August 2026, 09:36:44  »
Jack Sorenson, American Artist.


Jack Sorenson, American Artist.

Jack Sorenson paints the Old West with a warmth that comes from living it, not just imagining it. Growing up at Six Gun City on the rim of Palo Duro Canyon, he spent his childhood surrounded by horses, dust, stagecoaches and the kind of stories that settle deep in a kid’s bones. That early life shaped the way he sees the world and gave his paintings their homespun, storytelling heart.


Painting By Artist Jack Sorenson

As a teenager, Jack Sorenson wasn’t flipping burgers or stocking shelves. He was driving stagecoaches, performing as a gunfighter, and training horses. Those real experiences gave him a sense of rhythm and humor that later showed up in his art. When he began painting full‑time in 1974, his first solo show sold out, and he knew he had found his path.

His work soon appeared on the covers of Western Horseman, Beef, The Cattleman, and many more. The document notes how Leanin’ Tree picked him up in 1996, and he became one of their best‑selling artists. His paintings later spread into puzzles, prints and wall hangings, reaching homes far beyond the ranch world he grew up in.

Harvest House Publishing released two books of his art, celebrating the warmth and nostalgia he captures. In 2009, the Texas Legislature honored him for his achievements, recognizing how deeply his work reflects the spirit of the state. The land honored him too, naming Sorenson Point after a peak he painted often.

Jack Sorenson’s humor shows up in his scenes of kids, cowboys and horses, always with a wink and a story tucked inside. He believes Western art can do more than show a rider crossing a landscape. It can pull the viewer into a moment, a memory, a feeling.

Four decades into his career, he still paints with gratitude, saying he’s exactly where he’s meant to be. His faith, family and love for the West guide every brushstroke. Today his originals can be found at Joe Wade Fine Art in Santa Fe, keeping his stories alive for new generations.



































































































.

Q: How did Jack Sorenson’s early life shape Jack Sorenson
A: Jack Sorenson grew up at Six Gun City, living real cowboy life, and those experiences shaped the stories he paints today.

Q: What defines Jack Sorenson’s artistic voice
A: Jack Sorenson mixes humor, nostalgia and lived Western truth, creating scenes that feel warm and full of storytelling.

Q: Why is Jack Sorenson important in Western art
A: Jack Sorenson believes Western art can tell deeper stories, giving the genre heart and narrative instead of simple scenery.

“I think great paintings should tell a story, should involve the viewer.”

.

American Artist  oil-painting  painting  Wild West
American Artist, Fine Art, Oil Painting, Painting

Fine Arts » American Artist » Jack Sorenson
WOoArts

.


ที่มา : Jack Sorenson
https://wooarts.com/jack-sorenson/

.




Pages: 1 ... 6 7 [8] 9 10
SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.08 seconds with 16 queries.