|
ppsan
|
 |
« on: 04 March 2026, 19:39:10 » |
|
เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์ / เครดิต เทาชมพู เรือนไทย
เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์
นำเสนอโดย "เทาชมพู" รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิง วินิตา ดิถียนต์ หรือ ว.วินิจฉัยกุล ,แก้วเก้า (https://www.reurnthai.com/) .
คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นธิดาของหลวงจรูญสนิทวงศ์(หม่อมหลวงจรูญ สนิทวงศ์) ผู้เป็นบุตรของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) กับท่านผู้หญิงวงศานุประพัทธ์ (ตาด สิงหเสนี) คุณหลวงจรูญเป็นคนไทยที่สำเร็จวิชาวิศวกรรมการรถไฟจากประเทศอังกฤษ กลับมารับราชการกรมรถไฟหลวง เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายช่างกลอำนวยการโรงงาน โรงงานมักกะสัน ในปี พ.ศ. 2473 ในรัชกาลที่ 6 ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศัราชทินนามเป็น หลวงจรูญสนิทวงศ์
หม่อมหลวงจรูญ สนิทวงศ์ สมรสกับหม่อมหลวงรวง มีธิดาชื่อ อรุณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ท่านผู้หญิงอรุณ กิติยากร ณ อยุธยา) ซึ่งสมรสกับหม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร พระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ส่วนคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นธิดาเกิดจากหม่อมหลวงฟ่อน(ไม่ทราบนามสกุล)
คุณทิพย์วาณีเกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2475 เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย แล้วศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เป็นการเพิ่มเติม ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของร้านผดุงชีพ ขายงานจำพวกศิลปหัตถกรรม ที่ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพมหานคร ท่านชอบการเขียนสารคดีเกี่ยวกับศิลปหัตกรรมของไทยมาตั้งแต่เป็นนักเรียน ได้เขียนเรื่อง ตุ๊กตาชาววัง หัวโขน ปลาตะเพียน ฯลฯ พิมพ์อัดสำเนาแจกแก่กลุ่มบุคคลเป็นกลุ่ม ๆ ไป โดยมากเป็นลูกค้าที่ซื้องานศิลปหัตถกรรมจากร้าน
หนังสือ เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก ได้รับรางวัลการประกวดหนังสือระหว่างชาติ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๕ (International Book Year ค.ศ. ๑๙๗๒) ที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการจัดขึ้น ในโครงการระหว่างชาติว่าด้วยการพัฒนาหนังสือ ตามมติขององค์การยูเนสโก สหประชาชาติ
คุณทิพย์วาณีถึงแก่กรรมเมื่อพ.ศ. 2547 อัฐิบรรจุไว้ที่วัดชนะสงคราม บริเวณด้านหลังพระอุโบสถ
.
SRISOLIAN ผมได้พบประวัติของคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ เพิ่มเติมจากที่คุณเทาชมพูนำมาลงไว้ ทำให้ได้ทราบว่า เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นอันเนื่องจากการนอนไม่หลับในเวลากลางคืน กอปรกับการเป็นคนช่างซักช่างถามของผู้เขียนเป็นส่วนตัว คุณป้า คุณลุง คุณอา บรรดาญาติที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้เล่าเรื่องราวในครั้งอดีตโดยตรง จึงทำให้เรื่องนี้มีชีวิตชีวา ในชั้นแรกเขียนให้น้องๆ อ่าน พอน้องโตขึ้น ก็เขียนให้เด็กข้างบ้านอ่าน และก็มีเสียงเรียกร้องให้เขียนต่อๆ กันอีกหลายตอน และเพิ่งทราบว่าคุณทิพย์วาณี เคยเป็นโปลิโอแต่ก็ได้ใช้สมุนไพรนวดรักษาจนดีขึ้น ด้วยความที่ญาติข้างแม่เป็นหมอยามาก่อน
.
SRISOLIAN พอดีได้มีโอกาสไปอ่านประวัติของคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา สมัยเขียนเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กลงสตรีสาร ผู้สัมภาษณ์คือคุณธิดา มหาเปารยะ (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า) เลยทำให้รู้ว่าคุณทิพย์วาณีเคยเป็นโปลิโอ แต่ได้น้ำมันสมุนไพรของมารดานวดทำให้อาการทุเลา และเธอยังมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ และช่วงเวลาที่นอนไม่หลับนี้เองได้กลายมาเป็นเรื่องราวอันทรงคุณค่าอย่างเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก และยังมีเรื่องสั้นชุดฝันดี และ กระเช้า อีกด้วย และอย่างที่เธอว่าไว้คุณตาคุณยายยังเด็กเหล่านี้มาจากบุคคลรอบข้างซึ่งเป็นญาติของเธอ (ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในหนังสือสตรีสารเมื่อประมาณปี 2525) ส่วนท่านใดยังคงคิดถึงเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กที่แทรกอยู่ในสตรีสารแล้ว สามารถไปอ่านได้ที่ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง บก.สตรีสารได้บริจาคไว้แก่ห้องสมุดคณะอักษรฯ หนังสือชุดนี้ทรงคุณค่ามากและที่นี่มีตั้งแต่ฉบับแรก ซึ่งอยู่ในประมาณปีพ.ศ.2490 โดยประมาณ ส่วนสตรีสารภาคพิเศษน่าจะมีมาในตอนหลังราวปีพ.ศ. 2524
.
..................
เรื่อง แม่บ้านที่ดี
วันหนึ่งคุณแม่ของคุณยายพาไปเยี่ยมเพื่อน เมื่อคุณยายเข้าไปในบ้านก็กวาดสายตาดูในบ้านแล้วชอบใจมาก เพราะบ้านนี้สะอาดมากจริงๆเครื่องใช้ที่เป็นเงินหรือทองเหลืองขัดเสียขาวและสุกราวกับทอง ทุกอย่างแลดูใหม่เอี่ยมอ่องไปทั้งนั้น เจ้าของบ้านยังไม่ออกมา คุณแม่กระซิบกับคุณยายว่า "บ้านนี้เขาสะอาดมาก ให้ดูเป็นตัวอย่างลูกผู้หญิงต้องละเอียดลออและเอาอย่างนี้จึงจะดี แล้วยังมีอะไรดีๆอีกหลายอย่างทีเดียว" เมื่อเจ้าของบ้านออกมา แต่งตัวสะอาดเอี่ยมออกมาต้อนรับ แล้วแนะนำให้คุณยายเรียกคุณป้า คุณป้าคนนี้มีลูกมากมาย ขนาดเดียวกับคุณยายก็มี แต่งตัวสะอาดทุกคนและเรียบร้อยหมด คุณป้ากำลังระดมลูกๆให้แกะมะขามอยู่ คุณยายจึงเข้าช่วยด้วย ช่วยกันแกะเปลือกมะขาม และแกะเม็ดออกด้วย เม็ดมะขามมากมายใส่อ่างไว้ต่างหาก มะขามนี้แกะแล้วทำเป็นปั้นใหญ่ๆ เก็บตุนไว้ทำกับข้าวตลอดปี เม็ดมะขามก็ไม่ทิ้ง เก็บไว้ ถ้าจะกินใบมะขามอ่อนในหน้าที่ไม่มีใบมะขามอ่อน ก็จะเอาเม็ดมะขามนี้ใส่อ่างดินแล้วรดน้ำ ไม่กี่วันก็จะมีใบมะขามอ่อนมาทำแกงต้มโคล้งกินได้แล้ว ลูกสาวของคุณป้าคนหนึ่งคุยระหว่างแกะเม็ดมะขามว่า "คุณแม่ฉันทำอะไรเองทุกอย่าง ไม่ค่อยได้ซื้อ หน้าที่มีผลไม้อะไรมากๆก็จะเก็บตุนไว้เผื่อเวลาหมดหน้าเสมอ มะม่วงมีมากก็ทำมะม่วงกวนเก็บไว้ ที่นี่มีของกินมากมายไม่เคยอดอยาก เพราะคุณแม่มีลูกมาก ต้องทำอาหารคราวละมากๆ และไม่ให้มีอะไรเหลือเศษได้เลย หน้าแตงโม ก็ให้ลูกกินแต่เนื้อแตงโม เปลือกก็เก็บไว้ทำแกงเลียงบ้าง แกงส้มบ้าง บางทีก็ดองให้กินมื้อต่อไปอีก ไม่ปล่อยอะไรให้เสียเปล่าได้เลย" คุณยายคิดในใจว่าคุณป้านี่ช่างเป็นแม่บ้านที่ดีแท้ๆ ก็พอดีพี่อีกคนหนึ่งเล่าว่า "แม้แต่เปลือกมะนาวที่ใช้ทำกับข้าวแล้วก็ยังเก็บไว้ดองให้ลูกกินกับข้าวต้มได้อีก เปลือกมะนาวนี้ใช้ล้างมือได้สะอาดหมดคาวได้ดี ผิวมะกรูดเอาไปตำน้ำพริก แล้วก็เอาเนื้อและน้ำมะกรูดมาสระผมได้อีก สระแล้วสะอาด ผมดำเป้นมันลื่นอีกด้วย" แกะมะขามเสร็จแล้วคุณป้าก็เรียกลูกๆขึ้นไปข้างบน แล้วส่งกรรไกรกับผ้าขาวมากมายให้แล้วบอกกับลูกสาวว่า "ตัดริมผ้านี้เก็บไว้" แล้วพี่ก็เอากรรไกรมาตัดริมผ้ายาวตลอดผืนทั้งสองข้าง แล้วม้วนๆเอาไว้เป็นกลุ่ม ขณะที่ตัดผ้าก็ชี้แจงให้ฟังว่า "ริมผ้านี้เส้นด้ายเหนียวกว่าเนื้อผ้า เราต้องตัดเก็บไว้ทำด้ายเนา เก็บไว้ใช้ได้นานๆ เลาะออกมาใช้ทีละเส้นๆ ไม่ต้องไปซื้อด้ายเย็บผ้ามาเนา เพราะแพงกว่าริมผ้ามาก เศษผ้าทุกชิ้นคุณแม่เก็บไว้หมด เอาไว้ซ่อมแซมเสื้อผ้า บางทีเราอาจทำขาดหรือมีอุบัติเหตุ เราจะได้มีผ้าที่มีสีดอกเหมือนกันซ่อมได้ แล้วมองไม่เห็นรอยผ้า ก่อนจะเอาเสื้อผ้าที่ขาดไปเป็นผ้าเช็ดชาม ผ้าถูเรือน คุณแม่ก็ต้องให้ลูกตัดเอากิ๊บ กระดุมที่ยังดีๆอยู่เก็บไว้หมดเอาไว้ซ่อมตัวอื่นได้ ทั้งเวลาใช้ถูเรือนก็ไม่ขูดกระดาน" ว่าแล้วก็ไปหยิบกระปุกไม้กลึงที่มีกระดุมสารพัดสีสารพัดขนาดออกมาให้ดู เมื่อลากลับแล้ว คุณแม่ของคุณยายบอกว่า "เห็นไหมเล่าลูกว่าบ้านนี้ เขาเป็นแม่บ้านที่ดียังไง เขาจึงได้มีกินมีใช้สุขสบาย เงินทองไม่รั่วไหล ทั้งๆที่เดิมก็ไม่ได้เป็นคนมั่งมีมาก่อนเลย ลูกก็มากมาย เอาไว้เป็นตัวอย่างนะ" แล้วคุณยายก็รับคำ และในใจก็คิดว่า อยากมาเที่ยวบ้านนี้อีกจริงๆ
.
|
|
|
|
« Last Edit: 04 March 2026, 19:40:57 by ppsan »
|
Logged
|
|
|
|
|
ppsan
|
 |
« Reply #1 on: 04 March 2026, 19:42:07 » |
|
เรื่อง น้ำฝน
เมื่อสมัยคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่นั้น กรุงเทพฯ มีน้ำประปาใช้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึงกันนัก ส่วนมากยังอาศัยดื่มน้ำฝน และน้ำตามแม่น้ำและลำคลองกันอยู่ บางบ้านที่อยู่ใกล้ถนน ก็อาศัยน้ำประปาตามก๊อกสาธารณะ ที่รัฐบาลทำไว้ให้ประชาชนใช้กันเปล่า ๆ ก๊อกเหล่านี้มีเป็นระยะ ๆบ้านใครอยู่ใกล้ก็สบายมาตักตวงเอาไปใช้ในบ้านของตนได้ง่าย บ้านที่อยู่ห่างออกไปก็เอาถังเอาปี๊บมารองหิ้วไปหรือหาบเอาไปเอง แต่มีบางบ้านซื้อน้ำมาจากพวกนี้เป็นหาบ ๆ ไว้ใช้กัน คุณตามีเพื่อนนักเรียนที่อายุมากกว่า ตัวโตกว่าเพราะเข้าโรงเรียนเมื่อโต กลางวันก็มาโรงเรียน กลับไปบ้านก็ช่วยพ่อแม่ทำงานค้าขาย ตอนกลางคืนก็รับจ้างหาบน้ำรองน้ำประปาจากก๊อกสาธารณะใส่โอ่งตามบ้านใกล้ เมื่อยังไม่โตก็หาบน้ำที่ปี๊บยังไม่เต็ม โตขึ้นก็เพิ่มอีกให้เต็มปี๊บได้ พ่อของเขาแข็งแรงหาบคราวละ ๔ ปี๊บ ข้างหน้า ๒ ปี๊บ ข้งหลัง ๒ ปี๊บ หาบเสียไม้คานแอ่นทีเดียว หน้าร้อนคนใช้น้ำกันมากน้ำขายดี รองน้ำหาบไม่ทันคนใช้ ต้องเอาปี๊บไปคอยรองน้ำตลอดคืน หาบกลางคืนดีแดดไม่ร้อน ช่วยไม่ให้เหนื่อยง่าย หน้าฝนคนไปใช้น้ำฝนกันหมด น้ำประปาขายไม่ค่อยดี รายได้ตกต่ำเก็บเงินไม่ได้มากเหมือนหน้าร้อน ทั้งคุณตาและคุณยายเมื่อเด็ก ๆ ชอบเล่นน้ำฝนจริง พอฝนตกชักอยากจะขยับออกไปเล่นน้ำฝน ผู้ใหญ่รู้ทันมักจะห้ามไว้ว่า
"ให้มันตกหนักกว่านี้ค่อยเล่น ตกนิด ๆ หน่อย ๆ จะไปดีอะไร เล่นแล้วก็ต้องล้างบ้านขัดบ้านเสียเลยซี" เพราะฉะนั้นเวลาหน้าฝน คุณยายและคุณตาก็ต้องช่วยกันรองน้ำฝนตักใส่โอ่งให้เต็มทุกโอ่งเสียก่อนจึงจะเล่นน้ำฝนได้ ระหว่างที่เล่นน้ำฝนก็ต้องขัดถูบันได นอกชานพื้นลานบ้านให้สะอาดไปด้วย ใช้กระดวงที่ทำจากมะพร้าวแก่ ๆ กะลาเล็ก ๆ ผ่าซีกขัดจนกระดานและพื้นขาวสะอาดทุก ๆ แห่งทีเดียว มีผ้าผ่อนอะไรที่พอจะซักได้ ก็เอาออกมาซักกันให้เต็มที่ ไม่ต้องเสียดายน้ำ ผู้ใหญ่มักบอกว่า "เทวดาท่านอุตส่าห์ส่งน้ำมาให้เราใช้แล้ว ต้องรีบกักตุนไว้ใช้ฝนตกมาก ๆ พื้นกระดานพื้นหินน่ายดี ขัดล้างตะไคร่และความสกปรกออกได้ง่าย" หน้าฝนบ้านจึงสะอาด พวกคนแก่ชอบดื่มน้ำฝนกันนัก เพราะสะอาดและหวาน ต้องเก็บน้ำฝนไว้ดื่มในหน้าแล้ง ถ้าหน้าหนาวหรือหน้าแล้งเกิดฝนตก เป็นฝนหลงฤดูมาก็จะดีใจมาก เพราะจะได้มีน้ำฝนมาเพิ่มโอ่งให้เต็ม แต่น้ำฝนตกใหม่ ๆ น้ำยังใช้รองไว้กินยังไม่ได้ เพราะหลังคายังสกปรกอยู่ มีฝุ่นละอองตกค้าง ต้องปล่อยให้ฝนชะล้างความสกปรกออกไปเสียก่อน จึงรองไว้กินได้ ต้นไม้ต้นหญ้าก็พลอยสดชื่นขึ้นเพราะได้ฝน คุณปู่ของคุณยายบอกว่า "ในกระบวนน้ำดื่มทั้งหมด น้ำฝนเป็นยอดน้ำที่เทวดาจัดส่งลงมาให้มนุษย์ทีเดียวละ ทั้งหวานทั้งสะอาด ยิ่งในโอ่งดินเก็บไว้กินหน้าร้อนแล้วยิ่งวิเศษสุด ทั้งเย็นและหอมกลิ่นดินเผาชื่นใจนัก" ตามบ้านจึงมักมีคณโฑดินเผาหรือหม้อดินเผาสำหรับใส่น้ำฝนไว้รับแขกและดื่มเองแทบทุกบ้าน ดินเผานี้ทำให้น้ำเย็นเหมือนแช่น้ำแข็ง หน้าร้อนมาก ๆ คนจึงชอบไปนั่งคุยหรือพักผ่อนข้าง ๆ โอ่งน้ำและถือโอกาสเอาหลังพิงโอ่งไปด้วยเพื่อคลายความร้อน คนที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำหรือคลอง หน้าแล้งก็เอาน้ำแม่น้ำหรือคลองใส่โอ่ง แล้วเอาสารส้มมากวน ๆ ให้ตกตะกอน แล้วใช้ซักผ้าหรือหุงข้าวต้มแกงกันจะใช้น้ำก็ต้องประหยัด ๆ กันหน่อย
ฝนแรกหลังจากอากาศร้อนและแห้งแล้งมานาน น้ำในโอ่งขอดแห้ง ในคลองก็ขอดเหลือแต่โคลนแล้ว พอฝนแรกตกน่าชื่นใจและน่าดูมาก คุณแม่ของคุณยายจะรีบเกณฑ์เด็ก ๆ ช่วยกันล้างโอ่งเปล่าให้สะอาดทุกใบ แล้วรอให้น้ำสะอาดเสียก่อน ช่วยกันรองน้ำฝนเสียยกใหญ่ มันช่างชื่นใจเสียจริง ๆ ดับร้อนได้ดีมาก ได้ซักผ้ากันเต็มที่ ไม่ต้องประหยัดน้ำกันแล้ว เพราะต้องซักผ้าล้างชามอย่างประหยัดน้ำกันมานาน
เรื่องน้ำในหน้าแล้งนี้ก็เหมือนกัน คุณแม่ของคุณยายสั่งนักหนาห้ามไม่ให้เอาน้ำถูเรือนหรือน้ำที่ดื่มเหลือในถ้วยในขันสาดทิ้งไปเสียเปล่า ๆ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร ให้มารดน้ำตามโคนต้นไม้หรือในกระถางต้นไม้ยังได้ประโยชน์ดีกว่า ลูก ๆ จะล้างหน้าบ้วนปากสีฟันก็ให้ไปล้างที่แถวที่มีต้นไม้ จะได้ไม่เสียน้ำไปเปล่า ๆ
คุณตาคนที่เป็นหมอยาก็ต้องการใช้น้ำฝนกลางหาวมาไว้ใช้ทำยาตาเก็บไว้ น้ำฝนกลางหาวคือน้ำฝนที่รองด้วยอ่างที่ล้างสะอาดรองน้ำฝนกลางแจ้งตอนที่ฝนตกหนักในหน้าฝน น้ำนี้เป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด จึงเหมาะสำหรับทำยาหยอดตานัก จะมีโอกาสเก็บได้ในหน้าฝนเท่านั้น แล้วยังต้องเก็บไว้ผสมยาต่าง ๆ อีกด้วย ตามบ้านทุก ๆ บ้านจึงต้องมีรางน้ำสังกะสีเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี โดยไม่ต้องพึ่งน้ำประปา
.
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
ppsan
|
 |
« Reply #2 on: 04 March 2026, 19:42:42 » |
|
เรื่อง ของแสลง
เมื่อสมัยคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ ถ้าเกิดเจ็บป่วยเป็นอะไรไปนิดหน่อยก็ตาม คนนั้นจะต้องถูกจำกัดอาหาร ให้กินแต่อาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย ห้ามกินอาหารที่คิดว่าแสลงต่าง ๆ จนกว่าจะหายเป็นปกติ
ถ้าใครท้องเสีย หรือเป็นบิด จะต้องกินข้าวต้มเปื่อย ๆ หรือข้าวเปียก กับปลาแห้งป่น หมูหยอง กุ้งแห้งป่น หรือปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลา จะไปวิ่งเล่นหรือกระโดดโลดเต้นไม่ได้ เดี๋ยวจะหายยาก ถ้าเป็นไข้หวัด แล้วมีอาการไอก็จะห้ามอาหารทอดทุกชนิด ไข่เจียว ไข่ดาวก็ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นไข่ต้ม ไข่ตุ๋นหรือไข่เค็ม อาหารทุกอย่างต้องปิ้งและต้มห้ามทอดเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ไอมากขึ้น เมื่อไข้สร่างก็จะห้ามกินแตงโม แตงไทยหรือผลไม้ที่เย็น
ผู้ที่เป็นไข้หวัดหรือไอ จะดื่มน้ำแข็งไม่ได้ เพราะจะทำให้เป็นมากขึ้น ต้องดื่มแต่น้ำร้อน ๆ ชาร้อน น้ำข้าวร้อน ๆ หรือบางทีก็น้ำมะตูมร้อน ๆ ที่เรียกว่า"น้ำชูบาน" ทำด้วยมะตูมสุก ๆ ต้มใส่น้ำตาลนิดหน่อย บางครั้งก็เอาเนื้อมะตูมไปราดน้ำผึ้งให้กินเป็นของหวาน แล้วเอาที่เหลือคือเปลือกและเม็ดและเนื้อที่ติดมาต้มทำน้ำชูบาน อีกอย่างหนึ่งก็คือนำมะตูมอ่อนที่หั่นเป็นแว่น ๆ ย่างไฟจนหอมแล้วชงน้ำร้อนให้ดื่ม หอม ๆ ดี แต่สู้น้ำชูบานไม่ได้
ถ้าใครเป็นแผลพุพอง แผลหกล้มถลอก หรืออุบัติเหตุอะไรก็ตาม จะถูกห้ามไม่ให้กินข้าวโพดข้าวเหนียว ขนมทุกชนิดที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว กินได้แต่แป้งข้าวเจ้าและข้าวสาลีเท่านั้น เพราะจะทำให้แผลกลัดหนอง หายยาก แผลที่จวนหายแล้วกลับกลัดหนองขึ้นมาอีก แผลเล็กกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นมา คุณยายรู้สึกว่า ที่ผู้ใหญ่ห้ามนี้เป็นเรื่องจริง ๆ เพราะเคยพิสูจน์มาหลายครั้งแล้ว ครั้งหนึ่งคุณยายหกล้มหัวเข่าแตกเป็นแผลแห้งจวนจะหายดีแล้ว แต่ยังไม่หายสนิท คุณแม่ทำข้าวเหนียวมะม่วง อยากจะกินเหลือเกิน ก็บอกว่าแผลหายดีแล้ว จึงกินข้าวเหนียวมะม่วงมากไป พอรุ่งขึ้นเช้าก็ปวดและกลัดหนองขึ้นมาอีก ต้องกลับไปเดินขาเขยกอีก
อาหารอร่อย ๆ ดี ๆ ที่ชอบต้องอดไปเพราะเจ็บป่วยมีบ่อย ๆ กำลังเป็นแผลพุพอง ต้องอดข้าวต้มกุ้ง กุ้งทอดที่มีมันสีแดงเยิ้มคลุกข้าวอร่อย แม้แต่กุ้งเผาจิ้มน้ำปลาก็ไม่ได้ อาหารทะเล หอยนางรม ปลาทอดอร่อย ๆจิ้มน้ำปลามะนาวต้องอดหมด ต้องภาวนาขอให้หายเร็ว ๆ จะได้กินอาหารอร่อย ๆ อาหารพวกนี้ถูกหาว่าคาวจัด กินแล้วทำให้คันแล้วก็เป็นจริง ๆ ด้วย
หน้าลำไย ลิ้นจี่ หรือขนุน ก็ต้องจำกัดให้กิน เด็ก ๆ กินอะไรไม่รู้จักประมาณ กินจนไม่สบาย ลำไยกินมากไปก็ตาแฉะ เพราะร้อนเกินไป เด็ก ๆ ที่เป็นแผลพุพอง แผลจะเยิ้มมาก ลิ้นจี่ก็ย่อยยากถ้าธาตุไม่แข็งพอ เพราะมักทำให้ปวดท้อง ขนุนก็เหมือนกันย่อยยาก ทุเรียนนั้นร้อนมากห้ามกินตอนกลางคืน เพราะจะทำให้ร้อนจนนอนไม่หลับ คุณตาเคยไม่เชื่อฟัง แอบกินขนุนเสียมากมาย ทั้งที่ท้องไม่ดีกินยาจวนจะหายอยู่แล้ว กลับเป็นมากขึ้นอีก เลยจับได้ว่าแอบไปกินขนุนมา จึงต้องกินยาอีกมากมายกว่าจะหายดี
อาหารต่าง ๆ เหล่านี้แสลงจริง ๆ คุณตาและคุณยายลองมาแล้วแทบทั้งนั้น แต่แรกก็คิดว่าผู้ใหญ่นี้ใจร้ายใจดำ หวงไม่ให้กินอาหารอร่อย ๆ เมื่อเห็นฤทธิ์แล้วจึงรู้ว่าผู้ใหญ่นี้คิดถูก
หมอบอกว่า ถ้าไม่สบายให้กินอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย ๆ ไว้เป็นดีที่สุด จะรักษาโรคให้หายได้เร็วกว่าให้กินอาหารได้ตามใจเด็ก ๆ แต่อันที่จริงคุณยายนั้นชอบข้าวเปียกกับปลาดุกย่าง บางครั้งถึงกับภาวนาไม่อยากให้หาย เพราะจะอดกินข้าวเปียกกับปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลาอร่อย ๆ ต่อไป ต้องมากินข้าวสวย เด็ก ๆ และคนแก่ที่ฟันไม่ดีกินอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย ๆ ดีเหมือนกัน
.
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
ppsan
|
 |
« Reply #3 on: 04 March 2026, 19:43:25 » |
|
เรื่อง พ่อค้าแม่ค้าเร่
เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก บ้านเมืองไม่มีร้านอาหารให้ไปซื้ออาหารกินได้มากมายอย่างทุกวันนี้ เด็กๆไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านนอกจากตามผู้ใหญ่ไป จึงไม่มีโอกาสจะวิ่งออกจากบ้านไปซื้อของกินปากซอยหรือตามร้านอาหารริมถนนใหญ่ แต่ก็ไม่อดอยาก เพราะมีของกินมาขายถึงบ้าน จากพ่อค้าและแม่ค้าเร่ที่หาบสินค้าเดินไปตามถนนและตรอกซอยต่างๆ
พ่อค้าแม่ค้าพวกนี้มีของกินใส่ในกระจาดสองใบหน้าหลัง ใส่ไว้ในสาแหรกที่ทำด้วยหวาย 4 สาย ตอนบนทำเป็นห่วงสอดเข้าไปไม้คาน ตอนล่างขัดกันเป็นสี่เหลี่ยมสําหรับวางกระจาด พ่อค้าแม่ค้าเร่หาบไม้คานไว้บนบ่า ไม้คานเป็นไม้แบนๆ ดัดให้โค้งนิดหน่อย เวลาหาบมันก็จะอ่อนเยิบๆไม่แข็งจนกดบ่าเจ็บเกินไป เพราะน้ำหนักสินค้าอยู่บนบ่าของเขาทั้งหมด เดินๆไปก็ร้องบอกชื่อของขายให้ชาวบ้านรู้ว่ามีอะไรบ้าง ใครอยากกินก็ออกมาเรียกซื้อให้แวะเข้าไป
ของที่ขายมีของกินทั้งของคาวและของหวาน ของกินของโปรดของคุณยายคือหมูสะเต๊ะ คนขายส่วนมากเป็นคนจีน พ่อค้าเจ้าประจำที่หาบหมูสะเต๊ะเข้าซอยมาวันเว้นวันเป็นคนจีนชรา มีหลานชายตัวเล็กๆเดินตามหาบมาด้วย เมื่อคุณแม่ของคุณยายเรียกพ่อค้าหมูสะเต๊ะเข้ามาในรั้วบ้านเขาก็ลงนั่งติดไฟในเตาถ่านที่วางบนกระจาด เวลาปิ้ง เขาให้หลานชายช่วยหยิบกาบมะพร้าวที่ติดมาในกระจาดใส่ลงในเตาถ่านด้วย กาบมะพร้าวช่วยให้หมูปิ้งเหลืองสวย และมีกลิ่นหอมหวนมากกว่าถ่านธรรมดา
การปิ้งหมูสะเต๊ะสนุกมาก พ่อค้าหยิบไม้เหลาแหลมๆ มาเสียบชิ้นหมูดิบปนมันบางๆที่เขาหั่นใส่ไว้ในกาละมัง มีผ้าบางๆคลุมวางไว้ในสาแหรก นอกจากเนื้อหมู ใครจะสั่งตับด้วยก็ได้ เขามีตับหมูฝานชิ้นบางๆ ถ้าใครต้องการก็หยิบมาเสียบไว้ครึ่งล่างของหมูปิ้งเสียบไม้ ปิ้งไปพร้อมกัน เวลาปิ้ง เขาพรมๆกะทิ เพื่อให้หมูมีรสหวานมัน
เด็กๆเฝ้าดูเขาปิ้งหมูบนตะแกรงเหล็กเล็กๆบนเตาถ่าน พลิกไปมาจนสุก มันสีเหลืองจากหมูหยดติ๋งๆเป็นน้ำมันลงในจานสังกะสีที่คุณแม่ของคุณยายส่งให้พ่อค้าวางหมูสะเต๊ะ ส่งกลิ่นหอมอร่อยจนคุณยายและพี่ๆน้องๆอดใจไม่อยู่ ต้องไปรุมล้อมอยู่รอบหาบ แต่จะกินได้ต่อเมื่อยกจานขึ้นไปวางที่โต๊ะอาหารแล้วเท่านั้น
นอกจากหมูสะเต๊ะ ก็มีอาหารอย่างอื่น เช่นข้าวแกง ขนมจีนน้ำยา น้ำพริก มีแม่ค้าเป็นคนหาบผ่านหน้าบ้านมาในตอนกลางวัน ถ้าหากว่าเจ้าไหนทำอร่อย ชาวบ้านก็มักเรียกซื้อเป็นประจำ บางทีก็หมดเสียก่อนจะถึงปลายทาง แม่ค้าขายขนมมีขนมไทยห่อใบตองวางเรียงในกระจาด เช่นขนมขี้หนู ขนมใส่ไส้ ขนมถ้วย ขนมตาล เวลาหาบมาแม่ค้าก็ร้องบอกมาด้วยว่า "ขนมแม่เอ๊ย" แล้วก็จาระไนชื่อขนมให้ลูกค้ารู้ว่าขายอะไรบ้าง จะได้เลือกซื้อได้ถูก แค่ได้ยินรายชื่อขนมเด็กๆก็น้ำลายสอแล้ว ตอนบ่ายๆมีแม่ค้าขายของกินเล่นอย่างสาคูไส้หมู หรือไส้กรอกปลาแนม ผ่านมา บางวันก็มีห่อหมก เดินเคาะไม้สองอันดังป๊อกๆ ร้องว่า "หมกจ้า หมก" ถ้าเป็นฤดูร้อน ก็มีคนสะพายกระติกไอศกรีมแท่งที่เรียกว่า "ไอติมแท่ง" มาขาย เป็นแท่งยาวๆมีไม้เสียบ เป็นไอศกรีมคนไทยทำ หลายรสหลายสีด้วยกัน พ่อค้าแม่ค้าเร่ทำให้ตรอกซอยในเวลากลางวันไม่เหงาเงียบ มีเสียงร้องขายสินค้าอยู่ตลอดวัน เจ้าหนึ่งผ่านไป อีกเจ้าก็มาถึง ถ้าหากว่าเป็นขนม เด็กๆก็ฉุดไม้ฉุดมือแม่ให้ออกไปซื้อ หรือไม่ก็วิ่งไปขอสตางค์แม่ เปิดประตูบ้านออกไปซื้อเอง คุณยายชอบกินขนมลูกชุบ ที่ทำเป็นลูกตะขบ เป็นชมพู่ มะม่วง ฟักทองลูกเล็กๆ ทาสีชุบวุ้นเป็นเงาน่ากิน นอกจากนี้ยังมีลูกชุบทำเป็นพริกสีเขียวสีแดงเหมือนของจริงมาก คุณยายเคยหยิบพริกในครัวกินด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นขนมลูกชุบ เลยเผ็ดจนน้ำตาไหล เข็ดขนมลูกชุบไปนาน
.
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ppsan
|
 |
« Reply #7 on: 04 March 2026, 19:46:59 » |
|
เรื่อง บริวาร
คุณยายเกิดมาในเรือนหมู่ขนาดใหญ่ เป็นบ้านทรงไทยหลายสิบหลัง เชื่อมต่อกันด้วยนอกชาน ทำให้วิ่งจากบ้านนั้นไปหาบ้านนี้ได้สะดวก โดยไม่ต้องลงไปที่พื้นดินเลย หน้าบ้านเป็นคลองเช่นเดียวกับบ้านอื่นๆในละแวกนั้นที่ปลูกอยู่ริมคลอง ส่วนหลังบ้านเป็นสวนผลไม้สุดลูกหูลูกตาล้อมรอบบ้าน มีผลไม้ทุกอย่างตั้งแต่ทุเรียน ขนุน ส้มโอ ละมุด มะเฟือง มะไฟ ฯลฯเพราะที่ดินริมคลองติดแม่น้ำเป็นดินดีมาก ปลูกอะไรก็งาม ส่วนมะม่วง และชมพู่เป็นผลไม้ดาษดื่น บ้านไหนๆก็มีกันทั้งนั้น
สวนผลไม้เป็นรายได้ของเจ้าของบ้าน ต้องอาศัยแรงคนทำงานในสวน ตั้งแต่ลอกท้องร่อง วิดน้ำรดต้นไม้ นอนเฝ้าสวนในหน้าทุเรียน ดูแลและเก็บผลไม้ให้พ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อถึงสวน ขนเข่งผลไม้ลงเรือ ฯลฯ ในบ้านคุณยายจึงมีบริวารมากมายหลายสิบคน เพื่อเป็นแรงงานประจำบ้าน พวกนี้อยู่กันทั้งครอบครัว มีลูกออกมาก็อาศัยอยู่กับพ่อแม่จนโต แล้วก็กลายเป็นบริวารรุ่นต่อๆมา เมื่อคุณยายเกิด มีคนในบ้านหลายคนที่อยู่กันมาตั้งแต่สมัยคุณทวดของคุณยาย บางคนก็โตมาพร้อมกับคุณปู่ของคุณยายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว
คนงานเหล่านี้ไม่ใช่ทาส เพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเลิกทาสมานานแล้วตั้งแต่สมัยคุณพ่อของคุณยายยังเล็ก ทาสบางคนพอเป็นไทแก่ตัวก็โยกย้ายออกไปทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง แต่บางคนก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านนายต่อไปในฐานะบริวาร จะลาออกไปเมื่อใดก็ได้ แต่พวกนี้ไม่ค่อยมีใครออกไปไหน ยังสมัครใจอยู่บ้านเดิมจนกระทั่งแก่ตายไปเอง
คุณยายเรียกคนเหล่านี้ว่า "ตา" กับ "ยาย" ตามด้วยชื่อเขา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนแก่วัยปู่ย่าตายาย แต่เป็นคำเรียกบริวารในสมัยนั้น คำนี้แตกต่างจาก "คุณตา" และ" คุณยาย" ซึ่งหมายถึงญาติผู้ใหญ่ บริวารบางคนมีหน้าที่ประจำ เช่นเป็นคนแจวเรือประจำบ้าน ถ้าบ้านไหนมีเรือหลายลำ ก็มีคนแจวเรือประจำกันเรือละคน เพราะนายหลายคน นั่งเรือไปและกลับคนละเวลากัน อีกแห่งหนึ่งคือครัวของบ้าน ในเมื่อมีหลายครอบครัวในเรือนหมู่ โรงครัวจึงต้องมีคนทำงานหลายคน แม่ครัวเป็นหัวหน้าใหญ่ มีลูกมือหลายคนทั้งหญิงและชาย ทำหน้าที่ช่วยงานต่างๆในครัว เช่นผ่าฟืน ขูดมะพร้าว หั่นผัก หั่นเนื้อ ฯลฯ เพราะงานทำกับข้าวแต่ละมื้อเป็นงานใหญ่กินเวลามาก ทำมื้อกลางวันเสร็จแล้วก็เตรียมตัวทำมื้อเย็นต่อไป เพราะมื้อเย็นถือเป็นมื้อหลักของบ้าน ต้องเตรียมกันนาน ไม่ใช่สำหรับเจ้าของบ้าน แต่สำหรับบริวารในบ้านด้วย แม่ครัวไม่สามารถหุงข้าวได้ทีละหม้อเพราะจะไม่พอกิน ต้องหุงด้วยกระทะใบบัว ซึ่งหุงยากที่จะให้ข้าวสุกเสมอกันทั้งกระทะ คนเป็นแม่ครัวจึงต้องมีฝีมือจริงๆ ถือเป็นบริวารชั้นดีของบ้าน ในเมื่อบ้านคุณยายเป็นสวน จึงต้องมีลูกมือทำสวนหลายคน คอยดูแลสวน และเก็บผลไม้ซึ่งเรียกกันว่าลูกไม้จากต้นใส่เข่งเตรียมไว้ให้พ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือมารับถึงสวน ในหน้าที่ผลไม้ออกมาก ในสวนปลูกเรือนเล็กๆ มุงจากเอาไว้เหมือนบ้านหลังเล็กๆ มีผนังสามด้าน ด้านหน้าเปิดโล่ง สำหรับเก็บผลไม้ที่ต้องรีบเก็บจากต้นมารอพ่อค้าแม่ค้าไว้ที่นั่น คนทำสวนก็ต้องช่วยกันเก็บและขนลูกไม้กันไปไว้ตามเรือนเหล่านี้ ตลอดวันไปจนค่ำ ถ้าเจ้าของบ้านไม่ลงมาควบคุมเอง ก็ต้องมีหัวหน้าคนสวนทำหน้าที่นี้
บริวารบางคนก็อาศัยอยู่ในเรือนหมู่ ใต้ชายคาเดียวกับนาย คุณยายมีพี่เลี้ยงชื่อยายเพียน อยู่กับคุณยายตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ตอนเล็กๆคุณยายไปโรงเรียนใหม่ๆ ยายเพียนก็ไปนั่งเฝ้าอยู่ตลอดวัน แต่พวกเรือนครัวปลูกเรือนเล็กๆอยู่แยกออกไปจากเรือนหมู่ของนาย มีนอกชานเชื่อมให้เดินถึงกันได้ พวกคนสวนปลูกเรือนอยู่ในสวน อยู่กับลูกเมีย เป็นหน้าที่ของนายที่จะต้องเลี้ยงลูกเมียของบริวารด้วย คนเหล่านี้ก็ทำงานให้นายเช่นเดียวกัน แต่เด็กๆเมื่อโตขึ้นอาจจะขอแยกออกไปทำงานข้างนอกเพื่อเลี้ยงตัวเองได้ เด็กผู้หญิงเมื่อโตเป็นสาวก็แต่งงานแยกไปอยู่บ้านสามีได้ ไม่มีใครว่า
พี่เลี้ยงของคุณยายได้รับเงินเดือน เดือนละ 10 บาท ถือว่าเป็นค่าจ้างค่อนข้างแพงสำหรับบริวาร ส่วนคนแจวเรือได้เบี้ยเลี้ยงรายวัน วันละ 1 สลึง ตอนเย็นๆเขาจะขึ้นมารับเบี้ยเลี้ยง โดยคลานเข้ามารับกับคุณย่าของคุณยายซึ่งเป็นเจ้าของบ้านฝ่ายหญิง หน้าที่หารายได้ และควบคุมค่าใช้จ่ายในบ้านเป็นหน้าที่ของคุณย่า ส่วนคุณปู่จะมอบเงินจากเงินเดือนให้คุณย่านำไปใช้จ่ายในบ้าน แต่คุณย่าก็ต้องหารายได้จากสวนเพิ่มเติมด้วย ถึงจะพอเลี้ยงลูกหลานและบริวารจำนวนมากให้อยู่ได้สบาย
ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับบริวารในสมัยนั้น เป็นความผูกพันกันอย่างคนในครอบครัว ไม่ห่างเหิน เป็นแค่นายจ้างและลูกจ้าง อย่างคนทำงานในบริษัทหรือโรงงานในสมัยนี้ นอกจากจ่ายค่าจ้าง นายยังสามารถอบรมสั่งสอนตักเตือน ห้ามปรามและควบคุมความประพฤติของลูกจ้างได้
ตากรับ คนแจวเรือที่ทำหน้าที่ส่งคุณยายและพี่ๆน้องๆไปโรงเรียนเป็นคนชอบกินเหล้า ได้เงินเท่าไรก็ไปซื้อเหล้ากินหมด คุณย่าจึงต้องระวังไม่จ่ายเงินให้มากเกินไป มิฉะนั้นจะเอาไปกินเหล้าเมามาย พาลวิวาทกับลูกเมีย เมื่อตากรับคลานขึ้นมารับเงิน คุณย่าก็จะแถมเทศนาไปให้อีกกัณฑ์ใหญ่ทุกวัน ตากรับก็นั่งฟัง กัดกรามแน่น ตาแดงก่ำ หน้าตาถมึงทึง จนคุณยายซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 10 ขวบ กลัวว่าตากรับจะฆ่าคุณย่า เพราะตากรับเป็นคนรูปร่างล่ำสัน หน้าตาดุดันเหมือนโจร ส่วนคุณย่าก็เป็นหญิงชราร่างผอมบางนิดเดียว ไม่มีทางป้องกันตัวเอง ถ้าไม่นับหลานเล็กๆอย่างคุณยายที่นั่งอยู่ด้วย ก็ถือว่าคุณย่านั่งอยู่คนเดียว
คุณยายกลัวไปเปล่าๆปลี้ๆ เพราะไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ตากรับก็นั่งกัดฟัน ฟังอย่างสงบเสงี่ยม จนคุณย่าเทศน์จบ ตากรับก็ก้มลงกราบแล้วคลานถอยกลับไปพร้อมกับเงิน เป็นอยู่เช่นนี้ทุกวัน จนกระทั่งตายจากกันไป
.
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
ppsan
|
 |
« Reply #8 on: 04 March 2026, 19:48:14 » |
|
เรื่อง ภรรยา
สังคมในสมัยคุณยายยังเด็กเป็นสังคมที่ผู้ชายมีภรรยาได้หลายคนพร้อมกัน อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องแปลก คุณลุงของคุณยายที่อยู่อีกเรือนหนึ่งก็มีภรรยา 2 คนคือคุณป้า และภรรยารองอีกคนหนึ่ง เป็นญาติห่างๆกันมาก่อนจะมาเป็นภรรยา
คุณป้าเองก็ไม่ได้รังเกียจภรรยารอง เพราะมีเธอไว้ก็แบ่งเบาภาระในบ้านได้มาก คุณป้าจะต้องช่วยคุณย่าดูแลสวนผลไม้ คิดเงินซื้อขายกับพ่อค้าแม่ค้า รับแขกเพื่อนๆของคุณปู่และคุณลุงที่มาเยี่ยมบ้าน ไปงานต่างๆเช่นงานแต่งงาน งานศพ งานบวช ฯลฯ กับคุณลุง แทบไม่มีเวลาว่างเลยสักชั่วโมงเดียว จึงต้องการคนที่ไว้ใจได้สักคนหนึ่งช่วยดูแลลูกๆ ภรรยารองของคุณลุงก็ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี
ภรรยารองของคุณลุงทำหน้าที่คล้ายแม่บ้าน คือดูแลเด็กๆลูกของคุณลุงคุณป้า และดูแลเรื่องอาหารการกินภายในบ้าน คือเป็นหัวหน้าของแม่ครัวอีกทีหนึ่ง คุณป้ามีงานเต็มมือทั้งวัน บางทีก็มีแขกมาหา บางทีก็ออกไปธุระนอกบ้าน แต่ภรรยารองจะอยู่ประจำในบ้านไม่ออกไปไหน สำหรับคนภายนอก เช่น เพื่อนบ้านและเพื่อนฝูงญาติพี่น้องของคุณลุงก็รับรู้ว่านี่คือภรรยาอีกคนหนึ่งของคุณลุง ทุกคนก็ต้อนรับเธอเป็นเรื่องปกติ เธอไม่ต้องซ่อนเร้นปิดบัง และไม่รู้สึกว่าตัวเองฐานะต่ำต้อยเพราะไม่ใช่ภรรยาหลวง
ผู้หญิงจำนวนมากในสมัยนั้น ทั้งที่มีชาติสกุลดี หลายคนเป็นลูกสาวขุนนาง ต่างก็เป็นภรรยารองกันได้โดยไม่ถือเป็นเรื่องแปลก และที่แปลกกว่านั้นก็คือมีภรรยาหลวงจำนวนไม่น้อยที่สมัครใจไปสู่ขอหญิงสาวที่กำเนิดดี มีการอบรมดีเหล่านี้มาเป็นภรรยารองให้สามีของตน เพราะเห็นว่าไหนๆ สามีก็คงจะมีภรรยาหลายคนอยู่แล้ว แทนที่จะเอาผู้หญิงแปลกหน้าไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเข้ามาในบ้าน ก็ไปคัดเลือกมาให้เองดีกว่า จะได้เลือกคนที่ดูแล้วว่าเข้ากันได้ และไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมบ้าน
ภรรยาหลวงบางคนก็ยกน้องสาวตัวเองให้สามีเสียเลย เพื่อจะได้ไว้ใจให้ช่วยดูแลลูกๆและดูแลบ้านช่องได้สนิทใจ ดีกว่าไปเอาคนอื่นๆที่ไม่ใช่ญาติเข้ามา เมื่อน้องสาวมีลูก พี่สาวก็ไม่รังเกียจเพราะเป็นหลานป้าแท้ๆของเธอเอง เช่นเดียวกับน้องสาวก็ไม่รังเกียจลูกๆของพี่สาว เพราะเป็นหลานน้าแท้ๆของเธอเอง
ตอนคุณยายเล็กๆ ผู้ชายผู้หญิงไม่มีโอกาสพบปะกันง่ายๆอย่างสมัยนี้ ผู้หญิงที่ผู้ชายเห็นอยู่ทุกวันถ้าไม่ใช่ญาติก็คือบริวารในบ้าน นำไปสู่ความใกล้ชิด และพอใจ จนกลายเมียน้อยอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าเมียบ่าว เมื่อเป็นแล้ว เมียบ่าวก็ยังทำหน้าที่รับใช้ต่อไป แต่สบายขึ้นกว่าเดิม เช่นมีห้องหรือเรือนของตัวเอง ความเป็นอยู่อาจจะดีขึ้นถ้าหากว่ามีลูกกับนายผู้ชาย แต่เมียบ่าวก็จะไม่ได้เลื่อนขึ้นเป็นเมียหลวงอยู่ดี
ถ้าเมียบ่าวมีลูกออกมา ทางบ้านก็เลี้ยงดูกันไป ถ้าหากว่าไม่มีลูกกับนาย เมื่อแก่ตัวลง เมียบ่าวก็อาจจะกลับเป็นบ่าวเฉยๆ เหมือนเมื่อตอนต้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเมตตาปรานีของฝ่ายชายว่าจะอุปการะต่อไปหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน
คุณยายรู้จักท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง มีภรรยาหลายคนอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน รวมทั้งเมียบ่าวด้วย มีลูกออกมา ภรรยาหลวงของท่านก็ให้อยู่อาศัยในบ้าน จ่ายค่ากินค่าอยู่ให้ แต่ลูกจากเมียบ่าวไม่ได้รับการศึกษา ไม่มีความเป็นอยู่ดีเท่าลูกเมียหลวง เมื่อสามีผู้เป็นหลักของบ้านถึงแก่กรรม ภรรยาหลวงต้องประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะไม่มีคนหาเลี้ยง ก็ให้เมียบ่าวและลูกๆออกไปจากบ้าน เพื่อจะได้ไม่สิ้นเปลืองเงิน
ลูกเมียบ่าวทั้งๆมีสิทธิ์ใช้นามสกุลของบิดา ซึ่งเป็นนามสกุลใหญ่โต แต่มีความเป็นอยู่ยากจน และไม่ได้ติดต่อกับญาติพี่น้องลูกเมียหลวงซึ่งมักจะเป็นใหญ่เป็นโตในราชการตามบิดา ลูกหลานในชั้นหลังก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นญาติกันได้ทางไหนอย่างไร
.
Jalito (เรื่องภรรยาหลวง ภรรยารอง ในสมัยก่อนก็คงจะไม่สงบเรียบร้อยไปทุกครอบครัว เป็นไปได้ในครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวมีบารมีสูง เอาอยู่ บางครอบครัวก็คงมีคลื่นใต้น้ำบ้าง อาจจะเบาหรือรุนแรงก็แล้วแต่ ใครก็อยากเป็นเบอร์หนึ่ง สังคมไทยปัจจุบันยอมรับ'หนึ่งสำหรับหนึ่ง' ถ้าเกินกว่านี้ก็อยู่ในสภาพซ่อนเร้น ธรรมชาติกำหนดหน้าที่ทางเพศของชาย-หญิง (ผู้-เมีย)ไว้ต่างกัน ฝ่ายชายมีหน้าที่รุกหรือแสวงหา ซึ่งต่างกับหญิง แต่ความสามารถด้านอื่นๆชายหญิงมีเท่าเทียมกัน สตรียุคปัจจุบันจึงไม่ยอมให้บุรุษเอาเปรียบ จึงเกิดเรื่องราวเป็นข่าวหน้าหนึ่งตามที่ทราบๆ เรื่องความสัมพันธ์ชายหญิงจึงสามารถเอามาเขียนเป็นนิยายได้ไม่มีวันหมด)
.
เทาชมพู เห็นด้วยกับคุณ jalito ค่ะว่า ในครอบครัวที่มีคลื่นใต้น้ำ (หรือแม้แต่คลื่นบนน้ำอย่างเปิดเผย) ระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อยก็มีอยู่เหมือนกัน เมียน้อยที่คับแค้นใจก็มี เรื่อยไปจนถึงลูกๆ ที่ไม่เท่าเทียมกับลูกเมียหลวงก็มีไม่น้อย เราถึงมีสำนวนว่า "ลูกเมียน้อย" ที่หมายถึงไม่เทียมหน้าเทียมตาผู้อื่น แต่เรื่องทำนองนี้รู้กันเยอะแล้ว ปัจจุบันหาดูได้จากละครทีวีหลายๆเรื่อง ดิฉันก็เลยไม่นำเสนอในกระทู้ให้ซ้ำซากเปล่าๆ เรื่องที่เลือกมาเล่าคือนำเสนอบทบาทเมียน้อยที่ปัจจุบันเราไม่ค่อยรู้จักกันแล้ว ได้แก่เมียน้อยที่ได้รับการยอมรับในครอบครัว มีความเป็นอยู่สบายและมั่นคงพอสมควร ในที่นี้ใช้คำว่า "ภรรยารอง" เพื่อจะได้รู้สึกว่าเป็นคนละความหมายกับ "เมียน้อย" ที่ถูกประทับตราในทางลบ จริงๆแล้วภรรยารองก็จัดเข้าประเภทเมียน้อยน่ะแหละค่ะ
ส่วนคำถามของคุณ Jalito ที่ต้องการทราบทรรศนะ ดิฉันคิดว่าสภาพครอบครัวในยุคสมัยหนึ่งก็เป็นไปตามค่านิยมในยุคสมัยนั้น สมัยของคุณยายเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน เป็นยุคที่ผู้หญิงในสังคมเมืองหลวงไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะค่านิยมกำหนดให้ว่า ตอนเด็กๆเธออยู่ในความดูแลของพ่อแม่ โตเป็นสาวก็ต้องอยู่ในความดูแลของสามี พอแก่ตัวลงก็อยู่ในความดูแลของลูก (ที่สังคมเรียกว่ามีหน้าที่กตัญญูต่อพ่อแม่)
ในเมื่อสังคมสมัยนั้นถือว่า ชายมีภรรยาได้หลายคนพร้อมกันอย่างถูกต้อง ผู้หญิงก็เลยมีทางเลือก 2 ทางว่าจะเป็นเมียหลวงหรือเมียน้อย ทางเลือกที่สามคืออยู่เป็นโสด มีผู้หญิงน้อยคนมากสมัครใจจะเลือกทางนี้ เพราะแปลว่าจะต้องอยู่ในความดูแลของญาติ เช่นพี่ชายน้องชาย หรือหลานๆ เมื่อเธอชราลง แน่ละว่าเธอย่อมไม่ได้รับความเอาใจใส่มากเท่ามีครอบครัวตัวเองอยู่แล้ว
ถ้าคุณ Jalito ถามว่าผู้หญิงเมื่อ 100 ปีก่อนไม่มีทางทำมาหากินเลี้ยงตัวเองหรือ ดิฉันก็ขอตอบว่ามี เพราะคุณย่าและคุณป้าของคุณยาย เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้หญิงที่สามารถสร้างกิจการ ช่วยหารายได้เพิ่มจากเงินเดือนของสามีมาเลี้ยงครอบครัวและบริวารได้ แต่ทั้งคุณย่าและคุณป้าก็ไม่ได้อยู่เป็นโสด จำต้องอาศัยบารมีของสามีเป็นความมั่นคงทางสังคม เป็นรั้วกันคนรังแกเอารัดเอาเปรียบ เพราะผู้หญิงไม่สามารถปกป้องตัวเองได้มากเท่ามีสามีปกป้อง เมียน้อยจำนวนมากที่สมัครใจเป็นเมียน้อยก็เพราะเหตุผลเดียวกัน คือมีสามีไว้เลี้ยงดู สบายกว่าต้องดิ้นรนเลี้ยงตัวเอง
ทรรศนะนี้ ในปัจจุบันเบาบางลงไปมากเมื่อผู้หญิงเรียนหนังสือ ประกอบอาชีพ มีรายได้ไม่น้อยกว่าผู้ชาย ช่วยตัวเองได้ ดำเนินชีวิตได้ตามลำพัง ไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่ผู้หญิงที่อยากเป็นอย่างเมื่อ 100 ปีก่อนก็ยังมี บางคนอาจต้องการยกฐานะตัวเอง บางคนไม่ต้องการเงินแต่ต้องการพึ่งพิงทางใจ เราจึงมีปัญหาเมียหลวงเมียน้อยให้เห็นกันบ่อยๆไม่เฉพาะแต่ในละครทีวี ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีเป็นประจำค่ะ
.
Jalito (ขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ พอดีเกิดในยุคสังคมผัวเดียวเมียเดียว เลยมองภาพอย่างที่คุณยายเล่าไม่ออกว่าจะมีความสุขสงบยังไง ผู้ชายที่เป็นชนชั้นล่างที่จะมากเมียได้ เห็นจะมีก็แต่กลุ่มอาชีพ รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ หรือนักเล่นที่ต้องจรไปเรื่อย ในยุคปัจจุบันที่เห็นมีพิเศษ น่าทึ่งก็คุณเต๊กกอ'ขุนแผนเมืองพระปฐม' ไม่ทราบว่าวันนี้ยังอยู่ดีหรือเป็นไงบ้าง)
.
เทาชมพู คุณ Jalito คงนึกภาพสังคม polygamy (มีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกัน)ไม่ออก ผู้ชายสมัยคุณยายยังเด็ก ไม่ได้มีแค่รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เท่านั้นค่ะที่มีเมียหลายคน ผู้ชายที่อยู่บ้านไม่ไปไหนนอกจากที่ทำงาน ก็มีเมียสองหรือสามคนในบ้าน เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็มีกัน สำนวนไทยที่สะท้อนสภาพสังคมแบบนี้ มีหลายสำนวนด้วยกัน - เมียสองต้องห้าม - มีดอยู่ในเรือนให้นับว่าพร้า ข้าอยู่ในเรือนให้นับว่าเมีย - พระยาเทครัว ฯลฯ
เอาเพลงกล่อมเด็กมาฝากค่ะ น่าจะเกิดในช่วงรัชกาลที่ 2 ไม่เก่ากว่านั้น เพราะมีชื่อ การะฝัด ซึ่งหมายถึงจอห์น ครอเฟิด ทูตอังกฤษที่มาเจริญทางพระราชไมตรีในรัชกาลที่ 2
โม่งเม่งเอย โม่งเม่งการะฝัด รูปร่างสันทัด มีเมียสองคน เมียน้อยชื่อแม่ด้วง เมียหลวงชื่อแม่มล อยู่ด้วยกันสองคน มิได้เว้นสักเวลา ต่อมาแม่ด้วงผอมลง แม่มลก็ทรงโศกา รีบหาหยูกหายา เถิดเจ้าการะฝัดเอย
เมียน้อยเมียหลวงบ้านนี้รักกันดี ขลุกอยู่ด้วยกันไม่เว้นสักเวลา พอเมียน้อยป่วยเมียหลวงก็ร้องไห้ แสดงว่าบ้านนายการะฝัดนี่เห็นทีจะสงบราบรื่นน่าอิจฉามาก
.
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
|
|
ppsan
|
 |
« Reply #10 on: 04 March 2026, 19:49:43 » |
|
เรื่อง คลอง
คุณยายเกิดในบ้านริมคลอง เหมือนเด็กอื่นๆ เพราะบ้านสมัยนั้นอยู่ริมคลองเหมือนบ้านสมัยนี้อยู่ริมถนน คลองแต่ละคลองกว้างมาก น้ำใสน่าว่ายเล่น มีคำกล่าวว่าเด็กไทยว่ายน้ำเป็นก่อนเดินเสียอีก คำนี้อาจจะเกินความจริงไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงว่าเด็กทุกคนว่ายน้ำกันเก่งทั้งนั้น คุณยายยังไม่เคยเจอเด็กคนไหนที่ว่ายน้ำไม่เป็นเลย ชีวิตคนยุคนั้นผูกพันกับแม่น้ำลำคลองตั้งแต่เช้าไปจนดึก หรือเรียกว่า 24 ชั่วโมงก็ว่าได้ เมื่อคุณยายตื่นขึ้นมาตอนเช้า ก็จะลงไปที่ท่าน้ำ นั่งรอพระสงฆ์ท่านพายเรือมารับบิณฑบาต ไม่ได้เดินมาจากวัด เด็กผู้ชายในบ้าน ตื่นนอนมาก็ลงมาอาบน้ำกันที่ท่าน้ำ กระโดดน้ำกันตูมๆ ก่อนกลับขึ้นบ้านเพื่อจะไปโรงเรียน แต่คุณยายเป็นเด็กผู้หญิง จึงอาบน้ำอยู่บนเรือน มีห้องน้ำที่กั้นเป็นส่วนสัดไว้ตรงมุมหนึ่งของนอกชาน เช่นเดียวกับพวกพี่สาวๆในบ้าน อย่างไรก็ตาม สาวๆชาวบ้านที่ไม่มีห้องน้ำบนบ้าน ก็นิยมอาบน้ำกันที่ท่าน้ำ พวกเธอนุ่งกระโจมอกลงมา ลงว่ายน้ำแล้วขึ้นไปใช้สบู่ถูกเนื้อถูตัวอยู่บนขั้นบันไดท่าน้ำ แล้วจึงค่อยลงน้ำล้างคราบสบู่ให้สะอาดอีกที จากนั้นก็ผลัดผ้าจากผืนที่เปียกเป็นแห้ง กลับขึ้นเรือนไป ทำกันประจำไม่มีใครเห็นเป็นของแปลก และไม่มีใครไปเฝ้าดูด้วย
เรื่องว่ายน้ำในคลอง
คุณยายเล่าว่า ในเมื่อมีน้ำอยู่แค่หน้าบ้าน เด็กๆทุกคนจึงว่ายน้ำเก่งกันตั้งแต่เล็กๆ ไม่ต้องไปเรียนว่ายน้ำอย่างสมัยนี้ หัดกันเองในหมู่พี่ๆน้องๆ
เด็กผู้หญิงอย่างคุณยาย ผู้ใหญ่ก็จับผูกเข้ากับลูกมะพร้าว 2 ลูกให้ลอยได้ ตะเกียกตะกายว่ายน้ำไปจนว่ายเป็น วิธีว่ายก็ชูคอขึ้นพ้นน้ำ คุณยายเรียกว่า "ท่าลูกหมาตกน้ำ" ไม่มีท่าสวยๆอย่างท่าฟรีสไตล์ ท่ากบ ท่าผีเสื้ออย่างเด็กยุคหลัง คุณยายบอกว่าว่ายแบบคุณยายเหนื่อยง่ายกว่าว่ายแบบฟรีสไตล์ แต่คุณยายก็ว่ายน้ำได้เก่งมากอยู่ดี เวลาไปเที่ยวทะเล คุณยายสามารถนอนหงาย กางแขนกางขาลอยนิ่งอยู่บนผิวคลื่น ให้คลื่นซัดไปซัดมาได้โดยไม่จม
คุณยายมีลูกพี่ลูกน้องชายอยู่คนหนึ่ง อายุไล่เลี่ยกัน แต่เขาไม่กล้าว่ายน้ำ จดๆจ้องๆอยู่นานจนผู้ใหญ่รำคาญ ก็เลยจับตัวโยนตูมลงไปในคลอง ทะลึ่งพรวดขึ้นมาร้องว่า "พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย ลูกตายแน่แล้ว" แต่ก็ไม่เห็นตาย พอกระทุ่มน้ำพาตัวเข้าฝั่งได้ จากวันนั้น ก็ลงน้ำตั้งแต่เช้ายันค่ำ เรียกเท่าไรไม่ยอมขึ้น จนต้องเอาไม้เรียวไปเรียกถึงขึ้นจากน้ำได้
.
ศานติ พูดถึงเด็กไทยว่ายน้ำเก่งชวนให้นึกถึงที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง สมัยเด็กพ่ออยู่เรือนแพที่แปดริ้วจนอายุได้สิบกว่าขวบแล้วถึงมากรุงเทพฯ (เอาไว้เล่าวันหลัง) ตอนอยู่แปดริ้ว ปู่ผมเป็นแพททย์แผนโบราณแต่เสียชีวิตตั้งแต่พ่อยังเล็ก เล่ากันว่าเพราะแกะฝีที่หน้า เหลือแต่ย่าทำขนมขายเลี้ยงครอบครัว ลูก ๕ คน พ่อบอกว่าบ้านเป็นแพอยู่ข้างแม่น้ำ ผมคิดว่าคงเป็นแม่น้ำบางปะกง ลงเล่นน้ำแทบทุกวัน มีซุงไม้ผูกเป็นแพล่องลงตามแม่น้ำเป็นประจำ เด็กชอบดำน้ำลอดแพไปโผล่อีกข้าง วันหนึ่งพ่อกับเพื่อนดำน้ำจะลอดแพอีก ไม่รู้ว่าแพกว้างกว่าปกติหรือเกิดหลงทางใต้แพ แต่หาทางออกไม่ได้ เกือบจมน้ำตาย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เป็นไข้หรือเจ็บหนักจะเพ้อว่าติดอยู่ใต้แพแทบทุกครั้ง
.
เทาชมพู ดำลงไปใต้แพ แล้วลอดไม่พ้น โผล่ขึ้นมาเกือบไม่ได้นี่น่ากลัวมากทีเดียวค่ะ
.
siamese พูดถึงเด็กไทยว่ายน้ำเก่งชวนให้นึกถึงที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง สมัยเด็กพ่ออยู่เรือนแพที่แปดริ้วจนอายุได้สิบกว่าขวบแล้วถึงมากรุงเทพฯ (เอาไว้เล่าวันหลัง) ตอนอยู่แปดริ้ว ปู่ผมเป็นแพททย์แผนโบราณแต่เสียชีวิตตั้งแต่พ่อยังเล็ก เล่ากันว่าเพราะแกะฝีที่หน้า เหลือแต่ย่าทำขนมขายเลี้ยงครอบครัว ลูก ๕ คน พ่อบอกว่าบ้านเป็นแพอยู่ข้างแม่น้ำ ผมคิดว่าคงเป็นแม่น้ำบางปะกง ลงเล่นน้ำแทบทุกวัน มีซุงไม้ผูกเป็นแพล่องลงตามแม่น้ำเป็นประจำ เด็กชอบดำน้ำลอดแพไปโผล่อีกข้าง วันหนึ่งพ่อกับเพื่อนดำน้ำจะลอดแพอีก ไม่รู้ว่าแพกว้างกว่าปกติหรือเกิดหลงทางใต้แพ แต่หาทางออกไม่ได้ เกือบจมน้ำตาย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เป็นไข้หรือเจ็บหนักจะเพ้อว่าติดอยู่ใต้แพแทบทุกครั้ง
เด็กลุ่มน้ำบางปะกงอ่านแล้วนึกถึงคำบอกเล่าของรุ่นแม่ รุ่นยายที่เล่าให้ฟังถึงความสนุกสนานของเด็กริมน้ำที่มีความซน ผู้ใหญ่เมื่อ ๗๐ ปีก่อนเล่าให้ฟังเสมอว่าในวัยเด็กนั้นชอบเล่นน้ำในแม่น้ำบางปะกงมาก เล่นไปก็กลัวจระเข้ไปว่าจะมางับเอาเด็กไปกิน เมื่อดำน้ำไปก็จะมีเสียงใต้น้ำ (เสียงปลาลิ้นหมามันร้อง) จับกุ้งแม้น้ำโคนต้นเสาได้ตัวใหญ่ ๆ
เรื่องดำน้ำนี่ลีลาก็ไม่แพ้ใคร เรือข้าว (เรือเอี๊ยมจุ๊น) ขนาดใหญ่ ท้าประลองกันลอดใต้ท้องเรือไปโผล่อีกฝั่งได้ (นึกแล้วน่าเสียวไส้ หากว่ายน้ำไม่แข็ง ไม่ยอมโผล่ ก็คงไปโผล่ปากอ่าวเป็นแน่) แต่ก็ผ่านมากันได้ ถึงหน้าแล้วก็เอาเรือเอี๊ยมจุ๊นไปล่มน้ำจืดที่คลองเจ้า (คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต) เอาน้ำมาใช้ และขายบ้างถ้าคนจะซื้อ
ตอนนี้วิถีท้องน้ำว่างเปล่า การคมนาคมสะดวก ทุกอย่างจางหายไปพร้อมกับสายน้ำ ซุงไม้ผูกแพที่คุณศานติเล่ามาผมก็ไม่เคยเห็น เรือเอี๊ยมจุ๊นไปล่มน้ำจืดก็ไม่เคยไป ปล่อยให้ทั้งหมดอยู่กับอดีตอันน่าสนุกหาไหนปาน
.
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
|
|
|
|