User Info
Welcome,
Guest
. Please
login
or
register
.
02 November 2026, 20:02:13
1 Hour
1 Day
1 Week
1 Month
Forever
Login with username, password and session length
Search:
Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ
http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,712
Posts in
15,718
Topics by
70
Members
Latest Member:
KAN
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
|
หมวดหมู่ทั่วไป
|
ศาลาพักใจ
|
รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก
|
เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
« previous
next »
Pages:
[
1
]
Author
Topic: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th) (Read 112 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
on:
21 October 2026, 14:36:16 »
เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
บ่วง
บ่วง
แนว: พีเรียด ดราม่า สยองขวัญ
บทประพันธ์โดย: จุลลดา ภักดีภูมินทร์
บทโทรทัศน์โดย: นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์
กำกับการแสดงโดย: ภวัต พนังคศิริ
ผลิตโดย: บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์ช่อง 3
นักแสดงนำ: พัชฏะ นามปาน,ศรีริต้า เจนเซ่น,ศิรพันธ์ วัฒนจินดา
เรื่องย่อละคร
ศามน (โฬม-พัชฏะ) หนุ่มนักเรียนนอก แต่งงานกับ รัมภา (ศรีริต้า เจนเซ่น) จนมีลูกฝาแฝดชายหญิง 2 คน คือ ศรุต (ด.ช. ภัทรกร ประเสริฐเศรษฐ) และ ศรัย (ด.ญ. ชินารดี อนุพงษ์ภิชาติ) จู่ๆ ศามน ได้รับการติดต่อให้กลับเมืองไทย เพื่อมาร่วมงานศพคุณยายทวดและรับมรดกเป็นบ้านสวนหลังใหญ่ เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่บ้านสวน โดยที่เรือนใหญ่เป็นที่ตั้งศพคุณยายทวด และ รัมภา มักพบเหตุการณ์หลอนๆ ตลอด
ศามน เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการ บ.คอมพิวเตอร์ โดยมี วรรณศิกา เป็นเลขาฯ และมี พัชนี เป็นผู้ช่วย เลขาฯ วันหนึ่งทั้งหมดตาม ศามน มาเยี่ยม รัมภา ด้าน พัชนี ถือโอกาสถ่ายภาพบ้านของ ศามน ไปให้ ลุงช่วง (เผ่าทอง ทองเจือ) ดู ลุงช่วง นั่งทางในบอกว่าบ้านนี้มีบ้านหลังเล็กซ่อนอยู่ใกล้ๆ และสั่งห้ามเปิดบ้านหลังนั้น ไม่เช่นนั้นวิญญาณร้ายจะออกมา แต่ก็ไม่ทัน เพราะ ศามน ไปงัดกุญแจที่มีผ้ายันต์ออก ทำให้ ศามน โดนมนต์ดำจนหมดสติ พอตื่นขึ้นมาก็กลายเป็น ศามน คนใหม่ที่ขี้หงุดหงิดและจัดการย้ายครอบครัวมาอยู่ที่เรือนเล็ก ตั้งแต่ย้ายมา รัมภา ไม่เคยหลับสนิท เธอมักฝันถึงผู้หญิงนุ่งโจงกระเบนดำ ผมยาว ยิ้มน่ากลัว
คนในครอบครัวของ ศามน กำลังผจญกับวิญญาณร้ายของ อีแพง (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) ที่รอคอย คุณหลวงภักดีบทมาลย์ ซึ่งก็คือ ศามน ในชาตินี้ คนที่พอรู้เรื่องในอดีตคือ ยายเพ็ญ (พิศมัย วิไลศักดิ์) หญิงชราวัย 90 ปี เพื่อนบ้านที่มีหลานสาวสุดเปรี้ยวชื่อ เดือนแรม (สุคนธวา เกิดนิมิตร) ซึ่งมาป้วนเปี้ยนที่บ้านบ่อยๆ
วรรณศิกา สงสาร รัมภา จึงไปปรึกษา ลุงช่วง ลุงช่วง บอกว่าที่เรือนใหญ่ มีวิญญาณดีวนเวียนอยู่ เพราะห่วงลูกหลาน และเรือนเล็กมีวิญญาณร้ายที่มีความอาฆาตคอยจองเวร รัมภา อยู่ เป็นบ่วงร้อยรัดไม่ยอมไปผุดไปเกิด
ต่อมา ศามน เผลอมีอะไรกับ เดือนแรม จนลืมลูกเมีย นั่นเป็นเพราะวิญญาณของ อีแพง ใช้ เดือนแรม เป็นสื่อในการปลุกตัณหาของ ศามน ในอดีต อีแพง สาวทะเยอทะยาน เป็นคนรับใช้ของ ชื่นกลิ่น หรือ รัมภา ในชาตินี้ ซึ่ง ชื่นกลิ่น เป็นลูกสาวของ คุณหญิงอบเชย (ชไมพร จตุรภุช) คุณทวดเจ้าของบ้านสวนแห่งนี้ ชื่นกลิ่น แต่งงานกับ คุณหลวงภักดีบทมาลย์ ด้าน อีแพง ก็แอบหลงรัก แต่ คุณพระ ก็ไม่แล จนวันที่ ชื่นกลิ่น ไปคลอดลูก คุณพระ เมากลับมา แพง จึงตกเป็นของ คุณพระ ในคืนนั้น ต่อมา แพง ตั้งท้องและแค้น ชื่นกลิ่น มาก จึงทำคุณไสยใส่ คุณพระ ทำให้ คุณพระ กลับมาหลงเธอ คุณหญิงอบเชย สงสารลูกสาวจึงพา คุณพระ ไปหาพระเพื่อช่วยขจัดมนต์ดำ เป็นเหตุให้ คุณพระ ร่างกายปั่นป่วน ล้มป่วยหนัก ก่อนตายจึงสาบานว่าขอเกิดเป็นคู่กับ ชื่นกลิ่น ไปทุกชาติ ด้าน แพง ก็ถูกคุณไสยกลับเข้าตัว กลายเป็นบ้า คุณหญิงอบเชย จึงสร้างเรือนหลังเล็กขัง แพง ไว้และเฆี่ยนตีจนตาย
รัมภา เริ่มศึกษาธรรมะจนรู้เรื่องราวทั้งหมด เธอใช้จิตติดต่อขอให้ คุณหญิงอบเชย เลิกจองเวร แพง และหมั่นแผ่กุศลให้วิญญาณของ แพง จนทั้งสองฝ่ายเลิกอาฆาตและยอมไปเกิดใหม่ จนทำให้ ศามน กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง
ติดตามชมละคร “บ่วง” ได้ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ทางช่อง 3 และหาอ่านได้ใน นสพ.ไทยรัฐ ทุกวัน.
รายชื่อนักแสดงละครเรื่อง "บ่วง"
พัชฏะ นามปาน รับบท ศามน - คุณหลวงภักดีบทมาลย์
ศรีริต้า เจนเซ่น รับบท รัมภา - ชื่นกลิ่น
ศิรพันธ์ วัฒนจินดา รับบท แพง
ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ รับบท อนุกูล - กล้า
เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา รับบท พัชนี - บัวสวรรค์
ชไมพร จตุรภุช รับบท คุณหญิงอบเชย
สุคนธวา เกิดนิมิตร รับบท เดือนแรม - นวล
พิศมัย วิไลศักดิ์ รับบท ยายเพ็ญ
เผ่าทอง ทองเจือ รับบท ลุงช่วง
ปาจรีย์ ณ นคร รับบท วรรณศิกา
ด.ช. ภัทรกร ประเสริฐเศรษฐ รับบท ศรุท (รัสตี้)
ด.ญ. ชินารดี อนุพงษ์ภิชาติ รับบท ศรัย (ไลล่า)
มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ รับบท ศศิ
ชุมพร เทพพิทักษ์ รับบท ตาหล้า
พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา รับบท ยายคำ
ธงธง มกจ๊ก รับบท บุญสืบ
ภรผกา เสียงสมบุญ รับบท พึ่ง
นฤมล พงษ์สุภาพ รับบท แอน
จรรยา ธนาสว่างกุล รับบท น้อย
ภัทรา อธิราษฎร์กุล รับบท เจี๊ยบ
แอน เนเจอร์กี๊ฟ รับบท ทองดี (ดีดี้)
ชาติชาย งามสรรพ์ รับบท อ. ชู (รับเชิญ)
พนารัตน์ บุนนาค รับบท ท่านหญิง (รับเชิญ)
รัชนี ศิระเลิศ รับบท แม่คุณพระภักดีบทมาลย์ (รับเชิญ)
ด.ญ. ชาร์เลท วาศิตา แฮเมเนา รับบท แพง (เด็ก) (รับเชิญ)
.
ที่มา : เรื่องย่อละคร บ่วง (thairath.co.th)
https://www.thairath.co.th/novel/Loop
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #1 on:
21 October 2026, 14:37:11 »
เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep1/page1
บ่วง ตอนที่ 1
ทันทีที่ศามนกับรัมภาพาลูกแฝดชายหญิงก้าวลงจากเครื่องบินเหยียบผืนแผ่นดินไทยบ้านเกิดเป็นครั้งแรก ต่างก็สูดลมหายใจเข้าปอด ยิ้มร่ามองฟ้าอันสดใสเป็นครั้งแรก ในหลายสิบปีที่ตามครอบครัวของทั้งสองฝ่ายไปอยู่ต่างแดน ตั้งแต่ครั้งยังวัยรุ่น ทั้งสี่ชีวิตต่างเดินพลางกอดรัดฟัดเหวี่ยงลูกชายและลูกสาวเล่นพลางเดินพลางขึ้นรถเข้าสู่อาคารอย่างที่หลายคนทั้งไทยและต่างชาติ มองอย่างพลอยมีความสุขไปด้วย
ศามนร้องบอกลูกว่า ถึงบ้านเราแล้ว ลูกๆทั้งสองร้องเรียกไทยแลนด์ชัดคำ เพราะพ่อแม่สอนและพูดไทย ตั้งแต่เกิด...รัมภาจับลูกไว้ไม่ให้ห่าง ตอบคำถามลูกที่ซักไซ้เรื่องบ้านใหม่อย่างเริงร่าตามประสาเด็ก...จากประตูช่วยกันลากกระเป๋า ผ่านผู้คนมากมายไปยังด้านหน้าที่รอรถเข้าเมืองบางกอก...ผ่านหลายชีวิตที่ขวักไขว่ไปมา...แต่พอเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังออกแรงยื้อยุดฉุดกระชาก โดยมีผู้หญิงสาวอีกหนึ่งนางเป็นตัวปัญหา จากการออกเสียงเถียงกันสลับการลงมือ ก็รู้ว่าภรรยาไม่ยอมให้สามีจับเครื่องบินพาสาวน้อยนางนั้นหนีไปเที่ยวกัน...
ภาพชีวิตเหล่านี้ ทำให้รัมภารำพึงถึงชีวิตสิ่งแวดล้อมที่รายรอบผู้คนทั้งหลาย มันช่างสับสน วุ่นวายจนสุดจะหยั่งคาด ขณะนั่งรอรถอยู่นั้น รัมภากลับคิดเตลิดไปไกล...อะไรที่ทำให้คนเราเกิดมา เกิดมาเพื่ออะไร...แล้วเธอก็ได้พบ...ชีวิตคนเรามีบางสิ่งบางอย่างที่รัดร้อยชีวิต เราเอาไว้...สิ่งนั้นมันคืออะไร?
รัมภามองไปทางพ่อลูก รัสตี้ ลูกชายกำลังเล่นเชือกที่เป็นบ่วงกลมๆ สอดไว้ที่นิ้วกลางข้างขวาและข้างซ้าย แล้วใช้นิ้วอื่นๆช่วยดึงบ่วงตรงกลางฝ่ามือให้พันกันไปมา โดยมีไลล่าแฝดผู้น้องเล่นด้วย
“บ่วง...” รัมภารำพึงคนเดียว “บ่วงที่รัดร้อยชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน บ่วงที่วนเวียน ไม่มีวันจบสิ้น บ่วงที่ทำให้หัวใจของเราเติมเต็ม บ่วงที่ทำให้เรามีแรงต่อสู้ บ่วงที่ผลักดันให้เรามีแรงตื่นขึ้นมาทุกวัน...บ่วงนี้เอง บางครั้งมันทำให้น้ำตาเรารินไหล...ฉันเรียกบ่วงชนิดนี้ว่า...บ่วงแห่งความรัก...”
รัมภาเห็นลูกชายบอกให้พ่อเล่นบ่วงดูบ้าง ศามนรับบ่วงเชือกไปใส่มือตัวเองเล่น พ่อเกี่ยวผิดเกี่ยวถูกไม่กี่นาทีก็ติดบ่วงหนึบทันที ลูกทั้งสองบอกพ่อว่า มันติดแล้ว
“พ่อทำมันติดหรือ” ศามนถามลูก
“ถ้ามันติด เราก็ต้องยกทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างเดียวครับพ่อ” รัสตี้ตัดสิน
รัมภานึกถึงชีวิตที่ผ่านมายาวนาน จำภาพที่สามีภรรยาทะเลาะกัน โดยมีสาวอีกคนมาเป็นตัวปัญหา รัมภาได้เห็นศามนเล่นบ่วงจนติด รัมภาคิดว่า...ในโลกนี้ไม่ได้มีเฉพาะบ่วงรัก...มันยังมีบ่วงชนิดอื่นอยู่ด้วย...ชีวิตเราจะเดินไปทางไหน มีหรือมันจะเหมือนเดิมตลอดไป?...
ooooooo
รถลีมูซีนจากสนามบินวิ่งเข้ามาจอดหน้าเรือนหลังใหญ่ที่รายรอบไปด้วยสวนไม้ใหญ่และไม้ดอกร่มรื่น พ่อแม่ลูกลงจากรถมองไปรอบๆอย่างตะลึงลาน ศามนพึมพำ เขารู้สึกเหมือนฝันไป...แต่รัมภาเก็บความรู้สึกไว้ หันไปจัดการกับข้าวของและคนขับรถ แล้วหันมาตอบคำซักถามของลูกๆที่ดูตื่นเต้น
ศามนเอ่ยกับรัมภา ขณะที่ลูกๆต่างวิ่งเล่นสนุกกับบ้านใหญ่ที่เรียกว่าคฤหาสน์ ศามนเล่าว่า คุณทวดไม่อยากให้ใครมาอยู่ที่นี่ เขาเองก็ลืมไปแล้ว พอทนายเอารายการมรดกมาให้ดู เขารู้ทันทีว่า เขาต้องการบ้านพร้อมที่ดินห้าไร่นี้ เหมือนปาฏิหาริย์ พวกพี่ๆยกบ้านให้เขา เอาสมบัติอื่นๆไปแทน...รัมภารู้ดีว่า เด็กๆเคยอยู่ที่แคบๆเมืองนอก มาเจอที่นี่ สงสัยจะนอนไม่หลับกัน
“ภา...ถึงเวลาที่เราจะมีความสุขเสียที ผมสัญญานะ ต่อไปนี้ผมจะทำให้คุณและลูกๆมีความสุข”
ศามนโอบกอดรัมภา เดินตามลูกๆที่วิ่งนำหน้าไป พวกเขาวิ่งไล่กันไปตามสวนไม้ดอกหลากสี มีเสียงนกร้องตามสุมทุมพุ่มไม้...แล้วก็มาถึงสระน้ำที่คั่นบ้านหลังใหญ่ และบ้านสวนหลังเล็ก มีต้นไม้ขึ้นรกเพราะไม่มีใครไปยังบ้านหลังเล็ก แต่ในสระน้ำบัวลอยเหนือผิวน้ำที่พลิ้วลม ฝูงผีเสื้อบินไล่กันดูสวยงาม...รัมภาเองสูดลมเข้าปอด แล้วพึมพำว่า บรรยากาศอย่างนี้ทำให้เธอเป็นสุขมาก...อย่างที่ศามนสัญญาไว้...
ooooooo
หลังจากศามนให้บุญสืบ เด็กหนุ่มลูกคนเฝ้าบ้านเอาของไปเก็บแล้ว พารัมภาและลูกชาย รัสตี้ ไลล่า
ลูกสาวคู่แฝดขึ้นบ้านใหญ่...แล้วรัมภากับลูกๆที่เอิบอิ่มความสุขมาเมื่อสักครู่ ต่างก็หยุดชะงัก ยืนตาค้าง ถามสามีเมื่อเห็นโลงศพตั้งตระหง่านว่า ทำไมไม่เอาไปไว้ที่วัด
“ศพคุณทวดของเรานะ” ศามนตอบเบาๆ ขณะรัมภายังยืนงง เสียงไลล่าร้องถามรัสตี้ว่าอะไรนั่น รัสตี้บอกน้องว่าศพคนตาย แล้วยังตะโกน “ผี” เสียงลั่น รัมภาปิดปากไม่ทัน รัสตี้เจ้าปัญหาเริ่มสร้างความกลัวต่อ บอกว่าผีอยู่ในโลงนั่น...ผีกำลังลอยออกมาแล้ว...ไลล่ากลัวสุดขีด ร้องกรี๊ดดดดด...แล้วยังมีบุญสืบ เด็กหนุ่มลูกคนเฝ้าบ้าน เอาของไปเก็บแล้วผวามากรี๊ดด้วยอีกคน รัมภารีบกอดไลล่า พร่ำปลอบแทบไม่หายใจว่า ไม่มี ผีไม่มี สั่งให้หยุดกรี๊ด...แล้วให้ลืมตาดู ไม่มีอะไรเลย...แต่รัสตี้ยังไม่หยุด ต้องการสำแดงให้ใครๆรู้ว่า เขาจะปราบผีให้ดู ว่าแล้วชี้ไป บอกทุกคนว่าผีมาแล้ว ตัวเบ้อเร่อ ชี้ไปที่ประตู ไลล่ายิ่งตัวสั่นงันงก กรี๊ดยาว ศามนต้องสั่งรัสตี้ให้หยุด เพราะน้องกลัวสั่นไปทั้งตัวแล้ว...รัสตี้ยังหยิบไม้มากวัดแกว่งทำเป็นสู้จนผีถูกฟันขาดสองท่อนไปแล้ว...ทั้งศามนและรัมภาช่วยกันปลอบไลล่าว่า แค่รัสตี้โกหก กอดปลอบไลล่าเป็นนาน จึงค่อยๆหายกลัว
เมื่อเด็กๆเห็นบุญสืบมานั่งเบียดปอดแหกอยู่ด้วยอีกคนจึงถามกันขึ้นว่าคนนี้ใคร ยายคำเดินมาตบกะโหลกบุญสืบ หาว่าทะลึ่งมายุ่งพวกท่านที่นี่ทำไม?
จากนั้นศามนจึงพาลูกเมียลงไปคุยกับยายคำ ตาหล้าผู้สามีและลูกชายบุญสืบที่สนามหน้าบ้าน รัมภาจึงได้รู้ว่า ศามนอยู่บ้านคุณพ่อเขา ตอนราวสิบขวบ ศามนเคยมาที่บ้านคุณทวดนี้ จากนั้นไม่ได้มาอีก...ยายคำเล่าแทนตาหล้าเพราะขี้ลืม...
“คุณทวดสั่งให้เก็บศพไว้ในบ้าน ห้ามเคลื่อนย้าย ทุกเย็นให้นิมนต์พระมาสวดที่นี่ ห้ามเผาเด็ดขาด”
“อะไรนะ” รัมภาหันมองสามี “จะมีศพอยู่กลางบ้านยังงี้ตลอดไปเนี่ยนะ...คุณรู้เรื่องนี้มาก่อนใช่ไหมคะ”
รัมภาของขึ้น ลุกพรวดเดินหนีไปทันที...ศามนรีบตามไปเปิดอภิปรายกันยกใหญ่ ศามนตอบคำถามตัดพ้อต่อว่าแทบไม่ทัน รัมภาหาว่าเขารู้ แต่ปกปิดเธอ กลัวเธอจะไม่มาด้วย แล้วดูซิลูกคงนอนไม่หลับ เขาอาจล้มป่วย... ศามนพยายามแก้ว่า เขาไม่ปกปิด แต่นี่คุณทวดของเขา
“กลายเป็นคนขี้กลัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ผีสางที่ไหนจะมี คนตายไปแล้ว” ศามนตัดบทรวบรัด...
เสียงหัวเราะหึๆดังมา มันเป็นเสียงหยามหยันของนางแพง ศัตรูของคุณทวด...ศามนได้ยินชัด หันไปมองตามเสียง แต่ไม่เห็นใครที่หลังต้นไม้นั้น...ศามนไม่เชื่อเรื่องผี จึงเดินไปตรวจดูอีกครั้ง ถามว่าใคร ลูกรัสตี้หรือเปล่า? เมื่อไม่เห็นใคร จึงได้แต่แปลกใจ
รัมภาพยายามเก็บความรู้สึก บางครั้งก็คิดทบทวนเรื่องศพคุณทวด...เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ก็ยังอดเดินมาที่หน้าโลงศพไม่ได้ มองรูปถ่ายคุณทวดแล้วก็คิดว่า
ตัวเองคงคิดมากไป...พอจะเดินจากไป กลับมีลมพัดเข้าหน้าวูบใหญ่...แล้วมีเสียงเพลงกล่อมเด็กดังมา มันคงจะเป็นเสียงคุณทวด เพราะเพลงนั้นโบราณ ฟังเย็นๆและมีมนต์ขลัง บางครั้งน่ากลัว...พอฟังไป เพลงนั้นซ่อนความรัก
ของแม่กับลูกไว้อย่างลึกซึ้ง รัมภาถามตัวเองว่า เสียงมาจากไหน? รัมภามองไปที่รูปคุณทวด เธอเห็นเป็นรอยยิ้มในหน้า รัมภาใจหายวูบ ถอยไปชนข้างฝา ไลล่าเดินมาเห็น ถามว่าหม่ามี้เป็นอะไร? รัมภารีบอุ้มลูกเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทั้งบอกลูกสาวว่า เธอคงเพลีย ยังปรับเวลาไม่ได้...แล้วบอกลูกอีกว่า แม่คงตาฝาดไปเท่านั้น ไม่มีอะไร
ooooooo
อนุกูล คือรองผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัทที่ศามนจะย้ายมาเป็นเอ็มดีในเมืองไทย หลังจากทำงานที่เมืองนอกมาหลายปี อนุกูลกำลังจะพาวรรณศิกา เลขาที่กำลังจะพากันไปต้อนรับศามน เจ้านายคนใหม่ โดยมีพัชนี ผู้ช่วยเลขาที่เพิ่งมาทำงานใหม่ไปด้วย พอเจอกับอนุกูล ท่าทางหน้าตาดี แต่ขี้หลี พูดโทรศัพท์กับสาวๆพวกกิ๊ก สับรางหลีกกันแทบไม่ทัน...
ขณะนั่งรถไปพบศามน อนุกูลก็เยาะหยันพัชนีว่า เชยมาก ใส่แว่นตาหนา ไม่ยอมให้เดินด้วยแน่ อย่างนี้ไปบวชชีจะดีกว่า ส่วนพัชนีก็ตอกหน้าอนุกูลไม่รามือ หาว่าเขากะล่อน ผิดศีลผิดธรรม หลอกผู้หญิงไปวันๆ
ตอนหนึ่ง อนุกูลรับโทร.มือถือนัดสาวที่โทร.มา ว่าจะพาไปดริ๊งก์กันที่ผับ แล้วยังกำชับให้สาวเอาจีสตริง ตัวใหม่มาอวดเขาด้วย พัชนีไม่รู้จักจีสตริง เปรยถามขึ้น ทั้งสองคนรู้ว่าพัชนีไม่รู้จัก อนุกูลจึงแกล้งบอกว่า เป็นกล้องถ่ายรูป คุณวรรณศิกาก็มีอันหนึ่ง วรรณศิกาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เมื่อมาถึงบ้านใหญ่ ศามนพารัมภาและลูกมาต้อนรับลูกน้องทั้งสาม พร้อมแนะนำกันเสร็จ วรรณศิกาให้บุญสืบเอาของที่หามาฝากเจ้านาย ทั้งของกินซึ่งเป็นอาหารฝรั่งที่คิดว่าพวกเจ้านายคงไม่สันทัดอาหารไทย มีทั้งของใช้ประจำตัวและในบ้าน...ส่วนพัชนีหันไปค้นกระเป๋า บอกว่าจะเอาจีสตริงของพี่วรรณที่ว่าจะเอามาใช้ที่นี่ วรรณศิกาตกใจปิดปาก พวกศามนต่างหันหน้าหนี วรรณศิกาจึงกระซิบบอกพัชนีที่ข้างหู พัชนีตาเหลือกอ้าปากค้าง งึมงำ
“จีสตริง แปลว่ากางเกงใน” พัชนีหันไปตวาดอนุกูลทันควัน “คุณหลอกพัช...” พัชนีอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
“โฮ้ยยย” อนุกูลหัวเราะกั๊กๆ “นานๆได้หัวเราะขนาดนี้...คนสมัยนี้ ใครไม่รู้จักจีสตริงบ้างเนี่ย มนุษย์ถํ้าเรอะเรา”
วรรณศิกาพยายามให้เป็นเรื่องขำขันเล็กๆน้อยๆ ให้พัชนีเอากล้องขึ้นมาถ่ายซ้อมมือ ก่อนที่จะได้ทำงานรับแขกที่บริษัทพรุ่งนี้...
พัชนีซ้อมถ่ายรูปไปทางสระบัว เล็งกล้องไปยังฝั่งเรือนเล็ก จึงบอกวรรณศิกากับอนุกูลว่า ตรงนั้นมีเรือนเล็กอยู่หลัง อนุกูลมองไปไม่เห็นมีอะไร จึงขอกล้องมาส่องดู...แล้วได้เห็นหลังริมนํ้ามีป่าขึ้นรก ใบไม้บังไหวไปมา มีเมฆดำลอยคลุมข้างบนเหนือบ้านเล็กนั้น...อนุกูลยังได้ยินบทสวดเป็นคาถาเขมร...
อนุกูลไม่รู้ว่านั่นคือเสียงของนางแพงที่ใช้คาถาในบทสวดนี้สะกดผัว นั่นคือศามน ซึ่งก็คือคุณหลวงในชาติก่อน เมื่อท่องคาถามากเข้าเสียงจึงติดอยู่กับบ้าน ติดกับตัวนางแพง และยังคอยบังคับศามนจนถึงปัจจุบัน...
อนุกูลส่องกล้องไปจึงบ่นรำคาญ คิดว่าพัชนีสวดมนต์ จึงร้องบอกให้หยุดสวดเสียที เมื่อทั้งสองคนบอกว่าไม่ได้ท่องได้บ่นอะไร อนุกูลหันมามองถึงกับอึ้งไป ถามตัวเองว่าหูฝาดรึเปล่า...แต่ก็ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง...
การสวดศพคุณทวดในตอนเย็นมีชาวบ้านและบางคนแถวตลาดมาร่วมด้วย พิธีผ่านไปโดยเรียบร้อย
ooooooo
ก่อนนอนรัมภากับศามนพากันไปหาลูกทั้งสองที่ห้องนอน คิดจะอ่านนิทานให้ฟัง แต่เด็กทั้งสองหลับปุ๋ยไปแล้ว จึงห่มผ้าหอมแก้มลูก แล้วพากันกลับมายังห้องนอน คุยกันสองสามคำก่อนราตรีสวัสดิ์ ได้ยินเสียงของหนักๆหล่นทางห้องโถง เพราะนายหล้ากับบุญสืบกำลังเก็บของ เชิงเทียนหน้าหีบศพคุณทวดกลับหล่นลงมาเหมือนมีคนผลัก บุญสืบขี้ปอดพาพ่อเผ่นกลับหลังบ้านทันที
ขณะเดียวกันสองสามีภรรยาต่างก็คิดจนนอนไม่หลับว่าเสียงของหล่นมันบังเอิญหรืออย่างไร?
บุญสืบกลับห้องพักและเล่าเรื่องเสียงหมาหอน ลมพัด แจกันหล่นเหมือนคนผลักให้แม่ฟัง...ถามว่าหรือคุณหญิงท่านเล่นไม่ซื่อ ยายคำรีบตบปากลูกชายตามเคย แต่บุญสืบยังย้อนว่า แม่จำคำคุณหญิงท่านไม่ได้หรือ?
บุญสืบย้อนว่า อยู่มาตั้งนานไม่มีอะไร พอพวกลูกหลานคุณหญิงอบเชยมา เหมือนวิญญาณท่านอยู่ไม่ติด...ยายคำเองก็รู้ซึ้ง...ผีคุณทวดที่พบมามีควันสีขาว ดวงตาสีฟ้าซีดๆสีหน้าหม่นหมอง ร้องเพลงกล่อมเด็กที่รัมภาเองก็เคยได้ยิน มันคือบ่วงรักและพลังความรักห่วงใยลูกหลาน...ส่วนวิญญาณอาฆาต คือผียายแพง...จะมีสีควันดำ รูปกายเทาดำ ตาแดง สีหน้าเย้ยหยัน แต่บทสวดทรงพลังด้วยมนต์ขลังพลังร้าย แต่คนที่จะได้ยินบ่อยคือศามน เพราะยายแพงท่องบ่นคาถามนต์ดำไว้มัดศามนจนข้ามภพชาติ...มันเป็นคาถาพลังแห่งความริษยาอาฆาตแค้นอย่างบ้าคลั่งของยายแพงที่ยังหลงรักปักแน่น แม้จะล่วงเลยมาชาตินี้ คุณทวดหรือคุณหญิงอบเชยจึงไม่ยอมให้เผาศพตัวเอง เพื่อจะวนเวียนปกป้องคนที่รักและห่วงใย ไม่ให้วิญญาณร้ายของยายแพงมาอาฆาตมาดร้ายเหมือนชาติปางก่อน...
วันที่ท่านจะสิ้นใจ ทุกคนมาดูแล รวมทั้งหมอด้วย แต่คุณทวดเหมือนเสียสติ มองไปที่ปลายเตียง ร้องด่าเหมือนมีคนมายืนอยู่ ท่านตวาด...อย่ามาทำลูกกู กูจะปกป้องลูกหลานกู ถึงตายวิญญาณกูจะมาอยู่กับลูกหลานกู...หมอรีบมาดูอาการ ยายทวดเริ่มร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังลั่น
“ฮือ...ลูกกู หลานกู...มึงอย่าทำ...อย่าทำ กูไม่ให้มึงทำ...”
หมอได้แต่บอกทุกคนว่า คุณทวดสร้างภาพ คิดไปเองว่าลูกหลานจะถูกทำร้าย...ยายคำพึมพำว่า...รักมากก็ห่วงมาก แต่บุญสืบยังคิดไกล...เมื่อเป็นบ้า ตายไปแล้วอาจมาเอาชีวิตลูกหลานไปด้วย...ยายคำตบหัวลูกชายอีกสั่งสอนว่า ห้ามพูดแบบนี้ให้คุณผู้หญิงคุณผู้ชายได้ยินเป็นอันขาด...
บุญสืบกับพ่อแม่ที่พูดมา หารู้ไม่ว่า คุณรัมภามายืนฟังอยู่ข้างฝาห้องด้านนอกนานแล้ว...รัมภายิ่งคิดก็ยิ่งเนื้อตัวสั่นหวาดกลัวเต็มที่...แสงฟ้าแลบแปลบๆ แล้วผ่าเปรี้ยงลงมาก่อนฝนจะตก รัมภาก้าวหนีไปทั้งๆที่ขาสั่นเดินไม่ตรงทาง เกิดกลัวบ้านนี้ขึ้นมาอีก รีบผวากลับเข้าห้อง ดึงผ้าห่มคลุมโปง เนื้อตัวสั่นเทา...ทั้งๆที่พยายามปลอบใจว่า มันแค่เรื่องนายสืบจอมปอดแหกพูดเท่านั้นก็ตาม...
ooooooo
พระจันทร์ถูกเมฆดำปกคลุมพายุพัดแรงเป็นครั้งคราว เสียงสุนัขเห่าหอนทำให้ยิ่งน่ากลัวสำหรับคืนนี้ หน้าต่างที่ห้องนอนเด็กถูกลมพัดซัดเปรี้ยง...พร้อมกันนั้น...ควันดำจากมนต์ดำของยายแพงลอยเข้ามาในห้อง เสียงสวดมนต์เขมรดังแรงขึ้น...
รัสตี้กับไลล่าต่างก็ตื่นขึ้นมามองหน้ากันเหมือนถูกสะกด รัสตี้ชวนไลล่าออกไปเล่นกัน ทั้งสองพากันออกจากห้องอย่างว่าง่าย...ทั้งสองเดินฝ่าสายฝนไปทางสระน้ำเหมือนถูกสะกด...แต่ไลล่าเดินช้าลง ทั้งบอกรัสตี้ว่าฝนตกหนักขึ้นแล้ว กลับบ้านดีกว่า แต่รัสตี้ต้องมนต์ดำยํ้ายืนกราน...ไปที่สระนํ้าก่อน...
ขณะที่ทั้งศามนและรัมภาหลับใหลไม่รู้เรื่อง...แต่รัมภาเหมือนกึ่งฝัน...เธอได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กของคุณทวด เสียงกล่อมดังขึ้นอย่างเร่งร้อน...เหมือนจะปลุกให้รีบไปช่วยลูก...ในขณะที่ริมสระบัว ไลล่ากลัวเรียกพี่ชายให้กลับบ้าน แต่รัสตี้ฉุดลากน้องสาวฝ่าสายฝนจะไปให้ถึงสะพานให้ได้
เวลาเดียวกันที่บ้านพัชนี เธอตื่นนอนมาดื่มนํ้า แล้วเอาซองรูปที่ไปถ่ายมาจากคฤหาสน์เจ้านายมาดูฝีมือใหม่ของตัวเอง ลุงช่วงตื่นมาดูรูปฝีมือหลานสาวด้วย เหมือนจะเคยเห็น จะเป็นการนั่งทางในที่ลุงผู้ถือศีลกินเจชอบนั่งเป็นประจำก็ว่าได้ ลุงเห็นบ้านหลังเล็กแล้วเกิดรู้สึกผิดปกติ รีบกลับเข้าห้องพระหลังเร่งให้หลานสาวรีบเข้านอน
ที่สะพานข้ามไปบ้านเล็ก เด็กทั้งสองเหมือนถูกมนต์ร้ายของนางแพงสั่งให้ข้ามสะพานไม้ผุๆไปให้ได้ แต่สองพี่น้องเห็นสะพานเก่าๆเกิดลังเล เกรงจะหักโค่นลงนํ้า จึงยืนนิ่ง ไลล่าพยายามดึงพี่ชายกลับไปหาแม่
ooooooo
เสียงพายุและสายฝนพัดกรูเข้ามาในห้องโถงถล่มที่ตั้งศพคุณทวด หน้าต่างกระแทกดังปึงปัง ข้าวของล้มระเนระนาด กระแทกรูปคุณทวดเหมือนจะให้เห็นว่าท่านทำร้ายลูกหลานตัวเอง...รัมภาสะดุ้งตื่น ได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กยังดังชัดและดุดันขึ้นทุกที...ทำให้นึกถึงคำของบุญสืบว่าคุณทวดจะเอาชีวิตลูกหลานไปอยู่ด้วย...รัมภาร้องเรียกหาลูกทันที เท้าไวเผ่นไปห้องเด็กแทบไม่หายใจ...เมื่อพบแต่ความว่างเปล่า...เหมือนหัวใจจะแตกสลาย ร้องเรียกหาลูกทั้งสองเหมือนจะขาดใจ เมื่อคิดว่าทำไมถึงมาเกิดกับลูกตัวเอง...
ขณะที่รัสตี้มองเห็นแสงไฟสว่างวับๆ ไม่ฟังเสียงไลล่าที่ดึงให้พี่ชายกลับ เขาบอกน้องว่านั่นสมบัติมหาศาลรออยู่ รีบข้ามสะพานไปกัน แล้วทั้งสองเด็กน้อยก็ทรุดลงนั่ง เมื่อเสียงฟ้าฟาดตึงใหญ่เหมือนฟ้าถล่ม เสียงผ่าทำให้หูอื้อไป เสียงกรี๊ดตกใจแทบตายยังดังจากไลล่าที่สองมืออุดหูตัวสั่นงันงก...
ที่ห้องโถง...นายหล้าพาลูกเมียมาเปิดไฟ รัมภาวิ่งร้องอย่างแตกตื่นสุดเสียง ตามหาลูกทั้งสอง ศามนวิ่งมาซักถาม จึงรู้ว่าลูกหายไปจากห้อง ศามนสั่งทุกคนไปตามหาเดี๋ยวนี้ ทุกคนออกวิ่งไปข้างนอกพร้อมไฟฉายกราดไปทั่ว
ที่บ้านพัชนี...ลุงช่วงรีบออกมาบอกหลานสาว “แย่แล้ว...ให้รีบโทร.ติดต่อบ้านเจ้านาย ลุงอยากคุยด้วย ลุงเห็นวิญญาณติดบ่วง ไม่ยอมไปไหน” พัชนีบอกลุงว่า บ้านนั้นไม่ยอมเผาคุณทวด จะอยู่ปกป้องลูกหลาน
ด้านนอกคฤหาสน์...ทุกคนตามหาจนทั่ว แต่ยังไม่พบเด็ก ศามนสั่งให้ฝ่าสายฝนตามหาอีก สั่งให้ไปค้นหาทางสระบัวด้วย
ไลล่ามองรัสตี้ที่หยุดนิ่งเชิงสะพาน เพราะเหมือนเขาพูดกับใครสักคน แล้วถามว่า มีสมบัติอยู่ฝั่งโน้นจริงหรือ ทั้งถามอย่างสงสัยว่าพูดกับใคร รัสตี้ไม่ฟัง ฉุดมือน้องสาวก้าวยาวๆขึ้นสะพาน...ขณะที่พวกศามนพาทุกคนส่องไฟฉายตะโกนเรียกหาลูกไม่ขาดปาก...แต่ไม่เห็นอะไร ทั้งๆที่รัสตี้พยายามฉุดไลล่าเร่งให้ข้ามไปเอาสมบัติ ไลล่าสะบัดร้องเรียกหาแม่ให้มาช่วย...แล้วไลล่าหุบปาก ชะงักงันทันที เมื่อมองเห็นที่ฝั่งบ้านเล็ก มีควันดำลอยคลุ้ง มีหมาตัวน้อยสีดำน่ารัก มันเกิดจากมนต์ดำของแพง ไลล่าลังเล ไม่ยอมกลับเพราะอยากได้หมา รัสตี้ร้องบอกว่าหมาน่ารัก ไปเล่นกับมันกัน ทั้งสองรีบวิ่งข้ามไปหาหมาน้อยทันที...ยามนั้น ควันสีขาวปรากฏขึ้นเชิงสะพาน ทวดอบเชยมองไปยังเด็กทั้งสองที่ถูกดึงดูดไปอย่างเคียดแค้นที่นางแพงเอาหมามาล่อเด็ก...
พวกศามนตามหาเด็กเปียกปอนกันทุกคน เมื่อผิดหวังต้องกลับไปรวมกันที่หน้าบ้านใหญ่ รัมภาหมดหวังร้องไห้ฟูมฟาย ยกมือไปทางที่ตั้งศพคุณทวด สั่งยายคำจุดธูปเพื่อจะไปอ้อนวอนขอลูกคืน...แทนที่จะรับธูปจากยายคำ รัมภาปัดธูปทิ้งด้วยความแค้น
“คนใจร้าย เอาลูกดิฉันคืนมา ได้ยินไหม เอาลูกดิฉันคืนมานะ” รัมภาตะโกนใส่โลงศพทวดอย่างโกรธแค้น เพราะคิดว่าคุณทวดจะเอาลูกเธอไป...ยามนั้น เสียงหัวเราะเยาะหยันของนางแพงดังมาให้ได้ยินซํ้าเข้าไปอีก
วิญญาณทวดอบเชยที่สะพานหันไปมองทางบ้านใหญ่ เพราะได้ยินการสาปแช่งของรัมภาด้วยเข้าใจผิด ทวดร้องไห้รํ่าร้องว่า ท่านไม่ได้ทำหลานอย่าเข้าใจผิด... ศามนปลอบรัมภาว่า ไม่น่าจะเป็นคุณทวด แต่รัมภาอาละวาดข้าวของกระจุย ทุกคนได้ยินเสียงหัวเราะเยาะสะใจของแพงที่ดังตลบตลอดเวลา...
มีแต่ลุงช่วงคนเดียวที่รู้ บอกพัชนีว่า พวกเขาเข้าใจผิดว่าเป็นคุณทวดเล่นงานหลาน แต่ที่บ้านนั้นมีวิญญาณอีกตนคอยเล่นงาน...ลุงช่วงยังเห็นตลอดว่าคุณทวดพยายามจะไปช่วยดึงหลานกลับมาจากมนต์ดำของยายแพง...ยามนั้นเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา พัชนีตกใจสุดขีดกรี๊ดออกมา ผวาหาลุงจนต้องกอดหลานที่ตัวสั่นเทาไว้ ลุงช่วงบอกว่า...วิญญาณรักสู้กับวิญญาณแค้น...ลุงต้องไปสวดมนต์ บางทีอาจช่วยได้...
ที่สะพานไม้ที่สระบัว วิญญาณสองดวงกำลังต่อสู้กันด้วยอำนาจ ทวดสั่งอีแพงให้หนีไปอย่ามายุ่งกับหลานของท่าน นางแพงยังสั่งให้เด็กไปหา ไลล่าบอกว่าเหมือนได้ยินคนเถียงกัน แต่ไม่ชัดว่าเรื่องอะไร...ผีนางแพงให้เด็กไปหา มีหมาน่ารักรออยู่ แต่ทวดเร่งให้เด็กกลับมาหาทวดฝั่งนี้ ทวดเป็นคุณยายของพ่อหนูนะ ไลล่าหันไปมองตามเสียงทวด ไม่เห็นอะไร แต่รู้สึกได้ จึงร้องบอกพี่ชายว่า ไม่เอาหมาแล้ว กลับบ้านเถอะ...ไลล่าตัดสินใจกลับ โดยมีแรงร่ำร้องรำพันหาลูกของรัมภา และมีแรงสวดมนต์ช่วยของลุงช่วงอีกคน
ส่วนรัสตี้ถูกยายแพงเร่งเร้าให้มาเอาหมาน่ารัก ไลล่าและคุณทวดเร่งให้กลับมา แพงสั่ง...อย่ากลับไป มาปลดปล่อยยายแพงเร็วๆ...ทั้งสองฝ่ายใช้พลังช่วงชิงเด็กอย่างสุดกำลัง
ooooooo
หลังจากศามนให้ยายคำพารัมภาไปนอนพักที่ห้องนอน เขาพานายหล้ากับลูกชายออกไปตามหาลูกอีกครั้ง พอออกมาที่ระเบียง กลับเห็นรัสตี้กับไลล่ามานอนอยู่ เด็กทั้งสองพอลืมตาเห็นหน้าพ่อ รีบผวาเข้ามาหากอดพ่อตัวสั่นด้วยความดีใจ เด็กถูกซักว่า เราตามหาแทบแย่ แต่ทำไมมาอยู่ตรงนี้ บุญสืบปากสั่น บอกว่าตรงนี้คุณทวดมานั่งเป็นประจำ ว่าแล้วโดดกอดนายหล้าผู้พ่อด้วยความปอดแหก...
ศามนพาลูกๆไปหารัมภาที่ห้อง รัมภาเห็นลูกเหมือนยกภูเขาออกจากอก กอดลูกร้องไห้เป็นวักเป็นเวร...จากนั้นจึงซักเด็กว่า ฝนตกฟ้าร้องแบบนี้ ทำไมออกไปข้างนอก เด็กๆเองก็งง แต่รับว่าไปที่สะพานบึงบัว แต่ผู้ใหญ่ทุกคนบอกไม่เห็นมีทั้งๆที่ไปดูหลายหน เด็กๆบอกว่า จะไปดูสมบัติ และลูกหมาน่ารัก แต่ไม่ได้ข้ามไป แล้วยังบอกว่า เรามานอนหนุนตักคุณทวดให้ท่านร้องเพลงกล่อมด้วย
“ไลล่าคิดว่าคุณทวดเป็นคนพาเรากลับนะ รัสตี้จำได้ไหม คุณทวดยังบอกว่า ท่านจะดูแลเรา...” รัสตี้พยักหน้า
“คุณทวด...” รัมภาพึมพำ...เริ่มสำนึก หันไปสบตากับศามนอย่างพอจะเข้าใจอะไรอีกหลายอย่างแล้ว
จากนั้นศามนพาเด็กๆไปดูรูปทวดหน้าศพ ทั้งสองคนบอกทันทีว่าใช่ คุณทวดคนนี้แน่ แล้วยังให้หนุนตัก ร้องเพลงกล่อมเราด้วย ไลล่าเริ่มฮัมเพลงกล่อมเด็ก รัมภาตาโตเพราะมันเหมือนที่เธอเองเคยได้ยินตอนฝันงึมงำว่า เพลงนั้นเอง ศามนถามทันทีว่ารัมภารู้จักหรือ เธอรีบปัดว่าเปล่าแล้วเฉยดื้อๆ ศามนจึงแน่ใจว่า เด็กสองคนฝันถึงคุณทวดพร้อมกัน...และมันเหมือนคุณทวดในอดีตที่ร้องเพลงกล่อมรัมภามาแต่อดีตชาติ
ooooooo
พัชนีไปทำงานที่บริษัทตอนเช้า อนุกูลเย้าเรียกเธอว่าแม่ชี พัชนีโต้ทันทีเธอชื่อพัชนี อนุกูล เพลย์บอยรุ่นบริโภคนิยม พาพัชนีไปแอบมุมหนึ่ง บอกว่าหลบสาว หนึ่งคนเป็นกิ๊กเก่า อีกคนกิ๊กใหม่ ให้พัชนีไปบอกกิ๊กเก่าว่าเขาไม่อยู่ ส่วนเขาจะไปหลอกกิ๊กใหม่ พาออกไปข้างนอกด้วยกัน
พัชนีไปรับหน้ากิ๊กเก่า บอกว่าคุณอนุกูลไม่อยู่ มีนัดอืี่น กิ๊กเก่ามองพัชนีอย่างไม่ไว้ใจ จึงตกลงว่า วันหลังจะมา กิ๊กเก่าไปแล้ว พัชนีโล่งใจ...
อนุกูลกำลังป้อสาวกิ๊กใหม่อย่างเพลิดเพลิน กำลังจะมือปลาหมึกตกใจหันมาดุพัชนีว่า มาทำไมตอนนี้ พัชนี บอกว่าเรียบร้อยแล้วตัวกลับแข็งทื่อ เมื่อกิ๊กเก่าแอบตามมา ตะคอกเสียงฟ้าผ่า
“นึกแล้วเชียว...ส่งนังนกถึดทือหลอกฉัน” ว่าแล้วกาแฟร้อนๆในมือก็บินหวือไป ต่างหลบให้บินไปชนข้าง ฝา...แล้วกิ๊กหนึ่งเจ้าเก่า ก็หันไปจังก้ากิ๊กใหม่แกะกล่อง “นังจินนี่ แกแย่งไอ้ตัวของฉัน”
ก่อนกิ๊กทั้งสองจะฟ้อนเล็บผสมมวยปล้ำ อนุกูลดึงพัชนีไปหาบังเกอร์ ได้ยินเสียงลงไม้ลงเล็บของสองสาวอุตลุด แก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆด้วยเสียงก่นด่าแสบถึงก้นกบ ...ถึงหลืบหลบ เขาบ่นพัชนีที่ไม่รอบคอบ พัชนีแอบมองเห็นสองกิ๊กพันตูกันเป็นสามารถให้เขาไปห้าม ว่าแล้วผลักอนุกูลออกไปก่อนจะตั้งตัวขัดขืน เขารีบโบกมือร้องห้าม สองกิ๊กเห็นอนุกูลหารือกันว่าจะมาตบกันทำไม ไอ้หมอนั่นเอาไว้ทำซากอะไร สองกิ๊กพลิกเกม ตะลุยใส่อนุกูล แทนจนสองมือปัดป้องบ้องหูตัวเองแทบไม่ทัน พัชนีหลับ ตาปี๋ เห็นเขาฆ่าหมูดูไม่ได้ พลางนึกว่า ครานี้ฉันถูกไล่ออกจากงานแหงมๆ...
ooooooo
จากนาทีที่เริ่มคิดว่าคุณทวดนั้นแท้จริงคือวิญญาณที่คอยปกป้องลูกหลานพวกเธอต่างหาก วันนี้รัมภามายืนหน้าโลงศพคุณทวด...เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่า เพลงกล่อมเด็กนั้นเป็นของคุณทวดใช่ไหม คุณทวดไม่ได้เอาเด็กไป แต่มาช่วยเด็กจริงหรือเจ้าคะ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ดิฉันกราบขอโทษค่ะ ที่เข้าใจผิด...
จากนาทีนั้น...รัมภาเหมือนตัวเบาหวิว ล่องลอยไป ไกลแสนไกล...ไปสู่เรื่องราวหนหลังนานมาแล้ว...ชีวิตอบ– อุ่นอยู่กับชายน้ำ รัมภาพบตัวเองในชุดสาวไทยสมัยดั้งเดิม ใครๆเรียกเธอว่า ชื่นกลิ่น ไปไหนมาไหนมีเรือพายเป็นพาหนะไปตามแม่น้ำลำคลองร่มรื่น เพลงที่ดังมาตามลม เป็นเพลงไทยเดิมที่คนสมัยนั้นมักบรรเลงกันเองตามบ้าน...
ชื่นกลิ่นแต่งงานแล้ว แต่บ่อยครั้งเธอชอบซบตักแม่อบเชยอย่างเป็นสุข แม่อบเชยร้องเพลงกล่อมลูกสาวเพลงเดิมนั้นอยู่ อบเชยร้องด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก เพราะรู้ว่านางแพงยังคิดร้าย และคอยจะแย่งสามีของชื่นกลิ่น แต่เธอเองไม่รู้ ได้แต่ฟังเพลงกล่อม บอกแม่อบ– เชยว่า เพลงกล่อมนี้เพราะจริงๆ ทุกครั้งที่ได้หนุนตักแม่ฟังเพลงนี้แล้วอบอุ่นที่ได้ชิดใกล้แม่ อบเชยฟังแล้วชื่นใจ ยิ่งคิดแค้นที่แพงยังจะมาแย่งสามีของลูกสาวของเธอไป
“รักของแม่ ไม่แค่ประโลมใจ แม่จะเป็นฉัตรแก้วกั้นภัยให้ลูก รักของแม่จะติดตาม ปกป้องลูกทุกชาติภพ...”
รัมภาลืมตาตื่นจากฝันในอดีต มองเห็นลูกแฝดทั้งสองเล่นของเล่นอยู่ในศาลาริมสวน...รัมภาจึงรู้ว่าเธอฝันไป ฝันสู่อดีตชาติ...แม้จะรู้ว่าฝันไป แต่รัมภาคิดว่ามันเหมือนจริงเหลือเกิน...รัมภาลุกขึ้นนั่ง มองไปที่บ้านใหญ่ มองห้องโถงตั้งศพคุณทวดที่ชื่ออบเชย...ความคิดฝันสานตัวของมันไปไกล...
ooooooo
หลังจากศามนฟังเรื่องราวของลูกแฝดที่อยากไปดูสมบัติและหมาน้อยน่ารักที่บ้านหลังเล็กแล้ว วันนี้ศามนพาลูกๆไปที่สระบัวด้วยความอยากรู้ให้แน่ ศามนไปยืนมองที่สะพาน...แต่หารู้ไม่ว่าวิญญาณอันโหยหาของแพงเห็นเข้า ปรากฏตัวขึ้นรํ่าร้องวิงวอน “คิดถึงเหลือเกิน ยอดดวงใจของเมีย ข้ามมาหาเมียสิคะ คุณหลวงภักดีบทมาลย์” วิญญาณแพงร้องครํ่าครวญโหยหา แต่ถูกยันต์ปิดกั้นกักขังไว้
“อย่า...” ลุงช่วงร้องขึ้น ขณะนั่งสมาธิหน้าพระในห้อง “อย่าข้ามไป ข้ามไปไม่ได้” ว่าแล้วหยิบมือถือมากดฉับๆไปหาพัชนี พอพัชนีรับสาย ขณะกําลังทํางาน ช่วงรีบบอก “ลุงเห็นในนิมิต เจ้านายหนูพัชกําลังจะเดินข้ามสะพาน อย่าให้ข้ามไป อย่ายุ่งกับบ้านหลังเล็ก ไม่งั้นวิญญาณร้ายจะถูกปลดปล่อย จะยุ่งกันใหญ่”
พัชนีบอกวรรณศิกาว่า บ้านคุณศามนเกิดเรื่องใหญ่ ขอให้พี่วรรณช่วยโทร.หาคุณศามนด้วย...
ขณะที่วรรณศิกาโทร.นั้น...ที่สะพานข้ามสระบัวไปบ้านหลังเล็ก แพงกําลังใช้มนต์ดําเรียกร้องออดอ้อนให้ศามนไปหา เพราะแพงรอเขามาเป็นร้อยปีแล้ว “มาหาเมียสิคะ คุณหลวงเจ้าขา” เสียงสวดเขมรดังขึ้น ทําให้ศามนสะดุ้งเมื่อต้องมนต์ดํา ก้าวเดินขึ้นสะพานไปอย่างง่ายดาย แพงหัวเราะสมหวัง สะใจดังสนั่นลั่นคุ้งนํ้า
เมื่อวรรณศิกาโทร.ไม่ติด พัชนีรีบเอามาโทร.ต่อ พอมือถือในกระเป๋าศามนดัง เขาชะงัก หยิบขึ้นมา แต่ด้วยสายตาทรงอํานาจของแพง ศามนทํามือถือหล่นลงนํ้า พัชนีจึงหมดทางติดต่อ ถามอนุกูลที่นั่งลูบหน้าตาที่มีรอยเล็บอยู่ด้วย จะทํายังไงดี...คิดกันครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นอย่างไม่เชื่อแต่เสนอให้ไปหาเขาที่บ้าน ว่าแล้วเดินไป สองสาวต้องรีบตามไปทันที
ศามนก้าวตามคําสั่งแพงไปยังบ้านหลังเล็ก แพงโดดกอดศามนเหมือนจะขาดใจ ส่งเสียงละลํ่าละลัก “คุณหลวง อีแพงคิดถึงท่านเหลือเกิน อีแพงเหมือนตกนรกอยู่ที่นี่ ไม่มีใครเหลียวแล ท่านต้องช่วยเมียนะเจ้าคะ”
ศามนดวงตาเหม่อลอย พยักหน้าตอบ แพงรีบจูงมือศามนเข้าบ้านเล็ก...
.
......................................................................
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep2/page1
บ่วง ตอนที่ 2
ผีแพงกำลังจูงศามนเข้าไปในบ้านหลังเล็กอย่างว่าง่าย เพราะกำลังต้องมนต์ดำเต็มที่จากวิญญาณแพงที่เคยเป็นเมีย และต้องมาถูกขังในบ้านที่เต็มไปด้วยกรงขัง เพราะอบเชยต้องการขังแพงด้วยคาถา ฐานบอกว่าแพงท้องกับคุณหลวง ก็คือศามนในชาตินี้ แพงจึงถูกล่ามโซ่จนตายในบ้านเล็กนี้ ตายไปพร้อมมนต์ไสยที่ท่องไว้ด้วยความอาฆาตมาดร้ายและมุ่งแก้แค้นทุกชาติไป วิญญาณของแพงถูกขังในบ้านนี้ด้วยผ้ายันต์ติดสะกดไว้จนถึงปัจจุบันนี้
“จำเรือนรัก เรือนเสน่หาหลังนี้ได้ไหม เรือนหลอมรักของคุณหลวงกับอีแพงในอดีต เราเคยสุขกันที่นี่
จำได้ไหมเจ้าคะ” ศามนเหมือนสติละลาย ได้แต่เหม่อลอย อีแพงร่ายยาวรำพันรัก “ชีวิตอีแพงอาภัพนัก ความจนไม่เคยปรานีใคร ตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็อดมื้อกินมื้อ...”
แพงแสนช้ำในอดีตตอนเด็กที่บ้านนอก พ่อตาย แม่เจ็บนอนซมในบ้านเก่าๆ แพงยังเด็กต้องหาไม้ขุดเผือกขุดมันมากินกันตาย จนมือได้เลือด ต้องกินด้วยความหิว...แม่ที่นอนป่วยเห็นลูกแล้วร้องไห้ปลอบให้แพงกินประทังหิวไปก่อน แม่ดีขึ้นจะพาไปอยู่ในเมือง
เมื่อแม่อาการป่วยดีขึ้น ก็หอบหิ้วแพงเข้าเมือง ไปกราบหลวงพ่อ ซึ่งเห็นกับตาว่าแพงหิวจนต้องแย่งข้าวหมากิน หลวงพ่อจึงให้แม่ลูกอยู่ แข็งแรงแล้วค่อยจากวัดไป นางพึ่งกราบหลวงพ่อแทบพื้น
วิญญาณอีแพงกลับมามองศามนด้วยความรักอันอมตะในบ้านหลังเล็ก...ระบายอดีตให้ศามนฟังต่อ... “ชีวิตอีแพง อดอยาก กินหัวเผือกมัน เคยกินข้าวหมา ความยากจนสอนอีแพงว่า ด้านได้อายอด ไม่สู้ก็มีแต่ตาย” หลังจากนางพึ่งได้ข้าววัดแข็งแรงพอ จึงพาลูกสาวมากราบอบเชยที่คฤหาสน์หลังใหญ่ จนเจ้าของบ้านคาดไม่ถึง
“อีพึ่ง...” คุณหญิงอบเชยลุกจากเก้าอี้ มีเพ็ญสาวใช้คนสนิทนั่งกับพื้น “นี่เอ็งจริงรึ ไฉนผอมโซนัก”
ยายพึ่งกราบแล้วเล่าเรื่องไอ้เส สามีตายเมื่อโรคห่าระบาด อีพึ่งจนอยู่บ้านนอกไม่ไหว ต้องขอกลับมาพึ่งใบบุญคุณหญิง อย่าขับไล่ไสส่งอีพึ่งกับลูกเลยนะเจ้าคะ
คุณหญิงอบเชยยังโกรธอีพึ่งไม่หาย เพราะอีพึ่งมันสวยจนท่านเจ้าคุณติดพันมัน คุณหญิงจึงต้องหาเรื่องไล่พึ่งกับผัวมันออกจากบ้าน ผัวยายพึ่งกลัวบารมีท่าน จึงปิดปากเรื่องชู้สาวไว้ แต่คุณหญิงยืนกราน
“เอ็งจะกลับมาทำไม เคยลักของข้า ข้าไล่เอ็งออกไปแล้ว คงรับกลับมาไม่ได้อีก”
“แม่ถูกใส่ร้าย” นังเด็กแพงแก่แดดโพล่งขึ้นกลางวง ไม่กลัวเกรงใคร “คุณหญิงไล่แม่ออกจากเรือน เพราะกลัวท่านเจ้าคุณมาติดพันแม่ต่างหาก” คุณหญิงตกใจ เพ็ญโกรธแทนเจ้านายด่าแพงจะตบปาก ว่าแล้วก็ซัดเปรี้ยงที่หน้า พึ่งเองต้องขวางแล้วก็ด่าลูก...แต่อีแพงของขึ้น ลำเลิกเรื่องเจ้าคุณเข้าหาแม่พึ่งทั้งมีเมียแล้ว พอแม่ท้อง คุณหญิงไม่ยอมรับว่าอีแพงคนนี้เป็นลูกคนหนึ่ง จึงไล่แม่ออกจากบ้าน...เพ็ญทนฟังเจ้านายถูกด่าประจานไม่ไหว จะตบอีแพงอีก คุณหญิงจึงร้องห้ามทุกคนให้หยุด...แล้วตัดสินใจ
“อยากมาก็มา ข้าจะให้เอ็งสองแม่ลูกไปอยู่โรงครัว ห้ามโผล่หน้ามาให้ข้าเห็นเด็ดขาด”
จากนั้น คุณหญิงกำชับบ่าวเพ็ญคอยจับตาแม่ลูกไว้ อย่าให้มันพูดเรื่องมันเป็นลูกท่านเจ้าคุณอีกเป็นอันขาด ท่านไม่อยากให้ชื่นกลิ่นลูกสาวสุดที่รักรู้เรื่องนี้ และไม่อยากแบ่งสมบัติให้ใคร ชื่นกลิ่นต้องเป็นลูกคนเดียวของท่านเจ้าคุณ
ส่วนสองแม่ลูก หลังได้ที่อยู่ที่กินแล้ว ก็บ่นว่าลูกสาวไปเอะอะกับคุณหญิง แต่แพงกลับหาว่าแม่หงอ ที่ได้ที่อยู่ที่กินเพราะมันกล้าพูดต่างหาก ใครจะว่ายังไงอีกพึ่งไม่สน มันถือว่าเป็นลูกท่านเจ้าคุณคนหนึ่งแล้วกัน มันเท่ากับคุณชื่นกลิ่นแท้ๆ...อีพึ่งได้แต่ส่ายหน้าในความทะเยอทะยานของอีลูกคนนี้...
ooooooo
ไม่กี่วันต่อมา แพงเดินเล่นในสวน ได้พบชื่นกลิ่น อีแพงอาสาขึ้นเก็บมะม่วงให้ ทั้งสองแนะนำตัวกัน ชื่นกลิ่นชวนเล่นหม้อข้าวหม้อแกง แพงตกลงยินดีรับใช้ แต่ขอให้ชื่นกลิ่นไปเรียนคุณหญิงก่อน
เมื่อลูกชื่นกลิ่นไปบอกคุณหญิงอยากได้อีแพงมาเป็นคนสนิท เพราะแพงฉลาด ปีนต้นไม้ หาไข่มดแดงเก่ง เธอชอบมัน เพ็ญสั่นหน้าไม่เห็นด้วย แต่ชื่นกลิ่นคะยั้น
คะยอขอร้อง คุณหญิงจำต้องยอม อีแพงฟังแล้วยิ้มพอใจ...
จากวันนั้น อีแพงก็แอบเข้าห้องคุณชื่นกลิ่น หยิบเครื่องประดับทองหยองมาสวมใส่ กรีดนิ้วไปมา ทำท่าเจ้านายให้พวกบ่าวมาบีบนวด...แล้วต้องชะงัก เมื่อเจ้าของห้องเข้ามาถามเสียงดุ อีแพงรีบออกตัวว่าไม่ได้ขโมย แต่เอาของมาใส่เล่น รีบถอดคืน ทั้งขอร้องไม่ให้บอกคุณหญิง ไม่งั้นอีแพงหลังลายแน่ อีแพงสบายใจ มองชื่นกลิ่นแล้วงึมงำในใจว่า มันทำดีเพื่ออยู่รอด มันคือลูกท่านเจ้าคุณคนหนึ่งเหมือนกัน ดีเท่าไหร่ไม่แย่งสมบัติของแก?
ooooooo
ช่วงนี้มีงานเทศน์มหาชาติที่วัด แพงกับนวล ลูกสาวบ่าวเพ็ญ พากันมาซื้อของเข้าครัวบ้านใหญ่ ขณะช่วยกันหาบกระบุงใส่ของข้ามสะพานไม้เก่าๆ เด็กๆหลายคนวิ่งเล่นกันสนุก ต้องหลบหลีกแทบชนกัน พอข้ามครึ่งสะพาน เด็กหัวจุกวิ่งมาชนแพง เสียงราวสะพานลั่นเปรี๊ยะ ทุกคนร้องขึ้นด้วยความกลัวแล้วเสียงคนร้องกับเสียงสะพานหักตูม คนหล่นน้ำร้องกันระงม...
จากนั้นผู้คนร้องให้ช่วยสับสน คนกำลังจมน้ำ นวลโชคดีจับขอบสะพานที่ไม่หักไว้ ร้องเรียกอีแพง ทั้งให้คนช่วย อีแพงว่ายน้ำไม่เป็น ผู้คนรีบช่วยพวกลูกท่านหลานเธอก่อน...
คุณหลวงผ่านมา พร้อมชายฉกรรจ์หลายคน รีบวิ่งโดดน้ำลงช่วยกันชุลมุน เห็นอีแพงชูมือ แล้วค่อยจมลงน้ำ คุณหลวงรีบโดดลงไปช่วยงม...แล้วลากแพงขึ้นมาพาเข้าฝั่ง จับแพงนอนคว่ำรีดน้ำตบหลังไปหลายที อีแพงจึงได้สติ รีบพ่นน้ำจากปาก...มันมองคุณหลวงอย่างซาบซึ้ง เมื่อเห็นแพงสบายขึ้นคุณหลวงจึงไปดูแลช่วยคนอื่นๆต่อ สั่งให้เอาเชือกมากั้น ไม่ให้ใครเดินขึ้นสะพานที่เหลืออีก แพงบอกนวลที่วิ่งมาดูแล แพงชี้ไปบอกนวลว่า คุณคนนั้นช่วยชีวิตมัน นวลมองตาม รีบบอก
“เห็นพวกนั้นเรียกว่าคุณหลวง คุณสังกรน่ะ ยังหนุ่มแน่น รูปก็งามมิใช่น้อย”
อีแพงมองตามท่านคุณหลวงอย่างสำนึกในพระคุณ และชื่นชมท่านอย่างลึกซึ้งตรึงใจ
เวลาผ่านไป...ใจของอีแพงยังเกาะติดคุณหลวงอยู่มิรู้วาย...ขณะที่คุณหลวงกำลังเดินทางจะกลับบ้าน...รู้สึกมีใครบางคนเดินตาม พอหันไปดูก็ไม่เห็น เพราะแพงรีบหลบ ก่อนจะแอบเดินตามไป คุณหลวงรู้ว่ามีคนตาม จึงรีบแอบข้างทาง แล้วโผล่มาจ๊ะเอ๋อีแพง มันรีบตอบคำถามท่านว่า ที่มันตามมา เพื่อจะกราบที่ท่านช่วยชีวิตมัน ท่านจึงบอกว่า ชีวิตคนไม่มีใครปล่อยให้คนตายไปต่อหน้า อีแพงชมว่าท่านรูปงาม จิตใจงามยิ่งกว่า ข้าน้อย อีแพงขอจดจำไปตลอดชีวิต...คุณหลวงไม่สนใจ เร่งให้มันไปรับใช้เจ้านายของมันเถอะ อีแพงมองตามหลังท่านไปจนสุดสายตา
“หลวงภักดีบทมาลย์ ท่านจะเป็นเจ้าชีวิตของอีแพงตราบจนวันตาย”
จากอดีตครั้งนั้น...มาจนถึงนาทีที่มันสะกดศามนไว้ด้วยกันในบ้านเล็ก มันยังพร่ำเพ้อกับคุณหลวงว่า ท่านเป็นของมันคนเดียว ไม่ใช่ของอีชื่นกลิ่น...ศามนได้ยิน ทวนคำว่าชื่นกลิ่น...เคยได้ยิน แต่เลือนรางเต็มที ในยามนี้...วิญญาณอีแพงจึงได้แต่เฝ้ารำพันรักต่อคุณหลวงของมันอย่างไม่ยอมหยุด...แต่เมื่อแพงด่าชื่นกลิ่น ชื่อนี้ทำให้ศามนรู้สึกเหมือนจะเคยได้ยินมาก่อน
ภาพเหตุการณ์หนหลังกลับมาอีกครั้ง ศามนถูกเด็กๆรายล้อม เมื่อเขากลับจากทำงานมาถึงบ้าน เด็กๆให้มาเล่นซ่อนหาแล้วบังคับผูกตาศามนให้ไล่จับเด็ก ศามนขัดเด็กไม่ได้ จึงไล่ตามเด็กที่กระจายหนีไปซ่อน ในที่สุดศามนได้ยินเสียงเดิน จึงรีบเข้าจับตัวคนคนหนึ่งไว้ เมื่อคนนั้นดิ้น ร้องโวยวาย เขาจึงยิ่งกอดแน่น ร้องบอกเด็กๆว่าจับได้แล้ว แต่พอเปิดผ้าผูกตาออก นวลวิ่งมาร้องลั่น ศามนเห็นคนที่เขากอดไว้ไม่ใช่พวกเด็กๆ เธอตวาดให้ปล่อย จึงรีบปล่อยทันที...คุณหลวงเห็นสาวชื่นกลิ่นงามนัก ถึงตะลึง
“ขอโทษ...ขอโทษ...ฉันไม่ตั้งใจ...นี่เธอเป็นใครกัน” ชื่นกลิ่นก้มหน้าเขินอาย ไม่ยอมตอบ
เมื่อชื่นกลิ่นและนวล ซึ่งหิ้วปิ่นโตอาหารมาให้มารดาของคุณหลวง แต่หล่นกระจุยไปแล้ว มานั่งต่อหน้าคุณหลวงและแม่ในบ้าน แม่คุณหลวงดุลูกชายว่าทำรุ่มร่ามกับน้องชื่นกลิ่นเป็นที่เสียหาย เห็นจะต้องไปขอโทษคุณหญิงอบเชยเสียแล้ว ชื่นกลิ่นต้องขอให้แล้วกันไป แม่ของคุณหลวงเอ็นดูชื่นกลิ่นมาก จึงเล่าว่าคุณหลวงไปเป็นทหารหัวเมืองหลายปี เพิ่งย้ายมา ชมชื่นกลิ่นว่าทำอาหารฝีมือลือเลื่อง แล้วบ่นที่ปิ่นโตอาหารตกพื้นเลยอดกิน...ชื่นกลิ่นเห็นท่าทีคุณหลวงกรุ้มกริ่มจึงพานวลลากลับ คุณหลวงรีบขอตัวเข้าบ้าน แม่ยิ้มพอใจที่คุณหลวงมีท่าทีชอบชื่นกลิ่น
คุณหลวงหลบไปดักชื่นกลิ่นทางหน้าบ้าน ทักว่า
ที่รีบกลับคงไม่โกรธเขา ชื่นกลิ่นบอกแล้วว่า ไม่ติดใจแล้วรีบไหว้ลา คุณหลวงเจ้าเล่ห์ ชี้ไปข้างๆว่า ระวัง นั่นงู...สาวเจ้าร้องตกใจโดดมาทางคุณหลวง แต่เมื่อบอกว่า มันแค่กิ่งไม้ สาวชื่นกลิ่นตัดพ้อคุณหลวงหลายคำ เขาสูดลมลึกยื่นจมูกไปใกล้ บอกว่ากลิ่นนี้ไม่ใช่เด็ก ทำไมถึงนึกว่าเด็กๆจึงได้ทำรุ่มร่าม สาวเจ้าโต้ว่า เป็นถึงคุณหลวง เล่นกับเด็กๆหลอกเรื่องงู เกิดมาไม่เคยเห็น เขารีบบอกว่าอยู่ป่ามานาน เข้าเมืองมาขอหยอกคนงามด้วยไมตรี อย่า โกรธเลยนะ...พรุ่งนี้ทำแกงอีก พี่จะไปรับถึงบ้านแต่เช้า แม่ของพี่ท่านอยากรับประทานมาก หาไม่เขาคงโดนแม่ เอ็ดไปหลายวัน สาวเจ้าอายม้วนเดินหนี คุณหลวงร้องย้ำว่า พี่จะไปกราบคุณหญิง แม่ของน้องที่บ้านพรุ่งนี้เช้า...
นวล ลูกสาวอีเพ็ญกลับบ้าน พอไปเล่าให้แพงฟังว่า คุณชื่นกลิ่นไปพบหลวงภักดี ลูกชายคุณหญิงเนื่องที่บ้าน คุณหลวงมองคุณชื่นกลิ่นไม่วางตา ตอนกลับยังตามเย้าถึงท่าน้ำ...แพงโกรธแทบตาย...ถูกนวลเยาะว่า หวังจะเอาเขาเป็นผัว กลับจะมาเป็นเมียนายตัวเอง แพงตบนวลเปรี้ยง...อย่ามาโกหกแพง เพราะมันเป็นลูกเจ้าคุณ ไม่ใช่ลูกบ่าวอย่างนวล นวลจึงตบแพงด้วยฝ่ามือ ทั้งสองตบกันอุตลุด พึ่งกับบ่าวทั้งหลายรีบพากันมาห้ามแยกจากกัน
วันรุ่งขึ้น อีแพงผู้ต่ำต้อยได้ยืนมองคุณหลวงมาเรือน คุณหญิงอบเชย อีแพงยืนคร่ำครวญ “คุณหลวงหลงเสน่ห์ อีชื่นกลิ่นจริงๆ อีพี่สาวทรยศ มันเกิดมาเพื่อแย่งทุกอย่างไปจากอีแพง”
จากอดีตย้อนสู่ปัจจุบัน ผีอีแพงยิ้มพอใจ กระซิบบอกศามนว่า คุณหลวงหลงรักอีชื่นกลิ่นไม่นาน เราก็มา ลงเอยที่บ้านเล็กนี้...แล้วดึงศามนไปดูยันต์ สั่งให้ศามนดึงมันออกเสีย อีแพงจะได้อิสระ เราจะได้มาครองคู่กันอีกครั้ง...ศามนจึงดึงยันต์นั้นทิ้งในที่สุด...เสียงฟ้าผ่า เปรี้ยง...พายุฝนกระหน่ำฮือโหม
ooooooo
ในนาทีแห่งความเป็นความตายนั้น อนุกูลขับรถมาอย่างรีบร้อน แล้วจอดลงที่หน้าโรงพยาบาล พัชนีโวยวายว่า นี่ไม่ใช่บ้านคุณศามน อนุกูลไม่ฟัง ร้องเรียกพยาบาลรับคนไข้โรคจิตด้วย เธอขัดขืนสู้เต็มที่ แต่พวกอนุกูลเอาตัวพัชนีเข้าตึกไปจนได้ วรรณศิกาต้องวิ่งตามไป
ขณะที่ลุงช่วงรู้ว่าศามนตกอยู่ใต้อำนาจผีแพงแล้ว ได้แต่ปลง แล้วแต่บุญกรรมของแต่ละคน ทางวิญญาณคุณทวดอบเชยเห็นรัมภาพาลูกทั้งสองหลบพายุฝนเข้ามาในบ้าน บ่นหาสามี ไม่รู้หายไปไหน
“แย่แล้วลูกเอ๋ย ครานี้ต้องเดือดร้อนกันทั่วหน้า แม่ช่วยลูกไม่ได้ ช่วยหลานไม่ได้” เสียงร้องไห้สุดช้ำ
อนุกูลเดินนำพัชนีร้องไห้ออกมาจากห้องหมอ บอกวรรณศิกาว่า หมอบอกพัชนีไม่บ้า พัชนีโวยใส่หน้าอนุกูลว่า บอกแล้วเธอไม่ได้บ้า เธอหวังดีและเป็นห่วงคุณศามน แต่อนุกูลยังรุกว่าพัชนีทำเรื่องยุ่งต้องไล่ออก พัชนียิ่งร้องไห้หนัก ขอให้พี่วรรณช่วยเธอไม่ให้ตกงาน...วรรณศิการีบไปดึงตัวอนุกูลถามเอาเรื่องว่า จะให้พัชนีออกจริงหรือ เขาว่าแกล้งพัชนีเพราะเธอทำให้เขาเสียแฟนไปถึงสองคน แต่เห็นร้องไห้แล้วยังไม่ไล่ออก วรรณศิกาโล่ง ย้อนว่า ชอบแกล้งยังงี้ แอบชอบเธอละสิ อนุกูลปฏิเสธให้วุ่นวายไป...
ooooooo
พายุหมด ฝนหาย รัมภาเดินมาที่หน้าบ้าน จู่ๆตกใจแทบตาย เมื่อศามนโผล่พรวดออกมาเหมือนผีหลอก ต่อว่าที่สามีหายไป เขาตอบทันทีว่า ไปหลบฝนที่บ้านเล็ก ถามถึงทำไมไม่เปิดมือถือ ศามนรีบบอกว่า ไม่รู้หล่นหายไปไหน ตามหาไม่พบ ว่าแล้วเดินหนี เพราะงงเรื่องที่ผ่านมาเหมือนฝันเลือนลางเต็มที รัมภามองตามสามี อยากรู้ไปทำไมบ้านเล็ก?
สิ่งที่ทำให้รัมภาอึดอัด ในพิธีสวดศพคุณทวด แขกมาร่วมงานไม่มากนักตามเคย แต่มีสาวรุ่นใหญ่วัยเดียวกับรัมภาปรากฏตัว เธอคือเดือนแรม คืนนี้มาในมาด ทรงเครื่อง เพชรประดับตัวแพรวพราว เป็นเจ้าแม่เงินกู้ มาทักทายจับมือถือแขนรัมภา จนแปลกใจ แม้คนอื่นๆจะไม่สนใจนัก แต่มีสามสาวชาวตลาดที่มาช่วยงานประจำ เจ๊น้อย เจ้ามือหวยมือไวชอบงุบงิบของใช้เก่าๆในงานลงกระเป๋าเป็นของชำร่วย เจี๊ยบนั้นบ้าแทงหวย แอนอายุน้อย นิยมคุณรัมภา จึงหมั่นไส้เดือนแรมมากเป็นพิเศษ แม้จะรู้ดีว่าเดือนแรมคือเจ้าของตลาดและที่ดินใกล้ๆแถวนี้เกือบสามสิบไร่ เดือนแรมแนะนำความร่ำรวยตัวเองจนรัมภาหูอื้อ...คิดว่า คืนนี้เจอเศรษฐีบ้านนอกเปรี้ยวจี๊ดซะแล้ว...หารู้ไม่ว่า นี่คือลูกสาวนวล ที่ดูเซ็กซี่ แต่เสน่ห์พราวตามรุ่นอีแพงเด๊ะ...
พูดถึงอีแพง...ผีอีแพงมีอิสระจากยันต์ จึงเตรียมอาละวาดที่งานสวดศพคุณทวดศัตรูคู่แค้นแต่ปางก่อน ยิ่งเห็นศามนมานั่งข้างรัมภายิ่งสะใจ เมื่อเห็นเดือนแรมขยิกเข้าไปเบียดศามน ยิ่งชอบใจที่ลูกนวลมาทำร้ายรัมภาได้อีกคน...อีแพงไม่สนใจพัชนีหลานสาวลุงช่วง ที่ตามอนุกูลและวรรณศิกามางานสวดด้วย...รัมภาแนะนำเดือนแรมให้รู้จักศามน เดือนแรมจ้องศามนแทบตากลับด้วยความหลง จึงใส่จริตฟิตไปทั้งตัว แต่ศามนไม่ค่อยสนใจนัก
ooooooo
ขณะที่ทุกคนรอที่ห้องสวดศพ พระยังมาไม่ถึง ...ในห้องโถงเครียดอึดอัด ไฟเพดานเกิดติดๆดับๆ หลายคนเริ่มใจไม่ดี ยิ่งไฟดับพรึ่บลง อนุกูลตั้งสติได้ บอกให้หาเทียนมาจุด ครู่เดียว ต่างช่วยกันจุดเทียน ยิ่งหมาหอนโหยหวน ทุกคนเริ่มหนาว พายุเริ่มพัดแรง เมฆดำบังแสงจันทร์มืดทึม...ผีอีแพงแสดงอำนาจ เปิด ประตูผาง ทุกคนผวากอดกันระงม อีแพงประกาศ คุณหญิงอบเชย ในที่สุดก็ขังข้าไม่ได้ ข้ามาทวงแค้น ทุกชีวิตในบ้านนี้...ทุกคนเห็นแสงสาดเข้าประตูมา
“ผีมา...ผี” รัสตี้ตะโกน ชี้ไป รัมภารีบปิดปากลูก ให้บุญสืบแก้แทนว่ารัสตี้ชอบเพ้อไปเอง แต่ยายแอนชี้ไป บอกว่านั่นเงาทะมึนของเปรตพาดมาเหนือทุกคน ในห้อง เสียงกรี๊ดทั้งๆที่ไม่เห็นผีอีแพง...ศามนไม่เชื่อเรื่องผี บอกทุกคนว่าแค่เงาไม้ รัมภาว่าคงเป็นเพียงลมพัดต้นไม้เป็นเงามากกว่า
ผีอีแพงโกรธจึงสำแดงอำนาจ สั่งแมวดำโดดเข้าไปทำลายของประดับหีบศพ ผู้คนกรี๊ดตกใจผวาหนี อีแพงพุ่งเข้าบีบคอไลล่า เด็กร้องจ้าจับคอตัวเองดิ้นเร่าๆ รัสตี้ร้องบอกน้องเขาถูกผีบีบคอจนลงไปนอนกับพื้น พ่อแม่รีบให้ไลล่าเอามือออก ขณะทุกคนกลัวลนลาน พัชนีนึกได้ รีบถอดสร้อยคอห้อยพระของเธอไปใส่คอไลล่า ปากอธิษฐานให้พระช่วยหนูน้อยด้วย ผีแพงกรีดยาว กระเด็นจากไลล่า รัมภารีบกอดลูกสาวไว้ปลอบไม่ขาดปาก ผีแพงหันไปบีบคอรัสตี้จนดิ้นพรวดๆ พ่อแม่คิดว่าลูกแกล้งทำ พัชนีรู้ว่าจริง ถามหาใครแขวนพระมาบ้าง...
เมื่อไม่มีใครมี รัมภารีบพนมมือมองรูปทวด ได้ยินทวดอบเชยท่องคาถาจะปกป้องลูกหลานทุกภพชาติ รัมภาจึงร้องขอให้ทวดช่วยหลาน...จู่ๆฝาโลงทวดเปิดผางออก...ทุกคนร้องกรี๊ด วิ่งอลหม่าน...เสียงวิญญาณทวดต่อสู้กับอีแพงให้ปล่อยหลานท่าน อีแพงไม่สนผีแก่ คืนนี้จะทำลายล้างให้สิ้น ทั้งสองผีท้ากันไม่มีใครยอมใคร...ผีแพงผละจากรัสตี้ กลายร่างเป็นนุ่งห่มขาว เป็นฤาษีคล้องประคำทรงอิทธิฤทธิ์ล้ำ เพราะอีแพงเคยเรียนวิชาอาคมทรงฤทธิ์มาแล้ว มันร่ายคาถา พ่นน้ำหมากไปเป็นไฟเผาร่างทวดจนร้องหวีดโหยหวนในกองไฟ...แต่ยังยืนหยัดไม่ยอมแพ้...ห้ามไม่ให้ใครมาทำอะไรลูกหลานข้า...ผีแพงฟังแล้วหัวร่อร่าอย่างผู้พิชิต แปลงร่างมาเป็นผีทาสตามเดิม...
ก่อนผีอีแพงจะทำลายทุกอย่างวอดวาย พัชนีวิ่งออกไปต้อนรับพระ 4 รูปที่เพิ่งนั่งรถมาถึง พอเข้ามาในห้อง อีแพงกำลังกลับมาบีบคอรัสตี้ หมายเอาให้ตาย ทวดเร่าร้อนตกอยู่ในกองเพลิงของผีอีแพง พระรู้สภาพจึงเรียงหน้าชูตาลปัตรสวดมนต์ไล่ผีทันที ผีอีแพงเจอพระถึงกับหวีดร้องสุดเสียง หายวับไปทันที ทวดอบเชยเองก็พลอยหายวับไปด้วย...แสงไฟฟ้าเริ่มสว่างวาบไปทั่วบ้าน รัสตี้ปล่อยมือ วิ่งสู่อ้อมกอดของรัมภา...ทุกคนโล่งใจ ต่างจับกลุ่มเม้าท์กันเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งมีคนเชื่อเรื่องผีและไม่เชื่อ ส่วนเรื่องโลงแตกที่พัชนีตั้งคำถาม หลายคนบอกว่าคงบรรจุไม่ดี อุณหภูมิเปลี่ยนเกิดได้ทั้งนั้น
ส่วนเดือนแรมไม่สนใจอะไร เบียดศามน แล้วทำท่าจะเป็นลม จนเขาต้องประคองไปนั่ง ศามนไม่รู้หรอกว่า เธอจ้องเขาเหมือนจะกลืนกินเข้าไปไว้ในอกด้วยแรงเสน่หา
ooooooo
หลังเหตุร้ายเกิดขึ้นในบ้าน ศามนรู้แต่ว่ารัมภาค้นหาพระเพื่อจะมาห้อยคอให้รัสตี้กันผี ศามนรู้สึกว่ารัมภามีอะไรแปลกๆ ตอนนั้นถึงกับไหว้วอนให้คุณทวดช่วยลูกของเธอ แต่ศามนยังไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ถือว่าไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์...แม้เรื่องพัชนี ศามนไปประชุมงานที่บริษัท ยังให้พัชนีติดต่อหาหมอที่เชี่ยวชาญทางจิตแพทย์มาดูแลลูกแฝดของเขา เพราะวิธีนี้อยู่บนพื้นฐานความจริงมากกว่า
หลังพัชนีออกจากห้องประชุมมาแล้ว วรรณศิกายังแอบได้ยินทั้งสองพูดถึงพัชนี อนุกูลว่ายังไม่ถึงให้ออก เพราะยังทำงานดี แต่ศามนยังคิดว่า เรื่องผีสางเป็นเรื่องงมงาย...วรรณศิกาจึงมาปลอบใจพัชนีว่า อนุกูลไม่มีวันให้พัชนีออกจากงานแน่...แม้ว่ามีครั้งหนึ่งอนุกูลพาพัชนีไปอบรมพนักงานบริษัท เขาตำหนิลูกน้องไม่ไว้หน้า ทั้งอ้างว่าทำงานไม่ได้เรื่อง ผลิตผลพวกคุณตกลงไม่ได้ตามเป้า พัชนีดูในแฟ้มแย้งว่าผลิตผลเท่าเดือนก่อน อนุกูลหน้าแตก...กลับมาคาดโทษวรรณศิกาว่า ให้อบรมพัชนีให้ดีกว่านี้เพราะไปค้านฉีกหน้าเขาต่อหน้าลูกน้อง พัชนีถูกเรียกมาเฉ่ง แล้ววรรณศิกาก็กระซิบบอกพัชนีว่า เธอแอบได้ยินว่า อนุกูลชมพัชนีต่อหน้าศามนด้วย อนุกูลได้ยินเต็มหูว่า...อนุกูลจะแอบปลื้มพัชนีอยู่หรือเปล่า อนุกูลเต้นผางอยากชกหน้าวรรณศิกาให้เละถ้าเป็นผู้ชาย ว่าแล้วเดินหนี วรรณศิกาแก้ว่าไม่ได้บอกว่ารัก แค่ชอบพัชนีเท่านั้น เขาแค้นรีบขอฝากไว้ก่อนจะเดินลิ่วๆไป...พัชนีเองไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้
ooooooo
เดือนแรมให้ดีดี้หอบหิ้วข้าวของและผลไม้มาที่บ้านศามนและรัมภา ขณะพาลูกๆกินกลางวันรัสตี้รีบอิ่ม แม่สั่งให้นั่งลงทานให้หมด ลูกชายบ่นเบื่อ เดือนแรมรีบกดมือถือสั่งพิซซ่ามาสามถาดทันที ส่งมือถือให้ดีดี้บอกที่บ้านที่จะส่งของ เด็กๆร้องเย้ ศามนขอบคุณ เดือนแรมสั่งปอกผลไม้มาอีกทันที
หลังอาหาร เดือนแรมถือวิสาสะเข้านอกออกใน ใส่คำหวาน ผ่านรัมภาไปหาศามนทั้งเล่นหูเล่นตาตลอดรายการ เที่ยวดูเครื่องสำอางของรัมภานานาชนิด ทั้งเสื้อผ้าหลากสไตล์ในห้องส่วนตัว รัมภาสะกดความโกรธไว้เต็มที่
จากนั้นมาเดินกันที่ระเบียงชั้นบน...เดือนแรมมองไปเห็นบ้านหลังเล็ก ศามนบอกว่า บ้านโทรมมากแต่พอให้คนไปตกแต่งได้...เดือนแรมเริ่มถูกผีแพงครอบ สั่งให้บอกเขาตามที่ผีแพงสั่ง เดือนแรมจึงแนะให้ทำทางเข้าด้านหลัง ควรย้ายไปอยู่บ้านเล็กนั้น ศามนบอกว่าก็คิดอย่างนั้น ทำให้รัมภาถามว่า คิดอย่างนั้นหรือ เธอไม่เห็นด้วย เดือนแรมดุทันทีว่าทำไมไม่เห็นด้วย พอรู้ตัวรีบขอโทษรัมภา ศามนแย้งว่า รัมภาเคยไม่ชอบบ้านใหญ่ แต่รัมภาโต้ทันทีว่า ตอนนี้เธอชอบแล้ว เดือนแรมดุทันทีว่าไร้เหตุผล พอรู้ตัวว่าเกินไปแล้ว จึงรีบขอตัวไปนั่งอีกทาง เตือนตัวเองว่า ไปยุ่งเรื่องพวกเขาทำไม?
ooooooo
เดือนแรมเดินจากบ้านใหญ่ไปยังทางบ้านเล็ก ขณะที่ศามนยืนยันกับรัมภาว่า เพื่อลูกๆเขาจะให้คนถางหญ้าตกแต่งทาสีบ้านเล็ก จะย้ายหรือไม่ย้ายค่อยมาว่ากัน...เมื่อเดือนแรมเดินไปทางสระบัวแล้วจะวกกลับ แต่แล้วกลับวนมาที่เชิงสะพานอีก ขณะยืนงง มีเงาผ่านหลังวูบ คิดว่านังทองดีหรือดีดี้ จึงด่าให้ แล้ว เงาผีแพงยิ่งวนเวียนไปมาถี่ขึ้น เงาผีแพงพุ่งใส่เดือน-แรม พร้อมตะคอกเรียก “อีนวล” เดือนแรมตกใจร้องว่าผี...แล้วมองท้องตัวเอง เมื่อรู้สึกผีเข้ามาอยู่ในท้องขณะช็อกเสียงผีแพงดังขึ้น
“อย่าห่วง ข้าไม่สิงในตัวเอ็ง แต่จะให้รู้ว่าต่อไปนี้ร่างกายและชีวิตของเอ็งจะเป็นของข้า เอ็งต้องช่วยข้า ทำลายชีวิตพวกมัน” สิ้นเสียงผีสั่ง เดือนแรมก็ล้มลงสลบไปทันที
เหตุการณ์เหล่านี้ ทวดอบเชยรู้เห็นตลอด แต่มองรัมภาด้วยความเศร้า ทั้งแนะว่า บ้านเล็กนั้นเต็มไปด้วยเวทมนตร์ อย่าเชื่อคุณหลวง อย่าย้ายเข้าไปอยู่...แต่รัมภาไม่ได้ยินเลย...
บ้านหลังเล็กถูกผีแพงเนรมิตใหม่เหมือนภาพฝัน ดั่งสวรรค์วิมาน...ศามนเดินมาทางริมสระบัว เห็นเดือนแรมสลบอยู่เชิงสะพาน รีบเข้าไปช่วย เดือนแรมหนุนตัก ศามนมองไปที่บ้านหลังเล็ก แล้วทั้งสองเหมือนกำลังกอดก่ายกันในวิมานบ้านเล็กนั้น
เดือนแรมในร่างเปลือยเปล่าเร้าอารมณ์กอด
ศามนไว้ไม่ห่างในบรรยากาศแห่งความรักร้อยพิศวาส ศามนถูกกอดก่าย เย้ายวนกวนอารมณ์ที่ลื่นไหลในกามคุณ ศามนพยายามสั่นหัวหนีอารมณ์เช่นนี้ แต่ผี
อีแพงตอกย้ำ นี่คืออนาคตของท่าน อย่าปฏิเสธ ยังไงต้องเกิดขึ้น ว่าแล้วร่างงามยั่วยวนของผีอีแพงที่แปลงร่างมา ทำให้ศามนต้องเข้ามากอดรัดลูบไล้ตอบสนองความรักและอารมณ์ใคร่ของผีอีแพง...โดยมีร่างยั่วยวนของเดือน–แรมยังคลุกเคล้าอยู่ด้วย...ยามนี้ จึงเป็นบทพิศวาสของหนึ่งชายสองหญิง ที่ผีแพงจงใจจะให้เจ้าคุณลืมนังชื่น– กลิ่นให้ได้
“หวานใดเล่า จะหวานเท่ารสเสน่หา คุณหลวงเจ้าขา อีกไม่นานท่านจะต้องลืมนังชื่นกลิ่น ท่านจะต้องกลับมาหลงใหลอีแพงคนงาม เหมือนเช่นในกาลก่อน...” ว่าแล้วผีอีแพงก็หัวร่อร่าอย่างผู้ชนะ
ศามนเองสั่นหัวไปมา เพราะเริ่มมึนด้วยมนต์ดำของผีอีแพง...แล้วต้องสลบไปในที่สุด...
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #2 on:
21 October 2026, 14:38:30 »
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep3/page1
บ่วง ตอนที่ 3
ย้อนกลับไปสู่อดีต...วันนี้ คุณหลวงมาเดินเป็นเสือติดจั่นอยู่ด้านหน้าบ้านใหญ่ ขณะคุณหญิงเนื่องผู้มารดากำลังพูดคุยอย่างเป็นงานเป็นการอยู่ข้างบน พอชื่นกลิ่นมาทักทายอย่างไม่คาดฝัน คุณหลวงตื่นเต้นยิ้มจนหน้าแดง รับไหว้แทบไม่ทัน พร้อมตอบคำถามชื่นกลิ่นที่ไม่ขึ้นไปข้างบนว่า ขึ้นตอนนี้ไม่เหมาะ
“ทำไมล่ะคะ” ชื่นกลิ่นสงสัย มองขึ้นไปเห็นคุณหญิงอบเชยคุยกับคุณหญิงเนื่อง ชักเป็นห่วง “มีข่าวสงคราม หรืออะไรร้ายแรงเหรอคะ”
“ร้ายแรงหรือไม่...คุณแม่พี่กำลังทาบทามขอ
ลูกสาวชาวบ้าน...แบบนี้เรียกว่าร้ายแรงรึเปล่า”
“ขอลูกสาวชาวบ้าน” ชื่นกลิ่นอุทาน พอนึกได้ รีบหันหน้าหนีเขินอาย
“ต้องเรียกเหตุมงคลสินะ” คุณหลวงยื่นหน้าเข้าประชิด ชื่นกลิ่นรีบหันหน้าเดินหนีสะเทิ้นอาย
“คุยกันอยู่ดีๆ จะเดินหนีไปไหน” คุณหลวงตามติด ชื่นกลิ่นรีบออกตัวว่า อุ่นของไว้ในครัว แต่คุณหลวงไม่ยอม คว้าข้อมือไว้ “พี่ตื่นเต้นจนไม่กล้าขึ้นไปฟังด้วยตนเอง ยืนใจสั่นหวั่นว่า หากคุณหญิงแม่ของน้องปฏิเสธ พี่คงด่าวดิ้นสิ้นใจตรงหน้าน้องเป็นแน่แท้” ชื่นกลิ่นพยายามดิ้นขอให้ปล่อย แต่คุณหลวงไม่สน “แต่หากท่านตอบตกลง พี่คงเหมือนได้ขึ้นสวรรค์...แม่ชื่นของพี่ ชีวิตของพี่ จะเป็นจะตาย จะสุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับแม่ชื่น เพียงคนเดียว”
คุณหลวงดึงชื่นกลิ่นเข้ามากอดไว้เต็มอก เธอดิ้นเล็กน้อยพองาม...ทั้งสองเหมือนลอยบนสรวงสวรรค์...หารู้ไม่ว่า อีแพง...แอบมองตาพองด้วยแรงริษยา มันกำมือด้วยความแค้น ก่อนจะวิ่งหนีความชอกชํ้าใจ...
ooooooo
บนบ้าน คุณหญิงเนื่องกำลังถกเรื่องหนุ่มสาวทั้งสองอย่างติดพัน แต่ไม่รู้ว่าอีแพงมันดอดมาแอบฟังด้วยความอยากรู้ว่าสองคุณหญิงพูดอะไรกัน
“พ่อศังกรทำงานหนัก เป็นคุณหลวงแต่อายุยังน้อย แต่ไม่เคยชายตามองหญิงใด คราวนี้มาสารภาพกับแม่ว่า ถึงกับนอนไม่หลับ หลังจากได้คุยกับแม่ชื่น มาบอกดิฉันยังงี้ น่าขันไหมเจ้าคะ” คุณหญิงอบเชยสะกด ความปลื้มไว้ “หากคุณหญิงอบเชยไม่รังเกียจ ดิฉันจะส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอถึงเรือน”
“มาสู่ขอ...” คุณหญิงอบเชยงึมงำ คาดไม่ถึงจะไวปานนี้
“หรือว่า แม่ชื่นกลิ่นมีคู่หมายเสียแล้ว”
“โอ๊ะๆๆ...ไม่...เพียงแต่ดิฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเด็กกะโปโลอย่างแม่ชื่น จะมีวาสนาดีถึงเพียงนี้ ดิฉันต่างหากต้องกราบขอบพระคุณคุณหญิงและคุณหลวง ที่กรุณาต่อครอบครัวเรา” ว่าแล้วคุณหญิงอบเชยรีบไหว้คุณหญิงเนื่อง...“ดิฉันปลื้มใจจนบอกไม่ถูกแล้ว” นํ้าตาคลอ ดีใจ คุณหญิงเนื่องยิ้มในหน้า
“นังชื่นกลิ่น...” สองคุณหญิงไม่ได้ยินเสียงคำรามในไรฟันของอีแพง “ในที่สุด แกก็แย่งของของฉัน คุณหลวง เป็นของฉัน ฉันจะเอาคุณหลวงคืนมาให้จงได้”
ooooooo
ดึกแล้ว...ทหารผู้น้อยชื่อกล้ากำลังคุยกับเพื่อนๆที่หน้ากระทรวงกลาโหม แปลกใจที่สาวงามแต่งตัวสวยมาเยือน ถามกล้าว่า เป็นทหารคนสนิทของคุณหลวงใช่ไหม ถูกซักกลับ แพงจึงแจ้งชื่อเสียงเป็นบ่าวคุณหญิงอบเชย มีข่าวสารจะมาแจ้งคุณหลวง แม้กล้าจะบ่ายเบี่ยงว่าดึกแล้ว อีแพงไม่ฟัง ยืนกรานว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ขอไปแจ้งกับตัวท่านเอง
ในที่สุดกล้าต้องพาแพงไปถึงหน้าห้อง แพงขอเข้าไปพบท่านเอง...แพงเข้าไปนั่งที่พื้น กราบแทบเท้า คุณหลวงที่ยังนั่งโต๊ะทำงาน คุณหลวงจำอีแพงได้ จึงบอกว่ามาทำไม นี่ดึกมากแล้ว แพงบอกปัดทุกคำถาม เข้านวดแข้งขาไม่ยอมปล่อย
“จะเป็นบ่าวใครก็ช่าง แต่ท่านช่วยชีวิตอีแพงไว้ อีแพงจะเป็นทาสท่านไปตลอดชีวิต” ว่าแล้วมันรุกคืบเข้าไปนั่งตัก ทำท่าทางยวนยั่ว ลูบไล้เนื้อตัวคุณหลวง ถามว่าดึกแล้วนํ้าค้างลงหนาวนัก หญิงชายเขาเข้าห้องหับ หาความสุข ท่านไม่เหนื่อยหรือเจ้าคะ มันจับฉวยเสื้อผ้า คุณหลวงตกใจรีบผลักไส แต่อีแพงเสนอตัวให้ท่าน ทำอะไรมันก็ได้ทุกอย่าง...คุณหลวงปัดป้องเนื้อตัว ออกปากไล่มัน กล้าเดินไปมาข้างนอกได้ยินเสียงนาย มองลอดหน้าต่าง เห็นอีแพงปลุกปลํ้า...วิ่งมาเคาะประตู ร้องให้ท่านสั่งมาจะให้มันทำยังไง จะให้นางอยู่ มันจะปิดหน้าต่างและปิดปากตลอดชาติ อีแพงรำพัน ร้องขอให้คุณหลวงทำอะไรมันได้ทุกอย่าง
“เอาผู้หญิงคนนี้ออกไป ข้าไม่ได้สั่งให้นางมา”...
อีแพงได้ยินอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่าคุณหลวงจะทำร้ายจิตใจมันเพียงนี้...กล้ารีบเข้ามา ลากตัวอีแพงออกจากห้อง อีแพงร้องขอให้คุณหลวงช่วย แต่กล้าหิ้วมันออกมา เหวี่ยงมันลงไปกองกับพื้น ด่าอย่างหยามเหยียดว่า สำนักโสเภณีไหนส่งเอ็งมาให้คุณหลวง อีแพงยืนกรานไม่มีใครส่ง มันเป็นหนี้ชีวิตท่าน จึงมามอบกายให้ท่าน อีแพงไม่ใช่บ่าว แต่จะเป็นเมียคุณหลวง จะได้ทุกอย่างที่เป็นของข้า
“เมื่อชีวิตไม่มีทางเลือก ก็ขอเดินทางมืด ไม่แปลก อีแพงยอมให้ทั้งเมืองประณาม ดีกว่าพ่ายแพ้ชีวิต เมื่อครู่ หากท่านไม่เข้ามา คุณหลวงต้องโอนอ่อนต่อข้า แต่ไม่เป็นไร คราวหน้าข้าจะไม่พลาดอีก”
จากวันนั้น...คุณหลวงให้ทหารไปสืบ ก็รู้ว่าอีแพงเป็นบ่าวบ้านคุณหญิงอบเชย มันสมัครใจมอบกายให้ท่านโดยไม่มีใครสั่ง คุณหลวงจึงรู้ว่า หลังจากได้ช่วยชีวิตมันแล้ว ท่านได้พบอีแพงเกือบทุกที่ที่ท่านไป มีวันหนึ่ง ท่านขับรถไป อีแพงเอาห่อของวิ่งตามรถ จะเอาให้ท่าน แต่ไม่ได้จอดรับมัน แต่ครั้งหลังต่อมา มันหิ้วกระบอกไม้ไผ่ใส่นํ้าดื่มวิ่งตามรถ คุณหลวงวิ่งรถเลยไป มองหลังเห็นท่าทางมันเสียใจ ท่านจึงถอยรถมารับของจากมัน มันก้มลงกราบแทบพื้น สีหน้ามันมีความสุข ตอนที่ท่านขับรถจากไป...คุณหลวงเริ่มเวทนามันบ้างแล้ว
คุณหลวงระบายความรู้สึกให้กล้าฟังถึงท่าทางสายตาอีแพง กล้าสรุปให้นายทันทีว่า...มันเหมือนสัตว์เลี้ยงที่รอคอยเจ้านาย “แล้วท่านรู้สึกอย่างไรกับมัน...เมื่อเทียบกับคุณชื่นกลิ่นของท่าน”
“ไม่เหมือนกัน ทุกครั้งที่ข้าเห็นแม่ชื่น ข้าเห็นความร่มเย็น เห็นบ้านและลูกหลาน เห็นอนาคตอันมั่นคงของข้า...ไอ้กล้า เอ็งฉลาดกว่าทุกคน เอ็งคิดสิ่งใดบอกมาเถิด”
“สำหรับสตรี บ่วงรักและบ่วงเสน่หามิอาจแยก
จากกัน แต่สำหรับชาย บ่วงรักเป็นคนละสิ่งกับบ่วงเสน่หา โดยมิจำเป็นต้องมีความรัก...ท่านมีคุณชื่นกลิ่นเต็มหัวใจ มิได้เสน่หานางแพง แต่อาจจะตกหลุมเสน่หาได้ทุกเวลา”
“ข้าสงสารนางมากกว่า แววตาเศร้า ชีวิตนางคงไม่มีความสุขนัก”
กล้าฟังแล้วก้มหน้าลง กังวลยิ่งขึ้น หวาดวิตกในใจ “แย่แล้ว คุณหลวงของไอ้กล้า สงสารน่ากลัวกว่าความเสน่หาและความรักเสียอีก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งรักและเสน่หา...”
ส่วนคุณชื่นกลิ่นนั้นเล่า เมื่อคุณหญิงอบเชย ผู้มารดาอบรมลูก โดยมีบ่าวเพ็ญนั่งเสนอหน้าอยู่ด้วย และเป็นคนถามเรื่องการสู่ขอคุณชื่นกลิ่น คุณหญิงจึงหันไปทางชื่นกลิ่นที่ก้มหน้าอันแดงเรื่อมองพื้นก่อนตอบ
“ชีวิตลูกเป็นของคุณแม่ แล้วแต่คุณแม่เถอะค่ะ”
“แม่ตอบตกลงไปแล้ว ลูกชื่นกลิ่น หลวงภักดีมีทั้งรูปทั้งเกียรติ ต่อไปนี้เจ้าต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ช่วยเหลือการงานท่าน แล้วจงทำตนให้มีคุณค่า ให้สมฐานะของคุณหลวงเถิด” คุณหญิงดึงตัวลูกสาวมากอดด้วยความรักสุดสวาทขาดใจ...
ไม่กี่วันต่อมา เมื่อได้ฤกษ์งามยามดี คุณหญิงเนื่องก็ได้เชิญท่านหญิงพระองค์หนึ่งเป็นเถ้าแก่มาสู่ขอชื่นกลิ่นจากคุณหญิงอบเชย...พิธีการเจรจาสู่ขอเป็นไปด้วยความราบรื่นตามประเพณีอันดีงามทุกประการ
หลังพิธีการ ผู้ใหญ่นั่งสนทนากันอย่างชื่นมื่น คุณหลวงจึงหลบออกทางหลังบ้าน พอเห็นชื่นกลิ่นกำลังเก็บดอกไม้อยู่คนเดียว รีบเข้าไปรวบตัวจากข้างหลัง ตัดพ้อที่หนีมาเก็บดอกไม้ แล้วป้อนคำหวานให้กันอย่างลึกซึ้งถึงความหอมหวานของดอกไม้ คุณหลวงเน้น ไม่ว่าดอกไม้ใดในโลก ท่านสนใจดอกไม้ทิพย์มากกว่า ว่าแล้วโอบกอดดอกไม้ทิพย์ทันที
“นี่ไง ดอกไม้ทิพย์ของพี่ มีเจ้าอยู่เคียงข้าง พี่ไม่จำเป็นต้องกินอาหารใดๆอีกแล้ว...แม่ชื่นกลิ่นของพี่ เจ้าเป็นเช่นพี่หรือไม่ นับเวลาทุกโมงยาม เพื่อให้ได้เป็นคู่ชื่นโดยเร็ว...” คุณหลวงสูดกลิ่นจากแก้มหอมระรื่น ชื่นกลิ่นเบนหนีพอเป็นพิธี...หลังพุ่มไม้ไม่ห่างนัก อีแพงยืนมองกำมือแน่นด้วยความเจ็บปวดและริษยา
“อีชื่นกลิ่น เอ็งแย่งดวงใจข้า ข้าจะตามรังควานเอ็ง
ไม่ให้มีความสุข คอยดูไปเถิด...”
ooooooo
เวลาย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน...ศามนที่ถูกมนต์ดำกระทำให้ตกอยู่ในความฝัน รู้สึกตัวตื่นขึ้น พบตัวเองอยู่ที่สะพานสระบัวของเรือนเล็ก บ่นกับตัวเองว่า ฝันบ้าๆอีกแล้ว สะบัดหัวหันไปปลุกเดือนแรม พอลืมตา เดือนแรมก็เริ่มงงไปอีกคนว่า ตัวเป็นอะไรไป ศามนรีบประคองพาเดือนแรมกลับไปยังเรือนใหญ่
รัมภามองเห็นสามีประคองเดือนแรมมา รีบถามอย่างห่วงใยว่าเป็นอะไรไป เดือนแรมบอกเป็นลมอยู่สวนหลังบ้าน คงจะเพราะนอนน้อย ว่าแล้วขอตัวจะกลับบ้านแต่ไม่มีรถ ขอศามนไปส่ง ดีดี้ขอให้คุณรัมภาไปด้วยจะได้รู้จักบ้านไว้ ในที่สุดรัมภาไปด้วย ให้บุญสืบช่วยอยู่ดูแลเด็กๆ
บ้านเดือนแรมเป็นแบบโบราณ สร้างกลางสวน ผลไม้ ศามนพารัมภาเดินดูทางด้านหน้า เพราะตอนนี้คํ่าแล้ว...เดินไปไม่นาน รัมภาจะเข้าห้องนํ้า จึงเดินลัดไปทางหลังบ้าน ทางเดินดูมืดทึม แล้วต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงครางฮือๆน่ากลัว รีบเข้าห้องนํ้า เพราะไม่รู้เสียงใคร...พอออกจากห้องนํ้า ได้ยินเสียงก๊อกๆหลายครั้งเหมือนเสียงผี พยายามมองสอดส่าย...แล้วรัมภาก็กรี๊ดยาว เมื่อภาพที่เห็น นั่นคือยายแก่หน้าเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน...
รัมภาสลบไปทันที...
ศามนได้ยินรีบวิ่งมาตามเสียง...พอเห็นรัมภาแน่นิ่ง รีบอุ้มไปบนบ้านเดือนแรม ทุกคนในบ้านวิ่งมานวดเฟ้น ดีดี้เอายาหอมให้สูดดม พอรัมภาฟื้นขึ้นมา ผวากอด ศามนตัวสั่นสะท้าน ปากบอกสามีว่าเธอเห็นผี เดือนแรมหน้าจ๋อยรีบบอกว่า ที่เห็นนั้นไม่ใช่ผี แต่เป็นยายเพ็ญ ยายทวดของเธอเอง อายุเก้าสิบกว่า ใกล้หลักร้อย ไปไหนมาไหนใช้ไม้เท้าเดินกุกกักๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ ไม่มีแรง เหม่อทั้งวัน
จากนั้นพาทุกคนไปดูสภาพยายเพ็ญในห้องนอน ตอนนี้กำลังส่งเสียงครางฮือๆ ร้องเรียกอีเนียนให้เอาข้าวมากิน ยายหิวแล้ว...ดีดี้รีบบอกว่า คุณทวดทานข้าวไปแล้ว จากนั้นดีดี้ยังรู้มากเล่าต่อ...ยายทวดเพ็ญเคยรับใช้คุณหญิงอบเชยมานานแล้ว มีลูกสาวชื่อเนียน...ยายเนียนนี่ก็แม่พี่เดือนเขา และตายไปนานแล้วด้วย...
ที่บ้านใหญ่...บุญสืบพารัสตี้กับไลล่าทานอาหารแล้ว จึงมานั่งที่ห้องนั่งเล่น...ผีอีแพงเห็นอยู่แต่เด็กๆ จึงคิดจะมาเล่นงาน สำแดงอำนาจใส่ทวดอบเชยที่ยังอยู่ในโลงเพื่อจะคอยดูแลลูกหลานจากวิญญาณอาฆาตของผีอีแพง...
เมื่อควันดำจากผีอีแพงลอยวูบวาบเข้ามาในบ้าน ควันขาวของคุณทวดก็ลอยมาสกัดทันที สองวิญญาณประจันหน้า ทวดอบเชยประกาศจะไม่ยอมให้มันมาทำอะไรหลานกูเด็ดขาด ว่าแล้วสองวิญญาณเข้าตะลุมบอนกันทันที ขณะจิกเค้นเน้นกันให้ตายนั้น อีแพงด้วยแรงแค้นสะบัดอบเชยกระเด็นไปไกล ชนผนังบ้านตูมใหญ่จนร้องจ๊ากแล้วร่วงลงพื้น อีแพงสำทับ
“หน็อยแน่ สั่งลูกหลานให้ตั้งศพไว้ ไม่ยอมไปผุดไปเกิด แล้วเป็นไง ก็ปกป้องลูกหลานไม่ได้”
“ที่เรือนใหญ่นี้ วิญญาณกูจะสิงสถิต ปกป้องไม่ให้ใครมาทำลายลูกหลานกู” ทวดเสียงแข็ง
“ไม่เห็นจะยั่นระย่อ อีกหน่อย คุณหลวงจะไปอยู่เรือนเล็กของข้า เรือนที่เราเคยร่วมรักเสน่หากันมานาน เมื่อใดคุณหลวงไปที่นั่น เขาจะอยู่ใต้มนต์ดำของอีแพง”
“ไม่...ข้าไม่ยอมให้ลูกหลานย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนของเอ็ง เขาต้องอยู่ที่เรือนใหญ่นี่ ข้าจะคุ้มครองเขา”
“ถุย...” ผีอีแพงถุยดังกว่าคนหลายเท่า “ลืมละสิ คราวที่แล้วข้าพังงานศพเอ็งกระจุยมาแล้ว แรงรักหรือจะเท่าแรงแค้น บ่วงรักมิอาจสู้บ่วงแค้น...ยังไงข้าก็มีอำนาจมากกว่าเอ็ง”
“ข้าไม่ยอม ข้าจะช่วยลูกหลานข้าจนถึงที่สุด” ว่าแล้วทวดอบเชยกลายร่างเป็นควันขาว...ละลายหายวับไป
ที่ห้องนอนยายทวดเพ็ญ...เดือนแรมเล่าเรื่อง
ต่อไปว่า ยายทวดเพ็ญของเธอเคยเป็นต้นห้องคุณหญิงอบเชย ยายคุณศามนนี่เอง ท่านผูกพันกันมาก บางทียายทวดเพ็ญเพ้อว่าคุณหญิงมาเยี่ยม ลุกขึ้นนั่งพนมมือแต้ไหว้ข้างฝา...
ยามนั้นกลุ่มควันสีขาวลอยเข้ามาในห้อง...ยายทวดอบเชยมาขอใช้ร่างเพ็ญ แล้วหายเข้าสิงในตัวยายเพ็ญ ทันที...เดือนแรมชวนทุกคนออกไปทานข้าวเย็นกัน แต่แล้วยายทวดเพ็ญกลับแข็งแรง ลุกขึ้นดึงแขนเดือนแรมไว้ แล้วบอกเสียงใหญ่กว่าเดิม
“ย้ายไปที่นั่นไม่ได้” ว่าแล้วทวดเพ็ญหันไปบีบคอศามน ทุกคนตกใจร้องกรี๊ดสนั่น รัมภาเข้าช่วยศามน ทวดเพ็ญยํ้าอีก “ข้าบอกว่า เอ็งย้ายเข้าไปเรือนเล็กไม่ได้ ได้ยินไหม ย้ายไม่ได้เด็ดขาด” ทุกคนช่วยกันดึง
แต่ทวดเพ็ญแข็งแรงผิดปกติ สั่งต่อ “อยู่บ้านเล็ก เอ็งจะตกอยู่ในอำนาจของมัน จะตกใต้คาถามนต์ดำของมัน มันจะใช้กามรสครอบงำเอ็ง เอ็งจะฉิบหาย ได้ยินไหม”
ทุกคนเข้ามาช่วยกันดึง ในที่สุดศามนจึงรอดตาย ร่างของทวดเพ็ญผงะล้มตึงลงบนที่นอน...พอดีหมอมาถึง เตรียมจะฉีดยาให้ ยายเพ็ญยังฮึด ร้องให้ปล่อย “อย่ามายุ่ง กูจะพูดกับลูกหลานกู” แต่พอหมอฉีดยาเสร็จ
ทวดเพ็ญก็ม่อยกระรอกหลับไปทันที...เดือนแรมบอกดีใจที่วันนี้ครบวันที่หมอมาดูยายพอดี ไม่งั้นยุ่งแน่ ศามนคลำคอป้อยๆระคนแปลกใจ...
เมื่อกลับถึงบ้านใหญ่ รัมภายังติดใจที่ทวดเพ็ญพูดเหมือนผีเข้า ไม่ให้ย้ายไปเรือนเล็ก จะตกอยู่ใต้อำนาจราคะของมัน จะถึงขั้นฉิบหาย ศามนร้องขัด เพราะไม่เชื่อ เป็นเรื่องคนแก่ความจำเสื่อม อย่าสนใจ ว่าแล้วจะโหมร่างตระโบมจูบรัมภา แต่เธอไร้อารมณ์ รีบขอร้องว่าวันนี้เพลีย ทำให้ศามนถึงกับอดเสน่หา บ่มพึมว่าการแต่งงานไม่ดีเลย มันทำลายความรักของเรามากกว่า ว่าแล้วศามนหันหลังให้ รัมภาได้แต่อึ้งกิมกี่...
ooooooo
วันนี้รัมภาแปลกใจ เห็นศามนพาพวกอนุกูลพร้อมเลขาฯทั้งสองมาด้วย จะมาทำบาร์บีคิวกินกัน ส่วนเขาจะพาช่างไปซ่อมบ้านหลังเล็ก ทำให้รัมภาพูดไม่ออกได้แต่กลอกหน้า เพราะเรื่องซ่อมและย้ายไปบ้านเล็ก ศามนไม่เคยตกลงอะไรกับเธอเลย...
เมื่อจะทำอาหารกินกัน รัมภาเองก็อยากไปดูตลาดสด จึงชวนพัชนีกับยายคำไปซื้อของ และที่ตลาดสดนี่เอง ได้พบเดือนแรม ซึ่งเป็นเจ้าของตลาดที่เค็มมาก เป็นไม้เบื่อไม้เมากับแม่ค้า โดยเฉพาะพวกเจ๊น้อย เจี๊ยบ และแอน เดือนแรมวางมาดเป็นผู้ดี แต่พอโกรธก็ออกลายแม่ค้าระดับตลาดแตก ถึงกับลงมือลงไม้กันจนขยะเต็มหัวหู พอเห็นพวกคุณรัมภามา จึงได้รีบเปลี่ยนมาดเป็นผู้ดีไฮโซทันที
ขณะนั่งคุยกับพวกคุณรัมภา ดีดี้จึงเอาเรื่องเก่ามา เปิดโปงว่าเมื่อก่อนพระเอกมาถ่ายละครที่หลังตลาด เดือนแรมก็มีเรื่องแย่งถ่ายรูปกับพระเอก จนตบตีกับพวกนังแอนนังเจี๊ยบจนตลาดแตกมาทีแล้ว เดือนแรมปรามดีดี้อย่าปากมาก แต่พวกนังน้อยก็เร่มาเสริมทันทีว่า งานนั้นเดือนแรมไม่ได้พระเอก แต่ได้ตัวประกอบ มันย้ายมาอยู่บ้าน เป็นผัวคนที่ 3 ไปเลย เดือนแรมชี้หน้าด่ายายน้อย...แล้วหันไปบอกคุณรัมภาว่า วันนี้ไม่ค่อยสบาย เดือนแรมอายชิ่งหนี พวกยายน้อยหัวเราะคิกๆ บอกว่า คุณนายไฮโซวิ่งโร่ตูดแป้นหนีไปเลย...
กลับมาถึงบ้าน รัมภายังได้ฟังบุญสืบกับนายหล้าแย่งกันเล่าว่า ยายเพ็ญเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงคุณหญิงท่าน เลยขายที่ดินถูกๆให้ พอเขาตัดถนนผ่านเลยโชคดี ผ่านรุ่นนางเนียนมารุ่นคุณนายเดือนแรมยิ่งรวยใหญ่ บุญสืบสรุป...คุณนายเดือนแรมขายห้องแถวทีได้ผัวที ใช้ผัวเปลืองยิ่งกว่ากระดาษทิชชู อายุไม่ถึง 30 ล่อผัวไป 3 แล้ว...
“ผมถึงไม่อยากให้เข้าใกล้คุณผู้ชายไงครับ” บุญสืบ
พูดไม่เต็มคำ รัมภาถามย้ำว่าอะไรนะ? บุญสืบรีบเดินหนี รัมภาบ่นว่า เธอถึงได้แปลกใจ ทีแรกเดือนแรมเรียบร้อยดี ตอนนี้เหมือนเป็นคนละคน...
รัมภาหันไปทางเตาบาร์บีคิว อดขำไม่ได้ที่อนุกูลพยายามแกล้งพัชนีหนักขึ้น หาว่าเธอเป็นแม่ชียิ่งจับมือถือแขนเธอ จนวรรณศิกาต้องปรามฐานทำเจ้าชู้หัวงูกับพัชนี อนุกูลเตือนว่า วรรณศิกาเป็นลูกน้องเขาระวังจะถูกไล่ออก เธอกลับท้า เชิญไล่ออกเลย ที่มาทำนี่ ทำเล่นๆ
กลับไปเกาะผัวกินก็ได้ เพราะมีผัวรวย ทั้งสวยจนผัวหลง ผัวหึงจนอยากผูกคอตายอยู่วันละหลายหน...มีอะไรสงสัยไหม?...อนุกูลร้องไอ้หยา...แล้วแหงะหน้าหนี...
ooooooo
ศามนพาลูกทั้งสองคนมาดูบ้านหลังเล็ก บอกว่าเสร็จแล้วจะย้ายห้องนอนห้องกินมาที่นี่ บ้านหลังใหญ่ก็อยู่เหมือนเดิม
“เหมือนที่คุณทวดบอกเลยเนอะ” รัสตี้พูดกับไลล่า
“คุณทวด คุณทวดบอกอะไร” ศามนตกใจ
“ไลล่าชอบคุณทวด เสียดายแย่ถ้าไม่ได้เจอคุณทวดอีก” ไลล่าพูดกับรัสตี้
“นี่คุยเรื่องอะไรกัน คุณทวดอะไร” ศามนชักจะยุ่งเหยิงในสมอง
“คุณทวดมาหาเรา เมื่อคืนนี้ไง แดดดี้” สิ้นเสียงไลล่า รัสตี้ยังพยักหน้ารับว่าใช่ แสดงว่าเด็กทั้งสองฝันพร้อมกัน ศามนยิ่งตกใจหนักขึ้น...
เด็กแฝดทั้งสองฝันถึงที่ผ่านมาได้นอนหนุนตักคุณทวดอย่างมีความสุข ท่ามกลางแสงเดือนงดงามยามดึก คุณทวดร้องเพลงกล่อมหลานไพเราะน่าฟัง แต่แล้วก็เห็นคุณทวดร้องไห้ ไลล่าถามทันทีว่าร้องไห้ทำไม
“บอกพ่อหนูนะ อย่าย้ายไปที่เรือนหลังเล็ก ที่เรือนนั้นเคยเป็นบ้านของมัน ระหว่างที่มันมีชีวิตอยู่ มันเสกเวทมนตร์ครอบคลุมไว้ ทวดเข้าไปในบ้านนั้นไม่ได้ ทวดตามไปดูแลหนูไม่ได้”
“เราจะไม่ได้นอนเล่นกับคุณทวดอีกหรือครับ” รัสตี้ใจหาย ไลล่ากอดคุณทวดแน่น
“ไลล่ารักคุณทวด อยากฟังคุณทวดร้องเพลงกล่อมทุกคืน”
“โธ่ หลานรักของทวด” ทวดกอดหลานทั้งสองแน่น หอมซ้ายขวา ยิ่งหอมยิ่งร้องไห้หนัก “ทวดไม่น่าเลี้ยงงูเห่าอย่างมันไว้แต่แรก ทวดจะรับกรรมที่ทวดก่อ ทวดรักหนู ทวดจะไม่ยอมไปไหน”
ทั้งสามกอดกันแน่น แววตาทวดอบเชยมองไปทางบ้านหลังเล็กด้วยสายตากร้าวยิ่งขึ้น
ooooooo
ยิ่งศามนได้ฟังจากเด็กๆเขายิ่งร้อนใจ สั่งเร่งช่างซ่อมบ้านเล็กทั้งกลางวันกลางคืน จะได้รีบย้ายไปเรือนเล็ก ให้ห่างคุณทวดให้เร็วที่สุด...และแล้ว เมื่อบ้านเล็กเสร็จ ทาสีใหม่ตกแต่งสวยงาม สี่คนพ่อแม่ลูกก็ทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายกันอย่างมีความสุข รัมภาบอกศามนว่า เมื่อเขาทำเพื่อลูก เธอก็ชอบและดีใจเช่นเดียวกัน แล้วศามนก็ชวนรัมภาและลูกแฝดทั้งสองเข้าบ้าน หารู้ไม่ว่าผีอีแพงก็โบกมือต้อนรับให้เข้ามาเรือนเล็กไวๆ ให้มาอยู่ใต้มนต์ดำครอบงำของมัน...
ก่อนทั้งสี่คนจะก้าวเข้าประตู ทวดอบเชยพุ่งมาจากเรือนใหญ่ ร้องห้ามลูกหลานอย่าเข้าไป...แต่แล้ว วิญญาณของคุณทวดก็ถูกไฟเผาไหม้พรึบทันที จนร้อง โอดโอยด้วยความร้อน ผีอีแพงมายืนหัวร่อร่า มันประกาศ มันรํ่าเรียนวิชามาเป็นปีๆ จนเป็นร่างทรงหลวงปู่ฤาษีในบ้านนี้ ต่อไปนี้มนต์ดำของมันจะแผ่อิทธิพลเหนือนังชื่นกลิ่น และลูกของมันทั้งสอง...ส่วนทวดอบเชย
แม้ร่างจะถูกเผาไหม้แต่ไม่ยอมหยุดร้องเรียกลูกหลานไม่ให้เข้าไปในบ้านนั้น ด่าอีแพงไม่มีสิทธิ์มายึดมาทำกับลูกหลานท่านอย่างนี้...ในที่สุดบ้านหลังเล็กนั้นก็เลือนหายไปในเงาอันดำมืดที่ครอบคลุมบริเวณนั้น
ในอดีต...บ้านหลังเล็กนี้ คุณทวดอบเชยปลูกไว้ให้นางสาวบัวสวรรค์ ลูกสาวพี่ชายของทวดอบเชย เพื่อจะได้ให้มาอยู่เป็นเพื่อนกับพี่ชื่นกลิ่น หลังจากแต่งงานกับคุณหลวงภักดีแล้ว การมาชมบ้านหลังเล็กและมาช่วยงานแต่งพี่ชื่นกลิ่นครั้งนี้ อีแพง บ่าวที่ริษยาชื่นกลิ่นที่จะแต่งงานกับคุณหลวงพลอยเกลียดบัวสวรรค์ไปด้วย อีแพงทั้งกลั่นแกล้งเหยียบยํ่าข้าวของ และทำกระทั่งถุยนํ้าลายใส่อาหารหวานคาวที่จะให้สองสาวลูกพี่ลูกน้องนี้กินด้วย โดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัว
ส่วนคุณหลวงภักดี แม้วันแต่งงานและกำลังจะเข้าพิธีรดนํ้า...คุณหลวงหันไปเห็นอีแพงแอบมองร้องไห้ยิ่งตกใจ กล้าทหารคนสนิทรีบไปกระซิบบอกเจ้านายว่า โปรดแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ่าวคนนั้น อย่าทัก อย่าพูดเรื่องในอดีต คุณหลวงเห็นด้วย รีบเมินมาสนใจรดนํ้า อีแพงเห็นแล้วยิ่งชํ้าจนต้องวิ่งหนี มันแอบไปร้องไห้ในสวนคนเดียว...มันร้องไห้จนนํ้าตาเป็นสายเลือด นํ้าตาไพร่ไร้วาสนา แต่เป็นนํ้าตาของคนไม่ยอมแพ้...
หลังพิธีผ่านไป...อีแพงนั่งร้องไห้จนคํ่าคืน...มันร้องจนอ่อนล้า...แต่พอมองไปทางห้องหอภาพนั้นบาดลึกยิ่งขึ้น เมื่อเห็นบ่าวสาวกำลังกอดจูบกันอย่างหวานชื่นริมหน้าต่าง อีแพงคำรามลึก
“บ่าวต้อยตํ่าอย่างกูนี่แหละ จะเอาคุณหลวงมาเป็นผัวให้ได้”
ooooooo
กลับมาสู่เหตุการณ์ที่ทวดอบเชยถูกมนต์ดำของผีอีแพงเผาไหม้อยู่หน้าเรือนเล็ก...อีแพงมองไปเห็นพ่อแม่ลูกกำลังชื่นชมบ้านเล็ก มันคำรามอย่างเย้ยหยันว่า ความรักนั้น ที่แท้ก็หน้าฉากตัณหาชายหญิงมันถูกราคะชักนำทั้งสิ้น คุณหลวงมิอาจต้านทานราคะนั้นได้ บัดนี้ข้าคือเจ้าของบ้านเล็ก แล้วยังได้เป็นเมียคุณหลวงด้วย...อีแพงส่งเสียงหัวร่อร่า...ทวดอบเชยทนความร้อนอันแสนหมกไหม้ไม่ได้...ต้องละลายตัวเองหายวับไป
ผีอีแพงเดินแผนต่อไป มันไปยังห้องนอนเดือนแรมที่กำลังหลับสบาย อีแพงร่ายมนตร์สะกดที่หู “นังเดือนแรม ถึงเวลาของเอ็งแล้ว ข้าจะช่วยให้เอ็งได้คุณศามนตามใจอยากของเอ็ง”
เดือนแรมตื่นขึ้นมา เหมือนถูกสะกดจิต พึมพำตาม “คุณศามน เป็นของฉัน”
จากนั้น เดือนแรมก็พาบ่าวคนสนิท ดีดี้ซื้อของมากมายเพื่อไปทำกับข้าวให้เจ้าของบ้านเล็กรับประทาน ทั้งไล่ยายคำ ตาหล้า และบุญสืบลูกชายออกจากครัว ทั้งสองนายบ่าวจะทำเอง ยายคำถึงกับอึ้งที่เดือนแรมถือวิสาสะมาเป็นเจ้าบ้านเสียเอง พอทำอาหารเสร็จ เชิญคุณรัมภามาทานกัน ตักโน่นนี่ให้ ถามไถ่ว่าอร่อยไหม จนตอบแทบไม่ต้องกิน...เดือนแรมรีบบอกรัมภาว่า
“ไม่ต้องเกรงใจ บ้านใกล้แค่นี้ ก็ย้ายมากินข้าวกันสามมื้อเลยยิ่งดี” เดือนแรมโผกอดรัมภา พร่ำเพ้อต่อ “ไม่รู้เป็นไง รักคุณพี่รัมภามาก รักพี่ศามนและเด็กๆ เจอครอบครัวนี้เหมือนเจอญาติสนิท ขอเดือนได้รับใช้พี่ทั้งสองเถอะนะคะ” ว่าแล้วกอดรัมภาแน่นเข้าไปอีก แม้รัมภาไม่กอดตอบ เดือนแรมก็ไม่แคร์อะไร...
จากนั้น เดือนแรมเหมือนจะคุมรัมภาไม่ยอมห่าง ไปไหนมาไหนไม่ยอมให้ใครเข้ามาทักทาย ยิ่งไปเจอพวกยายน้อยยิ่งขัดขวาง ไม่ยอมให้เข้าใกล้มาทักทายคุณรัมภาแม้แต่คำเดียว
ยิ่งเมื่อมาอยู่ด้วยกันในบ้านเล็ก เดือนแรมกับบ่าวดีดี้ช่วยกันบริการทั้งสี่คนในครอบครัวจนเหมือนจะเป็นนายมากกว่า เวลาอาหาร เดือนแรมบอกว่า บ้านนี้มีกลิ่นดอกไม้หอมเย็นยิ่ง ศามนเห็นด้วยทันที เพราะเขาได้กลิ่นเช่นนั้น...แต่รัมภากับลูกต่างก็ร้องยี้ว่าเหม็นมาก...
พวกยายคำแอบดูเดือนแรมสอพลอพวกศามนจะเอียน ทั้งแย่งตักอาหารให้ศามนตัดหน้ารัมภาดื้อๆ...ยายคำกับลูกผัวรู้สึกว่าเดือนแรมกำลังจะคิดปีนต้นงิ้ว ไม่กลัวตกลงมาขาฉีก...หลังอาหาร เดือนแรมไประริกกับศามนในสวนมืดๆ ขณะที่เมียแท้ๆกำลังไปพาลูกนอน
เมื่อเดือนแรมจำต้องกลับบ้านไป ศามนกับรัมภาเอาลูกไปนอนแล้วกลับมาที่ห้อง คืนนี้ต่างมีอารมณ์จู๋จี๋เป็นพิเศษ ขณะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เสียงประตูดังปึงปังเหมือนคนจะพังเข้ามา ต้องผละจากกัน ศามนไปเปิดประตู อยากรู้ว่าใครมาเป็นมารขัดคอยามนี้ แล้วรีบกลับมาบอกรัมภาว่า ไม่เห็นมีใคร
ทั้งสองจึงลงนอนกอดกันอีก กำลังจะสดใสเป็นหยาดน้ำฝน รูปข้างฝาเกิดหล่นลงมาแตกกระจาย รัมภาร้องลั่นตกใจอีกครั้ง ครานี้หมดอารมณ์เสียแล้ว ศามนเครื่องติดดังลั่นไปแล้ว รัมภามองไปทางปลายเท้า กลับเห็นมีตัวประหลาดกระดืบๆในผ้าห่ม ยิ่งพองตัวมากขึ้น รัมภาหวีดลั่นอีกครั้ง เปิดผ้าห่มสะบัดไป บอกว่ามีตัวอะไรในผ้าห่ม ศามนรีบค้นดูไปมา แล้วย้ำไม่มีอะไร รัมภายังบอกว่า ห้องนี้เหมือนมีคนมาคอยมอง...แล้วตัดสินใจเธอจะไปนอนกับลูก ศามนเครื่องติดเรียกเมียไว้แต่เธอไม่เหลียวหลัง...ศามนได้แต่เตะผ้าห่มผึงๆ
ศามนไม่รู้ว่าผีอีแพงนอนหัวเราะอยู่ข้างๆ...กระซิบอย่างสะใจบอกคุณหลวงว่า นังชื่นกลิ่นมันจะมีดีอะไรกัน สู้นังแพงกับนังเดือนไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ...ศามนไม่ได้ยิน ได้แต่นอนตาไปติดค้างที่เพดานไม่ยอมลง...
ooooooo
เดือนแรมพยายามต่อไป ตามครอบครัวนี้ไปทุกแห่ง เอาใจเด็กๆตัดหน้ารัมภา ทุ่มซื้อของแพงๆให้ ทั้งปล่อยทีเด็ดที่สระน้ำของโรงแรมหรู สวมชุดทูพีซ ชนิดนำสมัยโชว์บั้นท้ายเรือถึงหัวเรือ เล่นเอาฝรั่งไทยจี๊ดจ๊าด ศามนทำทีอ่านหนังสือแต่แอบชำเลืองจนติด หมัด แทบจะลงไปดิ้นให้ได้ ขณะที่รัมภาพาลูกไปเล่น น้ำ ดีดี้ยังอุทานว่า คุณนายไปซื้อชุดนี้มาจากโรงระบำเปลื้องผ้าที่ไหนมาแน่?
กลับมาบ้านแล้ว หุ่นเซ็กซี่ของเดือนแรมยังตามมาสะกิดสมองศามนทั้งสองซีก จนบางครั้งขย่มโยนไป ทั้งตัว...วันรุ่งขึ้น ศามนมีธุระจะไปต่างจังหวัดเรื่องงาน ส่วนรัมภากะจะไปพบวรรณศิกากับพัชนีให้พาเที่ยวเมืองกรุงสักครั้ง เดือนแรมพาดีดี้หิ้วเป็ดย่างมาถึงบ้านเล็ก ต้องผิดหวังอย่างแรงไม่มีใครอยู่ แม้แต่เด็กยังไปโรงเรียนแต่เดือนแรมกับดีดี้ ก็ทำให้พวกยายคำสั่นหัวดิกๆ เพราะทั้งสองคนจะกินเป็ดย่างที่นี่ รอพวกศามนรัมภากลับ...
การรอคอยของเดือนแรมกับลูกน้องแทบจะหมดหวัง...จู่ๆศามนก็โทร.มาที่บ้าน เดือนแรมรีบรับสาย “ภาหรือจ๊ะ ที่นัดไปดูงาน งานยกเลิก ผมกำลังขับรถกลับบ้าน อีกสิบนาทีถึงจ้ะ”
ศามนคิดว่ารัมภารับสาย...เดือนแรมอ้าปากค้าง แล้วทำเสียงอุบอิบเหมือนหมีได้กินผึ้ง “คุณมนกำลังจะกลับบ้านตอนนี้ ตอนที่คุณพี่รัมภาไม่อยู่...เอิ๊ก” เดือนแรมดีใจแทบดิ้นตาย “ไม่มีเวลาไหนจะเหมาะเท่าเวลานี้ เอาคุณศามนทำผัวซะ แย่งมาจากรัมภาให้ได้ ได้ยินไหมนังเดือนแรม ข้าจะช่วยแกเอง...ฮ่าๆๆๆ” ผีอีแพงทำตัวเป็นโปรโมเตอร์ รีบมาบงการเดือนแรมอย่างสะใจ
ooooooo
.
......................................................................
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep4/page1
บ่วง ตอนที่ 4
วันนี้ คุณรัมภานัดวรรณศิกาและพัชนีออกมาช็อปปิ้งเพื่อจะได้คลายเครียด ตามที่ศามนหนุนให้ออกจากบ้านมาเปิดหูเปิดตาเต็มที่ หลังจากเดินเหนื่อยแล้วจึงแวะร้านอาหาร ยังไม่ทันไรอนุกูลโผล่มาเห็นรีบมานั่งร่วมวงทันที อนุกูลถามจะไปไหนกันต่อ วรรณศิกาบอกว่า พัชนีจะพาไปวัดแล้วชวนอนุกูลไปทำบุญด้วยกัน
อนุกูลมองพัชนีแล้วใส่ไม่เกรงใจว่า แม่คนนี้เล่นของรึเปล่าเอะอะจะไปวัดท่าเดียว พัชนีตอกกลับผู้จัดการทันควัน ไปวัดไม่ได้ไปฆ่าคนไม่ดีตรงไหน อนุกูลเจอไม้นี้ถือว่าไม่เกรงใจนาย แขวะพัชนีด้วยการชมคุณรัมภาว่าสวยงาม แต่งตัวดีมีราศีด้วยแบรนด์เนม พัชนีแต่งตัวดูไม่ได้เหมือนเอาผ้าม่านมาห่ม หน้าก็ไม่แต่งไม่ล้าง พัชนีฟังแล้วคันมือกับปากยิกๆโต้ว่า เสื้อผ้าเครื่องประดับวัดใจคนไม่ได้
“คุณสนใจแต่คนแต่งตัวดี ระวังจะเจอผู้หญิงกำมะลอพวกนี้หลอกเอาสักวัน”
อนุกูลยักไหล่เหมือนจะบอกว่า ยากสำหรับหนุ่มหล่ออย่างเขา เสไปหยิบแมกกาซีนที่มีรูปม้าคึกโผนสองขาตะกายฟ้าสง่างามชนิดหาดูยาก...จึงชมม้าว่างามแท้ รัมภาถามว่าชอบขี่ม้าหรือ เขาส่ายหัวบอกไม่เคย แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอเห็นม้าแล้วชอบมาก สงสัยชาติก่อนเขาจะเป็นคนเลี้ยงม้า...อนุกูลเหมือนกำลังนึกเห็นภาพอดีตอันรางเลือนนั้น...
แต่คนที่จดจำอดีตอันเจ็บปวดชอกช้ำที่มีทั้งรักอันอมตะ ความชอกช้ำจากแรงอาฆาต และการตามจองล้างจองผลาญกันไปทุกชาติ นั่นคืออีแพง มันไม่มีวันลืมแม้จะเหลือแต่วิญญาณในชาตินี้
ooooooo
หลังจากผีอีแพง สั่งให้เดือนแรมไปเอาคุณหลวงหรือศามนมาเป็นผัวให้ได้ เพื่อจะให้ชื่นกลิ่นหรือรัมภาบ้าตาย แล้วจะยิ่งทำให้อบเชยวิญญาณคู่แค้น ช้ำยิ่งกว่าตัวเองถูกกระทำเสียอีก...เมื่อทวดอบเชยได้รับรู้การสั่งการด้วยเวทมนตร์ของอีแพง ได้แต่ร้องสั่งอีแพง ทั้งๆที่ไม่มีอำนาจไปยุ่งมนต์ดำของอีแพงที่ครอบบ้านเล็กไว้หมดแล้ว
“อย่านะ...อย่ายุ่งหลานข้า อีผีบ้าแพง เอ็งเคยทำลายชีวิตลูกหลานข้ามาแล้ว เอ็งจะมาทำอีกไม่ได้...ไม่ได้”
ผีอีแพงได้ยินเสียงอบเชยร่ำร้องมาจากบ้านใหญ่ได้แต่หัวร่อร่า...หัวร่ออย่างผู้ชนะ ให้สาสมกับอดีตที่อบเชยเคยทำทารุณมันมา...ภาพในอดีตกระจ่างชัดแม้มันจะฝังลึกในวิญญาณมันมานับร้อยปีก็ตาม...
ภาพอดีตนั้น ผีอีแพงเห็นภาพนายกล้าหรือทหารกล้าหน้าห้องคุณหลวง บ่าวผู้จงรักภักดี...และยังเป็นคนเลี้ยงม้ามีผู้ช่วยอีกคน ทั้งสองกำลังเอาม้าเข้าคอกพูดถึงคุณหลวงที่เพิ่งแต่งงานใหม่ว่า ป่านนี้คงหลับคาเรือนหอไม่ยอมตื่น
แต่คุณหลวงภักดีฯตื่นแล้ว แม้จะสายไป จึงรีบไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ พอเห็นมีผ้ายื่นมารีบขอบใจแม่ชื่นกลิ่น หลังเช็ดหน้าแล้วยื่นคืนจึงเห็นเป็นอีแพงเป็นคนเอามาให้ มันอรุณสวัสดิ์ท่านเสียงหวานฉ่ำ คุณหลวงอุทานตกใจที่อีแพงมาทำหน้าที่แทน มันเข้ามาในห้องนี้ได้ไงแต่ต้องเดินตามมันเข้าห้องหอ อีแพงจัดของคุณหลวงไว้พร้อมถามว่าจะอาบน้ำเลยไหมมันเตรียมชุดไว้ให้แล้ว พอดีชื่นกลิ่นเดินนำหน้าบัวสวรรค์ญาติผู้น้องเข้ามาทักแพงอย่างไม่คิดอะไร เห็นชุดวางไว้พร้อม จึงถามท่านว่าจะใส่ชุดนี้หรือ แพงรู้ดีรีบบอกว่า ทุกวันศุกร์คุณหลวงต้องเข้าวัง แพงเป็นพี่เลี้ยงคุณชื่นต้องแบ่งเบาภาระด้วยการดูแลคุณหลวง บัวสวรรค์ฟังแล้วนิ่วหน้าสงสัยตะหงิดๆในใจในท่าทีแพงกับคุณหลวง...ชื่นกลิ่นรีบขอตัวเข้าครัว
เวลาทานอาหาร แพงเอาใจคุณหลวงคนเดียว ถามตลอดว่ารสเปรี้ยวหวานมันเค็ม หรือพอดีไหม บัวสวรรค์หมั่นไส้เตือนแพงว่า พี่ชื่นเป็นคนปรุงอาหาร ควรเป็นคนถามมากกว่า แพงแก้ทันทีว่าเกรงคุณชื่นจะเหนื่อย...จากนั้นตอนจะใส่รองเท้าอีแพงถลามาใส่ให้ท่านก่อนคนอื่น พอจะออกจากบ้านยังรีบเอากระเป๋ามาใส่มือให้...ชื่นกลิ่นกลับยิ้มพอใจ แต่บัวสวรรค์ยิ่งไม่สบายใจหนักขึ้น...
บัวสวรรค์เหมือนจะถ่ายทอดรูปร่างหน้าตามาสู่พัชนี...วันนี้เธอเดินมาทางคอกม้า เห็นนายกล้าผู้เหมือนจะถ่ายทอดตัวเขามาให้อนุกูล คนที่บอกว่าเขาชอบม้า ชะรอยจะเลี้ยงม้าในชาติก่อน เมื่อถูกบัวสวรรค์เจ้านายมาทักทายเขายิ่งนอบน้อมรายงาน บัวชมว่ากล้าเป็นที่รักของทุกคนนับจากคุณหลวงมาเลย กล้าถ่อมตนยืนยันเป็นบ่าวรับใช้ท่านทุกอย่าง...
กล้าตกใจที่เห็นบัวสวรรค์ซุกซนปีนขึ้นหลังม้าขอให้กล้าสอนขี่ม้า เขาร้องห้ามว่าตัวนี้ขี่ไม่ได้ ทันใดม้าร้องยกสองขาหน้าโดดสูงสลัดจอมซนลง กล้าไวรีบเข้ารับเธอไว้ทันแต่พากันลงไปกองกับพื้น...สองสายตาประสานกันนิ่ง เหมือนต้องมนต์ กล้าได้สติรีบประคองเธอขึ้นก้มหน้านิ่งแต่มือยังประคองกัน กล้ารีบขออภัยที่บังอาจถูกต้องเนื้อตัวเจ้านาย บัวขอบคุณกล้าว่าเธอตกใจหล่นลงไปเอง แล้วยังขอให้เขาสอนขี่ม้าให้ กล้าเห็นเธอประจบและสนิทเขาอย่างรวดเร็ว จึงรีบคว้าถังเดินหนีไปรองน้ำ บัวสวรรค์ยังตามตอแย...เธอมีเรื่องขอถาม
“คุณหลวง เคยรู้จักแพงมาก่อนหรือเปล่าคะ” เจอคำถามนี้กล้าถึงผงะ ย้อนว่าถามทำไม? “เห็นเขาสนิทสนมกันดีน่ะค่ะ แพงทำท่าพิกลหลายอย่าง เหมือนเคยสนิทชิดเชื้อกันมาก่อน” เมื่อกล้ายังเงียบเป็นคนแซ่อึ้ง เธอจึงตัด “ช่างเถอะ เอาไว้เย็นๆ แดดร่มจะลงมานะคะ” ว่าแล้วเดินหนี กล้ามองตามหลัง มันเริ่มกังวลเรื่องแพงยิ่งขึ้น
กล้าทนนิ่งไม่ไหวเห็นปลอดคน แพงกำลังรีดผ้าจึงเข้าไปคว้าข้อมือเตือนว่า คุณหลวงไม่ได้บอกใครเรื่องของเอ็ง อย่าประเจิดประเจ้อนัก ไม่งั้นไอ้กล้าเอาเรื่องแน่ คุณหลวงมีเมียแล้ว หน้าที่ดูแลเป็นของเมียคือคุณชื่นกลิ่น ไม่ใช่บ่าวไม่เจียมตัวอย่างอีแพง แพงตาขวางใส่ทำไมต้องเจียม มันก็เป็นลูกเจ้าคุณ ลูกคนแรกเกิดจากเมียบ่าวคนหนึ่งเหมือนกัน
กล้าฟังแล้วตกใจ มันเพิ่งรู้ อีแพงบ่าวลูกเจ้าคุณลำดับเรื่อง มันถูกคุณหญิงเล่นงาน กลัวแย่งสมบัติจึงไล่มันกับแม่ออกจากบ้าน มันกับแม่เกือบอดตาย แล้วย้ำ “อีแพงนี่ต่างหากที่น่าสงสาร” นายกล้านิ่งคิดหนัก...แล้วเกิดความรู้สึกสงสารอีแพงยิ่งนัก ยิ่งมันรำพันว่า มันไร้วาสนาเป็นหมาจนตรอก แต่จงรักภักดีคุณหลวงสุดหัวใจ เพราะท่านเป็นคนเดียวที่ชายตามองมัน...ช่วยชีวิตมัน
“คนอย่างคุณชื่นกลิ่น มีผู้ชายนับร้อยให้เลือก แต่คนต้อยต่ำโดดเดี่ยวอย่างอีแพงทั้งชีวิตมีคุณหลวงคนเดียว จะผิดตรงไหนที่ลมหายใจอีแพงมีไว้ให้คุณหลวงคนเดียวเท่านั้น”
“ลมหายใจมีไว้เพื่อคุณหลวงไม่ผิด” กล้าแม้เห็นใจแพงแต่ต้องเตือน “ไม่ผิดหรอก แต่ลมหายใจมีไว้พรากผัวพรากเมียคนอื่นนี่สิผิด” แพงอุทานเรียกกล้าอย่างน้อยใจ กล้าสอนต่อ “คนอาภัพน่าสงสาร แต่คนนั้นไม่มีสิทธิ์อ้างอาภัพเพื่อทำความชั่ว หยุดการกระทำของเอ็งเสีย ตัดสิ่งชั่วแต่ต้น ก่อนเอ็งจะตกนรกเพราะกรรมนั้น” กล้าจ้องแพงเขม็ง อีแพงแทบทรุดที่ไม่อาจขอความเห็นใจจากใครได้
ooooooo
เรื่องราวย้อนมาสู่ปัจจุบัน ผีอีแพงน้ำตาไหลทุกครั้งที่นึกถึงอดีตแสนขมขื่น...ยิ่งตอนนี้ คุณหลวงขับรถกลับมาบ้านเล็กเดินผ่านผีอีแพงไป มันมองตามสุดแสนเสน่หา “แม้จะตกนรกไปชั่วกัลป์ ถ้ามีเจ้าคุณอยู่อีแพงยอมตกนรกด้วย”...ณ บัดนี้ อีแพงกระหยิ่ม เพราะคุณหลวงเข้าไปในบ้านเล็กจะได้พบเดือนแรมรออยู่แล้ว
คุณหลวงเข้าไปในห้อง ได้ยินเสียงคนอาบน้ำคิดว่าเป็นรัมภา จึงทักทายพลางถอดเสื้อผ้า เห็นประตูห้องน้ำแง้มไว้จึงย่องไปด้วยใจกระหยิ่ม มุดม่านเข้าไปใจสั่นสะท้านเมื่อเห็นร่างเปลือยอะร้าอร่าม จึงรวบมา
กอดอย่างเต็มมือ ปากบอกรัมภาขออาบด้วยคน...สาวเจ้าใส่จริตร้องตกใจหมดเลยคุณพี่ศามน...ศามนได้ยินเสียง หน้าที่กำลังมืดสว่างวาบทันที เพราะนี่คือสาวเซ็กซี่เดือนแรมที่กำลังจะม้วนอายให้เห็น ท่านร้องขอโทษเธอปากสั่นงักๆ รีบเผ่นออกไปทันที...มีหรือเดือนแรมจะไม่ลืมทำผ้าขนหนูให้เรี่ยราดตามออกมา...
ยามนี้รัมภากับสองสาวเลขาและอนุกูล ยังนั่งทานของหวานคุยกันจ้อต่อในร้านพูดถึงการทำบุญ รัมภากำลังจะไปทำบุญที่วัดอุทิศส่วนกุศลให้ทวดอบเชยกัน... โดยที่รัมภาไม่รู้ว่ากามพรานสาวเดือนแรมกำลังจะทำบาป ล่าคุณหลวงผู้สามีที่บ้านเล็กอย่างกระชั้นชิดติดพันนัวเนีย
ooooooo
ทวดอบเชยที่บ้านใหญ่ เหมือนจะรู้ว่าคุณหลวงกำลังจะเข้าไปติดกับสวาทเดือนแรมด้วยเกมสกปรกของผีอีแพง ท่านจะเข้าไปขวางเพื่อลูกสาวก็หมดทางจะเข้าบ้านเล็กได้ จึงได้แต่ประกาศจะสู้กับมันต่อไป...
ขณะเดียวกัน เดือนแรมใช้กำลังภายนอกโชว์ และกำลังภายในเสกสรรท่าทียั่วยวนเท่าไหร่คุณหลวงก็ยังไม่หายใจสั่น นั่งซึมเป็นนกทึดทือ เดือนแรมจึงค่อยๆ ออกตัวว่าอากาศร้อนเห็นห้องน้ำในนี้สะอาดจึงมาใช้ เป็นความผิดของเธอเอง หวังว่าคงไม่โกรธ ศามนที่นั่งนิ่งเพราะภาพเปลือยของเดือนแรมยังติดตา ทั้งกอดสัมผัสร่างเธอเมื่อครู่ยังติดใจไม่หาย ภาพก่อนๆ ในชุดอาบน้ำยังตรึงใจ เมื่อเดือนแรมจับข้อมือคุณหลวงถึงสะดุ้งไปสิบวาบ เดือนแรมปากบอกว่า ถ้าเขาโกรธจะไม่ทำอีก แต่มือปลาหมึกลูบไล้แขนแมนขึ้นลงไปเรื่อยๆ แล้วฉะอ้อนอ่อนระแน้ถาม
“บอกมาได้เลยค่ะ พี่ศามนพี่คิดยังไงกับเดือน”เดือน-แรมไม่ถามเปล่า ยื่นหน้ามาหายใจรดหน้าศามนที่สั่นเทิ้มด้วยแรงพิศวาสกับเนื้อตัวอันยั่วยวนของเดือนแรม ...นางสิงห์เดือนแรมกำลังจะขย้ำลูกแกะศามนนั้น ...พลันเกิดสิ่งมหัศจรรย์
ทวดอบเชยที่ได้แต่มองไปทางบ้านเล็กอย่างเสีย ใจอยู่นั้น พอรัมภาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ทวดอบเชยกลับมีพลังขึ้นมาทันที พลันเสียงดังสนั่นไปทั้งบ้านใหญ่ กระจกแตกกระจุยกระจายหลายบาน นั่นคือพลังบุญให้ยายทวด
คุณหลวงที่กำลังจะชักตาตั้งด้วยแรงพิศวาสถึงกับสะดุ้งผวาไปทันที ร้องถามว่าเสียงอะไร? หัวใจหดไปหลายคืบ ผละเดือนแรมที่อ้าปากค้าง ทั้งสองชีวิตฟื้นคืนสติต่างช่วยกันมองหาว่าเกิดศึกเสือเหนือใต้อันใด?
ขณะที่ทวดอบเชยสำแดงอำนาจ บุญสืบเห็นว่ากระจกแตกจากภายในบ้าน พอนึกถึงผี พ่อแม่ลูกต่างมองตากันแล้วชิงกันวิ่งหนีออกหลังบ้าน...
ส่วนศามนพอรู้ว่ากระจกบ้านใหญ่แตกคิดว่ามีคนมาปาบ้าน วิ่งนำหน้าเดือนแรมมาทันที ทวดอบเชยเห็น คำรามด่านังแพศยา จึงทำกระจกแตกอีกเปรี้ยง เศษกระจกปลิวบาดหน้าเดือนแรมซิบๆ ศามนรีบดึงเข้าไปหลบในบ้าน มองไปทั่วก็ไม่เห็นมีคนร้าย กระจกแตกได้ไง?
แล้วผีร้ายอีกตนก็พรวดพราดเข้ามาในบ้านใหญ่ด่าคุณหญิงอบเชยว่า วันนี้เอ็งกล้าดีจะลองดีกับอีแพงหรือ พลันเสียงสวดเขมรมนต์ดำดังระงมขึ้น ทวดอบเชยไม่ระคายอาคมร้ายของอีแพง ทวดด่าว่าที่นี่คือเรือนใหญ่ ลูกหลานอุทิศกุศลมาให้ วันนี้ถึงทีกูมั่ง...ว่าแล้วสาดไฟร้อนเข้าเผาผีอีแพง มันร้องลั่นเมื่อถูกหมกไหม้ เดือนแรมแว่วเสียงผีแพงร้อง แต่ศามนไม่ได้ยิน...ผีแพงร้องอย่างทรมานจนหายวับไป เหลือแต่เสียงทวดอบเชยหัวเราะในชัยชนะ
ooooooo
ทวดอบเชยมองไปทางเรือนเล็ก คิดว่ายังจะต้องรบรากับอีแพงต่อไปอีกหลายภพชาติ แต่ยังพร่ำสอนสั่งกับลูกหลานว่าจะดูแลพวกเขาเหมือนที่เคยสัญญาไว้ในอดีต...แล้วภาพในอดีตของทวดอบเชยก็แจ่มชัดขึ้นมาทันที
ที่ครัวบ้านใหญ่ในอดีต นวลวางตะกร้าผ้าลง บอกให้น้าพึ่งรีดเองก็แล้วกัน พึ่งโวยไม่ใช่หน้าที่ แค่ทำครัวก็เหนื่อยแทบตาย นวลบอกไม่ใช่งานมันเหมือนกัน อีแพงยังจะมายัดเยียดงานคุณชื่นให้อีก พึ่งบอกมันหน้าที่อีแพง นวลจึงเล่าว่า อีแพงมันจะดูแลคุณหลวง ดูแลนายผู้ชาย ทิ้งงานคุณชื่นให้คนอื่น นวลให้น้าพึ่งซึ่งเป็นแม่อีแพงเอาไปทำก็แล้วกัน
นวลจะเดินหนี เห็นคุณหญิงอบเชยมารีบคารวะ คุณหญิงมาได้ยินหมดแล้วโกรธที่อีแพงจะไปยุ่งคุณหลวง จึงให้นวลเล่ามาทั้งหมดว่าอีแพงกำเริบไม่ยอมทำงานให้คุณชื่นกลิ่น...คุณหญิงโกรธเดินลิ่วๆไปทันที ลูกสาวมาทักก็ยิ้มให้แล้วรีบขอตัวไปจะเอาเรื่องอีแพงให้ได้
ที่เรือนคนใช้ แพงกำลังนั่งพักกินข้าว เจอเท้าเพ็ญบ่าวประจำคุณหญิงถีบกระเด็นทั้งจานทั้งคน สำทับว่าถ้าไม่ทำงานให้คุณหญิง มึงก็ไม่ต้องมากินข้าวท่าน คุณหญิงมายืนมองอย่างสะใจ อีแพงต่อว่าเพ็ญที่ใช้เท้ากับมัน
“ถ้าเอ็งคิดว่าอีเพ็ญทำเกินไป รอคุณหญิงอบเชยก่อน” คุณหญิงสั่งไอ้ชดมาจับตัวอีแพงไว้ บ่าวจับอีแพงนั่ง เพ็ญเอาไม้มา ท่านสั่งให้เฆี่ยน เพ็ญซัดเต็มที่ อีแพงร้องโอดโอย ท่านยังสั่งลงแส้อีกไม่นับ อีแพงร้องสู้ว่าถูกตีไม่ยุติธรรมจะไปฟ้องหลวง คุณหญิงด่ามันว่าไม่ทำงานให้คุณชื่นกลิ่น เลือกทำงานให้คุณหลวงใครๆก็รู้ เอ็งจงใจให้ท่าคุณหลวง อีแพงไม่ยอม บอกมันรู้จักคุณหลวงก่อนคุณชื่น ท่านช่วยชีวิตมันตอนตกน้ำท่านมีพระคุณ แพงผิดหรือที่จะทดแทนพระคุณของท่าน
พึ่งผู้เป็นแม่มากราบขอร้องคุณหญิงว่าพอแล้ว มันจะไม่ทำอีก มันจะไปทำงานให้คุณชื่นเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วลากลูกสาวไป แต่คุณหญิงขวางสั่งสอนมันและสำทับต่อ...บ่าวจะเอาผัวนายมาร่วมบ้านเคยชำระมามากแล้ว
“หลวงภักดี มีเมตตาต่ออีแพงเหมือนกัน” อีแพงมันฮึด คุณหญิงถุยใส่เรียกถ้วยน้ำเกลือมา กดหัวอีแพงลงราดน้ำเกลือใส่หลัง มันแสบสุดร้องแทบขาดใจ พึ่งร้องขอคุณหญิงว่าพอแล้ว คุณหญิงหันมากำราบ
“ถ้าอยากให้พอ สั่งลูกมึงแล้วจำไว้ มึงทำกูไม่เท่าไหร่ ถ้าทำลูกกูร้องไห้แม้หยดเดียว พวกมึงตาย”
ตกกลางคืน อีแพงนอนให้แม่ของมันทายาให้ในห้อง กล้าสงสารอีแพงนัก หายามาให้ถามไถ่ด้วยห่วงใย อีแพงกลับหาว่ากล้ามาสมนํ้าหน้า กล้ารีบอธิบายอย่าเข้าใจผิด ทุกครั้งที่เขาห้ามเขาด่ามัน เพื่อเตือนสติเพื่อนมนุษย์ที่น่าสงสารอย่างมันเท่านั้น อีแพงถามกล้าว่า เห็นหรือยังนังคุณหญิงมันก่อกรรมทำเวรกับข้าปางตาย ข้ากับมันต้องเป็นคู่เวรคู่กรรมกันไปยาวนาน กล้าถามว่า มันจะทำยังไง?
“ฮะฮ้า...นํ้าตาคุณชื่น คือความเจ็บปวดของคุณหญิง ฮ่าๆๆ มันตะโกนใส่หน้าข้าว่ายังงั้น” แพงมันคิดเล่นงานคุณชื่นกลิ่น ไม่ใช่คุณหญิงอบเชย...
ooooooo
คุณรัมภาไปข้างนอก ไปทานอาหารกับพวกวรรณศิกา อนุกูลและพัชนี เลยไปทำบุญให้ยายทวดและปล่อยนกปล่อยปลาแล้วกลับมาถึงบ้านรู้เรื่องเหตุการณ์กระจกแตก บาดหน้าเดือนแรมที่บ้านใหญ่ พอถามถึงเดือนแรมมาบ้านเจอกันแล้วทำอะไรกัน ศามน ตกใจสั่นหัวดิกๆ แล้วเปลี่ยนแผนเป็นรุกด้วยการอุ้มรัมภาเข้าห้องนํ้าเพื่ออาบนํ้าด้วยกัน
ขณะที่อาบไปศามนทำตัวเป็นมือปลาหมึกใต้ฝักบัวไป จนรัมภากำลังจะชอบหนวดปลาหมึกอยู่นั้น มองไปเห็นหน้าผีอีแพงลับๆล่อๆในกระจก ทั้งสองมองตามกันไป ไม่เห็นมีใครในกระจก ขณะกอดกันไปอาบกันไป รัมภากลับร้องขึ้นทันทีเมื่อเห็นนํ้าที่ไหลลงมาเป็นสีเลือด ชี้ให้ศามนดู เขาไม่เห็นอะไรได้แต่บ่นอย่างไม่สมอารมณ์หมายว่า วันนี้รัมภาเป็นอะไรไป รัมภาหัวหด สั่นหัวดิกๆบ่นว่า บ้านหลังนี้เหมือนมีคนคอยมองเรา รัมภาทำไม่ได้แน่ มีคนมอง ใครก็ไม่รู้ ว่าแล้วขอแยกตัวเพื่อจะไปนอนห้องลูก
ศามนได้แต่ยืนเซ่อในอาการเซ็ง เสียงคำรามอย่างสะใจดังจากผีอีแพงที่มายืนมองศามนแล้วปลง...ด้วยความคิดว่า คนเราถ้ามีเมียสวยเป็นกุลสตรีน่าภูมิใจ แต่ถ้ามาเกิดเป็นบ้าด้วยนี่สิ...ผีอีแพงทิ้งไว้แค่นั้น...
แผนทำสงครามประสาทของอีแพงเริ่มขึ้นในวันใหม่...มันเริ่มตั้งเป้าไปหารัมภา...ขณะที่วันนี้เดือนแรมมาร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านเล็กอีก โดยมีพวกยายคำ นายหล้า และบุญสืบมาเป็นลูกมือตามเคย เดือนแรมรับใช้และเอาใจศามน คนอื่นเธอไม่สนใจทั้งสิ้น
ผีอีแพงเริ่มเข้ามาอาละวาดรัมภาคนเดียว เดือน–แรมมาแปลกตักแกงจืดใส่ชามเล็กส่งให้รัมภา...ขณะรับ เห็นเงาคนผ่านวูบไป รัมภาสะดุ้งทำถ้วยหล่นแกงกระจาย ทุกคนงง เดือนแรมบ่นว่าทำไมมือไม้คุณพี่อ่อนจัง บุญสืบมารินนํ้าให้รัมภาขณะที่เธอบอกอิ่ม ถือแก้วลุกขึ้น หน้าอีแพงผีร้ายโผล่ที่นํ้าในแก้ว รัมภาตกใจแก้วหล่นจากมือแตกกระจายอีก รัมภารีบขอโทษขณะให้บุญสืบมาจัดการ...รัมภาเกิดอาการหวาดผวาจนตัวสั่น รีบหนีออกจากห้องนั้นทันที...ศามนมองตามเมีย ขมวดคิ้วคิดไม่ออก ทำไมรัมภาจึงทำอะไรเลอะๆเทอะๆไปหมด...
ooooooo
หลังจากศามนเห็นภรรยาป้ำเป๋อหวาดระแวงไปหมด และเขาไม่เชื่อเรื่องผี จึงนัดลูกน้องสนิทในบริษัทพารัมภาไปเที่ยวผับ ได้ดื่มกินร้องเพลงฟังเพลง เต้นรำกันให้สุดเหวี่ยงอาจจะช่วยให้อาการดีขึ้น...
ขณะสนุกกันในผับ อนุกูลจะสนุกกว่าเพื่อนแล้วสิ่งที่อดไม่ได้คือการแขวะพัชนี บางทีก็เลยไปหาวรรณศิ–กา จึงถูกตอกกลับเจ็บแสบเป็นระยะ แต่บางทีก็ช่วยกัน
พารัมภาออกไปเต้นรำอย่างสนุกสนาน แล้วยังสอดส่ายสายตาหาสาวสวยรวยเสน่ห์ที่หลงเข้ามา หรือจงใจหลงเข้ามาก็ได้...นั่งลงไม่ทันไรอนุกูลก็เดินเร่ไปหาสาวงามนางหนึ่งท่าทางไฮโซ แต่นั่งดื่มอย่างเหงาๆคนเดียว อนุกูลหนุ่มรูปหล่อทิ้งวงศามนไปทาบแม่นั่นทันที หลายคนในวงได้แต่ส่ายหน้าระอาคนขี้หลี...
หลังจากสนุกกันจนเหนื่อยแล้วก็ได้เวลากลับ อนุกูลเห็นพวกจ่ายเงินลุกขึ้นจึงมาตัดพ้อว่าราตรียังเยาว์ จะทิ้งอิ๊กคิวซังไปไหน รัมภาจะให้พัชนีอยู่กับอนุกูลต่อ อนุกูลร้องว่าพาแม่ชีกลับไปดีกว่า ถูกสองสาวเลขารุมจวกจนอนุกูลรับไม่ทันเผ่นไปหาแม่สาวคนนั้นทันที
ooooooo
เมื่อกลับมาบ้าน ขณะที่ศามนเข้าห้องอาบนํ้า รัมภาเอนพักหลับตาลง...เหมือนมีใครมากระซิบข้างหู...แต่ไม่ได้ยิน...แต่ไม่นาน อีแพงจงใจให้ได้ยินเสียงกิ๊กๆเหมือนแหวนเคาะลูกกรง รัมภาลุกขึ้นเดินไปตามเสียง...
เสียงนั้นเกิดจากภาพผู้หญิงคนหนึ่งผมยุ่งเหยิงถูกขังล่ามโซ่เนื้อตัวเสื้อผ้ามอมแมมเหม่อดังคนบ้า...เสียงมันดังลอยมา มันขอเอาซี่ลูกกรงนี้เป็นเพื่อน มันร้องขอให้เห็นใจจนหมดเสียง ไม่มีใครสนใจมัน โซ่ตรวนล่ามขายิ่งกว่าหมูหมาที่ยิ่งกว่านรก...นานวันเข้าอีแพงทั้งร้องไห้และหัวเราะใกล้บ้าแล้ว มันกรี๊ดดิ้นเร่าๆกับพื้น...เสียงกรี๊ดดังจนรัมภาปิดหู เพราะมันดังมากขึ้นทุกที รัมภาต้องตะโกนสั่ง
“หยุด...หยุดเดี๋ยวนี้...” สิ้นเสียงรัมภา ศามนวิ่งมาจากห้องนํ้า เขย่าตัวเรียกถามว่าเป็นอะไร รัมภามองสามี กลัวจนสะท้านไปทั้งตัว...เธอบอกนอนที่นี่ไม่ได้แล้วจะไปนอนกับลูก รัมภาวิ่งไปทันที เปิดตู้เย็นหยิบยามากินมือสั่นเทา ผีอีแพงมายืนมองอยู่อีกมุม มันนํ้าตาไหลเจ็บปวดกับอดีตเช่นกัน
“เราสามคนผัวเมียมีบ่วงกรรมกันมานานแล้ว เอ็งได้อยู่กินกับคุณหลวง แต่เอ็งจะมีข้าตามจองเวรกรรมไปทุกชาติ
ผีอีแพงย้อนหลังสู่ความเจ็บปวดในอดีตอีกครั้ง... จากวันที่ถูกทำทารุณ อีแพงเริ่มทำดียอมซักเสื้อให้คุณชื่นกลิ่น เวลาอาหารเช้าคุณหลวงถามหานํ้าปลา อีแพงทำเฉย บัวสวรรค์ต้องหยิบให้ แพงกลับไปเอานํ้าส้มคั้นที่คุณชื่นกลิ่นชอบกินมาให้ อบเชยกับเพ็ญเห็นแล้วยิ้มพอใจ ต่างคิดว่าอีแพงเข็ดแล้วเริ่มทำตัวดีกับชื่นกลิ่น...แต่หารู้ไม่ อีแพงแอบชำเลืองมาแสยะยิ้มให้ “ยังหรอก อีแพงไม่ใช่บ่าวโง่ๆ แค่ถูกตีนิดๆแล้วใจเสาะ อีแพงแค่รอเวลาและโอกาสเท่านั้น”
วันนี้ อีแพงเห็นคุณหลวงกับชื่นกลิ่นคลอเคลียกันที่ศาลาพักร้อน...ทั้งยังได้เห็นกล้าสอนให้บัวขี่ม้า ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อีแพงยังงึมงำด้วยริษยา
“บรรยากาศหอมหวน ความรัก ความสุขอบอวล... แต่ ธรรมชาติความสุขย่อมอยู่ไม่นาน...จากนี้ไป ความสุขจะมลายหายไปด้วยฝีมืออีแพงคนนี้...ฮ่าๆๆๆ”
ooooooo
ในคืนที่ทุกคนไปชื่นมื่นที่ผับแล้ว พัชนีคนเดียวที่ลืมของไว้จึงรีบจับแท็กซี่มาบอกยามที่กำลังจะปิด ขอเข้าไปเอาของก่อน ส่วนด้านข้างผับที่จอดรถ สาวงามนางนั้นประคองอนุกูลที่เมาแอ๋มาที่รถของเขา ทั้งๆที่ดูแล้วเขาไม่น่าจะขับรถได้ แต่ปากยังจะพาแม่นั่นเข้าม่านรูดตามนิสัย...
แม่สาวคนนั้นปล่อยให้เขานั่งในรถ หันไปพยักหน้าทางมุมมืด จึงเห็นมอเตอร์ไซค์ขับออกมาเทียบข้างรถ หมอนั่นเป็นผัวสาวไฮแต่โซคนนี้เอง มันมาลากคออนุกูลลงจากรถสั่งให้เอาเงินมา ทั้งต่อยอนุกูลลงจุกกับพื้น มันค้นกระเป๋าหาเงิน อนุกูลตั้งท่าได้ส่งหมัดใส่ มันหลบแล้วเตะผ่าหมาก โชะเดียวอนุกูลหัวทิ่มใส่ข้างรถปุใหญ่จนได้เลือด มันจะเอารถไปด้วย อนุกูลเริ่มหายมึนโยนกุญแจรถไปใน
พงหญ้ารก อีสาวบอกผัวว่ามันโยนทิ้งไปแล้ว หมอนั่นหันมาดีดหลังเท้าใส่ท้องทันที อนุกูลลงไปเป็นเครื่องดูดฝุ่นมีชีวิตที่พื้นอีกครั้ง
พัชนีนั่งรถเข้าประตูจะมาจอด แสงไฟหน้ารถทำให้วายร้ายสองผัวเมียรีบขึ้นมอเตอร์ไซค์หนีไปทันที... พัชนีลงจากรถมาดู เห็นทั้งรถและอนุกูลจึงประคองเขาขึ้น แต่ตอบคำซักถามไม่ได้ พัชนีเห็นเลือดทำท่าจะเป็นลม ปล่อยอนุกูลร่วงลงพื้นจนร้องลั่น เธอขอโทษที่เห็นเลือดไม่ได้ เขาจึงค่อยบอกว่าแม่คนนั้นเป็นนางนกต่อมา ปล้นเงินเขา พัชนีมือสั่นจะแจ้งตำรวจด้วยมือถือ อนุกูลเดินเข้าพงหญ้าที่โยนกุญแจรถเข้าไป หลังพัชนีแจ้งตำรวจแล้ว เรียกหาเขาทั้งหยิบไม้มาปัดหญ้าช่วยหากุญแจ อนุกูลกุมหัวเลือดไหลออกมาจากพงหญ้า พัชนีเห็นตกใจนึกว่าผี เอาไม้ฟาดไปที่หัวหนึ่งที ผีปลอมร้องจ๊าก ลงไปนั่งหมดสตีม พอมีแรงร้องด่าพัชนี คิดจะฆ่าเขาอีกคนเรอะ พัชนีสำนึกผิดบอกว่ากลัวเลือด เห็นแล้วต้องกำจัดทิ้งเสมอ ยิ่งตอนนี้เห็นเลือดเขาออกมากกว่าเก่าพัชนีถึงกับล้มตึง คราวนี้เธอลมใส่จริงๆ
ooooooo
คุณหญิงสงสารรัมภา ลูกสาวที่ถูกผีอีแพงเล่นงานจนแทบประสาทกิน พยายามสื่อสารให้รัมภาบอกความจริงเรื่องผีอีแพงตามอาฆาตให้สามีรู้ คุณหญิงแม่เองก็ช่วยไม่ได้ แต่รัมภาก็บอกได้แต่เพียงว่า อยากย้ายไปเรือนใหญ่ ศามนแย้งทันทีว่าที่ไหนก็เหมือนกัน เรือนใหญ่ผ่านเข้าออกเห็นแต่โลงศพ ลูกๆก็รู้สึกไม่ดี
ก่อนจะพูดต่อเดือนแรมก็โผล่มาขัดจังหวะอีก คราวนี้เธอมาในมาดธุรกิจตลาด บอกว่าตลาดคู่แข่งกำลังปรับใหญ่ เธอก็ต้องทำอะไรซักอย่างไม่งั้นแม่ค้าหนีหมด จึงขอเชิญท่านทั้งสองไปดูตลาดกันจะได้แนะนำเธอ รัมภาเบื่อหน้ารีบบอกว่าเธอนัดกับวรรณศิกาไว้ให้สามีไปกับเดือนแรม รัมภาคว้ากระเป๋าไปทันที เดือนแรมยิ้มจนฟันแทบร่วงหมดปาก...
เมื่อรัมภาไปพบวรรณศิกาตามนัด จึงรู้ว่าเมื่อคืนอนุกูลถูกผู้หญิงไฮแต่โซคนนั้นมอมเหล้า หิ้วไปที่รถให้แมงดาปีกทองมาจี้เอามือถือกับเงินไปโดยอัดแถมเล็กน้อย... ทั้งสองจึงรีบไปเยี่ยม พอถึงห้องในโรงพยาบาลเห็นพัชนีนั่งคอยพยาบาลอยู่แล้ว พัชนีเล่าว่าเธอกลับไปผับด้วยลืมเอกสาร แต่เห็นรถกับคุณอนุกูลโดนเล่นงานจนหัวแตกจึงลงไปช่วย โจรสองคนนั่นรีบพากันหนีไป อนุกูลบอกว่าทีแรกหัวแตกเล็กน้อย แต่แม่คนนี้ซัดอีกโป้งแผลเหวอะ แค้นเขามากจึงอ้างว่าเป็นคนเห็นเลือดไม่ได้
“บอกแล้ว ชมผู้หญิงแต่งสวย เซ็กซี่ว่ามีระดับแล้วเป็นไง ภายนอกพิสูจน์คนไม่ได้หรอกค่ะ” พัชนีหยัน
“ชะชะ...ซํ้าเติมกันรึ มันถึงตาซวยต่างหาก คนแต่งเป็นแม่ชีอย่างหล่อนดีทุกคนเรอะ คนมีเลวมีดีทุกสังคม ชิชะ แค่นี้ทำมาสอน” วรรณศิกาออกรับแทนพัชนี “เถียงสู้ไม่ได้พาลทำเสียงดังกว่า คิดว่าชนะงั้นเรอะ” รัมภาฟังแล้วก็สนุกดี
ooooooo
เดือนแรมพาศามนชมตลาดแล้วมานั่งดื่มน้ำในร้านกาแฟเล็กๆ...พยายามเล่าถึงชีวิตอันน่าสงสารของตัวเองให้ศามนเห็นใจ บอกว่าแม่ตายพ่อทิ้งเดือนไว้กับยายแล้วไปมีเมียใหม่ ยายก็มาตายลงอีก ยายซึ่งเป็นบ่าวรับใช้ในบ้านคุณศามน เดือนไม่จบ ม.3 ก็ต้องออก...
ยายน้อยชาวตลาดมาแอบฟังโพล่งขัดขึ้นว่า ที่ออกจากโรงเรียนไม่ใช่เพราะจน เพราะหนีตามโชเฟอร์รถสองแถวตั้งแต่นมยังไม่ตั้งเต้า...เดือนแรมแค้น เจี๊ยบร้องบอกอีกคนว่า เจ๊น้อยอ่านละครในไทยรัฐให้เราฟัง... เดือนแรมรอดตัว เล่าถึงถนนตัดผ่านที่ดินที่คุณยายทวดอบเชยยกให้ยายเพ็ญจึงมีราคามากขึ้น แต่เดือนโชคร้าย ในที่สุดสามีของเดือนก็ทิ้งเดือนไปอีก เสียงน้อยดังฟังชัด
“ไม่ทิ้งได้ไง มันเฉดโชเฟอร์สองแถวทิ้ง ขยับฐานะได้แท็กซี่มาแทน...เล่นเอามานอนในบ้าน ผัวไม่กระทืบตายก็บุญแล้ว”
ทั้งสามสาวเล่นแซวกันเองว่า อ่านเบาๆรบกวนคนอื่นเขา...เดือนแรมรู้ว่า พวกนี้หยันชีวิตรักของเธอ...
เดือนแรมจึงเล่าอย่างรวดเร็วว่า เธอแต่งงานใหม่อีกสองครั้ง แต่ละคนไม่ยอมทำมาหากิน คิดแต่จะเกาะเธอ ทนไม่ไหวต้องเลิกมันหมด...เธอจึงอยู่คนเดียวเปลี่ยวอุรามาจนทุกวันนี้...ความรู้ก็ไม่มี
“คุณพี่ศามนขา คุณพี่ต้องช่วยเดือนนะคะ เดือนไม่มีใครแล้วจริงๆ” เดือนแรมบีบน้ำตาสุดรันทด พวกน้อยร้องระงมว่าน่าสงสาร เดือนแรมทนไม่ไหวโยนกระป๋องน้ำแดงใส่กลางวงพวกเจ๊น้อยถึงแตกฮือ ศามนตกใจถามเดือนแรม แม่สาวตลาดแตกรีบบอกว่าคุณเดือนมือลื่น...เดือนแรมคิดว่าขืนอยู่ไปมีเรื่องแน่ จึงชวนศามนกลับโดยไม่ชักช้า
วันรุ่งขึ้น ศามนไปเยี่ยมอนุกูลที่กำลังจะออกจากโรงพยาบาล เล่าเรื่องเจ้าของตลาดผู้น่าสงสารที่ชื่อเดือนแรมให้ฟัง เธอเป็นเจ้าของตลาดที่ไม่มีความรู้ ให้อนุกูลมาช่วยดูแลปรับปรุงซ่อมตลาดให้ จากนั้นจะหานักบัญชีมาช่วย อนุกูลรับปากจะช่วยจัดการให้ แต่ติงว่า ศามนชอบช่วยเหลือคนแบบนี้ ระวังจะมีปัญหา ศามนซักว่าอะไร อนุกูลรีบบอกว่า ก็พูดไปตามเรื่อง...แต่ในใจคิดเป็นห่วงคุณรัมภาต่างหาก
“สงสารรึ” ผีอีแพงพาตัวว่างเปล่ามานั่งกอดศามนฟังอยู่ แล้วเปรยขึ้น “ไม่ว่าชาติปางไหน คุณหลวงก็ยังขี้สงสารคน ความใจดีใจอ่อนนี่เอง ทำให้อีแพงมีโอกาสเข้าถึงจิตใจคุณหลวง”
ผีอีแพงนึกถึงตอนถูกเฆี่ยนหลังแตก ถูกราดน้ำเกลือ มันมีโอกาสถอดเสื้อให้คุณหลวงภักดีดูว่ามันถูกคุณหญิงอบเชยเฆี่ยนหาว่าให้ท่าคุณหลวง อธิบาย
ยังไงก็ไม่ฟัง อีแพงร่ำไห้น่าเวทนา คุณหลวงถึงอึ้งไป
วันรุ่งขึ้น อีแพงมาดักเอาน้ำพริกที่คุณหลวงชอบมาให้แล้วกำชับอย่าบอกใครว่าอีแพงซื้อให้ เดี๋ยวเจ็บตัวอีก คุณหลวงบอกทันทีพร้อมยื่นยาให้บอกมันว่า ท่านเตรียมยามาให้มันทาจะได้ไม่เป็นแผลเป็น อีแพงเป็นปลื้มลืมไม้เรียวอาบน้ำเกลือสนิท มันซึ้งจนน้ำตาร่วงผลอยๆ...
ภาพอดีตเลือนหาย...กลับมาสู่ปัจจุบัน...ผีอีแพง มองศามนกำลังตรวจเอกสารกองใหญ่ที่เดือนแรมหอบมาให้ดู...พวกยายคำกังขาหารือกับลูกผัวว่าสองคนดูอะไรกันตั้งแต่เช้าแล้ว บุญสืบบอกพ่อแม่ว่า เดือนแรมเอาสมุดธนาคาร โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีมาให้ศามนดู มันตั้งให้เป็นผู้จัดการตลาด แต่คิดว่ามันจะตั้งให้เป็นผัวมากกว่า แบบนี้คุณท่านศามนตายอย่างเขียด
ooooooo
คืนนี้ขณะที่รัมภานั่งอ่านหนังสือในที่นั่งเล่นหน้าเรือนหลังเล็ก ลูกๆนั่งทำการบ้านอยู่ใกล้ๆ...แล้วรัมภาได้ยินเสียงก่อกวน เคาะซี่กรงแก๊งๆเหมือนเดิมดังมาจากในบ้าน ถามลูกว่าได้ยินอะไรไหม ลูกไม่รู้เรื่อง แม่จึงให้ทำการบ้านต่อ เธอเดินไปในบ้านความ กลัวกลายเป็นความโกรธ
“บ้าชะมัด ฉันจะไม่กลัวแกอีกต่อไปแล้ว” รัมภาเดินตามเสียงที่กลายเป็นลากโซ่...ตามไปทางหนึ่ง ผีอีแพงปรากฏตัวอีกทาง พอหันไปมันหลบวูบ รัมภาหยิบไม้เบสบอลมากระชับกะฟาดให้เละ “วันนี้ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าแกเป็นผีหรือเป็นคน ฉันจะไม่ยอมเป็นบ้าเพราะแกอีก” เดินไปดักที่เสาต้นหนึ่ง คำราม “ฉันไม่กลัวแกอีกแล้ว” กระชับไม้แน่น มีเงาวูบมา รัมภาซัดไม้ใส่ทันที ศามนร้องโอ๊ย...รัมภาเห็นผิดท่า ร้องเรียกสามีแล้วขอโทษเป็นวักเป็นเวร
“คุณเป็นอะไร มาตีผมทำไม” รัมภาปากสั่นตอบไม่ได้ ผีอีแพงยืนหัวร่อร่า ดีที่ไม่มีใครได้ยิน
รัมภาพาศามนไปทำแผลที่โรงพยาบาล ดีที่หมอ
บอกว่ามีแผลนิดหน่อย รัมภาขอโทษสามีด้วยความเสียใจ เธอลงมือไปแล้วจึงยั้งไม่ทัน...กลับมาบ้าน ศามนบ่นอีกว่า หมู่นี้รัมภาระแวงมองซ้ายขวาตลอด เป็นอะไรไป
“ภาเห็นผู้หญิง...ผู้หญิงในเรือนเล็ก ไม่ใช่คุณย่า ไม่ใช่คน...ภาเห็น ได้ยินเสียง โดยเฉพาะในห้องนอนเรา แต่พอภามานอนห้องลูก ทุกอย่างจะเงียบไป”
“รู้ตัวไหม กำลังพูดอะไร...ผมจะไม่พูดเรื่องนี้กับคุณอีก” ศามนสั่นหัวดิกๆ...ไม่ยอมเชื่อแม้แต่น้อย
ศามนพารัมภาไปหาหมอให้ช่วยดูอาการเมีย หลังหมอตรวจสั่งยาให้แล้ว ทั้งสองคนก็มาเถียงกันอีก รัมภายืนยันตามที่เธอพบเห็น ศามนขอร้องอย่าได้เป็นแบบนี้เลย...รัมภาแปลกใจที่ศามนพอพูดถึงบ้านเล็ก เขาจะไม่ยอมรับแม้แต่น้อย...รัมภาเริ่มกินยากล่อมประสาทมากขึ้น ส่วนเดือนแรมก็โทร.มาหาศามนบ่อยและสนิทกันมากขึ้น...
ooooooo
ดึกแล้ว...รัมภากับลูกหลับไปด้วยกันในห้องนอนเด็ก...ผีอีแพงเข้ามาจ้องมองเด็กทั้งสองอย่างอาฆาตแค้น มันคำรามอย่างดุร้าย
“จะให้ทำนังชื่นกลิ่นน่ะหรือ ทุกวันนี้ทะเลาะกับผัวจนแยกห้องกันนอน มันสาสมดีแล้ว แต่ยังไม่สะใจ เด็กสองคนนี่ต่างหากที่ข้าสนใจ”
“ไม่นะ...ไม่” เสียงทวดอบเชยดังลั่นระคนน้ำตา...
“คุณยายทวด...เสียงคุณยายทวด” รัมภาร้องขึ้นเหมือนละเมอ
“ลูกแฝด ลูกแฝดของเอ็ง ได้ยินไหม...ระวังลูกแฝดของเอ็งไว้ให้ดี ข้าจะมาเอาชีวิตลูกแฝดของเอ็ง”
“เสียงใคร...เสียงใคร” รัมภาแผดเสียง ลุกพรวดขึ้น จังก้าไปมาดั่งจงอางหวงไข่ “อย่านะ อย่ายุ่งกับลูกฉัน”
ลูกแฝดทั้งสองงัวเงียขึ้นมา แม่ผวากอดไว้แน่นทั้งสองคน...พึมพำร้องเรียก “ลูกแม่” ไม่ขาดปาก ลูกทั้งสองถามว่า มีอะไรหม่ามี้...หาวนอนแล้วซบหลับไป...
รัมภาตากร้าว พร้อมแลกกันด้วยชีวิตเพื่อปกป้องลูก
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #3 on:
21 October 2026, 14:39:59 »
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep5/page1
บ่วง ตอนที่ 5
เมื่อหมอให้อนุกูลกลับบ้านได้ อนุกูลรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า พัชนีที่มาดูช่วยเก็บของ แล้ววรรณศิกาโทร.มาบอกว่า รถเสียกำลังรอช่างให้พัชนีพาอนุกูลกลับที่พักของเขาก่อน เดี๋ยวเธอจะตามไป พัชนีเริ่มใจหาย จึงสั่งให้พากลับไปส่งถึงห้อง เพราะเขายังมือเจ็บ แล้วอยู่คนเดียวด้วย
อนุกูลได้ยินการต่อรอง พัชนีไม่กล้าไปตามลำพังสองคน จึงนึกรู้ว่ายายแม่ชีคนนี้กลัวเขาจะลวนลาม รีบแกล้งเร่งให้ไปขึ้นรถแท็กซี่...อนุกูลเริ่มนึกสนุก นั่งรถไปกระซิบเบาๆ
“คุณไม่เคยไปห้องเชือด...เอ๊ย คอนโดฯของผมใช่ไหม ดีออกน่า...” เห็นสายตาเขาแล้ว แม่ชีพัชนีใจสั่นเหมือนกำลังจะถูกพาไปฆ่า...พอถึงคอนโดฯยามวิ่งมาเสนอตัวช่วย อนุกูลรีบดึงยามไปกระซิบ ทั้งยัดเงินใส่กระเป๋ายาม ยิ่งทำให้แม่ชีพัชสะท้านหนัก...
ขณะช่วยกันหิ้วของขึ้นไปบนห้อง เขาตอบคำถาม เธอว่า สั่งยามไม่ให้ใครมารบกวน...แม่ชีหนาวรีบย้ำว่า เดี๋ยวพี่วรรณจะตามมา เขายักไหล่ไม่สนตามนิสัย ถึงห้องแล้วเขายิ่งทำท่าเหมือนหมาป่าจะขย้ำลูกแกะ จนพัชนีรีบถอยเข้าห้องน้ำล็อกทันที เขายืนยิ้มสะใจที่ได้แกล้ง เพราะแม่ชีเหงื่อแตกหนีเข้าส้วม แล้วเธอสะดุ้งแปดกลับ เมื่อเสียงเคาะประตูหลายที เธอร้องถามไปว่ามีอะไร เขาไม่ตอบ ยิ่งบิดลูกบิดให้ดังมากขึ้น เธอมองเห็นแมกกาซีนปึกใหญ่ รีบมาอุ้มไว้ จะสู้ถ้าเขาเอากุญแจจากยามมาไข เครียดจัดที่มาเจอคนโรคจิต วันนี้ตายเป็นตาย...ว่าแล้วเดินออกไป เขาหันหลังกลั้นหัวเราะ...
แม่ชีใจเด็ดตัดสินใจบอกเขาว่า เธอจะกลับแล้ว...
เขาหันมาคว้าไหล่เธอหมับ สั่งห้ามกลับ ทำท่าหื่นก้มหน้ามาจะจูบ นาทีนั้นแม่ชีเอาหนังสือฟาดหัวไปสุดแรง ปากด่าไอ้โรคจิต ฟาดซ้ำหลายที อนุกูลร้องลั่น บอกว่าเขาล้อเล่น เธอโต้ไม่เชื่อ...ร้องว้าย เมื่อทั้งสองฟัดกันจนล้มลง หน้าแม่ชีซบจมูกชนแก้มเขาอย่างจัง เขารีบชี้หน้าหาว่าคิดมาขืนใจเขา แม่ชีเช็ดปากอย่างแรง ร้องว่าไม่จริง แต่ยังนอนทับเขาอยู่
“มาแล้วจ้า...” วรรณศิกาเปิดประตูมาพร้อมยาม เห็นยังขี่กันอยู่ ร้องตกใจ “ฮ้าย...ทำอะไรกัน”
อนุกูลทำเป็นร้องไห้ ฟ้องว่าแม่ชีละเมิดทางเพศเขาทั้งๆที่ยังป่วยอยู่ ใช้หนังสือตั้งปึกขืนใจ ผมตายไปจะทำยังไง แม่ชีพัชรีบสะบัดตัวลุกขึ้นทั้งๆที่ตัวชาเพราะเจอข้อหาร้าย ปฏิเสธปากสั่นว่าไม่ใช่...เขายังเชือดต่อ หาว่าเธอเอาจมูกมาหอมแก้มเขา เขาเสียผีไปแล้ว ใครจะรับผิดชอบ แม่ชีเจอไม้นี้ถึงกับร้องไห้โฮ...จำต้องอธิบายว่า เขามาพูดเรื่องห้องเชือด แล้วบอกยาม เขารีบแก้ตัวที่บอกยาม แค่ว่าเดี๋ยวคุณวรรณมาให้พามาที่นี่ด้วย...คิดว่าตัวเองสวยนักละสิ แม่ชีคว้าของใกล้มือปาใส่ไม่ยั้ง...
ต่อไปนี้จะไม่ช่วยแล้ว...รีบเดินออกจากห้องไป วรรณศิกาหันมาดุที่ไปแกล้งแม่ชี เดี๋ยวเธอลาออกพอดี อนุกูลนั่งหัวเราะต่อไปคนเดียว
ooooooo
กลับมาบ้านเล็ก เช้านี้รัมภาเข้าห้องน้ำกำลังจะแปรงฟัน มองไปที่กระจกตกใจแทบตาย เห็นมือคนมาเขียน “ลูก...ตาย” แก้วน้ำหล่นแตก รีบวิ่งมากอดลูกทั้งสองไว้แน่น เด็กยังงัวเงีย...เสียงรองเท้าดังมาจากข้างนอกห้อง พอประตูเปิด เดือนแรมโผล่มาทักทาย บอกว่าเอาข้าวมาฝาก รัมภาโล่ง ถอนหายใจยาว...รีบกลับไปดูตัวหนังสือในกระจกห้องน้ำ กลับไม่เห็นอะไร ทำให้คิดสับสนว่าตาฝาดอีกแล้ว
ขณะที่เดือนแรมจัดโจ๊กเป็นอาหารเช้าให้ก่อนเด็กไปโรงเรียน...กินไปไม่กี่คำ รู้สึกเหมือนมีผีจ้องเด็กทั้งสอง หัวเราะหึๆ รัมภาหันไปจ้องแล้วไม่เห็นอะไร...หันมาชามโจ๊กกลับเห็นหนอนและแมลงสาบยั้วเยี้ย รัมภาลุกขึ้นกรี๊ดอีกครั้ง ปัดชามโจ๊กกระเด็นเลอะลงไปถึงพื้น ทุกคนร้องตกใจ เดือนแรมสะบัดมือเร่าๆ โจ๊กราดลวกมือ ศามนรีบมาเรียกรัมภาอย่างไม่พอใจที่ก่อเรื่องอีก เดือนแรมเล่นละครต่อว่า มือพองแน่...ศามนเรียกบุญสืบไปเอายามาทาให้เธอ แล้วหันไปซักรัมภา ตำหนิตามเคย รัมภาก็ยืนยันว่าเธอเห็น...ศามนได้แต่ส่ายหน้า...คิดค้นหาว่าเกิดอะไรกับรัมภา แล้วก็เห็นเธอไปหยิบยามากินอีกตามเคย
ooooooo
คืนนี้ ศามนทำงานที่ออฟฟิศจนค่ำมืด เดือนแรมถือโอกาสมาหา ขอร้องให้ช่วยตัดสินใจกับช่างเรื่องการสร้างอาคาร เธอดูไม่รู้เรื่อง แล้วออกตัวว่าเกรงใจ เพราะรู้ว่าเขากับรัมภามีปัญหา รู้จากเด็กว่าแม่ไปนอนด้วยทุกคืน แสดงว่าคุณทั้งสองไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกัน พาไปหาหมอดีไหม?
เห็นศามนตกใจที่เธอถามเรื่องในมุ้ง จึงแสดงความห่วงใยเต็มที่ จับไหล่เขาบีบนวดให้ ปากก็ร่ายยาวว่า เขายังหนุ่มแน่น มีเลือดมีเนื้อ ไม่สงสารกันบ้าง ว่าไปลูบไป แล้วเปิดท่าเรือคลองเตยพร้อมจะให้เกยตื้นเต็มที่ ศามนเองก็รู้สึก นึกถึงหุ่นชะเวิบของเดือนแรมในชุดทูพีซแล้วหยิว...แต่ไม่นานก็ตื่นตัวลุกพรวด บอกว่าดึกแล้วงานเสร็จพอดี กลับกันเถอะ ว่าแล้วเดินนำไป บ่นว่าอย่าหาเหาใส่กบาลเลย...เดือนแรมยืนตะลึง ทำไมเขาเย็นชา หรือว่าไม่ได้อยู่บ้านเล็ก
ศามนกับเดือนแรมหารู้ไม่ว่า ที่บ้านเล็กตอนนี้รัมภาอยู่กับลูกอย่างหวาดผวา เพราะพัดลมเพดานเกิดรอยร้าว เหมือนจะหล่นใส่ลูกแฝด รัมภารีบคว้าลูกทั้งสองกระโจนหนีตายจ้าละหวั่น ศามนกลับมาถึงบ้านเห็นสภาพแล้วตะโกนเรียกภรรยาลั่นไป เธอชี้ไปที่โคมไฟ เขามองแล้วก็บอกทันทีว่า ไม่เห็นมีอะไร...แล้วก็ไม่มีจริงๆ รัมภาจ๋อยอีกครั้ง ยืนยันแน่วแน่
“ผี...ผีผู้หญิงคนนั้นมันจะเอาชีวิตลูกเรา มันจะทำลูกเรา ฉันยอมไม่ได้”
“ผีอีกแล้ว...”
“คุณจะว่าฉันยังไงก็ได้ แม่ทุกคน แม้เจ็บป่วยหรือต้องตายก็รับได้ แต่ถ้าเป็นลูก ฉันทนไม่ได้แม้จะขาดเป็นชิ้นๆ ฉันทนไม่ได้ เข้าใจไหมคุณมน” รัมภาเน้นดังไม่เกรงใจ...
ขณะเดียวกันที่เรือนใหญ่ ทวดอบเชยรู้ว่าลูกหลานกำลังถูกอีแพงเล่นงาน ได้แต่ประกาศว่า มึงทำลูกหลานกู กูจะต้องตามจองเวรมึงตลอดไป อารมณ์เกรี้ยวกราดทำให้กระถางธูปถึงระเบิดตูมตามกระจุยกระจาย ตาหล้าผ่านมาเจอระเบิด ถึงสติแตกร้องลั่นบ้านเผ่นหนีตูดแป้น
ศามนไปทำงานวันรุ่งขึ้น ขณะที่อยู่ที่โรงอาหารกับอนุกูล วรรณศิกากับพัชนีนั่งกิน มึนตึงอีกโต๊ะ ศามนบ่นให้อนุกูลฟังว่ารัมภากินยาพวกนี้มานานน่าจะเพี้ยนไป อนุกูลไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่เชื่อเรื่องผี แล้วถามว่า ถ้าคุณภาเขาไม่ยอมไปหาหมอจะทำยังไง?
“ความรัก...ตอนรัสตี้เป็น หมอบอกว่าพวกเขาต้องการความรัก ความสนใจ ผมจะหยุดสองสามวันพาไปเที่ยว...ให้เวลาเขาสักหน่อย...”
แต่พอเสนอเรื่องนี้ รัมภากลับไม่ยอมทิ้งลูกไปต่างจังหวัดกันสองคน ขอให้เที่ยวในกรุงเทพฯคิดถึงลูกจะได้โทร.ถามครู ศามนได้แต่ตามใจ...เดือนแรมทำหน้าที่มดแดงแฝงพวงมะม่วงตามเคย พอมารู้ว่าผัวเมียเขาจะไปแฮปปี้กันสองคนถึงกับอารมณ์เสีย ด่าศามนว่า รู้ว่ามันบ้ายังไปตามใจมันอีก โง่ชะมัด...ไม่เพียงเท่านั้น ศามนจะชวนไปดินเนอร์ให้แสงเทียนส่องแวมๆโรแมนติก รัมภาขอกลับไปพาลูกมาทานข้าวด้วยกัน ว่าแล้วรีบโทร. บอกครูทันใด...ปล่อยให้ศามนเปลี่ยนชื่อเป็นสุดเซ็ง
ooooooo
วันนี้ศามนพารัมภาไปเที่ยวเกาะเกร็ด เขาพลอยสบายใจเมื่อเห็นรัมภาเที่ยวดูการปั้นดินเผา ทั้งลงไปคลุกกับพวกเด็กด้วย เพราะลูกของเธอไปโรงเรียน...ส่วนพวกยายคำ ตาหล้า พาบุญสืบไปเที่ยวตลาดเหมือนกัน...
น้อยกับพวกเห็นบุญสืบสะบัดก้นนำพ่อแม่มาเที่ยวตลาดสด พอถึงร้านก๋วยเตี๋ยวก็ทักว่า ยายคำพาลูกสาวมาเที่ยวตลาดเหรอ บุญสืบรีบเปลี่ยนท่าทางจากแต๋วเป็นชายชาตรี ถามว่าใครลูกสาว ท้าผัวเจ๊มาต่อยกันไหม แอนร้อง บอกว่า แหม...แมนมากเลย แล้วแกล้งกระซิบว่าไอ้ตัวดำๆ ล่ำมันขนผักอยู่ท้ายตลาด...บุญสืบหูผึ่ง หันไปถาม ว่าไหน...อยู่ไหนยะหล่อน พวกน้อยพากันฮาตึง ตาหล้าเตือนลูกชายแต๋ว ยายคำรีบบอกว่า วันนี้เจ้านายไม่อยู่ ให้ตังค์ไว้ออกมาหากินเอง พวกน้อยเพิ่งรู้ว่าคุณศามนพาเมียเที่ยว...ทั้งเห็นเดือนแรมพาบ่าวดีดี้มาด้วย จึงร้องดังๆ
“ต๊าย คุณศามนยังพาเมียเที่ยวอีกหรือ น่ารักจัง แบบนี้พวกมดแดงแฝงพวงมะม่วงหน้าแตกยับน่ะสิ อุตส่าห์เทียวไปมาเกาะมะม่วงแจ” ว่าแล้วทีมสามสาวหันไปยิ้มหวานกับเดือนแรมที่ตาขวางเดือดอยู่หลายปุด แล้วยังทยอยกันขย่มเดือนแรมเรื่องแย่งศามน เจี๊ยบจะไปสั่งก๋วยเตี๋ยวกิน เดือนแรมเดินไปหาเฮียก๋วยเตี๋ยวบอกว่า เธอเหมาหมดนี่ ไอ้ที่จะสั่งกินนั่งกระดิกหางอยู่นี่ สาดน้ำร้อนใส่ให้ร้องเป๋งหางจุกทวารหนีไปเลย สามสาวร้องอ้าวพร้อมกัน ออกอาการจะเอ๋ยเยอกันให้ตลาดแตกไปเลย
เดือนแรมตาขวางใส่ สามสาวบอกเหมาก๋วยเตี๋ยวก็เหมาไป โต๊ะเก้าอี้ไม่เกี่ยว เรานั่งต่อฮ้อๆ...เดือนแรมแค้น สั่งเหมาโต๊ะเก้าอี้ทันที แล้วไล่สามสาวออกจากตลาดของเธอ พวกน้อยยืนกรานไม่ไป อยู่ตลาดนี้ได้มีของดีๆดูหายเหงา บุญสืบหมั่นไส้เดือนแรมอยู่แล้ว ถามว่าจะดูอะไร?
“ขืนย้ายไปก็ไม่ได้ดูเขาแย่งผัวชาวบ้านน่ะซี” เจี๊ยบตอบชัดเจ๋ง ดีดี้เอาก๋วยเตี๋ยวที่เหมาใส่ถุงมายืนข้างๆ เดือนแรมรีบคว้าถุงโป๊ะหัวเจี๊ยบ ถึงกับร้องจ๊ากด่าคุณนายจอมปลอม แอนแอบไปเอาถั่วงอกแช่ผักมาเทใส่เดือนแรม หัวเต็มไปด้วยผักนานาชนิด จนร้องอี๊อย่างรังเกียจ...แล้วนาฏศิลป์ฟ้อนเล็บทั้งสองคณะก็เริ่มขึ้น สามสาวรุมล้อมคุณนายกับบ่าว บุญสืบจะไปเอาน้ำซุปมาให้สามสาวใช้ พ่อแม่ห้ามไว้ น้ำร้อนๆ ถึงตายติดคุกหัวโต ดึงลูกแต๋วพากลับ แต่ก่อนที่จะอดดูการเล่นสงกรานต์ก๋วยเตี๋ยวกัน บุญสืบแอบไปเอาตะกร้าผักที่เขาหั่นไว้แล้วมาเทใส่หัวเดือนแรม ก่อนจะเผ่นหนีไป
ooooooo
ที่ร้านอาหารในบริษัท อนุกูลเดินมาเห็นวรรณศิกา กับแม่ชีพัชนีกำลังนั่งทานกันอยู่ อนุกูลมาคนเดียวได้อาหารจานเดี่ยวเดินมาขอนั่งด้วย แหย่พัชนีแม่ชีของเขาเล็กน้อย แล้วขอดีกันด้วยการตักน่องไก่ใส่จานให้เธอ วรรณศิกาบอกทันทีว่า หยอกกันวันละนิดจิตแจ่มใสว่างั้นเถอะ แล้วเธอบอกว่า เดี๋ยวโทร.หาคุณมนดีกว่า ไม่รู้สนุกกันแค่ไหน
ศามนอยู่กับรัมภารับสาย พอรู้ว่าทั้งสามคนมีแผนจะไปพักหัวหินบ้านพักของอนุกูล แต่นายใหญ่จะ มาเมืองไทยคงไปไม่ได้ ศามนรีบบอกทันทีว่า นายใหญ่มาก็มีทีมต้อนรับอย่างดีอยู่แล้ว ไม่ว่าที่โรงแรมหรือที่ประชุม ศามนบอกเขาจะอยู่เอง ทั้งสามคนไปพักผ่อนให้สบาย
อนุกูลขอมือถือมาคุยบ้าง ศามนบอกว่ามาเที่ยวเกาะเกร็ดก็แฮปปี้ดี พอถามถึงคุณรัมภา ศามนบอกว่าหมู่นี้อาการดีมาก รัมภายิ้มได้หัวเราะเป็นก็ตอนนี้
ooooooo
เมื่อมาถึงบ้านในตอนค่ำ บุญสืบมารับเด็กทั้งสองในชุดนักเรียนเข้าบ้านเล็ก ศามนกระซิบกับรัมภาว่าคืนนี้นอนด้วยกันนะ รัมภายิ้มเขิน บอกสามีทันทีว่า ก็ได้ค่ะ แล้วขอตัวไปดูลูกๆก่อน ศามนหอมแก้มเธอ บอกเสียงระรื่นว่าวันนี้เป็นวันดีที่สุดในโลกเลย...
เดินเข้าบ้านไม่กี่ก้าวได้ยินมือถือดังขึ้น พอกดดูเห็นเป็นเดือนแรมโทร.มา จึงรีบตัดสาย
เดือนแรมนั่งหน้ากระจกที่บ้านของเธอ มองมือถือที่ถูกตัดไปด้วยความแค้นเคือง มาตัดสายกันแบบนี้...
หรือว่าไม่สนใจเรา...ทำไงดี...ลุกขึ้นถามตัวเองว่าจะทำยังไงดี?...เดือนแรมเดินไปมาจะบ้าตาย
“ใจเย็นๆข้าจะช่วยเอ็งเอง...ข้ายังอยู่ทั้งคน...เอ๊ย...
ยังอยู่ทั้งผี...ฮ่าๆๆ” ผีอีแพงหัวร่อวางก้าม
เดือนแรมได้ยินแว่วๆมาจากข้างตัว ไม่เห็นใคร มองไปรอบๆชักจะเริ่มหนาว...ไม่รู้ว่าเสียงใครว่าแล้วโดดขึ้นเตียงคลุมโปงเสียแน่น กลัวมือผีลอดเข้ามา
ส่วนที่เรือนใหญ่...วิญญาณทวดอบเชยได้แต่หม่นหมองเศร้าซึม ห่วงลูกหลานที่กำลังตกอยู่ในกำมือของผีอีแพง...แต่ตัวเองไม่มีอำนาจพอจะจัดการกับมันได้...ยามนี้ ทวดอบเชยจึงได้แต่ปาดน้ำตา ร้องเพลงกล่อมลูกหลานที่บ้านใหญ่...
ส่วนที่หน้าบ้านเล็ก วิญญาณผีร้ายของอีแพง...มันมีอาการเหมือนคนบ้าเช่นเดียวกับตอนที่มันเป็นบ้าแล้วก็จบชีวิตลง มันทัดดอกไม้แดง ฮัมเพลง ร้องเพลง แล้วรำวงอย่างสนุกสนานเหมือนบ้าคลั่ง ใต้แสงจันทร์และดาวพร่างที่กลางฟ้า มันคลั่งเหมือนหลงเงากระต่ายบนดวงจันทร์...แต่แล้วมันหันไปเพ่งเข้าไปในบ้านเล็ก ประกาศฟ้าประกาศิต
“คืนนี้แหละ อีชื่นกลิ่น ครอบครัวเอ็งจะพินาศ” มันหันไปที่เสาไฟฟ้า...ส่งสายตาที่แทบลุกเป็นไฟพุ่งไปหม้อแปลงไฟพลันระเบิดสนั่น ประกายไฟกระจายไปทั่วอย่างน่ากลัว
รัมภาอยู่ที่หน้ากระจกกำลังแต่งตัวให้ไลล่า ตกใจที่ไฟฟ้าดับพรึบลง รัสตี้เรียกถามแม่เสียงศามนร้องเรียกบุญสืบรีบไปดูฟิวส์หลังบ้านที...เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เขาจึงต้องรีบไปดูเอง...
วิญญาณผีอีแพงยังอยู่ที่หน้าบ้าน เมื่อทำหม้อไฟระเบิด ไฟดับแล้ว...มันกลับมาเอาเพลงกล่อมลูกที่อบเชยเคยร้องกล่อมลูกหลานมาร้องเป็นการเยาะเย้ย แล้วถากถางอบเชย
“รักลูก ปกป้องลูกจนไม่สนใจคนอื่น เอ็งต้องได้รับกรรมของเอ็ง อีอบเชย อีชื่นกลิ่น”
ผีอีแพงเริ่มสำแดงอิทธิฤทธิ์ ประตูบ้านเล็กที่ปิดอยู่เปิดผางออก กิ่งไม้ใบหญ้าถูกพัดกรูเข้าบ้าน...ผีอีแพงกำลังจะเข้าไปขย้ำรัมภากับเด็กๆ อบเชยปรากฏตัวขวางผีอีแพงไม่ยอมให้เข้าไปในบ้านเล็ก
อีแพงตวาด ด่าว่าอีแก่อบเชยยังไม่เข็ด อบเชยไม่หวั่น จะเป็นจะตายต้องปกป้องลูกหลานให้ได้ อบเชยทุ่มพลังที่มีตบผีอีแพงถลาไปคลุกฝุ่น อีแพงสะบัดตัวขึ้นใช้พลังมนต์ดำเข้าถล่มอบเชยจนกระเด็นไถลไปตามพื้น อบเชยร้องครวญครางเจ็บปวด เห็นผีอีแพงก้าวเข้าประตูบ้านเล็กไป อบเชยประคองร่างสะบักสะบอมตาม แต่ชนของแข็งที่ประตูจนล้มลง เพราะมนต์ดำครอบบ้านนี้ไว้แล้ว อบเชยได้แต่ร้องเรียกแม่ชื่น เหมือนจะเตือนให้ลูกสาวรีบป้องกันตัว...
ผีอีแพงหัวเราะชอบใจ...ก่อนจะหายเข้าไปในบ้านเล็กนั้น
ooooooo
หลังจากผีอีแพงขู่จะฆ่าลูกแฝดของเธอ รัมภายิ่งกอดรัดลูกทั้งสองไว้แน่นในความสลัวของห้องจนลูกลืมตาขึ้นมาถามแม่ว่า เกิดอะไรขึ้น รัมภามองหาศามน ก็กำลังหาจุดที่ทำให้ไฟดับ และแล้วรัมภาก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงลากโซ่ ตามด้วยกริ่งเคาะลูกกรงและเสียงเขมรสวดมนต์ดำดังมาอย่างคุ้นหู
“ฟังแม่นะลูก...หนูทั้งสองต้องอยู่กับแม่ เราจะจับมือกันไว้อย่างนี้ ห้ามปล่อย แม่พาไปไหนก็ต้องไป เข้าใจไหมลูก” เด็กทั้งสองต่างซักเกือบพร้อมกันว่า มีอะไรหรือหม่ามี้
เด็กทั้งสองได้ยินเสียงเปิดประตู มองไปไม่เห็นใคร แต่มีควันดำลอยเข้ามา ไลล่าถามด้วยความกลัวว่าใครมา แด้ดดี้ก็ไม่มา...แล้วจู่ๆพรมที่พื้นปรากฏร่างหนึ่งอยู่ใต้พรม รัมภาได้ยินโซ่กระทบพื้น
“แม่ดูนั่น” รัสตี้ชี้ให้แม่ดูการเคลื่อนตัวของไอ้ตัวใต้พรม...ทั้งสามคนตัวสั่นสะท้าน เห็นตัวใต้พรมมุดขึ้นมาบนเตียง กระดืบมาตามผ้าห่ม รัมภารีบกระโดดลงจากเตียง พร้อมกับลากดึงลูกลงไปด้วยกัน สั่งลูกให้วิ่งเร็วที่สุดออกจากห้องมาด้านหน้า...
บรรยากาศภายนอกเพิ่มความน่ากลัวยิ่งขึ้นเมื่อไฟดับหมด แม้ดวงจันทร์ที่รุบรู่ยังเจอพายุพัดโหม กิ่งไม้ใบหญ้าถูกพัดกระหน่ำแทบหักโค่น เมฆหมอกหมุนบดบังจันทร์เป็นระลอก รัมภากอดลูกมาที่ห้องโถง มองหาสิ่งที่จะพอเป็นอาวุธ เห็นไม้ตะขอ ไม้กอล์ฟอยู่ใกล้ๆ รัมภามองเห็นมีดวางใกล้จานผลไม้...แล้วมีดนั้นก็สั่นขึ้นมากระทบจานดังรัว ปลายมีดหันมาทางเธอกับลูก
“นั่น...มีด...หนีเร็ว หนีไปนอกบ้านนี้” รัมภาทั้งลากทั้งจูงล้มลุกคลุกคลานหนีตายออกนอกบ้าน ลูกถามว่าจะไปไหน รัมภาหยุดมองไปทางไหนมีแต่ความมืด เห็นทางเพียงลางๆรีบตอบคำถามลูก “เราอยู่บ้านนี้ไม่ได้อีกแล้วลูก แม่จะพาไปนอนโรงแรม” รัมภานึกได้รีบพาลูกวิ่งมาที่รถ เอาลูกขึ้นนั่งข้างๆเธอเองนั่งที่คนขับ เอากุญแจมาสตาร์ตแต่เครื่องไม่ติด เธอร้องลั่นด้วยความคับแค้น...พอมองกระจกส่องหลังเห็นผีอีแพงหน้าเก่ายิ้มหลอกหลอน รัมภาร้องสั่งลูกให้รีบลงรถ เธออ้อมมาลากแขนรัสตี้ดึงไลล่าพาวิ่งหนีฝ่าลมฝนที่ซัดมาอย่างหนัก...บอกลูกต้องไปถนนใหญ่...รีบวิ่งข้ามสะพานไปทางบ้านใหญ่ นายหล้าวิ่งมาจากเรือนคนใช้เห็นรัมภากับลูกวิ่งไม่คิดชีวิตผ่านไป จึงร้องเรียกถามคุณผู้หญิงจะไปไหน พอไม่ได้รับคำตอบ หล้าวิ่งกลับเข้าไปหาเบอร์โทร.ตามพวกไฟฟ้ามาช่วย
ทางศามนกับบุญสืบยังวิ่งหาจุดที่จะต่อไฟให้ได้ เนื้อตัวเปียกมอมแมม บุญสืบให้พ่อไปหาเบอร์นานแล้วยังไม่ได้ รีบวิ่งเข้ามาในบ้าน ศามนร้อนใจวิ่งตามเข้ามา นายหล้าจอมขี้ลืมเปิดปากบอกเมื่อนึกได้ โพล่งออกมา...
“ตะกี้คุณผู้หญิงกับคุณหนู...” หล้าบอกแค่นั้น สมองหยุดทำงานจึงอ้าปากค้าง ศามนตะคอกทันที
“ตาหล้า...คุณผู้หญิงกับคุณหนู...ทำไม” ถูกถามเอาเรื่อง ตาหล้าหัวหด ยิ่งจำอะไรไม่ได้ ยกมือไหว้ปลกๆ บุญสืบรำคาญพ่อ ตบหลังป้าบ คำพูดตาหล้าจึงระเบิดพรวดออกมา
“คุณผู้หญิงพาคุณหนูทั้งสองวิ่งออกไปจากบ้าน ไปทางถนนใหญ่ครับ”
ศามนคิดว่ารัมภากับลูกๆอยู่ในบ้าน กลับเป็นอย่างนี้...ศามนไม่พูด กระโดดพรวดเดียวถึงหน้าบ้าน แล้วมุ่งไปทางถนนใหญ่ บุญสืบยัดเบอร์โทร.ให้พ่อรีบโทร. เขาโกยอ้าวตามศามนไปทันที
ooooooo
ทวดอบเชยนั้นรู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ไฟดับแล้ว จึงพยายามวิ่งห้ามรัมภากับลูกๆไม่ให้ไปถนนใหญ่ มันมืดค่ำ ทั้งพายุฝน ให้มาที่บ้านใหญ่ดีที่สุด แต่รัมภากับลูกไม่ได้ยินเสียแล้ว...ไม่ได้ยินแม้เสียงร้องเรียกของศามนกับบุญสืบที่วิ่งตามเหมือนคนบ้า
เมื่อรัมภาพาลูกมาถึงถนนใหญ่ ถนนยามค่ำคืนที่น่ากลัวนี้ ไม่มีทั้งคนและรถราวิ่งมาแม้แต่คันเดียว...รัมภาบอกลูกข้ามไปรอแท็กซี่ฝั่งตรงกันข้ามดีกว่า ว่าแล้วดึงลูกทั้งสองข้ามถนน...แต่พอถึงกลางถนนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆหักโค่นลงมาระเนระนาด ไลล่าร้องกรี๊ดยาว ตัวสั่นงันงก ร้องบอกแม่ไม่ไป แล้วสลัดหนีวิ่งย้อนกลับ รัมภาตกใจวิ่งตามไลล่า ทิ้งรัสตี้คนเดียวยืนมองที่กลางถนน
ถนนที่เปลี่ยวว่างตลอดมานั้น บังเอิญมีแสงไฟหน้ารถสว่างวิ่งมาแต่ไกล พอกระชั้นเข้าใกล้ รัสตี้ตกใจทำอะไรไม่ถูก...จากไฟหน้ารถ ศามนเองวิ่งมามองเห็นรัสตี้ยืนนิ่งจังงังอยู่กลางถนน บุญสืบหยุดชะงักขาตายกรี๊ดออกมา รัสตี้เรียกหาแม่แต่ไม่ขยับ...รัมภาได้ยินเสียง ศามนร้องพลางวิ่งมา ให้รัสตี้หลบรถบรรทุก
เมื่อรถวิ่งมาใกล้ คนขับตาเหลือกรีบหักหลบเด็ก รถถลาไปจูบต้นไม้ดังสนั่นหวั่นไหว...เมื่อทุกอย่างสงบลง มีแต่ควันพุ่งออกมาจากทางหน้ารถ...ศามนโดดเข้าอุ้มรัสตี้ กอดลูกที่ตัวสั่นงันงกไว้กับอก...รัมภายืนช็อกไปหลายอึดใจ เดินเข้ามาเหมือนกับว่าตัวเองทำผิด ศามนมองเธอเหมือนจะเคี้ยวให้แหลกไปด้วยความโกรธ...
หลังจากความหวาดเสียวเหมือนเล่นกับความเป็นความตายของรัสตี้ผ่านไปแล้ว เจ้าหน้าที่มาทำหน้าที่เกี่ยวกับคดีรถบรรทุกหลบรัสตี้ชนต้นไม้ ไฟฟ้าคืนสู่ความสว่าง พายุฝนหายไปแล้ว เด็กๆได้รับการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดเป่าผมเรียบร้อย
รัมภากับศามนเริ่มอารมณ์สงบลง จึงเริ่มปรับคลื่นลมเพื่อให้เข้ากันให้ดีที่สุด แล้วรัมภาก็ยืนยันในจุดสำคัญของเรื่อง
“ผี...มีผีในบ้านนี้ ผีจะทำร้ายลูกเรา มันจะฆ่าลูกเรา...นังผีตัวนั้น...ฉันเลยจะพาเขาไปอยู่ที่อื่น แต่รถสตาร์ตไม่ติด...” ยังไม่ทันจะพูดต่อ ศามนก็เครียดขึ้น เยาะความคิดของเธอทันที...เรื่องผีอีกแล้ว...รัมภาหมดความอดทนเขย่าแขนสามีด้วยอารมณ์ “ผีผู้หญิง ฉันเห็นผีตัวนั้นแล้ว มันจะฆ่าลูกเรา...คุณต้องเชื่อฉันนะคุณมน มีผีที่เรือนเล็กจริงๆ ฉันรู้ เขาโกรธเกลียดฉันกับลูก มันจะฆ่าลูกเรา เชื่อฉันนะ เชื่อฉัน”
ศามนลุกขึ้นตบรัมภาจนหน้าหัน...เดือนแรมเข้าบ้านมาเห็นพอดี ชะงักกึก แล้วยิ้มสะใจ...แต่ทั้งรัมภาและศามนกลับนิ่งด้วยอาการช็อก มันเป็นการลงมือทำร้ายรัมภาเป็นครั้งแรก...แล้วศามนก็คำรามต่อ
“คราวก่อนคุณตีหัวผม คราวนี้ลูกของเรา เกินไปแล้ว ลูกเราเกือบตายเพราะคุณ รู้ตัวไหม...รัมภา” เดือนแรมฟังแล้วผสมโรงเป็นคนกลาง ค่อยพูดจากันก็ได้ ศามนใส่ต่อ “ยานอนหลับบ้าๆนั่น ทำให้คุณประสาทหลอน ผีมีที่ไหน มีแต่คุณทำร้ายลูก ทำได้ไง ฝนตกฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ พาลูกไปยืนขวางรถสิบล้อกลางถนนได้ไง” ศามนขยับจะเล่นงานเมียอีก เดือนแรมหาคะแนนทันที ขอร้องศามน
ให้พอก่อน ดึงแขนนัวเนียไปนั่งอีกทาง ปลอบว่า มันผ่านไปแล้ว ลูกแฝดของเราไม่เป็นอะไรแล้ว...ศามนนั่งกุมหัว...เดือนแรมแอบยิ้มพอใจที่ผัวเมียหวิดฆ่ากันตาย
ooooooo
ชายหาดหัวหินถิ่นสำราญบานใจ อนุกูลนอนเก้าอี้ผ้าใบใส่แว่นดำทำเป็นหลับ แต่สายตาวาวเป็นแมวเห็นปลาย่าง ปลาสาวตัวอ่อนๆในชุดอาบน้ำตัวจู๋ นอนเขย่าเท้ารับลมทะเลเพลิน ทำให้อนุกูลพลอยเพลินล้ำหน้าไปถึงแปดเท่า...
แต่แล้ววิมานที่กำลังเซิ้มๆ พังทลายลงทันที เมื่อพัชนีในชุดรัดกุมมายืนบังเต็มจอ เขาเห็นหน้าพัชนีแล้วอยากจะฆ่าหมกป่าโกงกาง มายืนบังวิวซู่ซ่าของเขาทำไม แล้วตำหนิว่า ดูสิมาชายทะเลแต่งตัวเหมือนอยู่บนเขาหนาวๆ แต่พัชนีกลับส่งมือถือให้ บอกว่าที่บ้านคุณรัมภามีเรื่อง เธออยากคุยกับเขา อนุกูลจึงรีบนั่งรับสาย
รัมภาที่เรือนเล็กพูดกับอนุกูลเสร็จเดินมาบอกศามน...เธออยากไปสงบสติอารมณ์ จอยกับพวกอนุกูล วรรณศิกา และพัชนีที่หัวหิน ศามนรีบตัดบทว่า เขาไปไม่ได้ นายใหญ่จะมาประชุมที่กรุงเทพฯ รัมภาจึงบอกไม่เป็นไร เราห่างกันสองสามวันก็ดีเหมือนกัน รัมภาเดินผละไป เขารีบขวางแล้วถามว่า เธอโกรธเขาหรือ เขาขอโทษที่ตบเธอก็แล้วกัน รัมภาบ่นว่า เวลามีเรื่องเขาไม่เคยตีลูก อย่าว่าแต่ตัวเธอเลย แต่คราวนี้ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไป ทั้งสองคนต่างก็บอกว่า นอนไม่หลับ รัมภาตัดพ้ออีก
“เราอยู่ด้วยกันมา เชื่อใจกันตลอด แต่ตอนนี้คุณไม่เชื่อคำพูดของภาอีกแล้ว”
“ไม่มีใครในโลกเขาเชื่อคุณหรอก ผีในโลกนี้มีที่ไหน”
ศามนเริ่มตาขวางขึ้นมาอีก รัมภาพยายามอีกครั้ง อธิบายว่าเธอไม่อยากอยู่เรือนเล็ก กลับไปเรือนใหญ่ วิญญาณคุณทวดจะคุ้มครองพวกเรา ศามนจึงขยํ้ารัมภา พูดใส่หน้าว่า ผีเรือนเล็กยังมีผีเรือนใหญ่อีก รัมภายังพูดต่ออีกสองสามคำ ศามนจึงตัดปัญหา
“คุณไปพักที่หัวหินเถอะ เราสองคนจะได้มีเวลาคิดเรื่องนี้อีกหน่อย กลับมาค่อยคุยกัน”
สองคนจ้องตากัน...คล้ายจะยุติเรื่องไว้แค่นั้น
แต่พอรัมภาจะให้คนยกกระเป๋าเสื้อผ้าเด็กๆไปด้วย ศามนก็เปิดไฮด์ปาร์กขึ้นอีกทันที เขาไม่ไว้ใจ ไม่ยอมให้ลูกไปกับรัมภา แต่รัมภายืนกรานว่า เธอกับลูกจะไม่ยอมคลาดสายตากันเป็นอันขาด จะไม่ยอมทิ้งลูกไว้ที่บ้านนี้เด็ดขาด...
ขณะที่กำลังแย่งลูกกันอยู่นั้น วิญญาณทวดอบเชยก็ลุ้นให้รัมภาเอาลูกไปให้ได้ อย่าทิ้งไว้บ้านเล็กกับพ่อ ผีเปรตอีแพงจะมาทำร้ายหลานทวดแน่นอน
ขณะที่สองผัวเมียแย่งลูกกัน ลูกถูกดึงแขนแทบหลุด เดือนแรมแอบมามอง ยิ้มพอใจภาวนาว่า รัมภาเอาเด็กแฝดไปให้พ้นๆ เธอจะได้ยำใหญ่ศามนให้แหลก
คามือไปเลย...แต่เดือนแรมกลับไปเอาใจศามนด้วยการโอ๋เด็กๆให้อยู่กับพ่อ เธอจะช่วยดูแลเอง รัสตี้ฟังพ่อกับแม่ยกนํ้าทั้งห้าสายไหลมารวมกันแทบจะท่วมบ้านเมืองจนเอาไม่อยู่...
ในที่สุด เมื่อไลล่านึกถึงยายทวดอบเชยที่ร้องเพลงกล่อม จึงเอามาร้องให้ทุกคนฟัง บอกว่าหม่ามี้ร้องให้หนูฟังทุกคืน ถ้าไม่มีหม่ามี้กล่อมไลล่าจะนอนได้ไง...วิ่งไปหาแม่ เธอกอดลูกจูบชื่นใจ ไลล่าชวนรัสตี้ไปด้วยกัน
ศามนห้าม แต่รัสตี้บอก เขาจะไปดูแลน้องแทนแด้ดดี้ ขอโทษพ่อ แล้วเดินไปที่รถ บุญสืบมองตาขวางใส่เดือนแรมอย่างรู้ทัน...ผีอีแพงรำป้อพอใจ พลางร้องบอกเดือนแรม
“ตานี้ละ อีเดือนแรมแจ่มจรัสเอ๊ย ได้ถูกหวย เอ้ย ...ได้ผัวชาวบ้านมาทำอะไรเซิ้มๆเล่น...แน่นอน”
ooooooo
เมื่อรัมภาขับรถมาถึงบ้านพักทรงแบบเก่าริมทะเลของอนุกูล ทั้งสามคนมาต้อนรับ พัชนีรีบพาเด็กๆไปเดินลุยชายหาดเล่น...
อนุกูลเห็นรัมภาสนใจบ้านทรงโบราณจึงอธิบายว่า คุณปู่ทวดสร้างไว้ ท่านเป็นทหาร ต้องเข้าไปทำงานที่พระตำหนัก เลยมาสร้างบ้านไว้ที่นี่...ส่วนวรรณศิกาพูดด้วยความเห็นใจรัมภาว่า เรื่องที่เกิดน่าตกใจจริงๆทั้งถามว่า คุณรัมภาเชื่อจริงๆหรือว่ามีผี อนุกูลคิดว่ายังไม่ควรถาม จึงหันไปบอกคุณรัมภา ขอช่วยขนของเข้าบ้านพักก่อน เรื่องกรุงเทพฯทิ้งไว้ที่โน่น...พัชนีพาเด็กๆมาสมทบ เข้าบ้านพักกันก่อน...
หลังจัดของและอาบน้ำอาบท่าแล้วชวนกันลงไปเดินเล่นชายหาด รับลมเย็นชายทะเลกันก่อน เด็กๆไม่สนใจอะไรอื่น นอกจากวิ่งไปเล่นน้ำกัน โดยมีพัชนีดูแล แล้วพามาเล่นทราย ใกล้ๆกับผู้ใหญ่ที่อนุกูลบรรยายว่า ที่นี่มีอะไรสนุกสนาน เป็นการเปิดสมองให้โล่ง นอกจากเล่นน้ำทะเลด้วยยานบินนานาและบานาน่าโบ๊ตแล้ว ยังมีคลับมีบาร์ให้สนุกกัน อยากทำอะไรให้บอก
“ฉันอยากไปทำบุญที่วัดค่ะ” อนุกูลยกมือข้างเดียวไหว้ ร้องอามิตตพุทธ รัมภายิ้ม มองไปทางพัชนี
“พาพี่ไปหน่อยได้ไหม คุณพัช วัดแถวนี้ก็ได้ หลังจากวันนั้นพี่ยังไม่ได้ทำบุญอีกเลย”
อนุกูลค้านว่า ยายพัชไม่รู้จักวัดแถวนี้ เคยมาชายทะเลที่ไหน พัชนียืนยันหน้าตาเฉย ว่าเธอพอจะรู้จักอยู่บ้าง เล่นเอาจอมเจ้าชู้หน้าแตก...เพราะเขาไม่ชอบเสียงระฆัง ชอบเสียงนักร้องและนักแสดงประเภทรูดเสามากกว่า
“พี่ห่วงคุณมนที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว อยากขอให้คุณยายทวดช่วยดูแลคุณมนน่ะค่ะ” รัมภาสรุป
จากนั้นไม่นาน ชาวคณะก็มาถึงวัดโดยมีพัชนีนำไปจนได้...ขณะเดินในวัด พัชนีเล่าถึงความหลังชีวิตเธอว่าพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุตายทั้งสองคน จึงอยู่กับลุงช่วงตลอดมา ท่านธรรมะธัมโม เธอตามท่านไปวัดนั้นวัดนี้จึงรู้เรื่องวัดเยอะ อนุกูลขวาง ถามว่าแล้วทำไมไม่ไปเป็นสัปเหร่อ มาเป็นเลขาทำไม พัชนีว่าคำพระจ้อยๆ อนุกูลหาว่าพัชนีด่า พัชนีจึงแปลให้ฟัง “ความเป็นผู้สะอาด พึงทราบได้ด้วยถ้อยคำ” วรรณศิกาหนุนว่า นอกเวลางานพัชนีลุยได้เต็มที่ อนุกูลคำรามแฮ่ๆใส่
“เดี๋ยวเถอะ ยายแม่ชี สามวันนี้อยู่ด้วยกัน เดี๋ยวมอมเหล้าแล้วปล้ำ” วรรณศิกาปรามอนุกูล แต่รู้ว่าขู่ พัชนีกลับรู้สึกว่าเขาเอาจริง เริ่มกลัว เขาจึงเปลี่ยนเป็นจะจับกดน้ำให้เข็ด แล้วชวนเด็กๆไปให้อาหารปลา
พัชนีพารัมภาและวรรณศิกาไปถวายสังฆทาน กราบพระแล้วถวายของเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ... จากนั้นพากันกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ยายทวดอบเชย...
วิญญาณของทวดอบเชยอยู่ที่เฉลียง มีลมพัดมากรูเกรียว ยังความสดชื่นเป็นสุขแก่ทวดอบเชย “ลูกชื่นกลิ่นของแม่ หนูทำบุญให้แม่งั้นหรือ...ดีแล้วลูก” ทวดอบเชยมีพลังวังชา...คิดจะทำอะไรสักอย่าง
ooooooo
เดือนแรมนั่งดูบัญชีตลาดอย่างแสนเซ็ง เพราะผิดหวังที่จะได้ไปรอคุณศามนที่บ้านเล็ก กลับถูกปฏิเสธว่าเขาไปต้อนรับเจ้านายจากเมืองนอกตั้งแต่เช้า สองยามจะหมดภาระหรือเปล่ายังไม่รู้ จึงไม่รู้จะทำยังไงดี ดีดี้เปรยขึ้นว่า จะไปคิดอะไรให้ยุ่งยาก อ้างเรื่องปรึกษางานสำคัญ ไปรอค้างคืนที่บ้านเขาไม่ดีหรือ เดือนแรมคิดตาม ดีดมือเปาะทันที...
“นั่นสินะ นอนคิดบัญชีกันทั้งคืน อยู่กันสองต่อสอง หรือหนึ่งต่อหนึ่ง...ใครทนได้มารับรางวัลที่เดือนแรมดีไหมดีดี้” ทั้งสองนายบ่าวพากันหัวร่อร่า นึกถึงความสำเร็จแล้ว อยากบินไปบ้านเล็กในอึดใจเดียว แล้วปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง ยอมให้ผีเข้าทั้งคืน ฮ่าๆๆๆ...
หัวร่อลงลูกคอครู่เดียว เสียงยายเพ็ญผู้ได้นั่งกิน
นอนกินร้องเรียกมาจากในห้อง ดีดี้รีบบอกว่าเอาข้าวเย็นให้ทวดเพ็ญกินแล้ว จึงพากันมาที่ห้อง ยายทวดร้องเอาเรื่อง “ทอง...ทองของกู เอาทองกูไปไหน”
เดือนแรมรู้ว่าทวดของเธอเกิดงกขึ้นมา จึงสั่งดีดี้ไปเอาทองของทวดมาให้ดู ดีดี้ชะงัก ร้องค้านขึ้นว่า เดือน–แรมเอาไปขายกินแล้วนี่นะ เดือนแรมจุ๊ปาก อย่าเสือกปากโป้ง เอาทองชุบสารพัดให้ดูเป็นของดีใส่ไว้ในกล่องนั่น ดีดี้พยักหน้า ชมว่านายข้าโกงเก่งตายชัก...แล้วดีดี้ก็เอากล่องทองสุกปลั่งมาวางให้บนโต๊ะ ยายทวดขยับเอาไม่ไหว จึงให้ดีดี้ยกกล่องที่หนักมากมาวางใกล้ๆ เปิดออกให้ดู หยิบขึ้นมาโปรย เพชรนิลจินดามากมาย ทวดเพ็ญตามัวๆใส่ก๋องขึ้นมาทันที พลางลูบคลำของมีค่าไปมาอย่างพอใจ เดือนแรมพึมพำกับบ่าวคู่ใจ เชิญทวดกอดให้สบายใจ แต่อย่าแรงนัก เดี๋ยวลอก ว่าแล้วเดือนแรมก็หัวเราะชอบใจที่หลอกทวดได้ เดินนำบ่าวออกจากห้องไป
พร้อมกันนั้น วิญญาณสีขาวลอยมาล้อมตัวทวดเพ็ญ จนสะดุ้งเฮือก วิญญาณทวดอบเชยเข้าสิงร่างทวดเพ็ญให้ยืดอกผงาดแข็งแรงเป็นคนละคนกับคนแก่ทั้งหลาย
ขณะที่เดือนแรมกับบ่าวจัดข้าวของเตรียมไปบ้านเล็กตามแผนที่ช่วยกันวางไว้ ได้ยินเสียงลากรองเท้ามา ต่างมองหน้าว่าใครเดินมา ไม่ใช่ยายทวดเพ็ญแน่ เพราะเดินไม่ไหวแล้ว...ทั้งสองมองไป ถึงกับตะลึง ยายทวดเพ็ญมายืนจังก้าสองขาแข็งแรง
“อีเดือนแรม อีนังชั่ว กูจะฆ่ามึง” เพ็ญเดินไปหาเดือนแรม ดีดี้หลบวูบวิ่งหนี มือทวดเพ็ญบีบคอเดือนแรมจนแทบขาดใจ พยายามบอกว่านี่เดือนแรม หลานแท้ๆ
ของยายทวดนะ แต่เสียงยายทวดคนนี้ไม่เหมือนเดิม ดีดี้รู้ว่าผีแน่ๆ รีบมุดใต้โต๊ะ...เดือนแรมวิ่งหนี ยายทวดเพ็ญดึงตัวมาตบซ้ายขวาไม่ยั้ง ทั้งสั่งสอนให้เลิกยุ่งกับศามนเสีย เดือนแรมไม่ยอม บอกไม่เลิก ทวดไม่มีสิทธิ์มายุ่งสิทธิมนุษยชน...พอยายทวดเพ็ญจะตบอีก ควันดำผีอีแพงลอบเข้ามา ยายทวดเงื้อมือค้าง เดือนแรมงง มันอะไรกันเนี่ย ควันดำกลายเป็นผีอีแพง
“อีอบเชย มึงมาสิงยายเพ็ญอีกแล้ว” ผีแพงตบทวดเพ็ญคว่ำไปทันที แต่เดือนแรมกลับเห็นอบเชยล้มลง แต่ไม่เห็นอีแพง ที่บอกให้มันรู้โดยสัมผัสพิเศษว่า เพ็ญเป็นข้าเก่านังอบเชย อบเชยจึงเข้าสิงนังเพ็ญได้บ่อยๆ แล้วสั่ง
“นังเดือนแรม หยิบมีดนั่นมา” เดือนแรมจำต้องไปหยิบมีดมา “ฆ่ายายเพ็ญซะ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป”
“ฆ่ารึ...เขาเป็นทวดฉันนะ” ผีอีแพงสั่งให้ฆ่าอีก เดือนแรมลังเล เสียงเพ็ญกร้าวขึ้น
“เสียใจ วันนี้ไม่ใช่วันของเอ็ง แต่เป็นวันของข้า” ทวดเพ็ญเดินมาจับข้อมือเดือนแรมบิด มันร้องกรี๊ด มีหล่นลงพื้น หน้าเพ็ญกลายเป็นหน้าอบเชย แล้วกลายเป็นหน้าผีเน่าเฟะ เดือนแรมกลัว หวีดร้องล้มลงสลบคาที่
“นังเดือนแรม...โธ่ อีโง่เอ๊ย” ทวดเพ็ญพลอยลมใส่หมดลมไปอีกคน เมื่อวิญญาณทวดอบเชยออกจากร่างเพ็ญไป ผีแพงบ่นเสียดาย
“จะให้ไปปล้ำศามนคืนนี้ ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ...ดันมาสลบไปซะก่อน อีเวร”
ooooooo
เมื่อเสร็จจากทำสังฆทานแล้ว รัมภาสบายใจยิ่งขึ้น จึงเดินดูความร่มรื่นไปอีกด้านของวัด แล้วรัมภาเกิดความสนใจมากขึ้น เมื่อมองเห็นชายหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังเดินจงกลม ขณะที่พัชนีอธิบายถึงการปฏิบัติธรรมของที่นี่เท่าที่พอจะรู้
สาวสวยคนหนึ่งในชุดขาวท่าทางทันสมัยและคล่องแคล่ว เรียกมาจากด้านหลัง ให้ทั้งสามเข้าไปนั่งคุยกันก่อน ทั้งสามคนเห็นพ้องกันว่าน่าสนใจมาก เมื่อเธอผู้นั้นแนะนำตัวว่าชื่อศศิ เป็นวิทยากร ดูแลผู้ปฏิบัติธรรมของที่นี่...พอรัมภาบอกว่าเธอมาทำสังฆทานเพราะมีเรื่องไม่สบายใจ ศศิเริ่มพูดถึงการ “ทำทาน” และร่ายยาวถึงการทำทาน...เปรียบการทำทานร้อยครั้งยังได้บุญน้อยกว่าสร้างโบสถ์วิหาร สร้างวิหารร้อยครั้งไม่เท่าธรรมทาน แต่ธรรมทานร้อยครั้งไม่เท่า อภัยทานครั้งเดียว”
“หมายถึงการให้อภัยหรือคะ” วรรณศิกาพยักหน้าแต่ถาม รัมภาซักต่อ “หมายความว่า ถ้าเราอยากทำบุญ เราก็ทำได้ทุกที่ใช่ไหมคะ”
“ถ้าเราไม่สบายใจ เราทำทานมีความสุขก็จริง แต่สุขได้ประเดี๋ยวเดียว เราสามารถทำบุญได้สูงกว่าให้ทาน...บุญที่สูงกว่าให้ทานคือศีล ผู้รักษาศีลห้า สามารถดับทุกข์ที่ต้นเหตุ” ศศิชี้ไปยังผู้ปฏิบัติธรรม “พวกเขากำลังทำบุญที่สูงกว่าศีล คือการภาวนา...”
“คุณศศิคะ ถ้าเราถูกจองเวรจองกรรมด้วยวิญญาณร้าย เราต้องทำยังไงคะ” รัมภาถามจี้เรื่องผี
“มีเรื่องเพราะเราไปทำเขาก่อน เราต้องรับวิบากกรรมนั้นๆ วิบากกรรมในโลกนี้ต้องมีวันจบ อดทนไว้นะคะ” ศศิส่งนามบัตรให้ บอกว่าแล้วเราจะได้คุยกันมากขึ้นในวันหลัง พอดีกับอนุกูลพาเด็กทั้งสองมาบอกว่าเด็กๆหิวแล้ว ศศิไหว้ลา ทุกคนรีบไหว้ตอบ รัมภามองนามบัตร เริ่มรู้สึกมองเห็นทางออกแล้ว...
ooooooo
.
......................................................................
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep6/page1
บ่วง ตอนที่ 6
กลับจากทำงานถึงบ้านในตอนค่ำ ศามนรู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก เพราะลูกเมียไปเที่ยวหัวหิน เหลือเพียงตัวเองคนเดียว มองไปมุมไหนก็มีแต่ความเงียบ ปราศจากเสียงหัวเราะหรือการกระเซ้าเหย้าแหย่ของลูกแฝดชายหญิง
ขณะที่ศามนหงอยเหงาอยู่กับบ้าน ภรรยาของเขากำลังเล่นกีตาร์อยู่ชายหาดให้ลูกๆและพวกอนุกูลฟัง ทุกคนล้อมวงฟังอย่างมีความสุข โดยเฉพาะอนุกูลที่มองรัมภาไม่วางตา ชื่นชมความงามความเท่ของเธอ
ไลล่ากับรัสตี้ชมแม่ตัวเองเล่นกีตาร์เก่ง และให้ข้อมูลอย่างอวดๆว่า คุณแม่หัดเล่นตั้งแต่เด็ก อนุกูลจึงว่าเล่นเก่งขนาดนี้ต้องมาสอนตนหน่อยแล้ว ผู้หญิงเล่นกีตาร์ตนว่ามันเท่มาก
รัมภาสบตาอนุกูลขอบคุณ ทั้งสองมองกัน ฝ่ายหญิงไม่ได้คิดอะไรเล่นกีตาร์ต่อไปเรื่อย แต่แววตาฝ่ายชายชื่นชมจริงจัง จนวรรณศิกามองเขาแปลกๆ สงสัยว่ามองเมียชาวบ้านทำไม แต่พัชนีไม่สนใจอะไร ฟังเพลงเคลิ้มไปอย่างมีความสุข
ในคืนเดียวกันที่บ้านสาวเซ็กซี่นามเดือนแรม
เธอนอนจับไข้อยู่บนเตียง ทองดีหรือดีดี้เยี่ยมหน้าเข้ามาดู ถามคุณนายเป็นยังไงบ้าง...พูดขาดคำสิ่งของข้างตัวเดือนแรมลอยหวือเข้าใส่ แต่ดีดี้ว่องไวหลบวูบเลยไม่โดน
“ไม่ต้องมาพูด เอ็งน่ะหนีไปก่อนเลยนะ” เดือนแรมแว้ดขึ้น
“โธ่...ก็ดีดี้ตกใจนี่คะ”
“แล้วยายทวดตัวแสบเป็นยังไงบ้าง”
“ดูๆก็ไม่เป็นไรนะ อีแบบนี้อาจจะหลับยาวถึงเช้า จะให้หมอมาดูไหมล่ะ”
“เรื่องอะไร...หน็อย คิดจะฆ่าหลานแท้ๆ ไม่เอา
ยาเบื่อให้กินก็ดีแล้ว ปล่อยไว้อย่างนั้นล่ะ อยากตายก็ตายไปเลย”
“ตอนดีดี้วิ่งเข้ามาเห็นคุณนายสลบอยู่ทาง ยายทวดสลบอยู่ทาง ดีดี้เลยไปตามพวกข้างบ้านมาพาคุณนายกับทวดเข้าไปในห้อง ยายเพ็ญน่ะท่าทางแปลกไปจริงๆนะ เหมือนไม่ใช่ยายทวดเพ็ญ”
เดือนแรมนิ่งไป นึกย้อนตอนเห็นภาพทวดเพ็ญหน้าเละเป็นผี ให้เข้าใจว่าแกคงโดนผีเข้าแน่แล้ว ร้องลั่นว่าน่ากลัวจริงๆ
“แล้วคืนนี้เอาไงต่อ จะไปให้ท่าคุณศามนหรือไม่” ดีดี้ถามขึ้นมา เลยโดนนายสาวตวาดด่าขี้หูแทบร่วง
“อีบ้า!! ใครจะมีอารมณ์ ไปเอายาแก้ไข้มาซิ
ปวดหัว ตัวก็รุมๆเหมือนจะเป็นไข้”
“จ้ะ” ดีดี้รับคำเบาๆ ผละออกไป แต่ไม่วายหันกลับมามองนายสาวอีกที “จับไข้หัวโกร๋นเลยนายกู” บ่นคนเดียวแล้วจากไป โดยไม่เห็นผีอีแพงโผล่มายืนแค้นอยู่หน้าประตู
“อีอบเชย หน็อย...คืนนี้พลาดไปเพราะแกแท้ๆ” มันคำรามแล้วล่องหนไปยังเรือนเล็ก เป็นเวลาที่ศามนนอนหลับไปแล้ว ผีแพงมุดเข้ามาในผ้าห่มนอนข้างศามนหรือคุณหลวงที่มันรักนักรักหนา มันลูบไล้แผ่นอกเขาด้วยความสิเน่หา
“อีเดือนแรมมาคืนนี้ไม่ได้ไม่เป็นไร ตัณหา
ราคะเหมือนเชื้อไฟ มันรอเวลาจุดติดอยู่ทุกเวลา” อีแพงรำพันแล้วจูบที่แก้มศามน “คุณหลวงเจ้าขา นอนโดด–
เดี่ยวเดียวดายมาเป็นเดือนแล้ว เมียคุณหลวงมันใจจืดใจดำ เราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน อ้อมกอดอุ่นของอีแพงกับอีเดือนแรมยังอยู่ตรงนี้ เราสองคนจะปรนเปรอให้คุณหลวงเอง”
พริบตานั้น ศามนมีอาการกระสับกระส่าย ฝันถึงห้วงเวลาที่นอนกับเดือนแรมและแพง เหงื่อกาฬเขาแตกพลั่ก กระสับกระส่ายเพิ่มขึ้น มือไม้อยู่ไม่สุข...แพงเฝ้ามองอาการเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
ooooooo
ที่ชายหาดหัวหิน รัมภาสอนอนุกูลเล่นกีตาร์ โดยมีลูกแฝดของเธอและพัชนีกับวรรณศิกาเดินเล่นเก็บเปลือกหอยห่างออกไป อนุกูลเล่นเพลงคลาสสิก ทำให้รัมภานึกถึงความสวยงามที่เธอชอบ ส่วนใหญ่เป็นดอกไม้ ถ้านึกถึงอย่างนี้ได้ ก็จะเล่นเพลงนี้ได้ดี
เมื่อเธอว่ามาอย่างนั้น เลยเข้าทางหนุ่มเจ้าชู้เข้าอย่างจัง “อืม...งั้นผมต้องนึกถึงผู้หญิงสวย ซึ่งก็อยู่ตรงหน้าผมแล้ว”
รัมภาหัวเราะเบาๆ ไม่ถือสา เปรยขึ้นว่า “คุณนี่ สมเป็นเพลย์บอยจริงๆ”
ระหว่างที่อนุกูลมองหน้ารัมภาอยู่นั้น ในหัวเขากลับมีภาพของพัชนีแทรกเข้ามา ความงามที่อนุกูลประทับใจลึกๆคือความน่ารักของพัชนี หลายอิริยาบถที่เขาเคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นตอนเธอนั่งทำงาน เคร่งเครียดหรือหัวเราะสดใส และในยามที่เธอนอนหลับเฝ้าไข้เขาที่โรงพยาบาล
อนุกูลนิ่งเงียบครู่หนึ่ง แล้วสะดุ้งเเมื่อได้สติว่า
ตัวเองกำลังคิดอะไร เขาร้องเฮ้ยออกมาจนรัมภาแปลกใจ เธอได้ยินเขาพึมพำว่ายายนี่ พร้อมๆกับมองไปยังพัชนีเหมือนจะเอาเรื่อง
“คุณพัชเหรอ” รัมภาเอ่ย “เขาเป็นความสวยงามอย่างหนึ่งจริงๆ เมื่อเทียบกับผู้หญิงสมัยนี้ที่แข่งกันทำท่ามั่นใจ แข่งกันตกแต่งตัวเองด้วยเครื่องสำอาง คุณพัชคือความสวยงามแบบธรรมชาติ ใสซื่อและจริงใจ”
“อย่า...อย่าพูดอย่างนั้นได้โปรด คนเท่ๆ ชิคๆอย่างผม ไปกันไม่ได้กับวัตถุโบราณล้าสมัย จืดสนิท...ฮึ่ย ไม่ได้แล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”
อนุกูลลุกพรวดไปกวักมือเรียกพัชนีให้ออกจากกลุ่มเด็กแฝดและวรรณศิกา พัชนีเห็นสีหน้าเขาบึ้งตึง นึกสงสัยว่าเขาโมโหอะไรมา อนุกูลเห็นแม่ชีพัชยังยืนเด๋อ จึงขึ้นเสียงเล็กน้อย เธอถึงยอมเดินมาหา
ชายหนุ่มเดินนำเธอไปมุมหนึ่ง อนุกูลจ้องหน้าเธออย่างแค้นไม่หาย ถามเธอว่าเล่นของใส่ตนหรือเปล่า พัชนีตกใจจนใบ้กิน ไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรไปอีก
“ฉันเคยเห็นในละคร มันมีน้ำมันพราย มีแบบเอาหุ่นมาผูกกันอะไรแบบนั้น...อย่าให้รู้นะว่ามาทำใส่ฉัน ไม่งั้นฉันเอาเธอตายแน่ จะเอาให้ตายคามือเลยทีเดียว” อนุกูลรัวเป็นชุด และทำมือไม้เหมือนจะบีบคอเธอ นั่น
ยิ่งทำให้แม่ชีพัชงงเป็นไก่ตาแตก พึมพำไล่หลังเขาไปว่า “อะไรของเขา!”
ooooooo
วันนี้ เพ็ญนอนหลับไปอีกครั้งหลังอาหารมื้อเช้า ทองดีหรือดีดี้จัดแจงเก็บสำรับอาหารออกมาหาเดือน-แรมที่รออยู่หน้าห้อง
“เป็นไงบ้าง” นั่นคือคำถามแรกจากเดือนแรม ดีดี้รายงานทันทีว่า ตื่นขึ้นมาตรวจทองในหีบ กินข้าว แล้วก็นอน เหมือนคนเดิม สงสัยผีออกแล้ว เดือนแรมโล่งใจ บอกว่าค่อยยังชั่ว
“แล้วคุณจะเอาไงต่อคะ พรุ่งนี้คุณรัมภาก็จะกลับจากทะเลแล้ว ไม่เผด็จศึกคุณศามนคืนนี้ก็ไม่มีโอกาสแล้วนะ”
ฟังดีดี้แล้ว...เดือนแรมหน้าเคร่งคิดหนัก ในขณะเดียวกันที่บ้านพักริมทะเล คณะของรัมภากำลังทานอาหารเช้า รัสตี้กับไลล่าแยกไปทานหน้าทีวีเพราะมีการ์ตูนที่ชอบ ทั้งคู่จึงไม่ได้ยินการสนทนาของผู้ใหญ่
อนุกูลนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งใน
หัวหิน ก่อนถามรัมภาว่าอยากไปที่ไหน รัมภาไม่ตอบแต่กลับมองหาพัชนี ถามว่าเธอไปไหน?
“อย่าไปสนใจเลย เขาไปวัดตั้งแต่เช้า วัดเมื่อวานนั่นแหละ มีงานอะไรไม่รู้ช่วงนี้ มีแต่คนดีๆเขาไปกัน คนเลวๆเดินเฉียดไม่ได้ เขาบอกลุงอะไรไม่รู้มา” อนุกูลสีหน้าท่าทีเบื่อหน่าย
“ลุงช่วง...ลุงที่เลี้ยงยัยพัชมา วัดเขาเปิดศูนย์วิปัสสนา ลุงเขามาช่วยตั้งแต่เมื่อคืน ยัยพัชเลยออกไปตั้งแต่เช้า” วรรณศิกาอธิบายชัด ทำให้อนุกูลนึกออกถามขึ้นว่า ลุงช่วงคนที่เป็นหมอผีใช่ไหม “เขาไม่ได้เป็นหมอผี เขาก็แค่มีความสามารถพิเศษ รู้เห็นบางอย่างเท่านั้นเอง คราวที่แล้วนั่นเขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย”
“คราวที่แล้วทำไมคะ” รัมภาซักด้วยความสงสัย... วรรณศิกาตอบทันทีว่า เรื่องบ้านคุณ อนุกูลจ้องหน้าปรามด้วยการทำท่ารูดซิปปาก ทำให้สาวปากไวหัวเราะแหะๆ ก่อนอ้อมแอ้มว่า คุณนุไม่ให้พูด
“แต่ฉันอยากรู้นี่คะ” รัมภาสีหน้าขอร้อง แต่อนุกูลส่ายหน้าไปมาปรามพี่วรรณ
นึกว่าจะสำเร็จ...ที่ไหนได้ วรรณศิกากลับพ่นพรวดออกมาอย่างอดใจไม่ไหวจริงๆ
“จำที่ยัยพัชถ่ายรูปบ้านคุณได้ไหมคะ ยัยพัชเขาเอากลับบ้าน ลุงช่วงมาเห็นเข้า เขารีบเข้าไปนั่งสมาธิใหญ่ เขาบอกว่าบ้านคุณมีวิญญาณร้าย แต่พวกเราเห็นว่าไม่เหมาะที่จะบอกคุณกับคุณมน...อุ๊ย หลุดปาก ขัดคำสั่ง ต๊าย...ไม่เคยขัดคำสั่งเลยนะเนี่ย” เธอทำตลกกลบเกลื่อน แล้วปะเหลาะว่า “เอาน่า เชื่อหรือไม่เชื่อ คนฉลาด
อย่างคุณรัมภาเขาจัดการได้ ก็แค่รู้เอาไว้”
“ฉันอยากเจอคุณลุงคนนี้” รัมภาตัดสินใจแน่แน่ว แล้วจัดแจงฝากลูกแฝดให้อยู่กับอนุกูล ส่วนวรรณศิกาทำหน้าที่โทร.ถามเส้นทางไปวัดจากพัชนีมาให้
เมื่อเดินทางไปถึงวัด รัมภามีโอกาสคุยกับลุงช่วงโดยที่พัชนีก็อยู่ด้วย ลุงช่วงพอจะรู้ข้อมูลของรัมภาบ้างแล้วจากหลานสาว แกแนะนำตัวว่า
“ผมเป็นคนธรรมดาไม่ใช่หมอผี ไม่ใช่เจ้าเข้าทรง ถ้าจะถามอะไรต้องแน่ใจก่อนนะว่าตัวเองต้องการอะไร”
“ดิฉันเจอวิญญาณร้ายและวิญญาณดีที่คุณลุงบอกแล้ว”
“เจอเลยหรือ?”
“วิญญาณดี...นั่นคือคุณทวดเห็นในฝัน วิญญาณร้ายเห็นด้วยตา ด้วยหู ด้วยสัมผัสมากมายจนแทบ
จะเป็นบ้า” สีหน้ารัมภามีแต่ความทุกข์ทนจนลุงช่วงสังเกตได้
“เฮ้อ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม อย่างที่บอก ผมไม่ใช่หมอผี ผมปราบผีให้ไม่ได้ ต้องขอโทษจริงๆ เราทุกคนมีเวรกรรมติดตัว ใครทำอะไรได้อย่างนั้น นี่คือกฎที่ยุติธรรมที่สุดของธรรมชาติ การให้อภัย อย่าจองเวรต่อกัน เป็นทางตัดกรรมที่ดีที่สุด”
ลุงช่วงสรุปชัดเจนแล้วเดินจากไป รัมภาว้าวุ่นกระวนกระวาย พัชนีมองออกบอกเธอว่า ลุงจะไปนั่งสมาธิ ท่านคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ไม่งั้นคงช่วยไปแล้ว แต่รัมภาไม่ยอมรามือง่ายๆ เดินตามลุงช่วงไปหยุดใต้ต้นไม้ร่มรื่นที่แกกำลังนั่งหลับตาทำสมาธิ
รัมภาส่งเสียงเรียกลุงช่วงเพื่อขอความช่วยเหลือ พัชนีที่ตามมาเตือนเธอให้เบาหน่อย ตรงนี้เป็นที่ปฏิบัติ
ธรรม รัมภาจึงเบาเสียงลง แต่หน้าตาเธอว้าวุ่นเว้าวอนอย่างที่สุด
“ดิฉันกราบขอโทษคุณลุงด้วย คุณลุงกำลังทำบุญด้วยการนั่งสมาธิ แต่หากมีลูกนกลูกกาที่ไม่มีทางออกใดๆ กำลังจะเป็นบ้า กำลังจะทำร้ายลูกตัวเองและคนอื่น คุณลุงจะกรุณาทำบุญด้วยการช่วยเหลือคนคนนั้นก่อนจะได้ไหมคะ ที่ท่านพูด...ให้อภัย ทำได้ไม่ยากหรอกค่ะ แต่ถ้าดิฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จู่ๆมาทำร้ายดิฉันและครอบครัวทำไม ดิฉันจะให้อภัยเขาได้ยังไงคะ ถ้าไม่รู้ต้นตอสาเหตุ เราจะเริ่มต้นแก้ปัญหาได้ยังไง”
ลุงช่วงยังหลับตานิ่งเงียบ พัชนีเห็นไม่ได้ผล ย้ำเตือนรัมภาว่าลุงคงช่วยไม่ได้จริงๆ เราออกไปข้างนอกก่อนเถอะ รัมภาจนใจลุกขึ้นหน้าเศร้าจะเดินตามพัชนีออกไป แต่นาทีนั้นลุงช่วงเอ่ยปากทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“คุณมีความเชื่อในเรื่องชาติภพแค่ไหน”
“ชาติภพ?” รัมภาทวนคำแผ่วเบา
“ถ้าไม่เชื่อ อย่าฟังเลย ไม่มีใครอยากเป็นบ้าในสายตาคนอื่นหรอกนะ”
“เรื่องเป็นบ้า ดิฉันอยู่ใกล้เป็นบ้ามากกว่าคุณลุงค่ะ เพราะฉะนั้นฉันอยากฟัง”
ในที่สุด ลุงช่วงก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวในอดีตให้รัมภากับพัชนีฟัง โดยเริ่มต้นเหตุการณ์ที่คฤหาสน์ของอบเชย เธอมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อชื่นกลิ่น ซึ่งรัมภาจำได้ว่าชื่นกลิ่นคือคุณยายของศามน
“คุณชื่นกลิ่นมีคนใช้ติดตัวคนหนึ่งเป็นลูกแม่ครัว ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่าแพง แพงเป็นหญิงคนสนิทดูแลคุณชื่นกลิ่นมาตั้งแต่เด็ก ทั้งสามคนคือคู่เวรคู่กรรมมายาวนาน นางแพงหลงรักหลวงภักดีบทมาลย์มาก่อน ต่อมานางแพงเกิดริษยานายสาวของตน มุ่งมั่นจะแย่งคุณหลวงมาจากคุณชื่นกลิ่น คุณอบเชยจึงออกโรงปกป้องลูกสาวสุดที่รัก ด้วยการก่อเวรก่อกรรมกับนางแพง”
อบเชยขัดขวางและทำร้ายแพงอย่างไม่ปรานี สร้างความเจ็บปวดและความแค้นให้แพงอย่างที่สุด ลุงช่วงเล่ารายละเอียดมาถึงตรงนี้แล้วถามรัมภาว่าจำอะไรได้บ้างไหม
“จำ? ทำไมต้องจำคะ”
“คุณคือคุณชื่นกลิ่นกลับชาติมาเกิด”
รัมภากับพัชนีตกใจมาก ลุงช่วงถามรัมภา
ทันทีว่า ฟังต่อได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็เชิญกลับไปได้เลย รัมภาท่าทีกลัวเหมือนกัน แต่ตัดสินใจให้แกเล่าต่อไป
“วิญญาณร้ายหนึ่งตน วิญญาณดีอีกหนึ่งตน รู้ไหมว่าเขาคือใคร”
คำถามของลุงช่วงทำให้รัมภาย้อนคิดถึงตอนที่ตนเคยฝัน...ในฝันชื่นกลิ่นชื่นชมเพลงกล่อมลูกของอบเชย เธอว่าได้ฟังทีไรรู้สึกสุขใจจนบอกไม่ถูก...
“ทวดอบเชยเป็นแม่ของชื่นกลิ่นเมื่อชาติที่แล้ว ฉันเคยหลุดปากเรียกท่านว่าแม่ ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไม เพราะเหตุนี้ฉันจึงรู้สึกว่าคุณทวดอบเชยคอยปกป้องฉัน” รัมภาลำดับเรื่องได้เอง ส่วนลุงช่วงเสริมต่อไปว่า
วิญญาณคุณทวดอบเชยคือวิญญาณดีที่อยู่ในเรือนหลังใหญ่ และมีอำนาจอยู่ในบริเวณเรือนหลังใหญ่นั้น คุณหลวงภักดีบทมาลย์มาเกิดเป็นสามีของรัมภาอีกครั้งในชาตินี้ เขาคือศามนนั่นเอง
“ถ้าอย่างนั้นวิญญาณร้ายที่อยู่ในบ้านคือนางแพงที่เป็นคนสนิทของคุณชื่นกลิ่นหรือคะ”
“นางผีแพงยังไม่คลายรักจากคุณหลวง ยังไม่คลายอาฆาตที่มีต่อคุณ นางผีแพงมุ่งทำร้ายที่ชีวิตครอบครัว ของคุณ”
จริงอย่างที่ลุงช่วงพูดมา รัมภาเคยได้ยินเสียงกระซิบข้างหูว่า ให้ระวังลูกแฝดของเอ็งไว้ให้ดี ข้าจะมาเอาชีวิตลูกแฝดของเอ็ง แล้วยังเห็นตัวหนังสือขู่ฆ่าในห้องน้ำ และ ล่าสุดก็โดนผีหลอกอย่างหนักจนรัสตี้เกือบถูกรถชน
“แบบนี้นี่เอง แล้วเขาแย่งสำเร็จไหมคะ ที่ดิฉันเห็น ที่รู้สึก เหมือนมีเรื่องราวมากกว่านี้ วิญญาณร้ายมีแต่ความเจ็บปวดเหมือนกับถูกทรมาน คุณลุงกรุณาเล่าต่อได้ไหมคะ”
“เรื่องที่จะเล่าต่อไปเหมือนนิทานเรื่องยาว เหมือนเรื่องความรักความโกรธแค้นที่เห็นอยู่ทั่วไปในโลก ถ้าอยากฟังจริงๆ ก็จะเล่าให้ฟัง”
ย้อนกลับไปสู่อดีต...เช้าวันนี้ที่เรือนใหญ่ คุณหลวง ชื่นกลิ่น บัวสวรรค์ ทานอาหารพร้อมกัน โดยแพงคอย ปรนนิบัติ ทำท่าใส่ใจแต่ชื่นกลิ่น พยายามไม่สนใจคุณหลวง ให้ใครสังเกตได้ แพงแอบคิดด้วยความแค้นคุณหญิงอบเชยที่ออกคำสั่งไม่ให้มันยุ่งกับคุณหลวง แต่แพงไม่รับรองถ้าคุณหลวงมายุ่งกับมันเอง อยากรู้นักคุณหญิงจะทำยังไง?
คิดดังนั้นแล้ว รุ่งขึ้นแพงออกจากเรือนมุ่งหน้าไปโรงโสเภณี เข้ามาพินอบพิเทาแม่เล้าเพื่อขอให้แกสอนวิชาหาผัว แม่เล้าได้ฟังถึงสะดุ้งลุกพรวด แปลกใจผู้หญิงอะไรหน้าไม่อาย รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา
“ผู้หญิงอย่างข้านี่แหละ บ่าวกำพร้า อดมื้อกินมื้อ ไร้ทรัพย์ ไร้เกียรติ ไม่รู้หนังสือ หากแม้ตายไปวันนี้ ก็คงเหมือนหมาตายตัวหนึ่ง ไม่มีใครสนใจทั้งนั้น” แพงน้ำตา คลอ จนแม่เล้าตกใจเสียงอ่อนลง ถามว่าเอ็งจะเรียนวิชา หาผัวไปทำไม
“หากจะเป็นผู้ชนะ ฉันเหลืออาวุธเพียงอย่างเดียวคือร่างกายและความเป็นหญิงของฉัน สอนฉัน แล้วฉันจะทำงาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้าให้พี่โดยไม่คิดเงิน”
แพงทำให้แม่เล้าใจอ่อนจนได้ สอนวิชาให้ครบกระบวนการ โดยเริ่มจากพาไปอาบน้ำขัดถูเนื้อตัวด้วยเครื่องประทินโฉมนานา ล้วนเป็นสมุนไพรชั้นดีสำหรับผิวพรรณ เธอสั่งแพงขัดถูให้สะอาดทุกซอกทุกมุม เพราะผิวนุ่มนวลของหญิงคือไม้พลอง ปลายผมและกายหอมคือคมดาบ กิริยาชะม้อยชม้ายคือคมมีด
“แล้วสูงสุดแห่งความเป็นหญิงล่ะ”
“สูงสุดแห่งวิถีหญิง คือวิชาปรนเปรอชายบนเตียง มันคือปืนใหญ่ คือระเบิดพลุตะไล แม้กำแพงแข็งยังพังทลาย แล้วชายใดเล่าจะทนไหว”
แพงยิ้มกริ่ม มั่นใจว่ามาหาถูกคนแล้ว ตนต้องได้วิชาติดตัวคราวนี้เป็นแน่แท้...เมื่อเสร็จสิ้นสมใจ แพงกลับไปจัดแจงเปลี่ยนตัวเองใหม่หมด แต่งตัวเซ็กซี่ด้วยกางเกงขาสั้น ทรงผมใหม่ หน้าตาแต่งแต้มสีสันชวนมอง ทั้งกิริยาก็อ่อนช้อยยั่วยวนกว่าเดิม
พึ่งกับนวลเห็นแพงในมาดใหม่ถึงกับตะลึงลาน แต่พอหายตะลึง พึ่งจิกด่าลูกสาว ขณะที่นวลบอกว่า ถ้าคุณหญิงอบเชยกับแม่เพ็ญของตนอยู่ เห็นแพงแต่งตัวและจริตจะก้านแบบนี้ มีหวังได้หลังลายอีกรอบ
แพงไม่สนคำใครทั้งนั้น ตกบ่ายมันแอบไปเฉิดฉายให้คุณหลวงได้เห็นความงาม ซึ่งก็ได้ผล คุณหลวงขับรถเข้าบ้านเหลือบเห็นแพงแถวพุ่มไม้ เขามองสาวงามตาแทบกลับ จำไม่ได้ว่าใคร กระทั่งทำให้รถตัวเองเป๋ไม่ตรงทาง เสยเอากระถางต้นไม้ทั้งที่บ่าวตะโกนให้ระวังแล้วเชียว
สมใจไปแล้วขั้นหนึ่ง วันต่อมาแพงมุ่งหน้าไปคอกม้า นายกล้าเห็นความเปลี่ยนแปลงของแพงให้แปลกใจ แต่ไม่ชมหรือพูดอะไร นอกจากตอบคำถามแพงว่าม้าตัวนี้เป็นของคุณหลวง ท่านจะพามันไปออกกำลังในสวนริมน้ำ
แพงสบโอกาสแอบไปดักรอคุณหลวงแถวลำธาร ไม่ช้าไม่นานคุณหลวงขี่ม้ามาถึงแล้วผูกมันไว้กับต้นไม้ ไม่ทันจะทำอะไรต่อ เขาได้ยินเสียงคนเดิน หันขวับไปดูก็พบแพงในชุดเน้นสัดส่วนนวยนาดมาหา ก่อนพูดจามอบกายถวายตัวบำเรอเขาอย่างไม่มียางอาย และเข้ากอดรัดยั่วยวนเต็มที่ คุณหลวงตกใจจะผละหนีแต่แพงไม่ปล่อยมือ แถมยังเชิญชวนด้วยสายตา ปลดเสื้อผ้าตัวเองออกหมด แล้วพาเขาลงน้ำไปด้วยกัน
แพงระดมจูบคุณหลวงอย่างรักใคร่โหยหา คุณหลวงปัดป้องด้วยท่าทีตกใจ แพงยิ่งรุกหนัก แต่ไม่สำเร็จเพราะคุณหลวงนึกถึงดวงหน้าของเมียแล้วทำไม่ลง เขาผลักแพงออกห่าง บอกว่าทำไม่ได้ ข้าทำให้แม่ชื่นเสียใจไม่ได้ แพงผงะแทบกรี๊ด คุณหลวงรีบหนีขึ้นจากน้ำแล้วควบม้าจากมาโดยไม่สนเสียงตะโกนของแพง
เช้าอีกวัน แพงมาปรนนิบัติชื่นกลิ่นเหมือนเคย หน้าตาแพงเศร้าหมองเสียใจที่เมื่อวานโดนคุณหลวง ปฏิเสธ ช่วงหนึ่งแพงกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ทำให้ชื่นกลิ่นสงสัยถามแพงว่าเป็นอะไร
“แค่ไม่สบายน่ะเจ้าค่ะ” ตอบเสร็จแพงน้ำตาร่วงลงมาอีกด้วยความน้อยใจที่มีต่อคุณหลวง ส่วนคุณหลวงนั่ง คอแข็งเพราะรู้ดีว่าแพงเป็นอะไร พอบัวสวรรค์เหลือบมองมา เขารีบก้มหน้าทานข้าว พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด
ooooooo
ทันทีที่คุณหญิงอบเชยกับนางเพ็ญบ่าวคู่ใจพากันกลับจากบ้านสวน ชื่นกลิ่นวิ่งออกมากอดมารดาด้วยความคิดถึง บ่นคุณแม่กลับช้าตั้งเกือบสัปดาห์ ลูกจะ ตายเสียให้ได้ ถ้าไม่โทรเลขไปก็คงยังไม่กลับ คุณหญิงกอดตอบลูกสาวสุดรักด้วยความเอ็นดู และว่าคุณยายไม่สบาย แม่กับนางเพ็ญวุ่นวาย ทั้งหาหมอ ทั้งเรือกสวนไร่นา อีกสามวันก็ต้องลงไปใหม่
ขณะพูดกับลูกสาว คุณหญิงมองไปเห็นแพงในมาดใหม่ สะดุดตาจนร้องเอ๊ะ ทำให้ชื่นกลิ่นสงสัย แต่แม่บอกไม่มีอะไร ลูกจึงชวนแม่เข้าไปคุยข้างใน อยากรู้เรื่องคุณยายป่วย
คุณหญิงนำผลไม้จากสวนมามากมาย พึ่งกับแพงช่วยกันขนมาโรงครัว แต่แพงเกี่ยงแม่ว่าตนไม่ช่วยดองมะม่วงเดี๋ยวมือเหลือง พึ่งหมั่นไส้ด่าเป็นชุดว่าแพงดัดจริต หมู่นี้เป็นอะไร บ้าแต่งตัวอยู่ได้ ทำงานสะดวกที่ไหน แต่งไปเดี๋ยวก็สกปรก เราน่ะมันคนใช้เขานะ
“แม่ต่างหากคนใช้ ฉันน่ะลูกท่านเจ้าคุณ แล้วอีกหน่อย...” แพงยั้งปากไว้ไม่พูด ก็พอดีคุณหญิงเยื้องย่างมาพร้อมเพ็ญ คุณหญิงเร่งให้แพงพูดต่อ แต่แพงไม่ตอบ สีหน้าท่าทีตกใจไปกันทั้งแม่ทั้งลูก
“บอกเขาไปสิว่าตอนนี้ลูกเจ้าคุณ อีกหน่อยก็จะเป็นเมียน้อยคุณหลวง” เพ็ญเอ่ยขึ้นด้วยความชิงชังอีแพง
“แพงแค่ล้อเล่นเจ้าค่ะ ไม่ได้จะพูดแบบนั้นนะเจ้าคะ” แพงละล่ำละลัก
“กลับมาคราวนี้เอ็งดูเปลี่ยนไปนะ...แม่เพ็ญ เอ็งว่าอีแพงมันดูสวยขึ้นไหม”
“สวย...สวยเหมือนพวกช็อกกาหรี่ที่ซ่องแถวสำเพ็ง”
แพงสะดุ้งด้วยความแค้น แต่จำต้องก้มหน้ายอมทุกอย่าง คุณหญิงรู้ทันว่าแพงลุกขึ้นมาแต่งตัวแต่งหน้าแบบนี้ด้วยเหตุผลใด แต่แพงไม่ยอมรับ และว่าถ้าคุณหญิงไม่อยากให้แต่ง ตนไม่แต่งก็ได้
“เอ...แต่สำหรับวันนี้ ที่แต่งมาแล้วจะทำยังไงดีนะ” พูดขาดคำ คุณหญิงหันไปคว้าไหปลาร้ามาเทใส่เสื้อแพงจนเลอะทั้งตัว แพงตกใจลุกขึ้นสะบัด ส่วนพึ่งร้องเอะอะเพราะคาดไม่ถึง
“ปลาร้าหลังตลาดบ้านเรานี่มันเหม็นสะใจข้าจริงๆ”
เท่านั้นยังไม่พอ คุณหญิงคว้ากรรไกรมาถืออย่างน่ากลัว ไม่ฟังเสียงขอร้องวิงวอนของพึ่งที่ไม่ให้ทำอะไรลูกของตน ส่วนเพ็ญช่วยนายจับอีแพงไว้มั่น จากนั้นคุณหญิงตัดผมของแพงจนแหว่งไปทั้งหัว อยากรู้ว่ามันยังจะสวยอยู่ได้อีกไหม
แพงทำอะไรไม่ได้ นอกจากทรุดลงร้องไห้โฮอยู่ กับพื้น พึ่งมองลูกอย่างเวทนาสงสาร น้ำตาร่วงอย่างสุดจะกลั้น
“ฮึ...คราวนี้ต่อให้แกลุกขึ้นมาแต่งยังไง ก็อย่าหวังว่าจะสวยได้อีก แม่เพ็ญลากมันออกไปหน้าบ้าน”
เพ็ญทำตามคำสั่งคุณหญิงทันที ลากข้อมือแพงออกไปทิ้งไว้ตรงเฉลียงหน้าบ้าน เพื่อให้คนที่ผ่านไปมาได้เห็นความน่าเกลียดน่าชังของมัน
“ทิ้งมันไว้ตรงนี้ เอ็งจะต้องนั่งตรงนี้ห้ามไปไหน จนกว่าจะถึงเที่ยงคืน” คุณหญิงประกาศิต
ไม่ทันไร นวลและคนใช้ทั้งชายหญิงต่างวิ่งออกมา ทั้งดูทั้งวิพากษ์วิจารณ์ แพงอับอายทุกคนมากเพราะตัวเหม็นปลาร้า ผมเผ้าแหว่งเหมือนหนูแทะ
“คุณหญิง ทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ แพงไปทำอะไรให้ ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้” แพงโวยวายแต่ไม่อาละวาด เป็นจังหวะที่บัวสวรรค์เดินนำหน้ากล้ากลับมาพอดี หลังจากเธอออกไปฝึกขี่ม้าอยู่พักใหญ่
“ตายแล้วคุณอา นี่เกิดอะไรขึ้นคะ” บัวสวรรค์ แตกตื่น ชื่นกลิ่นออกมาจากในบ้าน เห็นสภาพแพงแล้วผงะตกใจไปอีกคน
“คุณแม่...แพง...คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ มีเรื่องอะไร ค่อยพูดค่อยจากันก็ได้”
“ลูกชื่น ลูกยังไม่รู้อะไรอีกมาก ลูกอยู่เฉยๆ แม่บัวก็เหมือนกัน ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” ว่าแล้วคุณหญิงเบนสายตาไปทางประตูบ้าน ทักลูกเขยเนื้อหอม “กลับจากทำงานแล้วหรือคะคุณหลวง”
ทุกคนหันมองคุณหลวงเป็นตาเดียว ยกเว้นแพงที่ก้มหน้างุดด้วยความอาย
“มีอะไรกันครับ”
“มาก็ดีแล้ว ขอโทษนะคะที่เอะอะ บ่าวไพร่ต้องอบรมค่ะ ฉันถามหน่อยเถอะ คนเราทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จู่ๆ จะลุกขึ้นมาแต่งตัวทำไม” คุณหญิงอบเชยมองกราดไป ทุกคนเงียบกริบด้วยความกลัว คุณหญิงจึงโยนกลองไปที่บ่าวคนสนิท ให้เพ็ญตอบคำถามนี้
“ถ้าเป็นผู้ชายก็เอาไว้ล่อผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงก็เอาไว้ล่อผู้ชาย”
คุณหญิงพยักหน้าพอใจในคำตอบ แล้วสั่งสอนลูกหลานต่อ “แม่ชื่น แม่บัว จำเอาไว้นะลูก มีผัว ผมเผ้ารุงรังสกปรก อ้วนเผละน่ะอย่าไปเสียใจ พวกนี้น่ะวันๆเอาแต่ทำงาน ไม่คิดอะไรทั้งนั้น แต่ไอ้พวกชอบสำอาง ดูแลตัวเองดีๆ น่ะพึงระวังไว้ เพราะใครๆ ในโลกนี้ก็แต่งตัวเอาไว้ให้คนมองทั้งนั้น”
“นังแพงไม่ได้ทำตัวนอกลู่นอกทางอะไรนะเจ้าคะ ไม่เชื่อถามคุณชื่นดูก็ได้” พึ่งออกตัวปกป้องลูก
“เหรอ...มันยังไม่ทำ ยังไม่มีโอกาส หรือทำไม่สำเร็จล่ะ” คุณหญิงมองแพงอย่างรู้ทัน แพงหลบตาวูบ “ว่าไง...เอ็งแต่งให้ใครดูนังแพง อืม...ตัวผู้ในบ้านนี้มีกี่คนนะ ไอ้ด่าง ไอ้แต้ม ตามีคนขับรถ ไอ้มิ่งคนสวน พ่อกล้า หรือว่า...”
คุณหญิงเหมาหมดไม่ว่าจะเป็นหมาตัวผู้หรือผู้ชายทุกคนในบ้าน แล้วมาหยุดสายตาที่คุณหลวงที่ยืนนิ่งสงบไม่ค่อยจะเงยหน้า
“ใส่ความชัดๆ คุณหญิงใส่ความแพง” แพงระเบิดความอัดอั้น
“ในเมื่ออยากสวยนัก ข้าก็จะให้เอ็งนั่งประจานความเหม็นสกปรกอยู่ตรงนี้ ข้าจะให้คนในบ้านนี้ได้ดู ได้คิด ว่าตัวตนที่แท้จริงของเอ็งน่ะ เครื่องสำอางมันจะกลบได้จริงหรือเปล่า”
“มันเกินไปแล้ว ทำแบบนี้มันเกินไปแล้ว” แพงจ้องมองโกรธแค้น แต่คุณหญิงมิได้สะทกสะท้านกับสายตาคู่นั้นของมัน
“เอ็งเลือกเอา นั่งอยู่ตรงนี้จนถึงเที่ยงคืน หรือไม่ก็ออกไปจากบ้านนี้ ออกไปทั้งแม่ทั้งลูก ขนของออกไปเลย จะเอาแบบไหนเลือกเอา” คุณหญิงส่งสายตาดุน่าเกรงขาม แล้วเดินเข้าบ้าน เพ็ญเยาะทิ้งท้ายอย่างสะใจ
“คราวนี้ล่ะจะได้หายบ้า แต่งตัวเกินหน้าเจ้านาย หาเรื่องใส่ตัวดีนัก เชอะ!”
เมื่อเพ็ญตามนายของตนหายเข้าไปในบ้านแล้ว ชื่นกลิ่นขยับเข้าใกล้แพง รู้สึกสงสารจับใจ แต่ไม่ทันจะพูดหรือทำอะไร ก็ได้ยินเสียงทรงอำนาจของคุณหญิงอบเชยแหวออกมา
“คนอื่นมีอะไรทำก็ไปทำ แม่ชื่น แม่บัว เข้าบ้าน”
ทุกคนแยกย้ายกันหมดตามคำสั่ง เหลือเพียงแพงนั่งกอดเข่าร่ำไห้ ไม่กล้าขยับไปไหน ส่วนพึ่งเดินหันหน้าหันหลังละล้าละลังสงสารลูกเหลือเกิน...
แต่คุณหญิงอบเชยในบ้านยังโมโหไม่หาย อากาศว่าร้อนอบอ้าวยังไม่เท่าใจที่ร้อนรุ่มเพราะเกลียดชังอีแพงที่คิดจะฮุบสามีลูกสาว ขนาดเพ็ญมานั่งโบกพัดให้ยิกก็ยังไม่คลาย ชื่นกลิ่นกับบัวสวรรค์ที่ยังกังขาเดินเข้ามาเอาคำตอบจากคุณหญิงว่าโกรธอะไรแพงนักหนา จึงโดนดุไปด้วยกัน
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น คุณหลวงเพิ่งกลับมาจากที่ทำงานทำไมไม่ไปดูแล”
ชื่นกลิ่นจ๋อย ไม่รู้เรื่องกับใครเขาเหมือนเดิม บัวสวรรค์มองๆแล้วพยักหน้าให้ชื่นกลิ่นลุกไป ไม่ต้องถามอะไรแล้ว
เมื่อไปถึงห้องนอน ชื่นกลิ่นจะเอาใจคุณหลวงด้วยน้ำเย็นๆ เขากลับไม่หิวน้ำ แต่หิวเมียต่างหาก คำพูดนั้นทำเอาเมียเอียงอาย ครั้นถูกเขาดึงเข้ามาใกล้แล้วจ้องตานิ่ง เธอแปลกใจว่าเขาเป็นอะไร มองทำไม?
“เฮ้อ ผู้ชาย...รักษาความมั่นคงในจิตใจยากนัก” คุณหลวงหมายถึงแพงให้ท่าตนแล้วตนไม่เอา รอดไปอย่างหวุดหวิด แต่ชื่นกลิ่นนิ่วหน้าไม่เข้าใจ “แต่เมื่อรักษาได้ ก็ดีใจ ภูมิใจ และรักเมียคนนี้ยิ่งกว่าเดิม พี่จะไม่ทำให้น้องชื่นต้องเสียใจ”
ยิ่งฟัง ชื่นกลิ่นก็ยิ่งงง แต่เธอโอนอ่อนเอนศีรษะพิงอกกว้างของสามีที่กอดรัดด้วยความรักใคร่
ooooooo
กลับสู่ปัจจุบันที่วัดแห่งนั้น รัมภากับพัชนีฟังลุงช่วงลำดับเหตุการณ์ต่างๆในอดีตด้วยความสนใจยิ่ง แล้วรัมภาเกิดคำถามว่าคุณทวดอบเชยเกลียดนางแพงขนาดนี้เลยหรือ?
“เปล่า...ท่านเหมือนแม่ทุกคน ถ้ามียุงจะมากัดลูก มีทางเดียวตียุงตัวนั้นให้ตาย ท่านรู้นิสัยคนอย่างนางแพง และรู้ด้วยว่าลูกสาวของท่านอ่อนแอเกินกว่าจะรู้ทันนางแพง”
“น่าจะไล่นางแพงออกไปเสีย” พัชนีเอ่ยมา
“ท่านก็กลัวอีก นางแพงจะไปพูดเรื่องมันเป็นลูกท่านเจ้าคุณ ท่านไม่อยากให้ชื่อเสียงตัวเอง ชื่อเสียงลูก และวงศ์ตระกูลด่างพร้อยเพราะบ่าวอย่างอีแพง...ใกล้เพลแล้ว จะขอตัวไปจัดการเรื่องอาหารถวายพระสักหน่อย”
“อ้าว แล้วตกลงยังไงเจ้าคะ คุณหลวงกับนางแพง เอ้อ คุณหลวงได้แพงเป็นเมียน้อยไหมคะ”
“แล้วนางแพงเป็นลูกคนละแม่กับคุณชื่นกลิ่นจริงไหมคะ”
“ไปทานข้าวกันก่อน ตอนบ่ายมาเจอกัน” ช่วงลุกตัดบทแล้วลุกเดินหนีสองสาวไป
รัมภาอยากฟังต่อแต่ต้องรักษามารยาท เธอใช้ช่วงเวลาพักนี้เองโทร.หาศามน พอดีเขากำลังขับรถกลับจากทำงาน จึงจอดรถเข้าข้างทางทันที
“ดีใจจังที่คุณโทร.มา”
“ทานข้าวหรือยัง”
“กำลังขับรถกลับบ้านน่ะ วันนี้ได้หยุดครึ่งวัน นายฝรั่งเขาไปช็อปปิ้ง เขาบอกว่าอยากขอเวลาส่วนตัว...ลูกเป็นไงบ้าง”
“เล่นน้ำเพลินไปค่ะ แกชอบทะเลจริงๆ ที่โน่นทะเลไม่สวยไม่น่าเล่นเหมือนเมืองไทย”
“ให้ผมขับรถไปหาไหม แค่สองสามชั่วโมงก็ถึง ผม...คิดถึงคุณน่ะ”
รัมภาแช่มชื่นหัวใจ เมฆหมอกความขัดแย้งคลายลง เอ่ยเสียงใสกับเขาว่า “พรุ่งนี้คุณต้องไปทำงานอีก เดี๋ยวฉันก็กลับแล้ว พรุ่งนี้เย็นๆน่ะค่ะ”
“ผมขอโทษอีกครั้ง...เรื่องที่ผ่านมา”
“ที่นี่...เหมือนชะตาชีวิตส่งฉันมา ฉันได้คิดอะไรหลายอย่าง บางทีภาก็ใจร้อนไปหน่อย”
“ตกลงกลับมานี่ เราทั้งสองจะใจเย็นลงให้มากกว่านี้ ผมจะรอคุณนะ”
รัมภารับคำหวานจ๋อย พอจะวางสาย ศามนยังเรียกเธออีก ย้ำว่าเขารักเธอ เธอเป็นรักแรกและเป็นรักเดียวในชีวิตเขา รัมภาชะงักนิิ่งไป ได้คิดว่าเราสองคนเคยรักข้ามภพชาติมาอย่างไร เกิดความซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ ตอบกลับเขาไปว่า
“คุณก็เป็นรักแรกและรักเดียวในชีวิตของภาเหมือนกัน”
ศามนคลี่ยิ้มโล่งใจที่คืนดีกันได้เสียที แต่หารู้ไม่ว่า...กำลังจะมีมารผจญอีกแล้ว เพราะอีกมุมหนึ่งของถนนดีดี้จอดมอเตอร์ไซค์จับจ้องมองมาที่เขา แล้วเผ่นแผล็วกลับไปบอกนายสาวของตนที่บ้านว่าคุณศามนกลับมาแล้ว
“เฮ้ย ทำไมกลับเร็วนักล่ะ”
“จะไปรู้หรือ ฉันเห็นจอดคุยโทรศัพท์อยู่ตรงถนนทางเข้าน่ะ คุณนายจะทิ้งโอกาสนี้ไปเฉยๆเหรอ”
เดือนแรมไม่ตอบแต่แสยะยิ้ม ไม่มีทางทิ้งโอกาสทองให้หลุดลอย
ooooooo
หลังอาหารกลางวัน รัมภากับพัชนีตั้งตารอลุงช่วงอยู่ที่เดิม พอแกมาถึงถามสองสาวว่าทานข้าวเที่ยงกันแล้วใช่ไหม รัมภาบอกว่าทานไม่ค่อยลง เพราะใจเธอยังพะวงกับสิ่งต่างๆในชาติภพ จึงไม่รีรอ เอ่ยกับลุงช่วงว่า โดนไปขนาดนั้น นางแพงยอมรามือแล้วใช่ไหม
“ไม่มีความรุนแรงใดจบลงด้วยความรุนแรง จุดจบของความรุนแรงทุกชนิด คือความรุนแรงที่มากกว่าเดิม”
รัมภาทั้งตกใจและแปลกใจ...ตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องราวในอดีตจากลุงช่วงต่อไป พัชนีที่นั่งอยู่ด้วยก็จดจ่อเช่นกัน
คืนหนึ่งในอดีต...พึ่งกับแพงนั่งกินข้าว แพงท่าทีกินไม่ลง สักครู่เห็นนวลกับบ่าวหญิงอีกคนแต่งตัวสวยเดินออกจากเรือนพัก แพงเพียงแต่มอง แต่พึ่งตั้งคำถามว่าพวกเอ็งจะไปไหนกัน นวลว่ามียี่เกมาแสดงที่ตลาด พระเอกหล่อมาก พึ่งเห็นลูกนั่งหง่าวเหงามาหลายวันจึงบอกให้มันออกไปกับเขาด้วย
“ไม่เห็นอยากจะไป ฮึ กะอีแค่จะไปดูผู้ชาย” แพงสะบัดเสียงจนนวลตอกกลับอย่างหมั่นไส้
“เฮอะ ทำปากดี ที่เอ็งนั่งหน้าบูดอยู่อย่างนี้ไม่ใช่เพราะผู้ชายหรือไง”
“อีนวล ปากมากนักนะมึง จะไปก็รีบไปเลย ขอให้คืนนี้มึงได้พระเอกสมใจ”
“ได้ง่ายๆก็ดีน่ะสิ ไอ้พระเอกคนเนี้ยมันเป็นผัวเจ้าของคณะ ทั้งอ้วนทั้งดำ มันรักหลงเมียอย่างกับอะไร เคยชายตามองใครที่ไหน ไม่รู้นังอ้วนดำนั่นมีอะไรดี ไปกันเถอะ”
นวลกับเพื่อนพากันออกไป พึ่งคิดว่าลูกสาวตนไม่สนแน่ แต่พอจะหันมาสั่งให้มันเก็บถ้วยชามไปล้าง กลับไม่เห็นแม้เงาของมันเสียแล้ว
แพงตามนวลไปโรงลิเก แล้วแอบไปดูสาวใหญ่เจ้าของคณะถึงหลังโรง ปรากฏว่าจริงอย่างนังนวลมันว่า นางสมัยทั้งอ้วนทั้งดำ แต่ฝ่ายผัวพระเอกลิเกนั้นหล่อเหลาสุดมาดแมน เห็นเขานัวเนียคลอเคลียเมียแสนขี้เหร่ แพงนึกสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไง
สมัยหันมาเห็นมีคนแอบมอง เธอตวาดดุจนแพงสะดุ้ง แล้วยอมเดินจากไปทั้งที่ยังติดใจสงสัย พอกลับไปถึงเรือนพัก แพงนอนคิดหนักเรื่องของสมัยกับผัวพระเอกลิเก อยากรู้นักว่านังอ้วนดำนั่นมีดีอะไร
คิดเปรียบเทียบตัวเองกับสมัยแล้ว แพงมั่นใจว่าตัวเองยังมีหวังจะฮุบคุณหลวงมาจากชื่นกลิ่น คนอย่างตนจะไม่ยอมแพ้นังชื่นง่ายๆ เพียงแต่ต้องใช้เล่ห์กลหรือทางลัดเข้ามาช่วย
เมื่อหมายมั่นปั้นมือเช่นนั้น รุ่งขึ้นแพงย้อนกลับไปโรงลิเกอีกครั้ง ปะเหมาะพอดีวันนี้ไม่มีการแสดง แพงจึงมีโอกาสพบเจ้าของคณะตามต้องการ แต่การพบกันไม่ได้ทำให้แพงสมหวัง กลับโดนสมัยไล่ตะเพิดหาว่าพูดจาดูแคลนคนอ้วนดำอย่างตนทำไมผัวถึงรักถึงหลงได้
แต่ความมุ่งมั่นไม่ได้ทำให้แพงละความพยายาม วันต่อมาแพงก็มาโผล่ที่นี่อีก แล้วตื๊อขอทำงานรับใช้สมัยทุกอย่าง ไม่ว่าจะหนักหรือเบา แพงทำอย่างนี้อยู่หลายวันโดยไม่เกี่ยง และยิ่งมาก็ยิ่งเห็นถึงความหลงใหลรักใคร่ที่แสวงมีต่อสมัยไม่เลือกเวลา ไม่ว่ายามสว่างหรือค่ำมืด
ความสงสัยพอกพูนทวีคูณจนแพงร้อนรนกระวน กระวาย มันจึงไม่ย่นละย่อที่จะมาเอาความจริงว่าสมัย ทำเช่นไรกันแน่ผัวถึงได้รักปานจะกลืนกินอย่างนี้ แล้ววันหนึ่งแพงก็สมหวัง หลังจากสำแดงความกล้าเข้าช่วยเหลือสมัยที่มีเรื่องตบตีกับแม่ยกที่จ้องจะเขมือบแสวง แพงทำให้แม่ยกรายนั้นหัวแตกกลับไป แถมยังอาฆาตซ้ำอีกว่า ถ้าคราวหน้ามันมาอีกจะโดนหนักกว่านี้หลายเท่าตัว
สมัยเห็นถึงความจริงใจของแพง ก็เลยจะยอมบอกวิธีมัดใจผัวให้มันรู้ แต่กำชับห้ามบอกคนอื่นอย่างเด็ดขาด ครั้นแพงรับปากมั่นเหมาะแล้ว สมัยก็เริ่มสาธยาย...
“พ่อแสวงเนี่ย ตอนได้กันใหม่ๆมันก็แค่คิดจะปอกลอกฉัน เมื่อก่อนมันเจ้าชู้ คลำไม่มีหางมันก็เอาทั้งนั้น แต่อย่างว่านะ ของพรรค์นี้คนเป็นเมียมันต้องมีวิธีมัดใจ”
“เห็นไหม ฉันนึกอยู่แล้ว คนฉลาดอย่างพี่น่ะต้องมีของดี”
สมัยยิ้มแฉ่ง ก่อนพาแพงลงเรือบ่ายหน้าไปบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ลึกในสวนริมน้ำของอาจารย์ชู ผู้เลื่องลือในการทำเสน่ห์และเข้าทรง ขณะไปถึงแกกำลังสำแดงคาถาอาคมบริการหญิงกลางคนรายหนึ่ง โดยมีหญิงอีกหลายรายนั่งรอคิวด้วยความเชื่อมั่นศรัทธา แพงเห็นพิธีแล้วอดหวั่นหวาดไม่ได้ แต่พอสมัยกระซิบบอกมันว่า เมื่อคราวที่ข้ามาทำ พอเสร็จกลับไปบ้าน ปรากฏว่าแสวงนั่งตัวสั่นรออยู่แล้ว คืนนั้นข้าเกือบตายเพราะไอ้แหวงมันสะกิดเรียกทั้งคืน แพงถึงกับยิ้มกริ่มมีหวัง
“ว่าแต่เอ็งจะมาขอให้ท่านช่วย เอ็งมีเงินมาเท่าไหร่” เจอคำถามนี้ แพงที่กำลังทึ่งจัดแทบสะอึก ย้อนถามสมัยว่า ต้องใช้เงินเยอะหรือจ๊ะ “เอ๊า...ได้ผัวคืนมาทั้งคน ต้องลงทุนกันหน่อยสิวะ”
แพงหน้าม่อยเพราะไม่มีเงิน แล้วแอบกลับไปขโมยผลไม้จากโรงครัวคุณหญิงอบเชยมาหลายเข่ง นำมากำนัลอาจารย์ชูแทนเงินเพื่อให้แกทำเสน่ห์ให้บ้าง แต่อาจารย์ชูไม่สนของกิน ต้องการเงินอย่างเดียวเท่านั้น แกจึงไล่แพงกลับไป แต่แพงหาได้ลดละและถอยหนี ยังหน้าด้านอุตส่าห์เทียวมาเก็บกวาดบ้านช่องให้แก ทั้งยังทำสวนพรวนดินเพื่อให้แกเห็นใจยอมทำพิธีให้ แต่อาจารย์ชูที่รับรู้ก็ทำเมินไม่ใจอ่อน
เมื่อทำดีด้วยแล้วไม่สำเร็จ แพงฉวยโอกาสตอนเข้ามาทำความสะอาดบนเรือนฉกเอาตำราไสยเวทของอาจารย์ชูไป หมายใจจะทำเอง แต่พอเอาไปพลิกอ่านเกิดงงงวยไม่เข้าใจเอาเสียเลย จึงต้องย้อนกลับมาแอบดูแกทำพิธีให้คนอื่นอีก แล้วค่อยๆจับทิศทางตามตำราไปด้วย
แต่การมาครั้งนี้ของแพง ทำให้มันได้รู้เห็นว่าอาจารย์ชูช่วยชายคนหนึ่งที่โดนของมา แล้วยังเสกของใส่ไอ้คนกระทำเป็นการแก้แค้น
ooooooo
ถึงวันที่คุณหญิงอบเชยต้องเดินทางไปบ้านสวนอีกครั้ง เนื่องจากแม่ยังป่วยไข้ เพ็ญติดสอยห้อยตามไปรับใช้เช่นเคย ชื่นกลิ่นอยากไปด้วย ไม่อยากอยู่ที่นี่ มันเงียบเหงาเพราะบัวสวรรค์เพิ่งกลับบ้านที่พระนคร แต่คุณหญิงไม่ยอม และย้ำเตือนลูกสาวว่าเราแต่งงานแล้วต้องดูแลคุณหลวง ดูแลบ้าน จะไปไหนมาไหนเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ ถ้ามีอะไรก็โทรเลขไปบอกแม่ทันที
ชื่นกลิ่นพยักหน้าอย่างจำใจ พอคุณหญิงจะขึ้นรถ ชะงักหันกลับไปมองลูกสาวและบ้านด้วยสีหน้าอาลัย อาวรณ์จนเพ็ญสังเกตได้ กระซิบถามเจ้านายว่า “มีอะไรคะ คุณหญิง”
“แค่รู้สึก...ไม่สบายใจน่ะ”
“อีแพงมันโดนไปขนาดนั้นแล้ว มันไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ”
คุณหญิงตัดใจขึ้นรถออกไปพร้อมบ่าวคนสนิท...โดยไม่รู้ว่าขณะเดียวกันนั้น อีแพงกำลังมาดหมายจะเอาชนะทั้งคุณหญิงทั้งชื่นกลิ่น ด้วยการวนเวียนอยู่ที่บ้านอาจารย์ชู
แล้ววันนี้เอง อาจารย์ชูเกือบถูกงูจำนวนมากกัดถ้าไม่ได้แพงเข้ามาช่วยไว้ แพงตีงูตายคามือ แต่ดันปากดี ไปหน่อย พูดรู้ทันว่าอาจารย์ไปทำคนเขาไว้เยอะแยะ คงโดนเขาล้างแค้นเอา
อาจารย์ชูชี้หน้าด่านังคนปากเสีย แต่แพงก็ยังพล่ามความจริงที่มาเห็นอยู่บ่อยๆ
“เห็นนั่งสมาธิทุกวัน ท่องคาถากันไม่ให้ของเข้าตัว กลัวคนเขาแก้แค้นใช่ไหมล่ะ ได้เงินมาตั้งเยอะตั้งแยะ แต่มีชีวิตอยู่ยากนะเนี่ย”
“เอ็งรู้คาถาด้วยหรือ ทำไมรู้ว่าข้าท่องคาถาอะไร”
“ก็...ก็เดาเอา ฉันช่วยอาจารย์ไว้ อาจารย์จะช่วยฉันบ้างได้หรือยัง”
“ข้ามีของดีมากมาย ฟันแทงไม่เข้า งูพวกนี้ต่อให้กัด ก็ทำอะไรข้าไม่ได้”
แพงร้องอ้าวอย่างสุดเซ็ง แต่พออาจารย์ชูถามตรงประเด็นว่าที่เอ็งมาช่วยเพราะอยากให้ข้าช่วยใช่ไหม แพงรีบพยักหน้ารับแล้วถลาเข้ามาประจบแกทันที
อาจารย์ชูเล่าย้อนเมื่อหลายวันก่อนที่ช่วยเหลือคนโดนของจากอาจารย์เส็ง ข้าช่วยมันได้ แต่คืนนั้นต้องต่อสู้กับอาจารย์เส็งทั้งคืน ที่สุดเส็งแพ้ราบคาบ โดนถีบยอดอกจนกระอักเลือด มันคงโกรธแค้นข้ามากจึงให้ไอ้เที่ยง นำงูมาปล่อยที่บ้านข้า
แพงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว อาจารย์ชูมองแพงยิ้มๆ ก่อนเอ่ยส่งเดช ไม่ได้กะเกณฑ์ว่ามันจะทำหรือไม่
“เอ็งอยากให้ข้าช่วย ก็ไปจัดการไอ้เที่ยงให้ข้าสิ”
แพงอยากช่วยแต่ไม่รู้จะจัดการยังไง เพราะอาจารย์ชูไม่บอกวิธี แค่ให้ข้อมูลว่าไอ้เที่ยงเป็นหมองู มีคาถาอาคมจับและบังคับงู ไม่ว่างูดุแค่ไหนก็ไม่กัด...แพงกลับไปคิดหนัก แล้ววันรุ่งขึ้นแพงก็ไปดักศัตรูของอาจารย์ชูที่บนสะพานไม้เหนือคลองในสวนลึก จังหวะเรือเที่ยงผ่านมา แพงโยนผ้าถุงลงมาครอบหัว เท่านี้เองคาถาอาคมของเที่ยงก็เสื่อมหมด กลับไปถึงบ้านจึงถูกงูที่ตัวเองเลี้ยงไว้กัดตายคาบ่อ
สภาพเที่ยงก่อนขาดใจตายติดตาแพงทำให้รู้สึกสยดสยอง แต่แพงก็รีบย้อนกลับมาบอกอาจารย์ชูว่ากำจัดศัตรูคนนั้นให้แล้ว พอแกถามว่ารู้วิธีทำให้คาถาเสื่อมได้ยังไง แพงอึกอักและไม่ยอมเผยว่าอ่านจากตำรามา
“เอ็งเคยฆ่าคนหรือเปล่า”
“ฉันไม่ได้ฆ่า งูมันฆ่า ฉันไม่เกี่ยว”
“สันดานเอ็งนี่มันชั่วช้านัก ฆ่าคนตายทั้งคนยังทำหน้าเฉยๆ ไม่เดือดร้อน”
“อาจารย์ก็มีสันดานแบบฉันไม่ใช่รึ”
อาจารย์ชูหน้าตาเคร่งขรึม แต่ครู่เดียวก็หัวเราะร่าออกมา ถามแพงว่าอยากให้ข้าช่วยอะไร
“ฉันอยากให้ท่านทำเสน่ห์ให้ผู้ชายที่ฉันหมายปอง”
“เอานี่ไป” อาจารย์ยื่นกระปุกเล็กๆมาให้ แพงมองปราดเดียวก็พูดโพล่ง
“ขี้ผึ้งน้ำมันพราย แค่ให้รักให้หลง รดน้ำมนต์ธรณีสารเดี๋ยวเดียวก็สิ้นความขลังแล้ว”
“เอ็งรู้วิธีแก้ได้ยังไง”
แพงมีพิรุธเพราะขโมยของเขามาอ่านมาศึกษาจนมีความรู้อยู่บ้าง แต่ทำเฉไฉว่าตนมาแอบดูอาจารย์ทำพิธีทุกคืนก็เลยรู้ และตนอยากให้อาจารย์ฝังรูปฝังรอยให้หน่อย
“ถึงกับฝังรูปฝังรอย คิดจะเล่นของหนักเลยนะ ผู้ชายที่ไหน มันเป็นใคร”
“คุณหลวงภักดีบทมาลย์”
“อีนี่...ทะเยอทะยานนัก หมายปองของสูงจนเกินศักดิ์ เป็นแค่บ่าวไม่ใช่รึ”
“ฉันเป็นลูกท่านเจ้าคุณ เป็นน้องสาวของเมียคุณหลวง แล้วฉันก็เจอคุณหลวงมาก่อน”
“เอ็งนี่มันบ้าดีเดือดแท้ๆ เขามีเมียอยู่แล้ว เวรกรรมถึงตกนรก”
“อาจารย์รู้จักเวรกรรมจริงหรือเจ้าคะ”
อาจารย์ชูยกกระโถนขึ้นเตรียมฟาด แพงรีบหลบพร้อมกับยกมือขึ้นพนมขอโทษ อาจารย์ชูไม่ถือสา สั่งให้แพงไปเอาของประจำตัวมันมา แพงดีใจตัวเนื้อเต้น ก้มลงกราบขอบคุณ ขอเป็นศิษย์อาจารย์ชูไปจนตาย
“เดี๋ยวๆ เอ็งรู้เรอะว่าให้ไปเอาอะไร”
แพงลุกพรวดไม่ฟังคำถามของอาจารย์...ร้อนรนกลับไปเรือนใหญ่ของคุณหลวง เห็นเขากับเมียกำลังหยอกล้อมีความสุข แพงยิ่งริษยา คำรามในคอว่า “รักกันดีนัก เดี๋ยวเถอะมึง!”
ใช้เวลาเพียงครู่เดียว แพงดอดเข้าไปหยิบเส้นผมของคุณหลวงจากหมอนหนุนในห้องนอน แล้วนำไปให้อาจารย์ชูทำพิธีในคืนถัดมา พร้อมด้วยเส้นผมของแพงเอง
การทำพิธีใช้เวลาค่อนข้างมาก แต่แพงเรียนรู้จากตำราที่แอบขโมยมาอยู่บ้างแล้ว จึงไม่ท้อและไม่กลัวสิ่งใด ไม่ว่าขณะทำพิธีจะมีทั้งลมพัดตึงและหมาหอนระงม อีกทั้งสิ่งของเซ่นไหว้สดๆ คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาว
อาจารย์ชูร่ายคาถาภาษาเขมรนำแล้วให้แพงท่องตาม แพงพนมมือแต้ ปากขยับไม่ตกหล่น เสร็จแล้วบอกกับตัวเองอย่างมาดหมายมุ่งมั่น
“คาถานี้ข้าจะจดจำ ข้าจะท่องมันทุกคืนทุกวัน คุณหลวงต้องหลงรักข้าทุกกลางวันทุกกลางคืน แม้ภพนี้ภพหน้าข้าก็จะจดจำนำคาถานี้ไปกำกับให้คุณหลวงหลงรักข้าไม่เสื่อมคลาย”
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #4 on:
21 October 2026, 14:41:32 »
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep7/page1
บ่วง ตอนที่ 7
ย้อนกลับสู่ปัจจุบัน...ภายในวัดร่มรื่น แต่สีหน้ารัมภากับพัชนีกลับตื่นเต้นระทึกใจไปด้วยกัน โดยที่ผู้เล่าเรื่องในอดีตชาตินั้นนั่งนิ่งขรึมอยู่เบื้องหน้าพวกเธอ
“ของพวกนี้ใช้ได้จริง มีอยู่จริงหรือเจ้าคะ” รัมภาเอ่ยปาก
“อาคมของขลังเหมือนความรู้ทั่วไป อยู่ที่ผู้ใช้จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ ผู้มีปัญญาแต่ไม่มีคุณธรรมกลายเป็นทรราชเข่นฆ่ามนุษย์เป็นล้านๆคน เราก็เคยเห็นมาแล้ว คนเล่นของพวกนี้ก็เช่นกัน มีปัญญาสูงแต่ไร้คุณธรรม”
“คนดีๆ ไม่เคยทำร้ายใคร จะพ่ายแพ้ต่อของต่ำๆ พวกนี้ได้ยังไงคะ” พัชนีกล่าวมั่นใจ ขณะที่รัมภาไม่อยากเดา เธอเร่งลุงช่วงให้เล่าต่อ...
หลังจากแพงทำเสน่ห์ใส่หลวงภักดีบทมาลย์ อาการคุณหลวงจึงคล้ายเป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวกระสับ กระส่าย บางทีก็ปวดศีรษะโดยไม่มีสาเหตุ...คืนนี้ขณะคุณหลวงกำลังหลับพักผ่อน รู้สึกร้อนรุ่มพิกล เขาลุกพรวดปัดผ้าห่มออกแล้วหันมองชื่นกลิ่นที่นอนข้างกันอย่างหงุดหงิด
อีกครู่ต่อมา กล้าเห็นคุณหลวงเดินลิ่วถึงเรือนคนใช้ ให้แปลกใจว่าลงมาทำอะไร พอกล้าทักถามก็ได้คำตอบว่ามาหาคน แต่ไม่ยอมบอกชื่อแซ่ ท่าทางก็แปลกๆ แล้วเดินกลับไป
อำนาจคุณไสยเล่นงานคุณหลวงแล้ว เขาเดินกลับไปเรือนใหญ่ทำเหมือนจะนอน แต่เห็นชื่นกลิ่นแล้วหงุดหงิดไม่อยากร่วมเตียง จึงหันเดินออกไปยังเรือนเล็กของบัวสวรรค์ ซึ่งเจ้าตัวกลับไปบ้านที่พระนคร แต่ถึงจะแยกมานอนที่นี่ คุณหลวงก็ยังหลับตาไม่ลง เฝ้าคิดถึงแต่นางแพงอยู่ร่ำไป
เช่นเดียวกับศามนในปัจจุบัน เขาปวดศีรษะมากมายจนร้อนรนกระสับกระส่าย ภาพของเดือนแรมลอยเด่นยั่วยวนชวนเคลิ้มไหว ที่สุดเขาอดใจไม่ได้ พุ่งเข้ากอดรัดฟัดจูบเดือนแรมอย่างหื่นกระหายเมื่อเธอโผล่พรวดผ่านประตูเข้ามา
“ไม่! เป็นไปไม่ได้ ไม่จริง” เสียงกรีดร้องของรัมภาต่อหน้าลุงช่วงและพัชนีภายในวัด แทบจะทำให้ผู้คนแตกตื่น รัมภาสติแตกรับไม่ได้ ทั้งที่เธอเป็นฝ่ายเร่งให้ลุงช่วงบอกเล่า
“คุณเป็นใครฉันไม่รู้จัก เรื่องที่เล่าก็เป็นแค่นิทาน เรื่องชาติภพ มันไม่มีอยู่จริงหรอก คุณลุงโกหก”
“คุณลุงไม่เคยโกหกนะคะ” พัชนีป้องลุงตัวเอง
ลุงช่วงไม่โกรธรัมภา ความเมตตายังมีให้เธอเหมือนเดิม “หายใจเข้าออกลึกๆ ตั้งสติเอาไว้ พร้อมยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น”
“ไม่! ฉันไม่ยินดีรับอะไรทั้งนั้น คนอย่างฉันไม่เคยทำบาปทำกรรมกับใคร ไม่เคยแย่งของของใครไม่เคยทำผิดจารีตประเพณี ไหนคุณลุงบอกไงคะ ว่านี่คือกฎแห่งความยุติธรรม แล้วนี่มันยุติธรรมตรงไหนไม่ทราบ” รัมภาโวยวายแล้วเดินลิ่วไปทันที
“เขาโกรธอะไรคะ ทำไมต้องมาว่าคุณลุง”
“เขาไม่ได้ว่า เขากำลังช็อก ยอมรับความจริงไม่ได้ เพื่อรักษาชีวิตและจิตใจของตัวเอง เขาก็เลยเลือกที่จะปฏิเสธความจริง...หนูพัชฟังนะ ตามคุณรัมภาไปอย่าให้ห่างจากสายตา ดูแลเธอให้ดีที่สุด”
พัชนีพยักหน้ารีบตามรัมภาออกไปทันท่วงที เธอขึ้นรถเหยียบเต็มที่กลับไปชายหาด จะเอาลูกฝาแฝดกลับกรุงเทพฯทั้งที่เด็กๆยังกินไอศกรีมไม่หมด อนุกูลกับวรรณศิกาพากันแปลกใจทำไมรัมภาถึงลนลานรีบร้อนนัก แต่เมื่อเธอยืนกรานต้องกลับกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้ ทั้งคู่ก็ไม่ว่ากระไร ส่วนพัชนีนั้นทำตามคำสั่งลุงช่วงเคร่งครัด รีบไปเก็บข้าวของเพื่อเดินทางพร้อมรัมภาและลูก สองคนที่เหลือเลยต้องกลับด้วย เพราะท่าทางจะไม่ดีเสียแล้ว
เมื่อบึ่งรถมาจอดหน้าเรือนเล็ก รัมภากวาดตาหาศามนไปทั่วก่อนขอตัวขึ้นบ้าน ฝากเด็กๆไว้กับพัชนี... เข้ามาไม่เห็นใครในห้องนั่งเล่น เธอรีบขึ้นไปบนห้องนอนด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ บอกไม่ถูกว่ากลัวอะไร
ในห้องนั้น ศามนรีบเดินมาหาเมีย ทักว่ากลับมาแล้วหรือ รัมภาไม่ได้ใส่ใจจะฟัง มองรอบห้องอย่างสำรวจตรวจตรา แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ
“ไม่เห็นโทร.บอกว่าจะกลับวันนี้...มองหาอะไร”
“เปล่า...เปล่าค่ะ”
“เด็กๆอยู่ข้างล่างเหรอ ผมคิดถึงลูก ไปหาเขากัน”
รัมภาพยักหน้าและยอมให้สามีจูงมือ แต่แล้วเธอหยุดกึก มองจุดที่เคยแขวนเสื้อคลุมแล้วนึกได้ ถามเขาว่าเสื้อคลุมของเธอหายไปไหน ก่อนออกจากบ้านเธอแขวนไว้ตรงนี้ ศามนตกใจหน้าซีด รัมภาเริ่มตรวจตราอย่างละเอียดจึงเห็นชายเสื้อใต้เตียง ดึงออกมาเป็นเสื้อผ้าชุดชั้นในผู้หญิง!
คราวนี้เธอพุ่งพรวดไปที่ห้องน้ำโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของศามน...เห็นเดือนแรมยืนหัวโด่ในชุดเสื้อคลุม สีหน้ามั่นใจไม่สะทกสะท้าน เอ่ยกับรัมภาเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“ชุดเสื้อคลุมที่ว่า อยู่นี่ค่ะ” เดือนแรมยักไหล่ชี้ ตัวเอง...รัมภาพูดไม่ออกแต่กรี๊ดลั่นด้วยความช็อกสุดขีด
พัชนีกับเด็กแฝดอยู่ข้างล่างตกใจกับเสียงนั้น...รัมภายังช็อก ไม่มีคำพูด เอาแต่จ้องหน้าศามนเหมือนรอคำอธิบาย ระหว่างนี้ก็พยายามระลึกว่าเกิดอะไรขึ้น ช่างเหมือนในอดีตที่ลุงช่วงเล่า ยิ่งคิดรัมภายิ่งปวดหัว ร้องกรี๊ดออกมาอีกครั้งก่อนเป็นลมหมดสติไป
ศามนเข้าโอบอุ้มเธอไว้ ผีแพงโผล่ออกจากมุมหนึ่งอย่างน่ากลัว มันหัวเราะสะใจโดยที่คนในห้องไม่มีใครเห็น พัชนีวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น ไม่ทันจะซักถาม ศามนสั่งเธอหยิบกระเป๋าเอากุญแจรถ เขาจะพารัมภาไปโรงพยาบาล พัชนีรีบทำตามคำสั่ง วิ่งตามศามนที่อุ้มรัมภาออกไป ในห้องจึงเหลือแต่ผีนางแพงที่หัวเราะร่า กับนางสิงห์เดือนแรมที่ยืนยิ้มสาสมใจ
เห็นพ่ออุ้มแม่ลงมา ไลล่ากับรัสตี้ตื่นตกใจ ถามเป็นเสียงเดียวกันว่าหม่ามี้เป็นอะไร ศามนบอกแม่ไม่สบาย ให้ลูกอยู่บ้าน ไม่ต้องตามพ่อมา...บุญสืบโผล่มาอีกคน เกิดความสงสัยว่าคุณผู้หญิงเป็นอะไรแล้วกลับมากันตอนไหน
ที่เฉลียงหน้าเรือนใหญ่...วิญญาณอบเชยได้แต่ร่ำไห้ หัวใจแหลกสลายเพราะห่วงลูกรัก “ลูกแม่...เข้มแข็งไว้ลูก อย่าเจ็บปวดไปมากกว่านี้ เพราะทุกๆหยดน้ำตาของคนเป็นลูก คนเป็นแม่จะร้องไห้ยิ่งกว่า...”
ฝ่ายแม่ตัวดีเดือนแรมยังอยู่บนห้อง ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างอารมณ์ดี คิดว่าตัวเองเอาอยู่ เสน่ห์เหลือล้นขนาดจะแย่งสามีคนอื่นมาเป็นของตนได้ แต่หาไม่รู้ว่า นั่นมันอำนาจของผีอีแพงล้วนๆ
“ฮึ! ยิ่งช็อกยิ่งดี หย่าๆไปเลย ฉันจะได้มีผัวดีๆกับเขาเสียที” เดือนแรมกระหยิ่มยิ้มย่อง ไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงคัดค้านของนางแพง
“ไม่ใช่ของเอ็ง แต่เขาเป็นของข้า เป็นของข้าคนเดียว”
“ยิ่งคิดยิ่งแปลก เรามาที่นี่ได้ยังไงวะ มีผัวกี่คนๆ ก็ไม่เหมือนคนนี้” เดือนแรมบ่นกับตัวเองด้วยความงงงวย คิดไปคิดมารู้สึกประหลาดเหมือนมีอีกคนนอนร่วมเตียงตอนคลอเคลียกับศามน แต่ไม่อยากสนให้ปวดหัว ขอเพียงได้ผัวชาวบ้านเท่านั้นพอ!
ooooooo
อนุกูลกับวรรณศิกาเพิ่งมาถึง ฟังพัชนีเล่าไปงงไป ระหว่างนี้เองเดือนแรมเดินเด้งหน้าเด้งหลังลงมา ตาหล้ากับนางคำแปลกใจว่าคุณนายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วไปอยู่ไหนมา ทำไมเราไม่เห็น
“มานานแล้ว...อยู่ห้องนอนกับคุณศามน”
คำตอบของเดือนแรมชัดเสียจนทุกคนช็อก แถมหล่อนยังกรีดกรายไปหาเด็กแฝด ทักทายอย่างเอ็นดู
“สวัสดีจ้ะ รัสตี้ ไลล่า ไปเล่นน้ำมาล่ะสิ ตัวดำเชียว วันนี้น้าไปก่อนนะ แล้ววันหลังจะมาคุยด้วย”
“คุณน้าไปทำอะไรบนห้องนอนครับ” รัสตี้สงสัย... เดือนแรมทำท่าจะตอบแต่ถูกอนุกูลกระแอมเตือนพร้อมส่งสายตาตำหนิให้มีมโนสำนึกเสียบ้าง หล่อนเลยไม่กล้า แต่เดินหัวเราะร่าออกไป
บุญสืบเห็นแล้วสุดทน ด่าอีคุณนายชาติชั่ว ทำท่าจะตามไปตบ นางคำกับตาหล้ารีบกระซิบเตือนลูกของตนไม่ให้พูด ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวคุณหนูตาดำๆจะรู้เรื่อง
“โธ่...คุณหนูของบุญสืบ” เสียงโอดครวญนั้น ทำให้ เด็กแฝดชายหญิงงุนงง มองผู้ใหญ่ทุกคนที่ล้วนหน้าตาเคร่ง เครียด เนื่องจากเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!
เดือนแรมเบิกบานกำลังจะกลับบ้าน วิญญาณอบเชยโผล่มายืนด่า แต่ไม่ระคายหูสาวเจ้าแม้แต่น้อย
“อีหน้าด้าน คิดจะพรากผัวพรากเมียคนอื่นไม่มีคำว่าละอาย คนอย่างมึงร่างกายเป็นคน แต่จิตใจคือสัตว์เดรัจฉาน ทำตัวเหมือนหมูหมากาไก่ เสพไม่เลือก”
เดือนแรมยังคงเดินสบายอารมณ์ ผีอบเชยเพ่งสายตาไปที่กระถางต้นไม้ใช้กำลังจิตบังคับให้มันลอยขึ้น ตั้งใจให้โดนหัวเดือนแรมสักเป้ง แต่ผีนางแพงปรากฏตัวปัดมันตกแตกดังเพล้ง เดือนแรมถึงสะดุ้งตกใจ สงสัยว่ามันหล่นมาได้ยังไง
ครั้นเดือนแรมเดินพ้นไปแล้ว ผีสองตนก็ตั้งท่าก๋ากั่นห้ำหั่นกัน โดยแพงเปิดฉากก่อน
“ฮึ กับอีแค่กระถางต้นไม้ น่าสมเพช มีเรี่ยวแรงแค่นี้ จะไปทำอะไรได้”
“เอ็งมันวิญญาณนรกแท้ๆ ตอนมีชีวิตอยู่ก็เลว ตายไปแล้วยังชักนำคนให้เลวอีก”
“ตัวแกดีนักหรือ ถ้าข้าอยู่ในนรก แล้วแกล่ะมาอยู่ที่เดียวกับข้าทำไม แกก็ลงนรกอยู่เหมือนกันนั่นแหละ”
“ข้าอยู่เพื่อจองเวรจองกรรมคนอย่างเอ็ง”
“เอาเลย ไม่กลัวหรอก ตอนมีชีวิตอยู่แกเป็นนายข้า แต่ความตายมันยุติธรรมโว้ย จะต่ำสูงรวยจน ทุกคนก็ต้อง ตายกลายเป็นผีเท่าๆกัน แถมเป็นผีบ้านผีเรือนที่ปกป้องลูกหลานไม่ได้ ฮะฮะฮ่า”
อบเชยโกรธจนตัวสั่น ร้องไห้ออกมาอย่างคับแค้น “อีผีแพง กูจะฆ่ามึง กูจะฆ่ามึง เมื่อไหร่นรกจะมาเอาตัวมึงไปเสียที ก่อกรรมทำเข็ญตั้งแต่ยังมีลมหายใจจนตายไปแล้ว...ปล่อยลูกกูไป อย่ามายุ่งกับลูกกู”
“เรื่องทั้งหมดนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้ว แล้วมันก็เกิดขึ้นอีก และมันจะเกิดขึ้นต่อไป ซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันจบสิ้น”
สิ้นคำประกาศของผีนางแพง...เหตุการณ์ในอดีตแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง
เช้าวันหนึ่ง...คุณหลวงซึ่งโดนคุณไสยมนต์เสน่ห์ลงมานอนที่เรือนเล็กกับบ่าวแพง แล้วนายกล้ากับพึ่งตามมาเจอ พึ่งเห็นภาพบัดสีนั้นทนไม่ไหว ตรงเข้าฉุดกระชากลูกสาวให้ลุกขึ้น ด้วยกลัวคุณชื่นกลิ่นจะมาเห็น กล้าเองก็กุลีกุจอไปปลุกคุณหลวงด้วยอาการตกใจ
“คุณหลวงตื่นเถอะขอรับ ก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้า ออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด ไปเร็ว” กล้าพยุงคุณหลวงขึ้นนั่ง ขณะที่แพงมองไปหน้าประตูด้วยรอยยิ้ม เพราะตรงนั้นคุณชื่นกลิ่นมายืนจังก้าอยู่แล้ว แม่พึ่งทั้งละอายและเกรงใจคุณชื่นกลิ่น แต่แพงหาได้สะทกสะท้าน กลับยิ้มเยาะเย้ยหยันอย่างสะใจ
กล้ากับพึ่งตกใจ ทำอะไรไม่ทันเสียแล้ว พึ่งได้แต่ทรุดลงพนมมือไหว้ปลกๆ
“คุณชื่นกลิ่น อีพึ่งขอโทษ พึ่งกราบล่ะเจ้าค่ะ อย่าทำอะไรนางแพงเลยนะเจ้าคะ”
“ฉันแค่ห่วงคุณหลวง เห็นหายมากลางดึก กลัวว่าจะเป็นอะไรไป” ชื่นกลิ่นไม่รู้จะทำหรือพูดอะไรที่ดีกว่านั้น แล้วหันหลังจะกลับออกไป
“เอ๊า จะเดินไปเฉยๆ แค่นี้หรือคะ” แพงรีบเดินไปดัก ชื่นกลิ่นน้ำตาร่วงลงมาในที่สุด เธอรีบซ่อนหน้าไม่ต้องการให้ใครเห็น “อ๋อ คงตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เอ้า... ร้องไห้ออกมาแล้ว”
“อีแพง...หยุดเดี๋ยวนี้นะ” พึ่งเข้าไปดึงแพงออกมา
“หยุดทำไม ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ความจริงก็คือความจริง คุณชื่นเจ้าขา ต่อไปนี้อีแพงเป็นเมียอีกคนหนึ่งของคุณหลวงแล้วนะเจ้าคะ”
ชื่นกลิ่นช็อกน้ำตาริน หันไปหาที่พึ่งเดียวของตน หวังว่าจะได้ยินคำปฏิเสธ หวังว่าจะแค่เข้าใจผิด แต่คุณหลวงก็เอาแต่นิ่งเงียบ
“คุณหลวงจะไม่พูดอะไรหน่อยหรือคะ”
“ตอบปฏิเสธ บอกว่าไม่รู้เรื่อง” กล้ากระซิบนำร่องให้นาย แต่คนเป็นนายกลับพูดแต่คำว่าปวดหัว ชื่นกลิ่นถึงกับช็อกอีกครา แพงยิ้มสะใจ วางมาดผู้ชนะทันที
“เห็นไหม คุณหลวงไม่ได้ปฏิเสธ ตกลงเป็นอันรู้กันแล้วนะ รู้แล้วก็ช่วยบอกคนในบ้านทุกคนด้วย”
พึ่งโกรธลูกจนตัวสั่น ทั้งด่าทั้งจะตบให้ตายคามือ ถ้ายังไม่หยุดพล่าม
“เอ๊ะ แม่นี่ จะมาตบฉันทำไม แทนที่จะดีใจ ฉันเป็นเมียของคุณหลวง แม่ก็ไม่ต้องไปเป็นคนใช้แล้วไง...ได้ยินไหมคุณชื่น ไม่สิ ต่อไปนี้ไม่ต้องเรียกคุณแล้ว พี่ชื่นขา...เมตตาน้องคนนี้ด้วยนะคะ เราถือเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว”
ชื่นกลิ่นอ่อนแอและพ่ายแพ้ ร้องไห้จนเป็นลม โชคดีที่พึ่งและกล้าเข้ามาประคองร่างไว้ทัน กล้าให้พึ่งช่วยกันพาไปเรือนใหญ่ คุณหลวงได้แต่มองตามพวกนั้นไป สายตาเหม่อลอยประสาคนถูกของ สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์
หลังจากรวบหัวรวบหางคุณหลวงได้แล้ว แพงเริ่มวางอำนาจเก็บเสื้อผ้าข้าวของของบัวสวรรค์ในห้องนอนใส่ตะกร้าออกมาวางหน้าเรือน บัวสวรรค์เพิ่งกลับจากพระนคร ลงรถเดินตรงรี่มาถามแพงด้วยความแปลกใจ
“เสื้อผ้าข้าวของของฉัน ขนออกมาทำไม”
“เอ้า มาพอดี คุณหลวงให้เอาออกมาวางเจ้าค่ะ ท่านจะใช้ห้องใหญ่ที่เป็นห้องเดิมของคุณ คุณจะอยู่ห้องเล็กของเรือนนี้หรือจะอยู่ที่เรือนใหญ่ก็ตามใจนะคะ”
“ใช้ห้องใหญ่ ใช้ทำไม”
“ก็ใช้อยู่กับเมียท่าน ก็คือฉันนี่ไง”
“อะไรนะ” บัวสวรรค์ดวงตาเบิกโตอย่างตกใจ กล้าทนไม่ไหวเดินมาชี้หน้าตวาดแพง
“มากไปแล้วนะนังแพง เรือนเล็กนี้เป็นเรือนที่คุณหญิงสร้างให้คุณบัวสวรรค์นะ”
“แล้วไง จะให้ฉันอยู่เรือนใหญ่หรือ เวลาฉันอยู่กับคุณหลวงตามประสาผัวเมียน่ะ คุณชื่นทนดูไม่ไหวหรอก เมื่อเช้ายังเป็นลม พี่ก็เห็น ที่ฉันหนีมาอยู่เรือนเล็กเนี่ยน่ะ เพื่อช่วยคุณชื่นกลิ่นหรอกนะ”
“นังแพง!” สองมือกล้ากำแน่นด้วยความโกรธ บัวสวรรค์นึกห่วงพี่สาว ทิ้งข้าวของวิ่งพรวดไปเรือนใหญ่ทันที ปล่อยนังแพงนั่งยิ้มกริ่มภาคภูมิใจกับบ้านเรือนที่ยึดมาได้
ในห้องนอนเรือนใหญ่ ชื่นกลิ่นเอาแต่ร่ำไห้ ตรอมใจกับการกระทำของสามี เมื่อบัวสวรรค์ถลาเข้ามา เธอยิ่งสะอื้นฮักๆ รำพึงรำพันคิดถึงแม่ คิดถึงน้องบัว...
ฝ่ายนางแพงได้ครอบครองเรือนเล็กแล้วยังจะยึดเอาคุณหลวงไว้ด้วย แพงเข้ามาหาคุณหลวงที่นอนบนเตียงสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนใดๆ รายงานท่านว่าคุณบัวสวรรค์มาแล้ว เธอบอกว่ายินดียกบ้านนี้ให้ ตนอยากให้คุณหลวงมาอยู่ด้วย อยู่ห้องนี้กับตน
คุณหลวงมองรูปโฉมโนมพรรณของแพงอย่างหลงใหล ในหัวมีแต่เรื่องกามารมณ์ พร่ำบอกกับแพงว่า เขาไม่ไปไหนทั้งนั้น เขาจะอยู่กับเธอ
“แพงเห็นว่าคุณบัวน่าจะไปอยู่ดูแลคุณชื่นกลิ่นที่เรือนใหญ่ ให้เธอไปอยู่ที่เรือนใหญ่ดีไหมคะ”
“ดีจ้ะ” ตอบแล้วเขาดึงตัวแพงเข้ามากอดจูบ
“เดี๋ยวสิคะ งั้นแพงไม่ต้องเป็นคนใช้แล้วนะคะ เป็นเมียคุณหลวงยังต้องเป็นคนใช้ อายเขาเจ้าค่ะ”
“เธอไม่ต้องทำงานแล้ว อยู่กับฉัน ดูแลฉัน”
“แล้วแม่แพงล่ะคะ มาอยู่ที่เรือนเล็กนี่ด้วยได้ไหม”
“ได้สิจ๊ะ ได้เลย”
แพงยิ้มพอใจ ทอดกายบนเตียงให้คุณหลวงเชยชมอีกครั้ง
ooooooo
สุขสมอารมณ์หมายแล้วแพงกลับมาเรือนคนใช้ จัดแจงเก็บสัมภาระน้อยนิดของตัวเองและแม่เพื่อจะย้ายไปเรือนเล็ก แต่พึ่งมากระชากเสื้อผ้าของตนคืน พูดกรอกหูลูกสาวอย่างเดือดดาลว่า...กูไม่ไป!
“เอ๊ะแม่ ฉันได้ดิบได้ดี มีวันนี้ได้ ก็เพื่อให้แม่มีความสุขนะ อยากเป็นคนใช้ไปตลอดชาติหรือไง”
“เออ...กูจะเป็นคนใช้ กูจะอยู่ที่นี่ไปจนตาย กูไม่ใช่คนหน้าด้าน คนเอาแต่ได้เหมือนมึง”
“นี่แม่ เมื่อก่อนตอนท่านเจ้าคุณได้แม่เป็นเมีย แม่ก็โง่มาทีนึงแล้วนะ หอบลูกในท้องหนีไป ไม่เรียกร้องอะไรสักคำ รู้ไหมทำฉันลำบากขนาดไหน ตอนนี้ฉันเป็นเมียคุณหลวงแล้ว ขอร้องเถอะ ช่วยฉลาดขึ้นมาหน่อยได้ไหม”
“เออ ชั่วให้มันเต็มที่ แย่งผัวคนอื่น ด่าพ่อด่าแม่ กลัวไม่ตกนรกใช่ไหมฮึอีแพง”
“นรกที่เขาพูดๆกันอยู่ตรงไหน ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่โตมาอดๆอยากๆเป็นคนใช้เขานี่แหละนรก คนอย่างอีแพงไม่มีวันทำท่าเจียมตัวเพื่อรักษาความดีเอาไว้ไปเกิดชาติหน้า คนอย่างอีแพงรู้จักแต่จะเอาในชาตินี้ จะสู้ จะหน้าด้าน จะเอาให้ได้ตอนนี้ชาตินี้เท่านั้น”
“สิ่งที่เอ็งจะเอาคืออะไรอีแพง ไหนบอกข้าซิ”
“บ้าน เงิน เกียรติยศ อำนาจ ผู้ชายดีๆอย่างคุณหลวง ฉันจะเอาทั้งหมด”
“ของที่ได้มาอย่างผิดศีลธรรม มันอยู่ไม่นาน เดี๋ยวก็ถูกแย่งคืนไป ชีวิตที่แย่งของเขามา แล้วให้คนอื่นมาแย่ง ชีวิตอย่างนี้เอ็งเรียกว่าความสุขงั้นหรือ”
“แล้วเป็นคนใช้เขามันมีความสุขตรงไหนแม่”
“จะเป็นคนใช้หรือเป็นเจ้านาย กูไม่รู้ กูแค่ทำหน้าที่ที่ต้องทำ กูกินดีแค่ไหนกูไม่รู้ แต่กูก็กินอิ่ม กูมีเตียงใหญ่แค่ไหนกูไม่รู้ แต่กูก็นอนหลับทุกคืน ไอ้ชีวิตอย่างเอ็งที่ต่อสู้ดิ้นรนด้วยการเหยียบหัวใจคนอื่น มีแต่ถูกเขาสาปแช่ง กูไม่เอาเด็ดขาด”
“เออดี ไม่เอาก็ไม่เอา ตามใจ อยากอยู่ดักดานอย่างนี้ก็ตามใจ” แพงสะบัดหน้าเดินหนีออกไป พึ่งทรุดลงไร้เรี่ยวแรง แค้นใจทำไมลูกถึงร้ายกาจนัก...
ผละจากแม่มา แพงนำเสื้อผ้าใส่แล้วไปให้พวกนวลที่เรือนใหญ่ สั่งให้ซัก ยกตนเป็นเมียอีกคนของคุณหลวง จึงไม่ต้องทำงานเยี่ยงบ่าวอีกต่อไป นวลโกรธจัด ด่าอีแพงนังคางคกขึ้นวอ วันนี้ขอสั่งสอนความสะเออะของมันสักที นวลเริ่มถีบแพงก่อน มีหรืออีแพงจะไม่โต้ ทั้งคู่ฟัดกันนัว อะไรใกล้มือคว้ามายีหัวกัน จนกระทั่งได้ยินเสียงปรามของคุณหลวง นวลรีบคุกเข่าฟ้อง เรียกร้องความยุติธรรม แต่แพงก็ฟ้องกลับ แถมเว้าวอนคุณหลวงให้ไล่นังนวลออก
“คุณหลวงจะเอามันเป็นเมียก็ได้ แต่ยังไงมันก็บ่าว มันต้องทำงานเหมือนเราสิเจ้าคะ” นวลเน้นย้ำอย่างไม่ยอม แพงเห็นท่าไม่ดีรีบใช้ไม้ตาย
“คุณหลวง ถ้าคุณหลวงไม่ทำตามใจแพง คุณหลวง จะไม่ได้เห็นหน้าแพงอีก”
เจอไม้นี้ คุณหลวงหน้าเสียทันที รีบจับมือแพงไว้ “โธ่แพง...ใจเย็นหน่อยสิ จะไปไหนทำไมเล่า...นวล เธอคิดเอาเองแล้วกัน ถ้าอยู่ต่อก็ไปทำงานให้เขา ถ้าไม่อยู่ก็ตามใจเธอ”
ว่าแล้วคุณหลวงผละไป แพงยิ่งได้ใจ จีบปาก
จีบคอใส่พวกนวลทันที “ได้ยินกันแล้วใช่ไหมทุกคน ต่อไปนี้ต้องเรียกฉันว่าคุณแพง แล้วก็ทำงานให้ฉันเหมือนกับที่ทำงานให้นายทุกคนในบ้านนี้”
นวลแค้นมาก พอแพงคล้อยหลัง ก็อาละวาดเทผ้าในตะกร้าของแพงลงพื้นแล้วเหยียบย่ำแทบไม่หายใจ ส่วนแพงลอยหน้าตามคุณหลวงไปเรือนเล็ก พูดคุยกันไม่กี่คำก็ลงเอยบนเตียงอีกตามเคย ทิ้งคุณชื่นกลิ่นเมียเอกร่ำไห้ตรอมใจอยู่เรือนใหญ่ ไม่ยอมกินข้าวปลาจนบัวสวรรค์ชักกลุ้มใจ...
กลับสู่ปัจจุบัน...ผีอีแพงยืนหัวเราะร่าเย้ยหยัน
ผีอบเชย “ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติที่แล้ว นังชื่นกลิ่นมันก็ดีแต่ร้องไห้เหมือนเดิม”
“อีแพง ข้าจะจองเวรจองกรรมกับเอ็ง อีผีร้าย อีนังบาปหนา”
แพงไม่สนคำด่า เอาแต่หัวเราะชอบใจ ที่ตัวเองทำให้อบเชยร่ำไห้ไม่หยุดหย่อน เพราะแค้นใจที่ไม่สามารถช่วยลูกสาวสุดรักของตนได้
ooooooo
เหตุการณ์บัดสีระหว่างศามนกับเดือนแรมทำให้รัมภาเสียใจจนทรุดต้องให้หมอที่โรงพยาบาลเยียวยา อนุกูลแวะมาเยี่ยม และมีโอกาสพูดคุยตามลำพังกับศามน อนุกูลนึกว่าศามนเมาหรือไม่ก็ทำไปเพราะประชด แต่ศามนบอกไม่ใช่ทั้งนั้น ความจริงคือตนไม่รู้ เวลานั้นมันเหมือนไม่ใช่ตัวเอง ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่รู้ ตนทำแบบนั้นไปทำไม
อนุกูลฟังแล้วอึ้ง เพราะมันคือคำอธิบายที่เฮงซวยมาก ถ้าตอบแบบนี้ให้เขาเตรียมตัวตายได้เลย...เหมือนจะจริงเช่นนั้น เมื่อศามนเข้าไปเยี่ยมรัมภา เห็นเธอน้ำตาไหลพราก ความหมางเมินบึ้งตึงเข้าครอบงำ ภาพความสุขในอดีตสมัยแรกรักกันที่อเมริกาผุดขึ้นมาในหัวเธอมากมาย ศามนอบอุ่นอ่อนโยน เสมอต้นเสมอปลาย ทำให้รัมภารักและเชื่อมั่นถึงขั้นตกลงแต่งงานกับเขา ท่ามกลางความยินดีของญาติและเพื่อนๆ
จนเมื่อมีทายาทฝาแฝด เขายิ่งทำให้เธอมีความสุขและภาคภูมิใจ เธอคิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกเขาเป็นคู่ชีวิต...
แต่มาวันนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาทำให้เธอทุกข์ร้อน แล้วยังจะลูกๆอีก หากพวกเขารู้จะรู้สึกเช่นไร?
ศามนยืนตรงหน้าภรรยาที่นั่งบนเตียง อยากอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น แต่รัมภาไม่เปิดโอกาส เธอตบหน้าเขาดังฉาดทั้งน้ำตา
“ได้เลย...อยากตบอยากตีผมยังไงก็ได้ คุณทำได้เลย”
“ทำแบบนี้กับฉันทำไม เมื่อคืนคุณรู้ไหมมันเกิดอะไรขึ้น ฉันแทบจะผ่าหัวตัวเอง ภาพอดีตที่เคยเป็นความสุขที่สุดในชีวิตของฉันมันกำลังเป็นภาพแห่งความทุกข์ที่สุด คำรัก คำสัญญา มันวนเวียนอยู่ในหัว ฉันนอนไม่หลับ ทุกครั้งที่หลับตาภาพพวกนั้นมันจะต้องตามหลอกหลอนฉัน มันคอยย้ำเตือนกับฉันว่า คำรัก คำสัญญาพวกนั้น มันไม่มีอยู่จริง”
“ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่รู้มันเกิดขึ้นได้ยังไง”
“ทำไมเขาถึงไม่ให้ยาฉัน ยาที่ทำให้ฉันไม่ต้องตื่นขึ้นมาพบหน้าคนหลอกลวง”
“ภา...อย่าพูดแบบนี้ คุณยังมีรัสตี้ไลล่านะ”
“แล้วคุณไม่มีหรือ ไม่อายลูกหรือ คุณจะตอบพวกเขาว่ายังไง”
“เอาเป็นว่า...ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก”
“แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว มันเกินพอที่จะทำลายทุกอย่างระหว่างเราแล้ว มันพอแล้ว...”
รัมภาโวยวายและฟูมฟายแทบขาดใจ ครั้นรุ่งขึ้นได้กลับมาบ้าน เธอไม่ยอมให้ศามนเข้าใกล้แตะเนื้อต้องตัว และจะย้ายจากเรือนเล็กกลับไปอยู่เรือนใหญ่พร้อมลูกสองคน ส่วนเขาจะอยู่เรือนเล็กก็ตามใจ
สั่งการบุญสืบกับพ่อแม่ทำความสะอาดเรือนใหญ่ให้แล้ว รัมภาก้าวไปนั่งหน้าโลงศพอบเชยที่ตั้งตระหง่านภายในห้องโถง
“คุณแม่...คุณแม่ขา...เขาทำแบบนี้กับหนูอีกแล้ว เขาทำอีกแล้วค่ะ” รัมภารำพันทั้งน้ำตานองหน้า...วิญญาณอบเชยเฝ้ามองลูกรักด้วยความสงสารจับใจ น้ำตาร่วงพรูออกมาเช่นกัน
“แม่ผิดเอง แม่เสียใจที่ปกป้องลูกไม่ได้ แม่ขอโทษ...”
ooooooo
ความบาดหมางระหว่างศามนกับรัมภาอันเนื่องมาจากเดือนแรมเป็นต้นเหตุส่งผลกระทบกระเทือนทั้งคนในบ้านและนอกบ้าน รัมภาเครียดหนักถึงขนาดแยกบ้านกับศามน โดยเธอเอาลูกมาอยู่ด้วย แต่ยังดีที่เธอไม่กระโตกกระตากให้ลูกรู้ ดังนั้นศามนจึงแวะเวียนมากินข้าวที่เรือนใหญ่ได้ตามปกติ
ส่วนคนนอกที่ว่าได้รับผลกระทบไปด้วยก็คืออนุกูล เพราะวรรณศิกาเป็นเดือดเป็นแค้นอย่างมากกับพฤติกรรมของศามนที่นอกใจภรรยา เธอเลยเหมารวมเอาว่าผู้ชายส่วนใหญ่ไม่มีความรับผิดชอบ เห็นแก่ตัว และมักง่ายเรื่องเซ็กซ์ นอนกับใครก็ได้โดยไม่ต้องมีความรัก
ประเด็นนี้ทำให้อนุกูลทุ่มเถียงกับวรรณศิกา ก่อนจะมีแรงเชียร์แยกเป็นหญิงกับชายภายในบริษัทมาผสมโรง โดยที่พัชนีนั่งฟังเฉยๆ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด...สองฝ่ายเถียงกันไปมาในแง่มุมของผู้หญิงและผู้ชายที่คิดเห็นต่างกัน ผู้ชายหาว่าผู้หญิงขี้หึง พูดไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมฟังเหตุผล เอาแต่บ่นๆด่าๆ ขณะที่ผู้หญิงก็ว่าผู้ชายมักมาก เห็นแก่ตัว ยกตัวอย่างเช่นศามนที่นอกใจรัมภา ทำให้เธอเสียใจจนช็อกเข้าโรงพยาบาล
ปัญหาโลกแตก...พูดกันไปเถียงกันมาก็ไม่จบ วรรณศิกาของขึ้นคว้าแก้วน้ำสาดใส่กลุ่มอนุกูลก่อนเดินหนีไปกับพรรคพลพลังหญิงอีกสองสามคน
ส่วนที่เรือนเล็กวันนี้...เดือนแรมตั้งใจมาหาศามน เธอกับทองดีช่วยกันขนอาหารคาวหวานมาถึงหน้าบ้าน เจอกลุ่มตาหล้าขัดขวาง ทั้งตาหล้า นางคำ และบุญสืบไม่ยอมให้นังหน้าด้านเข้าบ้าน ด่าอีตัวมารทำลายครอบครัวคนอื่น เดือนแรมโกรธจี๊ดร้องกรี๊ดจะเอาเรื่องสามคนพ่อแม่ลูก แต่นางคำมือไวกว่าตบหน้าเดือนแรมไปดังฉาด เดือนแรมเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ แต่จะตบคืนก็ไม่กล้า เพราะบุญสืบกับตาหล้ายืนจังก้าประกบนางคำอยู่ จึงได้แต่ด่าอาฆาตแค้น แล้วโดนทองดีลากแขนกลับออกไปด่วนจี๋ ก่อนจะโดนบุญสืบอัดซ้ำ
เดือนแรมสุดเซ็งที่ไม่เป็นไปตามแผน ตั้งใจมารุกเร้าให้ศามนรับผิดชอบตนเอง แต่ดันมาเจอมารสามตัวกันท่า เมื่อกลับไปบ้านตัวเองจึงอาละวาดขว้างข้าวของเกลื่อนกระจาย โดยที่ผีนางแพงเฝ้ามองและใช้อำนาจดลใจเดือนแรมไม่ให้ยอมแพ้ ให้ก่อสงครามระหว่างเมียหลวงเมียน้อย เพื่อครอบครองผู้ชายดีๆอย่างศามน
ตกเย็นรัมภากลับจากรับลูกๆที่โรงเรียน ศามนกลับมาถึงก่อน เขารีบมาต้อนรับและทักทายลูกๆเรื่องการเรียน รัมภาไม่พูดอะไรรีบเดินเลี่ยงเข้าบ้าน แล้วได้ยินเสียงรัสตี้ถามพ่อทำไมเมื่อคืนไม่มานอนห้องแม่ ศามนตอบลูกว่า เรือนเล็กไม่มีใครดูแล เดี๋ยวคืนนี้พ่อจะมานอนกับแม่ คงไปๆมาๆทั้งเรือนเล็กและเรือนใหญ่
คำตอบของพ่อทำให้ลูกแฝดโล่งใจหายห่วง เพราะตอนแรกพวกเขานึกว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันเสียอีก พอตกค่ำเห็นพ่อเข้าห้องนอนกับแม่ เด็กๆก็สบายใจ แต่หารู้ไม่ว่า แม่กับพ่อนอนหันหลังให้กัน รัมภาไม่พูดไม่จาแถมกินยานอนหลับอีกเหมือนเคย
เช้าขึ้นก่อนออกไปทำงาน ศามนก็ไม่ได้รับความใส่ใจใดๆจากภรรยา เขาจึงไปทำงานด้วยความเครียด สักพักเดือนแรมโทร.มาหา เขาตัดใจไม่รับสาย แต่เดือนแรมก็ยังทู่ซี้ส่งข้อความหวานๆมาให้อีก
ตอนพักกลางวัน สองแก๊งชายหญิงแบ่งฝ่ายชัดเจนเม้าท์กันเรื่องเดิม แต่คราวนี้ดูจะหนักข้อขึ้น เพราะวรรณศิกา และเพื่อนหญิงเถียงสู้ไม่ได้ก็เลยร่อนจานข้าวใส่ฝ่ายชาย เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายโกลาหล กลุ่มผู้ชายแตกฮือไปตั้งหลัก
ooooooo
ศามนยังปักหลักที่เรือนใหญ่ พยายามจะง้อรัมภาให้ได้ แต่ไม่ว่าทำอย่างไรเธอก็ยังมึนตึงเฉยชา ทำเหมือนไม่ได้ยินที่เขาบอกว่าน้ำยาโกนหนวดหมดแล้วอย่าลืมซื้อ พอถึงเวลาลงไปร่วมโต๊ะอาหาร เนยถั่วทาขนมปังหมดอีก อารมณ์เขากำลังกรุ่นๆอยู่ จึงเผลอบ่นเธอต่อหน้าลูกๆ
“เนยถั่วหมด มีคุณรู้อยู่คนเดียวว่าผมต้องกินต้องใช้อะไร เมื่อก่อนผมไม่เคยต้องถาม ทุกอย่างคุณจะตรวจดูให้ผม ตอนนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้วใช่ไหม”
รัมภาตักอาหารเข้าปากทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงบ่นของสามี แต่ลูกแฝดมองพ่อแม่ตาแป๋ว ส่วนบุญสืบที่คอย ดูแลอยู่ใกล้ๆรีบอาสาจะไปซื้อเนยถั่วให้ศามนแต่ไม่รู้ว่าถั่วลิสงหรือถั่วปากอ้า เลยโดนศามนจ้องหน้าจนจ๋อยไป
รัมภาทำเหมือนไม่สนแต่ในใจนั้นมีเรื่องคุกรุ่นอยู่เป็นทุน เธอคว้าโทรศัพท์มือถือของศามนมาเปิดโชว์ข้อความต่อหน้าเขา
“ในมือถือคุณมีแต่ข้อความจากผู้หญิงคนนั้น มีแต่คำว่ารัก คำว่าคิดถึง ภาษาไทยคงจำได้แค่นี้ ถึงเขียนเป็นแค่นี้”
“คุณแอบดูมือถือผม คุณระแวงผม?” ศามนเสียงดังด้วยความโมโห
“ถ้าคุณยังไม่เลิกติดต่อกันก็อย่าหวังว่าฉันจะเป็นเหมือนเดิม” รัมภาหัวเสียลุกจากโต๊ะไปก่อน ศามนมองลูกๆ แล้วลุกตาม รัสตี้กับไลล่าหันมากระซิบกันสีหน้าเป็นกังวลว่า...พ่อกับแม่ทะเลาะกันจริงๆนี่นา
เมื่อพ้นหูพ้นตาคนอื่นมาแล้ว ศามนกับรัมภาทะเลาะกันเสียงดังมากกว่าเดิม ศามนยืนยันว่าเขาไม่ได้ติดต่อ เดือนแรม แต่เธอเป็นฝ่ายติดต่อมาเอง พอรัมภาติงว่าเมื่อ คืนเขากลับดึก เขาบอกมีประชุม แต่รัมภาเช็กกับวรรณศิกาแล้วว่าไม่มี
“ประชุมทางไกลทางอินเตอร์เน็ต คุณวรรณเขาจะไปรู้เรื่องอะไร”
“แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคุณไม่โกหก เมื่อก่อนฉันมันโง่ ปล่อยให้คุณกับผู้หญิงคนนั้นมาสวมเขาฉันถึงในบ้าน ฉันจะไม่โง่อีกต่อไปแล้ว”
“ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยมีอะไรกับเขา เพิ่งครั้งนั้นแค่ครั้งเดียว”
“ฉันไม่เชื่อ คนอื่นเขาคงหัวเราะเยาะฉันกันหมด เขาหัวเราะเยาะฉันมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ สามีเอาผู้หญิงอื่นมานอนที่บ้าน ที่เตียง แถมยังใส่เสื้อผ้าของฉัน ฉันโง่ดักดานไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว”
“สิ่งที่มันกำลังทำร้ายคุณไม่ใช่ผม แต่เป็นจินตนา– การของตัวคุณเอง”
“ฉันพยายามทำหน้าที่ของฉันเพื่อคุณ เพื่อลูก เพื่อบ้าน ทุกวันเหนื่อยแค่ไหน แล้วดูคุณสิ กับผู้หญิงชั้นต่ำอย่างนั้น คุณคบเขาทำไม เขาดีกว่าฉันตรงไหน คนมักง่าย”
“บางทีเพราะคุณมันเลิศเลอเพอร์เฟกต์ไปมั้ง คิดว่าตัวเองแน่ คิดว่าตัวเองถูก ความเป็นเพศอ่อนแอมันทำให้คุณถูกเสมองั้นหรือ”
“ทำผิดแล้วอย่ามาโทษคนอื่น”
“ถามจริงๆ คุณทำหน้าที่ภรรยาได้ดีแล้วหรือ คุณใส่ใจผมจริงๆหรือ คุณเข้าใจผมจริงๆหรือ และคำถามสุดท้าย... คุณรักผมจริงๆหรือเปล่า ถ้าแค่นี้อภัยให้ไม่ได้ ชีวิตเราก็จะเดินไปจากตรงนี้ไม่ได้ อยากจะอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตก็ตามใจ”
ศามนโกรธจริงๆ ส่งสายตาเย็นชาก่อนหันหลังเดินจากไป รัมภาแทบกรี๊ด สองมือกำกันแน่น ร้องไห้โฮออกมาอย่างชอกช้ำใจ
ooooooo
เรื่องราวของศามนกับรัมภากลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันในโรงอาหารแทบทุกวัน แต่วันนี้พวกอนุกูลกับฝ่ายของวรรณศิกาปะทะคารมกันแรงขึ้นถึงขนาดวรรณศิกาปาแจกันดอกไม้เฉี่ยวศีรษะอนุกูลจนได้เลือด เดือดร้อนพัชนีต้องพาเขาไปทำแผล...
ด้านรัสตี้กับไลล่าลูกแฝดชายหญิงของศามนกับรัมภา พอรู้ว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันโกรธกัน เด็กๆต่างซึมเศร้า ไม่สนใจการเรียน ครูสั่งการบ้านก็ไม่ทำมาส่ง หลายวันเข้าทำให้ ครูเริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป จึงโทรศัพท์ไปที่บ้านเพื่อสอบถามผู้ปกครอง แต่คนที่รับสายกลับกลายเป็นบุญสืบ
ขณะบุญสืบคุยกับคุณครูของเด็กๆ รัมภากำลังคุยโทรศัพท์กับพัชนีอยู่ในห้อง เธอร้องห่มร้องไห้ระบายความอัดอั้นตันหนทางกับปัญหาชีวิตคู่ที่ถาโถมชนิดตั้งตัวไม่ทัน
“ฉันโตที่เมืองนอก สำหรับคนไทยในต่างแดน เราไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก ฉันไม่รู้จะระบายกับใครจริงๆ”
“พัชยินดีฟังทุกเรื่องค่ะ ตอนนี้เลิกงานแล้ว เล่ามาเถอะ ตอนนี้คุณภารู้สึกยังไงบ้างคะ”
“ฉันเหมือนอยู่ในบ้านที่ร้อนเป็นไฟ อยากจะหนีแต่ก็ไม่มีประตูทางออก ต้องทนอยู่อย่างร้อนๆต่อไป”
“มันเป็นยังไงคะ”
“ฉันนึกถึงตอนเราแต่งงานกันใหม่ๆ เราไปพักผ่อนกันที่กระท่อมบนภูเขา เวลานั้นเรามีความสุขมาก แล้วจู่ๆก็ เกิดพายุหิมะ อาหารและน้ำมีจำกัด สัญญาณโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ เวลานั้นฉันกลัวมาก แต่คุณศามนยังใจเย็น เขาออกไปขออาหารขอน้ำ ตอนนั้นฉันตัดสินใจฝากชีวิตและทุกอย่างไว้กับผู้ชายคนนี้ คุณพัชนึกออกไหมคะ ผู้หญิงที่แต่งงานเร็ว เลี้ยงลูกอย่างเดียวมันเป็นยังไง”
“ไม่มีงาน ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม...”
“ไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ชีวิตทั้งหมดเป็นของสามีและลูกเท่านั้น”
“เวลานี้ พอคุณมีปัญหากับคุณศามน ก็เหมือนคุณต้องอยู่ในบ้านที่ลุกเป็นไฟ”
“และฉันมองไม่เห็นประตูทางออก เพราะตลอดเวลาฉันพึ่งแต่เขาเท่านั้น ฉันไม่รู้วิธีที่จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกโดยไม่มีเขา ฉันทำไม่เป็น”
“เฮ้อ...สำหรับผู้ชายมันแค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่สำหรับผู้หญิงมันคือความทุกข์ตลอดชีวิตแบบนี้นี่เอง”
พัชนีเข้าใจถ่องแท้ สงสารรัมภาที่สะอื้นฮักๆดังมา บุญสืบเองคุยกับครูเสร็จตั้งใจจะมาบอกรัมภาให้รู้ปัญหาของลูกๆ พอเห็นสภาพรัมภาย่ำแย่ บุญสืบก็เวทนาจนพูดไม่ออก ได้แต่เดินหน้าเศร้ากลับไปเงียบๆ
ครั้นรัสตี้กับไลล่ากลับถึงบ้าน บุญสืบทำหน้าที่ผู้ปกครองซักถามทั้งคู่ว่ามีการบ้านอะไรบ้างให้เอาออกมาทำ ไลล่าหยิบสมุดออกจากกระเป๋าแต่รัสตี้ไม่เอาด้วย ทำเป็นร้องเอะอะโวยวายว่ามีผีอยู่ในห้อง พอเห็นไลล่ากับบุญสืบหวาดกลัว รัสตี้ยิ่งได้ใจ หลอกเป็นตุเป็นตะจนไลล่ากลัวตัวเนื้อสั่น กรีดร้องระงมไป
ตาหล้ากับนางคำแตกตื่นวิ่งมาดูและช่วยกันปลอบไลล่า อีกทั้งปรามรัสตี้ให้เลิกหลอกเลิกแกล้งน้องสักที แต่รัสตี้ไม่ฟัง ทำตัวเป็นเด็กเกเรจนเป็นเหตุให้ตาหล้ากับบุญสืบล้มบาดเจ็บกันไปคนละเล็กละน้อย
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นลั่นบ้านแต่รัมภาไม่รู้เรื่องเพราะเธอดับทุกข์ด้วยการกินยานอนหลับ บุญสืบกับพ่อแม่ มาแง้มประตูเห็นสภาพรัมภาแล้วพากันเครียด...ในขณะที่ศามนก็ไม่กลับบ้าน ชวนอนุกูลไปดื่มเหล้าเมาแอ๋ ทำราว กับคนไม่มีบ้านจะให้กลับ
.
......................................................................
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep8/page1
บ่วง ตอนที่ 8
เพื่อความสบายใจของตนเอง เช้านี้รัมภาลุกขึ้นมาใส่บาตรพระแล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้อบเชยก่อนจะกลับเข้ามาบอกกล่าวกับรูปท่านในบ้าน โดยไม่รู้ว่าวิญญาณนางแพงที่เป็นศัตรูคู่แค้นในอดีตของอบเชยยืนมองมาจากหน้าบ้านด้วยความโกรธแค้นอาฆาต
แพงสาแก่ใจที่คุณหลวงภักดีฯ ซึ่งมาเกิดเป็นศามนกำลังจะทิ้งชื่นกลิ่นหรือรัมภา และแพงก็หวังว่าเร็วๆนี้รัมภาคงจะเป็นบ้าเหมือนตัวเองเป็น เมื่อแพงจะพุ่งเข้าไปในบ้าน วิญญาณอบเชยปรากฏร่างขวางไว้ สั่งห้ามมันเข้ามาในอาณาเขตของตน แต่แพงไม่ถอยหนีซ้ำยังจะฝ่าเข้ามาให้ได้ อบเชยจึงต้องต้านสุดกำลัง
สองวิญญาณต่อสู้กันท่ามกลางเสียงกรีดร้องของแพงที่มีพลังน้อยกว่า แต่แพงไม่ถอยไปง่ายๆ พ่นถ้อยคำถากถางให้อบเชยเจ็บใจก่อนพาร่างหายไปในควันดำ
หลังจากใส่บาตรและเข้ามานั่งพูดกับรูปอบเชยอยู่ครู่หนึ่ง รัมภาก็ขึ้นห้องหมกมุ่นอยู่กับความเศร้าเรื่องสามีนอกใจ ยิ่งคืนนี้เขาเมากลับมาหลังจากหายไปคืนหนึ่ง รัมภารับไม่ได้ ไม่ยอมเปิดห้องให้เขาเข้ามา ศามนเลยต้องหิ้วกระเป๋าไปนอนเรือนเล็ก
เมื่อสามีประพฤติตัวเช่นนี้ โดยเฉพาะเรื่องเที่ยวกลางคืนแล้วกลับมาด้วยความเมา รัมภาจึงประชดเขาบ้างด้วยการชวนพัชนีกับวรรณศิกาเที่ยวกลางคืน เธอกินเหล้าเต้นรำทำตัวให้รื่นเริงสนุกสนาน ฝ่ายศามนก็ยังหนีบอนุกูลเที่ยวคาราโอเกะ
พัชนีเห็นสภาพรัมภาแล้วเหนื่อยใจจริงๆ เธอแอบส่งข้อความบอกอนุกูล เป็นเวลาที่รายนั้นกำลังกลุ้มใจกับสภาพศามนอยู่เหมือนกัน ศามนดื่มเหล้าขวดแล้วขวดเล่าราวกับน้ำเปล่า รอบกายห้อมล้อมด้วยสาวๆ ครั้นอนุกูลส่งข้อความตอบกลับไปที่พัชนีว่าผัวเมียคู่นี้กำลังสติแตก ประชดกันไปมา รับรองว่าอีกไม่นานต้องหย่าแน่ พัชนีกดอ่านแล้วยิ่งเครียด ไม่อยากให้ชีวิตคู่ของรัมภากับศามนลงเอยแบบนั้นเลย
กลางดึก ศามนเมากลับมานอนที่เรือนเล็กโดยไม่รู้ว่าเดือนแรมมารออยู่...เขาตกใจและไล่เธอกลับ แต่เธอไม่สนแถมตื๊อหนักถึงเนื้อถึงตัวเพราะมีผีนางแพงคอยควบคุม และกำกับศามนด้วยบทสวด ไม่นานนักศามนก็เคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสเร่าร้อนของเดือนแรม
กระทั่งเช้าตื่นมาพบตัวเองนอนเปลือยเปล่าอยู่กับหญิงสาวที่ไม่ใช่เมีย ศามนสะดุ้งตกใจถามเดือนแรมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง สาวเจ้ายิ้มหวานไม่ตอบ แต่ย้อนถามเขาด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่มว่า
“เราทำอะไรกันเมื่อคืน อย่าบอกนะจำไม่ได้”
ศามนชะงักคิดครู่เดียวก็จำได้ “บ้าจริง นี่กี่โมงแล้ว เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า คุณกลับไปเถอะ”
“ได้ค่ะ ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ฉันจะมาเฉพาะเมื่อคุณต้องการ ฉันไม่กดดัน ไม่เรียกร้อง เพราะนี่คือคุณสมบัติสำคัญของเมียน้อย” ประกาศเจตนารมณ์อย่างไร้ยางอายแล้วเดือนแรมก็ดึงผ้าห่มพันกายลุกเดินจากไป โดยที่ศามนยังยืนอึ้งพูดไม่ออก
วันเดียวกันนี้ รัมภาออกไปซื้อยานอนหลับแล้วบังเอิญเจออนุกูลกำลังซื้อถุงยางอนามัย อนุกูลมากับคู่ขารายหนึ่งแต่ให้เธอรออยู่ในรถ พอเขาเจอรัมภาก็วางหน้าไม่ถูก พยายามซ่อนถุงยางแต่ไม่สำเร็จ ซ้ำยังโชคร้ายถูกคู่ขาเข้ามาวีนเพราะนึกว่าเขาคบกับรัมภาพร้อมๆกับคบเธอ
อนุกูลถูกสาวคู่ขาด่าทอแล้วผลักล้มก้นจ้ำเบ้าในแอ่งน้ำ รัมภาจึงต้องพาเขามาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านเธอก่อนเพราะอยู่ใกล้ ดีกว่าให้เขาฝ่ารถติดไปในเมือง
เมื่ออยู่กันตามลำพัง อนุกูลยิ่งเพ่งพินิจรัมภามากกว่าเดิม เวลาพูดคุยก็ทำเหมือนมีใจ แต่รัมภาไม่ได้คิดอะไร นอกจากเขาคือลูกน้องของสามี...การพูดคุยอย่างสนิทสนมของทั้งคู่ไม่รอดพ้นหูตาสับปะรดของทองดีหรือดีดี้ เธอแอบบันทึกภาพไว้ด้วยกล้องในโทรศัพท์มือถือ เพื่อเอาไปรายงานนายสาวแลกกับเงินดาวน์มอเตอร์ไซค์ใหม่สักคัน
รัมภาเอาเสื้อผ้าศามนให้อนุกูลเปลี่ยนแล้วชงกาแฟมาให้ด้วยหนึ่งแก้ว อนุกูลยังข้องใจเรื่องยานอนหลับที่รัมภาไปซื้อ หรือเธอคิดจะฆ่าตัวตาย...รัมภาปฏิเสธเพราะเธอเป็นแม่คน ไม่คิดทำแบบนั้นแน่
“ว่าแต่คุณเถอะ ผู้หญิงคนนั้นแฟนคุณหรือ” รัมภาตั้งคำถาม แล้วต้องตกใจกับคำตอบของเขาที่พูดไปส่ายหน้าไปว่า เขาแต่งงานแล้ว รักๆเลิกๆกับแฟนเขา “ผู้หญิงแต่งงานแล้วเนี่ยนะ”
“ไม่รู้สิ ผมถูกจริตกับคนแต่งงานแล้ว สงสัยเป็นโรคจิต คุณก็แต่งงานแล้ว ระวังตัวให้ดี”
รัมภาสีหน้าตกใจ อนุกูลรีบบอกว่าล้อเล่น จากนั้นวกมาเรื่องยานอนหลับ เขาไม่คิดว่าเธอต้องกินมันด้วย
“ตั้งแต่เกิดเรื่องฉันนอนไม่ค่อยหลับ ในหัวคิดตลอด บางทีก็ร้องไห้...มองอะไรคะ” รัมภาแปลกใจเพราะอนุกูลเท้าคางมองตนอยู่
“ขนาดเศร้า...ยังสวยเหมือนเทพธิดากรีก”
“ขอบคุณนะคะ คำชมพวกนี้ สำหรับผู้หญิงที่หมดความมั่นใจอย่างฉันทำให้รู้สึกดีขึ้นจริงๆ”
“ฟังนะ คนเราเกิดมามีสิทธิ์ที่จะมีความสุขเท่าๆกับมีความทุกข์ อยู่ที่เราเลือก”
“ฉันไม่เคยเลือก คุณศามนต่างหากเป็นคนเลือก จริงสิ คุณวรรณกับคุณพัชบอกว่าคุณเข้าข้างคุณมน”
“เฮ้อ วันๆคงคุยกับสองคนนั้น ผู้หญิงเม้าท์แต่เรื่องไม่สบายใจทั้งวี่ทั้งวัน”
“เป็นคุณ...คุณจะทำยังไง”
“ไปเที่ยว หาอะไรทำ จมแต่เรื่องไม่สบายใจ คิดอะไรไม่ออกหรอก ปกติคุณชอบไปไหนล่ะ”
“แม่บ้านอย่างฉันจะไปไหนได้นอกจากไปซื้อกับข้าว”
“งั้นไปเที่ยวตลาดกัน ผมอาสาเป็นคนหิ้วของให้” อนุกูลกุลีกุจอลุกขึ้นทันที พยายามทำให้รัมภามีความสุข
แต่ผิดคาด การไปตลาดวันนี้แทนที่รัมภาจะสบายใจ เธอกลับไปพบความสะเทือนใจแสนสาหัส เพราะเจอเดือนแรม อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ลานแอโรบิกของตลาดและกำลังป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นเมียคนหนึ่งของศามน โดยมีกลุ่มพวกแอนตะโกนด่าคอเป็นเอ็น
แม้จะโดนพวกแอนด่าว่าหน้าด้านไปยุ่งกับผัวคนอื่น ทำตัวเป็นเมียน้อย เดือนแรมหาได้สนใจ กลับชำเลืองตาไปทางรัมภาที่ยืนขาแข็งอยู่กับอนุกูล
“ฉันไม่ได้เป็นเมียน้อย ฉันเป็นผู้ช่วยภรรยา” เดือนแรม จีบปากโดยไม่สนเสียงด่าที่สวนมา ทั้งยังเน้นย้ำไปอีกว่า “ฉันเป็นเมียคุณศามนเจ้าของบ้านใหญ่จริงๆ ภรรยาที่บกพร่อง ไม่ทำหน้าที่ก็ต้องมีคนช่วยจริงไหมคะคุณรัมภา”
สายตาทุกคู่หันมองรัมภาเป็นตาเดียว รัมภา
ตระหนกตกใจน้ำตาจะไหล อนุกูลรีบกระซิบเตือนให้กลั้นไว้ อย่ายอมแพ้ อย่าหนี ต้องเผชิญหน้าสู้กับเขา แต่รัมภาทำไม่ได้ หัวใจเธอถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออก เอ่ยออกมาเหมือนคนใกล้จะเป็นลม
“ฉัน...ฉันก้าวขาไม่ออก”
อนุกูลตกใจ แต่ไม่ยอมแพ้เดือนแรม หันไปตะโกนสู้แทนรัมภา
“คุณเอาอะไรมาพูด ทำเป็นคุยเขื่องมากกว่า อิจฉาที่เห็นคนรักกันน่ะสิ”
“ฉันไม่ได้คุย ไม่ได้โม้ เมื่อคืนฉันก็อยู่กับเขาทั้งคืน ไม่เชื่อถามคุณภรรยาหลวงดูสิ ว่าผัวเขาอยู่ที่บ้านหรือเปล่า”
รัมภาน้ำตาร่วงพรู เพราะศามนไม่อยู่กับตนจริงๆ
“ไม่ต้องห่วงนะคะพี่รัมภา น้องเดือนคนนี้ไม่ได้ต้องการอะไร คุณพี่ก็อยู่ส่วนของพี่ คุณน้องก็อยู่ส่วนของน้อง สงสารน่ะค่ะ มีลูกตั้งสองคนแล้ว”
“โธ่เว้ย!” น้อยตะโกนลั่นหมั่นไส้จนทนไม่ไหว ลากเก้าอี้จะเอาไปทุ่มเดือนแรม แต่แอนรีบห้าม เพราะกลัวติดคุก เดือนแรมเลยได้ใจใส่รัมภาต่อไปอย่างมันปาก
“น้องไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้จริงๆ ไหนๆมันก็เกิดขึ้นแล้ว หรือคุณพี่จะให้เดือนกราบขอโทษ เดือนกราบก็ได้...ขอโทษค่ะ เรามาดีกันนะคะ ก็เหมือนกับที่ผ่านมาที่เราอยู่ด้วยกันไงคะ เดือนช่วยดูแลบ้าน ดูแลครอบครัวให้พี่”
รัมภาหน้าซีดแล้วซีดอีก มือเริ่มสั่น อนุกูลขยับมายืนข้างๆจับมือรัมภาไว้
“พาฉันกลับบ้าน ฉันอยากกลับบ้าน” รัมภาขอร้อง อนุกูลรีบจูงมือเธอออกไปทันที
ส่วนสามสาว แอน น้อย เจี๊ยบ พอรัมภาพ้นไปแล้ว พวกเธอต่างก็คว้าก้อนดินก้อนหินแถวนั้นขว้างใส่เดือนแรมกันใหญ่ โดยไม่สนเสียงห้ามปรามของใครทั้งนั้น
“นี่แน่ะๆ ก้อนแค่เนี้ยแค่ปรับ ค่าปรับจิ๊บจ๊อย มีจ่ายโว้ย... เป็นเมียน้อยยังไม่ถึงเวลาตกนรก กฎหมายยังเอาผิดไม่ได้ แต่คนรอบข้างลงโทษได้ด้วยการสาปแช่งโว้ย” เจี๊ยบทั้งด่าทั้งขว้างพัลวัน แอนกับน้อยก็เอาด้วย เดือนแรมเลยอยู่ไม่ได้ วิ่งอ้าวหนีไปท่ามกลางเสียงโห่ร้องสาปแช่งของชาวบ้าน
ด้านรัมภา พอกลับถึงบ้านเธอขอร้องให้อนุกูลกลับไปก่อน เธอขออยู่คนเดียว อนุกูลลังเลเพราะเป็นห่วง จึงยังป้วนเปี้ยนไม่ไปไหนไกล เฝ้ามองไปยังประตูห้องที่รัมภาหายเงียบเข้าไป
รัมภาร่ำไห้น้ำตานองหน้า หนักเข้าระบายมันออกมาด้วยการกรีดร้องโหยหวน อนุกูลตกใจและสงสาร อยากเข้าไปปลอบแต่ทำไม่ได้ เพราะรัมภาล็อกประตูแน่นหนา สักครู่ได้ยินเสียงดังโครม เขาไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ตะโกนเรียกคนในบ้านให้เอากุญแจห้องมาที
รัมภาร้องไห้แล้วเป็นลมล้มตึง โดยที่วิญญาณอบเชยช่วยอะไรเธอไม่ได้ ได้แต่รำพันด้วยความเวทนาสงสาร แต่สำหรับวิญญาณนางแพงนั้น...รับรู้ถึงความเจ็บปวดของรัมภาด้วยความสะใจ
ooooooo
หลังจากส่งรัมภาเข้าโรงพยาบาลในค่ำนั้นแล้ว อนุกูลรีบโทร.แจ้งศามนที่เพิ่งกลับมาถึงบ้าน ศามนไม่คิดว่าเดือนแรมจะกล้าพูดเรื่องส่วนตัวกลางตลาด แล้วยิ่งตกใจเมื่อได้ยินอนุกูลเล่าอาการของรัมภาที่ว่า ร่างกายเธอไม่เป็นอะไร แต่จะต้องส่งต่อให้หมอจิตเวช
“คุณภาเป็นโรคซึมเศร้า กลายเป็นคนไข้จิตเวชไปแล้ว คิดดูนะคุณ คนเป็นสิบๆ คนแถวนี้ทั้งนั้น ยังไงก็ต้องเจอะเจอกันไปตลอดชีวิต คุณรัมภาเขาจะอายแค่ไหน”
“เขาไม่น่าพูด”
“ผู้หญิงอย่างเดือนแรมอันตรายเกินไป ถอยออกมาเถอะ”
“ผมไม่เคยตั้งใจ ทุกครั้งมันเกิดขึ้นจาก...” ศามนเงียบไปเพราะหาคำตอบไม่ได้
“ผมเป็นผู้ชายเหมือนกัน ผมเข้าใจ”
“ไม่ใช่ คุณไม่เข้าใจ มันไม่เหมือนกัน ทุกๆครั้งผมจะได้ยินเสียง เสียงอะไรสักอย่าง ผมได้ยินมาตั้งแต่ถึงเมืองไทยใหม่ๆ ผมบอกไม่ถูก”
ศามนหมายถึงบทสวดที่โดนแพงควบคุม แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรและมาจากไหน...ส่วนแพงที่เป็นวิญญาณอาฆาตจากอดีตมาถึงปัจจุบัน จึงตั้งมั่นแก้แค้นคุณหญิงอบเชยด้วยการทำลายครอบครัวอบอุ่นของชื่น–กลิ่นที่มาเกิดเป็นรัมภา
“ไม่ว่าชาติไหน ภพไหน คุณหลวงต้องเป็นของอีแพง อีแพงมีคุณหลวงเป็นเจ้าชีวิต คุณหลวงก็ต้องมีอีแพงเป็นเจ้าชีวิตเหมือนกัน”
แพงคำรามขณะจ้องมองศามนอยู่หน้าเรือนเล็ก... แล้วภาพในอดีตก็แจ่มชัดขึ้นอีกครั้งในความคิดของแพง
คุณหลวงถูกแพงครอบงำกำกับด้วยคาถาจากหมอเสน่ห์อย่างสม่ำเสมอทุกวัน เขาจึงหมกอยู่แต่เรือนเล็กกับแพงจนแทบจะลืมชื่นกลิ่นที่เรือนใหญ่ไปเลย ทำให้แพงยิ่งได้ใจ เรียกร้องทั้งเงินทองและความรักจากเขาไม่เว้นวัน
เมื่อนายกล้าทหารคนสนิทของคุณหลวงรู้ข่าวว่าบัวสวรรค์โทรเลขไปบอกเรื่องราวทั้งหมดกับคุณหญิงอบเชย วันนี้เขาจึงรีบมาตามคุณหลวงกลับเรือนใหญ่ บอกว่าคุณชื่นกลิ่นเสียใจจนไม่ยอมกินข้าวกินปลา และคุณหญิงกำลังจะกลับมา คราวนี้คุณหลวงตายแน่
“คุณชื่นเป็นอะไรรึ”
“ผมบอกคุณหลวงทุกวัน คุณหลวงก็ถามผมใหม่ทุกวัน...เธอน้อยใจคุณหลวง ตั้งแต่ย้ายไปเรือนเล็ก คุณหลวงไม่ยอมแวะไปหาเธอเลย ทำไมใจดำนักล่ะครับ”
“ก็ฉัน...เอาอย่างนี้ นายไปบอกเขาให้หน่อยว่าฉันติดงาน ฉันฝากนายไปเยี่ยมแล้วกัน ตอนนี้ฉันอยากไปตลาด ไอ้ร้านตัดเสื้อผ้าของผู้หญิงนี่มันอยู่ไกลไหม”
“คุณหลวง! นี่คุณหลวงเป็นอะไรไป คุณหลวงเปลี่ยนไปมากเลยนะครับ”
คุณหลวงไม่ตอบ ท่าทีเบื่อหน่าย กล้าทนไม่ได้ เน้นหนักให้คุณหลวงฟังตนให้ดี
“ฟังนะครับ คุณหลวงขึ้นไปเยี่ยมคุณชื่นกลิ่น พูดคุยเอาอกเอาใจเธอ ถ้าเธอหรือคุณหญิงถามเรื่องแพงก็ไม่ต้องตอบ”
“ไม่ต้องตอบหรือ”
“ถ้าจำเป็น ก็ต้องปฏิเสธว่าไม่ได้รักนางแพง รักแต่คุณชื่นกลิ่นคนเดียว”
“แต่ฉันรักแพงนี่”
“คุณชื่นกลิ่นเป็นเมียคุณหลวงนะครับ”
“แต่แพงก็เป็นเมียฉันเหมือนกัน”
“โธ่...คุณหลวง!” กล้าหน้ายุ่ง เกาหัวแกร็กๆ ที่คุณหลวงกลายเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องไปแล้ว...
ขณะนั้นที่หน้าเรือนใหญ่ คุณหญิงอบเชยกับบ่าวเพ็ญกลับมากันแล้ว บัวสวรรค์ออกมารอรับ พลันต้องตกใจกับกิริยาอาการของคุณอา
“อีนังโสเภณีนั่นอยู่ไหน” คุณหญิงแผดเสียงด้วยความโมโห
“เขาให้ตามิ่งขับรถคุณหลวงไปส่งที่ตลาดค่ะคุณอา”
“ให้คนรถขับไปส่งที่ตลาดเชียวหรือ มันมีสิทธิ์อะไรมาใช้รถของบ้านนี้”
“เขาบอกว่าเขาเป็นเมียคนหนึ่ง บ่าวทุกคนในบ้านต้องรับใช้เขาเหมือนรับใช้คุณชื่น”
“แล้วไอ้มิ่งมันเป็นอะไร ทำไมมันต้องเชื่อ”
“คุณหลวงบอกว่า ถ้าใครไม่เชื่อแพง ท่านจะไล่ออก”
อบเชยกำหมัดแน่น เพ็ญรู้สึกโมโหไม่แพ้นาย บอกว่าบ้านจะลุกเป็นไฟก็คราวนี้ จะทำยังไงกันดี
“ลูกชื่นของแม่ ฉันขอเห็นหน้าลูกฉันก่อน” คุณหญิงเร่งรีบเข้าไปในเรือน คนอื่นจึงก้าวตาม
ในห้อง ชื่นกลิ่นยังนอนซมบนเตียงเหมือนเดิมทุกวัน พอหันมาเจอแม่ เธอน้ำตาร่วงทันที ร่ำร้องคุณแม่ขาเสียงแหบพร่า
“ชื่นกลิ่นลูกแม่ แม่อยู่นี่แล้วลูก” คุณหญิงโอบกอดลูกรักแนบอก
“โถ...คุณหนู ทำไมซูบอย่างนี้ล่ะคะ” เพ็ญหน้าเศร้าสงสาร
“ตั้งแต่เกิดเรื่อง พี่ชื่นก็เอาแต่อยู่ในห้อง บางวันก็เหม่อ บางวันก็ร้องไห้ กินข้าวก็ไม่ค่อยยอมกิน”
“ลูกคิดถึงคุณแม่ทุกนาที คุณหลวงไม่รักชื่นแล้ว...
คุณหลวงไม่รักชื่นแล้ว จะทำยังไงดีคะคุณแม่”
“ไม่จริง ไม่มีใครไม่รักลูกของแม่ แม่อยู่นี่แล้ว แม่จะจัดการทุกอย่างให้ลูกเอง แม่จะจัดการเองลูก”
คุณหญิงอบเชยสีหน้าดุดันออกจากห้องไป โดยมีเพ็ญตามติด ส่วนบัวสวรรค์เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนชื่นกลิ่น... ไม่ทันที่คุณหญิงกับเพ็ญจะไปถึงเรือนเล็ก ก็เจอกล้าดึงรั้งคุณหลวงมาตามทาง ครั้นคุณหลวงยกมือไหว้แม่ยาย กลับได้รับคำทักทายแสนห้วนว่า
“ก่อเรื่องไว้ขนาดนี้ ทีหลังไม่ต้องไหว้ฉันก็ได้”
“โอ๊ย...ประโยคแรก ก็โดนเลย” กล้าพึมพำ
“ไปคุยกันที่ห้องรับแขก ระหว่างเดินไปหวังว่าคุณหลวงจะคิดคำตอบดีๆมาให้ฉันนะ”
คุณหญิงเดินนำหน้าไปที่ห้องรับแขกเรือนใหญ่ แล้วให้คุณหลวงอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าทำไปทำไม กล้าห่วงนายตัวเองรีบกระซิบให้เขาตอบปฏิเสธ แต่คุณหลวงยังคงนิ่งเฉย ทำให้คุณหญิงยิ่งโกรธ
“ถ้าไม่ตอบ งั้นฉันจะถาม แม่ชื่นของฉันทำหน้าที่ภรรยาบกพร่องหรือเปล่า”
“เปล่าครับ”
“หน้าที่ที่ฉันหมายถึง หมายรวมทั้งหน้าที่นอกเตียงและบนเตียง”
“คุณหญิง...” เพ็ญตกใจ...จะท้วงนายว่าถามลึกไปไหม
“ใช่...ฉันเป็นคุณหญิง และเป็นผู้หญิง แต่ทำไมเล่า ทำไมผู้หญิงจะพูดเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้ ไอ้ที่ทำกันอยู่ ผู้หญิงมันก็ต้องร่วมมือทั้งนั้น ถ้าถึงเวลามีปัญหามันก็ต้องงัดมาคุยกัน...ว่าไง”
“ไม่บกพร่องทั้งนอกเตียงและบนเตียงขอรับ”
“ถ้างั้นทำไมต้องไปคว้านังเศษขยะนั่นมาเป็นเมีย ทำไม”
คุณหลวงนิ่งเงียบ ไม่รู้จะตอบอย่างไร...เวลานั้นแพงกลับจากเสริมสวยแล้ว หล่อนลงรถด้วยมาดคุณนายแล้วจะให้เงินนายมิ่งคนรถ แต่มิ่งไม่รับแถมยังด่าให้อีกด้วย แพงแค้นยืนด่ามิ่งไล่หลัง แล้วจะหันกลับเรือนเล็ก พอดีนวลกับติ่งวิ่งมาดัก แพงนึกว่าพวกมันมาต้อนรับ เลยชื่นชมใหญ่
“วันนี้เอ็งทำดีนะ รู้จักมาต้อนรับ มาช่วยข้าถือของ
เอ้าเอาไป” แพงยื่นถุงมาให้ นวลยื่นมือคล้ายจะรับ แต่ดันชักมือออกเมื่อแพงปล่อยมือ ถุงเลยหล่นตุ๊บลงพื้น
“อีนวล!” แพงคำราม
“เปล่า ไม่ได้มาต้อนรับ ไม่ได้มาถือของ แค่จะมาบอกว่าคุณหญิงอบเชยท่านมาแล้ว เงาหัวเอ็งจะไม่มีก็วันนี้แหละ ฮะฮะฮ่า”
ฟังนวลแล้ว แพงตกใจไม่น้อย พอรู้ว่าคุณหญิงกำลังสอบสวนคุณหลวงที่เรือนใหญ่ แพงยิ่งกังวล...ส่วนคุณหลวงยังนั่งเงียบต่อหน้าคุณหญิงที่คาดคั้นเอาคำตอบเรื่องนังแพง และเมื่อไม่มีคำตอบจากปากเขา คุณหญิงจึงด่วนสรุปว่ายอมรับ จึงสั่งเพ็ญไปจัดการได้
เพ็ญลุกพรวดอย่างรู้งาน ตรงดิ่งไปเรือนคนใช้แล้วขนเสื้อผ้าข้าวของของพึ่งออกมาโยนเกลื่อน พึ่งตกใจถามว่าทำอะไร เพ็ญไม่ตอบแต่สั่งพึ่งให้เก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้ได้แล้ว
“ไล่ฉันแล้วฉันจะไปอยู่ไหนล่ะ ขอฉันอยู่ต่อเถอะนะ”
“ไม่ได้ เอ็งเป็นแม่ เลี้ยงลูกไม่ดี ปล่อยให้มันมาแย่งผัวชาวบ้าน เอ็งก็ต้องรับกรรมของเอ็งเหมือนกัน”
พึ่งทำอะไรไม่ได้ นอกจากร้องไห้ แต่แพงทำได้ แพงเดินเข้ามาโวยวายให้เพ็ญวางของของแม่ตนเดี๋ยวนี้
“มาแล้วหรือ แหม...แต่งตัวอย่างกับคุณนาย โถ...อีไพร่”
“แม่ฉันเป็นแม่ยายคุณหลวง แม่ฉันต้องได้อยู่บ้านนี้” แพงประกาศกร้าว เพ็ญโกรธหน้าดำหน้าแดงด่ากราดว่าอีอกตัญญู กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา แพงไม่สะทก สะท้านแถมท้าทายจะตบตีกับเพ็ญ แต่แล้วนึกได้ ย้ำว่าตนไม่ใช่คนใช้อีกต่อไป ดังนั้นตนจะไม่ตบกับคนใช้ด้วยกัน คู่ต่อสู้ของตนคือคุณหญิงอบเชย
ว่าแล้วแพงเดินลิ่วไปเรือนใหญ่ เพ็ญตกใจรีบตามไป พึ่งเดินรั้งท้าย กลัวใจลูกสาวเหลือเกิน...
สีหน้าท่าทางแพงดุดันเอาเรื่องจนเพ็ญต้องรีบวิ่งแซงหน้ามากางกั้นด้วยกลัวมันจะทำร้ายคุณหญิงอบเชย
“อีแพง...มึงจะทำอะไรคุณหญิง ดูทำท่าซิ หน็อย...อีคางคกขึ้นวอ” เพ็ญเงื้อมือจะตบ...พึ่งตกใจถลาเข้ามาดึงรั้งขอร้องเพ็ญอย่าทำนังแพง แต่เพ็ญทำเหมือนไม่สน กระทั่งสบตาคุณหญิงที่ประสานมาว่าจัดการเองได้ บ่าวเพ็ญจึงยอมถอยหลังออกไป
“ฮึ! เสื้อผ้าดูก็รู้ว่าไปตัดร้านเดียวกับลูกชื่น ผมเผ้า เครื่องประดับก็เหมือนกัน เอ๊ะ เหมือนได้กลิ่นอะไร อ๋อ นึกออกแล้ว ต่อให้ดัดจริตยังไงก็ยังเหม็นสาบคนใช้...ว่าไม่ได้ คนอย่างเอ็งมันก็เหมือนสัตว์ในฤดูผสมพันธุ์ ถึงเวลาคันขึ้นมามันก็คิดแต่จะหาใครก็ได้มาเป็นผัว”
แพงสะอึกแต่ไม่กลัว ยอกย้อนคุณหญิงอย่างถือดี “ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่สำหรับฉันต้องเป็นคุณหลวง ฉันรักคุณหลวงมาก่อนคุณชื่นกลิ่น”
“รักเหรอ? แกไม่ได้รักหรอก แกคิดไปเอง สิ่งที่แกรักคือเงินทองและความสบาย แกรู้อะไรไหม หมูหมากาไก่เวลามันหากินน่ะ มันหากินเองนะ มันไม่ได้พึ่งคนอื่น แต่ผู้หญิงที่คิดจะใช้ผู้ชายเป็นบันไดไปสู่ความสะดวกสบายเลยน่ะ อย่าอ้างความรักเลย อายสัตว์เดรัจฉานมันเปล่าๆ”
“ด่าไปเถอะ จะด่าว่าอีแพงชั้นต่ำยังไงก็ได้...ใช่ ฉันมันผู้หญิงชั้นต่ำ ต่ำๆอย่างนี้แหละถึงเป็นเมียลูกเขยคุณหญิง”
“อีแพง! เอ็งไสหัวออกไปจากบ้านนี้ได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะบีบคอเอ็งให้ตายคามือ”
“ตายเร็วไม่สนุกหรอก ให้อีแพงอยู่รับใช้คุณหญิงคุณชื่นแบบนี้ต่างหากที่สนุก”
“ข้าจะเอานังโสเภณีอย่างเอ็งไปทิ้งขยะเดี๋ยวนี้ มานี่” คุณหญิงสุดทนจิกหัวนังแพงลากออกไป พึ่งร้องวี้ดจะก้าวตามแต่โดนเพ็ญจับตัวไว้ แพงฮึดฮัดขัดขืนคุณหญิงแต่ไม่สำเร็จ แล้วจู่ๆคนที่เข้ามาผลักคุณหญิงจนเซเกือบล้มกลับเป็นคุณหลวง
ทุกคนในเหตุการณ์ตกใจคาดไม่ถึง เพ็ญรีบเข้าประคองนายของตน คุณหลวงอึกๆอักๆเอ่ยขอโทษแม่ยาย ขณะที่กล้ารีบเตือนสติคุณหลวงว่าเป็นบ้าไปแล้วหรือถึงทำแบบนี้กับคุณหญิงอบเชยได้
“ก็คุณหญิงจะไล่แพงออกไปจากบ้านนี้...ผมไม่ยอม แพงไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ผมไม่ยอม”
“ไม่ยอมงั้นรึ ถ้าอย่างนั้นก็ไสหัวออกไปทั้งคู่เลย ออกไปเดี๋ยวนี้” คุณหญิงของขึ้นเต็มที่ไล่ส่งเสียงเอ็ดอึง
“ได้ครับ ผมจะพาแพงออกไปอยู่บ้านของผม” คำตอบของคุณหลวงทำให้แพงยิ้มเยาะคุณหญิง
ทันใดนั้น ชื่นกลิ่นลงมาพร้อมบัวสวรรค์ ชื่นกลิ่นร่ำร้องไม่ยอมให้คุณหลวงไปจากที่นี่ เพราะเขาแต่งงานกับเธอ ถ้าเขาไปแล้วเธอจะอยู่ยังไง
“ลูกชื่น...คนเราขาดข้าวขาดน้ำมันถึงตาย ขาดผู้ชายไปไม่มีใครตายหรอกลูก”
“คิดให้ดีก่อนนะคะคุณอา ผัวไปทาง เมียไปทาง คนจะมองพี่ชื่นว่ายังไง มิต้องเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวหรือคะ” บัวสวรรค์เตือนสติคุณหญิง กล้ารีบมาสมทบอีกคน เอ่ยกับคุณหญิงว่า
“คุณหลวงเหมือนคนขาดสติ ผมอยู่กับท่านมาตั้งแต่เด็ก ท่านไม่เคยเป็นแบบนี้ ผมขอเวลาคุยกับท่านก่อนได้ไหมครับ อย่าเพิ่งไล่ท่านไปเลย”
อบเชยฮึดฮัดจะไม่ยอม ชื่นกลิ่นจับแขนแม่วิงวอนขอร้องว่าตนรักคุณหลวง ตนไม่รู้จะอยู่ยังไง ถ้าไม่มีเขา หากไล่เขาไปแล้ว กลัวเขาจะไม่กลับมา
“ฮึ่ย! น่ารำคาญจริง ไปกันเถอะค่ะคุณหลวง แพงกับแม่อยากไปอยู่บ้านใหม่ใจจะขาดแล้ว”
แพงเร่งคุณหลวง ชื่นกลิ่นหันมาวิงวอนสามีทั้งน้ำตา คุณหลวงสงสารขยับจะไปหาแต่ถูกแพงเหนี่ยวรั้งให้ห่างออกมา บัวสวรรค์เห็นแล้วใจเสียจึงพยายามช่วยเจรจากับคุณหญิง
“คุณอาขา ตอนนี้ทุกคนร้อนกันไปหมด ทอดเวลาออกไปสักครู่ดีไหมคะ บางทีอาจจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบของผู้ชาย อีกหน่อยหมดช่วงข้าวใหม่ปลามันไปแล้วอาจจะลืมนางแพงก็ได้ ไหนๆพี่ชื่นก็ออกปากเองแล้ว”
คุณหญิงอบเชยมองทางนั้นที่ทางนี้ทีอย่างแค้นใจมาก แต่เพื่อลูกรักต้องยอมรามือ เดินกลับเข้าเรือน ชื่นกลิ่นก้าวตามไปง้อแม่ แพงมองตามสองแม่ลูกด้วยความสะใจ แล้วดึงคุณหลวงไว้กับตัว คนที่เหลือได้แต่กระอักกระอ่วนกลุ้มใจ
กลับเข้ามาในเรือนแล้วคุณหญิงยังโมโหไม่หาย เดินปัดข้าวของออกจากโต๊ะเครื่องแป้งระบายโทสะ โกรธ แค้นนังหอกข้างแคร่ อยากจะฆ่าอีแพงให้ตายคามือ เห็นชื่นกลิ่นเดินตามมาทั้งน้ำตาปริ่มๆ แม่ทั้งสงสารทั้งแค้นใจ จับแขนสองข้างของลูกเขย่าค่อนข้างแรง
“ทำไมทรมานตัวเองอย่างนี้...ทำไม ไหนบอกมาซิ รักเขามากนักหรือ”
“คุณแม่อย่าโกรธลูกเลยนะคะ ลูกไม่มีใครแล้ว ถ้าคุณแม่ไม่รักลูกอีกคน ลูกจะทำยังไง” ชื่นกลิ่นสะอึกสะอื้นเหมือนเด็ก อบเชยสงสารลูกสุดหัวใจ ดึงตัวเข้ามากอด
“ลูกชื่นของแม่...ลูกต้องเข้าใจความรักเสียใหม่นะลูก ไม่มีความรักไหนสำคัญเท่ารักตัวเอง ที่ลูกทำอยู่นี่ คิดว่ารักตัวเองมากพอแล้วหรือ ตอนลูกยังเล็ก พ่อแม่ทุกคน แม้แต่มดตัวหนึ่ง ยุงตัวหนึ่ง ยังไม่ยอมให้กัด แต่พอโตขึ้นมาไม่กินข้าว เอาแต่นั่งร้องไห้ทำร้ายตัวเองเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว ทำแบบนี้คิดถึงใจพ่อแม่บ้างหรือเปล่า”
“หนูขอโทษ หนูขอโทษ...”
“หนูจะให้คุณหลวงอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่เลิกเรียกร้องความสนใจจากเขาด้วยวิธีนี้เสียที หนูรู้ไหม ยิ่งทำก็ยิ่งหมดคุณค่า ไม่มีใครเขามาสนใจเราด้วยวิธีนี้หรอก หนูต้องกินข้าว ต้องลุกขึ้นมา ต้องใช้ชีวิตให้เป็นปกติ หนูทำได้ไหมล่ะ”
“คุณแม่...” ชื่นกลิ่นซาบซึ้งเข้าใจ แต่ยังทำตามคำแม่ไม่ได้ในทันที...
ด้านคุณหลวงภักดีฯ เขากลับไปเรือนเล็กด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม แพงเดินตามง้องอนกระง้ากระงอด โดยมีนายกล้ารั้งท้ายมาอีกคน
“คุณหลวงเจ้าขา เรื่องพวกนี้น่าเบื่อเหลือเกิน แพงไม่อยากอยู่บ้านนี้แล้ว คุณหลวงน่าจะพาแพงไปอยู่ที่อื่น หาบ้านใหญ่ๆให้แพงอยู่นะเจ้าคะ”
“คุณแม่ของคุณหลวงคงไม่พอใจแน่ ถ้ารู้เรื่องของเธอ”
“พี่กล้า...ใครถาม ผัวเมียเขาจะคุยกัน มาอยู่ตรงนี้ทำไม” แพงหันไปแว้ด แต่กล้าหาได้หวั่นเกรง
“ถ้าคุณแม่คุณหลวงรู้ว่าคุณหลวงทิ้งคุณชื่นกลิ่น อาจจะไปเรียนเสด็จในกรม อาจจะให้ส่งคุณหลวงเข้าค่ายทหารที่หัวเมือง”
“ฉันเป็นเมีย ฉันจะตามไป”
“ค่ายทหารตั้งอยู่ในกระท่อมกลางป่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยู่ได้ ไม่มีความสะดวกสบาย ไม่มีคนใช้ ไม่มีใครชื่นชมเมียคุณหลวงอย่างเธอ เธอจะกลับไปสู่ความยากจนที่เธอกลัว เธอจะไปงั้นรึ”
“คุณแม่คุณหลวงจะทำจริงหรือเจ้าคะ”
คุณหลวงพยักหน้าว่าอาจจะจริง แพงไม่ได้ดังใจกระแทกตัวลงนั่งทันใด
“งั้นรอหน่อยก็ได้”
“รออะไร” กล้าสงสัย
“รอแพงท้องกับคุณหลวงไง ตอนนี้เป็นแค่เมียน้อย แต่ถ้าท้อง อีแพงก็เป็นแม่ของทายาทคุณหลวง ถึงเวลานั้นญาติคุณหลวงก็ต้องต้อนรับแพงอยู่ดี”
กล้าอึ้งไป จับตามองแพงเข้าคลอเคลียคุณหลวงที่พยักพเยิดเหมือนจะคล้อยตาม
ooooooo
ขณะช่วยกันทำครัวในวันรุ่งขึ้น นวลกับติ่งพูดคุยกันด้วยเรื่องนังแพงที่ตอนนี้กลายเป็นนายขึ้นมาอีกคน ทั้งที่อดีตมันอดอยากพาแม่มาพึ่งใบบุญคุณหญิง
“จะว่าไป...คุณหญิงเขาด่าดีนะ เกิดเป็นลูกผู้หญิงจะเอาแต่พึ่งผู้ชายไม่ได้ มันต้องมีศักดิ์ศรีความเป็นคน มันต้องทำงานด้วยตัวเอง”
“ใช่” ติ่งขานรับเสียงดังฟังชัด ทำให้นวลฮึกเหิมวางมีดลุกขึ้นยืนประกาศกร้าว
“ว่าแล้ว หาทางเป็นเมียพี่กล้าดีกว่า”
“เอ้า...อีนี่”
“ก็คุณหญิงน่ะพูดถูกแต่ทำยาก แค่คิดก็เหนื่อย ไปดีกว่า” นวลได้ความคิดรีบออกไปทันที ทิ้งติ่งงงเต็ก นั่งเกาหัวเหมือนเหากิน
นวลเดินออกไปทางริมคลอง เจอกล้ากับบัวสวรรค์กำลังจะลงเรือไปเก็บสายบัว นวลพรวดพราดเข้ามาตัดหน้าบัวสวรรค์ลงไปนั่งในเรือกับกล้าหน้าตาเฉย
“คุณบัวจะว่ายน้ำเป็นหรือไม่เป็น ยังไงก็ไม่ควรลงเรือไปสองต่อสองกับพี่กล้าหรอกเจ้าค่ะ เรื่องเก็บสายบัวนวลจะไปกับพี่กล้าเองเจ้าค่ะ”
“นังนวล...อะไรของเอ็งเนี่ย”
“พี่กล้าเป็นบ่าว ถึงจะเป็นทหารยศนายสิบแล้วแต่ก็ยังเป็นบ่าว บ่าวมันก็ต้องคู่กับบ่าว ไม่สมควรที่คุณหนูสูงส่งอย่างคุณบัวจะลงมาเกลือกกลั้วด้วย หรือว่าอยากลงเจ้าคะ คุณบัวสวรรค์”
บัวสวรรค์หน้าเสีย เหมือนถูกบ่าวตีแสกหน้าเอาตรงๆ เธออึกอักพูดไม่ออก กล้าเกรงใจเตือนนวลให้พูดจาระวังปาก
“คุณบัวสวรรค์เป็นนาย นั่งรออยู่ตรงริมตลิ่งเถอะเจ้าค่ะ บ่าวอย่างพี่กล้าและนวลจะเอาสายบัวมาให้ คุณบัวแค่รับไว้แล้วขอบคุณ ไม่ควรต้องโอภาปราศรัยให้มากกว่านั้น เพราะมันไม่งาม เรื่องพวกนี้คุณบัวรู้ใช่ไหมเจ้าคะ”
โดนไปอีกดอก บัวสวรรค์หน้าซีดแล้วซีดอีกจนแทบจะร้องไห้ด้วยความอาย
“นังนวล จะหยุดหรือไม่หยุด” กล้าขึ้นเสียง
“อยากให้หยุดก็พายเรือออกไปสิพี่กล้า สายแล้ว แดดจะร้อนนะ เอาล่ะ ไม่พาย ฉันพายเอง”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ท่าทางนวลเขาอยากจะไปมากกว่า พี่กล้าพาเขาไปเถอะจ้ะ” บัวสวรรค์ตัดบทด้วยท่าทีงอนๆ เดินหนีกลับไป กล้าจะกระโดดขึ้นตลิ่งแต่ไม่ทัน เพราะนวลพายเรือห่างมาแล้ว
เมื่อเรือลอยลำไปกลางสระบัว นวลชี้ชวนกล้าดู ดอกบัวอวบใหญ่ อยากให้เขาช่วยเก็บให้ แต่กล้าไม่มีกะจิตกะใจเพราะยังกังวลห่วงความรู้สึกบัวสวรรค์ เมื่อถูกนวลเซ้าซี้หนักเข้าก็รำคาญ จึงหลอกนวลว่ามีปลิงเกาะที่หลังตน และที่เสื้อนวลก็มีด้วย ปลิงพวกนี้มาจากรากบัว มันดูดเลือดด้วย เราต้องโดดลงน้ำ มันจะได้ลอยไปกับน้ำ
นวลเชื่อสนิทลุกขึ้นโดดน้ำดังตูม แต่กล้ายังนั่งเฉย แล้วร้องบอกเธอว่า มองผิดไป ที่แท้มันแค่เศษใบไม้ไม่ใช่ปลิง พี่ไม่น่ากระต่ายตื่นตูมเลย ดีที่คิดได้ก่อน ไม่งั้นเปียกแน่
“เอ๊า...แล้วฉันล่ะ” นวลแหกปาก
“ตายจริง นวลลงไปแล้วหรือ ลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำเลย”
“อ๊าย...ไอ้พี่กล้าบ้า แกล้งฉันนี่นา เปียกหมดเลย
นี่แน่ะๆ” นวลโมโหวักน้ำสาดใส่กล้าที่หัวเราะร่าด้วยความสะใจ
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #5 on:
21 October 2026, 14:42:43 »
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep9/page1
บ่วง ตอนที่ 9
หลังจากแกล้งนวลจนตกน้ำตกท่าไปแล้ว กล้าร้อนใจรีบไปหาบัวสวรรค์ที่คอกม้าเพราะกลัวเธอเข้าใจผิด แต่ไม่ทันได้อธิบายอะไร บัวสวรรค์กลับเป็นฝ่ายกระเง้ากระงอดหาว่าเขากับนวลหล่อสวยสมกันดี บ่าวต้องคู่กับบ่าว เขาไม่ควรมาใกล้เธอ เดี๋ยวใครเห็นจะว่าได้ว่าเธอใฝ่ต่ำลงไปสุงสิงกับเขา
กล้าฟังแล้วอึ้ง เพราะบัวสวรรค์เล่นเอาคำพูดนวลมาประชด แต่กล้าไม่ยอมถอยง่ายๆ เขาพยายามจะแย่งถังน้ำในมือเธอที่ทำความสะอาดคอกม้ามาทำเอง เมื่อเธอไม่ยอมจึงเกิดการยื้อยุดกันไปมาทำให้ถังร่วงโดนเท้ากล้าจนร้องจ๊ากด้วยความเจ็บ
บัวสวรรค์ไม่สนใจเดินหนีไปนั่งที่ศาลา สักครู่กล้าเดินตามมาอธิบายเรื่องนวล เขายืนยันว่าเขาไม่เคยสุงสิงกับนวล และคงไม่มีวันสุงสิงกับบ่าวคนไหน เพราะเขานิสัยเสีย ทะเยอทะยานหมายปองของสูงเสียแล้ว
กล้าเผยความรู้สึกแต่บัวสวรรค์ไม่เข้าใจ เขาจึงอธิบายต่อไปด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัว
“ผมเกิดเป็นลูกบ่าวในเรือนคุณหลวง คุณหลวงไม่มีพี่น้อง ตั้งแต่เล็กผมจึงเป็นเพื่อนเล่นของคุณหลวง คุณหญิงแม่คุณหลวงเมตตาให้การศึกษา ให้ผมได้เป็นทหารมียศมีตำแหน่ง แค่นี้ก็ได้ดีเกินหน้าบ่าวคนอื่นไปมาก”
“ฉันรู้เรื่องพวกนี้มาตั้งนานแล้ว พี่พูดขึ้นมาทำไม”
“ถ้าไม่พบบัวจากสวรรค์ดอกหนึ่ง ผมก็คงพอใจแค่นี้ แต่เมื่อพบแล้ว ผมก็เกิดทะเยอทะยานจะเอาให้ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ผมกำลังจะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยที่ยากแสนยากเพื่อผู้หญิงคนนั้น” เขานำดอกบัวที่ซ่อนไว้ออกมา “ดอกบัวบริสุทธิ์ดอกนี้ ผมเก็บมาให้คุณบัวสวรรค์”
บัวสวรรค์หัวใจพองโตแต่ทักท้วงเขาด้วยท่าทีเขินอายว่า ดอกบัวเอาไว้ไหว้พระไม่ใช่เอาไว้ให้ผู้หญิงสักหน่อย
“คุณก็เหมือนพระของผม คุณทำให้ผมเป็นคนที่ดีกว่าเดิม ทำให้ผมอยากไปอยู่ที่สูง ทำให้ผมต้องอ่านหนังสือทุกคืนไปสอบ ทั้งหมดนั่นผมจะทำ เพื่อให้ดีพอ เสมอกับคุณ”
“พี่กล้า...” หญิงสาวซาบซึ้งยอมรับบัวงามดอกนั้นจากมือเขา แล้วยิ่งอายเมื่อเขาก้มลงจูบที่ดอกบัว แม้ไม่ได้สัมผัสตรงๆกับผิวพรรณของตน
“หากผมสอบเข้าได้ ผมจะเป็นทหารสัญญาบัตร มีศักดิ์ศรีและเกียรติยศเพียงพอ ผมจะขออาจเอื้อมเด็ดบัวสวรรค์ดอกนี้ แต่หากไม่ ก็จงลืมเรื่องนี้ไปเสีย แล้วจดจำแค่ว่าตลอดชีวิตจากนี้ไป ไอ้กล้าจะเป็นบ่าวที่จงรักภักดีกับคุณเสมอ” ว่าแล้วกล้าถอยออกมานั่งห่างๆ เพื่อไม่ให้เธอเสื่อมเสีย
แต่สำหรับนวลนั้น กล้าไม่สนใจว่าเธอจะเป็นเช่นไร...หลังจากโดนหลอกจนตกน้ำเปียกปอน นวลต้องกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แล้วเดินหน้าตึงไปบ่นกับติ่งที่โรงครัว ระหว่างนี้เพ็ญเดินเข้ามาเห็นพึ่งทำงานครัว เพ็ญอดแดกดันไม่ได้ว่า แม่ยายคุณหลวงมาทำครัวทำไมตรงนี้
“โธ่ พี่เพ็ญ อย่าพูดอย่างนี้สิจ๊ะ บาปของลูกส่งถึงพ่อแม่ บาปของพ่อแม่ตกถึงลูก แค่นี้ฉันก็กลุ้มใจจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”
นวลหันมาสนใจเพ็ญกับพึ่ง พอเห็นสำรับที่พึ่งจัดวางไว้ นวลสงสัยถามว่าของใคร เพราะของคุณชื่นกับคุณหญิงนังติ่งยกไปแล้ว พึ่งตอบเบาๆว่า ของคุณหลวงกับแพง แล้ววานนวลยกไปที่เรือนเล็กให้หน่อย ตนไม่อยากเห็นหน้าแพง
เมื่อนวลยกสำรับออกไปแล้ว เพ็ญถามพึ่งว่า “วันนี้ คุณหลวงไม่ได้ไปทำงานอีกแล้วหรือ เมื่อวานก็ไม่ได้ไปใช่ไหม”
“ก็หลายวันแล้วจ้ะ”
“ฮึ วันๆก็หมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน อดอยากปากแห้งกันมาจากไหน ตะกละตะกลามมูมมามไม่รู้จักพอ ฮึ่ย! บ้านก็ไม่ใช่บ้านของตัว” เพ็ญแค้นใจ รีบกลับไปฟ้องคุณหญิงหมายให้จัดการอีแพง
เวลานั้นเอง แพงกำลังออดอ้อนออเซาะคุณหลวง อ้อนไปอ้อนมาแพงได้แหวนทองคำแท้จากนิ้วก้อยคุณหลวงมาใส่นิ้วตัวเอง พลางบีบน้ำตาซาบซึ้งตื้นตันทำให้คุณหลวงยิ่งเมตตา
“แหวนวงเล็กๆแค่นี้ ร้องไห้เชียวรึ”
“แพงยินดีตกนรกหมกไหม้ ทุกภพทุกชาติ เพื่อให้ได้อยู่ในอ้อมกอดของคุณหลวง เพื่อให้มีค่าในสายตาของใครสักคน แพงยินดีเป็นผีห่า เป็นสัตว์นรกในสายตาของคนทั้งโลกเพื่อให้เป็นที่รักของชายที่อยู่ตรงหน้าเพียงคนเดียว”
แพงกอดรัดเขาด้วยความรัก คุณหลวงยิ้มพอใจ จูบหน้าผากแพงอย่างหลงใหล...เมื่อพากันออกจากห้องนอนเพื่อกินอาหารที่บ่าวจัดมา แพงเกิดหงุดหงิดโมโหเพราะตนบอกนังติ่งไปแล้วว่าอยากกินแกงคั่ว แต่ทำไมทำแกงสายบัวมา พอนวลโวยเพราะไม่พอใจความเรื่องมากของแพง แพงหาว่านวลกระด้างกระเดื่องจะให้คุณหลวงไล่นวลออก
“มันอะไรกันนักหนานะพวกเอ็งนี่ แพงเขาบอกอะไรก็ไปทำสิ กับอีแค่แกงคั่วถ้วยเดียว”
โดนคุณหลวงดุ นวลจำใจต้องลุกไป แต่ทันใดเสียงเพ็ญดังมาจากอีกทาง
“นังนวล ไม่ต้องไป เอ็งเป็นบ่าวคุณหญิงอบเชย ไม่ใช่ของอีนังสวะชั้นต่ำคนนี้”
เพ็ญเดินนำหน้าคุณหญิงอบเชยเข้ามา นวลยิ้มร่าสะใจที่มีคนมาช่วยให้ท้าย
“คุณหญิง...มีเรื่องกันทีไร คุณชื่นกลิ่นหน้าซีดแล้วซีดอีก นี่ยังกล้ามาเรือนนี้อีก ไม่กลัวลูกสาวตรอมใจตายหรือไง” แพงเปิดฉากอย่างไม่กลัว
“ข้าวบ้านข้า ไม่รู้บ่าวไปซื้อมาจากตลาดไหน คนกินหน้ามันถึงไม่มียาง ไม่รู้คุณ อกตัญญูนัก แบบนี้ก็อย่ากินมันเลย” คุณหญิงคว้าจานข้าวในสำรับสาดใส่หน้าแพง เป็นจังหวะที่บัวสวรรค์ตามมาเห็น เธอรีบห้ามปรามคุณอา ดึงรั้งออกมาด้วยความตกใจ
“หล่อนนี่ยังไงกันแม่บัว ถูกเขาไล่ออกจากบ้านต้องหนีไปนอนเรือนใหญ่หลายวันแล้ว ไม่โกรธไม่แค้นบ้างหรือไง”
“คุณบัว เรือนหลังเล็กนี้คุณหญิงท่านสร้างให้คุณบัวนะคะ เป็นของขวัญจากอาให้หลาน จู่ๆคนพวกนี้ก็มายึดเอาไป วันนี้ท่านจะมาจัดการให้ ปล่อยท่านเถอะเจ้าค่ะ เชิญมาอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ”
เพ็ญดึงมือบัวสวรรค์มาอยู่ข้างๆตน เปิดทางให้คุณหญิงฉะนังแพงต่อไป
“ในเมื่อจะอยู่บ้านข้า ก็ไปอยู่เรือนคนใช้โน่น ไม่มีสิทธิ์มาอยู่ที่เรือนเล็กนี้ อยู่ที่สูงไม่ชอบ ชอบอยู่ที่ต่ำ ก็ต่ำให้สาแก่ใจไปเลยดีไหมคะคุณหลวง”
“เรือนคนใช้!!” คุณหลวงอุทาน
“เห็นไหมเจ้าคะ แพงบอกแล้วว่าให้กลับบ้านคุณหลวง ที่นี่ไม่น่าอยู่สักนิด”
กล้ายืนดูเหตุการณ์อยู่แต่แรก ค่อยๆเยี่ยมหน้าเข้ามา “คุณหญิงครับ ไหนว่าเราจะทำตามที่คุณชื่นต้องการ”
“ก็นี่ไง ให้คุณหลวงอยู่ตามที่แม่ชื่นขอ แต่ต้องไปอยู่ที่เรือนคนใช้...ว่าไง คุณหลวงจะไปอยู่เรือนคนใช้ไหม”
“ผมคงไปอยู่ที่นั่นไม่ได้”
คำตอบของคุณหลวงทำเอาทุกคนเงียบกริบ หายใจไม่ทั่วท้อง ลุ้นว่าคุณหญิงจะอาละวาดไปทางไหน
“ก็ดี ไม่ไปใช่ไหม ไม่ไปก็ไม่ไป...ไป แม่บัวกลับ”
ผลออกมาพลิกล็อก ทุกคนอึ้งย้งงงงวย...บัวสวรรค์กับเพ็ญเดินตามคุณหญิงที่นำลิ่วไป แล้วเพ็ญไขข้อข้องใจถามคุณหญิงทำไมล่าถอยมาง่ายๆ ทั้งที่เมื่อกี้ขู่เขาดิบดี
“ใครบอกว่าล่าถอยล่ะ” คุณหญิงยิ้มเจ้าเล่ห์ กระซิบบางอย่างกับเพ็ญ...
เพ็ญฟังแล้วยิ้มออก พยักหน้าเข้าใจก่อนขอตัวไปจัดการด่วนจี๋ ส่วนบัวสวรรค์ไม่ได้สนใจจะถาม เธอบอกคุณอาว่า
“ที่บัวไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะบัวเชื่อว่าสักวันคุณหลวงก็ต้องเลิกเห่อนังแพง หันมาสนใจพี่ชื่นเหมือนเดิม บ้านของบัวมันอยู่ที่เดิมของมัน มันไม่ไปไหนเสียหรอกค่ะ”
“แต่มันเป็นของที่ฉันยกให้หล่อน ฉันยอมไม่ได้ ฉันรับปากแม่ชื่นว่าจะไม่ไล่คุณหลวง แต่นังแพง ไม่มีใคร อยากเอามันไว้ ฉันจะอยู่กับมันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน อย่าหวังเลยว่ามันจะมีความสุข”
คำอาฆาตของคุณหญิงเห็นผลรวดเร็วทันใจ ค่ำนั้นแพงร้อนรุ่มไม่มีน้ำจะอาบ แถมไฟในบ้านก็ไม่ติด ต้องทนร้อนทนอยู่ในความมืดจนถึงเช้ากว่าจะรู้จากกล้าว่าคุณหญิงสั่งตัดน้ำตัดไฟที่เรือนเล็ก แถมเช้านี้ก็สั่งห้ามเอาอาหารมาให้ด้วย
แพงโกรธมากก่นด่าคุณหญิงแล้วเดินอ้าวไปเอาเรื่องถึงเรือนใหญ่ เพ็ญซึ่งตั้งรับอยู่ก่อนรีบสั่งนวลกับติ่งปิดประตูทุกทางไม่ให้แพงเข้ามา นั่นยิ่งทำให้แพงของขึ้น ยืนตะโกนด่าคุณหญิงปาวๆอยู่หน้าเรือน
คุณหญิงโผล่มาที่เฉลียง ยืนกอดอกเยาะนังแพงที่อยากรู้ว่า จะเอายังไงกับตน?
“ข้างบนนี่มีผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บปวดร้องไห้ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะความมักมากของคนสองคน คนหนึ่งคือผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบ ส่วนอีกคนโลภมากด้วยสันดานต่ำๆของมันเอง”
“ไม่ใช่เพราะสันดาน แต่เพราะฉันไม่เคยมี ฉันถูกคนเห็นแก่ตัวอย่างแกแย่งชิง คนที่มีแล้วอย่างแก ไม่เข้าใจหรอก”
“อย่าอ้าง...คนจนส่วนใหญ่เขาไม่เหมือนแก เขาเป็นคนมีศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีของคนคืออะไรรู้ไหม คนจะไม่เอาของของคนอื่น ไม่ว่าในที่แจ้งหรือที่ลับ ส่วนไอ้พวกที่มันเอาของคนอื่นหน้าด้านๆน่ะ มันก็ไม่ต่างจากโน่น...” คุณหญิงชี้ไปที่หมาตัวหนึ่งที่กำลังแทะกินกระดูก แพงเห็นแล้วหน้าเสีย
แต่เดี๋ยวเดียวแพงก็เอาคืนคุณหญิงได้...แพงชี้มือไปอีกทางที่หมาสองตัวกำลังเห่าใส่กันแย่งกระดูก
“เอ๊ะ ตรงนั้นมีสองตัว กัดกันด้วย ก็ไม่เห็นจะต่างไปจากเราสองคนนี่”
คราวนี้กลายเป็นคุณหญิงอบเชยที่หน้าเสีย แพงยิ้มสะใจ ตั้งคำถามว่า ตกลงจะตัดน้ำตัดไฟ ตัดข้าวปลาอาหารแน่แล้วใช่ไหม
“ใช่ เอ็งคนเดียวออกไปจากบ้านข้า อีพึ่งในฐานะที่มันยังจงรักภักดี ข้าจะให้มันอยู่ต่อ ส่วนคุณหลวงต้องขึ้นมาอยู่เรือนใหญ่นี่ ส่วนเรือนหลังเล็กต้องคืนแก่เจ้าของที่แท้จริงคือคุณบัวสวรรค์”
“ฉันไม่ไป!” แพงตะโกนสวนทันควัน “แกชอบด่าว่าฉันเป็นคนชั้นต่ำ ก็เพราะฉันเป็นคนชั้นต่ำนี่ล่ะ ฉันถึงไม่มีหัวโขน ไม่ต้องแบกศักดิ์ศรี และที่สำคัญ ฉันหน้าหนากว่าแก”
“แกหมายความว่าไง แกจะทำอะไร”
แพงเดินถอยไปสองสามก้าว แล้วป้องปากตะโกนหวังประจานให้คนอื่นรู้ เพื่อให้คุณหญิงอบเชยได้อาย
“เจ้าข้าเอ๊ย ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาที่ท่าเรือ คนข้างๆ บ้านคุณหญิงอบเชย ทั้งข้างซ้ายข้างขวามาฟังทางนี้ ข้างบนนั่นคือคุณชื่นกลิ่น เมียที่ป่วยร้องไห้ตรอมใจใกล้จะตายอยู่รอมร่อ”
คุณหญิงและเพ็ญตกใจที่แพงมาไม้นี้ กล้าที่ยืนอยู่มุมหนึ่งเห็นแล้วเช่นกัน รีบวิ่งออกไปตามคุณหลวงที่เรือนเล็ก
“เจ้าข้าเอ๊ย ได้ยินกันไหม...ข้างบนนั่น อีเมียน่าเบื่อผัวไม่เอา แทนที่มันจะโทษตัวเอง มันกลับส่งแม่แก่ๆของมันมารังแกชาวบ้าน ยอมรับเสียทีอีชื่นกลิ่น ผัวของแกน่ะไม่มีวันกลับไปสนใจแกหรอก เมื่อไหร่จะยอมรับเสียที ว่าแกน่ะมันของที่เขาโละทิ้งแล้ว”
คุณหญิงกำมือแน่นด้วยความโกรธแค้น ขณะที่ชื่นกลิ่นในห้องได้ยินหมดแล้ว เธอร้องไห้โฮเรียกหาแม่เหมือนเด็กน้อยหาที่พึ่ง
“ว่าไง จะยอมต่อน้ำต่อไฟให้ได้หรือยัง ถ้าไม่ยอม กูจะยืนด่าอยู่ตรงนี้ทั้งวันทั้งคืน จะไปที่ตลาด จะไปยืนด่าโพนทะนาให้มันรู้กันไปให้หมด ว่ามันเกิดเรื่องอัปรีย์อะไรที่บ้านหลังนี้ คนอย่างกูน่ะไม่มีอะไรจะเสีย กูไม่อายหรอก แต่พวกหน้าบางอย่างมึงนั่นแหละ ทนได้ไหม”
“อีแพง กูจะฆ่ามึง กูจะฆ่ามึง” คุณหญิงคำรามแล้วหันกลับเข้าบ้าน หยิบมีดปอกผลไม้จะออกไปแทงอีแพงให้ตายคามือ แต่เพ็ญกับบัวสวรรค์วิ่งมาขวางกั้น พยายามแย่งมีดจากมือคุณหญิงที่ดิ้นพราดด้วยโทสะถึงขีดสุด
“คุณชื่น คุณชื่นอยู่ไหน...” เสียงแพงตะโกนเอ็ดอึงไม่หยุดหย่อน “แม่คุณกำลังจะอกแตกตายอยู่แล้ว คุณจะไม่โผล่มาหน่อยรึ...ตัวเองทำหน้าที่เมียไม่ดี พอผัวเขาทิ้งไปมีใหม่ก็ทำเป็นนอนป่วยรอผัวกลับมา...ถุย! แผนเรียกร้องความสนใจตื้นๆ แน่จริงก็ตายๆไปเลยสิวะ”
ชื่นกลิ่นได้ยินทุกถ้อยคำแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ร่ำไห้เรียกหาแม่ โดยไม่รู้ว่าแม่ดิ้นเร่าๆในอ้อมแขนเพ็ญกับบัวสวรรค์ เพราะเจ็บแค้นนังแพงฝีปากกล้า
“คุณชื่นเจ้าขา ตกลงจะไม่โผล่หน้ามาแบ่งสมบัติผัวกับบ่าวคนนี้หรือเจ้าคะ ถ้าตัดใจไม่ได้จริงๆ แพงจะเห็นแก่ไมตรีที่มีต่อกัน แพงแบ่งผัวให้คุณชื่นอาทิตย์ละวันครึ่งวันก็ได้นะเจ้าคะ แพงน่ะไม่อะไรหรอก แต่คุณหลวงนี่สิเจ้าคะ เขาจะยอมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูเหมือนว่าตอนนี้ห่างแพงแค่ชั่วโมงยังไม่ยอมเลย”
แพงยั่วเย้ยจนชื่นกลิ่นเสียใจร่ำไห้แทบขาดใจ ขณะที่คุณหญิงอบเชยพยายามผลักไสเพ็ญและบัวสวรรค์เพื่อออกไปสู้รบปรบมือกับนังแพง
“ปล่อย...ฉันจะฆ่ามัน ปล่อย!”
บัวสวรรค์ไม่ยอมปล่อย เตือนคุณอาต้องตั้งสติ อย่าได้หลงกลคนสิ้นคิดอย่างนังแพง มันหลอกล่อเพื่อให้คุณอาเป็นฆาตกร ถ้าเป็นเช่นนั้นพี่ชื่นจะอยู่อย่างไร
“นี่มันกรรมมันเวรอะไรของฉัน...อีแพง กูจะตามอาฆาตมึงทุกชาติไป” คุณหญิงคร่ำครวญกรีดร้องออกมาทุกคำด้วยความแค้นล้นหัวใจ
กล้าดึงลากคุณหลวงมาถึงแล้ว หวังให้เขาจัดการนังแพง แต่กลายเป็นว่าแพงพูดอะไรคุณหลวงเชื่อหมด กล้าสงสัยว่าคุณหลวงเป็นอะไรไป ทำไมหงอกับนังแพงได้ขนาดนี้ แต่ก่อนไม่เคยเป็นนี่นา
“คุณหลวง...เขาจะกดดันให้แพงออกไปจากบ้าน เขาจะให้คุณหลวงกลับมาอยู่เรือนใหญ่ บอกเขาไปสิคะ ว่าคุณไม่ยอม สั่งเขาไป บังคับเขาให้ต่อน้ำต่อไฟเดี๋ยวนี้ สั่งเลยเจ้าค่ะ”
คุณหลวงอึกอักเอ้ออ้า กล้ารีบเข้ามากำกับ
“คุณอบเชยต้องการบ้านหลังเล็กคืนเพราะมันเป็นของคุณบัวสวรรค์ ยังไงคุณหลวงก็ต้องคืนท่านไป ให้ท่านไปเถอะครับ เอาอย่างนี้ ถ้าจะเอาอีนี่เป็นเมียจริงๆ ก็ออกไปเช่าบ้านหลังเล็กอยู่ที่อื่น อย่าจองเวรจองกรรมกับคนบ้านนี้อีกเลย เขาจะตายกันทั้งบ้านเพราะนังคนนี้แล้ว”
แพงค้อนกล้าปะหลับปะเหลือก กล้าไม่สนมองตอบแพงอย่างเกลียดชัง
“บ้านหลังเล็กอะไรนั่น บัวไม่เอาแล้ว อยากจะให้ต่อน้ำต่อไฟอะไรก็จะทำให้ ขอแค่ให้พี่กล้าเอาผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้ออกไปจากตรงนี้ พวกเราทนมันไม่ไหวแล้ว เอ้า นี่ค่ะกุญแจสำหรับต่อน้ำต่อไฟ” บัวสวรรค์โยนกุญแจห้องควบคุมน้ำไฟลงมาจากเฉลียง
แพงยิ้มสะใจหยิบกุญแจขึ้นมาคุยโวโอ้อวดว่า ในที่สุดมันก็แพ้ เจอฤทธิ์อีแพงเข้าไป หน้าหงายกันไปเป็นแถบ
“ถึงเขาจะยอมแล้ว แต่เราก็ต้องคืนเรือนเล็กให้คุณบัวไปนะครับคุณหลวง คุณบัวไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ของชิ้นไหนเป็นของคุณบัว คุณหลวงต้องคืนไป”
“เอ๊ะ พี่กล้า จะให้ฉันกับคุณหลวงย้ายไปอยู่เรือนคนใช้อย่างที่มันสั่งหรือไง” แพงแว้ดใส่กล้า พลางมองหน้าคุณหลวงว่าจะตัดสินยังไง กล้ารีบกระตุกแขนนายของตนทันที
“คุณหลวง หมู่นี้เป็นอะไรไป คุณหลวงเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่เล็กคุณหลวงรักความถูกต้อง เข้มแข็งเด็ดขาดเสมอ คุณหลวงต้องตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยความยุติธรรมนะครับ”
คุณหลวงท่าทีลังเล แพงจึงกระตุกแขนอีกข้างของเขา ยื่นคำขาดว่า “แพงไม่ไปอยู่บ้านเช่าหลังเล็กๆนะ ถ้าไม่ใช่บ้านเดิมของคุณหลวงก็ต้องเป็นเรือนเล็ก แพงจะอยู่สองที่นี้เท่านั้น ฮึ! ที่จริงแพงชอบเรือนเล็กนั่นยิ่งกว่าบ้านไหนๆเสียอีก อยู่จองเวรจองกรรมกับคุณหญิงอบเชย คาตาคาใจมันอยู่อย่างนี้สะใจดี”
“คุณหลวงครับ คิดถึงคุณชื่นไว้ คุณหลวงเคยรักคุณชื่นกลิ่นขนาดไหนจำได้ไหมครับ”
คำพูดของกล้าทำให้คุณหลวงนึกคิดย้อนไป แต่ไม่กี่อึดใจเขาปวดหัวร้องโอดโอย แล้วตัดสินว่า
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ที่ดินที่อยู่ข้างๆเรือนใหญ่ตรงโน้น พี่เคยซื้อเอาไว้ก่อนแต่งงาน เพราะตอนแรกคิดว่าจะขยายบ้านไปทางโน้น พี่จะยกที่ดินตรงนั้นให้คุณบัว ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกับเรือนหลังเล็ก”
กล้ายิ้มพอใจ แต่แพงโวยวายถามคุณหลวงว่าที่ดินผืนนั้นแพงกว่าเรือนเล็กหรือเปล่า กล้าสวนทันทีว่า จะแพงหรือจะถูกก็ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง...จากนั้นกล้าหันไปบอกบัวสวรรค์บนเฉลียงให้รับที่ดินเปล่าผืนนั้นไว้
“ก็ได้ค่ะ ขอเพียงอย่างเดียวอย่าให้ผู้หญิงข้างถนนคนนั้นมาเกะกะระรานคนที่นี่อีก บัวยินดีทุกอย่าง”
“ผมจะเตรียมเอกสารพรุ่งนี้ แล้วจัดการให้คุณหลวงเซ็นทันที คุณบัวไม่ต้องห่วง...แพง กลับบ้านของเอ็งไปได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะให้คนไปจัดการเรื่องน้ำไฟและเรื่องข้าวปลามาให้”
“พี่กล้านี่...ลำเอียงจริง” แพงบ่นหน้าบึ้งตึง แล้วถูกคุณหลวงเร่งให้กลับเรือนเล็ก
ส่วนในเรือนใหญ่ คุณหญิงกับลูกสาวยังกอดกันร้องไห้ ชื่นกลิ่นเสียใจที่คุณหลวงทอดทิ้งไม่ไยดี คุณหญิงแสนสงสารลูกรัก เอ่ยปากอาฆาตจองเวรจองกรรมอีแพงทุกชาติไป...
เพียงเช้าวันใหม่ กล้าจัดการเรื่องเอกสารที่ดินให้คุณหลวงเซ็นชื่อยกให้บัวสวรรค์เสร็จเรียบร้อย แพงไม่ค่อยพอใจมีปากเสียงกับกล้าอีกเล็กน้อย แล้วหันไปคำรามใส่บัวสวรรค์ที่มาพร้อมติ่งกับพึ่งเพื่อจะเก็บข้าวของของตนไปให้หมด
พึ่งเต็มใจเก็บของให้บัวสวรรค์โดยไม่สนใจแพงที่ห้ามปราม...บัวสวรรค์ได้ทียิ้มเยาะ
“เรื่องเมื่อวานเธอคงคิดสินะว่าเธอเป็นคนชนะ”
“ฉันได้บ้าน ได้ครอบครองคุณหลวง ได้สะใจที่แก้แค้น ไม่เรียกชนะแล้วเรียกว่าอะไร”
“คนที่ใช้กำลังวี้ดๆข่มขู่ข่มเหงคนอื่นไม่เคยชนะจริงๆหรอก คนที่เขายอมให้ บางทีแค่จำใจยอม หรือแค่อยากตัดความรำคาญ คนที่กระทำคนอื่นนั่นต่างหาก ยืนอยู่บนชัยชนะจอมปลอมที่น่าสมเพช”
“น่าสมเพชยังไง” แพงเสียงแข็ง
“ครั้งนี้คุณอาแค่ยอมให้ แต่คุณอาจะไม่ยอมแพ้ คุณหลวงของเธอก็เหมือนกัน ชั่วข้ามคืนมาหลงใหลเธอ แล้วรู้ได้ยังไงว่าชั่วข้ามคืนจะไม่กลับไปหลงใหลพี่ชื่น เธอผูกมัดคุณหลวงไว้ด้วยอะไรล่ะ สิ่งนั้นมั่นคงแค่ไหน เธอมั่นใจในสิ่งที่ผูกมัดนั้นแค่ไหน ว่ามันจะยั่งยืนไปกว่าความรักบริสุทธิ์ที่พี่ชื่นมีกับคุณหลวง”
แพงคิดตาม สีหน้าวิตกกังวลวูบหนึ่ง “พูดมากจริง จะชนะด้วยอะไร แต่ฉันก็ชนะแล้วกัน”
“เพราะมีความมืดจึงมีแสงสว่าง เพราะมีคนเลวจึงมีวีรบุรุษ เพราะมีความหลงใหลจอมปลอมอย่างเธอจึงมีความรักแท้ ฉันเชื่อเสมอ คุณหลวงจะกลับไปเป็นของพี่ชื่น ชัยชนะของความชั่วจะอยู่ชั่วคราว แต่ความดี คนดี คือชัยชนะที่ยั่งยืน คอยดูไปเถอะ”
บัวสวรรค์มั่นใจในความเชื่อของตนจนแพงกลายเป็นฝ่ายกลัวอยู่ลึกๆ ส่วนกล้าจับตามองบัวสวรรค์ด้วยความพอใจที่เธอยังคงเข้มแข็งและเชื่อมั่นในความรักแท้ของคุณหลวง ซึ่งเขาเองก็เชื่ออย่างนั้นเช่นกัน
ooooooo
เมื่อคุณหลวงไม่ไปทำงานหลายวันเข้า ทหารรับใช้จึงนำเอกสารสำคัญมาให้เซ็นถึงเรือน แต่เจอแพงเสียก่อน แพงแสดงตัวเป็นเมียคุณหลวงก่อนจะดุด่าทหารคนนั้นจนเปิดเปิงกลับไปเพียงเพราะเขาเข้าใจว่าแพงคือบ่าวไม่ใช่เมีย
ไล่ทหารคนนั้นไปแล้ว แพงเหลือบเห็นชายอีกคนทำลับๆล่อๆหน้าเรือน พอออกมาถามถึงรู้ว่าเป็นลูกน้องอาจารย์ชูที่ให้มาตามแพงไปพบ
เพราะมัวแต่ก่อเรื่องให้ใครต่อใครในบ้านเดือดร้อนวุ่นวายกันไปหมด แพงเลยลืมที่รับปากอาจารย์ชูว่าจะกลับไปทำงานรับใช้เป็นการตอบแทนที่แกฝังรูปฝังรอยทำเสน่ห์ให้
ปรากฏว่าพอแพงไปถึง อาจารย์ชูกำลังค้นหาตำราไสยเวทเป็นการใหญ่โดยไม่รู้ว่าแพงขโมยไปนานแล้ว แต่วันนี้แกสังหรณ์ใจเหมือนกันว่าไม่น่าจะมีใครเอาไปได้ นอกจากนังแพงที่ป้วนเปี้ยนมาทำความสะอาดเรือนให้บ่อยๆ
“หายหัวไปเลยนะนังตัวดี ไหนสัญญาดิบดีว่าจะมาทำงานรับใช้ข้า พอได้ดิบได้ดีมีผัวก็ลืมข้าเลย” อาจารย์ชูเปิดฉากหลังจากแพงปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นตำราไสยเวท
“ลืมที่ไหนกัน เอ้านี่ ฉันหยิบจากกระเป๋าคุณหลวงมาให้แล้ว คงต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแล้วล่ะอาจารย์ จะมาที่นี่บ่อยๆคงไม่ได้ ผัวฉันน่ะไม่ยอมให้ฉันไปไหนเลย ไปตลาดซื้อของทียังต้องรีบไปรีบกลับ” แพงยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้ไป
“เขาหลงเอ็งมากสิท่า...เฮอะ ก็ยังดี นึกว่าลืมกันแล้ว นี่กะว่าถ้าเอ็งหายหัว ข้าจะปั้นหุ่นดลใจเอ็งเอาให้มาอยู่ใต้ตีนข้านี่เลยทีเดียว”
“ปั้นหุ่นดลใจ ที่ใช้บังคับคนให้อยู่ในโอวาทใช่ไหม”
“ก็เออน่ะสิ เอ็งนี่มันชอบถามเรื่องคาถาอาคมเสียจริงนะ”
“ก็อยากรู้ไปงั้นเอง วันนี้ฉันลาล่ะ อาจารย์ขาดเหลืออะไรก็ส่งคนไปบอกนะ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจะเอาเงินมาให้อีก ฉันไปล่ะ” แพงขยับจะไป อาจารย์ชูรีบพูดขึ้นเสียงดังจงใจให้แพงได้ยิน
“เฮ้อ หนังสือไสยเวทของข้าท่าจะโดนขโมยไปเสียแล้ว ไม่เป็นไร ไอ้อีคนไหนที่มันบังอาจเรียนโดยไม่มีครู ประเดี๋ยวเถิดมันต้องฉิบหายไม่ได้ผุดได้เกิด”
แพงชะงักกึกแต่เก็บพิรุธรีบยกมือไหว้แล้วถอยออกมา พอเดินพ้นมาหน่อยแพงหันกลับไปมองบ้านอาจารย์ชู บ่นพึมพำอย่างยโส “มาทำเป็นขู่ หวงวิชาล่ะสิ ข้าไม่เชื่อ...ข้าไม่กลัวหรอกโว้ย”
ooooooo
หลังจากทุกข์ใจมาหลายวันเรื่องลูกสาวสุดรัก เช้าวันนี้คุณหญิงอบเชยค่อยมีรอยยิ้มขึ้นมาได้บ้าง เพราะชื่นกลิ่นลุกจากเตียงหน้าตาสดใสไม่ใช่คนป่วยนอนซมข้าวปลาไม่ยอมกิน
บัวสวรรค์เองก็เบาใจที่เป็นเช่นนี้ แต่พอเธอนำอาหารดีๆมาให้ ชื่นกลิ่นกินได้แต่เดี๋ยวเดียวก็อาเจียนออกมาหมด นั่นก็เพราะชื่นกลิ่นแพ้ท้องแต่ไม่มีใครเฉลียวใจ แม้แต่เจ้าตัวเอง
ขณะดูแลเอาใจใส่ชื่นกลิ่นกันอยู่นั้น ทหารคนเดิมที่มาเมื่อวานเยี่ยมหน้าเข้ามาพร้อมเอกสารที่ต้องการให้คุณหลวงเซ็น
“กระผมมาจากในค่ายทหาร ต้องการมาพบคุณหลวงภักดีบทมาลย์ ท่านไม่ได้ไปทำงานหลายวัน มีเอกสารด่วนให้เซ็นหลายฉบับขอรับ”
“มันไปอยู่เรือนหลังเล็ก...ไม่มีใครบอกรึ” คุณหญิงแหวทันที
“มีคนบอกแล้วขอรับ เมื่อวานรอที่โถงเรือนหลังเล็ก เมียของท่านก็ออกมาไล่”
ชื่นกลิ่นฟังแล้วหน้าเสียจะร้องไห้ อบเชยเห็นเข้าเลยส่งเสียงดังดุออกไป
“นั่นใช่เมียที่ไหน เมียคนเดียวของคุณหลวงนั่งอยู่นี่ ที่คุณเจอน่ะ เขาเรียกนังโสเภณี”
ทหารสะดุ้งตกใจไม่กล้าสบตาใครๆ บัวสวรรค์ท่าทีเกรงใจถามเรื่องเอกสารที่จะให้คุณหลวงเซ็น เขาจึงเอ่ยปากรบกวนเธอเอาไปให้ท่านเซ็น เพราะเป็นเอกสารสำคัญต้องใช้เร่งด่วนจริงๆ
“พวกเราก็ไม่มีใครอยากไปเหยียบเรือนนั้นเหมือนกัน เสนียดจัญไรมันจะกระเด็นมาถึงตัว ดูเอาเถิด ไปเสพสมกับคนชั้นต่ำไม่เท่าไหร่ ก็ตกต่ำตามมันไปแล้ว งานการไม่รู้จักทำ...นี่พ่อคุณ วานไปทูลเสด็จในกรมที ให้ไล่มันออกไปเลย” คุณหญิงโพล่งขึ้นอย่างมีอารมณ์ ชื่นกลิ่นรีบจับมือแม่พลางส่ายหน้าขอร้องไม่ให้ทำอย่างนั้น คุณหญิงยิ่งหงุดหงิดไม่ได้ดังใจ พล่ามออกมาอีกอย่างแค้นใจคุณหลวง “ธรรมชาติของคนย่อมไหลไปกับสิ่งรอบข้าง มีเมียดีย่อมไปสู่ที่เจริญ มีเมียเลวย่อมไหลไปสู่ที่ต่ำ สักวันหนึ่งเถิด คุณหลวงจะต้องหมดอนาคตเพราะนังสวะนั่น”
ขณะเดียวกันนั้นที่เรือนเล็ก คนโดนด่ากำลังนอนหลับสบายโดยมีแพงนอนลืมตาโพลงอยู่ข้างๆ แพงนึกถึงวาจาเหมือนรู้ทันของบัวสวรรค์เมื่อวันก่อนแล้วอดวิตกกังวลไม่ได้ เนื่องจากรู้ตัวดีว่าตนได้ครอบครองและเหนี่ยวรั้งคุณหลวงเอาไว้ด้วยคาถาอาคม ดังนั้นแพงจึงบอกตัวเองว่า เราต้องศึกษาวิชาคุณไสยเอาไว้ไม่ทอดทิ้ง
แพงแอบไปศึกษาตำราไสยเวทที่ขโมยมาจากอาจารย์ชูในที่ลับตาคนแล้วบริกรรมคาถาจนสัมฤทธิผล ก่อนจะทดลองกับนังนวลที่เป็นอริกัน ผลปรากฏว่าวิชาอาคมที่แพงฝึกฝนมานั้นเล่นงานนวลได้ชะงัด นวลตกอยู่ในอำนาจของแพง ยินยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ทำร้ายตัวเอง
“ตำรานี้บอกว่าคุณไสยจะได้ผลกับคนสามชนิด หนึ่ง...คนที่มีกรรมเวรอยู่เดิมต้องชดใช้ สอง...คนที่กำลังดวงตก จิตใจหดหู่เศร้าหมองติดอยู่ในกระแสอกุศล และสาม...คนที่ไม่มีศีลธรรม เพราะคนเหล่านี้ไม่มีเทวดาคุ้มครอง หรือเรียกว่าคนจิตอ่อน เอ็งเป็นคนจิตอ่อนขนาดนี้เชียวหรือนังนวล ฮะฮะฮ่า” แพงหัวเราะสะใจมองนวลที่ยังไม่หยุดโขกหัวตัวเองกับเสา ดวงตาแข็งทื่อเพราะโดนของ
ooooooo
คาถาอาคมของแพงในอดีตนั้น แม้ตายกลายเป็นผีแพงก็ยังนำมาท่องกำกับศามนในปัจจุบัน โดยดึงเอาเดือนแรมเข้ามาร่วมด้วย เพราะเดือนแรมมีเรือนร่างทรงเสน่ห์ ประกอบกับเธอชอบพอศามนอยู่เป็นทุน จึงเป็นเรื่องง่ายที่แพงจะครอบงำกำกับเดือนแรมให้ได้อย่างใจ
ในยามที่แพงสวดคาถา ศามนหลงใหลเดือนแรมไม่โงหัว ขนาดรัมภาช็อกเข้าโรงพยาบาลแล้วอนุกูลพยายามโทร.ตาม ศามนก็ไม่สนใจที่จะรับ พอเดือนแรมได้ยินก็ดึงซิมโทรศัพท์ศามนทิ้งด้วยความรำคาญ
หลังจากตรากตรำกรำศึกบนเตียงนอนมาหลายคืน เช้านี้เดือนแรมต้องโด๊ปไข่ลวกถึงสองฟอง ดีดี้เสิร์ฟไปขำไป พอได้จังหวะก็โชว์ภาพรัมภากับอนุกูลในโทรศัพท์มือถือที่ตัวเองแอบถ่ายเอาไว้ เดือนแรมสะใจเป็นบ้าเพราะภาพนั้นสองคนค่อนข้างใกล้ชิดราวกับคู่รัก จึงจะเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อให้ศามนบอกเลิกกับรัมภา แล้วถ้าได้ศามนมาจริงๆ ตนจะปิดตลาดเลี้ยงโต๊ะจีน จุดพลุฉลองสามวันเจ็ดวัน แล้วให้รางวัลดีดี้เพิ่มอีกอย่างงาม
เช้าวันเดียวกัน อนุกูลที่ยังเฝ้ารัมภาอยู่โรงพยาบาล เขาตัดสินใจโทร.หาพัชนีเพื่อให้เธอไปเอาเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวที่คอนโดฯมาให้ เพราะเขาไม่อยากทิ้งรัมภาไว้คนเดียว และตอนเย็นเขาต้องไปรับเด็กแฝดที่ไปเรียนพิเศษด้วย
พัชนีเพิ่งรู้ว่ารัมภาเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว เธอจะซักถามแต่อนุกูลเร่งให้ทำตามที่บอกก่อนแล้วค่อยมาคุยกันที่นี่ แต่พัชนีอึกอักลังเลเพราะวันนี้เธอมีเพื่อนมาจากเมืองนอกต้องเทกแคร์
“คนอย่างเธอมีเพื่อนเป็นคนด้วยเหรอ นึกว่ามีเพื่อนเป็นแค่พระกับชี”
“เพื่อนใหม่ เจอกันในเน็ตน่ะค่ะ เขาเป็นคนไทยแต่ไม่มีบ้านอยู่เมืองไทย เลยไปไหนไม่ค่อยถูก ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวไปเอาเสื้อผ้าให้คุณก่อน แค่นี้นะคะจะได้รีบออกไป” พัชนีวางสาย...อนุกูลเซ็ง โมโหจี๊ดๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เดาไปเรื่อยว่าเพื่อนที่ไหน เพื่อนผู้ชายหรือแฟนกันแน่!
ooooooo
ที่เรือนเล็ก บุญสืบกับพ่อแม่ยกสำรับอาหารมาร้องเรียกศามนครู่หนึ่งก่อนจะเห็นเดือนแรมเดินเฉิดฉายออกมา พอรู้ว่าเมื่อคืนเดือนแรมค้างกับศามน สามคนพ่อแม่ลูกเลยรุมด่าเธอกันใหญ่ แต่ด่าไปด่ามามีเหตุต้องพากันเผ่นออกจากเรือนเพราะนางคำโดนผีแพงหลอกเข้าเต็มๆ หนำซ้ำระหว่างเดินกลับเรือนใหญ่ผีแพงยังตามหลอกหลอนทั้งสามคนจนขนหัวลุก
ผ่านไปจนกระทั่งเที่ยงกว่าๆ ศามนเพิ่งตื่นนอน เขาแปลกใจว่าตัวเองนอนได้ยังไงตั้งสิบกว่าชั่วโมง แล้วนึกถึงรัมภา ถามเดือนแรมว่ามีคนโทร.หาตนบ้างไหม เดือนแรมปฏิเสธพร้อมหยิบโทรศัพท์มาให้ดู
“ผมจะออกไปข้างนอก” ศามนลุกขึ้นเดิน ฉับพลันมีควันสีดำลอยเข้าปะทะ พร้อมๆกับบทสวดของผีนังแพง ตามด้วยคำสั่งอันเฉียบขาดดุดันของมัน
“หยุดนะ ท่านไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ทุกครั้งที่ท่านคิดถึงนังนั่น จะออกไปหานังนั่น ท่านจะเจ็บปวดจนทำอะไรไม่ได้”
ศามนปวดหัวมากจนต้องนั่งลงอย่างเดิม เดือนแรมเห็นดังนั้นรีบเข้าประคับประคอง
“ตายจริง ปวดหัวหรือคะ งั้นนอนลงก่อนค่ะ พักผ่อนก่อน ปวดหัวแบบนี้จะไปไหนได้ กินข้าวกินยาก่อนนะคะ เดี๋ยวเดือนไปเอามาให้”
แม้ไม่เข้าใจนักว่าจู่ๆเขาเป็นอะไรแต่เธอก็กระดี๊กระด๊าออกไปด้วยรอยยิ้ม...
ส่วนทางโรงพยาบาลที่รัมภารักษาตัวอยู่ พัชนีเอาของที่อนุกูลต้องการมาให้ พร้อมด้วยอาหารที่เขาชอบ ขณะที่เธอคุยกับเขา เสียงโทรศัพท์เธอดังหลายครั้ง เธอรีบปิดเสียงเพราะกลัวรัมภาจะตื่นขึ้นมา
“เพื่อนโทร.มาน่ะค่ะ...คุณภาน่าสงสารจังเลยนะคะ คนเดี๋ยวนี้ร้ายจริงๆ เป็นเมียน้อยยังไม่รู้จักอาย แล้วนี่ต้องอยู่ถึงเมื่อไหร่คะ”
“นี่เพิ่งหลับไป ตื่นมาตั้งแต่เช้าเอาแต่เหม่อ ไม่ร้องไห้ ไม่พูดไม่จา ถ้ากลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติไม่ได้ หมอคงไม่ยอมให้ออกจากโรงพยาบาล”
พัชนีพยักหน้ารับรู้ พร้อมๆกับมือถือสั่นเพราะมีสายเข้า เธอก้มมองแล้วบอกเขาว่า “เพื่อนโทร.มาตามอีกแล้ว เขารออยู่ที่โรงแรมเกือบชั่วโมงแล้ว ไปก่อนนะคะ เดี๋ยวตอนเย็นจะไปรับเด็กแฝดที่โรงเรียนให้ ไม่ต้องห่วงค่ะ”
.
........................................................................
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep10/page1
บ่วง ตอนที่ 10
เช้าวันรุ่งขึ้น อนุกูลไปทำงานตามปกติ ขณะเดินผ่านห้องศามน เขาอดมองเข้าไปไม่ได้ เมื่อไม่เห็นเจ้าของห้องจึงหันไปเอ่ยกับวรรณศิกาและพัชนีที่หอบเอกสารกัน เข้ามา
“สายปานนี้แล้ว คุณศามนยังไม่มาทำงานอีกหรือ”
“ไม่มาไม่เท่าไหร่ โทร.ไปไม่รับสายนี่สิ นี่มันชักไปกันใหญ่แล้วนะ ทำตัวเหมือนคนไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ยอมรับสายใครเลย” วรรณศิกาบ่นพึม
“แล้วเอกสารพวกนี้ล่ะคะพี่วรรณ จะให้เอาไปวางไว้หรือว่า...”
“เดี๋ยวผมดูให้เอง” อนุกูลรับเอกสารไปจากพัชนี วรรณศิกายังมองเข้าไปที่โต๊ะศามนแล้วอดบ่นขึ้นมาอีกไม่ได้
“ตอนเจอคุณมน เล่นเอาฉันเพ้อไปเลย เจอเจ้านายหล่อ สุภาพ ใจดี ทำงานเก่ง แล้วดูสิ ฮึ่ย! ไม่อยากเชื่อว่าจู่ๆจะกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้”
ขณะที่ลูกน้องพากันเบื่อหน่าย ศามนกำลังมีความสุขอยู่กับเดือนแรมที่เรือนเล็ก โดยมีผีนังแพงนอนขนาบอยู่อีกข้างอย่างสะใจ ส่วนผีอบเชยเฝ้าวนเวียนที่โรงพยาบาลเพราะเป็นห่วงรัมภาหรือชื่นกลิ่นที่เอาแต่เหม่อลอย ไม่พูดไม่จาเหมือนเป็นใบ้...
ผ่านไปจนถึงเที่ยง อนุกูล พัชนี วรรณศิกา ลงไปกินข้าวด้วยกันเหมือนเคย แต่แล้วเกิดความผิดปกติขึ้นจนวรรณศิกาแปลกใจสงสัย อนุกูลดูเอาใจใส่พัชนี ตักอาหารให้เหมือนคนรัก ฝ่ายพัชนีก็หน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด นี่เองทำให้วรรณศิกาอยากรู้จนเนื้อเต้น ไล่บี้พัชนีที่ลุกหนีออกไปด้วยความเขิน
วรรณศิกาคาดคั้นพัชนีเพื่อให้แน่ใจว่าอนุกูลคิดยังไงกับลูกน้องของตน แต่คำตอบที่ได้ก็ยังคลุมเครือเพราะพัชนีบอกว่าอนุกูลเข้าใจยาก เขาเคยบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงอย่างเธอ แต่บางทีก็ทำท่าทางแปลกๆ เขาอาจจะอยากแกล้งเธอเหมือนทุกทีก็ได้
“ไม่หรอก เขาคิดจริงๆ พี่น่ะเป็นเลขาแผนก ทำงานให้เขามาตั้งแต่เขาเรียนจบนั่นแหละ มีอะไรเขาก็เล่าให้พี่ฟังหมด”
“พี่วรรณชอบพูดว่าเขาเจ้าชู้ แล้วก็ชอบออกไปกับผู้หญิง”
“ผู้ชายผู้หญิงเดี๋ยวนี้ เป็นโรคกกลัวความรัก กลัวความผูกพัน คุณนุเป็นคนฉลาด จะยุ่งแต่กับผู้หญิงที่ไม่ผูกมัดเขา เหมือนกระสือไง ตกดึกก็วาบๆ กินแต่อาจม”
“ยังไงคะ”
“หนึ่ง...แม่ม่ายอารมณ์เปลี่ยว สอง...แฟนสาวที่อยากประชดรัก สาม...ผู้หญิงเลว รักสนุก ที่เป็นได้แค่ของเล่นของผู้ชาย ทั้งหมดนั่นของชอบเขาเลย แต่เขาจะไม่ยุ่งกับผู้หญิงดีๆ เพราะเขาไม่อยากผูกมัด”
“นี่พี่จะบอกว่า...เขาคิดกับหนู”
“ก็น่าจะจริงนะ แต่ดูๆไปก่อนก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบ...แหม ผิดปากเจ๊ที่ไหน ว่าแล้วเชียว มันต้องกินไก่วัดฉันแน่ๆ ไอ้สมภารตัวดี คบกันแบบนี้อีกหน่อยหนูก็ต้องแสดงสปิริตให้บริษัทด้วยการลาออก ฉันก็ต้องหาคนมาทำงานใหม่ โฮ้ย...เหนื่อยเจ๊อีกละ เอ้า แล้วนี่ยืนตาลอยหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเชียว”
พัชนีหันหน้าหนีด้วยความเขิน วรรณศิกาเห็นแล้วยิ้มเอ็นดู เมื่อครู่บ่นไปประสาคนช่างพูด แต่ความจริงดีใจที่เขาชอบกัน
ooooooo
เมื่อวานเพิ่งจะบ่นกันเรื่องศามนไม่มาทำงาน พอวันนี้ทราบว่าเจ้านายที่สิงคโปร์จะประชุมทางอินเตอร์เน็ตซึ่งศามนต้องอยู่ด้วยในฐานะผู้บริหาร ทำให้อนุกูลหงุดหงิดโมโหศามนขึ้นมาอีก แล้วตัดสินใจว่ายังไงวันนี้ตนต้องไปคุยกับศามนให้รู้เรื่อง
อนุกูลออกจากออฟฟิศพร้อมวรรณศิกาและพัชนี เมื่อไปถึงเรือนเล็กพบศามนอยู่กับเดือนแรม อนุกูลใส่ไม่ยั้งเรื่องเขาไม่รับโทรศัพท์ รัมภาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ไปเยี่ยม ทั้งที่เธอป่วยเพราะเขาเป็นต้นเหตุ
ศามนตกใจ เช็กโทรศัพท์พบว่าไม่มีซิม ส่วนเรื่องรัมภาไม่สบาย เขาไม่ทันจะพูดอะไร เดือนแรมก็ช่วงชิงตอบโต้อนุกูลว่า
“คุณศามนไม่ใช่หมอ ถึงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ โรคบ้านะคุณ รักษายากจะตาย”
“แล้วงานการน่ะตกลงจะทำมั้ย ผมวุ่นทั้งวันเพราะคุณคนเดียว”
“ตกลงที่มาตามเพราะไม่อยากเหนื่อยว่างั้น ไหนบอกเป็นเพื่อน ช่วยๆกันหน่อยไม่ได้หรือไง”
เดือนแรมเถียงแทนตลอดจนอนุกูลไม่พอใจ และโมโหศามนที่เอาแต่นั่งเป็นเบื้อ
“คุณมน นี่คุณเป็นอะไรไป คุณไม่ใช่คนแบบนี้นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงคนนี้ไม่มีอะไรสู้คุณภาได้เลย ยิ่งคบยิ่งตกต่ำ รู้ตัวมั้ย”
“นี่มันจะมากไปแล้วนะ ทำเป็นว่าคนอื่น ตัวคุณดีแค่ไหนกันเชียว”
“ทำไม ตัวผมเป็นไง”
“ตอนแรกฉันไม่อยากแฉหรอกนะ แต่ไหนๆก็ไหนๆ คุณมนฟังให้ดีนะคะ ผู้ชายคนนี้เพื่อนคุณกำลังสวมเขาคุณ เขามีอะไรกับเมียคุณมานานแล้ว”
“พูดพล่อยๆ” อนุกูลตวาดเดือนแรมอย่างมีอารมณ์ แต่อีกอึดใจเดียวศามนเดือดมากกว่าหลังได้เห็นรูปรัมภากับอนุกูลในโทรศัพท์มือถือเดือนแรม
ศามนทั้งด่าทั้งชกต่อยอนุกูลเพราะเข้าใจผิดว่าเขามีอะไรกับรัมภา วรรณศิกากับพัชนีตกใจและช่วยห้าม แต่พอเห็นรูปหลักฐานนั้น สองสาวก็สะอึกอึ้งไปอย่างคิดไม่ถึง
วรรณศิกาไม่เชื่อ ถามอนุกูลว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดใช่ไหม อนุกูลนิ่งคิดในใจว่าจะหลอกให้ศามนหึงเพื่อให้ทิ้งเดือนแรมกลับไปหารัมภา จึงต้องยั่วเขาต่อไป
“ทีตัวเองมีชู้...ทำได้ แต่พอเมียมีมั่ง โมโหงั้นหรือ”
พัชนีกับวรรณศิกาอึ้งอีกรอบ ศามนอยากได้ยินคำตอบชัดๆ ว่าจริงหรือไม่จริง อนุกูลไม่ตอบแต่กลับย้อนถามเขาว่า
“แล้วถ้าผมมีอะไรกับคุณภาจริงๆล่ะ ใครๆก็รู้ ผมชื่นชมคุณรัมภาเมียคุณมาตั้งนานแล้ว”
ขาดคำ ศามนพุ่งเข้าใส่อนุกูลทันที แต่คราวนี้รายนั้นไวกว่าต่อยสวนเปรี้ยงเข้าหน้าศามนเซลงไป ท่ามกลางเสียงวี้ดว้ายของผู้หญิง
“ฟังนะ ถ้าคุณรักเมียคุณ หวงเมียคุณ ก็เลิกกับผู้หญิงคนนี้ซะ ไม่งั้นผมจะแย่งคุณรัมภาไปจากคุณ”
“ไอ้อนุกูล แก...” ศามนเดือดสุดๆ ลุกขึ้นชกอนุกูล แต่พลาดเป้าเซไปโดนข้าวของหล่นแตกกระจาย เดือนแรมกรีดร้องวิ่งเข้าไปประคองเขาไว้
“คนเรามีของดีอยู่ในมือ เห็นเขาไม่ดิ้น ก็เลยคิดว่าเป็นของตาย ถ้ามันไม่หาย คงไม่มีวันรู้สึกสินะ เอาเลยโง่ให้พอ คนอื่นเขาจะได้ครอบครองของชิ้นนั้นบ้าง”
“แกมันโรคจิต ไอ้คนโรคจิต ชอบยุ่งกับเมียชาวบ้าน”
ศามนชี้หน้าด่า อนุกูลยักไหล่ไม่แคร์แล้วเดินออกไป วรรณศิกากับพัชนีงงเป็นไก่ตาแตก มองกันเลิ่กลั่กก่อนก้าวตามอนุกูลออกไป
พ้นตัวบ้านมาแล้ว วรรณศิกาวิ่งปราดมาถามอนุกูลว่า “นี่มันอะไรกัน มันเป็นเรื่องจริงหรือ แล้วคุณกับหนูพัชล่ะ”
“พัช!” ชายหนุ่มได้สติ เมื่อสักครู่เขาทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบเลยลืมนึกถึงพัชนี
“มันยังไงกัน คุณกับคุณภา คุณกับหนูพัช”
“พัชบอกแล้วไงคะ ว่าคุณนุน่ะเขาชอบแกล้งพัช เขาเห็นพัชโง่ๆ เซ่อๆ เขาก็แกล้งเล่นเหมือนทุกครั้งนั่นแหละค่ะ” พัชนีพูดเสร็จเดินหนีไปทันที
“ตกลงว่าไง ฉันงงไปหมดแล้ว อะไรจริง อะไรไม่จริง บอกมาได้ไหม” วรรณศิกาจ้องหน้าคาดคั้น แต่อนุกูลหันหนีไม่พูด ยังโมโหศามนไม่หาย ตอนนี้มีแต่เป็นห่วงรัมภาและเด็กๆ
ooooooo
เหตุการณ์เมื่อวานที่บ้านศามนทำให้พัชนีร้องไห้เสียใจ ครั้นรุ่งขึ้นมาทำงานเธอพยายามไม่อยู่ใกล้อนุกูล และไม่คุยเรื่องอื่นนอกจากงาน อนุกูลดูออกและแอบดีใจที่เธอมีใจให้เขา แต่ยังนึกสนุกแกล้งเธอต่อไปด้วยการดุให้เธอแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกัน อย่าเอาเวลางานมานั่งเหม่อลอย
พัชนีโกรธแต่ไม่พูดอะไร พอเลิกงานเธอแยกตัวไปนั่งคนเดียวกินข้าวคนเดียว วรรณศิกามาทีหลังเดินเข้าไปนั่งข้างอนุกูลแล้วพูดคุยเรื่องพัชนีไม่กี่คำก่อนตบหัวเขาไปทีด้วยความหมั่นไส้
“เฮ้ย หน้าเกือบจะทิ่มข้าวอยู่แล้ว คุณเป็นเลขาฯผมนะ นับถือกันหน่อยสิ ไม่กลัวถูกไล่ออกหรือไง”
“ก็บอกแล้วไง ผัวรวย อยากไล่ก็ไล่สิ ไล่เดี๋ยวนี้... อีกอย่างนะ เวลางานฉันนับถือว่าคุณเป็นนาย เวลาเลิกงานคุณนับถือฉันเป็นพี่สาว”
“โธ่โว้ย!” อนุกูลพูดไม่ออก ได้แต่โวยวายด้วยความเซ็ง
“หัวใจผู้หญิงไม่ใช่ผักใช่ปลานะ สงสารเขามั่ง แล้วไอ้ที่ไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้านนั่นอีก โฮ้ย เป็นน้องนุ่งแท้ๆเตะตูดโด่งออกไปโน่นแล้ว...ยิ่งพูดยิ่งแค้น”
วรรณศิกาหัวเสียออกไป อนุกูลยิ้มเจ้าเล่ห์ ยกจานข้าวเดินมานั่งโต๊ะเดียวกับพัชนี พอเธอลุกหนีไปโต๊ะอื่น เขาก็ตามอีก ทำอย่างนี้อยู่สองสามครั้ง ที่สุดพัชนีก็ทิ้งจานข้าวของตัวเองเดินหนีไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ooooooo
ที่โรงพยาบาล รัมภาท้อแท้นอนหลับแทบทั้งวัน โดยที่วิญญาณอบเชยรำพันปลอบโยนด้วยความสงสาร ให้ลูกแม่อดทน ลุกขึ้นสู้ ลูกต้องชนะนังแพงให้ได้ หากลูกตายไป เด็กสองคนจะเป็นยังไง
ค่ำคืนเดียวกันนั้นที่เรือนใหญ่ รัสตี้กับไลล่าลูกแฝดของรัมภากำลังโหยหาพ่อแม่ ยิ่งคืนนี้อนุกูลกับพัชนีไม่มาอยู่เป็นเพื่อน เด็กๆพากันเหงาหงอย พอบุญสืบเอาข้าวมาให้กินแล้วรีบร้อนไปรอดูละครตอนอวสาน เด็กแฝดจึงชวนกันออกไปเรือนเล็กเพราะอยากเจอพ่อ แต่ก็เจอนางมารตัวเป้งอย่างดีดี้กับเดือนแรมกางกั้น โดยมีผีนางแพงท่องคาถาสะกดศามนเอาไว้ไม่ให้ออกมาหาลูก
ในที่สุด เด็กแฝดถูกสองนางมารผลักไสออกจากเรือนไปทั้งน้ำตา ไลล่าเสียใจที่เดือนแรมบอกว่าพ่อไม่อยากพบเด็กงอแงน่าเบื่อ และที่เด็กๆตระหนกตกใจอย่างมากก็คือเดือนแรมยืนยันว่าพ่อกับแม่ของพวกเธอทะเลาะกัน อีกไม่นานก็เลิกกัน แม่เธอเสียใจจนไปอยู่โรงพยาบาล
ไลล่าร้องไห้โฮจะไปหาแม่ และไม่ยอมรอให้อนุกูลพาไปตามที่รัสตี้บอก หนูน้อยเดินดุ่ยออกไปทางถนนหน้าเรือนใหญ่ ส่วนรัสตี้วิ่งเข้าไปในบ้านหยิบแบงก์ห้าร้อยในลิ้นชักแล้วหันไปคว้าเครื่องเล่นเกมของตัวเองตามน้องสาวออกไป
เด็กสองคนเดินไปเรียกแท็กซี่ที่ถนนใหญ่ คนขับแปลกใจที่มืดค่ำเด็กมากันตามลำพัง แต่พอเห็นว่ามีเงินจึงไม่ปฏิเสธ มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลที่แม่รักษาตัวตามที่เด็กชายบอก
บุญสืบกับพ่อแม่ดูละครเพลินโดยไม่รู้ว่าคุณหนูๆ หายไปแล้ว จนกระทั่งพัชนีโทร.มาขอคุยกับเด็กๆ คราวนี้พวกเขาหูตาตื่นวิ่งกันพล่านไปหมด
ระหว่างทางนั่งแท็กซี่ไปหาแม่ เด็กแฝดถูกคนขับซักถามไปเรื่อย นานเข้ารัสตี้เกิดระแวงว่าเขาจะเป็นคนร้าย แถมยังกระซิบบอกไลล่า จนเกิดอาการหวาดกลัวไปด้วยกัน
เวลาเดียวกันนั้นที่โรงพยาบาล วิญญาณอบเชยเข้าฝันรัมภาที่ยังหลับสนิท โดยเน้นเรื่องความผูกพันระหว่างแม่ลูก
“ภาระที่ติดตัวอยู่กับผู้หญิงทุกคนทุกสมัยคือภาระความเป็นแม่ เพราะมีลูกแม่จึงไม่เคยมีชีวิตของตนเอง เพราะ มีลูกนี่เอง แม่ทุกคนจึงมีความอดทนสูงยิ่งกว่าผู้ชาย”
“รัสตี้ ไลล่า...” รัมภาครางชื่อลูก
“คิดถึงลูกเอาไว้ แล้วแม่ชื่นจะชนะนังแพง”
“คิดถึงลูกเอาไว้หรือคะ วิธีที่จะชนะผีร้ายตนนั้น”
“เมื่อสมัยก่อน ในเวลาที่คุณหลวงหลงใหลอีแพงจนไม่อยากกลับมาหาชื่นกลิ่น เวลานั้นลูกอ่อนแอเหมือนอย่างนี้”
“อ่อนแอเหมือนอย่างนี้ เคยเจ็บปวดเพราะผู้ชายคนเดียวกันเหมือนตอนนี้ ทั้งในชาติอดีตและชาตินี้เลยหรือคะ”
“ใช่ เจ็บป่วย กินไม่ได้นอนไม่หลับเหมือนกัน”
“เมื่อชาติที่แล้ว ลูกฆ่าตัวตายไปหรือเปล่าคะ”
“ไม่...ไม่เลย เวลานั้นลูกชื่นกลิ่นของแม่กลับมาเข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง ลูกเหมือนผู้หญิงทุกๆคน เข้มแข็งขึ้น เพราะหน้าที่ความเป็นแม่”
“หน้าที่ความเป็นแม่ นี่หมายความว่า...”
“แม่จะเล่าเรื่องในเวลานั้นให้ฟัง”
อบเชยย้อนเวลากลับสู่อดีตอย่างเด่นชัด...วันนั้นแพงวางตัวเป็นคุณนายเคียงคู่คุณหลวงอยู่เรือนเล็ก นวลถูกเวทมนตร์คาถาครอบงำจึงคอยดูแลรับใช้แพงอย่างบ่าวที่จงรักภักดี ต่างจากกล้าที่เมียงมองมาแล้วค่อนขอดแพงอย่างไม่พอใจ
“อยู่บ้านใหญ่ ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ดื่มน้ำส้ม มีบ่าวให้ใช้งาน ตอนนี้คุณมีทุกอย่างเหมือนคุณชื่นเลยสินะ”
“มีเหมือนกันน่ะ ไม่พอหรอก ต้องมีเหนือกว่า”
“เหนือกว่า?” กล้าทวนคำด้วยสีหน้างงๆ
“มีทายาทไง คุณหลวงอยู่กับแพงทั้งวันทั้งคืน ยังไง ก็ต้องท้อง เมื่อแพงมีทายาท แพงก็จะกลับบ้านเดิมคุณหลวง แม่ของคุณหลวงต่อให้ดุแค่ไหนก็ต้องยอมรับหลาน ถึงเวลานั้นแพงก็จะได้เป็นเมียหนึ่งเมียเดียวของคุณหลวง”
“แผนการยาวไกล ฮึ พระเจ้าจะเข้าข้างคนเลวอย่างเอ็งขนาดนั้นเชียวรึนังแพง” กล้าพึมพำแล้วถอยห่างออกไป พอเห็นนวลถือถาดใส่ของดองหลายอย่างผ่านเข้ามา กล้าจ้องตามด้วยความสงสัย
“ของที่คุณแพงสั่งมาแล้วค่ะ” นวลวางถาดนั้นลง คุณหลวงก้มมองแล้วอดท้วงไม่ได้
“ทำไมวันนี้กินของพวกนี้ล่ะ เปรี้ยวๆทั้งนั้นเลย”
“ก็แพงอยากกินนี่คะ จู่ๆตื่นเช้ามาก็อยากกิน คุณหลวงกินข้าวไปคนเดียวนะ แพงมีของพวกนี้ก็อิ่มแล้ว” แพงจีบปากจีบคอจงใจให้กล้าได้ยิน แต่กล้าทำเหมือนไม่สน ทั้งที่ในใจนั้นรุ่มร้อนเหมือนไฟลน
ขณะเดียวกันที่เรือนใหญ่ คุณหญิงอบเชยตามหมอมาดูอาการชื่นกลิ่นที่อ่อนเพลียทุกวัน กินอะไรก็อาเจียนออกมาหมด หมอตรวจชีพจรครู่เดียวก็ได้คำตอบที่น่ายินดีว่าชื่นกลิ่นตั้งท้อง
“ลูกชื่นท้องงั้นรึ นี่แสดงว่าที่ทานข้าวไม่ได้มานมนาน ที่กินแล้วอ้วกออกมานี่เพราะท้อง ไม่ใช่เพราะเสียใจงั้นรึ”
หมอพยักหน้ายืนยัน บัวสวรรค์ดีใจโผมาแสดงความยินดีกับชื่นกลิ่นที่ท่าทางยังช็อกกับข่าวดีที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อน...
เพียงวันรุ่งขึ้น ข่าวชื่นกลิ่นท้องก็รู้ถึงหูแพงอย่างรวดเร็ว คุณหญิงอบเชยกับเพ็ญสะใจเป็นบ้า พูดจาเยาะเย้ยถากถางแพงที่คิดว่าตัวเองท้องกับคุณหลวง
“หมอยืนยันว่าชื่นกลิ่นท้องได้สองเดือนกว่าแล้ว ทายาทของคุณหลวงมาเกิดกับชื่นกลิ่นไม่ใช่มาเกิดกับคนเลวอย่างมึง คุณหลวงกับชื่นกลิ่นทำบุญมาร่วมกัน ขนาดมีมารมาผจญก็ยังมีเด็กตามมาเกิด มาผูกพันคนทั้งสองไว้ด้วยกันอีก อีแพงเอ๊ย ชะตามึงขาดแน่คราวนี้”
“ไม่! ไม่จริง แพงต่างหากที่ท้องลูกคุณหลวง”
“เหรอ...ประจำเดือนขาดเล็กๆน้อยๆ อยากกินของเปรี้ยวนิดๆหน่อยๆ เอ็งก็คิดแล้วหรือว่าเอ็งท้อง ถุย! อีคนช่างฝัน ฝันกลางวัน คิดไปเองทั้งนั้น”
“ไม่จริง ฉันจะไปหาหมอ จะไปตรวจ ฉันต่างหากที่ตั้งท้อง ไม่ใช่คุณชื่น...นังนวล ไปตามไอ้มิ่งมาขับรถพาข้าไปสุขศาลา พาข้าไปเดี๋ยวนี้”
นวลรับคำแล้วลนลานออกไป แพงจ้องหน้าคุณหญิงกับบ่าวเพ็ญ เน้นย้ำอย่างมาดมั่นว่า “ฉันจะกลับมาพร้อมข่าวดี คอยดูไปแล้วกัน”
ในขณะที่แพงเดินทางไปหาหมอที่สุขศาลา อยู่ทางนี้คุณหญิงอบเชยกับเพ็ญช่วยกันเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง แม้ยังไม่รู้ว่านังแพงจะท้องหรือไม่ท้อง แต่สองนายบ่าวก็กระหน่ำสาปแช่งมันไปด้วยแรงอาฆาต
จนเมื่อแพงกลับมาด้วยความผิดหวัง เพราะหมอยืนยันว่าแพงไม่ได้ท้อง เพ็ญรู้เข้ารีบขึ้นมารายงานนายของตนด้วยความตื่นเต้นสะใจ คุณหญิงหัวเราะร่าบอก
บ่าวเพ็ญว่า ข้ามีความสุขจริงๆ
“เพ็ญก็มีความสุขเจ้าค่ะ คุณชื่นขา...อีแพงไม่ได้ท้อง คุณชื่นกลิ่นต่างหากที่มีบุพเพสันนิวาสกับคุณหลวง คุณหลวงจะต้องกลับมาหาคุณชื่น อย่าท้อใจไปนะคะ”
“แล้วถ้าเขาไม่มาล่ะ ชื่นจะทำยังไงคะคุณแม่”
“ไม่มาก็ไม่ต้องมา ช่างมัน” คุณหญิงจับมือลูกสาว ให้ได้สติว่า “ไม่มีรักใดในโลกอบอุ่นใจไปกว่ารักของพ่อแม่ ชื่นกลิ่นรู้ไหม วันที่หนูเกิดมาแม่มีความสุขแค่ไหน ทันทีที่แม่ทุกคนให้กำเนิดลูก โลกของแม่เหมือนเต็มบริบูรณ์ขึ้นมา
ชีวิตมีค่า ชีวิตมีความหมาย ชีวิตของคนเป็นแม่จะรู้จักรักที่สมบูรณ์ จนไม่อาจมีรักใดเสมอเหมือน”
“ไม่มีรักใดเสมอเหมือน เพราะลูกของเราหรือคะ”
“ใช่แล้ว ใครๆก็เข้าใจว่าลูกเป็นคนดีขึ้นมาได้เพราะคำสั่งสอนของพ่อแม่ เพราะมีรักของพ่อแม่ ลูกจึงไม่กล้าทำชั่ว แต่หากคิดให้ดี พ่อแม่เป็นคนดีขึ้นมาได้เพราะลูกเหมือนกัน”
“เพราะพ่อแม่มีลูก พ่อแม่จึงเข้มแข็งยิ่งกว่าที่เคยทำ เป็นคนดีได้มากกว่าที่เคยเป็น เพราะลูกงั้นหรือคะ”
คุณหญิงพยักหน้าอย่างอิ่มเอม บัวสวรรค์ยิ้มให้กำลังใจพี่สาว แล้วนับจากวันนี้เป็นต้นไปชื่นกลิ่นก็ต้องฝืนกินอาหารและยาบำรุงเพื่อลูกน้อยในครรภ์ ไม่ว่าอะไรที่เคยกินแล้วอาเจียน ชื่นกลิ่นต้องกินลงท้องให้ได้ เพราะแม่ย้ำนักหนาว่า เด็กในท้องของหนูกินข้าวกินน้ำผ่านจากตัวหนู ถ้าหนูไม่กิน เด็กคนนี้ก็ตาย
นอกจากนี้ แม่อบเชยยังสำทับอีกด้วยว่า
“เด็กคนหนึ่งไม่มีพ่อได้ แต่ขาดแม่ไม่ได้ หนูเป็นลูกแหง่ของแม่ เพราะตั้งแต่เล็กแม่อบเชยคนนี้จัดการทุกอย่างให้หนู แต่นับจากนี้เป็นต้นไป หนูต้องเป็นแม่คน เด็กคนนี้ต้องพึ่งแต่หนูคนเดียว เขาจะมีชีวิตเติบโตขึ้น ดีขึ้นมาหรือไม่ ขึ้นกับหนูคนเดียว...หนูต้องเข้มแข็งนะชื่นกลิ่น จะอ่อนแอ อ่อนต่อโลกอีกไม่ได้แล้ว พอกันทีกับการนอนร้องไห้เศร้าโศกเสียใจเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว พอกันทีกับการเป็นลูกแหง่ที่ไม่สิ้นสุด หนูต้องเข้มแข็ง ถึงเวลาเข้มแข็งแล้วนะลูก”
ชื่นกลิ่นพยักหน้า กลืนน้ำตาเข้าไปในอกไม่ไหลออกมาอีก “ค่ะ หนูจะคิดถึงลูกทุกครั้งที่จะร้องไห้ ลูกจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของหนู หนูจะไม่ร้องไห้อีก”
เล่ามาถึงตรงนี้ วิญญาณอบเชยที่อยู่ในฝันของรัมภาที่โรงพยาบาล เอ่ยถามขึ้นว่า
“หนูจำความรู้สึกในวันนั้นได้ไหม วันที่หนูรู้ว่าหนูเป็นแม่คน แม่ของเด็กแฝด”
รัมภาเริ่มได้สติ พยักหน้ารับและเอ่ยอย่างเข้าใจ “เพราะพ่อแม่มีลูก เราจึงเข้มแข็งยิ่งกว่าที่เคยทำ เป็นคนดีได้มากกว่าที่เคยเป็น”
“ในเมื่อจำได้แล้ว หนูรู้หรือยัง ในเวลาเช่นนี้หนูจะรอดเพราะใคร...ตอนที่ชื่นกลิ่นท้อง เกิดเรื่องปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง แม่จะเล่าให้ฟัง”
ย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครั้งตามคำบอกเล่าของวิญญาณอบเชย...เช้าวันหนึ่งคุณหลวงทราบโดยบังเอิญจากกล้าว่าชื่นกลิ่นท้อง เขาตื่นเต้นยินดีออกจากเรือนเล็กไปเรือนใหญ่ แล้วพะเน้าพะนอเอาใจเธอเรื่องอาหารการกิน คุณหญิงกับบัวสวรรค์เห็นแล้วเป็นปลื้ม ยิ้มแย้มดีใจไปกับชื่นกลิ่น
แต่รัมภาในยุคปัจจุบันที่ยังอยู่ในฝัน เธอคลางแคลงใจว่าคุณหลวงกลับมาหาชื่นกลิ่นจริงหรือ แล้วคุณไสยที่แพงทำไว้ล่ะ?
“ไม่มีใครรู้ว่าทำไมวันนั้นคุณหลวงจู่ๆก็มา บางทีมนตรามืดดำอาจพ่ายแพ้ต่อวิญญาณบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวของเด็กน้อย”
“เพราะลูกเป็นห่วง เป็นบ่วงร้อยรัดพ่อแม่เอาไว้ให้เดินไปสู่ความดีความเจริญที่ยิ่งๆขึ้นไป”
“มันเป็นอย่างนั้นเสมอ เป็นมาทุกยุคทุกสมัย หนูกับศามนมีบุพเพสันนิวาสต่อกัน แม้ผ่านเวลากี่ชาติภพ มีอุปสรรคอย่างไร สุดท้ายก็ยังมาเกิดร่วมกัน เป็นคู่ผัวตัวเมีย สิ่งนี้ล่ะที่ผีนังแพงมันแค้นใจนัก”
“หนูจะต้องไม่อ่อนแอ หนูจะต้องชนะเท่านั้น หนูกับรัสตี้และไลล่า ไม่มีทางอื่นนอกจากลุกขึ้นสู้กับผีตนนั้น ลุกขึ้นสู้เท่านั้น” รัมภาบอกกับตัวเอง พยายามรวบรวมกำลังใจขึ้นมาใหม่
ooooooo
ในคืนเดียวกันที่รัสตี้กับไลล่านั่งแท็กซี่เพื่อไปหาแม่ที่โรงพยาบาล ปรากฏว่ารถติดมากเนื่องจากมีอุบัติเหตุในเส้นทางข้างหน้า คนขับจึงเปลี่ยนไปเข้าทางลัด ทำให้รัสตี้ที่เป็นเด็กขี้ระแวงยิ่งกลัว
มากขึ้น พอได้จังหวะที่รถเสียแล้วคนขับลงไปตรวจเช็กเครื่องยนต์ รัสตี้จึงพาไลล่าวิ่งหนีไปในความมืด คนขับวิ่งตามเพื่อจะเอาค่าโดยสาร แต่ก็หาเด็กทั้งคู่ไม่เจอ
เวลาเดียวกัน อนุกูลกับพัชนีที่รู้เรื่องจากบุญสืบว่าเด็กแฝดหายไปจากบ้าน พวกเขากำลังออกตามหาโดยมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าเด็กๆคงไปหาแม่ แต่เมื่อไปถึงกลับไม่มีแม้เงา เจอแต่รัมภานอนหลับสนิทบนเตียง ซึ่งพยาบาลบอกว่าเธอหลับทั้งวัน และวันนี้ไม่มีใครมาเยี่ยม
อนุกูลกับพัชนีร้อนใจ พูดคุยกันอีกครู่ก่อนพากันตามรอยเส้นทางจากโรงพยาบาลกลับไปบ้านของเด็ก เผื่อจะเจอระหว่างทาง รัมภานอนหลับแต่เธอได้ยินทั้งหมด พอสองคนนั้นออกไปแล้วเธอลืมตาโพลง ทำให้พยาบาลตกใจ ถามว่าคุณตื่นแล้วหรือ?
ขณะขับรถออกไป อนุกูลกับพัชนีช่วยกันมองสองข้างทางตลอด ระหว่างนี้เองรัมภาโทร.เข้ามือถืออนุกูล ถามว่าเจอรัสตี้กับไลล่าหรือยัง
“นี่คุณรู้ได้ไง คุณหลับอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ฉันรู้แล้วกัน ว่าไงคะ เจอเด็กไหม”
“รถติดมากเลย สงสัยข้างหน้าจะมีอุบัติเหตุ”
“เด็กสองคนนั้นไม่เคยไปไหนเอง แล้วแกก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่”
“คุณภา ฟังผมนะ ใจเย็นๆก่อน ผมกับพัช แล้วก็พวกที่บ้านทุกคนกำลังช่วยกันออกตามหาเต็มที่ เราทุกคนจะทำให้ดีที่สุด อย่าห่วงนะครับ”
รัมภาไม่พูดอะไรอีก เธอตัดสายแล้วบอกพยาบาลให้ตามหมอมาที เธออยากออกจากโรงพยาบาล...วิญญาณอบเชยอยู่ด้วยตลอด บอกไม่ต้องห่วง แม่จะดูแลหลานๆเอง
อบเชยช่วยเหลือด้วยการดลใจให้พัชนีเปิดวิทยุฟังข่าวเกิดอุบัติเหตุเพื่อจะได้เปลี่ยนเส้นทาง พออนุกูลเลี้ยวรถเข้าซอยซึ่งเป็นทางลัด ก็เจอรัสตี้กับไลล่ากำลังยื้อยุดบางอย่างกับชายวัยรุ่นคนหนึ่ง
ไอ้หนุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะแย่งเงินห้าร้อยกับเกมของรัสตี้ แต่เด็กแฝดไม่ยอม อนุกูลจอดรถได้วิ่งพรวดมาซัดมันหลายหมัด จนมันยอมคืนของสองสิ่งนั้นให้ แต่ขอร้องอย่าเรียกตำรวจมาเลย
“ปล่อยก็ได้ แต่เอาบัตรประชาชนมา ฉันจะถ่ายรูปเอาไว้ก่อน เจอเด็กแทนที่จะช่วย น้ำใจน่ะมีไหม แหม...มันน่านัก”
อนุกูลเงื้อง่า หนุ่มมอเตอร์ไซค์ยกมือไหว้ปลกๆ รีบหยิบกระเป๋าเงินหาบัตรประชาชนมาส่งให้
ooooooo
รัมภาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จกำลังจะออกจากห้องผู้ป่วยโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของพยาบาล ทันใดนั้นเอง อนุกูลกับพัชนีพาเด็กแฝดวิ่งเข้ามา รัมภาดีใจมากสวมกอดลูกๆทั้งน้ำตา
“ผมพาน้องมา แต่มาไม่ถึง ไอ้คนนั้นมันจะเอาเงิน มันหน้าแดง มันถือปืน” รัสตี้ละล่ำละลักฟ้อง รัมภาตกใจหันมองพัชนีทันที
“เอ้อ...เข้าใจว่าแกจินตนาการไปเองค่ะ คนที่จะเอาเงินจริงเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่คุณนุเก็บหลักฐานไว้แล้วปล่อยตัวไป”
รัมภาเข้าใจ ปลอบลูกๆด้วยความสงสาร “ไม่ใช่ความผิดหนู แต่เป็นความผิดแม่เอง เป็นความผิดของแม่ แม่ต่างหากที่ลืมหนูไป แม่ต่างหาก”
จู่ๆไลล่าคุกเข่าลงจับมือคุณแม่ พูดไปสะอื้นไป “หม่ามี้...ต่อไปนี้หนูจะไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่งอแงโยเยอีกแล้ว หม่ามี้อย่าทิ้งหนูไปนะคะ”
“ไลล่า...ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะลูก”
รัสตี้น้ำตารินออกมา คุกเข่าลงวอนขออีกคน “น้าเดือนบอกว่าแด๊ดดี้เบื่อเด็ก เด็กงอแง น่ารำคาญ หม่ามี้ก็เหมือนกัน หม่ามี้เบื่อเราจริงๆหรือครับ เบื่อจริงๆหรือครับ”
ผู้ใหญ่ทุกคนตกใจมาก...รัมภาปฏิเสธปากคอสั่นว่าไม่จริง เขาพูดอย่างนั้นได้ยังไง ไม่จริงสักหน่อย
“เดือนแรมขู่เด็กอย่างนี้นี่เอง มิน่าจู่ๆถึงหนีกันออกมา” พัชนีเจ็บใจ...แต่อนุกูลเจ็บแค้นกว่า สบถออกมาอย่างเหลืออด
“เกิดมาไม่เคยด่าผู้หญิง ยายเดือนแรมนี่ขออีกทีเถอะ ต่ำจริงๆ”
“ผู้หญิงคนนั้นเขาพูดไม่จริง อย่าไปเชื่อเขานะคะ ทั้งแด๊ดดี้และหม่ามี้รักหนู ลุกขึ้นเถอะ”
เด็กๆไม่ยอมลุก รัมภาจึงคุกเข่าลงกับพื้นกอดลูกไว้...เรื่องราวอันตรายที่เกิดขึ้นในวันนี้นับว่าสุดๆแล้ว การทิ้งลูกเอาไว้ส่งผลอย่างไร
“แม่อ่อนแอ เอาแต่ป่วย เพราะแม่อ่อนแอ ลูกทั้งสองถึงถูกเขาทำร้าย คุณทวดของหนูพูดถูกแล้ว ไม่ใช่ลูกที่ได้ดีเพราะพ่อแม่ พ่อแม่ก็ได้ดีเพราะลูกเหมือนกัน ต่อไปนี้จะไม่เกิดเรื่องร้ายๆขึ้นในชีวิตหนูอีก แม่สัญญา แม่จะไม่มีวันทิ้งหนูไป แม่สัญญา”
สามแม่ลูกกอดกันร้องไห้ระงม อนุกูลเหลียวหน้าเหลียวหลัง พูดกับตัวเองอย่างหวาดผวา
“คุณทวดเหรอ...ศพที่ตั้งอยู่ที่บ้านน่ะนะ”
อีกครู่ต่อมา หลังจากรัมภาเปลี่ยนชุดกลับเป็นชุดคนไข้แล้ว เธอนั่งคุยกับอนุกูลและพัชนี โดยที่เด็กแฝดนั่งขีดเขียนวาดรูปกันเพลินอีกมุม
รัมภาบอกว่าพรุ่งนี้ตนจะขอหมอกลับบ้าน เพราะลูกต้องการตน พออนุกูลจะทักท้วง พัชนีกลับช่วงชิง
“บุญสืบเล่าว่า ตอนนี้เด็กสองคนการบ้านก็ไม่ทำ ไม่สนใจการเรียน บางทีก็ทะเลาะกัน เขากำลังจะกลายเป็นเด็กมีปัญหา”
“เอ๊า ยายนี่ คุณภาก็ต้องรักษาตัวเหมือนกัน” อนุกูลแย้งทันที
“ไม่...ฉันป่วยไม่ได้แล้ว ฉันอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยคุณก็เห็น ยาของหมอทำให้ฉันนอน ทำให้ฉันไม่คิด แต่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้”
“การรักษาแค่หนีปัญหา แต่หากจะแก้ไขชีวิต เราต้องไปจัดการที่ต้นตอของมัน”
“ยายนี่ก็ยุจริง” อนุกูลแยกเขี้ยวใส่พัชนี แล้วชะงักนึกได้ “จริงสิ ในรถนั่น จู่ๆเธอก็เปิดวิทยุ แล้วไอ้วิทยุนั่นก็พูดเรื่องทางไปหาเด็กแฝดพอดี เธอสืบทอดการเป็นแม่มดมาจากลุงช่วงของเธอที่เป็นพ่อมดหรือเปล่า”
“บ้าสิ พ่อมดแม่มดอะไรของคุณ ฉันก็แค่ได้ยินเสียง ช่างเถอะๆ อย่าไปพูดถึงมันเลย” พัชนีตัดบท แต่รัมภากลับถามออกมาว่า เสียงของผู้หญิงใช่ไหม...พัชนีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบรับ แล้วถามรัมภาว่าทำไมถึงรู้
“คงเป็นคุณทวดอบเชย ตอนนอนอยู่ที่นี่ฉันฝันเห็นท่าน ท่านเล่าเรื่องในอดีตบางส่วนต่อจากลุงช่วงให้ฉันฟัง”
“จริงหรือคะ”
“ฉันกำลังเผชิญหน้าโดยตรงกับเงาอดีต ฉันหลีก เลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้อีกแล้ว จะชนะหรือพ่ายแพ้ก็ยังไม่รู้ แต่ฉันออกจากเกมไม่ได้ หนีไม่พ้นเสียแล้ว”
พัชนีจับมือรัมภาบีบเบาๆ ดีใจด้วยที่เธอเข้มแข็งขึ้น...อนุกูลมึนตึ้บกับเรื่องผีสาง หาว่าพวกเธอพูดเป็นตุ เป็นตะ ชวนให้สยอง
ooooooo
ออกจากโรงพยาบาลในเช้าวันต่อมา รัมภารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก เธอกลับบ้านพร้อมลูกแฝดโดยมีอนุกูลกับพัชนีตามมาส่ง บุญสืบกับพ่อแม่เห็นนายสาวหายดีแล้วต่างพากันดีใจ ขอต้อนรับเธอกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม
เข้ามาในบ้าน รัมภาจูงมือลูกทั้งสองไปหยุดที่ตู้ยา หยิบขวดยานอนหลับที่ตนซื้อตุนไว้ออกมาทั้งหมด
“หนูดูนี่นะ เมื่อก่อนแม่เป็นทาสของสิ่งนี้ ยานอนหลับ แม่ขอบอกหนูต่อหน้านี้เลย แม่จะเลิกกินมันแล้ว”
รัมภาโยนขวดยาลงถังขยะ เด็กแฝดร้องเย้ ปรบมือกันใหญ่
“คุณเคยบอกว่า ถ้าคุณไม่กิน คุณก็นอนไม่หลับ พอคุณนอนไม่หลับ คุณก็ป่วย แล้วนี่ยังมาปฏิเสธการรักษาจากหมออีก แล้วถ้านอนไม่หลับขึ้นมาจริงๆ คุณจะทำยังไง” อนุกูลยังกังวล
“หมอมีเอาไว้รักษาโรคทางกาย แต่ทางใจเรามีศาสนา ใช่ไหมคะคุณพัช”
“ค่ะ เขาเรียกธรรมะโอสถ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้ารักษาเยียวยาจิตใจให้มีความสุข โดยอาศัยที่พึ่งคือศาสนาที่ตนเชื่อถือ ในที่สุดโลกทางกายก็อาจจะหายไปได้”
รัมภาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง จู่ๆอนุกูลโวยวายไม่อยากไปวัดกับพวกเธอ
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #6 on:
21 October 2026, 14:46:50 »
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep11/page1
บ่วง ตอนที่ 11
แทนที่จะไปวัด รัมภาพาอนุกูล พัชนี และวรรณศิกาไปบ้านศศิซึ่งเปิดเป็นศูนย์วิปัสสนา บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ สถานที่ก็สวยงามราวรีสอร์ต
“คุณศศิที่เราเจอที่วัดที่หัวหินจำได้ไหม ฉันโทร.คุยกับเธอเมื่อวาน ที่จริงเธอเป็นนักธุรกิจ มีการงานดีๆทำ ตอนนี้เธอยกบ้านหลังหนึ่งของเธอให้เป็นที่ฝึกปฏิบัติภาวนา มีพระมาเทศน์ มีครูมาสอน”
“ปัจจุบัน ศาสนาพุทธไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในวัดอย่างเดียว การฝึกจิตแบบพุทธกลายเป็นคอร์สเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อย่างที่ฮาวาร์ดกำลังจะเปิดศูนย์พุทธปรัชญาด้วยซ้ำ” พัชนีอธิบายเสริมด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อศศิเดินนำกลุ่มของรัมภาไปยังมุมสื่อการสอน เธอพารัมภามาหยุดที่กระจกเงา เห็นรูปหัวใจสีแดงเขียนคำว่า “ใจ”
“ให้มองดูสารรูปตัวเองใช่ไหมคะ จะได้ปลงอนิจจัง ฉันมองแล้วเห็นแต่คนหน้าตาสวยๆ ทำยังไงดีคะ” วรรณศิกาพูดติดตลกจนหลายคนยิ้มขำ
ศศิหยิบรูปหัวใจอีกดวงสีขาวเขียนคำว่า “จิต” เตรียมให้รัมภา “อยากจะจัดการกับปัญหาทางจิตใจ ต้องเข้าใจการทำงานของใจก่อน ใจมีหน้าที่วิ่งไป จิตมีหน้าที่ตามดู เหมือนดูเงาในกระจก”
ทุกคนทำความเข้าใจตามศศิ รัมภาพูดได้อย่างถูกต้อง “ใจวิ่งไป แยกจิตออกมาดูเหมือนดูเงาในกระจก”
ขยับกันไปอีกนิดเป็นสื่อการสอนชุดที่สอง มีกระดาษรูปไฟเขียนคำว่า โลภ โกรธ หลง และมีหัวใจสีแดงวางเหนือคำทั้งสาม
“ใจของเรามีธรรมชาติวิ่งไป เดี๋ยวคร่ำครวญอดีต เดี๋ยวกังวลอนาคต และมักวิ่งเข้าหากองทุกข์สามอย่าง นั่นคือความอยาก ไม่อยาก ความโกรธอาฆาต และความหลง ความไม่รู้...วิธีฝึก ก็จะให้จิตคอยมองไปที่ใจ ทันทีที่รู้ นั่นคือรู้สติ เป็นเวลาที่มีสติ”
“แค่รู้หรือครับ” อนุกูลเอ่ยเบาๆ
“ค่ะ แค่รู้ เวลาที่คุณโกรธ คุณกำลังคิดถึงแต่ความเลวของคู่กรณี แล้วจู่ๆเกิดฉุกคิดได้ว่ากำลังโกรธ ต้องระวังตัว มือที่จะไปหยิบมีดฆ่าเขาจะชะงัก เรียกว่ามีสติขึ้นมา ถูกต้องไหมคะ”
ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ ศศิหยิบรูปตุ๊กตาลิงมาติดไว้ที่หัวใจสีแดงที่อยู่บนกองไฟทั้งสามกอง เพื่อแสดงให้เห็นจิตที่มีนิสัยเหมือนลิงวิ่งไปหาอารมณ์ทั้งสาม
“ใจของเรามีนิสัยเหมือนลิง ลิงไม่อยู่นิ่ง วิ่งไปทั้งอดีต อนาคต วิ่งไปที่กองทุกข์ตลอดเวลา” ศศิอธิบายพร้อมสาธิตนำเชือกมาล่ามคอลิงไว้กับเสาไม้เล็กๆ “เราต้องฝึกลิงแสนซน เราก็ล่ามมันไว้กับกาย ฝึกไปเรื่อยๆ เมื่อลิงเชื่อง ก็จะควบคุมได้ง่าย”
การอธิบายโดยใช้หลักของธรรมชาติและความเป็นจริงทำให้ทุกคนเข้าใจได้ง่าย และรู้สึกไม่เบื่อหน่ายกับธรรมะ เสร็จแล้วศศิยังพาทั้งกลุ่มไปดูผู้คนที่จดจ่อกับการทำสมาธิ เดินจงกรม
“ฝึกสติไว้กับกาย ไว้กับลมหายใจ คือที่เราฝึกสมาธิ พุทโธ พองหนอยุบหนอนี่ใช่หมด เอาสติไว้กับเท้าคือเดินจงกรม เวลากินอาหาร เข้าห้องน้ำ เราก็ทำได้ นี่คือการฝึกในชีวิตประจำวัน ลมเข้ารู้ ลมออกรู้ เดิน ขยับ จับ ปล่อย...รู้ นอกจากนี้เวลาฝึกต้องสนใจแต่ปัจจุบันขณะ ตอนนี้โกรธ เห็นโกรธแล้ววาง ตอนนี้ด่าแล้ว เห็นด่าแล้ววาง ตอนนี้ด่าจนเหนื่อย เห็นเหนื่อยแล้ววาง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นสามัญลักษณะสามประการของโลกใบนี้ ใช่ไหมหนูพัช”
พัชนียิ้มรับและอธิบายต่ออย่างฉาดฉาน “ความจริงของธรรมชาติ ทุกสรรพสิ่งมีลักษณะสามข้อ ข้อหนึ่งคือไม่มีอะไรยั่งยืน ให้ทุกข์แค่ไหนก็มีวันจบ ข้อสองทุกสรรพสิ่งมีภาวะที่ทนไม่ได้ เช่น นอนให้สบายยังไงประเดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนท่า ไม่งั้นก็จะกลายเป็นทุกข์ไป ข้อสามสภาวะที่เราบังคับไม่ได้ เราอยากบังคับใจให้หยุดเศร้า ร่างกายเราแท้ๆ เรายังบังคับไม่ได้”
รัมภาเห็นด้วยอย่างยิ่ง เอ่ยออกมาเศร้าๆ “ความรักที่เคยมี สักวันก็ไม่มี เราอยากให้หายเศร้าวันนี้เดี๋ยวนี้ แต่เราบังคับไม่ได้ เราต้องรู้จักยอมรับความจริง...ใช่ค่ะ มันเป็นความจริงที่ภายอมรับไม่ได้ จึงยังทุกข์อยู่”
ศศิยิ้มบางๆพอใจที่รัมภาเริ่มเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และกล่าวเสริมว่า “คนที่ฝึกสติบ่อยๆ ถึงคราวทุกข์หนักจะรู้ตัวเร็ว จะไม่ปล่อยให้ความทุกข์เข้าครอบงำจนเกินควร”
“ผมนึกว่าศาสนาพุทธสอนให้เราดับทุกข์ด้วยการทำหน้าโง่ๆ ทำใจว่างๆซะอีก” อนุกูลรำพึงตรงไปตรงมา พัชนีปรามด้วยการส่ายหน้า แต่เขาสวนเบาๆว่า “ก็มันจริงนี่ ใครจะไปทำได้”
“แม้พระอรหันต์ก็ยังมีทุกข์ แต่เมื่อทุกข์มากระทบ ใจมันไม่ได้กระเทือน ศาสนาเราไม่ได้รังเกียจความทุกข์ เรามองว่ามันเป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่งเหมือนความสุข”
วรรณศิกาพยักหน้าเข้าใจ ยกตัวอย่างว่า ที่เราอวยพรกันขอให้มีแต่ความสุข ก็เป็นเรื่องโกหก เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ ส่วนรัมภาบอกว่า การพยายามรักษาความรักให้มันมากมายเหมือนเดิม ก็เป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ
“ไปยืนต่อกรกับธรรมชาติ ยังไงก็ไม่ชนะ เข้าใจมัน เข้าใจตัวเอง แล้วจะอยู่เหนือมันได้”
ooooooo
การเรียนรู้และฝึกปฏิบัติธรรมในวันนี้ทำให้จิตใจสงบขึ้น รัมภาจึงนำกลับมาปฏิบัติกับตัวเองอย่างจริงจัง เธอหวังพึ่งธรรมะเพื่อให้ตัวเองมีสติปัญญาในจัดการชีวิตทั้งปวงที่กำลังเผชิญอยู่
รัมภากลับมาเอาใจใส่ลูกๆเหมือนเดิม ก่อนตัดสินใจในเย็นวันหนึ่งว่าเธอต้องคุยกับลูกเรื่องพ่อของเขาด้วยเหตุผลและด้วยความจริง โดยที่สามพ่อแม่ลูก นายหล้า นางคำ และบุญสืบร่วมรับฟังอยู่ห่างๆ
“แด๊ดดี้ลืมเราแล้วใช่ไหมคะ” คำถามแรกของไลล่าทำเอารัมภาอึ้งไปนิด
“พ่อแม่ทุกคนไม่มีใครลืมลูกได้หรอก ตอนหนูเกิด หนูเป็นเด็กแฝด การเลี้ยงหนูสองคนพร้อมกันเป็นเรื่องลำบากมาก แด๊ดดี้ยอมลาออกจากงานมาช่วยแม่เลี้ยงหนู แด๊ดดี้จะลืมลูกที่เลี้ยงมากับมือได้ยังไง”
“แต่ตอนนี้แด๊ดดี้ไปชอบน้าเดือน” รัสตี้โพล่งขึ้น
“ไม่จริง แด๊ดดี้รักหม่ามี้ รักหม่ามี้คนเดียว ถ้าพูดแบบนี้อีก ไลล่าจะไม่คุยกับรัสตี้” ไลล่าหัวเสียมาก โวยวายจริงจังทำท่าจะร้องไห้
รัมภาตั้งสติบอกลูกช้าๆชัดๆว่า “ฟังนะ เราจะไม่พูดกันเรื่องน้าเดือน คนคนนั้นจะไม่มีวันเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา หนูสองคนจำเอาไว้แค่ว่าแด๊ดดี้และหม่ามี้รักหนูเสมอ”
“ต่อไปนี้ครอบครัวเราจะมีแค่หม่ามี้หรือครับ”
“แด๊ดดี้มีงานมาก เดี๋ยวแด๊ดดี้ก็มา หม่ามี้กับแด๊ดดี้จะรักกันใหม่ใช่ไหมคะ”
ถูกลูกแฝดรุมถาม รัมภาอึ้งไปครู่หนึ่งเพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไร โกหกต่อไปหรือพูดความจริง อย่างไหนดีกว่ากัน แต่แล้วที่สุดเธอเลือกตอบว่า...แม่ไม่รู้
“ไม่...ไลล่าจะให้แด๊ดดี้กลับมา ไลล่าคิดถึงแด๊ดดี้”
“ผมก็คิดถึง หม่ามี้ซ่อมรถบังคับไม่เป็น เล่นเกมก็ไม่เก่งเหมือนแด๊ดดี้”
ความเศร้าของลูกสั่นสะเทือนใจแม่...รัมภารวบรวมกำลังใจพยายามอธิบายต่อไป
“รัสตี้เคยอยากเตะบอลมาก พยายามฝึก แต่ก็ยังเข้าทีมไม่ได้ใช่ไหม ไลล่าก็เหมือนกัน หนูเคยเรียนไวโอลินแต่ก็ต้องเลิกไปใช่ไหม สิ่งที่แม่กำลังจะบอกคือผู้ใหญ่กับเด็กก็เหมือนกัน เราอ่อนแอและผิดพลาดได้เหมือนกับเด็กๆ บางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เข้มแข็ง ไม่สามารถจัดการชีวิตให้เป็นไปอย่างที่คิดได้ทุกเรื่อง”
“หม่ามี้เคยบอกว่าให้อภัยได้ ถ้าหนูสอบไวโอลินตก แต่จะไม่ให้อภัย ถ้าหนูพยายามไม่พอ”
“ใช่ แม่ต้องการสิ่งนั้นจากหนู ให้อภัยแม่ได้ไหม ถ้า...ถ้าแม่รักษาครอบครัวไว้ไม่ได้”
ในที่สุดรัมภาก็กลั้นไม่ไหว น้ำตารินไหลออกมาต่อหน้าลูกๆ ไลล่ากับรัสตี้ตกใจโผเข้ากอดเธอ แข่งกันบอกรักหม่ามี้ และให้อภัยหม่ามี้เสมอ
“ลูกแม่...แม่สัญญากับหนูว่าแม่จะพยายามแก้ไขทุกอย่าง จะพยายามทำให้ดีที่สุด สิ่งที่แม่จะขอจากหนูคือ ขอให้หนูทำหน้าที่ของตนให้ดี ไม่ต้องให้แม่กังวลเรื่องของหนู แม่จะได้มีเวลาจัดการทุกอย่างได้”
“ผมจะทำการบ้าน จะไม่แกล้งน้องแล้ว “
“ไลล่าจะตั้งใจเรียน หม่ามี้ไม่ต้องห่วงไลล่าแล้วนะคะ”
เห็นแม่ลูกกอดรัดสัญญาต่อกัน ครอบครัวบุญสืบต่างซาบซึ้งตื้นตันน้ำตาแทบไหล...
หลังจากตั้งสติและเปิดใจกับลูกๆแล้ว รัมภารู้สึกสบายใจมากขึ้นกว่าเดิม เธอสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนเป็นนิจ ส่งผลให้เธอนอนหลับสบายโดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับเหมือนแต่ก่อน
วันหนึ่งเมื่อมั่นใจว่าตัวเองพร้อมแล้ว พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศามนสามีสุดที่รัก รัมภาตัดสินใจไปหาเขาที่เรือนเล็กโดยมีพวกบุญสืบพาไปส่งแค่หน้าเรือนแล้วกลับไป
รัมภาเดินเข้าไปภายในบ้านคนเดียว เจอดีดี้
สาวใช้คนสนิทของเดือนแรมเสนอหน้ามาทักถามเธอว่า “คุณเมียหลวง เอ๊ย...คุณรัมภา มาทำไมคะ”
“นี่บ้านของฉัน เธอต่างหาก มาอยู่ที่นี่ทำไม”
“อุ๊ยต๊ายตาย วันนี้แรง...ทุกทีเห็นแต่กะปลก กะเปลี้ยเข้าออกโรงพยาบาล”
“คุณศามนอยู่ไหน”
ดีดี้ชี้ข้างบน อาสาจะพาไป แต่ก่อนไปควรเตรียมยาหอม ยาลม ยาดมไว้หน่อย รัมภาไม่สนเป็นฝ่ายเดินนำหน้าดีดี้
“ทำเป็นไม่กลัว เดี๋ยวเถ้อะ หงายเงิบออกมาเรียกรถพยาบาลไม่ทันไม่รู้ด้วย” ดีดี้บ่นพึมพำตามหลัง
รัมภาไม่สนใจก้าวเดินขึ้นไปถึงหน้าห้อง แล้วกลั้นใจเมื่อคิดว่าจะต้องเจอกับอะไรยังไงในห้องเมื่อดีดี้เปิดประตู
โชคดีเมื่อหลายวันก่อนที่ไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมกับศศิ รัมภาจึงมีวิชาเอาชนะทุกข์ของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทาง...ถ้าอยากมีความสุขมากกว่าทุกข์ อย่ายึดว่าตัวกูของกู ตัวตนเรา ของของเรา ใครยึดเอาไว้ก็มีแต่ทุกข์กับทุกข์
เมื่อเห็นศามนกับเดือนแรมนอนกกกอดในสภาพเสื้อผ้าน้อยชิ้นภายในห้อง รัมภานึกถึงคำสอนนั้นจึงเข้มแข็งขึ้น เธอเรียกสามี และบอกให้เขาแต่งตัวซะ เธอมีเรื่องจะคุยด้วย
เดือนแรมทำท่าเย้ยหยัน แต่รัมภาหันหลังให้ทันที เธอก้าวขาออกไปอย่างไม่มั่นคงนัก แต่เดี๋ยวเดียวก็ตั้งหลักได้ เดินตัวตรงพ้นห้องไป
ไม่นานนัก ศามนชักแถวลงมาที่ห้องนั่งเล่น รัมภามองเดือนแรมที่เกาะแขนสามีของตนแล้วเลยไปยังทองดีหรือดีดี้ที่ยังเกาะติดเจ้านายทุกฝีก้าว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า
“ฉันต้องการคุยกับคุณศามนคนเดียว”
“คุณมนคะ เดือนขออยู่ด้วยนะคะ เดือนขออนุญาตไม่ฟังคนอื่น ถ้าคุณมนไล่เดือน เดือนถึงจะไป”
ศามนไม่ไล่เดือนแรมแต่ถามรัมภาว่า “คุณจะคุยอะไร”
“ที่จริงภาพทุกอย่างมันก็ชัดแล้ว แทบไม่มีเรื่องจะคุยเหมือนกัน” รัมภามองทั้งคู่อย่างตำหนิ ศามนละอายใจนิดๆ เสไปถามถึงลูกว่าเป็นยังไงบ้าง รัมภาตอบทันทีว่า “แกบ่นคิดถึงคุณ”
“คุณมนเขาแค่ขอมีเวลาส่วนตัว เขาไม่ทิ้งลูกหรอก ส่งเสียให้อยู่แล้ว จะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามา ไม่เห็นต้องมาใช้ลูกบังหน้า” เดือนแรมสอดขึ้นเสียงแข็ง
“คนไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดีอย่างคุณ แย่งสามีคนอื่นยังทำได้ จะไปรู้จักอะไรกับการรับผิดชอบลูก รับผิดชอบพ่อแม่ ฉันถึงบอกว่าคนระดับอย่างคุณ ฉันจะไม่พูดด้วย เพราะคุณฟังไม่รู้เรื่อง”
“ทำไม? ระดับฉันมันเป็นยังไง เดินเข้ามาคนเดียวยังจะพูดมากอีก ไม่กลัวหรือไง มือเท้าคนชั้นต่ำอย่างฉันเนี่ย” เดือนแรมฮึดฮัดจะเอาเรื่อง ดีดี้ก็ตั้งท่าตามนายด้วย
“คุณต่างหากที่กลัวฉันมาตั้งแต่ต้น เลียนแบบฉัน แย่งสามีฉัน อยากเป็นเหมือนฉัน...ใช้กำลังใช้มือใช้เท้า ยิ่งบอกความชั้นต่ำของคุณ ฉันจะกลัวทำไม”
“อีรัมภา!” เดือนแรมปรี๊ดแตกจะเข้าไปทำร้ายรัมภา ศามนรีบดึงเธอไว้ ส่วนอนุกูลที่แอบฟังอยู่รอบนอกข่มใจไม่พรวดพราดเข้ามาเพราะกลัวจะเสียเรื่อง
“ให้ผมพูดเองดีกว่า” ศามนบอกเดือนแรมแล้วหันไปหารัมภา
“คุณจะอยู่กับผู้หญิงพรรค์นี้จริงๆหรือ”
ศามนพูดไม่ออก อึกอักเอ้ออ้า พอเห็นสายตาเยาะหยันดูถูกของรัมภา ก็พาลพาดพิงบุคคลที่สาม “อย่ามองผมแบบนั้น คุณก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมเท่าไหร่ คุณกับอนุกูลคบชู้กันมานานเท่าไหร่แล้วล่ะ”
รัมภาไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร ดีดี้จึงสงเคราะห์ด้วยการเปิดรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือให้ดูเป็นขวัญตา
“นี่มันตอนที่เขาเปียกน้ำ เขาแค่มาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน” รัมภาพูดความจริง
“แล้วทำไมคุณไม่บอกผม ผมจะเชื่อได้ยังไงว่าเขากับคุณไม่มีอะไรกัน”
“คนเราถ้ามีความรักให้กัน หาความเชื่อใจน่ะไม่ยากหรอก แต่เวลานี้คุณมีแต่ความเห็นแก่ตัว ถ้าอยากจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างให้ตัวเองทำผิดทำชั่ว ฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน”
“คุณจะเอายังไงกับผม”
“วันนี้ฉันแค่มาดูคุณ สามีของฉัน พ่อของลูก
ยอมรับจริงๆ ฉันรู้สึก...อืม จะเรียกมันว่ายังไง สมเพช ฉันสมเพชคุณ”
“ผมก็ยังเป็นผม คุณจะมาสมเพชผมเรื่องอะไร”
“งานการไม่ไปทำเป็นอาทิตย์ๆ ทอดทิ้งลูกเมียไม่มีความรับผิดชอบ เนื้อตัวหน้าตาดำคล้ำไม่มีราศี คุณเปลี่ยนไปมากรู้ตัวไหม”
“ผมก็แค่หยุดพักผ่อน เรื่องลูกผมก็ต้องไปหาแกสักวัน ส่วนคุณ...”
“ส่วนฉัน...คุณจะทำยังไง” รัมภาแทรกทันควัน เสียงสั่นแทบจะร้องไห้
ศามนอึ้งพูดไม่ออก เดือนแรมเขย่าแขนเขา และย้ำเตือนว่าตนอยู่ตรงนี้ อย่าลืมว่าตนก็เป็นเมียของเขาเหมือนกัน
“ฉันคือรัมภา ความรักครั้งแรก และความรักเดียวในชีวิตของคุณ สิบปีที่เราอยู่ด้วยกันมา มองหน้าฉัน บอกฉันสิว่าคุณจะทำยังไงกับฉัน” รัมภาน้ำตารื้น มองคนที่เคยรักอย่างเจ็บช้ำ
ศามนมองผู้หญิงตรงหน้าที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย วูบแห่งสำนึกที่ดีและความรัก เข้ามาปะปนจนใจอ่อน แต่ทันใดอำนาจร้ายของผีนังแพงที่พ่นมนตราคาถาอยู่เหนือศีรษะศามนก็ทำให้เขาสะดุ้งเฮือก พูดโพล่งออกไป
“ผมจะหย่ากับคุณ!!”
รัมภาตะลึง ช็อกกับถ้อยคำรุนแรงนั้น ต่างจากเดือนแรมที่ดีใจมากมายแทบกลายเป็นเต้นโชว์ พูดพล่ามกับดีดี้ว่าตนไม่ได้หูฝาด เขาจะหย่ากันแล้ว
“ใช่แล้วค่ะคุณนาย คุณศามนเป็นของคุณแล้ว ดูสิ นังเมียหลวงหงายเงิบไปเลยเห็นไหม” ดีดี้กับเดือนแรมดี๊ด๊ายิ้มเยาะรัมภา ขณะที่ศามนตาเหม่อลอยยืนตัวแข็งเหมือนหุ่นยนต์
“คุณมีอนุกูลแล้ว คุณนอกใจผม ในเมื่อเราไม่ได้รักกันแล้วก็หย่ากันเสียเถอะ”
“คำว่าหย่า...เป็นคำที่ฉันกลัวที่สุด ฉันไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงมันด้วยซ้ำ แต่นี่คุณพูดมันออกมา พูดออกมาง่ายๆงั้นหรือ”
อนุกูลที่ซ่อนตัวอยู่หมดความอดทนอีกต่อไป เขาก้าวเข้ามาชกหน้าศามนเปรี้ยง เดือนแรมร้องกรี๊ด วิ่งเข้ามาผลักอนุกูลแล้วดึงศามนออกห่าง แถมด้วยด่าอนุกูลเป็นอันธพาล...
“คุณภา หย่าๆกับมันไปเลย ผู้หญิงสวยๆดีๆอย่างคุณหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องไปสนใจมัน” อนุกูลโวยลั่น
“แกแอบฟังอยู่ ที่แท้ก็ชวนกันมานั่งรอคำตอบ สมใจแกแล้วล่ะสิ อยากได้นักใช่ไหมเมียชาวบ้านน่ะ ไอ้โรคจิต” ศามนตั้งท่าจะซัดอนุกูล แต่รัมภาเข้าขวางและฟาดฝ่ามือใส่หน้าเขาเต็มๆ
เดือนแรมเป็นเดือดเป็นแค้น หาว่ารัมภาเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี รัมภาไม่ใส่ใจเดือนแรม สนแต่ศามนที่กำลังเข้าใจผิดอย่างแรง
“คุณมันบ้าไปแล้ว...ได้! ถ้าอยากหย่านัก ฉันจะหย่าให้ พอใจหรือยัง” รัมภาตะเบ็งเสียงอย่างสุดช้ำ อนุกูลเองก็ของขึ้นสนับสนุนสุดตัว
“ดี หย่ากันไปเลย ไหนๆก็ไม่มีน้ำใจ ไม่มีความรับผิดชอบแล้ว จะเก็บไว้ทำไมไอ้ทะเบียนสมรสน่ะ”
“แก..แกคิดจะมาเซ้งเมียฉันต่องั้นสิ” ศามนชี้หน้าอนุกูลโดยมีรัมภายืนคั่นกลาง
“เออ ขอให้เลิกจริงเหอะ ผมเอาแน่ มานี่คุณภา มากับผม ไม่ต้องไปสนใจมัน” อนุกูลดึงมือรัมภาออกไปรวดเร็ว
ดีดี้กับเดือนแรมแทบกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เช่นเดียวกับผีนังแพงที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอด มันหัวร่อร่าสาสมใจ...ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่คุณหลวงจะเป็นของมัน
อนุกูลพารัมภากลับไปเรือนใหญ่ที่พัชนีกับวรรณศิกายังรออยู่...สองสาวแทบไม่เชื่อว่าศามนจะขอหย่ากับรัมภา ขณะที่วรรณศิกาเอาแต่ก่นด่าศามน พัชนีเผลอพูดออกมาว่า
“ฟังดูแล้วไม่เหมือนคุณศามนที่เรารู้จักเลย เขาโดนคุณไสยเหมือนคุณหลวงหรือเปล่านะ”
“คุณหลวงนี่ใคร มีคุณไสยด้วย ตกลงเขาสองคนเป็นใคร คุณหลวงกับคุณไสยเนี่ย”
“เปล่า...เปล่าค่ะ” พัชนีมีพิรุธชวนสงสัย แต่ไม่ทันที่วรรณศิกาจะคาดคั้นอะไรยังไงอีก รัมภาก็ลุกพรวดออกไปด้านนอก ปล่อยน้ำตาทะลักทลายออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว
อนุกูลทั้งสงสารและเห็นใจรัมภา เขาตามออกมานั่งข้างเธอที่ยังสะอื้นไม่หยุดหย่อน
“ไหนบอกว่าปฏิบัติธรรมแล้ว เข้าหาพระหาเจ้าแล้ว เข้าแล้วก็อย่าร้องไห้สิ เสียชื่ออาจารย์หมด”
“คนปฏิบัติธรรมไม่ใช่ร้องไห้ไม่ได้ เลวไม่ได้ คุณเข้าใจผิดแล้ว”
“ผมแค่ล้อเล่นน่ะ คุณยังมีเราสามคนอยู่นะ แล้วไหนจะเด็กๆอีก”
ถูกสะกิดเรื่องลูก รัมภารีบเช็ดน้ำตา พูดกับเขาว่า “คุณเลยพลอยถูกเข้าใจผิดไปด้วย”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าคุณมนเข้าใจผิด ผมชื่นชมคุณจริงๆ เป็นมานานแล้ว ใครๆก็รู้ คราวที่แล้วตอนเขาว่าผม ผมไม่ได้เล่าให้คุณฟัง ผมบอกเขาว่าผมเป็นชู้กับคุณจริงๆ เขาโมโหผมใหญ่เลย”
“คุณจะลองใจคุณมน คุณคิดไปว่าถ้าคุณศามนรู้สึกว่าถูกแย่งของรัก เขาจะกลับมาหึงหวงฉัน แล้วกลับมาหาครอบครัว”
“เฮ้ย คุณรู้ได้ไง แผนลึกล้ำขนาดนี้ ผมนึกว่าผมคิดออกคนเดียวนะเนี่ย”
“คุณเป็นคนดี คุณห่วงฉัน ห่วงเด็กแฝด ห่วงแม้แต่คุณศามน ฉันดูคุณออก”
“ผู้หญิงสวย ฉลาด จิตใจดีอย่างคุณ ถ้าแพ้ต่อยายเดือนแรมนั่น เราทุกคนคงหมดสิ้นศรัทธาต่อโลกใบนี้ เข้มแข็งไว้ ลุกขึ้นสู้นะครับ”
ชายหนุ่มจับมือเธอ ส่งสายตาให้กำลังใจ...พัชนีกับวรรณศิกาที่มองอยู่ห่างๆไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน แต่ภาพที่เห็นนั้นชวนให้คิดเหลือเกินว่าทั้งคู่มีสิทธิ์คบหาดูใจกันอย่างเปิดเผย หลังรัมภาหย่ากับศามน!
อนุกูลอยู่เป็นเพื่อนรัมภาจนถึงค่ำ เขาช่วยเธออุ้มลูกๆเข้านอนแล้วถอยห่างออกมายืนคุยกันปลายเตียงโดยไม่รู้ว่ารัสตี้ยังไม่หลับ หนูน้อยแค่หลับตาลงเท่านั้น
“เรื่องหย่า คุณเอาจริงหรือ”
“ทำไมคะ”
“วันนี้ผมมองเป็นอารมณ์ชั่ววูบนะ บางทีเราพูดคำว่าหย่า คำว่าเลิกกันเพื่อทำร้ายอีกคนหนึ่งมากกว่าจะอยากทำมันจริงๆ”
“แต่ที่แน่ๆ เมื่อเราพูด เรารักกันน้อยลง”
“ถ้าความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลกจริงๆ เหมือนพระท่านว่า ก็แปลว่าในความรักก็มีความเกลียด มีบางวันที่รัก มีบางวันที่ไม่รัก วันนี้พวกคุณไม่รัก แต่พรุ่งนี้คุณอาจจะกลับมารักกันอีกก็ได้”
“ไหนว่าฟังคำพระไม่รู้เรื่องไง เรียนเก่งเหมือนกันนี่”
“จะหย่าหรือจะจดทะเบียน เอาเข้าจริงแล้วไม่สำคัญเลย ตีทะเบียนกันเอาไว้ทั้งที่เกลียดกันมีถมเถ บางคู่หย่าแล้วกลับมาพูดคุยกันได้ดีเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน นี่ก็มีอีก คุณคิดให้ดีๆแล้วกัน”
รัมภาเงียบงันไป...รัสตี้แอบหรี่ตามองแม่ แววตาหนูน้อยบ่งบอกว่าเสียใจ ไม่อยากให้พ่อแม่หย่ากันเลย
ooooooo
รุ่งขึ้นเป็นวันหยุด แต่พัชนีต้องหอบงานมาให้อนุกูลสะสางถึงห้องพักในคอนโดฯ ส่วนวรรณศิกาจะตามมาทีหลัง พัชนีนั่งรออนุกูลที่ล็อบบี้ พอเขาลงมารับ เจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับอนุกูลเข้าไปทักว่ามีปาร์ตี้กันหรือ อนุกูลกลับตอบไม่ตรงคำถามว่า
“นี่แฟนผมเอง น่ารักไหม ทีหลังเขามาให้ขึ้นไปเลยนะ”
เจ้าหน้าที่ยิ้มรับ แต่พัชนีโกรธชายหนุ่มสุดๆ มองหน้าแล้วเดินหนี พอเขาตามมารั้ง เธอรีบขอลาออก เพราะไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกต่อไป
อนุกูลอึ้งย้งงงงวย สาวเท้ายาวๆตามพัชนีที่รีบร้อนไปหน้าคอนโดฯ “นี่คุณเป็นอะไรของคุณ เมนส์มาหรือไง”
“คุณมันคนใจร้าย หลงตัวเอง บ้าเซ็กซ์ เห็นผู้หญิงเป็นของเล่น เห็นหัวใจคนเหมือนผักเหมือนปลา จะเหยียบย่ำเมื่อไหร่ก็ได้” แม่ชีพัชนอตหลุดโวยแหลก
“โห มาชุดใหญ่...อะไรกันเนี่ย เดี๋ยวนึกก่อน...โกรธที่ผมบอกว่าคุณเป็นแฟนเหรอ ก็มันจริงนี่ เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือ”
“คุณยังมีคุณรัมภาอยู่...โอ๊ย นี่ฉันมาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย ยังไงก็ต้องลาออก คุณมันคนปากเสีย จอมกะล่อน จอมเจ้าชู้ เห็นแก่ตัว หน้าด้านหน้าทนที่สุด”
“ว้าว...แม่ชีตบะแตกแล้ว โมโหสุดๆแบบนี้...มีผมคนเดียวใช่ไหมที่ทำให้คุณสติแตกได้ขนาดนี้เนี่ย”
“ใช่ หมู่นี้ฉันอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวก็อารมณ์ดี เดี๋ยวก็โมโห เดี๋ยวก็ร้องไห้”
“มีร้องไห้ด้วยหรือ ที่ไหน เมื่อไหร่ ร้องเยอะไหม”
พัชนีโกรธแทบเต้น นึกว่าเขายียวนกวนประสาทเลยด่ากราด “อีตาบ้า! ฉันทนเห็นหน้าคุณไม่ได้อีกแม้แต่นาทีเดียว ฉันทนไม่ได้แล้ว...ลาก่อน”
เขาโดนด่าแต่ยิ้มแต้ ก้าวตามไปดึงเธอมากอดด้วยความรัก กระซิบบอกข้างหูเธอแผ่วเบาอ่อนโยน
“สิ่งเดียวในโลกที่ทำให้คนเดี๋ยวดี เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวร้องไห้ สิ่งนั้นคือความรัก คนคนเดียวที่เราทนเห็นหน้าเขาไม่ได้ คนคนนั้นคือคนเคยรัก”
“นี่...ปล่อยนะ”
“ผมอยากเห็นคนนิ่งๆเรียบร้อยอย่างคุณแสดง
ตัวตนที่แท้จริงออกมา เพราะมันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเขาไม่เคยเห็น ผมได้เห็น แปลว่าผมสำคัญสำหรับคุณ ต่อไปนี้คุณจะได้อารมณ์ดี โมโหแล้วก็ร้องไห้กับผมได้ เพราะคุณเคยทำมันมาแล้ว”
“คุณจะพูดอะไรของคุณ”
“ผมกับคุณภา เราไม่ได้มีอะไรกัน เรื่องคลิปนั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิด”
พัชนีนิ่งอึ้ง แล้วยอมขึ้นไปบนห้องกับเขาเพื่อฟังความจริงอย่างละเอียด เมื่อรู้ว่าอนุกูลแค่คิดจะยั่วศามนให้หึงรัมภา พัชนีแอบโล่งใจ...ดีใจ
“ผู้ชายบางคนเห็นเมียเป็นของตาย ผมอยากเตือน สติให้เขาหวงคุณภา แล้วกลับมาดูแลเมียกับลูก แต่มันก็ไม่สำเร็จ กลายเป็นว่าเขาใช้ข้อนี้เป็นข้ออ้างเพื่อหย่า”
“คุณภาไม่ได้ชอบคุณหรือคะ”
“รูปนั่นแค่เข้าใจผิด ผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกก็เท่านั้น”
“แล้วคุณชอบคุณรัมภาไหมคะ”
“มีบางแวบ...ตามประสาผู้ชาย แต่โดยส่วนใหญ่ก็คือชื่นชม”
“ตอบตรงไปตรงมาดีจัง”
“ผมปากเสียเพราะผมตรงไปตรงมา คนอย่างผมรู้ใจตัวเองดี ถ้าเลวผมจะบอกว่าเลว ถ้าดีผมจะบอกว่าดี เรื่องของเราคืนนั้น...ผมไม่ได้หลอกคุณ ผมไม่ได้เมาไม่ใช่อารมณ์พาไป ที่จริงผมชอบคุณตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน ที่แกล้งคุณส่วนใหญ่ ก็แบบว่า...กลบเกลื่อนมั้ง ที่จริงอยากบอกตัวเองว่าคุณไม่สวย คุณไม่ดีพออะไรแบบนั้น”
“ทำไมล่ะ อันนี้แหละฉันไม่เคยเข้าใจเลย คุณชอบว่าฉันต่างๆนานา คุณจะชอบฉันได้ยังไง”
“เพราะคนที่ดีไม่พอไม่ใช่คุณ แต่เป็นผมเองต่างหาก ผมดีไม่พอสำหรับคุณ ผมอยู่กับผู้หญิงง่ายๆมากไปหน่อย อยู่กับสังคมปาร์ตี้เฮฮาหลอกลวงมาทุกรูปแบบ พอมาเจอผู้หญิงดีๆ คิดดี ทำดี ใจดี มันเหมือนแบบว่าเราอยากหยุด...เราเบื่อแล้วโลกอย่างนั้น คุณทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีมากกว่าเดิม...ดีให้พอสำหรับคุณ”
“คุณไม่ได้ล้อเล่นอีกใช่ไหมเนี่ย”
อนุกูลยิ้มอ่อนโยน จูบหน้าผากพัชนีอย่างนุ่มนวล “ขอโทษที่แกล้งคุณมาหลายวัน ผมเอาเรื่องคุณภามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าคุณเฉย คุณแค่งอน ผมจะได้ตัดใจ แต่ถ้าคุณถึงขั้นหึง แล้วแบบเมื่อกี้ถึงขั้นหัวฟัดหัวเหวี่ยง บอกตรงๆ ผมมีความสุขมาก”
พัชนีทั้งโมโหทั้งอาย ทุบตีเอาพัลวัน แต่เดี๋ยวเดียวก็ยอมให้เขากอดโดยดี เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง สองคนช่วยกันสะสางงาน แหย่เย้ากันไปอย่างมีความสุข กระทั่งถึงเวลาอาหารกลางวันวรรณศิกาหิ้วอาหารมามากมาย เธอสังเกตเห็นความใกล้ชิดสนิทสนมของหนุ่มสาวแล้วอดคิดเตลิดเปิดเปิงไปไม่ได้ ตั้งคำถามกับทั้งคู่ว่า กินตับกันหรือยัง?
อนุกูลสะดุ้งสำลักน้ำไอแค่กๆ ส่วนแม่ชีพัชหน้าเหวอไม่เข้าใจ มองจานอาหารแล้วถามหาตับวุ่นวายไป
ooooooo
วันเดียวกันที่เรือนเล็ก เดือนแรมซึ่งมายึดหัวหาดวางมาดเป็นคุณนาย เธอกำลังกินอาหารกลางวันกับ ศามน กินไปมองเขาไปเหมือนอยากจะพูดอะไร ศามนสีหน้าเคร่งเครียดอมทุกข์อย่างเห็นได้ชัด
ที่สุดเดือนแรมก็ห้ามปากตัวเองไม่ได้ เธออยากทราบว่าเขาจะหย่ากับรัมภาวันไหน ให้กำหนดวันแล้วโทร.ไปบอกเสียเลย
“ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้” ศามนตัดบท
เดือนแรมเซ็งเป็ด เดินหนีออกไปบ่นก่อนตัดสินใจโทร.หารัมภาด้วยตัวเองแต่อ้างว่าศามนสั่งให้โทร. รัมภาเจ็บจี๊ดที่ได้ยินให้นัดวันหย่า ฝืนใจบอกไปว่า “นัดมาได้เลย”
“วันจันทร์นี้เก้าโมงเจอกันที่อำเภอนะคะ”
“ตกลงค่ะ” รัมภารับปากเสียงแผ่ว วางสายแล้วเซลงนั่งอย่างหมดแรง
ฝ่ายแม่เดือนแรมยิ้มร่า ทองดีเยี่ยมหน้ามาถามนายของตนว่า “แล้วถ้าคุณศามนไม่ไปล่ะคะคุณนาย”
“เขาต้องไป เขาพูดเองนี่ว่าจะหย่า ถึงไม่ไปวันนี้ ก็ต้องไปวันหน้า”
แต่สำหรับผีนังแพง มันไม่รอวันหน้า มันต้องการให้ศามนหรือคุณหลวงของมันหย่าให้เร็วที่สุด เมื่อเห็นศามนนั่งกลุ้มครุ่นคิดแต่เรื่องเมียกับลูก มันจึงสำแดงฤทธิ์เดชด้วยการร่ายคาถากำกับเขาให้เจ็บปวดทรมาน
“ทุกครั้งที่ท่านคิดถึงมัน ทุกครั้งที่ท่านลังเล ท่านจะเจ็บปวด”
ผีแพงจิกเล็บแหลมคมลงที่ศีรษะศามนจนเขาสะดุ้งเฮือก ร้องโอดโอยเจ็บปวดแสนสาหัส
“ถ้าไม่อยากเจ็บแบบนี้อีก ท่านต้องหย่า ศามนกับรัมภา...คุณหลวงกับนางชื่น จะมีความสุขบนความทุกข์ของอีแพงไม่ได้ ยังไงก็ต้องหย่า ต้องหย่า!”
“โอ๊ย...ปวดหัว ปวดหัวเหลือเกิน” ศามนร้องครวญคราง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
ooooooo
.
........................................................................
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep12/page1
บ่วง ตอนที่ 12
รัมภาตกใจมากเมื่อทราบจากบุญสืบว่าไลล่าร้องไห้เป็นวักเป็นเวรหลังรัสตี้มาบ อกว่าพ่อกับแม่จะหย่ากัน เธอวิ่งตามลูกสาวที่หนีเข้าไปนั่งสะอึกสะอื้นในตู้เสื้อผ้าแล้วพยายามทำความ เข้าใจ ทั้งที่ตัวเองก็สะเทือนใจไม่น้อยไปกว่าลูก
ไลล่ากับรัสตี้เห็นน้ำตาแม่ก็สงสาร เอ่ยขอโทษและสัญญาจะเป็นเด็กดี จะพยายามไม่ร้องไห้โยเย แต่ยังไงพวกตนก็ไม่อยากให้แม่กับพ่อต้องหย่ากัน
รัมภาหนักใจเป็นที่สุด ยังไม่รู้จะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร คิดไปคิดมายิ่งฟุ้งซ่านจนปวดหัว จึงหยุดคิดและหันไปนั่งสมาธิเพื่อสงบจิตใจ ในขณะที่นั่งสมาธินี่เอง นึกไม่ถึงว่ารัมภาสามารถย้อนอดีตชาติได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ผ่านการเล่าเหมือนครั้งก่อนๆ
ในอดีต...คุณหลวงภักดีบทมาลย์ดูแลประคมประหงมชื่นกลิ่นอย่างดี เนื่องจากเวลานี้เธอกำลังตั้งท้องลูกคนแรกของเขา คุณหญิงอบเชยกับบัวสวรรค์ หรือแม้แต่บ่าวเพ็ญ ต่างดีใจนักหนาที่คุณหลวงกลับมาเป็นคนเดิม รักเมียรักลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ไปเหลียวแลนังบ่าวแพงที่พยายามยกตนขึ้นเป็นเมียอีกคน
ขณะที่ทุกคนกำลังดีใจในความเปลี่ยนแปลงของคุณหลวง แพงบุกมาอาละวาดจะเอาคุณหลวงคืน แม้ถูกพวกคุณหญิงปิดประตูหน้าต่างไม่ต้อนรับ แพงก็ยังร่ำร้องปาวๆจะเอาผัวของตนคืนให้ได้
แพงอาละวาดและทำร้ายผู้คนที่กางกั้นจนหลุดรอดเข้ามาได้ทางประตูหลังบ้าน เมื่อวิ่งเข้าไปเห็นคุณหลวงพะเน้าพะนอชื่นกลิ่นอยู่ แพงตกใจคิดไม่ถึง แล้วเว้าวอนคุณหลวงจะให้กลับไปด้วยกัน แต่ชื่นกลิ่นไม่ยอมปล่อยมือคุณหลวง ย้ำว่าเขาเป็นของตน ไม่ใช่ของเธอ
“อีชื่นกลิ่นมันมีลูกให้คุณหลวงได้ แพงก็มีได้เหมือนกัน มากับแพงสิคะ กลับเรือนเล็กของเรา แพงขาดคุณหลวง ไม่ได้ อย่าทิ้งแพง บอกสิคะว่าจะกลับไปเรือนเล็กกับแพง”
“แพง...กลับไปก่อนนะ กลับไปซะ”
แพงอึ้ง นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคำนี้จากปากคุณหลวง ส่วนคุณหญิงกับบ่าวเพ็ญรีบปรากฏตัวเยาะหยันแพงว่า คุณหลวงไล่เอ็ง เขาไม่เอาเอ็งแล้ว
“ไม่จริง...คุณหลวง” แพงถลาเข้าไปจะดึงตัวคุณหลวง แต่เพ็ญพุ่งเข้าขวางไว้เสียก่อน
“ถ้ามึงแตะต้องคุณหลวง แตะต้องคุณชื่น มึงตายคามือกูแน่”
“อีแก่! อีแก่อย่างมึงสองตัวสู้แรงกูไม่ได้หรอก” แพงโวยวายหยาบคาย
ทันใดนั้น กล้ากับบัวสวรรค์เดินชักแถวบ่าวสามคนเข้ามา ทุกคนหน้าตาพร้อมประชาทัณฑ์แพง โทษฐานที่มันทำตัวเป็นเมียน้อยปากกล้ามาเล่นงานเมียหลวงอย่างคุณชื่น แต่แพงหาได้เกรงกลัวผู้ใด ด่าทุกคนด้วยถ้อยคำหยาบคาย พึ่งที่ยืนมองมาตกใจและรับไม่ได้ เดินหนีลูกสาวไปทันที
เมื่อหัวเดียวกระเทียมลีบ แม้แต่แม่ตัวเองยังเมินหนี ในที่สุดแพงต้องล่าถอยไปทั้งน้ำตาและความอาฆาตแค้น แพงกลับไปเรือนเล็ก เปิดตำราไสยเวทที่ขโมยจากอาจารย์ชูมา แล้วบริกรรมคาถาทำพิธีเพื่อให้ชื่นแท้งลูก แต่การณ์ไม่เป็นดังใจปรารถนา ความดีต่อต้าน ความชั่วจนแพงเกือบได้รับบาดเจ็บจากพิธีครั้งนี้
ชื่นกลิ่นคลอดลูกสาวและตั้งชื่อว่าชิดศรี เด็กคนนี้คือหลานของคุณหญิงอบเชย และเธอก็คือแม่ของศามนนั่นเอง ซึ่งรัมภาพอจะรู้เรื่องราวของชิดศรีจากศามนบ้างเหมือนกัน...แต่เวลานี้รัมภา กำลังจะได้ฟังเรื่องในอดีตจากวิญญาณคุณหญิงอบเชย ด้วยการถอดจิตคุยกับท่านขณะทำสมาธิอยู่
“หลานยายชิดศรี เด็กคนนี้เป็นผู้มีบุญมาเกิด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยดื้อซน เป็นลูกที่ดี หลานที่ดี ใช้ชีวิตที่ดีงามตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย”
“เพราะท่านเป็นผู้มีบุญหรือคะ คุณไสยจึงทำอะไรไม่ได้”
“ใช่ คนดี อยู่ในศีลธรรม แค่ทำหน้าที่ของตน ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น ไม่ต้องรวย ไม่ต้องมีเกียรติยศ ไม่ต้องแขวนพระ ไม่ใช่เพียงแต่คนด้วยกันจะเคารพยกย่อง เทวดาก็ยังปกปักรักษา”
“เด็กในท้องของชื่นกลิ่น รอดปลอดภัยเพราะมีเทวดาคอยปกป้องหรือคะ”
“เราทำเวรกรรมกับใคร ตายไป คนนั้นกลายเป็นเจ้ากรรมนายเวร เมื่อเราทำความดีกับใคร ตายไปเขาก็กลายเป็นวิญญาณดี กลายเป็นเทวดาผู้อุปถัมภ์เราเหมือนกัน”
“กฎของธรรมชาติยุติธรรมเสมอ”
“แม่อยากให้หนูรู้ในสิ่งนี้ หนูจะได้มั่นใจมากขึ้น คนดีผีคุ้ม หนูเองก็เหมือนกัน หนูเป็นคนดีมาตลอดชีวิตของหนู คนดีทุกคนต้องเป็นฝ่ายชนะของต่ำและคนต่ำๆ ทั้งหลาย ในที่สุดหนูต้องชนะ เข้าใจไหมลูก”
“คุณไสยของแพงทำกับลูกของชื่นกลิ่นและทำกับคุณหลวง...แล้วคุณศามนล่ะคะ”
“หนูถามถูกประเด็น หนูกำลังสงสัยใช่ไหม คุณศามนหมดรักในตัวหนู หรือเพราะเขาโดนคุณไสย”
“ค่ะ ถ้าเขาหมดรักในตัวหนู หนูจะหย่าให้เขาทันที แต่ถ้าไม่...” รัมภานิ่งไป ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี
“ไม่ใช่ทุกคนที่นั่งสมาธิและได้เห็นเหตุการณ์ในอดีตชาติ แต่หนูทำได้ บางทีอาจเป็นเพราะหนูกำลังจะได้แก้ไขอดีตชาติของหนูเอง บางทีจุดจบของทุกอย่างกำลังจะมาถึง ภาวนาต่อไปสิลูก ลูกจะได้เห็นมันด้วยตาของตัวเอง”
รัมภาพยักหน้า ทำตามคำคุณหญิงอบเชย...จากนั้นไม่นานภาพในอดีตก็ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
หลังจากทำพิธีกรรมเพื่อให้ชื่นกลิ่นแท้งไม่สำเร็จ แพงยังไม่หยุดยั้งเพียงแค่นั้น มันดิ้นรนถลำลึกในความชั่วถึงขนาดแอบไปขุดศพในป่าช้าแล้วเอาน้ำเหลืองจากศพ ผู้หญิงกลับมาบริกรรมคาถาตามตำราอาจารย์ชู หมายดึงดูดให้คุณหลวงกลับมาหามันให้จงได้
“น้ำมันผี...หยดลงบนผ้าเช็ดหน้าของคุณหลวงที่เย็บเป็นรูปดอกจัน...โอม ให้ช้างลืมโขลง โอม...ให้โขลงลืมไพร โอม...ให้มันร้อนเร่า โอม...ให้มันรักใคร่ โอม...ให้มันอยู่มิได้” แพงท่องคาถาซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นที่เรือนเล็ก
ส่วนที่เรือนใหญ่ คุณหลวงกับชื่นกลิ่นกำลังกินอาหารกลางวันกันอยู่ พลันมีควันดำลอยมาปะทะหน้าคุณหลวง ร่างเขาสะดุ้งเฮือก แววตาแข็งขึ้นมาจนชื่นกลิ่นสังเกตได้ ถามเขาว่าเป็นอะไร เขากลับบ่นปวดหัว ปวดมากเหลือเกิน แถมยังโก่งคออาเจียนอาหารออกมาหมด
ชื่นกลิ่นตกใจมาก ร้องเรียกบ่าวให้มาช่วยพาคุณหลวงไปนอนพักที่ห้อง เสร็จแล้วสั่งติ่งไปบอกมิ่งให้เอารถไปรับคุณหมอมาเร็ว
ครั้นหมอมาถึง แพงแอบอยู่หน้าเรือน เห็นหมอเข้าไปตรวจอาการคุณหลวง แพงแปลกใจนักหนา
“ทำไมไม่เหมือนคราวที่แล้ว ทำไมถึงไม่สบาย ทำไมไม่มาหาอีแพงที่เรือนเล็กล่ะ หรือว่ามนตราจะอ่อนไป”
เมื่อเป็นเช่นนี้ แพงร้อนใจไปหาอาจารย์ชูในเช้าวันรุ่งขึ้น ยกมือไหว้แกปลกๆ “อาจารย์ชูเจ้าขา ช่วยทำพิธีอะไรสักอย่างให้อีแพงด้วยเถอะเจ้าค่ะ อีแพงแย่แล้ว”
“อะไรอีก ไหนว่าผัวทั้งรักทั้งหลงเอ็งไงล่ะ”
“หุ่นรูปรอยของท่านไม่ขลังเหมือนราคาคุย พอนางชื่นกลิ่นเมียมันท้อง จู่ๆคุณหลวงก็กลับไปหามัน”
“จริงรึ”
“ใช้น้ำมันหอมจันก็ยังไม่ได้ผล ไม่รู้อะไรกันนักหนา แค้นใจจริงๆ”
ความร้อนใจทำให้แพงหลุดปากมามากมาย อาจารย์ชูเลยจับได้ว่านังตัวดีนี่เองที่ขโมยตำราไสยเวทของตนไป
“อีทรยศ! มึงรู้จักน้ำมันหอมจันได้ยังไง กูไม่เคยทำให้ใคร มึงเอามาจากไหน มึงนี่เองที่ริอ่านขโมยตำรากู” อาจารย์ชูเดือดดาลจิกหัวแพงจนหน้าหงาย
“โอ๊ยเจ็บ...อาจารย์เจ้าขา อีแพงไหว้ล่ะ อย่าทำอีแพงเลย อีแพงก็แค่บ่าวน่าสงสารถูกเขาทุบตีทารุณ ถูกเขาแย่งผัว พอไม่มีทางไป ไม่มีเงินมาจ่ายท่านก็เลยต้องเรียนรู้วิชาด้วยตัวเอง”
“แต่มึงขโมยของของกู กูจะเสกวัวธนูของกูให้เอาเรื่องมึงให้ถึงตาย”
“ไม่! อีแพงกราบขอโทษ ท่านมีตำรามากมาย ขาดไปเพียงเล่มสองเล่มก็ไม่ได้ทำให้ท่านเดือดร้อน แต่สำหรับคนวาสนาน้อยอย่างอีแพง อีแพงไม่มีที่พึ่งจริงๆ นี่เจ้าค่ะ อีแพงเอาเงินมาให้อาจารย์อีก หยิบมาจากกระเป๋าเงินของผัวอีแพง อีแพงให้ท่านหมดเลย”
แพงลนลานหยิบเงินส่งให้ อาจารย์ชูรับเงินมาแต่ก็ไม่วายจิกหัวแพงกดกระแทกกับพื้นเปรี้ยง!
“คนดีๆ อยากมีความรู้เขาเสาะหาอาจารย์ เคารพอาจารย์ ยกให้เป็นพ่อเป็นแม่ คนเอาแต่ได้อย่างเอ็ง ไม่ต้องแช่ง ไม่ต้องรอ เอ็งจะพินาศในไม่ช้า”
“ถ้างั้นก็ปล่อยให้อีแพงพินาศไป อย่าเสกวัวธนูมาทำอะไรแพงเลยนะเจ้าคะ แพงกลัว”
“ไปไป๊!! อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
“ยังไปไม่ได้เจ้าค่ะ เงินที่อีแพงให้นั่นเป็นราคาค่าตำราเล่มนั้น แต่เงินอีกก้อนตรงนี้แพงต้องการให้ท่านสักยันต์เมตตามหานิยม ตำรับลือลั่นของท่าน ท่านต้องสักให้ฉัน”
อาจารย์ชูมองเงินอีกปึกที่แพงหยิบมาวางเบื้องหน้าด้วยความโลภ ขณะที่ปากยังด่าอีแพงต่อไปไม่หยุดหย่อน
“ขนาดเขาจะมีลูกด้วยกัน เอ็งยังไม่ยอมแพ้อีกรึ เป็นเมียน้อยเขา เขาก็ดูแลให้เงินเอ็ง ยังไม่พอใจอีกหรือไง อีโลภ อีทะเยอทะยาน”
“ยังไงฉันก็ต้องเอาชนะคุณชื่นให้ได้ อีแพงต้อง
ได้คุณหลวงมาเป็นของอีแพงแต่เพียงผู้เดียว”
“ผัวเอ็งคนนี้โดนทั้งทำหุ่นรูปรอย โดนทั้งน้ำมันหอมจัน แล้วนี่เอ็งจะให้เสกเมตตามหานิยมอีก กูนึกไม่ออก โดนเข้าไปเยอะขนาดนี้ผัวเอ็งจะเป็นยังไง”
“แล้วจะทำหรือไม่ทำล่ะ ไม่ทำฉันเอาเงินคืนนะ”
อาจารย์ชูจ้องหน้าแพงไม่พอใจ แต่ด้วยความโลภจึงยอมสักยันต์เมตตามหานิยมให้มันตามต้องการ...เมื่อสมใจแล้ว แพงรีบกลับเรือนของตน ไม่ช้าไม่นานคุณหลวงดิ้นรนหนีจากชื่นกลิ่นมาหาแพงในสภาพปวดหัวทุรนทุรายใครก็ห้ามไม่อยู่ กล้าขัดขวางก็ถูกคุณหลวงต่อยตีทำร้ายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ชื่นกลิ่นทั้งตกใจและแปลกใจที่จู่ๆคุณหลวงเปลี่ยนไป พอคุณหญิงทราบเรื่องก็แค้นใจอีแพง และสรุปตามอาการที่พวกกล้าเล่ามาว่าคุณหลวงเหมือนโดนคุณไสย!
“หมายความว่านางแพงทำของใส่คุณหลวง ไม่ใช่เพราะคุณหลวงหมดรักในตัวลูกงั้นหรือคะ”
“จริงเจ้าค่ะคุณชื่น เพ็ญเชื่อเต็มหัวใจ มันต้องทำของใส่คุณหลวงมาตั้งแต่แรก คิดดูนะคะ คนอะไรชั่วข้ามคืนเปลี่ยนไปชอบคนหนึ่ง พออีกคืนกลับมาชอบอีกคน”
“ชอบแบบไม่ลืมหูลืมตาเสียด้วย กระผมเห็นคุณหลวงมาตั้งแต่เด็ก ท่านเป็นเด็กดีของพ่อแม่ สุภาพเรียบร้อยกับทุกคน จู่ๆกลายมาเป็นคนทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่เอาการเอางานอย่างนี้ กระผมไม่เห็นเหตุเป็นอื่นเลยจริงๆ” กล้ากล่าวอย่างมั่นใจ
“แบบนี้นี่เอง อีแพง...มึงทำของใส่ลูกเขยกู มึงตายแน่งานนี้” คุณหญิงลุกพรวดขึ้นหน้าตาดุดัน แววตาวาวโรจน์ด้วยความแค้น
นวลแอบได้ยินรีบวิ่งกลับเรือนเล็กเพื่อจะบอกแพงให้รู้ตัว แต่แพงอยู่ในห้องกับคุณหลวงแถมล็อกประตูแน่นหนา นวลจึงต้องไปชะเง้อทางหน้าต่างตะโกนเรียกคุณแพง
แพงกำลังกอดรัดคุณหลวงอย่างมีความสุขโดยไม่สนใจว่าได้คุณหลวงมาในสภาพไหน เขามีอาการพร่ำเพ้อ ราวคนป่วย เรียกหาแต่ชื่นกลิ่น สลับกับบ่นปวดหัว
เสียงตะโกนของนวลทำให้แพงหงุดหงิดรำคาญ ลุกมาชะโงกหน้าเอ็ดมัน “นังนวล...อะไรของเอ็งเนี่ย ประตูมีทำไมไม่เข้า”
“ก็คุณแพงล็อกไว้ พวกนังอบเชยมันรู้แล้วว่าคุณแพงทำคุณไสยใส่คุณหลวง มันกำลังบุกจะมาเอาเรื่องคุณแพง”
“ดี...ให้มันบุกมาเลย ข้าจะเสกหนังควายเข้าท้องมันทุกคนเลย เอ็งไปเฝ้ามันที่หน้าประตู ใครขวาง เอ็งจัดการได้เลย”
สั่งเสร็จ แพงเดินไปเปิดตู้หยิบหุ่นคู่ของตนกับคุณหลวง หุ่นของนวล และสิ่งของอีกหลายอย่างเกี่ยวกับทำคุณไสยที่ซ่อนไว้ออกมาใส่ห่อผ้ามัดรวมกันแล้วสะพายไหล่ออกไปเผชิญหน้ากับพวกคุณหญิงอบเชยที่แห่กันมาโวยวายโหวกเหวกอยู่หน้าเรือน
คุณหญิงสั่งบ่าวชายพังประตูห้องแล้วเอาตัวคุณหลวงออกมาให้ได้ แต่แพงกางกั้นไม่ยอม ประกาศห้ามใครหน้าไหนย่างก้าวเข้ามา ถ้าใครแตะต้องคุณหลวง รับรองมีเรื่องกับตนแน่ ส่วนนวลที่จงรักต่อแพงเพราะเวทมนต์คาถาก็ร่วมด้วยช่วยกันอีกแรง เพ็ญเห็นแล้ว
ทนไม่ได้เข้าไปตบนวลจนหน้าหัน แล้วให้ติ่งล็อกตัวมันไว้
“แพง...เธอใช้คุณไสยกับคุณหลวงอย่างนี้ไม่ถูก คืนคุณหลวงมาให้ฉันเถอะ” ชื่นกลิ่นขอร้อง
“ฮึ คุณหลวงรักข้า แกต่างหากที่คุณหลวงไม่รัก”
“ใครกันแน่ที่คุณหลวงไม่รัก” เพ็ญสวนทันควัน “มึงทำคุณไสยใส่คุณหลวง คุณหลวงไม่ได้รักมึง มึงก็เลยใช้วิธีสกปรก”
“คุณไสย? แปลว่าอะไรอีแพงไม่รู้จัก คุณไสยที่ว่าเป็นอย่างนี้หรือเปล่า” แพงหลับตาพนมมือท่องคาถา ฉับพลันทันใดมีลมพัดแรงข้าวของปลิวว่อน
ทุกคนตกใจมาก แพงหัวเราะร่าน่ากลัว
“จู่ๆ ฟ้าก็มืด ลมก็แรง อีแพงมันกลายเป็นหมอผีไปแล้ว มันเป็นหมอผี” ติ่งปากคอสั่นลนลานด้วยความกลัว มิ่งกับมีแม้เป็นผู้ชายก็ยังผวา ถอยกรูดไปรวมกับติ่งหลบข้างหลังคุณหญิงอบเชย แต่เพ็ญตะโกนลั่นว่ากูไม่เชื่อ คนอย่างอีแพงเป็นแค่บ่าวไพร่ จะมีวิชาเสกลมฝนได้ยังไง...ว่าแล้วเพ็ญพุ่งพรวดเข้าหานังหมอผีหมายตบให้สลบคามือ
แพงไม่รอช้า ท่องคาถาเสกหนังควายเข้าท้องเพ็ญอย่างรวดเร็ว เพ็ญแทบทรุด สองมือกุมท้องร้องครวญครางเจ็บปวด บัวสวรรค์ต้องเข้าประคอง
“เพ็ญ...เป็นอะไรน่ะ”
“ฮะฮะฮ่า แรงแค้นจากคนต่ำช้า แรงกดดันที่พวกเอ็งทำกับข้ามันได้กลายเป็นพลังอำนาจกลับมาทำลายพวกเอ็งทุกคน ต่อไปนี้ข้าไม่ใช่บ่าวโง่ๆ ข้ามีวิชาที่จะทำร้ายพวกเอ็งทุกคนที่จะมาเอาคุณหลวงไปจากข้า”
“นังแพงมันเสกหนังควายเข้าท้องน้าเพ็ญแล้ว” ติ่งโพล่งขึ้น
“เป็นไปได้ยังไง เป็นไปไม่ได้ บ่าวเลวชั่วอย่างอีแพงจะมีวิชาได้ยังไง คนอย่างมันเนี่ยนะ” คุณหญิงยังไม่ปักใจ แพงหัวเราะร่า ดวงตาแดงฉานไม่เหมือนมนุษย์
“ในเมื่อเห็นฤทธิ์เดชข้าแล้ว ก็จงเลิกยุ่งกับข้าเสียที กลับไป...กลับไปให้หมด”
แพงพูดเสร็จก็วิ่งหายไป เพราะใจห่วงแต่ห่อผ้าอยากเอาไปฝังเพราะหากใครพบหุ่นพวกนี้แล้วทำลายมันทิ้งจะกลายเป็นอาถรรพณ์หายไป คุณหลวงเลิกรักแพงทันที
“อีแพงเอ็งจะไปไหน กลับมานี่นะ” คุณหญิงทำท่าจะตาม แต่บัวสวรรค์รีบดึงคุณอาไว้
“อย่าตามไปค่ะ แพงมีวิชาจริงๆ ดูเพ็ญสิคะ เราอยู่ห่างๆมันไว้ก่อนจะดีกว่าค่ะ”
“คุณบัวพูดถูก” กล้าเห็นด้วย...แล้วหันไปดุมิ่งกับมีที่มัวแต่กลัวให้รีบเอาตัวเพ็ญกลับเรือนใหญ่
“คุณหลวง...ต้องเอาตัวคุณหลวงไปด้วย” ชื่นกลิ่นวิ่งขึ้นเรือนทันที กล้ารีบก้าวตาม ส่วนบัวสวรรค์พาคุณหญิงกลับไปตั้งหลักที่เรือนใหญ่ เธอย้ำว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน เรื่องนี้จะใจร้อนไม่ได้
เมื่อทุกคนแยกย้ายสลายตัวไปแล้ว คงเหลือแต่ นวลคนเดียวที่ยังจงรักภักดีต่อแพง มันมองตามเยาะหยันคุณหญิงว่าไม่แน่จริง...
ชื่นกลิ่นเข้ามาในห้องเห็นคุณหลวงนอนเพ้อราวจับไข้ เรียกหาเมียกับลูก ชื่นกลิ่นนั่งลงใกล้ๆ บอกเขาว่าน้องมาแล้ว เราจะกลับเรือนใหญ่ด้วยกัน
“คุณหลวง...กลับเรือนใหญ่ก่อนขอรับ” กล้าเข้าช่วยชื่นกลิ่นประคองคุณหลวงออกจากห้องกลับไปเรือนใหญ่อย่างทุลักทุเล
ส่งคุณหลวงถึงเตียงนอน ชื่นกลิ่นกับกล้ายังหนักใจ เพราะอาการคุณหลวงเหมือนคนป่วยหนัก ตัวร้อนจัดไข้ขึ้นสูง คุณหญิงกับบัวสวรรค์ตามเข้ามาสมทบ เห็นสภาพลูกเขยแล้วคุณหญิงเริ่มแน่ใจ
“ท่าทางเหมือนคนโดนคุณไสยมนต์ดำจริงๆด้วย หน้าตาสง่าราศีไม่มีเลย แม่บัว...ให้คนไปตามหมอมาดูไป๊”
บัวสวรรค์รับคำแล้วกลับออกไปทันที กล้ามองนายของตนอย่างเวทนาสงสาร ก่อนหันไปทางคุณหญิง
“อีแพงมันมีฤทธิ์ขึ้นมาเช่นนี้จะจัดการอะไรก็คงลำบากแล้ว ไหนจะคุณหลวงกับเพ็ญที่มาป่วยเพราะคุณไสยของมันอีก เราจะทำยังไงดีขอรับ”
คุณหญิงตอบไม่ได้ สีหน้ากลัดกลุ้ม มองไม่เห็นหนทาง
ooooooo
ที่เรือนคนใช้ พึ่งไม่สบายใจและสงสารเพ็ญที่นอนตัวงอร้องครวญครางเพราะปวดท้องหลังโดนแพงเสกหนังควายเข้าท้อง แต่พอพึ่งต้มยาเอามาให้ เพ็ญกลับปัดมันทิ้งหกกระจายแล้วโวยวายอาละวาดด่าพึ่งไม่ไว้หน้า นวลมาเห็นเข้าทนไม่ไหว รีบเข้าไปดึงพึ่งหนีออกมาหน้าห้อง
“น้านี่ยังไง เขาเขวี้ยงของใส่ยังไม่รู้จักหลบ”
“ข้าสงสารพี่เพ็ญ อีแพงนะอีแพง แย่งผัวเขายังไม่พอ นี่ยังเล่นคุณไสยใส่คนอื่น ไม่รู้จักกลัวบาปกลัวกรรม”
“โฮ้ย...บาปกรรมหน้าตาเป็นยังไง น้าพึ่งเคยเห็นเหรอ”
“อีนวลนี่ เอ็งก็พลอยเป็นไปอีกคน”
“น้าเพ็ญน่ะร้ายจะตาย วันๆประจบคุณหญิง ทำร้ายคุณแพงมากี่หนแล้ว โดนซะบ้าง สมน้ำหน้า”
“แล้วไอ้คุณไสยอะไรเนี่ย นังแพงมันไปเรียนมาจากไหน เอ็งรู้ไหม”
“จะเรียนมาจากไหนก็ช่างเถอะ มันใช้งานได้ก็ พอแล้ว ต่อไปนี้ทั้งน้าทั้งฉันก็สบายแล้ว โดนกันไปขนาดนี้ไม่มีใครกล้ายุ่งกับคุณแพงอีกแล้วล่ะ ไว้วันไหนฉันจะขอยาเสน่ห์มาใช้กับพี่กล้าบ้าง...ว่าแล้วไปหาพี่กล้าดีกว่า”
นวลเดินดุ่มออกไปเรือนใหญ่ เจอกล้าในสวนรีบฉุดเขามาที่ห้องจะให้ช่วยไล่หนู ทั้งที่ความจริงนวลต้องการจะรวบหัวรวบหางกล้าทำผัวต่างหาก แต่กล้ารู้แกวเสียก่อนจึงรอดตัว
ค่ำนั้น กล้ามีข่าวดีจะบอกบัวสวรรค์ เขาตามเธอไปที่ศาลาในสวน เห็นเธอนั่งสีซอเพลินอยู่ เขาเดินมานั่งกับพื้นห่างๆอย่างเจียมตัว โดยไม่รู้ว่านวลตามมาแอบมองอยู่มุมหนึ่ง
“ในบ้านที่มีแต่เรื่องราว จู่ๆมีเสียงดนตรีขึ้นมา ฟังแล้วค่อยใจชื้น”
“บรรยากาศแบบนี้ก็ได้แต่สีเพลงเศร้า เมื่อไหร่หนอคนชั่วจะได้รับกรรม คุณหลวงกับพี่ชื่นเป็นคนดีมาตลอดชีวิต ไม่สมควรจะต้องมาเป็นแบบนี้”
“ความชั่วและคนชั่วแผ่ขยายตัวเองด้วยการทำให้คนดีท้อแท้ หากคนดีท้อแท้และเมินเฉยเมื่อไหร่ ความชั่วและคนชั่วจะขยายอาณาจักรของมันทันที อย่างที่คุณบัวเคยบอก เราต้องไม่สูญเสียศรัทธาง่ายๆ”
นวลมองหมั่นไส้ คิดไปเองว่าทั้งคู่นัดแนะมาพลอดรัก จึงค่อยๆถอยออกจากตรงนั้น เพื่อไปฟ้องคุณหญิงอบเชย
“เอ้า อีนังตัวดีมีอะไร อีคุณแพงนายของเอ็งสั่งให้มาใช่ไหม ข้าบอกไว้เลยนะ ข้าไม่คืนคุณหลวงให้มันเด็ดขาด แล้วข้าก็ไม่กลัวคุณไสยของมันด้วย”
“เปล่าเจ้าค่ะ นวลมีเรื่องจะมาบอกเฉยๆ”
“เรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องรกหู เอ็งโดนไล่ออกแน่ กินข้าวกินเงินเดือนข้า...หนอย ไปทำงานรับใช้อีนังโสเภณีนั่น มันน่าไล่ออกนัก”
“บ่าวอย่างอีนวลจะเลวจะชั่ว ก็ถือว่าสมฐานะที่เกิดมาต่ำช้า แต่บรรดาลูกท่านหลานเธอที่เกิดมาสูงแต่ทำตัวต่ำเนี่ย คุณหญิงจะว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“เอ็งจะพูดเรื่องอะไร”
“คุณหญิงไปดูเองที่ในสวนเถอะค่ะ แอบมาพลอดรักกันค่ำมืดดึกดื่น ระวังเถ้อะ ท้องไม่มีพ่อขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณหญิงจะลำบาก”
“ในสวน นี่เอ็งพูดถึงใคร”
“เป็นถึงหลานคุณหญิงแอบนัดพบกับผู้ชาย ฐานะเท่าเทียมก็ว่าน่ารังเกียจแล้ว นี่อะไร้...ลงไปคบหา ให้ท่าบ่าว ผู้ชายในบ้านตัวเอง อีนวลอยากจะรู้ งานนี้คุณหญิงต้องเอาปี๊บคลุมหัวเดินสักกี่ชั้น”
อบเชยโกรธขึ้ง เดินออกไปทันที นวลมองตามด้วยรอยยิ้มสะใจ...
กล้ายังไม่ทันได้บอกข่าวดีของตนแก่บัวสวรรค์ พลันต้องตกใจกับน้ำเสียงเฉียบขาดของคุณหญิงที่ถามว่า มืดค่ำดึกดื่นมาทำอะไรกัน?
“บัวแค่ลงมาซ้อมสีซอน่ะค่ะ ไม่อยากเล่นบนเรือน เดี๋ยวคุณหลวงกับพี่ชื่นจะหนวกหู”
“แล้วทำไมต้องยืนชิดกันอย่างนั้น แม่บัว ครั้งนี้แม่บัวทำให้อาเสียใจมาก ทำตัวแบบนี้ไม่คิดถึงพ่อที่ตายไปบ้างเลยรึ กลับขึ้นไปบนเรือนเดี๋ยวนี้”
กล้าตกใจจะอธิบาย แต่คุณหญิงไม่เปิดโอกาส ตวาดเสียงดุดัน
“ไม่ต้องพูด แค่มองหน้า ฉันก็รู้แล้วว่าคนอย่างเธอคิดอะไร คิดใฝ่สูงจนเกินศักดิ์ งานนี้ฉันเอาเรื่องเธอแน่”
คุณหญิงลากหลานสาวเข้าไปในห้องพระ สั่งให้นั่งลงแล้วจุดธูปยกมือไหว้ขอโทษพ่อของเธอเดี๋ยวนี้ บัวสวรรค์มองโกศกระดูกพ่อสลับกับมองหน้าคุณอาอย่างไม่เข้าใจ ส่วนนวลที่แอบตามมาดูผลงานของตัวเองกำลังเหยียดยิ้มด้วยความสะใจ
“ผู้หญิงน่ะ จะได้อยู่บนหิ้งหรือจะอยู่ในโคลนตมไม่ใช่เพราะผู้ชาย แต่เพราะการวางตัวของตนเอง อยากจะเป็นเมีย เป็นแม่ให้คนเขาเคารพบูชา แต่วางตัวให้เขาได้ไปง่ายๆแบบนั้น จะมาร้องแรกแหกกระเชิงว่าผู้ชายเขาทอดทิ้งไม่ยอมยกย่องไม่ได้หรอกนะ”
“คุณอา ทำไมต้องว่าบัวเสียๆหายๆอย่างนั้นด้วยล่ะคะ”
“ฉันจะว่าเธอต่อหน้าพ่อของเธอ ให้พ่อแม่ลุงป้าน้าอาด่าเธอ ดีกว่าให้คนอื่นมาด่า อยากร้องไห้ อยากเสียใจ อยากน้อยใจก็เอาเลย เพราะถ้าไม่ใช่ฉัน จะไม่มีใครด่าเธอด้วยความรักแบบนี้อีกแล้ว”
“พี่กล้ากับบัวไม่ได้ทำอะไรเกินเลย เราไม่ได้นัดแนะมาพบกันตอนค่ำมืดเพื่อทำอะไรน่าเกลียดนะคะ”
“ผู้หญิงจะสวยหรือไม่สวย จะเป็นผู้หญิงดีหรือผู้หญิงหยำฉ่า จะได้ลงท้ายด้วยการเป็นแม่ เป็นเมีย หรือจะลงท้ายด้วยการเป็นของขบเคี้ยวเล่นคั่นเวลา อยู่ที่ตัว ผู้หญิงเองทั้งนั้น หากรู้จักยับยั้งใจตนเอง ไม่หลงไปกับลมปากคำรักของผู้ชายเห็นแก่ตัว หากอดทนได้ ผู้หญิงพวกนี้ย่อมได้รับความเคารพนับถือไปจนตลอดชีวิต เธอเข้าใจเรื่องนี้ดีแค่ไหน”
“คุณอาขา...เรื่องในคืนนี้เราสองคนบริสุทธิ์ใจนะคะ บัวกับพี่กล้าไม่เคยทำอะไรน่าเกลียดแม้แต่ครั้งเดียว”
“ไปอยู่ในที่อโคจร ในที่รโหฐาน แม้เธอมั่นใจว่าเธอดี แม้เธอมั่นใจว่าผู้ชายคนนั้นดี แต่เธอมั่นใจในสัญชาตญาณหนุ่มสาวของตัวเธอเองแค่ไหน อาจะบอกให้ เธอไว้ใจสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ จึงต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม อาพูดแบบนี้ เธอเข้าใจหรือยังว่าเธอผิดตรงไหน”
บัวสวรรค์น้ำตาไหลเริ่มคิดตาม “คุณอาหมายถึง ...บัวไม่สมควรแม้แต่เปิดโอกาส”
“ใช่ สิ่งที่อาบอก สิ่งที่อาสอนอาจจะดูคร่ำครึ ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อผู้หญิงเก่งกล้ามากขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจดูว่าล้าสมัย แต่ความเป็นแม่เป็นเมียที่น่าเคารพ คุณสมบัติเหล่านี้เชื่อเถอะว่ามันจะเหมือนเดิม”
“บัวเข้าใจแล้ว...บัวขอโทษค่ะคุณอา บัวจะขอโทษคุณพ่อเดี๋ยวนี้”
ขณะที่บัวสวรรค์เตรียมจะจุดธูป กล้าเดินเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้าคุณหญิง
“คนที่ควรขอโทษไม่ใช่คุณบัว แต่เป็นกระผมต่างหาก เพราะกระผมเป็นคนเดินเข้าไปหาคุณบัวเอง”
นวลจับตามองด้วยความตกใจ นึกไม่ถึงว่าพี่กล้าจะกล้าสมชื่อจริงๆ
“ขึ้นมาทำไม ใครอนุญาต อย่าคิดนะว่าการที่เข้ามาช่วยเหลือฉัน ช่วยเหลือแม่ชื่นแล้วจะทำให้เธอยกระดับจากบ่าวขึ้นมาตีเสมอกับพวกเราได้”
“กระผมเป็นลูกบ่าวในเรือนคุณหลวง ชาติตระกูลของกระผมคงตีเสมอไม่ได้ แต่กระผมเคยให้สัญญากับคุณบัวไปแล้วว่ากระผมจะตีเสมอกับคุณบัวด้วยสิ่งอื่น” กล้ายื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้คุณหญิง
“นี่...เธอสอบติดโรงเรียนนายร้อยงั้นรึ” คุณหญิงเพ่งมองข้อความในจดหมายแทบไม่เชื่อสายตา ขณะที่บัวสวรรค์ดีใจเป็นล้นพ้น ถามพี่กล้าว่าสอบติดแล้วหรือ?
“จดหมายเพิ่งมาวันนี้ ที่จะไปบอกก็เรื่องนี้แหละ... แต่ที่คุณหญิงพูดก็ถูก กระผมประมาทเอง ไม่ได้คิดว่าตรงนั้นไม่มีคนและก็ดึกมากแล้ว กระผมกราบขอโทษคุณหญิงขอรับ”
กล้าพนมมือไหว้ คุณหญิงเริ่มสังเกตกล้าอย่างจริงจัง แต่แววตายังเข้มดุ ถามเขาว่าสัญญาอะไรกับแม่บัว
“กระผมเลือกเกิดมาให้ดีคู่ควรกับเธอไม่ได้ แต่กระผมเชื่อว่าคนเรายังมีโอกาสเป็นคนดีขึ้นมาได้ด้วยการศึกษา กระผมจึงสัญญากับเธอว่าจะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย และจะเรียนจนจบ หากกระผมทำไม่สำเร็จเธอจะไม่ได้เห็นหน้ากระผมอีก”
“เธอจะสอบเป็นนายร้อยเพื่อแม่บัวงั้นรึ”
กล้าไม่ตอบแต่คลานไปจุดธูปไหว้โกศพ่อของบัวสวรรค์ “กระผมนายกล้า ไม่มีชาติตระกูล ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง หลักประกันของกระผมมีเพียงอย่างเดียวคือจดหมายฉบับนี้ และคำสาบานว่ากระผมจะเป็นคนดี จะสร้างความมั่นคง จะดูแลคุณบัวให้มีทุกอย่าง ให้สมกับชาติกำเนิดที่เธอเกิดมา”
“มีแค่หลักประกันและคำสาบานเนี่ยนะ มันก็แค่วิมานในอากาศ พี่เอื้อฝากลูกสาวคนเดียวไว้กับฉัน ฉันจะเอาหลานฉันไปฝากไว้กับฝันลมๆแล้งๆของเธอไม่ได้หรอก”
กล้าหันกลับมาเผชิญหน้าคุณหญิงอย่างไม่กลัว ไม่หลบสายตา หัวใจของเขามีแต่ความมั่นคงที่คนอื่นสัมผัสได้
“กระผมไม่ได้รีบ หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน กระผมจะรอให้เวลาพิสูจน์หัวใจรักอันบริสุทธิ์ของกระผม”
“แล้วถ้าฉันรีบ ฉันไม่รอ ฉันยกแม่บัวให้กับคนที่ดีกว่าเธอในวันนี้วันพรุ่งนี้ล่ะ”
“คุณอาจะยกบัวให้ใครคะ บัวไม่เอานะคะ บัวไม่ยอมแต่งงานไปกับใครทั้งนั้น” บัวสวรรค์ร่ำร้อง...กล้าเศร้ามาก ก้มหน้ายอมรับเสียงแหบพร่า
“ทุกอย่างสุดแต่คุณหญิงจะเห็นสมควร แต่ตราบใดที่คุณบัวไม่ได้ออกเรือนไปกับใคร กระผมก็ยังมีสิทธิ์ที่จะหวังไม่ใช่หรือขอรับ”
“ฮึ ไม่ยอมแพ้สินะ ได้...ถ้าอย่างนั้นจงฟังคำสั่งฉัน เธอต้องตั้งใจเรียน ต้องสอบให้ได้ที่หนึ่งทุกเทอม หากตกหล่นไปแม้แต่เทอมเดียว ฉันจะย้ายเธอออกไปจากบ้านนี้ หากเธอทำได้และเรียนจบ ฉันจะอนุญาตให้เธอคบกับแม่บัว หากภายในห้าปีเธอประกอบสัมมาอาชีพ ยังเป็นคนดี และเธอทั้งสองยังรักกัน ฉันจะอนุญาตให้เธอแต่งงานกัน”
หนุ่มสาวอึ้งไปด้วยความดีใจ...ต่างจากนวลที่ซ่อนตัวมุมหนึ่ง ท่าทางมันตกใจและผิดหวังอย่างแรง
“ยัง...อย่าเพิ่งดีใจ” เสียงคุณหญิงยิ่งดังขึ้นอีก “ตลอดเวลานี้ ก่อนหน้าที่จะเรียนจบ ห้ามตีเสมอแม่บัว ห้ามตีเสมอฉันและคนในบ้านนี้ ห้ามอยู่กับคุณบัวสอง ต่อสอง ห้ามถูกเนื้อต้องตัว สรุปก็คือ...เธอยังเป็นแค่ไอ้กล้าบ่าวใต้ถุนเรือนของคุณหญิงอบเชยเหมือนเดิม ทำได้ไหม”
แม้เงื่อนไขมากมายแต่กล้าก็รีบรับคำและก้มลงกราบแทบเท้าคุณหญิง “ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะขอรับ ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่กระผมเคยทำและทำมาตลอด แค่นี้...แค่ให้โอกาสคนต่ำช้าอย่างไอ้กล้าก็ไม่รู้จะกราบขอบพระคุณคุณท่านอย่างไรแล้ว กระผมกราบขอบพระคุณจริงๆขอรับ”
คุณหญิงพยักหน้ารับ กล้าดีใจจนน้ำตาคลอ บัวสวรรค์เองก็แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่เช่นกัน...
เช้าวันรุ่งขึ้นมาเล่าให้ลูกสาวฟัง คุณหญิงยังนึกขันนายกล้าไม่หาย “ฮึ พูดออกมาได้ ใช้คำสาบาน ใช้ซองจดหมายเป็นเครื่องรับประกันเพื่อขอลูกสาวชาวบ้านเนี่ยนะ เกิดมาเพิ่งเคยเห็น นายคนนี้กล้าสมชื่อเขานะ”
“ชื่นมัวแต่วุ่นๆ ไม่เคยสังเกตไม่เคยระแคะระคายเลย นายกล้าเขาอยู่อย่างเจียมตัวจริงๆนะคะ เขาไม่เคยออกนอกลู่นอกทางกับน้องบัวหรอกค่ะ”
“แม่รู้ แม่ก็ดุเขาไปอย่างนั้นเอง ต้องกำหราบเอาไว้จะได้ไม่เหลิงทั้งสองคน”
“นายกล้าสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก ถ้าสอบได้ที่หนึ่งทุกเทอมตามที่ถูกบังคับ บั้นปลายนายกล้าอาจได้เป็นนายพล น้องบัวก็คงจะได้เป็นคุณหญิง คุณแม่นี่ ฉลาดจริงๆ นี่แสดงว่าคุณแม่ชอบนายกล้ามาตั้งแต่ต้น”
“คุณเนื่องแม่ของคุณหลวงหรือแม้แต่ตัวคุณหลวงเองให้เกียรตินายกล้า เพราะสติปัญญาและความดีในตัวเขา เขาไม่รู้หรอก ความดีของคนเป็นเกียรติยศที่เชื่อถือได้ มากกว่านามสกุล”
“หากนายกล้ารักษาความดีของเขาได้ คุณแม่จะยกน้องบัวให้เขาจริงๆใช่ไหมคะ”
“หากยกแม่บัวให้คนมีชาติตระกูลดี จิตใจเลว วันนี้อาจมีทรัพย์ มีเกียรติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สุดท้ายคนพวกนี้ก็ลงสู่ที่ต่ำ แต่คนดี คนมุมานะ มีความรักเป็นเครื่องนำทาง คนพวกนี้แม่เห็นมานักต่อนัก ประสบความสำเร็จทุกคน”
ชื่นกลิ่นพยักหน้าเห็นด้วยก่อนลุกไปบอกคุณหลวงที่ยังหลับใหลว่า นายกล้าคนสนิทของเขากำลังจะได้ดี เขาต้องหายเร็วๆเพื่อมาร่วมดีใจกับนายกล้าและบัวสวรรค์...เมื่อคุณหญิงถามลูกสาวว่าไข้ไม่ลดเลยหรือ ชื่นกลิ่นหันมาส่ายหน้า บอกแม่ว่าหมอมาดูแล้วให้ยาไว้ แต่กินไปก็ไม่ดีขึ้น ไข้มีแต่ทรงๆอยู่อย่างนี้ พรุ่งนี้ว่าจะเชิญหมอมาดูอีกครั้ง
ขณะที่ชื่นกลิ่นเป็นกังวลอาการคุณหลวง...แพงอยู่เรือนเล็กกำลังร้อนรุ่มไปด้วยแรงแค้นและอาฆาตพวกเรือนใหญ่ที่เอาตัวคุณหลวงไป แพงเข้าห้องหมก มุ่นทำบริกรรมคาถาชั่วร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุนี้เองทำให้ ทั้งคุณหลวงและเพ็ญเจ็บปวดทุรนทุราย ตามหมอมารักษากี่ครั้งก็ไม่หาย สุดท้ายคุณหญิงจึงบอกลูกหลานว่าต้องเปลี่ยนหมอใหม่ เอาแบบใหม่เลย...
บัวสวรรค์กับชื่นกลิ่นฟังแล้วฉงน มองหน้ากันไปมาไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #7 on:
21 October 2026, 14:48:13 »
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep13/page1
บ่วง ตอนที่ 13
เพื่อจะเอาคุณหลวงคืนมาให้จงได้...แพงนั่งบริกรรมคาถาหลายวันจนจิตแก่กล้าคิดว่าตัวเองมีของดีเหนือคนทั้งโลก โดยเฉพาะพวกเรือนใหญ่ที่แพงเจ็บแค้นมันยิ่งนัก แต่ในขณะเดียวกันคุณหญิงอบเชยก็คิดออกแล้วว่าจะให้ใครมาจัดการกับนังหมอผีคนนี้
วันนี้ขณะที่แพงทำพิธีอยู่นั้น ส่งผลให้คุณหลวงและเพ็ญมีอาการกระสับกระส่ายไม่เป็นสุข แพงพยายามเรียกคุณหลวงให้กลับเรือนเล็ก ทั้งยังเรียกลมฝนพัดกระโชกอย่างน่ากลัว พวกบ่าวพากันแตกตื่นตกใจรีบวิ่งเข้าห้องปิดประตูหน้าต่างกันจ้าละหวั่น แม้แต่นายกล้ากับบัวสวรรค์ก็ไม่กล้าออกจากเรือนใหญ่ เมื่อแพงออกไปสำแดงเดชที่หน้าเรือน
ขณะแพงอาละวาดทำลายข้าวของแตกหักเสียหาย คุณหญิงอบเชยนั่งรถมาพร้อมอาจารย์เปรื่องผู้ลือเลื่องว่ามีอภิญญาบารมี ช่วยรักษาคนโดนคุณไสยมานักต่อนัก แต่สำหรับแพงแล้วมันไม่เกรงกลัว ด่าทอดูถูกแถมท้าทายเขาเอ็ดอึง
อาจารย์เปรื่องมองแพงอย่างสังเวช และสั่งสอนไปหลายคำก่อนต่อกรเมื่อแพงจะเสกหนังควายเข้าท้อง แพงโดนปราบด้วยยันต์หนังสัตว์จนร่างแสบร้อนเหมือนโดนเผา ดิ้นพล่านกรีดร้องลั่นระงม
“ยันต์ของข้าบทนี้จะพันธนาการเจ้า เวทมนตร์คุณไสยต่ำช้าใดๆจะถูกควบคุมไว้ด้วยยันต์ผืนนี้ นับแต่นี้ต่อไปเจ้าจะไม่มีโอกาสได้ทำร้ายใครอีก”
เพ็ญที่ปวดท้องอยู่ก่อนหน้านี้ ฉับพลันทันใดอาการนั้นหายเป็นปลิดทิ้ง “หายแล้ว เพ็ญหายปวดท้องแล้ว มนตราของมันเสื่อมแล้ว มันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว”
เสียงตะโกนของเพ็ญทำให้ทุกคนในเหตุการณ์ต่างพากันดีใจ ส่วนชื่นกลิ่นตรงหน้าต่างบนห้องรีบกลับไปเข้าดูอาการคุณหลวง เห็นเขาไอและกระอักออกมาเป็นลิ่มเลือดสีดำ เธอหยิบกระโถนรองแล้วบอกให้เขาคายออกมาอีก อาจารย์คนนั้นแก้คุณไสยได้จริงๆ
ส่วนที่หน้าเรือน คุณหญิงอบเชยกำลังประจันหน้ากับแพงที่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
“อีแพง ในที่สุดก็มีวันนี้ วันที่กูรอคอย วันแห่งความพินาศของมึง”
“ไม่จริง ไม่มีอะไรมาควบคุมข้าได้ ข้าจะเสกหนังควายเข้าท้องพวกแกทุกคน อีอบเชยมึงโดนก่อน”
ขาดคำ แพงสวดคาถาใส่คุณหญิง แต่ครานี้ไม่เกิดอาถรรพณ์ใดๆ แพงตระหนกหน้าซีด สงสัยทำไมมันไม่เป็นอะไร
คุณหญิงสะใจ กระชากจิกหัวแพงอย่างไม่ปรานี “กูไม่ได้เป็นอะไร อีแพง มึงคิดจะเป็นเมียคุณหลวง มึงคิดจะเป็นหมอผีมีฤทธิ์เดช แต่ในที่สุดมึงก็เป็นได้แค่อีบ่าวต่ำช้า เป็นขยะรกโลกชิ้นหนึ่งเหมือนกำพืดของมึงนั่นแหละ”
“พวกเอ็งเห็นแล้วใช่ไหม มันสิ้นฤทธิ์แล้ว ทำอะไรใครไม่ได้แล้ว ไอ้มิ่งไปเอาโซ่มา ไปเอาโซ่มาล่ามมันไว้” เพ็ญตะโกนลั่น
“ไอ้หมอผีบ้า กูจะฆ่ามึง ถ้ากูฆ่าไม่ได้ กูก็จะตามอาจารย์กูมาฆ่ามึง” แพงพุ่งไปจะทำร้ายอาจารย์เปรื่อง แต่แค่เขายกมือ แพงก็ชะงักด้วยความเจ็บปวดบริเวณท้องจนทรุดลงไปอีก
“อาจารย์เอ็งชื่ออาจารย์ชูใช่ไหม”
“มึงรู้ด้วยหรือ ดี อาจารย์ชูเก่งกว่ามึงร้อยเท่า อาจารย์ชูจะมาแก้แค้นให้กู”
“ฉันรู้จักผู้เล่นคุณไสยสายดำทุกคน เพราะหน้าที่ของฉันคือปราบปรามคนพวกนี้ อาคมต่างๆเหมือนอาวุธ บางคนใช้มันประหัตประหารผู้อื่น คนพวกนี้คือผู้เล่นคุณไสยสายดำ แต่อาวุธเดียวกัน หากอยู่ในมือตำรวจทหาร มันก็เอาไว้เพื่อกำหราบคนชั่ว คนที่ทำเช่นนี้คือผู้เล่นคุณไสยในสายขาว ก็คืออาจารย์เปรื่องคนนี้ พวกหากินบนความทุกข์ของคนอื่น บางครั้งไม่ต้องเดือดร้อนถึงฉัน อย่างอาจารย์ชูคนนั้นตอนนี้มันตายไปแล้วเพราะกรรมที่ตามสนองมัน”
“อะไรนะ...อาจารย์ชูตายแล้วหรือ”
“เมื่อคืนมีงูเห่าตัวหนึ่งมากัดมันตาย”
“ไม่จริง ก็แค่งูเห่า คนอย่างอาจารย์ชูมีคาถาอาคมสะกดสัตว์ร้ายจะมาตายเพราะงูได้ยังไง มึงโกหก”
แพงดึงดันไม่เชื่อ แต่พออาจารย์เปรื่องยืนยันว่าตายจริง เช่นเดียวกับอาจารย์เส็งที่มีวิชาอาคมเหมือนกัน แพงชะงักฟัง เพราะทราบดีว่าอาจารย์เส็งก็ตายเพราะอาคมของอาจารย์ชูนั่นเอง สองอาจารย์นี้ล้วนแต่เล่นของ ก่อกรรมกับผู้คนมากมาย
“ธรรมชาติมีกฎที่ยุติธรรมเสมอ กฎแห่งกรรม” กล้าโพล่งออกมา
“ถูกต้องแล้ว...ทำไมต้องเป็นงู เพราะอาจารย์ชูได้สั่งให้เอ็งทำไว้กับคนอื่นอย่างนั้น มันทำไว้กับคนอื่นเช่นไร มันก็ต้องได้รับสิ่งเดียวกันนั้นตอบแทน”
“ไม่จริง อาจารย์ชูเก่งขนาดนั้นจะตายได้ยังไง...ไม่จริง”
“เอ็งริอ่านเรียนคุณไสยมนต์ดำ ร่วมมือกับอาจารย์ชูทำร้ายผู้อื่นจนถึงตาย ตราบาปนี้จะติดตามวิญญาณของเอ็งไปจนถึงชาติภพหน้า เพราะฉะนั้นจงละทิฐิ หยุดการกระทำเลวทั้งหลายของเอ็งซะเถิด”
“ไม่! ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้ทำใครทั้งนั้น ข้าก็แค่จะเอาผัวของข้าคืนมา คุณหลวงเจ้าขา...คุณหลวงอยู่ไหน อีแพงจะไปหาคุณหลวง” แพงสติแตกออกวิ่งพรวดจะเข้าในเรือนใหญ่
คุณหญิงอบเชยรีบสั่งการให้บ่าวจับมันไปขังที่เรือนเล็ก มิ่งกับมีทำตามโดยเร็ว ลากตัวแพงถูลู่ถูกังออกไป... แพงถูกมัดมือไพล่หลังขังไว้ในเรือนเล็ก เพ็ญตามมากระหน่ำมันด้วยความแค้น ด้านคุณหญิงกับลูกหลานยังคุยอยู่กับอาจารย์เปรื่องที่เรือนใหญ่
อาจารย์เปรื่องทำน้ำมนต์ให้คุณหลวงดื่ม คุณหญิงอยากรู้ว่าลูกเขยจะหายเหมือนบ่าวเพ็ญหรือเปล่า อาจารย์นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า ทำเอาทุกคนตกใจกันใหญ่
“ไม่หายหรือคะ ทำไมคะ” ชื่นกลิ่นละล่ำละลัก
“ท่านเกิดวันเดือนปีอะไร”
“เกิดวันจันทร์ เดือนตุลาคม ปีระกา ปีนี้ท่านอายุ 30 ปีค่ะ”
“ทำไมครับ ถอนใจทำไมครับ”
“หลวงภักดีบทมาลย์ท่านนี้เป็นคนจิตใจดีงามที่มีชะตาอาภัพ”
อาจารย์หลับตาเพื่อคำนวณเวลาตกฟากของคุณหลวง เพียงไม่นานก็รู้ว่าชายผู้นี้อายุขัยสั้นตามชะตาเกิด
“เฮ้อ...” เสียงถอนใจของอาจารย์ทำให้กล้าถามพรวดออกมา “ทำไมครับ ถอนใจทำไมครับ”
“แปลว่าคุณหลวงจะไม่หายหรือคะ” บัวสวรรค์วิตกกังวล
“ไม่มีความรู้ความสามารถใดเอาชนะกรรมลิขิต คุณหลวงไม่เหมือนแม่เพ็ญ ท่านเป็นคู่เวรคู่กรรมกับนางแพงมาหลายภพชาติ ที่สำคัญโดนมนตราอาถรรพณ์หลายขนานมากกว่าแม่เพ็ญ จึงรับประกันไม่ได้ว่าท่านจะหาย”
“โธ่...คุณหลวง” ชื่นกลิ่นครางหน้าเสีย
“จะแก้อาถรรพณ์คุณไสยแบบของคุณหลวง ต้องรู้วิธีทำ ต้องหาหุ่นรูปรอยตัวนั้น ต้องหาของขลังต้นเหตุให้พบจึงจะทำลายมนตราได้จนหมดสิ้น หากหาไม่ได้ ก็เหมือนรักษาโรคไม่รู้ต้นเหตุ ให้ทุเลาพอได้แต่หายขาดทำไม่ได้”
“หาของอาถรรพณ์ที่เป็นต้นเหตุงั้นรึ” คุณหญิงทวนคำ...ก่อนสั่งบ่าวของตนไปค้นเรือนเล็กให้ทั่วแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ถามแพงที่ถูกมัดกับเสาไว้กลางเรือนมันก็ไม่ยอมพูดอะไร คุณหญิงจึงต้องมาด้วยตัวเอง
“หาอีก...หาให้ทั่ว หาของอาถรรพณ์ หุ่นรูปรอย หาให้เจอ”
บ่าวแยกย้ายกันค้นอีกครั้ง แต่ยังไม่เจอสิ่งของเหล่านั้น จนกระทั่งงัดประตูห้องหนึ่งเข้าไปและพบว่าเป็นห้องทำพิธีกรรมของนังแพง
ทุกคนผงะกับสิ่งของในห้อง ก่อนที่คุณหญิงทำให้ของพวกนี้เสื่อมด้วยการใช้ผ้านุ่งผู้หญิงครอบแล้วสั่งบ่าวให้เอาไปเผาทิ้ง แต่หุ่นรูปรอยที่ไม่มีอยู่ในนี้ยังคงให้บ่าวค้นหากันต่อไป
เพ็ญและบ่าวค้นทุกซอกมุมก็ไม่เจอ คุณหญิงแค้นใจนักหนา คว้าขวดน้ำมันของแพงมาหมายจะเอาไว้แก้แค้นมันให้สาสม
“นังโสเภณี เอ็งเอาหุ่นรูปรอยไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“หาไม่เจอล่ะสิ ไอ้อาจารย์นั่นมันบอกหรือเปล่าว่าถ้าหาไม่เจอ ก็ทำลายอาถรรพณ์ไม่ได้ คุณหลวงจะยังรักกู เป็นของกูต่อไป”
“มึงหมดสิ้นฤทธิ์ขนาดนี้แล้วยังไม่เข็ดหลาบ อยากตายหรือไง”
“ถ้าตาย กูจะเป็นผีมาหลอกพวกมึง ลูกหลานมึง ฆ่ากูสิ ฆ่าให้ตาย เอาสิ เอาเลย”
“ใช่สิ ความตายมันไม่น่ากลัว เพราะตายแล้วเดี๋ยวมันก็จบ แต่ไอ้ทุกข์ทรมานจนเหมือนใกล้จะตาย
นี่น่ะ ความรู้สึกแบบนี้ ข้าอยากรู้เอ็งจะทนไหวไหม”
“อีอบเชย...” แพงลนลานหวาดหวั่น
“เฆี่ยนมัน...เฆี่ยนมันจนกว่ามันจะบอกว่ามันซ่อนหุ่นพวกนั้นเอาไว้ที่ไหน เฆี่ยนมัน!”
เพ็ญยิ้มสะใจ คว้าหวายเฆี่ยนแพงไม่นับ และไม่สนด้วยว่ามันจะครวญครางโหยหวนขนาดไหน
“กินน้ำใต้ศอกน่ะ ตอนนั้นเอ็งคงนึกว่าน่าสนุก...เอ็งกินน้ำใต้ศอกผู้หญิงที่มีแม่อย่างคุณหญิงอบเชย เอ็งคิดผิดแล้ว อีแพง” คุณหญิงยิ้มหยันอย่างผู้ชนะ
ooooooo
ไม่ว่าจะถูกเฆี่ยนตีเจ็บปวดทรมานสักปานใด แพงก็ไม่ยอมบอกแหล่งที่ซ่อนหุ่นรูปรอย เพ็ญจึงลงแรงเหนื่อยเปล่า ยืนหอบมองแผ่นหลังอีแพงที่ลายพร้อยเต็มไปด้วยเลือด พึ่งแอบมองด้วยความเป็นห่วงลูกแต่ไม่กล้าเข้ามาใกล้เพราะเกรงกลัวคุณหญิงอบเชยที่ยืนค้ำหัวแพงอยู่
ในยามเจ็บปางตาย แพงหาได้ลดลาวาศอกกับคุณหญิง ดวงตามันอาฆาต ทุกคำที่ออกจากปากล้วนจงเกลียดจงชัง
“อีอบเชย อีคุณหญิงอบเชย...ลูกสาวมึงร้องไห้เพราะบ่าวอย่างกูมากี่หน มึงจำได้มั้ย”
คุณหญิงโกรธมากกระชากจิกหัวแพงจนหน้าหงาย แต่แพงยังปากร้ายพล่ามใส่ฉอดๆ
“มึงและลูกสาวมึงแย่งทุกอย่างจากกูไป ผัวมึงเบื่อมึงจนต้องมานอนกับแม่กู แม่กูคลอดกู มึงก็เลยริษยากดขี่ให้กูเป็นแค่บ่าว แม้แต่คุณหลวงนั่นกูก็เจอก่อน กูเป็นลูกท่านเจ้าคุณ กูมีสิทธิ์แต่งงานกับคุณหลวงเหมือนกัน”
ชื่นกลิ่นเข้ามาได้ยินพอดี เธออยากรู้ว่าที่แพงพูดนั้นจริงหรือเท็จ คุณหญิงอึ้งเพราะยังไม่ทันตั้งตัว แต่เพ็ญเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น รีบบอกนายของตนว่า
“ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวเพ็ญเอามาให้” ว่าแล้วเพ็ญรีบร้อนกลับไปเรือนใหญ่
“มาก็ดีแล้ว” แพงจ้องชื่นกลิ่นดุดัน “กูทนรับใช้ รองมือรองตีนมึงทั้งที่กูเกลียดมึงเข้าไส้ สิบๆปีที่กูติดตามมึง มึงรู้ไหมกูเกลียดมึงแค่ไหน ทุกสิ่งที่มึงทำมึงกิน มึงอยู่ มันต้องเป็นของกูครึ่งหนึ่ง แต่เพราะแม่มึงเห็นแก่ตัว แม่มึงแย่งทุกอย่างไป แล้วมึงยังมาแย่งผัวกูไปอีก”
“จริงหรือคะคุณแม่ เรื่องจริงคืออะไรคะ”
“มึงอยากฟังความจริงนักใช่ไหมอีแพง มึงคาใจสงสัยเรื่องนี้นักใช่ไหม กูนึกอยู่แล้วว่ากูต้องใช้มัน...อีพึ่งไม่ต้องหลบออกมานี่”
พึ่งสะดุ้งไม่คิดว่าคุณหญิงจะเห็นตนซ่อนตัวอยู่ แต่ก็ยอมออกมาโดยดี แล้วย้ำกับลูกสาวว่า
“บอกแล้วไงอีแพง เอ็งมันลูกพ่อเส ข้าเป็นแม่เอ็งนะ ทำไมไม่เชื่อกันบ้าง”
“ฉันไม่เชื่อ แม่กลัวเขาจนขี้ขึ้นสมอง แม่ไม่กล้าคิดใช่ไหมล่ะว่าแม่เป็นเมียเจ้าคุณ แม่ไม่ยอมเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง แต่ฉันจะเรียก”
“ตั้งแต่หอกข้างแคร่อย่างมึงโผล่มาในบ้านกู นึกอยู่แล้วว่าต้องมีวันนี้ วันที่คนทะเยอทะยานอย่างมึง ปั้นเรื่องโกหกขึ้นมาหลอกลวงคนอื่น หลายปีนี้กูไม่ได้อยู่เฉย กูดิ้นรนไปหาหมอในโรงพยาบาล ในสถานีอนามัยทุกแห่ง เพื่อหาหลักฐานมาตบหน้ามึง แล้วกูก็เจอจนได้”
ขาดคำคุณหญิง...เพ็ญกลับเข้ามาพอดีพร้อมเอกสารปึกหนึ่งเพื่อให้คุณหญิงเป็นหลักฐานยืนยันกับนังแพง
“หมอคนนี้เขียนบันทึกแจ้งท่านเจ้าคุณว่า ท่านเจ้าคุณเป็นหมันหลังจากตกม้า ก่อนหน้าที่จะนอนกับอีพึ่ง”
“อะไรนะ!!” แพงอุทานหน้าตาตื่น
“ท่านเจ้าคุณคงระแคะระคายเรื่องอีพึ่งท้อง คงนึกสงสัยว่าเอ็งเป็นลูกท่านหรือไม่ ก็เลยแอบไปหาหมอตรวจร่างกายและปรึกษาหมอคนนี้ หมอคนนี้ส่งหลักฐานและจดหมายเขียนมายืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นรุนแรงมากจนทำให้ท่านเจ้าคุณมีลูกไม่ได้อีก”
“ไม่จริง ไม่จริง...” แพงโวยวาย
“ท่านเจ้าคุณแอบหลักฐานนี้เอาไว้ไม่บอกฉันเพราะกลัวว่าฉันจะโกรธ แต่พอฉันตั้งใจหาจริงๆฉันก็เจอ”
“เอ้านี่ ดูให้ชัดๆ” เพ็ญยื่นเอกสารใส่หน้าแพงแล้ว เยาะหยัน “เห็นหรือยัง โถ...อยากเป็นลูกสาวท่านเจ้าคุณ กี่ปีแล้วล่ะ ที่อยู่กับฝันกลางวันของตัวเอง จะบอกให้ชัดๆ อีกทีนะอีแพง มึงนะเป็นบ่าว บ่าวตั้งแต่โคตร ต่ำตั้งแต่ ร่างกายไปจนถึงจิตใจของมึงเลยทีเดียว ฮะฮะฮ่า สะใจโว้ย”
แพงช็อก สิ่งที่ยึดไว้เป็นแกนชีวิตหลุดลอย กรี๊ด ออกมาเต็มเสียง “ไม่! ฉันเป็นลูกเจ้าคุณ ฉันเป็นลูกเจ้าคุณ”
“ฮึ...ถึงกับตาลอยรับไม่ได้เลยหรือมึง นี่ไงล่ะความทรมานที่กูบอก ความจริงบางอย่างมันทำให้มึงเจ็บปวดยิ่งกว่าตายเสียอีก” คุณหญิงยิ้มหยันสะใจ มองแพงที่กรี๊ดไม่หยุด ดิ้นเร่าๆอาละวาดอย่างรับไม่ได้
“ยอมรับความจริงเสียเถอะนะแพง...ความเจ็บปวดทั้งหลายของแพงฉันเข้าใจดี ถือว่าเราเลิกแล้วต่อกันนะ บอกฉันมาเถอะว่าของอาถรรพณ์หุ่นพวกนั้นอยู่ไหน” ชื่นกลิ่นเกลี้ยกล่อมเดินเข้ามาใกล้
ไม่มีใครคาดคิดว่าแพงจะคว้าเธอมาบีบคออย่างรวดเร็ว ทุกคนเอะอะตกใจ เพ็ญและบ่าวอีกสองคนช่วยกันดึงชื่นกลิ่นออกมา แต่กว่าจะสำเร็จชื่นกลิ่นแทบแย่
“คุณหลวงเป็นของกู เป็นของกู” แพงตะโกนลั่นขณะถูกมิ่งกับมีล็อกตัวไว้
“ฤทธิ์เยอะนัก ในเมื่อให้โอกาสแล้วเอ็งยังไม่เอา เห็นอะไรนี่ไหม ข้าวของอาถรรพณ์ที่ข้าเอามาจากห้องเอ็ง ที่เอ็งเอาไว้ทำร้ายคนอื่น ข้าไม่ได้เผาทิ้งหมดหรอกนะ เพราะข้าจะเอามาคืนให้เอ็ง”
เพ็ญเข้าช่วยมิ่งกับมีจับแพงไว้มั่นเพื่อให้คุณหญิงกรอกน้ำมันผีใส่ปากแพงได้ถนัด ตามด้วยก้อนดินปั้นสีดำยัดตามไป
“นี่แน่ะๆ กินเข้าไป ของต่ำที่เอ็งสร้างขึ้นมา อยากจะรู้นักเวลามันเข้าตัวไอ้คนที่ทำน่ะ มันเป็นยังไง”
ทันใดนั้น เกิดควันดำในปากแพง แพงไอและดิ้น ทุรนทุราย สองมือจับคอตัวเองเจ็บปวดทรมาน ร้องออกมาไม่เป็นคำ คุณหญิงกับบ่าวเพ็ญหัวเราะสะใจ ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของพึ่งที่เป็นห่วงลูกสาว
ooooooo
แม้กระทำกับแพงถึงเพียงนั้นแล้ว แต่อาการคุณหลวงก็ยังทรงๆทรุดๆ เนื่องจากยังหาหุ่นรูปรอยไม่เจอ คุณหญิงให้เพ็ญมาคาดคั้นแพงอีกก็ไม่สำเร็จ แพงปากแข็งไม่ยอมบอก พึ่งเอาข้าวมาให้ก็ไม่กิน เอาแต่ร่ำร้องหาแต่คุณหลวง
วันหนึ่งแพงคลุ้มคลั่งกระชากเชือกที่ขาตัวเองขาดแล้ววิ่งพรวดไปทางเรือนใหญ่โดยที่พึ่งก็ห้ามไม่ไหว แพงวิ่งไปเจอเพ็ญกับนวลที่หน้าเรือน ความแค้นพลุ่งพล่านแพงหันไปคว้ามีดปลายแหลมในตะกร้าแถวนั้นมาจ้วงแทงเพ็ญจนเลือดสาด นวลตกใจร้องกรี๊ด คว้าตะกร้าครอบหัวตัวเองด้วยความกลัว
พึ่งวิ่งมาเห็น รีบเข้าช่วยห้ามเลือดให้เพ็ญ พลางร้อง เรียกแพงที่ถือมีดวิ่งพรวดจะเข้าเรือนใหญ่ไปฆ่าชื่นกลิ่น โชคดีที่บัวสวรรค์เห็นเสียก่อน เธอคว้ากระถางต้นไม้ทุ่มใส่หัวแพงจนเซไป พร้อมๆกับกล้าวิ่งเข้ามาแย่งมีดในมือแพงโยนทิ้ง
ครู่ต่อมา แพงถูกมิ่งกับมีจับตัวกลับไปล่ามโซ่ที่เรือนเล็กตามคำสั่งคุณหญิง พึ่งร้องไห้ฮือๆ ถามคุณหญิงทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ อีแพงมันไม่ใช่หมูไม่ใช่หมา
“เพราะมันไม่ใช่หมูไม่ใช่หมา มันถึงออกไปอาละวาดจะฆ่าคนตายอยู่ข้างนอก ประตูหน้าต่างพวกนี้ เอาออก แล้วเปลี่ยนเป็นลูกกรงเหล็กให้หมด”
“เปลี่ยนเป็นลูกกรง เปลี่ยนทำไมเจ้าคะ”
“ข้าจะขังเดี่ยวมัน ในเมื่อมันไม่ยอมบอกว่าหุ่นรูปรอยอยู่ตรงไหน ข้าก็จะทรมานมันจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง”
“ขังเดี่ยว หมายความว่า...”
“ข้าให้เอ็งเฝ้ามันแต่เอ็งก็ยังปล่อยมันออกไปอาละวาดข้างนอก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้แม้แต่เอ็งก็ไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้มัน ประตูหน้าต่างทุกบานจะถูกปิดตาย มันจะมีชีวิตเลวยิ่งกว่าหมากว่าแมว มันจะต้องทุกข์ทรมานด้วยความโดดเดี่ยวเป็นบ้าขึ้นไปอีก”
“ไม่...แพงบอกเขาไป บอกเขาไปว่าหุ่นพวกนั้นอยู่ไหน บอกเขาไปสิลูก”
“ถุย! กูไม่กลัวมึง อยากทำอะไรกูก็ช่าง มึงอย่าหวังว่ากูจะยอมแพ้มึง ถึงตายกลายเป็นผี กูก็ไม่ยอมแพ้” แพงประกาศกร้าว จ้องหน้าอาฆาตคุณหญิงอบเชย
ooooooo
วันรุ่งขึ้น คุณหญิงอบเชย บัวสวรรค์ และกล้าพากันไปพบอาจารย์เปรื่องที่บ้าน เล่าให้แกฟังว่าทำยังไงแพงก็ไม่ยอมบอกที่ซ่อนหุ่นรูปรอย
“คุณหญิงให้เอาเครื่องเรือนทุกชิ้นออกจากเรือนเล็ก ค้นทุกซอกทุกมุมก็ยังไม่เจอครับ”
“ให้คนไปเฆี่ยน เอาโซ่ไปล่าม ปล่อยมันถูกขังคนเดียวไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน มันยังไม่ยอมบอกเลยค่ะ”
“โธ่...ก่อกรรมก่อเวรกันถึงขนาดนี้เชียวรึ”
“แล้วที่มันทำกับเราล่ะคะ ดูคุณหลวงสิ งานการถูกเขาไล่ออก นอนป่วยไม่มีเรี่ยวแรงอยู่อย่างนี้ คนดีแท้ๆ นี่น่ะคนที่เคยช่วยชีวิตมันนะคะ ดูซิ ดูสิ่งที่มันทำกับเขา”
“ยายเพ็ญก็เพิ่งหายจากการถูกแทง โชคดีที่โดนแค่เฉี่ยวๆ แพงมันบ้าฆ่าคนได้จริงๆนะคะ”
ฟังทุกคนมาถึงตรงนี้ อาจารย์เปรื่องถึงกับถอนใจ “เฮ้อ บ่วงกรรม...ถักทอแน่นเหนียวซับซ้อนเหลือเกิน”
“ในเมื่อเราไม่มีทางเจอหุ่นรูปรอยนั่น อาจารย์มีวิธีอื่นช่วยคุณหลวงไหมครับ”
อาจารย์เปรื่องนิ่งคิดแล้วส่ายหน้า บอกว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทั้งสามคนตกใจ พากันเป็นห่วงคุณหลวง
ขณะเดียวกันนั้น ชื่นกลิ่นที่เริ่มท้องแก่ก็ยังเฝ้าดูแลคุณหลวงไม่ห่าง เธอให้กำลังใจเขาว่า ถึงเขาจะป่วยไม่มีงานทำ ต้องนอนอยู่อย่างนี้ แต่เขาก็ยังมีเธอ มีลูกของเรา
“ใช่...ลูก...พี่จะต้องอดทน จะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อลูกของเรา” คุณหลวงรำพึงและสวมกอดชื่นกลิ่นด้วยความรัก...
ooooooo
เรือนเล็กของบัวสวรรค์ที่แพงยึดมาเป็นของตนหลังได้เป็นเมียคุณหลวงภักดีฯ บัดนี้ถูกแปรสภาพไม่ต่างจากห้องขัง ประตูหน้าต่างถูกเปลี่ยนใหม่ใส่ลูกกรง ในบ้านไม่มีเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น มีแต่ความมืดมนมอซอ
แพงถูกล่ามโซ่ตีตรวนคุมขังอยู่ในนั้น วันๆเอาแต่รำพันถึงคุณหลวงผัวรัก ไม่ค่อยกินข้าวปลาที่พึ่งหามาให้ เห็นแม่บางทีก็เพ้อพกว่าเป็นคุณหลวง ยิ้มไปหัวเราะไปเมื่อนึกถึงอดีต แต่บางคราวก็ร้องไห้น่าเวทนา
เมื่อใดที่แพงคลุ้มคลั่งอาละวาดช่างน่ากลัว คนแพ้อย่างมันทำได้ทุกอย่างเพื่อแก้แค้นเอาคืน
“ความโกรธคืออาหารของความแค้น ความเกลียดคือเชื้อเพลิงของคุณไสย เมื่อข้ามีความโกรธความเกลียดอยู่เต็มหัวใจ ข้าก็จะสร้างคุณไสยขึ้นมาได้อีก”
แพงเริ่มท่องมนต์ดำเรียกคุณหลวงให้มาหา ทำให้เขากระสับกระส่ายไม่สบายตัว ชื่นกลิ่นที่ท้องแก่ต้องดูแลเขาเป็นพิเศษ คุณหญิงเห็นแล้วสงสารลูกสาว บางครั้งถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แต่บัวสวรรค์ก็ปลอบท่านว่า สักวันความรักความดีต้องชนะทุกสิ่ง
ผ่านไปจนชื่นกลิ่นคลอดลูกสาว พร้อมกันนั้นคุณหลวงอาการหนัก เขาได้ชื่นชมลูกน้อยวันสองวันก็ตายจาก ยังความโศกเศร้าเสียใจกับทุกคนบนเรือนใหญ่และบ่าวไพร่ผู้จงรัก
ก่อนหมดลม คุณหลวงอธิษฐานขอให้ตนได้เกิดเป็นผัวเมียกับชื่นกลิ่นทุกชาติ ขณะที่แพงก็นั่งสมาธิตั้งจิต ภาวนาว่า
“แม้เกิดชาติใด บ่วงรักของอีแพงจะติดตามคุณหลวง แม้เกิดภพใด บ่วงเล่ห์มนตราจะติดตามจองเวร
อีชื่นกลิ่นและคนพวกนั้น ขอมันจงพบกับความวิบัติฉิบหายเพราะอีแพงคนนี้...ไม่ว่าคุณหลวงจะหนีอีแพงไปไหน จะเกิดในสวรรค์หรือแม้แต่ในนรก อีแพงจะติดตามไป นรกที่มีชายคนนี้ ต่อให้ตกนรกไปชั่วกัปชั่วกัลป์ อีแพงก็ยอม”
ooooooo
กลับสู่ปัจจุบันที่รัมภานั่งสมาธิติดต่อกับอบเชย... รัมภาสะดุ้งลืมตา ท่าทางยังช็อกกับเหตุการณ์ คุณหลวงสิ้นใจในอ้อมกอด
“ลูกแม่ หายใจลึกๆ หายใจลึกๆ”
“หนูไม่เป็นอะไรแล้ว...คุณแม่ขา คุณหลวงตายตอนนั้นหรือคะ”
“ใช่ หลังจากนั้นแม่กับหนูก็ช่วยกันเลี้ยงเด็กคนนั้น...ชิดศรี แล้วก็เหมือนคำที่ชื่นกลิ่นเขาพูดเสมอ ชื่นกลิ่น ตายหลังจากคุณหลวงตายแค่ห้าปี”
“ไม่! ทำไมมันเศร้าอย่างนี้ ไหนบอกว่าเราจะชนะ ไหนบอกว่าของต่ำๆ คนต่ำจะไม่ชนะไง นี่มันอะไรกัน เป็นแบบนี้ได้ยังไง”
“ใจเย็นๆนะลูก ใจเย็นๆ”
“ไม่ หนูรับไม่ได้ ชีวิตทุกวันนี้หนูก็แย่เต็มทีแล้ว ยังย้อนอดีตกลับไปพบเรื่องที่เลวร้ายกว่าเดิมอีก หนูทนไม่ได้!”
หลังจากย้อนอดีตมาพักใหญ่เห็นเรื่องทั้งหมด รัมภาเหมือนสติแตก จิตตก ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อทราบจากอนุกูลว่าศามนจะถูกพักงาน รัมภายิ่งกลัดกลุ้ม ย้อนถามอนุกูลทางโทรศัพท์ว่า ปกติเขาจะให้เวลาเท่าไหร่
“ถ้าไม่กลับมาทำงานหรือไม่มีหลักฐานมาชี้แจง แค่สองอาทิตย์ ก็ไล่ออก”
คำตอบของอนุกูลทำให้รัมภานิ่งไปอย่างอับจนหนทาง...
ooooooo
เช้าวันต่อมา รัมภาไปส่งลูกแฝดที่โรงเรียนโดยมีบุญสืบติดตามมาด้วย เพราะส่งเด็กๆแล้วรัมภาต้องการให้บุญสืบไปเป็นเพื่อนที่สำนักงานเขต เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่เธอนัดหย่ากับศามน
ศามนมาพร้อมเดือนแรมและดีดี้ เขานั่งลงต่อหน้าเจ้าหน้าที่เขตราวหุ่นยนต์ บุญสืบมองๆเขาแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเหมือนโดนผีเข้า
“คนที่มานั่งตรงนี้ ส่วนใหญ่เพราะสาเหตุอะไรคะ” รัมภาเอ่ยปากกับเจ้าหน้าที่เมื่อนั่งลงข้างศามน
“ก็หลายสาเหตุครับ มีทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องทัศนคติ”
“แล้วคุณแนะนำวิธีแก้ไขอย่างไรบ้างคะ”
“หน้าที่ของเรา...สำหรับคนที่ยินดีรับฟังเนี่ย เรามักจะให้กลับไปตั้งสติคิดดีๆ ศูนย์ปรึกษาเรื่องชีวิตคู่ เราก็มีนะครับ รัฐมีบริการหมด”
“ที่จริงก็แค่ง่ายๆ เราควรจะกอดกันให้เหมือนวันที่เรากอดกันครั้งแรก เราควรจะยอมกันให้เหมือนวันแรกที่รู้ตัวว่ารักเขา เพราะวันนั้นเรายอมได้ทุกอย่าง เพียงเพื่อจะมีเขาอยู่ข้างๆ”
รัมภาเอ่ยออกมาจนบุญสืบงึมงำด้วยความสงสาร แต่ผีอีแพงคิดตรงกันข้าม มันพุ่งมากระชากเสียงใส่รัมภาโดยที่ไม่มีใครรู้เห็น
“เจ็บเหมือนที่กูเคยเจ็บ พลัดพรากให้เหมือนกับที่กูเคยเป็น ถึงคราวของมึงแล้ว อีชื่นกลิ่น เซ็นชื่อลงไปซะ”
รัมภาเองก็ไม่เห็นและไม่ได้ยิน แต่เธอตัดสินใจแน่วแน่ไม่หย่ากับศามน เธอขอโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำให้เสียเวลา ว่าแล้วลุกเดินออกไปท่ามกลางความงุนงงของทุกคน
พอได้สติ บุญสืบไชโยโห่ร้อง สมน้ำหน้าเดือนแรมที่ผิดหวัง แต่เดือนแรมยังไม่หยุดยั้งจะตามไปรั้งรัมภาให้กลับมาหย่า
“นี่หยุดนะ บอกให้หยุดนังรัมภา...คนอะไรไม่ยอมรับความจริง เขาไม่รักตัวแล้วยังจะบ้ากอดทะเบียนสมรสเอาไว้ทำไมอีก กลับไปเซ็นชื่อซะ กลับไปนะ”
รัมภาไม่พูดกับเดือนแรมแต่เดินไปหาศามน เธอจ้องหน้าเขาเขม็งก่อนตัดพ้อต่อว่า
“รู้ไหม ตอนที่ฉันเห็นคุณตายมันทรมานแค่ไหน คุณจะโกรธจะเกลียดฉันยังไงก็ตาม ทีหลังอย่ามาหมดลมหายใจในอ้อมกอดของฉันอีก”
เดือนแรมกับดีดี้เป็นงง สงสัยว่ารัมภาพูดบ้าอะไรกัน?
“ฉันอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีคุณ...คุณอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีฉัน” รัมภามองชายตรงหน้าด้วยความรัก เธอมั่นใจในตัวเอง เต็มที่แล้ว เชื่อมั่นว่าเธอคงไม่มีทางลาจากผู้ชายคนนี้แน่ “นับจากวันนี้จะเหมือนคำสัญญาทุกชาติภพของคุณ... เราจะไม่มีวันจากกัน ไม่มีวัน”
ศามนอึ้งตัวชา คนอื่นๆงงไปหมด รัมภากอดและหอมแก้มศามนก่อนจะถอยออกมา
“อีบ้า! นี่แกเป็นบ้าอะไร พูดบ้าอะไรของแก กลับไปจดทะเบียนหย่าเดี๋ยวนี้นะ” เดือนแรมโกรธสุดๆ เงื้อมือจะตบรัมภา บุญสืบรีบปกป้องนายของตน ชี้หน้าด่าขับไล่เดือนแรม ส่วนผีอีแพงจ้องอาฆาตรัมภาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
“ถ้าชาตินี้เราสองคนตายอีก ฉันเชื่อ...คำสัญญาของคุณจะนำพาเรามาเจอกันอีก ไม่เป็นไร ตายเป็นตาย แต่เราจะไม่มีวันเลิกรักกันใช่ไหม” พูดเสร็จรัมภาเดินจากไป บุญสืบรีบก้าวตาม
จู่ๆศามนน้ำตาไหลออกมา จากหนึ่งหยดกลายเป็นสะอื้นฮักด้วยความรู้สึกถึงความรักที่อยู่ภายในรุนแรงจนยากจะอธิบาย ได้แต่เรียกชื่อรัมภาซ้ำไปซ้ำมา เดือนแรมงุนงงแปลกใจ แล้วกลายเป็นหัวเสียยกใหญ่ ขณะที่ผีอีแพงก็ร่ำร้องว่าไม่จริง เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง?
ooooooo
.
.............................................................
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep14/page1
บ่วง ตอนที่ 14
อุตส่าห์จ้างโต๊ะจีนมาเลี้ยงฉลองที่บ้านเสียใหญ่โตเพราะมั่นใจมากว่าวันนี้ตนเองต้องได้เลื่อนชั้นจากเมียน้อยขึ้นเป็นเมียหลวง แต่ทว่าเดือนแรมต้องผิดหวังอย่างแรง หัวเสียกลับมาไล่ตะเพิดแขกในงานที่ล้วนเป็นพ่อค้าแม่ขายจากตลาดของตนทั้งนั้น
แต่กลุ่มของเจ๊น้อยไม่ยอมไปแถมยังสมน้ำหน้าเดือนแรมเมื่อรู้ว่าเขี่ยเมียหลวงอย่างรัมภาไม่สำเร็จ พวกเจ๊น้อยเกลียดนักคนที่ชอบแย่งผัวชาวบ้าน ก็เลยด่าไม่ยั้ง ทำให้เดือนแรมเต้นผางจะวางมวย
ระหว่างนี้เอง รัมภาปรากฏตัวด้วยสีหน้าท่าทีเข้มดุไม่เหมือนเดิม เธอไม่อายใครเหมือนเมื่อคราวโดนเดือนแรมเยาะหยันกลางตลาด เพราะเธอคือเมียหลวง แต่เดือนแรมต่างหากต้องอายที่เป็นเมียน้อย
เดือนแรมโกรธจี๊ดที่โดนรัมภาชี้หน้าด่า...เงื้อง่าจะตบหน้าเมียหลวงให้จังหนับ “มึงบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่คิดจะสู้กับคนอย่างกู”
ขาดคำ เดือนแรมพุ่งเข้าใส่ แต่รัมภาหลบได้ว่องไวแล้วหันมาตบคืนสุดแรงจนเดือนแรมร่วงลงกองกับพื้น ทำเอาบุญสืบสะใจกระโดดตัวลอย เช่นเดียวกับพวกเจ๊น้อยต่างร้องเย้ว่าสุดยอดไปเลย
“ครั้งแรกของฉัน...ไม่เลวใช่ไหมคะคุณเดือนแรม”
“ฮึ อีพวกมือใหม่หัดตบ สู้กูไม่ได้หรอก” เดือนแรมลุกพรวดอย่างเดือดดาลจะซัดรัมภาให้ได้ แต่กลุ่มเจ๊น้อยถลาเข้ามายกมือขู่
“มือใหม่ก็จริง แต่มีพวกมือเก่าเข้าข้าง บังเอิญเขาอยู่ฝ่ายความถูกต้อง บอกแล้วไง คดีเมียหลวงเมียน้อย กฎหมายมาไม่ถึง แต่กฎหมู่ถึงแน่”
เห็นชาวบ้านรุมล้อมกันเข้ามา เดือนแรมชักไม่กล้า ถอยหลังสองสามก้าวก่อนประกาศไล่ทุกคนออกจากบ้านของตนไปให้หมด
“ฉันไม่ได้มาเพื่อใช้กำลังกับคุณ คนพวกนี้คือชุมชนที่ฉันอยู่ ฉันและลูกๆต้องอยู่กับทุกๆคนไปอีกนาน ในเมื่อฉันหนีไม่ได้ ฉันก็ต้องอยู่ อยู่ให้ได้” รัมภามองเพื่อนบ้านทุกคนด้วยไมตรี
“เราทุกคนอยู่ข้างคุณค่ะ หากต้องการความช่วยเหลือ บอกมาได้นะคะ” เจี๊ยบเสนอตัวก่อนใคร
“ขอบคุณมากค่ะ ลานะคะทุกคน” รัมภายิ้มโล่งใจ...ต่อไปนี้จะไม่อาย ไม่กลัวเดือนแรมอีกแล้ว พอเธอเดินจากไป บุญสืบรีบก้าวตามเจ้านาย แต่ไม่วายหันกลับมายิ้มเยาะเดือนแรมด้วยอีกที
เดือนแรมกำมือแน่นด้วยความโกรธ มองกราดกลุ่มชาวบ้านแล้วโพล่งขึ้นว่า
“ดี จะเลือกข้างอยู่กับอีรัมภาใช่มั้ย งั้นกูไล่พวกมึงออกจากตลาดของกู พรุ่งนี้ใครไม่ไปย้ายของ กูจะตามพังมันให้หมด”
“ไม่ต้องไล่ ไม่แน่จริงไม่มา ฉันไปเจรจากับเฮียเส็งแล้ว เขาให้ค่าเช่าเราเท่ากับตลาดของแก เพราะฉะนั้นที่มาเนี่ย ส่วนใหญ่ไปตลาดเฮียเส็งหมดแล้วโว้ย” น้อยตะโกนลั่น แอนกับเจี๊ยบก็เอาด้วย ตะเบ็งเสียงตามกันมาว่า
“หายไปตั้งครึ่งตลาด อยากรู้ มึงจะอยู่ยังไง”
“กรรมติดจรวด...ฟิ้ว”
ว่าแล้วสามสาวยิ้มเย้ย พอดีคณะโต๊ะจีนเอาอาหารมาวางบนโต๊ะ สามสาวและชาวตลาดจึงคว้ากันคนละหนุบ ละหนับติดมือกลับบ้าน โดยไม่ฟังเสียงโวยวายห้ามปรามของเดือนแรมกับดีดี้
ooooooo
ตาหล้าถึงกับตบเข่าฉาดเมื่อบุญสืบกลับมาเล่าวีรกรรมรัมภาให้ฟังอย่างออกรส
“เสียดายไม่ได้ไปเอง อยากเห็นหน้านังคุณนายตะวันฉายนักเชียว”
“เดือนแรม...มันชื่อเดือนแรม” บุญสืบสะกิดพ่อ
“ทำไมจู่ๆ คุณผู้หญิงถึงอยากไปลุยนังเดือนแรมนั่นล่ะคะ ไอ้เราเห็นคุณชอบนั่งสมาธิ ยังนึกว่าจะไปบวชชี” นางคำสีหน้าแปลกใจ
“คุณศามนไม่ได้ทิ้งฉันเพราะหมดรัก มีบางอย่างในบ้านหลังนี้” คำตอบของรัมภาทำให้สามแม่ลูกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“บ้านหลังนี้...เอ บ้านหลังนี้นอกจากผีแล้ว ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ”
“ไฮ้...ไอ้บุญสืบพูดทำไม เดี๋ยวก็มาหรอก”
“หรือว่าที่คุณนั่งสมาธินี่ ได้ไปคุยกับผีแล้ว แล้วผีมันไม่หลอกคุณหรือครับ” ตาหล้าสงสัย
“จริงสิ ถ้าฉันเลือกเดินทางนี้ คงไม่ใช่แต่คนที่ฉันต้องเอาชนะ ฉันยังต้องสู้กับ...” รัมภายังพูดไม่จบเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ สามคนพ่อแม่ลูกถึงสะดุ้งตกใจ ผวามานั่งชิดติดกันโดยอัตโนมัติ
“ก็แค่โทรศัพท์น่ะ” รัมภาพูดยิ้มๆ แต่พอกดรับสายรอยยิ้มกลับหายไป ความกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ แต่ไม่มีคนพูด
“คุณผู้หญิง มีอะไรหรือเปล่าครับ” บุญสืบข้องใจที่เห็นรัมภาหน้าตาตื่นปล่อยโทรศัพท์หลุดจากมือ
รัมภาหวาดหวั่น มองไปรอบด้าน รู้สึกหนาวยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก...ส่วนเจ้าของเสียงหัวเราะยืนเขม่นมองอยู่ข้างหลังรัมภา มันคือผีนางแพงนั่นเอง
“สู้กับคนน่ะง่าย สู้กับผี สู้กับความกลัวในใจ แกชนะก็ยอดคนแล้วอีรัมภา” แพงคำรามอย่างน่ากลัว...พวกรัมภาไม่มีใครรู้เห็น แต่กระนั้นทุกคนก็รู้สึกได้ มองหน้ากันไปมาอย่างหวาดผวา
ooooooo
ตกกลางคืน แพงเริ่มหลอกหลอนรัมภากับลูกแฝดเพื่อข่มขวัญให้อยู่ไม่เป็นสุข แพงต้องการให้รัมภาอยู่อย่างระแวงหวาดกลัวจนเป็นบ้าเหมือนที่มันเป็น
เสียงกรากแกรกลากโซ่ตรวนดังทั่วบ้านก่อนจะมาหยุดที่หน้าห้องนอน รัมภารู้แล้วว่าตัวเองต้องสู้กับผี แม้จะกลัวแค่ไหนแต่เธอต้องตั้งสติ เพราะที่นี่บ้านของเธอ เธอต้องอยู่ให้ได้...คิดดังนั้นแล้วรัมภาลุกขึ้นนั่งสวดมนต์ไม่หยุดหย่อน...
เมื่อรัมภาโทร.ไปเล่าให้พัชนีฟังในรุ่งขึ้น พัชนีพลอยเป็นห่วงเธอกับลูกแฝด ปลอบเธอให้ตั้งสติดีๆ ทั้งที่ตัวเองก็กลัวแสนกลับ
ต่อมาเมื่อวรรณศิกากับอนุกูลทราบเรื่องจากพัชนี วรรณศิกาแตกตื่นพูดเป็นต่อยหอย
“โดนผีหลอก? ผีประเภทไหน ชนิดที่ตามติดคนมาได้ไหม แล้วถ้าเราเป็นเพื่อนคุณรัมภา มันจะหลอกเผื่อมาถึงเราไหม ไม่ได้กลัวหรอกนะ ผีน่ะชอบหลอกนางเอก นางร้ายอย่างฉันไม่โดนหรอก ฉันรู้อยู่แล้ว แค่ถามเฉยๆ”
“กลัวทำไม อย่างคุณ...มีหน้าตาเป็นอาวุธอยู่แล้ว ผีกับโจร ไม่ต้องไปกลัว”
ผัวะ! วรรณศิกาตีหัวอนุกูลโทษฐานปากดี
“เฮ้ย ตีหัวเจ้านายอีกแล้ว อะไรวะ เดี๋ยวคนเห็นพอดี” อนุกูลมองซ้ายมองขวากลัวลูกน้องมาเห็น
“คุณภาบอกว่า เธอขอดูเหตุการณ์สักระยะ ตอนนี้เธอจนตรอกแล้ว เธอไม่ยอมหย่า เธอมีแต่ต้องเผชิญหน้าสู้” พัชนีพูดจบ อนุกูลร้องว้า...เสียดายที่รัมภาไม่ได้หย่า เลยโดนพัชนีตีแขนไปทีหนึ่ง เขาเจ็บแต่ก็ดีใจ คว้ามือเธอมากุมไว้
“หึงเป็นด้วย...บาปนะ ผิดศีลข้อหก”
“บ้า ศีลมีที่ไหนข้อหก” พัชนีงอนหน้าง้ำ อนุกูลยิ่งชอบใจ จับแก้มเธอหยอกเย้าว่า น่ารักจัง
“โฮ้ย พอๆ สเต็กฉันจืดหมด นี่พี่ถามหน่อยเถอะนะหนูพัช คุณรัมภาคิดจะสู้มันก็ดีหรอกนะ แต่สู้กับผีเนี่ยจะเอาอะไรไปสู้ แล้วไหนจะเด็กสองคนนั้นอีก พูดตรงๆเลยนะ เกิดมันจับหักคอหมดทั้งสามคนจะทำยังไง”
“ดูละครมากไปหรือเปล่าคุณวรรณ พูดซะน่ากลัว” อนุกูลท้วง
“ที่จริงพัชก็คิดเหมือนพี่วรรณ ที่คุณรัมภาเล่าน่ะเหมือนแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แค่ออร์เดิร์ฟก่อนจะถึงจานหลัก แค่สัญญาณเตือนก่อนจะถึงของจริงชุดใหญ่”
อนุกูลกับวรรณศิกาชะงักหน้าซีดเผือด นึกกลัวแทนรัมภา...
ooooooo
วันเดียวกันนี้...กลางวันแสกๆ ผีแพงยังหลอก หลอนรัมภากับลูกและบุญสืบ โดยสร้างเหตุการณ์ขึ้นหลายอย่างให้น่ากลัว หลอกทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่จนหวาดผวานั่งไม่ติด โดยเฉพาะเด็กแฝดที่เป็นแก้วตาดวงใจของรัมภา ผีแพงหลอกหนักจนไลล่ากับรัสตี้ไม่เป็นอันทำการบ้านเอาแต่ร้องไห้กันระงม
บุญสืบเห็นบรรยากาศภายในบ้านแล้วกลุ้มใจ เดินไปบ่นกับพ่อแม่ในครัวว่าเครียดจัง ตาหล้ากับนางคำเออออด้วยทันที บอกอยู่ในบ้านที่มีผีตามอาฆาต จะกินจะเดินต้องคอยหันซ้ายหันขวา สงสัยต้องเป็นบ้ากันถ้วนหน้าทั้งนายทั้งบ่าวก็คราวนี้
วันแล้ววันเล่าที่ผีแพงข่มขวัญรัมภาและคนในบ้าน รัมภาว้าวุ่นใจเป็นห่วงลูก เธอพนมมือภาวนาขอคุณพระ คุณเจ้าช่วยด้วย ตนจะเป็นตายร้ายดีอะไรก็ได้ แต่อย่าให้เขาทำอะไรรัสตี้กับไลล่าเลย
พูดไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงของตกแตกตามด้วยเสียงกรี๊ดของไลล่า...รัมภาตกใจมากรีบวิ่งเข้าบ้าน เห็นไลล่ายืนเนื้อตัวสั่นมองรูปคู่แฝดที่ตกลงมาจากโต๊ะกรอบกระจกแตกเกลื่อนพื้น ส่วนรูปค่อยๆ ขาดในลักษณะอาการเหมือนมีคนฉีกดังแคว่กๆ
ไลล่าตระหนกตกใจร้องกรี๊ดเต้นเร่าๆ รัมภาถลาเข้ามากอดลูกสาวไว้
“หม่ามี้...รูป...รูปหนูไม่มีหัว หัวขาดไป”
“ยืนเฉยๆ เดี๋ยวเศษกระจกบาด หยุดลูก ยืนเฉยๆก่อน”
“ไลล่าจะเดินไปห้องน้ำ แล้วรูปก็ตกมา แล้วใครก็ไม่รู้ฉีก...หนูมองไม่เห็น ฮือๆ หม่ามี้ ไลล่ากลัว...” ไลล่าสะอึกสะอื้นขวัญเสีย รัมภากอดปลอบลูกน้อย แต่ดวงตาเธอประหวั่นพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากกล่อมลูกหลับไปแล้ว...ค่อนข้างดึก รัมภาตกใจกับเสียงเอะอะของพวกบุญสืบที่แตกตื่นว่าทำไมจู่ๆไฟดับทั้งบ้าน แล้วเหมือนมีเสียงใครลากโซ่เดินไปเดินมาแต่ไม่เห็นตัว
บุญสืบกับพ่อแม่เข้าใจว่าไฟดับเพราะฟิวส์ขาด แต่สำหรับรัมภานั้นเธอสังหรณ์ใจว่าต้องไม่ใช่ไฟดับธรรมดาแน่!
ทันใดนั้น ไฟในบ้านมีอาการประหลาดติดๆดับๆ บุญสืบสะดุ้งแทบโดด บอกแม่ที่ลืมโทรศัพท์มือถือไว้รีบหยิบจะได้ออกไปจากที่นี่เสียที พอนางคำคว้ามือถือ กลับมีเลือดหยดลงหลังมือจนแกร้องจ๊าก บุญสืบเงยหน้ามองเพดาน ปรากฏว่าเห็นผีแพงอยู่บนขื่อ กำลังมองลงมาอย่างน่ากลัว
“ผีๆๆ ผีอยู่ตรงนั้น” บุญสืบตะโกนลั่น แล้ววิ่งกระเจิงหนีกันอลหม่านสามคนพ่อแม่ลูก
ด้านรัมภาออกจากห้องลงมาชั้นล่าง อาการของเธอตื่นตระหนกไม่แพ้สามคนใช้ที่วิ่งกันวุ่นวายท่ามกลางความมืดภายในบ้าน
ผีแพงพุ่งมาดักหน้าบุญสืบ ทำให้บุญสืบกลิ้งตกบันไดได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ส่วนนางคำกับตาหล้าเบรกไม่อยู่ชนเสาเปรี้ยงล้มลงก้นจ้ำเบ้าเจ็บแทบลุกไม่ขึ้น
“เอ็งสามคนไปซะจากบ้านนี้ ไม่งั้นข้าจะเอาให้ตาย ข้าต้องการให้พวกมันอยู่อย่างเดียวดาย เหมือนที่ข้าเคยอยู่” ผีแพงคำรามแล้วหัวเราะร่า
รัมภาวิ่งมาเห็น แม้ไม่ถนัดนักเธอก็จำได้ว่าเป็นผียายแพง!
“วันนี้...วันตาย...” แพงหันขวับมาหมายฆ่ารัมภา แต่วิญญาณอบเชยพุ่งเข้าขวาง ผลักแพงกระเด็นไป
“อย่าคิดมาแตะต้องลูกและหลานกู”
แพงโกรธแค้นร่ายมนต์คาถาหมายทำร้ายอบเชย แต่อบเชยกลับยืนเฉยไม่สะทกสะท้าน
“แม่ชื่นกลิ่นภาวนาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กูทุกวัน มึงทำอะไรกูไม่ได้อีกต่อไป”
“ทำมึงเจ็บไม่ได้ แต่ขังมึงได้ก็พอแล้ว”
แพงเพ่งมองอบเชย...ฉับพลันโซ่ของแพงพุ่งมารัดรอบตัวอบเชยแน่น รัมภามองเห็นทุกอย่าง เธออุทานเรียกคุณแม่ด้วยความตกใจสุดขีด ขณะที่อบเชยก็ดิ้นรนจะให้หลุดจากโซ่
“อีแพง...ปล่อยกูนะ”
“อีชื่นกลิ่น มึงอยากอยู่บ้านนี้นักใช่มั้ย...ได้ นับจากนี้ทุกคืนทุกวัน มึงกับลูกจะอยู่กับความกลัวจนต้องกลายเป็นบ้า บ้าจนตายเหมือนกับกู”
รัมภาหวาดกลัวถึงขีดสุด วิ่งกลับขึ้นห้องนอนปลุกลูกแฝดให้รีบตื่น เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว...ในที่สุด รัมภาต้องอพยพลูกๆไปอาศัยบ้านวรรณศิกากลางดึก
“ขอบคุณคุณวรรณมากเลยนะคะ ที่อนุญาตให้เรามานอนที่นี่”
“พอดีคุณสามีไปจีน ไปทำงานตั้งเดือน ยังไงก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว อย่าห่วงเลยค่ะ แล้วหนูสองคนนี้ก็ไม่ดื้อไม่ซน ดีเสียอีก ป้าจะได้ไม่เหงา”
“เราต้องอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ครับ” รัสตี้ตั้งคำถามแต่รัมภายังตอบไม่ได้
“อย่าเพิ่งไปสนใจเลยนะ คืนนี้นอนที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน เดี๋ยวปิดบ้านให้เรียบร้อยก่อน แล้วขึ้นไปนอนกัน” วรรณศิกาตัดบท รัสตี้กับไลล่าพยักหน้ารับเศร้าๆ
ooooooo
เช้าขึ้น รัมภาไปเยี่ยมพวกบุญสืบที่โรงพยาบาล สอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง ตาหล้ากับนางคำเจ็บเล็กน้อยตามแขนขา แต่บุญสืบหัวแตกต้องเย็บ กำลังหลับเพราะฤทธิ์ยาที่หมอให้
“ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องค่ารักษาให้ อยู่พักให้สบายเถอะ”
“คุณก็เห็นเหมือนเราสามคนใช่ไหมครับ”
รัมภาพยักหน้าแทนคำตอบ ตาหล้ายิ่งกลัวหนักในความเฮี้ยนของผี เอ่ยปากชวนเมียกลับบ้านนอกกันดีกว่า
“พูดไปเรื่อย ถ้าเราไปแล้วคุณหนูกับคุณผู้หญิงจะอยู่กับใคร” นางคำบ่นสามี
“เอาอย่างนี้นะ เพื่อความสบายใจ อยู่พักกันที่โรงพยาบาลนี้ก่อนทั้งสามคนนั่นแหละ ฉันปิดบ้านนั้นไปแล้ว ตอนนี้ รัสตี้ ไลล่าก็ไปอยู่บ้านคุณวรรณเหมือนกัน”
“ตกลงคุณจะทิ้งบ้านจริงๆหรือครับ”
รัมภาถอนใจ ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี... หลังจากคิดไม่ตกมาวันเต็มๆ วันถัดมารัมภาไปพบลุงช่วงที่บ้านพัชนี โดยที่อนุกูลก็อยู่ด้วย
“นี่ถึงกับต้องหอบลูกไปอยู่กับหนูวรรณเชียวหรือ” ลุงช่วงเอ่ยหน้าเคร่ง
“ตัวเองตายไม่กลัวหรอกค่ะคุณลุง แต่ห่วงลูกกับคนงาน นี่ก็เจ็บกันระนาวไป”
“ผียายแพงต้องการอะไรคะคุณลุง คุณลุงเห็นนิมิตเกี่ยวกับยายแพงไหมคะ”
ลุงช่วงส่ายหน้าตอบหลานสาวไม่ได้ แต่รัมภาโพล่งขึ้นว่า
“เขาต้องการพรากเราจากกัน ต้องการให้พี่เป็นบ้าเหมือนเขา”
“อะไรนะคะ” พัชนีอุทานตกใจ อนุกูลเองก็ห่วงรัมภา บอกเธอว่าอย่ากลับไปบ้านนั้นเลย หาเช่าบ้านข้างนอกดีกว่า
“ไม่ได้ค่ะ”
“ทำไมล่ะครับ คุณเคยบอกว่าอยากรู้ต้นเหตุของเรื่อง แล้วตอนนี้คุณบอกว่าคุณรู้แล้ว...แล้วยังจะอยู่อีกทำไม”
รัมภาไม่สนใจอนุกูล หันไปถามลุงช่วงว่า เรามีชีวิตวนเวียนในภพชาติต่างๆเพื่ออะไร?
“ทุกภพชาติคือการเรียนรู้ ดวงจิตที่มีปัญญาจะใช้ภพชาติเหล่านี้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของตนเอง ให้ไปอยู่ในที่ที่สูงขึ้น”
“ใช่...ชาติที่แล้วคุณหลวงตาย ฉันก็ตาย ความแค้นและผีร้ายยังคงอยู่ หากฉันทิ้งชาตินี้ไปโดยไม่พยายามแก้ไข เมื่อกลับมาเกิดใหม่ฉันก็ต้องพบกับสิ่งเหล่านี้อีก”
“ใช่ ต้องสู้ สู้แล้วแพ้ก็แค่ตาย แค่ล้ม แต่เชื่อเถอะ คุณจะไม่ล้มที่เดิม”
“ที่สำคัญ ฉันทิ้งคุณมนไม่ได้ แล้วไหนจะร่างคุณยายทวดที่ยังไม่ได้เผา ฉันทิ้งพวกเขาไม่ได้”
“โอเคไปสู้กับผีกันขนไปเลย ปืน ระเบิด อาวุธ ชีวภาพ เอ๊ะ ผีไม่กลัวนี่ ทำไงดี” อนุกูลถามประชดประชัน
พลัน! รัมภาเหลือบไปเป็นรูปพระบนหลังตู้ เธอเขม่นมองแล้วเปรยว่า พระสงฆ์รูปนี้หน้าตาคุ้นจัง เหมือนอาจารย์เปรื่อง...พัชนีค้านทันที
“ไม่ใช่ค่ะ ท่านชื่อครูบาขวัญเมือง พระอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานที่คุณลุงท่านนับถือ”
“พี่หมายถึงพระรูปนี้ ท่านคืออาจารย์ที่ปราบผียายแพงเมื่อชาติที่แล้ว”
“เหรอครับ ท่านนี้ชื่อเปรื่อง...แล้วชาติที่แล้วผมชื่ออะไรครับ” อนุกูลตั้งใจประชด แต่คำตอบของรัมภา กลับทำเขาสะดุ้งไปพร้อมพัชนี
“ชื่อกล้า...ส่วนคุณพัชชื่อบัวสวรรค์”
“เฮ้ย!!” หนุ่มสาวอุทานเป็นเสียงเดียวกัน
“คุณรักกัน คุณมีบุพเพสันนิวาสต่อกัน คุณหนีกันไม่พ้นหรอกค่ะ” รัมภาย้ำหนักแน่น...ยิ่งทำให้อนุกูลกับพัชนีตกใจมากขึ้นไปอีก อนุกูลหันมองลุงช่วงแล้วหน้าซีด ป้องปากบอกรัมภาว่า
“อูย...คุณภา เดี๋ยวลุงช่วงเอาปืนมายิงผม...เรายังไม่ได้เล่าให้ท่านฟัง”
“ไม่ชอบยิงปืน” ลุงช่วงสวนทันควันด้วยสีหน้านิ่งขรึม อนุกูลยิ่งซีดด้วยความกลัว พูดอ้อมแอ้มว่า ท่านถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต...ลุงช่วงกลับโพล่งขึ้นว่า ชอบใช้มีด!
ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งโหยง แต่ครู่เดียวก็ยิ้มได้ เมื่อเห็นลุงช่วงหลุดขำออกมา
“ล้อเล่นเหรอครับ ใจตกลงไปถึงตาตุ่ม เห็นหน้านิ่งๆ มีมุกด้วยแฮะ”
ลุงช่วงกับพัชนียิ้มขำอนุกูล แต่รัมภาไม่ได้สนใจอะไรอื่น นอกจากรูปครูบาขวัญเมืองที่เหมือนอาจารย์เปรื่องในอดีตชาติ
“คุณลุงคะ ฉันอยากเจอกับพระรูปนี้ค่ะ” รัมภาขอร้อง ซึ่งลุงช่วงไม่ขัดข้อง เขานำทางเธอไปพร้อมพัชนีและอนุกูลในวันนี้ทันทีเลย
ลุงช่วงพาทั้งสามคนไปยังวัดแห่งหนึ่ง ขณะเดินตามกันเข้าไปในอาณาบริเวณกว้างขวางของวัด ลุงช่วงให้ข้อมูลเกี่ยวกับครูบาขวัญเมืองว่า ท่านเป็นพระธุดงค์ ปกติท่านจะไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นง่ายๆ
อนุกูลไม่เข้าใจ ถามว่าไม่ปรากฏตัวแปลว่าท่านหายตัวได้ใช่ไหม พัชนีจึงอธิบายว่า ธุดงค์หมายความว่าท่านนิยมไปอยู่ในป่า ไม่ออกมาสุงสิงกับผู้คน
ครูบาท่านนี้ ท่านมีชื่อเสียงด้านอภิญญา...อภินิหารน่ะ”
“นั่นไง...คุณลุงเคยเห็นกับตาไหมครับ”
“ไม่ครับ ไม่มีใครได้เห็น พระที่แท้จะไม่แสดงสิ่งเหล่านี้ ผิดศีลครับ ปัญญาสำคัญที่สุด ในศาสนาของเราคือปัญญาพ้นทุกข์ ไม่ใช่ของพวกนี้”
“ถ้าวันนี้เห็นก็ดีเนอะ ผมอยากเห็น”
“คุณนุ...ไม่เอานะคะ อย่าทำเป็นเล่น”
ทั้งหมดกำลังจะเดินผ่านสวนร่มรื่น ลุงช่วงเหลือบเห็นครูบาขวัญเมืองนั่งอยู่ใต้กลด “โชคดีจริง ท่านอยู่ตรงนั้น”
“คุณภาคะ นี่เรื่องปาฏิหาริย์ชัดๆ ปกติคนจะรอพบท่านเยอะมาก นี่ไม่มีคนเลย เหมือนท่านรอคุณภาอยู่เลยค่ะ” พัชนีประหลาดใจ
“นี่คงเป็นเวลาที่ฉันจะได้แก้ไขทุกอย่าง ถึงเวลาแล้ว อาจเป็นเวลานี้แหละที่ฉันจะเอาชนะผียายแพงได้เสียที”
“ใช่ค่ะ เราต้องชนะ ต้องชนะเสียที...ไปค่ะ”
ทั้งหมดเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ เพียงเสี้ยวนาทีที่คลาดสายตาจากกลดของครูบา มองอีกทีกลับไม่มีท่านและกลดในบริเวณนั้น...ทุกคนยืนงงหน้าซีดไปตามกัน
“ท่านไม่อยู่แล้ว” ลุงช่วงเอ่ยขึ้นมา
“เป็นไปไม่ได้ หายไปหมดเลย แค่เก็บข้าวของนั่นก็ต้องใช้เวลาตั้งนาน แต่นี่หายไป...หายไปหมด” รัมภาไม่เชื่อ เดินวนไปมามองหาท่าน...พัชนีบอกว่า ที่โล่งแจ้ง ถ้าท่านเดินไปก็ต้องเห็น
“นี่ไง...หายตัว...ผมไม่น่าพูดเล่นเลย ขอโทษครับคุณภา คงเพราะผมพูดท้าทายท่าน”
“ไม่ใช่เพราะคุณนุหรอก ไม่ใช่เพราะคุณ แต่เพราะฉัน...โธ่ ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้ ลูกต้องการความช่วยเหลือ แต่ท่านให้ไม่ได้ หรือเพราะลูกไม่มีวาสนา ลูกต้องแพ้ผีตนนั้น ต้องแพ้อีกแล้วหรือคะ”
รัมภาคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร...ครั้นวันต่อมาที่รัมภาตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านของตน ลุงช่วงได้มอบสร้อยพระให้เธอติดตัวไว้
“ถ้าอยากกลับบ้านจริงๆ สวมสร้อยพระองค์นี้ เอาไว้ พระพุทธคุณของท่านจะปกป้องหนู”
รัมภาไหว้ขอบคุณลุงช่วง พัชนียังเป็นห่วงถามรัมภาว่า จะให้ตนไปนอนเป็นเพื่อนไหม?
“ถ้าคุณไป ผมก็ไป ไปกันหมดสามคน ให้คุณวรรณดูแลเด็กๆที่บ้านของเขา” อนุกูลแทรกขึ้น
“ไม่ค่ะ ฉันทำให้ใครเป็นอะไรเพราะผีตนนั้นไม่ได้อีกแล้ว ฉันจะกลับไปที่บ้านนั้นคนเดียว ที่จริงฉันไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะคะ วิญญาณของคุณแม่... เอ่อ...ยายทวดอยู่กับฉันเสมอ พวกคุณไม่ต้องห่วง”
เป็นอันว่ารัมภากลับมาบ้านคนเดียว ห้องแรกที่ตรงเข้าไปคือห้องโถงที่ตั้งวางโลงศพของอบเชย...เธอจัดการเปลี่ยนดอกไม้ ก่อนจุดธูปพูดกับศพว่า
“มันต้องมีวิธี...มันต้องมีวิธีใช่ไหมคะคุณแม่ หนูต้องหาวิธีปราบผีตนนั้นให้ได้”
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #8 on:
21 October 2026, 14:49:36 »
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep15/page1
บ่วง ตอนที่ 15
ที่เรือนเล็ก ศามนออกมาเดินเล่นแถวต้นลั่นทม ยามที่เขาไม่อยู่ใต้อำนาจของผีนางแพง เขาก็เหมือนคนปกติทั่วไป...
ขณะเขายืนรำลึกความหลังครั้งมีความสุขกับภรรยาและลูกแฝด รัมภาเดินเข้ามาทักทางด้านหลังด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความรัก
“คุณยังชอบต้นลั่นทมต้นนี้เหมือนเดิม”
“คุณภา...” เขาหันขวับมา
“คุณชอบว่ามันหอม แต่ฉันรู้สึกว่ามันเหม็น เหมือนบ้านหลังนี้ที่คุณชอบมันมาแต่แรก ไม่ใช่เพราะคุณชอบมันจริงๆ คุณชอบเพราะมนตราของผีตนนั้น”
“คุณพูดเรื่องอะไร”
รัมภาไม่ตอบแต่หยิบกระเป๋าเงินจากเขามา พอเห็นรูปครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูกที่เขายังเก็บไว้ รอยยิ้มเธอผุดขึ้นเร็วทันตา
“คุณยังเก็บมันเอาไว้...คุณมน...คุณกำลังหลงทางหาทางออกไม่เจอ ให้ความรักนำทางคุณออกมานะคะ หมั่นคิดถึงฉันและลูก คิดถึงเราให้มากๆนะคะ”
ศามนไม่เข้าใจเหมือนจะถาม...ทันใดนางสิงห์เดือนแรมเดินหน้าตึงโวยลั่นมาแต่ไกล
“เอ้า ไหนใครว่าย้ายออกไปแล้วไงล่ะ คุณมนมานี่ มายืนตรงนี้เดี๋ยวนี้นะ”
รัมภากับศามนไม่สนใจเสียงนั้น ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันและกันด้วยความรู้สึกห่วงหาอาวรณ์
“ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน ไม่มีใคร ไม่มีอะไรช่วยฉันเลย คุณมน...คุณต้องช่วยฉันนะ พิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าความรักชนะความแค้น บ่วงรักต้องชนะบ่วงแค้น ทำให้ฉันเห็นนะคะ” พูดจบ รัมภาคืนกระเป๋าเงินใส่มือศามนแล้วเดินจากไป
เดือนแรมหมั่นไส้ ด่าระรานไล่หลัง “นี่ ยายเมียน่าเบื่อผัวไม่เอา มาทำอะไรตรงนี้ ไหนใครบอกว่าพวกแกขนของย้ายหนีออกไปจากเรือนใหญ่แล้วไงล่ะ ไปแล้วก็ไปเลยสิ กลับมาทำไม”
รัมภาชะงักหันกลับมาตอบโต้ “ฉันย้ายออกไปจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมแพ้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ฉันจะเอาผัวของฉันคืน เอาคืนมาจากผู้หญิงชั้นต่ำอย่างคุณ”
เดือนแรมอึ้งเถียงไม่ทัน ได้แต่มองตามรัมภาที่เดินตัวปลิวไปด้วยความเจ็บใจ...วันต่อมา รัมภาตัดสินใจไปหาทวดเพ็ญซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของเดือนแรม พบแกนอนซมภายในบ้าน รัมภาค่อนข้างตกใจ ไม่คิดว่าเดือนแรมจะทอดทิ้งหญิงชราได้ลงคอ
“นี่ทวดเพ็ญอยู่คนเดียวหรือคะ ตายจริงเป็นไข้ด้วย เดือนแรมทิ้งทวดแท้ๆที่ไม่สบายเอาไว้ที่บ้าน ในขณะที่ตัวเองไปเสวยสุขกับผู้ชาย ฮึ สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้เรียกว่าคน หน้าตาแบบนี้เอง”
รัมภาบ่นพึมพำแล้วป้อนน้ำใส่ปากให้หญิงชราตามคำขอ พอแกดื่มเสร็จลืมตามอง ร้องทักขึ้นมาทันที “คุณชื่น...เอ้อ...ไม่ใช่”
“ฉันรัมภาค่ะ นึกถึงทวดเพ็ญขึ้นมา ก็เลยมาหา ว่าจะมาถามเรื่องบางอย่าง”
“มาถาม?”
“ฉันไม่ได้หวังอะไรมากหรอกนะคะ ถ้าคุณทวดจำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะค่ะ ฉันแค่อยากรู้หลังการตายของคุณหลวง คุณทวดอบเชยได้เจอหุ่นรูปรอยไหมคะ”
“หุ่นรูปรอย...คุณท่าน” เพ็ญทวนคำสีหน้าครุ่นคิด
“ฉันแค่อยากเจอใครสักคนที่ฉันคุยรู้เรื่อง แต่ช่างมันเถอะค่ะ ไปหาหมอไหมคะทวดเพ็ญ เดี๋ยวฉันโทร. ตามรถพยาบาลนะคะ” รัมภาเดินออกมาจะมาโทรศัพท์ จู่ๆทวดเพ็ญเกิดจำได้พูดโพล่งขึ้นมาว่า
“ไม่เจอ...เราหายังไงก็ไม่เจอ”
“ทวดเพ็ญ! คุณทวดจำได้หรือคะ”
รัมภาตื่นเต้น...กลับมานั่งฟังทวดเพ็ญเล่าเหตุการณ์ในอดีตอย่างตั้งอกตั้งใจ
วันนั้นในอดีต...เสร็จงานศพคุณหลวงแล้ว ชื่นกลิ่นร้องไห้จนเป็นลม คุณหญิงอบเชยเจ็บแค้นนังแพงเป็นอันมาก ที่มันเป็นต้นเหตุให้คุณหลวงตาย แล้วยังสร้างความทุกข์ทรมานใจให้ชื่นกลิ่นมิรู้วาย
คุณหญิงอบเชยคว้ารูปถ่ายคุณหลวงมุ่งหน้าไปเรือนเล็กที่คุมขังล่ามโซ่นังแพงไว้ สภาพแพงยามนี้
ทรุดโทรมเต็มที ดวงตาเลื่อนลอย ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่ต่างจากคนบ้า
“วันนี้วันเผาคุณหลวง สุดที่รักของมึงไงอีแพง” คุณหญิงแผดเสียงเบื้องหน้าแพง
แพงไม่เชื่อ กรีดร้องคอแทบแตก คุณหญิงยิ่งของขึ้นจ่อรูปคุณหลวงแทบกระแทกหน้ามัน
“เขาตายเพราะคุณไสยที่มึงทำเขา อีแพง...บอกข้าซิ นี่หรือที่เรียกว่าความรัก นี่หรือความรักของมึง”
“ไม่! คุณหลวงไม่ตาย คุณหลวงไม่ตาย” แพงรำพันน้ำตาคลอ
“ชีวิตลูกสาว ลูกเขย และหลานกูพังพินาศ เพราะความรักจอมปลอมของมึง มึงอ้างความรักมาบังหน้าความอยากได้ใคร่มีของมึง วันนี้กูจะเฆี่ยนมึงด้วยมือของกูเอง” ว่าแล้ววางรูปในมือลง หยิบหวายมาฟาดหลัง แพงไม่นับ...
“ทั้งวันทั้งคืนที่เรือนหลังเล็กไม่มีเสียงอะไรนอก จากเสียงหวายที่ลงมาที่หลัง กับเสียงร้องเจ็บปวดของ
อีแพง คุณหญิงอบเชยเอาแรงมาจากไหนไม่รู้ เฆี่ยนตีอีแพงทั้งกลางวันกลางคืน เป็นอย่างนี้อยู่หลายวันจนกลายเป็นเรื่องปกติของเรือนหลังเล็ก” เพ็ญระลึกความ หลังได้แม่นยำ
“เรื่องปกติหรือคะ” รัมภาถามเสียงแผ่ว
“อีแพงโดนเฆี่ยนอย่างนี้อยู่หลายวัน ในที่สุด
อีแพงก็เป็นไข้ แล้วตายในวันหนึ่ง”
วันที่แพงสิ้นใจอย่างน่าอนาถ แม่พึ่งมาเจอเป็นคนแรก แล้วทำศพลูกสาวด้วยความโศกเศร้า ไม่มีใคร มาร่วมงาน นอกจากพึ่งกับสัปเหร่อเพียงสองคน ศพแพงไม่ยอมหลับตา แม้สัปเหร่อปิดตาให้ แพงก็ลืมตาโพลงขึ้นมาอีก
หลังงานศพแพงแล้ว คุณหญิงอบเชยให้บ่าวทำความสะอาดเรือนเล็ก เพ็ญนำทีมมา แต่ครู่เดียวหลายคนเปิดแนบ เมื่อจู่ๆมีเสียงลากโซ่ เสียงหัวเราะ ขนาดเพ็ญที่ว่าไม่กลัว นานเข้าก็ทนไม่ไหววิ่งอ้าวไปเหมือนกัน
“ขนาดมันบ้า มันยังไม่เลิกท่องมนต์ดำ มันยังท่องมนต์เสกเอาไว้ที่เรือนหลังเล็ก แล้วตัวมันก็กลายเป็นผีสิงที่เรือนนั้น คุณหญิงท่านเชิญอาจารย์เปรื่องมา ท่านเอายันต์ปิดบ้านเอาไว้ ท่านสั่งเอาไว้ว่า อย่าให้ใครมายุ่งกับเรือนนี้ และห้ามแกะทำลายยันต์ที่ปิดหน้าบ้านนี้อย่างเด็ดขาด”
ฟังมาถึงตรงนี้ รัมภายิ่งเศร้าใจ “เรื่องราวในชีวิตของฉัน คุณศามนเปลี่ยนไป ตั้งแต่ย้ายเข้าไปอยู่ที่เรือนเล็กเป็นแบบนี้นี่เอง ยันต์อันนั้นคงถูกใครสักคนทำลาย”
“ขนาดมียันต์ปิดบ้านแล้ว คุณหญิงอบเชยก็ยังฝันร้ายบ่อยๆ ฝันถึงผีนังแพง แม้กระทั่งในเวลาที่ท่านจะตาย คุณท่านรู้ดีว่าวิญญาณของนังแพงไม่ได้ไปไหน เมื่อท่านตายลง ท่านจึงไม่ยอมให้ใครเผา ให้ตั้งโลงไว้ตรงนั้นเพื่อให้วิญญาณสถิตที่เรือนใหญ่ ท่านจะปกป้องลูกหลาน ไม่ยอมไปไหน”
“สาเหตุที่ผีแพงยังคงอยู่ เพราะเราหาหุ่นรูปรอยพวกนั้นไม่เจอใช่ไหมคะ อาจารย์เปรื่องท่านว่าอย่างนั้นใช่ไหมคะ”
เพ็ญพยักหน้า เอื้อมมือสั่นเทามาจับรัมภา แล้วกำชับว่า “จะปราบผีแพงได้ ต้องหาหุ่นพวกนั้นมาทำลาย อีเพ็ญตายไม่ได้ ต่อให้ตายก็นอนตาไม่หลับเพราะเรื่องนี้ คุณชื่นอย่ายอมแพ้ หาหุ่นรูปรอยให้เจอ ทำลายมันทิ้งซะแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เชื่อเพ็ญนะ”
รัมภาต้องทำเช่นนั้นแน่ แต่เวลานี้เธอต้องรีบพาทวดเพ็ญส่งโรงพยาบาลรักษาตัว
ooooooo
วันรุ่งขึ้น รัมภาเริ่มค้นหาหุ่นรูปรอยทั้งเรือนเล็กและเรือนใหญ่ แต่หาจนเหนื่อยอ่อนก็ไม่พบ ตกกลางคืนจึงจุดธูปไหว้พระ ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอบุญกุศลที่ตนได้ทำมาช่วยดลบันดาลให้หาหุ่นรูปรอยพวกนั้นเจอด้วยเถิด
ภาวนาเสร็จก็นั่งสมาธิต่อ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน ที่เธอทำ แต่ค่ำนี้แปลกกว่าทุกวัน สมาธิทำให้รัมภา เกิดนิมิตเห็นครูบาขวัญเมืองที่เกือบได้เจอกันเมื่อหลายวันก่อน
“ท่านปรากฏกายให้ดิฉันเห็นในที่สุด ดิฉันนึกว่าไม่มีวาสนาเสียแล้ว”
“ขอโทษที่วันนั้นไม่อยู่”
“ท่านคงมีเหตุผล...”
“เพราะคนที่อาตมาอยากเจอไม่ใช่โยม แต่เป็นอีกคนหนึ่ง คนที่จะแก้ปัญหานี้ไม่ใช่โยมรัมภา แต่เป็นอีกคนหนึ่ง”
“ใครคะ”
แทนคำตอบ คุณหญิงอบเชยเดินเข้ามานั่งลงข้างรัมภา แล้วก้มกราบครูบาขวัญเมือง
“ท่านมาปรากฏกายในภวังคจิตเพราะอยากพบดิฉัน...ท่านจะช่วยพวกเราปราบผีนังแพงเหมือนในชาติก่อนที่ท่านเกิดเป็นอาจารย์เปรื่อง ชาติภพนี้ท่านเป็นพระสงฆ์ มีอำนาจบารมีที่จะจัดการผีนังแพงได้แล้วใช่ไหมคะ”
พระท่านพยักหน้าแทนคำตอบ รัมภาตื่นเต้นอยากได้คำตอบ “ท่านจะมาบอกดิฉันใช่ไหมคะว่าหุ่นรูปรอยอยู่ที่ไหน อย่างที่ดิฉันคิดไว้ไม่มีผิด ดิฉันจะได้แก้กรรมทั้งปวงในชาตินี้ หุ่นรูปรอยถูกซ่อนไว้ตรงไหนคะ”
“ใช้สติปัญญาสิโยม”
“ดิฉันคิดเรื่องนี้ หาไปจนทั่วแล้ว ตั้งแต่รุ่นคุณแม่จนมาถึงรุ่นดิฉัน จนปัญญาจริงๆค่ะ”
“สติปัญญาที่แท้จะเกิดขึ้นเมื่อจิตประภัสสร จิตที่ใสสว่างด้วยปัญญาจะเกิดขึ้นเมื่อไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจกิเลส เมื่อโยมทั้งสองยังตกอยู่ภายใต้อารมณ์โกรธ ก็จะไม่มีวันเจอหุ่นรูปรอย”
คุณหญิงอบเชยหน้าตึง น้ำเสียงเริ่มแปร่ง “ดิฉันตกอยู่ใต้อารมณ์โกรธ สิ่งที่นังแพงทำ มีใครไม่โกรธบ้าง ดิฉันเป็นแค่ปุถุชน ถ้าบอกว่าดิฉันทำผิด แล้วความผิดของอีแพงล่ะคะ ใครจะลงโทษมัน”
“ความอยาก ความโกรธ ความไม่รู้ สามอย่างนี้ทำให้เราทุกคนมีห่วง มีบ่วง จำต้องมาเกิด จำต้องมาชดใช้ และสามอย่างนี้ทำให้เราทุกข์ทรมานทุกๆวัน”
“ดิฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น ความแค้นที่มันทำต้องมีใครสักคนกำหราบ ไม่งั้นลูกหลานดิฉันจะอยู่ยังไง ดูเอาเถิด ขนาดว่า...”
“ขนาดเฆี่ยนตีมันจนตาย มันยังกลายเป็นผีหลอกลูกหลาน ยิ่งโกรธยิ่งเกลียดเหมือนยิ่งโหมให้นังแพงมันมีกำลังกล้าแข็ง โหมไฟด้วยไฟ มันดับได้จริงหรือโยม”
“ท่านเป็นพระสงฆ์ ท่านมีหน้าที่สอนให้คนเป็นคนดี ท่านอยากเจอดิฉันเพราะดิฉันทำให้มันตาย ท่านอยากให้ดิฉันให้อภัยมัน แล้วอีผีบ้าตนนั้นล่ะคะ ใครจะสอนมัน ที่จริงท่านควรไปเรียกมันให้มานั่งตรงนี้มากกว่าเรียกดิฉัน...ถ้าอยากให้ดิฉันอภัย ท่านต้องสอนวิธี เพราะดิฉันทำไม่ได้ ทำไม่เป็น ยิ่งในเวลานี้ ยิ่งทำไม่เป็น”
ยิ่งพูดอบเชยยิ่งโกรธขึ้นเรื่อยๆ จนรัมภาต้องเตือนสติให้ใจเย็นลงบ้าง ขณะที่ครูบาขวัญเมืองยังสอนต่อไปด้วยสีหน้าท่าทีสงบนิ่ง
“ความโกรธเอาชนะด้วยเมตตา เมตตาว่าทั้งเขาทั้งเราก็ทุกข์เหมือนกัน คิดดูดีๆจะเห็นว่านางแพงน่าสงสาร”
“ตอนนี้ที่ดิฉันคิดออกคือเมื่อไหร่มันจะตกนรกหมกไหม้ สวรรค์และนรกอยู่ตรงไหน มีจริงแน่หรือคะท่าน”
“ความอยากได้ของของเขา ความริษยา ความโกรธแค้น ทุกสิ่งที่นางแพงมี มันเป็นนรกด้วยตัวของมันเอง”
“หมายความว่ายังไงคะ” รัมภาไม่เข้าใจ
“นางแพงเกิดมาแบบคนบุญน้อย อยู่กับความอดอยาก อยู่กับความเข้าใจผิด สำคัญตนผิด เมื่อพบกับคุณหลวงก็อยู่กับความหลงใหล สำหรับสีการัมภา คุณหลวงเป็นความรัก เป็นสามี แต่สำหรับนางแพง คุณหลวงเป็นอาหาร เป็นเครื่องนุ่งห่ม เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตา เป็นพี่ เป็นพ่อ เป็นความหวัง และเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวของชีวิต”
“ท่านกำลังจะบอกให้พวกเราสงสารคุณยายแพงหรือคะ”
“ช่วงชีวิตสุดท้ายของนางแพง เจ็บปวดเร่าร้อน ถูกเฆี่ยนตีซ้ำแล้วซ้ำอีก ไหนจะวิชาคุณไสยที่ย้อนมาทำลายตน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ไม่ใช่แต่เพียงโซ่ตรวนที่รัดร้อยเอาไว้ นางแพงยังเผาใจตัวเองให้เร่าร้อนด้วยความโกรธความแค้น เฝ้าเผาตนเองอยู่ทุกนาที ชีวิตเช่นนี้ สัตว์นรกแท้ๆ อยู่ในนรกชัดๆ โยมมองเห็นไหม”
“ในขณะที่ดิฉันได้มาเกิดใหม่ แข็งแรง มีพ่อมีแม่ มีครอบครัว มีชีวิตที่สดใส ยายแพงก็ยังคงวนเวียนทุกข์ทรมานที่เรือนหลังเล็ก”
“เป็นคนบ้าน่าสังเวชอยู่แล้ว นี่เป็นผีบ้า ฟั่นเฟือนวิปลาส บางเวลาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเป็นใคร มาอยู่ตรงนี้
ได้อย่างไร รู้แต่ว่าใจตนนั้นเศร้า เจ็บปวดและทุกข์ทรมาน นี่ยังไม่เรียกว่ากรรมสนองอีกหรือสีกา”
“นั่นเพราะมันทำตัวเอง ถ้ามันบอกว่าหุ่นรูปรอยอยู่ไหน ใครจะไปเฆี่ยนตีมัน แต่นี่คุณหลวงกำลังจะตายอยู่บนเรือน จะให้ดิฉันทำยังไงคะ”
“เวรกรรมทำงานด้วยตัวเอง เมื่อก่อเวรแล้วไม่ระงับ สีกาอบเชยจึงจองเวรกับนางแพง เป็นบ่วงรัดร้อยเอาไว้อย่างนี้ ดูตัวเองนะสีกา สีกาก็เป็นสัมภเวสีไม่ไปผุดไปเกิดเช่นกัน นางแพงถูกรัดร้อยไว้ด้วยบ่วงแค้น แต่สีกาถูกรัดร้อยไว้ด้วยบ่วงรัก”
“ดิฉันหรือคะ” อบเชยโพล่งขึ้นด้วยสีหน้างุนงง
“ชาติที่แล้วอาตมาเสกยันต์ใส่มันได้ กำหราบมันได้ แต่เมื่อนานวันไปเวทมนตร์อาตมาเสื่อม เวทมนตร์ของนางแพงกล้าแข็งขึ้นเพราะมีความแค้นเป็นเชื้อไฟ นางแพงยังคงติดตามทำร้ายสีกาได้อยู่ เห็นหรือยังว่าวิธีของอาตมานั้นผิด”
“หมายความว่าท่านปราบมันไม่ได้หรือคะ”
“อาตมาปราบผีนางแพงได้ แต่บ่วงกรรมที่มีต่อกันจะดึงให้ทุกคนกลับมาเกิดใหม่วนเวียนอยู่ร่วมชาติเดียวกัน มาแก้แค้นทำร้ายต่อกันไม่สิ้นสุด จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปเหมือนทุกชีวิตในวัฏสงสาร”
“แล้วดิฉันควรทำยังไงคะ”
“เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ตัดกรรมทำได้ด้วยการให้อภัย”
ฟังบทสรุปของพระท่านแล้ว...อบเชยกับรัมภามองหน้ากันนิ่งไป
ooooooo
หลังจากได้พูดคุยกับรัมภาเมื่อวันก่อน ศามนดูเปลี่ยนไป เขาเก็บคำพูดของเธอมาครุ่นคิดไตร่ตรอง เธอบอกว่าเขากำลังหลงทางหาทางออกไม่เจอ แต่จงให้ความรักนำทางเขาออกมา หมั่นคิดถึงเธอและลูกให้มากๆ
คืนนี้ขณะเขานอนดูรูปถ่ายครอบครัวที่พกติดกระเป๋าสตางค์ไว้ตลอดเวลา พอเห็นเดือนแรมโผล่เข้ามา เขารีบเอามันซ่อนไว้มิดชิดแล้วแกล้งหลับตา เดือนแรมรู้ทันว่าเขาไม่ได้หลับ...บ่นขึ้นเสียงดัง
“สองสามวันนี้ท่าทางคุณแปลกไปนะ อาลัยอาวรณ์นังรัมภาหรือไง”
ศามนตะแคงตัวหนีไม่อยากตอบ เดือนแรมเห็นแล้วยิ่งแค้น อยากจะด่าแต่ต้องห้ามปากห้ามใจ พึมพำย้ำเตือนตัวเองว่าต้องใจเย็นและอดทนให้มากกว่านี้
“ช่างเถอะ คืนนี้หาอะไรทำสนุกๆกันดีกว่านะ” ว่าแล้วเธอเลื้อยขึ้นเตียงคลอเคลียศามน
“ทำไมชีวิตเราถึงมีแต่เรื่องพวกนี้” คำพูดแสนเย็นชาของเขาทำให้เธอชะงักกึก
“เมื่อก่อนคุณก็ชอบ นี่คุณเปลี่ยนไปนะ”
“นอกจากเรื่องพวกนี้ ระหว่างเราสองคนมีอะไรอีกไหมนะ” ศามนไม่ได้เสียงแข็ง ไม่ได้หาเรื่อง แค่กำลังคิดทบทวน แต่เดือนแรมไม่พอใจ โวยวายเผยธาตุแท้ออกมาทันที
“อย่ามาโกหกตอแหล จะรวยหรือจน จะมีการศึกษาหรือไม่มี ชีวิตทุกคนมันก็มีแต่เรื่องพวกนี้ทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่เพราะคุณกับรัมภาไม่มีหรอกหรือ คุณถึงหนีมาหาฉัน”
“ไม่ใช่ ชีวิตเราต้องมีมากกว่านั้น มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน”
“ที่พูดแบบนี้ แกจะทิ้งฉันไปแล้วใช่ไหมไอ้ศามน บอกมานะ แกจะทิ้งฉันเหมือนคนอื่นอีกแล้วใช่ไหม”
“คุณเดือน ทำไมต้องหยาบคาย พูดดีๆก็ได้นี่นา”
“กูขี้เกียจแอ๊บแล้ว กูจะไม่พูดเพราะๆ ทำตัวดีๆกับมึงอีก มึงก็เหมือนผู้ชายคนอื่น พอได้กู เบื่อกูแล้วก็ทิ้ง ถ้ามึงทิ้งกู คอยดูนะ กูจะเผาบ้านนี้ กูจะเอามึงให้ตาย”
เดือนแรมทั้งด่าทั้งกรี๊ด อาละวาดเหมือนคนบ้า ศามนมองอย่างเบื่อหน่าย แล้วลุกหนีออกจากห้องเดินไปทางเรือนใหญ่ หยิบรูปถ่ายครอบครัวออกมานั่งดูด้วยความคิดถึงลูกเมีย
ทันใดนั้น ผีแพงพุ่งเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด ร่ายมนตร์คาถาเพื่อให้เขาเลิกคิดถึงลูกเมีย ศามนไม่เห็น ไม่ได้ยิน แต่รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ปวดแทบทนไม่ไหว ตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้นคับแค้น
“โธ่โว้ย เมื่อไหร่จะตายๆไปเสียทีวะ...โอ๊ย!”
“แพงไม่ได้อยากให้คุณหลวงเจ็บ คุณหลวงก็บอกมาสิว่ารักแพง บอกมา” แพงรำพันทั้งน้ำตา
ศามนไม่รับรู้ เขารู้อย่างเดียวว่าเขาเจ็บปวดทรมานมาก ปวดหัวแทบระเบิด ขนาดนั่งยังทรงตัวไม่ได้ กลิ้งทุรนทุรายโวยวายออกมา
“ผมอยากตาย...ปวดขนาดนี้ ผมไม่กลัวตาย ผมไม่อยากอยู่แล้ว ขออย่างเดียว ถ้าตายไปในเวลานี้ ผมขอเกิดมาเป็นคู่กับคุณรัมภา เป็นพ่อของลูกทั้งสอง เป็นเหมือนเดิม เป็นต่อไปทุกๆชาติ”
แพงช็อก น้ำตาไหลอาบหน้า คิดไม่ถึงว่าที่ตนกระทำมาทั้งหมดไม่เคยเปลี่ยนใจเขาได้เลย ทำไมเขาถึงรักใคร่แต่รัมภาไม่เสื่อมคลาย
“คุณหลวง...เป็นไปไม่ได้ ทำไมมนตราใช้ไม่ได้ผล เป็นไปไม่ได้ คุณหลวงรักอีแพง รักอีแพง คุณหลวงเป็นของอีแพง...” แพงกรีดร้องโวยวาย...ยิ่งศามนยังพร่ำรำพันเรียกหาลูกเมีย แพงยิ่งตีอกชกตัวด้วยความแค้น!
ooooooo
.
........................................................................
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep16/page1
บ่วง ตอนที่ 16
ความริษยาทำให้วิญญาณอาฆาตของแพงคิดร้ายกับลูกแฝดของรัมภา...แพงสบโอกาสในเช้าวันรุ่งขึ้นที่เด็กๆต้องแวะมาเรือนใหญ่เพื่อเอาต้นไม้ที่ปลูกใส่กระถางไว้ไปส่งครู
เด็กแฝดมากับวรรณศิกาเพราะรัมภาออกไปวัดแต่เช้า ขณะจอดรถมองเข้าไปที่บ้านหลังใหญ่ วรรณศิกา มีอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่จะให้เด็กๆลงไปเอาต้นไม้ก็กลัวจะช้าเสียเวลา เธอจึงข่มความกลัวอาสาเข้าไปเอง
ช่วงเวลานี้ ผีแพงกลายร่างเป็นศามนมาล่อหลอกเด็กแฝดให้ตามไปทางเรือนเล็กหมายเอาชีวิตลูกของรัมภาให้จงได้ แต่ทวดอบเชยไม่มีทางยอมง่ายๆ เข้าขัดขวางทุกวิถีทาง ถึงกระนั้นก็ไม่ทำให้แพงล่าถอย แพงสะกดเด็กแฝดให้เดินลงในคลองจนเกือบจมน้ำตาย ถ้าศามนไม่มาช่วยไว้ได้ทัน
ศามนต่อต้านขัดขืนมนต์คาถาของแพงจนตัวเองแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่เขาก็สามารถช่วยลูกในไส้ทั้ง
สองคนไว้ได้ แต่พอจะพาลูกส่งโรงพยาบาล เดือนแรมเข้ามาเจอ ผีแพงฉวยโอกาสนี้เข้าสิงร่างเดือนแรมแล้วอาละวาดเกรี้ยวกราดใส่ศามนที่เอาแต่บอกรักรัมภากับลูก
ความโกรธกลายเป็นความแค้น ผีแพงทำให้ไฟไหม้บ้านจนศามนกับลูกแฝดและเดือนแรมเกือบตายในกองไฟ ถ้าไม่ได้ครูบาขวัญเมืองเข้ามาช่วยเหลือ
“หยุดเถอะ วิญญาณบาปหนา บุญกุศลทั้งปวง เมื่อเจ้าไม่ปรารถนา ก็ย่อมหมดสิ้นลง ต่อไปนี้กรรมชั่ว จะแสดงกำลังอำนาจ เจ้าจะเจ็บปวดทั้งกายและใจ เหมือนที่เจ้าได้กระทำไว้ต่อผู้อื่น”
ด้วยอิทธิฤทธิ์ของครูบาขวัญเมือง ผีแพงกระเด็นออกจากร่างเดือนแรมอย่างฉับพลัน ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเจ็บปวด
“โอ๊ย...ร้อน...นี่ท่าน...อาจารย์เปรื่องท่านมายุ่งอะไรด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องของท่าน”
“ความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจที่สีกาทำไว้กับผู้อื่น เมื่อมันส่งผลคืนสู่ผู้กระทำ ผลของมันจะอเนกอนันต์นับเป็นมูลค่าไม่ได้ ต่อไปนี้วิญญาณบาปของสีกาจะต้องมาอยู่กับอาตมา สีกาจะไม่มีโอกาสทำร้ายใครได้อีก”
“ปล่อย ปล่อยกูนะ...ปล่อย”
แพงถูกพันธนาการด้วยโซ่แน่นหนา ขณะที่อบเชยเป็นอิสระแล้ว วิ่งเข้ามานั่งลงกับพื้นพนมมือไหว้ครูบาขวัญเมือง
“ท่านมาช่วยเรา เราปลอดภัย เราปลอดภัยแล้ว”
วรรณศิกาโผล่พรวดเข้ามาหลังจากพยายามตามหาเด็กแฝดอยู่พักหนึ่ง พอเห็นศามนกับเด็กๆ และ
เดือนแรมหมดสติอยู่ตรงหน้าพระรูปหนึ่ง เธอตกใจมาก สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น?
ooooooo
ศามน รัสตี้ ไลล่า และเดือนแรมถูกส่งไปรักษาตัว ที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน รัมภาทราบข่าวรีบตามมาทันที วรรณศิการายงานรัมภาว่า เด็กแฝดปลอดภัย หมอบอกว่าสำลักน้ำเข้าไป ตามเนื้อตัวตรวจดูหมดแล้ว ไม่มีแผลอะไร
“ขอบคุณคุณวรรณมาก ขอบคุณจริงๆ”
ไลล่ากับรัสตี้เล่าว่าพวกเราตกลงไปในน้ำ ถูกผีดึงขา แล้วแด๊ดดี้มาช่วยเรา...วรรณศิกานึกได้ บอกรัมภาว่าตอนที่ตนไปถึงพบพระรูปหนึ่ง ท่านบอกว่าชื่อครูบาขวัญเมือง
“เจอที่บ้านหรือคะ ท่านไปที่บ้านหรือคะ” รัมภาละล่ำละลักแปลกใจอย่างมาก
“คุณรู้จักหรือคะ ท่านมาพบคุณ ท่านฝากบอกอะไรคุณด้วย”
“ฝากบอกว่าอะไรคะ”
“บอกว่าตอนนี้ท่านจะกลับไปที่วัดก่อน จะพายายแพงไปด้วย แต่ฉันเห็นท่านไปคนเดียวนะคะ ยายแพงนี่ใครคะ”
“ชื่อผีตนนั้น ท่านมาปราบผีตนนั้น”
วรรณศิกาฟังแล้วซวนเซขาอ่อนอย่างฉับพลัน ตรงข้ามกับเด็กแฝดที่ดีใจกันใหญ่ที่พระมาปราบผีได้แล้ว
“ในที่สุด ท่านก็มาช่วยลูกจริงๆ” รัมภาพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นเต้น
จากนั้นทั้งสี่คนเดินตรงไปที่ห้องไอซียู รัมภาใจไม่ดีเมื่อเห็นชื่อศามนที่ป้ายตรงหน้าห้อง
“ไอซียู อย่าบอกนะว่าคุณมน...”
“ค่ะ คุณมนไข้ขึ้นสูง แขนขาอ่อนแรง มาถึงหมอส่งเข้าไอซียู ฉันตกใจมาก ถามว่าเป็นอะไร หมอบอกว่าติดเชื้อ ฉันถามว่าเชื้ออะไร หมอมองหน้า ไม่ได้พูด แต่จับใจความได้ว่า...พูดชื่อไปแล้วน้ำหน้าอย่างหล่อนจะรู้หรือ...ประมาณนี้ค่ะ”
“โธ่...คุณมน”
“ตอนนี้ห้ามเยี่ยมค่ะ หมอบอกว่าจะติดเชื้อง่าย ส่วนคุณเดือนแรมก็ยังสลบไม่ได้สติ รายนั้นเป็นไข้ เหมือนกัน แต่อยู่ห้องธรรมดา”
“นี่มันอะไรกัน ปราบผียายแพงแล้วยังไม่หายอีก ...หรือเพราะหุ่นรูปรอย...ยังไม่พบหุ่นรูปรอย ต้องใช่แน่ๆ” รัมภาหนักใจและวิตกกังวลอย่างยิ่ง
ooooooo
วันต่อมา พัชนีกับอนุกูลทราบเรื่องนี้จากวรรณศิกาขณะเจอกันที่บริษัท พัชนีมั่นใจว่าครูบาขวัญเมืองปราบผีได้แล้วทุกอย่างน่าจะดีขึ้น แต่อนุกูลท่าทีกลัวผีเหลือเกิน กลัวมากจนวรรณศิกาอดแขวะไม่ได้ว่า ตรงนี้ก็มีผีทะเลยืนอยู่ด้วย
“ถ้าหน้าอย่างผมเป็นผีทะเล ผู้ชายคนอื่นก็
ตะไคร่น้ำแล้ว”
“แหวะ” วรรณศิกาหมั่นไส้อนุกูล แล้วบ่นขึ้นมาว่า “ตอนนี้ที่ห่วงที่สุดคือคุณศามนยังนอนอยู่ไอซียู”
“พรุ่งนี้วันหยุดไปวัดดีกว่า ไปสวดมนต์ ส่งจิตให้คุณศามนปลอดภัย”
“เอ๊า ก็ไหนบอกเราจะไปดูหนังกันไง ถ้าไม่ดูพรุ่งนี้หนังก็ออกแล้วนะ”
“ก็พัชอยากไปวัดนี่นา”
“ผมตามใจคุณไปวัดมาเกือบทั้งเดือนแล้ว ก็เราคุยกันแล้วไง ผมรอหนังเรื่องนี้มาเป็นปี คิวพรุ่งนี้คุณตามใจผมบ้างสิ”
“งั้นคุณไปคนเดียวได้ไหมล่ะ”
“ดูหนังคนเดียวเนี่ยนะ คุณเป็นแฟนผมนะ ถ้ามีแฟนแล้วต้องไปดูหนังคนเดียวแล้วผมจะมีแฟนไปทำไม”
อนุกูลงอนตุ๊บป่องเดินหนีไปทันที พัชนีเรียกก็ไม่เหลียวหลัง พอกลางวันปกติต้องมากินข้าวพร้อมกันทั้งสามคน อนุกูลก็ไม่มา ปล่อยให้พัชนีกินกับวรรณศิกาแค่สองคน
เมื่อกลับเข้าห้องทำงาน พัชนีเปรยกับวรรณศิกาอย่างหนักใจว่า “ที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทะเลาะกัน เราเถียงกันบ่อย กินข้าวร้านไหน วันหยุดทำอะไร ที่ผ่านมา คุณนุตามใจพัชตลอด...บางทีเราคงไปกันไม่ได้”
“ขนาดนั้นเลยหรือ”
“ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง พัชชอบไปวัด เขาชอบดูหนัง พัชชอบไปต่างจังหวัด เขาชอบไปสยาม พัชตื่นเช้า เขาตื่นเที่ยง พัชกินจืด เขากินเผ็ด พัชกำลังคิดว่า...เขาคงเบื่อพัชแล้ว”
“เอ๊า! ปี่แตกซะงั้น”
พัชนีน้ำตาคลอหน่วย น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ “เราแตกต่างกันมากเกินไป เขาชอบผู้หญิงสวย ดูพัชสิ เหมือนยายแก่เชยๆ”
“อ้าว...ก็คุณนุเขาบอกไม่ใช่หรือ ว่าเขาชอบที่ความดีของหนู”
“ผู้หญิงดี สวย และมีชีวิตไม่ต่างจากเขาก็มีนี่คะ ถ้าเขาเลิกกับพัชจริงๆ พัชจะไม่โกรธเขาเลย เราต่างกันเกินไป ต่างกันเกินไปจริงๆ”
“ฮู้ย...ไปกันใหญ่แล้ว”
พัชนีจิตตกนั่งร้องไห้กระซิก วรรณศิกาเห็นแล้วหนักใจแทน...
ooooooo
ภายในวัด ลุงช่วงจัดสำรับอาหารมาถวาย
ครูบาขวัญเมืองที่ปักกลดอยู่บริเวณสวนร่มรื่น
“ผมขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่วิญญาณบาปที่อยู่ข้างหลังของผมด้วย ขอให้เป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้ทุกข์กายทุกข์ใจเลย” ว่าแล้วลุงช่วงถอยห่างออกมา จึงเห็นว่าผีแพงนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง สีหน้าเศร้าเจ็บปวด
“ปล่อยข้าไป ปล่อยข้าไป ข้าจะไปหาคุณหลวง ปล่อย...ปล่อยข้าไป” แพงร่ำร้องจะให้พระท่านปลดปล่อยโซ่ที่ขา
ครูบาขวัญเมืองมองอย่างเวทนา...แล้วเริ่มเทศน์สั่งสอน “สีกาแพงรู้จักความรักหรือไม่”
“แพงรักคุณหลวง...แพงรักคุณหลวง”
“นั่นไม่ใช่ความรัก รักแท้คือกรุณา กรุณาแปลว่ากระทำเพื่อให้คนที่รักมีความสุข เจ้ารักคุณหลวง แล้วคุณหลวงมีความสุขไหม”
“แพงรักคุณหลวงมากกว่านางชื่น เมื่อแพงได้คุณหลวงมา แพงจะทำให้คุณหลวงมีความสุขยิ่งกว่าอยู่กับนางชื่น”
“รักแท้ไม่มีแม้ตัวเอง มีแต่คนที่เรารักเท่านั้น รักแท้เลือกให้ตัวเองเจ็บปวด แต่ไม่ยอมให้คนที่รักทุกข์ทรมาน ถ้าเจ้ายอมเจ็บปวดได้จริง ยอมปล่อยคุณหลวงไป จึงจะเรียกว่ารักคุณหลวง”
“ไม่...แพงรักคุณหลวง แพงรักคุณหลวง”
“สีกาใช้ความรักเพื่อเป็นเหตุผลสำหรับความเห็นแก่ตัว ยอมรับความจริงนี้เสีย เมื่อเข้าใจตัวเองอย่างถูกต้องแล้ว จึงจะเดินจากตรงนี้ไปได้ ยอมรับเสียเถิด”
แพงส่ายหน้าเนิบช้า...ยังไม่สามารถยอมรับความจริงได้ในทันที
ooooooo
ผ่านไปอีกวัน อาการของศามนก็ยังไม่ดีขึ้น เขานอนนิ่งในห้องไอซียู พวกรัมภาได้แต่เฝ้ามองอยู่นอกห้องด้วยความเป็นห่วง รัสตี้กับไลล่าอยากเข้าไปหาพ่อแต่รัมภาบอกว่าหมอห้ามเยี่ยมเพราะกลัวเราจะเอาเชื้อโรคเข้าไปติด
อนุกูลเดินมาสมทบอีกคน วรรณศิกาขยับมาชิดกระซิบถามได้ยินกันสองคน “ไหนว่าไปดูหนัง”
“เวลาแบบนี้ใครจะไปดูลง”
“อ้าว แล้วไปชวนหนูพัชทำไม”
“ก็มันอยากลองถามดูว่าเขาจะตอบยังไง”
เสียงไลล่าเริ่มร้องไห้โยเยเพราะเป็นห่วงพ่อ วรรณศิกากับอนุกูลจึงยุติเรื่องส่วนตัว หันมาช่วยรัมภาปลอบเด็กๆ
วิญญาณอบเชยเฝ้ามองลูกหลานด้วยความสงสาร ภาวนาให้ศามนฟื้นขึ้นมา ต้องฟื้นขึ้นมาเพื่อลูกเมีย
อีกทางหนึ่งที่รัมภาคิดว่าจะช่วยศามนได้ก็คือต้องหาหุ่นรูปรอยให้เจอ รัมภากลับไปนั่งสมาธิเพื่อให้เกิดสติปัญญาตามที่ครูบาขวัญเมืองเคยแนะนำ
“แม้ในเวลาที่ยากเย็นที่สุด คนที่ฉันรักกำลังจะตายอีกครั้ง ฉันก็จะทำเหมือนเดิม ฉันขอแผ่เมตตาให้คุณยายแพง คนที่ทำลายชีวิตฉัน ฉันจะให้อภัยคุณ ฉันจะแผ่เมตตาให้คุณ ขอให้เวรกรรมที่มีต่อกันสิ้นสุดกันแต่ในชาตินี้เถิด”
รัมภาภาวนาขณะทำสมาธิที่ห้องพระภายในบ้าน ไม่คาดคิดว่ากระแสจิตแน่วแน่ของเธอจะส่งถึงครูบา ขวัญเมืองที่วัดได้
“สีการัมภาทำได้แล้ว ทำในสิ่งที่มนุษย์น้อยคนจะทำได้...คู่เวรคู่กรรมของเจ้าจะอยู่เหนือเจ้านับจากนี้ สีการัมภาจะมีชัยชนะอันถาวรต่อนางแพงนับจากนี้...สาธุ”
ครูบาขวัญเมืองประกาศชัยชนะของรัมภาด้วยน้ำเสียงสุขุมมั่นคง วิญญาณนางแพงที่อยู่ใกล้ๆ ถึงกับรำพึงชื่อชื่นกลิ่นออกมา...
รัมภายังทำสมาธิคิดทบทวนเรื่องราวระหว่างตนเองกับศามน ที่สุดเธอพบทางสว่าง จำได้ว่าศามนชอบไปนอนเล่น ใต้ต้นลั่นทม บอกว่าดอกมันหอมดี ทั้งที่เธอรู้สึกว่ามันเหม็นมาก
“รู้แล้ว...รู้แล้วว่าอยู่ไหน คุณแม่ขา...หนูรู้แล้วค่ะว่าหุ่นรูปรอยอยู่ที่ไหน” รัมภาเอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้นสุดๆ
ooooooo
เมื่อมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่ตามหามาแสนนานนั้นอยู่ไหน รัมภาตามตัวอนุกูลกับพัชนีมาที่บ้านอย่างเร่งด่วน...พัชนีมาพร้อมบุญสืบ ตาหล้า และนางคำ ส่วนอนุกูลมาถึงไล่เลี่ยกัน
“พอคุณภาสั่ง พัชก็ทิ้งงานไปรับพวกบุญสืบมาทันที”
“คุณภา นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ”
“คุณมาด้วยหรือคะ พัชโทร.หาคุณทั้งวัน นึกว่ามือถือคุณมีปัญหาเสียอีก”
อนุกูลยังงอนเมินหน้าหนี ทำเอาพัชนีนิ่งไปด้วยความน้อยใจ
“เราต้องช่วยกันค่ะ ฉันตามทุกคนมา อยากขอความช่วยเหลือจากทุกคน” รัมภาเดินนำทุกคนไปที่ต้นลั่นทมแถวเรือนเล็ก “ใต้ต้นลั่นทมนี้มีหุ่นรูปรอยฝังอยู่ เราต้องขุดให้เจอค่ะ”
“หุ่นรูปรอย?” อนุกูลทวนคำงงๆ
“ของอาถรรพณ์ที่ผีแพงสร้างไว้เพื่อผูกมัดจิตวิญญาณของคุณศามน ตอนนี้คุณศามนป่วยหนัก ถ้าเราพบมันทันเวลา คุณมนก็จะไม่ตาย เขาจะรอดค่ะ”
อนุกูลยังไม่เข้าใจนัก แต่พัชนีเชื่อทันที คว้าอุปกรณ์ มาแจกจ่าย
“จริงหรือไม่จริงเดี๋ยวก็รู้กัน เอ้านี่ค่ะ รับอุปกรณ์ เราทุกคนช่วยกันค่ะ”
ทั้งหมดแยกย้ายกันขุดดินรอบต้นลั่นทม เป็นเวลาเดียวกับที่หมอกำลังตรวจอาการศามนที่โรงพยาบาล โดยมีวรรณศิกาเฝ้ารอฟังผลอยู่กับเด็กแฝดชายหญิง
หลังจากใช้ความพยายามกันอย่างเต็มที่ อนุกูลขุดเจอห่อผ้าเก่าเกือบขาดฝังอยู่ในดิน เขาหยิบมันขึ้นมาแกะกางออก ปรากฏว่ามีหุ่นรูปรอยอยู่จริงๆ
“อย่าแตะมัน วางไว้ตรงนั้น”
เสียงนั้นทำให้อนุกูลชะงักมือที่กำลังจะหยิบจับหุ่นขึ้นมา
เจ้าของเสียงคือครูบาขวัญเมืองนั่นเอง! ทุกคนตกใจนั่งลงคุกเข่าพนมมือกันพร้อมเพรียง
“มาได้ยังไง เหาะมาหรือเปล่า เมื่อกี้ยังไม่เห็น” บุญสืบบ่นงึมงำ
ครูบาขวัญเมืองหยิบขวดน้ำมนต์ออกจากย่าม ยกขึ้นพนมจนเกิดแสงเรืองรองเมื่อสิ้นสุดคำอธิษฐาน
“ขออัญเชิญอำนาจแห่งพระไตรรัตน์ ขออัญเชิญอำนาจแห่งเทพยดา ขออัญเชิญอำนาจแห่งคุณงามความดีทั้งปวง จงดลบันดาลให้คนดีและความดีมีชัยสืบไป”
เมื่อพระท่านเทน้ำมนต์ลงที่หุ่นคู่ ตามด้วยดอกไม้จันทน์ ของทั้งสองอย่างเหมือนโดนน้ำกรดละลายไปทันที พร้อมๆกับมีเสียงกรีดร้องของผีนางแพงดังขึ้นมา กลุ่มของรัมภาได้ยินกันถ้วนหน้าแต่ไม่เห็นตัว ตกใจกลัวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“เสียงอะไร ข้าไม่ได้หูฝาดใช่ไหม” นางคำถามตาหล้า
“ไม่ได้ฝาด จัดมาเต็ม” ตาหล้ากระซิบตอบพร้อมๆ กับเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดผวา
“หุ่นเดี่ยวๆนั่นหุ่นใครคะ” พัชนีเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
พระท่านไม่ตอบ แต่เอาน้ำมนต์เทใส่หุ่นตัวนั้น พริบตาเดียวมันละลายสลายไปในดิน
หุ่นเดี่ยวตัวนั้นคือหุ่นของนวลที่โดนแพงสะกดด้วยมนต์คาถาในชาติที่แล้ว แต่ชาติภพนี้นวลมาเกิดเป็นเดือนแรม เมื่อครูบาขวัญเมืองกระทำเช่นนี้ เดือนแรมที่นอนป่วยในโรงพยาบาลก็รู้สึกตัว เธอกรีดร้องดิ้นเร่าๆ จนพยาบาลสองคนต้องช่วยกันจับ
ส่วนศามนที่อาการน่าเป็นห่วงในห้องไอซียู จู่ๆ เขากลับลืมตาฟื้นขึ้นมา ทั้งหมอและพยาบาลต่างพากันแปลกใจ แล้วเร่งรีบรักษากันต่อไป
ครู่ต่อมา หมอออกจากห้องไอซียู วรรณศิกาลุ้น เต็มที่แทบจะพุ่งเข้าใส่
“เป็นยังไงบ้างคะหมอ”
“ยาที่ให้ไปเมื่อคืนใช้ได้ ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับ ขอดูอาการอีกสักวันหนึ่ง ถ้าเรียบร้อยก็จะย้ายไปห้องปกติ”
คำตอบของหมอทำให้วรรณศิการู้สึกผ่อนคลายสบายใจ ขณะที่รัสตี้กับไลล่าก็ยิ้มแย้มดีใจกันสุดๆ
ขณะเดียวกันนั้นที่เรือนเล็ก พวกรัมภานั่งอยู่ต่อหน้าครูบาขวัญเมือง รัมภาก้มกราบพระท่านด้วยสำนึกในบุญคุณที่ช่วยเหลือ
“พระคุณเจ้า ท่านโปรดเมตตามาช่วย ดิฉันกราบขอบพระคุณ”
“อาตมาดีใจที่สีกาเข้าใจทุกอย่าง ยอมอโหสิให้นางแพง เพราะเหตุนี้สีกาจึงเกิดปัญญาล่วงรู้ว่าหุ่นรูปรอยอยู่ที่ไหน เพราะเหตุนี้สีการัมภาจึงเป็นฝ่ายชนะ เพราะชัยชนะที่แท้คือการให้อภัย”
“นี่หมายความว่าพระคุณเจ้ามาปราบผีแล้ว ปราบได้สำเร็จแล้ว บ้านนี้จะไม่มีผีอีกแล้วใช่ไหมครับ” บุญสืบซักถามให้แน่ใจ
“สีกาแพงจะติดตามเรียนธรรมะกับอาตมา จะไม่ปรากฏกายหลอกหลอนใครอีกนับจากนี้”
“สาธุ...ธรรมะชนะอธรรมจริงๆ อีคำเอ๊ย” ตาหล้าพนมมือท่วมหัว ฝ่ายนางคำก็ตื่นเต้นดีใจที่จะได้กลับมาอยู่บ้านนี้อีกครั้ง
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร บ่วง ตอนที่ 1 - ตอนที่ 17 ตอนจบ (thairath.co.th)
«
Reply #9 on:
21 October 2026, 14:50:46 »
https://www.thairath.co.th/novel/Loop/ep17/page1
บ่วง ตอนที่ 17 อวสาน
วันใหม่...ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้น ศามนหน้าตาสดชื่นไม่มีเค้าของคนป่วยให้เห็นเลย
“ยังเจ็บไหม” รัมภาถามอาการสามีอย่างอาทร
“ไม่เจ็บเท่าเจ็บใจตัวเอง ทำไมผมถึงทิ้งผู้หญิงสวยแสนดีอย่างคุณได้”
“ฉันคิดถึงคุณ” รัมภาเอื้อมมือจะแตะตัวเขา
“ผมสกปรก ผมอยู่กับผู้หญิงคนอื่น”
“ไม่...ความรักไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ฉันจะไม่ให้เรื่องในอดีตมาตัดสินเราอีก ต่อไปนี้ทุกนาทีของความรักคือสิ่งมีค่า”
ศามนน้ำตาคลอ ดึงภรรยาเข้ามากอดและยกย่องเธอว่า “แม่พระของผม”
“เราไม่ได้ชนะเพราะอิทธิฤทธิ์ แต่ความรักของคุณชนะทุกอย่าง”
เขาเห็นด้วย พรมจูบหน้าผากเธอแผ่วเบา “เราเคยกอดกัน จูบกันมากี่ร้อยกี่พันครั้งนะ ทำไมผมยังรู้สึกดีอยู่เลย ผมคิดถึงคุณ คิดถึงคุณจริงๆ”
ขณะที่ศามนกับรัมภากำลังมีความสุขกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่...แต่เดือนแรมกลับกลายเป็นคนบ้า บางเวลาเหม่อลอย บางคราหวาดผวากรีดร้องว่าผีหลอก
โชคดียังมีทองดีหรือดีดี้มาดูแล แม้จะเบื่อบ้างในบางครั้งที่โดนอาละวาด แต่ดีดี้ก็ไม่ทอดทิ้งนายสาวให้โดดเดี่ยว
พัชนีกับวรรณศิกายืนมองอยู่นอกห้อง เห็นอาการคลุ้มคลั่งของเดือนแรมแล้วอดเวทนาสงสารไม่ได้ เมื่อทราบว่าหมอกำลังจะส่งเธอไปโรงพยาบาลเฉพาะทางสำหรับคนโรคจิต พัชนีเอ่ยกับวรรณศิกาทันทีว่า
“นี่แหละ...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
ในเวลาเดียวกัน รัมภาแวะไปเยี่ยมทวดเพ็ญที่รักษาตัวอยู่อีกห้อง พอเห็นหน้ารัมภา ทวดเพ็ญครางชื่อชื่นกลิ่นออกมา แววตาแกจงรักภักดีต่อชื่นกลิ่นมิเสื่อมคลาย
“คุณชื่น...คุณชื่นของเพ็ญ”
“หมอบอกว่าอาการทวดเพ็ญดีขึ้นมาก อีกวัน
สองวันก็คงกลับบ้านได้ สู้ๆนะคะทวดเพ็ญ”
“กลับบ้าน...กลับบ้าน”
ได้ยินอย่างนั้น รัมภานึกว่าทวดเพ็ญคิดถึงบ้าน แต่พอแกเพ้อเรียกคุณหญิง สองมือไขว่คว้าให้คุณหญิงมารับกลับบ้าน รัมภารู้สึกสังหรณ์ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น
อบเชยปรากฏขึ้นแต่รัมภาไม่เห็น ทว่าเพ็ญเห็นร่างนายของตนอย่างชัดเจน
“เพ็ญ...เธอจงรักภักดีกับฉันเสมอมา ขอบใจนะ ขอบใจสำหรับทุกอย่าง”
“คุณหญิง...เพ็ญกำลังจะกลับบ้าน” เพ็ญยิ้มบางๆ ดวงตาค่อยๆหลับลง หมดลมสิ้นใจไปอย่างสงบ
รัมภาตกใจในตอนแรก แต่พอตั้งสติได้ก็พูดกับร่างไร้วิญญาณนั้นว่า “หลับให้สบายนะคะ...ทวดเพ็ญ”
ooooooo
หลังการจากไปอย่างสงบของทวดเพ็ญ รัมภาใส่บาตรและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ทั้งทวดเพ็ญ อบเชย และแพง ขอให้ทุกท่านไปสู่สุคติ...
ส่วนวิญญาณอบเชยกับแพงที่ถูกควบคุมโดยครูบาขวัญเมืองที่ต้องการให้สองวิญญาณปลดปล่อยความแค้น ความโกรธเกลียดที่มีต่อกัน เพื่อนำไปสู่การหลุดพ้น หลุดจากบ่วงกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ขณะสองวิญญาณเชื่อฟังตั้งใจฝึกสมาธิตามคำแนะนำของครูบาขวัญเมือง...แต่มนุษย์อย่างอนุกลและพัชนีกำลังตกอยู่ในวังวนแห่งรัก ความรักทำให้ฝ่ายหญิงคิดมากจนไม่สบายใจ พะวักพะวงไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน
เริ่มงานในวันนี้ วรรณศิกาแอบกระซิบกระซาบถามความคืบหน้าจากพัชนีว่า
“คุณนุเป็นไงบ้าง”
“หลายวันแล้วที่เขาไม่รับโทรศัพท์พัชเลย แต่เขารับสายคุณรัมภา แสดงว่ารับสายทุกคนยกเว้นพัช”
“เรื่องดูหนังไม่ดูหนัง ไม่ได้ทะเลาะรุนแรงสักหน่อย ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ด้วย”
“พัชส่งข้อความไปบอกว่าขอโทษ เขาก็ไม่ตอบ... ไม่ตอบ ไม่สนใจ พัชทำใจแล้วค่ะพี่วรรณ”
พัชนีหน้าเศร้า เหลือบมองอนุกูลเดินคุยโทรศัพท์เข้ามา ท่าทางเขายุ่งวุ่นวายกับงานมากๆ
“ไม่ใช่ครับ ออเดอร์ที่สั่งมาไม่ได้มีปัญหา ผมจะให้คุณชาติช่วยดูใบวางบิลหน่อย ตัวเลขมันผิด ผมจะให้เลขาส่งเมล์กลับไปให้ตรวจ” เขากรอกเสียงใส่โทรศัพท์แล้วหันมาบอกพัชนีด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เมล์อันนี้ให้คุณชาติเดี๋ยวนี้เลย”
“ได้ค่ะ” พัชนีตอบเสร็จจ๋อยไป เขาหันหนีมาแล้ว ไม่สนใจฟังเธอเลย
อนุกูลเดินมานั่งโต๊ะทำงานแต่ยังไม่วางสายจากลูกค้า พัชนีมองตามหน้าเศร้าแล้วหันไปเปิดคอมพิวเตอร์จัดการกับเอกสารที่รับมา ฝ่ายวรรณศิกาจับตามองทั้งคู่ตลอดเวลา ท่าทีของพวกเขาเหมือนแค่เพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น...เห็นแล้วอึดอัดแทนจริงๆ
“เฮ้อ บอกแล้วอย่ากินไก่วัด มาคุทั้งแผนกเลยไหมล่ะ...อึดอัดโว้ย” วรรณศิกาแอบบ่นงึมงำกับตัวเอง
ooooooo
วันเดียวกันนี้ รัมภาและลูกแฝดไปรับศามนออกจากโรงพยาบาลกลับมาบ้าน รัมภากับศามนจับมือกันมาตลอดทางเดินจนถึงบ้าน
“นั่งก่อนค่ะ เดี๋ยวเอาน้ำมาให้ หรือเอากาแฟดีคะ”
“ไม่ต้องหรอก” ศามนไม่ยอมปล่อยมือรัมภา บุญสืบเห็นแล้วอดแซวไม่ได้
“แหม...ตั้งแต่ฟื้นจับมือกันตลอด ไม่หายไปหรอกครับ ไม่มีอะไรแล้ว พวกเรานอนหลับ กรนสบายทุกคืนเลย”
ศามนยิ้มเขิน แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือรัมภาอยู่ดี นางคำกับตาหล้าเดินออกมาจากด้านใน ยิ้มแย้มดีใจที่เจ้านายสดชื่นแข็งแรงกลับมา
“บุญรักษานะคะคุณผู้ชาย หมดเคราะห์หมดโศกเสียที”
ศามนพยักหน้า ยิ้มให้สองผัวเมีย ส่วนลูกแฝดของเขากระโดดโลดเต้นกันใหญ่ ดีใจที่พ่อกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา
บุญสืบเป็นปลื้มที่ครอบครัวเจ้านายรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนเดิม...เอ่ยติดตลกขึ้นมาว่า
“ผมก็ดีใจ นึกว่าต้องหนีผีกลับไปเลี้ยงควายที่บ้านนอกซะแล้ว ให้คนสวยๆไปเลี้ยงควายน่ะ คิดดูสิคะ ทำร้ายกันขนาดไหน”
“ถ้าเอ็งไปเลี้ยงควายจริงๆข้าคงงง” ตาหล้าสวนทันควัน
“งงว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายใช่ไหมล่ะ”
“งงว่าคนไหนควาย คนไหนเอ็ง”
คำตอบของพ่อทำเอาบุญสืบชะงักหน้าม้านไป แต่คนอื่นๆขำกันใหญ่
“เราทำความสะอาดห้องใหญ่แล้วต้อนรับคุณผู้ชายมาที่เรือนใหญ่ เอ...แล้วเรือนเล็กจะทำยังไงดีคะ” นางหล้าเอ่ยถาม
“ผมคงกลับไปที่นั่นไม่ได้อีก ไม่อยากแม้แต่จะเห็น” ศามนมีแววเศร้า รัมภามองอย่างเข้าใจ
ooooooo
วันรุ่งขึ้น รัมภาพาศามนเข้ามาดูเรือนเล็กที่บัดนี้ว่างโล่งไม่มีเครื่องเรือนแม้แต่ชิ้นเดียว
“ฉันเอาเครื่องเรือนทั้งหมดไปบริจาค คุณจะได้ไม่ต้องเห็นมัน”
“ขอบคุณที่เข้าใจ”
“ตอนนี้ฉันใช้ที่นี่เป็นที่นั่งปฏิบัติธรรมให้ทาน”
“เอ๊ะ...รูปนี้” ศามนสีหน้าฉงน มองบนหิ้งที่มีกรอบรูปวางอยู่พร้อมกระถางธูปและพวงมาลัย
“ไปค้นมาจากบ้านทวดเพ็ญ รูปยายทวดแพงค่ะ”
ศามนนิ่งอึ้ง มองรูปนั้นอย่างพิจารณา
“คุณรู้สึกยังไงกับท่านคะ จะว่าไป คุณถูกท่านทำลายเสียยิ่งกว่าฉัน ยิ่งกว่าใครๆ คุณโกรธท่านไหมคะ”
ศามนไม่ตอบ แต่หน้าบึ้งเพราะที่จริงคือโกรธ
ooooooo
คืนนั้น แพงกับอบเชยนั่งสมาธิคนละมุมภายในวัดที่ครูบาขวัญเมืองปักกลดอยู่ ทั้งสองวิญญาณปฏิบัติ ธรรมได้คืบหน้า สีหน้าเริ่มมีความนิ่งสงบและความสุข
“ปล่อยจิตให้เบา ให้เป็นอิสระจากห่วงและบ่วง ปล่อยจิตให้หลุดจากสิ่งยึดมั่น แล้วจะพบสุขที่ยิ่งกว่าสุขทั้งปวง เมื่อพบแล้ว จิตจะลอยออกไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นตามสมควรแก่บุญกรรมที่ทำมา”
สิ้นคำพระท่าน อบเชยยิ้มบางๆ สีหน้าเปี่ยมสุข ถึงเวลาที่ปล่อยได้ทุกอย่างแล้ว อบเชยลุกขึ้นเดินไปนั่งตรงหน้าแพง
“ฉันขออโหสิ”
แพงได้ยินชัด ลืมตาจากสมาธิแต่ไม่กล้าสบตาอบเชย ด้วยรู้สึกละอายแก่ใจ
อบเชยคลานเข่ามาตรงหน้าครูบาขวัญเมือง ก้มลงกราบ สีหน้าผ่องใสเป็นอย่างยิ่ง
“สาธุ จงไปสู่สุคติเถิด”
ขาดคำครูบาขวัญเมือง ร่างของอบเชยจางหายไป... อบเชยไปเฝ้าวันเด็กแฝดเพื่อบอกลาและร้องเพลงกล่อมหลานเป็นครั้งสุดท้าย เสร็จแล้วย้ายไปอีกห้องที่รัมภากับศามนกำลังหลับ
“ลูกแม่...”
เสียงเรียกนั้นทำให้รัมภากับศามนลืมตาตื่นลุกขึ้นนั่งทันที...ทั้งคู่เห็นอบเชยชัดเจน รัมภาเรียกขานอบเชยว่าคุณแม่ ขณะที่ศามนเรียกท่านว่าคุณทวด
“แม่มาลา” อบเชยเดินเข้ามาจับไหล่รัมภา
“ลาไปไหนคะ”
“ถึงเวลาแล้วล่ะ...ศามน เผาศพทวดให้ด้วยนะ ถึงเวลาแล้ว”
“ได้ครับ”
“จำไว้นะ ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อย...จึงเรียกว่ารัก”
“ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อย ถ้าปล่อยแล้วจะเรียกว่ารักหรือคะ”
“ทำให้ดีที่สุด ไม่ปล่อยคือทุกข์ ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อยคือรัก”
รัมภาพยักหน้าเข้าใจ อบเชยจูบหน้าผากรัมภาแล้วหันมาลูบศีรษะศามนเบาๆ ทั้งคู่พนมมือไหว้ด้วยความอาลัย พอพวกเขาเงยหน้าขึ้น ไม่มีร่างอบเชยตรงนี้แล้ว...
ooooooo
ขณะที่ครอบครัวรัมภาผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายกลับมามีความสุขกันอีกครั้ง แต่ความสัมพันธ์ทางใจของอนุกูลและพัชนีกลับแย่ลง...
หลายวันมานี้อนุกูลห่างเหินพัชนี เจอกันที่บริษัทก็ทำแต่งาน ไม่มีพูดคุยกันส่วนตัว ทำให้พัชนีหงอยเหงาและซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด
อนุกูลซึ่งแต่ก่อนแต่ไรคือเพลย์บอยตัวฉกาจ แต่พอมาคบกับพัชนีเขาก็เปลี่ยนแปลงตัวเองหลายอย่าง ขนาดวัดที่ไม่เคยแม้แต่จะเฉียดเข้าไป เขายังสามารถไปไหว้พระทำบุญทำสมาธิได้ แต่นานวันเข้าชายหนุ่มเริ่มสับสนในตัวเอง ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่และผู้หญิงที่คบหา ใช่สำหรับตัวเองแล้วหรือ?
เพื่อทดสอบตัวเอง อนุกูลกลับไปเที่ยวเตร่กับกลุ่มเพื่อนเดิมๆ คืนหนึ่งที่สถานบันเทิงเขาได้เจอจินนี่กิ๊กเก่าที่เคยมีสัมพันธ์กันลึกซึ้งแต่ไม่ผูกมัดเนื่องจาก
จินนี่มีสามีอยู่แล้ว และการเจอกันครั้งนี้จินนี่ก็ชวนเขาไปค้างที่คอนโดฯ เพราะทางสะดวกสามีของเธอไปฮ่องกงหลายวัน
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น ครอบครัวรัมภาเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด สี่คนพ่อแม่ลูกมีความสุขมาก หยอกล้อกันไปตลอดทาง ครั้นถึงบ้านพักได้ไม่นาน วรรณศิกากับพัชนีตามมาสมทบ เด็กๆดีใจกันใหญ่ชวนป้าวรรณกับน้าพัชไปขี่จักรยานเล่น แต่ป้าวรรณเพิ่งมาถึง
ยังไม่หายเหนื่อยจึงขอเวลาพักสักหน่อยก่อน
พักไปปิ้งบาร์บีคิวกินกันไป รัมภากับศามนเล่าเรื่องที่ฝันพร้อมกันกับลูกๆว่า อบเชยมาบอกลา วรรณศิกาขนลุกซู่ตื่นกลัวขึ้นมาทันที บอกทั้งคู่พอเถอะ อย่าเล่าอะไรต่ออีกเลย พัชนีจึงเปลี่ยนไปถามศามนเรื่องงาน
“คุณมนกังวลเรื่องงานไหมคะ”
“จู่ๆกลายเป็นคนตกงานอย่างนี้หรือครับ...ไม่หรอก ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ ผมอยากทำบางอย่างก่อน”
“ทำอะไรคะ” วรรณศิการีบถาม
“เดี๋ยวก็คงรู้ เอ...ทำไมคุณนุยังไม่มา”
“มาแล้ว...มาแล้ว ตื่นสายน่ะ” อนุกูลกระหืดกระหอบเข้ามาร่วมวง พัชนีมองเขาหน้าเศร้า อนุกูลเหลือบมองเธอเล็กน้อยก่อนหันไปทักทายกอดหอมรัสตี้กับไลล่าอย่างสนิทสนม
“นึกว่าเบี้ยว เนี่ยเป็ดร้านที่คุณชอบ ผมขับรถไปซื้อเองเลยนะ” ศามนเอ่ยยิ้มๆ
“ดีใจจัง คุณเหมือนศามนคนเดิมแล้ว นึกว่าเสียพี่ชายดีๆไปแล้วเสียอีก”
“ที่ผ่านมา...ขอบใจมากน้องชาย”
“ที่มาสายเนี่ย นอนดึก ดูบอลหรือคะ” รัมภาชวนคุย
“เปล่า ไปดื่มแล้วก็ไปคอนโดฯแฟนเก่า”
เพล้ง! ถ้วยในมือพัชนีตกแตกกระจาย ทุกคนตกใจ พัชนีอายมาก มองหน้าทุกคนแล้วเดินเลี่ยง
ออกไป ฝ่ายวรรณศิกาชี้หน้าอนุกูลโวยลั่นด้วยความไม่พอใจ
“บางเรื่องไม่ต้องพูดก็ได้ พูดขึ้นมาทำไม หาเรื่องกันนี่หว่า มาๆวันนี้เคลียร์เลย จะคบหรือไม่คบต่อ พูดมาเลย”
“คุณวรรณ...คนที่ต้องถาม คุณพัชไม่ใช่หรือครับ” ศามนท้วงขึ้นมา
“เอ๊า ก็มันอินนี่คะ” พูดแล้วยังไม่วายจ้องหน้าอนุกูลเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
อนุกูลยิ้มแหยๆ เดินตามพัชนีไป พอเห็นเธอหน้าเศร้าแทนที่จะปลอบ เขากลับทำหน้าทะเล้นล้อเธอว่า
“ทำถ้วยแตกต่อหน้าคนอื่น เปิ่นซะไม่มี”
พัชนีโมโหหันขวับมาโวยวาย “ฟังนะ คุณจะคบกับใครก็ได้ ไม่ต้องมาบอกอ้อมๆหรอกว่าคุณคบคนอื่นอยู่ ฉันรู้แล้วว่าเราเลิกกัน รู้แล้ว...รู้แล้วได้ยินมั้ย”
“อุ๊ย กลัวจัง งวดนี้เสียงดัง ตะโกนใส่หน้าด้วย...สุดยอด”
“ถ้ายังไม่พอใจ ฉันจะหายไปจากชีวิตคุณเอง ฉันจะไปยื่นใบลาออกให้ถ้าคุณต้องการ”
“ก็ดี...ลาออก เป็นความคิดที่ดี”
หญิงสาวชะงัก ความน้อยใจเสียใจพุ่งขึ้นจนเสียงเครือ “ได้...จะรีบจัดการให้วันพรุ่งนี้เลย”
เห็นเธอขยับจะไป เขารีบคว้ามือเธอไว้ เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ถ้าจะคบจริงจัง ยังไงก็ต้องลาออก ทำงานด้วยกันไม่ได้หรอก”
“ก็บอกว่ารู้แล้วไง เอ๊ะ...อะไรนะ คบจริงจังอะไร”
เธอตกใจแต่เขายิ้มแต้ ดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด “มีคุณเป็นลูกน้องเสียสมาธิ น่ารักขนาดนี้ใครจะอดใจไหว” พูดจบเขาหอมแก้มเธอหนึ่งฟอด
พัชนีทั้งโมโหทั้งอายทุบตีเขาพัลวัน “อีตาบ้า ไปเลยนะ ไปเลย”
“โอ๊ย...เจ็บๆ ฟังก่อนๆ ผมไม่ได้นอนกับจินนี่หรอก ไม่ได้มีอะไรกัน ผมเลิกแล้ว”
“อะไรนะ”
พัชนีทำหน้าไม่เชื่อ อนุกูลจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนที่จินนี่ชวนไปค้างที่คอนโดฯ ตอนแรกเขาเหมือนจะเคลิ้มไปกับจินนี่ แต่จู่ๆเขายุติ ขอโทษเธอแล้วคว้าเสื้อใส่กลับออกจากห้อง ทิ้งให้จินนี่หงุดหงิดหัวเสีย
ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเป็นอะไรไป
ฟังแล้วพัชนีดีใจที่เขาไม่มีอะไรกับหญิงอื่น แต่ยังไม่กระจ่างใจ เธอต้องการให้เขาพูดชัดๆถึงสาเหตุที่เขาห่างเหินเธอ
“ผมแค่ลองห่างออกมาเพื่อทดสอบใจตัวเอง”
“แล้ว...ผลทดสอบเป็นยังไงคะ”
“จู่ๆก็ไม่เหมือนเดิม ดูหนังคนเดียวไม่สนุก อยู่บ้านคนเดียวน่าเบื่อ ออกไปกินเหล้าก็ไม่อร่อย นอนกับผู้หญิงแล้ว...”
“แล้วทำไมคะ”
“ก็เห็นหน้านี่ลอยมาๆ” เขาจับแก้มสองข้างของเธอบีบอย่างมันเขี้ยว
“โอ๊ย! ฉันเจ็บนะ”
“สรุปว่า...เฮ้อ...ผมคงไปไหนไม่รอดแล้วล่ะ...ขอโทษที่ไม่รับโทรศัพท์ ขอโทษที่เย็นชา ไม่ทำแล้วล่ะ...ผมรักคุณ”
อนุกูลหอมแก้มเธอรวดเร็ว แล้วยังทำเหมือนจะจูบปาก แต่ทันใดต้องสะดุ้งกับเสียงร้องของใครบางคนตรงหลังพุ่มไม้
“โอ๊ย...มดกัดๆ”
ที่แท้ วรรณศิกากับเด็กแฝดตามมาแอบดู เด็กๆ กระโดดหนีมดออกมาเต้นเร่าๆ กลัวมดจะเข้าในเสื้อผ้า
“นี่มาทำอะไรกันตรงนั้นน่ะ เป็นเด็กเป็นเล็ก” อนุกูลเสียงเข้ม
“ป้าวรรณชวนมาเล่นเกมซุ่มส่องสัตว์ครับ”
หนุ่มสาวหันขวับไปที่วรรณศิกาเป็นตาเดียว... อนุกูลไม่ทันจะว่ากระไร ไลล่าแทรกขึ้นเสียก่อนว่า
“เมื่อกี้แอบหอมกันด้วย” ว่าแล้วเด็กน้อยยิ้มขำกับรัสตี้พี่ชาย...อนุกูลทำท่าจะดุเด็กๆ แต่วรรณศิกาช่วงชิงไม่เปิดโอกาส
“อ๊ะๆ ธรรมชาติสัตว์โลก เด็กๆต้องเรียนรู้นะ ไป...ไปส่องบ้านอื่นต่อ รู้สึกมีฝรั่งผัวเมียมาอยู่ตรงโน้น ไปกันเถอะเด็กๆ” ป้าวรรณลากเด็กแฝดหัวเราะกัน
คิกคักจากไป หนุ่มสาวมองตามแล้วหันมายิ้มให้กันอย่างขำๆเขินๆ
ooooooo
ถึงกำหนดวันฌาปนกิจศพอบเชยหลังจากเก็บเอาไว้อย่างยาวนาน...ช่วงสายมีแขกเหรื่อใกล้เคียงมาร่วมพิธีที่บ้านก่อนจะเคลื่อนศพไปยังเมรุในตอนบ่าย พวกเจ๊น้อยในตลาดที่รู้จักมักคุ้นกับรัมภาก็มาด้วย เห็นรัมภายืนต้อนรับแขกอยู่หน้าบ้าน กลุ่มเจ๊น้อยตรงดิ่งมาหาเธอทันที
“เขาลือกันว่ามีพระมาปราบ...ที่บ้านนี้ไม่มีผีแล้วจริงไหมคะ” เจ๊น้อยเปิดประเด็นเสียจนรัมภาอึ้งไม่อยากตอบ
“เชิญเข้าข้างในก่อนเถอะค่ะ” รัมภาพยายามตัดบท...แต่เจ๊แอนเพื่อนเจ๊น้อยยังถามซอกแซกอีกว่า
“นังเดือนแรมเป็นบ้าเพราะมันทำของใส่คุณมน แล้วของเข้าตัวจริงไหมคะ”
ไม่ทันที่รัมภาจะว่ากระไร อีกหนึ่งเจ๊ในกลุ่มนั้นก็ตั้งคำถามพลางสอดส่ายสายตาทางโน้นทางนี้
“แล้วคุณศามนไปไหน หรือว่ายังโดนของอยู่”
รัมภาสีหน้าเหนื่อยใจ พอดีศามนที่อยู่ในผ้าเหลืองเดินเข้ามา อนุกูลเดินถือย่ามตามหลัง พวกเจ๊ทั้งหลายเห็นแล้วตกตะลึง เจ๊เจี๊ยบที่ถามประโยคสุดท้ายนึกละอายถึงกับตบปากตัวเองหนึ่งที
“นี่แน่ะ...ปากไม่ดี”
พระศามนเดินเข้าไปในบ้าน นั่งต่อท้ายพระสงฆ์ ที่กำลังจะเริ่มสวด...
เสร็จพิธีที่บ้านแล้ว ได้เวลาเคลื่อนศพไปเผาที่วัด รัมภารู้สึกอาลัยรักอบเชยที่เคยเป็นแม่ลูกกันเมื่อชาติก่อน...เธอยืนมองควันที่ลอยขึ้นฟ้า พนมมืออธิษฐานว่า
“ขอให้คุณแม่ไปสู่สุคติ แล้วพบกันใหม่นะคะ”
ooooooo
วันถัดมาที่วัดอีกแห่ง พระครูบาขวัญเมืองปักกลดอยู่ที่เดิม วิญญาณแพงที่ถูกจองจำเพื่อทำคุณงามความดี วันนี้ดูปกติไม่มีเค้าของความฟุ้งซ่านอย่างหลายวันก่อน
“เมื่อไหร่แพงจะได้ไปเหมือนคุณหญิงอบเชย” แพงพนมมือเอ่ยถามพระครูบาขวัญเมือง
“จะเป็นอิสระก็ต้องหมดหนี้ก่อน มีเจ้าหนี้เหลืออยู่ไหมล่ะ”
ลุงช่วงเดินนำพระศามนเข้ามา จัดแจงให้นั่งสนทนากับพระครูบาขวัญเมือง
“พระศามน...ท่านต้องการมาเรียนวิชาจากพระคุณเจ้า”
“จะเรียนวิชาอะไร”
“ผมเรียกไม่ถูก แผ่เมตตา ให้อภัย...ไม่ทราบครับ”
“เมตตาจิตไม่มีรูปแบบ ไม่มีพิธีการ แค่ตั้งจิตให้มั่นคง”
พระศามนพยักหน้าเข้าใจ แล้วเริ่มหลับตาทำสมาธิ ไม่นานนักก็ถอดจิตออกมาในชุดคุณหลวงภักดีบทมาลย์... พระศามนตกใจมองตัวเองที่ถอดจิตได้ ขณะที่ร่างเป็นพระยังอยู่ที่เดิม
แพงเห็นคุณหลวงร้องเรียกด้วยความดีใจ ขณะที่เขาก็เอ่ยชื่อแพงออกมาก่อนถามว่า
“เป็นยังไงบ้าง”
แพงน้ำตาร่วง เอ่ยเสียงสั่นเครือ “แพงขอโทษ... แพงขอโทษ แพงไม่ได้ตั้งใจ”
เขาพยักหน้าไม่ถือโทษ “ที่บวชนี่ บวชให้นะ”
“คุณหลวง...” แพงตะลึงคาดไม่ถึง...
ศามนมองแพงแล้วย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนที่รัมภาพาเขาไปเรือนหลังเล็ก เขาเห็นรูปถ่ายแพงวางบนหิ้ง ซึ่งรัมภาบอกเขาว่า
“ภาเห็นอดีตเหมือนปรากฏขึ้นตรงหน้า เห็นดวงตาคู่นั้น คนเลวที่มีรักแท้...ภาอยากให้คุณให้อภัยทวดแพงเสีย จะได้ไม่มีบ่วงเวรต่อกันอีก”
คำพูดของรัมภาทำให้ศามนเข้าใจแพงมากขึ้น แพงทำทุกอย่างก็เพราะรักคุณหลวง รักมากจนเกิดการแย่งชิง...
“ฉันไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมา ฉันอโหสิให้แล้วนะ”
แพงนั่งร้องไห้โฮ เอื้อมมือแตะเท้าศามนหรือคุณหลวงของตน สีหน้าและแววตาแพงทั้งรักทั้งเคารพสุดหัวใจ
“คุณหลวงยังคงมีเมตตาต่อแพงเสมอ จิตใจของคุณหลวงบริสุทธิ์เหมือนเพชรแท้ คุณหลวงเป็นอย่างนั้นมาตลอด”
“ไปดีเถอะนะแพง ไปจากตรงนี้เสีย อย่ามีเวรกรรมต่อกันอีกเลย”
ศามนถอยออกมา แพงหยุดร้องไห้ ตั้งสติกลับมานั่งสมาธิ ครูบาขวัญเมืองสวดให้พรส่งวิญญาณครู่หนึ่งร่างแพงหายวับไป พร้อมๆกับศามนที่คืนร่าง ค่อยๆลืมตาขึ้นหันมองรอบตัวอย่างงุนงง
“แพงไปไหนครับ...หายไปไหน”
“เมื่อหมดหนี้ เขาก็หมดห่วง เขารอที่จะขอโทษท่าน”
“เขาไปเกิดใหม่ ไม่ต้องวนเวียนทุกข์ทรมานแบบเดิมแล้วใช่ไหมครับ”
“อืม...ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่สูงขึ้น”
“ไปเกิดเป็นคนไหมครับ”
พระครูบาขวัญเมืองยิ้มบางๆ ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ
“ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำร้ายร่างกาย เป็นกรรมหนัก เมื่อถึงเวลาใช้กรรมต้องอดทนชดใช้เขาให้จบสิ้น ไม่มีทางหลีกหนี เพราะนี่คือกฎธรรมชาติ”
พระศามนคิดตาม...แล้วพยักหน้าอย่างเห็นจริง
ooooooo
หลังจากศามนลาสิกขา รัมภาก็เดินหน้าปรับปรุงต่อเติมเรือนเล็กตามที่ตั้งใจไว้ เธอต้องการเปลี่ยนที่นี่ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องใช้เวลามากพอสมควรในการจ้างช่างมาจัดการ
ผ่านไปหลายเดือน สถานปฏิบัติธรรมเสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นเรือนสวยงาม อบอุ่นไม่น่ากลัว ไม่เหมือนห้องขังอย่างแต่ก่อน
เช้าวันนี้ รัมภากับศามนเข้ามาดูแลเตรียมความพร้อม เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันเปิด “ศูนย์ปฏิบัติธรรมเมตตาบารมี” อย่างเป็นทางการ...รัสตี้กับไลล่าก็ติดตามพ่อแม่มาด้วย แต่สองคนเดินเล่นกันอยู่อีกมุม
“คุณศศิรับปากแล้วค่ะ ว่าจะมาสอนธรรมะในงานเปิดศูนย์ปฏิบัติธรรมให้เรา รอบแรกมีคนมาเรียนสักยี่สิบคนเห็นจะได้” รัมภายิ้มแย้มบอกสามี
“เปิดได้จริงๆแล้วสินะ” ศามนเอ่ยขึ้นด้วยความภูมิใจ
“จะไม่มีตำนานที่น่ากลัวที่เรือนเล็กแห่งนี้อีก”
“หวังว่าพวกท่านจะได้รับบุญกุศลในครั้งนี้นะ”
รัมภาพยักหน้า พลางมองเลยไปยังลูกแฝดที่เล่นกันอยู่บริเวณสวนด้านข้าง
“ลูกหมา...ทำไมมาอยู่ตรงนี้” เสียงรัสตี้ดังขึ้น
“จริงด้วย น่ารักจังเลย”
พูดขาดคำ ไลล่าวิ่งนำรัสตี้ไปหาหมาน้อยสีดำตัวนั้นทันที ไลล่าอุ้มมันขึ้นมาอย่างเอ็นดู แต่รัมภาเกรงว่ามันจะกัดลูกสาวจึงวิ่งเข้ามาพร้อมกับร้องเตือน
“ระวังมันกัดนะลูก”
ศามนเดินตามหลังมา เขารับหมาน้อยสีดำไปจากลูกสาว
“แถวนี้ไม่มีพ่อแม่หมานี่ครับ มาได้ยังไง” รัสตี้ สงสัย แต่พอไลล่านึกออกบอกว่า เราเคยเห็นหมาตัวนี้ ครั้งหนึ่ง รัสตี้ก็จำได้ “ใช่...ตอนโดนผีหลอกครั้งแรกไงครับ”
“เราเลี้ยงไว้ได้ไหมคะ อุ๊ยดูสิ ท่าทางมันจะชอบแด๊ดดี้” ไลล่าตื่นเต้นชี้ชวนทุกคนดูหมาน้อยเลียมือพ่อศามนของตน
ศามนยืนอึ้ง...พลันบทสนทนาระหว่างหลวงภักดีฯกับนายกล้าทหารคนสนิทด้วยเรื่องนางแพงชัดเจนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“สายตาคู่นั้นของนาง...เหมือนไม่ใช่แค่เสน่หา ไม่ใช่แค่ทาส แต่สายตานั้นเหมือน...”
“เหมือนสัตว์เลี้ยงที่รอคอยเจ้านายของมัน”
รัมภาเห็นศามนนิ่งเงียบไป เธอคิดสงสัยถามเขาว่า “มีอะไรคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก บางเรื่องไม่อาจรู้ ไม่จำเป็นต้องรู้ รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”
“ตกลงให้เราเลี้ยงนะคะ” ไลล่าออดอ้อน
“จ้ะ เราสี่คนจะช่วยกันเลี้ยงมัน”
“เย้!! มาเล่นกันเร็วๆ มาเล่นกัน” รัสตี้กับไลล่าประสานเสียงด้วยความดีใจ
เมื่อศามนปล่อยหมาน้อยตัวนั้นลงกับพื้น ลูกแฝดชายหญิงของเขารีบพามันไปวิ่งเล่นหน้าเรือนเล็ก...เรือนไทยหลังงามที่บัดนี้กลายเป็นเพียงแค่ตำนานอันน่าสะพรึงกลัว
ooooooo
– อวสาน –
.
Logged
Pages:
[
1
]
« previous
next »
SMF 2.0.4
|
SMF © 2013
,
Simple Machines
| Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.089 seconds with 17 queries.
Loading...