Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 March 2026, 14:29:33

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,260 Posts in 14,501 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  หนังสือดี ที่น่าอ่านยิ่ง  |  เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์ / เครดิต เทาช
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์ / เครดิต เทาช  (Read 42 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« on: 04 March 2026, 19:39:10 »

เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์ / เครดิต เทาชมพู เรือนไทย


เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์

นำเสนอโดย "เทาชมพู" รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิง วินิตา ดิถียนต์ หรือ ว.วินิจฉัยกุล ,แก้วเก้า (https://www.reurnthai.com/)
.

คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นธิดาของหลวงจรูญสนิทวงศ์(หม่อมหลวงจรูญ สนิทวงศ์) ผู้เป็นบุตรของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) กับท่านผู้หญิงวงศานุประพัทธ์ (ตาด สิงหเสนี)  คุณหลวงจรูญเป็นคนไทยที่สำเร็จวิชาวิศวกรรมการรถไฟจากประเทศอังกฤษ  กลับมารับราชการกรมรถไฟหลวง  เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายช่างกลอำนวยการโรงงาน โรงงานมักกะสัน ในปี พ.ศ. 2473  ในรัชกาลที่ 6 ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศัราชทินนามเป็น หลวงจรูญสนิทวงศ์

หม่อมหลวงจรูญ สนิทวงศ์ สมรสกับหม่อมหลวงรวง มีธิดาชื่อ อรุณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ท่านผู้หญิงอรุณ กิติยากร ณ อยุธยา) ซึ่งสมรสกับหม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร พระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ส่วนคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นธิดาเกิดจากหม่อมหลวงฟ่อน(ไม่ทราบนามสกุล)

คุณทิพย์วาณีเกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2475 เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย แล้วศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เป็นการเพิ่มเติม  ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของร้านผดุงชีพ ขายงานจำพวกศิลปหัตถกรรม ที่ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพมหานคร  ท่านชอบการเขียนสารคดีเกี่ยวกับศิลปหัตกรรมของไทยมาตั้งแต่เป็นนักเรียน   ได้เขียนเรื่อง ตุ๊กตาชาววัง หัวโขน ปลาตะเพียน ฯลฯ พิมพ์อัดสำเนาแจกแก่กลุ่มบุคคลเป็นกลุ่ม ๆ ไป โดยมากเป็นลูกค้าที่ซื้องานศิลปหัตถกรรมจากร้าน

หนังสือ เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก  ได้รับรางวัลการประกวดหนังสือระหว่างชาติ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๕ (International Book Year ค.ศ. ๑๙๗๒) ที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการจัดขึ้น ในโครงการระหว่างชาติว่าด้วยการพัฒนาหนังสือ ตามมติขององค์การยูเนสโก สหประชาชาติ

คุณทิพย์วาณีถึงแก่กรรมเมื่อพ.ศ. 2547  อัฐิบรรจุไว้ที่วัดชนะสงคราม บริเวณด้านหลังพระอุโบสถ

.

SRISOLIAN
ผมได้พบประวัติของคุณทิพย์วาณี  สนิทวงศ์ เพิ่มเติมจากที่คุณเทาชมพูนำมาลงไว้ ทำให้ได้ทราบว่า เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นอันเนื่องจากการนอนไม่หลับในเวลากลางคืน กอปรกับการเป็นคนช่างซักช่างถามของผู้เขียนเป็นส่วนตัว คุณป้า คุณลุง คุณอา บรรดาญาติที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้เล่าเรื่องราวในครั้งอดีตโดยตรง จึงทำให้เรื่องนี้มีชีวิตชีวา ในชั้นแรกเขียนให้น้องๆ อ่าน พอน้องโตขึ้น ก็เขียนให้เด็กข้างบ้านอ่าน และก็มีเสียงเรียกร้องให้เขียนต่อๆ กันอีกหลายตอน  และเพิ่งทราบว่าคุณทิพย์วาณี เคยเป็นโปลิโอแต่ก็ได้ใช้สมุนไพรนวดรักษาจนดีขึ้น  ด้วยความที่ญาติข้างแม่เป็นหมอยามาก่อน

.

SRISOLIAN
พอดีได้มีโอกาสไปอ่านประวัติของคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา สมัยเขียนเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กลงสตรีสาร ผู้สัมภาษณ์คือคุณธิดา มหาเปารยะ (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า) เลยทำให้รู้ว่าคุณทิพย์วาณีเคยเป็นโปลิโอ แต่ได้น้ำมันสมุนไพรของมารดานวดทำให้อาการทุเลา และเธอยังมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ และช่วงเวลาที่นอนไม่หลับนี้เองได้กลายมาเป็นเรื่องราวอันทรงคุณค่าอย่างเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก และยังมีเรื่องสั้นชุดฝันดี และ กระเช้า อีกด้วย และอย่างที่เธอว่าไว้คุณตาคุณยายยังเด็กเหล่านี้มาจากบุคคลรอบข้างซึ่งเป็นญาติของเธอ (ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในหนังสือสตรีสารเมื่อประมาณปี 2525) ส่วนท่านใดยังคงคิดถึงเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กที่แทรกอยู่ในสตรีสารแล้ว สามารถไปอ่านได้ที่ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง บก.สตรีสารได้บริจาคไว้แก่ห้องสมุดคณะอักษรฯ หนังสือชุดนี้ทรงคุณค่ามากและที่นี่มีตั้งแต่ฉบับแรก ซึ่งอยู่ในประมาณปีพ.ศ.2490 โดยประมาณ ส่วนสตรีสารภาคพิเศษน่าจะมีมาในตอนหลังราวปีพ.ศ. 2524

.

..................


เรื่อง แม่บ้านที่ดี

       วันหนึ่งคุณแม่ของคุณยายพาไปเยี่ยมเพื่อน  เมื่อคุณยายเข้าไปในบ้านก็กวาดสายตาดูในบ้านแล้วชอบใจมาก  เพราะบ้านนี้สะอาดมากจริงๆเครื่องใช้ที่เป็นเงินหรือทองเหลืองขัดเสียขาวและสุกราวกับทอง  ทุกอย่างแลดูใหม่เอี่ยมอ่องไปทั้งนั้น  เจ้าของบ้านยังไม่ออกมา  คุณแม่กระซิบกับคุณยายว่า  "บ้านนี้เขาสะอาดมาก  ให้ดูเป็นตัวอย่างลูกผู้หญิงต้องละเอียดลออและเอาอย่างนี้จึงจะดี  แล้วยังมีอะไรดีๆอีกหลายอย่างทีเดียว"
       
เมื่อเจ้าของบ้านออกมา  แต่งตัวสะอาดเอี่ยมออกมาต้อนรับ  แล้วแนะนำให้คุณยายเรียกคุณป้า  คุณป้าคนนี้มีลูกมากมาย  ขนาดเดียวกับคุณยายก็มี  แต่งตัวสะอาดทุกคนและเรียบร้อยหมด  คุณป้ากำลังระดมลูกๆให้แกะมะขามอยู่  คุณยายจึงเข้าช่วยด้วย  ช่วยกันแกะเปลือกมะขาม  และแกะเม็ดออกด้วย  เม็ดมะขามมากมายใส่อ่างไว้ต่างหาก  มะขามนี้แกะแล้วทำเป็นปั้นใหญ่ๆ  เก็บตุนไว้ทำกับข้าวตลอดปี  เม็ดมะขามก็ไม่ทิ้ง เก็บไว้  ถ้าจะกินใบมะขามอ่อนในหน้าที่ไม่มีใบมะขามอ่อน  ก็จะเอาเม็ดมะขามนี้ใส่อ่างดินแล้วรดน้ำ  ไม่กี่วันก็จะมีใบมะขามอ่อนมาทำแกงต้มโคล้งกินได้แล้ว
       
ลูกสาวของคุณป้าคนหนึ่งคุยระหว่างแกะเม็ดมะขามว่า  "คุณแม่ฉันทำอะไรเองทุกอย่าง  ไม่ค่อยได้ซื้อ  หน้าที่มีผลไม้อะไรมากๆก็จะเก็บตุนไว้เผื่อเวลาหมดหน้าเสมอ  มะม่วงมีมากก็ทำมะม่วงกวนเก็บไว้  ที่นี่มีของกินมากมายไม่เคยอดอยาก  เพราะคุณแม่มีลูกมาก  ต้องทำอาหารคราวละมากๆ  และไม่ให้มีอะไรเหลือเศษได้เลย  หน้าแตงโม  ก็ให้ลูกกินแต่เนื้อแตงโม  เปลือกก็เก็บไว้ทำแกงเลียงบ้าง  แกงส้มบ้าง  บางทีก็ดองให้กินมื้อต่อไปอีก  ไม่ปล่อยอะไรให้เสียเปล่าได้เลย"
       
คุณยายคิดในใจว่าคุณป้านี่ช่างเป็นแม่บ้านที่ดีแท้ๆ  ก็พอดีพี่อีกคนหนึ่งเล่าว่า  "แม้แต่เปลือกมะนาวที่ใช้ทำกับข้าวแล้วก็ยังเก็บไว้ดองให้ลูกกินกับข้าวต้มได้อีก  เปลือกมะนาวนี้ใช้ล้างมือได้สะอาดหมดคาวได้ดี  ผิวมะกรูดเอาไปตำน้ำพริก แล้วก็เอาเนื้อและน้ำมะกรูดมาสระผมได้อีก   สระแล้วสะอาด  ผมดำเป้นมันลื่นอีกด้วย"
       
แกะมะขามเสร็จแล้วคุณป้าก็เรียกลูกๆขึ้นไปข้างบน  แล้วส่งกรรไกรกับผ้าขาวมากมายให้แล้วบอกกับลูกสาวว่า  "ตัดริมผ้านี้เก็บไว้"  แล้วพี่ก็เอากรรไกรมาตัดริมผ้ายาวตลอดผืนทั้งสองข้าง  แล้วม้วนๆเอาไว้เป็นกลุ่ม  ขณะที่ตัดผ้าก็ชี้แจงให้ฟังว่า  "ริมผ้านี้เส้นด้ายเหนียวกว่าเนื้อผ้า  เราต้องตัดเก็บไว้ทำด้ายเนา  เก็บไว้ใช้ได้นานๆ  เลาะออกมาใช้ทีละเส้นๆ ไม่ต้องไปซื้อด้ายเย็บผ้ามาเนา  เพราะแพงกว่าริมผ้ามาก  เศษผ้าทุกชิ้นคุณแม่เก็บไว้หมด  เอาไว้ซ่อมแซมเสื้อผ้า  บางทีเราอาจทำขาดหรือมีอุบัติเหตุ  เราจะได้มีผ้าที่มีสีดอกเหมือนกันซ่อมได้  แล้วมองไม่เห็นรอยผ้า  ก่อนจะเอาเสื้อผ้าที่ขาดไปเป็นผ้าเช็ดชาม  ผ้าถูเรือน   คุณแม่ก็ต้องให้ลูกตัดเอากิ๊บ  กระดุมที่ยังดีๆอยู่เก็บไว้หมดเอาไว้ซ่อมตัวอื่นได้  ทั้งเวลาใช้ถูเรือนก็ไม่ขูดกระดาน"  ว่าแล้วก็ไปหยิบกระปุกไม้กลึงที่มีกระดุมสารพัดสีสารพัดขนาดออกมาให้ดู
     
เมื่อลากลับแล้ว  คุณแม่ของคุณยายบอกว่า  "เห็นไหมเล่าลูกว่าบ้านนี้  เขาเป็นแม่บ้านที่ดียังไง  เขาจึงได้มีกินมีใช้สุขสบาย  เงินทองไม่รั่วไหล  ทั้งๆที่เดิมก็ไม่ได้เป็นคนมั่งมีมาก่อนเลย  ลูกก็มากมาย   เอาไว้เป็นตัวอย่างนะ"  แล้วคุณยายก็รับคำ  และในใจก็คิดว่า  อยากมาเที่ยวบ้านนี้อีกจริงๆ

.




« Last Edit: 04 March 2026, 19:40:57 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #1 on: 04 March 2026, 19:42:07 »


เรื่อง น้ำฝน

       เมื่อสมัยคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่นั้น  กรุงเทพฯ มีน้ำประปาใช้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึงกันนัก  ส่วนมากยังอาศัยดื่มน้ำฝน  และน้ำตามแม่น้ำและลำคลองกันอยู่  บางบ้านที่อยู่ใกล้ถนน  ก็อาศัยน้ำประปาตามก๊อกสาธารณะ ที่รัฐบาลทำไว้ให้ประชาชนใช้กันเปล่า ๆ    ก๊อกเหล่านี้มีเป็นระยะ ๆบ้านใครอยู่ใกล้ก็สบายมาตักตวงเอาไปใช้ในบ้านของตนได้ง่าย  บ้านที่อยู่ห่างออกไปก็เอาถังเอาปี๊บมารองหิ้วไปหรือหาบเอาไปเอง  แต่มีบางบ้านซื้อน้ำมาจากพวกนี้เป็นหาบ ๆ ไว้ใช้กัน
       
คุณตามีเพื่อนนักเรียนที่อายุมากกว่า  ตัวโตกว่าเพราะเข้าโรงเรียนเมื่อโต  กลางวันก็มาโรงเรียน  กลับไปบ้านก็ช่วยพ่อแม่ทำงานค้าขาย  ตอนกลางคืนก็รับจ้างหาบน้ำรองน้ำประปาจากก๊อกสาธารณะใส่โอ่งตามบ้านใกล้  เมื่อยังไม่โตก็หาบน้ำที่ปี๊บยังไม่เต็ม  โตขึ้นก็เพิ่มอีกให้เต็มปี๊บได้  พ่อของเขาแข็งแรงหาบคราวละ ๔ ปี๊บ  ข้างหน้า ๒ ปี๊บ  ข้งหลัง ๒ ปี๊บ  หาบเสียไม้คานแอ่นทีเดียว
       
หน้าร้อนคนใช้น้ำกันมากน้ำขายดี  รองน้ำหาบไม่ทันคนใช้  ต้องเอาปี๊บไปคอยรองน้ำตลอดคืน  หาบกลางคืนดีแดดไม่ร้อน  ช่วยไม่ให้เหนื่อยง่าย  หน้าฝนคนไปใช้น้ำฝนกันหมด  น้ำประปาขายไม่ค่อยดี  รายได้ตกต่ำเก็บเงินไม่ได้มากเหมือนหน้าร้อน
       
ทั้งคุณตาและคุณยายเมื่อเด็ก ๆ  ชอบเล่นน้ำฝนจริง   พอฝนตกชักอยากจะขยับออกไปเล่นน้ำฝน  ผู้ใหญ่รู้ทันมักจะห้ามไว้ว่า

       "ให้มันตกหนักกว่านี้ค่อยเล่น  ตกนิด ๆ หน่อย ๆ จะไปดีอะไร   เล่นแล้วก็ต้องล้างบ้านขัดบ้านเสียเลยซี"  เพราะฉะนั้นเวลาหน้าฝน
       
คุณยายและคุณตาก็ต้องช่วยกันรองน้ำฝนตักใส่โอ่งให้เต็มทุกโอ่งเสียก่อนจึงจะเล่นน้ำฝนได้        ระหว่างที่เล่นน้ำฝนก็ต้องขัดถูบันได  นอกชานพื้นลานบ้านให้สะอาดไปด้วย  ใช้กระดวงที่ทำจากมะพร้าวแก่ ๆ กะลาเล็ก ๆ ผ่าซีกขัดจนกระดานและพื้นขาวสะอาดทุก ๆ แห่งทีเดียว  มีผ้าผ่อนอะไรที่พอจะซักได้  ก็เอาออกมาซักกันให้เต็มที่  ไม่ต้องเสียดายน้ำ  ผู้ใหญ่มักบอกว่า  "เทวดาท่านอุตส่าห์ส่งน้ำมาให้เราใช้แล้ว  ต้องรีบกักตุนไว้ใช้ฝนตกมาก ๆ พื้นกระดานพื้นหินน่ายดี  ขัดล้างตะไคร่และความสกปรกออกได้ง่าย"
หน้าฝนบ้านจึงสะอาด
       
พวกคนแก่ชอบดื่มน้ำฝนกันนัก  เพราะสะอาดและหวาน  ต้องเก็บน้ำฝนไว้ดื่มในหน้าแล้ง  ถ้าหน้าหนาวหรือหน้าแล้งเกิดฝนตก  เป็นฝนหลงฤดูมาก็จะดีใจมาก  เพราะจะได้มีน้ำฝนมาเพิ่มโอ่งให้เต็ม  แต่น้ำฝนตกใหม่ ๆ น้ำยังใช้รองไว้กินยังไม่ได้  เพราะหลังคายังสกปรกอยู่  มีฝุ่นละอองตกค้าง  ต้องปล่อยให้ฝนชะล้างความสกปรกออกไปเสียก่อน  จึงรองไว้กินได้  ต้นไม้ต้นหญ้าก็พลอยสดชื่นขึ้นเพราะได้ฝน
       
คุณปู่ของคุณยายบอกว่า  "ในกระบวนน้ำดื่มทั้งหมด น้ำฝนเป็นยอดน้ำที่เทวดาจัดส่งลงมาให้มนุษย์ทีเดียวละ  ทั้งหวานทั้งสะอาด
       
ยิ่งในโอ่งดินเก็บไว้กินหน้าร้อนแล้วยิ่งวิเศษสุด  ทั้งเย็นและหอมกลิ่นดินเผาชื่นใจนัก"  ตามบ้านจึงมักมีคณโฑดินเผาหรือหม้อดินเผาสำหรับใส่น้ำฝนไว้รับแขกและดื่มเองแทบทุกบ้าน  ดินเผานี้ทำให้น้ำเย็นเหมือนแช่น้ำแข็ง   หน้าร้อนมาก ๆ คนจึงชอบไปนั่งคุยหรือพักผ่อนข้าง ๆ โอ่งน้ำและถือโอกาสเอาหลังพิงโอ่งไปด้วยเพื่อคลายความร้อน
     
คนที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำหรือคลอง  หน้าแล้งก็เอาน้ำแม่น้ำหรือคลองใส่โอ่ง แล้วเอาสารส้มมากวน ๆ ให้ตกตะกอน  แล้วใช้ซักผ้าหรือหุงข้าวต้มแกงกันจะใช้น้ำก็ต้องประหยัด ๆ กันหน่อย

ฝนแรกหลังจากอากาศร้อนและแห้งแล้งมานาน  น้ำในโอ่งขอดแห้ง    ในคลองก็ขอดเหลือแต่โคลนแล้ว  พอฝนแรกตกน่าชื่นใจและน่าดูมาก  คุณแม่ของคุณยายจะรีบเกณฑ์เด็ก ๆ ช่วยกันล้างโอ่งเปล่าให้สะอาดทุกใบ  แล้วรอให้น้ำสะอาดเสียก่อน  ช่วยกันรองน้ำฝนเสียยกใหญ่  มันช่างชื่นใจเสียจริง ๆ  ดับร้อนได้ดีมาก  ได้ซักผ้ากันเต็มที่ ไม่ต้องประหยัดน้ำกันแล้ว  เพราะต้องซักผ้าล้างชามอย่างประหยัดน้ำกันมานาน

เรื่องน้ำในหน้าแล้งนี้ก็เหมือนกัน  คุณแม่ของคุณยายสั่งนักหนาห้ามไม่ให้เอาน้ำถูเรือนหรือน้ำที่ดื่มเหลือในถ้วยในขันสาดทิ้งไปเสียเปล่า ๆ  โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร    ให้มารดน้ำตามโคนต้นไม้หรือในกระถางต้นไม้ยังได้ประโยชน์ดีกว่า  ลูก ๆ จะล้างหน้าบ้วนปากสีฟันก็ให้ไปล้างที่แถวที่มีต้นไม้  จะได้ไม่เสียน้ำไปเปล่า ๆ

คุณตาคนที่เป็นหมอยาก็ต้องการใช้น้ำฝนกลางหาวมาไว้ใช้ทำยาตาเก็บไว้  น้ำฝนกลางหาวคือน้ำฝนที่รองด้วยอ่างที่ล้างสะอาดรองน้ำฝนกลางแจ้งตอนที่ฝนตกหนักในหน้าฝน    น้ำนี้เป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด  จึงเหมาะสำหรับทำยาหยอดตานัก  จะมีโอกาสเก็บได้ในหน้าฝนเท่านั้น  แล้วยังต้องเก็บไว้ผสมยาต่าง ๆ อีกด้วย  ตามบ้านทุก ๆ บ้านจึงต้องมีรางน้ำสังกะสีเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี  โดยไม่ต้องพึ่งน้ำประปา

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #2 on: 04 March 2026, 19:42:42 »


เรื่อง ของแสลง

       เมื่อสมัยคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่  ถ้าเกิดเจ็บป่วยเป็นอะไรไปนิดหน่อยก็ตาม คนนั้นจะต้องถูกจำกัดอาหาร  ให้กินแต่อาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย  ห้ามกินอาหารที่คิดว่าแสลงต่าง ๆ  จนกว่าจะหายเป็นปกติ

ถ้าใครท้องเสีย หรือเป็นบิด  จะต้องกินข้าวต้มเปื่อย ๆ หรือข้าวเปียก กับปลาแห้งป่น  หมูหยอง  กุ้งแห้งป่น  หรือปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลา  จะไปวิ่งเล่นหรือกระโดดโลดเต้นไม่ได้  เดี๋ยวจะหายยาก  ถ้าเป็นไข้หวัด แล้วมีอาการไอก็จะห้ามอาหารทอดทุกชนิด  ไข่เจียว ไข่ดาวก็ไม่ได้  ต้องเปลี่ยนเป็นไข่ต้ม  ไข่ตุ๋นหรือไข่เค็ม  อาหารทุกอย่างต้องปิ้งและต้มห้ามทอดเป็นอันขาด  เพราะจะทำให้ไอมากขึ้น  เมื่อไข้สร่างก็จะห้ามกินแตงโม  แตงไทยหรือผลไม้ที่เย็น

ผู้ที่เป็นไข้หวัดหรือไอ  จะดื่มน้ำแข็งไม่ได้  เพราะจะทำให้เป็นมากขึ้น ต้องดื่มแต่น้ำร้อน ๆ  ชาร้อน  น้ำข้าวร้อน ๆ หรือบางทีก็น้ำมะตูมร้อน ๆ  ที่เรียกว่า"น้ำชูบาน"  ทำด้วยมะตูมสุก ๆ ต้มใส่น้ำตาลนิดหน่อย  บางครั้งก็เอาเนื้อมะตูมไปราดน้ำผึ้งให้กินเป็นของหวาน  แล้วเอาที่เหลือคือเปลือกและเม็ดและเนื้อที่ติดมาต้มทำน้ำชูบาน  อีกอย่างหนึ่งก็คือนำมะตูมอ่อนที่หั่นเป็นแว่น ๆ ย่างไฟจนหอมแล้วชงน้ำร้อนให้ดื่ม  หอม ๆ ดี  แต่สู้น้ำชูบานไม่ได้

ถ้าใครเป็นแผลพุพอง  แผลหกล้มถลอก  หรืออุบัติเหตุอะไรก็ตาม  จะถูกห้ามไม่ให้กินข้าวโพดข้าวเหนียว  ขนมทุกชนิดที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว  กินได้แต่แป้งข้าวเจ้าและข้าวสาลีเท่านั้น  เพราะจะทำให้แผลกลัดหนอง  หายยาก  แผลที่จวนหายแล้วกลับกลัดหนองขึ้นมาอีก  แผลเล็กกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นมา  คุณยายรู้สึกว่า  ที่ผู้ใหญ่ห้ามนี้เป็นเรื่องจริง ๆ เพราะเคยพิสูจน์มาหลายครั้งแล้ว  ครั้งหนึ่งคุณยายหกล้มหัวเข่าแตกเป็นแผลแห้งจวนจะหายดีแล้ว  แต่ยังไม่หายสนิท  คุณแม่ทำข้าวเหนียวมะม่วง  อยากจะกินเหลือเกิน  ก็บอกว่าแผลหายดีแล้ว  จึงกินข้าวเหนียวมะม่วงมากไป  พอรุ่งขึ้นเช้าก็ปวดและกลัดหนองขึ้นมาอีก  ต้องกลับไปเดินขาเขยกอีก

อาหารอร่อย ๆ ดี ๆ ที่ชอบต้องอดไปเพราะเจ็บป่วยมีบ่อย ๆ กำลังเป็นแผลพุพอง  ต้องอดข้าวต้มกุ้ง  กุ้งทอดที่มีมันสีแดงเยิ้มคลุกข้าวอร่อย  แม้แต่กุ้งเผาจิ้มน้ำปลาก็ไม่ได้  อาหารทะเล  หอยนางรม  ปลาทอดอร่อย ๆจิ้มน้ำปลามะนาวต้องอดหมด  ต้องภาวนาขอให้หายเร็ว ๆ จะได้กินอาหารอร่อย ๆ  อาหารพวกนี้ถูกหาว่าคาวจัด  กินแล้วทำให้คันแล้วก็เป็นจริง ๆ ด้วย

หน้าลำไย  ลิ้นจี่  หรือขนุน  ก็ต้องจำกัดให้กิน  เด็ก ๆ กินอะไรไม่รู้จักประมาณ กินจนไม่สบาย  ลำไยกินมากไปก็ตาแฉะ  เพราะร้อนเกินไป  เด็ก ๆ ที่เป็นแผลพุพอง แผลจะเยิ้มมาก  ลิ้นจี่ก็ย่อยยากถ้าธาตุไม่แข็งพอ  เพราะมักทำให้ปวดท้อง ขนุนก็เหมือนกันย่อยยาก  ทุเรียนนั้นร้อนมากห้ามกินตอนกลางคืน  เพราะจะทำให้ร้อนจนนอนไม่หลับ
คุณตาเคยไม่เชื่อฟัง  แอบกินขนุนเสียมากมาย  ทั้งที่ท้องไม่ดีกินยาจวนจะหายอยู่แล้ว กลับเป็นมากขึ้นอีก  เลยจับได้ว่าแอบไปกินขนุนมา  จึงต้องกินยาอีกมากมายกว่าจะหายดี

อาหารต่าง ๆ เหล่านี้แสลงจริง ๆ  คุณตาและคุณยายลองมาแล้วแทบทั้งนั้น  แต่แรกก็คิดว่าผู้ใหญ่นี้ใจร้ายใจดำ  หวงไม่ให้กินอาหารอร่อย ๆ  เมื่อเห็นฤทธิ์แล้วจึงรู้ว่าผู้ใหญ่นี้คิดถูก

หมอบอกว่า  ถ้าไม่สบายให้กินอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย ๆ ไว้เป็นดีที่สุด  จะรักษาโรคให้หายได้เร็วกว่าให้กินอาหารได้ตามใจเด็ก ๆ  แต่อันที่จริงคุณยายนั้นชอบข้าวเปียกกับปลาดุกย่าง   บางครั้งถึงกับภาวนาไม่อยากให้หาย  เพราะจะอดกินข้าวเปียกกับปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลาอร่อย ๆ  ต่อไป  ต้องมากินข้าวสวย  เด็ก ๆ และคนแก่ที่ฟันไม่ดีกินอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย ๆ ดีเหมือนกัน

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #3 on: 04 March 2026, 19:43:25 »


เรื่อง พ่อค้าแม่ค้าเร่

       เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก    บ้านเมืองไม่มีร้านอาหารให้ไปซื้ออาหารกินได้มากมายอย่างทุกวันนี้        เด็กๆไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านนอกจากตามผู้ใหญ่ไป    จึงไม่มีโอกาสจะวิ่งออกจากบ้านไปซื้อของกินปากซอยหรือตามร้านอาหารริมถนนใหญ่  แต่ก็ไม่อดอยาก   เพราะมีของกินมาขายถึงบ้าน  จากพ่อค้าและแม่ค้าเร่ที่หาบสินค้าเดินไปตามถนนและตรอกซอยต่างๆ

พ่อค้าแม่ค้าพวกนี้มีของกินใส่ในกระจาดสองใบหน้าหลัง   ใส่ไว้ในสาแหรกที่ทำด้วยหวาย 4 สาย ตอนบนทำเป็นห่วงสอดเข้าไปไม้คาน ตอนล่างขัดกันเป็นสี่เหลี่ยมสําหรับวางกระจาด    พ่อค้าแม่ค้าเร่หาบไม้คานไว้บนบ่า  ไม้คานเป็นไม้แบนๆ ดัดให้โค้งนิดหน่อย เวลาหาบมันก็จะอ่อนเยิบๆไม่แข็งจนกดบ่าเจ็บเกินไป   เพราะน้ำหนักสินค้าอยู่บนบ่าของเขาทั้งหมด    เดินๆไปก็ร้องบอกชื่อของขายให้ชาวบ้านรู้ว่ามีอะไรบ้าง  ใครอยากกินก็ออกมาเรียกซื้อให้แวะเข้าไป

ของที่ขายมีของกินทั้งของคาวและของหวาน     ของกินของโปรดของคุณยายคือหมูสะเต๊ะ  คนขายส่วนมากเป็นคนจีน  พ่อค้าเจ้าประจำที่หาบหมูสะเต๊ะเข้าซอยมาวันเว้นวันเป็นคนจีนชรา  มีหลานชายตัวเล็กๆเดินตามหาบมาด้วย      เมื่อคุณแม่ของคุณยายเรียกพ่อค้าหมูสะเต๊ะเข้ามาในรั้วบ้านเขาก็ลงนั่งติดไฟในเตาถ่านที่วางบนกระจาด  เวลาปิ้ง เขาให้หลานชายช่วยหยิบกาบมะพร้าวที่ติดมาในกระจาดใส่ลงในเตาถ่านด้วย   กาบมะพร้าวช่วยให้หมูปิ้งเหลืองสวย และมีกลิ่นหอมหวนมากกว่าถ่านธรรมดา

การปิ้งหมูสะเต๊ะสนุกมาก    พ่อค้าหยิบไม้เหลาแหลมๆ มาเสียบชิ้นหมูดิบปนมันบางๆที่เขาหั่นใส่ไว้ในกาละมัง มีผ้าบางๆคลุมวางไว้ในสาแหรก   นอกจากเนื้อหมู  ใครจะสั่งตับด้วยก็ได้    เขามีตับหมูฝานชิ้นบางๆ ถ้าใครต้องการก็หยิบมาเสียบไว้ครึ่งล่างของหมูปิ้งเสียบไม้  ปิ้งไปพร้อมกัน    เวลาปิ้ง เขาพรมๆกะทิ เพื่อให้หมูมีรสหวานมัน

เด็กๆเฝ้าดูเขาปิ้งหมูบนตะแกรงเหล็กเล็กๆบนเตาถ่าน  พลิกไปมาจนสุก  มันสีเหลืองจากหมูหยดติ๋งๆเป็นน้ำมันลงในจานสังกะสีที่คุณแม่ของคุณยายส่งให้พ่อค้าวางหมูสะเต๊ะ   ส่งกลิ่นหอมอร่อยจนคุณยายและพี่ๆน้องๆอดใจไม่อยู่ ต้องไปรุมล้อมอยู่รอบหาบ    แต่จะกินได้ต่อเมื่อยกจานขึ้นไปวางที่โต๊ะอาหารแล้วเท่านั้น

นอกจากหมูสะเต๊ะ  ก็มีอาหารอย่างอื่น เช่นข้าวแกง   ขนมจีนน้ำยา น้ำพริก    มีแม่ค้าเป็นคนหาบผ่านหน้าบ้านมาในตอนกลางวัน   ถ้าหากว่าเจ้าไหนทำอร่อย ชาวบ้านก็มักเรียกซื้อเป็นประจำ  บางทีก็หมดเสียก่อนจะถึงปลายทาง       แม่ค้าขายขนมมีขนมไทยห่อใบตองวางเรียงในกระจาด  เช่นขนมขี้หนู ขนมใส่ไส้ ขนมถ้วย   ขนมตาล     เวลาหาบมาแม่ค้าก็ร้องบอกมาด้วยว่า "ขนมแม่เอ๊ย"  แล้วก็จาระไนชื่อขนมให้ลูกค้ารู้ว่าขายอะไรบ้าง   จะได้เลือกซื้อได้ถูก    แค่ได้ยินรายชื่อขนมเด็กๆก็น้ำลายสอแล้ว
     
ตอนบ่ายๆมีแม่ค้าขายของกินเล่นอย่างสาคูไส้หมู  หรือไส้กรอกปลาแนม ผ่านมา    บางวันก็มีห่อหมก    เดินเคาะไม้สองอันดังป๊อกๆ ร้องว่า "หมกจ้า หมก"     ถ้าเป็นฤดูร้อน   ก็มีคนสะพายกระติกไอศกรีมแท่งที่เรียกว่า "ไอติมแท่ง" มาขาย    เป็นแท่งยาวๆมีไม้เสียบ  เป็นไอศกรีมคนไทยทำ หลายรสหลายสีด้วยกัน
     
พ่อค้าแม่ค้าเร่ทำให้ตรอกซอยในเวลากลางวันไม่เหงาเงียบ      มีเสียงร้องขายสินค้าอยู่ตลอดวัน  เจ้าหนึ่งผ่านไป อีกเจ้าก็มาถึง    ถ้าหากว่าเป็นขนม เด็กๆก็ฉุดไม้ฉุดมือแม่ให้ออกไปซื้อ หรือไม่ก็วิ่งไปขอสตางค์แม่  เปิดประตูบ้านออกไปซื้อเอง    คุณยายชอบกินขนมลูกชุบ ที่ทำเป็นลูกตะขบ  เป็นชมพู่ มะม่วง ฟักทองลูกเล็กๆ ทาสีชุบวุ้นเป็นเงาน่ากิน     นอกจากนี้ยังมีลูกชุบทำเป็นพริกสีเขียวสีแดงเหมือนของจริงมาก     คุณยายเคยหยิบพริกในครัวกินด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นขนมลูกชุบ   เลยเผ็ดจนน้ำตาไหล  เข็ดขนมลูกชุบไปนาน

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #4 on: 04 March 2026, 19:44:09 »


เรื่อง ผู้ร้ายในนิทาน

       คุณยายได้ชื่อว่าเป็นเด็กซน  ผิดกับเด็กผู้หญิงอื่นๆที่ถูกฝึกหัดให้นั่งพับเพียบเรียบร้อย อยู่ใกล้ๆผู้ใหญ่เพื่อจะหัดกิริยามารยาท  ฝึกทำกับข้าวกับปลา เย็บผ้า ร้อยดอกไม้      คุณยายชอบไปวิ่งเล่นในสวนผลไม้ซึ่งอยู่ล้อมรอบบ้านคลองสาน   มีเนื้อที่หลายสิบไร่  สามารถกระโจนข้ามท้องร่องได้ไม่พลาดตกลงไปเลย   ห้ามก็ไม่ฟัง  ดุก็ไม่ฟัง   ทำให้พี่เลี้ยงของคุณยายหนักใจมาก    จึงหาทางออกโดยเล่านิทานให้ฟัง เพื่อให้คุณยายกลัวจะได้ไม่ไปวิ่งซุกซนอยู่คนเดียวอีก

คุณยายจึงรู้จักผู้ร้ายหลายคน  บางคนก็มีตัวจริง  บางคนคุณยายก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่     แต่ฟังแล้วก็กลัว ทำให้หยุดซนไปได้ชั่วคราว

.

ผู้ร้ายคนแรกที่คุณยายรู้จักชื่อ "อ้ายย่ามแดง"   ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคนร้ายสะพายย่ามสีแดง    มันจะมาด้อมๆมองๆอยู่แถวบ้านเพื่อจับเด็กใส่ย่ามเอาไปทำพิธีกรรม     อ้ายย่ามแดงน่าจะเป็นขโมยมากกว่าโจร เพราะมันไปไหนมาไหนคนเดียว      คำว่าขโมยกับโจรไม่เหมือนกัน  ขโมยคือพวกที่แอบเข้ามาลักทรัพย์สินเงินทองในบ้าน เวลาคนในบ้านไม่เห็น  แล้วหนีไปก่อนจะถูกจับได้   พวกนี้มักไม่ทำร้ายเจ้าของบ้านยกเว้นจวนตัว     ของที่เอาไปก็คือข้าวของเท่าที่จะหยิบฉวยได้    ส่วนโจรคือคนร้ายที่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ยกพวกเข้าปล้น มีอาวุธครบมือ  มักจะเกิดขึ้นในชนบท     พวกนี้จะเลือกปล้นแต่บ้านเศรษฐี   กวาดข้าวของไปหมดบ้าน บางครั้งก็ฆ่าเจ้าทรัพย์ด้วย

แต่ไม่ว่าอ้ายย่ามแดงจะเป็นขโมยหรือโจร     คุณยายก็กลัวถูกจับลงย่ามเอาตัวไป    จึงไม่กล้าออกจากบ้านไปเล่นคนเดียวในสวนอีก   อ้ายย่ามแดงเป็นผู้ร้ายที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกัน ถึงกับมีคนเอาไปทำเป็นหนังไทย ฉายเมื่อหลังสงครามโลกครั้งสองจบลงประมาณ 5 ปี

.

ผู้ร้ายคนที่สองที่คุณยายรู้จัก คือตารอดปอดแฉ่ง    มีคำร้องคล้องจองกันว่า "ตารอดปอดแฉ่ง  ผัวนางแมงดา  หกล้มหกลุก  ผัวนางตุ๊กกะตา"

พี่เลี้ยงเล่าให้คุณยายฟังว่า ตารอดแกเป็นสัปเหร่อ   ตามธรรมเนียมไทยเมื่อมีคนตาย  ญาติพี่น้องก็ส่งให้สัปเหร่อรับไปจัดการ ห่อผ้าตราสังข์   ใส่โลง  สวดเสร็จก็เผา     ญาติพี่น้องไม่มีโอกาสเห็นหน้าค่าตาคนตายอีก    คนที่เห็นมีคนเดียวคือสัปเหร่อ  ดังนั้นสัปเหร่อจะทำอะไรกับศพนอกเหนือจากนี้ก็ทำได้

ตารอดก็เหมือนสัปเหร่อทั่วไปที่ต้องเจอคนตายอยู่เป็นประจำ  จนกระทั่งไม่กลัว     แต่แกไม่เหมือนสัปเหร่ออื่น คือนอกจากไม่กลัวแล้ว  แกยังชอบกินอีกด้วย   

สิ่งที่แกชอบคือเครื่องในมนุษย์  เมื่อตายใหม่ๆร่างกายยังไม่ทันเน่า  ตารอดก็รีบผ่าศพควักเครื่องในออกมาก่อน  เอาไปต้มใส่ตะไคร้ใบมะกรูดเหมือนต้มเครื่องในวัว   นอกจากนี้ตารอดก็ยังรู้ว่าเนื้อมนุษย์นั้นอร่อยมาก  มากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดไหนๆทั้งหมด

ตารอดทำตัวเป็นมนุษย์กินคนมาจนแก่ตัวลง  ใครๆเรียกว่า"ตา" แล้ว    แกก็มีเมียชื่อว่านางแมงดา    ในนิทาน ไม่ได้บอกว่านางแมงดาทำงานอะไร ก็คงเป็นแม่บ้านอยู่เฉยๆ   อายุแก่พอๆกับตารอด   ตารอดจึงไปติดพันหญิงสาวอีกคนหนึ่งจนได้เป็นเมียน้อย  ชื่อแม่ตุ๊กกะตา

แม่ตุ๊กกะตาเป็นแม่ค้าขายขนมจีนน้ำยา  แต่ขายไม่ดี  สู้เจ้าอื่นไม่ได้     ตารอดก็เลยช่วยเหลือแม่ตุ๊กกะตาด้วยการไปแล่เนื้อจากศพใหม่ๆ มาให้แม่ตุ๊กกะตาทำขาย   ใช้เนื้อคนแทนเนื้อปลา     ขนมจีนน้ำยาของแม่ตุ๊กกะตาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า    ลูกค้าติดใจว่าน้ำยาอะไรอร่อยขนาดนี้ไม่เคยเกินที่ไหนมาก่อน

เมื่อเรื่องรู้ไปถึงหูนางแมงดา   นางก็มาหึงแม่ตุ๊กกะตาถึงกับตบตี  ตารอดเข้าไปช่วย ก็ถูกนางแมงดาไล่ตีจนล้มลุกคลุกคลาน   กลายมาเป็นคำคล้องจองว่า
   
       "ตารอดปอดแฉ่ง  ผัวนางแมงดา  หกล้มหกลุก ผัวนางตุ๊กกะตา"

.

ผู้ร้ายคนสุดท้ายที่คุณยายฟังจากผู้ใหญ่เล่ากัน

       ผู้ร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นที่หวาดกลัวกันมากในสมัยคุณยายยังเด็ก   ชื่อบุญเพ็ง  มีฉายาว่าบุญเพ็ง หีบเหล็ก   ผู้ใหญ่เล่าว่าบุญเพ็งเป็นพระบวชอยู่ในกรุงเทพนี่เอง    มีหญิงคนหนึ่งไปทำบุญกับพระบุญเพ็งเป็นประจำ  แต่งทองเต็มตัว   บุญเพ็งโลภอยากได้ทองจึงฆ่าผู้หญิง  เอาศพยัดใส่หีบเหล็ก แล้วเอาไปถ่วงน้ำ  แต่หีบลอยขึ้นมาชาวบ้านไปเจอเข้า     สืบสวนได้ความจริงว่าบุญเพ็งคือฆาตกร  เขาก็เลยถูกประหารให้ตายตกไปตามกัน

ในสมัยโน้น  ตามบ้านเรือนไม่มีตู้เสื้อผ้า   เสื้อผ้าและข้าวของต่างๆเก็บเอาไว้ในหีบ วางไว้บนพื้นชิดกับผนังห้อง     หีบบางใบก็ใหญ่ขนาดคนลงไปขดตัวนอนได้  แต่เป็นหีบไม้   แต่มีห่วงกุญแจทำด้วยเหล็ก   หีบไม้พวกนี้ถ้าทิ้งลงน้ำ มันคงจะลอยเพราะไม้เบากว่าน้ำ   คุณยายไม่ทราบว่าหีบเหล็กของบุญเพ็งเป็นอย่างไรถึงลอยน้ำได้   แต่ก็ทำเอากลัวหีบใหญ่ๆไปเลย      เมื่อก่อนคุณยายกับพี่ๆน้องๆเล่นซ่อนหากัน   บางคนก็ลงไปซ่อนในหีบ   ตั้งแต่คุณยายรู้เรื่องบุญเพ็ง หีบเหล็ก  คุณยายไม่ยอมเปิดหีบใบใหญ่ๆอีกเลย
นิทานพวกนี้ทำให้คุณยายสงบเสงี่ยม หายซน  ยอมนั่งอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ต่อมาอีกนาน

.









.

อีกคนหนึ่งคือ ซีอุย (เพิ่มเติม)

       ตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่เคยเตือนว่าอย่าเที่ยวออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เดี๋ยว "ซีอุย" จะจับไปกินตับ จำได้ว่าแถวบ้านเงียบเชียบไปหมด ไม่ใคร่มีใครกล้าออกไปเล่นนอกบ้าน

ซีอุย มีชื่อจริงว่า หลีอุย แซ่อึ้ง แต่คนไทยเรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2470 ที่เมืองซัวเถา โดยเป็นลูกคนที่ 3 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 12 คน ของนายฮุนฮ้อ กับ นางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง ในครอบครัวยากจนที่ทำการเกษตร เมื่อยังเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่น ซีอุยมีส่วนสูง 150 เซนติเมตรเท่านั้น จึงมักถูกรังแกอยู่เสมอ จนกระทั่งมีนักบวชรูปหนึ่งได้แนะนำเขาว่า ถ้าอยากจะมีร่างกายแข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวะมนุษย์ ซึ่งคำสอนนี้ได้ฝังอยู่ในใจซีอุยมาเสมอ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2488 ซีอุยอายุครบ 18 ปีเต็ม ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรบในสงครามโลกครั้งที่สอง เขาประจำอยู่หน่วยรบทหารราบที่ 8 ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามกันอยู่ เขาถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่าแนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บแดนของจีน เป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็มที่ซีอุยต้องเผชิญกับความลำบากและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอด อาหารก็ขาดแคลน ขณะที่เพื่อนทหารก็ทยอยตายไปเรื่อย ๆ จากการสู้รบ ซีอุยจึงได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรกจากที่นี่ เมื่อสงครามสงบ ซีอุยถูกปลดจากการเป็นทหาร ด้วยความแร้นแค้น ซีอุยถูกเพื่อน ๆ ชักชวนให้เข้ามาหางานทำในเมืองไทย โดยหลบหนีเข้าเมืองมาด้วยการเป็นกรรมกรรับจ้างในเรือขนส่งสินค้าชื่อ "โคคิด" เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ด้วยการหลบซ่อนมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์เต็ม โดยขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคลองเตย และหลบซ่อนตัวในโรงแรมห้องแถวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ต่อมาได้เดินทางไปยังอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปหาญาติ ที่นั่น ซีอุยทำงานด้วยการรับจ้างทำสวนผักและรับจ้างทั่วไปเป็นเวลานานถึง 8 ปีเต็ม ก่อนที่ซีอุยจะก่ออาชญากรรม โดยที่ซีอุยมีนิสัยชอบเกาหัวและหาวอยู่เสมอ ๆ มีบุคลิกชอบเก็บตัว

ซีอุยได้จับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยได้ทำการฆ่าเด็ก 3 รายแรก ที่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถไฟและก่อเหตุอีกที่งานฉลองตรุษจีนที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ. 2500 สุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตกรรมในจังหวัดระยอง เมื่อปี พ.ศ. 2501 ซึ่งมีเพียงเหยื่อรายแรกและเป็นรายเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบในขณะนั้น (พ.ศ. 2497) ซึ่งสุดท้ายเขาถูกจับขังคุกและประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า เพราะในระหว่างดำเนินคดี 9 วัน ซีอุยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือ 7 คดี และจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ซีอุยไม่ได้เป็นบ้า ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2502

ภายหลังมีการสืบค้นคดีโดยรายการโทรทัศน์ บางอ้อ ทางช่อง 9 รวมทั้งรายการ ย้อนรอย ทางไอทีวี มีหลักฐานพยานและรูปคดีที่บ่งชี้ว่า ซีอุย ไม่ได้ฆ่าเด็กทุกคน มีเพียงเด็กคนสุดท้ายเท่านั้นที่เป็นหลักฐานมัดตัว ขณะตำรวจได้เข้าจับกุมหลังจากซีอุยลงมือฆ่า และอวัยวะในร่างกายของเหยื่อทุกรายก็ไม่ได้สูญหาย จึงเป็นที่สงสัยว่าเหตุใด ซีอุย จึงรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าเหยื่อทุกราย และนำอวัยวะมากิน ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นของรูปคดีที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดในปัจจุบัน บ้างก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของไทยได้ให้สัญญากับซีอุยว่าให้ซีอุยรับสารภาพ แล้วจะจัดการให้ได้กลับเมืองจีน ด้วยความที่ไม่จัดเจนในภาษาทำให้ซีอุยรับสารภาพ และถูกประหารชีวิตในที่สุด ซึ่งชาวบ้านร่วมสมัยที่ยังอาศัยในพื้นที่บางคนที่ยังมีชีวิตอยู่เชื่อว่าซีอุยไม่ได้เป็นฆาตกรตัวจริง

ปัจจุบัน ศพของซีอุยถูกเก็บเพื่อนำมาตรวจสอบ โดยเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยยังคงถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์ซีอุย"

(เนื้อความข้างบนนี้แตกต่างจากที่เคยได้ยินมานิดหน่อย   ตรงที่สาเหตุการกินเนื้อมนุษย์ คือเล่ากันว่าสมัยซีอุยเป็นทหาร  ในสมรภูมิอดอยากมาก  ทหารที่รอดตายต้องกินเนื้อเพื่อนทหารด้วยกันเองประทังชีวิต   ซีอุยกินแล้วเลิกไม่ได้  ก็เลยฆ่าเด็กเป็นเหยื่อ  จนถูกตำรวจจับได้)

.











.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #5 on: 04 March 2026, 19:45:26 »


เรื่อง โรงเรียนฝรั่ง

       เด็กๆในยุคของคุณยายเริ่มเล่าเรียนเมื่ออายุประมาณ 8 ขวบ   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาให้เด็กๆ ทั้งชายหญิงมีโอกาสได้เล่าเรียนจนจบชั้นประถมทั่วหน้ากัน    ผู้ปกครองจึงต้องส่งลูกหลานไปโรงเรียน อย่างน้อยก็ต้องจบชั้นประถม  อ่านออกเขียนได้   
โรงเรียนที่มีอยู่ในสมัยที่คุณยายโตพอจะเล่าเรียนได้ แบ่งง่ายๆเป็น 3 ประเภทคือโรงเรียนหลวง  โรงเรียนราษฎร์และโรงเรียนประชาบาล    ตัวอย่างเช่น โรงเรียนหลวงก็อย่างร.ร.สวนกุหลาบ สำหรับนักเรียนชาย  ร.ร.สตรีวิทยา สำหรับเด็กผู้หญิง  เด็กที่เข้าเรียนมักเป็นลูกหลานขุนนางข้าราชการ    ส่วนร.ร.ราษฎร์ที่คุณยายจำได้ คือร.ร.ราชินี สำหรับเด็กผู้หญิง     โรงเรียนประชาบาลมักจะเป็นโรงเรียนที่อาศัยสถานที่ของวัด  ให้เรียนรวมกันทั้งเด็กชายและเด็กหญิง

คุณยายเกิดมาในบ้านใหญ่ มีหลายครอบครัวรวมกัน   คุณยายจึงมีญาติพี่ๆน้องๆวัยไล่เลี่ยกันหลายคน   ถึงเวลาเข้าโรงเรียนก็เข้ากันพรึ่บเดียวเป็นกลุ่มใหญ่    คุณปู่ของคุณยายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว จึงต้องเลือกร.ร.ที่หลานชายหลานสาวไปโรงเรียนพร้อมกันได้ในตอนเช้า เย็นก็รับกลับพร้อมกันทีเดียว ไม่ต้องแยกย้ายกันไปเรียนคนละทิศละทาง    ท่านจึงเลือกร.ร.ที่เด็กๆนั่งเรือจากบ้านพร้อมๆกันไปได้สะดวก  คือโรงเรียนฝรั่งที่อยู่ใกล้บ้าน แค่ออกจากคลองสาน   แจวเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาไปก็ถึง  คือร.ร.อัสสัมชัญสำหรับลูกหลานชาย และร.ร.อัสสัมชัญคอนแวนต์สำหรับลูกหลานหญิง

สมัยนั้นตรงข้ามกับสมัยนี้  ร.ร.ฝรั่งในกรุงเทพไม่เป็นที่นิยมเท่าร.ร.ไทย โดยเฉพาะร.ร.ที่ก่อตั้งโดยพระมหากษัตริย์และเจ้านาย   พ่อแม่บางคนก็กลัวไปเองว่าลูกไปเรียนร.ร.ฝรั่งแล้วจะเปลี่ยนใจไปเข้ารีต คำนี้แปลว่าเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนา      แต่คุณปู่ของคุณยายเล็งเห็นว่าต่อไปคนไทยมีแต่จะต้องติดต่อสื่อสารกับฝรั่งต่างประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้  นับวันก็จะมากขึ้น    จึงควรจะให้ลูกหลานรู้วิชาของฝรั่งเอาไว้      และเหตุผลสำคัญอีกอย่างคือค่าเล่าเรียนในร.ร.ฝรั่งถูกกว่าร.ร.ไทย    ในเมื่อต้องส่งหลานเด็กๆเกือบ 10 คนไปเรียนพร้อมกัน  ร.ร.ฝรั่งก็เหมาะกว่า

.

เทาชมพู
หมายเหตุจากข้างบนนี้

ดิฉันไม่เคยได้ยินคุณยายเล่าว่าค่าเล่าเรียนในร.ร.ฝรั่งถูกกว่าร.ร.ไทย      แต่เป็นคำบอกเล่าจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เล่าให้ดิฉันฟังเอง

เมื่อไปเปิดพ.ร.บ.ประถมศึกษาสมัยรัชกาลที่ 6 อ่าน พบว่าเด็กๆสมัยนั้นเรียนชั้นประถมฟรี   เป็นการศึกษาภาคบังคับทึ่รัฐให้เด็กทุกคนได้เรียน    ก็เข้าใจว่าคุณยายและพี่ๆน้องๆเรียนในร.ร.ราษฎร์ คงจะต้องจ่ายค่าเทอม   ซึ่งไม่ได้ประหยัดตรงไหนเลย     หรืออาจจะไปประหยัดสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษา พ้นจากภาคบังคับแล้วละมังคะ

โรงเรียนฝรั่งในยุคคุณยายมีนักเรียนมาเรียนน้อยมาก     นักเรียนทั้งโรงเรียนเรียนรวมอยู่ในห้องเดียวกัน  ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนเด็กโต   แต่ละชั้นนั่งแยกกันเป็นกลุ่ม  มีแม่ชีชาวตะวันตก สวมเครื่องแต่งกายยาวรุ่มร่ามซึ่งเป็นเครื่องแบบตามนิกายเป็นคนสอน   คุณยายเรียกว่า "มาเซอร์" (Ma Soeur) แปลว่า พี่สาวของฉัน  เพราะแม่ชีเหล่านี้ มีคำนำหน้าว่า Soeur ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Sister  ซึ่งเป็นคำนำหน้าแม่ชีคาทอลิค

มาเซอร์นุ่งกระโปรงยาวถึงพื้น  มีผ้าคลุมผมมิดชิดมองไม่เห็นเส้นผม   เหมือนเสื้อผ้าเมืองหนาว    ไม่ได้แต่งกายอย่างแหม่มในสยาม      เครื่องแบบเหล่านี้ตกทอดมาตั้งแต่ยุคกลาง เป็นชุดที่สตรีสวมกันสมัยนั้น    แต่เวลาผ่านไป แฟชั่นสตรีเปลี่ยนไปมากในศตวรรษต่างๆจนมองไม่เห็นเค้าเดิม   แต่ว่าแม่ชียังคงรักษาแบบเครื่องแต่งกายเหมือนเมื่อตอนมีผู้ก่อตั้งนิกายอยู่  จึงดูแปลกไม่เหมือนคนอื่นๆ
 
ชั้นเรียนของคุณยายมีนักเรียน 3 คนรวมคุณยายด้วย นั่งเรียนด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะขึ้นชั้นไปชั้นไหนก็ยังนั่งอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม

นักเรียนแบ่งเป็น 2 พวกคือพวกอังกฤษ กับพวกฝรั่งเศส     ใครเลือกพวกไหนก็เรียนภาษานั้นตั้งแต่ระดับต้น   แยกพวกไม่ปะปนกัน  พวกที่เรียนภาษาอังกฤษก็จะเรียน อ่านและพูดภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เข้าเรียนปีแรก แม้ว่ายังเป็นเด็กเล็กๆอยู่ก็ตาม     พวกที่เรียนภาษาฝรั่งเศสก็เรียนแบบเดียวกันแต่เป็นภาษาฝรั่งเศส      แม่ชีเข้มงวดมาก นอกจากห้ามพูดภาษาไทยในชั้นแล้ว  แม้แต่เวลาเที่ยง พักเรียนไปเล่นกัน เด็กๆก็จะถูกกำชับให้พูดภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสล้วนๆด้วย    เพื่อจะให้คล่องปาก 

คุณยายแอบคุยเป็นภาษาไทยกับเพื่อนๆอีก 2 คนเวลาพัก   มาเซอร์จับได้แม้ว่ายืนอยู่ห่างมากจนไม่ได้ยินเสียงพูด   แต่ดูออกจากกิริยาท่าทางที่พูดคุยกันคล่องแคล่ว ไม่ตะกุกตะกัก ก็รู้ว่าไม่ยอมหัดพูดภาษาต่างประเทศ   มาเซอร์ก็จะเดินมาเตือนให้หัดพูด   มาเซอร์บางคนใจดี  บางคนดุ  แต่ไม่มีใครตีเด็กนักเรียนเลย



วิชาที่เด็กๆเรียนมีอยู่น้อยมาก  นอกจากอ่าน เขียน  ก็มีวิชาเลข   เด็กผู้หญิงได้เรียนดนตรี ซึ่งรวมร้องเพลงฝรั่ง  และวิชาเย็บปักถักร้อยหรือเรียกว่าการฝีมือแบบฝรั่ง

วิชาเย็บปักถักร้อย นอกจากเย็บเสื้อ  เริ่มแต่หัดเย็บริมผ้าเช็ดหน้า  ไปจนเย็บอะไรยากๆขึ้น   จากนั้นก็ปักผ้าด้วยสะดึง   ส่วนถักมีหลายอย่างทั้งโครเชต์   ถักไหมพรมที่เรียกว่านิตติ้ง และถักแท้ต    คุณยายถูกหัดให้ทำเป็นทุกอย่าง  เพราะผู้หญิงเมื่อเป็นสาวแล้วก็จะแต่งงานออกเรือนไป  ต้องใช้วิชาการฝีมือตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูกๆ และตนเอง   

ข้างล่างคือการถักแท้ตติ้ง    เครื่องมือที่ใช้เป็นกระสวยอันเล็กๆ  รูปร่างเหมือนใบไม้เรียวๆสองใบประกบกัน   พันไหมรอบนิ้วแล้วถักโดยอาศัยกระสวยถักไหมให้พันต่อกันเป็นลายลูกไม้   เมื่อถักเป็นแล้ว สามารถทำลูกไม้ได้เป็นเส้นยาวๆ นำมาขลิบริมผ้าเช็ดหน้าอีกทีหนึ่ง  นอกจากนี้ยังทำเป็นลูกไม้แผ่นรองขวดน้ำอบบนโต๊ะเครื่องแป้ง     หรือคนเก่งๆทักแท้ตติ้งต่อกันเป็นเสื้อลูกไม้ได้ทั้งตัว





คุณยายเรียนถักโครเชต์  ทำจากไหมพรมและไม้ถักซึ่งเป็นโลหะ รูปบางๆยาวๆ ปลายด้านหนึ่งม้วนงอเพื่อเกี่ยวไหมพรม   ผ้าที่เกิดจากโครเชต์จะหนากว่าแท้ตติ้ง   ทำเป็นชิ้นเล็กๆ ลวดลายสวยๆ หรือต่อกันเป็นผ้าผืนใหญ่อย่างผ้าคลุมไหล่ก็ได้






ผ้าคลุมไหล่ถักโครเชต์




ถักไหมพรมเป็นงานฝีมือง่ายที่สุดของคุณยาย   เด็กนักเรียนหัดถักผ้าพันคอเป็นอันดับแรก แม้แต่เด็กประถมก็ถักกันได้    ต่อมาจึงหัดถักลายยากๆ หรือถักสลับสีกันในผ้าผืนเดียว  แล้วเขยิบขึ้นเป็นถักเสื้อเด็ก และเสื้อผู้ใหญ่   คนเก่งๆสามารถใช้ไม้ถักง่ายๆ 2 อันถักเป็นเสื้อได้ทั้งตัว  ในสมัยนั้นไม่มีเครื่องสำหรับถักเสื้อไหมพรม   
ในฤดูหนาวอากาศหนาวจนต้องสวมเสื้อกันหนาวไปโรงเรียน    ส่วนเด็กๆก็สวมเสื้อไหมพรมไปเที่ยวนอกบ้านได้ทุกฤดูกาล  เพราะอากาศในสมัยรัชกาลที่ 6 เย็นสบายกว่าเวลานี้มาก     เสื้อไหมพรมจึงเป็นของนิยมสำหรับคนทำการฝีมือเก่งๆ เพราะมีโอกาสใช้บ่อย




งานฝีมือที่คุณยายบอกว่าทำยากคืองานปักฉลุที่เรียกว่า cut work เป็นงานฝีมือของฝรั่ง     นักเรียนใช้ผ้าขาวปักลายคัทเวิร์ค ทำเป็นริมผ้าเช็ดหน้า ริมปลอกหมอนหนุนหัว  และลายผ้าบังตาที่ขึงอยู่ตามหน้าต่าง   เป็นลายที่ต้องปักริมผ้าให้เรียบ  และตัดผ้าอย่างระมัดระวังให้เป็นลายโปร่งอย่างต้องการ  ต้องใช้กรรไกรคมปลายแหลม  ถ้าตัดผิดไปนิดเดียว ลายก็เสีย ไหมที่ปักไว้ก็จะขาด




ชั้นประถมในสมัยนั้นมีเพียงประถมสาม   ส่วนมัธยมมีถึงมัธยมปีที่แปดเป็นชั้นสูงสุด   เด็กนักเรียนชายที่เรียนจบชั้นมัธยมปีที่แปดถือว่าได้เล่าเรียนสูงสุด  จบไปแล้วก็เข้าทำงานได้ทันที   ไม่ว่าราชการหรือบริษัทห้างร้านก็ยินดีรับ   อย่าว่าแต่จบชั้นมัธยมแปด  บางคนเรียนแค่มัธยมสี่หรือมัธยมหก ก็โตเป็นหนุ่มออกจากโรงเรียนมาทำงานได้แล้ว   เพราะมีพื้นความรู้แน่นพอจะทำงานได้ 
ถ้าหากว่าเด็กผู้ชายเรียนจบจากโรงเรียนฝรั่ง  จะมีพื้นความรู้ภาษาต่างประเทศดีพอจะเขียนจดหมายโต้ตอบได้  แปลหนังสือได้  ห้างร้านยินดีรับเข้าทำงาน

ส่วนเด็กผู้หญิง พ่อแม่ไม่ถือว่าจำเป็นต้องเรียน แค่อ่านหนังสือออก เซ็นชื่อได้ก็พอ   เพราะผู้หญิงไม่จำเป็นต้องไปทำงานนอกบ้าน     โตเป็นสาวก็แต่งงานไปเป็นแม่บ้าน    ถึงเรียนก็ไม่ได้ใช้วิชาที่เรียนมาอยู่ดี   เด็กผู้หญิงจึงมีอยู่มากที่ออกจากโรงเรียนกลางคันเมื่อรุ่นสาว  อายุ 13-14 โดยไม่มีใครเห็นเป็นของแปลก  ทางบ้านเห็นสมควรให้ลาออกเสียที ในเมื่อโตพอแล้ว  ก็ถึงเวลาอบรมเตรียมตัวเป็นแม่บ้านต่อไป  ควรฝึกทำกับข้าวให้เก่ง  ดูแลบ้านช่องและบริวารให้เป็นระเบียบเรียบร้อย    เมื่อแต่งงานไปแล้วจะได้ทำหน้าที่แม่บ้านได้ดี    ผู้หญิงอายุ 18 ถือว่าเป็นสาวเต็มตัว ถึงวัยแต่งงานได้แล้ว ไม่ถือว่าเร็วเกินไป   

ในโรงเรียนฝรั่งมีเด็กมาเรียนน้อยอยู่แล้ว   เมื่ออายุสัก 13-14 ก็หายออกจากโรงเรียนไปเกือบหมด  ยกเว้นคนที่มีใจรักการเรียนจริงๆและพ่อแม่ไม่ห้าม จึงเรียนต่อไปจนจบชั้นมัธยม   แต่มีข้อเสียเปรียบอย่างหนึ่งคือ เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมแล้ว ทางกระทรวงธรรมาธิการไม่ยอมรับวุฒิของโรงเรียนฝรั่ง    ต้องไปเรียนในโรงเรียนไทยเพื่อจะสอบวุฒิมัธยมปลายให้ได้อีกทีหนึ่ง  จึงไม่มีใครนิยมเรียนจนจบมัธยมปลาย

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #6 on: 04 March 2026, 19:46:16 »


เรื่อง เดินทาง

โลกของคุณยายจำกัดอยู่ที่บ้านกับโรงเรียน    ถ้าหากว่าไปเที่ยวนอกบ้านก็แค่ในกรุงเทพ  การเดินทางไปต่างจังหวัดเป็นเรื่องใหญ่   แม้แต่ในจังหวัดรอบๆกรุงเทพ  ถ้าจะไปก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ากันหลายวัน  เพราะต้องขนข้าวของเครื่องใช้ เครื่องครัว แม่ครัวและคนในบ้านไปด้วยหลายคน   เกือบจะเท่ากับย้ายบ้านก็ว่าได้

ครั้งหนึ่งคุณป้าของคุณยายเดินทางไปนครปฐมเพื่อไปไหว้พระปฐมเจดีย์    พาคุณยายไปด้วย    คุณป้าต้องเตรียมเสื่อ หมอน มุ้ง ไปด้วยเพราะต้องค้างคืนระหว่างทาง    คุณป้าเอาแม่ครัวไปด้วยเพื่อหุงหาอาหารกินกันระหว่างทาง เพราะไม่มีร้านอาหารที่จะแวะกินได้   ต้องทำกันเอง     แม่ครัวก็ขนเตาไฟ หม้อข้าว ฟืน ข้าวสาร   ของแห้ง   จานชาม ขันน้ำ ลงไปในเรือ     คุณป้าเลือกคนติดตามไปด้วย  นอกจากลูกหลานก็มีคนรับใช้ผู้ชายที่เป็นชายฉกรรจ์ 2 คน  เพื่อช่วยกันแจวและถ่อเรือหัวท้าย

ถึงวันเดินทาง  คุณยายถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้าเพราะต้องเดินทางตลอดวัน     อาบน้ำแต่งตัวเสร็จไปลงเรือประทุนลำใหญ่ กว้างพอที่คุณลุง คุณป้า ลูกๆ หลานๆ พี่เลี้ยง จะนั่งรวมกันได้     ภายในนั้นปูเสื่อหลายผืนเต็มตลอดเนื้อที่ ให้เด็กๆนั่งๆนอนๆและเล่นกัน   ส่วนเครื่องครัวอยู่ตอนท้ายของเรือ   แม่ครัวแยกไปนั่งอยู่ตรงนั้น  ท้ายเรือจริงๆคือคนแจวเรือ และมีคนนั่งหัวเรืออีกคนหนึ่ง  ภายในเรือไม่ร้อนเพราะมีประทุนบังแดด และลมโกรกเข้ามาได้จากหัวเรือและท้ายเรือ

เรือแล่นออกจากบ้าน ไปออกปากคลองสู่แม่น้ำเจ้าพระยา  จากนั้นก็แจวเลียบแม่น้ำไปออกคลองบางกอกน้อย  เพื่อจะไปทางทิศตะวันตก   สองข้างแม่น้ำมีเรือนแพแน่นขนัด  ริมคลองใหญ่ๆก็มีเรือนแพจอดอยู่เต็มเช่นกัน  บางแพก็เป็นบ้านอยู่อาศัย   บางแพก็เปิดข้างหน้าเป็นร้านขายของ     คุณยายรู้สึกสนุกเมื่อเห็นตลาดน้ำมีผู้คนจอแจ แม่ค้าพายเรือขายของสารพัดอย่างทั้งของกินของใช้    แต่เรือประทุนของคุณป้าบรรทุกของกินของใช้มาหมดแล้ว ไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม  จึงแล่นผ่านไปเฉยๆ   ไม่นานก็พ้นจากคลองใหญ่สู่คลองที่เล็กลงกว่านั้น

บรรยากาศในคลองใหญ่และคลองเล็กไม่เหมือนกัน  คลองใหญ่อย่างคลองบางกอกน้อยคึกคักน่าสนุก   มีผู้คนพายเรือสัญจรไปมาหนาแน่น   มีตลาดน้ำอยู่เป็นระยะตามแพต่างๆคล้ายๆกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา    และมีวัดตั้งอยู่ใกล้ๆกัน  ทุกวัดหันหน้าลงน้ำ มีศาลาท่าน้ำที่คนจอดเรือเดินขึ้นลงไม่ขาดสาย       จนคุณยายอยากจะแวะขึ้นไปดูวัดกับเขาบ้าง   

แต่เมื่อเรือแล่นไกลคลองใหญ่ มาเข้าคลองที่เล็กกว่า   สภาพก็เปลี่ยนไป  คลองเล็กค่อนข้างเงียบเชียบ    มีเรือกสวนทึบสองข้างทาง   เป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน  มีเด็กๆกระโดดน้ำทิ้งตัวจากรากไทรริมน้ำดังตูมๆ   บางคนก็ใจกล้าว่ายตามเรือที่พายผ่าน จนว่ายทันก็เกาะขอบเรือไป  จนเรือผ่านไปไกลเขาจึงปล่อยมือว่ายกลับไปบ้านเขา   คุณยายอยากจะลงไปว่ายน้ำเล่นกับเด็กพวกนั้นจริงๆ

คุณยายมองเห็นคลองเล็กๆแยกลึกเข้าไปอีกคลองเหล่านี้    บางแห่งก็เล็กขนาดเรือลำเล็กพายสวนกันได้เท่านั้น   เรือใหญ่ของคุณป้าผ่านเข้าไปไม่ได้     อย่างไรก็ตาม   ทุกหนทุกแห่งมีคลองเชื่อมประสานถึงกันหมด   ชาวบ้านพายเรือหากันได้ทั่วถึง   ไม่จำเป็นต้องออกไปคลองใหญ่ 

เรือประทุนออกจากคลองแล้วมาถึงแม่น้ำใหญ่อีกสายหนึ่ง  ทีแรกคุณยายคิดว่าเรือกลับมาที่แม่น้ำเจ้าพระยาอีก   แต่คุณป้าบอกว่าไม่ใช่     มันคือแม่น้ำท่าจีน     ในฤดูที่คุณยายเดินทางไป น้ำในแม่น้ำขึ้นเปี่ยมฝั่ง ไหลสวนทางกับเรือ  ทำให้คนแจวเรือแจวไปได้ช้ามาก     จึงต้องค้างคืนระหว่างทาง ก่อนจะถึงนครปฐมในวันรุ่งขึ้น 

ก่อนออกเดินทาง  ผู้ใหญ่ต้องกำหนดเส้นทาง และกะเวลาล่วงหน้าเสียก่อนว่าจะแวะพักกินข้าว และค้างคืนที่ไหน      ไม่ใช่อยากแวะที่ไหนก็แวะ   เพราะเมื่อออกพ้นเมืองธนบุรีแล้ว   แม่น้ำลำคลองบางสายก็มีช่วงเปลี่ยว  ไม่มีชาวบ้านพายเรือผ่านไปมา   มีแต่โจรผู้ร้ายที่มีอาวุธ เข้ามาปล้นสะดมเรือต่างถิ่น      คุณป้าเล่าว่าตอนคุณป้าเด็กๆ เคยได้ยินเรื่องโจรผู้ร้ายสำคัญชื่ออ้ายอ่วมอกโรย เป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านมาก      แม้ว่าสมเด็จเจ้าพระยาท่านปราบอ้ายอ่วมอกโรยลงได้นานหลายสิบปีแล้ว   คุณป้าก็ยังกลัวอยู่นั่นเอง     เมื่อเดินทาง คุณป้าจึงกำชับคนแจวเรือให้แวะจอดเรือพักเที่ยง ที่ศาลาวัดเท่านั้น  เพราะเป็นหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่ใกล้ๆ  พออุ่นใจได้
 
แม่ครัวเตรียมหุงข้าวในเรือนั่นเอง ให้ทันเวลาเที่ยง    เพราะหุงข้าวสมัยนั้นกินเวลานานมาก  ไหนจะต้องเช็ดน้ำ  ดงข้าว จนกว่าข้าวในหม้อจะระอุสุกทั่วกันดี    ถ้าเป็นชาวบ้านเดินทางไกล  ก็มักคั่วข้าวตากข้าวตูใส่ไถ้คาดเอวเอาไปกินกันแห้งๆกลางทาง  เพราะไม่สะดวกที่จะหอบหม้อและเตาไปด้วย       แต่คุณป้ามากันหลายคน เอาแม่ครัวมาด้วย จึงมีข้าวสวยร้อนๆกินตอนมื้อเที่ยงและเย็น

พอเที่ยงคนแจวเรือก็แวะที่ศาลาท่าน้ำของวัด ซึ่งมีบ้านคนปลูกอยู่ใกล้ๆ ไม่เปลี่ยว     เอาไม้กระดานพาดจากเรือให้เด็กๆเดินขึ้นจากเรือไปนั่งกินข้าวที่ศาลา      แม่ครัวตำน้ำพริกให้คลุกข้าวกิน   ใกล้ๆกันมีผักหลายชนิดเช่นกระถิน  และใบไม้ที่กินได้ ขึ้นอยู่เองไม่มีใครปลูก     คุณยายชวนพี่ๆน้องๆไปเด็ดผักสดๆมาจิ้มน้ำพริกกิน   รู้สึกอร่อยมากกว่ากินที่บ้านเสียอีก   กินเสร็จแล้วก็เข้าไปไหว้พระในโบสถ์  มีโอ่งดินเผาใส่น้ำฝนตั้งอยู่  พร้อมกระบวย ให้คนผ่านไปมาตักน้ำฝนเย็นชื่นใจกินกันได้

เรื่องพักค้างคืนตามทางเป็นเรื่องใหญ่    ถ้าไม่รู้ว่าจะไปพักที่ไหนก็เดินทางไม่ได้    เส้นทางเรือไปนครปฐมไม่มีโรงแรมให้พักค้างคืน    มีทางเดียวคือพักตามบ้านคนรู้จัก   ก่อนเดินทางประมาณ 1 เดือน คุณลุงจึงถามเพื่อนฝูงว่ามีใครมีญาติอยู่ใกล้ๆนครปฐมบ้างไหม    พบว่าเพื่อนคนหนึ่งมีญาติอยู่ตามทางก่อนถึงนครไชยศรี   เขาก็เขียนจดหมายไปบอกญาติให้รู้ล่วงหน้าไว้ และให้คุณลุงถือจดหมายอีกฉบับหนึ่งติดตัวมาด้วยเป็นหลักฐาน
   
ตกเย็นเรือมาถึงหมู่บ้านริมน้ำแห่งหนึ่ง    คุณลุงถามจากชาวบ้านที่พายเรือผ่านมาว่าบ้านญาติของเพื่อนอยู่ไหน   เมื่อรู้ก็ให้คนแจวเรือเบนหัวเรือเข้าจอดที่ท่าน้ำ   คุณลุงกับคุณป้าขึ้นจากเรือไปก่อนให้เด็กรออยู่ในเรือ  สักพักก็กลับมา มีเจ้าของบ้านตามมาด้วย   เขาจัดที่ให้คุณลุงกับคุณป้าและลูกหลานค้างบนเรือน    ส่วนคนอื่นๆค้างกันในเรือ    คุณยายจึงต้องหอบหมอนและเสื่อขึ้นไปนอนบนนอกชาน    ถึงเวลาอาหาร แม่ครัวก็จัดสำรับจากเรือมาให้เด็กๆ  แล้วยกอีกสำรับหนึ่งไปให้คุณลุงกับคุณป้ากินกับเจ้าของบ้าน
   
คุณป้าอธิบายให้คุณยายฟังว่า ต้องพักกับคนรู้จักจะได้ปลอดภัย   ถ้าหากว่าไม่เจอบ้านคนรู้จัก ก็ต้องอาศัยจอดเรือหน้าบ้านกำนันผู้ใหญ่บ้าน ให้ช่วยคุ้มครอง     ถ้าหากว่าไปจอดเรือในที่เปลี่ยว  กลางคืนอาจมีโจรผู้ร้ายเข้ามาลักของในเรือได้ 

วันรุ่งขึ้น คุณลุงกับคุณป้าลาเจ้าของบ้านมาลงเรือ     คุณยายเริ่มหายตื่นเต้นจากนั่งเรือแล้ว ก็เลยหลับไป  เพราะเมื่อคืนแปลกที่เลยนอนไม่ค่อยหลับ      มาตื่นอีกครั้งเมื่อเรือเข้าคลองเรียกว่าคลองเจดีย์บูชา   เห็นบ้านเรือนคนหนาตาขึ้น มีบ้านไม้สองชั้นหลังคาปั้นหยาอย่างในกรุงเทพด้วย     เรือจอดก่อนถึงสะพานสวยมีรูปยักษ์แบกอยู่ข้างล่าง    ตรงนั้นมีเรือจอแจเพราะเป็นตลาด   มองไปเห็นเจดีย์ใหญ่มหึมาอยู่ตรงสุดถนนที่ตรงกับคลอง   คุณยายก็รู้ว่ามาถึงพระปฐมเจดีย์แล้ว  จบเรื่องเดินทางกันแค่นี้

.





.

ทุกวันนี้เรือหายไปจากคลองเจดีย์บูชาหมดแล้ว  แต่ยักษ์ยังแบกสะพานอยู่ค่ะ

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #7 on: 04 March 2026, 19:46:59 »


เรื่อง บริวาร

       คุณยายเกิดมาในเรือนหมู่ขนาดใหญ่  เป็นบ้านทรงไทยหลายสิบหลัง เชื่อมต่อกันด้วยนอกชาน ทำให้วิ่งจากบ้านนั้นไปหาบ้านนี้ได้สะดวก  โดยไม่ต้องลงไปที่พื้นดินเลย   
หน้าบ้านเป็นคลองเช่นเดียวกับบ้านอื่นๆในละแวกนั้นที่ปลูกอยู่ริมคลอง   ส่วนหลังบ้านเป็นสวนผลไม้สุดลูกหูลูกตาล้อมรอบบ้าน   มีผลไม้ทุกอย่างตั้งแต่ทุเรียน ขนุน  ส้มโอ ละมุด มะเฟือง มะไฟ  ฯลฯเพราะที่ดินริมคลองติดแม่น้ำเป็นดินดีมาก  ปลูกอะไรก็งาม      ส่วนมะม่วง และชมพู่เป็นผลไม้ดาษดื่น บ้านไหนๆก็มีกันทั้งนั้น

สวนผลไม้เป็นรายได้ของเจ้าของบ้าน    ต้องอาศัยแรงคนทำงานในสวน  ตั้งแต่ลอกท้องร่อง   วิดน้ำรดต้นไม้    นอนเฝ้าสวนในหน้าทุเรียน  ดูแลและเก็บผลไม้ให้พ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อถึงสวน  ขนเข่งผลไม้ลงเรือ  ฯลฯ    ในบ้านคุณยายจึงมีบริวารมากมายหลายสิบคน เพื่อเป็นแรงงานประจำบ้าน   พวกนี้อยู่กันทั้งครอบครัว   มีลูกออกมาก็อาศัยอยู่กับพ่อแม่จนโต แล้วก็กลายเป็นบริวารรุ่นต่อๆมา     เมื่อคุณยายเกิด มีคนในบ้านหลายคนที่อยู่กันมาตั้งแต่สมัยคุณทวดของคุณยาย  บางคนก็โตมาพร้อมกับคุณปู่ของคุณยายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว

คนงานเหล่านี้ไม่ใช่ทาส  เพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเลิกทาสมานานแล้วตั้งแต่สมัยคุณพ่อของคุณยายยังเล็ก    ทาสบางคนพอเป็นไทแก่ตัวก็โยกย้ายออกไปทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง    แต่บางคนก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านนายต่อไปในฐานะบริวาร  จะลาออกไปเมื่อใดก็ได้ แต่พวกนี้ไม่ค่อยมีใครออกไปไหน ยังสมัครใจอยู่บ้านเดิมจนกระทั่งแก่ตายไปเอง

คุณยายเรียกคนเหล่านี้ว่า "ตา" กับ "ยาย" ตามด้วยชื่อเขา   ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนแก่วัยปู่ย่าตายาย  แต่เป็นคำเรียกบริวารในสมัยนั้น     คำนี้แตกต่างจาก "คุณตา" และ" คุณยาย" ซึ่งหมายถึงญาติผู้ใหญ่
   
บริวารบางคนมีหน้าที่ประจำ เช่นเป็นคนแจวเรือประจำบ้าน    ถ้าบ้านไหนมีเรือหลายลำ ก็มีคนแจวเรือประจำกันเรือละคน  เพราะนายหลายคน นั่งเรือไปและกลับคนละเวลากัน       
อีกแห่งหนึ่งคือครัวของบ้าน ในเมื่อมีหลายครอบครัวในเรือนหมู่    โรงครัวจึงต้องมีคนทำงานหลายคน    แม่ครัวเป็นหัวหน้าใหญ่  มีลูกมือหลายคนทั้งหญิงและชาย    ทำหน้าที่ช่วยงานต่างๆในครัว เช่นผ่าฟืน ขูดมะพร้าว  หั่นผัก  หั่นเนื้อ ฯลฯ     เพราะงานทำกับข้าวแต่ละมื้อเป็นงานใหญ่กินเวลามาก   ทำมื้อกลางวันเสร็จแล้วก็เตรียมตัวทำมื้อเย็นต่อไป    เพราะมื้อเย็นถือเป็นมื้อหลักของบ้าน ต้องเตรียมกันนาน  ไม่ใช่สำหรับเจ้าของบ้าน แต่สำหรับบริวารในบ้านด้วย   แม่ครัวไม่สามารถหุงข้าวได้ทีละหม้อเพราะจะไม่พอกิน   ต้องหุงด้วยกระทะใบบัว    ซึ่งหุงยากที่จะให้ข้าวสุกเสมอกันทั้งกระทะ    คนเป็นแม่ครัวจึงต้องมีฝีมือจริงๆ  ถือเป็นบริวารชั้นดีของบ้าน
   
ในเมื่อบ้านคุณยายเป็นสวน  จึงต้องมีลูกมือทำสวนหลายคน  คอยดูแลสวน    และเก็บผลไม้ซึ่งเรียกกันว่าลูกไม้จากต้นใส่เข่งเตรียมไว้ให้พ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือมารับถึงสวน       
ในหน้าที่ผลไม้ออกมาก    ในสวนปลูกเรือนเล็กๆ มุงจากเอาไว้เหมือนบ้านหลังเล็กๆ มีผนังสามด้าน ด้านหน้าเปิดโล่ง  สำหรับเก็บผลไม้ที่ต้องรีบเก็บจากต้นมารอพ่อค้าแม่ค้าไว้ที่นั่น     คนทำสวนก็ต้องช่วยกันเก็บและขนลูกไม้กันไปไว้ตามเรือนเหล่านี้   ตลอดวันไปจนค่ำ    ถ้าเจ้าของบ้านไม่ลงมาควบคุมเอง ก็ต้องมีหัวหน้าคนสวนทำหน้าที่นี้

บริวารบางคนก็อาศัยอยู่ในเรือนหมู่ ใต้ชายคาเดียวกับนาย   คุณยายมีพี่เลี้ยงชื่อยายเพียน  อยู่กับคุณยายตลอด 24 ชั่วโมง  ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด   ตอนเล็กๆคุณยายไปโรงเรียนใหม่ๆ   ยายเพียนก็ไปนั่งเฝ้าอยู่ตลอดวัน  แต่พวกเรือนครัวปลูกเรือนเล็กๆอยู่แยกออกไปจากเรือนหมู่ของนาย    มีนอกชานเชื่อมให้เดินถึงกันได้      พวกคนสวนปลูกเรือนอยู่ในสวน  อยู่กับลูกเมีย      เป็นหน้าที่ของนายที่จะต้องเลี้ยงลูกเมียของบริวารด้วย   คนเหล่านี้ก็ทำงานให้นายเช่นเดียวกัน   แต่เด็กๆเมื่อโตขึ้นอาจจะขอแยกออกไปทำงานข้างนอกเพื่อเลี้ยงตัวเองได้    เด็กผู้หญิงเมื่อโตเป็นสาวก็แต่งงานแยกไปอยู่บ้านสามีได้  ไม่มีใครว่า 

พี่เลี้ยงของคุณยายได้รับเงินเดือน เดือนละ 10 บาท  ถือว่าเป็นค่าจ้างค่อนข้างแพงสำหรับบริวาร       ส่วนคนแจวเรือได้เบี้ยเลี้ยงรายวัน วันละ 1 สลึง   ตอนเย็นๆเขาจะขึ้นมารับเบี้ยเลี้ยง  โดยคลานเข้ามารับกับคุณย่าของคุณยายซึ่งเป็นเจ้าของบ้านฝ่ายหญิง  หน้าที่หารายได้ และควบคุมค่าใช้จ่ายในบ้านเป็นหน้าที่ของคุณย่า     ส่วนคุณปู่จะมอบเงินจากเงินเดือนให้คุณย่านำไปใช้จ่ายในบ้าน  แต่คุณย่าก็ต้องหารายได้จากสวนเพิ่มเติมด้วย   ถึงจะพอเลี้ยงลูกหลานและบริวารจำนวนมากให้อยู่ได้สบาย     

ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับบริวารในสมัยนั้น เป็นความผูกพันกันอย่างคนในครอบครัว   ไม่ห่างเหิน เป็นแค่นายจ้างและลูกจ้าง อย่างคนทำงานในบริษัทหรือโรงงานในสมัยนี้     นอกจากจ่ายค่าจ้าง นายยังสามารถอบรมสั่งสอนตักเตือน ห้ามปรามและควบคุมความประพฤติของลูกจ้างได้   

ตากรับ คนแจวเรือที่ทำหน้าที่ส่งคุณยายและพี่ๆน้องๆไปโรงเรียนเป็นคนชอบกินเหล้า   ได้เงินเท่าไรก็ไปซื้อเหล้ากินหมด   คุณย่าจึงต้องระวังไม่จ่ายเงินให้มากเกินไป   มิฉะนั้นจะเอาไปกินเหล้าเมามาย พาลวิวาทกับลูกเมีย    เมื่อตากรับคลานขึ้นมารับเงิน  คุณย่าก็จะแถมเทศนาไปให้อีกกัณฑ์ใหญ่ทุกวัน    ตากรับก็นั่งฟัง  กัดกรามแน่น ตาแดงก่ำ หน้าตาถมึงทึง  จนคุณยายซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 10 ขวบ  กลัวว่าตากรับจะฆ่าคุณย่า เพราะตากรับเป็นคนรูปร่างล่ำสัน  หน้าตาดุดันเหมือนโจร     ส่วนคุณย่าก็เป็นหญิงชราร่างผอมบางนิดเดียว  ไม่มีทางป้องกันตัวเอง  ถ้าไม่นับหลานเล็กๆอย่างคุณยายที่นั่งอยู่ด้วย ก็ถือว่าคุณย่านั่งอยู่คนเดียว

คุณยายกลัวไปเปล่าๆปลี้ๆ  เพราะไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น  ตากรับก็นั่งกัดฟัน ฟังอย่างสงบเสงี่ยม  จนคุณย่าเทศน์จบ ตากรับก็ก้มลงกราบแล้วคลานถอยกลับไปพร้อมกับเงิน  เป็นอยู่เช่นนี้ทุกวัน   จนกระทั่งตายจากกันไป

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #8 on: 04 March 2026, 19:48:14 »


เรื่อง ภรรยา

       สังคมในสมัยคุณยายยังเด็กเป็นสังคมที่ผู้ชายมีภรรยาได้หลายคนพร้อมกัน  อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน  เป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย  ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องแปลก    คุณลุงของคุณยายที่อยู่อีกเรือนหนึ่งก็มีภรรยา 2 คนคือคุณป้า และภรรยารองอีกคนหนึ่ง  เป็นญาติห่างๆกันมาก่อนจะมาเป็นภรรยา   

คุณป้าเองก็ไม่ได้รังเกียจภรรยารอง  เพราะมีเธอไว้ก็แบ่งเบาภาระในบ้านได้มาก     คุณป้าจะต้องช่วยคุณย่าดูแลสวนผลไม้   คิดเงินซื้อขายกับพ่อค้าแม่ค้า    รับแขกเพื่อนๆของคุณปู่และคุณลุงที่มาเยี่ยมบ้าน   ไปงานต่างๆเช่นงานแต่งงาน งานศพ งานบวช ฯลฯ กับคุณลุง  แทบไม่มีเวลาว่างเลยสักชั่วโมงเดียว    จึงต้องการคนที่ไว้ใจได้สักคนหนึ่งช่วยดูแลลูกๆ   ภรรยารองของคุณลุงก็ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี

ภรรยารองของคุณลุงทำหน้าที่คล้ายแม่บ้าน คือดูแลเด็กๆลูกของคุณลุงคุณป้า   และดูแลเรื่องอาหารการกินภายในบ้าน  คือเป็นหัวหน้าของแม่ครัวอีกทีหนึ่ง     คุณป้ามีงานเต็มมือทั้งวัน บางทีก็มีแขกมาหา  บางทีก็ออกไปธุระนอกบ้าน   แต่ภรรยารองจะอยู่ประจำในบ้านไม่ออกไปไหน     สำหรับคนภายนอก   เช่น เพื่อนบ้านและเพื่อนฝูงญาติพี่น้องของคุณลุงก็รับรู้ว่านี่คือภรรยาอีกคนหนึ่งของคุณลุง   ทุกคนก็ต้อนรับเธอเป็นเรื่องปกติ   เธอไม่ต้องซ่อนเร้นปิดบัง   และไม่รู้สึกว่าตัวเองฐานะต่ำต้อยเพราะไม่ใช่ภรรยาหลวง     

ผู้หญิงจำนวนมากในสมัยนั้น ทั้งที่มีชาติสกุลดี  หลายคนเป็นลูกสาวขุนนาง  ต่างก็เป็นภรรยารองกันได้โดยไม่ถือเป็นเรื่องแปลก   และที่แปลกกว่านั้นก็คือมีภรรยาหลวงจำนวนไม่น้อยที่สมัครใจไปสู่ขอหญิงสาวที่กำเนิดดี มีการอบรมดีเหล่านี้มาเป็นภรรยารองให้สามีของตน    เพราะเห็นว่าไหนๆ สามีก็คงจะมีภรรยาหลายคนอยู่แล้ว     แทนที่จะเอาผู้หญิงแปลกหน้าไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเข้ามาในบ้าน   ก็ไปคัดเลือกมาให้เองดีกว่า   จะได้เลือกคนที่ดูแล้วว่าเข้ากันได้ และไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมบ้าน     

ภรรยาหลวงบางคนก็ยกน้องสาวตัวเองให้สามีเสียเลย  เพื่อจะได้ไว้ใจให้ช่วยดูแลลูกๆและดูแลบ้านช่องได้สนิทใจ  ดีกว่าไปเอาคนอื่นๆที่ไม่ใช่ญาติเข้ามา    เมื่อน้องสาวมีลูก  พี่สาวก็ไม่รังเกียจเพราะเป็นหลานป้าแท้ๆของเธอเอง  เช่นเดียวกับน้องสาวก็ไม่รังเกียจลูกๆของพี่สาว เพราะเป็นหลานน้าแท้ๆของเธอเอง

ตอนคุณยายเล็กๆ  ผู้ชายผู้หญิงไม่มีโอกาสพบปะกันง่ายๆอย่างสมัยนี้     ผู้หญิงที่ผู้ชายเห็นอยู่ทุกวันถ้าไม่ใช่ญาติก็คือบริวารในบ้าน  นำไปสู่ความใกล้ชิด และพอใจ จนกลายเมียน้อยอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าเมียบ่าว       เมื่อเป็นแล้ว เมียบ่าวก็ยังทำหน้าที่รับใช้ต่อไป แต่สบายขึ้นกว่าเดิม เช่นมีห้องหรือเรือนของตัวเอง    ความเป็นอยู่อาจจะดีขึ้นถ้าหากว่ามีลูกกับนายผู้ชาย    แต่เมียบ่าวก็จะไม่ได้เลื่อนขึ้นเป็นเมียหลวงอยู่ดี     

ถ้าเมียบ่าวมีลูกออกมา ทางบ้านก็เลี้ยงดูกันไป     ถ้าหากว่าไม่มีลูกกับนาย    เมื่อแก่ตัวลง  เมียบ่าวก็อาจจะกลับเป็นบ่าวเฉยๆ เหมือนเมื่อตอนต้นก็ได้   ขึ้นอยู่กับความเมตตาปรานีของฝ่ายชายว่าจะอุปการะต่อไปหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน

คุณยายรู้จักท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง   มีภรรยาหลายคนอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน    รวมทั้งเมียบ่าวด้วย   มีลูกออกมา  ภรรยาหลวงของท่านก็ให้อยู่อาศัยในบ้าน  จ่ายค่ากินค่าอยู่ให้    แต่ลูกจากเมียบ่าวไม่ได้รับการศึกษา ไม่มีความเป็นอยู่ดีเท่าลูกเมียหลวง     เมื่อสามีผู้เป็นหลักของบ้านถึงแก่กรรม   ภรรยาหลวงต้องประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะไม่มีคนหาเลี้ยง  ก็ให้เมียบ่าวและลูกๆออกไปจากบ้าน เพื่อจะได้ไม่สิ้นเปลืองเงิน   

ลูกเมียบ่าวทั้งๆมีสิทธิ์ใช้นามสกุลของบิดา ซึ่งเป็นนามสกุลใหญ่โต   แต่มีความเป็นอยู่ยากจน   และไม่ได้ติดต่อกับญาติพี่น้องลูกเมียหลวงซึ่งมักจะเป็นใหญ่เป็นโตในราชการตามบิดา   ลูกหลานในชั้นหลังก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นญาติกันได้ทางไหนอย่างไร

.

Jalito
(เรื่องภรรยาหลวง ภรรยารอง ในสมัยก่อนก็คงจะไม่สงบเรียบร้อยไปทุกครอบครัว เป็นไปได้ในครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวมีบารมีสูง เอาอยู่ บางครอบครัวก็คงมีคลื่นใต้น้ำบ้าง อาจจะเบาหรือรุนแรงก็แล้วแต่ ใครก็อยากเป็นเบอร์หนึ่ง  สังคมไทยปัจจุบันยอมรับ'หนึ่งสำหรับหนึ่ง'  ถ้าเกินกว่านี้ก็อยู่ในสภาพซ่อนเร้น ธรรมชาติกำหนดหน้าที่ทางเพศของชาย-หญิง (ผู้-เมีย)ไว้ต่างกัน ฝ่ายชายมีหน้าที่รุกหรือแสวงหา ซึ่งต่างกับหญิง แต่ความสามารถด้านอื่นๆชายหญิงมีเท่าเทียมกัน สตรียุคปัจจุบันจึงไม่ยอมให้บุรุษเอาเปรียบ จึงเกิดเรื่องราวเป็นข่าวหน้าหนึ่งตามที่ทราบๆ  เรื่องความสัมพันธ์ชายหญิงจึงสามารถเอามาเขียนเป็นนิยายได้ไม่มีวันหมด)

.

เทาชมพู
เห็นด้วยกับคุณ jalito ค่ะว่า ในครอบครัวที่มีคลื่นใต้น้ำ (หรือแม้แต่คลื่นบนน้ำอย่างเปิดเผย) ระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อยก็มีอยู่เหมือนกัน   เมียน้อยที่คับแค้นใจก็มี  เรื่อยไปจนถึงลูกๆ ที่ไม่เท่าเทียมกับลูกเมียหลวงก็มีไม่น้อย     เราถึงมีสำนวนว่า "ลูกเมียน้อย" ที่หมายถึงไม่เทียมหน้าเทียมตาผู้อื่น     แต่เรื่องทำนองนี้รู้กันเยอะแล้ว  ปัจจุบันหาดูได้จากละครทีวีหลายๆเรื่อง   ดิฉันก็เลยไม่นำเสนอในกระทู้ให้ซ้ำซากเปล่าๆ   
 
เรื่องที่เลือกมาเล่าคือนำเสนอบทบาทเมียน้อยที่ปัจจุบันเราไม่ค่อยรู้จักกันแล้ว ได้แก่เมียน้อยที่ได้รับการยอมรับในครอบครัว   มีความเป็นอยู่สบายและมั่นคงพอสมควร    ในที่นี้ใช้คำว่า "ภรรยารอง" เพื่อจะได้รู้สึกว่าเป็นคนละความหมายกับ "เมียน้อย" ที่ถูกประทับตราในทางลบ   จริงๆแล้วภรรยารองก็จัดเข้าประเภทเมียน้อยน่ะแหละค่ะ   

ส่วนคำถามของคุณ Jalito ที่ต้องการทราบทรรศนะ    ดิฉันคิดว่าสภาพครอบครัวในยุคสมัยหนึ่งก็เป็นไปตามค่านิยมในยุคสมัยนั้น   สมัยของคุณยายเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน เป็นยุคที่ผู้หญิงในสังคมเมืองหลวงไม่มีทางเลือกมากนัก     เพราะค่านิยมกำหนดให้ว่า ตอนเด็กๆเธออยู่ในความดูแลของพ่อแม่  โตเป็นสาวก็ต้องอยู่ในความดูแลของสามี   พอแก่ตัวลงก็อยู่ในความดูแลของลูก (ที่สังคมเรียกว่ามีหน้าที่กตัญญูต่อพ่อแม่)   

ในเมื่อสังคมสมัยนั้นถือว่า ชายมีภรรยาได้หลายคนพร้อมกันอย่างถูกต้อง   ผู้หญิงก็เลยมีทางเลือก 2 ทางว่าจะเป็นเมียหลวงหรือเมียน้อย   ทางเลือกที่สามคืออยู่เป็นโสด มีผู้หญิงน้อยคนมากสมัครใจจะเลือกทางนี้ เพราะแปลว่าจะต้องอยู่ในความดูแลของญาติ เช่นพี่ชายน้องชาย หรือหลานๆ  เมื่อเธอชราลง     แน่ละว่าเธอย่อมไม่ได้รับความเอาใจใส่มากเท่ามีครอบครัวตัวเองอยู่แล้ว

ถ้าคุณ Jalito ถามว่าผู้หญิงเมื่อ 100 ปีก่อนไม่มีทางทำมาหากินเลี้ยงตัวเองหรือ   ดิฉันก็ขอตอบว่ามี  เพราะคุณย่าและคุณป้าของคุณยาย เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้หญิงที่สามารถสร้างกิจการ ช่วยหารายได้เพิ่มจากเงินเดือนของสามีมาเลี้ยงครอบครัวและบริวารได้   แต่ทั้งคุณย่าและคุณป้าก็ไม่ได้อยู่เป็นโสด  จำต้องอาศัยบารมีของสามีเป็นความมั่นคงทางสังคม  เป็นรั้วกันคนรังแกเอารัดเอาเปรียบ  เพราะผู้หญิงไม่สามารถปกป้องตัวเองได้มากเท่ามีสามีปกป้อง      เมียน้อยจำนวนมากที่สมัครใจเป็นเมียน้อยก็เพราะเหตุผลเดียวกัน คือมีสามีไว้เลี้ยงดู  สบายกว่าต้องดิ้นรนเลี้ยงตัวเอง

ทรรศนะนี้ ในปัจจุบันเบาบางลงไปมากเมื่อผู้หญิงเรียนหนังสือ ประกอบอาชีพ มีรายได้ไม่น้อยกว่าผู้ชาย   ช่วยตัวเองได้  ดำเนินชีวิตได้ตามลำพัง    ไม่ต้องพึ่งพาใคร      แต่ผู้หญิงที่อยากเป็นอย่างเมื่อ 100 ปีก่อนก็ยังมี  บางคนอาจต้องการยกฐานะตัวเอง  บางคนไม่ต้องการเงินแต่ต้องการพึ่งพิงทางใจ      เราจึงมีปัญหาเมียหลวงเมียน้อยให้เห็นกันบ่อยๆไม่เฉพาะแต่ในละครทีวี   ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีเป็นประจำค่ะ   

.

Jalito
(ขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ  พอดีเกิดในยุคสังคมผัวเดียวเมียเดียว  เลยมองภาพอย่างที่คุณยายเล่าไม่ออกว่าจะมีความสุขสงบยังไง ผู้ชายที่เป็นชนชั้นล่างที่จะมากเมียได้ เห็นจะมีก็แต่กลุ่มอาชีพ รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ หรือนักเล่นที่ต้องจรไปเรื่อย  ในยุคปัจจุบันที่เห็นมีพิเศษ น่าทึ่งก็คุณเต๊กกอ'ขุนแผนเมืองพระปฐม' ไม่ทราบว่าวันนี้ยังอยู่ดีหรือเป็นไงบ้าง)

.

เทาชมพู
คุณ Jalito คงนึกภาพสังคม polygamy (มีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกัน)ไม่ออก     ผู้ชายสมัยคุณยายยังเด็ก ไม่ได้มีแค่รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เท่านั้นค่ะที่มีเมียหลายคน     ผู้ชายที่อยู่บ้านไม่ไปไหนนอกจากที่ทำงาน ก็มีเมียสองหรือสามคนในบ้าน เป็นเรื่องธรรมดา    แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็มีกัน
สำนวนไทยที่สะท้อนสภาพสังคมแบบนี้ มีหลายสำนวนด้วยกัน
- เมียสองต้องห้าม
- มีดอยู่ในเรือนให้นับว่าพร้า  ข้าอยู่ในเรือนให้นับว่าเมีย
- พระยาเทครัว
ฯลฯ


เอาเพลงกล่อมเด็กมาฝากค่ะ    น่าจะเกิดในช่วงรัชกาลที่ 2  ไม่เก่ากว่านั้น    เพราะมีชื่อ การะฝัด  ซึ่งหมายถึงจอห์น ครอเฟิด   ทูตอังกฤษที่มาเจริญทางพระราชไมตรีในรัชกาลที่ 2

โม่งเม่งเอย  โม่งเม่งการะฝัด
รูปร่างสันทัด มีเมียสองคน
เมียน้อยชื่อแม่ด้วง  เมียหลวงชื่อแม่มล
อยู่ด้วยกันสองคน  มิได้เว้นสักเวลา
ต่อมาแม่ด้วงผอมลง  แม่มลก็ทรงโศกา
รีบหาหยูกหายา   เถิดเจ้าการะฝัดเอย

เมียน้อยเมียหลวงบ้านนี้รักกันดี ขลุกอยู่ด้วยกันไม่เว้นสักเวลา  พอเมียน้อยป่วยเมียหลวงก็ร้องไห้   แสดงว่าบ้านนายการะฝัดนี่เห็นทีจะสงบราบรื่นน่าอิจฉามาก

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #9 on: 04 March 2026, 19:48:57 »


เรื่อง บันเทิงใจในบ้าน

       เมื่อคุณยายยังเด็ก   กรุงเทพและธนบุรีมีไฟฟ้าใช้แล้ว  แต่ยังไม่ทั่วถึง    แม้แต่บนเรือนหมู่ของคุณยายก็มีเฉพาะเรือนใหญ่ๆ   ส่วนเรือนเล็กๆ และเรือนบริวารในสวนยังคงใช้ตะเกียงกันอยู่    เช่นตะเกียงลานและตะเกียงน้ำมัน      ไฟฟ้าบนบ้านของคุณยายไม่ได้สว่างไสวอย่างไฟฟ้าสมัยนี้   แต่เป็นหลอดไฟห้อยลงมาจากเพดาน ส่องแสงออกแดงๆ ค่อนข้างมัว เพราะแรงเทียนไม่มากนัก     แต่ก็ยังดีเพราะให้ความสว่างได้ทั้งห้อง  ผิดกับตะเกียงที่ส่องสว่างได้เฉพาะบางส่วนของห้องที่ตะเกียงตั้งอยู่เท่านั้น

ในเมื่อไฟฟ้าไม่สว่างพอที่จะอ่านหนังสือได้อย่างตอนกลางวัน    ในตอนกลางคืนคุณยายจึงถูกห้ามอ่านหรือท่องหนังสือ เพราะเพ่งสายตามากจะทำให้สายตาเสื่อมได้เร็ว     ส่วนเรื่องเครื่องใช้ที่ต้องอาศัยไฟฟ้าเช่นวิทยุไม่ต้องพูดถึง เพราะยุคนั้นยังไม่มี     ไฟฟ้ามีไว้ให้แสงสว่างอย่างเดียว

ในเมื่อไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีวิทยุ    ออกไปไหนก็ไม่ได้ เพราะค่ำลงมองออกไปนอกบ้านก็มีแต่ความมืด   ชาวบ้านต่างก็เข้าบ้านกันหมดตั้งแต่พลบค่ำ  ไม่มีใครไปเที่ยวนอกบ้านกัน  ถ้าอย่างนั้นแล้วแต่ละบ้านที่มีเด็กๆเขาหาความบันเทิงกันอย่างไร   คำตอบก็คือสมัยนั้นเด็กๆเข้านอนแต่หัวค่ำกว่าสมัยนี้มาก    กินข้าวเย็นตอนหกโมง พอสองทุ่มคุณยายก็เข้านอนแล้ว   เพื่อจะตื่นตั้งแต่เช้าตรู่   พอฟ้าเริ่มสางๆทุกบ้านก็ตื่นกันหมดแล้วมาหุงหาอาหาร เตรียมใส่บาตร   ส่วนชาวสวนนั้นต้องตื่นพร้อมไก่ คือตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อจะไปทำงาน

เวลาตั้งแต่ย่ำค่ำไปจนสองทุ่ม     เป็นเวลาเด็กฟังนิทานจากผู้ใหญ่       คุณยายฟังนิทานจากพี่เลี้ยงบ้าง จากผู้ใหญ่ในบ้านบ้าง    เรื่องที่เล่าก็มักจะมาจากเรื่องที่พระท่านเทศน์ให้ฟัง  คือชาดกเรื่องต่างๆ    หรือไม่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา  หรือเป็นนิทานพื้นบ้าน อย่างเรื่องตาม่องล่าย  พระนางสร้อยดอกหมาก

เรื่องไหนสนุกเด็กๆก็ขอให้ผู้ใหญ่เล่าซ้ำไปซ้ำมา   จนจำได้ขึ้นใจ      เรื่องไหนน่ากลัวคุณยายก็เก็บเอาไปกลัวเสียมากมาย   เช่นเรื่องอ้ายย่ามแดง หรือเรื่องนางพรายน้ำที่อาศัยอยู่ก้นคลอง    ถ้าเด็กคนไหนแอบลงไปว่ายน้ำตอนค่ำๆมืดๆ พรายจะมาฉุดขาให้จมดิ่งลงไปใต้ท้องน้ำ    ไม่ได้กลับขึ้นมาอีก    จนคุณยายโตขึ้นถึงได้รู้ว่า เป็นวิธีห้ามของผู้ใหญ่มิให้เล่นน้ำตอนค่ำมืด เพราะน้ำเย็นจะทำให้เป็นตะคิวที่ขา ว่ายไม่ไหว แล้วก็จะจมน้ำตายได้ง่ายๆโดยไม่มีใครรู้ว่าเด็กหายไปไหน

บางบ้านมีลูกหลายคน เป็นเด็กโตแล้วแต่ยังไม่ถึงขั้นหนุ่มสาว  อย่างบ้านของคุณตา   คุณพ่อของคุณตาสร้างความบันเทิงในบ้าน   ด้วยการหัดลูกๆให้ตั้งวงมโหรี   เล่นกันเองในบ้านตอนค่ำๆ     แล้วแต่ใครจะอยากเล่นดนตรีอะไรก็ไปเรียนอย่างนั้นมา    น้องสาวของคุณตาไปเรียนซอสามสาย    น้องชายเรียนระนาด   คนอื่นๆก็ไปหัดอย่างอื่น  ส่วนคุณตาไม่ชอบหัดเครื่องดนตรีพวกนี้ ก็ถูกจับไปตีฉิ่ง  ซึ่งดูเหมือนง่ายกว่าเพื่อน  แต่เอาเข้าจริงก็ยาก เพราะต้องควบคุมจังหวะทั้งวงให้ลงตัวกัน    ถ้าตีผิดจังหวะ วงจะล่มลงไปได้ง่ายๆ
                                                                               
ในตอนแรกเมื่อหัดเล่นกันใหม่ๆ  วงมโหรีก็ล้มลุกคลุกคลาน เพราะเล่นกันได้เพลงเดียว    ต่อมาฝึกกันบ่อยเข้า ก็ค่อยชำนาญขึ้นจนกระทั่งเล่นได้รอดตลอดเพลง      เมื่อลูกๆเล่นได้ดี   คุณพ่อของคุณตาก็พอใจ  ชักชวนเพื่อนมาฟังมโหรีประจำบ้านที่เล่นโดยลูกๆ  เด็กๆเล่นได้ดีก็จะได้รับรางวัลจากเพื่อนๆของคุณพ่อเป็นกำลังใจ


.

siamese
บรรยากาศเมื่อ ๖๓ ปีก่อน ภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพ Dimitri แห่งนิตยสาร LIFE (ถ่ายเมื่อ ค.ศ. 1950) เป็นภาพเด็กน้อย ๒ ท่านกับแสงไฟ ดูเหมือนจะเป็นตะเกียงแก๊สนะครับ



.

ศานติ
ใช่ครับ ตะเกียงแกส acetylene ใช้กันทั่วไปโดยเฉพาะหาบเร่ แผงลอยตอนกลางคืน ใช้ก้อน calcium carbide ใส่ในหม้อทองเหลือง แล้วเติมน้ำลงไป เกิดแกส acetylene ขึ้นมาทางท่อที่มีปลายแบบนมหนู เอาไม้ขีดจุดให้ลุก

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #10 on: 04 March 2026, 19:49:43 »


เรื่อง คลอง

    คุณยายเกิดในบ้านริมคลอง เหมือนเด็กอื่นๆ เพราะบ้านสมัยนั้นอยู่ริมคลองเหมือนบ้านสมัยนี้อยู่ริมถนน      คลองแต่ละคลองกว้างมาก    น้ำใสน่าว่ายเล่น    มีคำกล่าวว่าเด็กไทยว่ายน้ำเป็นก่อนเดินเสียอีก   คำนี้อาจจะเกินความจริงไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงว่าเด็กทุกคนว่ายน้ำกันเก่งทั้งนั้น   คุณยายยังไม่เคยเจอเด็กคนไหนที่ว่ายน้ำไม่เป็นเลย
   
ชีวิตคนยุคนั้นผูกพันกับแม่น้ำลำคลองตั้งแต่เช้าไปจนดึก  หรือเรียกว่า 24 ชั่วโมงก็ว่าได้    เมื่อคุณยายตื่นขึ้นมาตอนเช้า  ก็จะลงไปที่ท่าน้ำ นั่งรอพระสงฆ์ท่านพายเรือมารับบิณฑบาต  ไม่ได้เดินมาจากวัด       เด็กผู้ชายในบ้าน ตื่นนอนมาก็ลงมาอาบน้ำกันที่ท่าน้ำ กระโดดน้ำกันตูมๆ ก่อนกลับขึ้นบ้านเพื่อจะไปโรงเรียน   แต่คุณยายเป็นเด็กผู้หญิง จึงอาบน้ำอยู่บนเรือน มีห้องน้ำที่กั้นเป็นส่วนสัดไว้ตรงมุมหนึ่งของนอกชาน  เช่นเดียวกับพวกพี่สาวๆในบ้าน
   
อย่างไรก็ตาม   สาวๆชาวบ้านที่ไม่มีห้องน้ำบนบ้าน ก็นิยมอาบน้ำกันที่ท่าน้ำ  พวกเธอนุ่งกระโจมอกลงมา ลงว่ายน้ำแล้วขึ้นไปใช้สบู่ถูกเนื้อถูตัวอยู่บนขั้นบันไดท่าน้ำ แล้วจึงค่อยลงน้ำล้างคราบสบู่ให้สะอาดอีกที    จากนั้นก็ผลัดผ้าจากผืนที่เปียกเป็นแห้ง กลับขึ้นเรือนไป    ทำกันประจำไม่มีใครเห็นเป็นของแปลก  และไม่มีใครไปเฝ้าดูด้วย

เรื่องว่ายน้ำในคลอง

คุณยายเล่าว่า  ในเมื่อมีน้ำอยู่แค่หน้าบ้าน  เด็กๆทุกคนจึงว่ายน้ำเก่งกันตั้งแต่เล็กๆ  ไม่ต้องไปเรียนว่ายน้ำอย่างสมัยนี้    หัดกันเองในหมู่พี่ๆน้องๆ

เด็กผู้หญิงอย่างคุณยาย  ผู้ใหญ่ก็จับผูกเข้ากับลูกมะพร้าว 2 ลูกให้ลอยได้ ตะเกียกตะกายว่ายน้ำไปจนว่ายเป็น   วิธีว่ายก็ชูคอขึ้นพ้นน้ำ  คุณยายเรียกว่า "ท่าลูกหมาตกน้ำ" ไม่มีท่าสวยๆอย่างท่าฟรีสไตล์  ท่ากบ ท่าผีเสื้ออย่างเด็กยุคหลัง       คุณยายบอกว่าว่ายแบบคุณยายเหนื่อยง่ายกว่าว่ายแบบฟรีสไตล์   แต่คุณยายก็ว่ายน้ำได้เก่งมากอยู่ดี  เวลาไปเที่ยวทะเล คุณยายสามารถนอนหงาย กางแขนกางขาลอยนิ่งอยู่บนผิวคลื่น ให้คลื่นซัดไปซัดมาได้โดยไม่จม

คุณยายมีลูกพี่ลูกน้องชายอยู่คนหนึ่ง   อายุไล่เลี่ยกัน   แต่เขาไม่กล้าว่ายน้ำ จดๆจ้องๆอยู่นานจนผู้ใหญ่รำคาญ  ก็เลยจับตัวโยนตูมลงไปในคลอง    ทะลึ่งพรวดขึ้นมาร้องว่า "พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย   ลูกตายแน่แล้ว"    แต่ก็ไม่เห็นตาย  พอกระทุ่มน้ำพาตัวเข้าฝั่งได้   จากวันนั้น ก็ลงน้ำตั้งแต่เช้ายันค่ำ เรียกเท่าไรไม่ยอมขึ้น จนต้องเอาไม้เรียวไปเรียกถึงขึ้นจากน้ำได้

.

ศานติ
พูดถึงเด็กไทยว่ายน้ำเก่งชวนให้นึกถึงที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง สมัยเด็กพ่ออยู่เรือนแพที่แปดริ้วจนอายุได้สิบกว่าขวบแล้วถึงมากรุงเทพฯ (เอาไว้เล่าวันหลัง) ตอนอยู่แปดริ้ว ปู่ผมเป็นแพททย์แผนโบราณแต่เสียชีวิตตั้งแต่พ่อยังเล็ก เล่ากันว่าเพราะแกะฝีที่หน้า เหลือแต่ย่าทำขนมขายเลี้ยงครอบครัว ลูก ๕ คน  พ่อบอกว่าบ้านเป็นแพอยู่ข้างแม่น้ำ ผมคิดว่าคงเป็นแม่น้ำบางปะกง ลงเล่นน้ำแทบทุกวัน มีซุงไม้ผูกเป็นแพล่องลงตามแม่น้ำเป็นประจำ เด็กชอบดำน้ำลอดแพไปโผล่อีกข้าง วันหนึ่งพ่อกับเพื่อนดำน้ำจะลอดแพอีก ไม่รู้ว่าแพกว้างกว่าปกติหรือเกิดหลงทางใต้แพ แต่หาทางออกไม่ได้ เกือบจมน้ำตาย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เป็นไข้หรือเจ็บหนักจะเพ้อว่าติดอยู่ใต้แพแทบทุกครั้ง

.

เทาชมพู
ดำลงไปใต้แพ  แล้วลอดไม่พ้น   โผล่ขึ้นมาเกือบไม่ได้นี่น่ากลัวมากทีเดียวค่ะ   

.

siamese
พูดถึงเด็กไทยว่ายน้ำเก่งชวนให้นึกถึงที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง สมัยเด็กพ่ออยู่เรือนแพที่แปดริ้วจนอายุได้สิบกว่าขวบแล้วถึงมากรุงเทพฯ (เอาไว้เล่าวันหลัง) ตอนอยู่แปดริ้ว ปู่ผมเป็นแพททย์แผนโบราณแต่เสียชีวิตตั้งแต่พ่อยังเล็ก เล่ากันว่าเพราะแกะฝีที่หน้า เหลือแต่ย่าทำขนมขายเลี้ยงครอบครัว ลูก ๕ คน  พ่อบอกว่าบ้านเป็นแพอยู่ข้างแม่น้ำ ผมคิดว่าคงเป็นแม่น้ำบางปะกง ลงเล่นน้ำแทบทุกวัน มีซุงไม้ผูกเป็นแพล่องลงตามแม่น้ำเป็นประจำ เด็กชอบดำน้ำลอดแพไปโผล่อีกข้าง วันหนึ่งพ่อกับเพื่อนดำน้ำจะลอดแพอีก ไม่รู้ว่าแพกว้างกว่าปกติหรือเกิดหลงทางใต้แพ แต่หาทางออกไม่ได้ เกือบจมน้ำตาย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เป็นไข้หรือเจ็บหนักจะเพ้อว่าติดอยู่ใต้แพแทบทุกครั้ง

เด็กลุ่มน้ำบางปะกงอ่านแล้วนึกถึงคำบอกเล่าของรุ่นแม่ รุ่นยายที่เล่าให้ฟังถึงความสนุกสนานของเด็กริมน้ำที่มีความซน ผู้ใหญ่เมื่อ ๗๐ ปีก่อนเล่าให้ฟังเสมอว่าในวัยเด็กนั้นชอบเล่นน้ำในแม่น้ำบางปะกงมาก เล่นไปก็กลัวจระเข้ไปว่าจะมางับเอาเด็กไปกิน เมื่อดำน้ำไปก็จะมีเสียงใต้น้ำ (เสียงปลาลิ้นหมามันร้อง) จับกุ้งแม้น้ำโคนต้นเสาได้ตัวใหญ่ ๆ

เรื่องดำน้ำนี่ลีลาก็ไม่แพ้ใคร เรือข้าว (เรือเอี๊ยมจุ๊น) ขนาดใหญ่ ท้าประลองกันลอดใต้ท้องเรือไปโผล่อีกฝั่งได้ (นึกแล้วน่าเสียวไส้ หากว่ายน้ำไม่แข็ง ไม่ยอมโผล่ ก็คงไปโผล่ปากอ่าวเป็นแน่) แต่ก็ผ่านมากันได้ ถึงหน้าแล้วก็เอาเรือเอี๊ยมจุ๊นไปล่มน้ำจืดที่คลองเจ้า (คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต) เอาน้ำมาใช้ และขายบ้างถ้าคนจะซื้อ

ตอนนี้วิถีท้องน้ำว่างเปล่า การคมนาคมสะดวก ทุกอย่างจางหายไปพร้อมกับสายน้ำ ซุงไม้ผูกแพที่คุณศานติเล่ามาผมก็ไม่เคยเห็น เรือเอี๊ยมจุ๊นไปล่มน้ำจืดก็ไม่เคยไป ปล่อยให้ทั้งหมดอยู่กับอดีตอันน่าสนุกหาไหนปาน

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #11 on: 04 March 2026, 19:50:37 »


เรื่อง ไปช่วยงานศพ
   
       เมื่อเด็ก ๆ  คุณยายและพี่สาวลูกคุณป้าคนหนึ่ง  เป็นเด็กที่กลัวผีอย่างยอดเยี่ยม   ขึ้นชื่อว่าคนตายแล้วต้องเป็นผีก็ต้องกลัวไว้ก่อน  กลัวทั้งกลางวันและกลางคืน  แต่กลางคืนนั้นกลัวมากกว่า  เพราะความขี้กลัวนี้จึงถูกพวกเด็กผู้ชายโต ๆ แกล้งหลอกต่าง ๆ ให้ตกใจกลัวมากขึ้น  จนเป็นไข้เพราะความกลัวไปหลายครั้ง
     
ใกล้บ้านมีการตายก็ต้องมีงานศพ  เอาศพตั้งไว้ที่บ้าน  กลางคืนก็มีสวดศพบ้านอยู่ห่างกันตั้งไกล  สองคนนี้ก็กลัวแล้ว  พอได้ยินเสียงพระสวดรีบมุดเข้ามุ้ง คลุมโปง  พยายามหลับเท่าไร ๆ ก็นอนไม่หลับ  นอนเปลี่ยนท่าเปลี่ยนทางไปเท่าไรก็นอนไม่หลับ  บางครั้งอากาศร้อนมาก  โผล่ออกมาจากโปงก็ไม่ได้  เพราะกลัวจะเห็นผีหรือผีจะมาเห็นเข้า  ต้องทนร้อนอยู่ในโปง  กลางคืนเดินผ่านวัดก็ไม่ได้ต้องข้ามฟากไปอีกผั่งหนึ่งเพื่อไม่ให้ผ่านวัด  ทั้งที่วัดนั้นไม่มีการทำศพแต่ขึ้นชื่อว่าวัดแล้วต้องมีผี  ต้องรีบหลับตาเดินและจับมือผู้ใหญ่ให้แน่นจนกว่าจะพ้นวัดไป   แต่เมื่อคุณยายมีความจำเป็นต้องไปงานศพก็ไปได้  เพราะที่บ้านงานไฟสว่างและมีแขกขวักไขว่ทำให้ไม่กลัว  และพยายามหาที่นั่งสว่าง ๆ คนมาก ๆ
     
งานศพนี้เจ้าภาพนิยมจัดแจกันด้วยดอกซ่อนกลิ่นที่ส่งกลิ่นหอม  พวงหรีดที่วางหน้าศพก็เป็นพวงหรีดที่จัดทำกันเอง      ตามแต่จะมีดอกอะไรในบ้าน  ผู้เป็นช่างมีฝีมือก็ทำกันได้สวย ๆ ตามความคิด  โดยมากใช้ใบปรง ๒ ใบขดเป็นรูปพวงหรีดเป็นโครง  และใช้หยวกกล้วยเป็นหลักในการจัดปักดอกไม้ตกแต่งหน้าศพ  เพราะไม่มีร้านขายหรือรับทำพวงหรีดหรืดอกไม้  พวงมาลัยต่าง ๆก็ร้อยกันมาเอง
     
การแต่งตัวในงานศพนั้น  ถ้าตายใหม่ ๆ ยังอยู่ในทุกข์หนัก  ก็จะแต่งขาวกันผ้านุ่งที่ทำจากผ้าขาวออกจากพับใหม่ ๆ มักจะมีแป้งแข็ง  เดินดังสวบสาบ สวบสาบ  บางคนตัดเสื้อใหม่เอี่ยมด้วยความรีบร้อนจนลืมพับริมเสื้อหรือเลาะด้ายเนาก็มี  ต่อเมื่อตายหลาย ๆ วันแล้ว เช่น  ทำบุญ ๕๐ วัน  จึงเปลี่ยนมาแต่งสีดำแทน
   
งานศพนี้เจ้าภาพออกจะเหนื่อยมาก  เพราะต้องทำอาหารเลี้ยงทั้งแขกและพระที่มาสวดและมางานศพ  โดยไม่ให้ขาดทั้งคาวและหวาน   น้ำร้อนน้ำเย็น  โดยมากใช้น้ำชาและยาอุทัย  ต้องทำทั้งมื้อกลางวันและเย็นด้วยบางทีแขกอยู่ดึกก็ต้องมีอาหารว่างอีกมื้อ  คุณปู่ของคุณยายมักจะบ่นว่า

     "คนไทยนั้นชอบละลายเงินในงานศพกันมาก    ต้องทำอาหารเลี้ยงแขกเพียง ๓๐แต่แม่ครัวถึง ๕๐"
     ในครัวจึงแน่นไม่มีทางเดินเลย  ระบายออกมาทำกันที่ทางเดินบ้าง  ระเบียงครัวบ้าง

.

เทาชมพู   

คุณยายคิดว่าเป็นความจริงที่คุณปู่พูดอย่างนั้น  เพราะคุณแม่ของคุณยายเวลาจะมางานศพนี้ก็เตรียมเอามีดพับ  มีดคว้านใส่กระเป๋ามาด้วย  เพื่อจะมาช่วยคว้านเงาะ  ปอกผักผลไม้ด้วย  เด็กผู้หญิงก็ต้องมาช่วยกันเด็ดถั่วงอก  ซอยหัวหอมหรืออย่างน้อยคุณยายพอจะช่วยปอกกระเทียมได้  ส่วนเด็กผู้ชายนั้นมีหน้าที่วิ่งเล่นและกินอย่างเดียว  ซึ่งคุณยายคิดเสมอว่าไม่ยุติธรรมเลย
     
เมื่อตั้งศพไว้นานถึง ๑๐๐ วัน  ก็จะมีการนำไปเผาที่วัด  ก่อนนำไปเผาก็มีการตั้งสวดกันที่บ้านก็ต้องมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูง  เพื่อนบ้านไปตระเตรียมทำดอกไม้จัดแต่งสถานที่กันที่วัดอีกด้วย    พวกผู้หญิงที่มีฝีมือทางดอกไม้ก็ทำดอกไม้สด  ถ้าจะทำกันล่วงหน้ามักใช้ดอกบานไม่รู้โรยเพราะทนดี  ทำกันล่วงหน้าไม่ต้องกลัวเหี่ยว
     
สมัยนั้นนิยมทำตาข่ายดอกพุดคลุมหีบศพกันที่เชิงตะกอนบนเมรุก็ทำตาข่ายเป็นม่าน  มีอุบะดอกจำปาสีเหลืองสวยงามหอมด้วยบางทีก็ "เย็บแบบ" ด้วยดอกบานบุรีสีเหลืองสด  บางคนที่มีฝีมือก็เย็บแบบหรือจัดดอกไม้เป็นปีเกิดของผู้ตายอีกด้วย  ถ้ามีช่างมากงานศพก็สวยหรู  แต่มันสิ้นเปลืองดอกไม้มากมายและมีเศษดอกไม้  ใบไม้  ใบตอง  หยวกกล้วยอีกกองโต  ดอกไม้บางดอกยังดี ๆ อยู่  คุณยายหยิบเอามาเล่น  พวกผู้ใหญ่เห็นเข้าก็จะดุว่า

      "อย่าเอาดอกไม้งานศพไปเล่น  หรือเอาไปบ้านเลยเป็นอันขาด  ไม่เป็นมงคล  ต้องทิ้งไว้ที่วัดนี่"
     
คุณยายจำต้องทิ้งดอกไม้ด้วยความเสียดาย   พี่สาวของคุณยายชอบดอกลั่นทมและดอกซ่อนกลิ่น  เพราะเห็นว่าขาวสวยและหอมดีจึงเอามาปักแจกัน  ก็ถูกผู้ใหญ่ห้ามอีกว่า

     "ดอกลั่นทมและดอกซ่อนกลิ่นเป็นดอกไม้สำหรับงานศพ  จะเอามาใช้ปักแจกันตกแต่งในบ้านไม่ได้"
     คุณยายสงสัยจึงไปถามคุณป้าว่าทำไมจึงห้ามใช้ดอกไม้หอมและสวยอย่างนี้  คุณป้าอธิบายว่า
     "ดอกซ่อนกลิ่นและดอกลั่นทมกลิ่นหอมแรง  กลบกลิ่นศพได้ดี  จึงนิยมใช้ดอกไม้นี้ดับกลิ่น"     

.

เทาชมพู

      เมื่อถึงเวลาเผาศพ  ก็จะมีพิณพาทย์มอญบรรเลง  ปี่มอญนั้นเสียงเศร้าทำให้คุณยายใจหาย

      ครั้งหนึ่งคุณยายได้มีโอกาสไปงานพระศพเจ้านาย  มีกองเกียรติยศที่สำนักพระราชวังจัดพระราชทานมา  มีพวก "เปิงพรวด"  แต่งกายสีแดง  สวมหมวกทรงประพาสสีแดง  เป่าแตรงอนแตรฝรั่งและตีกลอง  จะมีหัวหน้าตีให้จังหวะ "ตุ๊ม ตุ๊ม ตุ๊ม"  แล้วก็ตีพร้อมกันดัง "พรวด"นี่เองคุณยายคิดว่าจึงชื่อว่า "เปิงพรวด"  แต่ที่สำคัญคือคนเป่าปี่  เขาจะเป่าปี่เพลง "พระยาโศก"จนแก้มโป่ง  เสียงปี่ทำให้คุณยายใจหายจนน้ำตาไหล  เพราะมันเศร้าใจมาก  มีผุ้หญิงแก่ ๆหลายคนได้ยินเสียงปี่แล้วตาแดงจนน้ำตาไหล  คนเป่าก็เป่าไป  มีเปิงพรวดรับเป็นจังหวะเพลงพระยาโศกและเพลงธรณีกรรแสงเป็นเพลงใช้ในงานศพ  มันเรียกน้ำตาคนใจอ่อน ๆ อย่างคุณยายได้มาก

       ในวันเผาศพนี้  เราก็แต่งสีขาวกันอีกทั่วทุกคน  เพราะถือว่าเป็นวันทุกข์หนัก  แขกทุกคนนำดอกไม้จันทน์  ธูป  เทียน มาเอง  บางคนที่มาไม่ได้ก็ฝากคนอื่นมา  ถือว่าเป็นการอโหสิกรรมครั้งสุดท้าย  ส่วนเด็ก ๆ นั้นไม่รู้เรื่องการอโหสิกรรม  เขาบอกให้ใส่ดอกไม้จันทน์  ธูป  เทียนก็ใส่ลงไปโดยไม่รู้เรื่อง  รู้แต่เพียงว่ามาเผาศพเท่านั้น  คุณยายเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันเผาหลอกมีแขกเหรื่อมากมายตอนเย็น  เผาจริง ๆ เอาตอนสองยาม  มีแต่ญาติที่สนิทจริง ๆ
       เด็ก ๆ กลับบ้านนอนหมด  แต่คุณยายและพี่สาวนั้นกลัวผีมาก  ได้รับคำสั่งให้ล้างหน้าหลาย ๆ ครั้งจะได้ไม่มีภาพศพหรือคนตายติดตา  จะได้นอนหลับ  แต่มันก็ยังติดตาและไม่หายกลัว  ที่หลับได้เพราะง่วงมากต่างหาก

.

mutita
ขอบคุณ คุณเทาชมพูมากๆค่ะ อ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกเลยเพราะตัวเองเป็นคนที่กลัวผีมากๆ ข้างบ้านเคยจัดงานศพ ถึงแม้จะเป็นการจัดแบบจีน ที่ไม่น่ากลัวมาก

เท่ากับงานศพของไทย(ในความคิดของตัวเอง) ก็ยังกลัวจนไม่กล้าลุกไปห้องน้ำ จินตนาการไปใหญ่โต ยิ่งป่าช้าแล้วด้วยให้ผ่านตอนเย็นๆยังสยองเลยค่ะ

.

SRISOLIAN
มาขอบคุณ คุณเทาชมพู ที่กรุณาพิมพ์ตอนต่างๆ เพิ่มเติม ผมอ่านก็ทีก็สนุกได้เกร็ดความรู้ในสมัยอดีต เพราะจะหาเรื่องสั้นที่เป็นเกร็ดความรู้ อ่านง่าย นึกภาพตามง่าย ถ้าเป็นไปได้ไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้ยังคงเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาอยู่หรือเปล่านะครับ

.

เทาชมพู

ไปเจอตอนที่หายาก คือ "หัวอีตู้" แล้วค่ะ   แต่ว่าเจ้าของหนังสือคือคุณดาบสุริยา สแกนมาลงทั้งหน้า ไม่ได้พิมพ์ เลยต้องขยายภาพมาให้อ่านกัน พิมพ์ไม่ไหว
ไม่ทราบว่าชัดพอจะอ่านได้หรือเปล่า  ใครอ่านไม่ออก  ช่วยเข้ามาบอกด้วยค่ะ



.

sirinawadee
แกะออกมาได้ดังนี้ค่ะ

คุณพ่อของคุณยายเคยพาไปหาหมอญี่ปุ่น ระหว่างที่นั่งรอหมออยู่ คุณยายกวาดตามองไปทั่ว ๆ ร้านของหมอ มีขวดยาตั้งเป็นแถว ๆ มีเครื่องมือหมอ มีขวดแก้วใหญ่ ๆ ใส่น้ำสีต่าง ๆ ไว้ล่อเด็ก แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในร้านก็คือ หัวกะโหลกผีที่อยู่ในตู้ ซึ่งคุณยายกลัวมาก แต่ก็อดชำเลืองดูไม่ได้ ทุกครั้งที่คุณยายมาหาหมอร้านนี้ จะพยายามไม่มองหัวกะโหลกนี้ แต่ก็ต้องแอบชำเลืองดูด้วยความกลัวทุกที เวลากลางวันคุณยายไม่กลัวผี แต่เวลากลางคืนอดกลัวไม่ได้ถ้านึกถึงหัวกะโหลกหัวนี้ขึ้นมา

คุณยายได้รู้เรื่องหัวกะโหลกนี้จากน้าห่าง ๆ ของคุณยายว่า เป็นหัวของอีตู้ นักโทษประหารเมืองแพร่ ในสมัยนั้นนักโทษชาย มีคำนำเรียกหน้าว่า “อ้าย” ถ้าหญิงเรียก “อี” อีตู้เป็นนักโทษที่เหี้ยมโหดฆ่าผัวตาย ธรรมดาต้องถูกตัดสินตัดหัวให้ตายตกไปตามกัน แต่เป็นผู้หญิง จึงแค่ให้ขังคุกไว้ตลอดชีวิต

ไม่ได้เข้ามาเสียนาน มัวไปสู้น้ำท่วมอยู่ค่ะ กราบสวัสดีอาจารย์และส่งใบลาค่ะ

.

เทาชมพู

ตอนนี้รอดน้ำท่วมแล้วใช่ไหมคะ   ดีใจที่มีเวลาแวะมาอีกค่ะ
ดื่มน้ำตะไคร้ให้ชุ่มคอก่อนนะคะ
ถ้าท่านอื่นอ่านออก ก็ช่วยกันอ่านหน่อยนะคะ  สงสารคุณสิริณาวดี



.

เทาชมพู

หน้าจบ



.

sirinawadee

หน้า 41

สมัยนั้นเมืองแพร่เป็นเมืองขึ้นของไทย รัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัว ได้ส่งข้าราชการไทยออกไปปกครองเมือง มีพระยาไชยบูรณ์เป็นเจ้าเมือง ภรรยาเจ้าเมืองชื่อคุณหญิงเยื้อน พวกเงี้ยวได้ก่อการกบฏขึ้น เข้ายึดที่ทำการรัฐบาลไว้ทั้งหมด ตัดสายโทรเลขเพื่อไม่ให้ติดต่อส่งข่าวขอความช่วยเหลือ และจับพระยาไชยบูรณ์เอาไว้เป็นตัวประกัน และยังบังคับให้ทำตามคำสั่งของพวกมันอีกด้วย พระยาไชยบูรณ์ยอมตาย ไม่ยอมทรยศต่อรัฐบาลไทย จึงถูกฆ่าตายอย่างทารุณ ส่วนคุณหญิงเยื้อนนั้นหนีไปได้ คุณหญิงออกเดินทางเฉพาะกลางคืน หนีไปถึงเมืองอื่น ไปขอความช่วยเหลือและส่ง

ปกติไม่ได้มีโอกาสทำอะไรให้เรือนไทยเลย หนนี้ยินดีมากค่ะ

.

sirinawadee

หน้า 42

โทรเลขไปขอกำลังทหารจากกรุงเทพฯ
ครั้นพวกเงี้ยวยึดสถานที่สำคัญๆ ได้หมด ก็เปิดคุกปล่อยนักโทษออกมาหมด อีตู้ก็ออกจากคุกด้วย ถือมีดเล่มใหญ่วิ่งไปที่บ้านนายอำเภอ แต่นายอำเภอหนีไปได้ จึงพบแต่เมียอุ้มลูกอยู่ อีตู้ไว้ชีวิตเมียนายอำเภอ เพราะเป็นคนเมืองแพร่ด้วยกัน แต่แย่งเอาลูกมาฟันขาดสองท่อน เพราะมีพ่อเป็นคนไทย อีตู้พบลูกเมียข้าราชการไทยจับฆ่าตายหมด ไว้ชีวิตเฉพาะคนเมืองแพร่ด้วนกันเท่านั้น อีตู้บ้าเลือดมาก ฆ่าทั้งลูกเล็กเด็กแดง อีตู้เกลียดคนไทยมาก

ขณะนั้นการเดินทางไปมายังลำบากมาก รถไฟก็ยังไม่มี กองทัพที่ส่งไปมีเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) เป็นแม่ทัพคุมมาเอง ท่านเป็นคนเข้มแข็งมากและเด็ดขาดด้วย เคยปราบกบฏฮ่อสำเร็จมาแล้ว ต้องเดินทางด้วยเรือมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงนครสวรรค์ แล้วเดินด้วยเท้าต่อไปจนถึงเมืองแพร่ ซึ่งกินเวลานานมากกว่าจะถึง

เมื่อมาถึงก็จัดการปราบปรามพวกกบฏเงี้ยบจนราบคาบ มีการไต่สวนและตัดสินตัวการกบฏและผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือการกบฏครั้งนี้ พวกที่ร่วมมือกับกบฏถูกตัดสินประหารชีวิตมากมาย รวมทั้งอีตู้ด้วยเพราะอีตู้ทารุณโหดร้ายมาก เมื่ออีตู้ถูกประหาร หมอญี่ปุ่นที่เป็นหมอประจำกองทัพ ก็ได้ขอหัวอีตู้ต่อเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เพื่อเอาไปผ่าดูว่าในสมองมีอะไร จึงได้มีความเหี้ยมโหดผิดมนุษย์อย่างนี้

คุณยายรู้ว่าอีตู้ตายที่เมืองแพร่ ก็คลายความกลัวลงไปมาก เพราะหมอญี่ปุ่นยังไม่กลัวเลยและอยู่กับหัวอีตู้ได้ตลอดวันตลอดคืน

โหดจริงแม่คุุณ..

.

เทาชมพู

ส่องอินทรเนตรไปหาเจออีกเรื่องหนึ่ง  ชื่อว่า "แม่ศรีเรือน" แต่ว่า copy เฉพาะตัวหนังสือมาไม่ได้   ต้องตัดแปะเอาค่ะ
เป็นตอนที่ดิฉันชอบมาก คุณทิพย์วาณีบรรยายถึงลักษณะของผู้หญิงยุคเก่าได้เห็นภาพชัดเจนดี






 



.

ตอนจบค่ะ



.

hobo

คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา วัดชนะสงคราม ที่ถ้ำพระป่าเลไลยก์ หลังพระอุโบสถครับ
ข้อมูลจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=438074132907633&set=t.100003581922396&type=3&theater



.

เทาชมพู

ขอบคุณมากค่ะ  รูปคุณทิพย์วาณีหายากจริงๆ

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #12 on: 04 March 2026, 19:52:33 »


สวัสดีทุกๆท่านค่ะ
daylife

สวัสดีครับ
ผมเป็นแอดมินเพจชื่อ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ครับ

เนื่องจากพวกผมได้ทำบทความเกี่ยวกับคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ฯ พร้อมกับนำเรื่องเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก ตอนแรกกับตอนสุดท้ายที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสตรีสารมานำเสนอ
ก็เลยอยากขออนุญาตนำมาประชาสัมพันธ์ในเว็บบอร์ดเรือนไทยครับ

https://www.facebook.com/THENORMALHERO/posts/1967085646711350

ต้องขออภัยด้วยนะครับ หากเราขุดกระทู้ที่เก่ามากขึ้นมา แต่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ
ขอบคุณครับมากครับ

.

เทาชมพู

ยินดีค่ะ ที่นำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังอีก
หาอ่านตอนแรกกับตอนสุดท้ายได้ที่ไหนคะ  ดิฉันหาไม่เจอ
อยากนำมาลงในกระทู้นี้ ไว้สำหรับผู้สนใจได้หาอ่านได้ต่อไป

.

daylife

เรียนอาจารย์ครับ

เนื้อหาทั้งสองตอนอยู่ในภาพประกอบ 2 รูปหลังครับ

สำหรับบทความ ผมขออนุญาตแปะลิงก์ประกอบแทนการคัดลอกเรื่องมาลง เนื่องจากได้ขออนุญาตครอบครัวของคุณทิพย์วาณี เพื่อนำมาใช้เผยแพร่ผ่านทาง Facebook อย่างเดียว
ต้องขออภัยด้วยนะครับ

ตอนแรก : เผาศพ
https://www.facebook.com/THENORMALHERO/photos/pcb.1967085646711350/1967083046711610

ตอนสุดท้าย : ผมเปีย
https://www.facebook.com/THENORMALHERO/photos/pcb.1967085646711350/1967083026711612

.

.

azante
ร้านผดุงชีพ ปัจจุบันยังมีอยู่หรือไม่ครับ

ท่านใดเคย เห็น หรือมีรูปอยู่บ้างครับ

.

เพ็ญชมพู

ร้านผดุงชีพเป็นร้านค้าไม้สองคูหาสองชั้นอยู่เยื้องกับวัดชนะสงคราม คุณทิพย์วาณีตั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ปีเดียว แต่เดิมเป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ต่อมาเริ่มทำยาสมุนไพร และสั่งซื้องานฝีมือมาขายด้วย ร้านผดุงชีพเป็นร้านขายสินค้าหัตถกรรมและของเล่นแห่งแรก ๆ ของกรุงเทพฯ  สินค้าภายในร้านได้ดี มีของไทย ๆ หลากอย่าง ทั้งยาแผนโบราณ ยาตราแม่โพสพ ยาปลูกผมปลูกหนวด (เป็นน้ำมันงาเคี่ยวเองที่ร้าน ขายดีมากจนต้องเคี่ยวแทบไม่ได้หยุด จนคนเคี่ยวมีขนขึ้นหนาดกดำที่มือ ต้องโกนทิ้งอยู่เรื่อย) เครื่องดนตรี หัวโขน หัวรูปสัตว์ต่าง ๆ อย่างที่เด็กอนุบาลสวมหัวแสดงระบำสัตว์ ผลไม้จำลอง ตุ๊กตาดินเผา หม้อข้าวหม้อแกง ปลาตะเพียนใบลาน หมูกระดาษออมสิน ซึ่งของส่วนใหญ่ทำจากกระดาษ (เปเปอร์มาเช่) ของเด็กเล่น เช่น งู ตะขาบ และสัตว์เลื้อยคลานทำจากไม้ระกำ รอยควั่นบนไม้ที่ทำเป็นข้อปล้องเมื่อนำมาถือเล่นมันจะเคลื่อนไหวส่ายไปมาคล้ายการเลื้อยคลานของสัตว์

ร้านนี้เป็นมรดกตกทอดมาถึงลูกสาวคนโต ต่อมาเลิกกิจการและถูกรื้อทิ้งไป ภายหลังลูกหลานสร้างอาคารคอนกรีตขึ้นใหม่ในที่เดิม และนำป้ายร้านผดุงชีพมาติดไว้เป็นอนุสรณ์ตรงมุมหนึ่งของอาคาร

ข้อมูลจาก http://oknation.nationtv.tv/blog/r-dote/2009/10/14/entry-1

ภาพจาก หนังสือวรรณกรรม ๕๐ เล่มที่ต้องอ่านก่อนโต หน้า ๓๘



.

เพ็ญชมพู

ขออนุญาตแก้ไข
อ้างจาก: เพ็ญชมพู
(ร้านผดุงชีพเป็นร้านค้าไม้สองคูหาสองชั้นอยู่เยื้องกับวัดชนะสงคราม คุณทิพย์วาณีตั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ปีเดียว)
.
แก้เป็น คุณแม่ของคุณทิพย์วาณี (หม่อมหลวงฟ่อน สนิทวงศ์) ตั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ปีเดียว

.

เพ็ญชมพู

อ้างจาก: ประกอบ ที่  28 ม.ค. 19, 08:47
(คืออ่านเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กมานานแล้ว  จากเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งคุณตาคุณยายท่านผู้เขียน น่าจะมาจากสกุลขุนนางหรือเจ้านายที่ใหญ่พอสมควร  เลยแปลกใจว่าท่านทั้งสองคือใคร มาจากสายสกุลไหน ท่านใดทราบบ้างครับ เพราะบันทึกชื่อแม่ของท่านผู้เขียน มีแค่ มล.ฟ่อน ไม่ระบุนามสกุล)
.
ตุณตาคุณยายในที่นี้ มิได้หมายความถึงคุณตาคุณยายของคุณทิพย์วาณี แต่หมายถึงคุณตาคุณยายของลูกชายลูกสาวของคุณทิพย์วาณี ซึ่งนอกจากจะหมายถึงคุณพ่อคุณแม่ของคุณทิพย์วาณีแล้ว ยังรวมถึง คุณป้า คุณลุง คุณอา อีกด้วย

จากเฟซบุ๊ก ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ของคุณ daylife เล่าว่า

นอกจากคลังหนังสือที่เธอมีเต็มตู้แล้ว แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ก็มาจากความทรงจำในวัยเยาว์นั่นเอง เพราะสมัยก่อนตอนเด็ก ๆ เธออาศัยอยู่ที่บ้านของเจ้าคุณปู่ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ บริเวณถนนบรรทัดทอง แล้วด้วยความครอบครัวใหญ่มาก เวลานอน เด็ก ๆ จึงรวมกันหน้าเตียงของคุณป้า

“คุณป้าท่านชอบเล่าเรื่องเก่า ๆ ให้ฟังก่อนนอนแทบทุกคืน แล้วตอนเด็ก ๆ ดิฉันเป็นคนช่างซักถาม และคุณป้าผู้นี้เป็นคนใจดี เราซักมากท่านก็ไม่รำคาญ ท่านมีอาชีพรับจ้างทำอาหารตามงานเลี้ยง ได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จึงรู้เรื่องนำมาถ่ายทอดให้ฟัง

“บางเรื่องก็สอบถามจากบุคคลใกล้ชิดต่าง ๆ คุณแม่บ้าง คุณลุงบ้าง คุณลุงนี่ชอบเล่าเรื่องสมัยยังหนุ่ม คุยแล้วรู้สึกปลื้มใจ แล้วก็มีคุณอาคนเล็กอีกคน เจอหน้ากันต้องมานั่งเท้าความเรื่องเก่า ๆ สมัยเด็ก ๆ เพราะท่านวัยไล่เรี่ยกัน คอยท้วงติงว่าเขียนอะไรตกหล่นหรือคอยเสริมให้..

“เพราะฉะนั้นตัว ‘คุณตา คุณยาย’ ก็คือบุคคลเหล่านี้เองปะปนกันออกมา” ทิพย์วาณี เฉลยความหมายที่แท้จริงของชื่อคอลัมน์ ‘เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก’

สำหรับคุณตาคุณยายของคุณทิพย์วาณีคือ หม่อมราชวงศ์สุวพันธุ์ สนิทวงศ์ และ เจริญ บุนนาค (ซึ่งเป็นบิดามารดาของหม่อมหลวงรวง สนิทวงศ์ และหม่อมหลวงฟ่อน สนิทวงศ์ ภรรยาทั้งสองของหม่อมหลวงจรูญ สนิทวงศ์) คุณตาสุวพันธุ์เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖ ก่อนการประกาศใช้วันที่ ๑ เมษายน ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ เป็นเวลาหลายปี คงไม่มีประสบการณ์ในวันปีใหม่ ๑ เมษายนเป็นแน่

.

เทาชมพู

ดิฉันคิดว่าคุณdaylife  เข้าใจผิด   "คุณตาคุณยายในวัยเด็ก" ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่ของคุณทิพย์วาณี  แต่หมายถึงตัวเธอเองค่ะ,
.
(อ้างจาก: เพ็ญชมพู
วันที่ ๑ เมษายน

แต่ก่อนวันปีใหม่ทางราชการของไทยเรานั้น นับวันที่ ๑ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะวันปีใหม่ของไทยเราถือวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ แต่เป็นการนับทางจันทรคติจึงมีวันที่ไม่แน่นอนนัก จนกระทั่งปี ๒๔๘๕ ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ให้ตรงกับสากลเป็นวันที่ ๑ มกราคม

เมื่อครั้งคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่นั้น ยังใช้วันที่ ๑ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่อยู่ มีเพลงร้องด้วยว่า "วันที่ ๑ เมษายน วันขึ้นปีใหม่แสงสว่างกระจ่างจ้า..." แล้ว ก็มีสร้อยว่า "ยิ้มเถิดยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี" ซึ่งสร้อยนี้ คุณตาและคุณยายจำขึ้นใจอยู่ตลอดมา เพราะเด็ก ๆ ต่างก็ตั้งหน้านับวันรอวันนี้ คือวันที่ ๓๑ มีนาคมและวันที่ ๑ เมษายน

วันนี้ที่ในกรุงเทพฯ จัดให้มีงานใหญ่ที่ท้องสนามหลวงเป็นประจำทุกปี มีงานตั้งแต่คืนวันที่ ๓๑ มีนาคม อากาศดีไม่หนาว ไม่มีน้ำค้าง ไม่มีฝน ผู้คนหลั่งไหลมากันแน่นหลายทาง ด้วยรถราง รถเจ็ก รถยนต์ จากท่าพระจันทร์ ท่าเตียน และเดินมา นั่งรถไฟจากต่างจังหวัดก็มีไม่น้อย มีการออกร้านขายของเล่นของใช้อาหารต่าง ๆ มีการแสดงมหรสพต่าง ๆ มีโขน ลิเก หุ่นกระบอก ลำตัด หนังกลางแปลง ของทางราชการและของเอกชนที่จัดมาแสดงเก็บเงิน

ที่นี่เองเด็ก ๆ อย่างคุณตาและคุณยายพากันตั้งตารอ เพราะจะได้รับเงินแจกให้ไปเที่ยวซื้อของตามใจชอบ คุณยายได้ ๕๐ สตางค์ ส่วนคุณตานั้นได้ ๑ บาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดในปีหนึ่ง ๆ ที่เด็ก ๆ จะมีปัญญามีได้ จึงต้องวาดโครงการไว้ก่อนว่าจะซื้ออะไรกันบ้าง

กลางคืนที่ ๓๑  มีนาคม มีงานจนดึก พอสองยามก็จะมีเสียงเพลงวันที่ ๑ เมษายน ดังลั่นไปทั่วท้องสนามหลวงด้วยลำโพง ๔ ทิศ ดอกไม้ไฟ พลุต่าง ๆ ก็พากันจุดพร้อม ๆ กัน มีไฟพะเนียง กังหัน ช้างร้อง แล้วก็พลุสีต่าง ๆ สว่างไสวทั่วท้องสนามหลวง แสดงว่าเปลี่ยนศักราชใหม่แล้ว คุณตาและคุณยายพยายามข่มใจถ่างตาไว้ไม่ให้หลับ ถึงจะง่วงยังไงก็ไม่ยอมให้หลับ เพราะต้องการจะดูดอกไม้ไฟและพลุสวย ๆ ให้ได้ ดูเสร็จแล้วจึงจะกลับไปนอน ตื่นมาใหม่ตอนเช้า

เมื่อตอนกลางคืนคุณยายยังไม่ได้รับสตางค์แจก จึงเพียงแต่ดูของต่าง ๆ หมายตาเอาไว้เท่านั้น วันที่ ๑ ตอนเช้าไปรับแจกเงิน ก็รีบมาซื้อของที่อยากได้ไว้เมื่อตอนกลางคืน ส่วนคุณตานั้นได้รับเงินแจกตั้งแต่วันสิ้นปีแล้ว จึงรู้สึกเสียใจ มักจะเอาของที่ซื้อไว้บอกขายต่อกับพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อจะเอาเงินไปซื้อของที่อยากได้

คุณยายเป็นเด็กผู้หญิงก็ซื้อของเล่นตามประสาเด็กผู้หญิง มีปิ่นโตเถาเล็ก ๆ น่ารัก พัดขนนกจากอยุธยา นางในหอย เป็นตุ๊กตาชาววังนอนในหอยตลับ กระเป๋าถือใบเล็ก ๆ ชุดหม้อข้าวหม้อแกงจัดเป็นตะกร้า อยู่ในตะกร้าลวดถัก ๆ มีเขียง มีมีด และกระต่ายขูดมะพร้าว กระชอนเล็ก ๆ เข้าชุดกัน ตุ๊กตา เตียงนอน โต๊ะเครื่องแป้ง แต่ที่ขาดไม่ได้ทุกปีก็คือดูละครลิงของคณะ "ปรีดาวานร" ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ถึงแม้ว่าจะซ้ำกันแทบทุกปี คุณยายก็ยังดูได้ ค่าดู ผู้ใหญ่ ๓ สตางค์ เด็ก ๒ สตางค์เท่านั้น)
.

คุณทิพย์วาณีเกิดเมื่อพ.ศ. 2475   ข้อความข้างบนนี้เล่าว่าตอนเธอเด็กๆ ปีใหม่ยังเป็น 1 เมษายนอยู่  มาเปลี่ยนในปี 2485  คือเมื่ออายุ 10 ขวบ
บรรยากาศปีใหม่ 1 เมษายน ที่บรรยายไว้ข้างบนนี้ คือบรรยากาศในช่วง 2475-2484   คุณหนูทิพย์วาณีเที่ยวงานปีใหม่ด้วยความสนุกสนานประสาเด็ก  ซื้อของเล่นเล็กๆน้อยๆ   ดูหนังกลางแปลง  เดินกลับมาที่รถยนต์ซึ่งจอดอยู่ฯลฯ
บรรยากาศทั้งหมดที่ว่านี้  ยังมีมาจนถึงยุคของดิฉัน   เพราะสมัยโน้นโลกหมุนช้ากว่าสมัยนี้มาก  โดยเฉพาะของเล่นในยุค 2480s  ยังมีให้เห็นหลังจากนั้นอีกเป็นสิบๆปี

แต่บรรยากาศเหล่านั้นไม่ใช่ยุคสมัยของหลวงจรูญสนิทวงศ์(หม่อมหลวงจรูญ สนิทวงศ์)บิดาของคุณทิพย์วาณียังเด็กอยู่แน่นอน   
คุณหลวงท่านเกิดปี 2438  สมัยคุณหลวงยังเด็ก  ประมาณว่า 2438-2448   กรุงเทพยังไม่มีหนังกลางแปลง   ไม่มีครีมโซดาขาย  รถยนต์ส่วนตัวของประชาชนยังไม่มีค่ะ
มีรถยนต์พระที่นั่งคันแรก ชื่อรถแก้วจักรพรรดิ    ส่งมาถึงสยามประมาณปี 2448 ค่ะ

.

azante

จากที่อ่านมาตั้งแต่เด็กๆ นึกเสมอเลยว่า คุณตาคุณยายในหนังสือ จะเทียบเคียงกับรุ่น ปู่ย่าตายาย
ในปลาย รัชกาลที่ 5 ไม่คิดเลยว่า จะเป็นเรื่องของ รุ่น พ่อ แม่ ในสมัย รัชกาลที่ 7 และ 8 ซึ่งกรุงเทพ
มีการเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

.

เทาชมพู

จะยกตัวอย่างให้คุณ Azante เห็น ว่าไม่ใช่เรื่องสมัยรัชกาลที่ 5   เอาจากในกระทู้นี่ก็พอนะคะ
อ้างจาก: เทาชมพู
(เศษผ้าทุกชิ้นคุณแม่เก็บไว้หมด เอาไว้ซ่อมแซมเสื้อผ้า  บางทีเราอาจทำขาดหรือมีอุบัติเหตุ  เราจะได้มีผ้าที่มีสีดอกเหมือนกันซ่อมได้  แล้วมองไม่เห็นรอยผ้า  ก่อนจะเอาเสื้อผ้าที่ขาดไปเป็นผ้าเช็ดชาม  ผ้าถูเรือน   คุณแม่ก็ต้องให้ลูกตัดเอากิ๊บ  กระดุมที่ยังดีๆอยู่เก็บไว้หมดเอาไว้ซ่อมตัวอื่นได้  ทั้งเวลาใช้ถูเรือนก็ไม่ขูดกระดาน"  ว่าแล้วก็ไปหยิบกระปุกไม้กลึงที่มีกระดุมสารพัดสีสารพัดขนาดออกมาให้ดู)
.

ในสมัยรัชกาลที่ 5   แม่บ้านยังห่มผ้าแถบอยู่กับบ้าน   ลูกสาวเล็กๆก็ยังสวมเสื้อคอกระเช้า ตัวหลวมๆ สีขาว    ผ้าดอกที่เอามาตัดเสื้อ ผ่าหน้าผ่าหลังติดกิ๊บ หรือกระดุมสีต่างๆแบบต่างๆนั้น เป็นการแต่งกายในรัชกาลที่ 6  แพร่หลายในช่วงปลายรัชกาล    เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 ค่ะ

.

เพ็ญชมพู

อ้างจาก: เพ็ญชมพู
(ฉะนั้นประชาชนจึงต้องอาศัยน้ำจากแม่ธรณีบีบมวยผมที่สมเด็จพระพันปีหลวงสร้างไว้เป็นทานแก่ประชาชนที่หิวน้ำกันเป็นส่วนใหญ่)

แม่พระธรณีบีบมวยผมนี้ ประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๔๖๐ ในรัชกาลที่ ๖ อันเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ดังที่ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยายมราช(ปั้น สุขุม) เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๖๐ ความว่า

"พรุ่งนี้ฉันจะทำบุญวันเกิดที่นี่ตามคตินิยม ให้คุณจัดเปิดรูปนางพระธรณีท่ออุทกทาน ซึ่งฉันได้ออกทรัพย์ให้หล่อขึ้นสำเร็จตั้งไว้ ณ เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา และขออุทิศท่ออุทกทานนี้ให้เป็นสาธารณทานแก่ประชาชนผู้เพื่อนแผ่นดินใช้กินบำบัดร้อนและกระหาย เป็นความสบายตามปรารถนาทั่วกันเทอญ"

ฉะนั้นเหตุการณ์ในเรื่อง "๑ เมษายน" จึงควรเกิดหลัง พ.ศ. ๒๔๖๐ คุณตาในเรื่องตอนนี้อาจเป็นคุณอาคนเล็กที่คุณทิพย์วาณีกล่าวถึงก็เป็นได้

ปัจจุบันรูปปั้นแม่พระธรณีบีบมวยผมแปรเปลี่ยนจุดประสงค์การใช้ กลายเป็นรูปเคารพไปเสียแล้ว





.

เพ็ญชมพู

ในหนังสือ ตรุษสงกรานต์ ประมวลความเป็นมาของปีใหม่ไทยในสมัยต่าง ๆ ของ ส.พลายน้อย บทที่ ๗ ปีใหม่ตามแบบสากล กล่าวว่า งานฉลองวันปีใหม่ที่สนามหลวงจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๗

ดังนั้นเหตุการณ์ในตอน "๑ เมษายน" จึงต้องเปลี่ยนไปเป็นหลัง พ.ศ. ๒๔๗๗



.

เพ็ญชมพู

อ้างจาก: เพ็ญชมพู
(เมื่อครั้งคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่นั้น ยังใช้วันที่ ๑ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่อยู่ มีเพลงร้องด้วยว่า "วันที่ ๑ เมษายน วันขึ้นปีใหม่แสงสว่างกระจ่างจ้า..." แล้ว ก็มีสร้อยว่า "ยิ้มเถิดยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี" ซึ่งสร้อยนี้ คุณตาและคุณยายจำขึ้นใจอยู่ตลอดมา)

...

https://www.youtube.com/watch?v=nN9KyG6xBTg

เถลิงศก 2477

https://youtu.be/nN9KyG6xBTg?si=uqC9RM7CQUT68mWQ

...
ตามประวัติที่ได้คือ วันที่ 1 เมษายน 2477 และมาเปลี่ยนเป็นวันที่ 1 มกราคมเมื่อปี พ.ศ.2484 ครับ   แต่ไม่ทราบนามผู้แต่งและผู้ขับร้อง
...

เพลงนี้ใช้ร้องเพียง ๕-๖ ปีเท่านั้น เหตุการณ์ในตอน "๑ เมษายน" จึงควรเกิดระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๗ - ๒๔๘๓



.

เทาชมพู

แสดงว่าคุณเพ็ญชมพูเห็นด้วย ว่าเรื่องราวอยู่ในยุคคุณทิพย์วาณียังเด็ก    ไม่ใช่ยุคคุณพ่อของเธอ

.

เพ็ญชมพู

เฉพาะตอนนี้ก็ควรเป็นดังที่คุณเทาชมพูว่า 

.

เทาชมพู

แล้วตอนไหนที่แสดงว่า คุณตาคุณยาย(วัยเด็ก)อยู่ในยุคอื่นล่ะคะ

.

daylife

เท่าที่ลองย้อนกลับไปอ่านหนังสือ ผมคิดว่าหากระบุว่าใครคือคุณตาคุณยาย ก็คงหมายถึงตัวของคุณทิพย์วาณีเองครับ

แต่ที่ผู้เขียนให้สัมภาษณ์ในสตรีสารว่า "เพราะฉะนั้นคุณตา คุณยายก็คือบุคคลเหล่านี้เองปะปนกันออกมา"
ผมคาดว่า คุณทิพย์วาณีน่าจะหมายถึงแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้เล่าเรื่องนั้นมาจากการผสมผสานเรื่องเล่าของญาติใกล้ชิด ทั้งคุณป้า คุณแม่ คุณลุง คุณอาคนเล็ก หรือแม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ซึ่งถูกนำมาเล่าใหม่ภายใต้กรอบของคำว่าคุณตาคุณยายอีกทีครับ

.

เพ็ญชมพู

คุณยายในเรื่อง "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก" ก็คือตัวคุณทิพย์วาณีเองอย่างที่คุณเทาชมพูและคุณ daylife ว่า เรื่องเล่าในตอนต่าง ๆ ส่วนมากก็เป็นเรื่องราวของคุณทิพย์วาณีตอนเด็ก แต่มีหลายตอนที่เป็นเรื่องในอดีตก่อนหน้านั้นซึ่งถ่ายทอดมาจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่เช่นคุณน้าในเรื่อง "หัวอีตู้"



คำบอกเล่าของคุณลุงในเรื่อง "เพชฌฆาตมือสอง" และ คำบอกเล่าของคุณยาย (ซึ่งไม่ใช่คุณทิพย์วาณี) ในเรื่อง "เข้าวัง"



.


azante

คุณทิพย์วาณี เล่าเรื่องของตัวเอง แต่อาจจะมี ตัวละครอื่นเสริม จากความเป็นจริง เลยอ่านแล้วสับสนว่า
ใครคือคุณตา คุณยาย  คุณทิพย์วาณี เป็นลูกคนสุดท้อง คุณอา คงไม่ได้หมายถึง น้องชายเธอแน่ๆ
อย่างไรคุณอา ต้องเป็นน้องพ่อแน่ๆ

การเข้าวังหลวงเฝ้าเจ้านาย ในสมัยปลายๆรัชกาลที่ 7 เจ้านายฝ่ายในเจ้าของตำหนักต่างๆ น่าจะเหลือน้อยมาก
ถ้าพระองค์เจ้า ชั้น 4 ก็ทรงพระชรามากแล้ว พระองค์เจ้า ชั้น 5 ก็ออกไปมีตำหนักสวนนอกเกือบหมด วังสวนสุนันทาเอง
เจ้านายก็ไม่ประทับแล้ว  หรือถ้ามีทายาทเฝ้าตำหนักในวังหลวงก็คงเป็น หม่อมเจ้า ซึ่งพิธีรีตองคงไม่มากนัก

จากที่คุณเพ็ญชมพู กล่าวว่า คำบอกเล่าของคุณยาย (ซึ่งไม่ใช่คุณทิพย์วาณี)
ก็เลยคิดไปว่า คุณยายไม่ใช่คุณทิพย์วาณี ในบางเรื่องบางตอน

.

เพ็ญชมพู

ลองอ่านตอน "เข้าวัง" แล้ว บรรยากาศคล้ายกับสี่แผ่นดินตอนพลอยถวายตัว





.


azante

จากที่ คุณเพ็ญชมพู ยกมาให้อ่าน
ยิ่งคิดได้เลยว่า คุณยาย ไม่ใช่คุณทิพย์วาณี ต้องเป็น รุ่น คุณแม่ ขึ้นไป
เพราะบรรยากาศ คือ สมัยรัชกาลที่ 5 เลยทีเดียว

.

เทาชมพู

น่าจะเป็นอย่างนี้มากกว่าค่ะ
คุณทิพย์วาณีเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตหลายสมัยด้วยกัน    ถ้าเป็นช่วงชีวิตที่เธอประสบเอง อยู่ในรัชกาลที่ 7
แต่ก็มีบางตอนที่ย้อนไปถึงรัชกาลที่ 5 หรือรัชกาลที่ 6 เป็นเรื่องที่ถ่ายทอดจากผู้ใหญ่รุ่นพ่อแม่ หรือลุงป้าน้าอา  แต่เธอนำมาเป็นประสบการณ์ของ "คุณตาคุณยาย" เช่นกัน   
บางครั้งเธอก็เจาะจงลงไปว่า เป็นเรื่องของ คุณลุงของคุณยาย   คุณอาของคุณยาย    ฯลฯ   แต่บางครั้งเธอก็เล่าเหมือนเป็นประสบการณ์ของคุณตาคุณยายเจ้าของเรื่องเอง

.

SILA

1)

ข่าวเกี่ยวเนื่องจากฟบ.คุณเอนก นาวิกมูล ครับ



.

2)

เพิ่มเติมรูปจากบทสนทนา ครับ



.

3)

เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์ต้นฉบับและร้านผดุงชีพปีพ.ศ. ๒๕๓๔

         ชื่อร้านนี้แผลงมาจากนามสกุลผดุงชีวิต ของสามีซึ่งเป็นบุตรของหมอโป๊
ร้านนี้เอง ที่นายเอนกเคยเดินผ่าน เมื่อยุค 2520 และเห็น สุภาพสตรีคนหนึ่งนั่งเฝ้าร้านอยู่
ขณะนั้นในร้านมีทั้งตุ๊กตาชาววัง งูไม้ระกำ ปลาตะเพียนสานสำหรับแขวนเหนือเปลเด็ก ยาแก้เด็กจู้จี้  และอื่นๆ...
ตั้งเรียงห้อยแขวนเต็มไปหมด
        หารู้ไม่ว่า เจ้าของร้าน คือคุณทิพย์วาณี   สนิทวงศ์   ผู้เขียนเรื่องเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก



.

SILA

         งานเสวนา "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก” วรรณกรรมอมตะ
วันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๑๓.๓๐  - ๑๕.๓๐ น. ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ 2 งิ้วราย อ.นครชัยศรี นครปฐม

https://www.facebook.com/share/v/19pLaUpHE6/

.

เพ็ญชมพู

งานเสวนา "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก"

.

.

เรื่องจาก..เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก
https://www.reurnthai.com/index.php?topic=5510.0

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.114 seconds with 17 queries.