Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 September 2026, 01:08:34

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088 Posts in 15,338 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  กิจกรรมที่น่าสนใจ  |  กิจกรรมในวันหยุดพิเศษ  |  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๑) โดย สายหมอกและก้อนเมฆ
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๑) โดย สายหมอกและก้อนเมฆ  (Read 21 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« on: 07 September 2026, 16:21:10 »

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๑) โดย สายหมอกและก้อนเมฆ


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๑)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ตอนที่ ๑

ทริปวังน้ำเขียว ๕-๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เรามีแผนว่าเที่ยวนี้จะไปปราสาทหินพิมายให้ได้ เปรยเรื่องนี้กับพี่ตุ๊ก-โคราช พี่ตุ๊กบอกว่า น่าจะไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมายด้วย เพราะปราสาทหินพิมาย เหลือแต่โครงสร้าง ส่วนโบราณวัตถุสำคัญๆ อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ฯ ทั้งหมด เราเองก็ยังไม่เคยแวะ ลูกๆ ก็ไม่เคยไป...ไม่ผิดหวังค่ะ สอบถามเ้จ้าหน้าที่ สามารถถ่ายภาพได้ ดีใจจนออกนอกหน้าเลยค่ะ เราเดินสวนกับเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา ๓ คันรถบัส เพิ่งออกไป คลาดกันพอดี ไม่งั้นถ่ายรูปมาคงลำบากหามุมโล่งยาก

คัดแล้ว...แต่ภาพก็ยังเยอะ ขอแบ่งเป็นสองตอนนะคะ

.

ป้ายบอกว่า อาคารพลับพลาหลังนี้ ก่อสร้างและทำพิธีบวงสรวง เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๓




ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ




ทางเดินไปอาคารจัดแสดงอยู่ซ้ายมือของสระน้ำ




พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

ตั้งอยู่ที่ถนนท่าสงกรานต์ เชิงสะพานท่าสงกรานต์ ริมฝั่งแม่น้ำมูล ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากปราสาทพิมายมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๓๐๐ เมตร และห่างจากอำเภอเมืองนครราชสีมา ๕๙ กิโลเมตร

ประวัติความเป็นมา พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้เริ่มต้นมาจากการเป็นพิพิธภัณฑสถานกลางแจ้ง ในความดูแลของกองโบราณคดี กรมศิลปากร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยหน้าที่ขณะนั้น เพื่อการเก็บรักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดแต่งบูรณะปราสาทหินพิมายร่วมกับโบราณวัตถุที่ได้จากการเก็บรวบรวมจากจังหวัดต่างๆ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้โอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี โดยเก็บรวบรวมหลักฐานโบราณวัตถุศิลปวัตถุและจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับรากฐานและพัฒนาการของวัฒนธรรมอีสานในอดีตที่เจริญรุ่งเรืองในพื้นที่อีสานตอนล่างแถบลุ่มแม่น้ำมูล-แม่น้ำชี ในจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปี มาแล้วจนถึงสมัยปัจจุบัน

ข้อมูลจากแผ่นพับ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พิมาย




เจอปุ๊บรีบถ่ายเลยค่ะ




ถ่ายมาเอียง...ไม่ปรับให้ตรงด้วยนะ / ห้องแสดงศิลปโบราณวัตถุถาวรค่ะ




แบ่งการจัดแสดงออกเป็น ๓ ส่วน

ส่วนที่ ๑ อาคารจัดแสดงชั้นบน จัดแสดงเรื่องพัฒนาการของสังคมในดินแดนอีสานตอนล่าง แสดงถึงรากฐานการกำเนิด อารยธรรมซึ่งมีมาจากความเชื่อต่างๆ ตลอดจนอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอกที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

ส่วนที่ ๒ อาคารชั้นล่าง จัดแสดงโบราณวัตถุศิลปะเขมรในอีสานตอนล่าง

ส่วนที่ ๓ อาคารโถง จัดแสดงโบราณวัตถุซึ่งเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหินทราย เช่น ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู กลีบขนุน บัวยอดปราสาท และปราสาทจำลอง




พระอิศาณ เทพประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงโค (ป้ายอธิบายภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ค่ะ)

ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗ พบที่ปราสาทพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์




พระอินทร์ เทพประจำทิศตะวันออก ทรงช้างเอราวัณ
ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗ พบที่ปราสาทพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์




ช้างเอราวัณ พาหนะประจำของพระอินทร์ เทพประจำทิศตะวันออก




พระกุเวร เทพประจำทิศเหนือ ทรงคชสีห์เป็นพาหนะ




บางภาพไม่มีคำบรรยายนะคะ เราเองก็อ่านผ่านๆ อยากเก็บภาพมาก่อน




สวยมากค่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก ลูกๆ กับปะป๊าก็แยกกันคนละทิศละทาง ถ่ายรูปเหมือนกันค่ะ




ภาพจากกระจกขยายแหวนทองคำ อธิบายว่า...แหวนทองคำ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๖
พบที่ปราสาทพนมวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา




ทับหลังสลักภาพการกวนเกษียรสมุทร ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗
พบที่ปราสาทกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์




เมฆก็ตั้งใจเหมือนกัน




แผ่นทองคำแท้




ทับหลังสลักภาพนารายณ์อวตาร ปางวามนาวตาร ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗
พบที่ปราสาทพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา




พระศิวะ พระอุมา ทรงโคนนทิ *** ขอบคุณข้อมูลจากพี่ตุ๊ก - tuk-tuk@korat ค่ะ




เครื่องประดับเทวรูป ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๖ พบที่ปราสาทบ้านถนนหัก อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา




พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ *** พี่ตุ๊กบอกว่า เห็นช้างสามเศียรให้เข้าใจว่าเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณค่ะ






รูปปั้นนี้เป็นภาพประกอบ ในเอกสารแผ่นพับของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมายด้วยค่ะ
น้องฟ้าใสวันใหม่ บอกว่า เป็นรูปปั้นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ***ขอบคุณมากค่ะ




ทับหลังสลักภาพพุทธประวัติ ตอนมารผจญ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗ พบที่ปราสาทพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา




พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘ พบที่ปราสาทพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา




ถ่ายจากตู้กระจกค่ะ สององค์ด้านข้างซ้ายขวาหายไปแล้ว เหลือแต่องค์ตรงกลาง




จัดแสดงในตู้กระจกค่ะ ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง




*** คนอิสานใต้และเขมรถือว่าตนเป็นลูกหลานพญานาค จึงมักทำพระพุทธรูปเป็นปางนาคปรก*** ข้อมูลจากพี่ตุ๊ก ขอบคุณมากค่ะ






พระนางตารา พระโพธิสัตว์ตารา หรือ พระแม่ตารา เป็นพระโพธิสัตว์ฝ่ายหญิงในพระพุทธศาสนา เป็นชายาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
อ่านต่อคลิกที่นี่ค่ะ ข้อมูลจากวิกิพีเดีย
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2












สวยมากค่ะ มีป้ายอธิบายนะคะ ทีแรกตั้งใจจะถ่ายมาประกอบทีละภาพ คงใช้เวลาครึ่งค่อนวันมังคะ
















ภาพรวมบอกส่วนประกอบตัวปราสาทค่ะ










จารึกปราสาทหินพิมาย ๔




นึกทึ่งกับฝีมือคนสมัยก่อน










ภาพสุดท้ายของตอนนี้ก่อนค่ะ



.

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เปิดให้เข้าชม วันพุธ-วันอาทิตย์
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. หยุดทุกวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๑๐๐ บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐๔๔-๔๗๑๑๖๗

//www.finearts.go.th/Phimai_museum

//www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum

เข้าหน้าเพจของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย https://www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum เลยเจอข้อความ...
พิพิธภัณฑ์ฯ ปิดทำการเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป ปิดบริการเฉพาะอาคารจัดแสดง
หากท่านใดประสงค์ติดต่อหรือค้นหาข้อมูลทางวิชาการ เชิญได้ที่สำนักงานและศูนย์ข้อมูลพิพิธภัณฑ์ค่ะ

.

Create Date : 05 มิถุนายน 2556
Last Update : 5 มิถุนายน 2556 16:51:29 น.

.


ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย (๑)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=morkmek&month=06-2013&date=05&group=10&gblog=46

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #1 on: 07 September 2026, 16:23:20 »

พระนางตารา (th.wikipedia.org)


พระนางตารา


พระตาราเขียว ร่วมกับพระตาราขาว และพระจินดามณีตารา (ตาราเหลือง) มัธยประเทศ, Sirpur, c. ศตวรรษที่ 8

พระตารา (สันสกฤต: तारा, tārā; ทิเบตมาตรฐาน: སྒྲོལ་མ, dölma) หรือ อารยตารา (Noble Tara - พระตาราผู้ประเสริฐ) และยังรู้จักในนาม เจซุน ดอลมา (Tibetan: rje btsun sgrol ma - พระมารดาผู้ควรแก่การเคารพแห่งการปลดปล่อย) ถือเป็นพระโพธิสัตว์หญิงที่สำคัญในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิกาย วัชรยาน คำว่าตารามาจากภาษาสันสกฤตหมายถึงข้าม ผู้ช่วยให้ข้ามพ้นจากวัฏสงสาร

พระตารายังเป็นที่รู้จักในฐานะ ผู้ปลดเปลื้อง (saviouress) ผู้ทรงได้ยินเสียงร้องของสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร และช่วยให้พ้นจากอันตรายทั้งทางโลกและทางธรรม การบูชาพระนางเริ่มเมื่อพุทธศตวรรษที่ 8 - 11 ในประเทศอินเดียเหนือและแพร่หลายที่สุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 - 17 โดยถือว่าเป็นชายาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์

ในนิกายวัชรยาน พระนางได้รับการยกย่องให้เป็นพระพุทธเจ้า และในคัมภีร์ตาราตันตระ (Tārā Tantra) ได้บรรยายถึงพระนางว่าเป็น "พระมารดาผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้าในกาลทั้งสาม" และยังเป็นผู้ที่ "อยู่เหนือวัฏสงสารและนิพพาน" พระนางเป็นหนึ่งในเทวสตรีที่สำคัญที่สุดในวัชรยาน และมีการกล่าวถึงในคัมภีร์อย่าง มัญชุศรีมูลกัลปะ (Mañjuśrīmūlakalpa) และ คุยหสมาชตันตระ (Guhyasamāja Tantra) คัมภีร์วัชรยานที่สำคัญซึ่งมุ่งเน้นไปที่พระตารา ได้แก่ "ตันตระที่เป็นแหล่งที่มาของหน้าที่ทั้งหมดของตารา พระมารดาแห่งพระตถาคตทั้งปวง" หรือ สรฺวตถาคตมาตฺฤตาราวิศฺวกรฺมภวนามตนฺตฺร (Skt. Sarvatathāgatamātṛtārāviśvakarmabhavanāmatantra) และ ตารามูลกัลปะ (Tārāmūlakalpa)

ทั้งพระตาราเขียวและพระตาราขาว (White Tārā) ยังคงเป็นที่นิยมในฐานะอิฐเทวตาสำหรับการทำสมาธิ หรือ ยิดัม ในพุทธศาสนาแบบทิเบต และพระตาราก็เป็นที่เคารพนับถือในพุทธศาสนาแบบเนปาลด้วย เชื่อกันว่าพระตารามีหลายรูปแบบหรือหลายภาค หรือ อวตาร (emanations) โดยที่พระตาราเขียวเป็นต้นกำเนิดของ 21 ตารา ซึ่งแต่ละองค์มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งสี, อุปกรณ์, และพุทธกิจต่าง ๆ เช่น สันติ (śānti - ศานติ), การเพิ่มพูน (pauṣṭika - เปาษฺฏิก), การดึงดูด (vaśīkaraṇa - วศีกรณ), และการสยบ (abhicāra - อภิจาร)

นอกจากนี้ยังมี พระสมายตารา หรือ "ตาราสีน้ำเงินอมเขียว" (Skt. Samayatara หรือ śyāmatārā) ยังคงเป็นรูปแบบที่สำคัญที่สุดของพระตาราในพุทธศาสนาแบบทิเบต บทสวด "บทสรรเสริญ 21 ตารา (Praises to the Twenty-One Taras) เป็นคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับพระตาราในพุทธศาสนาแบบทิเบต ซึ่งทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างสวดท่องกัน และเป็นที่มาของปางของพระอารยตารา 21 องค์

มนต์หลักของพระตาราเป็นมนต์เดียวกันทั้งในหมู่ชาวพุทธและฮินดู คือ: โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร สฺวาหา (oṃ tāre tuttāre ture svāhā) ชาวทิเบตและชาวพุทธที่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมทิเบตออกเสียงว่า โอม ตาเร ตุตตาเร ตูเร โซฮา


นิรุกติศาสตร์

พระตารา (สันสกฤต: तारा, Tārā) เป็นคำนามเพศหญิงที่มีที่มาจากรากศัพท์ √tṝ ซึ่งแปลว่า "การข้าม" เมื่ออยู่ในรูปของ causative หรือกริยาที่ทำให้เกิดผล จึงมีความหมายว่า "การทำให้ข้าม" หรือ "การช่วยเหลือให้พ้น"

ด้วยเหตุนี้ ชื่อของพระองค์จึงได้รับการแปลว่า "ผู้ช่วยให้รอด" หรือ "ผู้กอบกู้" ตัวอย่างเช่น ในภาษาทิเบต พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในนาม เจซุน โดลมา (རྗེ་བརྩུན་སྒྲོལ་མ།།, Wylie: rje btsun sgrol ba) ซึ่งแปลว่า "ผู้ช่วยให้รอดอันเป็นที่เคารพ" ชื่อนี้มาจากคำกริยาภาษาทิเบตว่า sgrol ba ซึ่งหมายถึง "การช่วยให้รอด การปลดปล่อย การช่วยเหลือให้พ้น; การนำพา การขนส่ง หรือการข้าม; และการขับไล่หรือขับหนี [สิ่งชั่วร้าย]"

นอกจากนี้ ชื่อ ตารา ยังอาจหมายถึง "ดาว" หรือ "ดาวเคราะห์" ได้ด้วย (เนื่องจากเป็นเทห์ฟากฟ้าที่เคลื่อนที่ข้ามท้องฟ้า จึงเป็น "ผู้ข้าม" อย่างแท้จริง)

ในพุทธศาสนาแบบเอเชียตะวันออก พระองค์เป็นที่รู้จักในชื่อ 多羅菩薩 (พินอิน: Duōluó Púsà) โดยคำว่า ผู่ซ่า (Púsà) แสดงถึงสถานะความเป็นพระโพธิสัตว์ ในภาษาญี่ปุ่น พระองค์คือ 多羅菩薩 たらぼさつ (Tara Bosatsu) [13] ชื่อนี้แปลว่า "พระโพธิสัตว์ผู้รวบรวมไว้มากมาย" หรือ "พระโพธิสัตว์ผู้รวบรวมสรรพสัตว์จำนวนมาก" โดยมีที่มาจากตัวอักษร: 羅 (luó) ที่แปลว่า "การจับ การรวบรวม การร่อน" และ 多 (duō) ที่แปลว่า "มาก มากมาย จำนวนมาก"


ประวัติการนับถือ


ภาพวาดพระแม่ตาราเขียวแบบทิเบต ในศตวรรษที่ 13

นักวิชาการด้านพุทธศาสนาโดยทั่วไปเห็นพ้องต้องกันว่า การบูชาพระตารา (Tārā) เริ่มได้รับความนิยมในอินเดียช่วงศตวรรษที่ 6 หลักฐานจากมหาวิทยาลัยนาลันทาแสดงให้เห็นว่า ขบวนการการบูชาพระองคเริ่มต้นขึ้นแล้วในศตวรรษที่ 6 ในแหล่งข้อมูลยุคแรกเริ่ม พระตาราได้รับการยกย่องให้เป็นบุคลาธิษฐานของพระมหากรุณาธิคุณของพระอวโลกิเตศวร (Avalokiteśvara) พระองค์มักปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มร่วมกับพระอวโลกิเตศวรและ พระภฤกุฏี (Bhr̥kuṭī) ดังที่เห็นได้ในถ้ำหมายเลข 90 ของคานเหรี (ศตวรรษที่ 6) ภาพเก่าแก่ที่สามารถระบุได้ว่าเป็นพระตาราอีกภาพหนึ่งพบได้ในถ้ำหมายเลข 6 ในหมู่ถ้ำที่สลักหินเป็นวัดพุทธแห่งถ้ำเอลโลราในรัฐมหาราษฏระ (ประมาณศตวรรษที่ 7) การบูชาพระองค์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเมื่อเข้าสู่ยุคจักรวรรดิปาละในอินเดียตะวันออก (ศตวรรษที่ 8)

การอ้างอิงถึงพระตาราที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งในคัมภีร์คือ มัญชุศรีมูลกัลปะ (Mañjuśrī-mūla-kalpa) (ประมาณศตวรรษที่ 5-8) ซึ่งเรียกพระองค์ว่าเป็น "เทพีผู้สูงส่งผู้เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระอวโลกิเตศวร" (เทวีมารฺยาวโลกิเตศฺวรกรุณำ - devīmāryāvalokiteśvarakaruṇāṃ) คัมภีร์นี้ยังเรียกพระองค์ว่าเป็น "มารดาของพระมัญชุโฆษกุมาร" ซึ่งทำให้พระองค์มีฐานะเป็น เทวีผู้เป็นมารดา (มาตา เทวี - mātā devī) และเชื่อมโยงพระองค์เข้ากับ พระปรัชญาปารมิตา (Prajñāpāramitā) และ พระปรัชญาปารมิตาเทวี (Prajñāpāramitā Devī)

กำเนิดของพระตารายังไม่ชัดเจนและยังคงเป็นหัวข้อที่นักวิชาการศึกษาค้นคว้า มัลลาร์ โฆษ (Mallar Ghosh) เชื่อว่าพระองค์มีต้นกำเนิดมาจากเทวรทุรคา (Durga) พระตาราได้รับการบูชาทั้งในศาสนาพุทธและลัทธิศักติ (ฮินดู) ในฐานะหนึ่งในสิบมหาเทวี (Mahavidyas) ตามคำกล่าวของเบเยอร์ (Beyer) ภาวะสตรีผู้รู้แจ้งได้ปรากฏตัวครั้งแรกในพุทธศาสนามหายานในฐานะพระปรัชญาปารมิตาเทวี ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานแห่งความสมบูรณ์แบบของปัญญา และได้รับการขนานนามว่า มารดาแห่งพระพุทธเจ้า (mother of Buddhas) ในที่สุด พระตาราได้รับการยกย่องจากชาวพุทธตันตระในอินเดียให้เป็น "มารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง" โดยรับฉายานามนี้มาจากพระปรัชญาปารมิตา คำว่ามารดาแห่งพระพุทธเจ้าโดยปกติแล้วหมายถึงปัญญาตื่นรู้ที่อยู่เหนือโลก แม้ว่าคำนี้จะสะท้อนถึงแนวคิดเก่าแก่ของเทพีผู้เป็นมารดา (Devi Mata) ในอินเดียก็ตาม

การเกิดขึ้นของตารามูลกัลปะ (Tārā-mūla-kalpa) ซึ่งเป็นคัมภีร์ตันตระหลักที่เกี่ยวข้องกับพระตาราเทวี ทำให้พระองค์กลายเป็นเทพเจ้าในนิกายวัชรยานที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอินเดียเหนือ การบูชาพระตารายังแพร่หลายไปยังส่วนอื่น ๆ ของอินเดีย รวมถึงเนปาล ศรีลังกา และอินโดนีเซีย ซึ่งนักโบราณคดีได้ค้นพบภาพวาดของพระองค์ และด้วยการเคลื่อนย้ายของพุทธศาสนาจากอินเดียไปยังทิเบต การบูชาและการปฏิบัติเกี่ยวกับพระตาราก็ถูกผนวกเข้ากับพุทธศาสนาแบบทิเบตด้วย เมื่อการบูชาพระตาราพัฒนาขึ้น บทสวดมนต์ คาถา และมนต์ต่าง ๆ ก็ได้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับพระองค์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความต้องการความศรัทธา และจากการที่พระองค์ได้ดลบันดาลให้ปรมาจารย์ทางจิตวิญญาณประพันธ์บทสวดสาธนะ (sadhanas), สโตตระ (stotras) หรือการทำสมาธิในรูปแบบตันตระขึ้นมา

ไม่ว่าพระองค์จะถูกจัดอยู่ในฐานะเทพเจ้า, พระพุทธเจ้า, หรือพระโพธิสัตว์ พระตารายังคงเป็นที่นิยมอย่างมากในทิเบต (และชุมชนชาวทิเบตพลัดถิ่นในอินเดียตอนเหนือ), มองโกเลีย, เนปาล, ภูฏาน, สิกขิม และได้รับการบูชาในชุมชนชาวพุทธหลายแห่งทั่วโลก (แม้ว่าในพุทธศาสนาเอเชียตะวันออก พระกวนอิมจะเป็นเทพีที่ได้รับความนิยมที่สุดก็ตาม) ในทิเบต พระตาราเขียว (Green Tārā) ยังได้รับการเชื่อกันว่าได้จุติเป็นเจ้าหญิงภริกุฏีแห่งเนปาล และ พระตาราขาว (White Tārā) จุติเป็นเจ้าหญิงคงโจ (เจ้าหญิงเหวินเฉิง) แห่งจีน


ตำนาน

พระตารามีเรื่องราวต้นกำเนิดมากมายที่อธิบายถึงการอุบัติขึ้นของพระองค์ในฐานะพระโพธิสัตว์ เรื่องราวหนึ่งกล่าวว่า พระตาราถือกำเนิดจากน้ำพระเนตรแห่งความเมตตาของพระอวโลกิเตศวร เมื่อพระองค์ทรงหลั่งน้ำตาเพราะได้เห็นความทุกข์ทั้งหมดของสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร น้ำพระเนตรของพระองค์ได้กลายเป็นดอกบัว และพระตาราก็ได้อุบัติขึ้นจากดอกบัวนั้น

ท่านสูรยคุปตะ (Sūryagupta) แห่งอินเดียได้อธิบายตำนานนี้ไว้ดังนี้:

"ต้นกำเนิดของพระนางคืออะไร? - พระอารยาวโลเกศวร ผู้เป็นพระผู้เป็นเจ้าและที่พึ่งของสามภพ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ซึ่งขึ้นอยู่กับขันธ์ห้าหรือขันธ์สี่ [ในอรูปภพ] ที่จะแตกดับไปในพริบตา ได้ทรงเห็นว่าไม่ว่าพระองค์จะนำสรรพสัตว์ออกจากวัฏสงสารไปมากเท่าใด จำนวนของพวกเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย และพระองค์ก็ทรงหลั่งน้ำตา พระตาราได้อุบัติขึ้นจากกลีบดอกของอุบล (ดอกบัวสีน้ำเงิน) ที่เบ่งบานในน้ำแห่งน้ำพระเนตรของพระองค์"

ปณิธานแห่งการอุบัติเป็นสตรี
อีกเรื่องราวหนึ่งเริ่มต้นด้วยเจ้าหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในโลกธาตุอื่นเมื่อหลายล้านปีก่อน พระนามของพระนางคือ ชญานจันทรา (Jñanachandra) หรือ เยเช่ ดาว่า (Yeshe Dawa) ซึ่งมีความหมายว่า "ดวงจันทร์แห่งปัญญา" เป็นเวลาหลายกัลป์ที่พระนางได้ถวายเครื่องบูชาแด่พระพุทธเจ้าแห่งโลกธาตุนั้น ผู้มีพระนามว่า ตนโย ดรูปะ (Tonyo Drupa) พระองค์ทรงให้คำสอนพิเศษแก่พระนางเกี่ยวกับโพธิจิต ซึ่งเป็นสภาวะจิตแห่งความเมตตาอันไร้ขีดจำกัดของพระโพธิสัตว์ หลังจากนั้นมีพระสงฆ์บางรูปได้มาหาพระนางและแนะนำว่า ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรที่พระนางได้บรรลุถึงแล้ว ควรจะตั้งจิตอธิษฐานเพื่อเกิดเป็นบุรุษเพศในภพหน้าเพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป

ณ จุดนี้ พระนางได้กล่าวกับพระสงฆ์เหล่านั้นอย่างชัดเจนว่า มีเพียง "ปุถุชนที่มีอนทรีย์อ่อน" เท่านั้นที่มองว่าเพศเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุการตรัสรู้ พระนางทรงสังเกตเห็นอย่างเศร้าสร้อยว่า มีผู้ปรารถนาที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ในร่างของสตรีน้อยเหลือเกิน ดังนั้น พระนางจึงตั้งปณิธานว่าจะกลับมาเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ในร่างสตรีตลอดไป ตราบจนกว่าวัฏสงสารจะสิ้นสุด หลังจากนั้น พระนางก็ประทับอยู่ในพระราชวังในสภาวะการนั่งสมาธิเป็นเวลานับสิบล้านปี และด้วยพลังจากการบำเพ็ญเพียรนี้ พระนางได้ปลดปล่อยสรรพสัตว์นับโกฏิให้พ้นจากความทุกข์ ด้วยเหตุนี้เอง พระโตโย ดรูปะจึงได้กล่าวกับพระนางว่า ต่อจากนี้ไป พระนางจะแสดงการตรัสรู้อันสูงสุดในฐานะพระเทวีตาราในโลกธาตุต่าง ๆ อีกมากมายในอนาคต

เรื่องราวที่คล้ายกันนี้ได้รับการถ่ายทอดโดยองค์ดาไลลามะที่ 14:

"มีขบวนการสตรีนิยมที่แท้จริงในพุทธศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องกับเทพธิดาตารา หลังจากที่พระนางได้บ่มเพาะโพธิจิต ซึ่งเป็นแรงจูงใจของพระโพธิสัตว์แล้ว พระนางได้พิจารณาสถานการณ์ของผู้ที่มุ่งมั่นสู่การตรัสรู้ที่สมบูรณ์ และทรงรู้สึกว่ามีผู้ที่บรรลุพุทธภาวะในฐานะสตรีน้อยเกินไป ดังนั้น พระนางจึงทรงตั้งปณิธานว่า 'ข้าได้บ่มเพาะโพธิจิตในฐานะสตรี ตลอดทุกภพชาติบนเส้นทางนี้ ข้าขอปณิธานที่จะเกิดเป็นสตรี และในภพสุดท้ายของข้าเมื่อบรรลุพุทธภาวะแล้ว ข้าก็จะยังคงเป็นสตรีเช่นกัน'"

ดังนั้น พระตาราจึงเป็นตัวแทนของอุดมคติบางประการที่ดึงดูดผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นสตรี และการอุบัติขึ้นของพระองค์ในฐานะพระโพธิสัตว์จึงอาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนามหายานที่เข้าถึงสตรี และมีความครอบคลุมมากขึ้นตั้งแต่ในอินเดียราวศตวรรษที่ 6 เลยทีเดียว


ลักษณะและสัญลักษณ์

สตรีผู้เป็นดวงดาวแห่งการชี้นำและพระมารดาแห่งความเมตตา

พระนามของ พระตารา (Tārā) แปลตรงตัวว่า "ดวงดาว" หรือ "ดาวเคราะห์" ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงมีความเกี่ยวข้องกับการเดินเรือและการเดินทาง ทั้งในแง่กายภาพและเชิงอุปมาอุปไมยในฐานะการข้ามฝั่งทางจิตวิญญาณสู่ "อีกฝั่งหนึ่ง" ของมหาสมุทรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด (การตรัสรู้) ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงเป็นที่รู้จักในทิเบตว่า "พระผู้ช่วยให้รอด" ในบทสวด 108 พระนามของพระแม่ตารา พระองค์ทรงเป็น "ผู้นำแห่งกองคาราวาน ผู้ชี้ทางให้แก่ผู้ที่หลงทาง" และมีพระนามว่า ธรุวะ (Dhruva) ซึ่งเป็นชื่อภาษาสันสกฤตของดาวเหนือ ด้วยความเกี่ยวพันกับการเดินทางและการนำทาง พระองค์จึงได้รับความนิยมในฐานะผู้ช่วยให้รอดและผู้ปกป้องจากภยันตราย ในพุทธศาสนาแบบทิเบตสมัยใหม่ พระตาราเป็นหนึ่งในเทพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยทั้งคฤหัสถ์และนักบวชต่างก็ขอความช่วยเหลือจากพระองค์

พุทธลักษณะและบทบาทที่หลากหลาย

พระตาราในรูปแบบหลักของพระองค์มีพระวรกายสีเขียวเข้ม ซึ่งสัมพันธ์กับการกระทำอันเป็นพุทธกิจที่ตื่นรู้ ในคติพุทธแบบหิมาลัย สีแต่ละสีมักจะเชื่อมโยงกับการกระทำเฉพาะอย่าง (เช่น สีขาวคือการทำให้สงบ และสีแดงคือพลังอำนาจ) เนื่องจากสีเขียวเข้มถือเป็นการผสมผสานของสีอื่น ๆ ทั้งหมด ดังนั้น พระตาราในรูปแบบหลัก หรือ พระตาราเขียว (Green Tārā) จึงถือเป็นต้นกำเนิดของการกระทำอันเป็นประโยชน์ทั้งปวง

ในพุทธศาสนาแบบทิเบต พระตาราปรากฏในหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบก็เชื่อมโยงกับสี สัญลักษณ์ และการกระทำอันเป็นประโยชน์ที่แตกต่างกัน:

พระตาราเขียว: ให้ความช่วยเหลือและปกป้องจากสถานการณ์ที่โชคร้ายทั้งหมดที่อาจพบเจอในโลกแห่งความทุกข์

พระตาราขาว (White Tārā): แสดงถึงความเมตตาแบบมารดาและมอบการเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ พระตาราขาวยังเกี่ยวข้องกับการมีอายุยืนยาว การต่อต้านความเจ็บป่วย และการชำระล้าง

พระตาราแดง (Red Tārā): เกี่ยวข้องกับพลังอำนาจ การควบคุมและมีอิทธิพลต่อผู้อื่น รวมถึงการเปลี่ยนความปรารถนาให้กลายเป็นความเมตตา
พระตาราน้ำเงิน หรือ เอกชติ (Ekajati): เป็นเทพีผู้ปกป้องที่ดุร้าย ซึ่งการใช้มนต์อัญเชิญพระองค์จะทำลายอุปสรรคทั้งหมด

พระตารายังเป็นเทพีแห่งป่า โดยเฉพาะในรูปแบบของ ขาทิรวณี (Khadiravani) หรือ "ผู้อาศัยในป่าขฑิระ" และโดยทั่วไปแล้วจะเกี่ยวข้องกับพืชพรรณ ดอกไม้ ต้นอะคาเซีย (ขฑิระ) และสายลม เนื่องจากการเชื่อมโยงกับธรรมชาติและพืชพรรณ พระตาราจึงเป็นที่รู้จักในฐานะเทพีแห่งการเยียวยา (โดยเฉพาะในรูปแบบพระตาราขาว) และในฐานะเทพีแห่งการบำรุงเลี้ยงและความอุดมสมบูรณ์ ความเชื่อมโยงกับธาตุลม ยังหมายความว่าพระองค์ทรงตอบสนองต่อคำขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

พระเทวีผู้ปลดเปลื้องจากภัยทั้งปวง

ในฐานะเทพีผู้ช่วยให้รอดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง พระตารา ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในฐานะผู้ให้การปลดเปลื้องและคุ้มครองจากภัยทั้ง 8 (aṣṭabhaya) หรือ อันตรายทั้ง 8 (aṣṭaghora) นี่เป็นแนวคิดที่พบได้บ่อยในภาพลักษณ์ของพระองค์ และบางครั้งพระตาราก็ได้รับการพรรณนาในรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า "พระตาราผู้ปกป้องจากอันตรายทั้ง 8" (ตาราษฺฏโฆรตารณี - Tārāṣṭaghoratāraṇī)

ตามคัมภีร์อารยตาราษัฏโฆรตารณี­สูตร (Āryatārāṣṭaghoratāraṇī­sūtra) กล่าวถึงอันตรายทั้ง 8(aṣṭaghora) ได้แก่: สิงโต, ช้าง, ไฟ, งู, โจร, น้ำ, โรคระบาด, และปีศาจ พระสูตรนี้ยังบรรจุบทสวด (ธารณี) ที่ใช้สวดเพื่อขอการปกป้องจากพระตาราอีกด้วย

ในพุทธศาสนาแบบทิเบต อันตรายภายนอกแต่ละอย่างยังถูกเชื่อมโยงกับความหมายทางจิตวิทยาภายในอีกด้วย โดย:

สิงโต เป็นตัวแทนของ ความหยิ่งผยอง
ช้างป่า เป็นตัวแทนของ ความหลงผิด
ไฟ เป็นตัวแทนของ ความโกรธ
งู เป็นตัวแทนของ ความริษยา
โจร เป็นตัวแทนของ ทิฏฐิผิด (ความเห็นผิด)
การถูกพันธนาการ เป็นตัวแทนของ ความตระหนี่
น้ำท่วม เป็นตัวแทนของ ความปรารถนาและความยึดมั่น
วิญญาณชั่วร้ายและปีศาจ เป็นตัวแทนของ ความสงสัย

เส้นทางสู่การบูชาพระตารา: จากพุทธศาสนาทั่วไปสู่พุทธตันตระ

ด้วยการพัฒนาของพุทธศาสนาลัทธิลับหรือตันตระ จึงเกิดแนวทางการเข้าถึงพระตาราขึ้นสองแนวทางหลัก ในแนวทางหนึ่ง ประชาชนทั่วไปและผู้ปฏิบัติธรรมฆราวาสยังคงร้องขอการปกป้องและความช่วยเหลือในเรื่องทางโลกโดยตรงจากพระองค์ โดยมักจะสวดภาวนา, สวดธารณี, หรือสวดมนต์ของพระองค์ และทำบูชาด้วยบทมนต์ของพระตาราและบทสวดสรรเสริญ 21 บทของพระองค์เป็นที่รู้จักและสวดกันอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวทิเบต นอกจากนี้ พระตารายังกลายเป็นเทพเจ้าในพุทธศาสนาแบบตันตระ ซึ่งเป็นที่มาของแนวทางปฏิบัติแบบลับและสาธนา (sadhana) ของตันตระ ที่พระสงฆ์และโยคีใช้เพื่อพัฒนาคุณสมบัติแห่งการตื่นรู้ของพระองค์ในตัวพวกเขาเอง ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่พุทธภาวะ

ความร่าเริงและความสนุกสนานของพระตารา

คุณสมบัติอีกประการหนึ่งที่พระตาราแบ่งปันกับจิตวิญญาณสตรี (เช่น ฑากินี) คือ ความร่าเริงสนุกสนาน พระตารามักจะได้รับการพรรณนาเป็นหญิงสาววัย 16 ปี พระองค์มักจะปรากฏในชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อพวกเขายึดมั่นในตัวเองหรือในเส้นทางธรรมะอย่างเคร่งเครียดเกินไป มีเรื่องเล่าแบบทิเบตที่พระองค์หัวเราะเยาะความชอบธรรมในตนเอง หรือเล่นแผลง ๆ กับผู้ที่ขาดความเคารพต่อความเป็นสตรี เมื่อนำมาใช้กับพระตารา อาจกล่าวได้ว่า จิตใจที่ขี้เล่นของพระองค์สามารถปลดปล่อยจิตใจธรรมดาที่ยึดติดกับความเคร่งครัดหรือยึดมั่นในทวิลักษณ์อย่างแข็งกร้าว พระองค์ทรงยินดีในจิตใจที่เปิดกว้างและหัวใจที่เปิดรับ เพราะในการเปิดกว้างและเปิดรับนี้ พรของพระองค์จะสามารถปรากฏขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และพลังงานของพระองค์จะสามารถเร่งการพัฒนาทางจิตวิญญาณของผู้มุ่งหวังได้

พระมารดาแห่งความเมตตา

ตามที่นักวิชาการ Miranda Shaw กล่าวไว้ว่า "ความเป็นมารดาคือหัวใจสำคัญของแนวคิดเรื่องพระตารา" พระนามของพระองค์รวมถึง "พระมารดาผู้เปี่ยมรัก", "พระมารดาผู้สูงสุด", "พระมารดาแห่งโลก", "พระมารดาสากล" และ "พระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง" [30] ด้วยเหตุนี้ พระตาราจึงเป็นตัวแทนของคุณสมบัติหลายประการของหลักการความเป็นสตรี พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในฐานะ พระมารดาแห่งความเมตตาและกรุณา พระองค์คือต้นกำเนิด เป็นด้านที่เป็นสตรีของจักรวาล ซึ่งให้กำเนิดความอบอุ่น ความเมตตา และการบรรเทาจากกรรมที่ไม่ดีที่สรรพสัตว์ทั่วไปประสบในวัฏสงสาร พระองค์ทรงให้กำเนิด บำรุงเลี้ยง และยิ้มให้กับพลังชีวิตของการสร้างสรรค์ และมีความเห็นอกเห็นใจต่อสรรพสัตว์ทั้งหมดเหมือนกับที่มารดามีต่อลูก ๆ ของตน

โดยทั่วไปแล้ว พระตารามักจะถูกแสดงด้วย ดอกบัวสีน้ำเงิน (อุบล) หรือ ดอกบัวกลางคืน ซึ่งจะส่งกลิ่นหอมเมื่อพระจันทร์ปรากฏ ดังนั้น พระตาราจึงมีความเกี่ยวข้องกับพระจันทร์และยามค่ำคืนด้วยเช่นกัน

พุทธเกษตรและพุทธสกุลของพระตารา

พระตาราก็มีแดนพุทธเกษตร (buddhafield) หรือแดนสุขาวดีเป็นของพระองค์เองเช่นกัน ชื่อว่า นีลปัทมทลวยูหิตะ แปลว่า พุทธเกษตรอันประดับด้วยกลีบเทอร์คอยซ์ (Arrayed in Turquoise Petals - ทิเบต: Yurlod Kurpa หรือ Yulokod) สถานที่แห่งนี้ได้รับการพรรณนาไว้ว่า "เต็มไปด้วยต้นไม้และเถาวัลย์นานาชนิด ก้องกังวานด้วยเสียงนกนานาพันธุ์และเสียงกระซิบของน้ำตก ที่อยู่ของเหล่าสัตว์ป่าหลายชนิด และดอกไม้นานาชนิดที่เติบโตอยู่ทุกหนแห่ง" บ้างว่า แดนพุทธเกษตรนี้แท้จริงแล้วตั้งอยู่ภายใน สุขาวดี ซึ่งเป็นแดนพุทธเกษตรของพระอมิตาภพุทธะ ดังนั้น พระตาราจึงมีความเกี่ยวข้องกับปัทมสกุล (Lotus Buddha family) ของพระอมิตาภพุทธะ ความเชื่อมโยงของพระองค์กับพระอมิตาภพุทธะได้รับการยืนยันโดย ทับเต็น โชดรอน (Thubten Chodron) ผู้ซึ่งกล่าวถึงว่าพระตาราเป็นส่วนหนึ่งของพุทธตระกูลของพระอมิตาภะ

นอกจากนี้ ยังมีกล่าวกันอีกว่าพระตารายังมีที่ประทับอันบริสุทธิ์ภายใน ภูเขาโปตาลกะ (Mount Potalaka) ซึ่งเป็นโพธิมณฑลอันบริสุทธิ์ของพระอวโลกิเตศวรในโลกนี้ด้วย

ความเชื่อในวัชรยาน

การปฏิบัติบูชาพระตาราในฐานะเทพผู้เป็นศูนย์กลางของเทวโยคะแบบตันตระ (tantric deity yoga) สามารถสืบย้อนไปได้ถึงยุคสมัยของคุรุปัทมสัมภวะ (Padmasambhava) มีการปฏิบัติแบบ พระตาราสีแดง (Red Tārā) ซึ่งคุรุปัทมาสัมภวะได้มอบให้แก่ เยเช โซเกียล (Yeshe Tsogyal) โดยขอให้ซ่อนไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่า จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20 นี้เองที่พระลามะผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายญิงมา (Nyingma) นามว่า อาปัง เตอร์เติน (Apong Terton) ได้ค้นพบสมบัติชิ้นนี้อีกครั้ง เล่ากันว่าพระลามะองค์นี้ได้กลับชาติมาเกิดเป็นสาเกีย ทริซิน (Sakya Trizin) ซึ่งเป็นประมุขคนปัจจุบันของนิกายสาเกีย (Sakyapa) และมีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเคยรู้จักอาปัง เตอร์ตัน ได้ถ่ายทอดการปฏิบัตินี้ให้กับสาเกีย ทริซินอีกครั้ง และพระภิกษุรูปเดียวกันนี้ก็ได้มอบให้กับ ชักดุด ตุลกุ ริมโปเช (Chagdud Tulku Rinpoche) ซึ่งได้เผยแพร่ให้กับศิษย์ชาวตะวันตกของท่าน

มาร์ติน วิลสัน (Martin Willson) ในหนังสือ "In Praise of Tārā" ได้สืบค้นสายธารของ ตันตระพระตารา (Tārā Tantras) ที่แตกต่างกันมากมาย ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ของพระตาราที่ใช้เป็นหลักปฏิบัติในสาธนะแบบตันตระ (Tantric sadhanas) ตัวอย่างเช่น สาธนาของพระตาราได้ถูกเปิดเผยให้แก่ ติโลปะ (Tilopa) (ค.ศ. 988–1069) ผู้เป็นอาจารย์ในสายการปฏิบัติกากิว (Karma Kagyu) ท่านอตีศะ (Atīśa) ผู้เป็นนักแปลผู้ยิ่งใหญ่และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกาดัมปะ (Kadampa) ในพุทธศาสนาแบบทิเบต ก็เป็นผู้ศรัทธาในพระตาราอย่างแรงกล้า ท่านได้ประพันธ์บทสวดสรรเสริญพระองค์และได้แต่งสาธนาของพระตาราไว้ถึงสามบท ผลงานของมาร์ติน วิลสันยังประกอบด้วยแผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดของตันตระพระตาราในสายการปฏิบัติที่หลากหลาย ซึ่งสรุปได้ว่าการปฏิบัติแบบตันตระของพระตาราได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 7 เป็นต้นมา และยังคงเป็นส่วนสำคัญของพุทธวัชรยานมาจนถึงทุกวันนี้

การปฏิบัติเหล่านี้มักจะแสดงภาพพระตาราในฐานะ เทพผู้พิทักษ์ (tutelary deity) หรือ ยิดัม (yidam) ที่ผู้ปฏิบัติมองว่าเป็นแง่มุมที่ซ่อนเร้นของจิตใจตนเอง หรือเป็นการสำแดงออกมาในรูปธรรมของคุณสมบัติที่เกิดจากพุทธชญานะ (Buddha Jnana - ปัญญาของพระพุทธเจ้า)

บทบาทของยิดัมในพุทธตันตระ

ดังที่ จอห์น โบลเฟลด์ (John Blofeld) ได้อธิบายไว้ในหนังสือ "The Tantric Mysticism of Tibet" ว่า:

"หน้าที่ของยิดัมเป็นหนึ่งในความลึกลับอันล้ำลึกของพุทธวัชรยาน...โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีแรก ๆ ของการปฏิบัติ ยิดัมมีความสำคัญอย่างยิ่ง ยิดัมเป็นการถอดความภาษาทิเบตจากภาษาสันสกฤตคำว่า "อิษฏเทวะ" (Iṣṭadeva) - เทพที่สถิตอยู่ภายใน; แต่ในขณะที่ชาวฮินดูมองว่าอิษฏเทวะเป็นเทพจริงที่ได้รับเชิญให้มาสถิตอยู่ในหัวใจของผู้ศรัทธา ยิดัมในพุทธตันตระนั้นแท้จริงแล้วคือการสำแดงออกมาจากจิตใจของตัวผู้ปฏิบัติเอง หรือไม่? ในบางแง่มุม ยิดัมดูเหมือนจะอยู่ในกลุ่มปรากฏการณ์ที่ในทางจิตวิทยาแบบยุง (Jungian terms) เรียกว่า ต้นแบบ (archetypes) และด้วยเหตุนี้จึงเป็นสมบัติร่วมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด แม้ในหมู่ชาวพุทธตันตระเอง ก็อาจมีความเห็นที่แตกต่างกันว่ายิดัมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยจิตใจของแต่ละบุคคลมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ยิดัมไม่ใช่เทพและเทพีที่มีอยู่โดยอิสระ และในขณะเดียวกัน ความย้อนแย้งก็คือ มีหลายครั้งที่จำเป็นต้องมองว่ายิดัมเป็นเช่นนั้น"

พระธารณีและมนต์ของพระตารา

ระบบการปฏิบัติพระตาราแบบวัชรยานประกอบด้วยบทมนต์จำนวนมากสำหรับพระตารา ในทางเทคนิคแล้ว มนต์ของพระตาราจะเรียกว่า "วิทยะ" (vidyā) (เป็นคำที่เหมาะสมสำหรับมนต์ของพระเทวี) วิทยะมนต์หลักของพระตาราคือ: โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร สฺวาหา (oṃ tāre tuttāre ture svāhā) นี่เป็นมนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและเป็นมนต์รากเหง้า (mula mantra) ของพระองค์

คำว่า ตาเร ตุตาเร ตูเร อยู่ในรูปของการเรียกขาน:

ตาเร (Tāre) คือชื่อพื้นฐานของเทพี ("ข้าแต่พระตารา")
ตุตาเร (Tuttāre) (มีคำว่า "ud-" นำหน้า) หมายถึงพระตาราในฐานะ "ผู้ช่วยให้สรรพสัตว์ข้าม" มหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ และ "ผู้ดึง [สรรพสัตว์] ขึ้นมา" (ut-tārā)
ตูรา (Turā) ซึ่งเป็นคำสรรเสริญที่สาม หมายถึง "ผู้รวดเร็ว"


พระตาราสมยโยคินีที่ลึกลับ (ภาษาธิเบต: dam tsig drol ma nal jor ma) อยู่ตรงกลาง และทาราสีน้ำเงิน แดง ขาว และเหลืองที่มุม, ทังก้าชาวทิเบตตะวันออกในศตวรรษที่ 18, Rubin Museum of Art

มนต์ของพระตาราจำนวนมากสร้างขึ้นจากวิทยมนต์พื้นฐานนี้ โดยการเพิ่มคำมนต์ต่าง ๆ ที่จะเปิดใช้งานหน้าที่ที่แตกต่างกันของเทพี เช่น การทำให้สงบ (pacification) หรือการปราบปราม (subjugation) ดังที่ เบเยอร์ (Beyer) ตั้งข้อสังเกตไว้ วิธีหนึ่งในการทำเช่นนี้คือการเพิ่มวลี เช่น "sarva ____ śāntiṃkuru" (ทำให้ ___ ทั้งหมดสงบลง) ระหว่างคำว่า "ture" และ "svāhā" ซึ่งสามารถเติมคำต่าง ๆ ลงในช่องว่างได้ตามกิจกรรมที่ต้องการ เช่น grahān (วิญญาณชั่วร้าย), vighnān (ปีศาจร้าย), vyādhīn (โรคภัย), upadravān (การบาดเจ็บ), akālamṛtyūn (การตายก่อนวัยอันควร), duḥsvapnān (ฝันร้าย), cittākulāni (ความสับสน), śatrūn (ศัตรู), bhayopadravān (ความหวาดกลัวและการบาดเจ็บ), duṣkṛtāni (การกระทำชั่ว)


พระตาราแดง จากต้นฉบับอัษฎาสหัสริกาปรัชญาปารมิตาสูตร

ดังนั้น ตัวอย่างเช่น หากต้องการทำให้วิญญาณชั่วร้ายสงบลง ก็สามารถสวดว่า: "โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร สรฺว คฺรหานฺ ศานฺตึกุรุ สฺวาหา" (Oṃ tāre tuttāre ture sarva grahān śāntiṃkuru svāhā)

สามารถเพิ่มส่วนท้ายอื่น ๆ เข้าไปในมนต์ในลักษณะเดียวกันได้อีก ตัวอย่างเช่น "sarvapāpaṃ āvaraṇa viśuddhe" (สรฺวปาปํ อาวรณ วิศุทฺเธ) หรือ "dhanaṃ me dehi" (ธนํ เม เทหิ) การขยายวิทยมนต์พื้นฐานอื่น ๆ ยังรวมถึงมนต์ทั่วไปสำหรับพระตาราในปางดุร้าย: "โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร หูํ ผฏฺ" (Oṃ tāre tuttāre ture hūṃ phaṭ) และมนต์ทั่วไปสำหรับ พระตาราสีขาว (White Tārā) ที่ใช้เพื่อเพิ่มอายุขัยคือ: "โอํ ตาเร ตุตฺตาเร ตุเร มม อยุห์ ปุนฺย ชฺญานา ปุศฺตึ กุรุ สฺวาหา" (Oṃ tāre tuttāre ture mama ayuḥ punya jñānā puśtiṃ kuru svāhā)

พีชมนต์ของพระตาราคือ "ตัม" (tāṃ) พยางค์แห่งพืชพันธุ์นี้มักถูกน้อมนำมาเป็นภาพในสาธนาของพระตารา (พิธีกรรมการทำสมาธิและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ) และอาจปรากฏในมนต์ของพระตาราที่ยาวขึ้นได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น มีมนต์ทั่วไปสำหรับพระตาราสีแดงที่ว่า: "โอํ ตาเร ตัม สฺวาหา" (Oṃ tāre tāṃ svāhā) บางสายการปฏิบัติยังมีมนต์สำหรับพระตาราทั้ง 21 ปาง ซึ่งใช้เพื่อเรียกกิจกรรมเฉพาะของพระตารา เช่น สายการปฏิบัติของท่านอาตีศะ ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในพุทธศาสนาแบบทิเบต แหล่งที่มาหลักของระบบนี้คือ "สาธนะของพระตารา 21 ปาง" (Sādhana of the Twenty-One Tārās, sgrol ma nyi shu rtsa gcig gi sgrub thabs) ของพระอตีศะ ทีปังกรศรีชญาณ (Atīśa Dīpaṃkaraśrījñāna) (ค.ศ. 982–1054)

บทสวดและธารณีของพระตารา

มีบทสวด, บทสรรเสริญ (โสตระ) และธารณีมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระตารา ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ บทสรรเสริญพระตารา 21 บท หรือ นมสฺตาไรกวึศติโสฺตตฺร (Namastāraikaviṃśatistotra) ซึ่งพบในแหล่งข้อมูลหลายแห่ง รวมถึงในตาราตันตระ (Tara Tantra) ที่เรียกบทสวดนี้ว่าเป็นธารณี บทสวดนี้ถูกสวดทุกวันโดยพระสงฆ์และฆราวาสจำนวนมากในสายวัชรยาน นอกจากนี้ยังมีอรรถกถามากมายเกี่ยวกับบทสรรเสริญนี้ ซึ่งรวมถึงอรรถกถา 3 ฉบับที่เชื่อว่าเป็นผลงานของท่านสูรยคุปตะ และยังมีธารณีของพระตาราอีกบทหนึ่งพบได้ใน "พระนาม 108 ของพระเทวีตารา" (ตารา­เทวี­นามาษฺฏศตก - Tārā­devī­nāmāṣṭaśataka) คัมภีร์นี้ยังประกอบด้วยบทกวีที่รวบรวมพระนามต่าง ๆ 108 นามของพระองค์อีกด้วย

สาธนะ

การปฏิบัติสาธนะ (sadhana) ซึ่งพระตาราเป็น พระยิดัม (yidam) หรือเทพเจ้าแห่งการเพ่งจิต สามารถมีได้ทั้งแบบยาวและแบบสั้น โดยส่วนใหญ่จะประกอบด้วยบทสวดสรรเสริญและบทขอนอบน้อมในเบื้องต้นเพื่ออัญเชิญการปรากฏของพระองค์ ตามด้วยการสวดมนต์ การมนสิการ (visualization) พระองค์ อาจมีการสวดมนต์เพิ่มเติม จากนั้นจึงยุบภาพเพ่งนั้นลง และปิดท้ายด้วยการอุทิศส่วนกุศลจากการปฏิบัติ นอกจากนี้ อาจมีบทสวดอธิษฐานเพิ่มเติมและบทสวดอายุยืนสำหรับพระอาจารย์ที่ริเริ่มการปฏิบัตินี้

สาธนะพระตาราหลายบทถูกมองว่าเป็นแนวปฏิบัติเบื้องต้นในโลกของพุทธตันตระแบบวัชรยาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเพ่งภาพเทพเจ้าในความเป็นจริงแล้ว เป็นการอัญเชิญคำสอนอันละเอียดอ่อนที่สุดของพุทธศาสนาทั้งหมด โดยรวมการเข้าสู่สาธนะพระตารามีการเตรียมตัวหลายอย่างที่ต้องทำก่อนการปฏิบัติสาธนะ เพื่อให้การปฏิบัติถูกต้อง ผู้ปฏิบัติจะต้องเตรียมตัวและมีทัศนคติที่เหมาะสม การเตรียมตัวอาจแบ่งเป็น "ภายใน" และ "ภายนอก" ซึ่งทั้งสองอย่างจำเป็นต่อการบรรลุสมาธิที่ต้องการ

การเตรียมตัวภายนอก: ประกอบด้วยการทำความสะอาดห้องทำสมาธิ, การตั้งแท่นบูชาพร้อมรูปภาพพระศากยมุนีพุทธเจ้าและพระตาราเขียว และจัดวางเครื่องบูชาอย่างสวยงาม เราสามารถใช้น้ำแทนน้ำอมฤตสำหรับดื่ม, น้ำสำหรับล้างเท้า และน้ำหอม สำหรับเครื่องบูชาที่เหลือ ดอกไม้, เครื่องหอม, แสงสว่าง และอาหารบริสุทธิ์ หากเป็นไปได้เราควรจัดเตรียมของจริงมาถวาย

การเตรียมตัวภายใน: เราควรพยายามพัฒนาความเมตตา, โพธิจิต และทัศนะที่ถูกต้องในเรื่องความว่างเปล่าผ่านการปฏิบัติ

ปางอื่น ๆ

พระตารา ทรงเป็นเทวีผู้เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธสตรีแนวโน้มทางพุทธปรัชญาเกี่ยวกับพระตาราในยุคหลังที่เริ่มมองว่าเทพสตรีอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นแง่มุมหรือภาคอวตารของพระตารา หรืออย่างน้อยก็มีความเกี่ยวข้องกับพระองค์ นอกเหนือจากภาคอวตารหลายพระองค์ที่มีพระนามว่า "ตารา" ที่มีสีแตกต่างกันแล้ว เทพสตรีมหายานอื่น ๆ ที่กลายเป็นที่รู้จักในฐานะภาคอวตารของพระแม่ตารา ได้แก่:

ชังคุลิ (Janguli)
ปรรณศวรี (Parnashabari)
จุนทา (Cunda)
กุรุกุลลา (Kurukulla)
มหามยุรี (Mahamayuri)
สรัสวตี (Saraswati)
วสุธรา (Vasudhara)
อุษณีษวิชัย (Usnisavijaya)
มาริจี (Marici)

จากหลักการที่ว่าพระตาราเป็นพระพุทธเจ้าสตรีองค์กลาง เทพีและดากินีองค์อื่น ๆ ทั้งหมดจึงถูกมองว่าเป็นภาคอวตารของพระองค์


ภาคอวตารและรูปแบบอื่น ๆ ของพระตารา

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบหรือภาคอวตารอื่น ๆ ของพระตารา ได้แก่:

ตาราแห่งความมั่งคั่ง เช่น จินดามณีตารา (Cintamani Tārā) (พระตาราผู้ทรงเป็นแก้วมณีสมปรารถนา") และ "ราชศรีตารา" (Rajasri Tārā) สีทองที่ถือดอกบัวสีน้ำเงิน

วัชรตารา (Vajra Tārā) ซึ่งเป็นรูปแบบตันตระที่ได้รับการกล่าวถึงครั้งแรกใน วัชรปัญจระตันตระ (Vajrapanjara Tantra) โดยมีพระวรกายสีเหลือง มีแปดกร และบางครั้งแสดงร่วมกับคู่ครองที่เป็นบุรุษ

จินดามณีตารา (Cintāmaṇi Tārā) เป็นรูปแบบหนึ่งของพระตาราที่นิยมปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในระดับสูงสุดของโยคะตันตระในโรงเรียน เกลุก (Gelug) ของพุทธศาสนาแบบทิเบต โดยพรรณนาว่ามีพระวรกายสีเขียว และมักถูกรวมเข้ากับพระตาราเขียว

สรัสวตี (Sarasvati) ซึ่งเป็นเทพีแห่งศิลปะ, ความรู้, และปัญญา ในบางครั้งถูกมองว่าเป็นภาคหนึ่งของพระตารา

กุรุกุลลา (Kurukullā) (ริกเจมา) เป็นเทพีพุทธที่ดุร้ายสีแดง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงดูดสิ่งดีงามทั้งปวง และบางครั้งถูกมองว่าเป็นภาคอวตารของพระตารา


ประติมากรรมพระกุรุกุลลา จากหอศิลป์ Calcutta ปี 1913

สิตาตปัตราตารา (Sitatapatra Tārā) (พระตาราฉัตรขาว) แสดงด้วยพระวรกายสีขาว มีหลายกร และได้รับการยกย่องเป็นหลักในฐานะผู้ปกป้อง

ประสนนาตาราสีทอง (Golden Prasanna Tārā) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดุร้าย โดยมีสร้อยคอเป็นศีรษะที่เต็มไปด้วยเลือด และมีสิบหกกร ถืออาวุธและสัญลักษณ์ทางตันตระหลากหลายชนิด

รูปแบบยับ-ยุม (yab-yum) ซึ่งเป็นภาพที่พระตาราเขียวโอบกอดพระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า (Amoghasiddhi)

ปิติศวรีอุฑิยานตารา (Pitishvari Uddiyana Tara) เป็นพระตาราในปางร่ายรำที่ดุร้าย มีพระพักตร์สี่หน้า แปดกร สวมมงกุฎหัวกะโหลก และสร้อยคอหัวมนุษย์สด ๆ และรายล้อมด้วยเปลวไฟ

เยเช่ โชเกียล (Yeshe Tsogyal) (พระราชินีแห่งทะเลสาบปัญญา) ซึ่งเป็นคู่ศักติของพระปัทมสัมภวะ ผู้นำพุทธศาสนามาสู่ทิเบต ได้รับการมองว่าเป็นภาคอวตารของพระตาราในพุทธศาสนาแบบทิเบต

ริกเจ ลาโม (Rigjay Lhamo) "เทพีผู้ให้กำเนิดปัญญา" ประทับอยู่ในปางพระราชินีที่รายล้อมด้วยแสงรุ้ง

นอกจากนี้ สัญลักษณ์ของพระตารา เช่น ดอกบัว ยังแสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกับเทพีฮินดู พระลักษมี (Lakshmi) และอย่างน้อยในพิธีกรรมทางศาสนาของทิเบตบางบทก็ได้มีการอัญเชิญพระลักษมีในฐานะพระตาราอีกด้วย

.


ที่มา : พระนางตารา
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2

.



Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.054 seconds with 16 queries.