Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
08 January 2026, 19:05:58

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
28,749 Posts in 14,165 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ความพยาบาท โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๒๑-๒๖ (จบ)
0 Members and 2 Guests are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ความพยาบาท โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๒๑-๒๖ (จบ)  (Read 94 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« on: 21 December 2025, 21:37:36 »

ความพยาบาท โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๒๑-๒๖ (จบ)


๒๑

พอได้ยินอย่างนั้นต่างคนต่างก็มองดูหน้าตากัน เห็นได้ทันทีทีเดียวว่าต่างก็นับจำนวนคนที่นั่งโต๊ะว่ามีกี่คนแน่, บรรดาท่านที่นั่งอยู่ในคราวนี้มิใช่คนโง่ ล้วนแต่เปนคนที่ได้เพาะปลูกแล้วซึ่งความคิด แต่การที่ถือลางดีร้ายนั้นฝังเสียในสันดานถึงกระดูกเสียแล้ว (ทำนองเดียวกับผี ถึงไม่กลัว ๆ แต่ก็คร้าม) บางทีจะเหลือสักเพียงเฟรสเซีย กับ มาคีส์ ดาวองคูต์ เฟอร์รารีเปนมีสีหน้าแปลกมากกว่าคน ได้ยินเสียงบ่น “…...ยำ” แล้วคว้าเหล้าดื่มจนเกลี้ยงแก้ว วางถ้วยลงดังกั้ก ปัดจานที่ตั้งอยู่หน้าไปด้วยมืออันสั่นเทา—ในทันใดนั้นข้าพเจ้าก็พูดด้วยเสียงอันดังแก่พวกแขกของข้าพเจ้าว่า:-

“ซินยอ ซัลลัสตรี เพื่อนของเราพูดจริงน้ะท่าน. ข้าพเจ้าเห็นนานแล้ว—แต่ทราบว่าท่านเหล่านี้ ล้วนเปนผู้ที่มีความคิดรอบคอบทั้งสิ้น ไหนเลยจะมาถือลางอันซึ่งเราสมัยนี้ยกไว้ให้เปนธุระของยายแก่แกนานแล้ว. ข้าพเจ้าจึงได้ทำดุษณีภาพนิ่งไว้. ลางที่ถือกันเรื่องจำนวนสิบสาม ท่านทั้งหลายก็ทราบแล้วว่าเนื่องมาจาก “ลาสต์ สัปเป้อร์” บางทีพวกเด็กอมมือและพวกผู้หญิงยังถือกันอยู่บ้างก็จะเปนได้ว่าคนหนึ่งในสิบสามคนที่ร่วมโต๊ะนั้น เปนขบถและโทษต้องถึงประหารชีวิต แต่เราพวกผู้ชายมีสติสัมปชัญญะ! ไม่มีใครในพวกเรา บรรดาที่นั่งอยู่นี้จะยื่นตัวเข้าเปนเยซูหรือเปนยูดา—เราล้วนแต่เปนเพื่อนที่ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉนั้นถือเอาว่า เมฆหมอกอันพัดพาดมามัวสลัวนิดน้อยนี้จะเกลื่อนเลือนหาย. อย่าลืมว่าวันนี้ก็เปนวันคริสต์​มัสอี๊บว์ รุ่งพรุ่งนี้ก็ตรุสฝรั่ง ถึงโดยหากจะมีตัวเสนียดอยู่ในลางจริงก็แทรกเข้ามาไม่ได้ เกรงบารมีแห่งพระองค์!”

เสียงตบมือด้วยความเต็มใจ เปนรางวัลแก่คำพูดนี้กราวก้องห้อง แล้วมาควิส กวัลโดร ลุกขึ้นยืน—

“ต่อหน้าฟ้า !” เขาร้อง “พวกเรามิใช่พวกผู้หญิงงันงกจะได้ตกใจกลัวลางจนสั่นเทา! รินเหล้าเติมถ้วยเข้าซินยอรี! อ้าวดูเทอนา พวกบ๋อยตาบอดหมด เอาเหล้ามาอิกเร็ว! ให้ตกกะรก! ถ้าตัว ยูดา อิศกาเรียต ได้รับการเลี้ยงอิ่มและบริบูรณอย่างเราแล้ว จึงถูกไปแขวนคอก็ไม่น่าจะเวทนานัก โฮลา อามีซี! ดื่มเพื่อความสวัสดีของท่านเจ้าของบ้าน คอนเต้ เซซาเร โอลิวา !”

เขายกถ้วยสุราขึ้นแกว่งสามครั้ง—ทุกคนทำตามและดื่มให้พรข้าพเจ้าด้วยความปิติ, ข้าพเจ้าคำนับรับด้วยความขอบใจ—การที่ถือและกลัวลางร้ายก็เกลื่อนเลื่อนละลายไปเร็ว—ไม่ช้าพูด คุยหัวร่อต่อกระซิกก็กลับมาเข้าแหล่งอย่างเดิมราวกับว่าลืม ‘อ้ายเมื่อตะกี้นี้หน้ะ’ หมดแล้ว.

ถึงรับประทานหวาน มีเหล้าอย่างดีเปลี่ยนชุดเข้ามาด้วยเหมือนกัน ล้วนแต่เหล้าอย่างดีที่ข้าพเจ้าสั่งสรรเอามาสำรองไว้ เหล้า “ชาโตดีเคม” “โคลส โวโย” “วัลปูลเชลโล” อย่างหายากที่สุด “ลาครีมา คริสตี้” อย่างประเสริฐ—รินทอยๆกันเข้ามา ต่างคนต่างชิม ต่างคนต่างชมว่ารสดี ถัดนั่นถึงเหล้าชำเปญอย่างขวดละไม่ต่ำกว่า ๔๐ แฟรงค์ สีสันชวนจิบรสพอกระทบเพดานก็ชวนกลืน แต่ทว่ามีธาตไฟอยู่ในนั้น ว่ากันนัวเสียงคุยกันขรม โบราณท่านว่าของท่านไว้จริงว่า “เหล้าไม่ใช่น้ำ กันชาไม่ใช่ดอกหญ้า” แอนโตนีโอ บิสคาร์ดี ช่างเขียน​อย่างหงิมกับคริสเปียนโน ดูลซี ซึ่งเปนคนอย่างเผยปากพิกุลร่วง. พอดื่มเจ้าไม่ใช่น้ำเข้าไปหลายถ้วย เลยกักดอกพิกุลไว้ไม่อยู่ ต้องปล่อยเสียงออกโอ้กับเขาเหมือนกัน. ข้างฝ่ายกัปตันเฟรสเซียกับดาวองคูต์ก็คุยกันแต่ล้วนเพลงดาบ ท่านี้อย่างนั้น ท่านั้นอย่างโน้น พูดไปพลางเอามีดหวานแทงลูกไม้ในจานของตัวไปพลาง. ท่านลูเซียโน ซัลลัสตรีก็เงยศีร์ษะพิงพนักเก้าอี้ สบายอารมณ์ร้องเพลงที่ตัวแต่งเองงึม ๆ อยู่คนเดียว ใครที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จะพูดด้วยก็ช่างใครเปนไร ข้าท่องเพลงของข้าไว้. ภาษาของท่าน มาควิส กวัลโดร นั้นเที่ยววิ่งออกพล่านต่าง ๆ นา ๆ ไม่รู้ว่าไปขุดมาแต่ไหน. ต่างคนต่างเต็มที่แสดงกิริยาท่าทางตามเพศนิสัยของเขา เว้นแต่ดู๊ก ดี มารีนา กับตัวข้าพเจ้าเท่านั้น ที่ยังมีอิริยาบถคงที่ตามธรรมดาอยู่.

มองกวาดดูตลอดโต๊ะเห็นบรรดาแขกของข้าพเจ้าหน้าแดงตาซึม ใช้ภาษาเฟื่องมากแล้ว ดูแล้วก็ถอนใจใหญ่ ในสองสามนาที่นี่เอง ข้าพเจ้าจะได้ทิ้งไฟตัวดีซึ่งเก็งไว้บนมือตลอดเวลากินโต๊ะ.

ข้าพเจ้ากลับมองดูเฟอร์รารี. เขาเอี้ยวตัวไปข้างเก้าอี้ไปพูดกับกัปตัน เดอ ฮามาล—เสียงพูดนั้นกระซิบกระซาบแต่หนัก แต่ข้าพเจ้าได้ยินคุยกันถึงเครื่องภายนอกของผู้หญิง—จะเปนผู้หญิงคนไหน ไม่ต้องนั่งฟังให้เสียเวลา—เข้าใจเอาเองว่าคงจะพรรณาความบริบูรณ์พร้อมของภรรยาข้าพเจ้าให้ เดอ ฮามาลฟัง—โลหิตข้าพเจ้าเดือด เดือดถึงปรอดขึ้นเต็มที่. ข้าพเจ้าจึงลุกยืนขึ้นและเอามือตบโต๊ะเพื่อจะให้นิ่งและฟังคำที่ข้าพเจ้าจะได้กล่าว—แต่เสียงที่พวกเขาคุยและโปกฮากันนั้นดังกลบหมด ไม่มีใครได้ยิน. ดู๊กช่วยด้วยอีกคนหนึ่งก็ยังไม่สำเร็จ ต่อภายหลังเฟอร์รารีเหลียวมาและเขาเอามีดปอกลูกไม้​ของเขาเคาะโต๊ะและเคาะจานดัง เสียงดังที่คุยและหัวเราะจึงสงบลงทันที ถึงเวลาแล้ว ข้าพเจ้าเงยหน้าจัดแว่นตาให้ลงร่องรอยดี และพูดด้วยเสียงอันดังช้าและชัดถ้อย. ก่อนจะพูด ชำเลืองดูเฟอร์รารีอีกครั้งหนึ่ง เขาพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายใจเฉื่อย สูบบุหรี่ซิกาเร็ตต์ปุ๋ย.

“สหายทั้งหลาย” ข้าพเจ้าพูดและยิ้มรับหน้าซึ่งหันมาทางข้าพเจ้า “ข้าพเจ้าขอขัดความสำราญท่านสักประเดี๋ยว ขัดมิใช่จะให้หมดความสำราญไปเมื่อไร กลับจะเพิ่มให้ความสำราญนั้นรื่นเริงขึ้นด้วยอีก. ข้าพเจ้าเชิญท่านทั้งหลายมาประชุมพร้อมกันในค่ำวันนี้ ณ ที่นี่ เพื่ออะไรท่านก็ย่อมทราบอยู่แก่ใจแล้ว ว่าเพื่อจะให้เกียรติยศข้าพเจ้าช่วยในการรับรองเพื่อนผู้ประเสริฐของเรา ซินยอ กีโด เฟอร์รารี” ตรงนี้เสียงตบมือทำให้ข้าพเจ้าต้องหยุด. “ท่านผู้ดีหนุ่มและเรียบร้อยผู้นี้ และผู้ที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะเปนคนที่รักและพอใจของท่านทั้งปวง ได้มีธุระการบ้านในข้อจำเปนต้องห่างจากวงสโมสรของเราไปเสียหลายอาทิตย์ ท่านคงจะรู้สึกได้ว่าพวกเราหย่อนความรื่นเริงบันเทิงใจไป. กระนั้นเมื่อท่านทั้งหลายได้ทราบว่า ซินยอเฟอร์รารี กลับมาถึงกรุงเนเปิลซ์มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สฤงคารแล้วก็คงมีความชื่นชมยินดีด้วย เหมือนกับตัวข้าพเจ้าเองรู้สึก.”

ที่ตรงนี้เสียงตบมือ และเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีมากขึ้น. คนที่นั่งอยู่ใกล้เฟอร์รารีก็ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มให้พร ซึ่งเขาก้มศีร์ษะรับคำนับรับด้วยความปลื้มใจ. ข้าพเจ้าชำเลืองดูเฟอร์รารีอีกครั้งหนึ่ง—ดูสงบเงียบ. เขยิบออกมานั่งริมเก้าอี้จะได้นอนพิงพนัก​ให้สบายมากขึ้น ถ้วยชำเปญวางอยู่ข้าง บุหรีกระดาดคาบปากนั่งตรงหน้าต่างที่แลเห็นอ่าวเมืองเนเปิลซ์แววรับจับแสงจันทร์.

ข้าพเจ้าพูดต่อไปว่า “ควรแล้วท่านทั้งหลาย ควรแล้วจะยินดี แสดงความยินดีรับรองและให้พรดังได้กระทำฉนั้น และที่ข้าพเจ้าเชิญท่านทั้งหลายมาประชุมในวันนี้ ก็ยังมีว่าโดยที่แท้เกี่ยวแก่ความรื่นเริงส่วนเราๆ เองด้วย—ยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าจะยกขึ้นอธิบายให้ท่านทั้งหลายฟัง—เรื่องนั้นเกี่ยวแก่ตัวข้าพเจ้าและเกี่ยวแก่ความศุขด้วย เพราะฉนั้นจึงพาดพันไปถึงความเอ็นดู และความประสงค์ดีของท่านทั้งหลาย”

คราวนี้ทุกคนนิ่งราวกับฟังเทศน์ คอยสดับถ้อยคำที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป.

“คำที่ข้าพเจ้าจะได้กล่าวในคราวนี้นั้น” ข้าพเจ้ากล่าวต่อไปอย่างเรื่อย ๆ “บางทีจะทำให้ท่านทั้งหลายประหลาดใจก็จะเปนได้ ท่านทั้งหลายย่อมรู้จักข้าพเจ้าว่าเปนคนพูดน้อย ข้าพเจ้าเกรงว่า—ได้ยินเสียงร้องรอบโต๊ะว่า “พูดไปเถอะอย่าเกรง อย่าเกรง.” ครั้นเงียบเสียงเปนปรกติแล้ว ข้าพเจ้าก็พูดว่า “ท่านทั้งหลายนึกฝันบ้างหรือไม่ว่าคนอย่างข้าพเจ้าจะเปนคนที่มีผู้หญิงติดบ้าง.” พวกเหล่านั้นต่างคนต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ส่วนเฟอร์รารีนั้น เอาบุหรี่ออกจากปากและมองดูข้าพเจ้าตาเขม็งอยู่.

“เปล่าเลย” ข้าพเจ้ากล่าวเรื่อยไป “แก่ถึงปานนี้ ตาก็ฟางฟ่าถึงปานนั้น ไม่น่าที่จะเชื่อว่าผู้หญิงจะแล. แต่ทว่าข้าพเจ้าได้พบเขาคนหนึ่งแล้ว—ขอให้ข้าพเจ้าพูดแก่เชวาเลีย มันซีนี—นางฟ้าหล่อน​ชอบข้าพเจ้า กล่าวสั้นๆว่า—ข้าพเจ้าจะต้องแต่งงานกับทญิงคนนั้นเสียแล้ว!”

นิ่งเงียบ เฟอร์รารีลุกขึ้นนั่งตรงดูเหมือนจะพูด แต่กลับใจคงนิ่งอยู่—สีหน้าออกซีดๆ อย่างไรๆ มิรู้. บรรดาที่อยู่ที่นั่นเว้นแต่กีโดต่างร้องไห้ศีลให้พรปนล้อปนตลกและหัวเราะ.

“ล่ำลาความสนุกเสีย คอนเต้!” เชวาเลีย มันซีนีร้อง “เมื่อเพลินไปด้วยเสียงสร่ายแพรแล้ว ไหนเลยจะได้มาเพลินในการเลี้ยงฉนี้ได้อีก!” ว่าดังนั้นแล้วก็โคลงศีร์ษะไปมาด้วยพิษสุรา.

“ต่อหน้าพระเจ้าทุกพระองค์!” กวัลโดรพูด “ข่าวใหม่ของท่านนี้ทำให้ฉันพิศวงมาก! ฉันคิดว่าท่านเปนผู้ชายคนที่สุดที่จะละความอิสระเพื่อเห็นแก่หญิง แก่ผู้หญิงคนเดียวด้วย! ทำไม ท่านเวลาเปนโสตถม เท่าไร ๆ ก็ได้!”

“อา—” ซัลลัสตรี “ถึงหนึ่งก็หนึ่งไข่มุกแท้—หนึ่งเพ็ชร์หาตำหนิมิได้”

“บา—!” ซัลลัสตรี ท่านซึมในเสียแล้ว” กวัลโดรตอบ “นี่เหล้ามันพูดต่างหาก ไม่ใช่ท่านพูดเอง คนอย่างท่านรึ ท่านรึ ท่านรึ ผู้หญิงติดปรอทั้งเมืองเนเปิลซ์ จะมาพูดทำไมเดี๋ยวนี้ว่าหนึ่ง! เสียเวลา บอนา นอตเต้ บามบีโน!”

ข้าพเจ้ายืนเอามือเท้าโต๊ะอยู่ แล้วพูดว่า “คำที่กวัลโดรกล่าวนั้นเปนความจริงทีเดียว ข้าพเจ้าเปนคนที่มีชื่อเสียงหนักว่าเปนคนไม่ชอบผู้หญิงยิงเรือ ข้าพเจ้าก็ทราบว่าเขาลือถูก พอแม่คนน่ารักที่สุดมาประสบเข้า—เมื่อหล่อนได้แสดงกิริยาอย่างดีวาจาอย่างไพเราะแสดงความรักต่อข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ว่าถ้าอาจพูดถึงแต่ง​งานกับหล่อนแล้ว จะไม่เสียทีเปล่าก็จะให้ข้าพเจ้าทำอย่างไร นอกจากโผเข้ารับสิ่งซึ่งเทพยดาฟ้าและดินอนุญาตให้ เพราะฉนั้นข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายในสุรารินสุราเติมถ้วยให้เต็ม และให้เกียรติยศแก่ข้าพเจ้าในการที่ดื่มสำหรับความสบาย และศุขแห่งผู้ที่จะเปนภรรยาของข้าพเจ้า ในกาลบัดนี้.” กวัลโดรกระโดดยืนขึ้นตรง ชูถ้วยขึ้นสูง และคนทุกคนก็ทำตามอย่าง เฟอร์รารีค่อย ๆ โงเงยืนขึ้นกับเขาด้วย มือที่กำถ้วยชำเปญนั้นสั่นเทา.

ดู๊ก ดี มารีนา กระทำกิริยาอย่างแบบข้าราชการในราชสำนักนิ์ และกล่าวว่า “เชื่อว่าท่านคงจะออกชื่อท่านผู้หญิงนั้นให้เปนเกียรติยศแก่พวกเราทราบไว้บ้าง”

“ฉันก็เกือบจะถามอย่างเดียวกัน” เฟอร์รารีพูดด้วยเสียงสั่นเครือ—ริมฝีปากแห้ง กว่าจะพูดหลุดปากออกมาได้ดูช่างลำบากเหลือเกิน “บางทีพวกเราจะยังไม่มีใครรู้จัก ?”

“ก็ดี” ข้าพเจ้าตอบแล้วจ้องยิ้มอยู่ “ท่านทั้งหลายรู้จักชื่อหล่อนดีทุกคนแล้ว” แล้วข้าพเจ้าหวนตระหวัดเสียงให้ดังและชัดว่า “ขอจงพร้อมใจกันดื่มให้เปนสวัสดี แก่นางผู้ดีผู้จะเปนภรรยาข้าพเจ้า คอนเตสซา โรมานี!”

“อ้ายโกหก!” เฟอร์รารีตะโกน—และเอาถ้วยชำเปญที่ถืออยู่นั้นโยนโดนข้าพเจ้าเต็มหน้า. ในวินาทีเดียวคนทั้งหมดมายืนมุงรอบเรา (ข้าพเจ้ากับกีโด). ข้าพเจ้าสกดใจนิ่งไว้ ควักเอาผ้าเช็ดหน้าออกเช็ดสุราที่ไหลเปื้อน—ถ้วยนั้นก็หล่นไปกระทบโต๊ะแตกเลอียดอยู่ที่พื้น.

​“เฟอร์รารี! นี่แกเปนบ้าหรือเมา ?” กัปตันเดอฮามาลพูดและเอามือจับแขนไว้ “รู้หรือไม่ว่าแกทำอะไรอย่างนี้?”

เฟอร์รารีเหลียวมองรอบตัวราวกับสุนักข์เมื่อจนกรอก—หน้าแดงและดูโตบวมออกมาราวกับคนเปนลมจับหัวใจ—เส้นที่หน้าขึ้นเปนลำ—ลมหายใจแล่นเข้าออกราวกับวิ่งมาแต่ไหน. เขาหันหน้ามาจ้องข้าพเจ้า. “อ้ายฉิบหาย.” เขาเข่นเขี้ยวกลั่นคำหยาบออกมาเบาๆ—แล้วเปลี่ยนเสียงจนดังก้องห้อง “กูจะฉีกอกควักหัวใจมึงออกมาดูให้ได้” ว่าดังนั้นก็ทยานเผ่นเข้ามา แต่ทว่าดาวองคูต์ยึดแขนอีกข้างหนึ่งแน่นไว้.

“อย่าเพื่อวู่วามให้เร็วนัก ช้าก่อน มองแชร์” ดาวองคูต์พูด. “เราไม่ใช่คนฆ่าคน เรานา. นี่อ้ายผีตนคนใดมันเข้าสิงท่านหรือท่าน จึงบังอาจหมิ่นประมาทเจ้าของบ้านของเราโดยมิได้บอกให้รู้ตัวเสียก่อนดังนี้ ?”

“ถามมันดู! ถามมัน! ถามมัน!” เฟอร์รารีตอบด้วยเสียงตวาด และดิ้นจะให้หลุดจากกำมือของคนฝรั่งเศสทั้งสอง - “มันรู้! รู้ดีทีเดียว! ถามมันดูเถิด!”

“ท่านคอนเต้ไม่จำเปนโดยแท้ที่จะต้องให้คำอธิบาย” กัปตันเฟรสเซียพูด “ถึงหากว่าจะอธิบายได้ก็ไม่จำเปนจะต้องอธิบาย.”

“ข้าพเจ้าบอกท่านตามจริง เพื่อนทั้งหลาย” ข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้าไม่ทราบอะไรมากกว่าที่ได้ทราบว่า ชายหนุ่มผู้นี้มีความถะเย้อถะยานอยากได้นางผู้ดีที่ได้กล่าวชื่อเมื่อสักครู่นี้เท่านั้น.”

“ฟังมัน! ถะเย้อถะยานละ อะไรละ! อ้ายขี้คุก! ฟังอ้ายผู้ร้ายก้นตรางมันพูด.” เฟอร์รารีพร่ำ.

​“อา เท่านั้นและหรือ ?” เชวาเลีย มันซีนี พูดเสียงเขียว “เฟอร์รารี แกควรจะมีสติมีความคิดมากกว่านี้สักนิด ? อะไรหน้ะ มาเทลาะกับเพื่อนอย่างประเสริฐด้วยเรื่องผู้หญิงคนเดียวก็เปนได้ เมื่อเขาชอบข้างโน้นเขาไปข้างโน้นมันก็แล้วกัน เพื่อนเอ๋ยผู้หญิงถมไป—เพื่อนหายากนาจะบอกให้.”

“ถ้า” ข้าพเจ้าพูดพลางเช็คเหล้าตามเสื้อผ้าพลาง “หากว่ากิริยาอย่างแปลกของซินยอเฟอร์รารีซึ่งแสดงมานั้น เกิดจากความเสียใจเปนปฐมแล้ว ข้าพเจ้าก็เต็มใจที่จะยกโทษให้. กำลังหนุ่มเลือดร้อนไม่ฟัง—ให้มาลุแก่โทษเสียดี ๆ จะเต็มใจยกโทษให้ทีเดียว เสียแรงได้เคยชอบพอกันมา.”

เฟอร์รารีมองดูคนนี้แล้วคนนั้นแล้วคนโน้นด้วยความโกรธ หน้าซีดราวกับผีตาย ดิ้นบิดจะให้หลุดจากกำมือของดาวองคูต์และเดอ ฮามาลให้ได้.

“บ้า ปล่อยเดี๋ยวนี้ปล่อยนา!” กีโดพูดด้วยเสียงบังคับ “ไม่มีใครเข้าข้างข้าสักคน เห็นหร็อกว้ะ.” แล้วเดินตรงไปที่โต๊ะหยิบถ้วยน้ำเย็นดื่ม และกลับมาจ้องหน้าข้าพเจ้าตาลุกเปนไฟ.

“อ้ายโกหก.” เขาร้องด่า “อ้ายโกหกสองหน้า! มึงแย่งเอาของกูไป—มึงลวงกู อ้ายระ—มึงจะต้องทดแทนด้วยชีวิตของมึง ขอให้เข้าใจ.”

“อ๋อ เต็มใจเทียว” ข้าพเจ้าตอบด้วยเสียงเยาะ. “เลดีซึ่งเปนฟีอองเซของฉันเดี๋ยวนี้ ไม่มีความรักในตัวท่านแต่เลยสักนิดเดียว หล่อนได้บอกแก่ฉันเองอย่างนั้นทีเดียว ถ้าแม้นหล่อนมีระแคะระคาย​อยู่บ้างแล้วฉันก็จะยอมถอนมั่นเสีย นี่ก็เปล่าทั้งนั้น ก็เมื่อการมันเปนอย่างนี้ จะมาว่าฉันอย่างโง้นยังงี้อย่างไร ?”

เสียงแส้สอดเข้ามาจนข้าพเจ้าก็ต้องนิ่ง “น่าอาย เฟอร์รารี ไม่รู้เลยว่าจะเปนอย่างนี้!” กวัลโดรร้อง “คอนเต้พูดอย่างผู้ดีและพูดอย่างมีออนเน่อร์ ถ้าข้าเปนคอนเต้แล้วจะไม่อธิบายสักคำเดียว จะไม่ยอมลดเกียรติยศลงมาพูดแก่เจ้าให้เสียปาก ให้ตายต่อหน้าไฟเถอะ เอ้า ไม่ลดจริงๆ เทียว.”

“เปนฉันก็ไม่” ดู๊กว่า.

“เปนฉันก็ไม่” มันซีนีว่า.

“อ้า เฟอร์รารี ขอโทษเสียน่า ไปกางร่มอยู่เอาอะไร” ซัลลัสตรีปลอบ.

หน้าเฟอร์รารีซีดจนเขียว—เขาหัวเราะแฮะๆ ประชดแล้วเดินตรงเข้ามาที่ข้าพเจ้า และพูดด้วยเสียงขู่คำราม ๆ ว่า “มึงว่าว่า—ว่าว่าหล่อนไม่รักกู—มึง! และมีหน้าจะให้กขอโทษมึงอีก อ้ายชาติขะโมย อ้ายขี้ขลาด อ้ายขบถ! เอานั่นแหละเปนคำขอโทษของกู” ว่าดังนั้นแล้วก็เอามือตบปากข้าพเจ้าแรง จนแหวนเพ็ชร์ที่เขาใส่ (วงของข้าพเจ้า) ตัดเอาริมฝีปากฉีก โลหิตไหล. เสียงโกรธเต็มที่ได้ดังแส้ขึ้นจากบรรดาคนที่อยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าก็หันหน้าไปพูดแก่มาคีส์.

“มีตอบอยู่ก็แต่อย่างเดียว” ข้าพเจ้าพูดอย่างเรื่อย ๆ “ซินยอเฟอร์รารีก่อเอง ท่านมาคีส์ ท่านจะจัดการเรื่องออนเน่อร์นี้ได้ไหม?”

มาคีส์กระทำคำนับ “ฉันจะมีความศุขมาก!”

​เฟอร์รารีหันหน้าไปเที่ยวมองรอบสักครู่หนึ่ง แล้วว่า “เฟรสเซีย ท่านเปนสกันด์ของฉันน้ะ?”

กัปตันเฟรสเซียยกไหล่ “ขอตัวทีเถอะ ความรู้สึกของฉันไม่อนุญาตให้ตัวฉันเข้าไปปนอยู่ข้างฝ่ายผิดเช่นเรื่องของท่านนี้ ถ้าแม้คอนเต้จะอนุญาตให้ฉันไปช่วยกันกับดาวองคูต์ อย่างนั้นฉันเต็มใจช่วย.” มาคีส์ก็ขอให้ช่วยโดยความเต็มใจจริงเหมือนกัน และสองคนนั้นก็พากันปฤกษาซุบซิบอะไรกันอยู่. ครั้นแล้วเฟอร์รารีจึงไปขอให้เดอ ฮามาล—ให้เปนสกันด์ เดอ ฮามาลก็ไม่ยอมเปนไป ถามใครวานใคร ก็ไม่มีใครยอมแต่สักคน ยืนหันรีหันขวางหน้าขมวดบึ้งอยู่คนเดียว พอมาคีส์เดินเข้าไปหา ทำกิริยาเสงี่ยม—สนทนากันอยู่สักสองสามนาที เฟอร์รารีก็ลุกขึ้นออกจากห้องไปโดยมิได้พูดหรือเหลียวมาแลอีก. ในทันใดนั้นข้าพเจ้าสกิดให้วินเช็นโซเข้ามาใกล้แล้วกระซิบสั่งว่า “สกดรอยตามชายคนนั้นไปแต่อย่าให้เขาเห็นเจ้าเปนอันขาด” วินเช็นโซก็ไปตามคำสั่ง เฟอร์รารีไปลับประตูวินเช็นโซก็หายลับตัวไปด้วยเหมือนกัน. มาคีส์ ดาวองคูต์ เดินตรงมายังข้าพเจ้า.

“สัตรูของท่านเขาไปหาสกันด์สองคน” เขาพูด “ท่านก็เห็นอยู่เองว่าไม่มีใครที่นี่รับรอง, เคราะห์ร้ายอยู่หน่อย.”

“เปนทีเดียว” เดอ ฮามาล พูด.

มาคีส์พูดแก่ข้าพเจ้าอีกว่า “เมื่อคอยสกันด์ทั้งสองคนข้างโน้นอยู่กว่าจะมานี่” ชักนาฬิกาออกดู “ฉันกับเฟรสเซียได้คิดจัดกันแล้วบ้าง นี่เกือบสองยามแล้ว เรื่องธุระนี้ต้องเปนพรุ่งนี้เช้าเวลาย่ำรุ่งตรง ท่านจะเห็นอย่างไร ?”

ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะรับ.

​“เราเปนพวกถูกหมิ่นประมาท เราต้องเลือกอาวุธเอา—”

“ปืนโก๊ลต์” ข้าพเจ้าตอบย่อๆ

แม่เจ้าโวย. ก็เรื่องสนามเล่า ที่คาซากีร์ลานเด เปนยังไร ? ไม่ใช่ตรงนั้นแท้ ระหว่างนั้นกับบ้านวิลลาโรมานีเปนที่เงียบสงัดดี ไม่ต้องเกรงว่าจะมีใครมาขัดขวางได้หละ.”

ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะอีก

“เอาเปนตกลง” มาคีส์พูดต่อไป “เวลาย่ำรุ่ง—อาวุธปืนโก๊—ระยะทางกี่ก้าวไว้ต้องตกลงกับสกันด์ข้างโน้นเขาก่อน.”

ข้าพเจ้ามีความพอใจในการที่จัดนี้ จึงได้จับมือผู้จัดเพื่อแสดงความขอบใจมาก แล้วได้มองดูหน้าตาคนทั้งปวงที่ไม่เปนปรกตินั้น และข้าพเจ้ายิ้ม พูดว่า.

“ท่านทั้งหลาย การเลี้ยงของเรากระจายออกด้วยประการอันไม่น่าชมฉนี้ ข้าพเจ้ามีความเสียใจ และเสียใจยิ่งลงมากในข้อที่จะต้องจากท่านทั้งหลายไป ขอท่านจงได้รับความขอบใจในการที่อุส่าห์มานั่งโต๊ะเปนเพื่อนและสำหรับไมตรี ซึ่งท่านได้แสดงต่อข้าพเจ้ายังไม่นึกว่าครั้งนี้จะเปนครั้งที่สุดที่จะรับรองเลี้ยงดูท่านทั้งหลาย—แต่หากว่าถ้าเปนเช่นนั้นจริง ข้าพเจ้าจะจำความคุ้นเคยและความที่ร่วมสนุกด้วยท่านใส่ใจไปสู่ประโลกด้วย. เดชะบุญคุณพระข้าพเจ้าไม่ถึงซึ่งอับจนแล้ว หวังใจว่าจะได้พบกันอีกในคราววิวาหมงคลของข้าพเจ้า เมื่อนั้นจะไม่มีสิ่งไรจะมาขัดขวางหรือล้างผลาญความรื่นเริง ของเราได้เช่นในขณะนี้—ลาไปนอนก่อน.”

แขกทั้งหลายมายืนอยู่รอบข้าง ต่างก็จับมือและแสดงความสงสารที่มาเกิดเทลาะวิวาทกันขึ้น ท่านดู๊กแสดงให้เห็นน้ำใจมากถึงกับ​ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ถ้าแม้ไม่มีใครจะอาศาเปนสกันด์แล้ว ถึงท่านมีเกียรติยศและเปนคนชอบไม่วิวาทแก่ใครก็ดี จะอาศาเปนสกันดให้ข้าพเจ้า. ภายหลังข้าพเจ้าหนีเอาตัวออกจากกลุ่มพวกเหล่านั้นได้ กลับขึ้นไปนั่งอยู่ในห้องคนเดียว แต่นั่งอยู่อย่างนั้นกว่าชั่วโมง คอยฟังข่าววินเช็นโซก็ยังไม่กลับ ได้ยินฝีเท้าพวกแขกพากันกลับคราวละสองละสาม—ได้ยินเสียงมาคีส์และกัปตันเฟรสเซียสั่งให้เอากาแฟร้อน ๆ ไปให้ในห้องไปรเวตที่เขาจะคอยพบสกันต์ฝ่ายโน้น. โอ! เฟอร์รารี จะร้อนกลุ้มใจไม่น้อยป่านนี้ ข้าพเจ้านิ่งรำพึงในใจ. ทำหน้าตาพิลึก เมื่อได้ยินบอกว่าหล่อนไม่มีความรักในตัวเขา. แมว! ออกสมเพชก็สมเพช ออกสมน้ำหน้าก็สมน้ำหน้า เดี๋ยวนี้ต้องรู้สึกทนคับกลุ้มใจดังตัวข้าพเจ้าเองได้เคยมาแล้ว ได้ถูกอย่างที่ข้าพเจ้าได้เคยรับมา. ยังมีชีวิตอยู่เท่าใดความเจ็บปวดในใจนั้นเสียวแปรบอยู่ไม่รู้หาย เอาเถอะ จะช่วยสงเคราะห์ไม่ให้ต้องทรมานนาน. ข้าพเจ้าลุกไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือหยิบกระดาดปากกาออกมาเขียนคำสั่งนิดหน่อย เผื่อว่าในเวลาต่อสู้กันเคราะห์ข้าพเจ้าจะร้ายลงบ้าง.

ข้าพเจ้าเขียนอย่างใจความย่อ ๆ—ในขณะเขียนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าเปนสิ่งที่ไม่ต้องการทำอย่างยิ่ง—ถึงกระนั้นก็ดี เพราะเห็นแก่แบบแผนต้องเขียน—เขียนเสร็จประทับตราสลักหลังถึง ดู๊ก ดี มารีนา. ชักนาฬิกาพกออกดู- เจ็ดทุ่มเศษแล้ววินเช็นโซก็ยังไม่กลับมาอีก จึงลุกไปที่หน้าต่างเปิดม่านยืนชมแสงจันทร์อยู่.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #1 on: 21 December 2025, 21:39:28 »


๒๒

เสียงประตูเปิดทำให้ข้าพเจ้าได้สติตื่นจากภวํ เหลียวหน้ามาดูเห็นวินเช็นโซยืนถือหมวกอยู่ข้างหลัง—พึ่งจะเข้ามา.

“เอเฮ.” ข้าพเจ้าพูดด้วยเสียงใจดี—“มีข่าวอะไรบ้าง ?”

“รับประทานกระผมทำตามใต้ท้าวบัญชา ซินยอเฟอร์รารีเดี๋ยวนี้อยู่ที่ห้องเขา.”

“เจ้าปล่อยเขาไว้ที่นั่นหรือ ?”

“ขอรับกระผม”—แล้ววินเช็นโซเล่าเรื่องที่เขาตามเฟอร์รารีออกจากห้องโต๊ะ และเฟอร์รารีจ้างรถขับไปส่งที่บ้านวิลลาโรมานี วินเช็นโซก็แอบซ่อนตัวเกาะท้ายรถไปด้วย.

“พอถึงที่นั่น” คนใช้ข้าพเจ้าพูดต่อไป “เขาก็ไล่ให้รถกลับไป สั่นระฆังที่ประตูบ้านอยู่ประมาณหกเจ็ดครั้ง. ไม่มีใครขาน. ตัวกระผมเองนั้นแอบต้นไม้คอยดูอยู่ ที่หน้าต่างวิลลาไม่เห็นมีแสงไฟ—มืดตึดตื้อ. สั่นระฆังอีก—จับประตูกระชากสั่นราวกับจะหักทลายลง ภายหลังเกียโชโมถือตะเกียงเดินหง่อง ๆ ออกมา.

“เปิดประตู ข้าจะเข้าไปหาเคานเตสเดี๋ยวนี้” ซินยอหนุ่มพูด ข้างเกียโชโมตัวสั่นกระพริบตาพริบๆ ยังกะนกคั้งแมว ไอกระแอมราวกะอ้ายก้อนบ้าอะไรมันติดคอ.

“เคานเตสไม่อยู่” เกียโชโมตอบ.

“ไม่อยู่.” เขาร้องอย่างกะคนบ้า “ไปไหน ? บอกซีว่าไปที่ไหน ? อ้ายบอ ไม่บอกละก็เอ็งตายเดี๋ยวนี้แหละ.”

​“รับประทานกระผมเรียนใต้เท้าจริงว่า ผมเกือบกระโดดเข้าช่วยเกียโชโมแล้ว แต่มานึกถึงคำสั่งของใต้เท้า จำเปนต้องนิ่งอั้นไว้. ‘ขอโทษทีเถอะ ซินยอ’ เกียโชโมพูดอ้อนวอน ‘จะบอกเดี๋ยวนี้แล้ว—บอกแล้ว. ท่านไปอยู่คอนเวนโต เดล แอนนันซีเอตา—ทางสิบไมล์—พูดจริง ๆ—ไปได้สองวันวันนี้.’

“ซินยอเฟอร์รารีจับคอเกียโชโมกระชาก แล้วผลักลงไปนอนพับอยู่ที่ดิน ตะเกียงแตกกระจาย. ตาเถ้านั่นแกร้องครางครวญน่าสมเพช แต่ซินยอเฟอร์รารีไม่เห็นหวั่นอะไร ผมดูถ้าจะเปนบ้า เสียแล้ว ‘ไปนอน ไปทีเดียว’ เขาร้อง ‘ไปหลับ หลับจนตายคาที่นอน! ถ้านายเอ็งมาลาก้อบอกด้วยว่ากูจะมาฆ่า บ้านนี้และคนในบ้านนี้จงได้รับความแช่งด่า !” ว่าดังนั้นแล้วก็ออกวิ่งจากสวนมาทางถนนใหญ่ ซึ่งทำเอากระผมวิ่งตามเกือบไม่ใคร่ทัน. เดินโซเซไปได้อีกหน่อยก็ล้มลงนั่งอยู่กับแผ่นดิน.”

วินเช็นโซหยุด. “เออแล้วยังไรต่อไปอีกเล่า ?” ข้าพเจ้าซัก.

“รับประทานกระผมจะปล่อยให้นอนสลบอยู่นั่นอย่างไรได้. กระผมจึงชักเสื้อขึ้นคลุมถึงปาก ครุ่มหมวกลงมาถึงตา เพื่อที่จะมิให้เขาจำได้ แล้วก็วักเอาน้ำในบ่อที่ข้างทางไปโชลมตามหน้าตามศีร์ษะ ไม่ช้าเขาก็ได้สติฟื้นสมประฤดีขึ้น เห็นผมเปนคนจร ขอบใจกระผมในการที่ช่วยเหลือจนฟื้นขึ้นแล้วลุกไปกินน้ำในบ่อ และก็ลุกเดินต่อไป.”

“แล้วเจ้าก็ตามไป ?”

“ขอรับกระผมตาม ตามไปห่างๆ. เลี้ยวไปทางหลังถนนแห่งหนึ่ง เข้าไปในโรงเหล้าแล้วประเดี๋ยวเดินกลับออกมากับชาย​สองคน. แต่งตัวดี—ท่าทางเปนผู้ดีตกยาก. เห็นพูดอะไรกันอย่างร้อนรน แต่ผมไม่ได้ยินนอกจากจับเค้าที่ปลายได้ว่า ยอมจะมาเปนสกันด์ให้ซินยอเฟอร์รารี แล้วชายทั้งสองคนนั้นก็ออกเดินบ่ายหน้ามาทางโฮเต็ลนี้. เมื่อกระผมเข้ามานี้แลเห็นเขาพูดกับมาคีส์ ดาวองคูต์อยู่.”

“ก็เมื่อชายสองคนมาทางนี้แล้ว ซินยอเฟอร์รารีทำอะไรอีกเล่า ?” ข้าพเจ้าถาม.

“ไม่มีอะไรควรฟังอีกแล้วขอรับ. ก็เดินไปยังห้องเช่าเขาที่อยู่บนเขาเล็ก. สังเกตดูเดินหลังคุ่มหัวตกยังกับคนแก่. เขากำกำปั้นขึ้นชูครั้งหนึ่งทำท่าดูเหมือนจะขู่ใครคนหนึ่ง. พอถึงประตูบ้านก็ไขประแจเข้าไป—กระผมก็ไม่เห็นอีก ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ แล้วกระผมก็กลับมานี่แหละ.”

“หมดเท่านั้นแหละหรือวินเช็นโซ ?” ข้าพเจ้าพูด.

“หมดเท่านั้นแหละขอรับใต้เท้า.” วินเช็นโซตอบ.

“ขอบใจมาก ที่ใช้ไปได้เรื่องราวกลับมา. ไปนอนเสียเถอะซี ฉันเองก็จะไปนอนผ่อนพักเสียบ้างจนราวสิบเอ็จทุ่มหรือราว ๆ นั้น พอถึงเวลานั้นละก็ตื่นทำกาแฟอุ่น ๆ มาให้กินสักถ้วยน้ะ.”

ว่าแล้วข้าพเจ้าก็เดินเข้าห้องนอน นอนทั้งเครื่องอย่างนั้น. ข้าพเจ้ามิได้ตั้งใจจะนอนให้หลับ—ในใจเต็มไปด้วยความคิด. นึกถึงความคิดของเฟอร์รารีบ้าง—ที่ข้าพเจ้าได้รับทนมากับเฟอร์รารี เดี๋ยวนี้อย่างไรกัน—ไม่เท่า. มากกว่าเขารู้สึก คือในชั้นต้นเขาไม่ต้องถูกฝังทั้งเปนเสียชั้นหนึ่งแล้ว ไม่ต้องกังวลที่จะพยายามหนีออกจากห้องซุ้ย หนีมาได้ยังจะเห็นชื่อของตัวถูกหมิ่นประมาท และใน​ตำแหน่งของตนมีคนเข้าสรวมที่อีก. ถึงจะให้ทำอย่างไร ก็ทรมานเฟอร์รารีให้เจ็บแสบเหมือนที่ตัวเองได้รับทรมานมาไม่ได้ มีความสมเพช—ความตาย ที่ประจุบันทันด่วนและเกือบไม่รู้สึกเจ็บปวดเปนการกรุณาสำหรับเขาเกินไป. ข้าพเจ้ายกมือขึ้นชูดูที่สว่างเห็นมือไม่สั่นสทกสท้านอันใดนิ่งเที่ยงราวกับมือหิน รู้สึกแน่แก่ใจว่าจะหมายที่ไหนคงสำเร็จ. จะไม่ยิงให้ตรงหัวใจ ข้าพเจ้านึก—แต่ให้เหนือไว้สักหน่อย—เพราะมีสิ่งที่จะต้องจำอยู่ข้อหนึ่ง—เขาต้องมีชีวิตอยู่ให้รู้ว่าข้าพเจ้าเปนใครก่อนจึงค่อยตาย. นึกถึงความฝันครั้งเมื่อนอนเจ็บอยู่ที่ตึกเล็กนั้น จำได้ว่าคนที่มาในเรือเล็กนั้นกีโดและได้เอากริสจ้องแทงที่ตรงหัวใจสามครั้ง! ฝันนั้นจะว่าไม่จริงหรือ ? กีโดไม่ได้แทงหัวใจข้าพเจ้าถึงสามครั้งจริงหรือ ?—ลอบลักเอาความรักของภรรยาข้าพเจ้าไปเสีย—ตัดรอนแม่ดาราน้อยจนตายจากไป—หมิ่นประมาทต่อชื่อเสียงข้าพเจ้า ? เหตุไรจึงจะมานึกสมเพช นึกยกโทษ สายเสียแล้วที่จะยกโทษให้. นอนคิดอะไรต่ออะไรอย่างนี้เพลินไปจนม่อยหลับเมื่อไรไม่ทราบ ต่อได้ยินเสียงเคาะประตูจึงได้ตื่น ไหนเล่าวินเช็นโซแบกถาดกาแฟควันขึ้นฉุยเข้ามาในห้องแล้ว.

“ถึงเวลาแล้วเร็วอย่างนั้นเจียวหรือ ?” ข้าพเจ้าถาม.

“อีกห้ามินิตจะได้สิบเอ็จทุ่มขอรับ.” วินเช็นโซตอบ. แล้วมองดูข้าพเจ้าด้วยความประหลาดใจ “นี่ใต้เท้าจะไม่เปลี่ยนเสื้ออิวนิ่งเดร๊สละหรือขอรับ ?”

ข้าพเจ้าพยักหน้าบอกว่าจะเปลี่ยน วินเช็นโซก็หยิบเสื้อกางเกงสำรับสักหลาดหนา อย่างแต่งในเวลากลางวันออกมาวางไว้ให้แล้วก็ออกจากห้องไป.

​ข้าพเจ้ารีบเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และเมื่อกำลังเปลี่ยนเครื่องอยู่นั้น คิดถึงการที่จะพึงกระทำพลาง ทั้งมาคีส์ ดาวองคูต์ ทั้งกัปตันเฟรสเสียไม่เคยรู้จักข้าพเจ้า ส่วนบุคคลในครั้งที่ยังมีชื่อว่า ฟาบีโอ โรมานีอยู่—หรือทั้งเพื่อนของเฟอร์รารีทั้งสองนั้น ก็ไม่ได้เคยได้พบได้ปะ แต่หมอที่จะไปยังสนามอีกคนหนึ่ง—ชะดีชะร้ายจะเปนคนแปลกหน้าแก่ข้าพเจ้า เมื่อคิดอย่างนี้แล้วทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกล้า กล้าที่จะเข้าผจญหน้ากับเฟอร์รารีโดยไม่มีแว่นตา. เฟอร์รารีจะรู้สึกอย่างไรบ้าง ถึงจะไม่ใส่แว่นตากำบังเพื่อให้แปลก ผมขาวหนวดขาวก็ทำให้เปลี่ยนรูปไปพออยู่แล้ว ถึงกระนั้นก็ดีข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าคนที่เคยรู้จักข้าพเจ้าดีแต่ดั้งแต่เดิมแล้ว จะให้จำแลงแปลงตัวอย่างไร แม้เห็นไนย์ตาแล้วต้องจำได้ทุกคน สกันด์ฝ่ายข้างเราคงจะเห็นว่าเปนการควรแล้วที่จะถอดแว่น เพื่อการเพ่งเล็งได้สนิทขึ้น—แต่มีคน ๆ เดียวที่ขยับจะไม่พอใจ คือตัวเฟอร์รารีเอง กำลังข้าพเจ้านึกกลุ้มอยู่ พอวินเช็นโซเอาเสื้อโอเวอร์โก๊ดเข้ามาให้ แล้วบอกว่ามาคีส์คอยอยู่ข้างนอกที่รถหลังโฮเต็ลแล้ว.

“อนุญาตให้กระผมตามใต้เท้าไปด้วยอีกคนเถอะขอรับ.” วินเซ็นโซพูดด้วยเสียงวิงวอน.

“ไปซี เพื่อนเอ๋ย” ข้าพเจ้าตอบอย่างรื่นเริง “ถ้ามาคีส์เขาไม่รังเกียจให้ไปแล้วข้าก็ไม่ขัด แต่ต้องสัญญาเสียก่อนว่า จะไม่ขัดขวางในการที่จะได้เปนไป ที่สุดจนออกเสียงโวยวายอย่างใดอย่างหนึ่ง”

วินเช็นโซสัญญา แล้วหิ้วหีบปืนโก๊ลต์ตามข้าพเจ้ามาหามาคีส์ที่รถ.

​“ไว้ใจได้หรือ ?” ดาวองคูต์ถามเมื่อเห็นวินเช็นโซและจับมือกับข้าพเจ้า.

“ได้ซี เชื่อได้จนวันตาย!” ข้าพเจ้าหัวเราะ “ใจจะขาดตาย ถ้าไม่ยอมให้เขาได้ชะแผลฉัน.”

“ใจคอท่านชื้นดี คอนเต้” กัปตันเฟรสเซียพูด “เปนธรรมดา คนที่อยู่ในที่ถูกมักใจคอดีเสมอ น่ากลัวเฟอร์รารีจะไม่มีสติเปนสตังสักครึ่งนี้.” แล้วรถก็ขับเคลื่อนที่ไปสู่สนาม.

เวลาที่เรานั่งอยู่ในรถนั้นดูช่างนานเสียนี่กระไร แต่ที่แท้ทางนั้นก็ไม่สู้จะไกลนักเลย ภายหลังรถเราผ่านคาซา กีร์ลานเด ซึ่งเปนบ้านใหญ่ของท่านผู้มีตระกูลดีผู้หนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนนี้เคยเปนเพื่อนบ้านดีของข้าพเจ้า เลยบ้านใหญ่นั้นมารถเราขับลงเนินลง ๆ จนถึงที่ราบ เปนสนามหญ้าเขียวชอุ่ม และมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเปนหมู่ดูงามดี พอถึงตรงนี้รถก็หยุด วินเช็นโซกระโดดแผล็วลงจากข้างสารถี ช่วยประคองให้พวกเราลงจากรถ แล้วรถก็ขับเลยไปจอดบังต้นไม้อยู่ห่าง พวกเราเที่ยวเดินตรวจทำเลที่ทาง ประเดี๋ยวมีคนมาถึงอีกคนหนึ่ง คนนั้นคือหมอเยอร์มัน แกพูดภาษาฝรั่งเลว แต่ยิ่งภาษาอิตาเลียนแล้วถึงกับแมว เมื่อมาเรียนได้ความรู้ว่าข้าพเจ้าคือใครแล้ว หมอก็ก้มศีร์ษะกระทำคำนับและยิ้มอย่างกันเองแล้วว่า “ความปราดถนาอันดีซึ่งฉันจะให้แก่ท่านได้ ก็คือฉันจะไม่ต้องรับเปนธุระในการแต่งบาดแผลท่าน. ท่านนอนหลับได้นั้นประเสริฐนัก เรื่องพรรณนี้ไม่มีอะไรดีกว่านอนได้ทำให้เส้นประสาทดี ไม่สทกเสทิน อ๊าค! ท่านสั่น เปนด้วยเช้าวันนี้หนาวจัด.”

​ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวสั่นจริง แต่ไม่ใช่สั่นเพราะลมหนาวมิได้ สั่นเพราะข้าพเจ้ารู้สึก—แน่แก่ใจทีเดียว ว่าจะฆ่าคนผู้เคยเปนที่รักอย่างยิ่งมาแต่ก่อน ข้าพเจ้านึกอยากว่าให้เขามีโอกาศได้ทำลายชีวิตข้าพเจ้าบ้างสักเล็กน้อย แต่ไม่มีเสียเลย!....ความสังหรณ์ในใจบอกว่าไม่มีโอกาศเลยแหละ มีความรู้สึกเจ็บใจเมื่อหวนนึกถึงหล่อนแม่ผู้ก่อให้เกิดเหตุชั่วฉนี้ ความโกรธข้าพเจ้าต่อแม่ผู้หญิงนั้นทวีขึ้นสักสิบเท่าได้ นึกๆว่าป่านฉนี้หล่อนจะทำอะไรอยู่ที่วัดแม่ชีหนอ? ไม่ต้องสงไสยคงจะหลับอุตุ ยังเช้าเกินไปที่หล่อนจะลุกขึ้นกระทำการสวดมนต์ภาวนาอันเท็จของหล่อน หล่อนนอนหลับสบาย ในขณะที่สามีและชู้รักของหล่อนได้เชิญให้พระยามัจจุราชมาเปนอนุญาโตตุลาการตัดสินคดีในระหว่างเขาทั้งสอง บัดเดี๋ยวได้ยินเสียงระฆังใหญ่ในเมืองตีหก และอีกประเดี๋ยวได้ยินเสียงรถขับเข้ามาใกล้. เหลียวไปดูเห็นเฟอร์รารีเดินมากับพวกข้างเขาสองคนลงจากรถ ค่อยเดินช้าและสรวมเสื้อเข้าไว้ทั้งหนาเหลือใจหมวกครุ่มลงมาปิดคิ้ว จนข้าพเจ้าบอกไม่ได้ว่าสีหน้าเปนอย่างไร เขามิได้หันหน้ามาตรงทางข้าพเจ้าแต่สักครั้งเดียว ยืนนิ่งพิงต้นไม้ที่ไม่มีใบเฉยอยู่ สกันด์ทั้งสองฝ่ายตั้งต้นจะตรวจและวัดที่ทางกัน.

“เราได้ตกลงเรื่องระยะทางกันแล้วไม่ใช่หรือท่าน ?” มาคีส์พูด “ดูเหมือนยี่สิบก้าวหรือยังไรแหละ?”

“ยี่สิบเก้า” สกันด์ของเฟอร์รารีคนหนึ่งตอบ.

แล้วทั้งสองฝ่ายก็ไปช่วยกันวัดระยะทางอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่เขาไปวัดที่อยู่นั้น ข้าพเจ้าหันหลังให้แล้วถอดแว่นตาใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วข้าพเจ้าครุ่มริมหมวกลงมา เพื่อจะมิให้คนทั้งหลายเห็นว่าข้าพเจ้า​ถอดแว่นโดยทันที. ยังไม่เช้าดีแต่ทว่าแสงสว่างมี—ดวงอาทิตย์ยังมิได้ชักรถเลี้ยวเหลี่ยมโลก แต่แสงรัศมีฉายเปนแฉกขึ้นมาสนัด แสงรัศมีทุกเส้นแลดูประดุจใบหอกของนายทหารที่ถือเข้าสู่สงคราม—ฝูงนกตื่นขยับตัวโผผินบินออกจากรังและที่กำบังในต้นไม้ ตามใบหญ้าแวววาวด้วยเมล็ดน้ำค้าง ดูประหนึ่งว่าใบต้นหญ้าเหล่านั้นฝังด้วยเพชรพลอยสีขาว ส่วนตัวข้าพเจ้าเองนั้นรู้สึกอย่างประหลาด รู้สึกเหมือนตัวของตัวมิใช่ตัว รู้สึกเหมือนกับตัวเปนเครื่องจักร์ และมีวิญญาณอื่นอีกดวงหนึ่งมากระทำให้ตัวไหวเลื่อนไป นอกจากจะนึกว่าเปนวิญญาณของข้าพเจ้า.

ปืนได้ประจุปัสตันแล้วทั้งคู่—และมาคีส์พูดแก่สกันด์ข้างฝ่ายโน้นว่า “เห็นว่าถึงเวลาที่เราจะวางคนของเราแล้ว”

ตกลงกันเฟอร์รารีก็ออกจากที่ที่ข้างต้นไม้โซเซโผเผออกมาดูราวกับคนพึ่งจะรื้อเจ็บ ถอดหมวกและเสื้อคลุมชั้นนอกออกกองไว้ และเสื้อเวลาเย็นที่แต่งเมื่อคืนนี้ก็ปรากฎแก่จักษุ สีหน้าดูซีดโรยมีขอบดำรอบตาอันบอกว่าอ่อนใจ ฉวยคว้าเอาปืนออกไปพิจารณาทั่ว โดยความมุ่งจะปองร้ายในปัตจุบันนั้นข้าพเจ้าก็ถอดหมวกและเสื้อลงกองไว้อย่างเดียว—มาคีส์เพ่งดูข้าพเจ้าราวกับว่าเปนคนไม่เคยรู้จักกัน.

“พอถอดแว่นแล้วดูหนุ่มขึ้นมาก หนุ่มมากทีเดียว” ดาวองคูต์พูดและยิ้มในขณะเมื่อยื่นอาวุธให้ ข้าพเจ้ายิ้มตอบแล้วเดินมาอยู่ณที่ที่เขาตกลงกันจะให้ยืน ตรงหน้าเฟอร์รารี เฟอร์รารีกำลังตรวจดูปืนง่วนอยู่จึงมิได้เงยหน้าดูข้าพเจ้าเลย.

​“ท่านผู้ดีทั้งสอง พร้อมหรือยัง?” เฟรสเซียพูดด้วยเสียงอันไม่บอกว่าว่ามีสทกสท้านหรือใจเต้นเจืออยู่เลย.

“พร้อมแล้ว” เปนคำที่ตอบ. มาคีส์ ดาวองคูต์ชักเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาถือไว้ พอเฟอร์รารีเงยหน้าขึ้นดูข้าพเจ้าเปนครั้งทีแรก เทวดาช่วย! ข้าพเจ้าจะไม่ลืมความเปลี่ยนแปลงสีหน้าของเฟอร์รารี ผลุบไปทันทีฉนั้น—ไนยตาบอกว่าเปนบ้า ๆ—หน้าบอกว่าตกใจกลัว ริมฝีปากขมุบขมิบ ปิดๆ เปิดๆ เหมือนกับจะพูด—กึกกักอยู่

“หนึ่ง” ดาวองคูต์ร้อง.

เราก็ยกปืนขึ้น.

“สอง!”

ท่าทางของเฟอร์รารีในเมื่อหมายสูนย์เลิกลักน่ากลัวพิลึก. ข้าพเจ้ายิ้ม—มองตาไปประสบตา—เห็นตัวโยก—มือสั่นเทา.

“สาม!” ผ้าเช็ดหน้าขาวตกลงพื้นดิน. โดยทันทีและพร้อมกันเรายิง. ลูกปืนของเฟอร์รารีวื้ดเช็ดไหล่ไปพอเสื้อขาดโลหิตซับ ควันจาง - เฟอร์รารียังยืนตรงอยู่ ยืนอยู่ตรงข้าม มองตลึงหน้าเศร้าย่น—ปืนหลุดจากมือผล็อย ในทันใดนั้นยกมือขึ้นท่วมศีร์ษะ—ตัวสั่น—ร้องโอย—ล้มหน้าขล้ำลงไปบนดิน. หมอวิ่งเข้าไปประคองพลิกหงายขึ้น ไหนเล่าสิ้นสติแล้ว ถึงโดยตาจะยังลืมอยู่ก็จริง แต่ช้อนเหลือกขึ้นดูสวรรค์ อกเสื้อเชิตชุ่มฉ่ำด้วยโลหิต. เราทั้งสิ้นก็ไปยืนมองอยู่รอบข้าง.

“ยิ่งดี๊?” มาคีส์ถามด้วยเสียงว่าเปนนักฟันอย่างคุ้นสนาม.

​“อ๊าค! ยิงดีแท้ๆ” หมอเยอร์มันตอบ “เก่งทีเดียว! ตายในสิบนาฑี ลูกปืนเข้าในปอดริมขั้วหัวใจ เรื่องออนเนอร์เปนพอใจแล้ว!”

ในทันใดนั้น เสียงถอนใจใหญ่ฮึดได้ยินจากคนเจ็บ สติกลับคืนฟื้นมา ไนย์ตาค่อย ๆ ช้อย ๆ ลงมาเปนปรกติ เขามองดูคนนี้แล้วคนนั้นในที่สุดมาจ้องมองดูข้าพเจ้า. ริมฝีปากหมุบหมิบอีก—พยายามจะพูด ฝ่ายหมอที่นั่งคอยพยาบาลอยู่ ก็รินเหล้าบรั่นดีหยอดปากเข้าไป พิษสุรากระทำให้มีกำลังวังชาแข็งแรงขึ้น เขาเผยอขึ้นแล้วว่า.

“ขอพูด” เฟอร์รารีพูดด้วยความลำบากมาก “กับเขาหน่อย” มือชี้ตรงข้าพเจ้า—แล้วพูดอย่างคนที่ฝันเพ้อ—“กับเขา—เฉภาะ—เฉภาะ—คนเดียว!”

คนอื่นเลี่ยงออกไปไกลจนไม่ได้ยิน และส่วนข้าพเจ้าก็ก้าวเขยิบเข้าไปหาจนใกล้แล้วคุกเข่าลงข้าง ๆ ไนยตาเฟอร์รารีอันน่ากลัวได้มองดูข้าพเจ้าเต็มตา.

“ในนามของพระเจ้า” เขากระซิบเสียงกระเส่า ๆ “แกหน้ะ คือผู้ใดแน่ ?”

“ท่านรู้จักฉันนี่นา กีโดเอ๋ย” ข้าพเจ้าตอบมั่นคง “ฉันคือฟาบีโอ โรมานี คนที่ท่านเรียกว่าเพื่อน! ฉันคือคนผู้ที่ถูกท่านโขมยเมีย!—ชื่อที่ถูกท่านกล่าวร้าย!—และเกียรติยศที่ท่านล้างผลาญ! เอ! ดูฉันให้ดี! ใจของท่านให้บอกตัวท่านเอง แล้วว่าฉันนี่คือใคร!”

​เขาร้องครางเสียงอ่อย ๆ ยกมือขึ้นทำท่าประกอบกับคำพูด “ฟาบีโอ ? ฟาบีโอ๋ ? ตายแล้วนี่ เห็นเอาลงหีบกับตาทีเดียว—”

ข้าพเจ้าเอนตัวเข้าไปให้ใกล้ “ถูกฝังทั้งเปน” ข้าพเจ้าพูดให้ชัดถ้อยคำ “เข้าใจหรือไม่กีโด ถูกฝังทั้งเปน! ฉันหนีพ้นได้อย่างไร ก็ตามเพลง! กลับมาบ้าน—มาเห็นความขบถ! จะฟังต่ออีกหรือ ?”

ตัวกีโดสั่น—โคลงศีร์ษะไปมา เหงื่อขึ้นที่หน้าผากเมล็ดเขื่อง ข้าพเจ้าควักเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก และริมฝีปาก—เส้นประสาทของข้าพเจ้าแข็งจนถึงกับจะเปราะ ข้าพเจ้ายิ้มอย่างที่ผู้หญิงยิ้มประชดทั้งน้ำตา.

“ท่านรู้ทางที่มีต้นไม้ครื้ม” ข้าพเจ้าว่า “ทางเก่าซึ่งเปนที่ชอบแห่งเรา ที่นกไนติงเกลร้องเพลงอันไพเราะนั่นหน้ะอย่างไรเล่า ฉันเห็นท่านอยู่ที่นั่น กีโดเอ๋ย—กับหล่อน!...—ในคืนที่ฉันกลับมาจากความตาย—หล่อนอยู่ในวงแขนของท่าน—ท่านจูบหล่อน—ท่านพูดถึงตัวฉัน—ท่านลูบคลำสร้อยคอที่อยู่ตรงทรวงอกหล่อน!”

เฟอร์รารีบิดตัวไปด้วยความเจ็บปวด แล้วพูดว่า “บอกที.....เร็ว! ว่า....หล่อน....รู้จักท่านหรือเปล่า!”

“ยังก่อน!” ข้าพเจ้าตอบช้า ๆ “แต่ไม่ช้าคงทราบ—เมื่อเวลาแต่งงาน!”

ความโกรธความแค้นใจแสดงขึ้นในไนย์ตาของเขา “โอพระเจ้า! พระเจ้า! เขาร้องด้วยเสียงอันครวญครางราวกับเสียงสัตว์ร้องเมื่อเจ็บสาหัศ “เหลือเกิน เหลือเกิน! โปรด...โปรด...” โลหิตกะอักขึ้นมาปิดปากไม่ให้พูดหมดประโยค ลมหายใจอ่อนลง ​สีหน้าชักซีดเหลือง ตายังจ้องดูข้าพเจ้าเขม็งอยู่ เอามือคว้าลมๆ ราวกับจะหาของที่หาย ข้าพเจ้าจับมือที่ไขว่คว้านั้นกำไว้ข้างหนึ่ง.

“นอกนั้นเปนทราบตลอด” ข้าพเจ้าค่อย ๆ พูด “เข้าใจแล้วละซีว่าความพยาบาทเปนอย่างไร! แต่สิ้นกันแล้วกีโดเอ๋ย.....สิ้นสุดแล้วเดี๋ยวนี้ หล่อนเล่นเท็จเราทั้งสองคน. ขอพระเจ้าจงทรงพระกรุณายกโทษให้แก่ท่านดังฉันได้ยกโทษนี้. อโหสิต่อกัน.”

เขายิ้ม—ดวงตากลับแสดงความ ความอย่างที่ทำให้รักเขาเมื่อครั้งเรายังเปนเด็กอยู่ด้วยกัน.

“สิ้นกันที!” เฟอร์รารีพูดด้วยเสียงคร็อกแคร็ก “สิ้นกันที่ในบัดนี้. ข้าพเจ้า... ฟาบีโอ...ขอโทษ...” พูดได้เท่านั้นก็ชักตัวบิดขาแขนงอ เสียงในคอลั่นดังจ๊อก เสือกกายไปสุดตัว ถอนใจใหญ่หนักยาว…...แล้วก็สิ้นใจ. ปากยังยิ้มอยู่! ความรู้สึกวาบได้แล่นขึ้นมาตันคอหอยข้าพเจ้า น้ำตาเจ้ากรรมยิ่งกลั้นยิ่งจะขืนซึมออกมาให้จงได้. ยังกำมือของเพื่อนผู้สัตรูนิ่งอยู่—จนรู้สึกว่าเย็นอยู่ในกำมือ. บนนิ้วมือนั้นแววรับด้วยแสงเพ็ชร์ประจำตระกูลของข้าพเจ้าที่หล่อนให้แก่เขา ข้าพเจ้าถอนเอาแหวนนั้นออก—ค่อยๆยกขึ้นจูบ จูบอย่างแสดงความนับถือ. จูบมือนั้นแล้วค่อยๆวางลงยังแผ่นดิน ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ ก็ลุกขึ้นยืนเอามือกอดอกนิ่งมองดูศพซึ่งวางอยู่ตรงหน้า คนทั้งพวกพากันเข้ามาไม่มีใครพูดประมาณสักนาฑีหนึ่งได้ ต่างคนก็ต่างมองตรวจดศพนิ่ง ๆ ภายหลังกัปตันเฟรสเซียพูดด้วยเสียงเปนคำถาม ๆ ว่า,

“เห็นจะจอดแล้ว.”

​ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะแทนคำรับ ด้วยจะพูดออกเปนวาจาก็ไม่ไว้ใจเสียงของตัวว่าจะไม่สั่น.

“เขาขอโทษท่านแล้ว ?” มาคีส์ถาม

ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะเปนคำตอบรับอีก. ครั้นแล้วก็นิ่งเงียบกันไปอีก. หน้าอันยิ้มแย้มของผู้ตายดูเหมือนจะยิ้มเยาะคำพูดเหล่านั้น ท่านหมอผู้ชำนาญก้มลงดึงหนังตาให้ปิด—ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกดูเหมือนกับเฟอร์รารีนอนหลับ และถ้าถูกสกิดเกาสักหน่อยก็จะตื่นขึ้นทันที มาคีส์ ดาวองคูต์ เอาแขนสอดแขนข้าพเจ้าแล้วกระซิบบอกเบา ๆ ว่า “กลับไปเมืองเถิดเอมิโก ดื่มเหล้าเสียสักหน่อยจะดี ดูหน้าตาราวกะไม่สบาย. ท่านคงออกสมเพช—แต่จะทำอย่างไรได้—สู้กันเปนยุติธรรมแล้ว. ฉันแนะนำให้ท่านไปพักสงบอารมณ์เสียสักสองอาทิตย์—ชั่วเวลานั้นความเรื่องนี้ก็ลืมกันหมด ฉันรู้ว่าจะจัดการพรรณนี้อย่างไร—ปล่อยไว้พนักงานฉันเอง อย่าร้อนใจ.”

ข้าพเจ้าขอบใจเขา จับมือเขาสั่นด้วยความเต็มใจแล้วหันหน้ากลับ วินเช็นโซยืนคอยอยู่ที่รถ เมื่อค่อยย่างเดินไปนั้นข้าพเจ้าได้เหลียวหลังมาดูครั้งหนึ่ง—แสงอาทิตย์ที่พึ่งจะโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า ส่องมากระทบซีกตัวของทรากผีที่นอนเหยียดแซ่ว และมีนกน้อยตัวหนึ่งได้บินออกจากรังกลางกอหญ้าข้างศพนั้น บินร่อนไปพลาง ร้องเพลงไปพลาง ออกไปรับแสงรัศมีอันอุ่นของพระอาทิตย์.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #2 on: 21 December 2025, 21:41:13 »


๒๓

​ข้าพเจ้าขอตัดบทตอนที่ดวลกับเฟอร์รารีแล้วและไปพักอยู่ที่เมืองเล็กเมืองหนึ่งอันมีนามว่าเมืองอาเวลลีโน ซึ่งเปนเมืองสงัดเงียบอยู่ที่เชิงภูเขาใหญ่อันมียอดคลุมด้วยหิมะตลอดปี เพราะในเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่ณะที่ตำบลนั้น ข้าพเจ้าอยู่อย่างเงียบ ๆ สกดใจให้ห่างจากกิจการทั้งหลายแหล่ ผ่อนอารมณ์ให้มีฮอลลีเดย์บ้าง เพื่อจะได้คิดถึงคราวงานการวิวาหมงคลในเวลาที่จะมาในไม่ช้านัก เมื่อก่อนที่จะไปจากกรุงเนเปิลซ์นั้น ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมภรรยาข้าพเจ้าที่สำนักนิ์แม่ชีและเอาความอย่างย่อเล่าให้หล่อนทราบตั้งแต่ได้เกิดวิวาทบาดเทลาะแก่เฟอร์รารี จนถึงกับได้ต่อสู้กันจนสิ้นชีวิตลงข้างหนึ่งต่อหน้าพยานทั้งหลาย. ความเสียใจหรือความดีใจของหล่อนในเรื่องที่เฟอร์รารีถึงแก่กรรมเพียงไรนั้นไม่จำเปนต้องยกขึ้นกล่าว พึงเข้าใจเอาเถิดว่าเบื้องภายนอกหล่อนแสดงความดีใจ ที่ข้าพเจ้าผู้หล่อนจะได้รับเปนสามีมีไชยแก่ผู้ที่จะทระมานหล่อน แต่เบื้องภายในนั้นเปนของที่จะพึงวินิจฉัยให้ซึ้ง โดยเหตุเปนนางลครตัวเอก รำและเล่นบทของหล่อนสนิทนัก ถึงจะอย่างไรก็ให้เปนแต่เพียงนึกรู้มิให้จับได้เต็มมือดังตัวอย่างแต่ต้นได้กล่าวมาแล้วเปนพยาน.

เวลาเช้าในวันงานของข้าพเจ้านั้นอากาศบริสุทธิสว่างไสวดี ถึงโดยเมื่อคืนวันก่อนจะมีลมพัดกล้า และยังเหลืออยู่บ้างในตอนเช้าก็ดี พัดเอาควันเมฆวาวๆ ลอยลิ่วไปเร็วในท้องฟ้า ดูประหนึ่งว่าเปนเรือแข่งแล่นแข่งกันไปในท้องฟ้าอันเปนสีน้ำเงินนั้น เวลากำหนดนัดการวิวาหะใกล้กระชั้นเข้ามาทุกชั่วโมงทุกชั่วนาฑี คนยิ่งเดินไปโบสถ์​เปนกลุ่ม ๆ หนาตาขึ้น มีความดิ้นรนอยากจะเข้าไปข้างในหรือเข้าไปใกล้โบสถ์ซะน เย็นนาไร ตามแต่จะพยายามได้ เพื่อจะดูเครื่องแต่งตัวหรูหราของคนสำคัญๆ คนใหญ่ๆ โตๆ ที่ข้าพเจ้าได้ออกก๊าดเชิญมาเปนพยานในการแต่งงานนั้น เวลากำหนดนัดการวิวาห์นั้นห้าโมงเช้า พอสี่โมงครึ่งเศษข้าพเจ้ากับดุ๊ก ดี มารีนา ผู้เปนเพื่อนบ่าวแต่งตัวอย่างสุภาพเรียบร้อยขึ้นรถขับมายังสถานอันจะได้มีพิธีกรรม. สารถีจำเปนต้องขับรถมาอย่างช้า ๆ ด้วยผู้คนหลามตามถนน ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะเกิดเหตุอันที่โลกเขามักถือว่าเปนลางไม่ดีควรแก่การมงคลค่อยต้วมเตี้ยมคลานมาจนถึงประตูโบสถ์ได้ ณ ที่นั้นทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจมาก ที่คนมาคอยดูล้นเหลือถึงแก่เบียดเสียดเยียดยัดเปนประดุจปลาซาดินในกระป๋อง มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งไพร่ทั้งผู้ดี ทั้งมีทั้งจน ทั้งขัดสนเข็ญใจ ไม่รู้ว่ามาแต่สารทิศใดคอยดูข้าพเจ้าด้วยอินเตอเรสต์มาก.

มีพรมสีทับทิมปูตั้งแต่ที่รถจอดตลอดเข้าไปถึงแท่นไหว้พระในโบสถ์ตามคำสั่งของข้าพเจ้า. ในขณะที่ข้าพเจ้าลงจากรถเดินเคียงกับ ดุ๊ก ดี มารีนา เข้าไปในโบสถ์นั้น ตาทุกคู่จ้องดูราวกับเปนตาเดียวกัน และได้ยินเสียงพูดซุบซิบกันถึงสมบัติเหลือหลายและความอารีรอบคอบของข้าพเจ้า ข้างภายในโบสถ์นั้นยังมีคนอีกอเนก แต่แขกที่ข้าพเจ้าได้เชิญมาในงานนั้นไม่มากกว่ายี่สิบท่าน ซึ่งจัดให้นั่งใกล้แท่นที่ไหว้พระพ้นพวกผู้ดูต่าง ๆ และทั้งมีผ้าแพรกันเปนวงอีกชั้นหนึ่งด้วย ข้าพเจ้าไปปราไสด้วยแขกที่เชิญมาแทบทุกท่าน และได้รับศีลพรเปนการตอบแทนของเขาแล้วก็เดินไปยืนอยู่ที่หน้าแท่นไหว้พระ รูปเทพยดาทั้งหลายซึ่งเขาเขียนแขวนไว้ตามฝาผนังโบสถ์นั้นรู้สึกราวกับ​มีวิญญาณ—ทุกศีร์ษะดูเหลียวมาทางข้าพเจ้าประหนึ่งจะตั้งกระทำการว่า “ท่านจะทำกิจสิ่งนี้จริงหรือ ? ไม่มีการยกโทษหรือ ?”

วิญญาณอันแข็งของข้าพเจ้าตอบว่า “ไม่มีเสียละ. ยังมีชีวิตอยู่ตราบใดต้องแก้แค้นจงได้.”

รูปพระเยซูที่กำลังพระโลหิตไหลและพระศอซบอยู่บนไม้กางเขน ชำเลืองตาละห้อยดข้าพเจ้าเหมือนกัน—ตาอย่างจะพูดว่า “โอ มนุษย์เอ๋ย ไม่พอที่จะทรมานตัวของตัวด้วยความที่แล้วไปแล้ว ให้นึกถึงสังขารของตัว ไม่ช้าก็เร็วคงตายลงมื้อหนึ่ง แม้ตัดฉันทา โทษา พยา โมหาไม่ขาด เมื่อจะขาดใจจะได้ความศุขจากไหน ?”

และข้าพเจ้านึกตอบในใจว่า “ช่างเถอะพระผู้เปนเจ้าอย่ามาอธิบายเสียให้ยากเลย—ถึงจะไม่ศุขอะไรก็ไม่ว่า ขอแต่ให้ได้แก้แค้นเปนแล้วกัน! และความพยาบาทนี้จะต้องทำจงสำเร็จ ถึงสวรรค์จะร้าวโลกจะแยก ก็ช่างสวรรค์ช่างโลกเปนไร! ความขบถของสัตรีจะต้องให้ได้รับโทษเสียก่อน—ความยุติธรรมอย่างแปลกใช่ธรรมดาจะต้องได้รับก่อน แล้วจึงจะเหลียวดูสวรรค์หรือโลก!”

ดวงจิตรข้าพเจ้าสงบนิ่ง แสงอาทิตย์ส่องต้องบานหน้าต่าง อันประกอบด้วยกระจกสีต่าง ๆ ทอสีน้ำเงิน สีทอง สีทับทิม และสีม่วง ลงมาบนแท่นไหว้พระซึ่งประดับด้วยสิลาขาว และเสียงเพลงช้าอ่อนแต่มีกังวารจับใจ ซึ่งมาจากหีบเพลงใหญ่สำหรับโบสถ์ กระทำให้หวนคิดถึงวันวิวาหะมงคลคราวที่แล้วมา ในเวลาโน้นข้าพเจ้าก็ยืนอยู่ตรงที่นี้ เต็มไปด้วยความหวัง เมาไปด้วยความรักและความเพลิดเพลิน กีโดเฟอร์รารียืนอยู่ข้างๆ และเปนครั้งแรกที่เขาได้ดื่มเท็มเทชั่นจากดวงหน้า และรูปพรรณอันน่ารักแห่งภรรยาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหยิบ​แหวนแต่งงานออกจากกระเป๋าเสื้อขึ้นพิศ—ดูก็เกลี้ยงขึ้นเงาดีราวกับใหม่ แต่ก็เปนแหวนเก่านั่นเองวงเดียวที่ข้าพเจ้าถอดมาจากนิ้วภรรยาข้าพเจ้าเมื่อวันก่อนนี้ เปนแต่ส่งให้ช่างทองเขาขัดแต่งชักเงา ไม่มีรอยบอกว่าใช้แล้วเหลือเลย ดูราวกับว่าไปซื้อเปิดร้านมาเช้าวันนั้นเอง.

ระฆังใหญ่ประจำโบสถ์ตีเหง่ง ๆ บอกทุ่มโมงสิบเอ็จเหง่งพอเสียงเหง่งที่สุดแล่นมาจากหอระฆัง ก็พอประตูเปิดอ้าดออกกว้างเต็มที่ แล้วได้ยินเสียงเสื้อผู้หญิงซู่ซ่า ๆ และเหลียวหน้าไปดู ก็เห็นภรรยาข้าพเจ้าเข้ามา หล่อนเดินเกาะมากับแขน เชวาเลีย มันซีนี ผู้เถ้า ผู้รับตำแหน่งเปนผู้ปกครองเจ้าสาวในการนี้ดั่งเปนบิดา เครื่องแต่งตัวหล่อนนั้นเปนกำมะหยี่ขาวตัดอย่างไม่หรูหรา และมีผ้าโปร่งลูกไม้อย่างดีหาค่ามิได้คลุมแต่ตั้งศีร์ษะตลอดลงมาถึงเท้า

เพราะหล่อนถือตัวว่าเปนหญิงหม้าย จึงไม่หาเพื่อนสาวมาด้วยตามธรรมเนียม หล่อนใช้เด็กผู้ชายหน้าตาสระสรวยแต่งตัวอย่างเด็กโบราณคนหนึ่งถือชายเสื้อ และมีผู้หญิงเล็ก ๆ สองคนอายุราวห้าหรือหกขวบเดินถอยหลังโปรยดอกกุหลาบและดอกซ่อนกลิ่นไปข้างหน้า ดูทำประหนึ่งว่าเดินนำหน้านางพระยาใหญ่ เด็กหญิงทั้งสองนั้นดูเหมือนกับนางเทพธิดา (แฟรี) ซึ่งเรานึกคาดหน้าคาดตาว่าจะเปนสรวมเสื้อสีทองอย่างหลวมๆ และมีพวงดอกไม้อยู่บนศีร์ษะงามรับหน้ากับผมหยิก นีนนาเองเปนผู้สอนกิริยามาระยาตร์เด็กเหล่านี้ พอมาถึงแท่นที่ไหว้พระเด็กนั้นก็แยกออกไปยืนเคียงนีนนาข้างละคน ส่วนเด็กชายผู้ถือชายเสื้อก็ยืนอยู่ตรงหลัง มือก็ยังถือชายเสื้อกำมะหยี่นั้นชูอยู่ แต่ท่าทางวางผึ่งผายทำเกียรติยศแก่ตัวไม่น้อย

​ทั้งหมดเปนภาพยนต์ตามที่แม่นีนนาหลอนประสงค์จะให้เปน. หล่อนยิ้มกับข้าพเจ้าเมื่อหล่อนเดินมาถึงแท่นไหว้พระ แล้วก็คุกเข่าลงสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระเจ้าข้าง ๆ เสียงเพลงดังและเพราะวังเวงขึ้นกว่าแต่ก่อนสักสองเท่า พระเณรและพวกนักบุญก็เดินออกมาเริ่มการพิธีวิวาห์ ในขณะที่ข้าพเจ้าวางแหวนลงบนสมุดนั้น ข้าพเจ้าชำเลืองดูเจ้าสาว เห็นหล่อนยังก้มศีร์ษะ—ดูเหมือนกำลังภาวนาแน่วอยู่. ท่านบาดหลวงใหญ่ได้กระทำพิธีพรมแหวนนั้นด้วยน้ำมนต์แล้ว ข้าพเจ้าก็หยิบกลับมาสรวมนิ้วอันขาวนุ่มของภรรยาข้าพเจ้าเปนครั้งที่สอง—ตามธรรมเนียมโรมันกะธอลิก เดิมทีสรวมนิ้วศีร์ษะแม่มือก่อน แล้วจึงเลื่อนมาสรวมนิ้วชี้ แล้วสรวมนิ้วกลาง เมื่อถึงนิ้วนางก็สรวมไว้เลยทีเดียว. หล่อนจะจำได้หรือไม่ว่าเปนวงเดียวกับที่หล่อนได้สรวมมานมนาน (ลืมกล่าวไปว่าแหวนวงที่สรวมให้นี้ เปนแหวนวงที่ข้าพเจ้าได้สรวมให้นีนนาในเมื่อแต่งงานครั้งแรก ครั้นเมื่อดวลกับเฟอร์รารีแล้ว ข้าพเจ้าไปพูดจาล่อเอากลับมาได้ และตกใจกลับสรวมให้อีกฉนี้) เชื่อว่าหล่อนคงจะจำไม่ได้ ถ้าจำได้คงสดุ้ง ร้องโวยวายอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่ก็สำรวมตัวเปนคนสรวยเปนคนจองหอง เปนคนไม่เดียงสา.

พอเสร็จพิธีทำโน่นทำนี่แล้ว พระก็สวดมนต์ให้ศีล ซึ่งเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะต้องรับพร้อมกัน. ข้าพเจ้าพิมพ์ไปอย่างนั้นแต่ใจนึกว่า “ค่อนข้างจะอาการหนัก แต่ถ้าข้าพเจ้าถูกแดมน์ นางผู้หญิงจะต้องถูกแดมน์สามเท่า. นรกคงกว้างขวางพอที่เราจะแยกกันอยู่ได้ เมื่อลงไปถึงที่นั้น.”

​เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วค่อยสกดใจลงได้ หันหน้าหนีจากรูปต่างๆ ที่อยู่ในโบสถ์ มองดูไม่ใคร่ได้ ออกสยดสยองไปเอง แล้วกลับหวนนึกว่า โท่เอ๋ย โลกอ้ายกระใหญ่กระโต ควรหรือผู้ชายอย่างข้าพเจ้า หญิงอย่างหล่อน จะมาพบกันได้ จะยอมให้มานั่งหน้าแท่นไหว้พระผู้เปนเจ้าได้ เหตุไรไม่ทำเสียให้ตายก่อนนี้เสีย ดู ๆ ก็ประหลาด.

กำลังซึมอยู่ใจนึกอะไรต่อมิอะไรอยู่ไม่รู้ว่าพระสวดจบเมื่อไร ต่อรู้สึกสัมผัสมือของภรรยาข้าพเจ้าที่ตรงไหล่จึงได้ตื่นจากภวํ. เปนเสร็จการพิธีทั้งหมด ภรรยาข้าพเจ้าเปนภรรยาข้าพเจ้าจริง—เปนของข้าพเจ้าแท้…... เปนของข้าพเจ้าโดยผู้กเงื่อนแห่งวิวาห์สองขมวด—เปนสิทธิ์แห่งข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าจะทำอะไร “จนความตายมันจะมาแยกเอาไปจากกัน.” จะนานสักเท่าใดหนอ ข้าพเจ้ารำพึงเปนทุกข์ จะนานสักเท่าใดก่อนที่พระยามัจจุราชจะมาเปนผู้แยกเราไป ข้าพเจ้ายังมัวนึกอยู่วุ่น แต่ทว่าให้แขนภรรยาข้าพเจ้าไขว่โดยไม่รู้สึกตัวและนำไปในห้องออฟพิศพระ เซ็นชื่อลงในสมุดทะเบียนแต่งงาน ลงปลายได้สติ สกดใจเดินจูงภรรยางามมาในท่ามกลางฝูงผู้ชมเชยออกมานอกโบสถ์. ครั้นถึงประตูชั้นนอกมีพวกผู้หญิงขายดอกไม้หลายคน มาเทดอกไม้อันมีกลิ่นหอมลงตรงเท้าตั้งๆ กระจาด และในการตอบแทน ข้าพเจ้าก็สั่งให้คนใช้เอาถุงเงินซึ่งได้เตรียมไปนั้นแจกให้คนละถุง ทราบแบบได้ดีเพราะว่าได้เคยมาแก่ตัวเมื่อครั้งก่อนนั้นแล้ว. และการที่จะเดินข้ามกองดอกไม้ใหญ่นั้นเปนสิ่งที่ต้องการระวังหน่อย ๆ แต่อย่างนั้นดอกไม้ยังติดเสื้อยาวกำมะหยี่ของนีนนามาด้วยหลายดอก.

​พอเราเดินเกือบจะถึงรถ ยังมีหญิงสาวคนหนึ่งโยนช่อดอกกุหลาบแดงลงตรงทางข้าพเจ้า ความโกรธแล่นขึ้นสมองข้าพเจ้าทันที จึงเอาซ่นเท้ากระทืบขยี้ช่อดอกไม้นั้นแบนบ่นเลอียดอยู่กับที่ กระทืบแล้วกระทืบอีกจนภรรยาข้าพเจ้าตกใจเลิกหน้าเลิกตา และพวกคนดูรายทางแน่น ๆ นั้นก็ยกไหล่ตามกันและต่างก็มองดูหน้ากันและกันแสดงความประหลาดใจ—ส่วนหญิงสาวเจ้าของดอกไม้ หนีถอยหลังไปด้วยความตกใจกลัวหน้าซีดสลดแล้วร้องว่า “ซันติสสิมา มาโดนา! อา ๆ อะไร ๆ!” ข้าพเจ้ากัดริมฝีปากนึกแค้นตัวของตัวเองที่สติลอย ปล่อยให้กายกระทำกิริยาเช่นนั้น จึงแสร้งทำหัวเราะและตอบกิริยาตกตลึงของแม่นีนนา.

“เปล่าๆ—ไม่ใช่อะไรดอก เปนด้วยความคิดนั่นไปเองฉันเกลียดกุหลาบแดง, ดูเหมือนกับในดอกนั้นมีเลือดมนุษย์ซึมแล่นอยู่ยังไง.”

หล่อนสดุ้งนิดๆ “ความคิดน่าเกลียดน่ากลัวอะไรเช่นนี้. ดูหรือช่างเก็บเอาอะไรมาคิดได้.”

ข้าพเจ้ามิได้ตอบว่าประการใด ช่วยประคองให้หล่อนนั่งรถด้วยกิริยามารยาตร์อันดีแล้วตัวเองจึงได้ขึ้นนั่ง และขับกลับมายังโฮเต็ล ซึ่งได้สั่งเตรียมการเลี้ยงอาหารเช้าในการแต่งงานไว้คอยท่าเสร็จแล้ว.

การเลี้ยงอาหารเช่นนี้ ย่อมเปนที่เมื่อหน่ายแก่ผู้รับประทานมาก ไม่ว่าที่ไหน ๆ หมด ทุกคนมีความยินดีเมื่อการเลี้ยงจวนจบ พอได้ยินเสียงสปีชและคำเยินยอเหลือเกินพ้นวิสัย จนต้องเอาเลขจำนวนมากๆ ​หาร ก็แปลความว่าจะจบกัณฑ์เลี้ยงเสียที ครั้นจบแล้วต่างคนต่างเบาใจลุกขึ้นจากโต๊ะ และจากกันไปชั่วสองสามชั่วโมงที ค่ำจะมาประชุมกันในการเต้นรำอีกครั้ง ซึ่งกำหนดเวลาว่าจะตั้งต้นยามหนึ่ง และเวลานั้นจะเปนเวลาดื่มให้พรแก่เจ้าสาวครั้งที่สุด—และเวลานั้นดนตรีจะเล่น ความเพลิดเพลินการเต้นรำต่อ ๆ กันไป. ข้าพเจ้าได้เดินตามภรรยาข้าพเจ้ามายังห้องอันตกแต่งงดงามสำหรับหล่อน หล่อนบอกว่าหล่อนมีกังวลด้วยธุระมาก—คือจะเปลื้องเครื่องแต่งตัวแต่งงาน จะตรวจตราเสื้อที่จะแต่งเต้นรำในค่ำวันนั้น และจะคุมสาวใช้บรรจุของลงหีบสำหรับไปชมจันทร์ในวันรุ่งขึ้น. วันรุ่งขึ้น! ข้าพเจ้านึกยิ้ม....ข้าพเจ้าอยากทราบว่า หล่อนจะยินดีในระยะวันรุ่งขึ้นอย่างไรบ้างหนอ! ข้าพเจ้าก็จูบมือหล่อนโดยกิริยาอย่างนับถือแล้วออกจากห้อง ปล่อยให้หยุดพักผ่อนให้สบายโดยลำพัง

ธรรมเนียมแต่งงานของชาวอิตาเลียนนั้นไม่สู้จะหยาบคายเหมือนกับชาติอื่น; เจ้าบ่าวในประเทศอิตาเลียนเห็นว่าเปนการไม่ควร ที่พอโบสถ์มอบเจ้าสาวให้เปนสิทธิ์แก่ตนแล้ว ตนจะเข้าไปนั่งเคลียคลอประจ๋อประแจ๋กอดรัดอยู่ไม่รู้จักห่าง. ตรงกันข้าม ถึงจะกำเริบร้อนเพียงใด ต้องอุส่าห์ฝ่าฝืนไว้ระงับใจของตน เพื่อจะรักษาความรักกันให้ยืดยาว และระวังมิให้คุ้นเคยมากเกินไป รู้สึกอยู่ดีทีเดียวว่าไม่มีอะไรฆ่าความรักให้สญไปเร็วและแน่แท้ เหมือนกับความบุ่มบ่ามและความใกล้ชิดเหลือเกิน โบราณยอมกล่าวเปนภาสิตไว้ว่า “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ” และ “รักใกล้ให้อยู่ไกล รักไกลให้อยู่ใกล้” นี่แหละถ้าไม่ให้หน่ายเร็วต้องไม่ให้รักนัก. ข้าพเจ้าก็ประพฤติทำนอง​เดียวกับผู้ดีทั้งหลายที่มียศและชั้นเดียวกัน ให้ภรรยาผู้ได้แต่งด้วยกันสองครั้ง มีความเปนไทยของหล่อน—เปนความเปนไทยครั้งที่สุดที่หล่อนจะพึงมี. ให้หล่อนวุ่นด้วยสิ่งที่หล่อนรักยิ่ง—วุ่นด้วยเครื่องประดับกายซึ่งผู้หญิงโดยมากถือว่าเปนความศุขและเปนออนเน่อร์แห่งดวงใจของผู้หญิง ถ้าแม้เครื่องประดับกายของตนเรี่ยมเฟิสต์มากกว่าผู้อื่นที่เปนเพศเดียว ทำให้ผู้อื่นร้อนใจให้เขาค้อน ให้เขาอิจฉาได้แล้ว นับว่าเปนประเสริฐหนัก.

เมื่อข้าพเจ้าไปยืนสูบบุหรี่พิงลูกกรงที่เฉลียงดูคนเดินไปมาตามถนนอยู่นั้นความคิดแล่นมาหัวใหม่ กลับมาห้องเรียกวินเช็นโซผู้ได้ยื่นใบลาแล้ว และจะรีบกลับไปแต่งงานกับหญิงสาวที่เมืองอาเวลลีโน ซึ่งได้ลอบรักตกลงยินยอมเปนผัวเปนเมียกันแต่ครั้งข้าพเจ้าไปพักอยู่คราวนั้น ให้เข้ามาหา แล้วมอบหีบเหล็กเล็กให้ใบหนึ่งซึ่งวินเช็นโซ หาได้ทราบไม่ว่าข้างในมีเงินและธนาบัตร์เปนราคา ๑๒,๐๐๐ แฟรงค์ นี่เปนการดีครั้งที่สุดที่จะทำได้ เงินนั้นพอจะให้ไปตั้งตัวเปนชาวนาหรือชาวสวนอย่างนับว่ามีอันจะกินได้ แล้วฝากหนังสือไปถึงซินยอรามอนตีผู้จะเปนแม่ยายวินเช็นโซฉบับหนึ่ง ห้ามมิให้ฉีกผนึกออกอ่านก่อนได้ขวบอาทิตย์เปนอันขาด ในจดหมายนั้นบอกว่าในหีบเหล็กนั้นมีอะไรและข้าพเจ้ามีความประสงค์อย่างไร และทั้งให้ซินยอรามารับยายแอสซันตา และตาเกียโชโมที่อยู่บ้านวิลลาโรมานีไปเลี้ยงดูไว้ด้วยกว่าจะตาย ทั้งสองคนจะไม่มีชีวิตอยู่นานกี่มากน้อยนักเพราะเปนไม้ใกล้ฝั่งเต็มทีแล้ว.

​ข้าพเจ้านึกไปไหนต่อไหนไกล มองดูล่วงหน้าถึงความศุขสบายในบ้านที่เชิงเขา วินเช็นโซไปพอถึงก็แต่งงานกับภรรยาไม่ต้องสงไสย ซินยอรามอนตีกับแอสซันตาจะปรับทุกข์สู่กันฟังถึงเรื่องเก่าๆ แล้วช่วยกันเลี้ยงบุตรของวินเช็นโซ คงกล่าวขวัญถึงข้าพเจ้าบ้างในชั้นแรก และมีความเสียดายที่ไม่รู้ว่าข้าพเจ้าไปข้างไหน แต่นานไปก็ค่อยจืดจางไปลงปลายก็ลืม ต้องกับความประสงค์ที่ข้าพเจ้าอยากให้ลืม.

เออ. ข้าพเจ้าได้ทำตอบแทนให้แก่คนที่ดีต่อข้าพเจ้าหมดแล้ว วินเช็นโซมีความรักและซื่อสัตย์กตัญญูต่อข้าพเจ้า ๆ ก็ใช้หนี้สินเสร็จแล้วไม่มีอะไรที่จะทำอีกเว้นแต่สิ่งเดียว สิ่งที่อุส่าห์พยายามมานาน.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #3 on: 21 December 2025, 21:44:34 »


๒๔

ห้องเต้นรำนั้นแต่งประดับวิจิตรพึงชมด้วยธงเที่ยวและพวงดอกไม้โคมไฟระย้าย้อย ดูประหนึ่งว่าห้องนั้นเปนท้องพระโรงของพระมหากระษัตริย์องค์หนึ่ง ท่านผู้มีบรรดาศักดิ์ในอิตาลีหลายท่านได้มาในที่สโมสรอันนั้น ล้วนแต่น่าอกเต็มด้วยเครื่องอิศริยาภรณ์ประดับด้วยเพชรพลอยอันมีค่า และแพรผ้าสายสพายอันเปนเกียรติยศยิ่ง ผู้หญิงอย่างที่น่ารักมากก็เลื่อนลอยไปบนพื้นอันขัดไว้แล้วลื่นมัน ดูดังที่พวกเรามักฝันถึงเนือง ๆ ว่าเทพธิดาเมืองฟ้าคงจะเปนประดุจเดียว.

สวยที่สุดในพวกสวย วางท่าทางเก๋ที่สุดในพวกเก๋ สนทนาเพลิดเพลินในพวกสนทนาดี คือภรรยาข้าพเจ้า. ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นภรรยาข้าพเจ้างามเหลือเกินเหมือนในคืนวันนั้นเลย. ชีพจรของข้าพเจ้าเต้นเร็ว เลือดอุ่นขึ้น เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นความยิ้มแย้มความสดชื่นของหล่อน หล่อนเปนนางฟ้าของนางฟ้า ใสสดชื่นประดุจน้ำค้างบนใบบอน แปลบปลาบตาคมประดุจแสงอาทิตย์อันฉายทอมาจาก กระจกเงา. เสื้อผ้าของหล่อนทำด้วยผ้าลูกไม้อย่างเลอียดดี รองใน แพรต่วน และมีไข่มุกประดับเปนเฟื่อง เพ็ชรประดับอยู่ที่ตัวเสื้อส่องแสงแววรับราวกับแสงอาทิตย์เมื่อต้องระลอกน้ำ เพ็ชร์ของอ้ายโจรแว่บวั่บอยู่รอบคออันขาวและที่หูหล่อน ที่บนมวยผมสีทองนั้นมีวงจันทร์เล็กฝังด้วยเพ็ชร์สีชมพู ซึ่งข้าพเจ้าจำได้ดีว่าเปนของของมารดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้า. สิ่งที่แวววาวมากกว่าเพ็ชร์พลอยทั้งหลายที่หล่อนแต่งนั้นคือไนยตาของหลอน ดำขลับราวกับนิลและ​วาวราวกับดวงดาว สิ่งที่เลอียดอ่อนยิ่งกว่าเส้นใยซึ่งทอเปนเสื้อผ้า ผิวขาวประหนึ่งไข่มุกตรงคอหล่อนซึ่งปรากฏแก่จักษุ.

ตามธรรมเนียมของผู้หญิงอิตาเลียนแล้ว ไม่เปิดตรงทรวงอกให้คนแปลกหน้าดู เช่นกับธรรมเนียมหญิงอังกลิษหรือฝรั่งเศส เยอร์มัน ถ้าหญิงใดบังอาจแต่งตัวลดเสื้อลงมาโชว์จนถึงกึ่งทรวงแล้ว จะเข้าไปในการเต้นรำหลวงในวัง ปาลาสซา ควีรีนาล ไม่ได้เลยเปนอันขาด เขาถือกันว่าเปนหญิงในพวกที่เปนปัญหา ถึงจะเปนคนผู้ลากมากดีมีตระกูลสูงก็ผ่านประตูวังเข้าไปไม่ได้ ดังมีเรื่อง ๆ หนึ่ง ครั้งหนึ่งมีผู้มีตระกูลดีชาวอังกลิษผู้หนึ่งได้รับเกียร์ติยศไปในการเต้นรำหลวง แต่ท่านเลดีผู้นั้นไม่ซึมในธรรมเนียมของชาวอิตาเลียน จึงแต่งตัวเสื้ออย่างลดลงต่ำ ไม่มีแขนเสื้อมีแต่โยงบ่านิดหนึ่งเท่านั้น นายประตูไม่ยอมให้ผ่านเข้าวัง ได้พูดจาชี้แจงแล้วเท่าไร ๆ ก็ไม่ยอม ถ้าแหละกลับไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสียใหม่แล้วจึงจะไม่ขัดขวาง ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านเลดีคนนั้นได้รีบกลับไปเปลี่ยนตามคำแนะนำของนายประตู.

แสงแวววับของเงินทองเช่นนั้น แสงระยับของเพ็ชร์พลอยเช่นนั้น เสียงส่ายกระทบพื้นเช่นนั้น หอมน้ำหอมกลิ่นต่างๆ เช่นนั้น และสิ่งอื่น ๆ อีกในคืนวันนั้น ทำให้ข้าพเจ้าวิงเวียนศีร์ษะรู้สึกว่ามันเผาสมองข้าพเจ้าเสมอกับเอาดวงใต้เข้าจอ เออ! จนตราบเท่าวันตาย คืนวันนั้นคงจะไม่ไปจากความจำข้าพเจ้า. ก็ถึงเมื่อตายแล้วใครจะบอกได้ว่าอ้ายคืนวันนั้นมันจะไม่กลายเปนอ้ายตัวแมงอะไรขลุกกลับมาเต้นเยาะข้าพเจ้าอีกได้. อ้อ ข้าพเจ้าจำได้ว่าอะไรทำให้สดุ้งตกใจตื่นจากฝันใน คือเสียงเบาและมีเสียงหัวเราะขัน ๆ ของภรรยาข้าพเจ้า.

​“เธอต้องเต้นรำ เซซาเร” หล่อนพูด “เธอลืมหน้าที่ที่จะควรทำเสียแล้ว เธอต้องเปิดบอลกับดิฉัน.”

ข้าพเจ้าลุกขึ้นอย่างตัวเปนเครื่องจักร์.

“เต้นเพลงอะไรกันจ๊ะ ?” ข้าพเจ้าถาม และฝืนยิ้มออกมา “ฉันเต้นไม่ดีนาหล่อนนาบอกเสียก่อน เปนคู่เต้นยุ่มย่ามเซ่อซ่าไม่รับประกันด้วย.”

หล่อนทำหน้านิ่วปากยื่น. “โอ คงไม่เปนเช่นนั้น เธอคงจะไม่ทำให้ดิฉันขายหน้า ? - ต้องอุส่าห์เต้นให้ดีสักครั้ง เต้นครั้งเดียวนี่เท่านี้แหละ ดิฉันจะไม่สบายใจเลยแม้เธอทำผิดจนแต่นิดหน่อย. ดนตรีจะทำเพลงควอดรีลล์เดี๋ยวนี้ ฉันไม่ชอบมันไม่ดี สั่งให้ทำเพลงวอลซ์ฮังกาเรียนแทน ดิฉันบอกเธอให้รู้ล่วงหน้าเสียก่อนว่า ถ้าเธอวอลซ์ไม่ดีแล้วเปนโกรธเกือบตายเทียว—ไม่มีอะไรน่าเกลียดและบาด ไนย์ตาเท่าเสียหละ.”

ข้าพเจ้ามิได้ตอบประการใด เอาแขนโอบรอบเอวหล่อนแล้วยืนคอยเสียงเพลงอยู่ หลบตามิให้ดูหล่อนได้มากเท่าไรเปนดี เพราะดูทีไรมันเพิ่มความลำบากที่จะหักใจไว้ได้ขึ้นทุกที ข้าพเจ้าอยู่ในระหว่างรักกับชัง ยากใช่น้อย. ถ้าแหละจะประกาศความชั่วของหล่อนออกในต่อหน้าทาระกำนัน ต่อหน้าเพื่อนฝูงอันมีตระกูลและยศศักดิ์ ให้หล่อนได้ความอาย แล้วก็ละทิ้งหล่อนไปเสีย ถึงหากข้าพเจ้ารู้ว่าจะพูดขึ้นต้นลงท้ายดีอย่างไร—จะเล่าพงษาวดารของข้าพเจ้าและของหล่อนให้คนทั้งหลายฟัง—เขาก็เห็นว่าข้าพเจ้าเปนบ้า และผู้หญิงเช่นอย่างนีนนานั้น ไม่มียางอายหมดหิริโอตะปะเสียแล้ว จะรู้สึกเจ็บ อะไรก็เปล่าทั้งสิ้น นิ่งเสียดีกว่า.

​เสียงจังหวะเพลงวอลซ์ฮังกาเรียนขึ้นอย่างช้า ๆ ยั่วยวนให้ใจของผู้ประชุมเหิมอยากเต้น. ข้าพเจ้าเองนั้นเปนคนมีชื่อว่าเต้นรำวอลซ์คนหนึ่ง จังหวะก้าวได้กับนีนนาเหมาะเจาะและสนิทสนมดียิ่งนัก หล่อนก็รู้สึกว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แหงนหน้ามองด้วยอย่างประหลาดใจ เมื่อข้าพเจ้าเต้นพาหล่อนไปตามหน้าแขกของเราสองสามรอบห้อง.

แล้วผู้อื่นก็ตั้งต้นเต้นรำตาม ในสักสองนาฑีในห้องเต้นรำนั้น ดูประหนึ่งว่าเปนสวนอันเต็มด้วยดอกไม้บาน บริบูรณ์ด้วยสีสรรสด เหมือนสีในสายรุ้ง. หัวใจข้าพเจ้าเต้นแรง สมองของข้าพเจ้าโคลงเคลง ความรู้สึกของข้าพเจ้าหวิว ๆ เมื่อรู้สึกลมหายใจอันอุ่นของนีนนาต้องแก้ม แขนที่โอบเอวนั้นกระชับเข้ามือที่จับมือหล่อนนั้นบีบตึงขึ้นกว่าก่อน หล่อนรู้สึกความบีบนี้เหมือนกัน หล่อนเงยหน้าทำตาชม้อยริมฝีปากผายนิด ๆ เปนทียิ้ม.

“เธอรักดิฉันจนได้.” หล่อนกระซิบ.

“จ้ะถูก ๆ.” ข้าพเจ้าพูดจนไม่ทราบแน่ว่าพูดอะไร “ทำไมเมื่อก่อนนี้ฉันไม่ได้รักหล่อนดอกหรือ แม่ชื่นใจ ฉันไม่ควรเปนแก่หล่อนดังฉันได้เปนในคืนวันนี้.”

หัวเราะเปนคำตอบของหล่อน.

“ฉันทราบดีแล้ว” นินนาพึมอีก เมื่อขณะข้าพเจ้าเหวี่ยงตัวหล่อนไปมิให้ชนกับคนเต้นรำคู่อื่น “เธอแกล้งทำเฉยๆ เย็นๆ แต่ทว่าดิฉันทราบว่าดิฉันจะทำให้เธอรักจงได้—อ้า รักให้หนักให้หนาทีเดียว—ดิฉันก็คิดถูก” และด้วยความอวดดีหยิ่งเย่อพูดต่อไปว่า “ดิฉันเชื่อแน่ว่าเธออาจจะตายเพราะดิฉันได้ดี.”

​ข้าพเจ้าก้มลงไปจนชิด จนถึงกับลมหายใจอันร้อนเร็วเป่าผมสีทองของหล่อนไหวเผยิบ ๆ.

“ฉันได้ตายเพราะหล่อนแล้ว” ข้าพเจ้าว่า “ได้ฆ่าตัวเก่าของฉันโดยความที่เห็นแก่หล่อน.”

เท้าก็เต้นรำไปพลาง ปากก็พูดกันพลาง แขนโอบรอบเอวพาแล่นวนเวียนไปในฝูงชน หล่อนถอนใจใหญ่หลายชั้น แล้วชอ้อนถามว่า “โปรดบอกหน่อยเถอะว่าเธอหมายความว่าอย่างไร ดิฉันตื้นนัก.”

คุณพระช่วย. เสียงชอ้อนแบบนี้ข้าพเจ้าได้รับมาเสียนักต่อนัก เคยทำให้เรี่ยวแรงลดหย่อนไปเนืองๆ เสียงพรรณนี้กินลึก เสียงหวานวิงวอนแต่ทว่ามีบังคับอยู่ในนั้นด้วย ข้าพเจ้าเคยเสียมากแล้ว เพราะฉนั้นยาพิษถึงจะเกลือกน้ำตาลให้หนาสักกี่มากน้อยก็ยังไม่รับประทานแล้วเวลานี้.

“ฉันหมายความว่าหล่อนเปลี่ยนตัวฉันได้ แม่ยอดรัก.” ข้าพเจ้ากระซิบพูดด้วยน้ำเสียงมีดุๆ “ฉันดูเหมือนชราแล้ว—เพราะหล่อน คืนวันนี้ฉันกลายเปนหนุ่มอีก.—เพราะหล่อนโลหิตอันเย็นและช้าจะกลับร้อนและเร็วดังน้ำหินที่ไหลมาจากปล่องภูเขาไฟ—เพราะหล่อนสิ่งที่สงบเงียบอยู่นานแล้วจะชื่นขึ้นมาใหม่—เพราะหล่อนฉันจะเปนชู้รัก อย่างที่ไม่มีผู้หญิงคนใดได้เคยมี หรือจะเคยมีอีก.”

หล่อนได้ยินและกระเซาะเข้ามาชิดในเต้นรำ ถ้อยคำที่กล่าวนั้นเปนสิ่งที่พอใจหล่อน.

​เพลงดนตรีนั้นค่อยช้าลง ๆ แล้วก็ทำเพลงลูกหมดข้าพเจ้าก็พาภรรยาไปนั่งที่เก้าอี้ และมอบให้แก่เจ้าองค์หนึ่งผู้จะเปนคู่เต้นรำกับหล่อนในเพลงหน้า. ครั้นแล้วก็หลีกออกจากห้องเต้นรำจะมาถามถึงวินเช็นโซ ได้ความว่าไปเสียแล้ว คนใช้ในโฮเต็ลเพื่อนของเขาไปส่งขึ้นรถไฟไปเมืองอาเวลลีโน และเมื่อจะไปนั้นได้ย่องเข้ามาที่ห้องเต้นรำ เห็นข้าพเจ้ายืนขึ้นจะเต้นกับภรรยา “น้ำตาล่อหน่วย”—ตามคำคนที่ไปส่งกลับมาเล่าให้ฟัง—แล้วก็ไปโดยไม่อาจจะล่ำลาได้.

เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าดังนั้นข้าพเจ้าก็มิได้แสดงกิริยาแปลกอย่างไรให้ปรากฎ แต่ในใจนั้นรู้สึกว่างว้าเหว่เอกา. มีคนใช้อันซื่อสัตย์อยู่ด้วยเหมือนกับมีเพื่อนอยู่ด้วยคนหนึ่ง เพราะว่าวินเชนโซเปนเพื่อนตามชั้นตามตระกูลของเขา มาบัดนี้ข้าพเจ้าอยู่คนเดียว คนเดียวแท้ๆ ไม่มีอะไรจะเปรียบได้—อยู่ทำการโดยลำพัง ไม่มีสิ่งใดที่จะทัดทานหรือช่วยเหลือ. มีอยู่แต่เพียงตัวข้าพเจ้าเองกับหล่อนกับพระเจ้า—สามคนเท่านี้ที่ข้าพเจ้าถือว่ามีอยู่ในโลก ความยุติธรรมจะต้องสำเร็จด้วยสามคนนี้.

เดินกลับมาสู่ห้องเต้นรำด้วยความเศร้าสลดใจ เจอะหญิงสาวพึ่งรุ่นที่ตรงประตู—เปนบุตรสาวของคนโตในเมืองเนเปิลซ์คนหนึ่ง แต่งตัวขาวล้วนตามจารีตของหญิงสาวทั้งหลาย. หล่อนพูดแก่ข้าพเจ้าด้วยเสียงออกกระดากๆอายๆแต่ตรงๆอย่างเด็ก.

“สนุกมากเข้อะ. ดิฉันรู้สึกราวกับอยู่เมืองสวรรค์. ท่านทราบไหมเคอะว่านี่เปนบอลครั้งที่หนึ่งของดิฉัน ?”

ข้าพเจ้ายิ้ม “อ้ออย่างนั้นหรือจ๊ะ? เห็นจะสนุกสำราญมาก?”

​“โอ๊ย ท่านเจ้าขา สนุกสำราญนั้นเปนคำที่ใช้ยังไม่ถูกมันเกินยิ่งกว่านั้น ไม่ทราบว่าจะใช้คำว่ากระไร! แม้ดิฉันอยากให้เปนอย่างนี้ชั่วนาตาปี! อ้า-เง่อ-แปลกไหมล่าค้ะ ?—อ้า—ดิฉันพึ่งจะทราบคืนวันนี้เองว่าตัวดิฉันหน้ะสวย.”

แม่สาวคนนั้นพูดอย่างตรงๆ ง่าย ๆ และยิ้มแย้มด้วยความปลื้มใจ. ข้าพเจ้าจ้องมองดูหน้า.

“อา-ฮา! มีคนเขาบอกลาซีน่า”

หล่อนอายหน้าแดงและหัวเราะ “เข้อ! เจ้ามายาโนคนมีเกียรติยศสูงอย่างท่านคงไม่พูดสิ่งที่ไม่จริง ฉนั้นตัวดิฉันต้องนับว่าเปนคนสวยคนหนึ่งได้ตามรับสั่ง เปนจริงไหมค้ะ ?”

ข้าพเจ้าเอามือชี้ช่อดอกไม้สะโนดรอปที่เหน็บอยู่ที่เสื้อแล้วพูดว่า “แม่เอ๋ย จงมองดูดอกไม้ที่เหน็บอยู่นั้น ดูซีตั้งต้นจะเที่ยวลงด้วยความอากาศร้อน อนิจจา! อนิจจา! ดอกไม้นั้นจะรู้สึกยินดีเท่าไร ถ้ายังงอกอยู่ ณ ที่เย็น ๆ ในป่าในกลางตะไคร่น้ำ แกว่งไกวดอกไปมา ตามลมที่ชวยชายไปกระทบ! ดอกไม้นั้นจะสดชื่นคืนขึ้นได้อย่างเดิมหรือไม่ ขอให้แม่คิดเพราะคำของเจ้ามายาโนชมว่าดอกไม้นั้นงาม ? ฉันใดก็ดี แม่หนูน้อยเอย ชีวิตและหัวใจของแม่ ซึ่งกระทบไฟแห่งความยกยอชมสรรเสริญ ความบริสุทธิจะเหี่ยวลงไปอย่างเดียวกับดอกไม้ที่เหน็บอยู่นั้น. ว่าส่วนสวย-สวยสู้แม่คนนั้นได้หรือ ?” ข้าพเจ้าชี้มือไปตรงภรรยาข้าพเจ้า ผู้กำลังคำนับแก่คู่เต้นในเพลงควอดรีลล์.

​แม่สาวน้อยนั้นมองดูตามนิ้ว หน้าสลดตาหมองลงด้วยความอิจฉาเกิด “สู้ไม่ได้หร็อกเข้อ. แต่ถ้าแต่งตัวด้วยลูกไม้ด้วยแพรต่วน ด้วยไข่มุก และมีเพ็ชร์มาก ๆ อย่างนั้น บางทีก็เกือบจะสู้ได้.”

“ขอจงอย่าได้เปนอย่างเขาเลย. แม่หนูยังสาว,—ยังไม่ละทิ้งการสาสนาดอก ไปถึงบ้านคืนวันนี้ จงรีบไปคุกเข่าลงข้างที่นอนน้ะ แม่หนูน้ะ สวดต่อหน้าไม้กางเขน แล้วอ้อนวอนขอพรต่อมารดา อ้อนวอนสวดมนต์ภาวนาอธิฐานตรวจน้ำ ให้ไกลร้อยโยชน์แสนโยชน์ อย่าให้เหมือนแม่คนโน้นได้แต่จงสักนิดเดียว.”

ข้าพเจ้าหยุดเพราะว่าเห็นตาสาวน้อยนั้นตื่นบอกว่าประหลาดใจและกลัว จึงหัวเราะและมองดูหน้า.

“ฉันลืมไป ลืมไปจริงๆ” ข้าพเจ้าพูด “เลดีคนนั้นภรรยาฉันเอง ฉันควรจะคิดเสียก่อน! ที่พูดเมื่อกี้นี้หน้ะ—พูดถึงคนอีกคนหนึ่งต่างหาก แม่หนูไม่รู้จักดอกคนนั้น ขอโทษที! ยังนี้แหละ เหนื่อยหนักลาก้อความจำมันเขวไปอย่างนี้ อย่าเอาเปนนิยมนิยายด้วยถ้อยคำที่กล่าวนั้นเลย. จงเพลิดเพลินให้เต็มที่เถิด แม่หนูจ๋า ขออย่างเดียว แต่อย่าเชื่อถ้อยคำอันไพเราะของเจ้ามายาโนนัก. ไปที!”

พูดดังนั้นแล้วก็ทำหัวเราะ หัวเราะอย่างที่เค้นออกมาแห้งอย่างนั้น แล้วก็เดินปนไปกับแขกทั้งปวง สนทนากับคนนี้นิดเรื่อยไปสนทนากับคนโน้นหน่อย เล่นตลกกับคนนั้น แต่พยักหน้ายิ้มกับคนหนึ่ง พวกผู้หญิงโดยมากชอบยอ ข้าพเจ้าก็ไม่ขัด ธรรมชาติยอพวกผู้หญิงเรื่อย ถึงเขาจะพูดอะไรมาไม่ขันสักนิด ข้าพเจ้าเสหัวเราะเสียมงอไปงอมา พูดอะไรมาเปนไม่มีขัดคอกัน เออด้วยค้ะด้วยจริงด้วยไป​ตามเพลง เมื่อเดินไปในหมู่ชนนั้น ไปเจอะ ลูเซียโน ซัลลัสตรี จินตะกระวีเข้า เขายิ้มรับรองข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าเอาอย่างทำตอบ.

“ฉันมีเวลาที่แสดงยินดีให้ศีลพรท่านน้อยนัก ท่านคอนเต้” พูดด้วยสำเนียงออกเปนดนตรี ๆ “แต่ขอให้ท่านพึงทราบเถิดว่า ฉันแสดงโดยหมดจิตรใจ. ถึงผู้หญิงต่างๆ ที่ฉันฝันประพันธุขึ้นในเรื่องหนังสือก็ยังไม่งามเท่าเลดีที่เปนเคานเตสโอลิวาสักคนเดียว.”

ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะขอบใจนิ่งอยู่,

“ฉันเปนคนพิลึกอย่างไรไม่ทราบ” ท่าน เขาพูดต่อไป “ความงามหรูหราซู่ซ่าในคืนวันนี้ทำให้ใจฉันเศร้า ไม่รู้ว่าทำไมถึงเปนอย่างนั้น ดูมันหรูมันซู่ซ่าโครมครามเกินต้องการ. ไม่ได้การ กลับบ้าน ต้องเขียนโคลงกล่าวถึงเรื่องวันนี้สักหน่อย.”

“กลับไปลาเขียนซี แล้วขอมีเกียรติยศอ่านต้นฉบับบ้างน้ะท่าน. อา ท่านไม่ใช่คนแรกที่จะนึกถึงศุขคู่กับทุกข์เพลินคู่กับเศร้าแต่งงานคู่กับการศพ.”

“ฉันหวนนึกถึงเรื่องเก่าหนสองหนวันนี้!” ซัลลัสตรีพูดเบา ๆ “นึกถึงเฟอร์รารีที่หลงผิด. สมเพชที่มาเกิดเทลาะขึ้นเปนปากเปนเสียงกับท่านจนจอด.”

“แม้น่าสมเพชจริง!” ข้าพเจ้าตอบ แล้วก็เอาแขนสอดแขนซัลลัสตรี จูงหันมาให้ตรงหน้าภรรยาข้าพเจ้า ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก “จงมองดู - ดู - นางฟ้าที่ฉันได้แต่งงานด้วย! หล่อนไม่สวยพอที่จะให้ก่อสาเหตุถึงแก่ตายกันได้หรือ ? อ้ายหลับตาจริงๆ ลูเซียโน!—ทำไมถึงคิดถึงเฟอร์รารี ? เฟอร์รารีมิใช่ชายคนแรกที่ได้ตายเพราะหล่อน หรือจะเปนคนที่สุด ?”

​ซัลลัสตรียกไหล่และนิ่งอยู่สักสองสามนาฑี. แล้วพูดด้วยยิ้มแย้มแจ่มใส. “ถึงยังนั้นก็เถอะ เพื่อนเอ๋ย ถ้าลงเอยกันด้วยกินกาแฟข้างหนึ่งกินเหล้าสามดาวข้างหนึ่ง หรือกินเมล็ดขนมปังทั้งสองข้างจะดีกว่า นี่อะไร—. ถ้าเปนตัวฉัน ฉันหายิงสัตรูด้วยลูกปืนตะกั่วให้เสียตะกั่วไม่ จะยิงด้วยคำฉันท์ทีเดียวแหละ!”

ต่างคนก็หัวเราะ. ข้าพเจ้าก็ผละออกจากซัลลัสตรี ทำท่ารื่นเริงไปเข้าหมู่กับพวกอื่นอีกต่อไป เต้นรำอีกบ้างนั่งคุยยืนคุยบ้างเรื่อยไปตามลักษณะเปนเจ้าของงาน. สัปเป้อร์จะเลี้ยงกันต่อเที่ยงคืน. ข้าพเจ้าชักนาฬิกาออกดูเวลาได้อีกสิบห้านาฑีจะห้าทุ่ม! หัวใจข้าพเจ้าเต้นเร็ว โลหิตแล่นขึ้นตรงทางเส้นขมอง จนดังอื้อในแก้วหูราวกับเสียงรถไฟเมื่อเข้าถ้ำ... ชั่วโมงที่ข้าพเจ้าตั้งตาตั้งใจคอยเปนนมเปนนาน ด้วยความร้อนรนมาถึงแล้ว! เท่านั้นเอง! เท่านั้นเอง!

◌ ◌ ◌ ◌ ◌ ◌ ◌ ◌ ◌ ◌

ค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ภรรยาข้าพเจ้า หล่อนเต้นรำเหนื่อย หยุดพักนั่งบนเก้าอี้กำมหยี่คุยสนุกสนานอยู่กับเจ้ามายาโน ผู้นำคำเยินยอเคลือบน้ำตาลได้ทำให้เด็กหญิงสาวใจเหลิงอยู่. ข้าพเจ้าขอโทษในการที่ไปขัดต่อความสนทนาเช่นนั้น แผ่วเสียงลงให้เบาเมื่อพูดแก่หล่อนเพื่อมิให้ใครได้ยิน.

“แม่ยอดที่รัก! ขอเตือนว่าอย่าลืมที่เราได้สัญญากันไว้.”

“ดิฉันไม่ลืมดอกเข้อะ! บอกซีเคอะเมื่อไร—และอย่างไร?”

“เดี๋ยวนี้แหละ. จำทางเข้ามาโฮเต็ลทางข้างหลังเมื่อขากลับมาจากโบสถ์ด้วยกันเมื่อเช้านี้ได้หรือไม่เล่าจ๊ะ ?”

​“ได้ข้ะ.”

“ถ้าอย่างนั้นไปพบฉันที่นั่นในยี่สิบนาฑี. ออกไปต้องไม่ให้ใครเขาเห็น. แต่” ข้าพเจ้าเอามือจับเสื้อผ้าบางที่หล่อนแต่ง “หล่อนต้องแต่งอะไรให้อุ่นกว่านี้.”

“เสื้อคลุมหนาวตัวขาวเห็นจะใช้ได้” หล่อนตอบ “ไม่ไปไกลไม่ใช่หรือเค้อะ ?”

“เปล่า ไม่ไกลดอกจ้ะ.”

“เชื่อว่ากลับทันเวลาสัปเป้อร์ ?”

ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะ “แน่เทียวหล่อน !”

ไนยตาของหล่อนชม้อยชม้าย. “เรี่ยมไม่น้อย. เดินไปในแสงจันทร์กับเธอเปนสิ่งอันปลื้มใจยิ่ง. ใครจะนึกบ้างว่าเจ้าบ่าวอย่างเธอนี่ไม่เก่ง แม้—เดือนหงายสว่างดีหรือเค้อะเธอ ?”

“เชื่อว่าอย่างนั้น.”

“เข้อ! ในยี่สิบนาฑีดิฉันไปพบ ณ ที่ที่นัด เซซาเร ในขณะนี้มาควิส กวัลโดร จะเต้นรำลานเซอร์กับดิฉัน ไม่ลืมเข้อ พูดกันหนเดียวเปนแล้ว ไม่ใช่เด็กอมมือจะได้ลืมในชั่วขณะประเดี๋ยวเดียว.”

ว่าดังนั้นแล้วหล่อนก็หันหน้ากลับไปทำกิริยาแช่มชื่นแก่มาควิส ผู้ในทันใดนั้นเข้ามากระทำคำนับอย่างเสงี่ยมและยิ้มแย้ม และข้าพเจ้ายืนดูเขาเดินไปด้วยกันจนถึงวงที่จะเต้นรำลานเซอร์ ซึ่งพวกผู้หญิงชอบเปนที่สองรองวอลซ์.

ความแช่งด่าจะแล่นขึ้นมาสู่ริมฝีปากเสียให้จงได้ อุส่าห์ข่มขืนกลืนไว้ รีบวิ่งขึ้นไปยังห้องข้าพเจ้า จัดการปลิดสิ่งซึ่งทำให้ข้าพเจ้า​แปลกจากแต่เมื่อก่อนนั้นเสีย ในสองสามนาฑีไปยืนดูตัวตรงกระจกเงาบานใหญ่ จำแลงรูปเปนอย่างรูปเดิมให้ใกล้ที่สุดที่จะจำแลงได้ เปลี่ยนไม่ได้อย่างเดียวแต่ผมที่ขาวเปนดอกฝ้าย เคราและหนวดแพะนั้นสงเคราะห์เสียด้วยมีดโกนสองสามแกรกก็พินาศไป เหลืออยู่แต่หนวดดัดโค้งขึ้นที่ริมปากอย่างเดียวกับข้าพเจ้าเคยดัดเมื่อสมัยก่อนโน้น แว่นตาดำก็โยนเสียด้วย ไนยตาคมวาวและแข็งแรงบอกว่ายังหนุ่มแน่น ยืดตัวขึ้นตรงเต็มที่ เตบ็งกล้ำเนื้อและกำหมัดดู รู้สึกว่ามีอำนาจแร็งอย่างคนหนุ่ม คิดขึ้นมาถึงคำอีตาเถ้าขายผ้าขี้ริ้วแก่ว่า “อย่างนี้ลาก้อทุบใครปับเดียวเปนไม่คืนรัง” ดูก็จริงของแก!... ไม่ต้องใช้กริสก็ได้ (เมื่อพูดนั้นข้าพเจ้าหยิบกริสออกมาจากสิ้นชัก ถอดฝักออกลูบคมดู) เออกริสนี้จะเอาไปด้วยดีหรือยังไร ? อ๊ะ เอาไปด้วยก็ดีเผื่อต้องการใช้ นึกดังนั้นแล้วก็เอาเหน็บส้อนไปในเสื้อชั้นใน

คราวนี้ถึงพยาน-พยาน! มีอยู่พร้อมแล้ว ข้าพเจ้าจึงรีบรวบรวมกันเข้าด้วยกัน ที่หนึ่งคือของที่ได้ฝังกับข้าพเจ้า—สายสร้อยทองมีล้อกเก็ตห้อยใน ในล้อกเก็ตมีรูปภรรยากับบุตรสาวแล้วถุงเงินแล้วซองก๊าดที่แม่นีนนาได้ให้ข้าพเจ้าเอง ไม้กางเขนที่บาดหลวงได้วางบนหน้าอกข้าพเจ้าในโลงศพ การที่นึกถึงโลงศพทำให้ข้าพเจ้ายิ้มคนเดียว—โลงที่แตกเปียก และราขึ้นจะต้องพูดส่วนตัวเองในประเดี๋ยวนี้ ในที่สุดข้าพเจ้าเอาหนังสือซึ่งมาคีส์ คาวองคูต์ ได้ได้ในกระเป๋าเสื้อแนบอกเฟอร์รารีเมื่อตาย และส่งมาให้ข้าพเจ้าทั้งมัด—หนังสืออย่างเพราะอย่างหวานอย่างชื่นใจ ซึ่งหล่อนได้เขียนไปถึง กีโด เฟอร์รารี ณ กรุงโรม

​หมดหรือยัง? เที่ยวค้นทั่วทั้งสองห้อง ทุกมุมทุกซอก สิ่งใดที่เห็นว่าจะเปนหนทางนำให้สืบถึงตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำลายลงเสียหมด—ไม่มีอะไรเหลือนอกจากเครื่องประดับประดาห้องและของกระจุ๋งกระจิ๋ง—ราคาเล็กน้อย แต่คิดไปก็เปนกำนัลแก่เจ้าของโฮเต็ลพออยู่.

มองในกระจกอีกครั้งหนึ่ง เออ ตัวของตัวเปนฟาบีโอ โรมานี อีกครั้ง เสียแต่ว่าผมขาวไป- ผู้ใดเคยรู้จักข้าพเจ้าดีแล้วจะไม่สงไสยว่าเปนผู้อื่นเลย ถอดเสื้ออิบวนิงเดร๊ส สรวมเสื้อสักหลาดอย่างแต่งกลางวัน ๆ แล้วสรวมเสื้อโคล้กยาวคลุกชั้นนอกตั้งแต่ศีร์ษะตลอดถึงเท้าคลุมตลบขึ้นมาปิดปากและคาง สรวมหมวกสักหลาดอ่อนครุ่มริมลงมาปิดตา แต่งตัวอย่างนี้เปนของไม่แปลกจากธรรมดาเลย พวกชาวเมืองเนเปิลซ์ที่กลัวลมหนาวซึ่งพัดโกรกลงมาจากยอดเขาแอลปส์ในต้นระดูสะปริงแต่งกันอย่างนี้ชุม และแต่งฉนี้นั้นข้าพเจ้ารู้ว่าหล่อนคงจะไม่เห็นหน้าข้าพเจ้าได้ อีกประการหนึ่งที่ที่เรานัดเจอะกันนั้น เปนที่ขมุกขมัวมีตะเกียงน้ำมันจุดอยู่แต่ดวงเดียว ด้วยทางนั้นเปนทางเข้าสวนและใช้เฉภาะเปนทางไปรเวต มิใช่ทางธรรมดาที่จะเข้าหรือออกจากโฮเต็ลเลย.

ข้าพเจ้ารีบเดินสาวเท้าไปอย่างรีบร้อน มองดูทางที่ที่นัดไว้ยังไม่เห็นใครหรือหล่อนอยู่ที่นั่น ยืนคอย ๆ—นาฑีดูนานราวกับชั่วโมง เพลงในห้องเต้นรำส่งเสียงลอดลงมาได้ยินถนัด—เสียงเพลงเปนเพลงเวียนนี้สวอลซ์ ดูเหมือนได้ยินจนชั้นฝีเท้าพวกเต้นรำ จะได้ยินจริงหรือเปนเพราะอุปาทานนึกว่าได้ยินก็ได้ยินก็ไม่ทราบ ที่ข้าพเจ้ายืนอยู่นั้นไม่มีใครเห็นได้เปนแน่—พวกบ๋อยก็ไปช่วยกันเดิน​กูลีกูจอจัดสับเป้อร์ใหญ่สำหรับการแต่งงาน และพวกที่เหลือพวกนั้นก็ไปยืนชะแง้ดูเต้นรำหมด.

จะไม่มาเสียหละกระมัง ? หรือบางทีหล่อนจะรู้เท่าทันหนีเอาตัวรอดพ้นก็ไม่รู้! ตัวสั่นด้วยความคิดอันนี้ แล้วสกดใจนึกยิ้มความที่คิดเปนบ้าไปฉนั้น เห็นจะไม่เปนเช่นนั้น การที่จะทำโทษก็เปนการยุติธรรมอยู่แล้ว ตัวอกุศลคงจะไม่เข้าด้วยเปนแน่ คิดเองรู้สึกเอง เดินทวนไปเดินมาเปนชมด หัวใจเต้นกี่ครั้งกี่ครั้งนับได้ ได้ยินเต้นกระทบโครงดังปั้บๆ เออ ดูช่างนานเสียนี่กระไร! หล่อนจะไม่มา เสียหละกระมังนี่ ? อา! สิ้นเคราะห์ไปเถอะ! ข้าพเจ้าได้ยินเสียงสร่ายและฝีเท้าเบา ๆ มาแล้ว—กลิ่นหอมฟุ้งมาในอากาศ เหมือนดังได้กลิ่นพิกุลเมื่ออยู่ใต้ต้น เหลียวไปดูเห็นหล่อนเข้ามาใกล้แล้วหล่อนวิ่งผวามาหาข้าพเจ้าเร็ว จนเสื้อคลุมซึ่งทำด้วยขนสัตว์รัสเซียนอย่างดีปลิวไปอยู่ข้างหลัง เผยให้เห็นเสื้อชั้นในอันงามหรูหรายิ่งดังได้พรรณามาแล้ว ยิ้มและทำอาการอย่างแสนงอนค้อนคมพูดว่า.

“ดิฉันทำให้เธอคอยอยู่นานเคอะ คาโร มีโอ! รับประทานโทษ เสียใจมากที่มาช้าไปหน่อย แต่วอลซ์เพลงชุดนี้ยั่วยวนชวนให้เต้นแท้ ๆ ดิฉันอดไม่ได้เลยเต้นอีกหน่อยจึงได้มาช้าไป อุ้ย อยากให้เธออยู่ในเวลานั้นจะได้เต้นด้วยกัน.”

“แต่เพียงอยากจะเต้นเท่านั้น ก็เปนเกียรติยศอันใหญ่ยิ่งแก่ตัวฉันเสียแล้ว” ข้าพเจ้าพูด และเอาแขนโอบรอบเอวแล้วนำมาทางประตูออกสวน “เออ บอกฉันที นี่หล่อนจัดการอย่างไรจึงออกมาจากห้องเต้นรำได้ ?”

​“ไม่เห็นยากอะไรเลย พอเต้นรำจบแล้วดิฉันก็แล่นออกจากคู่เต้นบอกเขาว่าประเดี๋ยวกลับ แล้วก็วิ่งขึ้นไปห้อง หยิบเอาเสื้อคลุมตัวนี้สรวมแล้วก็—อยู่นี่ยังไงหละ.” ว่าแล้วหล่อนก็หัวเราะ ดูเหมือนจะมีศุขสบายอิ่มอกอิ่มใจเต็มที่.

“ขอบใจมากที่หล่อนได้มาอย่างนัดแม่งามเลิศ” ข้าพเจ้าพูดอ่อยอย่างสภาพ “เมื่อมานั้นเจอะสาวใช้ของหล่อนหรือเปล่า ? มันรู้ไหมว่าหล่อนจะไปไหน ?”

“สาวใช้? โอย ไม่ได้อยู่ในห้องสักนิด เจ้าชู้หยอกใครเมื่อไร เธอเห็นจะไม่ทราบ อาจทายได้ว่าป่านนี้ไปประหลอจ่อแจอยู่กับเจ้าพวกบ่อยในครัวแล้ว เขาก็สนุกตามภาษาของเขา.”

ข้าพเจ้าหายใจสบาย ไม่มีใครเห็นเราเลย ไม่มีผู้ใดมีระแคะระคายในความมุ่งหมายของข้าพเจ้าเลยสักนิดเดียว ค่อย ๆ เปิดประตูมิให้มีเสียงแล้วก็ไปข้างนอกด้วยกัน ช่วยภรรยาข้าพเจ้าเอาเสื้อคลุมคลุมตัวมิดชิดแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินนำตัดข้ามสวนไปเร็ว เดินไปไม่เจอะผู้คนสักคนเดียว พอถึงประตูใหญ่ชั้นนอกก็ให้นีนนายืนคอยอยู่ ข้าพเจ้าไปตามรถเช่าได้คันหนึ่ง ซึ่งทำให้หล่อนมีความประหลาดใจมาก.

“ดิฉันคิดว่าเราจะไม่ไปไกลถึงไหน ?” หล่อนพูด.

ข้าพเจ้าจึงบอกแกหล่อนว่าไปไม่สู้ไกลออก แต่เกรงว่าจะเมื่อย จึงได้เรียกรถมาให้ ภรรยาข้าพเจ้าพอใจในคำอธิบายนี้ ช่วยพยุงแม่เจ้าประคุณขึ้นรถแล้ว ตัวข้าพเจ้าก็ขึ้นนั่งเคียง บอกคนรถให้ขับไปยัง “ลา วิลลา กัวดา” พอขาดคำรถก็ลั่นโครม ๆ ไปบนถนนหินอันปราบไม่เสมอนั้น.

​“ลา วิลลา กัวดา!” นีนนาร้อง “มันอยู่ถึงไหนกัน ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “เปนบ้านเก่า อยู่ข้างที่ที่ได้บอกแก่หล่อนแล้วว่าเพ็ชร์พลอยอยู่ที่นั่น”

พอใจ ชบศีร์ษะพิงทับไหล่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเหนี่ยวตัวเข้ามาให้ใกล้อีก และหัวใจข้าพเจ้าเต้นด้วยความยินดีอันร้ายกาจ.

“จะเปนของใครเสีย—เปนของฉันเอง!” พูดกระซิบที่หูหล่อน “ของฉันตลอดกัลป์!”

หล่อนแหงนหน้าขึ้นและยิ้มอย่างว่าเปนต่อ ริมฝีปากเย็นของหล่อนได้กระทบริมฝีปากอันร้อนแห้งผากของข้าพเจ้า ถ้าเปนนรินทร์อินตรงนี้คงจะคิดโคลงกล่าวว่า:

“เอนโอษฐแอบโอษฐโอ้ อุ่นอก อรเอย”

แต่นี่เปนข้าพเจ้าจึงนิ่งอยู่ เออ ข้าพเจ้าได้จูบหล่อน—ไม่เห็นจะต้องห้ามอะไร เมื่อหล่อนชอบคลอเคลีย ก็ยอมตามใจหล่อน—ยอมให้หล่อนคิดว่าหล่อนชะนะเต็มประตูด้วยรูปรศกลิ่นเสียงของหล่อน เมื่อขับรถไปตามทางอันสว่างหลัว ๆ นั้น มีโอกาศได้เห็นหน้าครั้งไร อดนึกไม่ได้ว่าความเห็นตัวดีไม่มีใครเท่าของผู้หญิงนี่อย่างนี้เองหนา! รู้สึกพอใจตนเองเต็มที่ยินดีด้วยตนของตนเอง ยินดีด้วยเครื่องแต่งตัว ยินดีด้วยมีไชยชำนะ ไม่มีใครสามารถที่จะวัดได้ว่าความเหิมใจของหล่อนมีดีกรีสูงเท่าไร ไม่มีใครจะหยั่งได้ว่าความเห็นแก่ตนเองของหล่อนลึกสักเพียงใด!

​เมื่อพวกผู้หญิงด้วยกันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งสวย มีเงินทองมั่งคั่ง แต่งเนื้อแต่งตัวเรี่ยมมาก พวกผู้หญิงจะไม่มีความอิจฉาตาร้อนบ้างหรือ ? อา! เชื่อแท้ว่ามี คงไม่นอกหน้าก็ในหน้าอะไรอย่างหนึ่ง สิ่งที่ผู้หญิงนับถือบูชามากก็คือแฟชั่นและความเก๋ ถ้าใครเข้าใกล้องค์แฟชั่นองค์เก๋ไปได้เท่าไร ยินดีเท่ากับใกล้องค์ปรนิพานเท่านั้น ถึงเหนื่อยยากลำบากลำบนอย่างไรก็ไม่ว่า ให้ได้บ่ายหน้าสู่เปนแล้วกัน ถึงในจำพวกคนที่เรียกว่าเปนเพื่อนกันก็ดี ถ้าตัวยังอยู่ไกลจากองค์แฟชั่นกว่าแล้ว คงไม่โกรธแค้นอิจฉาเพื่อนก็คงโกรธแค้นตัวของตัว หรือโกรธดาวที่ประจำตัวเปนแท้.

ข้าพเจ้ารู้สึกดีทีเดียวว่าไม่มีวิญญาณสักดวงหนึ่งในเมืองเนเปิลซ์ที่ชอบภรรยาข้าพเจ้าแท้ๆ—ไม่มีใครคิดถึง ชั้นที่สุดจนสาวใช้ของหล่อนก็คงไม่คิดถึงนาย—ถึงโดยตัวหล่อนเองโดยความเมาตัวเห็นเปนว่าคนเขาบูชานับถือหล่อนหมดทั้งเมือง—คนที่เขาไม่รักจริง หล่อนเห็นเปนรัก ส่วนคนที่รักจริง หล่อนละทิ้งเพิกเฉยล่อลวง โท่! เห็นกงจักรเปนดอกบัวก็ได้. ข้าพเจ้าคอยมองดูหน้าหล่อนบ่อยๆ เมื่อ หล่อนเอนพิงรถ และวงแขนข้าพเจ้าโอบอยู่รอบตัว ประเดี๋ยว ๆ ภรรยาช้าพเจ้าหายใจแรงหายใจอย่างชนิดที่ปลื้มใจเต็มที่แต่ไม่ได้พูดกันกี่คำนัก ความชังไม่ใคร่ช่างพูดเหมือนความรัก.

ในคืนวันนั้นลมพัดจัด แต่ทว่าฝนไม่ตก ลมยิ่งจัดขึ้นทุกทีๆ ดวงจันทร์อันขาวเปนเงินยวงแล่นผลุดแล่นโผล่เข้าในก้อนเมฆสีขาวๆ เทาๆ ไม่ใคร่มีเวลาที่จะส่องแสงได้เต็มตามที่ควรจะเปน ขมุกขมัว ​ประเดี๋ยวส่องแสงราวกับดวงไต้ที่มีคนชูเดินไปในป่า. ประเดี๋ยว ๆ ได้ยินเสียงเพลง เสียงแตร เสียงแมนโดลีน ลอดมาจากที่ประชุมชนในเมืองถึงหูแห่งเรา แต่ไม่ช้าเราก็ไปไกลพ้นกำลังเสียงเหล่านั้นจะตามมาถึงได้.

เราออกพ้นเขตร์เมืองเข้าถนนบ้านนอก และคนรถขับม้าวิ่งเร็ว ที่ขับเร็วฉนั้นใช่จะรู้ว่าเราจะอะไรๆ ก็เปล่า รีบขับไปแล้วจะได้รีบขับกลับมารับผู้อื่นซึ่งยังสนุกสนานกันอยู่ในที่ประชุมชนอีก. ภายหลังเขายอบตัวลงมองเอามือป้องหน้า ข้าพเจ้าทำเอาอย่างก็เห็นหลังคาบ้านวิลลาที่ออกชื่อมาแล้วอยู่รำไรๆ ในท่ำกลางหมู่ไม้ ครั้นเข้าใกล้อีกหน่อยเขาก็ชักม้าหยุด กระโดดลงจากที่นั่งเดินเข้ามาข้างรถ.

“ขับไปจนถึงบ้านนั่นเทียวหรือขอรับ ?” คนรถถาม.

“ไม่ต้องถึงหรอก” ข้าพเจ้าตอบ “ไม่ต้องก็ได้. ใกล้แล้วเราจะเดินกันไปเอง.”

ว่าดังนั้นแล้วก็ลงจากรถควักเงินค่าจ้างให้อย่างพอใจ ไม่ต้องให้ร้องขอแถมนิดแถมหน่อยอีก.”

“ดูกระไรอยากรีบกลับเข้าในเมืองนักหรือแก” ข้าพเจ้าพูดเล่นหน่อย ๆ แก่คนรถ

“แน่ลาซีขอรับ!” คนรถตอบ “ผมจะรีบไปรับพวกที่มาเต้นรำในการแต่งงานของเคานต์โอลิวา.”

“เออ ตาเคานต์นั่นแกมั่งมีพิลึก” ข้าพเจ้าพูดพลางประคองภรรยาข้าพเจ้าลงจากรถ และจัดเสื้อคลุมคลุมให้เรียบร้อยพลางเพื่อ​จะมิให้คนขับรถเห็นเสื้อหรูหราวาวรับของหล่อน “กันอยากเปนตาเคานต์คนนั้นแท้ จ่ายเงินเล่นให้สนุกเจียว !”

คนขับรถยิ้มและพยักหน้า หาได้มีความกินแหนงสงไสยในตัวข้าพเจ้าเลย เข้าใจเสียว่าข้าพเจ้าเปน “เจ้าชู้” ตุ๊กกระตุ๋ยพาผู้หญิงมายังที่สุมทุมแห่งตน ล่ำลาแล้วก็โดดขึ้นบนที่นั่งสารถีกระตุกสายขับเตือนม้าให้วิ่งตรงตั้งตรงกลับมาเมือง นีนนายืนอยู่ที่ถนนข้างข้าพเจ้า แสดงกิริยาประหลาดใจ.

“ทำไมเขาคอยรับเรากลับไม่ได้หรือ ?” หล่อนถาม.

“คอยทำไม” ข้าพเจ้าตอบ “ใครจะกลับไปทางนั้น มาทางนี้เถอะหล่อน.”

ว่าดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็เอาแขนโอบรอบตัวหล่อนนำทางมา รู้สึกว่าตัวหล่อนสั่นนิด ๆ และพูดเปนเสียงออดบ่น ๆ ว่า,

“ต้องไปไกลอีกหรือ เซซาเร ?”

“ไกลที่ไหนจ๊ะ เดินสักสามอึดใจก็จะถึง ข้าพเจ้าตอบ และพูดต่อด้วยเสียงอ่อน ๆ ว่า “หล่อนหนาวหรือหล่อน ?”

“นิดหน่อยเข้อ” แล้วหล่อนก็ดึงเสื้อคลุมให้กระชับตัวเข้ามาและเดินแนบเข้าใกล้ข้าพเจ้า. ดวงจันทร์ที่แล่นผลุบแล่นโผล่เล่นจ๊ะเอ๋ตามกลีบเมฆนั้น กลับออกมาจากก้อนเมฆใหญ่ส่องแสงสว่างลงบนพื้นที่ที่อยู่ตรงหน้าเรา ต้องแผ่นสิลาขาวจารึกชื่อและวันเกิดวันดับของผู้เจ้าของ ซึ่งกระทำให้ภรรยาข้าพเจ้าหยุดชงักและตัวสั่นมากขึ้น.

​“นี่ที่อะไรกัน ?” หล่อนถามด้วยความตกใจ.

ตั้งแต่เกิดมาแต่เล็กจนตราบเท่าโต หล่อนไม่เคยได้เยี่ยมเข้ามาในป่าช้าเลย—หล่อนมีความกลัวตายเปนกำลัง.

“นี่แหละเปนที่ที่ฉันเก็บสมบัติไว้” ข้าพเจ้าตอบ เสียงที่ตอบนั้นแต่ตัวเองยังรู้สึกว่ากระด้างพอใช้ แล้วกระหวัดรัดรวบเอวอุ่นหล่อนแน่นขึ้น “มาด้วยกันเถอะหล่อนเอ๋ย” เสียงนั้นเปนเยาะมากกว่าชวน “อยู่กับฉันจะต้องกลัวดุ้งอะไรเดี๋ยวนี้! มาเถอะ!”

เหนี่ยวหล่อนมาด้วยแรง ซึ่งจะขัดขืนไม่ได้ ซึ่งตกใจจะพูดไม่ออก—พามา มา มา ตามหญ้าอันอาบด้วยน้ำค้าง ผ่านที่ฝังศพมาหลายแห่ง - พามา มา มา จนแลเห็นห้องซุ้ยซึ่งฝังศพบูรพชนแห่งข้าพเจ้า—พามา มา มา ด้วยกำลังอย่างที่ว่าผีมันเข้าสิงอยู่ได้สิบตน—พามา มา มา ถึงที่ที่หล่อนได้ลงถะเบียนไว้แล้ว.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #4 on: 21 December 2025, 21:46:02 »


๒๕

ดวงจันทร์แล่นลับเข้าในกลีบเมฆ แสงสว่างที่ส่องให้เห็นที่ทางก็หายไปตามดวงจันทร์ด้วย พอเห็นอย่างขมุกขมัวรัว ๆ อย่างนั้น. ครั้นมาถึงประตูห้องซุ้ย ข้าพเจ้าก็ไขประแจประตูก็เปิดออกไปเอง จนกระทบกำแพงดังปึงใหญ่ และหล่อนผู้ที่ข้าพเจ้าได้กอดไว้ด้วยวงแขนอันแข็งแรงประดุจทำด้วยเหล็ก สดุ้งและดิ้นจะออกจากวงแขนให้ได้

“นี่เธอจะพาไปไหน ?” หล่อนพูดด้วยเสียงกระเส่าเบา ๆ ดิฉัน—ดิฉันกลัวเข้อะ บอกตามจริง!”

“กลัวอะไรเดี๋ยวนี้นี่หล่อนก็?” ข้าพเจ้าพูด และพยายามที่จะ ไม่ให้เสียงสั่นได้ “เพราะเห็นว่ามืดหรือ ? จุดไฟเดี๋ยวนี้และ—เดี๋ยวหล่อนจะเห็น—หล่อน—หล่อน - -” และข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจตัวของตัวเองที่หัวเราะดังก้องออกมา “ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไรเลย. มาม้ะ !”

ข้าพเจ้ายึดหล่อนข้ามธรณีประตูเข้าไปข้างในโดยรวดเร็ว. เข้าไป ข้างใน ซ้าธุ! แล้วก็ปิดประตูลั่นกุญแจ! และหัวเราะอันมิได้ตั้งใจจะหัวเราะเลยดังก้ากก้องออกมาอีกครั้งหนึ่ง. แม่นีนนาแอบตัวเข้ามาชิดข้าพเจ้าทีเดียว.

“ทำไมเธอจึงหัวเราะเช่นนั้น” หล่อนร้องพูดดังเสียงน่าเกลียจพิลึก.”

ข้าพเจ้าหักใจหยุดหัวเราะทันที.

​“อย่างนั้นหรือจ๊ะ? ฉันมีความเสียใจ—เสียใจมาก. หัวเราะเพราะ....เพราะว่า คารามีอา การที่เราเดินมาด้วยกันในแสงจันทร์ทำให้ปลื้มใจ.....ให้เพลิดเพลิน.....จริงหรือไม่ ?”

ว่าดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็กระหวัดตัวเข้ามาชิด แล้วก็จูบหล่อนอย่างแรง

“เอ้อ” ข้าพเจ้ากระซิบพูด “มาจะอุ้มไป.....ขั้นกระไดมันหยาบนัก จะคายเท้าอันอ่อนนุ่มหล่อน. มาจะอุ้มหล่อนไปอุ้มสิ่งที่เต็มไปด้วยความหอมหวานชื่นใจ....จ๊ะ จะอุ้มไปให้ถึงที่ที่เก็บเพ็ชร์พลอยอันมีค่ายิ่ง—แม้เพ็ชร์พลอย! จะเปนของหล่อนทั้งสิ้น—ของหล่อน ของเมียที่รักของฉัน !”

ข้าพเจ้าอุ้มหล่อนขึ้นปลิว ดูเหมือนหล่อนเปนเด็กเล็ก ๆ เมื่ออุ้มไปนั้นหล่อนได้ดิ้นหรือยอมให้อุ้มดี ๆ ก็จำไม่ได้เสียแล้วพาหล่อนลงบันไดอันชื้นด้วยรานั้นไป ขณะที่ก้าวลง ๆ ไปนั้นรู้สึกว่าหล่อนกอดข้าพเจ้าแน่น ดูเหมือนหล่อนจะกลัวจนถึงกับเลือดแล่นเย็น ภายหลังลงไปถึงขั้นล่างที่สุด—เท้ากระทบพื้นห้องซุ้ยข้าพเจ้าก็วางแม่โฉมเอกลง แล้วก็คลายวงแขนออกหยุดยืนหอบฮั่ก ๆ อยู่สักครู่ แต่แม่นีนนาจับมือไว้แน่น แล้วพูดกระซิบด้วยเสียงเครือว่า

“นี่ที่อะไรกัน ? ไหนไฟที่พูดนั้นอยู่ที่ไหน ?”

ไม่ตอบว่าอย่างไรมิได้ เดินออกจากข้างหลอน ควักไม้ขีดไฟออกจากกระเป๋าเสื้อจุดเทียนเล่มใหญ่ซึ่งเตรียมไปด้วยเข้าหกเล่ม แล้วก็ไปเที่ยวตั้งไว้ทุกมุมห้องซุ้ย. เมื่ออยู่ในที่มืดเปนนานและได้แสงไฟสว่างแจ๊ดเช่นนั้น ตาก็ตื่นไฟ ปลาบเข้ามามองดูอะไรไม่เปนอะไร ​ข้าพเจ้ายืนจ้องพิจารณาหล่อนอยู่แต่ตัวข้าพเจ้าเองนั้นยังมิได้เปลื้องเสื้อคลุมชั้นนอกมิได้.

สักครู่หนึ่ง หล่อนสดุ้งตกใจกลัว เมื่อเห็นสถานที่นั้น - แสงเทียนส่องให้เห็นแท่นหิน เห็นกำแพงสกปรก เห็นโลงที่ผุพัง เห็นผ้าขี้ริ้วที่ตกเรี่ยราดอยู่ ร้องกรีดวิ่งผวาเข้ามากอดข้าพเจ้ายืนนิ่งแข็งอยู่ราวกับว่าเปนตุ๊กตาหิน แขนกระหวัดรอบคอข้าพเจ้าเหื่อเย็นซึมออกมาตามเส้นขน.

“พาไปที พาไปให้พ้น!” ซบหน้าลงครวญครางที่หน้าอกข้าพเจ้า “ห้องซุ้ย - โอ ซันตีสสิมา มาโดนา! ที่สำหรับคนตาย! เร็ว—เร็วเข้า! พาดิฉันไปเดี๋ยวนี้—ไปบ้าน—ไปบ้านเทียว-”

ประโยคที่พูดนั้นขาดห้วน เห็นข้าพเจ้ายิ่งนิ่งหล่อนยิ่งตกใจกลัวใหญ่ มองดูข้าพเจ้าด้วยตาเหลือกลานลุกพอง และเปียก

“เซซาเร! เซซาเร! พูดซี! เปนอะไรไป ? ทำไมจึงพามานี่ ? ถูกตัวฉันซี! ยังไงเล่า—จูบซีเอ้า! พูดอะไรบ้าง—อะไร ๆ ก็พูด—ขอให้พูดนิด!

ที่ตรงทรวงอกนูนขึ้นบุ๋มลง ร้องไห้สอึกสอื้นด้วยความตกใจกลัว.

เอามือผลักหล่อนออกไปให้ห่าง แล้วพูดด้วยเสียงอันมีสำเนียงบังคับหน่อย ๆ ดุนิด ๆ ว่า “อะไร้ ขอเสียทีเถอะน่า! นี่ไม่ใช่ที่ที่จะฝากบำเรอกัน ขอให้ตรวจดูสถานที่ให้ดี! หล่อนคาดถูกทีเดียววานี่เปนห้องซุ้ย!…. ถ้าฉันไม่ผิดแล้ว—นี่น่าจะเปนห้องซุ้ยของตระกูลโรมานี.”

​เมื่อได้ยินดังนั้นสอื้นของหล่อนหยุด ราวกับจะเย็นแข็งคาอยู่ในคอไม่สามารถพ้นขึ้นมาได้ เพ่งดูข้าพเจ้าด้วยความกลัวและประหลาดใจมาก

“ที่นี่” ข้าพเจ้าพูดต่อไป “ที่นี่เปนที่ที่บูรพชนแห่งตระกูลของสามีของหล่อนนอน ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ใจคอกล้าหาญและเปนคนซื่อสัตย์อยู่ในศีลในธรรม และณที่นี่เนื้ออันนิ่มอ่อนลมุนของหล่อนจะต้องอยู่ด้วยเหมือนกัน ที่นี่” เสียงข้าพเจ้าหนักและซึ้งมากขึ้น “ที่นี่ ประมาณหกเดือนมาได้เขาได้เอาสามีของหล่อน ฟาบีโอ โรมานี มาฝังไว้.”

หล่อนมิได้พูดออกเสียงประการใด นิ่งจ้องดูข้าพเจ้าอยู่เมื่อพูดไปถึงเท่านั้นแล้วข้าพเจ้าก็นิ่งฟังสิว่าจะตอบประการใด สักครู่ใหญ่ๆ ริมฝีปากอันแห้งของหล่อนได้ผายให้เสียงอันแหบเครือและจะถ้อยชัดคำแล่นออก

“เธอนี่คงคลั่งเสียแน่แล้ว” หล่อนพูดด้วยสำเนียงนั้นโกรธและกลัว.

ครั้นเห็นข้าพเจ้าไม่กระดุกกระดิกตัว หล่อนก็เข้ามาใกล้เอามือจับข้อมือข้าพเจ้าเปนเชิงบังคับครึ่งๆ ชวนครึ่งๆ.

“ไปเทอเข้อะ” หล่อนอ้อนวอน “ไปเดี๋ยวนี้เถอะเข้อเธอ.” แล้วแลไปดูรอบ ๆ ทำหน้าตาล็อกแล็ก “มาไปให้พ้นที่นี่เถอะอยู่ไม่ได้แล้วเรื่องเพ็ชร์พลอยนั้น ถ้าแม้เธอเก็บไว้ที่นี่ก็ให้มันอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ ดิฉันไม่เปนคนที่จะเอาไปแต่งกายแล้ว ไปเถอะเข้อะ โท่!”

​ข้าพเจ้าไม่ยอม กำข้อมือหล่อนไว้แน่น แล้วหันมาทางของดำ ๆ ที่วางอยู่บนดินใกล้เรา—โลงแตกที่ใส่ข้าพเจ้านั่นเอง ฉุดหล่อนเข้ามาจนใกล้.

“เชิญดู.” พูดกระซิบ “นี่อะไร ? พิจารณาให้เลอียดโลงทำด้วยไม้แมวอะไรมิรู้ โลงสำหรับใส่ศพอหิวาตะกะโรค ตัวหนังสือที่เขียนบนโลงนั่นอ่านว่ากระไร ? เอ้า อย่าสดุ้ง. มีชื่อสามีหล่อนอยู่บนโลง เขาถูกฝังในนี้ แต่เหตุไรโลงนั้นเปิดอยู่ฉนี้ ? และตัวเขาไปอยู่ไหน ?”

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวหล่อนโยกเยก ขาของหล่อนไม่แรงพอที่จะรับรองตัวอยู่ได้ ตัวหล่อนก็คุกลงไปบนพื้น และได้ยินหล่อนพูดพึมพำว่า—

“ตัวเขาไปอยู่ไหน ? ตัวเขาไปอยู่ไหน ?”

“อือ !” ข้าพเจ้าพูดดังก้องห้องซุ้ย “อือ! ตัวเขาไปอยู่ไหน ? โออนิจจาเจ้าผัวบ้าน่าสังเวช บ้าจนนางเมียคบชู้อยู่ในชายคาเรือนของตัวก็ไม่รู้สึก หลงรักหลงเชื่อไว้วางใจหล่อน! อือไปอยู่ที่ไหน ? นี่! นี่!” แล้วก็จับมือหล่อนดึงให้ลุกขึ้นยืน “ฉันได้สัญญาไว้ว่าจะให้หล่อนเห็นฉันที่เปนธรรมดา! ฉันได้สบถว่าคืนวันนี้ฉันจะกลับเปนหนุ่มเพราะความเห็นแก่หล่อน…. ดูซีฉันพูดอะไรแล้วไม่คืนคำ! มองดูฉัน แม่นีนนา—ดูฉันซีแม่เมียแต่งงานสองครั้ง....ดูให้เต็มตา ?... อะไรไม่รู้จักผัวหรือว่ากระไร ?”

ว่าดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็เปลื้องเครื่องแต่งตัวชั้นนอก ยืนปราศจากสิ่งใดที่แปลงให้หล่อนแปลก คำที่พูดนั้นดูประหนึ่งว่าเปนโรค​อย่างร้ายแรงเกิดขึ้นแก่ภรรยาข้าพเจ้าโดยประจุบันทันที ความสวยความงามของหล่อนหายไปกับตา หน้าชักเศร้าและขมวดย่นยู่ดูเกือบแก่—ริมฝีปากกลายเปนเขียว ไนยตากลายเปนถมึงทึง มือที่ยกขึ้นดูแห้งผอมลงไปราวกับมือผี ได้ยินเสียงอะไรดังอยู่ในคอดิ้นออกจากมือข้าพเจ้าซุกลงไปยังพื้น คลำคลานดูเหมือนจะหาช่องในแผ่นดินแทรกหนีให้พ้นไนยตาข้าพเจ้า.

“โอ! ไม่จริง ไม่จริง!” หล่อนร้องครวญคราง “ไม่ใช่ฟาบีโอ!—ไม่จริง เปนไปไม่ได้....ฟาบีโอตายแล้ว—ตาย! และเธอ!...เปนบ้า!….เล่นรังแกอย่างไม่มีเวทนาอย่างนี้ทนไม่ไหว—เล่นหลอกให้ตกใจอะไรมิรู้!”

ภรรยาข้าพเจ้าพยายามจะลุกขึ้นยืน ข้าพเจ้าก็เข้าไปใกล้ประคองให้ยืนขึ้นด้วยกิริยาอันดี พอถูกตัวรู้สึกว่าตัวสั่นริกไปทั้งสารพางค์กาย ค่อยยืนขึ้นตรงแล้วก็เอามือเสยผมที่ลงมาปรกอยู่ที่หน้าผากกลับไป แต่ตายังเพ่งดูข้าพเจ้าอยู่ไม่วาง ในชั้นต้นดูออกสงไสย ๆ แล้วออกกลัวๆ ในที่สุดเชื่อว่าเปนจริง เพราะหล่อนเอามือปิดตามิดทั้งสองข้าง โดยจะไม่ให้เห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็นและร้องไห้ครวญครางระงม เหมือนกับคนซึ่งมีความเจ็บปวดรวดเร้ามาก. ข้าพเจ้าหัวเราะเยาะ

“อาฮา! หล่อนจำผัวได้หละหรือ” ข้าพเจ้าร้องพูด “จริงฉันเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ผมเผ้าแต่ก่อนดำ ตามที่หล่อนจำได้เปนสีขาวไปเดี๋ยวนี้ ขาวเพราะความตกใจกลัวซึ่งเหลือที่หล่อนจะคาดคะเนได้ว่าเพียงไร ถึงโดยจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงเท่านั้น ฉันเชื่อว่าหล่อนคงจะจำผัวได้ดี! ดีแล้ว ดีใจที่ความจำของหล่อนยังเปนปรกติ.”

​เสียงร้องไห้ปนสอื้นดังออกมาจากปากหล่อน.

“ไม่จริง ไม่จริง!—มันเปนไปไม่ได้! คงเปนการเท็จทั้งสิ้น—ทำอุบายอะไรกันเช่นนี้—เปนความจริงไม่ได้แท้ จริง โอพระผู้เปนเจ้า! ชั่วร้าย ร้ายกาจเหลือเกิน.”

ข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้ แกะมือที่ปิดไนยตานั้นออกมายึดไว้ “ฟังพูดก่อน! ฉันทนนิ่งมารู้ว่านานกี่มากน้อย ผีสางเทวดาเปนพยาน แต่มาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้พูดออกได้. จ้ะ!....คิดว่าฉันตาย—มีเหตุที่จะคิดว่าตายจริง—มีพยานที่จะอ้างว่าตายจริง. หล่อนก็ดีใจที่พระยามัจจุราชมาแยกเอาผัวไป นึกว่าสิ้นห่วงสิ้นใยเสียที....หมดที่จะกีดขวางหนรู่หนทาง! แต่แม่เอ๋ย ฝังผัวเสียทั้งเปน ๆ !” หล่อนร้องกรีด สบัดจะให้หลุดจากกำมือ แต่เท่ากับยุให้กำให้แน่นขึ้นอีกเท่านั้น. “เธอจงคิดดู แม่เมียของฉัน! เพียงสลบไปก็นึกว่าตาย ดีใจปล่อยให้เขาเอาลงบรรจุโลง ตีตะปูมิดชิดไม่ให้แสงสว่างหรือลมเข้าได้ นึกเสียว่าเปนสิ้นวาศนากันที! ใครจะนึกจะฝันบ้าง ว่าชีวิตนั้นยังอยู่ในร่าง—ชีวิตแรงพอที่จะทำลายแผ่นกระดานที่ขังได้ ดังปรากฏอยู่กับตาที่นี่!”

หน้าซีดและตาเขียวบอกความว่าโกรธมาก.

“ปล่อย!” ภรรยาข้าพเจ้าพูด “อ้ายบ้า อ้ายโกหก - ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”

ข้าพเจ้าวางมือหล่อนทันทีและมายืนนิ่งจ้องหน้าอยู่ “ไม่บ้าไม่บ้าหร็อกแม่ และรู้ดีเท่ากับฉัน รู้ว่าคำที่ฉันพูดมาเมื่อกี้นี้จริงทั้งนั้น เมื่อฉันออกจากโลงแล้ว ยังเจอะตัวของตัวเองติดขังอยู่ในห้องซุ้ย​นี่อีก—ในเรือนของท่านผู้เปนต้นตระกูล” เสียงสอื้นของหล่อนหายเงียบลงทันที เพ่งตามองจับตาข้าพเจ้า “แม่เจ้าประคุณอยู่คืนยังรุ่ง” ข้าพเจ้าพูดต่อไป “ทนทรมานอยู่ในห้องนี้ นึกว่าไม่อดเข้าตายก็คงจะอยากน้ำคอแตกตายอะไรอย่างหนึ่ง เมื่อจะตายคงกระวนกระวายอย่างที่ไม่มีเปรียบได้โดยแท้ แต่เดชะบุญคุณพระไม่เปนไปอย่างนึก ไปเจอะช่องหนีรอดได้ พอออกข้างนอกได้ถึงแก่ร้องไห้ ร้องไห้โดยความปิติขอบใจพระผู้เปนประธานในโลกที่อนุเคราะห์ให้ออกจากกำมือพระยามัจจุราชมา มาให้มีชีวิตคงอยู่! โอแต่ฉันเห็นตัวฉันเปนฟุลเดี๋ยวนี้!—ตายเสียในคราวนั้นจะร้อยดีพันดีกว่าที่จะรอดกลับมาเห็นบ้านเปนอย่างนั้น!”

ริมฝีปากหล่อนเปิดแล้วปิดแล้วเปิดปิดอีก แต่มิได้พูดประการใด ตัวสั่นเหมือนกับอาบน้ำแช่น้ำแข็งมาใหม่ ๆ ข้าพเจ้าฉุดหล่อนเข้ามาใกล้.

“บางทีหล่อนจะสงไสยคำเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟังว่าไม่จริง ?” หล่อนไม่ตอบว่าประการใด ความโกรธแล่นฉิวขึ้นมาทันที “พูด!” ข้าพเจ้าตวาด “ให้ตายต่อหน้าพระไปเถอะเอ้า จะต้องทำให้พูด!” ว่าดังนั้นแล้วก็ชักเอากริสที่เหน็บไปในเสื้อออกมา “พูดความจริง ถึงจะไม่มากก็แต่สักครั้งเดียว มิฉนั้นจะได้เห็นกันเดี๋ยวนี้—ต้องตอบเดี๋ยวนี้! ตอบซี เชื่อหรือไม่เชื่อว่าเปนผัว—ผัวที่ไม่ตาย ฟาบีโอ โรมานี ?”

หล่อนผงะ หยุดหายใจ เห็นท่าทางข้าพเจ้าโกรธจัด เห็นกริสแปรบปราบเข้าตา - ถ้ากิริยาข้าพเจ้ากระดิกเร็วเข้าก็แปลความว่า​อันตราย ไม่ใช่อื่น หล่อนทิ้งตัวลงที่เท้าข้าพเจ้ายังกับจะว่า “โอ้ ว่า พ่อทูลกระหม่อมแก้ว จะไม่เม็ตตาแล้วหรือไฉน” แต่—หาได้พูดเปนคำกลอนอย่างนั้นไม่.

“เอ็นดูเถิด กรุณาดิฉันด้วย” หล่อนพูด “โทท่านอย่า อย่า อย่าฆ่าให้ตายเสียเลย จะทำประการใดก็จะยอมทุกอย่าง ขอแต่อย่าเพิ่งให้ตายเลย ยังสาวเกินไปที่จะตาย! เข้อะ เข้อะ! ดิฉันทราบว่าเธอหน้ะเปนฟาบีโอ—โอ!” แล้วหล่อนก็ร้องไห้สอึกสอื้นพิราบร่ำไร “เธอบอกแก่ดิฉันวันนี้เองว่าเธอรักฉัน.....เมื่อเธอแต่งงานแก่ดิฉัน! ทำไมถึงมาแต่งงานแก่ดิฉันเล่า ? ดิฉันก็เปนภรรยาก่อนแล้ว—ทำไมต้องมาแต่งงานกันอีก—ทำไม ? โอเต็มทียังงี้ ทนไม่ไหว! อ้อเห็นแล้ว—เข้าใจหมดแล้ว! แต่อย่าเข้อะ อย่าเพ่อให้ดิฉันตายเลย คิดถึงความดีที่ได้ทำไว้บ้าง ฟาบีโอ—ดิฉันกลัวตายนัก โท่ โท่!”

ว่าดังนั้นแล้วก็ซบศีร์ษะลงที่เท้า โทษะหายไปเร็วราวกับที่เกิดเปน ข้าพเจ้าเหน็บกริสกลับไว้อย่างเก่า สกดเสียงลงให้ราบรื่นและพูดเปนเยาะ ๆ ว่า.

“อย่าตกอกตกใจไปเลยแม่ชื่นใจ ฉันไม่มีความมุ่งหมายที่จะเอาชีวิตหล่อนสักนิดเดียว ใจฉันใช่โหดร้ายไพร่กระดุมภีที่จะเปนคนร้ายฆ่ามนุษย์ได้ เอ้าหล่อนลืมเสียแล้ว ชาวเนเปิลซ์ไม่ใช่จะโทโสโมโหร้ายไปทุกรูปทุกนามเมื่อไร ย่อมมีดีมีชั่วบ้าง ที่ฉันได้พาหล่อนมาจนถึงที่นี่นั้นก็เพื่อประสงค์จะเล่าให้ฟังว่าฉันยังอยู่ ยังไม่ตาย มาให้เห็นพยานต่างที่จะส่อให้เห็นความจริง. ลุกขึ้น ฉันขอให้หล่อนลุกขึ้น เรามีเวลาที่จะพูดกันถมไป ระงับใจสักหน่อยฉันจะเล่าแจงสี่เบี้ยให้​หล่อนซึมตลอดแต่ต้นจนปลาย—ลุกขึ้น!” หล่อนเชื่อข้าพเจ้า ลุกขึ้นยืนและถอนใจใหญ่ เมื่อหล่อนยืนขึ้นแล้วข้าพเจ้าก็หัวเราะ.

“อะไร! เหตุไรไม่พูดคำรักอย่างหวานแก่ฉัน ?” ข้าพเจ้าพูด “ไม่จูบ ไม่ยิ้มแย้ม ไม่พูดเชื้อเชิญในการกลับมา ? หล่อนว่าหล่อนจำฉันได้—ดีแล้ว ไม่ดีใจบ้างเทียวหรือที่เห็นหน้าผัวกลับมา ?—หล่อน—แม่หม้าย ฮือ!”

ภรรยาข้าพเจ้าเปลี่ยนสีหน้าไปอีก - - บีบนิ้วมือของตัวลั่นดังเปาะ ๆ แต่ก็มิได้พูดประการใด.

“ขอให้ฟัง!” ข้าพเจ้าพูดต่อไป “มีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังอีกเมื่อฉันหนีพ้นความตายรอดมาได้ ครั้นมาถึงบ้าน—ฉันเจอะมีผู้เข้ามาครองตำแหน่งว่างของฉันเสร็จแล้ว มาทันเห็นเปนพยานแก่ตาที่ในสวนทางมีต้นไม้สองข้างทาง—หล่อนผู้เปนเมียของฉันกับกีโดผู้เปนสหายของฉัน ว่าอะไรกันกลุ้ม” นีนนาเงยหน้าขึ้นและร้องกรีดกราดใหญ่ด้วยความกลัว ข้าพเจ้าก็ก้าวเข้าไปใกล้สักสองก้าวได้แล้วก็พูดโดยเร็ว.

“ได้ยินไหม! เดือนหงายส่องสว่าง และนกไนติงเกลส่งเสียงจ้า—จ้ะ เห็นหมด ครบบริบูรณ์! ดูตั้งแต่ต้นจนที่สุด—ขอให้คิดว่าในใจคนที่ยืนดูอยู่นั้น จะเปนประการใดบ้าง. ได้รู้สิ่งซึ่งไม่ได้รู้มามากต่อมาก ได้ทราบว่าผู้หญิงซึ่งมีใจใหญ่—และมีความรู้สึกมาอย่างหล่อนฉนี้ ผัวคนเดียวไม่เปนที่พอใจ” ณะตรงนี้ข้าพเจ้าวางมือลงบนไหล่หล่อนและเพ่งดูหน้า ซึ่งบอกว่าตกใจกลัวมาก “ภายในสามเดือนที่ได้อยู่กินกับฉันนั้น หล่อนคบชายอื่นอีก. อย่าอย่าปฏิเสธ ​ให้ปฏิเสธอย่างไรก็ไม่หลุด กีโดเฟอร์รารีเปนผัวหล่อนทุกสีทุกอย่าง เว้นอยู่อย่างเดียวแต่ในนาม. กลต้องซ้อนกล อุบายต้องอุบาย นอกนั้นไม่ต้องพักกล่าวให้เสียเวลา ด้วยหล่อนรู้อยู่เต็มใจแล้ว ในหน้าที่เคานต์โอลิวา หล่อนปฏิเสธไม่ได้ว่าฉันเล่นไม่ดี! เกี้ยวหล่อนครั้งที่สอง แต่ไม่สู้ร้อนฮึ่ดมากเท่ากับหล่อนเกี้ยวฉัน! แต่งงานกันอีกเปนครั้งที่สอง ใครจะกล้าพูดได้ว่าหล่อนหน้ะไม่เปนสิทธิ์ของฉันแท้—ของฉันวันยังค่ำ ทั้งกายทั้งและวิญญาณ จนกว่าความตายจะแยกเราให้จากกัน!”

ข้าพเจ้าปล่อยมือ. ภรรยาข้าพเจ้าบิดตัวไปมาราวกับงูที่เขาเอาไม้กดศีร์ษะไว้. น้ำตาที่ไหลอาบแก้มนั้นแห้งหายไป สีหน้าซีดขาวราวกับหน้าคนตาย แต่ไนยตา ๆ ยังเปนมันพองบอกว่าใจร้ายแรงอยู่. ข้าพเจ้าก็เดินไปหน่อยหนึ่ง พลิกโลงของข้าพเจ้าคว่ำลงแล้วขึ้นนั่งตามสบาย ดูเหมือนกับนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องรับแขก แต่ตามองแม่โฉมงามไม่วาง เห็นสีหน้าขึ้นอยู่ริ้ว ๆ มา ชะดีชะร้ายคงจะมีความคิดอะไรใหม่. หล่อนค่อย ๆ ย่างออกจากผนังที่ยืนนิ่งอยู่ เท้าค่อยย่าง แต่ตาจับตาข้าพเจ้าไม่วาง ดูเปนทีกลัวอุกฤษฐ์ ข้าพเจ้าก็นั่งนิ่งเฉย ไม่ปราดถนาจะกระดุกกระดิกทำไมให้ป่วยการ.

ค่อย ๆ ก้าวทีละก้าว พอพ้นหน้าข้าพเจ้าไปก็วิ่งปรื่อขึ้นบันได กระโดดขึ้นไปที่ละสามขั้นได้อยากจะว่า. ข้าพเจ้านึกยิ้มในใจ! ได้ยินเสียงสั่นประตูเหล็กข้างบนโครม ๆ และตะโกนให้คนช่วยอยู่หลายหน ไม่มีใครขานตอบ นอกจากความก้องของห้องซุ้ยจะเลียนเสียงหล่อนเท่านั้น. ภายหลังหล่อนร้องกรี๊ดดังใหญ่ ร้องราวกับเสียงแมวร้อง​เมื่อคลั่ง—ประเดี๋ยวได้ยินเสียงส่ายแพรดังซึ่ดๆ ลงบันไดกลับมากระโดดแผลวมายืนอยู่ตรงหน้า ทำนองคล้ายกับเสือกระโดด.

“เปิดประตูเดี๋ยวนี้” หล่อนกระทืบเท้าบังคับ “ชาติใจร้าย ทมิฬ! ชาติกระบถ! ข้าเกลียดเอ็งแล้วขอให้รู้ไว้ เกลียดเสมอ! เปิดประตูปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้ ได้ยินไหม! ดูหรีไม่ทำตามสั่ง! เจ้าไม่มีอำนาจอันชอบธรรมอย่างไรที่จะมาฆ่าข้า!”

ข้าพเจ้ามองดูเฉย คำร้ายแรงและขู่ที่ภรรยาข้าพเจ้าพูดก็หยุดทันที บางที่จะเห็นกิริยาหน้าตาอะไรสักอย่างหนึ่ง ตัวสั่นและถอยห่างออกไป.

“อ้อ ไม่มีอำนาจอันชอบธรรม” ข้าพเจ้าเยาะ “ฉันมันผิดกับหล่อน ชายผู้ใดแต่งงานอยู่กินเปนผัวเปนเมียกับหญิงครั้งหนึ่งแล้ว ชายผู้นั้นก็มีอำนาจอันชอบธรรมเหนือภรรยาตนบ้าง แต่ทว่าชายผู้ใดแต่งงานเปนผัวเมียกับหญิงคนเดียวถึงสองครั้งแล้ว อำนาจเปนสิ่งไม่ต้องสงไสย ว่าจะไม่ทวีขึ้นอย่างน้อยเปนสองเท่า!”

ว่าดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็ลุกทลึ่งเข้าไปใกล้ ความโทษะแล่นขึ้นตามเส้นเลือด ยึดแขนอันขาวผ่องของหล่อนไว้แน่นทั้งสองมือ

“พูดถึงฆ่า รึ!” คำรามด้วยโทษะ “หล่อน-หล่อนแหละได้ฆ่าคนถึงสองคนแล้ว โลหิตสุมอยู่บนศีร์ษะ! ถึงโดยฉันจะมีชีวิตอยู่ แต่จะเปรียบกับแต่ก่อนแล้วก็เสมอเพียงอ้ายทรากที่ไหวเลื่อนได้เท่านั้น—ความหวัง ความซื่อ ความศุข ความสบาย-สิ่งที่ดีที่ใหญ่ในกายตัวฉันนั้นหล่อนสังหารเสียหมดแล้ว ส่วนกีโด—”

นีนนาร้องไห้สอื้นพูดสอดเข้ามาว่า “เขารักฉัน! กีโดรักฉัน!”

​“อ้อ เขารักหล่อน อ้อ ชาติกาก! เขารักอ้อ อ้อ! มานี่ มา!” ข้าพเจ้ากระชากตัวภรรยาข้าพเจ้าปลิวไป ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกได้ในภายหลังว่าเสียกิริยาอยู่หน่อย แต่เวลานั้นความโทษะเปนเจ้าเรือน.

“เธอฆ่ากีโดตาย จะมาโทษใครเดี๋ยวนี้!” หันหน้าไปไม่มองดูข้าพเจ้า.

“ดูเอาซิกลับมาว่าเขาฆ่า! ไม่จริง. ไม่จริง! หล่อนฆ่า ไม่ใช่ฉัน! กีโดตายเมื่อได้รู้เข้าว่าหล่อนไม่ตรงต่อ—เมื่อรู้ว่าหล่อนเล่นเท็จแก่เขาด้วย เห็นแก่จะแต่งงานกับคนที่เข้าใจว่าเปนคนมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สฤงคาร—ลูกปืนของฉันนั่นช่วยสงเคราะห์ให้เขาพ้นจากความทรมานลำบากลำบนเสียอีก. หล่อนดีใจเสียอีกที่เขาตายจากไป—หล่อนดีใจเหมือนกับเมื่อคราวฉันตายจากไป! พูดถึงฆ่าฟัน! โอหญิงสามาญ! ถ้าหากว่าฉันฆ่าได้จริง ฆ่าแล้วฆ่าอีก ฆ่าอีก ฆ่าแล้ว สักยี่สิบครั้ง แล้วจะยังไง ? น้ำหนักของความบาปของหล่อนยังมากกว่าน้ำหนักของการทำโทษ!”

ว่าดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็เหวี่ยงตัวหล่อนไปให้พ้นด้วยกิริยากันขยะแขยง กระเด็นออกไปฟุบอยู่ที่พื้น เสื้อคลุมขนสัตว์ของหล่อนหลุดออกและเสื้อข้างในหรูหราได้แสดงออกมา เพ็ชร์พลอยก็พราวแพรวแววรับจับตาพราย นอนนิ่งอยู่ด้วยความดิ้นรนในใจ ด้วยความโกรธ และด้วยความกลัว.

“ยังไม่เห็น” หล่อนพูดอ่อยๆ “ว่าเหตุไรจะมาลงโทษนั้น! ฉันไม่เลวไปกว่าหญิงสามัญอื่น ๆ เลย.”

​“ไม่เลวกว่า! ยังงั้นไม่เลว!” ข้าพเจ้าร้องพูด “น่าอาย น่าขายหน้าในการที่นับเอาพวกหญิงทั้งหลายมาเปรียบกับตัวของตัว จะบอกให้ทราบสักครั้งว่า พวกผู้ชายที่มีเมียอันไม่ซื่อสัตย์ต่อผัวแล้ว พวกผู้ชายนั้นคิดว่าเมียของตนเปนอย่างไรบ้าง พูดเท่านี้ก็เข้าใจดีแล้ว นึกรู้ใจความได้ เพราะฉนั้นไม่ถูกที่จะเปรียบตัวด้วยผู้หญิงดีอื่น ๆ น่าอาย น่าอาย! นึกว่าการที่ไม่ซื่อต่อผัวนั้น ไม่มีบาปกรรมอะไร อย่างนั้นหรือ ? นึกว่าถ้าเห็นพลาดท่าพลาดทางข้าก็แต่งทนายยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ศาลหย่าขาดจากผัวเมียกัน แล้วก็ลอยนวนได้ตามสบายใจอย่างนั้นหรือ ? ควรแหละหรือรูปก็งาม นามก็เพราะ จะคิดผิดเห็นทางรกดีกว่าทางเตียนไปได้! ขอบอกให้ทราบสักหน่อย บางทีจะนึกโอ๋แปลกมากปลาดจริง! ไม่มีสัตว์เดียรฉานชนิดใด ไม่มีสิ่งโสโครกชนิดใด ไม่มีของสิ่งใดที่ในโลกทั้งมีวิญญาณและไม่มีวิญญาณที่จะเปนสิ่งน่าเกลียดน่ากลัว สอิดเสอียนขนพองสยองเกล้าแก่ผู้ชายเท่ากับภรรยาที่นอกใจ. อ้ายคนขี้ขลาดที่แอบซุ่มอยู่ข้างประตูหรือมุมที่ลับ ลอบแทงคนที่ไม่รู้สึกตัวที่มามือเปล่า ตามความเห็นของฉันยังดีกว่าหญิงผู้ใดเอาชื่อ เกียรติยศ ตำแหน่ง ความดีของผัวมาเปนเครื่องกำบังกายของตนเอามาเปนโล่ เอาความสรวยความเก๋และอะไรต่ออะไรของตนเที่ยวจำหน่ายเปนสินค้าอย่างทารุณ. โดยไม่อยากจะกล่าวให้ยาวความ ลัดความว่าการที่ทำนอกใจผัวนั้นชั่วร้ายแรงยิ่งหนัก ถ้าไม่ร้ายกว่าโทษฆ่าคนตายก็ราว ๆ กัน จึงและควรที่จะต้องรับโทษอย่างสาหัศแม้นกัน”

“แม้—ทำโทษ!” ภรรยาข้าพเจ้าพูด “อวดดีอย่างไรจึงจะมาเปนตุลาการตัดสิน! ฉันทำอะไรให้แก่ผู้ใด! อ้อถ้าสรวยลาก้อเปน​ความผิดอย่างนั้นหรือเคอะ ฮึน่าหัวเราะ! ถ้าพวกผู้ชายพากันเปนบ้าเอง ก็ฉันจะทำอย่างไรได้! เธอรักฉัน—กีโดรักฉัน—ฉันจะไปห้ามได้หรือว่าอย่าให้รัก. ฉันไม่รักเขาเลย ยิ่งเธอละยิ่งใหญ่.”

“ทราบแล้ว ไม่ต้องบอกก็ทราบ” ข้าพเจ้าตอบ “ความรักมิใช่ส่วนแห่งธรรมชาติของหล่อน ทราบแล้ว. ชีวิตของผู้ชายเปนประดุจถ้วยเหล้าองุ่น สำหรับริมฝีปากเท็จของหล่อนจะจิบ. ในกาลครั้งหนึ่งรศของน้ำองุ่นเปนที่พอใจหล่อน แต่บัดนี้—บัดนี้หล่อนรู้สึกว่าไม่มีรศอะไรแปลกกว่าน้ำท่าธรรมดา.

หล่อนถอยหลังไป ศีร์ษะก้มเดินถอยไปถึงกำแพงแล้วก็นั่งลงบนแผ่นศิลา เอามือข้างหนึ่งกดที่ทรวงอก.

“ไม่มีหัวใจ ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความจำ!”

ข้าพเจ้าร้อง “เทวดาเปนพยาน! สิ่งชนิดนี้ควรแล้วหรือจะมีชีวิตอยู่และเรียกตัวของตัวว่าเปนผู้หญิง! สัตว์เดียรฉานอย่างต่ำที่สุดที่เลื้อยคลานยังมีความรู้สึกดีบ้าง ตามภาษาของมัน! เชิญฟัง. กีโดรู้ว่าฉันเปนผู้ใดก่อนเขาตาย ถึงโดยที่สุดแม่ดาราน้อย ที่หล่อนทิ้งขว้างไม่อินังขังขอบ เมื่อจะขาดใจตายก็ยังรู้จักพ่อ. ดาราเปนเด็กไม่รู้เดียงษา ก็หลับตาตายเปนศุขไป! แต่กีโด! ขอให้หล่อนเอาใจตัวเปนใจเขาบ้าง ได้รับความเจ็บปวดทรมานน้ำใจอย่างที่สุด ทราบเรื่องราวหมด! ขอให้นึกว่าเขาเมื่อจะขาดใจตายนั้นจะได้นึกแช่งชักหักกระดูกอย่างไรบ้าง ?”

หล่อนเอามือเสยผมที่ปรกหน้าขึ้นไปจากหน้าผาก ไนยตาอันน่ากลัวเปนมันขลับเหลือกลนแข่งจับตาข้าพเจ้าอยู่ไม่วาง.

​“จงดู” ข้าพเจ้าพูดต่อไป “มีพยานหลายสิ่งที่จะอ้างได้ว่าเรื่องที่เล่าให้ฟังนั้นเปนเรื่องจริงแท้. นี่สิ่งที่ได้ฝังพร้อมกับฉัน” ข้าพเจ้าโยนล้อกเก๊ตและสายสร้อยทอง ซองก๊าดและถุงเงินที่หล่อนให้ไว้ ลงไปบนตักหล่อน. “ไม่ต้องสงไสยว่าคงจำของเหล่านี้ได้นี่.” เอาไม้กางเขนของบาดหลวงออกให้ดู—“นี่วางอยู่บนทรวงอกฉันในโลง, บางทีจะเปนประโยชน์แก่หล่อนได้—หล่อนจะได้เอาไว้สวดอ้อนวอนตามสบาย !”

หล่อนทำกิริยาท่าทางให้ข้าพเจ้าหยุดพูด แล้วพูดออกมาเหมือนกับเคลิ้มฝันว่า ! “หนีออกจากห้องซุ้ยนี้ได้ หนีอย่างไร—เมื่อไรกัน ?”

ข้าพเจ้าหัวเราะ นึกคาดความประสงค์ของหล่อน

“ไม่สำคัญอะไรหร็อก” ข้าพเจ้าตอบ “ทางออกที่ฉันพบนั้นเดี๋ยวนี้ให้เขาโบกปูนซ่อมแซมเสียดีแล้ว ฉันเปนคนมาคุมให้ซ่อมแซมเอง! ใครมาอยู่ในนี้แล้วให้วิเศษอย่างไรก็เปนหนีออกเหมือนฉันไม่ได้ การหนีเปนของอิมทีเดียว.”

ภรรยาข้าพเจ้าร้องไห้โฮใหญ่ แล่นลงฟุบกอดเท้าข้าพเจ้า “ฟาบีโอ! ฟาบีโอ! ช่วยดิฉันให้พ้นอันตรายหน่อย โท่ เอ็นดูกรุณาบ้างเถอะเจ้าประคุ้ณ! ช่วยเอาไปให้ถึงที่สว่างๆ-ลมอากาศดี-ให้คงมีชีวิตอยู่ จะฉุดลากไปประจานทั่วเมืองเนเปิลซ์-ให้ฝูงชนเขาสาบหน้าว่าเปนหญิงแพศยาอย่างไรก็ตามใจ จะตั้งชื่อให้อย่างชั่วร้ายอย่างแรงอย่างไรก็เชิญ....ขอแต่ให้ดิฉันคงรู้สึกว่าเลือดยังเดินอยู่ในเส้นชีวิตยังคงอยู่ในร่างอย่างเดียว จะให้ทำอะไร ให้พูดประจานตัว​อย่างไร ให้เปนอะไร-ยอมทุกท่า-ขอแต่ให้คงมีชีวิตอยู่ มีชีวิตอย่างเดียว! โท่ โท่ ดิฉันยังสาวนัก ขอถามนิดเถอะว่าดิฉันหน้ะชั่วร้ายถึงเกินไปเทียวหรือ ? มีพวกผู้หญิงถมไปนับไม่ถ้วนที่มีชู้รักนับด้วยโหล ก็ไม่เห็นมีใครว่าไม่ดี เหตุไรดิฉันจึงจะต้องทนกรรมมากกว่าไป!”

“ทำไม ทำไม?” ข้าพเจ้าร้องก้องห้องด้วยความโกรธ “เพราะว่าผัวถือกฎหมายไว้ในกำมือ—เพราะว่าต้องการตัดสินให้เปนยุติธรรม - เพราะว่าเขาสามารถที่จะทำโทษผู้ที่เอามินหม้อหมายออนเน่อร์เขาได้ด้วยพละการตนเอง! คนอย่างฉันมีมาก คนอย่างหล่อนมีน้อย! มีชู้รักกันตั้งโหล! ไม่ใช่ความผิดที่หล่อนมีแต่คนเดียว! เมื่อล่อลวงชายสองคนได้แล้วใช่จะพอใจเมื่อไร พยายามล่อลวงคนที่สามอีกต่อไป. ข้อนี้จริงหรือไม่ เมื่อคิดว่าฉันเปนเคานต์โอลิวา-ตกลงเปนมั่นเปนเหมาะที่จะแต่งงานกันแล้ว ยังมีหน้าเขียนจดหมายไปถึงกีโด เฟอร์รารีในกรุงโรมเสมออย่างยั่วยวนชื่นใจด้วย! นี่ จดหมาย” ข้าพเจ้าก็โยนจดหมายไปให้ทั้งมัด “ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ฉันอีกแล้ว-อ่านหมดแล้ว!” หล่อนมิได้เก็บมัดจดหมายนั้นขึ้นดู นิ่งกอดเท้าข้าพเจ้าอยู่ เมื่อข้าพเจ้าก้มลงไปมองเห็นสร้อยคอเพ็ชร์และกำไลเพ็ชร์แวววาวอยู่บนเนื้อขาวราวกับเปลวไฟอันมีวิญญาณ จึ่งก้มลงไปหยิบวงจันทร์เพ็ชร์ ที่อยู่บนมวยผมกระชากขึ้นมา.

“นี่ของของฉัน!” ข้าพเจ้าพูด “อย่างเดียวกับแหวนตราที่สรวมอยู่นี้-ซึ่งหล่อนได้ให้เปนของกำนันรักแก่กีโดเฟอร์รารี และแล้วได้คืนเอามาให้แก่ฉัน ผู้เปนเจ้าของโดยชอบธรรม ของเหล่านี้​เปนของมารดาบังเกิดเกล้าฉัน เปนของสำหรับตระกูล ไม่ควรจะเอาไปแต่งให้เสียศิริเพ็ชร์ เพ็ชร์พลอยที่ฉันให้นั้นมันคนละอย่าง—เปนของที่ขะโมยมาได้ อ้ายมือเปื้อนเลือดเปนผู้ไปฉวยเอามา! ฉันได้สัญญาจะให้อีก! นี่แน่ดูซิถมไป!” ว่าดังนั้นแล้วก็เปิดหีบที่เปนรูปโลงผี บันจุของขะโมยของคาร์เมโลเนรีนายโจรใหญ่ ได้หยิบเอาของเพ็ชร์ ๆ ขึ้นมาล่อตาไว้ข้างบน “เห็นหรือยังเล่า” พูดต่อไป “สมบัติของเคานต์โอลิวาได้มาแต่ไหน. ฉันเจอะมาซ่อนอยู่ในห้องซุ้ยนี้ ในคืนที่เขาฝังฉันทั้งเปน. มีประโยชน์แก่ฉันมากยังอยู่ถมไป ไม่บกพร่องไปกี่มากน้อย เหลือนั้นสุดแล้วแต่แม่เถอะ!”



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #5 on: 21 December 2025, 21:47:52 »


๒๖

หล่อนนิ่งฟัง-ค่อยเดินเข้ามาใกล้ข้าพเจ้า-ริมฝีปากแสดงว่าว่ายิ้มหน่อย ๆ และชอ้อนกระซิบว่า

“ฟาบีโอ! ฟาบีโอ!”

ข้าพเจ้ามองดูหล่อน-เสียงของข้าพเจ้าก็อ่อยลงบ้าง “เอ ฟาบีโอ! ธุระอะไรกับฟาบีโอ! ช่างไม่ประหลาดใจบ้างเลยหรือ-ชื่อไม่บาดหูหรือ!-โท่ นีนนา โท่ฉันรักหล่อนอย่างที่ผู้ชายน้อยคนจะรักผู้หญิงเหมือนได้ หล่อนไม่ได้มีความรักในส่วนตัวฉันเสียเลย-หักบัวยังมีใย นี่กระไรหล่อนหักดวงใจช่างไม่เหลือเยื่อ-หล่อนเปนผู้ที่มีบีบหัวใจของฉันให้ละลาย และกระทำให้ฉันเปนอย่างเปนเดี๋ยวนี้!”

สอื้นแล่นคึ่กๆ ต้นคอหอยขึ้นมาเลยเล่นเอาข้าพเจ้าพูดต่อไปอีกไม่ได้. ข้าพเจ้ายังเปนคนหนุ่ม เสียดายเวลาที่ล่วงไปในระหว่างนี้โดยเปนธุระส่วนตัว โดยไม่เปนประโยชน์ โดยมิได้ทำอะไรให้เปนคุณแก่ชาติ สาสนา พระมหากระษัตริย์ เปนสิ่งซึ่งเหลือหัวอกหนุ่มๆอย่างข้าพเจ้าที่จะทนได้ หล่อนได้ยินข้าพเจ้าสอื้นสีหน้าหล่อนออกยิ้ม จึ่งเดินเข้ามาใกล้เอาแขนกระหวัดรอบคอข้าพเจ้าท่ากลัว ๆ แต่แฉล้มยังเปนที่ยั่วยวน.

“ฟาบีโอ!” หล่อนสำออย “ฟาบีโอ ขอโทษดิฉันน้ะ! ฉันไม่เกลียดเธอเลยแหละ! น้ะ ค้ะ ค้ะ สิ่งใดซึ่งเธอได้รับความร้อนใจ ดิฉันจะจัดการให้เรียบร้อยสนิท ฉันจะรักเธอจริง-และซื่อสัตย์ต่อเธอจริง! เห็นไหม! ความสรวยของฉันไม่สิ้นดอกหนา เธอ! จะเปนภรรยาเธอทั้งกายและใจ.”

​หล่อนประชิดอยู่กับข้าพเจ้า ยื่นริมฝีปากขึ้นสู้ริมฝีปากเปนเชิงยั่วยวน ไนยตามองกลอกละห้อยคอยรับคำตอบ ข้าพเจ้าก็มองดูหน้าภรรยา ดูตาอันแสดงว่าเปนทุกข์เศร้าโศก.

“ความสรวย ? เปนอาหารสำหรับตัวหนอน เปนอาหารฉันไม่ได้! น่าเสียดายรูปร่างหรืองามราวกับรูปนางฟ้า แต่ใจเปนใจสัตว์! ขอโทษ ขออะไรป่านนี้ พ้นเวลาเสียแล้ว! คนที่ได้รับความเจ็บใจอย่างฉันฉนี้ยกโทษให้ใครไม่ได้!”

นิ่งเงียบอยู่ทั้งสองคน! หล่อนยังกอดข้าพเจ้าอยู่ ไนยตามองไปมองมาชำเลืองไปทั่วเหมือนกับมองหาอะไร ในบัดใจสีหน้าบอกแปลกมาก....ก่อนที่ข้าพเจ้าจะรู้เท่าว่าเพราะเหตุไร—หล่อนได้ฉวยชักเอากริสซึ่งเหน็บไว้ในเสื้อออกมาเร็ว.

“พ้นเวลาเสียแล้ว!” นีนนาร้องและหัวเราะป่า ๆ - “ไม่จริง. ทันถมไป! เตรียมตาย—อ้ายเปรต!”

ในชั่ววินาฑีเดียวหล่อนเงื้อกริสจะแทงอกข้าพเจ้า...แต่หาทันที่จะแทงไม่ ข้าพเจ้าจับข้อมือไว้ทันกดมือลงและแย่งอาวุธอันน่ากลัวนั้น นีนนากำอาวุธไว้แน่น—ดิ้นดันด้วยกำลังแรงที่จะให้หลุดจากมือข้าพเจ้า—ดิ้นไปดิ้นมาหล่อนดิ้นหลุดได้ แทงข้าพเจ้าพลาดโดนเสื้อขาดเปนทางยาวสนัดใจ ภายหลังจับข้อมือได้อีก กดตัวลงนอนพับหอบอยู่กับพื้น แย่งเอากริสมาจากมือได้ แล้วก็ชูขึ้นแกว่งไกว เงื้อง่าอยู่เหนือศีร์ษะ.

“ใครเปนผู้พูดถึงฆ่าฟันเมื่อตะกี้นี้!” ข้าพเจ้าตวาดก้อง “ถ้าแทงถูกหัวใจลงไปนอนตายอยู่กับที่นี่สมปราดถนาแล้ว เห็นจะดีใจ​มากลาซีน่า. แม้ใจคอ! แม้เกือบได้สมหมาย ถ้าฉันตายแล้วหล่อนก็จะได้ไปเที่ยวล่อผู้ชายเล่นทั้งโลก! ยังนี้ อย่างนี้หรือจะมาร้องขอโทษ น่าหนิ้ น่ายกโทษเบาหรือ ?.....”

ข้าพเจ้าชงักทันที—แปลกมาก สีหน้าอันตื่นเต้นปรากฏขึ้นที่หน้าภรรยาข้าพเจ้า มองดูในทางมืดตลึงนิ่งอยู่—ตลึงนิ่งอยู่ราวกับเปนคนหิน และประเดี๋ยวตัวสั่นเทาไปหมด.

“จยุ้ะ - จยุ้ะ !” หล่อนกระซิบกระซาบ “ดูแน่! ดูซี ยืนพิ่งนิ่ง! หน้าตาซี้ดซีด อย่าพูด อย่ากระดุกกระดิก จยุ้ะ! อย่าให้เขาได้ยินเรื่องเธอ....ดิฉันจะไปหาเขาและเล่าความให้ฟังให้หมด—หมด.” ว่าดังนั้นแล้วก็พยุงตัวลุกขึ้นยืน ทำมือประสานอย่างท่าอ้อนวอน....

“กีโด! กีโด!”

เสียวส้าไปทั้งตัว มองตามทางที่หล่อนหันหน้า ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากมืด. หล่อนจับแขนข้าพเจ้า

“ฆ่าเขาเสีย!” หล่อนกระซิบ “ฆ่าเสีย แล้วดิฉันจึงจะรักเธอจริง! ว้าย!” หล่อนร้องด้วยความตกใจ ถอยเข้ามาหาข้าพเจ้าเร็ว เหมือนประหนึ่งมีใครมากั้นกางขวางหน้าขู่จะทำร้าย “แน่ แน้ะ เข้ามาใกล้แล้ว ดูซี—ใกล้แล้ว อย่า อย่ากีโด อย่ามาถูกฉันนาจะบอกให้—ไม่มีองค์กรรมสิทธิ์อย่างไรที่จะมาถูกตัวเขา ฟาบีโอตายแล้ว ฉันเปนไทย—ไทย!” หล่อนหยุด—ไนยตามองช้อนขึ้นบน—หล่อนจะเห็นสิ่งน่ากลัวอยู่ที่นั่นหรืออย่างไร ? หล่อนยกแขนขึ้นดูเหมือนจะป้องกันรับใครตีและร้องวิ้ดล้มพับลงที่พื้น ไม่เปนสติสมประดี ตายละ​กระมัง? รสที่อยากแก้แค้นยังร้อนอุ่นอยู่ในปากข้าพเจ้าเปนการจริง ข้าพเจ้าดีใจมากที่ขณะลูกปืนได้นำเอาความตายไปส่งกีโด แต่ทว่าความดีใจนั้นเจือไปด้วยความเสียใจและเวทนา ในเวลานี้ความเวทนาไม่มีสักนิดเดียว—ไม่มีความสมเพชเสียเลย. บาปของเฟอร์รารี มากจริง แต่ทว่านีนนาเปนผู้ล่อให้บาป บาปของนางตัวดีมากกว่าบาปกีโดมาก เออนี่....นอนนิ่งอยู่ตรงเท้าสลบ....นิ่งเหมือนกับตาย—ตายก็ช่างเปนไร ไม่รู้ด้วย—ไม่ปราดถนาเสียใจ! ปีศาจของชู้รักได้มาปรากฏแก่นีนนาจริงหรือ หรือเปนไปด้วยความรู้สึกในใจทำให้เปน ? เชื่อว่าเปนปิศาจ—ถ้าปิศาจจะมาแสดงตนยืนให้ข้าพเจ้าเห็นข้าง ๆ ตัวข้าพเจ้าก็จะไม่ตกใจกี่มากน้อย.

“เออ กีโด” ข้าพเจ้าพูดคนเดียว “เจ้าได้มาเห็นเปนพยาน เจ้าได้แก้เผ็ดแล้ว ปีศาจเอ๋ย แก้เผ็ดเหมือนกันกับข้าแล้ว—เจ้าได้ไปจากมนุษย์โลกด้วยหัวอกอันเบาแล้ว มีศุขแล้ว! เมื่อเจ้าลงไปถึงศาล ข้างล่างชำระกายด้วยน้ำทองแดงแล้ว ไม่ช้าก็คงจะหมดมลทินโทษ แต่ส่วนแม่คนสรวย—ตัวนรกเองแหละจึงจะเปรียบกับวิญญาณของเขาได้ อื่นเปรียบด้วยไม่ได้ทั้งสิ้น.”

แล้วข้าพเจ้าค่อย ๆ ย่องมายังบันได ถึงเวลาแล้วที่จะละทิ้งไปเสีย อาจจะเลยตายทีเดียวได้ดี...ถ้าไม่ตาย...ทำไมแล้วก็ตายเอง พอข้าพเจ้าย่างเท้าก้าวขึ้นบนขั้นบันไดขั้นแรก ภรรยาข้าพเจ้าก็กระดิกฟื้นได้สมประฤๅดี หล่อนมิได้เห็นว่าข้าพเจ้ายืนอยู่ที่นั่น และเตรียมที่จะไปจากเสียด้วย—หล่อนพูดอะไรพึมพำอยู่คนเดียว เชยเอาผมที่สยายออกมานั่งชมสีสรรและความงามอยู่ เอามือตบเส้นผมนั่นแล้วตบอีก ​แล้วหัวเราะอย่างมีความสนุกในใจ—หัวเราะนั้นดังก้องห้อง จนถึงทำให้ข้าพเจ้าตกใจมากกว่าเมื่อหล่อนพยายามที่จะเอาชีวิตข้าพเจ้าเมื่อสักครู่มาแล้ว.

ในสักครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นยืนด้วยกิริยาท่าทางอันรื่นเริง และยิ้มแย้มแจ่มใส และค่อยประคองแต่งผมด้วยอาการอย่างประณีต ข้าพเจ้าหยุดมองว่าหล่อนจะทำอะไรอีกต่อไป. ภรรยาข้าพเจ้าเดินตรงไปยังหีบไว้สมบัติอันมีค่า หยิบเอาผ้าลูกไม้เครื่องเงินทองเครื่องประดับกายอย่างเก่าขึ้นมาพิจารณาดู ดูประหนึ่งจะตีราคาของนั้น ๆ เพ็ชร์พลอยที่เปนเครื่องแต่งกายเช่นกำไลมือสร้อยคอ แหวนเหล่านี้หล่อนเอาออกมาประดับสรวมทับ ๆ ลงไปจนเต็มทรงคอ และกบข้อมือข้อนิ้วแวบวับแวววามวาว แพรวพรายพราวพระพร่าง หลากอย่างต่างสีเมลือง. ข้าพเจ้าประหลาดใจด้วยกิริยาอันแปลกไปฉนั้น แต่ยังไม่ได้ตีความว่าจะแปลว่ากระไร ลงจากขั้นบันได ตรงเข้าใกล้หล่อน... อี๊! นั่นอะไร! แปลกมาก รู้สึกเหมือนกับแผ่นดินไหวและได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรลั่น ข้าพเจ้าก็หยุดชงักเงี่ยหูฟัง. ลมได้เป่าหวนเข้ามาในห้องซุ้ย แรงจนถึงเทียนดับไปบ้าง. ภรรยาข้าพเจ้านั่งเล่นชมสมบัติของคาร์เมโลเนรีนายโจรอยู่ง่วน. ประเดี๋ยวหนึ่งหล่อนก็หัวเราะก้ากใหญ่ออกมาอีก เสียงหัวเราะเช่นนั้นทำเอาโลหิตในเส้นข้นถึงเปนตะกอนได้เทียว—เปนเสียงหัวเราะของหญิงบ้า! ด้วยความร้อนใจข้าพเจ้าร้องไปด้วยเสียงอันแจ่มว่า

“นีนนา! นีนนา!”

หล่อนเหลียวหน้ามาดูทั้งยิ้ม ๆ—ไนยตาแจ่มหน้าชื่นบานเต็มพร้อมด้วยสีงามอย่างเดิม, หล่อนก้มศีร์ษะแก่ข้าพเจ้า ก้มเปนเชิง​จองหองนิด ๆ เพื่องามหน่อยๆ แต่มิได้ตอบว่าประการใด. ข้าพเจ้าเกิดความสงสารมากขึ้นจึงตะโกนเรียกอีก.

“นีนนา!”

หล่อนหัวเราะอีก—หัวเราะอย่างน่าเกลียดน่ากลัวอย่างนั้น.

“จ้ะ จ้ะ จ้ะ พ่อชื่นใจ พ่อที่รัก!” หล่อนพูดพึมพำคนเดียว “ทำไมจ๊ะ จะจ๊ะจ้า เธอหรือ กีโดของฉันหรือ ? อ้อพ่อเพื่อนฉันหรือ ?”

ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นเปนเครื่องหมายให้นิ่ง แล้วส่งเสียงอันไพเราะเปนคำเพลงชมพระจันทร์ และชมนกไนติงเกลส่งเสียงจ้าในแสงจันทร์

ภรรยาข้าพเจ้า ไม่ได้เปนหญิงคนเดียวกับหญิงที่นอกใจและขบถต่อข้าพเจ้าแล้ว—บ้าเข้ามาครอบงำเปนเจ้าเรือนแล้ว เมื่อเปนเช่นนั้นคนอย่างข้าพเจ้าจะทำร้ายลงคออย่างไรได้ จึงรีบสาวเท้าเข้า ไปใกล้—ตั้งใจจะพาออกจากห้องซุ้ย—เอาทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ได้….แต่เมื่อเข้าไปใกล้ หล่อนถอยตัวไปห่าง กระทืบเท้าปัง ๆ และยกมือให้ข้าพเจ้าถอยไปเสีย.

“แกคือใคร?” หล่อนถาม “ตายแล้ว ตายทีเดียว! เหตุไรยังมีหน้าทลึ่งออกมาจากหลุมได้!”

ตาเพ่งมองดูอย่างโกรธ—แล้วตบมืออย่างดีใจมากและหันหน้าไปพูดกระซิบ ดูเหมือนกับมีใครกำบังกายอยู่ข้างๆ หล่อน.

เขาตายแล้ว กีโด! ยังไงเธอดีใจไหม ? ทำไมถึงไม่ตอบเล่า ดูซี กลัวหรือ ? กลัวทำไม ? ทำไมถึงดูหน้าตาซีดเจ๋าจ๋อยหงอยหงิม ? ​เพิ่งกลับมาจากโรมหรือนี่? ได้ยินอะไรบ้างไหม? ฉันเปนคนผิด ? ไม่จริง ยังรักเธออยู่มาก….อา! ลืมไป! เธอก็ตายแล้วเหมือนกัน กีโด! ลืมไป ลืมไป—เธอทำให้ฉันเจ็บช้ำอีกไม่ได้—เปนไทยแล้ว...เปน ศุข ศุข ศุข.”

หล่อนยิ้มและร้องเพลงบทที่ได้ร้องเมื่อสักครู่นั้นซ้ำอีก.

ได้ยินเสียงลั่นขึ้ก ๆ ข้างเบื้องบนอีก—อีก—อีก. จะทำประการใดได้?

“ลามอเร อินคอรอนาโต” นีนนาพูดพำ แล้วเอามือล้วงลงไปในหีบสมบัติ “แน่! แน่! เหอ—เหอ—เรี่ยมหนึ่งไม่มีสอง เรี่ยม หาไหนไม่มีเสมอสอง.... ชี มอเรนโด ซี ฟา สะโปซา.... สะโปซา....อา!”

ข้าพเจ้ามองดูหล่อน อย่างเดียวกับใครๆดูคนตาย—ไม่ได้นึกสิ่งใดหมด นอกจากนึกปลงอนิจจัง. ความพยาบาทเปนพอใจแล้ว ข้าพเจ้าจะทำสงครามแก่คนบ้าที่นั่งยิ้มหัวเราะอยู่คนเดียวต่อไปไม่ได้ หล่อนไม่มีสติสตังอะไรเหลือแล้ว ความฉลาดความโกงสูญหมดสิ้นแล้ว เปนคนละคนกันทีเดียว... ได้! ตั้งใจที่อธิบายแก่หล่อนอีก... เผยริมฝีปากจะพูด-แต่ก่อนที่เสียงจะหลุดไปจากปาก เสียงอันดังอย่างน่ากลัวได้แล่นมาถึงหูข้าพเจ้า-เสียงนั้นดังครืนใหญ่ราวกับกองทหารปืนใหญ่ยิงปืนระดมพร้อมกันทุกกระบอก-ก่อนที่จะคิดได้ว่าเปนเหตุอะไร-ก่อนที่จะย่างเท้าก้าวไปสู่ภรรยาได้หนึ่งก้าว-ก่อนที่จะพูดออกสักคำ หรือไหวตัวสักชั่วนิ้วหนึ่ง หินและปูนและฝุ่นให้ร่วงกราวและฟุ้งลงในห้องซุ้ย.... ข้าพเจ้าถอยหลังไปด้วยความประหลาดใจ ​ตกใจ-พูดไม่ออก-ตาปิดมิดไปเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ปิดเองโดย ธรรมชาติ... เมื่อลืมตาขึ้นภายหลังในห้องซุ้ยนั้นมืดหมด-เงียบสงัด! ได้ยินแต่เสียงลมพัดขึ้กๆ ราวกับว่าพระพายก็เปนบ้าไปด้วย - พัดมาต้องหน้าข้าพเจ้า และพัดเอาใบไม้มากระทบหน้าข้าพเจ้าด้วยซ้ำ จยุ้ะ! - นั่นเสียงครางอ่อย ๆ หรือกระไรสั่นไปทั้งตัว เอามือคลำหาไม้ขีดไฟในกระเป๋า – เจอะกลักไม้ขีดไฟสมประสงค์. สงบอารมณ์หักใจให้เรียบร้อย ฝืนใจให้กล้าจึงขีดขึ้น แสงไฟนั้นขมุกขมัวเหลือที่จะส่องให้เห็นอะไรได้ ข้าพเจ้าจึงได้ตะโกนเรียกดังๆว่า

“นีนนา!”

ไม่มีใครขาน.

เทียนที่ดับทิ้งมีอยู่ข้างข้าพเจ้าเล่มหนึ่ง จึงฉวยขึ้นจุดแล้วชูไปด้วยมืออันสั่นเทา.....แล้วได้ร้องด้วยความแสยงขน!......โอ พระเจ้าแห่งความยุติธรรม ความพยาบาทของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าของข้าพเจ้า หินก้อนใหญ่เบิ้มได้หล่นลงมาจากหลังคาห้องซุ้ย ตกลงตรงที่หล่อนได้นั่งยิ้มแฉ่งอยู่นาฑีก่อนนี้! ทับหล่อนแบนลงไปทับโลงข้าพเจ้าแบนลงไป ไม่เห็นอะไรเหลือเลย นอกจากมือขาวข้างหนึ่ง มือข้างที่สรวมแหวนแต่งงาน-ในขณะที่ก้มลงดูอยู่นั้น มือยังเต้นสั่นริกระริ้ว…..ตีดิน.....แล้ว....นิ่ง! อึย-น่าสยดแสยง…… ในเดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าหลับตานึกเห็นจำมือขาวนั้นได้ อือฮือ! มือนั้นอุทธรณ์ มือนั้นเรียกร้อง มือนั้นขู่คำราม มือนั้นอ้อนวอน พร้อมอยู่ในมือนั้น! เมื่อข้าพเจ้าตาย มือนั้นจะกวักให้ข้าพเจ้าไปยังหลุม! เศษผ้าเครื่องแต่งตัวอันมีค่านั้นได้แพลมออกมานอกก้อนหินหน่อย-เห็นโลหิตไหลซึมออกมาตาม ใต้ก้อนหิน…..หินก้อนใหญ่อย่างที่​มนุษย์คนใดไม่สามารถจะผลักเลื่อนที่ได้แม้แต่นิ้วเดียว.....หินที่ได้ตราความบาปของหล่อนลงไว้! ข้าพเจ้าพยุงตัวของตัวเองโซเซไปเหมือนกับคนเมาสุรากราน เข้าไปจนใกล้จับเอามือขาวที่วางอยู่บนพื้นขึ้น.....ก้มศีร์ษะลงไป....เกือบจูบมือนั้น แต่เพอินความรู้สึกอันปลาดในวิญญาณแล่นขึ้นมาห้ามไว้ทัน.

ค้นไปค้นมาได้ไม้กางเขนของพ่อบาดหลวงซีเปรียโนที่ตกอยู่ที่พื้น จึงจับสอดในมือที่ยังอุ่นอยู่ให้กำ แล้วว่าด้วยเสียงอันเครือละห้อยว่า,

“ฉันให้ได้เพียงเท่านี้ ถึงแม้ว่าฉันจะยกโทษให้ไม่ได้ก็ตาม แต่ขอจงพระเยซูคริสต์กรุณาพระทานโทษให้แก่หล่อนเถิด.”

ปิดตาด้วยไม่อยากจะดูอีก หันหน้าได้วิ่งมาจนถึงเชิงบันไดแล้ว ก็ดับควงเทียนที่ถืออยู่นั้นเสีย ความรู้สึกอะไรไม่ทราบทำให้ข้าพเจ้าหันหน้ากลับไปมองที่ตรงนั้นอีก.... และข้าพเจ้าได้เห็นอย่างที่ข้าพเจ้าได้นึกเห็นในเวลาเดี๋ยวนี้... และจะนึกเห็นต่อไปอีกจนตราบเท่าวันตาย ก้อนหินตกลงมาแล้วที่ตรงหลังคานั้นก็เปนช่องโล่งตลอดถึงข้างบน แสงจันทร์ส่องลอดลงมาถึงพื้นห้องซุ้ยข้างล่างได้ แสงจันทร์ที่ลอเลงมานั้นเปนลำอยู่ในกลางความมืดมนธ์ ปรากฏให้เห็นของได้เฉภาะแต่สิ่งที่ต้องลำแสงสว่างสิ่งนั้นคือข้อมืออันขาว ขาวยิ่งกว่าหิมะที่ตกค้างแข็งอยู่ตามยอดเขา! ข้าพเจ้ามองดูด้วยความเหลือกลาน...แสงเพ็ชร์ที่นิ้วมือนั้นเคืองระคายตาข้าพเจ้า.... แสงฉายของไม้กางเขนเงินที่มือนั้นกำอยู่ทำให้เคืองระคายสมอง….ข้าพเจ้าร้องเหมือนบ้า และวิ่งโดยเร็วขึ้นบันได-เปิดประตูเหล็กประตูซึ่งหล่อนจะไม่ได้ผ่านออกอีกนั้นออกมายืนบนพื้นดิน หันหน้าสู้ลม​อยู่ แล้วรีบปิดประตูห้องซุ้ยลั่นกุญแจแน่นหนาตามเดิม พูดออกมาดังด้วยความบางเบาใจ “สิ้นทุกข์ สิ้นทุกข์กันที! หล่อนหนีไม่พ้น….ได้ปิดทางลับแล้ว...จะร้องสักเท่าไรก็ไม่มีใครได้ยิน….หล่อนจะไม่ได้หัวเราะอีก-ไม่ได้จูบ.... ไม่ได้รัก….ไม่ได้พูดเท็จเพื่อล่อลวงผู้ชายอีกแล้ว!.... หล่อนถูกฝังเหมือนตัวฉันเองถูก—ถูกฝังทั้งเปน!”

พูดแก่ตัวเองดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็หันหน้าออกเดินต้านลมรู้สึกสมองมันงัน แข้งขาอ่อนเพลียและสั่น-ฟ้ากับดินดูมันโคลงเคลงราวกับอยู่ในเรือเมื่อขณะพยุกล้า จึงรีบสาวเท้าเดินไปสุดแล้วแต่บุญและกรรมจะสงเคราะห์....ทิ้งหล่อนไป!

ออกจากเมืองเนเปิลซ์โดยปราศจากคนจำได้ โดยไม่มีใครสกดรอยตาม มาโดยสานเรือใบเล็กลำหนึ่งชื่อรอนดินเนลลาจะไปเมืองปอตสะอิด.

รุ่งขึ้นในเวลาเช้า พระอาทิตย์ส่องแสงสว่างไสว สุกใสปราศจากเมฆหมอก—คลื่นระลอกในเทลนั้นขึ้นสูงสุด ๆ ตัว ดูเหมือนกับเขย่งขึ้นยั่วจะให้ลมที่พัดโชยไปนั้น คนทั้งหลายคงมีความเห็นเกือบพ้องกันหมดว่าวันนั้นเปนวันสบายดี แต่ส่วนตัวข้าพเจ้านี้มีความรู้สึกซึ่งไม่เหมือนดังนั้นแท้ แลดูสิ่งทั้งหลายคล้ายกับเมื่อฝันเห็นเคลิ้ม ๆ หรือเมื่อเปนไข้มะเมอเห็น ทุกสิ่งดูมันหลัว ๆ ไม่ชัดและดูไม่เปนของจริงจังล้วนอนิจจํ วิญญาณนั้นยังเพ่งดูความมืดและความน่าอนาถที่หล่อนนอนนิ่งเงียบอยู่ในห้องซุ้ยนั้นเสมอ กรรมได้เปนผู้ทำลายชีวิตหล่อน-ไม่ใช่ข้าพเจ้าทำลายมิได้ ถึงโดยหล่อนเปนผู้​ทุจริตคิดจะเอาชีวิต ข้าพเจ้าและทั้งเปนบ้าคลั่งด้วย ข้าพเจ้ายังมีจิตรนึกจะช่วยให้พ้นอันตราย.

สิลาก้อนใหญ่ตกลงมาทับตายเสียก็ดีเหมือนกัน..... ใครจะรู้ได้...ถ้าหล่อนยังมีชีวิตอยู่ต่อไปจะเปนอย่างไร!….ข้าพเจ้าหักใจจะไม่คิดถึงหล่อนอีก เอามือล้วงลงไปกระเป๋าหยิบเอากุญแจห้องซุ้ยขึ้นมาแล้วโยนลงไปเสียกลางคลื่น สิ้นเรื่องกันเสียที—ไม่มีผู้ใดมาติดตาม—ไม่มีใครถามว่าข้าพเจ้าไปแห่งหนตำบลใด พอมาเมืองปอตสะอิดก็ขึ้นจากเรือพักอยู่ที่โฮเต็ลสองเวลา พอเรือเมล์ปีแอนด์โอมาถึงข้าพเจ้าซื้อตั๋วโดยสานมาขึ้นเมืองสิงค์โปร์ ถ่ายลำเข้ามากรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์นี้ แล้วเลยขึ้นไปอยู่รมพรมแดนซึ่งข้าพเจ้าตั้งบ้านอยู่เดี๋ยวนี้ และมิได้คิดที่จะย้ายไปอยู่แห่งหนตำบลอื่นในหมู่มนุษย์อีก.

เมื่อมาตามทางนั้น ได้เจอะหัวข้อในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งจ่าเรื่องว่า “เกิดเหตุประหลาดขึ้นในเมืองเนเปิลซ์” ซึ่งข้าพเจ้าอุส่าห์อ่านทุกตัวอักษรเพื่อความขันในใจนิด ๆ.

ในเรื่องนั้นมีความว่า เขาเที่ยวลงประกาศหาเคานต์โอลิวาในหนังสือพิมพ์ต่างๆ โดยเหตุที่อยู่ดีๆ ท่านเคานต์ผู้นั้นกับภรรยาผู้แต่งงานด้วยกันใหม่ อันแต่ก่อนมีนามว่าเคานเตสโรมานี มาหายไปในวันที่แต่งงานด้วยกันนั้นเปนมหัศจรรย์ กระทำให้คนทั้งเมืองเนเปิลซ์ตื่นเต้นมาก ศาลได้ออกหมายเรียกเจ้าของโฮเต็ลและคนใช้ชื่อวินเช็นโซ ฟลามมา มาถามปากคำก็ไม่ได้ความว่าเปนประการใด พวกโปลิศทั้งฟอมและลับก็ได้สืบเสาะนักต่อนัก ก็ไม่ได้ข่าวคราว​อย่างหนึ่งอย่างใด ถ้าและภายในสิบสองเดือนนี้ยังมิได้ข่าวคราวว่าร้ายดีประการใดแล้วสมบัติอันมั่งคั่งบริบูรณของตระกูลโรมานี โดยเหตุที่ไม่มีญาติพี่น้องที่จะรับมรฎกเปนผู้ปกครอง จะตกเปนของรัฐบาลทั้งสิ้น.

ดังข้าพเจ้าได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า ข้าพเจ้าเปนคนที่ถึงแก่กรรมแล้ว—โลกหมุนไปตามภาษาของโลก การในโลกก็ดำเนินไปตามภาษาของการ แต่ไม่มีอะไรจะมาเกี่ยวข้องแก่ตัวข้าพเจ้า ต้นไม้สูงยูงยางและสิงห์สาราสัตว์และต้นหญ้าดงพงแขมนั่นแหละเปนเพื่อนเปนสหายของข้าพเจ้า และสิ่งเหล่านี้เห็นเปนพยานว่า ความทุกข์โศกของข้าพเจ้ามากน้อยเพียงใด ข้าพเจ้ายังรู้สึกทรมานใจอยู่เสมอ ซึ่งเปนสิ่งอันไม่แปลกไปจากธรรมดา ความพยาบาทนั้นบัดนี้สุมอยู่บนกระหม่อมข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ปราดถนาบ่น ทำอย่างไรได้—เปนกฎแห่งความชอบธรรม—เปนยุติธรรม ข้าพเจ้าไม่กล่าวโทษผู้ใดหมดทั้งนั้น—เว้นแต่หล่อนหญิงที่นอกใจข้าพเจ้า ถึงหากหล่อนตายแล้วก็ไม่ยกโทษให้ ข้าพเจ้าได้พยายามจะคิดยกโทษให้ แต่ก็ยกไม่ไหว มีหรือผู้ชายที่จะยกโทษให้แก่หญิงที่ทำลายชีวิตของตน? ไม่เชื่อว่ามี ส่วนข้าพเจ้า ๆ รู้สึกว่านี่ยังไม่สิ้นสุดเวรกรรมกัน....เมื่อวิญญาณของข้าพเจ้าไปจากมนุษย์โลกนี้แล้ว ข้าพเจ้ายังจะตามวิญญาณหล่อนไปถึงไหนถึงกัน นรกก็นรก อะเวจีก็อะเวจี:—หล่อนไปไหนอุประมาเปนอย่างดวงไฟ ข้าพเจ้าก็จะตามไปด้วยเหมือนกับเงาตามไป ทำนองเดียวกับองไถ้ในเรื่องของนักสวดพิสถานตามสีกาเอี่ยมยวน องไถ้พิสถานตามสีกาเอี่ยมนั้นตามเพราะรัก แต่ข้าพเจ้าตามนีนนานั้นตามเพราะโกรธ—ขอให้ตามล้างผลาญกันเปนเนืองนิจเทอญ!

​ข้าพเจ้าไม่มีความทุกข์ความเสียใจอะไร ไม่มีอะไรเปนสิ่งกวนใจในป่าชัฏนี้ นอกจากดวงเดือนที่ส่องแสงสว่างมาจากเมืองฟ้า ข้าพเจ้าไม่อยากเห็นแสงเดือนเลย อุส่าห์ที่จะให้พ้นแสงได้มากยิ่งดี แต่ถึงจะปิดช่องหลังคาประตูหน้าต่างให้มิดชิดอย่างไรก็ดี คงจะมีแสงสอดลอดเข้ามาได้ช่องหนึ่งเสมอ.

แสงจันทร์ในประเทศถิ่นนี้ย่อมมีสีอันขาวนวนเปนธรรมดา—ข้าพเจ้าเข้าใจไม่ได้ว่าเหตุไรแสงที่ลอดช่องเข้ามาในกระท่อมข้าพเจ้าจึงเปนออกเขียวๆ! และในลำแสงจันทร์ข้าพเจ้าเห็นมือขาวเล็กๆ ซึ่ง ประดับด้วยเพ็ชร์พลอยอย่างดี! มือนั้นกระดิกได้....ยกขึ้นเองได้—นิ้วเล็กๆนั้นชี้มาตรงข้าพเจ้าเปนทีขู่—แล้วสั่น....แล้วก็—ค่อยๆกวัก....เปนเชิงบังคับให้ตาม....ให้ตามไปยังประเทศซึ่งความยินดี สนุกสนาน และความรักจะไม่ได้มาพ้องพานข้าพเจ้าอีกเลย!

จบบริบูรณ์




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.118 seconds with 17 queries.