Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 March 2026, 16:09:18

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,262 Posts in 14,502 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  Recent Posts

Recent Posts

Pages: 1 ... 6 7 [8] 9 10
71
เที่ยวลพบุรี 3 วัน 2 คืน ย้อนเวลาหาอดีต สัมผัสธรรมชาติ ที่พักดีราคาหลักร้อย


เที่ยวลพบุรี 3 วัน 2 คืน ย้อนเวลาหาอดีต สัมผัสธรรมชาติ ที่พักดีราคาหลักร้อย
Paiduaykan ไปด้วยกัน

.



https://www.youtube.com/watch?v=43jxvCQ6Wms&t=5s

เที่ยวลพบุรี 3 วัน 2 คืน ย้อนเวลาหาอดีต สัมผัสธรรมชาติ ที่พักดีราคาหลักร้อย
Paiduaykan ไปด้วยกัน

https://youtu.be/43jxvCQ6Wms?si=25HLuNpLOk0S9Lf_

.

Mar 21, 2025  #เที่ยวลพบุรี #ลพบุรี #น้ำตกวังก้านเหลือง
เที่ยวลพบุรี 3 วัน 2 คืน แบบครบทุกรสชาติ เริ่มต้นด้วยโบราณสถานเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เช่น พระปรางค์สามยอด พระนารายณ์ราชนิเวศน์  บ้านวิชาเยนทร์ ปรางค์แขก ดื่มด่ำกับธรรมชาติ น้ำตก ทางรถไฟลอยฟ้า ปิดท้ายด้วยการพักผ่อนในที่พักราคาประหยัดราคาหลักร้อยแต่สะดวกสบาย

ที่เที่ยวลพบุรี :  https://www.paiduaykan.com/ที่เที่ยวล...
ตัวอย่างเพลนเที่ยวลพบุรี 1 วัน :  https://www.paiduaykan.com/lopburi-on...
https://www.paiduaykan.com/lopburi-ondaytrip/

#เที่ยวลพบุรี  #บ้านพักคันทรี่โฮม #ลพบุรี #น้ำตกวังก้านเหลือง

Paiduaykan ไปด้วยกัน

.



72
เที่ยวลพบุรี 1 วัน ถ่ายรูปชิค ชมโบราณสถาน แวะร้านเด็ดฟีลโลคอล


เที่ยวลพบุรี 1 วัน ถ่ายรูปชิค ชมโบราณสถาน แวะร้านเด็ดฟีลโลคอล
-ไปด้วยกัน-

ลพบุรี เมืองท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่มีสถานที่เที่ยวมากมาย ทั้งแหล่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ และธรรมชาติ มาเช็คอินสถานที่น่าสนใจ เที่ยวลพบุรี 1 วัน ถ่ายรูปสตรีทอาร์ตสุดชิค ชมโบราณสถานสุดอลังการ คาเฟ่สุดเก๋ จัดเต็ม ครบทุกอารมณ์ รับรองว่าทริปนี้สนุกแน่นอน



.


สตรีทอาร์ตบนพื้นถนน

เริ่มต้นทริปแบบชิคๆ สตรีทอาร์ตบนพื้นถนน ที่แต่งแต้มด้วยสีสันสดใสลายเส้นโดดเด่น สะท้อนเรื่องราวและวัฒนธรรมของชาวลพบุรีได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะมุมไหนก็ถ่ายรูปสวย อัพลงโซเชียลรัวๆ รับรองปัง พิกัดตั้งอยู่ติดกับโบราณสถานปรางค์แขก ปักหมุดมาได้เลย

พิกัด :  https://maps.app.goo.gl/qQQFDR94VhkRRmgi6





.


โบราณสถานปรางค์แขก

จากความชิคข้ามเวลามาสัมผัสความขลังที่ โบราณสถานปรางค์แขก ตั้งอยู่ติดกัน เป็นโบราณสถานที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มองแล้วมีเสน่ห์มาก สร้างด้วยศิลปะขอมโบราณ ตัวปราสาทได้รับการดูแลอย่างดี เดินชมสถาปัตยกรรมอันวิจิตร พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดขลัง

พิกัด :  https://maps.app.goo.gl/qQQFDR94VhkRRmgi6









.


พระนารายณ์ราชนิเวศน์

มาถึงลพบุรีทั้งทีจะพลาด พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ได้ยังไง พระราชวังโบราณ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชมความอลังการของโบราณสถานต่างๆ พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ มุมถ่ายรูปเยอะมาก

พิกัด :  https://maps.app.goo.gl/PLosJ4YESEax9v9K7









.


นมคัพดี

เที่ยวจนเหนื่อย นั่งพักกันหน่อย ที่ร้านนมสุดฮิต นมคัพดี ตั้งอยู่ตรงข้ามพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ร้านนี้นอกจากตกแต่งน่ารักแบบมินิมอลแล้ว ยังขึ้นชื่อเรื่องเมนูเครื่องดื่ม และขนมปังปิ้ง รสชาติอร่อย ราคาสบายกระเป๋า บอกเลยว่าสายหวานห้ามพลาด

พิกัด :    https://maps.app.goo.gl/C1zgnYDUBc838LL4A









.


บ้านดินมดแดง

พักทานข้าวพร้อมไปกับการชมบรรยากาศแบบโลคอล ที่ บ้านดินมดแดง แหล่งรวมงานศิลปะดินเผาและศูนย์เรียนรู้ชุมชนสำหรับคนรักงานศิลปะ เพลิดเพลินกับงานศิลปะดินเผา เช็คอินถ่ายรูปมุมเก๋กับเครื่องปั้นดินเผาหลากหลายดีไซน์ รวมทั้งยังเป็นร้านกาแฟและร้านอาหารขนาดเล็ก ที่เน้นเมนูพื้นบ้าน ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ พิซซ่า เครื่องดื่ม รสชาติอาหารอร่อยราคาไม่แพง

พิกัด :  https://maps.app.goo.gl/Corg4shR3pteitEh6









.


บ้านวิชาเยนทร์

ช่วงบ่ายสองย้อนกลับเข้ามาในตัวเมืองลพบุรี ไปที่ บ้านวิชาเยนทร์ บ้านเก่าแก่ สไตล์ยุโรป ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พำนักของ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ขุนนางต่างชาติคนสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ท่านได้รับเกียรติให้ต้อนรับคณะทูตจากฝรั่งเศส ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ใช้บ้านหลังนี้เป็นสถานที่รองรับ เดินชมสถาปัตยกรรมอันงดงาม และเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

พิกัด :  https://maps.app.goo.gl/v4SbYNnciFdTr1h48









.


วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

บ่ายสามแดดร่ม แวะไปอีกหนึ่งสถานที่ไม่อยากให้พลาดคือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองลพบุรี ชมความงดงามของพระปรางค์ และโบราณสถานต่างๆ สวยงามมีมนต์ขลังมาก เป็นวัดที่ได้รับการดูแลอย่างดีค่ะ พื้นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดมาก

พิกัด :   https://maps.app.goo.gl/nB1PLuTKLryBrQ7Z7









.


พระปรางค์สามยอด

ก่อนกลับแวะไปที่ พระปรางค์สามยอด แลนด์มาร์คสำคัญของเมืองลพบุรี  ชมความงดงามของพระปรางค์ ที่ตั้งตระหง่าน อยู่คู่เมืองลพบุรีมาอย่างยาวนาน  ที่นี่มีลิงเยอะมาก ชมโบราณสถานไป ก็ถ่ายรูปน้องลิง แสนซน ไปด้วย

พิกัด :    https://maps.app.goo.gl/YiqzSHLxU7m4aptp9









.
ลพบุรี ไม่ได้มีดีแค่ลิง มีที่เที่ยวน่าสนใจอีกมากมาย รอให้ไปสัมผัส ไม่ว่าจะเป็น โบราณสถาน สตรีทอาร์ต
คาเฟ่ ร้านอาหาร และวัดวาอาราม บอกเลยว่า เที่ยวลพบุรี 1 วันครบรส สนุกได้ไม่มีเบื่อ
.

สรุปค่าใช้จ่ายเที่ยวลพบุรี 1 วัน

-ค่าน้ำมัน (เริ่มจากกรุงเทพ) 600 บาท
-ค่าเครื่องดื่มขนมคาเฟ่ 179 บาท
-ค่าอาหารบ้านดินมดแดง 550 บาท
-ค่าเข้าชมสถานที่รวม 120 บาท
-รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1,449 บาท ( หาร 2 คนละ 724 บาท )

.

ที่มา : เที่ยวลพบุรี 1 วัน ถ่ายรูปชิค ชมโบราณสถาน แวะร้านเด็ดฟีลโลคอล
https://www.paiduaykan.com/lopburi-ondaytrip/

.




73

10. Trolltunga ประเทศนอร์เวย์



Trolltunga ประเทศนอร์เวย์

เส้นทางแห่งผู้พิชิตเนินผา Trolltunga (โทรลส์ทุงกา) หรือ ลิ้นของโทรลส์ โดยสาเหตุที่ถูกเรียกเช่นนี้เนื่องจาก ลักษณะของผาที่ยื่นออกมานั้นมีลักษณะรูปร่างเหมือนแผ่นหินซึ่งยื่นออกไปจากหน้าผาที่สูงลิบเหนือทะเลสาบ Ringedalsvatnet ถึง 700 เมตร โดยตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของที่ราบสูง Hardangervidda ใกล้เมือง Odda และหากคุณรู้ตัวว่าเป็นสายเดินเขาละก็ ควรที่จะหาโอกาสมาพิชิตสักครั้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติจากทั่วโลกที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการเดินเขาประมาณ 9 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ช่วงฤดูที่เหมาะที่สุดของนักท่องเที่ยว : ตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงกันยายน

หลังจากดื่มด่ำกับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลกอย่างเพลิดเพลินแล้ว ต้องบอกเลยว่าแต่ละสถานที่นั้นมีความสวยงามราวกับต้องมนต์ ไม่ว่าจะทัศนียภาพภูเขา น้ำตก หรือทะเล ล้วนแต่เป็นสถานที่ที่จะช่วยให้คุณได้เยี่ยวยาสภาพจิตใจที่เหนื่อยล้ามาทั้งปีได้เป็นอย่างดี แม้ว่าสถานที่แต่ละแห่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ยากต่อการเข้าถึงก็ตาม แต่นับว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าขนาดที่ว่าสายธรรมชาติต้องไปสักครั้งในชีวิต หากใครเป็นสายธรรมชาติแล้วกำลังแพลนเที่ยวอยู่ อย่าลืมเก็บ  10 สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติทั่วโลกเหล่านี้ไว้ในลิสต์แล้วเตรียมปอดไปพร้อมแล้วไปสูดอากาศบริสุทธิ์กลับมาให้เต็มปอด

..

Trolltunga




















10



















20




















.

.

ที่มา : 10 อันดับ สถานที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก
https://www.charnveeresortkhaoyai.com/th/most-natural-beautiful-place-in-the-world/

Trolltunga
https://www.google.com/search?q=Trolltunga&sourceid=chrome&ie=UTF-8

.




74

9. Iguazu Fall ประเทศบราซิล และอาร์เจนตินา



Iguazu Fall ประเทศบราซิล และอาร์เจนตินา

น้ำตกอีกวาซู หรือ สายน้ำอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นภาษากวารานี (Guarani) ของชนเผ่าอินเดียแดง นับเป็นมรดกโลกที่ถูกรับรองจาก UNESCO และยังเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติยุคใหม่ (New Seven Wonders of Nature) แห่งปี 2011 เรียกว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่ถูกรังสรรค์มาอย่างบรรจง ฉะนั้น หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติจากทั่วโลก บางครั้งคุณอาจจะได้รับการต้อนรับจากสัตว์ท้องถิ่นน้อยใหญ่ไม่ว่าจะเป็น นกไทนามัส แมวป่าโอเซล เสือจากัวร์ และสัตว์นานาชนิดอีกมากมาย

ช่วงฤดูที่เหมาะที่สุดของนักท่องเที่ยว : ช่วงต้นมีนาคมไปจนถึงเมษายน และช่วงเดือนสิงหาคมไปจนถึงช่วงปลายเดือนตุลาคม

..

Iguazu Fall





.




















10

















20




.

.

ที่มา : 10 อันดับ สถานที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก
https://www.charnveeresortkhaoyai.com/th/most-natural-beautiful-place-in-the-world/

Iguazu Fall
https://www.google.com/search?q=Iguazu+Fall&oq=Iguazu+Fall&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyBggAEEUYOdIBDTQ1ODIzMzA1MGowajCoAgCwAgA&sourceid=chrome&ie=UTF-8

.




75

8. Machu Picchu ประเทศเปรู



Machu Picchu ประเทศเปรู

มาชู ปิกชู เจ้าของฉายาเมืองสาบสูญแห่งอินคา ณ ประเทศเปรู ดินแดนในฝันของใครหลายคน ที่สำคัญยังเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ โดยภายนอกถูกรายล้อมด้วยยอดเขาสูงเฉียดฟ้าจากเทือกเขาแอนดีส ทั้งยังมีซากเมืองโบราณของอารยธรรมอินคาซ่อนอยู่ จึงนับว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลกที่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มายังสถานที่แห่งนี้ได้ ถึงแม้ว่าเส้นทางการมาถึงสถานที่แห่งนี้จะลำบากแต่นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์อันแสนคุ้มค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหล่านักท่องเที่ยวสายธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ทุกคนยังมีโอกาสได้เห็นเห็นวิวทิวทัศน์จากภูเขาน้อยใหญ่แล้ว ตลอดเส้นทางยังมีแม่น้ำ Urabamba ไหลผ่านตามซอกเขา ดังนั้น หากคุณพกดวงมาด้วยบางครั้งอาจจะได้รับการต้อนรับที่ดีจากเจ้าบ้านอย่างอัลปาก้าและลามาอีกด้วย นับเป็นผังเมืองที่มหัศจรรย์ที่มีการวางระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งยังมีศูนย์กลางทางศาสนา และมีสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับดาราศาสตร์อีกด้วย ดังนั้น สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ถูกสร้างจึงถูกลดหลั่นลงมาในลักษณะขั้นบรรได ในขณะที่ตามเชิงเขาก็จะมีมีบันไดหลายพันขั้นเชื่อมต่อกันอย่างไร้ที่ติ

ช่วงฤดูที่เหมาะที่สุดของนักท่องเที่ยว : ตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนสิงหาคม เนื่องจากเป็นช่วงปราศจากฝน

..

Machu Picchu




















10




















.

.

ที่มา : 10 อันดับ สถานที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก
https://www.charnveeresortkhaoyai.com/th/most-natural-beautiful-place-in-the-world/

Machu Picchu
https://www.google.com/search?q=Machu+Picchu&sourceid=chrome&ie=UTF-8

.




76

7. Zhangjiajie National Forest Park ประเทศจีน



Zhangjiajie National Forest Park ประเทศจีน

อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย อีกหนึ่งแรงบันดาลในการผลิตผลงานภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง อวตาร (Avatar) โดยอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยเปรียบเสมือนเมืองภูเขาลอยฟ้าแห่งดาวแพนดอร่าที่นับว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้งยังได้รับการรองรับขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี ค.ศ. 1992 ซึ่งนับเป็นความสวยงามที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้มีโอกาสสัมผัสธรรมชาติแบบเต็มรูปแบบ 360 องศา ดังนั้นหากคุณได้มาเที่ยวละก็จะต้องไม่พลาดกับกิจกรรมนั่งกระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในโลก พร้อมเดินเท้าลัดเลาะกระจกริมผาที่มีความสูงมากกว่า 1,433 เมตร ในระหว่างทางยังมีลำธารมากมายให้คุณได้พักให้หายเหนื่อยจากการเดินทางอีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งในสถานที่เอาใจสายธรรมชาติอย่างแท้จริง

ช่วงฤดูที่เหมาะที่สุดของนักท่องเที่ยว : ตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม และช่วงเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม

..

Zhangjiajie National Forest Park




















10




















.

.

ที่มา : 10 อันดับ สถานที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก
https://www.charnveeresortkhaoyai.com/th/most-natural-beautiful-place-in-the-world/

Zhangjiajie National Forest Park
https://www.google.com/search?q=Zhangjiajie+National+Forest+Park&sourceid=chrome&ie=UTF-8

.




77
10 สถานที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก by forngolf (6-10)


6. Cenotes of Yucatan Peninsula ประเทศเม็กซิโก



Cenotes of Yucatan Peninsula ประเทศเม็กซิโก

หลุมว่ายน้ำธรรมชาติอันแสนมหัศจรรย์ของประเทศเม็กซิโก ทั้งยังเป็นหนึ่งในสถานที่สักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่า Mayan นับตั้งแต่เข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐาน โดยพวกเขาจะใช้สระน้ำแห่งนี้เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกับทวยเทพ โดย Cenotes มีความหมายว่า “Sacred Well” บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่เหล่านักดำน้ำต่างพากันหลงใหล และต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่ราวกับคุณกำลังด่ำดิ่งสู่อีกโลกหนึ่ง จึงนับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่ขึ้นชื่อมากที่สุดแห่งหนึ่งจากทั่วทั่วโลกที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ช่วงฤดูที่เหมาะที่สุดของนักท่องเที่ยว : ช่วงปลายเดือนตุลาคม และช่วงกลางเดือนพฤษภาคม

..

Yucatan Peninsula




















10



















20


.

.

ที่มา : 10 อันดับ สถานที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก
https://www.charnveeresortkhaoyai.com/th/most-natural-beautiful-place-in-the-world/

Cenotes of Yucatan Peninsula
https://www.google.com/search?q=Cenotes+of+Yucatan+Peninsula&sourceid=chrome&ie=UTF-8

.




78

5. Fairy Pools ประเทศสกอตแลนด์



Fairy Pools ประเทศสกอตแลนด์

Fairy Pool สระว่ายน้ำธรรมชาติที่หลายต่อหลายคนลงความเห็นว่าเปรียบเสมือนสวรรค์บนดินของเหล่านางฟ้าที่ต้องการลงมายังพื้นโลกแห่งนี้ ที่สำคัญสระแห่งนี้ยังถูกแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สุดสวยที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่บนหุบเขาเกลน บริทเทิล ที่อยู่บริเวณทางตอนใต้ของเกาะ Isle of Skye หมู่เกาะที่อยู่นอกชายฝั่งตะวันตกของสกอตแลนด์อีกด้วย ซึ่งสถานที่แห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงหินที่ตั้งตระง่านและถูกปกคลุมด้วยหมู่มลแมกไม้สีเขียวชอุ่ม

ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องเดินเท้าด้วยระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ถึงแม้ว่าหนทางจะไม่ลำบากมากนักแต่ต้องอาศัยการลัดเลาะไปตามโขดหินและก้อนกรวด ซึ่งอาจจะมีดินโคลนประปราย จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักเดินทางไกลที่จะได้พบเจอกับธารน้ำใสท่ามกลางความสวยงามที่ถูกรังสรรค์จากธรรมชาติ 

ช่วงฤดูที่เหมาะที่สุดของนักท่องเที่ยว : ตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนสิงหาคม

..

Fairy Pools


















10



















20




















.

.

ที่มา : 10 อันดับ สถานที่เที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดในโลก
https://www.charnveeresortkhaoyai.com/th/most-natural-beautiful-place-in-the-world/

Fairy Pools
https://www.google.com/search?q=Fairy+Pools&sourceid=chrome&ie=UTF-8

.




79
สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘เสือใบ-เสือดำ’ และ ‘ขุนแผน-วันทอง’ ที่เขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท


หน้าแรก  คอลัมนิสต์  สุจิตต์ วงษ์เทศ

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘เสือใบ-เสือดำ’ และ ‘ขุนแผน-วันทอง’ ที่เขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท
6.01.26 | 17:25 น.
.


Hankha Festival 2026 ที่ป่าชุมชนเขาราวเทียน บ้านบุทางรถ ต.เด่นใหญ่ อ.หันคา จ.ชัยนาท

จ.ชัยนาท มีป่าชุมชนเขาราวเทียน อยู่ อ.หันคา กลางทุ่งโล่งทางเหนือของท้องที่ อ.เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี เป็น “แลนด์มาร์ก” สำคัญบนเส้นทางทวนแม่น้ำท่าจีนจากเมืองสุพรรณขึ้นเมืองสรรคบุรีที่ชัยนาท

จึงเป็นชุมโจรที่หลบซ่อนของ “5 เสือ” นักปล้นในประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำท่าจีน ได้แก่ เสือใบ, เสือดำ, เสือมเหศวร, เสือฝ้าย, เสือย่อม โดยเฉพาะ “เสือใบ-เสือดำ” ในนิยายของ ป. อินทรปาลิต เป็นฮีโร่ของวัยรุ่นร่วมสมัยขรรค์ชัย บุนปาน (ปัจจุบันอายุ 81)

แต่โรแมนติกอย่างยิ่งเมื่อเขาราวเทียนเป็นแหล่งหลบภัยหนีความผิดของขุนแผนกับนางวันทองในหนังสือเสภาขุนช้างขุนแผน (ฉบับวัดเกาะ)

ขุนแผนพานางวันทองชมดงเขาราวเทียน เป็นกลอนเสภามีกวีโวหารตามขนบสำคัญยิ่งที่ท้องถิ่นหันคา ชัยนาท ควรปรับใช้เป็นพลังดึงดูดการท่องเที่ยวท้องถิ่นป่าชุมชนเขาราวเทียนคึกคักและโรแมนติก



แผนที่ป่าสงวนเขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท (จากหนังสือ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดชัยนาท กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2542 หน้า 56)


เดินป่าเขาราวเทียน Hankha Festival 2026

สำนักงานทองเที่ยวและกีฬาจังหวัดชัยนาท ร่วมกับอำเภอหันคา จัด “มหกรรมเดินป่าเขาราวเทียน Hankha Festival 2026” วันที่ 9-11 มกราคม 2569 “ตั้งแคมป์ ฟังดนตรี กับกิจกรรมดีดี ที่เขาราวเทียน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท”

บ้านบุทางรถ ป่าชุมชนเขาราวเทียน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท พื้นที่ซึ่งในอดีดเคยเป็นเขาหัวโล้นจากการบุกรุกทำลายป่า จนกระทั่งมีการรวมตัวกันของกลุ่มชาวบ้านในการอนุรักษ์ ทำให้พื้นที่ป่ากลับมามีความอุดมสมบูรณ์ และดินแดนซึ่งเคยเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือ พ.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท (พ.ศ. 2488-2490) กับกลุ่มจอมโจรในอดีตอย่าง เสือฝ้าย, เสือย่อม, เสือใบ, เสือดำ, และเสือมเหศวร ที่ใช้พื้นที่ป่าเขาราวเทียนเป็นจุดหลบซ่อนตัวก่อนจะถูกทางการปราบปราม ปิดตำนานเสือร้ายไปในที่สุด

ชุมโจร เมืองสุพรรณ ที่เขาราวเทียน

อ.ประเทือง ไทยเขียว (ปราชญ์ชาวบ้านสาขาวรรณศิลป์และมนุษยศาสตร์ จ.ชัยนาท) เล่าว่าบริเวณเขาราวเทียน เป็นชุมโจรเมืองสุพรรณทั้ง 5 มีคำคล้องจอง ดังนี้

“ชุมเสือดำ ถ้ำเสือย่อม กระท่อมเสือฝ้าย ค่ายเสือใบ บ้านใหญ่เสือมเหศวร”

(อ.ประเทืองบอกว่าเป็นสโลแกนของคุณสมศักดิ์ เดโชจิรกุล เจ้าของไร่แสงจันทร์ อ.เนินขาม จ.ชัยนาท)

บางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ชุมเสือฝ้าย ค่ายเสือดำ ถ้ำเสือย่อม กระท่อมเสือใบ บ้านใหญ่เสือมเหศวร”

อ.ประเทือง เขียนเล่าเรื่องเขาราวเทียนว่ามีป่าสงวนเนื้อที่ 70.34 ตร.กม. (43,962 ไร่) อยู่ในพื้นที่ 2 อำเภอต่อเนื่องกัน คือ อ.หันคา (ต.ไพรนกยูง) และ อ.เนินขาม (ต.เนินขาม, ต.สุขเดือนห้า, ต.กะบกเตี้ย) ทิวเขาราวเทียนมียอดสูง 2 ยอด ยอดหนึ่งอยู่ใน ต.เนินขาม สูง 304 เมตร อีกยอดหนึ่งอยู่ใน ต.ไพรนกยูง สูง 323 เมตร

ขุนแผน พานางวันทอง หนีความผิดไปเขาราวเทียน

ขุนแผนขี่ม้าสีหมอกพานางวันทองหนีขุนช้างไปหลบซ่อนอยู่เขาพระ (อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) แล้วต้องหนีทหารหลวงตามจับจากเขาพระขึ้นไปทางทิศเหนือ จนถึงเขาราวเทียน (อ.หันคา จ.ชัยนาท) ปัจจุบันเป็น “ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาราวเทียน” ในท้องที่หลายตำบลต่อเนื่องกัน

ตอนอยู่เขาพระ ขุนแผนรู้ดีว่า “เห็นไม่วายสงครามตามมารบ” จึงบอกวันทองว่า“จะอยู่นี่นานนักไม่ได้น้อง” แล้วก็พากันขี่ม้าสีหมอกขึ้นไปทางเหนือ เลียบชายป่าชายดงตามลำน้ำท่าว้า-ท่าคอย (ขนานแม่น้ำท่าจีน) ผ่านสามชุก, เดิมบางนางบวช, ด่านช้าง (เส้นทางเดียวกับสุนทรภู่ในโคลงนิราศสุพรรณ), บึงฉวาก, ถึงเขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท

แต่ยังไม่ปลอดภัย ในที่สุดขุนแผนก็ตัดสินใจพานางวันทองไปเมืองพิจิตร (จ.พิจิตร) ซึ่งเขาราวเทียนอยู่บนเส้นทางขึ้นเหนือไปทางแควยม-น่าน เพื่อพึ่งพระพิจิตร พามอบตัว ขอลุแก่โทษ สู้คดีกับขุนช้าง

ขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ (โดย คริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2556 หน้า 304) ระบุชัดเจนว่าขุนแผนพานางวันทองไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เรียก เขาราวเทียน (ตรงกับตัวเขียนบนสมุดข่อยอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ) จะคัดมาดังนี้

ร่มรื่นพื้นพรรณบุปผา                           สะอาดตาช่อชูดูไสว
ขุนแผนชักม้าคลาไคล                         บัดใจถึงเขาราวเทียน
ที่เชิงเขาเหล่าพรรณมิ่งไม้                    ลมพัดกวัดไกวอยู่หันเหียน
รกฟ้าขานางยางตะเคียน                      กันเกราตระเบาตระเบียนแลชิงชัน
สนสักกรักขีต้นกำยาน                         ฉนวนฉนานคล้าคลักจักจั่น
ปรางปรูประดู่ดูกมูกมัน                        เหียงหันกระเพราสะเดาแดง
เต็งแตวแก้วเกดอินทนิน                      ร้อยลิ้นตาตุ่มชุมแสง
ขวิดขวาดราชพฤกษ์จิกแจง                 สมุลแว้งแทงทวยกล้วยไม้
กระพ้อเงาะระงับกระจับบก                  กระทกรกกะลำพอสมอไข่
ผักหวานตาลดำลำไย                        มะเฟืองไฟไข่เน่าสะเดานา
ไทรโศกอุโลกโพกพาย                     โพบายไกรกร่างอ้อยช้างหว้า
พลับพลวงม่วงมันจันทนา                   ปักษาเพรียกพร้องร้องจอแจ

กลอนเสภาตอนนี้มีในหนังสือขุนช้างขุนแผน (ฉบับหอฯ หรือฉบับวางขายทั่วไป) แต่ถูกแก้ไขชื่อ “เขาราวเทียน” เป็น “เขาธรรมเธียร” ซึ่งผิดจากตัวเขียนบนสมุดข่อย

นางนมด้วน เมืองสุพรรณ

เขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท พื้นที่ต่อเนื่องด้านทิศใต้กับบึงฉวาก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี จึงมีนิทานท้องถิ่นเรื่องนางนมด้วน

[เป็นนิทานเกี่ยวข้องกับดินแดนเมืองสุพรรณ ได้จากพระราชหัตถเลขา ร.5 เก็บความมาจัดย่อหน้าใหม่จากหนังสือพระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ. 2493 หน้า 14-15]

บ้านเดิมบาง แต่ก่อนเรียก บ้านเดิมนาง แต่นามนางไม่ปรากฏ ต่อมานางย้ายไปอยู่บ้านกำมะเชี่ยนแล้วทอหูกด้วยใยบัวอยู่บนเขา มีนายศรีนนท์คนหนึ่ง (เป็นโรคเรื้อน) ไปต่อไก่เถื่อน พบนางเข้าก็มีความรักใคร่จนได้พูดจาเกี้ยวพาน

นางไม่มีความเสน่หาด้วย จึงตัดถันตัวเองออกจากอกทั้งสองถันแล้วขว้างไปทางซ้ายและขวา นานเข้ากลายเป็นภูเขามีชื่อจนทุกวันนี้ว่า เขานมนาง และหลักต่อไก่เถื่อนของนายศรีนนท์ที่กลายเป็นหินก็ยังมีอยู่ เรียก หลักต่อไก่ (ร.5 มีพระอธิบายว่า “ดูเหมือนจะเป็นหลักเขตวัด”)

เหตุที่นางตัดถันก็ประสงค์จะให้สิ้นความสะสวย แต่กระนั้นก็ดี นายศรีนนท์ยังไปรบกวนอยู่เสมอ จึงจำต้องหนีไปบวชอยู่เขานางบวช แขวงเมืองสุพรรณ ซึ่งเรียกต่อมาว่า เขานางบวช จนทุกวันนี้

นายศรีนนท์ก็ยังตามไปรบกวนอีก นางจึงหนีไปจำศีลอยู่แขวงเมืองอ่างทอง ต่อมาเรียกว่า บ้านไผ่จำศีล นายศรีนนท์ก็ยังตามไป

จนที่สุดนางได้หนีไปอยู่ เขาราวเทียน จ. ชัยนาท นายศรีนนท์ก็ยังตามอยู่ร่ำไปจนถึงเขาราวเทียน

ต่อมานางก็ถึงแก่กรรม ส่วนนายศรีนนท์ป่วยหนัก แล้วได้อาราธนาสงฆ์ไปเพื่อจะหาทางภายหน้า แต่สงฆ์มีความรังเกียจไม่ไป เพราะนายศรีนนท์เป็นโรคเรื้อน

เมื่อนายศรีนนท์ตายลง นัยว่ามีความอาฆาตสงฆ์ ถ้าสงฆ์รูปใดไปที่เขาราวเทียนแล้วอาจจะมีเหตุถึงแก่มรณภาพ

พล็อตเรื่องนางนมด้วน ปรับปรุงได้เป็นละครหรือภาพยนตร์เชิงสารคดี หรือเพลงร่วมสมัยกระตุ้นท่องเที่ยวท้องถิ่นเกี่ยวกับเขาราวเทียน

.

.

ที่มา : สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘เสือใบ-เสือดำ’ และ ‘ขุนแผน-วันทอง’ ที่เขาราวเทียน อ.หันคา จ.ชัยนาท
https://www.matichon.co.th/columnists/news_5536472

.




80

หน้าแรก  คอลัมนิสต์  สุจิตต์ วงษ์เทศ

สุจิตต์ วงษ์เทศ | เมืองลพบุรี ‘สยาม’ กับ ‘ขอม’ ละโว้ทวารวดี
17.02.26 | 17:01 น.
.



“ลพบุรี” เป็นชื่อใหม่มีครั้งแรกในแผ่นดินพระนารายณ์ (ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231)

ชื่อลพบุรีมาจากไหน? ครูบาอาจารย์แต่ก่อนอธิบายว่ามาจากชื่อ “พระลพ” โอรสพระราม ตามความเชื่อรามเกียรติ์ (จากรามายณะของอินเดียใต้) เนื่องจากพระรามประทับอยู่เมืองอโยธยา (คือกรุงศรีอยุธยา) ส่วนลพบุรีเป็นเมืองลูกหลวง

ละโว้ (คำในตระกูลมอญ-เขมร แปลว่า ภูเขา) เป็นชื่อดั้งเดิมเริ่มแรกของลพบุรี ซึ่งพัฒนาการของละโว้จากชุมชนค้าทองแดง “สุวรรณภูมิ” 3,000 ปีมาแล้ว ต่อมาเป็นรัฐทวารวดี นับถือพระกฤษณะ (จากมหาภารตะ) เรือน พ.ศ. 1000 แล้วร่วมกับสยามสถาปนา อโยธยา (สืบเนื่องเป็นอยุธยา)

เมืองละโว้มีประชากรเป็นใคร?

นักปราชญ์แต่ก่อนอธิบายว่าชาวละโว้เป็น “ขอม” ที่มีข้อถกเถียงว่าขอมเป็นใครกันแน่? เขมรหรือไม่เขมร? แต่ไม่เคยมีนักวิชาการบอกว่าละโว้มีสยามอยู่ด้วย

ชาวสยามในละโว้ พบหลักฐานในบันทึกจีน-“หยวนสื่อ” (พงศาวดารราชวงศ์หยวน ฉบับหอหลวง) เรียกละโว้ว่า “หลัวหู” แล้วบอกว่าราษฎรชาวสยาม (เสียน) พึ่งพาอาศัยในเมืองละโว้ ซึ่งมีภูเขาและที่ราบกว้างใหญ่ ดังนี้

“ภูเขาหินสีขาวสูงชัน—-แผ่นดินหลัวหูเป็นที่ราบกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิด ซึ่งราษฎรชาวเสียนได้พึ่งพาอาศัย—-”

[รายงานการวิจัย การแปลและศึกษาเอกสารจีนโบราณเกี่ยวกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม โดย ศุภการ สิริไพศาล และ พิภู บุษบก ด้วยทุนอุดหนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561 หน้า 64 ในงานวิจัยไม่ระบุปีที่บันทึก รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ตรวจสอบพบหลักฐานพบว่าบันทึกนี้เป็นของ “หวังต้าหยวน” (เมืองหนานฉาง มณฑลเจียงซี) เมื่อ พ.ศ. 1892 (ปีสุดท้ายสมัยรัฐอโยธยา)]

ชาวสยามเมืองละโว้เหล่านี้มีข้อมูลสนับสนุนหลายอย่างว่าเกี่ยวดองกับชาวสยามลุ่มน้ำมูล (หรือปริมณฑล) ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) และชาวสยามลุ่มน้ำอื่นๆ ดังนี้

รัฐสยามเริ่มแรก มีพัฒนาการจากชาวสยามพร้อมภาษาไท-ไต ตั้งแต่เริ่มแรกการค้าระยะไกลทางทะเล ด้วยการขยายตัวตามเส้นทางการค้าจากดินแดนภายในลงไปยังลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วมีมากขึ้นเมื่อหลัง พ.ศ. 1000 (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัย “ทวารวดี”)

จากนั้นชาวสยามรวมตัวเป็นบ้านเมือง แล้วเติบโตระดับรัฐ ซึ่งเท่าที่พบมี 2 แห่ง อยู่ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำท่าจีน ดังนี้

1. สยามลุ่มน้ำมูล เป็นบ้านเมืองแข็งแรงใหญ่โตและเก่าสุด (เท่าที่พบหลักฐานขณะนี้) คือกลุ่มที่ถูกเขมรเรียก “เสียมกุก” ตรงกับ “สยามกก” หมายถึงสยามดั้งเดิม (กก แปลว่า ตั้งต้นลำดับแรก จึงไม่ใช่แม่น้ำกก จ. เชียงราย) ซึ่งเป็นเครือญาติใกล้ชิดกษัตริย์เมืองพระนคร (นครวัด) ที่โตนเลสาบ กัมพูชา พบหลักฐานเป็นภาพสลักบนผนังระเบียงปราสาทนครวัด (มากกว่า 900 ปีมาแล้ว) เรือน พ.ศ. 1650

ศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) ลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล [เมืองเสมามีพัฒนาการจากชุมชนของคนดั้งเดิม (ก่อนประวัติศาสตร์) 3,000 ปีมาแล้ว บนเส้นทางค้าทองแดง (สุวรรณภูมิ) กับอินเดีย จากนั้นรับวัฒนธรรมและเทคโนโลยีก้าวหน้าจากอินเดีย (วัฒนธรรมทวารวดี) ประชาชนพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร และมลายู ฯลฯ]

โดยมีเครือข่ายทางเหนือถึงเวียงจันท์ ลุ่มน้ำโขง (ลาว) และทางตะวันตกถึงเมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์) กับเมืองละโว้ (ลพบุรี) ลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี ดังนั้นเมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ นอกจากมีประชาชนเป็น “ขอม” ยังมีบางส่วนเป็น “สยาม”

2. สยามลุ่มน้ำท่าจีน มีบ้านเมืองสืบเนื่องจากรัฐค้าทองแดง คือกลุ่มที่เอกสารจีนเรียก “เสียน” กลายจากคำว่าสยาม ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง มีเครือญาติถึงเมืองเพชรบุรี (ลุ่มน้ำเพชร), เมืองนครศรีธรรมราช (คาบสมุทรสุวรรณภูมิ), เมืองสุโขทัย (ลุ่มน้ำยม-น่าน) ฯลฯ ส่วนเครือญาติและเครือข่ายทางภาษาและวัฒนธรรมเชื่อมโยงขึ้นไปทางเหนือถึงลุ่มน้ำสาละวิน-แม่สาย-แม่กก-แม่อิง

เมืองสุพรรณภูมิมีพัฒนาการจากชุมชนของคนดั้งเดิม (ก่อนประวัติศาสตร์) 3,000 ปีมาแล้ว เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าทองแดงกับอินเดีย (สุวรรณภูมิ) รับวัฒนธรรมและเทคโนโลยีก้าวหน้าจากอินเดีย (วัฒนธรรมทวารวดี) ประชาชนพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมรและชวา-มลายู-จาม ฯลฯ โดยอาจมีชุมชนชาวอินเดียอยู่ด้วย (เช่น บ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ. กาญจนบุรี) หลังจากนั้นมีรัฐเจนลีฟู ติดต่อค้าขายกับจีน

ชาวสยามในรัฐพูดเขมร สืบเนื่องจากชาวสยามไปทุกหัวระแหง ทำมาหากินเพื่อยังชีพ แล้วทำมาค้าขายเพื่อกำไร จึงมีชาวสยามจำนวนหนึ่งตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นประชาชนของรัฐใหญ่พูดภาษาเขมร ได้แก่ เมืองพระนคร (นครวัด), เมืองพระนครหลวง (นครธม), เมืองละโว้ (ลพบุรี) เป็นหลักฐานว่าชาวสยามใกล้ชิด “ขอม”

ชาวสยามในนครวัด พบหลักฐานเป็นภาพสลักที่ปราสาทนครวัด พ.ศ. 1650 รูปขบวนแห่เกียรติยศของ “เสียมกุก” (หมายถึงชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรก) ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับกษัตริย์กัมพูชา

ชาวสยามในนครธม พบหลักฐานในบันทึกจีน-โจวต้ากวาน พ.ศ. 1839 ระบุว่า ในเมืองพระนครหลวง หรือนครธม มีบ้านเรือนชาวสยามชำนาญปลูกหม่อน, เลี้ยงไหม, และรับจ้างปะชุนผ้าขาดให้ใช้งานได้


แผนที่แสดงที่ราบลุ่มผืนใหญ่ต่อเนื่องตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึงโตนเลสาบ ที่ถูกเรียกว่าบริเวณขอม (มาจากคำเขมรว่ากรฺอม แปลว่าข้างล่าง, ทางใต้) หมายถึงทางใต้ของเมืองเหนือ (คือสุโขทัย)

ขอมที่ราบลุ่ม “ไทย-กัมพูชา”

ขอม หมายถึงผู้คนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ (นับไม่ถ้วน) ในดินแดนผืนเดียวกันตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (ในไทย) ถึงโตนเลสาบ (ในกัมพูชา) เมื่อเรือน พ.ศ. 1700

[สมัยนั้นไม่มีเชื้อชาติ และไม่มีเขตแดน]

(1.) ขอมเป็นภาษาไทยของผู้คนบ้านเมืองตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือภาคกลางตอนบน (บริเวณที่เป็นรัฐสุโขทัย หรือ “เมืองเหนือ” ของรัฐอยุธยา) ใช้เรียกผู้คนในบ้านเมืองตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือภาคกลางตอนล่าง ต่อเนื่องถึงโตนเลสาบในกัมพูชา

(2.) ขอมเป็นคำยืมที่ไทยยืมจากภาษาเขมรว่า “กรอม” แปลว่าข้างล่าง, ทางใต้ (แต่ไทยไม่กระดกลิ้นเสียง ร. เหมือนเขมร) ดังนั้นกัมพูชาเป็นต้นทางคำว่ากรอม และใช้คำว่ากรอมในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีคำว่าขอม และไม่รู้จักคำว่าขอม

กรอมในภาษาเขมรมีตัวอย่างที่รู้กัน ดังนี้

แขมร์กรอม แปลว่าเขมรต่ำ หมายถึงเขมรมีหลักแหล่งถิ่นฐานบริเวณที่ราบลุ่ม

แขมร์เลอ แปลว่าเขมรสูง หมายถึงเขมรมีหลักแหล่งถิ่นฐานบริเวณที่ราบสูง (อีสานใต้ในไทย)

[“เลอ” เป็นคำเขมรที่ไทยขอยืมมาใช้ในความหมายว่าเหนือ, ข้างบน, ยิ่ง เช่น เลอค่า หมายถึงมีค่าสูงอย่างยิ่ง]

(3.) ขอมไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรม ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นในโลกนี้ไม่มีชนเชื้อชาติขอม (หรือชนชาติขอม)

ดังนั้น ขอมจำนวนหนึ่งที่มีถิ่นฐานบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา (และดินแดนต่อเนื่อง) เป็นชาวสยาม แล้วเรียกตนเองว่าไทยในอโยธยา

[ข้อมูลมีอีกมากอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2568 ราคา 320 บาท]

ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรม (เชื้อชาติไม่มีในโลก) มีความหมายหลายอย่าง ทั้งเขมร นครธม (ในกัมพูชา), ชาวละโว้-อโยธยา (นอกกัมพูชา) และ “ไม่เขมร” นอกจากนั้นขอมไม่มีถิ่นกำเนิดที่ใดที่หนึ่งแล้วขยายไปที่อื่น แต่เป็นวัฒนธรรมร่วมกระจายทั่วไป

จากการสอบค้นของ จิตร ภูมิศักดิ์ พบคําว่า “ขอม” มิได้มีความหมายที่แน่นอนแต่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ดังนั้น ควรศึกษาไปตามความเป็นจริง วิเคราะห์ข้อมูลในตํานานหรือพงศาวดารโดยให้สัมพันธ์กับพัฒนาการของสังคม แล้วปัญหายุ่งยากสับสนทั้งปวงก็จะค่อยๆ คลี่คลายเผยคําตอบออกมาว่าเหตุใดมันจึงเป็นเช่นนั้นโดยไม่ยากนัก

กรอม หรือ ขอม มีความหมายหลายอย่างในหลายภาษา ซึ่งนักค้นคว้าวิจัยไม่มีหน้าที่จะต้องไปพยายามทําให้มีความหมายตรงกันให้หมด จึงไม่ต้องใช้อคติหรืออุปทานทางพงศาวดารกําหนดว่าเมื่อขึ้นชื่อขอมแล้วจะต้องหมายถึงคนกลุ่มนั้นหรือคนกลุ่มนี้แต่เพียงกลุ่มเดียวและตายตัว

[หนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของ จิตร ภูมิศักดิ์ (พิมพ์ครั้งแรก 2525) ฉบับมติชน พ.ศ. 2547]

ขอมในจารึกวัดศรีชุม (สุโขทัย หลักที่ 2) หมายถึงคนบริเวณ “ไทย-กัมพูชา” ตั้งแต่   ที่ราบลุ่มเจ้าพระยา (ในไทย) ต่อเนื่องถึงที่ราบลุ่มโตนเลสาบ (ในกัมพูชา)

จารึกวัดศรีชุม (สุโขทัย หลักที่ 2) ทำขึ้นในรัฐสุโขทัย ลุ่มน้ำยม-น่าน (หรือลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน) ราว 650 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 1894 แต่เนื้อความเป็นเรื่องเล่าย้อนยุคก่อนหน้านั้น

โดยเอกสารรุ่นนั้นพาดพิงขอมละโว้-อโยธยา กับขอมนครธม

ขอมคือชาวละโว้-อโยธยา (นอกกัมพูชา) ประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่ต่างก็พูดภาษาของตนเอง (ได้แก่ ภาษาตระกูลมอญ-เขมร, ชวา-มลายู-จาม, พม่า-ทิเบต, ม้ง-เมี่ยน, ไท-ไต-ไทย-ลาว ฯลฯ) ภาษาราชการ คือ ภาษาเขมร ภาษากลาง คือ ไท-ไต-ไทย-ลาว ตามหลักฐานต่อไปนี้

(1.) ขอมเป็นคำยืมจากภาษาเขมรว่า “กฺรอม” แปลว่า ข้างใต้, ข้างล่าง

“กฺรอม บางกรณีใช้เรียกบ้านเมืองหรือผู้คนในความหมาย บ้านใต้, เมืองใต้,ชาวใต้, เมืองล่าง เช่น “ขแมร์ กฺรอม” คือ เขมรต่ำ หมายถึงชาวเขมรที่ราบลุ่ม (โตนเลสาบ) บริเวณประเทศกัมพูชา (ตรงข้าม “ขแมร์เลอ” คือ เขมรสูง ลุ่มน้ำมูล ที่ราบสูงโคราช)

ดังนั้น ภาษาเขมรไม่มีคำว่า “ขอม” ซึ่งเป็นคำของกลุ่มคนตอนบนลุ่มน้ำเจ้าพระยาใช้เรียกกลุ่มคนตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา

(2.) ขอมในจารึกวัดศรีชุม หมายถึง คนลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (บริเวณที่เป็นละโว้-อโยธยา-อยุธยา) ที่เป็นผืนเดียวกับโตนเลสาบในกัมพูชา

จารึกวัดศรีชุมทำขึ้นในรัฐสุโขทัย คือ “เมืองเหนือ” ของละโว้-อโยธยา-อยุธยา ส่วนชาวรัฐสุโขทัยเรียกละโว้-อโยธยา-อยุธยา ว่า “เมืองใต้” (ของรัฐสุโขทัย)

“ขอมสบาดโขลญลำพง” หมายถึง เจ้านายรัฐละโว้ (ลพบุรี) ที่ขัดแย้งทางการเมืองกับเครือญาติ คือเจ้านายรัฐสุโขทัย

“ขอมเรียกพระธม” หมายถึง ประชาชนลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่พูดภาษา “เขมรปนไทย” ในชีวิตประจำวัน

(3.) ศูนย์กลางอำนาจของขอม (ในจารึกวัดศรีชุม สุโขทัย) คือ อโยธยา (ที่ย้ายลงมาจากละโว้) ต่อไปข้างหน้าคืออยุธยา

(4.) ภาษาขอมและอักษรขอม ดังนี้

ภาษาราชการ คือ ภาษาเขมร ถูกเรียกภาษาขอม แล้วยกย่องเป็นภาษาเทวราช (ราชาศัพท์) อักษรราชการ คือ อักษรเขมร ถูกเรียกอักษรขอม แล้วยกย่องเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ (ใช้ลงอักขระ)

ภาษากลางของประชาชน คือภาษาไทย เขียนด้วยอักษรขอม เรียก “ขอมไทย”

ขอมหมายถึงเขมรนครธม (ในกัมพูชา) พบหลักฐานเอกสารหลายชุด ดังนี้

กฎหมายลักษณะอาญาหลวง (เพิ่มเติม) (แผ่นดินเจ้าสามพระยา) พ.ศ. 1976 (มาตรา 37) กล่าวถึงพ่อค้านานาประเทศในอยุธยา ดังนี้ “แขกพราหมณ์ ญวนประเทศ ฝรั่ง อังกฤษ จีน จาม วิลันดา ชวา มลายู กวย ขอม พม่า รามัญ”

กฎมณเฑียรบาล (แผ่นดินบรมไตรโลกนาถ) พ.ศ. 2011 มาตรา 13 ห้ามคนทั้งหลายเล่นเพลงในคลองท่อที่ไขน้ำเข้าสระแก้ว หรือเข้าไปท้ายสนมวังหลวง ดังนี้ “แขก ขอม ลาว พม่า เมง มอญ มสุมแสง จีน จาม ชวา นานาประเทศทั้งปวง”

นอกจากนี้ยังพบในเอกสารอื่นอีกจำนวนหนึ่ง

.

.

ที่มา : สุจิตต์ วงษ์เทศ | เมืองลพบุรี ‘สยาม’ กับ ‘ขอม’ ละโว้ทวารวดี
https://www.matichon.co.th/columnists/news_5600324

.




Pages: 1 ... 6 7 [8] 9 10
SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.072 seconds with 16 queries.