User Info
Welcome,
Guest
. Please
login
or
register
.
02 November 2026, 20:01:49
1 Hour
1 Day
1 Week
1 Month
Forever
Login with username, password and session length
Search:
Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ
http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,712
Posts in
15,718
Topics by
70
Members
Latest Member:
KAN
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
|
หมวดหมู่ทั่วไป
|
ศาลาพักใจ
|
รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก
|
เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
0 Members and 2 Guests are viewing this topic.
« previous
next »
Pages:
[
1
]
Author
Topic: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com) (Read 151 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
on:
20 October 2026, 08:26:08 »
เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 21 จบ (mgronline.com)
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1
https://mgronline.com/drama/detail/9550000066149
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1
เผยแพร่: 5 มิ.ย. 2555 10:26 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1
เสียงระเบิดดังตูมๆๆ ภายในเหมืองหินของจังหวัดทางภาคใต้แห่งนั้น ก่อนจะเห็นหินก้อนใหญ่น้อยกระเด็นกระดอนมาตามแรงระเบิด ฝุ่นสีขาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ระหว่างนั้นปานเทพขับรถโฟร์วีล ตะบึงเข้ามาเบรคจอด แล้วกระโดดลง วิ่งไปหากลุ่มคนงาน
ปลอดผู้เป็นพ่อยืนคุมงานหันหลังคุยอยู่กับพงษ์หัวหน้าคนงาน
“พ่อ พ่อ” ปานเทพเรียกแทบเป็นตะโกน ท่าทีร้อนใจ
ปลอดหันมาทางเสียง ฉุนขึ้นมาทันที “ไอ้ปาน ทำไมไม่ใส่หมวกวะ สอนไม่รู้จักจำ”
ปานเทพขัดขึ้น “พ่อ อย่าเพิ่งด่า มีเรื่องด่วน คุณใหญ่อยู่ไหน”
ที่บริเวณท้ายเหมืองเวลานั้น ใหญ่ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาถูกปิดบังเต็มไปด้วยหนวดเครารกครึ้ม ไว้ผมยาวรุงรัง
ใหญ่กำลังหยิบลูกซองมาบรรจุกระสุน คนงานเหลียวมองใหญ่แล้วเหวี่ยงเป้าบินขึ้นไป ใหญ่ประทับตาแนบปืน เล็งแลตามเป้า มือลั่นไก เสียงดังเปรี้ยง ถูกเป้ากระจาย เป้าอันใหม่ถูกดีดขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่อง ใหญ่ ยิงเปรี้ยงๆ ถูกเป้าหมด จังหวะหนึ่งใหญ่เดินกลับมาบรรจุกระสุนใหม่
หูของชายหนุ่มยินเสียงฝีเท้าย่ำใบไม้ดังกรอบแกรบ ใหญ่หันปลายปืนไป กลายเป็นปานเทพถือ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเดินเข้ามา ร้องตะโกนบอก
“เฮ้ย.....อย่า ฉันเอง”
ปานเทพยกมือห้าม ท่าทีหวั่นกลัว
“รอเดี๋ยว เหลือชุดสุดท้ายแล้ว” ใหญ่บอก
แต่ปานเทพไม่ฟัง “เป้าบินน่ะ เอาไว้ก่อน ตอนนี้แกมีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการ”
ใหญ่ชะงัก ปานเทพรีบยื่นนสพ.ให้ ใหญ่หยิบมาดู ปานเทพรีบบอกจากพาดหัวข่าว
“ศาลรับคำร้องขอให้แกเป็นบุคคลสาบสูญแล้ว”
ใหญ่อึ้งปลอดเดินตามเข้ามาถึงพอดี
“พวกนั้นมันร้ายกว่าที่เราคิด ผมว่าเรารอไม่ได้แล้วนะ คุณใหญ่”
ใหญ่โยนหนังสือพิมพ์ทิ้งตรงหน้า
“งั้นก็คงถึงเวลา คิดบัญชีซะที”
ใหญ่พยักหน้า คนงานดีดเป้าขึ้น ใหญ่ยิงเปรี้ยงๆๆๆ แม่นราวจับวางทุกเป้า
จากสภาพการณ์ หากเป็นคนไม่รู้จักคงคิดไปเองว่ากลุ่มของใหญ่เหมือนพวกวายร้ายไม่ผิด
มองจากมุมสูงเห็นวิวทิวทัศน์สวยงาม ร่มรื่น ไปทั่วทั้งอาณาเขตอันกว้างใหญ่ของไร่ไพศาล หรือ ไพศาลรีสอร์ท แอนด์ ฟาร์ม เวลานั้นปิ่นอนงค์ขี่จักรยานมาตามทางใบหน้าแย้มยิ้มเบิกบาน หญิงสาวซึมซับรับเอาบรรยากาศสองข้างทางที่เป็นทุ่งดอกไม้สวยงาม สลับกับทุ่งหญ้าเขียวขจี
ปิ่นอนงค์ยิ้มแย้มมีความสุขสุดๆ เท้าออกแรงถีบจักรยาน ตะกร้าด้านหน้ามีดอกไม้ใส่จนเต็ม ผ่านหมู่คนงาน
เปี๊ยกกับหวานผู้เป็นเมียรดน้ำต้นไม้อยู่ ปิ่นอนงค์ตะโกนบอก ขณะถีบจักรยานไป
“พี่เปี๊ยก พี่หวาน คุณนะจะกลับมาแล้ว”
หวาน กับเปี๊ยกมองตาม
ปิ่นอนงค์ขี่จักรยานมาผ่านฝูงแกะ ตรงลานเลี้ยงแกะ ร้องบอกเสียงหวาน ราวกับพวกมันจะรู้เรื่อง
“แกะจ๋า คุณนะกำลังจะกลับบ้านแล้ว ได้ยินมั้ย”
ไม่เท่านั้นปิ่นอนงค์ยังตะโกนร้องบอก ฝูงม้า ฝูงวัวไปตามทางอย่างร่าเริงและมีความสุข
เวลานั้นจอมหนุ่มรูปงาม ลูกชายของถวิลอยู่ที่คอกม้า ชายหนุ่มถอดเสื้อโชว์กล้ามเพราะอากาศร้อน กำลังให้หญ้าสัตว์กิน
จอมหันมาเห็นปิ่นอนงค์ที่ขี่จักรยานมาโดยไม่ทันได้ดูว่ามีก้อนหินหรือขอนไม้ขวาง จักรยานสะดุด
จอมตะโกนบอกเสียงดัง “ระวัง ปิ่น”
แต่ไม่ทันแล้ว จอมวิ่งกระโจนไปรับปิ่นอนงค์ที่กระเด็นลงจากจักรยานได้พอดี แต่ตัวของจอมเลยไปกระแทกหินเต็มแรง
ปิ่นอนงค์หน้าตาตื่น ตกใจ “โอย ตายแล้ว จอม เจ็บมั้ย”
“ไม่หรอก ปิ่นล่ะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
จอมห่วงปิ่นอนงค์มากกว่าตัวเองเสมอ เพราะชายหนุ่มแอบรักแอบชอบปิ่นอนงค์
ปิ่นอนงค์ส่ายหน้า “ปิ่นซุ่มซ่ามเอง มัวแต่ดีใจที่คุณนะจะกลับมา ได้ยินมั้ยจอม คุณนะจะกลับมาอาทิตย์หน้าแล้ว” หญิงสาวเขย่าแขนจอมอย่างดีใจ
ภายในห้องครองสุขบนเรือนหลังใหญ่ รูปคู่ของไพศาลกับครองสุข เด่นหราอยู่ที่ผนังห้อง
เสียงครองสุขดังขึ้นมาก่อนจะเห็นตัว กำลังคุยมือถือกับใครคนหนึ่งอยู่
“ค่า ก็ตาทรรศนะหลานชายของสุขนั่นแหละค่ะ”
ครองสุขผุดลุกขึ้นจากเตียงนอนในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยนัก คุยต่อ
“แกเรียนจบโทแล้ว โอ๊ย ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งด้วยนะคะ แน่นอนต้องเชิญคุณพี่มาฉลองใหญ่แน่ๆ อะไรนะคะ”
ธีระชู้รักเข้ามาซุกไซ้นัวเนียไม่ยอมห่าง ครองสุขผลักเขาออกไป ชะงักนิ่ง สีหน้าเปลี่ยนเมื่อฟังความจากปลายสาย
“แหม เงินแค่ห้าหมื่น สุขไม่ลืมหรอกค่ะ ก็แค่ตอนนี้ยุ่งๆหลายเรื่อง แล้วสุขจะโอนให้ แค่นี้นะคะ”
ครองสุขกดมือถืออาการเซ็งๆ น้ำเสียงจ๊ะจ๋าเปลี่ยนไปทันควัน
“หนอย อุตส่าห์เชิญมางานมงคล ดันมาทวงเงิน เสียฤกษ์แต่เช้า”
“จะไปสนใจอะไร อีกหน่อย พอไร่ไพศาลเป็นของพี่อย่าว่าแต่ ห้าหมื่น ห้าสิบล้านยังกระจอก” ธีระพูดเอาใจ
ครองสุขหงุดหงิด “แล้วเมื่อไหร่ ศาลจะมีคำสั่งซะที ตานะกำลังจะกลับมาแล้ว พี่ไม่อยากให้คู่หมั้นตานะมาดูถูกเราได้”
“สิบห้าวัน กะพริบตาทีเดียวก็ถึงแล้ว ถ้าไอ้ใหญ่มันไม่โผล่หัวกลับมานะ” ธีระว่า
ครองสุขเสียงแข็งทันทีที่ได้ยินชื่อใหญ่
“ไม่มีทาง คนเลวสันดานโจรอย่างมัน ป่านนี้ถูกตำรวจยิงตายไปแล้ว” ครองสุขหันไปมองรูปไพศาลที่ผนัง “ต่อไปนี้ทายาทของไร่ไพศาลคือตานะคนเดียวเท่านั้น”
ธีระไม่ค่อยพอใจนัก แต่ปั้นยิ้ม เข้ามาคลอเคลีย เสียงหวาน “อย่าลืมรางวัลของผมแล้วกัน”
“เธอเป็นมือขวาของพี่ ต้องได้รางวัลชิ้นใหญ่อยู่แล้ว ไม่ต้องกลัว ผู้จัดการใหญ่”
เสียงเคาะประตูถี่ๆ ธีระผละตัวเองออก ทั้งคู่จัดเสื้อผ้า ธีระ คว้าแฟ้ม นั่งวางมาดอยู่ที่โซฟา ครองสุขเดินไปเปิดเห็นอุ่นเรือนรออยู่
ครองสุขต่อว่าไม่พอใจนัก “จะเคาะอะไรนักหนา นังอุ่น ฉันกำลังปรึกษางานกับคุณธีระอยู่”
อุ่นเรือนอึกอัก
ปิ่นอนงค์ยังคงเริงร่าเดินเข้ามาที่ต้นปีบต้นสูงใหญ่ริมลำธารสวย ที่ออกดอกเต็มต้น
“ต้นปีบจ๋า เธอจะได้เจอเจ้าของตัวจริงแล้วนะ”
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของหญิงสาว
เช้าวันนั้นที่ริมลำธารแห่งนี้ ยังไม่มีต้นปีบยืนต้นเหมือนในวันนี้
ทรรศนะวัย 14 ปี เดินเข้ามาหาปิ่นอนงค์ที่ตอนนั้นอายุเพียง 10 ขวบ มือทั้งสองข้างไขว้หลัง ซ่อนของบางอย่างไว้
ซึ่งหากมองจากด้านหลังของหนุ่มน้อย จะเห็นว่าข้างหนึ่งเขาแอบถือกระถางเล็กๆ ที่ปลูกชำต้นปีบสูงประมาณหนึ่งฟุต กับผ้าเช็ดหน้าห่อดอกปีบสีขาวในมืออีกข้าง
ทรรศนะยิ้มกว้าง เอากระถางต้นปีบยื่นส่งให้ปิ่นอนงค์ พร้อมห่อผ้าเช็ดหน้า
“สุขสันต์วันเกิดนะปิ่น นี่ต้นปีบกับดอกของมัน พี่ให้ปิ่นเป็นของขวัญวันเกิด”
ปิ่นอนงค์ยิ้มแต้ถือกระถางมือหนึ่ง อีกมือยกห่อผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาดม
“หอมจังเลยค่ะคุณนะ ขอบคุณมากค่ะ”
ทรรศนะพูดเรื่องเปื่อยประสาเด็ก ไม่ได้จริงจังอะไร
“ขอบคุณอย่างเดียวไม่พอ เธอต้องดูแลต้นปีบต้นนี้ให้ดี ให้มันสูงใหญ่แข็งแรง เพราะมันคือต้นไม้ของเราสองคน”
“ได้ค่ะ ปิ่นจะดูแลให้มันโตเร็วๆออกดอกเยอะๆ เพราะมันคือต้นไม้ของเราสองคน”
สองคนสบตากันยิ้มอย่างมีความสุข
เสียงจอมที่เข็นปุ๋ยเข้ามาริมลำธารดึงปิ่นอนงค์กลับมาจากวันวาน
จอมถามงงๆ “ใส่ปุ๋ยต้นปีบนี่เหรอปิ่น”
“จ้ะ ปิ่นอยากให้มันออกดอกเยอะๆ ตอนคุณนะกลับ”
จอมยังสงสัยไม่หาย “แต่ว่าผู้ชายจะชอบดอกไม้เหรอปิ่น”
“ชอบซิ” หยิบปุ๋ยมาถุงหนึ่ง “คุณนะเป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี ชอบต้นไม้ ดอกไม้ที่สุด ไม่เหมือนกับ...” ปิ่นอนงค์ทอดคำค้างไว้ นึกไปถึงใหญ่ขึ้นมา
จอมรอฟังอย่างสงสัย “ไม่เหมือนใคร
“ไม่มีอะไรจ้ะ มา ช่วยกัน”
ปิ่นอนงค์แกะถุงปุ๋ย เตรียมจะใส่ เห็นน้อยวิ่งเข้ามาหา
“พี่ปิ่น พี่ปิ่นมาอยู่นี่เอง หาแทบแย่” น้อยหอบแฮกๆ
“ว่าไง น้อย”
น้อยรีบบอก “พายุลงที่เรือนใหญ่ พี่รีบไปเหอะ”
ครองสุขวีนแตก ด่าแหลก อยู่ในโถงเรือนใหญ่ อุ่นเรือนนั่งซีด ธีระอยู่ด้วย
“อะไรกันชั้นให้เงินแกไปตั้งเยอะตั้งแยะ แกไปใช้ยังไงถึงหมด เอ๊ะๆ...หรือว่าแกอมเงินชั้น ยักยอกเงินชั้น”
“อุ่นไม่ได้ทำอย่างนั้นนะคะ คุณนาย....เอ้อ...คุณนายไม่ได้ให้เงินค่าใช้จ่ายในบ้านมาสองสามเดือนแล้ว นี่อุ่นก็เจียดเงินเดือนของอุ่นมาซื้อนะคะ”
ครองสุขชี้หน้า “นังอุ่น นี่แกมาพูดลำเลิกบุญคุณกับชั้นเหรอ..ฉันเลี้ยงแกสองแม่ลูกมานานเท่าไหร่ หา”
ปิ่นอนงค์วิ่งมาหน้าตาตื่น น้อยตามมาติดๆ
“มีเรื่องอะไรกันคะ” ปิ่นอนงค์ถาม
ครองสุขหันมาเล่นงานปิ่นอนงค์แทน
“อ้อ ฉันรู้แล้ว แกคงจะเอาเงินเดือนที่ฉันให้ไปเลี้ยง ผู้ชายซินังปิ่นหายไปในไร่บ่อยๆอย่างงี้ บอกซะก่อนนะว่าอย่ามาท้องโตให้ขายหน้าฉัน”
“ช่วงนี้ปิ่นต้องรีบตกแต่งห้องคุณนะ แล้วก็ไปเลือกต้นไม้ที่จะมาลงตรงระเบียงตามคำสั่งคุณนายค่ะ”
ธีระแทรกขึ้น “ผมก็ได้ยินพี่สั่งปิ่นนะครับ”
“หุบปากไม่ต้องมาออกรับแทน” ครองสุขด่าธีระ หันมาทางปิ่นอนงค์ “งานที่ฉันสั่งแกต้องทำให้เสร็จ แล้วก็ไม่ต้องมาพูดเรื่องเงินกับฉันอีกถ้าอยู่บ้านนี้มันลำเค็ญนัก แกสองคนก็ไสหัวไปอยู่ที่อื่นเลย ไป”
ครองสุขเดินกลับขึ้นไปข้างบนทันที ธีระเข้ามาจับบ่าปิ่นอนงค์ ทีท่าแต๊ะอั๋งเห็นๆ ปิ่นอนงค์เบี่ยงหนี
“คุณนายก็เป็นอย่างนี้แหละ โกรธง่ายหายเร็ว อย่าถือสาเลยนะ เรื่องเงินเดือนแม่อุ่น เดี๋ยวฉันจะดูให้”
“ขอบคุณค่ะ”
ธีระเดินไปแล้ว ปิ่นอนงค์ถอนหายใจ แล้วหันไปเห็นอุ่นเรือนที่หน้าซีด ทำท่าจะเป็นลม
"แม่" ปิ่นอนงค์ร้องเรียกด้วยความตกใจ
ติดตามทุกความเข้มข้นของ "ปิ่นอนงค์" สมบูรณ์ที่สุดซีนต่อซีน จุใจและเต็มอิ่มมากกว่าใคร ละเอียดทุกลมหายใจตัวละคร!! ทุกวันทางละครออนไลน์ 2 รอบเวลา 9.30 น. และ 17.00 น.
สองคน ปิ่นอนงค์กับน้อยประคองอุ่นเรือนเข้ามานั่งในห้องพักของปิ่นอนงค์
“หมู่นี้แม่เป็นลมบ่อย ปิ่นว่าไปหาหมอดีมั้ยจ๊ะ”
“เอ๊ะก็บอกว่าไม่เป็นไร กินยาลมแล้วเดี๋ยวก็หาย งานมีตั้งเยอะแยะ จะมามัวป่วยอยู่ได้ยังไง” อุ่นเรือนเอ็ดเอา
“งานน่ะประเคนมาให้ทำจัง แต่เงินไม่ให้ แถมยังมาโมโหใส่ ถามจริง ป้ากับพี่ปิ่นรับใช้แกมาได้ไงตั้งนาน เป็นฉันเผ่นไปนานแล้ว” น้อยบ่นอุบ
“น้อย คุณนายท่านมีภาระต้องเลี้ยงคนตั้งมากมาย ท่านก็ต้องเครียดไปบ้าง” ปิ่นอนงค์บอก ไม่ถือสาครองสุขสักน้อย
“แม่ก็คิดว่าอย่างงั้น ที่นี่มันกว้างใหญ่เหลือเกิน ตั้งแต่คุณไพศาลเสีย คุณนายก็ดูแลอยู่คนเดียว ถ้าคุณนะกลับมาก็คงช่วยได้เยอะ” อุ่นเรือนว่า
“แต่คุณนะก็เป็นแค่หลานไม่ใช่เหรอป้า แล้วทำไม คุณนายถึงไม่มีลูกกับคุณไพศาล เออ แล้วคุณใหญ่ลูกชายแท้ๆ ของคุณไพศาลหายไปไหน ที่คนงานพูดกันว่า คุณใหญ่ฆ่าคนตายจริงหรือเปล่า”
น้อยพูดเรื่อยเจื้อย ปิ่นอนงค์รีบอุดปาก
“หยุดได้แล้วนะ น้อย ถ้าไม่อยากเดือดร้อน อย่าพูดชื่อนี้อีก”
ปิ่นอนงค์กับอุ่นมองกันอย่างหวาดๆ ราวกับว่าใหญ่จะกลับมาทันใด
วันหนึ่ง ภายในห้องพักของโรงแรมเล็กๆ ในจังหวัดเดียวกับไร่ไพศาล
ใหญ่กำลังนั่งดูภาพในไอแพด เป็นมุมต่างๆ ของไร่ไพศาล ลักษณะภาพแอบถ่ายความเคลื่อนไหวในไร่
ภาพคนงานทำงานส่วนต่างๆ ภาพครองสุขยืนรับลมตรงระเบียงในชุดนอน อุ่นเรือนกับน้อย ไปจ่ายตลาดกลับมา จอมอยู่ในฝูงแกะ ภาพเปี๊ยก หวาน และถวิล ปรากฎอยู่ครบครัน
“สายเราเข้าไปกับรถส่งปุ๋ย ฉันบอกให้เน้นถ่ายพวกคนของไร่ให้ได้มากที่สุดตามทีแกบอก ก็ได้มาเกือบครบ ยกเว้นทรรศนะที่อยู่เมืองนอกใหญ่ คนงานเก่า แทบไม่เหลือ” ปานเทพบอก
ใหญ่เขม้นมองภาพของธีระที่เดินสั่งงานในไร่ ร้องถามปานเทพ
“นี่ใคร”
“รู้สึกจะเป็นผู้จัดการไร่คนใหม่”
ใหญ่เลื่อนภาพไปเรื่อยๆ
จนคลิกมาเจอรูปปิ่นอนงค์ หลายท่วงท่า ตอนอยู่กลางสวนดอกไม้ อยู่ในฝูงแกะ นั่งรีดนมวัว มุมสวยงามใหญ่เอานิ้วแตะขยายภาพใหญ่ขึ้น ปานเทพชะโงกดู
“คนนี้ไม่รู้ใคร สวยชะมัด หรือเป็นยัยทัศนีย์”
“ปิ่นอนงค์” ใหญ่ยิ้มกริ่ม
“ฮ้า นี่เหรอ ยัยปิ่นปอดแหกของแก เฮ้ยแล้วแกจำได้ไงวะ ไม่ได้เจอกันตั้งสิบกว่าปี”
“หน้าแหยๆ แบบนี้ ทั้งไร่มีคนเดียว”
ใหญ่ไม่ยอมบอกว่า จริงๆ แล้ว เขาเคยเจอปิ่นอนงค์ ตอนแอบมางานศพพ่อ และติดใจปิ่นอนงค์ตั้งแต่นั้นใหญ่ปิดไอแพด โยนคืนให้ปานเทพ แล้วลุกขึ้น
“ออกไปหาอะไรกินดีกว่า”
ใหญ่ปิดไอแพด โยนคืนให้ปานเทพ แล้วลุกขึ้น
“ออกไปหาอะไรกินดีกว่า”
วันเดียวกัน ที่ชุมชนโอท็อป ชุมชนแห่งนี้มีลักษณะเป็นเหมือนศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของจังหวัดทั่วไป
ปิ่นอนงค์เดินเข้าออกร้านรวงต่าง ๆ เดินดูผ้าม่านที่แขวนโชว์อยู่ ปิ่นอนงค์ลองนั่งเก้าอี้ ไม้ และหวายต่างๆ
ต่อมาปิ่นอนงค์เดินดูโคมไฟของแต่งห้อง รู้สึกถูกใจชิ้นหนึ่งจึงเดินเข้าไปในร้าน
ครู่ต่อมาปิ่นอนงค์หิ้วถุงใส่โคมไฟเดินออกมา ผ่านหน้าร้านกาแฟที่ใหญ่นั่งอยู่ ใหญ่ยกกาแฟจิบค้าง เมื่อเห็นปิ่นอนงค์เดินเข้ามาหยุดยืนรับโทรศัพท์
“ว่าไงน้อย พี่ซื้อของแต่งห้องคุณนะอยู่ อ๋อ ได้ๆ เดี๋ยวพี่ซื้อเข้าไปให้นะ แล้วมีอะไรหมดอีกไม่เป็นไร พี่ยังพอมีเงิน โอเคจ้ะ”
ปิ่นอนงค์กดวางสายเดินไปต่อ ใหญ่มองตามแล้วลุกขึ้นออกจากร้านตามปิ่นอนงค์ไป ปานเทพเดินมาจากห้องน้ำด้านหลัง
“อ้าว คุณใหญ่ ไปไหนแล้ว”
ปิ่นอนงค์เดินหอบของมาเยอะขึ้น เป็นพวกของใช้ กะบุง ตะกร้า ไม้ขนไก่ ไม้กวาดที่น้อยฝากซื้อ มองผ่านไหล่ใหญ่ไป เห็นปิ่นอนงค์เดินอยู่ตรงทางเดิน เท้าใหญ่ขยับเดินตามมา ปิ่นอนงค์รู้สึกสังหรณ์เหมือนมีคนเดินตาม หยุดเดินเหลียวหันไปมอง ใหญ่เองก็หยุดยืนนิ่ง ดูนั่นนี่
ปิ่นอนงค์เมียงมองตรงโน้น ตรงนี้ ทำหน้าสงสัยว่าจะเป็นใหญ่ที่ตามตัวเองมา ปิ่นอนงค์เดินต่อ หางตาเห็นใหญ่แค่แพลมๆ แต่ไม่เห็นหน้า เดินตามมา ปิ่นอนงค์ทำหน้าสงสัยหยุดเดิน
ปิ่นอนงค์หันขวับกลับมา เขม้นมอง เห็นแต่ผู้คนเดินกันอยู่ตามปกติ ไม่เห็นใหญ่แล้ว
ปิ่นอนงค์ไม่วางใจรีบเดินแกมวิ่งเร็วรี่ หน้าตาตื่นตระหนก รีบร้อนจนชนเข้ากับยาม ข้าวของ กระเป๋ากระจาย
“ว้าย”
“ขอโทษครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ คุณผู้หญิง” ยามถาม
ปิ่นอนงค์หันมองหน้าตาล่อกแล่กพลางบอก “ยามคะ...มีคนสะกดรอยตามชั้นมาค่ะ”
ยามกวาดสายตามองไปมา “ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวผมไปส่งที่รถ”
ยามช่วยเก็บของ เดินเคียงไป
ใหญ่ก้าวออกมา ชะงักเห็นกุญแจรถของปิ่นอนงค์ตกอยู่ ใหญ่ก้มเก็บขึ้น ผุดยิ้มร้ายออกมา
ปิ่นอนงค์เดินมาถึงรถที่จอดอยู่ในลานจอดรถ กองของไว้ แล้วควานหากุญแจ แต่ไม่เจอ
“กุญแจรถหายไปไหนไม่รู้ค่ะ”
“ใจเย็นๆ ครับ ค่อยๆ หา”
“หรือว่าทำตกไปเมื่อกี๊ ฝากของแป็บหนึ่งนะคะ” ปิ่นอนงค์วิ่งกลับไปทางเดิม
เวลาเดียวกันลุงถวิลคนขับรถวัย 50 ปี ถือกุญแจรถเดินเร็วรี่มาที่รถกระบะในที่จอดรถบ้านไร่ ในขณะที่ธีระเดินมาที่รถหรูอีกคัน
“รู้หน้าที่ดีนี่ กำลังจะไปตามพอดี” ธีระเอ่ยขึ้น
“ผมไม่ว่าง กำลังจะรีบไป คุณขับไปเองเถอะ” ถวิลบอก
ธีระฉุนกึก สั่งไม่สนใจ “อะไรวะ อย่างแกมันจะมีธุระอะไรนักหนา เร็วๆ รีบไปสตาร์ทรถ เปิดแอร์ ยิ่งร้อนๆ อยู่ด้วย”
“ผมขับรถให้คุณไพศาลกับคุณนายเท่านั้น คุณจะไปไหนก็ขับเอง”
ธีระตบหลังคารถ ชี้หน้าถวิล “แกเป็นใครมาพูดกับชั้นอย่างนี้”
ทั้งคู่ปรี่เข้าหากันแล้ว ครองสุขตะโกนเสียงดัง เข้ามาห้าม “หยุดเดี๋ยวนี้ มีเรื่องอะไรกัน”
“ขอโทษครับคุณนาย เผอิญ หนูปิ่นโทรมาว่ากุญแจรถกระบะหาย ขอให้ผมช่วยไปรับ”
“อ้อ ดีนะ เอารถไปคันหนึ่งยังไม่พอ เรียกราชรถอีกคันไปเกยถึงที่ นังปิ่นมันเป็นเจ้านายแกเหรอไง” ครองสุขประชด จบด้วยเสียงตวาด ถวิลสุดเซ็ง
เย็นย่ำค่ำมากแล้ว ปิ่นอนงค์ยืนอยู่ข้างถนนหน้าชุมชน ถุงใส่ของถูกวางกองข้างๆ ตัว ปิ่นอนงค์ยืนรอรถ พอเห็นรถตุ๊กๆ มา รีบโบกรถ ท่าทีร้อนรน เป็นใหญ่นั่นเองที่ขับรถตุ๊ก ตุ๊กคันเก่าๆ เข้ามาจอด ใหญ่เอี้ยวตัวโผล่หน้าออกมา ปิ่นอนงค์มองอย่างกลัวๆ คลับคล้าย คลับคลาว่าเคยเห็น
ใหญ่ร้องถาม “จะไปไหนคุณ”
“ไป...ไปไร่ไพศาล” ปิ่นอนงค์ยังมีทีท่าหวาดหวั่นไม่หาย
“ก็ขึ้นมาสิ มา...เดี๋ยวช่วยขนของใส่รถให้”
ว่าแล้วใหญ่ก็ก้าวออกมาจากรถ สบตากับปิ่นอนงค์จังๆ
ปิ่นอนงค์เลิ่กลั่กไม่ไว้ใจ “เอ้อ..ไม่...ไม่เป็นไรคุณไปเถอะ เดี๋ยวๆ คนที่ไร่จะขับรถมารับ”
ใหญ่ถามกวนๆ “อ้าว แล้วโบกรถผมทำไม”
“ขอโทษๆ”
ปิ่นอนงค์หลบตา ทำเป็นมองถนนหารถคันใหม่ ใหญ่ขึ้นรถขับออกไป ปิ่นอนงค์หันมองตาม แล้วโบกรถอีกคัน เสียงโทรศัพท์ดัง ปิ่นอนงค์รีบรับโทรศัพท์
“สวัสดีค่ะลุงหวินเหรอ ถึงไหนแล้วคะ...น้อย” กลายเป็นน้อยโทร.มา ปิ่นอนงค์ตกใจพอได้ฟัง “อะไรนะ แม่เป็นลม...พี่จะหารถกลับเดี๋ยวนี้”
ปิ่นอนงค์โบกรถลุกลี้ลุกลนไม่มีรถรับจ้างผ่านมาสักคัน ถวิลก็ไม่มารับแล้ว ใหญ่ขับรถตุ๊ก ตุ๊กเข้ามาจอดอีกรอบ แล้วลงรถมาโน้มน้าว
“ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ นะคุณ ใกล้ค่ำอย่างนี้พวกรถรับจ้าง เค้ากลับบ้าน กลับช่องไปหาลูกหาเมียกันหมดแล้ว ตกลงจะไปรึเปล่า”
ปิ่นอนงค์ไม่พูดโต้ตอบ รีบขนของขึ้นรถ ใหญ่ช่วย แล้วขึ้นขับออกไป
ขณะขับรถตุ๊กตุ๊กอยู่ ใหญ่ลอบมองปิ่นอนงค์ทางกระจกมองหลัง ปิ่นอนงค์สบตาใหญ่ในกระจกมองหลัง ปิ่นอนงค์กระแอมไอ ใหญ่แอบยิ้มมุมปาก
ปิ่นอนงค์ยื่นตัวเอี้ยวคอ พยายามมองหน้าใหญ่ให้ชัด
“มีอะไรเหรอครับ แอบมองผมทำไม”
“เปล่า...แค่สงสัยว่านายเป็นคนแถวนี้รึเปล่า ทำไมไม่ค่อยคุ้นหน้า”
“อ๋อ...ผมเพิ่งย้ายมา ชอบที่นี่มันเงียบดี คนเคยมีชนักติดหลังอย่างผม มาอยู่แถวนี้ ใครตามหาคงเจอตัวยาก”
ปิ่นอนงค์ได้ฟังก็นึกกลัวจนหน้าเสีย รีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“แล้วรู้จักทางไปไร่ไพศาลได้ยังไง”
“โธ่คุณ ไร่ไพศาลชื่อเสียงโด่งดังจะตายใครๆก็รู้ทั้งนั้นแหละ ทั้งที่ดิน ธุรกิจรวยๆอย่างนี้ ผมชอบนัก คุณคงเป็นลูกสาวเจ้าของไร่น่ะสิ”
“ปละ...เปล่า ... เป็นลูกจ้าง”
ใหญ่แอบยิ้มชอบใจนัก ที่เห็นปิ่นอนงค์กลัว
จู่ๆ ใหญ่ก็หักรถเลี้ยวเข้าทางแยกซ้ายมือ ปิ่นอนงค์สะดุ้งเหลียวกลับไปดู
“นี่นายเลี้ยวทำไม ทางไปไร่ต้องตรงไปก่อน ไหนว่ารู้จักทางไง”
“ทางเดิมเค้าปิดซ่อมตั้งแต่เช้าต้องอ้อมไปทางนี้”
ปิ่นอนงค์ไม่เชื่อ “จะบ้าเหรอชั้นขับรถผ่านตอนสายๆทางยังดีอยู่เลย กลับรถ กลับไปทางเดิมเดี๋ยวนี้”
ความมืดคืบคลานเข้ามา จากเย็นกลายเป็นค่ำมืดแล้ว ใหญ่ขับรถตุ๊กตุ๊กมา จู่ๆ รถเกิดกระตุกๆ แล้วจอดดับที่ข้างทาง ใหญ่เกาหัวแกรกๆ
“ชั้นบอกให้กลับรถ กลับไปทางเดิม นายจอดรถทำไม”
ปิ่นอนงค์บ่น พร้อมกับแอบควานมือในกระเป๋าเหมือนหาของบางอย่าง
“รถเสียคุณ อย่าโวยวายสิ”
ใหญ่ลงรถนั่งดูเครื่องยนต์เขี่ยนู่นนี่ไปมา
ปิ่นอนงค์ล้วงได้มีดพับที่พกติดตัว เป็นแบบมีอุปกรณ์อเนกปะสงค์หลายอย่าง รีบซ่อนใส่กระเป๋ากางเกง ปิ่นอนงค์ล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์กด หน้าจอโทรศัพท์ขึ้นชื่อลุงถวิล
ปิ่นอนงค์เอาโทรศัพท์แนบหู แอบลับๆล่อๆ ถุงของที่ซื้อมา
กลายเป็นเสียงตอบรับอัตโนมัติดังมา...ไม่สามารถติดต่อหมายเลขที่ท่านเรียก
ปิ่นอนงค์ก้มหน้าก้มตากดโทร.ใหม่ คราวนี้จอโทรศัพท์ขึ้นชื่อน้อย
จู่ๆ ใหญ่โผล่พรวดเข้ามาข้างๆ ปิ่นอนงค์ตกใจจนทำโทรศัพท์หล่นพื้น
“นี่คุณช่วยเข็นรถหน่อยสิ”
ปิ่นอนงค์สบตากับใหญ่ กะพริบตาถี่ๆ งงงวย
ครู่ต่อมาบนถนนสายเดิม ปิ่นอนงค์เข็นดันรถเคลื่อนที่ช้าๆ เห็นใหญ่พยายามติดเครื่อง แชะดับ แชะดับ ปิ่นอนงค์เข็นรถจนเหนื่อยหอบ รถหยุดนิ่ง
ใหญ่เดินมาหาปิ่นอนงค์พลางบอก “สงสัยเครื่องจะพัง”
“อ้าว...แล้วจะทำยังไงต่อไปล่ะ ชั้นต้องรีบกลับบ้านซะด้วย แม่ไม่สบาย” ปิ่นอนงค์บ่นอุบ
“แถวนี้ไม่ค่อยมีรถผ่านมาซะด้วย เอาอย่างนี้ คุณช่วยเฝ้ารถให้หน่อย ผมจะไปตามคนมาช่วย”
พูดจบใหญ่พูดเดินดุ่มๆ เข้าข้างทางไป
“อ้าว ทำอย่างนี้ได้ยังไง เดี๋ยวสิ นาย...”
ปิ่นอนงค์มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง โผเข้าไปที่รถควานหาโทรศัพท์ใต้เบาะที่นั่งไปมา
สีหน้าปิ่นอนงค์ตกใจตาโต เมื่อล้วงเจอเสื้อที่ม้วนออกมาจากใต้เบาะ เสื้อตัวนั้นเขรอะไปด้วยเลือด ปิ่นอนงค์ดึงชายเสื้อออก เห็นมีดสปาร์ต้าเล่มหนึ่งมีคราบเลือดเขรอะกรังโผล่ออกมา
ปิ่นอนงค์คว้ากระเป๋าสตางค์ได้ วิ่งกลับไปทางเดิม
ปิ่นอนงค์วิ่งเหลียวหน้า เหลียวหลังมาอีกมุมของถนน ชนกับใหญ่ที่โผล่ออกมาจากข้างถนน ปิ่นอนงค์ถอยตั้งหลัก หวาดกลัว ล้วงมือกำมีดพับในกระเป๋ากางเกง
“บอกให้เฝ้ารถ มาวิ่งเล่นอะไรแถวนี้”
ปิ่นอนงค์ชักมีดออกมาแกะท่าทีงกๆ เงิ่นๆ “แกไม่ต้องมาพูด แกเป็นคนร้าย แกจะเอาชั้นมาฆ่าชิงทรัพย์ ถอยไปเดี๋ยวนี้”
ใหญ่ยิ้มดีใจมองมีด
“โธ่เอ๊ย มีมีดพับแบบนี้ก็ไม่บอก อุปกรณ์เยอะดีซ่อมรถได้เลยนะนี่ มา...ขอยืมหน่อย”
ใหญ่ยื่นมือตรงเข้าหาปิ่นอนงค์ ปิ่นอนงค์ตวัดมีดเก้ๆ กังๆ “อย่าเข้ามานะ”
จังหวะหนึ่งที่ปิ่นอนงค์ตวัดนั้น ดันไปโดนสายสะพายกระเป๋าตัวเองขาด ตกพื้น
ใหญ่กางมือสองข้างหลอกล่อ ปิ่นอนงค์ตวัดมีดไปมา หลับตาปี๋ มีดโดนมือใหญ่เต็มแรง ใหญ่สะดุ้งร้องลั่น
“โอ๊ย...”
ปิ่นอนงค์ลืมตาเห็นใหญ่กุมมือ เลือดไหลติ๋งๆ
ใหญ่หน้าเครียด ปิ่นอนงค์ชะงัก “อุ๊ย...”
“เล่นกันถึงเลือดเลยเหรอ”
ไวเท่าความคิด ปิ่นอนงค์ทิ้งมีดวิ่งหนีสุดชีวิต
อ่านต่อหน้า 2
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 (ต่อ)
ปิ่นอนงค์วิ่งเหลียวซ้าย แลขวา มองหน้า เหลียวหลังละล้าละลังอยู่ตรงทางสามแยก เห็นรถยนต์คันหนึ่งเปิดไฟสูงกะพริบไฟพร้อมกับบีบแตร เข้ามาจอด
ปิ่นอนงค์ตกใจหยุดยืนกำมือแน่น เป็นจินตนาก้าวลงรถมา สีหน้าตกใจมองปิ่นอนงค์อย่างงงๆ
“ปิ่น ปิ่นอนงค์”
“จิน” ปิ่นอนงค์ดีใจนัก วิ่งเข้าไปกอดจินตนาแน่น
พอจินตนามาส่งถึงไร่ ปิ่นอนงค์รีบตรงขึ้นไปดูอาการแม่บนเรือนทันที อุ่นเรือนนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ปิ่นอนงค์ห่มผ้าให้ น้อยนั่งอยู่ข้างเตียง
ปิ่นอนงค์แตะแขนน้อยสีหน้าซาบซึ้งใจ “ขอบใจนะน้อย ที่ช่วยดูแลแม่ให้พี่”
“โธ่พี่ ป้าอุ่นก็เหมือนญาติผู้ใหญ่ของหนู จะพาไปหาหมอก็ไม่ไป บอกว่ามียาอยู่แล้ว นี่กินยาเสร็จ ก็บ่นเป็นห่วงพี่จนหลับไปเลย” น้อยบอก
“ดูแม่ให้พี่ก่อนนะ พี่ไปคุยกับเพื่อนก่อน”
ปิ่นอนงค์เดินออกจากห้องไป น้อยเอนตัวนอนลงข้างเตียง
ปิ่นอนงค์ออกมาที่ระเบียง นั่งลงข้างจินตนาที่พูดโทรศัพท์อยู่
“ค่ะ...ขอบคุณค่ะ” จินกดวางสายพอดี แล้วหันมาทางปิ่นอนงค์ “ตำรวจเค้าไปตรวจดูที่เกิดเหตุอย่างละเอียดแล้วไม่เจอหลักฐานอะไรเลย แต่จากรูปพรรณสัณฐานคนร้ายที่เธอบอก เค้าจะพยายามหาตัวมันให้”
“เสียดายชั้นลืมดูทะเบียนรถมัน แต่ช่างเถอะรอดมาได้เจอกับเธอก็ถือว่าบุญแล้ว ข้าวของเงินทองคิดว่าฟาดเคราะห์ไปก็แล้วกัน”
“มันไม่ใช่เรื่องเคราะห์เรื่องกรรมหรอก มันเพราะว่าเธอไปเจอกับคนชั่วต่างหาก นี่ถ้าชั้นไม่บังเอิญไปฉีดยาให้คอกวัวแถวนั้นนะ ก็ไม่รู้ว่าเธอจะต้องเจอกับเหตุการณ์อะไรอีก”
ปิ่นอนงค์เอามือทาบบนมือจินตนาบนโต๊ะ
“ขอบคุณมากนะจิน ไม่ได้เธอชั้นคงแย่”
จินตนาเอามืออีกข้างตบบนมือปิ่นอนงค์เบาๆ
“เรื่องเล็กน้อย ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่ปิ่น”
สองสาวสบตายิ้มให้กัน
ปิ่นอนงค์เดินมาส่งจินตนาที่รถที่จอดอยู่ใต้ต้นไม้หน้าเรือน จินตนาเปิดประตูรถแล้ว
ปิ่นอนงค์บอก “ขับรถดีๆ นะจิน”
จินตนาชะงัก นึกบางอย่างออก หันมาหาปิ่นอนงค์ “เออ...ปิ่น เกือบลืม ตอนนี้ที่ไร่ไพศาลมีปัญหาอะไรรึเปล่า”
“เรื่องอะไรเหรอจินมีอะไร” ปิ่นอนงค์งง
“บริษัทยาปศุสัตว์ที่ชั้นแนะนำมาให้ที่นี่ เค้าแจ้งมาว่าทางไร่ยังไม่โอนเงินค่ายาไปให้เค้าเลยสามงวดแล้วนะ แล้วสัตว์ในไร่เราก็เยอะซะด้วย” จินตนาบอก
สีหน้าปิ่นอนงค์ขรึมลง
“ไอ้โรคเท้าเปื่อยกำลังมาอีกแล้ว จะเอายังไงดีให้ชั้นสั่งยาให้เลยมั้ย”
“เออ...ชั้นจะถามลุงหวินให้นะ แล้วจะโทร.ไปบอกเธออีกที”
จินตนาสบตากับปิ่นอนงค์ แล้วโผเข้ากอด ปิ่นอนงค์งง
จินตนาผละตัวออกมา มองหน้าปิ่นอนงค์ยิ้มๆ
“ดีใจด้วยนะปิ่น ที่พี่นะของเธอจะกลับมาแล้ว จะได้ไม่ต้องยืนพูดกับต้นไม้คนเดียวเหมือนคนบ้า
ปิ่นอนงค์ตีแขนจินตนา ยิ้มอายๆ “เธอน่ะสิบ้า”
จินตนาหัวเราะ ขึ้นรถขับออกไป ปิ่นอนงค์ยิ้มเหม่อมองคิดถึงทรรศนะขึ้นมาอีก
ในเวลาต่อมาปิ่นอนงค์เดินเข้ามาที่ห้องทรรศนะ ตรงมาที่รูปชายหนุ่มบนหลังตู้
“คุณนะคะ อีกไม่กี่วันเราจะได้พบกันแล้ว ปิ่นดีใจที่สุด ปิ่นรอวันนี้มานานเหลือเกิน ความหวังที่จะได้พบคุณนะเป็นกำลังใจที่ทำให้ปิ่นต่อสู้กับเรื่องร้ายๆทุกอย่างมาได้....ปิ่นจะพยายามแต่งห้องนี้ให้สวยที่สุด เพื่อเป็นของขวัญให้คุณนะ นะคะ”
ในห้องพักของใหญ่เวลานั้น
มือของใหญ่ที่พันแผลเรียบร้อย ถือกระเป๋าสตางค์ปิ่นอนงค์อยู่ พลิกดูรูปทรรศนะในกระเป๋า แล้วยิ้มเยาะ ใหญ่คลี่กระเป๋าสตางค์เห็นเงินสองพันกว่าบาท จึงวางกระเป๋าสตางค์บนเตียง เห็นข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวปิ่นอนงค์ แป้ง, ลิปสติก, โทรศัพท์, กระเป๋าสะพาย วางอยู่ใกล้ๆ
ปานเทพเปิดประตูเข้ามาพอดี
“ไอ้คุณใหญ่ หายไปไหนมาวะ ฉันตามหาจนปวดหัว”
“ไปปล้นคนมา”
“ฮ้า” ปานเทพมองข้าวของที่วางเต็มเตียง
“ฉันเช่ารถรับจ้างในตลาดมา แต่ตอนนี้ต้องจอดทิ้งไว้เพราะตำรวจน่าจะตามหาอยู่ ตำรวจคงไม่เอาผิดเจ้าของรถใช่มั้ย” ใหญ่อดกังวลได้ได้
ปานเทพงงงวย “เดี๋ยวๆ ฉันงงว่ะ นี่แกทำอะไรของแก”
“ฉันมันเป็นฆาตกรหนีคดี ก็ต้องแสดงให้สมบทบาทหน่อย” ใหญ่ว่า น้ำเสียงหยันอยู่ในที
“ใหญ่ ฉันว่าสิ่งที่แกต้องทำคือจัดการเรื่องที่ค้างคาให้เสร็จ” ปานเทพบอก
“ก็กำลังจัดการอยู่นี่ไง ใจเย็นน่า เพื่อน”
ใหญ่หงายตัวพิงหัวเตียง
“รอมาได้ตั้งสิบกว่าปี รออีกหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก อีกอย่าง ทายาทของไร่ไพศาลจะกลับบ้านทั้งทีต้องให้มันตื่นเต้นอลังการหน่อยสิวะ”
ใหญ่ผุดรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา
นิคขับรถสปอร์ตมาบีบแตรลั่น ตรงทางเข้าไร่ไพศาลที่มีไม้กั้น ยามวิ่งเข้ามาดูมองๆ กระจกลดลง นิคชะโงกออกมา
“เฮ้ย เปิดรั้วซิวะ”
“ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวต้องเข้าทางประตูรีสอร์ตครับ”
“ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่เป็นเจ้าของ เปิดเร็ว อยากโดนไล่ ออกเหรอวะ”
ว่าแล้วนิคลงมา แต่งตัวแบบลูกเสี่ย เด็กแนว ผมสีๆ มึนๆ ยามมองหัวจดตีน
“มองอะไร มีปัญหาเหรอ” นิคผลักอกยามอย่างขัดใจ
ยามยอมให้ผลักสองที ทนไม่ไหวจึงผลักตอบ นิคหงายเงิบลงไปนอน โมโหสุดๆ ลุกขึ้นมาจะต่อย จอมวิ่งเข้าไปจับแขนไว้พอดีแล้วผลักไปกระแทกรถ
“ไอ้ถ่อย พวกแกรู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร” นิคด่า
ทัศนีย์ที่หลับๆ อยู่ผงกหัวขึ้นมา นิคจะต่อยอีกแต่ถูกจอมล็อกตัวไว้
ทัศนีย์เห็นเข้าก็ตกใจ “นิค”
“ฉันไม่รู้หรอกว่าแกเป็นใครใหญ่มาแต่ไหน แต่แกไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายคนของไร่ไพศาล”
ทัศนีย์เปิดประตูลงมา “ปล่อยแฟนฉันเดี๋ยวนี้นะ ไอ้จอม”
“คุณนี”
จอมยอมปล่อย ทัศนีย์โกรธจัด ตรงเข้าไปตบจอมสุดแรงจนจอมหน้าหัน
เช้าวันใหม่ ปิ่นอนงค์ถือถาดข้าวต้มกับแก้วนม ดันประตูห้องอุ่นเรือนเข้ามา
เสียงประตูเปิดออกปลุกอุ่นเรือนที่นอนอยู่ให้รู้สึกตัวตื่น ลุกนั่งแล้วถามปิ่นอนงค์ทันที
“กี่โมงแล้ว” อุ่นเรือนถาม
“เจ็ดโมงกว่าแล้วจ้ะ”
อุ่นเรือนรีบพับผ้าห่ม “ตายจริง สายโด่งป่านนี้ ทำไมไม่ปลุกแม่ หา”
ปิ่นอนงค์เข้ามาจัดวางข้าวต้ม นมสด แล้วนั่งลงข้างๆ เตียง อุ่นเรือนขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย
“แล้วยกข้าว ยกปลา เข้ามาทำไม เดี๋ยวแม่ออกไปหากินเองก็ได้ ปิ่น แกนี่ยังไง”
ปิ่นอนงค์ยิ้ม “ก็แม่ไม่สบายนี่จ้ะ กินข้าวแล้วจะได้กินยา แล้วก็นอนพักผ่อน ร่างกายถึงจะฟื้นตัวเร็ว”
“แค่เป็นลมธรรมดา อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยน่ะ แล้วเมื่อคืนหายไปเถลไถลที่ไหนมา แม่รอจนรอไม่ไหว”
“เอ่อ หนูไปหาจินตนาจ้ะแม่ ไหนๆ เข้าเมืองทั้งที เลยแวะไปคุยกับเพื่อนซะหน่อย” ปิ่นปด
“แล้วข้าวของเครื่องใช้ห้องคุณนะล่ะ เรียบร้อยดีมั้ย”
คราวนี้ปิ่นอนงค์อึกอัก
“ทางร้านเค้าจะจัดมาส่งให้ทีหลังจ้ะ แต่ยังไง ปิ่นว่าวันนี้แม่ไปหาหมอดีกว่านะ”
“เอ๊ะ ก็บอกว่าไม่เป็นไรๆ นังน้อยมันตื่นตูมไปเอง” อุ่นเรือนเอ็ดเอา
“ป้าอุ่น พี่ปิ่น” น้อยมาพอดี
“พูดไม่ทันขาดคำ โวยวายอะไรอีก หา”
น้อยวิ่งเข้ามาเบรกตัวโก่ง พูดไปหอบไป
“คุณ...คุณทัศนีย์กลับมาบ้านแล้วจ้ะ” น้อยบอก
“แล้วจะตื่นเต้นไปทำไมน้อย ก็คุณทัศนีย์เธอจะไปจากบ้านอาทิตย์สองอาทิตย์ แล้วก็กลับบ้านที มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว” อุ่นเรือนว่า
“มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิป้าอุ่น คราวนี้มีเฮแน่ๆ”
คำพูดมีเลศนัยของน้อย ทำให้ปิ่นอนงค์ กับอุ่นเรือนหันไปสบตากัน
ทัศนีย์อ้อล้ออยู่กับนิคที่โต๊ะตรงระเบียงหน้าเรือนใหญ่ นิค เป็นลูกชายนักการเมือง และเป็นแฟนของทัศนีย์ ซึ่งอยู่ในสภาพเมาทั้งเหล้าทั้งยาตาปรือจะหลับมิหลับแหล่ ข้างๆ โต๊ะ มีกระเป๋าเดินทางชนิดล้อใบใหญ่สองใบวางอยู่
“อย่าไปถือสา พวกคนงานไร้สมองพวกนั้นเลย นิค เดี๋ยวนีจะให้คุณน้าจัดการลงโทษมันให้”
ปิ่นอนงค์ น้อย และอุ่นเรือนมาถึง ทัศนีย์มองไปเห็น
“ดี มากันเยอะๆอย่างนี้จะได้ช่วยกันขนกระเป๋า เอาไปไว้ที่ห้องชั้น”
อุ่นเรือนส่งสายตามองปรามๆ “ทั้งสองใบเลยเหรอคะ”
“ก็ใช่นะสิป้าอุ่น ใบนึงของคุณนิค ใบนึงของชั้น แฟนกันก็ต้องอยู่ห้องเดียวกันสิถึงจะถูก จริงมั้ยจ๊ะนิค”
อุ่นยกมือทาบอก ตกใจ เมื่อเห็นทัศนีย์กับนิคหอมแก้มกันนัวเนียอย่างไม่แคร์สายตาคนอื่นๆ
“จะดีเหรอคะคุณนี มันจะดูไม่งามนะคะ” อุ่นเรือนพูดเป็นเชิงเตือนสติอีก
“เอ๊ะ ป้าอุ่น ป้าอุ่นไม่ใช่แม่ชั้นนะ ไม่ต้องมาทำสั่งสอน ไปทำหน้าที่ของตัวเองไปชั้นหิวแล้วโจ๊กสองชาม กาแฟด้วย”
ทัศนีย์ลุกยืนประคองนิค โงนเงนกันทั้งคู่ “ไปค่ะนิค ไปอาบน้ำอุ่นด้วยกันจะได้ฟื้น”
น้อยขอความเห็น “เอาไงป้า...”
“คุณนีนะคุณนี ไม่น่าทำแบบนี้เลย ถ้าคุณนายกลับมารู้เข้า บ้านแตกแน่ๆ เลย” อุ่นเรือนบ่น
ปิ่นอนงค์เห็นแม่ดูไม่สบายจึงรีบบอก “ไม่เป็นไรจ้ะแม่ เดี๋ยวปิ่นจะลองไปพูดกับคุณนีเอง”
ปิ่นอนงค์ กับอุ่นเรือนมองสบตากัน
ครู่ต่อมาปิ่นอนงค์เดินมาที่หน้าห้องทัศนีย์ น้อยวิ่งยกมือปิดตาสวนทางไป ปิ่นอนงค์เคาะประตูห้องทัศนีย์ตะโกนออกมาบอก “เข้ามา”
พอปิ่นอนงค์เปิดประตูเข้ามา ตอนรีบเบือนหน้าหนี ทั้งทัศนีย์กับนิคนุ่งผ้าเช็ดตัวเตรียมอาบน้ำ ขณะที่ทัศนีย์กำลังใส่หมวกกันน้ำที่หน้ากระจกนั้น นิคโอบอยู่หลังทัศนีย์จูบคอทัศนีย์ไปมา
นิคหันมามองปิ่นอนงค์แล้วพูดกับทัศนีย์
“ผมไปรอในห้องน้ำนะ” นิคเดินโซเซตาปรือมองปิ่นอนงค์ แล้วเข้าห้องน้ำไป
ทัศนีย์หันมา ปิ่นอนงค์เดินเข้าไปหา
“อะไรอีกล่ะ อ้าว แล้วทำไมไม่ขนกระเป๋าเข้ามา”
“คุณนี ปิ่นขอร้องอย่าทำอย่างนี้เลยค่ะ ถ้าคุณนายรู้เข้าคงจะเสียใจมาก”
ทัศนีย์มองปิ่นอนงค์อย่างเย้ยหยัน เดินอ้อมไปมา
“อ๋อเหรอ การที่ชั้นมีผัว...เอ๊ยมีแฟนมันเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากอย่างนั้นเหรอ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ แต่เวลานี้มันยังไม่สมควร คุณนีควรจะตั้งใจเรียนให้จบซะก่อน แล้วค่อยแต่งงาน
กับผู้ชายที่คุณนีรัก” ปิ่นอนงค์บอก
ทัศนีย์ฉุนกึก “มากไปแล้วมั้งปิ่น ถือดียังไงมาพูดกับชั้นแบบนี้อิจฉาล่ะสิ เพราะเธอมันไม่เคยมีแฟน มีคนที่เป็นเพื่อนคุย ดูหนังกินข้าว แล้วที่สำคัญนะปิ่น ผู้ชายเนี่ยคือเครื่องคลายเหงาที่ดีที่สุด คนอย่างเธอไม่รู้หรอกว่ามันดียังไง”
เสียงนิคตีน้ำในอ่างดังลอดออกมา นิคตะโกนเรียก “นี ถูหลังให้นิคหน่อย”
“ปิ่นหวังดีนะคะ อีกอย่าง ถ้าคุณนายมาเห็นเข้า คงจะเสียใจ...”
ปิ่นอนงค์จะพูดต่อ แต่ทัศนีย์ตัดบท สีหน้าหงุดหงิด
“ไม่ต้องมาเตือนชั้น เตือนตัวเองเถอะว่าจะแก่ตายไปเปล่าๆ เพราะมัวแต่รอคอยพี่นะ เคยได้ยินไม๊ปิ่น แม่สายบัวคอยเก้อ มา..ชั้นจะให้เธอดูอะไร”
ทัศนีย์เดินไปหยิบโทรศัพท์กดคลิปภาพจะให้ปิ่นอนงค์ดู นิคออกมาจากห้องน้ำสภาพฟองฟอดเต็มตัวมายืนข้างๆ ปิ่นอนงค์หน้าตาเฉย
“สบู่หล่น ไปช่วยนิคหาหน่อยนะนีนะ”
ปิ่นอนงค์ช็อก รีบเดินหนีออกไป นิคกับทัศนีย์หัวเราะไล่หลัง
ดตามทุกความเข้มข้นของ "ปิ่นอนงค์" สมบูรณ์ที่สุดซีนต่อซีน จุใจและเต็มอิ่มมากกว่าใคร ละเอียดทุกลมหายใจตัวละคร!! ทุกวันทางละครออนไลน์ 2 รอบเวลา 9.30 น. และ 17.00 น.
ถวิลสะดุ้งตื่นขึ้นมาในรถ รีบดูนาฬิกา แล้วก้าวลงตรงไปที่ประตูหน้าเรือน เมียงมองสอดส่องไปตามหน้าต่างบ้านหลังใหญ่โตหรูหราหลังนั้น ระหว่างนั้นมีมือใครคนหนึ่งตบไหล่ถวิล ก่อนที่ใครคนนั้น จะเหวี่ยงถวิลเข้าผนังตึก อีกคนถือปืนจดจ้อง เล็งอยู่แล้ว
“เฮ้ย....อะไรวะ” ถวิลโวยใส่
“แกนั่นแหละ ไอ้แก่ มาด้อมๆมองๆอะไรที่นี่ ตรวจอาวุธมัน” คนที่ถือปืน
คนที่เหงี่ยงถวิล เข้ามาตบเอวตบหลังถวิลตรวจหาอาวุธ ถวิลฮึดฮัด
ภายในบ้านเสี่ยตง ซึ่งก็คือบ่อนที่ครองสุขมาเสี่ยงโชค แต่ดูเหมือนครองสุข ซึ่งมีธีระมาเป็นเพื่อนจะโชคไม่มี เพราะนั่งตรงข้ามเสี่ยตง สีหน้าไม่ดีเอาเสียเลย ในขณะที่เสี่ยตรงยิ้มขรึม
โดยสมุน 2 คน ยืนมาดขรึมคุมเชิงอยู่ตามมุมห้อง
“ผมให้เวลาชำระหนี้ หนึ่งเดือนนะครับ” เสี่ยตงบอก
“อะไรกันเสี่ย ชั้นขาประจำนะเนี่ย เมื่อคืนก็เสียเงินสดไปเป็นล้าน”
เสี่ยตงดึงเช็คออกจากกระเป๋าเสื้อ ส่งให้ ครองสุขไม่รับ
“ครั้งที่แล้วแปดแสน คุณนายก็จ่ายเช็คเด้งให้ผม ถ้าหนึ่งเดือนยังไม่มาจ่าย ผมกับลูกน้อง จะไปเยี่ยมที่ไร่ไพศาล” ผู้จัดการบ่อน ลูกน้องเสี่ยตงเอ่ยขึ้น
เสี่ยตงฉีกเช็คโปรยต่อหน้า ระหว่างนั้นสมุน 2 คน ลากถวิลเข้ามา
“ไอ้นี่มาด้อมๆ มองๆ ที่หน้าบ้าน ครับนาย เอายังไงดี” สมุนที่ค้นตัวถวิลบอก
ถวิลสะบัดสุดแรง สมุนที่มีปืนเงื้อปืนจะตบ ครองสุขรีบบอก “อย่านะ คนของชั้นเอง”
ธีระรีบเสริม “ไม่มีอะไรครับ ลูกจ้างที่ไร่”
ทุกคนมองสบตากันไปมา
เสี่ยตงกับเหล่าสมุนหน้าเหี้ยม ยืนมองอยู่ที่หน้าตึก ขณะที่ครองสุขกับธีระและถวิลเดินมาขึ้นรถที่จอดอยู่ในลานจอด
“ขอโทษครับคุณนาย ที่นี่ที่ไหน แล้วไอ้พวกนี้เป็นใคร” ถวิลสงสัย
“ลูกค้าเก่าแก่ของไร่นั่นแหละ
“ใช่เหรอครับ ทำไมตอนท่านยังอยู่ ผมไม่เคยมาที่นี่สักครั้ง” ถวิลสงสัยไม่หาย
ธีระไม่พอใจ “นี่ลุงเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า ลุงก็แค่หัวหน้าคนงานกับคนขับรถ ต้องรู้ทุกเรื่องด้วยเหรอ”
ครองสุขตวาดสองคน “พอได้แล้ว หนวกหู รีบกลับเถอะ....ง่วง”
ถวิลขับรถออกไป ผู้จัดการกับสมุนพากันเดินเข้าตึก
ไกลออกไปรถของใหญ่ ซึ่งมีปานเทพนั่งมาด้วย จอดอยู่ที่ถนนใหญ่ ใหญ่ในตอนนี้สวมเสื้อแจ็คเก็ต ทับเสื้อยืดข้างใน สะพายกระเป๋า
สองคนมองจากในรถ ซุ่มดูเหตุการณ์ผ่านรั้วบ่อนสักพักหนึ่งแล้ว
ใหญ่ยังมองมาที่ตึกบ่อน แผลที่มือยังพันผ้าอยู่ จังหวะนั้นปานเทพพูดโทรศัพท์อยู่
“ขอบใจมาก สารวัตร” ปานเทพกดวางสาย หันมาทางใหญ่ “บ่อนของเสี่ยตงขาใหญ่ที่ตำรวจยังไม่เข้าจับ เพราะยังรอให้มันพลาดเรื่องยาอยู่”
“น่าสนใจดีว่ะ” ใหญ่ว่า พร้อมกับเปิดประตูรถจะลงไป
ปานเทพร้องลั่น “เฮ้ย นั่นแกจะลงไปไหน”
“อยากลองเสี่ยงโชคดูสักตั้ง” ใหญ่ลงรถไป
ปานเทพปวดกบาล “เฮ้ย ใหญ่... ไอ้คุณใหญ่”
ถวิลขับรถเข้ามาจอดที่หน้าเรือนใหญ่ ครองสุขกับธีระลงรถ ปิ่นอนงค์เห็นรถมาแต่ไกล รีบเอาน้ำส้มมาส่งให้คุณนายดื่ม
“เออดี...ชื่นใจ” ครองสุขจะเข้าบ้าน ปิ่นอนงค์เข้ามาขวางไว้
“ไปพักผ่อนที่รีสอร์ตดีกว่ามั้ยคะคุณนาย อากาศดีๆ อาหารก็อร่อย”
ครองสุขจ้องหน้าปิ่นอนงค์ “อะไรของแก อยู่ดีดีจะมาสั่งให้ฉันไปโน่นไปนี่จะมากไปแล้ว”
ปิ่นอนงค์ยังยื้อต่อ “เอ่อ ก็เผื่อ ช่างมาทาสีเรือนใหญ่ คุณนายจะเหม็นสีนะคะ”
ครองสุขฉุนขาด “เอ๊ะ นังปิ่น บอกให้หลีก ฉันยิ่งอารมณ์เสียๆ อยู่นะ”
ครองสุขผลักปิ่นอนงค์สุดแรงจนร่างกระเด็น ธีระเข้ามาประคอง ปิ่นอนงค์รีบขืนตัว
จังหวะนั้นครองสุขหันไปเห็นรถสปอร์ตของนิค โดยมีน้อยกำลังก้มๆ เงยๆ ล้างรถอยู่หน้าหงิกหน้างอ
“นังน้อย นั่นรถใคร ใครมา”
น้อยสะดุ้ง “รถผัวใหม่คุณทัศนีย์ค่ะ อุ๊บ” น้อยรีบปิดปากตัวเอง
ทุกคนหน้าเครียด ครองสุขตาค้าง
เวลานั้นทัศนีย์กับนิคกินโจ๊กกันอยู่อย่างอร่อย ป้อนกันไปมา ครองสุขเดินเข้ามา ปิ่นอนงค์กับอุ่นเรือนตามติด น้อยแอบมองที่ประตู ทัศนีย์ กับนิค แลเห็น ชะงักวางช้อน
ทัศนีย์ไหว้ครองสุข นิคไหว้ตาม
“อ้าวคุณน้า สวัสดีค่ะ นี่นิค แฟนหนู”
“สวัสดีครับคุณน้า”
ครองสุขมองนิคเขม็ง “กองเอาไว้ตรงนั้นแหละ ชั้นไม่ใช่น้องแม่แก”
ทัศนีย์โวยนิดๆ “ทำไมน้าพูดกับแฟนหนูอย่างนี้ล่ะคะ”
ครองสุขบอก “นี พาแฟนแกออกไปจากบ้านชั้นเดี๋ยวนี้”
“โธ่น้า แค่หนูพาแฟนมาบ้านอย่าทำเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตไปหน่อยเลย” ทัศนีเถียง
ปิ่นอนงค์เข้ามายืนหลังอุ่นเรือน
“ยังมีหน้ามาพูด ชั้นส่งเสียให้แกเรียนหนังสือแกก็ไม่เรียน คบหาผู้ชายไม่เลือกหน้า คนดีๆ ที่ชั้นแนะนำแกก็ไม่เอา แล้วดูแกสิเอาไอ้กร๊วกที่ไหนก็ไม่รู้มาเหยียบบ้านชั้น ขายหน้าจริงๆ”
นิคหน้าเสีย เริ่มมีอารมณ์ “โห แรงไปมั้ยคุณน้า”
ทัศนีย์ลุกพรวด “นิคน่ะ เค้าเป็นถึงลูกชายอบจ. ไม่เหมือนที่น้าคบอยู่ทุกวันนี้” ปรายตามองธีระอย่างดูถูก “คิดว่าหนูไม่อายชาวบ้านหรือไง”
ครองสุขอึ้ง “อีอกตัญญู”
ครองสุขโผเข้าจะตบทัศนีย์
ธีระรีบห้าม “อย่าครับพี่ อย่า...”
ธีระจับแขนครองสุขไว้ ปิ่นอนงค์เข้าจับแขนคุณนายอีกข้าง
“ใจเย็นๆ ค่ะ คุณนาย”
คนงานนั่งกินข้าวกันที่ตรงซุ้มข้างเรือนคนงาน กลุ่มถวิลมีเปี๊ยก หวาน และจอม ซึ่งจอมเอามือคลำแก้มที่ยังชาๆ เพราะถูกตบ หวานบ่นอุบ
“คุณนายเค้าเลี้ยงหลานยังไงของเค้า เห็นบ้านเราเป็นโรงแรมหรือยังไง หิ้วผู้ชายเข้าบ้านมาอย่างนี้”
“เค้าเรียกเชื้อไม่ทิ้งแถว เรื่องผู้ชายก็ยังพอว่า แต่ไอ้ที่ให้ชั้นขับรถไปเมื่อคืนอย่างกับซ่องโจรหรือไม่ก็บ่อนอย่างนั้นแหละ” ถวิลว่า
จอมอึ้ง “หมายความว่า ที่เค้าลือกันว่าคุณนายเข้าบ่อนก็จริงเหรอพ่อ”
“เจริญละ คนเราลองผีพนันสิงซะก็หมดทุกอย่าง ทีนี้ไร่ไพศาลจะเหลืออะไร” หวานเหน็บ
“คิดถึงคุณใหญ่ ถ้าคุณใหญ่ยังอยู่ ไร่ไพศาลคงไม่อยู่ในสภาพนี้” ถวิลระอาใจนัก
“แต่คุณใหญ่แกก็หนีไปเพราะแกฆ่าคนตายในไร่ไม่ใช่เหรอพ่อ แสดงว่าแกก็ร้ายไม่ใช่เล่น”
ถวิลพูดเป็นนัย “ไอ้ที่ร้ายก็เพราะมันมีเหตุ”
ระหว่างนั้นเปี๊ยกคนงานใบ้ของไร่ เดินเข้ามา ส่งเสียงอ้อแอ้ ทำท่าทางประมาณที่เรือนใหญ่มีคนทะเลาะกัน
“อะไร ไอ้เปี๊ยก คนกำลังคุยกัน อย่ามาทำเสียบรรยากาศ” หวานโวยใส่
จอมคุ้นเคยกันอย่างดีสงสัย “ที่เรือนใหญ่ ...ใครทะเลาะกันเหรอพี่”
ถวิลกับอุ่นเรือนเข้ามา ครองสุขดิ้นรน ถูกล็อกแขนสองข้างโดยปิ่นอนงค์และธีระ ทัศนีย์หลบหลังนิค สองคนถอยหนีรอบโต๊ะ
“ค่อยๆ พูด ค่อยๆจาซิคุณน้า” นิคว่า
ครองสุขเดินตามในสภาพถูกล็อกแขน “แกไม่เกี่ยว หลบไป”
ธีระชี้หน้านิค “แกรีบไปเลย ไปเดี๋ยวนี้”
ทัศนีย์ไม่พอใจธีระ “แกมีสิทธิ์อะไรมาไล่แฟนชั้น ทีแกกับน้าสุข ชั้นยังไม่บ่นสักคำ”
ครองสุขด่าอีก “อีเนรคุณ”
ครองสุขคว้าขวดบนโต๊ะ เงื้อจะเขวี้ยง อุ่นเรือนถลาคว้าแขนคุณนาย ขวดกระเด็นไปเฉียดหัวนิคกับทัศนีย์
ครองสุขของขึ้นเต็มที่ เหวี่ยงอุ่นเรือนสุดแรง ร่างกระเด็นไปกระแทกข้างฝาทรุดลงกับพื้น อุ่นเรือนซึ่งไม่สบายอยู่แล้วรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก สิ้นสติ
ทัศนีย์กับนิคสบโอกาสเผ่นหนีไปทันที ครองสุขตกใจนิ่งยืนหอบ ปิ่นอนงค์รีบไปประคองอุ่นเรือนด้วยความตกใจ
“แม่.. แม่... ลุงหวิน พาแม่ส่งโรงพยาบาลที”
ถวิลวิ่งไปหาอุ่นเรือนช่วยประคอง ทุกคนตื่นตระหนกตกใจกันไปหมด
จอมวิ่งเข้ามาพอดี ถวิลเรียก “ไอ้จอมมาช่วยกัน”
ไม่นานนักปิ่นอนงค์ ถวิล วิ่งตามรถเข็นเตียงคนไข้ที่อุ่นเรือนนอนไร้สติไป
ผู้ช่วยเข็นเตียงเร็วรี่ พยาบาลประกบข้างเตียง
ปิ่นอนงค์ ถวิล และทุกคนหน้าตาตื่นตระหนก
“แม่...แม่” ปิ่นอนงค์เรียกแม่ตลอดเวลา
เตียงถูกเข็นเข้าห้องไปในห้องฉุกเฉิน พยาบาลขวางปิ่นอนงค์ ถวิล
“รอข้างนอกนะคะ ห้ามเข้าค่ะ”
ปิ่นอนงค์ ถวิลมองผ่านกระจกที่ประตู จอมเข้ามาสมทบ ปิ่นอนงค์เห็นอุ่นเรือนถูกยกร่างขึ้นเตียง บรรดาหมอ พยาบาล ผู้ช่วย เตรียมเครื่องมือวุ่นวาย ตั้งจอจับสัญญาณชีพ เครื่องกระตุ้นหัวใจ หมอเจ้าของไข้ส่องไฟฉายตรวจดูม่านตาอุ่นเรือน
ปิ่นอนงค์ กับถวิล นั่งกระสับกระส่าย พยาบาลถือเอกสารเข้ามา สองคนรีบลุกปิ่นอนงค์ถามทันที “แม่เป็นอะไรมากมั้ยคะ คุณพยาบาล”
“ต้องผ่าตัด ทำบอลลูนหัวใจ ญาติกรุณาเซ็นยินยอม ด้วยค่ะ”
ปิ่นอนงค์ตกใจยืนตาค้าง ซวนเซ จอมคว้าตัวไว้ ถวิลรีบหยิบปากกากับเอกสารจากพยาบาลยื่นให้ปิ่นอนงค์
“เซ็นชื่อเร็วหนูปิ่น”
ปิ่นอนงค์เซ็นชื่อตามที่ถวิลชี้ในเอกสาร
“มีประกันหรือใช้สิทธิอะไร” พยาบาลถามอีก
“จัดการได้เลยครับเรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง คนไข้เป็นแม่บ้านไร่ไพศาลครับ”
พยาบาลรับเอกสาร และปากกา เดินออกไป
ปิ่นอนงค์ ถวิล และจอมมองตาม ปิ่นอนงค์ยกมือไหว้ น้ำตาไหล
“ขอให้วิญญาณคุณผู้ชาย คุ้มครองแม่ให้ปลอดภัยด้วยนะคะ”
เหตุการณ์ที่ไร่ไพศาลเวลานั้น ธีระประคองครองสุขเข้ามาในห้อง ภาพไพศาลกับครองสุขในห้องนอนเหมือนมองมา ธีระโอบดึงให้ครองสุขนั่งลง
“ใจเย็นๆ น่ะพี่ โมโหไปก็ไม่มีประโยชน์ ทัศนีย์ไม่เห่อใครนานหรอก เดี๋ยวเบื่อก็เลิกไปเอง”
ครองสุขเยาะ “มันไม่ใช่ลูกเธอ เธอก็พูดได้ซิ”
ธีระงง “ลูก”
ครองสุขตัดบท “ไป ไปฉันปวดหัว อยากอยู่คนเดียว”
ธีระเดินออกไปงงๆ ครองสุขลุกขึ้นเดินพล่าน หยิบโน่นนี่ขว้างปา แล้วหันไปมองรูปไพศาลที่ผนังซึ่งถ่ายคู่กับครองสุข
“อย่ามามองเยาะเย้ยฉันนะ ถึงยังไงฉันก็ไม่ยอมแพ้หรอก ตานะกับยัยนี ต้องได้ครอบครองที่นี่ไม่ใช่ไอ้ใหญ่ เพราะไร่ไพศาลมันควรเป็นของฉัน ตั้งแต่ฉันยอมเอาชีวิตสาวมาทิ้งไว้กับตาแก่อย่างแกแล้ว”
ครองสุขสะดุดตาสร้อยคอเพชรเส้นสวย ที่ตัวเองสวมตอนถ่ายรูปนี้ พร้อมๆ กันนั้น ที่มาของสร้อยสวยราคาแพงก็ผุดพรายขึ้นมาในความคิด
อ่านต่อหน้า 3 เวลา 17.00 น.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 (ต่อ)
วันนั้นในอดีต ครองสุขในวัยสาวสะพรั่ง แต่มีลูกน้อยสองคนแล้ว อาศัยอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด กำลังเอาสร้อยมาทาบคอ อวดอุ่นเรือน
“สวยมั้ย แก คุณไพศาลให้ฉันเป็นของหมั้น”
อุ่นเรือนเป็นห่วง อดถามไม่ได้ “คุณหนูจะแต่งงานกับนายไพศาลนั่นจริงเหรอคะ เค้าแก่กว่าคุณหนูตั้งเกือบสองรอบ”
ครองสุขยิ้ม “ดีซิ แก่อย่างงี้อยู่อีกไม่เท่าไหร่ก็ตายทิ้งสมบัติให้ฉันแล้ว แกไม่รู้อะไร คุณไพศาลมีทั้งไร่ทั้งรีสอร์ตกว้างสุดลูกหูลุกตา”
อุ่นเรือนทักท้วง “แล้วคุณไพศาลรู้เรื่องคุณนะกับคุณนีมั้ยคะ”
ระหว่างนั้นเด็กหญิงทัศนีย์วิ่งเข้ามาถือมงกุฎดอกไม้เข้ามาด้วย ทัศนีย์
“แม่ ช่วยด้วย พี่นะจะตีหนู”
เด็กชายทรรศนะวิ่งตามเข้ามาแย่งคืน “เอาคืนมานะนี มงกุฎนั่นพี่ทำให้ปิ่น ไม่ใช่ของเธอ”
“แต่นีชอบนีจะเอา นังปิ่นมันเป็นขี้ข้า พี่นะไปทำให้มันทำไม”
ทัศนีย์กับทรรศนะแย่งกันไปมา
ทรรศนะบอก “ไม่ เอาคืนมา”
เด็กหญิงปิ่นอนงค์ยืนร้องไห้ มองดูอยู่ตรงหน้าประตู อุ่นเรือนเข้าไปกอดปลอบ
ครองสุขตวาดลูกทั้งสองคน “โอ๊ย พอซะที มาแย่งกันทำไมมงกุฎกระจอกกระจอกนี่”
ครองสุขแย่งมงกุฎไปแล้วขว้างใส่ปิ่นอนงค์
“ให้นังปิ่นมันไป แล้วฉันจะหามงกุฎเพชรจริงๆ มาให้แก ยัยนี”
ทัศนีย์มองตาโต “จริงเหรอคะ แม่”
“ใช่ เราทั้งหมดกำลังจะย้ายจากบ้านรูหนูนี่ไปอยู่คฤหาสน์กลางภูเขา ต่อไปเราจะมีทั้งเงิน ทอง เพชร นิลจินดาเยอะแยะ”
ทัศนีย์ร้องลั่น “ไชโยๆๆ”
ครองสุขวาดวิมานต่อ “แต่มีข้อแม้ ฟังนะ ทรรศนะ ทัศนีย์ ถ้าแกอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แกต้องเรียกฉันว่าน้า”
ทรรศนะฉงน “ทำไมละครับ ทำไมต้องเรียกแม่ว่าน้าด้วย”
“ไม่ต้องถาม ถ้าแกยังอยากไปอยู่กับฉัน ทำตามที่ฉันบอก แล้วแกก็จะสบาย” มองมาทางอุ่นเรือน “นังอุ่นถ้าอยากหอบลูกไปอยู่กับฉัน ก็จัดการสอนลูกแกใหม่ด้วย ฉันไม่เคยมีผัว มีลูก จำไว้”
อุ่นเรือนฟัง แต่ตามองปิ่นอนงค์ที่เก็บมงกุฎมาชื่นชม ไม่รู้เรื่องรู้ราว
ไม่นานต่อมา ครองสุขหอบลูกสองคนที่อุปโลกน์ว่าเป็นหลาน พร้อมด้วยอุ่นเรือนกับปิ่นอนงค์มาที่ไรไพศาล โดยมีไพศาลถือไม้เท้า เดินโอบครองสุข
พวกอุ่นเรือน ปิ่นอนงค์ ทรรศนะ และทัศนีย์อยู่ด้านหลัง
ปลอด ถวิล คนงานไร่ ชาย-หญิง มาประชุมกันตรงกันข้าม คนใช้สาวอีกนางยืนสำรวมอยู่มุมหนึ่ง
“ต่อไปนี้คุณครองสุข จะมาเป็นนายหญิงคนใหม่ของที่นี่”
สิ้นเสียงประกาศ หมู่มวลคนงาน คนใช้ สบตากันไปมางงๆ
ไพศาล ผายมือไปที่ทรรศนะ ทัศนีย์ ต่อไปจนถึงอุ่นเรือน และปิ่นอนงค์
“หลานๆ ของคุณครองสุข และคนติดตาม จะมาอยู่ที่นี่เป็นครอบครัวเดียวกันกับชั้น”
ครองสุขยืนทำเป็นอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มเยื้อน แต่จิกตามองข่มทุกคน
“ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนเดิมนะจ๊ะ ชั้นจะดูแลไร่กับคนงานทุกคนให้เหมือนกับคุณนายคนก่อน”
ใหญ่ หรือชาลิตพรวดพราดเข้ามา คู่หูเด็กชายปานเทพตามมาติดๆ แล้ววิ่งไปยืนแอบหลังพ่อ
“อย่าเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับแม่ของชั้น แกไม่มีวันเหมือนแม่ของชั้น”
ว่าพลางใหญ่วิ่งเข้าไปเตะ ถีบกองกระเป๋าใกล้ๆ กระจาย ทุกคนช็อก
ไพศาลลุกเดินเข้าไป ตบหน้าใหญ่ดังฉาด ใหญ่ยืนจ้องตาไพศาลแล้วหันไปมองครองสุข ไพศาลเงื้อมือจะตบอีกที ใหญ่วิ่งไปชนปิ่นอนงค์กระเด็นล้มลงแล้ววิ่งไปไม่สนใจใคร
ปลอดกับปานเทพ ผลุนผลันจะตาม ปลอดร้อง “คุณใหญ่”
ไพศาลยกมือห้าม “ไม่ต้องตาม ปล่อยมันไป”
ปลอดกับปานเทพสบตากันนิ่ง
ครองสุขตีบทเสียใจกระจาย สะอึกสะอื้นเบาๆ ไพศาลตรงเข้าไปกอดครองสุข ตบหลังตบไหล่เบาๆ
“ขอโทษๆ ไม่เป็นไรๆ แม่ใหญ่มันเพิ่งตายไม่นาน มันคงทำใจยังไม่ได้ เดี๋ยวผมจะพูดกับมันเอง”
ปิ่นอนงค์กับอุ่นเรือนเหลอหลา หมู่คนงานสบตากัน
ใหญ่กับปานเทพกำลังซ้อมมวย ใหญ่ให้ปานเทพจับกระสอบทราย ทรรศนะเข้ามามองอย่างสนใจ
“จับแน่นๆ สิไอ้ปาน”
“ได้เลย ไอ้คุณใหญ่”
ทรรศนะเอ่ยขึ้น “เล่นด้วยซิ คุณใหญ่”
ใหญ่หันขวับ ปานเทพกอดกระสอบหน้าเครียด
ระหว่างนั้นอุ่นเรือนกางร่มให้ครองสุข ซึ่งเดินเล่นอยู่ มองมาเห็นตกใจจนร่มหล่น
“ว้าย ตายแล้ว คุณนะ”
ใหญ่ไล่ต่อยนะจนแว่นกระเด็น ล้มลุกคลุกคลาน โดยมีปานเทพยืนเชียร์
ครองสุขเห็น วิ่งมาหา ทรุดลงยองๆ มองลูกชายอย่างเป็นห่วง “หยุดนะ คุณใหญ่ อ๊ายยย”
ใหญ่เงื้อจะต่อยซ้ำเลยเฉียดหน้าครองสุขล้มลงไปทับกับทรรศนะ อุ่นเรือนเข้าประคอง
ใบหน้าทรรศนะ ช้ำ ปากเจ่อ น้ำตาไหล สะอื้นฮักๆ ครองสุขกอดทรรศนะร้องไห้ ปิ่นอนงค์ยืนแอบมองที่ประตู
ไพศาลชี้หน้าใหญ่ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ อีกมุมปานเทพกับปลอดยืนอยู่
“ไอ้ใหญ่ แกจะก้าวร้าวเกินไปแล้ว กราบขอโทษครองสุขซะ”
“ผมไม่ผิด ผมไม่ขอโทษ” ใหญ่ไม่ยอม
ปานเทพพูดแทรกขึ้น “จริงครับ คุณนะมาขอเล่นเอง เราไม่ยอมให้เล่นก็ไม่ฟัง แล้วพอคุณนายเข้ามาห้ามเลยล้มลงไป คุณใหญ่ไม่ได้ทำอะไรคุณนายเลยนะครับ”
ครองสุขสบโอกาสสร้างภาพแสนดี “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันมันก็แค่คนอาศัย คำพูดของฉันไม่มีความหมายอะไรหรอก”
“ไม่ได้ เธอเป็นเมียฉัน เป็นคุณนายของที่นี่ ถ้าใครมันไม่เคารพนับถือเธอก็อยู่ไม่ได้ แกจะกราบหรือไม่กราบ”
ใหญ่ยืนกรานแน่วนิ่ง “ไม่ ผมจะกราบแม่ผมคนเดียว”
“ไอ้ดื้อด้าน”
ไพศาลลุกคว้าไม้เท้าจะหวดใหญ่ที่แขน ใหญ่จับไม้ได้ สองพ่อลูกยื้อแย่งกัน ทุกคนตกใจ
ใหญ่แย่งไม้ได้โยนลงตรงหน้าไพศาล แล้วเดินหนีไป ชนปิ่นอนงค์จนเซ ใหญ่จะเข้าจับช่วย แต่เปลี่ยนใจเดินหนีไป
ไพศาลก้มลงหยิบไม้ “ชั้นจะเอาเลือดหัวแกออกไอ้ใหญ่”
พอไพศาลเดินตามใหญ่ไปได้สามก้าว ก็หน้ามืดล้มลง
ใหญ่เดินไปไม่หันกลับ
“คุณไพศาล คุณ...” ครองสุขร้องเสียงหลง
ค่ำคืนหนึ่ง หลายวันต่อมา ประตูโรงนาเปิดเข้ามา ผา ผัวเก่าครองสุขเมาแอ๋ ค้ำคอครองสุขดันไปติดกองฟาง สักครู่หนึ่งผาจึงปล่อยมือจากคอ ครองสุขไอแค่ก น้ำตาเล็ด ผาโผเข้ากอดซุกไซ้จูบ ครองสุขดิ้นผลักออก
“ฉันขอร้อง แกออกไปจากที่นี่เถอะ เห็นแก่ลูกนะ”
“อย่าเอาลูกมาอ้าง เธออยากมีผัวเป็นเศรษฐีมากกว่า นี่ถ้าฉันไม่แหกคุกออกมา ก็ไม่รู้หรอกว่าเธอมาเสวยสุขอยู่นี่”
“แล้วจะเอายังไง ถึงฉันยอมให้แกทำงานที่นี่ ซักวันตำรวจก็ต้องตามแกเจออยู่ดี” ครองสุขอัดอั้น
ผาผลักครองสุขจนกระเด็น “ถ้าแกยอมจ่ายหนึ่งล้านชั้นจะไม่มาที่นี่อีกต่อไป”
ครองสุขชะงักกึก “ชั้นไม่มี ให้แกหรอก เงินตั้งล้าน”
“ถ้าอย่างนั้น ชั้นจะไปบอกความจริงให้ไอ้แก่ไพศาลรู้ว่าแกเป็นเมียชั้น ไอ้นะกับอีนีก็เป็นลูกของชั้นกับแกชั้นจะเอาลูกกับเมียกลับบ้าน”
ครองสุขร้องลั่น “อย่านะ”
จังหวะนั้นคราดโดนศอกใหญ่ที่แอบดูอยู่มุมหนึ่ง เอนล้มลง ผาและครองสุข หันขวับสบตากับใหญ่ที่ตกใจ ตาค้าง
“แกสองคนหลอกพ่อฉัน ฉันจะไปบอกพ่อให้จับแกเข้าคุก”
ใหญ่จะเดินไป ผารีบวิ่งไปดักที่ประตู เดินเข้าหา ใหญ่ตกใจ ถอยหลังกรูด
“เอาไงดี ไอ้เด็กนี่ จะฆ่าปิดปากหรือว่าจะเอาไปเรียกค่าไถ่ดี”
ใหญ่ถอยไปสะดุดคราดเมื่อครู่ คว้าคราดมาถือเตรียมสู้ ครองสุขลุ้นระทึก
ผาเดินเข้าหา ใหญ่ใช้คราดในมือฟาดเข้าที่ขา ผาสะดุ้งเจ็บปวด โมโหชักมีดพกออกมา“เล่นแรงๆ กูชอบ”
ผาถือมีดระดับอกจดจ้องเดินเข้าหาใหญ่ ใกล้เข้าไปๆ ใหญ่ตั้งหลักเอาคราดแทงสวนที่ข้อมือ ผาอย่างแรง ซี่คราดกระแทกมือที่ถือมีดเฉือนคอด้านข้าง ผาล้มลงเลือดพุ่ง ร่างกระตุกๆ
“ผา ผา พี่ผา...” ครองสุขตกใจ นึกว่าผาตายจริงๆเหลียวขวับมาทางใหญ่ “แกฆ่าคนตาย
ใหญ่ตกใจขวัญเสีย ยืนตัวแข็ง ปล่อยคราดตกพื้น
“ไม่นะ ฉันไม่ได้ทำ”
ครองสุขมองใหญ่แล้วหันมามองผา ผัวเก่าที่แน่นิ่งไป ครองสุขนิ่งคิดแผนร้าย ยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา ใหญ่สบตาครองสุข
“ถ้าตำรวจมาถึง คนที่จะติดคุกก็คือแก คุณไพศาลไม่มีทางเชื่อเรื่องที่แกบอกหรอก ฉันว่าแกหนีไปซะดีกว่า ไปซิ ไป”
พอได้ฟัง ใหญ่วิ่งหนีสุดชีวิตออกประตูไป ครองสุขวิ่งตามมาดู เหยียดยิ้มด้วยความสะใจ
“ขอบใจนะที่แกช่วยกำจัดเสี้ยนหนามให้ฉัน ขอให้แกไปแล้วไปลับ ไอ้ใหญ่ ไอ้ฆาตกร”
ติดตามทุกความเข้มข้นของ "ปิ่นอนงค์" สมบูรณ์ที่สุดซีนต่อซีน จุใจและเต็มอิ่มมากกว่าใคร ละเอียดทุกลมหายใจตัวละคร!! ทุกวันทางละครออนไลน์ 2 รอบเวลา 9.30 น. และ 17.00 น.
ชาลิตหรือใหญ่ที่เคยถูกครองสุขหลอกเมื่อสิบปีก่อน ยังไม่ไปลับตามคำแช่งชัก และกำลังลุ้นไพ่ในมือ ยิ้มเครียดอยู่ เพราะเงินกองกลางตรงหน้าร่วมสามแสนบาท
เจ้ามือตี๋อ้วนลุ้นไพ่หนักไม่ต่างกัน เอามือรีดไพ่ป้องปิดมิดชิด แล้ววางไพ่ลง พลางเอามือปาดเหงื่อที่หน้าผากสบตากับใหญ่เจ้ามือยิ้มร่า
“เจ้าตองเอ”
ใหญ่หงายไพ่ “ผมก็ตองเอ”
เจ้ามือลุกชี้หน้าใหญ่
“เฮ้ย จะบ้าเหรอ ไพ่สำรับนึงมีเอแค่สี่ใบ แล้วเอ็งจะตองได้ยังไง ค้นตัวมัน”
สมุน คนหนึ่งผลักใหญ่ไปกระทกข้างฝา ไพ่หลุดจากแขนเสื้อใหญ่ทั้งสองข้างๆ ละ สิบใบ ทุกคนมองหน้าใหญ่เหี้ยมเป็นตาเดียวกัน
ใหญ่ยิ้มๆ “สงสัยร้านซักรีดหยิบผิด เอาเสื้อคนเล่นกลมาให้”
เจ้ามือสั่งเข้ม “อัดมัน”
สมุน 2 คน ตรงเข้าต่อยใหญ่ ใหญ่โชว์แม่ไม้มวยไทยต่างๆ นานา ฝีมือขั้นเทพ เจ้ามือโกยเงินอยู่ ใหญ่พุ่งเข้าไปชักปืนจี้พุง ส่งกระเป๋าสะพายให้เจ้ามือ สมุนชะงักกึก
“เอาใส่กระเป๋าให้หมด ไม่งั้นพุงแตก”
เจ้ามือรีบโกยเงินใส่กระเป๋าสะพายให้ใหญ่ตามสั่ง ใหญ่กวาดปืนไปมา
“ใครอยากตายก็ตามมา” ใหญ่ออกประตูไปทันควัน
ใหญ่วิ่งมาที่รถ ปานเทพตกใจ หันไปดูมีสมุนไล่ตามมาไกลๆ 4 คน ถือปืนมาด้วยใหญ่โดดขึ้นข้างคนขับ
“อะไรของแกวะเนี่ย ไอ้คุณใหญ่” ปานเทพโวยลั่น
ใหญ่สั่ง “ไปเร็ว
ปานเทพขับรถทะยานออกไปเร็วรี่
สมุนคนหนึ่งวิ่งเข้ามา หันไปสั่งสมุนลูกน้อง “ไปเอารถมา” ลูกน้องวิ่งจู๊ดกลับไป
สมุนมองตามรถใหญ่กับปานเทพ ด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม
ด้านใหญ่นั่งเหลียวหลัง แลหน้า ดูสมุน ปานเทพมองใหญ่งงๆ ถาม
“จะให้ไปทางไหนไอ้คุณใหญ่”
“ไร่ไพศาล อย่าขับเร็วนักสิวะ เดี๋ยวพวกมันตามไม่ทัน” ใหญ่บอก
ปานเทพเซ็ง “อะไรวะ หนีแต่กลัวเค้าตามไม่ทัน”
บนถนนเส้นนั้น รถใหญ่ขับมา รถผู้ร้ายตามมาไกลๆ สมุนในรถผู้ร้ายโผล่ออกมาจากหน้าต่างรถ ยิงใส่รถใหญ่สองนัด ปานเทพสะดุ้ง กลัวสุดขีดใหญ่ขำๆ
ใหญ่มองอยู่ร้องสั่ง “มาแล้วๆ รักษาระยะเอาไว้”
“ระยะบ้าอะไร ลูกปืนนะโว้ยไอ้บ้า”
ปานเทพขับรถมาถึงถนนหน้าไร่ไพศาลระวังตัวเต็มที่ กลัวโดนยิง “จะถึงไร่แล้ว เข้าไปเลยมั้ย”
ใหญ่รีบบอก “ไม่ต้อง เลยไปหน่อยแล้วปล่อยชั้นลง เสร็จแล้วแกกลับไปเลย”
ปานเทพงง “เฮ้ย นี่แกจะเล่นอะไรของแกอีกวะ”
รถแล่นผ่านป้ายไร่ไพศาล “เออ...แล้วจะติดต่อไป ขอบใจมาก”
ปานเทพชะลอความเร็ว ใหญ่ม้วนตัวลงจากรถ ปานเทพขับออกไปเร็วรี่ใหญ่วิ่งเข้าไปที่รั้ว
รถผู้ร้ายเห็นใหญ่ เบรกเอี๊ยด ใหญ่พุ่งตัวหายเข้าไปในรั้วไร่ สมุนลงรถมาเหลียวหาไปมา
เวลานั้นอุ่นเรือนนอนบนเตียงคนไข้ พยาบาลปรับระดับน้ำเกลือ เก็บปรอท เครื่องวัดความดัน บอกอุ่นเรือน
“พักผ่อนนะคะ อีกสักครู่ คุณหมอจะมาตรวจค่ะ”
ปิ่นอนงค์นอนที่โซฟา พยาบาลออกไปแล้ว ปิ่นอนงค์ตื่น รีบลุกไปดู เห็นแม่ลืมตาปิ่นอนงค์ดีใจ
“แม่ฟื้นแล้ว ดีจังเลยค่ะ หิวมั้ยคะ เดี๋ยวปิ่นไปตามพยาบาลดีกว่าว่าแม่กินอะไรได้บ้าง”
อุ่นเรือนส่ายหน้า ปิ่นอนงค์ชะงัก
“ทำไมต้องผ่าตัดด้วย แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเค้า
อุ่นเรือนพูดบอกด้วยเสียงโรยแรงเต็มที
“เรื่องเงินช่างมันเถอะค่ะ ไม่ว่าจะต้องเสียเงินเท่าไหร่ ปิ่นก็จะหามาให้ได้ขอให้แม่อยู่กับปิ่นก็พอแล้ว”
อุ่นเรือนเอ็ดเอา “พูดง่ายๆ แล้วแกจะไปหาที่ไหน แล้วนี่คุณนายรู้เรื่องรึยัง ที่บ้านไร่เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ มีเรื่องวุ่นวายอย่างนี้”
ปิ่นอนงค์ยิ้มบอกแม่ “ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ลุงหวินกับจอมกลับไปแล้ว คุณทัศนีย์กับแฟนเธอก็ออกจากไร่ไปแล้ว แม่ไม่ต้องห่วง”
“ไม่ห่วงได้ยังไง นังน้อยมันได้เรื่องที่ไหน ไม่เอาล่ะไปคุยกับหมอซิ แม่ขอกลับ” ขยับจะลุกแต่ก็ไม่มีแรง
“แม่...” ปิ่นอนงค์กลุ้มใจ
จินตนาเปิดประตู หิ้วถุงผลไม้เข้ามาหน้าตาตื่น
“สวัสดีค่ะแม่ ขอโทษนะปิ่น มาช้าไปหน่อย”
“ไม่ช้าหรอก พอดีเลย จิน” ปิ่นอนงค์ยิ้มดีใจ
เวลาเดียวกันนั้นรถสมุนเฮียตี๋จอดมองอยู่ใกล้ๆ เรือรักษาการณ์หน้าไร่ไพศาล มีถวิลกับจอม ยืนประจันหน้ากับสมุนทั้ง 4 อยู่ พวกคนงานยืนกล้าๆ กลัวๆ ถือจอบ ถือมีด และเสียมอยู่หลังถวิลต่างเหลือบมองด้ามปืนที่เอวสมุนไปมา
“ยังไงชั้นก็ให้พวกแกเข้ามาเพ่นพ่านในไร่ไพศาลไม่ได้เป็นไงก็เป็นกัน” ถวิลว่า
“แต่คนร้ายที่จี้ทรัพย์เรามันวิ่งหลบเข้ามาในไร่นี้นะลุง” สมุน 1 ใน 4 บอก
จอมออกหน้า “ไม่มีผู้ร้ายที่ไหนกล้าเข้ามาในไร่นี้หรอก แล้วพวกนายก็ไม่ใช่ตำรวจ ถ้าจะเข้าก็ต้องข้ามศพพวกฉันก่อน”
จอมพูดจบต่างฝ่ายต่างกุมด้ามปืน เตรียมปะทะกัน
เสียงธีระดังขึ้น “เฮ้ยอะไรกันวะ”
ธีระเข้ามา สบตาสมุนเฮียจ๋อยๆ
“มีเรื่องอะไรกันครับ”
“มาตามคนร้าย มันปล้นเงินเสี่ยแล้วหนีเข้ามาในนี้” สมุนเฮียบอก
“อ๋อ...ได้ๆ ผมพาไปเอง จะตรวจดูตรงไหนก็บอก พวกกันๆ” ธีระออกโรงเจ้ากี้เจ้าการ
ถวิลมองขวางๆ “ใครพวกใคร นักเลงคุมบ่อนทั้งนั้น”
ธีระด่า “เงียบเลยลุง ผมรับผิดชอบเองไปครับไป”
สมุนทั้ง 4 คน หันมาทำหน้ากวนใส่ถวิล ถวิลเครียด ธีระเดินไปขึ้นรถพวกสมุนขับออกไป
ระหว่างนั้นปิ่นอนงค์ขับรถจินตนาเข้ามาจอด สองสาวลงรถ ถวิลโบกมือไล่พวกคนงานไป
ปิ่นอนงค์สงสัยมองพวกคนงานที่ออกไป
“ใครมาเหรอลุง จอม มีเรื่องอะไรกันเหรอ”
“ไอ้พวกนักเลง มันมาตามหาคู่กรณีว่าหนีมาในไร่เรา” ถวิลบอก
“มั่วรึเปล่าก็ไม่รู้ ปิ่นระวังๆ ตัวเอาไว้ก็ดี ป้าอุ่นเป็นยังไงบ้างล่ะ” จอมถาม
“ฟื้นแล้วจ้ะ ตอนนี้ปิ่นวานให้เพื่อนอยู่เฝ้าแล้วก็ยืมรถเค้าขับมา ขอบคุณลุงกับจอมมากๆ เลย” ปิ่นอนงค์ไหว้ “ที่ช่วยพาส่งโรงพยาบาล นี่คุณนายอยู่บ้านรึเปล่าจ๊ะลุง”
หวินที่อยู่ด้วยพยักหน้าบอกว่าอยู่
น้อยจัดอาหารวางบนโต๊ะทานอาหารริมระเบียงเรือนใหญ่ เป็นข้าว ไข่เจียว และผัดผัก
ครองสุขเห็นเมนูก็โวยใส่ “นังน้อย แกเอาขยะอะไรมาให้ฉันกิน”
“ป้าอุ่นกับพี่ปิ่นไม่อยู่ ไม่มีใครทำกับข้าวค่ะ นี่น้อยก็ไปขอจากเรือนคนงานมา”
ครองสุขด่า “ฉันเป็นใครถึงต้องมากินกับข้าวเหลือเดนจากไอ้พวกคนงาน ไปซื้อกับข้าวใหม่มา”
น้อยรีบบอก “ป่านนี้แล้ว จะไปซื้อที่ไหนละคะ เงินก็ไม่มี”
“ก็เอาเงินเดือนที่ฉันให้แกออกไปก่อนซิ เร็วฉันหิว”
น้อยโต้ออกมา “ฝันไปหรือเปล่าคะ เงินเดือนๆนี้ยังไม่ออกเลยนะคะคุณนาย”
ครองสุข ทำท่าจะร่อนจานใส่ น้อยรีบยกเอามือขึ้นบัง
โทรศัพท์มือถือดังขึ้น ครองสุขวางจานรับโทรศัพท์
“ฮัลโหล” ครองสุขออกอาการดีใจ ตาโต “นะ...นะเหรอลูก”
อ่านต่อหน้า 4
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 (ต่อ)
ทรรศนะซึ่งเวลานี้ยังอยู่ที่เมืองนอก นั่งที่โต๊ะในร้านอาหารแห่งหนึ่ง บนโต๊ะจุดเทียน มีจานอาหารสองจาน ถ้วย ซุป สลัด เหลือเศษอาหารนิดหน่อยเพราะกินกันหมดแล้ว เห็นลูกค้าโต๊ะอื่นฝรั่งชาย หญิงนั่งกินอาหารกันในร้าน
“ครับ...ตอนนี้วงเงินในการ์ดเต็มแล้ว คุณน้าช่วยโอนให้ผมซักแสนนึงได้มั้ยครับ”
ทรรศนะเรียกแม่ว่าน้า จนติดปากตั้งแต่เด็ก
ครองสุขตกใจจนลืมตัว พูดเสียงดังลั่น “แสนนึง”
น้อยที่กำลังจะออกไปหยุดแล้วแอบฟัง
“ทำไมมันมากมายนักล่ะนะ”
“ผมต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินของผมกับของอร แล้วก็ต้องซื้อของกลับไปฝากที่บ้านอรด้วย”
“คือช่วงนี้ น้าต้องใช้เงินเรื่องปรับปรุง” พูดไปเหลียวระแวงไป “ขยายไร่กับรีสอร์ตอยู่ รออีกสองสามวันได้มั้ย”
บริกรฝรั่งเดินมายื่นบิลให้ ทรรศนะมองแล้วเอากระเป๋าออกมา ดึงแบงก์ดอลล่ามา เทียบเงินไทยแล้วประมาณ สองหมื่นบาท เกือบหมดกระเป๋า อรสอางค์เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี
“นะ เช็คบิลแล้วรึยัง”
“ครับ...รอเงินทอนอยู่”
“ถ้ามันไม่กี่สิบเหรียญก็ทิปไปเถอะ อรต้องไปช้อปอีกตั้งหลายที่”
“ครับๆ” ทรรศนะหน้าเจื่อน
ครองสุขถามออกไป “เสียงใครน่ะ”
“อรสอางค์ ลูกสาวท่านปลัดกระทรวงที่ผมเล่าให้คุณน้าฟังไงครับ คุณน้าเข้าใจใช่มั้ยครับว่า ผมต้องเทคแคร์อรสำหรับอร เงินแค่แสนนึงมันเล็กน้อยมาก ช่วยโอนพรุ่งนี้นะครับ คุณน้า...พลีส” ทรรศนะ พูดเท่านั้นก็ตัดสายทันที
ครองสุขเรียกอยู่นั่น “นะ ตานะ”
ปิ่นอนงค์เดินเข้ามาพอดี เห็นน้อยเกาะประตูอยู่ “คุณนายล่ะ”
น้อยชี้ๆ “หลานชายโทรมาจากเมืองนอก มาขอตังค์แหง”
ปิ่นอนงค์ยิ้มดีใจ “คุณนะ”
ปิ่นอนงค์เดินเข้าไป ขณะที่ครองอารมณ์เสียอยู่
“นะ โทรมาเหรอคะ คุณนาย”
ครองสุขแว้ดใส่เสียงเขียว “แล้วมันเรื่องอะไรของแก หายหัวไปไหนมา ข้าวปลาก็ไม่หาไว้ให้ฉัน เลี้ยงเสียข้าวสุก”
ปิ่นอนงค์หน้าจ๋อยเล่าอาการแม่ “ขอโทษค่ะ ปิ่นเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล แม่ต้องผ่าตัดหัวใจ แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้วค่ะ”
“อ้าว ก็ดีแล้วซิ แล้วจะมามัวพูดมากอะไร ไปหาข้าวให้ฉันกินซิ หิวไส้จะขาดอยู่แล้ว”
ปิ่นอนงค์รับคำแบบอึ้งๆ “ค่ะ”
ไม่นานหลังจากนั้น ปิ่นอนงค์อยู่ในครัวทำอาหารเสร็จและกำลังยื่นจานผัดมักกะโรนีกุ้ง ให้น้อยใส่ถาดพร้อมน้ำผลไม้
“คุณนายนี่โคตรใจร้ายเลย ป้าอุ่นป่วยจะตาย ไม่ถามอาการซักคำ” น้อยบ่นอุบ
ปิ่นอนงค์ปราม “ไม่เอา อย่าพูดถึงคุณนายอย่างนั้นท่านมีบุญคุณกับแม่กับพี่มาก พี่โตมาได้ขนาดนี้ มีบ้านซุกหัวนอน เรียนจนจบปริญญาก็เพราะท่าน”
น้อยยังไม่วายบ่นต่อ “แต่มันเกินไปจริงๆนี่ ถ้าไม่มีพี่ปิ่นนะ น้อยเผ่นไปทำงานโรงงานนานแล้ว”
ปิ่นอนงค์หน้าเสีย “ถ้าไม่มีน้อย พี่คงเหงาแย่เหมือนกัน รีบไปเถอะ เดี๋ยวก็โดนดุอีก”
น้อยเดินไป ปิ่นอนงค์ยิ้มเซ็งๆ
ปิ่นอนงค์กลับมาเรือนที่พัก ขึ้นห้องนอน นุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาจากมุมบังประตูตู้เสื้อผ้า รวบผมเก็บเตรียมเดินจะไปห้องน้ำ แต่แล้วปิ่นอนงค์ต้องชะงัก
เมื่อมองไปเห็นหน้าต่างเปิดแง้มอยู่ ปิ่นอนงค์คิ้วขมวดด้วยความสงสัยเดินไปปิดหน้าต่าง หันกลับมาเจอใหญ่
นึกถึงภาพตอนที่ตัวเองเอามีดขู่ใหญ่ผุดขึ้นมา ก็จำได้
ปิ่นอนงค์จะร้อง ใหญ่เอามือปิดปาก ปิ่นอนงค์ตาโต โหญ่ตาดุใส่บอกให้เงียบ
สมุนเสี่ยซึ่งเป็นหัวหน้าทีม เดินมากับธีระ ตามด้วยสมุนทั้งหมด ยืนเมียงมองหน้าเรือนอุ่นเรือน กวาดสายตาไปมา จากในบ้าน ขณะเดียวกันใหญ่กำลังผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ แอบดู เห็นธีระ สมุนทั้งสี่อยู่หน้าบ้าน
“เรือนพักพวกแม่บ้านผู้หญิง ไม่มีอะไรหรอก” ธีระบอก
ด้านในบ้านใหญ่ปิดปากปิ่นอนงค์ กระซิบหูปิ่นอนงค์ ปิ่นอนงค์ลนลาน
“ถ้าเธอบอกพวกมันว่าชั้นอยู่ที่นี่ ชั้นจะบอกว่าชั้นเป็นผัวเธอ เรากำลังจะจู๋จี๋กัน”
หัวโจกสมุนเสี่ย เดินมาที่ประตู ทุกคนตามมา มองรองเท้าปิ่นอนงค์
“เรียกซิ ขอดูข้างในหน่อย” สมุนหัวโจกมองธีระ
“ปิ่น ๆ”
ประตูเปิด ปิ่นอนงค์ในชุดเสื้อคลุม โผล่ประตูออกมาครึ่งๆ กลางๆ
“คุณธีระ มีธุระอะไรคะ ชั้นกำลังจะอาบน้ำ”
“เราตามหาคนร้ายอยู่ ขอตรวจดูในห้องหน่อย” สมุนหัวโจกบอก
“ผมว่า…”
ธีระพูดไม่ทันจบสมุนหัวโจกเปิดประตูกว้าง เดินสวนปิ่นอนงค์เข้าห้อง ทุกคนตาม
พวกมันกวาดสายตาไปทั่ว “ค้นดู” หัวโจกสั่ง
เหล่าสมุน ลูกน้อง กระจายไปดูที่ห้องน้ำ โผล่ไปดูหน้าต่าง ก้มดูใต้เตียง
ปิ่นอนงค์ไปนั่งที่เตียงบ่นเซ็งๆ “รองเท้าก็ไม่ถอด ห้องเพิ่งถูหยกๆ”
เหล่าสมุนลูกน้องเดินมาหาหัวโจก ต่างส่ายหน้า หัวโจกไม่วางใจหันไปดูตู้เสื้อผ้าที่เปิดแง้มอยู่
“นั่นมันตู้เสื้อผ้า ถ้าของมีค่าฉันหาย ฉันจะแจ้งตำรวจนะ”
ธีระเดินมาหา ปิ่นอนงค์รีบเดินไปหาธีระ
“ไม่ต้องกลัวนะปิ่น” ธีระบอกหัวโจกลูกน้องเสี่ย “ฉันว่ามันคงไม่เข้ามาในนี้หรอก ไปดูทางท้ายไร่ดีกว่า”
สมุนทั้ง 4 ออกไป ธีระหันมาหาปิ่นอนงค์ ปิ่นอนงค์ถอย
“หลับให้สบายนะ หมดเรื่องแล้ว” ธีระจ้องปิ่นอนงค์ตาเยิ้ม
ธีระรีบตามสมุนทั้ง 4 ออกไป ปิ่นอนงค์รีบปิดประตูล็อก
ใหญ่มุดออกมาจากตู้เสื้อผ้า เอาปืนเหน็บเอว เดินไปล้มตัวนอนที่เตียงมองปิ่นอนงค์ที่หน้าซีด ยืนที่ประตู
“อ้าว จะอาบน้ำก็ทำไปสิ ขอนอนพักหน่อย เหนื่อยมาทั้งวัน”
ใหญ่ชักปืนวางหัวเตียงแล้วหลับตากอดหมอน ปิ่นอนงค์มองอย่างหวาดกลัว
สมุนทั้งสี่ขับรถมาจอดหน้าเรือนรักษาการณ์
ถวิลโผล่ออกมายืน ธีระลงจากรถพวกสมุนเดินมาเรือนรักษาการณ์
สมุนหัวโจก โผล่หน้าออกมาจาก หน้าต่างหลังรถ ธีระชะงักเข้าไป “เฮ้ย ไอ้ผู้จัดการ...อย่าให้อั๊วรู้นะว่าลื้อตุกติกให้คนมาขโมยเงินเสี่ย”
“ผมไม่ทำอยู่แล้ว สาบานได้”
“งั้นอย่าลืมนะโว้ยหนึ่งเดือน บอกคุณนายด้วยรีบๆไป จ่ายคืนเฮียเค้าซะ ไม่งั้นเจอกันอีกแน่”
เหล่าสมุนเสี่ย ขับรถออกไป ธีระจ๋อย ถวิลมองธีระสงสัย
ด้านใหญ่นอนหลับหันหลังให้ ปิ่นอนงค์ออกมาจากห้องน้ำมองใหญ่นิ่ง ก่อนจะย่องไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบกางเกง เสื้อ ย่องไปที่ประตู เหลียวดูใหญ่
ปิ่นอนงค์ค่อยๆ เปิดประตู ก้าวขาออกไป ใหญ่เข้ามาจับข้อมือปิ่นอนงค์ ดึงเข้าห้องปิดประตูล็อก
ปิ่นอนงค์ตัวสั่นกลัวสุดขีด
“ปล่อยชั้นไปเถอะ ชั้นไม่บอกใครหรอกว่าคุณอยู่ที่นี่สาบาน”
ใหญ่จูงปิ่นอนงค์มาที่เตียง “นั่งลง ว่าง่ายๆ นะ”
ปิ่นอนงค์นั่งตัวสั่น
ใหญ่นั่งขัดสมาธิ ปลดกระเป๋าสะพายออกมาเปิดแล้วหยิบโทรศัพท์ปิ่นอนงค์ กระเป๋าสตางค์ซึ่งเป็นของปิ่นอนงค์ออกมาวางตรงหน้า
ใหญ่บอก “ฉันเอาของมาคืน”
ปิ่นอนงค์มองงงๆ หยิบกระเป๋าตังค์ดูเงินก็อยู่ครบ
“นับดูนะว่าครบมั้ย”
“คะ ครบ..ขอบคุณ”
ปิ่นอนงค์ดีใจ รีบเอาเงินไปเก็บในลิ้นชัก แต่พอหันไปอีกทีก็เห็นใหญ่ถอดเสื้อตัวนอก ตัวในออกเหลือแต่เสื้อกล้าม
ปิ่นอนงค์ผงะ “คุณ คุณจะทำอะไร”
“มันร้อน เสื้อก็เหม็นสาบด้วย หนีตำรวจมาสามวันสามคืน ไม่ได้อาบน้ำ”
ใหญ่เหวี่ยงเสื้อไปพาดที่เก้าอี้ ปิ่นอนงค์ไปยืนตัวสั่นอยู่ที่ข้างฝา
ใหญ่เรียก “มานี่ซิ บอกให้มานี่” ปิ่นอนงค์น้ำตาคลอเดินเข้าไปหา “แก้ผ้าให้ที” ใหญ่บอก
ปิ่นอนงค์อึ้งกลัวจับจิต “ฉันกลัวแล้ว สงสารฉันเถอะนะ อย่าทำอะไรฉันเลย” ไหว้ปลกๆ
“แล้วเธอคิดว่า ฉันจะให้ทำอะไร” ใหญ่ขำ
ปิ่นอนงค์อึกอัก “ก็..ก็”
ใหญ่ยื่นมือมา “ช่วยแก้ผ้าพันแผล แล้วก็ทำความสะอาดแผลให้ที”
ปิ่นอนงค์อนงค์อึ้ง
ถวิล กับจอมเดินกลับเข้ามาที่เรือนคนงาน หวานยืนชะแง้คอยอยู่
“เป็นไงมั่งลุง”
“ไปกันหมดแล้ว” ถวิลบอก
“ตกลงมันเป็นพวกไหนกัน” หวานสงสัย
“ก็ไอ้คนที่ฉันเจอที่บ่อนนั่นแหละ มันต้องมีลับลมคมนัยอะไรแน่ ถึงบุกมาที่นี่ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะมีผู้ร้ายเข้ามาในไร่”
จอมเห็นด้วย “นั่นซิ ถ้ามีฉันก็ส่องมันดับไปนานแล้ว”
“แต่พ่อว่า ช่วงนี้แกต้องวางเวรยามเข้มงวดหน่อย พ่อไม่ไว้ใจไอ้คนที่มันมาวันนี้” ถวิลบอกสำทับ
หวานยืนคิดตาม แล้วหันจะเข้าบ้าน เจอเปี๊ยกยื่นหน้าปะแป้งลายพร้อยเข้ามา
หวานตกใจร้องกรี๊ด “อ๊ายยย”
ถวิล กับจอมหันไปจะชักปืน หวานฟาดๆ เปี๊ยกร้อง “โอ๊ย”
“แกเองเหรอไอ้เปี๊ยก ไอ้ผัวบ้า โผล่มาได้คนยิ่งใจคอไม่ดี”
เปี๊ยกอ้อแอ้ถาม “เรื่องอะไร”
“ป่านนี้มาถามว่าเรื่องอะไร ขี้เกียจเล่า เดาเอาเองก็แล้วกัน” หวานเดินเข้าไป
เปี๊ยกหันไปทางจอม “ฉันจะเดินยามอีกซักรอบนะพ่อ” จอมบอก
ถวิลพยักหน้า พอเปี๊ยกจะหันมาถาม ถวิลตัดบท “ข้าง่วงว่ะ ไอ้เปี๊ยก ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง”
ถวิลหนีไปอีกคน เปี๊ยกขัดใจ
ปิ่นอนงค์ทำแผลให้ใหญ่ ราดยาแดง มือสั่น ใหญ่กลั้นยิ้มแกล้งร้องโอดโอย
“โอย”
“ขอโทษ ฉันขอโทษ”
“ไม่รู้จะเป็นบาดทะยักรึเปล่า ถ้าฉันตาย เธอต้องบาปมากรู้มั้ย” ใหญ่ว่า
“ฉัน ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณ ตอนนั้นฉันกลัวมากเพื่อความปลอดภัย ฉันว่าคุณน่าจะไปหาหมอดีกว่านะ”
“อย่ามาหลอกให้ยาก ขืนไปก็ถูกลากเข้าตะรางซิ”
“คุณทำผิดร้ายแรงมากเหรอ ถึงต้องหนี”
“ก็ไม่เท่าไหร่ แค่ปล้น...แล้วก็ฆ่าไปสองสามคน” ใหญ่บอกราวกับเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ
ปิ่นอนงค์ทำแผลเสร็จ จะเอาพวกยาและอุปกรณ์ไปเก็บ แต่กลัวจนทำยาร่วงจากมือ ใหญ่จับสังเกตอยู่ จึงเอ่ยขึ้น
“แต่ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำอะไรผู้หญิงหรอก โดยเฉพาะผู้หญิงสวยๆ อย่างเธอ”
ใหญ่คว้ากระเป๋าควักเงินออกมาให้ปิ่นอนงค์อีกหมื่นหนึ่ง
“อะ นี่ฉันให้เธอ”
“ค่า ค่าอะไร” ปิ่นอนงค์ฉงน
“ค่าทำแผลแล้วก็ค่าห้อง ฉันจะนอนที่นี่” ใหญ่บอกหน้าเฉย
ปิ่นอนงค์ตะลึง “อะไรนะ”
ใหญ่กวาดทุกอย่างตรงหน้าปิ่นอนงค์ไปไว้หัวเตียงเอาหมอนปิด จากนั้นก็ดึงกึ่งประคองปิ่นอนงค์ลงนอนบนหมอน ด้วยกันปิ่นอนงค์หน้าเสีย พนมมือไหว้ร้องขอ น้ำตาไหลพราก กลัวเหลือแสน
“ชั้นไหว้ล่ะ อย่าทำอะไรชั้นเลยนะ ชั้นกลัวแล้ว ปล่อยชั้นไปเถอะ...”
ใหญ่วาดหน้าดุใส่ “อย่าโวยวายไปไหน่อยเลยน่า แค่ขอนอนกอดเอาไว้เป็นตัวประกัน เผื่อจะหนี”
ว่าพลางใหญ่นอนกอดปิ่นอนงค์ราวกับเป็นหมอนข้าง ปิ่นอนงค์นอนตัวสั่น กลัวสุดๆ
ด้านจอมเดินลาดตระเวนมาที่หน้าเรือนปิ่นอนงค์ เห็นที่หน้าต่างยังเปิดไฟอยู่ แต่มีผ้าม่านบังจึงไม่เห็นอะไรข้างใน จอมมองไปแล้วยิ้มอยู่คนดียว เพราะรักปิ่นอนงค์มากมาย ขอเห็นแค่หลังคาบ้านก็ยังดี
“นอนให้สบายนะ จอมไม่มีทางให้ใครมาทำร้ายปิ่นเด็ดขาด”
จอมไม่รู้ว่าภายในห้องนอนเวลานั้น ปิ่นอนงค์น้ำตาไหลพราก สะอื้นจนตัวโยน
ขณะที่ใหญ่แกล้งหลับ พร้อมกับทำเสียงกรนดังขึ้นเรื่อยๆ
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป
ติดตามทุกความเข้มข้นของ "ปิ่นอนงค์" สมบูรณ์ที่สุดซีนต่อซีน จุใจและเต็มอิ่มมากกว่าใคร ละเอียดทุกลมหายใจตัวละคร!! ทุกวันทางละครออนไลน์ 2 รอบเวลา 9.30 น. และ 17.00 น.
ปิ่นอนงค์เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ จนรุ่งเช้าอีกวันหญิงสาวจึงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นตามความคุ้นชิน ขณะลืมตากลับเห็นใหญ่ข่มเหงจูบหน้าผากอยู่ และกำลังจะจูบที่ริมฝีปาก ปิ่นอนงค์ตกใจ ผลักไสใหญ่ออก
“อย่า...”
ใหญ่ล็อกตัวพลางบอก “เธอสวยจนฉันอดใจไม่ไหว”
ปิ่นอนงค์ดิ้นรนขัดขืนเต็มกำลัง เตะถีบปัดป้องเต็มที่ “อย่านะ ปล่อยฉันไปเถอะ”
ใหญ่ไม่ยอม “ปล่อยให้โง่เหรอ ไม่อยากเจ็บตัวก็อย่าดิ้น ฉันจะทำให้เธอมีความสุขที่สุด”
ทีท่าใหญ่ยามนี้ดูหื่นกระหายมากๆ ขยับขึ้นนั่งคร่อมตัวปิ่นอนงค์ไว้แล้ว พร้อมกับดึงสายเสื้อคลุมชุดนอนออก
ปิ่นอนงค์ใช้ข้อศอกยันตัว แล้วพลิกตัวเต็มแรงจนร่างใหญ่หลุดพ้นไปจากตัว ปิ่นอนงค์ลุกพรวด พุ่งไปที่ประตู ร้องตะโกนให้คนช่วย
“ช่วยด้วยๆ”
ปิ่นอนงค์จะเปิดประตู ใหญ่ตามเข้ามา “จะไปไหนปิ่นอนงค์”
ใหญ่เหวี่ยงปิ่นอนงค์ไปที่เตียง แล้วตามไปนั่งคร่อมตัวปิ่นอนงค์ไว้อีก
แถมยังเอาแขนข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้ตัวปิ่นอนงค์ และอีกข้างจับขอบเสื้อคลุมตรงหน้าอกปิ่นกระชากออก จากนั้นก็โน้มหน้าลงระดมจูบไปมา ปิ่นอนงค์ดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต
ใหญ่ลุกพรวด กระชากเสื้อคลุมออกจากร่างปิ่นอนงค์ ก่อนที่ใหญ่จะก้มหน้าลงมา ปิ่นอนงค์กรี๊ด
ปิ่นอนงค์หลับหูหลับตา มือไม้ปัดว่อน
จังหวะนั้นประตูถูกเคาะๆๆ ติดๆ กัน แล้วไม่นานจอมก็กระแทกประตูเข้ามา
“ปิ่น ปิ่น” จอมเข้าไปเขย่า
ปิ่นอนงค์ลืมตาขึ้น แล้วตบหน้าจอมสุดแรงเกิด
“นี่แน่ะ คนเลว” จอมอึ้ง ปิ่นอนงค์ตาค้าง ตกใจที่เป็นจอม “ฮะ จอม”
จอมงวยงง “ตบเราทำไม”
“ขอโทษนะ ปิ่นนึกว่า...”
“อะไร เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า”
ปิ่นอนงค์รีบบอก “ไม่มี ไม่มีอะไร ปิ่นฝันไปน่ะ ฝันว่าโจรมันเข้ามาในห้อง”
“นั่นซิ เสียงปิ่นร้องลั่นจนเราตกใจ ต้องพังประตูเข้ามา” จอมว่า
“แล้วจอมเห็นเรานอนอยู่คนเดียวใช่มั้ย”
“ใช่” จอมบอก
ปิ่นอนงค์นึกทบทวนตอนที่เจอใหญ่ พูดออกมาเบาๆ “หรือว่าเราฝันไปจริงๆ”
ว่าพลางปิ่นอนงค์กวาดตามองรอบๆ ห้องอย่างงวยงง
“ปิ่นว่าอะไรนะ”
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขัดจังหวะ ปิ่นอนงค์หยิบมากดรับ
“ฮัลโหล จิน แม่เป็นไงบ้าง...” นิ่งฟังแล้วอึ้งไป “ค่าผ่าตัดเหรอ”
เสียงครองสุขโวยวายดังลั่นห้อง ฉุนที่ปิ่นอนงค์มาขอเบิกเงินไปรักษาแม่
“สามแสน! นังปิ่น นี่แกคิดว่าแกเป็นใคร ลูกนายกเหรอแกกับแม่ทำเป็นอวดรวย ไปเข้าโรงพยาบาลเอกชนกันเอง ทำไมไม่ใช้บัตรทองสามสิบบาทรักษาทุกโรค แทนที่จะช่วยชั้นประหยัด พวกแกมีแต่จะล้างผลาญชั้น”
“ปิ่นขอโทษค่ะ แต่วันนั้นแม่อาการหนักมากรอไม่ได้จริงๆ ถ้ายังไงปิ่นขอความกรุณายืมจากคุณนายก่อน แล้วปิ่นจะผ่อนใช้คืนให้”
“แกไม่ต้องมาทำเป็นยะโส หน้าอย่างแกจะมีปัญญาที่ไหนมาใช้คืนชั้น ถ้าแกจะใช้หนี้ฉันจริงๆทั้งชีวิตแกก็ใช้ไม่หมด”
ธีระเปิดประตูเข้ามายิ้มเผล่ แต่ต้องชะงักมองครองสุข มองปิ่นอนงค์ที่น้ำตาไหล เช็ดน้ำตา แล้วก้มหน้าก้มตาเดินออกไป ปิ่นก้มหน้าเช็ดน้ำตาออกไปแล้ว ธีระถาม
“ปิ่น ขัดใจอะไรพี่เหรอ”
“ก็มันน่ะซิ จะมาเบิกค่าผ่าตัดนังอุ่นสามแสน ตานะขอแสนนึง ฉันยังไม่มีให้เลย โอ๊ย...กลุ้มๆๆ นี่มีทางไหนจะหาเงินก้อนได้บ้าง ก่อนคำสั่งศาลจะออก” ครองสุขอารมณ์เสีย
“ผมกำลังจะบอกพี่พอดี พี่เคยบอกว่ามีโฉนดที่ดินชื่อไอ้ใหญ่อยู่แปลงหนึ่งไม่ใช่เหรอ ผมมีวิธีไปเปลี่ยนเป็นเงินได้” ธีระวางแผนชั่ว
ครองสุขนึกตามแล้วยิ้มออก “น่ารักตามเคยนะ” หยิกแก้มธีระ
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ผมยังมีวิธีเปลี่ยนสมบัติไอ้ใหญ่เป็นเงินได้อีก”
คราวนี้ยิ้มกริ่มกันทั้งคู่
ใหญ่ผิวปากเดินเข้าห้องมาในห้องพัก เห็นปานเทพนั่งหน้ามุ่ย พูดประชด
“อารมณ์ดีมากนะแก”
“ดูแกทำ ยังกะเมียนั่งรอผัวกลับบ้าน” ใหญ่แดกดันกลับ
“ไอ้ ไอ้ ฉันไม่รู้จะด่าแกยังไงดี รู้มั้ยว่าฉันโดนพ่อด่าจนหูชาไปหมดแล้ว ขู่ฉันด้วยว่า ถ้าแกเป็นอะไร พ่อจะตามมายิงฉันทิ้งถึงทีนี่เลย” ปานเทพด่า
“ฉันก็กลับมานี่แล้วไง ครบสามสิบสองด้วย”
ปานเทพข่มอารมณ์ถาม “แล้วแกหายไปไหนมาทั้งคืน”
“ไร่ไพศาล” ใหญ่บอกท่าทีนิ่งเฉย
“หา” ปานเทพตกตะลึง ตาค้าง
ปลอดอยู่ที่บ้านในเหมืองที่ใต้ กำลังตรวจเช็คปืนหน้าเคร่ง แล้วเหน็บในสายสะพาย ก่อนจะหยิบกล่องกระสุน อาวุธที่จำเป็นใส่เป้ เพ็ญูเมียใหม่ ถามร้อนใจ
“พี่ปลอด พี่บุกไปอย่างนี้จะดีเหรอจ๊ะ ทางโน้นคนมากกว่านะ แล้วเราก็เข้าไปในถิ่นมันด้วย”
“ก็ต้องสู้ให้ตายกันไปข้าง คราวนี้พี่ไม่ให้มันทำอะไรคุณใหญ่เด็ดขาด”
พงษ์เข้ามาพอดี
“รถพร้อมแล้วครับนายหัว”
“แล้วระเบิดที่สั่งล่ะ”
“เรียบร้อยครับ”
โทรศัพท์บ้านดัง เพ็ญวิ่งไปรับ “ฮัลโหล คุณใหญ่”
ปลอดชะงัก “พี่ปลอดกำลังจะไปตามหาคุณใหญ่ค่ะ ขนทั้งปืน ทั้งระเบิดไปด้วย เพราะคิดว่าคุณใหญ่เสียท่าทางโน้นแล้ว”
ปลอดเดินมาแย่งหูโทรศัพท์ไป
ใหญ่พูดมือถือกับปลอด
“ใจเย็นๆครับ อา ผมไม่เป็นไร แค่ไปหาข่าวนิดหน่อยแต่ไม่ได้บอกปานไว้ เพราะมันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า”
“คุณใหญ่จะประมาทไม่ได้นะครับ พวกนั้นพิษสงมันรอบตัว มีปัญหาอะไรต้องติตต่อผมทันที”
ปลอดวางหู แล้วปลดเป้วางลง
เพ็ญอุ่นใจ เอ่ยขึ้น “เพ็ญนึกแล้วว่าคุญใหญ่ต้องเอาตัวรอดได้”
“เธอยังไม่รู้อะไร นังครองสุขพิษสงมันรอบตัว ไม่งั้นพี่คงไม่ระเห็จมาอยู่ไกลถึงที่นี่หรอก”
ปลอดบอก พร้อมกันนั้นภาพจำไม่เคยลืมก็ผุดขึ้นในความคิดคำนึง
วันนั้นใหญ่ตอนเป็นวัยรุ่น แอบอยู่หลังโขดหิน ปานเทพในวัยเดียวกันดึงมือปลอดผู้พ่อเข้ามาแอบหลังใหญ่ สามคนมองเห็นอยู่ไกลๆ ว่าครองสุขยืนโต้เถียงกับผา แล้วตบหน้าผา ก่อนที่จะหยิบเงินปึกหนึ่งเขวี้ยงใส่ ซึ่งผาเก็บเงินแล้วโผเข้ากอดทันที
ครองสุขดิ้นรนขัดขืน ตบหน้าอีกทีแล้วถูกจูบอ่อนระทวยไปมา
“คุณนายมีชู้เหรอเนี่ย” ปลอดอึ้ง คราง ไม่อยากเชื่อ
“ผมแอบเห็นสองสามครั้งแล้ว เป็นผู้ชายคนเดิม แต่ถ้าผมบอกพ่อ พ่อไม่เชื่อแน่”
ปลอดมองตะลึงตาค้าง กับลีลารักของครองสุขและผา
ผ่านไปอีกหลายวัน ปลอดทนไม่ไหว นำเรื่องที่เห็นไปบอกเจ้านาย ทว่าไพศาลไม่เชื่อ แถมเอาตะพดฟาดปลอดคิ้วแตก ด้วยความโมโห ใหญ่เข้าไปประคองปลอด โดยมีครองสุขร้องไห้ฟูมฟายอยู่มุมหนึ่ง
ใหญ่ยืนดูปลอดที่กำหมัด คอตก ไพศาลชี้หน้าปลอด
“แกมันจิตใจสกปรก แค้นเคืองว่าเมียชั้นมาคุมงานแทนแก เลยมาใส่ร้ายว่าเมียชั้นคบชู้ใช่มั้ย
“แต่ผมกับปานก็อยู่ด้วยนะพ่อ”
ครองสุขร่ำไห้ สะอึกสะอื้น “ฮือ ๆๆๆ สุขรู้นะคะว่าคุณใหญ่กับผู้จัดการไม่ชอบสุข แต่ไม่คิดว่าจะสร้างเรื่องเลวร้ายมาป้ายสีสุขได้ขนาดนี้”
“แล้วถ้าผมหาหลักฐานมาได้ว่า คุณนายเคยมีสามีแล้วละ” ปลอดเย้ย
ครองสุขเห็นท่าไม่ดี วิ่งไปคว้ามีดปอกผลไม้ กลบเรื่องที่ทำท่าจะแตกดังโพละ
“ได้ ถ้าทุกคนที่นี่คิดว่าสุขเป็นคนเลว สุขก็ขอตาย”
ไพศาลใจเสียเข้ามาแย่งมีด ครองสุขแกล้งเป็นลมล้มพับต่อหน้าทุกคน
“ครองสุขๆ ไปเลยไอ้ปลอด ถ้าแกไม่เคาเรพเมียฉัน แกก็ไสหัวออกไปจากไร่ฉันเดี๋ยวนี้เลย” ไพศาลตะเพิด
“นายไม่ไล่ ผมก็ต้องลาอยู่แล้วครับ ไป ปาน”
ปลอดไหว้แล้วเดินออกอย่างองอาจ มีปานเทพวิ่งตามพ่อไป ใหญ่ใจหายวูบเรียกไว้ “อาปลอดๆ”
ใหญ่หันกลับมามองเห็นครองสุขแอบยิ้มเยาะพอดี ขณะที่ไพศาลมัวแต่ตะโกนเรียกคนให้เรียกหมอมาช่วยเมียเด็ก ใหญ่ยิ่งแค้นจัด
ค่ำคืนหนึ่งครองสุขแง้มประตูห้องนอนบนเรือนใหญ่ ด้วยสีหน้าเครียดเคร่ง เดินย่องด้วยทีท่าหวาดระแวงออกไป ใหญ่แอบดูจากประตูห้องตัวเอง
ใหญ่ตามไปจนเหตุการณ์ และรู้ชัดว่าครองสุขกับผา เป็นผัวเมียกัน และพลาดทำคราดเสียบผาจนสลบ และอารามตกใจที่ถูกครองสุขหลอกว่าผาตาย ใหญ่จึงหนีเตลิดออกไป
ไม่นานต่อมาใหญ่สะพายเป้เล็กๆ นั่งพิงฟางท้ายรถ 6 ล้อ ใหญ่หน้าเครียดเหม่อมองไปทางไร่
ที่สถานีรับส่งผู้โดยสารรถไฟสายใต้ ป้ายข้างตู้รถไฟเด่นหราว่า กรุงเทพ-หาดใหญ่ เวลานั้นใหญ่นั่งหลบตรงซอกข้อต่อระหว่างตู้ขนสินค้า
พนักงานรถไฟเดินตรวจมาเจอชี้ใหญ่ ใหญ่โดดลงจากรถวิ่งหนีเข้าไปด้านใน ปนกับผู้โดยสารอื่น พนักงานวิ่งตามห้าหกก้าว ชี้ตามใหญ่ไปด่าไป
รถสิบล้อคันนั้นแวะจอดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน ท้ายรถสิบล้อเป็นทะเบียนสงขลา สักครู่หนึ่งใหญ่โผล่หน้าออกมาจากหลังรถ เหลียวซ้ายแลขวา แล้วปีนลงมา
แต่ดันเจอรถตำรวจสายตรวจวิ่งเข้ามาพอดี ใหญ่ตกใจตาโต วิ่งหนีสุดชีวิต
เวลาเดียวกันนั้นปลอดก้าวเดินมาตามข้างรถบรรทุก 6 ล้ออีกคันหนึ่ง
ใหญ่วิ่งหนีตำรวจตรงเข้ามาชนปลอด ปลอดกอดใหญ่เอาไว้ ใหญ่ดิ้นสุดชีวิต สองคนสบตากัน ต่างคนต่างตกใจ อุทานแทบจะพร้อมๆ กัน
“คุณใหญ่” / “อาปลอด”
สองคนยิ้มกอดกัน ด้วยความดีใจ
ใหญ่อาบน้ำอยู่ในห้องน้ำห้องพัก ปล่อยฝักบัว ราดรดหัว เหมือนจะล้างอดีตอันขมขื่นที่คิดเมื่อครู่ทิ้งไปให้หมด
เหตุการณ์ที่เพิ่งคุยกับปานเทพแวบเข้ามาแทน
เวลานั้นใหญ่เพิ่งคุยมือถือกับปลอดจบ
“ฉันไม่เข้าใจว่าแกจะยื้อเวลาไว้ทำไม ตอนนี้คุณนายครองสุขผลาญสมบัติของแกไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ยิ่งถ้าคอยจนวันที่ศาลสั่งให้แกเป็นบุคคลสาบสูญ วันนั้นแกจะไม่ได้อะไรเลย” ปานเทพโวยลั่น
“สมบัติพวกนั้น ไม่มีค่าสำหรับฉันเท่าไหร่หรอก” ใหญ่บอกท่าทีจริงจัง
ปานเทพอึ้ง “แล้วอะไรวะที่มีค่าสำหรับแก”
ใหญ่มองแผลที่มือ คิดถึงคนที่ทำให้เกิดแผลนี้
ตอนนั้นใหญ่เท้าแขนมองปิ่นอนงค์ที่นอนหลับสนิท บนแก้มสวยอิ่มยังมีคราบน้ำตาเปื้อนอยู่
ปิ่นอนงค์ร้องละเมอ “คุณนะ ช่วยปิ่นด้วย ปิ่นกลัว”
ใหญ่แค้นนัก ลุกขึ้นนั่ง มองปฎิทินที่โต๊ะข้างเตียง
เห็นที่ปิ่นอนงค์ขีดวงวันที่ไว้ เป็นวันที่ถัดจากวันนี้ไปอีกอาทิตย์หนึ่ง และวงเป็นรูปหัวใจ พร้อมเขียนกำกับไว้อีกด้วยว่า
“คุณนะกลับบ้าน”
และมีดอกจัน 4-5 ตัว เป็นเชิงบอกตัวเองว่า...ห้ามลืม
อ่านต่อตอนที่ 2
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #1 on:
20 October 2026, 08:28:21 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000070302
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 2
เผยแพร่: 8 มิ.ย. 2555 10:25 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 2
เย็นวันนั้นใหญ่แต่งตัวทะมัดทะแมง แบกเป้พาดหลัง เปิดประตูผัวะออกมา ปานเทพตามติด สองหนุ่มคุยกันที่หน้าห้องพักในโรงแรม
“เฮ้ย ไอ้ใหญ่ เดี๋ยว นี่แกจะไปไหน ไปทำอะไรอีกวะบอกกันบ้างดิ”
“แกอยากให้ชั้นไปจัดการอะไรให้มันเสร็จๆ ไปไม่ใช่เหรอ ฉันเพิ่งนึกออกว่าจะจัดการยังไง”
ใหญ่เดินออกไปทันควัน
“ใหญ่ ไอ้คุณใหญ่” ปานเทพพุ่งตัวเดินตาม
ทางด้านปิ่นอนงค์เดินหิ้วถุงขนม ผลไม้เข้ามาในห้องผู้ป่วย อุ่นเรือนนอนหลับอยู่
จินตนาเอานิ้วจุ๊ปาก ฉุดมือมาคุยกันอีกมุม
“เรื่องค่าผ่าตัดว่าไง”
“ไม่มีปัญหาหรอก เราไปคุยกับการเงินแล้วว่าขอจ่ายตอนแม่ออกจากโรงพยาบาลเลย แต่จินอย่าให้แม่รู้เรื่องนี้เด็ดขาดนะ” ปิ่นอนงค์มีสีหน้ากังวล กำชับเพื่อนเลิฟ
“เราไม่พูดอยู่แล้ว แต่เงินตั้งเป็นแสนๆ คุณนายจอมโหดของปิ่นจะยอมจ่ายเหรอ” เห็นปิ่นหน้าสลด จินตนานึกรู้ทันที “ไม่ยอมใช่มั้ย ว่าแล้ว...”
อุ่นเรือนตื่นขึ้นมาสองสาวรีบเข้าไปดู จินตนาถามขึ้นก่อน “เป็นไงบ้างจ๊ะแม่”
“หมอให้แม่ออกจากโรงพยาบาลได้วันไหน” อุ่นเรือนถามทันที
“คงจะสองสามวันนี้แหละจ้ะ เดี๋ยวปิ่นไปถามหมอให้” ปิ่นอนงค์บอกยิ้มๆ
อุ่นเรือนดุ “นี่แม่ให้ถามตั้งนานแล้ว ทำไมยังใจเย็นอยู่ได้ ค่าผ่าตัด ค่าโรงพยาบาลจะเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เราจะมีปัญญาจ่ายเค้าเหรอ”
ปิ่นอนงค์หันไปมองสบตากับจินตนา “แม่ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ คุณนายท่านบอกว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง”
อุ่นเรือนยังวลไม่หาย “แต่แม่ไม่อยากรบกวนคุณนาย ตอนนี้ท่านก็ปวดหัวมากพอแล้ว”
“แม่อย่ากังวลเลยจ้ะ ที่ปิ่นรู้มาค่าผ่าตัดไม่แพงเท่าไหร่หรอก ที่นี่เห็นว่าเราเป็นคนของไร่ไพศาลก็เลยลดให้ แม่พักผ่อนให้มากๆ จะได้กลับไปไร่เร็วๆไงจ๊ะ”
ปิ่นอนงค์ปลอบแม่แล้วขยับผ้าห่มให้ยิ้มแย้มแจ่มใส อุ่นเรือนค่อยวางใจหลับตาลง จินตนามองปิ่นอนงค์อย่างเห็นใจ
เหตุการณ์ที่ไร่ไพศาลเวลานั้น เปี๊ยกชี้ชวนถวิลเข้ามากับหวาน คนงานคนหนึ่งกำลัง ผสมด่างทับทิมในกะละมัง คนไปมา
ขณะที่คนงานอีกคน ใช้ผ้าชุบด่างทับทิม เช็ดเท้าวัวกิริยาทุลักทุเล
ถวิลทำหน้างง กวาดตามองวัวในคอกแล้วมองกะละมัง
“ท่าทางไม่ดีซะแล้ว แล้วยาล่ะ ทำไมมีด่างทับทิมแค่นี้เองเหรอ”
เปี๊ยกพยักหน้า ถวิลอึ้ง
“เฮ้ย...อย่างนี้ไม่ได้ ต้องไปบอกคุณธีระ เดี๋ยวชั้นไปเอง”
เปี๊ยกดึงมือถวิลรั้งเอาไว้ แล้วทำท่าทำทางหวานมองแล้วพยายามแปล
“พี่เปี๊ยกกับจอมไปบอกแล้ว แต่คุณธีระเค้าเฉยๆ ไม่ว่าอะไร” หวานแปล
ถวิลโวย “เฉยได้ยังไงวะ เป็นผู้จัดการ”
ว่าพลางถวิลขยับจะไป แต่แล้วรถสิบล้อติดกรง วิ่งเข้ามาหยุดตรงหน้าพอดี
เจิด ก้าน ลูกน้องธีระ ก้าวลงจากรถ กวาดตามองพวกถวิล เจิดสั่ง
“เฮ้ย พวกเอ็งคัดวัวขึ้นรถให้เต็มเร็วๆ ด้วย ต้องขนหลายเที่ยว”
ถวิลไม่ยอม “พวกเอ็งเป็นใคร มาจากไหน อยู่ๆ จะมาเอาวัวไปได้ยังไง”
“พวกข้าเป็นลูกน้องคุณธีระ หางแถวอย่างแกอย่าหือ” เจิดบอกวางก้าม
ก้านเสริม “คุณธีระให้พวกข้าเอาวัวไปขาย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าไอ้แก่”
ถวิลโวยวาย ไม่ยอมท่าเดียว “บ้าแล้ว ข้าไม่เชื่อ อยู่ๆมาอ้างชื่อคุณธีระ ข้าไม่ยอมหรอก”
เจิดร้องสั่งเสียงดัง “เสียเวลา.....ไอ้ก้าน เปิดคอก”
ก้านตรงไปถอดไม้ประตูคอก เปี๊ยกโดดเข้าขวาง ก้านชกเปี๊ยกสุดแรงจนร่างกระเด็น คนงานตกใจ ก้านตามมาเตะท้องเปี๊ยกซ้ำ
ถวิลโมโหกระโดดถีบก้านกระเด็น เจิดตรงเข้าต่อยถวิลจนถวิลเซไป เจิดจะซ้ำ หวานเข้าจับแขนเจิด เจิดตบหวานกระเด็นไปหาเปี๊ยก
ก้านเข้ากอดล็อกแขนถวิล เจิดต่อยถวิลไปมา ถวิลทรุดลงไปกองกับพื้นหน้าคอกวัว
เจิดชักปืนออกมาขู่ “มีใครจะซ่าอีกมั๊ย เปิดคอก ต้อนวัวขึ้นรถ”
คนงานรอบๆ ออกอาการเลิ่กลั่ก ถวิลนั่งกุมท้อง เช็ดเลือดที่ปาก
เวลานั้นปานเทพขับรถเข้ามากับใหญ่
“จอดให้ฉันลงตรงนี้ละ” ใหญ่สั่ง
“อ้าว ลงทำไมตรงนี้วะ ขับไปให้ถึงหน้าบ้านเลย เปิดตัวแบบอลังการอย่างแกว่าไง หลักฐานอะไรก็มีครบ ฉันสาธยายเอง รับรองว่าไสหัวทุกคนออกจากไร่ได้วันนี้เลย” ปานเทพโวยวายตามประสา
ใหญ่บอก “มันง่ายไป”
ปานเทพเกาหัว “อะไรอีกวะ ตกลงแกจะเอาไงเนี่ย”
“ฉันยังไม่อยากไล่ใครออกไป ไร่ตั้งกว้างใหญ่ อยู่คนเดียวเหงาตาย แกไปรอที่เดิม มีอะไรจะส่งข่าวไป”
ว่าแล้วใหญ่สะพายเป้กระโดดลงมาดอย่างเท่ ปานเทพบ่นงึมงำ
“เอาอีกแล้ว ไอ้คุณใหญ่ เดี๋ยวซิวะ แล้วแกจะให้ฉันบอกพ่อว่าไง”
ใหญ่ไม่ตอบมุดรั้วเข้าไร่ไปลิบแล้ว
ปานเทพเซ็งสุดๆ “ไอ้บ้าเอ๊ย จะทำพิเรนทร์อะไรอีกวะ”
ใหญ่เดินแบกเป้มาตามทาง เห็นรถบรรทุก 6 ล้อ ของเจิดและพวกวิ่งตะลุยฝุ่นตลบมาแต่ไกล
ก้านเป็นคนขับรถ เจิดนั่งข้างๆ วัวเต็มกรงหลังรถ ก้านเห็นใหญ่ก็บีบแตรยาวไล่ให้หลบ ใหญ่มองๆ ไม่หลบ ตั้งใจเริ่มกวนตีนคนในไร่
รถเบรกเอี๊ยด ก้านโผล่มาด่า “หูหนวกหรือไงวะ หลบไป”
นอกจากใหญ่ไม่หลบ ยังมองเฉย เจิดโมโหกระโดดลงจากรถ
“เอ็งเป็นใคร ใหญ่มาจากไหนมายืนเกะกะขวางถนน”
“แล้วพี่ชายล่ะเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน ถึงต้องให้ผมหลีก” ใหญ่กวน
“ข้าเป็นลูกน้องผู้จัดการ ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็หลีกไป”
พอรู้ว่าเป็นพวกลูกน้องครองสุข ใหญ่ยิ่งกวนสนุก “แต่ฉันเมื่อยว่ะ อยากนั่งพักตรงนี้”
ว่าแล้วใหญ่เอาเป้วางแล้วนั่งแหมะบนเป้เจิดคำราม
“เอ็งตั้งใจกวนส้นใช่มั้ยเนี่ย อยากโดนใช่มั้ย”
ก้านมองอยู่ในรถ เห็นเจิด เข้าอัดใหญ่แต่ใหญ่หลบ แล้วซัดเจิดจนหมอบคาบาทา
ก้านหยิบปืนจากเก๊ะกระโดดลง “เฮ้ย หยุด” ก้านเล็งปืนไปที่ใหญ่
ครองสุขกดเครื่องคิดเลขอย่างมีความสุขวาดวิมานอยู่กับธีระในห้องทำงาน
“แค่ขายสัตว์ทุกคอกออกไปก็ได้หลายแสนแล้ว ดีเลย ฉันไม่อยากเลี้ยงหรอก เหม็นสาบ สกปรก”
“รื้อคอกสัตว์ออกแล้ว เราตั้งบ่อนเองยังได้ ในไร่ ในสวนแบบนี้ ไม่มีใครมาตรวจหรอก ลูกค้าที่รีสอร์ตก็วีไอพีทั้งนั้นรับรอง รวยไม่รู้เรื่อง”
ครองสุขโอบธีระหน้าระรื่น
“โอ๊ย พี่มีความสุขที่สุด ปีนี้ปีทองจริงๆ ได้ครอบครองไร่ไพศาล ตานะก็เรียนจบ แถมยังจะได้แต่งงานกับลูกปลัดกระทรวง มีแต่ยัยนีย์เท่านั้น” ครองสุขว่า
ธีระอวยอีก “มีเงินซะอย่างเราจับคุณนีย์ใส่ตะกร้าล้างน้ำ ขี้คร้านจะหาหลานเขยรวยๆ ให้พี่ได้อีก”
สองคนหัวเราะคิกคักกัน“ฉลาดๆ จริงนะผู้จัดการใหญ่”
เสียงเจิดตะโกนเรียกดังลั่น “นายๆ”
เจิดอยู่ในสภาพสะบักสะบอมโผล่พรวดเข้ามา ครองสุขกับ ธีระผละจากกัน
“แกเป็นใคร พรวดพราดเข้ามาทำไม”
“คนของผมเอง แล้วนี่ไปโดนอะไรมาวะ”
ธีระหน้าตาตระหนก
เจิดรีบบอก “มีคนมาขวางรถ ไม่ให้ขนวัวออกจากไร่ครับ”
ธีระลุกพรวด “ใครวะ มากันกี่คน”
“คนเดียวครับ มันอ้างว่าเป็นเจ้าของไร่ไพศาล มันยึดรถไป จับไอ้ก้านไปด้วย” เจิดรายงาน
ครองสุขลุกตาม “จะบ้าเหรอ ชั้นนี่แหละเป็นเจ้าของที่นี่ มัน...มันไอ้โจร “ห้าร้อยที่ไหนกันแน่ กล้าดียังไง มาบุกไร่ของเรา”
น้อยอยู่หน้าห้องถือไม้กวาดในมือชะงักกึก แอบฟัง
ธีระยิ้มเหี้ยมประคองคุณนายลงนั่ง
“ไม่ต้องห่วงครับ มาเดี่ยวๆ อย่างนี้ เดี๋ยวผมไปกระทืบมันเอง”
ธีระหันไปต่อลูกกระจ๊อก “ใช้ไม่ได้ เดี๋ยวชั้นแสดงเอง”
ธีระกับเจิดออกไปอย่างมั่นใจ ครองสุขเครียดจัด ผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ
อ่่านต่อเวลา 17.00 น.
ปิ่นอนงค์มืดแปดด้าน ตัดสินใจมากู้เงินกู้นอกระบบ ที่สำนักงานของเสี่ยตง แต่เดินออกมา สีหน้าผิดหวัง พร้อมกับหันกลับไปมอง ยินเสียงพนักงานชายลูกน้องเสี่ยดังก้องในหัว
“จะกู้เงินตั้งสามแสนมันต้องมีอะไรมาค้ำ แค่เป็นคนงานไร่ไพศาล เครดิตมันไม่พอหรอก
ปิ่นถอนใจ เดินต่อ สวนกับเสี่ยตงและลูกน้อง เสี่ยตงมองอย่างพึงใจ
“สวยว่ะ เมียใครวะ”
ลูกน้องคนที่เคยไปตามใหญ่ มองตาม นึกได้
“หน้าคุ้นๆ อ๋อ เป็นลูกสาวแม่บ้านไร่ไพศาลน่ะเสี่ย”
เสี่ยตง “แล้วมาทำอะไรที่สำนักงานอั๊ววะ”
ครู่ต่อมาปิ่นอนงค์ยืนรอจะข้ามถนนกลับไปโรงพยาบาล ลูกน้องเสี่ยงตงเข้ามาหา
“น้องๆ”
ปิ่นอนงค์มอง จำได้ “คะ”
ลูกน้องเสี่ยถาม “น้องจะกู้เงินมั้ย”
ปิ่นอนงค์อึ้ง “คุณรู้ได้ไง”
“ก็สำนักงานที่น้องไปติดต่อมันของเสี่ยตงนายพี่ นายอยากคุยกับน้อง”
“ฉันแค่ถามเฉยๆ ยังไม่กู้หรอกค่ะ”
ปิ่นอนงค์จะเดินหนี ลูกน้องเสี่ยจับมือรั้งไว้ “ไปคุยหน่อยเผื่อเสี่ยใจดีไม่คิดดอก ไป”
ปิ่นอนงค์ไม่พอใจสลัด “ไม่ค่ะ ฉันไม่ไป”
ระหว่างนั้นจอมขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาพอดี
“เฮ้ย ทำอะไรวะ”
ปิ่นอนงค์สลัดจนหลุด วิ่งไปซ้อนท้ายจอม“มันเป็นใคร” จอมสงสัย
“ไม่มีอะไรรีบไปเถอะจอม”
จอมออกรถไป ลูกน้องเสี่ยมองตามอย่างขัดใจ
จอมแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มแถวนั้น ไม่เชื่อที่ปิ่นบอก
“ทักคนผิดเหรอ จอมว่ามันจะลวนลามมากกว่าถึงมาฉุดไม้ฉุดมือ ดีนะที่จอมออกมาซื้อน้ำมัน แล้วปิ่นไปทำอะไรแถวนั้น”
“ปิ่นไปกดเงินน่ะ”
“พูดถึงเงิน ไร่ไพศาลคงจะแย่จริงๆ ขนาดค่าน้ำมัน พวกเรายังต้องเรี่ยไรเงินมาซื้อกันเลย ปิ่นรู้มั้ยคุณนายเอาเงินไปทำอะไรหมด” จอมบ่นอุบ
“คงแค่หมุนเงินไม่ทันนะ ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก”
จอมเหน็บ “ไม่ใช่ไปเสียในบ่อนหมดเหรอ”
“อะไรนะ” ปิ่นตาค้าง ไม่รู้เรื่องนี้
โทรศัพท์ปิ่นอนงค์ดังขัดจังหวะ ปิ่นอนงค์กดรับ
“ฮัลโหล...จอมอยู่กับพี่ เดี๋ยวพี่จะวานให้ไปส่งที่โรงพยาบาล มีอะไรน้อย” ปิ่นอนงค์มีสีหน้าตกใจ “ฮะ มีโจรบุกมาปล้นวัวงั้นเหรอ”
ปิ่นอนงค์มองหน้าจอมสองคนตกใจพอกัน
ใหญ่ขับรถ 6 ล้อ กลับเข้ามาจอดหน้าคอกวัว แล้วก้าวลงจากรถมาขยับไม้กั้นประตูคอก อาการงงๆ ท่าทีงกๆ เงิ่นๆ ทำไม้กั้นตกหล่น
ใหญ่เกาหัว ยืนเพ่งพินิจ ดูสลักไม้ที่กั้นประตู พยักหน้าเข้าใจ
มีแคบไม้หน้าสามตีมาหมายหัวใหญ่ แต่ใหญ่หมุนตัวหลบฉาก จับไม้ได้ ยื้อแย่งกับเปี๊ยก
หวานเอาเสียมมาช่วยตีใหญ่ เจอรุมเข้าใหญ่ต้องกระโดดหลบเข้าไปในคอกวัว
“เฮ้ย ใจเย็นๆ ชั้นจะมาเอาวัวเข้าคอก”
“แกเป็นพวกไหน ลูกน้องไอ้ธีระอีกหรือเปล่า” หวานถาม
เปี๊ยกใบ้จอมบึกส่งสัญญาณให้หวานลุย ไม่ต้องคุย
ใหญ่จำได้ ทำภาษาใบ้ ชี้เปี๊ยก แล้วชี้หน้าตัวเอง
“เดี๋ยวๆ ชั้นไม่ใช่ลูกน้องใคร เราพวกเดียวกัน”
หวานตอบแทน “ฉันไม่เคยรู้จักแก”
“เดี๋ยวก็รู้จัก มาช่วยกันต้อนวัวเข้าคอกก่อน ชั้นทำไม่เป็น ไม่ถนัด เคยเห็นแต่พวกคนงานทำตอนชั้นเด็กๆ”
ใหญ่เดินไปเปิดกระบะท้าย เห็นก้านถูกมัดอยู่ในนั้น ใหญ่กระชากก้านลงมากลิ้งหลุนๆ กับพื้น เปี๊ยกกะหวานมองอึ้งๆ แล้วส่ายหน้า ใหญ่สั่งการ
“สามคนคงเอาไม่อยู่ ไปตามคนงานมาช่วยกันหน่อยสิ”
สองคนมองกันงงหนัก
จังหวะนั้นธีระขับรถเข้ามาจอด มีคนงานตามมาด้วย มองใหญ่ท่าทางกล้าๆ กลัวๆ
ธีระลงจากรถ เดินนำลูกน้องเข้ามา ชี้หน้าใหญ่
“แกใช่มั้ย ที่มายึดรถ จะขโมยวัวของเรา”
เปี๊ยกจ้องใหญ่รอฟัง
“ใช้คำผิดแล้วมั้ง ของของฉัน ทำไมฉันต้องขโมย”
ธีระตอกกลับ “แกบ้าหรือเมาวะ วัวพวกนี้มันเป็นของไร่ไพศาลโว้ย”
“ก็ฉันเป็นเจ้าของที่นี่ ฉันพูดผิดตรงไหน”
ธีระหัวเราะขำกลิ้ง “ฮะๆๆ ถ้าสารรูปอย่างแกเป็นเจ้าของไร่ไพศาล ฉันก็เป็นเจ้าสัวแล้วโว้ย เฮ้ย... พวกเราจับมัน”
“เดี๋ยว คิดให้ดี ทำร้ายเจ้าของบ้าน ติดคุกสถานเดียว”
คนงานลังเลสบตากันเลิ่กลั่ก กล้าๆ กลัวๆธีระสั่งเข้ม “ใครไม่กล้า กูไล่ออก”
คราวนี้คนงานต่างหยิบฉวยอาวุธ มีด พร้า จอบ เสียม รายล้อมใหญ่
ใหญ่ส่ายหน้าระอาใจเหลือหลาย คว้าไม้รวกต้อนวัวเป็นอาวุธ
คนงานเข้าตี ใหญ่หลบหลีกแคล่วคล่อง เอาไม้ตีก้นบ้าง ปัดขาให้ล้มบ้าง เตะ ถีบ พอให้เจ็บท้วมๆ
แต่พอเข้าใกล้ก้าน ใหญ่จัดหนัก ใส่เต็มๆ เลือดกระเด็นจากปากก้าน
เปี๊ยกกะหวาน ออกอาการกล้าๆ กลัวๆ
ในช่วงชุลมุนนั้น ธีระชักปืนลูกโม่จากเอว เดินก๋าแหวกวงล้อมเข้าหาใหญ่ ทุกคนชะงักถอยกรูดพร้อมหน้า
ใหญ่ชะงัก ธีระถือปืนเดินเข้าหา เห็นใหญ่เช็ดเหงื่อ ธีระเยาะ วางกล้ามตามนิสัย
“กลัวตายล่ะซิ โดนหลายข้อหาแน่มึง”
ใหญ่จับปืนในมือธีระหักออกด้านนอกตัว ธีระงอตัว ทรุดเข่า กระดูกแทบหัก
ใหญ่ก้มกระซิบข้างหู “ปืนถ้าชักแล้วต้องยิง จำเอาไว้”
ใหญ่ค่อยๆ ปลดปืนจากมือธีระ เตะเข้าที่หน้าอกธีระสามที แล้วปล่อยมือธีระหงายเงิบไป
หวานกะเปี๊ยกลืมตัว เชียร์อย่างสะใจ
ทางด้านครองสุขยังไม่รู้ชะตายิ้มแย้มคุยโทรศัพท์ทรรศนะที่อยู่ในย่านช้อปปิ้งเมืองนอก
“ได้เงินแล้วใช่มั้ยตานะ ยังไงแสนนึงนี่ใช้ให้พอจนกลับนะ ตกลงจะกลับวันไหนแน่ น้าจะได้ไปรับ....อู๊ย ไม่ลำบาก จะได้เจอแฟนแกด้วย เห็นแต่ในรูป”
มีเสียงเคาะประตู น้อยเปิดเข้ามาหน้าตื่น
ครองสุขเอามือปิดโทรศัพท์ตรงที่พูด “มีอะไรนังน้อย บอกแล้วนะว่าถ้าไม่อนุญาตห้ามเข้ามา”
“แต่คุณธีระให้มาเชิญคุณนายลงไปพบข้างล่างค่ะ” น้อยรีบบอก
“ฉันคุยทางไกลเมืองนอกอยู่รอก่อน”
“คงไม่ได้หรอกค่ะ คุณธีระถูกโจรจับตัวอยู่ข้างล่างค่ะ”
คุณนายครองสุขผงะปล่อยมือจากโทรศัพท์ที่เอามือปิดเสียงอยู่ ลุกยืน
“หา...ถูกโจรจับ”
ทรรศนะได้ยิน ตะโกนอยู่ในสาย “อะไรนะครับแม่ แม่ครับๆ”
ครองสุขตกใจมาก ออกอาการเลิ่กลั่ก ยกหูฟังต่อ สับสนไปหมด
“ไม่มีอะไรตานะ ไม่มีอะไร มีลูกค้าวีไอพีมาที่รีสอร์ต น้าต้องรีบไปต้อนรับก่อน”
ครองสุขวางหู
ช็อปใหญ่ขายของแบรนด์เนมที่เมืองนอกเวลานั้น ทรรศนะมาแอบหลบมุมโทรศัพท์อยู่ อรสอางค์เดินตัวปลิวเข้ามา หิ้วเดรสสวยชุดหนึ่งมาด้วย
“ถูกใจมั้ย” ทรรศนะถามเอาใจ
“ที่สุดเลย ไม่น่าเชื่อ พอดีเป๊ะ มีตัวเดียวด้วย โชคดีจริงๆ ใช้การ์ดของนะนะ ของอรเต็มแล้ว”
“ไม่มีปัญหาจ้ะ เท่าไหร่จ๊ะ”
“แค่สี่พันเหรียญเอง” อรสองค์หันไปบอกพนักงานขาย “ไอ เทค ดิส วัน - ฉันเอาตัวนี้”
“สี่พันเหรียญ!” ทรรศนะพึมพำคิดในใจ “แสนกว่าบาท!”
ทรรศนะซีด คิดหาทางออก จับแขนอรสอางค์ “อร”
อรสอางค์เหลียวมามอง “หือ”
“เอ่อ.....คือว่า ผมว่าอย่าเพิ่งซื้อชุดนี้เลย”
“เพราะอะไร อย่าบอกว่าลืมเอาการ์ดมา อรบอกแล้วไงว่าวันนี้อรจะขอใช้ของนะ” อรสอางค์ชักสีหน้า
“ไม่ใช่จ้ะ ผมเพิ่งจำได้ว่าวันก่อนนะเห็นคุณนิตลูกสาว นายเจต เสี่ยค้าทองก็ใส่ชุดนี้ เดี๋ยวกลับเมืองไทยแล้วใส่ไปเจอกันอรจะเซ็งเปล่าๆ”
“จริงเหรอ เบื่อเศรษฐีใหม่ พวกนี้จริงๆ สักแต่มีเงิน ไม่ดูสารรูปตัวเองว่าจะทำแบรนด์เค้าตกต่ำขนาดไหน” ได้ผล
พนักขายถามขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ “จะใช้การ์ดหรือเงินสดคะ”
อรสอางค์ตอบกลับเป็นอังกฤษ ตำหนิอย่างมีอารมณ์ “ฉันไม่ซื้อแล้ว ทีหลังยูจะขายของก็ควรจะเลือกลูกค้าด้วยนะ”
อรสอางค์เดินออกไปอย่างอารมณ์เสีย พนักขายงงยืนเซ่อ
ทรรศนะโล่งอก พูดกับพนักงานขาย “ซอรี่” ตามแฟนสาวไป
ครองสุขเดินนำหน้าน้อยมา บ่นอย่างเซ็งๆ “จะโดนโจรจับได้ยังไง คนของเราในไร่ตั้งกี่คน”
แต่ต้องชะงัก ตาค้าง “ว้าย...”
เห็นใหญ่ล็อกแขนธีระไพล่หลังหมดสภาพ ยืนมองนู่นนี่อยู่กลางโถง
ครองสุขจับกระชากตัวน้อยมายืนบังหน้า แล้วร้องโวยวาย“เรียกพวกคนงานสิ ช่วยด้วยๆ”
ธีระยังปากดี “เรียกพวกมันมาก็ไร้ประโยชน์ เรียกตำรวจเลยดีกว่าครับ”
ครองสุขรีบกดโทรศัพท์ มือไม้สั่นไปมา
ใหญ่ผลักธีระไปหาคุณนาย “คุณน้า รู้จักผู้ชายคนนี้ด้วยเหรอครับ”
“ชั้นๆ ไม่ใช่น้าแก”
ใหญ่เอาปืนธีระออกมา เทลูกปืนออกใส่มือ แล้วเอาไปวางที่โต๊ะทั้งปืนและลูก
“ทำมาก้าวร้าวกับผม เพิ่งมาอยู่ใหม่ล่ะสิ ไม่เคยเห็นหน้า”
“แก แกเป็นใคร”
ใหญ่หันมามองครองสุข “น้าครองสุข นี่จำผมไม่ได้จริงๆ เหรอ”
ธีระกล้าๆ กลัวๆ ชี้หน้าใหญ่ “มันบอกว่า ชื่อชาลิต มันคือใหญ่ คุณใหญ่”
ครองสุขขบกรามแน่น แล้วหัวเราะ
“ชาลิตเหรอ คุณใหญ่เหรอ เค้าหายสาปสูญไปตั้งนานแล้ว”
พลางครองสุขมองใหญ่หัวจรดเท้า “แกไม่ต้องมาทำแอบอ้าง หน้าอย่างแก สภาพอย่างแกเนี่ยนะทายาทของคุณไพศาล”
ระหว่างนั้นถวิลกระหืดกระหอบเข้ามาในมือถือปืนยาว เปี๊ยก หวานตาม
“จะมากไปแล้ว จะเป็นคนบ้าคนดีไม่รู้ แต่ให้มันมาเหยียบจมูกคนไร่ไพศาลกันแบบนี้ไม่ได้ ไหนมันอยู่ไหน คุณนาย ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา ให้คนมาลากไอ้นี่ไปส่ง...” ถวิลมองใหญ่เอาเรื่อง “ตำรวจเดี๋ยวนี้”
ถวิลจ้องปืน ใหญ่เดินเข้าหาแล้วจับปืนไว้ กดปลายปืนลง ถวิลงง
“สวัสดี นายหวิน ไม่เจอกันตั้งนาน”
ถวิลอึ้ง“รู้จักฉันได้ไง”
“นายหวินจำฉันไม่ได้ แต่ฉันจำนายหวินได้แม่น นายหวินสอนให้ฉันรีดนมวัว แต่ก็โดนวัวเตะซะเอง”
ถวิลอ้าปากค้าง
“พอฉันอยากขี่ม้า ฉันให้นายหวินสอน จนนายหวินถูกม้าเตะอีก”
ถวิลทรุดนั่งคุกเข่ากับพื้นด้วยความตื่นตันใจ “คุณใหญ่ คุณใหญ่จริงๆ ด้วย”
คุณนายหรี่ตาครุ่นคิดเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “จริงเจิงอะไรกัน แกก็บ้าไปอีกคนแล้วเหรอ”
ใหญ่หันกลับเดินเข้าหา คุณนายครองสุขถอยกรูดติดกำแพง
“แก แกจะทำอะไร”
“ถ้าคุณน้าไม่เชื่อก็ทดสอบผมมา ผมตอบคุณน้าได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของคุณน้ากับคนงานที่ชื่อไอ้ผา”
ครองสุขหน้าซีดมองตาค้าง ใหญ่ยิ้มเยาะ
อ่านต่อหน้า 2
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 2 (ต่อ)
ขณะนั้นที่บริเวณหน้าเรือนใหญ่คนงานจับกลุ่มกันแบ่งเป็นสามกลุ่ม เจิดและก้าน นั่งอยู่มุมหนึ่ง ถวิลเดินขรึมออกมา
ปิ่นอนงค์กับจอมเข้ามา รถตำรวจตามติดๆ เข้ามาจอดรถหน้าเรือน ปิ่นอนงค์กับจอม วิ่งไปดึงถวิลออกมา ตำรวจมองสำรวจประเมินสถานการณ์
“โจรอยู่ไหนลุงหวิน”
ถวิลส่ายหน้ามองไปที่เรือน
ระหว่างนั้นน้อยเดินออกมาแอบข้างประตูจอมบอก
“ปิ่น ดูพ่อด้วย ไปครับคุณตำรวจ”
จอมกับตำรวจท้องที่เตรียมพร้อมจะลุยเข้าบ้านถวิลบอก “ไม่ต้องไอ้จอม” จอมงงๆ
จังหวะนั้นธีระเดินกุมอกกุมท้องออกมาฝืนยิ้ม โบกไม้โบกมือ
“ไม่มีอะไรครับ คุณตำรวจ มีการเข้าใจผิดกันเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างคนงานเก่ากับคนงานใหม่เคลียร์กันเรียบร้อยแล้วครับ”
ปิ่นอนงค์มองหน้าจอม คนงานมองหน้ากัน งงไปทั้งแถบ
ปิ่นอนงค์ลากน้อยเข้ามาในครัวถามทันควัน “มันยังไงกันน้อย ไหนบอกว่าโจรบุกไร่ไพศาล แล้วเรื่องจริงมันเป็นยังไงกันแน่”
“ก็ตอนแรกเป็นโจร ตอนหลังกลายเป็นคุณชาคริต เอ๊ย ชาลิตทายาทไร่ไพศาล”
ปิ่นอนงค์ตกตะลึงตาค้าง “คุณใหญ่ คุณใหญ่กลับมาที่นี่”
ด้านใหญ่เดินเอามือไพล่หลัง สำรวจห้องหับดูโน่นดูนี่ในตู้โชว์ ครองสุขเดินตามเลิ่กลั่ก
“ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยนะครับ”
ใหญ่เดินไปหยุดมุมห้อง ชี้ไปตรงที่ว่างๆ เหน็บอยู่ในที
“ตู้ฝังมุกตรงนี้ ชั้นไม้ฉลุลายตรงนั้น แล้วงาช้างคู่มันหายไป”
ครองสุขบอก ก่อนจะย้อนถามอย่างคาใจ
“ก็...ก็มันหลายปีแล้วนี่ อะไรๆ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป คุณ....คุณใหญ่กลับมาทำไม”
“อ้าว....ก็นี่บ้านผม ผมออกไปผจญเวรผจญกรรมมาตั้งนานก็คิดถึงบ้านเป็นธรรมดา”
ครองสุขยิ้มเยาะ “เรื่องมันก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว เราควรจะลืมอดีตไปซะ ต่างคนต่างอยู่ก็ดีอยู่แล้ว ไปจากที่นี่ซะเถอะคุณใหญ่ อย่าลืมซิคุณใหญ่ยังมีคดีฆ่าคนตายติดตัวอยู่นะ”
“ขอบคุณ คุณน้าที่เป็นห่วงผม”
ใหญ่หยิบซองเอกสารที่พับอยู่ขอบหลังกางเกงออกมา โยนตรงหน้า ครองสุขงงปนตกใจ
ใหญ่ชี้ซองเอกสารที่พื้น พูดเย้ย
“ว่างๆ ก็เอาไปอ่านดู แล้วคุณน้าจะรู้ว่า ผมน่าจะกลับมาไร่ไพศาลตั้งนานแล้ว”
ครองสุขมองซองใบนั้นงงๆ เก็บขึ้น “วันนี้ผมเหนื่อยมามากพอแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนที่ห้องก่อน”
“นี่ เดี๋ยว...” ครองสุขเรียกแต่ใหญ่เดินขึ้นชั้นบนแล้ว
ปิ่นอนงค์เข้ามา “คุณนายคะ คุณใหญ่กลับมาไร่ไพศาลจริงเหรอคะ”
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นตัวจริงหรือเปล่า แกขึ้นไปเฝ้ามันไว้”
ครองสุขสั่งเสร็จก็เดินถือซองออกไป ปิ่นอนงค์เหวอ
ปิ่นอนงค์เดินมา ท่าทีหวาดกลัว มองๆ ไม่รู้ว่าใหญ่อยู่ห้องไหน
“อยู่ห้องไหนนะ”
ปิ่นอนงค์เปิดห้องนั้น ห้องนี้ก็ไม่เจอ แล้วสายตามองเห็นว่าห้องทรรศนะ แง้มไว้ เลยค่อยๆ ส่องหน้าไปดู แต่ในห้องไม่มีใคร ปิ่นเปิดประตูเข้าไป มองรอบๆ ชะโงกไปดูในห้องน้ำ ไม่มีคนอีก ปิ่นหันกลับมาใหญ่ยืนอยู่ ถอดเสื้อนอกออก เหลือแต่เสื้อกล้าม ปิ่นตะลึง
“นะ นะนาย”
ใหญ่กะลิ้มกะเหลี่ยใส่ “ไง สาวน้อย...” สองคนเถียงกัน
“นายเข้ามาอยู่ในห้องนี้ได้ยังไง”
“คราวนี้เดินเข้ามาทางประตู”
“นายย่ามใจมากไปแล้ว นายคงหนีออกไปได้ไม่ง่ายเหมือนเมื่อคืนแน่”
“ฉันคงไม่หนีแล้วละ คงจะอยู่ที่นี่เลย” ใหญ่บอก
“อย่าบอกนะ ว่า...นี่นายมาแอบอ้างว่าเป็นคุณใหญ่เหรอ”
“เฮ้อ ความจำเธอนี่มันใช้ไม่ได้เลยนะ จากกันแค่สิบปีก็ลืมฉันซะแล้ว ขนาดฉันยังจำเธอได้แม่นเลย ปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์ส่ายหัว ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อ
“ไม่ เป็นไปไม่ได้ ฉันไม่เชื่อ นายเป็นโจร นายปล้นฉัน”
“ฉันคืนของให้เธอครบทุกอย่างจะเรียกปล้นได้ไง”
ว่าแล้วปิ่นอนงค์คว้าเชิงเทียนหลังตู้ออกมาขู่ “ออกไปซะ ไม่งั้นฉันจะร้องตะโกนเดี๋ยวนี้”
“แผลจากมีดของเธอยังไม่แห้งเลย จะเพิ่มแผลให้ฉันอีกแล้วเหรอ ใจร้ายจริงๆ”
ใหญ่เดินเข้าหา ปิ่นอนงค์เงื้อเชิงเทียนฟาด ใหญ่จับไว้แล้วอีกมือกระชากร่างปิ่นอนงค์เข้ามา บิดมือจนเชิงเทียนตกไป ยื่นหน้าไปใกล้
ปิ่นอนงค์ร้องลั่น “อย่า…”
“ฉันเป็นโจรนะ เธอยั่วโมโหฉันแบบนี้ฉันคงไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆแล้วละ อยากให้ลงโทษยังไงดี ข่มขืน หรือฆ่าหมกศพในช่องแอร์”
ใหญ่กำมือทำท่าจะบีบคอ ปิ่นอนงค์หลับตาปี๋น้ำตาไหล ใหญ่สงสารคลายมือ
“เธอนี่มันหลอกง่ายตามเคยนะ ยัยปิ่น ปอดแหก”
ปิ่นชะงักลืมตามองใหญ่เขม็ง พร้อมๆ กับที่ภาพจำสมัยวัยเด็กผุดขึ้นมาในหัว
ตอนกลางวัน วันนั้น ใหญ่ซึ่งตอนนั้นเป็นวัยรุ่น นั่งหน้าเครียดอยู่ที่ศาลา ปิ่นอนงค์เดินถือถาด มีข้าว กับแกงถ้วยหนึ่งกลัวๆ
“คุณใหญ่คะ แม่ให้เอาข้าวมาให้คะ”
“ฉันไม่กิน”
“แต่คุณใหญ่ไม่กินข้าวมาทั้งวันแล้วนะคะ แม่บอกว่า ถ้าโมโหด้วย หิวด้วยจะเป็นโรคกระเพาะ”
ใหญ่มองปิ่น นึกเอ็นดูนิดนึง แล้วคิดจะแกล้ง “ฉันจะรู้ได้ไง ว่าพวกเธอไม่ใส่ยาพิษมาในอาหารนี่”
“ไม่หรอกค่ะ แม่ไม่ใส่ยาพิษหรอก เมื่อกี๊แม่ก็ให้ปิ่นชิม ปิ่นยังไม่ตายเลย”
ใหญ่หรี่ตาแกล้งต่อ คว้าข้าวมาตักแกงใส่กินเคี้ยวแล้วทำท่าชะงักพ่นข้ามา กุมท้องลงไปชักดิ้นชักงอ
“คุณใหญ่ คุณใหญ่เป็นอะไรคะ”
ใหญ่บอกเสียงกระท่อนกระแท่น “เธอ วาง ยา พิษ ฉัน ...ฉันจะฆ่าเธอ”
ใหญ่ยื่นมือตะเกียกตะกายน่ากลัว “ไม่ อย่านะคะ ปิ่นไม่รู้เรื่อง ฮือๆๆ ปิ่นกลัวแล้ว”
ปิ่นหลับตาไหว้ปลกๆ ใหญ่ทนไม่ไหวระเบิดหัวเราะออกมา ปิ่นงง
“ยัย ซื้อบื้อ หลอกอะไรก็เชื่อ ยัยปิ่น ปอดแหกฮ่าๆๆๆ”
คำพูดล้อนั้นดังก้อง ดึงปิ่นอนงค์กลับมา และเชื่อว่าเป็นใหญ่จริง “คุณใหญ่”
“จำฉันได้แล้วเหรอ ยัยปิ่นปอดแหก ดีงั้นก็มาผสมน้ำให้อาบหน่อย เหนียวตัวมาก”
ใหญ่หันหลังให้ทำท่าจะถอดเสื้อ ปิ่นอนงค์ถอยกรูดไปที่ประตูแล้วเปิดวิ่งออกไปเลย
ใหญ่เรียกตามหลัง “ปิ่น”
ใหญ่หันไปมองปิ่นอนงค์หายไปแล้ว ใหญ่รู้ว่าหนี ยิ้มออกมา ชอบใจนัก
ปิ่นอนงค์วิ่งกระเซอะกระเซิงลงมาชนโครมจนน้อยหงายท้อง
“อู๊ย พี่ปิ่น วิ่งหนีอะไรมาเนี่ย”
“ขอโทษ น้อย ขอโทษ”
ปิ่นหน้าตาตื่น น้อยมองสังเกตจับกิริยา “หรือว่า พี่ปิ่นถูกคุณใหญ่ไล่ปล้ำ”
“บ้าเหรอน้อย ไม่ใช่อย่างงั้นซะหน่อย”
“ก็เห็นสภาพยู่ยี่แบบนี้...พูดจริงๆนะ คุณใหญ่เนี่ยยังกะพวกโจรในหนังไทย ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นลูกชายเจ้าของไร่”
ปิ่นอนงค์จุ๊ปาก “ชู้ว์ น้อยอย่าพูดแบบนี้อีกนะ” ปิ่นอนงค์ออกอาการกลัวมาก “ถ้าไม่อยาก...” ใจจริงอยากจะบอกว่าเจ็บตัว แต่ไม่กล้าพูด “เดือดร้อน...”
น้อยพลอยกลัวไปด้วย พูดกระซิบเสียงเบาๆ “พวกคนงานบอกว่าคุณนายกับคุณใหญ่เกลียดกันอย่างกะอะไร แล้วคุณใหญ่ยังจะให้พวกเราอยู่ที่นี่เหรอพี่ปิ่น”
นั่นสินะ...ปิ่นอนงค์เองชักเป็นกังวล
ครองสุขหอบซองเอกสารมาโผล่ที่บ้านพักธีระ อ่านหลักฐานที่ใหญ่ให้มา แล้วต้องตกใจ
“อะไรกันเนี่ย นี่มันสืบเรื่องไอ้ผาขนาดนี้เชียวเหรอ”
ธีระงง “อะไรพี่”
ครองสุขโยนไปบนโต๊ะ ธีระเก็บมาดู อ่าน
“หลักฐานการตายของนายผา พากเพียร เอ๊ะ นี่มันคนงานที่ไอ้คุณใหญ่ฆ่าตายไม่ใช่เหรอ ทำไมในนี้บอกว่า มันถูกรถชนตาย”
ธีระมองหน้าครองสุขเขม็ง “พี่มีอะไรปิดบังผมรึเปล่า”
ครองสุขนิ่ง นึกถึงเหตุการณ์หลังตนบอกว่าผาตาย จนใหญ่หนีเตลิดไป แท้จริงแล้วผายังไม่ตาย
ภายในห้องผู้ป่วยโรงพยาบาลคืนนั้น ครองสุขนำผามารักษาตัว โดยบอกไพศาล และให้การกับตำรวจว่าตนถูกใหญ่ทำร้าย และผาเข้ามาช่วยจึงถูกแทง
ตำรวจ 2 นาย ยืนคุยกันอยู่ ขณะที่ครองสุขสะอื้นซับน้ำตา
ส่วนผานอนอยู่บนเตียง เห็นชัดว่ามีผ้าพันแผลที่ซอกคอ พยาบาลให้เลือด และน้ำเกลือ หน้าตาอิดโรย
นายตำรวจยศ ร.ต.ท. เจ้าของคดีจดบันทึกในสมุดโน้ต ขณะฟังคำให้การไป
“นายผาให้การกับผมว่า คุณใหญ่จะทำร้ายคุณครองสุข” จดไปเป็นระยะ “นายผาเข้าห้ามปราม เลยถูกแทง”
ไพศาลสวนออกมา “ถึงไอ้ใหญ่มันจะอารมณ์ร้อน แต่มันไม่ใจร้ายถึงกับฆ่าคนหรอกผมเชื่อ”
ครองสุขได้โอกาสสร้างภาพ “ฉันเองก็ไม่ถือสาหรอกค่ะ เราไม่เอาเรื่องคุณใหญ่ไม่ได้เหรอคะ”
“ไม่ได้หรอกครับ นี่เป็นคดีอาญา ผมอยากให้ทางคุณร่วมมือกับตำรวจด้วย ถ้าลูกชายคุณติดต่อมา ขอให้แจ้งผมทันที”
หลังผู้หมวดหนุ่มออกไปแล้ว ไพศาลหันมามองครองสุขหน้าเครียด สลับกับมองผาที่เตียง
“ถึงใหญ่มันจะเกเรยังไง ผมก็รู้จักลูกของผมดี ไอ้ผามันต้องปิดบังอะไรแน่ๆ”
“คุณ... คุณไม่ไว้ใจชั้น คุณใหญ่เกลียดชั้น จะฆ่าชั้น” ครองสุขร้องไห้ฟูมฟายโมโห “คุณยังมาสงสัยอะไรอีก ใช่ซิเลือดมันต้องข้นกว่าน้ำอยู่แล้ว ฮือๆๆ”
“ไม่เอาน่า ผมไม่ได้ว่าอะไรคุณเลย”
ไพศาลอึ้ง จุกอก ซวนเซ ครองสุขหน้าตื่นเข้าประคอง
“คุณ... คุณไพศาล เป็นอะไรไปคะ เรียกหมอมั้ยคะ”
ไพศาลฝืนตัว โบกมือ “ไม่... ไม่ต้อง”
ขณะที่ครองสุขโอบเอวไพศาล หันไปสบตาสะใจกับผา
อีกคืนหนึ่ง กลิ่นคาวโลกีย์คละคลุ้งอยู่ในโรงนาที่ถูกแปรเป็นรังรัก ครองสุขเสร็จกามกิจแล้ว ยืนแต่งตัว ติดกระดุม สอดส่องสายตาหวาดระแวง ใช้มือจับแต่งผมให้เหมือนปกติ ผานั่งใส่เสื้อ เห็นผ้าปิดแผลเลิกลง ครองสุขรีบบอก
“หลบไปอยู่ที่อื่นสักพักก่อน ให้แน่ใจว่าไอ้ใหญ่ไม่กลับมา แล้วค่อยว่ากัน”
ผาเข้ากอดข้างหลังพูดเสียงแผ่ว “ได้เป็นเจ้าของไร่เต็มตัวเมื่อไหร่ อย่าลืมผัวเก่าคนนี้นะจ๊ะ”
“รีบๆ เข้าเถอะ เงินซ่อนเอาไว้ที่แทงค์น้ำหลังไร่ อย่าลืมล่ะ เดินอ้อมเขาไป เดี๋ยวใครเห็น”
ผาจูบไซ้ซอกคอ ครองสุขยิ้มสะใจ
ไม่นานต่อมา ผาเดินมาตามถนน ผ่านโค้ง ก้าวลงเนิน ขณะที่แลเห็นแสงไฟหน้ารถคันหนึ่งค่อยๆ โผล่จากโค้ง แต่แล้วรถคันนั้นก็เร่งความเร็วเต็มที่พุ่งเข้าหาผาทางด้านหลัง
ผายินเสียงเร่งเครื่องรู้สึกตัว หันไปมอง ไฟสูงหน้ารถส่องเต็มหน้า ผาตกใจ
พอชนจนร่างผากระเด็นหายไป รถเบรกเอี๊ยด ผานอนกระตุก ตะเกียกตะกาย ห่างจากหลังรถราวสิบเมตรเห็นจะได้
รถถอยหลังทับผาซ้ำ ด้วยฝีมือครองสุขที่กำลังจับพวงมาลัยรถแน่น สีหน้าเหี้ยม มองอย่างสะใจ
ครองสุขใส่เกียร์ขับรถออกไป โดยมีซากผานอนผิดรูปร่างแน่นิ่ง ตายอย่างน่าอนาถอยู่ตรงนั้น
ธีระฟังแล้วอึ้งๆ ที่รู้ว่าครองสุขนั้นเหี้ยมโหดกว่าที่คิด
“นายผาเป็นพ่อของทรรศนะกับทัศนีย์” ธีระเดาเอา
“ใช่”
ธีระเดาต่อ “แต่พี่ก็ฆ่าปิดปากนายผา ทั้งๆ ที่มันเป็นพ่อของลูกพี่”
“ไอ้ผามันไม่เคยทำหน้าที่พ่อ ตั้งแต่พี่ได้กับมัน มันเอาแต่กินเหล้าเข้าบ่อน ผลาญสมบัติตระกูลพี่จนหมด พี่ถึงต้องซานมาเกาะไอ้ไพศาลไงล่ะ” ครองสุขคร่ำครวญ
“แล้วจะทำยังไง ถ้าไอ้ใหญ่มันรู้ว่าเป็นฝีมือพี่ คนที่ต้องติดคุกก็คือพี่นะ”
“มันจะไม่มีวันรู้” ครองสุขคำรามในลำคอ
“ถ้าพี่คิดจะเก็บมัน ผมว่ายากแล้วล่ะ ตอนนี้ผมลงหนังสือพิมพ์ประกาศหาตัวมันตามขั้นตอนแล้ว ถ้ามันเกิดเป็นอะไรไป ตำรวจสงสัยเราแน่
ครองสุขขัดใจนัก “ไอ้ใหญ่...ไอ้ตัวมาร” โมโหระเบิดอารมณ์ปัดของกระจาย “ฉันไม่มีวันยอมแพ้มันหรอก” เดินพล่านไปมา
ธีระดูหลักฐานในมือ “ที่สำคัญ ผมสงสัยว่าจะมีคนที่มีฝีมือมาช่วยมัน ไม่งั้นมันจะไปได้เอกสารพวกนี้มาจากไหน”
ปานเทพขับรถไปบนทางเบื้องหน้าอย่างกลุ้มใจ
“ทำไงดีวะ ถ้าเข้าไปในไร่ ก็ต้องโดน ไอ้คุณใหญ่ด่า แต่ถ้าไม่ไปก็โดนพ่อด่า”
บ่นไม่ทันขาดคำโทรศัพท์ดัง หน้าปลอดขึ้นมาหน้าจอ “พูดถึงก็มาตามคำเรียกร้องเลย...โทษนะพ่อ โทรศัพท์ขณะขับรถมันผิดกฎหมาย”
ปานเทพไม่รับ เสียงชนหมาโครม ร้องเอ๋งๆๆๆๆ ปานเทพเบรกกึกทันที มองไปที่หน้ารถแล้วรีบลงไป
ปานเทพบ่นอุบ “เวรแล้วไง”
ปานเทพพาตัวเองและน้องหมา มาอยู่ในคลินิกรักษาสัตว์ ที่ตั้งอยู่ในสำนักปศุสัตว์อำเภอ ที่ทำงานของจินตนานั่นเอง แต่แยกส่วนออกมาต่างหาก
สภาพไม่ต่างจากคลินิกรักษษสัตว์ของเอกชนทั่วไป เห็นอุปกรณ์ และรูปสัตว์ต่างๆ ติดบนผนังคลินิค ระหว่างนั้นปานเทพนั่งร้อนใจอยู่ ขณะที่จินตนาเดินอุ้มน้องหมาออกมา พันหาง พันขาแล้วหน้าตาจินตนาบูดบึ้ง อยู่ในเคาน์เตอร์ ปานรีบเดินยิ้มเข้ามาหา
จินตนาหน้าดุถามหาเจ้าของ “สุนัขใครคะ”
ปานเทพรีบรับ “ผมครับ ไม่ตายใช่มั้ย ค่อยยังชั่ว ค่ารักษาเท่าไหร่ครับ”
“ที่ถูกคุณขับรถทับน่ะ ไม่เท่าไหร่ แค่หางเป็นแผล แล้วก็ขาหัก แต่อาการอื่นนี่ซิ”
ปานเทพหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาหน้ามุ่ย “อาการอื่นอะไรครับ”
“คุณเลี้ยงน้องหมายังไง ทั้งพยาธิ เห็บหมัด ครบเลย ดีนะยังไม่มีขี้เรื้อน” ปานเทพอ้าปากจะเถียง จินตนาร่ายอาการต่อ “เลือดจาง แถมยังอาจจะเป็นลำไส้อักเสบ แสดงว่าอาหารการกินแย่มากๆ”
ปานเทพเอ้ออ้า “คือ...” ยกมือพยายามจะขออธิบาย
“สุนัขเค้ารักเจ้าของแค่ไหนคุณรู้มั้ย” จินตนาปัดมือปานเทพลง “เค้าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เลยนะถ้าไม่รักเค้าจริงก็อย่าเลี้ยงเค้าเลยคุณ”
ปานเทพไม่ไหว ถูกสวดฝ่ายเดียว “หยุด”
ปานเทพแค้นควักเงินพันหนึ่งวางให้เจ้าหน้าที่ที่เก็บเงินอย่างเหลืออด
“ค่ารักษา แค่ขาหัก แค่นี้คงพอนะครับ” จากนั้นปานเทพก็รีบออกไป
จินตนางงชะเง้อชะแง้ ร้องเรียกตามหลัง “อ้าว คุณๆ”
ปิ่นอนงค์ กับน้อยกำลังจัดโต๊ะอาหาร มีจานเปลจากภัตตาคาร อาหารคาวหวานหลายจานห่อพลาสติค
“แปลกจริงนะพี่ปิ่น ในเมื่อคุณนายกับคุณใหญ่ไม่ถูกกัน ทำไมคุณนายถึงสั่งอาหารจากภัตตาคารมาเลี้ยงคุณใหญ่ขนาดนี้” ปิ่นกระซิบกระซาบ ตั้งข้อสังเกตปนสังกา
“ยังไง คุณใหญ่ก็เป็นลูกเจ้าของไร่นี้ คุณนายท่านทำถูกแล้วละ”
ครองสุขกับธีระเดินเข้ามา ครองสุขถาม “ทำอะไรกัน”
น้อยรีบบอก แล้วถามต่อ “อาหารที่คุณนายสั่งเพิ่งมาถึงค่ะ คุณนายจะให้จัดกี่ทีคะ”
“ฉันไม่ได้สั่ง เธอสั่งเหรอธีระ” ครองสุขหันมาถามธีระ
“เปล่านี่ครับ”
ครองสุขเหลียวขวับมาทางปิ่นอนงค์ “เอาอีกแล้วนังปิ่น แกใช่มั้ย นี่แกเป็นบ้าอะไร”
“ปิ่น...” ปิ่นอนงค์อึกอัก
“ทำไม แกดีใจมากเหรอที่ไอ้ใหญ่มันกลับมา ถึงกับจะจัดฉลองเนี่ย ฮะ ไปเลยเอาไปทิ้งให้หมด” ครองสุขด่าอย่างโมโหโกรธา
“ทิ้งทำไมคะ ของดีดีทั้งนั้นเสียดาย”
ครองสุขตวาด ทำท่าจะร่อนจาน “นังน้อย”
เสียงใหญ่ร้องขัดขึ้นก่อน “โอ๊ย หิวๆ ๆๆๆ”
ทุกคนหันไปทางเสียง ใหญ่ถอดเสื้อ นุ่งกางเกงเล ตัวเดียว เดินมาจากชั้นบน
“โห อาหารมาแล้วก็ไม่บอก”
ครองสุขยกจานค้าง ใหญ่เข้ามาดูๆ ยิ้มแฉ่ง “น่าสวาปามทั้งนั้น” ใหญ่รับจานมาจากมือครองสุข
แล้วกระชากพลาสติคใสที่หุ้มจานออก เอาขาไก่มากัดกิน เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“อ้าว กินกันเลยซิ นั่งๆ ไม่ต้องเกรงใจ ของดีดีทั้งนั้น” ใหญ่เชื้อชวน
“เอ้อ คุณใหญ่เป็นคนสั่งอาหารพวกนี้มาเหรอ” ครองสุขจ๋อย
“ใช่ซิครับ แหม กลับมาบ้านทั้งที ก็อยากกินอะไรดี ดี กับเค้าบ้าง อดอยากปากแห้งมานาน...ปิ่นมา นั่งกินด้วยกัน”
ใหญ่ไม่พูดเปล่าฉุดปิ่นลงนั่งข้างๆ ทุกคนมองหน้ากัน
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 2 (ต่อ)
สรุปครองสุขนั่งนิ่งอยู่หัวโต๊ะ ข้างหนึ่งเป็นธีระ ข้างหนึ่งเป็นใหญ่กับปิ่นอนงค์ มีใหญ่กินนั่นนี่อย่างเอร็ดอร่อย แต่คนอื่นกินกันแบบฝืนๆ
“เสียดายนะ ทรรศนะกับทัศนีย์ไม่อยู่กินด้วยกัน จะได้พร้อมหน้าพร้อมตา” ใหญ่ว่าขณะคำข้าวยังคาปาก
“ความจริง คุณใหญ่ไม่น่าลำบากเสียเงินทองเลย อยากกินอะไรบอก น้าให้นังปิ่นทำให้ได้”
“ไม่เอาหรอกครับ เดี๋ยวปิ่นอนงค์ใส่ยาพิษแก้แค้น ตอนเด็กๆ ผมชอบแกล้งเค้า”
เจอมุกอำของใหญ่ปิ่นอนงค์สำลักน้ำพรวด
“แหม คุณใหญ่ก็ ทำอย่างงั้นก็อกกตัญญูเต็มที ตั้งแต่คุณใหญ่ออกจากไร่ พวกเราก็ตามหาคุณใหญ่มาตลอดแต่ก็ไม่ได้ข่าวเลย” ครองสุขหวานใส่
“ก็ตอนนั้น ผมมันเป็นฆาตกรฆ่าคนตาย ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ไปอยู่ชายแดนโน่น”
“เอ้อ...แล้วที่ผ่านมาคุณใหญ่ทำอะไรบ้าง”
ใหญ่ทำท่านิ่งคิด โพล่งขึ้น “โอ๊ย... หลายอย่างคุณน้า แต่ที่จำได้ไม่ลืมก็คือทำหมาส่งร้านอาหารที่ชายแดน”
ปิ่นอนงค์งง กระแอมถาม “ยังไงเหรอคะ”
“ก็เถ้าแก่เค้าจะหาหมาดำมาให้เรา หมาดำนี่ราคาดี เค้าว่าสรรพคุณทางการบำรุง สุดยอด” ใหญ่โว
“ก็เคยได้ยินมาว่าอย่างนั้น”
ครองสุขกับธีระตักข้าวเข้าปากมองสบตากัน
ใหญ่คุยต่อ “ตอนฆ่ามันสิครับ สนุก ต้องจับใส่กระสอบ กดน้ำให้มันอ้วก ขี้ เอ๊ย... ขับถ่ายอุจจาระออกให้หมด พอเสร็จก็เอาขึ้น” ครองสุขฟังแล้วพะอืดพะอม ใหญ่ใส่ต่อ “มาจากน้ำ ล้างทำความสะอาดแล้วก็เอาใส่น้ำเดือดๆ ในปี๊บ ถอนขนเสร็จก็เอาขึ้นเขียง จับหงายตัดคอ แล่จากคอไปถึงก้น อู๊ย....” ใหญ่ซี๊ดน้ำลาย “เครื่องในนะครับ ต้มต้องใส่ตะไคร้เยอะๆ ไม่งั้นคาว”
ถึงตรงนี้ครองสุขอ้วกแตก เอามือกุมปากวิ่งออกไป ปิ่นอนงค์มองตามอย่างเป็นห่วง
“เห็นใจครับ เห็นใจ คนไม่เคยกินก็อย่างนี้แหละ”
ใหญ่ตักกะเพราหมูสับพริกใบกะเพราเต็มช้อน
“เออ จานเด็ดอีกอย่างก็ต้องกะเพราหมาสับ ต้องเอาลิ้นกับหูมันสับเข้าไปด้วย จะได้กรึบๆ”
ใหญ่ตักเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
ธีระไม่ไหวเช่นกันขอตัว “ขอตัวไปห้องน้ำเดี๋ยว”
ปิ่นอนงค์มองตาม ใหญ่แอบยิ้มสะใจ
ครองสุขซับปากหน้ากระจกห้องน้ำ น้ำตาคลอ ธีระเข้ามาเร่งรีบไปที่อ่างล้างหน้า เช็ด ปัด ล้างหน้า เสื้อผ้าไปมา สีหน้าขยะแขยง
ธีระกระซิบกระซาบ “นี่เหรอ ทายาทไร่ไพศาล โคตรถ่อยเลยพี่”
“มันถ่อย มันร้ายอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่ที่เห็นนะ ออกจะหนักกว่าเก่าเยอะเลย คงไปสะสมสันดานสกปรกโสมมมาจากป่าเขา”
“ดูแล้วมันจงใจแกล้งเราชัดๆ มันคงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า”
“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันมีไพ่อะไรอยู่ในมือ ตอนนี้ต้องทำดีกับมันไปก่อน รอดูท่าทีมัน”
ที่ข้างเรือนพักคนงานเวลาต่อมา ทุกคนล้อมวงกินข้าวปิ่นโตกัน คุยกันเบาๆแต่เคร่งเครียด เปี๊ยกส่งท่าทางวุ่นวายกับคนงาน ถวิลนั่งขรึมมองกองไฟ เปี๊ยกสะกิดหวานหวานแปลทันที
“ไอ้เปี๊ยกมันว่า พวกคนงานสงสัยว่าใช่คุณใหญ่จริงๆ รึเปล่าที่มาก่อเรื่องวันนี้”
“ข้าแน่ใจว่าเป็นคุณใหญ่แน่ๆ” ถวิลบอกจริงจัง
จอมสงสัย “แล้วคุณใหญ่หายไปไหนมาพ่อ ทำไมถึงเพิ่งกลับมา”
“พ่อก็ไม่รู้ ตั้งแต่วันที่แกแทงคนงานแล้วหนีไป ก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย” ถวิลว่า
“ฉันอยากเห็นหน้าคุณใหญ่จริงๆ อยากรู้ว่าหน้าตาท่าทางจะเป็นยังไง”
ถวิลเสียงอ่อยๆ “คุณใหญ่เปลี่ยนไปมาก มากจนข้าจำแทบไม่ได้”
หวานรีบเสริม “นั่นน่ะซิ คุณใหญ่ที่ฉันนึกภาพไว้ก็ไม่ใช่แบบนี้เลย”
ถวิลไม่ตอบ ดูเครียดๆ กินข้าวเฉย
ใหญ่ตบพุงเรอเสียงดังเอิ้ก แถมเอานิ้วแคะขี้ฟัน ปิ่นอนงค์เมิน
“อิ่มจริงๆ”
ปิ่นอนงค์ลุกขึ้น “งั้นปิ่นเก็บโต๊ะ คุณนายกับผู้จัดการก็คงอิ่มแล้ว”
“ไม่ต้องรีบ พรุ่งนี้ค่อยเก็บก็ได้” ใหญ่บอก
“ไม่ได้หรอกค่ะ ที่นี่ แมลงเยอะ มาน้อยมาช่วยกัน” ปิ่นอนงค์ท้วง พยักหน้าเรียกน้อยมาช่วย น้อยเก็บเดินไป
“รู้สึกเธอจะไม่อยากสู้หน้าฉันเลยนะ มีอะไรหรือเปล่า” ใหญ่แซว
“ไม่มีนี่คะ”
ปิ่นอนงค์ยกถาดจานจะเข้าไปที่ครัว ใหญ่ทำนิ่วหน้าเอามือกุมท้อง
“โอ๊ย ปวดท้อง”
ปิ่นอนงค์งง ใหญ่ล้มลงไปนอนดิ้นพราด คราวนี้ปิ่นอนงค์ตกใจรีบวางจาน
“คุณใหญ่ เป็นอะไรคะ”
ใหญ่ยิงมุกเก่า “เธอ...วางยาพิษฉัน”
ปิ่นอนงค์ฉุกกึก “นี่คุณใหญ่ แกล้งปิ่นอีกแล้วใช่มั้ย”
“ไม่ได้แกล้ง โอย”
ครองสุขกับธีระเดินออกมาเห็นครองสุขร้องลั่น “ว้าย อะไรกันน่ะ”
“คุณใหญ่ไม่ทราบเป็นอะไรคะ เรียกรถพยาบาลเถอะค่ะ”
ใหญ่พูดกระท่อนกระแท่น “ในอา..หาร..มี..ยาพิษ” แล้วม่อยไปในอ้อมกอดปิ่นอนงค์
ครองสุขอึ้งมองหน้าธีระ พูดเสียงแผ่ว “ฝีมือเธอเหรอ”
ธีระส่ายหน้าอาการงง “เปล่านะพี่”
น้อยเดินออกมาในมือถือถาด ปิ่นอนงค์บอกอย่างร้อนใจ “น้อย โทรเรียกรถพยาบาลเร็ว”
น้อยลนลานปล่อยถาดดังเพล้ง หน้าตื่น วิ่งไปที่โทรศัพท์
“เบอร์อะไรคะ”
ครองสุขจับมือน้อยไว้ “ไม่ต้อง”
ครองสุขมองธีระแล้วเก็ต ขณะที่ปิ่นอนงค์กับน้อยงง
ธีระแบกใหญ่มาในห้องทรรศนะ ปิ่นอนงค์เข้ามาจัดหมอนอย่างเร่งรีบ ธีระปล่อยใหญ่นอนแน่นิ่ง
ครองสุขตามมามอง
“คุณใหญ่แน่นิ่งไปอย่างนี้ อาจจะเป็นอะไรมาก เราตามหมอเถอะนะคะ” ปิ่นอนงค์กังวลไม่หาย
“ก็คงแค่อาหารเป็นพิษธรรมดา คนมันไม่เคยกินของดีดีแกเฝ้าไว้ เดี๋ยวฉันจะไปเอายาให้คุณใหญ่”ครองสุขพยักหน้าให้ธีระ ทั้งคู่เดินออกไป
ปิ่นอนงค์มองใหญ่อย่างเป็นห่วง
พอสองคนเดินเข้าห้องนอนครองสุข ประตูปิดลง “พี่ว่าไอ้ใหญ่ มันเป็นอะไร” ธีระถามทันที
“อาจจะเพราะอาหารเป็นพิษอย่างพี่บอก แต่เราจะสนใจทำไม ตอนนี้เราก็ทำให้มันไม่มีโอกาสฟื้นมาอีกก็สิ้นเรื่อง” ครองสุขว่า
“แต่ถ้ามันตาย ตำรวจอาจจะสงสัยเรานะพี่”
“นั่นน่ะเราฆ่ามัน แต่นี่มีพยานเห็นว่ามันตายเอง..เอาเถอะ ฉันมีวิธี”
ครองสุขเดินไปเปิดลิ้นชัก หยิบเอากล่องใส่ยาพิษออกมา เปิดกล่องมีหลอดยาเล็กๆ เก็บอยู่หลายหลอด
“แค่หลอดเดียว หัวใจมันจะหยุดเต้นทันที”
ธีระอึ้งที่ครองสุขเก็บซ่อนยาพิษไว้
ด้านใหญ่นอนนิ่งอยู่ ปิ่นอนงค์ร้อนใจ “คุณใหญ่สลบจริงหรอคะเนี่ย”
ตัดสินใจจับมือใหญ่ พยายามคลำชีพจร แต่ไม่ชัด ปิ่นอนงค์จึงก้มลงเอาหัวแนบอกใหญ่
“หัวใจยังเต้น” ปิ่นอนงค์โล่งอกหลับตาพนมมือ “ขอให้วิญญาณคุณไพศาลคุ้มครองคุณใหญ่ ให้คุณใหญ่ ปลอดภัยด้วยเถอะ”
ใหญ่แอบหรี่ตามองปิ่น พอปิ่นอนงค์ลืมตาใหญ่รีบหลับต่อ
ครองสุขนวยนาดเข้ามา ถือถาดแก้วน้ำเล็กๆ ผสมยาพิษเข้ามา ธีระตามมา
“เป็นไง” ครองสุขถาม
“ยังไม่ฟื้นเลยค่ะ”
“งั้นแกป้อนยานี่ให้คุณใหญ่เร็ว” ครองสุขยื่นถาดในมือให้
ปิ่นอนงค์ถามพาซื่อ “นี่ยา อะไรคะ”
“บอกชื่อไปแกก็ไม่รู้จัก”
ปิ่นอนงค์ประคองหัวใหญ่ขึ้นอย่างทุลักทุเล เพราะใหญ่ตัวหนัก ธีระเข้าช่วยอีกข้าง ครองสุขส่งแก้วให้ปิ่นอนงค์
ใหญ่ทำทีดื่มเข้าไปแล้วอมไว้ ครองสุขกับธีระมองกันยิ้ม
ทันใดนั้นเองใหญ่ก็ทำผะอืดผะอม ท่าทีขยักขย่อน แล้วก็หันหน้าไปพ่นน้ำใส่หน้าธีระเต็มๆ
ใหญ่วิ่งเข้าห้องน้ำไปอ้วก ธีระยืนขึ้นลูบหน้าตา ปิ่นอนงค์ก็ตกใจ สักครู่หนึ่งใหญ่ออกมา
“ขอโทษนะ โอ๊ย มันผะอืดผะอม อาหารร้านนี้ผมคงเข็ดแล้ว เมื่อกี๊ผมน่าจะเอะใจตั้งแต่คุณน้าวิ่งไปอ้วกแล้ว”
“คุณใหญ่ ไม่เป็นไรแล้วเหรอคะ” ครองสุขทำทีเป็นห่วง
“เป็นซิครับ มวนท้องยังไม่หายเลย ต่อไปผมไม่ไว้ใจกินอาหารนอกบ้านแล้วละ ปิ่นเธอต้องทำให้ฉันกินเองทุกมื้อนะ โอ๊ย สงสัยจะไม่ใช่แค่ออกทางปากอย่างเดียวซะแล้ว ขอเวลานอกนะ”
ใหญ่ทำท่าหนีบตูด ผลุบเข้าห้องน้ำปิดประตู ธีระโมโหสุดๆ เดินออกไป
“ธีระๆ”
ครองสุขตามออกไป ปิ่นอนงค์สงสัยใหญ่
ใหญ่นั่งบนบนโถส้วมปิดฝาลงยิ้มสะใจ
รุ่งเช้าวันต่อมา ปานเทพดีดตัวเด้งขึ้นมาจากเตียงนอน โวยลั่นใส่โทรศัพท์
“ไอ้ใหญ่ ไอ้เจ้านายเฮงซวย แกปิดโทรศัพท์ทำไม วะ”
ใหญ่ยืนมองวิวที่ระเบียง ขณะคุยกับปานเทพ
“เมื่อวานเล่นสนุกมากไป ลืมเปิดโทรศัพท์ ฉันไม่เป็นไร แกไม่ต้องห่วง”
“ฉันไม่ได้ห่วงแก ฉันขี้กียจฟังพ่อด่า เดี๋ยวฉันจะเข้าไปหาแกที่ไร่”
“เฮ้ย ยังไม่ต้องมา รออยู่ที่โรงแรมก่อน เดี๋ยวฉันจะโทร.หาอาปลอดเอง”
“เฮ้ย ไอ้คุณใหญ่ อย่าเพิ่งวางหูนะโว้ย ฮัลโหลๆ” ปานเทพก้มกดโทรศัพท์ท่าทางเซ็งโครต
วางสายปานเทพแล้วใหญ่เดินลงมาเห็นน้อย กำลังจัดโต๊ะอาหารเช้า ใหญ่แกล้งตบโต๊ะ อย่างไร้มารยาท
“ไปไหนกันหมด”
น้อยหันมาสะดุ้ง คุกเข่าพนมมือแต้ “คุณใหญ่ อย่าทำอะไรหนูเลยนะคะ”
“ก็ถ้าไม่ตอบคำถามฉัน ก็ไม่แน่”
“คุณนายออกไปกับผู้จัดการตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่กลับค่ะ”
ใหญ่ไม่สนรู้ว่าไปไหน “แล้วปิ่นอนงค์ล่ะ”
“พี่ปิ่นมาต้มข้าวต้มแล้วก็ไปแต่งตัวไปโรงพยาบาลค่ะ คุณใหญ่จะกิน เอ๊ย รับประทานเลยมั้ยคะ”
ใหญ่สนใจแต่เรื่องปิ่นอนงค์ “โรงพยาบาลไป ทำไม”
ปิ่นอนงค์พยายามค้นหาของมีค่า ได้สร้อยทองเส้นหนึ่งประมาณสองสลึง กับแหวนเงินสองสามวง
“เอาไปให้แค่นี้ก่อนคงได้”
ปิ่นอนงค์เอาของใส่กระเป๋า ปิดประตูจะออกข้างนอก ใหญ่ผลักเข้ามา
“คุณใหญ่”
“เธอยังไม่ได้ทำกับข้าวให้ฉันกินเลยจะไปไหน”
“ปิ่นทำข้าวต้มเครื่องไว้ให้คุณใหญ่แล้ว ตอนนี้แม่ผ่าตัดหัวใจอยู่ที่โรงพยาบาล ปิ่นต้องรีบไปเยี่ยม”
ใหญ่ยึกยัก “แต่ฉันไม่ได้อยากกินข้าวต้ม ฉันอยากกินอาหารฝรั่ง”
ปิ่นอนงค์อึดอัด ใหญ่ดึงกระเป๋าสะพายปิ่นอนงค์ยึดไว้ “ไปทำให้ฉันไม่งั้น ฉันก็ไม่ให้เธอไป”
“ค่ะ”
ปิ่นอนงค์เดินออกไป ใหญ่เปิดกระเป๋าดูเห็นมีเงินสดสองพัน กับถุงใส่สร้อยกะแหวน นึกถึงเรื่องที่น้อยรายงานละเอียดยิบเมื่อครู่ที่โต๊ะอาหาร
“ก็ป้าอุ่น แกผ่าตัดหัวใจน่ะค่ะ แล้วตอนนี้โรงพยาบาลก็ทวงเงินตั้งสามแสน พี่ปิ่นเลยต้องรีบไปจัดการ”
“โอ้โฮ รวยไม่ใช่เล่นนะ เข้าโรงพยาบาลตั้งสามแสน”
“รวยเรยอะไรละคะ ตอนนี้พี่ปิ่นยังหาเงินไม่ได้เลยเพราะคุณนายไม่ยอมจ่าย แถมด่าให้ต่างหาก อุ๊บ” น้อยรีบเอามือปิดปาก
ใหญ่ควักเอาซองเงินที่โกงแกมปล้นมาจากบ่อนเสี่ยตง ยัดใส่ในกระเป๋าปิ่นอนงค์ ใหญ่ยิ้มหน้าบานอย่างสุขใจ
“คงผ่อนไม่ได้หรอกค่ะ ที่นี่ไม่มีนโยบาย”
เจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาลหน้าเคร่งเสียงเครียดแต่ยังฝืนยิ้มขณะบอก
ปิ่นอนงค์ซีด “แต่ตอนนี้ดิฉันยังไม่มีเงินสด ขอเวลาอีกวันนึงนะคะ ตอนนี้ดิฉันขอเอาสร้อยกับของมีค่าบางส่วนวางเป็นประกันไว้ก่อน”
พลางปิ่นล้วงกระเป๋า แล้วเจอซองเงินที่ใหญ่แอบใส่ไว้งวยงง ล้วงออกมาดู เปิดออกดูเห็นเงินสามมัด ก็ยิ่งงง
“นั่นไงคะ เงินสด”
จินตนาพาอุ่นเรือนออกมาพอดี
อุ่นเรือนทักเสียงขุ่น “ปิ่น”
“แม่ แม่ออกมาทำไมจ๊ะ”
อุ่นเรือนโวยลั่น “ค่าผ่าตัดตั้งสามแสน เนี่ยเหรอนิดหน่อยของแก แล้วคุณนายจะเอาที่ไหนมาให้”
จินตนาหน้าเสีย “ป้าจะออกจากโรงพยาบาลให้ได้ เราเลยต้องบอกว่าเรายังไม่ได้จ่ายค่าผ่าตัด”
อุ่นเรือนหันไปทางเจ้าหน้าที่ “คุณคะ ฉันไม่มีเงินหรอกค่ะ เอาชีวิตฉันไปแทนเถอะนะคะ
“แม่คะ แม่ฟังปิ่นก่อน นี่ไงคะเงิน คุณนายเพิ่งให้ปิ่นมา”
ปิ่นอนงค์ชูเงินให้ดู อุ่นเรือนอึ้ง
จินตนากับปิ่นอนงค์พาอุ่นเรือนมาที่ห้องพักคนไข้
“ตอนที่บอก คุณนายไม่ว่าอะไรซักคำให้เงินมาเลย แต่ปิ่นบอกท่านว่า ถ้าปิ่นมีเมื่อไหร่จะใช้คืนทันที”
อุ่นเรือนตื้นตันจนน้ำตาไหล ปิ่นอนงค์ตะลึง “แม่ แม่ร้องไห้ทำไมจ๊ะ”
อุ่นเรือนตื่นเต้น ตาโต “โถ คุณหนูของอุ่น ยามทุกข์” อุ่นเรือนยกมือไหว้ท่วมหัว “ยามสุข ยามมียามยาก ก็ไม่เคยทิ้งบ่าวคนนี้ ขอให้พระคุ้มครองเจ้าประคู้น ปิ่น แกพาแม่กลับบ้าน แม่จะไปกราบท่าน”
“ไม่ได้จะแม่ กลับตอนนี้ไม่ได้”
“ทำไมไม่ได้ ที่ไร่มีอะไร”
“ไม่มีจ้ะ แต่ว่าคุณนายอยากให้แม่พักอีกสองสามวัน”
“ถ้าแม่กลับไปตอนนี้ปิ่นโดนดุแน่ ท่านเป็นห่วงแม่มาก”
อุ่นเรือนยิ่งซึ้งใหญ่ “ปิ่นแกจะต้องทดแทนบุญคุณของคุณนายท่าน แม้แต่ชีวิตก็ต้องให้ท่านได้ จำเอาไว้นะปิ่น”
“ค่ะ”
ปิ่นอนงค์เข้ามาล้างแก้ว ล้างถ้วย จินตนาเข้ามากระซิบถาม
“คุณนายให้เงินมาจริงเหรอ”
ปิ่นอนงค์โกหก “จริงซิ ไม่งั้นเราจะเอาที่ไหนมาจ่าย”
“แต่หน้าเธอมันน่าจะดีอกดีใจกว่านี้นะ หรือว่าที่เธอไม่อยากให้ป้าอุ่นกลับไร่ เพราะมีปัญหา”
ปิ่นอนงค์พยักหน้า “คุณใหญ่ลูกชายคุณไพศาลกลับมา”
จินตนาตาค้าง “หา”
ปิ่นอนงค์ชู้ว์ปาก
ใหญ่เดินเข้ามาในโรงนาเก่า กวาดสายตามองรอบๆ ภาพการต่อสู้กับผาในอดีตผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ
จอมแบกจอบเข้ามาจากด้านหน้า ได้ยินเสียงในโรงนา จอมค่อยๆ แง้มดู เห็นร่างใหญ่ตะคุ่มๆ อยู่
“ใครน่ะ”
ใหญ่หันมาจอมไม่เคยเห็นหน้า “แกเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในนี้”
ใหญ่ไม่ถือสา “ก็มาสำรวจอะไรนิดหน่อย”
ใหญ่จะเดินออก จอมขวาง “ไร่ไพศาลไม่ใช่ที่เดินเล่น”
ใหญ่กวนอีก “เหรอ แหมกำลังคิดจะไปเดินเล่นพอดี”
จอมเอาจอบในมือกระแทกใหญ่อัดกับกำแพง ใหญ่จับจอบดันออกแล้วเบี่ยงตัวกระชากจอบ จนจอมหน้าถลำ แล้วถีบเข้าขาพับจอมทรุดลง ใหญ่งัดจอบเข้าหน้าจอมหงายเงิบไปจอบกลายมาเป็นอาวุธในมือใหญ่แทน จอมยัวะ คว้าคราดใกล้มือมาสู้กับใหญ่ สองหนุ่มเปิดคิวบู๊ผลัดกันรุกผลัดกันรับ อย่างตื่นเต้น
จอมถูกถีบกระเด็นออกมา ใหญ่ตาม เวลานี้อาวุธหลุดจากมือไปแล้วทั้งคู่ จอมเข้าแลกกำปั้น ใหญ่เน้นหลบแล้วเตะ
เปี๊ยกเข็นอุปกรณ์และกระถางต้นไม้มา เห็นก็ตกใจ
จัหวะนั้นเป็นคิวที่จอมได้เปรียบคร่อมอยู่บนใหญ่พอดี เงื้อมือหมายจะชก เปี๊ยกเข้าจับมือไว้
จอมโวย “เฮ้ย พี่เปี๊ยก ปล่อย ไอ้นี่มันบุกรุกไร่เรา”
เปี๊ยกพูดบอกตามประสา “อ่า อ่า อ๊า”
เปี๊ยกพยายามบอกจอมว่าใหญ่เป็นคุณใหญ่ จอมไม่ฟังสลัดเปี๊ยกร่างกระเด็น ใหญ่ได้ทีถีบจอมผงะ แล้วกลิ้งตัวยืนขึ้น จอมเอากระถางในรถเข็นทุ่มใส่ใหญ่ แต่เปี๊ยกเข้ามาห้ามโดนเต็มๆ กระถางแตก ดินเต็มหัว ล้มลง
ถวิล หวานได้ยินเสียงเอะอะตามเข้ามา
“เฮ้ย หยุดๆเดี๋ยวไอ้จอม”
“พ่อ ช่วยกันจับไอ้นี่เร็ว มันแอบเข้ามาขโมยของในโรงนา”
“ไม่ต้องเลย ไอ้จอม เอ็งกราบขอโทษ คุณใหญ่เดี๋ยวนี้”
ทุกคนมารวมหมู่อยู่ที่ศาลาแถวเรือนพัก จอมคุกเข่าพนมมือไหว้ใหญ่ไม่ยอมกราบ
“ผมขอโทษครับ”
ถวิลฉุนกึก “ข้าบอกให้กราบ”
จอมไม่เต็มใจแต่ก็ต้องกราบใหญ่ห้าม
“ไม่ต้องๆ เรื่องเข้าใจผิดกัน ฉันไม่ถือ ลูกชายฝีมือดีนี่”
“ไอ้นี่มันมุทะลุครับ อึกอักอะไรก็จะต่อยจะตี”
“ชื่อจอมใช่มั้ย ฉันคลับคล้ายคลับคลาว่านายหวินจะมีลูกชาย แต่ก็เลือนรางเต็มที”
“ผมแยกกับแม่มันตั้งแต่มันสองขวบ พอแม่มันตายผมเลยไปรับมันมาอยู่ที่ไร่ อยู่ได้ไม่เท่าไหร่ คุณใหญ่ออกไปจากไร่” ถวิลบอก
“ก็อย่างว่า ฉันไปซะหลายปี คนงานเก่าๆ ของพ่อคงแทบไม่เหลือแล้ว” ใหญ่ว่า
“ครับ อย่างไอ้เปี๊ยกผัวนังหวาน มันเป็นใบ้เพราะถูกลูกหลงของพวกขี้เมา ผมสงสารก็เอาเข้ามาทำงาน ทั้งผัว ทั้งเมีย เออ แล้วคุณใหญ่เข้าไปในโรงนาทำไมครับ”
“ก็แค่อยากรู้ว่าที่นี่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนบ้าง”
“แต่คุณใหญ่ก็เปลี่ยนไปมากเลยนะครับ” ถวิลบอกไปอย่างที่รู้สึก
“หึ ทำไม มันไม่สมฐานะกับทายาทคนดียวของไร่ไพศาลใช่มั้ย” น้ำเสียงใหญ่หยันอยู่ในที
ทุกคนอึกอักหลบๆ ตา จอมมองๆใหญ่ไม่ศรัทธา
ครองสุขนั่งใส่แว่นดำ แต่ดูออกว่าเครียดจัด รออยู่ที่ร้านอาหารในตัวจังหวัด ธีระเข้ามา “ทำไมไปนานนัก”
“คดีมันนานมาแล้วนะครับ ต้องใช้เวลาค้น”
“แล้วตกลงมีวิธีเล่นงานไอ้ใหญ่มั้ย”
“ไอ้ใหญ่มันโดนตั้งข้อหาพยายามฆ่า อายุความมันสิบห้าปี ตอนนี้ผ่านไปแค่สิบสอง”
ครองสุขหูผึ่ง “หมายความว่า เรายังจับมันเข้าคุกได้ซิ”
“เราแจ้งตำรวจได้ แต่ไม่แน่ว่าจะเอามันเข้าคุกได้ อย่างที่รู้ นายผาตายเพราะถูกรถชน ไอ้ใหญ่มันอาจจะให้การว่ามันทำไปเพราะขาดสติ ต้องสู้กันในศาลอีก”
ครองสุขเม้ง “พูดอย่างงี้หมายความว่าหมดปัญญาสู้รึไง จะให้ฉันเอาสมบัติทั้งหมดถวายคืนให้มันใช่มั้ย”
“ใจเย็นๆซิครับพี่ ขอผมคิดก่อน”
ธีระมองๆ ไปเจอหนังสือพิมพ์วาง มีพาดหัวข่าวคดีคนฆ่ากันตายหรา
“ในเมื่อคดีเก่าเล่นงานมันไม่ได้ เราก็ก่อคดีใหม่ให้มันก็ได้นี่พี่”
สองคนสบตากันครองสุขเก็ตทันควัน
เวลานั้นทัศนีย์ขับรถเข้ามาจอด กดแตร ไม่เห็นใครมาจึงเปิดประตู ลงจากรถ เปิดประตูหลังยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาวาง เกาะหลังคารถ
“น้อย นังน้อย ปิ่นหายไปไหนกันหมดนะ” โหวกเหวกอีกรอบ
ใหญ่เดินกลับมาพอดี ทัศนีย์เห็นนึกว่าเป็นคนงานไร่ เรียกจิกใหญ่ “นี่แก... แก”
ใหญ่ทำเป็นหลียวหลังล่อกแล่ก “แกนั่นแหละ” ทัศนีย์บอก
ใหญ่ชี้หน้าตัวเอง “เรียกผมเหรอเจ๊”
ทัศนีย์ปรี๊ด “ฉันไม่ใช่เจ๊แก ระวังปากหน่อย มานี่”
ใหญ่เดินเข้าไปหา ทัศนีย์เปิดประตูรถอีกข้าง ชี้ข้าวของในรถ
“ยกของพวกนี้ตามชั้นมา”
ใหญ่หิ้วถุงเครื่องสำอาง ถุงข้าวของสามสี่ใบเพิ่งซื้อใหม่ๆ กับกระเป๋าเดินทาง เดินตามทัศนีย์ไปเก้ๆ กังๆ ทัศนีย์หันไปมอง ดุใหญ่
“เร็วๆ สิ งุ่มง่ามอยู่ได้”
“ครับ เจ๊ครับ”
“เจ๊ บ้าบออะไร เรียกชั้นคุณนีย์จำเอาไว้”
ทัศนีย์มองค้อน แล้วเดินนำใหญ่เข้าบ้านไป
ใหญ่เดินตามทัศนีย์เข้าห้องมา ทัศนีย์ชี้นิ้วสั่งการ
“กระเป๋าเดินทางเอาไปไว้หน้าตู้เสื้อผ้าพวกถุงเครื่องสำอาง เอาไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง”
ใหญ่ลากกระเป๋าไปวางหน้าตู้เสื้อผ้า ทัศนีย์จัดแจงเปิดกระเป๋า
ใหญ่เดินไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เหลือบมองทัศนีย์แวบหนึ่ง หันมาดูของในถุง
ใหญ่ยกถุงใบหนึ่งโยนสูงๆ แกล้งปล่อยถุงหล่นลงพื้น เสียงขวดในถุงแตกกระจาย
ทัศนีย์เหลียวขวับหันไปมอง ตกใจ ใหญ่แกล้งตกใจร้อง “อุ๊ย”
ทัศนีย์ลุกขึ้นร้องกรี๊ด รีบไปหยิบถุงมาดู แล้วเขวี้ยงใส่ใหญ่
“ตาย ตายแล้ว น้ำหอม โลชั่น โทนเนอร์ของชั้น แตกพินาศหมดแล้ว แกๆ ไอ้เซ่อ ไอ้บ้านนอก”
“ของมันหล่นกันได้ เดี๋ยวผมซื้อมาใช้คืนให้ก็ได้
“หน้าอย่างแกน่ะเหรอจะมีปัญญาไปซื้อมาใช้ชั้น”
ใหญ่รีบเอาถุงมาเปิดดูสอดส่องไปมา หยิบขวดโรลล์ออนที่ก้นขวดแตก มาส่องดู
“ทำไมจะไม่มีปัญญา นี่อะไร อ๋อ ... โรลล์ออน ไวท์เทนนิ่ง ที่ทาดับกลิ่นจักกะแร้ขาว โธ่ เดี๋ยวผมไปซื้อสารส้มมาให้สองก้อน ชุบน้ำถูกับเท้าก่อนนะ ลบความคม แล้วค่อยทาจักกะแร้ ได้ผลเหมือนกัน แต่ต้องระวังบาดจักกะแร้เป็นแผล”
ทัศนีย์บันดาลโทสะตบใหญ่จนหน้าหัน
“นี่แน่ะ ไอ้บ้า สารส้มถูกับเท้า เอาไว้ถูหน้าแกเถอะ ชั้นจะให้คุณน้าไล่แกออก”
ปิ่นอนงค์นั่งรถรับจ้างมาจอดที่หน้าเรือนใหญ่ เห็นรถทัศนีย์จอดอยู่ น้อยถือกระจาดผ้าที่เก็บจากราวเดินจากข้างบ้านมา
“น้อย คุณนีย์กลับมาแล้วเหรอ”
“อ้าว ไม่รู้ซิพี่ น้อยไปเก็บผ้ามา”
ปิ่นอนงค์เดินเข้ามาในห้องโถงมองหาทัศนีย์ น้อยตามติด
“เอ๊ะ น้อย แล้วคุณใหญ่ล่ะ”
“พอกินข้าวเช้าเสร็จก็ขึ้นไปข้างบน”
จังหวะนั้นเสียงกรี๊ดของทัศนนีย์ดังมาจากชั้นบน
ปิ่นอนงค์ตาเบิกโพลง อุทานอย่างนึกรู้
“แย่แล้ว”
อ่านต่อหน้า 4
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 2 (ต่อ)
เวลานั้นใหญ่จับข้อมือสองข้างของทัศนีย์ มือข้างหนึ่งทัศนีย์ถือขวดครีมขนาดใหญ่
ทัศนีย์ดิ้นรนเตะถีบ ทุบถองพัลวัน ใหญ่ดันร่างทัศนีย์ไปจนติดตู้เสื้อผ้า แล้วเอาตัวตามทัศนีย์ กันโดนเตะถีบทัศนีย์กรี๊ด
“ปล่อยชั้นนะไอ้บ้า แก...แกกล้าดียังไงมาถูกเนื้อต้องตัวชั้น ปล่อยนะ...ปล่อยๆ”
“ขืนปล่อย คุณก็ทุบผมหัวแตกซิ จะปล่อยให้โง่ทำไม”
ทัศนีย์ดิ้นสุดชีวิต กรี๊ดสุดเสียง
ใหญ่เหลือทนกับเสียง ยอมปล่อยทัศนีย์
ทัศนีย์หยุดจ้องหน้าใหญ่ สองคนสบตา สู้สายตากัน ทัศนีย์จะตบใหญ่ แต่ใหญ่ฉากหลบแล้วกอดรวบแขนทัศนีย์จากด้านหลัง ทัศนีย์ดิ้น
“ไอ้ชั่ว ไอ้ไพร่สถุล แกจะทำอะไรชั้น”
ปิ่นอนงค์ กับน้อยวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น
“อย่าค่ะ อย่าทำอะไรคุณนี ปิ่นขอร้องล่ะค่ะ”
ใหญ่สะบัดร่างทัศนีย์ลงบนเตียงทัศนีย์เอาหมอนขว้างใส่ใหญ่
“ไปขอร้องมันทำไมนังปิ่น มันเป็นแค่ไอ้คนงานกระจอก”
ใหญ่รับหมอนได้ ชี้หน้าปิ่นอนงค์ ใหญ่โยนหมอนลงข้างทัศนีย์ แล้วชิดเท้าตรง โค้งหัวให้ปิ่นอนงค์เงอะงะอยากอธิบายว่าใหญ่คือใคร
“ขอประทานโทษขอรับ นายหญิงทัศนีย์ ที่ขี้ข้าอย่างบ่าวล่วงเกินนายไป”
ทัศนีย์ลุกชี้หน้าใหญ่ “ไสหัวไปเดี๋ยวนี้ไอ้บ้า ชั้นไล่แกออก”
ใหญ่เดินออกไปยิ้มๆ ปิ่นอนงค์เลิ่กลั่กตามออกไป น้อยยืนชี้ตามใหญ่ไป ชี้กลับมาที่ทัศนีย์ จนทัศนีย์งง“เป็นอะไรของแกนังน้อย ชี้บ้าชี้บออะไร”
“คะ คะคุณนีย์ รู้ตัวมั้ยคะว่ากำลังด่าใคร”
ใหญ่เดินออกประตูมา ปิ่นอนงค์วิ่งตามติดมาขวางหน้า
“คุณนีย์จำคุณใหญ่ไม่ได้ คุณใหญ่อย่าไปถือโทษโกรธเคืองเธอเลยนะคะ ปิ่นขอร้องล่ะค่ะ”
“แหมฉันกำลังคิดอยู่พอดีว่า จะจัดการทัศนีย์ยังไง แต่คงไม่ทำเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ นั่นน่ะมันเด็กๆ”
สองคนสบตากัน ใหญ่ยิ้มเครียด นึกถึงความแก่นเซี้ยวของทัศนีย์สมัยวัยเด็ก
วันนั้นใหญ่กับปานทพเล่นลูกหินกันอยู่ ทัศนีย์เดินกินขนมด้วยท่าทางอร่อยเข้ามา ยื่นกล่องขนมให้ใหญ่
ใหญ่ยิ้มรับไมตรี รับกล่องขนมไป สบตากับปานเทพ
ใหญ่เปิดกล่องขนม ในกล่องมีแต่ขี้หมา ใหญ่กับปานเทพผงะกลิ่น
“ขี้หมานี่หว่า”
ใหญ่ว่าอย่างแค้น ขว้างกล่องขนมทิ้ง ทัศนีย์หัวเราะเยาะใส่ แล้ววิ่งร่าเริงออกไป
ปิ่นอนงค์แอบดูอยู่ไกลๆ
ห้องน้ำในเรือนใหญ่ต่อเนื่องใหญ่/ปิ่น/ทัศนีย์/ปาน
ทัศนีย์ร้องกรี๊ดๆ ทุบประตู อยู่ในห้องมืด ปานเทพส่งถุงใส่สัตว์ให้ใหญ่ที่ปีนอยู่ตรงข้างนอกหน้าต่างที่เป็นช่องอยู่สูง ใหญ่เทถุงเข้าหน้าต่าง บรรดาตุ๊กแก จิ้งเหลน กระทั่งหนู วิ่งกันพล่าน
ทัศนีย์ ตกใจกลัวร้องไห้โฮ “ฮือ ๆ ช่วยด้วยๆๆๆ
ใหญ่กับปานเทพหัวเราะสะใจ แล้วออกไป
ปิ่นอนงค์วิ่งเข้ามาเปิดประตูที่ล็อกสายยูไว้ จูงมือทัศนีย์ที่ปิดหน้ากระโดดเหยงๆ วิ่งหนีไป
ทัศนีย์นั่งอยู่บนเตียงอ้าปากค้าง ตาโต ค่อยๆ เอามือปิดปาก น้อยยืนมองทัศนีย์ พยักหน้ายืนยัน
“อะไรนะนังน้อย มัน...มันคือคุณใหญ่จริงๆเหรอ ไม่ ไม่จริง คุณน้าบอกว่า มันตายไปแล้ว”
น้อยชักหมั่นไส้ “ก็เดี๋ยวคุณนายกลับมา คุณนีย์ก็ถามเอาเองก็แล้วกัน”
น้อยเดินตัวลีบ หน้าสยองออกไปทัศนีย์หน้าตา เลิ่กลั่ก เริ่มกังวล
ใหญ่เดินมาที่หน้าเรือนใหญ่ เห็นรถกอล์ฟไฟฟ้าจอดอยู่แล้วขึ้นไปนั่ง ที่หลังรถมีเข่ง จอบ เสียม มีดพร้า ขวาน วางอยู่ ปิ่นอนงค์เดินมาขวางหน้ารถ
“อะไรอีกล่ะ ปิ่นอนงค์”
“คุณใหญ่ต้องรับปากกับปิ่นก่อน ว่าจะไม่ทำร้ายคุณนีย์”
“แหม คติของฉัน มันตาต่อตา ฟันต่อฟันซะด้วย” ใหญ่กวน
ระหว่างนั้นน้อยโผล่มามุมหนึ่ง แอบมอง แอบฟัง
“ถ้าอย่างนั้น ปิ่นกราบขอโทษแทนคุณนีย์ก็แล้วกันนะคะ” พลางปิ่นอนงค์พนมมือไหว้ ทรุดตัวจะคุกเข่า “ปิ่นขอรับโทษแทนคุณนีย์เอง”
ใหญ่ลุกพรวดเข้าจับแขนปิ่นอนงค์ทั้งสองข้าง
“ได้ ชั้นลงโทษเธอแทนทัศนีย์ก็ได้ ไปขับรถไป”
ใหญ่จับปิ่นอนงค์ขึ้นรถในอาการงงๆ ใหญ่นั่งข้าง
ใหญ่หน้าดุ ปิ่นอนงค์สงสัย “ไปไหนคะ”
“ไม่ต้องถาม ขับไป”
ปิ่นอนงค์ขับรถกอล์ฟออกไป น้อยส่ายหน้าสงสาร
ปิ่นอนงค์ขับรถผ่านทุ่งหญ้าสวยงาม ใหญ่แอบมองปิ่นอนงค์เป็นหย่อมๆ
“ปิ่นอนงค์” ใหญ่เรียก
ปิ่นอนงค์สะดุ้ง “คะ” สีหน้าเครียด
“จะไม่อธิบายแนะนำอะไรบ้างเหรอ
“ก็ ก็คุณใหญ่ให้ขับรถ” ปิ่นอนงค์ย้อน
ใหญ่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เหมือนจะทำมิดีมิร้าย “หมายความว่า ฉันให้ทำอะไรเธอก็จะทำทุกอย่างเลยเหรอ”
ปิ่นอนงค์ตกใจ เบี่ยงตัวหนีใหญ่ รถเลยแฉลบจะชนหิน
“ระวัง” ใหญ่ร้อง รีบหักพวงมาลัย ปิ่นอนงค์เซมาปะทะอกแกร่ง ปิ่นอนงค์เหยียบเบรกดังเอี๊ยด รถหยุด ใหญ่กอดปิ่นอนงค์ไว้ ใบหน้าชิดใกล้ สองคนตกอยู่ในภวังค์นิดหนึ่ง
ปิ่นอนงค์รู้สึกตัวผละตัวออกมา หน้าแดงทั้งอายทั้งกลัว “ขอโทษค่ะ คุณใหญ่” รีบขับรถไปต่อ
ที่มุมทำงานในไร่เวลานั้น ถวิลนั่งอยู่บนกองฟาง จอม กะเปี๊ยกก่อกองฟางอยู่
น้อยเดินหน้ามุ่ยเข้ามานั่ง ถวิลถาม
“มีอะไรนังน้อย หน้าตาบอกบุญไม่รับเลยนี่หว่า”
“ก็เป็นห่วงพี่ปิ่นน่ะสิลุง โดนอีกแล้ว”
จอมชะงัก วางคราดพิงจอมฟาง หน้าเครียดเดินมาหาน้อย“ปิ่นเป็นอะไรน้อย ใครทำอะไรปิ่น”
เปี๊ยกตามมาฟังอย่างสนอกสนใจ
“ก็คุณนีย์น่ะสิ ดันไปทะเลาะกับคุณใหญ่ พี่ปิ่นขอโทษ” น้อยเล่าออกท่าทางหน้าเครียด “แทนคุณนีย์ คุณใหญ่ไม่ฟัง ฉุดพี่ปิ่นขึ้นรถไปเลย”
จอมนิ่งคิด แล้วเดินรี่ไปที่รถมอเตอร์ไซค์ถวิลรู้ทันรีบห้าม “เฮ้ยๆ ไอ้จอม อย่าไปยุ่งกับเค้า”
จอมไม่ฟัง สตาร์ทรถขี่ออกไปฝุ่นคลุ้ง เปี๊ยกส่งภาษามือวุ่นวาย ถวิลมองตามจอมไปหน้าเครียด
ปิ่นอนงค์พาใหญ่ นั่งรถไปตามมุมสวยๆ ของไร่ไพศาล ทั้งคอกสัตว์ ทุ่งเลี้ยงแกะ และส่วนของรีสอร์ต
ปิ่นอนงค์ชี้ชวนนั่นนี่ ใหญ่มองปิ่นอนงค์เพลินเคลิ้มใจความสวยน่ารัก พอปิ่นอนงค์หันมา ใหญ่ก็ทำหน้าเข้มถามนั่นนี่กลบเกลื่อน
ปิ่นอนงค์ขับรถผ่านต้นปีบ
“จอดตรงนี้ซิ” ใหญ่บอก
ปิ่นอนงค์จอดงงๆ “มีอะไรคะ”
“ตรงนี้มันคุ้นๆนะ” ใหญ่ลงจากรถเดินไปที่ต้นปีบ ปิ่นอนงค์เพิ่งเก็ต วิ่งตาม
“นี่ต้นอะไรนะ”
ปิ่นอนงค์ไม่ค่อยอยากบอก “ต้นปีบค่ะ”
ใหญ่นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต วันนั้นที่ตรงนี้ ปิ่นอนงค์เพิ่งปลูกต้นปีบเสร็จ กอบดินกลบรอบๆ โคนต้นปีบ ตบเบาๆ ใหญ่แอบมอง
“โตเร็วๆ นะ ต้นปีบ เธอคือตัวแทนของคุณนะ ผู้ชายที่แสนดีของชั้น”
ใหญ่เดินเข้ามาหน้าเครียดตามองจ้องที่ต้นปีบเขม็ง ปิ่นอนงค์ยืนตกใจ
“คุณใหญ่ คุณใหญ่จะทำอะไร” ใหญ่ไม่ตอบตรงเข้าเตะต้นปีบจนเอนล้มลงแล้วเดินจากไป
ปิ่นอนงค์ตกใจ ก่อนจะทรุดลงนั่งประคองต้นปีบ
“อย่าตายนะต้นปีบ เธออย่าตายนะ”
ปิ่นอนงค์ปลูกต้นปีบใหม่ ร้องไห้โฮ
ใหญ่มองต้นปีบยิ้มๆ
“เธอเก่งมากเลยนะปิ่นที่ดูแลต้นไม้ต้นนี้จนรอดโตมาได้ขนาดนี้ คงจะรักคนที่เค้าให้มากเลยสินะ”
ปิ่นอนงค์เม้มปากมองใหญ่เขม็ง
“แต่ชั้นว่าต้นปีบต้นนี้มันเกะกะ บดบังทิวทัศน์สวยๆ” ใหญ่ลงจากรถ “แถวนี้ซะหมด ตัดทิ้งเลยดีกว่า”
ปิ่นอนงค์ตกใจ ใหญ่ลุกไปรื้อเข่งหลังรถ หยิบมีดกับขวานขึ้นมาดู
ใหญ่โยนมีดลงเข่ง หยิบขวานเดินไปที่ต้นปีบ ปิ่นรีบลงจากรถวิ่งถลาไปที่ต้นปีบขวางใหญ่
“คุณใหญ่... คุณใหญ่จะทำอะไรคะ”
“ก็โค่นต้นปีบทิ้งน่ะสิ ถามได้”
ใหญ่เดินเลี่ยงปิ่นอนงค์ แล้วทำเป็นกะระยะ ทิ้งน้ำหนักลงเท้าไปมา ใหญ่เงื้อขวานช้าๆ
ปิ่นอนงค์รีบเข้ามากอดต้นปีบไว้ ทั้งโกรธทั้งน้อยใจ น้ำตาไหลรินหลับตาปี๋
“ถ้าจะทำต้นปีบ ทำปิ่นแทนเถอะค่ะ”
“นี่ถึงกับยอมตายพร้อมต้นปีบเลยเหรอ”
จอมขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด รีบลงรถวิ่งมา
“อย่านะครับ คุณใหญ่ ถ้าจะทำก็ทำผม”
จอมมาประคองปิ่น ใหญ่โยนขวาน เดินไปขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว
ปิ่นอนงค์ทรุดลงนั่งพับเพียบ ลูบต้นปีบไปมา ร้องไห้จอมจับไหล่ปิ่น มองอย่างห่วงใยทั่วร่างปิ่น“ปิ่น ปิ่นเป็นอะไรหรือเปล่า เป็นผู้ชายภาษาอะไรวะ รังแกผู้หญิง”
ปิ่นอนงค์ปาดน้ำตาส่ายหน้า “เปล่าจอม คุณใหญ่ไม่ได้ทำอะไรปิ่น”
“แน่ใจนะ ไม่ต้องกลัวใครนะปิ่น จอมไม่ให้ใครรังแกปิ่นเด็ดขาด ไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม”
จอมมองไปคิดถึงใหญ่สีหน้าเคืองๆ ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ลุก จอมช่วยประคอง
ทัศนีย์เดินพล่านไปมาอยู่ในโถงเรือนหลังใหญ่ ทัศนีย์กดโทรศัพท์ไปมา ปากบ่นงึมงำ
“ทำไมยังไม่กลับซะทีนะ คุณน้า”
ครองสุขเข้ามาทันได้ยินเสียงบ่น ด่ารับขวัญ
“เงินหมดหรือไง ถึงซานกลับมาบ้าน หรือถูกไอ้จิ้งเหลนนั่นมันทิ้ง”
“คนอย่างหนูเหรอจะโดนทิ้ง หนูทิ้งมันต่างหาก แต่ตอนนี้ อย่าเพิ่งมาแดกดันกันเลย คุณน้า บอกหนูมาก่อนนังน้อยมันโกหกหนูใช่มั้ย ว่าไอ้ใหญ่มันกลับมาแล้ว”
ครองสุขตกใจเหลียวซ้ายแลขวา“แกเจอกับมันแล้วเหรอ”
ทัศนีย์ตกใจ ตาโต สองแม่ลูกที่อุปโลกน์เป็นน้าหลานจ้องตากัน แล้วทัศนีย์ก็วิ่งไป
ครองสุขตะโกนเรียกก็ไม่เหลียวหลัง “เดี๋ยว นั่นแกจะไปไหน ทัศนีย์”
ทัศนีย์วิ่งขึ้นมาบนห้องนอนเปิดประตูเข้าไป ลนลานเก็บของที่เอาออกกองไว้ที่เตียงเข้ากระเป๋า
ครองสุขตามเข้ามา สงสัย “แกทำอะไรของแก”
“ก็เก็บข้าวเก็บของน่ะสิคะ”
ครองสุขเครียดครุ่นคิด
“หนูทั้งด่าทั้งตบหน้ามัน มันไม่ปล่อยเราเอาไว้แน่” ทัศนีย์เดินไป
ครองสุขสั่ง “ทัศนีย์ หยุด แกจะไปไหนไม่ได้”
“อะไรอีกล่ะคะ คุณน้า จะนั่งรอให้ มันมาฆ่าล้างครัวเราเหรอ รู้ก็รู้ว่าสันดานไอ้ใหญ่เป็นยังไง นี่มันแหกคุกมารึเปล่าก็ไม่รู้”
ครองสุขหน้าเครียดเสียงเคร่งเข้ม
“เราจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้น ถ้าเราหนีมันก็ยึดทุกอย่างคืน เราก็จะไม่เหลืออะไรอีก เข้าใจมั้ย”
ทัศนีย์สะบัดตัวพรืด “ช่างมันเถอะ หนูไม่สนอะไรแล้ว เอาชีวิตไว้ก่อน”
ครองสุขตบหน้าทัศนีย์จนหน้ากัน ทัศนีย์อึ้ง หยุดกึก
“แต่ฉันสั่งให้แกอยู่ แกต้องอยู่! ฟังให้ดี ไร่ไพศาลเป็นของฉัน ของนายนะ ของแก คนที่ต้องออกไปคือไอ้ใหญ่ไม่ใช่เรา แต่แกต้องใจเย็นๆ และเชื่อฟังฉัน เข้าใจมั้ย”
ครองสุขเสียงกร้าว ส่งสายตาดุจ้องหน้าทัศนีย์ ทัศนีย์กะพริบตาครุ่นคิด
ใหญ่เดินหน้ามุ่ยกลับมาที่หน้าเรือนใหญ่ เป็นจังหวะที่ครองสุขลากทัศนีย์ออกมาจากบ้าน เล่นละครว่าโมโหมาก
“มานี่เลยแกมา”
ทัศนีย์ร้องลั่น “โอ๊ย คุณน้า นีย์เจ็บนะ”
ถึงจะเชื่อน้ำยา แต่ใหญ่หยุดมองๆ ว่าจะมาไม้ไหน
“คุณใหญ่ๆ กลับมาพอดี ยัยนีย์กราบขอโทษคุณใหญ่เดี๋ยวนี้”
“เรื่องอะไรกันครับ” ใหญ่เล่นตามบท
“ก็ที่มันล่วงเกินตบหน้าแล้วก็สามหาวใส่คุณใหญ่น่ะซิคะ เร็วเข้ายัยนีย์ฉันบอกให้กราบ”
ครองสุขรีบไปดึงข้อมือทัศนีย์เข้ามา ทัศนีย์กลัวหลบหน้าหลบตา
“โธ่ คุณน้า แค่เข้าใจผิดกันเล็กๆน้อยๆ ผมไม่ถือหรอกครับ”
ครองสุขหยิกแขนทัศนีย์ จนทัศนีย์พนมมือไหว้ใหญ่
“นีย์ขอโทษค่ะ นีย์จำคุณใหญ่ไม่ได้จริงๆ”
ใหญ่ยิ้ม เดินเข้าไปกอดทัศนีย์ซะแน่น ลับหลังทัศนีย์ทำหน้าตารังเกียจ เบ้ปากให้ครองสุข
“โถ... เธอเป็นหลานน้าครองสุข ก็เหมือนเป็นน้องสาวของชั้น อโหสิๆ”
ทัศนีย์พยายามดันตัวออก ใหญ่ปล่อยทัศนีย์
ครองสุขยิ้มกริ่ม “แหม เห็นพี่น้องรักกันแบบนี้น้าก็ชื่นใจ เราน่าจะจัดฉลองต้อนรับคุณใหญ่กลับบ้าน”
ใหญ่งงบ้าง “โอ๊ย ไม่ต้องหรอกครับ เอาไว้ฉลองใหญ่ตอนทรรศนะกลับมาดีกว่า”
ครองสุขไม่ยอม “อุ๊ย ... ตานะมาก็ค่อยฉลองอีกทีก็ได้ สำหรับทายาทคนสำคัญอย่างคุณใหญ่ ฉลองกันทั้งปียังได้ จริงมั้ยยัยนีย์”
ทัศนีย์รีบรับ “ค่ะ จริงค่ะ” ปั้นหน้าฝืนยิ้มสุด
ใหญ่ยิ้มให้ในใจระแวง
วันต่อมา ขณะที่ปานเทพจิบกาแฟอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมหยิบเค้กเข้าปาก เสียงโทรศัพท์ดัง
ปานเทพดูหน้าจอ รูปพ่อขึ้นหราที่ในจอโทรศัพท์ ปานเทพตกใจเค้กหล่น ไอกระแอม ตั้งสติ กดรับสาย
“ครับพ่อ ... เนี่ยครับ ดูไม่ได้คลาดสายตาเลย ... พ่อ คุยตอนนี้ไม่ได้ครับ ไอ้คุณใหญ่มันเข้าห้องน้ำอยู่ แล้วผมโทร.กลับนะครับ สวัสดีครับ” ก้มหน้ากดโทร.ด่วนจี๋ แต่หน้าเม้งสุดขีด “ไอ้คุณใหญ่ ไอ้เลว ไม่รับโทรศัพท์อีกแล้ว” พยายามโทร.ต่อ “ไอ้คุณใหญ่ ถ้าแกไม่โทรมาวันนี้ ฉันจะตัดหางแกปล่อยวัด ทางใครทางมัน”
ปานกดวางสาย อย่างยัวะ
เวลาเดียวกันจินตนาอยู่ในตลาด มือถือถุงส้ม รอรับเงินทอนจากแม่ค้าผลไม้ที่อุ้มหมากระเป๋าบนตัก
จินตนาแหย่หมาด้วยความเอ็นดู “น้องกี่ขวบแล้วคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน มีคนเอาไปทิ้งไว้แถววัด ป้าเลยเอามาเลี้ยง” แม่ค้าบอก
“ว่างๆ เดี๋ยวหนูมาตรวจให้เผื่อต้องฉีดวัคซีน”
ปานเทพเดินเข้ามาหน้าแผง หยิบกล้วยหอมส่งให้แม่ค้า
แม่ค้าเอากล้วยใส่ถุง ปานเทพถามราคา “หวีเท่าไหร่ครับ”
จินตนาได้ยินเสียงหันไปมองจำได้ ภาพตอนปานเทพเอาหมามารักษาแล้วหนีไป ผุดมากระตุกต่อมโมโหจินตนาชี้หน้าต่อว่าปานเทพเป็นชุด
“คุณนี่เอง ทำไมใจร้ายขนาดนี้ ทิ้งหมาตัวเองไปได้ลงคอเค้าร้องหาคุณทุกวัน ตอนนี้ก็หนีไปแล้ว กลายเป็นหมาจรจัดเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามท้องถนน ถ้าเค้าเป็นอะไรไป จำเอาไว้เลย ว่าเป็นความผิดของคุณ”
“ใจเย็นๆ นะ ฟังผมก่อน หมาตัวนั้นมันไม่ใช่หมาผม ผมอุตส่าห์อุ้มมันไปรักษาไม่ปล่อยให้ชักตายกลางถนนก็ดีเท่าไหร่แล้ว” ปานเทพแจง
จินตนาหรือจะเชื่อ “ฉันเจอมานักแล้ว พวกอยากทิ้งหมาแล้วมาอ้างว่าไม่ใช่เจ้าของเนี่ย เสียดายหน้าตาท่าทางก็ดี แต่ไร้น้ำใจ”
ปานเทพฉุนกึก “โว้ย ขี้เกียจอธิบายแล้ว อยากจะเข้าใจยังไงก็ช่างคุณ”
ปานเทพหงุดหงิด ยื่นเงินให้ป้าแม่ค้า “เอาไปเลยป้าไม่ต้องทอน”
แต่แล้วป้าแม่ค้าจ้องปานเทพจะกินเลือดกินเนื้อ ด่าเต็มๆ เพราะเชื่อจินตนา “ไม่ขายแก ไอ้คนใจร้าย”
ปานเทพอึ้ง “หะ”
“หมาก็มีหัวใจ เป็นคนซะเปล่า แต่ดันใจหมา” ด่าอีก-ดอก
“โห ป้า พูดแบบนี้ผมแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทได้เลยนะ” ปานเทพชี้หน้า
น้องหมาในอ้อมกอดป้าแม่ค้า เห่าปานเทพเสียงดัง แถมขู่คำรามฟ่อๆ ปานเทพรีบหดนิ้วที่ชี้
จู่ๆ ผักไร้ที่มาก็พุ่งใส่หัวปานเทพ ตามด้วยออฟชั่นเส้นก๋วยเตี๋ยวมาอีกทาง ขนมครกตามมาติดๆ
“เฮ้ยๆๆ อะไรวะเนี่ย ทำร้ายร่างกายมันผิดกฎหมายนะ โอ๊ย”
แม่ค้าอีกรายตะโกนก้องตลาด “ไอ้คนใจร้าย ไอ้คนทารุณสัตว์”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ปานเทพรีบเผ่นหนีไป จินตนามองตาม
ปานเทพกัดฟัน พูดพึมพำ “เพราะแกคนเดียว ไอ้คุณใหญ่”
ปานหันไปชี้หน้าจินตนา แล้ววิ่งหนีไป จินตนาสะใจ มองตามไป “สมน้ำหน้า”
ปิ่นอนงค์เดินนำคนเข็นรถกับข้าว รวมทั้ง ผักสารพัด หมู ไก่ ที่จะทำอาหารจัดเลี้ยงใหญ่ เข้ามาเห็นจินตนามองใครอยู่ ปิ่นอนงค์มองตาม
“จิน มีอะไรกันเหรอ”
จินตนาเหลียวมองรถเข็นกับข้าว “สั่งสอนคนไม่มีความรับผิดชอบน่ะ แล้วนี่ ซื้อกับข้าวไปทำอะไรเยอะแยะ”
สองสาวสบตากัน
ไม่นานต่อมา สองสาวพาตัวเองมาอยู่ที่ทางเดิน มุ่งหน้าตรงไปยังห้องพักอุ่นเรือนในโรงพยาบาล ปิ่นอนงค์ขรึมๆ จินตนานึกสงสัย
“คิดแล้วมันไม่น่าเชื่อ คุณนายครองสุขเนี่ยนะ ลงทุนปิดไร่เลี้ยงฉลองให้ คุณใหญ่ ซึ่งจะกลับมายึดทุกอย่างไปจากคุณนาย”
ปิ่นอนงค์มองครองสุขในแง่งามเสมอ “คุณใหญ่เป็นเจ้าของไร่ไพศาล คุณนายทำอย่างงี้ก็ถูกแล้ว”
“เออ แล้วคุณใหญ่นี่ หล่อล่ำมั้ย เท่เหมือนพวกทายาทที่เป็นพระเอกในหนังในละครหรือเปล่า” จินตนาถามตามวาว
“ก็ไม่เชิง”
จินตนาขมวดคิ้ว “ดูเธอเครียดๆ นะปิ่น มีอะไรรึเปล่า”
“คือเรากำลังคิดน่ะ ว่าอยากให้แม่อยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกหน่อย ตอนนี้ที่ไร่มีเรื่องยุ่งๆอยู่ ถ้ากลับไปตอนนี้กลัวแม่ไม่ได้พัก”
ถึงหน้าห้อง ปิ่นอนงค์เอานิ้วชี้แตะปาก เปิดประตู
สองสาวเข้าห้องมาแล้วชะงักมองเห็นอุ่นเรือนเปลี่ยนชุดเตรียมกลับบ้านนั่งรอที่เก้าอี้ จ้องปิ่นอนงค์หน้าดุ
“ปิ่น ทำไมไม่บอกแม่ว่าคุณใหญ่กลับมาแล้ว”
ปิ่นอนงค์งง ปิดซะมิด แม่รู้ได้ไง “ใคร ... ใครบอกแม่ล่ะจ๊ะ”
“ชั้นโทร.ไปที่ไร่ นังน้อยเล่าให้ฟังหมดแล้ว”
สองแม่ลูกสบตากันไปมา ปิ่นอนงค์ก้มหน้าหลบตาอุ่นเรือน
ที่หน้าสำนักงานธีระ เจิดกับก้าน ยกลังเหล้าสี่ลังลงจากรถ ธีระยืนมองยิ้มๆ
“ไอ้ใหญ่เอ๊ย อยู่ป่าเขาคงไม่เคยฟาดของดี ของนอกเห็นอย่างนี้คงยั้งไม่อยู่แน่”
ก้านยกลังเหล้าเข้าสำนักงานเจิดบอก “ท้ายรถ ยังมีสำรองอีกนะนาย”
ธีระส่งเงินให้เจิดกะก้านคนละสองหมื่น
“แกกับไอ้ก้าน ทำตามแผนก็แล้วกัน ถ้าสำเร็จ ชั้นจะจ่ายให้อีกเท่านึง”
สองทรชน ตาลุก
ใหญ่พิงต้นไม้แอบมองอยู่มุมหนึ่งไกลๆ สงสัยว่าพวกธีระจะทำอะไรกัน ใหญ่สะดุ้ง โทรศัพท์สั่น
ใหญ่เดินออกไปจากตรงนั้น
ปลอดพูดโทรศัพท์อยู่ที่เหมือง “กะแล้ว ไอ้ปานต้องโกหกอา”
“โธ่อา... อย่าไปดุไอ้ปานมันเลย ไม่ต้องห่วงผม ผมเอาตัวรอดได้แน่”
“อย่าประมาทนะคุณใหญ่ ขนาดคุณไพศาลว่าแน่ๆ แล้วยังเสียท่าครองสุขได้” ปลอดเตือน
ใหญ่เครียด “ผมไม่ลืมหรอกอา เรื่องการตายของพ่อ ผมต้องสืบหาความจริงให้ได้”
เวลานั้นปลอดนั่งเก้าอี้หวายที่ระเบียง ในบ้านพักที่โรงโมหิน ถือโทรศัพท์คุยกับใหญ่อยู่ พงษ์วิ่งหน้าตื่นเข้ามา“เกิดเรื่องแล้วนาย คนงานมันเมาทะเลาะกันอีกแล้ว ผมเอาไม่อยู่จริงๆ”
ปลอดลดมือที่ถือโทรศัพท์ลง พูดกับพงษ์“แอบต้มเหล้ากินกันอีกแล้วใช่มั้ย”
“ครับ”
ปลอดรู้สึกตัว รีบยกโทรศัพท์พูดต่อ
“ขอโทษคุณใหญ่ ไอ้พวกคนงานมันต้มเหล้าเถื่อนกินกันอีกแล้ว คุณใหญ่ก็รู้ดีนี่ครับ ว่าฤทธิ์ไอ้เหล้านี่ มัน...ขนาดไหน จากคนกลายเป็นหมาได้เลย เดี๋ยวผมขอตัวไปจัดการพวกมันหน่อย ระวังตัวนะครับ”
“ขอบคุณครับอา คำพูดของอาทำให้ผมเพิ่งคิดอะไรออก”
ใหญ่กดวางสาย นิ่งคิดแล้วยิ้ม คิดแผนออกแล้ว
“ไม่เลวนี่ คิดจะพึ่งน้ำเปลี่ยนนิสัยเหรอ เดี๋ยวจัดให้”
ปิ่นอนงค์ขับรถกระบะเข้ามาจอดที่หน้าเรือนใหญ่ อุ่นเรือนรีบลงจากรถ น้อยวิ่งเข้ามาไหว้ รับ
“สวัสดีป้าอุ่น ดีใจจังเลยป้ากลับมาแล้ว พี่ปิ่น คุณนายบ่นอยู่ว่า พี่จ่ายกับข้าวกลับมารึยัง”
อุ่นเรือนพยักหน้ารับไหว้น้อย แล้วรีบเดินเลี่ยงไป
“คุณนายอยู่ไหน” อุ่นเรือนถาม
“ในห้องจ้ะ”
อุ่นเรือนเดินไป ปิ่นอนงค์บอกน้อย “งั้นเร็วน้อย ขนของเข้าครัวกันเถอะ”
สองสาวหยิบจับถุงกับข้าวหลังรถวุ่นวาย ใหญ่เดินผ่านมา
“โอ้โห ซื้ออะไรมาเยอะแยะ”
“ของที่จะทำกับข้าวเลี้ยงกันเย็นนี้ค่ะ” ปิ่นอนงค์บอก
“ท่าทางจะเป็นงานใหญ่น่าดู” ใหญ่แซว
“ใหญ่ซิคะ คุณนายบอกเลยว่าทุ่มไม่อั้น พวกคนงานคงดีใจกันตายเลย กินผัดถั่วงอกกับเต้าหู้กันมาเป็นเดือนๆ แล้ว” น้อยเหลืออดบ่นอุบ
ปิ่นอนงค์ปราม “น้อย”
น้อยหุบปากรีบถือของไป ปิ่นอนงค์ก้มหน้าก้มตา รวบของที่เหลือจะไป แต่พอก้าวทางนี้ใหญ่ก็ก้าวมาดัก ก้าวอีกทางใหญ่ก็ดักอีก ปิ่นอนงค์ถอยหนีจนหงายเงิบ ใหญ่คว้าตัวไว้ทันปิ่นอนงค์ตกใจ เงยหน้ามอง ใหญ่ยิ้มกรุ้มกริ่ม นัยน์ตาพราว ปิ่นอนงค์รีบผลักใหญ่ออก
“ขอโทษค่ะ”
ใหญ่ดมตัวเอง “ชั้นเหม็นสาบมากหรือไง ถึงต้องโดดหนีขนาดนั้น”
“ไม่ใช่นะคะ คุณใหญ่”
“อืม ไม่ได้แล้ว คุณน้าอุตส่าห์เลี้ยงให้ชั้นทั้งที ชั้นจะงอมืองอเท้าได้ยังไง ต้องแสดงฝีมือมั่ง ขอกุญแจรถหน่อย”
ปิ่นอนงค์ยื่นกุญแจให้ ใหญ่เดินผิวปากขึ้นรถขับไป ปิ่นอนงค์งวยงง ไม่รู้จะมาไม้ไหน มุกไหน?
อ่านต่อตอนต่อไป พรุ่งนี้
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #2 on:
20 October 2026, 08:29:54 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000071256
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 3
เผยแพร่: 11 มิ.ย. 2555 08:17 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 3
เมื่อผีพนันอย่างคุณนายครองสุขไม่ได้เข้าบ่อน ก็เลยแก้อาการคันโดยกดแทงไพ่ผ่านโน้ตบุ๊คในห้องทำงานแทน ลุ้นตาเหลือก และดีใจที่แทงถูก ครองสุขจดยอดเงิน กดดูสถิติการแทงหน้าบาน
ระหว่างนั้นมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เป็นอุ่นเรือนเปิดเดินเข้ามาสีหน้าซาบซึ้งและตื้นตัน ครองสุขจดจ้องจอโน้ตบุ๊คอยู่ นึกว่าเป็นปิ่นอนงค์จึงด่าออกไป
“หายหัวไปซะนาน ไปจ่ายกับข้าวถึงตลาด อ.ต.ก.ที่กรุงเทพฯ เหรอนังปิ่น”
อุ่นเรือนรี่เข้าไปคุกเข่า กราบที่พื้นแทบเท้าครองสุข ก่อนจะเงยหน้าน้ำตานองขึ้นตื้นตันหนัก
ครองสุขอึ้งกะพริบตามอง “อ้าว อุ่นเรือน หายดีแล้วเหรอ”
อุ่นเรือนยังพนมมือมองครองสุขด้วยความตื้นตัน
“อุ่นกราบขอบพระคุณ คุณนายจริงๆ อุตส่าห์ดูแลจ่ายค่าผ่าตัด ค่าโรงพยาบาลให้อุ่น ชาตินี้ อุ่นจะไม่ลืมพระคุณเลยค่ะ”
ครองสุขงงๆ “ว่าไงนะ ค่าโรงพยาบาลอะไร”
“ก็ค่าผ่าตัดไงคะ ถ้าอุ่นรู้ว่ามันจะแพงเป็นแสนๆ แบบนี้ อุ่นยอมตายเลยดีกว่า ที่จะให้คุณนายต้องมาเสียเงินเสียทองเพราะอุ่น
ครองสุขครางเบาๆ “หรือว่าเป็นธีระ....”
“นี่พออุ่นรู้ว่า คุณใหญ่กลับมา อุ่นก็รีบออกจากโรงพยาบาลเลย เรื่องมันเป็นยังไงกันคะ”
“เป็นยังไง มันก็คงอดอยากจนทนไม่ไหว หรือไม่ก็หนีคดีอะไรมาซักอย่าง ถ้าแกเห็นมันคงเป็นลม ไม่รู้ว่ามันจะฆ่าชั้นวันไหน”
อุ่นเรือนหน้าเครียด สองมือจับขาครองสุข
“ไม่ต้องกลัวค่ะ อุ่นไม่มีวันยอมให้คุณใหญ่มาทำอะไรคุณนายได้หรอก ข้ามศพอุ่นไปก่อนเถอะ”
“ได้ยินแบบนี้ฉันก็ใจชื้น อย่างน้อยก็มีแกที่อยู่ข้างฉัน นังอุ่น”
น้ำเสียงอุ่นเรือนมุ่งมั่นนัก ครองสุขยิ้มพอใจ
ถวิลใส่เสื้อติดกระดุมออกมาจากห้อง ชะงักมองไปเห็นจอมนั่งถอดเสื้อที่หน้าบ้าน เหม่อลอยคิดถึงปิ่นอนงค์อยู่
“อ้าวไอ้จอม ไปแต่งเนื้อแต่งตัวสิวะ จะได้ไปงานเลี้ยงรับคุณใหญ่พร้อมกัน”
“ไม่เห็นอยากจะไปเลย ไร่จะเจ๊งอยู่แล้ว ยังจะมีแก่ใจมาเลี้ยงฉลองกันอีก ไม่เข้าท่า” จอมไม่สน
“ขวางซะแล้ว ไอ้นี่ นี่มันงานสำคัญนะโว้ย คุณใหญ่กลับมาอย่างนี้ เราควรจะดีใจถึงจะถูก” ถวิลว่า
“ดีใจทำไม คุณใหญ่กลับมาก็ไม่เห็นทำอะไรให้ที่นี่ดีขึ้นตรงไหนซักอย่าง
“ก็ท่านเพิ่งกลับมา จะให้ทำอะไร” ถวิลแก้ต่าง ปรามลูกชายอยู่ในที
“ทำอะไรก็ได้ ที่มันดูน่าเคารพนับถือมากกว่านี้”
จอมเดินไปถวิลเรียก “ไอ้จอมๆ ไอ้นี่....”
จอมไม่ยอมเหลียวหลัง
เย็นนั้น ที่บริเวณศาลาใหญ่กลางไร่หรือรีสอร์ต คนงานชายหญิง รวมตัวกันแทบพร้อมหน้า 30 กว่าคน
กลางลานขาวัวชิ้นใหญ่ และขาหมูถูกย่างหมุนเหนือเตา ควันโขมงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ คนงานนั่งจับกลุ่ม รอเวลา
ที่โต๊ะใหญ่กลางลานครองสุขนั่งเคียงทัศนีย์ อุ่นเรือนกับปิ่นอนงค์ เริ่มลำเลียงอาหารมาจัดวางบนโต๊ะ
อีกด้านเป็นธีระ ก้าน เจิด และถวิล อาหารพร้อมแล้ว คนงานหญิง 2 คน คอยดูแลที่โต๊ะ
ครองสุขพยักหน้า ทุกคนเริ่มกินกันไป ชะเง้อชะแง้มองหาใหญ่ไป ครองสุขดูนาฬิกาข้อมือหงุดหงิดชะมัด สบตากับธีระ
“มันหายไปไหนของมัน”
“เดี๋ยวคงมาหรอกครับ กินฟรี ดื่มฟรีเต็มที่แบบนี้คงไม่พลาด”
ทัศนีย์ยี้ใส่ “แต่หนูไม่อยากนั่งปะปนกับคนงานสกปรกพวกนี้”
ครองสุขตอก หลานและลูกสาว จนหน้าหงาย “แกนึกว่าฉันอยากหรือไง”
น้อยเข้ามารายงาน “หาทั่วแล้วค่ะ คุณใหญ่ไม่รู้ไปไหน ที่ห้องก็ไม่อยู่”
“คุณใหญ่ขับรถออกไปเมื่อตอนเย็นค่ะ” ปิ่นอนงค์บอกครองสุข
ถวิลมองเจิดกะก้าน เกลียดขี้หน้า
หวานเข้ามากระซิบถวิลผัวหาย “ไอ้เปี๊ยกกับไอ้แจ้ง ไอ้สินหายหัวไปไหนไม่รู้ ลุงหวิน”
เวลาเดียวกัน รถที่ใหญ่ยืมจากปิ่นอนงค์จอดอยู่หน้าโรงนาร้าง ส่วนด้านในเปี๊ยก แจ้ง และ สิน 2 คนงาน ที่เคยต่อยตีกับใหญ่วันก่อน กำลังต้มเหล้าเถื่อนอยู่หน้าเตา 2 เตา ควันโขมง
เปี๊ยกทยอยเรียงขวดเหล้าเถื่อน 40 ดีกรี ใส่ลัง ได้ประมาณ 14 ขวด แยกฝาขวดสีทอง 7 ขวด และฝาสีดำ 7 ขวด ตามที่ใหญ่สั่ง
เปี๊ยกส่งเสียงอ้อแอ้ๆ กลืนน้ำลายเอื๊อก
“เครื่องดื่มพร้อม ทีนี้มากับแกล้ม”
ใหญ่บอกแล้วเดินมาที่คนงานอีกกลุ่มที่กำลังทำลาบ ทอดหนอน ทอดแมลง กับเตาแก๊สปิคนิค
“นี่ก็ต้องปรุงด้วยสูตรพิเศษมันถึงจะแซ่บ”
ใหญ่หยิบมวนบุหรี่มาแกะ เป็นกัญชาซอยละเอียดพันลำตามมวนบุหรี่ ใหญ่โรยในกับข้าวเปิบพิสดารที่ว่า
บรรยากาศกินดื่มในงานเลี้ยงกำลังเฮฮาได้ที่ จู่ๆ คนงานที่ศาลา ก็โห่เหมือนเสียงโห่ขันหมากเข้ามา อีกฝ่ายก็ฮิ้ว...รับกันถ้วนหน้า จากนั้นก็ยินเสียงเพลง ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ ดังลั่นเข้ามา
ใหญ่เดินนำขบวนมา แกล้งเมาไปกับพวกเปี๊ยก
ครองสุขกับพรรคพวกวายร้ายมองงงๆ “อะไรกันนั่นน่ะ”
ใหญ่เดินแจกเหล้าฝาทองตามกลุ่มคนงาน ลีลาราวกะอบต.หาเสียง
“ขอโทษที่มาช้า ผมชาลิต หรือใหญ่ลูกคุณไพศาล ยินดีรู้จักพี่น้องคนงานทุกคน มีอะไรบอกผมได้ ใจถึง พึ่งได้ จริงใจ จริงจัง”
ธีระเดินเข้ามาหาใหญ่ กะเอาหน้าเต็มที่ “คุณใหญ่ ผมเตรียมเครื่องดื่มกับอาหารไว้แล้ว คุณใหญ่ไม่ต้องลำบากหรอกครับ”
“โอ๊ย เก็บๆ ของนอกไปเลย กินของไทย ของป่ากันดีกว่า ต้มเองกะมือ ลองแล้วจะติดใจ” ใหญ่ยิ้มร่า
“นี่เหล้าเถื่อนเหรอคะ ไม่ดีมั้งคะคุณใหญ่” ครองสุขท้วง
“ไม่ต้องกลัวหรอกคุณน้า นี่มันเขตไร่เราตำรวจคนไหนจะกล้ามาซ่า” ใหญ่คุยโว
เปี๊ยกเทเหล้าแก้วของธีระ ก้าน เจิด ทิ้ง เทเหล้าฝาดำน้ำใสแจ๋วใส่ให้
“นี่ไอ้เปี๊ยกไปช่วยคุณใหญ่ต้มเหล้าเหรอเนี่ย ไอ้นี่ชักก้าวหน้า” หวานด่าผัว
ถวิลมองสายตาเป็นกังวล ใหญ่ชวนทุกคนบนโต๊ะชนแก้วฉลองมิตรภาพ?
“ชนๆ ครับ คุณน้องสาว คุณผู้จัดการ ดื่มเพื่อลืมความร้าวฉาน ทุกคนดิ่มๆๆ วันนี้สนุกกันเต็มที่”
พวกธีระมองหน้ากัน เจิดได้กลิ่นเหล้าแล้วบอก “แรงน่าดูเลยนะนาย
“แกก็จิบพอเป็นพิธีซิ ให้ไอ้ใหญ่มันฟาดไปให้เต็มที่ แรงๆ นี่แหละดี จะได้จบไวๆ”
ธีระพยักหน้าบอกเจิดกะก้านให้ทำเป็นจิบๆ ไป
อุ่นเรือนสะกิดปิ่นอนงค์ ไม่อยากเชื่อสายตา “เนี่ยเหรอ คุณใหญ่ ใช่เหรอยายปิ่น”
“จ้ะ” ปิ่นอนงค์บอก
ใหญ่ได้ยินหันไป “อ้าว นั่นป้าอุ่นเรือนใช่มั้ย หายป่วยแล้วใช่มั้ย”
“ค่ะ” อุ่นเรือนยิ้มแหยๆ
“แบบนี้ยิ่งต้องฉลอง เปี๊ยกน้องรัก เอากับแกล้มมาเลย”
คนงานหญิง 2 คนเข้าเลื่อนจานกับข้าวไปท้ายโต๊ะ คนงานลูกน้องเปี๊ยกวางจาน 5 จาน
อีกคน ตัก เทลาบเลือด หนอนรถไฟ แมงอีนูน จิ้งหรีด ตั๊กแตน ใส่จาน
“เชิญครับคุณน้า” ใหญ่ผายมือ
ครองสุขเห็นแต่ละเมนูก็รู้สึกสะอิดสะเอียน
ใหญ่ตักลาบเลือดใส่ช้อนครองสุข ช้อนทัศนีย์ แล้วตักจากชามซดลาบเลือดสีแดงเข้าปากอย่างอร่อยล้ำ
ทัศนีย์ยี้ทันที “อี๊...นั่นมันเลือดสดๆ นี่”
“ชิมซิจ๊ะนี ลาบเลือดสดๆ รับรองจะติดใจ ไม่ต้องกลัว ไม่ใช่ลาบหมาแน่นอน” ใหญ่เชื้อชวน
“ไม่...ไม่ไหวแล้ว”
ทัศนีย์จะลุกหนี ครองสุขฉุดไว้ ทำตาดุ “ยัยนี นั่ง กินเดี๋ยวนี้”
ทัศนีย์กล้ำกลืนกิน ในใจอยากจะร้องไห้ “แหม อร่อยจริงๆ ด้วยค่ะคุณใหญ่”
“อร่อยก็ต้องกินเยอะๆนะน้องนี”
ใหญ่ตักป้อนทัศนีย์ ทัศนีย์ทำท่าจะอ้วก “เลี่ยนใช่มั้ย เลี่ยนต้องตบซ้ำด้วยไอ้นี่”
ใหญ่ป้อนแมงทอดให้ ปิ่นอนงค์มองแล้วรู้สึกผะอืดผะอม อุ่นเรือนเองก็หน้าซีดจะอ้วก
“แม่ไม่ไหวแล้วปิ่น” อุ่นเรือนวิ่งไปทางครัว
“แม่”
ปิ่นอนงค์ตามแม่ไป ใหญ่ปรายตามองตามแวบหนึ่ง แล้วก็หันไปเฮฮาต่อ
ที่โต๊ะใหญ่เวลานี้ ครองสุขแอบทำเป็นจิบเหล้าแต่สบตากับธีระแล้วเทเหล้าทิ้งทั้งคู่ ธีระพยักหน้าให้เจิดส่งสัญญาณ ใหญ่ทำเป็นมองไม่เห็น เปิดขวดฝาสีทองที่เหล้าเกือบหมดใส่แก้ว
เจิดยกแก้วไปหาใหญ่ “ชน คุณใหญ่”
พอชนแก้วกับใหญ่ เจิดยกดื่มหมดแก้ว หน้าตาบิดเบี้ยว
เจิดเมาจริงๆ แล้ว เริ่มท้าตามแผนทันที “ได้ข่าวว่าคุณใหญ่ ผ่านมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือราคาคุย”
“วันก่อนพวกเราแค่ออมมือให้ วันนี้อยากจะล้างตาซักหน่อย กล้ามั้ยเนี่ย” ก้านผสมโรง
ถวิลไม่ชอบใจ ตะโกนออกไป “เฮ้ยๆๆ ไอ้พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าท้าเจ้านายเชียวเหรอวะ ข้ามศพ ข้าไปก่อนเหอะ”
ถวิลลุกขึ้น ทำท่าจะต่อย แต่เจิดหลบนิดเดียวถวิลเสียหลักเซหน้าทิ่ม หวานที่ไม่เมาเข้าประคอง
“น้า ปั๊ทโธ่ ไม่ทันไรนอนให้เค้าข้ามซะแล้ว”
“ว่าไงครับ คุณใหญ่ จะเมตตาโชว์ฝีมือให้ผมเห็นเป็นบุญตาซักหน่อยได้มั้ย เฮ้ย ใครอยากเห็นบ้างวะ”
คนงานที่เมากันแล้ว ทั้งตบมือ เป่าปาก ตะโกนว่า “อยากเห็นๆ...เอาเลยๆ”
ครองสุขตะโกน “พอแล้ว นี่มันงานเลี้ยง งานมงคลนะ จะมาท้าทายอะไรกัน ถ้าเมาก็กลับไปนอนเลยไป”
ใหญ่ยิ้มกรึ่ม ตาเยิ้ม “ช้าก่อนครับ คุณน้า แหม เสียงเชียร์อุ่นหนาฝาคั่งขนาดนี้ ใหญ่เห็นจะต้องจัดใหญ่จัดเต็มซะแล้ว”
ธีระทำเป็นห้ามตามแผน “อย่าเลยครับคุณใหญ่ คุณใหญ่เมาแล้วนะครับ”
“ไม่ได้หรอกผู้จัดการ ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้”
ใหญ่ลุกขึ้นเดินเซนิดๆ พอท้วมๆ เดินออกไปจากโต๊ะ ธีระกระหยิ่ม พยักหน้าให้เจิด ก้าน
“ตามแผนนะ ไอ้เจิดล่อให้มันโมโห ไอ้ก้านเป็นลูกคู่ให้ได้แผลไปแจ้งความว่ามันพยายามฆ่าก็พอ”
เจิดกะก้านพยักหน้า เดินตาม คนงานเฮโลตามออกไป
ครองสุขสบตากับธีระ กังวลบอกไม่ถูก “ถ้าไอ้ใหญ่มันเล่นถึงตายเลยล่ะ”
“ก็ดีน่ะสิครับ ขอให้สมพรปากพี่เถอะ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ไอ้เจิดไอ้ก้านตายบวกกับประวัติที่เคยก่อคดี ไอ้ใหญ่แก่ตายในคุกแน่”
ธีระหัวเราะสะใจ ครองสุขหน้าเครียด
น้อยแอบชิมอาหาร “รสชาติใช้ได้นะเนี่ย”
ที่ครัวเรือนใหญ่เวลานั้นอุ่นเรือนนั่งกินยาหอมหมดแก้ว ปิ่นอนงค์นวดมือให้ “ค่อยยังชั่วมั้ยจ๊ะ”
อุ่นเรือนพยักหน้า “ไม่นึกเลยว่าลูกชายคุณไพศาลจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้ แล้วต่อไปนี้จะทำยังไงกัน ไร่ไพศาลมิลุกเป็นไฟเหรอ”
“คงไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ แม่ ความจริงคุณใหญ่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร”
“ขนาดนี้ แกยังว่าไม่เลวร้ายอีกเหรอ หน้าตาท่าทางยิ่งกว่าโจรห้าร้อย แม่เป็นห่วงคุณนายกับคุณนีย์จริงๆ แล้วไหนคุณนะก็จะกลับมาอีก” อุ่นเรือนบ่น
“แม่อย่าคิดมากเลยจ้ะ อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ แม่เองก็ไม่สบายอยู่นะจ๊ะ”
มีเสียงเฮลั่น แว่วยินมาไกลๆ “เสียงอะไรน่ะ ตายแล้ว หรือว่าเกิดเรื่อง”
อุ่นลุกขึ่นจะไปแต่ก็เซหน้ามืด
“แม่ แม่อย่าไปเลยนะจ๊ะ พักก่อน เดี๋ยวปิ่นไปดูให้เอง”
ปิ่นอนงค์รีบไป อุ่นเรือนรำพึง “อย่าให้เกิดอะไรไม่ดีไม่งามขึ้นเลย
ที่ลานประลองใหญ่ถอดเสื้อ ขว้างไปคลุมหน้าเปี๊ยกพอดีเป๊ะ คนงานเฮขำก๊าก
เจิดชักมีดออกมาจากที่เสียบไว้ เขวี้ยงไปปักดินหน้าใหญ่
ใหญ่ตะลึง “นี่อะไรวะ”
“อาวุธของคุณใหญ่ ส่วนนี่ของผม”
เจิดถอดเสื้อโชว์มีดที่เอว แล้วชักมีดออกมาจดจ้องใส่ใหญ่ คนงานฮือฮา
หวานที่เวลานี้ยังไม่เมาตกใจ “นี่จะฆ่ากันให้ตายเลยเหรอ น้า น้า”
ถวิลเมาคอตกไม่รู้เรื่องแล้ว
“ไอ้เปี๊ยก” เปี๊ยกดึงเสื้อใหญ่ออกจากหัว หันไปอีกทาง ท่าทีอ้อแอ้ๆ
“ทางนี้” หวานดึงเปี๊ยกให้หันมาหาเปี๊ยก ทำทีเป็นสะดุ้งแล้วหัวเราะกั้กๆๆ เพราะกัญชาในอาหารเริ่มออกฤทธิ์
“โธ่ จะพึ่งใครเนี่ย” หวานเซ็งสุดขีด
ใหญ่ดึงมีดขึ้นมาถือ เช็ดกับแขนเสื้อเหมือนลับมีด หน้าตายิ้มเหี้ยม
ปิ่นอนงค์วิ่งมา ชนกับจอมที่เดินมา “จอม”
“ปิ่น ไม่ได้อยู่ที่งานเหรอ”
“แม่ไม่สบายน่ะ แต่นี่กำลังจะไปดู ไม่รู้เสียงดังอะไรกัน”
หวานวิ่งเซเข้ามาเรียกเสียงดังลั่น “จอม ปิ่น”
“พี่หวาน ที่งานเค้าส่งเสียงดังอะไรกัน”
“คุณใหญ่ กับคนงานใหม่จะฆ่ากันตายแล้ว” หวานบอก
ปิ่นอนงค์ตาค้าง “ฮะ”
ที่ลานตรงสนามหญ้าเวลานั้น หมู่มวลคนงานลุ้นระทึก
ใหญ่กะเจิดยืนจังก้า ก้านถอยมาดูท่าที ถูกเปี๊ยกดึงไป แล้วยื่นเหล้าให้ ก้านอยากกินแต่แกล้งเมินไปมา ในที่สุดก็รับมา
เจิดโผนเข้าแทง ใหญ่หลบ คนดูคนงานเฮ แต่พอเจิดจะแทงอีกที ใหญ่ยืนแอ่นยกมือห้าม
“เดี๋ยว” เจิดชะงักกึก “เล่นกันถึงเลือดถึงเนื้ออย่างนี้ ต้องย้อมใจหน่อย เปี๊ยก”
ใหญ่เรียก เปี๊ยกเดินถือขวดเข้ามา เจิดงง “เป่ายิ้งฉุบกัน ใครแพ้ อึกหนึ่ง แล้วค่อยดวลกัน”
เจิดเย้ยแกมหยัน “อย่าถ่วงเวลาดีกว่าน่าคุณใหญ่ เห็นมีดแล้วปอดเหรอ”
ใหญ่พูดขำๆ “ไม่ได้ปอดแต่มันเสียว ของคมๆ บาดเนื้อ เจ็บใช่ย่อย ได้ซักกรึ๊บสองกรึ๊บ พอทน เอ้า เร็ว ๆ อย่าชักช้า เป่า ยิ้ง ฉุบ”
ใหญ่ออกค้อนเลย เจิดออกกรรไกรเกือบไม่ทัน
“โดนๆๆๆ” คนงานโห่เจิดเสียหน้า เปี๊ยกวิ่งมายื่นขวดให้เจิด
ปิ่นอนงค์ จอม และหวานวิ่งมา “เร็ว จอม แกไปห้ามเร็ว”
ใหญ่ยิ้งฉุบออกกรรไกรชนะ เจิดโดนโห่อีก
จอมกับปิ่นอนงค์ชะงัก หวานถึงกับอึ้ง
เจิดเช็ดปาก ส่งขวดคืนให้เปี๊ยกหน้าแดง เจิดถกแขน “มา”
ปรากฎว่าเจิดออกอะไรก็แพ้ โดนโห่หนัก
“โห ไอ้เจิด ไม่ได้เรื่องเลยว่ะเอ็ง มานี่ต้องข้า” ก้านบอก
เจิดเมาตาลาย ก้านเซเข้ามาเล่นบ้าง
หวานงง “ไหงเป็นงี้ไปได้”
ครองสุขกับธีระชะเง้อชะแง้ดูอยู่ที่โต๊ะ มีเสียงเฮลั่น เป็นจังหวะ มาจากลานประลอง ครองสุขบอกกับธีระ “ป่านนี้มันคงแทงกันเลือดสาดแล้ว”
“เดี๋ยวค่อยไปเก็บกวาดตับไตไส้พุงมัน แต่ตอนนี้เราฉลองกันล่วงหน้ากันดีมั้ย” ธีระบอกเสียงหื่น
ธีระเข้ามาโอบครองสุขยั้งไว้ “ฮื้อ อย่ามาทำประเจิดประเจ้อ เมาแล้วใช่มั้ยเนี่ย”
“ใครว่าเมา ผมไม่คออ่อนอย่างไอ้ใหญ่หรอก แค่มึนๆเท่านั้น” ธีระออกอาการหื่นเต็มกำลัง
น้อยหัวเราะฮะๆๆๆ ถือจานลาบเข้ามา “ว้าย ทำอะไรกันน่ะ หน้าไม่อาย”
ครองสุขผละออกจากธีระด้วยความตกใจ ตั้งสติได้ครองสุขก็ตวาดแว้ด
“นังน้อย แกพูดเหลวไหลอะไร”
น้อยชี้ไปที่ผนัง “จิ้งจกมันพลอดรักกัน ฮ่าๆๆ ดูซิ มันจูบกันด้วย”
ครองสุข “นังนี่ ท่าจะบ้า เอ๊ะ แล้วนี่ทัศนีย์ไปไหน นังน้อย เห็นทัศนีย์มั้ย”
“ทัศนีย์ ไม่อยู่ อยู่แต่พัชราภา ได้มั้ยคะ” ว่าแล้วน้อยโพสท่าที่คิดสวยสุด
“นังนี่มันเมากัญชาหรือไงเนี่ย”
เสียงเฮดังขึ้นอีก ครองสุขหันไป “สงสัย ได้เรื่องแล้ว ไปดูซิธีระ”
ธีระเดินออกไป ครองสุขกระหยิ่มยิ้มย่อง ยกแก้วชู “แด่ ชัยชนะของครองสุข”
ทว่าพริบตานั้น ครองสุขชักมึนๆ แต่เสียงยังลั่นมา
“หายหัวไปไหนตั้งนานสองนาน
ครองสุขลุกขึ้นเดินออกไป ผ่านน้อยที่ออกอาการหลุดโลก นั่งหัวเราะ เมาทั้งเหล้าทั้งกัญชา คุยกับจิ้งจกตุ๊กแกคนเดียวอย่างอารมณ์ดี
บรรยากาศที่บริเวณลานประลองครึกครื้นเต็มที่
ครองสุข เดินเซๆ มา เห็นคนงานไร่ยืนเชียร์ โห่ฮา เมาปลิ้น ทั้งกัญชาทั้งเหล้าพอแหวกเข้ามาด้านใน เห็นก้าน เป่ายิ้งฉุบอยู่กับเปี๊ยก สภาพเมาเละเทะ เลอะเทอะ บางจังหวะดันเถียงกันไป หัวเราะกันไป
ส่วนเจิดนั้นฟุบอยู่ในท่าขัดสมาธิ แต่มือยังทำเป็นรูปกรรไกร
ถวิลเองก็เมาปลิ้นกอดคอจอมถามหาความรักประสาพ่อลูก “เอ็งรักพ่อมั้ยไอ้จอม เอิ้ก”
“รักซิพ่อ ชีวิตไอ้จอม ให้พ่อได้ เอิ้ก”
ครองสุขงงเป็นไก่ตาแตก “นี่มันอะไรกัน ทำไมเป็นอย่างงี้ไปได้” แถเข้าไปหาเจิด จิกกบาลขึ้นมา “เจิด... ไอ้เจิด ธีระอยู่ไหน” ครองสุขเข้าไป เขย่าคอก้าน “ไอ้ก้าน ธีระนายแกอยู่ไหน”
เสียงธีระร้องเพลง เต้นร่อนอยู่กับพวกคนงาน ทัศนีย์กำลังดิ้นแด้นซ์อยู่กับกลุ่มฉิ่งฉับ ที่ร้องรำทำเพลง เสียงเพลงโจ๊ะ ของคาราบาวดังสนั่นไปทั่วบริเวณ สลับเสียงเป่าปากปี๊ดปิ้ว
หวาน กะเปี๊ยก รำป้อ ธีระร้องเพลงนำ เคาะจาน เคาะช้อนประกอบจังหวะ
“ธีระ ยัยนีย์” ครองสุขวี้ดจะบ้าตาย
ปิ่นอนงค์เดินเข้ามาในครัวสีหน้ากลุ้มใจ “แม่จ๊ะ อ้าวไปไหนแล้ว”
ปิ่นอนงค์เดินกลับมาหาอุ่นเรือนในบ้าน เสียงโทรศัพท์บ้านดัง ปิ่นรับสาย
“สวัสดีค่ะ บ้านไร่ไพศาลค่ะ” จำเสียงได้แม่น “นั่น นั่นคุณนะใช่มั้ยคะ” ปิ่นอนงค์เนื้อเต้น ดีใจสุดๆ
ทรรศนะโทรจากห้องพักโรงแรมเมืองนอก
“พี่โทร.มาหลายที แต่ไม่มีใครรับ”
ปิ่นอนงค์ระงับความตื่นเต้น “พอดีวันนี้มีงานเลี้ยงเลยอยู่ข้างนอกกันหมด”
“อ้อ คุณน้าคงเลี้ยงลูกค้าละซิ เห็นว่าตอนนี้ที่ไร่กิจการดีมาก”
“ค่ะ คุณนะสบายดีเหรอคะ แล้วคุณจะกลับวันไหนแน่ กี่โมง”
ทรรศนะไม่สนใจคำพูดปิ่นอนงค์ “ได้คุยกับปิ่นก็ดีแล้ว ตอนนี้พี่เดือดร้อนมาก โดนล้วงกระเป๋า ทั้งเงินสด ทั้งบัตรเครดิตไม่มีเหลือ” ทรรศนะโกหก
“แย่จริง แล้วจะทำยังไงคะ” ปิ่นอนงค์ตกใจ
“ตอนนี้พี่ต้องใช้เงินไปซื้อของขวัญให้อาจารย์ที่สอน พี่ก่อนกลับ ปิ่นบอกคุณน้าหน่อยนะว่าพอจะโอนเงินให้พี่ก่อนซักสามสี่หมื่นมั้ย ฮัลโหล ปิ่น”
“ฮัลโหลๆๆๆ คุณนะ”
ปิ่นอนงค์วางหู หันไปเจอใหญ่ที่ถือสายโทรศัพท์ที่เพิ่งกระชากออกหน้าตาดุดัน
ปิ่นอนงค์ตกใจ “คุณใหญ่”
ติดตามตอนต่อไป พรุ่งนี้
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 3 (ต่อ)
ที่เมืองนอกเวลานั้น ทรรศนะอยู่ในห้องพักที่โรงแรม ทรรศนะพยายามกดโทรศัพท์อีก แต่ติดต่อไม่ได้ ชายหนุ่มหน้ามุ่ยหงุดหงิด มองดูกระเป๋าสตางค์ บัตรเครดิต สลิปต่างๆ กองอยู่บนเตียง ทรรศนะเอาสลิปขึ้นมาดู แล้วมองไปที่กองถุงของฝากมากมายตรงมุมห้อง
อรสอางค์สวมชุดคลุมอาบน้ำออกมา เอามือเช็ดผมไปมา “ที่ไร่โทร.มาเหรอคะ”
“ครับ ตอนนี้กำลังปรับปรุงใหญ่ เตรียมต้อนรับอร”
“แน่ใจหรือเปล่าว่าอรจะชอบ บอกตรงๆ น่ะ อรไม่ค่อยอยากไปบ้านไร่ บ้านนาแบบนั้นหรอก” น้ำเสียงอรสอางค์เหยียดนิดๆ
“ไร่ไพศาลสวยมากนะอร อรไปแล้วอรจะติดใจ”
“เรื่องนั้นน่ะเอาไว้ก่อน เรื่องสำคัญก็คือเปิดตัวนะกับคุณพ่อคุณแม่ ไหนจะพวกญาติ พวกเพื่อนอรอีก”
ทรรศนะเข้าไปกอดอรสอางค์พูดทีเล่นทีจริง “ระดับทายาทไร่ไพศาล กับปริญญาโทเกียรตินิยม ยังไม่คู่ควรกับลูกสาวปลัดกระทรวงอีกเหรอครับ”
อรสอางค์ยิ้มเยาะ “นะ รู้มั้ยว่า หนุ่มๆ ที่ต่อแถวรออร มีตั้งแต่ทายาทนักธุรกิจร้อยล้าน ยันพันล้าน แค่ไร่กระแบะมือเดียว ไม่ต้องมาคุยเลย”
อรสอางค์เดินไปหวีผมหน้ากระจก ทรรศนะหน้าเจื่อนไป อรสอางค์สำทับ
“แล้วของที่อรลิสท์ให้ว่าต้องซื้อฝากพวกผู้ใหญ่ครบรึยัง”
“จวนแล้วครับ เหลืออีกสองสามชิ้น”
“ยังไงต้องให้ทันก่อนกลับนะคะ ขาดไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว”
อรสอางค์สั่งเฉียบขาด ทรรศนะได้แต่รับคำ แล้วแอบถอนใจ
ใหญ่ดึงปิ่นอนงค์เข้าห้องมา “คุณใหญ่ คุณใหญ่ จะทำอะไรคะ”
“เมา ปวดหัวด้วย ไปเอาผ้ามาเช็ดตัว เช็ดหน้าให้ชั้นที” ล้มตัวลงนอนบนเตียงเฉย
“แต่ท่าทางคุณใหญ่ ไม่เมาเลย”
ใหญ่นึกได้ลืมแกล้งเมา “ใครว่าไม่เมา แต่คนอย่างฉัน เมาแล้วง่วง อยากนอน”
“คุณใหญ่จะนอนที่นี่ไม่ได้นะคะ”
“ทำไม ที่นี่มันไร่ชั้น บ้านทุกหลังในไร่นี้ก็ต้องเป็นของชั้น ชั้นมีสิทธิจะนอนห้องไหนก็ได้”
“แต่ ถ้าแม่มาเห็นเข้ามันจะไม่ดีนะคะ”
“ไม่ดียังไง” ใหญ่เถียงข้างๆ คูๆ
“ถ้าอย่างงั้น ก็เชิญคุณใหญ่เถอะค่ะ”
ปิ่นอนงค์ตัดรำคาญจะไปเสียเอง ใหญ่ดึงปิ่นอนงค์จนร่างซวนเซมานั่งที่เตียง
“ถามจริง ถ้าเป็นนายทรรศนะ เข้ามาในห้องนี้ เธอจะหนีเหมือนหนีชั้นมั้ย”
“คุณนะ ไม่เคยเข้ามาในห้องนี้ และจะไม่เข้ามาด้วยค่ะ”
“งั้นเหรอ สุภาพบุรุษน่าดูนะ” ใหญ่เยาะ
ระหว่างนั้น มีเสียงเคาะประตูพร้อมเสียงอุ่นเรือนตะโกนเรียก “ปิ่นๆ อยู่ในห้องรึเปล่า”
ปิ่นอนงค์หน้าซีด ตกใจ “แม่มา ทำไงดี”
“ไม่เห็นต้องทำไง ไปเปิดซิ” ใหญ่ทำเฉย
“คุณใหญ่ ปิ่นขอร้อง”
ใหญ่มองซ้ายขวา แล้วเข้าไปหลบอยู่ในห้องน้ำ
เสียงอุ่นเรือนเรียกอีก “ปิ่น ปิ่น”
ปิ่นอนงค์ตกใจ รีบไปเปิดประตู “จ๋า แม่”
อุ่นเรือนเข้ามา “มัวมาทำอะไรอยู่ในห้องปล่อยคุณนายให้ผจญกับไอ้พวกขี้เมาอยู่คนเดียว”
“ปิ่น เอ่อ ปิ่นลืมล็อกห้องนะจ้ะ เลยมาดู”
“งั้นเหรอ ดีแล้ว ตอนนี้แต่ละคนเมาไม่รู้สติ เกิดหน้ามืดเข้ามาลักขโมยอะไรก็แย่เลย เพราะ คุณใหญ่แท้ๆ”
ปิ่นอนงค์ยิ้มจืดๆ ชำเลืองไปทางห้องน้ำ
“ขนาดเพิ่งมาอยู่ ก็ต้มเหล้าเถื่อนซะแล้ว ต่อไปจะทำอะไรเลวๆ อีกก็ไม่รู้”
ใหญ่แกล้งแง้มดู มาทำหน้าโกรธ อุ่นเรื่อนได้ยินเสียงจะหันไป ปิ่นอนงค์ดึงมือแม่ไว้
“แม่ เดี๋ยวเรารีบออกไปดูคุณนายดีกว่านะจ๊ะ”
“เดี๋ยว แม่ว่า เราสองคนน่าจะเอาหมอนกับฟูกไปนอนเฝ้าหน้าห้องคุณนายกับคุณนีย์นะ เผื่อคุณใหญ่จะเข้าไปทำร้าย คนเราลองไม่มีสติซะแล้วทำชั่วได้ทุกอย่าง” อุ่นเรือนกังวลหนัก
“คุณใหญ่คงไม่ทำขนาดนั้นหรอกค่ะ”
“ว่าได้เหรอ ฆ่าคนก็ฆ่ามาแล้ว เราสองคนต้องปกป้องคุณนายให้ถึงที่สุดนะ ชีวิตแม่เป็นของท่าน ไม่ว่าจะยังไง คุณนายก็ไม่เคยทิ้งเรา เงินค่าผ่าตัดสามแสน คุณนายก็จะไม่เอาคืนนะ”
ใหญ่ฟังแล้วยิ้มเยาะอยู่ในห้องน้ำ
ปิ่นอนงค์อึ้ง “แม่บอกเรื่องค่าผ่าตัดคุณนายไปแล้วเหรอจ๊ะ”
“ก็ใช่น่ะซิ เดี๋ยวแม่ไปพาคุณนีย์ขึ้นนอนก่อน ปิ่นเตรียมหมอนกับผ้าห่มตามไปนะ”
อุ่นเรือนพยักหน้า แล้วออกไป ปิ่นอนงค์รีบไปล็อกประตู ใหญ่ออกมาจากห้องน้ำ
ปิ่นอนงค์ไม่สบายใจ รีบเข้าไปไหว้ขอโทษ “ปิ่นกราบขอโทษแทนแม่ที่พูดจาล่วงเกินคุณใหญ่ไป”
“ล่วงเกินอะไร ป้าอุ่นพูดถูกทุกอย่าง เมาบ้าบอ โจรห้าร้อย แต่คนเลวอย่างชั้นน่าจะทำอะไรอีกสักอย่างให้...” ใหญ่เดินเข้าหาปิ่นอนงค์ พูดต่อ “สาสมกับความเลว”
แล้วกระชากปิ่นอนงค์เข้ามากอด “จะให้ชั้นปล้ำหรือจะสมยอมชั้นดีๆ เสร็จแล้วเธอก็จะได้เป็นคุณนายของไร่นี้ไง”
ปิ่นอนงค์ตกใจนิ่งงัน
ใหญ่ยื่นหน้าเข้ามาปิ่นอนงค์ขืนตัวดันไว้สุดๆ “อย่าค่ะ อย่า ปิ่นขอร้อง”
ใหญ่หยุดนิ่ง ผลักร่างปิ่นอนงค์ออกจากตัวกระเด็นไปนั่งที่เตียง
“เออ...เมื่อกี๊ชั้นได้ยินว่าเธอจ่ายค่าผ่าตัดแม่ไปตั้งสามแสน ก็เลยนึกถึงเงินฉันขึ้นมาได้”
ใหญ่ทำเป็นไปค้นใต้เตียง ดูที่ซอกหัวเตียง “เงิน เงินอะไรคะ”
ใหญ่บอกหน้าเฉย “เงินที่ฉันไปปล้นมา แล้วก็เอามาซ่อนไว้ที่นี่คืนนั้น เอ๊ะ ฉันเอาไว้ตรงไหนนะ”
“เงินสามแสนที่ปิ่นเจอในกระเป๋า คือเงินคุณใหญ่!” ปิ่นอนงค์อุทานอย่างลืมตัว
“อะไรนะ” ใหญ่แกล้งตกใจ
“เปล่าค่ะ ปิ่นไม่เห็น ไม่เคยเห็นเงินนั่นเลย” ปิ่นอนงค์พูดปด
“ตายเลย ถ้าแก๊งที่ร่วมกันปล้นมันมาทวงชั้นจะทำไง มีหวังมันฆ่าล้างไร่แน่....แน่ใจนะว่าไม่เห็น”
“ค่ะ”
ใหญ่ทำเป็นกลุ้มหนัก เดินออกไป แล้วแอบยิ้ม ปิ่นอนงค์เข่าอ่อนหมดแรงลงไปนั่ง
วันต่อมาธีระนั่งจ๋อย เจอครองสุขชี้หน้าด่า
“ชั้นผิดหวังในตัวเธอจริงๆ หนอย ทำปากเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ถึงเวลาปัญญาอ่อนกันทั้งลูกพี่ลูกน้อง เมาอย่างกับหมา”
“ผมขอโทษจริงๆ ครับพี่ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่ามันจะมาไม้นี้ผมขอโอกาสแก้ตัวใหม่นะครับ”
“แก้ตัวยังไง อีกไม่กี่วันทรรศนะก็จะกลับมาแล้ว ขืนยังปล่อยให้ไอ้ใหญ่อยู่อย่างนี้มันป่วนตานะแน่ แล้วหนูอรแฟนของตานะ เป็นถึงลูกสาวของท่านปลัดกระทรวงเจอความถ่อยสถุลของไอ้ใหญ่เข้า คงไม่ทนอยู่หรอกชั้นไม่มีวันยอมให้ความรักของลูกชายชั้น มีอุปสรรคเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
ครองสุขลุกมองค้อนธีระ เดินจะไป แล้วชะงัก
“แล้วใครใช้ให้เธอไปจ่ายเงินค่าผ่าตัดนังอุ่นเรือนให้นังปิ่นมัน จะบ้าหรือยังไง เงินตั้งสามแสน”
ธีระโบกมือวุ่นวาย “เรื่องนี้ ผมไม่รู้เรื่องจริงๆนะครับ สาบานได้เลยพี่”
ธีระยกมือไหว้ สาบานท่วมหัว
ครองสุขงงๆ สงสัย บ่นเบาๆ “มันเอาเงินมาจากไหน”
ปิ่นอนงค์พูดโทรศัพท์บ้านกับเฮียร้านเฟอนิเจอร์สีหน้าเครียด
“ค่ะ ... ค่ะเฮีย ปิ่นขอเวลาอีกหน่อย ปิ่นจะรีบไปจ่ายค่ะ”
โดนกระแทกหูโทรศัพท์ใส่ ปิ่นอนงค์สะดุ้งเล็กๆ มองโทรศัพท์แล้ววางหู
ครองสุขเดินตรงรี่เข้ามาหาปิ่น “ร้านเฟอนิเจอร์เค้าขอเก็บเงิน....” พูดเท่านั้นครองสุขตบหน้าปิ่นอนงค์จนเซไป “แกยักยอกเงินชั้นไปใช่มั้ยนังปิ่น”
ครองสุขชี้หน้าปิ่นอนงค์ที่งงๆ อยู่ ธีระเข้ามา “ยักยอกเงินอะไรคะ ปิ่นไม่รู้เรื่อง”
“ก็เงินค่าผ่าตัดแม่แกไง อยู่ๆแกจะมีเงินมาจากไหนถ้าไม่ได้ยักยอกไม่ได้ขโมยชั้นไป ค่าเฟอนิเจอร์ก็
เหมือนกัน แกเบิกไปแล้วไม่ยอมจ่ายเค้าใช่มั้ย”
ปิ่นอนงค์พูดไม่เต็มเสียง “คุณนายไม่เคยให้ค่าเฟอนิเจอร์กับปิ่นเลยนะคะ”
ครองสุขตรงเข้าหาจะตบอีก ธีระคว้าแขนเอาไว้
“ใจเย็นๆครับ พี่ ผมว่าปิ่นไม่ได้พูดโกหกหรอกครับ ผมตรวจดูบัญชีทุกวัน ไม่มีอะไรผิดปกติเลยครับ”
ปิ่นอนงค์คุกเข่าไหว้ครองสุข
“เงินค่าผ่าตัดแม่ ปิ่นไปกู้เค้ามาค่ะ ปิ่นไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ เลยโกหกแม่ว่า คุณนายเป็นคนให้มา ปิ่นขอโทษที่ไม่ได้เรียนให้คุณนายทราบก่อน คุณนายอย่าบอกแม่นะคะ”
ปิ่นอนงค์พูดพลางเช็ดน้ำตา ครองสุขอ้ำอึ้งรู้สึกตัว “เออๆ แต่บอกซะก่อนนะ เงินที่แกไปกู้เค้ามา ก็หาทางใช้คืนเค้าเองก็แล้วกัน อย่าให้มาเดือดร้อนถึงชั้น”
“ค่ะ เมื่อวานคุณนะโทร.เข้าเครื่องที่บ้านด้วยค่ะ” ปิ่นอนงค์บอก
ครองสุขตาโต “จริงเหรอ แล้วตานะว่ายังไง”
ครองสุขกับธีระมากู้เงินเสี่ยตงเพิ่ม เวลานั้นอยู่ต่อหน้าเสี่ยตง
“หนี้เก่ายังไม่ใช้ จะกู้ใหม่อีกเหรอคุณนาย”
“ตอนนี้ชั้นหมุนเงินไม่ทันจริงๆ แต่รับรองเลยนะเสี่ย ว่าเร็วๆ นี้เสี่ยจะได้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ฉันเอาหัวเป็นประกัน”
เสี่ยตงมองหน้าลูกน้องที่ยืนข้างๆ รู้กัน
“พูดอะไรอย่างงั้น คนกันเอง คุณนายเดือดร้อนผมจะไม่ช่วยได้ยังไง คุณนายซะอีกมีของสวยๆ งามๆไม่เห็นบอกกล่าวกันบ้างเลย”
ธีระมองหน้าครองสุขงงกันทั้งคู่ “ของ ของอะไรคะ”
โปรดอ่านต่อเวลา 17.00 น.
ปิ่นอนงค์ถือหมวกปีกเดินออกมาจากเรือนใหญ่ ครองสุขกับธีระลงจากรถพอดี เห็นเสี่ยตงนั่งรออยู่ในรถพร้อมลูกน้องอีกสองคน
“นังปิ่น จะไปไหน”
“วันนี้ปศุสัตว์จะเข้ามาตรวจโรคค่ะ”
“ให้คนงานมันจัดการ ตอนนี้ฉันมีงานให้แกทำ”
ครองสุขหันไปทางรถเสี่ยตงที่จอดติดเครื่องรออยู่
“ฉันมีลูกค้าวีไอพี อยากจะไปดูบ้านพักหลังใหญ่ที่ติดกับเขา แกพาไปดูหน่อย นั่งรถเค้าไปนั่นแหละ”
“ค่ะ”
ปิ่นอนงค์เดินไปที่รถ ลูกน้องเสี่ยตงลงมาเปิดประตูด้านหลังให้ ปิ่นอนงค์ชะงักนิดหนึ่งเพราะจำหน้าลูกน้องเสี่ยได้
“ขึ้นมาซิ หนู”
ปิ่นอนงค์ไหว้แต่จำใจขึ้น ใจคอไม่ค่อยดี
รถแล่นไป ครองสุข กะธีระมองตาม
ธีระหงุดหงิด เสียดายปิ่นอนงค์นั่นเอง “พี่ครับ ผมว่าเราใจร้ายกับปิ่นไปรึเปล่า มันไม่คุ้มกันนะครับ”
ครองสุขชะงัก จ้องหน้าธีระรู้ทัน ธีระหลบตาไปมา
“ไม่คุ้มหรือว่าเสียดายกันแน่ คิดจะเก็บนังปิ่นเอาไว้...ซะเอง ใช่มั้ยธีระ”
“เฮ้ย ... เปล่านะพี่ ผมจะไปคิดอย่างนั้นได้ยังไง พี่ก็”
“ดี หน้าที่เธอคือ กำจัดไอ้ใหญ่ ไม่ต้องมาคิดยุ่งกับเด็กของชั้น”
ครองสุข เดินเข้าบ้านไป ธีระเซ็ง
ใหญ่ขี่รถกอล์ฟตรวจตราในส่วนรีสอร์ทที่พัก เห็นบ้านพักหลายหลังปิดไว้ คนสวนเดินผ่านมา
“ไม่ค่อยมีคนมาพักเหรอ บ้านว่างตั้งหลายหลัง”
“ตอนนี้เครื่องปั๊มมันเสียหลายเครื่องนายบอกยังไม่มีเงินซ่อม เลยไม่รับลูกค้า”
คนสวนเดินไป ใหญ่ฟังแล้วเหลี่ยวมองนึกสะท้อนใจ
ใหญ่ขี่รถมาแถวสำนักงาน เห็นปิ่นอนงค์เดินถือกุญแจบ้านลงมา ลูกน้องเสี่ยตงยืนรอเปิดประตูให้ ใหญ่จำได้
“ลูกน้องเสียตงนี่หว่า”
ปิ่นอนงค์ขึ้นรถไป ใหญ่รีบขี่ตาม
รถเสี่ยตงจอดที่บ้านพักหลังที่ห่างจากหลังอื่นมาก ปิ่นอนงค์ เสี่ยตง และสมุน ลงรถมา
ปิ่นอนงค์กลัว ข่มอารมณ์เต็มที่
“ดิฉันว่าบ้านแถบที่อยู่ด้านหน้า ทำเลดีกว่านะคะ ใกล้สระว่ายน้ำคลับเฮ้าส์ จะได้ใช้บริการสะดวกๆ”
เสี่ยตงบอก “ลูกค้าเป็นนักการเมือง เค้าไม่อยากเปิดเผยตัวต่อสาธารณชนเท่าไหร่ ดูหลังนี้แหละเหมาะแล้ว”
ว่าแล้วเสี่ยตงเดินนำปิ่นเข้าบ้านไป ปิ่นอนงค์ละล้าละลังตามไป ลูกน้องสบตากันยักคิ้ว
ประตูห้องในบ้านเปิดออก ปิ่นอนงค์รีบเบี่ยงตัวหลบ
“แอร์เย็น ห้องน้ำมีน้ำอุ่น เตียงนุ่มสบายค่ะ”
“นุ่มแล้วเด้งดีมั้ยจ๊ะ”
ไม่พูดเปล่าเสี่ยตงปากว่ามือถึง เข้ามาจับเอว ปิ่นอนงค์สะดุ้ง ถอยกรูด เสี่ยฉุน “จะหนีไปทำไม หนูปิ่น คุณนายเค้าอนุญาตแล้ว”
“อนุญาตอะไร”
“ก็เอาตัวเธอใช้หนี้พนันให้ชั้นน่ะซิ”
ปิ่นอนงค์ไม่เชื่อ “ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ ถอยไป ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ”
“อย่ามาขู่ฉันเลย เสียเวลาเปล่า เธอพาฉันมาเอง เจ้าของที่นี่ก็รู้เห็นเป็นใจ ถอดเสื้อผ้าแล้วขึ้นเตียงเถอะ แล้วฉันจะสมนาคุณให้อย่างถึงใจ”
ปิ่นอนงค์สะอิดสะเอียนจะวิ่งหนี เสี่ยตงจับเหวี่ยงไปบนเตียง ปิ่นอนงค์ฮึดถีบเสี่ยตงกระเด็น
เสี่ยตงยิ้มเหี้ยม “อ๋อ ... ชอบเจ็บตัวก่อนเหรอ ได้ๆ”
เสี่ยตงดึงเข็มขัดออก เดินเข้าหาปิ่นอนงค์อย่างหื่นโหด
สมุนเตร่ ดูต้นทางอยู่หน้าบ้านพัก ใหญ่โผล่ข้างหลังสมุน เอามือสะกิด พอหันไปก็ต่อยร่วง เตะซ้ำสลบ
อีกคนเข้ามาร้องจำได้ “เฮ้ย แกขโมยเงินที่บ่อนไปนี่หว่า”
“เก่งนะพี่ จำกันได้ด้วย”
สมุนเข้าต่อย แต่ถูกใหญ่ จระเข้ฟาดหางน็อกร่วงลงไปกอง
ใหญ่ผลุนผลันเข้าบ้าน
ส่วนในห้อง เสี่ยตงตวัดเข็มขัดตีไปข้างตัวปิ่นอนงค์ ปิ่นอนงค์หยิบของขว้างใส่ เสี่ยตงเข้ามาเอาเข็มขัดคล้องตัวปิ่นอนงค์ไว้
“ยอมชั้นดีดีเถอะ อีกไม่นาน คุณนายก็ต้องหมดตัวขายไร่ให้ชั้น ชั้นจะเลี้ยงดูเธอเอง”
“ฝันไปเถอะ ไร่นี้เป็นของคุณใหญ่ คุณนายจะขายได้ยังไง แก โกหก ช่วยด้วยๆ”
เสี่ยตงโกรธ เหวี่ยงปิ่นอนงค์ลงไปบนเตียงอีกรอบแล้วขึ้นคร่อม
“จะร้องให้ใครช่วย ไอ้ใหญ่ มันหายไปตั้งนานแล้ว อีหนู”
ใหญ่ถีบประตูผางเข้ามา “ข้าอยู่นี่”
“คุณใหญ่” ปิ่นอนงค์ตื่นเต้นระคนตกใจ
ใหญ่กระโดดเตะเสี่ยตงจนกระเด็นตกเตียงไป
พอลุกได้เสี่ยตงชี้หน้าใหญ่ “เอ็งเป็นใคร ไอ้บ้า หน้าตาอย่างเอ็งน่ะเหรอ จะเป็นลูกคุณไพศาล”
ใหญ่ตรงเข้ากระชากเสี่ยตง ยืนตบซ้าย ตบขวา แล้วจับเหวี่ยงไปที่ประตู ชักปืนที่เหน็บไว้ที่เอวมาขู่
“งั้นแกก็จำหน้าชั้นไว้ แล้วไสหัวไปซะ ก่อนที่ฉันจะตามตำรวจมา”
“ไอ้ชิด ไอ้ชม” เสี่ยตงตะโกนเรียกตัวช่วย
“เรียกแค่นี้มันไม่ไม่ได้ยินหรอก แกต้องไปปลุกมันเอง” ใหญ่เยาะ
เสี่ยตงวิ่งออกไป ใหญ่มองปิ่นอนงค์ที่นั่งหอบๆ อยู่ด้วยความสงสาร
ปานเทพปลอมตัว ติดหนวด เหน็บปืนในซองที่เอว มีมีดพกในซองด้วย เข้ามาเมียงมอง คิดจะเข้าไร่ดีมั้ย เสียงรถแล่นทะยานมาเร็วรี่ ปานเทพรีบหลบหลังต้นไม้ เห็นรถเสี่ยตงแล่นฝุ่นฟุ้งออกไป
ปานเทพออกมามองตาม แล้วหันไป สำรวจหาทางเข้าไร่ ทำหน้าดุดัน ขยับปีกหมวกคาวบอย
ใหญ่เก็บปืนเดินออกมาที่หน้าบ้านพัก ปิ่นอนงค์ฉุดไว้
“คุณใหญ่อย่าแจ้งความ อย่าบอกคุณนายเรื่องนี้นะคะ ปิ่นไม่อยากให้คุณนายไม่สบายใจ”
ฟังปิ่นอนงค์แล้วใหญ่ยัวะ “นี่หมายความว่า ถ้าชั้นไม่มา เธอก็พร้อมจะพลีกายให้ไอ้เสี่ยบ้ากามนั่น เพื่อชดใช้หนี้สินแทนคุณน้า อย่างนั้นเหรอ”
“ไอ้เสี่ย มันโกหก คุณนายไม่คิดทำอะไรเลวร้ายกับปิ่นอย่างนี้หรอกค่ะ”
“คุณนายครองสุขนี่มีบุญคุณล้นหัวเธออะไรนักหนาเธอถึงได้ปกป้องยอมตายถวายชีวิตขนาดนี้”
“ปิ่นรู้แต่ว่า ตั้งแต่พ่อตาย แม่กับปิ่นมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะความรักความเมตตาจากคุณนายท่าน”
ใหญ่ประชด “ก็ได้ ชั้นจะพาเธอไปให้ไอ้เสี่ยนั่น มันล้างหนี้ให้สมใจเธอ”
ว่าแล้วใหญ่คว้าข้อมือปิ่นอนงค์ ฉุดกระชากลากถูไป “คุณใหญ่อย่าค่ะ ปิ่นเจ็บ ปิ่น...”
จู่ๆ ปิ่นอนงค์ก็เป็นลมล้มพับลง ใหญ่รีบประคองร่างไว้ ตกใจมากๆ
จินตนาจอดรถ ลงมาที่รั้วคอกสัตว์ มองหาคนงานไม่เจอ ดูนาฬิกาข้อมือแล้วส่ายหน้า
“หายไปไหนหมดเนี่ย”
ปานเทพเดินลับๆ ล่อๆ มา เห็นจินตนา สะดุ้งโหยง “ยัยนี่อีกแล้ว”
จินตนาหันมาเจอ ปานเทพรีบดึงปีกหมวกบังหน้า หันกลับจะเดินหนีจินตนาเรียกก่อน
“พี่ ... เดี๋ยวก่อน พี่คนงาน”
ปานเทพหันกลับมา ก้มหน้าก้มตา
“ช่วยจับแพะหน่อยค่ะ สุ่มเอาตัวนึงก่อน จะตรวจโรคให้”
ปานเทพกระโดดเข้าไปในคอก ไล่จับแพะ แพะแตกกระเจิง
“ค่อยๆ สิ อ้อมๆ ตะล่อมตัวที่เชื่องๆ ก่อน”
ปานเทพพูดออกทองแดง “มั่นไว่ๆ หนี้เม็ดเลย - มันไว หนีหมดเลย”
จินตนาเล็งแล คลับคล้ายคลับคลา ก้มๆ เงยๆ จะดูหน้าปานเทพชัดๆ
จอมเดินเมาค้างเข้ามา หาวหวอดๆ ทุบต้นคอตัวเองไปมา
“คุณจิน ขอโทษครับ เมื่อคืนเมากันเละ เลยตื่นสาย”
ปานเทพสะดุ้ง สบตากับจอม
ไวเท่าความคิดปานเทพกระโดดออกจากคอกวิ่งเข้าป่าไป
“นั่นใครเหรอครับ ผู้ช่วยคุณจินหรือเปล่า”
จินตนาส่ายหน้า “อ้าว ไม่ใช่คนงานที่นี่หรอกเหรอ”
“คนงานที่นี่ ไม่แต่งตัวบ้าๆ อย่างนั้นหรอกครับ”
จอมวิ่งตามปานเทพไป จินตนาลุ้น
ปิ่นอนงค์หลับอยู่บนโซฟาในบ้านแล้ว มีผ้าขนหนูวางที่หน้าผาก ใหญ่นั่งชันเข่าที่พื้นข้างๆ มองอย่างรักใคร่ และห่วงใยเหลือเกิน
ใหญ่ค่อยๆ หยิบผ้าจากหน้าผาก เอามาชุบน้ำเย็นในขันข้างตัว บิดผ้า ใหญ่ซับหน้าปิ่นเบาๆ ไปมา เรียก “ปิ่น ปิ่น”
ปิ่นอนงค์ลืมตาเพ้อหาทรรศนะ “คุณนะ”
ใหญ่หน้าตึง ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ลุกนั่ง จับผ้าเย็นที่หน้ามาดู งงๆ
“คุณใหญ่ ปิ่นเป็นอะไรไปเหรอคะ”
“จะไปรู้ได้ยังไง ชั้นไม่ใช่หมอ รู้สึกตัวแล้วก็ดี เธออยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก คงกลับไร่ถูกนะ”
ใหญ่เดินออกไป ปิ่นอนงค์มองตามงงๆ
อีกมุมหนึ่งของไร่ ปานเทพวิ่งหอบแฮกๆ มาหยุด เหนื่อยจัด มองกลับไปไม่มีใคร
ปานเทพก้มเอามือเท้าเข่า หอบแฮกๆ จนลิ้นห้อย อีก
จอมวิ่งโผล่เข้ามา ปานเทพรีบยืนจังก้า จับด้ามปืน อีกมือจับด้ามมีด
ปานเทพนั้นพยายามจะสู้ แต่ไม่ชำนาญ ท่าทีเงอะงะออกแนว ตลกๆ หลอกล่อ แต่ที่สุดก็ไปไม่รอด
จังหวะหนึ่งจอมโดดเข้ารวบปานเทพล้มหงายกับพื้น เอาเข่าทับมือทั้งสองข้าง ปลดอาวุธ
ถวิลยืนคู่กับจินตนา ชะเง้อชะแง้รออยู่ ทุกคนรายรอบ จอมเอาเสื้อปานเทพ มัดมือไพล่หลังเดินเข้ามากลางวง
จอมเตะขาพับปานเทพทรุดนั่งคุกเข่ากับพื้นลานดิน จอมถอดหมวกออกอีก
จินตนาชะงัก จ้องปานคลับคล้ายคลับคลา ถวิลถามเข้ม “เอ็งคือใคร แอบเข้ามาในไร่ทำไม”
เจิดกะก้านมองดูอยู่อีกมุม
ปานพูดเสียงออกทองแดงทันที “ผมมาหาคุณใหญ่ คุณชาลิต”
“แล้วพกปืนมาทำไม ทำไมต้องวิ่งหนี ไอ้โกหก” จอมตะคอก
จอมเอาปืนปานเทพที่ยึดมาเงื้อจะตบ ใหญ่ห้ามเสียงดัง “หยุดเดี๋ยวนี้”
หันไปถามถวิล “เกิดอะไรขึ้น นายหวิน”
ใหญ่สบตาปานเทพชะงัก ตกใจ ถวิลรีบบอก “ไอ้นี่ มันอ้างว่า...”
ใหญ่ตบมือ หัวเราะขำก๊าก “ไอ้ปาน ไอ้บ้า นัดกันเอาไว้เมื่อวาน ทำไมเพิ่งโผล่มาวะ”
ทุกคนสบตากัน งงๆ
ใหญ่แก้มัดปานเทพ กอดซ้ายกอดขวา “นี่เพื่อนผม ไอ้ปาน ลูกอาปลอดไงนายหวิน”
ปานเทพยิ้มจืดๆ ไปมา ใหญ่กอดคอปานเทพ ถามย้ำถวิล “จำไม่ได้เหรอ”
ถวิลหรี่ตามอง ทบทวนความจำ สบตากับจินตนาที่ยังงงๆ
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 3 (ต่อ)
ครองสุขนั่งอยู่ในห้องโถงเรือนใหญ่ ทัศนีย์เพิ่งมานั่งแหมะที่โต๊ะยังแฮ้งก์ๆ อยู่ อุ่นเรือนน้อยเสิร์ฟขนมปัง ไข่ดาว
“จะมาโทษนีได้ยังไงก็คุณน้า นั่นแหละบังคับให้นีกิน”
“ฉันให้แกกินพอเป็นพิธี ไม่ใช่กินจนเป็นบ้า ไม่เสียท่าไอ้พวกคนงานก็ดีเท่าไหร่” ครองสุขตวาด
“คุณน้าไม่ต้องกลัวหรอก ถึงจะเมายังไงนีก็ไม่มั่วขนาดเอาคนคนละระดับมาเป็นผัวหรอก ถึงจะมีตัวอย่างให้เห็นก็เถอะ
ครองสุขแว้ด “นังนี”
“เอ่อ คุณนายจะรับอะไรคะ อุ่นจะไปทำให้” อุ่นเรือนตัดบท ไม่อยากให้แม่ลูกทะเลาะกัน
“ไม่ต้องมาขัดนังอุ่น แกออกไปก่อน แกด้วยนังน้อย”
อุ่นเรือนกับน้อยออกไปครองสุขเฉ่งลูกสาวหลานอุปโลกน์ต่อ “ยัยนี ถ้าแกเก่งจริงละก็ เกี่ยวไอ้ใหญ่ให้ติดเบ็ดซิ”
ทัศนีย์ตาค้างไม่เชื่อหู “อะไรนะ คุณน้า ตลกรึเปล่า ไม่ขำนะ”
“ฉันพูดจริง ถ้าแกทำได้ แกจะเอาอะไรฉันจะให้”
ระหว่างนั้นใหญ่กอดคอปานเทพโผล่เข้ามา “อยู่กันทั้งคู่พอดี มาเลยไอ้ปาน”
“สวัสดีน้าครองสุขซะสิ ไอ้ปาน นั่นทัศนีย์เป็นสาวแล้ว โว้ย”
ปานเทพไหว้ครองสุข ขณะที่ครองสุขรับไหว้อาการงงๆ ใหญ่รีบแนะนำ
“น้าครองสุขครับ นี่ไอ้ปาน ลูกนายปลอดคนงานเก่าแก่ของคุณพ่อ คุณน้าคงจะจำได้บ้าง”
ครองสุขกะทัศนีย์มองหวาดๆ “ลูกนายปลอด” ครองสุขอุทาน
ใหญ่ชี้หน้าปานเทพ “ถูกต้องแล้วครับ พอนายปลอดถูกคุณพ่อไล่ออกก็ไปตั้งแก๊งปล้นชาวบ้าน พอผมหนีไปจากที่นี่ก็เลยไปร่วมกัน แต่ผมกับไอ้ปานทนความโหดร้ายทารุณไม่ไหว ก็เลยไปทำหมาชำแหละที่ชายแดนด้วยกัน”
น้อยถอยหลังกรูด หลบไป
ปานเทพเสริม “แต่ตอนนี้ ล้างมือจากเรื่องชั่วๆ หมดแล้วครับ เบื่อกลิ่นดินปืนกับคาวเลือด”
“พูดอะไรของเอ็ง เค้ากำลังกินอาหารกันอยู่ ไป ... ไป ไปคุยกันต่อในห้อง”
ใหญ่ กับปานเทพขยับจะไป ใหญ่ชะงักหันไปหาครองสุข
“เกือบลืมเรียนให้คุณน้าทราบ ไอ้ปานจะมาอยู่เป็นผู้ช่วยของผมที่นี่ครับ”
สองหนุ่มเดินออกไป
“อย่างนี้มันซ่องโจรชัดๆเลยคุณน้า นีย์ไม่ไหวแล้วนะ
ทัศนีย์โวยลั่น ครองสุขเครียด
ปานเทพโกรธที่ใหญ่บอกว่าพ่อตนเป็นมหาโจร เท่ากับตัวเองเป็นลูกโจรด้วย พอเข้าห้องมาก็ไล่ตี ต่อยใหญ่พัลวัน แต่ใหญ่ปัดป้องไปมา เอามือจุ๊ปากปานเทพชี้หน้าใหญ่ หอบแฮกๆ
“ไอ้คุณใหญ่ แกด่าว่าพ่อชั้นเป็นโจร ไอ้เพื่อนชั่ว”
ใหญ่ตบไหล่ปานเทพแล้วบอก “ความผิดแกนั่นแหละ จะมาก็ไม่บอก ชั้นอุตส่าห์สร้างเรื่องแก้ปัญหาให้แก ยังจะมาว่าชั้นอีก”
ปานเทพนั่งแหมะบนเตียงสงบอารมณ์ “ก็แกหายมาไม่ยอมบอกกล่าวว่าอะไรไปถึงไหนชั้นก็ต้องเสี่ยงเข้ามา ตกลงแกเข้ามานี่ได้เรื่องอะไรบ้าง”
“ยัง” ใหญ่บอก
ปานเทพประหลาดใจมาก “ฮ้า หมายความว่า แกเข้ามานั่งนอนเล่นรึไง ไอ้คุณใหญ่”
“มันไม่ใช่อย่างงั้น ฉันแค่อยากให้พวกแม่เลี้ยงชั้นตายใจจะได้เผยเรื่องชั่วๆ ที่ซ่อนไว้ออกมา”
“ทำอย่างงี้มันเสี่ยงมากนะโว้ย” ปานเทพกังวล
“ตอนนี้ชั้นมีแกมาช่วยแล้ว ไม่เห็นต้องกลัว”
“แกพูดง่าย คนงานที่นี่แต่ละคน มือหนักตีนหนัก ทั้งนั้น”
ใหญ่จับปานเทพให้หันไปทางกระจก “ใครจะกล้าทำอะไรแกจำไว้ ตอนนี้แกคือ ปาน ป่าหวาย เสือร้ายแห่งชายแดน
“ปาน ป่าหวาย” ปานเทพอยากร้องไห้ จะบ้าตาย
เรื่องรู้ถึงหูปลอดตอนเช้าวันต่อมา ปลอดกดวางสายโทรศัพท์หน้าเครียด เพ็ญถือกาน้ำชามารินให้แล้วนั่งลงพลางถาม “ใครโทรมาคะ”
“ไอ้ปานมันเข้าไปอยู่กับคุณใหญ่ในไร่ไพศาลแล้ว” ปลอดบอกเสียงเป็นกังวล
“ถ้าอย่างนั้น เราก็สบายใจได้แล้วสิคะ คุณใหญ่มีคุณปานระวังหลังให้ทั้งคน ทำไมพี่ยังกังวลอยู่อีก” เพ็ญว่า
“ไอ้ปานถึงมันจะเรียนกฎหมายมา แต่...แต่เราจะประมาทเล่ห์เหลี่ยมคนชั่วคนโกงไม่ได้”
“ก็เราอยู่ไกลขนาดนี้ จะทำอะไรได้ล่ะคะ” เพ็ญบอก
สองคนสบตากันเครียด
เช้าวันเดียวกัน ใหญ่นั่งเก้าอี้พับสามส่วน ดูหนังสือพิมพ์เล่นใส่กางเกงยีนส์สวมเสื้อกล้าม ครู่ต่อมาทัศนีย์ยกถาดใส่น้ำมะนาว สาคูไส้หมู ผ้าเย็น มาวางให้ใหญ่ที่โต๊ะเล็กข้างๆ เตียง
ลับตาใหญ่ทัศนีย์แอบเบ้ปาก แหวะใส่ ขณะวางของบนโต๊ะ เก็บถาดไปถือ ใหญ่เอี้ยวมาดูข้าวของ
“คุณน้าให้นีดูแลคุณใหญ่ คุณใหญ่ต้องการอะไรเพิ่มเติมมั้ยคะ” ทัศนีย์ปั้นหน้ายิ้ม
“โอ๊ย นี่ก็เยอะแยะกินไม่ไหวแล้ว”
ใหญ่คว้าสาคูไส้หมูใส่ปากเคี้ยว แล้วหยิบแก้วน้ำมะนาวดูดเสียงดังโครกคราก แล้วกลืนพร้อมกับ
ระบายลมออกจากปากเสียงดัง “อ้า ...” ทัศนีย์ขยะแขยง
ใหญ่คว้าผ้าเย็น เช็ดรักแร้สองข้าง แล้วทำท่าหาที่ทิ้ง
ใหญ่แกล้งยื่นผ้าเย็นให้ทัศนีย์ ทัศนีย์ฝืนยิ้ม รีบเอาถาดรองรับ จากนั้นใหญ่เอนตัวพิงเก้าอี้หลับตาพริ้ม เรียกเสียงนุ่ม
“มา มา นวดให้พี่หน่อย ตึงบ่ากับหัวไหล่จริงๆ” ทัศนีย์จิ้มนิ้วแบบแขยง ใหญ่สำทับ “หนักๆ หน่อย บีบเลย” ใหญ่จับมือทัศนีย์ให้บีบ “แหม นี นี่มือนุ้มนุ่มนะ ไม่สากเหมือนมือพี่”
ใหญ่ทำทีเป็นเคลิ้ม แล้วกรนเสียงดังฟังทุเรศมากๆ แถมยังเสียงต่างๆ นานา ทัศนีย์ยี้สุดๆ
ทัศนีย์หันไปเจอน้อยถือตะกร้าผ้าจะตรงเข้าเรือนใหญ่ ทัศนีย์กวักมือ ชี้ๆ ให้มานวดใหญ่ น้อยส่ายหน้า ทัศนีย์หน้าดุ กระชากน้อยมา แล้วเอามือน้อยนวดแทน ก่อนจะวิ่งหนีไป
ใหญ่หลับตาพริ้ม มือน้อยสั่นๆ ยื่นเข้ามา บีบไปสั่นไป ใหญ่ส่ายหน้า ไม่สบอารมณ์ เอื้อมมือไปจับมือน้อยแน่น น้อยเข่าอ่อนลงกับพื้น จะร้องไห้น้อยพูดรัวเป็นชุด
“ยับยั้งใจเถอะคุณใหญ่ น้อยขี้เหร่ ไม่สวยเซ็กซี่ ไม่เร้าใจ ไม่ใช่สเป็คคุณใหญ่หรอกค่ะ”
“ทัศนีย์หนีไปแล้วล่ะซิ”
“จะเหลือเหรอคะ” น้อยว่า
“ถ้าอย่างนั้น ไปตามปิ่นอนงค์มาหาชั้นหน่อย”
น้อยนิ่งตาโต พูดเสียงจริงจัง “พี่ปิ่นป่วยค่ะ”
ใหญ่หน้าเครียดทันที
ครองสุขเลิกคิ้วถาม “นังปิ่นไม่สบาย”
อุ่นเรือนนั่งนอบน้อมที่เก้าอี้ตรงข้ามในห้องทำงานครองสุข
“ใช่ค่ะ มันมีอาการตั้งแต่กลับมาจากรีสอร์ต มาถึง...” ครองสุขตาตื่น ซ่อนยิ้ม คิดว่าปิ่นเสร็จเสี่ยตงไปแล้ว อุ่นเรือนพูดต่อ “ก็ล้มหมอนนอนเสื่อซมไปเลย อุ่นเลยให้นอนพัก เดี๋ยวก็หาย มารับใช้คุณนายได้เหมือนเดิม”
ครองสุขยิ้ม ลุกไปบีบไหล่อุ่นเรือน “แกจำเอาไว้นะนังอุ่น ถ้าไร่ไพศาลตกเป็นของชั้นเมื่อไหร่ ชั้นจะไม่ลืมแกกับนังปิ่นเด็ดขาด”
อุ่นเรือนยิ้ม ซาบซึ้งใจ
ปิ่นอนงค์นอนซมเพราะพิษไข้รุม จอมมายืนใกล้ๆ
“เป็นเพราะของที่คุณใหญ่ทำมาให้งานเลี้ยงหรือเปล่า” จอมบ่น
“ไม่ใช่หรอก ปิ่นไม่ได้กินเลย”
“ให้เราพาไปหาหมอมั้ย ให้หมอดูว่าเป็นอะไร”
ปิ่นอนงค์ยิ้มเซื่องๆ “แค่หวัดแดด ไม่เป็นไรหรอกจอม จอมไปช่วยลุงหวินดูไร่เถอะ เห็นจินบอกว่าสัตว์ในไร่อาการไม่ค่อยดีฝากด้วยนะจอม
ที่ด้านนอกบ้านประตูเปิดอยู่ ก่อนที่จอมจะเดินออกมาแล้วเหลียวกลับไปมองกลับอย่างเป็นห่วง
ใหญ่ชะงัก หลบ แอบมองจอมเดินไปหน้าเครียด
โปรดติดตามตอนต่อไป
ปิ่นอนงค์หลับตาพริ้มอยู่ ใหญ่เดินเข้ามาขยับเก้าอี้นั่ง ปิ่นอนงค์หลับตาพูดเนือยๆ
“โธ่ จอม ปิ่นบอกแล้วว่าไม่เป็นอะไร อย่าห่วงเราให้มากไปเลย”
“ไม่เป็นอะไร แล้วมานอนอู้อยู่ทำไม เธอมีหน้าที่ทำกับข้าวให้ชั้นกิน จำไม่ได้เหรอ”
ปิ่นอนงค์จำเสียงห้าวห้วนนี้ได้ สะดุ้งจะลุก แต่ไม่มีแรง ขยับหมอนอิงหัว
“ปิ่นขอโทษค่ะ ปิ่นให้แม่จัดสำรับให้คุณใหญ่แล้วนะคะ”
“ชั้นไม่กิน แม่เธอเกลียดชั้นอย่างกับอะไร จะแอบใส่อะไรลงไปในกับข้าวก็ไม่รู้”
ปิ่นอนงค์เม้มปาก ยันตัวจะลุก จนทรุดลงไปอีก ใหญ่ตกใจเอามือรับหัว อีกมือจับแขน ใหญ่ตกใจ ตาโต
“นี่เธอจะบ้าเหรอ ปิ่นอนงค์ ตัวร้อนอย่างนี้ทำไมไม่ไปหาหมอ”
“เป็นแค่นี้เอง ไม่ต้องไปหาหมอหรอกค่ะ มันสิ้นเปลือง
ใหญ่อุ้มปิ่นอนงค์ทีเผลอเดินออกประตูมา“ปล่อยปิ่นเถอะค่ะ คุณใหญ่” แต่หมดแรงแล้ว
ปานเทพเดินหน้าเหลอหลาเข้ามาใหญ่บอก “ปาน ไปเอากุญแจรถที่นายหวิน ชั้นจะพาปิ่นไปโรงพยาบาล เร็ว”
น้ำเสียงใหญ่ร้อนรน ปานเทพวิ่งจี๋ไป
บนโต๊ะอาหารเรือนใหญ่เวลานี้ อาหารพร้อม ข้าวเต็มทุกจาน คอยใหญ่คนเดียว หมู่มวลหน้าเครียด
น้อยมองอุ่นเรือนเลิ่กลั่ก“ยัยนี ไปตามไอ้ เอ่อ คุณใหญ่มากินข้าว”
“คุณน้าก็ ใช้นังน้อยก็ได้นี่คะ
“แกนั่นแหละ ไปเดี๋ยวนี้”
“อุ่นไปตามเองค่ะ”
ปานเทพเดินหน้าดุเข้ามา “คุณใหญ่พาปิ่นไปโรงพยาบาลครับ ฝากมาบอกทุกคนไม่ต้องรอกินข้าว”
อุ่นเรือนชะงัก หยุด ตกใจ
“แล้วทำไมคุณใหญ่ต้องพานังปิ่นไปเอง นังอุ่นแกบอกว่ามันไม่เป็นอะไรมากนี่”
“อุ่นก็ไม่ทราบเหมือนกัน”
ปานเทพตรงเข้านั่งเคียงข้างทัศนีย์ ทัศนีย์สะดุ้ง เขยิบหนีสุดเก้าอี้
“เฮ้ย มากไปรึเปล่า ที่ของแกอยู่ที่โรงครัวกินรวมกับพวกคนงานโน่น” ธีระตวาด
“ทำไมล่ะ คุณผู้จัดการ ก็เมื่อคุณใหญ่ไม่กิน มันก็เสียที่ไปฟรีๆ ซิ อาหารก็ตั้งเยอะแยะ จะให้เหลือทำไม” ปานเทพ
“ถ้าอยากจะกินละก็ เดี๋ยวฉันตักแบ่งไปให้ นี่มันที่ของเจ้านาย” อุ่นเรือนชักสีหน้าบอกแทน
“เอาเถอะอุ่น ในเมื่อปานเค้าเป็นเพื่อนคุณใหญ่ เคยช่วยเหลือกันมา เราก็ควรจะให้เกียรติเค้า ตักข้าวอุ่น ฉันหิวแล้ว”
อุ่นเรือนขัดเคืองใจเป็นที่สุด ปานเทพหันไปยิ้มให้แต่ถูกทัศนีย์เชิดใส่ ปานเทพหุบยิ้มแทบไม่ทัน
ใหญ่นั่งดูนาฬิกาข้อมือ พลางชะเง้อชะแง้ดูประตูห้องตรวจ ปิ่นอนงค์เดินออกจากห้องตรวจมา ใหญ่ประคองให้นั่ง
“หมอว่ายังไงบ้าง”
“พักผ่อนน้อย แต่ฉีดยาให้แล้ว เดี๋ยวไปรับยาก็กลับบ้านได้ค่ะ”
ระหว่างนั้นพยาบาลสูงอายุ เดินมาหยุดเยื้องๆ ปิ่นอนงค์ จำได้จึงร้องทัก “หนูปิ่นอนงค์ใช่มั้ยลูก”
ปิ่นอนงค์กะใหญ่ยืนสวัสดี พยาบาลรับไหว้ “คุณป้า”
“ได้ข่าวแม่อุ่นเรือนไม่สบาย หายดีหรือยังล่ะ”
“หายแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ”
“ขอโทษจริงๆ ไม่ได้มาดูแลเลย พยาบาลก็ป่วยเป็นเหมือนกันเนาะ ที่ไร่เป็นยังไงบ้างล่ะ พูดแล้วคิดถึงคุณไพศาลจริงๆ ป้านี่ดูแลแกมาตลอดเลยนะ”
ปิ่นอนงค์ผายมือมาทางใหญ่จะแนะนำ “คุณ...”
ใหญ่จับมือปิ่นอนงค์กดลง “ผมเป็นคนงานในไร่ครับ พาคุณปิ่นมาตรวจร่างกาย”
ปิ่นอนงค์งงๆ มองใหญ่
พยาบาลแตะแขนปิ่นอนงค์พลางบอก “เออ...หนูปิ่นเค้าลือกันว่าคุณใหญ่ลูกคุณไพศาลกลับมาที่ไร่แล้ว จริงมั้ย น่าสงสารทั้งพ่อทั้งลูก คุณ…” ใหญ่ชะงัก ตาโต พยาบาลเล่าต่อ “ไพศาลก่อนจะเสีย เพ้อถึงแต่คุณใหญ่ตลอดเลย อุ๊ย...”
ปิ่นอนงค์กับใหญ่ ไหว้พยาบาล “ป้าต้องรีบไปเซ็นชื่อเข้าเวรแล้ว ไปล่ะนะ สวัสดีๆ”
ปิ่นอนงค์ลอบมองใหญ่ เห็นชัดว่าใหญ่เครียด
ใหญ่ขับรถมาตามทางด้วยสีหน้าครุ่นคิด ปิ่นอนงค์ลอบมองไปมา ใหญ่ขับค่อยๆ ไปไม่เร็วนัก
“ทำไมคุณใหญ่ไม่บอกป้าพยาบาลล่ะคะ ว่าคุณใหญ่คือลูกชายคุณไพศาล”
“สารรูปอย่างชั้น บอกไปใครเค้าจะเชื่อ” ใหญ่เยาะหยันตัวเอง
ปิ่นนั่งคิด
“แต่ปิ่นก็จำได้เหมือนกันนะคะ ก่อนคุณท่านจะเสียท่านชอบบ่นถึงคุณใหญ่บ่อยๆ ถึงไม่ได้พูดตรงๆ ปิ่นก็พอจับได้ว่าท่านคิดถึงคุณใหญ่มาก”
ใหญ่กัดฟัน ตากร้าว กระชากเกียร์ เหยียบคันเร่ง ปิ่นอนงค์ตกใจ เลิ่กลั่ก ใหญ่ขับรถแรงและเร็วปานจะบิน ทะยานไปอย่างรวดเร็วมาก
ปิ่นอนงค์เดินถือถุงยาของโรงพยาบาลเข้ามาที่ระเบียงเรือนที่พัก อุ่นเรือนรออยู่ลุกพรวด
“แกไปกับคุณใหญ่ทำไม แม่บอกแล้วใช่มั้ย ให้อยู่ห่างๆ เอาไว้ มันอันตราย”
ปิ่นนั่งลงสีหน้าครุ่นคิดมองหน้าแม่ “คุณใหญ่แค่พาปิ่นไปหาหมอ ไม่มีท่าทีจะคิดร้ายอะไรกับปิ่นเลยนะแม่”
ครองสุขเข้ามาทันได้ยิน “ยังไม่ทันไร แกก็เปลี่ยนข้างแล้วเหรอนังปิ่น”
ปิ่นอนงค์ตกใจ “คุณนาย”
“แกคงเห็นว่า ชั้นไม่มีปัญญาคุ้มกะลาหัวแกได้ ก็เลยเร่ไปหาไอ้ใหญ่ใช่มั้ย มันประเคนอะไรมาให้แกมั่งล่ะ”
“ไม่นะคะ คุณนาย อุ่นเอาหัวเป็นประกันปิ่นมันไม่ทำอย่างนั้นแน่” อุ่นเรือนปฏิเสธ
“ใช่ค่ะ คุณใหญ่ไม่ได้ให้อะไรปิ่นเลย แค่ออกค่าหมอค่ายาให้เท่านั้น” ปิ่นอนงค์รีบบอก
“นั่นไง ทำไมจู่ๆ มันก็เกิดพิศวาสแกขึ้นมา ถ้าไม่เพราะมันต้องการเอาแกไปเป็นพวก บอกมาว่าแกคายความลับอะไรให้มันรู้”
ครองสุขโมโหเข้าไปจิกแขน ปิ่นอนงค์น้ำตาร่วง “ไม่ค่ะ ปิ่นไม่ได้พูดอะไรเลย”
“ฉันไม่เชื่อ บอกมาเดี๋ยวนี้”
“คุณนายขา อุ่นขอเถอะค่ะ” อุ่นเรือนอ้อนวอน
ครองสุขเหวี่ยงอุ่นเรือนไปกระแทกกับโต๊ะร่างอุ่นเรือนรูดลงไปกอง
“แม่....”
ปิ่นอนงค์ตกใจมากเป็นห่วงแม่เพราะพึ่งหายป่วย รีบเข้าไปประคอง อุ่นเรือนไหว้ครองสุข
“อุ่นกราบละค่ะคุณนาย ขอให้เชื่ออุ่น ถ้าปิ่นมันอกกตัญญูคุณนาย อุ่นจะลงโทษมัน ตัดแม่ตัดลูกกับมันแน่”
นั่นละครองสุขจึงอ่อนลง แต่ไม่วายทวงบุญคุณ “แกจำคำพูดของแกไว้นะนังอุ่น”
ครองสุขเดินออก ปิ่นอนงค์รีบถาม “แม่ แม่เป็นไงบ้าง”
“สาบานกับแม่ ว่าแกไม่มีทางทรยศคุณนาย สาบานซิ” อุ่นเรือนคาดคั้น
“จ้ะ แม่ ปิ่นสาบาน” ปิ่นอนงค์สะอื้นรับคำ
ใหญ่ขี่ม้าไปตามท้องทุ่ง พร้อมกันนั้น ภาพจำตอนที่ใหญ่ทะเลาะกับพ่อ และถูกพ่อด่าบังคับให้กราบขอโทษครองสุข แว่บเข้ามาอีก เสียงปิ่นดังก้องในหูเข้ามาปิ่น
“ก่อนคุณท่านจะเสียท่านชอบบ่นถึงคุณใหญ่บ่อยๆ ถึงไม่ได้พูดตรงๆ ปิ่นก็พอจับได้ว่าท่านคิดถึงคุณใหญ่มาก”
สีหน้าของใหญ่เจ็บปวด เพราะยังน้อยใจพ่อ และไม่เชื่อว่าพ่อรักตน
ใหญ่ดึงตัวเองกลับมาขี่ม้าเร็วขึ้น แต่ยังใจลอยไม่ทันเห็นกิ่งไม้ พอจวนตัวก็รีบเอียงตัวหลบ ทว่าเสียหลักตกหลังม้ากลิ้งไปบนทุ่งหญ้า
โปรดติดตามตอนต่อไป
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 3 (ต่อ)
ในขณะเดียวกันเจิดกับก้านซ้อนมอเตอร์ไซค์ แอบซุ่มดูใหญ่อยู่มุมหนึ่งตรงหลังต้นไม้ไม่ไกลนัก สองวายร้ายเห็นเหตุการณ์แล้วมองหน้ากัน
ใหญ่ลุกขึ้นปัดเนื้อปัดตัว เดินไปหาม้าที่หยุดอยู่ใกล้ๆ เจิดกะก้าน ลงจากรถ เจิดชักปืนจากเอวออกมา
ก้านแตะแขนเจิด ”ดีเหรอพี่ นายไม่ได้สั่งนะ”
เจิดหงุดหงิด “ไม่ได้สั่งก็ช่าง โอกาสดีๆอย่างนี้หาได้ที่ไหนวะ ยังไงนายก็อยากให้มันตายอยู่แล้ว ยิงเสร็จก็เอามันไปเผานั่งยางซะก็สิ้นเรื่อง”
เจิดยกปืนเล็งไปทางใหญ่ที่กำลังตบไหล่ม้าปลอบใจ เจิดเล็งแลผ่านปลายกระบอกปืนไปที่ใหญ่เขม็ง
ระหว่างนั้นเปี๊ยกถือพร้าสะพาย และตะกร้าใส่เครือกล้วยเข้ามา ชะงักกึกเมื่อเห็นมือที่ถือปืนยื่นโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้
เปี๊ยกหันไปทางทิศที่ปืนเล็ง เห็นใหญ่เดินจูงม้ามา เปี๊ยกเขวี้ยงพร้าใส่ลำกล้องปืน พร้าลอยละลิ่วกระแทกปืนอย่างจัง ปืนลั่นเบนกระสุนไปอีกทาง
ใหญ่ยินเสียงก็ตกใจ ย่อตัวระวังภัย กระชับปืนที่เหน็บพกติดตัวมา ม้าตกใจวิ่งไป
เจิดกับก้าน ตกใจ เหลียวหาที่มาของพร้า พลางขึ้นรถขับหนีไป เปี๊ยกนอนราบกับพื้นแอบมองเจิดกับก้าน แล้ววิ่งไปหาใหญ่
ใหญ่ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งตามไปดู เห็นหลังเจิดไวๆ เลี้ยวลับตัวไป เปี๊ยกวิ่งมาหาใหญ่ ใหญ่หันไปเล็งปืน เปี๊ยกยกมือห้ามร้องเสียงหลง
“นายเองเหรอเปี๊ยก”
เปี๊ยกส่งสัญญาณมือวุ่นวาย ทำมือเป็นปืน แล้ววิ่งไปที่หลังต้นไม้ ทำท่าเล็ง
“มีคนแอบอยู่ตรงนี้จะยิงฉันเหรอ”
สองคนอยู่ที่คอกม้า สีหน้าปานเทพตกใจมากหลังรู้จากปากใหญ่ว่ามีคนแอบซุ่มยิง ปานเทพโวยลั่น
“ไอ้บ้าเอ๊ย นี่มันเฉียดตายเลยนะ โว้ย นี่ถ้าเจ้าเปี๊ยกมันตาไม่ไว แกไปเฝ้ายมบาลแน่ แล้วมันบอกมั้ยว่าใคร”
“ฉันเห็นหลังไวไว คงเป็นลูกน้องไอ้ธีระ” ใหญ่บอกอย่างมั่นใจ
“แล้วแกยังใจเย็นอยู่ได้ไง ฉันว่าแกออกไปตั้งหลักข้างนอกดีกว่า ถ้าแกตายตอนนี้ ไร่ไพศาลเสร็จพวกมันแน่”
“ฉันไม่อยากได้สมบัติของพ่ออยู่แล้ว”
“แกพูดอะไรของแกวะ นี่คิดถอดใจยกสมบัติให้คุณนายครองสุขแล้วเหรอ”
“ฉันหมายถึงสมบัติไม่ใช่ จุดมุ่งหมายใหญ่ของฉันต่างหากที่มานี่ ก็เพราะอยากมาทวงความยุติธรรมให้ตัวเองกับอาปลอดแล้วก็หาความจริงเรื่องการตายของพ่อ”
ปานเทพไม่เชื่อ ทำหน้าจับ ชี้หน้าใหญ่ “หึ นึกว่าแกจะบอกว่ามาเพราะอยากเห็นหน้ายัยปิ่นอนงค์ซะอีก เออ นี่ตั้งแต่มาฉันยังไม่เจอหน้าเลย อยากรู้ว่าสวยแค่ไหน แกถึงติดใจนัก”
ใหญ่ทำหน้าดุใส่ปานเทพ “อย่าพูดเหลวไหล ปิ่นเป็นแค่ตัวช่วยคนนึง ที่จะช่วยไขความลับได้เท่านั้นโว้ย” แล้วโดดลงจากรั้วคอกม้า เดินไป
“อ้าวเฮ้ย จะไปไหนเล่า ยังคุยกันไม่จบ แล้วตกลง แผนแกเป็นไงต่อวะ”
ปานเทพมองตาม แล้วระแวง เหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะวิ่งตามใหญ่ไป
วันต่อมาปิ่นอนงค์เหม่อลอย ยื่นหญ้าให้วัวกิน สีหน้าครุ่นคิด คอยหลบหน้าใหญ่ เพราะกลัวครองสุขกับแม่ด่า นึกไปถึงเหตุการณ์ที่แม่ถูกครองสุขอาละอาด และอุ่นเรือนกำชับก็ยิ่งไม่สบายใจ
จังหวะนั้นจอมเข็นรถใส่ฟางกับหญ้าสดเข้ามา มองปิ่นอนงค์อย่างเป็นห่วง
จอมเดินเข้าไปมา ปิ่นอนงค์ชะงักมอง
“ทำไมไม่พักผ่อน ปิ่นดูอาการยังไม่ดีเลยนะ
“ปิ่นหายแล้ว คนฟื้นไข้ ก็ต้องออกมาอยู่กับธรรมชาติบ้างจะได้แข็งแรงเร็วๆ มาปิ่นช่วย”
จอมรีบบอก “ไม่ต้องหรอก”
ปิ่นอนงค์ไม่ฟัง เอาที่โกยฟางตะกุยฟางโยนใส่จอม
“นี่แน่ะ อยากโดนอีกมั้ย”
จอมเอาฟางออกจากหัว ชี้หน้า ปิ่นอนงค์หัวเราะชอบใจตะกุยฟางใส่จอมใหญ่
ที่โต๊ะอาหารเรือนใหญ่เวลาเดียวกัน อุ่นเรือนวางจานชุดขนมปังไข่ดาว จัดขวด ซอส พริกไทย เกลือ น้ำตาล นม
ใหญ่เข้ามานั่ง มองอาหารตรงหน้า น้อยรีบรินกาแฟ ใหญ่เหลียวมองถามหาปิ่นอนงค์
“ปิ่นอนงค์อยู่ไหน ทำไมไม่มาดูแลอาหารให้ฉัน”
อุ่นเรือนทำหน้าตึงไม่รู้ ไม่ชี้ “ปิ่นอนงค์ไม่สบาย อุ่นเลยให้นอนพักค่ะ”
น้อยไม่รู้เรื่องด้วย รับเอ่ยท้วงขึ้น “อะไรป้า หนูเห็นพี่ปิ่นออกไปที่ไร่ตั้งแต่เช้าแล้ว”
อุ่นเรือนหยิกน้อยจนร้อง “โอ้ย”
ใหญ่ฟังเฉยๆ แล้วจิ้มไข่ใส่ปาก ก่อนจะถุยออกมาอย่างไร้มารยาท อุ่นเรือนตกใจยกมือทาบอก
“ถุย ไข่บ้าอะไร โคตรเลี่ยน” ใหญ่ผลักจานไป
“ถ้าไม่ชอบอาหารฝรั่ง คุณใหญ่จะรับข้าวต้มมั้ยคะ อุ่นจะรีบไปทำให้”
“กินข้าวต้มตอนเช้าเนี่ยนะ มันจะอยู่ท้องได้ไง มันต้องต้มเลือดหมู ร้อนๆ ใส่หมูสับกับข้าวสวย ตามด้วยปาท่องโก๋ จิ้มนมข้น”
“นั่นน่ะต้องไปซื้อในเมืองแล้วค่ะคุณใหญ่” น้อยว่า
“อ้าว ก็ไปซิ หรือถ้ามีปัญหาก็เรียกปิ่นอนงค์มา ยัยนั่นน่ะทำได้ทุกอย่างที่ฉันสั่ง”
อุ่นเรือนอาสาทำให้ “ได้ค่ะ อุ่นจะรีบไปจัดการให้เดี๋ยวนี้”
อุ่นเรือนรีบออกไป ใหญ่ยิ้มเจ้าเล่ห์ น้อยถอนใจหันมาเจอใหญ่ ใหญ่ทำหน้าดุใส่
“ยังมีปัญหาอะไรอีกมั้ย”
“ไม่ค่ะ ไม่มี”
น้อยลนลานหนีออกไป ใหญ่ลุกขึ้นเดินออกไปบ้าง
ปิ่นอนงค์ช่วยคนงานรีดนมวัว พูดคุยกับวัวอย่างสนิทสนม
“ไม่เจ็บใช่มั้ยจ๊ะ แม่มะลิ ขอบใจมากนะ ที่ให้นมพวกเรา นมแม่มะลิหอมหวาน ใครๆ ก็ชอบ เดี๋ยวปิ่นให้รางวัลแม่มะลินะจ๊ะ”
จอมอมยิ้ม แอบมองปิ่นอนงค์อยู่ ปิ่นอนงค์หันมาหาจอม
“จอม เอารางวัลมาให้แม่มะลิหน่อยเร้ว”
จอมยิ้มให้ เอามือหอบหญ้ากับฟางในกระบะรถแล้วสะดุ้ง
“โอ้ย...”
ปิ่นอนงค์ตกใจ จอมยกแขนขึ้นมาดู เห็นรอยเลือดซึม เป็นขีดเล็ก ๆ ตรงท้องแขน
จอมมองในกระบะ เห็นพร้าผลุบโผล่อยู่ในกองหญ้ากองฟาง
ปิ่นอนงค์รีบเข้ามาจับแขนจอมดู “อุ๊ย เลือดออกด้วย”
ระหว่างนั้นใหญ่เดินเข้ามาจากอีกมุมหนึ่งมองสังเกตุการณ์
“โธ่เอ๊ย ปิ่น เล็กกว่ารอยแมวข่วนซะอีก”
ปิ่นอนงค์จับแขนจอมซับกับแขนเสื้อตัวเองไปมาเบา ๆ มองจอมอย่างเป็นห่วง
“ไม่ได้นะ ทำความสะอาดก่อน แล้วอย่าลืมล้างแผลใส่ยาล่ะ”
ใหญ่ได้ยินตาขวาง
“เดี๋ยวอักเสบ เป็นบาดทะยักไม่รู้ด้วย” ปิ่นอนงค์บอก
ใหญ่เดินเข้ามา สีหน้าดุ สองคนผละจากกัน
“ปิ่นอนงค์ ทำไมไม่ทำกับข้าวให้ฉันกิน มาเกะกะอะไรแถวนี้”
“แม่ทำให้คุณใหญ่แล้วนี่คะ ฝีมือแม่ อร่อยกว่าปิ่นทำอีก”
จอมเอียงหน้ามองใหญ่ ไม่พอใจ
“ก็ฉันบอกแล้วไง คนอื่นทำ ฉันไม่กิน ฉันจะกินก็ต่อเมื่อเธอเป็นคนทำเท่านั้น นี่จะขัดคำสั่งชั้นเหรอ”
จอมไม่พอใจ พูดใส่หน้า “ไม่เกินไปเหรอครับคุณใหญ่ ผมรู้ว่าคุณใหญ่เป็นเจ้านายแต่สั่งอะไร เอาแต่ใจตัวเองแบบนี้มันไม่ถูก ไม่มีเหตุผลรู้จักเห็นใจคนอื่นบ้างสิครับ เอะอะอะไร ก็ใช้แต่ปิ่น”
ใหญ่ยิ้มเยาะจอม “ดี .. ถ้าอย่างนั้นฉันใช้นายแทนก็ได้ ไปเชือดวัวตัวนั้นให้ฉันทีอยากกินสเต๊ก”
จอมชะงัก ของขึ้น และโกรธกรุ่นๆ “แต่นั่นมันแม่พันธุ์วัวนมของไร่”
“มันจะวัวอะไรก็เหอะ ฉันอยากกิน วันงานยังกินลาบเลือดไม่สะใจเลย” ใหญ่บอก
จอมจ้องใหญ่อย่างเกลียดชัง
“เมื่อกี้ทำบ่น อะไรก็ใช้แต่ปิ่น พอใช้ตัวเองเข้า ทำบ่ายเบี่ยง”
ใหญ่ทำหน้าดุ “ถ้าอย่างนั้น ใครก็ได้เอาวัวไปเชือดเดี๋ยวนี้”
คนงานที่อยู่ด้วย มองกันเลิ่กลั่ก “ฉันสั่งไม่ได้ยินเหรอ คนงานต้องทำ”
จอมกำมือแน่น ปิ่นอนงค์วิ่งไปจับวัวขวางไว้ “อย่านะคะ”
ใหญ่ร้องโวยวาย “น่ารำคาญจริงวะ”
ใหญ่เหลียวไปมา คว้าพร้าในกระบะ “เชือดเองก็ได้วะ หิวจะตายอยู่แล้ว”
ปิ่นอนงค์รีบเข้าไป จับมือใหญ่ แล้วจับด้ามพร้าดึงออกจากมือใหญ่ โยนทิ้ง
“อย่าค่ะ คุณใหญ่ อย่าฆ่าแม่มะลิเลย ปิ่นจะรีบไปทำกับข้าวให้คุณใหญ่เดี๋ยวนี้”
ใหญ่ทำครุ่นคิด แล้วเดินไปช้าๆ ปิ่นรีบตามประกบ
จอมกำหมัด กัดฟัน เตะของกระจุย “โธ่เว้ย ไอ้คนบ้าอำนาจ”
ปิ่นอนงค์จัดหมู จัดผักหลากหลายชนิดบนโต๊ะ ใหญ่นั่งแอบมองที่โต๊ะ
“จะให้ปิ่นทำกับข้าวอะไรดีคะ”
ใหญ่จ้องตาปิ่นนิ่งๆ พูดช้าๆ “ฉันอยากกิน ต้มบ๊วยหมูสับ”
ปิ่นอนงค์งง มองใหญ่สีหน้าครุ่นคิด “ทำไม.. ทำไมคุณใหญ่อยากกินต้มบ๊วยหมูสับล่ะคะ”
“มีคนคนคนนึงเคยทำให้ฉันกิน ฉันติดใจเลยอยากกินอีกสงสัยอะไร”
“ค่ะ ๆ คุณใหญ่ไปรอที่โต๊ะอาหารเถอะค่ะ เดี๋ยวปิ่นทำไปให้”
“ไม่เอา ฉันจะนั่งดูเธอทำทุกขั้นตอน เดี๋ยวเธอแอบใส่สลอดฉันก็แย่ล่ะสิ” ใหญ่หาข้ออ้าง
ปิ่นอนงค์เอาต้นหอมผักชีมาซอย แยกรากผักชี เอามีดตบๆ กับเขียง แยกใส่ถ้วย
ใหญ่ยิ้มน้อยๆ แอบมองอยู่ พร้อมๆ กับนึกถึงภาพจำแห่งความสุขเมื่อหลายปีก่อน
เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นใหญ่ไว้ผมสั้นใส่หมวกพรางหน้า สวมแจ็กเก็ตดำตัวใหญ่ ยืนอยู่ที่หน้าหลุมศพไพศาล ควันธูปที่จุดไหว้ลอยวน ใหญ่มองรูปพ่อที่หน้าซองเก็บศพอย่างคับแค้นใจ
“สำหรับพ่อ ผมคงเป็นลูกที่อกตัญญูมาก ผมอยากให้พ่อรู้ว่า ผมไม่เคยเกลียดพ่อ เพียงแต่ผมไม่เข้าใจ ว่าทำไมพ่อถึงปล่อยให้ผู้หญิงคนหนึ่ง มาทำลายทุกอย่างระหว่างเราจนหมดสิ้น ทำไมพ่อถึงรักเค้ามากกว่าแม่ มากกว่าผม ทำไม”
ยินเสียงของในตะกร้าปิ่นอนงค์ดังแว่วเข้ามา
ใหญ่สะดุ้ง รีบดับธูป มาแอบหลบอยู่หลังซองเก็บศพ
ปิ่นอนงค์สมัยวัยรุ่น ใส่ชุดนักศึกษาเสื้อขาว กระโปรงดำ เข้ามานั่ง ใหญ่ตะลึงไปเพราะเพิ่งเคยเห็นปิ่นอนงค์ที่โตเป็นสาวสวย...เป็นครั้งแรก
ปิ่นวางตะกร้า หยิบธูปมาจุดไหว้ เก็บถ้วยเซ่นไหว้ของเก่าเคาะออก
จากนั้นจึงวางซ้อนกันข้างตะกร้า หยิบถ้วยใหม่มาวาง 3 ใบ ปิ่นตักข้าวจากกล่องใส่ถ้วย ตักข้าวต้มบ๊วยหมูสับใส่อีกถ้วย ปิ่นอนงค์ยิ้มกับรูปไพศาล
“นี่เมนูใหม่ค่ะ แบ่งจากถวายพระมา ต้มบ๊วยหมูสับ ปิ่นเพิ่ง...” ใหญ่แอบมองปิ๊งรัก ยิ้มเคลิ้ม “หัดทำกับแม่ อร่อยมากเลยค่ะ ปิ่นอยากให้คุณท่านได้ชิมปิ่นตักไข่เจียวใส่อีกถ้วยเพราะคุณท่านมีบุญคุณ อุตส่าห์ให้ความเมตตาเลี้ยงดูแม่กับปิ่นมา..”
ใหญ่เอามือปัดกระถางแถวนั้นล้มโดยไม่ตั้งใจ
ปิ่นอนงค์สะดุ้ง พนมมือสั่น “คุ คุณท่าน ปิ่นขอโทษนะคะถ้าทำอะไรล่วงเกิน”
“ยัยปิ่น ปอดแหกเอ๊ย” ใหญ่ขำนั่งหัวเราะปิดปาก ปิ่นอนงค์ยิ่งกลัว ใหญ่แกล้งเอาหินเคาะสังกะสีให้มีเสียง
สัปเหร่อโผล่มา อีกมุม เห็นใหญ่ตะโกนมา
“เฮ้ย นั่นใคร มานั่งแอบอยู่ทำไมแถวนี้วะ”
ปิ่นลืมตาขึ้นมามอง สัปเหร่อถือไม้มาชี้ไล่ “ออกมาเลย”
ใหญ่จำต้องลุกมา แต่ก็ขยับหมวกให้ปิดๆหน้า ทำเป็นไอๆ
“ติดยาหรือเปล่า เอ็ง”
“ผม มาจากจังหวัดอื่น แต่ยังหางานทำไม่ได้ ไม่มีที่นอนเลยมาอาศัยนอนแถวนี้”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่นอน ไปเลย ไปที่อื่นไป”
“ครับๆ”
ใหญ่ทำเป็นเดินงอตัว ไอแคกๆ ไป ปิ่นอนงค์ตามเรียก
“คุณ ๆ”
ใหญ่ชะงัก นึกว่าปิ่นอนงค์จะจำตัวเองได้ ปิ่นเดินมาหยิบกล่องข้าวเป็นข้าวต้มบ๊วย กล้วย ส้ม และน้ำขวด จากตะกร้าส่งให้ใหญ่
“เก็บไว้กินนะ”
ใหญ่อึ้งๆ
“ถึงจะตกงานก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ไปลักขโมยใครนะคะ ชั้นเชื่อว่าถ้าคุณอดทน พยายาม ซักวันคุณต้องได้งาน”
ปิ่นอนงค์บอกแล้วรีบเดินไป ใหญ่มองของในมือ ประทับใจสุดๆ
ชามแกงควันฉุยบนโต๊ะ ปิ่นอนงค์ตักข้าวจากหม้อใส่จาน เหลียวหาใหญ่ที่ครัว ใหญ่ยิ้มร่าเริง ถือจานใส่ไข่เจียวเข้ามา กับจานช้อนส้อม วางจานบนโต๊ะ ตักข้าวใส่จานที่ถือมาวางหน้าปิ่น
ใหญ่ยิ้มร่านั่งถือช้อนส้อมรอ “นี่ๆ ต้มบ๊วยหมูสับ ต้องกินกับไข่เจียวถึงจะเข้ากัน มาๆ”
ปิ่นอนงค์ยืนงงๆ ใหญ่บอกแกมสั่ง “กินด้วยกัน”
“ปิ่นกินทีหลังดีกว่าค่ะ”
ใหญ่ดุ “ทีหน้าทีหลังอะไร นั่งเดี๋ยวนี้”
ปิ่นอนงค์นั่ง ใหญ่ตักไข่เจียวใส่จานให้ ตักแกงใส่ช้อนให้
“กินเดี๋ยวนี้เลย กินเยอะๆ ดูสิ ผอมจนเป็นไม้เสียบผีแล้วเธอยัยปิ่น หรือจะให้ป้อน”
ปิ่นอนงค์รีบยกช้อนกิน ท่าทีขัดเขิน ใหญ่กินอย่างเอร็ดอร่อย พยักพเยิดให้ปิ่นอนงค์กิน
ถวิลนั่งที่โต๊ะทำงานเล็กๆ แจกแจงงานให้ลูกน้องในไร่ ลูกไร่ 5-6 เข้าแถวฟังสงบ จังหวะต่อมาถวิลดูหน้าจดชื่อในสมุด เปี๊ยก หวาน ตรวจเตรียมเครื่องตัดหญ้าอยู่ใกล้ๆ
เปี๊ยกเหลือบดูถวิลตลอดเวลา พอคนงานแยกออกไป เปี๊ยกรีบเข้าไปหาถวิล ทำมือทำไม้ฟ้องถวิล ว่าเจิด-ก้านจะฆ่าใหญ่
หวานมองเปี๊ยก ส่ายหน้า ถวิลงง “อะไรของเอ็งไอ้เปี๊ยก ใครจะยิงนกในไร่เหรอ”
หวานเดินหงุดหงิดเข้ามาแปลให้ “มันบอกว่ามีคนจะยิงคุณใหญ่เมื่อวานนี้ ฉันยังงงๆ อยู่เลยใครจะกล้าทำ บ้าบอ”
เปี๊ยกยกมือไหว้ท่วมหัวสาบาน พลางเอานิ้วเชือดคอ พยักหน้ายืนยันว่าเรื่องจริง
จอมเดินเข้ามา หน้าตาบูดบึ้ง จอมนั่งบนโต๊ะอีกตัว มองถวิล
“พ่อ วันนี้ฉันไม่ทำงานนะ ขอลาวันนึง”
“เฮ้ย.. คนยิ่งไม่พออยู่ เอ็งจะลาไปไหน”
“ไปไหนก็ได้ เบื่อ เบื่อหน้าคน ถ้าไม่ใช่เจ้านายนะ จะตะบันให้คว่ำเลย”
“ใคร เอ็งหมายถึงใคร”
คนงานมอง จอมโวยวายต่อ “ก็คุณใหญ่ของพ่อน่ะสิ โคตรเลวเลย แกล้งปิ่นอยู่ได้ ลูกผู้ชายอะไรวะ รังควานผู้หญิงทุกวี่ทุกวัน ไม่รู้ว่าปิ่นไปทำอะไรหนักหัวหนักกบาลมันนัก”
ถวิลโกรธจอม ชี้หน้าด่า “ระวังปาก ไอ้จอม”
ปานเทพเดินระรื่นเข้ามา ยิ้มเก้อให้ทุกคน“หวัดดีทุกคน นายหวินอยู่พอดี ผมขอตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายพวกยาสัตว์ พวกปุ๋ย แล้วก็รายชื่อ เวลาทำงานของพวกคนงานหน่อย”
จอมอารมณ์กรุ่นๆ พูดสวนออกไปเสียงขุ่น “จะตรวจไปทำไม”
เจิดกะก้าน โผล่มาชะงัก แอบดูท่าที
“อ้าว ก็ชั้นเป็นผู้ช่วยคุณใหญ่ก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบไม่ให้มีการรั่วไหล ไม่ให้มีการหลบงานอู้งาน”
ถวิลเปิดลิ้นชักง่วน “ได้ครับ ได้ เดี๋ยวผมเอาให้ดู”
จอมเข้าขวางระหว่างถวิลกับปานเทพ “พ่อผมตรวจสอบแล้วทุกอย่าง ถ้าไม่เชื่อใจกันก็ให้คุณใหญ่มาเอง”
“อ้าว.. พูดอย่างนี้ไม่ให้เกียรติกันนี่หว่า” ปานเทพชักฉุน
จอมใช้สองมือผลักอกปานเทพกระเด็น “แล้วมึงจะเอายังไง”
ปานเทพตั้งการ์ดฟุตเวิร์คไป ถอยไป ที่สุดสะดุด หงายเงิบ แล้วรีบลุก คว้าเก้าอี้
“อย่านะเว้ย เดี๋ยวจะหาว่า ปาน ป่าหวาย ไม่เตือน”
จอมโมโหใหญ่อยู่แล้ว เลยกะระบายกับปานเทพ ทะยานเข้าไปหา ปานเทพตกใจฟาดจอมก่อน แต่ถูกจอมจับกระชาก จนปานเทพหัวคะมำ จอมตามมาปานเทพต่อยมั่ว จอมหลบ แล้วต่อยปานเทพคว่ำไป จอมจะเข้าซ้ำ ถวิลเข้าจับ
“ไอ้จอม หยุดได้แล้ว หวาน เปี๊ยกช่วยหน่อยโว้ย”
สองคนช่วยกันดึงจอม ปานเทพชี้หน้า “ระวังจะโดนข้อหาทำร้ายร่างกายนะโว้ย”
จอมฮึดฮัด “ข้าไม่กลัว”
เจิด กะก้าน ลุ้นเต็มที่ให้มีเรื่องกัน
“คุณปาน ขอโทษ คุณไปก่อนเถอะ ผมขอร้องล่ะ” ถวิลขอร้อง
ปานเทพหยุดขยับเสื้อไปมา “ดี จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวกัน”
ปานเทพเดินกุมหน้าออกไป จอมสลัดคนที่จับ
“ไอ้จอม ถ้าเอ็งยังไม่ฟังข้าก็ไม่ต้องมานับถือกันอีก”
ถูกพ่อด่า จอมฮึดฮัดเดินไป เจิดกะก้านแอบมอง
เวลานั้นธีระนั่งในรถ เหลือบมองไปยังครองสุขที่ตู้เอทีเอ็มเป็นระยะ
เสียงโทรศัพท์มือถือ ธีระรับสาย “ว่าไง ไอ้เจิด”
ธีระฟังแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้ม “ดี ๆ เอ็งถือหางไอ้ปาน หาโอกาสยุแยงตะแคงรั่วให้พวกมันฆ่ากันตายไปเลยยิ่งดี”
ธีระยิ้มร้ายกดวางสาย ครองสุขเปิดประตูรถเข้ามานั่งหน้าบึ้ง
“มีปัญหาอะไรเหรอครับพี่”
“ไอ้เสี่ยตงมันไม่ได้โอนเงินเข้าบัญชี”
“อ้าว ก็ตกลงกันแล้วนี่ครับ”
“ก็ใช่น่ะสิ ไอ้เสี่ยบ้าเอ๊ย ได้งาบของซิง ๆ เอ๊าะๆ แล้วยังไม่หน้ามาเบี้ยวกันอีก ทำอย่างนี้ฉันไม่ยอมหรอก”
ครองสุขเครียด ธีระมองนิ่ง
รถครองสุขเข้ามาจอดที่ตึกเสี่ยตง ครองสุข ธีระลงรถจะเดินเข้าบ้าน สมุนเข้าล็อกแขนครองสุข กับธีระไว้
ครองสุขโวยลั่น “ปล่อย ปล่อยนะไอ้พวกบ้า พวกแกจะทำอะไรฉัน”
“เฮ้ย.. พูดกันดีๆ สิ อะไรวะ ปล่อย ๆ”
สมุนไม่สนลากทั้งคู่ไป
ครองสุขกับธีระ นั่งอยู่ที่ห้องรับแขกแล้ว สมุน 4 คนยืนคุมเป็นแผง เสี่ยตงเข้ามาครองสุขลุกชี้หน้า
“เสี่ยจะทำเกินไปแล้ว ให้ลูกน้องมาฉุดกระชากลากถูฉันแบบนี้”
ธีระลุกบ้าง “สัจจะก็ไม่มี ได้ปิ่นแล้วทำไมไม่โอนเงินให้คุณนาย เบี้ยวกันนี่หว่า”
สมุนเข้ากดครองสุขกะธีระลงกับเก้าอี้
เสี่ยเข้ามานั่งยิ้มเยาะ
“ใครกันแน่ที่เบี้ยว ให้คนมาจี้ชิงเงินในบ่อนของฉันไป เอาปิ่นมาหลอกขายให้ฉัน พอจะได้เสียกันก็ส่งคนมาช่วยปิ่นแผนสูงนะ คุณนาย”
ครองสุขงง “เสี่ยพูดอะไร ใครมาขโมยเงิน ใครมาช่วยนั่งปิ่น”
“ก็ไอ้ใหญ่ ลูกเลี้ยงคุณนายไง”
ครองสุขตกใจ “อะไรนะ”
เสี่ยชักปืนออกมา “ไม่ต้องพูดมาก ถ้าฉันไม่ได้เงินคืน ไม่ได้ตัวปิ่นมาใช้หนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่”
ครองสุขตกใจ สบตาธีระ เครียดพอกัน
อ่านต่อตอนที่ 4
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #3 on:
20 October 2026, 08:31:22 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000072781
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 4
เผยแพร่: 13 มิ.ย. 2555 22:56 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 4
เวลาเดียวกันนั้น ใหญ่นั่งอยู่ที่ราวระเบียงห้องพักบนเรือนใหญ่ จิบกาแฟยิ้มๆ นึกถึงปิ่นอนงค์ เสียงเปิดประตูดัง ใหญ่ทำเก๊ก นึกว่าปิ่นอนงค์เข้ามา วางแผนแกล้งอีก
“กาแฟเธอหวานเกินไปแล้ว ปิ่นอนงค์ เธอตั้งใจแกล้งฉัน หรือไง ไปชงมาใหม่”
ปานเทพคว้าแก้วมา “มา ฉันกินเอง อยากกินอะไรหวานๆ แหวะ” ปานเทพเหยหน้า “ขมขนาดนี้บอกหวาน”
“ไอ้ปาน ให้ไปแสดงบารมีผู้ช่วยเจ้าของไร่ แล้วมาเพ่นพ่านอะไรแถวนี้วะ” ใหญ่ด่า
“พอเลย ไอ้คุณใหญ่ ฉันเกือบโดนไอ้จอมกระทืบ ทีหลังอยากไปแกก็ไปเองเลย” ปานเทพโวยลั่น
“นี่ แกยอมแพ้ไอ้จอมเหรอเนี่ย แกเป็นเสือร้ายนะโว้ย”
“แต่ฉันไม่อยากเป็นสง เสืออะไรทั้งนั้น ฉันเกลียดการใช้กำลัง” ปานเทพโอด
“ถ้าแกไม่สร้างบารมีกับพวกคนงาน แกจะเข้าไปล้วงความลับจากพวกนั้นได้ไง”
ทัศนีย์เดินมา ส่งเสียงดังลั่น “นั่งปิ่น ป้าอุ่น ไปไหนกันหมด”
ใหญ่ร้องทัก “ไงจ๊ะ น้องสาว”
ทัศนีย์เห็นพวกใหญ่ ชะงัก รีบหลบตา “ไม่มีอะไรค่ะ คุณใหญ่ ขอโทษค่ะ”
ใหญ่ตบไหล่ปานเทพ ให้กำลังใจ
ใหญ่บีบไหล่ปานเทพ
“เห็นมั้ย ใครๆ ก็กลัวเรา แกต้องเชื่อว่า แกคือปาน ป่าหวายความโฉด..ชั่ว..ร้าย คือตัวตนของแก แสดงบทบาทบ่อยๆ จะได้ชิน”
ปานเทพพยายามสุดชีวิต เปลี่ยนแววตาเป็นดุดัน สบตากับใหญ่
ปิ่นอนงค์จัดผลไม้ใส่จานเสร็จ ยกไปที่ประตู อุ่นเรือนถือถุงเลือดหมู โผล่มาขวาง มองจานผลไม้ แล้วจ้องหน้าปิ่นอนงค์
อุ่นเรือนมองไล่สานตาไปเห็นในครัวมีข้าวกับชามแกงที่กินเหลือในถาด มีร่องรอยการทำครัว ก็เดาออก
“แกจะเอาไปให้ใคร”
ปิ่นอนงค์เครียด “คุณใหญ่สั่งให้ปิ่น...”
อุ่นเรือนสวนออกมาอย่างมีอารมณ์ “ฉันสั่งให้แกอยู่ห่างๆ คุณใหญ่ คำพูดของฉันมันไม่มีความหมายใช่มั้ย”
“แต่ถ้าปิ่นไม่มาทำกับข้าว คุณใหญ่จะเชือดแม่มะลิ”
“ไม่ต้องมาเถียง ถ้าไม่เชื่อฟังกัน ก็ช่างหัวแก”
อุ่นเรือนโกรธ เดินหนีไป
ปิ่นอนงค์รีบวางจานบนโต๊ะ “แม่...” รีบตามอุ่นไป
ปิ่นอนงค์ตามมาเคาะประตูห้องแม่ ที่ขังตัวเองอยู่ในนั้น
“แม่ แม่จ๋า ฟังปิ่นก่อน ปิ่นไม่ได้ดื้อกับแม่นะ ปิ่นทำตามแม่บอกทุกอย่างแต่คุณใหญ่.. คุณใหญ่ไปตามปิ่นมาจริงๆ ปิ่นไม่ได้โกหกแม่ ๆ”
ปิ่นอนงค์มองประตู น้อยใจ เสียใจจนน้ำตาไหลริน แต่รีบเช็ดน้ำตา แล้วลุกลงจากเรือนจะเดินไป น้อยเดินเข้ามาหาถือโทรศัพท์ของปิ่นอนงค์มายื่นให้
“คุณนายโทร.มาให้พี่เอาไอแพก ไอแพรดอะไรนี่แหละ ไปให้ด่วนเลย”
ปิ่นอนงค์ฟังแล้วเครียด “คุณนายอยู่ที่ไหนน้อย”
สองคนสบตากัน
สองคนถูกขังไว้ในบ้านเสี่ยตง ครองสุขหน้าเครียดอยู่ ไม่เชื่อเรื่องใหญ่ไปช่วยปิ่นอนงค์
“ใช่ไอ้ใหญ่จริงๆ เหรอ ที่มาช่วยนังปิ่น มาชิงเงินบ่อน”
ธีระนั่งเครียดที่เตียง “ไอ้เสี่ยตงมันมั่วรึเปล่า”
ครองสุขพยายามบิดลูกบิดประตู ไม่สำเร็จ “คนที่รู้ดีที่สุดคือปิ่นคนเดียวเท่านั้น” ธีระบอก
ครองสุขเซ็งเดินมานั่งแหมะที่เก้าอี้ข้างเตียง นึกแค้นขึ้นมา
“เห็นมั้ยล่ะ นั่งปิ่นนี่มันร้ายกว่าที่คิด รู้เห็นอะไรมันไม่บอกเราซักคำ”
“ระวังไอ้เสี่ยเถอะพี่ เดี๋ยวเงินเราก็จะไม่ได้ ยังต้องเสียปิ่นให้มันฟรีๆ อีก”
ครองสุขทำตาเขียวใส่ธีระ “ตกลงห่วงนังปิ่นหรือเงินกันแน่”
“โธ่พี่ เข้าใจผิดอีกแล้ว”
ธีระคราง แต่หลบตา
ปิ่นอนงค์หน้าเครียด ถอยรถตั้งลำขับออกไป ใหญ่โผล่พรวดมาตบฝากระโปรงรถ ปิ่นอนงค์หยุดรถ
ใหญ่เปิดประตูถาม “จะไปไหน”
“คุณนายสั่งให้ปิ่นเอาของไปให้ในเมืองด่วนค่ะ”
“ดี ฉันมีธุระพอดี”
ใหญ่ก้าวขึ้นนั่งมาข้าง ๆ
“แต่ว่า...” ปิ่นลุกลี้ลุกลนกลัวครองสุขด่า
“อ้าว..ธุระด่วนก็รีบไปสิ”
ใหญ่เร่งปิ่นอนงค์ต้องขับรถออกไป
บริเวณริมบึงน้ำของไร่พศาล ทัศนีย์นั่งแชทกับแฟน พลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ประดิษฐ์คำโต้ตอบหวานหยดย้อย
ปานเทพเข้ามามองโดยยึดเอาคำพูดของใหญ่ที่ดังก้องในหัวเป็นสรณะ
“แกต้องเชื่อว่า แกคือปาน ป่าหวาย ความโฉด..ชั่ว..ร้ายคือตัวตนของแก แสดงบทบาทบ่อยๆ จะได้ชิน”
ปานเทพยิ้มเข้มหน้ากวนเข้ามานั่งด้วยทัศนีย์เขยิบหนี อย่างรังเกียจ
“ทำอะไรอยู่จ๊ะ น้องนีคนสวย”
ทัศนีย์ตัดเยื่อใย “ไม่ใช่เรื่องของแก เอ่อ คุณ...”
ทัศนีย์ลุก ปานเทพลุกตาม ทัศนีย์จะไป ปานเทพจับข้อมือเอาไว้
“เรียกพี่ก็ได้ เราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก”
ทัศนีย์ร้องลั่น โวยวาย “ปล่อยนะ ไอ้บ้า แกกับฉันมันคนละชั้น”
ปานเทพยิงมุก “โบราณเค้าว่า ผู้หญิงด่า แปลว่า ผู้หญิงรัก”
ทัศนีย์สะบัดมือหลุด “ฉันจะฟ้องคุณน้า ว่าแกลวนลามฉัน”
ปานเทพสวมวิญญาณ ปาน ป่าหวาย “แค่จับมือเนี่ยยะ ลวนลาม ลวนลามมันต้องอย่างนี้”
พลางขยับเข้ากอด ทัศนีย์ดิ้น ด่า ร้องให้คนช่วย “ไอ้บ้า ช่วยด้วยๆ”
“แหม ยิ่งดิ้น แก้มยิ่งแดง มาขอจูบที แม่ลูกท้อแก้มแดงของพี่”
ปานเทพพยายามจะจูบแก้ม แต่ถูกทัศนีย์ตบ
“ตบมา ต้องจูบไป”
ทัศนีย์ดิ้นพล่าน หลบเลี่ยง แต่ดันเกิดปากชนกันจริงๆ สองคนอึ้งกันไป
จู่ๆ มีไม้ลึกลับฟาดกลางหลังปานเทพ ไม้ท่อนนั้นหักกระจาย ปานเทพร่วงลงไปกองกับพื้น เอามือกุมหัว
เป็นจินตนาที่ถือไม้ที่เหลือ ชี้หน้าด่าปานเทพ
“ไอ้ชั่วเอ๊ย ไอ้โรคจิต ชอบข่มแหงผู้หญิง ไอ้บ้ากาม”
ปานเทพทรุดลงไปนอน ทัศนีย์วิ่งหนี “อ้าว คุณนี เดี๋ยวซิคะ” จินตนาเรียกไว้
ปานเทพอึ้ง ตาค้าง “เธออีกแล้วเหรอ”
“นี่ นาย นายที่ชนหมาแล้วหนีนี่” จินตนาจ้องหน้า
ปานเทพคราง “เวรแล้ว”
ปานเทพตกใจเพราะนึกได้ว่าเคยเจอกับทัศนีย์ รีบวิ่งหนีไปอีกทาง
จินตนามองตาม “เฮ้ย อย่าหนีนะ”
จินตนาวิ่งตามมาทัศนีย์ ชนเข้ากับจอมจังๆ “คุณจิน”
“จอมเห็นผู้ชายผิวคล้ำๆวิ่งมาทางนี้มั้ย”
“ไม่เห็นนี่ครับ มีอะไรครับ”
“เกิดเรื่องไม่ดีในไร่”
ฟากปิ่นอนงค์ขับรถมาตามทาง หันมามองใหญ่แล้วถาม “คุณใหญ่จะไปลงที่ไหนคะ”
“เธอไปไหน ฉันก็ไปลงที่นั้นแหละ”
ปิ่นอนงค์คิดหาทางชิ่ง แล้วจู่ๆ ก็จอดที่ข้างทาง หน้าร้านขายของ
“ปิ่นจะซื้อของร้านนี้ละค่ะ”
“เหรอ งั้นฉันก็ลงตรงนี้ ขอบใจที่มาส่ง”
ใหญ่ลงรถ ปิ่นอนงค์แกล้งเดินเข้าร้าน แล้วเหลียวมองเห็นใหญ่เดินลับตัวไป ถึงได้รีบออกจากร้าน ขับรถออก
ใหญ่โผล่ออกมามอง หรี่ตายิ้มกวนๆ ที่ปิ่นอนงค์หลงกล
ปิ่นอนงค์นั่งรอในห้องโถงบ้านเสี่ยตง ในมือถือไอแพดเหลียวซ้ายแลขวา หวาดระแวง
สมุน 2 คน เดินออกมาส่งครองสุขกะธีระ ปิ่นอนงค์มองสมุนจำได้ว่าเป็นลูกน้องเสี่ย
ลูกน้องสบตาปิ่นจังๆ แล้วออกไป ปิ่นรีบเอาไอแพดยื่นให้ครองสุข
“นี่ค่ะ ไอแพด”
ครองสุขส่งไอแพดให้ธีระ
“ปิ่นไปนะคะ”
แต่แล้ว ครองสุขกลับผลักปิ่นอนงค์ลงนั่งที่เก้าอี้ “ทำไมแกไม่บอกฉันว่าไอ้ใหญ่มันไปช่วยแกที่รีสอร์ต”
“ใคร ใครบอกคุณนายคะ”
“ใครบอกไม่สำคัญ มันจริงหรือเปล่า” ครองสุขคาดคั้น
“ค่ะ ลูกค้าของคุณนายจะข่มเหงปิ่น คุณใหญ่ไปช่วยปิ่นไว้”
ครองสุขโกรธ “แกมีอะไรกับไอ้ใหญ่มันแล้วใช่มั้ย มันถึงได้ห่วงใยแกนัก”
“ไม่นะคะ ปิ่นไม่ได้มีอะไรกับคุณใหญ่”
“แกโกหกฉันเรื่องเงินค่าผ่าตัดแม่แก แกไม่ได้กู้มา แต่ไอ้ใหญ่มันให้เงินแกใช่มั้ย”
“ปิ่นไม่ทราบว่าเป็นเงินของใคร ปิ่นเห็นเงินอยู่ในกระเป๋า” ปิ่นอนงค์บอกสีหน้าเครียดๆ “ปิ่นเลยเอาไปจ่ายให้โรงพยาบาล”
ครองสุขโกรธจนบันดาลโทสะ ตรงเข้าตบปิ่นอนงค์ ติดๆ กัน 4 ฉาด
ชี้หน้าปิ่นอนงค์ ที่ร้องไห้อย่างเสียใจ และตกใจ “อีไร้เดียงสา ไม่ต้องมาทำหน้าซื่อ แกเสียตัวให้มันแล้วล่ะสิมันถึงได้ลงทุนเอาเงินที่มันปล้นจากบ่อนเสี่ยตงมาให้แก”
ปิ่นอนงค์พนมมือ “ไม่จริงค่ะ ปิ่นกับคุณใหญ่ไม่มีอะไรกันจริงๆ ปิ่นสาบานได้ค่ะ”
สมุน 2 คนเข้ามา คนหนึ่งบอก “คุยกันเสร็จหรือยัง เสี่ยรอปิ่นอยู่”
ปิ่นอนงค์สะดุ้ง
“โทษฐานที่โกหกฉัน ไป.. แกต้องไปชดใช้เงินที่เสี่ยตงถูกไอ้ใหญ่มันปล้นไป”
สมุนตรงเข้าหาปิ่นอนงค์
ปิ่นอนงค์รีบลุกไปนั่งพับเพียบไหว้ครองสุข
“พาปิ่นกลับเถอะค่ะ คุณนาย อย่าทิ้งปิ่นเลยนะคะ ปิ่น...” ครองสุขสะบัดตัวเดินไป ธีระหันมามองปิ่นอนงค์ทั้งสงสารและเสียดาย “จะหาเงินมาใช้เสี่ยเค้าเอง คุณธีระๆ ช่วยปิ่นด้วยค่ะ”
สมุนเข้าล็อกแขนปิ่นอนงค์สองข้างลากไปปิ่นอนงค์ดิ้นขัดขืนในสภาพขาสองข้างลอยไม่ติดพื้น
“ปล่อย ปล่อยฉัน”
ครองสุขเดินออกมากับธีระ ขณะที่ธีระเหลียวหลังตาละห้อยสงสารปิ่นอนงค์
“พี่ แล้วจะกลับไปบอกแม่ปิ่นว่ายังไง”
ครองสุขตะคอก “มันเรื่องของฉัน ไปได้แล้ว”
ครองสุขหยิกแขนธีระ แล้วตีแขน ทั้งคู่ขึ้นรถขับออกไป
ใหญ่ซึ่งแอบมองอยู่เริ่มเป็นกังวล เพราะไม่เห็นปิ่นอนงค์ออกมาสักที
ปิ่นอนงค์ถูกผลักตัวเข้ามาในห้อง จากนั้นสมุนเสี่ยตงก็ปิดประตูล็อคทันที ปิ่นอนงค์พยายามเขย่าประตู
“ปล่อยฉันออกไปนะ เปิดประตูซิ คุณนาย ผู้จัดการ”
เสี่ยตงใส่เสื้อคลุมเดินออกมาจากด้านใน“อย่าร้องให้เหนื่อยเลย คราวนี้ เธอหนีฉันไม่พ้นอยู่แล้ว”
ปิ่นอนงค์ปาดน้ำตา ตั้งสติแล้วไหว้อ้อนวอน
“ถ้าเสี่ยอยากได้เงินที่คุณใหญ่ปล้นไปคืน ปิ่นจะหามาให้อย่าทำอะไรปิ่นเลยนะคะ”
“แต่ฉันไม่อยากได้เงินแล้ว”
เสี่ยเดินเข้าหา ปิ่นอนงค์ลุกถอยหนี “เสี่ยทำอย่างนี้ บาปนะคะ ปิ่นมีคนที่ปิ่นรักอยู่แล้ว”
“อ๋อ.. ไอ้ใหญ่น่ะเหรอ เดี่ยวเรามีความสุขกันแล้ว ฉันจะไปคิดบัญชีมันอีกที”
ปิ่นอนงค์พุ่งไปที่ประตู เสี่ยตงกระโดดเข้ากอดข้างหลัง กระซิบข้างหู ปิ่นอนงค์รังเกียจเหลือเกิน
“ยอมฉันดีๆ เถอะปิ่น เป็นของฉัน แล้วเธอจะมีทุกอย่าง บ้านรถ เงินทอง ไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าคุณนายครองสุขอีกต่อไป”
อ้อนวอนแล้วไม่เป็นผลปิ่นอนงค์ขอสู้ตาย อาศัยทีเผลอเอาหัวหงายไปโขกหน้าเสี่ยตงสุดแรง จนเสี่ยผงะ ปิ่นอนงค์วิ่งไปเข้าห้องน้ำ ปิดประตูล็อค เสี่ยตงปากแตกเลียเลือด ด้วยความโมโห
“ปิ่นอนงค์ เปิดประตู อย่าใช้ฉันโมโห ไม่งั้นเธอเจ็บตัวแน่”
มือใหญ่ยื่นออกไปสับคัทเอาท์ ตรงแผงควบคุมไฟลง ทำให้ภายในห้องเสี่ยตงที่ปิดม่านหมด ไฟดับพรึ่บ เสี่ยตงกำลังกระชากประตูห้องน้ำ ชะงัก
บรรดานักพนันชายหญิงกว่า 20 คน ที่นั่งกันอยู่ตามโต๊ะ ตามมุมต่างๆ เห็นไฟดับ ต่างตกใจกันอลหม่าน ตะโกนถามงงๆ
“เฮ้ย อะไรวะ”
ต่างคนต่างลุกพรวดพราด มีเสียงดังขึ้นอีก “ตำรวจบุกรึเปล่า เฮ้ย”
ด้านเสี่ยตงถอดเสื้อเหงื่อแตกพลั่ก ยืนเกาะระเบียง สมุนเดินสอดส่องที่หน้าต่าง เลิ่กลั่ก
“อะไรกันวะ ตำรวจรึเปล่า” เสี่ยตงตะโกนถาม
สมุนคนนั้นเลิ่กลั่ก “ไม่ใช่เสี่ย”
“ไม่ใช่ก็ไปดูที่ คัทเอาท์ สิวะ ไอ้โง่”
เสี่ยตวาด สมุนรีบออกไปกัน
ส่วนปิ่นอนงค์อกสั่นขวัญแขวนอยู่ในห้องน้ำ เสียงเคาะประตู
“ปิ่น เปิดประตู ปิ่น”
ปิ่นอนงค์ยินเสียงก็จำได้ “คุณใหญ่” รีบเปิดล็อคมือไม้สั่น เห็นใหญ่ยิ่งดีใจ
“คุณใหญ่ มาได้ยังไงคะ”
“ไม่ต้องถาม ออกไปจากที่นี่ เร็ว”
ใหญ่ฉุดข้อมือปิ่นอนงค์ออกไป
ใหญ่จูงมือปิ่นอนงค์เดินลงมาชั้นล่าง ไม่มีใครอยู่ ใหญ่ชักปืนที่ซ่อนไว้ในเสื้อออกมา ระแวดระวังตัว
ไฟเปิดพรึ่บ ใหญ่กับปิ่นอนงค์สะดุ้ง เสี่ยกับสมุน 4 คน เข้ามาจากด้านหนึ่ง เล็งปืนในมือมาที่สองคน
ไวเท่าความคิดใหญ่ฉุดข้อมือปิ่นอนงค์ไปที่ประตู ประตูเปิด สมุนอีก 4 คน โผล่เข้ามาดัก เล็งปืนใส่ใหญ่
ใหญ่ได้แต่ส่ายปืนไปมา จับตัวปิ่นอนงค์ไว้มั่น
“กล้ามากนะ แกเอาเงินฉันไป ทำร้ายฉันกับลูกน้องแล้วยังมีหน้ามาเหยียบบ้านฉันอีก” เสี่ยตงโกรธจัด
“เรื่องของแกกับฉันไม่เกี่ยวกับปิ่นอนงค์ ปล่อยผู้หญิงไปแล้วแกกับฉันมาเคลียร์กัน”
“คิดไม่ผิดจริงๆ ว่าแกต้องมาช่วยปิ่น อย่างว่าแหละ ผัวมันก็ต้องรักต้องห่วงเมียธรรมดา ฉันไม่สนผู้หญิงมีราคีอย่างเธอแล้วปิ่น ฉันสนใจส่วนแบ่งหลังจากไอ้ใหญ่ตายมากกว่า”
ปิ่นอนงค์ตกใจ หันไปมองหน้าใหญ่ร้องเตือน “คุณใหญ่ ระวัง”
ใหญ่ชะงักด้ามปืนตีเข้าท้ายทอยสุดแรง ร่างใหญ่ทรุดลงซวนเซสลบคาที่ สมุนที่ตีใหญ่ข้างหลังเก็บปืน หน้าเหี้ยม ปิ่นตกใจ หน้าซีด
ลูกสมุนกะเสี่ยตงยิ้มเหี้ยมเกรียม
ครองสุขฟังโทรศัพท์อยู่ในสายที่ห้องทำงาน ธีระมองสนใจใคร่รู้ ครองสุขหน้าเหี้ยม
“ตกลงตามนั้น ไอ้ใหญ่มันไปช่วยนังปิ่นจริงๆ เธอเห็นรึยัง ธีระ”
ครองสุขวางสาย
“นังปิ่นมันไม่ได้ซื่อบริสุทธิ์อย่างที่มันแสดงให้เราเห็นหรอก”
“แล้วไอ้เสี่ยตง มันจะเอายังไงกับไอ้ใหญ่กับปิ่น ต่อไปพี่”
“เอายังไงก็ช่างมัน รู้แต่ว่าตอนนี้เรามีคนช่วยกำจัดไอ้ใหญ่โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยแล้ว”
ครองสุขยิ้มเหี้ยม ธีระครุ่นคิด
ห้องทั้งห้องที่ขังสองคนไว้ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น ใหญ่ที่ยังสลบอยู่ถูกใส่กุญแจมือไพล่หลัง นอนตะแคงหนุนตักปิ่นอนงค์
ปิ่นอนงค์เองก็ถูกใส่กุญแจมือข้างหน้า สีหน้าหญิงสาวกังวลหนัก บีบไหล่บีบแขนใหญ่เบาๆ
ใหญ่ขยับตัว ค่อยๆ ลืมตา กะพริบตาถี่ๆ ฟื้นความจำ
ปิ่นอนงค์ดีใจนัก “คุณใหญ่ คุณใหญ่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เจ็บมากมั้ย”
ใหญ่ยันกายลุกนั่งพิงข้างฝา มีปิ่นอนงค์ช่วยประคอง
“ปิ่นขอโทษค่ะ ปิ่นทำให้คุณใหญ่เดือดร้อน เจ็บตัวเพราะปิ่น” ปิ่นอนงค์เอาแต่โทษตัวเอง
สายตาใหญ่ที่มองปิ่นอนงค์อยู่ยามนี้เต็มไปด้วยความห่วงใย “ช่างเถอะ แล้วเธอล่ะ ปิ่นอนงค์ ปลอดภัยดีใช่มั้ย ไอ้เสี่ยนั่นมันทำอะไรเธอรึเปล่า”
“เปล่าค่ะ มันเอาเรามาขังที่นี่ พวกมันยึดโทรศัพท์ปิ่นไปด้วยแล้วพวกมันก็หายไปไหนไม่รู้ เราจะทำยังไงกันดีค่ะ”
ใหญ่ยิ้มเครียด “สถานการณ์อย่างนี้ ฉันคงไม่รอดแล้วล่ะ แต่สำหรับเธอ” คิดอยากลองใจ “ฉันจะพูดกับไอ้เสี่ยมันอย่างลูกผู้ชายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายว่าเธอกับฉันไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ รับรองเธอยังมีทางรอด”
ปิ่นอนงค์ส่ายหน้า “ไม่เอา ปิ่นไม่เอาวิธีนี้”
ใหญ่ตีหน้าซื่อ “แสดงว่าเธอต้องการมีอะไรกับฉันจริงๆ เหรอ ปิ่น”
ปิ่นอนงค์ฟังแล้วหน้าตาตื่น “ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ปิ่นหมายความว่าปิ่นไม่เอาตัวรอดไปคนเดียวหรอกค่ะ รอดไปเจอไอ้เสี่ยนั่น ปิ่นยอมตายพร้อมคุณใหญ่ดีกว่า”
ใหญ่ยิ้มชื่นใจเหลือหลาย “ปิ่น เอามือเธอล้วงเข้าไปในกางเกงฉันที”
ปิ่นอนงค์ตาโต “อะไรนะคะ”
ใหญ่กระซิบ “มันหยิบไม่ได้ มีโทรศัพท์ซ่อนอยู่ ตรงขอบกางเกงใน ช่วยหยิบให้ที”
พลางใหญ่บุ้ยใบ้ทำปากไปที่ขอบกางเกงด้านหน้าค่อนไปทางเอว
ปิ่นอนงค์หน้าแดงมองใหญ่เขม็ง ใหญ่อดขำไม่ได้ “นี่ เวลาคอขาดบาดตายแบบนี้ชั้นไม่มีอารมณ์มาแกล้งเธอหรอก”
ปิ่นอนงค์เคอะเขินเอามือสองข้างเขยิบเข้ากางเกงใหญ่
“ไม่ใช่ตรงนั้น ขวา...ขวา…”
ปิ่นอนงค์ดีใจมาก หยิบโทรศัพท์ออกมา “แจ้งตำรวจเลยนะคะ”
ใหญ่หน้าเครียด ส่ายหน้า “กดเบอร์ที่ฉันบอก”
เวลาเดียวกันปานเทพนั่งเอาผ้าขนหนูใส่น้ำแข็งประคบหัวที่ถูกจินตนาตีอยู่ในห้องนอนใหญ่ เสียงโทรศัพท์เข้า ปานเทพดูหน้าจอแล้วโกรธขึ้นมา ด่านำร่องก่อน
“ไอ้คุณใหญ่ ไอ้บ้า ให้ฉันแสดงบทบาทผู้ร้ายจะได้ชินแล้วไง เจ็บตัวอีกจนได้”
ปานเทพนั่งฟัง 4 วิ สีหน้าค่อยๆ เครียด “แกว่าอะไรนะ ถูกจับ ใครจับ”
ปิ่นอนงค์ถือโทรศัพท์แนบหูใหญ่
ใหญ่พูดหน้าเครียด “บอกอาปลอดว่าฉันต้องการความช่วยเหลือด่วน ใช้แผน...” ปิ่นอนงค์ฟังอย่างตั้งใจ ใหญ่บอกแผนต่อ “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่ถ้ำจอมพล ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่ถ้ำจอมพล”
ประตูถูกเปิดผางเข้ามา ใหญ่รีบโผเข้าจูบคอปิ่นอนงค์ ปิ่นอนงค์ไม่ทันตั้งหลักหงายหลัง ใหญ่อยู่ในอาการคุกเข่าทับตัวปิ่นอนงค์อยู่
ใหญ่กระซิบ “ปิด ซ่อนเร็ว”
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 4 (ต่อ)
ปานเทพแต่งตัวรัดกุมทะมัดทะแมงหิ้วเป้ออกมาจากเรือนใหญ่ ตรงรี่ไปยังโรงรถ ทำท่าจะขึ้นรถกระบะคันใหญ่ปิดท้ายที่มีกุญแจคารถอยู่
แต่จอมดันมาเจอเข้า “จะทำอะไร”
ปานเทพเซ็ง พยายามพูดดีๆ “ชั้นจะออกไปข้างนอก”
“นายเป็นคนนอก ไม่มีสิทธิ์เอารถที่ไร่ออกไป”
“แต่คุณใหญ่สั่งให้ชั้นรีบไปรับ”
“จะรีบไปรับคุณใหญ่ หรือจะรีบหนีกันแน่”
ปานเทพอึ้ง “ชั้นจะหนีทำไม”
“แกปล้ำคุณนีย์ใช่มั้ย”
“เฮ้ย กล่าวหากันแบบนี้เจอข้อหาหมิ่นประมาทนะโว้ย”
“ได้ งั้นไปหาตำรวจกัน”
“ไปตอนนี้ไม่ได้ไม่ว่าง” ปานเทพตั้งท่าจะไปจอมไม่ให้ไป “ถอยไป ไม่งั้นชั้นจะ...ฟ้องคุณใหญ่”
ปานเทพผลัก แต่จอมล็อคตัวไว้ปานเทพสะบัดหลุดแล้ววิ่งหนี
จอมกระโดดคว้าตัว แล้วจากนั้นสองคนก็สู้กัน ปานเทพต่อยแล้วจอมหลบได้ จะต่อยปานเทพ ปานเทพห้าม
“เฮ้ย อย่าต่อยหน้านะโว้ย ฉันเสียโฉมขึ้นมาฉันฟ้องแกหมดตัวนะ”
จอมหมั่นไส้ ต่อยท้องปานเทพจุก เจิด ก้านเข้ามา
“เฮ้ย ทำไรวะ ใหญ่มาจากไหนมารังแกเพื่อนเจ้านายแบบนี้” เจิดตะโกน
“ไม่เกี่ยวกับแก” จอมไม่สน
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ผู้จัดการสั่งให้ ชั้นสองคนคอยดูแลคนของคุณใหญ่” ก้านเสริม
ปานเทพคุยข่มเสียงดัง “ได้ยินรึยัง ไอ้จอม แกต้องรู้ซะมั่งนะโว้ยว่าใครเป็นใคร” หันมาหาเจิดกะก้าน “นายสองคนทำดีมาก ถ้านายอัดไอ้จอมให้หมอบได้ ชั้นจะบอกคุณใหญ่ให้ขึ้นเงินเดือนแก”
ก้านรับคำ “คุณปาน ได้ตามที่ขอเดี๋ยวนี้”
ทั้งสองเข้าตะลุมบอนกับจอม ปานเทพจอมกะล่อนทำเป็นเชียร์เอะอะแล้วก็หาโอกาสกระโดดขึ้นรถกระบะขับออกไป
จอมเห็นพยายามอัดพวกเจิด กระเด็นกระดอน แล้ววิ่งตามปานเทพไป แต่ก็ไม่ทันแล้ว จอมได้แต่โมโหฮึดฮัดขัดใจ
ทางด้านปิ่นอนงค์รีบซ่อนโทรศัพท์ ยัดเข้ากางเกงใหญ่อีกที
เหล่าสมุนยืนมองนึกว่าสองคนล้วงควักกัน “จะตายอยู่แล้ว ยังมีอารมณ์กันอีกจะแกสองคน”
ใหญ่กับปิ่นอนงค์ผละออกจากกัน “อ้าว.. ไม่ได้สิ เมียฉันสวยอย่างนี้ก็ต้องสั่งลากันหน่อยล่ะ”
เหล่าสมุนตรงเข้าไปลากสองคนออกไป
เสี่ยตงยืนรออยู่ที่ลานจอดรถ สมุน 2 คนขนาบหลัง
เสี่ยตรงยื่นมือจะจับแก้มปิ่นอนงค์ ปิ่นอนงค์เอียงหลบไปแนบไหล่ใหญ่
“ไปครองรักกันในนรกเถอะนะ คุณชาลิต ปิ่นอนงค์”
เสี่ยตงเย้ยหยัน แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณ ลูกน้อง 8 คน ดันใหญ่กะปิ่นอนงค์ขึ้นรถตู้ แล้วขับออกไป
ลูกน้อง 5 คนยืนล้อมวง หน้าเครียดฟังปลอดบอกแผนที่โถงในบ้านเพ็ญยืนอยู่หลังปลอด สีหน้ากังวลใจ
“เรามีเวลาแค่สี่ชั่วโมง นั่งเจ็ตโบ้ตไปเพชรบุรี นายปานรออยู่แล้วต่อไปถ้ำจอมพล อำเภอจอมบึง ราชบุรี ต้องไปให้ทัน ไป”
เพ็ญแทรกขึ้น “พี่ปลอด ระวังตัว นะพี่”
ปลอดพยักหน้า เดินนำลูกน้องไป
ใหญ่นั่งตรงกลางปิ่นอนงค์อยู่ริมหน้าต่าง สมุนหนึ่งคนอยู่ติดประตู
ปิ่นอนงค์จับแขนใหญ่ เพราะกลัวมากสีหน้าเครียด เหลือบเหลียวมองสมุนเสี่ยตงไปมา
ใหญ่เหลียวซ้าย มองหน้าสมุนที่นั่งติดกันนิ่งๆ
“มองทำไมไอ้ใหญ่ อยากเจ็บตัวก่อนตายเหรอ”
“เปล่า แต่มีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วย” ใหญ่ว่า
“เรื่องสำคัญอะไรวะ”
“ฉันมีสมบัติที่ปล้นมาซ่อนเอาไว้เยอะด้วย จะแบ่งให้ถ้าพวกแกปล่อยเรา”
สมุนรายนั้นนิ่งคิดแล้วหัวเราะขำกลิ้ง
“เฮ้ยพวกเรา ไอ้ใหญ่บอกมีสมบัติก้อนใหญ่โว้ย.. นึกว่าพวกฉันโง่ ปัญญาอ่อนหรือยังไง ไอ้เวร”
“ชีวิตฉันก็ไม่ต่างกับพวกแกหรอก แต่ฉันเน้นปล้นบ่อนใหญ่ๆ ปล้นคนเล่นรวยๆ ที่ข้ามไปเล่นแถวๆ ชายแดนแล้วก็เอา ไปฝังไว้ที่ถ้ำ เงินมีมากกว่าที่แกคิดเยอะ ถ้าไปแล้วไม่มี พวกแกก็ฆ่าฉันทิ้งได้อยู่แล้ว แถมแถวนั้นติดชายแดนด้วย กำจัดศพง่ายจะตาย”
สมุนเสี่ยตงครุ่นคิด เหลียวมองลูกน้องไปมา “ถ้าเจอเงิน พวกแกเอาไปแบ่งกันแล้วปล่อยปิ่นไป ส่วนฉันกับพวกแก เรามาร่วมมือเป็นแก๊งเดียวกัน”
เหล่าสมุนสบตากันไปมา ชั่งใจ คิดหนัก
จู่ๆ ใหญ่ทำเครียด ปิ่นอนงค์มองใหญ่งงๆ
จัดโต๊ะกินข้าวที่เรือนใหญ่เสร็จ อุ่นเรือนเอาแต่ชะเง้อมองที่ประตู
ครองสุขเดินเข้ามาที่โต๊ะ “วันนี้ ฉันให้ธีระรอข่าวสำคัญ ไม่มากินด้วย ตักข้าวเลย”
“คุณนายคะ ได้ยินว่าคุณนายให้ปิ่นออกไปหาข้างนอก มันไม่ได้กลับมาพร้อมคุณนายเหรอคะ” อุ่นเรือนร้อนใจนัก
“มันเอาของมาให้ แล้วก็บอกว่าจะไปธุระต่อ” ครองสุขทำเนียน
อุ่นเรือนวิตก “เอ๊ะ แล้วทำไมป่านนี้ยังไม่กลับ”
ครองสุขเยาะ “หนีตามผู้ชายไปแล้วมั้ง”
“ไม่หรอกค่ะ นั่งปิ่นมันไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ”
“นังปิ่นมันร้ายกว่าที่แกคิดเยอะนะ แกตามมันไม่ทันหรอกนังอุ่น”
น้อยเดินลงมาจากชั้นบน “นังน้อย ฉันให้แกไปตามยัยนีลงมากินข้าวตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่ลงมาอีก”
“คุณนีไม่ลงมาค่ะ สั่งให้น้อยเอาข้าวขึ้นไปให้ข้างบนค่ะ”
ครองสุขฉุนขาดกระแทกช้อนวางคาจาน
ครองสุขเข้าห้องมา “ยัยนี”
ทัศนีย์นั่งหน้ามุ่ยที่เตียง “คุณน้าจะด่า จะตีนีย์ยังไงก็ได้ แต่นีย์ไม่มีวันไปนั่งร่วมโต๊ะกับไอ้ปานเพื่อนโจรของไอ้ใหญ่อีกแล้ววันนี้มันก็ปล้ำนีด้วยดีที่ยัยจินตนามาช่วยเอาไว้”
ครองสุขเข้าไปนั่งเชิดหน้า “ถือว่าทำทานให้หมามันไปเหอะ ต่อไปนี้แกจะไม่เห็นหน้าพวกมันอีก คืนนี้จะมีคนส่งไอ้ใหญ่ลงนรก ส่วนไอ้ปาน เราก็แจ้งตำรวจว่ามันปล้ำแก แค่นี้ก็เฉดหัวมันพ้นไร่ของเราแล้ว”
ทัศนีย์ระรื่น “จริงหรอคะคุณน้า คุณน้านี่ยอดหญิงจริงๆ เลย”
สองแม่ลูกที่โลกภายนอกรู้ว่าเป็นน้าหลานกอดกันดีใจ
ปานเทพจอดรถรอที่ท่าเรือริมทะเล ตามแผน ปลอดเดินนำลูกน้อง มาจากสะพานเทียบเรือ ท่าทางเร่งรีบ ร้อนรน ปานเทพรีบลงไปตรงเข้าไปจับแขนพ่อ
“พ่อ ผมเอง”
ปลอดตบกบาลลูกชาย “แกพลาดให้คุณใหญ่โดนจับตัวไปได้ไง”
“ก็มันจะทำอะไรเคยบอกให้รู้ตัวก่อนมั้ยล่ะ นึกจะทำอะไรก็ทำ” ปานเทพโอดครวญ
ปลอดบอกทุกคน “รีบไปช่วยคุณใหญ่ก่อน ความผิดแกค่อยชำระสะสางทีหลัง”
ปานเทพเกาหัวแกรก รีบนำทุกคนไปที่รถ
ใหญ่กับปิ่นอนงค์ถูกคุมตัวมาถึงหน้าถ้ำตอนเย็น เหล่าลูกน้องพกปืนเห็นชัดเจน สมุนหัวโจกถือไฟฉาย 2 กระบอก ยื่นให้สุ่นลูกน้อง พร้อมกับสั่ง
“แกเข้าไปกับฉัน ไอ้ใหญ่ พวกแกคุมนังปิ่นเอาไว้ ถ้าแกเบี้ยวนะไอ้ใหญ่ นังปิ่นไม่เหลือแน่ ไอ้สุ่นเข้าไประวังหลังให้ฉันด้วย”
สมุนหัวโจกดันหลังใหญ่ไป สุ่นถือปืนตามใหญ่เดินเข้าไปได้สิบก้าว
ปิ่นอนงค์ขวัญเสียห่วงใหญ่ “คุณใหญ่” แล้วร้องไห้ วิ่งไปหาใหญ่
ใหญ่ก้มลงที่ซอกคอปิ่นอนงค์กระซิบบอก “ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะไม่ทิ้งเธอปิ่นอนงค์”
สมุนหัวโจกเข้ามากระชากคอเสื้อใหญ่ “ร่ำไรอยู่ได้ไปเร็ว”
มันจับคอเสื้อให้ใหญ่เดินนำเข้าถ้ำไป สุ่นถือปืนเล็งหลังใหญ่ตามติด
สมุนที่เหลือข้างนอกรายล้อมปิ่นอนงค์ห่างๆ นั่งบ้างยืนบ้าง
ปิ่นอนงค์มองตามใหญ่อย่างเป็นห่วง
กลุ่มของปลอดคืบคลานเข้ามาแอบดูตามพุ่มไม้ ก้อนหิน ต้นไม้ พงษ์ทำท่าเล็งปืนลูกซองแฝด ปลอดจับปืนไว้
“เฮ้ย เดี๋ยว มีผู้หญิงด้วย” ปลอดร้องบอก เมื่อเห็นปิ่นอนงค์ถูกคุมตัวที่หน้าปากถ้ำ
ปลอดหันมากระซิบถามปานเทพ “ผู้หญิงนั่นใครวะ”
ปานเทพเพ่งมองจ้อง “น่าจะเป็นปิ่นอนงค์ ลูกสาวป้าอุ่นเรือนที่ใหญ่มันไปช่วยออกมาจากเสี่ยตง น่ะพ่อ”
ปลอดปรับแผน “งั้นอย่าเพิ่งโจมตี เดี๋ยวปิ่นอนงค์โดนลูกหลง”
ลูกน้องทุกคนรับทราบและเตรียมพร้อมทุกขณะ
เหตุการณ์ที่ไร่ไพศาลเวลานั้น จินตนายังรอฟังเรื่องปานเทพอยู่ที่คอกสัตว์ พอเห็นจอมเดินหน้าเครียดเข้ามา จินตนารีบถาม
“ว่าไงจอม”
“มันขับรถของไร่ออกไปแล้ว บอกว่าจะออกไปหาคุณใหญ่ ท่าทางพิรุธ” จอมบอกท่าทีขัดใจไม่หาย
“ไอ้คนนี้มันเคยขับรถทับหมาแล้วเอาไปทิ้งไว้ที่ที่ทำงานจิน แล้วก็หนีไป จินสงสัยตั้งแต่เจอกันที่คอกสัตว์ ที่เค้าใส่หนวด ใส่เคราแล้วว่าเคยเจอกันที่ไหน”
“ไม่รู้มันมีคดีติดตัวกี่คดี ถึงหนีมาหลบในไร่เรา” จอมไม่พอใจใหญ่เป็นทุนอยู่แล้วเลยใส่ปานเทพหนัก
อุ่นเรือนเดินเข้ามาด้วยท่าทีร้อนใจ “หนูจิน นี่ป้ากำลังจะโทร.หาหนูพอดี ปิ่นไปหาหนูหรือเปล่า”
“ไม่นี่คะ หนูผ่านมาแถวนี้เลยแวะมาหาปิ่น ทำไมคะ”
ฟังแล้วอุ่นเรือนยิ่งกลุ้มหนัก
ขณะเดียวกัน ภายในถ้ำ ใหญ่เดินเยื้องหน้าสมุนหัวโจก และสุ่นถือปืนตามหลัง
ใหญ่เดินไถลลื่นไปมา สมุนชักโมโห “เฮ้ย...เมื่อไหร่จะถึงซะทีวะ ไอ้ขุมทรัพย์สมบัติแก ไอ้ใหญ่”
“ก็ช้าหน่อย ทางมันลื่น แล้วฉันทรงตัวได้ที่ไหน โดนใส่กุญแจมือข้างหลังอย่างนี้ เปลี่ยนมาใส่ข้างหน้าได้รึเปล่าจะ ได้ไปถึงเร็วๆ”
วายร้ายสบตากันไปมา สมุนหัวโจก ชักปืนออกมาเล็งอกใหญ่แล้วสั่ง
“ไอ้สุ่น ไขกุญแจมือให้มัน”
สุ่นเหน็บปืนที่หลัง ควักกุญแจไขมือให้ใหญ่ด้านหลัง กุญแจมือหลุด สุ่นถือเอาไว้สุ่นบอก “หันมา”
สมุนหัวโจกเล็งปืนจดจ้องสั่งสำทับ “ช้าๆ ไอ้ใหญ่ ช้าๆ ระยะแค่นี้ชั้นไม่พลาดแน่”
ใหญ่กลับหันไปหา สุ่นรีบใส่กุญแจมือบีบให้แน่น ดังกิ๊กๆ
สุ่นสบตาลูกพี่ “เรียบร้อย เฮีย”
ใหญ่หันกลับมาหาสมุน หัวโจก แต่ตาจ้องที่กุญแจมือ
สมุนหัวโจกงง ก้มมองกุญแจมือ สุ่นเก็บลูกกุญแจกำลังจะหยิบปืนที่เอว
ไวเท่าความคิดใหญ่เงยหน้า กำมือพร้อมกับเอาโซ่ระหว่างมือยกสวนขึ้น
โซ่กระแทกปืนในมือสมุนหัวโจกกระเด็นขึ้นบน โซ่พุ่งพรวดพาดสู่จุดหมายคือลูกกระเดือกของสมุนหัวโจกเต็มๆ มันทรุดลงไปนั่งกุมคอตาเหลือก
ใหญ่หันกลับมากระโดดเข้าบีบคอสุ่นที่กำลังเลิ่กลั่ก จับกระแทกกับผนังถ้ำสี่ครั้ง สุ่นสลบเหมือดใหญ่ล้วงลูกกุญแจออกมาจากกระเป๋าสุ่น
สมุนหัวโจก ทุรนทุรายจะหยิบปืน ใหญ่ลุกหันมาเตะเข้าปลายคาง จับหัวโขกหินอีกทีวูบคาที่
ค่ำมากแล้วปิ่นอนงค์นั่งหน้ากองไฟ ชะเง้อดูหน้าถ้ำเป็นระยะ สมุนที่เหลือออกอาการเครียด มองหน้ากันไปมา ต่างถือไฟฉายส่องไปรอบๆ บ้าง ส่องหน้าถ้ำบ้าง
สมุนคนหนึ่งลุกขึ้น ชี้บอกสมุนอีกคน ให้ลุกตามมา พลางร้องบอก
“เฮ้ย นานไปแล้วว่ะ แกเฝ้าผู้หญิงไว้”
สมุน 2 คน ตามกันเข้าถ้ำไป
กลุ่มของปลอดเครียด ปลอดไล่เช็คจำนสนคน ส่งสัญญาณชี้สมุนเสี่ยตงว่าเหลือที่หน้าถ้ำ 4 คน
พงษ์กับลูกน้องกระจายกำลังกันหายไปในความมืด
สมุนที่เหลือจ้องปิ่นอนงค์เขม็ง ปิ่นอนงค์กลัวมาก ผวาหลบตา
สมุน 2 คนเดินถือปืนระแวดระวังมาตามทางในถ้ำ ส่องไฟฉายไปมา
เห็นสมุนสุ่นกับหัวโจกนอนอยู่ สมุน 2 คนรีบเข้าไปดูด้วยความตกใจ ใหญ่รออยู่ในมุมมืดเข้ามาเตะเสยสมุนคนหนึ่งจนกระเด็น สมุนอีกคนจะยิงใส่
ใหญ่โผนทะยบานเข้ามาแย่งปืนแล้วจับยิงขาสมุนอย่างแม่นยำ แต่มันไม่หมดฤทธิ์ ถองใหญ่แล้วดิ้นหลุด พร้อมกับเข้าสู้แย่งปืนกัน ปืนลั่นอีกหลายนัด สมุนหัวโจกที่สลบอยู่ดันฟื้น วิ่งหนีออกจากถ้ำไป
สมุนหัวโจกซึ่งหัวแตกวิ่งออกมา ตะโกนบอกลูกน้อง “ไอ้ใหญ่มันเล่นไม่ซื่อจัดการ อีปิ่นซะ พวกเราเข้าไปอัดมันให้เละ”
สมุนที่จับปิ่นอนงค์อยู่ ทำท่าจะยิง แต่ถูกปืนยิงมือปืนกระเด็น ระเบิดควันถูกโยนเข้ามา พงษ์ที่เคลื่อนมาซุ่มใกล้ๆ ก็ พาลูกน้องกระโดดเข้ามา อัดกับพวกสมุนเสี่ยตงอย่างดุเดือด ปลอดวิ่งมากับปานเทพ
“ไอ้ปานเอ็งดูปิ่น พ่อจะไปช่วยคุณใหญ่”
ปานเทพดึงปิ่นอนงค์ซึ่งตื่นตกใจอยู่หนีไปอีกทาง
ปลอดวิ่งเข้ามา เห็นใหญ่ต่อยอยู่กับสมุนที่ตามมาทีหลังและไอ้สุ่น ซึ่งฟื้นแล้ว ใหญ่เพลี่ยงพล้ำเพราะโดนรุม ปลอดเข้าช่วยจนสองคนนอนหมอบ ปลอดจะยิง แต่ใหญ่จับไว้
“อย่าครับอา”
พงษ์กับลูกน้องบางส่วนเข้ามา “จัดการข้างนอกเรียบร้อยแล้วครับ”
ใหญ่ถามเครียด “ไม่ได้ฆ่าใครใช่มั้ย”
“ก็เลือดตกยางออกนิดหน่อย แต่ไม่ถึงตาย”
ปลอดสั่งลูกน้อง “มัดไอ้สามคนนี่ด้วย”
ลูกน้องเข้ามา เอาเชือกมัดสมุนเสี่ยตง
ปลอดเห็นเสื้อแถวเอวใหญ่มีเลือดเป็นดวงใหญ่
“คุณใหญ่ คุณใหญ่ถูกยิงเหรอครับ”
ใหญ่ก้มลงมอง กุมที่เลือดงงๆ
สมุนเสี่ยถูกจับมัด โดนยืนล้อมเอาปืนจี้ ปานเทพอยู่กับปิ่นอนงค์ที่ชะเง้อมองหน้าถ้ำปานเทพถาม“เธอไม่เป็นไรใช่มั้ย”
“ไม่ค่ะ” ปิ่นอนงค์มองๆ
“ฉัน ปาน ลูกพ่อปลอด”
“ปาน” ปลอดประคองใหญ่ที่กุมท้องออกมาเรียก พงษ์ตามออกมา ปิ่นอนงค์หันไปเห็น
“คุณใหญ่” ปิ่นโผเข้าหา “คุณใหญ่บาดเจ็บ”
ใหญ่นั่งซบปิ่นอนงค์ “ฉันไม่เป็นไรหรอก”
“ไม่เป็นไรได้ไงค่ะ เลือดออกเยอะอย่างงี้ ช่วยคุณใหญ่ด้วยคุณใหญ่ถูกยิง พาคุณใหญ่ไปหาหมอเร็วค่ะ” ปิ่นอนงค์ลนลานไปหมด
ปานเทพตกใจไปด้วย เพราะกลัวเลือด “ไปไอ้ใหญ่ ช่วยกันหน่อยพี่พงษ์”
พงษ์ยืนเฉยๆ มองหน้าปลอด “เอ้าเป็นไรกัน ไม่ได้ยินเหรอ”
ปลอดจิกเสื้อปานเทพลากไป ร้องสั่ง “ไม่ใช่เรื่องของแก เฮ้ย พงษ์ ต้อนพวกแดนนรกนี่เข้าไปรวมกันในถ้ำ”
พงษ์ไปจัดการสมุนที่เหลือตามสั่ง ปานเทพถูกปลอดลากไป
ปานเทพตามมาในอาการงง “พ่อ ทำไมไม่เอาไอ้ใหญ่ส่งโรงพยาบาล เดี๋ยวก็เลือดหมดตัวกันพอดี”
ปลอดฉุนนัก “คุณใหญ่เค้าไม่ใจเสาะอย่างแกหรอก เดี๋ยวเค้าก็หาย แกน่ะมาเล่าให้ฉันฟังให้หมดว่า ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นที่ไร่”
ใหญ่ทำเป็นแย่ ปิ่นอนงค์ใจคอไม่ดี “คุณใหญ่อดทนไว้นะคะ คุณใหญ่ต้องไม่เป็นไร”
“เธอไม่ได้อยากให้ฉันตายเหรอ”
“ปิ่นไม่เคยอยากให้คุณใหญ่ตายเลยนะคะ”
“จริงเหรอ”
“จริงซิคะ เราต้องห้ามเลือดก่อน ขอปิ่นดูแผลได้มั้ย”
“แต่คุณนายของเธอเกลียดฉัน ถ้าเค้าอยากให้ฉันตายเธอจะกล้าขัดคำสั่งเค้าเหรอ”
“ปิ่นจะทำให้คุณนายหายเกลียดคุณใหญ่ เองค่ะ จริงๆ นะคะ”
ใหญ่มองเหมือนจะประเมินว่าปิ่นอนงค์พูดอย่างจริงใจหรือเปล่า
ปิ่นอนงค์เปิดเสื้อใหญ่ดูจนได้ “เอ๊ะ ไม่เห็นมีแผลเลย”
“อ้าวเหรอ แสดงว่ามันเป็นเลือดของพวกไอ้เสี่ยน่ะสิ”
ใหญ่ลุกขึ้น ปิ่นอนงค์มองงงๆ ใหญ่ยื่นมือ “ไปเถอะ”
นั่นละปิ่นอนงค์ถึงรู้ว่าถูกใหญ่แกล้ง จึงทั้งงอนทั้งโกรธ ลุกขึ้นเดินไปเอง
ใหญ่พาปิ่นอนงค์เดินมาที่รถ ปานเทพกับปลอดยืนรออยู่แล้ว ใหญ่ยกมือไหว้ปลอด
“ขอบคุณนะครับอาปลอด ถ้าไม่ได้อา ผมแย่แน่ๆเลย”
“แล้วคุณใหญ่จะเอาไงกับพวกเสี่ยตง ส่งมันให้ตำรวจมั้ย”
ใหญ่กระแอม “ไม่ได้หรอกอา พวกเราก็มีชนักติดหลังอยู่เยอะ อย่าลืมซิ เก็บมันไว้ก่อน ดูว่าทางไร่จะ
เอาไงต่อ”
ปิ่นอนงค์มองปลอดจับอาการ
ใหญ่แตะมือปิ่นอนงค์ ทำเอาปิ่นอนงค์สะดุ้ง “เธอจำอาปลอดได้มั้ย”
ปิ่นอนงค์ยกมือไหว้ ปลอดรับไหว้
“ที่ฉันบอกเธอว่าไปปล้นใครต่อใครเค้า อาปลอดนี่แหละคือ…” ปลอดสะดุ้งกระแอมมองใหญ่ว่าเล่น
อะไร “หัวหน้าแก๊ง เธอเห็นฝีมือแล้วนี่ เป็นไงใช้ได้มั้ย”
ปิ่นอนงค์ผวาสบตาปลอดแล้วรีบหลบตา “ไปเถอะอา ผมหิวมาก ไปหาข้าวต้มรอบดึกรองท้องดีกว่า”
เช้าวันต่อมาอุ่นเรือนนั่งสะอึกสะอื้นอยู่ระเบียงบ้าน น้อยนั่งที่พื้น บีบขาปลอบใจ จอมเข้ามาอาการซึมๆ อุ่นเรือนรีบลุก “ว่ายังไงจอม ได้ข่าวปิ่นมั้ย”
จอมส่ายหน้า “ไม่มีวี่แววเลยป้า แต่ชั้นไปลงบันทึกที่โรงพักแล้ว อีกสองวันถ้าปิ่นยังไม่กลับมา เราค่อยไปแจ้งความกัน”
อุ่นเรือนทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ คร่ำครวญ
“หรือว่าปิ่นมันจะน้อยใจ ที่คุณนายกับป้าไปดุมันเรื่องคุณใหญ่”
“ใช่เรื่องนี้แน่เลย เพราะพี่ปิ่นไม่เคยไปยุ่งกับคุณใหญ่ มีแต่คุณใหญ่นั้นแหละที่คอยมาวอแว เกาะแกะยุ่งเกี่ยวกับพี่ปิ่น”
อุ่นเรือนสะท้อนในใจ “ความผิดของฉันแท้ๆ ฉันผิดเอง”
จอมตาขวาง “ไม่ใช่ความผิดของป้า ความผิดของคุณใหญ่คนเดียว”
หวานวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามา “ป้าอุ่น น้อย คุณนายตามหา บอกให้ขึ้นไปที่เรือนใหญ่เดี๋ยวนี้”
รถตู้แล่นเข้ามาตรงทางเข้าบ้านของปลอด ภายในรถปิ่นอนงค์หลับซบอิงกับไหล่ใหญ่อยู่ ใหญ่ก็กอดอกหลับ
ปานเทพก็สัปหงกเหมือนกัน ปลอดหันมามองคิดๆ
รถจอดที่หน้าบ้าน ปลอดถองปานเทพ “ไอ้ปานตื่น”
ปานเทพตื่นมองรอบๆ พอรู้ก็โวยลั่น “ถึงแล้วเหรอ เฮ้ยนี่มันบ้านเรานี่พ่อ ทำไมไม่กลับไร่ไพศาลล่ะ”
“แกถามคุณใหญ่เองแล้วกัน คุณใหญ่ครับ คุณใหญ่” ปลอดหันไปปลุกใหญ่
ใหญ่ลืมตาขึ้นมามอง เห็นปิ่นอนงค์ยังหลับซบอยู่ใหญ่เรียกปลุก “ปิ่น ปิ่น”
ปิ่นอนงค์ยังนิ่ง “สงสัยฤทธิ์ยายังไม่หมด”
ปานเทพงงก่อนจะนึกได้ “ยา ยาอะไร เฮ้ยอย่าบอกนะว่า ที่ร้านข้าวต้ม แกวางยายัยปิ่น”
ใหญ่ไม่ตอบใบหน้าเหมือนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชัวโมงก่อน
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 4 (ต่อ)
ที่ร้านข้าวต้ม ใหญ่เปลี่ยนเสื้อแล้ว แอบเอายาใส่ในแก้วน้ำเก็กฮวยเม็ดหนึ่ง ปานเทพโซ้ยข้าวไม่ได้มอง ปลอดเห็นแต่ทำเป็นไม่สน ปิ่นอนงค์เข้าห้องน้ำเสร็จเดินกลับมาที่โต๊ะ ใหญ่ยกแก้วยื่นให้
“น้ำเก็กฮวย เย็นๆ กินซะจะได้หายเหนื่อย หายเพลีย”
“ขอบคุณค่ะ” ปิ่นอนงค์รับไปดื่ม
ใหญ่ก้าวลงจากรถ ปานเทพโวยใส่
“ไอ้ใหญ่ แกนี่มันเข้าขั้นโรคจิตแล้วนะโว้ย จะแกล้งอะไรยัยปิ่นนักหนา”
ใหญ่ไม่ตอบอุ้มปิ่นอนงค์ลงไป ปานเทพมองตามไม่วางตา
“ดูมันพ่อ ผมว่าไอ้คุณใหญ่มันอินกับบทโจรเกินไปแล้วอีกหน่อย พวกเราคงถูกตำรวจไล่ล่าตั้งค่าหัวกันจริงๆ สักวัน”
ปลอดผลักหัวลูกชาย “มากไปแล้ว คุณใหญ่เป็นเพื่อนเล่นแกเหรอไอ้ปาน”
เพ็ญเดินออกมาจากหลังบ้าน เห็นใหญ่อุ้มปิ่นอนงค์เข้ามาในบ้าน เพ็ญตื่นตกใจ
“อุ๊ย คุณใหญ่”
“ห้องรับรองเปิดอยู่รึเปล่าครับ”
“ค่ะ ที่นอนก็ปูเรียบร้อยตามที่โทร.มาสั่ง”
ใหญ่อุ้มปิ่นอนงค์เดินขึ้นชั้นบนไปอย่างรีบเร่ง ปลอดกับปานเทพเดินเข้ามา
“ผู้หญิงคนนั้นใครกันพี่ปลอด”
“ปิ่นอนงค์ลูกแม่บ้านไร่ไพศาล อย่าเพิ่งถามอะไรมาก เดี๋ยวคุณใหญ่ก็คงอธิบายทุกอย่างเอง ตอนนี้คุณใหญ่สั่งให้ทำอะไรพูดอะไรก็ทำไปก่อน”
ปลอดพูดจบก็เดินไป เพ็ญมองปานเทพเป็นเชิงถาม
“อย่าถามผม น้าเพ็ญ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็ไม่อยากรู้ด้วย”
ปานเทพเดินไป ทิ้งเพ็ญยืนงงอยู่คนเดียว
น้อยเหงื่อโชก ลากกล่องกระดาษใบใหญ่สองใบออกมาจากห้องทรรศนะ อุ่นเรือนก็เก็บเอาผ้าเช็ดตัวให้ห้องน้ำออกมา เห็นหมอน ผ้าปู ผ้าห่ม ล้นกล่องออกมา โดยมีครองสุขยืนเท้าสะเอวสั่งการอยู่หน้าห้อง
“ดูดีๆ หมดรึยัง ข้าวของเสื้อผ้าของมัน อย่าให้เหลือ”
“จะเอาของคุณใหญ่กับคุณปานไปบริจาคเหรอคะ” น้อยถามงงๆ
“เผา เอาไปเผา แล้วอย่าลืมเอาน้ำยาฆ่าเชื้อมาราดในห้องด้วยทุกซอกทุกมุม”
น้อยตกใจรีบเอามือปิดปากปิดจมูก “อุ๊ย คุณใหญ่เป็นไข้หวัดนกเหรอคะ”
“อีบ้า ฉันจะทำความสะอาดล้างเสนียดล้างซวยต่างหาก นี่มันห้องตานะหลานฉัน ไม่ใช่ห้องของไอ้ใหญ่” ครองสุขตวาดด่า
“แล้วถ้าเกิดคุณใหญ่กลับมาละคะ” อุ่นเรือนสงสัย
“มันไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว”
ครองสุขยิ้มเยาะแล้วเดินเชิดออกไป อุ่นเรือนงง
“แสดงว่าคุณใหญ่ก็ออกไปจากไร่แล้ว หรือว่าปิ่น...”
ครองสุขเดินลงมาจากชั้นบนเจอกับธีระที่เดินเข้ามาในห้องโถงพอดี ธีระรายงาน
“ไอ้ปานก็หายหัวไปด้วย ไอ้เจิดบอกว่า มันขับรถของเราออกไป
“ก็คงออกไปตามเพื่อนมันน่ะสิ เดี๋ยวเธอไปแจ้งความไว้เลยนะ ว่าไอ้ปานมันขโมยรถ กลับมาเมื่อไหร่จะให้ตำรวจลากคอมันเข้าคุก”
ครองสุขสั่งการ แล้วหันไปเห็นทัศนีย์เดินร่าเริง ลงมาแต่งตัวสวยเช้ง
“นี่จะแต่งตัวออกไปไหนอีก”
ทัศนีย์ยิ้มประจบประแจง “แหมนีย์ขอออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างซิคะ เครียดกับพวกโจรมันมาหลายวัน”
ครองสุขมองอย่างชั่งใจ “ก็ได้ แต่รีบๆกลับมานะ พรุ่งนี้ตานะจะกลับมาแล้ว จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันหน่อย”
ทัศนีย์ยิ้ม กราบลงตรงไหล่ครองสุข แล้ววิ่งออกไป ครองสุขมองตามทัศนีย์ไป แล้วหันกลับมา
ธีระนั่งเครียด เหม่อมองไปอีกทาง ครองสุขยิ้มกริ่ม
“คิดอะไรอยู่จ๊ะ”
ธีระครวญ “สงสารปิ่นครับ ที่ต้องมารับเคราะห์ไปกับไอ้ใหญ่ด้วย”
ครองสุขตบโต๊ะด้วยความโมโห “ก็มันทำตัวของมันเอง อยากเอาใจออกห่างไปเข้ากับศัตรูไม่งั้นก็ไม่ต้องมาประสบชะตากรรมแบบนี้หรอก”
อุ่นเรือนตามลงมาแต่ไม่ได้ยินอะไร
“คุณนายคะ คุณใหญ่ไปจากไร่ตั่งแต่เมื่อไหร่คะ ก่อนหรือหลังปิ่นหายไป”
ครองสุขฉงน “อะไรของแกอีก”
“อุ่นกลัวว่าคุณใหญ่จะเอาตัวปิ่นไป”
ครองสุขสบโอกาส “นี่นังอุ่น ไหนไหนเรื่องมันก็มาถึงขนาดนี้ ฉันบอกแกเลยแล้วกัน มีคนเค้าเห็นว่าลูกแกขับรถไปกับไอ้ใหญ่ แล้วมันก็จอดรถทิ้งไว้แล้วก็หายไปไหนด้วยกันก็ไม่รู้ ธีระเป็นคนขับรถคันนั้นกลับมาเองจริงมั้ยธีระ”
ธีระจำใจ “ครับ”
อุ่นเรือนตกใจ “จริงเหรอเนี่ย นังปิ่นมันต้องโดนบังคับแน่ๆ เชื่ออุ่นซิคะ”
ครองสุขถือโอกาสปั่นเต็มๆ “นี่อุ่น...ฟังนะ นังปิ่นน่ะมันไม่ใช่เด็กอายุ ห้าขวบ ไม่มีใครบังคับมันได้หรอก มันน่ะคงจะอยากเป็นคุณนายไร่ไพศาลเต็มแก่ ก็เลยยอมเป็นเมียไอ้ใหญ่แต่โชคไม่ดีไอ้ใหญ่มันอาจจะเจอตำรวจก็เลยพานังปิ่นหนีไปด้วย ทำใจเถอะ ถือเป็นกรรมของแกนะนังอุ่น”
พลางครองสุขลูบหลังลูบไหล่อุ่นเรือนที่ตัวสั่นงันงก ลงไปนั่งแหมะหมดแรงคาพื้นบ้าน
ครองสุขเดินหนีไป ธีระถอนหายใจแล้วเดินตาม
เวลาเดียวกันนั้นที่บ้านปลอด เพ็ญ ยกถาดผลไม้มาแล้วหยิบมีดปอกเพิ่ม ปานเทพกะใหญ่และปลอดชุมนุมกัน
“คุณใหญ่อยากให้ทางไร่คิดว่าคุณใหญ่กับปิ่นอนงค์ถูกฆ่าตาย!” ปลอดถามย้ำ
ใหญ่พยักหน้ารับ “ใช่ครับ”
“ปลอดงง “แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาละครับ”
ปานเทพสาระแน “ความมันส์ไงพ่อ สะใจได้แกล้งคน”
ปลอดฉุน “ไอ้ปาน”
“ที่ปานพูดมันก็มีส่วนถูก ผมอยากสั่งสอนบทเรียนให้คนพวกนั้น” ใหญ่ว่า
“แต่ผมว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าพลาดพลั้ง นอกจากคุณใหญ่จะเป็นอันตราย ทุกอย่างที่เราทำก็จะสูญเปล่า” ปลอดไม่เห็นด้วย
“คราวนี้ผมยอมรับว่าผมประมาทไปหน่อย แต่ต่อไปผมรับรองว่าจะระวังมากขึ้น”
ปานเทพตั้งข้อสังเกต “สรุปแล้ว แกจะปล่อยให้ไอ้เสี่ยมันลอยนวล แกคิดเหรอว่ามันจะไม่มาเอาคืน”
“มันอาจจะไม่กลัวตำรวจนะ แต่มันคงไม่อยากมีเรื่องกับแก๊งเสือปลอดหรอก”
ระหว่างนั้นปิ่นอนงค์เดินท่าทางเพลียๆ ลงมา ทันได้ยินประโยคท้ายถึงกับชะงัก เพ็ญหันไปเห็น
“อ้าว ปิ่นอนงค์ ตื่นแล้วเหรอ”
ปิ่นอนงค์ไม่คุ้นสถานที่ “ที่นี่ที่ไหนคะ”
ใหญ่ลุกขึ้นอย่างกร่าง “ขอต้อนรับสู่รังเสือปลอด”
ปลอดทำหน้าไม่ถูก ปานเทพสะใจ “รังเสือปลอด”
ปิ่นมองบ้านปลอดตื่นตา แปลกใจ “ทำไมเหรอปิ่น เธอนึกว่าโจรต้องอยู่ในถ้ำในป่า หรือปลูกกระต๊อบอยู่เหรอ เชยจริงๆ พวกเราเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายปล้นเงินมาได้ ก็ต้องใช้ให้คุ้มหน่อย”
ใหญ่ผายมือไปที่เพ็ญ “แล้วนี่น้าเพ็ญ เมียเสือปลอด”
ปิ่นอนงค์ไหว้เพ็ญ เพ็ญรับไหว้ มีดยังอยู่ ปิ่นอนงค์เห็นมีดอึ้งๆ เพ็ญรีบวางมีด
“หนูปิ่นหิวหรือยัง กินอะไรดี”
“ไม่ค่ะ ปิ่นยังไม่หิว”
“ไม่ต้องเกรงใจ ที่นี่ของกินเหลือเฟือ พวกฉันไม่ใช่โจรกระจอกนะ”
“ใช่ๆๆๆ เราปล้นแต่คนรวยๆ ทั้งนั้น กินทิ้งกินขว้างได้เลย ไม่ต้องเสียดาย ฮ่ะๆๆๆๆ จริงมั้ยพ่อเสือ ฮ่ะๆๆ” ใหญ่หยิบผลไม้มากิน “ปลอดจำต้องหัวเราะไปด้วย ปิ่นมองแปลกๆ ประมาณเว่อร์เกิน โดยเฉพาะเพ็ญที่หลบๆ ตา”
อีกมุมบ้านปลอด ปิ่นเดินตามใหญ่มา
“คุณใหญ่ ทำไมคุณใหญ่ไม่พาปิ่นกลับไร่ไพศาลคะ”
“ตอนแรกก็ว่าจะไป แต่ฉันคิดว่า กลับไปตอนนี้ยังไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่”
“แต่ป่านนี้คนที่นั่นคงเป็นห่วงเรามาก” ปิ่นอนงค์
“ปิ่นอนงค์ นี่เธอคิดว่ายังมีใครเป็นห่วงเราสองคนอีกเหรอ คุณนายครองสุขหลอกเธอมาหาเสี่ยตง แล้วก็กะจะให้ไอ้เสี่ยนั่นเอาเราไปฆ่า รู้ไว้ซะด้วย”
“เสี่ยนั่นอาจจะคิดร้ายกับเราเอง คุณนายไม่ใจร้ายอย่างที่คุณใหญ่คิดหรอกค่ะ”
ปิ่นอนงค์หลบตา “จริงๆ แล้วก็คิดว่าคุณนายร้าย แต่ไม่อยากยอมรับกับใหญ่”
ใหญ่บอก “เธอเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เหรอ”
“ค่ะ อีกอย่างแม่ก็คงกลุ้มใจมากที่ปิ่นหายมาอย่างงี้ ปิ่นขอร้องนะคะคุณใหญ่ ถ้าคุณใหญ่ยังไม่อยากกลับก็ปล่อยปิ่นไปเถอะค่ะใหญ่ทำเป็นคิด”
อุ่นเรือนนอนซมหน้าเครียดอยู่ จินตนานั่งข้างเตียงเกลี้ยกล่อม
“ป้าอุ่น ไปโรงพยาบาลกับจินเถอะนะคะ ให้คุณหมอตรวจดูซักหน่อย ก็ยังดี”
“ไม่ สิ้นเปลืองเปล่าๆ แค่นี้คุณนายก็เดือดร้อนใจมากพอแล้ว”
จินตนากล่อมทั้ง “ใจเย็นๆ นะป้า จินไม่เชื่อหรอกว่าปิ่นจะทำแบบที่คุณนายพูด”
“แต่ปิ่นมันเป็นคนหัวอ่อน มันอาจถูกคุณใหญ่หลอกก็ได้ หนูจิน นี่ป้าควรจะทำไงดี ถ้าปิ่นมันไม่กลับมา” อุ่นเรือนรำพัน
“ปิ่นต้องกลับมา จินเอาหัวเป็นประกัน ปิ่นไม่มีวันทิ้งป้าอุ่นแน่ อีกอย่าง ปิ่นรอวันที่คุณทรรศนะจะกลับมาตลอด ยังไงปิ่นก็ต้องกลับมาเจอคุณนะ ป้าเชื่อจินซิจ๊ะ”
น้อยกำลังลากลังของปานเทพกับใหญ่ออกมา แค่สองลังก็ลิ้นห้อย แล้วหยิบกระดาษหนังสือพิมพ์ขยำเอาไฟแช็กจุด
จินตนาเดินมาเห็น “น้อย!”
จินตนาวิ่งมา “ทำอะไรน่ะ”
“คุณนายให้เผาของคุณใหญ่กับคุณปาน”
จินตนาสงสัย “เผาทำไม”
“แกบอกว่าสองคนนี่จะไม่กลับมาแล้ว ท่าทางมีความสุขมากเลยค่ะคุณจิน”
จินตนาจับมือน้อยไว้ “เดี๋ยวน้อย อย่าเพิ่ง ลังไหนของนายปาน”
น้อยบอก “นี่ค่ะ”
จินตนาหยิบของในลังขึ้นมาดู เป็นพวกเสื้อผ้า ผู้ชาย กางเกงใน จินตนาคีบอย่างรังเกียจ
น้อยถาม “คุณจินจะทำอะไรคะ”
“ฉันสงสัยว่าเพื่อนคุณใหญ่คนนี้ไม่ธรรมดา”
“ไม่ธรรมดาแน่ค่ะ ก็เคยเป็นโจรปล้นฆ่านี่คะ”
“นั่นแหละที่ฉันสงสัย”
จินตนาคุ้ยของเจอกระเป๋าใส่ของจุกจิก เปิดดูเจอพวกโรลออน น้ำมัน โลชั่น ที่โกนหนวดแบบทันสมัย ครีมอาฟเตอร์เซฟ ผ้าเช็ดหน้าลายหรู
“นายปานใช้ของขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
“ของปล้นมามั้งคะ”
จินตนาค้นอีก เจอพวกวิตามินซี น้ำมันปลา สองสามขวด และสุดท้าย เจอหนังสือกฎหมายฉบับพกพา
“ตำรากฎหมาย แน่ใจเหรอน้อยว่านี่ของนายปาน ป่าหวาย”
น้อยมองงงๆ
ปิ่นอนงค์นั่งดูปฎิทินหน้าหมอง จำได้ “คุณนะ พรุ่งนี้คุณนะจะกลับแล้ว ไม่รู้ปิ่นจะมีโอกาสได้ไปเจอคุณนะมั้ย ปิ่นคิดถึงคุณนะมากนะคะ”
ใหญ่ยืนหน้าเครียดมองอยู่ ในมือถือโทรศัพท์กำแน่น “อย่างงี้นี่เอง”
ปิ่นหันขวับไปเจอใหญ่ก็ตกใจ “คุณใหญ่”
“ตอนแรกฉันก็เห็นใจนะ นึกว่าเธอคิดถึงแม่จริงๆ ก็เลยจะเอาโทรศัพท์มาให้โทรหา แต่...ถ้าแค่อยากกลับไปเจอหน้าไอ้นะ ยังไม่ต้องก็ได้มั้ง”
ปิ่นอนงค์วิ่งถลาไปหาใหญ่ร้องขอ “คุณใหญ่...ขอโทรศัพท์เถอะค่ะ ปิ่นอยากโทร.ไปหาแม่จริงๆ”
ใหญ่กระชากมือออก เดินหนีไปไม่ใยดี แล้วกระแทกประตูปิด ล็อคจากด้านนอก
“คุณใหญ่ๆๆ” ปิ่นทุบประตูครวญคร่ำ
ปานเทพหาหนังสือกฎหมายในเป้ “ตำราคู่ใจอยู่ไหนวะ หรือลืมไว้ที่ไร่”
ใหญ่เดินหน้าบอกบุญไม่รับลงมา“ไอ้คุณใหญ่เห็นตำรากฎหมายฉบับย่อของฉันมั้ยวะ”
“รถคันที่เอามาจากไร่ไพศาลอยู่มั้ย”
“อยู่ จะไปไหน” ปานเทพถามงงๆ
“ไปเหมือง” ใหญ่เดินออกทันที
ใหญ่มาถึงเหมืองใส่หมวกเดินเข้ามาที่คนงานกำลังใส่แท่งไดนาไมท์ตามช่องหินที่เจาะไว้ เตรียมระเบิด
“มาชั้นทำเอง”
ใหญ่แย่งไปทำเองสีหน้าเคร่งเครียด โกรธแกมโมโหปิ่นอนงค์เรื่องทรรศนะกรุ่นๆ
เวลาเดียวที่ไร่ไพศาล ครองสุขอยู่ในห้องนอนบนเรือนใหญ่ กำลังเอาชุดมาวางเรียงรายบนเตียงเพื่อเลือก และคุยโทรศัพท์กับทรรศนะที่ยังอยู่เมืองนอก
“ตกลงนะ จะมาถึงกี่โมงแน่ น้าจะได้กะเวลาไปถูก”
ทรรศนะใส่สูทเตรียมตัวเดินทาง “คุณน้าไม่ต้องมารับหรอกครับ”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“ไหนๆ ผมก็จะกลับไปที่ไร่อยู่แล้ว ย้อนไปย้อนมาเสียเวลา เดี๋ยวผมหารถกลับเอง” ทรรศนะบอก
“ไม่เสียเวลาหรอกนะ น้าอยากรู้จักกับหนูอรด้วย”
“ยังไงผมก็ต้องพาอรไปกราบคุณน้าอยู่ดี เอาเป็นว่า คุณน้ารอผมอยู่ที่ไร่ดีกว่านะครับ” ทรรศนะตัดบทกดวางสายทันที
ครองสุขงง “ฮัลโหลๆๆๆ เดี๋ยวซิตานะ”
ทรรศนะอยู่ในห้อง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย อรสอางค์เดินเข้ามา
“ตายแล้ว นะจะใส่สูทตัวนี้เดินทางเหรอ”
“ครับ”
“โอ๊ย ไม่เอา เห่ยจะตาย ไม่แมทกับอรเลย เปลี่ยนสูทเถอะค่ะ ให้มันดูเริ่ดๆ หน่อย คุณพ่อกับคุณแม่อุตส่าห์มารับ”
อรสอางค์จัดแจงเปิดกระเป๋าเอาสูทตัวใหม่ออกมา “ใส่ตัวนี้ดีกว่า เปลี่ยนซิคะ เดี๋ยวไม่ทัน” ทรรศนะจำต้องเปลี่ยน “อ้อ แล้วนะกำชับคุณน้าชาวไร่ของนะ หรือยังว่าควรแต่งตัวยังไงมาเจอกับครอบครัวอร”
“พอดี คุณน้า ติดธุระกะทันหันน่ะครับ เลยมารับไม่ได้” ทรรศนะปดอรสอางค์
“เหรอ ก็ดี กำลังกลัวเลยว่าจะใส่เสื้อผ้ามากันยังไง ถ้าพร้อมแล้วก็ตามเด็กมายกกระเป๋าเลยนะ นะ เดี๋ยวต้องไปแล้ว”
“ครับ”
อรสอางค์เจ้ากี้เจ้าการเช็คของ ทรรศนะได้แต่ทำตามอย่างเซ็งๆ
เวลานั้นปิ่นอนงค์นั่งพิงประตูหมดอาลัยตายอยาก ยินเสียงปลดล็อค ปิ่นดีใจ เปิดประตู
“คุณใหญ่” หันไปเห็นเพ็ญยืนอยู่ “คุณน้า...”
“น้าเอาเสื้อผ้าใหม่มาให้ อาบน้ำซะแล้วลงไปกินข้าวนะคะ”
เพ็ญยื่นเสื้อกับกางเกงให้
ปิ่นอนงค์รับมา สีหน้าผิดหวัง “ขอบคุณค่ะ”
ปิ่นอนงค์เปลี่ยนเสื้อแล้วเปิดประตูออกมา มองหาบันได พอจะเดินลงไปก็ผ่านห้องใหญ่ที่เปิดอยู่ ปิ่นอนงค์ชะงักมองเข้าไป
เห็นใบปริญญาอยู่ในกรอบรูป แต่เห็นแค่ใบปริญญา ไม่มีรูป
ปิ่นอนงค์สงสัยหน้านิ่วคิ้วขมวด เดินเข้าไปเพ่งดูรูป
เสียงเพ็ญเรียก “หนูปิ่น” พร้อมกับที่เพ็ญรีบเข้ามาฉุดปิ่นอนงค์ออกไป
“ออกมาเดี๋ยวนี้ถ้าคุณใหญ่เห็นละตายแน่”
บนโต๊ะมีกับข้าว 4 อย่างเพ็ญบอก “กินเลยนะคะน้ากินแล้ว”
ปิ่นอนงค์ไหว้ขอโทษเพ็ญ “ปิ่นขอโทษน้าเพ็ญ จริงๆ ปิ่นไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปในห้อง...”
เพ็ญยิ้มเอ็นดู “ไม่เป็นไรค่ะ ช่างมันเถอะ”
ปิ่นอนงค์คาใจไม่หาย “คุณใหญ่เรียนจบวิศวะเหรอคะ”
เพ็ญไม่ตอบ “กินเถอะจ้ะ เดี๋ยวคุณใหญ่ดุเอานะ”
ปิ่นอนงค์มองดูกับข้าว มีปลากะพงทอด ผัดผักใส่กุ้ง แกงเหลือง ไข่ต้มยางมะตูม
เพ็ญตักให้ปิ่นอนงค์ตักกินนิดหนึ่ง “ไม่อร่อยเหรอจ๊ะ”
ปิ่นอนงค์หลบตาลงพลางส่ายหน้า
“เปล่าค่ะ ปิ่นคิดถึงแม่ แม่ไม่รู้ว่าคุณใหญ่พาปิ่นมาที่นี่ ปิ่นขอโทรศัพท์หาแม่ได้มั้ยคะ”
เพ็ญหน้าสลดสงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ใหญ่สั่งไว้ “คงไม่ได้หรอกค่ะ ต้องขออนุญาตคุณใหญ่ก่อน”
ปิ่นอนงค์มองเพ็ญอย่างเห็นใจ “ทำไมน้าเพ็ญไม่พูดกับลุงปลอดให้เลิกเป็นโจรละคะ มันบาป ต้องติดคุกติดตะรางเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย”
“มันเป็นเรื่องของผู้ชายเค้า เราพูดอะไรไม่ได้หรอกค่ะ” เพ็ญรู้เพราะปลอดบอกกำชับไว้แล้ว
“คุณใหญ่เรียนจบปริญญา แต่ทำไมไม่หางานดีดีทำละคะ” ปิ่นอนงค์ถามอย่างสงสัย
ยินเสียงระเบิดดัง “เอ๊ะ...ทำไมเสียงระเบิดดังมากอย่างนี้”
เพ็ญลุกไปชะเง้อชะแง้ที่หน้าต่าง
เพ็ญร้อนใจมาก จึงขับรถมาที่เหมืองมีปิ่นอนงค์นั่งมาด้วย
“ธรรมดา บ้านเราอยู่ไกลจากเหมืองมาก ไม่น่าได้ยินเสียงดังขนาดนั้น มันผิดปกติ”
รถเพ็ญแล่นมาจอด เห็นบรรยากาศสับสนอลหม่าน คนงาน กว่า 20 คน แบกกันมา เลือดโชก ฝุ่นคลุ้งพงษ์กำลังสั่งการ วุ่นวาย “เอาคนเจ็บไปออฟฟิศก่อน ดูรถไปโรงพยาบาลด้วย”
เพ็ญกะปิ่นอนงค์เข้ามาหาพงษ์ “นายหัวล่ะ”
พงษ์ชี้ไปบอก “โน่นครับ”
เพ็ญเดินไป ปิ่นอนงค์เดินตามเห็นปานเทพนอนดมยาดม แขนมีเลือดไหลโดนสะเก็ดหิน
“ปาน เป็นอะไรหรือเปล่า โดนสะเก็ดระเบิดเหรอ” เพ็ญถาม
ปานเทพได้แต่ส่ายหน้า ปลอดเข้ามา “สะก่งสะเก็ดอะไร เห็นเลือดเข้าหน่อยมันก็เข่าอ่อนแล้วไม่รู้เป็นลูกนายเหมืองได้ยังไงขายหน้า”
ปานเทพแก้ตัว “ผมแพ้ฝุ่นต่างหาก”
เพ็ญสงสัย “แล้วมันเป็นอย่างงี้ได้ยังไงคะ”
ปานเทพบ่นอุบ “ก็ไอ้คุณใหญ่น่ะซิ ไม่รู้อารมณ์เสียมาจากไหน มาขอวางระเบิดเอง แล้วใส่ซะซาดิสต์เหมือนจะระเบิดทั้งเหมืองเลย”
ปิ่นอนงค์รู้สึกผิด รู้ตัวทันทีว่าใหญ่โมโหตัวเอง “แล้วคุณใหญ่ละคะ”
“แกเข้าไปช่วยค้นคนงานที่ถูกหินถล่มทับ เพ็ญพาปิ่นอนงค์กลับไปก่อน แถวนี้ยังไม่ปลอดภัย”
ปลอดบอกแล้ววิ่งหายไป เพ็ญชะเง้อตาม แล้วหันไปหาปิ่นอนงค์
“หนูปิ่น อ้าว”
ปรากฏว่าปิ่นอนงค์หายตัวไปแล้ว
ที่มุมหนึ่งในเหมืองที่ติดกับเขาฝุ่นควันคลุ้งไปทั่ว ปิ่นอนงค์วิ่งเข้ามาสวนกับคนงานที่ได้แผลเห็นเลือดออก แต่ยังพอวิ่งได้ บางคนโซเซบ้าง แต่ละสวนผ่านไป ไม่มีใครสนใจ ปิ่นอนงค์ร้องถามหา
“คุณใหญ่ คุณใหญ่” ปิ่นอนงค์ป้องปากตะโกน “ใครเห็นคุณใหญ่บ้างคะ”
ปิ่นสูดเอาฝุ่นเข้าไปเริ่มไอ รีบเอามือปิดจมูกใหญ่ตะโกนมา
“ปิ่นอนงค์”
หญิงสาวหันไปทางเสียง เห็นใหญ่เดินออกมาจากควันฝุ่น เนื้อตัวมีรอยฟกช้ำเล็กน้อย
“คุณใหญ่”
สองคนเดินเข้าหากัน ปิ่นอนงค์มองสำรวจทั่วตัวใหญ่
ใหญ่หน้าดุ “นี่เธอมาทำอะไรแถวนี้ปิ่น จะบ้าหรือยังไง”
“ก็ปิ่น...เป็นห่วงคุณใหญ่”
สองสบตากันซึ้งๆ แต่จู่ๆ ก้อนหินใหญ่น้อยดันร่วงลงมาข้างๆ ใหญ่ตกใจรวบตัวปิ่นอนงค์พุ่งเข้าชะง่อนเขา กอดโอบเอาหัวปิ่นอนงค์แนบอกปกป้อง อีกมุมหินร่วงประปราย ก่อนจะค่อยๆ หยุด
ปิ่นคลายวงแขนสองคนสบตากันนิ่ง
ปลอดวิ่งเข้ามาดีใจ “คุณใหญ่ คุณใหญ่ปลอดภัยดีนะครับ ผมใจไม่ดีเลย”
ใหญ่กะปิ่นอนงค์ผละจากกัน
“ผมเข้าไปดูที่ด้านในว่ามีใครติดอยู่บ้าง คิดว่าไม่น่ามีแล้ว ผมขอโทษนะครับอา”
ขณะที่ใหญ่พูด ปิ่นอนงค์แอบสังเกตความอ่อนโยนของใหญ่ “รีบไปห่างๆ ดีกว่าครับ”
ใหญ่กอดโอบบังหัวปิ่นอนงค์แล้วตามปลอดออกไป
ตรงระเบียงบ้านปลอด เพ็ญปิดพลาสเตอร์ที่แผลให้ปานเทพ แล้วเอาแอลกอฮอล์เช็ดเลือดทำความสะอาดแผลให้
ปานเทพร้องลั่น “โอ๊ย แสบ”
ปลอดเห็นแล้วหงุดหงิด “หมั่นไส้จริงๆ ไอ้ลูกแหง่ แผลเท่าแมวข่วน ร้องยังกะถูกควายเชือด เดี๋ยวพ่อเตะซ้ำ”
ปานเทพเถียง “ก็พ่อให้ผมเรียนกฎหมายทำไม รู้งี้เรียนทหารดีกว่า ไปอยู่ชายแดน จะได้โดนยิงให้ชินไปเลย”
ปลอดเยาะ “ถุย จะได้เป็นลมคาปืนน่ะสิ”
เพ็ญต้องห้าม “พอแล้วพ่อลูกคู่นี้ เถียงอะไรกันก็ไม่รู้ ไม่สงสัยบ้างเหรอคุณใหญ่กับหนูปิ่นนี่เค้ายังไงกันแน่ดูคลุมเครือ คลุมเครือ”
ปานเทพรีบคุย “โธ่ น้าเพ็ญ ผมทั้งฟันธงทั้งคอนเฟิร์ม ไอ้คุณใหญ่ชอบปิ่น ชัวร์”
ปลอดได้ยินแล้วก็รู้สึกกังวลใจ
ด้านใหญ่นั่งถอดเสื้อวางบนโต๊ะในครัว ปิ่นอนงค์เอาผ้าขนหนูใส่น้ำแข็งก้อนจากตู้เย็นพันๆม้วนๆประคบใหญ่ ตามรอยฟกช้ำ เป็นปื้น แดงๆ แถวอก
ใหญ่แอบมองหน้าปิ่นอนงค์ “เดี๋ยวต้องทำน้ำแข็งเยอะๆ ต้องประคบบ่อยๆ ยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วค่อยประคบร้อนหรือทายาหม่อง”
ใหญ่ไม่สนใจฟัง “ทำไมเธอต้องเสี่ยงวิ่งไปตามหา ฉันแบบนั้น”
“ปิ่นกลัวว่า คุณใหญ่จะเป็นอะไรไปเพราะปิ่น”
ใหญ่อึ้ง ฉงน “เพราะเธอ?”
“ปิ่นทำให้คุณใหญ่โมโห ก็เลยไปลงที่ระเบิด”
“เธออยากให้ชั้นหายโมโหมั้ยล่ะ”
“อยากซิคะ ถ้าปิ่นทำได้”
“เธอทำได้แน่ ไม่ไปพบกับนายทรรศนะตลอดชีวิต” ใหญ่บอก ทำเอาปิ่นอนงค์นิ่ง ใหญ่คาดคั้น “นิ่งทำไมล่ะ ทำไม่ได้ใช่มั้ย” ใหญ่กระชากที่ประคบขว้างทิ้ง ลุกขึ้นจะเดินไป ปิ่นอนงค์ระบายความในใจ
“คุณใหญ่ไม่มีคนรักเหรอคะ” ใหญ่ฟังแล้วชะงัก นึกสะท้อนใจ ปิ่นอนงค์ครวญต่อ “ถ้าคุณใหญ่มีคนที่คุณใหญ่รัก คุณใหญ่ก็จะเข้าใจว่าความทุกข์ของคนรักที่ต้องพลัดพรากจากกันเป็นยังไง”
ใหญ่เจ็บปวดนักเพราะที่จริงแล้วเขารักปิ่นอนงค์หมดใจ
“นั่นซินะ ไอ้ฉันมันไม่ค่อยรู้จักความรักบ้าบออะไรที่เธอพูดซะด้วย เพราะถ้าฉันอยากได้ผู้หญิงคนไหน ฉันก็จะฉุดมาไม่สนใจว่าเป็นลูกเค้าเมียใครใหญ่เดินเข้าไปหาปิ่นอนงค์ แล้วกระชากตัวเข้ามา
“สงสัยฉันต้องเปลี่ยนวิธีการซะแล้ว”
ปิ่นอนงค์งวยงง “คุณใหญ่จะทำอะไรคะ”
ใหญ่ยิ้มโหดฉุดปิ่นอนงค์เข้าบ้าน
ใหญ่ฉุดปิ่นอนงค์เข้ามาที่ระเบียง ประกาศลั่นต่อหน้าปลอด เพ็ญและปานเทพ
“นายปานเตรียมตัว พรุ่งนี้เราจะกลับไร่ไพศาล”
ทั้งหมดพากันอึ้ง ทำใจไม่ทัน ปิ่นอนงค์ดีใจมาก วาดหวังว่าจะชายแสนดีคนที่เธอเฝ้ารอ
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 4 (ต่อ)
บ้านของอรสอางค์ทั้งโอ่อ่าหรูหราและใหญ่โต สมฐานะบิดาที่เป็นถึงปลัดกระทรวง และมารดาซึ่งเป็นคุณหญิง เช้าวันนี้ จิ๋วแม่บ้านหัวหน้าคนรับใช้ เดินตรวจแถวคนใช้หญิงทั้งหมด 6 คน จิ๋วจัดเสื้อผ้าหน้าผมคนใช้ไปมา ส่วนจิ๋วนั้นแต่งตัวหรูและไฮโซ เสื้อลูกไม้นุ่งผ้าไหม มองผาดๆ นึกว่าเป็นคุณหญิงคุณนาย
ทุกคนรอการมาถึงของอรสอางค์
ไม่นานนัก มีรถลีมูซีนแล่นเข้ามาหน้าบ้าน คนขับจอดรถแล้วรีบวิ่งมาเปิดประตูรถให้อรสอางค์ และทรรศนะก้าวลงรถมายืนเคียงข้าง อรสอางค์เดินนำเข้าบ้าน ขบวนการคนใช้พูดและไหว้อรสอางค์กับทรรศนะพร้อมเพรียงกัน
“สวัสดีค่ะ คุณหนู”
อรสอางค์พยักหน้ารับ แล้วไปเข้ากอดจิ๋ว “คิดถึงจังเลยค่ะ”
“ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้ไปรับที่สนามบิน ท่านกับคุณหญิงติดธุระด่วนจริงๆ ค่ะ” จิ๋วหันไปมองทรรศนะ “นี่คงเป็นคุณทรรศนะซิคะ”
ทรรศนะที่กำลังมองตะลึง อึ้งในความหรูหราโอ่อ่าของบ้าน รีบไหว้จิ๋ว
“สวัสดีครับ คุณหญิงแม่”
อรสอางค์ดุเอา “ใช่ที่ไหนล่ะ นะก็ พี่จิ๋วเป็นพี่เลี้ยงอร”
ทรรศนะหน้าแตก
“คุณพ่อ คุณแม่ มีธุระอะไรด่วนนักหนาคะ ถึงไม่ได้ไปรับอร”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ช่วงนี้ท่านออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าทุกวัน นี่ก็เพิ่งกลับมา เชิญค่ะ ท่านรออยู่ในห้องนั่งเล่นแล้ว” จิ๋วบอก พร้อมกับผายมือเชื้อเชิญทรรศนะ
ครู่ต่อมาทรรศนะก้มกราบท่านปลัดกับคุณหญิงซึ่งนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขกรออยู่
“อรเล่าให้ฟังว่าเรียนเก่งไม่เบา” ปลัดรับไหว้พลางออกปากชื่นชม
“นะได้เอทุกวิชาเลยค่ะ ถ้าเป็นเมืองไทยก็ต้องเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง” อรสอางค์ฟุ้งอย่างภูมิใจ
คุณหญิงถามขึ้น “ฟาร์มกับรีสอร์ต อยู่จังหวัดไหนจ๊ะ”
“เชื่อมต่อสองจังหวัดครับ นครราชสีมากับสระบุรี” ทรรศนะบอก
คุณหญิงร้องตาโต “โอ้โห คงจะหลายร้อยไร่” ปลัดมองปรามๆ คุณหญิง
ทรรศนะบอกต่อ “ที่ใช้งานประมาณสี่ร้อยไร่ครับ แต่เนื้อที่ทั้งหมดเกือบสองพันไร่ครับ”
คุณหญิงยิ้มเยื้อน “อุตส่าห์เรียนมาสูงขนาดนี้ แล้วกลับไปเป็นชาวไร่ชาวสวน มันจะคุ้มเหรอ”
“คุณพ่อก็ฝากงานในกระทรวงให้นะซิคะ” อรสอางค์ว่า
“ถ้าฝากผู้ใหญ่ท่านก็ต้องดูว่านามสกุลอะไร มาจากสายตระกูลไหน” ปลัดบอก
คุณหญิงผสมโรง “นั่นซิ คุณแม่น่าจะมาด้วยวันนี้ จะได้พูดคุยรู้จักกันมากกว่านี้”
“เอ่อ คุณแม่ผมเสียแล้วครับ เหลือแต่คุณน้า ท่านเป็นคนอุปการะผมกับน้องสาว” ทรรศนะว่าคุณหญิงอึ้ง “อ้าว แล้วใครล่ะที่เป็นเจ้าของไร่ไพศาลที่ว่า”
อรสอางค์รีบจ้อ “คุณน้าของนะแต่งงานใหม่กับเจ้าของไร่ไพศาลน่ะค่ะ แต่ไม่มีลูก นะก็เหมือนลูกชายแหละค่ะ”
ทรรศนะรับลูก “ครับ ผมถึงต้องกลับไปรับช่วงดูแลกิจการ นี่เจ้าชายจากตะวันออกกลางเจ้าของบ่อน้ำมันกับครอบครัวมาขอเหมาพักที่รีสอร์ตพอดี คุณน้าเลยต้องอยู่เทคแคร์ดูแลท่าน”
คุณหญิงตื่นเต้น อรสอางค์รีบบอกทรรศนะ “ไหนของขวัญที่คุณเตรียมมาไหว้คุณพ่อกับคุณแม่ล่ะคะ”ทรรศนะชะงัก แล้วล้วงกระเป๋าสูท “ขอโทษครับ เกือบลืมไป”
ทรรศนะหยิบปากกากล่องสีทองไปกราบ มอบของให้ท่านปลัดๆ รับมา เชิดๆ แล้ววางลงบนโต๊
ทรรศนะยื่นกล่องแก้วใสบรรจุเข็มกลัดทองคำขาวฝังเพชรพลอยให้คุณหญิง
คุณหญิงชม พอใจมาก “สวย สวยมาก ขอบใจๆ”
ระหว่างนั้นจิ๋วเข้ามานำคนใช้เสิร์ฟกาแฟและของว่างพอดี
“ของพี่จิ๋วก็มีค่ะ” อรสอางค์ยิ้มบอก
ทรรศนะหยิบกล่องแป้งส่งให้จิ๋ว “ขอบคุณค่ะ แหมลำบากเปล่าๆ”
ท่านปลัดกับคุณหญิงแอบมองทรรศนะ จิ๋วรีบร้อนไม่สนใจของขวัญในมือ แต่ยืนกุมมือที่หน้าท้อง
อรสอางค์ยิ้มให้พ่อแม่ และยิ้มให้กำลังใจทรรศนะ
จิ๋วยืนเมียงมองอยู่หน้าบ้าน คนขับรถขนกระเป๋าสามใบ ถุงของฝาก 3-4 ถุง ใส่ท้ายรถตู้ดูดีใหม่เอี่ยมรุ่นล่าสุดอรสอางค์จูงทรรศนะไปส่งที่รถ ทรรศนะมองรถ มองอรสอางค์อาการงงๆ
“ไม่ต้องงงหรอกนะ อรโทร.ไปเช่ามาเอง บอกว่าเป็นรถจากไร่ส่งมารับคุณ”
คนขับเปิดประตูให้ทรรศนะ แล้วไปยืนรอปิดประตูที่ข้างประตูหน้าข้างคนขับ ทรรศนะจะขึ้นรถ
อรสอางค์พูดเบาๆ “ไม่อึดอัดนะ ที่ถูกสัมภาษณ์”
ทรรศนะยิ้ม “ไม่ครับ แต่ไม่รู้ว่าพ่อแม่อรคิดยังไงกับผม”
“แม่ดูโอเค แต่พ่อยังดูขวางๆ อยู่ เอาเถอะ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เดินทางปลอดภัยนะคะ”
พลางอรสอางค์ยื่นหน้าจะจูบทรรศนะ แล้วได้สติว่ามีคนมองอยู่ จึงผละตัวออกมาโบกมือล่ำลา
ทรรศนะ โบกมือตอบ “แล้วเจอกันอร”
ทรรศนะไปแล้วคุณหญิงมองผ่านหน้าต่าง “ท่าทางแฟนยัยหนูก็เรียบร้อยดีนะคะ คุณ”
ปลัดไม่ปลื้มทรรศนะ “แค่หลานเจ้าของฟาร์ม อย่าไปเห่อจนออกนอกหน้านักเลย”
คุณหญิงบ่น “แต่ถ้าปัญหาของคุณแพร่งพรายออกไปในสังคม อย่าว่าแต่หลานเจ้าของฟาร์มเลยนะคะ แม้แต่ลูกชาวนา ชาวสวน จะยังอยากเป็นลูกเขยเราอยู่หรือเปล่า”
ปลัดฉุนขึ้นเสียง “เอ๊ะ คุณหญิงนี่ ผมบอกแล้วไงว่า ผมแก้ปัญหาได้ อย่าทำเป็นกระต่ายตื่นตูมไปหน่อยได้มั้ย”
อรสอางค์เดินเข้ามามองอย่างสงสัย “มีอะไรกันเหรอคะ”
“เปล่า เพิ่งมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนเถอะ” ปลัดตัดบทเดินหนีไป
“คุณพ่อดูอารมณ์ไม่ดีเลยนะคะ ไม่ชอบนะเหรอ” อรสอางค์งง
คุณหญิงรีบบอก “ไม่ใช่หรอก มีปัญหาที่กระทรวงนิดหน่อยน่ะ เออ แล้วนายทรรศนะคนนี้ ฐานะมั่นคงคู่ควรกับลูกแน่แล้วเหรอ”
อรสอางค์ฟุ้งอย่างภูมิใจ “โธ่ทรัพย์สินเงินทองของนะ ใช้สิบชาติก็ไม่หมด ทั้งของฝาก ตั๋วเครื่องบินอะไรๆนี่นะก็จ่ายให้อรทุกอย่างนะคะ คุณแม่ไม่ต้องห่วง ลองอรเลือกแล้ว ไม่พลาดแน่”
คุณหญิงดูมีท่าทีโล่งอกโล่งใจ “งั้นก็ดีแล้วละจ้ะ”
ทรรศนะมาถึงไร่ไพศาลอีก 3 ชั่วโมงถัดมา รถตู้มาจอดที่หน้าเรือนใหญ่ ทรรศนะก้าวลงมาคนขับรถช่วยขนของลง ทุกคนเดินออกมาต้อนรับครองสุขหน้าบานมองออกว่าดีใจมาก ทรรศนะไหว้ครองสุข
“ทรรศนะ ของน้า โอ๊ย หน้าตาสดใส ดูภูมิฐานจริงๆ ลูก”
“เดี๋ยวค่อยคุยกันครับ คุณน้า แต่ตอนนี้ผมขอเงินจ่ายค่าเช่ารถก่อน สองพันห้า”
ทุกคนอึ้งๆ กันไปทั้งแถบ
ครองสุขลูบหลังลูบไหล่ ขณะพาทรรศนะมานั่งในห้องรับแขก
“เหนื่อยมั้ยลูก น้าคิดถึงจริงๆ มาให้กอดให้ชื่นใจหน่อย”
“ดูท่าจะทั้งเหนื่อย ทั้งซีดเลยละ เงินสองพันห้ายังไม่มีจ่ายค่ารถเลย” ทัศนีย์เหน็บพี่ชาย
ครองสุขฉุนกึก “ยัยนี”
ทรรศนะอาย พูดโกหกเสียงดุ “พี่ถูกล้วงกระเป๋า ก่อนบินกลับมา ผมไม่อยากเล่าให้ฟังกลัวคุณน้ากลุ้มใจ”
“จริงเหรอลูก โชคดีจริงๆ ที่มันไม่ทำร้ายเอา ช่างมันนะ ฟาดเคราะห์ไป”
“แต่ผมก็มีของฝากมาให้ทุกคนนะครับ ป้าอุ่นด้วย”
อุ่นเรือนยิ้มฝืนๆ ยังกลุ้มเรื่องปิ่นอนงค์ “ขอบคุณค่ะ แค่คุณนะกลับมาทุกคนก็ดีใจมากแล้ว”
ธีระเข้ามาสมทบ “จัดการค่ารถเรียบร้อยแล้วนะครับ”
ทรรศนะมองธีระสองคนสบตากันครองสุขรีบบอก “ยังไม่ได้แนะนำ ธีระ เป็นผู้ช่วยของน้า”
“อ๋อ ครับ สวัสดีครับ ขอบคุณนะครับ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระคุณน้า”
ทัศนีย์เยาะ “แบ่งเบาได้เยอะ ช่วยได้ทุกอย่างเลยละ เข้าใจมั้ย” ท้ายประโยคทัศนีย์กระซิบบอกพี่ชายเป็นนัย
ครองสุขตวาด “ยัยนี ระวังปากบ้างแก”
ทรรศนะเหลี่ยวหาปิ่นอนงค์เจอน้อยยืนยิ้มพลางไหว้ “น้อยค่ะ มือขวาของป้าอุ่น มือซ้ายของพี่ปิ่น”ทรรศนะแปลกใจเหลียวหาปิ่นอนงค์ แล้วถามยิ้มๆ “แล้วปิ่นล่ะครับ ไปไหนทำไมไม่เห็นเลย”
ครองสุขหลุกหลิก ตัดบททันที “ไปที่ห้องดีกว่า อุ่น นังน้อย ขนของเร็ว” ครองสุขจูงทรรศนะเดินไป
อุ่นเรือนกับน้อยรีบเข้ายกข้าวของต่างๆ ตามขึ้นไปบนเรือน
ขนของเสร็จอุ่นเรือนกับน้อย รีบเดินตัวลีบออกจากห้องไป
ครองสุขรีบปิดประตู ทรรศนะมองรอบๆ ห้อง “เป็นยังไง น้าสั่งจัดห้องใหม่ให้นะเลยนะ ถูกใจมั้ย”
ทรรศนะยิ้มๆ ขณะมองไปมารอบห้อง “เป็นฝีมือปิ่นอนงค์แน่ๆ และปิ่นล่ะครับ อยู่ที่ไร่หรือไปรีสอร์ต”ครองสุขส่ายหน้า แล้วทำหน้าเครียด เดินไปนั่งที่เก้าอี้ “มีเรื่องไม่ดี เกิดขึ้นที่นี่”
ทรรศนะฉงนเครียดตาม “เรื่องไม่ดี อะไรครับ” แล้วเดินไปนั่งจ้องมองครองสุขรอฟัง
“ไอ้ใหญ่กลับมาที่ไร่”
ทรรศนะตกใจมาก “หะ คุณใหญ่ ชาลิตน่ะเหรอครับ”
รถยนต์คันที่ปานเทพขับมาจากไร่ไพศาลจอดอยู่ในปั๊ม ใหญ่กับปานเทพนั่งกินกาแฟในร้านเล็กๆ ภายในปั๊ม ใหญ่มองปิ่นอนงค์ที่นั่งอยู่ในรถ ดูกระวนกระวายมาก
“ตกลงแกจะบอกได้รึยังว่า กลับไปนี่แกมีแผนอะไรต่อ” ปานเทพถาม
ใหญ่บอกท่าทีนิ่งเฉย “ไม่มี”
“ไอ้คุณใหญ่ สิ่งที่เราทำไป มันเรื่องใหญ่นะโว้ย แกจะทำเพื่อความสนุก สะใจมันไม่ได้ บ้านเมืองมีกฎหมาย”
“ก็เพราะอย่างงั้นไง ชั้นถึงต้องให้มือกฎหมายอย่างแกมาช่วย” ใหญ่ว่า
ปานเทพหงุดหงิด “แต่ตอนนี้ชั้นกลายเป็น ปาน ป่าหวาย สมุนแก๊งโจรเสือปลอดไปแล้ว เพราะความบ้าของแก ชั้นไม่เข้าใจจริงๆ เรามีหลักฐานสู้คดีแน่นหนาทุกอย่างที่แกจะเอาชนะคุณนายครองสุขได้ แต่แกกลับมาใช้วิธีนอกกฎหมายแบบนี้
ใหญ่สวนคำ “เพราะเอาชนะแค่นี้มันไม่พอน่ะซิ”
“แล้วแค่ไหนวะ ถึงจะพอ” ปานเทพสงสัย
ใหญ่ไม่ตอบ มองไปอีกทีปิ่นอนงค์ไม่อยู่ที่รถ ใหญ่ตกใจมาก
“ปิ่นอนงค์หายไปไหน” ใหญ่รีบวิ่งไปเร็วรี่
ปานเทพเซ็งสุดๆ “ปิ่นอนงค์อีกแล้ว”
โปรดติดตามตอนต่อไป
ทางด้านทรรศนะตกใจมาก พอได้ฟังที่ครองสุขบอกว่าใหญ่กลับมาแล้ว
“คุณใหญ่เค้าไม่ได้ติดคุกหรอกเหรอฮะ แล้วเค้ากลับมาได้ยังไง”
“น้าก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะกล้ากลับมา มันวางก้ามข่มขู่น้ากับทุกคนที่นี่ แถมยังเอาเพื่อนโจรของมันมาอยู่ด้วยอีก”
“แล้วนี่คุณน้ายังใจเย็นอยู่ได้ยังไง ทำไมไม่โทรบอกผม โชคดีนะที่อรไม่ได้มากับผมด้วย ไม่งั้นพังกันหมดแน่อรเค้าคิดว่าผมเป็นทายาทคนเดียวของไร่ไพศาลนะครับ”
ครองสุขรีบบอก “นะ เดี๋ยวลูก อย่าเพิ่งตกใจ ยังไงนะก็ยังเป็นทายาทคนเดียวของที่นี่ ไอ้ใหญ่มันกลับมาก็จริง แต่ตอนนี้มันไปแล้ว แล้วก็จะไม่มีวันกลับมาอีกตลอดกาล”
ทรรศนะอึ้งปนงง “หมายความว่ายังไงฮะ”
“สันดานโจร ยังไงมันก็เป็นโจรวันยังค่ำ ไอ้ใหญ่มันไปขโมยเงินจากบ่อนในเมือง เลยโดนเจ้าของบ่อนเค้าตามล่า ตอนนี้มันหนีไปแล้ว นังปิ่นก็หนีตามมันไปด้วย”
ทรรศนะไม่อยากเชื่อเรื่องปิ่นอนงค์ “เป็นไปไม่ได้ ปิ่นไม่มีทางญาติดีกับคุณใหญ่ได้”
ครองสุขยิ้มเยาะ “ปิ่นมันไม่ได้เป็นคนเดิมที่นะรู้จักอีกแล้ว มันดื้อด้านขี้โกหก ว่ากล่าวตักเตือนอะไรก็ไม่ฟัง ขนาดอุ่นเรือนแม่ของมันเอง ยังต้องตัดใจเลย”
ยิ่งฟังทรรศนะยิ่งงง
ใหญ่วิ่งพล่านทั่วปั๊ม ตามหาปิ่นอนงค์ที่จู่หายตัวไป รอบๆ ปั๊ม
“คุณใหญ่คะ”
ใหญ่หันไป เห็นปิ่นอนงค์ยืนอยู่
ด้วยความโมโหใหญ่เข้าไปกระชากจนร่างปิ่นอนงค์หันมา “อยากเห็นหน้าไอ้นะมาก จนต้องหนีเลยเหรอ”
ปิ่นอนงค์งง “ปิ่นไม่ได้หนีนะคะ”
“ยังจะมาปากแข็ง มานี่เลย” ใหญ่ฉุดกระชากลากถู จนถุงที่ปิ่นอนงค์ถือมาหลุดมือ และเห็นว่าของในถุงเป็นขวดแอลกอฮอล์ที่หล่นแตกมี เบตาดีน ผ้าก๊อซ รวมทั้งเจลทาแก้ฟกช้ำ
“อุ๊ย...”
ใหญ่ชะงักมอง ปิ่นอนงค์ก้มลงเก็บ “แตกหมดเลย...”
ใหญ่ไม่เข้าใจ “ซื้อยาใส่แผลมาทำไม ใครเป็นอะไร”
“ปิ่นเห็นว่า ไปซื้อยากับเจลมาเผื่อคุณใหญ่กับนายปานทารอยแผลที่ถูกสะเก็ตหิน”
ใหญ่หน้าแตกดังเพล้ง แต่ยังทำฉุนกลบเกลื่อน
“แผลเท่าแมวข่วน พวกชั้นไม่ตายหรอก อยากรีบกลับก็ไปขึ้นรถซิ อู้อยู่ได้”
ใหญ่ฉุดปิ่นอนงค์ไปขึ้นรถ
ที่ไร่ไพศาลถวิลกำลังเช็กปุ๋ยอยู่กับคนงาน จอมเดินหน้ามุ่ยเข้ามา
“ว่าไงไอ้จอม ได้ข่าวคราวหนูปิ่นบ้างมั้ย”
จอมส่ายหน้า นั่งตาปรือ “ไม่มีใครรู้ ใครเห็นทั้งตลาด ท่ารถ ชั้นไปถามมาหมดทุกที่แล้ว”
“เฮ้อ งั้นก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจเค้า เอ็งมาช่วยกันเช็กปุ๋ยก่อนไอ้จอม ว่าต้องซื้อเพิ่มอีกมั้ย”
“ฉันไม่มีแก่จิตแก่ใจจะทำอะไรกันทั้งนั้นแหละ พ่อ” จอมว่า
ระหว่างนั้นเปี๊ยกวิ่งมา ส่งเสียงอ้อแอ้ “ใครกลับมา ปิ่นเหรอ” จอมตื่นเต้น
เปี๊ยกส่ายหน้าว่าไม่ใช่ พยายามบอกว่าเป็นทรรศนะ
จอมเซ็ง “ถ้าเป็นคนอื่นก็ช่างมัน ชั้นไม่สนหรอก ตอนนี้ชั้นเป็นห่วงแต่ปิ่นเท่านั้น”
เจิดกับก้านเข้ามาทันได้ยินพอดี เจิดกร้าว “มันจะมากไปมั้ง เป็นขี้ข้า แต่ไม่สนเรื่องเจ้านาย”
เปี๊ยกกลัวๆ ไปแอบหลังจอม
“ก็ดีกว่าพวกนายว่าขี้ข้าพลอยละวะ” จอมด่าใส่หน้า
ก้านฉุนกึก “อ้าว เฮ้ย เตือนกันดีๆ มาด่ากันซะได้ อยากมีเรื่องเหรอ”
“เออ ได้เดี๋ยวนี้เลย” จอมถีบของแถวนั้นล้ม
ก้านเข้ามาต่อย แต่จอมหลบแล้วเตะจนก้านกระเด็นไป เจิดคว้าจอบแถวนั้นมาตี แต่จอมจับไว้ได้ ก้านจะช่วย เปี๊ยกคว้ากระสอบปุ๋ยครอบหัวก้าน
ถวิลตวาดลั่น “พอ พอแล้ว ไอ้จอม”
พร้อมกันนั้นถวิลเข้าไปจับจอมแยก ตอนที่กระโดดคร่อมจะอัดเจิด หวานวิ่งเข้ามา
“ไอ้เปี๊ยก ข้าให้มาตามพวกเราไปประชุม หายหัวไปเลย”
เจิดชี้หน้าจอม “ฝากไว้ก่อน...”
ก้านเอากระสอบออก เปี๊ยกทำไม่รู้ไม่ชี้ เจิดกับก้านเดินไป
“มีอะไรกัน” หวานสงสัย
“ไม่มี” ถวิลบอก แล้วนึกได้ “เมื่อกี๊แกบอกว่าคุณนายเรียกประชุมเหรอ”
หมู่มวลคนงานชายหญิงกว่า 25 คน กระซิบกระซาบพูดคุยกันไปมา ที่ศาลาประชุมคนงานไร่ไพศาลครองสุขเดินนำนะเข้ามา พร้อมธีระ
“ไม่ต้องเอิกเกริกขนาดนี้ก็ได้มั้งครับ” ทรรศนะว่า
“มันต้องขนาดนี้แหละ ทุกคนจะได้รู้ไว้ว่าใครที่เป็นนายตัวจริงของไร่ไพศาล”
เจิดกะก้าน เข้ามายืนใกล้ข้างธีระ จอม ถวิล หวาน และเปี๊ยกเดินตามเข้ามา
ครองสุขประกาศเสียงดัง “ที่เรียกทุกคนมาประชุมก็เพราะ ชั้นมีเรื่องสำคัญจะประกาศให้ทุกคนรู้ไว้”คนงานค่อยๆ เงียบนั่งมองตาแป๋ว
ครองสุขพูดต่อ “นี่คือทรรศนะ หลานชายของชั้น ทายาทตัวจริงเสียงจริงของไร่ไพศาล ต่อไปนี้ ทรรศนะ จะมาคุมงานทุกอย่างในไร่แทนชั้น”
ถวิลยกมือ ลุกขึ้นยืน “แล้วคุณใหญ่ล่ะครับ” เปี๊ยก หวาน พยักพเยิด
“คุณใหญ่มีเบื้องหลังเป็นอาชญากร เป็นคนร้ายหลายคดีหลบหนีมาอาศัยบารมีไร่ไพศาลคุ้มหัว พอรู้ว่า...” จังหวะนั้นเองคนงานต่างหันไปกระซิบกระซาบกัน ครองสุขฟุ้งต่อ “ตำรวจได้เบาะแสจะมาจับตัว ก็เลยหนีไปจากที่นี่”
จอมลุกขึ้นถาม “ถ้างั้นที่ปิ่นหายไป อาจถูกคุณใหญ่ลักพาตัวไปก็ได้ ต้องแจ้งตำรวจล่าตัวคุณใหญ่มาให้ได้” ธีระสบตากับครองสุข ธีระเดินเข้ามาสมทบ
“ไหนๆ คุณใหญ่ก็เป็นลูกคุณไพศาล เราควรเห็นแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ถ้าแจ้งความ เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ไร่ไพศาลจะเสียชื่อไปด้วย”
จอมไม่ฟัง “แต่คนหายไปทั้งคน จะไม่ทำอะไรกันเลยเหรอครับ ใจร้ายเกินไปหรือเปล่า”
น้อยเข้ามาแอบฟัง
ถวิลปรามลูกชาย “ไอ้จอม... เอ่อ คือ ไอ้จอมมันหมายความว่าคนงานเรามีตั้งเยอะ น่าจะช่วยกันออกตามหาปิ่นได้น่ะครับ”
ทรรศนะเห็นด้วย “ผมก็เห็นด้วยนะครับ คุณน้า”
ครองสุขจับตัวทรรศนะเป็นทำนองบอกไม่ต้องพูดอะไร “ถ้าพวกแกคิดว่าว่างกันนัก ก็ไปตามนังปิ่นก็ได้ ชั้นจะได้หาคนที่มันขยันๆ มาทำงานแทนพวกแก”
จอมผู้มุทะลุบอกทันควัน “ได้ ผมก็ไม่อยากอยู่ที่นี่นักหรอก”
จอมเดินออกถวิลกลุ้ม “ไอ้จอมๆ”
เวลาเดียวกันใหญ่กับปานเทพ ซึ่งเวลานี้ใส่เสื้อตัวนอกทับเสื้อตัวใน และมีเป้คนละใบปานขับรถเข้ามาทางเข้าไร่ เจอจอมขับมอเตอร์ไซค์สวนมา พอจอมเห็นก็จับเบรกมองไปในรถ
ปิ่นอนงค์ดีใจร้องตะโกนเรียก “จอม”
จอมก็ดีใจมาก “ปิ่น”
ปิ่นอนงค์เปิดรถลงไปหา ใหญ่รีบตาม ปิ่นอนงค์สะดุด ใหญ่เข้าประคอง
“ดีใจออกนอกหน้าเกินไปมั้ง”
จอมพุ่งเข้าใส่ใหญ่ “ไอ้วายร้าย ไอ้ลวงโลก”
ใหญ่ฉากหลบ จอมเซไปชนรถ ปานเทพเข้าขวาง “เฮ้ย ... ใจเย็นๆจอม คุยกันก่อน”
จอมโมโหจึงต่อยปานเทพที่หน้าจนร่างกระเด็นไปทรุดนั่ง
“จอม หยุดๆ ก่อน อย่า” ปิ่นอนงค์ร้องห้าม
จอมไม่ฟังพุ่งเข้าหาใหญ่ ชกหมัดตรง ใหญ่ย่อตัวหันหลัง หมัดจอมคร่อมไหล่ใหญ่
อีกจังหวะใหญ่จับแขนจอมทุ่มข้ามไหล่ จอมเสียหลักล้มกลิ้งลงคว่ำหน้า
ใหญ่พุ่งเข้าหาจอม เอาเข่ากดกระเบนเหน็บ เท้าเหยียบข้อมือจอม อีกมือกดคอจอมด้านหลัง
จอมดิ้นไม่หลุดเสียศูนย์ ใหญ่ถาม “เอาล่ะ คุยกันดีๆ อยู่ๆมาทำร้ายชั้นทำไม
จอมเอียงหน้าแววตาโกรธกริ้ว “ไม่ต้องมาทำพูดดี แกฉุดปิ่นไป ไอ้หน้าตัวเมีย”
ปานเทพโมโห “ปากอย่างงี้ มันน่าอัดให้เละ”
“อย่านะคะ ปิ่นขอเถอะค่ะ”
ใหญ่ปล่อยจอม ลุกขึ้น จอมลุกตาม ปิ่นอนงค์รีบเข้าขวาง
“จอม คุณใหญ่ไม่ได้ฉุด ไม่ได้ทำอะไรปิ่น คุณใหญ่ไปช่วยปิ่นต่างหากจอม”
จอมงง สองคนมองสบตากันไปมา
ทรรศนีย์เล่นเฟซบุ๊คในไอแพดที่โต๊ะอาหาร ทรรศนะ ครองสุข และธีระเดินเข้ามา
“พวกคนงานดูจะไม่ค่อยยอมรับผมนะครับ” ทรรศนะดูเป็นกังวล
“โอ๊ยก็มีแค่ไอ้พวกหน้าเก่าๆไม่กี่คน ไม่ต้องไปสนใจ น้ากะจะโละมันยกชุดอยู่แล้ว” ครองสุขบอก
ทัศนีย์โพล่งออกมา “หนูว่า ขายมันไปเลยดีกว่าไร่นี้นะ เบื่อต้องเห็นหน้าดำๆ ของพวกคนงานเต็มที เอาเงินไปซื้อคอนโดหรูๆ ที่ กรุงเทพฯ อยู่หรือไม่ก็ย้ายไปเมืองนอกเลย”
“ผมเห็นด้วยนะครับ มีแต่นักเลงเต็มไร่อย่างนี้ อรสอางค์คงรับไม่ได้แน่ ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯดีกว่า” ทรรศนะว่า
ครองสุขอึ้ง “เรื่องนั้นน่ะ น้าคิดไว้แล้วแต่ยังทำตอนนี้ไม่ได้ ยังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายที่ต้องจัดการ เอาเป็นว่า นะอยากจะจัดการเปลี่ยนแปลงอะไรในไร่นี้ก็บอก น้าให้ อำนาจทุกอย่าง สงสัยอะไรถามธีระได้”
ธีระฝืนยิ้ม “ครับ”
อุ่นเรือนกับน้อย เตรียมทำกับข้าวจัดของบนโต๊ะ
“ปิ่นมันจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างก็ไม่รู้ ชั้นขอให้คุณนายประกาศลงหนังสือพิมพ์หาตัวคนหายดีมั้ย” อุ่นเรือนเปรย
“ฝันไปเถอะป้า ชั้นไม่เห็นคุณนายแกห่วงพี่ปิ่นเลย แถมขู่ด้วยว่าคนงานคนไหนจะไปตามจะไล่ออก”
อุ่นเรือนยังเห็นครองสุขแสนดีเสมอ “เป็นเพราะคุณนายเข้าใจผิดว่านังปิ่นมันหนีตามคุณใหญ่ไปน่ะซิ ท่านถึงได้โกรธ”
น้อยนึกบางอย่างออก “แต่ชั้นมาคิดๆแล้วนะป้า ถ้าคุณใหญ่ชอบพี่ปิ่นจริงๆ พี่ปิ่นก็จะได้เป็นเมียเจ้าของไร่ ส่วนป้าก็เป็นแม่ยายคุณใหญ่ มันก็ดีเหมือนกันนะ”
อุ่นเรือนบอกทันควัน “ไม่มีทาง ชั้นกับนังปิ่น ไม่ใช่ข้าสองเจ้าบ่าวสองนายแกอย่าพูดอย่างงี้อีกนะนังน้อย”
ปิ่นอนงค์เดินเข้ามา “แม่”
อุ่นเรือนตกใจ ข้าวของหล่นจากมือ น้อยดีใจมาก “พี่ปิ่น”
“ปิ่น” อุ่นเรือนจ้องหน้า ไม่เชื่อสายตา ปิ่นเข้าไปกอดแม่ “แม่จ๋า ปิ่นคิดถึงแม่จังเลย”
อุ่นเรือนตั้งสติได้ ค่อยๆ ดันปิ่นอนงค์ออก มองสำรวจร่างกาย
“แกหายไปไหนมา คุณใหญ่ฉุดแกไปใช่มั้ย เค้าทำอะไรแกรึเปล่า”
ปิ่นอนงค์ส่ายหน้างงๆ ที่แม่พูด “คุณใหญ่ไม่ได้ทำอะไรปิ่น คุณใหญ่ช่วยปิ่นเอาไว้ถ้าไม่ได้คุณใหญ่ ปิ่นจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
อุ่นเรือนสบตาน้อย สองคนงงๆ
ทัศนีย์เดินกดไอแพด ปากคาบหมากฝรั่งมาชนปานเทพที่ทางเข้าโถง ทัศนีย์ตกใจหมากฝรั่งหล่นจากปาก เงยหน้าเห็นปานเทพ กับใหญ่เดินตามมา ค่อยๆ ถอยออกไป
“สวัสดี คุณทัศนีย์ ดีใจที่เห็นหน้าผมขนาดนี้เลยเหรอครับ”
ทัศนีย์ร้องลั่นบ้าน “คุณน้า”
ครองสุขกำลังดูรูปทรรศนะกับอรสอางค์ในไอแพดอย่างชื่นชม
“ต๊าย น่ารักนะหนูอร ตานะตาแหลมจริงๆ ลูก”
ทรรศนะยิ้มภูมิใจ “นี่ถ่ายหน้ามหาวิทยาลัยครับ....”
ทัศนีย์วิ่งกลับมาหากลุ่มครองสุข ชนโต๊ะชนเก้าอี้
“อะไรของแกยัยนี นี่แกต้องระวังกิริยามารยาทหน่อยนะ ต่อไปเราต้องดองกับครอบครัวไฮโซแล้ว” ครองสุขด่า
“คุณใหญ่กับ ปานกลับมาแล้ว”
ครองสุขไม่เชื่อ “นี่ เล่นอะไรให้มันรู้กาลเทศะหน่อยนะ”
ใหญ่กับปานเทพเดินหน้าดุเอาเรื่องเข้ามา ใหญ่ทักทาย
“มีความสุขพร้อมหน้าอยู่นี่เอง อ๋อ ... หลานนะรูปหล่อกลับจากเมืองนอกนี่เอง มิน่าล่ะ ปล่อยให้ผมกับปิ่นอนงค์ เกือบถูกไอ้เสี่ยตงมันฆ่าตาย ใครจะรับผิดชอบ”
ใหญ่ชี้หน้าคาดโทษครองสุขกับธีระไปมา ทุกคนลุกพรวดตกใจเหมือนโดนผีหลอก
อ่านต่อตอนที่ 5 พรุ่งนี้
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #4 on:
20 October 2026, 08:33:44 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000074070
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 5
เผยแพร่: 17 มิ.ย. 2555 03:23 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 5
ในเวลาเดียวกันนั้น ลูกน้องพงษ์ขับรถตู้ที่ปานเทพเช่าไปรับปลอดที่ท่าเรือ ปลอดนั่งคู่มากับพงษ์ รถมาจอดที่หน้าบ้านเสี่ยตง พงษ์กับลูกน้องลงจากรถ เปิดประตูแล้วกระชากสมุนเสี่ยตงทั้ง 8 คน ซึ่งแต่ละคนต่างสะบักสะบอม จึงลงมาจากรถอย่างทุลักทุเล ทั้งหมดถูกมัดโยงติดกันเป็นพรวน คนถูกยิง และถูกใหญ่อัดจนมีแผล ก็ถูกพันแผลให้แบบลวกๆ
พงษ์กับลูกน้อง ยิงปืนขึ้นฟ้า แล้วขับรถออกไป สมุนเสี่ยตง นั่งๆ นอนๆ กองอยู่ที่พื้น ร้องโอดโอย
เสี่ยตงหน้าตื่นออกมากับสมุนอีก 2 คน
“เฮ้ย อะไรกันวะ ใคร ... ใครทำพวกมึง”
สมุนที่เป็นหัวโจกรีบบอก “พวกลูกน้องไอ้ใหญ่ มันตามไปช่วยไอ้ใหญ่กับปิ่นมันฝากจดหมายถึงเฮียด้วยครับ”
สมุนหัวโจกล้วงจดหมาย ยื่นให้เสี่ยตงมือไม้สั่น เสี่ยตงฉีกจดหมายอ่านอย่างหงุดหงิดและโมโห
“เสี่ยตง เสือย่อมไม่กินเนื้อเสือ คราวนี้ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน คราวหน้าถ้าบังอาจแตะต้องคุณใหญ่อีก เตรียมนับศพกันได้ จาก ปลอด ปาดังเบซา”
เสี่ยตงเครียดครางออกมา “ปลอด ปาดังเบซา”
“พวกมันมีอาวุธครบมือ ไม่รู้เป็นพวกค้ายาแถวตะเข็บชายแดนรึเปล่า พวกเราสู้มันไม่ได้เลย” ลูกน้อง 1 ใน 8 บอก
“บัดซบ” เสี่ยตงขยำจดหมายขว้างทิ้ง
ด้านครองสุขและคณะ ต่างถอยกรูดไปติดผนังบ้านห้องรับแขก ทรรศนะ ยืนอยู่ข้างหน้า ชี้หน้าใหญ่ กับ ปานเทพ ที่เดินช้าๆ เข้าหา
“อย่าเข้ามานะ คุณใหญ่ บ้านเมืองมีขื่อมีแป จะมาใช้กำลังกัน เป็นพวกบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่ได้”
ใหญ่เหน็บแนม “ก็ยังเป็นพระเอกคนเดิมเปี๊ยบ แต่สำหรับชั้น มันต้องกฎหมู่ ดิบๆ เถื่อนๆ ถึงจะสะใจ ใช่มั้ย ไอ้ปาน”
ปานเทพรับลูกล้วงมือเข้าไปในเสื้อ ครองสุขหน้าตาตื่น รีบออกมายืนบังๆ ทรรศนะ
“เดี๋ยวๆ ค่อยๆ พูด ค่อยๆจากันดีกว่า น้าไม่รู้จริงๆ ว่าเสี่ยตงมันจะทำอะไรห่ามๆอย่างนี้ มันคงติดใจนังปิ่นแล้วแค้นที่มาขอกับน้า แต่น้าปฏิเสธมันไป มันก็เลยจับตัวนังปิ่นไป”
ทรรศนะ หันไปมองครองสุข
ใหญ่เยาะ “แต่น้าเป็นคนเรียกปิ่นอนงค์ไปพบที่บ่อนไอ้เสี่ยตงไม่ใช่เหรอครับ”
ครองสุขร้องลั่น “ว้าย ... บ้าแล้ว นี่นังปิ่นมันใส่ร้ายชั้นอย่างนี้เหรอ”
อุ่นเรือนจูงปิ่นอนงค์เข้ามาพอดี มีน้อยตามติด
ปิ่นอนงค์สบตากับทรรศนะตะลึง มองจ้องกัน
“เรื่องจริงมันเป็นยังไงกันแน่ นังปิ่นมันบอกว่า เสี่ยตงฉุดมันไปขัง จะปล้ำมัน แล้วคุณใหญ่ไปช่วยเอาไว้ จริงๆ เหรอคะ” อุ่นเรือนถาม
ใหญ่บอกกวนๆ “ปิ่นว่าไง ก็ว่างั้น”
“แล้วทำไมไม่พานังปิ่นกลับบ้านล่ะคะ” อุ่นเรือนถามต่อ
ใหญ่มองไปเห็นปิ่นอนงค์กับทรรศนะสบตากัน เลยพูดขวางๆ
“อ้าวป้าอุ่น ถามแปลก ผมเสี่ยงชีวิตเกือบตายไปช่วยปิ่น มันก็ต้องพากันไปปลอบขวัญหน่อยสิครับ”
ปิ่นอนงค์รีบอธิบาย มองทรรศนะ กลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด
“เรากลัว กลัวคนร้ายจะตามล่า ก็เลยหนีไปหลบกันก่อนค่ะ”
ใหญ่ปล่อยมุก เพราะขวางหูขวางทรรศนะ “อะไรกันปิ่นอนงค์ ก็ไหนเธอบอกกับชั้นว่ายังไม่อยากกลับไร่ ขอให้พาไปไหนก็ได้ที่มีแต่เราสองคน”
ปิ่นอนงค์ตะลึง มองทุกคนไปมา อุ่นเรือนงงมองหน้าลูกสาว
ครองสุขทำสีหน้าผิดหวัง “แกนี่มันเหลือเกิน นังปิ่น ไม่รู้เหรอว่าทุกคนเค้าเป็นห่วงแกขนาดไหน”
ปิ่นอนงค์สับสน แค้นใจมองจ้องหน้าครองสุข ปานเทพทนไม่ไหว
“พูดจาเอาตัวรอดกันทั้งนั้น สะสางคนผิดกันเลยดีกว่า”
พลางปานขยับมือในเสื้อ มองตาขวาง ทัศนีย์ร้องกรี๊ด ปิ่นอนงค์เข้าไปขวาง
“อย่านะ นายปาน ปิ่นขอร้อง”
“เอาน่ะ ปาน ปิ่นของชั้นขอร้องทั้งที ก็เว้นให้ซักครั้งแล้วกัน”
ปานเทพยักไหล่สวมมาด ปาน ป่าหวาย “ได้” ควักยาดมมาดมแล้วยื่นให้ทัศนีย์ พลางบอก “กลิ่นนี้ชื่นใจใช้ได้”
ทัศนีย์รับมาอย่างกลัวๆ เกลียดๆ ขยะแขยง ปิ่นอนงค์กับทรรศนะสบตากัน ใหญ่เหลือบมอง
ใหญ่หมั่นไส้เดินไปตบไหล่ทรรศนะดังป้าบ
“เป็นไง ทรรศนะไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนา คงพูดภาษาปะกิดคล่องน่าดู มา มาฟุตฟิตฟอไฟกันหน่อย”
ใหญ่โอบคอทรรนะให้เดินไป แต่ทรรศนะขืนตัว มองครองสุข ครองสุขจะตาม ด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณน้า” ทรรศนะกลัวแต่ทำเป็นใจดีสู้เสือ “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ผมก็อยากคุยกับคุณใหญ่ให้รู้เรื่องเหมือนกัน”
ใหญ่โอบทรรศนะออกไป ปานเทพแกล้งบิดขี้เกียจ แล้วเดินไปชั้นบน
“ขอไปล้างกลิ่นคาวเลือดหน่อยนะ เหนียวตัวมาก”
ทัศนีย์สยอง “คุณน้า เอาไงดี”
ครองสุขแค้นใจ จ้องปิ่นอนงค์เขม็ง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “แกไปตามธีระมาหาชั้น นังปิ่น ตามชั้นมา”
ทั้งหมดเข้ามาในห้องหนังสือ ครองสุขกระชากปิ่นอนงค์เหวี่ยงไป
“แกโทษชั้น แกหาว่าชั้นล่อลวงแกไปให้ไอ้เสี่ยตงใช่มั้ย นังปิ่น พูดมาเลย พูดให้แม่แกได้ยินกับหู”
ปิ่นอนงค์เก็บข่มความเจ็บใจ แค้นใจ “ปิ่นไม่เคยคิดกล่าวหาคุณนายอย่างนั้นเลยนะคะ พวกเสี่ยตงมันจับปิ่นแล้วคุณใหญ่ก็เข้าไปช่วยปิ่น จนเราสองคนเกือบถูกพวกเสี่ยตงจับไปฆ่า”
ครองสุขกับอุ่นเรือนงุนงงสงสัยสิ่งที่ปิ่นอนงค์พยายามเล่า
“ชั้นไม่เชื่อ ลำพังแค่ไอ้ใหญ่จะสู้พวกเสี่ยตงได้ยังไง”
“นายปานไปตามพวกอาปลอดมาช่วยเราค่ะ” ปิ่นอนงค์บอกต่อ
“ปลอด ไอ้ปลอดพ่อไอ้ปานน่ะเหรอ” ครองสุขไม่อยากเชื่อ
“ค่ะ อาปลอดไปตั้งแก๊งโจรอยู่ทางใต้ พอช่วยคุณใหญ่กับปิ่นได้ อาปลอดก็พาเราไปที่บ้าน เมียอาปลอดก็เป็นคนดีมาก คุณใหญ่ก็ไม่ได้ข่มเหงรังแกอะไรปิ่นเลยค่ะ”
ครองสุขถามคาดคั้น “แล้วไอ้ใหญ่อยู่ดีๆจะไปช่วยแกได้ยังไง ถ้าไม่ได้นัดแนะกันหรือว่าไปด้วยกันตั้งแต่แรก”
อุ่นเรือนมองหน้าปิ่นอนงค์รอฟัง
“คุณใหญ่ขึ้นรถไปกับปิ่นตอนออกจากไร่จริงๆค่ะ แต่ก็ลงไปก่อน จนกระทั่งปิ่นเอาของไปให้คุณนาย แล้ว...” ปิ่นอนงค์มองครองสุข และจะพูดว่าครองสุขส่งตัวเองให้เสี่ย ครองสุขรีบสวนขัดออกมา
“แกเอาของไปให้ชั้น แล้วบอกจะไปธุระต่อ ทำไมไม่กลับบ้าน แกนัดให้ไอ้ใหญ่มาหาแกใช่มั้ย บอกถูกจับอย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้ายก็ไประเริงอยู่กับไอ้ใหญ่”
ปิ่นอนงค์อึ้ง “ปิ่นไม่ทราบจริงๆ ว่าทำไมคุณใหญ่พูดอย่างนั้น”
อุ่นเรือนคาดคั้น “แกไม่ได้โกหกใช่มั้ย ปิ่น”
“ปิ่นพูดความจริงทุกอย่าง ทุกอย่างที่ปิ่นจะพูดได้” ปิ่นอนงค์มองหน้าครองสุข
ธีระเคาะประตูแล้วเข้ามากับทัศนีย์ หน้าเครียดมาก มองปิ่นอนงค์กับอุ่นเรือน
“นั่งอุ่น นังปิ่น แกออกไปก่อน ชั้นยังต้องชำระสะสางกับแกอีกยาว”
สองคนออกไปแล้ว ครองสุขหันมาทางธีระ
“ว่าไงธีระ”
“ไอ้ใหญ่มันร้ายกว่าที่คิด เสี่ยตงขอสงบศึกกับเรา แถมยกหนี้ที่เหลือให้ด้วย มันบอกไม่คุ้ม”
ครองสุขตกตะลึง “แสดงว่าที่นังปิ่นพูดเรื่องแก๊งโจรไอ้ปลอดไปช่วยมันก็เรื่องจริงซิ”
ทัศนีย์สยองมากขึ้น “แก๊งโจร มีแก๊งโจรด้วยเหรอ โอ๊ย แล้วคุณน้าใจเย็นอยู่ได้ยังไง หนูไม่เอาด้วยแล้วนะ”
ครองสุขตวาด “เงียบ”
“ผมนึกแล้วว่ามันคงไม่ได้มีกันแค่สองคน ไม่งั้นมันไม่กล้าเข้ามาป่วนเราที่นี่หรอก อย่างงี้เราเสียเปรียบมันนะพี่” ธีระกังวล
“อย่าโง่ไปหน่อยเลยธีระ ถ้าไอ้ใหญ่มันต้องการฆ่าพวก เรา มันทำไปแล้ว มันไม่รอจนป่านนี้หรอก”ครองสุขนิ่งคิดหน้าเครียด
“หรือมันจะรอพี่นะกลับมาค่อยฆ่าล้างโคตรพวกเรา ไอ้ใหญ่มันเกลียดพี่นะจะตาย” ทัศนีย์โพล่งขึ้น
อุ่นเรือนจูงลูกสาวเดินมาที่เรือน ปิ่นอนงค์เอ่ยขึ้น
“แม่ ขอปิ่นไปหาคุณนะ ก่อนได้มั้ย ไม่รู้คุณใหญ่ทำอะไรคุณนะบ้าง”
“พอเถอะนังปิ่น เท่านี้แกยังหาเรื่องไม่พออีกเหรอ ลืมไปหรือเปล่าว่าตัวเองเป็นใคร”
ปิ่นอนงค์อึ้งไป “ ปิ่นขอโทษ ที่ทำให้แม่เป็นห่วง แต่ปิ่นไม่ได้โกหก ปิ่นกับคุณใหญ่ไม่มีอะไรกันจริงๆ แม่ก็รู้ว่าปิ่นไม่เคยรักใครนอกจาก....”
อุ่นเรือนตัดบท “พอแล้ว จะเป็นใครเค้าก็อยู่คนละชั้นกับแกทั้งนั้น เลิกใฝ่สูงลมๆ แล้งๆ ซะที ไม่งั้นคนที่เจ็บก็คือแก รู้มั้ยปิ่น”
อุ่นเรือนอยากจะบอกเรื่องอรสอางค์แฟนทรรศนะ แต่ก็กลัวลูกสาวเสียใจ เลยเดินผละไป
ปิ่นอนงค์เข้ามาในห้อง เปิดลิ้นชักโต๊ะ ค้นๆ แล้วหยิบการ์ดออกมาเปิดดูอาการปลื้มๆ
เป็นการ์ดที่ปิ่นอนงค์ทำเอง โดยเอาดอกปีบมาใส่ทับไว้จนแห้งติดกาวเป็นรูปต่างๆ
“ปิ่นไม่สนใจหรอกแม่ ว่าคุณนะจะรักตอบปิ่นมั้ย ปิ่นขอแค่ให้ได้รักก็พอแล้ว”
ปิ่นอนงค์บอกกับตัวเอง
สองคนต่างยืนมองคุมเชิงกันและกัน ทรรศนะมองรอบๆ ไม่มีใคร พยายามข่มความกลัว
“จำได้มั้ยว่า ชั้นเคยขี่ม้าแข่งกับนายตรงนี้ นายแพ้ ตกม้า แต่พ่อกลับทำโทษชั้น ยึดม้าชั้นไปให้นาย” ใหญ่ว่า
“ที่คุณลุงยึดม้าคุณใหญ่เพราะคุณใหญ่ไม่ยอมรับว่าคุณใหญ่แกล้งให้ผมตกม้าต่างหาก”
“เออ จริงด้วย ความจำนายดีนี่ สมเป็นเด็กเรียนจริงๆ มิน่าพ่อชั้นชื่นชมนายนักหนา ถึงกับอยากได้นายไปเป็นลูกแทนชั้น”
“คุณไพศาลท่านรักคุณมาก คุณไม่รู้หรอกว่าตอนที่คุณหนีไปท่านเสียใจมากแค่ไหน พวกเราต้องช่วยกันปลอบใจท่านจนวินาทีสุดท้าย”
ใหญ่ฟังแล้วกำมือแน่น “ชั้นต้องขอบคุณนายซินะ”
“คุณไม่ต้องขอบคุณผมหรอก มันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำให้ผู้มีพระคุณอยู่แล้ว ถ้าคุณอยากให้วิญญาณพ่อคุณสบายใจก็แค่กลับเนื้อกลับตัวทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น”
ทรรศนะบอก
ปิ่นอนงค์ขี่จักรยานตามหาใหญ่กับทรรศนะทั่วไร่ไพศาล
จนเมื่อปิ่นขี่จักรยานเข้ามามุมที่ทรรศนะคุยกับใหญ่เมื่อสักครู่ ก็เจอผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือด วางอยู่บนพื้นหญ้า
ปิ่นอนงค์หยิบมาดู “คุณนะ” ตกใจมาก เรียกหา “คุณนะๆ อยู่ที่ไหนคะ”
ทรรศนะเดินเข้ามาเอาหลังมืออุดจมูก
“คุณนะ คุณใหญ่ทำร้ายคุณนะใช่มั้ยคะ คุณนะเจ็บตรงไหนบ้าง”
ทรรศนะเอามือออกเห็นจมูกมีเลือดไหล ปิ่นอนงค์ตกใจ “เลือด”
ปิ่นอนงค์ควักผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าถักเล็กๆ ที่สะพายมาด้วย ออกมาซับ “ไปโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ” “ไม่เป็นไรปิ่น แดดร้อน เลือดกำเดามันก็เลยไหล จำไม่ได้เหรอ ตอนเด็กๆ พี่ก็เป็นบ่อยๆ”
ปิ่นอนงค์โล่งอก ที่ใหญ่ไม่ได้ทำร้ายทรรศนะ
ปิ่นอนงค์ขี่จักรยานจอดอยู่ใต้ต้นปีบแล้ว ทรรศนะนั่งแหงนหน้าพิงต้นปีบ ปิ่นอนงค์นั่งคุกเข่าข้างๆ
“ไม่ไปหาหมอแน่เหรอคะ”
“เลือดหยุดแล้ว ตอนอยู่เมืองนอก พี่ไม่เป็นเลยนะ แสดงว่าไม่ถูกกับอากาศเมืองไทยจริงๆ”
“ปิ่นเสียใจนะคะ ที่เกิดเหตุการณ์ไม่ดี ในวันที่คุณนะกลับมาบ้าน”
“พี่เองก็ไม่ได้คิดว่าจะเจอคุณใหญ่เหมือนกัน ตอนนี้เธอกับคุณใหญ่คงจะสนิทสนมกันดี ไม่เหมือน
เมื่อก่อน แล้วใช่มั้ย”
ปิ่นอนงค์ไม่เข้าใจ “คุณนะหมายความว่ายังไงคะ”
“ก็เมื่อก่อน ตอนเด็กๆ เวลาเธอถูกคุณใหญ่รังแก เธอชอบร้องไห้มาหาพี่บ่อยๆ”
“ตอนนี้คุณนะก็ยังเป็นคนที่ปิ่นคิดถึงที่สุด ไว้วางใจที่สุดเหมือนเดิมค่ะ คุณนะเชื่อปิ่นใช่มั้ยคะ”
ทรรศนะยิ้มให้ “เชื่อซิ ปิ่นไม่เคยโกหกพี่นี่”
ปิ่นอนงค์ยิ้มกว้างหยิบการ์ดในกระเป๋าส่งให้ ทรรศนะเปิดดู อาการงงๆ
“คุณนะ ยังจำได้มั้ยคะ”
ใต้ต้นปีบแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน ปิ่นอนงค์สวมชุดนักเรียนมัธยมปลาย ขณะที่ทรรศนะสวมชุดจะไปเรียนต่อเมืองนอก
ปิ่นอนงค์เช็ดน้ำตาป้อยๆ ไม่มองทรรศนะนะ ดอกปีบต้องลมร่วงหล่นลงมาเป็นระยะๆ
“ไม่ไปส่งพี่เหรอปิ่น” ทรรศนะถาม
ปิ่นอนงค์ส่ายหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็รอวันที่พี่กลับมาหาเธอก็แล้วกัน อย่าไปมีแฟนก่อนล่ะ” ทรรศนะเก็บดอกปีบที่ร่วงลงมาบ้าง ที่พื้นบ้าง สี่ห้าดอกจับมือปิ่นอนงค์แล้วเอาดอกไม้วางใส่มือ “เก็บเอาไว้ให้ดีนะ อย่าลืมดูแลต้นปีบของเราด้วย”
ทรรศนะเดินออกไป ปิ่นอนงค์มองตามนะ น้ำตากลบตา
ปิ่นอนงค์นึกถึงความหลังครั้งนั้น ดึงตัวเองกลับมา มองทรรศนะอยู่ ทรรศนะดูการ์ดแล้วแหงนหน้าดูต้นปีบ
“จำได้สิ แล้วเธอก็เก่งมากนะปิ่นที่ดูแลต้นปีบจนสูงใหญ่มีดอกเต็มต้นอย่างนี้”
“อะไรที่คุณนะให้ปิ่น มีค่าเสมอค่ะ ปิ่นต้องดูแลให้ดีที่สุดอยู่แล้ว”
ใหญ่บังเอิญเดินเข้ามาจากอีกมุมหนึ่ง ชะงักแอบมอง ทรรศนะล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบถุงผ้าเล็กๆ ออกมา ส่งให้ ปิ่นอนงค์ดีใจสุดๆ เปิดถุงดู หยิบปิ่นเงินปักผมออกมา
“ของฝากสำหรับปิ่น พกมาตั้งแต่ถึงเมืองไทย ตั้งใจว่ามาเจอก็จะให้เลย” ทรรศนะว่า
“แปลกจังเลยค่ะที่อเมริกามีปิ่นปักผมขายด้วย” ปิ่นอนงค์พูดพาซื่อ ทรรศนะยิ้มเจื่อนๆ
“ทั้งร้านก็มีอยู่อันเดียวนี่แหละ ชอบมั้ย”
ปิ่นอนงค์ยิ้มปลื้มลืมโลก พยายามม้วนผมเอาปิ่นปัก “ชอบซิคะ ชอบที่สุดเลย”
ทรรศนะเข้ามาช่วยถือปิ่นปักผม ปิ่นอนงค์ม้วนผมเป็นปม ทรรศนะเสียบปิ่นปักผมให้
เห็นสองคนใกล้ชิดกัน ใหญ่แค้นนัก
ปิ่นอนงค์ยิ้มระรื่นเดินมาที่บริเวณริมลำธารในไร่ ใหญ่โผล่มาขวางทาง ปิ่นอนงค์ตกใจ ใหญ่ฉกปิ่นปักผมออกจากหัว ปิ่นอนงค์รีบแบมือขอคืน
“คุณใหญ่ ขอปิ่นปักผมคืนให้ปิ่นเถอะนะคะ”
“หวงอะไรนักหนา ไอ้ปิ่นกระจอกๆ แบบนี้ เดี๋ยวชั้นไปปล้นเอามาให้เธอใหม่เอาแบบฝังเพชร ฝังพลอยสวยๆ เธอจะเอากี่อัน”
ปิ่นอนงค์โกรธจัด พูดด้วยสีหน้าเข้ม “ปิ่นไม่อยากได้ของคนอื่น มันไม่มีคุณค่า แต่ปิ่นที่คุณใหญ่แย่งไป มันเป็นของฝากที่คุณนะให้ปิ่น ขอปิ่นคืนเถอะค่ะ”
ใหญ่ยิ้มสะใจ แกล้งทำเป็นส่งคืนให้ปิ่นแล้วหันไปเอาตัวบัง แล้วแกล้งทำเป็นขว้างปิ่นปักผมลงน้ำไป“อ้าว จมหายไปเลย”
ปิ่นอนงค์แค้นสุดๆ มองตามสายตาใหญ่ แล้วมองน้ำในลำธาร ก่อนจะกระโดดลงน้ำไป
ปิ่นอนงค์ดำผุดดำว่ายผลุบๆ โผล่ๆ มือควานหาปิ่นปักผมที่พื้นน้ำ รอบๆ ตัว
ใหญ่อึ้งไป ไม่คิดว่าปิ่นอนงค์จะกระโดด “ยัยบ้าเอ๊ย”
ใหญ่มองปิ่นปักผมในมือตะโกนบอก “งมให้ตายก็ไม่เจอหรอก” ใหญ่หมั่นไส้เลยยืนดู
แต่แล้วนาทีนั้นปิ่นอนงค์ชะงักตัวแข็ง ตะคริวกินน่อง มือไม้วักน้ำทรงตัว ใหญ่หน้าเสีย ถอดเสื้อ พันปิ่นปักผมวางไว้ จะกระโดดน้ำไปช่วย
ทว่าจอมวิ่งมาจากไหนไม่รู้ พุ่งพรวดลงน้ำไปก่อน ใหญ่ชะงัก จอมประคองปิ่นขึ้นมาจากน้ำทุลักทุเลปิ่นอนงค์ร้องไห้เสียใจเป็นนักหนา จอมชี้หน้าใหญ่ เดินเข้ามาหาใหญ่อย่างเอาเรื่อง
“คุณทำอะไรปิ่น”
“ไม่ใช่จอม คุณใหญ่ไม่ได้ทำอะไรปิ่น” ปิ่นอนงค์ร้องห้าม
จอมชะงักใหญ่เดินไปเฉียดปิ่นอนงค์พูดเย้ยหยัน
“มีองครักษ์คอยช่วยอย่างงี้ ชั้นก็หมดสนุกเท่านั้นเอง ขอให้หาของรักเจอนะ”
ปิ่นอนงค์แค้นสุดๆมองตามใหญ่
“เค้าพูดอะไรของเค้า ของรักอะไร”
จอมงงสุดๆ
ครองสุขกำลังจะขึ้นรถกอล์ฟไปกับธีระ ทรรศนะเดินกลับมาก่อน
“นะ” ครองสุขวิ่งลงมาหาทรรศนะ “หายไปไหนมา ไอ้ใหญ่มันทำอะไรนะรึเปล่า น้ากำลังจะไปตามเชียว”
“ตอนแรกผมก็คิดว่าจะแย่เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่อย่างงั้น”
ครองสุขงง ภาพเหตุการณ์ใต้ต้นปีบผุดขึ้นในความคิดของทรรศนะ
ตอนนั้นใหญ่ขยุ้มคอทรรศนะ หลังจากถูกเตือน
“ผมพูดก็เพราะหวังดี เพราะถึงยังไงเราก็เหมือนญาติกันผมไม่อยากเห็นคุณต้องหมดอนาคต
จู่ๆ ใหญ่ค่อยๆ ปล่อยเสื้อทรรศนะ “ซาบซึ้งมาก เพิ่งรู้ว่านายหวังดีกับชั้นขนาดนี้ ได้ ชั้นจะเอาคำพูดของนายไปคิดดู”
ฟังแล้วครองสุขคิดหนัก “ไอ้ใหญ่มันเล่นเกมอะไรกันแน่ นอกจากไม่เอาเรื่องเรา แล้วยังยกห้องให้นายนะอยู่ฟรีๆ ตัวเองยอมระเห็จไปอยู่บ้านในรีสอร์ต”
“ปิ่นอาจจะขอร้องไว้” ธีระว่า
“นังปิ่นน่ะเหรอจะทำให้ไอ้ใหญ่เชื่องได้ขนาดนี้”
“ถ้ามันไม่ชอบปิ่น มันคงไม่เสี่ยงชีวิตไปช่วยปิ่นจากพวกเสี่ยตงหรอก เฮอะ แถวซ่องโจรที่มันเคยอยู่คงหาผู้หญิงดีดีอย่างปิ่นไม่ได้”
ครองสุขตวัดสายตามาทางธีระ
“พี่ก็น่าจะรู้ ผู้ชายน่ะเก่งแค่ไหนก็แพ้ผู้หญิงวันยังค่ำ เหมือนที่ผมแพ้พี่ไง”
พูดจบธีระเข้ามากอด ครองสุขค้อน แต่ก็คิดตาม
ใหญ่อยู่ที่บ้านพักในรีสอร์ต นอนดูปิ่นปักผมอย่างแค้น ปานเทพนอนหลับอยู่อีกเตียง
ภาพทรรศนะกับปิ่นอนงค์สวีตกันใต้ต้นปีบผุดเข้ามาในหัว ใหญ่ขว้างปิ่นออกไปที่ผนัง ปานเทพสะดุ้งตื่น ชักปืนใต้หมอนออกมา
“ใครแหย่หนวดเสือวะ”
ปานเทพขยี้ตามอง “ไอ้คุณใหญ่ เกิดอะไรขึ้น” ปานเทพมองไปเห็นปิ่นปักผมที่กระเด็นตกอยู่ข้างเตียง หยิบขึ้นมางง “แล้วนี่”
ใหญ่เดินไปแย่งมา “ไม่มีอะไร รีบนอนเหอะ พรุ่งนี้ชั้นมีงานให้แกทำแต่เช้า”
ใหญ่ปิดไฟ ล้มตัวลงนอน ปานเทพงงมากๆ
เช้าวันต่อมา อรสอางค์นั่งคุยโทรศัพท์ที่ริมสระว่ายน้ำ ในชุดเสื้อคลุมตัว เพิ่งจะตื่นนอน มีหนังสือแฟชั่นวางบนโต๊ะเล็กข้างๆ เตียงพับ
“ไฮ นะ เป็นไงบ้าง”
ทรรศนะพูดโทรศัพท์จากในห้องนอน
“ตอนนี้ที่ไร่กำลังยุ่งมากๆ เลยครับ เลยต้องรีบโทรมาบอกอรก่อน”
“ดีแล้วล่ะค่ะ อรก็ยังไม่อยากจะไปเลย คุณเป็นคนคะยั้นคะยออรเองต่างหาก เอาอย่างนี้ นะมาหาอรวันปาร์ตี้ญาติๆกับเพื่อนๆของอรที่บ้านดีกว่า จะได้แนะนำตัวทีเดียวไปเลยนะคะ”
“ครับ ได้ครับ”
“ค่ะ อย่าลืมที่อรบอกก็แล้วกัน อย่าเข้าไปที่เค้าเลี้ยงสัตว์ เชื้อโรคมันเยอะ ระวังยุงป่าด้วยนะคะ เดี๋ยวเป็นไข้เลือดออก เป็นมาลาเรียล่ะ แย่เลย”
จิ๋วเอาน้ำส้มมาวางที่โต๊ะแล้วนั่งมือวางบนตักรอ “แค่นี้นะคะ นะ คิดถึงค่ะ”
อรสอางค์กดวางสาย แล้ววางโทรศัพท์บนโต๊ะ หยิบแก้วน้ำส้มมาดูด
“ขอบคุณค่ะ พี่จิ๋ว”
“พี่จิ๋วขออนุญาตถามนะคะ คุณชายถวัลย์วงศ์ ด๊อกเตอร์อุทยาน ลูกท่านรัฐมนตรี ไม่อยู่ในสายตาคุณหนูเลยเหรอคะ คุณทรรศนะนี่ ต่างจากคนอื่นๆ ตรงไหนคะ”
“ที่พี่จิ๋วพูดมา ขอโทษนะคะ บางคนก็เชยสนิท บางคนก็โง่ บางคนก็หลงตัว มีทรรศนะนี่แหละค่ะฉลาดเฉลียว แล้วก็คุยกับอรได้รู้เรื่องที่สุด”
“จิ๋วเป็นห่วงคุณหนูบ้านช่องคุณนะอยู่ไร่นาป่าเขาอย่างนั้น คุณหนูจะไปใช้ชีวิตอยู่ได้เหรอคะ”
“ใครว่าอรจะไปอยู่ล่ะคะ ไปเที่ยวสองสามวันคงพอได้ จะให้ไปอยู่คงไม่ไหวหรอกค่ะ ไม่ชินการอยู่กับช้างม้าวัวควาย พวกนั้น”
เสียงท่านปลัดดังลอดเข้ามา “แน่จริงก็ฟ้องไปเลย ชั้นเป็นข่าวขึ้นมา ธนาคารแกก็หนี้สูญล่ะวะ”
อรสอางค์กับจิ๋วสบตากัน
เห็นฝ่ายสินเชื่อของแบงก์เดินถือกระเป๋าหน้าเครียดออกมานอกบ้าน
“นั่นใคร” อรสอางค์สงสัย
“ไม่ทราบคะเห็นมาขอพบคุณท่านแต่เช้า ปิดห้องคุยกันเงียบเลย”
อรสอางค์เดินเข้ามาในห้องรับแขก เห็นพ่อนั่งกุมหัวเครียด แม่นั่งมองพ่ออย่างห่วงใย
“ใจเย็นๆคุณ เดี๋ยวความดันขึ้น” คุณหญิงปลอบสามี
ที่พื้นมีเอกสารการฟ้องร้องหล่นกระจัดกระจาย
“มีเรื่องอะไรกันคะ ใครมาทำให้คุณพ่อโมโห”
อรสอางค์เก็บเอกสารขึ้นมาดูๆ สามสี่แผ่น สีหน้าเครียด อรสอางค์อ่านผ่านๆ ทุกแผ่น
“นี่มันอะไรกันคะ ทั้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งคำฟ้องล้มละลาย”
คุณหญิงหน้าเจื่อนๆ เล่าเรื่อง “คุณพ่อโดนหลอกใช้ ให้ตั้งบริษัทเข้าประมูลงานของกระทรวง พอถูกตรวจสอบ พวกมันก็ทิ้งคุณพ่อความเสียหายทั้งหมด คุณพ่อต้องชดใช้คนเดียว”
“แล้วคุณพ่อจะไปยอมพวกมันทำไมคะ แฉเลยค่ะ สื่อสารมวลชนมีตั้งเยอะ มันอยู่พรรคไหน ตำแหน่งอะไร เราเป็นใคร มันเป็นใคร ให้ไอ้พวกขี้โกงมาทำกับเราอย่างนี้ได้ยังไงคะ” อรสอางค์ฉุนขาด
ท่านปลัดตวาด “เงียบเดี๋ยวนี้อรสอางค์ ไม่รู้อะไรก็อย่าพูด เรื่องทั้งหมดแกไม่ต้องยุ่ง ชั้นจะจัดการเอง”แล้วเดินออกไป
“หนูพูดอะไรผิดเหรอคะ คุณแม่”
“คุณพ่อเค้าเครียดมาก มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองที่ต้องชดใช้เท่านั้น มันมีความผิดเรื่องฮั้วประมูล เรื่องทุจริตที่จะตามมาอีก ถ้าเป็นข่าวขึ้นมา ก็ต้องถูกสอบสวน มันจะเป็นคดีอาญาติดคุกติดตะรางเลยนะลูก”
อรสอางค์ตะลึง อึ้งอยู่อย่างนั้น
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 5 (ต่อ)
เวลาเดียวกัน อุ่นเรือนนั่งอยู่ที่พื้นต่อหน้าครองสุข บอกเรื่องที่จะส่งปิ่นอนงค์กลับบ้านที่ต่างจังหวัด
“จะให้นังปิ่นไปอยู่ที่อื่น” ครองสุขถามย้ำ
“ค่ะ เพื่อตัดปัญหา อุ่นจะให้มันกลับไปบ้านเดิมของเรา ที่นั่นอุ่นยังพอมีคนรู้จักอยู่บ้าง”
“แกไม่ดีใจหรอกเหรอ ถ้าไอ้ใหญ่มันชอบนังปิ่นจริงๆ แกก็สบายไม่ต้องมารับใช้ชั้นอย่างนี้” ครองสุขเหน็บแนม
“คนอย่างคุณใหญ่ ไม่รักชอบใครจริงจังหรอกค่ะ นังปิ่นมันจะต้องตกนรกมากกว่าขึ้นสวรรค์” อุ่นเรือนไม่เคยมองใหญ่ดีเอาเสียเลย
“ชั้นดีใจนะที่แกฉลาดคิดได้ ถึงชั้นจะดุด่านังปิ่น แต่ก็เพราะเห็นมันเหมือนลูกหลาน พูดจริงๆว่าถ้าตานะไม่มีแฟนไปซะก่อน ชั้นก็หวังจะได้นังปิ่นนี่แหละเป็นสะใภ้” ครองสุขป้อนคำหวาน
อุ่นเรือนตื้นตันจนน้ำตาคลอ “คุณนาย...”
“ชั้นน่ะถึงไม่ได้บอกมันเรื่องหนูอร กลัวมันจะเสียใจ แต่นังปิ่นมันอาจจะไม่รักชั้นอย่างที่ชั้นรักมัน ถึงคิดหันไปหาไอ้ใหญ่”
“ไม่จริงคะ นังปิ่นมันสาบานกับอุ่นแล้วว่าจะจงรักภักดีกับคุณนายคนเดียว คุณนายวางใจได้”
ทัศนีย์โผล่พรวดเข้ามา “คุณน้า”
“นี่ ยัยนี เมื่อไหร่แกจะหัดเป็นผู้ดีกับเค้าซะบ้าง” ครองสุขหงุดหงิด ระอาใจกับมารยาทของทัศนีย์
“ไอ้ใหญ่มันลากพี่นะออกไปจากบ้าน มันบอกว่ามันจะประชุมคนงาน ให้เรารีบตามไปเดี๋ยวนี้”
อุ่นเรือนกับครองสุขตกใจ
ที่ศาลาประชุม มีการจัดโต๊ะ ใหญ่นั่งหัวโต๊ะ ปานเทพนั่งข้างๆ ทรรศนะนั่งถัดไป ถวิลอยู่ติดขวามือ เหล่าคนงานชายหญิง 25 คน นั่งตามมุมต่างๆ เป็นกลุ่ม เมาท์กันว่านักดประชุมเรื่องอะไรกันแน่ ประไพ พนักงานควบคุมฝั่งรีสอร์ต มาประชุมด้วย
จอมนั่งแยกเดี่ยววางมาดขรึม ธีระนั่งริมขวาอยู่ท้ายโต๊ะ เจิดกะก้านยืนอยู่ห่างๆ
ครองสุข อุ่นเรือน และทัศนีย์ เดินตามกันมา อย่างร้อนรนใจ
ใหญ่ลุกขึ้นผายมือไปตามเก้าอี้ที่จัดเตรียมเอาไว้
ถวิลจัดสมุดบัญชีไปมามีอยู่ 4 เล่ม
“เชิญครับคุณน้า น้องนี นั่งเลยนะครับ”
ทุกคนเข้านั่ง ครองสุขยืนเชิดหน้า“นี่มันเรื่องสำคัญอะไรนักหนา ต้องเรียกประชุมด่วนอย่างนี้”
ครองสุขมองจ้องธีระ แต่ธีระส่ายหน้าทำนองว่าไม่รู้เหมือนกัน
“ใจเย็นๆครับ เดี๋ยวผมจะแจกแจงให้ฟัง ปานแกดูซิว่าครบหรือยัง”
ปานเทพนับ “หนึ่ง สอง สาม สี่ ยี่สิบ สามสิบ ครบแล้ว”
“ไอ้บ้า นับเลขแค่นี้ไม่ถ้วน เดี๋ยวปั๊ดตัดเงินเดือน” สองคนกวนตีนกันเล่นๆ ให้ดูไร้สาระเข้าไว้
“แหม ก็มันไม่ค่อยได้ใช้ แต่เท่าที่ดูก็ครบแล้วละ”
“ใครบอกว่าครบ ยังขาดคนสำคัญโว้ย” น้อยจูงปิ่นอนงค์เข้ามา ใหญ่บอกต่อ “อ้าว นั่นไง”
ทุกคนหันไปมองตามใหญ่ “ไม่มีคนนี้ไม่ได้เลย ปิ่นอนงค์มาเลยจ้ะ มานั่งใกล้ๆ กันตรงนี้”
เห็นทุกคนจ้องเป็นตาเดียวปิ่นอนงค์เขินมาก
“เห็นมั้ยพี่ปิ่น น้อยบอกแล้วว่าคุณใหญ่ให้ไปตามพี่มาจริงๆ” น้อยว่า
อุ่นเรือนมองจ้องปิ่นอนงค์เขม็ง ตาดุ ปิ่นอนงค์หลบตามานั่งข้างใหญ่
“โอเค คราวนี้ก็ครบ” เห็นปิ่นอนงค์อึกอัก ใหญ่หน้าดุ ก่อนจะประกาศการวาระประชุม
“ที่เรียกประชุมใหญ่วันนี้ ก็เพราะนายทรรศนะ น้องชายสุดที่รักของชั้น...” ทรรศนะงงๆ ใหญ่ฟุ้งต่อ “เค้านี่แหละที่เป็นคนเตือนสติชั้น ทำให้ชั้นคิดได้ว่าตั้งแต่กลับมาที่นี่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้สมกับที่เป็นทายาทไร่ไพศาลเลย ชั้นก็เลยจะเริ่มทำงานซะที ต่อไปนี้ชั้นจะเข้าควบคุมกิจการทั้งหมด และนี่คือรายชื่อและตำแหน่งของพนักงาน”
ใหญ่ยื่นกระดาษแผ่นใหญ่ที่เป็นลายมือโย้เย้เท่าหม้อแกง ให้ทุกคนเห็น
“นายปาน อ่านซิ”
ปานเทพกระแอม แล้วดึงกระดาษไป
และแล้วการเล่นละครของใหญ่และปานเทพเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเป็นคนไม่มีความรู้ ก็เริ่มขึ้น ณ บัดนาว!
“คนแรก ปาน ป่าหาย” ปานเทพแกล้งอ่านชื่อตัวเองผิด
“ป่าหวาย!” ใหญ่แก้ให้
“อ้อ ป่าหวาย แหมก็ลายมือแกยังกะไส้เดือนปาน ป่าหวาย เป็นผู้จัดการไร่และรีสอร์ต”
ธีระลุกพรวดเหลียวมองสบตาครองสุข “ได้ยังไง อยู่ดีๆ มาปลดผม ผมทำอะไรผิด”
ใหญ่รีบบอก “อย่าเข้าใจผิด คุณธีระทุ่มเททำงานให้ไร่เหน็ดเหนื่อยมานานแล้ว ผมเกรงใจจริงๆ หน้าที่ของคุณคือเป็นที่ปรึกษาให้ปาน ป่าหวาย มีอะไรเกิดขึ้นในไร่ในรีสอร์ตก็รายงานให้ปานรับรู้ มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”
ใหญ่จ้องหน้าธีระรีบบอก “ไม่ ไม่มี”
ใหญ่เดินดูสมุดบัญชีไปที่เก้าอี้ข้างหลังปิ่นอนงค์ แล้วชี้ข้ามโต๊ะไปที่ทัศนีย์เป็นสัญญาณให้ปานเทพเชือดต่อ
“คุณทัศนีย์ ไปอยู่ที่รีสอร์ตเป็นพนักงานต้อนรับ” ปานเทพอ่านต่อ
“ได้ยังไง ชั้นเป็นเจ้าของที่นี่” ทัศนีย์โวยลั่น
ใหญ่มองหน้าเป็นเชิงบอกว่าพูดผิดพูดใหม่ได้
ครองสุขรีบแก้ต่าง “ยัยนีหมายถึงเป็นญาติกับเจ้าของ ควรจะได้ตำแหน่งสูงกว่านี้”
ใหญ่จ้องหน้าทัศนีย์ “ยิ่งเป็นญาติเจ้าของนี่ละครับ ยิ่งต้องไปคลุกคลีกับงาน จะได้เป็นหูเป็นตาให้ผม”ทัศนีย์ขบกรามกัดฟันแน่น ซอยเท้ากระทืบกับพื้น
“ส่วนคุณทรรศนะ ไปเป็นหัวหน้าคนงานแทนนายถะ ถะวิล” ปานเทพทำเป็นอ่านไม่ออก “ส่วนนายถวิลย้ายมาเป็นผู้ช่วยคุณชลัต”
ใหญ่แกล้งสะดุ้งโหยง “ชาลิต! ฉันชื่อชาลิตโว้ย”
หมู่มวลคนงานขำก๊าก ฮาครืน จอมส่ายหน้า ถวิลชู้วปาก
“มานี่ชั้นอ่านเอง” ใหญ่แย่งเอากระดาษมา
ครองสุขสวนขัดออกมา “เดี๋ยว นายนะจบบริหารมาจากเมืองนอก ไม่ควรเป็นแค่หัวหน้าคนงานนะ”
“จบบริหารก็มาช่วยผมดูแลบริหารพวกคนงาน มันก็ดีแล้วนี่ครับ หรือทรรศนะไม่อยากทำเพราะรังเกียจพวกคนงาน ไม่อยากปะปนกับคนรากหญ้า”
คนงานมองจ้องทรรศนะเป็นตาเดียวรอฟัง “ผมไม่มีปัญหา ผมทำได้”
ใหญ่เดินกลับไปที่หัวโต๊ะ ชี้จอม“ดี ส่วนนาย ... จอม อยู่มานานประสบการณ์ในไร่สูงเป็นผู้ช่วยทรรศนะ” จอมมองหน้าว่าใหญ่จะมาไม้ไหน ตั้งท่าจะพูดเถียง
ถวิลรีบตัดบท “ได้ครับคุณใหญ่ ผมกับไอ้จอมจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดครับ”
ธีระหลบตากระแทกตัวนั่ง ใหญ่ว่าต่อ “เรื่องการเงินทั้งหมด” ใหญ่เกาหัวแกรก “ให้ปิ่นอนงค์เป็นผู้ควบคุมดูแล”
ปิ่นอนงค์ตาค้างตกใจมาก
ทุกคนสบตากันไปมา ปิ่นอนงค์อึ้ง “เป็นไปได้ยังไง นังปิ่นมันเรียนคหกรรม ไม่ได้จบบัญชีซักหน่อย มันจะไปรู้เรื่องการเงินการทองได้ยังไง”
ใหญ่ดูสมุดบัญชี “แล้วธีระ เรียนมาเหรอครับคุณน้า อะไรเนี่ย คุณธีระเรียนกฎหมายมาสามปีครึ่งแล้วก็ออก ออกนะครับไม่ใช่จบ” ธีระก้มหน้าแค้นจัด “คุณธีระมาอยู่ไร่เรา คุมทั้งเงิน เป็นทั้งผู้จัดการ แล้วทำไมปิ่นอนงค์ จะทำไม่ได้ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ความซื่อสัตย์ครับ” ใหญ่รวบตึงด่ากระทบธีระพร้อมครองสุข
อุ่นเรือนลุกขึ้นจะพูด “แต่ว่า....”
ใหญ่รู้ว่าไม่น่าจะใช่เรื่องดี จึงรีบตัดบท “ขอบคุณทุกคน ขอให้เริ่มทำงานกันตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปเลย จอมดูแลน้องชายชั้นดีดีนะ เอ้าแยกย้ายกันไปซิ”
ทรรศนะข่มอารมณ์สุด จอมเองก็เซ็ง แต่ต้องพาทรรศนะออกไป
ใหญ่มองปิ่นอนงค์ยิ้มๆ ก่อนเดินไป ธีระสังเกต ครองสุขยืนอึ้งคิดไม่ถึงว่าใหญ่จะมาไม้นี้
อุ่นเรือนร้อนใจ รีบวิ่งตามครองสุขที่เดินกลับเรือนใหญ่กับทัศนีย์
“คุณน้า คุณน้าต้องช่วยหนูนะ หนูไม่อยากไปรับใช้พวกลูกค้า ถ้าเพื่อนหนู กิ๊กหนูรู้ หนูจะเอาหน้าไว้ไหน”
ครองสุขตวาด “โอ๊ย แกเงียบก่อนได้มั้ย ชั้นกำลังใช้ความคิด”
“คุณนายขาคุณนาย” อุ่นเรือนเรียกไว้
ครองสุขชี้หน้า “แกไม่ต้องมาตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จอีก นังอุ่น”
“อุ่นไม่รู้เรื่องจริงๆ นะคะ”
“ไม่รู้เรื่องเหรอ ถ้าไม่มีอะไรลับลมคมในกัน มันจะให้ตำแหน่งนังปิ่นทำไม แกกับลูกมันงูพิษทั้งคู่”ครองสุขบันดาลโทสะสลัดแขนผลักอุ่นเรือนเซไป ปิ่นอนงค์ที่ตามมา เข้าไปประคอง
“แม่ คุณนายอย่าโกรธแม่เลยค่ะ แม่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”
“แกนี่ละตัวดี นังปิ่น แกอยากตีเสมอพวกชั้นมานานแล้วใช่มั้ย ก็เลยไปยั่วไอ้ใหญ่จนมันหลง ให้อำนาจแกมากลั่นแกล้งพวกชั้น นังอกกตัญญู อีนกสองหัว นี่แน่ะ”
ทัศนีย์ตบปิ่นอนงค์กระเด็น แล้วเข้าไปซ้ำด้วยความแค้น
น้อยเข้ามาเห็นแอบดูตกใจ ละล้าละลัง “อย่าค่ะ คุณนี” อุ่นเรือนร้องเสียงหลง
อุ่นห้ามโดนตบด้วย ปิ่นอนงค์โมโหที่แม่ถูกทำร้าย “คุณนีอย่าทำแม่นะคะ”
ปิ่นอนงค์ทะยานเข้าจับมือ ฮึดสู้ “แกสู้ชั้นเหรอ”
ครองสุขตวาดลั่น “หยุดนะนั่งปิ่น”
ครองสุขเข้ากระชากปิ่นอนงค์สุดแรง ทัศนีย์เลยตบอีกที คราวนี้ปิ่นอนงค์กับอุ่นเรือนลงไปกองรวมกัน”ถ้าแกอยากไปถือหางไอ้มหาโจรนั่นแกก็ไปเลย แต่บอกซะก่อนนะ ว่าแกจะต้องเสียใจ”
ครองสุขเดินไปทัศนีย์ทำท่าจะเล่นงานปิ่นอนงค์อีก น้อยรีบตะโกนบอก
“คุณนี คุณปานให้มาตามไปหาที่รีสอร์ตค่ะ”
ทัศนีย์จำต้องไปอย่างแค้น แต่ชี้หน้าปิ่นอนงค์อย่างเกรี้ยวกราด “เพราะแก นังปิ่น”
อุ่นเรือนร้องไห้มองปิ่นอนงค์ ทั้งเสียใจ แค้นใจ กระชากมือปิ่นอนงค์ลากไป
“มานี่เลย”
น้อยใจเสีย “พี่ปิ่นเละแน่”
อุ่นเรือนลากปิ่นอนงค์เข้าห้องมา แล้วตรงไปเปิดตู้เสื้อผ้า อุ่นเรือนโยนกระเป๋าเดินทางลงบนเตียง
“เก็บข้าวเก็บของซะ ชั้นจะส่งแกกลับบ้าน ขืนแกอยู่ที่นี่ต่อไป ก็มีแต่จะสร้างปัญหา”
“แม่ก็ไม่เชื่อใจปิ่นเหรอจ๊ะ ปิ่นไม่มีวันเนรคุณอกตัญญูกับคุณนายได้หรอกจ้ะ”
“ตอนนี้แกจะพูดยังไงก็ไม่มีใครเชื่อแล้ว แกต้องไป”
ไม่นานนัก อุ่นเรือนลากปิ่นอนงค์ออกมาหน้าบ้านพร้อมกระเป๋าเดินทาง ปิ่นอนงค์เช็ดน้ำตาป้อยๆ น้อยวิ่งนำใหญ่มา
“พี่ปิ่นต้องโดนตีตายแน่ๆ ค่ะคุณใหญ่”
ใหญ่โผล่มาขวางถามเสียงเข้ม “จะไปไหนกัน”
อุ่นเรือนมองน้อยตาขวาง ทำนองว่าจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง น้อยหลบตาลี้ตัวออกไป
“จะส่งปิ่นกลับบ้านที่ต่างจังหวัดค่ะคุณใหญ่ อย่ามาขัดขวางเลยนะคะ ป้าขอร้อง”
“ปิ่นไปไหนไม่ได้หรอกครับ ต้องอยู่ทำงานที่นี่” ใหญ่บอกท่าทีนิ่งเฉย
อุ่นเรือนเขย่าแขนจะให้ปิ่นอนงค์พูด “นังปิ่นมันลาออกแล้ว บอกคุณใหญ่สิ”
ใหญ่แอบมอง แล้วเก๊กดุ “จะลาออกง่ายๆได้ยังไง ปิ่นเป็นหนี้ผมตั้งหลายแสน”
ปิ่นอนงค์อ้ำอึ้ง อุ่นเรือนตกใจ “ต้องทำงานใช้หนี้ให้หมดซะก่อน”
อุ่นเรือนรีบจับปิ่นอนงค์หันมาประจันหน้า “แกไปเป็นหนี้อะไรคุณใหญ่ บอกมาเดี๋ยวนี้”
ใหญ่รู้อยู่แล้วว่าเรื่องต้องเป็นอย่างนี้ “ตกลงเธอไม่ได้บอกแม่เธอเหรอ”
“เอ่อ พอดี ตอนที่แม่ป่วยปิ่นไม่อยากรบกวนคุณนาย เลยไปกู้เงินไปซื้อหวยใต้ดิน แต่ก็ถูกกินเรียบ ปิ่นเลยต้องยืมเงินคุณใหญ่มาใช้หนี้จ้ะ” ปิ่นโกหกแม่
อุ่นเรือนโกรธจนตัวสั่น ถามคาดคั้น “เท่าไหร่ แกเป็นหนี้เท่าไหร่”
“ถ้าหักจากเงินเดือนก็คงต้องรอเป็นปีถึงจะครบ แต่อย่าห่วง ผมไม่คิดดอกเบี้ยหรอก”
อุ่นเรือนจะเป็นลม
ใหญ่เดินนำเข้ามาในบ้านพักที่รีสอร์ต ปิ่นอนงค์ตามต้อยๆ จังหวะหนึ่งจู่ๆ ใหญ่ก็หันมาดึงรั้งร่างปิ่นอนงค์เข้ามาในระยะประชิด ปิ่นอนงค์ตกใจ
ใหญ่เป็นห่วงเอามือแตะแก้มปิ่นอนงค์ก้มลงมาดูใกล้ๆ ปิ่นอนงค์ยังเจ็บไม่หาย
“น้อยบอกว่าเธอถูกคุณน้ากับทัศนีย์ทำร้าย”
“เปล่าค่ะ คุณนายแค่ดุว่าเท่านั้น”
ใหญ่ยิ้มเยาะผละตัวออก “นึกแล้วว่าเธอต้องพูดแบบนี้”
ปิ่นอนงค์พนมมือ “ปิ่นขอบคุณคุณใหญ่ ที่เป็นห่วง แล้วก็ไม่บอกแม่ว่าปิ่นเอาเงินนั้นไปจ่ายค่าผ่าตัด”
“ขอบคุณทำไม เธอต้องทำงานใช้หนี้อยู่แล้ว”
“ปิ่นคงทำไม่ได้หรอกค่ะ ให้ปิ่นช่วยงานไร่ทั่วไปอย่างเดิมดีกว่า”
“ถ้าไม่ทำก็เอาเงินมาใช้หนี้ฉันเดี๋ยวนี้”
“คุณใหญ่ก็รู้ว่าปิ่นไม่มี”
“เอ๊ะ หนี้ก็ไม่ใช้ ให้ทำงานก็ไม่ทำ เห็นว่าชั้นชอบเธอมากใช่มั้ยถึงเล่นตัวขนาดนี้”
ปิ่นอนงค์อึ้ง “ปิ่นรู้ว่าคุณใหญ่แค่อยากแกล้งปิ่น แต่คุณใหญ่ทำแบบนี้คนอื่นจะเข้าใจผิด คิดว่าเรา..มีอะไรกันจริงๆ”
ใหญ่อารมณ์มากรุ่นๆ หึงหวงปิ่นอนงค์ “เธอกลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดหรือกลัวนายทรรศนะ”
ปิ่นอนงค์เงียบ ใหญ่ปรี๊ด หึงจี๊ดๆในใจ “ไอ้นะนี่ช่างเป็นมารความสุขชั้นจริงๆ สงสัยคงเอามันไว้ไม่ได้แล้ว”
ใหญ่เดินก๋าไปหยิบปืน ปิ่นอนงค์ถลาเข้าไปจับ “อย่า คุณใหญ่อย่าทำอะไรคุณนะ นะคะ ปิ่นทำก็ได้ค่ะ”
ใหญ่เก็บปืนในลิ้นชักตามเดิม “งั้นก็ไปเอาบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดของชั้นมาจากธีระ ชั้นขอดูเมื่อไหร่ ต้องได้”
ปิ่นอนงค์รับคำ “ค่ะ”
ปิ่นอนงค์ตั้งท่าจะเดินไป “เดี๋ยว ปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์หันกลับ เจอใหญ่เข้ามา หยิบปิ่นปักผมจากลิ้นชักโยนลงบนโซฟาตรงหน้าปิ่น
ปิ่นอนงค์แปลกใจ รีบหยิบมา “คุณใหญ่หลอกปิ่น คุณใหญ่ไม่ได้ทิ้งลงน้ำ”
“ถ้าไม่อยากให้ชั้นทิ้งจริงๆ ก็รีบเอาไปให้พ้นหูพ้นตา”
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก”
ปิ่นอนงค์วิ่งออกไปเร็วรี่ ดีใจสุดๆ ใหญ่มองตามตาขวาง หึงสุดๆ เช่นกัน
ในขณะที่จอมยืนมองอยู่ในไร่ ถวิลพาทรรศนะเดินดูไร่ ถวิลชี้อธิบายโน่น นี่ ทรรศนะทำท่าร้อน ปาดเหงื่อไปมา ถวิลถาม
“ไหวมั้ยครับคุณนะ เอาหมวกผมไปใส่ก่อน”
“ขอบใจ”
“หน้านี้แดดแรงซะด้วย เดี๋ยวเราไปดูคอกวัวนมแล้วก็พักนะครับ เฮ้ย จอมไปเอารถมารับคุณนะที”จอมเดินไปเอารถอาการเซ็งๆ ปิ่นอนงค์แอบมองอยู่แถวนั้น
“จอม”
จอมเหลียวไปมอง “ปิ่น...”
“ปิ่นฝากจอมช่วยดูแลคุณนะดีๆ ด้วยนะ คุณนะแพ้แดด ถ้าเลือดกำเดาไหล ต้องให้เค้าเข้าร่มแล้วเอาน้ำแข็งประคบ แล้วนี่ก็ยา”
จอมรับมาอึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก
“ขอบคุณนะจอม”
จอมได้แต่ฝืนยิ้ม พยักหน้า ปิ่นเดินไป
จอมข่มความน้อยใจ ขับรถกอล์ฟไปรับทรรศนะ
ที่ล็อบบี้ในส่วนออฟฟิศของรีสอร์ต ปานเทพวางมาดเท่นั่งไขว่ห้าง ประไพพนักงานไร่ส่วนรีสอร์ท พาทัศนีย์ที่แต่งชุดพนักงานเดินหน้าบึ้งเข้ามา ปานเทพมองปิ๊งปั๊ง
“เรียบร้อยค่ะ”
“เออ แต่งชุดนี้แล้วดูเรียบร้อยกว่าพวกสายเดี่ยวเอวลอยเป็นไหนๆ”
ทัศนีย์บ่นงุบงิบ “แต่ชุดเชยๆแบบนี้ชั้นไม่อยากใส่ ให้ชั้นใส่ชุดของชั้นไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้หรอกครับ มันไม่เป็นระเบียบ แล้วก็เป็นตัวอย่างไม่ดีกับพนักงาน”
ประไพถามปานเทพ “คุณปานจะให้คุณนีทำอะไรบ้างคะ”
“เอาเถอะน่า ชั้นรู้แล้ว ไม่ต้องมาสอนหรอก ชั้นจะคอยต้อนรับลูกค้าอยู่แถวนี้เอง” ทัศนีย์ตีขลุมทำท่าจะไปนั่ง ปานเทพท้วงไว้ก่อน
“อ๊ะๆๆ เดี๋ยว ก่อนจะต้อนรับลูกค้ามันต้องเรียนรู้งานระดับล่างก่อน จะได้บริการลูกค้าถูก”
“หมายความว่าไง” ทัศนีย์อึ้ง ชักสีหน้า
“ก็หมายความว่า คุณนีควรจะไปหัด ทำความสะอาดห้องพัก ปูเตียง ขัดห้องน้ำ ซะก่อนน่ะซิครับ”
ทัศนีย์ยัวะ “บ้าเหรอ นั่นมันงานแม่บ้าน”
“ทำไม่ได้ใช่มั้ยครับ ผมจะได้ไปรายงานคุณใหญ่ เฮ้อ มันขี้โมโหไม่ชอบให้ใครขัดใจซะด้วย” ปานเทพถาม
ทัศนีย์แค้นสุด ยอมรับปาก “ก็ได้ ชั้นทำก็ได้”
ปานเทพพยักหน้าให้ประไพพานีไป
ปานเทพเดินคุยโทรศัพท์กับพ่อมาตามทางในรีสอร์ต
“ไอ้คุณใหญ่มันเข้าคุมกิจการในไร่เป็นเรื่องเป็นราวแล้วพ่อ ไม่นานคงได้หลักฐานเด็ดๆมาอีก ไม่ต้องห่วง ผมระดับไหน ถ้าไม่มามัวช่วยไอ้ใหญ่ ผมสอบเป็นอัยการไปแล้ว”
พอดีกับที่จินตนาเดินเลี้ยวมา เจอปานเทพ ถึงกับชะงัก
ปานเทพเองก็ตกใจเจอโจทย์เก่ารีบวางสาย “แค่นี้ก่อนนะพ่อ
“มาเดินลับๆล่อๆอะไรแถวนี้” ปานเทพถาม
“ใครกันแน่ที่มาเดินลับๆ ล่อๆ”
“ขอโทษ ผมน่ะ เป็นผู้จัดการของที่นี่ ผมจะเดินตรวจซอกมุมไหนก็ได้”
“นายนี่นะ ผู้จัดการ โม้หรือเปล่า คุณธีระต่างหากที่เป็นผู้จัดการของไร่” จินตนาไม่เชื่อ
“คุณธีระถูกปลดไปเรียบร้อย เจ๊นี่ตกข่าวนะ”
พอปานเทพพูดจบก็จะไป จินตนาเรียกไว้
“เดี๋ยว....ที่จริงชั้นก็ไม่น่าจะสงสัยหรอกนะ คนที่สนใจศึกษาหาความรู้ก็มีสิทธิจะเป็นผู้บริหารได้”
จินตนาควักคู่มือกฎหมายมาจากกระเป๋า ปานเทพอึ้ง
“โดยเฉพาะคนที่ตั้งใจศึกษากฎหมายอย่างนาย
ปานเทพกระโดดคว้าหนังสือหมับ แต่จินตนาไม่ให้
“ยอมรับใช่มั้ยว่าคู่มือกฎหมายนี่น่ะ ของนาย”
“ก็ใช่ดิ ของผม แล้วไง เป็นโจรมันก็ต้องรู้กฎหมายไว้บ้าง”
“เหรอ...” จินตนาเปิดโชว์ให้ดู “รู้บ้าง แต่ก็มีโน้ตเป็นภาษาอังกฤษไว้ตรงนั้นตรงนี้”
ปานเทพตกใจกลัวเรื่องแดง คิดทางออก “อ๋อ นังแหม่มเจ้าของมันเขียนไว้น่ะซิ เล่มเนี้ยได้มาตอนไปปล้น ฆ่า ข่มขืนแหม่มที่หาดป่าตองโน่น” จินตนาชักกลัว ปานเทพฟุ้งต่อ “นังนั่นน่ะมันมานั่งท่องหนังสือคนเดียว เปลี่ยวๆ แถมยังนุ่งแต่กางเกงลิงตัวเดียว”
ปานเทพหยุดแล้วมองด้วยสายตาโลมเลีย “ไอ้ปานไปเจอเข้าก็เลย จัดการซะ ว่าไป หุ่นเจ๊นี่ก็คล้ายๆนะ เสียแต่ดำไปหน่อย”
จินตนาร้องลั่น “อย่าเข้ามานะ เดี๋ยวจะหาว่าชั้นไม่เตือน”
ปานเทพไม่หยุดเข้ามาจับแขน จินตนาหลับหูกลับตาร้องแล้ว ยกเข่ากระทุ้งท้อง พร้อมกับเอาหนังสือฟาดๆๆๆๆ ไม่เลี้ยง ก่อนจะขว้างหนังสือใส่แล้ววิ่งหนีไป
ปานเทพจุกแอ้ก ครางออกมาอย่างอารมณ์เสีย
“ยัยหมอหมา อุย”
ด้านอรสอางค์นั่งกอดเข่าพิงหัวเตียงในห้องนอน หน้าเครียดจัด คุณหญิงแม่เปิดประตูห้องเข้ามายืนมองอย่างเป็นห่วง “ออกไปกินข้าวกินปลาบ้างเถอะลูก กับข้าวเย็นหมดแล้ว”
“ตกลงเรื่องหนี้ เรื่องคดีคุณพ่อ เราจะเคลียร์ได้ใช่มั้ยค่ะ”
คุณหญิงนิ่ง ก่อนจะส่ายหน้า อรสอางค์ร้องกรี๊ด ขว้างหมอนไปอีกทาง
“ทำไมคุณพ่อทำอย่างนี้ แล้วหนูจะสู้หน้ากับใครได้ งานรวมญาติงานเลี้ยงรุ่น จะทำยังไงคะ”
คุณหญิงเข้ามานั่งข้างๆ เอามือจับเข่าอรสอางค์เหมือนมีเรื่องสำคัญ “บอกเลื่อนออกไปก่อนนะลูก ถ้าเราพร้อม ก็นัดกันใหม่ได้”
“คุณแม่บอกเลื่อนเองก็แล้วกัน อรอายเค้า”
อรสอางค์มองมือแม่ที่จับเข่า มองหน้าแม่อย่างสงสัย คุณหญิงไม่ปล่อยแล้วยังบีบเข่าแน่นอีก
คุณหญิงอึกอักอ้ำอึ้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างยากเย็น “อร ตอนนี้ลูกมีเงินในบัญชีธนาคารอยู่เท่าไหร่ แล้วพวก...” จิ๋วจะเข้าห้องมา ชะงักแอบฟัง “เครื่องเพชร เครื่องทองที่คุณยายท่านให้มา ยังเก็บเอาไว้อยู่ ใช่มั้ยลูก”
อรสอางค์หรี่ตามองแม่อย่างสงสัย “คุณแม่ถามทำไมคะ”
“แม่จะรวบรวมเอาไปเคลียร์ให้ธนาคารที่มันจะฟ้องคุณพ่อก่อน”
“เรื่องอะไร มาเอาของหนู ทำไมไม่เอาของคุณแม่ล่ะคะ”
“เอ๊ะ ลูกนี่ยังไงกัน ก็ของพวกนี้คุณย่าคุณยายกับแม่เป็นคนให้ลูกเองนะ คุณพ่อกำลังเดือดร้อนก็เอามาช่วยๆกันก่อนสิ”
“ไม่รู้ล่ะ ให้แล้วให้เลย ให้หนูแล้วก็ต้องเป็นของหนู” อรสอางค์ไม่ยอม
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างหัวแก บ้านช่องห้องหอก็ให้มันมายึดไป ส่วนแกก็นอนกอดเครื่องเพชรสมบัติบ้าอะไรของแกอยู่ข้างถนนก็แล้วกัน”
พลางคุณหญิงเปิดประตูจะออกไป เห็นจิ๋วยืนเครียดรออยู่หน้าห้อง
“คุณหญิงคะ เกิดเรื่องใหญ่ นังพวกเล็กๆ มันไม่ยอมทำงานทำการ บอกว่าถ้าเดือนนี้มันไม่ได้เงินเดือนมันจะลาออก เหิมเกริมมากจริงๆ ขี้เกียจทำงานแล้วบังอาจมากล่าวหาว่าเราไม่จ่ายเงินเดือน ท่านปลัดกับคุณหญิงน่ะเหรอจะทำอะไรน่าเกลียดแบบนี้ คุณหญิงต้องจัดการนะคะ” จิ๋วรายงาน
“ตอนนี้ชั้นปวดหัวจะตายอยู่แล้ว ใครอยากจะไปไหนก็ให้มันไสหัวไปเลย” คุณหญิงบอก
คุณหญิงเดินไป จิ๋วอ้าปากค้าง เข้าไปหาอรสอางค์จะฟ้อง “คุณหนู”
อรสอางค์สุดจะทนแล้วกรีดร้องเสียงดังก้อง ขว้างข้าวของกระจาย จิ๋วอุดหูแทบไม่ทัน
เวลาเดียวกันจอมกับเปี๊ยก และคนงาน 2 คน กำลังช่วยกันล้าง ทำความสะอาดคอกม้า แต่ทรรศนะนั่งเอาหมวกพัดตัวเอง
ใหญ่โผล่เข้ามา “ขยันขันแข็งกันดีนะ” ทรรศนะรีบลุกพรวดขึ้น “แต่รู้สึกว่าชั้นจะสั่งให้จอมเป็นผู้ช่วยคอยแนะนำงานไม่ใช่เหรอ นี่ไปทำแทนหัวหน้าซะแล้ว”
“นี่มันแค่งานล้างคอก มันเป็นงานของพวกผมอยู่แล้ว” จอมว่า
ใหญ่ไม่ยอมพูดประชด “จะงานอะไร คนเป็นหัวหน้าก็ต้องทำได้หมด ยกเว้นจะเป็นพวกคุณหนู ทำไม่ไหว”
ทรรศนะฉุนเดินมาแย่งไม้กวาดจากเปี๊ยก “ชั้นทำเอง พวกนายไปพักเถอะ”
เปี๊ยกยื้อไว้ใหญ่มอง เปี๊ยกยอมให้ จอมวางถังใส่น้ำ เดินตามเปี๊ยกไป ใหญ่มองทรรศนะกวนตีนๆ
ทรรศนะกวาดคอกม้าทุลักทุเล เพราะไม่ถนัดงานใช้แรง
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 5 (ต่อ)
โทรศัพท์มือถือทรรศนะซึ่งวางเอาไว้บนโต๊ะตรงมุมที่เก็บฟางดังขึ้น ขณะที่ทรรศนะกวาดคอกม้าอยู่ มือของใหญ่เอื้อมมาหยิบมือถือกดรับสาย
ใหญ่เอาโทรศัพท์จ่อหู ทรุดนั่งบนฟางมัดเป็นสี่เหลี่ยม ข้างๆ มีโต๊ะเล็กวางกระติกน้ำ
“นะ อรโทรตั้งหลายหน ทำไมไม่รับ”
“ขอโทษ คุณนะไม่สะดวกมารับสาย” ใหญ่บอก
“แล้วนายเป็นใคร ถึงมารับโทรศัพท์นะ” อรสอางค์งง
“ผมเป็นคนงานไร่ไพศาลครับ ตอนนี้คุณนะกำลังประชุมอยู่” ใหญ่ยังไว้หน้าทรรศนะ
“แต่ชั้นอรสอางค์เป็นแฟนคุณทัศนะมีเรื่องสำคัญมากจะพูดกับเค้า” อรสอางค์วางอำนาจตามนิสัย
ขณะที่ใหญ่ชะงัก เพิ่งรู้ว่าทรรศนะมีแฟนแล้ว “คงไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณทัศนะประชุมเรื่องสำคัญมาก เกี่ยวกับธุรกิจเป็นร้อยเป็นพันล้าน มีอะไรให้รับใช้บอกผมก็ได้ ผมเป็นผู้ช่วยคุณทัศนะ...อ้อ ได้เลยครับ ผมจัดการให้ พรุ่งนี้ซักกี่โมงดีครับ ครับสวัสดีครับ”
ใหญ่กดวาง แล้วปิดเครื่อง เอาโทรศัพท์นะยัดเข้าไปในฟางที่นั่งทับอยู่ หากไม่สังเกตไม่มีใครเห็น
ปานเทพนั่งซ่อมตำรากฎหมายอยู่ในห้องพักที่รีสอร์ต สีหน้าเครียด ใหญ่เดินคิดแผนต่างๆ อย่างสะใจเข้ามา
“เป็นยังไงบ้าง ท่านผู้จัดการ”
“เกือบไปน่ะซิ ยัยจินตนาเพื่อนปิ่น เก็บคู่มือชั้นได้จากไหนไม่รู้”
“แล้วเค้าสงสัยอะไรรึเปล่า”
“เฮอะ ชั้นขู่จนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว” ปานเทพเยาะ
ใหญ่โล่งอก “ดี ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ชั้นไม่อยากให้มีอะไรมาขัด ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัวได้ทั้งแก้แค้น ค้นหาความจริง และพิสูจน์ใจใครบางคน” ใหญ่นึกถึงปิ่นอนงค์
“นี่แกเอาปิ่นมาคุมเรื่องเงิน เพื่อจะพิสูจน์ใจงั้นซิ”
ใหญ่ยิ้มเยาะ หันมามองปานเทพ “นั่นมันเรื่องของชั้น แกทำหน้าที่ผู้จัดการของแกให้ดีก็แล้วกัน”
ปานเทพดูจะกังวลใจกับความคิดใหญ่
ครองสุขอารมณ์เสีย ขว้างของนั่น ผลักของนี่กระเด็นกระดอนระบายอารมณ์
“ไอ้ใหญ่ นังปิ่น ชั้นไม่มีทางยอมแพ้แก”
ครองสุขฉุกคิดขึ้นมาตอนคุยกับธีระ
“นังปิ่นน่ะเหรอจะทำให้ไอ้ใหญ่เชื่องได้ขนาดนี้”
“ถ้ามันไม่ชอบปิ่น มันจะคงไม่เสี่ยงชีวิตไปช่วยปิ่นจากพวกเสี่ยตงหรอก เฮอะ แถวซ่องโจรที่มันเคยอยู่คงหาผู้หญิงดีดีอย่างปิ่นไม่ได้”
ครองสุขตวัดสายตาหาธีระ “พี่ก็น่าจะรู้ ผู้ชายน่ะเก่งแค่ไหนก็แพ้ผู้หญิงวันยังค่ำ เหมือนที่ผมแพ้พี่ไง”
พอนึกถึงเรื่องนี้ครองสุขหรี่ตาร้าย ยิ้มเพราะคิดแผนออก รีบหยิบมือถือมาโทร.ออกทันที
“ธีระ หยุดเคลียร์บัญชีก่อน พี่มีเรื่องด่วนจะปรึกษา”
ด้านอรสอางค์บึ่งรถจากกรุงเทพฯ ตรงดิ่งมายังไร่ไพศาล และแวะรอตามที่นัดกับใหญ่ที่ร้านกาแฟในปั๊มแห่งหนึ่ง มีจิ๋วตามมาคอยรับใช้ ข้างๆ มีกระเป๋าเดินทางวางอยู่ 5 ใบ
“จะดีเหรอคะ อยู่ดีดีก็ออกจากบ้านมาโดยไม่เรียนท่านปลัดกับคุณหญิง ท่านจะเป็นห่วงนะคะ” จิ๋วกังวลไม่หาย
อรสอางค์ไม่ใส่ใจ นั่งกระสับกระส่าย ดูนาฬิกาข้อมือ “ใครจะอยู่รอให้คนมาไล่ ไม่มีทาง ใครทำอะไรไว้ก็รับไปเองซิ”
“ใครคะ ใครจะมาไล่ คุณหนูคิดมากไปแล้ว มันไม่มีทางหรอกคะ ท่านเป็นใคร ระดับไหน”
“พี่จิ๋วไม่รู้เรื่องอะไรก็เงียบไปเลยดีกว่า” อรสอางค์ดุ
ระหว่างนั้นใหญ่ขับรถเข้ามาจอดก้าวลงรถ
“คุณอรสอางค์ใช่มั้ยครับ ผมมาจากไร่ไพศาล เชิญครับ”
จิ๋วเชิดหน้า ชี้ให้ใหญ่ดูกองกระเป๋า แล้วชี้ไปที่ประตูรถใหญ่รีบวิ่งไปเปิดประตูรถให้อร แล้วขนกระเป๋าใส่ท้ายรถ ใหญ่ขับรถออกไป
เวลาเดียวกันจอมเตรียมต้อนวัวไปกินหญ้า ปีนดูบนรั้ว เห็นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อไกลๆ ทรรศนะจูงลูกวัวเข้ามา ยื้อยุดฉุดกระชาก ลูกวัวพยศ ทรรศนะหน้ามืด ปล่อยลูกวัวไป ยืนโซเซกุมหน้าผาก
จอมหันมาเห็น กระโดดลงจากรั้ว วิ่งเข้าไปประคองนะ จอมยืนเอาหมวกพัดให้ทรรศนะที่นั่งบนเสื่อ พิงต้นไม้ เห็นรถกระบะลิบๆ
ปิ่นอนงค์หน้าตื่นเข้ามา นั่งชันเข่าจับไหล่จับแขนทรรศนะ
“คุณนะ...จอม ปิ่นบอกว่าคุณนะไม่แข็งแรงไง ทำไมปล่อยให้ทำงานหนักขนาดนี้”
“คุณใหญ่มาคุมตั้งแต่เช้า ปิ่นจะให้ทำยังไง” จอมบอกเสียงขุ่น
“รีบไปเอาข้าว ยาหอม แล้วก็น้ำเกลือแร่มาเร็วๆ ซิจอม”
จอมอึ้ง เดินไป เจ็บปวดในใจ
ปิ่นอนงค์นั่งพับเพียบ เอาหมวกพัดให้ทรรศนะไปมา “หายใจลึกๆ ค่ะ”
ทรรศนะจับมือปิ่นอนงค์ หยิบเอาหมวกออกจากมือ วางมือปิ่นอนงค์วางขาตัวเอง
“มาดูแลชั้นอย่างนี้ ถ้าเจ้าของไร่มาเห็นเข้า คงไม่พอใจเพราะตอนนี้เธอเป็นคนสนิทของคุณใหญ่ไปแล้วนี่”
“ปิ่นไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยค่ะ ปิ่นก็แค่ลูกจ้างคนนึงเท่านั้น”
ทรรศนะทำเป็นรำพันด้วยความเสียใจ “คุณใหญ่คงเอ็นดูเธอมาก อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตไปช่วยเธอสนับสนุนหน้าที่การงานให้เธอ เธอจะไม่มีใจให้เค้าเลยเหรอปิ่น”
ปิ่นอนงค์ส่ายหน้ามองตาทรรศนะ “คนที่ปิ่นรัก มีคนเดียวค่ะ”
สองคนมองสบตากัน
ใหญ่ขับรถเข้ามาจอดที่หน้าเรือนใหญ่ รีบเดินอ้อมไปเปิดประตูให้อรสอางค์
อรสอางค์ก้าวลงจากรถสำรวจเรือนใหญ่ ไม่ยินดียินร้าย จอมมาเอายาที่ปิ่นอนงค์สั่ง ยืนข้างประตูเรือน มองด้วยความสงสัย ใหญ่ผายมือให้อรสอางค์ไปทางเรือนใหญ่
“เชิญครับ เชิญบนเรือนก่อน เดี๋ยวจะให้คนไปบอกคุณนะ ว่าคุณมาถึงแล้ว”
อรสอางค์กะ จิ๋วเดินตามใหญ่ไป
“ขอบใจ”
น้อยโผล่ออกมา ส่งถุงข้าวกับขวดน้ำให้จอมพูดกำชับ “บอกคุณนะกินข้าวก่อน ยาหอมกับเกลือแร่กินทีหลัง”
อรสอางค์ชะงัก รีบเดินไปหาจอม “คุณนะ คุณนะเป็นอะไร”
“คุณนะเป็นลมครับ” จอมบอก
อรสอางค์ตกใจ เอามือปิดปาก ใหญ่รีบเสริม
“คุณนะคุมงานอยู่ที่คอกวัวครับ จอมช่วยพาคุณอรเพื่อนคุณนะ ไปพบคุณนะด้วย”
สามคนสบตากันไปมา
ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในไร่ ปิ่นอนงค์นั่งพับเพียบ ทรรศนะนอนหนุนตัก ทรรศนะกุมมือปิ่นอีกข้างบนหน้าอกจอมขับรถมาจอด อรสอางค์เปิดประตูรถก้าวลงมา
ปิ่นอนงค์กับทรรศนะ ผละออกจากกัน อรสอางค์ชี้หน้าปิ่นอนงค์
“นะ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร”
ทรรศนะรีบลุกขึ้นพร้อมกับปิ่นอนงค์ ทรรศนะเงอะงะ ทำตัวไม่ถูก
“อร ... อรมาได้ยังไง”
“ไม่ต้องพูดมาก ไม่รู้ว่าอรมาก็ดีแล้ว ไม่งั้นอรคงไม่ได้มาเห็นคุณกับผู้หญิงคนอื่นพลอดรักกันจะจะแบบนี้”
จอมอึ้ง ปิ่นอนงค์งง มองทรรศนะ มองอรสอางค์ สลับกันไปมา
ปิ่นอนงค์มองสบตาอรสอางค์ “คุณ ...”
“ชั้นชื่ออรสอางค์ เป็นแฟนคุณนะ แกเป็นใคร”
ปิ่นอนงค์ตกตะลึง ทรรศนะรีบไปยืนข้างอรสอางค์ ยิ้มเจื่อนๆ
“ปิ่นอนงค์ ลูกสาวแม่บ้านที่ผมเคยเล่าให้อรฟังไง”
อรสอางค์ทำหน้านึก “ปิ่น อ๋อ ... ยัยเด็กปิ่น ที่นะบอกว่า ซื่อๆ โง่ๆ แล้วมาปลื้มคุณน่ะเหรอ”
ปิ่นอนงค์ยิ่งช็อกอัดอั้นตันใจ ผินหน้าหนีไปอีกทาง
“ครับ ผมมาคุมงานหน้ามืด ปิ่นเลยมาช่วย แล้วนี่ทำไมอรมากะทันหัน ไหนว่าจะอยู่จัดงานปาร์ตี้ก่อน”
“อรเปลี่ยนใจ กรุงเทพฯ อากาศมันมีแต่มลพิษ” ฃ
จู่ๆ อรสอางค์ก็ทำตาโต เมื่อมองไปเห็นปิ่นปักผมบนหัวปิ่นอนงค์ อรสอางค์ปรี่เข้าไปหาปิ่นอนงค์ ชี้ปิ่นปักผมบนหัว “นี่มันปิ่นปักผมที่อรซื้อจากไชน่าทาวน์ตั้งใจจะเอามาแจกพวกคนใช้ คุณเอามาให้เด็กปิ่นเหรออรทำท่าจะเข้าไปดึงปิ่นปักผมบนหัวปิ่น”
ทรรศนะรีบจับแขนอรสอางค์เดินหนีไป “แหม ซื้อมาตั้งหลายอันไปเถอะครับอร ไปพักผ่อนที่เรือนใหญ่ก่อน เดินทางมาเหนื่อยๆ”
ทรรศนะจูงอรสอางค์ไปขึ้นรถ อรสอางค์ยังเหลียวหันมามองปิ่นอนงค์ไม่วางตา
ทรรศนะ กะอร ขึ้นรถกอล์ฟขับออกไป
ปิ่นอนงค์ช็อกอยู่มองตามสองคนหน้านิ่งจอมรีบเข้ามาหาปิ่นอนงค์
“ปิ่น จอมขอโทษ จอมไม่รู้ว่าเค้าเป็นแฟนคุณนะ คุณใหญ่บอกว่าเป็นเพื่อนคุณนะ ให้จอมพามา”
ปิ่นอนงค์ได้สติ ยิ้มร่าเริงทั้งม่านน้ำตา
“ปิ่นไม่เป็นอะไรหรอกจอม ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ปิ่นไปทำงานก่อนนะ”
ปิ่นอนงค์เดินออกไปเร็วนี่ จอมมองตามด้วยความเจ็บปวด และเห็นใจ
จิ๋วยืนมองทิวทัศน์ที่หน้าเรือนใหญ่ มีกระเป๋ากองอยู่ข้าง น้อยถือตะกร้าจะไปเก็บผัก สบตากันกับจิ๋ว
จิ๋วกวักมือเรียก น้อยเข้ามาหา สำรวจกันไปมา
“ช่วยขนกระเป๋าเข้าบ้านหน่อย”
น้อยชี้มือ อธิบาย “ไม่ใช่แล้ว ถ้าจะมาพักรีสอร์ต ต้องเลียบเขาไปอีกฝั่งโทร.มาจองรึยัง น้า”
“ชั้นไม่ใช่นักท่องเที่ยว ชั้นเป็นแขกของทายาทไร่ไพศาล” จิ๋วเบ่งออกมาดคุณนาย
น้อยเซ็ง “เอาอีกแล้ว ทายาทอีกแล้ว มาสายไหนล่ะเนี่ย ความวัวยังไม่ทันหายความควายมาแทรก” จิ๋วโกรธ “แกว่าอะไรนะ วัว ควายอะไร ไร้การศึกษา พูดจาก็ไม่มีหางเสียง รู้ซะบ้างชั้นเป็นใคร แกเป็นใคร”
น้อยของขึ้นนิดๆ “ชั้นผู้ช่วยแม่บ้าน แล้วป้าล่ะ”
ทั้งคู่เดินเข้าหากัน พอดีกับที่ทรรศนะขับรถมาจอด ลงมากับอรสอางค์ จิ๋วกับน้อยหยุดกึก
ทรรศนะ “อ้าว พี่จิ๋วมาด้วย สวัสดีครับ น้อยยกกระเป๋าของคุณอรกับพี่จิ๋วไปที่ห้องรับรองแขกด้วย”
จิ๋วได้ทีทำเป็นเชิด “คุณทัศนะ ควรจะอบรมพวกคนรับใช้ให้มีมารยาทมากกว่านี้นะคะ”
“น้อย..ไปล่วงเกินพี่จิ๋วพี่เลี้ยงแฟนชั้น ขอโทษเดี๋ยวนี้”
น้อยอึ้ง รีบไหว้ “ขอโทษค่ะ” หน้าเจื่อนรีบยกกระเป๋าเท่าที่เอาไปได้
“คุณน้าของนะล่ะคะ”
อรสอางค์ถามหาครองสุข
ครองสุขเปิดดูสมุดบัญชีคร่าวๆ
“ไอ้ใหญ่ ไอ้ปาน มันดูบัญชีไม่รู้เรื่องหรอกพี่ ได้แต่หลงอำนาจไปวันๆ ถ้าปิ่นร่วมมือกับเรา ก็หมดปัญหา”
ครองสุขยิ้มหยัน “แม่มันอยู่ในโอวาทพี่ พี่สั่งอะไรมันต้องทำ”
เสียงโทรศัพท์เข้า ครองสุขกดรับ “ฮัลโหล ว่าไง นะ” ครองสุขตกใจตาค้าง
ครองสุขกดวางสาย “รีบกลับไร่เร็ว หนูอรแฟนตานะมาที่ไร่”
สองมารร้ายสบตากันเครียด
ปิ่นอนงค์หลบมาร้องไห้ สะอึกสะอื้นคนเดียว นั่งพิงต้นปีบหมดอาลัยตายอยาก ใหญ่เข้ามามองด้วยความสงสาร ปิ่นอนงค์หันมาเห็นรีบเช็ดน้ำตา กลั้นสะอื้น ลุกยืนแค้นสุดๆ
“ปิ่นอนงค์”
“คุณใหญ่สนุกมากมั้ยคะ นี่ใช่มั้ยคะ ที่คุณใหญ่อยากเห็นหรืออยากจะเห็นให้สะใจมากกว่านี้ ได้”
ปิ่นอนงค์จ้องตาใหญ่ ชักปิ่นปักผมออกจากหัว เงื้อจะแทงคอตัวเอง ใหญ่พุ่งเข้าจับมือปิ่นอนงค์ กอดไว้“จะบ้าเหรอปิ่นอนงค์ อกหักแค่นี้ก็จะฆ่าตัวตาย มันคุ้มมั้ยกับคนที่เค้าไม่เคยรักเธอ ไม่เคยคิดถึง ไม่แยแสอะไรกับเธอเลยซักนิด เธอไปรักคนที่เค้าไม่เคยเห็นคุณค่าของเธอซักนิดเดียว มันคุ้มแล้วเหรอปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์ไม่สนใจ กำปิ่นปักผมแน่น ดันตัวออกจากใหญ่
“ปิ่นไม่เคยคิดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ให้ใครแล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะได้อะไรกลับ สำหรับปิ่นขอแค่ได้รักก็พอคุณใหญ่ไม่เคยรักใคร ไม่เคยให้ใคร มีแต่ไปยื้อแย่งของคนอื่น จะมาเข้าใจอะไร”
ปิ่นอนงค์ร้องไห้เดินกำปิ่นปักผมไป ขณะที่ใหญ่ยืนช้ำใจคาที่
ทัศนีย์ถูกใจมาก และกำลังชื่นชมกระเป๋าแบรนเนมด์ที่อรสอางค์นำมาฝาก
“ไง ชอบมั้ย อรเค้าเลือกเองนะ” ทรรศนะถามยิ้มๆ
“ชอบซิ ชอบสุดๆ แบบนี้ค่อยคู่ควรเป็นพี่สะใภ้นีหน่อย” ทัศนีย์เดินเข้าไปหาอรสอางค์หวังจะไปประจบแต่อรสอางค์ดันพูดขึ้นก่อน ขณะมองโถเบญจรงค์ในห้องโถง
“ไม่มีเทสต์”
ทัศนีย์งง
อรสอางค์ไล่สายตามองเครื่องแก้วคริสตัลแล้วบอก “ดาดๆ”
น้อยยกน้ำมาเสิร์ฟให้ถึงตัว อรสอางค์ยกน้ำดื่ม แล้วทำหน้าแหย “ไม่ใช่น้ำแร่ พี่จิ๋ว”
น้อยนั่งที่พื้นมองอรสอางค์ว่าเวอร์ได้โล่ห์สุดๆ
“พี่จิ๋วขนน้ำแร่มาด้วยค่ะ คิดไว้แล้วว่าที่ไร่ไกลปืนเที่ยงขนาดนี้ คงไม่มีน้ำแร่ที่คุณหนูดื่มประจำหรอกค่ะ” จิ๋วเอาใจนายเหนือหัว
จังหวะนั้นเสียงครองสุขก็ดังขึ้น “ใครว่าไม่มีจ๊ะ”
อรสอางค์ ทรรศนะ และจิ๋ว มองไปทางเสียง เห็นครองสุขเดินเฉิดฉายเข้ามา หน้าตายิ้มแย้ม
“น้ากับยัยนีน้องสาวตานะ ก็ดื่มแต่น้ำแร่เหมือนหนูอรเปี๊ยบ แสดงว่าครอบครัวเรารสนิยมเดียวกัน”
อรสอางค์สวนออกมาไม่เกรงใจสไตล์เว่อร์ๆ ตามนิสัยคุณหนูไฮโซ “ไม่น่าจะใช่นะคะ เพราะน้ำแร่ยี่ห้อต้องอรดื่มขวดประดับด้วยคริสตอล สวารอฟสกี้ ฝาเป็นจุกไม้ก๊อกแท้ ขวดละสี่พันแปด ร้านค้าทั่วไปคงไม่มีขาย”
ทัศนีย์ตาโต ทึ่งว่าอรสอางค์เว่อร์ได้ใจ ครองสุขสะอึก ทรรศนะหน้าเจื่อนรีบแนะนำสองคนให้รู้จักกัน
“คุณน้าผมเอง อรแฟนผมครับคุณน้า”
อรสอางค์ยื่นมือไปจับแบบธรรมเนียมฝรั่ง “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณน้า”
ครองสุขรับไหว้เก้อ รีบยื่นมือไปจับด้วย “จ้ะๆ ดีใจจริงๆที่หนูอรมา ตานะเล่าถึงหนูอรให้ฟังตลอด สวยน่ารักอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด แล้วคุณพี่คงเป็นคุณนายท่านปลัด”
ครองสุขไหว้จิ๋ว ทัศนีย์แอบขำ จิ๋วเองก็ยืนเชิดประหนึ่งเป็นแม่อรสอางค์ จนทัศนีย์ต้องกระซิบบอก
“คนใช้ของคุณอรค่ะ”
ครองสุขพนมค้าง
“ดิฉัน จิ๋ว เป็นพี่เลี้ยงของคุณหนูค่ะ” จิ๋วแนะนำตัวพร้อมกับไหว้แบบรับไหว้อย่างถือตัว
ครองสุขปรี๊ดแต่เก็บอารมณ์ “ต๊าย ราศีจับจนแยกไม่ออกเลย” ในใจนึกอยากด่า
“แล้วนี่จะให้อรพักที่ไหนคะ ร้อนมากๆ อยากอาบน้ำเต็มที่”
“พักห้องเดียวกับพี่นะก็ได้นี่คะ พวกเราไม่ถือ” ทัศนีย์โพล่งขึ้น
ครองสุขหยิกทัศนีย์จนร้อง “โอ๊ย”
“ยัยนีชอบพูดเล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง พักที่ห้องรับรองใกล้ๆ ห้องตานะดีกว่าจ้ะ เดี๋ยวน้าให้เด็กรีบจัดให้ ตอนนี้หนูอรนั่งพักก่อนนะจ๊ะ”
ครองสุขรีบดึงแขนทรรศนะออกมาคุยที่อีกมุมหนึ่งสองคนซุบซิบกัน
“หนูอรเจอกับไอ้ใหญ่หรือยัง”
“ยังครับ” ทรรศนะยังไม่รู้ว่าใหญ่นั่นแหละเป็นคนไปรับอรสอางค์มาเอง
ครองสุขโล่งอก “ค่อยยังชั่ว ดี อย่าเพิ่งให้เจอกัน เดี๋ยวขอน้าคิดก่อนว่าจะบอกเรื่องไอ้ใหญ่กับหนูอรยังไง แล้วนี่เค้าจะอยู่นานมั้ย”
“คงเป็นเดือนครับ เค้าบอกว่าบ้านเค้าซ่อมอยู่ ผมกลุ้มใจจริงๆ ตอนนี้ไร่เรามันไม่ค่อยสะดวกสบาย อรเค้าเนี๊ยบมาก แล้วถ้ามาเจอคุณใหญ่กักขฬะใส่ อรทนไม่ไหวแน่”
“เอาเถอะ เดี๋ยวน้าจัดการเอง นะเทคแคร์เค้าให้ดีก็แล้วกัน”
พอทรรศนะออกไป ทัศนีย์ก็เดินเข้ามายิ้มเยาะ “ไงคะคุณน้า ลูกสะใภ้ไฮโซที่อยากได้นักอยากได้หนา ไฮโซน่าตบถูกใจมั้ย”
“ก็ดีกว่า ลูกเขยโลโซกุ๊ยๆ ที่แกหามาให้น่ะแหละ แล้วไอ้นิสัยต่ำๆ ของแกเก็บไว้ให้มิด ไม่ต้องมาสำแดงให้หนูอรเห็น” ครองสุขด่า
“เฮอะ สุภาษิตเค้าว่า ลูกไม้มันหล่นตรงไหนน๊า”
ครองสุขจะหยิบของขว้างใส่ ทัศนีย์ชี้ พูดประชด “แน่ะๆ ผู้ดี ค่ะ คุณน้า ผู้ดี”
ครองสุขรีบวาง ทัศนีย์วิ่งหนี ครองสุขมองซ้ายมองขวา ธีระปรี่เข้ามาหน้าตาตื่น
“พี่ครับ ไอ้ใหญ่โทร.มาสั่งให้เอาบัญชีทรัพย์สินกับโฉนดที่ดินทั้งหมดไปให้มันดูตอนนี้เลย”
อุ่นเรือนจัดวางจานผลไม้ ฝรั่ง มะละกอ อยู่ที่ครัว ในใจกลุ้มหนักเรื่องปิ่นอนงค์
จิ๋วโผล่มาพร้อมกับน้อย “ครัวอยู่ทางนี้ค่ะ”
อุ่นเรือนเก็บมีดปอกผลไม้ แต่ใจลอยจนมือไปโดนกล่องที่เก็บมีดหลายขนาดหล่นพื้น มีดกระจาย จิ๋วตกใจ น้อยรีบเก็บมีด จิ๋วบ่นอุบ
“ซุ่มซ่ามกันจริงๆ”
“ขอโทษๆ ค่ะ” อุ่นเรือนขอโทษขอโพย
จิ๋วเอามือไขว้หลัง มองบนโต๊ะ ยิ้มเยาะ “ไม่มีกีวีเหรอ คุณอรเธอชอบ”
น้อยแกล้งไม่รู้จักพูดกับจิ๋ว “กีวีขัดรองเท้านะเหรอป้า”
“ผลไม้ต่างประเทศย่ะ” จิ๋วด่า “พวกหลังเขา”
จิ๋วกวาดตามองสำรวจครัว “ไม่มีเครื่องดูดควัน พื้นผนังฆ่าเชื้อบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ ผ้ากันเปื้อนก็ไม่มี สกปรก ยังไม่ได้มาตรฐาน คงต้องปฏิวัติกันขนาดใหญ่”
จิ๋วเดินเชิดออกไป อุ่นเรือนถามงงๆ “ใครกัน”
น้อยรีบเข้ามากระซิบ “มันคือคนใช้ส่วนตัวของคุณอร แฟนคุณนะ”
อุ่นเรือนตะลึง “แล้วปิ่นมันรู้รึยัง”
“ทำไมจะไม่รู้ ตอนนี้ถูกคุณนายใช้ไปจัดที่นอนให้คุณอรน่าสงสารจริงๆ อะไรๆ ก็ลงที่พี่ปิ่นตลอด”
อุ่นเรือนสงสารแต่พูดไม่ตรงกับปาก “มันเป็นหน้าที่ ปิ่นมันต้องทำอยู่แล้ว”
น้อยบ่นอีก “แต่ฉันเห็นหน้าพี่ปิ่นนะ ตาบวม เหมือนคนร้องไห้เลย”
ได้ฟังแล้วอุ่นเรือนได้แต่สงสารลูก
ปิ่นอนงค์เดินถือตะกร้าใส่ผ้าปูที่นอนเก่ามา ท่าทีเหม่อๆ นึกเรื่องที่อรสอางค์พูดเรื่องปิ่นปักผมขึ้นมาอีกปิ่นอนงค์ปาดน้ำตาด้วยความเจ็บใจ ธีระเดินเข้ามาหา
“ปิ่น คุณนายให้ไปหาเดี๋ยวนี้”
เวลานั้นเปี๊ยก กะหวาน ให้อาหารม้าอยู่ จอมถีบของกระเด็น โมโหจัด ถวิลอยู่ด้วย ตกใจ
“เฮ้ยๆ ไอ้จอม อย่าให้มันเกินไป เอะอะไม่พอใจก็ใช้กำลัง อีกหน่อยคงได้ไปกินข้าวแดงอยู่ในคุก ข้อหาฆ่าคนตายเข้าสักวัน” ถวิลอบรม
จอมยังฮึดฮัดขัดใจอยู่ “ถ้าฆ่าคนตายแล้วไม่ติดคุก คนแรกที่ฉันจะเหยียบมันให้จมดินก็คือไอ้คุณใหญ่ ตามมาด้วยไอ้คุณนะ”
หวานพอนึกออก “ว่าแล้วเพราะพิษรักแรงหึงอีกตามเคย”
ถวิลระอาใจ “ไอ้จอมพ่อเตือนกี่หนแล้ว ฟังแล้วหัดเอามันไปใส่สมองทึบๆของเอ็งบ้าง หวังอะไรก็ให้มันสมฐานะ”
หวานทักท้วง “ฉันไม่ได้เข้าข้างไอ้จอมนะลุง แต่ปิ่นมันก็ลูกแม่บ้าน ฐานะก็สมน้ำสมเนื้อแล้วนี่ลุง”
ถวิลถามหวาน “ถ้าเป็นเอ็ง เอ็งจะเลือกใครระหว่างคนรวยกับคนจน”
หวานตอบไม่ต้องคิด “ก็ต้องคนรวย ฉันจะได้นั่งรถโก้ๆ กินของแพงๆ” ทำท่าฝันหวาน “อยู่บ้านหลังโตๆ”
เปี๊ยกส่งเสียงร้องอ้อแอ้ไม่พอใจ
“มันเรื่องติ๊งต่างไอ้เปี๊ยก ทำเสียงดังเดี๋ยวแม่หลังมือ” หวานยกมือขู่ เปี๊ยกรีบกระโดดถอยหลัง
จอมหันมาโมโหใส่พ่อ ท่าทีซีเรียส “ฉันมั่นใจว่าคนอย่างปิ่น เงินซื้อไม่ได้ พ่ออย่ามาพูดดูถูกปิ่นอีก แค่นี้ปิ่นก็เสียใจมากพอแล้ว”
จอมเดินหนี “ดูมัน ดื้อด้านไม่เคยฟังใคร”
หวานเหน็บ “เหมือนใครไม่รู้”
ถวิลด่าเอา “เดี๋ยวเหอะนังหวาน อย่าลามปามผู้ใหญ่”
หวานรีบยกมือไหว้ “ขอโทษจ้า ปากมันพาไป”
เปี๊ยกทำท่าสมน้ำหน้าหัวเราะ หวานถลึงตาใส่ เปี๊ยกจ๋อย
ภายในสำนักงานธีระเวลานั้นครองสุขหยิบเอกสารบนโต๊ะวางกระแทกบนสมุดบัญชี ปิ่นอนงค์ยืนงง“เอาเลยปิ่นอนงค์ เอาไปตรวจสอบดูพบเห็นอะไรผิดปกติ ก็บอกไอ้ใหญ่ไปเลย ทำหน้าที่ของแกให้เต็มที่ จะได้ความดีความชอบ ไม่ต้องมาสนใจไยดีชั้น”
“ตรวจสอบบัญชีอะไรกันคะ”
“ก็ปิ่นได้รับมอบหมายให้ดูแลบัญชีการเงินไม่ใช่เหรอลองดูแล้วกัน ก็จะรู้ว่าไร่ไพศาล มันไม่มีเงินสดหรอก มีแต่หนี้” ธีระอธิบาย
ครองสุขขัดขึ้น ไม่ต้องไปอธิบายมันให้เสียเวลา ถ้าไอ้ใหญ่มันจะเอาเงินก็ให้มันมาเอาชีวิตฉัน ไปแทน”
พลางครองสุขเดินไปหยิบปืนในลิ้นชักออกมา ธีระเข้าแย่ง ปิ่นอนงค์ตกใจมาก
“ไม่นะครับ มันไม่ใช่ความผิดของพี่คนเดียวนะครับ เงินที่หายไปจากบัญชีก็เพราะพี่เอาไปส่งเสียให้คุณนะเรียนที่เมืองนอก” ธีระยกเรื่องทรรศนะมาอ้าง ธีระแย่งปืนมาได้
“แล้วจะให้ไอ้ใหญ่มันมาฆ่าตานะหรือไง มันเกลียดตานะยังกะอะไร” ครองสุขหันมาหาเหน็บแนมปิ่นอนงค์อีก "แต่ก็คงสมใจแกละซิ นังปิ่น แกแค้นที่ตานะมันไปมีแฟนใช่มั้ย”
“ไม่นะคะ ปิ่นไม่เคยแค้นคุณนะ”
“งั้นแกก็ต้องแค้นชั้น ที่ไม่ส่งเสริมแกกับตานะ แกไม่รู้หรอกว่าชั้นลำบากแค่ไหน เพื่อให้ทุกคนมีกินมีใช้ ที่ชั้นต้องไปเล่นพนันในบ่อน ก็เพราะชั้นไม่มีทางเลือก แม้แต่เรื่องที่ชั้นขายแกให้เสี่ยถ้าชั้นไม่ทำ ไร่นี่อาจจะถูกยึด แล้วไอ้ใหญ่มันก็คงไม่ปล่อยพวกเราไว้”
ปิ่นอนงค์เข้าใจ และรู้ทันครองสุขเพราะโดนด้วยตัวเองมาเยอะแล้ว
“ปิ่นเชื่อว่าคุณใหญ่คงไม่ใจร้ายอย่างนั้นหรอกค่ะ”
“พูดอย่างงี้ มั่นใจละซิว่ามันกำลังหลงแกมาก งั้นแกก็คงอธิบายเรื่องเงินกับโฉนดที่หายไปได้ใช่มั้ย”
ธีระพูดกรอกหู “ความเป็นความตายของทุกคนขึ้นอยู่กับปิ่นนะ”
ปิ่นอนงค์ถามอย่างเซ็งๆ “แล้วคุณนายจะให้ปิ่นทำยังไงคะ”
ครองสุขลุกแล้วเดินมาจับไหล่ปิ่นอนงค์สองข้างให้หันมาหา พูดโอ้โลม
“ทำยังไงก็ได้ให้ไอ้ใหญ่ไม่มาสนใจเรื่องบัญชีทรัพย์สิน ตอนนี้ไอ้ใหญ่มันกำลังรักกำลังหลงแก มารยาหญิงแกมีอยู่เท่าไหร่ใช้ไปให้สุดๆ เลยก็แล้วกัน ชั้นรู้เรื่องนี้แกเอาอยู่”
ปิ่นอนงค์ฟังแล้วจุกสุดๆ มองครองสุขพลางคิดในใจว่าพูดขนาดนี้ได้ไง
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 5 (ต่อ)
ปิ่นอนงค์กลับมาเรือนพักอยู่ในห้องแล้ว พอเปิดสมุดตรวจดูบัญชี ปิ่นอนงค์ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นการยักยอกเงินของครองสุข
“มากขนาดนี้เชียวเหรอ”
อุ่นเรือนเดินเข้ามา “ปิ่น” ปิ่นอนงค์ชะงักรีบปิดสมุดบัญชี “ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” แม่ถาม
“จ้ะ ปิ่นสบายดี”
“แม่เคยเตือนแกแล้ว เห็นมั้ยว่ามันเป็นอย่างที่แม่พูดจริงๆ”
“ถ้าแม่หมายถึง เรื่องคุณอรสอางค์แฟนคุณนะ แม่ไม่ต้องห่วง ปิ่นเข้าใจทุกอย่าง” ปิ่นอนงค์บอกทั้งที่ในใจกลัดหนอง
“ดี ต่อไปนี้แกก็ตั้งหน้าตั้งตา ทำงานแทนพระคุณ คุณนาย ไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว” อุ่นเรือนพร่ำสอนคำเดิม พลางเข้ามาลูบไหล่ลูกแล้วเดินออก สัมผัสนั้นทำให้ปิ่นอนงค์ตื้นตันน้ำตาคลอ
“จ้ะ ปิ่นจะทดแทนพระคุณๆนายอย่างถึงที่สุดเลย”
รุ่งเช้า ปิ่นอนงค์นำบัญชีมาส่งให้ใหญ่ที่บ้านพักในรีสอร์ตใหญ่กระชากบัญชีจากมือปิ่นอนงค์ด้วยความหงุดหงิด
“ทำไมเอามาช้านัก ฉันขอไปตั้งแต่เมื่อวาน กลับเอามาให้วันนี้” ใหญ่พาลพาโล
ปิ่นอนงค์รู้ได้ว่าใหญ่หาเรื่องแกล้งโดยไร้เหตุผลจึงไม่อยากคุยด้วย หันหลังจะกลับใหญ่รีบคว้ามือไว้“ฉันยังพูดไม่จบ”
ปิ่นอนงค์พยายามใจเย็น “คุณใหญ่ต้องการแค่บัญชีไม่ใช่เหรอคะ”
ใหญ่หมั่นไส้ จึงเหน็บแนมถากถางเรื่องทรรศนะขึ้นมาอีก “จะรีบร้อนไปหานายทรรศนะล่ะสิ เจ็บแล้วหัดรู้จักจำเสียบ้าง อย่าโง่ให้มันหลอก”
ปิ่นอนงค์พยายามดึงมือออก “ปล่อยปิ่นค่ะคุณใหญ่”
“ทำไม คุยกับฉันมันไม่ออดอ้อนน่าฟังเหมือนไอ้นะพูดสินะ”
“คุณไม่มีเหตุผล ดีแต่พูดจาหาเรื่องคนอื่นตลอดเวลาเหมือนโกรธคนทั้งโลก ปิ่นรู้ว่าคุณมีอดีตที่น่าเห็นใจแต่คนอื่นเค้าไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์เคียดแค้นของคุณ”
ใหญ่โดนด่าตรงๆ ถึงกับอึ้ง ปิ่นอนงค์พยายามแกะมือใหญ่ ใหญ่ยังกำแน่นไม่ปล่อย ปิ่นอนงค์ก็ไม่ยอมจะแกะออกให้ได้
“ปล่อยมือปิ่น”
ใหญ่แกล้งต่อ “เก่งนักก็แกะให้หลุดสิ”
ปิ่นอนงค์ฉุนขาด “คุณใหญ่”
ใหญ่ลอยหน้าลอยตากวน “จ๋า เรียกทำไมจ๊ะ”
ปิ่นอนงค์ไม่สนุกด้วยเพราะหัวใจกำลังเจ็บช้ำ บอกด้วยเสียงเหนื่อยใจ “ปิ่นอยากตาย”
ใหญ่ตกใจปล่อยมือทันที “ฉันปล่อยเธอก็ได้ ไม่เห็นต้องขู่กันอย่างนี้”
ปิ่นอนงค์ยิ้มเศร้า “ไม่ได้ขู่ค่ะ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แต่คงไม่ทำ เพราะมันเป็นบาป”
ระหว่างนั้นปานเทพเข้ามาพอดี ถามใหญ่ทันที “ได้บัญชีแล้วเหรอ”
ใหญ่ยื่นให้ปานเทพ แล้วรีบหันกลับมาหาปิ่นอนงค์ “อย่าเพิ่งกลับ เผื่อผู้จัดการฉันสงสัยตรงไหนจะได้ถามให้รู้เรื่องกันไปเลย”
ใหญ่พยักพเยิดให้ปาน ป่าหวายพูดสนับสนุน ปานเทพรีบรับลูก “ถูกต้องแล้วครับ”
ปานเทพปิดบัญชี ปานเทพมองหน้าปิ่นอนงค์ยังไม่กล้าพูด
“พูดมาเลย บัญชีมีปัญหาอะไร”
ปานเทพลืมตัว หลุดปากพูดจาอย่างมีหลักการ
“ฉันดูคร่าวๆ แล้ว การบันทึกรายรับ รายจ่าย คร่าวมาก รายละเอียดทรัพย์สิน อะไรก็ไม่มี น่าสงสัยว่า จะมีการตกแต่งบัญชีเพื่อยักยอกทรัพย์
ใหญ่ไม่ได้ตกใจอะไร “คิดไว้แล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้”
ใหญ่หันไปทางปิ่นอนงค์ที่ยืนรอสงบนิ่งอยู่ “เธอคงไม่ได้ดูซินะ”
“ปิ่นดูแล้วค่ะ” ปานอนงค์บอกหน้าตาเฉย
“หมายความว่า เธอรู้ว่าบัญชีนี่ผิดปกติ”
“ไม่รู้หรอกค่ะ เพราะปิ่นไม่ได้เรียนบัญชี”
ปานเทพร้อนตัว ร้องโวยวาย “ของแบบนี้ไม่ต้องเรียนก็ได้ แค่นับเลขเป็นก็ดูรู้ ไร่ไพศาลตั้งกว้างใหญ่ มันจะมีเงินแค่นี้ได้ไง”
ปิ่นอนงค์ตอบหน้านิ่งๆ “เงินที่หายไป ปิ่นเป็นคนยักยอกเอาไว้เอง”
ใหญ่ตะลึง “เป็นไปไม่ได้”
จังหวะนั้น ปิ่นอนงค์ทอดสายตามองออกไปทางหน้าต่าง ไกลออกไปในไร่ เห็นภาพทรรศนะขับรถกอล์ฟพาอรเที่ยวชมรีสอร์ต สองคนท่าทางมีความสุขกันมาก
ปิ่นอนงค์ละสายตากลับมา เกิดอารมณ์อยากประชดชีวิต
“ตอนนั้น ปิ่นติดพนันบอลกับเล่นหวยใต้ดิน พอเสียมากๆเข้าเลยต้องเอาเงินไปใช้หนี้พวกเจ้ามือ”
“ปิ่นอนงค์ เธอพูดอะไรออกมา รู้ตัวรึเปล่า”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ ปิ่นยังแอบเอาโฉนดชื่อคุณใหญ่ไปปลอมแปลงชื่อ แล้วเอาไปจำนอง จำนำกับพวกปล่อยเงินกู้ด้วย พอคุณนายจับได้ก็โกรธและเสียใจมากเลยให้คุณธีระมารับหน้าที่นี้แทนปิ่น”
ใหญ่โมโห ถามคาดคั้น “ปิ่นอนงค์ พูดความจริงกับฉัน”
“ปิ่นพูดไปหมดแล้วค่ะ”
“ชั้นไม่เชื่อ มานี่” ใหญ่ลากปิ่นอนงค์ออกจากบ้าน
ใหญ่ลากปิ่นอนงค์เข้ามาใกล้ๆ เรือนใหญ่ ปิ่นอนงค์ถาม “คุณใหญ่ต้องการอะไรจากปิ่นอีก ปิ่นก็บอกไปหมดแล้ว ว่าปิ่นเป็นคนทำ ปิ่นเป็นคนเอาเงินไป ปิ่นอยาก...” ปิ่นอนงค์น้อยใจพูดจาประชดประชันตัวเอง “ได้เงิน เพราะปิ่นมันจน เป็นแค่ลูกคนใช้ที่อยากถีบตัวเองให้เป็นนางฟ้า”
ใหญ่พูดสวน “อยากเป็นนางฟ้าไม่ต้องใช้เงินหรอก”
ปิ่นอนงค์ชะงักรู้ตัวว่าปล่อยอารมณ์เสียออกไป ใหญ่มองจ้องตาพูดอย่างจริงใจ “แค่เป็นอย่างที่เธอเป็นก็พอ”
ปิ่นอนงค์แทบไม่เชื่อหูที่ใหญ่พูดดีด้วย
ใหญ่รีบเปลี่ยนอารมณ์ เพราะรู้สึกว่าซึ้งเกิ๊น พูดต่อเป็นใหญ่จอมโฉดคนเดิม
“...ใสซื่อให้ใครต่อใครจิกใช้เป็นเครื่องมือต่อไป คนพวกนั้นก็จะเห็นเธอเป็นนางฟ้าเอง”
ใหญ่ห่วงปิ่นอนงค์นัก แต่ยังคงปากหนัก พูดดีไม่เป็นเหมือนเคย
ได้ผลเพราะปิ่นอนงค์โกรธ ประชด “ค่ะ ปิ่นจะทำ”
ใหญ่ยิ่งโกรธ ปิ่นอนงค์ทำท่าจะเดินหนี “อย่าคิดว่าฉันจะเชื่อเรื่องที่เธอแต่งขึ้น ถ้าเธอรู้สึกผิดที่โกหกฉัน ก็สารภาพมาตรงๆ ฉันจะยกโทษให้”
ปิ่นอนงค์หันขวับกลับมา เบื่อหน่ายกับทุกสิ่งอย่างในชีวิตเหลือเกินแล้ว
“ปิ่นจะพูดอีกครั้งนะคะ ปิ่นยักยอกเงินคุณใหญ่ไปเองไม่มีใครมาบังคับขู่เข็ญให้ปิ่นพูด คุณใหญ่จะลงโทษปิ่นยังไงก็ได้ จะส่งตัวปิ่นให้ตำรวจก็ได้ ปิ่นยอมทุกอย่างค่ะ”
ใหญ่ขัดใจเข้ามาจับไหล่ปิ่นอนงค์ให้หันกลับมา
“คิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ ไม่ต้องถึงตำรวจหรอก ฉันจะพิพากษา พวกเธอยกแก๊ง ตั้งแต่เจ้านายเธอ มาถึงแม่เธอด้วย”
ปิ่นอนงค์ตกใจ “อย่านะคะ คุณใหญ่ เรื่องนี้เป็นความผิดของปิ่นคนเดียว”
ใหญ่กระชากปิ่นอนงค์เข้ามา “แล้วเธอจะชดใช้ฉันยังไง”
อุ่นเรือนมาจากไหน มาตอนไหนไม่รู้ เห็นเข้าก็ตกใจ “ปิ่น”
ทั้งคู่ผละจากกัน ใหญ่เดินอารมณ์เสียออกไปไม่พูดไม่จา อุ่นเรือนจ้องปิ่นอนงค์เขม็ง
“คุณใหญ่ พูดอะไรกับแก ทำไมต้องถึงเนื้อถึงตัวกัน” อุ่นเรือนไม่พอใจมาก
พอรู้เรื่องครองสุข อุ่นเรือนแทบหมดแรงนั่งแปะลง
“คุณนายน่ะเหรอบังคับให้แกยอมรับว่ายักยอกเงินของไร่ไพศาลไป”
“คุณนายเอาเงินไปส่งคุณนะเรียนต่อเมืองนอกจ้ะแม่”
“ที่แท้อย่างงี้ นึกแล้วว่าคุณนายต้องมีความจำเป็น”
ปิ่นอนงค์เซ็งหนัก “หมายความว่าแม่เห็นด้วยกับคุณนาย ที่ปิ่นต้องรับผิดชอบแทน”
อุ่นเรือนหันไปจับมือปิ่นอนงค์มากุม “ปิ่น มันเป็นโอกาสของเราที่จะได้ตอบแทนบุญคุณคุณนายท่าน แกจำไม่ได้เหรอ ที่แกเรียนจบมาได้ ก็เพราะคุณนายขอร้องคุณไพศาลให้ช่วยส่งเสียแก”
ปิ่นอนงค์ผิดหวังมาก “แม่”
“เงินที่คุณนายเอาไป มันก็เงินคุณไพศาล เงินของผัวก็เหมือนเงินของเมีย จะว่าคุณนายโกงได้ยังไง คุณนายไม่ผิด คนที่ผิดคือคุณใหญ่ต่างหาก เป็นลูกแท้ๆ ไม่เคยมาเหลียวแลพ่อสักนิด อยู่ๆ ก็โผล่มาจะฮุบเงินไปทั้งหมด มันไม่ถูก” อุ่นเรือนยังเข้าข้างครองสุขเป็นชีวิตจิตใจเช่นเคย
ปิ่นอนงค์อึ้ง “แม่ต้องการอย่างนี้จริงๆ เหรอจ๊ะ”
“แม่จะขอร้องคุณใหญ่ให้ยกโทษให้ปิ่น แม่จะรับผิดชอบเรื่องเงินเอง อย่างมากก็แค่ติดคุก”
ปิ่นอนงค์ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว “แม่จ๊ะ ปิ่นไม่ยอมให้แม่ติดคุกหรอกจ้ะ”
ฟากใหญ่หน้าเครียดอยู่ในบ้านพัก “ยัยเด็กโง่”
ปานเทพมองแล้วตบไหล่ใหญ่เบาๆ “เค้าเรียกรู้หน้าไม่รู้ใจ เห็นใสซื่อบริสุทธิ์ ใครจะไปรู้เอาเรื่องไม่ใช่เล่น”
“ชั้นไม่เชื่อ เรื่องจริงอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราเห็นก็ได้ เท่าที่ฉันเคยรู้จักเค้า ปิ่นไม่ใช่คนอย่างนั้น”
“นั่นมันกี่ปีมาแล้ว เรื่องเงินๆ ทองๆ มันไม่เข้าใครออกใครหรอก เอาล่ะแกอาจคิดว่าพวกคุณนายเป็นคนยักยอกเงินแก แต่ปิ่นก็คือ ผู้สมรู้ร่วมคิดแน่ๆ แกควรระวังๆเอาไว้บ้าง อย่าให้อะไรมาบังตา”
“อะไรที่แกว่า มันคืออะไรวะ” ใหญ่งงที่ปานเทพพูดยาวเหยียด
“จะไปรู้ได้ยังไง แกก็ลองถามใจตัวเองดูสิ”
ใหญ่มองหน้าปานเทพ ด้วยท่าทีฮึดฮัดขัดใจ
ด้านปิ่นอนงค์กำลังพับเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทาง รูดซิปปิด อุ่นเรือนนั่งน้ำตาไหลข้างๆ นึกสะท้อนใจ สงสารลูกสาวนัก
“ปิ่น แกแน่ใจนะ” อุ่นเรือนถามย้ำ
“นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดจ้ะ คุณใหญ่ต้องการจะแกล้งปิ่น ไม่มีปิ่นซะคน ก็คงจบ แล้วปิ่นจะรีบหางานทำ เอาเงินมาใช้หนี้คุณใหญ่นะจ๊ะ”
ปิ่นอนงค์สวมกอดอุ่นเรือนแน่วนิ่ง
บรรยากาศรีสอร์ตยามเช้าแสนสดใส ใหญ่เปิดประตูห้องออกมาเห็นเป็นน้อยยกถาดข้าวผัด กับข้าวอีกจานหนึ่งเข้ามา ให้รู้สึกผิดหวัง
น้อยเอ่ยขึ้น “อาหารเช้าค่ะ” แล้วเอามาวางบนโต๊ะทานอาหาร
ใหญ่นั่งลงตักข้าวกิน ตักกับชิม และทำหน้าดุ น้อยตัวลีบจัดเสร็จจะรีบไป
“เดี๋ยว รสชาติห่วยแตกกระเดือกไม่ลงอย่างนี้ ไม่ใช่ฝีมือปิ่น ปิ่นไปไหน” ใหญ่ถาม
น้อยหลบตายืนขาสั่น “คือๆ”
ใหญ่ตบโต๊ะเสียงดังปัง น้อยสะดุ้งโหยง
“คืออะไร พูดมาเร็วๆ หรือต้องให้ฉันเอาไอ้นี่” ใหญ่หยิบส้อมขู่ “ช่วยง้างปากให้”
น้อยสะดุ้งรีบนั่งพนมมือไหว้ พูดละล่ำละลัก “พี่ ... พี่ปิ่นไปแล้ว ไม่รู้ไปไหนจ้ะ”
ใหญ่ลุกพรวด น้อยนึกว่าใหญ่จะทำร้ายร้องลั่น “อ๊าย อย่าทำน้อยค่ะ น้อยกลัวแล้ว”
น้อยรีบคลานเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะกินข้าว ใหญ่พุ่งออกจากเรือนไปเร็วรี่ น้อยรีบคลานออกไป
ที่เรือนใหญ่กำลังทานอาหารเช้า อุ่นเรือนยื่นจดหมายให้ครองสุข
“ปิ่นมันหนีไปแล้ว เขียนจดหมายเอาไว้ว่า ไม่อยากเป็นตัวปัญหาของใครอีก”
ทรรศนะหน้าตื่น ครองสุขคลี่กระดาษจดหมาย
ใหญ่เดินเข้ามากระชากจดหมายไปจากมือครองสุข แล้วก้มอ่าน ก่อนจะขยำจดหมายเขวี้ยงทิ้ง
ใหญ่พุ่งเข้าไปหาอุ่นเรือน “ปิ่นไม่ได้บอกป้าเหรอว่า จะไปไหน”
อุ่นเรือนเกลียดขี้หน้าใหญ่อยู่แล้วเป็นทุนเดิมเลยย้อนกลับ “ในจดหมายมีเขียนไว้หรือเปล่าล่ะคะ”
ใหญ่โกรธเกรี้ยว ขยำจดหมาย
หลังมือเช้าทุกคนรวมตัวอยู่ที่ห้องรับแขก ทั้งหมดนั่งที่โซฟา อุ่นเรือนกับน้อยนั่งที่พื้น
“ฉันเตือนมันแล้วให้ไปสารภาพตรงๆ กับคุณใหญ่ เรื่องเงินที่มันเอาไป นี่มันคงอายไม่กล้าไปยอมรับผิด ก็เลยหนีความผิด”
“ปิ่นสารภาพกับผมแล้วว่าเป็นคนยักยอกเงินไปทั้งหมด” ใหญ่บอก มองจับกิริยา
ครองสุขเนื้อเต้นดีใจมาก “จริงเหรอคะ”
ทัศนีย์ไม่เชื่อ “นังปิ่นน่ะเหรอ มีปัญญาทำอะไรแบบนี้”
ครองสุขปรี๊ด เอาเล็บจิกขาทัศนีย์อย่างแรง “อุ๊ย” ทัศนีย์ร้องลั่นด้วยความเจ็บ
ทรรศนะกับใหญ่มองจ้องหน้าครองสุขพร้อมกัน ครองสุขรีบกลบเกลื่อนตีหน้าเศร้า
“มันสารภาพออกมาแบบนี้ก็ดี น้าจะได้ไม่ต้องลำบากใจ ที่จริงเรื่องนี้ น้ารู้มาตั้งนานแล้ว แต่นังอุ่นมันมาอ้อนวอน ขอไม่ให้เอาเรื่อง น้าก็เห็นใจให้อภัยมัน เพราะน้าก็ผิดเองที่ไว้ใจมันมากไป”
อุ่นเรือนรีบพูดผสมโรง “อุ่นต้องขอโทษแทนปิ่นมันด้วยค่ะ อุ่นยินดีรับผิดแทนลูกทุกอย่าง”
ครองสุขสร้างภาพแสนดีทันที “ไม่ได้ ถ้าจะเอาผิด ฉันนี่แหละผิด เพราะฉันไว้ใจปิ่นมันมากไป ถ้าคุณใหญ่จะลงโทษก็มาลงที่น้าเถอะ”
อุ่นเรือนยิ่งซาบซึ้งหนัก ทัศนีย์รู้ทัน แต่เห็นแม่ยอมเล่นละครแล้วทนไม่ไหว ขอแดกดันตามนิสัย
“ไม่น่าเล้ย นังปิ่นนี่มันอกตัญญูจริงๆ คุณน้าดีกับมันขนาดนี้มันยังทำได้”
ครองสุขจ้องหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ยัยนี ไม่ต้องออกความเห็น”
ทรรศนะก็แตะแขนทัศนีย์ห้ามพูดต่อ ทรรศนะลุกยืน “แต่ผมไม่เชื่อว่าปิ่นจะทำเรื่องแบบนี้ได้ มันต้องมีการเข้าใจผิดกันแน่ๆ ผมจะไปตามปิ่นกลับมาคุยให้รู้เรื่อง”
น้อยได้ฟังเอากุมมือแนบอกปลื้มในความดีของทรรศนะ น้อยถึงกับเพ้อ “เทพบุตร”
ใหญ่ลุกพรวด พูดยียวนทรรศนะ “นายเอาเวลาไปจี๋จ๋ากับแฟนไฮโซของนายจะดีกว่าปัญหาในไร่ มันเป็นหน้าที่ของเจ้าของ คือ ฉัน”
ใหญ่เน้นคำตรงท้าย ทรรศนะหน้าเจื่อนแค้นใจแต่ต้องเก็บอารมณ์
ปานเทพ กับถวิลวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นถวิลรีบถาม “มีอะไรครับ คุณใหญ่”
ใหญ่รีบสั่งการเสียงดัง “ปิ่นหายตัวไป น้าหวิน รีบไปสั่งให้คนงานช่วยกันออกตามหาให้ทั่ว ปิ่นคงยังไปไม่ไกลจากไร่ ไอ้ปาน แกมากับชั้น”
ใหญ่ ปานเทพ และถวิล ออกไปอย่างรวดเร็ว
อรสอางค์กับจิ๋วเข้ามาทันได้ยินใหญ่สั่งงาน อรสอางค์มองตามหลังใหญ่ จิ๋วรีบบอก
“นี่มันคนงานที่มาส่งเราที่ไร่นี่คะคุณหนู”
ครองสุขกับทรรศนะตกใจ ครองสุขจะอ้าปากพูด
“คนงานคนนี้มันใหญ่โตมาจากไหนคะ ทำไมมายืนกร่างสั่งคนโน้น สั่งคนนี้ได้”
ทรรศนะอึกอัก น้ำท่วมปากมองหน้าครองสุข “ได้ยินอรถามมั้ยคะนะ” อรสอางค์ถามย้ำ
ครองสุข กับทรรศนะอึกอัก ยังไม่ทันตอบ ทัศนีย์หมั่นไส้อรสอางค์ จึงตั้งใจป่วน
“อุ๊ย นี่ คุณอรไม่รู้จักคุณใหญ่ ลูกชายเจ้าของไร่ไพศาลเหรอคะ”
อรสอางค์งง มองครองสุขกับทรรศนะไปมา
อรสอางค์นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ในห้องทำงานครองสุข ไม่พอใจอย่างมาก ครองสุขนั่งข้างๆ พยายามอธิบาย“ไอ้ใหญ่มันก่อคดีแล้วหนีหายสาบสูญไปตั้งนาน อยู่ๆมันก็เพิ่งกลับมานี่แหละหนูอร น้ากำลังหาข้อกฎหมายเล่นงานมันอยู่ ไม่ได้คิดจะโกหกหนูอรเลยสักนิด”
ทรรศนะนั่งอีกข้างจับมืออรสอางค์ “ผมเองพยายามหาจังหวะจะบอกอรอยู่แล้ว แต่อรก็มารู้เรื่องเสียก่อน อรอย่าโกรธผมเลยนะจ๊ะ”
อรสอางค์ลุกพรวดเดินห่างออกมา ครุ่นคิด แต่ทรรศนะเข้าใจว่าอรสอางค์ยังโกรธอยู่ เหลียวมองหน้าครองสุขให้ช่วย ครองสุขลุกยืนตั้งใจจะหว่านล้อมต่อ อรสอางค์หันกลับมา
“อรรู้จักเพื่อนๆ คุณพ่อเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตั้งหลายคน เราไปขอให้มาจัดการมันเลยก็ได้นะคะ”
ทรรศนะนั้นโล่ง แต่ครองสุขกลับอ้ำอึ้ง “ถ้าเป็นข่าวมันเสียชื่อเราน่ะสิจ๊ะ ยังไงก็ขึ้นชื่อว่าเกี่ยวดองกัน แล้วที่สำคัญคุณใหญ่ก็ถูกถอดจากกองมรดกแล้ว คุณไพศาลทำพินัยกรรมยกไร่ให้ตานะคนเดียว”
อรสอ่งค์หันขวับมาหาทรรศนะ “จริงเหรอคะ”
ทรรศนะมองครองสุข เห็นครองสุขขยิบตา ทรรศนะรับเสียงอ่อยๆ “ครับ ผมกับคุณใหญ่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ผมอยากให้โอกาสเค้ากลับตัว”
อรสอางค์ติ “นะก็ใจดีไม่เข้าเรื่องตามเคย” หันไปทางครองสุข “อีกเรื่อง อรขอให้ช่วยเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ม่าน และผ้าห่มในห้องอรให้เป็นสีขาวทั้งหมดนะคะ ของเดิมที่จัดไว้มันมีดอกมีดวงดูบ้านนอกไป อรรับไม่ได้”
อรสอางค์ดึงทรรศนะออกไป ครองสุขอยากด่าแต่พยายามข่มไว้
ที่เรือนอเนกประสงค์ มีการประชุมคนงาน ถวิล จอม เปี๊ยก หวาน และคนงานราว10 คน รวมตัวกันอยู่ จอมตกใจมาก
“ปิ่นหนีไปเพราะยักยอกเงินของไร่ บ้าแล้ว”
เจิดกะก้านสังเกตุการณ์อยู่ที่อีกมุมหนึ่ง
“จริงหรือไม่จริง เจอตัวปิ่นก็รู้ ใครมีพรรคพวก ญาติพี่น้องที่ไหนก็ส่งๆข่าวออกไปแต่วันนี้ช่วยกันออกตามหาปิ่นในพื้นที่ก่อน แยกย้ายกันไปได้แล้ว” ถวิลสั่งการ คนงานกระจายกันไป
เจิดรีบออกความเห็น “ไม่มีทางเจอหรอก หอบเงินไปขนาดนั้น ป่านนี้ หนีออกชายแดนไปแล้ว”
จอมเข้าผลักเจิดกระเด็น เจิดโมโห “เฮ้ย อะไรวะ”
จอมชี้หน้า “แกไม่รู้จักปิ่น อย่ามาพูด คนอย่างปิ่นไม่มีวันโกงใคร”
เปี๊ยก หวาน พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ หัวหน้าแกนั่นแหละทำ แล้วมันก็เอาเศษเงินที่โกงมาโยนให้หมารับใช้อีกที” เปี๊ยกถูกใจตบมือชอบอกชอบใจ
ก้านจะเล่นหวาน “อีนี่ ด่ากูเป็นหมาเหรอ มึง”
ก้านจะตบหวาน จอมไวกว่าจับข้อมือก้านยั้งไว้ทัน แล้วต่อยหมัดสวน ต่อยซ้ายต่อยขวาไม่นับ ก้านเซไปเซมา เปี๊ยกเข้าซ้ำ แต่โดนถีบกระเด็น เจิดพุ่งเข้ามาพร้อมไม้ในมือ
“ระวังไอ้จอม” ถวิลตะโกนบอก
จอมหลบทัน ถวิลโยนไม้ให้จอม จอมรับไว้แล้วฟาดใส่เจิด 2-3 ที ไม้เจิดหลุดมือ จอมไล่ตีทั้งเจิด ทั้งก้าน วิ่งเตลิดหนีไป หวานกับเปี๊ยกช่วยกันไล่ตะเพิด เอาของขว้าง
“ไป ไปให้พ้น ไอ้พวกหมาขี้เรื้อน”
“ขอบคุณพ่อ” จอมขอบคุณถวิล
ถวิลเขิน ทำเป็นด่าโวยวายกลบเกลื่อน
“ข้าไม่ได้ห่วงเอ็ง แต่ห่วงนังหวานโว้ย ไอ้พวกหน้าตัวเมียที่ชอบรังแกผู้หญิง ข้าเกลียดนัก”
ถวิลเดินหนีไป จอมอมยิ้มรู้ว่าพ่อปากไม่ตรงกับใจ
“โห วันนี้ลุงหวินแกแมนว่ะ”
หวานตะโกนตามหลัง เปี๊ยกยกนิ้วให้
ปานเทพขับรถมาตามทาง ใหญ่นั่งเครียดเมียงมองสองข้างถนน ข้างทางไม่มีใคร เห็นคนคล้ายก็ไม่ใช่ปิ่นอนงค์ มีเสียงโทรศัพท์ดัง ปานเทพกดอุปกรณ์ช่วยฟังรับ แล้วเหลือบมองใหญ่
“ครับพ่อ ... มีเรื่องไม่ดีครับ ปิ่นถูกบังคับให้ยอมรับว่าโกงเงินเลยหนีไป... ไอ้คุณใหญ่ เนี่ยครับนั่ง…งุ่นง่านอยู่กับผมนี่แหละ”
ใหญ่สอดส่องสายตาหาปิ่นอนงค์
ปลอดคุยจากระเบียงบ้านที่เหมืองแร่ มีพงษ์นั่งฟังอยู่ที่โต๊ะ ท่าทางนอบน้อมตั้งใจ เพ็ญหน้าเครียดนั่งข้างปลอด
“ต้องหาปิ่นอนงค์ให้เจอ เรื่องนี้สำคัญมาก เอามือดีๆไปช่วยกันหา” ปลอดเอ่ยขึ้น
“ครับ นายหัว” พงษ์รับคำแล้วออกไป
เพ็ญออกความเห็น “คุณใหญ่คงจะชอบหนูปิ่นจริงๆนะพี่ ถึงห่วงขนาดนี้”
“นี่ละน่ากลัว ไม่รู้เป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำรึเปล่า” ปลอดกังวลมาก
“นายปานอยู่ด้วย คุณใหญ่คงไม่หลงกลง่ายๆ” เพ็ญปลอบ
“ไอ้ปานมันเอาถ่านที่ไหน สมัยเรียนก็คอยให้คุณใหญ่ออกหน้าทุกทีเวลาโดนพวกเด็กช่างมาหาเรื่อง คุณใหญ่ปกป้องมันสุดชีวิต ส่วนมันน่ะเหรอ วิ่งไปตั้งหลักอยู่ไหนไม่รู้”
“แต่ปานก็บอกว่าช่วยทำรายงานให้คุณใหญ่ตลอดนี่คะ”
“เห็นมั้ยไอ้ปานมันมีเธอคอยเข้าข้าง แต่คุณใหญ่มีใคร แม่ก็ตาย พ่อก็ไปหลงเมียน้อย พี่ไม่เคยลืมแววตาของเด็กคนนี้ วันที่หนีกระเซอะกระเซิงมาหาพี่ มันลืมไม่ลงจริงๆ”
เพ็ญมองปลอดอย่างเข้าใจ รับรู้ว่าปลอดคิดถึง และห่วงใหญ่มากเพียงใด
โปรดติดตามตอนที่ 6
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #5 on:
20 October 2026, 08:35:05 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000076037
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 6
เผยแพร่: 21 มิ.ย. 2555 09:38 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 6
ขณะที่ทุกคนออกตามหาตัวปิ่นอนงค์ตามคำสั่งของใหญ่กันจ้าละหวั่นตอนเช้าวันต่อมา ไม่มีใครรู้ว่าที่แท้ปิ่นอนงค์หลบมาพักอยู่กับจินตนานั่นเอง สองสาวนั่งอยู่ริมระเบียงบ้าน โดยปิ่นอนงค์นั่งครุ่นคิด สับสน มองวิวทิวทัศน์เบื้องหน้า ทอดสายตาไปไกลลิบ จินตนามองเพื่อนรักอย่างห่วงใย
“อย่าไปคิดมากเลยปิ่น ชั้นบอกเธอแล้ว ไร่ไพศาลมันมีอะไรไม่ชอบมาพากล อยู่ๆ คุณใหญ่ก็กลับมา ตามด้วยนายปานที่ทำตัวลับลมคมนัยแปลกๆ”
ปิ่นอนงค์หันมามองจินตนาหน้าตาเฉยเมย
“คุณใหญ่เป็นลูกคุณไพศาล เค้าก็คงอยากกลับมาอยู่บ้านเค้า”
“แต่มันไม่ยุติธรรมกับเธอนะปิ่น คุณนะก็อีกคน เห็นแก่ตัวที่สุด ที่ไม่ยอมบอกเธอเรื่องมียัยอรเป็นแฟน”
“คุณนะไม่จำเป็นต้องบอกเรา เค้าไม่ผิดเพราะเรารู้สึกกับเค้าข้างเดียว”
จินตนาขัดใจ “ปิ่น เธอจะแก้ตัวให้กับทุกคนในโลกหรือไง มองคนในแง่ดีมันก็ดีหรอกนะ แต่เธอน่ะมองดีเกินไป” จินตนาเน้นคำประชดประชัน “เกินไปจนน่าหมั่นไส้”
ปิ่นอนงค์ยิ้มจืดๆ ไม่ได้โกรธอะไรจินตนา “เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ ที่เราหนีมาเพราะเราไม่อยากเห็น ไม่อยากคิด ไม่อยากรับรู้เรื่องของคนที่นั่นอีก”
“ที่พูดเนี่ยเพราะห่วง”
“ถ้าห่วง ก็ช่วยหางานให้เราที”
จินตนายอมแพ้สาวแสนดี พยักหน้าหงึกๆ รับปาก
เวลาเดียวกัน ทรรศนะยืนครุ่นคิดอยู่ที่ห้องรับแขก คิดเรื่องปิ่นอนงค์ที่เขาเพิ่งคุยกับครองสุข ในห้องทำงานเมื่อวานนี้
“ปิ่นทำจริงเหรอครับคุณน้า”
“คนโง่อย่างมันนะเหรอจะมีปัญญายักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน หรือแต่งบัญชีเป็น”
“หมายความว่าปิ่นเป็นแพะรับบาป”
ทรรศนะคิดหนักเรื่องนี้ ระหว่างนั้นน้อยมาเสิร์ฟกาแฟทรรศนะรู้สึกจึงหันมา
“คุณอรล่ะน้อย”
“เห็นคุยโทรศัพท์อยู่กับใครไม่รู้ค่ะ พอเห็นน้อย คุณอรก็รีบเดินหนีไปคุยทางอื่น” น้อยบอก
ทรรศนะยกกาแฟขึ้นจิบ “คงเป็นธุระสำคัญ ขอบใจสำหรับกาแฟถ้วยนี้ สุดยอด” ยกนิ้วโป้งให้น้อยว่าชงกาแฟอร่อยแล้วเดินไปน้อยปลื้มสุด
“คนอะไรก็ไม่รู้ทั้งอ่อนโยน ทั้งนุ่มนวล น่ารักอ่ะ ไม่เหมือนคุณใหญ่หน้าตา น่ากลัว อี๊ แค่นึกถึงก็สยอง”
น้อยทำท่าขนลุกขนพอง
อรสอางค์หน้าเครียด เหลียวดูรอบตัว กลัวคนมาได้ยิน
“อรไม่กลับแน่ๆ ค่ะ อรทนไม่ได้ที่จะเห็นพวกเจ้าหนี้มาตามทวงหนี้คุณพ่อ อรอาย ได้ยินมั้ยคะว่าอรอาย”
คุณหญิงอยู่บ้านหลังใหญ่ กำลังตั้งหน้าหน้าตากล่อมลูกเต็มที่ “ถ้างั้นหนูก็ช่วยพูดกับตานะให้แม่หน่อยสิจ๊ะไหนๆก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว มันไม่น่าเกลียดหรอก”
อรสอางค์พูดอย่างเย่อหยิ่ง “หนูคืออรสอางค์ลูกสาวปลัดกระทรวงนะคะ ให้หนูไปขอเงินเหมือนเป็นขอทาน มันเสียศักดิ์ศรี”
ทรรศนะเดินตรงมาแต่ยังไม่ได้ยิน “อรครับ คุยกับใครเหรอ”
อรสอางค์สะดุ้งสุดตัว รีบตัดบท “แค่นี้ก่อนนะคะ นะมาแล้ว”
อรสอางค์กดวางสาย แล้วหันมาส่งยิ้มกลบเกลื่อน
“คุณแม่ค่ะ ท่านคิดถึงก็เลยโทร.มา”
อรสอางค์หลบตา สีหน้ากระอักกระอ่วนกลัวทรรศนะรู้ความจริงว่าถังแตก
ปลัดนั่งเครียด ดูเอกสารฟ้องร้อง คุณหญิงถือโทรศัพท์เดินเข้ามา
“ลูกอรอยู่ที่ไร่ตานะ เราไปหากันมั้ยคะ เผื่อจะพูดจาขอความช่วยเหลือทางคุณน้าตานะได้บ้าง” คุณหญิงว่า
“คุณจะบ้าเหรอ พูดไม่คิด คุณเป็นใคร ผมเป็นใครไปขอความช่วยเหลือพวกบ้านป่าบ้านไร่ เสียศักดิ์ศรี”
คุณหญิงโมโหสุดขีด
“ลูกก็ศักดิ์ศรี ผัวก็ศักดิ์ศรี ถามจริงๆ เถอะ ไอ้ศักดิ์ศรีเนี่ยมันกินได้มั้ย ตอนนี้คุณไม่เหลือใครแล้ว หมดสิ้นอำนาจ ก็เหมือนหมาตัวหนึ่งเท่านั้น ตื่นได้แล้วท่านปลัด คนที่หวังจะพึ่งได้มีคนเดียวเท่านั้น คือตานะ ลูกเขยในอนาคตของเรา”
ปลัดอึ้ง คิดตาม
ในเวลานั้นใหญ่นั่งเครียด เปี๊ยกอธิบายวุ่นวายหวานตีแขนเปี๊ยก
“พวกเราแยกย้ายกันค้นหาทั่วทั้งไร่แล้วครับคุณใหญ่ไม่มีวี่แววปิ่นเลย”
จอมเดินเอาหมวกพัดให้ตัวเองเข้ามา
หวานรีบถาม “ว่าไงจอม พวกคนงานด้านโน้นเห็นปิ่นบ้างมั้ย”
จอมนั่งลงพลางส่ายหน้า
ใหญ่ลุกขึ้น “ขอบคุณทุกคน ที่ช่วย” จะเดินออกไป
จอมครุ่นคิด แล้วจู่ๆ ก็ลุกพรวด “ยังมีอีกที่ ที่ปิ่นจะไป เดี๋ยวผมลองถามดู”
จอมเดินจะไป ใหญ่เรียกไว้ “เดี๋ยวจอม ฉันไปด้วย”
จอมวางมาดขรึม มองใหญ่ “ไม่ดีมั้งครับ ถ้าปิ่นเห็นคุณใหญ่ อาจจะหนีเตลิดไปอีก”
“นั่นมันเรื่องของฉันกับปิ่นอนงค์ ไม่ใช่เรื่องของนาย”
สองชายที่รักในหญิงเดียวกัน สบตาสู้สายตากัน
เวลาต่อมาที่สำนักปศุสัตว์อำเภอ จินตนายิ้มคุยโทรศัพท์กับปิ่นอนงค์
“ปิ่นช่วยงานพี่ๆเค้า ไปก่อนนะ แล้วเราจะทำเรื่องขอเบิกเป็นลูกจ้างรายวันให้”
จินตนาหันไปเห็นจอมกะใหญ่ รีบวางหู จอมกับใหญ่เดินเข้ามา
จินตนาทำไก๋ไม่รู้เรื่อง “ว่าไงจอม มาเอายาหรือเอาปุ๋ย”
“เปล่า ปิ่นหายไปเมื่อวาน เค้ามาหาคุณจินรึเปล่าครับ”
จินตนาทำทีเป็นสงสัย “เปล่านี่ แปลกจริงๆ ปกติมีอะไรก็ต้องติดต่อมา”
ใหญ่แทรกขึ้น “ปิ่นยักยอกเงินบริษัทไป ใครให้ที่พัก ก็ต้องมีความผิดด้วย”
ถ้าจะต้องติดคุกพร้อมกับคนดีๆ อย่างปิ่น ฉันก็เต็มใจ” จินตนาประชดในที
“เค้ายอมสารภาพเอง ไม่มีใครใส่ร้ายเค้าเลย” ใหญ่บอก
“ถ้าคุณรู้จักปิ่น คุณก็จะไม่มีวันเชื่อ”
ใหญ่พยายามจับพิรุธ “งั้นถ้าไม่ผิดทำไมต้องหนี” จินตนาเผลอหลุดกิริยาโกรธใหญ่
“คนอย่างปิ่นอนงค์ เป็นคนมีเหตุผลอยู่แล้ว เค้าไม่อยากอยู่เป็นตัวปัญหาของใคร”
จินตนารู้ตัว หยุดพูด
ใหญ่สบตาจินตนา คุ้นหูคำพูดจินตนา เพราะเหมือนคำพูดอุ่นเรือนที่ประชดตน
“ปิ่นมันหนีไปแล้ว เขียนจดหมายเอาไว้ว่า ไม่อยากเป็นตัวปัญหาของใครอีก”
จินตนาอ้ำอึ้ง “ไม่รบกวนแล้วละ ดูท่าทางคุณจินคงไม่รู้จริงๆ ขอบคุณมาก”
ใหญ่ออกไปกับจอมแล้ว จินตนามองตาม “เกือบไปแล้ว”
จินตนากดโทร.หาปิ่นอนงค์ทันควัน
ใหญ่กะจอมเดินมาที่รถ จู่ๆ ใหญ่เอ่ยขึ้น
“นายกลับไร่ไปก่อน ฉันรู้สึกเหนียวตัวอยากขอไปลง...” ใหญ่เอียงมาพูดเบาๆ นายพอจะรู้จักที่ๆ มีสาวแจ๋วๆ อกสบึมๆ หน่อยมั้ย”
จอมโมโห “ปิ่นไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง แต่คุณยังมีแก่ใจหาความสุขใส่ตัว”
“อ้าว ทำไมฉันต้องทุกข์ไปกับคนที่ขโมยเงินฉันไปด้วยเล่า ที่ออกตามหาเนี่ยเพราะอยากได้เงินคืน”
จอมระอาเหลือหลาย “ผมก็ว่างั้น” จอมไม่พอใจ เดินฮึดฮัดไปที่รถ แล้วขับออกไป
ใหญ่ยิ้มกระหยิ่ม มองกลับไปที่ทำการปศุสัตว์
ปิ่อนงค์อยู่ที่คอกสัตว์ในที่ทำการปศุสัตว์ ปิ่นอนงค์และเจ้าหน้าที่ 3 คน เตรียมให้ยาสัตว์ในคอก ปิ่นอนงค์สวมหมวกมีผ้าปิดปาก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งคอยจดบันทึก เจ้าหน้าที่อีกคนเป็นคนใส่ยาสัตว์ในคอก
เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้า ชี้ให้ปิ่นอนงค์ไปที่คอกห่างออกไป ปิ่นอนงค์เดินไปใส่ยา ใหญ่เข้ามาเมียงมอง ปิ่นอนงค์หันมาเห็นใหญ่ตกใจ ถอยหลังกรูด ใหญ่สงสัยรีบตาม ลดเลี้ยวไปตามกรง ปิ่นอนงค์แอบทำตัวลีบเล็ก แล้วไม่รู้จะทำไง หมาหรือสัตว์ที่ขังไว้เห็นปิ่นอนงค์ ดันแตกตื่นร้อง ใหญ่หันมา รีบเดินมาที่ปิ่นอนงค์ซ่อนอยู่ แต่พอจะถึง กลับเห็นควันพุ่งออกมา
ใหญ่ชะงักกึก รีบปิดตาปากจมูก สำลักไอไปมา ควันจาง ใหญ่ขยี้ตา มองหาปิ่นอนงค์
จินตนาถือเครื่องพ่นยาทำหน้าตาย “คุณใหญ่จะมาดูสัตว์ก็ไม่บอก ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อก่อนแล้วก็ต้องใส่หน้ากากกันติดเชื้อด้วยค่ะ”
“ขอโทษ ผมก็แค่อยากมาหาความรู้เรื่องปศุสัตว์ไว้บ้าง”
“เหรอคะ งั้นฉันพาทัวร์เองเอามั้ย”
“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”
ใหญ่ชะเง้อชะแง้หาปิ่นอนงค์ เมื่อไม่เจอ จึงเดินหนีไป
จินตนาเดินมองหาปิ่นอนงค์ที่ไปแอบอยู่อีกที่
“ไปแล้ว อีตานี่เจ้าเล่ห์มาก ดีนะว่าฉันเอะใจเดินมาดู”
“ขอบใจนะจิน ขอบใจมาก”
สองสาวกังวล รู้ว่าใหญ่ไม่ยอมวางมือง่ายๆ แน่นอน
ที่สระว่ายน้ำรีสอร์ตเวลานั้น ฝรั่งชายนักท่องเที่ยวใส่กางเกงว่ายน้ำ นั่งเก้าอี้อยู่ริมสระ ทาครีมกันแดดที่แขนไปมาทัศนีย์เดินถือถาดใส่น้ำสีฟ้าในแก้วทรงสูงกับหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ เข้ามานั่งวางบนโต๊ะเล็กข้างๆ เก้าอี้ มีหลอดครีมกันแดดวางอยู่นีมองเรือนร่างฝรั่ง หูตาแพรวพราว
“THANKS” ฝรั่งยิ้มๆ
ทัศนีย์เหลียวดูรอบตัวเห็นว่าปลอดคน “May I HELP YOU? - มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ”
พลางทัศนีย์บีบครีมจะทาให้ ฝรั่งโบกไม้โบกมือพัลวัน
“NO NO… I CAN DO MYSELF, THANK YOU. - ไม่เป็นไร ผมทำเองได้ ขอบคุณ”
สาวเจ้าชู้ทัศนีย์ยื้อทาแข้ง ทาขาไปมา ฝรั่งเริ่มโอเค ทัศนีย์จัดเต็มขยับมือไปทากล้ามท้อง อีกมือทาต้นขาฝรั่งชายเคลิ้ม
ระหว่างนั้นเมียคนไทยของชายฝรั่งเข้ามาเห็นก็เกิดหึง
“ทำอะไรของแก อีนี่”
ทัศนีย์ลุกพรวด เมียฝรั่งตบผัวะ
“แกตบฉัน” ทัศนีย์โกรธจัดตบสวนทันที สองคนยื้อยุดสู้กันไปมา
อีตาฝรั่งเข้าห้าม ถูกเมียตัวเองตบจนฝรั่งเซไป“นี่มันรีสอร์ตหรือซ่องกันแน่” เมียฝรั่งด่า
“แล้วแกล่ะ ถูกออฟมากี่บาท” ทัศนีย์ไม่ยอม
“อีบ้า ชั้นเป็นเมียจดทะเบียนโว้ย อี ... อี ...”
ปานเทพ กับประไพ วิ่งเข้ามาหน้าตื่น ปานเทพตะโกนก้อง
“หยุดๆ คุณนี หยุดเดี๋ยวนี้”
ปานเทพจับทัศนีย์แยกออก ประไพจับเมียฝรั่งแยกไปอีกทาง
ไม่นานต่อมาใหญ่ขับรถกอล์ฟเข้ามาจอด เดินลงมาเห็นปานเทพนั่งเครียด
“ผู้จัดการ มานั่งอู้งานอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็ปลดซะหรอก”
“ก็ยังดีกว่าเจ้าของอย่างแกละวะ วันๆ เอาแต่ตามหญิง ปล่อยให้ฉันรับมือกับยัยชะนีบ้านั่นคนเดียว”
ใหญ่งง “ทำไม ทัศนีย์ทำอะไร”
“ตบกับลูกค้าเมียฝรั่ง จะไปแย่งผัวเค้า ไม่ไหว หน้าตาก็ดีดี ทำไมทำตัวแบบนี้ก็ไม่รู้ อย่าให้มาเกี่ยวข้องกับชั้นดีกว่า ถ้าแกอยากแก้แค้นอะไรยัยชะนี ก็เอาไปทำงานที่อื่น”
ใหญ่ครุ่นคิดขรึมๆ แล้วนึกบางอย่างออกค่อยๆ คลี่ยิ้ม “แก้แค้นงั้นเหรอ ดี แกทำให้ฉันนึกอะไรออก แกไปตามทัศนีย์มาหาฉันเดี๋ยวนี้เลย”
ใหญ่เดินเข้าบ้านพักไป ปานเทพมองตามไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหน
ทัศนีย์เคาะประตู ไม่มีใครเปิด ก็หงุดหงิด บิดลูกบิดประตูเปิดกว้าง ทัศนีย์กลอกสายตาหาใหญ่ไปมาเมื่อไม่เจอ ทำหน้าแหวะเบ้ปาก จังหวะนั้นใหญ่ถอดเสื้อโผล่มายืนข้างหลัง ปะแป้งที่หน้า ที่ตัวลายพร้อยเหมือนจิ๊กโก๋งานวัด
ทัศนีย์หมุนตัวกลับ เจอใหญ่ ก็ร้องกรี๊ดตกใจ ใหญ่กอดทัศนีย์ลากเข้าห้อง ถีบประตูปิดดังปัง
ใหญ่ดันทัศนีย์ ล้มไปบนเตียง “คุณใหญ่ คุณใหญ่จะทำอะไรนี”
“จะเอาเธอเป็นเมียน่ะสิ ถามได้” ใหญ่ตะคอก พร้อมกับกระชากทัศนีย์ ทัศนีย์ตาเหลือก
“ปิ่นอนงค์ พวกของเธอหนีไป เธอก็ต้องมารับหน้าที่บำเรอฉันแทนปิ่น”
ใหญ่แกล้งทำตาถลน สีหน้าหื่นเถื่อนและถ่อย แล้วกระโดดจะคร่อมแบบตะกละตะกลาม เหมือนพวกโจรในหนังไทย ทัศนีย์เบี่ยงตัวหลบร้องกรี๊ดๆ ด้วยความขยะแขยง
“ทำไมจ๊ะ น้องนีรังเกียจพี่เหรอ พี่ออกจะหล่อ พ่อก็รวยแถมยังรสรักซาบซ่าน รับรองน้องนีไม่ผิดหวัง”
ทัศนีย์ยี้ รีบยกมือไหว้ปลกๆ “คุณใหญ่เมตตาสงสารนีเถอะ นีไม่สวย ไม่เซ็กส์ สู้นังปิ่นไม่ได้หรอก”
ใหญ่คำราม “เมื่อปิ่นไม่อยู่ เธอต้องรับผิดชอบ”
“ให้นีทำอย่างอื่นเถอะ นียอมทำงานหนักทุกอย่าง จะให้ถูพื้น ขัดห้องน้ำ ขุดดิน ทำสวนอะไรก็ได้”
ใหญ่ถอยออกมาตีหน้าเครียด พูดจริงจัง “แน่ใจเหรอว่าทำได้ทุกอย่าง”
ทัศนีย์กะพริบตาถี่ อยากรู้ว่าจะไปให้ทำอะไร
ส่วนปานเทพเดินรออยู่อย่างกระวนกระวาย ไม่รู้ว่าใหญ่ทำอะไร ทัศนีย์วิ่งหัวหูยุ่งเหยิงออกมา ชนกับปานเทพ
“คุณนี”
ทัศนีย์ไม่พูดไม่จาวิ่งออกไปแบบกลัวๆ
“ไอ้ใหญ่” ปานเทพอุทานวิ่งเข้าไปในบ้านอย่างเร็วรี่
ใหญ่นั่งสบายใจเฉิบในแผนอันเฉียบคม ปานเทพพรวดเข้ามา
“แกทำอะไรคุณนี แกหน้ามืด ถึงขนาดข่มเหงคุณนีเหรอวะแกบ้าไปแล้วหรือไง หา” ปานเทพใส่เป็นชุด
“ไอ้ปาน เดี๋ยว ฟังฉันก่อนโว้ย”
“ไม่ฟัง ฉันไม่ร่วมสังคายนาทำเรื่องเลวๆ กับเพศแม่กับแกอีกแล้ว”
“ไอ้ปาน ฉันบอกให้แกฟัง ฉันไม่ได้ทำอะไรยัยนีทั้งนั้นฉันแค่บีบให้ยัยนีไปหาตัวปิ่นอนงค์”
ปานเทพหูผึ่ง “จริงเหรอ”
“ก็เออซิ ฉันแน่ใจว่าปิ่นอนงค์ต้องอยู่กับจินตนาแต่ฉันไม่อยากไปคุกคามมาก เดี๋ยวปิ่นจะหนีไปอีก ก็เลยต้องใช้วิธีนี้”
ปานเทพโล่งอก “ค่อยยังชั่ว แล้วยัยชะนีจะมีปัญญาไปตามปิ่นเหรอ”
“ทัศนีย์ไม่มีแต่คุณนายครองสุขมี”
ใหญ่เหยียดยิ้ม มั่นใจยิ่งนัก
ธีระรอเปิดประตูรถให้ครองสุขที่คุยโทรศัพท์อยู่
“จะกลับเย็นหน่อยเหรอ กลับให้ดึกไปเลยก็ได้ หนูอรจะจะได้ไม่มาเจอเรื่องวุ่นวายที่นี่”
ทัศนีย์เดินหน้าบอกบุญไม่รับเข้ามา “แค่นี้ก่อนนะ”
ครองสุขมองสารรูปทัศนีย์เห็นเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมกระเซิง ก็ไม่ถามไถ่ แถมด่ากลับ
“กลับมาทำไม ไม่ทำงานทำการ เดี๋ยวไอ้ใหญ่มันก็เล่นงานเอาหรอก”
“มันเพิ่งเล่นงานหนูเมื่อกี้นี้เอง”
ครองสุข ตกใจตาค้าง “หา...”
“มันบอกให้หนูตามนังปิ่นกลับมาให้ได้ ไม่อย่างนั้น มันจะเอาหนูเป็นเมียแทนนังปิ่น คุณน้าต้องช่วยหนูตามปิ่นกลับมานะหัวเด็ดตีนขาดหนูก็ไม่ยอมเป็นเมียไอ้ใหญ่”
ครองสุขสบตาธีระ “ทำไม ไอ้ใหญ่มันต่างจากพวกกุ๊ยของแกยังไง”
ทัศนีย์ตะลึง “นี่คุณน้า อย่าบอกนะว่า”
ครองสุขเหลียวซ้ายแลขวากลัวใครได้ยิน แล้วตรงเข้าจับไหล่ทัศนีย์มองจ้องตา
“ถึงเวลาที่แกต้องเสียสละเพื่อครอบครัวแล้ว ยอมมันใช้ประสบการณ์ของแก ทำให้ไอ้ใหญ่มันหลงหัวปักหัวปำ”
“คุณน้าก็ยอมซะเองสิ” ทัศนีย์สวนกลับ ไม่แยแส
“จะบ้าเหรอ ถ้าฉันอ่อนกว่านี้อีก20ปี ฉันตกลงไปแล้วแกไปนอนกับคนไปทั่ว จะมีเพิ่มอีกสักคนจะเป็นไรไป”
“นี่คุณน้าลืมไปแล้วใช่มั้ยว่าหนูเป็นลูกสาวคุณน้า”
ครองสุขสวนออกไป “สิบล้าน ถ้าแกจดทะเบียนกับมันได้ ฉันจะจ่ายแกสิบล้าน ถ้ามีลูกกับมันได้ เอาไปเลยยี่สิบล้าน”
ทัศนีย์ที่ตั้งท่าโวยกลับเต็มที่ นิ่งงันไป
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 6 (ต่อ)
ที่ตลาดสดวันนี้บรรยากาศยังดูวุ่นวายเช่นทุกวัน ผู้คนยังคงจับจ่ายซื้อข้าวของคึกคัก แม่ค้าขายของสดระวิง อรสอางค์เดินคู่มากับทรรศนะมองสภาพตลาดอย่างรังเกียจ จิ๋วกางร่มให้เดินตามต้อยๆ
“นี่เหรอตลาดของที่นี่ สกปรก รับไม่ได้”
“ตลาดนี้ไม่ผ่านค่ะคุณนะ จะให้แม่บ้านเอาของจากที่นี่ไปทำอาหารขึ้นโต๊ะให้คุณหนูไม่ได้นะคะ” จิ๋วผสมโรง
ทรรศนะรีบพูดเอาใจอรสอางค์ “แล้วผมจะบอกป้าอุ่นให้สั่งอาหารจากภัตตาคารในเมืองไปส่งนะครับ”
ใกล้ๆ นั้นเองปิ่นอนงค์กำลังเลือกซื้อของอยู่ กลุ่มทรรศนะเดินมาผ่านแผงผัก เป็นจังหวะที่แม่ค้าขายผัก เอาน้ำพรมผักพอดี แต่น้ำกระเซ็นไปถูกอรสอางค์
“ว้าย อี๊ น้ำอะไรเนี่ย”
จิ๋วแว้ดใส่แม่ค้า “ตายจริง นี่หล่อนไม่มีตาหรือไง ถึงสาดน้ำมาถูกคุณหนูของฉันไร้มารยาทสิ้นดี”
แม่ค้าของขึ้น “นี่มันตลาด ถ้าไม่อยากโดนอะไรเลยก็ไปเดินบนฟ้า บนสวรรค์โน่น”
ปิ่นอนงค์หันไปมองสบตากับทรรศนะอย่างจัง ปิ่นอนงค์รีบถอยวิ่งหนี ทรรศนะรีบตามติด โดยที่จิ๋วกะอรสอางค์ไม่ทันสังเกต
“อย่าไปเถียงกับคนพวกนี้เลยพี่จิ๋วเสียเวลา มันพูดคนละภาษากับเรา” อรสอางค์แสดงท่าทีรังเกียจ
แม่ค้าปลาที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยิน รู้สึกหมั่นไส้ แกล้งโยนปลาไหลใส่อรสอางค์ ทำทีเหมือนปลาหลุดมือ
“ว้าย ลูกแม่”
ปลาไหลลอยมาตกบนไหล่อรสอางค์พอดิบพอดี อรสอางค์เห็นร้องกรี๊ด ปัดออกไปหล่นตรงหน้าจิ๋ว
จิ๋วกรี๊ดลั่นตลาด
ปิ่นอนงค์หนีมา ทรรศนะตามชนกับคนเข็นรถผักมาขวาง ปิ่นอนงค์รีบเอาผ้าพลาสติคคลุมตัวหลบนั่งอยู่ข้างกองเข่งผัก ทรรศนะมองไม่เจอ จิ๋วกับอรสอางค์วิ่งหนีมาทางนี้
“นะช่วยด้วย พวกมันจะทำร้ายอร”
อรสอางค์เข้ามากอดทรรศนะ จิ๋วตามมา แม่ค้าสองสามคนเดินดาหน้ามาอย่างเอาเรื่อง
“เรื่องอะไรกัน” ทรรศนะงง
“ก็แม่ค้าพวกนี้ซิ มันแกล้งคุณหนู อีพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” อรสอางค์ด่าอีก
แม่ค้าขายผักได้ยิน “ทำไมจะไม่รู้” เอามือชี้ที่หัว “ว่าเนี่ยสูง” แล้วชี้ที่เท้า “นี่ต่ำ”
จิ๋วรับไม่ได้ “ว้าย ดูซิ มันยกเท้าให้เรา บังอาจมาก แกรู้มั้ย ว่าคุณหนูลูกใคร”
เพื่อนแม่ค้าสวนออกมา “ไม่รู้โว้ย รู้แต่พ่อแม่คงไม่ค่อยอบรมสั่งสอน ถึงได้เที่ยวดูถูกมนุษย์ด้วยกัน”
อรสอางค์โกรธตัวสั่น “แก แกด่าพ่อแม่ฉัน”
อรสอางค์ทั้งท่าจะเข้าไปลุย แล้วต้องถอยกลับเพราะเห็นท่าว่าแม่ค้าเอาจริง
“อย่าครับ อย่ามีเรื่องกันเลย ผมขอโทษแทนแฟนผมด้วย” ทรรศนะไหว้อย่างนอบน้อม อรสอางค์ไม่พอใจมาก “นะไปไหว้มันทำไม”
ทรรศนะกระซิบบอก “พอแล้ว มีเรื่องกับพวกนี้ไม่คุ้มหรอก” หันมายิ้มให้แม่ค้า “ผมเป็นหลานคุณนายครองสุข คนกันเองทั้งนั้น อย่าถือโทษกันเลยนะครับ”
แม่ค้าผักร้องอ๋อ “หลานยัยคุณนายทะเลเรียกพี่น่ะเหรอ งั้นก็ต้องเป็นเจ้านายหนูปิ่นน่ะซิ เป็นพี่ที่หนูปิ่นเล่าว่าไปเรียนนอกใช่มั้ย”
“ครับ ใช่”
ปิ่นอนงค์ที่ซ่อนตัวอยู่ ได้ยินชื่อตัวเอง จึงเปิดผ้าแอบมอง
พวกแม่ค้ามีท่าทีอ่อนลง ต่างแยกย้ายกันเดินกลับ ทรรศนะร้องขอโทษขอโพย แล้วโอบปลอบอรสอางค์อย่างสนิทสนม ปิ่นอนงค์เห็นแล้วยิ่งสะท้อนใจ
ทรรศนะเดินออกไปแล้ว ปิ่นอนงค์เปิดผ้า แต่ก็นั่งอยู่ตรงนั้นน้ำตาคลอ จินตนาหิ้วของเข้ามาตบบ่าเรียก
“ปิ่น”
ปิ่นอนงค์สะดุ้งหันมาเห็นจินตนา
จินตนามองหน้าปิ่น “ทำไมหน้าซีดอย่างนี้ ไม่สบายหรือเปล่า”
“เมื่อกี้เราเจอคุณนะกับแฟนเขา”
“จริงเหรอ โอ๊ย จังหวัดนี้มันแคบจริงๆ แล้วเค้าเห็นปิ่นมั้ย”
“ไม่ เรารีบกลับกันเถอะ”
ใหญ่อยู่ในห้องรับแขกบ้านพัก และกำลังดื่มน้ำอยู่ขณะฟังครองสุขพูด แล้วถึงกับสำลักพรวด
“อะไรนะ คุณน้า” ปานเทพแอบดูอยู่มุมหนึ่ง
“น้าตกลงยกยัยนีให้คุณใหญ่ตามที่คุณใหญ่ต้องการถือว่าเป็นการสมานฉันท์ปรองดองระหว่างพวกเรา”
ปานเทพอึ้ง นึกไม่ถึงครองสุขจะมาไม้นี้
“แล้วทัศนีย์จะยอมเหรอ” ใหญ่ถามอึ้งๆ
“น้าคุยกับหลานแล้ว ยัยนีบอกว่าถ้าจะทำให้คุณใหญ่มีความสุข หายโกรธหายแค้น ยัยนีก็เต็มใจ แต่น้าอยากขอร้องให้คุณใหญ่ยกย่องหลานน้าออกหน้าออกตาได้มั้ย”
ใหญ่นิ่งคิดนิดหนึ่ง “แน่ใจเหรอ ผมมันโจรเดนตายนะ เป็นเมียคนอย่างผมต้องอดทน”
“อย่าพูดอย่างงั้น เรื่องที่แล้วก็ให้มันแล้วไป เรามาเริ่มกันใหม่ ไร่ไพศาลจะได้สงบสุขซะที”
ปานเทพกลั้นหัวเราะ
ครองสุขลากลับ “ถ้างั้น น้ากลับเรือนใหญ่ก่อน เดี๋ยวจะให้ยัยนี มันขนเสื้อผ้ามาที่นี่คืนนี้เลย”
ใหญ่นั่งเครียด
ปานเทพนอนขำกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ในห้อง ใหญ่หน้าเครียดอยู่อย่างเดิม
“ว่ายังไง จุกอ่ะดิ สมน้ำหน้าไอ้คุณใหญ่ ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว”
“ใครจะไปรู้ว่ายัยคุณนายจะขายหลานกินได้ เห็นแก่ตัวสุดๆ ไอ้ปาน”
“ครับผม จะให้ผมจัดงานแต่งเหรอครับ แล้วจะแต่งแบบไหนดี เอาท์ดอร์ หรืออินดอร์ โรงแรมห้าดาว บนเขาหรือริมทะเล” ปานเทพเล่นไม่เลิก
ใหญ่ทำท่าอยากเตะ “แกต้องแก้ปัญหาให้ฉัน”
“เฮ่ย ฉันไม่แต่งกับยัยชะนีแทนแกหรอกนะ ไม่เด็ดขาด”
“ฉันไม่ให้แกทำถึงขนาดนั้นหรอกน่า มันยังมีวิธีอื่นอีก”
ทัศนีย์นั่งหน้าตาบึ้งตึงอยู่ในรถกอล์ฟ ค้อนปานเทพ พอปานเทพหันมา ทัศนีย์ก็สะบัดหน้าไปทางอื่น
ปานเทพอมยิ้มขำ
“ถามจริงเหอะ คุณนายครองสุขน่ะ เป็นน้าคุณจริงเหรอ”
ทัศนีย์สะดุ้งโพล่งหลุดปาก “นายรู้”
“รู้อะไร”
ทัศนีย์อึกอัก “เปล่านี่ แล้วนายถามทำไม”
“ก็สงสัยว่าทำไมยกคุณให้ผู้ชายง่ายๆ”
ลึกๆ ในใจ ทัศนีย์ก็เจ็บปวดแต่ทำเป็นไม่แคร์ “ทำไม คุณใหญ่เป็นเจ้าของไร่นี้ คุณน้าหวังดีต้องการให้ฉันเป็นคุณนายไร่ไพศาล มันผิดตรงไหน”
“ฝันหวานไปเถอะ แค่ผ่านคืนนี้ไปให้ได้ ก็นับว่าเก่งแล้ว”
ทัศนีย์ฉงน “หมายความว่ายังไง”
ปานเทพไม่ตอบ พูดเป็นนัย “บอกก่อนก็ไม่สนุกนะสิ ของแบบนี้ต้องรู้เอาเอง”
รถกอล์ฟเข้ามาจอดหน้าเรือนพักของใหญ่ เห็นคนงานช่วยกันหิ้วปีกหญิงสาวชื่ออ่อนออกมา อ่อนหมดสติ เสื้อผ้าขาดวิ่น หน้าตาและเนื้อตัวเขียวช้ำไปหมดทั้งตัว
ทัศนีย์ลงจากรถกอล์ฟตกใจมาก “เกิดอะไรขึ้น นี่มันนังอ่อน คนงานในไร่นี่”
คนงานไม่ตอบหิ้วปีกอ่อนผ่านไป ทัศนีย์มองตาม ปานเทพมองอยู่ ได้โอกาสจึงเริ่มปล่อยของ
“สงสัยคุณใหญ่เล่นหนักไปหน่อย”
ทัศนีย์อึ้ง “ฝีมือคุณใหญ่เหรอ เค้าทำร้ายนังอ่อนทำไม”
“ทำร้ายที่ไหน คุณใหญ่เค้ามอบความสุขให้ นี่ยังนับว่าน้อยนะ บางคนก็นอนหยอดน้ำข้าวต้มลุกไม่ขึ้นไปหลายวัน”
ทัศนีย์ตาโตเท่าไข่ห่าน “คุณใหญ่เป็นพวก พวกซาดิสต์เหรอ”
ปานเทพพยักหน้า กระซิบเบาๆ “ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะเผ่นไปให้ไกลที่สุด บอบบางอย่างคุณเจอคุณใหญ่ไป โอ๊ยไม่อยากจะนึกภาพ”
จู่ๆ มีหมอนถูกเหวี่ยงออกมาโดนปานเทพตามด้วยเสียงใหญ่ตะโกนเรียก “นีมาหรือยัง ทำไมไอ้ปานมันช้านัก เดี๋ยวปัดยิงแม่งให้หมด”
ปานเทพแกล้งดึงแขนทัศนีย์ “มาแล้วครับคุณใหญ่”
ทัศนีย์สยอง สะบัดมือสุดแรงจนหลุด “ฉันไม่เอาด้วยแล้ว”
ทัศนีย์วิ่งหนีสุดชีวิต ปานเทพแกล้งตะโกนเรียกแต่ไม่ได้วิ่งตาม
“อ้าว เดี๋ยวจะไปไหน ไม่อยากเป็นคุณนายไร่ไพศาลแล้วเหรอ”
ทัศนีย์กรี๊ดแตกล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกายวิ่งต่อ ใหญ่ออกมาหัวเราะขำกับปานเทพ
แผนสำเร็จเรียบร้อยสมใจใหญ่ ปานเทพส่งเงินให้เปี๊ยก
“คุณใหญ่ให้ ค่าเหนื่อยที่ช่วยหาคนมาเล่นละครให้”
เปี๊ยกส่ายหน้า พูดอ้อแอ้ว่า ใหญ่สั่งต้องทำ
ใหญ่บอก “เอาไปเถอะเปี๊ยก ฉันรู้ว่าตอนนี้คนงานที่นี่ ไม่ได้ค่าแรงกันเต็มเม็ดเต็มหน่วยมานานแล้ว ฉันสัญญาว่าต่อไปฉันจะดูแลคนงานที่นี่ให้มากขึ้น”
ใหญ่ตบไหล่แล้วเดินไป เปี๊ยกมองอึ้งๆ
“คุณใหญ่มาที่นี่ มาดี ไม่ได้มาร้าย จำไว้”
ปานเทพบอกแล้วรีบตามใหญ่ไป
รุ่งเช้าพอทรรศนะรู้เรื่องรีบมาหาครองสุขทันที ครองสุขหันขวับมาทางทรรศนะ
“เป็นความจริง น้ายกยัยนีให้ไอ้ใหญ่ไปแล้ว”
“จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
ครองสุขเข้าไปแตะบ่ากล่อม “นะฟังน้านะ ยัยนีมันเปลี่ยนแฟนยิ่งกว่าเปลี่ยนรองเท้า ขืนปล่อยต่อไป น้ากลัวมันจะไปคว้าคนเลวๆ มานะสิ สู้ให้มันเป็นเมียไอ้ใหญ่ เรายังได้ประโยชน์”
“ผมห่วงว่าไอ้ใหญ่จะทรมานนีน่ะสิครับ มันยิ่งบ้าๆอยู่”
“น้องแกไม่ใช่ไก่อ่อน แล้วน้าก็ยังอยู่ทั้งคนไม่ปล่อยให้ยัยนีถูกรังแกหรอกน่า”
ทรรศนะหัวอ่อนเริ่มคล้อยตาม “แล้วนียอมหรือครับ”
“โอ๊ย ป่านนี้ข้าวสารคงหุงเป็นข้าวสุกแล้วมั้ง”
ใหญ่เปิดประตูผลัวะเข้ามา ปานเทพตาม “สวัสดีตอนเช้าครับคุณน้า”
ครองสุขแปลกใจ “คุณใหญ่ มีอะไรแต่เช้า”
“ผมมาตามทัศนีย์ ไหนว่าจะส่งน้องไปให้ผม รอทั้งคืนไม่เห็นแม้แต่เงา”
“เป็นไปไม่ได้ เมื่อวานยัยนีขนเสื้อผ้าย้ายไปอยู่กับคุณใหญ่แล้วนี่ เดี๋ยวน้าจะไปตามให้”
“เสียเวลาเปล่า มีคนงานเห็นว่าคุณนีหนีออกไปจากไร่แล้ว” ปานเทพบอก
ครองสุขไม่เชื่อ “ไม่จริง”
“ผมอุตส่าห์ให้โอกาสแล้ว แต่คุณน้าไม่รับความหวังดีของผม ผมก็คงต้องใช้วิธีนี้”
ใหญ่พยักหน้า ปานเทพชักปืนที่เหน็บไว้ เข้ามากระชากทรรศนะ
“เฮ้ย มาจับฉันทำไม” ทรรศนะโวบวาย
“อย่านะคุณใหญ่ ตานะไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นคุณน้าก็เอาตัวคนที่เกี่ยวมาแลกกับหลานรักของคุณน้า ผมต้องได้ตัวคนที่โกงเงินไปก่อนตะวันตกดินพรุ่งนี้ ถ้าไม่ได้ อย่าหาว่าผมใจร้าย” มองจ้องทรรศนะ “กับหลานรักของคุณน้า”
ปานเทพกระชากทรรศนะไปอย่างแรงครองสุขใจหายวูบ วิ่งตามลูกชายสุดที่รัก
“นะ ตานะ”
ยินเสียงเอะอะแว่วมาในห้องอรสอางค์ ที่เพิ่งออกจากห้องน้ำ ส่วนจิ๋วกำลังจัดที่นอน
“เสียงเอะอะอะไรแต่เช้า”
“ก็คงพวกคนใช้ คนงานละมังคะ พวกหลังป่า หลังเขาก็อย่างงี้ พูดค่อยๆ กันไม่เป็น” จิ๋วว่า
“ไม่รู้นะทนอยู่ได้ยังไงกับพวกบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างงี้ ยิ่งไอ้คุณหย่งคุณใหญ่นั่น ยิ่งน่าขยะแขยงสิ้นดี”
“นั่นน่ะซิคะ จิ๋วละเป็นห่วงคุณหนูจริงๆ ต่อไปถ้าต้องเป็นดองเป็นญาติกันจะเป็นยังไง”
“อรไม่ยอมนับญาติด้วยหรอก อรต้องให้นะจัดการคนพวกนี้ให้เรียบร้อยก่อนแต่งงาน” อรสอางค์มั่นใจว่าเอาอยู่
ทรรศนะถูกใหญ่ กะปานเทพ ลากพาขึ้นรถไป ครองสุขวิ่งตาม น้อยเดินมาจากครัวเห็นตกใจ
อุ่นเรือนมองซ้ายมองขวา แอบใช้โทรศัพท์สำนักงานโทร.ออก
“ฮัลโหล ปิ่น เป็นไงบ้างลูก”
“ปิ่นสบายดีจ้ะ ทางโน้นล่ะจ๊ะ”
“ก็ยังไม่มีอะไร คุณใหญ่ก็ดูเงียบๆ ไป แต่ก็ไม่ได้มาคาดคั้นถามเรื่องแกกับแม่”
“ดีแล้วล่ะจ้ะ ไม่นานคนที่นั่นคงลืมปิ่นไปเอง แม่ดูแลตัวเองนะ อย่าลืมกินยาตามหมอสั่งด้วย”
“เออ รู้แล้ว แกก็ต้องรักษาตัวนะ”
น้อยวิ่งหน้าตั้งเข้ามา “โอ๊ยป้า มาอยู่นี่เอง หาแทบแย่ เกิดเรื่องอีกแล้ว”
“แค่นี้ก่อนนะ” อุ่นเรือนรีบวางหันมาถามน้อย “มีอะไร น้อย”
“คุณนะถูกคุณใหญ่จับไป”
อุ่นเรือนตาค้าง “ฮ้า”
ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงน้อยโวยวาย รู้สึกเป็นห่วงแม่ จินตนาเดินจิบกาแฟเข้ามา “ป้าอุ่นว่าไง”
“เราได้ยินเสียงน้อยโวยวาย ไม่รู้ที่ไร่เกิดเรื่องอะไร”
“นี่เธอยังมีแก่ใจห่วงคนอื่นอีกเหรอ ตัวเองยังจะเอาไม่รอดเลย”
“แต่เราอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เด็กนะ”
“หมั่นไส้จริงแม่คนดี การที่ปิ่นไปยอมรับผิดแทนคุณนายจอมโหดนั่นมันผิดรู้มั้ย ความใจดีของปิ่นจะทำให้คนพวกนี้ได้ใจ”
“เธอไม่เข้าใจหรอก”
จินตนาร่ายยาวเหมือนท่องจนขึ้นใจ
“เพราะแม่เธอพร่ำสอนตั้งแต่เด็กจนโตว่าคุณนายช่วยชุบเลี้ยงส่งเสียให้เรียนจนจบ คุณนายมีบุญคุณล้นฟ้าเธอต้องตอบแทน โธ่เอ๊ยปิ่น เธอกับแม่ก็ทำงานยิ่งกว่าขี้ข้า แค่นี้มันยังชดใช้ไม่พออีกเหรอ” จินตนาตั้งท่าจะร่ายต่อ
ปิ่นอนงค์พูดเสียงนุ่มนวลเหมือนน้ำเย็น “แม่เป็นแค่เด็กกำพร้าที่แม้แต่ญาติของแม่ก็ไม่เคยต้องการ จะมีก็แต่ครอบครัวของคุณนายเท่านั้นที่เป็นที่ปลอดภัยสำหรับแม่ สังคมของแม่จึงมีแค่บ้าน ตลาดสด แล้วก็คุณนาย ชีวิตแม่มีอยู่แค่นี้”
ปิ่นอนงค์ยิ้มอย่างขมขื่นจับมือจินตนา “อะไรที่ปิ่นทำให้แม่สบายใจ ปิ่นทำได้ทุกอย่าง ถึงจะถูกใครๆมองว่าโง่ก็ตามเถอะ”
จินตนาถอนหายใจตบหลังมือปิ่นอนงค์เป็นเชิงบอกว่าตนเข้าใจดี
“เอาละๆ ไม่พูดแล้ว ไปทำงานกันดีกว่า”
ครองสุขนั่งกุมหัวอยู่ในห้องรับแขก อุ่นเรือนเข้ามาอย่างร้อนใจ
“คุณนาย คุณใหญ่กล้าทำกับคุณนะขนาดนี้เชียวเหรอคะ”
“ก็เพราะนังปิ่นลูกสาวแกนั่นแหละ ไอ้ใหญ่มันให้เอายัยนีไปสังเวยให้มันแทน จนยัยนีหนีไป มันเลย
หันไปเล่นงานนายนะ”
อุ่นเรือนยกมือทาบอก “คุณพระช่วย”
ระหว่างนั้นธีระเดินเร็วๆ เข้ามาหาครองสุข
“ผมสืบมาได้แล้ว ไอ้ใหญ่มันพาตัวคุณนะไปขังที่กระท่อมท้ายไร่ มีคนงานคอยเฝ้าอยู่ตลอด” ครองสุขฟังแล้วลุกยืน เครียดจัด “พี่สั่งมาคำเดียว ผมจะให้ไอ้เจิดกับไอ้ก้านไปชิงตัวมา”
“แน่ใจเหรอว่าคนของเธอจะสู้ไอ้ใหญ่ได้ ฉันไม่เห็นเคยได้เรื่องสักครั้ง”
ธีระจ๋อย “แล้วพี่จะเอายังไง”
ครองสุขจ้องอุ่นเรือนเขม็ง “แกรู้ใช่มั้ยว่าลูกแกอยู่ที่ไหน”
อุ่นเรือนอึกอัก
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 6 (ต่อ)
ทรรศนะถูกมัดอยู่ในกระท่อม พอเห็นใหญ่เดินเข้ามา ทรรศนะจึงพูดจาหยามหยัน
“คนดีๆ เค้าไม่ทำกันแบบนี้”
ใหญ่ไม่สน ลอยหน้ากวนประสาท “ลืมแล้วเหรอว่าฉันเป็นโจร โจรจะทำอะไรก็ได้ ไม่น่าเกลียด”
“ผมไม่แปลกใจ คุณใหญ่เก่งแต่ใช้กำลังมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วนี่”
ใหญ่ไม่พอใจ “เพราะฉันไม่ถนัดเป็นเด็กเลี้ยงแกะเหมือนนาย”
ทรรศนะมองจ้องหน้า ใหญ่เตือนความจำ “จำกระท่อมนี้ได้มั้ยว่านายเคยทำวีรกรรมอะไรไว้”
วันนั้นเมื่อในอดีต ไฟกำลังลุกไหม้กระท่อม ใหญ่วิ่งเข้ามาเห็นหน้าตาตื่น เสียงทรรศนะร้องให้ช่วย
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย ผมติดอยู่ในนี้”
ใหญ่วิ่งฝ่าเพลิงเข้าไป เห็นทรรศนะนั่งหวาดกลัวอยู่มุมกระท่อมไม่มีปัญญาวิ่งออกมา ใหญ่เงยหน้าเห็นหญ้าแฝกที่มุงหลังคากำลังจะหล่นลงมาใส่ทรรศนะ
ใหญ่ตัดสินใจเข้าช่วยพาทรรศนะวิ่งออกมาจากกระท่อมได้ทัน ไพศาล ครองสุข ปลอด และคนงานวิ่งเข้ามา
“ตานะ”
“คุณน้า”
ทรรศนะโผเข้ากอดครองสุข ปลอดกับคนงานวิ่งเข้าไปดับไฟ
“เกิดอะไรขึ้นไอ้ใหญ่”
ใหญ่กำลังจะอ้าปากบอก ทรรศนะตื่นตระหนกกลัวความผิดรีบชิงพูดก่อน
ทรรศนะชี้ที่ใหญ่ “คุณใหญ่เอาพลุมาจุดเล่นครับ แล้วมันก็พุ่งไปในกระท่อม”
ใหญ่ช็อกมองทรรศนะอย่างคาดไม่ถึง พูดไม่ออก
“โชคยังดีนะคะที่แค่ไหม้กระท่อม ถ้าเป็นเรือนใหญ่ หรือบ้านในรีสอร์ต ครองไม่อยากจะนึกภาพเลย” ครองสุขผสมโรง
ไพศาลเบื่อหน่ายใหญ่เต็มทน
“ฉันขี้เกียจจะยุ่งกับแกแล้ว ดีแต่ก่อเรื่องเดือดร้อนตลอดแกจะไปไหนก็ไปให้พ้นหน้าฉัน”
ใหญ่มองทรรศนะอย่างแค้นเคือง ทรรศนะรู้ตัวเบียดครองสุขหาคนปกป้อง ใหญ่เดินหนีไป
ครองสุขดึงทรรศนะมาคุย “บอกน้ามาสิ ไอ้ใหญ่ทำจริงเหรอ”
ทรรศนะยิ้มๆ “เปล่าครับ นะเป็นคนทำเอง พลุมันวิ่งไปติดในกระท่อม นะพยายามเข้าไปดับ แต่ดับไม่ได้”
ครองสุขอึ้ง “อ้าว แล้วไอ้ใหญ่ทำไมไปอยู่ที่นั่น”
ทรรศนะอึกอัก “เค้า” เปลี่ยนใจไม่บอกว่าใหญ่เป็นคนมาช่วย “เค้าเพิ่งมาถึงตอนที่นะวิ่งหนีออกมา นะกลัวโดนคุณลุงทำโทษ ก็เลย...” ครองสุขดันชอบอกชอบใจ “เก่งมาก นะทำได้ดีแล้ว หลานน้าฉลาดจริงๆ”
ครองสุขกอดนะอย่างชื่นชม ทรรศนะยิ้มพอใจกับคำชื่นชมนั้น
สองคนไม่รู้ว่า ห่างออกไปหน่อย ใหญ่ยืนหลบอยู่ได้ยินเรื่องทั้งหมด
ใหญ่ยิ่งคิดยิ่งแค้น ขยุ้มคอเสื้อทรรศนะ
“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย คุณใหญ่ต่างหากที่ทำตัวเองถ้าคุณทำให้พ่อเชื่อใจ ไม่ว่าผมจะพูดยังไง ก็ไม่มีใครทำอะไรคุณได้หรอก”
“ตอนนั้น ฉันน่าจะปล่อยให้แกตายไปซะ” ใหญ่เงื้อหมัดจะชก ทรรศนะตกใจรีบพูดเอาตัวรอด
“อย่าคุณใหญ่ ฟังผมก่อน หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผมก็รู้สึกผิดมาก ผมพยายามจะไปสารภาพผิดกับ
คุณลุง แต่คุณลุงเกิดไม่สบายขึ้นมา ผมก็เลยไม่กล้ากลัวอาการคุณลุงจะทรุดลงไป”
ใหญ่ไม่เชื่อ “แกนี่หาเหตุผลเอาตัวรอดได้เสมอนะ แต่ขอโทษที ฉันไม่เคยเชื่อแก ฉันไม่เหมือนปิ่น ที่หลงใหลภาพลวงตาที่แกสร้างขึ้น”
ใหญ่ปล่อยมือจากทรรศนะ เดินหนีไป
อุ่นเรือนดึงครองสุขไว้ ครองสุขมีปืนในมือ “อย่าไปค่ะคุณนาย เชื่ออุ่นเถอะนะคะ”
“ปล่อยฉันอุ่น ถ้ามันไม่ปล่อยตานะ ฉันจะแลกชีวิตกับมัน” ครองสุขเล่นละครต่อ
แต่อุ่นเรือนไม่ยอมปล่อย “คนใจคอโหดเหี้ยมอย่างคุณใหญ่ สักวันบาปกรรมต้องตามสนอง คุณของอุ่นอย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเลยนะคะ”
“ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น ฉันต้องช่วยตานะให้ได้”
ครองสุขผลักอุ่นเรือนจนกระเด็น อุ่นเรือนรีบคลานไปกอดขาไว้แน่น
“ไม่ค่ะ อุ่นไม่ยอมให้คุณนายเอาชีวิตไปเสี่ยง”
ธีระวิ่งเข้ามา “คืนปืนให้ผม พี่ไม่มีทางไปสู้กับไอ้พวกโจรได้หรอก”
“แล้วพี่จะทำยังไง มันให้เวลาถึงแค่พรุ่งนี้เท่านั้น” ครองสุขคร่ำครวญ
อุ่นเรือนตัดสินใจ “อุ่นจะพาปิ่นกลับมาเองค่ะ
ครองสุขที่กำลังยื้อปืนกับธีระทำเป็นชะงัก ยอมปล่อยปืน
“จริงหรืออุ่น”
อุ่นเรือนกังวลหนักรีบวิ่งออกจากเรือนใหญ่ตรงไปที่ไร่ โดยไม่รู้ว่าที่ระเบียงชั้นบน ครองสุขกับธีระยืนมองอุ่นเรือนวิ่งออกจากเรือนใหญ่
และสองคนมองหน้ากันยิ้มที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
เวลานั้นจอมช่วยคนงานต้อนวัวเข้าคอก ถวิลยืนคุมอีกที น้อยประคองอุ่นเรือนเดินรีบร้อนเข้ามา“ลุงหวิน จอมล่ะ”
จอมแหวกฝูงวัวมาหาอุ่นเรือน “ผมอยู่นี่ป้า”
“ป้ามีเรื่องให้ช่วยหน่อย”
อุ่นเรือนดึงแขนจอมเดินออกไป
ถวิลหันมาทางน้อย “เอ็งรู้มั้ยเรื่องอะไรนังน้อย”
“โอ๊ยจะเรื่องอะไรซะอีก ก็เรื่องที่...”
ถวิลรีบยกมือไหว้คนที่อยู่ข้างหลังน้อย “สวัสดีครับคุณอร”
น้อยหันไปข้างหลัง เห็นจิ๋วกางร่มให้อรสอางค์เดินมา อรสอางค์ยกมือปิดจมูกเหม็นขี้วัว “คุณนะอยู่ที่นี่หรือเปล่า”
“ผมไม่เห็นนะครับ”
อรสอางค์หันไปทางน้อย เห็นน้อยเดินหนีห่างไปแล้ว
อรสอางค์หงุดหงิด ตามเข้าไปกระชากแขนน้อย “พวกแกปิดบังอะไรฉัน แกรู้ใช่มั้ยว่านะไปไหน”
“หนูไม่ใช่หมอดู จะรู้ได้ไง”
“คุณหนูไม่ใช่เพื่อนเล่นแกนะ นังไพร่” จิ๋วตวาด
เปี๊ยกกับหวานวิ่งมาแต่อรสอางค์กับจิ๋วไม่ทันเห็น เปี๊ยกจะเข้าไปลุย หวานดึงไว้ แล้วให้เปี๊ยกมองไปที่ขี้วัว นึกแผนออก
“ไม่บอกก็รู้ คุณหนูของป้าแก่กว่าฉันตั้งเยอะ ยิ่งป้านี่ทิ้งกันไม่เห็นฝุ่น”
“ปากดีนักนะ”
จิ๋วเงื้อมือ เปี๊ยกปาขี้วัวโดนหน้าจิ๋วแบบเต็มๆ จิ๋วยืนช็อกเพราะไม่รู้มันมาได้ยังไง ป้ายขี้วัวมาดู
“อี๊ มันอะไรเนี่ย”
หวานรีบบอก “เรียกให้มันไพเราะเสนาะหูหน่อยก็ต้องเรียกว่า ปุ๋ยคอก ถ้าเรียกแบบคนบ้านนอกก็เรียกว่า ขี้วัวไงป้า”
จิ๋วเต้นเร่าๆ รังเกียจสุดๆ “อ๊ายย อีบ้า อีพวกสกปรกโสโครก”
น้อยกับเปี๊ยกเดินเข้ามายืนข้างน้อย “สกปรกตรงไหนคะ ขี้วัวเนี่ยช่วยรักษามลพิษให้โลกนะตายจริง คนมีการศึกษาทำไมไม่ยักรู้เนอะ”
เปี๊ยก น้อย และหวานประสานเสียงหัวเราะขำก๊าก
อรสอางค์แค้นสุดๆ “เลวมาก ฉันจะให้นะไล่พวกแกออก”
“คงออกมาไล่เราไม่ได้หรอกคุณ เพราะคุณนะถูกจับตัวไปขังลืมแล้ว”
อรสอางค์ตะลึง “อะไรนะ”
เปี๊ยกพูดอ้อแอ้ ทำท่าเชือดคอตัวเองแล้วคอพับลิ้นห้อยมีความหมายว่าทรรศนะตายแล้ว น้อยแกล้งตกใจ
“ถึงขั้นเดดซะมอเล่เลยเหรอ”
อรสอางค์หน้าเสีย มองหน้ากับจิ๋ว
เวลาเดียวกันปิ่นอนงค์กำลังซื้อผลไม้ พอส่งเงินให้แม่ค้าแล้วเดินออกไป โดยไม่รู้ว่าพงษ์กับลูกน้อง ที่ปลอดสั่งให้มาช่วยงานใหญ่ เดินก้าวตามไป
ปิ่นอนงค์เดินเลี้ยวไปทางแคบๆที่ปลอดคน รู้สึกว่ามีคนตาม หันไปมอง แต่ไม่เห็นอะไร
ปิ่นอนงค์เร่งฝีเท้าเพราะเกิดความกลัว พงษ์กับลูกน้องโผล่ออกมา
“จำไว้ ห้ามทำร้ายคุณปิ่นเด็ดขาด ถ้าเป็นแผล หรือมีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว นายหัวเอาพวกแกตาย”
ลูกน้องรับคำแข็งขัน พงษ์พยักหน้าให้สัญญาณ ลูกน้องแยกย้ายไปคนละทาง ส่วนพงษ์ตามปิ่นอนงค์ไป พอปิ่นอนงค์เดินเลี้ยวไปทางขวา เจอลูกน้องพงษ์คนหนึ่งเดินมาขวางทาง
ปิ่นอนงค์ถอยหนีหันหลังจะไปเลี้ยวไปอีกทาง เจอลูกน้องพงษ์อีกคน มายืนขวางอีก
ปิ่นอนงค์หันหลังจะกลับทางเดิม พงษ์เดินมาขวาง ปิ่นอนงค์จ้องหน้าจำได้
“นายพงษ์ นายอยู่กับเสือปลอดที่เหมืองไม่ใช่เหรอ แล้ว ทำไมมาอยู่ที่นี่ หรือว่าคุณใหญ่สั่งให้มาจับฉัน”
“เป็นคำสั่งของเสือปลอดครับ ถ้าคุณยอมไปดีๆ...” พงษ์พูดไม่ทันจบ
ปิ่นอนงค์รวบรวมสติ ทำใจดีสู้เสือ“ฉันขอเดินไปเองได้มั้ย” มองดูท่าทีลูกน้องพงษ์
พงษ์โบกมือให้ลูกน้องถอยห่าง “เดินพ้นออกไปจากซอยนี้ ก็เจอรถแล้วครับ”
พงษ์แหวกทางให้ ปิ่นอนงค์เดินช้าๆ จนพ้นจากพงษ์ ปิ่นอนงค์เหลือบมองถาดสังกะสีใส่ปลาแห้งวางเรียงรายตากแดดอยู่
ปิ่นอนงค์รีบคว้าถาดปาใส่พงษ์จังๆ พงษ์เจ็บหัวตัวงอ ลูกน้องอีกคนสองคนพุ่งเข้าหา ปิ่นอนงค์คว้าถาดอีกใบหลับหูหลับตา ฟาดๆ ลูกน้องได้แต่ปัดป้องเพราะไม่กล้าโดนตัวปิ่น
จอมกับจินตนาวิ่งมาถึง จอมเห็นปิ่นอนงค์กำลังแย่
“ปิ่น!” จอมตะลึง
พงษ์หันไปมอง ปิ่นอนงค์กัดมือพงษ์ร้องลั่น “โอ๊ย!” พงษ์ปล่อยมือ
ปิ่นอนงค์ดีใจ “จิน”
จินตนาก็ดีใจ “ปิ่น”
ปิ่นอนงค์รีบวิ่งไปหาจินตนา พวกพงษ์ตาม จอมกระโดดเข้ามาชกพงษ์หงาย เตะยอดอกลูกน้องคนแรก แล้วจับลูกน้องอีกคนทุ่มอย่างบ้าพลัง
จากนั้นจอมคว้าถาดใส่ปลาแห้งเป็นอาวุธต่อสู้กับพวกพงษ์ จนทั้งสามนอนสิ้นลายบนพื้น พงษ์ตะเกียกตะกายลุกยืน
“ถอยก่อน”
ลูกน้องรีบประคองกันล่าถอยตามพงษ์
จอมหันมาทางปิ่นอนงค์อย่างห่วงใย “ปิ่นบาดเจ็บหรือเปล่า”
“เราไม่เป็นอะไร”
“พวกนี้มันเป็นใคร ทำไมต้องทำร้ายเธอด้วย”
ปิ่นอนงค์ไม่อยากบอกเพราะปลอดก็เคยช่วยตนไว้“คงเป็นพวกดักจี้เอาเงินมั้ง แล้วจอมรู้ได้ไงว่าเรามาอยู่กับจิน จินบอกจอมเหรอ”
“อย่าพูดซี้ซั้วนะยะ ไม่ใช่เราแน่”
ปิ่นอนงค์มองจอมเขม็งรอคำตอบ
ส่วนพงษ์คุยมือถือกับใหญ่ “ผมขอโทษด้วยนะครับที่ช่วยคุณใหญ่ไม่สำเร็จ”
ใหญ่ยืนอยู่หน้ากระท่อมขังทรรศนะ “ไม่เป็นไรพี่พงษ์ ฝากบอกอาปลอดด้วยว่า ผมมีทางเอาปิ่นกลับมาแล้ว”
ใหญ่ตัดสายมองเข้าไปในกระท่อม
จอมยื่นจดหมายให้ปิ่นอนงค์ “ป้าอุ่นฝากมาให้”
ปิ่นอนงค์งง แต่รีบเปิดจดหมายอ่าน
“รีบกลับไร่ด่วน คุณใหญ่จับคุณนะไป ขู่ว่าจะฆ่าทิ้ง ถ้าคุณนายเอาตัวปิ่นมาแลกไม่ได้”
“คุณนะ!” ปิ่นอนงค์ตกใจมาก
อรสอางค์เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ยื่นโทรศัพท์ให้จิ๋ว “โทรแจ้งตำรวจเลยค่ะ พี่จิ๋ว”
“มันเบอร์อะไรละคะ”
“ก็ถาม1133ซิคะ”
ครองสุขเข้ามาจับมือไว้ “อย่าให้เรื่องมันถึงตำรวจเลยนะเชื่อน้า”
“คุณน้ากลัวมันถึงกับกล้าปิดอร แต่อรไม่กลัว อรจะเอาตำรวจมาลากคอมันเอง” อรสอางค์ฉุนขาด
“น้าไม่ได้กลัว คุณใหญ่เป็นลูกคุณไพศาล เป็นผู้มีพระคุณของน้า ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ”
อรสอางค์ไม่สนใจ “แต่ไม่ใช่ญาติอรค่ะ ดังนั้นอรไม่สน ถ้ามันเล่นนะ อรก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้ามันเหมือนกัน โทร.เร็วพี่จิ๋ว”
จิ๋วกด
ครองสุขสีหน้าซีดเผือด ดูหวาดกลัวผิดปกติ
ครองสุขเดินเข้ามาอย่างตื่นกลัว เห็นรูปไพศาลขนาดใหญ่ ครองสุขยิ่งผวา
ภาพตอนไพศาลใกล้จะตายผ่านเข้ามาแวบสั้นๆ ไพศาลนอนอยู่บนเตียงชี้หน้าครองสุข
“เธอๆ นังงูพิษ เธอต้องโดนกรรมสนอง กฎหมายต้องลงโทษเธอ”
ธีระเปิดประตูเข้ามา “พี่”
ครองสุขสะดุ้ง “เข้ามาทำไมไม่เคาะประตู”
“ไหนพี่ว่าเรื่องจะไม่ถึงตำรวจ ทำไมให้คุณอรแจ้งตำรวจ”
“ฉันไม่ได้ให้มันแจ้ง มันแส่เอง”
“แต่ผมว่าก็ดีนะ อย่างน้อยจับมันเข้าตารางไปก่อน แล้วเราหาทางเล่นงานไม่ให้มันได้ประกันตัว หาพยานจากคดีนายผามาเพิ่ม”
“แต่ฉันไม่ต้องการให้ตำรวจสาวเรื่องเก่าๆ”
“ถ้าพี่กลัวเรื่องที่พี่ฆ่าไอ้ผาปิดปาก เดี๋ยวผมหาแพะให้”
“มันไม่ใช่คดีนั้น”
ธีระอึ้ง งงรับประทาน “อ้าว แล้ว…”
“ไป ไปเธอลงไปรับหน้าตำรวจ ฉันอยากคิดอะไรคนเดียว”
ครองสุขดันหลังธีระออกจากห้อง ปิดประตูดังปัง มองไปที่รูปไพศาลอีกครั้ง
ปิ่นอนงค์กับจอมบุกขึ้นมาบนบ้านพักใหญ่ “คุณนะ คุณนะ”
ปานเทพเดินออกมาตกใจที่เห็น “คุณปิ่น”
“คุณนะอยู่ไหนคะ”
“อยู่กับคุณใหญ่ที่ท้ายไร่”
จอมสวนทันควัน “เราพาไปเอง”
“คุณใหญ่ต้องการเจอปิ่นแค่คนเดียว”
ปานเทพมองจอมเขม็ง จอมดึงปิ่นอนงค์จะพาไป “ไปเถอะปิ่น ไม่ต้องไปฟังใคร”
“แกคิดจะขัดคำสั่งผู้จัดการไร่อย่างฉันหรือไง”
จอมเดินเข้าหา ขยุ้มคอเสื้อปาน “ใช่ ข้องใจอะไรมั้ย”
“ไม่ข้องเลยจ้ะ”
จอมปล่อยมือ ปานเทพรีบฉากออก ชี้หน้าจอม “นักเลงจริงไม่เก่งแต่ปากโว้ย ฉันไล่แกออก”
จอมจะถลาไปชก ปิ่นอนงค์รีบกันจอมไว้
“พอแล้วจอม ปิ่นไปคนเดียวได้ จอมกลับไปก่อนนะ”
จอมขัดใจ “แต่...”
“ปิ่นขอร้อง”
ปานเทพมองจอมเย้ยๆ “เชิญ อย่าให้ต้องไล่”
ทรรศนะพยายามแกะเชือก เห็นประตูกระท่อมขยับ ใหญ่เดินเข้ามา ถือจานข้าวในมือ
“จนป่านนี้แล้ว น้าคนดีของแกยังไม่ได้ตัวปิ่นมา ฉันคงต้องทำตามที่ลั่นวาจาไว้”
“คุณใหญ่จะทำอะไรผม”
ใหญ่วางจานตรงหน้าทรรศนะ “มื้อสุดท้ายของนาย กินซะ”
ใหญ่แก้เชือกให้ ทรรศนะมองขวดน้ำ พอใหญ่หันหลัง ก็คว้ามาตีใหญ่ แต่ใหญ่ไวกว่าจับข้อมือทรรศนะทัน และยื้อแย่งกัน
ปิ่นอนงค์ปั่นจักรยานเข้ามาจอดพิงไว้ตรงต้นไม้ จะวิ่งไปที่กระท่อม
ใหญ่กระชากขวดมาได้ ตบทรรศนะหน้าคว่ำ ทรรศนะเซไปชนข้างฝากระท่อม เจ็บ ใหญ่ตามเข้าไปเอาขวดจิ้มที่คอทรรศนะ
“อย่างนายเก่งแต่ลับหลัง ถ้าเจอกันซึ่งๆหน้า นายไม่มีทางเอาชนะฉันได้”
ทรรศนะยิ้มยั่ว “ผมก็เห็นคุณใหญ่แพ้ผมมาตลอด ต่อไปก็เหมือนกัน”
“คิดว่าจะมีต่อไปเหรอ วันนี้คือวันตายที่ฉันเลือกให้แก”
“เอาเลย ถึงคุณใหญ่จะฆ่าผม ก็ไม่ทำให้ลุงไพศาลรักคุณใหญ่ขึ้นมาหรอก ผมตายไป คุณใหญ่ก็เปลี่ยนอดีตไม่ได้อยู่ดี คนที่เกลียดก็จะเกลียดคุณใหญ่อยู่อย่างนั้นคนที่รัก ก็ไม่เห็นจะมีสักคน ขนาดปิ่นอนงค์ที่โกรธเกลียดใครไม่เป็น ยังเกลียดคุณเลย”
ใหญ่เงื้อขวดเหล้าฟาดเปรี้ยง ใครไม่รู้คงคิดว่าใหญ่ฟาดทรรศนะสุดแรงเกิด และทรรศนะตายแน่ๆ
เสียงขวดดัง เพล้ง! ปิ่นอนงค์หกล้มพอดี
ใหญ่เดินออกมาจากกระท่อม ในมือถือขวดเหล้าที่กลายเป็นปากฉลาม ปิ่นอนงค์ตกใจ
“คุณนะ อยู่ที่ไหน”
ใหญ่ยียวน “อ๋อ ก็เธอมาช้า ฉันขี้เกียจรอ ก็เลยจัดการซะ แก้แค้นให้เธอเรียบร้อย หมดทุกข์หมดโศกกันซะทีนะ ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีคนทำให้เธอเสียใจอีก”
ปิ่นอนงค์ไม่เข้าใจ “แก้แค้น”
ใหญ่เล่นละครต่อ “ฉันเจ็บใจที่มันนอกใจเธอ ฉันก็เลย” ชูขวดโชว์ ทะลวงเข้าไปในหัวใจมัน เพื่อเธอนะยัยเด็กโง่”
ปิ่นอนงค์ช็อกจะวิ่งเข้าไปในกระท่อม ใหญ่จับไว้
“เธอน่าจะขอบใจฉันสักคำมันถึงจะถูก”
“คุณทำได้ยังไง ฆ่าคนอย่างเลือดเย็นได้ยังไง คุณไพศาลคงผิดหวังที่มีลูกใจคอโหดเหี้ยมอย่างคุณ
คุณมันใจร้าย ใจดำ”
ใหญ่ถูกสะกิดแผลเรื่องพ่อก็ของขึ้น “ต้องหลอกผู้หญิงถึงสองคนอย่างหวานใจของเธอ ถึงจะเป็นคนดีสินะ”
“คุณนะไม่ได้หลอกปิ่น คุณนะมีสิทธิ์จะรักใครก็ได้”
ปิ่นอนงค์ร้องไห้โฮออกมา
ใหญ่ปล่อยมือปิ่น ยักไหล่พรึด “ใครจะไปรู้ล่ะว่าเธอไม่โกรธเค้า แต่ฉันก็ฆ่าเค้าไปแล้วด้วยสิ คงชุบชีวิตคืนให้เธอไม่ได้ เอาอย่างงี้แล้วกัน ฉันยกศพให้เธอ จะเอาไปนอนกอดไว้ทั้งคืนก็ตามสบาย
ปิ่นอนงค์ตบหน้าใหญ่สุดแรงเกิด “ปิ่นพยายามเข้าใจว่าคุณเป็นเด็กมีปัญหา เพราะขาดความรักจากคุณลุง ปิ่นไม่เคยเชื่อว่าคุณใหญ่เป็นคนเลวจากนิสัยที่แท้จริงของคุณใหญ่เอง แต่วันนี้ปิ่นมั่นใจว่า ใช่!”
ปิ่นอนงค์ผลักประตูกระท่อมเข้าไป ใหญ่อึ้งจับแก้ม
ปิ่นอนงค์ยืนตะลึง มองไปเห็นทรรศนะสลบอยู่ตรงมุมห้อง
“คุณนะ”
ปิ่นอนงค์เข้าไปประคองทรรศนะ ไม่เห็นเลือดตรงไหนเลย ปิ่นอนงค์ยิ่งงง มองตรงอกนทรรศนะ คำพูดและท่าทีกวนตีนของใหญ่ผุดขึ้น
“ฉันเจ็บใจที่มันนอกใจเธอ ฉันก็เลย ทะลวงเข้าไปในหัวใจมัน....”
ใหญ่ยืนที่ปากประตูไม่ได้เข้ามาพูดเยาะ “หวานใจเธอนี่ไม่ไหวเลย ใจเสาะเป็นบ้า ฉันยังไม่ทัน
ได้ทำอะไร ก็เป็นล้มซะละ”
ปิ่นอนงค์โล่งใจ ทรรศนะขยับตัว ปรือตามอง “ปิ่น”
ทรรศนะรีบลุกนั่ง มองไปที่ใหญ่ ได้โอกาสแกล้งใหญ่คืน “นี่ปิ่นจริงๆ เหรอ”
“ค่ะ”
“พี่ดีใจที่เห็นปิ่นกลับมา ตั้งแต่ปิ่นหนีไปพี่ไม่เคยสบายใจเลย ห่วงแต่ว่าปิ่นจะอยู่ไหน จะกิน จะอยู่ยังไง”
ปิ่นอนงค์ดีใจนัก ลืมตัวกอดทรรศนะร้องไห้“คุณนะต้องลำบากเพราะปิ่น ปิ่นขอโทษค่ะ”
ทรรศนะตั้งใจสวมกอดปิ่นให้ใหญ่เจ็บใจ แลพได้ผลใหญ่ยืนมอง เจ็บปวดกับภาพที่เห็นตรงหน้า
“ปล่อยตัวคุณนะได้แล้วใช่มั้ยคะ หวังว่าคุณใหญ่จะทำอย่างที่พูดไว้”
ใหญ่หมั่นไส้ ผายมือให้ “ได้ เชิญตามสบาย”
ปิ่นอนงค์ประคองทรรศนะจะเดินออก ใหญ่จับแขนปิ่นอนงค์ไว้
“เดี๋ยว”
“อะไรอีกล่ะ” ทรรศนะงง
“นายไปคนเดียว ปิ่นอยู่ก่อน”
“ทำไม คุณใหญ่จะทำอะไรปิ่น”
“สนใจด้วยเหรอว่าชั้นจะทำอะไรปิ่น นายกลับไปหาแฟนได้ก็น่าจะพอ” ทรรศนะชักลังเล “หรือจะเปลี่ยนใจ อยู่ด้วยกันที่นี่ชั้นก็ไม่เกี่ยงนะ”
ปิ่นอนงค์มองหน้าทรรศนะ “ปิ่น ขอโทษนะ”
ทรรศนะเดินออกไปเฉยเลย ปิ่นอนงค์มองตามอย่างน้อยใจ ใหญ่สะใจนัก
โปรดติดตามตอนต่อไป
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 6 (ต่อ)
ที่หน้าเรือนใหญ่เวลานั้น มีตำรวจสามนายชุดเดิมที่เคยมาตรวจครั้งก่อน ยืนคุยอยู่กับอรสอางค์ และจิ๋ว โดยมีธีระสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ
ตำรวจนายหนึ่งเอ่ยถามขึ้น “มีใครนำทางไปกระท่อมที่ว่ามั้ยครับ” พลางมองไปที่จิ๋ว
จิ๋วรีบออกตัว “อุ๊ย ไม่ใช่คนที่นี่ค่ะ”
“นี่ค่ะ ผู้จัดการไร่นำไปได้” อรสอางค์โบ้ยให้ธีระ
“เอ่อ คือตอนนี้ผมไม่ใช่ผู้จัดการแล้ว อีกอย่างผมก็จำทางไม่ค่อยได้ด้วย”
ตำรวจคนเดิมถามย้ำ “แล้วตกลงจะมีใครไปกับผมมั้ย”
อรสอางค์หงุดหงิดมาก “โอ๊ย ชักช้ากันอยู่นั่นแหละ ป่านนี้นะถูกมันซ้อมมันทำทารุณอะไรบ้างก็ไม่รู้ นี่ถ้านะเป็นอะไรไป ฉันจะให้พ่อสั่งย้ายพวกนายหมดทุกคน”
จังหวะนั้นทรรศนะเดินโซซัดโซเซมาจิ๋วมองไปเห็นก่อนใคร “เอ๊ะ คุณหนูคะ นั่นมันคุณนะนี่คะ”
ทุกคนหันไปตาม เห็น สารรูปทรรศนะเหงื่อโชกไปทั้งตัว สภาพมอมแมม หมดแรงเซยันมือเท้าเข่า
“นะ” อรสอางค์ พร้อมด้วยจิ๋วถลารีบไปประคอง
ธีระกับตำรวจมองตามอย่างงงๆ
ปิ่นอนงค์นั่งมองชะเง้อชะแง้ ใหญ่เข้ามานั่งด้วย
“ยังคิดว่าไอ้นะมันจะย้อนกลับมาอีกเหรอไง”
“คุณนะต้องพาคนมาช่วยปิ่นแน่” ปิ่นอนงค์มั่นใจนัก
“เธอนี่มันชอบหลอกตัวเองนะ ถ้ามันห่วงเธอมันไม่ทิ้งเธอไว้กับฉันหรอก”
ใหญ่พูดแทงใจดำตรงๆ ปิ่นอนงค์เถียงไม่ออก ทำหงุดหงิดใส่ใหญ่
“แล้วคุณใหญ่ต้องการอะไรอีกคะ อยากให้ปิ่นกลับมาปิ่นก็กลับมาแล้ว จะเอาปิ่นเข้าคุกก็รีบแจ้งตำรวจมาจับปิ่นเลย รออะไรอยู่ละคะ”
ใหญ่พูดดีด้วย “เรามาพูดความจริงกันดีกว่า เธอถูกคุณนายครองสุขบังคับให้รับผิดแทนใช่มั้ย”
“ปิ่นพูดความจริงไปหมดแล้ว ปิ่นเป็นคนโกงคุณใหญ่เอง”
ใหญ่หน้าเครียด ลุกพรวด “ก็ได้ ถ้าเธอยืนยันอย่างนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไปง่ายๆ”
ใหญ่ฉวยมือปิ่นอนงค์ดึงร่างมา “หมายความว่าไงคะ คุณใหญ่จะพาปิ่นไปไหน”
ใหญ่ทำมาดโจรใส่ “เธอเอาเงินฉันไปตั้งเยอะ เธอก็ต้องชดใช้”
“ไม่ ปิ่นจะอยู่รอคุณนะที่นี่”
“ในหนังเวลาพระเอกจะมาช่วยชีวิตนางเอก มันต้องมีอุปสรรคหน่อย จะมาช่วยกันง่ายๆมันจะสนุกได้ยังไงล่ะ”
ใหญ่จับข้อมือปิ่นอนงค์ลากไป ปิ่นอนงค์ดิ้นรนขัดขืน
“ปล่อย คุณใหญ่ ปิ่นไม่ไป”
ใหญ่ไม่ฟังลากปิ่นอนงค์เข้าป่าหลังกระท่อมไป
ครองสุขดีใจมากสวมกอดทรรศนะอย่างโล่งอก “ปลอดภัยก็ดีแล้ว น้าเป็นห่วงแทบแย่”
น้อยเอาน้ำมาเสิร์ฟ ในอาการสอดรู้สอดเห็นเต็มขึ้น
“ตกลงคนร้ายจับคุณไปทำไม แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหน” ตำรวจถาม
ทรรศนะหยิบน้ำมาดื่ม หลบตานายตำรวจที่มองจ้องรอฟังอยู่
“บอกตำรวจไปสิคะ ว่าไอ้ใหญ่มันจับตัวคุณไปขังมันขู่เข็ญทำร้ายอะไรคุณบ้าง”
ครองสุขนึกรู้จ้องตาทรรศนะ “เป็นเรื่องเข้าใจผิดใช่มั้ย ตานะ ไม่มีใครทำอะไรแกใช่มั้ย”
“ทุกคนเงียบก่อนครับ ฟังผู้เสียหายพูดดีกว่า ตกลงเรื่องราวเป็นยังไงครับ คุณ ทรรศนะ” ตำรวจนายนั้นเสียงเข้ม
ทรรศนะมองอรสอางค์ สลับกับมองครองสุข ตัดสินใจบอกไป “ผมกับคุณใหญ่ เราไปเดินป่ากัน โทรศัพท์ผมเสียอรแฟนผม เลยติดต่อกับผมไม่ได้ ก็เลยเข้าใจผิดความจริงไม่มีการกักขัง ทำร้ายอะไรกันทั้งนั้นครับ”
อรสอางค์โวยวาย “แต่นังน้อยมันบอกอรว่ามันเห็นกับตา”
ครองสุขแว้ดใส่น้อย “แกเองเหรอ อยากตกงานใช่มั้ย”
“เอ่อ คือ” น้องงงวย
สองคนสบตากันไปมา อรสอางค์งงๆ ส่วนตำรวจเซ็ง
รถตำรวจแล่นออกไปแล้ว น้อยยืนส่ง อุ่นเรือน จอม ถวิล เข้ามา
“น้อย คุณนะกลับมาแล้วเหรอ แล้วนังปิ่นล่ะ”
“คุณนะ ไม่เห็นพูดถึงพี่ปิ่นเลยป้า แถมบอกว่าไปเดินเล่นกับคุณใหญ่ด้วย หนูเกือบโดนข้อหาแจ้งความเท็จแล้ว”
อุ่นเรือนรีบแจ้นเข้าไปในบ้านอย่างร้อนใจ จอม กับถวิลตามติด
ทรรศนะเอ่ยกับทุกคนในห้องรับแขกขึ้น
“ตอนนี้ ปิ่นยังอยู่กับคุณใหญ่ คุณน้าให้คนงานไปช่วยปิ่นเถอะครับ”
อรสอางค์ไม่เข้าใจ “แล้วเกี่ยวอะไรกับปิ่นด้วย”
พวกอุ่นเรือนเข้ามา “คุณนะ นังปิ่นล่ะคะ ทำไมไม่กลับมาด้วย”
“เอ่อ คุณใหญ่ไม่ยอมปล่อยปิ่นมา”
จอมโมโห ชี้หน้าทรรศนะ “อะไรวะ ปิ่นไปช่วยคุณนะแท้ๆ พอรอดตัวก็กลับมาดื้อๆคนเดียว ไม่ได้คิดจะช่วยปิ่นเลยเหรอไม่ใช่ลูกผู้ชายเลย”
จิ๋วตบอกผาง “ต๊ายสามหาว แกระดับไหน ถึงมาว่าคุณทรรศนะ”
ครองสุขโกรธจอมมาก “มันจะมากไปแล้วนะ นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของฉัน พวกคนงานอย่างแกไม่เกี่ยว”
ถวิลถามอีกคน “พวกเราก็แค่อยากรู้ว่าปิ่นอยู่ที่ไหนนะครับ”
ครองสุขรีบตัดบท “ปิ่นเป็นคนของฉัน มันจะเป็นจะตาย ฉันรับผิดชอบเอง พวกแกออกไปได้แล้ว หรือถ้ายังไม่พอใจ ก็ออกจากไร่ฉันไปเลย”
จอม...จอมมุทะลุโกรธจัด “ได้ ผมก็ไม่อยากอยู่ กับนายที่ไร้น้ำใจเหมือนกัน” จอมเดินออกไปทันทีถวิลหน้าเสีย “ผมต้องขอโทษแทนจอมมันด้วย” ไหว้ครองสุข แล้วออกไป
อรสอางค์งงและเริ่มโกรธเหมือนสองคนมีความลับกับตนอีก “นี่ตกลงมันยังไง นังปิ่นเปิ่นนั่นมาเกี่ยวอะไรด้วย นะกับคุณน้ามีอะไรปิดบังอรกันแน่”
“ไอ้จอมมันชอบนังปิ่น พอนังปิ่นหนีไปมันก็เที่ยวโทษคนนั้นคนนี้ไปทั่ว แกก็เหมือนกันนะนังอุ่น ฉันรู้ว่าแกเป็นห่วงลูก แต่ก็ไม่ควรจะเอาเรื่องลูกแกมาปนเปกับหลานฉัน แค่นี้ฉันก็ปวดหัวพออยู่แล้ว ไป ไป๊”
อุ่นเรือนได้แต่นิ่ง แล้วเดินออกไป
ขณะที่อรสอางค์ยังไม่วางใจ “นี่ตกลงคุณน้าจะยอมไอ้ใหญ่มันเหรอคะ”
“นั่นน่ะซิคะ ยอมไม่ได้นะคะ” นายว่าขี้ข้าอย่างจิ๋วก็พลอยผสมโรง
“ก็มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนี่ครับ คุณใหญ่มันแค่แกล้งผมเล่นๆ ดูสิ ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“แต่นะเป็นเจ้าของไร่ไพศาลนะ หรือว่า..ไร่นี้ไม่ใช่ของพวกคุณ แต่เป็นของไอ้ใหญ่”
ทรรศนะอ้ำอึ้ง “ไม่มีทางที่ไร่นี้จะเป็นของมัน ไอ้ใหญ่พอมันรู้ว่าจะต้องเสียไร่ให้นะ มันก็เลยพาลหาเรื่องแก้แค้น หนูอรใจเย็นๆ ศาลสั่งบังคับคดีเมื่อไหร่ ไอ้ใหญ่ก็หมดน้ำยาเมื่อนั้น”
บริเวณป่าเส้นทางทะลุไปยังหมู่บ้านนาข้าวขั้นบันไดที่ใหญ่เคยหนีมาสมัยเป็นวัยรุ่น สองข้างทาง เป็นทุ่งดอกไม้สวยๆ ใหญ่จูงปิ่นอนงค์เดินมาตามทาง
ปิ่นอนงค์มีสีหน้ากังวล มองรอบตัวไปมาตลอดเวลา เหนื่อยหอบ
“คุณใหญ่จะพาปิ่นไปไหนคะ”
“ทะลุแนวป่าข้างหน้า เธอก็จะเห็น”
สองคนเดินเข้าในป่าอีกมุม ปิ่นอนงค์เหลียวหลังล่อกแล่ก กลัวทรรศนะจะตามมาไม่ทัน ในที่สุดปิ่นคิดแผนได้ แกล้งก้าวขาพลาด เซล้มลง กุมข้อเท้า
“โอ้ย ... เจ็บจังเลยค่ะ สงสัยขาแพลง ขอปิ่นพักก่อนนะคะ”
ปิ่นทำบีบข้อเท้า ใหญ่แอบยิ้มรู้ทัน “ถ้าอย่างนั้น ฉันล่วงหน้าไปก่อนก็แล้วกัน รีบๆ ตามไปล่ะ ระวังจะหลงทาง อ้อ ... ระวังตัวด้วยนะปิ่นอนงค์ ป่าแถวนี้งูมันเยอะ”
ใหญ่เดินออกไปแล้ว ปิ่นอนงค์หน้าตาเลิ่กลั่กมองไปมารอบๆ ตัว
ครองสุขเดินมากับธีระจะไปสำนักงานธีระ อุ่นเรือนมาดักอยู่แล้ว
“คุณนายคะ”
ครองสุขถามฉุนๆ “นังอุ่น แกจะมาต่อว่าที่ฉันทิ้งนังปิ่นใช่มั้ย”
“แต่อุ่นเป็นคนบอกให้นังปิ่นมันไปหาคุณใหญ่นะคะ มันต้องอยู่กับคุณใหญ่แน่ๆ”
“ฉันรู้”
อุ่นเรือนงง “แล้วทำไม”
“ฉันไม่อยากให้หนูอรคิดว่าไร่เรามีแต่เรื่องป่าเถื่อน ฉันน่ะตั้งใจจะให้คนไปช่วยนังปิ่นมันทีหลังอยู่แล้ว แกไม่ต้องห่วง”
“คุณนายพูดจริงๆ นะคะ”
“ก็จริงนะซิ แกไปคอยฟังข่าวดีได้”
“ขอบคุณค่ะ คุณนาย”
อุ่นเรือนไหว้แล้วเดินออกไป
“ผมจะให้ไอ้เจิดไอ้ก้าน หามือดีมาช่วย แต่ว่าพอช่วยปิ่นแล้ว พี่จะเอาไงกับไอ้ใหญ่ เก็บเลยมั้ย จังหวะนี้ผมว่าเหมาะนะ” ธีระเอ่ยขึ้น
“ใช่ จังหวะเหมาะ แต่ไม่ใช่เก็บไอ้ใหญ่คนเดียว”
“อะไรนะครับ”
“ฉันอยากทำให้เหมือนมันถูกพรานป่าปล้นฆ่า หรือถูกเสือสางคาบไปทั้งคู่ ถ้านังปิ่นรอดมันจะกลับมาพูดมาก ทำได้มั้ย”
“ได้ครับ”
ธีระเดินออกไปเร็วรี่
ด้านปิ่นอนงค์กึ่งวิ่งกึ่งเดินหนีใหญ่ออกมาที่อีกมุมหนึ่งในป่า จนพอจังหวะหนึ่งจึงหยุดยืนนิ่งหน้าเครียด เหลียวมองไปมารอบตัว และรู้ว่าตัวเองหลงทาง ปิ่นอนงค์ชูนิ้วอย่างสับสน ชี้ทางไปมา พยายามนึกหาทางกลับ
จู่ๆ ตุ๊กแกร้องขึ้น ปิ่นอนงค์ตกใจ มองไปเห็นตุ๊กแกตัวใหญ่เกาะต้นไม้ ไม่ใกล้ไม่ไกล มีเสียงใบไม้แห้งกรอบแกรบ เห็นตัวเหี้ยคลานแกมวิ่งผ่านไป ปิ่นอนงค์หน้าเสีย ถอยหลังจะไปอีกทาง จังหวะนั้นเถาวัลย์ถูกโยนข้ามหัวปิ่นอนงค์ พร้อมกับเสียงใหญ่ตะโกนก้อง
“ระวัง งู”
ปิ่นอนงค์ตกใจ วิ่งเข้าหาใหญ่ หลับหูหลับตา กรี๊ดแตก
ร่างของปิ่นอนงค์ปะทะซบที่อกแกร่งของใหญ่ “ช่วยปิ่นด้วยค่ะ คุณใหญ่”
ใหญ่กอดปิ่นยิ้มๆ ถามเหมือนจะเอาเรื่อง “แล้วหนีฉันมาทำไม”
“ไม่หนีๆแล้วค่ะ” ใหญ่มองปิ่นอนงค์รักใคร่ เอาแก้มตัวเองแนบเรือนผมปิ่นอนงค์
ปิ่นอนงค์นิ่งอยู่นาน แล้วค่อยๆ ลืมตาใหญ่จุ๊ปากบอก
“จุ๊ๆ... ชู่ๆ... อย่าขยับปิ่นอนงค์ งูมันแผ่แม่เบี้ย” ปิ่นอนงค์กลัวจับจิตหลับตาปี๋ ใหญ่กระซิบแผ่วๆ “อยู่ข้างหลังเธอ”
ใหญ่ลูบหัวปิ่นอนงค์เบาๆ ด้วยกิริยาทะนุถนอม เคลิ้มรักใหญ่กระซิบอีก
“ค่อยๆ เหยียบเท้าฉันปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์ทำตามอย่างว่าง่าย เหยียบเท้าใหญ่ทั้งสองข้าง ใหญ่โอบร่างปิ่นอนงค์แนบตัว ค่อยๆ ก้าวเท้า ทีละนิดๆ ใหญ่ยิ้มเจ้าเล่ห์ แกล้งอีก
“เฮ้ย นั่น...” ปิ่นอนงค์ตกใจ กระโดดเอาขาขึ้นเข้าทางใหญ่เลยอุ้มไว้
“มันมาอีกตัวแล้วเหรอคะ”
ใหญ่รีบเดินหนี อุ้มปิ่นอนงค์ไปด้วย ใหญ่ยิ้มกริ่ม “ใช่ แถวนี้งูชุมจริงๆ รีบไปเถอะ”
อรสอางค์หลบมุมมายืนคิดเครียดอยู่กับจิ๋ว
“น้าของนะ ต้องมีอะไรลับลมคมนัยแน่”
“นั่นน่ะซิคะ ท่าทางพิรุธ หลุกหลิก ไม่น่าไว้ใจ พี่จิ๋วว่าที่นี่มันแปลกๆนะคะคุณหนู นอกจากจะห่างไกลความเจริญ ผู้คนก็ยังไร้การศึกษา ไร้มารยาท ไร้ยางอาย ไม่มีสมบัติผู้ดีเลยซักนิดถ้าคุณท่านกับคุณนายมาเจอต้องเป็นลมตายแน่ๆ” จิ๋วเหลืออดแล้ว
“เค้าไม่จำเป็นต้องมาหรอก นะได้เป็นเจ้าของที่นี่อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ อรจะขายไร่นี้ เอาเงินไปซื้อบ้านที่กรุงเทพฯให้หลังใหญ่กว่าเดิมอีก ส่วนพวกคุณนายชาวไร่จะไปอยู่ที่ไหนก็ไป ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกัน” อรสอางค์บอก
“อย่างนั้นก็ดีค่ะ”
พอจิ๋วเหลียวมองไปเห็นรถตู้คันหนึ่งวิ่งมาจอด และเห็นเป็นคุณหญิงลงจากรถ “คุณหญิงนี่อายุยืนจริงๆ พูดถึงก็มาเลย” แล้วรู้สึกตัว “หา คุณหญิง”
อรสอางค์ฉงน “คุณหญิงไหน”
จิ๋วชี้ไปที่รถตู้ “คุณหญิงแม่น่ะซิคะ คุณหญิงแม่มา”
อรสอางค์หันไปดูแล้วช็อก
คุณหญิงหันมาเห็นออกอาการดีใจ “ลูกอร” พลางโบกไม้โบกมือให้
เวลาต่อมาคุณหญิงแม่ของอรสอางค์ยืนเกาะระเบียงเรือนใหญ่มองทิวทัศน์รอบตัว มีครองสุข อรสอางค์ จิ๋ว และทรรศนะอยู่ใกล้ๆ
“แหม ไร่ไพศาลกว้างใหญ่ ไพศาลสมชื่อจริงๆ วิวก็สวยมากด้วย”
ครองสุขอวดโอ้ “ที่ติดเขา ติดลำธาร บนเขาก็มีนะคะ ไม่ใช่ที่ ส.ป.ก. ส.ค.หนึ่ง มีโฉนดทุกแปลงค่ะ ก็ตั้งใจยกให้ตานะคนเดียวค่ะ คุณหญิง”
คุณหญิงรีบออกตัวสร้างภาพ “ไอ้เรื่องทรัพย์สินเงินทองมันเรื่องเล็กค่ะ ที่ดิฉันมาวันนี้มีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณครองสุข”
ครองสุขงงงวย “เรื่องอะไรเหรอคะ”
“เรื่องการแต่งงานของลูกอรกับตานะ” คุณหญิงบอกจริงจัง
“คุณแม่” อรสอางค์ตกตะลึง
ทรรศนะมองหน้ากันกับครองสุข นึกไม่ถึง
เจิด กะก้านถูกธีระส่งตัวมาเจรจา กำลังนั่งอยู่บนพื้นเถียงนา มองหาพรานแจ้งไปมา
“มันจะมาเหรอพี่ ไม่มากลับไปเราโดนกระทืบ” ก้านบ่น
“พรานแจ้งไม่ผิดคำพูด ขอให้เงินถึงซะอย่าง ที่สำคัญ วิธีฆ่าของมันไม่โฉ่งฉ่าง”
เจิดว่า ดื่มน้ำจากขวด แล้ววางบนโต๊ะไม้ไผ่เล็กๆ
จู่ๆ มีลูกศรหน้าไม้พุ่งใส่ขวดกระเด็นไปติดเสาเถียงนา เจิดและก้านตาค้าง
พรานแจ้งเดินเข้ามาหน้าตาเหี้ยมเกรียม
ส่วนจอมเอาของจำเป็นใส่เป้ ถวิลพยายามห้าม จอมแบกเอาปืนยาวไปด้วย
“คุณนายเค้าพูดถูก ปิ่นเป็นคนของเค้า เราไม่ควรไปยุ่ง” ถวิลปรามลูกชาย
“แต่ปิ่นเป็นคนที่ฉัน...” จอมตั้งใจจะพูดคำว่ารัก แต่เปลี่ยนใจ “....ปิ่นเป็นเพื่อนฉัน ฉันทนเห็นปิ่นถูกคุณใหญ่ข่มเหงไม่ได้”
ถวิลพูดต่อ “คุณใหญ่อาจจะไม่ได้ทำอะไรปิ่นก็ได้”
เปี๊ยกอยู่ด้วยส่งเสียงอ้อแอ้เห็นด้วยกับถวิล และบอกว่าคุณใหญ่เป็นคนดี
“พี่ไม่ต้องเข้าข้างคุณใหญ่เลย ถ้ากลัวจะโดนไล่ออกกันละก็ อยู่ให้คุณนายกดขี่เอาเปรียบกันเถอะ ถ้าฉันช่วยปิ่นได้จะพาไปให้ไกลจากที่นี่เลย”
จอมพูดจบก็เดินออกไป
ถวิลระอาใจนัก “ไอ้จอมๆ ไอ้ลูกหัวดื้อ...”
จอมเดินมาตามทาง มุ่งหน้าไปทางหลังไร่ จินตนาขับรถเข้ามาทางขวามือ จอดเอี๊ยด
“จะไปไหนจอม”
“ไปช่วยปิ่นครับ ปิ่นถูกคุณใหญ่เอาตัวไว้ ไม่ยอมปล่อยกลับไร่”
“จริงเหรอ งั้นก็ขึ้นมา ไปรถเรา”
จอมขึ้นรถไปกับจินตนา
อีกมุมหนึ่งปานเทพขับรถกอล์ฟ พลางโทรศัพท์ไปด้วย
“ตอนนี้ปิ่นคงอยู่กับไอ้คุณใหญ่แล้วพ่อ อ๋อ ผมไม่ได้อยู่ด้วย โทรไปมันก็ไม่รับ” นิ่งไป โดนพ่อด่า “ครับๆ ไม่ต้องด่าแล้ว พอแล้วๆ เข้าใจแล้วว่าไม่ควรปล่อยไอ้คุณใหญ่ไว้ลำพัง ไปเดี๋ยวนี้เลยครับ”
ปานเทพส่ายหน้าระอาใจ จู่ๆ รถสะดุดกึกแล้วดับไป “อ้าว เฮ้ย ทำไมหมดแรงดื้อๆ”
ปานเทพสตาร์ทยังไงก็ไม่ติด รถจินตนาแล่นมาพอดี ปานเทพวิ่งไปโบก
“จอดก่อนๆ”
จินตนาจอดเอี๊ยด พอปานเทพวิ่งไปใกล้เห็นเป็นจินตนาก็อึ้ง
“อ้าว...จะไปไหนกัน”
“ก็ไปช่วยปิ่นนะซิ จริงด้วย นายเป็นลูกน้องคุณใหญ่บอกมานะว่าคุณใหญ่เอาตัวปิ่นไว้ทำไม ทำไมปล่อยแต่คุณนะกลับมาคนเดียว”
ปานเทพบอก “ไม่รู้”
จอมโมโห “ไม่รู้ไม่ได้”
“เอ๊ะ ก็มันไม่รู้จะมาบังคับ..”
จู่ๆ ปานเทพชะงักกึก อึ้งเพราะไม่รู้ว่าจอมลงจากรถเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่เอาปืนจี้เอว
“เฮ้ย อย่าเล่นแบบนี้เดี๋ยวกระสุนลั่นโป้งป้าง นายติดคุกข้อหาฆ่าคนตายนะโว้ย”
จอมไม่สน “ฉันไม่สน แกพาฉันไปหาคุณใหญ่เดี๋ยวนี้”
ปานเทพเหงื่อแตก เห็นจอมเอาจริง
ที่บริเวณกระท่อมท้ายไร่ไพศาลเวลานั้น ประตูถูกถีบเข้ามาอย่างแรง พรานแจ้งเล็งหน้าไม้ไปมาพร้อมกับกวาดสายตามองรอบห้องแต่ไม่มีใคร พรานแจ้งก้มๆ เงยๆ ดูรอยเท้าไปมา ก้มดูไปเรื่อยๆ เห็นรอยเท้าใหญ่กับปิ่นอนงค์ที่ลากถูกันไปอยู่บนพื้น
พรานแจ้งดูปลายรอยเท้า มองตามไป เงยหน้าเล็งทิศทางอย่างชำนาญการ
พ้นแนวป่าออกมาเป็นนาข้าวขั้นบันไดสวยสุดสายตา ปิ่นอนงค์หน้าตื่นตะลึงมองทิวทัศน์ตรงหน้าอย่างตื่นเต้น ใหญ่ยืนหน้านิ่งสงบ
“ที่นี่สวยจังเลยค่ะคุณใหญ่ อากาศก็ดี สงบดีจริงๆทำไมคุณใหญ่รู้จักที่นี่ได้ มันไกลจากไร่เรามากนะคะ” ใหญ่ยังดูเหม่อลอย “ตอนเด็กๆ เวลาทะเลาะกับพ่อ ฉันจะร้องไห้วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จนมาเจอที่นี่เข้า อยู่ที่...” ปิ่นอนงค์อึ้ง มองจ้องใหญ่ รู้สึกสงสารสีหน้าสลด “หมู่บ้านชาวนา วันสองวันค่อยกลับไร่”
“หลังจากคุณใหญ่หนีออกจากไร่ คุณไพศาลท่านเป็นห่วงคุณใหญ่มาก พูดถึงคุณ ...”
ใหญ่หันขวับ มองปิ่นตาดุ “หยุดพูดถึงชื่อนี้อีก ปิ่นอนงค์ ไม่อย่างนั้น ฉันจะจับเธอโยนลงไปเดี๋ยวนี้”
ปิ่นอนงค์หลับตา เม้มปาก ใหญ่เดินลงไปตามขั้นบันไดทางเดิน
ปิ่นอนงค์รีบเดินตามไปติดๆ
ใหญ่เดินมาทรุดตัวนั่งลงที่บันไดขั้นหนึ่ง ปิ่นอนงค์ค่อยๆ นั่งลงห่างไปหนึ่งเมตร
ปิ่นอนงค์แอบมองใหญ่ แล้วหันไปลุ่มหลงกับธรรมชาติตรงหน้า ยิ้มน้อยๆ
ใหญ่หันมามองปิ่นอนงค์ เพ่งพินิจ สีหน้าอ่อนโยน ปิ่นอนงค์รู้สึกตัวว่าถูกมองอยู่ ค่อยๆ หันไปมองใหญ่ สองคนสบตากัน
“คุณใหญ่มองปิ่นทำไมคะ”
“ใครบอก ฉันกำลังมองต้นข้าวสวยๆ เพลินๆ เธอต่างหากหันมามองฉัน”
ปิ่นอนงค์สงสัย ถามหน้าซื่อ “คุณใหญ่ยังไม่มีแฟน เอ้อ ... ยังไม่มีผู้หญิงที่คุณใหญ่รักจริงๆ เหรอคะ”
ใหญ่อึกอัก กระแอม แล้วก้มหน้าหลบตา “ฉันเป็นโจร เป็นเสือปล้น จะให้ไปรักใครได้ยังไง”
“จะเสือจะโจร ก็เป็นคน ต้องมีหัวใจมีความรัก”
“ใช่ ฉันก็รักเป็นเหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ แต่เค้าไปรักไปชอบคนอื่น”
ปิ่นอนงค์สีหน้าสลดลง กอดเข่า เอาคางเกยมือบนเข่า ใหญ่หันมามองปิ่นอนงค์บ้าง
“น่าเศร้าจังเลย เหมือนปิ่น”
“เธอต้องตัดใจจากเค้าให้ได้ปิ่นอนงค์ เธอจะได้มีความสุข”
ปิ่นอนงค์หันไปมองใหญ่ สบตากันอีก “ปิ่นผูกพันกับความรักครั้งนี้ ปิ่นมีความสุขที่ได้รักและคุณใหญ่ล่ะคะ ตัดใจจากผู้หญิงคนนั้นได้รึยัง”
ใหญ่จ้องปิ่นอนงค์เขม็ง “ยัง แล้วจะไม่ตัดใจด้วย แต่ฉันจะแย่งเค้ากลับมาให้ได้”
“ทำแบบนั้นไม่ดีนะคะ คุณใหญ่ไม่ควรทำตัวเป็นมือที่สาม มันทำให้คนอื่นเจ็บปวด” ปิ่นอนงค์พูดพาซื่อ
ใหญ่หัวเราะในลำคอ “ใครจะเจ็บปวดก็ชั่งหัวมัน อย่าว่าแต่มือที่สามเลย ให้เป็นมือที่สี่ ที่ห้าฉันก็จะทำ ฉันจะแย่งผู้หญิงที่ฉันรักกลับมาให้ได้”
ปิ่นอนงค์มองใหญ่ด้วยสีหน้าผิดหวังแล้วลุกเดินหนีไปอีกทาง ใหญ่มองตาม
โปรดติดตามตอนต่อไป
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #6 on:
20 October 2026, 08:36:25 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000077206
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 7
เผยแพร่: 23 มิ.ย. 2555 17:19 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 7
ปิ่นอนงค์เดินหน้าเครียดหนีมา แต่พอมองธรรมชาติสวยงามรอบตัวแล้ว หญิงสาวยิ้มน้อยๆ ออกมา พร้อมกับเอามือระปลายยอดและรวงข้าวอย่างเพลินเพริด
จู่ๆ เสียงใหญ่ร้องดังขึ้น “โอ๊ย...”
ปิ่นอนงค์เหลียวหันไป เห็นใหญ่นั่งกุมข้อเท้า หน้าตาเจ็บปวดสุดๆ
ปิ่นวิ่งไปหาใหญ่ “คุณใหญ่ คุณใหญ่เป็นอะไรคะ”
ใหญ่ไม่ตอบแต่ชี้ให้ดูจุดที่มีรอยเลือดสองจุดคู่กันที่ข้อเท้า
ปิ่นอนงค์มองดูแล้วหน้าซีดเผือด “รอยเขี้ยวงู”
“โอ๊ย ปวด ปวด” ใหญ่นอนลงตรงขั้นบันได บิดตัวไปมา
“ใจเย็นๆ ค่ะ ปิ่นจะพาคุณใหญ่ไปหาหมอ”
ใหญ่หมดสติแล้ว ปิ่นอนงค์ตกใจมาก พยายามจะแบกใหญ่ แต่ยังไงก็ยกไม่ขึ้น ปิ่นอนงค์แกะเชือกรองเท้ามามัดเหนือรอยแผล
ปิ่นอนงค์ตบแก้มใหญ่เบาๆ “คุณใหญ่ อย่าหลับนะคะ ตื่นค่ะตื่น” แล้วลากใหญ่ไป จับข้อมือใหญ่สองข้างบ้าง ข้างเดียวบ้าง
ใหญ่ไม่ไหวติงใดๆ ปิ่นอนงค์ตัดสินใจจะดูดพิษงู เอาชายเสื้อเช็ดๆ ตรงข้อเท้าใหญ่ ก้มหน้าจะดูดพิษ ใหญ่ดีดตัวลุกนั่ง หน้าขรึม ตาลอย ปิ่นอนงค์ตกใจ ระคนดีใจ
“คุณใหญ่ๆ ฟื้นแล้ว คุณใหญ่ไม่ตาย”
“ฉัน ฉันเป็นอะไรไปเหรอ ปิ่นอนงค์”
“คุณใหญ่ถูกงูกัด รอยเขี้ยวยังอยู่เลยนี่ๆ ...” ปิ่นอนงค์ชี้รอยเขี้ยวที่ข้อเท้าใหญ่ “ไปค่ะ รีบไปหาหมอ เดี๋ยวสลบไปอีก ปิ่นแบกไม่ไหว” ปิ่นกุลีกุจอยกแขนใหญ่จะประคอง
“งูพิษ ไม่เป็นอะไรหรอก” ใหญ่ว่า
ปิ่นอนงค์เถียง “คุณใหญ่รู้ได้ยังไงคะ เมื่อกี้ยังร้องโอ๊ยๆ สลบด้วย”
“มันคืองูเม็ดข้าว”
ว่าพลางใหญ่ควานหาเม็ดข้าวแถวๆ นั้นขึ้นมา จิ้มที่ข้อมือแรงๆ สองจุด จากนั้นใหญ่เอานิ้วดีดรอยปลายเม็ดข้าวที่ข้อมือสามสี่ที ปิ่นอนงค์ เห็นมีรอยแดงๆ สองจุดเหมือนที่ข้อเท้าใหญ่
ที่แท้เป็นแผนลองใจของใหญ่ ปิ่นอนงค์โกรธ ยกมือจะตี ทว่ายั้งใจ แต่ที่สุดก็ทนไม่ได้ ตีใหญ่ที่อกแรงๆ 2-3 ที
“คุณใหญ่บ้า ปิ่นตกใจหมดเลย”
ใหญ่ชอบอกชอบใจ “ยัยปิ่นปอดแหก โดนงูเม็ดข้าวกัดซะเถอะ”
ไม่พูดเปล่าใหญ่เอาปลายเม็ดข้าวจิ้มแขนปิ่นอนงค์ จนปิ่นอนงค์สะดุ้ง ปัดป้องไปมา ใหญ่ไล่จิ้ม ปิ่นอนงค์ร้องวี๊ดว้ายแล้ววิ่งหนีไปตามขั้นบันไดนาข้าว
อรสอางค์นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา คุณหญิงแม่ ยืนกอดอกมองดุๆ “คุณหญิงทำไมทำหน้าอย่างนั้น แม่มาหาทั้งที ไม่ดีใจเหรอ”
“แล้วทำไมต้องมาเร่งเรื่องแต่งงานของหนูกับนะด้วย”
“แกก็รู้ บ้านที่แกซุกหัวนอนกับพ่อกับแม่กำลังจะถูกยึดน่ะสิ”
อรสอางค์มองซ้ายแลขวาไม่อยากให้ใครได้ยิน “คุณแม่ ตอนนี้ยังแต่งไม่ได้ค่ะ มีปัญหาอยู่”
คุณหญิงงง “ปัญหาอะไรไม่ทราบ”
อรสอางค์อึดอัดกระทืบเท้าระบายความรู้สึก
“ก็เรื่องเล็กๆน้อยๆ คุณแม่ไม่เกี่ยว เค้ากำลังแก้ปัญหากันอยู่ ไปเร่งรัดให้แต่งกับเค้าตอนนี้ เกิดเค้าสงสัยขึ้นมา ไปสืบเรื่องคุณพ่อเข้าแล้วรู้ความจริง อรจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
คุณหญิงไม่พอใจ “ที่พูดออกมานี่ คิดถึงหัวอก หน้าตาพ่อกับแม่บ้างมั้ยยัยอร ตอนนี้มีแต่คนจะมารุมทวงหนี้คุณพ่อ ถ้าลูกออกข่าวว่าจะแต่งงานกับเศรษฐี ก็จะคุยกับเจ้าหนี้ง่ายขึ้น ดีไม่ดี เค้าจะให้เงินเรามาหมุนก่อนด้วยซ้ำ” อรสอางค์ลำบากใจ “เอาเถอะน่า ลูกอยู่เฉยๆ แม่เจรจาเอง รับรองไม่เสียหน้าแน่”
น้ำเสียงคุณหญิงมุ่งมั่นและจริงจรังมาก
ที่บริเวณข้างเรือนใหญ่ ครองสุขย่องเข้ามาเมียงมองหา เห็นธีระโผล่ออกมายิ้มระรื่น
“ว่ายังไง ทางโน้นส่งข่าวมามั้ย”
“ยัง พรานแจ้งมือสังหารที่ผมส่งไปตามล่าไอ้ใหญ่กำลังแกะรอยสองคนนั่นอยู่ ไม่นานคงเจอตัว” ธีระบอก
ครองสุขเกรี้ยวกราด “ต้องเจอ คราวนี้ เราให้มันกลับมาอีกไม่ได้เด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
“ครับ แต่ถ้าไอ้ใหญ่ตาย ผมขอรางวัลพิเศษด้วยนะพี่”
“ถ้าฉันได้ครอบครองไร่ไพศาล แล้วก็ได้ลูกสะใภ้เป็นลูกสาวคุณหญิง ฉันให้เธอได้ทุกอย่าง เว้นแต่เดือนกับดาวเท่านั้นแหละ”
ธีระฉุดครองสุขเข้าหลังพุ่มไม้ ซุกไซ้ไปมา
“ทำอะไรของเธอธีระ อย่านะ”
“ขอมัดจำรางวัลล่วงหน้าก่อนก็แล้วกัน”
“บ้า” ครองสุขผลักธีระออกไป ค้อนควัก
เย็นย่ำ ที่บริเวณกระท่อมท้ายไร่ ปานเทพหงุดหงิดเหลียวซ้ายแลขวา จอมเดินสำรวจดูรอยเท้า หันไปมองป่าเขา เดาทิศทาง
จินตนาเดินออกมาจากกระท่อมเครียด “คุณใหญ่พาปิ่นหนีไปอย่างนี้ เจตนาร้ายชัดๆ”
“คุณก็พูดเกินไป พวกผู้ร้ายอาจจะจับทั้งคู่ไปก็ได้ เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาแล้ว” ปานเทพแขวะ
จอมของขึ้น “ถ้าคนเราไม่ได้ทำผิด ทำชั่ว จะมีคนมาตามจับตามฆ่าทำไม”
“ก็เพราะมันต้องการครอบครองไร่ไพศาลไงล่ะ” ปานเทพหลุดปาก
จินตนาฉงน “นายพูดถึงใคร”
ปานเทพตัดบท “เอาเถอะ จะเป็นใครก็ช่าง แต่ตอนนี้คุณใหญ่กับปิ่นกำลังตกอยู่ในอันตรายเราต้องรีบตามตัวให้เจอ”
จินตนากะจอมสบตากัน “ผมจะตามไปช่วยปิ่นเอง คุณจินกลับไปก่อนก็แล้วกัน มืดๆค่ำๆ ในป่ามันอันตราย”
จินตนาไม่ยอม “ปิ่นเป็นเพื่อนเรา เราไปด้วย เราไม่ได้เป็นพวกผู้หญิงอ่อนแอ รับรองได้เรื่องลุยๆเราก็ไม่แพ้พวกผู้ชายอกสามศอกเหมือนกัน”
ปานเทพออกความเห็น “ไปกันแค่นี้มันจะไม่ไหว ฉันเรียกคนมาช่วยดีกว่า”
จอมหันปืนมา “ไม่ต้องเรียกใครมาทั้งนั้น เพราะฉันก็ไม่ไว้ใจพวกนายเหมือนกัน นายนั่นแหละต้องนำทางฉันไป เพราะฉันแน่ใจว่านายต้องรู้ว่าคุณใหญ่จะไปที่ไหน”
ปานเทพยียวน “ฉันเนี่ยนะ รู้”
จอมสั่ง “ไป เร็ว”
ปานเทพจำใจ “ก็ด้าย..เรื่องป่าเรื่องเขา ปาน ป่าหวายช่ำชองอยู่แล้วคืบก็ป่าศอกก็ป่า จะทำรุ่มร่ามสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ไหนจะ...” ปานเทพทำเชิดหน้าอธิบาย “ต้องดูทิศทางจากดวงดาว ไหนจะต้องดูทิศทางของลม”
จากนั้นปานเทพก็นำทางไปแบบ...มั่วๆ แล้วไม่วายแอบบ่น
“ไอ้คุณใหญ่ แกทำฉันซวยอีกแล้ว”
ด้านปิ่นอนงค์กับใหญ่ มาถึงหมู่บ้านชาวนาขั้นบันไดก็มืดมากแล้ว ใหญ่เดินนำไปยังบ้านหลังหนึ่ง เห็นควันโขมงลอยขึ้นจากหม้อข้าวที่กำลังเดือด ป้าทองหญิงชราวัย 60 ปี ลวกผักจัดใส่จาน
ใหญ่เดินเข้ามา ปิ่นอนงค์ตามหลัง ป้าทองรู้สึกตัวรีบคว้าสากมาถือแล้วหันมา ป้าทองมองใหญ่ ใหญ่ยกมือไหว้ “ฉันเองป้าทอง ไอ้ใหญ่ตอนเด็กๆ เคยมาช่วยป้าเกี่ยวข้าวบ่อยๆ”
ป้าทองค่อยๆ เข้ามาใกล้ๆ เพ่งดูหน้าใหญ่ ป้าทองวางสาก เอามือปิดหนวดเคราที่หน้าใหญ่
“ไอ้ใหญ่ ไอ้หนูใหญ่” ป้าทองกอดใหญ่ลูบหัว ลูบหลัง ปิ่นอนงค์มองยิ้มๆ
ครู่ต่อมาแกงผักหวานควันฉุย ปลาช่อนนึ่ง ผักลวก น้ำพริก วางอยู่ตรงหน้าสามคน
ใหญ่ ปิ่นอนงค์ และป้าทองนั่งล้อมวงกินข้าวกัน
ป้าทองแซวยิ้มๆ “ร้ายนะ ไอ้หนูใหญ่ มีเมียสวยๆ ก็ไม่บอก”
ปิ่นอนงค์ได้ยินแทบสำลัก ใหญ่ยักคิ้วให้ ปิ่นอนงค์รีบปฏิเสธ “หนูไม่ใช่”
“เอ้า เดี๋ยวก็ติดคอตายกินน้ำหน่อยนะเมียจ๋า” ใหญ่เอาน้ำป้อนให้ดื่ม ปิ่นอนงค์ได้แต่ค้อน
“แล้วลุงล่ะไปไหน เข้าเมืองเหรอป้า” ใหญ่ถาม
“ไอ้แก่มันตายแล้ว” ป้าทองบอก ใหญ่อึ้ง “โดนรถชนเมื่อสามปีก่อน”
ปิ่นอนงค์เองก็อึ้ง “เสียใจด้วยนะคะ”
“ป้าก็ไม่เคยคิดว่าไอ้แก่มันจะด่วนหนีไปกะทันหันเหมือนกันตอนอยู่ก็ด่ามันทุกวัน มันทำอะไรไม่เคยได้ดังใจเราเลย แต่พอมันตาย เพิ่งรู้ว่า โคตรรักมันเลย”
ใหญ่กินข้าวไม่ลง สะท้อนใจนึกถึงตัวเองกับพ่อ
“เอ็งสองคนก็เหมือนกัน รักกัน ดีกันไว้ให้มากๆ ถึงวันที่ต้องจากกันจะได้ไม่ต้องเสียใจ เสียดาย” ป้าทองสอนสั่ง
ใหญ่วางช้อนนิ่งงันไป ปิ่นอนงค์สังเกตเห็น
ที่โต๊ะอาหารเรือนใหญ่ ครองสุข คุณหญิง อรสอางค์ และทรรศนะคุยกันบรรยากาศชื่นมื่นน้อยกับจิ๋วเอาจานผลไม้กับน้ำชาเข้ามาเสิร์ฟ จิ๋วโชว์รินน้ำชาลีลานางข้าหลวง มาดแม่บ้านไฮโซ
ครองสุขดื่มน้ำแล้วซับปากมาดผู้ดีหันมาจ๊ะจ๋า “แหม เสียดายถ้ารู้ว่าคุยกันถูกคอขนาดนี้ ดิฉันแวะไปกราบที่กรุงเทพฯ ซะนานแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าใจว่ากิจการกำลังรุ่งเรือง ทรรศนะเล่าให้ฟังแล้วว่าขนาดระดับเจ้าชายเจ้าของบ่อน้ำมันก็ยังมาพักที่นี่” คุณหญิงถังแตกเมาท์
น้อยทำตาโตครองสุขมองทรรศนะที่ยิ้มเจื่อนๆ “อ๋อ ตานะไปเล่าแล้วเหรอ แหม พูดไปเดี๊ยนก็ตื่นเต้นมากเลยค่ะ คุณหญิง เกือบจะถวายการต้อนรับไม่ถูก”
“ทีหลังก็ให้จิ๋วไปช่วยซิคะ รายนี้เค้าถนัดเรื่องเข้าเจ้าเข้านาย”
จิ๋วได้ทีคุยโว “แหม ก็ทางคุณทวดเคยถวายรับใช้อยู่ในวังเสด็จในกรมน่ะค่ะ”
ครองสุขจีบปากชม “มิน่า นึกอยู่แล้วว่าต้องเป็นพวกมีเชื้อมีสาย ตอนแรกยังนึกว่าเป็นเจ้าคุณป้าของหนูอรเลย” ครองสุขจงใจแดกดัน
จิ๋วเชิดใสน้อย สองคนยืนข่มกันด้วยสายตาไปมา
“พวกเราเข้ากันได้ขนาดนี้ เดี๊ยนก็ขอรวบรัด เข้าเรื่องของลูกอรกับตานะเลย”
อรสอางค์หันขวับมองคุณหญิง “คือ คุณพ่อยัยอรท่านรำคาญไอ้พวกเศรษฐีใหม่ นักธุรกิจใหญ่ไฮโซที่เทียวไปเทียวมาเจรจาขอลูกอร”
อรสอางค์กลับผสมโรง “คุณแม่คะ อย่าไปพูดถึงพวกนั้นเลยค่ะ อรเบื่อ”
จิ๋วมองน้อยด้วยหางตาพูดลอยๆ “พันล้านทั้งนั้น”
น้อยแบมือกระซิบ “ยืมป้าก่อนพันห้าได้เปล่า” จิ๋วทำปากขมุบขมิบด่า
“ก็เลยให้เดี๊ยนมา พาคุณครองสุขกับตานะกลับไปกรุงเทพพร้อมๆกัน” คุณหญิงว่า
“อะไรนะครับ” ทรรศนะอึ้ง งงๆ
“เอ๊า ก็จะได้เจรจาสู่ขอกันให้เรียบร้อยไง ฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งไม่ต้องห่วง เดี๋ยวทางเดี๊ยนจะหาให้เสร็จสรรพ นะคะ เราออกเดินทางพรุ่งนี้เช้าเลย”
“พรุ่งนี้” ครองสุขตกใจหันไปสบตากับทรรศนะ
สีหน้าครองสุขเครียดจัด คุณหญิงจิ้มผลไม้กินหน้าระรื่น อรสอางค์ฝืนยิ้มไม่นึกว่าแม่จะเด็ดขนาดนี้
ปิ่นอนงค์นั่งพับเพียบใส่ผ้าถุงเสื้อคอกระเช้าอยู่ในมุ้งที่กางแล้ว และกำลังปัดที่นอน เหลือบมองใหญ่ที่นั่งกอดเข่าทอดสายตามองไปไกลนิ่งนานแล้ว จึงมุดมุ้งออกไปหา
“คุณใหญ่ ไม่ง่วงเหรอคะ”
ใหญ่รีบเอาแขนเสื้อปาดน้ำตา “ทำไม ไม่มีฉันนอนข้างๆนอนไม่หลับเหรอ”
“ไม่ใช่ซะหน่อย แต่เห็นคุณใหญ่นั่งนิ่งๆ อยู่นานแล้ว เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“เปล่า นั่งสูดอากาศ ที่นี่อากาศดี”
“ปิ่นนึกว่า พอป้าทองพูดถึงลุงที่ตาย ทำให้คุณใหญ่คิดถึงคุณไพศาล”
ใหญ่สวนคำน้ำเสียงห้วน “ไม่เห็นจะเกี่ยว”
“ก็คุณใหญ่ต้องจากท่านไปโดยที่ยังไม่เข้าใจกัน จนท่านตาย”
ใหญ่สะอึก รู้สึกตื้นตัน เลยแกล้งเสียงดัง “ลูกอกตัญญูอย่างฉันจะมีความหมายอะไร พ่อฉันเค้าคงดีใจที่เอาฉันออกไปจากชีวิตเค้าได้”
ปิ่นอนงค์แย้ง “คุณใหญ่คิดอย่างงั้นจริงๆเหรอคะ คุณใหญ่ไม่เคยอยากจะย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นเหรอคะ”
“เคยซิ ถ้าฉันย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ฆ่าเฉพาะไอ้ผา แต่จะ ฆ่าคุณนายครองสุขแล้วก็ทรรศนะซะด้วย เพราะสองคนนั่นเป็นมารหัวใจฉันทั้งคู่”
ใหญ่ยื่นหน้ามา ปิ่นอนงค์เขยิบหนี “มีอะไรข้องใจอีกมั้ย”
ปิ่นอนงค์รีบมุดเข้าในมุ้ง “ไม่มีค่ะไม่มี” นอนหันหลัง ห่มผ้า
ใหญ่มองตามแล้วยิ้ม แล้วมุดมุ้งเข้าไปนอนข้างๆ กอดปิ่นอนงค์หมับ
ปิ่นอนงค์ตกใจ “คุณใหญ่ คุณใหญ่ต้องนอนข้างนอกค่ะ”
“เรื่องอะไร ยุงตัวเท่าช้าง เดี๋ยวเป็นมาเลเรียตาย”
“งั้นคุณใหญ่ขยับไปหน่อยได้มั้ยคะ ปิ่นหายใจไม่ออก”
ใหญ่ทำท่าจะเอาแขนออก ปิ่นอนงค์รีบลุก จะพุ่งออกนอกมุ้ง ใหญ่รู้ทันดึงรั้งปิ่นอนงค์จนเซนอนลงไปอีก
“ไม่เอา นอนห่างกันมันหนาว ชิดๆกันอย่างงี้แหละอุ่นดี”
“แต่..”
ใหญ่ตัดบท “เอ๊ ชวนคุยแบบนี้แสดงว่ายังไม่ง่วง งั้นเรามาทำกิจกรรมแก้ง่วงกันดีมั้ย”
“ไม่นะคะ ปิ่นนอนแล้วค่ะ หลับแล้ว”
ปิ่นอนงค์รีบหลับตา ใหญ่ขำมองอย่างเอ็นดู กอดปิ่นอนงค์ไว้
คืนพระจันทร์เต็มดวงคืนนี้ แสงจันทร์สาดส่องมายังบ้านป้าทองดูสว่างเจิดจ้าไปทั้งหลัง มองจากหน้าต่างเข้ามาในห้อง ใหญ่หลับสนิท ปิ่นอนงค์ตะแคงหัวเอียงซบไหล่ ใหญ่กุมมือปิ่นอนงค์ไว้ที่หน้าอก
ในเวลาเดียวกัน อุ่นเรือนพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้ครองสุข
“ฉันจะไปกรุงเทพฯ จัดการสู่ขอหนูอรให้ตานะเป็นเรื่องเป็นราวเสียที แกอยู่ทางนี้ก็รอฟังข่าวนังปิ่นไปแล้วกัน”
อุ่นเรือนกังวลไม่หาย “ไม่รู้ปิ่นจะเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันจ้างคนไปช่วยตั้งหลายคน มีหรือจะช่วยไม่ได้ ดูสิ” เปิดกระเป๋าเงิน “เพราะช่วยแก เลยมีเงินเหลือติดกระเป๋า แค่ห้าร้อย แล้วมันจะพอไปกรุงเทพฯได้ยังไง”
อุ่นเรือนควักเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “อุ่นพอมีเงินเก็บไว้...”
ครองสุขกระชากมาดู “นี่แกมีเงินตั้งสามพันได้ยังไง”
อุ่นเรือนนึกถึงเหตุการณ์วันที่ปิ่นอนงค์จะหนีออกจากไร่ ก่อนไปปิ่นอนงค์ยื่นเงินให้หลังจากเก็บของเสร็จ
“แม่เก็บไว้ใช้นะจ๊ะ”
“ทำไมแกมีเงินมากขนาดนี้”
“ก็ ก็.....มันเหลือจากที่ปิ่นยืมคุณใหญ่มาไงแม่ แม่เก็บไว้เถอะนะ”
อุ่นเรือนบอกครองสุขไปตามนั้น “ปิ่นมันบอกว่า คุณใหญ่ให้มันยืมมาค่ะ”
“หึ ลูกแกนี่มันใช้ได้นะ นังอุ่น แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวหรอกว่าไอ้ใหญ่จะทำอะไรมัน”
ครองสุขเก็บเงินใส่กระเป๋า
เช้าวันต่อมา ปิ่นอนงค์ช่วยป้าทองใส่ปุ๋ยคอกตามแปลงข้าว
“นี่เป็นโครงการของในหลวงท่านนะ ใครจะไปรู้ว่าพื้นดินเอียงๆ อย่างนี้จะปลูกข้าวได้” หญิงชราบอกอย่างภูมิใจ
“ปิ่นเคยเรียนมาว่า ที่จีน เวียดนาม อินโด ก็มีนาข้าวขั้นบันไดแบบนี้เหมือนกันนะจ๊ะ”
“ที่ไหนก็มี ถ้าแผ่นดินมันเอียงอย่างนี้ แต่พระองค์ท่านทรงรวบรวมความรู้ของทุกที่มาพัฒนาต่อยอดแล้วเผยแพร่ให้คนไทยทำกัน”
ปิ่นอนงค์มองรอบๆ ตัว ยิ้มๆ “โชคดีของคนไทยนะจ๊ะป้า”
“เมื่อก่อนตอนไอ้หนูใหญ่มันมาหาป้านะ มันช่วยทำงานทุกอย่าง ถางหญ้า พรวนดิน ปลูกข้าว มันเป็นคนหนักเอาเบาสู้ หนูปิ่นโชคดีแล้วที่ได้มันเป็นผัว”
ปิ่นอนงค์พยายามจะบอก “คุณใหญ่เค้าไม่ใช่....” แต่ต้องสะดุ้งโหยง เห็นใหญ่เดินเข้ามา
“ปิ่นอนงค์ เธอใจร้ายจริงๆ ไม่ยอมปลุกฉันมากินข้าวด้วยกินคนเดียวไม่อร่อยเลย”
ระหว่างนั้นพรานแจ้งมองเห็นใหญ่ ปิ่นอนงค์ และป้าทองจากระยะไกลๆ
ป้าทอง “อยู่อีกสักคืนสองคืนนะ ไอ้หนูใหญ่”
“ไม่ได้หรอกครับ มีงานด่วนต้องรีบกลับ แล้วว่างๆ ผมกับปิ่นจะมาเยี่ยมป้าใหม่ก็แล้วกัน”
ใหญ่สวมกอดหญิงชรา ป้าทองแซวเอา “ขยันจริงๆ แต่รีบๆ มีลูกกันนะ จะได้ทันใช้มัน”
ปิ่นอนงค์แอบเมินหน้าหนี ในขณะที่ใหญ่ยิ้มให้
ปานเทพเดินลิ่วทำเป็นอวดเก่งชำนาญเรื่องทาง จินตนาเดินคู่กับจอมตามมาข้างหลัง
“แน่ใจนะว่าทางนี้ เดินมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นมีวี่แววอะไรเลย”
ปานเทพหันมาคุยโว “ฉันบุกป่าฝ่าดงมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแล้วน้อง เรียกว่าใช้จมูกดมกลิ่นแทนเข็มทิศได้ก็แล้วกัน ไม่ต้องห่วง”
ปานเทพเดินต่อ จินตนาตาม จอมมองไปทางกิ่งไม้ที่ห้อยอยู่ตามต้นไม้
จอมบอก “เดี๋ยวก่อน” ปานเทพกับจินตนาชะงัก “เรากำลังวนกลับมาที่เดิม” จอมว่า
“เฮ้ยอย่ามาพูดมั่วๆ เราเดินตรงตลอดมันจะวนกลับมาได้ไง”
จอมชี้กิ่งไม้ที่หักไว้ “ผมจำกิ่งไม้พวกนี้ได้ เพราะผมหักไว้เป็นสัญลักษณ์ เผื่อไว้ตอนออกจากป่า”
จินตนาตกใจ “อย่าบอกนะว่าเรากำลังหลงป่า”
ปานเทพก็ตกใจ จอมโมโหคิดว่าปานเทพแกล้งพาวนกลับมา ยกปืนเล็งไปที่ปานเทพเขม็ง
“ผู้จัดการตั้งใจยื้อเวลา เพื่อทำให้เราตามไปช่วยปิ่นไม่ทัน”
ปานเทพไม่ได้ทำเลยโมโหที่โดนกล่าวหา “แกอย่ามาปั้นน้ำเป็นตัว พูดจาเป็นตุเป็นตะ ฉันฟ้องแกข้อหาหมิ่นประมาทได้นะโว้ย” ลืมตัวว่าเป็นโจร
“บอกมาว่าไอ้คุณใหญ่พาปิ่นไปที่ไหน ไม่งั้นผู้จัดการก็เป็นผีเฝ้าป่าอยู่ที่นี่แหละ”
จินตนารีบเข้าไปจับข้อมือจอมไว้ “อย่านะจอม คุยกันดีๆก็ได้ไม่เห็นต้องฆ่าแกงกันเลย”
“แต่มัน..”
“เธอด่าทอว่าพวกเค้าเป็นโจรทำร้ายรังแกคนอื่น แล้วทำไมเธอจะทำเสียเอง” จอมอึ้ง
เสียงสัตว์ ร้องก้องป่าดูน่ากลัว ปานเทพปอดๆ
“เสือะ เสือมา เรา ระๆๆ รีบๆๆ ไปจากที่นี่กันดีกว่า”
ใหญ่พาปิ่นอนงค์เดินมา แล้วชะงัก รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงใบไม้ดังกรอบแกรบ
“มีอะไรคะ คุณใหญ่”
ใหญ่เงี่ยหู “มันเหมือนมีใครแอบมองเรา”
เป็นพรานแจ้งที่แอบอยู่ในพุ่มไม้ จู่ๆ ใหญ่ถูกเถาวัลย์เกี่ยวขา จังหวะที่ก้มลงปลด ลูกดอกก็พุ่งเฉียดหัวไป ปิ่นอนงค์ตกใจร้อง “ว้ายย”
ปานเทพ จอม และจินตนา พักล้างหน้าล้างตาที่ลำธาร จอม กะจินตนาเดินจะไป แต่ปานเทพทำหนวดหลุดห้อยรีบตะปบกดติดให้แน่น หันหนีไปอีกทาง จอมเดินมาเอียงหน้าดู
“จะถ่วงเวลาอีกนานมั้ย”
“เฮ้ย พูดอย่างนี้ก็ไม่สวยน่ะสิ จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้จอม”
ปานเทพผลักอกจอม จอมผลักตอบ จินตนาหงุดหงิด
“ทะเลาะกันเป็นเด็กไปได้ อย่าลืมสิปิ่นรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่”
ปานเทพรีบเดินไปหาจินตนา มองจอมด้วยหางตา
“ไม่อยากรังแกเด็ก เสียศักดิ์ศรีปาน ป่าหวายเปล่าๆ”
จินตนาหันจะเดินไป ชะงักหยุด ค่อยๆ เลี่ยงเบี่ยงตัว ปานเทพงงๆ มองตามสายตาจินตนา เห็นงูเขียวที่กิ่งไม้ใกล้ๆ แลบลิ้นแผล็บๆ
“เฮ้ย” ปานเทพตกใจ กระโดดกอดจินตนา เอาหัวแนบไหล่เลยทีเดียว
จินตนาชะงัก มองสบตาปานเทพ หวั่นไหวแว่บเดียว ที่สุดจินตนาศอกกลับเต็มแรง ปานเทพกระเด็นกุมท้อง“เป็นบ้าอะไรของนาย งูเขียวตัวนิดเดียว ทำอย่างกับเห็นงูจงอางไปได้ เป็นเสือปล้นได้ยังไงวะ”
“แพ้งูเขียว มะเส็งชงกับปีเกิด” ปานเทพบ่นอุบ
ระหว่างนั้นเสียงกรี๊ดของปิ่นอนงค์ ทำเอาสามคนตกใจ
ใหญ่ตกใจ ตาโตกอดปิ่นอนงค์แนบอก มีลูกดอกหน้าไม้ปักอยู่เหนือหัวใหญ่ สองคนสอดสายตาไปมา แต่ไม่มีใคร
มีลูกดอกอีกลูกถูกยิงมาเสียบต้นไม้ใกล้เอวปิ่น ใหญ่ชักปืนยิงออกไป แต่ทุกอย่างเงียบกริบ
ใหญ่ฉุดแขนปิ่นอนงค์วิ่งหนีออกไป “หนีก่อน ตรงนี้อันตราย”
พรานแจ้งซึ่งขุดหลุมนอนหงายเอาใบไม้กลบพรางตัวลุกนั่ง ใบไม้พรางตัวร่วงจากหัวจากตัว พรานแจ้งยิ้มเหี้ยม ลุกวิ่งไปอีกทาง
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 7 (ต่อ)
ใหญ่จูงปิ่นอนงค์วิ่งหนีเข้ามาตรงป่าทึบในหุบเขาแห่งนั้นปิ่นอนงค์ประหลาดใจ และสงสัยที่มีคนมาทำร้ายเขาและเธอ
“คุณใหญ่ ใครกันคะที่ยิงลูกดอกนั่น”
“ไม่รู้ แต่มันตั้งใจทำร้ายเราแน่”
พากันมาได้สักระยะ ปิ่นอนงค์นั่งหอบด้วยความเหนื่อย ใหญ่ยืนบังระวังภัยให้ปิ่นอนงค์ มองรอบๆ ตัวอย่างระแวดระวัง ใหญ่ตั้งสติ คลายความตื่นกลัว
“ไม่ต้องกลัวนะปิ่น ไป ฉันจะพาเธอกลับไร่”
ใหญ่จับมือปิ่นอนงค์สองข้างพยุงให้ลุกขึ้น จู่ๆ ลูกดอกก็พุ่งเฉียดตัวใหญ่ไปเสียบตอไม้ดังฉึก ใหญ่กอดปิ่นอนงค์ล้มตัวแล้วพากันกลิ้งเข้าไปยังพุ่มไม้ ใหญ่ยิงสวน พุ่มไม้แค่ไหวๆ แต่ไม่เห็นตัวศัตรู...พรานแจ้ง
ทางนั้นทางนี้ ใหญ่กราดยิงจนกระสุนหมด
พวกปานเทพจอมและจินตนาได้ยินเสียงปืน
ลูกดอกพุ่งเข้าพุ่มไม้ ยินเสียงใหญ่ร้อง “โอ๊ย”
ใหญ่แกล้งโซเซ หนีบลูกดอกเอามือกุมที่ท้องข้างเอว
ใหญ่เดินโซเซออกมา แล้วทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น
“แก แกเป็นใคร มาตามฆ่าฉันทำไม”
ใหญ่กวาดสายตามองไปรอบๆ ตัว ไปมา แล้วพุ่มไม้ที่มองผ่านไปมา ค่อยๆ ขยับยืน
พรานแจ้งแกะกิ่งไม้ใบไม้ออกจากหัว ลำตัว แขน ขา ใหญ่ตะลึงมอง
“ฉันฆ่าแกได้ตั้งแต่ลูกดอกแรกแล้ว แต่มันไม่สนุกว่ะ” ใหญ่แสร้งทำเป็นเจ็บปวด เนื้อตัวสั่นไปมา “เดี๋ยวจะให้แกดู แฟนแกกับฉันมีความสุขกันก่อนที่...” พรานแจ้งโยนกระบอกลูกดอกกับหน้าไม้ไปที่พื้นพูดอย่างมั่นใจ “แกจะตาย”
พรานแจ้งชักมีดปาดตาลจากซองข้างหลังออกมาเงื้อหมายฟันคอใหญ่ มองไปที่พุ่มไม้
“ออกมาได้แล้วอีหนู หนึ่ง สอง”
ปิ่นอนงค์ค่อยๆ โผล่ออกมา พรานแจ้งเห็นปิ่นอนงค์ชัดๆ ก็ทำหน้าหื่นกามใส่
จังหวะนั้นเองใหญ่ทิ้งตัวนั่งเตะขาพับพรานแจ้งล้มลง พรานแจ้งพลิกตัวเอามีดฟันใหญ่ ใหญ่กลิ้งหลบ ลุกได้ทั้งคู่ พรานถือมีด ใหญ่ถือลูกดอกจดจ้องกัน ปิ่นอนงค์ยืนลุ้นระทึก
พรานแจ้งจ้วงแทงใหญ่ แต่ใหญ่หลบ พรานแจ้งจระเข้ฟาดหางโดนท้องใหญ่ร่างกระเด็น ใหญ่แทงพรานแจ้งพลาด พรานแจ้งแทงสวน มีดเฉี่ยวเสื้อใหญ่ขาด
“อ๊าย... คุณใหญ่” ปิ่นอนงค์กรีดร้องด้วยความตกใจ
ใหญ่และพรานแจ้งถลันเข้าหากัน ต่างจับข้อมือกันได้ พรานแจ้งซัดเข่าใส่ใหญ่ จนจุก
พรานแจ้งยิ้ม ย่ามใจมือพรานแจ้งรูดตามมือ ใหญ่จับก้านลูกดอกในมือหัก พรานแจ้งเงื้อลูกดอกที่หักติดมือจะแทงใหญ่
ใหญ่ตีศอกเข้าหน้าพรานแจ้ง พรานแจ้งโงนเงน มีดหล่นจากมือ ใหญ่อาศัยจังหวะนั้นต่อยฮุกเข้าท้อง พรานแจ้งสุดแรงจนตัวงอ ใหญ่โยนเข่าเข้าหน้าอีกที พรานแจ้งร่วงกับพื้น ใหญ่ยังเจ็บท้องเซๆ
ปิ่นอนงค์รีบเข้ามาประคอง “ไปค่ะ คุณใหญ่”
ทั้งคู่เดินรีบออกไป ใหญ่เหยียบตาข่ายพรางใบไม้ ตาข่ายดักสัตว์อุ้มใหญ่ตัวลอยขึ้นกลางอากาศ ปิ่นอนงค์ถูกตาข่ายดันกระเด็นไป ร้องกรี๊ด ปิ่นอนงค์พยายามช่วยใหญ่ที่ลอยอยู่สูงกว่าสองเมตร
“รีบไป ปิ่นอนงค์ หนีไป” ใหญ่ตะโกนก้อง
พรานแจ้งรู้สึกตัวสะบัดหน้าเรียกสติ เช็ดเลือดที่จมูกและปากด้วยความโกรธ พรานแจ้งลุกไปหยิบเอามีดเดินเข้าหาใหญ่ช้าๆ
“ฤทธิ์มากนักมึง”
ปิ่นอนงค์ถลันเข้าขวาง กางแขนป้องใหญ่
“อย่าทำร้ายคุณใหญ่ ฉันขอร้องล่ะนะ จะเอาเงินเอาทองเท่าไหร่ก็บอก ฉันจะไปหามาให้”
ใหญ่ตกใจ ตวาดออกไป “ปิ่น ไปเดี๋ยวนี้ อย่าทำอะไรโง่ๆอย่างนี้ ไปเดี๋ยวนี้ ปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์พูดกับใหญ่เสียงแข็ง “ไม่” แล้วหันไปพูดกับพรานแจ้ง “ถ้าจะฆ่าคุณใหญ่ ก็ฆ่าฉันก่อน ถ้าจะตายก็ตายด้วยกันค่ะ”
“เดี๋ยวจัดให้ ทีละคนอีหนู” พรานแจ้งตบปิ่นอนงค์กระเด็นไป
พรานแจ้งกำด้ามมีดจะแทงใหญ่จากด้านหลัง
ทันใดนั้นจอมยิงเปรี้ยงเข้าที่แขน พรานแจ้งล้มลง
ปานเทพตะลึงเมื่อเห็นใหญ่ห้อยต่องแต่งกลางอากาศ “ไอ้คุณใหญ่”
จอมเล็งแล้วยิงอีกเปรี้ยงเชือกขาด ร่างใหญ่ร่วงลงมา ปานเทพถลาไปช่วยเอาตาข่ายออก
“ปิ่น เป็นไงบ้าง” จินตนาถาม
จอมรีบเข้ามาหา “เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่ ไม่เป็นไร ดูคุณใหญ่เถอะ”
ปิ่นอนงค์เห็นพรานแจ้งลุกขึ้น สภาพเจ็บแต่ก็อึดมาก คว้ามีดที่หล่นจะแทงจอม รีบร้องบอก
“จอมระวัง”
จอมหลบ แล้วเอาปืนซัดพรานแจ้งหงายเงิบไป พรานแจ้งควักดินซัดเข้าตาจอม แล้วกระโดดถีบจอมกระเด็น ปืนจอมหลุดมือ
ปานเทพ แก้ตาข่ายดักสัตว์ใหญ่หลุดออกมาได้แล้ว จอมต่อยพรานแจ้งกระเด็นไปที่พุ่มไม้ จอมตามติด
พรานแจ้งคว้าท่อนไม้หันมาฟาดจอมกระเด็นไปล้มลง จอมยังอยู่ในอาการงงๆ พรานแจ้งหันไปเจอมีดหล่นอยู่ไม่ไกล พรานแจ้งหยิบมีด เงื้อขึ้นสุดแขนจะฟันจอม ปิ่นอนงค์ กะจินจนา ร้องกรี๊ด ปานเทพตาเหลือก
วินาทีนั้นลูกดอกพุ่งเข้าปักหัวไหล่พรานแจ้ง ข้างที่เงื้อมีด และเป็นข้างเดียวกับที่โดนจอมยิง มีดหล่นร่วงลงพื้น พรานแจ้งทรุดตัวคุกเข่าแล้วนอนตะแคง บิดตัวไปมา ร้องโอดโอย
เป็นใหญ่ยืนถือหน้าไม้จดจ้องอยู่ ทุกคนมองกันไปมาต่างโล่งใจ
ครู่ต่อมาจอมนั่งบนโขดหินในลำธาร ปิ่นอนงค์ และจินตนาช่วยกันเช็ดหน้าเช็ดตาให้
“ขอบคุณมากนะจอม จินด้วย ถ้าไม่ได้พวกเธอ เรากับคุณใหญ่ตายแน่ๆ เลย”
จอมมองสบตาปิ่นอนงค์ อัดอั้นตันใจ ทั้งรัก ผิดหวัง และสงสาร
จินตนามองอย่างเข้าใจจอม “ห่วงแต่คนอื่น รู้ตัวบ้างรึเปล่า เรากับจอมเป็นห่วงเธอแค่ไหน แล้วนี่คุณใหญ่บังคับเธอมาใช่มั้ย ตอบมาตรงๆ” จอมมองจ้องปิ่นอนงค์รอฟัง “เราจะได้พูดกับคุณใหญ่ให้รู้เรื่อง ว่าจะเอายังไงกับเธอกันแน่”
ปิ่นนิ่งคิด ส่ายหน้า นึกถึงทรรศนะที่เห็นแก่ตัวไม่ยอมมาช่วย “เรามาขอให้คุณใหญ่ปล่อยตัวคุณนะ แล้วเราก็กลับไร่ แต่หลงทาง คุณใหญ่ก็เลยตามมา แล้วคุณนะเป็นยังไงบ้าง”
จอมฮึดฮัด “จะเป็นไง เค้าไม่เห็นพูดถึงปิ่น บอกแต่ว่าตัวเองอยู่กับคุณใหญ่ ถูกคุณใหญ่แกล้ง”
ปิ่นอนงค์หน้าหมอง เศร้าสลด ก้มหน้าหลบตาสองคน เสมองน้ำ
“ลืมไปได้เลย คุณนะของเธอ ผู้ชายอะไรใจดำเลวจริงๆ ไม่รักเธอฉันไม่ว่า นี่อะไรไม่ห่วงเธอสักนิด นี่เธอถึงกับจะเอาชีวิตมาแลกเลยนะเนี่ย”
“เดี๋ยวก่อน แล้วไอ้คนที่มันมาตามฆ่าคุณใหญ่กับปิ่นมันคือใคร”
จอมนึกขึ้นมาได้
ที่ลำธารอีกมุม หน้าไม้กระบอก ลูกดอก ย่าม มีด อยู่ที่ปานเทพเรียบวุธ พรานแจ้งนั่ง ในสภาพสิ้นฤทธิ์ถูกมัดมือ ลูกดอกปักไหล่อยู่ หน้าตาเจ็บปวดบิดเบี้ยว ใหญ่เข้ามาดูแผล ปานเทพอยู่ใกล้ๆ หน้าซีดเผือด รีบเบือนหน้า
“ดีนะที่กระสุนถากไป ใครใช้แกมา” พรานแจ้งเงียบ
“ลูกดอกคงจะถ่วงแผล” ใหญ่เข้าไปหักลูกดอกออกเหลือเพียงก้านโผล่จากแผลแค่ฝ่ามือ พรานแจ้งร้องลั่นกลิ้งไปมา
ปานเทพเสียวปนสยอง ร้องลั่นป่า “โอ๊ยๆๆๆ แก เบาๆ โอย เลือดออกใหญ่แล้วนั่น”
ใหญ่โยนก้านลูกดอกทิ้ง “จะให้ผ่าหัวลูกดอกออกให้มั้ย ปานเอามีดมา”
“เฮ้ย ไม่ไหวนะ ฉันผ่าไม่เป็น” ปานเทพปฏิเสธดังลั่น
“ไม่เห็นยาก ก็กรีดแล้วแหวกลงไป” ใหญ่ขู่ พรานถดหนี
“อย่าๆ คนงาน คนงานที่ไร่ไพศาลจ้างฉันมา”
จอม จินตนา และ ปิ่นอนงค์เข้ามาสมทบ ปานเทพเห็นสามคนเลยต้องลุกขึ้นทำแข็งขัน
“บอกมาซิวะ ว่าไอ้คนงานไร่ไพศาลที่จ้างแกชื่ออะไร อ้ำอึ้งอยู่ได้ เดี๋ยวพ่อควัก ตับ ไต ไส้พุงมาตากแดดซะเลย”
“ฉันไม่รู้จักชื่อ มันมาสองคน บอกว่านายใช้มาอีกที ให้ฆ่าผู้ชายในรูป กับผู้หญิงที่มาด้วย”
“หมายถึงฆ่าทั้งฉันกับปิ่นเหรอ”
จอมบันดาลโทสะ โผนทะยานเข้ามากระโดดคร่อมพรานแจ้ง กระชากคอ
“ไอ้ชั่ว มันเป็นใคร บอกมาเดี๋ยวนี้”
พรานแจ้งสลบคอพับไป จินตนา กับปิ่นอนงค์เข้ามา จอมหงุดหงิด
ใหญ่สั่งการ “ปาน โทรบอกลุงหวินให้ส่งคนงานมาเอาไอ้นี่ลงไปที่ไร่”
จอมชี้หน้าใหญ่ “เพราะคุณคนเดียว ที่ทำให้ปิ่นเกือบตาย”
ใหญ่นิ่ง สบตาปิ่นอนงค์ ทุกคนมองหน้ากันไปมา
โปรดติดตามตอนต่อไป
อุ่นเรือนเป็นห่วงปิ่นอนงค์มาก เวลานั้นนางกำลังนั่งสวดมนต์ไหว้พระอยู่ที่ห้องพัก ขอให้ลูกสาวปลอดภัย
“ขอให้นังปิ่นปลอดภัยด้วยเถอะ”
เปี๊ยกวิ่งเข้ามา ท่าทางตื่นเต้น แถมทำท่าทางวุ่นวาย อุ่นเรือนงง
“อะไร เจ้าเปี๊ยก ฉันจะสวดมนต์”
เปี๊ยกจะมาบอกว่าปิ่นอนงค์กลับมาแล้ว จู่ๆ มีมือหวานโผล่มาจิกคอเสื้อเปี๊ยกเหวี่ยงไป หวานเข้ามา
“พรุ่งนี้จะรู้เรื่องมั้ย ไปห่างๆ เลยแก ป้าอุ่น คุณใหญ่กับปิ่นกลับมาแล้ว”
อุ่นเรือนลุกพรวด ดีใจสุดๆ “ฮ้า”
ที่ห้องรับแขกเวลานั้น ใหญ่นั่งที่ตรงหัวโต๊ะ น้อยรินน้ำให้จินตนากับใหญ่ และปิ่นอนงค์ ท่าทางตื่นเต้นดีใจมาก จอมยืนกอดอกอยู่มุมหนึ่ง อุ่นเรือนวิ่งเข้ามา เปี๊ยก หวานตาม หยุดที่ประตู
อุ่นเรือนดีใจ ร้องเรียก “ปิ่น”
“แม่”
“แม่เป็นห่วงแกแทบแย่ นี่คุณนายให้คนไปช่วยแกใช่มั้ย”
“ไปช่วยหรือไปฆ่ากันแน่” ปานเทพเหลืออด
“ว่าไงนะ ใครฆ่าใคร” อุ่นเรือนงง
“แล้วนี่หายหัวไปไหนกันหมด” ใหญ่ชักหงุดหงิด
“ไปกรุงเทพฯกันหมดเลยค่ะ ไปสู่ขอคุณอรให้คุณนะ” น้อยบอก
ปิ่นอนงค์ใจหายหันไปมองอุ่นเรือน
“คงคิดว่าฉันกับปิ่น จะไม่ได้กลับมาที่นี่แล้วล่ะสิ” ใหญ่โมโห
ปานเทพผสมโรง “มันก็ชัดอยู่แล้ว”
อุ่นเรือนงงหนัก จ้องใหญ่ดุๆ “ตกลงมันเรื่องอะไรกัน ปิ่น หนูจิน”
จินตนาจับแขนอุ่นเรือน ก่อนจะบอก “มีคนที่ไร่จ้างคนไปตามฆ่าคุณใหญ่กับปิ่นจ้ะ”
อุ่นเรือนตกใจ เอามือทาบอก “ใคร ใครใจร้ายทำอย่างนั้นได้”
อุ่นเรือนกอดปิ่นอนงค์แน่น หวาน เปี๊ยกตกใจ
ธีระเดินมาเห็นทุกคนถึงกับสะดุ้งโหยงรีบหลบ แต่ปานเทพหันไปเห็น
“โอ้โฮ มาได้จังหวะพอดิบพอดีเลย คุณธีระ”
ไม่นานนัก บรรดาคนงานชายหญิงทั้ง 25 คน ถูกเรียกมารวมตัวกันที่ ศาลาประชุมคนงานโดยพร้อมเพรียง คนงานชายยืนเรียงแถว ธีระยืนตรงกลาง ก้มหน้าหลบตาใหญ่กะปานเทพไปมา
พวกคนงานหญิงนั่งกันเป็นกลุ่ม สนใจใคร่รู้ อุ่นเรือน จินตนา ปิ่นอนงค์ อยู่อีกข้าง ถวิล จอม เปี๊ยก กะ หวานอยู่อีกข้าง
ใหญ่ กับปานเทพยืนประกบพรานแจ้ง ที่นั่งเจ็บปวดสะลึมสะลือ อยู่ตรงข้ามกับแถวคนงาน มีย่าม อาวุธ วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าพราน
“ล้างแผลให้มันหน่อย เดี๋ยวแผลจะติดเชื้ออักเสบ”
ถวิลหยิบขวดแอลกอฮอล์ที่พกอยู่ที่หลังออกมาเทราดหัว และราดแผลพรานแจ้ง
พรานแจ้งแหกปากร้องลั่น ลืมตาตื่น หูตาสว่าง ตัวสั่นไปมา
“ดูดีๆ คนงานคนไหนที่ติดต่อจ้างแก”
พรานแจ้งเพ่งมองไปมาส่ายหน้า “ไม่มีครับ ไม่มีอยู่ตรงนี้”
“เอ๊ะ แล้วไอ้เจิดไอ้ก้านอยู่ที่ไหน” ปานเทพนึกได้
“เออ วันนี้ยังไม่เห็นมันเลยครับ เฮ้ยใครเห็นบ้าง” ถวิลบอกทุกคนส่ายหน้า ปานเทพจ้องธีระซึ่งส่อพิรุธหลบตาตลอด
“คุณธีระ ไอ้เจิด ไอ้ก้านอยู่ที่ไหน” ปานเทพถาม
“ไม่รู้ ไม่รู้เหมือนกัน”
ใหญ่ชี้หน้าธีระ “โทร.เรียกมันมาเดี๋ยวนี้”
ธีระอึกอัก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
ในเวลานั้นสองวายร้าย เจิดกะก้านเมาปลิ้นอยู่ที่ร้านเหล้าลาบ ซึ่งขายส้มตำ ลาบ น้ำตก สองคนยืนโงนเงน
“หมดแก้วนี้ ไปบ้านเจ๊เขียวดีกว่า” เจิดว่า
“ไปทำไมพี่” ก้านงง
เจิดตบกบาลก้าน “ไปไหว้พระมั้ง ไอ้เวร ชั่วคราวแปดร้อยค้างคืนพันสาม”
ก้านนึกออก “เจ๋งพี่ ฉันเนี่ยเห็นแพะในไร่ยังสวยเลย”
เสียงโทรศัพท์ดัง เจิดยกมาดู “ธีระ หัวหน้าโทร.มา ไม่รับโว้ย รอรับสายพรานแจ้งคนเดียว ไอ้ใหญ่ลงนรกเมื่อไหร่เราค่อยรายงาน แล้วรอรับความดีความชอบ”
สองคนชนแก้วกัน
ธีระหน้าเครียด ลดโทรศัพท์ลงจากหู ใหญ่ยืนจ้องตรงหน้า
“มันไม่รับครับ”
ปานยืนประกบธีระ “แจ้งความเลยดีกว่า”
ถวิลเห็นด้วย “นั่นน่ะซิครับ เรื่องใหญ่แบบนี้ให้ตำรวจจัดการเถอะ”
ปานเทพหยิบโทรศัพท์ ธีระกล้าๆกลัวๆ แต่ยังหัวหมอ “จะดีเหรอครับ คุณใหญ่ยังมีคดีไอ้ผา” ธีระพูดเบาๆ “อยู่ในอายุความนะครับ”
“ไม่มีปัญหาหรอกคุณธีระ ไอ้ผาตายยังไง ผมกับคุณใหญ่ก็รู้ดีพอๆกับคุณ กับคุณนายนั่นแหละ” ใหญ่ตอกหน้า
ธีระเลิ่กลั่ก ใหญ่ตบไหล่ธีระ “ขอบคุณนะ ที่เป็นห่วงผม ปานอย่าเพิ่งบอกตำรวจ”
ใหญ่คว้าโทรศัพท์จากมือธีระ แล้วปิดเครื่อง ก่อนใส่ลงกระเป๋า
ใหญ่เดินไปกลางศาลา “น้าหวิน คุมตัวธีระเอาไว้ อย่าให้คลาดสายตาและห้ามติดต่อกับใครเด็ดขาด”
ถวิลรับคำ “ครับ”
ธีระโวยวายลั่น “คุมตัวผม ผมไปเกี่ยวอะไร พรานบ้านั่นผมก็ไม่รู้จัก มันเองก็ไม่รู้จักผม จะมากล่าวหาว่าผมเป็นคนจ้างมันได้ไง”
ใหญ่พูดดักคอ “ก็ถ้าคุณไม่เกี่ยวจริงๆ ก็ไม่ต้องเดือดร้อน คิดเสียว่าคุณมีคนคอยคุ้มกันซิ” แล้วหันไปบัญชาการ “จอมเอาไอ้มือสังหารไปรักษาแผลที่อนามัย แล้วเอากลับมาขังไว้ที่นี่ เปี๊ยก จัดการวางเวรยามให้แน่นหนา ถ้าเจิดกับก้านกลับมาก็จับตัวเอาไว้ อย่าเพิ่งให้เจอกับพรานแจ้ง รอฉันกลับมา”
ปานเทพงง “อ้าวแล้ว แกจะไปไหน”
จอมพยักหน้ารับคำ ช่วยกับคนงาน หิ้วตัวพรานแจ้งออกไป
ใหญ่เดินไปหาปิ่นอนงค์ “ปิ่นอนงค์ เตรียมตัวไปกรุงเทพฯกับฉัน” แล้วเดินออกไปทันที
อุ่นเรือนตาเหลือกเกาะแขนปิ่นอนงค์ไว้ จินตนามองมายังปิ่นอนงค์เป็นเชิงถาม ในขณะที่ปิ่นอนงค์มองตามหลังใหญ่อย่างงงๆ
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 7 (ต่อ)
ตรงทางเดินกลับเรือนคนงานภายในไร่ไพศาล ปิ่นอนงค์ยืนอยู่ข้างประตูรถจินตนากำชับไม่ให้ปิ่นอนงค์ไปกะใหญ่
“อย่าไปกับเค้านะปิ่น ดูไม่น่าไว้ใจ”
ปิ่นอนงค์พยักหน้าเพื่อให้จินตนาสบายใจ “ถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกเราด้วยนะ”
รถจินตนาขับออกไป ปิ่นอนงค์จูงแม่เดินไปพร้อมหวาน ได้ยินเสียงคนงานจับกลุ่มนินทากันห่างออกไป พวกคนงานไม่ทันมองเห็นปิ่นอนงค์
“หายไปตลอดคืนอย่างนี้ ฉันว่าเสร็จคุณใหญ่แล้วแหงๆ เห็นหงิมๆ ไวไฟไม่ใช่เล่น” คนงานหญิงเปิดวงเมาท์
“นั่นสิ ฉันก็เห็นมันไปหาคุณใหญ่ที่รีสอร์ตหลายครั้งแล้วนะ หรือว่า... แหมไม่อยากจะพูด” อีกคนเสริม
ทุกคนอุทานพร้อมกัน “อะไร”
“ปิ่นมันจะเป็นนางบำเรอคุณใหญ่”
อุ่นเรือนตกใจ ปิ่นอนงค์หน้าเสีย หวานโมโหตะโกนด่า “จะนินทาใครลับหลัง ให้นึกถึงหัวอกคนเป็นแม่บ้าง พวกเจ๊ๆ ป้าๆ ก็มีลูกสาวไม่ใช่เหรอ ถ้าลูกตัวเองโดนว่าร้ายแบบนี้จะรู้สึกยังไง”
พวกคนงานหญิงตกใจหันมามองอุ่นเรือน แล้วพากันก้มหน้าก้มตาเดินหนี
อุ่นเรือนมองหน้าปิ่นอนงค์อย่างคาดคั้น อยากรู้ความจริง
กลับมาถึงบ้านอุ่นเรือนจ้องหน้าปิ่นอนงค์เขม็ง
“บอกมาตรงๆ จริงอย่างที่ฉันได้ยินหรือเปล่า แกเป็นนางบำเรอมันใช่มั้ย เงินที่ให้ฉันไว้ก่อนแกไป เป็นเงินค่าตัวที่คุณใหญ่ให้แกใช่มั้ย”
“ปิ่นไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นนะแม่ เงินนั้น คุณใหญ่ให้ปิ่นจริงๆ เป็นค่า...”
อุ่นเรือนคาดคั้น “ค่าอะไร”
ปิ่นอนงค์นึกไปถึงตอนที่ใหญ่หลบเข้ามาในไร่ แล้วให้เงินไว้ หนึ่งหมื่นบาทบอกเป็นค่าห้อง
“ปิ่นบอกแม่แล้วว่าปิ่นยืมคุณใหญ่มา แล้วที่ครั้งนี้ปิ่นต้องไปกับคุณใหญ่ เพราะแม่เป็นคนบอกให้ปิ่นมาหาคุณใหญ่เองนะจ๊ะ”
อุ่นเรือนไม่เชื่อ “ก็คุณใหญ่บอกให้เอาตัวแกไปแลก นี่อยู่ดีดีก็จะพาแกไปกรุงเทพฯด้วยอีก ทำไมต้องเป็นแก ทำไมไม่พาคนอื่นไป ผู้หญิงในไร่มีตั้งมากมาย ทำไมล่ะ”
ปิ่นอนงค์อึ้งไป เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ พูดเสียงเบาหวิว “ถ้าใครคิดอย่างนั้น ปิ่นคงเปลี่ยนความคิดเค้าไม่ได้”
อุ่นเรือนโมโหหนัก “ที่ฉันพูด เพราะฉันกลัว ฉันไม่อยากให้แกได้ผัวเป็นมหาโจร เห็นมั้ยว่าคุณใหญ่ทำเลวๆจนมีคนตามฆ่า แกเองก็เกือบโดนลูกหลงไปด้วย”
“ปิ่นไม่รู้ว่าคุณใหญ่เคยทำเลวอะไรมาบ้าง แต่ตอนเราหนีตาย เค้าไม่ทิ้งปิ่น เหมือน...เหมือนผู้ชายบางคนที่ปิ่นเคยศรัทธา”
ปิ่นอนงค์หมายถึงทรรศนะ อุ่นเรือนรู้ด่าออกมา “น่าไม่อาย!”
อุ่นเรือนเจ็บใจเดินออกจากห้องไป ปิ่นอนงค์ยืนนิ่งน้อยใจแม่
ทุกคนมาถึงบ้านอรสอางค์ที่กรุงเทพฯ
จิ๋วแยกเข้าครัวมาเจอจานชามวางเต็มอ่างก็โมโห “นังพวกนี้ เห็นฉันไม่อยู่เข้าหน่อย ขี้เกียจตัวเป็นขน” พลางกรีดนิ้วหยิบจาน “ดูพวกมันทำ โสโครกที่สุด”
เสียงคุณหญิงเรียก “จิ๋ว”
จิ๋วหันมาด่าใส่ไม่ทันมองว่าใคร “พวกแกหายหัวไปไหน จานชามทำไมไม่ล้าง ว้าย !คุณผู้หญิง”
“ฉันไล่พวกมันออกไปหมดแล้ว เพราะไม่มีเงินจ้าง” คุณหญิงบอก จิ๋วตกใจ “ถ้าหล่อนไม่อยากออกไปเดินเตะฝุ่นตอนแก่ ก็ช่วยกันเชียร์ยัยอรให้รีบแต่งงานกับทายาทไร่ไพศาลให้เร็วที่สุด”
จิ๋วรับปากทันที “ถ้าอย่างนั้นจิ๋วจะทำอาหารค่ำนี้ให้สุดฝีมือ เป็นการเอาใจว่าที่ลูกเขย ดีมั้ยคะ”
“ไม่ต้อง ให้ฝ่ายชายเค้าเลี้ยง เราจะได้ไม่ต้องจ่าย แค่ยกน้ำเปล่าไปเสิร์ฟก็พอ”
คุณหญิงพูดน้ำเสียงเฉียบ
ครองสุขคุยอยู่กับปลัดกระทรวงพ่อของอรสอางค์อยู่ในห้องรับแขก
“ตานะแกใจร้อนค่ะ เร่งรัดให้ดิฉันมาคุยกับท่าน เรื่องสู่ขอหนูอร”
ปลัดหน้าตาเคร่งเครียดลุกยืน “คุยกับภรรยาผมแล้วกัน ผมมีงานต้องเร่งสะสาง”
อรสอางค์ตกใจมาก จะลุกตามพ่อ “เดี๋ยวสิคะคุณพ่อ”
เจ้าหน้าที่ธนาคารเดินเข้ามาในห้องรับแขกพอดี
“ท่านครับ ผมโทร.มาหลายครั้งแล้ว แต่ติดต่อท่านไม่ได้เลย ขอเวลา...”
อรสอางค์รีบพูดตัดบท กลัวจะเป็นเรื่องทวงหนี้ “ไว้คุยกันวันหลัง คุณพ่อมีแขก”
เจ้าหน้าที่ไม่ยอม “เกรงว่าไม่ได้ครับ เพราะว่าทางธนาคารเร่งมา”
คุณหญิงเพิ่งเข้ามาเห็นตกใจมาก รีบถลาเข้าไปฉุดแขนเจ้าหน้าที่
“เรื่องที่คุณขอจะให้ท่านช่วยใช่มั้ย คุยกับดิฉันได้ค่ะ เชิญที่ห้องรับรองก่อนดีกว่า นะคะ”
เจ้าหน้าที่งง คุณหญิงดึงเจ้าหน้าที่ออกไป ปลัดรีบขึ้นข้างบน
อรสอางค์รีบหันไปอธิบายกับครองสุข “พวกวิ่งเต้นขอตำแหน่งค่ะ หอบเงินมาให้คุณพ่อทีเป็นสิบๆล้าน แต่คุณพ่อให้คุณแม่เป็นคนจัดการ”
ครองสุขตาลุก มองหน้าทรรศนะ “อ๋อ เข้าทางหลังบ้าน แหม ได้เงินง่ายดีนะคะ”
“ก็ไม่ง่ายค่ะ ต้องอาศัยบารมี ลำพังแค่สมบัติพัสถานอย่างเดียว ไม่พอให้คนมากราบกรานหรอกค่ะ”
อรสอางค์คุยเกทับครองสุขอีก ทำเอาครองสุขหน้าเจื่อน
ภายในห้องนอนคุณหญิงร้อนเป็นไฟ
“คุณชวนคนพวกนี้มาทำไมตอนนี้ อยากให้ใครต่อใครรู้เหรอว่ากำลังจะล้มละลาย” ปลัดต่อว่าเมีย
“มันจำเป็นค่ะ เมื่อกี้เจ้าหน้าที่ธนาคารก็มาอีกแล้ว บ้านถูกยึดเมื่อไหร่ คงได้ไปนอนข้างถนนกันหมด”
ปลัดเหลืออดตวาดใส่ “คุณหญิง มันจะเกินไปแล้ว”
“ดิฉันพูดความจริง”
ปลัดตะคอก ยกมือห้าม “พอ”
คุณหญิงปล่อยโฮ “แล้วก็อย่าหวังว่าไอ้พวกเลียแข้งเลียขามันจะมาช่วยคุณวันใดที่คุณหลุดจากตำแหน่งมันก็จะเหยียบซ้ำ เงินเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้”
ปลัดกวาดของบนโต๊ะเครื่องแป้งตกแตกกะจาย “ผมบอกให้พอ”
คุณหญิงตกใจ แต่ทำใจกล้าพูดเสียงเรียบ
“ถ้าคุณกลัวขายหน้า ก็อยู่เฉยๆ ดิฉันจะเป็นคนพูดเอง”
คุณหญิงเดินออกไป ปลัดกลุ้มหนัก
ปานเทพนั่งรอเงินจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร มีโทรศัพท์เข้ามา ปานเทพดูหน้าจอ สะดุ้งโหยง ลังเลไม่กล้ารับสาย สุดท้ายกดรับ
“ฮัลโหล”
ยินเสียงด่าดังลั่นมาตามสาย เป็นเสียงปลอด
“ทำไมรับช้านัก มัวทำอะไรอยู่”
“ผมอยู่ที่ธนาคาร กำลังเบิกเงินให้ไอ้ลูกชายสุดสวาทขาดใจของพ่อ”
ที่บ้านนายหัว พอคุยกับลูกชายเสร็จ ปลอดก็เดินเข้ามาคุยกับเพ็ญ
“คุณใหญ่กำลังคิดทำอะไรกันแน่ ถึงให้ไอ้ปานถอนเงินออกไปตั้งมากมาย”
“เงินนั่นก็เป็นเงินปันผลที่คุณใหญ่ช่วยพี่ปลอดทำกิจการเหมืองจนก้าวหน้าใหญ่โต เค้ามีสิทธิ์ใช้เงินนั้น”
“ก็เพราะมันเป็นเงินที่ได้มาจากความเหนื่อยยากของคุณใหญ่ ผมถึงกลัวว่าจะโดนปอกลอก”
เพ็ญคิด เห็นคล้อยตาม ปลอดลุกยืนพูดจริงจัง
“ผมคงอยู่เฉยๆไม่ได้แล้ว”
ภายในห้องพักรับรองที่บ้านอรสอางค์ ครองสุขอยู่ในชุดราตรีสวยงาม กำลังโทรหาธีระ ทว่าเสียงมือถือเป็นสัญญาณปิดเครื่อง
“มันจะปิดเครื่องทำไมของมันนะ คนยิ่งร้อนใจอยากรู้ข่าวไอ้ใหญ่ มีผัวผิดคิดจนตัวตายจริงๆ”
ครองสุขตัดสาย ทรรศนะเปิดประตูเข้ามา
“เสร็จหรือยังครับคุณน้า อรกับคุณพ่อคุณแม่เค้ารออยู่ที่รถแล้ว”
ครองสุขรีบถลาเข้าไปหาทรรศนะ “อาหารที่โรงแรมนี้แพงมากใช่มั้ยตานะ เค้าจะเลี้ยงเราหรือเปล่า น่าจะเลี้ยงนะเพราะเราเป็นแขก”
ทรรศนะ “คุณน้า ผมจะขอลูกสาวเค้านะครับ ให้ฝ่ายเค้าจ่ายก็น่าเกลียดตาย นี่คุณน้าไม่มีเงินเหลือเลยเหรอครับ”
ครองสุขบอกเสียงสูง “มีจ้ะ” ที่แท้โกหก “แต่น้าลืมเอาบัตรเครดิตมา”
ครองสุขเปิดกระเป๋าดู “คงพอแหละ มันจะสักเท่าไหร่เชียว”
รถยนต์คันใหญ่ของปลัดขับพ้นประตูใหญ่ไป ทรรศนะเป็นคนขับให้
และที่หน้าบ้านมีรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ติดฟิล์มดำมองไม่เห็นคนข้างในจอดรออยู่ ซึ่งพอเห็นรถปลัด รถลึกลับคันนั้นก็ขับตามไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
ภายในห้องอาหารหรูหราของโรงแรมห้าดาวแห่งนั้น ลูกค้าล้วนเป็นไฮโซ และฝรั่งต่างชาติ มีนักดนตรีเล่นเปียโน ขับกล่อมสร้างบรรยากาศรื่นรมย์
อรสอางค์หยิบเมนูมาสั่งอาหารซึ่งล้วนราคาแพงแบบไม่เกรงใจใคร
“ขอแบบ Full Course Dinner เพิ่มLobster ของโปรดของคุณแม่ แล้วก็ไวน์ Opus One สำหรับคุณพ่อกับนะ น่าจะคอเดียวกันนะคะ”
ครองสุขมองราคาแล้วกลืนน้ำลายเอื้อก ครองสุขหันไปคุยกับคุณหญิง
“ดิฉันดื่มไวน์ได้นิดหน่อย เรื่องเหล้ายาปลาปิ้งเนี่ยไม่ค่อยถนัด”
“ดีแล้วล่ะค่ะ ผู้หญิงกับของมึนเมามันไม่ดูไม่งาม”
คุณหญิงมองไปทางเข้า เห็นทัศนีย์เดินกอดมากับฝรั่งผมยาว หอมแก้มฝรั่ง เดินเซไปเซมาเหมือนคนเมาทั้งคู่ คุณหญิงยกมือทาบอก
“อกจะแตก เดินกอดจูบผู้ชายไม่แคร์หัวหงอกหัวดำ ไร้ยางอาย ทำตัวเหมือนโสเภณีฉันต่ำ”
ครองสุขหันไปมองแล้วสนับสนุน “ต๊าย จริงค่ะ อย่างนี้ต้องด่าพ่อแม่ ไม่รู้จักอบรมสั่งสอน”
ทัศนีย์หันมาทางครองสุขพอดี “ว้าย ยัยนี”
ครองสุขส่งเสียงดัง จนแขกคนอื่นหันมามองตาเดียว ทัศนีย์หันมา ส่งเสียงเมาอ้อแอ้
“คุณน้าสุดที่ร๊ากกกก”
พลางทัศนีย์อ้าสองแขนวิ่งเข้าไปกอด ครองสุขนั่งตัวแข็ง ทรรศนะอึ้ง
“นั่นแน่ คุณน้าแอบมาหาหญ้าอ่อนๆ กินแถวนี้เหรอไม่บอกนี นีจะได้พาไปท่องบาร์ผู้ชายให้สุดเหวี่ยง”
อรสอางค์ตกตะลึง “ทัศนีย์”
คุณหญิงงง “ใครกัน ลูกรู้จักด้วยเหรอ”
อรสอางค์เสียหน้า คุณหญิง กับปลัดมองทัศนีย์อย่างรังเกียจ ครองสุขรีบดึงทัศนีย์ลงนั่ง
“นั่งลงดีๆ” ครองสุขยิ้มแหะๆ “หลานสาวดิฉันค่ะ เป็นน้องตานะชื่อทัศนีย์”
ทัศนีย์โบกมือให้คุณหญิงไม่ยอมไหว้ “Hi! แหวะ” ทัศนีย์จะอ้วก
ครองสุขอายแทรกแผ่นดิน ทรรศนะรีบลุกไปประคองทัศนีย์
“พี่พาไปห้องน้ำ”
ทรรศนะพาน้องสาวออกจากบริเวณนั้นอย่างด่วน ปลัดมองครองสุขอย่างไม่ค่อยชอบใจ
“คุณครองสุขนี่เลี้ยงหลานเก่งนะครับ เป็นเด็กที่กล้าแสดงออกดี” มองมาทางอรสอางค์ “ลูกสาวผมเทียบไม่ติดฝุ่นเลย”
ครองสุขหน้าตึงรู้ว่าโดนประชด ในใจแทบคลั่งแต่ต้องทนฝืนฉีกยิ้ม
ระหว่างนั้นรถคันหนึ่งวิ่งมาจอดที่หน้าโรงแรม ใหญ่กับปิ่นอนงค์เปิดประตูลงมา
ใหญ่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก็อต มีผ้าขาวม้าผูกรอบเอว สวมกางเกงยีน ส่วนปิ่นอนงค์ใส่เสื้อสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์
พนักงานต้อนรับเห็นต่างอึกอักมองการแต่งตัว “ทำไม แต่งตัวอย่างนี้ไม่ต้อนรับเหรอ”
ใหญ่ยัดเงินทิปให้หนึ่งพัน พนักงานรับไปยิ้มออก ผายมือเชิญ ใหญ่จูงมือปิ่นอนงค์เดินเข้าไปเลย
ปิ่นอนงค์ขืนตัว “คุณใหญ่ ตกลงคุณใหญ่กำลังจะทำอะไรกันแน่คะ ทำไมต้องแต่งตัวแบบนี้ด้วย”
“เอ๊า ก็เราเป็นชาวไร่ชาวสวนนี่ มันต้องรักษาเอกลักษณ์กันหน่อย”
ตรงมุมทางแยก ทรรศนะประคองทัศนีย์ที่เดินไม่ตรงทางมา
“เดี๋ยวนีล้างหน้าล้างตาเสร็จ พอกลับไปที่โต๊ะอีกครั้งวางตัวให้ดี อย่าพูดอะไรทั้งนั้น วันนี้เป็นวัน
สำคัญของพี่ เข้าใจมั้ย”
ทัศนีย์เสียงอ้อแอ้ “รู้แล้วน่า คุณน้าขายนีให้ไอ้ใหญ่ ขายพี่นะให้ยัยไฮโซ ส่วนตัวเองก็รอเสพสุข”
ทรรศนะเอ็ด “เบาๆ นี”
ทรรศนะรีบดึงทัศนีย์ไปทางห้องน้ำ ใหญ่กับปิ่นสวนมาอีกทางแต่ไม่เห็นกัน
ครองสุขพยายามแก้ตัวเรื่องทัศนีย์“ปกติยัยนีเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่เคยเป็นอย่างนี้
หรอกค่ะ เนี่ยคงเพราะไปฉลองวันเกิดเพื่อน คงโดนเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดื่ม ก็เลย...”
คุณหญิงขัดขึ้น “เราคุยกันเรื่องสินสอดเลยดีมั้ยคะ คุณอุทัยไม่ชอบอยู่ในที่ๆ มีมลพิษทางสายตา”
ครองสุขหน้าชา แต่ต้องอดทน “ก็ดีค่ะ ดิฉันคุยกับตานะแล้ว คิดว่าสำหรับสินสอด...”
คุณหญิงเชิดหยิ่ง เลื่อนกระดาษให้ “ดิฉันจดรายการสินสอดที่ต้องการมาให้เรียบร้อย”
ครองสุขหยิบมาดู ตาค้างเพราะเยอะมาก “ทั้งหมดนี่เลยเหรอคะ”
ปลัดรู้สึกเสียศักดิ์ศรี แต่ต้องอดทนไว้ “คุณหญิงรัตนาจะให้มากกว่านี้อีกนะคะ นี่เค้าก็กำลังรอคำตอบจากทางเราอยู่”
ครองสุขอึกอักๆ คุณหญิงสรุปตัดบท “เป็นอันว่าตกลงนะคะ”
จู่ๆ มีมือใครคนหนึ่งมาดึงกระดาษไปจากมือครองสุข ครองสุขตกใจแหงนหน้ามอง
ใหญ่ยิ้มยียวน พูดเสียงดังไปทั่วห้อง
“ตกลงไปเลยครับคุณน้า สินสอดนิดหน่อยแค่นี้ แค่เศษเงินของไร่ไพศาล ขุดขึ้นมาซักตุ่มสองตุ่ม ก็จ่ายได้ชิวๆ”
ครองสุขช็อกตาค้าง มองหน้าใหญ่ มองหน้าปิ่นอนงค์
บรรดาไฮโซในห้องอาหารพากันมองใหญ่ เห็นเสื้อผ้าที่สองคนใส่ต่างพากันซุบซิบๆ สีหน้าดูหมิ่น
ใหญ่เห็นยิ่งทำเสียงดังแนะนำตัวกับคุณหญิง
“ผมขออนุญาตแนะนำตัวก่อน ผมชื่อใหญ่ ทายาทผู้รับมรดกและเจ้าของไร่ไพศาลอย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว”
คุณหญิงกับปลัดงุนงง มองหน้าครองสุข
มือครองสุขจับแก้วมือสั่นระริก คอแห้งผากรีบยกน้ำดื่ม
“ตกลงใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของไร่ ดูเหมือนว่าจะต้องมีใครคนใดคนหนึ่ง ที่แต่งเรื่องหลอกผม” ปลัดฉุนกึก
ครองสุขอึกอัก ใหญ่แทรกขึ้นมา “ไม่มีใครหลอกท่านหรอกครับ ของๆ ผมก็เหมือนของน้องชาย อีกหน่อยไร่นี้ผมก็ต้องยกให้น้องนะ ถูกมั้ยครับคุณน้า”
ครองสุขฝืนยิ้ม “ถูกจ๊ะ ไร่เรากว้างใหญ่ไพศาลถึงแบ่งกันคนละครึ่งก็ตีมูลค่าได้หลายร้อยล้าน หนูอรไม่มีทางลำบากแน่”
อรสอางค์โล่งอก กลัวพ่อโกรธทรรศนะ “จริงๆ ค่ะคุณพ่อ”
คุณหญิงช่วยอีกแรง พูดเบาๆ ไม่ให้น่าเกลียด “ดิฉันก็ไปเห็นมาแล้ว ไร่ที่ว่ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา”
ใหญ่ลงนั่งกับปิ่นอนงค์ ครองสุขหยั่งเชิง “น้าเซอร์ไพร์ซมากเลย ที่เห็นคุณใหญ่แวะมาถึงนี่”
ใหญ่แดกดัน “ก็เกือบจะตายอยู่ในป่าแล้วครับ ถ้าไม่ได้จอมไปช่วย”
ครองสุขตอแหลอย่างเนียน “คุณพระช่วย ทำไมน้าไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นมีใครบอกเลย”
ใหญ่โอบไหล่ปิ่นอนงค์โชว์ อธิบายกับคุณหญิงประชดครองสุข “ผมกับแฟนเข้าไปเที่ยวจู๋จี๋กันในป่า พรานมันเข้าใจผิดว่าผมเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ก็เลยทำร้ายผมน่ะครับ”
ปลัดสนใจขึ้นมาทันที “แย่มาก ไอ้พรานพวกนี้ต้องปราบให้เข็ด”
ใหญ่ฝอยต่อ “พอรอดมาได้ ก็เลยอยากพาแฟนมาเที่ยวปลอบขวัญที่เมืองหลวงเสียหน่อย”
คุณหญิงจะอ้าปากถาม แต่เสียงทรรศนะขัดขึ้นก่อน “ปิ่น คุณใหญ่”
ปิ่นอนงค์หันไป เห็นทรรศนะกับทัศนีย์เดินเข้ามา ปิ่นอนงค์จ้องหน้าทรรศนะ
ทัศนีย์ชอบใจส่งเสียงอ้อแอ้ สภาพยังไม่สร่างเมาดีนัก
“อุ๊ยตาย วันนี้วันรวมญาติหรือเนี่ย”
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 7 (ต่อ)
เวลาเดียวกันนั้น จอมซึ่งพาพรานแจ้งมาทำแผลที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือสถานีอนามัยท้องถิ่น และกำลังรออยู่หน้าห้องผู้ป่วย จอมไม่ทันนึกถึงว่าหน้าต่างห้องผู้ป่วยที่นี่ไม่มีเหล็กดัด และด้านหลังห้องพักเป็นทุ่งโล่ง
จอมนั่งรอ จนกระทั่งพยาบาลเดินออกมาหา
“เย็บแผลให้เรียบร้อยแล้วค่ะ แต่คงต้องให้คนเจ็บนอนพักเพื่อรอดูอาการ”
จอมพยักหน้า พยาบาลเดินไปลับตัวแล้ว จอมรีบเดินเข้าห้อง
แต่แล้วจอมต้องตกใจ ที่เตียงว่างเปล่า จอมตวัดสายตาไปที่หน้าต่างซึ่งเปิดอ้าอยู่ จอมวิ่งไปที่หน้าต่าง ชะโงกไปข้างนอก เห็นพรานแจ้งวิ่งหนีออกจากแนวต้นไม้ที่กั้นอาณาเขตด้านหลังโรงพยาบาล
จอมรีบปีนออกจากหน้าต่างตามไปทันที
พรานแจ้งวิ่งกุมบาดแผลหันไปมองด้านหลัง เห็นจอมไล่ตามมาตะโกนเรียก
“หยุดๆ เดี๋ยวนี้”
พรานแจ้งวิ่งหายเข้าไปในไร่ข้าวโพด จอมไล่ตามเข้าไป หยุดวิ่งมองห เห็นแต่ต้นข้าวโพดสูงท่วมหัว
ที่ด้านหลังจอม พรานแจ้งออกจากที่ซ่อนตัวใช้ไม้ฟาดหลังจอมสุดแรง จอมทรุดล้มลง
พรานแจ้งวิ่งหนี จอมกัดฟันลุกยืน วิ่งแหวกต้นข้าวโพดวิ่งไล่ล่าสุดระทึก
พรานแจ้งพุ่งตัวไปจนพ้นแนวต้นข้าวโพด เจอท้ายรถไถคันใหญ่ถอยมาอย่างเร็ว
พรานแจ้งร้องลั่น “อ๊ากกก”
รถไถถอยชนพรานแจ้งอย่างแรง
จอมตกตะลึง เห็นร่างพรานแจ้งนอนคว่ำหน้าติดคาท้ายรถไถ หัวโดนน็อตเหล็กกระแทกอย่างจัง
คนขับรถไถวิ่งมาดู หน้าตาตื่น “ผมมองไม่เห็นจริงๆ นะครับ”
คุณหญิงจ้องหน้าใหญ่แบบไม่กะพริบตา ปลัดก็มองอย่างรังเกียจ ใหญ่มองตอบแล้วยิ้มๆ
ใหญ่มองรายการอาหาร แล้วโยนคืน
“มันภาษาอะไรวะเนี่ย อ่านไม่ออก เอาอะไรมาก็ได้ที่แพงที่สุดสักสองสามอย่าง ยกมาเลย เฮ้ย เดี๋ยวๆ”
ใหญ่กระดิกนิ้ว บ๋อยหันกลับมา “เอาส้มตำปูปลาร้ามาแก้เลี่ยนด้วย” บ๋อยงง
อรสอางค์ตบโต๊ะลุกยืนทนไม่ไหว “อรจะกลับ” ปรายตามองใหญ่อย่างสะอิดสะเอียน
คุณหญิงดึงมือไว้ กลัวเสียเรื่อง ปิ่นอนงค์กระซิบใหญ่ “กลับเถอะค่ะ”
ใหญ่ไม่สนหยิบแก้วไวน์เดินไปหานะ ใหญ่ชูแก้วกับแขกโต๊ะอื่นๆ ตั้งใจแกล้งอรสอางค์กับทรรศนะ
“วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด เพราะน้องชายสุดที่เลิฟกำลังจะแต่งงานกับลูกสาวปลัดกระทรวงใหญ่ขอเชิญทุกท่านร่วมดื่มแสดงความยินดีกับน้องชายผมด้วยครับ”
ทุกคนมองอรสอ่างค์ซุบซิบๆ ไม่มีใครร่วมดื่มด้วย อรสอางค์อับอายแต่โดนแม่ยึดมือไว้แน่นไม่ให้ตอบโต้
ใหญ่จิ้มนิ้วลงในแก้วไวน์ดูดชิม “รสชาติไม่เลวนี่หว่า” ยกดื่มรวดเดียวหมด “มาๆ ทุกคนดื่มๆ”
ใหญ่คว้าไวน์เทใส่ชามซุบที่หมดแล้ว ยกดื่มอักๆ ดูดดื่มกินจ๊วบๆ เสียงดัง
ทรรศนะทนไม่ไหว ลุกยืนกระซิบใหญ่ “ผมขอร้องล่ะ คุณใหญ่ช่วยกลับไปก่อนได้มั้ย”
ใหญ่โวยวาย “ไม่ต้องอายใคร เราเป็นเศรษฐี ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียดแกแต่งงานเมื่อไหร่ ฉันจะให้ของขวัญแก ไร่เรามีเป็นภูเขาตั้งหลายลูก ฉันยกให้แกลูกหนึ่งแล้วกัน”
แขกในห้องอาหารตาโต ใหญ่เดินไปหาคุณหญิง “ผมเรียนมาน้อย แต่นะเค้าเรียนสูง ต่อไปเค้าก็ต้องช่วยดูแลแทนผมทั้งหมด รับรองลูกสาวคุณหญิง ได้เป็นคุณนายเลี้ยงวัวไปทั้งชาติ ฮ่าๆๆ ชนกันหน่อย”
คุณหญิงจำใจยกแก้วไวน์ชนกับใหญ่ “ฝากลูกอรด้วยนะคะคุณใหญ่”
ใหญ่ชนแก้วกับคุณหญิงอย่างแรง ไวน์ในชามของใหญ่กระฉอก คุณหญิงยิ้มแหยๆ
ทัศนีย์ยกไวน์ทั้งขวดขอชนกับใหญ่ “ขอชนด้วยค๊า...”
ทัศนีย์นีชนกับใหญ่เสร็จ ก็ยกทั้งขวดดื่มอักๆ ครองสุขมองหน้าปลัดที่บึ้งตึงแล้วอยากตาย ปิ่นอนงค์สีหน้าไม่ค่อยดี รู้สึกอึดอัดใจมาก
คุณหญิงดึงครองสุขมาที่ห้องน้ำ “คุณใหญ่เป็นเจ้าของภูเขาเป็นลูกๆเลยเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ ที่คุณหญิงไปเห็นที่ไร่วันก่อนน่ะ แค่ส่วนเดียวพื้นที่ของไร่ครอบคลุมภูเขาไปอีก7-8 ลูก”
คุณหญิงจับอกหัวใจจะวาย “แล้วคุณนะละคะมีภูเขากี่ลูก”
ครองสุขฟุ้ง “ทั้งหมดของคุณใหญ่คือของตานะค่ะ” ลดเสียงพูดเบาๆ “ดิฉันบอกแล้วเหยียบไว้นะคะ คุณใหญ่น่ะสติไม่ค่อยเต็ม”
คุณหญิงตกใจอีกดอก “ตายจริง มิน่า กริยาท่าทางถึงดูบ้าๆ บอๆ พิก๊น”
ครองสุขใส่แหลก “เพราะอย่างนี้ล่ะค่ะ คุณไพศาลถึงได้ยกสมบัติให้ตานะเพราะกลัวลูกชายจะรักษาไว้ไม่ได้ แต่พี่น้องคู่นี้เค้ารักกันมาก ตานะเลยไม่อยากใช้อำนาจทางกฎหมาย”
คุณหญิงพยักหน้าพอใจ “แต่ของแบบนี้เกรงใจกันไม่ได้ ต้องทำให้ชัดเจน อย่างที่ดินแถวสีลมร้อยกว่าไร่ ดิฉันก็เพิ่งโอนชื่อให้ลูกอรไป จะได้เป็นสินสมรสต่อไป”
ครองสุขดีใจเนื้อเต้นแต่เก็บอารมณ์ไว้คิดในใจ “ตานะเอ๊ย เรารวยแล้วลูก”
คุณหญิงยิ้มตอบ คิดในใจ “ถึงจะบ้านนอก แต่ก็ช่วยให้เรารอดตายได้ละ”
พอกลับมาที่โต๊ะ ครองสุขยกแก้วไวน์ชนกับคุณหญิง ยิ้มแย้มมีความสุขทั้งคู่
อรสอางค์หน้าบึ้งตึง ทรรศนะบีบมือให้ใจเย็นๆ ปลัดลุกยืน
“จบแล้วใช่มั้ย ผมจะได้ลากลับ”
อรสอางค์ถือวิสาสะสั่งบ๋อยที่ยืนดูแลอยู่ “เช็กบิลได้เลย”
“พ่อไปรอที่รถนะ” ปลัดบอกกับครองสุข “พอดีผมมีประชุมแต่เช้า”
ใหญ่กับปิ่นยกมือไหว้ ปลัดเชิดไม่มอง เดินไปเลย ใหญ่ยิ้มหมั่นไส้ท่าทางยโสของปลัด
ครองสุขรับบิลจากบ๋อย ครองสุขถือบิลมือสั่น
“แสนเจ็ด!”
ทรรศนะกระซิบ “ไวน์ก็ขวดเหยียบแสนแล้วครับ”
ใหญ่เอ่ยขึ้น “มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง ถือว่าฉลองให้น้องชายผม”
ใหญ่ปรบมือสองที ปานเทพเข้ามาพร้อมถุงเงินใบใหญ่ เป็นถุงผ้าป่านแบบมีเชือกรูดปิดปาก
“ในนี้มีเงินอยู่สักแสนแปด คงพอ”
ใหญ่ล้วงออกมาเป็นแบงก์ยับยู่ยี่ “เงินมันเยอะเลยไม่มีเวลานับ นับเอาเองนะน้อง ส่วนที่เหลือ ให้เป็นทิป”
บ๋อยตาลุก รีบอุ้มถุงเงินไป “ทิปเป็นหมื่นเลยเหรอ” ครองสุขมองเงินแล้วเสียดาย
คุณหญิงมองหน้าอรสอางค์เป็นเชิงบอกลูกสาวว่ามันรวยจริง “ขอบใจนะจ๊ะพ่อใหญ่ น้ำใจงามจริงๆ”
“มีแค่นี้ทำเป็นอวดรวย ไปเถอะค่ะ” อรสอางค์เหยียดยิ้มแล้วจะเดินไป
ใหญ่รีบลุกยืน “ยังไปไม่ได้ครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทุกคนทราบ”
ใหญ่ฉุดปิ่นอนงค์ให้ลุกขึ้น ปิ่นอนงค์ทำตามงงๆ ใหญ่ดึงปิ่นอนงค์เข้ามากอด
“ผมกับปิ่น เราจะแต่งงานกัน”
ทุกคนตะลึง ปิ่นอนงค์ช็อก “กำหนดวันงาน คืออีก 2 วันข้างหน้า ขอเรียนเชิญคุณหญิงกับท่านปลัดไปเป็นเกียรติในงานด้วยนะครับ”
อรสอางค์เชิดใส่สีหน้าดูแคลน “ก็ดูสมกันดีนี่ คนบ้านป่ากับลูกสาวคนใช้”
ทรรศนะมองหน้าปิ่นอนงค์ “จริงเหรอปิ่น”
ปิ่นอนงค์มองทรรศนะกับอรสอางค์เลยอยากประชด “จริงค่ะ ปิ่นจะแต่งงานกับคุณใหญ่ เราสองคนรักกัน”
“คุณพ่อรออยู่นะคะนะ”
ทรรศนะยอมให้อรสอางค์คล้องแขนออกไป คุณหญิงกับครองสุขเดินตาม ปิ่นอนงค์มองทรรศนะที่โอบเอวอรสอางค์แล้วยิ่งเจ็บปวด ใหญ่มองหน้าปิ่นอนงค์ สงสารจับใจ
สามคนพักค้างที่โรงแรมแห่งนั้น
“ว่าไงนะ พรานแจ้งมันตายแล้วเหรอ” ใหญ่ตะลึงเมื่อปานเทพบอก
“ลุงหวินโทรมาบอกเมื่อกี๊ มันพยายามหลบหนี แต่โชคร้ายโดนรถไถถอยมาชนตาย เป็นอันว่างานนี้สาวไปถึงมือจ้างวานไม่ได้ ละครปิดวิก”
ใหญ่หน้าเครียด “แล้วไอ้ธีระ”
“ถ้าแกไม่คิดแจ้งตำรวจ คงต้องปล่อยมัน” ใหญ่คิด ปานเทพบอกต่อ “ไอ้ใหญ่ พรานแจ้งมันเป็นพยานที่เอานังคุณนายเข้าคุกได้ แต่แกทิ้งมันแล้วมาเล่นไร้สาระที่นี่ นับวันฉันยิ่งไม่เข้าใจแก”
ใหญ่บอก “ฉันอยากมาดูว่าคุณนายครองสุขมันจะมาทำอะไรที่นี่ มันอาจจะติดต่อทนายเล่นงานเราก็ได้”
ปานเทพไม่เชื่อ “ไม่ใช่ แกอยากมาดูว่า พ่อแม่อรสอางค์จะยกลูกให้ไอ้นะหรือเปล่าต่างหาก”
ใหญ่อึ้งที่เพื่อนรู้ทัน “ทำไมฉันต้องทำอย่างงั้น บ้า”
ปานเทพรู้ทันอีก “แกอยากให้สองคนนี่แต่งงานกัน ทรรศนะจะได้ไม่ต้องมาเป็นศัตรูหัวใจแกต่อไป...ไม่งั้นแกคงไม่ทุ่มเทเงินทองเพื่อสร้างเครดิตให้ทรรศนะหรอก ฉันพูดถูกมั้ย”
ใหญ่รีบตัดบท “แกก็คิดมาก ฉันแค่ลงทุนนิดหน่อยๆ เพื่อรอดูวันที่พวกนั้นจะหน้าแตกหมอไม่รับเย็บแค่นั้น”
“งั้นที่แกบอกว่าจะแต่งงานกับปิ่นแกก็แกล้งด้วยใช่มั้ย”
ปิ่นอนงค์เข้ามาทันได้ยินคำพูดปานเทพพอดี จึงหันมามองหน้าใหญ่ถามเป็นเชิงขอคำตอบ “คุณใหญ่คะ”
ใหญ่ไม่ยอมตอบแกล้งขอตัวเข้าห้องน้ำ สักครู่หนึ่งก็นุ่งผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำ ปิ่นอนงค์นั่งรออยู่รีบผุดลุก อายมากหันหน้าไปทางอื่น
“ไหนคุณใหญ่บอกว่าขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไง แล้วจะออกไปคุยกันข้างนอก”
“คิดไปคิดมามันเกิดขี้เกียจ นั่งคุยกันบนเตียงดีกว่า”
ใหญ่นั่งบนเตียง ตบฟูกข้างตัวเรียกปิ่นอนงค์ “ปิ่นยืนคุยตรงนี้ได้ค่ะ”
“ถ้าไม่เดินมาดีๆ โดนอุ้ม จะเอาแบบไหน”
ปิ่นอนงค์กลัว เดินเอียงๆ เข้าไปหา ตาก็มองไปทางอื่นเพราะใหญ่โป๊ไม่กล้ามอง
ใหญ่อมยิ้มขำปิ่น แกล้งตวาด “เดินให้มันเร็วๆ หน่อย เดินเอียงๆ เป็นแม่ปูขาเกไปได้”
ปิ่นอนงค์นั่งที่ขอบเตียงห่างจากใหญ่ “ว่ามา มีอะไรจะคุยกับฉัน”
“เรื่องแต่งงาน คุณใหญ่พูดเล่นใช่มั้ยคะ”
ใหญ่กระเด้งยืน “ทำไมคิดว่าฉันพูดเล่น”
“เพราะเราไม่ได้รักกัน”
ใหญ่อึ้ง เจ็บจี๊ดขึ้นมาอีก “ก็ไม่เห็นต้องรัก ก่อนหน้านี้มีคนเอาลูกมาขัดดอกฉันเยอะแยะ สาวๆพวกนั้นก็กรี๊ดฉันทุกคน”
ปิ่นอนงค์ลุกยืน “ถ้าเป็นเรื่องหนี้สามแสน คุณใหญ่ก็จับปิ่นเข้าคุกได้ ไม่เห็นต้องบังคับให้ปิ่นแต่งงานด้วย”
ใหญ่เดินมาหาปิ่นอนงค์แกล้งมองด้วยสายตาโลมเลีย ปิ่นอนงค์กลัวถอยหลังไปสองสาวก้าว แล้วหันตัวกลับจะวิ่งหนี ใหญ่คว้าแขนกระชากกลับมาปะทะอกใหญ่
“ถ้าฉันบอกเธอว่า ฉันชอบเธอล่ะปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์ตะลึง สองคนสบสายตากันไปมา
ใหญ่เคลิ้มก้มหน้าหาปิ่นอนงค์ช้าๆ ปิ่นอนงค์ได้สติผลักใหญ่เซไป
“ไม่จริง คุณใหญ่ต้องการแกล้งปิ่น เหมือนที่เคยกลั่นแกล้งปิ่นมาตลอด คุณเป็นคนขาดความรัก คุณก็เลยไม่อยากเห็นใครมีความสุข”
ใหญ่โกรธ ประชดกลับ “ใช่ ฉันชอบแกล้งเธอปิ่นอนงค์ ยิ่งเห็นเธอร้องไห้บอกตรงๆ ฉันมีความสุขเป็นบ้า”
“ได้ค่ะ ปิ่นจะให้คุณแกล้งปิ่นจนกว่าจะสมใจ เพราะทุกวันนี้ ปิ่นเองก็ไม่เคยมีค่าในสายตาของใครอยู่แล้ว”
ปิ่นอนงค์เดินหนีออกจากห้อง ใหญ่สัญญากับตัวเอง พูดเบาๆ อย่างหมายมั่น
“ฉันจะทำให้เธอเป็นปิ่นอนงค์ที่ใครๆก็ต้องอิจฉา”
บ่ายวันต่อมา ปานเทพพาปิ่นอนงค์ไปช้อปปิ้งตามคำสั่งใหญ่ ที่กำชับว่าต้องเป็นร้านแบรนด์ดัง ปิ่นอนงค์มายืนอยู่หน้ากระจกดิสเพลย์หน้าร้านหรู ปิ่นอนงค์มองที่เสื้อผ้าชุดหรูบนตัวหุ่น แล้วก้มมองเสื้อผ้าตัวเอง เป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์เก่าๆ
“พาปิ่นไปซื้อตามตลาดนัดก็พอค่ะ” ปิ่นอนงค์บอก แต่ปานเทพไม่ยอม
“ไม่ได้หรอกครับ ถ้าไอ้ใหญ่รู้มันเล่นงานผมตาย เวลามันโมโห มันยิงดะ กับผมมันก็ไม่เว้น”
ปานเทพเอามือกุมหัว เหล่มองปิ่นอนงค์
ปิ่นอนงค์เห็นใจปานเทพ ตัดสินใจเดินเข้าร้าน
“ยัยนี่ขี้สงสารคนอย่างที่ไอ้ใหญ่บอกไว้ไม่มีผิด”
พนักงานขายของมองปิ่นอนงค์ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์เก่าๆ หัวจรดเท้า ด้วยสายตาดูแคลน
ปานเทพตามเข้ามารีบยื่นบัตรเครดิตให้ “ช่วยเอาเสื้อผ้าที่มีอยู่ทั้งหมด มาให้คุณผู้หญิงท่านนี้เลือก อย่างด่วนเลย”
พนักงานรับบัตรเครดิตมา รีบกุลีกุจอเชิญปิ่นอนงค์เข้าห้องลองชุด
ขณะที่ปิ่นอนงค์อยู่ในห้องลองเสื้อ แต่ยังไม่ได้ลองสักที รีบพลิกดูป้ายราคาก่อน เห็นราคาปิ่นอนงค์ก็อุทานด้วยความตกใจ
“หมื่นสอง!”
ในที่สุดปิ่นอนงค์ส่งให้พนักงานชุดเดียว “เอาชุดนี้ชุดเดียวพอค่ะ”
ปานเทพที่นั่งรออยู่รีบพุ่งเข้าไปหา “ไม่ได้นะครับ”
ปิ่นอนงค์พูดเบาๆ “มันแพงเกินไปค่ะ”
“เอาทุกชุดที่คุณผู้หญิงลองแล้วสวย ใส่ถุงเลยครับ” ปานเทพบอกพนักงาน
“นายปาน มันมากไปนะ”
“ผมต้องทำตามคำสั่งไอ้คุณใหญ่ครับ ถ้าไม่อยากปวดหัว ยอมๆ มันไปเถอะครับ” ปานเทพเตือน
ปิ่นอนงค์บ่น “แล้วคุณใหญ่อยู่ไหนคะ เที่ยวสั่งคนนั้นคนนี้ แต่ตัวเองกลับหายไป”
พงษ์กับลูกน้องปลอดยืนอารักขาอยู่หน้าประตูห้อง ส่วนในห้องเวลานั้น ปลอดนั่งอยู่ตรงข้ามใหญ่ กำลังถามย้ำที่ใหญ่บอก สีหน้าไม่เห็นด้วยนัก
“แต่งงาน! ผมไม่เข้าใจสิ่งที่คุณใหญ่ทำ เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะครับ”
“ผมเข้าใจว่าอาเป็นห่วง แต่ที่ผมทำผมมีเหตุผล อีกอย่างปิ่นอนงค์ก็ไม่ใช่คนร้ายกาจอะไร”
“ผมกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนสมัยที่คุณไพศาลโดนนังแม่มดร้ายมันหลอกเอา หนนี้มันก็อาจส่งปิ่นอนงค์มาหลอกคุณใหญ่ก็เป็นได้”
ใหญ่เถียง “ผมไม่เหมือนพ่อนะครับอา”
“แต่ผู้ชายตายน้ำตื้นเพราะผู้หญิงกันมามากแล้วนะครับ” ปลอดว่า
“รอให้ผมใช้ปิ่นหาความจริงเรื่องการตายของพ่อสำเร็จเมื่อไหร่ ผมก็เลิกกับปิ่นอนงค์ทันที”
ปลอดทักท้วง “ต่อสู้ทางศาลไม่เร็วกว่าเหรอครับ แค่คุณใหญ่ร้องต่อศาลว่ายังมีชีวิตอยู่ ความจริงทุกอย่างก็จะปรากฏ”
ดวงตาใหญ่ ปวดร้าว นิ่งไปสักครู่ “ผมไม่กล้ายืนพูดต่อหน้าศาล ผมกลัว กลัวที่ต้องเล่าอดีตของผมกับพ่อให้ใครต่อใครรู้ ผมเจ็บทุกครั้งที่เห็นพ่อเกลียดผม”
เหตุการณ์ที่เรือนใหญ่ในอดีตผุดขึ้นมาหลอกหลอนใหญ่อีก
วันนั้นไพศาลชี้หน้าด่าใหญ่ “แกไม่ใช่ลูกฉัน ลูกฉันต้องไม่ใช่นักเลงโต เที่ยวชกต่อยใครไม่เลือกหน้าอย่างนี้ โตไปคงไม่แคล้วเป็นโจร”
ใหญ่เสียใจ มองทรรศนะปากแตกยืนร้องไห้ข้างไพศาล
ใหญ่ดึงตัวเองกลับมา ใบหน้าหมอง
“ทุกวันนี้ผมเดินไปตรงไหนในไร่ ผมก็เห็นแต่หน้าพ่อชี้หน้าด่าผม พ่อเอาใจแต่ไอ้นะ เข้าข้างยัยคุณนาย”
ใหญ่ยกมือปิดหน้า ซบที่หัวเข่า “ความจริงแล้วผมไม่อยากได้ไอ้สมบัติพวกนี้เลยสักนิด”
ใหญ่เงยหน้ามองปลอดพูดเสียงเครือ “ผมแค่อยากกลับบ้านครับอา”
ปลอดเข้าใจดึงใหญ่เข้ามากอดปลอบโดยไม่รบเร้าอะไรอีก
ตกตอนค่ำ ใหญ่มาหยุดยืนหน้าห้องปิ่นอนงค์ ไขกุญแจเข้าห้องมา มองไปที่ถุงเสื้อผ้าซึ่งซื้อมาใหม่หลายถุง มองหาปิ่นอนงค์ไม่เจอ ใหญ่เดินไปเปิดดูห้องน้ำร้องเรียก
“ปิ่นอนงค์ !”
เห็นเงียบไม่มีเสียงตอบรับ ใหญ่เดินพล่านหาตรงนั้นตรงนี้ก็ไม่เจอ
“ปิ่นอนงค์!” ใหญ่ตะโกนใจคอไม่ดี “หรือว่าคิดฆ่าตัวตาย”
ใหญ่พุ่งไปที่หน้าต่าง เปิดดูตรงระเบียง ชะโงกตัวออกไปมองหา
ด้านปิ่นอนงค์เปิดประตูเข้าห้องมา เห็นใหญ่ทำท่าแปลกๆ จึงเดินตรงไปหาใหญ่
“คุณใหญ่ทำอะไรอยู่คะ”
ใหญ่สะดุ้งโหยง หันกลับมา “เฮ้ย! ตกใจหมด”
“ดูอะไรอยู่เหรอคะ”
ใหญ่แก้เก้อรีบโวยวายกลบเกลื่อน “ดูวิว แล้วเธอล่ะหายไปไหนมา ห้องหับไม่รู้จักอยู่”
“แม่บ้านลืม น้ำยาทำความสะอาดไว้ ปิ่นก็เลยเอาไปคืน”
ใหญ่มองไปที่ถุงเสื้อผ้า “ทำไมยังไม่ใส่ชุดใหม่ ลองไปใส่ให้ดูหน่อยสิ”
ปิ่นอนงค์รับคำง่ายๆ “ค่ะ”
ใหญ่แปลกใจ “ทำไมว่าง่ายจัง”
“มีคนบอกว่า ให้ยอมๆ คุณใหญ่ไป ก็จะไม่มีเรื่อง”
“ใครบอก”
“คนค่ะ”
“ก็รู้แล้วว่าคน หมูหมากาไก่มันคงพูดได้หรอก”
ปิ่นอนงค์เหนื่อยหน่ายเหลือทน แต่น้ำเสียงยังนุ่มนวล “อย่าทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยค่ะ บอกธุระของคุณใหญ่มาเถอะ”
“พรุ่งนี้ เธอกลับไร่ไปกับปานก่อน เรื่องชุดแต่งงานที่เธอไปลองไว้เมื่อตอนบ่าย เค้าจะจัดส่งตามไป”
ปิ่นอนงค์แปลกใจ “คุณใหญ่ไม่ไปด้วยเหรอคะ”
ใหญ่ยิ้มยียวน “ทำไมจ๊ะ กลัวจะทนคิดถึงว่าที่สามีไม่ไหวหรือไง เอ๊ะหรือว่า จะวางมัดจำไว้ก่อนดี”
แล้วใหญ่ก็จุ๊บแก้มปิ่นอนงค์อย่างรวดเร็วจนปิ่นอนงค์ตั้งตัวไม่ทัน
เห็นปิ่นอนงค์ยืนตะลึง ใหญ่ยิ้มชอบใจเดินไปที่ประตู หันกลับมาย้ำ
“อีกสองวันเจอกันที่ไร่ ฉันมีเซอร์ไพร์ซให้เธอ”
ใหญ่ออกไป ปิ่นอนงค์จับแก้มตัวเอง รู้สึกใจเต้นโครมคราม
ครองสุขกลับจากกรุงเทพฯ มาถึงไร่ อุ่นเรือนไม่รู้เรื่องอะไร ยกกระเป๋าตามครองสุขเข้าห้อง หน้าตาอมทุกข์ กังวลเรื่องลูกสาว
“คุณนายต้องช่วยอุ่นนะคะ คุณใหญ่ลากปิ่นเข้ากรุงเทพฯ ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย”
ครองสุขถอดนาฬิกา ต่างหูวางบนโต๊ะเครื่องแป้ง
“แล้วแกจะให้ฉันช่วยยังไง”
“ส่งคนงานไปช่วยก็ได้ค่ะ หรือไม่ก็แจ้งตำรวจที่กรุงเทพฯ”
ครองสุขเยาะ “คงยากมั้ง เรื่องผัวๆ เมียๆ คงไม่มีตำรวจหน้าไหนไปยุ่ง”
อุ่นเรือนตาค้าง ไม่เข้าใจความหมาย “ผัว เมีย”
ครองสุขหันขวับมามองอุ่นอย่างแค้นเคือง
อุ่นเรือนปฏิเสธพัลวัน “ไม่ใช่นะคะ นังปิ่นมันไม่ใช่”
ครองสุขตบอุ่นเรือนจนหน้าหัน แล้วชี้หน้าด่าซ้ำ
“เลิกทำหน้าซื่อกับฉันเสียที แกสมคบกับลูกแก แกล้งให้มันหนีเพื่อโก่งค่าตัวไอ้ใหญ่ ตอนนี้สมใจแล้วนี่ ไอ้ใหญ่มันพาปิ่นไปหาฉัน ประกาศจะแต่งงานกับลูกสาวแกต่อหน้าครอบครัวหนูอร”
อุ่นเรือนตกใจมากยกมือทาบอก “พระช่วย”
ครองสุขแดกดันต่อ “ไอ้ใหญ่มันเอาเงินฟาดหัวแกเท่าไหร่ล่ะ”
อุ่นเรือนปฏิเสธ “ไม่นะคะ อุ่นไม่เคยรับเงินคุณใหญ่ เงินโจร เงินที่ปล้นจี้มา ใครเอาไปใช้ชีวิตก็จะมีแต่ความหายนะคุณนายเชื่ออุ่นนะคะ อุ่นไม่เคยคิดทรยศคุณนาย”
“คำพูดของแกไม่มีความหมายเท่ากับการกระทำหรอกฉันหลงเชื่อแกมามากแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะไม่หลงกลแกอีก”
ครองสุขผลักไสอุ่นเรือนออกไป แล้วเดินออกจากห้อง อุ่นเรือนเจ็บแค้นเคืองโกรธในตัวปิ่นอนงค์นัก
หน้าห้องขังธีระที่เรือนคนงานเวลานั้น ประตูสะเทือน พร้อมกับมีเสียงทุบประตูปังๆ เปี๊ยกนั่งหลับนกอยู่สะดุ้งตื่น
ธีระทุบประตูปากก็ตะโกนไม่ยอมหยุด “พวกแกจะใช้กฎหมู่ทำกับสุจริตชนอย่างฉันไม่ได้นะโว้ย ปล่อยฉัน ไม่งั้นฉันจะฟ้องพวกแกข้อหาลิดรอนเสรีภาพ กักขัง หน่วงเหนี่ยว”
เปี๊ยกยืนส่งเสียงโวยวายกลับไปแปลได้ว่าเอาเลยไม่กลัวโว้ย ขืนพูดมากจะโดนอัดเละ
ธีระปวดกบาลฟังไม่รู้เรื่อง “มันพูดอะไรของมันวะ ไอ้ใบ้ ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน เปิดประตูเดี๋ยวนี้”
เปี๊ยกโมโหโวยวายว่าด่าพ่อแม่กูเหรอ เปี๊ยกจึงเปิดประตูเข้าไป ชี้หน้าด่าธีระเป็นชุดที่มาด่าพ่อแม่ตัวเอง
ธีระชี้หน้าด่าตอบไม่กล้าเข้าไปลุย “ฟังไม่รู้เรื่องโว้ย” ธีระกำหมัดแน่น “แน่จริงก็เข้ามาเลยดีกว่า”
เปี๊ยกตั้งหมัดส่งเสียงอ้อแอ้ตามประสาเรียกให้ธีระเข้ามาก่อน “แกก็เข้ามาก่อนสิ มาๆ มาเลย” ธีระไม่ยอม
เปี๊ยกโวยวายกลับทำนองว่าแกนั่นแหละเข้ามาก่อน ธีระหันไปคว้าของใกล้ตัวปาใส่เปี๊ยกสุดแรง เปี๊ยกปัดป้องหลบทัน ธีระสบโอกาสผลักเปี๊ยกทะเล่อทะล่าวิ่งหนีออกมาหน้าห้องชนครองสุขจนเซแซดๆ
“ว้าย ตาเถร”
ธีระรีบประคอง “ขอโทษๆพี่”
เปี๊ยกวิ่งออกมา ธีระรีบหลบหลังครองสุข “ช่วยผมด้วยพี่ ไอ้เปี๊ยกมันจะฆ่าผม”
ครองสุขชี้หน้าตวาดเปี๊ยก “แกกล้ากับฉันเหรอไอ้เปี๊ยก”
เปี๊ยกชะงัก
สองคนอยู่ในห้องทำงานครองสุข ธีระรีบแก้ตัวเรื่องพรานแจ้ง
“พี่ไม่ต้องกลัวนะ ไอ้พรานที่ผมจ้างมันถูกรถชนตายไปแล้ว ถึงไอ้ใหญ่สงสัยเราก็ไม่มีพยานหลักฐาน”
ธีระว่าแต่ครองสุขไม่วางใจ “แล้วไอ้เจิดไอ้ก้านล่ะ”
“ผมคิดว่ามันรู้แกว เลยหนีไปซ่อน ผมจะพยายามติดต่อมันเอง” กอดอ้อนครองสุข “พี่อย่าโกรธผมเลยนะ คืนนี้ผมจะช่วยพี่ให้หายเครียดเอง”
ครองสุขผลักธีระออก “หายเครียดเหรอ ไอ้ใหญ่มันจะแต่งงานกับนังปิ่นแล้วสมบัติมันต้องตกไปอยู่กับนังปิ่นอีกครึ่งนึง รู้ไว้ซะด้วย”
ธีระได้ฟังก็ตกใจมาก เรื่องชักจะยุ่งไปกันใหญ่
โปรดติดตามตอนต่อไป
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #7 on:
20 October 2026, 08:37:48 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000077573
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 8
เผยแพร่: 25 มิ.ย. 2555 04:38 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 8
รถตู้คันหนึ่งวิ่งมาจอดหน้าเรือนคนงาน น้อยกับหวาน ยืนมอง สงสัยว่าใครมา ปานเทพลงรถมาคนแรก พร้อมถุงเสื้อผ้าอีกหลายถุง
ปิ่นอนงค์อยู่ในชุดกระโปรงผ้าชีฟองแซมลายลูกไม้เรียบหรูดูเป็นผู้ดี ใส่หมวกปีกกว้าง ใบหน้าแต่งเข้มขึ้นกว่าที่ทุกคนเคยเห็นมาก่อน ชนิดผิดหูผิดตาไปเลย ค่อยๆ ก้าวตามลงมาจากรถตู้ น้อยกับหวานเพ่งมองแต่จำไม่ได้
“ใครวะ สวยฉิบเป๋ง หรือว่าแฟนผู้จัดการ” หวานว่า
“หน้ายังกับโจรห้าร้อยเนี่ยนะ มีแฟนสวยหยาดเยิ้มหยดย้อยขนาดนี้” น้อยบอก
ปิ่นอนงค์ยิ้มกว้างให้ “พี่หวาน น้อย”
หวานกะน้อยจำเสียงได้ เขม้นมอง รู้ว่าเป็นปิ่นอนงค์ “ปิ่น” / “พี่ปิ่น”
หวานกับน้อย วิ่งไปหา ตื่นเต้นกันยกใหญ่ “ไปทำอะไรมาเนี่ยปิ่น สวยเป็นบ้าจนจำแทบไม่ได้”
น้อยตื้นตัน “ชุดสวยจังพี่ปิ่น ซื้อที่กรุงเทพฯเหรอ ใครซื้อให้ แพงมั้ย”
ปานเทพส่งถุงเสื้อผ้าให้น้อยรับไป“คุณใหญ่ซื้อให้ทั้งหมด เอาไปแขวนให้คุณปิ่นด้วย”
หวานกับน้อยหน้าเจื่อนมองหน้ากันไปมา เพราะไม่อยากให้ปิ่นอนงค์เป็นนางบำเรอใหญ่
ปานเทพมองไปทางไร่เห็นถวิลมาพอดี “นายหวินมาพอดี”
ถวิล จอม เปี๊ยก รีบร้อนเข้ามา “คุณนายเอาตัวคุณธีระไปแล้วครับ”
ปานเทพคิดไว้แล้วต้องเป็นอย่างนี้ “ไม่เป็นไร รอให้งานมงคลผ่านไปก่อน ค่อยว่ากันอีกที”
จอมมองปิ่นอนงค์อย่างตกตะลึงความสวย “งานมงคลอะไรเหรอผู้จัดการ”
ปานเทพบอกทุกคน “งานแต่งงานของคุณใหญ่กับคุณปิ่น” หันมาทางถวิล “นายหวินรีบเรียกประชุมคนงานทั้งหมด ผมจะจ่ายงานให้ช่วยกันเตรียมงานแต่ง”
ทุกคนงุนงง จ้องปิ่นเป็นตาเดียว อุ่นเรือนเดินเข้ามาเสียงแข็ง
“จะไม่มีงานแต่งอะไรทั้งนั้น!”
ทุกคนอึ้ง ปิ่นอนงค์ตกใจ “แม่”
สองแม่ลูกอยู่ในห้องนอนปิ่นอนงค์ อุ่นเรือนคาดคั้นเอาเรื่องกับปิ่นอนงค์
“อธิบายมา”
“ปิ่นไม่มีอะไรจะอธิบายจ้ะแม่”
“หมายความว่า แกเต็มใจแต่งงานกับคุณใหญ่”
“ปิ่นเป็นหนี้คุณใหญ่ แม่ก็รู้ แต่งงานแค่นี้เรื่องเล็กน้อยมาก ถ้าแลกกับการที่ต้องติดคุก หรือแม่อยากให้ปิ่นติดคุกละจ๊ะ”
อุ่นเรือนอึ้งไป “ฉันมันผิดเอง ฉันไม่น่าพาแกมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก” แล้วเดินออกทันที
ปิ่นอนงค์เสียใจนัก ทรุดนั่งลงข้างกระเป๋าเดินทาง อ่อนล้าเต็มทีแล้ว
วันต่อมาปิ่นอนงค์แวะมาหาจินตนาที่บ้าน สองสาวคุยกันอยู่ในสวนบ้านจินตนา ทว่าปิ่นอนงค์เอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จาตั้งแต่มาถึง จินตนายืนมองตัดสินใจอ้าปากจะพูด
“ปิ่น...”
ปิ่นอนงค์สวนคำออกมาก่อน “เราฟังมามากแล้วจิน เราหลบมาที่นี่เพราะไม่อยากได้ยินใครพูดอะไรอีก”
จินตนาอดทักท้วงไม่ได้ “แต่เราทนเงียบอยู่ไม่ได้ ทุกคนก็คงคิดเหมือนๆกัน ปิ่นแต่งงานกับคนอย่างคุณใหญ่ได้ยังไง เราคิดจนหัวจะแตก ก็คิดไม่ออก”
ปิ่นอนงค์หันมามองจินตนาน้ำตาไหลพราก “เวลานี้ เราแค่อยากให้มีใครสักคนปลอบเราบ้าง”
จินตนาแสนสงสารปิ่นอนงค์ ลงนั่งข้างๆ โอบไหล่
“โอเค เราไม่พูดแล้วก็ได้ เธอจะเอายังไงก็เอา”
ปิ่นอนงค์ยิ้มเศร้าๆ แทนคำตอบ จินตนาทนไม่ไหวร้องออกมา
“โอ๊ย แต่ยังไงเราก็อยากรู้ว่าปิ่นยอมแต่งกับคุณใหญ่เพราะอะไร”
ปิ่นอนงค์ส่ายหน้า “เราไม่รู้ เราแค่อยากจะทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวเองเจ็บยิ่งเจ็บมากยิ่งดี เราเกลียดตัวเอง เกลียดสิ่งที่เราเป็นอยู่”
“แบบนี้เค้าเรียกว่า ประชดชีวิต แล้วเธอจะพบเองว่ามันไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่เป็นการทำร้ายตัวเอง”
จินตนาจับมือปิ่นอนงค์ปลุกปลอบใจ “คิดใหม่อีกทีนะปิ่น”
ปิ่นอนงค์นิ่งไปไม่ตอบ
ที่เรือนใหญ่ก่อนถึงวันแต่ง มีการเตรียมความพร้อมอย่างคึกคัก บรรดาคนงานหญิง นำทีมโดยหวานและน้อย ช่วยกันแต่งซุ้มดอกไม้ตรงทางเข้าเรือน ถวิลชี้สั่งงานให้คนงานชายยกตั่งรดน้ำสังข์เข้ามาในเรือนใหญ่
ครองสุขเดินเข้ามาถวิลถาม “จะให้ตั้งตรงไหนดีครับคุณนาย”
ครองสุขเอ็ดเอา “ไม่ต้องมาถามฉัน อยากจะวางตรงไหน ก็วางๆ ไปนั่นแหละ มันก็แค่งานแต่งของโจรกับคนใช้ จะอะไรกันนักหนา”
ถวิลย้อน “โจรที่คุณนายว่า คือเจ้าของไร่ไพศาลนะครับ”
ครองสุขของขึ้น “อ้อ นี่ย้ายข้างกันแล้วใช่มั้ย จำไว้เลยนะแก”
ถวิลให้คนงานเอาตั่งไปตั้งตรงจุดที่ประดับดอกไม้ไว้อย่างสวยงาม
ระหว่างนั้นอรสอางค์กับทรรศนะเดินเข้ามายืนข้างๆ ครองสุข
“นึกว่ามันจะทำกันง่ายๆซะอีก ลงทุนไม่ใช่เล่น” อรสอางค์หยัน
ครองสุขรีบหันมา “งานแต่งของหนูอร มันต้องดีกว่านี้ เลิศกว่านี้”
“แน่อยู่แล้วค่ะ งานของอร ต้องประดับด้วยดอกทิวลิปทั้งหมด” อรสอางค์ฝันเฟื่อง
ครองสุขยิ้มรับคำ “ได้จ้ะ น้าจะจองทิวลิปที่สวนแถวเมืองนนท์ไว้ล่วงหน้า”
อรสอางค์เกทับ “ทิวลิปปลูกในเมืองไทยไม่เอานะคะ อรรับไม่ได้ต้องเป็นทิวลิปที่สั่งตรงจากฮอลแลนด์ หรือตุรกีเท่านั้น”
อรสอางค์มองจ้องหน้าทรรศนะเป็นเชิงบอกให้รับรู้ ทรรศนะรีบเออออไปก่อน
“ครับๆ”
อรสอางค์ยิ้มพอใจ ครองสุขรีบช่วยผสมโรง
“ใช่ สำหรับหลานสะใภ้คนนี้ ต้องเหมาเครื่องบินทั้งลำบรรทุกดอกไม้มาส่ง น้าก็ทำให้”
พอลับหลังครองสุขแอบทำปากงุบงิบด่าอรสอางค์ แล้วหันมายิ้มแย้มให้
เวลานั้นทัศนีย์ปัดพานทิ้ง แล้วลงไปนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นออฟฟิศรีสอร์ต พอประไพถือดอกกุหลาบเข้ามาเห็นก็ตกใจ
“ทำไมทำแบบนี้ละคะคุณนี”
ประไพก้มเก็บพานขึ้นมา ทัศนีย์ลุกยืนพลางขึ้นเสียง “จะทำ”
“แต่ผู้จัดการสั่งให้คุณนีช่วยทำพานขันหมากนะคะ แค่ฉีกใบตองจัดวางบนพานแค่นี้เอง”
ข้างๆ ทัศนีย์มีพานใหญ่วางเรียงอยู่หลายใบ “ไม่ทำ ใครสั่งคนนั้นมาทำเอง”
ปานเทพเดินเข้ามาพอดี “ถ้าคุณหนูนีเค้าไม่อยากทำ ก็อย่าไปบังคับเค้า”
ทัศนีย์เชิดใส่ปานเทพ ทำท่าจะเดินหนีไป ปานเทพขยับเดินมาขวางหน้า
“คุณไปตามคนงานที่ทำหน้าที่เก็บขี้วัวให้มาช่วยงานคุณประไพ ส่วนคุณก็ไปเก็บขี้วัวแทนคนงาน”
ทัศนีย์ท้าทาย “นายกล้าเหรอ”
“ปาน ป่าหวายเสือร้ายแห่งชายแดน ทำไมจะไม่กล้าวะ”
ปานเทพสวมวิญญาณเสือร้าย เดินไปคว้าเก้าอี้ไม้เก่าๆ ทุ่มลงพื้น เก้าอี้พัง ขาเก้าอี้หลุด ประไพรู้สึกตกใจถอยหลบ ทัศนีย์หนาว ปานเทพหยิบขาเก้าอี้ขึ้นมาชี้หน้าทัศนีย์
“จะทำไม่ทำ”
ทัศนีย์มองขาเก้าอี้สะดุ้งโหยง “ทำก็ได้”
ว่าแล้วทัศนีย์รีบวิ่งจู๊ดออกไปทันที ปานเทพหันมาทางประไพ
“คนแบบนี้พูดดีๆไม่ฟังครับ ต้องใช้ความรุนแรง”
ประไพมองเก้าอี้ตาละห้อย “เก้าอี้ตัวนี้ทำจากไม้แท้ที่มีอายุถึงร้อยปีนะคะ เป็นของเก่าที่ประเมินราคาไม่ได้”
ปานเทพอยากจะร้องไห้ “จึ๊ย จริงหรือครับ เหอๆ แล้วผมจะพยายามซ่อมให้”
จินตนามาส่งปิ่นอนงค์ ที่บริเวณใกล้กับคอกวัวในไร่ ยื่นหน้าออกมาจากตัวรถ
“พรุ่งนี้เราจะมาช่วยปิ่นแต่งตัวแต่เช้ามืดนะ”
“จ๊ะ ขับรถดีๆนะ”
จินตนาขับรถออกไป ปิ่นอนงค์หันมาเจอจอมยืนอยู่ข้างหลัง
“จอม! มาไม่ให้สุ่มให้เสียง เราตกใจหมด”
จอมยิงตรงไม่พูดพล่าม “ไม่แต่งได้มั้ยปิ่น”
ปิ่นอนงค์อึ้ง ทัศนีย์ตรงปรี่เข้ามาจะปาขี้วัวใส่ปิ่นอนงค์ จอมขวางทัน ขี้วัวโดนเสื้อจอมแทน
ทัศนีย์โกรธมาก “ไอ้บ้า อย่าแส่ หลีกไป”
จอมโกรธแทนเข้าไปจับแขนทัศนีย์จะลากออกไป ปิ่นอนงค์ร้องห้าม “อย่าจอม”
ทัศนีย์ดิ้นพราด หันมาด่าปิ่นอนงค์ “เพราะแกนังปิ่น แกทำให้ฉันเกือบตกเป็นเมียไอ้ใหญ่และที่ฉันต้องมาเก็บขี้วัวนี่ก็เพราะแกเป็นต้นเหตุ”
จอมแย้ง “ปิ่นไม่เกี่ยว จะโทษก็ไปโทษคุณใหญ่”
“ปกป้องกันเข้าไปเถอะ แกคอยดูนังปิ่นตอนเข้าหอก็แล้วกัน”
ทัศนีย์ทำเสียงอ่อนเสียงหวานเย้ยปิ่น “ยินดีด้วยนะปิ่น ที่ได้ผัวซาดิสต์อย่างคุณใหญ่ฉันเคยเห็นกับตาว่านังอ่อนเคยถูกพาตัวไปบำเรอคุณใหญ่ พอออกมานะเนื้อตัวงี้เขียวช้ำไปหมด ขนาดต้องใช้คนงานสองคนแบกกันออกมา แกตายแน่”
ทัศนีย์สะบัดมือจอมออก เดินหัวเราะไปอย่างสะใจ จอมรีบคว้าข้อมือปิ่นอนงค์ชวนหนี
“หนีเหอะปิ่น เราจะพาปิ่นหนีไปเอง”
ปิ่นอนงค์มองมือจอมแล้วค่อยๆ ดึงออกอย่างสุภาพ “จอมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”
ปิ่นอนงค์จะเดินออกไป เสียงจอมพูดแทงใจอีก “หรือว่าปิ่นยอมแต่งกับคุณใหญ่เพราะเงิน เหมือนที่ใครต่อใครเค้าพูดกัน”
ปิ่นอนงค์หันมา แววตาปวดร้าว พูดเสียงเรียบ
“พวกเค้าพูดถูก ปิ่นทำเพื่อเงิน จอมไม่ต้องห่วงนะ ปิ่นเรียกเงินได้สูง เพราะปิ่นยังอายุน้อย”
จอมส่ายหน้า ไม่เชื่อหู “ไม่จริง เราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อ”
จอมวิ่งหนีเตลิดไปด้วยความผิดหวังและเสียใจ ปิ่นอนงค์หน้าเศร้า
ค่ำนั้นปิ่นอนงค์เดินออกมายืนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ทรรศนะเดินออกมามองจากด้านหลังเห็นปิ่นอนงค์ แต่จำไม่ได้
“ใครยืนอยู่ตรงนั้น”
ปิ่นอนงค์หันมาทางทรรศนะ อย่างช้าๆ ทรรศนะตะลึง ลืมตัวเดินเข้าไปใกล้ มองหน้าปิ่นอนงค์ชัดๆ
“นี่ปิ่นอนงค์เหรอ” มองชุดแต่งตัว “ปิ่นแต่งตัวอย่างนี้สวยยังกะนางฟ้า พี่แทบจำไม่ได้เลยรู้มั้ย ตอนแรกนึกว่านักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ”
ปิ่นอนงค์ไม่อยากพูดด้วยกลัวทำใจไม่ได้ จึงเดินหนี ทรรศนะรีบเดินมาขวางหน้า
“ไม่อยากพูดกับพี่เหรอ พี่ขอโทษเรื่องที่ไม่ได้ตามไปช่วยปิ่น เพราะว่า...”
ปิ่นอนงค์ไม่อยากฟังคำอธิบาย สวนทันควัน “ไม่เป็นไรค่ะ คุณใหญ่ไม่ได้ทำร้ายปิ่น”
ทรรศนะฟังแล้วขัดหูเพราะเกลียดใหญ่ “ปิ่นชอบไอ้ เออ คุณใหญ่จริงๆ เหรอ”
ปิ่นอนงค์ยังเข้าข้างตัวเองคิดว่าทรรศนะจะห้ามเรื่องแต่งงาน แอบดีใจ “ถ้าคุณนะจะห้ามปิ่นเหมือนคนอื่นๆ อย่าเลยค่ะ ปิ่นตัดสินใจแล้ว ปิ่นจะแต่งกับคุณใหญ่”
“เปล่าจ้ะ พี่ไม่คิดจะห้ามปิ่น พี่อยากแสดงความยินดีกับปิ่นด้วยต่างหาก ปิ่นลำบากมามากแล้ว คุณใหญ่มีเงินเออ ถึงจะเป็นเงินไม่ค่อยสุจริตเท่าไหร่ แต่ปิ่นก็จะอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องคอยรับใช้ใครอีก”
ปิ่นอนงค์ผิดหวัง พูดประชดส่ง “ค่ะ ปิ่นเองก็ต้องการยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นเหมือนอย่างที่คุณนะว่า จะได้พ้นจากสภาพที่โดนจิกหัวใช้ถูกเรียกว่า นังปิ่น นังปิ่น ซะที”
ทรรศนะไม่เข้าใจ “ปิ่นพูดเหมือนกำลังโกรธแค้นใครอยู่ ปิ่นมีอะไรทุกข์” ทรรศนะเดินเข้ามาจับมือปิ่นอนงค์ “...ใจ ปิ่นเล่าให้พี่ฟังได้นะ อย่าเก็บเอาไว้ในใจคนเดียว”
ปิ่นอนงค์อยากสารภาพกับทรรศนะ “คุณนะมีเวลาฟังความในใจของปิ่นเหรอคะ”
“พี่นะคนนี้มีเวลาฟังปิ่นพูดเสมอ” ทรรศนะพูดคำหวานตามนิสัย
ปิ่นอนงค์อึกอัก “ปิ่น...”
จังหวะนั้นเสียงอรสอางค์ร้องเรียกทรรศนะดังขัดขึ้นก่อน “นะคะ นะ”
ทรรศนะรีบปล่อยมือปิ่นอนงค์ทันที จนปิ่นอนงค์ตระหนักชัดว่าทรรศนะแคร์อรสอางค์มากเพียงใด
“พี่ต้องไปก่อนนะ” ทรรศนะรีบวิ่งไป
อรสอางค์เดินมาไม่ทันเห็นปิ่นอนงค์เพราะมีพุ่มไม้บังไว้ ทรรศนะวิ่งไปหาอรสอางค์ทันที
“มาทำอะไรอยู่แถวนี้คะ”
“ผมคิดว่าอรเดินลงมาแล้ว ก็เลยมาตามหา เราไปเดินเล่นทางสวนไม้หอมดีกว่า กำลังส่งกลิ่นหอมเชียว”
ทรรศนะโอบอรสอางค์แล้วพากันเดินไปคนละทางกับปิ่นอนงค์ยืนอยู่ ปิ่นอนงค์มองอย่างเสียใจ
ค่ำคืนเดียวกันนั้น จอมนั่งเมามายคออ่อนคอพับอยู่ใต้ต้นไม้ในไร่ ที่ข้างตัวมีไหเหล้าป่าวางล้มอยู่หลายใบ
จอมเมาปลิ้น ร้องไห้ตีโพยตีพาย “ปิ่น เราชอบปิ่น ทำไมปิ่นไม่มองเราบ้าง ไม่ให้โอกาสเราบ้าง ทีไอ้คนเลวๆที่มันดีแต่รังแกปิ่น ปิ่นถึงไปชอบมันได้”
จังหวะนั้นจอมหรี่ตาเห็นคนสองคนเดินเข้าไร่ เป็นเจิดกับก้านที่เดินคู่กันมา
“เสียดายเงินหมดเป๋า ไม่งั้นอยู่บ้านเจ๊เขียวถึงสว่างแน่แต่ไม่เป็นไร ไปรับรางวัลจากผู้จัดการก่อน ค่อยไปมีความสุขกันต่อ” เจิดว่า
“ไอ้พรานแจ้งยังไม่ได้โทร.มาเลยนะพี่” ก้านสงสัย
“เฮ้ย เราก็โทร.ไปหามันเองสิวะ” เจิดหยิบมือถือตั้งท่าจะโทร.ออก
จอมมายืนโงนเงนอยู่ตรงหน้าเจิด
“จะโทร.หาไอ้พรานชั่ว แกต้องโทร.ไปที่นรกนะโว้ย”
เจิดตกใจ “พรานแจ้งตายแล้วเหรอ”
“แกสองคนจ้างมันไปทำร้ายปิ่น ฉันจะลากคอแกเข้าคุก”
จอมเข้ากระชากคอเจิด ถูกเจิดซัดหมัดใส่เต็มแรง จอมเมาหลบไม่ทันเจอหมัดเต็มๆ
“เอาไงดีพี่” ก้านถาม
เจิดรีบบอก “หนีก่อนสิวะ อยู่ให้โง่เหรอ”
จอมไม่ยอม พุ่งเข้ากอดก้านจากด้านหลัง เจิดช่วยก้านซัดจอมจนล้มกลิ้ง เจิดกะก้านเข้าไปช่วยกันรุมยำกระทืบจอมไม่ยั้ง
ระหว่างนั้นเปี๊ยกถือตะเกียงวิ่งมาเห็น โยนตะเกียงทิ้ง ก้มคว้าท่อนไม้ เปี๊ยกเข้าไปลุยฟาดเจิดกับก้านกระเจิง เจิดกับก้านประคองกันวิ่งหนีไปในความมืด
เปี๊ยกจะตาม แต่ได้ยินเสียงจอมร้องอย่างเจ็บปวด เปี๊ยกทิ้งไม้หันมาประคองจอม โวยวายอ้อแอ้ๆ
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 8 (ต่อ)
ตอนเช้าวันแต่งงาน ห้องหนึ่งในเรือนใหญ่ถูกจัดไว้เป็นห้องแต่งตัวเจ้าสาว ปิ่นอนงค์ยืนอยู่ที่หน้ากระจกหน้านิ่ง จินตนากับช่างตัดเสื้อกำลังช่วยกันจัดแต่งชุดไทยประยุกต์ให้
น้อยกระแซะมาข้างๆ ป้องปากพูดเบาๆ
“พี่ปิ่น ถ้าหนีตอนนี้ยังทันนะไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่าตกนรก”
จินตนาได้ยิน ดึงน้อยออกมาห่างๆ ดุใส่เบาๆ “พูดจาเหลวไหล แขกเหรื่อมากันเยอะแยะ ท่านนายอำเภอให้เกียรติมาจดทะเบียนให้ถึงนี่ จะยกเลิกงานได้ยังไง”
ทัศนีย์เดินเฉิดฉายเข้ามายืนมอง สายตาเหยียดคำพูดหยามหยัน
“อุ๊ยตาย ชุดเจ้าสาวเริดนะยะ ไปหาเช่ามาจากสำเพ็งหรือพาหุรัดไม่ทราบ”
ช่างตัดเสื้อเหลืออด โมโหแทนจึงตอกทัศนีย์หน้าหงาย
“ไม่ได้เช่าค่ะ แต่สั่งตัดจากห้องเสื้อของเรา ชุดนี้ใช้ผ้าไหมจากอิตาลี ประดับด้วยเพชรแท้ มูลค่าไม่ต่ำกว่าสามแสนค่ะ”
ทัศนีย์หูผึ่งอิจฉาตาร้อน “เชอะ ใส่ของดีไปก็เท่านั้น เดี๋ยวคืนนี้ก็คงโดนฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ ยับเยินทั้งชุดทั้งคน จริงมั้ยจ๊ะปิ่นอนงค์”
ทัศนีย์สะบัดหน้าพรืดจากไปจินตนาฉุนแทน “พูดจาอะไรน่าเกลียดจริงๆ ยัยนี่”
ฟังคำพูดทัศนีย์สองหน ปิ่นอนงค์ชักหวั่นๆ สีหน้าไม่ค่อยดีนึกถึงเรื่องที่ใหญ่เป็นคนซาดิสต์
ทัศนีย์เดินตัวปลิว มาตรงทางเดินไปโถงเรือนใหญ่ ยิ้มสะใจที่ได้แกล้งปิ่นอนงค์ “เห็นหน้านังปิ่นแล้วสะใจเป็นบ้า”
ปานเทพถือพานเดินตรงมาหา “คุณทัศนีย์ ว่างมั้ย”
“ไม่ว่าง”
“ไม่ว่างก็ต้องว่าง เพราะนี่เป็นคำสั่ง” ปานเทพไม่สนยื่นพานให้พร้อมสั่งงาน “คุณต้องทำหน้าที่ยืนแจกของชำร่วยให้แขกที่รดน้ำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว”
“คนงานมีตั้งเยอะแยะ ก็ไปใช้มันสิ เรื่องอะไรมาใช้ฉันฉันไม่ใช่ญาติโกโหติกาของมันสักหน่อย อย่าเอาฉันไปร่วมก๊กเดียวกับคนใช้อย่างนังปิ่น”
ปานเทพเปิดเสื้อสูทโชว์ ให้เห็นว่ามีปืนเหน็บอยู่ “ถ้าไม่อยากเป็นเป้านิ่งให้ผม ก็รับพานไปซะ”
ทัศนีย์มองปืนเนื้อตัวสั่น รับพานมาแต่โดยดี ปานเทพยิ้มยียวน
“ต้องอย่างนี้สิจ๊ะ ถึงจะน่ารัก แล้วนี่คุณนาย คุณทรรศนะกับแฟนแต่งตัวกันเสร็จรึยัง”
“พวกนั้นไม่มีทางมาร่วมงานหรอก ไม่ต้องรอให้เสียเวลา” ทัศนีย์เยาะ
“งั้นเหรอ”
ปานเทพยิ้มๆ เดินนำทัศนีย์ไป
ปานเทพเดินนำมาที่ห้องโถงใหญ่ที่จัดเป็นที่รดน้ำสังข์กับจดทะเบียนสมรส ซึ่งมีพวกพนักงานรีสอร์ตมาช่วยงาน บรรดาคนงานในไร่ก็แต่งตัวสวยงามมากันทุกคน แขกก็เป็นลูกค้าที่มาพักในรีสอร์ต มีฝรั่งหนุ่มสาว ญี่ปุ่น ไทย ทั้งหมดประมาณ สิบคน ยืนเป็นกลุ่มๆ ชี้ชวนกันดู ซุ้มดอกไม้ กับตั่งรดน้ำอย่างสนใจ ประไพคอยเทคแคร์
ระหว่างนั้นถวิลเดินนำ ครองสุข ทรรศนะ อรสอางค์ และจิ๋ว ที่ต่างแต่งตัวมางานเต็มยศเดินหน้าบูดบึ้งเข้ามา
ทัศนีย์ที่เดินมากับปานเทพเห็นกลุ่มครองสุขก็งง เดินมาหา
“คุณน้า พี่นะ ไหนว่าจะไม่มาให้หนูมาดูลาดเลาคนเดียวไง”
ทรรศนะมองไปทางถวิลแล้วกระซิบบอก “คุณใหญ่ สั่งนายหวินไปบอกว่าทุกคนในไร่ต้องมาร่วมงาน ไม่อย่างนั้นจะไปตามเอง”
ครองสุขพูดประชดหน้าเชิดๆ น้ำเสียงห้วนๆ ถามถวิล “จะให้ฉันนั่งตรงไหน”
“เชิญตรงโซฟานั่นเลยครับ”
พลางครองสุขหันไปจ๊ะจ๋าว่าที่สะใภ้ “ไปจ้ะ หนูอร นั่งแป๊บๆพอเป็นพิธีนะ”
อรสอางค์เดินเชิด จิ๋วเชิดด้วยและจะแถลงนั่งที่อรสอางค์ แต่พอโดนครองสุขมองหน้าจิ๋วก็ขยับหนี มายืนข้างอรสอางค์แทน
“พวกฝรั่งนั่น แขกคุณน้าเหรอคะ” อรสอางค์ถาม
“ไม่ใช่หรอกจ้ะ” ครองสุขว่า
ปานเทพบอกยิ้มๆ เป็นลูกค้าที่รีสอร์ตน่ะครับ คุณใหญ่ให้เชิญมาร่วมงาน”
“เค้าคงตื่นเต้นน่าดูนะ มาเมืองไทยก็ได้เห็นงานแต่งงานแบบบ้านนอกแท้” อรสอางค์หยัน
จิ๋วพลอยพยักเช่นเคย “หวังว่าเจ้าบ่าวคงไม่คาดผ้าขาวม้า ใส่สร้อยสังวาลเหมือนลิเกหลงโรง มาหรอกนะคะ” พร้อมกับหัวเราะคิกคัก
ปานเทพยิ้มๆ ถวิลเลี่ยงไปหาหวานที่ถือถาดแก้วน้ำ รับแก้วมา สีหน้าเป็นกังวล
“ไอ้จอมมันเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันทำแผลให้มันแล้ว แต่ลูกลุงมันโคตรดื้อ ตื่นขึ้นมาก็ไปเมาแอ๋อยู่ท้ายไร่ ส่วนป้าอุ่นก็ขังตัวเองอยู่ในห้องเรียกเท่าไหร่ก็ไม่เปิดประตู”
เปี๊ยกโผล่เข้ามาแจม พูดอ้อแอ้ “ถ้าไอ้จอมไม่เมา ไอ้เจิดไอ้ก้านก็ไม่หนีไป”
“ไม่ต้องไปโทษไอ้จอมเลย แกนั่นแหละไม่เอาไหน จับไอ้เจิดไอ้ก้านไม่ได้” หวานเอ็ดผัว
ธีระอยู่แถวนั้นเงี่ยหูฟัง ถวิลเหลือบมองแล้วรีบพูด
“อย่าเพิ่งให้ใครรู้เรื่องนี้รอคุณใหญ่มาแล้วให้นายปานรายงานทีเดียว”
น้อยกำลังมองซ้ายมองขวา หยิบของออเดิร์ฟใส่ปาก แล้วมองไปทางประตู ก่อนจะอ้าปากค้างขนมร่วงหวานก็หันมาชะงักเงยหน้าตาค้าง ปล่อยถาดเปล่าหลุดมือหวานถึงกับเคลิ้ม
“เราจ้างดารามาร่วมงานด้วยเหรอลุงหวิน”
ถวิลหันไปมองตามสองสาว เห็นใหญ่เดินเข้ามาในชุดสูทสากลสุดหรู
“เชิญครับคุณ ไม่ทราบว่าเป็นแขกของทางเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวครับ” ถวิลปล่อยไก่
ใหญ่ยิ้มๆ “ผมเป็นเพื่อนปานครับ”
หวานชิงตัดหน้าถวิล “ฉันพาไปเองลุงหวิน เชิญข้างในเลยค่ะ”
ใหญ่เดินตามหวาน ถวิลมองตาม “เหมือนเคยเห็นที่ไหนวะ”
ใหญ่ตัดผมสั้น หน้าตาสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลาดูหล่อเหลาจนทุกคนจำไม่ได้!!
หวานเดินขนาบมองหน้าใหญ่ชื่นชมความหล่อ คนงานที่จับกลุ่มคุยกัน พากันสะกิดมองใหญ่ถามกันอื้ออึงว่าใครกัน น้อยเห็นรีบถลามาหาหวาน กระซิบถามระริกระรี้
“ใครอ่ะพี่หวาน หล่อโคตร อกผายไหล่ผึ่ง ยังกะพระเอกละครหลังข่าว”
“เพื่อนผู้จัดการ” หวานกระซิบ
ที่อีกมุมในห้องโถงจัดงาน ปานเทพหยิบของชำร่วยใส่พานให้ทัศนีย์ ปานเทพเห็นใหญ่ก็ดีใจตะโกนร้องเรียกเสียงดัง
“เฮ้ย เจ้าบ่าวทำไมถึงมาช้านักวะ”
ทัศนีย์มองใหญ่อย่างตกตะลึงพึงเพริด “เจ้าบ่าว” หน้าตาเลิ่กลั่กบุ้ยใบ้ไปที่ใหญ่ “คนไหน แล้วคนนั้นใคร เพื่อนนายเหรอ”
“อะไรกันจำคุณใหญ่เจ้านายของเธอไม่ได้หรือไง”
ปานเทพรีบเดินเข้าไปหาใหญ่ หวานกับน้อยกำลังมองใหญ่ตาค้างจะเป็นลม ต่างประคองกันไว้
หวานกะน้อยครางเสียงหลงออกมาพร้อมกัน “คุณใหญ่....เป็นไปไม่ได้”
ปานเทพเดินมาถึงตัวใหญ่
“เป็นไง ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ย”
“รอแต่แกนั่นแหละ” ปานเทพยิ้มบอก
ใหญ่เดินเข้ามาทักทายแขกฝรั่ง จับไม้จับมือ
กลุ่มของครองสุข ทรรศนะ อรสอางค์ และจิ๋ว ยืนมองงงๆ
“นั่นใครนะ ดูบุคลิกหน้าตาเหมือนไม่ใช่คนแถวนี้ เพื่อนคุณเหรอ” อรสอางค์ก็จำใหญ่ไม่ได้
“ไม่ใช่ ผมไม่รู้จัก” รวมทั้งทรรศนะ
ปานเทพเริ่มพิธีการประกาศเสียงดัง “ฮะแฮ่ม ท่านผู้เกียรติมีทุกท่านครับ หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่เคยพบเจ้าบ่าวมาก่อน ผมขอถือโอกาสแนะนำ ผู้ชายหน้าตาขี้เหร่ที่ยืนอยู่ข้างผม คือ คุณชาลิต ลูกชายคนเดียวของนายไพศาล แห่งไร่ไพศาล รีสอร์ตแอนด์ฟาร์ม เจ้าบ่าวของงานในวันนี้ครับ”
ใหญ่โค้งน้อยๆ ทุกคนปรบมือต้อนรับเกรียวกราวในอาการตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม
ครองสุข ทรรศนะ อรสอางค์ ช็อกคาที่ ไม่อยากเชื่อสายตา
“ไอ้ใหญ่” ครองสุขคราง
ใหญ่เดินมาดหล่อเท่ขั้นเทพเข้ามาหาทุกคนที่อ้าปากค้างกันอยู่ “สวัสดีครับ ทุกคน”
โปรดติดตามตอนต่อไป
น้อยวิ่งถลาหน้าตื่นเข้าห้องมาในห้องแต่งตัวเจ้าสาว ปิ่นอนงค์นั่งอยู่ที่เก้าอี้ ช่างเสื้อดูแลผมเผ้า จินตนาซับหน้าที่แต่งเสร็จแล้วให้ปิ่น ทุกคนหันไปมองน้อย
“คุณ คุณใหญ่มาแล้ว โอ โคตรๆ อื้อ หือ มัน โอ๊ย อยากจะกรี๊ด” น้อยละล่ำละลัก
“คุณใหญ่ก่อเรื่องอะไรอีกละซิ งานแต่งงานแท้ๆ” จินตนานึกฉุน
ปิ่นอนงค์เองก็ร้อนใจ “รีบไปดูกันเถอะ จิน”
“เดี๋ยวๆ จวนเสร็จแล้ว”
จินตนาตรวจความเรียบร้อยอยู่นั่น “พอแล้วละ”
ปิ่นอนงค์รีบยกกระโปรงเดินออกจากห้องไป จินตนา กะน้อยรีบตาม
ภายในห้องโถงใหญ่เวลานั้น ใหญ่ยิ้มแย้มอยู่กับครองสุข
“ขอบคุณทุกคนนะที่อุตส่าห์มาร่วมงาน”
“แหม คุณใหญ่ทำซะน้าเกือบหัวใจวาย นึกยังไงถึงเพิ่งมาถอดรูปเงาะให้เห็นเนื้อทองข้างในล่ะจ๊ะ” ครองสุขจ๊ะจ๋า
“ผมก็อยากหล่อเหมือนนายทรรศนะมั่งซิ” ใหญ่เย้า
ทรรศนะหน้าเครียด ใหญ่ยักคิ้วให้ ปานเทพกระแอม
“คุณใหญ่ไปรอเจ้าสาวตรงโน้นดีกว่า” ใหญ่กับปานแยกไปครองสุขบ่นงุบงิบ
“นังปิ่น มันต้องร่วมมือกับไอ้ใหญ่ เล่นละครตบตาเรามาตลอดแน่ๆ”
ทัศนีย์อารมณ์ไม่ดีพาลใส่ครองสุขเสียดายใหญ่ “ไหนคุณน้าบอกว่าตัวเองฉลาดนักหนาไงคะ โง่ๆ อย่างนังปิ่นยังให้มันหลอกเอาได้”
อรสอางค์เยาะ “ตื่นเต้นอะไรกันนักหนา ก็แค่โกนหนวดโกนเครามันล้างคราบโจรไม่ได้หรอก ใช่มั้ยพี่จิ๋ว”
จิ๋วยังเคลิ้มอยู่ “ยังกะสรพงษ์ ชาตรี”
อรสอางค์โมโห “พี่จิ๋ว”
“อุ้ย ค่ะ ค่ะ โจรก็ยังเป็นโจรอยู่ดี” จิ๋วถอนหายใจ
ปานเทพซุบซิบกับใหญ่ตรงโซฟาในห้องโถง ใหญ่ถามกลับอย่างหงุดหงิด
“อะไรนะ ไอ้จอมปล่อยไอ้เจิด ไอ้ก้านหนีไปเหรอ”
“นายหวิน บอกว่ามันเมา แต่ยังไงมันก็เป็นคนจ้างแน่ ไม่อย่างงั้นมันคงไม่หนี”
ใหญ่มองไปทางครองสุข “สงสัยฉันต้องคิดบัญชีกับยัยคุณนายมหาภัยให้หนักหน่อยแล้ว แต่ตอนนี้ฉันอยากเห็นเจ้าสาวฉันแล้วว่ะ”
เสียงจินตนาดังเข้ามา “ปิ่น ค่อยๆ เดินระวัง”
ปิ่นอนงค์หอบกระโปรงรีบเดินลงบันไดมา ใหญ่หันไปมอง จังหวะนั้นปิ่นอนงค์รีบจนสะดุดหน้าถลำลงมา ใหญ่ก้าวขึ้นไปคว้าตัวไว้ได้
ปิ่นอนงค์ตะลึงมองใหญ่ยังจำไม่ได้ ด้านใหญ่เองก็มองปิ่นอนงค์อย่างพอใจ สองคนสบตากัน
“ขอบคุณค่ะ”
“เจ้าบ่าวที่ไหนจะปล่อยให้เจ้าสาวคนสวยตกบันไดล่ะ”
“เจ้าบ่าว” ปิ่นอนงค์งง
จินตนาที่ตามมามองงงๆ
“ทำไม ตะลึงในความหล่อของว่าที่สามีหรือไงจ๊ะ”
วินาทีนั้นปิ่นอนงค์นึกถึงชายหนุ่มที่เธอเห็นว่าแอบมางานศพไพศาลผู้เป็นพ่อแวบเข้ามา
ปิ่นอนงค์ดึงตัวเองกลับมา “คุณ ทำไมถึง...”
ใหญ่กลับคิดว่าปิ่นอนงค์จะถามเรื่องตัดผม “ของขวัญสำหรับเธอไง ปิ่นอนงค์”
ใหญ่แบมือให้ปิ่นอนงค์จับเดินเคียงกันไปจินตนามองตาม “นั่น นั่นคุณใหญ่จริงเหรอ”
“ตัวจริงเสียงจริงเลยละ” ปานเทพยืนยัน
ใหญ่กับปิ่นอนงค์เดินไปตรงกลางห้อง “เจ้าสาวผมสวยมั้ยครับ”
แขกในงานต่างตบมือให้ปิ่นอนงค์กันเกรียว ทรรศนะเผลอตัวลุกยืนช้าๆ มองปิ่นอนงค์ที่สวยบาดจิตเหมือนโดนมนต์สะกดไปอีกคน
อรสอางค์แอบหยิกแขน ทรรศนะรู้สึกตัวรีบปรับสีหน้าปกติ พวกหวานตะลึง
“โห ยังกะเทวดากับนางฟ้า” หวานบอก เปี๊ยกอ้าปากค้าง
ครองสุขเดินเข้ามาพร้อมทรรศนะ อรสอางค์ และทัศนีย์
“เอาละๆ ถ้าเจ้าสาวมาแล้ว ก็น่าเริ่มพิธีได้เลย จะได้จบๆ กันไป”
ใหญ่สวนออกมา “คงยังไม่ได้ครับ คงต้องรอญาติผู้ใหญ่ให้มาถึงก่อน”
ครองสุขกลับคิดว่าเป็นอุ่นเรือนจึงพูดเย้ย “นังอุ่นมันคงยังทำใจไม่ได้ ไม่ต้องรอมันหรอก”
ปิ่นอนงค์อึ้งๆ เสียใจไม่หาย
“ผมหมายถึงญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายของผมครับ”
ครองสุขสงสัยครามครัน “นี่ยังมีญาติของคุณไพศาลยอมมาเป็นผู้ใหญ่ให้อีกเหรอ”
“คนนี้ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติละครับ” ใหญ่บอก
ระหว่างนั้นยินเสียงปืนดังเปรี้ยง ทุกคนตกใจ มีเสียงตะโกนดังขึ้น “มาแล้ว”
ทุกคนหันไปทางเสียง ใหญ่รีบหันไปอธิบายแขกเหรือที่มาร่วมงาน
“เซอร์ไพรส์ เจ้าสาว แบบไทยๆ ไม่ต้องตกใจ”
เสียงปืนสงบลง ปลอด พงษ์กับพวกลูกน้องอีกราว 6 คนเดินมาที่หน้าเรือนใหญ่อย่างองอาจ
ทุกคนใส่สูทแบบคาวบอยตะวันตก สวมหมวกหนังมาดนักเลง และมีลูกน้องคนหนึ่งถือปืนยาวคุ้มกันขบวนขันหมากด้วย
ปลอดเดินนำหน้าถือปืนกระบอกที่ยิงขึ้นฟ้าเมื่อครู่ ชูอยู่ก่อนจะเก็บเหน็บไว้ แล้วโบกมือให้สัญญาณลูกน้องโห่ ตีกลองเทิดเถิงกันรื่นเริง
ลูกน้อง 2 คนถือกล้วย อ้อย ตามประเพณีไทยแท้ คนงานเหมืองชายหญิงถือถาดขนมตาม
ปานเทพเดินเข้าไปรับพ่อ “ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ” ปลอดถาม
“ก็ไม่เชิง ไว้เล่าให้ฟังทีหลัง”
ครองสุขกับพวกทรรศนะเดินแหวกพวกแขกออกมาดูลาดเลา
ปลอดเดินไปหาครองสุข ไม่แสดงความเคารพใดๆ ครองสุขจ้องคลับคล้ายคลับคลาเหมือนคนรู้จัก
“ไม่ได้เจอคุณนายตั้งนาน ยังอยู่เป็นสุขดีเหรอครับ”
ครองสุขสะอึกกับคำทักทายของปลอด
อรสอางค์ฉุน พูดลอยๆ ขึ้นมาแบบไม่เกรงใจใคร “คุณน้ารู้จักไปได้ยังไงคะ ดูหน้าตาแต่ละคนนึกว่าหลุดมาจากคุกบางขวาง”
พวกลูกน้องปลอดชักปืนขึ้นมาเล็งไปทางอรสอางค์พร้อมกัน
อรสอางค์ผวากับจิ๋วกอดกันกลม ทรรศนะรีบดึงครองสุขถอยออกมา
“เฮ้ย หยุด ! นี่มันงานมงคล เก็บปืน”
พงษ์ก้มหน้ารับคำแล้วชักปืนเก็บ ปลอดยิ้มๆ “คุณนายน่าจะจำได้ว่าผมเคยรับใช้คุณไพศาล พ่อคุณใหญ่ที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ เป็นลูกน้องใครแล้ว”
ระหว่างนั้นธีระเดินเข้ามาอยู่อีกมุม มองด้วยสีหน้ากังวล
“พ่อของผมเองครับ เสือปลอด ปาดังเบซา” ปานเทพภูมิใจนำเสนอ
ครองสุขนึกออกทันที “นายปลอด”
ใหญ่ออกมาพร้อมปิ่นอนงค์ และจินตนา “อาปลอด ขอบคุณครับที่มา”
ปลอดตรงเข้าไปกอดใหญ่ ปานเทพแซว “อ้าวคุณใหญ่ เรามาสู่ขอเค้า ต้องมายืนด้วยกันฝั่งนี้ ไปมั่วอยู่ฝั่งเจ้าสาวทำไม”
ปลอดหยิบซองปึกใหญ่ ส่งให้ใหญ่ ปลอดชูซองที่เหลือ ตะโกนขึ้นมา
“ถ้าไม่มีการตั้งด่าน ฝ่ายเจ้าบ่าวบุกเข้าบ้านเลยนะ”
กลองยาวบรรเลงรับครื้นเครง เปี๊ยกกะหวานโผล่เข้ามาถือเชือกกั้นใหญ่
น้อยและคนงานหญิงเอาเข็มขัดมากั้นอีกด่าน
คนงานชายกับหญิง เอาผ้าขาวม้ากั้นอีกด่าน
ใหญ่กับปลอดแจกซองเงินผ่านประตู จินตนาจูงปิ่นอนงค์เข้าบ้าน ปานเทพเดินรำป้อแจกซองคนงานอื่นๆ
ครองสุข อรสอางค์ ทรรศนะ และทัศนีย์ ต่างถอยทัพออกมารวมกลุ่มมองหน้าเครียด ธีระรีบเข้ามาสมทบมองหน้ากับครองสุข
ใหญ่แจกซองคนงาน เรียกชื่อจำได้ทุกคน คนงานส่งเสียงเฮฮากันครื้นเครง
“เอ้านี่ของจิ๋ม ไอ้อ๋อง เอ้าเป้ นุ นี่ของมาลัย”
บรรยากาศสนุกสนานกันเต็มที่
ถวิลเข้ามาสบตากับปลอด “พี่ปลอด”
“ไอ้หวิน”
ถวิลกับปลอด เดินเข้าหากัน จับไม้จับมือ กอดกันตบหลังตบไหล่กันอย่างสนิทสนมรักใคร่
อรสอางค์งงๆ ลากแขนทรรนะเข้ามาที่ข้างเรือนใหญ่ จิ๋วตามติด
“พวกคุณเป็นอะไรกันไปหมด พวกมันมีแต่โจรห้าร้อยอาวุธครบมือ ทำไมไม่รีบแจ้งตำรวจมาลากคอพวกมัน”
“นั่นสิคะ ยกกันมาเป็นกองโจรเลยทีนี้ ไร่นี้มันเหมือนซ่องโจรไม่มีผิด”
อรสอางค์หยิบมือถือตัวเองออกมา “ถ้านะไม่กล้า อรโทรเอง”
นะจับมืออรสอางค์ไว้
“ไม่ได้นะอร เราไม่มีหลักฐานว่าเค้าไปฆ่าใคร ลัก วิ่งชิง ปล้นใคร ตำรวจเค้าไม่ฟังเราหรอกอร”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบๆ ขายไร่นี่ซะ แล้วกลับไปอยู่กรุงเทพฯ กับอร”
“ผมทำอย่างนั้นแน่ๆ แต่อรต้องใจเย็นๆ ก่อน รอคำสั่งศาลอีกสักหน่อย ไม่นานหรอกครับ”
“อย่าลืมที่พูดก็แล้วกัน แต่วันนี้อรไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับไอ้พวกคนชั้นต่ำแบบนี้ อรรับไม่ได้ ไปพี่จิ๋ว กลับห้อง”
อรสอางค์สะบัดหน้าออกไปกับจิ๋ว ทรรศนะมองตามเครียดๆ
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 8 (ต่อ)
พิธีการสู่ขอตามประเพณีไทยเริ่มขึ้นแล้วปลอดนั่งบนโซฟาคู่กับครองสุข ปลอดเปิดสินสอดทั้งหมด เป็นพานแหวนเพชร พานชุดเครื่องเพชรสร้อยต่างหูกำไลวูบวาบ พานทองแท่ง พานเงินสดซ่อนกันหลายปึกซ้อนเรียงกันหลายชั้น
ครองสุขตาโตนั่งมองของบนพานไปมา ปลอดแอบมองครองสุข ยิ้มอย่างรู้ทัน
ใหญ่กับปิ่นอนงค์นั่งพับเพียบที่พื้น ใหญ่มองปิ่นอนงค์จับตาดูปฏิกิริยา เห็นปิ่นอนงค์นิ่งเฉยไม่ตื่นเต้นอะไรเลย ช่างกล้องวิดีโอ ช่างภาพนิ่ง ถ่ายรูปไปมา แฟลชวูบวาบเป็นระยะ
ถวิล หวาน เปี๊ยก น้อย จ้องที่พานขันหมากกันตาถลน หวานซุบซิบกับน้อย
“ปิ่นมันโชคดีจริงๆ ว่ะ ที่เลือกคุณใหญ่”
“ไหนพี่หวานบอกว่าพี่ปิ่นวาสนาน้อยไง ทีนี้ล่ะนังน้อยก็จะได้ขึ้นแท่นเป็นคนของคุณผู้หญิง” น้อยเหน็บ
หวานเพ้อ “ส่วนพี่ ก็เป็นพี่สาวของคุณผู้หญิง”
เปี๊ยกขอแจมชี้ที่ตัวเองว่าเป็นอะไร หวานบอกตำแหน่งเปี๊ยก “แกเหรอไอ้เปี๊ยก ก็เป็นผัวของพี่สาวคุณผู้หญิง” เปี๊ยกชอบใจ หัวเราะกันคิกคักมีความสุข ถวิลพลอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปด้วย
อุ่นเรือนแอบมองเศร้าๆ อยู่มุมหนึ่ง พอเห็นปิ่นอนงค์มองมา แต่ไม่เห็นแม่ อุ่นเรือนรีบหลบวูบแล้วผละไป
“เจ้าบ่าว สวมแหวนให้เจ้าสาวได้แล้ว” ปลอดบอกเสียงดัง
ใหญ่หยิบแหวนที่พาน บรรจงสวมให้กับปิ่นอนงค์ แต่ปิ่นอนงค์กลับมองไปทางทรรศนะ ประสานตากับทรรศนะซึ่งกำลังจ้องปิ่นอนงค์อยู่
ขณะที่ทัศนีย์มองด้วยสายตาอิจฉาและเซ็งมาก
ปานฌ?ฑยืนข้างใหญ่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ส่วนจินยืนข้างปิ่นอนงค์ในฐานะเพื่อนเจ้าสาว
ทัศนีย์ถือพานของชำร่วยยืนถัดมาจากตั่งรดน้ำ จิกตาร้ายมองปิ่นอนงค์กิริยาริษยาสุดๆ ใหญ่มองไปทางทัศนีย์ที่ยืนหน้าบึ้ง มองไปทางทรรศนะที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่กับครองสุขแล้วสะใจ
ปลอดสวมสายมงคลให้คู่บ่าวสาวเสร็จแล้ว ปานเทพรีบยื่นน้ำสังข์ให้ปลอด
ปลอดรดน้ำอวยพรในฐานะญาติผู้ใหญ่เป็นคนแรก
“ขอให้คุณใหญ่มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบอย่างที่คุณใหญ่คิดฝันไว้ ไม่ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหน ผมจะช่วยให้มันเป็นจริง”
ใหญ่ซาบซึ้งนัก สองคนจ้องตากันอย่างเข้าใจ ปลอดรดน้ำปิ่นอนงค์
ปลอดก้มไปพูดเบาๆ ตักเตือนปิ่นอนงค์ทางอ้อม
“เมียที่ดีคือส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของสามี ไม่นำพาสามีไปสู่ความล่มจมวิบัติ ฉันหวังว่าเธอจะเป็นเมียที่ดีของคุณใหญ่นะ”
ปิ่นอนงค์งุนงง ใหญ่ไม่ได้ยิน ทัศนีย์ยื่นของชำร่วยให้ปลอดอย่างกระแทกกระทั้นไม่เต็มใจ
ครองสุขรดน้ำใหญ่เสร็จแล้วเลื่อนไปทางปิ่นอนงค์
“ดีใจด้วยนะ นึกว่าฉันอวยพรแทนแม่แกแล้วกัน”
ครองสุขรดน้ำปิ่นอนงค์ แล้วก้มไปกระซิบขู่ “อย่าลืม ชั้นทำให้แกมีวันนี้ แกต้องกตัญญูกับฉัน ให้เหมือนที่แม่แกเป็น และถ้าคิดหักหลังฉัน แกคงรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
ปิ่นอนงค์สีหน้าไม่ดี สายตามองหาแม่ตลอดเวลา
“มองหาใคร หวังว่าคงไม่ใช่กิ๊กเก่านะ” ใหญ่แขวะ
“อย่ามองคนในแง่ร้ายสิคะ ปิ่นมองหาแม่ อยากให้แม่มาอวยพรปิ่น”
ใหญ่จ๋อย เงยหน้าเจอทรรศนะพอดี ทรรศนะรดน้ำให้ใหญ่โดยไม่อวยพร พอรดน้ำให้ปิ่นอนงค์กลับตั้งใจพูดให้ใหญ่ได้ยิน
“วันนี้ปิ่นสวยมาก สวยจนละลายหัวใจผู้ชายทั้งงาน” เหลือบตามองข่มใหญ่ “รวมทั้งพี่ด้วย”
ใหญ่ไม่พอใจ ปิ่นอนงค์ทำหน้าไม่ถูก “ปิ่นเค้าไม่ชอบผู้ชายเหยาะแหยะที่นิยมเกาะชายกระโปรงผู้หญิงกินหรอก จริงมั้ยจ๊ะปิ่น”
ทรรศนะหันขวับมองใหญ่ บีบสังข์ในมือแน่น แล้วล้วงดอกปีบที่มัดรวมกันออกมา วางใส่มือปิ่นอนงค์ ปิ่นอนงค์ตะลึงรู้สึกเจ็บหนึบที่หัวใจ ทรรศนะยิ้มให้โดยไม่พูดอะไร ใหญ่แค้นแย่งคืนมาเหมือนเด็กๆ แล้วบีบคามือใหญ่ยิ้มกวนตีนทรรศนะ
“โทษทีนะมันมีมด ฉันกลัวมันจะกัดปิ่น”
ปานเทพมองไปเห็นครองสุขกับธีระออกจากห้องไปท่าทางดูมีพิรุธ
จินตนาจัดซองเงินช่วยงานเสร็จใส่กระเป๋าเดินทางใบขนาดเก็บสินสอดได้หมดที่วางบนเตียง
สองเสือโหย ครองสุข กับธีระเข้ามา จินตนาลุกจับหูกระเป๋าจะหิ้วไป
“นั่นกระเป๋าอะไร”
“สินสอดทั้งหมดของปิ่นค่ะ”
“ดี เอามาให้ชั้นเก็บเอง นังอุ่นมอบหมายให้ชั้นทำหน้าที่ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว”
“คงต้องให้กระเป๋านี้ถึงมือปิ่นก่อนนะคะ ส่วนปิ่นจะให้ใครเก็บรักษาหรือจะเก็บเอาไว้เองค่อยว่ากัน” จินตนาบอกเสียงแข็ง ไม่ยอมให้
“ปิ่นเป็นเด็กในปกครองของฉัน ฉันจะดูแลทรัพย์สินให้มันเองคนอื่นอย่าแส่ เอามานี่”
ครองสุขเข้ามาแย่งกระเป๋าบนเตียง จินตนายื้อเอาไว้สุดชีวิต
“ยืนบื้ออยู่ได้ธีระ มาช่วยกันสิ” ครองสุขสั่งธีระ ธีระเข้าไปจะช่วย
ปลอดกับปานดเทพเข้ามา “หยุดเดี๋ยวนี้”
ทุกคนชะงัก ครองสุขกร่างวางอำนาจทันที
“ไม่ต้องมาทำเสนอหน้านายปลอด แกมันก็แค่คนงานที่โดนคุณไพศาลไล่ออกไปแล้ว โดนไอ้ใหญ่ยกหางให้หน่อยมาทำตวาดฉัน”
ปลอดชี้หน้าครองสุขไม่ยำเกรง “คุณนายเองก็เถอะ อย่านึกว่าทำอะไรเอาไว้แล้วจะไม่มีใครรู้ คราวนี้ไม่ง่ายเหมือนในอดีตหรอก ถ้าคุณใหญ่เป็นอะไรไปเพราะใคร ผมจะฆ่าพวกมันยกครัว”
ครองสุข ธีระ จินตนา พากันสยองปานเทพผสมโรง
“ดีพ่อ จับพวกมันมัดรวมกันทั้งครอบครัว แล้วเผาทิ้งพร้อมบ้านไปเลย”
ปลอดมองปานเทพเป็นเชิงว่าชักจะเว่อร์ไป
“เออ ดีเหมือนกัน เอาตามที่เอ็งว่านั่นแหละ”
ครองสุขถอยกรูดออกมากับธีระ “ไอ้พวกโจรโรคจิต ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ”
ครองสุขกับธีระเตลิดออกไป ปลอดมองจินตนาไม่วางใจ จินตนาจับกระเป๋าแน่นอาการเลิ่กลั่ก
“ไม่ต้องห่วงพ่อ จินตนาเป็นเพื่อนรักของปิ่น” ปานเทพรีบบอก
“แกดูแลให้ดีก็แล้วกัน มันเป็นทรัพย์สินที่คุณใหญ่หามาได้ด้วยความรู้ความสามารถ อย่าให้นังคุณนายมันมาปอกลอกเอาไปได้ เหมือนที่เคยทำกับคุณไพศาล”
ปานเทพสบตากับพ่อ พยักหน้าเอาการเอางาน ปลอดออกไป
จินตนาแอบลอบมองจับกิริยาสองพ่อลูกสงสัยเบื้องหลัง
“วันนี้คุณเจ๋งมาก จินตนา ขอบคุณนะ”
จินยิ่งงงหนักที่ปานพูดดีและดูจริงจัง
พิธีการเสร็จลุล่วงไปด้วยดี คืนนั้นที่หน้าเรือนถวิล สองคนถวิลกับปลอดยกแก้วสาโทขึ้นดื่ม
ถวิลแอบมอง ท่าทีอึดอัดใจ “เรื่องในอดีต ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แต่ฉันเชื่อว่าพี่ปลอดไม่ได้ใส่ร้ายคุณนาย”
ปลอดตบบ่าถวิล “ขอบใจว่ะ ที่ฉันเฝ้าสงสัยก็คือการตายของนาย แกอยู่ที่ไร่ น่าจะรู้สาเหตุใช่มั้ยว่านายตายเพราะอะไร”
“พอนายป่วย ก็นอนพักอยู่แต่ในเรือนใหญ่ คุณนายไม่ยอมให้ใครเข้าเยี่ยมเลย พอต่อมานายก็หัวใจล้มเหลว ฉันก็รู้เท่านี้แหละ พี่สงสัยอะไรเหรอ” ถวิลคาใจ
“ฉันยังบอกอะไรแกตอนนี้ไม่ได้ แต่จำไว้คุณใหญ่ไม่ได้เป็นคนเลวอย่างที่ใครๆ คิด”
ถวิลอึ้ง “หมายความว่า คุณใหญ่ไม่ได้เป็นโจร เป็นเสือใช่มั้ย พี่ปลอดด้วย”
ปลอดไม่ตอบ แต่พูดให้คิด “สิ่งที่แกเห็นมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงเสมอไป ฝากแกดูแลคุณใหญ่ด้วยก็แล้วกัน”
“ถึงพี่ไม่ฝาก ชั้นก็ต้องดูแลคุณใหญ่อยู่แล้ว เพื่อตอบแทนบุญคุณนายไพศาล”
ปลอดถามหยั่งเชิงเรื่องปิ่นอนงค์ “แล้วปิ่นล่ะ เด็กคนนี้เป็นคนยังไง”
ถวิลบอกกังวลๆ “ก็เป็นเด็กดี แต่กลัวคุณนายกันทั้งแม่ทั้งลูก”
ปลอดนิ่งคิดแล้วพูดเบาๆ “หวิน ฉันอยากให้แกช่วยอะไรฉันสักอย่าง”
ถวิลมองหน้าปลอดด้วยความสงสัยนักว่า อดีตรุ่นพี่คนงานไร่จะให้ทำอะไร
โปรดติดตามตอนต่อไป
ห้องนอนในบ้านพักใหญ่ที่รีสอร์ต ถูกแต่งเป็นห้องหอบ่าวสาว บนเตียงโรยดอกกุหลาบไว้อย่างสวยงาม แต่ปิ่นอนงค์กลับนั่งมองดอกปีบในมือ ที่ใหญ่ขยำทิ้งตอนรดน้ำสังข์
ปิ่นอนงค์เก็บดอกปีบใส่ไว้ในสมุดที่ชอบทับดอกปีบเก็บไว้ ซึ่งในนั้นมีดอกปีบอยู่หลายหน้าปิ่นอนงค์คิดถึงทรรศนะขึ้นมาอีก
“จากนี้ไป ปิ่นคงไม่สามารถคิดถึงคุณนะได้อีก” ปิ่นอนงค์ร้องไห้ออกมา ใหญ่โผล่มาแย่งสมุดจากมือปิ่นอนงค์
ปิ่นอนงค์ตกใจเงยหน้ามองใหญ่เขม็ง รู้ทั้งรู้ว่ามันมีแฟนอยู่ ยังยอมโง่ให้มันหลอก”
ปิ่นอนงค์โมโห “แล้วคุณใหญ่ละคะ เคยหลอกปิ่นบ้างหรือเปล่า”
ใหญ่ชะงักสงสัยว่าปิ่นอนงค์หมายถึงอะไร “ฉันจริงใจกับเธอมากที่สุดแล้วปิ่นอนงค์”
“ทำไมคุณใหญ่ถึงได้รู้ว่าปิ่นทำต้มบ๊วยหมูสับเป็น เพราะคุณใหญ่เคยเห็นปิ่นที่เก็บกระดูกคุณไพศาลแถมตอนที่คุณใหญ่เจอปิ่นในไร่ครั้งแรก ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้จักปิ่น คุณใหญ่มีจุดประสงค์อะไร ทำไมต้องหลอกปิ่น”
ใหญ่อึกอักตอบไม่ถูก “นี่ใช่มั้ยคะที่คุณใหญ่เรียกมันว่า ความจริงใจ”
ใหญ่เบี่ยงเบนความสนใจโวยวายกลับ “เธอคิดจะเฉไฉพาฉันออกนอกเรื่อง เพราะกลัวฉันจะเล่นงานไอ้นะ ก็เลยกุเรื่องบ้าบอนี่ขึ้นมา”
“คุณใหญ่หลอกปิ่นได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ ที่คุณใหญ่พูดปาวๆ ว่าเกลียดพ่อ แล้วไปไหว้กระดูกท่านทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะคุณใหญ่ยังผูกพันกับท่านอยู่”
ใหญ่อึ้ง ปิ่นอนงค์บอกต่ออย่างมีอารมณ์ “ขอดอกปีบคืนให้ปิ่นเถอะค่ะ”
ใหญ่พาลโยนสมุดลงกลางเตียง “ถ้าหวงแหนมันนักหนา ก็ไปเอาเองสิ”
ปิ่นอนงค์ไม่รู้ว่าโดนใหญ่หลอก คลานขึ้นเตียง กำลังจะหยิบสมุดที่ทับดอกปีบไว้ ใหญ่ยิ้มจะแกล้งปิ่น “เธอเสร็จฉันแน่ปิ่นอนงค์ คืนนี้แหละ ฉันจะทำให้เธอลืมไอ้นะให้ได้”
ปิ่นเหลียวมาเห็นใหญ่ดูน่ากลัวเสียงทัศนีย์ก้องในหัว “ฉันเคยเห็นกับตาว่านังอ่อนเคยถูกพาตัวไปบำเรอคุณใหญ่ พอออกมานะเนื้อตัวงี้เขียวช้ำไปหมด ขนาดต้องใช้คนงานสองคนแบกกันออกมา”
ปิ่นอนงค์ระดมปาหมอนใส่ ตะเพิดใหญ่ “อย่าเข้ามานะ ออกไป”
ใหญ่ปัดหมอนทิ้ง “จะให้ไปไหนละจ้ะ บนเตียงเนี่ยดีแล้ว นุ่มนิ่มน่านอน เหมาะกับเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะกันสองต่อสอง มามะมาอยู่ในอ้อมแขนของเสือใหญ่เสียดีๆแม่ยอดขมองอิ่มของพี่”
ใหญ่กระโจนเข้าหาปิ่นอนงค์สุดตัว ปิ่นอนงค์ร้องกรี๊ด “ไม่ อย่า ช่วยด้วย” แล้วกลิ้งม้วนตัวออกจากกลางเตียงเพื่อหลบใหญ่
ใหญ่วืดกระแทกตัวลงกลางเตียงเสียงดังโครม!
เวลานั้รปานเทพ พงษ์ และเหล่าลูกน้องปลอดเดินถือขวดสาโทเข้ามา เปี๊ยกตามมา ทุกคนได้ยินเสียงโครม ทุกคนมองจุดเดียวกันที่ห้องใหญ่ “คุณใหญ่”
หมู่เฮาลุกพรวด ชักปืน วิ่งเข้าบ้านหน้าตาตื่น
พงษ์นำทีมหมู่เฮากระแทกประตูเข้ามา เล็งปืน เปี๊ยกตามท้ายขบวน เห็นเตียงนอนหักกลางเป็นรูปตัววี ใหญ่นอนบิดไปมาเพราะเจ็บหลัง ปิ่นอนงค์นั่งปลายเตียงจุดที่เตียงไม่หัก หน้าตาตื่นตระหนก
ปานเทพ และพงษ์กลั้นหัวเราะ รีบเก็บปืน “ไปดื่มกันต่อดีกว่า ขอโทษนะไอ้คุณใหญ่ที่เข้ามาขัดจังหวะ”
ปานเทพหัวเราะคิกคัก ทั้งหมดถอยออกไป ปิดประตู ปิ่นอนงค์จ้องหน้าใหญ่ แทนที่จะโกรธกลับรู้สึกสงสารเพราะเห็นใหญ่ยังนอนหน้าแหยอยู่ “คุณใหญ่เจ็บมากมั้ยคะ ให้ปิ่นช่วยประคองขึ้นมามั้ย”
ใหญ่อายลูกน้อง ตวาดลั่น “ไม่ต้อง เพราะเธอ ทำให้ฉันขายหน้าลูกน้องหมด”
“เพราะปิ่นเหรอคะ คุณใหญ่ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนผิดบ้างเลย เห็นมั้ยคะให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว” ปิ่นอนงค์เถียง แล้วลงจากเตียง ไปนอนตรงที่ตัวเองปูผ้าไว้
ใหญ่ลุกนั่งโวยวาย “แล้วฉันล่ะจะนอนตรงไหน”
ปิ่นอนงค์พลิกตัวหันหลังให้ ไม่สนใจ
ใหญ่บ่นงึมงำ “ฝากไว้ก่อนเหอะ วันพระไม่ได้มีหนเดียว อู๊ย...”
ใหญ่ครางเจ็บหนึบที่บริเวณหลัง
รู่งเช้าที่ศาลาชุมนุมคนงาน บรรดาคนงานนั่งกินข้าวกัน ซุบซิบหัวเราะกัน ถวิล จอม เปี๊ยก และหวาน เข้ามานั่ง ถวิลงง
“มันขำอะไรกันนักหนา”
หวานรีบรายงาน “คนงานคุยกันว่าอะไร เตียงหักๆ นี่แหละ” เปี๊ยกส่งเสียงอ้อแอ้ๆ เล่าว่าใหญ่เตียงหัก หวานบอกเสียงสูง “คุณใหญ่กับปิ่นนอนด้วยกันจนเตียงหักเมื่อคืน จริงเหรอวะ ฮ่าๆๆ โอ้โห นอนด้วยกันอีท่าไหนเนี่ย ทำไมเราไม่เคยหักกับเค้าบ้างเนอะไอ้เปี๊ยก”
หวานกับเปี๊ยกหัวเราะชอบใจ จอมพาล “หยุดขำได้แล้ว หนวกหู คนจะกินข้าว”
หวานเหน็บ “แน่ใจนะว่าจะกินข้าว เห็นแกเอาแต่ซดน้ำเปลี่ยนนิสัยทุกวัน”
จอมงอนเก็บจานลุกออกไป ถวิลส่ายหน้าระอาใจนัก “เมื่อไหร่สมองมันจะโตเหมือนตัวมันสักที ไอ้ลูกไม่รักดี” รถกระบะเข้ามาจอดอุ่นเรือนกลับจากตลาด ลงรถหิ้วถุงหมู ไก่เข้ามา รถขับออกไป
หวานตะโกนไปก่อนเลย “โถ ป้าอุ่น เป็นถึงแม่ยายเจ้าของไร่ ทำไมต้องเหนื่อยมาเองอย่างนี้ ใช้ใครก็ได้นี่ป้า”
อุ่นเรือนเดินหน้าบูดเข้ามา “ถ้าแกพูดอย่างนี้ ก็ไม่ต้องมานับถือกัน”
ถวิลเข้าไปหาอุ่นเรือน “แม่อุ่นน่าจะดีใจ ที่ปิ่นมันมีความสุขไปแล้ว ได้แต่งงานกับคุณใหญ่ สมหน้าสมตา”
“แต่งงานกับโจรมันจะมีความสุขสมหน้าสมตาได้ยังไง” อุ่นเรือนยิ่งคับแค้นใจ
เวลาเดียวกันใหญ่ยืนอยู่บนเนินเขา จุดชมวิวในไร่ไพศาล มองออกไปสุดลูกหูลูกตา
ปานเทพเข้ามาทางด้านหลัง “แกเรียกฉันมาทำไมแต่เช้าวะ” หาวหวอดๆ
ใหญ่หันมา “ได้เวลาที่เราจะเอาคืนคนพวกนั้นแล้ว”
ปานเทพดีใจที่เรื่องวุ่นๆ จะได้ปิดฉากเสียที “แกจะยอมไปแสดงตัวต่อศาลว่ายังมีชีวิตอยู่แล้วเหรอวะ”
“ยัง ฉันจะเอาคืนในแบบของฉัน แบบไม่ต้องรอกฎหมาย”
“แกจะฆ่าเค้าเหรอ อย่านะโว้ยใหญ่”
ปานเทพสยองใหญ่ไม่ตอบผุดยิ้มร้ายออกมา
ด้านปิ่นอนงค์เดินไปจะออกจากบ้าน ยินเสียงกริ่งประตูดัง ปิ่นอนงค์สะดุ้งฉากหลบ แอบดู น้อยโผล่อยู่ที่ประตูกระจก กระโดดโบกไม้โบกมือให้ ปิ่นอนงค์รีบไปเปิดประตูให้ น้อยเข้ามาโถมตัวนั่งที่โซฟา
“ทำไมต้องทำเป็นลับๆ ล่อๆ ด้วยพี่ปิ่น” น้องสงสัย
“เปล่าๆ แค่อยากรู้ว่าใครมา”
น้อยนิ่งคิด ปิดปากขำ “อ๋อ รอคุณใหญ่อยู่เหรอ คริๆ เค้าร่ำลือกันว่า เมื่อคืนพี่กับคุณใหญ่เล่นจ้ำจี้กันจนเตียงหักสนั่นไร่เลยพี่”
ปิ่นอนงค์อาย ตีแขนน้อย “อย่าพูดอีกนะ น่าเกลียด แล้วน้อยมาทำไมถึงนี่”
“คุณใหญ่ให้คนงานมาส่ง สั่งให้น้อยมาช่วยพี่ปิ่นเก็บของ”
“เก็บของ เก็บไปไหน” ปิ่นอนงค์งงๆ ไม่เข้าใจ
ใหญ่นั่งสบายอารมณ์อยู่ในห้องทรรศนะ มีปานเทพยืนสั่งการ คนงานเข็นราวแขวนเสื้อแบบมีล้อ แขวนเสื้อผ้าของทรรศนะออกไปหน้าประตู ส่วนคนงานอีกคน เอากะละมังใส่ของใช้ในห้องน้ำออกไปวางบนพื้นหน้าห้อง
“เอ้า เร่งมือกันหน่อย อย่าให้เหลืออะไรแม้แต่ชิ้นเดียว”
อรสอางค์ กับทรรศนะ เข้ามามองงงๆ “คุณใหญ่ คุณใหญ่ทำอะไรห้องผม”
ใหญ่กวนกลับ “อ้าว ... ทำเป็นลืมไปได้ ห้องนี้มันห้องของชั้นตั้งแต่เด็กๆ พอนายมา พ่อให้ชั้นย้ายออกไป แล้วนายเข้ามาอยู่แทน ตอนนี้ชั้นอยากรื้อฟื้นความหลัง ชั้นกับปิ่นเลยจะย้ายมาอยู่ที่นี่”
ปานเทพพูดต่อ “ส่วนคุณนะ ไปอยู่บ้านพักที่รีสอร์ตแทน”
อรสอางค์เดินรี่ไปยืนหน้าใหญ่ “นายทำเกินไปแล้ว นะเค้ามีสิทธิ์ตามกฎหมาย เค้าเป็นเจ้าของที่นี่ เค้าจะอยู่ห้องนี้ นายมีสิทธิ์อะไรมาไล่เค้าอย่างนี้”
ใหญ่ทำยียวนแคะหู ป้องหู “อะไรนะ นายนะน่ะเหรอเห็นเจ้าของที่นี่”
“ก็ใช่น่ะสิ ตามพินัยกรรมที่คุณไพศาลทำเอาไว้” อรสอางค์แว้ดใส่
ใหญ่สบตายิ้มๆ กับปานเทพ หันไปจ้องทรรศนะที่คงคุยโวไว้ ทรรศนะก้มหน้าหลบตา
อรสอางค์ อึ้ง งง เป็นจังหวะที่ครองสุขเข้ามาหน้าตาตื่น “นี่มันเรื่องอะไรกัน”
ใหญ่เดินเข้าไปหาครองสุข แบมือ “ว่าที่สะใภ้คุณนายบอกว่า คุณพ่อทำพินัยกรรมยกไร่ให้นายนะ ขอผมดูหน่อย ถ้าเป็นเรื่องจริง ผมจะได้รีบออกไปจากไร่วันนี้เลย”
ครองสุขอ้ำอึ้งกลัวความแตก “เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว เอาอย่างนี้ ถ้าคุณใหญ่อยากย้ายมาอยู่เรือนหลังนี้ ก็ไปอยู่ห้องน้าก็แล้วกัน เดี๋ยวน้าย้ายไปอยู่ที่รีสอร์ตเอง
ทรรศนะกับอรสอางค์ตะลึง โดยเฉพาะทรรศนะนั้นมองอย่างแค้นใหญ่ ครองสุขรีบจูงอรสอางค์ออกไป ทรรศนะกำหมัดฮึดฮัด แล้วเดินตามออกไป
ใหญ่กะปานเทพยิ้มให้กันอย่างสะใจ
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 8 (ต่อ)
สามคนอยู่ในห้องทำงานของครองสุข อรสอางค์ฉุนขาดตามไปยืนมองหน้าครองสุขขอคำตอบ
“ทำไมคุณน้าต้องยอมมันอีกแล้ว อรไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมไม่เอาพินัยกรรมไปจ่อหน้าให้มันดู แล้วก็รีบๆ เฉดหัวมันไปซะ”
“พินัยกรรม น้าเอาไปฝากตู้นิรภัยที่ธนาคาร เอาไปให้มันดูได้ที่ไหน ถ้าไอ้ใหญ่มันเห็น มันก็เผาทิ้งเท่านั้นเอง”
อรสอางค์แค้นหนัก “มันเลวแบบนี้ คุณน้ากับนะจะยังไปเห็นแก่พี่แก่น้องอยู่ทำไมกันคะ”
อรสอางค์ทั้งหงุดหงิดทั้งโมโหกระแทกตัวลงนั่ง ครองสุขลุกไปบีบไหล่ปะตอแหลเอาใจอรสอางค์
“เพราะน้าไม่อยากให้มีการใช้ความรุนแรงกันน่ะซิจ๊ะ เราต้องใจเย็นๆอดทนไปก่อน ทำดีกับมันให้มันตายใจ อีกไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นของเรา”
“ไม่นานของคุณน้า เมื่อไหร่คะ อรไม่มีเวลาแล้ว” อรสอางค์หลุดปาก
“ไม่มีเวลาอะไรกันจ๊ะ”
“ก็ ทางคุณพ่อคุณแม่อรเร่งมา ถ้าท่านรู้ว่าทางนี้มีปัญหา ท่านอาจไม่ยกอรให้นะก็ได้”
“น้าเข้าใจ ไม่ต้องกลัว อรเป็นลูก เอ่อ หลานสะใภ้น้า น้าไม่ให้น้อยหน้าใครหรอก”
ปิ่นอนงค์ น้อย หิ้วกระเป๋าข้าวของเข้ามาที่บันได
ครองสุขหิ้วกระเป๋าใบย่อม ทรรศนะหิ้วกระเป๋าใหญ่ คนงานหญิงหิ้วเสื้อผ้า ชุดกระโปรง กล่องรองเท้า สวนลงบันไดมา ปิ่นอนงค์ กะน้อย งงๆ วางข้าวของ ครองสุขหยุดมองปิ่นอนงค์
“คุณนายจะไปไหนคะ”
ครองสุขทำหน้าสลด “แกช่วยตรวจดูในห้องชั้นด้วยนะ ปิ่นอนงค์ เผื่อมีอะไรตกหล่นหลงลืมอะไรเอาไว้ ก็ช่วยเอาออกไปด้วยก็แล้วกัน รีบมากอย่างนี้กลัวเก็บไม่หมด”
พลางครองสุขแกล้งมองทั่วบ้านทำเป็นอาลัยอาอาวรณ์ แล้วทำเป็นบีบน้ำตา
“ฝากบ้านด้วยนะปิ่น ฉันมันหมดวาสนาแค่นี้”
ครองสุขเดินไป ปิ่นอนงค์ยังงงอยู่ “ทำไมคุณนายต้องขนของออกจากห้องด้วยละคะ”
ทรรศนะเดินหน้าขรึมเข้ามา “คุณใหญ่บอกว่าเค้ากับเธอจะย้ายมาอยู่ห้องคุณน้า แล้วไล่คุณน้าไปอยู่ที่รีสอร์ต”
ปิ่นอนงค์มองขึ้นไปชั้นบน เครียดหนัก
ใหญ่นอนหนุนแขนตัวเองกับหัวเตียงบนหมอนที่พาดเอาไว้ ปิ่นอนงค์เปิดประตูเข้ามาเดินไปหาใหญ่หน้าเครียดเคร่ง
“ทำไมคุณใหญ่ใจร้ายอย่างนี้คะ ทำอะไรไม่มีเหตุผล”
“อ้าว...ก็อยากให้เมียอยู่สบายๆ มันผิดตรงไหน เธอดูสิปิ่น เตียงนี้มันใหญ่โตดูแข็งแรงดี” วางท่ากรุ้มกริ่ม “รับรองคืนนี้ไม่หัก”
“ถ้าอย่างนั้น คุณใหญ่ก็อยู่ไปคนเดียวเถอะค่ะ ปิ่นจะกลับไปอยู่กับแม่ที่ห้องเก่า”
ปิ่นอนงค์หันกลับเดินไปที่ประตู ใหญ่เข้าไปขวางหน้าดุใส่
“อย่าทำให้ฉันอารมณ์เสีย ไม่งั้นอาจมีใครๆ ตายกลายเป็นศพหลายคน”
ปิ่นอนงค์อึ้งใหญ่ดุ ใหญ่เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง
“ทางที่ดี เธอก็ทำตัวเป็นเมียที่ดี อยู่ในโอวาทเชื่อฟังชั้น ช่วยกันดูแลไร่นี้ด้วยกัน ไม่เห็นจะยากเย็นตรงไหน” ใหญ่หยิบพวงกุญแจพวงใหญ่ ยี่สิบกว่าดอก เดินไปยื่นให้ตรงหน้าปิ่นอนงค์ แต่ปิ่นอนงค์ยังงงๆ ใหญ่จับมือแล้วยัดพวงกุญแจให้
“ต่อไปนี้ เธอต้องดูแลทรัพย์สินทุกอย่างในไร่ เธอคือผู้ถือกุญแจทั้งหมดของไร่ไพศาล”
สองคนสบตากันเครียด
ครองสุขนั่งเครียดอยู่ในบ้านพักที่รีสอร์ต ธีระพุ่งเข้ามาหาที่ชุดรับแขก หน้าตาตื่น
“นี่มันไล่พี่มาอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอครับ”
ครองสุขหงุดหงิด “ก็เห็นๆอยู่นี่ ยังมาถามอะไรอีก”
ธีระทรุดตัวนั่งเก้าอี้อีกตัวฝั่งตรงข้าม “ไอ้ปาน มันก็มายึดบ้าน ยึดสำนักงานของผม ไล่ให้ผมไปอยู่เรือนคนงาน”
“เราก็ทำทุกอย่างที่มันสั่ง” ครองสุขบอก
“แล้วไอ้พวกลูกไร่มันจะมองเรายังไงครับพี่ ผมไม่รู้จะไปสู้หน้ากับใครได้อีกแล้ว” ธีระก้มหน้ากุมขมับ
“ใครจะมองยังไงก็ช่างหัวมันปะไร ดีซะอีกให้นังปิ่นมันมีสิทธิ์มีเสียงนั่งชูคอเป็นใหญ่ มันจะได้มีช่องทางดูดเงินจากไอ้ใหญ่ ส่วนเราก็นั่งเฉยๆแล้วค่อยไปรีดมาจากนังปิ่นอีกที เธอก็เห็นใช่มั้ยว่าไอ้ใหญ่มีเงินมีทองขนาดไหน”
ธีระยิ้มออก เดินเข้าไปบีบไหล่บีบแขนเอาใจครองสุข “พี่ของผมเนี่ย มาเหนือเมฆจริงๆ แต่ว่า ถ้าเกิดปิ่นไปเป็นพวกไอ้ใหญ่ละครับ”
“ลืมแล้วเหรอว่ายังมีคนคนหนึ่งที่ไม่มีวันเอาใจออกห่างเรา”
พูดไม่ทันขาดคำอุ่นเรือนก็เดินหน้าเครียดเข้ามา ธีระรีบถอยห่างจากครองสุขแทบไม่ทัน อุ่นเรือนคุกเข่าจับขาครองสุขอย่างรู้สึกผิด และโกรธแค้นใหญ่กับปิ่นอนงค์
อุ่นเรือนผินหน้าด่าไปอีกทาง
“อุ่นได้ยินพวกคนงานมันว่า คุณนายถูกไล่มาอยู่ที่นี่ นังปิ่นมันทำกับคุณนายได้ขนาดนี้เลยเหรอคะ เนรคุณ อกตัญญู”
ครองสุขจับไหล่อุ่น เล่นละครตีหน้าเศร้า “อย่าไปโกรธนังปิ่นมันเลยอุ่น มันคงลำบากมานาน ก็อยากจะสบายบ้าง แกเองก็เหมือนกัน รีบกลับไปซะเถอะ อย่ามารับใช้อะไรชั้นเลย เดี๋ยวนังปิ่นมันรู้เข้าจะมาวีนเอากับฉัน”
อุ่นเรือนยิ่งโมโหปิ่นอนงค์ ครองสุข ยิ้มเยือกเย็น ธีระเก็ตทันทีว่าอุ่นเรือนนี่เอง จะเป็นเครื่องมือของพวกตน
ที่โถงเรือนใหญ่ น้อยเอาของว่างกับเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ใหญ่กับปิ่นอนงค์ซึ่งวันนี้สวมใส่กระโปรงหรู น้อยสบตาปิ่นอนงค์แวบหนึ่ง แอบยิ้มเดินออกไป
ถวิลเข้ามานั่ง ใหญ่สั่งการ
“นายหวิน เชิญนั่งครับ ผมฝากให้นายหวินไปบอกคนงานทุกคนด้วย ต่อไปนี้ปิ่นอนงค์คือคุณผู้หญิงคนใหม่ของไร่” ปิ่นอนงค์อึดอัด ไม่สบายใจ “มีสิทธิ์สั่งการ สั่งงานทุกคนเหมือนผม อำนาจของคุณ...” อุ่นเรือนเข้ามาแอบฟัง “ผู้หญิงนอกจากที่เรือนใหญ่นี้ ยังครอบคลุมไปทุกแผนก ทุกส่วนของไร่ แค่นี้แหละครับ ขอบคุณ”
“ครับคุณใหญ่” ถวิลเดินออกไปทันที
ใหญ่หันไปเจออุ่นเรือนเมียงมองอยู่ ใหญ่ลุก ปิ่นอนงค์ลุกตาม
“อ้าว ป้าอุ่น เข้ามาซิครับ
อุ่นเรือนเดินสงบเสงี่ยมเข้ามาที่โต๊ะใหญ่ “นั่งก่อน ผมมีเรื่องจะคุยกับป้าอุ่นอยู่พอดี”
“ไม่เป็นไรค่ะ” อุ่นเรือนไม่ยอมนั่ง
“คือผมอยากให้ป้าอุ่นมาอยู่ที่เรือนใหญ่นี้ด้วยกันกับผมกับปิ่น เรื่องงานการอะไรก็ปล่อยให้พวกเด็กๆ มันทำแทน” ใหญ่บอก
“เห็นจะไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันขอไปรับใช้คุณนายเหมือนเดิม”
ปิ่นอนงค์อึ้ง “แม่ ...”
“ยังไงเสีย ก็ต้องขอบพระคุณในความกรุณา แต่ดิฉันต้องรับใช้ดูแลคุณนายต่อไป ให้ดิฉันมานั่งเชิดหน้าชูคอเป็นวัวลืมตีนอยู่บนเรือนใหญ่ ดิฉันทำไม่เป็น” มองหมิ่นปิ่นอนงค์
ปิ่นอนงค์สะอึกที่โดนแม่ด่า “แม่ ฟังปิ่นอธิบายก่อน”
“ถ้าไม่มีอะไรอีก ดิฉันขอตัวนะคะ”
อุ่นเรือนออกไปเร็วรี่ ปิ่นอนงค์จะวิ่งตามแม่ ใหญ่ดึงรั้งมือไว้ใหญ่
“แม่เธอเหมือนพ่อฉันไม่มีผิด เห็นคนอื่นดีกว่าลูกตัวเอง”
“แต่ปิ่นจะไม่ทำเหมือนคุณใหญ่ ที่ทิ้งพ่อไปค่ะ”
ปิ่นอนงค์แกะมือใหญ่ออก แล้วเร่งฝีเท้าตามอุ่นเรือนไป ใหญ่ยืนอึ้งเจ็บจี๊ดกับคำพูดปิ่นอนงค์
อุ่นเรือนมาถึงเรือนหยิบยาจากถุงสามถุงจะกิน ปิ่นอนงค์เข้ามารีบเอาแก้วใส่น้ำมาให้ อุ่นเรือนมองปิ่นอนงค์ แล้วลุกไปรินน้ำมากินกับยาเอง
อุ่นเรือนเลื่อนแก้วที่ปิ่นอนงค์เอามาให้ ไปตรงหน้า ปิ่นอนงค์อึ้ง “ทำไมแม่ต้องทำกับปิ่นอย่างนี้”
“แล้วแกทำกับคุณนายได้ยังไง ยึดบ้านช่องห้องหอ คนที่เค้ามีบุญคุณคุ้มกะลาหัวแกมาตั้งแต่เกิด”
“ปิ่นไม่รู้เรื่องจริงๆ นะแม่ ปิ่นไม่เคยคิด อยากจะไปอยู่เรือนใหญ่ไม่เคยคิดอยากจะอยู่ห้องคุณนาย คุณใหญ่เป็นคนจัดการเรื่องนี้เองทั้งหมดคนเดียว”
อุ่นเรือนมองปิ่นอนงค์หัวจรดเท้า “คราวหน้าคราวหลัง แกไม่ต้องมาเหยียบที่เรือนนี้อีก มีอะไรก็ให้คนมาตามชั้นไปพบ ชั้นไม่อยากให้แกอับอายใครที่มีแม่เป็นแค่แม่บ้าน มันจะเสียเกียรติคุณผู้หญิงคนใหม่ของไร่ไพศาล”
ปิ่นอนงค์นิ่งเสียใจนัก น้ำตาไหลริน อุ่นเรือนเองก็น้ำตาคลอออกมารีบลุก ก่อนที่น้ำตาจะไหล เดินหนีเข้าห้อง ปิดประตูทันที
ตกคืนนั้นปิ่นอนงค์นั่งหน้าเครียด มีน้อยที่จัดเตียงให้อยู่เมียงมองเป็นระยะ แล้วเดินมานั่งที่พื้นข้างๆ
“อย่าคิดมากเลยพี่ปิ่น ป้าแกก็เป็นอย่างนี้แหละ”
“ทั้งคุณนาย ทั้งคุณนะ แล้วก็ยังแม่ ทุกคนเข้าใจพี่ผิดหมดพี่พยายามทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น แต่ทำไมมันกลับแย่ลง”
“พี่ปิ่น” น้อยจะปลอบใจต่อ ใหญ่เดินเข้ามา
“ต่อไปให้เรียกคุณปิ่นว่า คุณผู้หญิง บอกทุกคนที่เรือนคนงานด้วย” ใหญ่สั่งน้อย
“ไม่ น้อย เรียกเหมือนเดิม” ปิ่นอนงค์ไม่ยอม
น้อยทำตาปริบๆ ใหญ่ตาถลน แกล้งตวาดใส่ “เธอจะเชื่อใคร”
น้อยตกใจ “เชื่อคุณใหญ่ค่ะ” รีบลนลานออกไป ปิดประตู ปิ่นอนงค์ไม่พอใจ
“คุณใหญ่ทำแบบนี้ ปิ่นจะวางตัวลำบากนะคะ”
“ฉันทำอะไร” ใหญ่ตีรวน
“ก็บังคับให้ทุกคนเรียกปิ่นว่าคุณผู้หญิง แล้วยังไล่คุณนายไปอยู่ที่รีสอร์ต คุณใหญ่อาจจะสนุกที่ได้แกล้งคนนั้นคนนี้ แต่ปิ่นไม่สนุกด้วยนะคะ”
ใหญ่นึกน้อยใจปิ่นอนงค์ “ฉันไม่ได้ต้องการทำให้เธอสนุก แต่ฉันทำเพื่อเรียกศักดิ์ศรีให้เธอ เธอบอกเองไม่ใช่เหรอ เธอไม่มีค่าในสายตาของใครๆต่อไปนี้ทุกคนต้องยกย่องและก้มหัวให้ปิ่นอนงค์ นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันจะทำ”
ปิ่นอนงค์อึ้ง “แต่ปิ่นไม่ได้ต้องการแบบนั้น ปิ่นไม่ต้องการให้คนมายกย่องก้มหัวให้ ปิ่นต้องการให้ทุกคนยอมรับปิ่นด้วยหัวใจ เพราะความจริงใจที่ปิ่นมีให้”
“แล้วฉันจะทำให้เธอเห็นว่า การทำดีกับคนเลวๆ มันเปล่าประโยชน์....ปิ่นอนงค์”
ใหญ่พูดเป็นปริศนาแล้วเข้าห้องน้ำปิดประตูดังปัง
ใหญ่หยุดมองที่อ่างน้ำ มีน้ำใส่รองไว้เกือบเต็มอ่าง ยังมีดอกมะลิโรยไว้ส่งกลิ่นหอม ใหญ่กวาดตามาที่อ่างล้างหน้า แปรงสีฟันใส่ยาวางไว้เรียบร้อย ผ้าเช็ดตัว ชุดนอนของใหญ่พาดไว้อีกมุม
ใหญ่มองไปทางประตู ยิ้มๆ รู้สึกดีที่มีคนคอยดูแล หยิบแปรงสีฟันแล้วทำปากจุ๊บๆ เบาๆ ให้ปิ่นอนงค์ ปากร้ายใจอ่อนตามเคย
ปิ่นอนงค์นอนคุดคู้ห่มผ้าถึงคออยู่ที่โซฟา ใหญ่ใส่เสื้อกล้ามกางเกงเล เข้ามามองเหล่ หมั่นไส้มาก
ใหญ่ดึงผ้าห่มออก ปิ่นอนงค์สะดุ้ง ยื้อไว้ “คุณใหญ่ทำอะไรคะ”
“มานอนตรงนี้ทำไม เตียงอยู่โน่น”
“คุณใหญ่นอนเถอะค่ะ ปิ่นอยากนอนตรงนี้”
“แล้วชุดที่เธอใส่อยู่นี่ มันเรียกว่าชุดนอนเหรอ”
“ก็ปิ่นใส่ของปิ่นอย่างนี้นอนทุกคืนนี่คะ”
ใหญ่หงุดหงิด “เถียงคำไม่ตกฟาก”
ใหญ่อุ้มปิ่นอนงค์ลอยไปวางบนเตียง “คุณใหญ่ จะทำอะไรคะ”
“ก็ผัวเมียเค้าทำอะไรกันล่ะ”
ปิ่นอนงค์ใจเสีย “ปิ่นขอร้อง ปิ่นยังไม่พร้อม”
ใหญ่ดึงผ้าห่มที่ปิ่นอนงค์ยื้อไว้ไปจนได้ แล้วไปวางบนที่โซฟา ก่อนจะหยิบหมอนในหนึ่งไปวางที่โซฟา
“เธอเอาผ้าผืนเล็กไปแล้วกัน” ชี้ไปที่ปลายเตียง
ใหญ่ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาห่มผ้า ปิ่นอนงค์มองอึ้งๆ
“ถึงฉันเป็นโจร ก็มีศักดิ์ศรี เรื่องอะไรจะเสียแรงปล้ำเมียตัวเอง”
เห็นใหญ่นอนหลับ ปิ่นอนงค์โล่งอก เอื้อมมือไปปิดไฟ
ที่โต๊ะอาหารเรือนใหญ่เช้าวันต่อมา ทัศนีย์เดินมานั่งเป็นคนแรก หน้าตางัวเงียยังง่วงนอนอยู่ จึงไม่ทันสังเกตว่าบนโต๊ะว่างเปล่า
ทัศนีย์นั่งลง แหกปากตะโกนตามความเคยชิน “นังปิ่น ตักข้าวสิ”
เงียบกริบไม่มีเสียงตอบ ทัศนีย์เลยเงยหน้ามองโต๊ะเต็มตา ไม่มีกับข้าวเลย โวยวายต่อ
“อะไรกันเนี่ย สายป่านนี้แล้วยังไม่จัดโต๊ะอีกเหรอ นังปิ่น”
จิ๋วเข้ามาแขวะเอา “ส่งเสียงอื้ออึง นึกว่าอยู่ในตลาดสดก็ไม่ปาน”
ทัศนีย์ยิ้มแย้มลอยหน้าลอยตากระแทกแดกดัน “ต๊าย ตาเซ่อจัง ดูยังไงว่าบ้านคนเป็นตลาดสดไปได้คะคุณผู้ดีแปดสาแหรก”
จิ๋วจะอ้าปากด่า แต่เห็นทรรศนะกับอรสอางค์เดินเคียงกันเข้ามาพอดี
“โทษทีผมลงมาช้า ทานข้าวกันเถอะครับอร” เห็นโต๊ะว่างเปล่า “อ้าว”
อรสอางค์โมโห “ระบบระเบียบที่นี่ใช้ไม่ได้เลยนะคะ อาหารเช้าควร จะเรียบร้อยตอนเจ็ดโมงเช้า นี่อะไรกันคะ ต้องมานั่งรอกันอีกเหรอ ถ้าอรมาคุมที่นี่เมื่อไหร่คงต้องอบรมกันเสียบ้างแล้ว”
น้อยถือจานไข่เจียวเดินผ่าน “น้อย ทำไมวันนี้ยังไม่ตั้งโต๊ะ” ทรรศนะถาม
“ก็หนูไม่รู้จะเอาอาหารเช้าที่ไหนมาเสิร์ฟนี่คะ”
คู่ผัวเมียข้าวใหม่ยังอยู่ในห้องนอน ปิ่นอนงค์นั่งบนเตียง ถูกใหญ่กอดไว้แน่น ปิ่นอนงค์พยายามดิ้นรน
“ปล่อยปิ่นเถอะค่ะ ปิ่นต้องลงไปทำอาหารเช้ามันเป็นงานของปิ่น”
ใหญ่ไม่ยอมปล่อย “ก็ให้คนอื่นทำไป เธอเป็นคุณผู้หญิงแล้ว มันไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่ของเธอคือปรนนิบัติพัดวีฉันคนเดียว ในฐานะเมียที่ดี เข้าใจมั้ย”
“ถ้าปิ่นไม่ทำ ก็ไม่มีใครเข้าครัวเป็น แล้วแม่ก็ไปอยู่รับใช้คุณนายที่รีสอร์ตแล้วด้วย” ปิ่นอนงค์ว่า
“ก็ช่างปะไร ทำไม่เป็นก็ไม่ต้องกิน”
“นี่ใช่มั้ยคะ เรื่องสนุกต่อไปของคุณใหญ่ ทำให้คนอื่นต้องพลอยลำบากไปกันหมด คุณใหญ่ใจร้าย” ปิ่นอนงค์โมโหขึ้นมา
ใหญ่กดตัวปิ่นอนงค์ไว้กับเตียง “เสียงเธอเนี่ยน่ารำคาญจริงๆ มิน่าเค้าถึงได้พูดกันว่าผู้หญิงพอได้เป็นเจ้าของเราเมื่อไหร่ ก็จะขี้บ่นจู้จี้จุกจิก สงสัยต้องปิดปาก” ใหญ่แกล้งปิ่นอนงค์อีก
“คุณใหญ่จะทำอะไรน่ะ”
“ก็เอาปากฉันปิดปากเธอไง”
“อย่านะคะ” ปิ่นอนงค์เอียงหน้าหนีสุดชีวิต
น้อยมีท่าทีเชิดๆ ไม่กลัวพวกนี้แล้ว“หนูได้รับคำสั่งมาจากคุณใหญ่ ใครจะกินอะไรก็ให้ไปทำเอง”
ทัศนีย์โวยวาย “เรื่องไรจะทำ ป้าอุ่นไม่อยู่แล้ว แกก็ไปทำสิ”
“หนูทำไม่เป็นนี่” น้อยบอก
“ทำไม่เป็นแล้วนี่มันอะไร” ทัศนีย์ชี้จานในมือ
“ไข่เจียวค่ะ หนูทำกินเอง”
ทัศนีย์จะแย่งจานไข่เจียวจากมือน้อย “งั้นเอามาให้ฉัน
น้อยเบี่ยงหนี “ ให้ไม่ได้ค่ะ คุณนีอยากกินก็ต้องไปทำเอง”
ทัศนีย์แย่ง สองคนยื้อกันไปมา “ไม่ทำ ทำไม่เป็น ฉันจะกินของแกนี่แหละ เอามานี่”
น้อยไม่ปล่อยมือ “อ๊าย ปล่อยมืออีน้อย” ทัศนีย์เรียกจิกหัว
“ปล่อยไม่ได้ค่ะ มันของหนู”
อรสอางค์มองอย่างรังเกียจ ดึงแขนทรรศนะให้เดิน
“ไปเถอะนะ ออกไปทานข้าวนอกไร่ก็ได้ ขืนอรอยู่ต่อ อีกแค่นาทีเดียวอรต้องประสาทเสียแน่”
ปานเทพเข้ามายืนมาดอย่างเท่ขวางไว้ “เห็นทีวันนี้จะไปไหนยากสักหน่อยนะครับ”
ทัศนีย์กับน้อยหยุดยื้อกัน น้อยรีบไปยืนข้างปานเทพ
“เพราะรถราทุกคันถูกเอาไปรับนักท่องเที่ยวหมด แต่ถ้าคุณอรอยากออกไปจริงๆ คงต้องไปซ้อนมอเตอร์ไซค์ แล้วไปต่อรถสองแถวที่หน้าไร่อีกที”
“บ้าเหรอ ระดับฉันไม่มีทางทำแบบนั้น” อรสอางค์เชิดหน้าบอก
“งั้นผมก็จนปัญญาเพราะนี่เป็นมาตรการรัดเข็มขัดของไร่ไพศาล กินอยู่ง่ายๆ ตามหลักพอเพียง ผมหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกคนนะครับ”
ปานเทพยิ้มๆ จะเดินไป แล้วหันมาหาทัศนีย์ “ถ้าคุณนีทนหิวไม่ไหว จะไปกินร่วมกับพนักงานที่รีสอร์ตก็ได้นะครับ”
น้อยสะใจ ทัศนีย์กระแทกเท้าเดินตามปานเทพไป จิ๋วมองน้อยอย่างเหยียดหยาม น้อยสะบัดหน้าเชิดใส่ไม่แยแสแล้วเดินออกไป
อรสอางค์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “มันจะมากไปแล้ว” เดินขึ้นข้างบนจะไปเอาเรื่องใหญ่
ทรรศนะตาม “อร”
เวลานั้นใหญ่แกล้งโน้มหน้าไปชิดใบหน้าปิ่นอนงค์ “ปิ่นอนงค์ กลัวฉันมากเหรอ”
ใหญ่เชยคางปิ่นอนงค์ให้หันหน้ามามอง ปิ่นอนงค์อึกอักพูดเสียงเบาๆ “ ปิ่น ปิ่น...ปิ่น”
“เธอไม่เคยมองฉันจริงๆ เธอถึงไม่เคยรู้ว่าตัวตนจริงๆ ของฉันเป็นยังไง ทำไมเธอไม่ลองมองฉันด้วยหัวใจจริงๆ ล่ะ”
ปิ่นอนงค์มองหน้าใหญ่ ใหญ่มองตอบส่งสายตาซึ้ง
อรสอางค์โมโหมากจะเดินไปเอาเรื่องใหญ่ ทรรศนะเร่งฝีเท้าตามมาพยายามจะรั้งไว้
“อย่าไปยุ่งกับมันเลยอร คุณใหญ่เหมือนหมาบ้า เวลาโกรธขึ้นมาไม่เคยไว้หน้าใคร”
อรสอางค์หยุดเดินหันขวับมาหาทรรศนะ “มันหยามเราขนาดนี้ นะทนได้ แต่อรไม่ทน”
อรสอางค์เดินต่อ จิ๋วรีบวิ่งตาม “คุณหนู ระวังตัวนะคะ”
ปิ่นอนงค์นอนนิ่งอยู่บนเตียง ใหญ่จูบหน้าผากปิ่นอนงค์อย่างแผ่วเบา กำลังจะเลื่อนมาที่ปาก
ประตูห้องเปิดผัวะ
อรสอางค์จิ๋วยืนก๋าหน้าบูดอยู่ที่ประตู แต่พออรสอางค์เห็นภาพก็ร้องกรี๊ด จิ๋วพลอยพยักตามเคย
“ต๊ายยย บัดสีบัดเถลิง น่าไม่อาย” ใหญ่กับปิ่นอนงค์หันมามอง ปิ่นอนงค์ตกใจ ส่วนใหญ่รีบโอบไหล่ปิ่นโชว์ “ผัวเมียนอนด้วยกันไม่เห็นมีอะไรต้องอาย”
ทรรศนะตามมาพอดีมองเข้าไปในห้อง เห็นปิ่นอนงค์นั่งเคียงอยู่บนเตียงกับใหญ่ ปิ่นอนงค์หน้าเสีย ใหญ่รีบจุ๊บแก้มปิ่นอนงค์เพื่ออวดทรรศนะ กอดตัวปิ่นอนงค์กลม มองเย้ยอีกด้วย
ปิ่นอนงค์รีบเบี่ยงตัวออก “ขอโทษด้วย อรเราออกไปก่อนเถอะ เอาไว้คุยวันหลัง”
“ไม่ต้องเกรงใจ ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปนั่งรอหน้าห้องก่อนนะ ผมจู๋จี๋กับเมียอีกนิดเดียว ไม่นานหรอก”
อรสอางค์สบถ “ต่ำสิ้นดี”
จิ๋วผสมโรง “เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น”
ใหญ่ด่าไปนิ่มๆ “คนที่ควรโดนประณามว่าต่ำ น่าจะเป็นคนที่ไร้มารยาท ถือวิสาสะเปิดเข้ามาในห้องส่วนตัวของคนอื่นมากกว่า”
จิ๋วเต้นเร่าๆ “คุณหนู มันด่าเราว่า” เน้นเสียงขณะหันไปทางอรสอางค์ “ต่ำ ไร้มารยาท”
อรสอางค์จ้องใหญ่อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนสะบัดหน้าพรืดไป จิ๋วรีบสะบัดก้นตาม ทรรศนะมองจ้องปิ่นอนงค์ ทำเอาปิ่นอนงค์อายมาก ใหญ่กวนประสาทต่อ
“อ้าวทำไมไม่ตามไปล่ะ อยากจะดูฉันกับปิ่นหรือไง”
ทรรศนะถือโอกาสเหยียดหยามและหยันใหญ่ต่อหน้าปิ่นอนงค์
“คุณใหญ่ไม่น่าพูดแบบนี้ มันไม่ให้เกียรติปิ่น รู้มั้ยว่าคุณพ่อคุณใหญ่ไม่เคยทำกิริยาแบบนี้กับคุณน้าต่อหน้าใครเลยนะ คุณใหญ่ควรเป็นสุภาพบุรุษให้ได้ซักครึ่งของคุณลุงไพศาลนะครับ”
ทรรศนะพูดจบก็เดินออกไป ใหญ่โกรธมาก
“เพราะความหลงจนหน้ามืดมากกว่า ผู้หญิงพรรค์นั้น”
“แต่ก็เป็นผู้หญิงที่ท่านรัก.....ถึงปิ่นจะเป็นแค่ของเล่นของคุณใหญ่ แต่คุณใหญ่ก็ไม่ควรแกล้งปิ่นจนลืมหน้าตาวงศ์ตระกูลของตัวเอง”
ใหญ่หน้าชา เพราะปิ่นอนงค์ด่าถูก แต่ใหญ่ไม่ยอมรับพาลต่อ “อย่ามานอกเรื่องดีกว่า เธอกลัวแฟนเก่าจะสะเทือนใจใช่มั้ย”
ปิ่นอนงค์ไม่อยากเถียงกับใหญ่ เบือนหน้าหนี ใหญ่โกรธลุกพรวดขึ้น
“ได้ งั้นก็มาดูกันว่าสุภาพสตรีที่พ่อฉันยกย่อง ธาตุแท้เป็นยังไง”
ไม่นานต่อมาเปี๊ยกกับถวิลช่วยกันลากธีระเข้ามาหาใหญ่ที่ยืนรออยู่แล้วกับปานเทพตรงลานมุมหนึ่งในไร่
“ปล่อยโว้ย บอกให้ปล่อย กล้าดียังไงมาทำกับฉันแบบนี้”
ถวิลกับเปี๊ยก ปล่อยธีระให้ใหญ่
“คุณใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกัน” ธีระถามอย่างมีอารมณ์
“ผมก็แค่อยากสะสางเรื่องที่ค้างคาให้จบ
“เรื่องอะไร”
“ก็เรื่องลูกน้องสองคนของคุณไง ไอ้เจิด ไอ้ก้าน” ใหญ่เข้าเรื่อง
“ผมตามตัวมันไม่เจอ ผมบอกแล้วไง” ธีระยืนกระต่ายขาเดียว
“มันเข้ามาในไร่ทำร้ายจอมแล้วก็หนีไป” ถวิลบอก เปี๊ยกเสริม ประมาณว่าได้สู้กับสองคนนั่นด้วย ถวิลพูดต่อ “เปี๊ยกมันก็เห็น”
ธีระตกใจ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม”
“กฎของแก๊งโจร ลูกน้องผิด หัวหน้าต้องรับ” ใหญ่พูดเสียงซีเรียส
ธีระตาค้าง “อะไรนะ”
บนโต๊ะอาหารมีกับข้าวเพียงจานเดียว ครองสุขตักผักบุ้งขึ้นมาดู วางช้อนกระแทกจานเสียงดัง
ครองสุขแค้นหนักแต่พยายามข่มใจ “นี่ฉันตกต่ำขนาดต้องกินข้าวกับผัดผักบุ้งแล้วเหรอ”
อุ่นเรือนเสียใจรีบเข้าไปคุกเข่ายกมือไหว้ครองสุข “มันเป็นความผิดของอุ่นเอง ที่สั่งสอนลูกไม่ดี” เริ่มสะอื้นแล้วร้องไห้ออกมา “นังปิ่นมันถึงได้หยิ่งผยองพองขน กล้าทำกับคุณนายกับคุณๆทุกคนอย่างนี้”
ครองสุขเล่นละครต่อ “เป็นฉัน ฉันก็คงทำ เงินทอง อำนาจวาสนามากองอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ เอาไป ฉันไม่กิน”
“แต่ถ้าไม่ทานอะไรเลย อาจจะไม่สบายนะคะ”
“ดีซิ ตายๆ ไปซะได้ จะได้ไม่เปลืองข้าวเปลืองน้ำ”
“ไม่นะคะ อุ่น ไม่ยอมให้คุณนายตาย”
“งั้นแกก็ไปเอาเงินจากนังปิ่นมาให้ฉันซักล้านหนึ่ง ทำได้มั้ยล่ะ”
อุ่นเรือนอึ้ง ทัศนีย์วิ่งหน้าตื่นเข้ามาขัดจังหวะ “คุณน้า คุณน้า”
ครองสุขแว้ดใส่ “อะไรยัยนี มาผิดจังหวะตลอดเลยแก”
“ตอนนี้กิ๊กคุณน้า กำลังจะแย่แล้ว ไปดูเร็ว”
ครองสุขตกใจ
ครู่ต่อมา ครองสุขวิ่งถลามากับอุ่นเรือนและทัศนีย์ เห็นธีระถูกมัดอยู่กับเสากลางลานกว้างแห่งนั้น สภาพกางแขนไปกับกางเขนไม้ โดยมีขวดตั้งเรียงบนไม้เหนือแขน
ก่อนที่ปานเทพจะกำลังเอาขวดไปตั้งบนหัวธีระ ขณะที่ใหญ่บรรจุกระสุนในปืน
“โน่นไง ยืนล่อเป้าอยู่นั่น”
ครองสุขกรีดร้อง “ตายแล้ว ทำอะไรกันน่ะ”
ธีระครวญคราง “พี่ ช่วยผมด้วย”
ใหญ่ “อ้าว คุณน้า ป้าอุ่น น้องนี มาทำไมกันครับ เรื่องหวาดเสียวแบบนี้ไม่เหมาะกับผู้หญิง”
ครองสุขถามแทบเป็นตะคอก “คุณใหญ่จะทำอะไรธีระ”
ใหญ่หันไปทางปานเทพ “บอกไปซิ ผู้จัดการ”
ปานเทพประกาศ “คุณธีระมีโทษฐานปล่อยให้ไอ้เจิดไอ้ก้าน ไปจ้างพรานป่ามาทำร้ายคุณใหญ่ แล้วก็ยังตามตัวมารับโทษไม่ได้ คุณธีระก็เลยต้องรับโทษแทน”
ใหญ่ประกาศกร้าว “แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างคุณน้ากับคุณธีระ ผมก็เลยให้โอกาส...” ใหญ่เล็งปืน “ถ้าผมยิงแม่นพอถูกขวดทุกใบ คุณธีระก็รอด แต่ถ้าเกิดมือสั่น...”
ใหญ่ค้างคำพูดไว้เพียงนั้นครองสุขโกรธจนตัวสั่น
“บ้า บ้าที่สุด เธอมีสิทธิ์อะไรมาลงโทษคนด้วยวิธีป่าเถื่อนแบบนี้”
ใหญ่ย้อนแบบไม่กลัวเกรง “สิทธิ์ของความเป็นเจ้าของไร่ไพศาลไงล่ะ”
ครองสุขแว้ดออกมา “แต่ฉันเป็นเมียคุณไพศาล เป็นแม่เลี้ยงเธอ ฉันก็เป็นเจ้าของที่นี่เหมือนกัน ฉันไม่ยอมให้เธอรังแกคนของฉัน”
ใหญ่เล็งปืนมาที่ครองสุข อุ่นเรือนเข้ามาขวางทัศนีย์รีบหลบหลัง
“อย่าทำอะไรคุณนายนะ”
ใหญ่เหน็บอุ่นเรือน “ป้า นี่จงรักภักดีกันขนาดเอาชีวิตเข้าแลกเหรอ”
ย่อมแน่ว่าบ่าวอย่างอุ่นเรือนยังรักภักดีต่อครองสุขไม่คลาย ประกาศกร้าว
“คนอกตัญญูอย่างคุณไม่มีวันเข้าใจหรอก เอาซิ จะฆ่าก็ฆ่าฉันเลย แต่อย่าแตะต้องคุณนายกับคุณนี”
ใหญ่ลดปืนลง “ผมจะใจร้ายกับแม่ยายได้ไง เดี๋ยวเมียก็มาเล่นงานผมตาย” หันไปทางปานเทพ “ปาน นายหวิน”
สามคน ปานเทพ ถวิล และเปี๊ยก รู้กัน ช่วยกันลากพวกครองสุขออกไป ครองสุขแหกปากร้องลั่น
“ไม่นะ ปล่อยฉัน ไอ้พวกบ้า ฉันสั่งให้แกแก้มัดธีระเดี๋ยวนี้”
ใหญ่ยิงเปรี้ยงๆ ขวดกระเด็น ธีระช็อก เหลือขวดบนหัว ธีระเหงื่อแตกซิก
“อย่านะคุณใหญ่ อย่า....ผมกลัวแล้ว”
ใหญ่คาดคั้น “บอกมา แกเป็นคนจ้างพรานแจ้งมาฆ่าฉันกับปิ่นใช่มั้ย”
ธีระหันไปมองครองสุขแวบหนึ่ง “ไม่ ผมไม่รู้เรื่อง”
ใหญ่ยิงเปรี้ยง!! ครองสุขกับทัศนีย์ร้องกรี๊ด แล้วครองสุขเป็นลมล้มพับลงไป อุ่นเรือนกับทัศนีย์ประคองไว้ทันธีระช็อกตาค้างเป็นลมไปอีกคน
โปรดติดตามตอนต่อไป
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #8 on:
20 October 2026, 08:39:16 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000078689
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 9
เผยแพร่: 27 มิ.ย. 2555 07:28 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 9
ครองสุขถูกพยุงกลับมายังห้องนอนในบ้านที่รีสอร์ต ครองสุขนอนหลับตาบนเตียง สูดลมหายใจฟืดฟาด ทัศนีย์ยืนอยู่ข้างเตียง คอยส่งยาดมจ่อจมูกครองสุข สลับกับดมเองบ้าง
อุ่นเรือนใจจะขาดบีบมือครองสุข บีบนวดแขน ขา ไม่นานนักครองสุขก็ปรือตาได้สติ มองไปมา
“ธีระ ธีระล่ะ ไอ้ใหญ่ยิงธีระตายแล้ว ใช่มั้ย”
“ไม่ค่ะ คุณธีระยังไม่ตาย คุณนายทำใจดีๆ นะคะ ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น”
ทัศนีย์แขวะประสาปากไว “ใช่ ... ห่วงตัวเองมากๆดีกว่าคุณน้า แหมได้สติขึ้นมา ก็ถามหากิ๊กเลยนะ เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ อายุก็ปูนนี้แล้ว”
ครองสุขฟาดแขนทัศนีย์ดังเผียะ ทำท่าจะตีต่อ ทัศนีย์พุ่งหลบไปปลายเตียง
“ไปไกลๆ เลยยัยนี”
“ไปอยู่แล้ว แต่จะบอกคุณน้าเอาบุญ นายธีระมันก็หน้ามืดเป็นลมเหมือนคุณน้านี่แหละ พวกลูกไร่หามไปที่เรือนคนงานแล้ว แมนซะไม่มี”
ครองสุขเอาหมอนขว้างทัศนีย์ “ไป ไปให้พ้น”
อุ่นเรือนปลอบ “คุณนาย ใจเย็นๆ ค่ะ”
ทัศนีย์ออกไป ครองสุขยันตัวนั่งพิงหัวเตียง สร้างภาพให้น่าสงสารต่อ “เห็นมั้ย นังอุ่น ตอนนี้ แม้แต่นังนีมันก็ไม่เคารพฉัน มีแต่คนเหยียบย่ำซ้ำเติม ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยตกต่ำขนาดนี้”
อุ่นเรือนจับมือครองสุขมากุม มองอย่างห่วงใย “อุ่นก็จนปัญญา ไม่รู้จะปกป้องคุณนายได้ยังไง ถ้าตายแทนได้อุ่นก็จะทำ”
มีเสียงเคาะประตู ก่อนที่ปิ่นอนงค์จะเข้ามาหน้าตาตื่น คุกเข่าข้างเตียงมองอุ่นเรือน มองครองสุข“คุณนายเป็นยังไงบ้างคะ”
“คงผิดหวังมากละซิ ที่ฉันยังไม่ตาย แต่แกไม่ต้องกลัว มันคงไม่นานนี้แล้วละ”
ปิ่นอนงค์ลำบากใจ “ไม่ใช่....”
อุ่นเรือนไล่ตะเพิด “ออกไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก”
“แม่จ๊ะ ปิ่นเป็นห่วงคุณนายจริงๆ ... ห่วงทุกคน แม่ด้วย...”
อุ่นเรือนเข้าจับแขนปิ่นอนงค์ลากออกไป ด่าซ้ำ
“ถ้าแกห่วงจริง คุณนายคงไม่ต้องมานอนป่วยอยู่ที่นี่ ออกไปไปอยู่กับผัวโจรของแก เสวยสุขบนความทุกข์ของผู้มีพระคุณให้พอ ไป”
ปิ่นอนงค์ถูกอุ่นเรือนกระชากลากถูออกไป แล้วกระแทกประตูปิด กดล็อก
“แม่...” ปิ่นอนงค์ร้องไห้น้ำตาคลออยู่หน้าห้อง เสียใจที่แม่ไม่ฟังอะไรเลย
ใหญ่นั่งทำความสะอาดปืนไปมา ปิ่นอนงค์หน้าเครียด เดินเข้ามาท่าทีโกรธๆ“ทำไมคุณใหญ่เป็นคนใจร้ายอย่างนี้ ถ้าคุณนายหัวใจวาย เส้นเลือดในสมองแตก จะทำยังไงคะ”
ใหญ่ฉุนนิดๆ “อะไรกันปิ่นอนงค์ เจอหน้าก็ต่อว่ากันฉอดๆ ชั้นไปทำอะไรให้เธอเหรอ”
ปิ่นอนงค์ว่าต่อ “คุณใหญ่เอาคุณธีระเป็นเป้าซ้อมปืน ยิงตั้งหลายนัด ถ้าพลาดขึ้นมาจะทำยังไงคะ”
ใหญ่กวนใส่ “ถ้าพลาด ธีระก็ตาย หรือไม่ก็พิการน่ะสิ ถามได้”
“แล้วถ้ากระสุนไปโดนคนอื่นหรือว่าแม่ของปิ่นคุณใหญ่จะรับผิดชอบยังไงคะ หรือว่าใครจะเป็นจะตายก็ช่างหัวมัน ขอให้คุณใหญ่ได้สะใจแค่นั้นก็พอ อย่างนั้นเหรอคะ”
ใหญ่ชักโมโห จ้องหน้าปิ่นอนงค์ “เธอคิดว่าชั้นเป็นคนอย่างนั้นเหรอปิ่น”
“ก็การกระทำของคุณใหญ่มันบอกอย่างนั้น” ปิ่นอนงค์ของขึ้นต่อ
ใหญ่ลุกไปจับแขนปิ่นอนงค์นั่งลง “ฟังชั้นให้ดี ปิ่นอนงค์ ที่ชั้นทำอย่างนั้นก็เพื่อต้องการลองใจคน”
ปิ่นอนงค์ไม่เข้าใจ “ลองใจใครคะ”
ใหญ่นั่งลงตรงข้ามปิ่นอนงค์มองจ้องตา
“เธอก็อยู่ที่นี่มานาน ไม่ผิดหูผิดตาอะไรบ้างเหรอ ธีระก็แค่คนงานในไร่คนหนึ่ง ทำไมคุณนายให้ความใกล้ชิดสนิทสนม ทำไมต้องปกป้องห่วงใยกันขนาดนี้”
ปิ่นอนงค์แย้งพาซื่อ “คุณธีระเป็นผู้จัดการของไร่ คุณนายก็ต้องเป็นห่วงลูกน้อง ก็ถูกต้องแล้วนี่คะ”
ใหญ่ยัวะ “นี่ชั้นต้องแอบถ่ายคลิปมาให้เธอดูก่อน เธอถึงจะเชื่อว่าสองคนนี้เป็นชู้รักกันอย่างนั้นเหรอ”
สีหน้าปิ่นอนงค์เริ่มเจื่อนๆ เพราะสงสัยอยู่เหมือนกัน “ก็คุณใหญ่กล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีพยานหลักฐานนี่คะ”
ใหญ่ตบโต๊ะด้วยปืนดังปัง ปิ่นอนงค์สะดุ้ง
“ที่ชั้นต้องหนีไปจากไร่ ก็เพราะชั้นทำร้ายไอ้ผา ผัวเก่าของคุณนาย ที่มาเล่นชู้กันที่ไร่นี่ ชั้นรู้ชั้นเห็นกับตา คุณนายปอกลอก หลอกลวงพ่อของชั้น รู้เอาไว้ซะ ปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์ตกใจ ตาค้าง คาดไม่ถึง
อรสอางค์ยืนพูดโทรศัพท์อยู่ข้างหน้าต่างในห้องอยู่สักครู่ แล้วยิ้มสะใจออกมา
“ค่ะ คุณแม่ สวัสดีค่ะ”
อรสอางค์กดวางสาย หันมามองจิ๋วที่นั่งยิ้ม “คุณแม่หาฤกษ์แต่งงานของอรกับคุณนะได้แล้วค่ะ”
อรสอางค์เข้ามานั่ง หยิบปากกาจดฤกษ์ใส่กระดาษ ส่งให้จิ๋วดู จิ๋วอึ้งดูเป็นกังวล
“แล้วเราจะเตรียมงานกันทันเหรอคะ ฉุกละหุกอย่างนี้”
“ยังไงก็ต้องทำให้ทัน เราจะได้ไปจากไอ้ไร่นรกนี่ให้เร็วที่สุด”
ทรรศนะหน้าตื่นเข้าห้องมา
“คุณใหญ่ก่อเรื่องอีกแล้วอร คุณน้าเป็นลม พวกคนงานพาไปที่รีสอร์ตแล้ว รีบไปดูคุณน้ากันเถอะ”
อรสอางค์ไม่ห่วงสักนิด “แค่เป็นลม ดมยาดมเดี๋ยวก็หาย ไปก็ไปแย่งอากาศหายใจกันเปล่าๆ นะไปดูคนเดียวก็แล้วกัน”
แล้วอรสอางค์ก็หยิบกระดาษจากมือจิ๋วส่งให้ทรรศนะ
ทรรศนะมองกระดาษในมืองงๆ
“ฤกษ์แต่งงานของเรา ท่านเจ้าคุณที่คุณแม่นับถือหามาให้ เอาไปให้คุณน้าดูด้วยนะคะ”
ทรรศนะจ๋อย ดูฤกษ์ไป มองอรสอางค์ไป อึ้งในความเห็นแก่ตัว
ครองสุขนั่งซึมที่หัวโต๊ะ ทรรศนะนั่งข้างๆ กุมมือครองสุขหน้าเศร้า
“ผมเสียใจจริงๆ ครับ ที่ปกป้องคุ้มครองอะไรคุณน้าไม่ได้เลย”
ครองสุขลูบหัวลูกชาย “ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง น้าไม่เป็นอะไรหรอก”
“ถ้าผมแต่งงานกับอรเมื่อไหร่ ผมจะพาคุณน้าไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย ให้คุณพ่ออรหางานดีๆ เงินเดือนเยอะๆ ผมจะได้เลี้ยงดูคุณน้า คุณน้าไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว”
ครองสุขซึ้งจัด “โถ... ลูก...”
ทรรศนะหน้าซื่อ หยิบกระดาษจดฤกษ์แต่งงานส่งให้ครองสุข
ครองสุขรับไปดู งงๆ
“คุณหญิงหาฤกษ์แต่งงานให้ผมกับอรได้แล้วครับ
ครองสุขอึ้ง ยิ้มหน้าเจื่อนๆ “รวบรัดอย่างนี้ สินสอดตั้งหลายบาท น้าจะไปหาได้ที่ไหน ตอนนี้”
ทรรศนะกังวลขึ้นมาทันที “แต่เราคงบ่ายเบี่ยงคุณหญิงแม่ของอรไม่ได้แน่ คุณน้าพอมีอะไรขายได้ก็ขายไปก่อนได้มั้ยครับ”
ครองสุขเผลอหลุดปาก “มันจะเหลืออะไรให้ขายได้อีกล่ะ”
ทรรศนะมองหน้า ครองสุขรีบยิ้มกลบเกลื่อน“นะไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรที่เกินความพยายามของน้า กลับไปบอกหนูอรได้เลยว่าทางเราพร้อม”
ทรรศนะยิ้มออก กราบที่ไหล่ครองสุข “งั้นผมไปหาอรก่อนนะครับ”
ครองสุขยิ้มพยักหน้า ทรรศนะออกไป ครองสุขหน้าเครียดจัด
ระหว่างนั้นอุ่นถือถาดใส่ชามโจ๊ก เครื่องปรุงเข้ามาเสิร์ฟ
“ถึงจะเป็นโจ๊กซอง แต่อุ่นก็ใส่หมูสับปรุงรสกับไข่ด้วยนะคะ”
ครองสุขเหลือบมองอุ่นเรือน แล้วแสร้างทำสะอึกก้อนสะอื้นในคอ
ครองสุขเช็ดน้ำตาป้อยๆ “ตั้งแต่พ่อตาย ก็มีแต่แกคนเดียวนี่แหละที่ไม่เคยทอดทิ้งชั้น”
อุ่นเรือนรีบคุกเข่าจับมือครองสุขมากุม “อุ่นรับปากกับคุณพ่อคุณนาย อุ่นไม่มีวันทิ้งคุณนายเด็ดขาด แม้แต่ชีวิตอุ่นก็ให้คุณนายได้ค่ะ”
ครองสุขหยั่งเชิงลองใจอีก “ถ้าต้องเลือกระหว่างชั้นกับปิ่นอนงค์ล่ะ”
อุ่นเรือนหน้าเครียดขึ้นมา “ถ้านังปิ่นมันทรยศคุณนายได้ อุ่นก็ไม่นับมันเป็นลูกหรอกค่ะ”
ครองสุขกอดอุ่นเรือนแสร้งทำเป็นซาบซึ้งใจ “โธ่ อุ่น แกมันเป็นเพื่อนตายของฉันจริงๆ”
ครองสุขผละออก กุมมืออุ่นเรือนไว้ “อุ่น แกต้องช่วยชั้นนะ”
สองบ่าวนายสบตากันซาบซึ้ง อุ่นเรือนมองเป็นเชิงถาม
คืนนั้นปิ่นอนงค์เปิดโทรทัศน์ แต่ไม่ดู นั่งเหม่อครุ่นคิด เสียงใหญ่ก้องในหัว
“ที่ชั้นต้องหนีไปจากไร่ ก็เพราะชั้นทำร้ายไอ้ผา ผัวเก่าของคุณนาย ที่มาเล่นชู้กันที่ไร่นี้ ชั้นรู้ชั้นเห็นกับตา คุณนายปอกลอกหลอกลวงพ่อของชั้น รู้เอาไว้ซะ ปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์เครียดกดรีโมทปิดทีวี
ปิ่นอนงค์ลุกจะเดินออกไป อุ่นเรือนเข้ามาร้อนรน เหลียวซ้ายแลขวา ปิ่นอนงค์ดีใจมาก
“แม่ ... มีเรื่องอะไรเหรอจ๊ะ คุณนายเป็นอะไรไปรึเปล่า”
อุ่นเรือนรีบเข้าไปจับแขนปิ่นอนงค์ลงนั่ง ปิ่นอนงค์งง
“ปิ่น ... คุณนายกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน แกไปเอาเครื่องเพชรแต่งงานมาให้คุณนายยืมก่อน เสร็จเรื่องแล้วแม่จะเอามาคืน”
“แม่ เครื่องเพชรชุดนั้นคุณใหญ่ซื้อให้ปิ่น ถ้าคุณใหญ่รู้ว่ามันหายไป”
อุ่นเรือนคะยั้นคะยอ “ก็บอกแล้วไงคุณนายแค่ขอยืม”
“แม่แน่ใจเหรอจ๊ะว่า คุณนายจะเอามาคืนได้จริง”
อุ่นเรือนขึ้นเสียง “นังปิ่น เดี๋ยวนี้แกเห็นผัวแกสำคัญกว่าคุณนาย สำคัญกว่าชั้นอย่างนั้นเหรอ”
สองแม่ลูกสบตากัน
“ไม่ใช่นะแม่ ปิ่นแค่เป็นห่วง คุณนายอาจจะปิดบังความจริงเราหลอกให้เราช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่คุณนายกำลังทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง”
อุ่นเรือนฉุน “แกพูดเรื่องอะไรของแก”
“เรื่องคุณนายกับนายผา” ปิ่นอนงค์โพล่งขึ้น
อุ่นเรือนตกใจ ลุกพรวด ชี้หน้าปิ่นอนงค์ “แกรู้เรื่องนี้ได้ยังไง แกไปฟังใครมา เดี๋ยวนี้แกกล้าลามปามคิด ใส่ร้ายคุณนายแล้วเหรอ”
“ปิ่นไม่ได้ใส่ร้าย ปิ่นก็แค่สงสัย”
“แกไม่มีสิทธิ์สงสัยอะไรทั้งนั้น ตกลงแกจะให้หรือไม่ให้”
“ปิ่นคงต้องบอกคุณใหญ่ก่อน”
อุ่นเรือนมองจ้องปิ่นอนงค์อย่างโกรธจัด แล้วจะเดินออกจากห้อง ปิ่นอนงค์ดึงไว้
“แม่” ปิ่นอนงค์คราง
“ปล่อยฉัน นังคนเนรคุณ”
ปิ่นอนงค์ไม่ยอม อุ่นเรือนพยายามสะบัดแล้วก็แน่นหน้าอก ทรุดลง
“แม่ แม่” ปิ่นอนงค์ตกใจมาก
ใหญ่เข้ามาพอดี “ป้าอุ่นเป็นอะไร”
“คุณใหญ่ช่วยแม่ด้วยค่ะ”
ที่โรงพยาบาลเวลาต่อมาปิ่นอนงค์ยืนเกาะราวกั้นเตียง มองอุ่นห่วงใย ใหญ่นั่งกอดอก มองปิ่นอนงค์อย่างเห็นใจ ครู่ต่อมาอุ่นเรือนกระแอมไอ รู้สึกตัว ลืมตาตื่นช้าๆ มองไปข้างเตียง
ปิ่นอนงค์ยิ้มดีใจ “แม่ฟื้นแล้ว แม่เป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
ใหญ่ลุกไปดูอุ่นเรือน ห่วงใยจริงใจ “ป้าอุ่นทำใจสบายๆ นะครับ หมอบอกป้าไม่เป็นอะไรมากหรอก พักผ่อน ...”
อุ่นเรือนมองใหญ่ตาขวางพูดสวนออกมา
“ไม่ต้องมายุ่งกับดิฉัน เพราะคุณคนเดียวทำให้ทุกอย่างมันเลวร้ายอย่างนี้ ไร่ไพศาลเคยมีแต่ความสงบร่มเย็น ตอนนี้มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะคุณ” อุ่นเรือนถูกความจงรักภักดีปิดบังตาจนมืดบอดสนิท
ปิ่นอนงค์ตกใจ “แม่ ... ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะจ๊ะ คุณใหญ่อุตส่าห์พาแม่มาโรงพยาบาล ขอโทษแทนแม่ด้วยค่ะ คุณใหญ่” ปิ่นอนงค์หน้าเศร้า
“ไปขอโทษทำไม ฉันพูดความจริง”
“แน่ใจเหรอครับป้าอุ่น ว่าไร่ไพศาลเดือดร้อนวุ่นวายเพราะผม ไม่ใช่เพราะคุณนายครองสุขเจ้านายป้าหรอกเหรอที่เป็นคนทำ” ใหญ่ว่า
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาว่าคุณนาย”
ใหญ่ถียง อารมณ์เริ่มมากรุ่นๆ “ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ ไม่ใช่เพราะคุณนายหรอกเหรอที่ทำให้พ่อกับผมต้องพลัดพรากจากกัน แทนที่จะสำนึกผิด กลับมามุ่งร้ายหมายชีวิตผมอีก แม้แต่ปิ่นอนงค์เด็กในปกครองตัวเองแท้ๆ คุณนายก็ไม่ละเว้น”
“คุณนายไปทำอะไรนังปิ่น อย่ามาปรักปรำคุณนายพล่อยๆ” อุ่นเรือนโต้
“ก็จงรักภักดีไม่ลืมหูลืมตาอย่างนี้ ป้าอุ่นเลยไม่รู้ตัวว่าเป็นเครื่องมือของคุณนายทำร้ายลูกตัวเองโดยไม่รู้ตัว” ใหญ่พูดหยัน
อุ่นเรือนชักสีหน้าไม่พอใจ “ไม่ต้องมาทำสั่งสอนชั้น คุณนั่นแหละทำให้พ่อตัวเองช้ำใจตาย ลูกอกตัญญู”
ปิ่นอนงค์ทนไม่ไหว ห้ามแม่ “พอเถอะค่ะ คุณใหญ่คะ ไปรอปิ่นข้างนอกก่อนนะคะ ปิ่นขอร้อง”
ใหญ่สะบัดตัวเดินออกไป
ปิ่นอนงค์หยิบแก้วน้ำ ส่งให้อุ่นเรือน อีกมือกำลังจะหยิบถ้วยยาเล็กๆ ในถาด
“แม่กินยาที่หมอให้ก่อนนะจ๊ะ”
อุ่นเรือนปัดแก้วน้ำกระเด็นไป
“ชั้นไม่กิน ชั้นอยากตาย จะอยู่ไปทำไมถ้าต้องทนเห็นคุณนายตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ ชั้นตายซะยังดีกว่า
อุ่นเรือนร้องไห้ออกมาอีก ปิ่นอนงค์มองหน้าเครียด ปิ่นอนงค์ตัดสินใจบางอย่าง
ปิ่นอนงค์รินน้ำแก้วใหม่ ส่งน้ำ ส่งยาให้แม่
“ปิ่นจะทำทุกอย่างที่แม่ขอ ปิ่นสัญญา แม่กินยาก่อนนะจ๊ะ”
อุ่นเรือนยังคงร่ำไห้สะอึกสะอื้น ขณะมองสบตากับปิ่นอนงค์
ในแสงสลัวของตู้เซฟภายในห้องทำงาน กล่องเครื่องเพชรถูกเปิดออกโดยมือปิ่นอนงค์ เพชรเล่นแสงวูบวาบล้อสายตา ก่อนที่กล่องจะถูกปิดลง
ครองสุขเร่งรีบออกจากห้องพัก เกือบชนกับธีระที่กำลังเดินสวนเข้ามาพอดี
“ว้าย ธีระ”
ธีระออกอาการงอนๆ ไม่ครองสุขไม่แวะไปดูอาการ
“ตกใจที่ผมยังไม่ตายเหรอครับพี่ครอง ผมนอนซมอยู่ ไม่เคยเห็นพี่ไปดูไปแลกันบ้าง”
“อย่าเพิ่งมาน้อยอกน้อยใจกันตอนนี้ได้มั้ย รีบไปช่วยพี่ก่อน”
ครองสุขว่าพลางดึงแขนธีระออกไป
“ไปไหนพี่” ธีระงง
ประตูห้องพักคนป่วยเปิดแง้มออก ครองสุขเข้ามาอย่างเร่งร้อนแล้วรีบปิดประตูลง ครองสุขตรงรี่ไปที่เตียง อุ่นเรือนนอนห่มผ้าซมอยู่
“ว่ายังไงอุ่น ได้ของแล้วเหรอ” อุ่นเรือนค่อยๆ เลื่อนผ้าห่มลง หยิบกล่องเครื่องเพชรที่วางบนท้องส่งให้ครองสุข
ครองสุขคว้าไปเปิดดู ยิ้มดีใจ ปิดกล่องอุ่นเรือนถาม
“ใช้งานเสร็จแล้ว คุณนายจะคืนนังปิ่นมันใช่มั้ยคะ”
ครองสุขใส่กล่องเพชรในกระเป๋าถือ ร้อนรน
“แกเห็นฉันเป็นคนขี้โกงหรือไง”
“เปล่านะคะอุ่นไม่กล้าคิดอย่างนั้น อุ่นเชื่อคุณนายค่ะ” อุ่นเรือนไอแคกๆ
อุ่นเรือนไอออกมา แต่ครองสุขใจดำไม่ถามสักนิด “คิดๆ ดูแล้ว แกไม่สบายอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะ นังปิ่นมันจะได้ไม่กล้าขัดใจแม่” ยิ้มพลางพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน “ขอบใจนะอุ่น”
ครองสุขเดินยิ้มระรื่นออกไป อุ่นเรือนมีสีหน้าไม่สบายใจเลย
จอมเสียใจเรื่องปิ่นอนงค์เอาแต่ดื่มเหล้าเมามายทุกวัน เวลานี้กำลังนั่งเมาโงนเงนอยู่หน้าเรือน ถวิล เปี๊ยก หวาน นั่งมองอย่างห่วงใย
“เอ็งจะเป็นอย่างนี้อีกนานมั้ย ไอ้จอม” ถวิลถาม
“ก็เป็นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อ พ่อไม่ต้องมาสนใจชั้นหรอก ไปสนใจไอ้คุณใหญ่เจ้านายโจรของพ่อเถอะ ทำเป็นเล่นไปรับใช้ดีๆอาจจะได้ของโจรเป็นรางวัล หรือไม่อาจจะได้เลื่อนชั้นเป็นสมุนมือขวาก็ได้”
จอมหัวเราะร่วน ถวิลตบจอมหัวทิ่ม “คนอย่างข้าจะรักใคร กตัญญูกับใคร ก็ใช้สติปัญญาแยกแยะ
ว่ามันควรหรือไม่ควร ไม่ได้หน้ามืดตามัวอย่างเอ็ง อย่างนี้เค้าเรียกว่าหลงโว้ย ไม่ใช่รัก”
เปี๊ยกสะกิดถวิล ชี้ไป ถวิล หวานมองตาม
หมู่เฮาชาวไร่ไพศาล มองเห็นครองสุขเดินระแวดระวังมาลับๆล่อๆ
“นั่นมันทางมาจากเรือนป้าอุ่นนี่หว่า เอ๊ะ ...หรือคุณนายมีน้ำใจมาเยี่ยมป้าอุ่น แปลกจริงๆ นะลุงหวิน ปกติคุณนายไม่เห็นจะสนใจเลย ว่าใครจะเป็นจะตาย”
เปี๊ยกจุ๊ปากชี้อย่างร้อนรน เห็นธีระขับรถเข้ามา ครองสุขรีบขึ้นรถขับออกไป
ถวิลมองตาม หน้าเครียด ครุ่นคิด
ไม่นานหลังจากนั้น ที่บริเวณหน้าร้านเพชร ธีระในรถนั่งร่าเริง ลิงโลดสุดๆ ตบพวงมาลัยรถอย่างอารมณ์ดี ดีดนิ้ว พลางชะเง้อชะแง้ไปที่ประตูร้าน
ธีระไม่รู้ว่าถวิลนั่งหน้าเครียดบนอานรถมอเตอร์ไซค์จับตามองอยู่ ครองสุขเดินร่าเริงออกมาจากร้าน ขึ้นรถ ธีระขับออกไป ถวิลมองตาม แล้วเดินเข้าไปในร้าน
เถ้าแก่ยิ้มย่องส่องเพชรที่หยิบขึ้นมาจากกล่อง เถ้าแก่วางเพชร ก้มส่องในกล่อง
ถวิลเดินเข้ามายิ้มน้อยๆ ท่าทีนอบน้อม เถ้าแก่มองถวิล
“ขอโทษเฮีย ชั้นมารับคุณนาย ที่มาซื้อเพชรร้านเฮีย เมื่อครู่ใหญ่ๆ นี้เอง”
เถ้าแก่คุยฟุ้ง “อ๋อ ... อีไม่ได้มาซื้อ อีเอามาขายยกชุด น้ำงามๆทั้งนั้น เกรดเพนนินซูล่าเชียวนะ อ้อ ... อีเพิ่งไปเมื่อกี้นี้เอง”
“ขอบใจๆ เฮีย”
ถวิลค้อมหัว นอบน้อมออกไป เฮียส่องเพชรต่อ
ถวิลเดินเครียดมาที่รถมอเตอร์ไซค์ ก้าวขึ้นคร่อมรถหยิบโทรศัพท์ออกมากดเบอร์ปลอด
ปลอดยืนที่ระเบียงบ้านที่เหมือง “ขอบใจว่ะหวิน”
ปลอดกดโทรศัพท์วางสายหน้าเครียด
เพ็ญนั่งถักไหมพรม เหลียวมอง ปลอดปรารภกับเมีย
“คิดไม่ผิด ปิ่นอนงค์ทำงานเป็นขบวนการเดียวกับคุณนายครองสุข ที่แต่งงานกับคุณใหญ่ก็เพราะต้องการปอกลอกทรัพย์สินของคุณใหญ่เท่านั้น”
“ไม่อยากจะเชื่อ หนูปิ่นกริยาท่าทางออกจะซื่อๆ ที่สำคัญคุณใหญ่ดูจะรักจริงซะด้วย”
“นี่แหละมารยาหญิง” ปลอดว่า
“ฉันก็ผู้หญิงนะพี่ อย่าเหมารวมซิ”
ปลอดไม่ต่อปากต่อคำ กดโทรศัพท์เบอร์ใหญ่ สีหน้าไม่สบายใจอย่างหนัก
ใหญ่สวมชุดนอนนั่งอยู่ในห้องทำงาน สีหน้าเครียดเคร่ง ถือโทรศัพท์แนบหู ขยับนั่งชันเข่า มองเข้าไปในตู้เซฟ ขณะนิ่งฟัง
“จริงครับ เครื่องเพชรไม่ได้อยู่ในตู้ ผมจัดการแน่ครับ แล้วจะส่งข่าวไป”
ใหญ่ตัดสาย เสียงเคาะประตู ใหญ่รีบปิดตู้เซฟ เดินไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะทำงานทำเป็นกดคีย์ เช็กโน้ตบุ๊ก
ปิ่นอนงค์ถือถ้วยกาแฟเข้ามา วางให้ที่โต๊ะ ใหญ่แกล้งยิ้มแย้มแจ่มใส
“ขอบใจ กำลังอยากได้กาแฟแก้ง่วงอยู่พอดี”
ปิ่นอนงค์ยิ้มบางๆ จะเดินไปที่ประตู “เดี๋ยวปิ่น ช่วยเปิดเซฟเอาเครื่องเพชรมาให้ชั้นดูหน่อยสิ”
ปิ่นอนงค์ชะงัก หันมามองใหญ่“ดูทำไมคะ”
“จะตรวจเช็กดูหน่อย พรุ่งนี้ว่าจะเอาไปฝากตู้นิรภัยที่ธนาคาร” ปิ่นอนงค์ อ้ำอึ้งกลบเกลื่อนพิรุธ ใหญ่บอกต่อ “ของแพงๆ อย่างนี้ เผื่อมีโจรมาปล้นเอาไป คงเสียดายแย่”
ปิ่นอนงค์มองใหญ่ มองเซฟ อยากบอกความจริง
“อ้าว ... อ้ำอึ้งอยู่ได้ จะได้ช่วยกันเป็นพยานตรวจนับไง”
ปิ่นอนงค์อึกอัก “อ๋อ ... ปิ่นเอาชุดเครื่องเพชรให้จินไปช่วยฝากตู้นิรภัยที่ธนาคารแล้วค่ะ”
ใหญ่ผิดหวังอย่างแรง “เหรอ ก็ดี”
ปิ่นอนงค์ยิ้มเจื่อนๆ หลบตาใหญ่ไปมา “ค่ะ ปิ่นขอตัวไปนอนก่อนนะคะ”
เพราะรู้สึกผิดปิ่นอนงค์รีบเดินออกไป ปิดประตูเบาๆ ใหญ่หน้าดุขึ้นมาทันที
“ในที่สุด เธอก็ไม่ได้อยู่ข้างฉันปิ่นอนงค์”
เวลานั้นที่หน้าเรือนใหญ่ ครองสุขยืนเหลียวมองล่อกแล่ก รีบหยิบซองสีน้ำตาลใส่เงินปึกใหญ่ยัดใส่กระเป๋าทรรศนะ ครองสุขกระซิบ
“รีบซื้อแหวนหมั้นให้หนูอรก่อน แล้วก็หาเรื่องถ่วงเวลางานแต่งออกไปก่อน เข้าใจมั้ย”
ทรรศนะกังวล “ถ้าพ่อแม่อร ไม่ยอมล่ะครับ”
ครองสุขหยิกแขนลูกชาย “ทำไมจะไม่ยอม ก็ซื้อแหวนหมั้นให้มันเริ่ดหรูดูแพงเข้าไว้ น้าจะรีบหาสินสอดที่เค้าเรียกให้ครบแล้วตามไป”
อรสอางค์เดินนำจิ๋วออกมาพร้อมกระเป๋าเดินทาง ท่าทีหงิดดูนาฬิกาข้อมือ
“รถยังไม่มาอีกเหรอคะ”
“ไม่รู้จักรักษาเวลา ชาตินี้ถึงเป็นได้แค่คนขับรถ”
ใหญ่เดินออกมามองกระเป๋าเดินทาง “จะไปเที่ยวที่ไหนกันเหรอทรรศนะ”
อรสอางค์เหฒ้นขี้หน้าใหญ่เต็มกลืน “คุณนะ เราคงไม่ต้องรายงานใครมั้งคะว่าจะไปไหนมาไหน”
“อ้าว ... ทรรศนะเป็นคนงานของไร่ ขาดงานไปไม่มีเหตุมีผล ก็โดนไล่ออกเท่านั้นเอง”
อรสอางค์โมโหยกมือชี้หน้าใหญ่ “ไม่เกินไปหน่อยเหรอ ในเมื่อนะก็มีสิทธิ์ในไร่นี้”
ทรรศนะรีบกดแขนอรสอางค์ลง “อรมีธุระนิดหน่อยที่กรุงเทพฯ ผมเลยต้องไปเป็นเพื่อน”
รถตู้เข้ามาจอด “ดีเลย ชั้นกับปิ่นยังหาที่ฮันนีมูนไม่ได้เลย ถ้าได้ไปฮันนีมูนกันที่บ้านท่านปลัดกระทรวง คงโก้น่าดู”
ครองสุข อรสอางค์ และทรรศนะ สบตากันไปมา ครองสุขรีบหาทางออกให้
“จู่ๆ จะไป มันไม่ถูก ควรต้องขออนุญาตเจ้าของบ้านเขาก่อน”
จิ๋ว เชิดราวกับเจ้าของบ้าน “คงไม่สะดวก”
ทุกคนหันไปมอง อรสอางค์กระแอม จิ๋วรู้ตัว “ที่บ้านมีแขกต่างประเทศมาพัก ตอนนี้คงรับแขกเพิ่มไม่ได้”
ใหญ่ทำหน้าตายียวน “โธ่ ทำเป็นจริงจังไปได้ เรื่องไปฮันนีมูน ผมก็แค่ล้อเล่น” ตบบ่าทรรศนะ “ขอให้เดินทางตลอดรอดฝั่งนะไอ้น้องชาย”
ใหญ่เดินไปทางไร่ ทุกคนโล่งใจ
ใหญ่เสียใจเรื่องปิ่นอนงค์ หลบมากินเหล้าที่ใต้ต้นไม้ริมบึงในไร่กะเปี๊ยกสองคน เปี๊ยกน้ำตาคลอ มองใหญ่ที่อยู่ในสภาพเมาปลิ้น ใกล้ๆ มีรถกอล์ฟจอดอยู่ กลางวงมีกับแกล้ม 3 อย่าง
“ชั้นทำดีกับเค้าทุกอย่าง โคตรรักเลย แต่มันพูดตรงๆ ไม่ได้”
เปี๊ยกเองก็เมาแต่พยักพเยิดรู้ความตลอด เพราะเมาน้อยกว่า
“ทำไมเค้าไม่เห็น ไม่เข้าใจชั้นเลย เค้าตอบแทนความรักของชั้นด้วยอะไร เปี๊ยกรู้มั้ย เค้าโกหก หลอกลวง ทรยศ หักหลังชั้น” ใหญ่ชี้หน้าเปี๊ยก “แกอย่าไปเล่าให้ใครฟังนะโว้ย”
เปี๊ยกโวยวายชี้ปากตัวเองว่ายังไงก็พูดไม่ได้“เออ ลืมไป”
ใหญ่สะเงาะสะแงะเอามือแกะเข็มขัดไปมา เปี๊ยกรีบสาดแกงในชามทิ้ง ส่งให้ใหญ่รองตรงเป้ากางเกง
“ไม่ได้ปวดฉี่ อึดอัดท้อง”
ระหว่างนั้นทัศนีย์ขี่จักรยานผ่านมาเห็น รีบหยุดรถ แอบดู ทัศนีย์จ้องใหญ่ที่ยืนโงนเงนอธิบายความกับเปี๊ยก ทัศนีย์ยิ้มสะใจ มีแผนการของตัวเองในความคิด
ปิ่นอนงค์อยู่ที่โถงเรือนใหญ่ นั่งอ่านนิตยสารไป ชะเง้อหาใหญ่ไป น้อยถือตะกร้าใส่ผัก ผลไม้ในไร่เข้ามา
“น้อย เห็นคุณใหญ่มั้ยจ๊ะ”
น้อยหน้าเครียด วางตะกร้า นั่งกับพื้น “ไม่เห็นค่ะ คุณผู้หญิง”
จู่ๆ น้อยลุกพรวดยิ้ม “ให้น้อยไปตามหามั้ยคะ คุณใหญ่คงอยู่ในไร่นี่แหละ”
“ไม่ต้องหรอก ช่างเค้าเถอะ น้อยจะไปทำอะไรก็ไปเถอะจ้ะ”
น้อยชูมะละกอในตะกร้าเว้าอีสาน “จะไปตำบักหุ่งใส่ปูปลาร้า เจ้าสิกินนำบ่อ อย่างแซบ ฮั่นแน่ ฟังไม่รู้เรื่องล่ะสิ น้ำลายแตกเฟียตๆ”
ปิ่นอนงค์ยิ้มบางๆ ให้น้อย แล้วชะเง้อหาใหญ่ต่อ
ส่วนน้อยเดินไปในครัว
โจ้เหล้าจากบ่ายจนมืดค่ำ เปี๊ยกหลับคาวงเหล้า ทัศนีย์รีบประคองใหญ่ขึ้นรถกอล์ฟ อย่างทุลักทุเล“ปิ่น ปิ่นอนงค์” ใหญ่อ้อแอ้
“ค่ะ.. ค่ะ นีจะพาคุณใหญ่กลับไปหาปิ่นที่เรือนใหญ่ นะคะ”
ใหญ่หลับไม่ได้สติอยู่บนรถ ทัศนีย์ขึ้นรถมองใหญ่ยิ้มกระหยิ่ม แล้วขับรถกอล์ฟออกไป
คืนนั้น ปิ่นอนงค์นอนไม่หลับพลิกไปพลิกมา ที่สุดลุกนั่งครุ่นคิด หยิบนาฬิกามาดูเวลา ปิ่นอนงค์นั่งคิดเป็นห่วงใหญ่
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 9 (ต่อ)
ในขณะที่จอมนั่งเมาอยู่คนเดียวที่ศาลาอเนกประสงค์ ปานเทพขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด เดินมามองหาใหญ่แต่ไม่เจอ ปานเทพหงุดหงิดจึงกดโทรศัพท์หา แต่ดันติดต่อไม่ได้
ปานเทพเดินมาหาจอมถามดีๆ “จอมเห็นคุณใหญ่รึเปล่า”
จอมเมาของขึ้นแล้วด้วยจึงพร้อมจะมีเรื่อง “เห็นก็สวยเลย จะเตะมันให้คว่ำไอ้กระจอก”
ปานเทพยัวะ “เฮ้ยๆ มันจะมากไปแล้วนะ คุณใหญ่เป็นเจ้านายแกนะโว้ย”
จอมลุกพรวด “แต่ฉันไม่นับถือ มีอะไรมั้ย”
ปานถอย “อย่านะโว้ย ฉันไม่อยากรังแกคนเมา”
จอมผลักปานเทพอย่างแรง ปานเทพฉุนต่อยจอมเปรี้ยง “เตือนแล้วนะโว้ย”
ปานเทพเดินไปที่รถ จอมโดดเข้ารวบตัวปานเทพล้มลง สองคนฟัดกันไปมา จังหวะนั้นจอมได้ที นั่งทับตัวปานเทพ เงื้อมือจะต่อย ปิ่นอนงค์ขับรถเข้ามา กดแตร สาดไฟส่องหน้าจอม ก้าวลงจากรถ
“มีเรื่องอะไรกัน”
ปานเทพกะจอม ลุกแยกออกจากกัน “ไอ้จอม มันเมาอาละวาด” ปานเทพฮึดฮัด
“จอม ทำไมทำแบบนี้
“ปิ่นรู้อยู่แล้วว่าทำไม..”
ปิ่นอนงค์ไม่อยากพูด “นายปาน คุณใหญ่หายไปไหนก็ไม่รู้”
“นี่ผมก็ตามหาอยู่เหมือนกัน”
เสียงโทรศัพท์ปิ่น ปิ่นอนงค์ดูจอเห็นชื่อใหญ่ “คุณใหญ่”
ปิ่นอนงค์งง เพราะเป็นใหญ่ส่งรูปเข้ามา ปิ่นอนงค์ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือทัศนีย์ ที่ถือกล้องมือถือใหญ่ถ่ายเองด้วยมือข้างขวา
สักครู่หนึ่งหน้าจอโทรศัพท์ปิ่นอนงค์ ก็เห็นเป็นภาพนิ่งสามรูป ใหญ่ กะทัศนีย์กอดซบกันอยู่
ใหญ่ถอดเสื้อ ทัศนีย์อยู่ในชุดวาบหวิวบางเบา ใหญ่คร่อมครึ่งตัว หน้าซุกกะหว่างอกทัศนีย์
ปิ่นอนงค์ ตกใจตาโต
สักครู่ที่หน้าจอ ก็มีคลิปภาพเคลื่อนไหว เป็นภาพใหญ่ตะแคงกอดทัศนีย์ หน้าซุกไซ้ซอกคอ ในขณะที่ทัศนียิ้มพริ้มเพราลอยหน้าลอยตา ทำท่าเสียวซ่าน
ภายในห้องนอนที่บ้านพักรีสอร์ตหลังหนึ่ง ใหญ่ถูกทัศนีย์จับถอดเสื้อเพราะเมาหลับอยู่ ถูกจับจัดท่า และทัศนีย์กดโทรศัพท์ใหญ่ถ่ายไปมา
ปิ่นอนงค์ดูจอโทรศัพท์ หน้าเครียด กดปิด ปานเทพกะจอม มองปิ่นอนงค์ สลับกับมองโทรศัพท์ในมือ
ปิ่นอนงค์พูดลอยๆ ไม่มองหน้าใคร
“ไม่ต้องตามหาแล้วละ คุณใหญ่ ปลอดภัยดี”
“แล้วคุณใหญ่อยู่ไหน”
ปิ่นอนงค์ไม่ตอบขึ้นรถ แล้วขับออกไปทันที
ปานเทพกะจอมงง
รุ่งเช้า ทัศนีย์เล่นละครนั่งร้องไห้เสียอกเสียใจ นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว ใหญ่ใส่เสื้อ หน้านิ่ง เหลือบมองทัศนีย์หน้าตาเฉยเมย
“นีพาคุณใหญ่กลับมาส่งห้องผู้จัดการ คุณใหญ่กลับฉุดนีเข้าห้อง นีสู้แรงคุณใหญ่ไม่ได้ คุณใหญ่ย่ำยีนี จนป่นปี้หมดแล้ว”
“อ๋อ ... เหรอ”
ใหญ่เดินออกประตูไป ทัศนีย์หยุดร้องไห้ทันทีมองตาแป๋ว
ใหญ่เดินเครียดออกมา ทัศนีย์วิ่งตามถึงแขนใหญ่รั้งไว้
“คุณใหญ่ คุณใหญ่ได้นีแล้วจะไปเฉยๆอย่างนี้ไม่ได้นะคะ คุณใหญ่จะไม่รับผิดชอบอะไรเลยเหรอ”
จอมขับอีแต๋นบรรทุกหญ้าผ่านมา หยุดดู ใหญ่จับไหล่ทัศนีย์สองข้าง
“ทัศนีย์ พอได้แล้ว ถึงชั้นจะเมาแค่ไหน พลั้งเผลออะไรไปบ้าง แต่ถ้าเรื่องได้ใครเป็นเมีย เมาแค่ไหนชั้นก็จำได้”
ใหญ่ผลักไหล่ทัศนีย์เซสองสามก้าว เดินไปขึ้นรถกอล์ฟขับออกไป
จอมแค้นใหญ่ที่นอกใจปิ่นอนงค์ ตบพวงมาลัยรถขับตาม
ปิ่นอนงค์กับน้อย จัดอาหารเช้าบนโต๊ะ ต้มบ๊วยหมูสับ ไข่ต้มยางมะตูม ผัดผักรวมใส่กุ้งสด
ปิ่นอนงค์งอนหน้านิ่งไม่พูดจา น้อยแอบมองไปมา
ใหญ่เข้ามาตีหน้าขรึม เพราะยังโกรธปิ่นอนงค์เรื่องเครื่องเพชร น้อยสะกิดปิ่นอนงค์ให้ดู
ปิ่นอนงค์ตักข้าวให้ใหญ่ ให้ตัวเอง แล้วนั่ง ใหญ่นั่งหน้าบึ้ง ปิ่นอนงค์ไม่ชายตามอง วางช้อนกลางใส่กับข้าว ใหญ่เหลือบมองปิ่นอนงค์งงๆ ว่าทำไมไม่พูดไม่จา ดูผิดปกติ
ปิ่นอนงค์ตักข้าวเข้าปาก ไม่สนใจใหญ่
ใหญ่ตักกินแล้วแกล้งโวยวายกับน้อยเรียกร้องความสนใจจากปิ่น
“เอาอะไรมาให้ฉันกิน มันถึงได้จืดชืดไร้รสชาติอย่างนี้”
น้อยมองหน้าปิ่นอนงค์งง เพราะปิ่นอนงค์เป็นคนทำ
“ไข่ต้มก็ต้มไม่สุก ไม่รู้เหรอว่าฉันไม่ชอบ มันเหม็นคาว”
ปิ่นอนงค์วางช้อน ใหญ่กระหยิ่ม ปิ่นอนงค์บอกเสียงเรียบ “น้อย เก็บโต๊ะ พี่อิ่มพอดี”
ปิ่นอนงค์ลุกพรวด ใหญ่งงไม่เคยเห็นอารมณ์นี้ น้อยจะเก็บ ใหญ่ตบโต๊ะเปรี้ยง
“ห้ามเก็บ ฉันยังไม่อิ่ม”
น้อยสะดุ้งโหยง เหลียวมองปิ่นอนงค์ตาละห้อย “จะให้เก็บดี หรือไม่เก็บดี”
“เก็บ” ปิ่นอนงค์เสียงแข็ง
ใหญ่จ้องน้อยประมาณลองเก็บดูสิ น้อยหัวหดรีบเดินหนีก่อนโดนหางเลข
ปิ่นอนงค์ประชด “ของไม่อร่อย ทั้งจืด ทั้งเหม็น ทั้งคาว ก็อย่าฝืนทานเลยนะคะ ลองไปให้คนอื่นทำให้ คงจะถูกใจคุณใหญ่กว่านี้”
ปิ่นอนงค์เดินหนี ใหญ่เดินตาม “ปิ่นอนงค์ เธอไม่อยากรู้เหรอว่าชั้นหายไปไหนมาทั้งคืน”
ปิ่นอนงค์ชะงัก “ชั้นไปนอนกับทัศนีย์มาทั้งคืน”
ปิ่นอนงค์มองใหญ่ท่าทีเฉยเมย “ค่ะ เป็นสิทธิ์ของคุณใหญ่”
ใหญ่สะอึก ยิ่งฉุน “อ๋อ ... ใช่สิ เธอไม่จำเป็นต้องมาสนใจไยดีอะไรกับชั้น เธอแต่งงานกับชั้นก็เพราะเงินเท่านั้น”
ปิ่นอนงค์หน้าสลด น้อยใจนัก ใหญ่เดินกระทืบเท้าเสียงปึงๆๆ ออกไป
ใหญ่มาระบายอารมณ์ยิงกระป๋องที่ตั้งเรียงกระจุยทีละกระป๋องชนิดแม่นยำเหมือนจับวาง แต่พอถึงใบสุดท้าย กระป๋องกระเด็นไปไกลเพราะฝีมือคนอื่น ใหญ่หันขวับไปข้างหลัง
จอมนั่งเท่บนหลังม้า เล็งปืนอยู่ ใหญ่จ้องจอมแบบไม่พอใจ จอมเบนปืนมาที่ใหญ่ จ้องกันไม่กระพริบตา ใหญ่ไม่หลบ แต่ลุ้นๆ ว่าจอมจะยิงหรือไม่
สุดท้ายจอมควงปืนเอาปากกระบอกหมุนกลับมาหาตัว แล้วยื่นปืนออกไป ทิ้งลงพื้น
จอมลงจากหลังม้า “สำหรับคนอย่างคุณใหญ่ โดนกระสุนนัดเดียวมันง่ายไป”
ใหญ่ยื่นปืนไปด้านข้าง แล้วปล่อยทิ้ง “แสดงว่าอยากวัดฝีมือกับฉันล่ะสิ ได้ เข้ามาเลย”
ใหญ่กระดิกนิ้วกวนประสาท จอมด่าใส่ไม่ไว้หน้า เป็นชุด
“วันนี้ ผมจะขอสะสางเรื่องปิ่น คุณใหญ่ใช้อำนาจความเป็นทายาทไร่ไพศาล บังคับขู่เข็ญ จิตใจของปิ่นมาตลอด สุดท้ายไม่รู้ด้วยเล่ห์กลอะไร ปิ่นต้องยอมแต่งงานกับคุณ แล้วคุณก็นอกใจปิ่นมายุ่งกับคุณนี ผมไม่ยอมให้คุณทำร้ายปิ่นอีกต่อไป”
ใหญ่ยิ้มเย้ย “อยากเป็นฮีโร่ทำเพื่อผู้หญิงว่างั้นเหอะ ฉันจะบอกอะไรให้ นายควรจะตาสว่างได้แล้ว ปิ่นอนงค์ไม่ใช่นางฟ้านางสวรรค์อย่างที่นายคิดหรอก ปิ่นต่างหากที่วางแผนใช้มารยาหญิงต่างๆนานา ล่อลวงให้ชั้นแต่งงานด้วย เพื่อหวังจะปอกลอกทรัพย์สินของชั้น เข้าใจเอาไว้ซะด้วย”
จอมตั้งการ์ดมวย กำหมัดแน่นโกรธมาก “ถ้าแกแพ้ แกต้องเลิกกับปิ่น คืนปิ่นมาให้ฉัน”
ใหญ่โดนท้าทายของขึ้นนิดๆ “แล้วถ้านายแพ้ล่ะ”
“ฉันจะออกไปจากไร่นี้!” จอมลั่นวาจา
ใหญ่ยังไม่ทันตั้งท่า จอมพุ่งเข้าใส่ชกหน้าใหญ่เซไป ใหญ่ลูบหน้า ยิ้มสะใจ ส่ายหน้า จอมพุ่งเข้าใส่ คราวนี้ใหญ่เบี่ยงตัวถีบข้างเข้าท้อง จอมจุก ใหญ่เตะตัดขาจอมล้มลง ใหญ่จะเดินหนีไป จอมเตะขาใหญ่ล้มลง กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างสูสี
จังหวะต่อมาต่างทรงตัวลุกได้ แลกหมัดกันไปมา จอมเตะใหญ่กันต่อยสวน จอมเช็ดเลือดมุมปาก ด้วยความโมโห พุ่งเข้าหาใหญ่
ใหญ่หมุนตัวศอกกลับ จอมทรุด พยายามลุกชันเข่า แต่กลับทรุดลงคุกเข่าอีก เลือดหยดจากจมูกติ๋งๆ
ใหญ่ตบไหล่จอมเบาๆ “เอาไว้ให้นายเจ๋งกว่านี้ ค่อยคิดจะมาแย่งปิ่นไปจากฉัน”
ใหญ่เดินเคล็ดขัดยอกปัดฝุ่นตามตัวออก แล้วขึ้นรถขับออกไป
จอมมองตาม เจ็บใจที่โดนใหญ่สบประมาท เปี๊ยกแอบดูอยู่หน้าตาตื่น
ครองสุขเปิดกระเป๋าสะพายนับเงินเพลิน ปากด่าทัศนีย์ “แกนี่มันไม่ได้เรื่อง รูปร่างหน้าตาก็ดี มีประสบการณ์ก็สูง แค่ไอ้ใหญ่คนเดียวเอาไม่อยู่”
“ก็มันกล้าๆกลัวๆอยู่ หนูเห็นมากับตา นังอ่อนนี่โดนถึงหามเลยนะน้า” ทัศนีย์เล่า
ครองสุขด่าซ้ำ “แล้วจะมาบ่นทำไม ดูนังปิ่นซิ มันยังทนจนได้มาทั้งเพชรทั้งทอง”
“ใครว่าจะท้อล่ะ หนูจะดีดนังปิ่นมันกระเด็นลงมาจากตำแหน่งคุณผู้หญิงของไร่” ทัศนีย์ฝันหวาน “แล้วหนูจะเป็นคุณนายไร่ไพศาลแทนมันให้ได้”
“อย่าท่าดีทีเหลวก็แล้วกัน”
ธีระเข้ามาพอดี ทัศนีย์เหลียวไปมอง “นีหวังสูงค่ะคุณน้า แค่ระดับคนงานกิ๊กก๊อกน่ะ ยกให้คุณน้า”
ครองสุขปี๊ดโดนลูกสาวด่า “อี...” เอาหมอนเหวี่ยงใส่ “นังลูกเนรคุณ ด่าพ่อด่าแม่ตายไปแกต้องตกนรก”
ทัศนีย์วิ่งจู๊ดหนีไป ธีระเข้าไปสวมกอดเอาใจ
“อย่าโมโหไปเลยพี่ คุณนีไม่ได้ดั่งใจ ก็ยังมีผมอยู่อีกทั้งคนที่จะคอยให้ความสุขพี่”
ครองสุขยิ้มรู้ทัน “ปานหวานแบบนี้ อยากจะขออะไรอีกล่ะ”
“พี่ขายเพชรได้ตั้งหลายบาท” ธีระแบมือ “ไม่เห็นแบ่งให้ผมบ้างเลย”
ครองสุขหุบยิ้มทันที “แบ่งบ้าอะไรล่ะ ค่าสินสอดยังไม่ครบเลย ขาดอีกตั้งเยอะ ทองหยองที่เก็บๆ ไว้ก็หมดแล้วด้วย ทำยังไงดีล่ะ”
ธีระจ้องกระเป๋า ครองสุขรีบกอดกระเป๋าแน่น
“อยากได้เงินเค้า ก็ต้องเอาเงินเราเข้าไปเสี่ยง เราเหลือเงินอยู่เท่าไหร่ก็เอาไปต่อทุนสิพี่ เล่นยังมีโอกาสได้ กอดเอาไว้อย่างนั้นก็เหลือเท่าเดิม หมดไปทีละวัน ๆ ๆ”
ครองสุขมองกระเป๋าที่อก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สร้างฝันลมแล้งประสาผีพนันตัวแม่ ถ้าหากเล่นได้! ปัญหานี้ก็หมดไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
ถวิลนั่งตรวจสมุดบัญชี เปี๊ยกพยายามเล่าเรื่องใหญ่กับจอมสู้กัน ทำท่าต่อสู้สุดฤทธิ์ ถวิลรำคาญไม่ได้สนใจฟัง
“เงียบสักที เดี๋ยวข้าบวกลบเลขผิด เอ็งโดนแน่ไอ้เปี๊ยก”
จอมสะพายเป้เข้ามา ถวิลเหลือบมอง “จะไปไหน ไอ้จอม”
“ชั้นลาออกแล้วพ่อ”
เปี๊ยกว่าเห็นมั้ยบอกแล้ว ถวิลตกใจมาก “ลาออก ลาออกทำไม มีเรื่องอะไรกับใคร”
“ไม่มีอะไรหรอก ไอ้คุณใหญ่ของพ่อมันรับรู้แล้ว”
จอมเข้าไปทรุดลงกราบตักถวิล “รักษาตัวดีๆ นะพ่อ ได้งานได้ที่อยู่ใหม่แล้ว ชั้นจะติดต่อมาหาอีกที”
ถวิลลุกจอมลุก ถวิลชี้หน้าจอม “ไป เอาของไปเก็บ เอ็งจะไปไหนไม่ได้ เอ็งต้องช่วยข้า คุ้มครองดูแลคุณใหญ่”
“พ่อเคยสอนชั้นว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง คนเลวๆ อย่างคุณใหญ่ ถ้าจะเป็นอะไรไป ก็เพราะความชั่วของตัวเองนั่นแหละ พ่อจะไปห่วงมันทำไม ดูแลปิ่นแทนชั้น อย่าให้คุณใหญ่มันรังแกดีกว่า”
ถวิลถอนหายใจ “สุดท้ายก็เรื่องปิ่นอนงค์ ข้าจะบอกอะไรให้เอ็งรู้ ปิ่นกับคุณนายเป็นพวกเดียวกัน ข้าเองก็รู้กับหูกับตา เอ็งเลิกงมงายหลงใหลได้ปลื้มกับปิ่นได้แล้ว”
จอมพาลโกรธพ่ออีก “พ่อก็พวกไอ้ใหญ่ เข้าข้างมันตลอด ใส่ร้ายปิ่น”
“ถ้าเอ็งยังดื้อด้านจะไป ก็ไปแล้วไม่ต้องมาเรียกข้าว่าพ่ออีก”
“นี่พ่อรักไอ้ใหญ่มัน ห่วงมัน ขนาดจะตัดลูกตัดพ่อกับชั้นเลยเหรอ”
“แล้วเอ็งล่ะ มาเถียงข้าฉอดๆจะทิ้งข้าไปก็เพราะผู้หญิงคนเดียว ไปเลยไป เอ็งจะไปไหนก็ไสหัวไป”
จอมชะงัก เสียใจ เดินไป ถวิลมองโกรธ เปี๊ยกส่งเสียงอ้อแอ้ๆ ว่าจอมไปหาเรื่องคุณใหญ่ก่อน
“มันไปหาเรื่องคุณใหญ่ก่อนงั้นเหรอ ไอ้ลูกโง่”
ห้องโถงและทุกห้องในบ้านอรสอางค์ดูโล่งเตียนโล่ง ตู้โชว์ แจกัน ชั้นวางของหายเกลี้ยง
อรสอางค์ไม่สนใจเปิดกล่องดูแหวนเพชร มองส่องไปมาอย่างชื่นชม
อรยื่นไปหน้าคุณหญิงปรางทิพย์ “น้ำงามมั้ยคะ คุณแม่”
คุณหญิงปรางทิพย์ตาโต สบตาปลัดอุทัย ซึ่งทำเป็นไม่สนใจ จิบกาแฟ
จิ๋วยืนทำปากอู้หู
“ไอ้พวกสินสอดของหมั้นที่เหลือ วันแต่งให้ส่งรถตำรวจไปคุ้มกันนำขบวนมาดีมั้ย ตานะ”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่รับรองได้ว่า คุณน้าจัดมาเต็ม ครบตามที่คุณหญิงเรียกร้องแน่ๆครับ
นะมองรอบๆห้อง คุณหญิงหน้าเจื่อน ล่อกแล่ก”
อุทัยกระแอม อรสอางค์ กับจิ๋ว สบตากัน
“ตู้โชว์ เฟอนิเจอร์ ยังซ่อมไม่เสร็จเหรอครับ ห้องดูโล่งๆ ตา” ทรรศนะถามพาซื่อ
ปรางทิพย์รีบบอก “อ้อ ... อ๋อ ...เอาไปไว้ในห้องเก็บของจ้ะ วันงานห้องนี้ต้องใช้เนื้อที่เยอะ เดี๋ยวค่อยจัดกันใหม่”
จิ๋วรีบเข้ารินน้ำชาให้ทรรศนะ “ใช่ค่ะวันนั้นแขกคงล้นห้อง แต่ละท่านล้วนแล้วแต่ผู้รากมากดีมียศมีศักดิ์ พวกชนชั้นไพร่เราไม่เชิญเพราะไม่คิดคบค้าด้วย”
ปรางทิพย์มองอย่างตำหนิ “เรา...เหรอแม่จิ๋ว”
“ค่ะเรา อุ๊ย จิ๋วหมายถึงท่านปลัด คุณผู้หญิง แล้วก็คุณหนูค่ะ”
อุทัยลุกยืน ประชดประชันชีวิตตัวเอง “คนเราสมัยนี้มันไม่มองเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์กันแล้ว ขอให้มีเงินทองร่ำรวยมันก็ยอมยกมือกราบไหว้ ฉันเห็นแล้วละอายใจแทนวงศ์ตระกูล”
ปลัดอุทัยมองคุณหญิง มองทรรศนะ แล้วเดินออกไป ปรางทิพย์กับอรสอางค์มองหน้ากันรู้ว่าอุทัยประชด
เวลาเดียวกันครองสุขเครียดจัด พอลงจากรถก็รีบเดินเข้าบ้าน
ธีระตาม ครองสุขหันไปผลักธีระ “เพราะเธอคนเดียวธีระ ชั้นหมดตัวเพราะเธอ แล้วทีนี้จะทำยังไง ค่าสินสอดก็ไม่เหลือ เงินจะใช้อยู่ใช้กินก็หมด”
ที่แท้หมดตัว เดินตัวเบาออกจากบ่อนนั่นเอง
ธีระเสียงอ่อย “ก็พี่นั่นแหละดวงไม่ดีเอง ได้มาตอนแรกผมชวนเลิกก็ไม่เลิก”
ผีพนันสองคนโทษกันไปมาครองสุขโกรธเข้าไปตบตี จิกข่วนธีระ “นี่มาโทษชั้นเหรอ บอกให้แทงขาเดียวๆ เธอก็ไปแทงขาบ๊วยเพิ่ม นี่แน่ะๆ”
ธีระปัดป้องไปมา ครองสุขเห็นนาฬิกาข้อมือธีระ จับแขนธีระไว้แน่น พยายามแกะนาฬิกา
“เอามานี่เลย นาฬิกาเรือนนี้ ชั้นเป็นคนซื้อให้เธอ หลายบาท ด้วย เอามาให้ชั้นก่อน ถอด ถอดเดี๋ยวนี้”
ยื้อแย่งถอดนาฬิกากันไปมาธีระบอก “เฮ้ย ไม่ได้นะพี่ ผมมีเรือนเดียว ให้แล้วให้เลยสิ อย่าๆ...”
ปิ่นอนงค์ถือกล่องพลาสติคใส่สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ เข้ามา
ปิ่นอนงค์ชะงักมองดู ครองสุขกะธีระ หยุดกึก
ธีระเดินหนีไป ครองสุขเท้าเอว จ้องปิ่นอนงค์ตาขวาง
“แกมาที่นี่ทำไม นังปิ่น มาทำลับๆล่อๆน่าสงสัย อ๋อ ... มาแอบดูหาข่าวให้ไอ้ใหญ่ใช่มั้ย”
“เปล่าค่ะ คุณนาย ปิ่นทำสาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ เอามาฝากคุณนายค่ะ”
ปิ่นรีบเอากล่องไปวางที่โต๊ะ เปิดฝา จัดผักชี ผักกาดหอมไปมา
ครองสุขจ้องแหวนเพชรที่นิ้วนางข้างซ้ายมือปิ่น ตาวาว
“เดี๋ยวปิ่นจัดใส่จานให้นะคะ”
ปิ่นอนงค์จะไป ครองสุขจับมือปิ่นอนงค์แน่น
สองคนสบตากัน ครองสุขยิ้มเหี้ยม สลับหน้าอ่อนหวาน
“แหวนสวยนี่ปิ่น ขอชั้นยืมมาใช้ก่อนได้มั้ย”
ปิ่นอนงค์ยิ้มสบตาลองวัดใจ “คงไม่ได้หรอกค่ะ เป็นแหวนหมั้นของคุณใหญ่ ถ้าคุณใหญ่ไม่เห็นปิ่นใส่ คุณใหญ่ต้องโกรธแน่ๆ เลยค่ะ”
“โกรธก็ช่างหัวมัน ชั้นจะเอา ถอดมาให้ชั้นเดี๋ยวนี้ นังปิ่น”
ครองสุขพยายามรูดแหวนออกจากนิ้ว ปิ่นอนงค์ยื้อเต็มกำลัง เหวี่ยงกันหมุนไปมา
ครองสุขเสียหลักล้มลง ปิ่นอนงค์ตกใจ อุ่นเรือนเข้ามาเห็นก็ตกใจ
“แค่ฉันขอผัดผ่อนยังไม่คืนเครื่องเพชรให้ แกต้องผลักชั้นด้วยเหรอปิ่น”
ครองสุขเล่นละครทันที อุ่นเรือนเข้าประคองครองสุขลุกขึ้น มองจ้องหน้าปิ่นอนงค์อย่างแค้นจัด ปิ่นอนงค์อ้ำอึ้งไปไม่เป็น
อุ่นเรือนตบหน้าปิ่นอนงค์เต็มแรง ปิ่นอนงค์จับแก้มที่โดนตบ “สารเลว ชั่วช้านัก ไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น ชั้นฆ่าแกแน่ นังปิ่น”
ปิ่นอนงค์ร้องไห้ วิ่งเตลิดออกไปด้วยความเสียใจ
ครองสุขทำทีเป็นสะอื้นอย่างน่าสงสาร อุ่นเรือนเข้าประคองครองสุข สงสารนายจับหัวใจ
อุ่นเรือนประคองครองสุขนั่งที่เตียง “คุณนายพักผ่อนก่อนนะคะ เดี๋ยวอุ่นไปเตรียมมื้อกลางวันให้”
แล้วเดินออกไป
ครองสุขนั่งครุ่นคิด เครียด เสียงโทรศัพท์เข้า ครองสุขดูหน้าจอ “ทรรศนะ”
ครองสุขฝืนยิ้ม กดรับสาย
ทรรศนะโทรมากจากบ้านอรสอางค์ ยิ้มแย้มแจ่มใส พยักหน้า
“คุณน้ารีบมาก็ดีนะครับ อรกับคุณหญิงแม่เค้าไปจองโรงแรมแล้ว เราจะได้ช่วยเค้าจ่ายด้วย พวกสินสอดอย่าให้ขาดนะครับ เดี๋ยวเสียชื่อลูกเขยปลัดกระทรวงหมด”
ครองสุขฝืนยิ้ม ทั้งที่หน้าเศร้า “ไม่ต้องห่วงจ้ะ น้าจะรีบจัดการให้”
ครองสุขกดวางสาน นั่งนิ่งคิดเครียด
ครองสุขลุกช้าๆ ไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งออกมา ครองสุขเดินไปที่หน้าต่าง เปิดหนังสือออก เห็นหน้าหนังสือถูกเจาะเป็นช่อง มีขวดยานัตถุ์วางเรียงอยู่ในช่อง 4 ขวด
ที่แท้เป็นยาพิษซึ่งไม่มีฉลาก เป็นกล่องเดียวกับที่เคยวางยาไพศาลพ่อของใหญ่นั่นเอง
ครองสุขเอานิ้วแตะเรี่ยไปตามขวด สีหน้าเหี้ยมโหด
“ไอ้ใหญ่ ถ้าไม่มีแกสักคน ทุกอย่างมันก็จะง่ายขึ้น ฉันจะส่งแกไปอยู่กับพ่อแกเอง”
ภาพเหตุการณ์ตอนลอบวางยาพิษไพศาล ผุดขึ้นมาในความคิดของครองสุขเป็นฉากๆ
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ครองสุขซึ่งยังสวยสะพรั่ง กำลังจับขวดยานัตถุ์หยดยาพิษสีใสใส่ถ้วยกาแฟของไพศาล คนให้เข้ากัน
ก่อนที่จะนำกาแฟใส่ยาพิษแก้วนั้นมาให้ไพศาลซึ่งนั่งทำงานอยู่ ไพศาล ยิ้มให้ ขณะยกกาแฟดื่ม
อีกครั้งตอนที่ไพศาลนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะริมสระน้ำเรือนหลังใหญ่ ครองสุข แอบเทยาพิษใส่แก้วกาแฟ เอาช้อนคน แล้วยกถ้วยกาแฟมาให้ไพศาล ไพศาลยกดื่ม ครองสุขนั่งดูดน้ำส้มข้างๆ ยิ้มให้ไพศาล
อยู่มาวันหนึ่งเมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์ จนไพศาลถูกถวิลสมัยยังหนุ่มแน่นกับคนงานไร่ ประคองเข้ามาในบ้าน ครองสุขวิ่งมาดูท่าทีตกอกตกใจ
“ตายแล้ว คุณไพศาลเป็นอะไร”
“เดินตรวจงานอยู่ดีดีนายก็ล้มลงไปครับ แล้วบอกว่าแขนขาไม่มีแรง”
“มันชาไปหมด” ไพศาลบอกท่าทีโรยแรงเต็มที
“ตามหมอมั้ยครับ” ถวิลถาม
“ก็ตามซิ ยังต้องมาถามทำไม”
หลายเดือนต่อมา
ค่ำคืนนั้น ครองสุขเดินถือถาดใส่ถ้วยยาและน้ำเปล่ามาในห้องนอนไพศาล หยุดแล้วแอบเหยาะยาพิษลงในน้ำเปล่า แล้วถือถาดหันไป ปรากฏไพศาล ในสภาพโทรมสุดๆ ยืนค้ำไม้เท้าโซเซอยู่
“นังงูพิษ ฉันคิดไว้ไม่มีผิด แกวางยาพิษฉันจริงๆ”
ครองสุขเย้ย “คุณเดินได้ยังไง ก็คุณบอกว่า ขาไม่มีแรง ไม่รู้สึกอะไรแล้ว”
“ใช่ ขาฉันมันกำลังจะเป็นอัมพาตแต่ไม่ใช่ตอนนี้”
ไพศาลเงื้อไม้เท้า จะตี แต่ครองสุขหลบ ถาดกระเด็นตก ไพศาลหัวคะมำลงไปนอนกับพื้น
“ฉันรักเธอ ดีกับเธอแค่ไหน ทำไมเธอคิดร้ายกับฉันได้” ไพศาลด่า
“เพราะแกมันไม่เอาไหนไง แกให้ความสุขฉันไม่ได้”
ไพศาลคว้ากระโปรงหรือข้อเท้าครองสุขไว้
“ไอ้ผาเป็นผัวเธอใช่มั้ย”
“รู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว ป่านนี้ไอ้ใหญ่ลูกแกมันคงกลายเป็นโจรปล้นฆ่า สันดานเลวอย่างมันก็สมแล้ว ไร่ไพศาลมันต้องเป็นของลูกชาย กับลูกสาวฉันถึงจะถูก”
ไพศาลตาค้าง “อะไรนะ”
ครองสุขจ้องหน้าบอก “ทรรศนะ กับทัศนีย์ไง ลูกไอ้ผากับฉัน”
ไพศาลแค้นมาก แต่ไม่มีแรงแล้ว นอนพังพาบ ครองสุข ควักเอาขวดยาออกมา เทใส่เหยือก
แล้วจับหน้าของไพศาลหงายขึ้น
“ฉันอุตส่าห์ อยากให้แกค่อยๆ ตายอย่างสงบ แต่แกมันแส่เองแต่ไม่ต้องกลัวนะ ยานี่จะทำให้ประสาทแกตายอย่างช้าๆ ไม่เจ็บปวดทรมาน”
ครองสุขจับกรอกยา ไพศาลพยายามจะดิ้น
“นังงูพิษ กรรมต้องตามสนองแก แกจะไม่มีวันได้อะไรจากฉัน สมบัติฉันต้องเป็นของใหญ่คนเดียว”
ในที่สุดครองสุขก็จับยากรอกปากไพศาลจนได้ “ลูกแกถ้าไม่ติดคุกจนตาย ก็คงถูกตำรวจวิสามัญ แล้วตอนนั้น ทุกอย่างก็ต้องเป็นของฉัน คุณนายครองสุขเมียที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ไพศาล ด่าไม่ออกสำลักน้ำพรวด ครองสุขหยิบผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดปากไพศาลอย่างใจเย็น ก่อนจะลุกขึ้น ปรายตามองอีกนิดหนึ่งแล้วแหกปากร้อง
“ช่วยด้วยๆๆๆ”
ครองสุขวิ่งออกนอกห้องไป
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 9 (ต่อ)
ครองสุขดึงตัวเองกลับมา มั่นใจว่าแผนร้ายจะสำเร็จเหมือนอดีต ถือขวดยาพิษ อีกมือถือแก้วน้ำ ยืนชะเง้อชะแง้ที่ประตูครัวคอยบางคน ครองสุขเห็นอุ่นเรือนมารีบเดินไปที่โต๊ะ เตรียมรินยาพิษใส่แก้ว
อุ่นเรือนเข้าห้องมา ครองสุขรีบรินยาพิษใส่แก้ว
“อโหสิกรรมให้ชั้นด้วย” ครองสุขเล่นละคร
“คุณนายจะทำอะไรคะนั่น แล้วนี่ใส่อะไรลงไปในแก้วน้ำ”
“ยาพิษไงล่ะ”
อุ่นเรือนแย่งแก้วมาได้ สาดทิ้งครองสุขร้องคร่ำครวญ
“ปล่อย อุ่น อย่าห้ามชั้น ชั้นอยากตาย ชั้นไม่เหลืออะไรแล้ว ชั้นไม่อยากติดคุกติดตะรางตอนนี้ ตานะ ยายนี จะอยู่ยังไง”
อุ่นเรือนรีบประคองครองสุขลงนั่ง ทั้งงง และตกใจกับคำพูดนาย
“ติดคุก ติดตะราง มันเรื่องอะไรกันคะ
ครองสุขมองอุ่นเรือน ตีหน้าเศร้า
“ไอ้ใหญ่ มันจะฟ้องฉัน หาว่าฉันฉ้อโกงทรัพย์สมบัติมัน มันขู่จะยัดเยียดข้อหาให้ฉันว่าฉันฆ่าพ่อมันด้วย”
“แต่คุณนายไม่ได้ทำ มันจะใส่ร้ายคุณนายได้ยังไง”
“ได้ซิ มันสร้างหลักฐานยังไงก็ได้ เพราะตอนนี้คนในไร่ก็เป็นพวกมันกันหมดแล้ว ไอ้ปลอด ไอ้หวิน ไอ้ปาน”
“แต่พวกนั้นมันเป็นโจรนะคะ มันก็ต้องถูกจับเหมือนกัน”
“ถึงเป็นโจรมันก็มีเงิน สมัยนี้ เงินซื้อได้ทุกอย่าง ที่สำคัญ นังปิ่นมันก็เลือกข้างไอ้ใหญ่แล้ว มันเป็นพยานปากสำคัญที่ตำรวจต้องเชื่อ ถ้าต้องติดคุก ชั้นยอมตายซะดีกว่า ไอ้ใหญ่มันทำให้ชั้นจนตรอก ชั้นไม่มีทางเลือกแล้วอุ่น ไม่ฉันหรือไอ้ใหญ่ ต้องมีใครคนหนึ่งที่ต้องตาย ทุกอย่างถึงจะจบ”
อุ่นเรือนเครียดจัดดูท่าจะเป็นห่วงครองสุขมาก
อุ่นเรือนเดินหน้าเครียดมาตามทาง จอมโผล่มาดัก อุ่นเรือนสะดุ้ง มองจอมอย่างสงสัย เห็นสะพายกระเป๋า
“จอม จะไปไหนเหรอ”
“ผมจะมาลาป้าอุ่น ผมลาออกจากที่นี่แล้ว แต่ผมมีเรื่องสำคัญต้องบอกป้าก่อน”
“เรื่องอะไร”
“คุณใหญ่กับทัศนีย์เล่นชู้กัน ปิ่นก็รู้เรื่องนี้แล้ว แต่คงลำบากใจ ทำอะไรไม่ได้ ผมเป็นห่วงปิ่นจริงๆ ป้าอุ่นช่วยดูแลปิ่นด้วยนะครับ”
จอมไหว้อุ่นเรือน แล้วเดินไป อุ่นเรือนยืนนิ่งช็อกคาที่
ทัศนีย์มองซ้ายมองขวา บิดขี้เกียจลงนอนที่เก้าอี้ยาว ในสวนหย่อม อุ่นเรือนเข้ามายืนตรงหน้า “คุณนีคะ อุ่นมีเรื่องจะถาม”
ทัศนีย์เด้งตัวมา “ตกใจหมด เรื่องอะไรป้าอุ่น”
อุ่นเรือนนั่งลง พูดเบาๆ กลัวคนได้ยิน “เรื่องความสัมพันธ์ของคุณใหญ่กับคุณนี”
“พูดไป ฉันก็ยิ่งช้ำใจป้าอุ่น คุณใหญ่เค้าข่มขืนชั้นอย่างวิปริตวิตถารที่สุด ทั้งกัดทั้งทุบตี จนเขียวช้ำไปหมดทั้งตัว คิดไปคิดมาก็สงสารปิ่น คงทรมานทั้งกายทั้งใจ ชั้นเคยเตือนปิ่นแล้วนะ ปิ่นบอกว่าปิ่นทนได้ คุ้มกับการได้เป็นคุณผู้หญิง ดีกว่าต้องเป็นคนรับใช้” ทัศนีย์ตอแหลใส่ไฟใหญ่
อุ่นเรือนทนฟังต่ออีกไม่ไหว “พอค่ะ พอแล้ว” แล้วเดินหนีไป
“เฮอะ ถ้าสงสารลูกก็ให้มันรีบเลิกกับคุณใหญ่ซะ”
ทัศนีย์หันไปเห็นปานเทพยืนอยู่ “ว้าย”
“มาทำอะไรแถวนี้”
“ก็มา มาหาของให้ลูกค้าๆ ทำของตก”
ทัศนีย์ลนลานออกไป ปานเทพมองตาม
ปิ่นอนงค์ตกใจพอรู้เรื่องจอมลาออก
“ทำไมลุงหวินไม่ห้ามจอมไว้ ปล่อยให้จอมไปได้ยังไง”
น้อยแทรขึ้น “โอ๊ย ยังกะพี่จอมจะฟังใครนักนี่ แต่ถ้าเป็นพี่ปิ่นละก็ไม่แน่”
ปิ่นอนงค์ตัดสินใจจะไปตามจอม ใหญ่มายืนขวางหน้า มองหน้าน้อย น้อยกลัวหด
“ใครจะลาออก มันไม่ใช่เรื่องที่คุณผู้หญิงของไร่ต้องวิ่งโร่ไปไล่ตาม ขึ้นเรือนเดี๋ยวนี้”
ใหญ่คว้าข้อมือ กระชากปิ่นให้เดินตาม ปิ่นอนงค์พยายามรั้งตัวไว้
“จอมเป็นเพื่อนปิ่นนะคะ”
ใหญ่หันมายียวน “แต่เธอเป็นเมียฉัน ใจคอเธอจะเห็นเพื่อนสำคัญกว่าคำพูดฉันก็ให้มันรู้ไป”
ปิ่นอนงค์สะบัดมือจนหลุด “คำพูดของคนเราจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อมันสมเหตุผลค่ะ”
ปิ่นอนงค์หันขวับอย่างเร็ว รองเท้าพลิก ปิ่นอนงค์ล้มไปทางกระถางต้นไม้ หัวกระแทกขอบกระถาง
“ปิ่น” ใหญ่ตกใจ
ปิ่นอนงค์เงยขึ้นมาที่หน้าผากมีเลือดออก อุ่นเรือนสาวเท้าเข้ามาเห็นพอดี ตกใจมาก
ใหญ่จะเข้าหาปิ่น แต่อุ่นเรือนคิดว่าใหญ่จะทำร้าย พุ่งเข้าผลักใหญ่ แล้วตามทุบตีไม่ยั้ง
“อย่ามาแตะต้องลูกฉัน ถ้าจะทำร้ายปิ่น ก็มาทำกับฉัน ฉันจะเอาชีวิตแลกกับแก ไอ้ผู้ชายวิตถาร”
ใหญ่พยายามปัดป้องอย่างมึนงง น้อยรีบพยุงปิ่นอนงค์ลุกขึ้น ปิ่นอนงค์วิ่งเข้าไปดึงอุ่นเรือนไม่ให้ตีใหญ่
“อย่าแม่ น้อยมาช่วยกันหน่อยเร็ว”
น้อยช่วยปิ่นอนงค์จับอุ่นเรือน “แม่หยุดก่อน คุณใหญ่เค้าไม่ได้....” ปิ่นจะบอกแม่ว่าใหญ่ไม่ได้ทำร้ายตน
ใหญ่หลุดจากอุ่นเรือน คว้าข้อมือปิ่นอนงค์ดึงมา “ถ้ายังไม่หยุด แม่ยายก็แม่ยายเหอะ ผมไม่เกรงใจเหมือนกัน”
“ปิ่น แกทนอยู่กับคนโหดร้าย เลวทรามอย่างงี้ได้ยังไง”
ใหญ่กวนโมโห “อ๊ะๆ คุณแม่ยาย กำลังยุยงให้ผัวเมียเลิกกันมันไม่สวยนะครับ น้อย ส่งแขก”
ใหญ่ลากปิ่นอนงค์เข้าบ้าน ปิ่นอนงค์พยายามบอกแม่ “แม่กลับไปก่อนนะ ปิ่นไม่เป็นอะไร”
อุ่นเรือนโมโหสุดขีดสะบัดตัวหลุดจากน้อย “ปล่อย ฉันเดินเองได้”
น้อยงง “ป้ากำลังเข้าใจผิดนะ พี่ปิ่นเค้าล้มไปเอง”
อุ่นเรือนตวาด “ไอ้ใหญ่มันให้เงินปิดปากแกเท่าไหร่ ถึงไปเป็นพวกมันกันหมด” แล้วเดินหนีไปทางเรือนคนงาน น้อยเกาหัว
“ป้าแกไปกินรังแตนที่ไหนมาวะ”
ปิ่นอนงค์นั่ง ใหญ่ปัดผมที่หน้าผากเพื่อดูแผล ตะโกนอารมณ์เสีย
“ไปเอายาถึงโรงพยาบาลหรือไง ถึงได้ชักช้านัก เดี๋ยวก็ไล่ออกให้หมดเลยนี่”
“คุณใหญ่พาลไปหมด เพราะเรื่องจอมหรือเรื่องแม่ของปิ่นคะ”
“โถใครจะกล้าโกรธแม่ยายสุดที่รักของเมียละจ้ะ” เปลี่ยนเป็นเสียงเข้ม “แต่สำหรับไอ้จอม มันก้าวร้าว ไม่เคยให้ความเคารพเจ้านายถ้าฉันยังจะเลี้ยงมันไว้ ไม่ช้ามันคงขึ้นมาขี่อยู่บนหัวฉัน”
ปิ่นอนงค์บ่น “คุณใหญ่ไม่เห็นแก่ความขยันขันแข็งของจอม ก็น่าจะเห็นแก่ลุงหวินบ้าง อย่างน้อยลุงแกก็เป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้คุณลุงไพศาลมานาน”
“ถ้าฉันบอกว่า จอมมันดักทำร้ายฉัน เธอจะเชื่อหรือเปล่า”
ปิ่นอนงค์อึ้งไป เพราะรู้ความมุทะลุของจอมดี “จอมอาจทำไปโดยขาดสติ คงไม่ได้ตั้งใจที่จะ...”
ปิ่นอนงค์ยังพูดไม่ทันจบคำใหญ่โมโหตบโต๊ะเปรี้ยง ปิ่นอนงค์สะดุ้งเฮือก น้อยถือยากับสำลีเข้ามาพอดี
“เธอควรจะเข้าข้างฉัน ไม่ใช่เข้าข้างคนอื่น ใส่ยาให้คุณผู้หญิง”
ใหญ่เดินหน้าบูดบึ้งไปเลย “คุณผู้หญิงอ่ะ ทำคุณใหญ่น้อยใจแล้วเห็นมั้ย”
ปิ่นอนงค์ร้องอู๊ยเพราะเจ็บแผล “ว้ายรอเดี๋ยวพี่ปิ่น เอ๊ยคุณผู้หญิง อู๊ย ทำไมมันเปิดยากจัง”
น้อยพยายามเปิดฝาขวดยาแต่เปิดไม่ออก มือใหญ่มากระชากขวดยาไป ปิ่นอนงค์กับน้อยมองตามมือใหญ่เปิดได้อย่างง่ายดาย “มัวเงอะงะอยู่นั่นแหละ ถอยไป ส่งสำลีมา”
น้อยรีบส่งให้ ใหญ่ชุบยาแล้วแตะที่แผลปิ่นอย่างเบามือ
ปิ่นอนงค์สะดุ้งร้องออกมาอีก ใหญ่รีบชักมือกลับ
“ทนนิด แสบแค่แป๊บเดียว”
ใหญ่วางมือบนศีรษะ แล้วเป่าแผลให้ ปิ่นอนงค์จ้องใหญ่รู้สึกอบอุ่นกับสิ่งที่ใหญ่แสดงออกมา
ใหญ่มองตาปิ่นอนงค์แล้วชะงัก รีบผละห่างเพราะยังไม่พอใจเรื่องเพชร ใหญ่สั่งน้อย
“เอาพาสเตอร์ปิดให้เรียบร้อยด้วย เบามือหน่อยล่ะ”
ใหญ่เดินออกไป น้อยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ขณะที่น้อยปลื้มความหล่อลาก
“เวลาคุณใหญ่งอน ก็ดูน่ารักดีเนอะ”
คืนนั้น ขวดยาพิษในมืออุ่นเรือน นึกถึงคำพูดครองสุขเมื่อเช้าวันนี้
ครองสุขส่งขวดยาพิษให้อุ่น “ตอนสมัยคุณไพศาลฉันหยอดแค่หยดเดียว กว่าจะเห็นผลก็ปาไปเป็นปี แต่สำหรับไอ้ใหญ่เราต้องรีบปิดปากมันให้เร็วที่สุด”
อุ่นเรือนตัดสินทำสิ่งชั่วร้ายเพราะคำว่าบุญคุณปิดบังหัวใจ
เที่ยงวันต่อมาอุ่นเรือนกำลังหยอดยาลงบนจานราดหน้าเนื้อเสียงครองสุขดังก้องในหัว
“แกต้องหยอดใส่อาหารให้มันกินวันละ5 หยด ภายในหนึ่งเดือน มันจะพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ จากนั้นหัวใจมันจะล้มเหลวเหมือนพ่อมัน ต่อให้หมอเก่งแค่ไหนก็ตรวจหายาพิษไม่เจอ”
อุ่นเรือนมือไม้สั่นเทาใจเต้นระทึก
“แม่”
ปิ่นอนงค์เดินเข้ามาพร้อมน้อย อุ่นเรือนสะดุ้งเฮือกรีบปิดฝาขวดแล้วยัดใส่กระเป๋าผ้ากันเปื้อน หันกลับมาหาปิ่นอนงค์เหงื่อแตกซิก
ปิ่นอนงค์มองจานราดหน้า “แม่มาทำอาหารให้คุณนายเหรอจ๊ะ”
“เปล่า ฉันทำให้แกกับ เออ ผัวแกนั่นแหละ เมื่อวานฉันทำเกินไปหน่อย มันรู้สึกไม่สบายใจ”
“ไม่หน่อยหรอกป้า” น้อยว่า
ปิ่นอนงค์รู้สึกดีใจมาก “คุณใหญ่บอกว่าไม่ได้ถือสาอะไรแม่หรอกจ้ะ”
“ถึงงั้นก็เถอะ ฉันก็ควรทำอะไรให้เค้ารู้ว่าฉันเสียใจ เอาเป็นว่าต่อไปนี้เรื่องกับข้าวกับปลาฉันจะมาทำให้คุณใหญ่เอง”
ปิ่นอนงค์ทักท้วง “แต่ปิ่นไม่อยากให้แม่เหนื่อย”
อุ่นเรือนมองหน้าปิ่นอนงค์ น้ำเสียงอ่อนโยนลง “แม่อยากช่วยแก” จับบ่าปิ่นอนงค์ “ผู้หญิงเราเมื่อแต่งงาน ทั้งชีวิตก็เป็นของผัว ถ้าได้ผัวเลว ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น แม่จะไม่ยอมให้แกมีสภาพแบบนั้น แม่เลยอยากเอาใจเค้า เค้าจะได้ดีกับแกไงล่ะ”
ปิ่นอนงค์แสนจะซึ้งใจ
“เสร็จหรือยังป้า น้อยจะได้ยกออกไป”
“โรยพริกไทยหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”
อุ่นเรือนโรยพริกไทย ปิ่นอนงค์จับสังเกตเห็นมืออุ่นเรือนสั่นผิดปกติดูมีพิรุธ
“แม่ไม่สบายหรือเปล่าจ้ะ หรือว่าแม่ลืมกินยาอีกแล้ว”
อุ่นเรือนรีบวางขวดพริกไทย ใจเต้น “ไม่ลืม เสร็จงานนี่แม่ก็จะกลับไปกิน”
ปิ่นอนงค์ส่งชามให้น้อย น้อยดม “ฮือ ฮ้อมหอม มีเหลือให้น้อยอีกสักจานมั้ยป้า จะไปแบ่งกับพี่หวาน พี่หวานเค้าชอบราดหน้าฝีมือป้า”
อุ่นเรือนตกใจ บอกเสียงดัง “เอาไปไม่ได้!” สองสาวงง “เออ คือฉันทำไว้แค่จานเดียวเพราะปิ่นมันไม่กินเนื้อ แม่ทำราดหน้าทะเลไว้ให้แกแล้ว”
อุ่นเรือนมองไปทางโต๊ะ มีราดหน้าทะเลของปิ่นอนงค์วางอยู่เรียบร้อย ปิ่นอนงค์มองมาที่จานราดหน้าเนื้อในมือน้อย
“คุณใหญ่ชอบทานเนื้อ ยิ่งรู้ว่าแม่ทำ คงกินไม่เหลือแน่”
ปิ่นอนงค์ยิ้มกับแม่รู้สึกดีใจที่สองคนจะเข้ากันได้เสียที แต่อุ่นเรือนกลับมีสีหน้ากังวล
ใหญ่กับปานเทพหน้าเครียดทั้งคู่ขณะมองถวิลที่มารายงานเรื่องครองสุขเข้าบ่อน
“ขอบใจมากนายหวินที่มาส่งข่าว”
ถวิลก้มหัวให้แล้วจะไป “เดี๋ยวก่อนนายหวิน เรื่องที่จอมลาออก”
ถวิลขัดขึ้นทันที “ไม่เกี่ยวกับคุณใหญ่หรอกครับ มันก็นิสัยแบบนี้ ดีแต่ใช้อารมณ์ เดี๋ยวพอมันหายโกรธ มันก็กลับมาเอง”
“นายหวินน่าจะไปตามสักหน่อย จอมจะได้รู้ว่าพ่อเป็นห่วง” ใหญ่สะท้อนใจนึกถึงตัวเอง
“ตอนมันเป็นเด็กตัวเล็กๆ จะพูดจะสอนอะไรมันก็เชื่อฟังดีหรอกครับ แต่พอโตเป็นหนุ่ม อย่าหวังเลยว่ามันจะฟังเรา กลายเป็นเราจู้จี้ขี้บ่น มันไม่เคยเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อหรอก”
ถวิลไป ใหญ่คิดตาม ปานเทพเอ่ยขึ้น “นายหวินพูดเหมือนพ่อปลอดของฉันเลยว่ะ แสดงว่าที่พ่อด่าฉัน บ่นฉัน ก็เพราะพ่อรักฉันมากสิวะ”
“มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอก พ่อที่ด่าเพราะเกลียดลูกก็มี”
ใหญ่หงุดหงิดเดินไป ปานเทพรีบเรียกไว้
“เฮ้ย แล้วเรื่องที่นายหวินสืบมาได้ว่ายัยคุณนายมหาภัยเข้าบ่อนสูญเงินไปจนหมด แกจะเอายังไง เงินนั่นต้องเป็นเงินที่ขายเครื่องเพชรของแกไปแหงๆ แกจะยอมให้โดนหลอกไปเรื่อยๆอย่างนี้เหรอ”
ใหญ่หันกลับมา
“แล้วจะให้ทำไงวะ ไล่เมียฉันออกจากไร่เหมือนไล่ไอ้จอมอีกคนหรือไง”
ใหญ่เดินหนี ปานเทพเซ็ง “นี่ถ้าพ่อไม่ห้ามฉันไว้ ฉันก็อยากไปจากไร่นี้เหมือนกันโว้ย”
เวลาเดียวกันปิ่นอนงค์ชะเง้อมองหาใหญ่อยู่ริมระเบียง
“ทำไมวันนี้คุณใหญ่กลับมาช้าจัง”
เสียงแมวร้องเมี้ยวๆ
ปิ่นอนงค์รีบหันไปทางโต๊ะ เห็นแมวกำลังดมๆ แล้วกินราดหน้าของใหญ่ ปิ่นอนงค์ตกใจวิ่งไปไล่
“อย่านะนังเหมียว ลงมาเดี๋ยวนี้”
แมวกระโดดหนีลงพื้น ปิ่นอนงค์รีบดูราดหน้า “ตายจริง แล้วคุณใหญ่จะกินได้ไงเนี่ย” ก้มมองที่พื้น “น่าตีนักนะเรา เรื่องไรมาขโมยกินของคนอื่น ข้าวคลุกปลาทูของตัวเองก็มี”
พอเห็นว่าแมวนอนนิ่งตัวแข็งทื่อ ปิ่นอนงค์ตกใจ แต่ยังไม่คิดว่าตาย เดินเข้าไปดู จิ้มๆ ตัว
“นังเหมียว ทำไมถึงตายได้” ปิ่นอนงค์ยิ่งตกใจมาก ตวัดสายตาไปที่จานราดหน้าเนื้อของใหญ่อย่างรวดเร็ว คิดๆ ประมวลเหตุการณ์ ย้อนกลับไปเป็นฉากๆ
ตอนแม่โรยพริกไทยแล้วมือไม้สั่นจนผิดสังเกต
ตวาดเสียงดังลั่น “เอาไปไม่ได้!... เออ คือฉันทำไว้แค่จานเดียวเพราะปิ่นมันไม่กินเนื้อ แม่ทำราดหน้าทะเลไว้ให้แกแล้ว”
“ไม่จริง แม่ไม่ทำอย่างนั้นแน่”
อุ่นเรือนอยู่ที่บ้านพักครองสุข นั่งถือขวดยาพิษมือสั่น จ้องขวดยาไม่วางตา พึมพำกับตัวเอง
“เราทำเพื่อลูก ทำเพื่อคุณนาย ไอ้ใหญ่มันไม่ใช่คนดี เราไม่ได้ทำผิด เราทำถูกแล้ว ถูกแล้วนังอุ่น”
มือครองสุขยื่นมาแตะบ่า อุ่นเรือนสะดุ้งสุดตัวจนทำขวดยาตกแตก
“ตายแล้วนังอุ่น แกมีสติหน่อยสิ ขืนควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างนี้ฉันจะพลอยซวยไปด้วย แล้วนี่แกให้ไอ้ใหญ่มันกินเข้าไปแล้วใช่มั้ย”
อุ่นเรือนร้องไห้ออกมา จิตตก สติแตก
“อุ่นไม่กล้าดู เลยไม่รู้ว่ากินหรือยัง คุณนายคะคุณใหญ่จะแค่พูดไม่ได้ แล้วหยุดหายใจไปเฉยๆใช่มั้ยคะจะไม่เจ็บปวดทุรนทุรายใช่มั้ยคุณนาย”
ครองสุขเขย่าอุ่นเรือนให้หยุด “เงียบนังอุ่น แกอยากให้มีคนมาได้ยินหรือไง”
อุ่นเรือนค่อยๆ สงบลง ครองสุขเสแสร้ง “ฉันเข้าใจความรู้สึกแก ฉันไม่สบายใจเลยที่เห็นแกเป็นแบบนี้
เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน แกพอแค่นี้ ฉันจะลงมือหยอดยาเอง ถ้าโดนจับได้ แกจะได้ไม่เดือดร้อน ให้ฉันตายคนเดียวก็แล้วกัน”
“ไม่ได้นะคะคุณนาย อุ่นทำเอง อุ่นทำได้”
เสียงกระถางต้นไม้แตก ดังเพล้ง!
อุ่นเรือนกับครองสุขสะดุ้ง ครองสุขตะโกนถามเสียงขุ่น “ใคร!”
สองคนมองไปที่กระถางใบเล็กแตกหล่นมาจากชั้นวางริมหน้าต่าง
หมากำลังดมๆ บริเวณกระถาง ครองสุขกับอุ่นเรือนโล่งใจ
“แกนี่เล่นเอาฉันหัวใจจะวาย ไปให้พ้นไอ้หมาหน้าโง่ ไป๊ เดี๋ยวแม่ก็จับไปแลกกะละมังซะเลยนี่”
หมาวิ่งหนี ครองสุขรีบเข้าไป อุ่นเรือนตาม ปิดประตู
สองคนไม่รู้ว่าจากบริเวณที่กระถางตกแตก เลี้ยวไปมุมบ้านพักเล็กน้อย
ปิ่นอนงค์นั่งซุกตัวหลบอยู่ ปิดปากตัวเองแน่น น้ำตาทะลักออกมาด้วยความกลัวและเสียใจ
ใหญ่หิวจัด เดินดุ่มตรงดิ่งมาที่โต๊ะอาหารริมระเบียง เห็นราดหน้าวางอยู่สองจาน ส่องสายตามองหาเมียรัก
“ปิ่นอนงค์ น้อย นี่อาหารที่เตรียมไว้ให้ฉันใช่มั้ย”
ใหญ่หิวรีบลงนั่งที่ราดหน้าใส่ยาพิษ “ไปไหนกันหมด คนยิ่งหิวๆ อยู่”
ใหญ่หยิบช้อนตักราดหน้า กำลังจะตักเข้าปาก ปิ่นอนงค์วิ่งเข้ามา ตะโกนลั่นปิ่น
“คุณใหญ่ อย่ากิน”
ใหญ่หันมา ยังงอนเรื่องเพชรอยู่ “จะให้ฉันรอเธอเหรอ เสียใจ ต่อไปนี้ใครหิวก็กินไปก่อน”
ใหญ่จะตักเข้าปากอีก ปิ่นอนงค์รีบปัดช้อนตกจากมือ “บอกว่าอย่ากินไงคะ”
ใหญ่ตกใจเห็นอาการปิ่นอนงค์ “ทำไม มีอะไรเหรอ”
ใหญ่มองช้อนที่ตก ปิ่นอนงค์รีบแก้ตัว “เออ คือๆ” ปิ่นคิดหาข้อแก้ตัว “มันมีแมลงสาบตกลงไป”
ใหญ่ฉงนมองจานราดหน้า “ไหนแมลงสาบ ไม่เห็นจะมีสักตัว”
“ปิ่นเพิ่งเอาไปทิ้งเมื่อกี้” รีบยกจานมา “คุณใหญ่รอไหวมั้ยคะปิ่นจะไปทำมาให้ใหม่”
ใหญ่ลุกพรวด งอนใส่ “รอไหว แต่ไม่อยากรอ ฉันลวกบะหมี่กินเองเป็น ขี้เกียจติดหนี้บุญคุณใคร แล้วต้องคอยตามชดใช้เหมือนเธอกับแม่”
ใหญ่ประชดแล้วไป ปิ่นอนงค์มองจานในมือโล่งอกที่ใหญ่ยังไม่กิน
คืนนั้นใหญ่หนุนหมอนนอนห่มผ้าที่โซฟา พลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ ลุกขึ้นนั่งมองไปที่รูปพ่อกับครองสุขบนผนังห้อง ใหญ่เดินไปหามองพ่อ
“ตลกดีมั้ยพ่อ ผมเคยมั่นใจว่าจะไม่ยอมให้ผู้หญิงหน้าไหนมาหลอกลวงผมได้ ผมต้องไม่เหมือนพ่อ แต่ตอนนี้ ผมถูกคนที่รักหักหลัง พ่อคงกำลังสมน้ำหน้าผมอยู่
ใหญ่พยายามฝืนยิ้ม “แต่ผมจะไม่ยอมมีจุดจบอย่างเดียวกับพ่อแน่”
ปิ่นอนงค์ที่นอนอยู่บนเตียง แต่นอนลืมตาโพลง นึกถึงคำพูดใหญ่ที่บอกว่าครองสุขเป็นชู้กับผา เป็นชู้กับธีระ
ใหญ่นอนหลับบนโซฟา ประตูค่อยๆ เปิดแง้มออกช้าๆ เห็นเท้าใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาเดินตรงไปที่โซฟา ก่อนจะเห็นว่าเป็นธีระยืนค้ำหัวใหญ่ ชูมีดขึ้นมา แสยะยิ้มน่ากลัว
ธีระพูดเบาๆ อย่างแค้นจัด “แกเล่นฉันไว้เจ็บหลายครั้ง แต่ฉันขอเอาคืนแค่แผลเดียว ไปหลับต่อให้สบายในนรกนะไอ้ใหญ่”
ใหญ่ลืมตาโพลง ปัดมือธีระ มีดหลุดกระเด็น ใหญ่ดีดตัวขึ้นมากระชากคอธีระชกใส่หน้า ธีระล้มกลิ้ง ใหญ่ตามเข้าไปกะอัดซ้ำ
ธีระควานเจอมีดแทงเข้าใส่อกใหญ่ในจังหวะที่ใหญ่ก้มตัวลงมา ใหญ่ตาเหลือกจับมือธีระที่ปักมีดแน่น ธีระกระชากมือออก ถอยออกมาหน้าตาตื่น วิ่งไปที่ประตูชนปิ่นอนงค์จนเซ แล้วหนีไป
ปิ่นอนงค์เห็นใหญ่ดิ้นทุรนทุรายเหมือนคนจะขาดใจตาย รีบวิ่งเข้ามา เข้าไปกอดใหญ่
“คุณใหญ่ คุณใหญ่อย่าเป็นอะไรนะคะ คุณใหญ่”
บนเตียงนอน ปิ่นอนงค์กอดคอใหญ่แน่นไม่ยอมปล่อย หลับหูหลับตาร้องลั่น
“คุณใหญ่ต้องไม่ตาย ช่วยด้วย ช่วยคุณใหญ่ด้วย”
ใหญ่พยายามแกะมือออก “ปิ่นอนงค์ ลืมตาสิ เธอฝันร้าย ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
ปิ่นอนงค์หอบ หยุดคิด เห็นตัวเองกอดคอใหญ่แน่น จึงรีบผละออก มองหน้าใหญ่
“ปิ่นฝันไปจริงเหรอคะ คุณใหญ่ไม่ได้โดนแทงที่ห้องโน้น ห้องทำงานคุณใหญ่ ปิ่นเห็นคุณใหญ่กำลังจะตาย”
“ฉันจะตายเพราะโดนยุงกัดมากกว่า ว่าจะกลับมานอนที่ห้องสักหน่อย แต่ดันเจอคนใจร้ายแช่งชักหักกระดูกให้ฉันตายได้ ฉันกลับไปนอนตากยุงก็ได้”
ปิ่นอนงค์รีบดึงใหญ่ไว้ “อย่าค่ะ อย่าไปเลยนะคะ เรานอนด้วยกันดีกว่า”
ใหญ่ไม่เชื่อหู “นอนด้วยกัน จริงหรือ”
ปิ่นอนงค์อึกอัก “เออ หมายถึงนอนห้องเดียวกันก็ได้ค่ะ”
“ไม่กลัวฉันปล้ำเอาเหรอ หรือกะว่าจะรอให้ฉันหลับ แล้วจะเอาไอ้นี่” หยิบหมอน “ปิดจมูกฉัน เพื่อหวังฮุบสมบัติ”
ปิ่นอนงค์พูดบอกเสียงหนักแน่นจริงใจ “ปิ่นไม่มีวันทำอย่างนั้น และจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณใหญ่ คุณใหญ่ต้องปลอดภัย”
ใหญ่มองสายตาปิ่นอนงค์ที่ดูจริงใจมาก “เธอกลัวฉันตายเหรอปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์อายไม่กล้าตอบรีบเฉไฉลุกจากเตียง “ปิ่นขอเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”
ปิ่นอนงค์รีบลุกไป ใหญ่ไม่เข้าใจ
แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอน
ปิ่นอนงค์นอนหลับตะแคงหันหลังให้ ใหญ่ขยับตัวเข้าไปหา ชะโงกมองหน้า
“ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงกับฉัน แต่ฉันรู้ว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอ นี่ฉันคงต้องเสียเปรียบเธอตลอดไปมั้ง ปิ่นอนงค์”
ใหญ่สอดแขนที่ใต้คอ ขยับให้หัวปิ่นอนงค์เอียงมาซบทับไหล่ตน
ใหญ่หลับตาลง นอนยิ้มอย่างมีความสุข
ที่บ้านอรสอางค์ เสียงเร่งเครื่องยนต์ดังมาก ดังเข้ามาในห้องรับแขก อรสอางค์อยู่ในชุดนอนมีเสื้อคลุมเรียบร้อย วิ่งลงมาจากข้างบน
“พี่จิ๋ว คนบ้านไหนมันส่งเสียงดังแต่เช้า ไร้มารยาท ไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจกันบ้าง พวกดีแต่เปลือก มีแต่เงินแต่ไร้สมบัติผู้ดี”
อรสอางค์เดินออกมาหน้าตึก เห็นรถลาก กำลังลากรถยนต์อรสอางค์ออกไป
“อ๊าย พวกแกทำอะไรเนี่ย จะเอารถฉันไปไหน”
อรสอางค์วิ่งตามรถไป “นี่มันรถฉันนะ ไอ้บ้า หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้หยุดไง”
รถยังลากต่อ จิ๋วกับคุณหญิงปรางทิพย์วิ่งออกมา “พี่จิ๋ว โทร.แจ้งตำรวจเร็ว มีคนขโมยรถอร”
จิ๋วจะไป ปรางทิพย์เรียกไว้ “ไม่ต้องจิ๋ว”
“อ้าวทำไมละคะ ไอ้พวกแก๊งสิบแปดมงกุฎกล้ามาฉกรถถึงบ้านท่านปลัดอย่างนี้ ต้องลากมันเข้าคุก” จิ๋วโวย
“ไม่ใช่แก๊งเกิ๊งอะไรหรอก” หันมาทางอรสอางค์ “แม่ไม่ได้ผ่อนไฟแนนซ์มาหลายงวด มันก็เลยมายึดเอาไป”
“ยึดรถ นี่เรา จนตรอกขนาดนี้เลยเหรอคะ”
“เพิ่งรู้เหรอ ไม่ใช่แค่รถลูกเท่านั้น แม้แต่รถคุณพ่อแม่ก็ต้องรีบบอกขายไป ก่อนที่เราจะโดนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์”
อรสอางค์วีนแตก “แล้วอย่างนี้อรจะไปไหนมาไหนยังไง”
ปรางทิพย์จับมือลูกสาวปลอบโยน “นั่งแท็กซี่ไปก่อนนะลูก ทนไปอีกไม่กี่วัน เราก็จะพ้นไปได้”
“แต่อรกลัวนะรู้ เกิดธนาคารมายึดบ้านเราตอนนี้ล่ะ เราคงปิดนะอีกต่อไปไม่ได้แน่”
อรสอางค์หันไปมองรถที่ถูกลากพ้นประตูบ้านไปอย่างเสียดาย รู้สึกถูกกดดัน น้ำตาไหลออกมา
ปรางทิพย์กอดลูกสาวพูดปลอบ “ของนอกกาย หาเอาใหม่ได้นะลูก แม่จะซื้อให้คันใหญ่กว่านี้ แพงกว่านี้ แม่จะเอาทุกอย่างคืนกลับมาให้ลูก”
อรสอางค์ดันตัวแม่ออก จ้องหน้าถาม “ด้วยวิธีไหนละคะ”
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 9 (ต่อ)
อรสอางค์ดึงรั้งทรรศนะตรงมาทางประตูห้องรับแขก
“เดินเร็วหน่อยสิคะนะ เค้ากำลังรอเรากันอยู่”
ทรรศนะตามมาแบบงงๆ “ญาติฝ่ายไหนเหรอจ๊ะอร”
“ไม่ใช่ญาติค่ะ แต่เป็นนายทะเบียนที่คุณพ่อเชิญมา”
ทรรศนะมองเข้าไปในห้อง เห็นคุณหญิงปรางทิพย์กับปลัดอุทัยนั่งคู่กันที่โซฟา โดยมีนายทะเบียนยืนรออยู่ที่โต๊ะวางสมุดทะเบียนรออยู่แล้ว
ทรรศนะงุนงงหันมาถามอรสอางค์ “นายทะเบียนอะไร”
ปรางทิพย์ปรี่มาหาทรรศนะพูดเบาๆ “ได้ฤกษ์จดทะเบียนสมรสแล้วจ้ะ มาเร็วๆ ทั้งคู่เลย”
ทรรศนะงงเป็นไก่ตาแตก “แต่วันนี้ไม่ใช่วันหมั้นนี่ครับ”
“นี่เป็นฤกษ์จดทะเบียน พระท่านแนะนำให้จดก่อนทำพิธีแต่ง ดวงของลูกทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันยืนยาว มาสิจ๊ะ”
ปรางทิพย์ดึงแขนทรรศนะไปนั่งที่โต๊ะจดทะเบียน ทรรศนะยังดูงุนงง นายทะเบียนส่งปากกาให้เซ็น
ทรรศนะรับมามองหน้าคนรัก อรสอางค์พยักหน้า
“เซ็นเลยลูกนะ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์หมด”
ปรางทิพย์ยืนข้างๆ ทรรศนะเร่งยิกๆ ทรรศนะยอมเซ็น อรสอางค์เซ็นตามทันที
คุณหญิงโล่งใจ ปลัดเข้ามาดึงแขนคุณหญิงออกไปคุยกันห่างๆ
ปลัดพูดเบาๆ “ไปหลอกเค้าอย่างนี้คิดว่ามันดีแล้วเหรอ เกิดแฟนยัยอรมันรู้ว่าเราเหลือแต่เปลือก มีหวังโดนถอนหงอกด้วยกันทั้งคู่ ชื่อเสียงที่ฉันสร้างมาคงป่นปี้ก็คราวนี้”
“คุณยังคิดว่าตัวเองยังมีหน้ามีตาอยู่อีกเหรอคะ ชื่อเสียงของคุณมันขายใครไม่ได้แล้ว ดิฉันถึงต้องยืมชื่อลูกเขยไปสร้างเครดิตถ้าฝ่ายเร่งรัดหนี้สินรู้ว่าคุณมีลูกเขยเป็นถึงเจ้าของไร่ไพศาลเค้าก็อาจยอมผ่อนผันหนี้ให้เรา” ปรางทิพย์ไม่สนอะไรอีกแล้ว
ปลัดอุทัยน้ำท่วมปากถียงไม่ออก แต่ดูไม่เต็มใจยังห่วงศักดิ์ศรี
ในเวลาเดียวกันปิ่นอนงค์แอบเข้ามาในครัว กดโทร.หาจินตนาพูดเบาๆ กลัวใหญ่มาได้ยิน
“จิน เราเองนะ จอมไปหาเธอหรือเปล่า รู้มั้ยจอมหนีออกจากไร่ไปตั้งแต่เมื่อวาน”
จินตนาอยู่ที่สำนักปศุสัตว์ที่ทำงาน ทำเป็นตกใจที่ปิ่นอนงค์ถามเรื่องจอมกับตน
“จริงเหรอ เรายังไม่เห็นหน้าจอมเลย”
พลางจินตนามองไปอีกทาง เห็นจอมกำลังทำงานแบกหามอยู่ในฟาร์มปศุสัตว์ จินตนารับปากจอมไว้ จึงต้องโกหกเพื่อน
“เอางี้นะ ถ้าจอมติดต่อมา เราจะรีบโทรบอกปิ่นทันที จ้ะ บาย”
จินตนาตัดสาย จอมเดินมาหาพอดี “ทำไมไม่อยากให้ปิ่นรู้ล่ะว่านายอยู่ที่นี่”
“ผมอยากพิสูจน์ให้ปิ่นเห็นว่าผมสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวทัดเทียมไอ้คุณใหญ่ได้ ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ผมจะไปแย่งปิ่นคืนมา” จอมจริงจรังมากๆ ทั้งหน้าตาและน้ำเสียง
“ถ้ารอถึงตอนนั้น ปิ่นมันคงโดนต้มจนเปื่อยยุ่ยกันพอดี” จินตนาพูดลอยๆ
“คุณจินก็ไม่ไว้ใจพวกมันเหมือนกันเหรอครับ” จอมถาม
“คุณใหญ่กับนายปานเหมือนมีบางอย่างปกปิดเราไว้ แต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ฉันขอเวลาสืบดูก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง”
น้ำเสียงจินตนาดูมั่นใจมาก
ปิ่นอนงค์เดินเข้ามาในห้องอาหาร เห็นอุ่นเรือนจัดวางอาหารบนโต๊ะ 3 อย่าง มีซุปเนื้อตุ๋นที่ใส่ยาพิษไว้แล้ว ปลาสลิดทอด น้ำพริกผักสด
ปิ่นอนงค์ชะงัก อุ่นเรือนหันมา “ฉันมาเตรียมอาหารไว้ให้ นี่เป็นซุปเนื้อตุ๋นนะ บอกผัวแกด้วยว่าตั้งใจทำให้ แกก็อย่าเผลอไปตักกินล่ะ มันเป็นเนื้อวัวที่แกไม่อยากกิน”
ปิ่นอนงค์มองชามเนื้อตุ๋น นึกสะท้อนใจ “แล้วปิ่นจะบอกให้จ้ะ”
“เมื่อวานคุณใหญ่ได้กินราดหน้าหรือเปล่า”
“กินจ้ะ”
“ดีแล้ว อย่าลืมให้เค้ากินซุปให้ได้นะ ฉันเสียเวลาเคี่ยวอยู่หลายชั่วโมงเชียว
อุ่นเรือนเดินออกจากเรือนไป ปิ่นอนงค์หัวใจสลายมองแม่ด้วยความเสียใจที่แม่กล้าถึงขนาดทำร้ายคน ปิ่นอนงค์เดินไปยกชามซุป
ที่แท้ปิ่นอนงค์เทซุปเนื้อตุ๋นทิ้งลงถังขยะในครัว ร้องคร่ำครวญ “ปิ่นจะทำยังไงดี แม่ถึงจะไม่โดนคุณนายหลอกใช้ ทำไมแม่ถึงต้องรักคุณนายมากมายขนาดนี้ด้วย
น้อยเข้ามามองถังขยะ “อ้าว คุณผู้หญิงเททิ้งทำไมคะ”
ปิ่นอนงค์สะดุ้ง “เออ มันบูดน่ะ คุณใหญ่ตื่นหรือยัง”
“ลงมารอที่โต๊ะอาหารแล้วค่ะ” น้อยบอก
น้อยถือถาดอยู่ ปิ่นอนงค์ยกชามต้มจืดออกจากถาดวางที่โต๊ะตรงหน้าใหญ่
“ตักข้าวเลยน้อย หิวจนตาลายไปหมดแล้ว”
“ปิ่นตักให้เองค่ะ น้อยจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ”
น้อยปลีกตัวออกไป ปิ่นอนงค์ตักข้าวให้ใหญ่ “ของเธอล่ะ”
“คุณใหญ่ทานก่อนเลยค่ะ ปิ่นจะช่วยแกะเนื้อปลาให้”
ปิ่นแกะเนื้อปลาสลิดใส่ชามข้าวให้ใหญ่ “ฉันทำเองได้ มากินด้วยกันเถอะ”
ปิ่นอนงค์ยิ้ม แกล้งขู่ใหญ่ “ถ้าไม่รีบทาน ปิ่นจะให้น้อยมาเก็บโต๊ะนะคะ”
ใหญ่รีบตักข้าวเข้าปากทันที พูดชมทั้งที่อาหารเต็มปาก “อื้อ อาหย่อย ฝีมือเมียฉันนี่สุดยอด”
ปิ่นอนงค์ไม่อยากบอกว่าแม่ทำ ยิ้มฝืนๆ
“ถ้าอร่อย คุณใหญ่ต้องรับปากปิ่นว่า จะทานอาหารแต่เฉพาะที่ปิ่นเป็นคนทำให้เท่านั้น ถ้าใครเอาอะไรมาให้ทาน คุณใหญ่ต้องไม่ทานนะคะ”
ใหญ่งง พูดกระเซ้า “เธอนี่พูดจาเหมือนแม่กำลังสอนลูกเล็กๆ เลยนะคุณแม่ปิ่น”
“ก็ช่วงนี้อากาศร้อนจัด อาหารจะบูดง่าย ปิ่นเลยอยากเป็นคนดูแลเรื่องอาหารการกินให้คุณใหญ่ด้วยตัวเอง ปิ่นตักต้มจืดให้นะคะ”
ปิ่นอนงค์หยิบถ้วยเล็กสำหรับตักแบ่ง ใหญ่แตะมือ หยั่งเชิงเรื่องเครื่องเพชร
“บอกมาตรงๆ ว่าเธอทำอะไรผิดหรือเปล่า ถึงมาเอาอกเอาใจฉันเป็นพิเศษ”
ปิ่นอนงค์อึ้งไป “ถ้าปิ่นทำผิด คุณใหญ่จะให้อภัยเหรอคะ”
“นักโทษที่ยอมสารภาพ ศาลยังลดโทษให้กึ่งหนึ่ง นับประสาอะไรกับเมียตัวเอง ฉันจะยกโทษให้ไม่ได้”
เวลาต่อมาปิ่นอนงค์กำลังไขตู้เซฟในห้องทำงานให้ใหญ่ดู ใหญ่แกล้งทำเป็นเพิ่งรู้ว่าเครื่องเพชรหายไป เห็นในตู้ว่างเปล่า ใหญ่มองหน้าปิ่นอนงค์รอฟัง ปิ่นอนงค์รีบอธิบาย
“วันก่อนที่คุณใหญ่ถามปิ่นเรื่องเครื่องเพชร ปิ่นโกหกคุณใหญ่ค่ะ ความจริงปิ่นแอบเอาไปให้คุณนายยืม”
ใหญ่โล่งใจที่ปิ่นสารภาพ “ยืมไปทำไม”
“คุณนายเอาไปเป็นสินสอดสู่ขอคุณอร เพื่อให้สมหน้าสมตากับฐานะของคุณอร”
ใหญ่ยิ้มเยาะ “คุณนะของเธอถูกหลอกแล้ว อรสอางค์ถังแตก ท่านปลัดใกล้ถูกฟ้องล้มละลาย อย่าหวังว่าทรรศนะจะพึ่งพาเค้าได้”
ปิ่นอนงค์ตกใจ “ถ้าอย่างนั้นคุณนายก็คงไม่ได้เครื่องเพชรมาคืนคุณใหญ่”
“เงินแค่นั้นช่างมัน ถ้าทำให้เธอตาสว่าง ฉันว่ามันคุ้ม ถือเป็นบทเรียนที่ต้องจำไว้ ว่าอย่าไว้ใจใครอีก”
“ไม่ได้หรอกค่ะ ปิ่นต้องรับผิดชอบหาเงินมาคืนคุณใหญ่”
ใหญ่ยิ้มสวมกอดปิ่นอนงค์แน่นอย่างรักใคร่ “ไม่จำเป็น เงินฉันก็เหมือนเงินเธอ แต่ขออย่างเดียว มีอะไรขอให้บอกกันตรงๆ อย่าปิดบังกันอีก”
ปิ่นหน้าสลดลงทันทีเพราะไม่กล้าบอกใหญ่เรื่องอุ่นเรือนใส่ยาพิษ ได้แต่รับปากเสียงแผ่วเบา
“ค่ะ”
ใหญ่ยิ้มกว้างมีความสุขที่ปิ่นอนงค์ยอมสารภาพ “ขอบใจนะ ที่เธอพูดความจริงกับฉัน”
จิ๋วยืนรอที่แท็กซี่แล้ว อรสอางค์เดินนำทรรศนะเข้ามา ทรรศนะสีหน้างุนงง
“เราจะไปแท็กซี่เหรอจ๊ะ”
สองสาวบ่าวนายมองหน้ากัน อรสอางค์กอดแขนทรรศนะปะเหลาะ “คือว่ารถที่บ้านเสียทั้งสองคันเลยค่ะ นะไปแท็กซี่ได้ใช่มั้ยคะ”
“ผมยังไงก็ได้ ที่พูดเพราะห่วงอรมากกว่า”
“คุณหนูอย่าลืมฉีดสเปร์ยฆ่าเชื้อโรคที่มือด้วยนะคะ ไม่รู้มือใครต่อใครมาจับประตูรถนัก สกปรก น่าขยะแขยง”
ฟังแล้วอรสอางค์มองแท็กซี่อย่างรังเกียจ จิ๋วเอาผ้าเช็ดๆ ที่จับประตูก่อนเปิดให้อรสอางค์กับทรรศนะ
อรสอางค์เหลียวไปที่ประตูบ้านแล้วต้องชะงักเห็นรถเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดีวิ่งเข้ามาจอดเทียบ
แล้วมีเจ้าหน้าที่เดินไปปิดหมายสั่งพิทักษ์ทรัพย์สินตรงหน้าประตู อรสอางค์ใจหายวาบ รีบเดินไปดู อาละวาดนำไปก่อน
“นี่มาติดอะไรกันคะ ขออนุญาตเจ้าของบ้านหรือยัง”
อรสอางค์เห็นว่าเป็นหมายสั่งพิทักษ์ทรัพย์สิน ถึงกับช็อก
จิ๋วเข้ามาสมทบ “นั่นสิ คนสมัยนี้มารยาททรามขึ้นทุกวัน หนังสือสมบัติผู้ดีก็ราคาไม่กี่บาท น่าจะรู้จักซื้อหามาอ่านกันบ้าง”
อรสอางค์หันไปมองทรรศนะที่ยังยืนอยู่ข้างรถแท็กซี่ พยายามจะฉีกหมายทิ้ง
“เอาออกไปจากบ้านฉัน ห้ามมาติดอะไรทั้งนั้น”
เจ้าหน้าที่จับมืออรยั้งไว้ พูดเตือน “ผมขอเตือนว่านี่เป็นคำสั่งยึดทรัพย์จากศาล ใครฉีกทิ้งถือว่ามีความผิดตามกฎหมายนะครับ”
ทรรศนะได้ยินเต็มสองหูรีบแหวกจิ๋วกับอรเข้ามาดูหมายศาล ทรรศนะตกใจ มองจ้องหน้าอรสอางค์ขอคำตอบ
อรสอางค์ยังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “ไม่ใช่นะคะนะ เค้ามาติดผิดบ้าน” พยายามยิ้มกับเจ้าหน้าที่ เออ ลองไปตรวจสอบอีกทีดีมั้ยคะ คุณอาจจำบ้านเลขที่ผิด”
เจ้าหน้าที่ตอกกลับหน้าหงาย “ถ้าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของคุณอุทัย ธรรมกูล ก็ไม่ผิดแน่นอนครับ ผมขอตัว”
พอเจ้าหน้าที่ออกไป ทรรศนะมองอรสอางค์อย่างผิดหวังสุดขีด อรสอางค์ผู้เริดเชิดปั้นหน้าไม่ถูก
คุณหญิงปรางทิพย์กำลังโทรศัพท์คุยผัดผ่อนหนี้อยู่ในห้องโถง โดยเอาชื่อทรรศนะในฐานะทายาทไร่ไพศาลไปต่อรองพวกเจ้าหนี้
“ดิฉันจะจ่ายหนี้ที่ค้างไว้ทั้งหมดภายในอาทิตย์นี้แน่นอนค่ะลูกเขยดิฉันกำลังยุ่งๆ เรื่องงานแต่ง พอเสร็จงานปั๊บเค้าก็จะเคลียร์หนี้ทั้งหมดให้ทันที รับรองว่าไม่ผิดจากนี้ เพราะเค้าเป็นถึงทายาทไร่ไพศาล เงินแค่ล้านสองล้าน ขี้ปะติ๋วสำหรับเค้าค่ะ จะยืดเวลาให้ถึงสิ้นอาทิตย์นี้เหรอคะ ขอบพระคุณค่ะ”
ปรางทิพย์ตัดสาย ยิ้มโล่งใจ หันกลับมา จ๊ะเอ๋กับทรรศนะยืนอยู่ข้างหลัง ปรางทิพย์ตกใจสุดขีด
“ลูกนะ”
อรสอางค์วิ่งเข้ามา ยืนชะงัก “ผมอยากรู้ความจริงทั้งหมดจากปากคุณหญิงแม่ครับ”
ปรางทิพย์พูดไม่ออก อายแทบแทรกแผ่นดิน เซจะเป็นลม อรสอางค์รีบประคองแม่ไว้
“คุณแม่” รีบบอกทรรศนะเหมือนไม่มีอะไร “มันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอย่างที่นะคิดหรอกเราก็แค่หมุนเงินไม่ทัน มันก็มีช็อตบ้างอะไรบ้างเป็นเรื่องธรรมดา นะอย่าทำเป็นเรื่องใหญ่โตนักเลย”
“มีหมายยึดทรัพย์มาแปะอยู่หน้าบ้าน อรยังเรียกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอีกเหรอ”
อรสอางค์อารมณ์ขึ้นพูดอย่างเห็นแก่ตัว
“ก็นะมีเงินตั้งเยอะแยะ จะกลัวอะไร พอเราแต่งงานกันเรียบร้อย นะก็ต้องช่วยอรอยู่ดี หรือนะจะไม่ช่วย”
ทรรศนะถึงบางอ้อ “ที่แท้อรก็แต่งงานกับผมเพราะต้องการให้ผมมาช่วยล้างหนี้งั้นสิ ผมก็หลงคิดว่าคุณรักผมเสียอีก”
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ”
ปรางทิพย์ท้วง “เธอก็พูดเกินไป คนในตระกูลฉันมีเทือกเถาเหล่ากอเป็นถึงเจ้าคุณมูลนาย ไม่เคยคิดขายลูกกินอย่างที่เธอปรามาส”
“แล้วที่คุณหญิงแม่เร่งรัดให้ผมรีบจดทะเบียนสมรส แถมยังเอาชื่อผมไปแอบอ้างว่าจะเป็นคนเคลียร์หนี้สินทั้งหมดให้มันคืออะไรละครับ” ทรรศนะตอกหน้าสองแม่ลูก
“ไหนนะบอกรักอรมากไง คนรักกันก็ต้องช่วยกันสิ คุณแม่แค่ขอยืมชื่อไปสร้างเครดิตนิดหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย”
ทรรศนะมองหน้าอรสอางค์อย่างผิดหวัง ทนฟังคำพูดอรสอางค์ไม่ได้อีกต่อไป เดินหนีออกจากห้อง
“นะ นะจะเอายังไง กลับมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน”
อรร้อนใจวิ่งตาม คุณหญิงปรางทิพย์กระแทกตัวลงนั่ง กลุ้มหนัก
อาณาเขตของไร่ไพศาลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เช้าวันนี้ทุกชีวิตในไร่เริ่มต้นกับงานในความรับผิดชอบของตน
เช่นเดียวกับวันอื่นๆ
จินตนาตัดสินใจที่จะสืบหาความจริงของใหญ่กะปานเทพ จึงลงทุนปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น มาเที่ยวไร่ไพศาล โดยแปลงโฉมแต่งชุดกระโปรงน่ารัก สไตล์นักท่องเที่ยววัยรุ่นญี่ปุ่น ใส่แว่นดำอันใหญ่ สวมหมวกปีกกว้างปกปิดใบหน้าเอาไว้เกือบครึ่งหน้า และสะพายเป้แบบผู้หญิงที่ด้านหลัง
ประไพเดินคู่มากับปานเทพ รายงานเรื่องสาวนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น
“เธอเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นค่ะ บอกว่าอยากขอดูห้องพักของเราก่อนจะเช็กอิน แต่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรง สื่อสารกันไม่ค่อยเข้าใจ จับความได้ว่าเธออยากพบผู้จัดการ คงจะไม่พอใจดิฉันเท่าไหร่”
ปานเทพมองสำรวจจินตนาที่ปลอมตัวมาและยืนหันหลังให้สองคนอยู่
“ผมจัดการเอง คุณประไพไปทำงานต่อเถอะครับ”
ประไพแยกตัวไป ปานเทพเดินเข้าไปหาจินตนาทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น “คอนนิจิวะ - สวัสดีครับ”
จินตนา ค่อยๆ หันหน้าที่ใส่แว่นตาดำใหญ่เบิ้มแถมใส่หมวกปีกกว้างปิดเกือบครึ่งหน้า ไปหาปานเทพ
จินตนาดันทักกลับเป็นภาษาอังกฤษ “สวัสดีค่ะ”
ปานเทพงงงวยถามด้วยภาษาญี่ปุ่น “คุณผู้หญิงสะดวกจะพูดภาษาอะไรครับ
จินตนาเงอะงะเพราะพูดญี่ปุ่นไม่เป็น ตอบกลับเป็นภาอังกฤษซะงั้น “คุณพูดได้กี่ภาษาละคะ”
ปานเทพตอบเป็นอังกฤษอีก “อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีน และไทยครับ”
จินตนาตกใจเบือนหน้าไปทางอื่นคิดในใจ “นี่มันโจรอินเตอร์เหรอไงวะ พูดได้ตั้ง 5 ภาษา”
แล้วจินตนารีบหันมายิ้มหวานให้ พร้อมกับพูดไทยสำเนียงญี่ปุ่นขำๆ มั่วๆ ไป
“ฉัน-พูด-ไทย-ได้-นิด-หน่อย-นะก๊ะ”
ปานเทพยิ้ม “อ้าว ก็ดีซิครับ ถ้างั้นผมจะพูดช้าๆ เชิญชมข้างในดีกว่าครับ”
ปานเทพผายมือเชื้อเชิญแล้วเดินนำไป จินตนาเปิดปีกหมวกขึ้นเผยให้เห็นว่าคือจินตนา
ปานเทพเปิดหน้าต่างห้องพักออก พลางชี้ให้นักท่องเที่ยวชม
“ห้องนี้จะเห็นวิวเขาทางหน้าต่างด้วยนะครับ” แล้วเดินไปเปิดห้องน้ำอธิบายต่อ “ส่วนห้องน้ำ จะเป็นแบบโอเพ่นเปิดสู่ธรรมชาติ”
จินตนามองแค่ผ่านๆ เพราะเมนพ้อยต์คือคิดจะมาล้วงความลับจากปานเทพจินตนาแอ๊บพูดสำเนียงญี่ปุ่น “อาโน ฉันชอบนะก๊ะ เอ๊ะ คุณเรียนจบมาจากที่ไหนเหรอคะ ถึงมาทำงานทางด้านนี้ได้”
ปานเทพยังไม่นึกสงสัย “ผมจบมหา’ลัยในเมืองไทยนี่แหละครับ”
จินตนาตาโต รีบโพล่งถามต่อแต่ดันลืมตัวพูดไทย “จบด้าน” แล้วรู้ตัวรีบทำสำเนียงญี่ปุ่น “เออ จบ-
สาขา-ไหน-ก๊ะ”
ปานเทพกำลังจะบอก แต่เห็นหนูวิ่งออกมาจากซอกตู้ด้านหลังจินตนา ปานเทพตกใจกลัวร้องลั่นชี้ด้านหลังจินตนา
“เฮอออ ขะ ขะ ข้าง ข้างหลังคุณ”
จินตนาทำเสียงงงแบบญี่ปุ่น “เอ๊ะ”
“หนูอยู่ข้างหลังคุณ มันวิ่งมาแล้ว”
ปานเทพเอาตัวรอดวิ่งขึ้นเตียง จินตนาหันไปลืมตัวดึงแว่นออก เห็นหนูที่ขาตัวเองร้องกรี๊ดเต้นเร่าๆ จนหมวกหลุด
“ไปให้พ้น ฉันเกลียดหนู อ๊ายยย ช่วยด้วย”
จินตนาวิ่งขึ้นเตียงไปยืนกอดกับปานเทพด้วยความกลัว ปานเทพมองหน้าจินตนาชัดๆ จำได้ทันที จินตนารู้สึกตัว เห็นหมวกหลุดที่พื้นตกใจหันขวับมาหาปานเทพ
“เธอ จินตนา นี่คุณเล่นตลกอะไร”
จินตนาอึกอัก “ฉันๆๆๆ”
“คุณปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวเพื่ออะไร” ปานเทพยัวะ
จินตนารีบกระโดดลงจากเตียงมาตั้งหลัก “นายเรียนจบมหาลัย แถมพูดได้ตั้งห้าภาษา นายเป็นใครกันแน่”
ปานเทพตามลงมาวางมาดเสือปานป่าหวายใส่ “ผมก็เป็นไอ้เสือปานน่ะสิ แหม เวลาอยู่ต่อหน้าลูกค้าสาวๆ มันก็ต้องมีคุยโม้สร้างภาพให้ตัวเองดูดีหน่อยสิคุณ”
“โกหก”
ปานเทพเดินเข้าหาแบบคุกคามจินตนาถอยหลังกรูด “คุณต่างหากที่โกหก คุณอยากรู้เรื่องการศึกษาของผมมันเป็นข้ออ้าง ความจริงคุณอยากใกล้ชิดผม อยากอยู่กับผมแบบสองต่อสอง แล้วก็ให้ผมกอดคุณอย่างนี้ใช่มั้ยล่ะ”
ปานเทพดึงจินเข้ามากอด จินตนาตัวแข็งทื่อ “ก็แค่บอกกันดีๆ ผมก็ยินดีให้บริการคุณอย่างเต็มใจ”
ปานเทพบิดเอวจินตนาให้หงายไปด้านหลัง คล้ายลีลาการเต้นรำ จินตนาหายใจแรงมองหน้าปานเทพที่ก้มมาหาช้าๆ จินตนาเคลิ้มแล้วได้สติร้องกรี๊ดผลักปานเทพออก
“อ๊าย...ไอ้หน้าหื่น นี่แน่ะ”
จินตนาโมโหยกเข่ากระแทกเข้าที่เป้ากางเกงจังๆ ปานเทพร้อง “โอ๊ย!”
ปานเทพลงไปนอนชักดิ้นๆ กระแด่วๆ จินตนาตกใจ ปานเทพพยายามคลานไปหาจินตนาทั้งเจ็บทั้งแค้น ยื่นมือไปคล้ายจะบีบคอ
“ฉันจะฆ่าเธอ หักคอเธอ ควักตับไตไส้พุงของเธอ เชือดเนื้อเธอออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วก็สับๆๆ ให้หายแค้น”
จินตนาตกใจกลัวรีบวิ่งลนลานหนีออกจากห้องอย่างไว
เวลาเดียวกันใหญ่จูงม้าออกมาจากคอก ปานเทพเดินหนีบๆ เพราะยังเจ็บอยู่ ตรงมาหาใหญ่
ใหญ่มองสีหน้าสงสัย
“ทำไมแกเดินประหลาดอย่างนั้นวะไอ้ปาน”
“ไม่มีอะไรอ่ะ เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย”
“ว่าธุระของแกมา ฉันรีบ”
ปานเทพกวาดตาดูว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า พูดเสียงเบาๆ “เรากำลังลำบากแล้วนะโว้ย ยัยจินตนาเพื่อนซี้ของเมียแกท่าทางจะเริ่มสงสัยฉันแล้ววะ ถึงขนาดปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวมาล้วงประวัติของฉัน โชคดีที่ฉันไหวตัวทัน”
ใหญ่ไม่ตื่นเต้น “แค่ผู้หญิงอย่างจินตนาจะมีอะไร แกก็จัดการไปเองสิวะ” จูงม้าไป
ปานเทพรีบตามไปโวยวาย “เฮ้ย เอะอะก็โยนให้ฉันทำลูกเดียว พักนี้ดูแกไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย นอกจากขลุกอยู่กับปิ่นอนงค์”
ใหญ่เดินไปพูดไป “ฉันขลุกอยู่กับเมียน่ะถูกแล้วหรือจะให้ฉันขลุกอยู่กับแกแทน”
ใหญ่หยุดเดินหันมากระแซะปานเทพ มียักคิ้วลิ่วตา ปานเทพขนลุก
“ถอยออกไปห่างๆเลยปะ กูจะอ้วก”
ใหญ่ยิ้มขำ ปานเทพมองจ้องหน้าใหญ่ จับอาการแล้วชี้หน้าถามคาดคั้น
“นี่แกกำลังมีความรักใช่มั้ยไอ้คุณใหญ่ สารภาพมาตรงๆ”
ใหญ่ปัดนิ้วปานเทพ “มั่วแล้ว ไม่มี”
“อย่าๆ สายตาแกมันฟ้อง เวลาแกมองฉัน ตาแกยังมีประกายวิ๊งๆ มิน่า...งานการไม่เคยสนใจ เอาแต่นอนกอดเมียทั้งวัน”
ปานเทพเยอะ ใหญ่ทำท่ายกเท้าขึ้น “ไอ้บ้า เดี๋ยวก็โดนยันโครมไปโน่น”
ปานเทพรีบยกมือป้องถอยหนี “อย่านะโว้ย ฉันจะฟ้องพ่อจริงๆ ด้วย โอ๊ย!”
ถอยไม่ยอมมองปานเทพไปชนปิ่นอนงค์ที่เดินเข้ามาพอดี “อุ๊ย!”
ปานตกใจ “ขอโทษครับพี่สะใภ้” หันมามองใหญ่แซวทันที “อั่นแน่ ที่แท้ก็นัดกันไว้นี่เอง”
ใหญ่รีบเข้าไปจูงมือปิ่นอนงค์พูดจ๊ะจ๋า “ไปจ้ะ อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาแถวนี้เลย”
ปิ่นอนงค์เงอะงะ ใหญ่พาเดินไปพร้อมกับม้า ปานเทพน้อยใจ “พอมีเมียมันก็เห็นเราเป็นส่วนเกิน ไอ้เพื่อนทรยศ”
เสียงมือถือดังขึ้น ปานเทพเห็นชื่อพ่อรีบกดรับ
“ผมกำลังจะโทรไปหาพ่ออยู่พอดี…อ้าวพี่พงษ์เหรอ”
ที่บ้านปลอดเวลาเดียวกัน พงษ์เป็นคนกดมือถือแบบ 3G เห็นหน้าปานเทพปรากฏขึ้นมาที่หน้าจอ พงษ์ส่งให้ปลอด
ปลอดรับมา เงอะงะทำไม่เป็นจึงหันไปถาม “แล้วพูดยังไงเนี่ย”
พงษ์บอก “พูดได้เลยครับนายหัว คนขายบอกว่าระบบนี้เล่นง่ายที่สุดขนาดเด็ก 6 ขวบก็ยังใช้เป็น”
“ถ้าฉันใช้ไม่เป็น ก็โง่กว่าเด็ก 6 ขวบสิวะ”
“ถูกครับ” ปลอดลืมตัว
ปลอดชี้ที่รองเท้าตัวเอง “เห็นรองเท้าข้างนี้มั้ย”
“เห็นครับนายหัว”
“ระวังมันจะลอยไปอยู่บนหัวแก” ปลอดว่า
พงษ์หดรีบถอยออกไป ปลอดมองจอ 3G ซูมจอเห็นหน้าปานเทพเหมือนนั่งคุยอยู่ด้วยกัน
ปานเทพโวยวาย “พ่อจะเหวี่ยงรองเท้าใส่หัวผมเหรอ”
ปลอดโมโห “ไม่ใช่โว้ย คุณใหญ่เป็นยังไงบ้าง”
“มันไม่สนใจอะไรเลยนอกจากหลงเมีย ขนาดรู้ว่าปิ่นอนงค์ขโมยเครื่องเพชรไปให้นังคุณนาย มันยังไม่โกรธ ผมจะไม่เอากับมันด้วยแล้ว อยู่ไปก็ไม่มีความหมาย”
ปลอดมีสีหน้าเคร่งเครียด “ไม่ได้ ถ้าฉันไม่อนุญาต แกห้ามถอนตัว”
ปานเทพท้วง “แล้วงานผมละพ่อ ผมก็มีความฝันของผมเหมือนกัน”
เพ็ญเดินเข้ามาได้ยิน มองหน้าปลอด
“ถ้าแกแน่ใจว่าทิ้งคุณใหญ่ให้เผชิญกับความเป็นความตายที่ไร่ไพศาลได้ แกก็กลับมาเลย”
ปานเทพอึ้ง
โปรดติดตามตอนที่ 10
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Online
Posts: 14,523
Re: เรื่องย่อละคร ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 1 - ตอนที่ 10 (mgronline.com)
«
Reply #9 on:
20 October 2026, 08:40:36 »
https://mgronline.com/drama/detail/9550000080042
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 10
เผยแพร่: 29 มิ.ย. 2555 17:46 โดย: MGR Online
.
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 10
เหตุการณ์ที่ไร่ไพศาลเวลานั้น ใหญ่ยืนอยู่ข้างม้าคู่ใจ ยื่นมือให้ปิ่นอนงค์จับเพื่อจะให้ขึ้นไปนั่งด้านหน้าของม้า ปิ่นอนงค์ออกอาการเขินๆ
“ปิ่นขอไม่นั่งได้มั้ยคะ”
“ถ้าไม่นั่ง ฉันจะผูกเชือกให้ม้าลากเธอไป” ใหญ่ยิ้มกวนๆ “แล้วจะหาว่าผัวใจร้ายกับเมียไม่ได้นะจ๊ะ”
ปิ่นอนงค์จ๋อย “ไหนคุณใหญ่เรียกปิ่นมา เพื่อให้ปิ่นช่วยทำงานไงคะ”
“ก็นี่แหละงาน ส่งมือมา” ใหญ่คะยั้นคะยอ
ปิ่นอนงค์ยอมส่งมือให้ ใหญ่ยกตัวปิ่นอนงค์ขึ้นนั่งบนหลังม้าสำเร็จ ตัวเองขึ้นนั่งข้างหลัง
ใหญ่ควบพาม้ามาหยุดที่บริเวณทุ่งดอกไม้อันสวยงาม ชายหนุ่มชะลอม้าให้เยื้องย่างไปอย่างช้าๆ ปิ่นอนงค์มองวิวสวยเบื้องหน้า ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดชื่น
ใหญ่แอบมองใบหน้าปิ่นอนงค์แล้วยิ้มๆ เอ่ยขึ้นลอยๆ “สวย”
ปิ่นอนงค์เหลียวมามองหน้าใหญ่ “อะไรนะคะ”
ใหญ่เบือนหน้าไปมองทุ่งกลบเกลื่อน “อ๋อ ทุ่งสวยดีน่ะ มองแล้วเพลินตาเพลินใจ”
พลางใหญ่ส่งสายตาเจ้าชู้ กรุ้มกริ่ม ปิ่นอนงค์เขินก้มหน้าต่ำ หลบสายตา ใหญ่หยุดม้า ลงจากหลังม้าแล้วรับตัวปิ่นอนงค์ลงมาที่พื้น
ใหญ่มองไปที่ทุ่งกว้าง อธิบายไอเดีย “ฉันต้องการปรับพื้นที่แถวนี้ให้เป็นทุ่งดอกไม้หลากสายพันธุ์คล้ายกับที่ผาแต้ม คิดว่านักท่องเที่ยวน่าจะชอบ อยากเข้ามาพักที่รีสอร์ตเราเพิ่มขึ้น เธอคิดว่าไง”
“แล้วแต่คุณใหญ่เถอะค่ะ”
“อย่าเอาแต่ตามใจคนอื่นสิปิ่น เธอควรกล้าคิดกล้าแสดงความต้องการของตัวเองออกมา ไม่ใช่เอาแต่คอยรับคำสั่ง”
“จะมีคนฟังคนที่เคยเป็นสาวใช้เหรอคะ” ปิ่นอนงค์พูดอย่างเจียมตน
“ตอนนี้เธอไม่ใช่แล้ว เธอคือคุณผู้หญิงของไร่ ไม่ว่าใครจะสั่งให้เธอทำอะไร เธอไม่จำเป็นต้องทำตาม ไม่ว่าจะเป็นคุณนายครองสุข หรือ แม่ของเธอ”
ปิ่นอนงค์สะดุ้ง ใหญ่เดินดูไปเรื่อย ปิ่นอนงค์ตามหลัง
“คุณใหญ่คะ ถ้าเกิดแม่ของปิ่นเค้า...” ปิ่นอนงค์ลองหยั่งเชิงเรื่องแม่
แต่เสียงมือถือดังกลบคำพูดของปิ่นอนงค์พอดี ใหญ่เลยไม่ทันได้ยิน
ใหญ่เห็นชื่อปลอดโทร.เข้ามา
ปลอดคุยโทรศัพท์ระบบ 3G เห็นหน้าใหญ่ในจอ
“ว่าผมก้าวก่ายเรื่องในครอบครัวของคุณใหญ่เลยนะครับแต่อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ”
ขณะฟังใหญ่เหลียวมองไปทางปิ่นอนงค์ ที่ยืนอยู่กลางทุ่งแล้วเดินเก็บดอกไม้
“ผมไม่ได้หลงเมียอย่างที่ไอ้ปานมันฟ้องนะครับ แต่ปิ่นสารภาพเรื่องเครื่องเพชรหมดแล้ว ว่าเอาไปให้คุณนายครองสุขยืม ปิ่นเป็นคนใจดีคิดแต่จะช่วยคนอื่น เลยไม่ทันความเจ้าเล่ห์ของยัยคุณนาย” ใหญ่บอก
ปลอดตัดสาย ถอนใจหันมาทางเพ็ญ “เข้าข้างกันอีกตามเคย อย่างที่ไอ้ปานมันว่า”
เพ็ญพยายามหาเหตุผลมาว่า “เค้าเป็นผัวเมียกันนะคะ ไม่เข้าข้างสิถึงแปลก”
“แต่ปิ่นอนงค์เป็นพวกคุณนายครองสุข ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าหลงเชื่อผู้หญิงคนนี้ไปได้ยังไง” ปลอดบ่นอุบ
“ความรักไงพี่ปลอด” เพ็ญว่า
“นายไพศาลมีจุดจบที่น่าสงสารก็เพราะความรัก หรือว่าสวรรค์ตั้งใจให้ลูกเดินตามรอยพ่ออีกคน”
“เพ็ญว่านะ สวรรค์อาจต้องการให้คุณใหญ่ได้เรียนรู้ความรู้สึกของพ่อตัวเองได้ดีขึ้น”
ฟังเพ็ญแล้วปลอดขมวดคิ้ว “พูดอะไรของเธอไม่เห็นจะเข้าใจ”
“เหมือนพี่ปลอดกับนายปานไงคะ พี่ปลอดทั้งรักทั้งห่วงลูกแต่ลูกชายของพี่กลับคิดว่าพี่รักคุณใหญ่มากกว่า นายปานมองไม่ออกหรอกว่าที่พี่โทรถามข่าวคุณใหญ่กับเค้าบ่อยๆ เพราะพี่คิดถึงลูกชาย อยากคุยกับลูกชาย เพ็ญพูดถูกมั้ย”
ปลอดคิดตาม ก่อนจะพยักหน้า “ไอ้ลูกโง่ต้องรอให้มันเป็นพ่อคน มันถึงจะเข้าใจ”
เพ็ญส่ายหน้ายิ้มๆ
พอใหญ่มองไปกลางทุ่งดอกไม้ไม่เห็นปิ่นอนงค์อยู่ที่เดิม ใหญ่ใจหายรีบเดินแหวกทุ่งหญ้าตามหา
“ปิ่น เธออยู่ไหนอ่ะ”
ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก ปิ่นอนงค์นั่งพิงต้นไม้เคลิ้มหลับอยู่ ยินเสียงทรรศนะแว่วมา
“ปิ่นจ๊ะ ปิ่น ปิ่น”
ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ปรือตา เห็นทรรศนะนั่งอยู่ตรงหน้าปิ่นอนงค์ดีใจนัก
“คุณนะ คุณนะมาที่นี่ได้ยังไงคะ คุณนะอยู่กรุงเทพฯไม่ใช่เหรอ”
ทรรศนะจับมือปิ่นอนงค์ น้ำตาคลอ ดึงปิ่นอนงค์เข้ามากอดแนบอก
“พี่แต่งงานกับอรไม่ได้แล้ว อรเค้าไม่ได้รักพี่ พี่อยากกลับมาหาปิ่น มีปิ่นเท่านั้นที่ดีกับพี่ รักพี่อย่างจริงใจ พี่มันโง่ไปเอง”
ปิ่นอนงค์มองหน้าทรรศนะเขม็ง ทรรศนะค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปหา
เสียงมือถือดัง ทำให้ปิ่นอนงค์ตื่นจากภวังค์ สะดุ้งลืมตา ปิ่นอนงค์ลนลานหยิบมือถือดูชื่อ
“คุณนะ”
เสียงใหญ่ลอยมาจากทางอื่น “ปิ่นอนงค์ ได้ยินฉันเรียกหรือเปล่า”
ปิ่นอนงค์กลัวใหญ่โกรธถ้าคุยกับทรรศนะรีบพูดไวๆ “ฮัลโหลคุณนะเหรอคะ คืนนี้ปิ่นจะโทร.ไปหานะคะ”
ใหญ่เข้ามาแต่ไม่ทันได้ยินชัด “คุยกับใครน่ะ”
ปิ่นอนงค์รีบตัดสาย คิดหาข้อโกหก “เออ น้อยค่ะ น้อยโทร.มาถามเรื่องอาหารมื้อเย็นวันนี้”
ใหญ่ไม่ติดใจสงสัย
“นึกว่าแอบมานัดเจอใครตรงนี้ บอกไว้ซะก่อนนะ ฉันขี้หึงห้ามเธอเข้าใกล้ผู้ชายทุกคน แม้แต่วัวตัวผู้ ม้าตัวผู้ กระต่ายแพะ แกะตัวผู้ ฉันก็หึง”
ปิ่นอนงค์หัวเราะคิก ขำในความตลกของใหญ่ เห็นเมียขันใหญ่เก๊กหน้าดุ
“ขำอะไร อย่ามาคิดว่าฉันล้อเล่นนะ ถ้าฉันรู้ว่าเธอปันใจให้ไอ้ผู้ชายคนไหน ฉันจะฆ่ามัน”
ปิ่นอนงค์หน้าเสีย ยิ่งกลัวว่าใหญ่จะรู้เรื่องทรรศนะติดต่อมา ปิ่นอนงค์เลยต้องปิดๆ บังๆ ไม่กล้าเล่าให้ฟัง
ค่ำแล้ว ปิ่นอนงค์เดินระแวดระวังกลัวใหญ่เห็น ในมือกำโทรศัพท์แน่น เลี้ยวมุมไป ทัศนีย์เปิดประตูออกมาจากอีกห้องเห็นเข้าพอดี สงสัยท่าทางปิ่นอนงค์ดูแปลกๆ
“มืดค่ำแล้วมันจะออกไปไหน”
ทัศนีย์ตามออกมาที่สวนด้านหลังเรือนใหญ่ มองหาปิ่นอนงค์ไม่รู้หายไปไหน ทัศนีย์เดินเลยไปทางสวนด้านหลัง ได้ยินเสียงปิ่น
“ฮัลโหล ปิ่นเองค่ะ”
ทัศนีย์ย่องไปทางเสียง เห็นปิ่นอนงค์หลบอยู่มุมมืดยืนคุยโทรศัพท์ ทัศนีย์หาที่ซุ่มดูแต่ไม่ได้ยินเสียง
“ไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯเหรอคะ แล้วตอนนี้คุณนะอยู่ที่ไหน”
ทรรศนะนั่งอยู่บนเตียงในห้องแคบๆ โรงแรมเล็กๆ สีหน้าเครียดจัด
“พี่อยู่ที่โรงแรมในตัวอำเภอ ปิ่นมาหาพี่หน่อยได้มั้ย พี่มีเรื่องร้อนใจมาก แต่ไม่รู้จะบอกกับใครได้ นอกจากปิ่น”
ทัศนีย์เงี่ยหูฟังแต่ไม่ได้ยิน พยายามจะขยับไปใกล้ๆ กว่าเดิม แต่กิ่งไม้บนหัวดันเกี่ยวผม พอทัศนีย์เดินไปกิ่งไม้ก็กระชากผมไว้ ทัศนีย์ร้องออกมาเบาๆ
“อ๊อย!”
ปิ่นอนงค์ตัดสายพอดี ตกใจมองหาเสียง ทัศนีย์รีบดึงผมออก ก้มหลบที่หลังต้นไม้แทบไม่ทัน
ปิ่นอนงค์มองไม่เห็นใคร รีบเดินเข้าเรือน ทัศนีย์โผล่หน้าออกมามอง
“ทำไมมันต้องหลบมาโทรศัพท์ด้วย ท่าทางเหมือนมีลับลมคมในอะไร” ทัศนีย์ตกใจ “หรือว่ามันแอบติดต่อกับผู้ชาย อี๊ นังปิ่นแกนี่มันร้ายนักนะ ฉันต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา”
ทัศนีย์จิกตาร้าย มาดหมายมุ่งมั่นว่าจะต้องรู้เรื่องให้ได้
เสียงนกร้องยามเช้า ส่งให้บรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติของไร่ไพศาลยิ่งสวยจับจิต ใหญ่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ รอบปากทาครีมโกนหนวดไว้ ปิ่นอนงค์บรรจงโกนหนวดให้ใหญ่อย่างชำนิชำนาญ จนเสร็จ
“เสร็จแล้วค่ะ”
ปิ่นส่งกระจกให้ ใหญ่ส่องดูยิ้มปลื้ม “ทำไมเธอทำเป็น” ชักหึงกรุ่นๆ “หรือโกนให้ใครบ่อยๆ”
“ก็ต้องโกนให้กับผู้ชายสิคะ”
“ไอ้คุณนะหวานใจของเธอหรือไง”
“คุณลุงไพศาลค่ะ”
ใหญ่หน้าขรึมทันที ปิ่นอนงค์เล่าต่อ “ตอนที่คุณลุงป่วยขยับตัวไม่ได้ คุณนายให้ปิ่นเป็นคนเช็ดเนื้อเช็ดตัว ดูแลเรื่องตัดผม เรื่องโกนหนวดให้ค่ะ ปิ่นก็เลยทำเป็น”
ใหญ่เริ่มอยากรู้ “พ่อฉันเค้านอนเจ็บแบบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยเหรอ”
“ค่ะ แม้แต่พูดยังพูดไม่ได้”
“แล้วก็ปล่อยให้นอนแบ่บอยู่อย่างนั้นไม่พาไปโรงพยาบาลให้อยู่ในความดูแลของหมอ”
“คุณไพศาลนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเดือน ก่อนจะกลับมาบ้าน เพราะหมอบอกไม่มีทางรักษาแล้ว”
“งั้นเหรอ...” ใหญ่เปลี่ยนเรื่อง “ฉันต้องออกไปที่ไร่แล้ว”
ใหญ่จะไป ปิ่นอนงค์รีบบอก “คุณใหญ่คะ เช้านี้ปิ่นจะขอออกไปหาจินที่ปศุสัตว์หน่อยนะคะ ตั้งแต่เค้ามาช่วยงานแต่ง ปิ่นยังไม่ได้ซื้อของขวัญไปขอบคุณเลย”
ใหญ่หันกลับมา “ให้เปี๊ยกขับรถไปส่งแล้วกัน”
“ไม่เป็นไร ปิ่นไปเองดีกว่า ให้เปี๊ยกไปนั่งรอ จะเสียงานทางไร่เปล่าๆ”
“ตามใจ” ใหญ่จุ๊บแก้มลาอย่างรวดเร็ว “ไปนะจ๊ะ”
ใหญ่ยิ้มกริ่มเดินออกไป ปิ่นอนงค์จับแก้มด้วยความเขินอาย
ปิ่นอนงค์เดินออกมาหน้าเรือนหลังใหญ่ น้อยตามหลัง ปิ่นอนงค์อดกังวลไม่ได้หันกลับมาย้ำ
“อย่าลืมที่พี่บอกนะน้อย”
น้อยทบทวนคำสั่ง “ต้องอุ่นอาหารที่คุณผู้หญิงทำเตรียมไว้ให้คุณใหญ่กินเท่านั้น ถ้าป้าอุ่นเอาอาหารมาส่งให้เก็บไว้ในตู้กับข้าว ห้ามจัดขึ้นโต๊ะให้คุณใหญ่กินเด็ดขาด แต่เอ๊ะ ทำไมกินไม่ได้ละคะ”
“คุณใหญ่ไม่ถูกปาก แต่ปิ่นไม่อยากให้แม่เสียน้ำใจ ก็เลยไม่อยากบอกแม่ให้หยุดทำ น้อยก็อย่าพูดไปนะ”
“รับรองเหยียบมิด” น้อยยิ้มๆ
ปิ่นอนงค์ยิ้มให้ เดินไปขึ้นรถแวน ขับออกไป
ที่รถกระบะอีกคัน นีโผล่หัวขึ้นมามอง แล้วรีบเปิดประตูรถขับตามปิ่น
ปิ่นอนงค์ขับรถมาถึงปากทางออกจากไร่ รถของทัศนีย์แล่นตามมาในระยะห่างพอควร ปิ่นอนงค์ขับรถพ้นประตูไร่ออกไปแล้ว ทัศนีย์เร่งเครื่องตาม แต่จู่ๆ เครื่องดันกระตุก สามสี่ที แล้วเครื่องดับ
“บ้าเอ๊ย มาดับอะไรเอาตอนนี้ ติดสิติด”
ทัศนีย์พยายามสตาร์ทเครื่อง แต่ไม่ติดจนนึกโมโห ลงจากรถ มองตามรถปิ่นอนงค์ที่ไปไกลจนลับตาแล้ว ทัศนีย์หันหลังจะเดินกลับไร่ เห็นปานเทพขับรถกอล์ฟมาถึง รีบโบกมือเรียก
“ผู้จัดการ ฉันขอไปด้วยคน”
ปานเทพจอดรถกอล์ฟ ลงมาหา ตำหนิเอา “ชาวบ้านชาวช่องเค้าเร่งรีบทำงานกันสายตัวแทบขาด แต่เธอมาเอ้อระเหยลอยลมอยู่แถวนี้ ไม่ละอายใจบ้างหรือไง”
“ก็จะรีบไปอยู่นี่แหละ ถ้านายไม่เอาแต่บ่นๆๆ ป่านนี้ฉันคงถึงออฟฟิศแล้ว”
ทัศนีย์ขึ้นไปนั่งรถกอล์ฟ “มาคันไหนก็ไปคันนั้นสิแม่คุณ” ปานเทพรีบบอก
“ไปได้ไง ไอ้รถบ้านี่อยู่ๆ มันก็ดับไปซะงั้น”
“ดับก็ทำให้มันติดสิ ไม่เห็นจะยาก ไปเข็น” ปานเทพขึ้นไปนั่งที่คนขับ
ทัศนีย์ตาเหลือก เปลี่ยนมาเล่นบทลูกอ้อนตอแหลสุดฤทธิ์
“ผู้จัดการคะ ใจคอผู้จัดการจะใช้ผู้หญิงที่แสนจะบอบบาง ไปเข็นรถคันเบ้อเริ้มเทิ้ม ใครมาเห็นจะผู้จัดการจะดูไม่ดีนะคะ”
ปานเทพชะโงกหน้าออกมา ทำเสียงดัดจริตตามทัศนีย์
“ไม่เป็นไรจ้ะ สมัยนี้หญิงชายเท่าเทียมกัน พี่ปานไม่ถือ เร็วสิจ๊ะ เวลาแดดร้อน เสือปานโมโหร้ายกัดไม่เลือกนะ”
ทัศนีย์กลัวลนลานรีบวิ่งไปที่ท้ายรถกระบะ ปานเทพติดเครื่อง ตะโกนออกมา
“ดันให้สุดแรง แรงอีก”
ทัศนีย์ออกแรงผลัก ดัน จนหน้าดำหน้าแดง รถพุ่งออกไป ทัศนีย์เสียหลักถลาล้มคะมำไปข้างหน้า
ท่อไอเสียปล่อยควันดำเข้าหน้าพอดี ใบหน้าทัศนีย์ดำปี๋
ปานเทพจอดรถ หันมามองทัศนีย์ “เฮ้ย ใครเอาหลินปิงมาปล่อยไว้แถวนี้วะ ฮ่าๆๆๆ”
ทัศนีย์รีบวิ่งมาส่องดูหน้าที่กระจกส่องหลัง พอเห็นสภาพตัวเองทัศนีย์กรี๊ดลั่น ปานเทพหัวเราะก๊ากขันทัศนีย์
ทรรศนะเดินไปเดินมารอปิ่นอนงค์ ยินเสียงเคาะประตู ทรรศนะดีใจรีบไปเปิดเร็วรี่
เห็นปิ่นอนงค์ยืนอยู่หน้าประตู ทรรศนะจับมือปิ่นอนงค์อย่างดีใจ
“ขอบใจนะปิ่น ที่อุตส่าห์มา”
ปิ่นอนงค์รีบชักมือออก หน้าเจื่อนๆ
“คุณนะได้ทานอะไรบ้างหรือยังคะ ปิ่นซื้อข้าวกล่องมาฝากยังร้อนๆ อยู่เลยค่ะ”
ที่ห้องพักในโรงแรมเล็กๆ แห่งนั้น ทรรศนะนั่งมองกล่องข้าวตรงหน้า
“พี่กินไม่ลงหรอกปิ่น นึกถึงสิ่งที่อรทำกับพี่แล้ว มันตื้อไปหมดเค้าหลอกใช้พี่ เค้าไม่ได้รักพี่เลยสักนิด”
“คุณนายรู้หรือยังคะ”
ทรรศนะส่ายหน้า
“พี่ไม่กล้าบอก ถ้าคุณน้ารู้ว่าพี่โดนหลอกให้จดทะเบียนสมรสต้องช่วยอรใช้หนี้ คุณน้าฆ่าพี่แน่”
ทรรศนะซบหน้าบนโต๊ะ ดูหมดกำลังใจ ปิ่นอนงค์ค่อยๆ เอื้อมมือไปหมายจะแตะบ่า แต่ชะงักลังเล สุดท้ายชักมือกลับ
“คุณนะเผชิญกับความจริงดีกว่าค่ะ ถ้าคุณนายมารู้เอาเองทีหลังจะยิ่งเคืองคุณนะมากกว่านี้”
ทรรศนะเงยหน้าขึ้นมามอง “ขอพี่หลบอยู่ที่นี่เพื่อทำใจสักพักก่อนนะปิ่น แล้วพี่จะกลับไร่ แต่ปิ่นต้องรับปากพี่ ห้ามบอกใครว่าพี่อยู่ที่นี่”
ปิ่นอนงค์พยักหน้า มองนาฬิกา “ปิ่นคงต้องกลับแล้ว คุณนะอยากได้อะไรก็โทร.หาปิ่นนะคะ”
“พี่ละอายใจที่จะเออ ขอยืมเงินปิ่น ถ้าพี่พักอยู่หลายวัน เงินพี่ที่มีอยู่ตอนนี้คงไม่พอจ่ายแน่ แต่พี่จะรีบใช้ปิ่นนะจ๊ะ”
ปิ่นอนงค์หยิบเงินจากกระเป๋าวางบนโต๊ะให้ทรรศนะสามพัน ทรรศนะมองปิ่นอนงค์อย่างซาบซึ้งใจ
ครองสุขถือหูโทรศัพท์ค้าง ธีระอึ้ง งง “คุณนะโทร.มาเร่งเรื่องสินสอดหรือพี่”
ครองสุขหันมา สีหน้าไม่ค่อยดี“หนูอรบอกว่าตานะกลับมาที่ไร่แล้ว”
“กลับมาทำไมล่ะพี่ ยังไม่ถึงวันแต่งเลย
“เค้าว่ามีปัญหาทะเลาะกันนิดหน่อย เอ๊ะ ถ้าตานะกลับมาที่ไร่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วทำไมป่านนี้ยังมาไม่ถึง”
“หรือว่าโดนไอ้ใหญ่มันจับไปอีก” ธีระตั้งข้อสังเกต
ครองสุขตกใจ
ครองสุขตัดสินใจมาลองหยั่งเชิงดูท่าทีใหญ่เรื่องทรรศนะหายตัวไป ใหญ่หันขวับมาทางครองสุขทันทีที่ถูกถาม
“ผมไม่จำเป็นต้องมารับรู้นี่ครับว่าใครจะกลับมาตอนไหนหรือคุณน้าคิดว่าผมจับนายนะไปขังไว้”
ครองสุขหน้าเจื่อน “น้าไม่กล้าแม้แต่จะคิดปรักปรำคุณใหญ่หรอกจ้ะ แต่ที่มาถามก็เผื่อว่าคุณใหญ่จะเห็นตานะบ้างก็เท่านั้น”
“เจ้าบ่าวหายตัวไปแบบนี้ เจ้าสาวคงแทบบ้า น่าเสียดายนะครับ เครื่องเพชรเอย สินสอดเอย อุตส่าห์เตรียมไว้พร้อม แต่ต้องมากลายเป็นหม้ายขันหมากเสียก่อน
ใหญ่ยิ้มเยาะ ครองสุขสะดุ้ง สะดุดหูเรื่องเครื่องเพชร มั่นใจว่าใหญ่ต้องจับทรรศนะไป
อุ่นเรือนกำลังหยอดยา 5 หยดลงในจานเนื้อย่างที่หน้าเรือนใหญ่ มือครองสุขจับมืออุ่นเรือนที่ถือขวดยาพิษ
“หยอดเพิ่มลงไปอีกเยอะๆ”
อุ่นเรือนตกใจ “จะดีเหรอคะคุณนาย เกิดหัวใจวายขึ้นมากะทันหัน จะเป็นที่สงสัยได้นะคะ”
“ช้าไม่ได้แล้วอุ่น ไอ้ใหญ่มันคงรู้เรื่องที่ฉันเอาเครื่องเพชรมันไปขายแล้ว มันถึงได้แค้น จับตัวตานะไป” ครองสุขเล่าเรื่องเท็จอีก
“คุณพระช่วย” อุ่นเรือนตกใจ
“ถ้ามันไม่ตาย ตานะก็ต้องตาย ถ้าตานะของฉันมีอันเป็นไปฉันก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่เหมือนกัน ถ้าแกไม่กล้า ฉันทำเอง”
ว่าแล้วครองสุขก็คว้าขวดยาพิษมาเหยาะใส่อีกหลายหยด อุ่นเรือนมองดูกิริยาครองสุขด้วยท่าทีตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ใหญ่กอดอกยืนพิงหน้าต่าง ครุ่นคิดเรื่องทรรศนะ ส่วนปานเทพนั่งเอนหลังสบายๆ ที่เก้าอี้โต๊ะทำงาน
“อยู่ๆ นายนะหายไปอย่างนี้ ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ แกช่วยไปสืบดูทีวะ”
“หายไปก็ชั่งหัวมันสิ ดีซะอีกหมดศัตรูไปอีกคน”
“กลัวมันหายไม่จริงน่ะสิ ยัยคุณนายอาจจะมีแผนใหม่ เล่นไม้ไหนกับเราอีกก็ไม่รู้”
ปานเทพพยักหน้าคิดตามคำพูดใหญ่
เย็นนั้นปิ่นอนงค์ยกชามต้มบ๊วยหมูสับเข้ามาวางที่โต๊ะกินข้าว บนโต๊ะยังมีน้ำพริกกะปิ ปลาทู ชะอมผัดไข่ ผัดผัก ใหญ่นั่งมองกับข้าวบนโต๊ะไปมา “ไหนน้อยบอกว่าป้าอุ่นทำเนื้อย่างเสือร้องไห้มาให้ ไม่เห็นมีเลย”
ปิ่นอนงค์อ้ำอึ้ง “ก็น้อยนั่นแหละ วางจานไม่ดู หมามาเขี่ยเนื้อกิน จานตกแตกหมดเลยค่ะ”
ใหญ่ฮึดฮัด “ไอ้หมาบ้าที่ไหนมากินกับข้าวที่แม่ยายฉันทำ ต้องวางยาเบื่อให้เข็ด”
ปิ่นอนงค์ร้องห้าม “อย่านะคะ คุณใหญ่ บาปกรรม”
ใหญ่แกล้งต่อ “งั้นไล่น้อยออก”
“ไม่ได้ค่ะ”
ใหญ่แกล้งทำเป็นยัวะ “โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้”
“ถ้าจะทำโทษ ก็ทำโทษปิ่นเถอะค่ะ”
“ได้ เอาไว้คืนนี้นะ” ใหญ่ยิ้มทำตาปิ๊งปั๊ง กรุ้มกริ่ม ถูกปิ่นอนงค์ค้อน ใหญ่ฉุดลงนั่งด้วยกัน “จะไปไหน มา กินข้าวด้วยกันก่อน”
ปิ่นแกะปลาทูตักให้ใหญ่ ตักน้ำพริกกะปิ ชะอมผัดไข่ให้ด้วย
ใหญ่ยิ้มหน้าบานรับตักกินไปมาอย่างเอร็ดแอร่ม
จู่ๆ จังหวะนั้นเองใหญ่กะปิ่นอนงค์ก็พูดขึ้นพร้อมกัน “ปิ” / “คุณใหญ่คะ”
ใหญ่บอก “เธอพูดก่อน”
ปิ่นอนงค์ว่า “คุณใหญ่พูดก่อนเถอะค่ะ”
“ฉันจะถามว่านายนะติดต่อปิ่นมั่งรึเปล่า”
“เอ่อ เปล่าค่ะ ทำไมคะ”
“ก็แค่อยากรู้ว่า เค้าจะแต่งกันวันไหน ฉันจะได้พาปิ่นไปตัดชุดสวยๆเตรียมไปร่วมงาน แล้วปิ่นล่ะจะพูดอะไรกับฉัน”
“ไม่สำคัญหรอกค่ะ ปิ่นลืมไปแล้ว”
ใหญ่ตักผัดผัก ตักปลาทูให้เมียสุดที่รัก ปิ่นอนงค์ยิ้มเจื่อนๆ
ใหญ่เย้าอารมณ์ดี “ยังไม่ทันไร ก็เป็นยัยแก่ขี้ลืมซะแล้ว เอาปลาไปกินเยอะๆ บำรุงสมอง”
รุ่งเช้า ภายในห้องอาหารโรงแรมเล็กๆ ทรรศนะนั่งเมาตัวโอนเอนไปมา บนโต๊ะมีขวดเบียร์ราวสองโหล บ๋อยนั่งฟุบหลับอยู่โต๊ะข้างๆ ทรรศนะควานหาหยิบโทรศัพท์กดหาปิ่นอนงค์
ใหญ่อยู่หน้าเรือนจะขึ้นรถ กวักมือเรียกปิ่นอนงค์ที่ยืนใกล้ๆ ปิ่นอนงค์งง เขยิบเข้าหาใหญ่ ใหญ่หน้าดุ กวักมือให้เข้าหาใกล้ๆ อีก
ปิ่นอนงค์เข้าใกล้อีก ใหญ่ป้องปากทำท่าจะกระซิบบางอย่าง แต่หาไม่ ใหญ่จูบแก้มปิ่นอนงค์ แล้วรีบขึ้นรถขับออกไป
ปิ่นอนงค์เริ่มคุ้น ยิ้มพลางส่ายหน้า เหลียวไปมากลัวมีคนเห็น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในนาทีนั้น ปิ่นอนงค์ดูหน้าจอ หน้านิ่วคิ้วขมวด
“คุณนะ”
ปิ่นอนงค์กดรับสาย
ทรรศนะ โทร.มาจากที่ห้องอาหาร นั่งโงนเงนพูดโทรศัพท์
“ยกโทษให้พี่นะ พี่เลือกผิด คนหลอกลวง พี่จะไปหาปิ่น”
ปิ่นอนงค์มีสีหน้างงๆ
ด้านทรรศนะลุกโงนเงนแล้วล้มคว่ำลงกับโต๊ะ ขวดแก้วตกแตกกระจาย หมดสติไป บ๋อยตื่นเพราะเสียงโครมครามเห็นก็ตกใจ
ปิ่นอนงค์เองก็ตกใจ “คุณนะๆๆ ฮัลโหล คุณนะๆ”
ระหว่างนั้นทัศนีย์ ซึ่งเปลี่ยนชุดพนักงานรีสอร์ตแต่ยังใส่ยังไม่เรียบร้อย แอบดูปิ่นอนงค์ตาโตอยู่ที่หลังพุ่มไม้ ปิ่นอนงค์วิ่งไปที่รถอีกคันขับออกไป
ทัศนีย์เก็บชุดเที่ยวเปลี่ยนเป็นกระโปรงสั้นม้วนๆใส่ตะกร้าหน้ามอเตอร์ไซค์ รีบขี่ตามไป
ปิ่นอนงค์จอดรถ รีบวิ่งเข้าไปในโรงแรมทันที ทัศนีย์พุ่งรถเข้ามาจอด มองอยู่ไกลๆ
ที่ห้องอาหารโรงแรม ทรรศนะเมาเละ เนื้อตัวเลอะเทอะ ชี้หน้าบ๋อยปิ่นอนงค์เข้ามาเห็นก็ตกใจ
“อย่ามายุ่งกับอั๊ว” ทรรศนะตวาด
ปิ่นอนงค์เดินไปหา “คุณนะ”
“กินตั้งแต่เมื่อคืน ผมจะพาไปห้องก็ไม่ยอม” บ๋อยบอก
ทรรศนะปรือตามองปิ่นอนงค์กิริยาสะลึมสะลือ จู่ๆ ทรรศนะก็ร้องไห้ออกมา โผตัวมากอดปิ่นอนงค์ทั้งที่ยังนั่งอยู่ ใบหน้าทรรศนะซุกอยู่ตรงหน้าท้องปิ่นอนงค์พอดี
ทัศนีย์เข้ามายืนหลบมุมแอบดู บ๋อยเกาหัว
“พี่ไม่เหลืออะไรแล้วปิ่น ปิ่นอย่าทิ้งพี่นะ”
ทรรศนะร้องไห้โหยหวน ปิ่นอนงค์เอามือแตะไหล่ สงสารจับใจ
ปิ่นอนงค์หันไปบอกบ๋อย “เดี๋ยวพี่จัดการเอง ขอบใจมาก”
ครู่ต่อมาปิ่นอนงค์พยายามไขกุญแจห้อง ในขณะที่ทรรศนะกอดคอปิ่นอนงค์ในอาการโงนเงนไปมา
ทัศนีย์ถือโทรศัพท์แอบถ่ายคลิป
ใหญ่อธิบายแผนงานปรับปรุงทัศนียภาพในไร่ ที่เคยหารือกับปิ่นอนงค์ว่าจะปลูกดอกไม้เพิ่ม กับคนงานอยู่บนรถไถ เปี๊ยกยืนอ้อแอ้ๆ อธิบายอยู่ข้างๆ ใหญ่ เห็นรถแวนที่ใหญ่ขับมาจอดอยู่ไม่ไกลมากนัก
ใหญ่ยกมือปิดปากไอ เริ่มมีไข้ไม่สบาย
“ไม่ต้องลงหน้าดินลึกนะ ชั้นจะปลูกดอกไม้ เบิกปุ๋ยอินทรีย์กับเมล็ดพันธุ์ที่ลุงหวินได้เลยนะ”
คนงานประสานเสียงรับคำ “ครับ คุณใหญ่”
คนงานรีสอร์ตขับรถแวนเข้ามาจอด เห็นประไพหน้าตื่นลงรถวิ่งมาหาใหญ่
ใหญ่ฟังไป ไอสลับไปสองสามครั้ง “แย่แล้วค่ะคุณใหญ่ แขกที่รีสอร์ตขึ้นไปเที่ยวบนเขาเกิดอุบัติเหตุค่ะ คุณปานก็ไปธุระในเมือง”
ระหว่างนี้ ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ไม่นานก็มีเสียงฟ้าร้องครืนๆ ใหญ่มองฟ้ามืดครึ้ม ก่อนจะหันมาบอกประไพ
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมขึ้นไปดูเอง”
ใหญ่รีบขึ้นรถ เปี๊ยกตามติด
ปิ่นอนงค์ถอดเสื้อทรรศนะออก ให้นอนอยู่บนเตียง ส่วนตัวเองถือผ้าขนหนูชุบน้ำเข้ามานั่ง แล้วเช็ดหน้า เช็ดตัวให้ทรรศนะไปมา
ทรรศนะลืมตาเห็นปิ่นอนงค์ ยังเมาอยู่ลืมตัวดึงปิ่นอนงค์เข้าไปกอด
“ปิ่น ทำไมพี่ถึงมองข้ามปิ่น มีปิ่นเท่านั้นที่รักพี่ ห่วงพี่”
ทรรศนะซุกไซ้หมายจะปลุกปล้ำด้วยความเมา ปิ่นอนงค์พยายามดันออก
“อย่าคะคุณนะ อย่าทำแบบนี้ ปล่อยปิ่น”
ทรรศนะไม่ฟัง “ปิ่นไม่รักพี่แล้วเหรอ”
ปิ่นอนงค์ดันร่างทรรศนะไว้ สุดแรง ร้องไห้ออกมา “ปิ่นมีสามีแล้วนะคะ คุณนะจะทำอะไร พูดอะไรให้นึกถึงใจปิ่นด้วย มันสายไปแล้วที่คุณนะจะมาถามปิ่นแบบนี้”
ทรรศนะได้สติปล่อยมือ ปิ่นอนงค์ถอยออกมา ทรรศนะลุกนั่งก้มหน้าละอายใจ
“พี่ขอโทษ” ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น “แต่พี่เพิ่งรู้สึกตัวว่าเวลาที่พี่เสียใจ พี่กลับนึกถึงแต่ปิ่น คิดถึงแต่ปิ่น”
ปิ่นอนงค์จับมือทรรศนะปลอบโยน “คุณนะรักคุณอรค่ะ คุณอรเป็นภรรยาคุณนะ”
ทรรนะแสดงความเห็นแก่ตัวออกมา “พี่จะหย่า ปิ่นหย่าได้มั้ย พี่รู้ปิ่นไม่ได้รักคุณใหญ่”
ปิ่นอนงค์ชั่งใจก่อนพูดเสียงเนิบช้า “ปิ่นรักคุณใหญ่ค่ะ”
“ไม่จริง ปิ่นรักพี่ ปิ่นรักพี่มาตลอด ปิ่นโกหกตัวเอง” ทรรศนะไม่เชื่อและโกรธ เขย่าปิ่นอนงค์จนตัวคลอน “ตอบมาสิว่าปิ่นโกหกพี่ โกหกตัวเอง”
เสียงมือถือปิ่นอนงค์ดังขัดขึ้น ปิ่นอนงค์ถอยออก กดรับสาย “ว่าไงน้อย” สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกใจ “คุณใหญ่!”
ปิ่นอนงค์ห่วงใหญ่จนลืมทรรศนะไปเลย วิ่งออกจากห้องไป ทรรศนะงงมาก
“ ปิ่น เดี๋ยวก่อนปิ่น”
ปิ่นอนงค์ออกไปเร็วรี่ ทรรศนะจะตามแต่เมาจึงพลาดตกเตียง
“ไอ้ใหญ่!”
สายตาทรรศนะเจ็บปวดและแค้นจัด
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 10 (ต่อ)
ปิ่นอนงค์ขับรถ ฝ่าสายฝนมายินเสียงน้อยที่เล่าเหตุการณ์ให้ฟังทางโทรศัพท์สีหน้าวิตก ร้อนใจ
“คุณใหญ่ติดอยู่บนเขา ฝนตกปิดทางหมด ติดต่อก็ไม่ได้”
ปิ่นอนงค์เหยียบคันเร่งเร็วขึ้น
ภาพหวานแหววที่ใหญ่แอบจูบแก้มเธอ เมื่อตอนเช้าผุดขึ้นมาในหัวสลับกับทรรศนะออาอาการเกรี้ยวกราดใส่เมื่อเธอบอกว่า เวลานี้หัวใจของเธอมอบให้ใหญ่ไปแล้ว
“ไม่จริง ปิ่นรักพี่ ปิ่นรักพี่มาตลอด ปิ่นโกหกตัวเอง” ทรรศนะเขย่าปิ่นอนงค์จนตัวคลอน “ตอบมาสิว่าปิ่นโกหกพี่ โกหกตัวเอง”
นึกถึงตอนนี้ปิ่นอนงค์น้ำตาไหลพรากห่วงใยใหญ่ทบทวีคูณ
“ปิ่นรักคุณใหญ่ค่ะ คุณใหญ่อย่าเป็นอะไรนะคะ”
ฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่อง สลับกับเสียงฟ้าร้องครืนโครมตลอดคืนนั้น ชาวไร่ไพศาลทุกคนรวมตัวอยู่ที่โถงเรือนใหญ่ สีหน้าเครียดตามๆ กัน ปานเทพยืนกดโทรศัพท์ไปมาพลางส่ายหน้า ติดต่อใหญ่ไม่ได้ จึงเดินไปหาถวิล
“เอาไงดีนายหวิน ให้คนออกตามอีกรอบดีมั้ย”
“มันเสี่ยงกับชีวิตคนงาน คุณใหญ่อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ฝนตกหนักแบบนี้ ทางขาดแน่ๆน้ำป่าหลากด้วย”
ปานเทพกดโทรศัพท์อีก “แล้วจะรออยู่เฉยๆ อย่างนี้เหรอ”
น้อยกะหวานนั่งยกมือไหว้พระอยู่อีกมุม “ขอให้พระคุ้มครองคุณใหญ่ด้วยเถิด สาธุ” น้อยยกมือท่วมหัว
“คุ้มครองไอ้เปี๊ยกผัวหนูด้วย เจ้าประคู้น”
ปิ่นอนงค์มาถึงวิ่งลงจากรถตัวเปียกฝนเข้ามาถามปานเทพอย่างร้อนใจในท่าทีร้อนรน “เจอคุณใหญ่มั้ย”
“ผมกำลังติดต่อขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ อาจต้องค้นหาทางอากาศ” ปานเทพบอก
“แล้วเมื่อไหร่จะมาล่ะคะ ปิ่นไปเอง”
ปิ่นอนงค์ใจหาย ไม่รีรอ พุ่งออกจากห้องโถงทันที “คุณผู้หญิงอย่าไปมันอันตราย”
หวานตะโกนตาม “พี่ไปด้วย พี่ต้องช่วยสุดที่รักของพี่ ตายเป็นตาย”
ปานเทพส่งมือถือให้ถวิล พูดเร็วๆ “นายหวินโทรตามเจ้าหน้าที่ให้ได้” ร้องตะโกนบอกปิ่นอนงค์ “ผมไปด้วย”
ปานเองก็ห่วงใหญ่มาก จนทนไม่ไหวรีบวิ่งตามออกไป
ปิ่นอนงค์วิ่งออกมาที่หน้าเรือนกำลังจะไปที่รถ ฝนยังกระหน่ำไม่หยุด
ใหญ่กับเปี๊ยก เข้ามายืนขวางทาง เนื้อตัวเปียก เลอะโคลน ใหญ่ไอพิษไข้จากเมื่อบ่ายกำลังรุมๆ เพราะโดนฝน ปิ่นอนงค์ยืนตะลึง
ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นดีใจตะโกนเรียกใหญ่ทั้งน้ำตา “คุณใหญ่!”
พวกหวาน ปานเทพที่วิ่งตามมาต่างก็ดีใจ หวานพุ่งเข้าหาเปี๊ยก กระโดดกอดคอขี่เอว
“ไอ้เปี๊ยก!”
ฝนซาพอดี ปิ่นอนงค์เข้ามาจับแขนใหญ่อย่างดีใจ ปิ่นอนงค์มองใหญ่ทั่วร่าง เห็นชัดว่าใหญ่หน้าซีด
“เป็นยังไงบ้างคะ”
ใหญ่ยังมีอารมณ์ขัน “ก็คิดถึงเธอน่ะสิ ยัยเด็กโง่ ออกมาตากฝนทำไม”
ปิ่นอนงค์โผเข้ากอดใหญ่ รักสุดหัวใจ
“เรากำลังจะขึ้นเขาไปตามแกนะสิ” ปานเทพตอบแทน
เพียงเนื้อต้องกายสามี สีหน้าปิ่นอนงค์ก็เปลี่ยนเป็นตกใจ ดันตัวใหญ่ออก มองจ้องหน้า
“ทำไมตัวร้อนอย่างนี้ล่ะคะ”
ใหญ่ฝืนยิ้ม ตาโรย ก่อนที่ร่างจะทรุดลงไปกับพื้น หมู่มวลตกใจ ปิ่นอนงค์รับหัวเอาไว้ได้ทัน
“คุณใหญ่ๆ”
ฝนหยุดตกแล้ว ปานเทพกะถวิลมายืนส่งหมอที่มารักษาใหญ่อยู่หน้าเรือน
“ไม่มีอะไรแทรกซ้อนนะครับ ไข้ป่า มาลาเรีย”
“ต้องดูอาการสักสองสามวัน แต่หมอว่าโดนแดดร้อนๆ แล้วไปเจอฝน คนไข้มีอาการหวัดอยู่ด้วย แถมไปออกแรงเยอะ ร่างกายเลยไม่ไหว ผมให้ยากับวิตามินไปแล้ว เดี๋ยวคงดีขึ้น” หมอบอก
ปานเทพยกมือไหว้หมอ ถวิลรีบรับกระเป๋าพาหมอไปขึ้นรถ ขับออกไป
หวานตบไหล่เปี๊ยก แรงจนเปี๊ยกสะดุ้งจะตบสวน แล้วรีบจับมือหวานมาจูบ
“ทะลึ่ง เดี๋ยวแม่ตบร่วง ทำไมปล่อยให้คุณใหญ่ป่วยได้ขนาดนี้”
เปี๊ยกตั้งใจทำท่า หวานแปลตามให้ปานเทพ กะน้อยฟัง
“ฝรั่งที่หลงป่า ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ ลื่นหินข้อเท้าแพลง คุณใหญ่แบกมาที่รถกับไอ้เปี๊ยกตั้งไกล รถติดหล่ม คุณใหญ่ต้องเข็นอีก” พอแปลเสร็จหวานเกิดนึกได้ หันไปซักผัว “แล้วเอ็งทำไมไม่เข็น” หวานตบกบาลเปี๊ยก เปี๊ยกทำท่าอธิบายต่อ
“คุณใหญ่สั่งให้ชั้นขับรถ เกือบไม่ทันน้ำป่า ที่สำคัญคุณใหญ่บอกต้องลงเขามาหาปิ่นให้ได้”
ว่าพลางเปี๊ยกยกนิ้วโป้งสองนิ้วให้ใหญ่ว่าเจ๋งโครต
ใหญ่นอนหลับอยู่บนเตียงในห้องนอน ปิ่นอนงค์เอาผ้าชุบน้ำในขันบิดพอหมาด แล้วทับลงบนหน้าผากใหญ่ใหญ่ออกอาการเพ้อ
“พ่อไม่รักผม พ่อเกลียดผม ไม่มีใครรักผม ไม่มีเลย ปิ่น เธอเกลียดฉัน เธอไม่ได้รักฉัน”
ปิ่นอนงค์ประคองหัวใหญ่เข้ามาแนบอกตน “ปิ่นรักคุณใหญ่”
ใหญ่ยังเพ้อ “ทำไมปิ่น ทำไมถึงรักแต่ไอ้นะ”
“ปิ่นไม่ได้รักคุณนะแล้วค่ะ”
“ฉันรักเธอปิ่นอนงค์”
ปิ่นอนงค์ชะงัก มองใหญ่อย่างไม่เชื่อหู “ปิ่นก็รักคุณใหญ่ค่ะ”
ใหญ่ยินคำรักจากปากของยอดหญิงก็ได้สติ ปรือตามองปิ่นอนงค์ เอื้อมมือมาลูบแก้มปิ่นอนงค์แผ่วเบา ทะนุถนอม น้ำเสียงแห้งผาก
“ฉันฝัน ฝันว่าปิ่นบอกรักฉัน”
“คุณใหญ่ไม่ได้ฝัน ปิ่นบอกว่ารักคุณใหญ่จริงๆ”
“เธอไม่ได้หลอกฉันใช่มั้ย”
ปิ่นอนงค์โน้มหน้าก้มลงจูบที่หน้าผากใหญ่แทนคำตอบ
ใหญ่ยิ้มมีความสุข ประคองหัวปิ่นอนงค์ นอนลงที่หมอน ใหญ่ประทับจูบที่หน้าผาก จูบแก้มสองข้าง ไล่ริมฝีปากเรื่อยมาจูบปลายจมูก
สองคนสบตากันอย่างซาบซึ้ง ใหญ่ก้มจะจูบที่ริมฝีปาก ปิ่นอนงค์หลับตาพริ้ม
ฟ้าแลบแปลบปลาบ สลับกับเสียงฟ้าร้อง ฝนตกกระหน่ำลงมาอีกครั้ง
บนเตียงเวลานั้น เนื้อกายปิ่นอนงค์แนบอยู่กับเนื้อตัวของใหญ่ แทบจะเป็นร่างเดียวกัน
รุ่งเช้า ครองสุข ทัศนีย์ กินอาหารเช้าอยู่ที่ห้องรับแขกบ้านพัก มีอุ่นเรือนคอยดูแล ธีระเข้ามานั่ง อุ่นเรือนเดินไปชงกาแฟมาให้
“พวกคนงานคุยกัน ว่าไอ้ใหญ่ไม่สบายถึงกับล้มหมอน นอนเสื่อตั้งแต่เมื่อคืน”
คำพูดธีระ ทำเอาครองสุขตะลึง วางช้อน ส้อม ยิ้มเยาะ มองสบตากับอุ่นเรือนคิดว่ายาออกฤทธิ์แล้ว
“เห็นมั้ย มันต้องวิธีของชั้น ได้ผลเร็วดี”
อุ่นเรือนสีหน้าเครียด รู้สึกผิดในใจ
ธีระมองอุ่นเรือนสลับครองสุข “ฝีมือพี่เหรอครับ”
ครองสุขพูดเบาๆที่ข้างหูธีระ “เธอคิดว่าจู่ๆ มันเป็นแบบนี้เพราะสวรรค์ช่วยเราหรือไง”
ธีระรู้เรื่องยาพิษแล้ว ถึงกับสยอง
ทัศนีย์ไม่รู้เรื่อง กดๆ ดูคลิปที่ถ่ายมา “เข้าทางหนูล่ะ ต้องไปเยี่ยมซะหน่อย แล้วก็โชว์หลักฐานสำคัญ ทีนี้แหละคุณทัศนีย์ก็จะได้เป็นนายหญิงของไร่ตัวจริง”
ทุกคนงง “บ่นอะไรยัยนี หลักฐานสำคัญอะไร” ครองสุขสงสัย
“รู้ก่อนก็ไม่สนุกสิคะ คุณน้าเล่นปูไต่กับขาประจำไปพลางๆแล้วรอฟังข่าวดีก็พอ” ทัศนีย์หัวเราะคิกคัก
“แกนี่ลามปามขึ้นทุกวัน ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ นิสัยเลวๆ ไม่รู้ไปก๊อบปี้มาจากไหน”
“ก็ต้องก๊อบปี้มาจากต้นฉบับซิคะ”
ทัศนีย์รีบวิ่งหนีไป ครองสุขร่อนกล่องทิชชู่ตามปากตะโกนด่า “นังลูกปากเสีย”
เป็นเช้าแรกที่ใหญ่ตื่นขึ้นมาอย่างอิ่มเอม ชายหนุ่มนอนตะแคงข้าง ชันแขนหนุนมือตัวเอง มองปิ่นอนงค์ไม่วางตา
ปิ่นอนงค์ยังหลับอยู่ ใหญ่ยื่นนิ้ว เกลี่ยไรผมที่หน้าผาก ที่แก้ม เบาๆ ปิ่นอนงค์ตื่นลืมตา มองใหญ่แล้วหลบตา กระชับผ้าห่มด้วยความเขินอาย
“ทำไมต้องหลบตาด้วย ยังกลัวชั้นอยู่อีกเหรอ ยัยเด็กโง่”
“เด็ก ปิ่นโตแล้วนะคะ” ปิ่นอนงค์เถียง
ใหญ่ขำ “ก็ตอนเด็กเธอโง่ ดีแต่ยอมคน”
“ยอมคนคือคนโง่เหรอคะ”
ใหญ่บิดจมูกปิ่นอนงค์อย่างรักใคร่เอ็นดู
“เธอเป็นคนดี ใจดี ตอนเด็กๆ ชั้นถูกพ่อทำโทษ เธอยังกล้าแอบเอาข้าวมาให้ฉันกิน เธอไม่กลัวแม่มดใจร้ายทำโทษเธอเหรอ”
“กลัวค่ะ กลัวมาก แต่สงสารคุณใหญ่มากกว่า”
“สงสารชั้น...”
“ปิ่นคิดว่า เราสองคนขาดเหมือนกัน คุณใหญ่ไม่มีแม่ ปิ่นไม่มีพ่อ”
“ปิ่นโชคดีกว่าชั้น ป้าอุ่นยังรักปิ่น แต่พ่อไม่รักชั้นเลย เกลียดชั้นด้วยซ้ำ ...”
ใหญ่จะพูดต่อ ปิ่นอนงค์เอานิ้วแตะปากใหญ่เป็นเชิงห้ามว่าพ่อ
“เชื่อปิ่นสิคะ คุณลุงไพศาลรักคุณใหญ่มาก แต่ความโกรธทำให้คุณใหญ่มองไม่เห็น”
“ใครจะรักไม่รักก็ช่าง แต่เมียคนนี้รักฉันคนเดียวก็พอ”
ใหญ่พูดคำหวานแล้วรวบตัวปิ่นอนงค์เข้ามาหมายจะจูบอีก ปิ่นอนงค์เอาหมอนบัง ใหญ่เลยจูบหมอนแทน
“ปิ่นต้องอาบน้ำอาบท่าไปทำอาหารให้คุณใหญ่ เพราะคุณใหญ่ต้องกินยาหลังอาหารนะคะ”
ใหญ่ทำถีบถองเท้าในผ้าห่มไปมาอย่างคนเอาแต่ใจ
“ไม่เอา ไม่เอายาอื่น เธอต้องอยู่กับชั้นก่อน ชั้นไม่สบาย ชั้นจะเอายาใจ
ปิ่นอนงค์ทำหน้าดุใส่ “เด็กดื้อ”
เดินเข้าห้องน้ำไป ใหญ่มองตามยิ้มกริ่ม
ปิ่นอนงค์เปลี่ยนชุดแล้ว ย่องออกมาจากห้อง กดล็อกประตู ปิดประตูเบาๆกลัวใหญ่ตื่นครองสุขยืนหน้าเข้มรออยู่ ปิ่นอนงค์หันไปเห็นสะดุ้ง
“คุณนาย”
“ก็เออสิ ... ทำเป็นเห็นผีไปได้ ชั้นมาเยี่ยมคุณใหญ่ อาการเป็นยังไงบ้าง”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ”
ครองสุขเข้าขยับลูกบิดไปมา “ขอเข้าไปดูหน่อย ไหนๆ ก็มาแล้ว ไขกุญแจเดี๋ยวนี้”
“ตอนนี้ไม่ได้ค่ะ คุณใหญ่กำลังพักผ่อน หลับอยู่ค่ะ”
ครองสุขฉุนกึก ชักสีหน้า “นังปิ่น แกนี่มันชักจะเหิมเกริมวางอำนาจเกินไปแล้ว”
“เปล่าค่ะ ปิ่นแค่ทำหน้าที่ของเมียเท่านั้น”
ครองสุขยกมือจิ้มหน้าผากปิ่น “เชอะ เมียพูดได้เต็มปากเต็มคำ คอยดูเถอะแกอยู่ชูคออย่างนี้ได้ไม่นานหรอกนังปิ่น”
พูดจบครองสุขมองค้อน สะบัดตูดเดินหนีไป ปิ่นอนงค์มองตามหน้าเครียด
ในครัวเรือนใหญ่เวลานั้น อุ่นเรือนเหลียวซ้ายแลขวา ล้วงขวดยาพิษออกมาเหยาะยาพิษใส่ชามซุป โดยไม่รู้ว่าปิ่นอนงค์แอบดูหน้าเครียดเคร่ง
อุ่นเรือนจัดวางชามข้าวต้มใส่จานรอง เหยาะพริกไทย วางช้อน
ปิ่นอนงค์เดินเข้ามาอีกทางทำทียิ้มแย้ม “ซุปอะไรจ๊ะแม่ น่ากินจังเลย”
“คุณใหญ่เป็นไข้หวัด ต้องกินซุปหอมใหญ่ใส่ไก่ฉีก เอาไปเสิร์ฟได้เลยแม่ปรุงเสร็จพอดี”
“คุณใหญ่หลับอยู่แม่ เดี๋ยวปิ่นค่อยทำอะไรให้ใหม่ ตอนนี้ปิ่นหิวจังเลย ปิ่นกินซุปแม่ก่อนดีกว่า”
ปิ่นอนงค์นั่งลงเอื้อมมือจะเลื่อนชามซุปมากินเอง
อุ่นเรือนใจหาย รีบเลื่อนชามหนี ขึ้นเสียงดุ “นี่มันของคนป่วย คนดีๆ กินได้ที่ไหน”
สองแม่ลูกสบตา สู้สายตากันไปมา ปิ่นอนงค์ขยับตัวสวมกอดแม่
“แม่ คุณใหญ่เป็นคนดี ไม่ใช่อย่างที่แม่คิดหรอกจ้ะ”
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”
“ เชื่อปิ่นเถอะ แม่อย่าทำอะไรผิดๆ อีกเลยนะจ๊ะ” ปิ่นอนงค์เตือนอยู่ในที
อุ่นเรือนสันหลังหวะ ตกใจ เลิ่กลั่ก “ใคร แกว่าใครทำอะไรผิดๆ แกว่าชั้นเหรอนังปิ่น”
ปิ่นอนงค์ลุกไปกอดอุ่นเรือน “ถ้าคุณนายสั่งให้แม่ทำอะไรคุณใหญ่ แม่อย่าทำนะจ๊ะ ปิ่นขอร้อง”
อุ่นเรือนผลักปิ่นอนงค์ออกด้วยความโมโห
“แกไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมชั้น ชั้นไม่มีวันทรยศคุณนาย เหมือนแกเด็ดขาด”
อุ่นเรือนสบตาปิ่นอนงค์ แล้วยกชามซุปเทใส่อ่างแล้วออกไปทันที
ปิ่นอนงค์เศร้า โน้มน้าวใจแม่ไม่สำเร็จ ส่ายหน้ามองตามอุ่นเรือนที่เดินโกรธออกไป
ทัศนีย์อยู่ที่หน้าห้องนอนใหญ่ยื่นมือไปเคาะประตู ใหญ่เปิดประตูยิ้มกริ่มนึกว่าเป็นปิ่นอนงค์ ทัศนีย์รีบแทรกตัวเข้าห้องไปหมุนตัวเอาสองมือถือโทรศัพท์ซ่อนเอาไว้ข้างหลัง
ใหญ่เห็นเป็นทัศนีย์ก็หน้าเครียด “นีมาเยี่ยมคุณใหญ่ทั้งที ไม่ดีใจเหรอคะ”
“ชั้นหายดีแล้ว เธอก็เห็น นี่ห้องนอนชั้นกับปิ่น เธออยากเดินออกไปเอง หรือให้ฉันโยนออกไป”
ทัศนีย์กระแซะเข้าหา “คุณใหญ่มีแรงแล้วเหรอคะ ถ้างั้นนีมีของดีให้ดู จะได้รู้ว่าปิ่นมันทรยศ หักหลัง ไม่จริงใจกับคุณใหญ่ยังไง มันสวมเขาคุณใหญ่ มันคบชู้อยู่กับใคร”
ทัศนีย์จะเอาโทรศัพท์ให้ใหญ่ดู จู่ๆ ปานเทพก็เข้ามาล็อกแขนทัศนีย์ ลากตัวออกไป
“เล่นไม่เลิกจริงๆ ทัศนีย์ มีอะไรมาเล่นกับชั้นดีกว่า คุณใหญ่จะได้พักผ่อน”
ใหญ่ยิ้ม ระอาใจทัศนีย์เหลือหลาย
ปานเทพจอดรถที่หน้าเรือนพัก สีหน้าหงุดหงิดขณะก้าวลงรถ ทัศนีย์ลงตามมาหน้าตาร่าเริงไม่ทุกข์ร้อนสักนิด
“เธอนี่มันหน้าไม่อายจริงๆ คุณใหญ่มีปิ่นเป็นเมียแล้ว เธอยังมีหน้าไปตอแยกับพวกเค้าอีก คราวที่แล้วหาว่าคุณใหญ่ข่มขืน ถามจริงๆ ถ้าชั้นเอาเธอไปตรวจหาดีเอ็นเอ แล้วรู้ว่าเธอโกหก เธอจะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหน”
ปานเทพด่าชุดใหญ่
“แต่คราวนี้ของจริง นังปิ่นกับพี่นะกำลังสวมเขาให้คุณใหญ่ ไม่เชื่อผู้จัดการก็ดูเอาเอง”
ทัศนีย์กดโทรศัพท์ เปิดคลิปยืนส่งให้ปานดู เป็นภาพตอนปิ่นอนงค์เปิดห้องประคองทรรศนะเข้าไป
ปานเทพดูแล้วตกใจนึกสงสัย
“สองคนนี่เค้ารักกันมาตั้งนานแล้ว ใครก็รู้ ไม่กล้าให้คุณใหญ่ดูเหรอ เป็นลูกน้องภาษาอะไร เมียนายมีชู้ก็ไม่กล้าบอกนาย”
ปานเทพหยิบโทรศัพท์ตัวเองมาโหลดภาพ “ชั้นแค่ต้องการพิสูจน์ก่อน ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นยังไง เธอไปถ่ายมาจากไหน พาชั้นไปเดี๋ยวนี้”
ปานเทพลากนีขึ้นรถ ขับออกไป
ใหญ่นั่งพิงหัวเตียงอ่านหนังสือ สักครู่หนึ่ง ปิ่นอนงค์ยกถาดใส่ข้าวต้มเข้ามาเมียงมองจะยกไปที่โต๊ะ
ใหญ่เก็บหนังสือ บอก “เอามาที่นี่ ปิ่นอนงค์ ชั้นจะกินที่เตียง”
ปิ่นอนงค์เดินไปที่เตียง ใหญ่รับถาดข้าวไปวางบนตัก ปิ่นอนงค์หยิบแก้วน้ำออกจากถาดกิริยางง เห็นใหญ่ยังนั่งนิ่งอยู่
“ป้อนด้วย” ใหญ่บอก
ปิ่นอนงค์เข้าไปนั่งใกล้ๆ ป้อนข้าวต้มให้ใหญ่กิน พลางแตะแก้มใหญ่ด้วยหลังมือ
“ตัวไม่ร้อนแล้ว หายแล้วนี่คะ ตักข้าวกินเองได้ มาอ้อนทำไม” ปิ่นอนงค์ป้อนข้าวอีกคำ “คะ”
“ไม่ได้อ้อน แค่อยากให้ปิ่นมาอยู่ใกล้ๆ กลัวว่าปิ่นจะเป็นอย่างที่เค้าพูด แล้วหนีชั้นไป”
ปิ่นอนงค์ไม่เข้าใจ “ใครมาพูดอะไรคะ”
ใหญ่แกล้งพูดหยอกเย้าไม่ได้จริงจัง “มีคนบอกว่าปิ่นสวมเขาให้ชั้น แอบไปเลี้ยงผู้ชายเอาไว้อีกคน”
ปิ่นอนงค์กำลังตักข้าวจะป้อนใหญ่อีกคำถึงกับสะดุ้ง ข้าวหกใส่มือที่รองช้อนอยู่
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
ปิ่นอนงค์วางช้อนในชาม รีบหยิบกระดาษชำระเช็ดมือไปมา
ใหญ่ตักข้าวต้มกินอย่างเอร็ดอร่อย “แต่ชั้นเชื่อใจปิ่น ปิ่นไม่มีทางทำให้ชั้นเสียใจ”
ปิ่นอนงค์รู้สึกผิด แอบมองใหญ่ที่กินเอร็ดอร่อย
พนักงานโรงแรมไขห้องทรรศนะเข้าไป ปานเทพควักเงินให้ ทัศนีย์อยู่ข้างๆ พนักงานไหว้ ปานเทพเปิดเข้าไปไม่มีใครในห้อง
“คงออกไปข้างนอก” ทัศนีย์ว่า
ปานเทพสวนคำออกไป “หรือไม่ก็ไม่มีนายนะ ไม่มีใครทั้งนั้น เธอกุเรื่องขึ้น”
“จะบ้าเหรอ ก็พนักงานที่โรงแรมเพิ่งยืนยันหยกๆว่า คนชื่อทรรศนะพักที่ห้องนี้ แล้วก็เคยเห็นผู้หญิงมาหาที่ห้องด้วย” ทัศนีย์เถียง
“เธออาจจะจัดฉากก็ได้”
“งั้นก็รอที่นี่ จนกว่าพี่นะจะกลับ ดูให้เห็นกับตา”
“ได้ ถ้าเจอตัวจะได้จัดการซะ”
ทรรศนะถือถุงของกินเข้ามา สะดุ้งโหยง รีบฉากหลบวูบ
“ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก จะเล่นงานก็ต้องเล่นทั้งคู่มันถึงจะยุติธรรม” ทัศนีย์บอก
ปานเทพบีบแขนทัศนีย์จนออกอาการเจ็บ “อย่าปูดเรื่องนี้กับใคร ฉันฆ่าเธอหมกป่าจริงๆ”
ทัศนีย์เห็นท่าทาง ปานป่าหวายก็กลัวขึ้นสมอง
ทรรศนะแอบดูอยู่ นึกสยองความโหดของปานเทพ
ปิ่นอนงค์ชงชาร้อนวางในถาด จัดยาจากถุง ใส่ถ้วยเล็กๆ วางตาม เสียงโทรศัพท์เข้า ปิ่นอนงค์หยิบโทรศัพท์มาดูตกใจนิดๆ
“คุณนะ” ปิ่นอนงค์เหลียวดูรอบตัว แล้วออกไป
ปิ่นอนงค์หลบมาคุยในห้องเก็บของ สีหน้าเครียดขณะฟังโทรศัพท์
“คุณใหญ่ส่งนายปาน มาดักฆ่าพี่ที่โรงแรม ดีนะที่พี่หนีมาได้”
ปิ่นอนงค์ตกใจนึกสงสัย “คุณใหญ่ไม่รู้ว่าคุณนะอยู่ที่ไหน จะส่งใครไปได้ยังไงคะ คุณนะเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า”
“ปิ่นไม่เชื่อพี่ก็ตามใจ ปิ่นไม่ได้รักพี่อีกแล้วนี่ จะมาสนใจอะไร”
“แล้วตอนนี้คุณนะอยู่ที่ไหนล่ะคะ ปิ่นจะได้พาคุณนายไปหา มีปัญหาอะไรจะได้ช่วยกันแก้ไข”
“เธอไม่ต้องมาพูด ขอให้ครองรักกับไอ้ใหญ่ให้มีความสุขไปเถอะ”
ทรรศนะโกรธตัดสาย ปิ่นอนงค์เครียดส่ายหน้า
คืนนั้นครองสุขเดินเข้าครัวมา เห็นถ้วยชาร้อนกับถ้วยยาวางอยู่ในถาด ครองสุขยิ้มเหี้ยมเกรียม
“คราวนี้มาดูกัน แกมันจะอึดไปได้สักแค่ไหน ไอ้ใหญ่”
ครองสุขเหลียวล่อกแล่ก หยิบขวดยาออกมาจากร่องอก เปิดฝาจะเทใส่ถ้วยชา มือของปิ่นอนงค์เข้า มากำมือครองสุขพร้อมขวดยายื้อแย่งกันไปมา
ครองสุขชะงัก “นังปิ่น แก”
“คุณนายจะวางยาคุณใหญ่ไม่ได้นะคะ”
ครองสุขดันปิ่นอนงค์ไปติดข้างฝา “ปล่อยชั้นนังปิ่น ชั้นจำเป็นต้องฆ่ามัน มันจับตานะไป มันจะฆ่าตานะ แกยอมได้เหรอ”
ปิ่นอนงค์หมุนตัว ดันครองสุขไปติดข้างฝาแทน หน้าเข้ม ตาดุ สู้ขาดใจและเอาจริง
“พอได้แล้วค่ะคุณนาย ปิ่นรู้ว่า ตอนนี้คุณนะอยู่ที่ไหน”
ครองสุขหยุดกึก ปิ่นอนงค์ปล่อยมือจากครองสุข
ปิ่นอนงค์แบมือไปตรงหน้าครองสุข “ขอยาพิษให้ปิ่นเถอะค่ะ ปิ่นจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”
“แก ... แกหมายความว่ายังไง”
“ปิ่นไม่ได้โง่ดักดานอย่างที่คุณนายคิดหรอกค่ะ ปิ่นเองก็อยากให้คุณใหญ่ตาย ที่แกล้งโง่อยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อให้ทุกคนตายใจ ปิ่นก็อยากเป็นเจ้าของไร่ไพศาลนี่เหมือนกัน”
ครองสุขงง มองปิ่นอนงค์ตะลึงตาค้าง ปิ่นอนงค์มองหน้าครองสุขตาลุกวาว “นังปิ่น แก”
“เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น คุณนายต้องหยุดการกระทำทุกอย่าง คุณใหญ่ตายเมื่อไหร่ เราแบ่งไร่ไพศาลกันคนละครึ่ง”
ครองสุขสะใจจิกตาร้าย ค่อยๆ ยื่นขวดยาพิษให้ ปิ่นอนงค์รับเอาไป ผุดยิ้มเหี้ยมเกรียม
“ตอนนี้คุณนะปลอดภัยดีค่ะ เราติดต่อกันตลอด คุณนะให้ปิ่นพาคุณนายไปพบเมื่อคุณนะพร้อม”
“นายนะหนีมาหาแกเหรอ”
สองคนสบตากัน ปิ่นอนงค์ยิ้มดุ ครองสุขยิ้มหวานตบแก้มปิ่นอนงค์ พูดหวานรื่นหูแต่เอาเรื่องทุกคำ
“แกร้ายมากนังปิ่น ร้ายจนฉันคิดไม่ถึง ได้ ฉันจะเชื่อแก ถ้าอยากให้แม่แกอยู่ดีมีสุข ก็อย่าคิดเล่นตลกกับฉันก็แล้วกัน”
ใหญ่ยืนนิ่งได้ยินเรื่องทั้งหมด! และเข้าใจปิ่นอนงค์ผิดไปเต็มๆ
ปิ่นอนงค์เปิดประตูเข้ามาในห้องนอน ถือถาดใส่ชาร้อนกับถ้วยยามา ปิ่นมองสงสัย ห้องว่างเปล่า ใหญ่หายไป
ปิ่นอนงค์เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงาน เห็นใหญ่นั่งดูจอคอมพ์ฯบนโต๊ะ
“อยู่นี่เอง ปิ่นตามหาซะทั่วเลย คุณใหญ่ต้องกินยาแล้วก็นอนพักนะคะ คุณหมอให้ดูอาการก่อนสองสามวัน”
ใหญ่ยิ้มแย้ม “ชั้นก็รอเธออยู่เหมือนกัน แค่ชาร้อนกับยาทำไมหายไปตั้งนาน”
ปิ่นอนงค์อ้ำอึ้ง ยิ้มเจื่อนๆ “รอน้ำเดือดค่ะ ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว”
ใหญ่ลุก ปิดคอมพ์ฯเอามือสองข้างตบโต๊ะสองครั้ง
“ไป ... กินยากัน”
ใหญ่ยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ที่หน้าต่าง ปิ่นอนงค์ถือถ้วยชาเข้ามายื่นให้
“ปิ่นไปชงให้คุณใหญ่ใหม่ กำลังร้อนเชียวค่ะ เอ๊ะ ... คุณใหญ่เปิดหน้าต่างทำไมคะ”
ใหญ่รับถ้วยชามาถือ “อ๋อ...ขอสูดอากาศบริสุทธิ์หน่อย ปิ่นอนงค์ขอน้ำเปล่าชั้น” ใหญ่ยกแก้วชาจะดื่ม “แก้วนึงสิ จะได้กินยาก่อนนอนเลย”
“ค่ะ”
ใหญ่ยกแก้วชา สบตากับปิ่นอนงค์ “ขอบใจนะปิ่น”
ปิ่นอนงค์ออกไป ใหญ่มองแก้วชาในมือเขม็ง
ใหญ่ยืนดัดแขน หมุนคอ รับอากาศสดชื่นแจ่มใส ที่ริมระเบียงห้องนอน ปิ่นอนงค์เอาซุปเต้าหู้เข้ามาวาง น้อยถือถาดเครื่องดื่มกับยาเข้ามา
ใหญ่นั่งยื่นหน้าดมซุป น้อยรินน้ำ จัดวางถ้วยใส่ยา “อืม หอมน่ากินจังเลย”
“ก็ปิ่นปรุงสุดฝีมือนี่คะ”
“ดี งั้นต้องป้อนด้วย อั้ม ๆ ...”
ปิ่นอนงค์ตักซุป เป่าๆ แล้วป้อน ใหญ่อ้าปากกินเข้าไป ทำเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วตาเหลือก ปากสั่น
ใหญ่สำรอกซุปออกมา หงายล้มกับพื้น ชักดิ้นชักงอ น้อยเหวอ ปิ่นอนงค์เข้าไปประคองใหญ่ สีหน้าตกใจ
ทัศนีย์แอบมองอยู่ รู้สึกตกใจ กดโทร. วุ่นวาย
“คุณใหญ่ คุณใหญ่ ช่วยด้วยๆ น้อย ไปตามคนมาเร็ว” ปิ่นอนงค์ร้องลั่น สีหน้าตื่นตกใจ
ปานเทพเข้ามาหน้าตื่น
ไม่นานต่อมา ปิ่นอนงค์เช็ดหน้าให้ใหญ่ที่นอนหลับอยู่ น้อยนั่งดูอย่างห่วงใย
ปานเทพพาหมอถือกระเป๋ายาเข้ามา บอกสองสาวหน้าเครียด
“ปิ่นกับน้อยไปรอข้างล่างดีกว่า”
“ทำไมเหรอคะ”
“คุณหมอจะได้รักษาสะดวกๆไง”
ปิ่นอนงค์ลุกอย่างลังเล น้อยพยักหน้าจูงกันออกไป
ปานเทพปิดประตูล็อกห้องทันที
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 10 (ต่อ)
ปิ่นอนงค์ลงมานั่งรอที่ห้องโถง หน้าเครียดเพราะเป็นห่วงใหญ่จริงๆ น้อยยืนเกาะเก้าอี้เครียดตาม ปิ่นอนงค์เหลือบตามองไปข้างบนเป็นระยะ
ครองสุข ทัศนีย์ และอุ่นเรือน เข้ามาหน้าตื่นพร้อมกับเปี๊ยก
“เป็นยังไงบ้าง อาการเป็นยังไงนังปิ่น” ครองสุขตื่นเต้น
“คุณหมอตรวจอยู่ค่ะ” ปิ่นอนงค์บอก
ปานเทพพาหมอลงบันไดมา ปิ่นอนงค์รีบไปหาหมอจะถามปานเทพพูดตัดหน้า
“เปี๊ยก ไปส่งคุณหมอเร็ว คุณหมอรีบ”
เปี๊ยกวิ่งไปรับกระเป๋ายาจากปานเทพ พาหมอออกไปทันที ปิ่นอนงค์เงอะงะถามปานเทพแทน
“หมอว่าไงบ้างคะ”
ปานเทพทำหน้าเครียด มองกราดทุกคน ครองสุขฉุน ลุ้นระทึกกว่าใครอื่น
“อ้ำอึ้งกันอยู่ได้ ว่ายังไงผู้จัดการ คุณใหญ่เป็นยังไงบ้าง”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังโครมบนเรือน พร้อมกับเสียงใหญ่ร้องอย่างเจ็บปวด “โอ๊ย”
หมู่มวลตาค้าง ปิ่นอนงค์วิ่งนำไปเร็วรี่
ปิ่นอนงค์ถึงก่อนใคร รีบเปิดประตูเข้าห้องมา แล้วต้องตกใจ ตาโตยกมือปิดปาก ปานเทพตามติด ทุกคนที่ตามมาข้างหลังหน้าตื่นตามๆ กัน
ใหญ่นอนแบบอยู่กับพื้น พยายามตะเกียกตะกายเกาะขอบเตียง จะลุกแต่ลุกไม่ขึ้น เหมือนขาหมดแรง
ใหญ่อ้าปาก พยายามจะพูดแต่พูดไม่ได้
ปิ่นอนงค์กับปานเทพเข้าไปประคองใหญ่นั่งกับพื้น
ปานเทพบอกหน้าเครียด “หมอบอกคุณใหญ่กล้ามเนื้อตายเฉียบพลัน อาจจะเป็นอัมพาต” ครองสุขดีใจ ทัศนีย์ตกใจ “ต้องพาไปตรวจให้แน่ชัดอีกทีถึงจะรู้”
อุ่นเรือนหน้าเจื่อนละอายใจ ปิ่นอนงค์ไม่อยากเชื่อ “เป็นไปได้ยังไงคะ ไม่มีทาง รีบพาคุณใหญ่ไปโรงพยาบาลกันดีกว่า”
ใหญ่ปัดมือไม้ว่อน อ้อแอ้เสียงดังลั่นฟังไม่ศัพท์ปานเทพรีบแปล
“คุณใหญ่ไม่ยอมไปโรงพยาบาลตั้งแต่แรกแล้ว หมอยังต้องหนีเลย”
“คุณใหญ่” ปิ่นอนงค์ตกใจร้องไห้โฮกอดใหญ่แน่น ใหญ่ผลักไสปิ่นอนงค์ มองตาขวาง ถดตัวหนี ปานเทพต้องเข้าประคองเอาไว้
ครองสุขยิ้มสะใจ
ที่เรือนพักครองสุขเวลาต่อมา
ธีระกับครองนั่งดื่มเหล้าค็อกเทลกัน ครองสุขยิ้มกริ่ม
“และแล้วก็มาถึงจนได้ วันนี้ที่รอคอย นังปิ่นนี่มันร้ายลึกจริงๆ ไม่มีวี่แววให้จับพิรุธได้สักนิด”
ธีระคาดไม่ถึงเช่นกัน “ผมก็ดูไม่ออก ใครจะไปคิดว่าปิ่นจะเลือดเย็นยิ่งกว่าพี่ได้”
ครองสุขค้อนขวับ “ชมหรือด่า”
ธีระรีบจับมือครองสุขมาจูบ “ใครจะกล้าด่าพี่ เราจะกลับไปครองเรือนใหญ่กันเมื่อไหร่ดีพี่ อยู่อย่างนี้อึดอัดจะตาย อายไอ้พวกพนักงานด้วย”
“อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ ง่อยกลายเป็นผักเน่า พอไอ้ใหญ่มันตายปุ๊บ คราวนี้เรารีบแจ้งตำรวจกันเลย เอานิติวิทยาศาสตร์มาตรวจ แล้วก็โยนความผิดให้นังอุ่นกับนังปิ่น เมียกับแม่ยายใจโฉดชั่ว วางยาฆ่าผัวหวังสมบัติ หมดไอ้ใหญ่ไป ไร่ไพศาลจะได้กลับมาเป็นของพี่ซะที”
ครองสุขปลื้มปริ่มดื่มเหล้ากิริยากระหยิ่มยิ้มย่อง ชนแก้วกับธีระฉลองที่งานลุล่วง
ถวิลนอนให้เปี๊ยกนวดที่พื้น หวานกินส้มตำอยู่ใกล้ๆ น้อยหน้าเครียดเข้ามาท่าทีเร่งรีบ
“ยังมามีความสุขกันอยู่อีก คุณใหญ่ป่วยหนักจะเป็นอัมพาตอยู่แล้ว ไม่รู้จักไปดูแล” เปี๊ยกโดดลงจากหลังถวิล หน้าตื่นตาโตปริบๆ
ถวิลยังนอนนิ่ง หวานตกใจ “นังน้อย แกพูดอะไรของแก ไอ้เปี๊ยก แกเพิ่งไปส่งหมอมา ไม่เห็นบอกอะไรซักท่า”
เปี๊ยกส่งภาษาไปมาหวานแปล “หมอบอก คุณใหญ่อ่อนเพลียเฉยๆ จริงเหรอไอ้เปี๊ยก”
เปี๊ยกพยักหน้ายืนยัน น้อยโมโห “ผัวพี่เรียนแพทย์จบมาจากไหน ถึงได้คุยกับหมอรู้เรื่อง ชั้นเนี่ยเห็นมากับตา คุณใหญ่ชักกระแด่วๆ”
เปี๊ยกกะหวาน สบตากันงง หวานหันมาทางถวิล “ลุงหวิน” ส่งสายตาถาม
“อย่าห่วงเลย คนดีพระต้องคุ้มครอง” ถวิลเสียงเรียบๆ ไม่ตกใจสักนิด
ปิ่นอนงค์พาตัวเองมายืนประจันหน้ากับครองสุข หน้าตาเอาเรื่อง
“คุณนายผิดคำพูด”
ครองสุขมองธีระ พยักหน้าให้ธีระออกไป ธีระส่งสายตามองปิ่นอนงค์อย่างเสียดาย
“อะไรของแก”
“ไหนตกลงกันว่าจะให้ปิ่นเป็นคนวางยาเอง แล้วทำไมคุณใหญ่”
ครองสุขงงๆ เพราะคิดว่าปิ่นอนงค์เป็นคนวางยา “แกพูดเหมือนยังไม่ได้หยอดยาให้ไอ้ใหญ่”
ปิ่นอนงค์นึกขึ้นได้ที่พลั้งปากไป “ปิ่นทำแล้ว แต่ เออ ไม่คิดว่ายาจะออกฤทธิ์เร็วอย่างนี้”
“มันก็ดีแล้วนี่”
“แต่ปิ่นมีแผนใหม่จะให้คุณใหญ่ทำพินัยกรรมยกสมบัติให้ปิ่นก่อน”
ปิ่นอนงค์จับมือครองสุข “คุณนายมียาแก้พิษมั้ยคะ ขอให้ปิ่นเถอะ แล้วปิ่นรับรองว่าจะจ่ายเงินคุณนายได้ไม่อั้น”
ครองสุขกลอกตา คิดแผนร้ายไปมา ก่อนจะสะบัดมือออก “ยาแก้พิษน่ะมี แต่แกต้องเอาเงินสินสอดของแกมาแลก”
ปิ่นอนงค์อึกอัก “แต่สินสอดมันอยู่ในธนาคาร”
ครองสุขกระชากแขนปิ่นอนงค์สุดแรง ข่มขู่ “ไปเบิกออกมาด้วยกัน แล้วพาฉันไปหาตานะ”
ปิ่นอนงค์กลัวเกรงความร้ายกาจของครองสุข แต่ก็ต้องรวบรวมความกล้าเพื่อช่วยใหญ่
อุ่นเรือนไม่สบายใจเรื่องใหญ่โดนยาพิษ เดินมาหยุดหน้าห้องแต่ไม่กล้าเข้าไป น้อยถือเครื่องดื่ม เดินมาเห็นเข้า
“ป้าอุ่น มาเยี่ยมคุณใหญ่เหรอ”
อุ่นเรือนสะดุ้ง “แค่มาดู”
อุ่นเรือนเดินหนี น้อยรีบดึงแขนไว้ “อ้าว จะมาดูก็เข้าไปสิจ๊ะ คุณใหญ่คงดีใจที่เห็นแม่ยายเป็นห่วง”
น้อยผลักประตู ร้องเสียงดัง “คุณใหญ่!”
อุ่นเรือนตกใจรีบมองเข้าไปในห้อง บนเตียงว่างเปล่า ใหญ่หายตัวไป
ทรรศนะย้ายที่พักมาพักที่โรงแรมราคาถูกแห่งใหม่ แต่ยังเมาแอ๋ เวลานั้นนั่งหมดสภาพข้างคอห่าน มีขวดเหล้าหลายขวดกลิ้งที่พื้น ครองสุขกับปิ่นอนงค์เข้ามาเห็นก็ตกใจ โดยเฉพาะครองสุขใจหาย
“ตานะ”
ทรรศนะปรือตามอง พอเห็นครองสุขนึกว่าเป็นอรสอางค์ ทรรศนะเมามายไม่รู้ตัวมือปัดป่าย โวยวาย
“ไปให้พ้นเธอมันไม่จริงใจ อรสอางค์ อย่ามายุ่งกับฉัน”
ครองสุขรีบเข้าไปกอด สงสารลูกชายสุดๆ “น้าเองตานะ น้ามาแล้ว”
“คุณน้า ปิ่นเธอพาคุณน้ามาทำไม” ทรรศนะเริ่มได้สติ
“นี่เป็นเรื่องใหญ่ คุณนะไม่ควรปิดบังคุณนายค่ะ”
“คุณน้า อรสอางค์หลอกผม ผมมันโง่ ผมขอโทษ”
“ไม่เป็นไร มันไม่ใช่ความผิดของนะผู้หญิงรวยๆยังมีอีกเยอะ น้าจะหาให้เอง ไม่ร้องๆ”
ทรรศนะร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กขี้แย ปิ่นมองอย่างเห็นใจ
ครองสุขกับปิ่นอนงค์ช่วยกันประคองทรรศนะให้นั่งพิงเตียง ทรรศนะคออ่อนคอพับ
ปิ่นอนงค์มองสภาพทรรศนะรู้สึกเป็นห่วง “ปิ่นว่าคุณนายน่าจะรีบพาคุณนะไปหาที่อยู่ใหม่ ขืนปล่อยให้คุณนะอยู่คนเดียว จิตใจคงแย่ลงทุกวัน”
ปิ่นอนงค์ยื่นซองเงินให้ “เงินสินสอดของปิ่นห้าแสนคงช่วยให้คุณนะมีชีวิตใหม่”
ครองสุขตาลุกวาวจะรีบคว้า ปิ่นชักมือกลับ “ยาแก้พิษละคะ”
ครองสุขโกรธตวาดปิ่น “แกอย่ามาลีลากับฉันนะนังปิ่น ส่งเงินมานี่”
“ไม่มียาแก้พิษใช่มั้ยคะ” ปิ่นอนงค์นึกรู้ทันที
ครองสุขพุ่งเข้าแย่งเงินจากมือปิ่นอนงค์
“มันตายแกก็ติดคุกข้อหาวางยาผัว มรดกทั้งหมดจะตกอยู่ที่ใครถ้าไม่ใช่ฉัน นังเด็กอ่อนหัดเอ๊ย”
ปิ่นอนงค์ยื้อไว้ไม่ยอมให้ “ไม่ ปิ่นไม่ให้”
สองคนแย่งกันไปมา ครองสุขตบปิ่นอนงค์จนเซไปซบอกทรรศนะพอดิบพอดี เงินอยู่ในมือครองสุขแล้ว
ทันใดนั้น ปานเทพก็ผลักประตูเข้ามาอย่างแรง ครองสุขหันขวับมามอง ปานเทพหลีกทางให้ใหญ่เดินเข้ามา ครองสุขตะลึงที่เห็นใหญ่ปกติดี ปิ่นอนงค์ก็ช็อก แต่เต็มไปด้วยความดีใจ ทรรศนะผงกหัวมองใหญ่
ใหญ่จ้องปิ่นอนงค์ที่อยู่อิงอยู่กับอกทรรศนะอย่างโกรธจัด ปิ่นอนงค์รู้สึกตัวรีบผละออกทันที
“คุณใหญ่”
ครองสุขมองใหญ่อย่างไม่เชื่อสายตา “ทำไมแกถึงเดินได้”
ใหญ่ยิ้มน่ากลัว เสียงเย็นเยียบ “งงว่าไอ้ยาพิษขวดนั้นมันทำให้ผมเป็นไอ้ง่อยไม่ได้เหรอครับคุณครองสุข”
ใหญ่นึกถึงวันที่เขารู้ความจริง และรู้โดยบังเอิญ ขณะเดินตามหาปิ่นอนงค์
“ปิ่นอนงค์” ใหญ่ร้องเรียก
ใหญ่ได้ยินเสียงคนคุยกัน เดินไปหยุดหน้าครัว มองไปเห็นครองสุขกับปิ่นอนงค์แย่งขวดยาพิษกันอยู่
ใหญ่รีบฉากหลบแอบดู ได้ยินทุกอย่างชัดเจน แต่เข้าใจปิ่นอนงค์ผิดไป
อีกตอนใหญ่นั่งที่หน้าจอคอมพ์ในห้องทำงาน ที่แท้กำลังดูคลิปปิ่นอนงค์กับทรรศนะ จากมือถือปานเทพ เห็นปิ่นอนงค์ประคองทรรศนะเข้าห้องพักแล้วประตูปิดลง
ใหญ่มือสั่นอย่างเห็นได้ชัด ที่ประตูมีเสียงลูกบิดคนกำลังจะเข้ามา ปานเทพรีบคว้ามือถือจากมือใหญ่หลบเข้าใต้โต๊ะทำงานใหญ่
ประตูเปิด ปิ่นอนงค์ถือถาดชาร้อนกับยาเข้ามา “อยู่นี่เอง ปิ่นตามหาซะทั่วเลย...”
ที่หน้าต่างห้องทำงาน ใหญ่ยกแก้วชา สบตากับปิ่นอนงค์ “ขอบใจนะปิ่น”
ปิ่นอนงค์ออกไปเอาน้ำเปล่าตามที่ใหญ่บอก
ใหญ่มองชาแล้วแอบเททิ้งนอกหน้าต่าง ปิ่นอนงค์ไม่ทันเห็น
นึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ใหญ่มองจ้องหน้าปิ่นอนงค์รู้สึกผิดหวังอย่างแรง
“เธอต้องการฆ่าฉันก็เพื่อไอ้ชู้รักนี่ เอาของแต่งงานที่ฉันให้” มองเงินที่ครองสุขกอดไว้ “ทูนให้มันหมด ผู้หญิงเลว”
ปิ่นอนงค์น้ำตาคลอจะโผเข้าหาใหญ่ “คุณใหญ่”
ทรรศนะรีบยืนขึ้นสภาพโงนเงนกอดปิ่นอนงค์ไว้ทรรศนะเสียงอ้อแอ้ “ปิ่น อย่าไปนะ อย่าทิ้งพี่”
ใหญ่แค้นจัดพุ่งเข้าชกหน้าทรรศนะจนล้มกลิ้งลงไป ส่วนปิ่นอนงค์เซล้มลงไปนั่งที่เตียง
ครองสุขเข้ามาตบใหญ่หน้าหัน ชี้หน้ายืนขวางทรรศนะเหมือนจงอางหวงไข่
“ถ้าแกกล้าแตะตานะอีก ฉันจะขอสู้ตายกับแก”
ใหญ่ยิ้มร้าย มองไปทางปิ่นอนงค์ เดินเข้าไปกระชากข้อมือปิ่นอนงค์ลากตัวออกจากห้อง
ปานเทพชักปืนออกมาเล็งไปที่ครองสุขทันที ครองสุขร้องกรี๊ดเข้าไปกอดบังทรรศนะไว้
ที่ไร่ไพศาล ถวิลกับคนงานรื้อค้นห้องครองสุขกระจุยกระจาย
ขณะที่เปี๊ยกกับคนงานลากทัศนีย์ออกจากเรือน ทัศนีย์ดิ้นรนสุดฤทธิ์
ธีระซ่อนตัวแอบมองอยู่ ตัดสินใจรีบเผ่น
เวลาต่อมาที่ลานกว้างภายในไร่ ใหญ่ยืนมองกล่องใส่ขวดยาพิษที่เหลือในมือ ถวิลกับปานเทพยืนขนาบใหญ่ซ้ายขวา ใหญ่โมโหขว้างทั้งกล่องใส่หน้าครองสุขที่ยืนรวมอยู่กับทรรศนะ และทัศนีย์
เปี๊ยกถือปืนกับคนงานอีกคนยืนคุมเชิงกลุ่มครองสุข
ครองสุขร้องกรี๊ดกระโดดหลบไปข้างๆ ทรรศนะที่สร่างเมาแล้ว ทรรศนะประคองครองสุขอย่างเป็นห่วง
“คุณใหญ่ทำเกินไปแล้ว”
ปิ่นอนงค์โดนคนงานคุมตัวอยู่อีกมุม มองไปที่ใหญ่
“แล้วที่คุณน้าสุดสวาทขาดใจของนายเอาไอ้ยาพิษพวกนี้ให้ฉันกิน มันไม่เกินไปยิ่งกว่าเหรอ”
ทรรศนะมองหน้าครองสุขหาความจริง ครองสุขหรือจะยอมรับ
“น้าไม่รู้เรื่องจริงๆ นะ ให้น้าไปสาบานที่ไหนก็ได้” ครองสุขแก้ตัว
“คุณน้าวางยาผม เหมือนกับที่เคยวางยาพ่อผมใช่มั้ย”
ใหญ่ถามแน่วนิ่ง ครองสุขหน้าตาตื่น รีบตีหน้าเล่นละคร
“แกอย่ามาใส่ร้ายฉันนะ ฉันรักคุณไพศาลสุดหัวใจ ไม่มีวันที่ฉันจะทรยศหักหลังเค้า”
ปานเทพรำคาญ ทนฟังไม่ได้ “เสียเวลาพูดทำไมวะ เรียกตำรวจมาเลยดีกว่า”
ครองสุขชี้หน้าด่ากราด “เอาเลย ฉันจะได้แจ้งกลับว่าพวกแกเป็นแก๊งโจรปล้นฆ่า ข่มขู่ใส่ร้ายฉัน ดูสิตำรวจจะเชื่อฉันหรือเชื่อคำพูดโจร”
ใหญ่หัวเราะหยัน หันไปทางปานเทพ
“คุณปานเทพ คุณเป็นถึงทนายความไม่ใช่เหรอครับ ช่วยบอกคุณนายครองสุขเป็นวิทยาทานให้ที ว่าการแจ้งความเท็จกล่าวหาคนมีอาชีพสุจริตอย่างผมว่าเป็นขโมยขโจร จะเป็นไง”
ทัศนีย์ไม่เชื่อหู “ไอ้หมอนี่นะเหรอเป็นทนายความ”
ปานเทพยืด “ถ้างั้นผมขอถือโอกาสแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการเลยดีกว่าผมทนายปานเทพ” พลางปานแกะหนวดออกโยนทิ้ง ผายมือไปทางใหญ่ “ส่วนท่านผู้นี้คือ วิศวกรเจ้าของเหมือง เป็นหุ้นส่วนกับนายหัวปลอดพ่อของผม”
กลุ่มครองสุข ทรรศนะ ทัศนีย์ และเปี๊ยกช็อก กลุ่มคนงานที่คุมตัวปิ่นอนงค์ต่างตกตะลึง ถวิลที่ยืนข้างใหญ่ยิ้มดีใจ
“ถ้าคุณนายคิดจะสู้คดีกับคุณชาลิต” ปานเทพมองขวดยาพิษบนพื้นตรงหน้าคุณนาย “ตามหลักฐานที่เห็น ความผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนาและมีการไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้า มีโอกาสโดนประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือติดคุก 15 ปีถึง 20 ปี” ปานเทพเดินไปหาปิ่นอนงค์ ยืนมองจ้องหน้า “รวมไปถึงผู้สมรู้ร่วมคิดทุกคนด้วย”
ใหญ่มองไปทางปิ่นอนงค์ในใจอดห่วงไม่ได้
ปานเทพหันมาหาใหญ่ “จะให้โทร.เรียกตำรวจเลยมั้ย”
ครองสุขกลัวจัดแย่งปืนจากมือเปี๊ยกอย่างไวมาก จนทุกคนทำอะไรไม่ทัน ยิงใส่ใหญ่ทันทีเสียงดัง
“เปรี้ยง!”
ปลอดมาถึงเห็นเหตุการณ์รีบพุ่งเข้ามาผลักใหญ่ออกจนพ้นทิศทางลูกปืน ล้มกลิ้งไปด้วยกัน
ปานเทพเล็งปืน พงษ์ และลูกน้องปลอดนับสิบ เล็งปืนไปที่กลุ่มครองสุขเป็นจุดเดียว ทัศนีย์ร้องกรี๊ด
“ฉันไม่เกี่ยวนะ อย่าๆ อย่ายิง”
ทัศนีย์รีบหลบแอบข้างหลังพี่ชาย ทรรศนะยกสองมือหน้าตื่น ปานเทพมองนีอย่างห่วงๆ เบี่ยงกระบอกปืนไปทางครองสุขแทน
ปลอดลุกยืนชักปืนไปที่ครองสุข “ผมขอคิดบัญชีให้คุณใหญ่เอง”
ครองสุขกรี๊ด “อย่า”
อุ่นเรือนวิ่งทะยานเข้ามาบังครองสุข ยกมือไหว้ปลอด
“ฉันเป็นคนวางยาคุณใหญ่เอง ถ้าจะฆ่า ก็ฆ่าฉันแทน”
ปิ่นอนงค์วิ่งถลาไปหาปลอดจับปืนแน่น “แม่ปิ่นไม่รู้เรื่อง แม่พูดไปเพราะห่วงคุณนาย ความจริงแล้วปิ่นเป็นคนทำเอง คุณใหญ่ก็ได้ยินกับหู”
ปลอดยิ่งโมโห แค้นแทนใหญ่ “คุณไพศาลเลี้ยงดูพวกแก ให้บ้านอยู่ ให้ข้าวกิน แต่พวกแกอกตัญญู สมควรตายกันทั้งหมดนี่แหละ”
ปลอดสะบัดจนปิ่นอนงค์ล้มลง แล้วเล็งปืนใส่ ใหญ่รีบห้าม “อย่าอาปลอด
ปลอดเสียงเข้ม “คุณใหญ่ถอยไป เราใจดีให้พวกมันมามากพอแล้ว”
ระหว่างที่ทุกคนจ้องมาที่ใหญ่กับปลอด ธีระขับรถเก๋งพุ่งเข้ามาชนกลางวง พวกปานเทพ และคนงาน รวมทั้งเปี๊ยกกระโดดหลบ
“พี่ครองหนี”
รถจอดที่กลุ่มครองสุข ครองสุขรีบดันทรรศนะขึ้นไปก่อน
“ขึ้นไปเลยตานะ” มองไปทางทัศนีย์ “ยัยนี เร็วสิ”
ครองสุขลากแขนลูกสาว ทัศนีย์ไม่ยอมไป “ขืนไปก็อดตาย นีไม่ไปด้วยหรอก”
พงษ์ยิงออกไปก่อนแต่ไม่โดน เฉี่ยวหัวทัศนีย์ร้องกรี๊ด ลูกน้องที่รวมกลุ่มอยู่กับพงษ์ตั้งท่าจะระดมยิง
ปานเทพห่วงทัศนีย์วิ่งมาขวางหน้ากลุ่มพงษ์
“อย่ายิงมั่ว คนไม่เกี่ยวจะโดนลูกหลงไปด้วย”
ธีระขับรถหนีไปแล้ว ปลอดหันมาสั่งพงษ์
“ตามจับมาให้ได้”
พงษ์กับลูกน้องวิ่งกรูขึ้นรถ ปลอดจ้องหน้าลูกชายอย่างตำหนิ ปานเทพหรุบตาต่ำกลัวพ่อเล่นงาน
ปิ่นอนงค์วิ่งไปประคองแม่ที่ยืนหวาดกลัวอยู่ ใหญ่มองปิ่นอนงค์ สองคนสบตากัน
ใหญ่มองทั้งรักทั้งแค้น ตัดสินใจเดินหนี
รถธีระซิ่งหนีออกมานอกไร่แล้ว รถพงษ์ไล่ล่า พงษ์กับลูกน้องระดมยิงใส่ล้อ ครองสุข ทัศนีย์ ร้องกรี๊ดกร๊าดอยู่ในรถ
เวลาเดียวกันลูกน้องเสี่ยตงยืนคุมรอบๆ บริเวณไร่แห่งหนึ่ง เสี่ยตงแย่งโฉนดมาจากชายเจ้าของไร่ ที่อ้อนวอนขอร้องอยู่
“ฉันจะหาเงินมาใช้หนี้พนันเสี่ยให้ได้ เสี่ยอย่ายึดไร่ฉันเลย”
เสี่ยตงดึงโฉนดมา ถีบเจ้าของไร่กระเด็นไป
“กลับ”
เสี่ยตงสั่งลูกน้องจะเดินไป เจ้าของไร่ถลาเข้าไปกอดขาแน่น เสี่ยตงสะบัดขาหลุด ลูกน้องเข้ามารุมยำตีน กระทืบๆ
ด้านพงษ์เล็งปืนหรี่ตา ยิงใส่ที่ล้อ ล้อแตก รถส่ายไปส่ายมาลงข้างทาง
พวกครองสุขเปิดประตูออกมาวิ่งหนีเข้าไร่ ทรรศนะประคองครองสุขวิ่ง ทัศนีย์ตามติด ธีระรั้งท้าย
รถพงษ์วิ่งมาถึงจอด แล้วพากันไล่ตามไป
พวกครองสุขหนีเตลิด พงษ์กับลูกน้องไล่ยิงในระยะห่างๆ
บนทางเล็กๆ ในไร่ที่รถพอวิ่งได้ รถเสี่ยตงวิ่งตามกันมาสองคัน ครองสุขเห็นรถรีบวิ่งไปขวางหน้า
“ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่ะ”
คนขับรถเห็นเป็นครองสุขจำได้ เบรกกึก เสี่ยตงนั่งหลังหน้าคะมำ โกรธจัด
“อะไรกันวะ ขับรถอย่างนี้ลากมันไปยิงทิ้ง”
คนขับรีบหันมาอธิบาย “คุณ คุณนายครองสุข ขวางรถอยู่”
เสี่ยตงตวาด “ใครขวางรถก็ลากไปยิงทิ้งสิโว้ย” มองผ่านกระจกหน้า “เฮ้ยนังคุณนายครองสุข นังตัวดี”
เสี่ยตงแค้นเรื่องหนี้อยู่รีบเปิดประตูออกไป “ไงคุณนาย โลกมันกลมซะจริงๆ”
ครองสุขดีใจ “เสี่ยตง! เสี่ยตงเรื่องหนี้ไว้พูดกันทีหลัง แต่ตอนนี้ช่วยฉันก่อน”
เสียงปืนดังเปรี้ยง !
ลูกปืนยิงเฉียดหัวเสี่ยตงไปนิดเดียว พวกธีระ ทรรศนะ ทัศนีย์ รีบวิ่งมาหลบที่อีกด้านของรถ
ครองสุขดึงเงินออกมาให้ดูปึกหนึ่ง “ฉันมีเงินให้หนึ่งแสน ถ้าช่วยฉันหนี”
เสี่ยกระชากเงินมาทันควัน
พงษ์กับลูกน้องวิ่งมาถึง “จับมันมา”
เสี่ยตงชักปืนยิงใส่พวกพงษ์ ลูกน้องคนอื่นยิงตาม พวกพงษ์รีบหาที่หลบ สองฝ่ายยิงกันสนั่น
ลูกน้องพงษ์โดนยิงไปหลายคน
ธีระ ทรรศนะ ทัศนีย์ ขึ้นมานั่งในรถเสี่ยตงเรียบร้อยแล้ว ทัศนีย์กอดทรรศนะแน่นหลับตาปี๋ ครองสุขรีบสั่งคนขับ
“รีบขับไปสิ ไปเร็ว
คนขับยังเงอะงะอยู่เพราะรอเสี่ยตง “อยากโดนลูกหลงไปด้วยหรือไง พันนึงพอมั้ย”
คนขับตาโตรีบรับมา บึ่งรถไปทันที
เสี่ยตงหันมาเห็น รีบถอยไปขึ้นรถอีกคัน ลูกน้องช่วยยิงสกัด มีบางคนโดนยิง
ทั้งหมดขึ้นรถได้ก็บึ่งออกไป พงษ์วิ่งตามยิงใส่ไปหลายนัดแต่ไม่ทันแล้ว หันไปมองลูกน้องที่บาดเจ็บ
ปิ่นอนงค์ ตอนที่ 10 (ต่อ)
ลูกน้องปลอดยืนคุมเข้มอยู่ที่หน้ากระท่อมท้ายไร่ มีเสียงอุ่นเรือนดังลอดออกมา
“ไปเรียกไอ้ใหญ่มา”
ด้านในกระท่อมอุ่นเรือนพยายามเขย่าประตู “ฉันอยากคุยกับมัน ลูกฉันไม่เกี่ยว มาเอาชีวิตฉันไปแทนปล่อยนังปิ่นมันไป”
ปิ่นอนงค์เข้ามาดึงอุ่นเรือน “อย่านะแม่ แม่ต้องบอกคุณใหญ่ว่าคุณนายสั่ง แต่แม่ไม่ยอมทำปิ่นเลยทำเอง”
“คุณนายไม่ได้สั่งฉัน ฉันต่างหากที่อยากฆ่าไอ้ใหญ่ มันเกลียดคุณนาย มันพยายามทำทุกอย่างเพื่อล้างแค้นคุณนาย”
“คุณนายต่างหากที่เป็นคนไม่ดี คุณนายหลอกใช้แม่ ทำไมแม่มองไม่ออก” ปิ่นอนงค์พยายามอธิบายกับแม่
“แกนั่นแหละหลงไอ้ใหญ่จนตาบอด มันหลอกแกว่าเป็นโจรเพราะมันเห็นว่าแกโง่ คิดจะใช้กำลังข่มเหงแกยังไงก็ได้ ผู้ชายถ้ามันรักใครจริง มันต้องอยากให้ผู้หญิงเห็นว่ามันเป็นคนดี”
ปิ่นอนงค์คิดตามเจ็บจี๊ดในใจ น้ำตาไหลริน
ใหญ่นั่งหน้าเครียดนึกถึงแต่ปิ่นอนงค์ ปลอดเข้ามายืนตรงหน้าใหญ่
“ดีที่ไอ้ปานมันโทร.ไปเล่าให้ผมฟัง ถึงได้มาทันเวลา ไม่อย่างนั้นผมคงเสียใจไปตลอดชีวิตที่ปกป้องคุณใหญ่ไม่ได้ งานนี้นังคุณนายมันต้องชดใช้”
พงษ์เข้ามา ทุกคนหันไปมอง “ลากพวกมันมา”
พงษ์หน้าเสีย “คือ เราเกือบจะจับมันได้อยู่แล้ว แต่มีคนมาช่วยมันไปได้ ไม่รู้ว่าเป็นพวกไหน
ปลอดโกรธ “ไปสืบมามันเป็นใคร ถ้าหาที่ซ่อนตัวนังครองสุขไม่ได้ แกก็ไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้า”
พงษ์ก้มหัวรีบออกไปทันที “แล้วปิ่นกับป้าอุ่น พ่อจะเอายังไง” ปานเทพถาม
ปลอดมองใหญ่ “มาถามอะไรฉัน ปิ่นอนงค์เป็นเมียคุณใหญ่...”
ใหญ่ตัดใจทำปากแข็งสวนออกไป “ผมไม่นับคนที่คิดฆ่าผมเป็นเมีย แล้วแต่อาปลอดตัดสินใจเถอะครับ”
ใหญ่ลุกหนีไปปานเทพมองตาม “หวังว่ามันจะตาสว่าง ไม่ใจอ่อนเอาอีก”
ปลอดหันมาดุปานเทพเรื่องห่วงทัศนีย์ออกนอกหน้า “พอกันทั้งคู่นั่นแหละ เพราะผู้หญิง!”
“แบบนี้เรียกว่าโมโหหิวหรือเปล่า พาลไปทั่ว”
“อย่าคิดนะว่าฉันมองไม่ออก” ปลอดชี้หน้าขู่ “อย่าแม้แต่จะคิด ถ้าคิดไปแล้วก็ให้เลิกคิด”
ปลอดเดินโมโหออกไป ปานเทพจ๋อยที่พ่อมองออกว่าตนห่วงทัศนีย์
หวานถีบเปี๊ยกหงายเก๋งลงมาที่พื้น
“ไอ้เปี๊ยกถ้าแกหาว่าปิ่นวางยาพิษคุณใหญ่อีก คืนนี้แกไปนอนตากยุงข้างนอกเลย”
เปี๊ยกโวยวายว่าคุณใหญ่เห็นกับตา “ถึงคุณใหญ่เห็นกับตา ฉันก็ไม่เชื่อ”
เปี๊ยกจะพูดอีก หวานชี้หน้า “อย่านะ หยุดพูด ไม่ต้องมาเข้าข้างคุณใหญ่”
น้อยเองก็ไม่เชื่อ “ใช่ ฉันก็ไม่เชื่อ ฉันอยู่กับพี่ปิ่นมานาน พี่ปิ่นเป็นคนขี้สงสารสงสารไปหมดแม้แต่วัวควายหมูหมากาไก่ คนแบบนี้จะฆ่าคนได้ยังไง จริงมั้ยลุงหวิน”
“พวกเราไม่เชื่อแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร สำคัญที่คุณใหญ่เชื่อไปแล้ว” ถวิลว่า
“ท่าทางนายปลอดโหดมาก ปิ่นมันจะโดนฆ่าหรือเปล่า”
จินตนาเข้ามาได้ยินก็ตกตะลึง “ใครจะฆ่าปิ่น เกิดเรื่องอะไรกับปิ่นเหรอ”
ทุกคนหันไปมองจินตนาเป็นตาเดียว
จินตนาเดินรีบร้อนเป็นห่วงปิ่นอนงค์มาก ปานโผล่มาขวางหน้า เปี๊ยกเข้ามาประกบข้างปานเทพแบบยืดๆ จินตนามองเปี๊ยกรู้ทันที
“อ๋อ มีสปายนี่เอง”
“กลับไปซะ เรื่องของคนในครอบครัว คนนอกไม่เกี่ยว”
จินตนากระชากคอเสื้อปานเทพ “พวกนายไม่มีสิทธิ์กักขังใคร นายเป็นถึงทนายความน่าจะรู้กฎหมายข้อนี้ดี” ปานเทพอึ้งไปนิดหนึ่ง “ทำไมตกใจเหรอที่ความลับโดนเปิดเผย”
ปานเทพหัวเราะ ดึงมือจินตนาออก “เพิ่งจะรู้เหรอยาย ชาวบ้านชาวช่องเค้ารู้กันหมดแล้ว แต่ยังไงก็ต้องขอชมว่า สอดรู้สอดเห็นได้เก่งใช้ได้”
จินตนาเงื้อมือจะตบ “ถ้าตบก็จูบนะ เปี๊ยกปิดตาซะ เดี๋ยวคุณจินเธอจะเขิน”
เปี๊ยกทำตาม ปานเทพลอยหน้าให้ตบ “รอเลิฟซีนฉากนี้มานานแล้วไม่ใช่เหรอ เอาเลยสิ ตบเลย”
จินตนาแค้นยกเข่ากระแทกเป้าปานเทพเต็มแรง ปานเทพร้องจ๊ากกุมเป้าตัวงอ
“โอ๊ยประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
เปี๊ยกปิดปากหัวเราะคิกคัก จินตนารีบวิ่งจะไปหาปิ่นอนงค์ เปี๊ยกรีบวิ่งไปจับไว้ จินตนาดิ้น
ปานเทพโมโหมองจินตนาอย่างแค้นใจ “โยนออกไปจากไร่ แล้วถ้ากลับมาอีก ฉันจะแจ้งข้อหาบุกรุก”
จินตนาจ้องปานเทพสีหน้าแค้นเคือง เปี๊ยกลากจินตนาที่ร้องโวยวายออกไป
“ปล่อยฉัน ปล่อย”
ปานเทพยืนกุมเป้าหน้าเขียว
บ้านเช่าของจอม เป็นบ้านไม้โทรมๆ อยู่ในตลาดท้องถิ่น มีพื้นที่บริเวณหน้าบ้านสามารถเปิดขายข้าวแกงเป็นเพิงเล็กๆ ได้
จินตนาทุบประตูรัวๆ จอมเปิดออกมาดีใจที่เห็นเป็นจินตนา รีบถาม
“ปิ่นรู้เรื่องที่คุณจินสืบได้ว่าไอ้ใหญ่มันไม่ใช่โจรแล้วว่าไงบ้าง ปิ่นโกรธมั้ย”
“ปิ่นแย่แล้วจอม!”
จอมงง
คืนนั้นปลอดอยู่ในห้องทำงานใหญ่ กำลังด่าปานเทพอยู่
“ไม่ได้เรื่อง แค่ผู้หญิงคนเดียว ก็ปล่อยให้...” ปลอดมองเป้าปานเทพที่นั่งตัวลีบอยู่ “เสียชื่อฉันหมด”
“พ่อจะย้ำทำไมนักเล่า รีบส่งตัวปิ่นกับแม่ให้ตำรวจเลยดีกว่าถ้ายัยจินตนามันเกิดไปแจ้งความก่อน เรื่องมันจะยุ่งยากขึ้น”
ที่หน้าห้องเวลานั้น ใหญ่กำลังแตะลูกบิดได้ยินเสียงปลอดเลยชะงักฟัง
“ไม่ได้ ก่อนมอบปิ่นอนงค์ให้ตำรวจ เราต้องทำให้แม่ลูกคู่นี้ยอมซัดทอดคุณนายครองสุขด้วย ถ้ามันยังลอยนวลกันอยู่คุณใหญ่จะไม่ปลอดภัย”
“แต่ปิ่นอนงค์กับแม่จงรักภักดีกับคุณนายยิ่งกว่าอะไร คงไม่ยอมซัดทอดง่ายๆ”
“ถ้าต้องทำให้เจ็บเนื้อเจ็บตัวกันบ้าง ก็จำเป็น”
ใหญ่ตกใจ ได้ยินแค่นี้ก็ฟังต่อไม่ได้ รีบเดินออกไปเพื่อช่วยปิ่นอนงค์ทันที
“นี่พ่อจะซ้อมผู้หญิงกับคนแก่งั้นเหรอ”
“ไอ้บ้า เอาแค่ขู่ๆ ก็พอ แกคอยเฝ้าคุณใหญ่ไว้ให้ดีก็แล้วกัน”
ปลอดออกจากห้องไป
ทางเดินไปกระท่อมท้ายไร่ ใหญ่เร่งฝีเท้า ได้ยินเสียงต่อสู้กัน ตามด้วยเสียงปืน
“เปรี้ยง! เปรี้ยง!”
ใหญ่สะดุ้ง ห่วงปิ่นอนงค์มาก “ปิ่น!” ใหญ่วิ่งไปเร็วรี่
ใหญ่วิ่งมาถึงที่หน้ากระท่อม เห็นลูกน้องปลอดนอนเดี้ยงอยู่ที่พื้น คนหนึ่งบาดเจ็บที่ไหล่ อีกคนแค่จมูกหัก ปากแตก
ใหญ่รีบวิ่งเข้ากระท่อม ไม่เห็นปิ่นอนงค์กับอุ่นเรือนแล้ว ใหญ่กลับออกมาหาลูกน้องปลอดประคองคนที่จมูกหัก
“ปิ่นอนงค์ไปไหน”
ปลอดวิ่งเข้ามาพร้อมลูกน้องอีก 4-5 คน “เกิดอะไรขึ้น”
ปลอดมองใหญ่งงๆ ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ไงลูกน้องรายงาน “มีคนคลุมหน้ามาช่วยคุณปิ่นอนงค์ไปครับ มันแย่งปืนของผมไปด้วย”
ใหญ่หลุดปาก “มันพาเมียฉันไปทางไหน”
ลูกน้องชี้ไปทางหนึ่ง ใหญ่วิ่งตามไปทันที “คุณใหญ่” ปลอดสั่งลูกน้อง “ตามไปสิ จับสองแม่ลูกกลับมาให้ได้”
ปานเทพ ถวิล และเปี๊ยกวิ่งเข้ามา “พ่อ ไอ้ใหญ่มันไม่อยู่ที่ห้อง”
ปลอดสั่งถวิลพูดอย่างเร็ว “ไอ้หวินแกรวบรวมคนงานทั้งหมดตามหาชายชุดดำกับปิ่นอนงค์ให้ทั่วไร่อย่าให้เล็ดลอดหนีไปได้”
ถวิลกับเปี๊ยกรีบไป ปลอดสั่งลูกชาย “แกไปกับฉัน”
ถวิลกะเปี๊ยกถือปืนยาว คนงาน 5-6 คนถือคบไฟตามมา เดินค้นหาปิ่นอนงค์ผ่านมาทางคอกวัว เสียงวัวร้องมอๆ ถวิลชะงักมองเข้าไปในคอก
มุมมืดในคอกวัว จอมดึงผ้าดำลงมาที่คอแล้ว ปิ่นอนงค์ กะอุ่นเรือนหลบอยู่ในฝูงวัว ปิ่นอนงค์ลูบแม่มะลิกับแม่เนื้อนวลตัวข้างๆ “ปิ่นเองนะแม่มะลิ แม่เนื้อนวล อย่าส่งเสียงนะ คนเก่ง”
ถวิลกวาดตามองไม่เห็นอะไรผิดปกติ วัวยืนกันนิ่ง
ถวิลหันไปสั่งคนงาน “ไปหาต่อทางโน้น”
ถวิลนำลูกน้องเดินพ้นคอกวัวไปแล้ว
จอมหันมาพยักหน้าให้สองคนแล้วดึงผ้าปิดหน้าเหมือนเดิม ปิ่นอนงค์ประคองแม่เดินย่องตามจอมไป
ใหญ่ขี่ม้ามาดักตรงทางลัดออกจากไร่ มองหาปิ่นอนงค์สีหน้าห่วงใย ตวัดสายตาไปหยุดที่ต้นไม้ไหวๆ ใหญ่บังคับม้าเดินไปหยุดมอง เห็นจอมในชุดดำปิดหน้า แหวกต้นไม้ที่ขึ้นรกขวางทาง
ใหญ่ชักปืนออกมาเล็งไปที่ชายชุดดำกะยิงขา แต่ใหญ่ชะงัก เมื่อเห็นปิ่นอนงค์ประคองอุ่นเรือนเดินตามเส้นทางที่คนชุดดำเปิดทางให้
คนชุดดำเดินปิดท้ายระวังหลัง ใหญ่ยังเล็งปืนที่คนชุดดำแต่ลังเลจะยิงไม่ยิงดี
ในใจใหญ่ต่อสู้กันรุนแรง ว่าจะปล่อยปิ่นอนงค์หนีหรือไม่ปล่อย
สุดท้ายใหญ่ตัดสินใจลดปืนลงปล่อยปิ่นอนงค์หนีไป มองส่งจนลับตา
ในเวลาต่อมาครองสุขอยู่ที่ห้องทำงานบ้านเสี่ยตง ระหว่างนั้นลูกน้องเข้ามากระซิบเสี่ยตง สีหน้าเสี่ยตงดูตกใจมากลุกยืนพรวด
“จริงเหรอ”
ลูกน้องพยักหน้า เสี่ยตงชี้สั่ง
“ลากคุณนายกับไอ้พวกข้างนอก ออกไปจากบ้านอั๊ว ก่อนที่เสือปลอดปาดังเบซามันจะรู้ว่าเรายิงคนของมัน”
ลูกน้อง 2 คนที่ยืนคุมเชิงอยู่ จับครองสุขไว้
“นายปลอดมันไม่ใช่เสือ มันทำงานเหมืองแร่อยู่ทางใต้ มันกับไอ้ใหญ่รวมหัวกันต้มเสี่ยกับฉันจนเปื่อย”
“ว่าไงนะ” เสี่ยตงของขึ้น
ครองสุขสะบัดหลุดจากลูกน้องเสี่ย ครองสุขเดินเข้าไปหา
“แผนเดิมของเรา ส่วนแบ่งมรดกของไอ้ใหญ่ครึ่งหนึ่งทันทีที่มันตาย เสี่ยยังรับข้อเสนอนี้อยู่หรือเปล่า”
ครองสุขยื่นมือออกไป เสี่ยตงยิ้มเจ้าเล่ห์จับมือกับครองสุข
เสียงโทรศัพท์ครองสุขดัง ครองสุขชักมือออกจากมือเสี่ยตง ดูโทรศัพท์เห็นชื่ออรสอางค์ ครองสุขกลอกตาไปมา เกิดปิ๊งไอเดียหลอกเสี่ยตงใช้เป็นเครื่องมือ
“เสี่ยอยากหาแบ็คอัพดีๆ ให้กับธุรกิจรับเหมาของเสี่ยมั้ยคะฉันช่วยได้นะ”
เสี่ยตงตาลุกขึ้นมาทันที
เวลาเดียวกันปิ่นอนงค์เดินเข้ามา จอมกับจินตนานั่งรออยู่
“ป้าอุ่นหลับแล้วเหรอ” จินตนาถาม
ปิ่นอนงค์พยักหน้า เดินไปนั่ง
“ปิ่นรู้เรื่องที่ไอ้คุณใหญ่มันไม่ใช่แก๊งโจรแล้วใช่มั้ย” จอมถาม
“เค้าบอกกับทุกคนในไร่แล้ว” ปิ่นอนงค์เสียงเศร้า
“ไม่เข้าใจเลยว่าคุณใหญ่ทำแบบนี้ทำไม” จินตนางงไม่หาย
จอมคุยโว ทำเป็นรู้ดี “ก็เป็นโจรมันขู่คนได้ บังคับให้คนทำตามได้ มันถึงได้ปั่นหัวปิ่น หลอกใช้ปิ่นเป็นเครื่องมือตลอดเวลา”
จินตนาสังเกตเห็นปิ่นอนงค์หน้าเสีย “แต่ไม่เป็นโจรก็ดีแล้วนี่ อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเค้ามีอาชีพสุจริต”
“เค้าจะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญ” ปิ่อนงค์กล้ำกลืน “เพราะเราคงไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
ปิ่นอนงค์มองแหวนหมั้นที่นิ้ว ก่อนจะถอดให้จินตนา
“ช่วยเอาไปขายให้เราทีนะจิน เราต้องการใช้เงิน”
จินตนาตกใจ “เฮ้ย แต่นี่มันแหวนแต่งงานนะปิ่น”
จอมคว้ามาใส่มือจินตนา “ขายไปน่ะดีแล้ว”
เช้านั้นลูกน้องเสี่ยหิ้วกระเป๋าเดินทางของอรสอางค์นำเข้ามาในห้องรับแขกก่อน
อรสอางค์กับจิ๋ว เดินตามมา ครองสุขกับเสี่ยตงยืนรอรับอยู่ ครองสุขแสร้งเล่นละครจะปรี่เข้าไปหา
“หนูอร มาแล้วเหรอจ๊ะ”
เสี่ยตงรีบตัดหน้ายื่นมือไปให้อรสอางค์จับ จนครองสุขเบรกแทบไม่ทัน
“สวัสดีครับคุณอรสอางค์ ผมเสี่ยตงเจ้าของบ้านหลังนี้ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติต้อนรับลูกสาวท่านปลัดกระทรวง”
อรสอางค์นึกรังเกียจไม่ยอมจับด้วย มองหน้าครองสุขขอคำตอบ
อรสอางค์เหลียวขวับมาที่ครองสุข สองคนอยู่ตรงทางเดินจะไปห้องนอนทรรศนะ
“ทำไมนะต้องมาอยู่กับไอ้คนกักขฬะพวกนี้ด้วย”
ครองสุขยิ้มเยาะ “เพราะเสี่ยจะช่วยตานะแย่งมรดกคืนจากไอ้ใหญ่ แล้วเธอก็ต้องช่วยตานะ เอาบารมีของพ่อเธอทำให้เสี่ยมันกระสันอยากเป็นพวกเดียวกับเรา”
จิ๋วเหน็บ “คุณนายครองสุขนี่ช่างวางแผนเหมือนกันนะคะ”
ครองสุขยิ้มหวานกัดทุกคำ “แหม ก็คล้ายหนูอรของหล่อนนั่นแหละย่ะ”
อรสอางค์หน้าชา รีบโกหก “ปัญหาที่บ้านอร กำลังจะเคลียร์ได้แล้วค่ะ”
“ก็ดี อย่ามาเบียดบังเอาเงินกับหลานฉัน เพราะตอนนี้ไม่มีจะให้”
ทรรศนะกับทัศนีย์เปิดประตูเดินออกมาเห็นอรสอางค์ อรสอางค์รีบวิ่งไปหากอดทรรศนะแน่น
“นะ อรขอโทษ นะอย่าหนีอรไปอีกนะ ต่อไปอรจะไม่ปิดบังอะไรนะอีกแล้ว ที่อรทำไปเพราะอรกลัวนะทิ้งอร”
ทรรศนะดันอรสอางค์ออก “แต่ตอนนี้ผมไม่มีบ้านแล้ว อรจะอยู่กับผมได้เหรอ”
“อรจดทะเบียนกับนะแล้ว นะอยู่ที่ไหน อรก็อยู่ที่นั่น”
ทัศนีย์เย้ย “จะมาขอเกาะพี่นะว่างั้นเหอะ”
บ่าวดีเด่น จิ๋วโมโหกระชากแขนนีย์ “ขอโทษคุณหนูเดี๋ยวนี้”
“อยากจะประจบเจ้านายก็ไปเห่าไกลๆ หูฉัน” ทัศนีย์ตอกไม่ไว้หน้า
จิ๋วเงื้อมือจะตบ ทัศนีย์จับไว้ทันแล้วตบจิ๋วจนกระเด็น จิ๋วไม่ยอมวิ่งเข้ามาตีกับทัศนีย์ สองคนสู้กันนัวเนีย ทรรศนะกับอรสอางค์เข้าไปดึงจิ๋วกับทัศนีย์แยกจากกัน
ครองสุขวิ่งเข้ามาตวาดลั่น “หยุด จะตายหมู่กันอยู่แล้ว ยังกัดกันเองอีก”
ครองสุขด่าจิ๋ว แต่เหลือบตามองอรสอางค์
“ใครอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป”
อรสอางค์กำมือแน่น
เช้าวันต่อมา ถวิลกับคนงานยืนคุมฝูงแกะกินหญ้าอยู่
ปลอดขี่ม้าตรวจงาน พงษ์ยืนรายงาน “ผมค้นทุกไร่ ทั้งที่พัก รีสอร์ตในละแวกนี้ ไม่พบแม้แต่เงา”
“ฉันเชื่อว่าไอ้พวกที่มาช่วย คงไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป ระดมลูกน้องทั้งหมดแยกย้ายไปสืบหาในถิ่นของพวกมีอิทธิพล ไม่จำเป็นอย่าปะทะสร้างศัตรูเพิ่ม”
“ครับนายหัว”
พงษ์นำลูกน้องออกไป
ท้องฟ้าจากสว่าง เวลาคืบคลานผ่านไปเป็นเย็นย่ำตะวันโพล้เพล้
ค่ำนั้นม้าในคอกมีอาการตื่นกลัวแปลกๆ ขยับตัวกันไปมา ที่แท้ในมุมสลัวนอกคอกม้า ลูกน้องเสี่ยตง 3 คน ย่องหลบๆ เข้าไปในโรงเก็บหญ้า
เพ็ญกับน้อยช่วยกันจัดอาหารตั้งโต๊ะ “น้อยเคยทำอะไรก็ทำไปเหมือนเดิมนะ ฉันคงอยู่ช่วยได้สักระยะ จนกว่าคุณใหญ่จะหาแม่บ้านคนใหม่ได้”
น้อยเศร้า “คุณผู้หญิงจะไม่กลับมาแล้วเหรอคะคุณเพ็ญ”
“คิดว่าอย่างนั้น”
น้อยมองซ้ายมองขวา พูดเบาๆ
“หนูเคยเห็นคุณผู้หญิงเทอาหารของคุณใหญ่ทิ้ง แล้วยังเคยกำชับว่าอย่าให้คุณใหญ่ทานอาหารที่คนอื่นทำ”
ปลอดเดินเข้ามาพอดี น้อยกลัวรีบหุบปากขยับออกห่าง ก้มหน้าเดินงุดๆ ไป
ปลอดนั่ง เพ็ญรีบถาม “พี่ปลอดแน่ใจเหรอคะว่าหนูปิ่นวางยาคุณใหญ่”
“คุณใหญ่ได้ยินกับหู เห็นเองกับตา”
“แต่น้อยเล่าให้ฟังว่า...”
“น้อยก็พวกปิ่น” ปลอดตัดบท
เพ็ญประชด “ผู้ชายก็อย่างนี้ มองแต่สิ่งที่ตัวเองเห็น”
ปลอดมองหน้าเพ็ญ เปี๊ยกวิ่งเข้ามาโหวกเหวกตื่นตระหนกว่าไฟไหม้ ปลอดฟังไม่ออกแต่รู้ว่าต้องเป็นเรื่องร้าย ปลอดลุกพรวด “มีอะไรไอ้เปี๊ยก”
เปี๊ยกชี้โบ้ชี้เบ้ไปข้างนอก
ไฟแดงฉานลุกโชติช่วงไหม้โรงเก็บหญ้า ห่างออกไปที่คอกม้า เสียงม้าร้องแตกตื่น บรรยากาศหน้าโรงเก็บหญ้าวุ่นวายอลหม่าน ถวิลสั่งการชี้ไปทางคอกม้า
“ย้ายม้าออกไปก่อน เร็ว!”
คนงานวิ่งพล่านสาดน้ำใส่ ปลอดกับเปี๊ยกวิ่งเข้ามา ปลอดเห็นเปลวไฟลุกท่วมก็ตกใจ!
โปรดติดตาม "ปิ่นอนงค์" ตอนที่ 11 ต่อ
.
Logged
Pages:
[
1
]
« previous
next »
SMF 2.0.4
|
SMF © 2013
,
Simple Machines
| Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.232 seconds with 15 queries.
Loading...