Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 March 2026, 16:09:18

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,262 Posts in 14,502 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  Recent Posts

Recent Posts

Pages: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
31

เรื่อง ผู้ร้ายในนิทาน

       คุณยายได้ชื่อว่าเป็นเด็กซน  ผิดกับเด็กผู้หญิงอื่นๆที่ถูกฝึกหัดให้นั่งพับเพียบเรียบร้อย อยู่ใกล้ๆผู้ใหญ่เพื่อจะหัดกิริยามารยาท  ฝึกทำกับข้าวกับปลา เย็บผ้า ร้อยดอกไม้      คุณยายชอบไปวิ่งเล่นในสวนผลไม้ซึ่งอยู่ล้อมรอบบ้านคลองสาน   มีเนื้อที่หลายสิบไร่  สามารถกระโจนข้ามท้องร่องได้ไม่พลาดตกลงไปเลย   ห้ามก็ไม่ฟัง  ดุก็ไม่ฟัง   ทำให้พี่เลี้ยงของคุณยายหนักใจมาก    จึงหาทางออกโดยเล่านิทานให้ฟัง เพื่อให้คุณยายกลัวจะได้ไม่ไปวิ่งซุกซนอยู่คนเดียวอีก

คุณยายจึงรู้จักผู้ร้ายหลายคน  บางคนก็มีตัวจริง  บางคนคุณยายก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่     แต่ฟังแล้วก็กลัว ทำให้หยุดซนไปได้ชั่วคราว

.

ผู้ร้ายคนแรกที่คุณยายรู้จักชื่อ "อ้ายย่ามแดง"   ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคนร้ายสะพายย่ามสีแดง    มันจะมาด้อมๆมองๆอยู่แถวบ้านเพื่อจับเด็กใส่ย่ามเอาไปทำพิธีกรรม     อ้ายย่ามแดงน่าจะเป็นขโมยมากกว่าโจร เพราะมันไปไหนมาไหนคนเดียว      คำว่าขโมยกับโจรไม่เหมือนกัน  ขโมยคือพวกที่แอบเข้ามาลักทรัพย์สินเงินทองในบ้าน เวลาคนในบ้านไม่เห็น  แล้วหนีไปก่อนจะถูกจับได้   พวกนี้มักไม่ทำร้ายเจ้าของบ้านยกเว้นจวนตัว     ของที่เอาไปก็คือข้าวของเท่าที่จะหยิบฉวยได้    ส่วนโจรคือคนร้ายที่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ยกพวกเข้าปล้น มีอาวุธครบมือ  มักจะเกิดขึ้นในชนบท     พวกนี้จะเลือกปล้นแต่บ้านเศรษฐี   กวาดข้าวของไปหมดบ้าน บางครั้งก็ฆ่าเจ้าทรัพย์ด้วย

แต่ไม่ว่าอ้ายย่ามแดงจะเป็นขโมยหรือโจร     คุณยายก็กลัวถูกจับลงย่ามเอาตัวไป    จึงไม่กล้าออกจากบ้านไปเล่นคนเดียวในสวนอีก   อ้ายย่ามแดงเป็นผู้ร้ายที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกัน ถึงกับมีคนเอาไปทำเป็นหนังไทย ฉายเมื่อหลังสงครามโลกครั้งสองจบลงประมาณ 5 ปี

.

ผู้ร้ายคนที่สองที่คุณยายรู้จัก คือตารอดปอดแฉ่ง    มีคำร้องคล้องจองกันว่า "ตารอดปอดแฉ่ง  ผัวนางแมงดา  หกล้มหกลุก  ผัวนางตุ๊กกะตา"

พี่เลี้ยงเล่าให้คุณยายฟังว่า ตารอดแกเป็นสัปเหร่อ   ตามธรรมเนียมไทยเมื่อมีคนตาย  ญาติพี่น้องก็ส่งให้สัปเหร่อรับไปจัดการ ห่อผ้าตราสังข์   ใส่โลง  สวดเสร็จก็เผา     ญาติพี่น้องไม่มีโอกาสเห็นหน้าค่าตาคนตายอีก    คนที่เห็นมีคนเดียวคือสัปเหร่อ  ดังนั้นสัปเหร่อจะทำอะไรกับศพนอกเหนือจากนี้ก็ทำได้

ตารอดก็เหมือนสัปเหร่อทั่วไปที่ต้องเจอคนตายอยู่เป็นประจำ  จนกระทั่งไม่กลัว     แต่แกไม่เหมือนสัปเหร่ออื่น คือนอกจากไม่กลัวแล้ว  แกยังชอบกินอีกด้วย   

สิ่งที่แกชอบคือเครื่องในมนุษย์  เมื่อตายใหม่ๆร่างกายยังไม่ทันเน่า  ตารอดก็รีบผ่าศพควักเครื่องในออกมาก่อน  เอาไปต้มใส่ตะไคร้ใบมะกรูดเหมือนต้มเครื่องในวัว   นอกจากนี้ตารอดก็ยังรู้ว่าเนื้อมนุษย์นั้นอร่อยมาก  มากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดไหนๆทั้งหมด

ตารอดทำตัวเป็นมนุษย์กินคนมาจนแก่ตัวลง  ใครๆเรียกว่า"ตา" แล้ว    แกก็มีเมียชื่อว่านางแมงดา    ในนิทาน ไม่ได้บอกว่านางแมงดาทำงานอะไร ก็คงเป็นแม่บ้านอยู่เฉยๆ   อายุแก่พอๆกับตารอด   ตารอดจึงไปติดพันหญิงสาวอีกคนหนึ่งจนได้เป็นเมียน้อย  ชื่อแม่ตุ๊กกะตา

แม่ตุ๊กกะตาเป็นแม่ค้าขายขนมจีนน้ำยา  แต่ขายไม่ดี  สู้เจ้าอื่นไม่ได้     ตารอดก็เลยช่วยเหลือแม่ตุ๊กกะตาด้วยการไปแล่เนื้อจากศพใหม่ๆ มาให้แม่ตุ๊กกะตาทำขาย   ใช้เนื้อคนแทนเนื้อปลา     ขนมจีนน้ำยาของแม่ตุ๊กกะตาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า    ลูกค้าติดใจว่าน้ำยาอะไรอร่อยขนาดนี้ไม่เคยเกินที่ไหนมาก่อน

เมื่อเรื่องรู้ไปถึงหูนางแมงดา   นางก็มาหึงแม่ตุ๊กกะตาถึงกับตบตี  ตารอดเข้าไปช่วย ก็ถูกนางแมงดาไล่ตีจนล้มลุกคลุกคลาน   กลายมาเป็นคำคล้องจองว่า
   
       "ตารอดปอดแฉ่ง  ผัวนางแมงดา  หกล้มหกลุก ผัวนางตุ๊กกะตา"

.

ผู้ร้ายคนสุดท้ายที่คุณยายฟังจากผู้ใหญ่เล่ากัน

       ผู้ร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นที่หวาดกลัวกันมากในสมัยคุณยายยังเด็ก   ชื่อบุญเพ็ง  มีฉายาว่าบุญเพ็ง หีบเหล็ก   ผู้ใหญ่เล่าว่าบุญเพ็งเป็นพระบวชอยู่ในกรุงเทพนี่เอง    มีหญิงคนหนึ่งไปทำบุญกับพระบุญเพ็งเป็นประจำ  แต่งทองเต็มตัว   บุญเพ็งโลภอยากได้ทองจึงฆ่าผู้หญิง  เอาศพยัดใส่หีบเหล็ก แล้วเอาไปถ่วงน้ำ  แต่หีบลอยขึ้นมาชาวบ้านไปเจอเข้า     สืบสวนได้ความจริงว่าบุญเพ็งคือฆาตกร  เขาก็เลยถูกประหารให้ตายตกไปตามกัน

ในสมัยโน้น  ตามบ้านเรือนไม่มีตู้เสื้อผ้า   เสื้อผ้าและข้าวของต่างๆเก็บเอาไว้ในหีบ วางไว้บนพื้นชิดกับผนังห้อง     หีบบางใบก็ใหญ่ขนาดคนลงไปขดตัวนอนได้  แต่เป็นหีบไม้   แต่มีห่วงกุญแจทำด้วยเหล็ก   หีบไม้พวกนี้ถ้าทิ้งลงน้ำ มันคงจะลอยเพราะไม้เบากว่าน้ำ   คุณยายไม่ทราบว่าหีบเหล็กของบุญเพ็งเป็นอย่างไรถึงลอยน้ำได้   แต่ก็ทำเอากลัวหีบใหญ่ๆไปเลย      เมื่อก่อนคุณยายกับพี่ๆน้องๆเล่นซ่อนหากัน   บางคนก็ลงไปซ่อนในหีบ   ตั้งแต่คุณยายรู้เรื่องบุญเพ็ง หีบเหล็ก  คุณยายไม่ยอมเปิดหีบใบใหญ่ๆอีกเลย
นิทานพวกนี้ทำให้คุณยายสงบเสงี่ยม หายซน  ยอมนั่งอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ต่อมาอีกนาน

.









.

อีกคนหนึ่งคือ ซีอุย (เพิ่มเติม)

       ตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่เคยเตือนว่าอย่าเที่ยวออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เดี๋ยว "ซีอุย" จะจับไปกินตับ จำได้ว่าแถวบ้านเงียบเชียบไปหมด ไม่ใคร่มีใครกล้าออกไปเล่นนอกบ้าน

ซีอุย มีชื่อจริงว่า หลีอุย แซ่อึ้ง แต่คนไทยเรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2470 ที่เมืองซัวเถา โดยเป็นลูกคนที่ 3 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 12 คน ของนายฮุนฮ้อ กับ นางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง ในครอบครัวยากจนที่ทำการเกษตร เมื่อยังเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่น ซีอุยมีส่วนสูง 150 เซนติเมตรเท่านั้น จึงมักถูกรังแกอยู่เสมอ จนกระทั่งมีนักบวชรูปหนึ่งได้แนะนำเขาว่า ถ้าอยากจะมีร่างกายแข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวะมนุษย์ ซึ่งคำสอนนี้ได้ฝังอยู่ในใจซีอุยมาเสมอ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2488 ซีอุยอายุครบ 18 ปีเต็ม ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรบในสงครามโลกครั้งที่สอง เขาประจำอยู่หน่วยรบทหารราบที่ 8 ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามกันอยู่ เขาถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่าแนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บแดนของจีน เป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็มที่ซีอุยต้องเผชิญกับความลำบากและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอด อาหารก็ขาดแคลน ขณะที่เพื่อนทหารก็ทยอยตายไปเรื่อย ๆ จากการสู้รบ ซีอุยจึงได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรกจากที่นี่ เมื่อสงครามสงบ ซีอุยถูกปลดจากการเป็นทหาร ด้วยความแร้นแค้น ซีอุยถูกเพื่อน ๆ ชักชวนให้เข้ามาหางานทำในเมืองไทย โดยหลบหนีเข้าเมืองมาด้วยการเป็นกรรมกรรับจ้างในเรือขนส่งสินค้าชื่อ "โคคิด" เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ด้วยการหลบซ่อนมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์เต็ม โดยขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคลองเตย และหลบซ่อนตัวในโรงแรมห้องแถวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ต่อมาได้เดินทางไปยังอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปหาญาติ ที่นั่น ซีอุยทำงานด้วยการรับจ้างทำสวนผักและรับจ้างทั่วไปเป็นเวลานานถึง 8 ปีเต็ม ก่อนที่ซีอุยจะก่ออาชญากรรม โดยที่ซีอุยมีนิสัยชอบเกาหัวและหาวอยู่เสมอ ๆ มีบุคลิกชอบเก็บตัว

ซีอุยได้จับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยได้ทำการฆ่าเด็ก 3 รายแรก ที่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถไฟและก่อเหตุอีกที่งานฉลองตรุษจีนที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ. 2500 สุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตกรรมในจังหวัดระยอง เมื่อปี พ.ศ. 2501 ซึ่งมีเพียงเหยื่อรายแรกและเป็นรายเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบในขณะนั้น (พ.ศ. 2497) ซึ่งสุดท้ายเขาถูกจับขังคุกและประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า เพราะในระหว่างดำเนินคดี 9 วัน ซีอุยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือ 7 คดี และจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ซีอุยไม่ได้เป็นบ้า ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2502

ภายหลังมีการสืบค้นคดีโดยรายการโทรทัศน์ บางอ้อ ทางช่อง 9 รวมทั้งรายการ ย้อนรอย ทางไอทีวี มีหลักฐานพยานและรูปคดีที่บ่งชี้ว่า ซีอุย ไม่ได้ฆ่าเด็กทุกคน มีเพียงเด็กคนสุดท้ายเท่านั้นที่เป็นหลักฐานมัดตัว ขณะตำรวจได้เข้าจับกุมหลังจากซีอุยลงมือฆ่า และอวัยวะในร่างกายของเหยื่อทุกรายก็ไม่ได้สูญหาย จึงเป็นที่สงสัยว่าเหตุใด ซีอุย จึงรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าเหยื่อทุกราย และนำอวัยวะมากิน ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นของรูปคดีที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดในปัจจุบัน บ้างก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของไทยได้ให้สัญญากับซีอุยว่าให้ซีอุยรับสารภาพ แล้วจะจัดการให้ได้กลับเมืองจีน ด้วยความที่ไม่จัดเจนในภาษาทำให้ซีอุยรับสารภาพ และถูกประหารชีวิตในที่สุด ซึ่งชาวบ้านร่วมสมัยที่ยังอาศัยในพื้นที่บางคนที่ยังมีชีวิตอยู่เชื่อว่าซีอุยไม่ได้เป็นฆาตกรตัวจริง

ปัจจุบัน ศพของซีอุยถูกเก็บเพื่อนำมาตรวจสอบ โดยเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยยังคงถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์ซีอุย"

(เนื้อความข้างบนนี้แตกต่างจากที่เคยได้ยินมานิดหน่อย   ตรงที่สาเหตุการกินเนื้อมนุษย์ คือเล่ากันว่าสมัยซีอุยเป็นทหาร  ในสมรภูมิอดอยากมาก  ทหารที่รอดตายต้องกินเนื้อเพื่อนทหารด้วยกันเองประทังชีวิต   ซีอุยกินแล้วเลิกไม่ได้  ก็เลยฆ่าเด็กเป็นเหยื่อ  จนถูกตำรวจจับได้)

.











.




32

เรื่อง พ่อค้าแม่ค้าเร่

       เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก    บ้านเมืองไม่มีร้านอาหารให้ไปซื้ออาหารกินได้มากมายอย่างทุกวันนี้        เด็กๆไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านนอกจากตามผู้ใหญ่ไป    จึงไม่มีโอกาสจะวิ่งออกจากบ้านไปซื้อของกินปากซอยหรือตามร้านอาหารริมถนนใหญ่  แต่ก็ไม่อดอยาก   เพราะมีของกินมาขายถึงบ้าน  จากพ่อค้าและแม่ค้าเร่ที่หาบสินค้าเดินไปตามถนนและตรอกซอยต่างๆ

พ่อค้าแม่ค้าพวกนี้มีของกินใส่ในกระจาดสองใบหน้าหลัง   ใส่ไว้ในสาแหรกที่ทำด้วยหวาย 4 สาย ตอนบนทำเป็นห่วงสอดเข้าไปไม้คาน ตอนล่างขัดกันเป็นสี่เหลี่ยมสําหรับวางกระจาด    พ่อค้าแม่ค้าเร่หาบไม้คานไว้บนบ่า  ไม้คานเป็นไม้แบนๆ ดัดให้โค้งนิดหน่อย เวลาหาบมันก็จะอ่อนเยิบๆไม่แข็งจนกดบ่าเจ็บเกินไป   เพราะน้ำหนักสินค้าอยู่บนบ่าของเขาทั้งหมด    เดินๆไปก็ร้องบอกชื่อของขายให้ชาวบ้านรู้ว่ามีอะไรบ้าง  ใครอยากกินก็ออกมาเรียกซื้อให้แวะเข้าไป

ของที่ขายมีของกินทั้งของคาวและของหวาน     ของกินของโปรดของคุณยายคือหมูสะเต๊ะ  คนขายส่วนมากเป็นคนจีน  พ่อค้าเจ้าประจำที่หาบหมูสะเต๊ะเข้าซอยมาวันเว้นวันเป็นคนจีนชรา  มีหลานชายตัวเล็กๆเดินตามหาบมาด้วย      เมื่อคุณแม่ของคุณยายเรียกพ่อค้าหมูสะเต๊ะเข้ามาในรั้วบ้านเขาก็ลงนั่งติดไฟในเตาถ่านที่วางบนกระจาด  เวลาปิ้ง เขาให้หลานชายช่วยหยิบกาบมะพร้าวที่ติดมาในกระจาดใส่ลงในเตาถ่านด้วย   กาบมะพร้าวช่วยให้หมูปิ้งเหลืองสวย และมีกลิ่นหอมหวนมากกว่าถ่านธรรมดา

การปิ้งหมูสะเต๊ะสนุกมาก    พ่อค้าหยิบไม้เหลาแหลมๆ มาเสียบชิ้นหมูดิบปนมันบางๆที่เขาหั่นใส่ไว้ในกาละมัง มีผ้าบางๆคลุมวางไว้ในสาแหรก   นอกจากเนื้อหมู  ใครจะสั่งตับด้วยก็ได้    เขามีตับหมูฝานชิ้นบางๆ ถ้าใครต้องการก็หยิบมาเสียบไว้ครึ่งล่างของหมูปิ้งเสียบไม้  ปิ้งไปพร้อมกัน    เวลาปิ้ง เขาพรมๆกะทิ เพื่อให้หมูมีรสหวานมัน

เด็กๆเฝ้าดูเขาปิ้งหมูบนตะแกรงเหล็กเล็กๆบนเตาถ่าน  พลิกไปมาจนสุก  มันสีเหลืองจากหมูหยดติ๋งๆเป็นน้ำมันลงในจานสังกะสีที่คุณแม่ของคุณยายส่งให้พ่อค้าวางหมูสะเต๊ะ   ส่งกลิ่นหอมอร่อยจนคุณยายและพี่ๆน้องๆอดใจไม่อยู่ ต้องไปรุมล้อมอยู่รอบหาบ    แต่จะกินได้ต่อเมื่อยกจานขึ้นไปวางที่โต๊ะอาหารแล้วเท่านั้น

นอกจากหมูสะเต๊ะ  ก็มีอาหารอย่างอื่น เช่นข้าวแกง   ขนมจีนน้ำยา น้ำพริก    มีแม่ค้าเป็นคนหาบผ่านหน้าบ้านมาในตอนกลางวัน   ถ้าหากว่าเจ้าไหนทำอร่อย ชาวบ้านก็มักเรียกซื้อเป็นประจำ  บางทีก็หมดเสียก่อนจะถึงปลายทาง       แม่ค้าขายขนมมีขนมไทยห่อใบตองวางเรียงในกระจาด  เช่นขนมขี้หนู ขนมใส่ไส้ ขนมถ้วย   ขนมตาล     เวลาหาบมาแม่ค้าก็ร้องบอกมาด้วยว่า "ขนมแม่เอ๊ย"  แล้วก็จาระไนชื่อขนมให้ลูกค้ารู้ว่าขายอะไรบ้าง   จะได้เลือกซื้อได้ถูก    แค่ได้ยินรายชื่อขนมเด็กๆก็น้ำลายสอแล้ว
     
ตอนบ่ายๆมีแม่ค้าขายของกินเล่นอย่างสาคูไส้หมู  หรือไส้กรอกปลาแนม ผ่านมา    บางวันก็มีห่อหมก    เดินเคาะไม้สองอันดังป๊อกๆ ร้องว่า "หมกจ้า หมก"     ถ้าเป็นฤดูร้อน   ก็มีคนสะพายกระติกไอศกรีมแท่งที่เรียกว่า "ไอติมแท่ง" มาขาย    เป็นแท่งยาวๆมีไม้เสียบ  เป็นไอศกรีมคนไทยทำ หลายรสหลายสีด้วยกัน
     
พ่อค้าแม่ค้าเร่ทำให้ตรอกซอยในเวลากลางวันไม่เหงาเงียบ      มีเสียงร้องขายสินค้าอยู่ตลอดวัน  เจ้าหนึ่งผ่านไป อีกเจ้าก็มาถึง    ถ้าหากว่าเป็นขนม เด็กๆก็ฉุดไม้ฉุดมือแม่ให้ออกไปซื้อ หรือไม่ก็วิ่งไปขอสตางค์แม่  เปิดประตูบ้านออกไปซื้อเอง    คุณยายชอบกินขนมลูกชุบ ที่ทำเป็นลูกตะขบ  เป็นชมพู่ มะม่วง ฟักทองลูกเล็กๆ ทาสีชุบวุ้นเป็นเงาน่ากิน     นอกจากนี้ยังมีลูกชุบทำเป็นพริกสีเขียวสีแดงเหมือนของจริงมาก     คุณยายเคยหยิบพริกในครัวกินด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นขนมลูกชุบ   เลยเผ็ดจนน้ำตาไหล  เข็ดขนมลูกชุบไปนาน

.




33

เรื่อง ของแสลง

       เมื่อสมัยคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่  ถ้าเกิดเจ็บป่วยเป็นอะไรไปนิดหน่อยก็ตาม คนนั้นจะต้องถูกจำกัดอาหาร  ให้กินแต่อาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย  ห้ามกินอาหารที่คิดว่าแสลงต่าง ๆ  จนกว่าจะหายเป็นปกติ

ถ้าใครท้องเสีย หรือเป็นบิด  จะต้องกินข้าวต้มเปื่อย ๆ หรือข้าวเปียก กับปลาแห้งป่น  หมูหยอง  กุ้งแห้งป่น  หรือปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลา  จะไปวิ่งเล่นหรือกระโดดโลดเต้นไม่ได้  เดี๋ยวจะหายยาก  ถ้าเป็นไข้หวัด แล้วมีอาการไอก็จะห้ามอาหารทอดทุกชนิด  ไข่เจียว ไข่ดาวก็ไม่ได้  ต้องเปลี่ยนเป็นไข่ต้ม  ไข่ตุ๋นหรือไข่เค็ม  อาหารทุกอย่างต้องปิ้งและต้มห้ามทอดเป็นอันขาด  เพราะจะทำให้ไอมากขึ้น  เมื่อไข้สร่างก็จะห้ามกินแตงโม  แตงไทยหรือผลไม้ที่เย็น

ผู้ที่เป็นไข้หวัดหรือไอ  จะดื่มน้ำแข็งไม่ได้  เพราะจะทำให้เป็นมากขึ้น ต้องดื่มแต่น้ำร้อน ๆ  ชาร้อน  น้ำข้าวร้อน ๆ หรือบางทีก็น้ำมะตูมร้อน ๆ  ที่เรียกว่า"น้ำชูบาน"  ทำด้วยมะตูมสุก ๆ ต้มใส่น้ำตาลนิดหน่อย  บางครั้งก็เอาเนื้อมะตูมไปราดน้ำผึ้งให้กินเป็นของหวาน  แล้วเอาที่เหลือคือเปลือกและเม็ดและเนื้อที่ติดมาต้มทำน้ำชูบาน  อีกอย่างหนึ่งก็คือนำมะตูมอ่อนที่หั่นเป็นแว่น ๆ ย่างไฟจนหอมแล้วชงน้ำร้อนให้ดื่ม  หอม ๆ ดี  แต่สู้น้ำชูบานไม่ได้

ถ้าใครเป็นแผลพุพอง  แผลหกล้มถลอก  หรืออุบัติเหตุอะไรก็ตาม  จะถูกห้ามไม่ให้กินข้าวโพดข้าวเหนียว  ขนมทุกชนิดที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว  กินได้แต่แป้งข้าวเจ้าและข้าวสาลีเท่านั้น  เพราะจะทำให้แผลกลัดหนอง  หายยาก  แผลที่จวนหายแล้วกลับกลัดหนองขึ้นมาอีก  แผลเล็กกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นมา  คุณยายรู้สึกว่า  ที่ผู้ใหญ่ห้ามนี้เป็นเรื่องจริง ๆ เพราะเคยพิสูจน์มาหลายครั้งแล้ว  ครั้งหนึ่งคุณยายหกล้มหัวเข่าแตกเป็นแผลแห้งจวนจะหายดีแล้ว  แต่ยังไม่หายสนิท  คุณแม่ทำข้าวเหนียวมะม่วง  อยากจะกินเหลือเกิน  ก็บอกว่าแผลหายดีแล้ว  จึงกินข้าวเหนียวมะม่วงมากไป  พอรุ่งขึ้นเช้าก็ปวดและกลัดหนองขึ้นมาอีก  ต้องกลับไปเดินขาเขยกอีก

อาหารอร่อย ๆ ดี ๆ ที่ชอบต้องอดไปเพราะเจ็บป่วยมีบ่อย ๆ กำลังเป็นแผลพุพอง  ต้องอดข้าวต้มกุ้ง  กุ้งทอดที่มีมันสีแดงเยิ้มคลุกข้าวอร่อย  แม้แต่กุ้งเผาจิ้มน้ำปลาก็ไม่ได้  อาหารทะเล  หอยนางรม  ปลาทอดอร่อย ๆจิ้มน้ำปลามะนาวต้องอดหมด  ต้องภาวนาขอให้หายเร็ว ๆ จะได้กินอาหารอร่อย ๆ  อาหารพวกนี้ถูกหาว่าคาวจัด  กินแล้วทำให้คันแล้วก็เป็นจริง ๆ ด้วย

หน้าลำไย  ลิ้นจี่  หรือขนุน  ก็ต้องจำกัดให้กิน  เด็ก ๆ กินอะไรไม่รู้จักประมาณ กินจนไม่สบาย  ลำไยกินมากไปก็ตาแฉะ  เพราะร้อนเกินไป  เด็ก ๆ ที่เป็นแผลพุพอง แผลจะเยิ้มมาก  ลิ้นจี่ก็ย่อยยากถ้าธาตุไม่แข็งพอ  เพราะมักทำให้ปวดท้อง ขนุนก็เหมือนกันย่อยยาก  ทุเรียนนั้นร้อนมากห้ามกินตอนกลางคืน  เพราะจะทำให้ร้อนจนนอนไม่หลับ
คุณตาเคยไม่เชื่อฟัง  แอบกินขนุนเสียมากมาย  ทั้งที่ท้องไม่ดีกินยาจวนจะหายอยู่แล้ว กลับเป็นมากขึ้นอีก  เลยจับได้ว่าแอบไปกินขนุนมา  จึงต้องกินยาอีกมากมายกว่าจะหายดี

อาหารต่าง ๆ เหล่านี้แสลงจริง ๆ  คุณตาและคุณยายลองมาแล้วแทบทั้งนั้น  แต่แรกก็คิดว่าผู้ใหญ่นี้ใจร้ายใจดำ  หวงไม่ให้กินอาหารอร่อย ๆ  เมื่อเห็นฤทธิ์แล้วจึงรู้ว่าผู้ใหญ่นี้คิดถูก

หมอบอกว่า  ถ้าไม่สบายให้กินอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย ๆ ไว้เป็นดีที่สุด  จะรักษาโรคให้หายได้เร็วกว่าให้กินอาหารได้ตามใจเด็ก ๆ  แต่อันที่จริงคุณยายนั้นชอบข้าวเปียกกับปลาดุกย่าง   บางครั้งถึงกับภาวนาไม่อยากให้หาย  เพราะจะอดกินข้าวเปียกกับปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลาอร่อย ๆ  ต่อไป  ต้องมากินข้าวสวย  เด็ก ๆ และคนแก่ที่ฟันไม่ดีกินอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย ๆ ดีเหมือนกัน

.




34

เรื่อง น้ำฝน

       เมื่อสมัยคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่นั้น  กรุงเทพฯ มีน้ำประปาใช้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึงกันนัก  ส่วนมากยังอาศัยดื่มน้ำฝน  และน้ำตามแม่น้ำและลำคลองกันอยู่  บางบ้านที่อยู่ใกล้ถนน  ก็อาศัยน้ำประปาตามก๊อกสาธารณะ ที่รัฐบาลทำไว้ให้ประชาชนใช้กันเปล่า ๆ    ก๊อกเหล่านี้มีเป็นระยะ ๆบ้านใครอยู่ใกล้ก็สบายมาตักตวงเอาไปใช้ในบ้านของตนได้ง่าย  บ้านที่อยู่ห่างออกไปก็เอาถังเอาปี๊บมารองหิ้วไปหรือหาบเอาไปเอง  แต่มีบางบ้านซื้อน้ำมาจากพวกนี้เป็นหาบ ๆ ไว้ใช้กัน
       
คุณตามีเพื่อนนักเรียนที่อายุมากกว่า  ตัวโตกว่าเพราะเข้าโรงเรียนเมื่อโต  กลางวันก็มาโรงเรียน  กลับไปบ้านก็ช่วยพ่อแม่ทำงานค้าขาย  ตอนกลางคืนก็รับจ้างหาบน้ำรองน้ำประปาจากก๊อกสาธารณะใส่โอ่งตามบ้านใกล้  เมื่อยังไม่โตก็หาบน้ำที่ปี๊บยังไม่เต็ม  โตขึ้นก็เพิ่มอีกให้เต็มปี๊บได้  พ่อของเขาแข็งแรงหาบคราวละ ๔ ปี๊บ  ข้างหน้า ๒ ปี๊บ  ข้งหลัง ๒ ปี๊บ  หาบเสียไม้คานแอ่นทีเดียว
       
หน้าร้อนคนใช้น้ำกันมากน้ำขายดี  รองน้ำหาบไม่ทันคนใช้  ต้องเอาปี๊บไปคอยรองน้ำตลอดคืน  หาบกลางคืนดีแดดไม่ร้อน  ช่วยไม่ให้เหนื่อยง่าย  หน้าฝนคนไปใช้น้ำฝนกันหมด  น้ำประปาขายไม่ค่อยดี  รายได้ตกต่ำเก็บเงินไม่ได้มากเหมือนหน้าร้อน
       
ทั้งคุณตาและคุณยายเมื่อเด็ก ๆ  ชอบเล่นน้ำฝนจริง   พอฝนตกชักอยากจะขยับออกไปเล่นน้ำฝน  ผู้ใหญ่รู้ทันมักจะห้ามไว้ว่า

       "ให้มันตกหนักกว่านี้ค่อยเล่น  ตกนิด ๆ หน่อย ๆ จะไปดีอะไร   เล่นแล้วก็ต้องล้างบ้านขัดบ้านเสียเลยซี"  เพราะฉะนั้นเวลาหน้าฝน
       
คุณยายและคุณตาก็ต้องช่วยกันรองน้ำฝนตักใส่โอ่งให้เต็มทุกโอ่งเสียก่อนจึงจะเล่นน้ำฝนได้        ระหว่างที่เล่นน้ำฝนก็ต้องขัดถูบันได  นอกชานพื้นลานบ้านให้สะอาดไปด้วย  ใช้กระดวงที่ทำจากมะพร้าวแก่ ๆ กะลาเล็ก ๆ ผ่าซีกขัดจนกระดานและพื้นขาวสะอาดทุก ๆ แห่งทีเดียว  มีผ้าผ่อนอะไรที่พอจะซักได้  ก็เอาออกมาซักกันให้เต็มที่  ไม่ต้องเสียดายน้ำ  ผู้ใหญ่มักบอกว่า  "เทวดาท่านอุตส่าห์ส่งน้ำมาให้เราใช้แล้ว  ต้องรีบกักตุนไว้ใช้ฝนตกมาก ๆ พื้นกระดานพื้นหินน่ายดี  ขัดล้างตะไคร่และความสกปรกออกได้ง่าย"
หน้าฝนบ้านจึงสะอาด
       
พวกคนแก่ชอบดื่มน้ำฝนกันนัก  เพราะสะอาดและหวาน  ต้องเก็บน้ำฝนไว้ดื่มในหน้าแล้ง  ถ้าหน้าหนาวหรือหน้าแล้งเกิดฝนตก  เป็นฝนหลงฤดูมาก็จะดีใจมาก  เพราะจะได้มีน้ำฝนมาเพิ่มโอ่งให้เต็ม  แต่น้ำฝนตกใหม่ ๆ น้ำยังใช้รองไว้กินยังไม่ได้  เพราะหลังคายังสกปรกอยู่  มีฝุ่นละอองตกค้าง  ต้องปล่อยให้ฝนชะล้างความสกปรกออกไปเสียก่อน  จึงรองไว้กินได้  ต้นไม้ต้นหญ้าก็พลอยสดชื่นขึ้นเพราะได้ฝน
       
คุณปู่ของคุณยายบอกว่า  "ในกระบวนน้ำดื่มทั้งหมด น้ำฝนเป็นยอดน้ำที่เทวดาจัดส่งลงมาให้มนุษย์ทีเดียวละ  ทั้งหวานทั้งสะอาด
       
ยิ่งในโอ่งดินเก็บไว้กินหน้าร้อนแล้วยิ่งวิเศษสุด  ทั้งเย็นและหอมกลิ่นดินเผาชื่นใจนัก"  ตามบ้านจึงมักมีคณโฑดินเผาหรือหม้อดินเผาสำหรับใส่น้ำฝนไว้รับแขกและดื่มเองแทบทุกบ้าน  ดินเผานี้ทำให้น้ำเย็นเหมือนแช่น้ำแข็ง   หน้าร้อนมาก ๆ คนจึงชอบไปนั่งคุยหรือพักผ่อนข้าง ๆ โอ่งน้ำและถือโอกาสเอาหลังพิงโอ่งไปด้วยเพื่อคลายความร้อน
     
คนที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำหรือคลอง  หน้าแล้งก็เอาน้ำแม่น้ำหรือคลองใส่โอ่ง แล้วเอาสารส้มมากวน ๆ ให้ตกตะกอน  แล้วใช้ซักผ้าหรือหุงข้าวต้มแกงกันจะใช้น้ำก็ต้องประหยัด ๆ กันหน่อย

ฝนแรกหลังจากอากาศร้อนและแห้งแล้งมานาน  น้ำในโอ่งขอดแห้ง    ในคลองก็ขอดเหลือแต่โคลนแล้ว  พอฝนแรกตกน่าชื่นใจและน่าดูมาก  คุณแม่ของคุณยายจะรีบเกณฑ์เด็ก ๆ ช่วยกันล้างโอ่งเปล่าให้สะอาดทุกใบ  แล้วรอให้น้ำสะอาดเสียก่อน  ช่วยกันรองน้ำฝนเสียยกใหญ่  มันช่างชื่นใจเสียจริง ๆ  ดับร้อนได้ดีมาก  ได้ซักผ้ากันเต็มที่ ไม่ต้องประหยัดน้ำกันแล้ว  เพราะต้องซักผ้าล้างชามอย่างประหยัดน้ำกันมานาน

เรื่องน้ำในหน้าแล้งนี้ก็เหมือนกัน  คุณแม่ของคุณยายสั่งนักหนาห้ามไม่ให้เอาน้ำถูเรือนหรือน้ำที่ดื่มเหลือในถ้วยในขันสาดทิ้งไปเสียเปล่า ๆ  โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร    ให้มารดน้ำตามโคนต้นไม้หรือในกระถางต้นไม้ยังได้ประโยชน์ดีกว่า  ลูก ๆ จะล้างหน้าบ้วนปากสีฟันก็ให้ไปล้างที่แถวที่มีต้นไม้  จะได้ไม่เสียน้ำไปเปล่า ๆ

คุณตาคนที่เป็นหมอยาก็ต้องการใช้น้ำฝนกลางหาวมาไว้ใช้ทำยาตาเก็บไว้  น้ำฝนกลางหาวคือน้ำฝนที่รองด้วยอ่างที่ล้างสะอาดรองน้ำฝนกลางแจ้งตอนที่ฝนตกหนักในหน้าฝน    น้ำนี้เป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด  จึงเหมาะสำหรับทำยาหยอดตานัก  จะมีโอกาสเก็บได้ในหน้าฝนเท่านั้น  แล้วยังต้องเก็บไว้ผสมยาต่าง ๆ อีกด้วย  ตามบ้านทุก ๆ บ้านจึงต้องมีรางน้ำสังกะสีเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี  โดยไม่ต้องพึ่งน้ำประปา

.




35
เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์ / เครดิต เทาชมพู เรือนไทย


เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์

นำเสนอโดย "เทาชมพู" รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิง วินิตา ดิถียนต์ หรือ ว.วินิจฉัยกุล ,แก้วเก้า (https://www.reurnthai.com/)
.

คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นธิดาของหลวงจรูญสนิทวงศ์(หม่อมหลวงจรูญ สนิทวงศ์) ผู้เป็นบุตรของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) กับท่านผู้หญิงวงศานุประพัทธ์ (ตาด สิงหเสนี)  คุณหลวงจรูญเป็นคนไทยที่สำเร็จวิชาวิศวกรรมการรถไฟจากประเทศอังกฤษ  กลับมารับราชการกรมรถไฟหลวง  เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายช่างกลอำนวยการโรงงาน โรงงานมักกะสัน ในปี พ.ศ. 2473  ในรัชกาลที่ 6 ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศัราชทินนามเป็น หลวงจรูญสนิทวงศ์

หม่อมหลวงจรูญ สนิทวงศ์ สมรสกับหม่อมหลวงรวง มีธิดาชื่อ อรุณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ท่านผู้หญิงอรุณ กิติยากร ณ อยุธยา) ซึ่งสมรสกับหม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร พระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ส่วนคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นธิดาเกิดจากหม่อมหลวงฟ่อน(ไม่ทราบนามสกุล)

คุณทิพย์วาณีเกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2475 เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย แล้วศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เป็นการเพิ่มเติม  ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของร้านผดุงชีพ ขายงานจำพวกศิลปหัตถกรรม ที่ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพมหานคร  ท่านชอบการเขียนสารคดีเกี่ยวกับศิลปหัตกรรมของไทยมาตั้งแต่เป็นนักเรียน   ได้เขียนเรื่อง ตุ๊กตาชาววัง หัวโขน ปลาตะเพียน ฯลฯ พิมพ์อัดสำเนาแจกแก่กลุ่มบุคคลเป็นกลุ่ม ๆ ไป โดยมากเป็นลูกค้าที่ซื้องานศิลปหัตถกรรมจากร้าน

หนังสือ เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก  ได้รับรางวัลการประกวดหนังสือระหว่างชาติ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๕ (International Book Year ค.ศ. ๑๙๗๒) ที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการจัดขึ้น ในโครงการระหว่างชาติว่าด้วยการพัฒนาหนังสือ ตามมติขององค์การยูเนสโก สหประชาชาติ

คุณทิพย์วาณีถึงแก่กรรมเมื่อพ.ศ. 2547  อัฐิบรรจุไว้ที่วัดชนะสงคราม บริเวณด้านหลังพระอุโบสถ

.

SRISOLIAN
ผมได้พบประวัติของคุณทิพย์วาณี  สนิทวงศ์ เพิ่มเติมจากที่คุณเทาชมพูนำมาลงไว้ ทำให้ได้ทราบว่า เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นอันเนื่องจากการนอนไม่หลับในเวลากลางคืน กอปรกับการเป็นคนช่างซักช่างถามของผู้เขียนเป็นส่วนตัว คุณป้า คุณลุง คุณอา บรรดาญาติที่ใกล้ชิดก็เป็นผู้เล่าเรื่องราวในครั้งอดีตโดยตรง จึงทำให้เรื่องนี้มีชีวิตชีวา ในชั้นแรกเขียนให้น้องๆ อ่าน พอน้องโตขึ้น ก็เขียนให้เด็กข้างบ้านอ่าน และก็มีเสียงเรียกร้องให้เขียนต่อๆ กันอีกหลายตอน  และเพิ่งทราบว่าคุณทิพย์วาณี เคยเป็นโปลิโอแต่ก็ได้ใช้สมุนไพรนวดรักษาจนดีขึ้น  ด้วยความที่ญาติข้างแม่เป็นหมอยามาก่อน

.

SRISOLIAN
พอดีได้มีโอกาสไปอ่านประวัติของคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา สมัยเขียนเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กลงสตรีสาร ผู้สัมภาษณ์คือคุณธิดา มหาเปารยะ (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า) เลยทำให้รู้ว่าคุณทิพย์วาณีเคยเป็นโปลิโอ แต่ได้น้ำมันสมุนไพรของมารดานวดทำให้อาการทุเลา และเธอยังมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ และช่วงเวลาที่นอนไม่หลับนี้เองได้กลายมาเป็นเรื่องราวอันทรงคุณค่าอย่างเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก และยังมีเรื่องสั้นชุดฝันดี และ กระเช้า อีกด้วย และอย่างที่เธอว่าไว้คุณตาคุณยายยังเด็กเหล่านี้มาจากบุคคลรอบข้างซึ่งเป็นญาติของเธอ (ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในหนังสือสตรีสารเมื่อประมาณปี 2525) ส่วนท่านใดยังคงคิดถึงเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กที่แทรกอยู่ในสตรีสารแล้ว สามารถไปอ่านได้ที่ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง บก.สตรีสารได้บริจาคไว้แก่ห้องสมุดคณะอักษรฯ หนังสือชุดนี้ทรงคุณค่ามากและที่นี่มีตั้งแต่ฉบับแรก ซึ่งอยู่ในประมาณปีพ.ศ.2490 โดยประมาณ ส่วนสตรีสารภาคพิเศษน่าจะมีมาในตอนหลังราวปีพ.ศ. 2524

.

..................


เรื่อง แม่บ้านที่ดี

       วันหนึ่งคุณแม่ของคุณยายพาไปเยี่ยมเพื่อน  เมื่อคุณยายเข้าไปในบ้านก็กวาดสายตาดูในบ้านแล้วชอบใจมาก  เพราะบ้านนี้สะอาดมากจริงๆเครื่องใช้ที่เป็นเงินหรือทองเหลืองขัดเสียขาวและสุกราวกับทอง  ทุกอย่างแลดูใหม่เอี่ยมอ่องไปทั้งนั้น  เจ้าของบ้านยังไม่ออกมา  คุณแม่กระซิบกับคุณยายว่า  "บ้านนี้เขาสะอาดมาก  ให้ดูเป็นตัวอย่างลูกผู้หญิงต้องละเอียดลออและเอาอย่างนี้จึงจะดี  แล้วยังมีอะไรดีๆอีกหลายอย่างทีเดียว"
       
เมื่อเจ้าของบ้านออกมา  แต่งตัวสะอาดเอี่ยมออกมาต้อนรับ  แล้วแนะนำให้คุณยายเรียกคุณป้า  คุณป้าคนนี้มีลูกมากมาย  ขนาดเดียวกับคุณยายก็มี  แต่งตัวสะอาดทุกคนและเรียบร้อยหมด  คุณป้ากำลังระดมลูกๆให้แกะมะขามอยู่  คุณยายจึงเข้าช่วยด้วย  ช่วยกันแกะเปลือกมะขาม  และแกะเม็ดออกด้วย  เม็ดมะขามมากมายใส่อ่างไว้ต่างหาก  มะขามนี้แกะแล้วทำเป็นปั้นใหญ่ๆ  เก็บตุนไว้ทำกับข้าวตลอดปี  เม็ดมะขามก็ไม่ทิ้ง เก็บไว้  ถ้าจะกินใบมะขามอ่อนในหน้าที่ไม่มีใบมะขามอ่อน  ก็จะเอาเม็ดมะขามนี้ใส่อ่างดินแล้วรดน้ำ  ไม่กี่วันก็จะมีใบมะขามอ่อนมาทำแกงต้มโคล้งกินได้แล้ว
       
ลูกสาวของคุณป้าคนหนึ่งคุยระหว่างแกะเม็ดมะขามว่า  "คุณแม่ฉันทำอะไรเองทุกอย่าง  ไม่ค่อยได้ซื้อ  หน้าที่มีผลไม้อะไรมากๆก็จะเก็บตุนไว้เผื่อเวลาหมดหน้าเสมอ  มะม่วงมีมากก็ทำมะม่วงกวนเก็บไว้  ที่นี่มีของกินมากมายไม่เคยอดอยาก  เพราะคุณแม่มีลูกมาก  ต้องทำอาหารคราวละมากๆ  และไม่ให้มีอะไรเหลือเศษได้เลย  หน้าแตงโม  ก็ให้ลูกกินแต่เนื้อแตงโม  เปลือกก็เก็บไว้ทำแกงเลียงบ้าง  แกงส้มบ้าง  บางทีก็ดองให้กินมื้อต่อไปอีก  ไม่ปล่อยอะไรให้เสียเปล่าได้เลย"
       
คุณยายคิดในใจว่าคุณป้านี่ช่างเป็นแม่บ้านที่ดีแท้ๆ  ก็พอดีพี่อีกคนหนึ่งเล่าว่า  "แม้แต่เปลือกมะนาวที่ใช้ทำกับข้าวแล้วก็ยังเก็บไว้ดองให้ลูกกินกับข้าวต้มได้อีก  เปลือกมะนาวนี้ใช้ล้างมือได้สะอาดหมดคาวได้ดี  ผิวมะกรูดเอาไปตำน้ำพริก แล้วก็เอาเนื้อและน้ำมะกรูดมาสระผมได้อีก   สระแล้วสะอาด  ผมดำเป้นมันลื่นอีกด้วย"
       
แกะมะขามเสร็จแล้วคุณป้าก็เรียกลูกๆขึ้นไปข้างบน  แล้วส่งกรรไกรกับผ้าขาวมากมายให้แล้วบอกกับลูกสาวว่า  "ตัดริมผ้านี้เก็บไว้"  แล้วพี่ก็เอากรรไกรมาตัดริมผ้ายาวตลอดผืนทั้งสองข้าง  แล้วม้วนๆเอาไว้เป็นกลุ่ม  ขณะที่ตัดผ้าก็ชี้แจงให้ฟังว่า  "ริมผ้านี้เส้นด้ายเหนียวกว่าเนื้อผ้า  เราต้องตัดเก็บไว้ทำด้ายเนา  เก็บไว้ใช้ได้นานๆ  เลาะออกมาใช้ทีละเส้นๆ ไม่ต้องไปซื้อด้ายเย็บผ้ามาเนา  เพราะแพงกว่าริมผ้ามาก  เศษผ้าทุกชิ้นคุณแม่เก็บไว้หมด  เอาไว้ซ่อมแซมเสื้อผ้า  บางทีเราอาจทำขาดหรือมีอุบัติเหตุ  เราจะได้มีผ้าที่มีสีดอกเหมือนกันซ่อมได้  แล้วมองไม่เห็นรอยผ้า  ก่อนจะเอาเสื้อผ้าที่ขาดไปเป็นผ้าเช็ดชาม  ผ้าถูเรือน   คุณแม่ก็ต้องให้ลูกตัดเอากิ๊บ  กระดุมที่ยังดีๆอยู่เก็บไว้หมดเอาไว้ซ่อมตัวอื่นได้  ทั้งเวลาใช้ถูเรือนก็ไม่ขูดกระดาน"  ว่าแล้วก็ไปหยิบกระปุกไม้กลึงที่มีกระดุมสารพัดสีสารพัดขนาดออกมาให้ดู
     
เมื่อลากลับแล้ว  คุณแม่ของคุณยายบอกว่า  "เห็นไหมเล่าลูกว่าบ้านนี้  เขาเป็นแม่บ้านที่ดียังไง  เขาจึงได้มีกินมีใช้สุขสบาย  เงินทองไม่รั่วไหล  ทั้งๆที่เดิมก็ไม่ได้เป็นคนมั่งมีมาก่อนเลย  ลูกก็มากมาย   เอาไว้เป็นตัวอย่างนะ"  แล้วคุณยายก็รับคำ  และในใจก็คิดว่า  อยากมาเที่ยวบ้านนี้อีกจริงๆ

.




36
เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก : ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา - ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง


ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
 ·
27 กันยายน 2025
 ·
ภาพที่ท่านเห็นอยู่นี้คือ
พิมพ์ดีดที่คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ใช้พิมพ์ต้นฉบับเรื่อง
" #เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก "
ซึ่งคุณทิพย์วาณี มักจะนั่งเรียบเรียงวรรณกรรมเรื่องนี้ที่ร้าน "ผุดงชีพ"
ร้านนี้เป็นร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมของไทย เช่น เรือนไทยจำลอง ปลาตะเพียนสาน หัวโขน  ตั้งอยู่ย่านบางลำภู เยื้องกับวัดชนะสงคราม

คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นธิดาของ ม.ล.จรูญ  และ ม.ล.ฟ่อน
เกิดวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๗๔  เสียชีวิตเมื่อ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗

สำหรับเรื่อง "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก"
เป็นวรรณกรรมที่นำเสนอภาพชีวิตคนไทยในช่วงรัชกาลที่ ๖ ถึง รัชกาลที่ ๗

เผยแพร่ครั้งแรกใน "สตรีสาร" พ.ศ. ๒๕๑๕

รวมเล่มครั้งแรกโดยกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับพิมพ์จำหน่ายครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๐ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม มีทั้งหมด ๒๕ เรื่อง  (เรื่องในเล่มนี้ต่างจากชุดที่แพร่หลายในปัจจุบัน เช่น เรื่อง หัวอีตู้ เชี่ยนหมาก ไปวัด มะปรางริ้ว ฯลฯ) ผู้วาดภาพประกอบคือ พินิจ มนรัตน์

ต่อมาบริษัทการพิมพ์สตรีสาร นำเรื่องต่างๆ (ที่ไม่เคยพิมพ์ในฉบับกระทรวงศึกษาธิการ) มารวมเล่มอีกครั้ง พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ (ชุดนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากสุด ช่วงแรกรวมพิมพ์เผยแพร่ ๒ เล่ม  ต่อมาได้รวมพิมพ์อีกเป็นระยะทำให้มีทั้งหมด ๔ เล่ม ผู้วาดภาพประกอบคือ "ปีนัง" ปฐม พัวพิมล)   

ภาพเครื่องพิมพ์ดีด และภาพคุณทิพย์วาณีกำลังพิมพ์ต้นฉบับในร้านผดุงชีพนี้ หลานของคุณทิพย์วาณีทั้งสองคือ
คุณทับทรวง (อมรทัต) ช่อทับทิม และคุณญาณิอร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
นำมาจัดแสดงในงานเสวนาวรรณกรรมอมตะ “เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก”
วันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่บ้านพิพิธภัณฑ์ ๒ งิ้วราย
อ.เอนก นาวิกมูล และคุณไข่มุกด์ ปั้นแดง เป็นผู้ดำเนินรายการ

(ดูย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/1KFt9YoTav/)
.
.




ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
27 กันยายน 2025
 ·
คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
กับเครื่องพิมพ์ดีดที่ใช้เรียบเรียงต้นฉบับ
"เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก"
.
.




ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
27 กันยายน 2025
 ·
คุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
กับเครื่องพิมพ์ดีดที่ใช้เรียบเรียงต้นฉบับ
"เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก" ในร้านผดุงชีพ บางลำภู
.
.




ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
27 กันยายน 2025
 ·
หนังสือ "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก"
ฉบับกระทรวงศึกษาธิการพิมพ์จำหน่ายครั้งแรก
พ.ศ. ๒๕๒๐ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม

(ก่อนหน้ากระทรวงศึกษาธิการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มีรูปเล่มและเนื้อหาตรงกับฉบับ ๒๕๒๐ เข้าใจว่าเป็นฉบับพิมพ์สำหรับแจก)
.
.




ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
27 กันยายน 2025
 ·
เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เล่ม ๑ ฉบับบริษัทการพิมพ์สตรีสาร ซึ่งถือเป็นฉบับที่แพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๐

ฉบับในภาพพิมพ์ครั้งที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๓๗
.
.





.
.




ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
27 กันยายน 2025
 ·
จากซ้ายไปขวา

อ.เอนก นาวิกมูล
คุณญาณิอร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
คุณทับทรวง (อมรทัต) ช่อทับทิม
คุณไข่มุกด์ ปั้นแดง

ในงานเสวนาวรรณกรรมอมตะ “เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก”
วันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่บ้านพิพิธภัณฑ์ ๒ งิ้วราย
.
.




ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
27 กันยายน 2025
 ·
คุณญาณิอร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
คุณทับทรวง (อมรทัต) ช่อทับทิม
หลาน คุณทิพย์วาณี ผู้เขียน "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก"
.
.




ภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง
27 กันยายน 2025
 ·
อ.เอนก นาวิกมูล ยกพิมพ์ดีดของคุณทิพย์วาณี แสดงให้ผู้ชมในวงเสวนาได้รับชม
.
.

.

ที่มา : เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02Wf8Pn2xqd7evhGju7LaqrRJ4xpuqfae41qz2VbHD91FCQsGtuAVcv7JLevZXeYUVl&id=100057285085199

.




37

รำ "ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน"







.















..

















.




38
ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน


ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน เป็นการแสดงรำเดี่ยวตัวยักษ์ (ทศกัณฐ์)

ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน เป็นการแสดงชุดหนึ่งในโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนทศกัณฐ์ลงสวน เป็นบทบาทของทศกัณฐ์
เมื่อทศกัณฐ์ลักพานางสีดามาไว้ที่สวนขวัญแล้ว ก็แต่งกายทรงเครื่องงดงามเพื่อลงไปเกี้ยวนางสีดาที่สวนขวัญ
การรำฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน เป็นการรำของทศกัณฐ์เพื่ออวดเครื่องแต่งกายที่สง่างาม เพื่อเตรียมตัวไปเกี้ยวพาราสีนางสีดา
แสดงอารมณ์กรุ้มกริ่มของทศกัณฐ์ เน้นลีลาท่ารำแบบ "เจ้าชู้ยักษ์" ที่สง่างามแต่มีความดุดันและมั่นใจในตนเอง
.
เป็นกระบวนท่ารำที่แฝงไว้ด้วยความกรุ้มกริ่ม เจ้าชู้ ตามสำนวนที่ว่า "เจ้าชู้ยักษ์”
แต่ในขณะเดียวกัน ยังเข้มแข็งดุดันตามลักษณะประเภทของตัวละคร ซึ่งมีจิตใจเบิกบาน อารมณ์แจ่มใส
รู้สึกกระหยิ่มยินดี ที่จะคิดว่าการไปเยือนสวนขวัญครั้งนี้คงจะสำเร็จอย่างที่ใจปรารถนา
.

ความเป็นมา: เป็นการแสดงรำเดี่ยวตัวยักษ์ (ทศกัณฐ์) โดยมีบทร้องฉุยฉายบรรยายความงามและการแต่งกายของทศกัณฐ์
เครื่องแต่งกาย: แต่งกายยืนเครื่องยักษ์สีเขียว/แดง สวมศีรษะโขนทศกัณฐ์หน้าทอง ห้อยผ้าแดงที่ไหล่ ถือพัดจันทน์
ลีลาท่ารำ: เป็นการรำอวดฝีมือผู้แสดง สื่อถึงความรู้สึกเบิกบาน ภาคภูมิใจ และมีความเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม
ตอนที่แสดง: พบมากในการแสดงโขนตอนทศกัณฐ์ลงสวนขวัญ หรือตอนสืบมรรคา
.
.

Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ
9 กันยายน 2019
 ·
“ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน”

กระบวนท่ารำที่แฝงไว้ด้วยความกรุ้มกริ่ม เจ้าชู้ ตามสำนวนที่ว่า "เจ้าชู้ยักษ์” แต่ในขณะเดียวกัน ยังเข้มแข็งดุดันตามลักษณะประเภทของตัวละคร ซึ่งมีจิตใจเบิกบาน อารมณ์แจ่มใส รู้สึกกระหยิ่มยินดี ที่จะคิดว่าการไปเยือนสวนขวัญครั้งนี้คงจะสำเร็จอย่างที่ใจปรารถนา

ทศกัณฐ์สวมศีรษะโขนหน้าทอง แต่งกายอย่างวิจิตรงดงาม ด้วยผ้าคล้องไหล่ เป็นลักษณะห้อยลงมาแล้วจะพับไปบนไหล่สองข้าง ปล่อยชายลงมาข้างหลัง มีพวงมาลัยคล้องพระกรขวาไปด้วย พร้อมพัดด้ามจิ้วจันทน์ ซึ่งทำจากไม้จันทน์

.
.

ที่มา : ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน
https://www.facebook.com/100064343153695/posts/ฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน-กระบวนท่ารำมีลักษณะที่แฝงไว้ด้วยความกรุ้มกริ่ม-ตามสำนวนที่ว่า/3202120296527152/
.
https://www.facebook.com/profile.php?id=100064343153695
Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ
.
.



39

ภาพชุดรามเกียรติ์ ชุดที่ 3 (15 ภาพ)
ภาพชุดรามเกียรติ์ ตั้งแต่ตอน เทพรักษาทรพี จนถึง พาลีฆ่าทรพี

.

เทพรักษาทรพี


.

ไมยราพถอดดวงใจ


.

ท้าวอัชบาลแลกเนื้อ


.

ท้าวทศรถ ทำพิธีขอบุตร


.

ประสูตินางสีดา


.

พระฤษีชนก พบผอบนางสีดา


.

สี่ราชบุตร ซ้อมยิงกระสุน


.

พระรามลองศร


.

พระราม ปราบ กากะนาสูร


.

พระรามและพระลักษณ์ รบ มารีศกับสวาหุ ลูกกากะนาสูร


.

พระฤษีชนก ไถผอบนางสีดา


.

พระรามยกศร


.

ทรพี ฆ่าทรพา


.

ทรพี ท้าพาลี


.

พาลี ฆ่าทรพี


.

.

ที่มา : ภาพชุดรามเกียรติ์ ชุดที่ 3 / ครูพิน อินฟ้าแสง
https://krupinmuseum.wordpress.com/painting-ramayana/ramayana-3/

.

.
พิพิธภัณฑ์ นายพิน อินฟ้าแสง
Mr. Pin Infahsaeng Museum
ศิลปะพื้นเมืองเพชรบุรี Petchaburi Local Art
.




40

ภาพชุดรามเกียรติ์ ชุดที่ 2 (15 ภาพ)
ภาพชุดรามเกียรติ์ ตั้งแต่ตอนท้าวลัสเตียน มอบราชสมบัติให้บุตร จนถึงอินทรชิต รบพระอินทร์

.

ท้าวลัสเตียน มอบราชสมบัติให้บุตร


.

วิรุฬหก ขว้างสังวาลย์นาค ใส่ยักษ์สรภู


.

ทศกัณฐ์ ดันเขาไกรลาส


.

พระนารายณ์แปลง ออกอุบายให้ทศกัณฐ์ คืนพระอุมา


.

พาลี แย่งนางมณโฑจากทศกัณฐ์


.

พระฤษึอังคตะ พานางมณโฑคืนให้ทศกัณฐ์


.

พาลีจับทัศกัณฐ์ ให้องคตเล่นต่างปู


.

ทศกัณฐ์ ถอดดวงใจ


.

พระอิศวร ขว้างงาช้างปักอก ทศกัณฐ์


.

พระวิศณุกรรม ตัดงาช้างจากอก ทศกัณฐ์


.

หนุมาน บำเพ็ญตะบะ


.

ทศกัณฐ์ แปลงร่างเป็นปลา


.

อินทรชิต ขอศรนาคบาศ


.

สหมลิวัน มอบสมบัติให้ไมยราพ


.

อินทรชิต รบพระอินทร์


.

.

ที่มา : ภาพชุดรามเกียรติ์ ชุดที่ 2 / ครูพิน อินฟ้าแสง
https://krupinmuseum.wordpress.com/painting-ramayana/ramayana-2/

.

.
พิพิธภัณฑ์ นายพิน อินฟ้าแสง
Mr. Pin Infahsaeng Museum
ศิลปะพื้นเมืองเพชรบุรี Petchaburi Local Art
.




Pages: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.056 seconds with 16 queries.