Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 January 2026, 14:50:51

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
28,749 Posts in 14,165 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  จับตายและรวมเรื่องเอก ของ มนัส จรรยงค์
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: จับตายและรวมเรื่องเอก ของ มนัส จรรยงค์  (Read 92 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« on: 21 December 2025, 22:17:48 »

จับตายและรวมเรื่องเอก  ของ มนัส จรรยงค์


จับตายและรวมเรื่องเอก  ของ มนัส จรรยงค์

https://vajirayana.org/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81

https://vajirayana.org/จับตายและรวมเรื่องเอก

..

จับตายและรวมเรื่องเอก ของ มนัส จรรยงค์



ใกล้อวสาน
ละครนอกบท
กากมนุษยธรรม
แม่ยังไม่กลับมา
จำเลยสารภาพ
ยิ้มอาชีพ
กำแพงน้ำคร่ำ
ยิวยิ้ม
ถือผิว
หัวใจวอด
ตายเฟือ
เหน็บปีก
มือปืนไม่ควัก
คนตายาว
พ่อครู
จับตาย
สวัสดีความหลัง
นายท่า
ระหว่างวัดกับคุก
อนุสาวรีย์ ๒๕๘๐

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #1 on: 21 December 2025, 22:18:54 »


จับตาย

(เรื่องเอกที่ตีพิมพ์ในหนังสือ SPAN)

ถึงอย่างไร พวกเขาทั้งหลายก็ไม่ย่อท้อต่อการที่จะโค่นต้นไม้เหล่านั้นลงมาตามหน้าที่ของเขา พวกเขามีอยู่ด้วยกันราว ๑๔๐ คน เขาอยู่กันตามไหล่เขา ปลูกเป็นกระท่อมเล็กๆ หลังคามุงด้วยใบหวาย ต้นไม้เหล่านั้นใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางต้นใหญ่จนเมื่อเขาโค่นมันลงมาแล้ว มันล้มเสียงดังราวกับฟ้าผ่า พวกเขาจะออกไปทำงานได้วันละ ๕๐ คนบ้าง ๖๐ คนบ้าง เหลือนอกนั้นสั่นด้วยพิษไข้จับสั่น มาลาเรียน่ะหรือ? เขาเป็นกันทั้ง ๑๔๐ คนนั่นแหละ

ทุกๆ คนที่นั้นเป็นอาชญากรสำคัญๆทั้งสิ้น โทษจำคุกของเขาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ทุกๆ คนเคร่งขรึม พูดน้อยทำจริง ในเวลาว่างเขาจะคิด...คิดกันไปต่างๆ นานา จะมีอะไรเล่า? บ้าน ไร่นา แล้วก็ลูกเมีย พ่อ แม่ เมีย...เมียของเขา มันช่างเป็นคำซาบซึ้ง น่าคิดถึง น่าคร่ำครวญถึงที่สุด สำหรับพวกเขา​ในขณะนี้น่ะหรือ? เมียของเขางามกว่าดาวทุกดวงบนท้องฟ้า งามกว่าดอกไม้งามทุกชนิดในโลกนี้ และหายากยิ่งกว่าไข่มุกเม็ดที่มีค่าที่สุดในก้นทะเล แล้วเมื่อไรเล่าเขาจะได้พบเมียของเขา คนนั้นเหลืออีก ๗ ปี คนนี้เหลืออีก ๑๒ ปี มันไม่ใช่เวลาน้อยๆ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเฝ้าคอยอยู่ด้วยความหวัง หวังแล้วหวังเล่าว่าเขาจะได้พบเมียของเขา

เขาถูกส่งมาจาก “ไอร์เยอร์กระดง’ ที่ตั้งกองบัญชาการของ “ทัณฑนิคม” เมื่อครั้งกระโน้น ซึ่งที่ตั้งกองบัญชาการนั้นห่างจากจังหวัดยะลาเข้าไปในป่าลึกราว ๙๐ กิโลเมตร และที่ๆ เขาถางป่าอยู่เดี๋ยวนี้ห่างจากกองบัญชาการมาอีกราว ๒๐ กิโลเมตร เขาจะต้องโค่นต้นไม้เหล่านี้ให้หมด เพื่อกองทางจะได้ตัดถนนสายยะลา - เบตง ให้คืบหน้าต่อไป เมื่อเขายกกองกันมาใหม่ๆ เขาเห็นที่แห่งนั้นมีชัยภูมิดี เพราะมีที่ราบอยู่นิดหนึ่ง ขนาดสนามฟุตบอล และมีหญ้าคาขึ้นรกรุงรัง จึงถือเอาเป็นที่พำนักพักพิง เลยตั้งชื่อหมู่บ้านของเขาว่า “ดอนหญ้าคา”

เขามีข้าวสารโดยทางกองบัญชาการจ่ายให้ เขามีค่ากับข้าววันละ ๕ สตางค์ เขาจะซื้อกับข้าวในร้านรับประทานได้ เพราะมีร้านสหกรณ์เท่าร้านชำเล็กๆ ในพระนครตั้งอยู่ร้านหนึ่ง การลำเลียงของมาร้านใช้ช้างบรรทุก ในเวลาเย็นๆ เขาเสร็จงานเขาก็ช่วยกันหุงข้าวด้วยหม้อเล็กๆ บางคนก็เอาเนื้อเค็มออกมาย่าง บางคนร่ำรวยจากการพนันมาก็กินปลากระป๋อง เขาไม่เคยพบปลาสดๆ เลย ถ้าเขาจะแกงเขาจะใช้ปลากระป๋องนั้นเองแกง ที่จริงในป่าสูงอย่างป่ามลายูนั้น ถ้าได้กินแกงปลากระป๋องก็ไม่ใช่ของเลว บางคนก็มีนกมาย่าง นกนั้นเรียกว่านก “กะหว้า” (นกยูงขาว) ​เขาไปดักมาได้แต่ยอดเขาสูง โดยใช้พริกแดงๆ ล่อไว้หน้าคลึง เจ้านกยูงขาวจะรำแพนเข้ามาด้วยความคึกคะนองแล้วติดคลึง บางทีเขาก็ได้กบ หรือ “กบยักษ์” เพราะว่ามันเป็นกบป่า ตัวมันเท่าเด็กเกิดใหม่ทีเดียว ที่นั่นฝนตกเนืองนิตย์ เขียดเหลืองและปาดก็รับประทานกัน เวลาเขาอดมากๆ เข้า เขาก็ขอยืมปืนฉันไปในป่ายิงค่างมาแกงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย สำหรับค่างที่นั้นเขาเรียกกันว่า “กวางโจน” กวางจริงๆ ก็เคยได้บ่อยเหมือนกัน สมเสร็จมีมาก หมีก็เคยได้ เขาได้แจกจ่ายเฉลี่ยกันไป ตัวด้วงตัวแมลงต่างๆ และจิ้งหรีด เขาก็ทอดกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เสร็จแล้วก็นั่งล้อมวงคุยกันเป็นหมู่ๆ ที่ไข้เจ็บก็ล้มลงนอน ที่สร่างไข้ก็ลุกขึ้นนั่ง ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ไม่มีใครอิจฉาเลย

ทุกๆ คนที่นั่นดีต่อฉันเสมอ เย็นๆ เขาจะมาต้มน้ำให้ฉันอาบ ฉันก็สั่งให้ต้มถั่วเขียวขึ้นรับประทานกันโดยใช้น้ำตาลทรายแดงแต่พอหวานๆ ในเวลาเย็นๆ เขาจะเอาถั่วเขียวนี้แช่น้ำแล้วเพาะไว้ รุ่งขึ้นมันก็งอกเป็นผักอันโอชะสำหรับเรา เราเป็นพวกอยู่ไม่ค่อยเบ็นที่ ผักที่ปลูกไม่ค่อยจะโตทันรับประทาน ฉันยังจำเขาได้ดี เขาปรุงอาหารเก่ง เขาเดินป่าคล่องแคล่ว เขามาจากแม่ฮ่องสอน เขาชื่อ “พร” รูปร่างสันทัดคน แต่แข็งแรงเหลือประมาณ นอกจากความซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียรของเขาแล้ว พรยังเป็นนักดนตรีที่ดี เขาชอบดีด “ซึง” ในเวลาดึกสงัด พร้อมกับร้องเพลงซึ่งมันเยือกเย็นจนขนลุกซ่า ระหว่างร้องเพลงเขาดีดซึง...“แตรง...แตรง” คลอไปด้วย เขาเล่นซึงแบบกีตาร์สแปนิช บางทีก็รูดอย่างฮาวายตามทำนองเพลง “เงี้ยว” ของเขา หน้าเขายิ้มอยู่เสมอ แม้ฉันจะเอ็ดตะโรเอาบ้างเป็นบางคราว แต่ในแววตาของ​เขามันเศร้าพิกล ฉันบอกไม่ถูกว่าทำไมความเศร้านั้นจึงเข้าไปแฝงอยู่ในดวงตาของเขา จะมีอะไรเล่าท่าน นอกจาก “บ้าน” จะมีคำอะไรอีกเล่าที่จะจับใจเขาเท่าคำนี้ ถึงฉันเองก็คิดถึงน้อยอยู่เมื่อไร

ถ้าฉันได้มีเวลาว่างวันใด ฉันก็เรียกช้างจากกองช้างสองเชือก บรรจุอาหารพร้อมด้วยปืน เรียกเพื่อนพนักงานไปด้วยกัน ในจำนวนเจ้าพนักงานที่เป็นเพื่อนสนิทของฉัน เรามีประสิทธิ์ร่วมอยู่ด้วย เขาเป็นเพื่อนที่หนุ่มที่สุดในหมู่พวกเรา อายุของเขา ๒๔ ปีเท่านั้น เขาร้องเพลงเก่ง เขาพูดเก่ง เวลาเขาพูดคนมักจะอดหัวเราะเขาไม่ได้ เขาเป็นนักกีฬาที่ดีมาแล้วตั้งแต่อยู่โรงเรียน เลือดเขาร้อน เขาชอบพูดเสมอว่า เขาได้มวยถ้วยรุ่น ข. และได้เหรียญทองในทางวิ่งทน เพื่อนฝูงจะไม่ชอบเขาอยู่บ้าง ก็เพราะว่าเขาเป็นคนชอบขัดคอคน ชอบล้อเลียน เขาทำท่าทำเสียงพูดของคนที่เขาต้องการจะล้อได้เหมือนและสนิทแนบเนียนที่สุด นักโทษส่วนมากรักใคร่เขา เขาดื่มไม่ค่อยเป็น แต่ถ้าเวลาเขาเกิดต้องการดื่มขึ้นมาแล้ว เขาดื่มเสียถึงพยุงปีกกันทีเดียว เขาชอบผจญภัยมาก จึงมาทำงานกับฉันในป่า

ข้อเสียของประสิทธิ์ก็คือ เขาถูกอบรมมาจากโรงเรียนฝรั่ง กิริยาอันตรงไปตรงมาขวานผ่าซากและฉุนเฉียวของเขาบางครั้ง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่คนอื่นๆ เสมอ แต่ฉันรู้นิสัยของเขาได้ดี เขามีอารมณ์ของเขาชนิดนั้นเพียงชั่วครู่หนึ่งยามเดียวเท่านั้น น้ำใจอันแท้จริงเขาไม่ได้เป็นไปตามกิริยาอาการเหล่านั้นด้วยเลย ดังนั้นฉันจึงต้องคอยตักเตือนเขาอยู่เสมอ เราพากันขี่ช้างบุกไปในป่า ในป่าเหล่านั้นเป็นป่าทึบไม่มีทางเดิน ตามพื้นดินเต็มไปด้วยตัวทาก ในป่าเต็มไปด้วยหนามหวาย ไม่มีที่โล่งเตียนเลย​นอกจากลำธาร ช้างต้องบุกไปตามลำธาร ขึ้นจากลำธารก็ต้องขึ้นเขา ช้างต้องใช้งวงของมันยึดต้นไม้ไว้แน่น กว่ามันจะก้าวไปก้าวหนึ่ง มันจะต้องใช้เท้าลองเหยียบก้อนหินดูนานๆ ว่าพอจะทนน้ำหนักตัวของมันได้หรือไม่ มั่นใจแล้วจึงเดินต่อไป เราไปตามหมู่บ้านชาวป่า ซึ่งน้อยนักน้อยหนาที่จะมีคนได้เคยไปพบ เราไปถึงบ้านแมะหวาด ลึกเข้าไปถึง “วังหิน” “ปู่เลา” “วังไซ” หมู่บ้านเหล่านี้เป็นหมู่บ้านของคนป่าแท้ๆ ไม่เคยไปแม้แต่เพียงจังหวัดยะลา หมู่บ้านหนึ่งๆ มีบ้านราวๆ ๒๐ - ๓๐ ห้อง ใช้ไม้ไผ่ทะลุปล้องขนาดยาวใส่น้ำไว้รับประทานบ้านละหลายๆ กระบอก เราไปซื้อไก่เขารับประทาน และซื้อมะพร้าวจากเขา ที่บ้านเขาเต็มไปด้วยผลไม้ ทุเรียน ลูกเงาะ ลางสาด ฯลฯ แต่เราเบื่อเสียแล้วเรามาตามทางมันเต็มไปด้วยลูกไม้ชนิดนี้ทั้งนั้น ในเวลากลางคืนเขาพาเราออกไปส่องสัตว์ ฉันใช้ไฟฟ้าเดินทางส่องได้กวางตัวหนึ่ง เจ้ากวางเคราะห์ร้ายตัวนั้นเป็นกวางเทียนตัวใหญ่ถนัดนัยน์ตามันแดงเหมือนเลือดขณะที่มันยืนมองดูไฟ ฉันก็แบ่งเนื้อให้เขาทั่วหน้ากัน เอากลับมายังกองถางป่าแต่พอรับประทาน ที่บ้าน “วังไซ’ นี่แหละได้มีนิยายเกิดขึ้น

ที่จริงฉันมาอยู่กับพวกเขา ๑๔๐ คนนี้ ก็แปลว่าฉันได้เข้าไปอยู่กับนิยาย ๑๔๐ เรื่องนั่นเอง ชีวิตของเขาเป็นนิยาย เรื่องชีวิตของเขามีรสชาติแตกต่างกันทุกๆ คน

ที่ “วังไซ” เราได้พบหญิงสาวที่สวยเข้าคนหนึ่ง ทำไมหญิงนี้จึงสวยกว่าชาวป่าอื่นๆ ฉันสืบถามดูก็ได้ความว่า บิดาเป็นจีนมาขายของที่นี่เลยมาได้กับชาวพื้นบ้าน หญิงผู้นี้จึงขาวสวย รูปทรงจัดอยู่ในชั้นดี ถ้าหากว่าหล่อนจะมีเสื้อผ้าดีๆ กว่านั้น พรได้หลง​รักหญิงสาวผู้นี้อยู่นานแล้ว เขารักหล่อนอย่างจริงๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกกับฉันว่า ถ้าเขาพ้นโทษเขาจะอยู่ที่นี่แหละ อยู่กับฉันต่อไป เขาจะมีเมีย

“จริงๆ นะครับ...” เขาว่า “หวันมันสวยได้การแล้ว การงานมันก็เก่ง ทีแรกคิดว่าจะชวนมันขึ้นไปอยู่แม่ฮ่องสอน แต่มันคงไม่ยอมไปหรอก”

“ได้การแล้วหรือ?” ฉันถาม

“ยังหรอกครับ...แต่ว่า ผมต่อไว้ร้อยเอาหนึ่งทีเดียว ยายแม่ก็รักผม เงินผมออก ผมซื้อของไปให้ทุกที”

ฉันยังสงสัยอยู่มาก ที่พ่อแม่ของผู้หญิงจะยกลูกสาวของเขาให้แก่นักโทษได้อย่างไร แต่มันก็อาจเป็นไปได้ด้วยเขาก็ไม่รู้ อย่างน้อยพรคงไปปดว่า เขาไม่ใช่นักโทษ เขาเป็นคนงานคนหนึ่ง เพราะถ้าเขาออกไปเที่ยวป่าเขามักจะแต่งตัวดี นุ่งกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล เสื้อเชิ้ตสวยๆ และมีหมวกซันแฮตที่ฉันให้ไปกับรองเท้ายาง ทางผู้หญิงจึงคิดว่าเขาเป็นคนดี

ที่วังไซ คืนวันหนึ่งฉันไม่ได้ออกไปยิงสัตว์ ฉันได้ยินเสียงคนคุยกันพึมพำอยู่ใต้ต้นมะพร้าว ฉันจึงย่องออกไปดูที่ระเบียง ฉันเห็นผู้หญิงกับผู้ชายสองคนกำลังคุยกันอยู่ ฉันต้องเบือนหน้าหนีจากภาพอันแสดงความเสน่หายาใจเช่นนั้น ฉันคิดถึงความเปล่าเปลี่ยวใจ จะเหลียวหาความรักที่ไหนก็แลหาย ได้ยินแต่เสียงจักจั่นและ “จงโคร่ง” ที่ร้องกระโชกมาเป็นระยะๆ เสียงเปิบร้องของนางเก้ง เสียงลมกระทบใบกล้วยป่าและอ้อยช้างที่ข้างเขา ดังเหมือนเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ของกองทัพมหึมา ที่กำลังโห่ร้องก้องปีก ฉันได้ยินแม้เสียงถอนหายใจของเขา ทำให้ฉันรู้สึกว่า ชีวิตของเขา​ช่างหวานแสนหวาน...หวานเสียนี้กระไร

เสียงฝีเท้าคนเดินขึ้นมาบนบันได ฉันเหลียวหน้าไปดู ฉันแทบไม่เชื่อเลยว่า คนผู้นั้นคือพร ก็ถ้าเช่นนั้นผู้ชายคนที่กำลังคุยกับผู้หญิงที่ใต้ต้นมะพร้าวนั้นเล่า ฉันจึงเดินรีบย่องเข้าไปหาพรและพูดกับเขาด้วยเสียงกระชิบ

“ไม่ใช่แกหรอกหรือพร?”

เขาพยักหน้ารับอย่างเงื่องหงอย แม้บนเรือนนั้นมืดมัว มีแต่แสงดาวบนฟ้าส่องลงมา พอจะเห็นกันได้เพียงรางๆ ก็ตาม แต่ด้วยความสังเกตของฉัน ฉันรู้ดีว่าเขาเศร้า คอของเขาตก ผมห้อยลงมาปรกหน้าเป็นอาการของนักโทษที่กำลังได้รับคำพิพากษาให้ประหารชีวิต

“ถ้าเช่นนั้นใครล่ะ?” ฉันถาม

“คุณประสิทธิ์...” เสียงของเขาแหบแห้งและเครือจนเกือบจะฟังไม่รู้เรื่อง

“โธ่ ประสิทธิ์” ฉันครางออกมาอย่างอ่อนใจจริงๆ ประสิทธิ์ดอกหรือที่กำลังจะเด็ดแม่ช่อพุทธชาดป่าของเขาไป ประสิทธิ์ได้พบหญิงชาวป่าผู้นี้เข้า เขาคงจะชอบใจหล่อน ในกลางป่าเปล่าเปลี่ยวเช่นนี้ ใครเลยจะหนีพ้นจากสัญชาตญาณแห่งเรื่องเพศไปได้ แต่ประสิทธิ์ไม่รู้ดอกว่าเขาได้ประหารชีวิตพรเสียแล้ว

“เขาไม่รักแกหรอกหรือ?”

พรหายใจดังเฮือก พยายามกลืนเอาความคับแค้นให้ล่วงลงไปเสียในลำคออย่างแสนยากลำบาก

“แต่ผมต้องชนะ...ต้องชนะ...ผมไม่แพ้ใครหรอก”

“อย่าพูดอย่างนั้น พร...” ฉันห้ามเขา “ควรคิดแต่ว่าไม่ก่อ​เวร การได้หรือเสียเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย ถ้าเราไม่ได้เราก็เสีย ถ้ามนุษย์คิดแต่ได้ถ่ายเดียว ใครเล่าจะยอมเสีย...”

เขาได้แต่ถอนใจใหญ่ จะเข้าใจในคำพูดของฉันแค่ไหนก็ไม่รู้ ท่านลองพิจารณาดูทีหรือว่า เรื่องเพียงแค่ก้อยนี้ จะได้กลายเป็นเรื่องใหญ่หลวงขึ้นได้ในชีวิตของเขา

“ผมเชื่อคุณ...ผมไม่เคยแพ้ใคร ตายเสียดีกว่า” เขาว่า “แต่นึกอีกทีหนึ่งแผ่นดินก็ไม่ไร้เท่าใบพุทราหรอกครับ"”

ฉันเอื้อมมือไปตบหลังเขา สักครู่หนึ่งประสิทธิ์ก็พาหญิงสาวชาวป่าที่บริสุทธิ์ราวกับช่อพุทธชาดนั้นเดินเล่นไปในทางเดินเล็กๆ แล้วไปหยุดที่รั้วเก่าๆ ท่ามกลางแสงดาวที่สลัวๆ ช่างเป็นสุขอะไรเช่นนั้น แต่ฉันเองยังระงับสติอารมณ์อันแปลกๆ ไว้ไม่ได้ ก็พรเล่า...อารมณ์ของเขาไม่เหมือนกับปลาที่ถูกทุบหัวอย่างหนักๆ ดอกหรือ?

ด้วยคำพูดของฉันดอกกระมังที่ทำให้เขาล้มตัวลงนอน แต่ฉันรู้เขาไม่หลับหรอก เขาจะหลับลงไปไม่ได้เป็นอันขาดในเมื่ออารมณ์ของเขากำลังตื่นและลืมตาโพลงอยู่ในความเดือดดาลทะยานใจ ไม่มีทิพยรสอะไรในโลกนี้ที่จะชุบย้อมหรือชโลมลูบความร้อนระอุของเขาให้เหือดหายลงไปได้ นอกจาก “แม่พุทธชาดป่า” นั้นคนเดียวเท่านั้น...แต่หล่อนกลับไม่มาหาเขาเสียแล้ว วัยของเขาได้บอกให้หล่อนรู้ว่า อายุ ๓๘ ปีนั้น เขาเป็นคนน่ากลัวเอาการอยู่ ผิดกับเจ้าหนุ่มน้อยเพื่อนของฉันราวดินกับฟ้า ฉันต้องรีบเดินทางกลับอย่างเร็วที่สุด กลับไปยังดอนหญ้าคา กลับไปหาต้นไม้ใหญ่ที่เราจะต้องโค่นมันลงมาให้หมด เพราะรถขุดถนนและพวกตอได้ไล่หลังเราเข้ามาแล้ว นอกจากนั้นฉันต้องการให้​ประสิทธิ์ลืมแม่ดอกไม้ป่านั้นเสีย...เขาคงไม่รักหล่อนจริงหรอก ฉันรู้ว่าประสิทธิ์รักอยู่กับใคร หล่อนโก้หร่านเพียงไร ไฉนเล่าจะมาใยดีต่อเด็กหญิงชาวดงผู้นี้ แต่ฉันคาดผิดไปหมด

วันเวลาได้ล่วงไป ฉันเฝ้าสังเกตดูกิริยาอาการของพร ฉันเห็นใจเขา เพราะว่าฉันเคยรัก ฉันเคยพลาด ฉันเคยคิดว่าจะเอาปืนลั่นสมองของฉันให้มันละเอียดเป็นผุยผง มันเป็นอารมณ์บ้าบอของผู้ผิดหวัง พรได้มาลาฉันในเช้าวันหนึ่ง เขายิ้มอย่างแห้งแล้งเต็มที

“จะไปหาเขาหรือ?”

“ครับ...วันนี้แหละรู้เรื่องกันเสียที” เขาตอบ “ผมเตรียมซื้อน้ำตาลไปฝากเขาด้วย ขนม ๒ - ๓ อย่าง เขาชอบ”

ฉันอนุญาตให้เขาไปได้ เขาได้ทำงานไว้ให้ฉันเรียบร้อย เช้าวันนั้นอากาศแจ่มใส เสียงชะนีและค่างร้องก้องดง กรรมกรที่ไม่จับไข้เข้าป่าหาอาหารกันแล้ว บางคนก็นั่งตัดหวายเพื่อทำไม้เท้า บางคนเอาใบหวายมาเย็บเพื่อทำจากไปมุงหลังคา ฉันนั่งเขียนจดหมายถึงแม่ พรไปได้สักครู่หนึ่ง ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าช้างบุกสวบๆ มาตามกอหญ้า ฉันเหลียวไปดูก็แลเห็นประสิทธิ์นั่งถือปืนยิ้มแฉ่งมาบนหัวช้าง มืออีกข้างของเขาจับใบหูของมันไว้ ประสิทธิ์เรียกฉันด้วยความคึกคะนอง

“สกล...ไม่ไปอีกหรือ?”

“ไปไหน?...”

“ไปวังไซน่ะซี...” เขาร้องบอกฉัน “กันติดใจอ้ายเด็กบ้าคนนั้นได้แฮะ”

ฉันตกใจมาก...ฉันไม่อยากให้ประสิทธิ์ไป ฉันสังหรณ์ใจ​อย่างไรพิกล แต่ประสิทธิ์เป็นคนดี เป็นคนใจกว้างขวางอารีอารอบ นักโทษรักเขา ฉันคิดว่าพรคงจะไม่อุกอาจที่จะไปทำเรื่องกับเขาขึ้น แต่ถึงกระนั้นฉันก็ไม่วายตกใจ คำพูดของพรยังจับใจฉันอยู่ในเรื่องการแพ้การชนะของเขา แต่ฉันปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเสีย ฉันลงมือเขียนหนังสือของฉันต่อไป

ในตอนเย็นฉันก็ได้รับข่าวร้ายตามที่ฉันสังหรณ์ใจ พรแย่งปืนจากประสิทธิ์ แล้วใช้พานท้ายฟาดหน้าเขาด้วย พรได้หนีเข้าป่าไป เขาฝากจดหมายมาถึงฉันมีใจความดังนี้

นายครับ...

“ผมต้องขอลานาย ผมเชื่อนายเสมอแหละ แต่ผมบอกนายแล้วว่า ผมไม่เคยแพ้ใคร เขาทำผมก่อน เขามาตบหน้าผม ผมเจ็บใจนักเพราะต่อหน้าหวัน ผมจึงทำเอาบ้าง แต่ผมเห็นแก่นาย ผมไม่ให้เขาตายหรอก ปืนผมต้องขอเอาไป เขาคงสั่ง “จับตาย” หรอกนะครับ แต่ว่าผมไม่อยู่ให้จับหรอก ผมจะหนีออกทางไทรบุรี ขอนายอย่าได้ติดตามผมเลย ให้คุณประสิทธิ์เขาตามดีกว่า

                              พร

อ้อ! วานมีหนังสือไปบอกเมียผมทีเถอะ บอกว่าเสือพรมันเข้าป่าอีกแล้ว ให้มันบอกอ้ายเท่งว่า ให้มันเตรียมตัวเถอะ ที่มันขโมยเมียของเขาไป ถ้าชาตินี้พรมันตายเสียกลางป่าอย่างเสือ ไว้ชาติหน้าจะขออธิษฐานตามไปฆ่ามันเสียจงให้ได้...”

​ฉันพับจดหมายฉบับนั้นเก็บไว้ เวลาค่ำประสิทธิ์ก็มาถึง ฉันได้รู้เรื่องเพิ่มเติมจนกระจ่างขึ้น ประสิทธิ์ไปช้าง การเดินทางจึงช้ามาก เขาไปถึงทีหลังพร เขาได้พบพรกำลังอยู่กับแม่สาวชาวป่าผู้นั้น ประสิทธิ์จึงใช้วิธีไล่โดยการใช้พรให้ไปหาซื้อเหล้าและไก่มาให้เขา พรขัดขืนเขาและพูดยั่วโทสะ เขาจึงตบหน้าเอา พรโกรธมาก เขาจึงแย่งปืน และใช้พานท้ายปืนตีประสิทธิ์จนหน้าบวม

ท่านสารวัตรเรือนจำโกรธจัดจนตัวสั่น ท่านได้ออกเดินทางมาด้วยตนเองจาก “ไอร์เยอร์กระดง” ในเวลาเช้าแห่งวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ได้รับรายงานจากฉันแล้ว

“ไงสกล"” ท่านทัก “อ้ายพรคนนี้ร้ายนักหรือ?”

“เอาการอยู่ครับ” ฉันตอบ

“จับตายเลย เข้าใจไหม? เอาไว้ไม่ได้หรอก เอ้าลูกปืน…ไรเฟิลก็เอามาให้ ที่นี่มีลูกซองทั้งนั้นไม่ใช่หรือ? อ๋า! บราวนิงยิงนกนี่ ลูกมันขัดเก่ง ออกเดินทางเดี๋ยวนี้แหละ มันไปไม่รอดหรอก เพราะเราสั่งพวกแขกเขาไว้หมดแล้วว่า ถ้าอ้ายพวกนี้หนีไป ขออย่าให้ใครให้ข้าวกิน”

ฉันรับคำท่าน แต่ใจฉันไม่อยากไปเลย ฉันไม่กลัวเขาหรอก แต่ฉันไม่อยากยิงเขา ฉันยังจำภาพที่ฉันยิงเสือยับได้ดี ก่อนที่มันจะตาย มันยังมองดูฉันด้วยนัยน์ตาอันใสแจ๋ว ฉันจำได้ติดตาทีเดียว ตามันแจ๋วอยู่จนมันขาดใจตาย แต่ฉันก็ต้องไป เพราะมันเป็นหน้าที่ของฉันที่จะยิงใครๆ ได้ทั้งนั้น ถ้าเขาทำผิดกฎข้อบังคับของเรือนจำ ฉันแต่งตัวรัดกุม พันแข้งกันตัวทาก มีกระป๋องติดหลัง ในนั้นมีอาหารแห้งพวกข้าวสาร เราใช้นักโทษหาบหามไป ถ้าฉันออกล่าเสือในป่าฉันจะพอใจมาก แต่นี่มันเป็น “เสือคน” ​เสือที่มันดีต่อฉันเหมือนแมว

ครั้งแรก ฉันได้บ่ายหน้าไปทางบ้าน “วังไซ” ก่อน ถึงอย่างไรเสือพรคงไม่ละถิ่นคนรักของมัน ที่มันบอกว่าจะหนีขึ้นทางไทรบุรีนั้นดูจะเป็นอุบายเสียมากกว่า เพราะว่านักโทษทุกคนที่หนีไปทางนั้น เจ้าหน้าที่ทางไทรบุรีเขาก็จับส่งมาให้เราทุกที มันคงซุกซ่อนอยู่แถวนั้นเอง อีกอย่างหนึ่งพรมีลูกปืน ๕ นัดเท่านั้น ฉันจะต้องจับเป็นมาให้ได้ ฉันไม่อยากยิงเขาเลยนอกจากป้องกันตัว หรือเพื่อช่วยชีวิตของฉันไว้

ฉันแยกย้ายออกไปเป็นพวกๆ ไปตามลำธารใหญ่ๆ มันทิ้งน้ำไปไม่ได้หรอก มันต้องอยู่ใกล้น้ำ เพราะว่าลำธารคือถนนของป่าดิบ ๓ - ๔ วันล่วงไป เราก็ยังไม่ได้ข่าววี่แววเลย จนวันที่ ๔ เขาได้ข่าวว่าแขกบ้านหนึ่งถูกบังคับให้หุงข้าวให้มันกิน เงินทองข้าวของไม่ได้เอาสักเก๊เดียว กินอิ่มแล้วก็ไปและทิ้งเงินไว้ให้เสียอีกด้วย ข่าวปล้นเกิดขึ้นที่ไหน เราก็ตามมันไปที่นั่น แต่พรไวมาก มันเล็ดลอดหนีเราไปได้ทุกที

เย็นวันหนึ่ง ชาวบ้านได้กระหืดกระหอบมาหาเรา เขาบอกว่าพรมาแอบนอนอยู่ที่กระท่อมร้างในสวนยางของแขกซึ่งได้อพยพไปอยู่ “ธารโต” เราดีใจมาก แน่นอน มันคงจะอดอยากเต็มทีและคงจะเจ็บไข้ ฉันเตรียมปืนและคนไว้พร้อมเราออกเดินทางทันที ฉันสั่งให้แยกกันไปคนละทางเพื่อเข้าล้อมกระท่อมร้างนั้นไว้ห่างๆ เรามั่นใจกันเต็มที่ แต่เมื่อเราไปถึงที่หมาย เรารู้สึกประหลาดใจมากที่เราไม่เห็นวี่แววเลย ว่าจะมีพรอยู่ในกระท่อมนั้น

ด้วยน้ำใจแห่งไมตรีจิตมิตรภาพ ด้วยสัญญาณแห่งความ​รักใคร่ใยดี ฉันเกิดความมั่นใจขึ้นอย่างหนึ่งว่า พรจะไม่ยิงฉัน ฉันลุกขึ้นและเดินเข้าไปเฉยๆ มือของฉันทิ้งปืนเมาเซอร์ไรเฟิลกระบอกเดียวเท่านั้น ฉันเดินตรงเข้าไป หัวใจของฉันเต้น เขาไม่ยิงฉันหรอก แต่ว่าอำนาจของเขาแรงอย่างบอกไม่ถูก ฉันไปถึงประตู ฉันยังไม่กล้าเปิด

“พร...ออกมาพูดกันดีๆ...”

ใจฉันเต้นแรงเมื่อบานประตูผุๆ นั้นเปิดออก ฉันคิดว่าฉันคงได้เห็นร่างอันผ่ายผอมเพราะไข้และความอดอยากของพรเป็นแน่แท้ แต่ฉันต้องตกตะลึงเหมือนถูกผีหลอก ไม่ใช่ร่างของพรหรอก แต่กลับเป็นร่างของหญิงสาวชาวป่า แม่พุทธชาดแรกรุ่นดรุณีของพร

“หวัน...” ฉันเรียก “บอกให้พรออกมา”

“เขาไม่ได้อยู่จ้ะ” หล่อนพูดแปร่งอย่างไทยใต้

ฉันกระโดดพรวดเดียวเข้าไปในประตู เป็นความจริงเช่นนั้น ในกระท่อมนั้นไม่มีพรอยู่เลย ฉันจ้องหน้าหล่อนรู้สึกตัวเองเหมือนกันว่าคงจะดุดันที่สุด จนกระทั่งเด็กหญิงรุ่นสาวผู้นั้นเกิดความประหม่ากลัว

“เขาไปเมื่อครู่เอง เขาเจ็บมาก” หล่อนบอก “เขาสั่งไว้ว่าให้ขอยานาย ยาควินิน แล้วก็ขอบุหรี่นายสูบ...”

ฉันหันกลับ ฉันไม่เคยเศร้าใจครั้งใดเหมือนครั้งนี้เลย ฉันไม่อาจที่จะมองไปยังริมฝีปากของหญิงสาวที่ยังไม่เดียงสานั้น ริมฝีปากที่บางและอ่อนนุ่มราวกับกลีบดอกไม้ สั่นระริกเหมือนร่างของหล่อน ฉันสงสารความรักของหล่อน ฉันสงสารอ้ายเสือที่ต่อสู้กับภยันตรายหลายทาง สู้กับฉันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ สู้กับไข้จับสั่น ​สู้กับความหิวโหย สู้กับความขมขื่นในเรื่องรักที่เต็มไปด้วยความกระเทือนใจ เขาต้องชนะสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เขาต้องแพ้ แต่แพ้-ชนะของเขามันกินความหมายมากไปเสียแล้ว ถูกละซี เขาชนะ เขาไม่เคยแพ้ใคร ก็ดูซี นี่ไม่ใช่ “ช่อพุทธชาด” ของ “ป่าดิบ” ดอกหรือนี่! เด็กหญิงที่น่าสงสาร

ฉันต้องกลับที่พักด้วยความเหนื่อยและอ่อนใจ ฉันไม่ยิงเขาหรอก แต่เขาต้องการยาจากฉัน ทำให้ฉันหันไปคิดถึงเรื่องยาต่างๆ ที่ฉันมีอยู่ ควินิน อาเตบริน ควินโนพลาส โมควิน ฉันจะชื่นใจสักเพียงใด ถ้าฉันได้หยิบยื่นยาเหล่านี้ให้เขากิน แต่ฉันไม่ให้เขาดอก ไม่ใช่ไม่สงสารเขา ฉันมาจับเขาต่างหากล่ะ ฉันมายิงเขาไม่ใช่หรือ! อนิจจา! พวกเรานอนกางมุ้งกันทุกคน ยังจับไข้กันเสียงครางฮือ ก็แล้วเขาเล่า เขาจะได้มุ้งที่ไหนนอน ไม่ช้าหรอกเขาต้องแพ้

ฉันได้ให้คนของฉันคอยสะกดรอยแม่ “ดอกไม้ป่า” ผู้นี้ไว้ เดี๋ยวนี้เรารู้ดีแล้วว่า หล่อนได้ไปพบกับพรเป็นบางคราว หรือในโอกาสตามแต่ที่จะได้นัดหมายกันไว้ ฉันให้คนไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของหล่อน แต่แม่ดอกไม้ป่าผู้นี้หล่อนเปรียวเหมือนไก่ป่า ฉันรู้ดีว่าหล่อนเคยเป็นมิตรของพวก “เงาะ” เจ้าพวกซาไก พวกนี้เรียกหล่อนว่า “เจ้านาย” พวกเงาะไปช่วยหล่อนตำข้าวในเวลาเช้า ในเวลาเย็นก็พากันกลับ หล่อนก็จะให้ข้าวสารไปหน่อยหนึ่งเพื่อเป็นค่าแรงงาน เมื่อเด็กๆ หล่อนเคยเล่นกับเด็กๆ ซาไก พวกซาไกไวอย่างไรน่ะหรือ? อ๋อ ไก่ป่าทีเดียวแหละท่าน เราเคยให้กางเกงเขานุ่ง พอจะเข้าป่าเขาก็คงเข้ารูปเดิมของเขา ถอดกางเกงมาผูกเอว เมื่อเข้าป่าได้แล้วเราวิ่งตามไปดู ว่าเขาจะเดิน​กันอย่างไร เพราะตามปกติเราไม่เห็นเขาเดินตามทางคนเดินเลย เขาไม่ได้เดินดอก เขาหายตัวไป เขากระโดดเข้าหาต้นไม้ต้นนี้แล้วไปต้นโน้น เราไม่อาจเห็นเขาได้เลย...แม่ดอกพุทธชาดป่าของเรา หล่อนเดินแบบเงาะ พวกเราต้องส่ายหน้าด้วยความหัวเสียถ้าตามหล่อนไป เราก็หลงทางเท่านั้นเอง

ทิวาวารค่อยล่วงไปถึง ๑๕ วันแล้ว ฉันยังไม่มีอะไรจะรายงานไปกองบัญชาการเลย ได้ข่าวว่าพรเข้าแย่งอาหารที่ไหนฉันก็ตามไปที่นั่น แต่แล้วก็ต้องกลับมาด้วยความหมดหวัง ฉันคิดถึงประสิทธิ์เด็กหนุ่มเลือดร้อน แล้วก็นึกชังอยู่บ้าง เขาควรจะรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่กับมนุษย์ที่มีจิตใจดังคนธรรมดาสามัญ เขาอยู่กับมนุษย์ที่ล้วนแต่พวกเราเรียกกันว่า “ลูกยักษ์” ทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วควรหรือที่เขาจะใช้กิริยาชนิดนั้นต่อคนที่ผ่านชีวิตในด้านของเขาอยู่อย่างจริงจัง...ชีวิตของ “นักเลง”

การเดินตามพรในครั้งหลังของฉัน ก็คือสวนยางของจีนผู้หนึ่งใกล้ๆ ธารโต พรได้แย่งอาหารอีก...ครั้งนี้เขาเอาทองคำหนัก ๓ บาทของจีนผู้นั้นไปด้วย ฉันรู้ดีทีเดียว ทองเหล่านั้นคือของกำนัลสำหรับหวัน แม่พุทธชาดป่าที่เขาหลงใหล ฉันต้องกลับอย่างหมดหวังอย่างทุกครั้ง เขาหายตัวไปตามเคยทั้งๆ ที่เขาจะได้ก้าวสกัดกัน อย่างไรก็ตาม คืนวันนั้นฉันกลับจากธารโต คิดว่าจะกลับไปที่ “วังไซ” อีก ฉันจากดอนหญ้าคามาเกือบเดือนเต็มทีแล้วนะ ฉันต้องออกมาซุ่มซ่อนอยู่ตามหมู่บ้านของชาวป่า มาถึงตามทางคนนำทางของเราส่องไฟไปข้างหน้า เขาหยุดทันที

“คุณครับ...” เขากระซิบ

ข้าพเจ้าและคนอื่นๆ รีบหยุดมองไปข้างหน้า เราเห็น​ดวงตาสองดวง แดงแจ๊ดราวกับดวงไฟ ผิดกับนัยน์ตาสัตว์ป่าทั้งปวง

“เสือ” เขาพูด

“ไม่ใช่หรอก...” อีกคนหนึ่งบอก “สมเสร็จหรือหมีน่ะ...”

เอาละ! ฉันคิด มันจะเป็นตัวอะไรก็ตาม ฉันยิงละ ฉันยกปืนขึ้น ประทับเล็งตรงกลางระหว่างดวงตาทั้งสอง พอปืนลั่น เราก็ได้ยินมันวิ่งจนป่าราบ พุทโธ่ หมีควายตัวเบ้อเร่อ เราส่องไฟเห็นมันวิ่งบ้างหยุดบ้าง ดำทะมึนไปข้างหน้า เราตามเข้าไปส่องไฟดูตามต้นไม้ใบไม้เล็กๆ ตามดินที่ชื้นอยู่ด้วยฝน เราเห็นเลือดหยดเป็นทางตามหลังมันไป เรายังไม่ติดตามมันหรอก พรุ่งนี้กลับจากที่พักเราจึงจะมาดูมัน

ฉันสั่งให้เขากลับทันที

ฉันไปถึง “วังไซ” ก็เริ่มจับไข้ทันที รู้สึกตัวว่าจะต้องนอนหลายวัน และการก็เป็นเช่นนั้น ๗ วันผ่านไป ฉันรู้สึกว่า ฉันพอจะไปติดตามพรต่อไปอีก ฉันได้เริ่มงานอีกในวันที่ ๘ เราได้ปลอบโยนไต่ถามแม่ชาวป่าเนื้อเหลืองผู้นั้น แต่ป่วยการเปล่า ไม่มีหวังอะไรเสียเลยแม้จนนิดเดียว ฉันออกจะเบื่อๆ หล่อนเสียแล้ว ที่หล่อนแสร้งแสดงอาการกับเราเหมือนหนึ่งคนใบ้ หรือไม่เข้าใจคำพูดของเรา ฉันออกสำรวจไปตามกระท่อมและโรงนาร้างอยู่เสมอในเวลาค่ำคืน เขาคงไม่กล้าพอที่จะนอนอยู่กลางป่าแต่เดียวดาย ทั้งเวลานี้ฤดูฝนก็ได้เหยียบย่างเข้ามาแล้ว เขาจะนอนตากฝนอยู่อย่างไรได้ สักครู่หนึ่งคนของฉันสองคนวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกฉันด้วยความยินดี

“นายครับ” เขาพูดพลางหายใจหอบไปพลาง “ผมได้กลิ่น​เหม็นเน่าอ้ายตัวใหญ่ที่นายยิงน่ะ มันคงเน่าแล้วละครับ”

“หมีน่ะหรือ? มันจะมาตายถึงนี่เทียวหรือ?”

“ก็ใกล้กับที่ๆ นายยิงคืนนั้นนี่ครับนาย” เขารายงาน

“ไปซี...เราไปดูกัน ฉันอยากได้หนังกับดีของมัน...”

เราพากันบุกข้ามเข้าไปตามกลิ่นเหม็นเน่านั้น เชิงเขาเต็มไปด้วยกล้วยป่าและกระดาด ริมธารเต็มไปด้วยโขดหินและชะง่อนผา มีเฟิร์นชนิดแปลกๆ มีกล้วยไม้ที่ห้อยระย้าย้อยลงมาเป็นพวงยาว เราได้เห็นพุ่มไม้พุ่มหนึ่งรกอยู่ข้างหน้า แน่แล้ว! เจ้าตัวที่ฉันยิงมันเลือดสาดตามใบไม้ ต้องเข้าหลบนอนตายอยู่ในนั้นเสือหรือหมีแน่หนอ? ฉันคิด ถ้าเป็นเสือก็คงจะดีมาก ฉันรีบจ้ำเดินเสียครู่เดียวก็ถึงพุ่มไม้นั้น เราแหวกกิ่งไม้พร้อมกันเกือบทุกคน แล้วเราก็ร้องอุทานออกมาเกือบพร้อมกันทุกๆ คนด้วยความตกใจ

“อ้ายพร!”

ฉันงงเหมือนถูกทุบหัว ศพพรเน่าจนเฟะ แสดงว่าเขาตายมาหลายวันแล้ว เขาตายด้วยไข้ป่าและความอดอยาก น้ำตาของฉันคลอเมื่อคิดถึงว่า เขาเคยสั่งให้แม่สาวชาวป่าผู้นั้นมาขอยาฉัน...ฉันไม่โหดร้ายแก่เขานักหรอก เพราะว่าฉันรักเขา ฉันบอกให้พวกเราขุดหลุมทันที แล้วช่วยกันฝังเขา เราปักป้ายไว้ให้ที่หลุมด้วย พวกเรายืนนิ่งเพื่อเป็นการเคารพศพเขา ๑ นาที

“ฉันให้ยาแกแล้ว” ฉันพูดออกมาเสียงไม่ดังนัก “ฉันแกล้งไปทำตกไว้ที่บ้านของ “หวัน” แม่ช่อพุทธชาดของแก” ○




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #2 on: 21 December 2025, 22:21:06 »


ใกล้อวสาน

ชายชราทอดสายตาออกไปทางช่องลูกกรง มองดูความหม่นหมองโรยราของเช้าวันนั้น อากาศอบอุ่นไปด้วยเมฆฝนมืดคลุ้มคลุมเครือไปทั้งสิบแปดทิศ ไม่มีลม ไม่มีเสียงนก เสียงกาอะไรทั้งนั้น นอกจากเสียงไอลึกๆ ของภรรยาและเสียงลูกร้องไห้ กุหลาบในกระถางกำลังหล่นลงมาทีละกลีบสองกลีบ เหลือติดดอกอยู่เพียง ๓ กลีบเท่านั้น มันเป็นความโรยราของทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ชีวิตและสังขารของมนุษย์เราที่จะต้องสู้กับโลกก็จะต้องสึกกร่อนไปด้วยกาลเวลาเช่นเดียวกัน

ถูกละ! ชีวิตคือการต่อสู้ แต่ก็อ้ายเจ้าความชรานี่แหละ มันทำให้สมองหรือกล้ามเนื้อของเขามันหย่อนคลายจากความกระเหี้ยนกระหือลงไป ชีวิตเต็มไปด้วยความหมาย แต่สำหรับตัวเขาเท่านั้น สำหรับคนอื่นไม่มีคุณค่าอะไร ชีวิตที่ปราศจากทฤษฎีมีแต่ความชำนาญ มันก็ไม่ผิดอะไรกับมีแต่มือ​ที่ปราศจากอาวุธในทางหาเงิน เขาเดินเข้าไปลูบหน้าผากเมียของเขาที่เนื้อหนังกำลังจะจากไปแล้ว ยังอยู่แต่ว่ากระดูกจะเรียกร้องอิสรภาพ ผลักหนังกำพร้าออกมาภายนอกเท่านั้น นี่คือชีวิต ๕๐ ปลายของนักเขียนที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์มาเมื่อ ๓๐ ปีก่อน

เขาค่อยๆ พยุงร่างอันสูงโปร่ง หลังค่อมเล็กน้อย แววแห่งนักกีฬาของเขาในวัยรุ่นและวัยหนุ่มไม่ได้เหลือไว้ให้ปรากฏในกายของเขาแม้แต่เงาของมัน หัวเข่าที่เคยเหยียดตรงในเวลาหนุ่มเหมือนนักเต้นรำที่สมาร์ท บัดนี้ก็ค่อนข้างเอนและตุปัดตุเป๋ ในบางครั้งเขาก็ร้องเรียกหามัจจุราช ทำไมไม่ลากคอเขาไปลงหลุมเสียสักที แต่แล้วเขาก็คิดได้ว่า ถ้าหากเขาตายไปเสียแล้ว เมียและลูกของเขาล่ะ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ก็ยังเป็นประโยชน์แก่ลูกเมีย อย่างน้อย, ก็ช่วยกันทนทุกข์เวทนา

“ค่ารถมีไหมล่ะ?”

“นี่แหละ! มีอยู่เท่านี้แหละ! -”

“ถ้าอย่างงั้นก็ต้องเดิน - - -”

“อย่าเดินเลยพี่ - -” หล่อนค้านออกมาด้วยเสียงแหบๆ

“ฉันอดได้ - - ขอแต่เหลือค่ายาไว้ให้ฉันสัก ๒ - ๓ ห่อเท่านั้น - - -”

เขามองดูกระดาษห่อยาระงับปวดห่อละสลึงที่ฉีกไว้เกลื่อนรอบที่นอนของหล่อน แล้วก็ถอนหายใจ หล่อนติดยาพวกนี้เสียเหมือนติดฝิ่น

“เธออาจอดได้ แต่อ้ายลูกนี่แหละ! เอาเถอะ! ฉันเดินไป ยุติธรรมที่สุด...”

เครื่องแต่งตัวของเขาไม่ถึงปะชุน แต่ทว่ามันอ่อนความ​สะอาดไปเล็กน้อย เสื้อสีขาวและกางเกงผ้าลายสองสีขาวเหมือนกัน แต่บัดนี้เจ้าสีไข่ไก่กำลังจะแทรกแซงเข้ามาทำให้มันเปลี่ยนสีไป รองเท้าที่ข้างบนยังบอกทีท่าว่าจะเป็นรองเท้าชั้นแนวหน้า แต่พื้นของมันรองไว้ด้วยกระดาษแข็ง ถ้าไม่มีกระดาษแข็งรองแน่นอนทีเดียวเท้าของเขาจะต้องเปรอะโคลน หรือไม่ก็เหยียบก้นบุหรี่

“อ้ายโรงพิมพ์แรกที่ฉันจะไปนี่น่ะ - -” เขาเอ่ยขึ้นในขณะที่นั่งลงใส่รองเท้า

“ทำไมพี่?-” หล่อนถามด้วยความสงสัย

“ก็ไม่มีร้านค้าขายอะไรเลยน่ะซีจ๊ะ! มีแต่ถนนต้นไม้แล้วก็รถรางสายเดียวเท่านั้น”

“แล้วทำไมล่ะคะพี่?-” หล่อนถามต่อไปอีก

“ถ้ามีร้านขายของเราก็จะได้แวะดูโน่นดูนี่ทำเป็นว่าเที่ยวเดินหาซื้ออะไรต่ออะไรไปตามเรื่องของคนมีสตางค์ อ้ายที่เราต้องเดินไปเรื่อยๆ เพื่อนฝูงมันนั่งรถแท็กซี่หรือส่วนตัวมองมาเห็นเข้าก็จะแย่ - มันก็จะพูดกันต่อๆ ไปว่า อ้ายกฤษณ์แย่เสียแล้ว เห็นมันเดินย่ำอยู่ที่โน่นที่นี่ - -”

“ก็พี่ขึ้นรถรางซีคะ ซ่อนหน้าของเราไว้ให้ดี - -”

“เวลามีเราก็ขึ้นแท็กซี่เสียจนเคยตัว - -” เขาบ่นพึมพำ

“ต้นฉบับพี่เอาไปแล้วหรือ?” หล่อนถามด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม

“ต้นฉบับอยู่ที่เขาแล้ว - เขานัดไปฟังวันนี้ -”

เขาออกจากบ้านและถอนหายใจเฮือกออกมาด้วยความหนักอก เขาเดินเรื่อยๆ ไปตามถนนที่คับคั่งอบอุ่นไปด้วยชุมชน​และห้างร้านตู้โชว์สินค้า เมื่อเห็นว่าไม่ดีอาจพบคนนั้นคนนี้เข้า เขาก็จะแวะเข้าไปที่ตู้โชว์แล้วมองดูสินค้าเสียอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตลอดจนราคาของมัน โดยไม่มีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อยเดียว ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีเงินหรือมีเงินเต็มกระเป๋าก็ตาม ที่เหลือคือชีวิต - ชีวิตที่ต้องต่อสู้ขับเคี่ยวเคี้ยวฟันกันไปตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง แม้แต่ในเวลาหลับก็ยังฝันถึงการต่อสู้เสียอีก เขาถอนหายใจเฮือกออกมาในขณะที่เพื่อนฝูงรุ่นหนุ่มยกมือโบกให้เขาอย่างจริงใจขณะที่เขานั่งรถยนต์ผ่านมา ในขณะที่เขาเห็นแล้วออกมาจากตู้โชว์สินค้า อย่างน้อยหมอนั่นคงคิดว่าเขาเข้าไปซื้อของ ไม่ใช่เดินทางไกลอย่างลูกเสือแล้วเลยแรมคืนเสียตามข้างถนน

อุกฤษณ์พยายามหอบหิ้วสังขารอันผอมโซของเขามาถึงโรงพิมพ์จนได้ ด้วยการแอบขึ้นรถรางอย่างเงียบๆ และซุกตัวของเขาลงไปข้างๆ ยายซิ้มที่มีเข่งใหญ่ๆ วางไว้บนตักของแก กำลังส่งเสียงโขมงอยู่ด้วยกันกับเพื่อนซิ้มของแก เขานั่งไปสักพักก็เก้กังลงไปทางท้ายรถและก้าวลงมาเมื่อรถหยุด เขายืนคิดถึงปมด้อยต่างๆ ในตัวของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กลั้นใจเดินเข้าไป โดยข่มเอาความประหม่าให้หมดสิ้นไปเสีย เมื่อเขาขึ้นไปบนสำนักงานก็แลเห็นผู้คนบนกองบรรณาธิการช่างมากมายหลายคนเสียงจริงๆ ทุกคนนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับงานของเขาอย่างคร่ำเคร่ง ในสำนักงานเงียบเหมือนคนตาย ปมด้อยของเขาน่ะหรือมันก็ไม่มีอะไรมาก - นอกจากความชราของเขาเท่านั้นเอง สิ่งที่จะปลอบใจเขาได้ก็คือสิ่งเดียวเท่านั้น เมื่อนึกถึงปมต้อยของเขา นั่นคือชอว์นักประพันธ์เอกมีอายุอยู่ได้ถึง ๙๔ ปีจึงตาย แต่นี่เขายังไม่ถึง ๖๐ ปีเขาจะต้องไปกลัวอะไร ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่ง​ซึ่งมองด้วยนัยน์ตาเปล่าไม่เห็นได้ก็ตาม เขาเริ่มปลอบใจตัวเองหนักยิ่งขึ้นไปอีกในขณะที่เดินผ่านนักหนังสือพิมพ์อันมีชื่อเสียงลือลั่นเหล่านั้น เขานึกถึงนักประพันธ์ใหญ่ทั้งหลายของโลกที่โดยมากเกิดมาอย่างยากจน เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำเค็ญและแร้นแค้น ในชีวิตเต็มไปด้วยความผิดหวังเสมอมา และความผิดหวังเหล่านั้นเป็นโรคประจำตัวที่บังคับให้เขาดิ้นรนต่อสู้กับมันอย่างไม่กลัวตาย เขาคิดฟุ้งซ่านอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะบรรณาธิการรูปหล่อร่างสมาร์ท อายุอยู่ในราว ๒๕ ปีปลาย

“นั่งซีครับ คุณกฤษณ์ - - -” เขาเชิญและชี้เก้าอี้ให้ สายตาของเขายังจับอยู่ตัวหนังสือในกระดาษด้วยความรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

“มาฟังเรื่อง - เรื่องสั้นของคุณใช่ไหม?”

“ใช่ครับ! คุณนัดให้ผมมาวันนี้ - -”

เขาเหลือกนัยน์ตาขึ้นมองดูหัวคิ้วของเขาเล็กน้อย แล้วก็เอี้ยวตัวไปชักลิ้นชักบนสุดทางขวามือหยิบเอาต้นฉบับของเขาออกมา

“เรื่องสินในกระดาษใช่ไหมครับ?”

“ถูกละครับ นั่นคือเรื่องของผมเอง - -” กฤษณ์ตอบ

“ขอโทษ อายุได้เท่าไหร่แล้วครับ - -” เขาถามต่อไปอีก

“ผมไม่ค่อยได้เอาใจใส่เรื่องอายุนักหรอกครับ” เขาตอบ

“มันจะทำให้คนเราแก่เร็ว - ผมเองก็จวนจะเข้า ๖๐ อยู่แล้ว...”

“๖๐ - บา” เขาร้องและยิ้มด้วยความขบขัน

​“เรื่องของคุณถึงได้ไม่มีโรแมนติกเอาเสียเลย - จริงครับ! - -”

“ผมไม่ได้คิดที่จะเขียนอย่างนั้น - -” เขาตอบ

“บรรยากาศก็ไม่มี - -” เขาพูดพึมพำแต่ค่อนข้างดังมาก

เลือดขึ้นหน้าเขาจนร้อนผ่าว แต่แล้วก็พยายามข่มมันเสีย

“ไม่มีบรรยากาศมันจะเป็นเรื่องนิยายออกมายังไงได้ครับ?” เขาค้านเสียงอ่อนน้อม

“เมื่อคืนนี้ผมอ่านอยู่จนดึก - -” เขาเลื่อนต้นฉบับมาไว้ตรงหน้ากฤษณ์

“ไม่ได้ขนาดคุณ - อ้า ทำไมคุณไม่เขียนอย่าง...”

เขาจาระไนนักเขียนทั้งบุรุษและสตรีมาให้ฟังหลายชื่อด้วยกัน แล้วก็ชะโงกหน้าเข้ามาถามอย่างจะให้เป็นกันเองที่สุด

“คุณรู้ไหมครับคุณกฤษณ์ว่าชื่อเสียงของคุณกำลังตกลงไป - -”

“ครับ มันก็เหมือนกับน้ำในเหยือกที่เขาดื่มมันเข้าไปจนเกือบจะหมดแล้วไม่ค่อยได้เติมมัน - -”

“เติมมันซีคุณ! อ่านมันเข้าไปเลียนแบบมันเข้าไป ลอกมันเอามาทั้งกระบิๆ ไม่เห็นมีใครเขาจะมาว่าอะไรเรา ตลาดหนังสือเมืองไทยเป็นแต่เพียงจุดเล็กๆ ที่ไม่มีใครเอาใจใส่ จะลอกคิดเอามาทั้งเล่มก็ไม่มีใครเขาว่ากระไร เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าของสำนักพิมพ์ในเมืองไทยต้องการพิมพ์หนังสือทางศาสนาเล่มหนึ่งออกจำหน่าย เจ้าของลิขสิทธิ์คิดค่าลิขสิทธิ์ของเขาแต่เพียงพระพุทธรูป ๑ องค์ กับผ้าพันคอชนิดที่ทำในเมืองไทยมีรูปช้างเผือกกับเนกไทชนิดเดียวกันอย่างละ ๑ ผืนเท่านั้นเอง - อย่ามัวคิดเอาเองอยู่​เลยคุณ - -”

“แต่ว่าขอโทษเถอะครับ!” กฤษณ์ตอบออกไปด้วยเสียงอันเศร้าๆ

“ในกระท่อมของพ่อของผม มีอาคาร เคหาสน์ มีปรัชญา อภิปรัชญา มาไว้ให้พร้อมแล้ว สุดแต่ว่าผมจะตักตวงเอาตามชอบใจ”

“เอาละ แปลว่าคุณต้องการพรจากผู้ให้กำเนิดหรือพรสวรรค์อะไรก็ตามใจของคุณ” เขาพูดต่อไปอีก มือก็ลูบไล้กันไปมาอยู่ตลอดเวลา

“เมื่อคืนนี้ผมอ่านเรื่องของคุณอยู่จนดึก เราจะได้พูดกันถึงเรื่องไคลแมกซ์ของมันต่อไป เรื่องของคุณนอกจากจะไม่มีบรรยากาศแล้ว ผมยังมองหาไม่พบว่าไคลแมกซ์มันอยู่ที่ไหนกัน พระเอกของคุณเป็นนักดนตรีไทย หลงรักนางเอกเสียจนบรรยายความรัก ความโศกเศร้า ความสูญเสียและหมดหวังลงไปในเสียงซอได้ เสียงซอที่พระเอกสีมีอิทธิพลพอที่จะทำให้ใบไม้พลิกใบและทำให้แมลงหยุดเสียงฮัมของมันเพื่อจะออกจากรัง หรือหยุดชะงักเมื่อถึงเกสรดอกไม้ มันเป็นที่น่าเสียดายอะไรเช่นนั้นที่คุณไปอ้างถึงบูรพาจารย์ที่มนุษย์ปุถุชนส่วนมากคนอ่านเขาไม่รู้จัก เช่น ครูหนู ครูมีแขก ในต้นรัชกาลที่ ๒ - -”

“เพราะครูหนูและครูมีแขกแต่งเพลงอมตะไว้มาก” กฤษณ์ตอบออกไปด้วยเสียงเศร้าๆ ภาพของเมียยอดที่รักฉายปราดเข้ามาในความคำนึงของเขา ผ่ายผอมเหยเกอะไรเช่นนั้น

“พญาโศก ทยอยนอก เชิดจีน ทยอยใน หรือสารถีเชิดนอก -- ฯลฯ เพลงเหล่านี้เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ตายยังเล่นกันอยู่ และจะ​เล่นไปจนคนไทยกลายชาติเป็นฝรั่งไปหมด”

“ในความหมายของคุณอาจเยาะเย้ยคนอ่านมากเกินไป -” เขาร้องออกมาด้วยความเดือดดาล

“คุณอาจรักดนตรีไทย รักคนไทย และประเพณี แต่อย่าลืมว่านวนิยายนะคุณ คุณแปลให้ดีว่า “นว” แปลว่า ใหม่”

“ครับผมรู้จัก” เขาพูดหน้าเศร้าๆ

“กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้บัญญัติศัพท์ขึ้นพร้อมๆ กับคำที่ใช้ว่า “สันทัดกรณี - -”

“ก็ถ้าเช่นนั้นทำไมคุณถึงได้ไปหลงอ้างอยู่แต่ครูหนู ครูมีแขก จางวางสอน จางวางถั่ว หรือพระยาเสนาะ พระยาประสาน ทำไมคุณจึงไม่อ้างถึงบีโทเฟน ไชคอฟสกี ชูแบร์ท โชแบ่ง บาค หรือโยฮันน์ สเตราซ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นที่เชิดชูหัวใจของคนอ่าน เมื่อเอ่ยชื่อถึงปุบเขาก็จะยกไหล่ปับขึ้นมาทันทีว่าเขาชอบเพลงของท่านพวกนี้ - -”

“ถูกละครับ มันกล่อมคนฟังไม่เป็นให้หลับดีนัก -” เขายิ้มออกมาได้อย่างแท้จริง แต่แล้วก็กลับหน้าแห้งและเหยเกไปตามเดิม

“นักดนตรีในเรื่องของคุณ - คุณอย่าคิดนะครับว่าผมจะไม่อ่านเรื่องของคุณโดยละเอียดและถี่ถ้วน ผมเป็นบรรณาธิการ อายุของผมก็เพียง ๒๕ ปีเท่านั้น ผมจะป้อนเรื่องไปสู่ประชาชน ผมจะต้องอ่านและพินิจพิจารณาโดยรอบคอบเสมอ พระเอกของคุณได้รับความกระทบกระเทือนในอาชีพ เพราะเครื่องขยายเสียงและวิทยุ เพราะรัฐบาลสนับสนุนเพลงสากล พระเอกของคุณต้องไปรับจ้างสีซอให้แก่นักแต่งเพลงไทยสากลเดือนละ ๓๐๐ บาท พูด​ให้ถูกคือวันละ ๑๐ บาท ได้อาหารกลางวัน ๑ มื้อ นักแต่งเพลงสั่งเครื่องดื่มให้บ้างตามสมควรในเวลาที่เขากินกลางวันกัน และได้เหล้าในเวลาเย็น แล้วไปยืนฟังจานเสียงเก่าๆ ที่ได้เคยเดี่ยวเอาไว้ นั่นคืออะไร?”

“นั่นผมแสดงให้คุณเห็นว่า - - นักดนตรีไทยถูกเขาเหยียบย่ำลงไปเพียงใด? เขาเอานักดนตรีไทยไปสีซอให้เขาฟังเพลงแล้วเพลงเล่า เพลงอะไรก็ได้ จิปาถะ พอถูกหูเขาเข้า เขาจะบอกให้หยุดทันที แล้วบอกให้สีเพลงนั้น ตอนนั้นใหม่ - - แล้วเขาเอาอ้ายตรงนั้นแหละไปอะเรนจ์เอาเป็นเพลงสากลไปเสียอย่างง่ายดาย- -”

“ถ้าจะมีสิ่งน่าชมอยู่บ้าง ผมก็จะต้องขอชมนางเอก - ” บรรณาธิการพูดต่อไปอีก

“ผมเห็นนางเอกเท่านั้นที่ฉลาด และเล็งผลเลิศ ถ้าเขาหลงรักนายพระเอกเพลงไทยคนนั้นไม่หันไปรักนายวงดนตรีแจ๊สเสียเขาต้องแย่ เขาก็จะต้องอดตายเพราะนายนักดนตรีไทยคนนั้น แล้วต่อไปอย่างไรล่ะ? อ้อ! นึกออกละ นายนักดนตรีไทยเลยช้ำใจตายด้วยพิษสุรา เพราะเพลงที่เขาสีส่งๆ ให้นักดนตรีสากลฟัง มันดันไปได้รับรางวัลการประกวดเพลงครั้งใหญ่ที่กรมศิลปากร และเมื่อตายไปแล้วนางเอกที่ได้ถูกทอดทิ้งก็เลยคลั่งเพลงๆ นั้น เพราะรู้ดีว่าเป็นเพลงที่ยอดชายของหล่อนแต่ง ไม่ใช่นายวงดนตรีสามีของหล่อนแต่ง - หล่อนเลยร้องเพลงๆ นั้นจนหล่อนเจ็บหนัก - ผมยังมองไม่เห็นว่าคนเจ็บหนักจะมีกะใจพึมพำฮัมเพลงนั้นออกมาได้อย่างไร?”

เก้าอี้อันบอบบางที่เขานั่งถูกปัดให้เลื่อนออกไปข้างหลังด้วยกำลังแรง ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เขายืนขึ้นบนขาของเขา​เอง หน้าร้อนผ่าวเหมือนคนดื่มเหล้าครั้งแรกในชีวิต ไหล่ของเขายกขึ้นอีกน้อยๆ ผายออก นัยน์ตาแดงเข้มและจ้องจับไปยังบรรณาธิการหนุ่มน้อยนั้น เขากระชากต้นฉบับกลับมาจากบนโต๊ะ

“ที่จริงถ้าคุณจะบอกผมว่า คุณไม่ต้องการเรื่องของผม - ผมก็จะได้ไปยังสำนักอื่นอีกต่อไป” เขาพูดออกมาด้วยเสียงอันเครือ

“ผมแก่แล้ว - จริงอย่างคุณว่า อายุของผมก็เกือบจะ ๖๐ ปีแล้วเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ที่ได้รับสัญญาณมรณะมากับพายุหรือสายน้ำ ผมเกิดมาในโลกหนังสือได้ก็เพราะเพื่อน - แต่นั่นแหละครับ! ถ้าเรื่องของเราเลว เพื่อนเขาก็ช่วยไม่ไหวเหมือนกัน - -”

“คุณไปเขียนมาใหม่ครับ! ผมยินดีเสมอ! ขอให้เอาบรรยากาศแห่งสังคมสูงๆ ยิ่งดี ภูมิประเทศ เหตุผล บุคคล เวลาเอาชนิดที่ยังเป็นๆ อยู่ และดนตรีก็จะต้องใหม่เอี่ยมมาจากอเมริกาหรือยุโรป ไม่ใช่ครูหนู ครูมีแขก อย่างที่คุณว่า พญาโศกก็ไม่ใช่ท็อปฮิต คนอ่านต้องการแมมโบ คุณไปเอาเพลงเร็วของไทยมาเปรียบกันไม่ได้ คนอ่านต้องการผลไม้สด คุณไปเอาผลไม้กวนมาให้เขารับประทานก็แย่ - - คุณเขียนมาซี - เขียนมาใหม่ - เขียนแบบเรื่องสั้นที่ผมแปลงไปเมื่อเร็วๆ นี้ เขียนแบบนั่นแหละ! แล้วผมจะโฆษณาให้ ผมโฆษณาอย่างไร? คุณรู้ดีแล้ว นักเขียนกี่คนแล้วที่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ เพราะการโฆษณาของผม - -”

เขาเดินเซซังกลับมาบ้าน เขาได้ยินเสียงตวาดอย่างหยาบคายที่สุดดังมาจากรถราง ในเมื่อเขาต้องหมุนห้ามล้อเสียจนตัวงอ เขาไม่ได้ยินกระดิ่งระฆังรถ เขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียงแตรไฟฟ้าจากรถยนต์ อุกฤษณ์หรือลุงกฤษณ์ผู้เป็นไม้ใกล้ฝั่งตายไปครึ่งตัว เมื่อ​เขาหวนคิดไปถึงเมียผู้เจ็บกระเสาะกระแสะ และลูกที่ไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะเครื่องแต่งตัวไม่มีและหนังสือไม่ครบ ครูเร่งค่าเทอมมาไม่รู้ว่ากี่ครั้งกี่หน

เมื่อเขากลับเข้าไปในบ้าน และปิดประตูตามหลังเข้าไป กฤษณ์ยืนงันงกตกตะลึง เมียของเขาคว่ำหน้าอยู่ ลูกนั่งร้องไห้ข้างๆ อยู่ ๒ คน เจ้าคนใหญ่หายหัวออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า เขารีบพรวดเข้าไปหาร่างของเมียของเขาอย่างงกเงิ่น แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูเพดานในขณะที่คลำดูชีพจรของเมีย

“ยังไม่ตาย -” เขากระซิบบอกตัวเอง แต่ลูกๆ ก็ดูเหมือนจะได้ยินด้วย

เขารีบค้นหายาห่อละสลึง เป็นคราวเคราะห์ดีที่ยังมีเหลืออยู่อีกห่อหนึ่ง เขารีบง้างขากรรไกรเมียของเขาออกและเทยาห่อนั้นลงไป หยิบขันอะลูมิเนียมเทน้ำเข้าไปในปาก คนเจ็บครางเล็กน้อยและลืมตาขึ้น หล่อนลืมตาโพลงขึ้นมองดูเขา

“สำเร็จไหมพี่?” เป็นเสียงถามที่เขาได้ยินเป็นครั้งแรก

“เขาไม่อยู่ -” นี่เป็นคำตอบที่เขามีไว้เสมอสำหรับจะปลอบโยนเมียของเขา

“ประเดี๋ยวพี่ก็ต้องออกไปอีก - - แวะมาดูเธอเสียก่อน....”

“เป็นลมไป --” หล่อนตอบช้าๆ แล้วก็ทิ้งศีรษะลงบนหมอน

เขายืนนิ่งตัวแข็งและเย็นซีดเหมือนหินอ่อน

“นี่วาระสุดท้ายจะมาถึงอาตมาเสียแล้วหรือ? ไม่มีพระเจ้าหรือเทวดาองค์ไหนยื่นมือเข้ามาช่วยชายชราผู้ร่างกายอ่อนเปลี้ยและสมองเหนื่อยล้าอย่างอาตมานี้บ้างเลยทีเดียวหรือ?”

​เขามองดูเพดานที่โหว่ มองดูแล้วมองดูอีก

“กูไม่เคยตายเลยนี่หว่า - -” เขาร้องบอกตัวเองออกมาอย่างดุดัน

ยังไม่ทันขาดคำของเขาที่คิดในใจ บานประตูห้องก็ถูกทุบดังๆ ๒ - ๓ ครั้ง

“คุณอุกฤษณ์อยู่หรือเปล่า?” เขานิ่งหน้าขาวเหมือนกระดาษ พาร่างอันเหมือนไม่มีวิญญาณเดินเข้าไปหาประตูและเปิดออก

“ค่าอะไรครับ?-” เขาถามออกไปดื้อๆ

“ถึงแม้ว่าหนี้ที่จะต้องใช้ให้กันด้วยชีวิต ผมก็จะยอมเสียชีวิต - ผมจะชำระหนี้ใครไม่ได้ทั้งนั้นในเวลานี้ ชำระไม่ได้จริงๆ, - โน่น คุณดูโน่นเมียผม - เมียผมกำลังนอนแบบ กำลังยืนคิดอยู่เดี๋ยวนี้ครับ - ว่าผมจะได้ยาบำรุงหัวใจที่ไหนสักเข็มหนึ่ง เขาเคยหาย...”

“ภรรยาของคุณ?”

“ครับถูกแล้ว -” เขาตอบ

“ขอโทษคุณมาจากรายไหน?”

“คุณอุกฤษณ์ -” เขาหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

“ผมไม่ได้มาทวงหนี้คุณ – คุณกำลังจะเข้าใจผิดเสียแล้ว ผมติดตามคุณมาจากโรงพิมพ์ กวดคุณติดๆ มา เอ๊ะ! พอผมเอารถออกคุณขึ้นรถอะไรไม่รู้ ผมเลยขับเดาสุ่มมองตามรถรางบ้างรถเมล์บ้างไม่พบคุณ ผมเลยแวะไปถามเจ้ายอดเพื่อนของคุณ ผมเลยตามมาที่นี่ - นี่แน่ะ! คุณจัดการเรื่องยาบำรุงหัวใจเสียก่อนเถอะ! นี่เงิน - - -”

​เขาตกตะลึงพรึงเพริด เขาร้องเรียกหาเทวดาและพระช่วยเหลือเขาจนได้ เขารีบส่งเงินให้ลูกเพื่อซื้อยาห่อละสลึงมาโดยเร็ว

“กินยานี่ประทังไว้ก่อนครับ” เขาตอบเมื่อซายหนุ่มผู้นั้นถามขึ้น

“พูดธุระของคุณเสียก่อน”

“บุหรี่ซีครับ” เขาเปิดซองบุหรี่ทองคำและยื่นให้อุกฤษณ์ ตัวเขาเองจุดสูบมวนหนึ่ง

“ผมชื่อบรรจงไงครับ เป็นผู้จัดการหนังสือพิมพ์สุขสันติที่คุณเอาเรื่องไปขายเมื่อสักครู่นี้ -”

“ขอโทษ คุณจะให้ผมช่วยอะไรได้บ้าง?” เขาถามขึ้นอีก

“ครับ เรื่องผมมันก็คงจะเก่าคร่ำเกินไป - เหมือนตัวผมน่ะแหละ!”

“ขอโทษนะครับ คุณกฤษณ์ต้องการชื่อเสียง หรือเงิน?”

“ผมต้องการทั้งสองอย่าง - -”

“แต่อย่างแรกคุณมีแล้ว” เขาพูดและหัวเราะ

“คุณจะต้องการมันไปทำอะไรอีก”

“แต่มันกำลังจะตก - -” เขาพูดช้าๆ

“แต่อ้ายเรื่องชื่อเสียงผมเบื่อหน่ายเหมือนกัน พูดกันง่ายๆ ก็คือ มันกินเข้าไปไม่ได้ มันรักษาโรคไม่ได้ และมันไม่อาจบันดาลอะไรทั้งสิ้น - - -”

“คุณกฤษณ์ -” เขาเรียกชื่อกฤษณ์อย่างกระดากๆ

“คุณเป็นผู้แก้ปัญหาชีวิตให้แก่ผมสักทีได้ไหม? ผมเป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียงอะไรกับใครเขาเลย แต่ในเรื่องเงินผมพอมีจากงานของผมบ้าง จากมรดกบ้าง ผมเป็นผู้จัดการก็จริง แต่ผมมีหุ้นส่วน​ในหนังสือฉบับนั้นเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เงินพันเงินหมื่นผมพอหยิบฉวย - แล้วทีนี้ผมมันบ้า - ผมมันไม่เจียมตัว ผมเสือกไปรักเอานักเขียนที่มีชื่อเสียงเข้า หล่อนเป็นนักเขียนคนเดียวที่ขึ้นหน้าขึ้นตาอยู่ในเวลานี้ และเป็นที่น่าอิจฉาริษยาแก่นักเขียนอื่นทั่วไป ผมรักเธอ ผมรักอย่างยอดบูชา ถ้าในโลกนี้ผมมีอะไรที่จะสละให้เธอได้ ผมจะสละให้แก่เธอทั้งหมด เพื่อบูชาความรักของเธอ - - -”

“เธอรู้อยู่แล้วหรือยังว่าคุณรักเธอ?”

“ก็อาจรู้อยู่บ้าง” เขาตอบแบ่งรับแบ่งสู้

“แต่เธอเป็นคนมีอุดมคติสูง - เธอเป็นของอุดมคติ ถ้าเธอรักใคร คนเช่นนี้ย่อมเป็นแม่พระของคนๆ นั้น ผมจึงรักเธอ แต่อุปสรรคที่เป็นกำแพงกั้นหน้าผมไว้ มันไม่ใช่ฐานะหรือเงินทอง มันคือศิลปะของเธอ หรือศิลปินอย่างเธอ แล้วผมไม่ได้รับพรอะไรเลย ผมจะเป็นอย่างเธอกระไรได้ - ผมพยายามนะครับ ผมเขียนแล้วเขียนเล่า เขาแนะนำมาว่า จะเป็นนักเขียนก็ต้องอ่านให้มาก ผมก็อ่านมากครับ อ่านจนหนังสือมันอ่านผมจนหลับไป แล้วผมก็เริ่มเขียน - แต่ก็ทำไปไม่ได้สำเร็จ จะขึ้นต้นยังไงผมยังไม่รู้เลย แม้จะนึกชื่อตัวละครก็นึกไม่ออก จะเขียนจดหมายไปสารภาพกับเธอก็ไม่กล้า เพราะเธอเป็นนักประพันธ์ เดี๋ยวอ่านจดหมายของผมเข้าเธอรากแตกตาย - - -”

“ผมช่วยอะไรได้บ้างก็โปรดเถอะนะครับ” เขาพูดออกมาด้วยความจริงใจ

“สิ่งที่คุณจะช่วยผมได้ก็คือว่า คุณขายต้นฉบับของคุณให้แก่ผม --.” ”

​“ก็บรรณาธิการท่านไม่รับแล้วนี่ครับ - -”

“มิได้ครับ! นั่นคนละเรื่อง” เขาพูดแล้วเกยข้อศอกลงกับเข่าของเขา

“ผมจะซื้อเรื่องของคุณกฤษณ์ กี่เรื่องๆ ผมซื้อหมดถ้าคุณจะยอมขายให้ผม ใช้ชื่อของผมเองเป็นผู้เขียน เรื่องนั้นผมจะเอาลงในสุขสันติเสียก่อน และเมื่อผมออกหนังสือพิมพ์เป็นส่วนตัวของผมเอง ผมก็จะเอาลงเป็นประจำเลยทีเดียว - คุณมีชื่อเสียงแล้ว คุณบากบั่นมาด้วยยากผมรู้ - แต่ถ้าคุณจะช่วยเหลือผมบ้าง - ความรักของผมอาจมีหวัง - ในเมื่อเธอเห็นว่า - ผมมีอุดมคติเท่าเทียมเธอ - -”

เขาหัวเราะ! หัวเราะออกมาอย่างขบขันแล้วก็หยิบต้นฉบับยื่นให้เขาโดยเร็ว

“ชื่อเสียงของผมมีแล้ว เดี๋ยวนี้ผมต้องการเงิน - ผมยอมเป็นมวยล้มเพื่อคุณ -”

“เพื่อให้ผมขึ้นเวทีอุดมคติ - และสู้กับเธอต่อไป -”

“คุณให้ผมมากเกินไป - เกินราคาของที่นั่น - -” กฤษณ์นับเงินดูแล้วจะส่งคืน

“ผมคิดว่านี่ยังน้อยไปเสียอีก - เพราะว่าความดีจากเรื่องนี้มันจะเป็นของผมไม่ใช่เป็นของคุณ” เขาพูดแล้วคลี่ต้นฉบับออกดู

“สินในกระดาษ - คุณช่วยเปลี่ยนให้ผมที เปลี่ยนชื่อ ส่วนนามปากกาผมจะใช้ชื่อจริงของผม - บรรจง ธรรมชาติ - คุณเขียนไว้ให้ผมอีก ลาละครับ! อีก ๒ วันผมจะมา -”

แสงสว่างสาดโครมเข้ามาในห้องอันมืดทึบ ความหม่นหมองโรยราเริ่มหายไปพร้อมด้วยความมืดและอับแสง เขาพุ่ง​สายตาออกไปทางลูกกรง กลีบกุหลาบหล่นร่วงลงไปจากดอกสิ้นแล้ว เหลือแต่เกสรอันดำคล้ำเหมือนยาเส้น ทันทีนั้นเองเขาก็พบดอกใหม่ที่กำลังตูม ชูดอกบังใบอยู่อีกดอกหนึ่ง ในเวลา ๒ หรือ ๓ วันข้างหน้ามันก็คงจะบาน เครื่องแต่งตัวถูกไถ่ถอนออกมาจากโรงจำนำ พร้อมด้วยสร้อยของเมียเขา เด็กๆ หน้าตาเปล่งปลั่งและได้ไปโรงเรียนกันตามปกติ

เขาเริ่มเขียน - เขียน - เขียน - แล้วก็เขียน และเมื่อบรรจง ธรรมชาติ มาหาเขา เขาก็จะได้รับเงิน พร้อมทั้งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ลงเรื่องของเขา แต่มีชื่อผู้เขียนว่า บรรจง ธรรมชาติ เขาได้โต๊ะใหม่ตัวงาม ๓ ลิ้นชัก ได้เก้าอี้รับแขก ได้สิ่งที่เขายังไม่เคยมีอีกหลายอย่าง

“เธอนึกถึงพระเจ้ากับเทวดาองค์ไหน?” เมียของเขาถามขึ้นและเขย่ายาห่อละสลึงเข้าไปในปาก

“ฉันไม่ได้เจาะจงว่าเป็นพระเจ้าองค์ไหน หรือเทวดาองค์ไหน” เขาตอบ

“ฉันเพียงแต่บ่นเท่านั้นแหละ บ่นว่าท่านช่างไม่ช่วยคนแก่อายุ ๖๐ อย่างฉันเสียบ้างเลย”

“ฉันจะนึกบ้างละนะ!”

พอขาดคำพูดของหล่อน เสียงบานประตูก็ถูกเคาะหนักๆ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเขา บรรจง ธรรมชาติ เขายืนยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ที่หน้าประตู และยื่นบัตรเชิญในงานวิวาห์ให้แก่อุกฤษณ์

“ผมจะไม่ยอมลืมคุณอุกฤษณ์เป็นอันขาด” เขาพูดละล่ำละลัก

“เธอยอมรับความรักของคุณหรือครับ?” เขาถามเสียงอ่อยๆ

​“ครับ” เขาตอบ

“แต่เธอเอาคำมั่นสัญญากับผมว่า - ถ้าแต่งงานกับผมแล้วขอให้ผมเลิกเป็นนักประพันธ์ - และตัวเธอเองก็จะเลิกเหมือนกัน...”

หน้าอันเหี่ยวย่นของชายชราอายุ ๖๐ ปีขาวลงไปทันทีทันใด หันไปมองดูหน้าเมียของเขาเหมือนคนจะร้องไห้ ซึ่งเมียของกฤษณ์เองก็ตกตะลึงพรึงเพริดเช่นเดียวกัน

“แต่อย่าเพิ่งตกใจ...” บรรจงพูดต่อไปอีก

“ผมมีงานฝ่ายจัดการให้คุณทำ”

“โอ! พระคุณช่วย!...” ภรรยาของเขาร้องออกมาทั้งน้ำตา

ในวันแต่งงาน ชายชราอายุ ๖๐ ปี กับภรรยาอายุ ๕๘ ของเขาก้าวขึ้นบนรถเก๋งคันใหญ่ด้วยท่าทางอันกระฉับกระเฉง สั่งคนขับรถให้ออกรถได้ เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบและส่งให้เมียมวนหนึ่ง หล่อนยกขาไขว่ห้างยิ้มน้อยๆ และมองดูสามีพลางนับนิ้วมือของหล่อนช้าๆ “๕ ปีแล้วนะคุณ! ๕ ปีทีเดียวนะ! ที่เราได้ออกนอกบ้านพร้อมกัน” ○



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #3 on: 21 December 2025, 22:23:12 »


ละครนอกบท

ความโกลาหลอลหม่านได้เกิดขึ้นในวัด ก็เมื่อพระคุณเจ้าถึงกาลมรณภาพลงไป พระคุณเจ้าสมภารวัดไผ่ล้อมเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยศิษย์หาทั่วทั้งเมือง นอกจากจะมีฝีมือทางปั้นแกะสลักเสลาและช่างเขียนลายไทยอันบรรเจิดแล้ว เมื่ออยู่ในเพศฆราวาสยังเก่งกาจคงแก่เรียนในทางดนตรีไทย ชำนิชำนาญยิ่ง เป็นตั้งแต่ฆ้องใหญ่ ฆ้องเล็ก ระนาดทุ้มเอก ทั้งปี่นอก ปี่ใน ปี่ชวา เป่าได้ประเสริฐเลิศคน ก็เมื่อพระคุณเจ้ามาถึงกาลมรณภาพลงดังนั้นแล้ว พวกลูกศิษย์ลูกหาก็จำจะต้องจัดการจัดงานให้ครึกครื้นเป็นทำนองประกวดประขันกัน

พวกศิษย์ปี่พาทย์ก็นำเอาเครื่องปี่พาทย์มาช่วยงานเป็นเครื่องใหญ่ มีระนาดแก้วระนาดเหล็กครบครัน แต่พวกศิษย์ก็หาได้มีอยู่แต่เฉพาะวงเดียวไม่ ยังจะมีศิษย์อื่นๆ อีกที่มีวงพิณพาทย์ของตัวอยู่เหมือนกัน ​กำนันผู้จัดงานปลงศพท่านสมภารได้ออกความเห็นว่าเราควรจะรวมวงกันเสีย ไม่ควรจะประกวดประขันหรือประชันกัน เพราะถึงอย่างไรก็เป็นศิษย์ครูเดียวกันก็เหมือนพี่น้องกันก็ว่าได้ แต่เจ้าของปี่พาทย์ทั้งสองวงไม่ยินยอมจะแข่งขันประชันกันให้ได้ วงครูอุ่นแม่นเพลงดีแต่หามือเดี่ยวยาก แต่วงครูกริบเดี่ยวดีไหวดีว่าสะเด็ดนัก แต่เพลงมีน้อยเพราะทระนงในมือเดี่ยวของลูกวงตัว

ประดาศิษย์หาที่คุมคณะลิเกและเป็นตั๋วโผก็เอาลิเกมาช่วยแสดงโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ถือเสียว่าพระคุณท่านได้ครอบหัวให้ตัวเป็นครั้งแรกนั้นเป็นมงคลแก่ตัวไปชั่วชีวิต ทั้งยังได้สาลิกาลิ้นทองลงฟันสักลิ้นให้เสียอีก จะร้องจะดันหรือจะเจรจาเสน่ห์ปากเสน่ห์คำก็พราวพริ้งจับใจคนดู กำนันเห็นว่ายี่เกก็มีอยู่ ๒ โรงด้วยกัน ควรที่จะรวมกันเสีย โรงยี่เกจะได้ปลูกแต่เพียงโรงเดียว ค่าใช้จ่ายในเงินกองกลางของพระคุณจะได้เหลือพอทำบุญสุนทานให้ท่านได้อีก แต่ตั๋วโผยี่เกทั้งสองคณะก็ไม่ยอมรวมกัน จะขอแสดงคนละโรงให้จงได้

“เมื่อสมัครใจจะประชันก็สุดแต่ใจ...” กำนันต้องยอมตาม

ทีนี้มาถึงหนังตะลุงอันเป็นมหรสพประจำงานวัดขึ้นมาอีก หนังตะลุงเป็นศิษย์หาต้นกุฏิของพระคุณเจ้า ท่านได้ช่วยเขียนช่วยวาดลวดลายให้อย่างวิจิตรพิสดาร ทั้งแนะนำสั่งสอนศิลปวิชาการ ทั้งกระบวนเชิดและกระบวนกลอน แสดงที่ไหนแล้วคนก็ติดหนังงอมแงม เจ้าของหนังตะลุงเกิดกำแหงขึ้นมาบ้าง บอกคณะกรรมการจัดงานว่าจะขอประชันกับหนังกลางแปลง ถ้าเขาสู้หนังกลางแปลงซึ่งมีคนพากย์ไม่ได้ เขาก็จะไม่ริอ่านหากินทางฉายหนังตะลุงอีกต่อไป

​วงดนตรีไทยก็แบ่งออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งเป็นของพวกชาวบ้านร่วมวงกันเล่น อีกพวกหนึ่งเป็นพวกข้าราชการอำเภอกับตำรวจ นายวงก็ไม่ยอมรวมวงเดียวกันอีกเหมือนกัน โดยให้เหตุผลว่าเครื่องสายมโหรีมากนักก็แซ่ไปเสียหมด พวกจำอวดพวกเพลงฉ่อยและลำตัดล้วนแต่ว่าประกวดประขันประชันกันทั้งนั้น กรับที่ใช้ตีให้จังหวะอันหนึ่งๆ ใหญ่เท่าดุ้นฟืน เป็นอาวุธไปในตัวไว้ตีกันในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งรวน

พวกพ่อค้าคหบดีที่ในเมืองเมื่อนึกถึงพระคุณเจ้าก็พากันช่วยเงินเป็นจำนวนมาก พวกที่อัตคัดขัดสนก็เอากำลังของตัวเข้าช่วยปลูกโรงหนังโรงละครไปตามเรื่อง ได้เงินเป็นกองกลางสำหรับงานศพไว้เป็นเงินก้อนใหญ่ ที่จะทำงานศพให้งามสมหน้าสมตาท่านสมภารผู้เต็มไปด้วยความเมตตาอารีต่อคนทั่วไป และในจำนวนเงินก้อนนี้ ยังมีมากพอที่จะช่วยให้งานครึกครื้นขึ้น โดยซื้อถ้วยรางวัลให้แก่ผู้ชนะโดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นหนัง ละคร หรือลิเก พวกอ้ายหนุ่มวัยเหลนก็กระเย้อกระแหย่งหาเสื้อผ้าชนิดลายพร้อยเหมือนงูเหลือมเตรียมไว้สำหรับรำวง พวกนักร้องก็โดดลงน้ำในลำประโดงหัดเขย่าอกเขย่าปอดจะได้เกิดเสียงครวญคราง ถ้าคว้าเอาถ้วยประกวดร้องเพลงมาได้ก็แสดงว่าอนาคตเห็นจะไปได้ไกลขนาดแพท บูน เอาทีเดียว บ้างก็จะร้องเพลงของทูล ทองใจ บ้างก็จะร้องเพลงของสุเทพ, ชรินทร์ หรือสมยศ เสียงร้องโอ้กอ้ากดังลั่นอยู่หลายต่อหลายบ้าน พร้อมทั้งเสียงด่าทออุบอิบของพวกบ้านใกล้เรือนเคียง

พวกยี่เกวงยายเป้ามีผู้หญิงแสดงมาก เป็นยี่เกท้องนาหาญเข้าไปประชันกับยี่เกเมืองอันมีพ่อเชื้อเป็นตัวเอก ก็ถือเสียว่าตัวมี​ฝ่ายหญิงพอเชิดหน้าชูตา คนคงดูมากกว่ายี่เกที่มีแต่ผู้ชาย แต่อันยี่เกหานั้น การแต่งเนื้อแต่งตัวก็ไม่สู้สลักสำคัญนัก แต่นี่มันเป็นยี่เกช่วยก็จำจะต้องให้แวววาวพราวพรายไปด้วยทองหยองให้เต็มเนื้อเต็มตัว บรรดาศิลปินยี่เกทั้งหลายต่างออกหยิบยืมหาสร้อยหากำไลหาแหวนใส่กันให้แดงครืดไปหมด ที่หยิบยืมเขาได้ก็พอรอดตัว แต่พวกที่ไม่มีที่หยิบยืมก็จำต้องขอเช่าเขา สร้อยคอก็เช่า แหวนก็เช่า และกำไลก็เช่า นาฬิกาสายทองก็เช่ากันเสียจนกลบข้อมือ ล้วนแต่ทองนพคุณทั้งสิ้น มิให้มีทองเหลือง หรือทองวิทยาศาสตร์เข้าไปปะปนเลย

“ขอเช่าสร้อยคอร้อยหวายเส้นนั้นให้ข้าเถอะ” เจ้าเกษรนางเอกพูดกับนายนุ่ม

“อีหนูมันก็จะใส่ไปเที่ยวงานของมันเหมือนกัน”

“งั้นเอาอีขัดมันอ้ายเส้นสามบาทนั้นก็ได้...”

“เจ้าจะให้ข้าเท่าไร?”

“เสร็จงานแล้วจะให้สัก ๑๐ บาท...”

“ฮะ! ไม่ได้หรอก! ทองถึง ๓ บาท ข้าเอา ๒๐ เอ็งจะเอาหรือไม่เอาตามใจเอ็ง” ท้ายที่สุดนางเอกยี่เกก็จำต้องยอมรับเอา

ก่อนวันงานคืนหนึ่ง แสงไฟก็สว่างพรึบไปหมดแล้วทั่วงานวัด บรรดาชาวร้านย่านตลาดตั้งแผงขายของขนูกขนมสารพัดอย่าง ตั้งเรียงรายกันไปเป็นแถว พวกหนุ่มๆ ทีนเอจเดินชะลอคลอเคียงตามเจ้าสาววัยรุ่นที่เดินแกว่งตะโพกที่ซ่อนอยู่ภายในกางเกงสู้วัวอันตึงเปรียะ และยิ่งส่ายมากเข้าไปอีกเมื่อเห็นคนมองกันเป็นตาเดียว ทุกๆ คนหมายตาเอาไว้ว่าเวทีประกวดรำวงอยู่ตรงไหน และเวทีประกวดร้องเพลงอยู่ตรงไหน? นักร้องมีชื่อของ​เมืองไทยหลายคน เกิดมาจากการประกวดร้องเพลงตามวัดก็มีถมเถไป บนกุฏิศาลาการเปรียญ พวกยี่เกและพวกศิษย์หาที่อยู่ต่างตำบลอันห่างไกล เริ่มมาพักหลับนอนกันแล้วเป็นทิวแถว โดยไม่ต้องกางมุ้งกันเลย พวกรถขายยาสำเร็จรูปโก่งคอร้องเพลงออกอากาศอยู่ตามวัด ไม่ว่าจะเป็นบนบกหรือไนแม่น้ำซึ่งมีเรือขายยาตะโกนโหวกๆ อยู่เช่นเดียวกัน ตามที่ว่างในลานวัดมีการแสดงสิ่งของประหลาดทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ละครลิงกายกรรมไทยและจำพวกม้าเวียน และชิงช้าสวรรค์ กระเช้าสวรรค์ดูครึกครื้นยิ่งนัก รถประจำทางทุกเที่ยวจากนอกเมืองบรรทุกคนเพียบแปล้จนยางแทบจะระเบิดออกไปทีเดียว

ครั้นแล้ววันงานก็มาถึง!

พอเริ่มงานตอนเช้าคนก็แออัดยัดเยียด พระอาทิตย์ปลายมีนาคมร้อนจัดเป็นบ้าเป็นหลัง ทั้งยี่เกละครเริ่มลงโรงทำให้ผู้คนเบียดเสียดกันเข้าไปดูจนเหงื่อไหลไคลย้อย พวกที่หิวโหยโรยแรงก็จะหันเข้าปะรำโรงทานที่ตั้งไว้แจกอาหารปะทะปะทังความหิวเข้าไว้ในเวลากลางวัน พวกที่ร้อนจัดก็จะหันมาหาน้ำยาอุทัย แล้วเข้าไปแต่งตัวหวีผมผัดหน้าส่องกระจกที่ตั้งไว้เป็นแถวภายในปะรำอันยาวเหยียด เครื่องขยายเสียงของกรรมการจัดงานก็รายงานเรื่องคนมาช่วยงาน คนนั้นเท่านั้นคนนี้เท่านี้อยู่ตลอดเวลา ถ้าใครช่วยเงินมากก็ย้ำแล้วย้ำเล่าบอกกล่าวชื่อผู้ใจบุญคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

พอตกเวลากลางคืน ลานวัดอันกว้างขวางใหญ่โตไม่มีวัดใดเทียบเท่า ก็ดูเหมือนจะเล็กไปเหมือนเมล็ดข้าวที่เข้าไปอัดกันอยู่ในทะนานใบเล็ก ทำให้ลานวัดดูคับแคบไปในทันทีทันใด คืนวัน​แรกตามหมายกำหนดการให้ประกวดวงดนตรีเครื่องสายไทยเสียก่อน วงข้าราชการแสดงก่อนแล้วผลัดกับวงชาวบ้านเรื่อยไปคนละเพลง พวกข้าราชการคิดการที่จะเอาชนะเต็มที่ สั่งเอานักดนตรีไทยมีชื่อไปจากกรุงเพื่ออวดฝีมือ พวกเครื่องสายชาวบ้านเห็นการจะไม่ยุติธรรมนักและเล่นโกงกันเห็นๆ - พี่แกก็กระโดดเข้าไปในวงพิณพาทย์อันเคยสนิทชิดชอบกันมา จับไม้ตีกลองทัดขึ้นแล้วก็ลงมือรัวกลองขนาดตีกลองศึก หรือโซโลกลองกันเป็นการใหญ่ กลบเสียงเดี่ยวไวโอลิน เดี่ยวขิม และเดี่ยวขลุ่ย อู้ด้วง ออร์แกนเสียจนสิ้นเชิง

พวกข้าราชการก็นิ่งเฉยเสีย พอวงพวกชาวบ้าน - เดี่ยวบ้าง ข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่งยกแก้วเหล้าขึ้นซดแล้ววิ่งไปที่หอฉัน เขารัวระฆังเสียงเหง่งหง่างขึ้นมาบ้าง กลบเสียงเดี่ยวเสียหมด คราทีนี้วงเครื่องสายทั้งสองวงก็ยืนขึ้นพร้อมกัน ทำท่าว่าจะเข้าเชือดเนื้อเถือหนังและท้าทายกันอย่างดุร้าย ทำให้กรรมการต้องวิ่งเข้าระงับเหตุ พวกนักดนตรีไทยเลยไม่ได้แสดงฝีมือกันในวันนั้น

ฝ่ายปี่พาทย์วงนายกริบกับวงนายอุ่นหรือครูอุ่นสัญญากันไว้ว่าจะเล่นคนละเพลงไม่ซ้ำกัน ถ้าใครเล่นทับเพลงก็หมายความว่าแพ้ วงครูกริบเกิดมันมือขึ้นมาแล้วไม่ยอมหยุด ออกสองชั้นสามชั้นออกทรงเครื่องเหมือนจะเล่นเสียคนเดียว วงครูอุ่นเกิดขัดใจเลยขึ้นเพลงเสมอแล้วเชิดเลย เสียงพิณพาทย์สองวงตีพร้อมกันจนระเบ็งเซ็งแซ่ไปหมด ทั้งกุฎิพระสงฆ์องค์เจ้าตลอดจนแขกเหรื่อที่มาช่วยงานพูดกันฟังไม่รู้เรื่อง ในเวลาไม่ช้านักไม้ตีกลองทัดของวงครูอุ่นก็ปลิวมาโดนหน้าผากคนตีระนาดเอกแตกเลือดไหลริน ฉาบวงครูกริบจึงร่อนมาโดนคนเป่าปี่เป็นบาดแผลฉกรรจ์​เลือดโซมหน้า วงพิณพาทย์ทั้งสองตรงเข้าตะลุมบอนกันเป็นสิงคลี ร้อนถึงกรรมการจัดงานตลอดจนกำนันต้องวิ่งเข้ามาห้ามกันยกใหญ่ และส่งคนเจ็บไปยังโรงพยาบาล

ทางด้านหนังตะลุง ตั๋วโผเสกมนตร์ดลจิตวิทยา แล้วโบกธงแดงเบื้องบนจอเงินเล็กๆ กลองก็ตีรัวเอาฤกษ์เอาชัย ฤาษีตาแดงออกมายืนสงบนิ่งอยู่บนหยวกกล้วย คนเชิดร้องไหว้ครูจบบทหนึ่ง กลองก็รัวขึ้นครั้งหนึ่ง เสียงโห่เอาชัยขึ้น ๓ ลาแล้วลิงหัวค่ำก็ออก ผู้คนที่กำลังดูหนังกลางแปลงก็วิ่งพรูกันเข้ามาดูหนังตะลุงกันเสียหมด คนพากย์หนังจะพากย์เท่าไรๆ ก็ไม่มีคนไปดูเลย นอกจากเด็กๆ ที่นอนดูกันอยู่หลังจอ ๗ - ๘ คน

พอหนังฝรั่งจัดเอาหนังคาวบอยเด็ดๆ ออกมาฉายคนก็ฮือกันไปทางหนังฝรั่ง แต่พอหนังตะลุงปล่อยตัวตลกออกมาอีก ๒ - ๓ ตัว คนก็ฮือมาทางหนังตะลุง เวียนแพ้เวียนชนะและคู่คี่กันมาตลอดเวลา

น่าสงสารแต่ยี่เกวงแม่เกษร ที่ตั้งโรงแสดงอยู่ข้างหอระฆัง ยายเป้าตบอกผางแล้วร้องขึ้น

“ตั้งแต่กูหากินแถวนี้มาตั้งแต่สาวจนแก่ก็เพิ่งจะมาเคยที่งานนี้แหละที่ไม่มีคนดู”

อีกโรงหนึ่งคือที่โรงของพ่อเชื้อ คนดูเบียดเสียดยัดเยียดจนแทบจะเหยียบกันตาย แต่โรงยายเป้ามีคนดูอยู่ ๗ - ๘ คน เท่านั้นเอง มีคนดูยี่เกยายเป้ามาใหม่ ๔ คนในขณะนั้น พร้อมด้วยเจ้าหนุ่มวัยฉกรรจ์เลยทีนเอจแล้วอีก ๑ คน พอเห็นโรงยี่เกยายเป้ามีคนดูอยู่ ๗ - ๘ คน น้ำใจอันบังเกิดความสงสารเห็นใจและเข้าข้างฝ่ายที่พ่ายแพ้ก็บังเกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังอด​ล้อเลียนไม่ได้ เฒ่าหนูไปยืนอีกฟากหนึ่งของโรงยี่เกที่ปราศจากคนดู

เขายกมือขึ้นโบกอยู่ไปมา

“เฮ้! อ้ายเหมือน - กลับบ้านเรียกกูด้วยนะโว้ย!...”

“ทำไมล่ะหนู?” เฒ่าเหมือนถาม

“ประเดี๋ยวจะหลงกัน - คนมันมากเกินไป...”

ยายเป้าตั๋วโผยี่เกอยากจะร้องไห้โฮออกมาในเวลานั้น

“ทั้งเยาะทั้งเย้ยเทียวนะพ่อคุณนะ! เห็นล้มแล้วกลับซ้ำเติม...”

“โธ่! พี่เอ๋ย - ฉันไม่มีนิสัยยังงี้หรอก พี่ล้อเล่นเห็นเป็นสนุกอย่าได้ถือสาเลย..” เฒ่าเหมือนเอ่ยขึ้น “ฉันจะเรียกคนให้ได้ ถ้าแม่จะหาอ้ายน้ำพรรค์อย่างนั้นออกมากินกันบ้าง...”

“อ๋อได้ - ฉันเต็มใจทีเดียวพ่อคุณ...”

ครั้นแล้วยี่เกนอกโรงก็ได้อุบัติขึ้น เฒ่าเหมือนกับเฒ่าหนู ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายท้าทาย เฒ่าไปล่กับเฒ่าโพล้งรับคำท้า

“ฮะฮ้า! มึงนักเลงจริง มามึงเข้ามา...”

“ฮ่า! ท้ารึเกลอ เกลอท้ากันรึ...”

“ท้าซีวะ! อ้ายบัดซบ...” เฒ่าหนูร้องขึ้นและตบมืออยู่ฉาดฉาน “มา - มาลองกันเดี๋ยวนี้ให้มันรู้กันไป มาเข้ามา! อย่างขาวสะอาด หรือจะให้ไปตีกันบนหลังคาบ้านมึงก็ได้...”

เจ้าชัยหนุ่มน้อยวัยทีนเอจก็ถ่างปากร้องตะโกนลั่น

“ขอเสียทีเถอะ ขอเสียที - เรามาเที่ยวงานนะ!...”

โฆษกชัยหรือพิธีกรชัยวิ่งเข้าไปทางโรงยี่เกพ่อเชื้อที่มีคนดูแน่นทึบราวกับจะเหยียบกันแบน แล้วร้องตะโกนลั่น

“ยี่เกโรงโน้นคนตีกัน...”

​“อย่าไปดู เขากำลังจะฆ่ากัน” เขาร้องสำทับ

“เด็กๆ อย่าเข้าไปเป็นอันขาด - กำลังฟันกันนัว...”

พอได้ยินคำพูดของชัย บรรดาคนดูทั้งหลายก็เหลียวข้ามไหล่ไปดูยังโรงโน้น ภาพของบรรดาคนดูยังโรงโน้น ภาพของคนทั้งสองที่กำลังถือดาบไม้ของยี่เกที่กำลังกวัดแกว่งอยู่ไปมา ชายเลยวัยกลางคน ๔ คนเดินกำเข้าหากัน อีกคนหนึ่งฟันอีกคนหนึ่งล้มลงไปชักดิ้นพราดๆ แลเห็นแก่ตา เหตุจูงใจเหล่านี้ทำให้เด็กๆ วิ่งแตกฮือนำหน้ากันมาก่อน แล้วคนใหญ่ก็ออกวิ่งตาม

“ตีกันโว้ย! ตีกัน...”

“ยี่เกโรงโน้นฟันกันชักกลางวง”

เฒ่าเหมือนผู้ล้มชักดิ้นซักงออย่างสนิทสนมและสมจริงเปิดเปลือกตามองดูไปรอบๆ เห็นคนมุงเข้ามามากพอดูก็พยักหน้ากับเจ้าชัย

พอได้หางตาเฒ่าเหมือน กำลังของเจ้าชัยก็เกิดมีขึ้น เขาวิ่งเข้าไปในฉากยี่เกแล้วก็สอดส่ายสายตาหาเกษร หล่อนกำลังอยู่ในเครื่องต้นเครื่องทรงอันงามสง่า มือซ้ายของเขาตวัดคอของเกษร และรองรับแผ่นหลังไว้ด้วยมือขวา ช้อนใต้ขาพับตรงหัวเข่ายกขึ้นอุ้มออกมานอกฉาก ทำให้เกษรตกตะลึงพรึงเพริดอยู่เป็นครู่ พอรู้สึกตัวได้สติหล่อนใช้สองขาถีบอากาศและดิ้นรนสุดแรงเกิด เขาพาวกออกข้างโรงแหวกคนดูไปทางหลังโรงอย่างรวดเร็ว แล้วยี่เกนอกโรงก็หยุดยืนหอบฮักประทับจมูกลงไปที่แก้มของหล่อน และปากของเขาก็ประทับลงไปที่ตรงมุมปากของเกษร เจ้าชัยเลยวัยเหลนครางออกมาเหมือนคนเพ้อ

“ฉันรักเกษรมานานแล้ว รักปานหัวใจ...”

​แต่พออ้ายหนุ่มยี่เกนอกโรงจะก้มลงจูบอีก ผู้คนก็รุมล้อมกันเข้ามาแน่นขนัดเสียแล้ว ทำให้เขาต้องอุ้มหล่อนวิ่งต่อไปอีก เลี้ยวไปเข้าทางด้านข้างของโรงอีกด้านหนึ่งแล้วก็วางหล่อนลง

ข้อมือของเขาถูกจับไว้มั่นด้วยมือของกำนัน ตำรวจรักษางานสองคนวิ่งเข้ามาพร้อมด้วยอาวุธ เขาควักกุญแจมือออกมาจากกระเป๋า และเตรียมที่จะสับมันลงไปบนข้อมือของเขา

“เดี๋ยวก่อนครับหมู่” เขาพูดหอบๆ “ฟังผมพูดก่อน”

“ไม่ต้องฟังละ! ฉันเห็นแก่ตาทีเดียวว่าเราอุ้มเขาออกไป”

“ผมทำเพื่อโฆษณานะครับหมู่”

ทั้งเฒ่าเหมือนเฒ่าหนูแหวกคนเข้ามา

“ไม่ใช่เรื่องจริง” เฒ่าเหมือนพูดขึ้น “อาชญนิยายครับ”

“อาชญนิยาย...” กำนันทวนคำ

“ผมเตี๊ยมขึ้นเอง...” เฒ่าหนูพูด

“เพื่อเรียกคนให้มาดูยี่เกโรงนี้ -” เฒ่าโพล้งบอก

“บ้า! อะไรกันอย่างนี้...” กำนันร้องขึ้น

“ตั๋วโผยี่เกอยู่ที่ไหน?”

“อีฉันอยู่นี่เจ้าค่ะ - “ นางตอบ

“เขาจะอุ้มนางเอกเราไปใช่หรือไม่ใช่?”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ! เขาจะโพนทะนาให้คนมาดูเท่านั้นเอง”

“เขาบอกเราแล้วหรือ?”

“บอกแล้วเจ้าค่ะ เขาบอกว่าเขาจะแสดงอาชญนิยายหรือนิยายอาชญากรรมให้ดู” นางตอบ “และเดี๋ยวนี้คนก็มาดูแล้วละค่ะ! หมู่ไปเสียเถอะเดี๋ยวคนกลับไปเสียหมด...”

ยี่เกเริ่มออกตัวแล้ว เกษรออกมาพูดจ้อถึงเหตุการณ์ที่ได้​เกิดขึ้น หล่อนว่าหล่อนเป็นผู้หญิง เมื่อไม่มีคนนิยม ต่อไปนี้จะได้เปลี่ยนเป็นอาชญนิยายลึกลับและตื่นเต้น ดังที่ได้แสดงตัวอย่างให้ดูแล้วเมื่อสักครู่นี้ จะเป็นยี่เกแหวกแนวเล่นได้เท่าของจริงทีเดียว เค้าโครงเรื่องก็จะไม่ให้แพ้เรื่องเชอร์ล็อก โฮล์มส์ หรืออาร์แซน ลูแปง และเรื่องของการ์ดเนอร์ก็ยังได้ ครั้นแล้วยี่เกก็เริ่มแสดงและเดินเรื่องเร็วทันใจพระเดชพระคุณเหลือเกิน

กรรมการร้องเพลงเริ่มประกวดเพลงไทยสากลเข้าให้แล้ว จิ้งเหลนตัวแรกเดินฝ่าไปในเสียงตบมืออันเกรียวกราว ถ้ามีเครื่องวัด มันอาจขึ้นไปถึง ๙๐ เต็มปรี่ทีเดียว

“ชื่ออะไร?” กรรมการถามขึ้น

“ชื่อชูศักดิ์...” เขาตอบ

“จะร้องเพลงอะไร?”

“เพลงโปรดเถิดดวงใจ”

อีกคนหนึ่งก้าวขึ้นมาสมัครอีก

“ชื่ออะไร?”

“ชื่อชูเกียรติครับ” จิ้งเหลนใหม่ตอบ

“จะร้องเพลงอะไร?”

“เพลงโปรดเถิดดวงใจ”

“ก็ซ้ำกันน่ะซี” กรรมการบอก

“ผมชำนาญอยู่เพลงเดียว”

ทีนเอจหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในกางเกงสู้วัวรัดตึงเปรียะ

“คุณชื่ออะไร?” กรรมการถาม

“ชื่อชูศรีค่ะ...”

“ชูทั้งนั้น” กรรมการร้องขึ้น “จะร้องเพลงอะไร?*

​“เอาโปรดเถิดดวงใจแล้วก็เสียงดุเหว่าแว่ว แล้วก็น้ำตาในสายฝนค่ะ”

“ร้องได้เพลงเดียว”

“งั้นเอาเสียงดุเหว่าแว่วก็แล้วกันค่ะ!...”

ครั้นแล้วเสียงอันโหยหวนก็ได้เริ่มขึ้น ทั้งเสียงสูงเสียงต่ำ เสียงเทเนอร์ บาริโทน โก่งคอร้องกันยกใหญ่ ผลของการประกวดจะได้ตัดสินในวันสุดท้าย บางคนเสียงกลมดิกเหมือนไม้กระบอก บางคนเสียงแตกเหมือนกระดาษทราย บางคนเสียงแบนเหมือนเสียงวัวเหยียบ - และบางคนเสียงเหมือนจานเสียงที่เสื่อมคุณภาพมาแล้วในราว ๓ ปี

การจัดระเบียบใหม่ได้เริ่มขึ้นในวันที่ ๒ ของงาน วงเครื่องสายแยกย้ายกันไปอยู่ไกลๆ พิณพาทย์แยกไปกันคนละกุฏิ แยกหนังตะลุงออกไปจากหนังฝรั่ง...แยกวงประกวดร้องเพลงออกไปเสียจากเวทีรำวง เหตุการณ์ได้ดำเนินไปโดยเรียบร้อยจนกระทั่งวันสุดท้าย

รุ่งอรุณแห่งวันใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว พระอาทิตย์อุทัยไก่วัดไก่บ้านขันรับกันเป็นทอดๆ เกษรนางเอกผวาตื่นขึ้นในย่ำรุ่ง หล่อนกรีดร้องขึ้นจนสุดเสียง ทั้งสร้อยคอสร้อยข้อมือและแหวนหายไปจากตัวจนเกลี้ยงเกลา เสียงร้องของหล่อนปลุกคนอื่นๆ ให้ตื่นขึ้น และคนอื่นๆ ก็กรีดร้องประสานเสียงขึ้นมาพร้อมๆ กันอีกเหมือนกัน เพราะเครื่องทองรูปพรรณที่ยืมมาบ้างเช่าเขามาบ้าง ได้ถูกขโมยถอดเอาไปเสียจนหมดตัวในเวลาหลับจากการแสดงที่อ่อนเพลียมาหลายวัน

“ตายแล้ว อกแตกตายกันคราวนี้เอง...” เกษรร้องขึ้น “จะ​เอาที่ไหนไปใช้เขาไหว”

เสียงร้องไห้โฮของยายเป้าดังขัดจังหวะขึ้น

“ฉิบหายแล้วกู - เข็มขัดนากเช่าเขามาหายไปด้วยเหมือนกัน”

“หลับสนิทเหมือนตายโหง” แม่สาวคนหนึ่งร้องไห้พลางพูดพลาง “ฉันเชื่อเหลือเกินว่ามันจะต้องแอบเอายาเบื่อให้หลับมาใส่ลงในข้าวและกับข้าวที่เรากินเมื่อเย็นวาน”

ทุกๆ คนร้องไห้และเต็มไปด้วยความวิปโยคโศกเศร้า เกษรดูเหมือนจะคลุ้มคลั่งมากกว่าคนอื่นๆ หล่อนรีบล้างหน้าแต่งตัวแล้วเผ่นพรวดลงไปจากกุฏิ เดินออกไปนอกวัดโดยปราศจากความมุ่งหมาย มันก็เผอิญเหลือเกินที่พบชัยคอยอยู่แล้ว

“จะไปไหนเกษร” เขาถามขึ้น

“ไปมันทั้งนั้น...ไปมันส่งเดช” เกษรพูดพลางร้องไห้พลาง หล่อนเล่าเรื่องให้เขาฟังจนหมดสิ้น แล้วก็จบลงประโยคที่ว่า “ฉันจะกลับไปบ้านได้อย่างไรนี่ ฉันจะไปหาเงินที่ไหนมาใช้เขาไหว”

“อย่าไปโดยปราศจากจุดหมายเกษร...ไปกับพี่ดีกว่า”

“ดียังไง?” หล่อนถามขึ้น

“ไปกับพี่ยังจะมีความหวังบ้าง...พี่มีเงินอยู่เกือบ ๒๐๐ นั่นแน่ะ...และวันนี้เขามีนัดไฮโล...เจ้ามือมาจากกรุง - ถ้าพี่รวยละก็เป็นซื้อให้เขาจนครบ”

“แล้วถ้าพี่ไม่รวยล่ะ?”

“เราก็จะกอดคอกันหามันต่อไปอีก...หามันจนกว่าจะได้...”

หล่อนยืนนิ่งคิดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วก็ตกลงใจ

“ไปก็ไปพี่ - ตั้งใจแทงให้มันดีๆ ทีเดียวนะ ฉันจะรักพี่จนวันตาย!” ○



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #4 on: 21 December 2025, 22:24:32 »


กากมนุษยธรรม

เกียรติยศ - อ้าฮา ท่านเอ๋ย มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ชายเราเพียงใด เกียรติยศมันคือ น้ำตาเท่านั้นที่จะบอกความเจ็บปวดของลูกผู้ชายเรา เปล่าหามิได้ มันไม่ได้มีเฉพาะในวงสังคมอันสูงส่งของลูกผู้ชายชนิดวิสกี้โซดาเท่านั้น ทุกหัวระแหงทุกมุมโลกแม้ในวงกัญชามหาละลาย เกียรติยศก็มีความหมายอยู่ในตัวของมันเองเท่าเทียมกัน

แม้มันจะเป็นเวลานานปีมาแล้ว แต่ก็ยากที่จะลืมมันเสียได้ ตั้งแต่ภูมิประเทศ บุคคล แม้จนกระทั่งกาลเวลาที่ได้ค่อยๆ ล่วงเลยไปวันแล้ววันเล่า ข้าพเจ้ายังจำถนนสายยะลา - เบตงได้ แม้ในเวลานั้นยังไม่มีโจรจีนหรือโจรเรียกค่าไถ่ ยังไม่มีสงครามอันดุร้ายแห่งเอเชียบูรพา นอกจากไข้ป่าและตัวทากที่เที่ยวไต่ต้วมเตี้ยมอยู่ทั่วไป ข้าพเจ้ายังไม่ลืมน้ำตกบาดตะมง นกยูงขาวและกบป่าตัวเท่าเด็กอายุ ๓ เดือน หรือจงโคร่งที่ส่งเสียงร้อง​เป็นดนตรีบรรเลงป่าอยู่ตลอดคืน เสียงซึงของพวกแม่ฮ่องสอนที่เขาส่งมาอยู่ “ทัณฑนิคม” ที่ไอร์เยอร์กระดง ตลอดจนที่ตั้งกองบัญชาการเรือนจำที่อยู่ในป่าลึกห่างจากยะลาถึง ๙๐ กิโลเมตร เต็มๆ มันเป็นภูมิภาพที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อน่าอิดหนาระอาใจสำหรับคนไข้ เหล่าทัณฑกรรมกรนอนขดตัวหนาวสั่น นอนครางฮือเหมือนกิ้งกือ นัยน์ตาลึกปากซีด สั่นแล้วสั่นเล่าสั่นไปจนกว่าจะหาย หรือไม่ก็ทำงานบนสวรรค์หรือในนรกอเวจี ชีวิตหนึ่งชีวิตก็คือนิยายหนึ่งเรื่องเท่านั้นเอง ข้าพเจ้าได้พบชีวิตหลายทัณฑชีวิตในนิคมแห่งนี้

ชีวิตของเจ้าพรคนรับใช้ที่ดีที่สุดของข้าพเจ้าได้สำเร็จเสร็จสิ้นกันไปแล้ว ด้วยการที่ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้ “จับตาย” สำหรับเขา ข้าพเจ้าถูกบังคับให้ฆ่าคนที่ข้าพเจ้ารักที่สุด แต่มันเป็นคราวเคราะห์ดีของข้าพเจ้าที่ไม่ต้องฝืนความรู้สึกของตัวเอง ข้าพเจ้าไล่ติดตามเขาไป แล้วในที่สุดไข้ป่าอันทารุณก็ได้สังหารเขาเสียแทนลูกปืนของข้าพเจ้า นั่นมันเป็นเรื่องแล้วไปแล้วเหมือนลอบเก่าไม่มีใครอยากกู้ขึ้นมาอีก ปล่อยให้มันผุพังอยู่ในน้ำชั่วนาตาปี ข้าพเจ้าประกอบอาชีพของข้าพเจ้าโดยสุจริตและตั้งใจจริง ข้าพเจ้าไม่นำพาต่อคำของเหล่ากรรมกรที่ฉลาดๆ เขามักจะลั่นวาจาออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า ถ้าพวกเขาไม่มีใครทำผิดมาติดคุกติดตะราง ข้าพเจ้าก็คงปราศจากอาชีพ เป็นอันว่าพวกเขามีบุญคุณต่อข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้ามักจะหัวเราะเฉยเสีย มันเป็นความจริงเช่นนั้น ถ้าไม่มีใครทิ้งจดหมายติดต่อกันเลย บุรุษไปรษณีย์ก็คงหางานทำไม่ได้ ถ้าทุกคนไม่ขึ้นสามล้อ คนขี่สามล้อก็คงต้องพักงาน ในตอนที่ข้าพเจ้ามาจากกองป่า ข้าพเจ้าก็ถูกส่งให้อยู่ในร้านสหกรณ์ขาย​ของให้แก่กรรมกรตามราคาในบัตรของกองบัญชาการ

ข้าพเจ้ามองดูมนุษย์นัยน์ตากลวงเหล่านั้น เข้ามาซื้อสินค้าด้วยความเศร้าสลดใจ สิ่งใดที่จะอนุโลมขายให้เขาไปได้ด้วยการขาดเงินเพียงเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็มักจะจัดการให้เขาได้รับเสมอไป บางคนไข้จับและกำลังสั่นคลานเข้ามาหาข้าพเจ้าทำทีเหมือนว่าถ้าไม่ได้กินนมข้นสักกระป๋องหนึ่งเขาคงจะต้องขาดใจตายทันที แต่เขามีสตางค์น้อยไป ๗ - ๘ สตางค์ ทั้งๆ ที่ราคานมข้นในสมัยนั้นกระป๋องละ ๓๕ สตางค์เท่านั้น ข้าพเจ้ารีบหยิบส่งไปให้เขาทันทีโดยไม่ปริปากอะไรเลย ด้วยริมฝีปากอันแห้งผาก นัยน์ตาโหลลึกเช่นเดียวกัน เขามาขอซื้อเนื้อเค็มเราเพียง ๓ สตางค์เท่านั้น ซึ่งเราขายไม่ได้ ถ้าเราขายขาดทุนเพราะไม่รู้จะตัดให้เขาเท่าไร อย่างมากก็ ๑ ตารางนิ้ว คนของข้าพเจ้าไม่ยอมขายให้เขา แต่ด้วยเนื้ออันเหลือง ท่าทางผ่ายผอมและโซเซ เหมือนนักมวยที่กำลังจะถูกน็อก ข้าพเจ้าก็สั่งให้เขาขายไปโดยไม่รับสตางค์จากเขาไว้เลย มันเป็นเรื่องน่าทุเรศ มันเป็นเรื่องน่าเศร้า ข้าพเจ้าไม่เคยนึกว่าสนุกหรือน่าขันเลย แต่บางคนก็ร้าย - ร้ายที่สุด คนพวกนั้นเราไม่ค่อยจะนึกเวทนา เผลอไม่ได้ เผลอหยิบทีเดียวไม่ว่าอะไรทั้งนั้นถ้าพวกเขามีโอกาสที่จะขโมยได้ ทั้งๆ ที่เขาเอาไปนั้น บางทีเขาก็มีกันอยู่แล้วอย่างเพียงพอ ความจริงนักโทษเหล่านี้เขาได้เลือกสรรมาแล้วทั้งนั้น แต่ละคนล้วนแต่มีโทษชนิดมหันตโทษ โทษลักเล็กขโมยน้อยไม่มีเลย แต่ความจำเป็นนั่นแหละมันทำให้เขาลืมนึกถึงศีลธรรม มันทำให้เขาต้องหันเข้าหาความทุจริตเพื่อพยุงชีวิตของเขาให้ดำรงอยู่ต่อไปอีก แม้ว่าเขาจะอยู่ในนรกก็ดี ทั้งเรือนพยาบาล เรือนขัง ​โรงครัว และกองบัญชาการ ตลอดจนสถานที่ต่างๆ อันก่อสร้างขึ้นนั้นยังไม่ถาวร หลังคาสังกะสีบ้าง หลังคาใบหวายบ้าง ฝาก็เช่นเดียวกันใช้ใบหวายกระหนาบด้วยไม้บ้าง ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะบ้าง ล้วนแต่ว่าไม่แข็งแรงพอที่จะคุ้มภัยจากคนที่มีนิสัยลักเล็กขโมยน้อยนัก แต่รัศมีปืนของเราก็กว้างขวางพอที่จะคุ้มครองได้เท่ากับฝาอันถาวรเหมือนกัน การที่ต้องระวังคุ้มครองสินค้ากันอย่างหนักมือ ก็เพราะว่าเหล่ากรรมกรหรือที่เรียกกันอยู่ในพวกเรานี้ว่า “ลูกยักษ์” นี้ก็เพราะพวกเขาอยู่กันโดยอิสรเสรี ไม่ต้องถูกกักกุมคุมขัง จะมีโรงขังที่ทำไว้ไม่ค่อยแข็งแรงนักอยู่โรงหนึ่ง ก็มีไว้ใช้สำหรับเมื่อพวกเขาทำผิด ที่เรียกเขาว่า “ลูกยักษ์” ก็เพราะว่าเขากินได้ทั้งนั้น ไม่ว่า นก หนู ลิง ค่าง จนกระทั่งถึงด้วงและจิ้งหรีด เขาเคี้ยวมันเอร็ดอร่อยเหมือนขนมปังกรอบ เขาปลูกกระท่อมของเขาอยู่กันตามไหล่เขา ตามหุบ แลเห็นหลังคาดารดาษเป็นสีทองตัดกับใบกล้วยป่า ที่ขึ้นเป็นพืชเขียวชอุ่มทั่วขุนเขา กลุ่มหมอกอากาศตกจัด ฝนตกไม่รู้เวลา กระท่อมหนึ่งๆ อยู่กัน ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ตามแต่ความสมัครใจของเขา ถึงเวลาก็มารับข้าวจากโรงครัว แล้วไปทำงานตามสังกัดของตัว เลื่อยไม้ โค่นต้นไม้ ลากซุง ฯลฯ ตามแต่สังกัดของตัว ใครจับไข้ - นอน

ในหมู่กรรมกรข้าพเจ้าคบไว้ใกล้ชิดมีหลายคนด้วยกันทุกๆคนดีต่อข้าพเจ้า ไม่ผิดกับเจ้าพรที่ได้ตายไปเสียแล้ว แต่ในหมู่คนใกล้ชิดด้วยกันนี้มีอยู่คนหนึ่งชื่อเจ้าชัย คนสำคัญที่ข้าพเจ้าจำได้ไม่รู้ลืม หากจะหลับตาลงแล้วคิดถึงเขา ข้าพเจ้าบอกได้ทีเดียวว่า ลักษณะใบหน้าท่าทางของเขาเป็นอย่างไร บอกได้แม้แต่ว่าแผลเป็นที่ริมแก้ม ที่ทำให้ใบหน้าของเขาเก๋ขึ้น รูปร่างสูงใหญ่อกกว้าง​ผิวคล้ำ นัยน์ตาดำขลับแต่แข็ง แฝงไว้ด้วยความซื่อสัตย์ตลอดเวลา ข้าพเจ้าได้อาศัยใช้สอยเขาต้มน้ำให้อาบในเวลาเย็น หากับข้าวทำกับข้าว และบางทีเย็นๆ รู้สึกตะครั่นตะครอ เขาจะเป็นหมอนวดอย่างดี

“อีก ๓ เดือนเท่านั้นแหละครับ ที่ผมต้องไปจากนาย”

จริงทีเดียวข้าพเจ้าลืมไป มานึกออกเมื่อเขาบอกแก่ข้าพเจ้าในคืนวันหนึ่ง เขาได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำบางขวางมาเกือบ ๗ ปีแล้ว และสมัครมาอยู่ที่ทัณฑนิคมร่วม ๒ ปี รวมทั้งลดด้วยเขาก็คงพ้นโทษ เพราะเขาได้รับคำพิพากษาให้จำคุกไว้เพียง ๑๒ ปีเท่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ชีวิต ๑ ชีวิตก็คือนิยาย ๑ เรื่อง แต่นิยายชีวิตของชัยก็ไม่โลดโผนเกินไปนัก เขาจวนจะแต่งงานกับหญิงที่เขารักอยู่แล้ว จวนที่จะได้เข้าร่วมหอลงโรง ในเวลาที่กระชั้นชิดเพียงอีก ๕ - ๖ วันเท่านั้น เขาก็ตามไปฆ่าคนเสียคนหนึ่ง เพราะคนๆ นั้นได้ทำร้ายมิตรของหญิงที่เขารัก เรื่องนี้ได้เกิดทำร้ายกันขึ้นมาก็เพราะเรื่องแย่งน้ำเข้านากัน เขารับสารภาพตลอด เขาไม่เคยต้องโทษ ดังนั้นจึงได้รับความปรานี

“พ่อของผู้หญิงเขาก็ดีหรอกครับ” เขาบอกกับข้าพเจ้าเมื่อเขาเล่าเรื่องเก่าๆ ของเขาให้ฟัง “เขาตอบแทนความดีของผมก็คือส่งเสียผมตลอดเวลาเมื่ออยู่บางขวาง ถึงเมื่อผมสมัครจะมาอยู่ที่นี่ เขาก็ห้ามไม่ให้มา เพราะหนทางไกลส่งเสียยาก และยิ่งกว่านั้น...” เขาเล่าต่อไปอีก “ในระหว่างที่ผมมาติดนี่ เขาก็ไม่ยอมยกลูกสาวให้ใครเลย ยังแถมบังคับให้ลูกเขาคอยผม ในเวลา ๑๒ ปี มันไม่ใช่เวลาน้อยๆ เลย และการคอยเช่นนี้มันก็ไม่ใช่การคอยอย่างมีความหวังดิบดีอะไร คอยนักโทษที่จะหลุดจากคุก พาเอา​ความขี้คุกขี้ตะรางไปฝากหญิงที่เรารัก ผมเลยบอกแก่เขาไปว่าอย่าได้มีห่วงแก่ตัวผมเลย ถ้าเห็นที่ชอบที่ควรแล้ว พ่อจัดการไปเถอะ ผมรักพยอม ทำไมจะต้องปล่อยให้เขาคอยอย่างหมดหวัง”

ข้าพเจ้าเปิดซองบุหรี่ให้เขา “แล้วไงต่อไป?”

“แล้วเขาก็คอยน่ะซีครับ ถึงเดี๋ยวนี้เขาก็ยังคอยผมอยู่” เขาจุดบุหรี่สูบอย่างภาคภูมิใจ “พยอมก็พอดูได้หรอกครับ อย่างผู้หญิงบ้านนอก แต่ว่าจะให้สวยอย่างคนในกรุงก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้การแต่งตัว ป่านนี้...” เขานับนิ้วมือช้าๆ และทำปากขมุบขมิบ “อ้าฮา ป่านนี้มิตกเข้า ๒๘ แล้วหรือ?เมื่อจะแต่งงานเขาเพิ่ง ๑๘ เท่านั้น”

“ยังไม่แก่หรอก กำลังสมบูรณ์” ข้าพเจ้าปลอบเขา

เขาเป็นคนสมุทรสงครามเลือดทะเล ทำให้เขามีความองอาจอยู่ในที พูดจาก็ห้าวหาญสมเป็นนักเลง แม่ของเขายังอยู่ แต่บิดาของเขาได้เสียไปเสียแล้ว เรือกสวนของเขาก็มีอยู่พอที่จะเลี้ยงดูกันไป ๒ คนแม่ลูก ถ้าหากว่าเขาทำมาหากินไปโดยสุจริต ไม่ริเล่นการพนันขันต่อ ข้าพเจ้ายังภาคภูมิใจในตัวเขา ในเรื่องความรักของเขา เขาชอบร้องเพลงง่ายๆ ช้าๆ แต่มันโศกๆ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเพลงนี้อัดจานเสียงขายเมื่อกว่า ๑๕ ปีมานี้ เขามักร้องอยู่เนืองนิตย์

“สิบแปดปีมีแต่ทุกข์ติดคุกขัง ถ้าลูกยังยืนยงคงเป็นสาว เมียข้างหน้าป่านฉะนี้ดีหรือคาว ไม่ได้ข่าวขาดหายตายหรือเป็น ขอพระผู้เป็นใหญ่ในพิภพ ความดีทบท่วมหัวมัวไม่เห็น สัตว์ผู้ยากตรากตรำต้องลำเค็ญ จะวิ่งเต้นป่ายปีนสิ้นฝีมือ”

ถ้าแม้ว่าเพลงนี้จะไม่ตรงกับนิยายของเขานัก แต่ว่ามันมี​บางคำบางกลอน หรือลีลาของมันใกล้เคียงกับตัวเขา ในตอนความรักเขาจึงชอบร้องถึง เมื่อเขาพูดกับข้าพเจ้าว่า อีก ๓ เดือนเขาจะต้องจากข้าพเจ้าไป น้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยดนตรี ข้าพเจ้าก็พลอยยินดีไปกับเขาด้วย

“อั๊วจะต้องหาของอะไรให้ลื้อไปบ้าง?” ข้าพเจ้าถาม

“ไม่ต้องหรอกครับ นายช่วยผมเวลานี้ก็ดีอยู่แล้ว”

เหตุการณ์ได้ล่วงเลยมาอีก ยิ่งใกล้วันพ้นโทษของเขา เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าวันเวลาเหล่านั้นมันยิ่งช้าแสนช้า เหมือนในนรกอเวจี สำหรับข้าพเจ้าก็คงปฏิบัติงานของข้าพเจ้าไปเรื่อยๆ แต่มีงานกลางคืนเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ การระวังขโมย บุหรี่หาย นมกระป๋องหาย ปลากรอบหาย ฯลฯ เราไม่ค่อยได้หลับได้นอนกันนัก พอเสียง “แกรก” ดังขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงแมวหรือเสียงหนูวิ่ง ข้าพเจ้าต้องลุกขึ้นฉวยปืนและไฟฟ้าเดินทาง แต่แล้วเมื่อไม่เห็นใครข้าพเจ้าก็ล้มตัวลงนอน ได้แต่สบถสาบาน ถ้าหากว่าข้าพเจ้าเห็นแม้แต่เงาตะคุ่ม ข้าพเจ้าจะยิงให้คว่ำให้ได้ เพราะพวกมือไวเหล่านี้มันรบกวนความสุขเสียเหลือเกิน

วันนั้นข้าพเจ้าจำได้ดี เช้ามืดฝนตกหนัก แต่ในตอนสายท้องฟ้าโปร่ง แดดส่องกราดจับหุบเขาอยู่ทั่วไป เสียงลิงค่างบ่างชะนีร้องกันระงมอยู่บนยอดเขา ชัยวิ่งเข้ามาหาข้าพเจ้าด้วยกิริยาท่าทางอันกระหืดกระหอบ ในมือของเขาถือกระดาษแผ่นหนึ่งมาด้วย

“นายครับ” เขาเรียกข้าพเจ้าด้วยเสียงสั่นๆ แต่แจ่มใส

“นายครับ แม่ผมจะมารับ แล้วก้อ - อ้า พยอมเขาก็มาด้วย นี่หนังสือ นายอ่านดูซีครับ ผมผ่านมาทางกองบัญชาการ เขาให้ผม​มาเดี๋ยวนี้เอง”

ข้าพเจ้ารับจดหมายของเขามาอ่านดังๆ เพื่อให้เขาได้ยินอีกครั้งหนึ่ง เพราะข้าพเจ้ารู้ดีว่ามันเหมือนยาทิพย์ที่ชโลมหัวใจเขา

หนังสือจากแม่ช้อย

ถึงนายชัย

หนังสือที่ส่งมาให้นั้น ผู้ใหญ่แบนเขาเอามาให้อีกต่อหนึ่ง เขาว่าเอ็งจะพ้นกำหนดโทษ ผู้ใหญ่แบนเขาก็ดีใจ เพราะว่าเอ็งก็มีคุณอยู่แก่เขานั้น พยอมเล่าก็เกินกำหนดมีเรือนคอยเอ็งมา ทั้งเงินของผู้ใหญ่ด้วย ของข้าด้วยผสมกันก็พอดีมีค่ารถมารับเอ็งได้ ปีนี้สวนค่อยยังชั่วก็พอจะมารับเอ็งได้ทั้งแม่และพยอม ครูกลิ่นก็บอกระยะทางให้แล้วว่า เขาจะมาขึ้นรถที่ราชบุรีไกลนัก ลงเรือไปเมืองเพชร ขึ้นที่สถานีเพชรลงถ่ายที่หาดใหญ่อีกทีหนึ่งแล้วก็ขึ้นรถต่อไปนิบง แต่ว่านิบงนี้แหละไม่รู้จัก ขอให้มารับแม่กับพยอมด้วย ถ้าไม่มารับก็จะลำบากเพราะไม่เคยขึ้นรถไปค้างคืนค้างวันเลย ผู้ใหญ่เขาฝากเสื้อกางเกงมาให้ด้วย ไม่รู้ว่าเอ็งจะอ้วนหรือผอม ไว้พบกันแล้วค่อยลองดู

จากแม่ช้อย

เขาเอื้อมมือมารับจดหมายของเขากลับคืนไปด้วยความหวงแหนและทะนุถนอม ข้าพเจ้าพลอยตื่นเต้นและดีใจกับเขาด้วย เอื้อมมือไปตบไหล่เขาเบาๆ แล้วก็พูดกับเขาด้วยเสียงปรกติ

​“ให้พักเสียที่ห้องอั๊วก็แล้วกัน มันมีเตียงมีที่นอนมีมุ้งเสร็จ และก็มาเอาข้าวและกับข้าวไปจากร้านจดบัญชีอั๊วไว้”

เขายกมือขึ้นไหว้ข้าพเจ้า สีหน้าของเขาบ่มสายเลือดแห่งความปลาบปลื้ม นัยน์ตาทั้งคู่ฉายแสงแห่งความสุขอย่างเยี่ยมยอด

“แต่ผมยังมาหนักอยู่อย่างหนึ่ง” เขาพูดขึ้นด้วยความเกรงใจ “ยังหนักใจอยู่แต่ว่าผมจะออกไปรับพยอมและแม่ที่นิบงได้อย่างไร?”

“ไม่ต้องตกใจ” ข้าพเจ้าตบหลังเขา “อีกไม่กี่วันลื้อก็พ้นโทษแล้ว อั๊วจะฝากรถบรรทุกไม้เขาให้ ไว้ธุระอั๊วเอง จะไปด้วยก็ไม่มีใครดูร้าน ไปเถอะ ไปเตรียมปัดกวาดห้องอั๊วไว้ให้ดี นี่แน่ะลูกกุญแจ”

เขารับลูกกุญแจจากข้าพเจ้าแล้วเดินขึ้นเขา บ้านพักน้อยๆ ของข้าพเจ้าตั้งอยู่บนเนินเตี้ยๆ เต็มไปด้วยกล้วยป่าและกระดาดใบโตๆ ที่ขึ้นซอกซอนอยู่ตามชะง่อนหิน แท้ที่จริงบ้านในสถานที่เช่นนั้นไม่ต้องไปปลูกให้มันดิบดีนัก เพียงแต่กระท่อมสับปะรังเคธรรมชาติก็จัดสรรให้มันแลดูงามไปเอง เมื่อเขาขึ้นเขา ข้าพเจ้ายังแลเห็นหลังเขาที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลไหม้ มันช่างตัดกับสีเขียวของใบกระดาดเสียจริงๆ ข้าพเจ้าอิจฉาความสุขของชัยหรือ? เปล่าหามิได้ ข้าพเจ้ากลับพลอยนิยมชมชื่นกับชีวิตของเขาไปด้วย และฝันถึงว่า ถ้าเป็นข้าพเจ้า โอ! ถ้าเป็นข้าพเจ้าบ้าง มันจะเป็นความสุขเพียงไหน?

ข้าพเจ้ายังสงสัยอยู่ไม่วาย สงสัยเสียจริงๆ ว่า ยังจะมีผู้หญิงคนไหนที่มีใจคอเด็ดเดี่ยวเหมือนพยอม ที่อุตส่าห์แขวนชีวิต​ของหล่อนไว้กับการคอยที่ปราศจากราคาค่างวด นอกจากความรักที่ไม่ค่อยจะศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้หญิงสวยๆ แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้าพยอม ยังไม่เห็นว่าหล่อนมีความสวยสดงดงามแค่ไหน แต่ในความรู้สึกนึกคิดของข้าพเจ้า ผู้หญิงอย่างนี้เป็นต้องสวยแน่ สำหรับคนที่เขารักหล่อนและเห็นใจหล่อน ข้าพเจ้างดความสนใจจากชัยหรือพยอมเสียชั่วคราว หันมารับงานของข้าพเจ้า มันจะมีอะไรนอกจากมารับงานกันแล้วก็กลับไปด้วยกันอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ส่วนข้าพเจ้าก็ต้องต่อสู้กับนัยน์ตาลึกๆ เสียงครางฮือด้วยความหนาวเหน็บ แล้วก็เสียงซึงที่เฝ้าแต่ดีดแล้วดีดเล่าและชอบลุกขึ้นมาดีดเวลาตี ๒ เวลาที่เงียบสงัดปราศจากศัพท์สำเนียงใด นอกจากเสียง “โจงโคร่ง...โจงโคร่ง...” ร้องรับกันเป็นจังหวะจะโคน

ความสนใจของข้าพเจ้าได้ผุดขึ้นอีก ในเรื่องความสวยงามของพยอม ข้าพเจ้าคิดถึงชัยบ้าง และไม่ได้คิดถึงเขาบ้าง เหมือนคนนอนหลับๆ ตื่นๆ จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีรถบรรทุกไดมอนด์ทีสีแดงมาหยุดกึกลงที่หน้าร้าน ชัยกระโดดลงมาจากตอนหลังของรถและวิ่งร่ามาหาข้าพเจ้า

“นายครับ แม่ผมมาแล้ว” เขาร้องบอกด้วยเสียงสั้นๆ

ข้าพเจ้าจับสายตาอยู่กับรถแล้ว ดังนั้นเมื่อมองไปอีกครั้งหนึ่งก็แลเห็นหญิงสาวร่างท้วมคนหนึ่งก้าวลงจากรถ หญิงชราร่างอวบอ้วนก้าวตามลงมา

ทันทีนั้นเอง ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าการเดาของข้าพเจ้าผิดไปถนัดทีเดียว พยอมในรูปทรงแห่งร่างกายของหล่อนไม่ได้งามด้อยไปกว่าจิตใจอันดีงามของหล่อนเลย เป็นโชคของชัย ข้าพเจ้าคิด ​ข้าพเจ้าไหว้ตอบอย่างงงๆ หญิงชราทรุดนั่งลงกับพื้น แต่ข้าพเจ้าได้เชิญมานั่งเสียบนม้านั่ง แกก็ปรับทุกข์ถึงเรื่องลูกชายของแก แต่ว่าแทนที่จะฝากฝังแกกลับจะมาพาเอาลูกชายของแกไป

“ขอบใจละจ้ะที่ได้เมตตาต่อเขา ฉันก็มีอยู่คนเดียวเท่านั้น”

“ก็ไม่ได้เมตตาอะไรหรอกคุณป้า อยู่กันไปตามมีตามเกิดเท่านั้นเอง” ข้าพเจ้าหัวเราะและคิดว่าหัวเราะอย่างมีความสุขเหลือเกิน “ชัยพาไปพักผ่อนเสียซี ระวังนะ กินยาไว้เรื่อยๆ ไม่เป็นก็ต้องให้กิน”

ข้าพเจ้ามองพยอมที่เดินตามชัยไปอย่างต้วมเตี้ยม ช่างสมกันจริงๆ เมื่อเขาผ่านทางขึ้นเนินเขา มองเห็นได้ทางช่องเล็กๆ ผ้าโจงกระเบนสีม่วงเม็ดมะปรางอ่อนๆ เสื้อแพรสีไข่ไก่และผ้าสไบเฉียงแพรเยื่อไม้นั้น มันช่างตัดกับกอกระดาดและท้องฟ้าสีมัวๆเสียจริงๆ เสียงถกเถียงกันถึงเรื่องเมียของชัยดังไปลั่นร้าน บางคนเศร้าๆ บางคนก็นับวันเวลาที่ตัวจะได้กลับไปบ้าน อะไรจะหวานเท่าบ้านพื้นสับฟากฝามุงแฝก ชีวิตหนึ่งนิยายหนึ่งโลดแล่นกันไป ข้าพเจ้าไม่ได้ไปเยี่ยมเขาในคืนวันนั้น ตั้งใจว่าจะไปในวันรุ่งขึ้น คืนนี้จะเป็นคืนแห่งความสุข สนทนาพาทีกันในระหว่างแม่ๆ ลูกๆ ผัวๆ เมียๆ ชีวิตมนุษย์จะมีอะไรมาก ข้าพเจ้าคิด แต่คืนวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็ต้องทอดสะท้อนถอนใจเกิดความสังเวชขึ้นมาทันที ข้าพเจ้าหยุดยืนนิ่ง

ท่ามกลางแสงเดือน ข้าพเจ้าเห็นชัยนั่งห้อยขาอยู่บนชะง่อนหินข้างกอกระดาด น้ำในลำธารพลิ้วน้อยๆ ไหลรินไปข้างใต้ชะง่อนหิน มือของเขากุมมือของพยอมไว้ข้างต่อข้าง นิ่งนานไม่เคลื่อนไหว ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากทุกๆ ปรมาณูของลม​หายใจจะผ่าวไปด้วยความรัก อบอุ่นไปด้วยชีวิตและความรู้สึก ข้าพเจ้าได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ เสียงหัวเราะของพยอม ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าอยากจะมีปีกแล้วบินหนีไปเสียจากเจ้าป่าทึบอันโหดร้ายนี้เสียเหลือเกิน ข้าพเจ้าจะไปหาคนรักของข้าพเจ้าแล้วกุมมือของหล่อนบ้างเท่านั้น พระจันทร์คืนนี้สุกสกาว ถึงแม้พระจันทร์ที่กราดแหลมตาซีถูกดงมะพร้าวและป่าสนตลอดจนฝูงแกะและกระโจมไฟ มันก็ยังไม่งามเท่ากระท่อมน้อยๆ ของข้าพเจ้าในเวลานี้ นี่หรือคือความรัก และนี่หรือคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะพึงมี แต่ข้าพเจ้าไม่มี นอกจากจะคอยสบนัยน์ตาอันลึก นัยน์ตาขาวกลายเป็นเหลืองและนัยน์ตาดำกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ ทำไมมนุษย์เราจึงต้องรนไปหาอาชีพหาอาหารเข้าสู่ท้องถิ่นที่มนุษย์อื่นเข้าไปทรมานตัวกัน ข้าพเจ้าเกือบจะด่าอาชีพอันมีคุณของข้าพเจ้า แล้วก็หัวเราะเหมือนคนบ้า มองไปยังเจ้าของภาพทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ถอยหลังกลับอย่างเงียบๆ ข้าพเจ้ากำลังเป็นบ้าไปเสียแล้ว ข้าพเจ้าด่าตัวเองอย่างเดือดดาล

นับเป็นคืนที่สองแล้ว คืนแรกเพื่อความสุขของชัย ผู้จงรักภักดีต่อข้าพเจ้า คืนหลังข้าพเจ้าไม่อยากจะขัดความสุขของชัยที่ข้าพเจ้ารัก กรรมกรขายของ ๒ คนปิดร้านแล้ว

“คุณไพศาลหรือครับ?” เขาถามข้าพเจ้าเมื่อเคาะประตู

“ใช่” ข้าพเจ้าตอบ

ข้าพเจ้าล้มตัวนอนบนแคร่หน้าห้องเล็กของข้าพเจ้า ในห้องเล็กนั้นเป็นห้องนอนของข้าพเจ้า มีเซฟเก็บเงินและเอกสาร ข้าพเจ้างีบหลับไปนานเท่าไรไม่รู้สึก มาตกใจตื่นขึ้นเมื่อมีคนเข้ามาเรียกเสียงแผ่วๆ เพื่อขอซื้อของ

​“มืดค่ำดึกดื่นแล้วไม่เปิด” ข้าพเจ้าตวาด

ข้าพเจ้าบ่นพึมพำด้วยความหัวเสีย บางทีก็มาขอซื้อข้าวขาวไปต้ม บางทีก็มาขอซื้อถั่วเขียว บุหรี่ มันช่างไม่มีขันติธรรมเสียบ้างเลย แต่ทว่าบางทีมนุษย์เราเจ็บไข้ได้ป่วย ความมีธรรมแห่งความอดทนก็ถูกคนไข้เผาผลาญให้หมดไป ดึกมากแล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงซึงดีด มองดูนาฬิกาเห็นตี ๒ พอดี ตาบางดีดซึงตอนตี ๒ เสมอ อากาศเย็นจัดข้าพเจ้าดึงผ้าห่มขึ้นห่ม

“แตรง...แตรง...แตรง...” พี่ขี่หงส์หินบินมาวันนี้ มาปะดอกสร้อยในดง ฯลฯ เอาอีกแล้ว! ข้าพเจ้ารีบหลับขืนฟังเข้ามันยิ่งหนาวจัดเข้าทุกที ทำไมหนอเขาจึงว่า “พี่ขี่หงส์หินบินมาวันนี้” จะว่าเสียว่า “พี่เดินมาบนภูเขาวันนี้” ไม่ได้หรือ? ข้าพเจ้าหลับต่อไปอีกสักครู่แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกด้วยความขัดใจ มีเสียงแกรกๆ เกิดขึ้น เอาละ! เจ้าคนมือไววันนี้ จงเอาไปสักแผลหนึ่งเถอะ ข้าพเจ้าแกล้งทำกรนเพื่อกระชากปืนส่องไฟไปยังเสียง ทันทีนั้นเองปืนในมือของข้าพเจ้าก็ระเบิดเปรี้ยงออกไป

ไม่ได้ยินเสียงร้อง แต่มีเสียงฝีเท้าวิ่งหนีไป ข้าพเจ้ากระโจนพรวดเดียวถึงที่ อ๋อ! มันแหกข้างฝาแล้วล้วงมาที่กระสอบน้ำตาลทราย กรรมกรขายของ ๒ คนตื่นขึ้นเปิดประตูออกไปยังข้างฝาที่นั่นมีรอยเลือดหยดอยู่

“ฉันไปตามเอง” ข้าพเจ้าสั่ง “แกอยู่บ้าน”

ข้าพเจ้าส่องไฟฉายไปตามรอยเลือดเหมือนนายพรานเดินตามรอยสัตว์ที่ถูกเจ็บ มันคงจะถูกยิงไปไม่ฉกรรจ์นัก ถูกที่ไม่สำคัญ บางทีก็มีรอยเลือดสลัดไปทางซ้าย แสดงว่ามันคงเอามือกุมแผลไว้แล้วสลัดออกไปข้างๆ ข้าพเจ้าสลดใจทันทีเมื่อคิดถึงว่า​เจ้าคนที่ถูกยิงอาจกำลังเจ็บไข้อย่างแรง ไม่มีบัตรซื้ออาหารหิวโหยเหลือกำลัง ข้าพเจ้าได้เห็นภาพชีวิตและความรักมาเมื่อหัวค่ำ แต่ตกดึกต้องมาดูเลือดสดๆ ของพวกมนุษย์นัยน์ตาลึก มือของข้าพเจ้าชักสั่นๆ เลือดมีไปเรื่อยๆ บางทีก็มาก บางทีก็น้อย หยดไปเหมือนงูเลื้อย แสดงว่าคงเดินโซเซหรือเป็นคนเมาบ้านเจ้าสด

ในที่สุดรอยเลือดก็หายไป ข้าพเจ้าเพียรหาเท่าไรๆ ก็ไม่พบ ข้าพเจ้าเวียนหาอยู่จนหัวเสีย หาอยู่คนเดียวเงียบๆ ข้างซ้ายของข้าพเจ้ามีลำธาร ลำธารคือถนนของคนเดินป่า น้ำไหลเชี่ยวจัด แต่อาศัยเดินตามริมฝั่งจึงไม่ต้องบุกอยู่นานนัก ข้าพเจ้าแลเห็นแสงไฟในกระท่อมเล็กของกรรมกร จึงรีบปิดไฟเพื่อไม่ให้เขารู้ว่ามีคนเดินไป เลี้ยวทางขวาผ่านดงหนามหวายและต้องไต่ไปตามต้นไม้ล้มเมื่อเกิดพายุคราวที่แล้ว ในไม่ช้านักข้าพเจ้าก็ใกล้กระท่อมนั้นเข้าไป ข้าพเจ้าค่อยๆ ย่องไปในความมืด ซึ่งบัดนี้ข้าพเจ้าได้กลับเป็นนักย่องเบาหรือแมวขโมยไปแล้ว ข้าพเจ้าถึงเสาหัวกระท่อมก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริด

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนร้องไห้ เป็นความจริงเช่นนั้น มีคนร้องไห้อยู่ในกระท่อม เป็นเสียงของผู้ชายด้วยซ้ำไป ความอยากรู้ทำให้ข้าพเจ้ายืนขึ้น กระท่อมไม่สูงนัก ข้าพเจ้าแอบดูทางช่องโหว่ ทันทีนั้นเองข้าพเจ้าหงายหลังออกมาหน้ามืดแทบจะเป็นลม มันจะเป็นไปได้หรือ? เพราะภาพที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นคือชัยกำลังร้องไห้ เขาร้องไห้อย่างเด็กๆ

มือซ้ายของเขากุมมือขวาไว้แน่น เลือดยังไหลปรี่อยู่ ข้าพเจ้าบีบปืนและไฟฟ้าเดินทางแน่น ข้าพเจ้ายิงชัย มือของเพื่อน​ที่ยิงเพื่อน เขาซูมือของเขาร่อนๆ ต่อหน้าแสงไฟ

“เปล่งเอ๋ย” เขาร้องคร่ำครวญ “วันนี้เป็นวันสุดท้ายของกูแล้ว ชีวิตกูสิ้นสุดกันเสียที พรุ่งนี้เขาคงโจษกันเซ็งแซ่เรื่องนายไพศาลยิงขโมย เขาตามหาตัวกูไม่พบก็คงจะประชุมพวกเราแล้วตรวจบาดแผล กูจะต้องได้รับความอายถึงตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่มีวันหาย แต่ตัวกูเองอายนั้นไม่เท่าไหร่หรอก กูกลับระยำพาแม่พาเมียให้อายเขา แต่เกิดมาพอจำความได้กูไม่เคยร้องไห้เหมือนครั้งนึ้ ตั้งแต่หนุ่มมาเพื่อนชวนลักเล่นเห็นสนุก ไก่ตัว เหล้าไห กูไม่เคยต้อง แต่คราวนี้ก็มีกรรมถึงถูกตราหน้า เพื่อนเอ๋ย กูขอลามึง ที่แวะมาหามึงเพราะจะสั่งความไปถึงแม่ว่าขอลาไปก่อน ชาติหน้าจึงค่อยพบกัน และบอกเมียกูว่า บุญเราไม่ได้สร้างสมไว้ จึงทำให้พลัดพรากกันอีกถึง ๒ ครั้ง”

“โธ่ ชัยเอ๋ย กูก็ไม่รู้ว่าจะช่วยมึงอย่างไรได้” เพื่อนของเขาพูดเสียงเครือ และจับมือเพื่อนไปดู “ทำไมหรือเอ็งจะต้องไปขโมยเขา ทั้งเงินทองหรือ ข้าก็เห็นเอ็งมีติดมืออยู่ไม่ขาด”

“อ้ายเงินทองนั้นกูก็มี” ชัยพูดพลางร้องไห้พลาง “แต่ความที่กูรักนายแก กูไม่กล้าปลุก เพราะกูรู้ใจว่าลงนอนแล้วไม่อยากให้ใครกวน กูคิดจะรีบเอาน้ำตาลไปต้มถั่วเขียวให้แม่กินเสียก่อน แล้วพรุ่งนี้กูจะบอก แต่เผอิญกรรมเวรกูถูกยิง อ้ายเปล่งมึงบอกกับเมียกูว่า กูไม่ต้องการกลับบ้านแล้ว และว่ากูรักเมียของกู กูจะอยู่แถบในป่านี้อีกต่อไป ขอให้แม่พาเมียกูกลับบ้านเถอะ และเดี๋ยวนี้กูจะไปละ เพราะจวนสว่างแล้ว”

“จะไปไหนชัย”

“ทุกหนทุกแห่งจนกว่าจะ...”

​“กูจะยิงนิ้วกูให้สักนิ้วหนึ่ง” เจ้าเปล่งพูดเสียงหนักแน่น “แล้วกูจะบอกว่ากูเองเป็นคนขโมย มึงว่ามึงทำปืนลั่น กูจะไปขอยืมปืนอ้ายวัน”

“ขอบใจแล้วเพื่อน” เขาร้อง “อย่าเลย กูเห็นใจมึงแล้ว”

ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะทำให้ข้าพเจ้ายืนฟังอยู่อีกได้ มือของเพื่อนที่ยิงเพื่อน กับมือของเพื่อนที่จะยิงให้เพื่อน ข้าพเจ้าเผ่นพรวดเดียวถึงประตูกระท่อมอันง่อนแง่น กระชากมันออก ข้าพเจ้ายืนนิ่งดูหน้าอันขาวซีดของชัย หน้าของเขาซีดจริงๆ เหมือนคนตาย

“นายยิงผมที่นี่เถอะครับ อย่าจับผมไปเลย” เขาร้อง

ข้าพเจ้าจับข้อมือของเขาไว้ ค้นหาผ้าเช็ดหน้าของข้าพเจ้าแล้วพันไว้แน่น ข้าพเจ้ายังไม่ลืมภาพเหล่านี้เลย

“นายอย่าเอาผมไปนะครับ”

ข้าพเจ้าเอื้อมมือไปตบไหล่ “อั๊วได้ยินลื้อพูดหมดแล้ว” ข้าพเจ้าพูดขึ้น “มือของอั๊วที่ยิงลื้อเป็นมือที่เลว แต่มือของอั๊วทำไปโดยหน้าที่ อั๊วจะทำให้เรื่องนี้เงียบหายไป ลื้อเอาปืนนี้ขึ้นไปลั่นบนบ้านอั๊ว ๑ นัด แล้วว่าปืนลั่น”

ชัยมองหน้าข้าพเจ้านัยน์ตาเหลือก “นี่นายยังจะช่วยผมอีกหรือ?”

“ช่วยเสมอ” ข้าพเจ้าบอก “แต่นี่แน่ะเปล่งลื้อช่วยเอาไฟฟ้านี่ไปลบรอยเลือดเสียให้หมดที มาไปกับอั๋ว ชัยลื้อรีบกลับบ้านได้แล้ว”

เขาร้องไห้อีกครั้งหนึ่ง และไหว้ข้าพเจ้าด้วยความรู้สึกคารวะ ข้าพเจ้าไปปกปิดรอยเลือดสองคนกับเจ้าเปล่ง ในไม่ช้านัก​เราก็ได้ยินเสียงปืนลั่นนัดหนึ่งที่กระท่อมน้อยของข้าพเจ้าบนชะง่อนหิน

“เรียบร้อยแล้วครับ” เปล่งร้องออกมาด้วยความโล่งอก

เขารีบลบรอยเลือดต่อไปอีกด้วยความเต็มใจ

ชัยจากข้าพเจ้า จากทัณฑนิคมในป่าดิบ จากเปล่งสหายแสนดีของเขา ไปพร้อมกับแม่และพยอม ข้าพเจ้าสั่งคนของข้าพเจ้าไม่ให้พูดเรื่องเราได้เห็นรอยเลือด นอกจากข้าพเจ้าจะร้องคำรามแต่เพียงว่า คนตัวเบ้อเร่อยังยิงผิดได้เรื่องก็หมดกันไป ข้าพเจ้าได้รับจดหมายของชัย เขาเขียนมาถึงข้าพเจ้ายกบุญคุณเสียยืดยาวแล้วก็ลงท้ายประโยคว่า

“...นายครับ แผลผมยังไม่หายดี เพราะมันเป็นหนอง ผมคิดอยู่เสมอว่าจะขอร้องนายอย่างหนึ่ง ถ้าผมตายก็ขอให้ตายอย่างนักโทษฆ่าคนตายเถิด อย่าให้ตายอย่างนักโทษลักทรัพย์เลย และถึงผมจะกลับมาอยู่อีก ก็ขอให้นายเข้าใจอย่างนี้เหมือนกัน” ○



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #5 on: 21 December 2025, 22:25:52 »


แม่ยังไม่กลับมา

วันนั้นแม่นุ่งผ้าสีแสด ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้มช่างตัดกับสีผ้านุ่งของแม่เหลือเกิน แม่ใส่เสื้อสีขาวสะอาด และใช้เวลาแปรงผมเล็กน้อย พ่อได้นำรูปถ่ายของฝรั่งซึ่งเขียนถึงอาหารมื้อสุดท้ายให้ลูกๆ ดู พวกลูกๆ มองนัยน์ตากันอย่างแห้งแล้ง สักประเดี๋ยวพ่อขอน้ำดื่ม เราได้รีบรินน้ำไปให้พ่อดื่ม เรามองไปตามถนนสายยาวเหยียดสีขาวรับกับกระเบื้องสีแดง ท้องฟ้าสีคราม นานๆ ก็มีผู้หญิงนุ่งกระโปรงสีแสด ทำให้เรามองดูนัยน์ตากันเสียงหนึ่งเสียงใดในระหว่างน้องๆ ถามออกมาว่า

“แม่ใช่ไหม?”

เจ้าน้องคนเล็กบอกว่า “ไม่ใช่แม่” เขาพยายามจ้องดู ดูไปดูมาก็ไม่ใช่แม่อยู่นั่นเอง เที่ยงวันแล้วพระอาทิตย์กำลังแรงกล้า ข่าวลือก็มาถึงเราเรื่อยๆ ลมก็ไม่มีพัดเลย แม้แต่ต้นสนและต้นไผ่ก็ยืนนิ่งอยู่อย่างปราศจาก​วิญญาณ น้องคนเล็กร้องไห้เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งรถขายไอศกรีมผ่านมา มันช่างเต็มไปด้วยความหมาย เต็มไปด้วยบรรยากาศแลอนาคต เต็มไปด้วยความหวัง แต่เราก็มีเพียงเราสี่คนเท่านั้น เหลียวแลดูเพื่อนบ้านก็สุดที่จะพึ่งพากัน เพราะเขายิ่งลำบากกว่าเรา

“ลูกยายแป้นตายเสียแล้ว” เสียงเพื่อนบ้านคนหนึ่งได้ร้องตะโกนขึ้น

“มันไปแดกอะไรมา” ยายหวิงถาม

“ข้าก็ไม่รู้ เห็นมันไปเก็บมะม่วงเน่าๆ หลังบ้านนายตำรวจมากิน”

แต่ถึงอย่างไรแม่ก็ยังไม่กลับมา เสียงครางของพ่อเป็นเสียงครางที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย พ่อก็ร้องหาแม่เช่นเดียวกับพวกเราเหมือนกัน ความหิวโหย ความรัก ความโศกเศร้า สำหรับเวลานี้มันมารวมอยู่ในจุดเดียวกัน เราคิดถึงแม่ใจจะขาด ทั้งบ้านมีแต่เราสี่คนเท่านั้น แต่ไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว มีแต่เราสี่คนจะให้พวกเราไปขโมยเขากินหรือ? “ลูกเอ๋ยอย่าขอเขากิน ถ้าเราขอเขากิน อาหารที่เขาให้เรากินก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งเกินกว่าราคาของมัน”

น้องคนเล็กร้องเพราะไม่มีนมกิน พวกเราได้อุ้มน้องไปขอนมยายเป้ากิน เพราะว่ายายเป้ามีลูกอ่อน แต่ยายเป้าได้ตอบเราว่า “นมได้แห้งเสียแล้ว ถ้าฉันเอาไปให้แกกินแล้ว ลูกฉันจะกินอะไร”

ความรู้สึกของพวกเราได้นึกถึงนมตราแหม่มตราหมี ซึ่งมีกินกันอย่างอิ่มหมีพีมันเมื่อครั้งพ่อยังไม่ล้มเจ็บลง

​พ่อได้ผุดลุกขึ้นนั่งทั้งๆ ที่ยังเจ็บอยู่ สายตาฝ้าฟาง มองพุ่งออกไปทางหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีเทาแก่ปนดำ

“ถ้าแม่ไม่กลับมา” พ่อร้องขึ้น “ก็มีหนทางเดียวเท่านั้นที่พ่อจะทำ”

ลูกๆ จึงเงยหน้าขึ้นมองพ่ออย่างเต็มไปด้วยความหวังและประหลาดใจ น้องคนที่สองจึงถามขึ้นว่า

“ถ้าแม่ไม่มาพ่อจะทำอย่างไร” พ่อได้ยกมือลูบเหงื่อที่หน้าผาก แล้วตอบพวกเราว่า “อาจจะมีแอ็กซิเดนต์” พ่อกล่าวด้วยเสียงสั้นๆ

“รถยนต์ที่แม่นั่งอาจจะไปชนกันเสียก็ได้”

ท้องฟ้าเวลานั้นสีมันช่างขุ่นมัวเสียเหลือเกิน ไม่มีสีฟ้าอยู่เลย นอกจากสีดำขมุกขมัวเท่านั้น พ่อมองออกไปทางหน้าต่าง เห็นแต่ต้นไผ่และต้นสนอยู่ตลอดเวลา พ่อค่อยๆ เคลื่อนตัวลงจากเตียงอย่างโซเซ มือทั้งสองของพ่อจับอยู่ที่กรอบหน้าต่าง มองดูไปตามถนนสายยาวเหยียดนั้นก็ยังไม่เห็นแม่กลับมาอยู่นั่นเอง รถชนกัน รถชนต้นไม้ อุบัติเหตุในกรุงเทพฯ มีอยู่ออกทั่วไป พ่อปล่อยมือออกจากขอบหน้าต่าง แล้วร้องขึ้นว่า

“เอ๊ะ นี่แม่อาจจะไปเป็นอะไรเสียแล้วกระมัง?”

พวกเรามองหน้าพ่อด้วยความตกใจ

น้องคนหนึ่งร้องขึ้นว่า

“เห็นจะไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ แม่คงคอยเขาอยู่”

พ่อได้กลับล้มตัวลงนอนต่อไปอีก และยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก พ่อเริ่มหนาวและสั่น มันก็เป็นเช่นนั้นแหละสำหรับมาลาเรีย พ่อก็ได้แต่ครางฮือๆ อยู่ด้วยตลอดไป ความหนาวดู​เหมือนจะจับหัวใจพ่อ พ่อต้องเรียกพวกเราเข้าไปนอนทับและเหยียบก็พอจะพบความอบอุ่นขึ้นบ้าง ผิวของพ่อเหลือง นัยน์ตาเบิกกว้าง ผมของพ่อมันค่อยๆ ร่วงหล่นไปตลอดเวลา ทำให้พวกลูกๆ คิดกันว่าสักวันหนึ่งพ่อคงจะไม่มีผม เรามองไปตามถนนสีขาวอันยาวเหยียดคดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อย แต่แม่ก็ยังไม่กลับมา น้องคนที่สองได้วิ่งไปยังบ้านยายจำเนียร ขอยืมข้าวสารเขาสองกระป๋อง แต่เขาก็บอกว่าของเขาก็หมดเหมือนกัน มันทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าอนาถ คำว่าสวรรค์ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว มันมีแต่นรกอเวจี น้องคนเล็กได้ร้องจ้าขึ้นอีก เขาต้องการนม ไม่มีอะไรอีกแล้วที่เราจะทนทานได้ พ่อได้ลุกขึ้นจากเตียงนอนทั้งๆ ที่ยังสั่นไปทั้งตัว

“พ่อจะไปไหน?” ลูกคนใหญ่ได้ถามขึ้น

“พ่อไปทุกทางที่จะมีนมให้ต้อยกิน” พ่อตอบเสียงแหบๆ

“พ่ออย่าไป...พ่อ” ลูกคนที่สองกล่าวขึ้น “ผมจะออกไปเอง”

“เอ็งยังเล็กนักเปี๊ยก” พ่อบอก

“แต่พ่อก็ยังเจ็บอยู่” เขาตอบขัดขึ้นมา

ทันทีนั้นเอง เปี๊ยกก็เผ่นแผล็วออกจากห้องของเราไป

อีกสักครู่หนึ่งเสียงจากถนนก็ได้ดังอึงมี่ขึ้น พวกเราโผล่ออกไปดูที่หน้าต่าง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายวิ่งมาหยุดอยู่ที่บ้านเรา เสียงยายวิงยายเป้ายายปุยร้องกันให้ระเบ็งเซ็งแซ่ มีชายจีนอ้วนแต่แก่ชี้บอกแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายนั้นว่า “อั๊วเห็นอีเข้าไปในห้องนี้”

พ่อลุกขึ้นทั้งๆ ที่หนาวเหน็บเจ็บไปทั้งขั้วหัวใจ พ่อได้ชะโงกออกไปที่หน้าต่างแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

​“เกิดอะไรขึ้นครับ?” พ่อพูดมือก็เกาะขอบหน้าต่างไว้มั่น “เด็กบ้านนี้ไม่เคยขโมยใครกิน”

“ลูกลื้อๆ แน่นอน อั๊วจำได้ มันชื่ออ้ายเปี๊ยก เคยไปซื้อของร้านอั๊วอยู่เสมอ” พวกเราอยู่ในห้องได้ยินเสียงตะปูกับค้อนที่เจาะลงไปบนกระป๋องนม เวลานั้นต้อยร้อง - ร้องเสียสิ้นดี แต่เราก็หาน้ำร้อนไม่ได้ ครั้นจะเหลียวแลเข้าไปในครัว ถ่านก็ไม่มี

พ่อกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าอันซีดเชียว “ลูกผมไม่เคยขโมยใครกิน”

“ทำไมจะไม่ขโมย อีขโมยนมอั๊ว” เจ๊กอ้วนยังคงยืนยัน

เปี๊ยกเข้าไปขดตัวของเขาอยู่ที่มุมห้อง หลังตู้กระจกเก่าๆ ภายในห้องของเขา เหงื่อออกจนโซมตัว เขาหายใจท้องแขม่วและหายใจเร็วแรงเหมือนคนสูบรถ เจ๊กอ้วนได้วิ่งเข้ามาในห้องของเรา กำลังพี่คนใหญ่จะเจาะกระป๋องนมอีกรูหนึ่ง มืออันหยาบและกร้านเต็มไปด้วยขนเหมือนหนังหมูของมัน ได้เอื้อมเข้ามาที่กระป๋องนมอย่างรวดเร็ว คว้าเอากระป๋องนมไปจากพี่อู๊ดแล้วก็วิ่งออกไปหาตำรวจข้างนอก

“นี่ครับนาย - นี่นมที่มันขโมยมา...”

ตำรวจยิ้มน้อยๆ เขาพูดออกมาด้วยกิริยาสุภาพ

“เปี๊ยกออกมานี่ - ไปโรงพักด้วยกัน”

พ่อเดินโซเซออกไปที่ประตูห้องด้วยอาการอันสั่นเทา ซีดและหอบ

“ที่ร้านนี้ผมซื้อของเขาเป็นประจำ -” เขาพูดขึ้นด้วยเสียงที่เบาจวนจะไม่ได้ยิน “แต่เมียของผมกำลังไปรับเงินยังไม่กลับมา ถ้ากลับมาผมจะนำค่านมไปชำระให้...”

​“แต่นี่มันเรื่องของขโมย...” เจ้าหน้าที่ตำรวจบอก “ไปเสียหน่อย สำหรับเด็กเขาไม่ขังหรอก เขาก็ให้นั่งอยู่ข้างนอกให้รู้จักเข็ดหลาบแล้วก็จะปล่อยกลับมา”

“เปี๊ยกหนี -” พวกเราบอกเขาด้วยเสียงกระซิบ

“หนีเถอะ หนีไปเสีย -”

“อย่าหนีลูกรัก” พ่อพูดน้ำตาคลอ “จงสู้ - สู้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะมาหาเรา”

เปี๊ยกผงกศีรษะ เขายกตัวขึ้นนั่งและยืดอก

“ออกมาหาเขาเสียดีๆ” พ่อพูดเสียงสั่นเหมือนเสียงร้องไห้ ซึ่งเราไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย

“ออกมาอ้ายหนู...” เสียงตำรวจพูดขึ้นอีก

ทันทีนั้นเองเราได้ยินเสียงไม้กระดานพื้นลั่น เปี๊ยกยืนขึ้น คอของเขาตั้ง หน้าเชิด มองดูน้องคนเล็กที่กำลังร้องไห้ แล้วหันมาดูพ่ออีกเป็นครั้งสุดท้าย มองดูพวกเราด้วยแววตาอันประหลาด แล้วเขาก็เดินปังๆ ออกไปที่หน้าห้อง เราได้วิ่งตามเขาออกไปที่ประตู เห็นเขาเดินไปกับตำรวจโดยดุษณี แต่ศีรษะของเขาเท่านั้นที่ออกจะก้ม - ก้มมองดูปลายเท้าของเขาด้วยความอับอายขายหน้าเหลือประมาณ

ท้องฟ้ายังเป็นเงาดำทะมึนอยู่เช่นนั้น จะหาสีน้ำเงินอ่อนๆ อย่างที่เคยไม่มีหวังว่าจะได้พบเสียอีกแล้ว เมื่อท้องฟ้ามืดมัวลงไปก็ทำให้ถนนสีขาวโพลนนั้นพลอยเป็นสีหม่่นๆ ไปด้วย เราเฝ้าแต่มองแล้วมองอีก เฝ้ามองดูแต่กระโปรงสีแสดและเสื้อสีขาวของแม่ แต่เราพบสีอื่นทั้งนั้น กระโปรงเหล่านั้นเป็นสีน้ำเงินและสีดำ บางทีก็มาเป็นคู่ บางทีก็มาเดี่ยว ในมือของเขาหิ้วถุง ในถุงเหล่านั้น​แน่ละ! มันคงจะเต็มไปด้วยผลไม้และขนมนมเนย หรือไม่ก็กับข้าวที่อร่อยๆ เนื้อสันหรือไม่ก็เนื้อหมูปนมัน และบางทีก็อาจจะเป็นหมูแดง เป็ดย่าง ตับเป็ด หรือเนื้ออบ พวกเราก็ได้แต่ถอนใจกันไปเท่านั้น

พ่อได้เรียกอู๊ดเข้าไปและกระซิบกระซาบ เราได้ยินแต่ชื่อคุณประสาน อู๊ดวิ่งหายออกไปจากห้องสักพักใหญ่ๆ ในระหว่างที่เขาออกไป น้องคนเล็กก็ยังคงร้องอยู่เช่นนั้น เราใช้น้ำเท่านั้นหยอดลงไปในปาก หยอดแล้วหยอดอีกจนท้องของน้องใหญ่เกินควร ในไม่ช้านักอู๊ดก็กลับมา เขาวิ่งเข้าไปหาพ่อ

“เขาว่าอย่างไร?” พ่อถามด้วยเสียงเศร้าๆ และลุกขึ้นนั่ง

“เขาบอกว่าเขาเองก็แย่เหมือนกัน”

พ่อคอตก กลับล้มตัวลงนอนต่อไปอีก ทันทีนั้นเองอู๊ดก็ทำท่าว่าจะออกไปข้างนอกอีก

“อู๊ด...” พ่อเรียกเขาด้วยเสียงค่อนข้างดัง “แกจะไปไหน?”

“ผมจะไปที่ร้านอ้ายจิว...” เขาตอบ

“ไปทำไม....” พ่อถามขึ้นอีก “แกควรจะไปดูน้องของแกที่โรงพักดีกว่า...”

“ผมไปดูมาแล้ว เห็นเขานั่งอยู่ที่ม้ายาว....”

“เขาไม่ได้เอาเข้าห้องขังไม่ใช่หรือ?” พ่อถามแล้วถอนหายใจโล่งอก “แต่แกยังไม่ได้บอกว่า แกจะไปร้านอ้ายจิวทำไม?”

“ผมจะไปช่วยมันล้างชาม - บางทีเราอาจได้...”

“อย่าทีเดียวลูกเอ๋ย...” พ่อถอนหายใจยาวออกมา “มันยังไม่ถึงกับจะต้องทำอย่างนั้น นี่มันเมืองไทย - คนแถวนี้รู้จักพ่อ...”

เรามองดูนัยน์ตาอันเลื่อนลอยของอู๊ด แล้วก็หันไปดูทาง​ถนน เราร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อเราได้เห็นกระโปรงสีแสด และเสื้อสีขาวเดินมาแต่ไกลลิบๆ

“แม่มาแล้ว” เราร้องขึ้น

“ใช่หรือ?” พ่อเบิกนัยน์ตากว้างขึ้นและชะโงกหน้า พยายามจะลงจากเตียง

“ใช่แน่แล้ว” เราบอก เดินก็เหมือนกัน สูงเท่ากันและหิ้วถุงกระดาษสีน้ำตาลมาด้วย”

“แม่มาแล้ว - แม่มาแล้ว” เราร้องและกระโดดโลดเต้นกันอย่างคึกคะนอง

ภาพนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามา - ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกเราหน้าสลดลงไปจนขาว เมื่อร่างของคนๆ นั้นเดินเข้ามา ความหวังของเราละลายไปหมด ที่แท้ครูโรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ กับบ้านของเราน่ะเอง เราก้มหน้าลงมองดูอะไรก็ไม่รู้ เสื่อขาดๆ เบาะเก่าๆ และผ้าอ้อมที่เปียกชื้นยังไม่ได้เปลี่ยน น้องก็ร้องเสียจนเสียงจะไม่มีร้องอยู่แล้ว เสียงของแกแห้งจนเหมือนเสียงคนต้นเสียงละครไทยในเวลาละครเลิก

เราเคยได้กระทบกับความอดอยากหิวโหยมาหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่มันไม่มีรสชาติเผ็ดร้อนเหมือนกับคราวนี้เลย เรามองหาสิ่งที่พอจะมีราคาค่างวดภายในบ้าน แต่ก็หาอะไรไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ขวดเหล้าของพ่อและกระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้เก็บขายไปเสียจนเกลี้ยงแล้วเมื่อตอนกลางวัน มันหมดไปเสียแล้วด้วยค่าอาหารเล็กๆ น้อยๆ ของพ่อที่กำลังเจ็บและลูกที่กำลังหิว ถ้าหากว่าเรากำลังจะเอาเงินเหล่านั้นรวบรวมกันเข้าแล้วซื้อนมไว้ให้กับน้องเสียทั้งหมด น้องก็คงจะไม่ต้องได้รับทุกข์ทรมานถึง​เพียงนี้ แต่เราไม่ได้คิดเช่นนั้น ก็เพราะเรานึกเสียว่า อีกไม่ช้านักแม่ก็คงจะกลับมา

“ป่านนี้สำนักงานก็คงจะปิดหมดแล้ว” พ่อพูดขึ้น อาการไข้จับสั่นดูเหมือนจะหยุดจับแล้ว ถ้าพ่อสร่างไข้พ่อก็จะเดินเหินได้อย่างคนดีๆ พ่อจะบ่นว่ามันมึนหัวเท่านั้น

พ่อเดินกลับไปกลับมา แล้วคิดอยู่หลายตลบ พ่อจ้องมองดูปากกาหมึกซึมของพ่อ นัยน์ตาของพ่อเต็มไปด้วยแววแห่งการค้นคิดไตร่ตรองอย่างหนักอก มันเป็นวัตถุสิ่งเดียวสำหรับพ่อใช้หากิน ถ้าพ่อขายมันเสีย แล้วพ่อจะเอาอะไรทำกิน ชาวนาที่ขายวัวขายควายของเขาไป เขาก็อาจไปเช่าของเพื่อนบ้านมาใช้ได้ แต่เขาเล่าจะไปเช่ามาได้จากที่ไหน - แต่แล้วพ่อก็คงจะคิดว่า เดี๋ยวแม่ก็คงจะกลับมา

ในฉับพลันทันที พ่อเดินไปเปิดตู้ทึบชั้นล่าง ใบหน้าของพ่อในเวลานั้นดูเหมือนเข้มข้นขึ้นบ้างเล็กน้อย แทนที่จะเป็นใบหน้าขาวเหมือนหุ่นกระบอก พ่อหยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวที่แม่รีดพับเก็บไว้นานแล้วออกมาพร้อมด้วยกางเกงผ้าลินินฝรั่งเศสสีขาวอีกตัว พ่อยื่นมันมาที่อู๊ด และพูดขึ้น

“เอานี่ไปจำนำยายทิมไว้...”

พวกเราคัดค้านอย่างเต็มที่ พ่อมีเสื้อผ้าที่จะแต่งออกไปข้างนอกเพียงชุดเดียวเท่านั้น ถ้ามันเกิดเหตุจำเป็น หรือฉุกเฉินขึ้น พ่อจะเอาอะไรแต่งตัวออกไป

“พ่ออย่าเอาไปเลย” พวกเราคัดค้าน “ถ้าพ่อจะเอาไปก็ควรจะเอาของแม่ไปดีกว่า เพราะมีหลายตัว”

“ไม่ได้ -” พ่อพูดห้วนเต็มทน “จะไปแตะต้องของแม่ไม่​ได้ - ต้องเอาของพ่อ - เอาไปเดี๋ยวนี้”

อุ๊ดหยิบกระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นหนึ่งมาห่อมัน แล้วเขาก็วิ่งออกไปจากห้อง เวลานั้นเย็นมากแล้ว นอกจากถนนสีขาวโพลนแล้ว ก็ไม่เห็นสิ่งอื่นได้ถนัด เพราะความขมุกขมัวเข้าครอบงำ ตามถนนก็ไม่ค่อยมีคนเดินมากนัก นานๆ จึงมีสักคนหนึ่ง และมีเด็กๆ เท่านั้นที่ยังเหลือวิ่งเล่นกันอีก ๒ - ๓ คน พ่อยังคงเดินกลับไปกลับมาอยู่เช่นนั้น แต่พ่อก็เหมือนกับพวกเราเหมือนกัน นัยน์ตาจับอยู่ที่ถนนมิได้เว้นวาย แต่เราก็ไม่เห็นกระโปรงสีแสดของแม่อยู่ตามเดิมเหมือนกัน เราได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งเข้ามาที่หน้าบ้าน เราได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำเข้าเหยียบย่างเข้ามา เสียงพื้นกระดานลั่น อู๊ดยืนหอบซี่โครงรวนอยู่ตรงหน้าเรา ในมือของเขายังถือห่อกระดาษที่ห่อเสื้อและกางเกงของพ่อ พอพ่อเอ่ยปากถาม อู๊ดก็ชิงพูดออกมาเสียก่อน

“เขาไม่เอาหรอกพ่อ - เขาว่าเขาไม่รับจำนำ” เขาหยุดพูดเพื่อหอบเสียพักหนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปอีกด้วยเสียงหอบตามเคย

“เขาว่าถ้าขายขาดเขาจึงจะเอา เขาจะเอาไว้ให้ลูกชายของเขา เพราะใส่กันได้พอดี...”

“พ่ออย่าขายนะ” เราร้องห้ามในฉับพลัน “เดี๋ยวแม่ก็คงจะกลับมา...”

ถ้าขายเขาจะให้เท่าไร?” พ่อถามขึ้น

“๒๐ บาท...” อู๊ดตอบ

หน้าของพ่อขาวลงไปในทันที เราเปิดไฟ แต่ทว่าไฟก็เสียเสียอีก เสียทั้งแถบของถนนทีเดียว ในห้องยังเต็มไปด้วยความมืดอยู่เช่นนั้น แต่ห้องอื่นเขามีเทียนไขและตะเกียงดวงน้อยๆ

/**/“กางเกง ๑๕๐ บาท เสื้อ ๖๕ บาท ทำไมจะให้ราคา ๒๐ บาท”

“ผมบอกเขาแล้ว - เขาว่าเขาเห็นพ่อใช้มาตั้งปีกว่าแล้ว”

พ่อมองดูความมืดอย่างน่าวังเวงและน่ากลัวภายในห้องเช่า ในที่สุดก็ตัดสินเด็ดขาด

“เอามัน -” พ่อร้องขึ้น

“ถูกไปนะพ่อนะ - ถูกมาก เดี๋ยวแม่ก็คงกลับมา...” เราร้องขึ้นด้วยเสียงสนั่นเพราะความเสียดาย

แต่พ่อไม่มีวันจะกลับใจเสียแล้ว พ่อพยักหน้าให้อู๊ดไป อู๊ดเดินไปอย่างเงื่องหงอยเต็มทน เขาเองก็รู้สึกเสียดายและไม่เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อแม่ยังไม่กลับมา

ในเวลาไม่ช้านัก เราก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เหมือนเสียงคนเดินอย่างเศร้าๆ อู๊ดมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพ่อ เขายื่นเงินให้พ่อ ๓๐ บาท เป็นธนบัตรสีเขียว ๑ ใบ และสีแดงอ่อนๆ ๑ ใบ พ่อรับมันมาด้วยมืออันสั่นๆ และนับดู พ่อเงยหน้าขึ้นมองลูกเหมือนกับจะถาม อู๊ดรีบตอบออกไปเสียก่อน

“ผมต่อรองกับเขา - ผมจะเอา ๔๐ เขาเลยให้ ๓๐...”

ในห้องนั้นมืดก็จริง แต่บัดนี้มันกลับสว่างโพลงขึ้นมาได้อย่างแปลกประหลาด เพราะอำนาจของเจ้าเงิน ๓๐ บาทนั่นเอง พ่อให้อู๊ดรีบไปซื้อนม ซื้อเทียนไข ซื้ออาหารมากินกัน

“แอ็กซิเดนต์ - แอ็กซิเดนต์...” พ่อพูดพึมพำอยู่แต่เท่านั้น

สายตาของเราเฝ้าแต่จ้องมองดูน้องคนเล็ก ที่เฝ้าแต่ดูดนมจากขวดอย่างผลีผลาม นี่คือชีวิต มันไม่ใช่ชีวิตหรอกหรือ? ถ้าไม่ใช่ชีวิตมันคืออะไรเล่า! พ่อได้ปลอบใจเราบ้างตามสมควร

​“ในเวลาที่เราลำบาก...” พ่อพูดและกลืนสะอื้นลงในคอหอย “เราก็ควรจะคิดว่าคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา...”

เราได้แบ่งอาหารเก็บไว้ให้แม่ เผื่อแม่จะยังไม่ได้รับประทานอาหารเย็นมา ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าที่ถนนมืดแล้วแต่เราก็ยังไม่วายที่จะชะโงกหน้าออกไปดู เราอยู่ด้วยความหวังอย่างว่า หวังว่าแม่คงจะต้องกลับมาในเวลาใดเวลาหนึ่งของคืนวันนี้อย่างแน่นอน ครั้นแล้วเราก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจริงดังว่า เป็นเสียงฝีเท้าที่ประหลาด ฝีเท้าแม่เราจำได้ แต่นี่เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักอะไรเช่นนั้น หนักและก้าวพรวดพราดเข้ามาที่หน้าประตู

ครั้นแล้วเราก็เห็นเงาดำสูงใหญ่ สูงกว่าพ่อเสียอีก เราเหลือบสายตามองขึ้นดู เราเห็นยูนิฟอร์มของตำรวจและใบหน้าอันประดับอยู่ด้วยหนวดอันดก

“นี่คือบ้านของคุณบรรจงใช่ไหม?” เขาถาม

“ใช่ค่ะ” เราตอบ

“แม่ของหนู - คุณรื่นเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ สลบยังไม่ฟื้น...”

พ่อเผ่นพรวดเข้าไปหาเขา ยืนนิ่งและแข็งชาไปทั้งตัว พวกเราตกตะลึงพรึงเพริด

“เขาเป็นอะไรครับ?” พ่อถามเหมือนเสียงคนจะตาย

“รถชนกันที่หัวเลี้ยวหน้าโรงพิมพ์สุวิทย์การพิมพ์ - รถโดยสารกับรถบรรทุก...” เขาอธิบาย “ผมรู้เรื่องนี้โดยเห็นต้นฉบับของคุณที่คนเจ็บกำไว้แน่น พร้อมด้วยหัวจดหมายที่จดหมายแนบต้นฉบับ ผมจึงได้มาถูก - รีบไปเยี่ยมเถอะครับ ไม่มีอะไรมากหรอก - ไม่มีบาดแผลเลย...”

​คำว่า ‘รีบไปเยี่ยมเถอะครับ’ ทำให้พ่อหน้าสลดลงไปทันที พ่อจะไปอย่างไรได้ในเมื่อเจ้าเครื่องแต่งตัวชุดเดียวของพ่อได้ขายเขาไปเสียแล้ว พ่อเดินกระสับกระส่าย แล้วทรุดกายลงนั่งกุมศีรษะเหมือนกับจะร้องไห้ พ่อไม่ได้ร้องไห้ด้วยน้ำตา แต่พ่อร้องไห้ด้วยน้ำใจ ในที่สุดพ่อก็รีบลุกขึ้นและส่งเงินให้อู๊ด

“ไปเยี่ยมแม่เดี๋ยวนี้”

อู๊ดรีบแต่งตัวใส่เสื้อใหม่ของเขา แล้วรีบกระโจนออกไปจากห้อง พวกเราก็ได้แต่คอยและภาวนาขอให้แม่รอดชีวิตกลับมาหาเรา ขออย่าให้แม่ตาย แม่คือชีวิต แม่คือเลือดเนื้อ แม่คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เต็มไปด้วยความหมายของเราสุดที่จะพรรณนา เราไม่เป็นอันหลับอันนอนกันเลยในคืนวันนั้น เรานอนตาไม่หลับ เราฟังแต่เสียงที่ประตูว่า อู๊ดจะกลับมาหรือยัง น้องคนเล็กได้ดื่มนมจนอิ่มและหลับไปนานแล้ว นานๆ ก็จะผวาเสียทีหนึ่ง จนกระทั่งได้ยินเสียงนาฬิกาข้างห้องตีทีเดียว แสดงว่าตีหนึ่งแล้ว เราจึงได้ยินเสียงใครมาเคาะประตู เราเผ่นพรวดเดียวเปิดมันออกไปเลย

“แม่ฟื้นแล้ว” อู๊ดบอกพ่อ “แม่เพียงแต่สลบไปเท่านั้น ทั้ง ๒ คัน ตาย ๔ คน บาดเจ็บสาหัสอีกมาก รถไม่ได้ชนกันอย่างประสานงา - ชนกันอย่างไม่จังนัก เพราะรถเมล์เบรกไว้ก่อน”

พ่อถอนหายใจเฮือกแสดงความโล่งอกเล็กน้อย อู๊ดยื่นต้นฉบับส่งให้พ่อ

“แม่บอกว่าเขาให้คอยอยู่จนเย็น แล้วออกมาบอกว่าไม่เอา ให้ผมเอาไปส่งที่อื่น” อู๊ดบอก

สีหน้าของพ่อดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที

​“ทำไมเขาจึงไม่เอา?” พ่อร้องถามอย่างโกรธๆ

“เขาว่า - อ้า! เรื่องของพ่อไม่มีบรรยากาศเอาเสียเลย”

พวกเรามองดูหน้าพ่อ หน้าพ่อขาวลงไปทันที ○



Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.093 seconds with 16 queries.