|
ppsan
|
 |
« on: 07 September 2026, 16:28:59 » |
|
ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๒ โดย สายหมอกและก้อนเมฆ
ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๒
ทริปวังน้ำเขียว ๕-๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ยังไม่จบทริป แต่เป็นจบตอนปราสาทหินพิมาย และคงอีกนานกว่าเราจะได้ไปอีก (ครั้งนี้ห่างจากครั้งแรก ๑๐ ปี) ขอลอกประวัติศาสตร์มาวางไว้ช่วยจำนะคะ จากหนังสือ อสท. ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ เส้นทางปราสาทหิน เยือนถิ่นอีสานใต้ พิมาย-โคราช
อาณาจักรขอม เป็นอาณาจักรโบราณแห่งหนึ่งที่รับอิทธิพลความเจริญจากอารยธรรมอินเดียก่อนจะพัฒนารูปแบบขึ้นจนมีลักษณะเฉพาะของตนเองและเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องอย่างยาวนานนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีชื่อเสียงเลื่องลือด้วยการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่ด้วยศิลาที่จำหลักลวดลายอย่างงดงาม ซึ่งประวัติความเป็นมาของอาณาจักรแห่งนี้สามารถแบ่งได้เป็น ๓ ยุคใหญ่ คือ
๑. ยุคก่อนเมืองพระนคร (Pre-Angkorian Period) อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕ เป็นยุคก่อร่างสร้างตัวของอาณาจักรขอมโดยการพยายามรวมอาณาจักรฟูนันอันเป็นอาณาจักรเก่าแก่ยุคแรกเริ่มที่รับอิทธิพลอารยธรรมอินเดียเข้ากับอาณาจักรเจนละในสมัยของพระเจ้าภวรมันที่ ๑ และพระเจ้ามเหนทรวรมัน หลังจากรวมอาณาจักรสำเร็จในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๑ แล้ว ในสมัยของพระเจ้าอีศานวรมันก็ได้มีการสถาปนาเมืองอีศานปุระขึ้นเป็นราชธานีแ่ห่งแรกของอาณาจักรขอม ซึ่งช่วงนี้อารยธรรมเขมรเริ่มมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองมากขึ้น แต่ต่อมาอาณาจักรได้แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ อาณาจักรเจนละบกและอาณาจักรเจนละน้ำ ด้วยสถานการณ์อันวุ่นวายทำให้อาณาจักรขอมถูกมหาราชจากแคว้นชวาเข้าปกครองอยู่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ซึ่งถูำกจับเป็นตัวประกันที่แคว้นชวาจะเสด็จกลับมากู้อิสรภาพให้กับอาณาจักรของและรวมอาณาจักรเจนละบกกับเจนละน้ำเข้าด้วยกัน (***เรื่องคุ้นๆ คล้ายเหตุการณ์บ้านเมืองเราเลยเนาะ...)
๒. ยุคเมืองพระนคร (Angkorian Period) ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕ จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เริ่มตั้งแต่พระเ้้จ้ายโศวรมันที่ ๑ ทรงสถาปนาเมืองหลวงของอาณาจักรขึ้นที่เมืองยโศธรปุระ หรือเมืองพระนครขึ้นมา แม้ว่าในรัชสมัยของพระเจ้าวรมันที่ ๔ ซึ่งเป็นรัชกาลถัดมาจะย้่ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองโฉกการยกยาร์ระหว่างปี พ.ศ.๑๔๖๔-๑๔๘๗ แต่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ ๒ ก็ได้ย้่ายเมืองหลวงกลับมาที่ยโศธรปุระอีกครั้งในปี พ.ศ.๑๔๘๗ และอยู่ต่อมาเป็นการถาวร มีเพียงในปี พ.ศ.๑๗๒๐ ที่เมืองพระนครหลวงถูกยึดครองโดยกองทัพของอาณาจักรจามปา แต่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ก็สามารถกอบกู้เอกราชคืนมาได้ ยุคนี้เป็นยุคที่อาณาจักรขอมเป็นปึกแผ่นและเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวิทยาการสูงสุด มีการสร้างศาสนถานทั้งในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธมหายานเป็นปราสาทหินขนาดใหญ่ขึ้นมากมาย ทั้งในบริเวณราชธานีและในบริเวณที่อาณาจักรขอมแผ่อิทธิพลไปถึง แต่ด้วยการสร้างปราสาทหินที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากติดต่อกันมานานนับหลายร้อยปี ทำให้อาณาจักรขอมค่อยๆ เสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ
๓. ยุคหลังเมืองพระนคร (Post Angkorian Period) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ลงมา เป็นยุคตกต่ำของอาณาจักรขอม หลังจากกองทัพสยามจากอาณาจักรศรีอยุธยาได้เข้ายึดครองเมืองพระนครหลวงของอาณาจักรขอมเอาไว้ได้ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อาณาจักรขอมมีความพยายามที่จะทำสงครามกู้อิสรภาพจากอาณาจักรศรีอยุธยาหลายคร้ง แต่ไม่สำเร็จ เป็นเหตุให้ต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองศรีสันธอว์ เมืองพนมเปญ และเืมืองละแวก ตามลำดับ ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่ที่กรุงพนมเปญในตอนท้ายและอยู่มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
เดินเข้ามาภายในปราสาทประธานค่ะ

ช่องรับแสงประดับด้วยลูกมะหวด


พระพุทธรูปปางนาคปรก

ลวดลายแกะสลักเสาประดับกรอบประตู

ภาพไม่ชัดหรอกค่ะ แต่อยากเก็บไว้...

เดินตรงมาเรื่อยๆ



ยอดมณฑป หน้าบัน ทับหลัง

ปรางค์พรหมทัต
ลักษณะของปรางค์องค์นี้ สร้างด้วยศิลาแลงตั้งอยู่ด้านหน้าของปราสาทประธานทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ประตูทำเป็นมุขยื่นออกไปทั้ง ๔ ทิศ ภายในองค์ปรางค์พบประติมากรรมสำคัญ ๒ ชิ้น คือ ประติมากรรมรูปบุคคลขนาดใหญ่อยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ สลักด้วยหินทราย สันนิษฐานว่าเป็นรูปจำลองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ชาวบ้านเรียกว่า ท้าวพรหมทัต ส่วนอีกรูปเป็นรูปสตรีนั่งคุกเข่าสลักด้วยหินทราย ส่วนศีรษะและแขนหักหายไป เชื่อกันว่าเป็นรูปของพระนางชัยราชเทวีมเหสี ชาวบ้านเรียกตามนิยายพื้นบ้านว่า นางอรพิม ปัจจุบันประติมากรรมทั้ง ๒ ชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย

ไม่ได้เดินเข้าไปค่ะ เห็นแต่เงา พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

อีกมุม

ปรางค์หินแดง
สร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ตั้งอยู่ทางด้านขวาของปรางค์ประธาน มีมุขยื่นออกไปทั้ง ๔ ทิศ เหนือกรอบประตูทางเข้าด้านทิศเหนือ มีทับหลังหินทรายจำหลักภาพเล่าเรื่องมหากาพย์มหาภารตะ ตอนกรรณะล่าหมูป่า ส่วนกรอบประตูด้านอื่นคงเหลือร่องรอยเฉพาะเสาประดับกรอบประตูศิลปะแบบเขมรประดับอยู่


ระเบียงคด

เสาประดับกรอบประตู





ต้นไม้ใหญ่โตแผ่กิ่งก้านสาขา...อายุน่าจะมากอยู่


ภูมิใจนำเสนอค่ะ น่าจะมีคนชอบเหมือนเรา




รื่นรมย์กับบริเวณนี้อยู่พักใหญ่...




เดินมาถึงด้านหน้าชาลาทางเดินแล้วค่ะ


เก็บตก...

ว่ากันว่า...ถ่ายรูปคนกับสถานที่ ไม่ต้องเน้นคนมากนัก เพราะเป็นแค่ส่วนประกอบของภาพรวมใหญ่


เยอะ...


ฆ่าเวลารอปะป๊ากับเมฆค่ะ (เดินมาแล้วขวามือ) แยกย้ายกันเดิน แม่ก็เพิ่งเจอหมอกตอนเดินวนครบรอบ




กลับแล้วค่ะ



โชคดีที่คนไม่เยอะมาก ฟ้าสวยใสแลกกับแดดร้อน ก็ปกติเนาะ...

ลูกๆ เดินอยู่ข้างหน้า

จากเอนทรี่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย ได้ความรู้เพิ่มเติมจากคุณทุเรียนกวน ป่วนรัก ว่า... หลักการอนุรักษ์โบราณสถาน-โบราณวัตถุมีอยู่ว่า...กรณีที่ชิ้นส่วนที่หายไปนั้นจำเป็นต้องต่อโครงสร้าง (ถ้าไม่มีแล้วมันอยู่ไม่ได้)

ก็ให้ทำชิ้นส่วนที่ต่อเติม มีลักษณะรูปพรรณกลมกลืนกับของเดิม แต่ต้องก็ทำให้เห็นดูรู้ว่านี่เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ครับ...
*** ขอบคุณคุณทุเรียนกวน ป่วนรักค่ะ ***

สีสันเลยเป็นเช่นนี้ เพื่อให้เห็นความต่างของส่วนที่บูรณะซ่อมแซมกับของเก่า

พลับพลาเปลื้องเครื่อง

มองกลับไป สะพานนาคราช (ร่ำลา...)

ภาพสุดท้ายแล้วค่ะ

.
Create Date : 21 มิถุนายน 2556 Last Update : 21 มิถุนายน 2556 5:13:22 น.
.
ที่มา : ปราสาทหินพิมาย ตอนที่ ๒ https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=06-2013&date=21&group=10&gblog=55
.
|