Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
02 November 2026, 14:46:33

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,712 Posts in 15,718 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  ภาพประทับใจ  |  ผนังเก่าเล่าเรื่อง (Moderator: ผนังเก่าเล่าเรื่อง)  |  “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน  (Read 130 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 14,523


View Profile
« on: 02 October 2026, 09:58:49 »

“พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน


The Earth
 .

“พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน

พระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนอัศจรรย์ใจ

พระแก้วมรกตมาจากไหน

หากอ้างอิงจากหลักฐานที่พอจะยืนยันได้ บันทึกระบุว่าใน พ.ศ. 1977 มีผู้พบพระแก้วมรกตอยู่ภายในเจดีย์วัดป่าเยี๊ยะ เมืองเชียงราย อาณาจักรล้านนา ตรงกับสมัยพระญาสามฝั่งแกน ก่อนจะถูกอัญเชิญไปยังลำปาง เชียงใหม่ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ กรุงธนบุรี และกรุงเทพฯ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นไม่มีใครยืนยันได้ 100% ว่าสร้างขึ้นที่ไหนหรือเมื่อใด แต่ข้อสันนิษฐานที่นิยมที่สุดเชื่อว่าสร้างขึ้นในประเทศอินเดีย ส่งต่อไปยังศรีลังกา และเดินทางต่อมายังดินแดนสุวรรณภูมิ

☆☆☆ตำนานฟ้าผ่าสู่วิถีแห่งปาฏิหาริย์☆☆☆

ตามพงศาวดารระบุว่า ใน พ.ศ. 1977 เกิดฟ้าผ่าลงที่เจดีย์วัดป่าเยี๊ยะ ทำให้พบพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ ในตอนแรกผู้คนคิดว่าเป็นพระพุทธรูปทั่วไปเนื่องจากมีการฉาบปูนและลงรักปิดทองทับไว้ แต่ต่อมาปูนเริ่มกระเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อสีเขียวด้านใน ชาวบ้านจึงให้ช่างช่วยกะเทาะปูนออกจนหมดจนปรากฏเป็นสีเขียวมรกตเต็มองค์ เหตุการณ์นี้จึงถูกบันทึกไว้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่องค์พระต้องการแสดงให้ประจักษ์

☆☆☆การเดินทางข้ามแผ่นดิน จากเชียงรายสู่เวียงจันทน์☆☆☆

หลังการค้นพบ พระญาสามฝั่งแกนโปรดให้อัญเชิญไปเชียงใหม่ แต่ช้างที่ขนส่งกลับเลือกเดินทางไปทางลำปางถึงสองครั้งสองหน พระองค์จึงเชื่อว่าเป็นความประสงค์ขององค์พระและให้ประดิษฐานที่ลำปางนาน 32 ปี ก่อนจะถูกอัญเชิญไปที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่

ต่อมาใน พ.ศ. 2089 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบาง และย้ายศูนย์กลางการปกครองมาที่เวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2103 รวมระยะเวลาที่ประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ยาวนานถึง 218 ปี

☆☆☆สู่ดินแดนสยาม จากเวียงจันทร์สู่กรุงเทพฯ☆☆☆

ช่วง พ.ศ. 2321-2322 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์และอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมายังกรุงธนบุรี ประดิษฐาน ณ วัดอรุณราชวราราม และเมื่อทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นใน พ.ศ. 2325 พระองค์โปรดให้สร้าง “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” ขึ้นภายในพระบรมมหาราชวังเพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกตโดยเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

☆☆☆ชื่อ “พระแก้วมรกต” ที่ไม่ได้ทำจากมรกต☆☆☆

แม้จะชื่อว่า “พระแก้วมรกต” แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ทำมาจากพลอยมรกต หากแต่สร้างขึ้นจาก หยกเนปไตย (Nephrite)

ชื่อเรียกนี้รวมถึงชื่อ "พระพุทธมหามณีรัตน์ปฏิมากร" มีการเรียกขานกันมาหลายร้อยปีแล้ว โดยเชื่อว่าพระภิกษุชาวล้านนาเป็นผู้ตั้งชื่อขึ้นตั้งแต่สมัยที่ค้นพบครั้งแรก

☆☆☆พิธี “อาพาธพินาศ” ในคราวโรคระบาดใหญ่☆☆☆

ใน พ.ศ. 2363 สมัยรัชกาลที่ 2 เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอย่างรุนแรงในกรุงเทพฯ พระองค์จึงโปรดให้จัดพระราชพิธี “อาพาธพินาศ” ขึ้นเพื่อปัดเป่าโรคภัยและสร้างขวัญกำลังใจ ไฮไลต์สำคัญคือการอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมสารีริกธาตุออกแห่รอบพระนครพร้อมพระสงฆ์สวดมนต์และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งพิธีนี้จัดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์เท่านั้น

☆☆☆การเปลี่ยนเครื่องทรงตามฤดูกาล☆☆☆

ประเพณีการถวายเครื่องทรงพระแก้วมรกตเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 1 (ฤดูร้อนและฤดูฝน) และรัชกาลที่ 3 ได้โปรดให้สร้างเครื่องทรงฤดูหนาวเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้ครบทั้ง 3 ฤดู ต่อมาในรัชกาลที่ 9 เนื่องจากเครื่องทรงชุดเดิมทรุดโทรมตามกาลเวลา จึงโปรดให้สร้างชุดเครื่องทรงใหม่ขึ้นมาแทนที่และเริ่มใช้ถวายในช่วง พ.ศ. 2539-2540

☆☆☆เกือบจะถูกย้ายในสมัยรัชกาลที่ 4☆☆☆

ใน พ.ศ. 2399 สมัยรัชกาลที่ 4 มีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ อาคารพุทธปราสาท (ปัจจุบันคือปราสาทพระเทพบิดร) เพื่อให้สามารถทอดพระเนตรได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น แต่เมื่อสร้างเสร็จพบว่าพื้นที่ภายในมีความคับแคบเกินกว่าจะประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ได้ จึงต้องล้มเลิกพระราชประสงค์ดังกล่าวไป

☆☆☆การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (การสาบาน)☆☆☆

การสาบานตนต่อหน้าพระแก้วมรกตมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ในชื่อ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา โดยให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดื่มน้ำสาบานแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พิธีประจำปีจึงถูกยกเลิกไป เหลือไว้เพียงเฉพาะในวาระพิเศษจริงๆ เท่านั้น เช่น การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี

☆☆☆ความลับใต้ฐานองค์พระ พระแก้วมรกตไม่ได้มีแค่ตัวองค์พระ☆☆☆

หลายคนอาจคิดว่าพระแก้วมรกตมีแค่ส่วนองค์พระด้านบนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วยังมี “เดือย” ที่ยื่นออกมาใต้ฐานซึ่งมองไม่เห็นด้วย โดยตัวองค์พระมีความสูง 66 ซม. หน้าตักกว้าง 48.3 ซม. และส่วนเดือยใต้ฐานมีความยาวถึง 29 ซม. ซึ่งใช้ยึดติดกับแท่นหินเพื่อความมั่นคงแข็งแรง

The Earth
.



.


ที่มา : “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน
https://www.facebook.com/photo?fbid=1104197319136359&set=a.109079235314844

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 14,523


View Profile
« Reply #1 on: 02 October 2026, 10:00:11 »


พระแก้วมรกต



.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.049 seconds with 16 queries.