31
หนังสือดี ที่น่าอ่านยิ่ง / Re: เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ประพันธ์ / เครดิต เทาช
« Last post by ppsan on 04 March 2026, 19:44:09 »เรื่อง ผู้ร้ายในนิทาน
คุณยายได้ชื่อว่าเป็นเด็กซน ผิดกับเด็กผู้หญิงอื่นๆที่ถูกฝึกหัดให้นั่งพับเพียบเรียบร้อย อยู่ใกล้ๆผู้ใหญ่เพื่อจะหัดกิริยามารยาท ฝึกทำกับข้าวกับปลา เย็บผ้า ร้อยดอกไม้ คุณยายชอบไปวิ่งเล่นในสวนผลไม้ซึ่งอยู่ล้อมรอบบ้านคลองสาน มีเนื้อที่หลายสิบไร่ สามารถกระโจนข้ามท้องร่องได้ไม่พลาดตกลงไปเลย ห้ามก็ไม่ฟัง ดุก็ไม่ฟัง ทำให้พี่เลี้ยงของคุณยายหนักใจมาก จึงหาทางออกโดยเล่านิทานให้ฟัง เพื่อให้คุณยายกลัวจะได้ไม่ไปวิ่งซุกซนอยู่คนเดียวอีก
คุณยายจึงรู้จักผู้ร้ายหลายคน บางคนก็มีตัวจริง บางคนคุณยายก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ แต่ฟังแล้วก็กลัว ทำให้หยุดซนไปได้ชั่วคราว
.
ผู้ร้ายคนแรกที่คุณยายรู้จักชื่อ "อ้ายย่ามแดง" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคนร้ายสะพายย่ามสีแดง มันจะมาด้อมๆมองๆอยู่แถวบ้านเพื่อจับเด็กใส่ย่ามเอาไปทำพิธีกรรม อ้ายย่ามแดงน่าจะเป็นขโมยมากกว่าโจร เพราะมันไปไหนมาไหนคนเดียว คำว่าขโมยกับโจรไม่เหมือนกัน ขโมยคือพวกที่แอบเข้ามาลักทรัพย์สินเงินทองในบ้าน เวลาคนในบ้านไม่เห็น แล้วหนีไปก่อนจะถูกจับได้ พวกนี้มักไม่ทำร้ายเจ้าของบ้านยกเว้นจวนตัว ของที่เอาไปก็คือข้าวของเท่าที่จะหยิบฉวยได้ ส่วนโจรคือคนร้ายที่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ยกพวกเข้าปล้น มีอาวุธครบมือ มักจะเกิดขึ้นในชนบท พวกนี้จะเลือกปล้นแต่บ้านเศรษฐี กวาดข้าวของไปหมดบ้าน บางครั้งก็ฆ่าเจ้าทรัพย์ด้วย
แต่ไม่ว่าอ้ายย่ามแดงจะเป็นขโมยหรือโจร คุณยายก็กลัวถูกจับลงย่ามเอาตัวไป จึงไม่กล้าออกจากบ้านไปเล่นคนเดียวในสวนอีก อ้ายย่ามแดงเป็นผู้ร้ายที่มีชื่อเป็นที่รู้จักกัน ถึงกับมีคนเอาไปทำเป็นหนังไทย ฉายเมื่อหลังสงครามโลกครั้งสองจบลงประมาณ 5 ปี
.
ผู้ร้ายคนที่สองที่คุณยายรู้จัก คือตารอดปอดแฉ่ง มีคำร้องคล้องจองกันว่า "ตารอดปอดแฉ่ง ผัวนางแมงดา หกล้มหกลุก ผัวนางตุ๊กกะตา"
พี่เลี้ยงเล่าให้คุณยายฟังว่า ตารอดแกเป็นสัปเหร่อ ตามธรรมเนียมไทยเมื่อมีคนตาย ญาติพี่น้องก็ส่งให้สัปเหร่อรับไปจัดการ ห่อผ้าตราสังข์ ใส่โลง สวดเสร็จก็เผา ญาติพี่น้องไม่มีโอกาสเห็นหน้าค่าตาคนตายอีก คนที่เห็นมีคนเดียวคือสัปเหร่อ ดังนั้นสัปเหร่อจะทำอะไรกับศพนอกเหนือจากนี้ก็ทำได้
ตารอดก็เหมือนสัปเหร่อทั่วไปที่ต้องเจอคนตายอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งไม่กลัว แต่แกไม่เหมือนสัปเหร่ออื่น คือนอกจากไม่กลัวแล้ว แกยังชอบกินอีกด้วย
สิ่งที่แกชอบคือเครื่องในมนุษย์ เมื่อตายใหม่ๆร่างกายยังไม่ทันเน่า ตารอดก็รีบผ่าศพควักเครื่องในออกมาก่อน เอาไปต้มใส่ตะไคร้ใบมะกรูดเหมือนต้มเครื่องในวัว นอกจากนี้ตารอดก็ยังรู้ว่าเนื้อมนุษย์นั้นอร่อยมาก มากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดไหนๆทั้งหมด
ตารอดทำตัวเป็นมนุษย์กินคนมาจนแก่ตัวลง ใครๆเรียกว่า"ตา" แล้ว แกก็มีเมียชื่อว่านางแมงดา ในนิทาน ไม่ได้บอกว่านางแมงดาทำงานอะไร ก็คงเป็นแม่บ้านอยู่เฉยๆ อายุแก่พอๆกับตารอด ตารอดจึงไปติดพันหญิงสาวอีกคนหนึ่งจนได้เป็นเมียน้อย ชื่อแม่ตุ๊กกะตา
แม่ตุ๊กกะตาเป็นแม่ค้าขายขนมจีนน้ำยา แต่ขายไม่ดี สู้เจ้าอื่นไม่ได้ ตารอดก็เลยช่วยเหลือแม่ตุ๊กกะตาด้วยการไปแล่เนื้อจากศพใหม่ๆ มาให้แม่ตุ๊กกะตาทำขาย ใช้เนื้อคนแทนเนื้อปลา ขนมจีนน้ำยาของแม่ตุ๊กกะตาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ลูกค้าติดใจว่าน้ำยาอะไรอร่อยขนาดนี้ไม่เคยเกินที่ไหนมาก่อน
เมื่อเรื่องรู้ไปถึงหูนางแมงดา นางก็มาหึงแม่ตุ๊กกะตาถึงกับตบตี ตารอดเข้าไปช่วย ก็ถูกนางแมงดาไล่ตีจนล้มลุกคลุกคลาน กลายมาเป็นคำคล้องจองว่า
"ตารอดปอดแฉ่ง ผัวนางแมงดา หกล้มหกลุก ผัวนางตุ๊กกะตา"
.
ผู้ร้ายคนสุดท้ายที่คุณยายฟังจากผู้ใหญ่เล่ากัน
ผู้ร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นที่หวาดกลัวกันมากในสมัยคุณยายยังเด็ก ชื่อบุญเพ็ง มีฉายาว่าบุญเพ็ง หีบเหล็ก ผู้ใหญ่เล่าว่าบุญเพ็งเป็นพระบวชอยู่ในกรุงเทพนี่เอง มีหญิงคนหนึ่งไปทำบุญกับพระบุญเพ็งเป็นประจำ แต่งทองเต็มตัว บุญเพ็งโลภอยากได้ทองจึงฆ่าผู้หญิง เอาศพยัดใส่หีบเหล็ก แล้วเอาไปถ่วงน้ำ แต่หีบลอยขึ้นมาชาวบ้านไปเจอเข้า สืบสวนได้ความจริงว่าบุญเพ็งคือฆาตกร เขาก็เลยถูกประหารให้ตายตกไปตามกัน
ในสมัยโน้น ตามบ้านเรือนไม่มีตู้เสื้อผ้า เสื้อผ้าและข้าวของต่างๆเก็บเอาไว้ในหีบ วางไว้บนพื้นชิดกับผนังห้อง หีบบางใบก็ใหญ่ขนาดคนลงไปขดตัวนอนได้ แต่เป็นหีบไม้ แต่มีห่วงกุญแจทำด้วยเหล็ก หีบไม้พวกนี้ถ้าทิ้งลงน้ำ มันคงจะลอยเพราะไม้เบากว่าน้ำ คุณยายไม่ทราบว่าหีบเหล็กของบุญเพ็งเป็นอย่างไรถึงลอยน้ำได้ แต่ก็ทำเอากลัวหีบใหญ่ๆไปเลย เมื่อก่อนคุณยายกับพี่ๆน้องๆเล่นซ่อนหากัน บางคนก็ลงไปซ่อนในหีบ ตั้งแต่คุณยายรู้เรื่องบุญเพ็ง หีบเหล็ก คุณยายไม่ยอมเปิดหีบใบใหญ่ๆอีกเลย
นิทานพวกนี้ทำให้คุณยายสงบเสงี่ยม หายซน ยอมนั่งอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ต่อมาอีกนาน
.




.
อีกคนหนึ่งคือ ซีอุย (เพิ่มเติม)
ตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่เคยเตือนว่าอย่าเที่ยวออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เดี๋ยว "ซีอุย" จะจับไปกินตับ จำได้ว่าแถวบ้านเงียบเชียบไปหมด ไม่ใคร่มีใครกล้าออกไปเล่นนอกบ้าน
ซีอุย มีชื่อจริงว่า หลีอุย แซ่อึ้ง แต่คนไทยเรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2470 ที่เมืองซัวเถา โดยเป็นลูกคนที่ 3 จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 12 คน ของนายฮุนฮ้อ กับ นางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง ในครอบครัวยากจนที่ทำการเกษตร เมื่อยังเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่น ซีอุยมีส่วนสูง 150 เซนติเมตรเท่านั้น จึงมักถูกรังแกอยู่เสมอ จนกระทั่งมีนักบวชรูปหนึ่งได้แนะนำเขาว่า ถ้าอยากจะมีร่างกายแข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวะมนุษย์ ซึ่งคำสอนนี้ได้ฝังอยู่ในใจซีอุยมาเสมอ
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2488 ซีอุยอายุครบ 18 ปีเต็ม ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรบในสงครามโลกครั้งที่สอง เขาประจำอยู่หน่วยรบทหารราบที่ 8 ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามกันอยู่ เขาถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่าแนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บแดนของจีน เป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็มที่ซีอุยต้องเผชิญกับความลำบากและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอด อาหารก็ขาดแคลน ขณะที่เพื่อนทหารก็ทยอยตายไปเรื่อย ๆ จากการสู้รบ ซีอุยจึงได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรกจากที่นี่ เมื่อสงครามสงบ ซีอุยถูกปลดจากการเป็นทหาร ด้วยความแร้นแค้น ซีอุยถูกเพื่อน ๆ ชักชวนให้เข้ามาหางานทำในเมืองไทย โดยหลบหนีเข้าเมืองมาด้วยการเป็นกรรมกรรับจ้างในเรือขนส่งสินค้าชื่อ "โคคิด" เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ด้วยการหลบซ่อนมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์เต็ม โดยขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคลองเตย และหลบซ่อนตัวในโรงแรมห้องแถวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ต่อมาได้เดินทางไปยังอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปหาญาติ ที่นั่น ซีอุยทำงานด้วยการรับจ้างทำสวนผักและรับจ้างทั่วไปเป็นเวลานานถึง 8 ปีเต็ม ก่อนที่ซีอุยจะก่ออาชญากรรม โดยที่ซีอุยมีนิสัยชอบเกาหัวและหาวอยู่เสมอ ๆ มีบุคลิกชอบเก็บตัว
ซีอุยได้จับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยได้ทำการฆ่าเด็ก 3 รายแรก ที่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถไฟและก่อเหตุอีกที่งานฉลองตรุษจีนที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ. 2500 สุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตกรรมในจังหวัดระยอง เมื่อปี พ.ศ. 2501 ซึ่งมีเพียงเหยื่อรายแรกและเป็นรายเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบในขณะนั้น (พ.ศ. 2497) ซึ่งสุดท้ายเขาถูกจับขังคุกและประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า เพราะในระหว่างดำเนินคดี 9 วัน ซีอุยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือ 7 คดี และจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ซีอุยไม่ได้เป็นบ้า ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2502
ภายหลังมีการสืบค้นคดีโดยรายการโทรทัศน์ บางอ้อ ทางช่อง 9 รวมทั้งรายการ ย้อนรอย ทางไอทีวี มีหลักฐานพยานและรูปคดีที่บ่งชี้ว่า ซีอุย ไม่ได้ฆ่าเด็กทุกคน มีเพียงเด็กคนสุดท้ายเท่านั้นที่เป็นหลักฐานมัดตัว ขณะตำรวจได้เข้าจับกุมหลังจากซีอุยลงมือฆ่า และอวัยวะในร่างกายของเหยื่อทุกรายก็ไม่ได้สูญหาย จึงเป็นที่สงสัยว่าเหตุใด ซีอุย จึงรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าเหยื่อทุกราย และนำอวัยวะมากิน ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นของรูปคดีที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดในปัจจุบัน บ้างก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของไทยได้ให้สัญญากับซีอุยว่าให้ซีอุยรับสารภาพ แล้วจะจัดการให้ได้กลับเมืองจีน ด้วยความที่ไม่จัดเจนในภาษาทำให้ซีอุยรับสารภาพ และถูกประหารชีวิตในที่สุด ซึ่งชาวบ้านร่วมสมัยที่ยังอาศัยในพื้นที่บางคนที่ยังมีชีวิตอยู่เชื่อว่าซีอุยไม่ได้เป็นฆาตกรตัวจริง
ปัจจุบัน ศพของซีอุยถูกเก็บเพื่อนำมาตรวจสอบ โดยเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยยังคงถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์ซีอุย"
(เนื้อความข้างบนนี้แตกต่างจากที่เคยได้ยินมานิดหน่อย ตรงที่สาเหตุการกินเนื้อมนุษย์ คือเล่ากันว่าสมัยซีอุยเป็นทหาร ในสมรภูมิอดอยากมาก ทหารที่รอดตายต้องกินเนื้อเพื่อนทหารด้วยกันเองประทังชีวิต ซีอุยกินแล้วเลิกไม่ได้ ก็เลยฆ่าเด็กเป็นเหยื่อ จนถูกตำรวจจับได้)
.




.






Recent Posts






















































