User Info
Welcome,
Guest
. Please
login
or
register
.
10 September 2026, 01:08:39
1 Hour
1 Day
1 Week
1 Month
Forever
Login with username, password and session length
Search:
Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ
http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088
Posts in
15,338
Topics by
70
Members
Latest Member:
KAN
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
|
หมวดหมู่ทั่วไป
|
ศาลาพักใจ
|
รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก
|
อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
« previous
next »
Pages:
[
1
]
2
Author
Topic: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com) (Read 1463 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
on:
02 August 2026, 21:40:29 »
อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว (mgronline.com)
https://mgronline.com/drama/detail/9580000111669
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 1
เผยแพร่: 5 ต.ค. 2558 13:11 ปรับปรุง: 5 ต.ค. 2558 16:32 โดย: MGR Online
.
.
..........
https://mgronline.com/drama/detail/9580000111669
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 1
ท้องฟ้าสีครามสด เมฆขาวกลุ่มใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาบดบังแสงตะวัน ...
“สาลิน” นั่งเหม่อมองสายน้ำ พลางคิดถึงถ้อยคำที่นักปราชญ์เคยกล่าวไว้
“คนคำนวนมิสู้ฟ้าลิขิต.....จริงหรือที่เรากำหนด ชีวิตของเราเองมิได้ ทุกสิ่งขึ้นกับพรหมลิขิตจะดลบันดาลให้เป็นไป”
สาลินนั่งคร่อมอยู่บนกิ่งมะม่วงสูงลิบลิ่ว “ศรีจิตรา” ผู้เป็นพี่สาว ถือตะกร้าคอยรับมะม่วงที่เธอสอยลงมา
ครู่หนึ่งร่างบนกิ่งมะม่วง ก็ร้องเอะอะโวยวาย จะตกมิตกแหล่ กระทั่งสุดท้ายก็ร่วงลงมากองใต้ต้นมะม่วง
“โอ๊ย พี่ศรี ช่วยด้วย”
“ยายสา บอกแล้วไงให้ระวัง”
สาลินคิดต่อจากคำพูดของนักปราชญ์ “แต่มันเกิดขึ้นกับชีวิตของฉันและพี่สาวจริงๆ เรา 2 คนเป็นเพียงแค่หญิงบ้านสวน แต่วันหนึ่งโชคชะตาก็เล่นตลกให้เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคุณชายทั้งสามแห่งวังวุฒิเวสม์ อย่างที่เราไม่ทันตั้งตัว”
ภาพน่ารักของ 2 สาวพี่น้อง ค่อยๆ เลือนหายไป ก่อนที่ภาพตำหนักใหญ่ของวังวุฒิเวสม์ ที่ใหญ่โต งดงามเข้ามาแทนที่
ภายในตำหนักอันโอ่อ่า เสด็จพระองค์หญิงประทับอยู่บนตั่ง มี “ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ “ หรือ “คุณชายโต” , “ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ “ หรือ “คุณชายรอง” และ “ม.ร.ว. บดินทราชทรงพล” หรือ “คุณชายเล็ก” นั่งอยู่บนพื้นตรงหน้า
เสียงสาลินเล่าถึงคุณชายโต ม.ร.ว.ดิเรกราชวิทย์ ที่อ่านหนังสืออยู่ที่โซฟาภายในห้องนั่งเล่นที่ตำหนักเล็ก
“คุณชายโต รูปงาม เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย อยู่ในศีลในธรรม”
จังหวะนั้นนางข้าหลวงที่ชื่อจรวย ที่กำลังคุกเข่าถูพื้น เกิดทำคอเสื้อหย่อนจนอกเกือบผลัดออกมา คุณชายโตตาค้าง ขยับแว่นดู จรวยทำตาแป๋วไม่รู้ไม่ชี้ เงยหน้าสบตาคุณชาย
สาลินเล่าต่อถึงคุณชายเล็ก ม.ร.ว.บดินทราชทรงพล
“ตรงกันข้ามกับคุณชายเล็ก ที่ปราดเปรียว ปรู๊ดปร๊าด รักสนุก แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลย”
ณ อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งที่เมืองนอก กำลังมีปาร์ตี้สุดเหวี่ยงแบบยุค 60 อยู่ริมสระว่ายน้ำ คุณชายเล็กแต่งตัวแบบจิ๊กโก๋ ผมหวีเสยชะโงก กำลังเต้นทวิสต์คลอเคลียกับแหม่มสาวในชุดบิกินี 5-6 คน ก่อนจะถูกแหม่มแย่งกันดึงตัวเข้ามาจูบ บ้างก็กระชากเสื้อ ดึงกางเกงตรงขายาวออกกลายเป็นขาสั้น แล้วผลักเขาตกตูมลงสระ
คุณชายเล็กผุดขึ้นจากน้ำ พอเจอแหม่มแสนสวยนอนบนเบาะพลาสติกเป่าลม ก็ว่ายไปเกาะ แล้วส่งตาหวานให้ แหม่มหัวเราะระริก ก่อนจะถูกคว่ำเบาะมาคลอเคลียในน้ำ
สาลินเล่าต่อถึงคุณชายรอง ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์
“ส่วนคุณชายคนกลาง ที่เรียกกันว่าคุณชายรองนั้น เธอถือตัว เย็นชา”
ภาพคุณชายรองคุกเข่าคุยกับยายแก่ แม่ค้าหาบเร่ขายของเล่นจักสานริมถนน
“วางท่าเป็นผู้ดี ทำตัวไม่ติดดิน เหมือนเตรียมตัวเป็นท่านทูตผู้สูงศักดิ์อยู่เสมอ”
คุณชายรองกับศุภรนั่งกินขนมอยู่ข้างทางริมถนน
สาลินยังเล่าต่อ “ที่ฉันและพี่สาวต้องเข้าไปเกี่ยวดองกับคุณชายทั้งสาม”
ศรีจิตรากับสาลิน 2 สาวพี่น้อง แต่งเครื่องตัวนางกำลังรำอยู่ เครื่องทรงดูวิบวับ
“เพราะเราถูกกำหนดให้เป็น “สะใภ้จ้าว” ของคุณชายคนใดคนหนึ่งนั่นเอง ใครกันนะที่จะครอบครองหัวใจของเรา พรหมลิขิตเท่านั้นหรือที่จะตอบคำถามนี้ได้”
ต้นไม้ใหญ่ยื่นกิ่งก้านแผ่ลงในน้ำ มีเรือพายขายขนมพายมาตามคลอง ทันใดนั้นก็มีเงาวูบมาจากเบื้องบนโฉบวูบไป ขนมห่อใบตองทั้งถาดหายไปด้วย อาแปะพ่อค้าเอะใจหันขวับมาดู
“ไอ๊หยา”
อาแปะหันรีหันขวางแล้วเงยดู เห็นบนกิ่งไม้ที่ทอดขนานกับผิวคลอง มีฝูงเด็ก 4-5 คนรวมทั้งเจ้าแกะ
นั่งแกะใบตองกินขนมอยู่
“ไอ๊หยา ไอ้เด็กขี้ขโมย เค้าเป๋อ้า”
ทันใดก็มีร่างร่างหนึ่งห้อยตัวพรวดลงมา เอาหัวลง หน้าอยู่ในระดับเดียวกับอาแปะ
“ซำปอกงช่วย....”
สาลินที่เอาเถาวัลย์เหนี่ยวพันขาไว้ ห้อยหัวลงยิ้มแป้นกับอาแปะ
“ไม่ใช่ซำปอกงค่ะ หนูเอง อาแป๊ะ”
“อาหนูสา”
อาแปะถอนหายใจอย่างอ่อนใจ แต่นบนอบพอควร เพราะเช่าที่ปลายสวนอยู่
“อาแป๊ะ ไปเก็บเงินที่คุณยายนะคะ”
อาแปะยิ้มเซ็งๆ ก่อนจะพยักหน้า แล้วออกเรือพายต่อไปยังศาลาท่าน้ำ สาลินโยนตัวเพื่อไปยังกิ่งไม้ใหญ่ที่ลูกสมุนรออยู่เต็ม ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะคลายเท้าจากเถาวัลย์ กลับตัวลงยืนบนกิ่งไม้ จนสะเทือนไหว แล้วลงนั่งรวมกับกลุ่มสมุน
“ไหน เหลือกี่ห่อ”
เจ้าแกะทำตาปริบๆ แล้วส่งขนมให้ ในถาดเหลือขนมใส่ไส้อยู่ห่อเดียว สาลินตาคว่ำ คว้ามาแกะเข้าปาก
ทันใดมีเสียงลั่นเปรี๊ยะ ทั้งหมดสะดุ้งโหยง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก จากนั้นก็มีเสียงอีกเปรี๊ยะตามมา พร้อมกับกิ่งไม้ใหญ่สะเทือนวูบ สาลินร้องเหวอมือสะบัดถาดลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ แต่กิ่งใหญ่ทั้งกิ่งขาดจากโคน เลื่อนตกพรวดลงในน้ำ บรรดาสมุนร้องกันเซ็งแซ่ ตกลงในน้ำด้วยลักษณาการต่างๆ ถาดสังกะสีเคลือบลอยหวือไปในอากาศ
กิ่งไม้ตกลงน้ำ ลูกสมุนบ้างเอาหัวลง บ้างพุ่งตัวลง บ้างเอาท้องฟาดน้ำ สาลินพุ่งตัวราวนักว่ายน้ำอาชีพจมหายไป
ลูกสมุนโผล่จากน้ำสำลักกระอักกระไอ สาลินโผล่ขึ้นอย่างงดงาม ผมเปียกลู่ราวนางพราย ยิ้มวางท่ากับลูกสมุนว่าไม่มีเภทภัยใดมากล้ำกรายได้
ลูกสมุนยิ้มพยักหน้า เจ้าแกะยกหัวแม่โป้งให้ว่า “เป็นเต้ย”
สาลินยิ้มภาคภูมิ ทันใดถาดก็หล่นจากฟ้าตกเปรี้ยงเข้าเต็มหัว สาลินตากลับจมน้ำหายไป บรรดาลูกสมุนร้องจ๊าก กรูเกรียวกันเข้าช่วย
“คุณสร้อย” สาวใหญ่วัย 55 ร่างบอบบาง มีเค้าความสวย แต่ด้วยความเจ้ายศ เคร่งเครียด ระเบียบจัด ทำให้ดูแก่กว่าวัย กำลังนั่งอยู่บนตั่งมีหนังสือบนตัก กำลังหลับพิงเสามีเสียงกรนเป็นระยะ
ที่พื้นรอบๆ มีศรีจิตรา ซึ่งมีหน้าตาสะสวยราวภาพวาด รวมถึงอุ่นเรือน ยายพิศ กำไล กำลังช่วยกันแกะขิง ปอกหอม กระเทียม ทุกคนชำเลืองดูการกรนของคุณสร้อยแล้วกลั้นหัวเราะ
นาฬิกาตีบอกเวลา 11.00 น. ดังสนั่น จนคุณสร้อยผวา
“แหก”
พอรู้สึกตัว เห็นทุกคนมองเป๋ง ก็รีบยกผ้าเช็ดมุมปาก พร้อมกับถลึงตามอง
“กี่โมงกี่ยามแล้วล่ะนี่ ดู๊ จะเที่ยงแล้วนี้ ทำไมไม่ลงครัว มานั่งลอยหน้าเสนอนวลอยู่ทำไมยะ”
อุ่นเรือนรีบบอก “ก็กำลังจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ คุณพี่”
สร้อยค้อนควัก “ย่ะ นี่แม่ศรี วันนี้แกงสะระหมั่นน่ะ ให้มันถึงกะทิหน่อยนะยะ อย่าให้ใสแจ๋ว
เป็นแกงจืด ชืด ๆ ชา ๆ เหมือนอาม่าบ้านสวน”
อุ่นเรือนสะดุ้งนิดหน่อย เพราะโดนมาบ่อยจนชิน ศรีจิตรายิ้มแย้ม
“แกงคราวที่แล้วใสไปหรือคะ คุณป้า”
“ก็ยังงั้นซิยะ ใสเป็นน้ำล้างหัวล้าน”
กำไลรีบแย้ง “เอ หนูว่าพอดีแล้วนะคะ คุณสร้อย”
ยายพิศช่วยพูด “ยิ่งกะทิข้น พอแป้งในมันออกมาอีก มันจะข้นใหญ่นะคะ”
คุณสร้อยชะงักตาเขียวปัด “อย่ามาสาระแนสู่รู้ เครื่องในวังเขาต้องข้นย่ะ ไป๊ ไป”
ทั้ง 4 คนรับคำ พลางคว้าของที่ทำค้าง แล้วรีบขยับตัว คุณสร้อยพูดต่อ
“นี่แม่ศรีอยู่หน้าเตาน่ะเหมาะกับแกแล้ว เผื่อวันไหนบ้านแตกสาแหรกขาดขึ้นมา แกจะได้มีวิชาไปต้มยำทำแกงขาย ไม่ต้องไปตักอึรดผักให้เหม็นโฉ่เหมือนอาม่าแก”
อุ่นเรือนและศรีจิตรานั้นได้ยินบ่อยจนขำ แต่ยายพิศกับกำไลโกรธแทน
“ค่ะ ขอบพระคุณคุณป้าค่ะ”
ทั้งสี่รีบเดินเลี่ยงออกไป เหลือคุณสร้อยนั่งไว้ยศอยู่ พอได้ยินเสียงกริ่งดังรัว ก็ชะเง้อคอยาว
“นังคนไหนมาอีกล่ะ หาความสงบไม่ได้เลย”
บ้านคุณสร้อยเป็นบ้านทรงปั้นหยาขนาดใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น นายทิมคนสวนและคนรถเปิดประตูออก รถยุโรปหรูแล่นมาจอดเทียบ คนขับจากวังชื่อยอด ลงมาจะเปิดประตูหลัง แต่ไม่ทันที่ประตูเปิดออก “คุณสอางค์”
พี่สาวคุณสร้อย แต่สาวและสวยกว่า ก็วิ่งถลาเข้าไปในบ้าน ผ่านกำไลที่ย่อตัวไหว้โดยไม่สนใจ
ฟากคุณสร้อยเมื่อลมพัดเย็นก็เข้าภวังค์อยู่บนตั่งอีกครั้ง พอคุณสอางค์ถลามานั่งลง ก็สะดุ้งสุดตัว
ตาเบิกโพลง
“แหก”
คุณสอางค์ทำหน้าดุ “ว้าย พูดอะไร น่าเกลียดจริง แม่สร้อย”
ว่าแล้วก็ตีน้องสาวไป 1 เพี้ยะ
“ว้าย คุณพี่สอางค์มาได้ยังไงคะ”
“ก็มาจากวังเสด็จน่ะซิ เสด็จโปรดให้มาตามเธอไปเฝ้า”
คุณสร้อยเลิกคิ้ว “เรื่องอะไรคะ”
คุณสอางค์มองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบที่หู คุณสร้อยตาโตยิ่งกว่าไข่ห่าน
ณ วังวุฒิเวสม์ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีต้นไม้ร่มรื่น ทางด้านหนึ่งเป็นบึงบัวมหึมา มีถนนคอนกรีตยาวไปถึงตัวตำหนักใหญ่ที่งดงาม วิจิตรบรรจงราวปราสาทในเทพนิยาย เยื้องไปทางด้านหลังมีตำหนักเล็กที่ขนาดย่อมกว่า
บนถนนคอนกรีตสู่ตัวตำหนักใหญ่ รถจากวังวุฒิเวสม์ที่ไปรับคุณสร้อยวิ่งตรงเข้ามา
รถจอดลงยังไม่สนิทดี ประตูด้านหลังก็เปิดผางออก คุณสร้อย คุณสอางค์ลงจากรถคนละด้าน นายยอด ที่ลงมาเปิดประตูไม่ทัน ยืนเกาหัวแกรกๆ
พี่น้อง 2 สาวใหญ่ เดินแกมวิ่งขึ้นบนเทอเรซ มาลา วรรณา นางข้าหลวงคนสนิทวัย 30 เศษ หน้าตา หมดจดมายืนรับพลางยกมือไหว้ คุณสร้อยรับไหว้หน้าเชิดอย่างไว้ตัว
“ไหว้พระเถอะย่ะ แม่วิมาลา แม่เลื่อมลายวรรณ”
สองนางหัวเราะคิกคัก เพราะเรียกกันมาจนแทบมีผัวเป็นชาละวันแล้ว
“เจ้าค่ะ คุณสร้อย”
“เสด็จประทับรออยู่ที่โถงกลางแล้วค่ะ”
ยอดหันมาทำหน้าทะเล้น “สวัสดีจ้า วิมาลา เลื่อมลายวรรณ“
วรรณาค้อนให้ “มาลา วรรณาย่ะ”
มาลาค้อนต่อ “ฉันไม่ใช่เมียตะเข้”
เสด็จพระองค์หญิงที่มีชันษาอยู่ในราว 60 แต่ดูเปล่งปลั่งงดงาม นั่งทรงงานอยู่ในห้อง คุณสอางค์และคุณสร้อยหมอบกราบลง มาลา วรรณาก็กราบด้วย รอบห้องยังมีนางข้าหลวง 10 นางกำลังทำงานดอกไม้อยู่
“มาแล้วหรือแม่สร้อย”
“เพคะ เสด็จทรงพระสำราญดีอยู่หรือเพคะ”
เสด็จยิ้มอย่างใจดี “แก่เฒ่าขนาดนี้แล้ว มันจะสำราญอะไรฮึ”
“วุ้ย ตรัสอะไรเพคะ ยังทรงพระโฉมขนาดนี้”
“ห้องนี้มันมืดน่ะซีจ๊ะ มันยังพอหลอกตาคนได้”
ทั้งคุณสร้อย คุณสอางค์แย้งขึ้นมาพร้อมกัน “วุ้ย เสด็จ”
ทุกคนหัวเราะคิกคักกัน เสด็จทรงยิ้มแล้วยกหัตถ์ห้าม ทุกคนหยุดคิกคักแต่ยังยิ้มอยู่ คุณสร้อยและคุณ
สอางค์ขยับใกล้พระที่ เสด็จสบตาสองสาวแก่ แล้วพยักหน้า
คุณสอางค์รีบหันมาหานางข้าหลวง
“เอ้า แม่คุณทั้งหลาย ใครทำอะไรค้างอยู่ เอางานไปทำที่ระเบียงข้างไป”
“เจ้าค่ะ คุณแม่บ้าน”
นางข้าหลวงทั้งหลายกราบลง แล้วคว้างานฝีมือออกไป 2 พี่น้องรีบขยับมาใกล้เสด็จมากขึ้น
คุณสร้อยรีบบอก “หลานสาวหม่อมฉัน”
เสด็จพูดขัดขึ้นมา “เดี๋ยว”
พลางทอดพระเนตรเลยมา เห็นมาลา วรรณายังคงหมอบฟังตาแป๋ว 2 พี่น้องหันมองตาม แล้วก็สะดุ้ง ตบอกผาง ร้องว้ายเสียงดัง
เสด็จทำตาดุ “นี่ นัง 2 คนมาเบิ่งฟังอะไรอยู่”
คุณสร้อยพูดต่อ “ต๊าย แม่เมียตะเข้ เสด็จทรงให้พวกหล่อนออกไป แล้วมาเยี่ยมหน้าเสนอนวล
อยู่ทำไมยะ”
มาลาเงยหน้ามาเถียง “อ้าว ก็คุณแม่บ้านให้พวกที่ทำงานค้างอยู่ออกไปนี่คะ”
ต่อด้วยวรรณา “อิฉันสองคนอยู่เปล่าดายไม่มีงานค้างเจ้าค่ะ”
คุณสร้อยและคุณสอางค์สะดุ้งโหยง เสด็จทรงแย้มสรวลเยือกเย็น แต่พระเนตรเอาจริง มาลา วรรณาแหงนดูแล้วคอหด
“เพิ่งนึกออก หม่อมฉันมีงานครัวค้างอยู่เพคะ”
“หม่อมฉันก็ต้องลงสวนเพคะ”
สองนางข้าหลวงก้มกราบ แล้วคลานกระดุบๆ ออกไป พอออกจากห้อง ก็รีบดึงประตูปิด ก่อนจะหันมาสบตากัน พลางพยักหน้าคล้ายมีแผนร้าย
เสด็จหันมาตรัสกับคุณสร้อยต่อ
“หลานสาวแม่สร้อยจะเต็มยี่สิบสองแล้วนะ”
“แหม หลานสาวหม่อมฉันมีคนเดียว แต่เสด็จทรงมีพระภาติยะตั้งสามนะเพคะ”
เสด็จยิ้มแย้ม “มีสามก็เหมือนมีหนึ่ง ชายรองน่ะรักใคร่ใยดีอยู่กับหญิงก้อย ส่วนเจ้าชายเล็ก
ก็อยู่เมืองนอกไม่ยอมกลับ”
คุณสอางค์อธิบายต่อ “ก็เหลือแต่คุณชายโตน่ะแม่สร้อย”
เสด็จยิ้มรับ “ชายโตน่ะ สงบเสงี่ยมเรียบร้อยว่านอนสอนง่าย แม่อำพันเขาเลี้ยงลูกดี”
คุณสอางค์แอบค่อน “เพคะ ดีผิดแม่”
เสด็จขมวดคิ้วเป็นเชิงปราม คุณสอางค์รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มอ่อนๆ
“เอาเป็นว่า ฉันขอทาบทามศรีจิตราไว้ให้ชายโตก็แล้วกัน”
คุณสร้อยยิ้มกว้าง
ด้านนอกห้อง มาลาและวรรณาเอาหูแนบประตูห้องทรงงาน นางข้าหลวงเกือบหมดวัง
บ้างนั่ง บ้างหมอบ บ้างคุกเข่ายืดตัว เอาหูแนบตามกรอบประตูแทบไม่มีที่ว่าง
มาลาโพล่งขึ้นมา “ตกลงคุณชายโต....”
วรรณาร้องเสียงหลง “ว้าย มาแล้ว”
ประตูเปิดออก คุณสอางค์ คุณสร้อยก้าวออกมา เสด็จยืนตรงกลาง กวาดเนตรมองที่พื้น นางข้าหลวงนั่งออกันเต็ม บ้างร้อยดอกไม้ บ้างเย็บบายศรี บ้างขึ้นรูปกันง่วน ทุกนางมีพิรุธล้นตัว โดยเฉพาะมาลา วรรณาที่ไม่มีงาน แต่รีบคว้าพรมเช็ดเท้าคนละด้านมาดึงผงไผ่ให้วุ่น เสด็จทรงรู้ทันที
“ดู๊ นังพวกลิงหลอกเจ้า มาออกันทำอะไรตรงนี้”
นางข้าหลวงอื่นก้มหน้างุด มาลา วรรณาเงยหน้า เอานิ้วรูดตามรอยฉลุไม้ของประตู
“หม่อมฉันตรวจดูความเรียบร้อยเพคะ”
“ตามรอยฉลุฉลักที่ประตูยังมีฝุ่นติดเพคะ”
คุณสร้อยและคุณสอางค์เพิ่งรู้ตัว
“ว้าย นี่พวกหล่อนมาแอบฟังล่ะซี”
คุณสอางค์ส่ายหน้า “ปากมีหู ประตูมีช่องจริงๆ เพคะ”
เสด็จแย้มพระสรวล แต่พระเนตรเตรียมเอาคืน “งั้นวันนี้ก็เลิกทำงานดอกไม้ได้”
มาลา วรรณา กับเหล่านางข้าหลวงยิ้มแป้น
“แล้วเอาสำลีพันปลายไม้มาเช็ดรอยฉลุประตูแทน”
ทั้งหมดหุบยิ้ม หน้าม่อย
“พอเสร็จบานนี้ ก็ไปทำประตูอื่นจนครบทั้งตำหนัก เข้าใจไหม”
มาลา วรรณายิ้มกร่อย “เข้าใจซาบซึ้งแล้วเพคะ ฮือ”
นางข้าหลวงทุกนางก้มกราบลง เสด็จกลั้นพระสรวล คุณสอางค์ คุณสร้อยแอบสมน้ำหน้า
พอมาลา กับวรรณา มาเล่าให้ฟัง เจียมก็วิ่งหน้าตื่นตรงไปยังตำหนักเล็ก แล้ววิ่งหายไปในครัวด้านหลัง
แล้วรีบกระซิบข้างหูยายน้อม ที่กำลังทำครัวอยู่
“ว้าย นังเจียม จริงนะ”
“จริงซิคะยายน้อม”
ยายน้อมเลิกทำกับข้าว วิ่งหน้าตื่นขึ้นตึก ไปเล่าให้นมย้อย ที่กำลังนั่งสลักผักอยู่ที่โต๊ะฟังต่อ
นมย้อยวิ่งหอบเหนื่อยผ่านระเบียงโถงบน ตรงไปห้องหม่อมอำพัน ที่เปิดประตูแง้มอยู่
หม่อมอำพันเป็นหญิงวัยราว 50 ปี แต่ยังดูสะสวย คมเข้ม สง่า กำลังทานของว่างอยู่กับชายโต ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ ชายหนุ่มวัยราว 29 ปี ที่ดูหล่อเหลา ขาวสะอาด สูงใหญ่
นมย้อยจะเคาะประตูห้อง แต่แล้วก็ชะงัก เปลี่ยนใจเดินไปอีกห้อง
ชายรอง ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ กำลังทำงานอยู่ที่โต๊ะ พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เชิญ”
พอนมย้อยเข้ามา ชายรองก็รีบลุกทันที
“ครับ นมย้อย มีอะไรครับ”
“มีซีคะคุณรอง เรื่องใหญ่ด้วย ขอนั่งก่อนค่ะ เหนื่อย”
กิตติราชนรินทร์รีบเข้าประคองนมย้อยลงนั่ง
จรวย นางข้าหลวงวัยราว 20 ปี เดินผ่านหน้าห้องมาพอดี เห็นประตูห้องแง้มอยู่ ก็แอบฟัง
“ข่าวมาจากตำหนักใหญ่ค่ะ เสด็จท่านทรงตัดสินพระทัยแล้ว เรื่องคู่หมายคุณชายโตค่ะ เห็นว่าเป็นหลานสาวคนโตของคุณสอางค์”
“หลานสาวคุณสอางค์?”
จรวยอ้าปากค้าง
กิตติราชนรินทร์หันมาถาม “นมบอกหม่อมรึยังครับ พี่ชายโตด้วย”
“ยังค่ะ เดี๋ยวหม่อมก็คงทราบจากเสด็จเอง แต่ที่อิชั้นร้อนใจมาปรึกษาคุณรอง ก็เรื่องคุณโตกับแม่จรวยสาวใช้ค่ะ”
จรวยตาลุกโพลง กิตติราชนรินทร์เลิกคิ้ว
“มีอะไรเหรอครับนม”
“คุณรองเพิ่งกลับจากต่างประเทศ คงไม่รู้เรื่องอะไร คุณโตเธอแอบมีอะไรลับๆ กับแม่จรวยค่ะ มีมานานเป็นปีๆ แล้วด้วย คุณรองคิดอ่านประการใดคะ จะตัดไฟแต่ต้นลม ให้แม่จรวยกลับต่างจังหวัดไปเสียเลยดีไหม เพราะถ้ายังปล่อยคาราคาซังแบบนี้ เรื่องอื้อฉาวไปถึงพระเนตรพระกรรณแน่ ๆ”
“เรื่องนี้มีใครรู้เรื่องบ้างครับ”
“ก็มีอิชั้น แม่น้อมกับนังเจียม บ่าวไพร่คนอื่นคงไม่มีใครรู้หรอกค่ะ”
กิตติราชนรินทร์พยักหน้ารับรู้
จรวยเดินเลี่ยงออกมา ครุ่นคิดหาทางออกอย่างว้าวุ่นใจ
รถจากวังวุฒิเวสม์แล่นมาตามถนน แต่ยังจอดลงไม่สนิทดี ประตูหลังก็เปิดผาง คุณสร้อยวิ่งลงจากรถตรงดิ่งเข้าบ้าน ด้วยอาการเดียวกันกับคุณสอางค์ไม่ผิดเพี้ยน นายยอดจะลงมาเปิดประตูให้ยืนค้าง
คุณสร้อยวิ่งผ่านกำไลที่จะมารับกระเป๋าร่ม ได้แต่ยกมือค้าง เพราะอีกฝ่ายไม่ใยดี
“หนูศรี หนูศรีหลานรักของป้า”
กำไลอ้าปากค้าง สบตานายยอด
ยายพิศและอุ่นเรือนกำลังทำงานง่วนอยู่ จู่ๆ คุณสร้อยก็โผล่พรวดมา
“หนูศรี หนูศรี ลูก”
พลางรีบโยนกระเป๋าร่มลงบนเตียง อุ่นเรือนหันมาถามอย่างสงสัย
“อะไรคะ คุณพี่”
“นี่แม่อุ่นบ้าน อุ่นเรือน นี่หลานฉันอยู่ไหนยะ”
“อยู่ในครัวค่ะ”
คุณสร้อยรีบถลาเข้าครัวไปทันที
ศรีจิตราอยู่หน้าเตาถ่านกำลังผัดเครื่องแกงในกระทะส่งกลิ่นฟุ้งอยู่ คุณสร้อยรีบถลาเข้ามาใกล้
“หนูศรี ลูก”
กลุ่มควันเครื่องแกงรมหน้าคุณสร้อยเต็มหน้า ศรีจิตราหันมาอย่างแปลกใจ
“คะ คุณป้า”
คุณสร้อยพูดไม่ออก สำลักกระอักกระไอ ก่อนจะจามอย่างแรง ศรีจิตราตกใจ อุ่นเรือน พิศ กำไลเรียงแถวเข้ามาดู
“ว้าย ขอผ้ามาเช็ดหน้าหน่อย เร็ว ๆ”
กำไลรีบส่งผ้าให้ คุณสร้อยเอาผ้าเช็ดจมูกลูบหน้า หน้าดำเป็นถ่าน ทุกคนยืนอึ้งอีก ยิ่งเช็ดซ้ำ หน้าก็ยิ่งเปื้อนมากขึ้น
“เอ๊ะ นี่ผ้าอะไร นังกำไล”
“ผ้าเช็ดตูดหม้อข้าวเจ้าค่ะ”
กิตติราชนรินทร์เดินมาทางระเบียงโถงบน ตรงไปยังห้องชายโต จะเคาะประตู แต่กลับได้ยินเสียงแว่วมา พอเห็นประตูเปิดแง้มอยู่ ก็มองเข้าไป เห็นจรวยกำลังร้องไห้กระซิกอยู่ที่พื้น ชายโตเดินไปมา หน้าซีดเจื่อน
“หา ฉันต้องแต่งงานกับหลานสาวคุณข้าหลวงใหญ่งั้นเหรอ”
“ค่ะ เสด็จรับสั่งมาแล้ว แล้วคุณนมก็จะไล่จรวยออกจากวังด้วย เขาไม่ให้จรวยอยู่กับคุณชาย ขัดขวางความรักของเรา”
ชายโตมองจรวยอย่างอึ้ง ๆ สีหน้าไม่อยากรับคำว่ารักเท่าไหร่ ก่อนจะลงนั่งข้างเตียง ชายรองเห็นสีหน้านั้นชัดเจน
“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยน่าจรวย”
จรวยหน้ากังวล “ไม่ได้ค่ะ จรวยไม่อยากจากคุณชายไปไหน จรวยรักคุณชาย คุณชายต้องช่วยจรวย นะคะ”
พูดจบก็ถลาเข้ากอดขาดิเรกราชวิทย์ พลางช้อนตาขึ้นมอง ดิเรกราชวิทย์ก้มมองเห็นเนินอกที่ถูกดันขึ้นมาจนล้น แล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก
“เอาน่า เรื่องแต่งคงอีกนาน เราคงพอจะคิดอ่านหาทางออกได้”
“สัญญานะคะคุณชายว่าคุณชายจะไม่ทิ้งจรวย”
ชายโตประคองร่างจรวยขึ้นมานั่งข้างเตียง “สัญญาซีจรวย”
จรวยยิ้มออก แล้วโผเข้ากอดดิเรกราชวิทย์แนบแน่น ชายรองต้องเบือนสายตาไป พอเหลือบมองอีกที เห็นทั้งคู่กำลังกอดจูบกันพัลวัน ล้มลงกับเตียง จึงรีบเดินแยกมาก่อนจะเห็นภาพรัญจวณไปกว่านั้น สีหน้าหนักใจ ว่าจะเตือนหรือไม่เตือนดี
คุณสร้อยล้างหน้าแล้วนั่งบนตั่ง ก่อนจะดึงศรีจิตรามานั่งคู่ด้วย แล้วเชยคางหลานสาว
“ต๊าย หน้าเป็นมัน ฟันเป็นยาง ต่อไปนี้ห้ามลงครัวเด็ดขาดนะลูก”
ศรีจิตราทำหน้างง “อ้าว ไหนคุณป้าบอกให้ลงครัวไว้ เผื่อวันไหนตกระกำลำบากไงคะ”
คุณสร้อยชะงักไปนิดแล้วฉีกยิ้ม
“วุ้ย จะตกระกำอะไร มีแต่จะขึ้นสูงนั่งวอช่อฟ้าสาวิกากาญจน์น่ะซี”
ศรีจิตรา อุ่นเรือน ยายพิศ และกำไล ต่างทำหน้างง
อุ่นเรือนรีบถาม “ยังไงหรือคะ คุณพี่”
คุณสร้อยค้อนอุ่นเรือนขวับ
“ต๊าย สมแล้วเป็นลูกอาซิ่มสวนผัก ช่างไม่รู้อะไรเลย ตอนนี้แม่ศรีหลานฉันจะได้เป็นสะใภ้จ้าวแล้วน่ะ
ซิยะ”
อุ่นเรือนสบตาลูกสาว
“เสด็จพระองค์หญิงโปรดมาหรือคะ คุณพี่”
“ย่ะ แหม เสียดาย คุณชายวังโน้นตัวเปล่าเล่าเปลือยอยู่ตั้งสององค์ ฉันก็มีหลานสาวตั้งสอง น่าจะได้เข้าคู่กัน”
“ยายสาน่ะหรือคะ” อุ่นเรือนย้อนถาม
“ก็ใช่น่ะซียะ” พลางหันมาทางศรีจิตรา “แม่น้องสาวเธอน่ะใฝ่ต่ำ ให้มาอบมารมให้เป็นผู้ดีก็ไม่ยอม อยากจมอยู่ท้องร่องท้องสวน วัน ๆ ดองผักหมักหญ้า จนเหม็นโฉ่ไปทั้งตัว อุ๊ย...จะอาเจียน”
2 แม่ลูกแอบถอนใจ
สนามหญ้าหลังบ้านคุณสร้อยขึงผ้า 4 ด้านราวเป็นปะรำพิธี ศรีจิตรานุ่งกระโจมอกเดินออกมาจากตึกพร้อมคุณสร้อยและอุ่นเรือน เข้ามาในปะรำ ลงนั่งบนแคร่กับคุณสร้อย
มุมหนึ่งมีเตาอั้งโล่ กำไลกำพัดพัดไฟควันโขมง ยายพิศยกหม้อดินมาตั้งไฟ สาวใช้อีกนางกำลังตำกาก
มะพร้าวให้เป็นผง อุ่นเรือนยืนถือถ้วยขมิ้นอยู่ มองดูลูกสาวอย่างสงสาร บนตั่งวางอุปกรณ์เพียบ
คุณสร้อยรีบบอก “เอาละ เครื่องเคราอยู่ครบแล้วนะ”
ยายพิศขานรับ “ครบค่ะ”
เครื่องขัดผิวทั้งหมดอยู่ตรงหน้า ศรีจิตรามองอย่างสงสัย มีทั้งกาบมะพร้าวแห้ง ใยบวบแห้ง น้ำมัน
มะพร้าวในขวดโหล เกลือในชาม น้ำมะชามเปียกชามใหญ่ ขมิ้นผง ผ้าขนหนูหลายผืน
“คุณป้าคะ นี่อะไรคะ มีทั้งกาบมะพร้าว มีใยบวบ มีเกลือด้วย”
“ไว้ใช้ขัดผิวบ่มผิว ทั้งหมดจ้ะ”
ศรีจิตราทำตาโต “ใช้ทั้งหมดนี่เลยเหรอคะ”
“ใช่แล้ว และหนูจะต้องเข้ากระโจมขัดผิวแบบนี้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ห้ามขาด ห้ามเกิน ผิวจะผุดผ่องยองใยไม่มีใครเทียมทัน เอาละ จะเริ่มต้นที่น้ำอุ่นนี่แหละ”
พลันคุณสร้อยก็ใช้ขันตักน้ำราดน้ำอุ่นลงบนร่างของศรีจิตรา กำไลคอยเติมน้ำร้อนผสม ศรีจิตราสะดุ้ง อุ่นเรือนยิ้มอย่างเป็นกำลังใจให้ ลูกสาวยิ้มตอบแต่เจื่อนเต็มที พอน้ำราดมาอีกขัน ก็สะดุ้งอีก
“คุณป้าขา ขันนี้ร้อนค่ะ”
คุณสร้อยร้องโวยวาย “ว้าย ยายกำไล หล่อนผสมน้ำยังไง ร้อนเกินไป ผิวหลานฉันพองกันพอดี
แม่อุ่นเรือน มาดูแทน”
“ค่ะ ค่ะ”
ทุกคนดูวุ่นวาย
ณ ย่านถนนสุริวงศ์ สองข้างเป็นห้องแถวไม้สลับกับตึกสร้างใหม่เป็นระยะ สาลินแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ
เดินยิ้มมาตามฟุตบาธ แล้วก็สะดุดกึกเมื่อผ่านเจ้าลูกชิ้นปิ้งเตาถ่าน น้ำจิ้มฉี่ฉ่าควันโขมง
จังหวะเดียวกัน รถยุโรปคันใหญ่ยาวก็แล่นมาตามถนน คุณชายรอง กิตติราชนรินทร์อยู่หลังพวงมาลัยกำลังขับรถ ดวงตามีแววหวาน
สาลินเดินกินลูกชิ้นมาจนหมด พอเจอถังขยะ ก็รีบทิ้งไม้และถุง แต่แล้วชะงักกึกเมื่อเห็นว่าบนอกเสื้อสีอ่อน มีน้ำจิ้มลูกชิ้นติดอยู่ 4-5 หยด
“ว้าย ตายแล้ว ชุดสัมภาษณ์ฉัน”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 1 (ต่อ)
กิตติราชนรินทร์มองดูมือที่จับพวงมาลัย ที่มีแหวนพลอยติดนิ้วก้อยอยู่ แล้วยิ้มนิดๆ
สาลินทำหน้างอ “ ต้องหาน้ำล้าง เอาน้ำที่ไหนดีล่ะ”
รถของกิตติราชนรินทร์ก็โฉบผ่านมาใกล้ตัว ล้อรถแล่นลงในแอ่งน้ำขังริมฟุตบาธ
สาลินยังรำพัน “เอาน้ำที่ไหนดีล่ะ”
พลันล้อรถก็กรีดน้ำขึ้นมาเป็นสาย สาลินผงะจะหลบแต่ไม่ทัน ถูกน้ำรดตั้งแต่ผมจนถึงเสื้ออย่างชุ่มโชก
แล้วรถของกิติราชนรินทร์ก็แล่นผ่านไป
สาลินเต้นเร่าๆ มองตาม “ฮือ ไอ้บ้า ไอ้คนบ้า” พลางรีบคว้ากระเป๋ามาเปิด เอาปากกาสมุดโน้ตมาจดเลขทะเบียนรถ
“ฮือ ถ้าเจออีกนะ”
จดเสร็จก็ปิดสมุดโน้ตมองตาม เห็นรถเลี้ยวลับไป คนละแวกนั้นมองดู บ้างขบขัน บ้างสงสาร
สาลินอายเลยทำเชิด สะบัดหน้าใส่ น้ำกระจายออกเป็นรัศมี คนรอบด้านกระโดดหลบกันเหย็ง
ที่เคาน์เตอร์ของห้องสมุด มีเจ้าหน้าที่ 2 นางนั่งทำอะไรก๊อกแก๊กรอเวลาเริ่มงานอยู่ นางหนึ่งดูอวบกลม แต่งตัวสีสันฉูดฉาด ชื่อ “ลลิตา” ส่วนอีกนางผอมหน้ากระดูก แต่งตัวด้วยสูทเรียบ ชื่อ “บราลี”
บราลีพับหนังสือพิมพ์ หันไปดูนาฬิกาที่บอกเวลาใกล้ 12.00 น.
“เอ๊ะ เดี๋ยวจะมีเด็กใหม่มาให้บอสสัมภาษณ์ใช่ไหม”
ลลิตาพยักหน้า “ใช่ นัดไว้เที่ยง หรือไงนี่”
“จะเที่ยงอยู่รอมร่อแล้ว ทำไมยังไม่มา”
ลลิตาทำหน้ารังเกียจ เอามือขยับผ้าพันคอไหม
“ก็เด็กเนี่ยบ้านอยู่ตั้งนนท์ เห็นว่าเป็นบ้านสวน คงมัวเก็บผัก หักฟืนอยู่มั้งยะ พวกรากหญ้า”
บราลีทำตาโตอย่างชื่นชม “เป็นชาวสวน ชนชั้นกรรมาชีพ แต่ใฝ่เรียนจะมาเป็นบรรณารักษ์ ยอดไปเลย
ไหนชื่ออะไรนะ”
ว่าแล้วก็รีบเอาใบสมัครมาดู “ชื่อนางสาว สาลิน ภักดีนฤนาถ”
ลลิตาสนใจขึ้นมาทันที “ภักดีนฤนาถ ก็ตระกูลขุนนางใหญ่ ผู้ดีเก่าน่ะซิ ว้าย พวกไฮโซไซตี้”
บราลีหน้าเหรอ “อ้าว ไหนหล่อนว่ารากหญ้า”
“ต๊าย มิน่าเล่า เจอกันวันยื่นใบสมัคร ก็ถูกชะตาทันทีเลย น้องเค้าดูมีฉัพพรรณรังสี”
ลลิตาด้นสด บราลีทำหน้ารังเกียจ
“ต๊าย เหรอ ฉันเห็นหล่อนนั่งชูคอสูงตั้งคืบตอนฉันคุยกะเด็ก”
“ใครบอกยะ อย่ามาใส่ความ แล้วหล่อนคุยอะไรไปบ้าง”
“ก็ไม่ได้บอกอะไร แค่บอกให้วันสัมภาษณ์แต่งตัวดีๆ เป็นการเป็นงานหน่อย”
ลลิตาเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มปลื้ม “อู๊ย น้องสาลินเป็นลูกชาติลูกตระกูล ต้องแต่งตัวดีอยู่แล้ว ไม่กระปุก กระปุยหรอกย่ะ”
ยังพูดไม่จบก็ชะงักมองไปหน้าเคาน์เตอร์ บราลีมองตามแล้วสะดุ้ง เมื่อเห็นสาลินยืนอยู่ ในสภาพผมกระเซิง มีน้ำหยดเป็นสาย เสื้อเปียก มีโคลนประดับทับทรวง
ลลิตายกมือทาบอกตกใจ “ว้าย ตาเถรตกคลอง”
บราลีรีบถาม “หนูขึ้นเรือมาหรือ”
สาลินหน้าเจื่อน “ช่วยด้วยค่ะ มีไอ้บ้ามันขับรถฉีดน้ำโคลนใส่สา”
“ไนเจล” หนุ่มวัย 30 ผมทอง อยู่เมืองไทยมานานจนพูดไทยได้พอสมควร นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานใหญ่ พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เชิญ”
บราลี กับลลิตาโผล่หน้าเข้ามา
“บอสคะ น้องที่มาสัมภาษณ์มาแล้วค่ะ”
ไนเจลพยักหน้ารับ ก่อนที่สาลินจะก้าวเข้ามา มีท่าทีฝืนทำมั่นใจเต็มเปี่ยม ผมที่ปียกถูกหวีเรียบแสกข้างผม ด้านหลังทำเป็นมวยเล็กๆ ใส่ชุดแม่บ้านของห้องสมุด แขนกระบอก
“ยังไม่ได้เรียกให้มาทำความสะอาดอะไรนี่ครับ คุณแม่บ้านเข้ามาทำไม”
สาลินยิ้มเรี่ยราดเต็มที บราลี ลลิตา หัวเราะคิก
ลลิตารีบบอก “บอสคะ นี่ละค่ะ คุณสาลิน ภักดีนฤนาถ”
สาลินยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ มินเตอร์ไนเจล”
ไนเจลทำหน้างง “หา เป็นแฟชั่นใหม่เหรอครับ ใส่ชุดแม่บ้านมาสัมภาษณ์งานวันแรก”
บราลีช่วยอธิบาย “บังเอิญ สาลินเขาเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะค่ะ เลยต้องขอยืมชุดแม่บ้านมาใส่ไป
พลาง ๆ ก่อน”
ไนเจลลุกขึ้นยืนต้อนรับมองอย่างสนใจ พลางยื่นมือมา ให้สาลินเช็คแฮนด์
“สวัสดี มิสแพก ดี นา รือ แนท”
“สวัสดีค่ะ”
“ถึงจะเป็นชุดแม่บ้าน แต่คุณก็ “ซวย” มาก”
สาลินยิ้มเจื่อน “ค่ะ วันนี้ซวยจริงๆ”
“โอว์ โน ซอร์รี่ ผมหมายถึง สวยมาก”
สาลินยิ้มโล่งอก
ทั้งหมดเดินมาที่ร้านอาหารริมถนนสาทร ไนเจลมีท่าทางเอาใจสาลินเป็นพิเศษ
ลลิตามีท่าทางประจบเจ้านายและแสนดีกับสาลิน ส่วนบราลีเดินเชิดไม่สนใจใคร
“เราจะกินร้านไหนดี”
สาลินที่ยังไม่คุ้นละแวกรีบบอก “ไม่ทราบซิคะ”
ลลิตารีบเสนอ “เอาร้านนี้เถอะค่ะบอส ดูหรูเฟ่ที่สุด”
บราลีทำหน้ายี้ “ตาย นังวัตถุนิยม”
“ตกลง เป็นร้านนี้นะครับ ถือเป็นการเลี้ยงต้อนรับคุณ “สะหลิ่ม” ก็แล้วกัน”
สาลินทำหน้างง พลางมองตรงไปไป เห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่เลยร้านไปนิดหนึ่ง ลลิตา บราลี ไนเจลมองตาม
เธอรีบเดินมองดูรถใกล้ๆ ก้มตัวมองดูข้างใน แล้วขยับไปดูทะเบียนท้ายรถ ไนเจล ลลิตา บราลีขยับมาดู
ไนเจลมองรถอย่างทึ่ง “รถซวย สวยจัง”
ลลิตาตาวาว “ต๊าย รถหรูอย่างนี้ต้องเป็นพวกไฮโซไซเอตี้”
บราลียิ้มเยาะ “นังเปลือก”
สาลินทำหน้าแค้น “อย่าให้เจอตัวนะ” เมื่อดูเลขทะเบียนชัดๆ ก็แน่ใจทันที
กลุ่มของสาลินนั่งที่มุมหนึ่งของร้าน บริกรเข้ามารอรับคำสั่ง ส่วนชายรองนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมสวยของร้าน
ที่จองไว้แล้ว กัปตันของร้านกำลังเจรจาอยู่
“คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงมาถึงแล้วเหรอ”
“ใช่ครับคุณชาย คุณหญิงเชิญคุณชายไปพบที่ห้องด้านในครับ”
ชายรองลุกเดินตามไปห้องด้านใน ผ่านโต๊ะที่สาลินนั่ง แต่ทั้งโต๊ะสนใจแต่เมนู เลยไม่ได้มอง
ไนเจลสั่งอาหารก่อน
“สะหลิ่ม”
บริกรรีบบอก “วันนี้ไม่มีสลิ่มครับ”
“เปล่า ยังไม่ได้สั่งอาหาร พูดกับเพื่อนฉัน คุณ สะหลิ่ม ผาก ดี พู วา แนท เลือกได้หรือยังครับ”
สาลินรีบบอก “ ถ้าลำบากก็เรียกสาลินเถอะค่ะ”
“สา หลี่น”
“ไม่ใช่คะ สาลิน ค่ะ สา...ลิน”
ไนเจลพยักหน้า “โอว์ ไอซี แซลีน”
ลลิตารีบหันไปสั่งอาหาร “เอาสเต็กเนื้อฟิเลมิยอง”
บราลีสั่งต่อ “ฉันเอาก๋วยเตี๋ยวราดหน้า”
สาลินสั่งตาม “ด้วยค่ะ ฉันเอาก๋วยเตี๋ยวราดหน้าด้วย”
ลลิตายิ้มหยัน “มาร้านหรูทั้งที มากินราดหน้านี่นะ”
“ก็มันถูกที่สุดนี่ยะ”
สาลินพยักหน้ารับ “ขนาดถูกยังตั้ง 7 บาท”
“แล้วสเต็กหล่อนน่ะ ดูราคาแล้วหรือยังยะ”
บราลีย้อนถาม ลลิตาเอาเมนูมาดูใหม่ แล้วหมดท่านางพญา
“ว้าย 50 บาท ว้าย จะเป็นลม ฉันเอาราดหน้าด้วยดีกว่า เปลี่ยนทันไหมนี่”
ไนเจลถอนใจ “ไม่ต้องห่วง ไว้เป็นหน้าที่ผมเอง ดีไหมครับ แซลีน”
ลลิตายิ้มออก “ว้าย บอสใจดีที่สุดเลย”
กิตติราชนรินทร์เดินตามกัปตันเข้าไปส่วนร้านด้านใน ที่ตกแต่งหรูหราตระการตา แล้วก็ชะงัก เมื่อเห็น “ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง” กำลังโพสท่าถ่ายแบบอยู่กลางห้อง ด้วยท่วงท่าราวนางแบบอาชีพ ช่างภาพกำลังถ่ายรูป ทีมงานจัดแสงและทีมงานอื่น ๆ อยู่เต็มห้อง
วิรงรองรีบเข้ามาหาชายรอง “คุณชายสวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับคุณ วิรงรอง”
“แหม เรียกเสียห่างเหินเชียว เรียกติ่งดีกว่าค่ะ”
“รับคุณติ่ง นี่อะไรกันครับ หญิงก้อยนัดผมทานกลางวันนะครับ ไม่ใช่นัดให้ผมมาดูการถ่ายแบบ”
วิรงรองทำหน้างง “ อ้าว หญิงไม่ได้บอกคุณชายเหรอคะ หญิงก้อยนัดติ่งมาทำข่าว ถ่ายแบบลง
ปกหนังสือสตรีสยาม”
“ผมเพิ่งรู้จากคุณนี่แหละ”
“งั้น คงต้องคุยกันเองแล้วละค่ะ”
เทพีเพ็ญแสงกำลังโพสท่าไม่แพ้ทวิกกึ้ในยุคนั้น จนช่างภาพสั่งให้พักได้ เมื่อหันมาเห็นชายรอง ก็ยิ้มร่าเข้ามาหา พร้อมกับหอมแก้มซ้ายขวา
“หญิงดูเป็นยังไงบ้าง”
“สวยมาก หรูหราเสียจนจะร่วมโต๊ะทานกลางวันกับผมได้ไหมเนี่ย”
“คุณรองขา หญิงคงไม่ใส่ชุดกรุยกรายแบบนี้ไปลันช์ในห้องอาหารหรอกค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าหลุดออกมาจากงานคาร์นิวาล”
กิตติราชนรินทร์ยิ้มรับ “เสร็จงานแล้วใช่ไหมครับ จะได้ทานกลางวันกันเลย”
“ยังเลยค่ะ เหลือถ่ายอีกเซ็ตนึง รอหญิงก่อนนะ”
“หญิงก้อย ผมมีเวลาแค่ชั่วโมงครึ่ง ต้องรีบกลับไปกระทรวงให้ทันบ่ายสอง”
เทพีเพ็ญแสงชักสีหน้าทันที “ก็เลื่อนไปบ่ายสาม หรือลางานไปเลยซิคะ เพราะงานของหญิงก็ยังไม่เสร็จเหมือนกัน รอนะคะ”
สั่งเสร็จก็กลับไปถ่ายแบบต่อ ชายรองพยายามข่มความโกรธ มองการถ่ายแบบอย่างไม่สบอารมณ์
เสียงกลุ่มทีมงานถ่ายแบบ จากในโถงด้านในของร้าน จ้อกแจ้กขึ้น พร้อมกับที่บริกรเข้ามาเสิร์ฟน้ำ
ลลิตารีบถาม
“อุ๊ย มีอะไรกันห้องข้างในน่ะ บริกร”
“วันนี้มีถ่ายแฟชั่นหนังสือสตรีสยามน่ะครับ”
ลลิตาตื่นเต้น “หา สตรีสยาม ใครเป็นนางแบบ”
“เอ ไม่ทราบครับ ขอตัวก่อนนะครับ”
บริกรรีบเดินแยกไป ลลิตารีบบอก
“งั้น บอสค่ะ ขอตัวไปดูหน่อยนะคะ”
“เชิญครับ”
ลลิตากับบราลีรีบลุกไป ไนเจลยิ้มหวานให้สาลิน ที่ยิ้มตอบแบบเจื่อนๆ
จังหวะนั้น กิตติราชนรินทร์ก็เดินหัวเสียออกมาจากห้องด้านใน ตรงไปที่โต๊ะที่จองไว้
ไนเจลส่งยิ้มหวาน แล้วมองสาวเสิร์ฟที่แต่งตัวละม้ายชุดของสาลินที่เดินผ่านไปมา แล้วก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
“ขำอะไรคะ”
“ขำที่คุณแต่งตัวในชุดเมดน่ะซีครับ ทำให้คุณดูเหมือนสาวเสิร์ฟในร้านเลย”
สาลินหน้าเจื่อน “อย่าทักซิคะ ฉันก็อายเหมือนกันนะ”
“Sorry โทษครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ มิสเตอร์ไนเจล”
“โน เรียกผมว่าบอส ดีกว่านะครับ แซลีน”
สาลินยิ้มรับ “ค่ะ บอส”
ไนเจลยิ้มหวานอีก จนสาลินชักอึดอัด
“มีสาวสวยอย่างคุณมาทำงานด้วย ผมคง “สลดใจ” มาก”
“ฉันทำอะไรผิดเหรอคะ คุณถึงกับสลดใจ”
“ก็อด ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึง “สุขใจ” ต่างหาก”
พูดพลางมองตาเยิ้ม จนอีกฝ่ายอึดอัด
“บอสคะ ฉันขอไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะคะ”
ไนเจลลุกให้ทันที สาลินรีบเดินแยกไป
บราลีและลลิตาเข้ามาดูการถ่ายแบบ ขณะที่เทพีเปลี่ยนเป็นชุดเป็นแส็คสั้น ท็อปบู้ตสูง กำลังโพสท่าเท่ ๆ
ลลิตาทำเสียงตื่นเต้น “ตายแล้วส่วน VIP หรูหราอย่างงี้นี้เอง นั่นคุณหญิงก้อย”
บราลีมองตาม “ก้อยไหน”
“หม่อมราชวงศ์หญิงเทพีเพ็ญแสง ธิดาคนเล็กของท่านชายจันทร์ไงล่ะ”
“อ้อ เจ้าวังรัชนีกุล”
“ตัวจริงสวยมาก อย่างกะแอนน์ มาร์เกร็ต ต้องขอลายเซ็นแล้วละ”
บราลีรีบแย้ง “ไม่ใช่ดารานะ จะขอเหรอ”
“สวยกว่าดาราอีก”
เทพีพักถ่ายพอดี เดินกลับมาพักที่โต๊ะแต่งตัว วิรงรอง และช่างเข้าดูแลความงาม ลลิตา บราลีเดินรี่เข้ามา ฉัตรอาชารีบปราดมาดัก “เดี๋ยวครับ จากไหนครับ”
ลลิตาแกล้งปด “อ๋อ เราเป็นคนทำข่าวค่ะ”
บราลีสะดุ้ง วิรงรองและเทพียิ้มให้กันทันที ลลิตารีบส่งสมุดโน้ตให้เทพีเซ็น
“ขอลายเซ็นคุณหญิงเทพีเพ็ญแสง เป็นเกียรติกับดิฉันหน่อยค่ะ”
เทพีเพ็ญแสงทำท่าเตรียมเซ็น “นักข่าวเหรอคะ ได้เลยค่ะ จากโทรทัศน์ หรือสำนักพิมพ์ไหนคะ”
“อ๋อ เซ็นตามนี้เลยนะคะ ลลิตา บรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชน”
เทพีเพ็ญแสงชะงักมือทันที วิรงรองถลึงตามอง
“หา บรรณารักษ์ห้องสมุด แล้วมาโกหกว่าเป็นนักข่าวทำไม”
“ไม่ได้โกหกค่ะ บอกว่าเป็นคนทำข่าวค่ะ ไม่ใช่นักข่าว เราทำข่าวแปะของคุณหญิงก้อยจากนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ในบอร์ดข่าวสังคมของห้องสมุดเราเป็นประจำเลยค่ะ”
เทพีเพ็ญแสงรีบสั่ง “ติ่ง เฉดหัวไป”
“ออกไปเดี๋ยวนี้เลย”
บราลีไม่พอใจ “เดี๋ยว ใช้คำว่าเฉดหัวเลยเหรอยะ”
“ก็ใช่น่ะซี มาหลอกว่าเป็นนักข่าว หวังจะเข้ามาตีสนิทเจ็ทเซ็ทคนดัง ออกไป”
ลลิตาอ้าปากจะพูดต่อ “แต่ว่า....”
“ยายลิตา ไม่ต้องทู่ซี้อยู่หรอก นี่คุณ ที่ว่าเจ็ทเซ็ทคนดังน่ะ ดังเพราะข่าวปาร์ตี้พี้ยาริมสระน้ำที่แอลเอ ใช่ไหมคะ คนไทยเขาขายขี้หน้ากันทั้งนั้น”
เทพีเพ็ญแสงและวิรงรองอ้าปากค้าง
“ตายแล้ว นังไพร่ ติ่ง เรียกยามมาเลย ลากมันออกไป
วิรงรองเชิดหน้า “รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร ฉันวิรงรอง เจ้าของคอลัมน์ “วิรงรองซุบซิบ” ฉันสามารถเขียนข่าวเล่นงานห้องสมุดพวกหล่อนให้ปิดตายไปทั้งชาติเลยก็ได้นะ”
บราลีย้อนกลับ “ โถ คุณวิรงรองซุบซิบ นินทาเรื่องในมุ้งชาวบ้านหากินไปวัน ๆ อย่าอวดอ้างสรรพคุณตัวเองให้มากนักเลยค่ะ อีพวกหากินบนหลังคนแบบคุณน่ะ ระวังจะลงมาจากหลังคนไม่ได้ เพราะไม่มีแผ่นดินให้เหยียบ”
เทพีเพ็ญแสงกับวิรงรองร้องกันเอะอะ เรียกหายามทันที
ลลิตาหันมาเรียก “ยายบราลี ไปเถอะ”
จากนั้นก็รีบลากบราลี ที่เดินยิ้มอย่างสะใจออกไป
สาลินกลับจากห้องน้ำ จะกลับมาที่โต๊ะ พลันก็เสียงดังมาจากโต๊ะเบื้องหลัง
“เมนูอยู่ไหน ทำไมไม่เอาเมนูมาให้เสียที”
พอหันกลับไปมอง ก็เห็นชายรองนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง
“คุณพูดกับฉันเหรอคะ”
กิตติราชนรินทร์ยิ่งหัวเสียหนัก “แล้วจะให้ฉันพูดกับใคร พูดกับเธอนั่นแหละ ฉันมานั่งนานแล้วนะ นี่โต๊ะจองนะ บริการกันยังไง เรียกกัปตันมาให้หน่อย”
สาลินรีบหยิบเมนูโต๊ะว่างข้าง ๆ มาให้ “นี่ค่ะ”
กิตติราชนรินทร์มองอย่างตำหนิ สาลินยิ้มเก้อๆ
“แอพเพอร์ไทด์ ฉันสั่งชุดนี้ แต่ขอเปลี่ยนเป็นซุปใส”
ชายรองชี้ไปที่เมนู ครั้นเห็นอีกฝ่ายยังยืนเก้ออยู่ ก็มองจ้องเขม็ง สีหน้าเหลืออดเต็มที
“ต้องให้ฉันลุกไปให้เธอดูเมนูอาหารงั้นใช่ไหม”
“อ๋อ โทษค่ะ”
สาลินรีบเข้ามาข้างกิตติ แล้วดูเมนู พอได้กลิ่นโคโลญจ์จากร่างของชายรอง ก็รู้สึกหวิวๆ
“แซลมอนสโมค สลัดผัก ส่วนดีเซิท ขอเมนูของไทยดีกว่านะ เห็นว่าวันนี้มีสเปเชี่ยลแบบชาววัง ขนมอะไรบ้างนะ”
“ก็หลาย ๆ อย่าง”
“เพิ่งมาทำงานใช่ไหม”
สาลินทำหน้าเฉย “ใช่มั้ง”
“งั้นสิ ไม่รู้ประสาอะไรสักอย่าง”
“อะไรนะ ไม่รู้ประสาเหรอ”
กิตติราชนรินทร์มองจ้อง “อาหารที่ฉันสั่ง ก็ใม่เห็นจดให้เป็นเรื่องเป็นราว จำได้เหรอ”
“ได้มั้ง ฉันจำเก่ง”
“เอ๊ะ นี่รวนกันใช่ไหม”
สาลินส่ายหน้า “เปล่านะ”
“มารยาทของเธอทรามมาก ฉันคือลูกค้าวีไอพี เธอถูกอบรมมายังไง พูดจายอกย้อนกับลูกค้า หางเสียงสักนิดก็ไม่มี ชื่ออะไร ฉันจะรายงานนายเธอเดี๋ยวนี้”
สาลินของขึ้นบ้างเหมือนกัน พอดีกับที่บริกรถือถาดใส่แก้วน้ำมา
“เวทเทอร์ แม่คนนี้ชื่ออะไร”
บริกรมองงงๆ “ผมไม่ทราบครับ คุณชาย”
สาลินทวนคำ “คุณชาย”
“ไม่ทราบ แย่ที่สุด ไปเรียกกัปตันของนายมา”
สาลินรีบบอก “คุณขา ใจเย็นก่อนค่ะ ใจร้อนไปเดี๋ยวอาหารจะไม่ย่อย ท้องเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยว มันจะไปกลบกลิ่นโคโลญจน์หอม ๆ ของคุณเสียหมด”
“นี่เธอ อย่ามาตีฝีปากนะ ไปเรียกกัปตันมาเดี๋ยวนี้”
“ได้ค่ะ เรียกให้เดี๋ยวนี้ค่ะ”
สาลินทำลนลาน แล้วกระแทกถาดน้ำของบริกร ก่อนจะคว้าแก้วน้ำ แล้วราดลงกับเสื้อและกางเกงของกิตติราชนรินทร์อย่างแนบเนียนว่าไม่ได้ตั้งใจ
กิตติราชนรินทร์ตะลึงงัน
“อุ๊ย โทษค่ะ หนูผิดไปแล้ว เดี๋ยวหนูเช็ดให้”
สาลินทำท่าจะเช็ดที่เป้ากางเกง อีกฝ่ายเอามือกุมเป้าทันที
“ไม่ต้อง”
“ค่ะ ค่ะ ขอโทษค่ะ”
สาลินรีบออกมาทันที พร้อมกับกลั้นขำเต็มที่ บริกรหน้าเจื่อน
“คุณชายครับ ผมขอโทษ”
กิตติราชนรินทร์โกรธจนพูดไม่ออก
สาลินวิ่งมาที่โต๊ะ พบไนเจล กำลังยืนต่อหน้าลลิตาและบราลี ที่กำลังเอะอะกับบริกร
“นี่มันยุคของเสรีภาพและความเท่าเทียมนะคะ ยังมีคนที่กดขี่ ดูถูกเพื่อนมนุษย์แบบนังคุณหญิงไพร่นั่นอีก ไม่ทานแล้วค่ะบอส กลับดีกว่า”
“แต่อาหารสั่งไปแล้วนะครับ”
“บ๋อย งดไปเลย”
บริกรรีบรับคำ “ครับ ครับ”
บราลีพูดต่ออย่างโมโห “ตามใจนะคะ อยากทานต่อก็ได้ แต่ฉันขอกลับไปกินข้าวแกงกรรมาชีพตรอก
ข้างออฟฟิศดีกว่า”
ไนเจลมองมาทางสาลิน “แซลีน เอายังไง”
“เห็นด้วยค่ะ เพราะเมื่อกี้ฉันก็ถูกอีตาคุณชายใจหยาบ กดขี่มาเหมือนกัน ไปปลดแอกด้วยข้าวแกงกรรมาชีพกันค่ะ”
สาลินและบราลีควงกันออกไป ลลิตาทำท่าอยากจะร้องไห้
“ยายบราลีไม่น่าไปว่าคุณหญิงเธออย่างนั้นเลย ถ้าเธอฟ้องเอาล่ะคะ”
ไนเจลตกใจ “หา ฟ้องเหรอครับ งั้นรีบโกยสี่ตีน เอ๊ย รีบเผ่นจากที่นี่เถอะครับ”
ว่าแล้วก็รีบพาลลิตาออกไป
สาลินกับบราลีเดินผ่านรถของกิตติราชนรินทร์อีกครั้ง ไนเจลและลลิตาตามมาห่าง ๆ
“ไอ้รถเจ้ากรรมนี่แหละ ต้นเหตุเรื่องทั้งหมด ถ้าเจ้าคนขับไม่ขับให้โคลนสาดมาเต็มตัวฉัน ฉันก็ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นชุดสาวใช้ ไม่ต้องถูกเจ้าคุณชายคนนั้นเข้าใจผิดว่าฉันเป็นสาวเสิร์ฟ แล้วมาด่าฉันสาดเสียเทเสีย”
ลลิตารีบถาม “อุ๊ย คุณชายคนไหนด่าเธอเหรอ มีคุณชายอยู่ในร้านด้วยเหรอ”
“ไม่ทราบค่ะ เห็นบ๋อยเรียกคุณชาย”
“ผมว่าเรารีบไปจากร้านนี้เถอะครับ เพราะพวกคุณมีเรื่องทั้งคุณหญิง คุณชายพวกเจ้าทั้งนั้น ถ้าถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย พวกเราจะหมดตูด”
สามสาวมองหน้ากัน แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ขำอารายกัน ผมพูดอะไรผิดเหรอ”
บราลีรีบบอก “ไปเถอะค่ะ บอส ใครน้าสอนภาษาไทยให้บอสเนี่ย”
เทพีเพ็ญแสงเปลี่ยนชุดแล้ว แต่ยังไม่ได้ลบเครื่องสำอาง กัปตันเชิญมานั่งที่โต๊ะ แต่ไม่เห็นชายรอง
“แล้วคุณชายล่ะคะ เมื่อไหร่จะมา”
“คงอีกสักครู่ครับ”
ชายรองเดินหน้าเครียดกลับมา กางเกงที่เลอะน้ำตอนนี้แห้งสนิทดีแล้ว กัปตันเลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง
“ไม่อยากเชื่อว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่พนักงานของคุณ”
“ไม่ใช่แน่นอนครับ เห็นบริกรบอกว่าเป็นลูกค้าที่มาสั่งอาหาร แต่บังเอิญแต่งตัวคล้ายสาวเสิร์ฟของเรา ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ”
“ไม่เป็นไร ขอเวลาส่วนตัวสักครู่นะ”
“ยินดีครับ”
กัปตันแยกไป เทพียิ้มขัน ๆ
“ไปทะเลาะกับเด็กที่ไหนคะ ถึงขั้นต้องเอากางเกงไปรีดใหม่”
“อย่าไปสนใจเลย”
“ดีค่ะ เพราะหญิงหิวแล้ว สั่งอาหารเลยดีกว่า”
กิตติราชนรินทร์รีบบอก “เดี๋ยว หญิง ผมคงทานอะไรไม่ได้แล้ว ผมต้องกลับกระทรวง”
เทพีเพ็ญแสงหน้างอ “อะไรกัน ใจคอคุณรองจะให้หญิงทานคนเดียวเหรอคะ”
“ผมบอกแล้วไงว่าผมต้องกลับไปทำงาน วันนี้มีประชุมสำคัญด้วย”
“ดูคุณรองให้ความสำคัญกับงานมากกว่าหญิงเสียอีก”
“เปล่า แต่สำหรับเจ้าหน้าที่การทูต การตรงต่อเวลา เป็นเรื่องสำคัญที่สุด”
“ความผิดของหญิงใช่ไหม” เทพีย้อนถาม
กิตติราชนรินทร์พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง “หญิงน่าจะบอกให้ผมทราบก่อนเรื่องถ่ายแบบ ถ้ารู้แต่แรก คงไม่นัดทานกลางวันแบบนี้”
“ได้ค่ะ มันเป็นความผิดของหญิง การอยากจะเซอร์ไพรส์คุณชาย กลายเป็นความผิดมหันต์”
“ไม่ใช่อย่างนั้น เทพีเพ็ญแสง”
เทพีเพ็ญแสงสวนขวับ “มันเป็นอย่างนั้น คุณชายกิตติ หญิงไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของคุณชายแล้วล่ะค่ะ เชิญกลับไปทำงานได้ เพราะหญิงก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”
พูดจบก็ลุกสะบัดไปทันที
“หญิง เดี๋ยว”
กิตติราชนรินทร์กำลังจะตาม แต่บริกรถืออาหารจานแรกมาเสิร์ฟเสียแล้ว
ณ วังรัชนีกุล
รื่นกับโรยวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในโถง ศศิรัชนีและหม่อมวาณีกำลังจิบน้ำชา และมีเค้กสายรุ้งวางอยู่ตรงหน้า
“หม่อมขา พายุถล่มแล้วค่ะ”
หม่อมวาณีถอนใจ “ อีกแล้วเหรอ”
ศศิรัชนีทำหน้าเบื่อหน่าย พร้อมกับเสียงเดินกระแทกส้นเข้ามาในโถง ก่อนที่เทพีเพ็ญแสงเดินกราดเกรี้ยวเข้ามา แล้วร้องกรี๊ด ปัดแจกันยุโรปตกแตก รื่น โรยกรี๊ดตาม
“อะไรกันคะลูก อะไรกัน”
“คุณแม่ ทำไมคุณรองทำแบบนี้กับหญิง เขาไม่เห็นความสำคัญของหญิงแล้วใช่ไหม โฮ เขาไม่รักหญิงแล้ว”
พูดพลางถลาเข้าไปที่แจกันอีกใบ หม่อมวาณีรีบห้าม
“อย่าลูก นั่นเรือนหมื่นนะจ๊ะ”
เทพีเพ็ญแสงชะงัก แล้วหันมาทางเค้กสายรุ้ง จะเข้ามาปัด ศศิรัชนีพูดเสียงเรียบเย็น
“นั่นเค้กสายรุ้งของพี่ เพิ่งจะหัดทำ อย่าปัดเชียวนะ”
เทพีเพ็ญแสงชะงักอีก มองทุกคนแล้วร้องไห้โฮทรุดลงนั่ง ทุกคนโล่งอก หม่อมวาณีเข้ามากอดไว้
“เล่าให้แม่ฟังนะคะ เรื่องมันเป็นยังไง”
“เขาไม่รักหญิงแล้ว เขาไม่รักหญิง”
“โอ๋ รักซีลูก รักซี ใครจะไม่รักหญิงก้อยของแม่ สะสวยออกอย่างนี้ ใครเห็นก็อดรักไม่ได้หรอก ไหนเล่ามาซีจ๊ะ เรื่องราวมันเป็นยังไง”
ศศิรัชนีถอนใจ เห็นหม่อมวาณีโอ๋ลูกเช่นที่เคย หันไปพยักเพยิดกับรื่น โรย ให้ทำความสะอาดความเสียหาย สองนางรีบทำทันที
ที่ชานเรือนบ้านสวนของสาลิน คุณตานั่งอ่านพงศาวดารจีนเล่มหนา คุณยายนั่งเย็บกระทงใบตองอยู่ข้างๆ
สาลินเดินหน้างอถือกระเป๋าและถุงเสื้อเข้ามา แล้วนั่งคุกเข่าลง ยกมือไหว้คุณตา คุณยาย
“สวัสดีค่ะ”
“อ้อ ดีลูก” ตารับไหว้ พลางมองชุดสาลินงงๆ
ยายยิ้มให้ “มาแล้วหรือแม่คุณ ว้าย ทำไมแต่งแบบนี้ ก่อนไปแต่งเป็นนางหงส์ กลับมาเป็นนางคนใช้”
“มีไอ้บ้าคนนึงขับรถไม่ดูทาง ฉีดน้ำโคลนใส่หนูจนเปียกไปหมดทั้งตัว ดีะคะที่พี่ที่ห้องสมุด เขายืมชุดแม่บ้านมาให้ใส่ก่อน หนูต้องตากหน้าใส่ชุดนี้ทั้งวัน อายคนเขาจะแย่”
ตาหัวเราะร่า “แล้วสัมภาษณ์งานเป็นยังไงลูก เขารับไหมในชุดแม่บ้านเนี่ย”
สาลินค่อยยิ้มออก เข้าไปนั่งประจบตา “รับค่ะ บอสฝรั่งให้หนูเริ่มงานวันพรุ่งนี้เลย”
“เก่งจริง ลูก”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 1 (ต่อ)
ยายทำหน้าสงสัย “ได้งาน แล้วแม่มาทำหน้างอคอคอกทำไมยะ”
“ก็เพราะชุดแม่บ้านนี่แหละ ทำให้อีตาคุณชายทำท่าโก้คนนึงคิดว่าหนูเป็นสาวเสิร์ฟ สั่งอาหารหนูใหญ่ แถมยังต่อว่าหนูอีก”
” อ้าว เราแต่งชุดแบบนี้ คนเขาก็เข้าใจผิดเป็นธรรมดา”
“ตาขา หนูสวยออกอย่างนี้ บอสยังชมเลยว่า หนูอยู่ในชุดแม่บ้านหนูยังซ้วย สวย อีตาคุณชายนั่นตาต่ำ แยกไม่ออก”
ยายรีบโบกมือไล่ “ย่ะ แม่ตาสูง รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะ เดี๋ยวฉันจะแยกแยะไม่ออกเข้าอีกคน จะใช้หล่อนไปล้างนังมอม”
“อย่าให้เจอนะ ทั้งนายคุณชาย ทั้งอีตาคนขับรถนั่น”
สาลินเดินบ่นกระปอดกระแปดขึ้นเรือนไป ตา ยายมองตาม ขำ ๆ
วันต่อมา ที่ชานเรือนไทย วางโต๊ะยาวปูผ้าแดงวางของไหว้เจ้าที่บรรพบุรุษแน่นขนัด
ยายของสาลิน ซึ่งเป็นลูกจีน แต่นุ่งซิ่น สวมเสื้อแขนกระบอก กำลังจุดธูปกำใหญ่ แล้วส่งให้ตา 3 ดอกก่อนจะส่งให้ยายพิณ กับนายผลลูกชาย ที่อยู่ในชุดคนขับแท็กซี่อยู่ใกล้ๆ ทุกคนไหว้เสร็จก็ปักธูป ยายหันรีหันขวาง
“เอ แล้วนี่ยายสา กับไอ้เจ้าแกะไปไหน”
ยายพิณรีบบอก “เอ เห็นอยู่หน้าเรือนค่ะ”
”ถึงเวลาไหว้เจ้าไหว้เชื้อมัวแต่ไปทำ.....”
ทันใดนั้น ประทัดก็ระเบิดแตกกระจายสนั่นหวั่นไหว ยายร้องตกใจ
“ว้าย”
ยายพิณยกมือทาบอก “อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก”
ประทัดยังระเบิดต่อเนื่อง สาลินกับเจ้าแกะนั่งยองๆ เอา 2 มือปิดหู พลางหัวเราะคิกคัก
ยายค่อยหายตกใจ ตาหัวเราะขำ
“รู้แล้วล่ะซี ว่ามันไปทำอะไรอยู่”
สาลินกับเจ้าแกะยิ้มแป้นขึ้นเรือนมา ยายค้อนตาคว่ำ
“ใครใช้ให้จุดยะ”
“คุณยายขา ไม่จุดก็พิธีไม่ครบตามธรรมเนียมซีคะ”
ยายค้อนอีก ตาแอบหัวเราะ สาลินชะโงกดูของไหว้
“กินได้หรือยังคะ”
“รอให้ธูปหมดดอกก่อนซีจ๊ะ อ้าว นี่หนูยังไม่ได้ไหว้เลย เจ้าแกะด้วย”
ยายพูดพลางรีบจุดธูปเพิ่ม 6 ดอก สาลินหน้างอ
“ว้า จุดใหม่ก็ต้องรออีกนานซีคะ เอายังงี้”
สาลินแย่งธูปมา แล้วรีบเอาลนไฟจนไฟลุกติด 2 ใน 3 ของตัวธูป ก่อนจะปัดให้ดับ ส่งให้เจ้าแกะ 3 ดอก เจ้าแกะหัวเราะ
สาลินกับเจ้าแกะรีบปักธูป ยายทำท่าจะเป็นลม
“แม่คุณ ไปเร่งเจ้าท่าน ระวังให้ดีเถอะ ท่านจะมาหักคอ”
“แหม หักทำไมคะคอหนู หักคอเป็ดดีกว่า ยายขาแล้วจะเอาอะไรไปบ้านโน้นดีล่ะคะ”
“แม่ศรีชอบขนมเทียน แม่หนูน่ะชอบฟักเชื่อม”
สาลินทำหน้าเมื่อย “ที่หนูห่วงไม่ใช่ของโปรดแม่กับพี่ศรีหรอกค่ะ แต่หนูห่วงว่าจะเอาอะไรไปถึงจะสมพระยศพระเกียรติคุณป้าต่างหาก คราวก่อนเอาไปให้น้อยไปหน่อย ยังโดนคุณป้ากระทบกระเทียบเปรียบเปรยอยู่ตั้งนาน”
ตาถอนใจ “เฮ้อ ไอ้เราก็ดันต้องมาเกี่ยวดองหนองยุ่งกับผู้ดีเก่าเหง้าผู้ดีเสียด้วย”
ยายรีบพูดปลอบ “เอาเถอะ เอาเถอะ ไม่ว่ายังไง ผู้ให้ก็เป็นที่รัก ลูก”
สาลินคิกคักไม่ได้ทุกข์ร้อน แอบหยิบของมาทานเล่น แล้วแบ่งกับเจ้าแกะ
ที่ห้องโถงตำหนักเล็กที่ตกแต่งค่อนข้างเรียบไม่หรูหรามากนัก
หม่อมอำพันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีจรวยนั่งนวดขาให้ กำลังนั่งคุยกับนมย้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ
“พ่อคุณของแม่ ว่านอนสอนง่าย น่ารักกะร่อยกะหลิบ ดูซิ ขนาดเสด็จทรงเลี้ยงตารองมา ยังโปรดลูกโตมากกว่า”
หม่อมอำพันพร่ำรำพัน นมย้อยไม่เห็นด้วย แต่ไม่อยากขัด
“พอแต่งกับแม่สะใภ้นี่แล้ว สมบัติเสด็จจะไปไหนเสีย”
จรวยกัดริมฝีปาก ตาวาวขึ้นมาทันที นมย้อยพูดต่อ
“อิฉันคิดว่าเสด็จทรงโปรดคุณชายรองยังกะอะไรดี”
หม่อมอำพันเบะปาก “ก็ทรงเลี้ยงมาก็คงโปรดหรอก แต่ก็คงโปรดชายโตมากกว่า เพราะชายโตน่ะ
น่ารัก เข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ได้ไม่มีที่ติ แต่ชายรองน่ะมัวแต่ทำขรึม วางท่าเป็นนักเรียนอังกฤษ จะพูดอะไรทีทำยังกะกลัวดอกพิกุลร่วง”
“แหม ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ หม่อม”
“อีกอย่าง เสด็จคงทรงเห็นว่าตารองมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว แม่หญิงก้อยนั่นไง ไม่ได้ตัวเปล่าเล่าเปลือยเหมือนชายโต”
จรวยนวดขาหม่อมอำพันเต็มแรง
“ว้าย เบาๆ ซิยะ นังจรวย ต๊าย นวดถลากถลำเส้นเอ็นพลิกหมด”
“ขอประทานโทษค่ะหม่อม”
พลันเสียงรถยนต์ 2 คัน ก็แล่นมาทางหน้าตำหนัก
“กลับกันมาแล้วละมั้ง”
จรวยรีบเผ่นพรวดไปทันที
หน้าตำหนักเล็กมีรถยุโรปหรู 2 คันจอดอยู่ ประตูรถคันแรกเปิดออก ชายโต ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ ในมือมี
กระเป๋าเอกสารใบเล็กก้าวเดินลงมา จากนั้นประตูรถคันหลังเปิดออก ชายรองก้าวลงมา หอบกระเป๋า แฟ้มพะรุงพะรัง
“ไง นายรอง วันนี้กลับเร็วนี่”
“ครับ พี่โต”
“ไม่ไปสังสรรค์ที่ไหนหรือ”
กิตติราชนริทร์ส่ายหน้า “เย็นนี้เด็จป้ามีรับสั่งให้ผมเข้าเฝ้าน่ะครับ เออ พี่โต คืนนี้ว่างไหม ผมมีเรื่อง
จะคุยด้วย”
“ได้ ที่จริงว่ามาเลยก็ได้นะ มีเรื่องอะไร”
กิตติราชนรินทร์อ้าปาก กำลังจะพูด แต่จรวยถลามาก่อน ชายโตหันไปมอง ดวงตาวิบวับขึ้นแว่บหนึ่ง
“คุณชายขา รวยถือกระเป๋าให้ค่ะ”
จรวยถือกระเป๋าใบเล็กบาง ตามชายโตเข้าในตำหนัก ชายรองมองดูกระเป๋ากับแฟ้มสูงเป็นตั้งในมือตนที่กำลังจะเลื่อนหล่น
นมย้อยพูดกับหม่อมอำพันต่อ
“เฮ้อ อิฉันคิดถึงคุณชายเล็ก”
“ไปคิดถึงมันทำไม ฉันห้ามไม่ให้มันไปเมืองนอก มันก็ไม่ฟัง ดิ้นรนไปเองจนได้ ดีไม่ดี ป่านนี้กลายเป็นไอ้จิ๊กโกโร่ ได้นังแหม่มเป็นเมียกี่โขลงแล้วไม่รู้”
“อุ๊ย ไม่หรอกค่ะ คุณเล็กเธอเป็นคนใฝ่ดีจะตาย”
หม่อมอำพันหันขวับมาทันที “นี่นมย้อย ว่าฉันเลี้ยงลูกลำเอียงหรือ”
นมย้อยเกือบตอบว่าใช่ ชายโตเดินเข้ามาพร้อมจรวยที่รีบหลบเข้าหลังครัว ชายรองแบกแฟ้มและกระเป๋าตัวเอียงตามหลังมา หม่อมอำพันลุกทันที โผเข้าไปหาลูกชายคนโต พลางลูบหลังลูบไหล่ โดยไม่ได้สนใจชายรอง นมย้อยส่ายหน้า หลบเข้าส่วนครัวเพื่อสั่งน้ำมาเพิ่ม
“ชายโต เป็นยังไงบ้างลูก เหนื่อยไหม”
“นิดหน่อยครับ”
จรวยถือถาดวางแก้วน้ำส้มกับน้ำเย็นถลามาคุกเข่า ชายโตมองเห็นคอเสื้อกว้าง ชายรองมองอย่างสังเกต
“คุณชายขา ดื่มอะไรดีคะ”
“นม...เอ๊ย น้ำส้มก็แล้วกัน”
จรวยค้อนอย่างมีจริต ชายโตคว้าแก้วน้ำส้มมาดื่ม
“รสชาติเป็นไงบ้างคะ นี่รวยคั้นเองกะมือเลยนะคะ”
หม่อมอำพันถลึงตามอง “นี่นังจรวย หล่อนชักจะมากไปแล้วนะยะ”
นมย้อยเดินนำเจียมที่เตรียมน้ำดื่มอีกถาดออกมา พอเห็นชายรองก็อุทาน
“อุ๊ยตาย คุณรอง ไม่มีใครช่วยเลยเหรอคะ”
“ขอบคุณครับนม”
นมย้อยช่วยเอาแฟ้มวางลงที่ไซด์บอร์ด ชายรองวางกระเป๋าแล้วยกมือไหว้ หม่อมอำพันพยักหน้ารับ
อย่างไม่สนใจ หันไปเสยปอยผมดิเรกราชวิทย์
“ต๊าย ชายโต เหงื่อไหลไคลย้อย ไปๆ ลุกไปอาบน้ำอาบท่าก่อน”
“ครับ” จากนั้นก็หันมาสั่งจรวย “ถือน้ำส้มขึ้นไปให้ฉันที”
จรวยตาวาว ชายรองและนมย้อยแอบสังเกตพฤติกรรม
“เดี๋ยวรวยเอาไปให้คุณชายที่ห้องนะคะ”
“เดี๋ยวแม่จะให้เขาตั้งของว่างที่ศาลาหลัง วันนี้มีกระทงทองของโปรดลูก ลงมาเร็วๆ นะลูก เดี๋ยวเราจะคุยเรื่องคู่หมายของลูก งามมากเชียวล่ะ หนูศรีจิตราเนี่ย”
ดิเรกราชวิทย์กับจรวยเดินออกไปเพื่อขึ้นไปชั้นบน หม่อมอำพันกระวีกระวาดไประเบียงหลัง เจียมกลับเข้าครัวไป
กิตติราชนรินทร์นั่งลงบนโซฟาแทน นมย้อยถือน้ำส้มและน้ำเย็นมาให้
“คุณรองขา น้ำค่ะ”
“ขอบใจจ้ะ นม”
“เห็นไหมคะคุณรอง แม่จรวยน่ะ นับวันกับคุณโตยิ่งออกนอกหน้า”
“ครับ ผมจะคุยกับพี่โตคืนนี้ละครับ”
ที่โต๊ะเตี้ยใกล้ตั่งที่สำราญของคุณสร้อย
นายทิม ยายพิศ กำไล ช่วยลำเลียงปิ่นโตใหญ่ 2 เถา หม้อเคลือบ 4 ใบ มีตะกร้าไม้ไผ่สานใส่ขนมต่างๆอีก 5 ใบ แล้วยังมีกล้วยอีก 1 เครือ พร้อมกับขนุนยักษ์ ชะลอม อีก 3-4 ใบ บรรจุมะม่วง ฝรั่ง เป็นต้น มาวางหน้าตั่ง
สาลินตามมา สีหน้าภาคภูมิสะใจอยู่ พอเห็นอุ่นเรือนที่เดินรีบเร่งมาจากครัวกางมือออก ก็รีบยกมือไหว้
“มานี่ลูก ขอแม่กอดที”
“หลายทีก็ได้ค่ะ”
2 แม่ลูกกอดกันกลม แล้วผละออก
“ขนอะไรมามากมายลูก”
“วันนี้คุณยายไหว้อะไรก็ไม่รู้ค่ะ ตรุษก็ไม่ใช่ สารทก็ไม่เชิง”
“คุณยายน่ะ หาเรื่องไหว้ได้ทั้งปีแหละลูก”
สาลินยิ้มรับ “จะได้หาเหตุให้หนูเอาของมาฝากแม่บ่อยๆ ไงคะ”
คุณสร้อยเดินหน้าตึงออกมา มือเหลืองด้วยขมิ้น สาลินยกมือไหว้ ฝ่ายแรกรับไหว้ส่งๆ ก่อนนั่งลงบนตั่ง
“หล่อนเองหรือยะ แม่ลำโพงงานวัด มาทีเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้าน”
“แหม บ้านแถวนี้ที่กว้างเป็นไร่ อย่างเก่งก็ได้ยินแค่หลังถัดไป ไม่ถึงแปดบ้านหรอกค่ะ”
คุณสร้อยค้อนตาคว่ำ อุ่นเรือนจุ๊ปากปราม เอานิ้วแหนบขาลูกสาวเบาๆ
“แล้วนี่ขนอะไรมา ไหว้เจ้าไหว้ก๋งองค์ไหนกันยะ”
“หนูก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ว่าไหว้กี่อย่าง ก็ขนมาให้คุณป้าหมดเลยค่ะ”
พูดไปสาลินก็ถอดปิ่นโตให้ดู กำไลรีบเปิดหม้อต่างๆ ที่ส่งควันร้อนกรุ่นโชย เห็นของไหว้ที่จัดมางามประณีต คุณสร้อยมองอย่างลืมตัว
“อุ๊ยตาย น่ากิ๊น น่ากิน”
พูดแล้วก็นึกได้ รีบปั้นหน้า “แต่ก็อย่างว่า ของไหว้ก็เท่านี้ ซ้ำๆ ซากๆ ซ้ำยังขนมาท่วมหัวท่วมหู”
อุ่นเรือนรีบเสนอ “งั้นก็แบ่งไปให้บ้านรอบๆ ด้วยซิคะ คุณพี่”
คุณสร้อยตาเขียว มีอาการราวจะเข้าไปโอบหม้อทั้งมวลไว้อย่างหวงแหน
“เรื่องอะไร เดี๋ยวเขาจะว่าได้ว่าไปประจบประแจงเขา ยิ่งนังพิศ เจ้าทิม นังกำไลน่ะ ท้องยุ้งพุงกระสอบ ของแค่นี้ไม่ครนามัน ไป ไป ขนข้าวขนของไปเรือนครัวได้แล้ว”
ยายพิศ กำไล นายทิม รวมทั้งตาผลช่วยกันขนของไปเรือนครัว ศรีจิตราเพิ่งแต่งตัวเสร็จ เดินตัวเหลืองละออมา สาลินมองอย่างฉงน
“อุ้ย พี่ศรีเป็นอะไรคะ ตัวเหลืองยังกะสูบฝิ่น”
คุณสร้อยร้องตกใจ “ว้าย”
“พี่เพิ่งออกจากกระโจมอบตัว เหลืองนี่เหลืองขมิ้นยายสา”
สาลินจับแขนศรีจิตรามา ก้มลงดม “ฮิ ฮิ ฮิ พี่ศรีกลิ่นเหมือนไก่ย่างสถานีรถไฟเลย”
คุณสร้อยมองค้อน “ดู๊ ดู ปากมัน แม่คนนี้ ของดีว่าเน่า ขี้เต่าว่าหอม พี่สาวหล่อนน่ะ เขาต้องอบร่ำ
ตามตำรับชาววัง เพราะอีกหน่อยก็ต้องถวายตัวเข้าวังเสด็จแล้ว”
“ถวายตัว เข้าวัง ทำไมคะ”
“จะทำไม ก็ไปเตรียมตัวให้พร้อมน่ะซี”
สาลินถามต่ออีก “เตรียมตัวให้พร้อม พร้อมทำไมคะ”
“ก็พร้อมที่จะเป็นสะใภ้จ้าวน่ะซียะ ไม่เหมือนนังบางคน อย่างดีก็เป็นได้แค่สะใภ้ไพร่”
สาลินตาโต มองศรีจิตรา กับแม่ โดยไม่สนใจคำจิกกัดของคุณสร้อย
กิตติราชนรินทร์นั่งเขียนไดอารี่อยู่บนโต๊ะทำงานในห้องนอน ก่อนจะวางปากกาลง บนโต๊ะมีรูปของเทพีเพ็ญแสงอยู่ในกรอบเงินวาบวับ เมื่อนาฬิกาที่ข้างฝาตีบอกเวลาสองทุ่ม เขาก็รีบลุกขึ้น เพราะได้เวลาจะคุยส่วนตัวกับดิเรกราชวิทย์ก่อนจะออกจากห้องไป
กิตติราชนรินทร์ก้าวออกมาจากห้อง เห็นทางเดินค่อนข้างมืด มีเพียงไฟเหนือบันไดเปิดอยู่ดวงเดียวส่องแสงสลัวจังหวะจะเอื้อมมือจะไปเปิดสวิชท์ไฟ แต่ชะงักเพราะเห็นร่างอวบของจรวยย่องมา แล้วก้าวไปหยุดหน้าห้อง พลางเคาะประตูแผ่วเบา
“คุณชายขา จรวยเอานมมาให้ค่ะ”
ประตูห้องค่อยๆ แง้มออก มีมือขาวแข็งแรงดึงจรวยวูบหายไปในห้อง พร้อมกับเสียงหัวเราะระริก
ประตูปิดลงใหม่ กิตติราชนรินทร์ก้าวมาหน้าห้อง แล้วถอนใจ เดินกลับห้องไป
ศรีจิตรานั่งอยู่บนเตียง สาลินนั่งอยู่ข้าง ๆ หน้าหงิกงอ อุ่นเรือนเลือกเสื้อและผ้าซิ่นที่จะให้ลูกสาวเปลี่ยน
“ไปทำงานที่ห้องสมุดแล้วค่ะ ก็สนุกดี เพื่อน ๆ น่ารัก มีแต่อีตาบอสฝรั่งเท่านั้นแหละค่ะ ที่ชอบมาทำตาหวานใส่”
“เขามาชอบสาเหรอ” พี่สาวหันมาถาม
“ไม่รู้ แต่สาไม่ชอบเขาหรอก พี่ศรี แม่ขา พอเรื่องของหนูเถอะ เล่าเรื่องคู่หมายของพี่ศรีดีกว่า มันเป็นมายังไง”
อุ่นเรือนรีบอธิบาย “คือ เสด็จพระองค์หญิงที่วังวุฒิเวสม์น่ะลูก ทรงมีหลานชาย 3 คน เรียกกันว่า
คุณชายโต คุณชายรอง แล้วก็คุณชายเล็ก”
“แล้วคุณชายคนไหนละคะ ที่จะมาเป็นคู่หมายของพี่ศรี”
ศรีจิตราส่ายหน้า “พี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าคนไหน”
“หา ! แล้วจะแต่งกันไปได้ยังไง”
“ก็อีกหน่อย คงจะได้เจอตัวทำความรู้จักกัน”
สาลินเบ้ปาก “ โธ่ ใครก็ไม่รู้ หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ ถ้าเกิดปากเบี้ยว ตาเหล่ ฟันเหยินล่ะ”
อุ่นเรือนอ่อนใจ ตีลูก 1 ที ศรีจิตราหัวเราะขำ คุณสร้อยเดินผ่านมาหน้าห้อง ก็เลยแอบฟัง
“ดู๊ ปากคอ คุณชายวังนั้นน่ะ งามๆ กันทุกคน”
ศรีจิตรายิ้มนิดนึง “ พี่ก็ได้ยินมาว่าอย่างงั้น”
สาลินทำหน้าเบ้ “งาม แต่นิสัยใจคอล่ะคะ ถ้าเกิดใจทมิฬหินชาติ หรือขี้เหล้า เจ้าชู้เป็นไฟ หรือว่ามีเมียเก็บเมียซุกเมียซ่อนอยู่แล้วล่ะคะ”
คุณสร้อยปราดเข้ามาทันที
“ว้าย นังสู่รู้ ไปว่าคุณชายเขา พี่เราน่ะเขาจะได้เป็นสะใภ้จ้าว แทนที่จะดีใจติดใบบุญพี่เขาไปอบร่ำเป็น
ผู้ดิบผู้ดีชาววัง กลับมาเสี้ยมพี่สาวไม่ให้แต่งเสียนี่”
“คุณป้าขา หนูไม่อยากไปอบร่ำเป็นชาววังหรอกค่ะ เจ้าเดี๋ยวนี้ขายวังกินถมถืดไป อีกอย่าง นี่มันยุคอวกาศแล้วนะคะ มันหมดยุคคลุมถุงชนแล้ว”
อุ่นเรือน กับศรีจิตราสะดุ้งโหยง
“แม่อุ่น ดูลูกสาวหล่อนนะ นี่คงอ่านหนังสือพวกหัวรุนแรงมาแน่ ๆ ถึงได้มีความคิดขวางโลกแบบนี้”
สาลินเถียงอีก
“สาไม่ได้ขวางโลก แต่สาเชื่อว่าคนเราแต่งงานกัน ก็ต้องแต่งเพราะความรัก ไม่ใช่ถูกบังคับแต่ง”
คุณสร้อยมองค้อน “แหม แม่หัวสมัย แก่แดดนักนะ รู้จักด้วยเหรอความรักน่ะ”
“ก็อ่านในหนังสือไงคะ”
“อ้อ นิยายประโลมโลกย์ทั้งนั้น ไม่ต้องมาเถียงฉัน ฉันน่ะผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านโลกมามากกว่าแก”
“แล้วคุณป้ารู้จักความรักด้วยเหรอคะ” สาลินย้อนกลับ
คุณสร้อยอ้าปากค้าง เช่นเดียวกับอุ่นเรือนและศรีจิตรา
“ยายสา ขอโทษคุณป้าเดี๋ยวนี้”
“ไม่ต้องขอโทษ แต่ฉันจะสำเร็จโทษมัน ไม้เรียวอยู่ไหน ไม้แขวนเสื้อก็ได้”
อุ่นเรือนร้องห้าม “ว้าย คุณพี่ อย่าค่ะ”
คุณสร้อยหยิบได้ไม้แขวนเสื้อ ไล่ตี สาลินร้องวี้ดว้าย แล้ววิ่งออกไปที่ระเบียง อุ่นเรือนและศรีจิตราวิ่งตาม
สาลินวิ่งวนจนคุณสร้อยหมดแรง เรอดังเอิ้ก อุ่นเรือนและศรีจิตรต้องช่วยประคองลงนั่ง
“โอย ฉันละเหนื่อยกับหล่อนจริง ๆ นังชะนีพิกุลทอง”
อุ่นเรือนทำตาดุ “มาขอโทษคุณป้าเดี๋ยวนี้”
ลินมานั่งพับเพียบข้างๆ แล้วกราบ
“หนูขอโทษค่ะคุณป้า แต่แหม หนูเห็นว่าเราเข้ายุคอวกาศ ไปเดินดวงจันทร์กันแล้ว ทำไมเรายังมาติดธรรมเนียมโบราณกันอยู่”
“อย่ามาเห่อเรื่องเหยียบดวงจง ดวงจันทร์เลย เขาเหยียบกันมานมนานกาเลแล้ว”
3 แม่ลูกมองหน้ากันงงๆ ศรีจิตรารีบถาม
“ใครเหยียบดวงจันทร์มานมนานคะคุณป้า”
“จะใคร ก็คนไทยน่ะซิ เราถอดจิตไปดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์มาแต่ไหนแต่ไร อย่าได้เห่อเชื่อมันฝรั่งมันเชียว”
3 แม่ลูกกลั้นหัวเราะ
“แล้วไม่ต้องมาทำรู้มากปากเสีย ยายศรีได้เป็นสะใภ้จ้าววังวุฒิเวสม์น่ะเพราะใคร รู้ไหม”
สาลินส่ายหน้า “ไม่รู้ค่ะ”
“เพราะฉันไง ฉับอบรมขัดเกลายายศรีมากับมือ จนเป็นผู้รากมากดี เป็นแม่ศรีเรือน เสด็จทรงเล็งเห็นถึงได้ทรงเลือกยายศรี”
“เป็นพระคุณเหลือเกินค่ะ แล้วตกลงพี่ศรีจะเป็นคู่หมายใครคะ”
“คุณชายโตไง นั่นก็เป็นข้าราชการอนาคตไกล ต่อไปก็จะได้เป็นคุณชายปลัดเป็นคุณชายเจ้ากระทรวง โก้หร่าน เหมาะกับยายศรีราวกิ่งทองใบหยก”
3 แม่ลูกหันมองหน้ากัน
เช้ารุ่งขึ้น
ดิเรกราชวิทย์หน้าเครียดมองออกไปนอกหน้าต่าง พร้อมกับจิบกาแฟร้อน ๆ ไปด้วย ชายรองอยู่ในเชิ้ตไท พร้อมไปทำงานเช่นกัน ยืนอยู่ในห้อง
“นายรู้เรื่องฉันกับจรวยเมื่อไหร่”
“ไม่กี่วันนี่ล่ะครับ”
“ใครมันปากดีนักนะ”
กิตติราชนรินทร์พยายามอธิบาย “คนที่มาเตือนน่ะเขาหวังดีนะครับ เพราะไม่อยากให้เรื่องพี่โตกับสาวใช้
ต้องอื้อฉาวไปถึงตำหนักใหญ่ หรือแค่ถึงหม่อมแม่ก็คงเป็นเรื่องใหญ่แล้ว”
“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง เลิกกับจรวยงั้นเหรอ”
“ก็คงต้องอย่างนั้น”
ดิเรกราชวิทย์ยิ้มหยัน “ แล้วนายจะให้ฉันไปรักกับยายหลานสาวคุณสอางค์อะไรนั่น ทั้ง ๆ ที่ไม่เคย
เห็นหน้าค่าตางั้นเหรอ”
“พี่จะขัดพระประสงค์ของเสด็จเหรอครับ”
“ฉันยอมแต่ง แต่ฉันก็ต้องมีเมียรองไว้ปรนนิบัติส่วนตัวฉันเหมือนกัน”
“หมายความว่าพี่จะไม่เลิกกับจรวย” ชายรองถามย้ำ
“ไม่เลิก.....”
“ ถ้าอย่างนั้นผมเห็นว่า พี่ก็ควรกราบทูลความจริงเด็จป้าทั้งหมด การหมั้นหมายจะได้ล้มเลิกไป”
ดิเรกราชวิทย์มองหน้าน้องชาย “ชายรอง เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่พี่ตัดสินใจดีกว่านะ ถึงเสด็จจะทรงมอบหมายให้นายจะเป็นคนดูแลคนในตำหนักเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่านายจะมาควบคุมเรื่องส่วนตัวของฉันได้”
ขาดคำ จรวยวิ่งเข้ามาพร้อมรองเท้าที่ขัดจนเป็นมันปลาบ
“คุณชายขา จรวยขัดรองเท้าให้แล้วค่ะ”
ครั้นเมื่อเห็นกิตติราชนรินทร์ก็ชะงัก ทำท่าจะถอยออกไปจากห้อง ชายรองมองทั้งคู่ ก่อนจะเดินออกไปอย่างเย็นชา ชายโตมองตาม จรวยมองตามยิ้มอย่างสะใจ
“ตั้งใจใช่ไหมเนี่ย”
จรวยยิ้มยั่ว ชายโตยิ้มพึงใจ
“เธอนี่ร้ายไม่ใช่เล่น”
“ไม่มีใครมาพรากจรวยจากคุณชายได้หรอกค่ะ”
จรวยวางรองเท้า แล้วนวยนาดเข้ามากอดชายโตแนบแน่น
รถของกิตติราชนรินทร์แล่นเข้ามาจอดหน้าตึกแบบยุโรปงดงาม
แต่ไม่ใหญ่โตนัก กิตติราชนรินทร์ก้าวลงจากรถ ศศิรัชนี ลงมาจากเทอเรซพร้อมกับรื่น สาวใช้
ศศิรัชนียกมือไหว้ “คุณรอง สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ หญิงกลาง” กิตติรับไหว้
“ยายก้อยอยู่ที่หลังตำหนักค่ะ”
กิตติราชนรินทร์มีอาการหนักใจ ศศิรัชนียิ้มปลอบใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณกลาง หม่อมแม่กับหญิงช่วยกันกล่อม จนยายก้อยหายงอนแล้วล่ะค่ะ”
บริเวณเทอเรซหลังมีชุดเก้าอี้สนามหวาย แต่บุผ้าหรูหรา รอบด้านเต็มไปด้วยไม้ประดับแพรวพราว เทพีเพ็ญแสงอยู่ในชุดอยู่บ้านซึ่งเป็นแมกซี่ยาวกรอมเท้า เธอสวมสลิปเปอร์ปักเพชรเทียมวูบวาบนั่งอยู่บนโซฟายาว ชายรองนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน เทพีเพ็ญแสงยังมีแววน้อยใจหน้าเศร้า กิตติราชนรินทร์ยิ้มวิงวอน
“ยกโทษให้ผมนะครับ หญิง”
เทพีเพ็ญแสงอ่อนลงโดยยิ้มเล็กน้อย
“ก็ได้ค่ะ”
กิตติราชนรินทร์เอื้อมมือมากุมมือเทพีเพ็ญแสง
“แต่โปรดเข้าใจผมด้วยนะครับ เรื่องการตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับนักการทูต”
“หญิงเข้าใจค่ะคุณรอง แต่คุณรองทำเหมือนหญิงไม่มีหัวจิตหัวใจ ไม่แคร์ความรู้สึกของหญิงเลย”
“ใครว่า หญิงก้อยคือคนที่ผมแคร์มากที่สุด แต่หญิงต้องเข้าใจด้วยว่าถ้าเราแต่งงานกัน หญิงคือภริยานักการทูตในอนาคต มีหน้าที่ต้องสนับสนุนงานของสามีในทุก ๆ ด้าน หญิงจะเอาตัวเป็นที่ตั้งแบบนี้ไม่ได้”
เทพีเพ็ญแสงนิ่งงันไปแล้วความโกรธก็ขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอยังระงับไว้ได้
“เหรอคะ”
“หญิงต้องตามผมไปอยู่ต่างประเทศ และอาจจะย้ายไปหลายประเทศด้วยซ้ำ หญิงต้องปรับตัวให้เข้ากับผู้คน หรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปให้ได้ เข้าใจใช่ไหมครับ” กิตติราชนิรนทร์ถาม
“ค่ะ เข้าใจ หญิงต้องหมุนไปตามโลกของคุณชายท่านทูต”
“ไม่เอานะ อย่าพูดประชดแบบนั้น หญิงต้องเลิกทำตัวเหมือนเด็ก ๆ ที่ต้องให้ใครต่อใครมาพะน้อเอาใจอยู่ตลอดเวลา หญิงเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับ”
เทพีเพ็ญแสงนิ่งงันด้วยความโกรธ แต่แล้วก็เปลี่ยนลีลาทำท่าเหมือนจะร้องไห้ กิตติราชนรินทร์มองอย่างเอ็นดู
“ค่ะ หญิงขอโทษ หญิงผิดไปแล้ว”
กิตติราชนรินทร์ยิ้มยินดีก่อนจะลุกขึ้นไปนั่งด้วย
“อีกไม่นาน ผมจะทูลเชิญเสด็จให้ทรงพระกรุณาสู่ขอหญิงก้อยแต่งงานกับผม”
“ค่ะ”
กิตติราชนรินทร์ตื้นตันใจ เขาถอดแหวนออกจากนิ้วซึ่งเป็นแหวนเกลี้ยงที่มีหัวแหวนฝังพลอยก่อนจะใส่ลงบนนิ้วนางของเทพีเพ็ญแสง
“นี่ยังไม่ใช่แหวนหมั้น แต่นี่เป็นแหวนที่ผมรักที่สุด ขอให้แหวนนี่เป็นแหวนแทนใจผม”
“นี่แหวนผู้ชายนี่คะ” เทพีเพ็ญแสงว่า
“แหวนนี้ท่านพ่อทรงสวมติดนิ้วไว้เสมอ แล้วท่านพ่อประทานให้ผมก่อนท่านสิ้น”
“ขอบคุณค่ะ คุณรอง”
กิตติราชนินิทร์กอดเทพีเพ็ญแสงไว้ เทพีเพ็ญแสงกรายมือดูแล้วทำจมูกย่นอย่างไม่พึงใจนัก
เทพีเพ็ญแสงนั่งตรงหน้าวิรงรอง ห้องทำงานของเขาตกแต่งแนวโมเดิร์นของยุคสมัย แต่ตัวตึกนั้นเป็นแบบเก่า
“ภริยาทูตงั้นเหรอ ตกลงแต่งงานกันไป ฉันต้องกลายเป็นยายเมียทูต เดินตามผัวต๊อก ๆ ไปอยู่ประเทศโน้น ประเทศนี้ ต้องทำพินอบพิเทากับทุกคนทุกสังคมที่ผัวพาไปรู้จัก”
“นั่นแหละหน้าที่ภริยาผู้เพียบพร้อม เธอไม่ต้องการหรอกเหรอ” วิรงรอง
“แล้วชีวิตฉันอยู่ที่ไหนล่ะ ฉันก็อยากมีชีวิตของฉันเองบ้างซี นี่มันยุคเสมอภาคทางเพศแล้วนะ”
“หญิงก้อยขา หัวสมัยมากไม่ได้นะคะ เพราะหญิงกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายหัวเก่าอย่างคุณชายรอง”
เทพีเพ็ญแสงจิบกาแฟแล้วหยิบแหวนกิตติออกมาจากกระเป๋า
“ติ่ง เธอดูนี่”
วิรงรองมอง “แหวนผู้ชาย ทำไมเหรอ”
“นี่แหละ แหวนท่านพ่อของคุณรอง คุณชายให้ฉันไว้แทนแหวนหมั้น”
“อุ๊ย” วิรงรองดูชื่อที่สลักไว้ “วุฒิวงศ์”
“คุณรองคิดยังไง ให้แหวนราคาถูกแบบนี้กับฉัน”
“เอ แต่มีคุณค่าทางจิตใจนะจ๊ะ แหวนท่านพ่อแท้ ๆ แหวนหมั้นของจริงอาจจะเพชรระยิบก็ได้นะ”
“ฉันชักลังเลแล้วละติ่ง”
“ลังเลเรื่อง”
“แต่งงานกับคุณชายน่ะซี”
“ว้าย หญิงคะ พูดเหมือนหมดรักคุณชายเสียแล้ว”
“ก็รัก แต่ไม่อยากถูกจองจำ”
วิรงรองแอบขำ “คิดอย่างนั้นไม่ได้นะคะ รักคือการเสียสละ”
เทพีเพ็ญแสงถอนใจ “เฮ้อ หญิงเบื่อจัง อยากหนีไปไกลๆ”
“เบื่อ อยากหนีไปไกล ๆ งั้น คืนนี้ปาร์ตี้กันไหม จะแนะนำกลุ่มนักเรียนนอกจากมะกันให้รู้จัก กลุ่มนี้ทั้งหล่อทั้งรวย”
เทพีเพ็ญแสงตาวาวด้วยความสนใจทันที “ใคร”
“ไปกับฉันคืนนี้ งานนี้เริ่ดสะมันเตาเชียวละ”
เทพียิ้ม วิรงรองแอบยิ้มตามที่หลอกล่อได้สำเร็จ
บรรดาขาแดนซ์ในไนท์คลับกำลังเต้นทวิสต์กันอย่างเมามัน แบนด์กีตาร์ไฟฟ้าและกลอง เล่นเพลงร็อคตามสมัยนิยมกันอยู่ นักดนตรีใส่ชุดสูทแบบสี่เต่าทอง
อัศนีย์ จิตติน จิตริณี วิรงรอง และเพื่อนอีกชายหญิงอีกสองคนที่มีท่าทางร่ำรวยเป็นลูกเศรษฐีกันทั้งหมดกำลังวาดลวดลายอยู่กลางฟลอร์ จิตริณีหัวเราะจวนจะหมดแรงก่อนจะทำสัญญาณว่าไม่ไหวแล้ว อัศนีย์เข้ามาโอบจิตริณีเดินกลับมาที่โต๊ะมุมห้อง วิรงรองมองตาม ศุภรกำลังเต้นกับสาวสวยหนึ่งนางอยู่อีกด้านของฟลอร์
“โอย ฉันไม่ไหวแล้วอาร์นี่”
“ดื่มเสียหน่อย” อัศนีย์บอก
“ถามหน่อยเถอะ ตั้งแต่เรียนจบกลับมากรุงเทพ พวกเธอเที่ยวกันทุกคืนเลยเหรอ”
“จะให้ทำอะไรล่ะ” อัศนีย์ถาม
“อุตส่าห์เรียนมาทั้งที ไม่คิดจะทำงานเป็นเรื่องเป็นราว คือ ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองบ้าง”
“จะให้ทำอะไร ช่วยแด้ดเหรอ ไม่ไหวล่ะ เดี๋ยวไปทำกิจการแด้ดเจ๊ง แกยิ่งว่าว่าฉันไม่เอาถ่านอยู่”
“ก็เลยไม่ทำอะไร ลอยชายไปเรื่อยๆ”
“ไม่แน่ อาจจะกลับไปอเมริกา ไปอยู่เที่ยวอีกสักปี หรือไม่ก็ ฉันอาจจะหาเมียดี ๆ สักคน”
“เมียแหม่มเหรอ”
“ไม่เอาละ สาวไทยนี่แหละสวยสุด อย่างเธอนี่ไง”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 1 (ต่อ)
อัศนีย์มองจิตริณีตาหวาน จิตริณียิ้มหยัน
“อาร์นี่ ถ้านี่คือการจีบผู้หญิง ก็เป็นการจีบที่ล้มเหลวที่สุดเลยย่ะ”
อัศนีย์หัวเราะ จิตตินพาวิรงรองกลับมาแล้วหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาเดินกลับมาที่โต๊ะ
“โอ๊ย ฉัตรเบื่อเจ๊เลื่อม เมาแล้วชอบเลื้อย ไม่เปิดโอกาสให้ฉัตรบ้างเลย”
“โอย ไอ้จิตติน ทำไมเท้าไฟขนาดนี้ ติ่งเต้นไม่ทันเลยค่ะ” วิรงรองว่า
“ลองมาฝึกอีกสักสองคืน คุณติ่งเท้าไฟกว่าผมแน่”
“ค่ะ”
“ยายติ่ง ไหนว่าวันนี้จะนักเดทให้ผมไง”
จิตริณีนิ่งไปทันที
“เดี๋ยวสาวเจ้าก็มาค่ะ”
“เฮ้ย นัดเดทใครวะ”
อัศนีย์บอก “เดี๋ยวก็รู้ อยากเห็นตัวจริงว่าสวยเหมือนปกหนังสือรึเปล่า”
จิตริณีหน้าเจื่อนไป
ศศิรัชนีกำลังพูดสายกับกิตติราชนรินทร์ที่โถงวังรัชนีกุล
“อ้าว หญิงก้อยไม่ได้ไปกับคุณรองเหรอคะ”
กิตติราชนรินทร์ที่พูดสายอยู่ในห้องนอนของตนทำสีหน้าแปลกใจ
“ไปไหนครับ”
“เห็นว่าจะไปเที่ยวไนต์คลับ” ศศิรัชนีว่า
“หญิงก้อยบอกว่าจะไปกับผมเหรอครับ”
“เออ งั้น กลางคงเข้าใจผิดน่ะค่ะ”
“หญิงกลาง โปรดพูดความจริงกับผมเถอะครับ”
ศศิรัชนีอึ้งไปก่อนจะสารภาพ “ค่ะ หญิงก้อยบอกว่าไปกับคุณรอง”
กิตติราชนรินทร์รู้สึกเจ็บวูบขึ้นมาแต่พยายามข่มอารมณ์
กิตติราชนรินทร์พูดเสียงแหบแห้ง “ขอบคุณครับหญิง”
กิตติราชนรินทร์วางหูแล้วทรุดลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง
เทพีเพ็ญแสงเดินเข้ามาในผับด้วยท่วงท่าสง่างาม ชุดของเธอเป็นแส็คมินิสเกิร์ตที่มีเลื่อมระยับ ผมรวบสูง ปล่อยเป็นหางม้า ใบหน้าของเธอแต่งเข้มแต่ดูลึกลับทรงอำนาจอย่างประหลาด จังหวะนั้นเพลงก็เปลี่ยน เพลงแดนซ์จบลงกลายเป็นเพลงแจ๊สร้อน ๆ แสงในผับเปลี่ยนสีทาบลงร่างเทพีเพ็ญแสงดูราวนางพราย
วิรงรองพูด “คุณหญิงมาแล้วค่ะ”
อัศนีย์และทั้งโต๊ะหันมา อัศนีย์มองเทพีเพ็ญแสงแล้วก็ตะลึงจึงลุกขึ้นทันที วิรงรองรีบเข้าไปต้อนรับเทพีเพ็ญแสง
“โอ้โห ไอ้อัศ นี่น่ะเหรอคู่เดทแก” จิตตินถาม
“ใช่”
“ใครวะ สวยยังกะนางสวรรค์”
“คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงหรือหญิงก้อย แห่งวังรัชนีกุลค่ะ”
“ว้าว เล่นของสูงจริง ๆ ไอ้อัศ”
“สวยอะไรอย่างนี้”
อัศนีย์ลุกไปหาเทพีเพ็ญแสงทันที จิตริณีมองอย่างเซ็งๆ อัศนีย์ตรงมาหาเทพีเพ็ญแสงที่ยังยืนคุยกับวิรงรอง
“สวัสดีครับ คุณหญิงเทพีเพ็ญแสง รัชนีกุล เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบครับ”
เทพีเพ็ญแสงมองอัศนีย์อย่างพึงพอใจ
“ผมขอแนะนำตัวนะครับ ผม”
“คงไม่ต้องมังคะ เพราะใคร ๆ ในสังคมไฮโซ ก็ต้องรู้จักคุณ อัศนีย์ เถลิงการอยู่แล้ว”
“โอ ผมดังขนาดนั้นเชียว”
“ตกลงไม่ต้องแนะนำกันแล้วนะคะ งั้นตามสบายนะคะ”
“เรารู้จักกันและกันแล้วละครับ รู้จักก่อนได้พบตัวจริงกันเสียอีก ใช่ไหมครับคุณหญิง”
“ถ้ารู้จักจริง อย่าเรียกให้ห่างเหินอย่างนั้นซีคะ เรียกหญิงก้อยเถอะค่ะ”
“งั้นก็ต้องเรียกผมว่าอาร์นี่” อัศนีย์บอก
“ได้ค่ะ อาร์นี่” เทพีเพ็ญแสงว่า
“เชิญทางนี้เลยครับ”
อัศนีย์พาเทพีเพ็ญแสงไปที่โต๊ะพิเศษด้านใน วิรงรองตามไป
จิตตินเอ่ยขึ้น “โอ้โฮ แยกโต๊ะเลยแฮะคุณจิต ไอ้อัศนี่ร้ายจริง ๆ”
“คราวนี้ชั้นคงได้ข่าวใหญ่ไปลงคอลัมน์แล้วค่ะ”
จิตริณีไม่รู้สนุกอีกแล้ว
อัศนีย์ เทพี และวิรงรองสั่งเครื่องดื่มจากบริกร อีกมุมหนึ่งศุภรและเพื่อนผู้หญิงนั่งอยู่ด้วยกัน ศุภรมองไปยังเทพี
“คุณศุภร มองสาวที่ไหนคะ”
“คุณน้อง ช่วยดูหน่อยซีครับ นั่นใช่คุณหญิงก้อยรึเปล่า” ศุภรถาม
“ใช่ค่ะ เธอมากับใครคะ คุณชายรองเหรอคะ”
“ไม่ใช่ครับ”
“คุณอัศนีย์ เถลิงการ”
“ผมขอตัวสักครู่”
ศุภรมองอัศนีย์ที่เอาอกเอาใจเทพีเป็นพิเศษอย่างแคลงใจ
กิตติราชนรินทร์กำลังดื่มอยู่ที่โต๊ะทำงานด้วยหน้าตาสลดหดหู่ นมย้อยเคาะประตู
“เชิญครับ”
นมย้อยเข้ามาพร้อมนม
“ดื่มนมค่ะคุณรอง อุ้ย” นมย้อยวางแก้วนม “คุณรองดื่มทำไมคะ ปรกติคุณจะดื่มเฉพาะวันหยุดนี่คะ พรุ่งนี้จะต้องทำงานด้วย” นมย้อยดูขวดเหล้า “ตายจริง นี่ดื่มเข้าไปเยอะแล้วนะคะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า”
กิตติราชนรินทร์มองนมย้อยแล้วหลบตา
“ไม่มีอะไรหรอกครับนม”
“บอกนมเถอะค่ะ คุณน่ะผิดกับคุณชายเล็กจริงจริ๊ง รายนั้นมีอะไรก็เล่าหมด แต่คุณน่ะชอบเก็บไว้กับตัว แล้วก็เครียดอยู่คนเดียว”
กิตติยิ้มเศร้า “ผมไม่อยากให้ใครเป็นภาระนี่ครับ”
“ไม่ใช่ภาระอะไรเลย ถ้าคุณระบายออกมาเสียบ้าง ก็ไม่ต้องแบกภาระหนักอึ้งไว้คนเดียว”
“นมครับ ผมกำลังสงสัยว่าหญิงก้อยรักผมบ้างรึเปล่า”
นมย้อยนิ่งไปเพราะรู้สึกว่าเรื่องใหญ่จริง ๆ เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เล่าซีคะ เรื่องเป็นยังไง”
ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“โทษครับ”
กิตติราชนรินทร์รับสาย
“สวัสดีครับ ว่าไงศุภร”
ศุภรโทรศัพท์อยู่ที่โถงล็อบบี้ของโรงแรม
“เฮ้ย ไอ้หม่อม แกรีบมาที่ฮอลลิเดย์เดี๋ยวนี้เลย”
“มีอะไรวะ” กิตติถาม
“หญิงก้อยแกน่ะซี กำลังเฟลิตอยู่กับลูกชายนายอรรถ เถลิงการ แกควรมาดูให้เห็นกับตานะโว้ย”
กิตติราชนรินทร์นิ่งงัน นมย้อยที่อยู่ข้างหลังมองด้วยความเป็นห่วง
กิตติราชนรินทร์หน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์เหล้าเดินเข้ามาในผับพร้อมศุภร
คนมากมายกำลังแดนซ์เมามัน จิตติน วิรงรอง จิตริณี และเพื่อนเต้นกันอีกครั้ง
“เฮ้ย นี่แกกินเหล้าเข้าไปกี่ขวดวะเนี่ย หน้าแดงเป็นลูกตำลึงเลย” ศุภรว่า
“ฉันไม่เป็นไรหรอก หญิงก้อยอยู่ไหน” กิตติถาม
“หาก่อน คนมันเยอะโว้ย โน่นไง กำลังแดนซ์อยู่กับนายอัศนีย์ ตรงนั้น”
กิตติมองตามไปก็เห็นอัศนีย์แค่ด้านหลัง เทพีเพ็ญแสงกำลังออกลีลาอย่างร้อนแรงกับอัศนีย์ กิตติราชนรินทร์แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เทพีเพ็ญแสงปล่อยตัวกับอัศนีย์ถึงขั้นโอบรอบคอของอัศนีย์ อัศนีย์จับเอวเทพีเพ็ญแสงแล้วเหวี่ยงหมุนตัว แล้วหมุนกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของอัศนีย์อีกครั้ง อัศนีย์ดึงเทพีเพ็ญแสงออกมาจากฟลอร์ กิตติราชนรินทร์จะตามไปแต่มีอาการเซ ศุภรยึดไว้
“เฮ้ย ไหวไหมวะ”
“ไหวซีวะ”
กิตติราชนรินทร์ดันศุภรออกแล้วเดินแยกไป ศุภรเดินตามไปห่าง ๆ
อัศนีย์ดึงเทพีเข้ามาในมุมมืด ทั้งสองประสานสายตากันอย่างดูดดื่มและเคลิบเคลิ้ม อัศนีย์โน้มใบหน้าเข้ามาที่ข้างหูของเทพีแล้วกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหู เทพีหัวเราะระริก ใบหน้าของทั้งสองคลอเคลียกันอยู่
กิตติราชนรินทร์เดินตามมายืนมองอยู่ในเงามืดห่าง ๆ
อัศนีย์เชยคางของเทพีขึ้นมาแล้วทำท่าเหมือนจะประทับจูบ เทพีเบือนหน้าหนีไป กิตติราชนรินทร์เดินเข้ามาทันที
“เทพีเพ็ญแสง”
เทพีเพ็ญแสงมองข้ามไหล่อัศนีย์แล้วผงะจากร่างอัศนีย์ทันที
“คุณรอง”
อัศนีย์หันขวับมาอย่างแปลกใจ
“เรามีเรื่องต้องพูดกัน”
กิตติราชนรินทร์เข้ามาคว้าแขนของเทพีเพ็ญแสง ศุภรตามมาเบื้องหลัง
“ปล่อยนะคะ”
กิตติราชนรินทร์ตวาด “เราต้องคุยกันเดี๋ยวนี้ เทพีเพ็ญแสง”
“ไม่ หญิงไม่คุยกับคุณรองตอนนี้”
กิตติราชนรินทร์กระชากร่างเทพีเพ็ญแสง เทพีเพ็ญแสงร้องเจ็บอย่างมารยา อัศนีย์เข้ามายึดร่างเธอไว้
“เฮ้ย นาย คุณหญิงไม่อยากคุยกับนาย ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”
กิตติราชนรินทร์มองหน้าอัศนีย์ อัศนีย์จ้องตอบแล้วผลักอกกิตติจนกิตติเซไป แล้วสวนหมัดเข้าเต็มหน้าอัศนีย์ อัศนีย์เซ เทพีเพ็ยแสงกรีดร้อง อัศนีย์ถลาเข้ามาประชิดร่างกิตติจะแลกหมัด ศุภรเข้าขวางคนทั้งคู่
อัศนีย์ชกเข้าเต็มหน้าศุภร ศุภรเซ กิตติราชนรินทร์ สวนหมัดคืนเข้าหน้าอัศนีย์อีกหมัดจนอัศนีย์ล้มไปกับพื้น เทพีเพ็ญแสงกรี๊ดลั่น
กลุ่มของจิตติน วิรงรอง จิตริณี และคนอื่น ๆ วิ่งมาดูเหตุการณ์
“เฮ้ย อะไรกันวะ” จิตตินถาม
จิตตินผลักกิตติเซไป จิตริณี และเพื่อนช่วยประคองอัศนีย์ลุกขึ้น ทั้ง กิตติ ศุภร และจิตตินทำท่าจะแลกหมัดกันอีก
วิรงรองร้องออกมา “ว้าย คุณชายรอง คุณจิตตินอย่าค่ะ”
“เฮ้ย” ศุภรชี้หน้าอัศนีย์ “หญิงก้อยที่นายกำลังคลอเคลียอยู่นี่ คือคนรักของคุณชาย เข้าใจไว้เสียด้วย”
อัศนีย์กับจิตตินนิ่งลง แต่ยังมีท่าทียียวนอยู่
“จะชายรอง หรือชายกระโปรงที่ไหน หรือใครมันจะรักใคร ฉันไม่สน ถ้าคุณหญิงไม่อยากไปกับไอ้คนนี้แล้วมาใช้กำลังบังคับแบบนี้ ฉันถือว่าฉันปกป้องคุณหญิงโว้ย” อัศนีย์ว่า
“เฮ่ย ให้คนที่เขาเป็นแฟนกันปกป้องกันเองดีกว่าว่ะ โดยเฉพาะปกป้องจากไอ้พวกแย่งแฟนคนอื่นหน้าด้าน ๆ น่ะ”
“ซดแม่งเลย”
สองหนุ่มทำท่าจะเข้าถึงกิตติและศุภรที่กำหมัดเตรียมพร้อม วิรงรองตวาดแว้ด
“หยุด หยุดโว้ย”
ทุกคนอึ้งไปด้วยความตกใจกับอาการห้าวของวิรงรองมากกว่า
“หญิงก้อย กลับไปกับคุณชายค่ะ” วิรงรองบอก
“แต่”
“เดี๋ยวนี้ค่ะหญิง”
เทพีเพ็ญแสงอึ้ง
“ไปกับผม หญิงก้อย”
กิตติราชนรินทร์ดึง เทพีเพ็ญแสงแยกไปทันที ศุภรมองหน้าทั้งอัศนีย์และจิตติน ขยับปกแจ็คเก็ตกวนตีนก่อนจะแยกไป
“คุณชายวังไหนวะ เจอบาทาคุณชายหลังวังอย่างพวกเราสักหน่อย ขี้คร้านจะวิ่งหางจุกตูด”
วิรงรองทำท่าเป็นผู้ดีใหม่ “อย่ามีเรื่องเลยคะ ไม่คุ้มหรอก กลับไปสนุกกันต่อดีกว่า”
วิรงรองดึงจิตตินกลับไป จิตริณีมองหน้าอัศนีย์
“ไอ้จ้าวขี้เก๊ก เมื่อกี้น่าจะตั้นหน้ามันสักหมัด”
“ไปจีบแฟนคนอื่นน่ะ ไม่รู้สึกว่าทำผิดเลยเหรอ”
“ใครว่าจีบ” อัศนีย์ยิ้มกวน “แค่จะขอจูบเท่านั้นเอง เธอรู้จักมันไหม”
“คุณชายกิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์ เธอไม่ควรไปมีเรื่องกับเขาเลยนะ”
“โธ่ ไอ้เจ้าหางแถว ฉันไม่สนสักนิด”
“ควรจะสนไว้บ้าง ถึงเธอจะลูกอภิมหาเศรษฐี แต่ก็แค่ลูกพ่อค้าวาณิช จะไปเทียบอะไรกับลูกเจ้าลูกนาย”
จิตริณีแยกไป อัศนีย์โกรธตาขวางแล้วขบกรามแน่น
“ก็คอยดูซีวะ”
รถของกิตติราชนรินทร์จอดที่หน้าตึก เทพีเพ็ญแสงลงจากรถทันทีแล้วจะวิ่งขึ้นตึก กิตติราชนรินทร์รีบตามมาในสภาพหัวหูกระเซิงส่วนหน้ายังแดงก่ำ
“จะหนีไปไหน เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ที่หญิงไปเฟลิตกับเจ้านั่น หญิงคิดอะไรอยู่” กิตติว่า
“หญิงไม่คุยถ้าคุณชายยังเต็มไปด้วยอคติแบบนี้”
“อคติเหรอ ที่ผมเห็นหญิงแทบจะจูบกับเจ้านั่น นี่เรียกว่าอคติเหรอครับ”
“ไม่ใช่อย่างที่คุณรองคิด”
“แล้วจะให้ผมคิดว่ายังไง”
“คุณอัศนีย์เป็นแค่เพื่อน เราแค่เต้นรำด้วยกัน แล้วเขาก็กระซิบข้างหูหญิงเท่านั้นแต่ความหึงหวงหน้ามืดตามัวของคุณรองต่างหาก ที่ตีความผิดเพี้ยนไปได้ถึงขนาดนั้น”
“ตาผมไม่ได้เพี้ยน ผมเห็นหญิงเฟลิตกับมัน”
“อย่าลืมซีคะว่าตรงนั้นมันเป็นที่มืด แล้วคุณชายก็เมาเสียขนาดนี้”
กิตติราชนรินทร์อึ้งไป
เทพีเพ็ญแสงสะอื้น “คุณชายคิดว่าหญิง “ง่าย” จูบกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักในคืนเดียวได้เหรอคะ คุณชายคิดว่าหญิงทำตัวต่ำ เหมือนหญิงข้างถนนแบบนั้นเลยงั้นเหรอ”
“ใช่ ผมเมาแล้วมันก็มืดมาก ก็เป็นได้ที่ผมมองผิดไป หญิงผมขอโทษ”
“ไม่ต้องค่ะ หญิงมันต่ำเกินไป เราจบกันเท่านี้เถอะค่ะคุณรอง” เทพีเพ็ญแสงว่า
เทพีเพ็ญแสงจะกลับเข้าตึก กิตติราชนรินทร์เข้าคว้าร่างเธอมากอดไว้แนบแน่นแล้วสะอื้นเบา ๆ
“ไม่นะหญิง ผมรักหญิง ผมขอโทษ ให้อภัยผมเอถะนะ”
เทพีเพ็ญแสงร้องไห้ซบกับไหล่ของกิตติ
ศศิรัชนีออกมาดูเหตุการณ์พร้อมรื่นและโรย รื่นและโรยตาลุกเมื่อเห็นคนกอดกัน ศศิรัชนีบอก
ให้สองสาวใช้กลับเข้าไป
“รักหญิง ก็อย่าทำร้ายหญิงแบบนี้ซีคะ” เทพีเพ็ญแสงบอก
กิตติน้ำตาไหล “ผมไม่ได้ตั้งใจ สัญญาครับ จะไม่ทำร้ายจิตใจหญิงแบบนี้อีกแล้ว”
เทพีเพ็ญแสงเงยหน้าขึ้นมองกิตติเต็มตาด้วยน้ำตาที่เต็มตา
“ไม่รู้หรอกเหรอคะคุณรอง หญิงไม่มีวันปันใจให้ชายอื่น เพราะหญิงรักและเทิดทูนคุณรองให้เป็นเจ้าชีวิตของหญิงแท้ ๆ”
กิตติราชนรินทร์พยักหน้าแล้วยิ้มทั้งน้ำตา
“ขอบคุณครับหญิงก้อย”
กิตติราชนรินทร์ดึงร่างเทพีเพ็ญแสงมากอดแน่น
เทพีเพ็ญแสงยิ้มเศร้าอยู่กับไหล่ของกิตติ ศศิรัชนีตัดสินใจลงบันไดตึกมาพูด
“ขอโทษค่ะคุณชาย นี่ดึกมากแล้ว เชิญคุณชายกลับก่อนดีกว่า ถ้ายังอ้อยอิ่งกันแบบนี้ มันจะไม่งามกับหญิงก้อยนะคะ”
กิตติราชนรินทร์คลายกอดเทพีเพ็ญแสง เทพีเพ็ญแสงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองมาซับน้ำตาให้กิตติ กิตติยิ้มปลื้ม
“โทษครับ เราเข้าใจกันแล้วนะ” กิตติถาม
เทพีเพ็ญแสงยิ้มสุขใจ “ค่ะ”
“พรุ่งนี้เย็น ผมจะแวะมาหา รอนะ”
“คุณรองขา อย่าเพิ่งค่ะ คืนนี้หญิงบอบช้ำเหลือเกิน ให้หญิงได้พักสักสองสามวันนะคะ แล้วหญิงจะโทรไปนัด”
“ได้ครับ”
“รื่น โรยส่งคุณชาย หญิงก้อยขึ้นตึกกับพี่”
กิตติราชนรินทร์หันมาคำนับศศิรัชนีแล้วกลับขึ้นรถไป รื่นกับโรยออกมาปิดรั้วบ้าน เทพีกลับขึ้นตึกไป ศศิรัชนีรีบเดินตาม
ศุภรหน้าเครียดอยู่ตรงหน้ากิตติ
“แกเชื่อหญิงก้อยงั้นเหรอวะ” ศุภรถาม
“ใช่ ฉันเมา แล้วตรงนั้นก็มืด ฉันเข้าใจผิดไปเองจริง ๆ” กิตติบอก
“อย่าให้ความรักบังตาน่า”
“แกล่ะ เห็นอะไรรึเปล่า”
“ฉันตามมาทีหลัง ไม่เห็นอย่างที่แกเห็นหรอก แต่แค่เห็นหญิงเฟลิตกับมันเหมือนคู่รัก ฉันก็แน่ใจแล้วว่าหญิงก้อยทรยศแก”
“หญิงก้อยรักฉัน เรารักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม ไม่มีวันทรยศฉันเด็ดขาด”
“เอา เอา จะเชื่ออย่างนั้นก็ตามใจ แล้วตอนนี้หญิงก้อยไปไหนล่ะ”
“เขาขอพักผ่อนสักสองสามวันน่ะ”
กิตติราชนรินทร์จิบกาแฟมองเหม่อไปนอกหน้าต่างได้ยินเสียงคลื่นทะเล และเสียงนกทะเลร้องจ้อกแจ้กดังคลอมา
อัศนีย์นั่งครึ่งนอนครึ่งเอกเขนกอยู่กับเทพีเพ็ญแสงที่อยู่ในชุดบิกีนี่เซ็กซี่ มีเครื่องดื่มสีสวยวางอยู่ข้างตัว
“พัทยานี่แหละครับ ที่ผมว่าน่าลงทุนอย่างที่สุด ไม่นานที่นี่จะกลายเป็นริโอเดอจาไนโร ของเมืองไทยเลยละ”
“คุณคงเที่ยวมาแล้วทั่วโลกซีคะ”
“ครึ่งโลกมากกว่า แล้วอยากเที่ยวต่อให้ครบอีกครึ่งโลก กับคนรู้ใจ”
“ใครเอ่ย คนรู้ใจน่ะ”
“หญิงไงครับ”
อัศนีย์ตาเยิ้มใส่เทพีเพ็ญแสงก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาจะประทับจูบ เทพีเพ็ญแสงเบือนหน้าหนีแล้วลุกไปเกาะที่กราบเรือ อัศนีย์เดินตามมากอดเทพีเพ็ญแสงจากด้านหลัง
“ตอบผมได้รึยัง เรื่องไปอเมริกากับผมน่ะ”
“แล้วหญิงจะอ้างกับท่านพ่อกับหม่อมแม่ว่ายังไงดีคะ”
“ไปเที่ยว หรือเรียนต่อไงครับ”
“เรื่องใหญ่นะคะ ไม่ให้เวลาหญิงตัดสินใจหน่อยเหรอ”
อัศนีย์หยิบกล่องแหวนออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้เทพีเพ็ญแสงทันที
“นี่คงทำให้หญิงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น”
เทพีเพ็ญแสงตาเป็นประกายวาวแล้วเปิดกล่องออกดูก็เห็นแหวนเพชรงามระยับหลายกะรัติ
“คุณอัศนีย์”
อัศนีย์หยิบแหวนจากกล่องแล้วบรรจงสวมที่นิ้วนางของเทพีเพ็ญแสง
“นี่หมายความว่า”
“ผมจะแต่งงานกับหญิงทันทีที่เราไปถึงเมริกา”
เทพีเพ็ญแสงใจเต้นระทึก อัศนีย์ก้มลงจุมพิตดูดดื่ม เทพีเพ็ญแสงรู้สึกระทวยในก้อมกอดของอัศนีย์
บริกรคนเดิมทำตาปริบๆ ก่อนจะส่งเมนูให้สาลิน ลลิตา บราลีที่ยังชูคอหยิ่งอยู่ สามสาวรับมา
“พอเถอะ เมื่อย” สาลินว่า
“เออน่ะซี” บราลีบอก
สาลินกับบราลีเลิกชูคอ ลลิตาค้อนแล้วค่อยๆเลิกเชิด สามสาวเปิดเมนู บริกรถอยออกไป
“คิดยังไงยายลลิตา ถึงกลับมากินร้านนี้อีก ไม่กลัวเจอยายคุณหญิงเทพี เทโพนั่นอีกเหรอ” บราลีถาม
“เราไม่ได้กินห้อง VIP ซะหน่อย ไม่ต้องกลัว หือม์ นี่มันแพงกว่าคราวที่แล้วอีก” สาลินว่า
“ราดหน้าคราวที่แล้วเจ็ดบาทเองไม่ใช่เหรอ นี่ตั้งแปดบาท” บราลีบอก
“ขึ้นมาตั้งบาทนึง ว้ายจะเป็นลม”
สามสาวมีอาการอยากลุกหนีไปจากร้าน ลลิตาถอนใจเฮือก
“แปดบาทก็แปดบาท ไว้พรุ่งนี้ห่อข้าวจากบ้านมากินกัน”
“พวกค้ากำไรเกินควร แปดบาทซื้อข้าวได้ตั้งครึ่งถัง”
“เอาเถอะ ง้างนกแล้วต้องยิง สั่งเลย”
“สั่งเผื่อชั้นด้วย ชั้นไปเข้าห้องน้ำโซน VIP ดีกว่า สะอาด สดชื่นกว่าตั้งเยอะ”
“เข้าให้คุ้ม 8 บาทเลยนะ” สาลินว่า
กิตติราชนรินทร์กับศุภรนั่งด้วยกัน กิตตินั่งตัวเดิม ศุภรเลื่อนเอกสารให้กิตติเซ็น
“เซ็นตรงนี้ ไอ้หม่อม”
“อือ”
“กิจการผ้าไหมไปได้ดีนะ แต่จะคืนกำไรก็คงอีกปีนึง คงรอไหว”
“ไม่มีปัญหา”
สาลินเดินจะไปห้องน้ำพอผ่านโต๊ะแล้วก็ชะงักเมื่อเห็นกิตติ โดยที่กิตติยังไม่ทันมอง
“สงสัยจะมานั่งประจำ” สาลินเปรย
สาลินรีบเดินไปห้องน้ำ
“ฉันเข้าห้องน้ำก่อน”
กิตติราชนรินทร์ลุกไปทันที
กิตติราชนรินทร์เดินออกมาห้องน้ำชายแต่มองไม่เห็นกระดาษเช็ดมือ
“แย่ แย่จริง ๆ กระดาษเช็ดมือก็ไม่มี”
กิตติราชนรินทร์จะเดินเลย จังหวะที่สาลินออกมาจากห้องน้ำหญิงทำให้ทั้งสองเจอหน้ากันอย่างจัง
“เธอ”
“อุ๊ย”
สาลินจะแยกไป
“เดี๋ยว ตกลงวันนี้เป็นพนักงานหรือเป็นลูกค้าของร้าน”
“อยากให้ฉันเป็นอะไรล่ะ”
“จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เธอต้องรับผิดชอบที่แกล้งทำน้ำเปียกกางเกงฉันวันนั้น”
“งั้นก็ต้องขอโทษฉันก่อนซี ที่ว่าฉันไม่รู้ประสาบ้าง มารยาททรามบ้าง”
“ฉันมีสิทธิ์ว่าเธอในฐานะที่เธอเป็นสาวเสิร์ฟที่ไม่ได้เรื่อง”
“ถ้าคุณมีสายตาและมันสมองที่ได้เรื่องอยู่บ้าง น่าจะแยกแยะออกว่าฉันคือลูกค้าไม่ใช่สาวเสิร์ฟ”
“ฉันแยกแยะไม่ออกหรอก เพราะเธอแต่งตัวหลอกได้เหมือนขนาดนั้น ตกลงแต่งหลอกชาวบ้านเพื่อหวังทิป หรือหวังมากินอาหารฟรีกันแน่”
สาลินโกรธจนอ้าปากค้างแล้วชี้หน้าจะด่า
“อ๊ะ อ๊ะ ถ้าเธอมีสายตาและมันสมองที่ได้เรื่องอยู่บ้าง อย่าผรุสวาทอะไรออกมา ไม่งั้นฉันเรียกกัปตันมาลากเธอส่งตำรวจแน่ ๆ”
สาลินเชิดหน้าก่อนจะทำสงบเสงี่ยมใหม่ “ไม่เป็นไรฉันให้อภัยคนอย่างคุณ”
“ให้อภัยคนอย่างฉัน เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร”
“เห็นเรียกกันว่า คุณชาย คุณชาย คงเป็นเชื้อเจ้าละมัง”
“ถูกต้อง”
“เห็นใจนะคะที่เกิดมาเป็นเจ้าอย่างคุณ”
“ทำไม”
“เจ้าไม่มีศาลไงคะ”
“เธอนี่มันพูดจาสามหาวจริง ๆ”
บริกรถือแก้วน้ำผ่านมา
“บริกร ขอน้ำแก้วค่ะ”
“เออ นี่แก้วทานแล้วครับ”
สาลินคว้าแก้วมีน้ำครึ่งนึงมาจากถาด “ได้ค่ะ เพราะไม่ได้ทาน แต่จะไว้ราดคน”
สาลินราดน้ำที่เป้ากางเกงกิตติราชนรินทร์จนเปียกชุ่ม
“ไปนะคะคุณชายไม่มีศาล”
สาลินสะบัดหน้าเดินไป กิตติทำอะไรไม่ถูก
“เอาไงดีครับคุณชาย” บริกรถาม
“เรียกกัปตันมา แล้วจับตัวแม่นั่นไว้ด้วย” กิตติราชนรินทร์สั่ง
สาลินเดินอย่างเร็ว บราลีกับลลิตาจ้ำอ้าวตามมา
“ไปมีเรื่องอีกแล้วเหรอ” บราลีถาม
“กับคุณชายคนเดิมด้วย หน้าตาเป็นยังไงนะ อยากเห็น” ลลิตาบอก
“รีบเดินเถอะ ก่อนที่เจ้าคุณชายนั่นจะตามมาทัน” สาลินเสนอ
สาลินชะงักเมื่อเดินผ่านรถของกิตติ
“เอ๊ะ รถคันนี้อีกแล้ว รีบไปเถอะ”
สาลินดึงบราลีกับลลิตาไป
กิตติราชนรินทร์กางเกงยังเปียกอยู่ เขาเดินหัวเสียมากับศุภรที่หัวเราะคิกคัก ทั้งสองตรงมาที่รถ
“มันน่าโมโหจริง ๆ”
“แล้วเอายังไง เป้าเปียกเสียขนาดนี้” ศุภรถาม
“กลับกระทรวงค่อยเปลี่ยน ตอนนี้ไม่ทันแล้วต้องเข้าประชุมให้ตรงเวลา นายไปกับฉันไหม ฉันจะไปดร็อปนายที่ร้าน”
“ได้”
ทั้งสองขึ้นรถไป
สาลิน ลลิตา และบราลีเดินกลับห้องสมุด
รถของกิตติราชนรินทร์แล่นมา ล้อรถกิตติหมุนพรืดในน้ำท่วมขัง น้ำที่ท่วมพุ่งขึ้นเป็นลำคล้ายคลื่นซัดสาดอาบสาลิน ส่วนลลิตากับบราลีกระโจนหลบทัน
สาลินยืนอึ้ง แบบจะร้องก็ไม่ได้เพราะกลัวน้ำเข้าปาก ลลิตาชะเง้อตาม
กิตติราชนรินทร์และศุภรคุยกันตามปรกติอย่างไม่ได้รู้เรื่องอะไร รถยังคงแล่นเลยไป แล้วเลี้ยวเข้าแยกหนึ่ง สาลินเต้นเร่าๆ แล้วออกวิ่งตามไปนิดหนึ่ง
“อีคันนี้ คันนี้อีกแล้ว ฮือ ไอ้บ้า ไอ้คนผี ไม่มีมารยาท เอ๊ะ”
ลลิตาชะเง้อมองตามทั้งที่รถลับหายไปนานแล้ว
“รถยี่ห้อดัง คันยาวตั้งห้าวา อย่างนี้ต้องเป็นพวกเจ็ทเซ็ท ไม่ไช่ผู้ดีก็คงเป็นเจ้า”
“เจ้าเหรอ เอ๊ะ หรือว่าเจ้าคนเดียวกับนายเจ้าไม่มีศาล”
“คุณชายที่ทะเลาะกับเธอในร้านน่ะเหรอ มันจะไม่บังเอิญเป็นนิยายน้ำเน่าไปหน่อยเหรอ”
“นั่นซี แล้วทำยังไงดีกับชุดฉันล่ะ”
“ชุดคนใช้ยังมีอยู่นะ” ลลิตาบอก
ยายน้อมกำลังคนแกง โดยมีเจียมเป็นลูกมือ ส่วนจรวยแต่งตัวสวยเกินทุกคนกำลังปอกผลไม้ลงแช่น้ำเกลือเจือจาง
“เอาพริกมา นังเจียม” น้อมสั่ง
“เอ้า นี่จ้ะ พริก” เจียมว่า
น้อมยังคงคนแกง เจียมยื่นชามสังกะสีเคลือบใส่พริกที่หั่นแล้วมาโดนแขน น้อมผวา
“แหก พริก พริก พริก พริก”
เจียมหัวเราะคิกคักชอบใจ จรวยทำหน้าเชิดรังเกียจ
“นี่ ยายน้อม บ้าจี้ขนาดหนัก เดี๋ยวหม่อมได้ยินเข้าจะโดนตบปาก” จรวยว่า
“วุ้ย หม่อมจะมาได้ยินได้ยังไง ข้าคุดอยู่แต่ก้นครัว ไม่ได้ไปเสนอหน้าอยู่บนตำหนัก เหมือน”
น้อมเว้นวรรค จรวยเชิดใส่ น้อมปรายตามองเจียม
“นังเจียมซักหน่อย”
“แหม ป้า ฉันก็ไปเสนอหน้าแค่ตอนกลางวันเท่านั้นแหละ”
เจียมกับน้อมมีอาการรู้ๆอยู่ จรวยไม่สะเทือนจึงเปลี่ยนเรื่องพูด
“นี่ ยายน้อม ทางตำหนักใหญ่พูดกันยังไงบ้าง เรื่องสะใภ้ที่เสด็จทรงเตรียมไว้ให้คุณชายโต หลานคุณสอางค์น่ะ”
“แต่ไม่ยักกะเคยเห็นนะยายน้อม”
“อุ้ย จะเห็นได้ยังไง เขาอยู่บ้านราชดำริของคุณสร้อย”
“เฮอะ เข้ามาจองสมบัติตั้งแต่รุ่นป้า พอพลาดไปไม่ได้ก็รอจนรุ่นหลาน” จรวยว่า
จรวยทำหน้าดูถูกไม่ปิดบัง
“แกพูดอะไรหา นังจรวย เรื่องของเจ้าของนาย เป็นบ่าวเป็นไพร่พูดไป อัปรีย์จะลงหัว”
“ฮึ ไม่เห็นจะต่างกันเลย ก็คนเหมือนกัน”
“ย่ะ คนเหมือนกัน แต่บุญแต่วาสนามันไม่เหมือนกัน”
“ฉันไม่มามัวรอบุญรอวาสนาหรอก”
น้อมสบตาเจียม จรวยพูดอย่างมุ่งมั่น
“คนเราต้องรู้จักไขว่จักคว้า ถึงจะได้มาต่างหาก”
ทางเดินชั้นบนมีแสงไฟจากเหนือบันไดสลัวราง จรวยเดินมาช้าๆ ด้วยดวงตามุ่งมั่น มือปลดกระดุมเสื้อแบะออกทำให้เห็นยกทรงมหึมาราคาถูกอยู่ข้างใน
ดิเรกราชวิทย์นอนอยู่บนเตียงกำลังเคลิบเคลิ้มสะลึมสะลือ แล้วเขาก็ขยับตัวนอนตะแคงตาปรือ เขาเห็นภาพเบลอๆ ร่างหนึ่งยืนอยู่ในสภาพผมรุ่ยร่ายปิดอก ปิดหน้า คล้ายผีญี่ปุ่น ดิเรกราชวิทย์เด้งผางลุกขึ้น
“ผี”
จรวยยืนมีผ้าถุงกระโจมอกอยู่หมิ่นเหม่ เบี่ยงตัววางท่าเป็นภาพศิลป์ จรวยชะงักทำตาปริบๆ
“ไม่ใช่ผีค่ะ รวยเอง”
ดิเรกราชวิทย์มองดูใหม่แล้วกลืนน้ำลาย
“จรวยมาทำไม คืนนี้ฉันไม่ได้นัดเธอนะ”
“แต่จรวยเหงาค่ะ อยากมาปรนนิบัติคุณชายโตทุกวันทุกคืนเลย”
“ถ้าคุณแม่รู้เรื่องล่ะ”
“ไม่มีวันแน่นอน”
จรวยขยับกระโจมอกแบบผลุบโผล่ ดิเรกราชวิทย์โผมาตระกองกอด จรวยยิ้มสมใจ
หม่อมอำพันเดินครุ่นคิดออกมาจากห้อง พลางรำพึงเรื่องธุรกิจหลัก
“หมู่นี้มันยังไง เสียยุบ เสียยิบ เสียยับ รออยู่ตัวเดียวแท้ๆ ก็โดนจั่วตัดหน้า”
อำพันหน้าหงิก
“หรือว่า มีใครทำเรื่องไม่ดี กาลกิณีมันเลยเกิด ว้าย”
อำพันเตะผ้ากองหนึ่งแล้วจึงหยุดก้มเก็บมากางดูก็เห็นเป็นเสื้อตัวเล็ก อำพันมองไปเห็นเข็มขัดรัดผ้าถุง อำพันไม่แน่ใจจึงหยิบขึ้นมาดูแล้วตาเหลือกมองเลยไปที่ลูกบิดประตูห้องดิเรกก็เห็นยกทรงมหึมาคล้องอยู่ อำพันตาเบิกกว้าง
ดิเรกราชวิทย์นอนเคลิบเคลิ้มอยู่บนเตียงในสภาพท่อนบนเปลือย แล้วขยับตัวนอนตะแคงตาปรือ ภาพเบลอร่างหนึ่งยืนอยู่ มือข้างหนึ่งถือผ้าเป็นวง อีกมือถือยกทรง ดิเรกราชวิทย์เด้งผางลุกขึ้น
“ผี”
ร่างนั้นกดสวิชท์ไฟทำให้ไฟสว่างขึ้นทั้งห้อง หม่อมอำพันยืนถือผ้าถุงและยกทรง มองตาค้างตรงมา
ดิเรกราชวิทย์ร้อง “ผีหม่อมแม่”
ดิเรกราชวิทย์ตาเหลือกโพลงดึงผ้าห่มขึ้นปิดอก จรวยเองก็ร้องอุทานดึงผ้าห่มปิดอกไว้หมิ่นเหม่ แต่ดวงตาสมใจไม่ตกใจเท่าที่ควร
“ฉันเอง ผีอะไร ฉันยังไม่ตาย ของหล่อนทั้งหมดเลยใช่มั้ย นังจรวย หล่อน หล่อน ว้าย”
จบตอนที่ 1
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #1 on:
02 August 2026, 21:42:02 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000111834
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 2
เผยแพร่: 5 ต.ค. 2558 16:57 ปรับปรุง: 7 ต.ค. 2558 12:29 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 2
ดิเรกราชวิทย์ตาเหลือกโพลง รีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดอก จรวยเองก็ร้องอุทาน
พร้อมกับรีบดึงผ้าห่มปิดอกไว้แบบหมิ่นเหม่ แต่ดวงตาสมใจ
“นังจรวย หล่อน หล่อน ว้าย”
หม่อมอำพันชี้นิ้วระริกระรัว สืบเท้าก้าวเข้าใกล้เตียง พอเท้าสะดุดผ้าถุงที่กองเป็นวง จึงหยิบมาคลี่ดู ก่อนจะพบกางเกงในสีสด
“กางเกงลิง ว้าย อีจรวย หล่อนมานี่เดี๋ยวนี้”
จรวยนวยนาดลุกขึ้น หม่อมอำพันตาเบิกกว้าง
“ว้าย ตายแล้ว นังชีเปลือย หน้าด้านสะพานเหล็ก”
ว่าแล้วก็รีบทุ่มผ้าถุงและยกทรงกางเกงลิงใส่หน้าอีกฝ่าย จรวยรีบรับมากระโจมอก
“ชายโต ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ”
ชายโตหน้าเจื่อน “ไม่ได้ครับ”
“ทำไม จะขัดคำสั่งฉันเหรอ”
“ผม ผมไม่ได้นุ่งผ้าครับ”
หม่อมอำพันเรอเอิ้ก ทำท่าประหนึ่งจะเป็นลม
หม่อมอำพันนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องสมุด นมย้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ คอยเอายาดมให้ดม ดิเรกราชวิทย์นั่งคอตกอยู่ตรงข้าม ส่วนจรวยนั่งพับเพียบร้องไห้อยู่ที่พื้น ชายรองนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือห่างออกมา
“ฉันไม่อยากพูดอะไรมาก เรื่องธรรรมดา บ้านไหนๆ เขาก็มีกัน” หม่อมอำพันโพล่งออกมาประโยคแรก
ดิเรกราชวิทย์รีบรับคำ “ใช่ครับ หม่อมแม่”
“เงียบนะ ยังจะมีหน้ามาพูด”
ดิเรกราชวิทย์ก้มหน้างุด อีกฝ่ายมองจรวยตาถลึง
“นี่นังจรวย หล่อนอย่ามาเผยอเลย ฉันจะส่งหล่อนไปอยู่หัวเมือง ให้เงินหล่อนซักก้อน ให้ทำมาหากินไม่ให้อดตาย”
จรวยคลานมาเกาะเท้าหม่อมอำพัน น้ำตาพร่างพรู
“หม่อมขา อย่าส่งดิฉันไปไหนเลย ดิฉันไม่มีที่ไปที่ไหนแล้ว ขอให้ดิฉันได้อยู่รับใช้หม่อม ได้สนอง
พระเดชพระคุณเถอะค่ะ”
“ไม่เอา แค่นี้แกยังสนองคุณฉันไม่สาแก่ใจอีกหรือ แกต้องไป”
จรวยน้ำตาตก “เจ้าค่ะ แต่ขอเวลาให้ดิฉันได้หาลู่ทาง ดิฉันสัญญาว่า วันใดที่คุณชายโตตบแต่ง ดิฉันก็จะขอกราบลา”
หม่อมอำพันนั่งนิ่ง ใจอ่อนลงนิดหนึ่ง “ก็ได้ เดี๋ยวจะหาว่าฉันใจไม้ไส้ระกำ”
ดิเรกราชวิทย์มองจรวยอย่างเห็นใจ “โธ่ จรวย”
หม่อมอำพันมองค้อน “นี่ ชายโต อย่าไปธ่งอย่าไปโธ่นะยะ”
“หม่อมแม่ จรวยเป็นเมียผม ผมต้องรับผิดชอบ”
“มันจะมีแต่ผิดซียะ ชอบไม่มี เธอนะเธอ ลองเสด็จทรงรู้เข้าเป็นได้ร้อนกันไปหมด นังจรวย นับแต่นี้หล่อนห้ามเสนอหน้าขึ้นมาบนตำหนักอีก”
จรวยกัดริมฝีปากด้วยนึกเคือง แต่ก็จำต้องก้มลงกราบแทนการรับปาก
“จำไว้นะยะ อย่าให้เรื่องนี้อึงไปถึงพระเนตรพระกรรณได้เป็นอันขาด”
หม่อมอำพันพูดพลางหันมามองคุณชายคนรอง
“เธอด้วยนะ ชายรอง ช่วยกันปิดความให้ดี”
กิตติราชนรินทร์ถอนใจ หม่อมอำพันมองค้อน จรวยเหลือบมอง ตาวาวขึ้นนิดหนึ่ง
เมื่อดิเรกราชวิทย์กลับมาห้องนอน ก็เห็นน้องชายยืนรออยู่ที่ระเบียงหน้าห้อง
“มีอะไรจะเทศนาฉันอีกเหรอ”
“ผมไม่เห็นด้วยเรื่องที่พวกเราจะปิดบังเสด็จเรื่องของพี่กับจรวย เพราะสักวันความจริงก็ต้องเปิดเผยอยู่ดี”
“นายจะไปกราบทูลเสด็จงั้นเหรอ” พี่ชายย้อนถาม
“ผมไม่ทำอย่างนั้นแน่ แต่ในเมื่อพี่บอกว่าจะรับผิดชอบในตัวจรวย ก็ควรทำให้เป็นกิจจะลักษณะ ทางหลานคุณป้าสอางค์จะได้ไม่ต้องเป็นหม้ายขันหมาก”
"ใครบอกว่าฉันจะทำให้เจ้าหล่อนเป็นหม้ายขันหมาก ฉันจะแต่งเมียตามที่เสด็จทรงโปรด"
"แต่ก็ขอเมียบ่าวไว้รับใช้อีกสักคนสองคน"
กิตติราชนรินทร์ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“แต่ผมว่ามันไม่ยุติธรรมที่ผู้หญิงดีๆ สักคนจะต้องมาโดนกดขี่แบบนี้”
“ชายรอง แกอยู่อังกฤษมาแค่ 3 ปี อย่ามาทำตามธรรมเนียมผู้ดีฝรั่งอั้งหม้อหน่อยเลย ฝรั่งมันผัวเดียวเมียเดียว แต่ผู้ชายไทยมีได้หลายเมีย บางคนมีเป็นสิบเป็นร้อยด้วยซ้ำ”
ดิเรกราชวิทย์ยิ้มหยัน ๆ แล้วแยกเข้าห้องไป ชายรองมองตามอย่างระอาใจ
กิตติราชนรินทร์หน้าซีดเผือดต่อหน้าเทพีเพ็ญแสง ที่ทำหน้าเศร้าเช่นกัน ที่นิ้วนางเรียวงาม สวมแหวนเกลี้ยงหัวฝังพลอยของฝ่ายแรกอยู่
“หญิงจะไปอเมริกา ไปเรียนต่อ?”
“ค่ะ คุณรอง”
“หญิง เด็จป้าส่งผมไปอังกฤษ ผมต้องจากหญิงไปตั้ง 3 ปี นี่กลับมาแทนที่จะได้อยู่ด้วยกัน หญิงกลับจะทิ้งผมไป”
เทพีเพ็ญแสงรีบบอก “หญิงไม่ได้ทิ้งคุณรองนะคะ หญิงไปเพื่ออนาคตของเราต่างหาก”
“คืออะไรครับ”
“คุณรองเคยพูดกับหญิงให้เตรียมตัวเป็นภริยาทูตในอนาคต ต่อไปคุณรองจะเป็นถึงเอกอัครราชทูต แล้วหญิงมีความรู้แค่นี้ จะออกหน้าออกตาทัดเทียมกับคุณรองได้ยังไง”
“หมายความว่าหญิงทำเพื่อผม”
กิตติราชนรินทร์ถามย้ำ เทพียิ้มหวาน
“ไม่ใช่เพื่อคุณรอง จะให้หญิงทำเพื่อใครละคะ”
กิตติราชนรินทร์ยิ้มออก รีบคว้ามืออีกฝ่ายมาจับ พลางมองแหวนอย่างปลื้มใจ แล้วค่อยๆ ยกขึ้นจูบ เทพีเพ็ญแสงยิ้มตาหยาดเยิ้ม
ที่โถงชั้นบนตำหนักเล็กตั้งวงไพ่มหึมา มีทั้งไพ่ตอง กบดำกบแดง รัมมี่ บรรดาหม่อม คุณหญิง คุณนายวัยตั้งแต่ 40 ไปจนถึง 80 กำลังคั่วไพ่กันหน้าดำหน้าแดง หม่อมอำพันวางท่าเป็นนางบ่อนเต็มภาคภูมิ
“แหม....สงสัยตานี้ ดิฉันจะน็อกมืดเสียตั้งแต่ไก่โห่นะคะ”
คุณหญิงร่วมวงไพ่ค้อนกันให้ควัก
รถแท็กซี่คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าตำหนักเล็ก ก่อนที่ชายหนุ่มคนหนึ่งจะก้าวลงมา คนขับแท็กซี่ลงมาเปิดกระโปรงหลัง เอากระเป๋าเดินทาง 2 ใบมาวางให้ แล้วขึ้นรถขับออกไป
ม.ร.ว. บดินทรราชทรงพล หรือชายเล็ก วัย 25 ปี หน้าตาดี ดูรื่นรมย์อยู่เป็นนิจ มองดูรถรอบๆ ตัวแล้วยิ้มขำ
“ฮ่า วันชุมนุมญาติมิตรของหม่อมแม่ แหงเลย”
ยอดปราดเข้ามาทักทาย “โห คุณเล็กขาวขึ้นเป็นกองเลย ไปอยู่เมืองนอกมา”
“นายก็ดำเหมือนเดิมเลยนะ”
ยอดยิ้มรับ “งั้นเดี๋ยวผมช่วยถือของเข้าไปให้ครับ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันจะย่องเข้าไปเอง”
นมย้อยที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง กำลังปักผ้า จู่ๆ ก็มีมือมาปิดตา
“คุณพระ”
“คุณพระที่ไหนกัน คุณชายต่างหาก”
บดินทรราชทรงพล เอามือออก แล้วเดินมาคุกเข่าตรงหน้ากราบกับตัก
“คิดถึงนมจัง”
“คุณเล็ก ฮือ”
นมย้อยน้ำตาร่วง ลูบไหล่ ลูบหน้า เชยคาง เสยผมชายเล็กพิศดู แล้วดึงมานั่งข้างๆ
“รู้ว่าจะกลับ แต่ไม่รู้ว่าจะกลับวันนี้ แล้วนี่มาแท็กซี่หรือคะ ทำไมไม่โทร.มาคะ จะได้ให้รถไปรับ”
“ผมก็รอเงกเลยน่ะซี อย่างงี้แหละดีแล้ว”
จังหวะนั้น เจียมกับยายน้อมเดินมา
“คุณนมเจ้าขา อาหารเที่ยงวงไพ่ได้แล้วเจ้าค่ะ ว้าย คุณ คุณชายเล็ก ยายน้อม คุณชายเล็ก”
เจียมตาโตด้วยความดีใจ รีบหันไปสะกิด ยายน้อมผวาเงียบไปนิดหนึ่ง
“คุณชายเล็ก คุณชายเล็ก คุณชายเล็ก”
“ยายน้อม ยังไม่เลิกบ้าจี้อีก เจียม สวยขึ้นเยอะเลย”
เจียมกับยายน้อมมาคุกเข่าตรงหน้า ยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ คุณชาย”
บดินทรราชทรงพล รีบดึงตัวให้ลุก “ ว้า ลุกขึ้น เจียม ยายน้อม โธ่ กราบก้มบังคมคัลเป็นเล่นลิเกเชียว”
ยายน้อมรีบถาม “คุณชาย กลับมาถึงเมื่อไหร่คะนี่”
นมย้อยขัดขึ้นมา “ เดี๋ยวก่อนค่ะ อย่าเพิ่งพูดเพิ่งคุย คุณชายต้องไปกราบหม่อมก่อน”
บดินทรราชทรงพลทำท่าอิดออด “ว้า ยังไม่ไปไม่ได้หรือครับ”
“ไม่ได้ค่ะ ต้องไปเดี๋ยวนี้”
บดินทรราชทรงพลหน้าจ๋อย “โธ่ เล่นกันห้องไหนก็ไม่รู้”
“ไป แม่น้อม พาคุณชายไปกราบหม่อมก่อน”
นมย้อยเสียงแข็ง ชายเล็กแอบกร่อย
บดินทรราชทรงพลโผล่มาดูในห้องกับยายน้อม เห็นหม่อมอำพันกำลังขานไพ่เสียงแจ๋ว
“คุณหญิงขา ทิ้งดี ๆ นะคะ อย่าให้ดิฉันน็อกมืด แล้วคุณหญิงจะโง่อีกต่างหาก”
ยายน้อมหันมาพยักเพยิด “ไปเถอะค่ะ คุณชาย ไปกราบหม่อมท่าน”
ชายเล็กยิ้มมุมปาก แล้วยกมือจี้เอวอีกฝ่าย “ตำรวจ”
ยายน้อมผวา ตาเบิกกว้าง ปากตะโกนลั่น
“ตำรวจ ตำรวจ ตำรวจ”
ทันใดก็เกิดการโกลาหล คุณหญิงนางหนึ่งโยนไพ่กระจาย คุณนายอีกนางคว้าเงินรวบไป มีมือของคุณนายอีกคนมายื้อไว้ นางอื่นๆ ลุกถลา แก้วน้ำ ปั้นน้ำชา ของขบเคี้ยว ขนมจับยับกระจาย นางหนึ่งวิ่งปราดเข้าตู้เสื้อผ้า อีกนางกระโจนขึ้นเก้าอี้นอนตวัดผ้าออกคลุมโปง
บดินทราชทรงพลยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ หม่อมอำพันเหลียวซ้ายแลขวา แล้วเรอเอิ๊กเป็นลมไป
นมย้อยกับเจียมถือถาดวางอาหารมาจากเรือนครัว เห็นขบวนคุณหญิงวัยชราขาไพ่วิ่งกรูเกรียวผ่านไปนับสิบชีวิต แต่ละนางแรงดีไม่มีตก
ศศิรัชนีเข้ามาในห้องเทพีเพ็ญแสง ขณะที่รื่นกับโรยกำลังเตรียมจัดเสื้อผ้า ข้าวของ เห็นของกลุ่มหนึ่งกองสุมในกล่องกระดาษ
“คุณรองกลับไปแล้วเหรอ”
เทพียิ้มรับ “ค่ะ พี่หญิง”
“แล้วคุณรองเห็นด้วยเหรอที่เธอจะไปอเมริกา”
“ไม่ได้คัดค้านอะไรนี่คะ”
ศศิรัชนีถามต่อ “ หญิงก้อย เรื่องนี้ปรึกษาท่านพ่อแล้วหรือยัง”
“ท่านพ่อเด็จต่างประเทศตลอด ทรงมีเวลาให้หญิงปรึกษาเหรอคะ”
“เฮ้อ.....พี่ไม่รู้แล้วว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่ดูมันมีเงื่อนงำยังไงชอบกล ตั้งแต่เธอหายไปพัทยาเมื่อ
2-3 วันก่อน”
เทพีเพ็ญแสงยิ้มขำๆ ศศิรัชนีถามย้ำ
“ที่ไปอเมริกาไปเรียนแน่เหรอ เพราะเธอไม่ใช่คนใฝ่เรียนเท่าไหร่”
“ค่ะ อ้อ พี่หญิงคะ ของเก่าพวกนี้ พี่ช่วยเอาไปบริจาคทีนะคะ หญิงไม่ใช้แล้ว”
พี่สาวหันไปดูเสื้อผ้าเก่าๆ ที่สุมอยู่บนเตียง “ตาย นี่ยังใหม่อยู่เลยนะ”
เทพีเดินมาที่กล่องกระดาษ แล้วหยิบแหวนพลอยเกลี้ยงออกจากนิ้ว โยนลงกล่องทันที ศศิรัชนีมองเห็นทางกระจกแต่งตัว หันมามองอย่างงง ๆ พอน้องสาวเดินเข้าห้องน้ำ ก็รีบเดินมาที่กล่องแล้วหยิบแหวนขึ้นดู ก่อนจะใจหายวาบ เมื่อเห็นแหวนสลักชื่อสกุล “วุฒิวงศ์”
ศศิรัชนีเห็นเค้าลางในอนาคตข้างหน้า
กิตติราชนรินทร์ขับรถมาจอดน้าตำหนักเล็ก พอเห็นนายยอดที่มารับรถเช่นที่เคย มีอาการลังเล ไม่ยอมขึ้นรถ ก็มองอย่างสงสัย จังหวะกำลังจะขึ้นตึก บดินทรราชทรงพลก็โผล่จากมุมมืด กระโดดเข้ามากอดเอวพี่ชายไว้
“จ๊ะเอ๋”
“เฮ้ย”
กิตติราชนรินทร์ตกใจ รีบเหวี่ยงร่างน้องชายลงพื้น แล้วทำท่าจะเหยียบซ้ำ ยอดเข้ามาห้าม
“คุณชายอย่าเพิ่งครับ นั่นคุณชายเล็ก”
บดินทรราชทรงพลร้องโอดโอย “โอย พี่รอง สะโพกครากหมดแล้ว”
“นายเล็ก เฮ้ย นี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
พูดพลางดึงร่างน้องชายขึ้นมา ยอดหัวเราะคิกคัก
“เมื่อกลางวันน่ะครับ”
กิตติราชนรินทร์มองน้องชายที่สูงใหญ่แข็งแรงกำยำอย่างปลาบปลื้ม
“โอ้โห สูงใหญ่เป็นฝรั่งเลย กลับมาทำไมไม่บอก ยังชอบเล่นบ้า ๆ บอ ๆ เหมือนเด็กตามเคยนะ
เจ้าเล็ก”
พูดพลางดึงน้องชายคนเล็กมากอดอย่างเอ็นดู
ยอดรีบบอกต่อ “เมื่อกี้แค่เบาะ ๆ ครับ แต่เมื่อกลางวันซีครับ คุณชายเล็กทำบ่อนหม่อมแตกกระเจิง”
กิตติราชนรินทร์ยิ้มขัน “งั้นเลยเหรอ”
“หม่อมแม่ยังก่นด่าอยู่เลยครับ พี่รองมาก็ดีแล้ว ช่วยแก้ต่างให้ผมด้วย แล้วคืนนี้พี่พาผมไปกราบเสด็จที”
หม่อมอำพันที่นั่งบนโซฟาค้อนจนตากลับ บดินทรราชทรงพลนั่งหน้าเรี่ยอยู่ที่พื้น กิตติราชนรินทร์นั่งโซฟา ส่วนชายโตนั่งอยู่บนเก้าอี้ นมย้อยที่กำลังลำเลียงน้ำที่เจียมและจรวยนำมาเสิร์ฟแอบถอนใจ
“ตารอง ดูน้องแกนะ ทำอะไรอย่างนี้ไม่รู้ พิลึก พิเรนทร์ พิสดาร”
บดินทรราชทรงพลกลั้นยิ้ม “โธ่ หม่อม ผมแค่ทักทายญาติมิตรหม่อมเล่นๆ เท่านั้นเอง”
“เล่นๆ อะไรยะ ท่านหญิงวาดเป็นลม ดีไม่ตายคาวงไพ่ คุณหญิงเสนาก็เกือบจมน้ำในบึงตาย คุณนายป๋อมก็ตกลงมาจากรั้ว ดีที่ขาแข้งไม่หัก ดีนะยะเขาไม่ไปฟ้องผัวเขา”
“คุณนายผู้กำกับบาดเจ็บคาบ่อน ถ้าฟ้องมันจะเข้าตัวนะครับ”
หม่อมอำพันค้อนขวับ “กลับมาก็ดีจะได้ช่วยฉันทำมาหากิน อย่าลืม มรดกพกสถนอะไรของท่านพ่อ
ก็แบ่งสันปันส่วนกันไปหมดแล้ว มีติดตัวกันคนละกระผีกริ้น”
บดินทรราชทรงพลหันมองพี่ชายคนโต “งั้นผมคงต้องพึ่งใบบุญพี่ชายโตแล้วละครับ”
“มาพึ่งอะไรฉัน”
“อ้าว พี่ชายกำลังจะแต่งกับสาวเจ้าที่เสด็จประทานมาให้ ก็คงได้ประทานสมบัติมาตั้งตัวไม่น้อยเชียวละ”
จรวยลอบมองดิเรกราชวิทย์
“นี่ นายอย่ามาพล่ามให้หม่อมแม่เข้าใจผิดเลย นายทำงานบริษัทน้ำมันฝรั่งน่ะ เขาจ่ายเป็นเงิน
ดอลล่าร์ คิดเป็นเงินไทย มากกว่าฉันกับนายรองสี่ห้าเท่าตัว”
หม่อมอำพันตาโต “หา ขนาดนั้นเชียวเหรอ เจ้าเล็ก”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกหม่อม”
“จริงเหรอชายรอง”
กิตติราชนรินทร์พยักหน้ารับ “จริงครับหม่อมแม่ อย่าให้มันมาปะเหลาะเอาเงินหม่อมเชียว”
“อุ๊ย ดีเลย เจียดมาให้แม่ใช้บ้าง จะไว้เป็นเงินทุนสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด”
“หม่อมจะลงทุนที่ไหนเหรอครับ” ชายเล็กย้อนถาม
“ก็ในวงสโมสรของฉันน่ะซียะ”
“อ้อ สโมสรบ่อนหม่อมอำพันน่ะเอง”
หม่อมอำพันค้อนลูกชายคนเล็ก ชายโต ชายรอง นมย้อยอมยิ้ม เจียมกลั้นหัวเราะ
“ผมก็ให้ได้เดือนละ 3 พัน” ชายเล็กบอกแม่
“อุ้ยๆ ดีเลยลูก”
จรวยคิดแผน พลางมือลูบท้องตัวเองแล้วยิ้มย่ามใจ
กิตติราชนรินทร์ที่อยู่ในชุดพร้อมไปทำงานเลื่อนเก้าอี้ให้เสด็จประทับที่หัวโต๊ะ แล้วมานั่งลงตรงข้าม
คุณสอางค์ มาลา วรรณาคอยรับใช้
“อ้าว แม่หญิงก้อยจะไปเรียนต่อเสียแล้ว ไปอเมริกาเสียด้วย”
“พะยะค่ะ”
พลันก็มีเสียงคิกคักดังมาจากด้านนอกของเหล่านางข้าหลวง เสด็จทรงเดาได้ว่าใคร จึงทอดเนตรมาทางกิตติราชนรินทร์ ที่อมยิ้มรับ
“นั่นใคร เข้ามาซิ”
บดินทรราชทรงพลเดินยิ้มเผล่เข้ามา นั่งบนพื้นกราบตักเสด็จ
“เกล้าฯ เองพะยะค่ะ”
“เจ้าเล็ก มาได้ยังไงกัน”
“สะกดรอยตามพี่รองมาพะยะค่ะ”
เสด็จทรงแย้มสรวล เชยคางบดินทรราชทรงพลขึ้นมา
“ไหน ขอดูหน้าชัดๆ หน่อย ไปอยู่เมืองนอกตั้ง 3-4 ปี นั่งสิ หล่อเหลาขาวจ๊วะ กลายเป็นชาวมะกันไปเสียแล้ว เมื่อก่อนเห็นตัวดำปี๋”
“ก็เกล้าฯ มันลูกบ่าวนี่หม่อม”
“เอ้า ลุกขึ้นมากินข้าวกินปลากัน”
“แกนั่งตรงนี้มา”
กิตติราชนรินทร์รีบดึงน้องชายมานั่งแทนที่ แล้วถอยมายังเก้าอี้ถัดไป มาลา วรรณาจัดจานช้อนแก้วน้ำเพิ่มอย่างคล่องแคล่ว
เสด็จชะงัก แล้วทรงดุ
“พูดอะไร ลูกบ่งลูกบ่าว หม่อมแม่แกเขาไม่โกรธตายหรือ”
“โธ่ หม่อมนั่นแหละเป็นคนพูดพะยะค่ะ ว่าพี่โตน่ะลูกหม่อม พี่รองน่ะลูกเด็จป้า แต่เกล้าฯ น่ะลูกนมย้อย”
เสด็จยิ้มปลอบ “แกจะมาน้อยอกน้อยใจอะไรตอนนี้”
บดินทรราชทรงพลยิ้มเผล่ “ใครว่าเกล้าฯ น้อยใจ เกล้าฯชอบจะตายไป ว่าบ้านเกล้าฯไม่เหมือนใครดี จริงไหม
พี่รอง”
กิตติราชนรินทร์มองอย่างปรามๆ แต่ปากกลับเหมือนยิ้มนิดๆ คุณสอางค์น้ำตารื้น
“โถ คุณชายเล็ก”
บดินทรราชทรงพลหันมาแกล้งทำตาโต “คุณสอางค์ นี่คุณสอางค์หรือครับ โธ่ ผมจำไม่ได้”
คุณสอางค์ค้อนน้อยๆ “อะไรกันคะ เห็นมาแต่อ้อนแต่ออก จำดิฉันไม่ได้”
“ก็ผมไม่อยู่สามสี่ปี แต่คุณสอางค์กลับสวยขึ้นสาวขึ้นกว่าเดิม แล้วผมจะจำได้ยังไงล่ะครับ”
คุณสอางค์ยิ้มแก้มปริ “วุ้ย คุณชายเล็ก”
เสด็จหันมาทางชายเล็ก “ อย่ามามัวปากหวานอยู่ เฮ้อ คิดว่าแกจะพาเมียแหม่มมาไหว้ฉันเสียอีก”
“โธ่ ยังหรอกพะยะค่ะ เกล้าฯ เป็นน้องเล็กจะรีบร้อนทำไม รอให้พี่โต พี่รองแต่งก่อนเถอะพะยะค่ะ”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 2 (ต่อ)
กิตติราชนรินทร์รีบบอก “สำหรับฉันคงอีกนาน”
“กินข้าวกันดีกว่า”
เสด็จโบกหัตถ์ แต่พอเหลือบมอง เห็นมาลา วรรณาไม่ขยับ จึงทรงมองตาม เห็นทั้งคู่ยืนเคลิ้มมอง
2 คุณชาย
“งามจริงๆ ทั้งพี่ทั้งน้อง”
“งามเหมือนสุริยะกับพระจันทร์”
2 คุณชายหันมอง ต่างทำหน้าไม่ถูก เสด็จส่งเสียงดุ
“เอ้า แม่คุณ จะหลงรูปวิหยาสะกำไปถึงไหน”
คุณสอางค์หันมาสั่ง “แม่ 2 คน ตักข้าว”
สองนางผวารีบเข้ามาตักข้าวพลัน
บดินทร์ฝราชทรงพลออกมาจากห้องนอน จะเลี้ยวมาที่ห้องครัว แต่แล้วก็รีบหลบเข้ามุม เพราะเห็นจรวยถือถาดเครื่องดื่มนวยนาดมาที่บันได มองซ้ายมองขวาแล้วขึ้นบันไดไปชั้นบน ก่อนจะไปเคาะห้องดิเรกราชวิทย์ ครู่หนึ่งเจ้าของห้องก็มาเปิดประตู ดึงตัวผลุบเข้าไป แล้วปิดประตู
บดินทรราชทรงพลตะลึงงันไปนิดหนึ่งแล้วยิ้มขำ เพราะพอรู้นิสัยพี่ชายอยู่
ยามสายของวันรุ่งขึ้น
เสด็จประทับอยู่บนศาลา คุณสอางค์นั่งอยู่ต่ำกว่า มาลา วรรณานั่งอยู่บนพื้น สักพักหม่อมอำพันก็วิ่งตุบตับมา นมย้อยวิ่งตาม ก่อนที่ทั้งคู่จะรีบก้มลงกราบ
“เสด็จจะเสด็จมา ทำไมไม่รับสั่งลงมาก่อนล่ะเพคะ”
เสด็จยิ้ม “แค่ลงเอ็กเซอร์ไซส์ยืดเส้นยืดสายเท่านั้นแหละ ไง วันนี้หม่อมไม่มีสโมสรหรือ”
“วุ้ย หม่อมฉันก็เล่นพอคลายเหงา ไม่ได้ติดอะไรหรอกเพคะ”
คุณสอางค์แอบค่อน “อ๋อ หรือคะ เห็นหม่อมสโมสรเกือบทุกวัน”
หม่อมอำพันตาขุ่นใส่ คุณสอางค์เชิดหน้า พอเสด็จทอดเนตรไป ฝ่ายแรกก็ฉีกยิ้ม
“ก็ขัดญาติมิตรไม่ได้นั่นแหละค่ะ”
นมย้อยกระซิบเรียกหม่อมอำพัน แล้วทำบุ้ยบ้าย
“หม่อมเจ้าขา หม่อม”
เสด็จเลิกคิ้วมอง “อะไรหรือ”
หม่อมอำพันรีบอธิบาย “นมย้อยว่าได้เวลาน้ำชาเพคะ จะโปรดให้ตั้งเครื่องว่างที่นี่เลย หรือจะเสด็จไปทับที่ตำหนักเพคะ”
“ที่นี่ก็ได้ อาทิตย์หน้า ฉันว่าจะให้แม่สร้อยพาศรีจิตรามาที่นี่ หม่อมก็อยู่เจอหน่อยก็แล้วกัน”
หม่อมอำพันทำตาปริบๆ กลัวความจะแตก เรื่องจรวย
“ดีเพคะ จะได้เจอสะใภ้เสียที”
พอพูดจบก็หันมาเจอจรวยยืนถือถาดหน้าเคร่งตาวาว
“ว้าย นังจรวย หล่อนมาทำไม”
จรวยรีบคุกเข่าลง เจียมถืออีกถาดตามมาย่อเข่าตาม มาลา วรรณาคุกเข่าลงมารับไปจัดวางบนโต๊ะ
“ดิฉันเชิญเครื่องว่างมาค่ะ หม่อม”
“มีอะไรกินบ้างล่ะนี่”
หม่อมอำพันรีบแจกแจง “วันนี้ หม่อมฉันให้ทำปั้นสิบไส้ปลาเพคะ ตาโตบ่นอยากรับประทาน เลยทำไว้รอท่า เอ้า เสร็จแล้วหล่อนกลับไปซียะ ให้เจียมอยู่คนเดียวพอ”
เสด็จถามต่อ “แล้ววันที่สะใภ้หม่อมมาจะทำอะไรเลี้ยงดี”
จรวยตาวาว ทันใดก็เซถลาไปเกาะเสาศาลา คุณสอางค์ร้องตกใจ
“ว้าย คุณพระ”
หม่อมอำพันตกใจกว่า “นังจรวย หล่อนเป็นอะไร”
จรวยโก่งคอทำเสียงโอ๊กอ๊าก เจียมรีบเข้าไปลูบหลัง
เสด็จมองอาการ แล้วตรัส “อาการยังกะคนแพ้ท้อง”
หม่อมอำพันตาเบิกโพลง “อุ๊ย ไม่ใช่หรอกเพคะ จะแพ้ท้องได้ยังไง ไป นังเจียมพาไปเดี๋ยวนี้”
พลันจรวยก็โผมาเกาะพระบาท เสด็จนึกรู้ทันที
“ฮือ เสด็จเพคะ”
“เฮ้อ ใช่ล่ะซิ นี่แกท้องกับใครกัน หือ”
หม่อมอำพันรีบบอกปัด “จะกับใครก็คงพวกไพร่ชั้นต่ำเพคะ ไม่คนขับรถ คนสวน ก็คงแขกยาม”
เสด็จรีบปราม “หม่อม หยุดก่อน ว่าไงนังจรวย”
หม่อมอำพันถลึงตา จรวยมองตอบ แล้วรีบก้มหน้า
“หม่อมฉัน หม่อมฉัน ทูลไม่ได้เพคะ”
“ทำไมบอกไม่ได้ บอกมาข้าจะได้จัดการให้ถูกต้อง”
จรวยเงยหน้าสบเนตรเสด็จ “จริงนะ เพคะ”
“ข้าพูดคำไหนเป็นคำนั้น บอกมาว่าเอ็งท้องกับใคร”
หม่อมอำพันตาโต รีบโบกมือห้าม คุณสอางค์เริ่มสังหรณ์ใจ มาลา วรรณาตาเป๋ง นมย้อยถอนใจ
“หม่อมฉัน ท้องกับคุณชายโตเพคะ”
เสด็จตกพระทัย “หา”
หม่อมอำพันชี้หน้าจรวยแล้วเอียงพับไป นมย้อยรีบรับไว้
“อ้าว ตายจริง สอางค์ดูหม่อมที”
คุณสอางค์ส่ายหน้า “หม่อมฉันก็ไม่ไหวเพคะ”
พูดจบก็เอียงพับไปอีกคน มาลา วรรณาร้องอุทาน แล้วรีบรับไว้ จรวยทำหน้าซื่อ เสด็จมอง
“ยังไง นี่แกหายคลื่นไส้แล้วหรือ”
จรวยนึกออก รีบกุมคอทำขยักขย้อน เสด็จทรงถอนใจ
รถจากวังวุฒิเวสม์แล่นมาจอดหน้าบ้านราชดำริ พอประตูรถเปิดผางออก คุณสอางค์ก็รีบลงรถมา
แล้ววิ่งตรงเข้าไปในตัวบ้าน นายยอดลงมายืนอึ้ง
คุณสร้อย อุ่นเรือน ยายพิศ กำไล และเด็กสาวอีก 2 นาง นั่งทำขนมกันอยู่ คุณสอางค์ถือยาดม เดินหน้าเผือดเข้ามา
“ว้าย คุณพี่”
คุณสร้อยร้องเสียงหลง อุ่นเรือนรีบยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ คุณพี่”
“มีเรื่องอะไรคะนี่”
คุณสอางค์ถอนใจ “จะเรื่องอะไร ก็เรื่องงามหน้านะซี”
จากนั้นก็รีบทรุดนั่งลง ยายพิศ กำไล เด็กผู้ช่วยชะงักมือ เงยหน้ามองตาเป๋ง
“ว้าย นี่แม่พวกนี้ออกไปก่อน”
คุณสร้อยหันไปดุ “เอ้า ออกไปซิยะ แล้วไม่ต้องมาแอบฟังนะ”
ยายพิศ กำไล 2 เด็กสาวซุบซิบกัน แล้วเดินออกไป
คุณสอางค์ดมยาดมเหมือนรวบรวมแรง
“เรื่องงามหน้ายังไงกันคะ”
“คุณชายโต ได้นังข้าหลวงในตำหนักเป็นเมีย ถึงขั้นท้องขั้นไส้ แล้วหลงมันหัวปักหัวปำ จะยกเป็นเมียออกหน้าออกตาด้วย”
อุ่นเรือนยกมือทาบอกตกใจ “คุณพระช่วย”
“แล้วนี่แม่ศรีจะเป็นยังไง” คุณสร้อยย้อนถาม
“จะเป็นยังไง ก็เป็นหม้ายขันหมากเหมือนฉันน่ะซียะ ฮือ”
คุณสอางค์ซับน้ำตา คุณสร้อยแย่งยาดมมาดมแทน มือกระพือพัดไปด้วย
อุ่นเรือนรีบบอก “โธ่ ยังหรอกค่ะ ยังไม่ได้หมั้นได้หมาย จะเรียกหม้ายขันหมากยังไม่ได้หรอกค่ะ”
ศรีจิตราเดินมาในมือถือผ้าซิ่น ผ้าเช็ดตัวพับซ้อนมา พอเห็นคุณสอางค์ก็คุกเข่าลงไหว้
“อ้าว คุณป้าสอางค์ สวัสดีค่ะ”
คุณสอางค์มองหลานสาวอย่างเห็นใจ “ โธ่เอ๋ย แม่ศรีของป้า”
ศรีจิตรามองไปรอบๆ “นี่แม่พิศยังไม่กางกระโจมอีกหรือคะ”
คุณสร้อยตาขุ่น ก่อนจะตวาดแว้ด
“กางทำไมยะ เลิก ไม่ต้องไปบ่มมันแล้วผิวชาววัง เอาเวลามาบ่มมะม่วง บ่มละมุด ยังจะเกิดประโยชน์โภชน์ผลซะกว่า”
คุณสอางค์ร้องไห้โฮ อุ่นเรือนโอบไหล่ศรีจิตราที่ทำตาปริบๆ คุณสร้อยกระแทกยาดมโครม
หม่อมอำพันนั่งหน้าเคร่ง คุณชายทั้งสามนั่งอยู่ตรงหน้า จรวยนั่งร้องไห้อยู่แทบเท้าดิเรกราชวิทย์ นมย้อย ยายน้อม เจียมหน้าเครียด มองจรวยเหมือนกิ้งกือใส้เดือน
“นังจรวยตัวดี แผนแกสูงนักนะ”
จรวยรีบปด “จรวยไม่ได้ตั้งใจนะคะ มันคลื่นเหียนตอนนั้นพอดี”
“ย่ะ จำเพาะต่อหน้าพระพักตร์ท่านเสียด้วยนะนังจรวย”
ดิเรกราชวิทย์รีบช่วยพูด “หม่อมแม่ อย่าว่าจรวยเลยครับ กำลังท้องกำลังไส้”
“มันท้องกี่เดือนแล้ว”
“เออ ผมไม่ทราบครับ เพิ่งทราบว่าจรวยท้องวันนี้ละครับ”
นมย้อย ยายน้อม เจียม มองจรวยขวางเต็มที หม่อมอำพันถอนหายใจ
“เออ ดี ให้อีก้นครัวนี่มันหลอกเอา ต่อไปนี้อย่าหวังเลยนะว่าเด็จป้าจะพระทัยดีอีก ตาเล็ก”
“ครับหม่อม”
“เดี๋ยวแกย้ายไปอยู่ชั้นบน”
“ชั้นบน ห้องไหนครับ” ชายเล็กย้อนถาม
“ห้องติดกับห้องฉัน”
ดิเรกราชวิทย์ชะงัก จรวยมองสบตา
“นั่นมันห้องผมนี่ครับ หม่อมแม่”
“ก็ใช่น่ะซิ เดี๋ยวไปขนข้าวขนของ ลงมาอยู่ห้องเก่าตาเล็กซะ”
บดินทรราชทรงพลรีบบอก “แต่ผมอยากอยู่ข้างล่างเหมือนเดิมนี่หม่อม”
“ไม่ได้ ฉันว่าอะไรก็ทำซียะ”
“แต่....”
ดิเรกราชวิทย์หันมาทางน้องคนเล็ก
“ช่างเถอะ นายเล็ก ไม่เป็นไรหรอก ฉันอยู่ข้างล่างได้”
“นี่ชายโต ไม่ใช่แม่จะมารังคัดรังแคอะไร แต่ฉันเห็นเมียแก มันจะต้องท้องโย้ขึ้นทุกวัน มาลอยหน้าขึ้นๆ ลงๆ อยู่ เกิดพลาดพลั้งหัวทิ่มลงมาจะทำยังไง”
จรวยกัดฟันพูด “เป็นพระคุณเจ้าค่ะ ที่หม่อมกรุณารวย”
“ไป ไป จะได้ย้ายห้องย้ายหับกัน”
หม่อมอำพันลุกขึ้น ดิเรกราชวิทย์ประคองจรวยที่ทำหน้างอหงิกลุกตาม ชายรองลุกขึ้น พลางมองหน้าพี่ชายอย่างตำหนิ ชายโตรีบหลบตาแล้วพาจรวยออกไป
นมย้อยจับแขนชายเล็ก “คุณเล็กขา ไปดูซิคะว่าจะจัดห้องยังไง”
“จัดการตามใจนมเลยครับ”
กิตติราชนรินทร์มองดูทุกคนแล้วถอนใจ
สาลินยังอยู่ในชุดทำงาน นั่งมองศรีจิตราที่กำลังพับผ้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง อุ่นเรือนพับอีกส่วนหนึ่งกองไว้
“พอหนูรู้ข่าว ก็รีบมาเลย โทร. ไปบอกที่บ้านสวนแล้วค่ะว่าจะมาค้าง แล้วนี่จะเอายังไงคะ”
อุ่นเรือนรีบบอกลูกสาวคนเล็ก “ก็ต้องยกเลิกทั้งหมด ที่เตรียมตัวจะเข้าวังก็ล้มไป”
“ผิดจากที่หนูว่าไหมล่ะ มีเมียซุกเมียซ่อนจริงๆ แล้วพี่ศรีก็เลยกลายเป็นแม่สายบัวแต่งตัวเก้อ”
ศรีจิตราที่กำลังพับผ้า นิ่งไปนิดหนึ่ง พยายามคุมสีหน้าไม่ให้ร้องไห้ออกมา
“เฮ้อ เรานี่พูดอะไร พี่เขายิ่งใจคอไม่ดีอยู่”
“หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่”
“ดีแล้วลูก เข้มแข็งไว้นะ รู้ตอนนี้ดีกว่ารู้เอาเมื่อสาย”
อุ่นเรือนพูดจบก็ยกกองผ้าออกจากห้องไป
“พี่ศรี ไม่เป็นไรนะ”
สาลินเข้ามากอดแขนพี่สาว แล้วทันใดศรีจิตราก็ร้องไห้สะอื้นออกมา น้ำตาไหลพราก
“พี่ศรี”
“พี่ไม่เป็นไรหรอกสา แค่รู้สึกอับอายเท่านั้น”
“ไม่ต้องอายนะ พี่ไม่ได้ทำผิดอะไร ความผิดอยู่ที่อีตาคุณชายนั่นต่างหาก”
“ขอบใจสา”
สาลินกอดพี่สาวแน่น แล้วพลอยร้องไห้ออกมาด้วย ศรีจิตรายิ้มทั้งน้ำตา
“เอ้า มาร้องแข่งกับพี่เสียแล้ว”
“หนูสงสารพี่ศรีนี่”
ศรีจิตรากอดน้องไว้ ยิ้มเศร้าคลายใจลงบ้าง
2 เดือนต่อมา
วิรงรองเดินเข้าในห้องทำงานอย่างรีบร้อน เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาวิ่งตามเข้ามา ถือสมุดโน้ตจดตามไปด้วย
“แต่งงาน แต่งงานกันแล้วที่นิวยอรค์ แมนแฮตตัน รูป เอารูปที่ถ่ายมา มาเลือกดูให้หมด”
“ค่ะ ค่ะ รูปค่ะ แล้วจะพาดหัวข่าวว่ายังไงดีคะ”
“เขียนไปเลยว่า “ บินลัดฟ้าจากเมืองไทยไปศึกษาต่อนิวยอร์คได้ไม่ถึง 3 เดือน ม.ร.ว เทพีเพ็ญแสง รัชนีกุล กลับแต่งงานเสียแล้วกับ อัศนีย์ เถลิงการ ทายาทมหาเศรษฐีของนายอรรถ เถลิงการ เจ้าพ่อการตลาดของเมืองไทย” พาดหัวตามนี้เลยนะ
ฉัตรอาชาท้วงขึ้นมา “อีกทีได้มั้ยครับ”
วิรงรองมองฉัตรอาชาเห็นท่าทางว่าจดไม่ทันเลยถาม
“ไม่ได้เรียนชวเลขมาเหรอ พิมพ์ดีดล่ะ”
“ผมฉัตรอาชา เรียนเทคนิคอ๊อกเหล็ก”
“เลื่อมเรียนเสริมสวยเกศมณีมาค่ะ”
เสด็จพลิกดูหนังสือพิมพ์แล้วนิ่วพักตร์ คุณสอางค์นั่งห่างออกมากำลังอ่านอีกฉบับหนึ่ง มาลา วรรณา ชูคออ่านอยู่ด้านหลัง พอเสด็จทรงลดหนังสือพิมพ์ลง ทอดเนตรมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งโหยง รีบหดตัวลง แล้วคว้าพัดมาโบกไกว
“น่าสมเพชแม่ก้อย ดูรึเป็นลูกชาติลูกตระกูล กลับชิงสุกก่อนห่าม ไปรวบรัด ตกแต่งกันที่โน่น”
คุณสอางค์รีบแย้ง “ข่าวบอกมีพระญาติไปร่วมงานเยอะแยะนะเพคะ”
“จริงที่ไหนกันเล่า มีแค่ตาจันทร์กับหม่อมวาณีบินไปแค่สองคน ตาจันทร์น่ะ คงอายจนไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แม่ก้อยนี่เต็มที ทำอะไรก็เอาแต่ใจตัว ไม่รู้ว่าตารองรักใคร่อะไรนักหนา”
“แหม ก็เธองามยังกะดาราฮอลลีวูด”
มาลา วรรณากระซิบพยักเพยิดกัน เสด็จหันมาดุ
“เอ้า นัง 2 คนซุบซิบอะไรกัน”
มาลาอ้อมแอ้มๆ ” เอ้อ หม่อมฉันเห็นว่ารีบร้อนแต่งขนาดนี้....”
วรรณาพูดต่อ “คงจะพลาดท่าเสียที ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้วเพคะ”
เสด็จนิ่วพักตร์ คุณสอางค์ตาโต
“ต๊าย พูดเหมือนใจ ฉันก็กะว่าอย่างนั้นแหละ”
พอเสด็จทรงมอง คุณสอางค์ก็รีบแก้เกี้ยว
“นี่ พอๆ แม่ 2 คน ไม่ต้องมานายว่าขี้ข้าพลอย”
“แล้วนี่ตารองรู้เรื่องแล้วหรือยัง”
“ป่านนี้คงทราบเรื่องแล้วละเพคะ”
เสด็จถอนหายใจ
ฟากกิตติราชนรินทร์ก็กำลังพูดสายกับศศิรัชนี
ศุภรนั่งฟังอยู่ ในมือถือหนังสือพิมพ์ ที่มีทั้งเนื้อข่าวและภาพข่าวของเทพีและอัศนีย์
“เป็นเรื่องจริงใช่ไหมครับ”
“ค่ะ ท่านพ่อเด็จนิวยอร์คแล้วค่ะ ไปกับหม่อมแม่ เด็จไปร่วมงานแต่ง ท่านกริ้วมากที่หญิงก้อยไม่ปรึกษาก่อน”
“ขอบคุณครับหญิงกลาง”
“คุณชายค่ะ หญิงขอโทษแทนหญิงก้อยด้วย”
กิตติราขนรินทร์ฝืนยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ สวัสดี”
จากนั้นก็วางหูโทรศัพท์ สีหน้าเหม่อลอย และเจ็บช้ำ ศุภรรีบถาม
“เอาไงวะ ไอ้หม่อม หญิงก้อยทรยศแกแล้วจริง ๆ แกจะว่ายังไง”
“ก็ไม่ว่าอะไร”
“เฮ้ย จะอยู่เฉย ๆ อย่างนี้เหรอ”
กิตติราชนรินทร์แค่นยิ้ม “ฉันจะทำอะไรได้”
“เป็นอะไรรึเปล่าวะ หน้าแกซีดเป็นไก่ต้ม”
“ฉันไม่เป็นไรมากหรอก แกกลับก่อนเถอะ ฉันต้องสะสางงานอีกเยอะ”
“ได้ ได้ มีอะไรก็โทร. มานะ”
ศุภรออกจากห้องไป กิตติราชนรินทร์หยิบหนังสือพิมพ์ ที่มีภาพถ่ายของเทพีและอัศนีย์ยิ้มด้วยกัน มามองดูอย่างสะเทือนใจ ก่อนจะเดินไปพิงหน้าต่างห้อง มองเหม่อไป หลับตานิ่ง แล้วน้ำตาค่อย ๆ พรากไหลออกมา
กิตติราชนรินทร์เดินกลับมาในโถงกลางที่ดูเงียบงัน ไร้ผู้คน เขาทอดถอนใจอยู่กลางโถง ดิเรกราชวิทย์ที่กลับมาจากระเบียงด้านนอกเห็นกิตติราชนรินทร์เข้าก็พูดออกมา
“กลับมาแล้วเหรอนายรอง”
“ครับพี่”
ดิเรกราชวิทย์เข้ามาตบไหล่กิตติราชนรินทร์
“นายรอง ฉันเสียใจด้วยเรื่องหญิงก้อย”
“ขอบคุณครับพี่โต”
“มันไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้เลย มีปัญหาส่วนตัวกันรึเปล่า”
“เรื่องส่วนตัวไม่มีหรอกครับ ถ้าจะมีก็คงเพราะเรารวยไม่พอ เมื่อเทียบกับตระกูลเถลิงการ”
ดิเรกราชวิทย์นิ่งไป
“ผมขอตัว” กิตติราชนรินทร์บอก
กิตติราชนรินทร์จะขึ้นชั้นบน หม่อมอำพันเดินบ่นเป็นป้าเข้ามาโดยถือหนังสือพิมพ์มาด้วย นมย้อยและบดินทรราชทรงพลเดินตามมา จรวย เจียมและน้อมตามมาข้างหลัง ทุกคนมองกิตติราชนรินทร์ด้วยความเห็นใจ
“ตารอง กลับมาแล้วเหรอ คงรู้ข่าวแม่หญิงก้อยแล้วซีนะ” อำพันว่า
“ทราบแล้วครับ”
“แม่นี่ยังไงกัน รักใคร่กับลูกอยู่ดี ๆ ดันไปเลือกไอ้เพลย์บอยลูกอาเสี่ยมาเป็นผัว ทำไมใฝ่ต่ำแบบนี้”
กิตติราชนรินทร์ยิ่งฟังก็ยิ่งเจ็บปวด
“ดีแล้วเลิก ๆ กันไป ฉันไม่อยากได้สะใภ้คุณหญิง แต่ใจต่ำเหมือนนังคณิกา เท่าที่มีอยู่นี่ก็เกินทนแล้ว”
จรวยอ้าปากค้าง น้อมกับเจียมแอบยิ้มสะใจ
“หม่อมแม่หมายถึงใครครับ” ดิเรกราชวิทย์ว่า
“จะหมายถึงใครละยะ ก็เมียก้นครัวที่แกเอามาทำพันธุ์น่ะซี”
จรวยเบะปากร้องไห้โฮ
“แม่ครับ ทำไมว่าเมียผมอย่างนั้น จรวยกำลังท้อง เกิดแท้งขึ้นมาจะว่ายังไง”
“ก็ดีซี้ ฉันจะได้ไม่ต้องมารับเลี้ยงหลานไพร่ ๆ ของแก”
จรวยร้องขึ้น แม่ลูกยังคงเถียงกันเสียงดังขรมไปทั้งตำหนัก
“คุณโตขา พาจรวยออกไปก่อนเถอะค่ะ”
กิตติราชนรินทร์หายใจไม่ออก เขารีบออกจากโถงไปทันที บดินทรราชทรงพลรีบเดินตาม
กิตติราชนรินทร์เดินออกมาหอบหายใจ เขาพยายามสูดลมหายใจลึกเต็มปอดด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าเต็มที บดินทรราชทรงพลเดินตามมา แดดสีเหลืองยามเย็นอาบร่างทั้งสอง
“พี่รอง ผมเสียใจด้วยจริง ๆ” บดินทรราชทรงพลบอก
“ขอบใจ ขอฉันอยู่ลำพังเถอะ” กิตติราชนรินทร์ว่า
“ครับ”
บดินทรราชทรงพลเดินกลับเข้าไปในตึก กิตติราชนรินทร์ยืนเหม่ออยู่อย่างนั้น อีกมุมหนึ่งของสนาม เสด็จและสอางค์กำลังเดินออกกำลังอยู่ด้วยกัน มีมาลากับวรรณาเดินตามหลัง
“เอ๊ะ นั่นชายรองนี่ ใช่ไหม” เสด็จทัก
“ใช่เพคะ ตายจริง ออกมายืนปลงอนิจจังอย่างนี้ คงเป็นเรื่องของหญิงก้อยแน่ ๆ เลยเพคะ”
เสด็จทอดเนตรกิตติราชนรินทร์ด้วยความเป็นห่วง
“จะมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าไหมเพคะ”
“ไม่ต้องหรอก ฉันรู้นิสัยชายรองดี ถึงเรียกมาคุย ก็อมพะนำ ไม่ปริปากอะไรทั้งนั้น ปล่อยไปก่อนเถอะ”
“โถ พ่อคุณ คงอกหักว้าเหว่ เอกากายนะเพคะ”
สอางค์น้ำตารื้น เขาควักผ้าเช็ดหน้ามาแตะหัวตา
“เอกากายหรือ ตอนนี้ก็ไม่มีพันธะแล้วล่ะซี”
เสด็จทรงชะงักมองสอางค์ สอางค์นึกได้จึงน้ำตาหายไปแล้วทำตาโต
“นี่ นี่แม่สอางค์คิดเหมือนฉันหรือเปล่า”
“เพคะ” สอางค์รับคำ
ทั้งสองกลับไปมองกิตติราชนรินทร์ แล้วยิ้มออกมาพร้อมกัน
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 2 (ต่อ)
หลายวันต่อมา ณ กรุงนิวยอร์ค ตึกเอ็มไพร์สเตท เรดิโอซิตี้ มิวสิคฮอลล์ ตึกไครสเลอร์
ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากย่านถนน ฟิฟว์ อเวนิว
เทพีเพ็ญแสงมีสีสันบนหน้าเพิ่ม ผมแปรงทิ้งตัวมันเลื่อม สวมเสื้อคลุมปักพลอยยาวระพื้น เข้ากับสลิปเปอร์ปักพลอย เธอเดินจากห้องนอนแล้วก็ชะงัก อัศนีย์แต่งตัวลำลองดูหรูไปทั้งตัวกำลังถือกระทะวาววับ
“ตื่นแล้วหรือครับ”
“นั่นคุณทำอะไร อาร์นี่”
เทพีเพ็ญแสงทำเสียงไม่พอใจนิดๆ อัศนีย์ยิ้มก่อนจะตักออมเลตต์ไส้ผักลงในจานกระเบื้องบางเฉียบ
“ทำออมเลตต์สูตรพิเศษของผมไง” อัศนีย์บอก
“หญิงหมายความว่า ครัวไม่ใช่ที่ที่คุณควรอยู่”
“ทำกับข้าวสนุกจะตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำให้พริ้นเซสของผม”
อัศนีย์หันไปวางกระทะบนรถเข็นแล้วเดินมาจับมือเทพีเพ็ญแสงขึ้นมาจูบก่อนจะประคองพาไปนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เลื่อนเก้าอี้ให้ แล้วไปนั่งเก้าอี้อีกตัวโดยเอาศอกเท้าโต๊ะมองเทพีเพ็ญแสงอย่างหลงใหล
เทพีเพ็ญแสงพอใจจึงยิ้มพราย แล้วมองด้วยแววตายวนยั่ว
“บอง อาปาตี”
เทพีเพ็ญแสงรับคำ “ค่ะ”
เทพีเพ็ญแสงกินอาหารช้าๆ
ทันใดนั้น อัศนีย์ก็ตบหน้าผากตัวเอง
“โอ ผมลืมไป”
อัศนีย์ลุกขึ้นไปที่ไซด์บอร์ด บนไซด์บอร์ดวางรูปนายอรรถ เถลิงการ หน้าตาเป็นชาวจีนร้อยเปอร์เซนต์ คิ้วกังฉิน สวมทักซิโด้ หน้าเชิดผยอง ถ่ายคู่กับนางทองนพคุณในชุดคุณหญิง ผมยีโป่ง สร้อยคอเพชรเป็นอุบะ หน้าตาไทยแท้ ยืนเชิดอยู่ข้างสามี อัศนีย์เปิดลิ้นชัก หยิบกล่องยาวกลับมาที่โต๊ะ นั่งลง วางกล่องลงหน้าเทพีเพ็ญแสง
“แฮปปี้ แอนนิเวอร์ซารี่”
“แอนนิเวอร์ซารี่ อะไรคะ”
“ก็ครบรอบสามเดือนของการแต่งงานไงครับ”
เทพีเพ็ญแสงเปิดกล่องก็เห็นนาฬิกาเรือนทองฝังเพชรดูบอบบางระยิบระยับ
“สวยจัง”
“นอกจากสวยมันยังบอกเวลาด้วยนะครับ เผื่อคุณหญิงจะได้ตรงเวลามากขึ้น”
เทพีเพ็ญแสงตาวาวชะงัก
“อะไรนะ”
“โธ่ จัสท์คิดดิ้ง ล้อเล่นน่ะครับ”
อัศนีย์สวมนาฬิกาให้แล้วกุมมือเทพีเพ็ญแสง เทพีเพ็ญแสงปั้นปึงเล็กน้อย
“อย่าพูดเล่นอย่างนี้อีกนะคะ เพราะหญิงไม่เห็นขัน”
อัศนีย์สะดุดไปนิดหนึ่ง เขามองเทพีเพ็ญแสงด้วยอาการเบื่อหน่ายเล็ก ๆ
ณ ห้องสมุดตำหนักใหญ่ มีชั้นหนังสือเต็มผนังสูงจรดเพดาน และมีกลุ่มหนังสือหายากอยู่ในตู้ไม้สลักเสลางดงาม ทางด้านหนึ่งมีโต๊ะเขียนหนังสือมีเก้าอี้เข้าชุดกัน 3-4 ตัว เสด็จซึ่งประทับที่โต๊ะกำลังตรวจดูบัญชีรายรับรายจ่ายที่กิตติราชนรินทร์ดูแลอยู่ กิตติราชนรินทร์นั่งอยู่ตรงข้าม ส่วนสอางค์นั่งห่างออกมา
“ร้านผ้าไหมที่เธอไปเข้าหุ้นกับเพื่อนเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ตอนนี้ยังเรื่อยๆพะยะค่ะ แต่ต่อไปท่าทางจะดีขึ้น” กิตติบอก
“คุณชายรองนึกยังไงคะ ถึงได้คิดอ่านไปลงทุนค้าขายอย่างนี้”
“ก็แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์น่ะครับ”
“แหม ดิฉันว่ามันไม่สมเกียรติคุณชายน่ะค่ะ”
“โธ่ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว งานสุจริตทุกอย่างก็มีเกียรติทั้งนั้นล่ะครับอีกอย่างยิ่งทำงานให้มาก ก็ยิ่งไม่มีเวลามาคิดอะไรฟุ้งซ่าน”
กิตติราชนรินทร์พูดเรียบๆ แบบซ่อนความสะเทือนใจเอาไว้ เสด็จทรงมองด้วยความเห็นใจ แต่สอางค์เริ่มน้ำตาเอ่อจนต้องซับ
“โถ คุณชาย”
“ตารอง นึกซะว่าเป็นพรหมลิขิตลูก คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน แต่ถ้าไม่ใช่เนื้อคู่ให้ทำยังไงก็ต้องพราก”
“เนื้อคู่หรือพะยะค่ะ เกล้าฯไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า”
“พูดอะไรอย่างนั้นตารอง เราน่ะเพอร์เฟกต์ขนาดนี้”
“ไม่จริงหรอกพะยะค่ะ ถ้าจริงเกล้าฯคงไม่ถูกทิ้ง”
สอางค์ซับน้ำตา
“โถ พ่อคุณ”
“เรื่องมันแล้วไปแล้วพูดไปก็ไม่มีประโยชน์” เสด็จสบตาสอางค์ “นี่ตารอง หม่อมแม่เธอคงเกริ่นๆให้ฟังแล้วเรื่องหลานสาวคุณสอางค์”
สอางค์น้ำตาแห้งก่อนจะรีบยิ้ม
“พะยะค่ะ เกล้าฯทราบแล้ว”
“แปลว่าเธอไม่มีอะไรขัดข้องใช่ไหม”
“อะไรที่ทำให้เด็จป้าพอพระทัย เกล้าฯก็ยินดีพะยะค่ะ”
“เห็นไหมเพคะ หม่อมฉันว่าแล้ว”
สอางค์ลืมตัว เสด็จทรงมองอย่างปราม กิตติราชนรินทร์นั่งสงบอย่างดูไม่ออกว่าในใจเป็นเช่นใด
“งั้นก็ดีเลย ต่อไปป้าจะรับแม่ศรีจิตรามาอยู่ด้วยกันที่นี่ ให้เธอได้รู้จักมักคุ้นกันเอาไว้”
“พะยะค่ะ”
สอางค์ยิ้มปลื้มแล้วเช็ดน้ำตาไปด้วย กิตติราชนรินทร์นั่งสงบดูไม่ออกว่าในใจเป็นเช่นใด
รถจากวังวุฒิเวศม์แล่นมาจอดหน้าบ้าน
ทั้งที่รถยังจอดไม่สนิทแต่สอางค์แทบจะโดดลงจากรถ วิ่งตัวปลิวเข้าไปในบ้านนายยอดชินเสียแล้ว
สร้อยหน้างอหงิกชี้นิ้วอยู่บนตั่ง ที่พื้น อุ่นเรือน ยายพิศ กำไล และเด็กลูกมืออีกสองคน กำลังปั้นสาคูกันอยู่ สร้อยมองดูอุ่นเรือน
“แม่อุ่นเรือน นี่ปั้นสาคูนะยะ ไม่ใช่ปั้นขนมกุยช่ายไหว้เจ้า ให้มันบาง ๆ หน่อย”
อุ่นเรือนนิ่งแล้วพยายามแผ่แป้งให้บาง
“อ้าว แล้วนี่ไส้หมดแล้วหรือ”
“คุณศรีกำลังไปเอามาเพิ่มค่ะ”
“อุ๊ย ไปเอายังไง หายไปตั้งนานสองนาน ไม่รู้จะสนิมสร้อยไปไหนแม่คนนี้ ต๊าย แล้วต่อไปจะทำอะไรกิน หรือจะมาหวังเกาะฉันกินไปจนตาย”
สร้อยบ่นมหาศาล อุ่นเรือน พิศ กำไลสบตากันอย่างอึดอัด สอางค์โผล่พรวดมา แทรกทุกคนลงนั่งบนตั่ง
“ว้าย คุณพี่”
อุ่นเรือน พิศ กำไล เด็กสาวลูกมือยกมือไหว้ แต่สอางค์ไม่รับไหว้ผู้ใด
สร้อยถาม “มีอะไรคะ”
“เอียงหูมา”
สร้อยเอามือแหวกผมเปิดหู สอางค์กระซิบ สร้อยที่หน้าหงิกอยู่เริ่มยิ้มออก ทุกคนงุนงง สอางค์มองดูทุกคน
“นี่ แม่ศรีไปไหนล่ะนี่”
ศรีจิตราถือชามเคลือบมีฝาปิดที่ใส่ไส้สาคูมา สร้อยลุกถลาไปแย่งมาถือ
“ต๊าย ไปแบกไปคอนมาทำไม เดี๋ยวไหล่ล้า แขนโตกันพอดี หนอย นังพวกนี้ก็ช่างกระไรเลย ให้หลานข้าไปแบกไปหามได้ยังไงยะ”
ศรีจิตรางง “มันก็ไม่ได้หนักอะไรนี่คะ คุณป้า คุณป้าสอางค์มาตั้งแต่เมื่อไรคะ”
“ป้ามาชิมสาคูไส้กุ้งของหนูซิลูก”
“ในครัวกำลังนึ่งชุดแรกอยู่ค่ะ น่าจะจวนแล้ว เดี๋ยวหนูลงไปดูให้นะคะ”
“อุ๊ย ไม่ต้องลูก ลูกศรีจ๋า เดี่ยวโดนไอน้ำร้อนลวก ผิวจะเกรียมกรมไป”
ศรีจิตราทำตาปริบๆ ทุกคนยังงงงัน
“เอ้า หนูศรี ไปผลัดผ้าผลัดผ่อนดีกว่า” สร้อยบอก
“ทำไมคะ”
“ไปนุ่งกระโจมอกลูก นังกำไลเตรียมกางกระโจม นังพิศไปต้มสมุนไพร”
กำไลและพิศอุทานพร้อมกัน
“อีกแล้วหรือคะ”
ศรีจิตราสบตาอุ่นเรือนเพราะเพิ่งรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ศรีจิตรานั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแบบโบราณ ที่พื้นอุ่นเรือนกำลังพับผ้ามีราคาลงอบร่ำในหีบไม้ใบใหญ่
“คราวนี้ใครกันอีกคะ แม่”
“คุณป้าสอางค์กระซิบกับแม่ว่า เสด็จทรงหมายมั่นจะให้หนูแต่งกับคุณชายรองลูก”
“น้องชายคุณชายโตนั่นอีกทีหรือคะ”
“จ้ะ เป็นคุณชายคนที่สองของท่านชายศิริศุภเสกข์กับหม่อมอำพัน แต่เสด็จทรงอบรมเลี้ยงดูมา ก็เลยเป็นหลานคนโปรด”
ศรีจิตราถอนใจหันมา
“อะไรกัน ทอดถอนใจใหญ่เชียวหรือลูก”
“แม่จำที่ยายสาเตือนเอาไว้ได้ไหมคะ”
“เตือนเรื่องอะไรกัน”
“ก็เตือนว่าคุณชายโตนี่อาจมีเมียซุกเมียซ่อนอยู่แล้ว แล้วมันก็เป็นจริงอย่างนั้นด้วย หนูไม่รู้ว่าคุณชายรองนี่จะมีเรื่องอะไรอีก”
“ฮื้อ ไปเอานิยมนิยายอะไรกับยายสา ยายสาน่ะยังเด็ก ยังอยากมีพี่สาวเป็นเพื่อนเล่น ก็เลยไม่อยากให้หนูแต่งงาน เลยยกเรื่องโน้นเรื่องนี้มาขู่หนู”
“แม่ว่าอย่างนั้นหรือคะ”
อุ่นเรือนยิ้มขยับมานั่งใกล้ลูก
“คราวก่อน คุณป้าเสียหน้าไปหนหนึ่งแล้ว คราวนี้ต้องระวังกว่าเก่าแน่ลูก”
ศรีจิตรายิ้มน้อยๆ แต่ดวงตายังมีแววกังวล
กิตติราชนรินทร์หิ้วกระเป๋าเอกสารเข้ามาเห็นอำพันกับนมย้อยนั่งอยู่บนโซฟา เจียมนั่งกับพื้นบีบนวดขาอำพันอยู่ อำพันหันมาเห็นกิตติราชนรินทร์แล้วตาเบิกกว้างด้วยความยินดีแล้วยิ้มจนแก้มปริลุกพรวดขึ้น เจียมไม่ทันตั้งตัวจึงล้มคว่ำไป กิตติราชนรินทร์ยืนอึ้ง อำพันถลามาถึงตัวดึงกระเป๋าออกจากมือ ยิ้มแย้มแจ่มใส กิตติยกมือไหว้
“อุ๊ย ชายรองกลับมาแล้วหรือลูก” อำพันหันมาส่งกระเป๋าให้เจียม “เอ้านังเจียม มารับกระเป๋าไป แล้วน้ำท่าอะไรไปยกมา”
“เจ้าค่ะ”
เจียมรับกระเป๋าเดินไป อำพันคล้องแขนกิตติพามาที่โซฟา นมย้อยมองดูตาปริบๆ
“เหนื่อยไหมลูก อ้าว นังเจียมเร็วๆซียะ”
เจียมรีบร้อนยกน้ำส้มและน้ำเย็นมาเดินผ่านจรวยที่ท้องโย้ใกล้คลอดมายืนเมียงมองหลังไซด์บอร์ด จรวยแต่งตัวสวยผมเป็นช้องดูเป็นคุณนายมากขึ้น เจียมมาคุกเข่าเสิร์ฟน้ำส้ม อำพันคว้าแก้วน้ำส้ม
“เอ้าจ้ะ กินน้ำส้มให้ชื่นใจก่อน”
กิตติราชนรินทร์รับมาโดยยังพูดไม่ออกจึงได้แต่จิบน้ำ
“ขอบพระคุณครับ” กิตติราชนรินทร์บอก
น้อมมาจากครัว เธอวิ่งผ่านจรวย มาคุกเข่า
“เอ้า ยังไง”
“จะให้ตั้งเครื่องที่ระเบียงหลังเลยไหมเจ้าคะ” น้อมถาม
“ก็ดี วันนี้แม่ลงครัวเอง ทำขนมค้างคาวของโปรดเรา แม่จำได้”
“เอ้อ รู้สึกจะของโปรดนายเล็กมากกว่านะครับ”
อำพันชะงัก แล้วหันมาตาเขียวใส่นมย้อย
อ้าว หรือจ๊ะ นมนี่แย่จริง จำผิดจำถูก เลยมาพาให้ฉันเขวไปด้วย”
นมย้อยไม่รู้เรื่องงงไปนิดหนึ่ง กิตติมองนมย้อยแล้วรีบแก้สถานการณ์
“แต่ดีจัง ผมเองก็ไม่ได้กินมานานแล้ว ขอบพระคุณครับ หม่อมแม่”
อำพันยิ้มออก
“อุ๊ยลูก จะต้องมาขอบอกขอบใจอะไร”
อำพันแตะแก้มกิตติราชนรินทร์ อีกฝ่ายอึ้งเพราะไม่คุ้น ส่วนนมย้อย เจียม และยายน้อมก็มีอาการยังปรับตัวไม่ทันอยู่ ที่เคาน์เตอร์ จรวยตาวาวแล้วกัดริมฝีปากจนแทบห้อเลือด
“ชายรอง จะไปกินของว่างเลย หรือจะอาบน้ำอาบท่าก่อน”
“กินเลยก็ได้ครับ”
“เอ้า เจียม นังน้อมไปจัดเตรียมซียะ”
กิตติราชนรินทร์ดื่มน้ำส้มหมดพอดี เจียมเลยถือติดมือถอยออกไปกับน้อม
น้อมและเจียมเดินผ่านไซด์บอร์ด จรวยรีบขยับถอยยืนเชิดทำไม่สนใจ
“อุ๊ย “คุณ” จรวย มาทำอะไรตรงนี้คะ” เจียมหันมาถาม
“คงไม่ได้มาแอบฟังความอะไรหรอกนะคะ” น้อมว่า
เจียมและน้อมทำนอบน้อมแต่ไม่ซ่อนการประชดเสียดสี จรวยตาวาว
“ไม่เห็นมีอะไรที่ฉันต้องมาแอบฟัง” จรวยว่า
“หรือคะ”
จรวยถลึงตา เจียมกับน้อมแยกไป ดิเรกเดินผ่านระเบียงขึ้นมาพอดี
“คุณชายโตขา มีเรื่องแปลก ๆ ค่ะ” จรวยว่า
“มีอะไรเหรอ”
“วันนี้หม่อมดูเอาอกเอาใจคุณรองผิดปรกติ รวยว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ เลย”
“วันเงินเดือนออก หม่อมแม่รักทุกคนแหละ”
“ทำไมคะ”
“อ้าว หม่อมรีดเงินเดือนพวกเราสมทบทุนสโมสรของหม่อมไง”
“แต่คราวนี้มันแปลกกว่าทุกคราวนะคะ คุณชายดูซิ”
ดิเรกราชวิทย์มองไปที่โถงกลางก็เห็นอำพันกำลังพูดคุยสนิทสนมกิตติราชนรินทร์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทันใดนั้นจรวยก็สะท้านเยือก เธอกุมท้องก้มลงดูท่อนล่างตัวเอง
“คะ คุณชายโตขา” จรวยว่า
“ดูอยู่ ไม่เห็นมีอะไรผิดปรกตินี่” ดิเรกบอก
“มัน มันแตกแล้วค่ะ” จรวยบอก
“อะไรแตก”
ดิเรกราชวิทย์หันมาเห็นน้ำคร่ำที่ไหลพรูมาที่พื้น
“จรวย”
จรวยย้ำ “ตะ แตก แล้วค่ะ”
ดิเรกราชวิทย์ประคองร่างจรวยที่น้ำคร่ำแตก
“จรวย ใจดี ๆ นะ”
“คุณโต ช่วยรวยด้วย แตกแล้ว”
อำพัน นมย้อย และกิตติราชนรินทร์ลุกขึ้นวิ่งเข้ามาดู น้อมและเจียมวิ่งกลับมาจากครัว
“ว้าย อะไร นังเจียมทำแก้วแตกหรือ”
“ไม่ใช่แก้วแตกครับ แต่เป็นถุงน้ำคร่ำแตก”
“ว้าย น้ำเดินแล้วเจ้าข้า”
“ว้าย น้ำเดิน” เจียมกระตุกแขนน้อม
“น้ำเดิน น้ำเดินค่ะ น้ำเดิน”
อำพันร้องกรี๊ดออกมา ยายน้อมบ้าจี้ กิตติราชนรินทร์เข้าช่วยดิเรกประคองจรวยลงนั่งที่โซฟา จรวยหอบหายใจ
กิตติราชนรินทร์ร้องบอก “โทร.เรียกหมอโอสถเร็วเจียม”
ทุกคนดูวุ่นวาย อำพันทำท่าจะเป็นลม
เทพีเพ็ญแสงแต่งชุดอยู่บ้านซึ่งเป็นแม็กซี่ยาวกรุยกรายบางเบา เธอเดินยิ้มนิดๆ ดวงตาแจ่มใสออกจากห้องนอนแล้วมองไปกลางห้องแล้วก็ชะงัก ยกมือหนึ่งขึ้นระดับปาก ดวงตาเบิกกว้าง
ภายในห้องโถงหลุยส์อันงามวิจิตรบรรจง มีสิ่งแปลกปลอม ที่โต๊ะอาหารมีร่างชายคนหนึ่งอยู่ที่เก้าอี้ แต่ไม่ได้นั่งบนเก้าอี้ ชายผู้นั้นนั่งยองๆ ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อกล้ามเก่าแขนมีรอยลุ่ย ในมือมีชามข้าวต้ม กำลังเอาตะเกียบพุ้ยเข้าปาก
เทพีเพ็ญแสงหันไปมองรูปที่ไซด์บอร์ดเห็นรูปไฮโซของนายอรรถ เถลิงการ ติดอยู่ อรรถนั่งอยู่บนเก้าอี้ เทพีเพ็ญแสงยังตะลึง ทันใดนั้นก็มีเสียงโป๊กๆ ดังมา เทพีเพ็ญแสงมองหาที่มา บนคอฟฟี่เทเบิลงามมีครกตำหมากกำลังตำอย่างสม่ำเสมอ บนเก้าอี้นอนเดย์เบด นางทองนพคุณใส่เสื้อคอกระเช้า ผ้าถุง นั่งขัดสมาธิตำหมากอยู่
รูปทองนพคุณในชุดคุณหญิง หญิงชาวบ้านที่ผิวดำกว่าในรูปเจ็ดเท่า ปากเปรอะ มียาเส้นม้วนจุก
เทพีเพ็ญแสงเบิกตากว้างและมีอาการขยะแขยงสุดขีด
“ไฮ มาย พริ้นเซส”
อัศนีย์เดินถือเหยือกน้ำส้มกับเกรปฟรุ๊ต 2 เหยือกมาจากส่วนครัว
“มัมกะแด็ดมาถึงตั้งแต่เมื่อคืน แต่คุณหญิงเข้านอนแล้ว ผมเลยไม่ได้ปลุก”
อัศนีย์วางเหยือกลง อรรถหันมามองเทพีเพ็ญแสง
“อาคุงหยิง มามา เจี๊ยะม่วย”
อัศนีย์เข้าไปประคับประคองเทพีเพ็ญแสงเพ็ญแสงมานั่ง เทพีเพ็ญแสงไหว้ทั้งพ่อผัวแม่ผัว
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่”
เทพีเพ็ญแสงนั่งตัวแข็ง อัศนีย์ไปดึงนางทองนพคุณที่เอาหมากใส่ปากเคี้ยวหยับมาที่โต๊ะด้วย นางทองนพคุณมองเทพีเพ็ญแสงอย่างชื่นชม
“แหมคุณหญิง ขนาดเพิ่งตื่น ยังงามขนาดนี้ เป็นฉันล่ะขี้หูขี้ตากรังไปหมด” ทองว่า
เทพีเพ็ญแสงพยายามยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก
“อี้ย์ มัมพูดอะไร”
“มัมเมิมอะไรของเอ็ง ไอ้หม่า”
“แด็ด”
“เรียกเตี่ย แด็ดอะไร อาเส่ยตี๋”
“เตี่ยก็เตี่ย วันนี้ผมกับหญิงจะไปหอศิลป์ แล้วตอนค่ำจะไปดูบัลเล่ต์กัน เตี่ยกับหม้าจะไปกะเราไหม”
“ไปทำไม มีแต่รูปปั้นคนแก้ผ้า ไปดูทีไรกลัวมันตกมาฟาดหัว”
“อีระบำฝรั่งรำเท้าน่ะฉันไม่ดูนะ มีแต่เขย่งเก็งกอย ผู้หญิงก็นุ่งสั้นจนเห็นอีเป๋อ”
เทพีเพ็ญแสงแสงตาเบิกกว้าง มือที่จับมีดหั่นไส้กรอกสั่น
“โอเค ตามใจ”
“อาคุงหยิงนี่ลื้ออ้วนขึ้นนะ”
เทพีเพ็ญแสงที่กำลังจิ้มไส้กรอกเข้าปากชะงัก
“คุณพ่อว่าอะไรนะคะ”
“ท้องเหรอเปล่า” ทองถาม
“ยังหรอก ค่ะ”
“อาเส่ยตี๋มันเชิดสิงโตกับลื้อบ่อยไหม”
เทพีเพ็ญแสงตาเหลือกกว่าเดิม อัศนีย์ขำ
“แด็ด พูดอะไร”
“เรื่องนับวันน่ะไม่มีประโยชน์ เชิดสิงโตทุกวันได้ผลกว่า ติดลูกทุกราย”
“หรือว่าหนูคุณหญิงห่วงสวยไม่อยากท้อง แหม ดูฉันซี แต่ก่อนฉันก็เอวเล็กเอวบางอย่างหนูคุณหญิงนี่แหละ แต่พอมีลูกหัวปีท้ายปี ไอ้ที่ตึงมันก็ยานที่แน่นมันก็หลวมโพลก ฮิ ฮิ”
“อาทองห่อ ลื้อพูดทำลาย ไล่ยิงแล้วหดหมด”
“อะไรหด เตี่ย”
“จิตใจไง ไล่ยิงแล้ว จิตใจมันหดหู่”
อรรถซดน้ำแกงโฮก ทองนพคุณคว้ากระโถนสังกะสีที่ติดมาแล้วถุยน้ำหมากปริ๊ดแล้ววางบนโต๊ะกินข้าว เทพีเพ็ญแสงลุกพรวดขึ้น
“โทษค่ะ หญิงขอตัวก่อนนะคะ”
“อ้าว คุณหญิง”
เทพีเพ็ญแสงหน้าชาหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง อัศนีย์ยักไหล่ นายอรรถ นางทองนพคุณหรือเดิมชื่อทองห่อไม่สนใจ ทั้งสามยังนั่งคุยกันต่อเป็นที่สนุกสนาน นายอรรถจะไปเล่นพนันที่แอตแลนติคซิตี้
ส่วนนางทองห่อจะไปถ่ายรูปเทพีสันติภาพ
เทพีเพ็ญแสงกลับเข้ามาในห้องก็มีอาการอยากจะอาเจียน
เดินมาที่หน้าต่างแล้วจับม่านมือหนึ่ง มองไปอย่างไร้จุดหมาย ด้วยความอ้างว้าง ว่างเปล่า โดดเดี่ยว ไร้ความสุข มีเพียงเงาตัวเองเท่านั้นที่เป็นเพื่อน
โต๊ะอาหารยาวเหยียดจัดอาหารเช้าไว้สุดปลายโต๊ะ 2 ด้าน เทพีเพ็ญแสงที่อยู่หัวโต๊ะด้านหนึ่ง กำลังกินอาหารอย่างเย็นชา ส่วนอีกด้านอัศนีย์วางช้อนลงแล้วมองดูท่าทีเย็นชานั้นด้วยอาการเบื่อหน่าย แล้วคลี่หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์อ่านบังหน้า เทพีเพ็ญแสงเชิดหน้าโดยมีสีหน้าตัดสินใจบางอย่างขั้นเด็ดขาด
วิรงรองเดินเข้าในห้องทำงานอย่างรีบร้อน เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาวิ่งตามเข้ามาโดยถือสมุดโน้ตจดตามไปด้วยลีลาทุกอย่างที่ยังเหมือนเดิม
“หย่า หย่ากันแน่ ๆ แล้ว ยืนยันเป็นทางการรึเปล่า”
“ยังค่ะ ยังไม่มีการยืนยัน คงจะปิดข่าวน่ะค่ะ แล้วจะพาดหัวข่าวว่ายังไงดีคะ”
“งั้นเขียนไปเลยว่า “บินลัดฟ้าจากนิวยอร์กสู่เมืองไทย ม.ร.ว.หญิงเทพีเพ็ญแสงเพ็ญแสง เถลิงการ แต่แปลกจัง กลับไร้เงาสามีหนุ่ม อัศนีย์ เถลิงการ เคียงข้าง” ทันมั้ย”
“ไม่ทัน”
“นี้ผ่านมา 8 เดือนแล้วยังไม่พัฒนาอีก” วิรงรองว่า
“ต้องพัฒนาด้วยเหรอ”
“ต้องสืบให้ได้ว่าหย่าหรือไม่หย่า”
“สืบยังไง ทำให้ดูหน่อย”
วิรงรองยกหูโทรหาวังรัชนีกุล เลื่อม และฉัตรปรบมือ
คอลัมน์ซุบซิบลงรูปเทพีเพ็ญแสงที่ดูงดงามหยาดเยิ้ม มีข่าวสั้นๆ อยู่ด้วย ศุภรอ่านให้กิตติราชนรินทร์ฟัง
“บินลัดฟ้าจากนิวยอร์กสู่เมืองไทย ม.ร.ว.หญิงเทพีเพ็ญแสงเพ็ญแสง เถลิงการ แต่แปลกจัง กลับไร้เงาสามีหนุ่ม อัศนีย์ เถลิงการ เคียงข้าง”
กิตติราชนรินทร์นิ่งไป
“แกว่ายังไง อย่าบอกนะว่าไม่คิดอะไรต่อ”
“แกจะให้ฉันคิดว่า หญิงก้อยหย่ากับนายอัศนีย์แล้วงั้นเหรอ”
“ถูกต้อง คิดได้นี่ มันชัวร์อยู่แล้ว กลับมาคนเดียวอย่างนี้”
“ไม่น่าเชื่อ แค่เจ็ดเดือนเองนะ”
“แต่ฉันเชื่อว่ะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันสืบมาให้ก็ได้ เพราะคนไทยที่นิวยอร์คน่าจะรู้เรื่องดี แล้วจะรีบรายงาน”
“ไม่ต้องรายงาน ฉันไม่อยากรับรู้เรื่องของหญิงก้อยอีกแล้ว”
กิตติราชนรินทร์ปิดหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีรูปเทพีเพ็ญแสงด้วยสีหน้าหมดอาลัย ศุภรมองยิ้ม ๆ เพราะรู้ว่ายังไงก็ยังอาลัยอาวรณ์อยู่
ห้องอาหารใหญ่โตแต่ตกแต่งค่อนข้างเรียบดูไม่หรูหรารวมทั้งห้องอื่นๆของวังนี้ ท่านจันทร์ประมุขของวังนั่งอยู่หัวโต๊ะ ท่านจันทร์ชันษาราว 50 ปีดูมีสง่าราศี หม่อมวาณีสีหน้าอึดอัด เทพีเพ็ญแสงนั่งอยู่ถัดมา ศศิรัชนีอยู่อีกฝั่งหนึ่ง นางข้าหลวงรื่นกับโรยยืนคอยถวายงาน ทุกคนกินอาหารอย่างเงียบๆ ภายใต้บรรยากาศน่าอึดอัด มีเพียงหม่อมวาณีคอยเลื่อนโน่นตักนี่ให้เทพีเพ็ญแสงอย่างเอาใจพร้อมกับมองไปที่ท่านจันทร์เป็นระยะ
“ลองครัวซองค์นี่ซิคะ หญิง พี่กลางทำเองเลยนะจ๊ะ”
“ไม่ล่ะค่ะ มันเยิ้มเชียว เดี๋ยวหญิงอ้วนตายพอดี”
ท่านจันทร์มองเทพีเพ็ญแสงอย่างหมั่นไส้ หม่อมวาณีดุศศิรัชนีเสียงอ่อนๆ
“หญิงกลาง ทำคราวหน้าลดนมเนยลงบ้างนะ หญิงก้อยจะได้กินได้”
ศศิรัชนียิ้ม “ค่ะ”
“เมื่อวันแต่งงานหญิงมีแต่ท่านพ่อกับแม่ ญาติเราหลายคนเดินทางไปไม่ไหว” วาณีว่า
เทพีเพ็ญแสงมีสีหน้าเย็นชาขึ้นก่อนจะวางช้อน
“แม่ว่าเราจัดเลี้ยงฉลองอีกสักครั้งดีไหมลูก ญาติๆทั้งสองฝ่ายจะได้รู้จักมักคุ้นกัน”
“หญิงว่าไม่จำเป็นหรอกค่ะ”
“แล้วนี่เมื่อไรพ่ออัศนีย์จะตามมาล่ะลูก”
“เขาคงไม่ตามมาหรอกค่ะ แต่ถึงจะตามมา หญิงก็ไม่สนใจ เพราะหญิงกับเขา ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว”
ท่านจันทร์เนตรเขียว หม่อมวาณียกมือทาบอก ศศิรัชนีตกใจ 2 นางข้าหลวงหน้าซีด
“คุณพระช่วย”
“นี่หมายความว่ายังไง เธอช่วยบอกมาชัดๆหน่อยซิ”
“หญิงกับอัศนีย์ แยกทางกันแล้วเพคะ”
“อะไรกันหญิง อยู่กันก้นหม้อข้าวไม่ทันดำ”
“แต่งกันได้ยังไม่ถึงปี ตอนแต่งนั่นก็อับอายขายหน้ามาทีนึงแล้ว แล้วทีนี้จะทำยังไง”
เทพีเพ็ญแสงยักไหล่
“ก็ไม่เห็นต้องทำยังไงเลยนี่เพคะ เมื่ออยู่กันไม่ได้ก็จบกัน หมดสมัยแล้วล่ะค่ะ ที่จะต้องมาหวานอมขมกลืนอะไรอยู่ ต่างคนต่างไป ต่างมีอิสระที่จะเริ่มต้นใหม่”
ท่านจันทร์ลุกพรวด
“อิสระที่จะแร่ไปมีผัวใหม่อย่างงั้นหรือ”
“ท่านเพคะ” วาณีปราม
เทพีเพ็ญแสงพูด “หญิงคิดว่าอย่างงั้นเพคะ”
“หญิง นี่ฉันไม่รู้จะพูดยังไงกับเธอแล้ว”
เทพีเพ็ญแสงยกผ้าขึ้นแตะริมฝีปาก
“งั้นหญิงก็ขอตัวก่อนนะเพคะ”
เทพีเพ็ญแสงลุกขึ้นเดินตัวตรงออกไป หม่อมวาณีละล้าละลังแล้วจะลุกตาม
“ลูกหญิง ลูก”
“แม่วาณี เธอเลิกประคบประหงมเอาใจมันเสียที ตามใจจนมองไม่เห็นหัวใครแล้ว เธอยังไม่รู้อีกหรือ”
ท่านจันทร์เดินออกไปอีกคน
“หม่อมแม่คะ”
“จะทำยังไงดี หญิง”
“ไว้ค่อยๆคิดอ่านกันเถอะค่ะ”
“โธ่เอ๋ย แม่คิดอยู่แล้วว่าต้องไปกันไม่รอด โธ่ โธ่ อายุแค่นี้ต้องมาเป็นแม่หม้ายแม่ร้าง โธ่ โธ่ โธ่ กะอยู่แล้วว่าไอ้เจ้าอัศนีย์นี่ต้องก่อเรื่อง”
ศศิรัชนีอึ้งไปเล็กน้อย
“นี่ถ้าเป็นชายรอง ก็ไม่เป็นอย่างนี้หรอก”
หม่อมวาณีรำพัน ศศิรัชนีนิ่งฟัง
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 2 (ต่อ)
ลลิตา บราลีกำลังประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ ผู้ใช้บริการมีแค่ 2-3 คน
ทั้งสองนางจึงพูดคุยกันเมามัน อีกมุมหนึ่งสาลินกำลังลำเลียงหนังสือลงรถเข็น โดยมีหนุ่มแว่นช่วยอยู่ด้วย ลลิตาอ่านหนังสือพิมพ์
“ต๊าย คุณหญิงก้อยกลับมาเมืองไทยแล้ว สงสัยพาสามีมาไหว้พระญาติ เอ๊ะ แต่ข่าวบอกว่ากลับมาคนเดียว แปลกจัง”
“วันนี้ทานข้าวข้างตึกกันอีกนะครับ” แว่นบอก
“คุณแว่นคะ ตอนนี้บอสไม่ค่อยจีบฉันแล้ว คุณก็ไม่ต้องเล่นบทบาทแฟนฉันแล้วละค่ะ” สาลินว่า
“ถึงจะเล่นเป็นไม้กันหมา ผมก็อยากเล่นต่อ จะเป็นไม้หรือหมาก็ได้ครับ”
“คุณแว่นคะ ฉันมีคู่หมายแล้วนะคะ เป็นหม่อมราชวงศ์ด้วย เราจะแต่งงานกันปีหน้านี่แหละ และฉันต้องย้ายไปอยู่ในวังเสด็จพระองค์”
“เอ นั่นมันเรื่องสะใภ้นอกคอกที่คุณยืมไปอ่านนี้ครับ”
“นี้คุณ นอกจากจะตามชั้นทุกฝีก้าว ยังอ่านหนังสือตามชั้นทุกเล่มเลยเหรอ โรคจิต”
ไนเจลกับจิตริณีเข้ามา จิตริณีแต่งตัวหรูหราทันสมัย ผมเซ็ทแข็ง ดวงหน้าตกแต่งเข้มข้น
“ทุกคนครับ ผมขอแนะนำ เลียขาคนใหม่ของโผม”
“บอสคะ เลขาค่ะ ไม่ใช่เลียขา”
“โอว์ ช่าย ช่าย เลขา”
จิตริณียิ้มให้ทุกคน
“สวัสดีค่ะ”
สาลิน บราลี และลลิตาตอบรับ “สวัสดีค่ะ”
“คุณจิตริณี เพิ่งกลับมาจากนิวยอร์กครับ”
ลลิตาตาโตแล้วอุทานเบาๆ ด้วยความชื่นชอบอัตโนมัติ เพราะเห่อนักเรียนนอก
“นิวยอร์ก”
สาลินยิ้มแป้นเพราะชอบท่าทางมั่นใจในตัวเอง บราลีก็ชอบเพราะจิตริณีดูเป็นเฟมินิสต์ จิตริณียิ้มยื่นมือมาเช็คแฮนด์เรียงแถว พร้อมกับที่ไนเจลแนะนำทีละคน
“นี่คุณบร้าลี คุณหล่าลี้ท่า คุณแซลีน”
จิตริณีจับมือแว่น
“และนี่ ไอ้แว่น”
“หืมม์ อีแวน เหรอคะ”
“เปล่าครับ ชื่อแว่นเฉย ๆ ครับ” แว่นบอก
“ไอ้นี่ไม่เกี่ยวครับ”
“พวกเรายินดีต้อนรับค่ะ”
“ต่อไปผมจะพาคุณทัวร์ดูรอบๆ ไล้บราลี่เองครับ ดูทัวร์แล้ว ค่อยมาดูตัวโผม”
“ดูตัวบอส”
“หมายความว่า คุณต้องศึกษารายละเอียดของโผมทุกอย่าง และทำหน้าที่เลียขาให้ผมตลอดเวลา”
“ค่ะ ค่ะ พอเข้าใจค่ะ ไปค่ะ”
ไนเจลยื่นแขนออก จิตริณีเกาะแขนอย่างไม่ขัดเขิน ไนเจลทำตาหวาน จิตริณียิ้มพราย ทั้งคู่เดินไป สามสาวชะเง้อตาม แว่นก็ชะเง้อกับเขาด้วย
“ต๊าย เหมือนแฟนกันเลย แต่ไม่เป็นไร เป็นนักเรียนนอกฉันหลีกทางให้” ลลิตาบอก
“นี่ ฉันก็จบนอกนะยะ ทำไมหล่อนไม่เห่อ”
“จบจากปีนัง ฉันเห่อไม่ลงย่ะ”
“ชั้นนั่งรถไฟไปไกลนะ”
“นั้นไม่นับ”
“โห มีเลขาสวย”
“แว่นไม่เกี่ยว”
“นอกจากไม้กับหมายังเป็นหมาหัวเน่า”
กิตติราชนรินทร์เดินช้าๆครุ่นคิดเข้ามาในห้องโถงก็เห็นบดินทร์กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ นมย้อยปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ บดินทร์เงยหน้ามองโดยมีแววเห็นใจ กิตติชะงักแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉย
“ทุกคนรู้ข่าวแล้วซีนะ” กิตติว่า
“ฮะ หญิงกลางโทรมาหาผมตั้งแต่ตอนเย็น ตกลงหญิงก้อยหย่าจากนายอัศนีย์ จริง ๆ ครับพี่”
กิตติราชนรินทร์นิ่งงันแล้วขึ้นบันไดไป บดินทรราชทรงพลมองตาม นมย้อยเป็นห่วง
เทพีเพ็ญแสงยืนหน้าเรียบตึงแสดงความไม่พอใจ รื่นกำลังรื้อดูตามตู้ โต๊ะ ลิ้นชักอย่างโกลาหล
“กล่องใบนั้นเอาไปบริจาคหมดแล้วค่ะ”
“หาไปก่อน อาจจะตกอยู่แถวนี้ก็ได้”
ศศิรัชนีโผล่เข้ามาพร้อมกับโรย
“ไงจ๊ะ โรยบอกว่าหญิงให้หาแหวนงั้นเหรอ”
เทพีเพ็ญแสงตอบรับ “ใช่ค่ะ แหวนฝังพลอยแบบแหวนผู้ชายค่ะ พี่หญิงเห็นบ้างไหมคะ”
ศศิรัชนียื่นให้ “อยู่นี่ พี่เก็บไว้เองแหละจ้ะ”
ศศิรัชนีหยิบแหวนมาให้ เทพีเพ็ญแสงมองศศิรัชนีอย่างเอาเรื่อง รื่นหยุดการหา
“เอ๊ะ แล้วแหวนของหญิงไปอยู่กับพี่หญิงได้ยังไงคะ”
ศศิรัชนียิ้มนิดๆ แล้วพูดอย่างราบเรียบ
“หญิงจำไม่ได้หรือจ๊ะ ก่อนที่หญิงจะไปอเมริกาน่ะ หญิงโละของเก่าบอกให้พี่เอาไปบริจาค พี่เจอแหวนนี่อยู่ในกล่อง เห็นสลักชื่อวุฒิวงศ์ก็เลยบริจาคไม่ลง ตัดสินใจเก็บไว้ให้”
เทพีเพ็ญแสงมองรื่นกับโรย ทั้งสองนางรีบออกไป เทพีเพ็ญแสงสวมแหวนที่นิ้วนาง
“ไปได้แล้ว” ศศิรัชนีบอกกับรื่นและโรย “แหวนคุณชายรองใช่ไหม”
เทพีเพ็ญแสงรับคำ “ค่ะ”
“เธอจะเก็บไว้ทำไมอีก”
“พี่กลางคะ ช่วยหญิงหน่อยได้ไหม”
“ช่วยเรื่อง”
“หญิงจะกลับไปหาคุณรอง ไปขอโทษทุกเรื่องที่หญิงทำพลาดไป”
“สิ่งที่เธอทำพลาด คือทรยศเขาอย่างเลือดเย็นที่สุด คิดว่าคุณรองเขาจะให้อภัยเธองั้นเหรอ”
“พี่กลางถึงต้องช่วยหญิงไงคะ แค่นัดเดทให้หญิงก็พอ แล้วหญิงจะจัดการทุกอย่างเอง”
“แน่ใจตัวเองมากเลยนะจ๊ะหญิง”
“แน่ใจซีคะ คุณรองรักหญิง เขาให้อภัยหญิงได้เสมอ”
ศศิรัชนีหนักใจ
ห้องนอนบดินทรราชทรงพลคือห้องนอนเก่าของดิเรกราชวิทย์ซึ่งมีการตกแต่งใหม่ ข้าวของในห้องไม่เรียบร้อยนักตามประสาชายโสด นมย้อยนั่งอยู่บนพรมเอามือทาบอกอย่างตกใจ บดินทรราชทรงพลที่นั่งอยู่ตรงหน้าเอาหมอนอิงมากอดไว้กับอก
“คุณพระ คุณเจ้า แต่งยังไม่ถึงปี ครึ่งปีถึงไหมนี่”
“เจ็ดเดือนพอดีครับ ฝรั่งเขามีสำนวนว่า เจ็ดปีที่คัน คือ สามีภรรยาอยู่กันเจ็ดปี ก็จะเริ่มเบื่อหน้ากัน”
“แต่นี่มันเจ็ดเดือนเองนะคะ”
“หญิงก้อยเธอเป็นคนล้ำสมัยไงครับ”
“เฮ้อ คุณชายรอง เธอเพิ่งสบายใจได้ไม่เท่าไร นี่หน้าหมองอีกแล้ว”
“ก็รักฝังใจซีครับ”
“คู่กันแล้วต้องไม่แคล้วกัน ให้พลัดพรากยังไงก็ต้องหวนกลับมาเจอกัน แต่ถ้าไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่ค่ะ”
“ไม่รู้ว่าเรื่องพี่รองกับหญิงก้อยจะลงเอยแบบไหนนะครับ”
“เขาว่ากันว่า คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิตนะคะ”
“นั่นซินะฮะ เฮ้อ ไปอยู่เมืองนอก 3-4 ปี คิดถึงนิทานของนมจัง”
“ดู้ โตจนป่านนี้แล้ว ยังจะฟังนิทานอีกหรือคะ เอาเรื่องอะไรดีคะ”
“เรื่องอะไรก็ได้ฮะ ขอให้จบแบบแฮปปี้ แฮปปี้ หน่อยก็แล้วกัน”
“เอาเรื่องนี้ก็แล้วกัน”
“เดี๋ยวก่อนนม”
บดินทร์ขยับตัวมาหนุนตักนมย้อย นมย้อยตื้นตันลูบผมบดินทร์แล้วเริ่มเล่านิทานต่อไป
กิตติราชนรินทร์กับบดินทรราชทรงพลเข้ามาในคลับหรูซึ่งเป็นร้านอาหารที่มีดนตรีบรรเลงกล่อม บรรเลงเพลงแจ๊ซเบา ๆ หนุ่มสาวสโลว์ซบกันสองสามคู่
“นายพาฉันมาทำไม น่าจะรู้อยู่ว่าช่วงนี้ฉันไม่ชอบเที่ยว” กิตติราชนรินทร์ถาม
“หญิงกลางน่ะซีครับ อยู่ดี ๆ ก็ชวนผมกับพี่มาพบ บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษา” บดินทรราชทรงพลว่า
“หญิงกลางเหรอ”
ศศิรัชนีที่รออยู่ด้านในเดินออกมารับสองหนุ่ม
“สวัสดีค่ะคุณรอง สวัสดีนายเล็ก”
บดินทรราชทรงพลทำท่าจะสวมกอด
“นี่ นี่ ไม่ต้องทำเป็นนักเรียนนอกกับฉันเลย”
“โธ่ ขอกอดทักทายหน่อยก็ไม่ได้”
“ไว้ไปหลอกสาวๆคนอื่นเถอะ”
ศศิรัชนีเดินนำทั้งสองไปที่โต๊ะ
“มีเรื่องอะไรเหรอครับหญิงกลาง”
“หญิงค่อนข้างลำบากใจนะคะ แต่ทนการรบเร้าไม่ได้ เลยต้องขอนัดเดทคุณรองกับ หญิงก้อยค่ะ”
กิตติราชนรินทร์ชักสีหน้า บดินทรราชทรงพลเป็นงง
“นัดเดท”
ศศิรัชนีรับคำ “ค่ะ”
“เพื่ออะไรครับ”
เสียงเทพีเพ็ญแสงดังมาจากด้านหลัง
“เพื่อให้คุณรองอภัยในตัวหญิงน่ะซีคะ”
กิตติราชนรินทร์หันไปเห็นเทพีเพ็ญแสงสวยสคราญอยู่ข้างโต๊ะ สองหนุ่มลุกขึ้นยืนทันทีตามมารยาท กิตติราชนรินทร์มองเทพีเพ็ญแสงด้วยอาการตะลึงงันในความงาม บดินทรราชทรงพลยิ่งอึดอัด
“ผมเกรงว่า ผมไม่มีสิ่งใดที่จะให้อภัยหญิง และในช่วงเวลานี้ เวลาที่...”
“หญิงเป็นแม่หม้ายใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ เราไม่ควรพบปะกัน มันจะเสียชื่อเสียงหญิงเอง โทษ ผมขอตัว”
กิตติราชนรินทร์ออกจากคลับทันที เทพีเพ็ญแสงรีบเดินตาม
“หญิงกลาง ทำไมไม่บอกก่อนว่าจะนัดหญิงก้อยมาพบพี่รอง”
“โธ่ ถ้าบอก คุณรองคงไม่มาหรอก จริงไหมคะ เฮ้อ หญิงไม่น่าทำแบบนี้เลย”
บดินทราชทรงพลถอนใจอย่างเข้าใจศศิรัชนี
เทพีเพ็ญแสงวิ่งตามกิตติราชนรินทร์มาตามทางเดินปลอดผู้คน
“คุณรอง”
เทพีเพ็ญแสงเข้ากอดหลังกิตติไว้แน่น กิตติหยุดชะงัก
“จะไม่ยกโทษให้หญิงเลยเหรอคะ”
“เทพีเพ็ญแสง ปล่อยผม”
“ไม่ ไม่ปล่อย จะปล่อยเมื่อคุณชายอภัยให้หญิง”
“บอกแล้วไงไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องให้อภัย”
“หมายความว่าคุณรองไม่แยแสในตัวหญิงแล้วใช่ไหมคะ”
กิตติราชนรินทร์ค่อย ๆหันมา
“เปล่า แต่หมายถึง สิ่งที่หญิงทำ มันเป็นสิทธิ์ของหญิง ผมเป็นแค่คนอื่นที่ไม่มีอำนาจอะไรไปตัดสินหญิงได้”
“เป็นแค่คนอื่นอะไร เราคือคนรักกัน”
กิตติราชนรินทร์เบือนหน้าหนี
“หญิงรู้อยู่เต็มอกว่าหญิงทำลายความรักที่คุณมีให้หญิง แต่ขอเวลาสักหน่อยเถอะค่ะ หญิงจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟัง”
กิตติราชนรินทร์นิ่งไป เทพีเพ็ญแสงน้ำตาคลอเต็มตา กิตติราชนรินทร์ใจอ่อนทันที
ทั้งสองยืนคุยอยู่ในส่วนมุมสงบของโรงแรมก็เห็นน้ำพุและบรรยากาศสวยงามของสวนด้านนอก
“อะไรนะ หญิงไปรู้เรื่องพวกนี้จากไหน”
“ท่านพ่อรับสั่งกับหม่อมแม่ หญิงแอบได้ยิน เป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะที่เสด็จป้าไม่ทรงปลื้มหญิง ทรงหาว่าหญิงก๋ากั่นเกินไป ไม่โปรดให้หญิงแต่งงานกับคุณรอง”
กิตติราชนรินทร์สงสัยเพราะไม่เคยได้ยินเสด็จรับสั่งเรื่องนี้เลย
“ตอนนั้นหญิงทั้งเสียใจ ทั้งน้อยใจ ที่หญิงอยากไปเรียนต่อเพื่อทำตัวให้สมเป็นภริยาทูตในอนาคตของคุณ เพื่อหวังว่าเด็จป้าจะทรงพระกรุณาหญิงบ้าง แต่ตอนอยู่ที่นิวยอร์ค หญิงได้ข่าวลืออีกเรื่อง”
“อะไรครับ”
“เมื่อหญิงห่างจากคุณรอง เด็จป้าทรงเห็นเป็นโอกาสอันดี เลยทรงเตรียมหญิงอื่นไว้ให้คุณรอง”
กิตติราชรินทร์อึ้ง “ไม่ใช่เรื่องจริงเลยนิ”
“หญิงตกใจมาก ไม่รู้จะทำยังไงดี”
“ทำไมไม่ติดต่อผม เพราะสิ่งที่หญิงได้ยินมามันไม่ใช่เรื่องจริงเลย”
“เป็นความโง่เขลาและดื้อรั้นของหญิงเองค่ะ ในช่วงเวลาที่สับสนนั้น หญิงอยู่ลำพังที่นิวยอร์คมันทั้งเหงา ทั้งเศร้า หญิงต้องการใครสักคนเพื่อพึ่งพิง หญิงเลยตัดสินใจผิดพลาดไปอย่างที่เห็น”
เทพีเพ็ญแสงน้ำตาไหล
“แล้วหญิงก็ได้บทเรียนที่อันแสนเจ็บแสบ เมื่อแต่งงานไปกับคนที่ไร้ค่าที่สุดเมื่อเทียบกับคุณชาย”
กิตติราชนรินทร์มองเทพีเพ็ญแสงอย่างหยั่งถึงก้นบึ้ง เทพีเพ็ญแสงน้ำตาอาบแก้ม
“ทั้งหมดเป็นความจริงใช่ไหม เทพีเพ็ญแสง”
“ค่ะ นี่คือความจริง โปรดยกโทษให้หญิง และมอบความรักให้หญิงเหมือนเดิมเถิดนะคะคุณชาย ไม่อย่างนั้น หญิงคงมีชีวิตต่อไปในโลกนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
เทพีเพ็ญแสงเข้ากอดกิตติราชนรินทร์แนบแน่น สะอื้นกับไหล่
“หญิงรักคุณรอง ยกโทษให้หญิงนะคะ”
กิตติราชนรินทร์ทั้งสงสารเห็นใจ เขาทั้งอยากจะเชื่อและไม่เชื่อ
เทพีเพ็ญแสงร้องไห้สะอื้นกับไหล่
กิตติราชนรินทร์เริ่มใจอ่อน เสียงเพลงจากผับแว่วกิตติราชนรินทร์สีหน้าหวั่นไหว มือของกิตติราชนรินทร์ค่อย ๆ ยกขึ้นโอบเอวแบบบางของเทพีเพ็ญแสงแล้วกอดกระชับไว้แน่น ร่างทั้งสองกอดกันนิ่งนาน
เพลง “ลมหวล” ดังขึ้น เทพีเพ็ญแสงเงยหน้าจากไหล่ของกิตติ ราชนรินทร์
“นั่นเพลงของเรานี่คะคุณรอง”
“ครับ”
“จำได้ใช่ไหมคะ วันนั้นที่หัวหิน”
“จำได้ซีครับ ไม่เคยลืม”
กิตติราชนรินทร์หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้เทพีเพ็ญแสง เทพีเพ็ญแสงยิ้มเศร้าให้กิตติราชนรินทร์ เขาค่อย ๆ แย้มยิ้มรับ
นักร้องสาวสวยกำลังร้องเพลงอยู่ที่มุมเวที สปอตไลท์จับร่างนางสว่างเรืองราวนางสวรรค์
กิตติราชนรินทร์และ เทพีเพ็ญแสงกำลังเต้นสโลว์อยู่กลางฟลอร์ นักเต้นจับคู่กันสองสามคู่ เทพีเพ็ญแสงและกิตติราชนรินทร์อยู่ในโลกของความฝัน บดินทรราชพรงพลและศศิรัชนีมองทั้งคู่อย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ตกลง งานนี้ออกหัว ออกก้อยครับ”
“งานของหญิงก้อย แต่ผลงานน่าจะออกหัวนะคะ”
บดินทรราชทรงพลประชด “งั้น ชนแก้วหน่อยครับ”
“เพื่อ”
“แด่ยุทธการถ่านไฟเก่า คู่รักที่กลายเป็นคู่ร้าง และจากคู่ร้างกลับมาเป็นคู่รักกันใหม่ เชียร์ส”
“เชียร์สค่ะ”
ทั้งสองชนแก้วและดื่มพร้อมกันอย่างประชด เทพีเพ็ญแสงและกิตติราชนรินทร์ยังคลอเคลียกันแนบแน่น
วันรุ่งขึ้น ศศิรัชนีตกใจกับเรื่องที่เทพีเพ็ญแสงเล่า
“อะไรนะ เธอกุเรื่องขึ้นมาทั้งหมด”
“ค่ะ พี่กลาง หญิงอ้างถึงเสด็จว่าไม่ทรงปลื้มหญิง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย คุณรองถึงได้เชื่อไงคะ”
“แล้วเธอยังกุเรื่องว่าเด็จป้าทรงเตรียมคู่หมั้นคู่หมายให้คุณรอง ระหว่างเธอไปนิวยอร์ค เธอบังอาจมากเลยนะ”
“ช่วยไม่ได้ค่ะ นี่แหละเหตุผลที่ดีที่สุดที่ช่วยแก้ต่างให้หญิงพ้นมลทิน คุณรองให้อภัยหญิงอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ”
“ระวังเถอะ คุณรองไปสืบสาวราวเรื่องแล้วพบความจริง เขาจะไม่ให้อภัยเธอเลยในชีวิตนี้”
“ไม่มีวันค่ะ คุณรองไม่สงสัยหญิงอีกแล้ว นี่ไงคะ เดี๋ยวคุณรองจะมารับหญิงไปหัวหินด้วยกันตลอดวีคเอนด์นี้”
เทพีเพ็ญแสงเดินมาหน้ากระจกแล้วหยิบชุดใหม่สำหรับไปทะเลมาลองทาบกับตัว ศศิรัชนีมองด้วยความหมั่นไส้
“แล้วก็ระวังไว้อีกเรื่อง ไอ้เรื่องคู่หมั้นคู่หมายที่กุขึ้นมา มันอาจจะเป็นจริงขึ้นมาก็ได้นะ”
ศศิรัชนีออกจากห้องไป เทพีเพ็ญแสงยิ้มขัน
กิตติราชนรินทร์และเทพีเพ็ญแสงนั่งอยู่กับโขดหินและทะเลสวย กิตติราชนรินทร์ถ่ายรูปเทพีเพ็ญแสง เทพีเพ็ญแสงโพสท่าแบบบริจิตต์ บาร์โดต์
วันต่อมา กิตติราชนรินทร์และเทพีเพ็ญแสงทานอาหารร้านหรูริมทะเลงามยามเย็น
กิตติราชนรินทร์กับเทพีเพ็ญแสง นั่งรถเล่นกินลมด้วยกัน
กิตติราชนรินทร์และเทพีเพ็ญแสงดินเนอร์แสนสวยของโรงแรมที่เห็นทะเลและพระจันทร์
วันต่อมา ช่วงพักกลางวัน สาลิน จิตริณี ลลิตา บราลี เดินมาหน้าร้านอาหารหรู สาลินที่แต่งตัวเหมือนเด็กนักเรียนพูด
“ร้านโน้นไม่ไปแล้วนะคะ เดี๋ยวไปเจอคุณชายขี้เก็กเข้าอีก”
“ย่ะ ขืนไป เขาก็ไม่ให้เข้า แล้วถ้าเข้าเขาคงจับเธอเข้าคุก ฐานไปก่อคดีทำร้ายคุณชายถึงสองครั้งสองครา”
“มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ”
“แล้ววันหลังจะเล่าให้ฟังค่ะ”
“แต่ร้านนี้ท่าทางจะแพงไม่แพ้ร้านโน้นนะ”
“โถ อย่าวอรี่เลยค่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเองก็ได้”
ลลิตายิ้มร่า สาลินส่ายหน้า
“ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกค่ะ แต่วันนี้ เอ้อ”
ลลิตาพูดต่อให้ “วันนี้เธอแต่งตัวกะโปโล เสื้อขาวกระโปรงน้ำเงิน เหมือนนักเรียนคอนแวนต์ไม่มีผิด”
รถคันยาวของกิตติราชนรินทร์แล่นมาจอดห่างออกไป
“ไม่เหมือนหรอก เหมือนนักเรียนโรงเรียนสอนภาษาจีนตรงสี่แยกมากกว่า”
สาลินเชิดใส่แล้วสะบัดหน้าไปอีกทางพอเห็นรถกิตติราชนรินทร์ก็ตาโต สามสาวเข้าร้านกันไปหมดแล้ว
สาลินหลบมุมแอบดูอยู่ก็เห็นกิตติราชนรินทร์และเทพีเพ็ญแสงนั่งอยู่ในรถ
จบตอนที่ 2
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #2 on:
02 August 2026, 21:43:39 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000112555
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 3
เผยแพร่: 7 ต.ค. 2558 12:33 ปรับปรุง: 10 ต.ค. 2558 06:57 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 3
กิตติราชนรินทร์ดับเครื่องรถ ก่อนจะหันมาหาเทพีเพ็ญแสงที่ดูคล้ายเปล่งแสงจากตัวได้
“วันนี้ไม่ทานร้านเดิมล่ะคะ”
ชายรองส่ายหน้า “ไม่ล่ะครับ ไม่อยากเจอยายเด็กกะโปโลคนนึง เถียงคำไม่ตกฟาก น่ารำคาญ”
จังหวะที่ผมปอยหนึ่งของเขาตกมาปรกหน้าผาก เทพีเพ็ญแสงจึงเอื้อมมือมาปัดผมให้เข้าที่ ส่งให้แสงพลอยหัวแหวนวูบวับ
“หญิงใส่แหวนวงนี้ ทุกวันเลยเหรอครับ”
“ทำไมถามอย่างนั้นคะ หญิงแทบไม่เคยถอดแหวนวงนี้ออกจากนิ้วต่างหาก”
“ทั้งๆ ที่แหวนวงอื่นของหญิง ราคามากกว่านี้เป็นสิบเท่า”
เทพียิ้มหวานหยาดเยิ้ม “ของที่คุณรองให้หญิง ค่ามากกว่าสิ่งใดค่ะ”
“แต่แปลก วันก่อนๆ ที่ผมพาหญิงไปทานข้าวที่สยาม ไม่ยักเห็นหญิงใส่แหวนวงนี้”
“อ๋อ หัวแหวนมันคลอน หญิงเอาไปให้ช่างดูน่ะค่ะ”
เทพีพูดปดอย่างไม่มีพิรุธใดๆ กิตติราชนรินทรน์ยิ่งซาบซึ้ง เอื้อมมือไปกุมมืออีกฝ่าย
“ขอบคุณหญิง ขอบคุณ”
พูดพลางยกมือเทพีเพ็ญขึ้นจูบ ขณะเดียวกัน สาลินกำลังนั่งยองๆ ดูป้ายทะเบียนรถ เทียบกับที่จดไว้ในสมุดเล่มเล็ก พลันสีหน้าก็เคร่งเครียด ก่อนจะผุดลุกขึ้น
“ฮึ ใช่จริงๆ”
ชายรองลดมือเทพีเพ็ญแสงลง ฝ่ายหลังมองอย่างยวนยั่ว ฝ่ายแรกค่อยๆ โน้มตัวไปใกล้ แล้วจูบที่ริมฝีปากอย่างแผ่วเบา
สาลินที่มองเข้าไปในรถ เห็นภาพนั้นพอดี ก็ถึงกับตกใจ ทำตาโตเท่าไข่ห่าน
เมื่อกิตติราชนรินทร์ถอนริมฝีปากออก แล้วจูบเรือนผมของเทพีเพ็ญแสง พร้อมกับที่ดวงตาทอดมาด้านหลังรถ สาลินตกใจรีบนั่งยองๆ พรวดลงไป
เทพีเพ็ญแสงผลักกิตติราชนรินทร์ออกเบาๆ ดวงตาวาววาม
“คุณรองน่ะ ชุดหญิงยับหมด ลงไปเถอะค่ะ”
“ครับ”
สาลินที่นั่งยองๆ หลบอยู่หลังรถ พอได้ยินเสียงปิดประตูรถ และเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป ก็ถอนใจ ลุกขึ้น มองซ้ำเข้าไปในรถ ครั้นเห็นว่าในรถว่างเปล่าก็ถอนใจเฮือก ดึงเสื้อ ปัดกระโปรง แล้วขยับถอย บังเอิญเผลอไปชนอะไรอย่างหนึ่งเข้าอย่างจัง
“ว้าย”
พอหมุนตัวขวับมาดู ก็พบว่ากิตติราชนรินทร์ยืนอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด ทำเอาเธอถึงกับผงะ กระทั่ง ถูกอีกฝ่ายคว้าข้อมือไว้ พลางมองอย่างเอาเรื่อง เธอถึงกับอ้าปากค้าง
“คุณ”
สาลินสะบัดมือ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย ครั้นสะบัดอีกครั้ง อีกฝ่ายก็แกล้งปล่อยมือ จนเธอเกือบหัวทิ่ม
“นี่เธอทำอะไร”
สาลินรีบแก้ตัว “ฉันไม่ได้ทำอะไร คุณน่ะซีทำอะไร”
“ฉันน่ะนะ ฉันทำอะไร”
“คุณกอดจูบผู้หญิงอยู่ริมถนน”
กิตติราชนรินทร์ทำหน้านิ่ง “นี่มันรถส่วนตัวของฉัน ถ้าเธอไม่โก้งโค้งมาสอดตาดู ก็คงไม่เห็น”
“แต่นี่มันถนนสาธารณะ คนผ่านไปผ่านมาเป็นร้อย ถึงไม่สอดตาดูก็ต้องเห็น”
กิตติราชนรินทร์มองดูสาลินตั้งแต่หัวจรดเท้า ฝ่ายถูกมองคอแข็งขึ้นมาทันที
“ยังเด็กยังเล็กแต่เถียงคำไม่ตกฟาก นี่หนีโรงเรียนมาเที่ยวใช่ไหมนี้ แล้วยังมาถ้ำมองคนอีก ไม่มีมารยาท”
“ฉันไม่ใช่เด็กนักเรียน แล้วที่ไม่มีมารยาทนั่นคือคุณ“
“ฉันน่ะนะ ฉันไม่มีมารยาทยังไง” ชายรองย้อนกลับ
“ก็คุณมาเล่นหนังสด กลางวันแสกๆ อย่างงี้”
“อ้อ แต่มาก้มๆ เงยๆ ดู”
“ฉันไม่ได้ก้มๆ เงยๆ ดูคุณ แต่ฉันมาก้มๆ เงยๆ ดูรถคุณ”
กิตติราชนรินทร์ทำหน้างง “ดูรถฉัน ทำไม”
“ก็ดูทะเบียนรถคุณ ว่าใช่รถคันที่คนขับไม่มีมารยาท ขับรถฉีดน้ำโคลนมาใส่ฉัน เปียกไปหมดทั้งตัว”
สาลินลอยหน้าลอยตาพูดฉอดๆ กิตติราชนรินทร์ขมวดคิ้วมอง
“อ้อ แล้วใช่ไหมล่ะ”
“ก็ใช่น่ะซิ แล้วไม่ใช่หนเดียวนะ คุณขับรถฉีดน้ำโคลนใส่ฉันมา 2 หนแล้ว”
“ไหนบอกมาซิ ฉันไปขับรถจนโคลนเปียกเธอตั้งแต่เมื่อไร”
สาลินกางสมุดบันทึกเล่มเล็กออก
“ครั้งแรก เมื่อ 13 มิถุนายนปีก่อน ครั้งที่ 2 เมื่อ 20 กันยายน หลายเดือนก่อนเหมือนกัน ฉันจดไว้ถี่ถ้วน ดูซะ”
กิตติราชนรินทร์รับสมุดมาดูแล้วอึ้งไป เริ่มสองจิตสองใจ แต่ยังไม่ปักใจเชื่อทีเดียว
“อ้อ น่าเชื่อจริงนะ มีจดเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย”
“นี่คุณไม่เชื่อฉัน ว่าแต่ว่า 2 วัน คุณมาแถวนี้หรือเปล่า”
“ฉันเองก็เป็นคนจดบันทึกเหมือนกัน ฉันจะกลับไปดูบันทึกฉัน ว่า 2 วันนั้น ฉันมาแถวนี้หรือเปล่า”
สาลินเชิดหน้า “แล้วยังไง”
“ถ้า 2 วันนั้น ฉันมาแถวนี้จริง ฉันจะถือว่าฉันผิดจริงตามที่เธอกล่าวหา แล้วเธอต้องการให้ฉันทำอะไร”
“ถ้าคุณผิด คุณต้องขอโทษฉัน”
ชายรองส่ายหน้า “ไม่จำเป็นมั้ง”
“อ้อ คุณชายผู้ดีอย่างคุณขอโทษใครไม่เป็น”
“เปล่า แต่เพราะเธอก็ทำกางเกงฉันเปียกมา 2 หนแล้วเหมือนกัน ถือว่าหายกัน”
ชายรองยิ้มกริ่ม สาลินสะบัดหน้าพรืด เข้าร้านไป ฝ่ายแรกขมวดคิ้วมองตาม
“หา มากินที่นี่เหรอ อุตส่าห์หนีแล้วนะเนี่ย”
เทพีเพ็ญแสงนั่งรออยู่ในค็อฟฟี่ช้อป สีหน้าไม่พอใจ พอชายรองเดินเข้านั่งลง ก็พูดเหน็บด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ทำอะไรอยู่คะคุณรอง”
“ขอโทษทีหญิง เจอยายเด็กกะโปโลคนเดิมอีกแล้ว”
“ค่ะ เดี๋ยวรับประทานข้าวกลางวันแล้ว จะไปไหนกันต่อดีคะ”
กิตติราชนรินทร์รีบบอก “หญิง เดี๋ยวผมต้องกลับไปทำงานนะครับ”
เทพีเพ็ญแสงชะงัก แล้วยิ้มเย็นชา “อ้อ หญิงลืมไปค่ะ ว่าสำหรับคุณรอง “งาน” สำคัญกว่าสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด”
“โธ่ หญิง”
“โธ่ คุณรอง หญิงไม่ได้ว่าอะไรคุณรองสักหน่อย ล้อเล่นน่ะค่ะ”
กิตติราชนรินทร์ยิ้มโล่งอก มองอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู
“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะพาหญิงไปดูร้านผ้าไหมที่ผมเข้าหุ้นกับนายศุภร แล้วจะฝากให้นายศุภรเทคแคร์หญิง แถวนั้นมีห้างให้หญิงช้อปปิ้งฆ่าเวลาด้วย แล้วพอผมเลิกงานผมจะมารับหญิง”
“ไม่เป็นการรบกวนเกินไปหรือคะ”
“โธ่หญิง ตกลงตามนี้นะครับ”
เทพีเพ็ญแสงยิ้มอย่างพึงใจ
สาลินกับจิตริณีเติมแป้งอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ
“เติมสีปากนิดนึงดีไหมคะ”
จิตริณีไม่รอให้สาลินอนุญาต รีบหมุนลิปสติกสีสวยมาวาดเติมให้
“เสร็จแล้วค่ะ”
“อุ๊ย สวยจัง”
สาลินมองดูกระจก แล้ววางท่านางแบบทำปากเจ่อ แต่พอเห็นเงาสะท้อนด้านหลังที่มองมาอย่างสมเพช ก็สะดุ้งเฮือกรีบทำหน้าปรกติ
เทพีเพ็ญแสง ปรายตาจากสาลินไปที่จิตริณีแล้วก็ชะงัก
“อ้าว คุณหญิง สวัสดีค่ะ”
เทพีเพ็ญแสงทำหน้างง “อืมม์ เรารู้จักกันเหรอคะ”
“ฉันเป็นเพื่อนอัศนีย์กับวิรงรองค่ะ เราเคยเจอในผับครั้งนึง”
“ครั้งไหนเหรอคะ”
จิตริณีพูดหน้าตาเฉย “ครั้งที่คุณชายกิตติมาตามคุณสิคะ”
“เหรอคะ ขอตัวก่อนนะ”
เทพีเพ็ญแสงทำน้ำเสียงเย็นชา แล้วรีบเดินไปยังห้องน้ำส่วนใน สาลินมองตามอย่างทึ่ง
“โอ้โฮ สวยจัง เหมือนก้าวออกมาจากแมกกาซีน”
“เพื่อนของเพื่อนอีกทีน่ะค่ะ”
จิตริณียิ้มมีแววคล้ายเยาะนิดๆ
ลลิตาที่นั่งอยู่กับบราลีอีกมุมหนึ่งของค็อฟฟี่ช้อป จิ้มสเต็กชิ้นสุดท้ายเข้าปาก
“โอ๊ย อิ่ม”
“อุ๊ยตาย เธอพูดคำนี้เป็นด้วยหรือ”
ลลิตาค้อนขวับ พร้อมกับที่สาลินกลับมานั่งที่
“เรียกคิดเงินเถอะ บ่ายโมงแล้ว”
สาลินหันไปมองหาบริกร พลางสายตาเหลือบเห็นกิตติราชนิรนทร์เดินเคียงคู่มากับเทพีเพ็ญแสง บราลี ลลิตามองตามเป็นตาเดียว ก่อนจะรีบยกเมนูขึ้นมาปิดหน้า
จิตริณีเดินกลับมาจากห้องน้ำ เผชิญหน้ากับกิตติราชนรินทร์และเทพีเข้าพอดี แล้วก็ถึงกับชะงัก เพราะไม่คิดว่าเทพีเพ็ญแสงจะกลับมาควงชายรองอีกครั้ง พลางยิ้มให้นิดหนึ่งก่อนจะกลับมาที่โต๊ะ
เทพีคิดอะไรบางอย่างออก แล้วทำน้ำเสียงอ้อน
“คุณรองขา หญิงเปลี่ยนใจแล้วล่ะ เดี๋ยวแวะไปส่งหญิงที่ออฟฟิศยายวิรงรองดีกว่า”
“ไม่ช้อปปิ้งแล้วเหรอครับ”
“ไม่แล้วค่ะ”
เทพีเพ็ญแสงปรายตามองมาที่จิตริณี แล้วควงชายรองออกไป
ลลิตามองตาม แล้วทำเสียงตื่นเต้น “ว้าย คุณหญิงก้อย”
บราลีรีบถาม “ ยายเทพี เทโพ หล่อนมากับใครน่ะ ผัวหรือเปล่า”
จิตริณีส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอกค่ะ มากับคนอื่น”
สาลินมองจิตริณี แล้วรีบบอก “ มากับอีตาคุณชายขี้เก๊กไงล่ะ”
“หา นั่นคือคุณชายขี้เก๊กของเธอเหรอ” ลลิตาย้อนถาม
“ใช่ ตานี่แหละ นอกจากขี้เก๊กแล้วยังบ้ากาม ฟัดกันในรถกลางวันแสกๆ”
จิตริณี บราลี ลลิตา ทำตาโต
บราลีอยากรู้ขึ้นมาทันที “หือ ใครฟัดกะใคร”
“ช่างมันเถอะ คุณหญิงเทโพอะไรนี่ เขามีสามีแล้วหรือคะคุณจิต”
จิตริณียังไม่ทันจะตอบ ลลิตาก็พูดแทรกขึ้นก่อน
“วุ๊ย ไปอยู่หลังเขาที่ไหนมาน่ะ ที่ฉันพูดถึงอยู่บ่อยๆ ไง”
บราลีพนักหน้ารับ “อ๋อ พระญาติ หรือพยาธิของหล่อน”
ลลิตาค้อนขวับ “สามีคุณหญิงก้อย เป็นอภิมหาเศรษฐี ชื่อ อัศนีย์ เถลิงการ”
จิตริณีมองตามสายตาครุ่นคิด สาลินคิดตาม พลางทำหน้าขยะแขยง
“ต๊าย งั้น นอกจากขี้เก๊ก บ้ากาม อีตานี่ยังเป็นชู้กับเมียชาวบ้านด้วยน่ะซี อี๋”
เทพีเพ็ญแสงถือถ้วยกาแฟเดินนำวิรงรองเข้าห้องทำงาน
“หญิงดูมีความสุขจัง”
เทพีเพ็ญแสงยิ้มแป้น “ฉันก็มีความสุขจริงๆ นี่ติ่ง”
“แล้วเรื่องนายอัศนีย์นี่ยังไง มีทางกลับมาคืนดีกันไหม”
เทพีเพ็ญแสงเบ้ปาก “ให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกก่อนก็แล้วกัน”
“ไม่อยากจะเชื่อเลย เธอทิ้งทายาทมหาเศษรฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทย”
เทพีเพ็ญแสงยิ้มเยาะ “ก็แค่พวกนูโวริช เศรษฐีใหม่ มีแต่เงิน ไม่มีชาติ ไม่มีตระกูล คนอย่างฉัน ถ้าจะมีใหม่ก็ต้องดีกว่าเดิม”
“กับคุณชายรองงั้นซี” วิรงรองย้อนถาม
“ถ้าไม่นับเรื่องเงิน คุณรองเหนือกว่านายอัศนีย์ทุกอย่าง แล้วต่อให้นับเรื่องเงินก็ไม่แน่ว่าจะด้อยกว่า”
“จริงด้วย ยิ่งคุณชายรองเป็นหลานคนโปรดของเสด็จพระองค์หญิงด้วย”
เทพีเพ็ญแสงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
“เออ ติ่ง เมื่อกี้ฉันเจอเพื่อนนายอัศนีย์ ที่ชื่ออะไรนะ เธอก็รู้จัก สนิทกับนายอัศนีย์มาก”
“อ๋อ ยายจิตริณี”
“นั่นแหละ ฉันว่าป่านนี้คงโทร. ไปรายงานอัศนีย์ที่อเมริกาแล้วละว่าฉันกลับไปควงคุณรอง”
วิรงรองถามต่อ “แล้วทำไมเหรอ”
“ฉันว่าถึงเวลาแล้วน่ะซี ที่ต้องประกาศสถานะโสดของฉันอย่างเป็นทางการแล้ว”
เทพีเพ็ญแสงพูดเข้าประเด็น วิรงรองมองแล้วยิ้มกว้าง ก่อนจะปรบมือเป็นสัญญาณ อึดใจเดียวเลื่อมประภัส กับฉัตรอาชาก็เดินเข้ามา
“จะพาดหัวข่าวว่ายังไงดี”
ฉัตรอาชาถามขึ้นมา เลื่อมประภัสรีบพูดแทรก
“คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงหย่าขาดกับสามีอัศนีย์ เถลิงการเรียบร้อยแล้ว”
วิรงรองพูดต่อ “หันไปคืนดีกับคนรักเก่า หม่อมราชวงศ์กิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์”
ฉัตรอาชาช่วยเสริม “ถึงกับไปดูแฟชั่นโชว์ที่ห้องเสื้อระพีพัฒน์ กุมมือกันแนบแน่น”
เลื่อมประภัสต่ออีก “ที่หัวหินมีคนเห็นมิดไนท์คิสกลางฟูลมูนปาร์ตี้”
“นี่พวกเธอตามข่าวฉันตลอดเลยเหรอ” เทพีย้อนถาม
ทั้ง 3 คนยิ้มเรี่ยราด
กิตติราชนรินทร์ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอยู่บ้านแล้ว เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานหาอะไรอย่างหนึ่งแต่ไม่เจอ จังหวะนั้นชายเล็กที่แต่งตัวแบบจะไปเที่ยวกลางคืนโผล่มาพอดี
“พี่รอง ไงฮะ”
กิตติราชนรินทร์มองหน้าน้องชาย “ไงฮะ เรื่องอะไร”
“เรื่องหญิงก้อยน่ะซิครับ ตกลงถ่านไฟเก่ามันคุเสียงดังฉี่ฉ่าเลยใช่ไหมครับ”
“ทำนองนั้น”
“อยากรู้จัง หญิงก้อยอ้างเหตุผลอะไร ถึงทำให้พี่ชายใจอ่อน อภัยให้หญิงก้อยทั้งหมด”
กิตติราชนรินทร์ยิ้มกว้าง “มันเป็นความเข้าใจผิดที่ฉันพร้อมจะให้อภัย เพราะที่สุดแล้วหญิงก้อยยังรักฉันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง บทเรียนนี้ทำให้หญิงก้อยรักฉันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
“ระวังนะครับ เด็จป้าจะกริ้ว และไม่ประทานอภัยพี่อีกเลย เพราะพี่รับปากกับเด็จป้าแล้ว เรื่อง
คู่หมาย”
กิตติราชนรินทร์ถึงกับอึ้งไป จนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ถอนใจ พยายามตัดความคิดออกไป แล้วเดินมาเปิดตู้หนังสือ หาของต่อ
“แล้วนี่พี่รองหาอะไรอยู่ฮะ”
“หาไดอารี่ปีก่อน จะมาเช็คดูหน่อย”
บดินทรราชทรงพลเลิกคิ้ว สงสัย “เช็คอะไรเหรอครับ”
“ไม่มีอะไร วันนี้มียายเด็กกะโปโลมาว่าฉันเป็นอันธพาลไม่มีมารยาท เด็กอะไรอวดดีจริงๆ”
พูดพลางหันไปหาไดอารี่ต่อ บดินทรราชทรงพลเกาหัวแกร็กๆ
ศรีจิตรานุ่งกระโจมอก ให้คุณสร้อยกับอุ่นเรือนช่วยกันขัดผิว ขณะที่ยายพิศ กำไลและสาวใช้อีกคนวิ่งวุ่นเช่นเคย
คุณสร้อยเอาส้มมะขามทั้งปั้นชุบน้ำ ขัดถูตามศอก หลัง ไหล่จนศรีจิตราหัวสั่นหัวคลอน“อุ๊ย คุณป้าขา แสบจัง”
“อ้าว อาบมาตั้งหลายหนแล้วจะแสบอะไรนักหนา กะอีแค่ส้มมะขาม”
ศรีจิตรายิ้มแหยๆ ยายพิศกับกำไลทำหน้าเจ็บแทน
“ต้องใช้ทุกครั้งเลยเหรอคะคุณป้า ทั้งส้มมะขาม ทั้งขมิ้น”
“ทุกครั้งจ้ะ ส้มมะขามน่ะช่วยลอกคราบไคลด่างดำ ส่วนขมิ้นทำให้ผิวเนียนเปล่งปลั่ง เอ๊ะนี่ สมุนไพรไปถึงไหนแล้ว นังพิศ”
ยายพิศรีบตอบ “เสร็จแล้วเจ้าค่ะ เกือบเดือดแล้วเจ้าค่ะ”
“สมุนไพรอะไรคะ คุณป้า”
อุ่นเรือนหันมาตอบลูกสาว “สมุนไพรสำหรับให้หนูเข้ากระโจมน่ะซิ เพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง”
ยายพิศช่วยเสริม “ดีนะคะ คุณศรี เข้ากระโจมแล้วจะขับโรคขับพิษออกมากับเหงื่อ ผิวพรรณจะ
ผ่องใสเป็นน้ำเป็นนวล ขับน้ำคาวปลามดลูก”
คุณสร้อยเบิกตาโพลง “ว้าย นังพิศ พูดมากปากพล่อย หลานฉันเป็นสาวแส้แร่รวยสวยสะอาด”
ยายพิศยิ้มแหะๆ “แหม อิฉันมันพูดเพลินไปนิดค่ะ”
“เอ้า พอ เดี๋ยวล้างตัวเสร็จก็ลงขมิ้น แม่อุ่นเรือนเอาขมิ้นมา”
อุ่นเรือนเอาชามขมิ้นเข้าไปให้ คุณสร้อยรีบจับแขนศรีจิตราขึ้นมาดู
“เห็นไหม ทำแค่ไม่กี่ครั้ง ผิวก็เหลืองละออองค์แล้ว ไม่อย่างงั้นก็ซีดๆ เซียวๆ เป็นผิวอาซิ่มอาซ้อ”
อุ่นเรือนทำหน้านิ่ง เพราะชิน ศรีจิตราสบตาแม่ คุณสร้อยพูดต่อ
“ฉันจะชุบตัวให้หล่อน ให้งามไม่มีที่ติ ให้คุณชายวังโน้นเจอหล่อนเข้า เป็นต้องตะลึงจังงังไปเลย”
หนึ่งเดือนต่อมา
ขณะเสด็จ กับคุณสอางค์ เดินย่อยอาหารอยู่ในสวน มีมาลา วรรณาเดินตามมาด้วย
“สวนนี่ดูแห้งแล้งจริง หาไม้ดอกมาลงเพิ่มน่าจะดี”
เสด็จหันมาตรัสกับคุณสอางค์
“เพคะ”
พลันก็มีเสียงเด็กร้องดังแว่วมาจากทางตำหนักเล็ก
“เอ๊ะ เสียงแมวที่ไหน”
คุณสอางค์มองค้อนไปทางต้นเสียง “เสียงแมวที่ไหนกันเพคะ เสียงนัดดาเสด็จต่างหาก”
เสด็จตกพระทัย “หา ลูกชายโตหรือ ตั้งแต่เมื่อไร ผู้หญิงหรือผู้ชาย ตั้งชื่อหรือยัง”
“จะครบเดือนแล้วเพคะ”
มาลารีบบอก “ผู้ชายเพคะ”
วรรณาบอกต่อ “ยังไม่ได้ตั้งชื่อเพคะ แต่แม่เด็กเรียกว่าตาตุ้มเพคะ”
เสด็จทำพักตร์เคร่งเครียด ”เออดีวังนี้ หมาแมวออกลูก ป่าวประกาศกันทั่ว แต่นี่ลูกคนแท้ๆ กลับมาทำงุบงิบ ปิดความ”
คุณสอางค์หน้าเจื่อน “ก็ไม่อยากให้ระคายพระทัยน่ะเพคะ”
“จะชั่วดีถี่ห่างยังไงมันก็หลาน ฉันไม่อยากจะมารังเกียจเดียจฉันท์อะไร”
“แปลว่าเสด็จ จะรับเด็กเป็นนัดดา รับนัง...รับแม่เป็นสะใภ้หรือเพคะ”
เสด็จถอนใจ “รับหรือไม่รับมันก็ไม่ต่างกันหรอก แต่ฉันดูแล้วนังจรวยนี่หูตามันเอาเรื่อง ต้องคอยดูอย่าให้มันแผลงฤทธิ์อะไรได้อีก”
คุณสอางค์ มาลา วรรณาหันมาพยักเพยิดกัน ก่อนที่ฝ่ายแรกจะพูดขึ้นมา
“ตรัสเหมือนใจหม่อมฉันเพคะ”
เสด็จรีบตัดบท “แต่ยังไงก็อย่าไปยุ่งมาก มันเรื่องตำหนักโน้น ให้แม่อำพันจัดการเองจะดีกว่า”
คุณสอางค์ทำหน้าเบ้ “อู๊ย คงได้หรอกเพคะ เอียงกระเท่เร่แบบนั้น”
“อ้าว ทำไมอีกล่ะ”
“ก็เกลียดตัวกินไข่น่ะซีเพคะ”
มาลารีบเสริม “หม่อมน่ะ เห่อหลานชายเพคะ เอามาโอ้ละเห่ทั้งวันเพคะ”
วรรณาพูดต่อ “แต่กับแม่สะใภ้ใหญ่นี่ เป็นขมิ้นกับปูนเลยเพคะ”
เสด็จส่ายพระพักตร์ “นี่พอ แหม นังพวกนี้ ข้าบอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับเขา อะไร้ รู้แจ้งเห็นกระจ่างไปหมด ถ้ารู้มากนัก ข้าจะได้ส่งไปเป็นข้าหลวงตำหนักโน้นเอาไหม”
มาลา วรรณาหน้าเซียว คุณสอางค์เยิ้มแหยๆ เพราะโดนหางเลขไปด้วย
กำไลพาสาลินที่เดินถือถุงหนังสือเข้ามา พลางยกมือไหว้แม่กับพี่สาว อุ่นเรือนกับศรีจิตราทำสัญญาณให้เข้ามานั่งเงียบๆ
สาลินกับกำไลค่อยๆ ลงนั่ง ทุกคนมองไปยังจุดเดียว เห็นศรีจิตราตัวเหลืองละออองค์ ขณะที่คุณสร้อยอยู่บนตั่งเอนพิงหมอนขวาน ในมือมีขมิ้นเหลืองหุ้มมืออยู่ ใบหน้าแหงนเงย ดวงตาปิดสนิท ส่งเสียงกรนเบาๆ
สาลินมีท่าทางรื่นรมย์เป็นยิ่งนัก อุ่นเรือนรีบกระะซิบ
“ไปกราบคุณป้าก่อนลูก”
สาลินรับคำ แล้วรีบคลานไปกราบที่ตั่ง
“คุณป้าขา สากราบค่ะ”
คุณสร้อยกรนครืดออกมาปื้ดหนึ่งคล้ายรับคำ ทุกคนอมยิ้ม สาลินคลานกลับมาหาแม่กับพี่สาว
“ทำไมมือคุณป้ามีคราบขมิ้นล่ะ พี่ศรี”
“คุณป้าเพิ่งขัดตัวให้พี่นะซี”
ยายพิศรีบบอก “ค่ะ วันนี้เป็นวันขัดสีขนานใหญ่ คุณสร้อยเลยหมดแรง ม่อยอยู่ไงคะ”
สาลินหัวเราะคิก “เรื่องขัดตัวบ่มผิวนี่ล้มเลิกไปหนหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือคะ ทำไมถึงมาขัดกันใหม่ล่ะ เอ๊ะ หรือว่า....”
ศรีจิตราจุ๊ปาก สาลินรีบปิดปากตัวเอง คุณสร้อยพึมพำอะไรบางอย่างแล้วหลับต่อ
ศรีจิตรานั่งหั่นผักอยู่ ท่าทางอ่อนใจ สาลินนั่งหน้าหงิกอยู่ตรงหน้า ส่วนอุ่นเรือนนั่งปรุงอาหารที่เตา
สาลินพูดแขวะ “ฮึ คุณชายโต ได้นางข้าหลวงเป็นเมียอยู่ในตำหนัก แล้วอีตาคุณชายรองนี่ จะมีเรื่องอะไรอีกล่ะ”
อุ่นเรือนหันมองลูกสาวคนเล็ก “แหม ยายสา คนละคนกันนะจ๊ะ”
“ยังไงก็พี่น้องกัน คงไม่ห่างกันเท่าไรหรอกค่ะ”
ศรีจิตราเริ่มกังวลใจขึ้นมาอีก อุ่นเรือนหันมองสาลินตาเขียว
“อ้าว ทีหนูกับพี่ศรี คลานตามกันมาแท้ๆ ยังไม่เหมือนกันเลย”
“ฮึ แม่น่ะ ไปเข้าข้างอีตาคุณชายนั่นทำไม”
“แม่ยังไม่รู้จักตัวเลย แม่จะไปเข้าข้างเขาทำไม แม่แค่บอกว่าอย่าเพิ่งไปตั้งแง่ มีอคติกับเขาก่อนต่างหาก”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 3 (ต่อ)
สาลินค้อนแม่ ศรีจิตราพยายามพูด ทั้ง ๆ ใจอดสู
“สา เดี๋ยวต่อไปก็ได้รู้จักตัว ก็ค่อยดู ๆ กันไป”
“มันไม่ใช่พี่ศรีไปดูตัวเขาซิคะ เขาต่างหากเป็นคนดูตัวพี่ศรี”
อุ่นเรือนพยายามตัดบท “ใครจะเป็นฝ่ายดูใคร ก็ไม่เห็นจะเป็นไร”
“เป็นซิคะ เพราะพี่ศรีน่ะดีทุกอย่าง อีตาคุณชายนั่นก็คงชอบ แต่ถ้าพี่ศรีเห็นเขาแล้วไม่ชอบ พี่ศรีก็ไม่มีสิทธิมีเสียงที่จะปฏิเสธ นี่แหละผู้หญิงสมัยนี้เขาถึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิสตรี”
ศรีจิตราเห็นจริงตามที่น้องพูด ก็ยิ่งทุกข์ใจยิ่งขึ้น อุ่นเรือนหันไปเอ็ด
“ยายสานี่ ทำไมถึงได้หาเรื่องพูดให้พี่เขากังวลอยู่ได้นะ”
“ก็มันจริงนี่คะ”
ศรีจิตราถอนหายใจ “เอาเถอะสา ยังไงพี่ก็ขอให้รู้จักตัวกันก่อน พี่ไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ เขาอาจจะดีเพียบพร้อมทุกอย่างก็ได้ อีกอย่าง พี่คงไม่โชคร้ายขนาดนั้น”
สาลินออกอาการปั้นปึ่ง “พี่แน่ใจได้ยังไงว่าพี่จะไม่โชคร้ายซ้ำสอง”
ศรีจิตราเบือนหน้าไปทางอื่น พยายามไม่แสดงความอ่อนแอออกมา สาลินหน้าสลด อุ่นเรือนมองลูกสาวคนโตอย่างเห็นใจ
“ดูซิ ไปพูดจี้ใจดำพี่เขาอีกแล้ว ยายศรีไม่เป็นไรนะลูก”
ศรีจิตราฝืนยิ้ม “หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ สา วันนี้สัญญาว่าจะเอาหนังสือนิทานมาให้พี่อ่านไม่ใช่เหรอ”
“ค่ะ หนูวางไว้ที่ห้องรับแขกน่ะ พี่ศรี เข้มแข็งไว้นะ”
สาลินเข้ามากอดพี่สาว ศรีจิตรายิ้มรับ พร้อมกับถอนใจใหญ่ราวกับจะปลดปล่อยความหนักอึ้ง
ทั้งปวงให้หลุดลอยไป
ห้องนอนของดิเรกราชวิทย์อันเคยเป็นห้องของบดินราชทรงพล ตกแต่งหรูหราจนเกินงามด้วยรสนิยมของจรวย หม่อมอำพันกำลังอุ้มชูเด็กชายตุ้มวัย 1 เดือน หน้าตาสดใสขาวอวบอ้วน ดิเรกราชวิทย์กับจรวยนั่งอยู่บนเตียงมองดู
จรวยเริ่มแต่งตัวหรูหราวางท่าเป็นนาย ขณะที่เจียมนั่งพับผ้าอ้อมใส่ตะกร้าหวายเตี้ย
“แหม พอย่าอุ้มล่ะเงียบเสียงเป็นปลิดทิ้ง อู๊ย ดูซิชายโต ปากคอคางคิ้วเหมือนเธอไม่มีผิด” หม่อมอำพันยิ้มปลื้ม
“อ้าว ก็ใช่ซีครับ ลูกผมจะให้ไปเหมือนใครล่ะครับ”
“ฉันจะไปรู้หรือจ๊ะ ตอนแรกน่ะฉันกลัวว่าจะออกมา หน้าเหมือนไอ้ชม แขนขาเหมือนไอ้ยอด ตัวดำเหมือนไอ้รามซิงค์”
จรวยตาวาวคอแข็ง เจียมคอหด ดิเรกราชวิทย์หน้าเคร่ง
“หม่อมแม่ เห็นแก่ผมบ้างเถอะครับ”
“ฮึ ก็เพราะเห็นแก่เธอน่ะซี ถึงต้องอดอยากปากหมองอยู่อย่างงี้”
จังหวะนั้น ยายน้อมก็โผล่เข้ามา “หม่อมเจ้าขา ขามาครบแล้วเจ้าค่ะ”
หม่อมอำพันรีบส่งตาตุ้มให้เจียมแล้วออกไป เจียมส่งต่อให้จรวย ทันใดตาตุ้มก็แผดร้องจ้า
จรวยพูดแขวะ “ ต่อไปก็คงต้องอยู่แบบเจียมเนื้อ เจียมตัวไว้บ้าง”
ดิเรกราชวิทย์ส่ายหน้า “นี่จรวย เธอจะพูดให้มันเป็นอะไรขึ้นมานะ หม่อมแม่น่ะโปรดตาตุ้มยังกะอะไร”
จรวยยิ้มหยัน “อู๊ย ขนาดโปรดยังต้องระเห็จลงมาอยู่ชั้นล่าง ถ้าหม่อมรักน่ะ คงต้องไปอยู่เรือนแถวกับนังเจียมมังคะ”
เจียมชะงักแล้วยิ้ม “แหม ที่จริงอยู่เรือนแถวน่ะสบายนะคะ เย็นทั้งกายเย็นทั้งใจ ไม่ร้อนเหมือนอยู่
บนตำหนัก คุณจรวยก็น่าจะรู้ดีนะคะ”
จรวยเชิดหน้าอย่างผยอง
สาลิน ศรีจิตรา อุ่นเรือน ยายพิศ กำไลเดินมาจากเรือนครัว แล้วมองไปที่บนตั่ง คุณสร้อยยังคงหลับหงายเงย มีเสียงกรนเบา ๆ
อุ่นเรือนหันมาบอก “ไปลูกไปกราบลา คุณป้า”
สาลินค่อยๆ คลานเข้าไปกราบลงกับตั่ง คุณสร้อยกรนพรืดขึ้นมาราวรับรู้ ก่อนจะไอพรืด ค่อยๆ
ลืมตาขึ้น พลางเขม้นมองสาลิน แล้วพูดแก้เกี้ยว
“อากาศวันนี้เต็มที อบๆ อ้าวๆ ทำให้ง่วงเหงาหาวนอน เลยงีบไปนิด”
ยายพิศแอบยิ้ม “วุ๊ย ไม่นิดหรอกค่ะ”
คุณสร้อยตาเขียว “ฉันแค่เคลิ้มไปเดี๋ยวเดียว อ้าว แม่ลำโพงแปดหลอด จะกลับแล้วเหรอ”
สาลินยิ้มรับ “ค่ะ หนูลาคุณป้า พี่ศรีรีบอ่านนะ สาจะเอาไปคืนห้องสมุด”
“จ้ะ”
คุณสร้อยเลิกคิ้ว สงสัย “เดี๋ยว หนังสืออะไร เอามาให้ดูซิ เรื่องประโลมโลกย์หรือเปล่า เรื่องรัก ๆ
ใคร่ๆ อ่านแล้วใจแตก”
ศรีจิตรารีบส่งหนังสือให้ คุณสร้อยคว้าแว่นมาสวม
“หนังสือนิทานค่ะ นิทานฝรั่ง”
คุณสร้อยทำท่าตกใจ
“ว้าย นิทานอะไร มีนอนเตียงจูบกัน ว้าย บัดสีบัดเถลิง ฉันกะแล้วนังเด็ก คนนี้ ไปทำงานกับฝรั่งมังฆ้อง ต้องใจแตก แล้วเลยมาพาให้เธอใจแตกตาม”
2 พี่น้องทำตาปริบ ๆ อุ่นเรือนนิ่งอึ้ง กำไลกับยายพิศ เมื่อได้ยินว่ามีคนจูบกันก็ชะเง้อคอดู
ศรีจิตราพยายามอธิบาย “โธ่ นั่นมันเรื่องเจ้าหญิงนิทราค่ะคุณป้า”
คุณสร้อยชะงักมองดูหนังสือซ้ำ แต่ยังไม่ยอมแพ้
“ยังไงก็ไม่ดี”
พอพลิกหน้าต่อไป ก็ทำตาเบิกโพลงอีก
“แล้วนี่เรื่องอะไร อีนางเอกถึงแก้ผ้าหมดตัว ยังดีมีผมยาวปิดนมต้มไว้”
สาลินรีบบอก “อ๋อ เรื่องเงือกน้อยค่ะ นางเอกกินยาวิเศษ หางปลาเลยกลายเป็นขาค่ะ”
“ยังไงก็ไม่ดี แก้ผ้าแก้ผ่อน แล้วนี่เรื่องอะไร”
สาลินรีบคว้ามากอดแนบอก คุณสร้อยทำเสียงแข็ง
“เอามาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้”
สาลินจำยอมส่งให้ คุณสร้อยเห็นก็ถึงกับผงะ
“ว้าย เสียวสวาท”
ศรีจิตรา อุ่นเรือนสะดุ้ง ยายพิศ กำไลร้องอุทานพร้อมกัน
“เสียวสวาท”
คุณสร้อยรีบวางหนังสือลงพื้นคล้ายเป็นสิ่งปฏิกูล ก่อนจะเอาไม้เกาหลังไสพรวดไปให้พ้นตัว หนังสือไถลเลื่อนไปถึงหน้ากำไล กับยายพิศ
“นี่ นี่ นี่ ที่เขาเรียกหนังสือปกขาวใช่ไหม” คุณสร้อยทำท่าเหมือนรังเกียจ
สาลินรับคำ “ใช่ค่ะ ปกขาวแล้วก็เดินทองด้วยค่ะ”
“ว้าย หนังสือลามก”
สาลินรีบอธิบาย “ไม่ใช่ค่ะ เป็นเรื่องตลก แต่มีสัปดนนิดนึงค่ะ”
กำไลเอื้อมมือสั่นระริกไปเปิดดู ยายพิศร่วมชะเง้อ คุณสร้อยมองค้อน
“ว้าย พูดมาได้ไม่อายปาก นังพิศ นังกำไล แกดูอะไร เอาไปเผาทิ้งเดี๋ยวนี้”
“โธ่ คุณป้าขา นี่มันนิทานพื้นบ้านอีสาน ชื่อเสียวสวาด แปลว่าเฉลียวฉลาด เป็นเรื่องคนเจ้าปัญญา แบบศรีธนญชัยนั่นแหละค่ะ”
กำไลกับยายพิศปิดหนังสือปัง แอบทำหน้าเซ็ง แล้วพูดกัน 2 คน
“มิน่า ของแท้มันต้องเล่มเล็ก ๆ ป้า”
“นังกำไล แกก็เคยอ่านรึ”
คุณสร้อยเดินเชิดเดินกรายไปที่ตั่ง “ยังไงชื่อมันก็ลามก ฉันไม่อนุญาต ยายศรี ห้ามแกอ่าน
เด็ดขาดนะ”
“ค่ะ คุณป้า”
“เอาไว้เข้าวังเสด็จ แกจะได้อ่านสมใจ วังวุฒิเวสม์น่ะมีห้องสมุดใหญ่โต มีหนังสือ เป็นหมื่นเป็นแสน”
สาลินนั่งฟังหน้านิ่ง
3 คุณชายนั่งมองดูหม่อมอำพันที่กำลังออกฤทธิ์อยู่ตรงหน้า จรวยเอาตาตุ้มนั่งตักแต่หูเงี่ยฟัง เจียมนั่งคอหดอยู่ใกล้ๆ
“ไหนว่าทำงานบริษัทน้ำมันฝรั่ง แล้วทำไมต้องไปทำงานตามปั๊ม เขาเรียกอะไรนะ เด็กปั๊มหรือ”
บดินทรราชทรงพลรีบอธิบาย “โธ่ หม่อม ผมทำงานบริษัทใหญ่ที่สีลมครับ มีหน้าที่ไปตรวจปั๊มควบคุมคุณภาพ”
“ยังไงก็งานต่ำ ตระกูลเราน่ะเป็นเจ้า เป็นข้าทูลละออง มีเกียรติมีศรี พี่ชายโตน่ะ ต่อไปจะได้เป็นปลัดกระทรวง”
ดิเรกราชวิทย์ทำตาปริบๆ อยากขัดว่าคงยาก แต่ไม่กล้า จรวยยิ้มพึงใจ
“พี่ชายรองน่ะ ต่อไปก็จะเป็นเอกอัครราชทูต”
กิตติราชนรินทร์ถอนใจเบาๆ จรวยแอบค้อน หม่อมอำพันพูดต่ออย่างไม่พอใจ
“มีแต่แกที่แหกคอกไปทำงานต่ำๆ”
จรวยยิ้มระรื่นอุ้มตาตุ้มมาโอละเห่ในอ้อมแขน บดินทราชทรงพลยิ้มแป้น
“โธ่ ก็ทำงานสูงตั้ง 2 คนแล้ว ปล่อยให้ผมทำงานต่ำๆ ซักคนเถอะครับ หม่อม”
กิตติราชนรินทร์หันมาบอกแม่ “หม่อมแม่ครับ เงินเดือนนายเล็กน่ะ มากกว่าเงินเดือนผมกับพี่โตรวมกันซะอีกนะครับ”
หม่อมอำพันเริ่มมีทีท่าอ่อนลง แล้วไม่วายตะแบงต่อ
“ยังไงก็ไปเป็นขี้ข้าฝรั่ง”
“ทำงานกับฝรั่งนี่ดีนะครับ อะไรผิดอะไรถูกว่ากันตรงๆ แล้วก็จบกัน แต่ทำงานกับคนไทย ต้องคอยเกรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ ชาติวุฒิ มีนิ้วก้อยหัวแม่มือเต็มไปหมด”
ดิเรกราชวิทย์เห็นด้วยกับน้อง “จริงแฮะ นายพูดเข้าท่านายเล็ก”
หม่อมอำพันค้อนขวับ “ นี่อย่ามาเข้าข้างมันนะยะ สิบพ่อค้ายังไงก็ไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง”
กิตติราชนรินทร์ช่วยพูด “ยุคมันเปลี่ยนไปแล้วนะครับ ตอนนี้พระยาก็แทบไม่เหลือแล้ว”
บดินรราชทรงพลอมยิ้มขำ “ถ้าเหลือก็เหลือพระยาเทครัวน่ะครับ”
นมย้อยกลั้นยิ้ม เจียมหลุดหัวเราะออกแล้วรีบตะครุบปาก หม่อมอำพันทำตาเขียว
“นี่อย่ามาทะลึ่งกับฉันนะยะ”
นมย้อยหันมาทางชายเล็ก
“คุณเล็กพูดอะไรเป็นเล่นเรื่อยเชียว ไปค่ะ ไปอาบน้ำอาบท่าก่อน”
บดินทราชทรงพลลุกขึ้น ก่อนจะยกแขนดมกลิ่นตัวเอง “ฮะ ผมไปอาบน้ำให้หม่อมหายเหม็นสาบดีกว่า”
หม่อมอำพันค้อนวงใหญ่ “ฮึ เจ็บใจนัก มีลูกไม่ได้อย่างใจเลยซักคน”
ดิเรกราชวิทย์กับกิตติราชนรินทร์ทำตาปริบๆ นมย้อยรีบท้วง
“อ้าว เมื่อกี้หม่อมยังชมคุณชายโตกับคุณชายรองอยู่แหม็บๆ”
“ฉันก็พูดไปอย่างงั้นแหละ ฮึ เป็นท่านทูตเป็นได้ง่ายๆ หรือ ต้องฝ่ากันอีกกี่ด่านก็ไม่รู้ ส่วนอีกคนก็ได้นังบ่าวก้นครัวเป็นเมีย คงได้เป็นหรอกย่ะปลัดกระทรวงน่ะ”
ดิเรกราชวิทย์หน้าเสีย จรวยกระแทกตาตุ้มลงพื้น จนหนูน้อยร้องไห้จ้า หม่อมอำพันหันมาดุ
“ดู๊ เด็กอะไรแหกปากได้ทั้งวัน นี่ ลูกร้องก็เห่กล่อมให้เงียบซียะ ไม่ใช่ดูแต่โทรภาพ ดูการละเล่นน่ะ มันอบายมุขนะยะ ทำให้เสื่อม”
เจียมแอบเหน็บ “แล้วเล่นไพ่ล่ะคะ”
กิตติราชนรินทร์รีบขยับตัว “ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ดิเรกราชวิทย์รีบเข้าไปดูลูก “เอาตาตุ้มไปอาบน้ำเถอะ ท่าทางจะร้อน”
“ค่ะ ข้างในนี้มันร้อนเต็มทนค่ะ”
ดิเรกราชวิทย์กับจรวยรีบอุ้มเอาตาตุ้มออกไป หม่อมอำพันมองค้อน
“ต๊าย พยศพเกียรติล้นพ้นตัวกันทั้งนั้น ฉันว่าอะไรไม่ได้ทุกคน อ้าว นมย้อย นังเจียม นี่ ข้าวเย็นน่ะจะตั้งกี่โมง หรือจะให้ฉันไปตั้งเอง”
นมย้อยไม่ทันตอบ หม่อมอำพันก็เดินปึงๆ ออกไป เจียมหน้าเสีย รีบลุกขึ้นประคองนมย้อย
“ว้าย โดนกันถ้วนทั่วทุกตัวตน วันนี้มันวันอะไรกันคะ”
“จะวันอะไร ก็วันหม่อมเสียไพ่น่ะซิ”
2 สัปดาห์ต่อมา
มาลากับวรรณาเดินเก็บดอกมะลิใส่ขันมาเรื่อยๆ ก่อนที่ฝ่ายแรกจะหันไปถาม
” คุณศรีจะถวายตัวเข้าวังเมื่อไรนะ”
“คุณแม่บ้านบอกว่ามีฤกษ์ดี ต้นเดือนหน้านี่”
มาลาตื่นเต้น “อุ้ย ก็อีกไม่กี่วันแล้วซี”
“ดีจัง คุณชายรองจะได้หายว้าเหว่เอกากายเสียที”
2 นางเดินเพลินเข้าในอาณาเขตตำหนักเล็ก จนเกือบถึงศาลากลางสวน มาลาเพ่งมอง
“อุ๊ย นั่นคุณชายรอง”
“อยู่กับใครน่ะ หม่อมอำพันหรือ”
2 นางยิ้มละไมแหวกกิ่งไม้ดู แล้วก็ชะงัก
ขณะที่บนศาลากลางสวน ที่จัดอาหารเครื่องดื่มไว้ที่โต๊ะเล็กกลางศาลา กิตติราชนรินทร์นั่งแนบชิดกับเทพีเพ็ญแสงอยู่บนโซฟาหวาย
“ลองนี่ซีคะ คุณรอง”
พูดพลางป้อนเอแคลร์เข้าปากอีกฝ่าย
“หวานจัง แต่ไม่หวานเท่าหญิง”
เทพีเพ็ญแสงทำเอียงอาย ก่อนจะโดนอีกฝ่ายคว้ามือมาจูบ พลางมองอย่างหลงใหล แล้วก้มลงจุมพิตเบาๆ
มาลา วรรณาตาเบิกโพลง มีอาการคล้ายถูกผีหลอกกลางวัน ก่อนที่มือของฝ่ายแรกจะหักกิ่งไม้แห้งดังเปาะสนั่น
เทพีเพ็ญแสงขยับออกจากอ้อมแขนของกิตติราชนรินทร์ ทั้งคู่หันขวับมองดูต้นเสียง แต่ไม่เจอใครแล้ว
ฟากคุณสอางค์นั่งคุมนางข้าหลวงสาวๆ นั่งร้อยมาลัยอยู่ พลางชะเง้อมอง
“แม่วิมาลา แม่เลื่อมลายวรรณนี่ยังไง ให้ไปเก็บมะลิมาเพิ่มแค่นี้ แม่คู้ณยากยังกะใช้แมวไปขอไฟ ว้าย”
มาลา วรรณาวิ่งหน้าตื่นมา ดอกไม้กระฉอกตกเป็นทาง เกือบหมดขัน
“อะไรยะ แม่คุณ ทำหน้าเหมือนเห็นผี”
วรรณาทำหน้าตื่นเต้น “อุ๊ย น่ากลัวกว่าผีอีกค่ะ คุณแม่บ้าน”
“หืมม์ อะไร ยังไง เล่ามาซิยะ”
มาลาเหลียวซ้ายแลขวา “เล่าตอนนี้ไม่ได้ค่ะ กำแพงมีหู ประตูมีตาเจ้าค่ะ”
คุณสอางค์หันมาดู เห็นนางข้าหลวงสาวจ้องมองตาแป๋ว
“ว้าย แม่พวกนี้ ไป ไปเลยย่ะ เอาไปร้อยข้างในไป”
นางข้าหลวงค้อนขวับอย่างผิดหวัง แล้วรีบคว้างานเดินเข้าตึกไป มาลา วรรณารีบขยับมาใกล้
“เอ้า มีอะไร ยังไง”
“อิฉันกับวรรณาไปตำหนักโน้น เจอคุณชายรองจู๋จี๋กับสาวอยู่เจ้าค่ะ”
คุณสอางค์ตกใจ “หา”
วรรณายิ้มหยัน “ แต่ความจริงจะเรียกสาวไม่ได้ ต้องเรียกว่าแม่หม้ายแม่ร้างมากกว่า”
“ใคร ใครที่ไหน”
มาลารีบบอก “จะใครเล่าคะ ถ้าไม่ใช่หม่อมราชวงศ์หญิงเทพีเพ็ญแสง รัชนีกุล”
คุณสอางค์ยิ่งตกใจหนัก “ว้าย คุณหญิงก้อย ก็มีลูกมีผัวไปแล้วไม่ใช่หรือ”
“มีแต่ผัวค่ะ ยังไม่มีลูก”
“อ้าว แล้วที่มีข่าวว่ากลับมาก่อน ผัวเศรษฐีจะตามมาวันหลังล่ะ”
มาลาเบะปาก “ข่าวปล่อยเพราะกลัวจะเสียหน้าน่ะซีคะ ความจริงคือคุณหญิงเธอถูกผัวทิ้ง
เลยซมซานกลับเมืองไทย”
วรรณาพูดต่อ “พอถึงก็โร่กลับมาหาถ่านไฟเก่า เป่ากันแป๊บเดียวก็ไฟติดแดงโร่ขึ้นมา”
“นี่อิฉัน 2 คน เห็นกำลังเป่ากันอยู่คาตาเลยค่ะ”
มาลาพูดแบบมีนัย วรรณาหัวเราะคิก
“พวกอิฉันเลยไปสืบความกับคุณนมย้อย บอกว่าคืนดีกันมาร่วมครึ่งเดือนแล้วค่ะ”
คุณสอางค์ถอนหายใจ “ เฮ้อ ถ้าเสด็จทรงทราบเข้าก็คงกริ้ว ช่วยๆ กันปิดความอย่าให้ทรงทราบก็แล้วกัน ไม่งั้นคุณชายรองคงโดนขนาบแน่”
มาลารีบยื่นมือสะกิดสอางค์ “เอ คุณแม่บ้านคะ”
“ว้าย อะไรอีกยะ”
วรรณารีบถาม “แล้วที่ว่าคุณชายรองจะหมั้นกับคุณศรีล่ะคะ”
มาลาถามต่อ “คุณชายรองกลับไปคืนดีคุณหญิงก้อยแบบนี้ คุณศรีไม่เป็นหม้ายขันหมากหรือคะ”
คุณสอางค์เพิ่งนึกออก แล้วก็ตาเบิกกว้าง
“ยาดม ยาดม”
รถจากวังวุฒิเวสม์แล่นมาจอดลงหน้าบ้านราชดำริ
คุณสอางค์เปิดประตูรถผางวิ่งพรวดเข้าในตัวบ้าน คราวนี้นายยอด คนขับรถนั่งเซ็งอยู่ในรถ เลิกออกมาเปิดประตูให้แล้ว
คุณสร้อยอยู่บนตั่งใบหน้ายิ้มละไม อุ่นเรือนกับศรีจิตราอยู่กับที่พื้นตรงหน้ายิ้มแย้มไม่แพ้กัน กำไลกับยายพิศก็สลักผักคุยกันกระจุ๋งกระจิ๋ง
อุ่นเรือนหันมาบอกคุณสร้อย “เย็นนี้มีแกงเหลืองปลากระบอกกับไก่ทอดขมิ้นค่ะ คุณพี่”
“เออดี รู้ใจว่าฉันชอบกินอะไร ไม่เสียแรงอยู่กันมาตั้งนมนาน”
ศรีจิตราขันอาสา “งั้นเย็นนี้ หนูลงครัวเองนะคะ”
“อุ๊ย ไม่เอาลูก ตอนนี้ผิวพรรณวรรณะกำลังได้ที่ ขืนไปทำครัว เดี๋ยวจะหมองหมด ว้าย”
พูดพลางร้องเสียงหลง เมื่อจู่ๆ คุณสอางค์ก็โผล่พรวดมา
ทุกคนรีบยกมือไหว้เป็นฝักถั่ว คุณสอางค์รีบกระแทกตัวนั่งข้างคุณสร้อย
“แม่สร้อย เอียงหูมา”
คุณสร้อยยังคงยิ้มเอียงหูมา คุณสอางค์รีบป้องปากกระซิบ ทุกคนที่เหลือในห้องมองกันตาค้าง
ฟังจบ คุณสร้อยก็ตบตั่งผาง จนทุกคนสะดุ้งเฮือก พอสาวใช้นำน้ำมา ศรีจิตราก็รับต่อ พลางคลานเข้าไปเสิร์ฟ คุณสอางค์รับไปน้ำตาเอ่อไป
“โธ่เอ๋ย หนูศรี แม่ศรีเรือนแท้ๆ ดูรึ พิศพักตร์นวลละอองปลั่งเปล่ง ดังบุหลันวันเพ็งประไพศรี”
ศรีจิตรากับอุ่นเรือนมองหน้ากัน คุณสร้อยค้อน
“ทำไงได้ล่ะคะ อิเหนาไปหลงนางจินตหราแล้วนี่”
“ผิวยังกะแตงร่มใบ” คุณสอางค์พูดต่อ
“เป็นหนุ่มทั้งแท่งอยากกินแตงเถาตายก็ช่างเถอะ”
ศรีจิตรามอง 2 ป้าอย่างงงๆ “คุณป้าว่าอะไรนะคะ”
คุณสร้อยรีบพูดปด “ฉันว่าพรุ่งนี้ฉันจะกินแตงไทยน้ำกะทิ ให้เลือกให้ดี อย่าเอาแตงเถาตายมาทำ”
อุ่นเรือนนึกแปลกใจ “เอ๊ะ แต่คุณพี่ไม่รับประทานแตงไทยไม่ใช่หรือคะ”
ยายพิศพูดเสริม “เจ้าค่ะ เห็นท่านบ่นว่ากินแล้วลมขึ้น”
คุณสร้อยตาเขียว “นี่ แม่อุ่นเรือน นังพิศ ไม่ต้องมาสู่รู้ ดีฉันจะกินมันให้ลมขึ้นจะได้ตายๆ ไปซะ”
ทุกคนระย่อฤทธิ์คุณสร้อย ทันใดคุณสอางค์ก็หยิกน้องสาว
“นี่พอๆ”
“ว้าย คุณพี่ หนูเจ็บ”
คุณสร้อยคลำแขนป้อยๆ ค่อยสงบลงนิดหนึ่ง ยายพิศขยับเข้ามา
“คุณขา เดี๋ยวหนูต้องขอเบิกเงินไปตลาดเจ้าค่ะ”
“อุ๊ย ทำไมถึงได้สิ้นเปลืองนัก”
“ขมิ้นกับมะขามเปียกหมดเจ้าค่ะ ขัดผิวคุณศรีเมื่อเช้าจนหมดเกลี้ยงเลยเจ้าค่ะ”
คุณสร้อยยิ่งเดือดดาล “ว้าย สิ้นเปลืองอะไรขนาดนี้ไม่รู้ พอๆ เลิก ทีนี้ไม่ต้องข่งต้องขัดกันแล้ว
เลิกเด็ดขาด”
ศรีจิตราหันไปสบตาอุ่นเรือน
“งั้นทีนี้หนูก็ลงครัวได้แล้วใช่ไหมคะ คุณป้า”
“ย่ะ ตามใจย่ะ แม่คุณ เอาให้ผิวไหม้ เขม่าจับเลยนะยะ”
คุณสอางค์ทนไม่ไหว หันไปหยิกคุณสร้อยอีกคำรบ
ศรีจิตราพลิกหนังสือนิทานอยู่บนเตียง อุ่นเรือนกำลังเย็บซ่อมเสื้ออยู่ใกล้ๆ
“แม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีกหรือเปล่าคะ คุณป้าใหญ่กับคุณป้าถึงได้ทำท่าอย่างนั้น”
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันลูก”
ศรีจิตราหน้าเครียด “หนูฟังดู เหมือนกับว่าคุณชายวังโน้น มีเรื่องขัดข้องอะไรขึ้นมาอีก”
“ถ้ามีเรื่องอะไรขึ้นมาจริง คุณป้าก็บอกเองล่ะจ้ะ”
“ค่ะ เรา 2 คน อะไรก็สุดแท้แต่คุณป้า เฮ้อ บางที หนูอิจฉายายสาจัง”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 3 (ต่อ)
ลลิตากางหนังสือพิมพ์อ่านข่าวสังคมอยู่ที่เคาท์เตอร์ห้องสมุด บราลีกำลังจัดหนังสือ จิตริณีเพิ่งมาถึงพอดี
ลลิตาร้องออกมา “ว้าย คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงเลิกกับคุณอัศนีย์แล้ว”
“อุ๊ย แม่พยาธิ” บราลีอุทาน
“ตาย ออกข่าวแล้วหรือนี่” จิตริณีว่า
“อุ๊ย แปลว่าคุณจิตริณีรู้ข่าวนี้มานานแล้วหรือคะ”
“ค่ะ อัศนีย์เป็นเพื่อนฉันเอง คุณหญิงก้อยกะอัศนีย์เลิกกันมาสามเดือนแล้ว แต่ว่ามีการปิดข่าวไว้” จิตริณีบอก
“หรือคะ แล้วทำไมถึงมาเปิดข่าวตอนนี้ล่ะคะ” ลลิตาสงสัย
“คงเพราะ คุณหญิงก้อยเธอมีคู่ควงคนใหม่แล้วน่ะซีคะ ที่เราเห็นเมื่อวาน”
ลลิตาก้มดูหนังสือพิมพ์ใหม่
“อุ๊ยใช่ด้วย ในข่าวบอกว่าคุณหญิงไปดูแฟชั่นโชว์กับ ม.ร.ว. กิตติราชนริทร์ วุฒิวงศ์”
“แสดงว่าคุณชายขี้เก็กของยายสาลิน ที่แท้คือ ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์”
“ความจริงก็ไม่ใช่คนใหม่หรอกค่ะ คุณชายกิตติเป็นคนรักเก่าของคุณหญิงก่อนมาแต่งงานกับอัศนีย์ อุ๊ย ได้เวลางานแล้ว ไปนะคะ”
จิตริณีเดินไปยังชั้นบน ลลิตามองตามด้วยความเลื่อมใส
“ต๊าย เปรี้ยวจังเลย เป็นเพื่อนกะคุณอัศนีย์ด้วย”
“ใช่ เขาข่าววงในตัวจริง ไม่เหมือนเธอพวกสะเก็ดข่าว”
สาลินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ฮือ สายอีกแล้ว บอสมาหรือยัง”
“ยังย่ะ รอดตัวไป”
สาลินถอนใจเฮือกก่อนจะเข้ามานั่งหอบในเคาน์เตอร์ ลลิตายื่นมือมาสะกิด
“นี่เธอ เธอน่ะพวกผู้ดีเก่า รู้จักคุณชายกิตติราชนรินทร์ไหม”
“นี่ฉันวิ่งมาเหนื่อยแทบตับแล่บ มาถามอะไร ฉันไม่ใช่ผู้ดี ฉันเป็นชาวสวน ไม่เคยรู้จักคุณชายคนไหนทั้งนั้น” สาลินบอก
“แล้วรู้ไหมว่าคุณชายขี้เก๊กของเธอน่ะคือ” ลลิตาจะพูด
สาลินขัดขึ้น “ปวดเบามาก ขอตัวก่อน”
สาลินวิ่งไปห้องน้ำ
“งั้นไม่บอกดีกว่า” ลลิตาว่า
สอางค์ตาเบิกกว้างขณะกางหนังสือพิมพ์อ่านอยู่บนโซฟา มาลากับวรรณาคุกเข่าลงกับพื้น แต่ยืดตัวอ่านกับสอางค์ด้วย
สอางค์อ่าน “ถ่านไฟเก่าคุ ลุกโพลงแทบมอดไหม้ คงจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้”
“ว้าย ถึงขั้นประกาศในหนังสือพิมพ์แล้ว”
“ถ้าเสด็จทรงทราบ ไม่กริ้วแย่หรือคะ คุณแม่บ้าน”
สอางค์ตาเบิกโพลงก่อนจะพับหนังสือพิมพ์
“ว้าย ตายจริง เอาหนังสือพิมพ์นี่ไปซ่อนเร็ว”
มาลารับหนังสือพิมพ์มาก่อนจะทำหน้าปริวิตก
“จะซ่อนได้ยังไงคะ พอเสด็จเสด็จลง ก็ถามหาหนังสือพิมพ์ทุกที” วรรณาว่า
“งั้นเอาคืนมา เอาน้ำพรมแล้วทูลว่า เมื่อเช้าฝนลงโดนหนังสือพิมพ์เปียกหมดกว่าจะผึ่งให้แห้งก็บ่าย ทรงงานอื่นเผื่อจะทรงลืมไปแล้ว”
“อุ๊ย คุณแม่บ้านหัวแหลมมากค่ะ”
สอางค์ตาเขียวแต่ไม่พูดอะไร สามสาวเอาน้ำในแจกันแก้วมาพรมหนังสือพิมพ์กันง่วน
“นั่นทำอะไรกันอยู่” เสด็จถาม
สาวสามชะงักแล้วหน้าเจื่อน เสด็จทรงอ้อมมาดู
“ทำฝนเพคะ” มาลาบอก
“คุณแม่บ้านสั่งเพคะ” วรรณาพูด สอางค์หยิก “ว้าย”
เสด็จมาประทับนั่ง สอางค์เลื่อนตัวลงกับพื้น
“ไหนเอาหนังสือพิมพ์มาซิ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่า เขาลงข่าวตารองกับยายก้อยว่ายังไง”
สอางค์ มาลา และวรรณาตาเหลือก
“ว้าย ทรงทราบได้ยังไงเพคะ”
“บรรดาญาติมิตรฉัน เขาส่งข่าวกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว”
เสด็จเปิดหน้าสังคมแล้วทรงอ่านแว่บหนึ่งก่อนจะถอนพระทัย
“ตารองนะ ตารอง คิดสั้นจริง ๆ”
“โธ่ คนเคยรักกันมาตั้งนาน คุณชายรองน่ะรักคุณหญิงก้อยมากนะเพคะ” สอางค์บอก
“ตารองน่ะรักจริง แต่ยายก้อยน่ะรักชายรองจริงหรือ ถ้ารักจริงจะทำกับตารองอย่างนั้นได้ยังไง”
มาลากับวรรณาพูดพร้อมกัน “จริงเพคะ”
เสด็จทรงขมวดขนง สองนางข้าหลวงคอหด
“แล้วจะทรงคิดอ่านยังไงคะ” สอางค์ถาม
“ถึงจะเป็นหลาน แต่ฉันก็ไม่ขอเอายายก้อยมาเป็นสะใภ้เด็ดขาด งานนี้ฉันขอเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายซักหน่อยเถอะ”
“แล้วเรื่องแม่ศรีล่ะเพคะ”
“ให้เตรียมตัวเข้าวังได้แล้ว” เสด็จบอก
ศรีจิตราหัวสั่นหัวคลอนอยู่ คุณสร้อยยิ้มระรื่นก่อนจะเอาส้มมะขามเปียกชุบน้ำทั้งก้อนถูข้อศอกศรีจิตรา
ทั้งคู่นั่งอยู่บนตั่ง รอบด้านกั้นม่านทั้งสี่ทิศ
“ละลายขมิ้นดินสอพองซักสองชาม ทาให้งามตลอดเท้าขาวทั้งตัว”
ศรีจิตราข่มความแสบโดยยังคงหัวสั่นหัวคลอนต่อไป พิศกับกำไลมองด้วยความสงสาร
ตกกลางคืน อำพันกับกิตตินั่งอยู่ที่โซฟา โดยมีชายโตและชายเล็กนั่งอยู่ด้วย นมย้อยนั่งอยู่ห่าง ๆ
“นี่ชายรอง วันนี้เด็จป้ามีรับสั่งให้แม่เข้าเฝ้า” อำพันบอก
“ครับ เด็จป้าทรงมีธุระอะไรหรือครับ” ชายรองว่า
“จะธุระอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องแกกับหญิงก้อย ทรงถามว่าแกกับหญิงก้อยน่ะจะยังไงกันแน่”
“ผมกับหญิงก้อยรักกันมากนะครับ”
“จ้า รักมาก ก็เลยจะรับของเหลือเดนมารับประทาน”
อำพันทำหน้ารังเกียจ ชายรองสะเทือนใจ
“หม่อมแม่ หญิงก้อยเป็นคนดี แค่ผิดพลาดไปครั้งเดียว” ชายรองว่า
“จ้ะ หญิงก้อยน่ะดี วิเศษ เลิศล้ำสารพัด แต่ไอ้ที่ผิดพลั้งไปครั้งเดียวน่ะแหละ เสด็จท่านไม่มีวันยอมหรอก”
“แต่เด็จป้า อาจจะทรงเข้าใจ”
อำพันตบเข่าฉาด
“นี่ชายรอง คราวนังจรวยสวยกราก นังสะใภ้นอกคอกนั่น” อำพันบอก
“หม่อมครับ”
“ไม่ต้องมาห้ามตาโต แกทำฉัน เอ๊ย ทำเด็จป้าทรงผิดหวังมาทีนึงแล้ว ชายรองเธอจะมาทำซ้ำสองซ้ำสามอีกหรือ”
ชายรองถอนใจ “หม่อมแม่ครับ อะไรที่จะสนองพระเดชพระคุณเด็จป้า อะไรที่ทำให้หม่อมแม่พอใจ ผมทำได้เสมอ”
อำพันยิ้มออกก่อนจะเข้ามาลูบหลังลูบไหล่ชายรอง
“อุ้ย ดีจริงลูกจ๋า เห็นไหมตาโต ชายรองเขามีเหตุผล”
ดิเรกอ่อนใจ บดินทร์มองขำ ๆ
กิตติพูด “แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม ขอเวลาผมคิดใคร่ครวญดูก่อนได้ไหมครับ แล้วผมจะกราบทูลเด็จป้าเอง”
อำพันหุบยิ้มก่อนจะหน้างอหงิกแล้วถอยห่างออกมาทันที ดิเรกอมยิ้ม บดินทร์เกือบหัวเราะออกมา
“ย่ะ ตามใจเถอะย่ะ เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้อง ฮึ” อำพันว่า
“ก็คลานตามกันมานี่ครับหม่อม” บดินทร์บอก
“ทะลึ่ง เจ้าเล็ก”
อำพันสะบัดหน้าหนีไป
“ไง นายรอง ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเองแล้วนะ” ชายโตว่า
“อะไรเหรอครับ” กิตติถาม
“ก็นายเคยให้ฉันตัดใจจากจรวย แล้วตอนนี้เป็นยังไงล่ะ ถึงตราวตัวเองบ้าง นายก็ตัดใจจากหญิงก้อยไม่ได้”
“อย่าเปรียบกันครับ เพราะผมเลือกหญิงก้อยเพียงคนเดียว ไม่ใช่เหมาหมดแบบพระยาเทครัวอย่างพี่”
กิตติแยกขึ้นชั้นบนไป ดิเรกมองด้วยความหมั่นไส้เต็มที
“จะขัดพระประสงค์เสด็จก็ให้มันรู้ไปซี้”
ชายโตกลับห้อง จรวยรีบเดินตาม
“เฮ้อ กลัวจังนม”
“กลัวอะไรคะคุณเล็ก” ย้อยถาม
“กลัวเป็นพระยาเทครัวกับเขาบ้าง อิฮิ” บดินทร์ว่า
“คุณมัวแต่พูดเล่นอยู่นั่น อิฉันน่ะสงสารคุณศรีจิตราจริง ๆ ถ้าเธอรู้เข้าว่าทางเราไม่อยากแต่งกับเธอทั้งพี่ทั้งน้อง เธอจะรู้สึกยังไง”
“อยากเห็นตัวจริงเสียแล้วซีนม สวยไหม”
“ยังไม่เคยเห็นเลยค่ะ เห็นคุณสอางค์บอกว่าสวยมาก”
ชายเล็กคิดแผนบางอย่าง
ณ บ้านราชดำริเวลาเช้า ที่ชั้นบนหน้าต่างใหญ่เปิดออก คุณสร้อยที่ใส่ชุดนอนผมสยายเยี่ยมหน้าออกมารับลมเช้า เสียงคนจ้วงตักน้ำรดตัวซู่ๆ ดังแว่วมา สร้อยขมวดคิ้วมองหาต้นเสียง
สร้อยเห็นว่าที่โรงเรือนตีด้วยสังกะสีเป็นที่พักชั่วคราวมีตุ่มเรียงราย คนงานชาย 3 คนตัวดำล่ำสัน ท่อนล่างมีผ้าขาวม้าผืนเล็กกำลังอาบน้ำกัน สร้อยตาเบิกโพลงเอามือทาบอบ
คนงานชายคนหนึ่งคล้ายมีพลังจิต เขารู้สึกว่ามีคนมองจึงหันมามอง คนงานเห็นสร้อยยืนผมสยาย ลมพัดผ้าม่าน ชุดนอนไหวป่วนปั่นคล้ายเลดี้แชตเตอร์เลย์ในห้วงรัก คนงานชายสะกิดกันให้มองดูคุณสร้อย คนหนึ่งยิ้ม อีกคนโบกมือให้ แล้วล้วงเข้าไปล้างในผ้าขาวม้า
สร้อยร้องอุทานก่อนจะกระชากหน้าต่างปิดโครม
สร้อยกำลังบ่นให้ สาลิน ศรีจิตรา พิศ กำไล และนาง ๆ ทั้งหลายฟังในห้องครัว
“นี่นังพิศ ช่วงนี้บ้านคุณหญิงรัชฎาเขาต่อเติมบ้าน มีพวกคนงานก่อสร้างมาอยู่กันหลายคน หน้าตาเหมือนโจรห้าร้อย ตัวมันเลื่อม มีกล้ามเป็นก้อน ๆ เตือน ๆ พวกเราให้ระวังไว้”
“ระวังอะไรคะ” พิศถาม
“ก็ระวังมันจะกลัดมันเข้ามาปลุกปล้ำชำเราเข้าน่ะซี โบราณว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนัด”
“กำหนดมากกว่ามั้งคะ” พิศว่า
สร้อยค้อนขวับก่อนจะเช็ดมือ
“เอาล่ะ ได้เวลาไปตลาดแล้ว นังผาด ไปกับฉัน” สร้อยบอก
ผาดรับคำ “เจ้าค่ะ”
สร้อยกับผาดเดินออกไป
“พี่ศรี บ้านคุณหญิงมีมะม่วงเต็มต้นเลย สาไปขอมะม่วงคุณหญิงดีกว่า”
“ยายสา คุณป้าเตือนอยู่หยก ๆ ไม่ให้ไปยุ่งบ้านนั้น”
“นั่นซีคะ เดี๋ยวจะโดนพวกก่อสร้างมันแทะโลมเอา” พิศว่า
“งั้นกำไลไปเป็นเพื่อนนะคะ ถ้ะพี่กล้า พี่ชาย พี่คำสิงห์ มาแทะโลมละก็ กำไลจะต่อว่าเอง”
กำไลทำหน้าดุแต่ตาเคลิ้มฝัน
“นังกำไล ไปรู้จักพวกมันหมดทุกคนเลยเรอะ” พิศถาม
“ไม่ทุกคนหรอกค่ะ ยังเหลือที่ไม่ได้คุยก็ พี่ชาติ พี่อ๊อด พี่ป๊อก ลุงเขียว”
พิศส่ายหน้า
ศรีจิตรากับสาลินกำลังเก็บพืชสวนครัวริมรั้ว สาลินมองไปยังสวนบ้านคุณหญิงก็เห็นประตูรั้วเปิดอยู่ เธอเห็นคนสวนรดน้ำต้นไม้อยู่ไม่ไกล
“พี่ศรี เตรียมทำน้ำปลาหวานไว้เยอะ ๆ เลยนะ”
“ทำไมล่ะ”
“สาจะไปเก็บมะม่วงมากินน่ะซี”
สาลินไม่รอให้ศรีจิตราทัก เธอลอดรั้วเข้าบ้านคุณหญิงทันที
“ยายสา อย่าเข้าไป เฮ้อ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ”
ศรีจิตราส่ายหน้าแล้วก็สะดุ้งเมื่อรถของชายรองแล่นเข้ามา ศรีจิตรามองอย่างแปลกใจเพราะไม่คุ้น เธอรีบหลบเข้าหลังพุ่มไม้เพื่อแอบดู รถแล่นมาจอดหน้าบ้าน นายยอดรีบเปิดประตูให้ป้าสอางค์ ชายรองก้าวลงจากรถอีกด้าน ศรีจิตรามองด้วยความตกตะลึง
“ขอบคุณนะคะคุณชายรอง ที่แวะมาส่งดิฉัน”
“ไม่เป็นไรครับคุณป้า เพราะผมแวะมาที่สีลมอยู่แล้ว” ชายรองอึดอัด “เออ ถ้าอย่างนั้น ผมลาเลยนะครับ”
“อุ๊ย อย่าเพิ่งซีคะ ไหน ๆ มาแล้วเข้าไปนั่งพ้กในบ้านก่อน เดี๋ยวจะเรียกแม่ศรีจิตรามากราบคุณชายด้วย”
ชายรองชักสีหน้า “ครับ”
“งั้นเชิญที่ห้องรับแขกก่อนนะคะ”
“ผมขอเดินชมสวนสักครู่นะครับ”
“ได้ค่ะ”
สอางค์รีบเดินเร็วเข้าบ้านไปทันที ศรีจิตรามองชายรอง
“บ้านร่มรื่นดีนะ”
“ครับ สาว ๆ ที่นี่ก็สวยน่ารักกันทุกคนเลยครับ โดยเฉพาะคุณศรีจิตรา” ยอดว่า
“งั้นงานนี้คุณป้าก็ตั้งใจจะให้ฉันมาพบเขา”
“ผมก็ว่าอย่างนั้นล่ะครับ”
ชายรองส่ายหน้าแล้วถอนใจ ศรีจิตรานิ่งงัน
“แล้วทำไมคุณชายทำหน้าเบื่ออย่างนั้นล่ะครับ”
“ก็ฉันไม่ได้อยากมาเจอน่ะซี ผู้ใหญ่ก็ชอบบังคับฉันเสียจริง”
ศรีจิตรานิ่งงันเพราะทำอะไรไม่ถูก ชายรองเดินแยกไปทางรั้วบ้าน ศรีจิตราน้ำตารื้นขึ้นมาก่อนจะค่อย ๆ ไหลพรากอาบแก้ม
สอางค์เอะอะต่อหน้าพิศกับกำไลที่หอบแฮ่กๆ บรรดานางคนใช้วิ่งหาสองสาวกันอยู่ด้านนอก
“อ้าว หาตัวไม่เจอเหรอ”
“ค่ะ ก็เห็นอยู่เมื่อกี้ทั้งคุณสา คุณศรี หายไปข้างไหนแล้วไม่รู้” พิศบอก
“ฉันอุตส่าห์วางแผนคะยั้นคะยอให้คุณชายแวะมา จะได้เจอกับยายศรี แต่มาถึงแล้วกลับไม่เจอ เวรกรรมจริง ๆ เอ๊ะ แล้วยายสร้อยล่ะ หายไปไหน”
“ออกไปตลาดค่ะ” กำไลตอบ
“เออ เจริญ เจริญกันทุกคน อ้าว ยืมซึมกะทืออยู่ทำไม ออกไปรับหน้าคุณชายก่อนซี้”
“ค่ะ ค่ะ เตรียมน้ำเตรียมท่า นังกำไล”
ทุกอย่างดูวุ่นวาย
ชายรองเดินเรื่อยเปื่อยเข้าไปในสวนบ้านคุณหญิงรัชฎาเพราะเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของบ้านราชดำริ
เขามองเลยไปก็เห็นกลุ่มคนงานกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่แคร่ไม้ไกล ๆ ชาายรองไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจจึงจะเดินกลับ แต่แล้วก็สะดุดเมื่อเห็นผ้าถุงวางกองอยู่เป็นวงๆ เสียงเรียกมาจากเหนือหัว
“คุณ คุณ ช่วยเก็บมะม่วงหน่อยค่ะ กำลังจะหลุดแล้ว”
ชายรองมองไปเหนือตัวเห็นสาลินกำลังขมักเขม้นดึงช่อมะม่วงด้วยไม้สอยอยู่บนต้นไม้ สาลินกระชาก
อย่างแรงจนมะม่วงหลุดมาทั้งช่อ เศษใบไม้ร่วงกราว หล่นมาบนหัวของชายรอง แถมด้วยมะม่วงช่อใหญ่
ร่วงมาใกล้ ๆ ตัว ชายรองกระโดดโหยงเพราะรับไม่ทัน มะม่วงทั้งช่อหล่นมาแทบเท้า ที่พื้นมีเศษใบไหม้แห้ง
เกลื่อน ชายรองยิ่งหัวเสียปัดเศษใบไม้ออกจากหัว สาลินกำลังปีนต้นไม้ลงมาแล้วเสียหลัก
“โอ๊ย โอ๊ย คุณ ช่วยด้วย ขามันเกี่ยว”
ชายรองเข้าช่วย สาลินหันหลังให้เลยยังไม่เห็นหน้ากัน
“เอาขาออกมาก่อน ฉันช่วยรับเธอไว้แล้ว”
“ค่ะ ค่ะ”
สาลินเอาขาออกจากง่ามไม้แล้วเซลงมาจากต้น ชายรองประคองไว้ สาลินเซมาซบ
“เป็นอะไรรึเปล่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ” สาลินตอบ
สาลินเงยหน้ามองชายรอง
“ขอบคุณนะคะ คุณ คุณ”
ชายรองตกใจ “เธอ”
ชายรองปล่อยร่างสาลิน ทั้งสองแยกจากกันทันที
“อย่า อย่าบอกนะว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ ที่ต้องมาเจอเธอที่นี่”
“เวรกรรมทำเข็ญ ฉันอยู่ของฉันดี ๆ คุณตามมารังควาญฉันถึงที่นี่”
“เธออยู่ที่นี่เหรอ อย่าบอกนะว่าเธออยู่ที่บ้าน” ชายรองจะชี้ไปที่บ้านราชดำริ
เสียงกลุ่มหนุ่มคนงานตะโกนมา
“น้อง เก็บมะม่วงได้เยอะไหม เดี๋ยวพี่จะทำน้ำปลาหวานให้”
“อ้อ นั่นเพื่อน ๆ เธอซีนะ”
“แล้วคุณล่ะมาทำอะไรที่นี่ บ้านคุณหญิงรัชฎา อ้อ คงมาหาลูกสาวคุณหญิงซีนะ นักเรียนนอกเหมือนกันนี่”
“วันนี้ฉันโชคร้ายจริง ๆ คนนึงฉันถูกบังคับให้มาเจอ ส่วนเธอ ไม่ได้อยากเจอแต่ก็ต้องมาเจอจนได้ เวรกรรมอะไรแบบนี้”
“ตายแล้ว มะม่วงฉัน”
สาลินรีบถลาไปเก็บมะม่วงใส่กระจาดแล้วแอบโกยเอาเศษใบไม้แห้งใส่กระจาดมาจนเต็ม
“คนอะไร รับมะม่วงก็ไม่ได้ อ้อ ลืม เป็นคุณชายนี่เอง คงจะสำรวยสวยกราก หยิบโหย่งจนทำอะไรไม่เป็น” สาลินว่า
“นี่เธอว่าฉันเหรอ”
ชายรองดึงแขนสาลินขึ้น
“โอ๊ย ปล่อยนะ ฉันเจ็บ”
“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นเธอนะ สารภาพมาเสียดี ๆ ว่าเธอว่าฉัน แล้วขอโทษฉันด้วย”
“ไม่ นอกจากจะไม่ขอโทษ ฉันจะลงโทษคุณอีกต่าง”
“ลงโทษฉัน ยังไงเหรอ จะเอาน้ำมาราดฉันอีกละซี เสียใจนะ เพราะในสวนอย่างนี้คงไม่มีน้ำไว้ราดกางเกงฉันหรอก”
“ไม่ต้องใช้น้ำก็ได้นี่คะ ฉันราดด้วยไอ้นี่ก็ได้”
พูดจบ สาลินก็ราดเศษใบไม้ลงเต็มหัวชายรอง
“ฮ่ะฮ่ะ อุ๊ย คุณชาย หล่อกว่าเดิมเยอะเลย”
ชายรองปัดเศษใบไม้
“ขอฟาดหน่อยเถอะ”
ชายรองหยิบกิ่งไม้แห้งเอามาทำเป็นไม้เรียว ก่อนจะวิ่งไล่สาลินไปรอบ ๆ ต้นไม้
“จ้างให้ก็จับไม่ได้”
สาลินวิ่งหนีไปทางสวนบ้านคุณหญิงแล้วหันมาแลบลิ้นใส่
“แหยะ ตาเจ้าไม่มีศาล”
สาลินวิ่งหายไป กิตติหอบจนตัวโยน กลุ่มคนงานหัวเราะขำ กิตติหันขวับไปมอง คนงานก้มหน้างุดทันที
“ยายเด็กบ้า อ้อ คงเป็นพวกคนงานบ้านนี้ ถึงได้ไม่มีใครสั่งใครสอน”
ชายรองเดินกลับไปทางบ้านราชดำริ โดยเศษฝุ่น เศษใบไม้ยังติดตามตัว
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 3 (ต่อ)
ชายรองเดินกลับมาอย่างหัวเสีย เขาพบสอางค์ยืนรออยู่โดยยิ้มอย่างฝืนเต็มที
ศรีจิตรายังหลบอยู่หลังพุ่มไม้ กำไลกับพิศยืนรออยู่ด้วย ทั้งสองมองชายรองด้วยความปลาบปลื้มที่เพิ่งเห็นตัวจริงครั้งแรกวันนี้
“ได้เวลา ผมคงต้องกลับแล้วละครับ”
“แหม คุณชายขา ดิฉันขอร้องให้อยู่อีกสักพักได้ไหมคะ ยายศรีคงจะออกไปตลาด เดี๋ยวก็กลับค่ะ”
“ขอโทษนะครับ ผมมีนัดพอดี แล้วก็ควรจะตรงเวลาด้วย”
“เหรอคะ งั้น ไม่เป็นไรค่ะ” สอางค์บอก
“ผมลาครับ” ชายรองบอก
ชายรองไหว้สอางค์ ยอดเปิดประตูให้ชายรองแล้วขึ้นขับแล่นออก
“ฉันอ่อนใจจริง ๆ ลงทุนลงแรงไป เสียหมด”
พูดจบ รถสามล้อถีบก็แล่นเข้ามา สร้อยและนางผาดถือตะกร้าของสดมาเต็มรถ พิศและกำไลช่วยขนของ
“คุณพี่ สวัสดีค่ะ เอ รถใครคะ คันใหญ่เบ้อเริ่มแล่นสวนออกไป”
“จะรถใครล่ะยะ ก็รถคุณชาย กิตติน่ะซี”
“หา รถคุณชาย คุณชายมาที่นี่เหรอคะ”
“ย่ะ แม่มหาจำเริญ ฉันอุตส่าห์หน้าด้านหน้าทน ทำทีเป็นขอติดรถคุณชายให้มาส่งที่นี่ หวังจะให้เจอแม่ศรี แต่หล่อนกลับพาแม่ศรีไปตลาด เจริญจริง ๆ”
“เปล่าค่ะ ยายศรีไม่ได้ไปตลาดกับหนู”
“อ้าว แล้วหายไปไหนล่ะ”
“หาทั่วบ้านก็ไม่เจอค่ะ”
ศรีจิตราแอบฟังนิ่งอยู่
สาลินหัวหูเลอะไปด้วยเศษใบไม้แห้ง เธอลอดรั้วเข้ามาพร้อมมะม่วงใส่มาเต็มชะลอม ศรีจิตรารีบเช็ดน้ำตา
“พี่ศรี เมื่อกี้สาเจอใครรู้ไหม อีตาคุณ”
ศรีจิตราทัก “เงียบก่อนยายสา”
สาลินมองไปที่สองป้าและสาวใช้ที่กำลังออกงิ้วกันอยู่
“อ้าว ป้าสอางค์มา แล้วเอะอะอะไรกันคะ” สาลินถาม
“เอะอะที่เราสองคนหายไปน่ะซี”
สาลินงง
“สา เอาอย่างนี้นะ เดี๋ยวเราออกไปพร้อมกัน สาบอกนะว่าพี่ไปเก็บมะม่วงบ้านคุณหญิงกับสา”
“ทำไมคะ”
ศรีจิตราว่า “เอาเถอะน่า”
สองสาวหิ้วชะลอมออกมาจากรั้ว เดินตรงมาหาสองป้า
“นั่นไงคะ มาแล้ว” พิศบอก
“ยายศรี หายไปไหนมา หากันทั่วบ้าน” สอางค์ถาม
“ไปเก็บมะม่วงบ้านคุณหญิงรัชฎาค่ะ”
“ว้าย....ฉันห้ามแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ไปยุ่งบ้านโน้น มีแต่คนงานกลัดมัน”
“แหม....มะม่วงก็กำลังกลัดมัน เอ๊ย สุกงอมพอดีค่ะ”
“น่าตีจริง ๆ ยายคนนี้ พาพี่สาวไปโลดโผนกับหล่อนด้วย”
“มีอะไรเหรอคะ”
“คุณชาย กิตติเขามารอพบเราอยู่ พอไม่เจอเขาก็ลากลับ”
“หา คุณชายมารอพบ”
“หนูไม่ทราบค่ะ ขอโทษค่ะคุณป้า”
สาลินมองพี่สาวด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องโกหก
“หวังว่าจะให้เจอกัน ทำความรู้จักก่อนที่เราจะเข้าวัง ความหวังฉันพังหมด”
“ถ้าเขาอยากเจอจริง เขาก็ต้องอยู่รอซีคะ แสดงว่าเขาไม่อยากเจอ”
สอางค์อึ้งไปเพราะคิดในใจว่าจริงของมัน
“อ้าว แม่นี่ ยังจะไปว่าคุณชายเขาอีก หล่อนทำผิดยังไม่สำนึก ไป ไปไหนก็ไป”
“ค่ะ”
สาลินรีบพาศรีจิตราแยกไปทันที พิศ กำไล ผาดเดินตาม สอางค์กระซิบสร้อย
“นี่ฉันก็หวังนะ คุณชายมาเจอแม่ศรี เห็นน่ารักกะหลิบกะร่อย อาจจะลืมยายคุณหญิงก้อยเลยก็ได้”
“นั่นซีคะคุณพี่ ยายศรีงามเหมือนบุษบาอย่างนี้ ภูมีดูนางไม่วางตาแน่ ๆ” สร้อยบอก
สาลินดึงศรีมามุมปลอดคน
“พี่ เห็นอีตาคุณชายแล้วเหรอ หน้าตาเป็นยังไง”
ศรีจิตราซึม “ก็หล่อนะ ภูมิฐาน เป็นผู้ใหญ่ แต่”
“แต่อะไร”
“แต่ก็เย็นชา ดูหยิ่ง ๆ ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่”
“มาอีหรอบเดียวกันเลย แล้วทำไมพี่ไม่แสดงตัว แถมโกหกว่าไปเก็บมะม่วงกับสาอีก” สาลินบอก
“พี่ไม่อยากเจอเขาตอนนี้น่ะซี”
“สาเข้าใจ พวกคุณชายขี้เก๊ก หยิ่ง ๆ น่าหมั่นไส้ คิดว่าตัวเองวิเศษคนเดียว คนอื่นต้อยต่ำไปหมด ถ้าพี่ไม่ชอบเขานะ ทูลเสด็จปฏิเสธการหมั้นหมายไปเลย”
“ยายสา อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลย”
“เมื่อกี้คุณป้าบอกชื่อ กิตติ กิตติอะไรคะ”
“กิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์”
“ยี้ คนอะไร ชื่อยาวตั้งวา ยาวกว่านามสกุลอีก เอาไปตั้งชื่อคนได้อีกสามสี่คน”
เสียงสร้อยแว่วมา
“ยายศรี ยายสา หายไปไหนอีกแล้ว มาเคี่ยวน้ำตาลทำน้ำปลาหวานซียะ”
สาลินรีบกลับไป ศรีจิตรายังถอนใจกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่
ศาลาท่าน้ำไม้เลื้อยคลุมหลังคาออกดอกพราว
คุณยาย สาลินและเจ้าแกะกำลังใส่บาตรที่บันได คุณยายถือขันข้าว สาลินถือถาดวางกระทงใบตองใส่กับข้าวและห่อขนมทรงเรียวสวย ในเรือหลวงตาใจดีนั่งอยู่กับเด็กวัดพายเรือ หลวงตาปิดฝาบาตร
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ ก็จะเลิกพายเรือบิณฑบาตรแล้วนะโยม” หลวงตาบอก
“อ้าว ทำไมล่ะคะ หลวงตา” สาลินถาม
“พวกทางถนนเขาขอมาว่าให้ไปรับบาตรทางถนนบ้าง อีกอย่างไอ้เบิ้มนี่มันเต็มที มันพายเรือถลากถลำ วันก่อนไปล่มหน้าวัด ข้าวปลา หนมนมเนย ลอยฟ่องทั้งคลอง”
คุณยายตกใจ สาลินกลั้นหัวเราะ เจ้าแกะสอดขึ้น
“อย่างงี้ก็เรือล่มเมื่อจอดซีหลวงตา”
หลวงตาค้อน คุณยายเอาขันข้าวโขกหัวเจ้าแกะโป๊ก
“พรุ่งนี้ อิฉันก็ต้องไปใส่บาตรที่ถนนแล้วซีคะ เฮ้อ บ้านเมืองเปลี่ยนไปเยอะนะเจ้าคะ ตั้งแต่มีถนนตัดมานี่”
“เจริญพร ไปล่ะนะ โยม นังหนู เจ้าแกะ”
สาลิน คุณยาย และเจ้าแกะไหว้พระด้วยความนอบน้อม คุณยายมองดูสาลิน
“เออ ยายสา ไหว้พระไหว้เจ้าดี ๆ ก็เป็นนี่”
“แหม คุณยาย หนูก็เป็นกัลยาณีเหมือนกันนี่คะ ถึงจะไม่ครบห้า เป็นเบญจกัลยาณีอย่างพี่ศรีก็เหอะ”
สาลินทำมือประสานยิ้มละไม คุณยายเอาขันข้าวโขกหัวโป๊ก สาลินกุมหัวโดยเลิกเป็นกัลยาณีในฉับพลัน
ถนนตัดใหม่สองข้างทางยังคงเป็นเรือกสวนเห็นต้นไม้เขียวขจี มีตึกแถวขึ้นใหม่ประปราย ถัดไปมีปั้มน้ำมันใหม่เอี่ยมที่กำลังก่อสร้าง ซอยเข้าบ้านอยู่ถัดจากปั้มไปเล็กน้อย คุณตา คุณยายแต่งตัวแบบจะไปตลาด สาลินแต่งตัวสวย เจ้าแกะใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนประชาบาลออกมา เจ้าแกะยกมือไหว้ลา แล้ววิ่งข้ามถนนหายไป
รถเก๋งคันใหญ่แล่นมาจอด สาวใหญ่ผิวคล้ำ หน้ากร้านกรำแดด แต่แต่งตัวแต่งหน้าทำผมโป่ง ลงมากับเด็กสาวหน้าซีด แต่งตัวทันสมัย
“จะไปไหนกันคะ คุณน้า” พุดซ้อนถาม
“ใครกันหือม์ อ้าว แม่พุดซ้อนเองหรือนี่” ตาถาม
“เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นพุทธชาติแล้วค่ะ”
สองตายายกับสาลินทำตาปริบๆ พุทธชาติวางท่าคุณนายแล้วกระดิกนิ้วให้แหวนเพชรวูบวับ
“แต่งตัวซะเปิ๊ดซะก๊าดเชียว”
พุดซ้อนฉีกยิ้ม “อ้าว ชบาทิพย์ สวัสดีคุณตา คุณยายหรือยัง”
ชบาทิพย์ยิ้มแหยด้วยท่าทางยังไม่คุ้นชินกับชีวิตใหม่ เธอยกมือไหว้
“หนูไหว้จ้ะ” ชบาทิพย์พูด พุดซ้อนถลึงตา “สวัสดีค่ะ”
พุดซ้อนหันมาลูบรถตนเอง
“นี่รถคันใหม่ค่ะ ซื้อมา 2-3 คัน รถยุโรปทั้งนั้น”
“แล้วนี่แม่พุด” ยายชะงัก
“พุทธชาติค่ะ”
“แม่พุทธชาติมีธุระอะไรเหรอจ๊ะ”
“แวะเอาขนมมาให้! พุทธชาติมาดูปั้มน้ำมันค่ะ นี่ก็เกือบแล้วเสร็จ ก็ลงทุนลงรอนไว้ให้ลูกชบาทิพย์ดูแล อ้อ ขอตัวก่อนนะคะ นัดช่างรับเหมามาคุยจะสร้างตึกแถวน่ะค่ะ ลาค่ะไปนะจ๊ะ สาลิน”
สองแม่ลูกเศรษฐีใหม่ยกมือไหว้แล้ววางท่าไปขึ้นรถ
“เมืองนนท์เราทำท่าจะเป็นเมืองกรุงไปแล้ว”
“ถนนตัดมา ที่ขึ้นราคา เลยขายที่ร่ำรวย กลายเป็นเศรษฐีกันหมด”
“ชื่อพุดซ้อนก็กลายเป็นพุทธชาติ หนูชบาก็กลายเป็นชบาทิพย์” สาลินว่า
“เถอะน่า เขาเป็นคหปัตนีแล้ว จะให้มีชื่อเป็นชาวบ้านอยู่ได้ยังไง” ยายบอก
“ฮึ มีแต่คนอยากเป็นผู้ดีกันทั้งนั้น” สาลินว่า
แท็กซี่ตาผลขับมาจอด ตาผลลงมา
“เติมน้ำมันเรียบร้อยแล้วครับ”
“ไปค่ะ คุณตา คุณยาย ส่งคุณยาย คุณตาที่ตลาดก่อนนะ แล้วไปส่งหนูที่ห้องสมุดเลย”
ทุกคนขึ้นรถแต่ยังได้ยินเสียงสาลิน
“ทีหลังก็ไม่ต้องไปเติมน้ำมันไกลแล้วนะตาผล เติมปั้มน้าพุทธชาตินี่ก็ได้”
“พุทธชาติ อ๋อ นังพุดซ้อนน่ะหรือครับ มันขับรถไปอวดเค้าทั่วทุกบ้านแหละครับ” ผลว่า
เสด็จประทับบนตั่ง คุณสร้อยและคุณสอางค์อยู่ตรงหน้าโดยเรื่องที่คุยกันค่อนข้างส่วนตัว
มาลาและวรรณาจึงถูกไล่ออกไป
“เรื่องศรีจิตรามาอยู่ที่นี่ แม่สร้อย เธอคิดเห็นเป็นยังไง”
สร้อยสบตาสอางค์แล้วพูดอึกอัก
“เอ้อ เพคะ”
“มีอะไรก็พูดมาแม่สร้อย อึกอักอ้ำอึ้งอยู่ได้” เสด็จบอก
“ก็เรื่องคุณชายรองกับคุณหญิงก้อยน่ะซีเพคะ หมู่นี้มาพร่ำพรอดกันที่ตำหนักโน้นแทบทุกเย็นเลยเพคะ”
“ก็นี่แหละฉันถึงจะได้ให้ศรีจิตรามาอยู่ที่นี่ ตารองจะได้เลิกพาแม่ก้อยมาซักที”
“แต่ยังไงมันก็ยังคาราคาซัง เอ้อเร้อเอ้อเต่ออยู่นะเพคะ”
“เสด็จจะไม่ทรงยื่นคำขาดกับคุณชายรองหรือเพคะ”
“เรื่องจะไปยื่นคำขาดแบบนั้นฉันทำไม่ได้หรอก ตารองโตป่านนี้แล้ว ให้เขาตัดสินใจเอง”
“เพคะ”
“แต่แม่สร้อยเย็นใจได้ ฉันไม่มีวันรับยายก้อยเป็นสะใภ้แน่นอน”
สร้อยยิ้มออกสบตาสอางค์
“ถ้าอย่างงั้นหม่อมฉันก็คลายใจเพคะ”
“ไป ได้เวลาน้ำชาแล้ว ไปกันเถอะ”
เสด็จประทับยืน สอางค์เดินนำมาที่ประตู สร้อยเดินตามหลัง
“นี่นางมาลา วรรณา คงพาพวกมาแอบฟังตามเคย”
“ยิ่งทรงพระทัยดี นังพวกนี้ก็ยิ่งลามเพคะ”
สอางค์เปิดประตูผางออกไปแล้วพบว่านอกประตูว่างเปล่าไม่มีใคร เสด็จทรงแปลกพระทัย
สอางค์กับสร้อยมองทางซ้ายก็เห็นว่าตลอดด้านว่างเปล่าไร้ผู้คน สอางค์ สร้อยยื่นหน้ามองทางขวา
พบว่าด้านขวาก็ดูร้างไร้ผู้คน
“ว้ายอะไรกันนี่ ยังกะวังร้าง นังพวกจริตดกหายไปไหนกันหมด”
นางข้าหลวงหมดทั้งวัง ทั้งสาวน้อย สาวใหญ่ สาวใกล้แซยิดนั่งกันอยู่สลอน บ้างหัวเราะคิกคัก บ้างเอียงอาย บ้างแอบหลังพุ่มไม้ บ้างกอดเสาศาลา มองตรงขึ้นไปบนศาลาด้วยดวงตาวาววาม
ชายเล็กนั่งอยู่เป็นไข่แดง มาลากับวรรณานั่งระทวยอยู่ใกล้ บดินทร์มีหนังสือภาษาอังกฤษและ
สมุดจดโน้ต ปากกาด้ามทองวางอยู่
“โธ่ แหม่มน่ะสวยหรอก แต่ตัวยังกะตึก ไม่เอวบางร่างน้อยเหมือนมาลา” ชายเล็กบอก
“ว้าย คุณชาย วันก่อนคุณแม่บ้านยังว่ามาลาเอวช้างร่างหนาอยู่เลย”
“แล้วผิวพรรณวรรณะล่ะคะ วรรณาเห็นว่าขาวยังกะงาช้าง”
“ขาวก็ขาวหรอกฮะ แต่ว่าผิวมันหยาบกร้าน แถมยังขนเยอะ ดีไม่ดีบางคนมีหนวดด้วย”
“อี้ย์ ขยะแขยง”
“ไม่มีผิวเรื่อเหลืองนวลละอองอย่างวรรณาหรอก”
“วุ้ย คุณชายเล็ก”
มาลากับวรรณาคิกคัก บรรดานางอื่นๆก็คิกคักด้วยเหมือนบดินทร์พูดกับตัวเอง ทางเบื้องหลัง สอางค์กับสร้อยยืนทำตาปริบๆอยู่
“เอ้านี่ แม่คุณ แม่ทูนหัว มาหลงรูปจูบเงาอยู่นี่เอง”
ทุกนางสะดุ้งตื่นจากภวังค์รัก สอางค์กับสร้อยก้าวแหวกดงนางข้าหลวงเข้าไป
“เสด็จจะเสด็จลงเดี๋ยวนี้แล้ว เครื่องว่าง เครื่องน้ำชาอยู่ไหนยะ”
“ว้ายหลงเวลา ไป เร้ว”
มาลากับวรรณานำขบวนข้าหลวงวิ่งกรูเกรียวคิกคักกันไป พริบตาเดียวก็หายไปหมด สอางค์กับสร้อยก้าวขึ้นศาลา ชายเล็กลุกขึ้นรับยกมือไหว้ก่อน สอางค์และสร้อยรีบรับไหว้โดยย่อตัวอย่างต่ำ
“สวัสดีครับ คุณสอางค์ โอ นี่ คุณสร้อยใช่ไหมครับนี่ โธ่ ผมจำแทบไม่ได้”
สร้อยยิ้มโดยเริ่มมีอาการระริกระรี้
“วุ้ย ไปเมืองนอกแค่ 3-4 ปีเท่านั้นเอง ถึงกับจำอิฉันไม่ได้เชียวหรือคะ”
“โธ่ ก็คุณสร้อยสาวขึ้น สวยขึ้นอย่างนี้ ผมจะจำได้ยังไงล่ะครับ”
สร้อยระริกระรี้ไม่ผิดจากนางข้าหลวงเมื่อครู่
“วุ้ย คุณชายเล็ก นี่คงพูดแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนใช่ไหมคะ”
สอางค์ค้อน “ก็ใช่น่ะซี คราวก่อนก็พูดกับพี่แบบนี้ทุกคำ”
“โธ่ ก็พูดกับคุณสร้อย คุณสอางค์เท่านั้นแหละครับ นี่เด็จป้ายังไม่เด็จลงหรือครับ”
“เด็จเข้าไปในห้องสมุดค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวผมไปเชิญเด็จมาเอง”
ชายเล็กเดินลงจากศาลาโดยทิ้งหนังสือนิยายไว้บนโต๊ะ สอางค์และสร้อยมองตามอย่างชื่นชม
ชายเล็กเดินผิวปากมาในสวนแล้วชะงักก่อนจะตบดูตามเสื้อและกางเกง
“อ้าวเฮ้ย ลืมหยิบหนังสือนิยายมาคืนเสด็จ”
ชายเล็กหันกลับไป
สอางค์ดึงสร้อยลงนั่งก่อนจะมองดูรอบๆเห็นไม่มีใคร
“นี่แม่สร้อย เธอคิดเหมือนฉันหรือเปล่า”
“คิดเรื่องอะไรคะ คุณพี่” สร้อยถาม
“คุณชายเล็กน่ะยังตัวเปล่าเล่าเปลือย อย่าลืมซี เรายังมีหลานสาวอีกคน” สอางค์ว่า
“แม่สาลินน่ะหรือคะ ว้าย ไม่ไหวล่ะค่ะคุณพี่ แม่นั่นน่ะยิ่งกว่าทหารพระราม”
ชายเล็กก้าวมาชะงักกึกอยู่หลังพุ่มไม้
“กิริยามารยาทยังกะอีแก้วหน้าม้า ให้อยู่ก้นสวนเมืองนนท์น่ะดีแล้ว”
“แหม คุณชายเล็กก็ซุกซนหยอกอยู่เมื่อไร อาจจะติดเนื้อต้องใจก็ได้”
“หนูกลัวจะขายหน้าวันละห้าเบี้ย”
“ก็เอาแม่สาลินมาฝึกซะในวัง”
“หนูก็ยังกลัวว่าเป็นทหารพระลักษณ์”
สองสาวยังคงถุ่มเถียง ชายเล็กยืนยิ้มในหน้าด้วยดวงตาที่มีแววสนุกสนาน
รถของชายเล็กแล่นมาตามถนน
ชายเล็กอยู่หลังพวงมาลัยโดยมีคุณสร้อยนั่งข้าง
“เกรงใจคุณชายจริงๆค่ะ แต่วันนี้รถที่บ้านเสีย จะขึ้นแท็กซี่ก็กลัว”
“กลัวอะไรครับ”
“ก็ที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ไงคะ แท็กซี่โปะยาสลบผู้โดยสาร “สาว” แล้วพาไป เอ้อ ทำมิดีมิร้าย”
ชายเล็กทำหน้าพิกลคล้ายแทบจะบอกว่า “อย่างคุณสร้อยไม่โดนหรอกครับ”
ชายเล็กพูด “วันนี้เห็นคุณสร้อยขนผลไม้มาถวายเสด็จป้าเยอะแยะ คุณสร้อยมีสวนที่นนท์ด้วยหรือครับ”
“ไม่ใช่ของอิฉันหรอกค่ะ แต่เป็นของแม่อุ่นเรือนน้องสะใภ้ดิฉัน”
“บ้านสวนนี่ต้องนั่งเรือไปหรือเปล่าครับ”
“เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้วค่ะ มีถนนตัดผ่าน เจริญขึ้นกว่าเดิม มีรถเมล์ผ่านแล้วค่ะ เห็นว่าอยู่เยื้องกับตลาดใหญ่ มีปั๊มน้ำมันอยู่ใกล้ๆค่ะ”
ชายเล็กทบทวนเบาๆ
“เยื้องตลาดใหญ่ มีปั๊มน้ำมันอยู่ใกล้ๆ”
“อะไรนะคะ”
“เปล่าครับ”
ชายเล็กทำหน้าเฉย
รถชายเล็กแล่นมาจอดลงหน้าประตูรั้วบ้านราชดำริ ชายเล็กกดแตร ทันใดนั้นประตูบานเล็กก็เปิดออก กำไลโผล่มา คุณสร้อยสะดุ้ง
“ว้าย นังกำไล” สร้อยชะโงกหน้าออกจากรถ “เอ้าเปิดประตูเร็วๆซี่หล่อน”
กำไลผลุบเข้าไปแล้วประตูรั้วก็เปิดออก บานหนึ่งกำไลจับเปิดออก บานหนึ่งศรีจิตราเป็นคนเปิด
ชายเล็กมองดูศรีจิตรา แสงไฟหน้ารถส่องเข้าที่ศรีจิตราทำให้ผิวที่เหลืองยิ่งเรืองรองขึ้น ชายเล็กมองอย่างทึ่ง แล้วขับรถผ่านศรีจิตราพลางหันมามองซ้ำ ศรีจิตรามองเข้าไปพอเห็นสายตาชายเล็กร์ก็ชะงักจึงนิ่งอย่างไว้ตัว รถชายเล็กแล่นเลยเข้าไป กำไลก้าวมายืนข้างศรีจิตราแล้วชะเง้อมองตาม
“คนขับรถวังเสด็จนี่หน้าตาดีจังค่ะ คุณศรี ฮิ ฮิ ฮิ”
“ไม่ใช่คนเก่าที่ขับมาบ้านเราบ่อยๆ นี่”
“คงคนขับรถตำหนักเล็กน่ะค่ะ วังโน้นมี 2 ตำหนักไงคะ”
ศรีจิตราพยักหน้า
จบตอนที่ 3
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #3 on:
02 August 2026, 21:45:47 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000113655
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 4
เผยแพร่: 10 ต.ค. 2558 06:56 ปรับปรุง: 13 ต.ค. 2558 09:44 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 4
ชายเล็กจอดรถที่หน้าบ้านราชดำริ ก่อนจะลงมาเปิดประตูให้คุณสร้อยแบบสุภาพบุรุษ ฝ่ายหลังก้าวออกมาอย่างกระชดกระช้อย
“จะลงไปรู้จักใครต่อใครหน่อยไหมคะ”
“เอาไว้โอกาสหน้าเถอะครับ ผมต้องขอโทษจริงๆ ผมมีนัดกับเพื่อนไว้”
“โถ ถ้าอย่างงั้นรีบไปเถอะค่ะ”
“ผมลาล่ะครับ”
ชายเล็กยกมือไหว้ลาคุณสร้อย แล้วรีบขึ้นรถขับกลับออกไป
ศรีจิตรากับกำไลยืนรีรออยู่ ก่อนที่รถของชายเล็กจะขับผ่านมา เขายิ้มให้นิดหนึ่ง พร้อมกับก้มศีรษะให้ ศรีจิตราอึ้งไป ส่วนกำไลยิ้มแป้น พร้อมกับโบกมือลา
พอรถขับผ่านออกไป ทั้งคู่ก็รีบปิดประตูรั้ว
“ฮิ ฮิ ฮิ เขายิ้มให้หนูด้วย”
ศรีจิตราแกล้งล้อ “ รู้ได้ยังไง”
“เอ๊ะ หรือว่า ยิ้มให้คุณศรี”
ศรีจิตราทำหน้าปราม ก่อนจะเดินนำกำไลเข้ามา คุณสร้อยยืนชะเง้อ พร้อมกับที่อุ่นเรือนออกมารับกระเป๋าถือและร่มไป
“ใครมาส่งคะคุณพี่”
คุณสร้อยไม่ตอบ แต่กลับหันมาทำตาดุใส่กำไล
“หล่อนไปเสนอหน้าอะไรอยู่ริมรั้ว นังกำไล”
“อ้าวก็คุณบอกไว้เองว่ากลัวพวกก่อสร้าง ให้หนูมารอไงคะ”
คุณสร้อยนึกออก ที่กำลังจะฟุ้งเรื่องคุณชายเล็กมาส่ง ก็แปรไป
“อุ๊ยตายใช่ เมื่อกี้ตอนรถผ่านมา มันตั้งวงกินเหล้ากัน เสื้อแสงก็ไม่ใส่ เห็นตัวเปียก เหงื่อเป็นมันเชียว แล้วมีไอ้คนนึง ลุกมาถ่ายเบาที่เสาไฟฟ้า อี๋”
ทุกคนนึกภาพตามแล้ววางหน้าไม่ถูก จังหวะนั้นศรีจิตราเดินเข้ามาสมทบ
“อ้าว แม่ศรีทำไมไปทำอะไรมืดๆ ตรงนั้น เดี๋ยวพวกมันก็มาชีเปลือยอาบน้ำ บัดสี”
ชายรองกับหญิงก้อยในชุดกีฬานั่งอยู่มุมสนาม มีแร็กเก็ตเทนนิสวางไว้ข้างๆ ฝ่ายหลังใช้หลอดคนเครื่องดื่มเล่น พลางมองดูฝ่ายแรกอย่างอ่อนหวาน
“ทำไมวันนี้คุณรองเงียบไปคะ”
ชายรองหันมาส่งยิ้ม “เหนื่อยน่ะซีครับ”
“อะไรกันคะ เล่นแค่เซ็ตสองเซ็ตก็เหนื่อยแล้ว ถ้าเป็นอาร์นี่”
“ใครหรือฮะ”
หญิงก้อยชะงัก ดวงตามีแววรักระคนแค้นวูบไหวแว่บหนึ่ง
“เพื่อนหญิงคนหนึ่งน่ะค่ะ เขาเล่นได้ทั้งบ่ายเลย”
พูดพลางมองเลยไป เห็นจิตติน วิรงรอง จิตริณี ในชุดกีฬาเดินเข้ามาที่โต๊ะที่ยังว่างอยู่
“แน่ะ ยายติ่งมาค่ะ จะเข้าไปทักทายเขาหน่อยดีไหม”
ชายรองส่ายหน้า “ไม่ล่ะครับ เชิญหญิงเถอะครับ”
“ค่ะ คุณรองพักให้หายเหนื่อยก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวหญิงกลับมา”
หญิงก้อยรีบลุกขึ้นเดินไป ชายรองมองตาม ก่อนจะลุกไปทางห้องน้ำ
พอหญิงก้อยเดินเข้ามา วิรงรองก็ทำทีตื่นเต้น
“ว้าว หญิงก้อย ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้”
“ฉันว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญมากกว่ามั้ง เธอตามฉันมาใช่ไหม”
วิรงรองยักไหล่ “แล้วแต่จะคิดซีจ๊ะ”
จิตตินยิ้มทัก “สวัสดีครับคุณหญิง คงจำผมได้”
จิตริณีพูดต่อ “สวัสดีค่ะ คงจำดิฉันได้เช่นกันนะคะ”
หญิงก้อยมองด้วยสายตาเย็นชา “ ค่ะ บอกได้รึยังยายติ่ง เธอตามฉันมาที่นี่ทำไม”
“มีเรื่องอยากบอกน่ะค่ะ ใช่ไหมจิตติน”
จิตตินพยักหน้ารับ “ครับ นายอัศนีย์น่ะซิครับ จะกลับกรุงเทพฯเร็วๆ นี้”
“แล้วทำไมฉันต้องรับรู้คะ” หญิงก้อยย้อนถาม
“เจ้าอัศนีย์ยังอยากพบคุณหญิงนี่ครับ คงมีเรื่องเกี่ยวกับเอกสารบางอย่างที่คุณหญิงต้องเคลียร์ละมัง”
“ได้ค่ะ บอก อาร์นี่นะคะ ว่าฉันพร้อมจะเจรจากับเขาทุกเรื่อง”
“แหม....มันได้ยินคงดีใจ”
หญิงก้อยพูดต่อ “ค่ะ แต่การเจรจาทั้งหมดผ่านทนายค่ะ”
จิตตินหน้าเจื่อน วิรงรองกับจิตริณีนั่งอึ้ง หญิงก้อยพูดจบก็เดินแยกไป
“โอ้โฮ หัวหมอไม่ใช่เล่นยายคุณหญิงคนนี้ ไอ้อัศนีย์คงคิดหนักแล้วล่ะ”
ชายรองออกมาจากห้องน้ำ ก็เดินมาตามทางเดิน จิตตินและจิตริณีเดินมาด้วยกัน คุยกันต่อเนื่อง
“ที่ยายคุณหญิงแต่งกับอัศนีย์ เพื่อเงินรึเปล่า”
จิตตินรีบปราม “อย่าเรียกอัศนีย์ ต้องเรียกอาร์นี่ตามยายคุณหญิงเรียก”
ชายรองชะงัก รีบหลบมุมฟัง จิตริณีถามย้ำ
“ว่าไง ยายคุณหญิงต้องการเงินใช่ไหม”
“คงใช่ ได้ข่าวว่าฐานะที่วังย่อบแย่บเต็มทน ได้เงินจากเสด็จพระองค์หญิงช่วยจุนเจือ อีกอย่างที่ไอ้อัศมันเล่า พอยายคุณหญิงได้แหวนเพชรเข้าเท่านั้น ใจอ่อน ตกลงไปอเมริกากับไอ้อัศทันที”
ชายรองนิ่งงันอย่างไม่อยากเชื่อ จิตริณีพูดต่อ
“งั้นคงไม่ใช่ความรักหรอกนะที่แต่ง ไม่งั้นคงไม่หย่ากันเร็วแบบนี้”
“ไอ้อัศมันบอก แรก ๆ ก็รักกันดี แต่พอมาเจอแด้ดกับมอมของไอ้อัศ ยายคุณหญิงก็เย็นชากับมันนับแต่นั้น แล้วก็ขอหย่าเลย มันแทบไม่ตั้งตัว”
จิตริณียิ้มเยาะ “เธอคงรับตระกูลพ่อค้าไม่ได้ล่ะมัง งั้นซีกลับไปหาคุณชายอีกครั้ง”
“เออ ไอ้คุณชายนี่ก็โง่บรม ดันรับของเหลือเดนจากไอ้อัศหน้าชื่นตาบาน”
“แสดงว่าคุณชายเขารักจริงต่างหาก”
จิตตินเยะปาก “รักจริงกับโง่บรม ฉันว่าไม่ต่างกันนะ”
ทั้งสองเดินผ่านไป ชายรองสลดใจ ในใจเริ่มสับสน
ชายรองนั่งเขียนไดอารี่อยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ
พลางมองดูรูปหญิงก้อยในกรอบเงินอย่างอึดอัดขัดข้อง พลันเสียงเคาะประะตูก็ดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเปิดออก พร้อมกับที่ชายเล็กในชุดท่องราตรีเดินเข้ามา
“ถ้านายเคาะเสร็จก็เปิดเข้ามาเลย นายจะเคาะทำไมหือ นายเล็ก”
“ก็เป็นการป่าวประกาศไงครับว่าผมมาแล้ว เขียนไดอารี่หรือพี่รอง”
ชายรองพยักหน้า “อือ”
“แล้วไดอารี่เก่าที่พลิกห้องหาวันนั้น หาเจอยังครับ”
“ยังเลย สงสัยหลงไปอยู่กับหนังสือเก่าในห้องเก็บของแล้ว”
ชายเล็กหยิบรูปหญิงก้อยขึ้นมาดู แต่ครั้นเห็นพี่ชายมองมา ก็รีบวาง
“แหม พี่รอง ขอดูหน่อยเดียวก็ไม่ได้”
พูดพลางเดินไปนั่งที่เตียง แล้วคว้าหมอนมากอด
“เออ นี่ คู่หมั้นพี่รองชื่ออะไรนะครับ”
ชายรองส่ายหน้า “ไม่รู้”
“อ้าว ทำไมไม่รู้ล่ะครับ”
“เด็จป้าเคยตรัสชื่อมาหนเดียวเองเลยจำไม่ได้”
ชายเล็กถามต่อ “ชื่อศรีอะไรซักอย่างหรือเปล่าฮะ”
“ไม่รู้ อีกอย่างเขาไม่ใช่คู่หมั้นฉัน ยังไม่มีเรื่องหมั้นหมายอะไรซักอย่าง”
“ไม่หมั้นก็ยิ่งกว่าหมั้นแล้วล่ะครับ ผมได้ข่าวว่าเด็จป้าจะให้ว่าที่พี่สะใภ้ผมเข้าวังอาทิตย์หน้านี้แล้ว
พี่รองจะได้รู้จักมักคุ้นไว้”
ชายรองทำหน้าเอือม “ฉันไม่เห็นอยากรู้จักเลย”
“อ้าว ใจคอพี่รองจะไปแนะนำตัวในคืนเข้าหอหรือครับ”
“บ้าน่ะซี เรื่องมันยังไม่มีอะไรแน่นอน ฉันก็เลยไม่อยากเอาตัวไปพันหลัก”
ชายเล็กมองหน้าพี่ชาย “อีกอย่าง พี่รองก็ไม่อยากทรยศหญิงก้อย”
“อย่าใช้คำว่าทรยศเลย ฉันแค่ยังไม่อยากรู้จักเขา”
“ถ้าพี่รองเปิดใจทำความรู้จักเขาเสียก่อน เขาอาจจะสวย ฉลาด และแสนดี จนพี่รองชอบเขาได้สนิทใจก็ได้”
ชายรองส่ายหน้า “ไม่มีทาง”
“โอ้โฮ เด็ดเดี่ยวจริงแฮะ พี่ชายเรา”
“ถ้าลองเป็นนายถูกจับคลุมถุงชนบ้าง นายคงไม่มาหน้าระรื่นอยู่อย่างนี้หรอก”
ชายเล็กยิ้มกริ่ม “ไม่แน่นะฮะ ผมอาจจะถูกหมายหัวเป็นรายต่อไปก็ได้”
“ถ้าเป็นจริง นายจะทำยังไง”
“ผมก็จะรีบไปดูว่าที่เจ้าสาวของผมซะแต่เนิ่นๆ ไงครับ”
ชายเล็กยิ้ม นัยน์ตาวาว มีแวววาดหวังบางอย่าง ตรงข้ามกับชายรองที่ยิ่งขุ่นใจ รีบปิดไดอารี่ลง
ที่ปั๊มน้ำมันใหม่เอี่ยมขนาดค่อนข้างเล็ก
รถจากบริษัทน้ำมัน ประทับตราบริษัทข้างรถเด่นชัด มีชายในชุดหมีคนหนึ่งดูเครื่องรถอยู่
พุดซ้อนแต่งตัวเป็นคุณนายนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์เก็บเงิน ชบาทิพย์นั่งหน้าซีดอยู่ที่โต๊ะทำงาน เมียงมองออกไปนอกผนังกระจก
“แหม รายรับมันดีหรอก แต่ทำไมรายจ่ายมันยุบยับไปหมด นี่ลูกชบาทิพย์เรื่องบัญน้ำบัญชีพวกนี้
หนูต้องดูแลให้ดีนะคะ ลูกขา”
พุดซ้อนหันไปบอกลูกสาว ทว่าชบาทิพย์ยังคงมองเหม่อไปข้างนอก
“ได้ยินไหมคะ ลูกชบาทิพย์ ลูกชบา ชบา ชบา เอ๊ะ อีชบา แกหูแตกหรือ”
ชบาทิพย์สะดุ้งเฮือก “หา อะไรจ๊ะแม่”
“อย่าพูดจ๊ะ พูดคะซี พูดจ๊ะน่ะ ฟังดูบ้านนอก”
“จ้ะ เอ๊ย ค่ะ แม่”
พุดซ้อนทำหน้าจริงจัง “อย่าเรียกแม่เฉยๆ ต้องเรียกคุณแม่ ตอนนี้น่ะเราไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว”
ชบาทิพย์เลิกสนใจแม่ หันไปชะเง้อมองนอกผนังกระจกต่อไป
“เข้าใจไหม เอ๊ะ นี่แก เอ๊ย หนูดูอะไร ไม่เห็นมีอะไรต้องดูซักอย่าง ฉันเห็นแต่จับกัง”
ชบาทิพย์มองไป ดวงตาวาววาม
ฝากระโปรงรถของบริษัทน้ำมันเปิดอ้าอยู่ สมชายหนุ่มหน้าทะเล้น ลูกน้องของชายเล็ก กำลังดูเครื่องและเงยหน้าขึ้น เรียกไปในรถ
“หม่อม หม่อมครับ”
ชายเล็กที่นั่งอยู่ในรถถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะทำหน้าเมื่อย แล้วรีบลงมาจากรถ
“เฮ้ย เรียกฉันพลก็พอ อย่าเรียกหม่อม ผมไม่ได้เป็นเมียเจ้า”
สมชายรับคำ “ครับ คุณพล”
“ว่าไง เครื่องเป็นอะไร”
สมชายส่ายหน้ายิกๆ “ไม่รู้ครับ”
“งั้นผมดูเอง นายไปเตรียมสตาร์ตเครื่อง”
พูดพลางรีบก้มตัวดูเครื่อง พร้อมกับที่สมชายขึ้นรถไป อีกฝ่ายก้มดูต่อ จนเห็นก้นในชุดหมีเด่น ทำเอา
ชบาทิพย์ถึงกับดวงตาวาววาม
“ฮิ ฮิ ฮิ ตูดสวยจัง”
พุดซ้อนรีบท้วง “อย่าเรียกตูด ต้องเรียกก้นลูกขา เอ๊ะ อีชบา นี่แกดูอะไร”
สมชายพยายามสตาร์ตรถ แต่ยังไงก็ไม่ติด
กระทั่งชายเล็กรีบโบกมือให้พอ แล้วก้มลงขยับเครื่อง ก่อนจะถอยมานิดหนึ่ง
“เอ้า สตาร์ตอีกที”
สมชายรีบสตาร์ตเครื่อง รถสั่นพั่บๆๆ ก่อนที่เครื่องจะส่งเสียงสนั่น
“ติดแล้วครับ หม่อม”
ชายเล็กตัวพอง “โฮ่ มือชั้นนี้”
ทันใดก็มีน้ำมันเครื่องฉีดมาเต็มหน้าชายเล็ก จนหน้าดำมะเมื่อมราวพรายทะเลจากทะเลสาปดำ
สมชายลงจากรถมาดูสารรูปใกล้ๆ รถแท็กซี่ตาผลเลี้ยวขวับมาจอด
“อ้าว ฉิบหายแล้ว”
ชายเล็กทำหน้าเซ็ง “ปู้โธ่ ฉันกะว่าเสร็จงานแล้วจะไปหาสาวซักหน่อย”
“สาวที่ไหนหรือครับ”
ชายเล็กอ้าปากจะตอบ แต่ครั้นดวงตามองเลยไป ก็ถึงกับชะงัก
สาลินก้าวลงจากแท็กซี่ ดูกระจ่างสดใสร่าเริงดังเคย ชายเล็กตะลึงไปแวบหนึ่ง พอฝ่ายแรกมองมา
เขาก็รีบยิ้มทักทาย อวดฟันขาว อีกฝ่ายกลั้นหัวเราะ
ชายเล็กยังคงยิ้มค้างอยู่ จนสมชายต้องสะกิด
“อะไร”
ชายเล็กเสียงขุ่นด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัด ก่อนจะถูกสมชายดึงมาข้างรถบริษัท
“ดูนี่ก่อนเถอะครับ”
ชายเล็กทำหน้างงนิดหน่อย แล้วเห็นเงาสะท้อนในกระจกข้างรถ เห็นตัวเองหน้าดำทั้งหน้า หมดความผยอง แต่กลับรู้สึกอับอายสาลิน
“ให้ตายเถอะ คิดว่าเปื้อนนิดเดียว”
ชบาทิพย์เบิกตากว้าง แล้วยิ้มรับชายเล็กที่เดินโผล่เข้ามา น้ำมันเครื่องถูกเช็ดออกไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังดูมอมแมม
ชายเล็กรีบพูดทัก “สวัสดีครับ”
ชบาทิพย์อึกอัก ใบหน้าขาวที่ซีดกลับแดงซ่าน ก่อนจะรีบก้าวจากหลังเคาน์เตอร์
“จ๋า สวัสดีจ้ะ เอ๊ย ค่ะ”
“ผมมาขออนุญาตเข้าห้องน้ำล้างหน้า ล้างมือหน่อยน่ะครับ”
ชบาทิพย์ยิ้มหวาน “ได้ ได้จ้ะ”
ชายเล็กก้าวไปยังห้องน้ำท้ายห้อง จังหวะที่ประตูเปิดออก พุดซ้อนที่แต่งตัวคล้ายลูกสาว ก็ยิ้มระรื่นก้าวออกมา ชายเล็กยิ้มตอบ พุดซ้อนมองหน้าแล้วร้องกรี๊ด
“ว้าย จะมาเข้าส้วมฉันเหรอ”
“ครับ ขอล้างหน้าหน่อยนะครับ”
พุดซ้อนรีบส่ายหน้า “ไม่ได้ย่ะ นี่แก แกไปล้างที่ก๊อกหน้าปั๊มโน่น”
ชบาทิพย์ทั้งผิดหวัง ทั้งโกรธแม่
“แม่”
พุดซ้อนรีบโบกมือไล่ “ว้าย อย่าจับอะไรนะ เดี๋ยวเปื้อน ชู่ว์ ชู่ว์ ไป๊ ไปหน้าปั๊ม”
ชายเล็กแอบยิ้มขำ “ขอรับ ขอบพระเดชพระคุณขอรับ คุณท่าน”
พุดซ้อนยิ้มออก พลางยืดกายเชิดหน้า พอชายเล็กเดินออกไป ฝ่ายแรกก็รีบคว้าผ้าขี้ริ้วมาเช็ดลูกบิดประตู
“พูดจาดี มีสัมมาคารวะ รู้จักที่ต่ำที่สูง แต่ยังไงก็พวกกรรมกร นี่ลูกชบาทิพย์ คุณแม่เปิดปั๊มน้ำมันก็เพื่อให้เธอดูแล มีสมบัติติดตัว เดี๋ยวนี้เราไม่ใช่ชาวสวนบ้านนอกแล้ว แต่เราเป็นคฤหัสต์ปัตตานี”
ชบาทิพย์ทำตาปริบๆ “คหปัตนีใช่ไหมจ๊ะ เอ๊ย คะ”
“นั่นแหละๆ ฉะนั้น เธอก็ควรจะหมายสูง มองลูกเจ้า ลูกนาย ลูกเศรษฐี ไม่ใช่มามองพวกช่างเครื่อง ช่างฟิต จับกัง”
“จ้ะ” พอเห็นพุดซ้อนถลึงตามอง ก็รีบเปลี่ยน “ค่ะ” พลางเหลือบไปเห็นสาลิน “แม่นั่นพี่สานี้”
พุดซ้อนยิ้มเยาะ “แต่งตัวเปิ้ดสะก้าดท่าทางสำรวยสวยกราก”
ทางด้านชายเล็กก็มาเปิดน้ำก๊อกที่ตรงกับส่วนอู่ซ่อมของปั๊มเพื่อล้างมือ ตาผลเลื่อนแท็กซี่เสียงเครื่องดังกึกกัก สาลินเดินตามมา พุดซ้อนกับชบาทิพย์เดินมารับ
“สวัสดีค่ะ น้าพุดซ้อน เอ๊ย น้าพุทธชาติ”
“สวัสดีค่ะ หนูสา”
“เครื่องมันเป็นอะไรไม่รู้ค่ะ คุณน้า”
ตาผลรีบบอก “ต้องให้ช่างดูแล้วล่ะ นังซ้อน”
พุดซ้อนสะดุ้งเฮือก เชิดใส่ตาผล ก่อนจะกระชากเสียงตอบ
“มันอยู่ที่ไหนล่ะ ไปซื้ออะไหล่ตั้งแต่เช้า หายหัวไปทั้งวัน” พลางมองดูชายเล็ก “นี่แก แก”
ชายเล็กล้างมือเสร็จ ก็ทำหน้าเหรอ เอานิ้วชี้ตัวเอง พุดซ้อนพยักหน้าหงึก
“เออ แกนั่นแหละ อย่าเพิ่งล้างหน้ามาดูเครื่องรถให้ก่อน”
ชายเล็กรีบเดินมาดู สาลินทำหน้าเซ็ง
“ว้าคงอีกนาน งั้นหนูเดินกลับบ้านเลยนะตาผล”
“ครับ คุณสา”
ชายเล็กนัยน์ตาสว่างวาบ
สาลินหันมาไหว้ พุดซ้อนรีบรับไหว้อย่างมีท่วงท่า
“หนูลานะคะ น้าพุดซ. พุทธชาติ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ หนูสาลิน”
ชายเล็กจ้องมองสาลินเต็มตา ฝ่ายถูกมองทำเมิน เดินไปยังท้ายปั๊ม ชายเล็กมองตาม แล้วรู้สึกว่ามีร่างหนึ่งขยับมาใกล้ พอหันมาดูเห็นว่าเป็นชบาทิพย์ จึงรีบเดินเลี่ยงไปดูแท็กซี่ โดยมีตาผลช่วยเปิดฝากระโปรง ส่วนชายเล็กดูเครื่อง
“อู้ย ร่ำรวยไม่รู้เท่าไร ที่ทางไม่รู้กี่ขนัด เชื้อสายขุนนางรางน้ำ จะออกรถใหม่ให้หลานกี่คันก็ได้"
"นี่มาออกรถแท็กซี่ เซ็ก...เซ็ก กั้น แฮนด์ ก็เลยต้องซ่อมบ่อย อย่างนี้แหละ"
ตาผลหันมามอง อย่างไม่ได้กลัวเกรงคหปัตนีหน้าใหม่
“อ้าวอีซ้อน คนรวยจริงเขารู้จักใช้เงิน แต่อีคนรวยปลอมน่ะ วันๆ มีแต่อวดรวยซื้อนั่นซื้อนี่ ลงท้ายก็หมดตูด”
พุดซ้อนสะดุ้งเฮือก ชายเล็กรีบกลั้นหัวเราะ พุดซ้อนเชิดหน้า
“ไม่มีทางย่ะ ว้ายอีชบา ทำไมไปยืนซะชิด ถอยออกมานะอีใฝ่ต่ำ”
พุดซ้อนลืมตัวเข้าไปหยิกคีบแขนชบาทิพย์ออกมา พลางด่าเป็นชุด
สาลินเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อกับกางเกงขาสั้น ล้างหน้าจนสดใส เดินถือหนังสืออ่านเล่นออกมาจากห้อง ที่ชานเรือน ยายพิณกับยายนั่งปอกจาวตาลกันอยู่ ส่วนตากำลังเล็มไม้ประดับที่นอกชาน เจ้าแกะนอนพังพาบทำการบ้าน สาลินลุกมานั่งลง
“ปอกจาวตาลจะทำลอยแก้วหรือคะ”
ยายส่ายหน้า “เปล่าลูก จะทำแกงจาวตาลกับปลาช่อน”
“ขา นี่คุณยายทำอาหารชาววังแข่งกะบ้านราชดำริหรือ”
ยายรีบบอก “ชาววง ชาววังอะไร อาหารไทยน่ะไม่มีชาวบ้านชาววังหรอกลูก คนไทยเราก็กิน เหมือนกันทั้งนั้น เพียงแต่ทำให้ครบเครื่องกว่าประณีตกว่าเท่านั้นเอง”
สาลินหยิบจาวตาลมากินหมับๆ ยายพิณหัวเราะจนผ้าแถบหย่อน เห็นทรวงอกรำไร
“แหม สาจะไปทราบหรือคะ สาเคยได้ยินแต่....”
พูดพลางวางแขนบนหมอนขวาน เชิดหน้า คิ้วขมวด เคร่งเคียด รวมทั้งเลียนเสียงคุณสร้อยชนิดเหมือนเปี๊ยบ
“แกงเป็ดย่างใส่พุทราแดง หล่อนคงไม่เคยเห็นล่ะซี หลานอาซิ้มบ้านสวน วันๆ คงดูดแต่หนำเลี๊ยบ ของดีๆ น่ะไม่เคยได้ลิ้มรสหรอก”
ยายหัวเราะร่วน ยายพิณหัวเราะจนผ้าแถบหลุด ส่วนตาทำหน้าบึ้ง
“คุณสาพูดกี่ครั้งๆ ก็เหมือนทุกครั้ง”
ยายรีบปราม “ล้อป้า ล้อเชื้อ ไม่เอาลูก รู้ไว้เถอะ หนูโชคดีกว่าใคร ของชาววังก็รู้จัก ของพื้นบ้านก็คุ้น อาหารจีนก็รู้จักหมดทุกอย่าง”
ตาพูดเหน็บสียงขุ่น “ถ้าไม่รู้ก็คงโดนพวกผู้ดีค่อนตายซี ว่าเป็นพวกหลังเขาไกลปืนเที่ยง”
ยายมองอย่างอยากจะปลอบ สาลินถอนใจ แล้วล้วงจาวตาลชิ้นที่สอง ก่อนจะถูกยายฟาดเผี๊ยะ จนร้องโอดโอย
“ฮึ ไม่กินก็ได้ หนูไปอ่านหนังสือที่กลางสวนดีกว่า”
ตาหันมาสั่ง “เจ้าแกะ ไปเล่นในสวนไป อย่าให้ห่างคุณสานะ”
สาลินลุกขึ้น เจ้าแกะรับคำ แล้วรีบวิ่งตามไป
ยายพิณทำหน้าสงสัย “คุณสาจะไปอ่านหนังสือ ให้เจ้าแกะไปซนให้หนวกหูทำไมคะ”
“บ้านสวนตอนนี้มันไม่เหมือนก่อน ผู้คนคึ่กๆ ดีหรือร้ายยังไม่รู้ กันไว้ดีกว่าแก้”
สาลินนั่งพิงเสาศาลา กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ ก่อนจะมีสายลมเย็นพัดผมมาระแก้ม
ห่างออกไปในแนวสวนที่รกเรื้อ ชายเล็กแต่งตัวหล่อ หน้าตาสะอาดสะอ้าน ผมหวีหย่งเป็นมัน มองมาพลางยิ้มแย้ม
สาลินขมวดคิ้วงงๆ
“ฮัลโหล”
ขาดคำบชายเล็กก็กระโดดข้ามท้องร่องมาหนึ่งท้องร่อง สาลินขยับตัวให้ท่านั่งเรียบร้อยขึ้น
“สวัสดีครับ”
ชายเล็กตั้งท่าจะกระโดด ทันใดนั้น ก็มีกระสุนดินปั้นถูกยิงมา ข้ามหัวไปกระแทกต้นมะม่วงข้างหลัง
“เฮ้ย เว้ย ใครลอบยิงผม”
ชายเล็กพูดพลางมองไป เจ้าแกะง้างหนังสติ๊กป้อนกระสุนลูกใหม่เข้า เดินย่างสามขุมออกมา
สาลินรีบบอก “นั่นเป็นการเตือน เพราะที่ที่คุณยืนเป็นสวนของน้าพุดซ้อน แต่ถ้ากระโดดมาอีก
ก็เป็นสวนของฉัน”
“ไอ้หนู ลดหนังสติ๊กลงก่อน”
สาลินพยักหน้าหงึก เจ้าแกะลดหนังสติ๊กลง
“ผมข้ามไปได้ไหมครับ”
สาลินมองหน้าอีกฝ่าย “คุณเป็นใครก็ไม่รู้”
“โธ่ เราเพิ่งเจอกันเมื่อกี้เอง”
สาลินทำหน้างง “เจอกันยังไงที่ไหน”
“โธ่ ก็ที่ปั๊มไงครับ ผมเพิ่งช่วยซ่อมแท็กซี่ของตาผลจนวิ่งได้เมื่อกี้นี้เอง”
สาลินทำตาปริบๆ “คุณคือช่างฟิตที่หน้าดำเป็นนางชั่นบอเหมาเมื่อกี้นี้เหรอ”
“เห็นไหมว่าเรารู้จักกันแล้ว ทีนี้คุณจะอนุญาตให้ผมเข้าสวนได้หรือยัง”
สาลินหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วพยักหน้า ชายเล็กรีบกระโดดตุ๊บมา เจ้าแกะขยับตัว พ ร้อมกับตั้งท่าง้างหนังสติ๊ก หน้าถมึงทึง
“โธ่ คุณแกะ”
เจ้าแกะชะงัก แปลกใจที่ชายเล็กรู้ชื่อ
“ฉันมีของมาฝากด้วย”
ชายเล็กแบมือ ที่ฝ่ามือมีรถสปอร์ตของเด็กเล่น แต่ประณีตด้วยรายละเอียด ราคาแพงลิบ
เจ้าแกะอ้าปากค้าง อยากได้จนน้ำลายแทบหก
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 4 (ต่อ)
สาลินกัดริมฝีปาก รู้สึกว่าชายเล็กเตรียมตัวมาดีเกิน แต่ก็จำต้องพยักหน้ารับ เจ้าแกะยิ้มแป้น รีบคว้ารถเด็กเล่นออกมา
ยายพิณก้าวมาหัวกระได ก่อนจะเกร็งพลังจากช่องท้องแล้วตะโกน
“ไอ้แกะ”
เสียงนั้นดังสะท้อนสะท้านมาถึงศาลา
“ไอ้แกะ มาเอาของกินให้คุณสา”
ชายเล็กอ้าปากค้าง สาลินพยักหน้า เจ้าแกะรีบวิ่งไป
" อ๋อ นั่นเสียงยายพิณใช่ไหมครับ”
ชายเล็กหันมาถาม สาลินขมวดคิ้ว
“คุณติดสินบนตาผลไปเท่าไรนี่”
ชายเล็กรีบบอกปัด “โธ่ เปล่านะครับ ผมซ่อมรถแล้วแกก็ชวนคุย แกเล่าว่ามีลูกจอมซนชื่อเจ้าแกะ
แล้วก็มีเมียเสียงแปดหลอดชื่อยายพิณ”
สาลินเกือบหัวเราะ แต่กลั้นไว้
“นี่ผมนั่งได้ไหมครับ”
“เชิญ”
ขาดคำ ชายเล็กก็นั่งลงบนศาลา ห่างสาลินมาพอควร
“ในสวนนี่เย็นสบายดีจริง คุณอยู่ที่นี่มานานแล้วหรือครับ” ชายเล็กถามขึ้นมา
“ตาผลไม่ได้ให้ข้อมูลคุณไว้แล้วหรือ”
“โธ่”
“ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด”
ชายเล็กมองหน้าอีกฝ่าย “ท่าทางคุณ ไม่เห็นเหมือนสาวชาวสวนเลย”
สาลินสวนกลับทันที “นี่คุณ ตอนนี้เมืองนนท์เกือบจะเป็นกรุงเทพฯอยู่แล้วนะ ผู้หญิงชาวสวนเดี๋ยวนี้
เขานุ่งกางเกงยืด ใส่ส้นสูง ผมยีโป่งกันทุกคนแหละ”
ชายเล็กนิ่งคิด “โธ่ ผมเห็นแล้วฮะ ทั้งแม่ทั้งลูกสาวเจ้าของปั๊ม แต่ยังไงเขาก็ยังดูเหมือนสาวชาวสวน อยู่ดี ไม่หมือนคุณ”
สาลินหัวเราะคิก “คุณกำลังนินทาคหปัตนีประจำจังหวัดอยู่นะ สวนเขาน่ะตลอดคุ้งน้ำเลย”
“แล้วรู้ได้ยังไงฮะ ว่าเขตของใครแค่ไหน”
“เขาตอกหมุดไว้ตรงมุมสี่มุม แล้วถือร่องสวนเป็นเกณฑ์ไง”
ชายเล็กถามต่ออีก “แล้วเวลาเก็บผลไม้น่ะ ไม่มีใครเผลอไปเก็บในเขตคนอื่นบ้างหรือฮะ”
สาลินยิ้ม “คนที่นี่เขามีหิริโอตัปปะ มีศีลธรรม ไม่เหมือนคนในกรุงเทพฯหรอก”
“แน่ะ คุณแขวะผม”
สาลินหัวเราะขำ
พุดซ้อนเดินเหมือนเดินแบบเข้ามาในสวน ชบาทิพย์เดินกระย่องกระแย่งตามมา
“เอ้า เดินดีๆ ซิคะลูกขา เดินให้มีสง่าราศีหน่อย”
ชบาทิพย์หน้างอ “ก็มันเจ็บตี เอ๊ย เจ็บเท้านี่จ๊ะ รองเท้ามันบีบจะตาย”
“ผู้ดีน่ะเข้าต้องตี เอ๊ย เท้าเล็กๆ ของแก เอ๊ย ของลูกน่ะยังกะใบพาย ต้องทนเอา ว้ายนั่น”
พุดซ้อนมองไปแล้วค่อยๆ แอบหลังต้นมะม่วง ชบาทิพย์ตามมาแอบด้วย
“ว้าย หัวร่อต่อกระซิกกับไอ้ช่างฟิต ต๊าย ทีที่ปั๊มเมื่อกี๊ทำไม่รู้จัก ท่าทางคงจะส่งสายตา นัดไอ้หน้าดำนั่นเข้าหา”
“ล้างหน้าแล้ว หน้าตาดี๊ดี”
พุดซ้อนยิ้มหยัน “เสียแรงเป็นหลานพระยา ต๊ายใฝ่ต่ำ ไปคบกับพวกกุ๊ย ดู๊ คุยกันไม่หยุดปาก”
“ทีกับหนูน่ะ ถามคำก็ตอบคำ ไม่เห็นค่อยจะยอมพูดเลย”
พุดซ้อนชะงักหันมามองหน้าลูกสาว
ชายเล็กชะโงกมองถาดเมี่ยงคำที่จัดอย่างสวยงามอย่างทึ่งๆ สาลินยิ้มภูมิใจ
“โอ้โฮ น่ากินจัง”
สาลินห่อเมี่ยงคำหนึ่งส่งให้ เจ้าแกะยกมือไหว้ แล้วรีบรับไป
“คุณเพิ่งล้างมือมานี่ ห่อเองก็แล้วกัน”
พูดพลางห่ออีกคำกินเอง ชายเล็กยิ้ม พร้อมกับจัดแจงห่อเมี่ยงบ้าง
“ขอบคุณครับ คุณนี่ใจดีจัง”
สาลินเหน็บอีก “คนแถวนี้เขาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีมิตรจิตมิตรใจ ไม่เหมือน....”
ชายเล็กรีบพูดแทรก “ คนกรุงเทพฯ”
“แต่อีกหน่อยที่นี่คงเปลี่ยนไปหมด เพราะความเจริญที่เข้ามานี่แหละ”
สาลินทำหน้าเป็นทุกข์ ชายเล็กพยายามปลอบ
“ถ้าจริงเราก็ต้องทำใจว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริงเลย แม้แต่ชีวิตของเราเอง”
สาลินนิ่งฟัง “บางที พี่สาวฉันก็อาจถือคตินี้เหมือนกัน นี่เย็นมากแล้ว ฉันต้องกลับเข้าบ้านล่ะ”
“ โธ่ คุณยังไม่ขยายความเลย“
“ใกล้มืด ป่านนี้งูเริ่มออกมาหากินแล้ว คุณน่ะกลับได้แล้ว ฉันจะให้เจ้าแกะไปส่ง สวัสดี”
พูดจบ สาลินก็หมุนตัวเดินไป ชายเล็กยืนมองตามตาปรอย จนเจ้าแกะต้องกระตุกมือให้เดิน
พุดซ้อนทำหน้าดูหมิ่นดูแคลน หันมาหาชบาทิพย์
“ต๊าย กว่าจะร่ำลา ก็พิรี้พิไร ส่งสายตากันอยู่นั่นแหละ ไปค่ะ ลูกชบาทิพย์ ลูก”
“ลุกไม่ได้จ้ะ เอ๊ย ค่ะ หนูเดินไม่ไหว เจ็บตีน”
พุดซ้อนทำหน้าดุ “เจ็บตีนอีกแล้ว”
“ก็เหน็บมันกินตีน เอ๊ย เท้าค่ะ”
ชบาทิพย์พูดพลางดึงเท้าออกจากรองเท้าส้นสูง เห็นเท้าบานแผ่ราวใบตาลมาในระดับหน้าแม่ พุดซ้อนสะดุ้งค้อนลูก พอมีเงาดำกระโดดโครมมาใกล้ๆ ก็ร้องสุดเสียง
“แม่มึงหกตกแหก”
2 แม่ลูกผู้ดีใหม่ผงะหงายไปนั่งแผ่ ชายเล็กที่โดดข้ามท้องร่องมายืนตาปริบๆ
“มาทำอะไรกันครับ”
พุดซ้อนมองเหยียด “ก็มาหาใบบอนกินไง แล้วแกล่ะรู้จักหนูสาเหรอ”
“รู้จักสิครับ”
สาลินถือหมอนขึ้นเรือนมา ตากับยายนอนเอกเขนกฟังวิทยุ ยายพิณถือกระจาดผลไม้เข้ามา พร้อมกับที่ตาผลคอยรับใช้อยู่
ตาหันมาทางหลานสาว ”ทำไมวันนี้ขึ้นมาเร็วล่ะ ลูก”
สาลินเหลือบมองตาผล ดวงตาเจ้าเล่ห์ แล้วหันมาทำเคร่งเครียด
“มีผู้ชายบุกเข้ามาในสวนเราค่ะ คุณตา คุณยาย”
ตากับยายผุดลุกขึ้นนั่ง ยายพิณทิ้งผ้าหันขวับมา
ยายรีบถาม “ผู้ชายอะไร มันทำอะไรหนูบ้าง”
ตาถามต่อ “ใคร ไอ้หน้าไหน...มันกล้า”
ยายพิณ หันไปดุ “ไอ้ผล ทำไมไม่ไปคอยดูแลคุณสา”
สาลินกลั้นหัวเราะ ทำหน้าขมขื่น “ก็ตาผลนี่แหละค่ะ ตัวการชักพาเขามา”
“ไอ้ผล”
ตาขยับตะพด ตาผลจะร้องไห้ ยายพิณคว้าตะบันหมากชูคล้ายจะแพ่นหัวผัว
“โธ่ นี่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยขอรับ”
ยายพิณหันไปดุผัว “ ไอ้ผล ไอ้เนรคุณ กินบนเรือนขี้บนหลังคา”
สาลินเชิดหน้าปากสั่น แล้วก็หัวเราะออกมา ตากับยายเริ่มรู้ตัว
“อ้อ แม่คุณ แม่เด็กเลี้ยงแกะ มาสร้างเรื่องอะไรอีกยะ”
ตาถอนหายใจ “อ้อ แกปั้นน้ำเป็นตัวอีกแล้วหรือยายสา”
“สาไม่ได้ทำงานโรงงานน้ำแข็งซักหน่อย ที่สาพูดมาน่ะจริงทุกคำนะคะ”
“ไหน ว่ามาซิ ใครที่ไหนบุกมา แล้วไอ้ผลไปชักพามาได้ยังไง”
สาลินนั่งแหมะลง “ก็หนูอ่านหนังสืออยู่ที่เรือนไทยดีๆ ก็มีชายหนุ่มโผล่มาทำความรู้จัก เขามาตรวจ
ปั๊มน้ำมันยายซ้อน เขาบอกเขาเพิ่งช่วยแก้เครื่องรถให้ตาผลมาเมื่อกี้นี่เอง”
ผลพยักหน้า “อ๋อ คุณพลน่ะเอง”
“เห็นไหมคะ หนูบอกแล้วว่าตาผลเป็นตัวการ”
“โธ่ เขามาช่วยซ่อมรถให้ฟรีๆ คุยก็สนุก เขาถามว่าสวนแถวนี้เดินเล่นได้ไหม นังชบามันบอกว่าได้ ผมก็บอกว่าสวนท่านอยู่ถัดไป”
ยายพยักหน้าหงึก “อ้อ แกจริงๆ”
เจ้าแกะคลานมานั่งหัวกระได สาลินหันไปเห็นพอดี
“ ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เขายังเอารถของเล่นมาติดสินบนเจ้าแกะ”
เจ้าแกะหน้าเหรอ
“แถมรู้ว่ายายพิณเสียงแปดหลอด”
ยายพิณชะงัก ค่อยๆ หันมามองผัว สาลินยังไม่ยอมหยุด
“ไม่รู้ว่าเขายังรู้เรื่องลี้ลับในบ้านเราเรื่องไหนอีก”
ยายทำเสียงเข้ม “แกนะแก เจ้าผล ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน”
ตาผลหน้าเจื่อน “โธ่ ผมแค่คุยสัพเพเหระ”
“ยังไงแกก็เป็นต้นเหตุ”
ตาผลหน้าจ๋อย สาลินนึกสงสาร
“โธ่ คุณตา คุณยาย อีตานี่เขาไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกค่ะ”
“พวกจิ๊กโก๋หรือเปล่า” ตาย้อนถาม
“ไม่หรอกค่ะ เฮ้อ เรือนไทยนั่นเป็นแดนสงบของสาแท้ๆ ทีนี้ก็เลยไปนอนเล่นไม่ได้แล้ว เสียดายจัง”
ยายหันมาหาตา “ยังไงดีคุณ หรือว่าจะห้ามไม่ให้มา”
ตาส่ายหน้า ” คนหนุ่มๆ น่ะ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ดูตอนที่อากงห้ามฉันพบเธอซี”
ตายิ้มหวาน จนยายชะงัก สาลิน ตาผล ยายพิณ แม้กระทั่งเจ้าแกะอ้าปากค้าง
“วุ้ย กำลังพูดเป็นงานเป็นการ จะมารำลึกความหลังอะไรกันตอนนี้”
ตารีบเสนอ “เอาอย่างงี้ ทีหลังนายคนนั้นมาอีก ก็ให้พามาพบตากับยายก่อนก็แล้วกัน”
“ค่ะ งั้นหนูขึ้นข้างบนก่อนนะคะ”
ยายหันมาทางยายพิณ “เอ้า ยายพิณ เตรียมจัดสำรับคับค้อนได้แล้ว”
สาลินเดินก้มตัวไปทาง ยายพิณเอานิ้วคีบแขนตาผลลากไปอีกทาง พร้อมกับมีเสียงดังมาแว่วๆ
“หนอย แกว่าใครเสียงแปดหลอด”
ยายยังไม่วายกังวล “จะดีหรือคุณ ยิ่งให้เข้านอกออกในได้ยังงี้”
ตารีบบอก “ให้อยู่ในสายตานี่แหละดีแล้ว เฮ้อ ต่อไปฉันคงต้องเริ่มไว้หนวดโง้งแล้วล่ะมั้ง”
ชายโต จรวยที่เอาตาตุ้มนั่งตักนั่งอยูบนโซฟา พร้อมด้วยชายรอง นมย้อย นั่งดูโทรทัศน์กันอยู่ ชายเล็กที่แต่งหล่อเตรียมเที่ยวกลางคืนเดินผิวปากมานั่งอีกข้างของนมย้อย
ชายรองหันมามอง “ ครึ้มอก ครึ้มใจอะไรนายเล็ก“
“ผมเพิ่งไปทำความรู้จักสาวสวยคนหนึ่งมาครับ”
“พวกนักร้อง หรือพาร์ตเนอร์นั่งชั่วโมงที่บาร์ไหนล่ะ”
หม่อมอำพันพูดพลางเดินหน้าบึ้งเข้ามา ชายเล็กเสียงอ่อย
“โธ่หม่อม ผมรู้จักพวกนี้กี่คนกัน แค่ 1,2,3 แค่สิบเจ็ดคนเอง”
หม่อมอำพันทำท่าตกใจ “ว้าย พูดมาได้ไม่อายปาก"
ชายรองลุกขึ้น “ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“อ้าว ชายรอง เธอจะไปไหน”
“ผมมีนัดกับหญิงก้อยฮะ”
หม่อมอำพันทำหน้ายี้ “อู้ย เชิญเถอะย่ะ ฉันพูดอะไรน่ะไม่เคยฟังหรอก เหมือนตักน้ำรดหัวตอ”
ชายเล็กลุกขึ้นโอบไหล่พี่ชาย “ผมออกไปพร้อมพี่รองดีกว่า”
หม่อมอำพันพูดแขวะ “อ้อดี ถึงเวลากินข้าว หายหัวกันไปหมด”
“อ้าว ก็พี่โตอยู่ไงครับ”
“อู้ย ลองถามดูซี”
ชายโตหน้าเจื่อน “เอ้อ ผมเพิ่งกินไปเมื่อกี้นี่เองครับ”
หม่อมอำพันยิ้มหยัน “นั่นไง เขาไม่กินหรอกย่ะกับฉัน เขาต้องให้เมียป้อนให้กิน”
ชายโตปรายตามองจรวยอย่างอึดอัด ฝ่ายหลังคิดได้ทันที
“ว้าย ตาตุ้มฉี่”
“ไปเร็ว ไปเปลี่ยนผ้าอ้อม”
ทั้งคู่รีบลุกขึ้น ชายเล็กหันมาทางพี่ชายคนรอง
“ไปยังพี่รอง เดี๋ยวไม่ทันนัด”
“ไปซิ“
นมย้อยรีบบอก “อย่ากลับดึกนักนะคะ”
ชายเล็กรับคำ ชายรองหันมาบอก
“ผมไปก่อนนะครับ หม่อมแม่ นม”
“เชิญ จะไปหัวหกก้นขวิดยังไงก็ตามสบาย เชิญไปกันให้หมด”
2 พี่น้องเดินออกไปทางหน้าบ้าน ส่วนชายโตกับจรวยล่าถอยออกประตูหลัง
“ดู๊ ดู นมย้อย มีลูกกี่คนก็ไม่ได้ดั่งใจ บ้านช่องก็ร้อนรุ่ม วันนี้ก็เสียยุบเสียยับมาตั้งแต่เช้า”
นมย้อยกับเจียมที่เพิ่งรู้สาเหตุแท้จริง แอบสบตากัน
“ไม่รู้ว่ากรรมเวรอะไร”
นมย้อยแอบเหน็บ “ค่ะ ตัวเวรตัวกรรม มันคงวนเวียนอยู่แถวนี้มังคะ”
หม่อมอำพันไม่รู้ว่าโดนเหน็บพยักหน้ารับ เจียมหัวเราะพรืดออกมา
“แกหัวเราะอะไร นังเจียม”
เจียมกลั้นขำ “ หัวเราะตัวเวรตัวกรรมเจ้าค่ะ หม่อม”
ตากับยายมองดูอย่างลุ้นเต็มที่ ตรงหน้าสาลินที่ถือมีดคว้านเล่มเล็กกำลังคว้านเม็ดเงาะออก
“อุ๊ย เสียอีกแล้ว”
ขาดคำก็หยิบเงาะที่ฉีกใส่ปากหน้าตาเฉย
ตามองหลานสาวงงๆ “นึกยังไง มานั่งคว้านเงาะฮึ ยายสา”
“ทำไว้ให้เป็นไงคะ ชาววังที่ไหนจะได้มาค่อนแคะสาไม่ได้”
ตาพนักหน้าหงึก “ เออ เข้าท่าลูก”
ยายหันมาถามย้ำ “อ้อ ยังไง ที่ไปสืบความ พี่ศรีเขาจะแต่งกับคุณชายอะไร”
“ชื่อคุณชายกิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์ค่ะ คนอะไรชื่อยาวตั้งโยชน์ ยาวกว่านามสกุล อีก แหยะ
ตาทำเสียงดุ “อ้าว ทำไมทำเสียงรังเกียจเดียดฉันท์เขาขนาดนั้น”
“ไม่ชอบค่ะ”
ยายหันมาเอ็ด ” แล้วกันแม่คุณ มันเรื่องอะไรไม่ชอบ ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตาเขาซักหน่อย”
“ถึงไม่เห็นก็ไม่ชอบค่ะ มีอย่างหรือคะ ตัววิเศษแค่ไหน ถึงต้องให้พี่ศรีต้องไปอบรมเพื่อปรนนิบัติตัวเอง ผู้หญิงสมัยนี้ไม่ใช่อีเย็นนะคะ”
“อีเย็นไหนลูก”
“ก็นางเอกเรื่องเมียทาสไงคะ ว้าย เสียอีกแล้ว”
ขาดคำสาลินก็เอาเข้าปากอีกหนึ่งลูก ยายส่ายหน้า
“เออ ทำงานไปก็กระแทกกระทั้นไป มันจะดีได้ยังไง เฮ้อ เรื่องพี่ศรีน่ะ ดูๆ ไปก่อนเถอะ เราน่ะมันพวกเสมอนอก ไม่ได้ร้องได้รำกับเขา”
“ก็ได้ค่ะ อุ้ยเสร็จแล้วค่ะ”
สาลินวางเงาะคว้านผลสุดท้ายลงจาน ตากับยายมองดู เห็นมีเงาะประมาณ 10-12 ผล
“เอ๊ะ ตอนเริ่มทำน่ะ มี 2 กิโลไม่ใช่หรือ”
ยายถามต่อจากตา “แล้วมันหายไปไหนกิโลครึ่งยะ”
“ที่หายไปนั่น ถือเป็นค่ายกครูค่ะ”
สาลินตอบหน้าตาเฉย
ที่โต๊ะใกล้ฟลอร์ในไนท์คลับหรู
หญิงก้อยสวมชุดราตรีดูงดงามระเหิดระหง ชายรองใส่เพียงเชิ้ตกับไท เอาเสื้อนอกพาดเก้าอี้ไว้ ท่าทางเมาเล็ก ๆ สีหน้าเครียด ๆ เมื่อเหลือบมองที่นิ้วมือของอีกฝ่าย ก็เห็นว่าไม่ได้สวมแหวนของตน
“ว้า ไม่มีไฮโซของแท้เลย มีแต่พวกเปลือก ๆ”
เทพีทำหน้าเซ็ง
“แหวนหายไปไหนครับหญิง”
หญิงก้อยสะดุ้งโหยง รีบพูดปด “หัวแหวนพลอยมันคลอนอีกแล้วน่ะค่ะ ให้ช่างซ่อมอยู่”
“ผมน่าจะซื้อแหวนเพชรน้ำงามให้คุณนะ หมายถึงวันหมั้นผมจะสวมแหวนเพชรน้ำงามที่สุดให้คุณ”
“ขอบคุณค่ะคุณรอง”
ชายรองเริ่มเบื่อและเหม่อๆ
“คุณรองคะ คุณรอง ใจลอยไปถึงไหนกันคะ”
“เปล่าหรอกหญิง ผมมีเรื่องต้องคิดนิดหน่อยเท่านั้น เออ เรื่องเสด็จป้าน่ะฮะ”
หญิงก้อยทำหน้าเอือม “เด็จป้าอีกแล้ว ทรงเป็นเจ้าชีวิตของคุณรองจริงนะคะ”
ชายรองขมวดคิ้ว สีหน้าขรึมลง อีกฝ่ายรู้ว่าแรงไป รีบอ่อนลง ขยับมาใกล้ๆ แล้วจับแขนไว้
“หญิงขอโทษค่ะ นั่นเพลงโปรดของหญิง ไปกันเถอะค่ะ”
พูดพลางรีบลุกขึ้น ชายรองลุกตาม
“สวมแจ็กเก็ตด้วยซีคะ”
“ไม่ใส่ไม่ได้หรือหญิง”
หญิงก้อยส่ายหน้า “ ไม่ได้ค่ะ ที่จริงคุณรองควรใส่แบล็กไทด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใส่ เดี๋ยวหญิงไปหาคู่เต้น
คนใหม่นะคะ”
พูดจบก็ยิ้มยวนยั่ว ชายรองยิ้ม
“ผมไม่มีทางปล่อยหญิงไปหรอก”
จากนั้นก็รีบคว้าเสื้อนอกมาสวม แล้วเดินตามเทพีเพ็ญแสงไปในฟลอร์ และเต้นรำกัน
ชายเล็กล้างมือเสร็จก็เหลียวซ้ายแลขวา พอเห็นปลอดคนก็รูดซิบชุดหมีลง
ที่หลังกระถางไม้ประดับ ชบาทิพย์โผล่มาดูตาค้างมือจับกิ่งไม้ พอเห็นชายเล็กรูดซิบลงถึงเป้า ก็ทำท่ารัญจวนใจ จนเผลอหักกิ่งไม้เปาะ
ชายเล็กก้าวจากชุดหมี เห็นว่าใส่สแล็คกับเสื้อยืดมีปกราคาแพง ดูหล่อขึ้นอีกหลายเท่า
สมชายก้าวมาหา ชายเล็กรีบส่งชุดหมีให้
“นายเอารถกลับบริษัทเลยก็แล้วกัน”
“จะไปดูอะไรสวยๆ งามๆ หรือหม่อม เอ๊ย คุณพล”
“ทำนองนั้น ไปล่ะ”
พูดจบก็เดินไปทางสวนหลังปั๊ม สมชายหอบชุดหมีเดินไป ชบาทิพย์เคลิบเคลิ้ม พอหันกลับก็เจอ
พุดซ้อนในระยะประชิด
“แม่มึง”
“เรียกคุณแม่ค่ะ ลูกชบา เอ๊ะ ทำไมทำหน้าอย่างงั้น”
ชบาทิพย์หน้าระเรื่อ “นายพลแก้ผ้าอยู่หลังปั๊มค่ะ”
พุดซ้อนตาเบิกโพลงรีบชะเง้อดู
“ไหน อยู่ไหน ทำไมทำตัวผิดวิสัยกุลธิดา ไหนหนูเห็นอะไรบ้าง เล่ามาให้ถี่ถ้วน”
“หนูเห็นเขาแต่งตัวโก้อยู่ใต้ชุดหมี แล้วเดินไปทางหลังสวน”
“ว้าย คงนัดแนะกันอีกแล้ว ไปลูก ชบาทิพย์”
ชบาทิพย์ทำหน้างง “ไปไหนคะ”
“ปิดออฟฟิศน่ะซีคะ ลูกขา”
สาลินถือหมอนกับหนังสือตรงมาที่ศาลาแล้วชะงัก ชายเล็กที่นั่งพิงเสามองท้องฟ้าอย่างสบายอารมณ์ หันมาเห็น ก็ยิ้มทัก
“อ้าว คุณมาตั้งแต่เมื่อไร”
“คนที่ควรจะแปลกใจน่ะ คือฉันต่างหาก”
“โธ่ ผมไม่ได้มีสิบเศียร ยี่สิบกรซักหน่อย” ชายเล็กยิ้มกวน
“คุณเข้ามานี่ ขออนุญาตใครหรือยัง”
“อ้าว ก็คุณบอกว่าแถวนี้มีแต่คนใจดี ผมก็มาผูกมิตรไง”
“คุณจะมาผูกมิตรทำไม คนแถวนี้มีแต่ชาวบ้าน ชาวสวน ไม่มีผู้ลากมากดีขุนนางรางน้ำที่ไหน”
ชายเล็กผุดลุกขึ้น “นี่คุณแอนตี้พวกผู้ดีหรือ ทำไมล่ะ”
“เพราะฉันเป็นลูกหลานเจ๊กชาวสวนมั้ง มา ตามฉันมา”
“หา ไปไหนครับ”
“ก็คุณบอกว่าอยากผูกมิตรกะคนแถวนี้ ฉันจะพาคุณไปผูกมิตรกะคุณตา คุณยายฉันไง”
ชายเล็กรีบถาม “โอ้ย นี่ผมจะโดนตีกบาลหรือเปล่า”
“คงไม่หรอก เพราะคุณตาไม่ชอบใช้ไม้ตะพด”
“โล่งอกไป”
“คุณตาถนัดแต่ปืนลูกซอง” สาลินพูดหน้าตาเฉย
ชายเล็กถึงกับคอหด สาลินกลั้นหัวเราะ แล้วรีบเดินนำไป
หลังพุ่มไม้พุ่มเดิม พุดซ้อนโผล่หน้ามากับชบาทิพย์
“ว้าย นี่คุณตา คุณยายคงไม่อยู่ แม่สาเลยเล่นเกม จูงนายเข้าห้อง ว้าย บัดสี”
“ไม่จริง หนูไม่เชื่อ”
ชบาทิพย์ปากแบะ ทำท่าจะร้องไห้
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 4 (ต่อ)
สาลินพาบดินทร์เดินมาที่บริเวณใกล้ตัวเรือน เสียงกระดิ่งจักรยานดังมาทางด้านถนน สาลินหันไปดู
“ไปรษณีย์มา คุณขึ้นเรือนไปก่อนไป” สาลินบอก
คุณตากับคุณยายยังนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ ยายพิณนั่งเจียนใบตองโดยผ้าแถบหย่อนตกอยู่ที่พื้น ชายเล็กเข้ามานั่งลง คุณตา คุณยาย และพิณชะงัก ชายเล็กไหว้ด้วยอาการนอบน้อม
“สวัสดีครับ คุณตา คุณยาย”
ยายกับตางง “สวัสดี พ่อคุณ”
“สวัสดีครับ ป้าพิณ”
“ค่ะ โชคดีมีชัยเถอะค่ะ”
คุณตากับคุณยายยังงง ชายเล็กยิ้มระรื่น
“เป็นยังไงมายังไง พ่อ” ตาถาม
“ผมทำงานเสร็จเลยมาเดินเที่ยวน่ะครับ คุณตา คุณยาย สบายดีหรือครับ”
“ก็ดี ไม่ได้เจ็บได้ไข้อะไร แต่ยายเขาไม่ค่อยดีวันนี้”
“ก็ปวดเข่าปวดข้อไปตามเรื่องน่ะพ่อ”
“โรคเดียวกับแม่ย้อยของผมเลยครับ นี่เพิ่งได้ยาดีมา วันหลังผมจะเจียดมาให้คุณตา คุณยายดีกว่า”
“ขอบใจนะพ่อคุณ” ยายพูด
ชายเล็กขยับมาดูยายพิณ
“นี่ป้าพิณทำอะไรหรือครับ”
“เจียนตองน่ะค่ะ จะเย็บกระทง”
คุณตากับคุณยายได้โอกาสกระซิบกัน
“ไอ้บ้านี่มันใคร คุณไปรู้จักที่ไหน” ตาถาม
“อ้าว คุณก็ไม่รู้จักหรือ คงรู้จักนังพิณน่ะค่ะ” ยายบอก
สาลินถือจดหมายเดินมาเห็นบดินทร์หันมาดูหนังสือในมือคุณตา
ชายเล็กเอ่ยถาม “นี่อะไรเอ่ย คุณตาอ่านเรื่องจีนกำลังภายในหรือครับ”
“ไม่ใช่หรอกคุณ นี่เรื่องไคเภ็กน่ะ”
“อ๋อ ตำนานสร้างโลกของจีน ผมเคยอ่านหนนึงตอนเด็กๆ”
สาลินมองความเจื้อยแจ้วของชายเล็กด้วยความชอบใจ ยายพิณอดรนทนไม่ไหวจึงถามขึ้น
“นี่คุณขา คุณเป็นใครกันคะ”
“อ้าว นังพิณ แกก็ไม่รู้จักหรือ” ตางง
“นี่พ่อคุณ พ่อเป็นใครกันแน่ฮะ” ยายถาม
“อ้าว ผมก็คิดว่ารู้แล้ว”
สาลินหัวเราะพรืดออกมาก่อนอธิบาย
“ก็คุณคนนี้ไงคะ ที่มาเอ้อระเหยในสวนเราเมื่อวันก่อน แล้วคุณตาบอกว่าถ้ามาอีกก็ให้พามาดูหน้าหน่อย”
ตาถึงบางอ้อ “อ๋อ”
“ปู้โธ่” ยายเซ็ง
“อพิโถ อพิถัง” พิณรำพึง
สาลินขยับมานั่งลง ชายเล็กถอนใจ ยายรินน้ำชาลงถ้วยจิ๋วส่งชายเล็กกับสาลิน
“ผมชื่อพลครับ พล พ.พาน ล.ลิง”
“ดีจัง ชื่อสั้นดี” สาลินว่า
ชายเล็กถามต่อ “ดียังไงหรือครับ”
“ก็ฉันเพิ่งไปรู้จักคนที่ชื่อยาวเกินมนุษย์มาน่ะซี ชื่อคนเดียวเอาไปตั้งชื่อชาวบ้านได้ห้าหกชื่อ”
“ชื่ออะไรหรือครับ” ชายเล็กถาม
ชายเล็กจิบน้ำชา สาลินทำหน้าเชิด
“ชื่อ กิตติราชนรินทร์”
ชายเล็กสำลักชาพรวด สาลินร้องอุ๊ย ชายเล็กสำลักไออยู่ครู่หนึ่งแล้วหัวเราะ
“ขอโทษฮะ” ชายเล็กบอก
สาลินสงสัย “คุณหัวเราะอะไร”
“หัวเราะชื่อยาวน่ะซีฮะ ชื่อยาวจริงๆด้วย แต่ชื่อพวกนี้เป็นชื่อที่เจ้านายประทานมา ไม่มีใครอยากใช้ชื่อยาวๆให้เพื่อนล้อหรอก”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าเป็นชื่อเจ้า”
“ผมก็รู้แล้วกันน่า”
ชายเล็กทำท่าภาคภูมิใจ
เสด็จประทับบนตั่งมองลงมาอย่างพินิจ ศรีจิตราแต่งกายงดงามมีกรวยดอกไม้ตรงหน้า สร้อยและสอางค์แต่งตัวเต็มที่นั่งยิ้มพยัก อุ่นเรือนนั่งอยู่ข้างหลังศรีจิตรา มาลา วรรณาโบกพัดแผ่วเบาอยู่เบื้องหลังเสด็จ ที่ทางสุดห้องมีนางข้าหลวงทุกวัยชะเง้อกันสลอน ศรีจิตราข่มความประหม่าก้มลงกราบงดงาม แล้วเปิดกรวยดอกไม้ ก่อนจะคลานเข่าเข้ามาถวาย เสด็จทรงรับไว้ ศรีจิตราก้มลงกราบอีกทีแล้วนิ่งอยู่อย่างนั้น
“ไหน ขอดูหน้าชัดๆอีกทีซิ” เสด็จพูด
“เพคะ”
ศรีจิตราเงยหน้าขึ้น เสด็จทรงแย้มสรวล
“หน้าตาหมดจด กิริยามารยาทงดงามจริง”
“เป็นพระกรุณาเพคะ”
“ไง แม่สร้อย เลี้ยงหลานได้ดีจริง”
สร้อยยิ้มแป้นก่อนจะขยับมาลูบหลังลูบไหล่ของศรีจิตรา
“อุ๊ย เหนื่อยสายตัวแทบขาดเพคะ กว่าจะได้ขนาดนี้”
เสด็จเบือนพระพักตร์มองอุ่นเรือน
“สวยเหมือนแม่นี่เอง อุ่นเรือนเข้ามาใกล้ๆซิ”
อุ่นเรือนตื้นตันขยับมาข้างศรีจิตราหมอบกราบลง สร้อยเขม่นมองกลัวทำขายหน้า
“ผิวพรรณวรรณะจมูกปากมาจากแม่ แต่คิ้วกับตาเหมือนตาสาวิตร”
อุ่นเรือนเพคะ แม่ศรีเหมือนคุณสาวิตรมากเพคะ
“อุ่นเรือน ฉันขอลูกสาวมาอยู่ด้วยกันที่นี่ อย่าห่วงเลยนะ ฉันจะดูแลให้ดีที่สุด”
“เป็นพระกรุณาเพคะ แต่วิสัยแม่ ถึงยังไงก็ห่วงเพคะ”
สอางค์สะดุ้ง สร้อยตาเขียวปัดแทบกราดเข้ามาหยิก
“พูดอะไร” สร้อยว่า
“นั่นซีนะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แม่อุ่นเรือนก็มาเยี่ยมลูกสาวบ่อยๆ จะมาบ่อยแค่ไหนก็ได้ ฉันอนุญาต”
อุ่นเรือนตอบรับ “เพคะ”
เสด็จพูดกับศรีจิตรา “ศรีจิตรา ถ้าชอบงานฝีมือ มาอยู่นี่จะได้ฝึกทำอะไรแปลกๆเยอะเชียวล่ะ ข้าหลวงเก่าแก่ที่นี่มีวิชาติดตัวไม่แพ้วังไหน”
มาลากับวรรณายิ้มระรื่น “เพคะ”
“ข้าหมายถึงข้าหลวงผู้ใหญ่ ไม่ใช่หล่อนสองคน ดูรึให้ร้อยกระแต ไพล่ไปเหมือนชะนี”
มาลากับวรรณาหุบยิ้ม ศรีจิตรากลั้นหัวเราะ สร้อยกับสอางค์หัวเราะ เสด็จทอดเนตรดูศรีจิตรา
“น่าเอ็นดูจริง จะยิ้มจะแย้มอะไรก็ไม่เกินงาม เหมือนสาวๆสมัยนี้”
“จริงเพคะ สาวๆสมัยนี้เหมือนม้าดีดกระโหลก หัวเราะทีเห็นไปถึงลิ้นไก่” สอางค์ว่า
“เพคะ ยิ่งแม่หลานสาวหม่อมฉันอีกคน พูดแล้วอ่อนใจเพคะ” สร้อยบอก
“ใครกันหือ” เสด็จถาม
“น้องสาวแม่ศรีจิตรานี่แหละเพคะ ชื่อแม่สาลิน”
ศรีจิตรากับอุ่นเรือนสบตากัน
“อือม์จริงซี แม่อุ่นเรือนมีลูกสาวอีกคน”
“เอ้อ สาลินอยู่ที่บ้านเดิมหม่อมฉันที่เมืองนนท์เพคะ ได้อาศัยแกดูแลตากับยายแทนหม่อมฉัน”
“เพคะ เลยแก่นแก้วแววชะนีอยู่ในสวน”
“หม่อมฉันน่ะอยากให้เข้ามาอบรมในวังเพคะ แต่แม่สร้อยขัดไว้”
“อย่าให้หม่อมฉันขายหน้าวันละห้าเบี้ยเลยเพคะ ถ้าจะให้มาจริงก็ต้องอบต้องรมอีกนาน”
“จะมาเที่ยวเกณฑ์ใครให้เข้าวังหมดน่ะไม่ได้หรอก โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว น้องสาวแม่ศรีจิตราดูแลตายายแทนแม่ได้ก็ถือว่าใช้ได้”
“แหม อย่าให้หม่อมฉันต้องพูดเลยเพคะ แม่สาลินนี่”
สร้อยเตรียมเล่าสาธกโวหาร เสด็จทรงตัดบทฉับ
“ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด ดู๊ มานินทาลูกสาวเขาต่อหน้าแม่ มาว่าน้องสาวต่อหน้าพี่ ไม่มีใครเขาอยากฟังหรอก จริงไหมอุ่นเรือน ศรีจิตรา”
สร้อยอ้าปากค้าง อุ่นเรือนกับศรีจิตราพูดไม่ออก มาลากับวรรณาได้ทีรีบเห็นด้วย
“จริงเพคะ”
เสด็จชะงักแล้วทำพระเนตรเขียว มาลากับวรรณาหดหายไป
สร้อยกับสอางค์เดินนำศรีจิตรา อุ่นเรือน มาลา และวรรณาเข้ามา มาลากับวรรณาถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาคนละใบ ในห้องนอนใหญ่ตกแต่งงดงามเรียบหรู เครื่องเรือนเป็นไม้ขัดมันรูปทรงอ่อนช้อย มีผ้าตกแต่งเป็นงานปักฝีมือละเอียดยิบไม่ว่าจะเป็นม่าน ผ้าคลุมเตียง หมอนอิง ศรีจิตรามองดูรอบๆ ห้องด้วยความชื่นชอบ สอางค์เดินไปเปิดม่านก็เห็นตำหนักเล็กอยู่ห่างไปพอควร
“เป็นไงบ้าง หนูศรี นี่ป้าตกแต่งใหม่ให้หนูเป็นพิเศษเลยนะ”
“หนูกราบขอบพระคุณ คุณป้าใหญ่ค่ะ”
สร้อยนั่งลงบนเก้าอี้ยาว
“อ้าว แม่อุ่น นั่งซียะ ยืนเท่ออยู่ทำไม”
อุ่นเรือนนั่งบนเก้าอี้ตัวลีบให้ห่างสร้อยที่สุด มาลากับวรรณามองศรีจิตราด้วยความชื่นชม
“คุณศรีนี่งามซึ้งนะคะ”
“เห็นแล้วเย็นตาเย็นใจ”
“ก็ใช่ซียะ หลานฉันน่ะเชื้อไม่ทิ้งแถว”
สร้อยเชิดเห็นความเหี่ยวดำชัดเจน มาลา วรรณาทำหน้าสยองขวัญ
“แหม ดูๆไปก็คล้ายฉันเมื่อสาวๆ เหมือนกันนะ”
สอางค์ยืนระทวยดูงดงาม แบบบาง ราวกับดาราฮอลลีวูดยุค 30-40
“อุ้ย ไม่เห็นเหมือนเลยค่ะ” วรรณาว่า
สอางค์สะดุ้ง “หมายความว่ายังไงยะ”
“อ้าว ก็ดูในรูปน่ะ คุณแม่บ้านน่ะเปรี้ยวเปิ๊ดสะก๊าดจะตาย”
ภาพนิ่งสอางค์เมื่อสาว อยู่ในชุดราตรีเปลือยหลัง โป๊สะเด็ด เอี้ยวหน้ามองกล้อง เซ็กซี่กว่ามาร์ลีน ดีทริชแวบขึ้นมา
สอางค์ยิ้มภาคภูมิ สร้อยพยักเพยิด
“ค่ะ คุณสอางค์น่ะเปรี้ยวเหมือนคุณหญิงก้อยมากกว่า”
สอางค์กับสร้อยสะดุ้งเฮือก ศรีจิตราขมวดคิ้ว
“นี่แม่วิมาลา แม่เลื่อมลายวรรณ เลิกพูดมากปากพล่อยได้แล้ว” สอางค์ว่า
“ไป ไป๊ ไปจัดของเข้าตู้เข้าต่าง” สร้อยบอก
“หนูจัดเองดีกว่าค่ะ คุณป้า เกรงใจคุณวิมาลา คุณเลื่อมลายวรรณ” ศรีจิตราบอก
มาลากับวรรณาตกใจ “ว้าย”
“พี่ชื่อมาลาค่ะ”
“พี่ชื่อวรรณาค่ะ”
ศรีจิตราหน้าเสียก่อนจะยกมือไหว้ มาลากับวรรณาหัวเราะคิกคัก
“ขอโทษนะคะ แล้วทำไม”
“ก็มีแต่คุณสร้อยกับคุณแม่บ้านเท่านั้นหละค่ะ ที่ชอบเรียกอย่างนี้”
“ไม่ดีหรือยะ ได้เป็นนางในวรรณคดี เป็นเมียชาละวัน” สร้อยบอก
“เธอสองคนน่ะปากยื่นปากยาวเหมือนนางตะเข้ เรียกชื่อนี้แหละไม่ผิดหรอก” สอางค์ว่า
มาลากับวรรณาค้อน ศรีจิตรานั่งลงใกล้อุ่นเรือน อุ่นเรือนกุมมือลูกไว้
ศรีจิตราเรียก “แม่คะ”
“หนูอยู่นี่ขอให้อยู่เย็นเป็นสุขนะลูก” อุ่นเรือนบอก
“ยังไงก็ไม่ใช่บ้านเรา หนูกลัวจังค่ะ”
“คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ยิ่งเสด็จทรงพระเมตตาอย่างนี้ อย่ากลัวเลยลูก”
ศรีจิตรากอดแม่ อุ่นเรือนน้ำตาคลอลูบผมลูก มาลา และวรรณาอินจึงทำตาปริบๆ สอางค์น้ำตาเอ่อ
“โถ แม่ลูกไม่เคยห่างกันซีนะ”
“ต๊าย ลูกได้ดี มาทำน้ำหูน้ำตาพิรี้พิไรอยู่ได้”
สร้อยไม่อินอยู่คนเดียว สอางค์หันมาแล้วหยิกเต็มแรง
สร้อยตกใจ “ว้าย หยิกหนูทำไม พี่สอางค์”
ศรีจิตรา มาลา และวรรณามาเก็บดอกไม้ใกล้ตำหนักเล็ก นางข้าหลวงสาว ๆ ระริกระรี้ระเริงร่า เพราะไม่มีผู้ใหญ่คุม
“ไม่ต้องห่วงนะคะคุณศรี อยู่นี้มีอะไรสนุกๆให้ทำเยอะแยะเลย”
“ทางโน้นจะเป็นตำหนักเล็กนะคะ” มาลาบอก
“ข้าหลวงของตำหนักเล็กและตำหนักใหญ่ก็สนิทกันดีกลมเกลียวกันดี ยกเว้นก็แต่...”
มาลารีบจุ๊ปาก “จุ๊ จุ๊ จุ๊”
ศรีจิตรามองไปที่ตำหนักเล็กแล้วลองไปเก็บดอกไม้ไกลจากมาลา วรรณา โดยเดินเข้าใกล้ตำหนักเล็กมากขึ้น
ศรีจิตราเก็บดอกไม้แล้วก็ต้องชะงัก เพราะชายรองเดินออกมาที่ระเบียงตึกโดยถือหนังสือมาด้วย ชายรองนั่งเก้าอี้ที่ระเบียง ศรีจิตรารีบหลบเข้าพุ่มไม้แล้วแอบมองไป ชายรองอ่านหนังสือนิ่งแล้วรู้สึกเหมือนมีใครแอบมองอยู่ เขาเงยหน้าขึ้น ศรีจิตราหลบเข้าหลังพุ่มไม้ด้วยใจที่เต้นระทึก ชายรองลุกขึ้นมองตรงมา
“ใครน่ะ”
ศรีจิตรากลั้นหายใจ ชายรองมองไม่เห็นใครจึงเดินกลับเข้าตึกไป ศรีจิตรามองตามแล้วรีบเดินกลับไปหามาลากับวรรณา
ศรีจิตรากลับมาพบว่าจรวยกำลังยืนทำท่าเป็นคนสำคัญกับมาลาและวรรณา
“พวกเรากำลังเก็บดอกไม้ค่ะ คุณจรวย” วรรณาบอก
“คุณจรวยล่ะคะ มาเก็บดอกไม้หรือมาแอบดูพวกเรา” มาลาถาม
จรวยสวน “อุ้ย หล่อนสองคนมีเขางอกออกมาบนหัวเหรอจ๊ะ ฉันถึงต้องมาแอบดูน่ะ”
มาลาเห็นศรีจิตรา “คุณศรี”
จรวยหันมองศรีจิตรา ศรีจิตราเดินเข้ามาพอดี จรวยมองศรีจิตรานิ่งโดยไม่ไหว้เพราะถือว่าตนคือว่าที่พี่สะใภ้
“มาเก็บดอกไม้ก็ให้ระวังหน่อย อย่าเลยเถิดมาเก็บถึงเขตตำหนักเล็ก เพราะพวกฉันต้องใช้ดอกไม้ทำงานฝีมือเหมือนกัน”
“งานฝีมือ หรืองานรำพัดคะ” มาลาว่า
สองสาวหัวเราะ ทั้งสองมองศรีจิตราแล้วก็สะบัดหน้าเดินกลับตำหนัก
“คงจะมาดูคุณศรีแน่ ๆ เลย”
“ใครหรือคะ” ศรีจิตราถาม
“ข้าหลวงตำหนักโน้นน่ะค่ะ ไปทางโน้นดีกว่า”
มาลากับวรรณาดึงศรีจิตราเดินไป
ชายรองเดินผ่านห้องชายโตก็ได้ยินจรวยมารายงานชายโตในห้อง
“หน้าตาจืด ๆชืด ๆ เป็นน้ำยาเย็น ไม่เห็นจะสวยเลย”
ชายโตเอ่ยถาม “หลานคุณสอางค์เข้ามาอยู่ในตำหนักแล้วเหรอ”
ชายรองนิ่งฟัง
จรวยตอบ “ค่ะ มาวันนี้แหละ แต่ที่จริงก็ดูเหมาะกับคุณรองดี”
“ทำไม” ชายโตถาม
“อ้าว ก็เย็น ๆ ชืด ๆ เหมือนคุณรองน่ะซีคะ แต่คุณชายขา ถ้าหลานคุณสอางค์ เข้ามาอยู่ร่วมบ้านเราแล้ว จรวยกับคุณโตจะเป็นยังไง”
“จะเป็นยังไง ไม่เข้าใจคำถาม”
“เราจะกลายเป็นรองเขาน่ะซีคะ ยิ่งจรวยถูกดูถูกว่าเป็นเมียบ่าว เมียนอกคอกอยู่แล้ว ต่อไปเขาคงเฉดหัวออกจากวัง”
“โธ่ ไม่อย่างนั้นหรอกน่าจรวย ใครจะมาเฉดหัวเธอได้ เธอเป็นเมียฉันนะ”
จรวยสะอื้นไห้ ชายโตเดินเข้ามากอด ชายรองส่ายหน้าแล้วเดินแยกมา
ศรีจิตรานั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง บนตักของเธอมีอัลบั้มรูปสมัยเมื่อราว พ.ศ. 2480 คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ สอางค์อยู่ใกล้ๆชี้ชวนดู มาลา วรรณาอยู่ที่พื้นชะเง้อดู ในอัลบั้มเป็นรูปสอางค์แต่งตัวเปรี้ยวต่างๆ โพสท์ท่าอยู่กับเสด็จพระองค์ชายในสูทหล่อเฟี้ยว
“คุณป้าสวยจังค่ะ เสด็จพระองค์ชายก็งามเหลือเกิน”
สอางค์ยิ้มหวานรำลึกความหลัง “ใช่จ้ะ งามที่สุด งามยังกะแกรี่ คูเปอร์ บวกกับเออร์รอล ฟลินน์”
สอางค์กรายตัวไปเกาะเสาเตียง แล้วก็เริ่มรู้สึกหมองหม่นจนน้ำตาคลอ
“โธ่ ไม่น่าพระชนม์สั้นเลย”
ศรีจิตราใจหายวาบ มาลา วรรณาสะกิดบอกให้รีบเปลี่ยนเรื่อง ศรีจิตรารีบแก้สถานการณ์พลิกอีกหน้า
“เอ๊ะ นี่รูปคุณป้ากับใครหรือคะ เด็กผู้หญิงรุ่นๆแบบบาง”
รูปสอางค์สาวสวยถ่ายคู่กับเด็กสาววัยราว 14-15 ตัวผอม หน้าตอบ ผมหยิกฟู ตัวดำ หน้า
เคร่งจ้องมองกล้องถมึงทึง มาลากับวรรณาชะเง้อดู
“อุ๊ย ไม่แบบบางหรอกค่ะ อย่างนี้เรียกว่าผอมกงโก้กงก” มาลาว่า
ศรีจิตราเสริม “แล้วก็ดูคล้ำๆนิด”
“ไม่นิดหรอกค่ะ ขนาดโดนแฟลชยังดำปี๋ขนาดนี้” วรรณาว่า
สอางค์ลืมเรื่องร้องไห้แล้วเดินมาดู
“ไหนลูก ว้าย นี่หนูไม่รู้หรือ”
“หนูรู้จักด้วยหรือคะ เอ๊ะ หรือว่า รูปคุณป้า ส.”
มาลากับวรรณาเองก็เพิ่งนึกออกจึงร้องอุทาน
“ว้าย คุณสร้อยเองหรือคะ”
“ธรรมโม สังโฆ นี่อึดอัดเคร่งเครียดมาตั้งแต่ยังไม่เป็นสาวเชียวหรือ”
มาลากับวรรณาทำหน้าละเหี่ย ทั้งสองรู้ตัวว่าเพิ่งด่าน้องสาวสอางค์ไปจึงรีบแก้ไข
“ไม่เหมือนคุณแม่บ้านนะคะ” มาลาบอก
“ร่าเริงสดใส สวยระหงยังกะออร์เดรย์ รูปนี้ยังกะคุณหญิงก้อย” วรรณาว่า
“ไม่เหมือนย่ะ ฉันไม่ได้เปรี้ยวปรู๊ดปร๊าดขนาดนั้น ฉันน่ะเหมือนการ์โบมากกว่า”
ศรีจิตราตัดสินใจถาม
“คุณหญิงก้อยนี่ใครกันหรือคะ”
“เอ้อ หลานสาวห่างๆของเสด็จน่ะจ้ะ”
มาลากับวรรณาคันปากยิบๆ
“อยากเห็นตัวไหมล่ะคะ”
“เธอมาเฟลิ๊ตที่ตำหนักโน้นอยู่บ่อยๆ”
สอางค์แทบถลามาอุดปาก
“นี่แม่เมียชาละวันพอที ไปดูเรื่องเครื่องว่างได้แล้ว”
มาลากับวรรณาลุกขึ้น มาลาเดินไปรูดม่านเพราะแดดจางลงแล้ว ก่อนจะยิ้มแล้วพูด
“วุ้ย คุณแม่บ้าน มองจากตรงนี้ตรงห้องคุณชายรองพอดีนะคะ”
“ก็ใช่น่ะซียะ ฉันก็กะ” สอางค์นึกได้ “อุ๊ย มันบังเอิญหรอก ไป ไปได้แล้ว”
มาลากับวรรณาหัวเราะคิกคัก สอางค์คว้าอัลบั้ม ทั้งสามออกไปจากห้อง ศรีจิตราลุกขึ้นไปที่หน้าต่างแล้วมองไปยังตำหนักเล็ก สายตามีแววฝันบางอย่างแล้วก็ลดสายตาลง
ศรีจิตราเห็นรถของชายเล็กจอดอยู่ริมถนนของตำหนักเล็กโดยที่ฝากระโปรงเปิดอยู่ ชายคนหนึ่งดูเครื่องตัวเลอะด้วยน้ำมันเครื่อง แล้วหันมาเกาหัวแกรกกราก
ศรีจิตรานึกออก “อ๋อ คนขับรถที่เคยขับไปส่งคุณป้า”
ศรีจิตรามองดูอีกครั้งเห็นชายเล็กถอดเสื้อออกโยนไปจนเห็นแผงอกแข็งแรง แล้วดูเครื่องรถต่อ
ศรีจิตราใจหายวาบรีบดึงม่านปิดฉับ ด้วยอะไรบางอย่างทำให้ชายเล็กหันมาดูแต่ก็ไม่เห็นอะไร นอกจากตำหนักใหญ่ไกลๆ
ชายเล็กเกาหน้าทำให้หน้าดำเป็นปื้น ศรีจิตราแง้มม่านแอบดูอีกครั้ง
ที่ไนท์คลับหรูแห่งเดิม ชายรองใส่แบล็คสูทหรูเนี้ยบ
หญิงก้อยสวมชุดราตรีเปิดเปลือยกำลัง
จิบเครื่องดื่มสีสวยด้วยท่วงท่าราวดาราฮอลลีวูด หญิงก้อยปรายตาดูคนรอบๆ
“ตายจริง มีแต่คนหน้าเดิมๆ บางคนก็ถึงขั้นใส่ชุดเดิมด้วยซ้ำ”
“เขาคงไม่คิดมั้งครับ ว่าจะมีใครจำได้”
ชายรองหลุดปากค่อน แต่หญิงก้อยกลับไม่รู้สึก เธอยิ้มเหยียด
“หญิงเองก็คงจำไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าชุดเขาไม่เร่อร่าเป็นพวกเศรษฐีใหม่ขนาดนั้น”
“แต่หญิงเองก็คุ้นเคยกับพวกนี้หลายคนไม่ใช่หรือฮะ”
คราวนี้หญิงก้อยเริ่มรู้สึก
“แค่บางคนเท่านั้นล่ะค่ะ บางคนที่มีรสนิยมอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่พวกตู้ทองเคลื่อนที่แบบนั้น” หญิงก้อยโบกมือ
หญิงก้อยหันไปเห็นไฮโซโบกมือให้เธอ
“ไฮ สวัสดีค่ะคุณเล็กน้อย”
ชายรองถอนใจ
“หญิง ผมมีเรื่องอยากปรึกษาหญิงเรื่องนึง” ชายรองพูด
หญิงก้อยมองเลยไปพลางโบกมือให้วิรงรองที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง
“ยายติ่ง ไฮ”
ชายรองมองตามไปก็เห็นวิรงรองกับกลุ่ม โดยมีจิตตินกับเพื่อนไฮโซอีกสองสามคนนั่งอยู่ด้วย
“เทพี คุณนัดเพื่อนกลุ่มนี้มาเหรอ”
“ไม่ได้นัดค่ะ ยายติ่งเขาก็มาของเขา”
“บอกตามตรงนะ ผมไม่ชอบเพื่อนกลุ่มนี้ของคุณเลย”
“เข้าใจค่ะ ถึงได้ไม่เรียกมาจอยกันไงคะ”
วิรงรองและจิตตินเดินมา ชายรองลุกขึ้นต้อนรับตามมารยาท จิตตินไม่ทักทายชายรอง
“สวัสดีค่ะคุณชาย”
“สวัสดีครับ”
“ไปจอยกับพวกเราทางนู้นไหมคะ”
“อย่าดีกว่าครับ ผมมากับหญิงก้อยสองต่อสอง”
วิรงรองหน้าเสียไป
“นี่หญิงมานานแล้วหรือจ๊ะ”
“นานพอที่จะเบื่อแล้ว เฮ้อ เมื่อไรจะมีคลับที่ดีกว่านี้นะ” หญิงก้อยว่า
“ผมได้ข่าวว่ามีมหาเศรษฐีกำลังจะลงทุนเปิดคลับที่หรูที่สุดในเอเซียอาคเนย์เลยนะครับ”
“มหาเศรษฐีที่ไหนกัน”
วิรงรองเตะหน้าแข้งจิตติน สบตากัน จิตตินยิ้ม
“ตอนนี้แค่เป็นโครงการในกระดาษ เขาเลยขอให้ผมเก็บเป็นความลับก่อนแต่รับรองว่า เปิดตัวออกมา คงจะเซอร์ไพรส์กันแน่นอน”
“ก็ดีนะ ฟ้าเมืองไทยจะได้มีอะไรแปลกๆใหม่ๆบ้าง”
ชายรองมีอาการเบื่อหน่าย
“เห็นว่ามหาเศรษฐีท่านนี้ จะไปลงทุนที่พัทยาด้วยนะครับ”
หญิงก้อยหันมาก็รู้ทันทีว่าจิตตินหมายถึงใคร
“ทั้งโรงแรม ทั้งคลับ แข่งกีฬาแหลมทองในไทยคราวนี้ จะมีแข่งเรือใบที่พัทยาด้วย คุณหญิงสนใจไปไหมครับ จะได้แนะนำให้รู้จักมหาเศรษฐีท่านนี้”
จิตตินยิ้มขัน ๆหญิงก้อยเหลือบมองทางชายรองอย่างกลัวว่าจะรู้ว่าคือใคร
“เออ คุณรองคะ หญิงขอตัวไปร่วมจอยกับติ่งก่อนนะคะ ครู่เดียวนะ”
หญิงก้อยไม่รอคำตอบ เธอแยกไปกับวิรงรองทันที จิตตินยิ้มกวนๆ ใส่ ชายรองจนต้องขบกรามแน่น
เวลาผ่านไป ชายรองดื่มไปมองที่กลุ่ม วิรงรอง จิตติน หญิงก้อยที่คุยกันสนุกสนานไปด้วย
เวลาผ่านไปอีกช่วง ชายรองที่ถอดแบล็คสูทแล้วมองไปยังกลุ่ม หญิงก้อยที่ยังหัวเราะกันด้วยความสนุกสนาน หญิงก้อยเบื่อหน่ายถึงขีดสุด
หญิงก้อยเดินกลับมาที่โต๊ะ เธอพบว่าชายรองนั่งหลับไปแล้ว หญิงก้อยมองชายรองอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะกลับไปร่วมวงกับวิรงรองและจิตตินตามเดิม
อำพันนั่งประสานมือหน้าเชิดอยู่บนโซฟา สอางค์เชิดไม่แพ้กันอยู่บนโซฟาตรงข้าม ส่วนเสด็จประทับนั่งบนเก้าอี้เดี่ยวพนักสูงโดยเหลือบมองซ้ายขวาอย่างอ่อนพระทัยเล็กน้อย ศรีจิตรา มาลา วรรณาเข้ามาทรุดลงกราบ
“นั่งซี่แม่ศรี นั่งกับคุณป้าใหญ่นั่นแหละ”
ศรีจิตราลุกขึ้นไปนั่งกับสอางค์ โดยมีอำพันมองดูทุกอิริยาบท
“แม่อำพันนี่ไงศรีจิตรา ศรีจิตรากราบหม่อมซะซี” เสด็จตรัส
ศรีจิตราไหว้อย่างนอบน้อม อำพันรับไหว้อย่างเย็นชาเล็กน้อย
“ฉันเพิ่งรับเข้ามาอยู่ที่นี่ได้วันสองวันนี่เอง”
“หน้าตาหมดจดงดงามดีนะเพคะ กิริยาก็นุ่มนวลดี” อำพันบอก
ศรีจิตราอึ้ง อำพันยิ้มนิดหนึ่งโดยมีดวงตาจิกกัด
“คุณสอางค์คง วางแผน อบรมอยู่นานซีคะ”
“ไม่นานเท่าไรหรอกค่ะหม่อม เด็กเองก็มีแววหงส์อยู่แล้ว ถ้าเป็นแววกาล่ะก็ยังไงก็อบรมไม่ได้ค่ะ” สอางค์ยิ้มละไมขณะพูดกัดตอบ อำพันหน้ากระตุกเกือบลุกขึ้นเต้นแต่ยิ้มละไมกว่าเดิม ดวงตาแทบลุกเป็นไฟ
“แต่ถ้าหงส์ลงปลักล่ะก็ มันอาจจะดำกว่ากาอีกนะคะ”
สอางค์และอำพันเชิดใส่กันก่อนจะสะบัดหน้าพรืดไปทางเสด็จ เมื่อเห็นเสด็จขมวดพระขนงก็รีบฉีกยิ้มพร้อมกัน
“พอๆ เรื่องหงส์เรื่องกานี่พอที ฉันไม่ได้จะทำสวนนก”
สอางค์กับอำพันรับพร้อมกัน “เพคะ”
“ฉันคิดว่าถ้าตารองได้รู้จักมักคุ้นกับศรีจิตราแล้วคงพอใจ”
ศรีจิตราก้มหน้าลงด้วยความอึดอัด
“อะไรที่เสด็จป้าประทานให้ ชายรองคงพอใจเสมอล่ะเพคะ”
“แต่บางที ฉันเห็นตารองไปพอใจกับของที่ฉันไม่ได้ให้นี่นะ”
“ตารองคงจะจัดการได้เร็วๆนี้ล่ะเพคะ” อำพันบอก
“นั่นซี ฉันก็หวังว่าตารองคงจะยุติเรื่องวุ่นวายทั้งหลายของเขาได้เสียที”
“หม่อมฉันก็หวังอย่างนั้นเหมือนกันเพคะ”
ศรีจิตราเริ่มรู้สึกผิดปกติ
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 4 (ต่อ)
อำพันกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟา นมย้อยนั่งอยู่ตรงข้าม ในขณะที่ชายรองก็นั่งอยู่ด้วย
“มาแล้ว แม่ว่าที่ลูกสะใภ้ฉัน”
“ได้เจอตัวแล้วหรือคะหม่อม เป็นยังไงบ้างคะ” ย้อยถาม
“ก็สะสวยดีอยู่ แต่ท่าทางกระต้วมกระเตี้ยมเป็นนางอาย พูดทีเหมือนกลัวดอกพิกุลร่วง” อำพันว่า
อำพันและย้อยมองดูท่าทีกิตติ แต่ชายรองไม่แสดงออกอะไร นมย้อยเลยพูด
“แต่เสด็จคงจะโปรดนะคะ”
“ใช่ ทรงโปรดมาก ๆ ตารองแล้วเธอล่ะจะว่ายังไง เสด็จทรงเตือนมาแล้วนะ เรื่องแม่หญิงก้อยของเธอ ตกลงจะเลือกใคร นางในวรรณคดี หรือนางเอกจากแมกกาซีน”
“ผมบอกแล้วไงครับ เมื่อผมตัดสินใจ ผมจะกราบทูลเสด็จทันที” ชายรองบอก
“เฮ้อ ฉันไม่รู้แล้ว ให้เสด็จทรงขนาบเธอเองก็แล้วกัน ดูซิ ต้องไปดูหน้าแม่สะใภ้ ฉันเสียงานเสียการไปทั้งวัน”
“งานอะไรกันคะ หม่อม”
นมย้อยสงสัย เจียมเข้ามาคุกเข่าบอกอำพัน
“ขามาครบแล้ว เจ้าค่ะ”
“อ้อเรอะ ดี”
อำพันเดินไป นมย้อยถอนใจ
“โธ่เอ๋ย คิดว่างานอะไร คุณรองขาอย่าขัดเสด็จเลยนะคะ”
“นมครับ เรื่องความรัก ไม่ใช่เรื่องที่จะจับคู่กันแล้วเกิดเป็นความรักขึ้นได้ง่าย ๆ นะครับ ผมเองก็มีคนรักของผมอยู่แล้ว
“คุณรอง อย่าลืมนะคะว่าคุณรับปากกับเสด็จแล้ว”
“ผมจะต้องทำยังไงล่ะครับนม”
“ก็ลองพบคุณศรีเธอก่อนซีคะ ทำความรู้จักกันก่อน”
ชายรองหนักใจ
ศรีจิตรายืนอยู่บนฟุตสตูลเล็กๆหน้ากระจกเงาบานยาวส่องเต็มตัว บนเตียงมีชุดกระโปรงวางเรียงราย สอางค์ถือชุดอยู่ 2 ชุดในมือซ้ายขวา เธอเอาชุดขวาทาบแล้วส่ายหัวไม่พอใจ เอาชุดซ้ายทาบบ้างแล้วก็ส่ายหน้าอีก
“คุณป้าคะ ที่เสด็จตรัสกับหม่อม คุณชายรองเธอมีเรื่องวุ่นวายอะไรหรือคะ” ศรีจิตราถาม
“เอ้อ อ้า ก็เรื่องการเรื่องงานของคุณชายน่ะแหละจ้ะ ว้า ตัวนี้ก็ไม่ดี” สอางค์ว่า
“นี่คุณป้าทำอะไรหรือคะ”
“วันนี้เสด็จมีรับสั่งให้คุณชายรองมาร่วมโต๊ะเสวย ฉะนั้นวันนี้หนูต้องสวยที่สุดน่ะซีลูก”
ศรีจิตราชะงัก
“อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยค่ะ”
ศรีจิตราหยิบชุดสีส้มบนเตียงขึ้นมาทาบตัว
“สีส้มนี่ดีไหมคะ ยายสาบอกว่าหนูแต่งสีนี้ขึ้น”
“จริงด้วย ต๊าย ยายสาก็มีหัวทางนี้เหมือนกัน เฮ้อ เสียดาย ถ้าได้ยายสามาอยู่ที่นี่กับหนูอีกคนก็ดี”
“ดียังไงคะ”
“ก็คุณชายเล็ก คุณชายคนสุดท้อง ยังตัวเปล่าเล่าเปลือยน่ะซีจ๊ะ”
ศรีจิตรานิ่งไป
ชายรองเดินลงมาจากชั้นบน หม่อมอำพันนั่งอยู่บนโซฟาในห้องโถง โดยมีนมย้อยนั่งปักผ้าอยู่เป็นเพื่อน เจียมกับน้อมนั่งดูทีวี อำพันมองดูเครื่องแต่งตัวของกิตติแล้วยิ้มสมใจ
“อ้อ ชายรอง เด็จป้ามีรับสั่งให้เธอไปร่วมโต๊ะเสวยด้วยนะ คืนนี้” อำพันบอก
“ผมคนเดียวหรือครับ” ชายรองถาม
“ก็คนเดียวน่ะซี จะต้องให้ใครไปด้วยล่ะยะ เธอมันคนสำคัญอยู่คนเดียวนี่”
ชายรองขมวดคิ้ว ย้อยกับเจียมมองอย่างเห็นใจ จรวยหูผึ่ง
“มีอะไรหรือฮะ คืนนี้มีแขกสำคัญหรือ” กิตติถาม
“สำคัญย่ะ แต่ไม่ใช่แขก คืนนี้เสด็จทรงเลี้ยงรับว่าที่หลานสะใภ้” อำพันว่า
ชายรองรู้สึกโกรธวูบขึ้นมา
“ไม่เห็นจะเกี่ยวกับผมเลย”
“ไม่เกี่ยวยังไงยะ เขาจะมาแต่งกับเรา เราก็ต้องสนใจเขาบ้าง”
“แต่ค่ำนี้ ผมนัดกับหญิงก้อยไว้แล้ว”
“นัดได้ก็เลิกได้ ฉันอยากจะเตือนเธอเป็นครั้งที่ร้อยว่า เสด็จป้าไม่ทรงโปรดหญิงก้อย”
“หญิงก้อยไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร หญิงก้อยพลาดไปเพราะอ่อนต่อโลก” กิตติบอก
“อ่อนต่อโลก หรือ เจนโลกย์กันแน่ยะ” อำพันแขวะ
ชายรองเม้มปาก
“ไม่ว่ายังไง หญิงก้อยควรมีโอกาสได้แก้ตัว”
“การแก้ตัวน่ะทำได้หลายทาง ไม่จำเป็นต้องมาแก้ตัวโดยการแต่งงานกับเธอเพราะตอนนี้ เธอน่ะ เป็นของต้องห้ามไปแล้ว”
อำพันลุกขึ้นแล้วสะบัดพรืดไป ชายรองนิ่งอั้น ย้อยกระซิบ
“โทรศัพท์ไปเลื่อนนัดคุณหญิงก่อนเถอะค่ะ”
ท่านจันทร์ประทับดูโทรทัศน์ หม่อมวาณีนั่งอยู่กับศศิรัชนีกำลังปอกผลไม้ลงแช่น้ำเกลือ
หญิงก้อยอยู่ในชุดอยู่กับบ้านกรุยกรายกำลังพลิกดูแมกกาซีนอยู่บนโซฟาตัวยาว
“คืนนี้หญิงไม่ไปไหนหรือจ๊ะ” วาณีถาม
หญิงก้อยลดหนังสือลงแล้วทำหน้าเบื่อ
“คุณรองนัดหญิงไปเที่ยวคลับค่ะ แต่หญิงเบื่อจังเลย”
“ทำไมล่ะจ๊ะ” วาณีสงสัย
“คุณรองไม่ได้สนุกไปกับหญิงด้วยน่ะซีคะ คืนก่อนหญิงเต้นระบำกับยายวิรงรองสนุกจะตาย แต่คุณชายรองกลับนั่งหลับ”
“ยายวิรงรอง คงไม่มีใครอยากสังสรรค์ด้วยล่ะมัง เพราะเธอถนัดเอาข่าวซุบซิบไปลงคอลัมน์”
“ยายติ่งเป็นเพื่อนหญิงนะคะพี่กลาง”
“ดีนะ คบยายนี่เป็นเพื่อน ทั้ง ๆ ที่มันเอาข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ของแกไปลงหากิน ทั้งเรื่องหย่าผัว แล้วกลับมาคบคนรักเก่าหวังจะได้เป็นผัวใหม่”
หญิงก้อยโกรธจึงเม้มปากแน่น
“แกโง่จนดูไม่ออกเหรอ ว่านังเพื่อนคนนี้มันหากินกับข่าวฉาว ๆ ของแก”
หญิงก้อยชะงักด้วยอาการโกรธแต่ยิ้ม หม่อมวาณีตกใจ ศศิรัชนีนิ่ง
“หญิงก็ชอบที่จะเป็นข่าวฉาว ๆ นี่เพคะ มันสนุกออก”
“งั้นแกก็ควรจะเลิกคิดจะเป็นสะใภ้จ้าวให้วุฒิวงศ์ได้แล้ว เพราะนั่นเขาผู้ดีแท้ ไม่ใช่ไพร่เหมือนแก” ท่านจันทร์บอก
“หญิง ท่านเพคะ”
ท่านจันทร์อยากจะพูดต่อก็ชะงักแล้วเมิน หญิงก้อยโกรธตัวสั่นจึงลุกจะกลับชั้นบน โทรศัพท์ดังขึ้น หญิงก้อยชะงัก ศศิรัชนีรีบรับขึ้นมา
“ฮัลโหล วังรัชนีกุลค่ะ”
ชายรองกำลังพูดโทรศัพท์
“คุณกลางสวัสดีครับ ขอสายหญิงหน่อยนะครับ” ชายรองพูด
“ค่ะ คุณรอง”
ศศิรัชนีส่งโทรศัพท์ให้แต่หญิงก้อยนั่งรอ ศศิรัชนีต้องเดินเอาโทรศัพท์มาให้ถึงโซฟา หญิงก้อยนอนเอนพูดโทรศัพท์ ท่านจันทร์ยิ่งขัดตา
หญิงก้อยเสียงสั่นด้วยความโกรธ “ฮัลโหล คุณรองจะออกมาแล้วหรือคะ รีบมารับหญิงเดี๋ยวนี้เลย”
“หญิง วันนี้ผมต้องผิดนัดหญิงแล้ว”
หญิงก้อยเสียงดังลั่น “อะไรนะคะ”
หญิงก้อยร้องเสียงแหลมก่อนจะขยับตัวขึ้นมานั่ง วาณียิ่งห่วง ศศิรัชนีนั่งปอกผลไม้ต่อ
“เด็จป้ามีรับสั่งให้ผมไปร่วมโต๊ะเสวยด้วย” ชายกลางบอก
“เสด็จรับสั่ง” เทพีเพ็ญแสงทวน
“หญิง หญิงไม่โกรธผมนะ หญิงก็ทราบดี”
เทพีเพ็ญแสงพูดแทรก “ค่ะ หญิงทราบดีว่าประกาศิตของเด็จป้าต้องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น”
ชายรองเหนื่อยใจแต่ก็ยังวิงวอน
“หญิง ผมขอแก้ตัวพรุ่งนี้นะครับ”
“หญิงไม่ทราบค่ะ หญิงจะไปวันนี้”
เทพีเพ็ญแสงเน้นเสียง ท่านจันทร์กับหม่อมวาณีมอง ศศิรัชนีหยุดมือ
“หญิง”
“หญิงแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงไม่ยอมเป็นแม่สายบัวแต่งตัวค้างหรอกค่ะ” หญิงก้อยบอก
ท่านจันทร์มองชุดอยู่บ้านของเทพีเพ็ญแสงหัวจรดเท้า
“หญิงจะไปยังไงคนเดียว”
“อย่าห่วงเลยค่ะ ยังมีใครอีกเยอะแยะที่เต็มใจพาหญิงไป สวัสดีค่ะ”
หญิงก้อยวางหูทันที ชายรองถอนใจวางหูลงช้าๆ วาณีถลามาหาลูกสาวคนโปรด
“โธ่ หญิงทำไมพูดกับคุณรองอย่างนั้นล่ะลูก” วาณีบอก
“หญิงไม่ชอบคนไม่รักษาคำพูดค่ะ หญิงเกลียดคนโกหก”
“แล้วใครกันที่โกหกว่าแต่งตัวเสร็จแล้ว แล้วใครล่ะที่รักษาคำพูด โดยการไปแต่งงานกับไอ้เศรษฐีใหม่ที่เพิ่งเจอกันแค่เดือนเดียว” ท่านจันทร์โมโห
หญิงก้อยตาวาวลุกพรวดขึ้น แล้วร้องกรี๊ดยาว ผลักแจกันล้มลงแตกกระจาย ท่านจันทร์ผุดลุกขึ้น
หญิงก้อยหมุนตัวร้องกรี๊ดอีกวิ่งซอยเท้าขึ้นชั้นบนไป ท่านจันทร์ผวาตาม หม่อมวาณีคว้าแขนดึงไว้ รื่นกับโรยวิ่งเข้าประตูมามองอย่างงงๆ แล้วคุกเข่าลง
“ดู ดู มัน ร้องกรี๊ดกร๊าดเหมือนกับพวกตลาดไม่มีผิด”
“โธ่ ท่านเพคะ อย่าทรงดุด่าลูกอีกเลย หญิงคงเสียใจมาก แต่ก่อนไม่เคยเห็นเป็นแบบนี้”
ศศิรัชนีถอนใจก่อนจะวางมีดลง
“จริงหรือคะ หม่อมแม่”
วาณีชะงักเพิ่งนึกออก
“ตอนเด็กๆพอไม่ได้ดั่งใจ หญิงก็จะอาละวาดร้องกรี๊ดๆแบบนี้ล่ะค่ะ”
ท่านจันทร์ถอนใจนั่งลง
“ตอนนั้นหญิงน่ารักเหมือนตุ๊กตา ไม่ว่าจะทำอะไร ก็มีคนเห็นว่าน่ารักไปเสียหมด”
ท่านจันทร์อึ้ง หม่อมวาณีนั่งลงตามพลางเหลือบมองศศิรัชนีว่ากำลังแขวะหรือเปล่า แต่ศศิรัชนีหน้าเฉยก่อนจะเรียงผลไม้ลงในจานแก้วต่อ
ชายเล็กเดินลงบันไดมาเห็นชายรองพูดโทรศัพท์อีกครั้ง นมย้อย น้อมกับเจียมฟังอย่างลุ้นไปด้วย
“คุณกลางช่วยบอกหญิงก้อยทีนะครับว่าผมจะแวะไปหาแต่เช้า ครับ ครับ สวัสดีครับ”
ชายรองวางหูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ไงฮะ มีนัดกับหญิงก้อยหรือฮะวันนี้” ชายเล็กถาม
“ใช่ แต่ว่าต้องเข้าเฝ้าเด็จป้า เลยต้องโทรไปแคนเซิล” ชายรองบอก
“อ้าว หญิงก้อยไม่อาละวาดตายหรือครับ”
ชายรองชะงักมองหน้าชายเล็ก ชายเล็กทำหน้าเฉย
“เฮ้อ ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องคลุมถุงชนแบบนี้ด้วยนะ ทำไมเด็จป้าต้องเลือกฉัน ทำไมไม่เลือกนาย”
“เด็จป้าทรงทราบน่ะซีฮะว่า ถ้าจับผมลงถุง ถุงก็ขาดหมดแน่ๆ”
“แกน่าจะไปดูตัวเขาแทนฉัน เผื่อจะอยากเป็นเจ้าบ่าวแทนฉันบ้าง”
“อ้าว ไหงยังงั้น”
ชายรองเดินอารมณ์เสียออกไป ชายเล็กหันมาหานมย้อยแล้วก็นั่งลงด้วยกัน เจียมกับน้อมฟังความ
“พี่รองเป็นอะไรไปฮะ พาลรีพาลขวางไปหมด” ชายเล็กบอก
“จะอะไรล่ะคะ ก็เสด็จให้ไปเฝ้าน่ะซี คงจะให้ไปรู้จักหนูศรีน่ะแหละ” ย้อยว่า
“หนูศรี แน่ะ นมเรียกซะสนิทสนมเชียว”
นมย้อยยิ้มภาคภูมิ เจียมพยักเพยิด
“ก็นมได้ไปรู้จักตัวแล้วน่ะซีคะ เธอสวยมากนะคะ”
ชายเล็กอมยิ้ม
“ผมรู้ฮะ”
“เจ้าประคู๊ณ ขอให้เหมือนอิเหนาเจอหน้าบุษบาทีเถอะ”
“ยังไงหรือฮะ”
“แม่น้อมเล่าซิ”
“ก็อิเหนาหมั้นกับบุษบา แต่ไปเจอนางจินตหราเข้าก็หลง ไม่ยอมเจอหน้าบุษบาไงคะ”
“โอ้โฮ นี่มันเรื่องพี่รองชัดๆเลยนี่ฮะ แล้วยังไงฮะ”
“จนกระทั่งเกิดศึกสงคราม อิเหนาต้องไปช่วยรบ ก็ถึงได้เจอหน้าบุษบาเป็นครั้งแรก”
“แล้วยังไงฮะ”
ย้อยอมยิ้มแล้วพูดกลอน
“หันไปรับไหว้นางเทวี ภูมีดูนางไม่วางตา”
ศรีจิตราสวมชุดสีส้มที่เตรียมไว้ก่อนจะมองดูเงาสะท้อนในกระจก สอางค์บรรจงปักกิ๊บเพชรวูบวาบที่ผม มาลากับวรรณาคุกเข่ากับพื้นจัดแจงดึงชายกระโปรงให้ไม่มีรอยยับ สองนางท่องกลอนต่อเนื่อง
“งามจริงดังเทพนิมิต ให้คิดเสียดายเป็นนักหนา” มาลาว่า
“เสโทหลั่งไหลทั่วกายา สะบัดปลายเกศาเนืองไป ฮิ ฮิ” วรรณาขัน
ศรีจิตรายิ้มเย็นๆ มาลากับวรรณาหัวเราะคิกคัก
“นี่ แม่สองคนจะคิกคักอะไรกันนักหนา”
“ก็วันนี้อิเหนาจะเจอบุษบาเป็นครั้งแรกนี่คะ”
“แต่ไม่รู้ว่าคุณชายรองจะเหงื่อแตกพลั่ก แล้วเพ้อปล้ำสียะตราหรือเปล่านะคะ”
“ว้าย หล่อนสองคนพูดอะไร”
สอางค์จับศรีจิตรามาพิศดู
“แต่ก็จริง หลานสาวฉันงามเหมือนบุษบา พ่ออิเหนาคงลืมแม่จินตหราได้เสียทีล่ะทีนี้”
ศรีจิตราขมวดคิ้ว
“จินตหรา มีจินตหราจริงๆใช่ไหมคะ”
“ว้าย ไม่มี จินตหราอะไรไม่มี กลอนมันพาไปน่ะลูก”
มาลากับวรรณาอยากพูดเต็มแก่ สอางค์ถลึงตา ศรีจิตราหันมามองเงาตัวเองใหม่ด้วยสีหน้าแน่ใจว่าต้องมีจินตหราอยู่แน่ๆ
เสด็จลุกบอกเดินไปดูโทรทัศน์ก่อน
“งั้นเราไปดูโทรภาพรอก่อนดีกว่า”
เสด็จประทับบนตั่ง โทรทัศน์เครื่องใหญ่เปิดไว้ นางข้าหลวงทั้งวังแห่กันมาคล้ายมาดูโทรทัศน์
ศรีจิตรา สอางค์ มาลา วรรณานั่งเด่น และนางข้าหลวงซุบซิบกัน
นาฬิกาบอกเวลา 20.00 น. เสด็จยังคงเป็นปรกติ สอางค์มาเพ็ดทูลใกล้ๆ เริ่มชะเง้อเหลียวหน้าเหลียวหลัง มาลา และวรรณาเริ่มเข้าไปถวายงานพัด พลางสบตากันทำปากขมุบขมิบว่าทำไมยังไม่มา ศรีจิตรามองดูโทรทัศน์นิ่ง
นาฬิกาบอกเวลา 20.30 น. เสด็จยังคงปรกติ สอางค์เหลียวหน้าเหลียวหลัง หน้าหงิกลงทุกที มาลา วรรณาตาปรือ มือยังกำพัดไว้แต่ไม่โบก นางข้าหลวงเริ่มง่วงเหงาหาวนอน บางนางหาวเห็นลิ้นไก่ บางนางขยับพิงฝา บางนางพิงเสา ศรีจิตรามองดูโทรทัศน์ สีหน้าปรกติ ดวงตามีแววหวั่นไหวไม่แน่ใจ
นาฬิกาบอกเวลา 20.45 น. เสด็จยังทอดพระเนตรดูโทรทัศน์นิ่ง ศรีจิตรามองดูโทรทัศน์ แต่สมองอึงอลด้วยข้อมูลใหม่
คำพูดในอดีต สอางค์เผลอพูดเรื่องจินตหรา
“หลานสาวฉันงามเหมือนบุษบา พ่ออิเหนาคงลืมแม่จินตหราได้เสียทีล่ะทีนี้”
ศรีจิตราถาม “จินตหรา มีจินตหราจริงๆใช่ไหมคะ”
“ว้าย ไม่มี จินตหราอะไรไม่มี กลอนมันพาไปน่ะลูก”
ศรีจิตราหน้านิ่งก่อนจะลอบถอนใจนิดๆ
ท่ามกลางหมู่นางข้าหลวงง่วงเหงาหาวนอน กิตติในชุดลำลองอยู่บ้านเดินผ่านตรงไปยังตั่งเสด็จ ผ่านหลังศรีจิตรา เขาก้าวไปถึงตั่งแล้วทรุดลงกราบกับพื้น
“มาแล้วหรือ ตารอง” เสด็จถาม
“พะย่ะค่ะ”
สอางค์เพิ่งรู้ตัว มาลา และวรรณาสะดุ้งเฮือก ตาที่หรี่ลืมโพรง นางข้าหลวงทั้งห้องสะกิดปลุกกันเป็นทอด ๆ ศรีจิตราตื่นจากภวังค์ สอางค์มองเขม้น ศรีจิตราหันมาช้าๆมองไปเห็นกิตตินั่งพับเพียบกับพื้นคุยกับเสด็จอยู่โดยหันหลังไว้ไม่เห็นหน้า
“ศรีจิตรา มานี่ซิ”
ศรีจิตราคลานเข่าเข้าไป ชายรองยังคงไม่หันมา สอางค์ลุ้นเต็มที่ มาลา และวรรณาเงื้อพัดค้าง บรรดานางข้าหลวงทุกนางจ้องเป๋ง ศรีจิตราเข้ามาใกล้ตั่งโดยสะทกสะท้านนิดหนึ่ง ชายรองยังไม่หันมา เสด็จยิ้มอย่างปรานี
“รู้จักกันไว้ ศรีจิตรานี่ชายรอง ชายรองนี่ศรีจิตราลูก”
ชายรองค่อยๆหันมา สอางค์ลุ้น มาลา วรรณาหอบหายใจ นางข้าหลวงใกล้ไกลชะเง้อ
มาลาพูดเบาๆ “เหลียวไปรับไหว้นางเทวี”
“ภูมีดูนางไม่วางตา”
ชายรองหันมามองศรีจิตราอย่างปรกติ มีแววเย็นชานิดหนึ่ง ศรีจิตรามองใบหน้าสงบเยือกเย็น ยกมือไหว้ชายรอง ชายรองรับไหว้
ชายรองพูดอย่างเย็นชา “ยินดี ที่ได้รู้จัก”
ชายรองเมินก่อนจะหันไปหาเสด็จใหม่ ศรีจิตราทำหน้าเฉย นางข้าหลวงใหญ่น้อยผิดหวัง มาลา วรรณาพัดหลุดมือ สอางค์ผิดหวังเกินใคร ชายรองนิ่ง ศรีจิตรายิ้มเย็นๆนิดหนึ่ง
ศรีจิตรานั่งทานอาหารอยู่ตรงข้ามชายรอง ชายรองพูดคุยกับเสด็จโดยแทบไม่ได้แลมาทางศรีจิตราเลย สอางค์มีสีหน้าผิดหวังอย่างรุนแรงก่อนจะมองไปทางศรีจิตราอย่างเอาใจช่วย มาลากับวรรณามองหน้ากันอย่างเซ็งจิต
“วันไหนว่าง ๆ ก็พาศรีจิตราไปเที่ยวตำหนักเล็กบ้าง จะได้ไปทำความรู้จักกับทางหม่อมอำพัน ทางพี่ชาย น้องชายเธอไว้”
“พะยะค่ะ”
“วันไหนว่างก็บอกมานะคะคุณรอง ป้ากับมาลา วรรณา จะไปเป็นเพื่อนหนูศรีด้วย”
ชายรองหันมาทางศรีจิตรา ศรีจิตราหลบตา ชายรองพูดเสียงเรียบ ๆ
“คงจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์น่ะครับ” ชายรองพูดกับศรีจิตรา “เธอว่างเมื่อไหร่ก็บอกไปก็แล้วกัน”
“ค่ะ”
ชายรองหันไปคุยกับเสด็จต่อ ศรีจิตรากลืนอาหารแทบไม่ลง สอางค์ถอนใจ เสด็จมองดูอย่างสังเกต
ในห้องโถงเหลือเพียงชายเล็กที่อยู่หน้าโทรทัศน์ ชายรองเดินเย็นชาเข้ามา
“ไง พี่รอง”
“อะไร”
“ก็ว่าที่ พี่สะใภ้ผมน่ะซี”
“เหมือนหุ่น” กิตติว่า
ชายรองนั่งลงบนโซฟา บดินทร์นั่งตาม
“แปลว่าอะไรครับ สวยเหมือนหุ่นนางละคร หรือว่าไม่มีชีวิตชีวาเหมือนหุ่น”
“ถูกทุกข้อ”
“สวยเหมือนหุ่นนี่ผมพอจะนึกออก แต่ไม่มีชีวิตนี่มันประมาณไหนกันครับ”
“ก็เขาทำหน้านิ่งๆเฉยๆอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ไม่มีปากมีเสียงอะไร”
“ยังไงครับ”
“ก็เขาแทบไม่พูดอะไรเลย นอกจากเพคะ กับค่ะน่ะซี”
ชายเล็กยิ้ม เขาเกาแก้มตัวเองแล้วพูดเบาๆ
“ไม่ยักกะเหมือนน้องสาวแฮะ”
“อะไรนะ น้องสาวไหน”
“ไม่มีอะไรครับ”
ศรีจิตราเดินกลับเข้าห้องมา ลงนั่ง คิดๆลุกเดินไปมองที่หน้าต่าง แล้วเบนสายตาไปนอกหน้าต่าง
เธอเห็นตำหนักเล็กค่อนข้างมืด มีไฟสว่างที่ห้องกิตติชั้นบนเท่านั้น ศรีจิตราครุ่นคิด ไฟในห้องชายรองดับวูบลงศรีจิตรามองดูเงาตัวเองแล้วก็น้ำตาไหลพราก
วันต่อมา นายยอดเช็ดรถของบดินทร์อยู่ ชายเล็กเดินมาแล้วก็ชะงัก
“อ้าว เฮ้ย ลืมอีกแล้ว” ชายเล็กบอก
“อะไรครับ” ยอดถาม
“ฉันลืมตะกร้าขนมอยู่ที่เทอเรซน่ะ นายช่วยไปเอามาที”
“ครับ คุณชาย”
ยอดเดินไป ชายเล็กแบมือ
“จะลงมือเองเหรอครับ” ยอดถาม
“ใช่”
ยอดวางผ้าเช็ดรถให้ในมืออย่างพินอบพิเทาแล้วจึงเดินไป ชายเล็กเช็ดรถต่ออย่างทะมัดทะแมง
ศรีจิตราถือขันใส่ดอกไม้เดินเก็บดอกไม้มาเรื่อยๆ เธอเห็นชายเล็กเข้าก็ชะงัก ชายเล็กเช็ดกระจกข้างแล้วจึงเห็นเงาสะท้อนศรีจิตราในกระจก ชายเล็กยิ้มแป้นหันขวับมา
“แน่ะ คุณ”
ศรีจิตราสะดุ้งแล้วขันก็ตกจากมือจนดอกไม้กระจายเกลื่อน
“อุ๊ย”
“คุณมาแอบดูผมหรือ”
ชายเล็กเดินตรงมาหา ศรีจิตราขยับถอยหลังก่อนจะเชิดหน้านิดหนึ่งด้วยใบหน้าที่สงบเย็น
“ฉันไม่ได้มาแอบดูใคร ฉันมาเก็บดอกไม้”
“แต่ดอกไม้ของคุณคลุกฝุ่นหมดแล้ว”
ชายเล็กทรุดลงเก็บขันแล้วเก็บดอกไม้ที่หล่นใส่ขันอย่างทะนุถนอม ศรีจิตรานั่งลงหยิบดอกไม้ใส่
ฝ่ามืออีกข้าง
“ฉันเก็บเองได้ ขอบใจ”
ศรีจิตรายื่นมือไปยังดอกไม้ดอกหนึ่ง พอดีกับชายเล็กที่ยื่นมือมาหยิบดอกนั้นเหมือนกัน ชายเล็กเลยคว้ามือศรีจิตรา ศรีจิตราตัวชาวาบ ชายเล็กงงไปเล็กน้อยเพราะเคยเจอแต่สาวสมัยใหม่ ศรีจิตราดึงมือออก ลุกขึ้นยืน แล้วถอยไป
“นี่ คุณ” ศรีจิตราโมโห
“โธ่ คุณ มันบังเอิญน่ะครับ ผมไม่ได้คิดแต๊ะอั๋งคุณนะ” ชายเล็กบอก
“ค่ะ ฉันจะพยายามเชื่อ”
ศรีจิตราทำเย็นชาเดินกลับไป ชายเล็กยืนถือขันมองตาม นายยอดวิ่งมาถือตะกร้ามาด้วย
“ได้แล้วครับ คุณชาย”
“อืม ขอบใจ”
มาลากับวรรณานั่งเอาเท้าแช่น้ำในสระบัวเล็กๆ
“เมื่อคืน ฝันดี๊ดี” มาลาบอก
“ฝันว่าอะไรยะ” วรรณาถาม
“ฝันว่าฉันเป็นบุษบาลงเล่นธารน่ะซียะ”
“ว้าย แล้วมีอิเหนามาแอบดูหรือเปล่า”
“ถ้ามีก็คงแอบอยู่หลังพุ่มไม้โน่น เอ๊ะ”
พุ่มไม้แหวกออก ยอดโผล่หน้ามา มาลากับวรรณาร้องกรี๊ด
“ว้าย คุณพระ” วรรณาอุทาน
“ไม่ใช่คุณพระ ดำอย่างงี้เค้าเรียกจรกา” มาลาว่า
“นายยอดเป็นบ้าอะไร อยู่ดีๆก็โผล่พรวดเข้ามา”
“นี้มันขันของคุณศรีนี่”
“ผมจะเอามาคืนคุณศรีครับ”
ยอดทำตาปริบๆ ในมือของเขาถือขันดอกไม้ของศรีจิตรา
มาลากับวรรณาถือขันดอกไม้เดินบ่นบ้ามา
“ลักษณาผมหยักพักตร์เพรียง” มาลาว่า
“นายยอดนี่มันดำเหมือนจรกาจริงๆนะเธอ” วรรณาบอก
ทั้งสองนางเดินขึ้นมาบนศาลากลางสวนก็เห็นศรีจิตรานั่งอยู่ก็เอาขันเข้าไป
“คุณศรีขา นายยอดเอาขันดอกไม้มาคืนค่ะ”
“แล้วคุณศรีไปลืมไว้ได้อย่างไรคะ”
“ไม่ได้ลืมหรอกค่ะ แค่ทิ้งไว้ว่าจะกลับไปเอาทีหลัง เอ้อ คนรถตำหนักเล็กชื่อนายยอดหรือคะ”
“ค่ะ”
“คุณศรีรู้จักนายยอดด้วยเหรอคะ”
“นายยอดเคยขับรถไปส่งคุณป้าสร้อยที่บ้านคราวนึงน่ะค่ะ ก็เลยเคยเห็นหน้ามาก่อน”
มาลากับวรรณาทำท่าสยิว
“อุ๊ย หน้าเจ้ายอดนี่จำง่ายค่ะ” มาลาพูด
“เห็นหน้า แล้วเอาไปฝันร้าย ฮิ ฮิ ฮิ” วรรณาบอก
ศรีจิตราพยักหน้า
“เอ ทำไมล่ะคะ นายยอดเขาก็หน้าตาดีเหมือนกันนี่คะ เฮ้อ ขอตัวก่อนนะคะ”
ศรีจิตราถือขันลุกไป มาลากับวรรณาหัวเราะกัน
“ว้าย คุณศรีนี่ช่างประชดประชันเหมือนกันนะนี่” มาลาว่า
“นั่นซี ดำเป็นเหนี่ยงเชียว” วรรณาบอก
“ขอตัวก่อนนะคะ” ศรีจิตราลุกขึ้นเดินออกไปอย่างงงๆ
ตะกร้าขนมใบใหญ่ถูกวางไว้นอกชาน คุณตากับคุณยายนั่งอยู่ ชกยเล็กนั่งเก็บมือเก็บเท้าเรียบร้อย สาลินนั่งห่างออกมาแล้วหันไปที่ระเบียง เจ้าแกะกำลังไสรถของเล่นคันใหม่อยู่ที่ระเบียง ตาผลคลายจุกขวดเหล้านอกสูดกลิ่น ยายพิณกำลังคลี่ผ้าไหมอย่างพึงพอใจ สาลินทำจมูกย่นๆ ก่อนจะเปรยเบาๆ
“อีตานี่ ติดสินบนทีเดียวทั้งบ้าน”
“วันนี้แม่ย้อยทำขนมครับ ผมก็เลยขอแบ่งมาฝากคุณตา คุณยาย นี่ขนมค้างคาวครับ นี่ขนมทองเอก มีปิดทองด้วยครับ”
“ช่างทำ ช่างประดิดประดอยจริงๆ”
“เออนะ ของบางอย่างเคยได้ยินแต่ชื่อ เพิ่งได้เห็นจริงๆก็วันนี้ ขนมชาววังนะเนี่ย”
“แม่ย้อยคุณเป็นชาววังเหรอคะ” สาลินถาม
“ครับ เลี้ยงผมในวังมาตั้งแต่เล็ก”
“คุณถูกเลี้ยงในวังเหรอ” สาลินถามต่อ
ชายเล็กหน้าเหวอ ทุกคนมองเขม้น
จบตอนที่ 4
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #4 on:
02 August 2026, 21:47:37 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000114622
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 5
เผยแพร่: 13 ต.ค. 2558 09:51 ปรับปรุง: 15 ต.ค. 2558 06:59 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 5
“คุณถูกเลี้ยงในวังเหรอ”
สาลินถามโพล่งขึ้นมา บดินทรราชทรงพลหน้าเหรอ
“ใครบอก เปล่า ผมกำลังบอกว่าแม่ย้อยชอบไปวังบูรพา พาผมไปดูหนังไทยที่แกรนด์ ดูหนังฝรั่งที่คิงส์ ดูหนังแขกที่ควีนส์”
ทุกคนมองหน้ากันงง ๆ สาลินนิ่งคิดแล้วหัวเราะพรืดออกมา ชายเล็กมองอย่างสงสัย
“คุณขำอะไรหรือฮะ”
“ฉันคิดถึงคุณป้าสร้อยนะซี นี่ สมมติว่าคุณรู้จักคุณป้าสร้อยนะ”
อีกฝ่ายวางหน้าไม่สนิท “ฮะ คุณป้าที่บ้านราชดำริของคุณ”
“นี่ฉันเคยบอกด้วยหรือว่า บ้านคุณป้าอยู่ราชดำริ”
“โธ่ ก็ต้องเคยบอกซีครับ ไม่อย่างงั้นผมจะรู้ได้ยังไง”
สาลินพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดต่อ “นี่ สมมติว่าคุณเอาขนมไปให้คุณป้าสร้อยนะ คุณป้าจะบอกว่า”
พูดพลางทำหน้าเคร่ง มือเท้าหมอนขวาน มองอีกฝ่ายด้วยหางตา แล้วทำเสียงเลียนคุณสร้อย
“ขอบใจย่ะ เอามาทำไม ของที่นี่ทำอยู่ทุกบ่อย อย่างขนมค้างคาวนี่ ตำรับเจ้าครอกวัดโพธิ์เชียวนะยะ ส่วนขนมทองเอกนี่ก็ตำรับท้าวทองกีบม้า สืบทอดมาแต่แผ่นดินพระนารายณ์”
ทั้ง 3 คนหัวเราะก๊าก สาลินพูดต่อ
“แล้วภายใน 3 วัน คุณก็จะได้ของฝากตอบแทน”
“ก็ดีนี่ครับ มิตรจิต มิตรใจ”
“ใครว่าล่ะคะ คุณจะได้ของทุกอย่างเหมือนกับที่คุณให้ แต่ต้องวิเศษกว่า วิจิตรกว่า วิลิศมาหรากว่าสิบเท่า เพื่อบอกว่า นี่ต่างหากคือของแท้”
ยายรีบพูดปราม “ยายสา พอ เลิกนินทาคุณป้าได้แล้ว”
“แล้วนี่คุณทำอะไร ติดสินบนคนบ้านฉันทั้งบ้านหรือ”
“โธ่ คุณ ที่ผมทำนี่แหละ มิตรจิต มิตรใจ
ยายชะเง้อมองไปทางหน้าบ้าน “แล้วนั่นเสียงเจ้าแกะมันคุยกับใคร”
สาลินมองตาม “แม่กับพี่ศรีมาแน่เลย”
ชายเล็กเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที ขณะที่สาลินลุกพรวดขึ้น
สาลินวิ่งมาถึงหน้าบ้าน ก็เจออุ่นเรือนที่เดินข้ามสนามมาพอดี เจ้าแกะถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กตามหลัง เธอรีบกราบที่อก ก่อนที่แม่จะโอบกอดไว้ พอตา ยายออกมาจากบ้านตามมา อุ่นเรือนก็ตรงเข้ามากราบทั้งคู่ ยายโอบ
ลูกสาวไว้ ขณะที่ตายิ้มรับ
“ไหว้พระเถิดลูก”
ยายถามต่อ “ไม่ได้มานานเท่าไร ครึ่งปีได้ไหม”
ชายเล็กตามออกมามองดูเพลิน ตาผล กับยายพิณตามมาด้วย สาลินเหลียวซ้ายแลขวา
“แล้วพี่ศรีล่ะคะ ทำไมไม่มาด้วย”
“พี่ศรีเข้าวังไปหลายวันแล้วลูก”
สาลินทำตาโตแล้วยกมือไหว้ท่วมหัว “พี่ศรีเข้าวังไปแล้ว ไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถอะพี่ศรี”
ขาดคำ ยายก็ตบพื้นป๊าบ “ยายสา นั่นปากหรือนั่น”
ชายเล็กหัวเราะขัน สาลินหันมาถลึงตามอง
“คุณหัวเราะอะไร”
“แหม ก็คุณทำเหมือนพี่สาวของคุณไปสวรรค์”
อุ่นเรือนเหลือบมองไปทางยาย เป็นเชิงถาม
“อ้อ พ่อพล นี่แม่ยายสาเขาไง”
“สวัสดีครับ”
อุ่นเรือนรับไหว้อย่างพินิจพิจารณา ก่อนที่ยายจะหันมาถามต่อ
“นี่แม่ศรีต้องอยู่วังนานแค่ไหน”
“จะกลับออกมาก่อน แล้ววันแต่งค่อยกลับเข้าวังใหม่ หรือจะอยู่จนถึงวันแต่ง” ตาถามบ้าง
“เอ้อ ไม่ทราบค่ะ ต้องแล้วแต่คุณพี่”
“แล้วจะหมั้นหมายกันก่อนนานๆ หรือว่าหมั้นแล้วแต่งเลย”
อุ่นเรือนส่ายหน้า “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คุณพี่ยังไม่บอก”
ตาตบพื้นโครม ยายหน้าเคร่ง
“นี่ อุ่นเรือน ลูกในไส้ตัวเองแท้ๆ นะ นี่อะไรทุกอย่างต้องสุดแต่พี่ผัวหมด”
ตาพูดต่อ “ยังไงก็ลูกเรา เราต้องมีสิทธิ์มีเสียงออกความเห็นบ้าง”
อุ่นเรือนยิ้มแหย สาลินกอดแขนแม่ไว้
“แหม ก็คุณป้าเลี้ยงพี่ศรีมาแหละค่ะ แม่ก็เลยไม่อยากขัดใจ”
ยายส่ายหัว “ก็มัวแต่อ่อนอยู่ล่ะซี”
ตาถอนหายใจ “เขาจะต้มยำทำแกงยังไงก็สุดแต่เขา”
“อย่าว่าแม่เลยค่ะ ถ้าจะให้ดีให้คุณตาคุณยายไปต่อว่าป้าสร้อยที่บ้านราชดำริเลยดีกว่า สาจะเสมอนอกให้เลย”
ตา ยายโคลงหัวแล้วหัวเราะออกมา ชายเล็กหัวเราะตาม สาลินหันไปทำตาเขียว
“นี่คุณ กลับได้แล้ว ฉันจะเดินไปส่ง”
สาลินกับชายเล็กไต่สะพานต้นหมากข้ามท้องร่อง ก่อนที่ฝ่ายแรกจะพูดขึ้นมา
“ยังไง คุณก็เป็นคนนอก ฉันไม่อยากให้คุณมารู้เรื่องในบ้านฉันมากไปกว่านี้”
“โธ่ ผมไมรู้เรื่องอะไรซักหน่อย แค่รู้ว่า พี่สาวคุณโดนคุณป้าจอมเผด็จการส่งเข้าวังเสด็จพระองค์หญิง เพื่อไปแต่งงานกับคุณชายชื่อยาวแค่นั้นเอง”
สาลินชะงักฝีเท้า อ้าปากค้างหันไปมอง อีกฝ่ายทำหน้าเฉย
“นี่คุณปะติดปะต่อเรื่องได้ขนาดนี้เชียวหรือ”
“ผมมีความสามารถพิเศษ”
สาลินหน้าเศร้า “โธ่ สงสารพี่ศรี ทำไมต้องมาถูกคลุมถุงชนแบบนี้”
“นี่ผมเพิ่งได้ยินคนบ่นเรื่องนี้เหมือนคุณเปี๊ยบเลย”
ชายเล็กหมายถึงพี่ชายคนรอง สาลินมัวแต่พิลาปร่ำเลยไม่ซักไซ้
“พี่สาวฉันเขาสวยมากนะ”
อีกฝ่ายอมยิ้ม “ผมรู้”
“คุณรู้ได้ยังไง” สาลินย้อนถาม
“ก็คุณสวยขนาดนี้ คุณแม่คุณก็สวย พี่สาวคุณก็ต้องสวยซีฮะ”
พุดซ้อนกับชบาทิพย์โผล่หัวขึ้นมาจากหลังพุ่มไม้ แอบมองตาเป๋ง
“นี่ คุณยายฉันก็สวยนะ”
อีกฝ่ายพยักหน้ารับ “ฮะ เขาถึงว่าดูนางให้ดูแม่ ดูให้แน่ต้องดูถึงยาย”
“พี่ศรีน่ะ เขาสวยกว่าฉันตั้งเยอะ แล้วก็ดี๊ดี ไม่เหมือนฉันหรอก”
“เอาเป็นว่า ผมเชื่อคุณครึ่งนึงก็แล้วกัน”
ทั้งคู่เดินมาถึงสุดเขตสวน เห็นเขตสวนของพุดซ้อนอยู่ตรงหน้า
“คุณไปได้แล้ว ฉันส่งคุณแค่นี้ล่ะ สวัสดี”
“สวัสดีครับ”
ชายเล็กเดินออกจากรั้วไป สาลินเห็นพุ่มไม้ไหวๆ
ชายเล็กเดินเข้าสวนของพุดซ้อน เหลือบเห็นพุ่มไม้ไหวเช่นกัน 2 แม่ลูกรีบก้มตัวหลบ แล้วค่อยๆ ย่องเดินตามไป ก่อนที่ชบาทิพย์จะเสียหลักเซออกมาชนฝ่ายแรกโครมใหญ่
“เฮ้ย”
พุดซ้อนตกใจ อุทานเสียงดัง “แม่มึงหก”
ชบาทิพย์อุทานต่อ “แหก”
3 เสียงดังประสานกัน สาลินวิ่งเข้ามาดู เห็นชบาทิพย์นั่งขากางกว้าง พุดซ้อนมีตะกร้าครอบหัว
ชายเล็กที่นั่งแผ่หรา รีบลุกขึ้นมาดึงตะกร้าออกให้
“นี่คุณ เป็นยังไง”
สาลินถามอย่างเป็นห่วง ชายเล็กรีบลุกขึ้นมาปัดตามเนื้อตัว
“ผมไม่เป็นไร”
สาลินมองไปยัง 2 แม่ลูก “อ้าว คุณน้า หนูชบา มาทำอะไรตรงนี้คะ”
พุดซ้อนหน้าเหวอ พอเหลือบเห็นเถากระทกรกบนพุ่มไม้ก็กระชากขวับมา
“มาเก็บบอน เอาไปแกงบอน ไม่เคยกินหรือไง”
ชบาทิพย์ได้สติ กระชากอีกเถามา สาลินทำตาปริบๆ บดินทราชทรงพลมอง 2 แม่ลูกอย่างรู้ทัน พุดซ้อนเชิดใส่ รีบหันเดินหนีไป
สาลินหยิบขนมวางบนฝ่ามือ แล้วไปนั่งเบียดอุ่นเรือน พลางกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย
“แม่คะ”
อุ่นเรือนเลิกคิ้ว “อะไรหรือลูก”
“พี่ศรีจะมีความสุขไหมคะ”
“ชีวิต ใครจะรู้ล่วงหน้า ใครจะกะเกณฑ์ได้ลูก”
อุ่นเรือนพูดเข้าประเด็น “ดูอย่างแม่ โตขึ้นมาในสวนแท้ๆ แต่กลับเจอลูกพระยานักเรียนนอกจากอังกฤษ อย่างพ่อได้”
“พ่อกับแม่เจอกันรักกันเอง ไม่มีใครมากะเกณฑ์ แต่กับพี่ศรี หนูสงสัยว่าคุณชายชื่อยาวนั่นจะรักพี่ศรีไหม แล้วยังครอบครัวเขาอีก ว่าที่แม่สามีจะรังคัดรังแคพี่ศรีหรือเปล่า”
“มันก็คงไม่เลวร้ายไปหมดหรอกลูก ดูอย่างแม่ ถ้าทุกอย่างมันแย่ไปหมด แม่ก็คงทนอยู่บ้านคุณพ่อไม่ได้จนป่านนี้”
สาลินขยับตัวลงนอนคว่ำพังพาบ พลางหยิบขนมใส่ปาก พออุ่นเรือนตีเบาๆ แปะหนึ่ง ก็รีบลุกนั่ง
“ลุกเดี๋ยวนี้ นอนกินนี่ ชาติหน้าหนูต้องเกิดเป็นงูเหลือม”
“นั่นพวกนอนฟังเทศน์ต่างหากคะ อื๋อ ขนมของอีตาพลนี่อร่อยจริงๆ แฮะ”
“เขามาชอบหนูหรือลูก”
“ไม่รู้ซีคะ แต่เขาชอบมาคุยกับหนู”
อุ่นเรือนถามต่อ “แล้วหนูชอบเขาหรือเปล่า”
“ชอบซีคะ”
อุ่นเรือนตาโต สาลินยิ้ม แล้วหยิบขนมกลีบลำดวนเข้าปาก ก่อนจะพูดหน้าตาเฉย
“หนูชอบขนมของตานี่ ม้าก มาก”
อุ่นเรือนมองค้อน สาลินยิ้มชอบใจที่หลอกแม่ได้
ชายเล็กโผล่หน้าเข้ามาในห้องนอนของพี่ชายคนรอง เห็นยังคงรื้อดูตามกล่องกระดาษที่เหมือนยกมาจากห้องเก็บของ
“ยังหาไดอารี่อยู่หรือฮะ”
“อืมม์ ในห้องเก็บของก็ไม่มี ไม่รู้ว่าหายไปไหน”
“ผมคิดว่าพี่รองออกไปเที่ยวกับหญิงก้อยซะอีก”
ชายรองส่ายหน้า “หญิงก้อยยังโกรธฉันอยู่”
“เลยไม่ยอมออกไปไหนหรือฮะ”
“ใครบอกล่ะ คืนนี้เขาไปดูหนังกินข้าว เต้นรำกับเพื่อนกลุ่มที่รู้จัก”
น้องคนเล็กยักไหล่ แล้วหยิบนั่นหยิบโน่นบนโต๊ะมาดูตามประสามืออยู่ไม่สุข ก่อนจะหยิบกล่องนามบัตรของพี่ชายมาดู แล้วหัวเราะขำ
“นายหัวเราะบ้าอะไร”
“มีใครเคยบอกไหมฮะว่า ชื่อพี่รองยาวตั้งวา”
ฝ่ายพี่ชายทำหน้างง “ชื่อกิตติราชนรินทร์น่ะหรือ ไม่มีนี่ ใครเขาก็เรียกกันแค่กิตติ ทำไม”
“ไม่ทำไมหรอกฮะ มีเพื่อนผมคนนึงบอกว่า ชื่อพี่รองน่ะ เอาไปตั้งชื่อคนอื่นได้ตั้งสี่ห้าคน”
“แล้วชื่อนายสั้นนักหรือ นายบดินทรราชทรงพล”
พี่ชายย้อนถาม น้องชายทำคอย่นแล้วหัวเราะ
“เออ ผมเกือบลืมไปแล้วว่าผมชื่ออะไร”
“เพื่อนช่างวิจารณ์ของแกคนนี้เป็นใคร ฉันรู้จักไหม”
“คงไม่หรอกฮะ”
อีกฝ่ายถามคาดคั้นต่อ “ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
“ถ้าเป็นผู้ชายแล้วพี่รองจะทำไมหรือฮะ”
“ฉันก็อาจจะต่อยปากสั่งสอน ที่บังอาจมาวิจารณ์ชื่อที่เสด็จป้าประทานให้น่ะซี”
น้องชายทำคอหด “แล้วถ้าเป็นผู้หญิงล่ะฮะ”
“ฉันก็จะบอกเจ้าหล่อนว่าอย่าปากคอเราะร้ายนัก ไม่รู้เป็นยังไง ผู้หญิงสมัยนี้ปากคอร้ายกาจ เถียงฉอดๆๆ คำไม่ตกฟาก ยิ่งยายเด็กบ้าคนนั้น”
“ฮะ เด็กบ้าที่ไหนกันฮะ”
“ช่างเถอะ แกไม่รู้จักหรอก แล้วฉันก็คงจะไม่เจอะเจอเจ้าหล่อนอีกแล้วในชีวิตนี้”
ชายรองพูดพลางทำหน้าบึ้ง
ศรีจิตราถือหนังสือนิทานเดินลงมาจากชั้นบน เมื่อเห็นบดินทราชทรงพลก้าวเข้ามาเงียบๆ พลางเหลียวซ้ายแลขวา ก็รีบก้าวไปแอบหลังรูปปั้นเชิงบันได
ชายเล็กก้าวไปที่ตู้เตี้ยวางนาฬิกาเก่าแก่งดงาม แล้วหยิบขึ้นมาดู
“เรือนนี้แหงเลย”
พูดพลางถือนาฬิกาหมุนตัวจะกลับไปตำหนักเล็ก ศรีจิตราตกใจก้าวออกมา
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ นายยอด”
อีกฝ่ายชะงักหันมา เห็นศรีจิตรายืนหน้าเคร่ง แต่งดงามราวหุ่นนางละคร ก็ยิ้มเผล่ แต่ฝ่ายหลังคิดว่ายิ้มกลบเกลื่อนความผิด
“อะไรนะครับ คุณ”
“ฉันบอกให้เธอหยุดเดี๋ยวนี้ นายยอด”
“นายยอด?”
ชายเล็กรำพึงเบาๆ พลางสมองคิดปราดไปก็เดาเรื่องได้ พลันดวงตาก็เป็นประกายพราว ก้าวเข้าไปพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก ศรีจิตราก้าวมาประจันหน้า
“มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ คุณผู้หญิง”
“ฉันไม่มีอะไรให้เธอรับใช้ แต่เธอทำอะไรลงไปก็น่าจะรู้ตัว”
“โธ่ คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้เจตนา” ฝ่ายแรกแกล้งพูดบ่ายเบี่ยง
“ถ้าเธอไม่ได้เจตนา เธอก็คงไม่ทำอะไรแย่ๆ อย่างนั้น”
“โอ้โฮ มันแย่ขนาดนั้นเชียว”
“สิ่งที่เธอทำ ผิดทั้งศีลธรรม ผิดทั้งกฎหมาย”
ชายเล็กทำตาโต “หา กฎหมายอะไรกันครับ กฎหมายพระเจ้าฮัมมูราบีหรือ”
ศรีจิตราแอบคิด “ตาย รู้จักพระเจ้าฮัมมูราบีด้วย” ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเข้ม “โปรดอย่ามาตีฝีปากกับฉัน”
“ผมไม่ได้ตีฝีปาก แต่ว่ามันผิดถึงขนาดนั้นเชียวหรือครับ กะอีแค่ผมจับมือคุณโดยบังเอิญนี่”
ศรีจิตราหน้าแดงซ่าน “นี่ เธออย่ามาพูดเฉไฉ ออกนอกเรื่องนะ”
“อ้าว นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณพูดหรือครับ ให้ตาย ผมขอยืนยันว่าที่ผมจับมือคุณเป็นเรื่องบังเอิญ”
“หยุดพูดนะ ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ฉันหมายถึงเรื่องที่เธอขโมยของ”
ชายเล็ก พยักหน้าหงึก “ขโมยของ อ๋อ นึกออกแล้ว”
“สำนึกได้ก็ดีแล้ว”
“เรื่องขันดอกไม้น่ะ ผมฝากให้คนเอามาคืนคุณแล้ว นี่คุณยังไม่ได้อีกหรือฮะ โธ่ ผมจะขโมยขันคุณไปทำไม”
ศรีจิตราเกือบเต้น “ฉันไม่ได้หมายถึงขันใบนั้น แต่หมายถึงนาฬิกาในมือเธอ”
ชายเล็กก้มดูนาฬิกาในมือ แล้วนึกออก เอาอีกมือตบหน้าผากตัวเองดังป๊าบ
“เธอเอามันมาคืนเดี๋ยวนี้”
อีกฝ่ายแกล้งทำกลัว ตัวสั่นงันงก
“คุณ คุณผู้หญิง โธ่ ผม ผม ผิดไปแล้ว”
“รู้ตัวแล้วก็เอาคืนมา
“ครับ คุณผู้หญิง แต่คุณ คุณได้โปรดอย่าบอกใครนะครับ”
ศรีจิตราถอนใจ “ก็ได้ ฉันจะไม่บอกใคร”
“คุณช่างมีเมตตาเหลือเกินนะครับ”
ชายเล็กพูดพลางยื่นนาฬิกาให้ ศรีจิตรารับไม่ถนัด พอฝ่ายแรกปล่อยมือ นาฬิกาก็ร่วงหล่น
ทั้งคู่ร้องตกใจ รีบก้มลงเก็บ มือศรีจิตรากุมนาฬิกาอยู่ มือชายเล็ก กุมมือเธออีกที ทั้งคู่นิ่งไป มองหน้ากัน
“คราวนี้ก็เป็นอุบัติเหตุนะครับ”
พูดจบก็ดึงมือออกช้าๆ ศรีจิตราเชิดหน้าขยับถอย
“เธอไปได้แล้ว”
ชายเล็กค้อมตัว พลางผายมือร่ำลา แล้วหมุนตัวเดินจากไป ศรีจิตรามองตามยิ่งแปลกใจ
หม่อมวาณี ศศิรัชนี และเทพีเพ็ญแสงนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน พอเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น รื่นก็รีบพุ่งจะไปรับสาย หญิงก้อยรีบห้าม
“ไม่ต้องรับ”
หม่อมวาณีทำหน้างง “ ทำไมล่ะลูก”
“มีคนคนเดียวเท่านั้นละค่ะที่โทร. มา คุณชายรอง”
หม่อมวาณีพูดแย้ง “อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ”
ศศิรัชนีรีบย้อนถาม “แล้วถ้าใช่ เธอไม่คิดจะปรับความเข้าใจกับเขาหน่อยเหรอ”
“ไม่จำเป็นค่ะ สำหรับตอนนี้”
“งั้น ก็ลองฟังท่าทีเขาหน่อยเป็นไร พี่รับสายเอง”
หญิงก้อยลังเลไปครู่หนึ่ง
“ขอสายหญิงก้อยครับ นั่นหญิงกลางรึเปล่า”
ชายรองคุยสายอยู่ในห้องนอน
“หญิงเองค่ะ”
“ผมขอสายหญิงก้อยหน่อย”
“ยายก้อยบ่นปวดหัวตั้งแต่เย็น หลับไปตอนหัวค่ำแล้วค่ะ”
“เหรอครับ ไม่เป็นไร ฝากบอกด้วยว่า พรุ่งนี้ช่วงบ่ายผมจะแวะไปหา”
ศศิรัชนียิ้มรับ “ได้ค่ะ สวัสดี”
พูดเสร็จก็รีบวางสาย ก่อนจะหันมาหาน้องสาว พอเห็นหญิงก้อยยังหน้าเชิด ก็เลยทำเฉยไม่พูดอะไร จนอีกฝ่ายทนไม่ได้
“พี่กลาง พูดมาซีคะ คุณรองว่ายังไง”
ศศิรัชนีและหม่อมวาณีหันมายิ้มให้กัน
หญิงก้อยนอนเอนอยู่บนโซฟาตัวโปรด สวมชุดอยู่บ้านกรุยกรายระมาถึงพื้น ในมือมีชุดราตรีปักเลื่อมระยิบระยับ รื่นกับโรยคุกเข่าอยู่ที่พื้นมองตาเป๋ง
พักหนึ่งฝ่ายแรกที่ยิ้มสดใส ก็ค่อยๆ หุบยิ้มกลายเป็นบึ้งตึง เหลือบตามอง รื่นกับโรยคอหด แทบจะทรุดราบไปกับพื้น
“ฉันให้เธอเอาไปแปลงเป็นราตรีสั้น ไม่ใช่ให้แปลงเป็นผ้าขี้ริ้ว”
“เดี๋ยวรื่นกับโรยจะแก้ให้ใหม่ค่ะ คุณหญิง”
ขาดคำเทพีเพ็ญแสงก็ปาชุดใส่หน้า หม่อมวาณีกับศศิรัชนีอยู่ที่โต๊ะกินข้าวหันมองมา
“ไม่ต้องแก้แล้ว ไปให้พ้นหน้าฉัน จะเอาไปฉีกทิ้ง หรือเผาทิ้งก็ได้”
“เจ้าค่ะ เดี๋ยวจะเผาเจ้าค่ะ”
โรยพาซื่อรับคำ เทพีเพ็ญแสงชะงัก ยิ่งโกรธหนัก ลุกพรวดขึ้น
“ฉันประชด โง่อะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้”
หม่อมวาณีลุกพรวดเข้ามา “ไป ไป พวกแกออกไปให้หมด”
2 สาวใช้รีบย่อตัวออกไป หม่อมวาณีแตะมือลูกชายเป็นเชิงปราม
“หญิงอุตส่าห์จะช่วยหม่อมแม่ประหยัด เอาชุดเก่ามาดัดแปลง ดูซิคะ ไม่ได้เรื่อง ต้องไปตัดใหม่อีก”
“จ้ะ ต้องประหยัดทำไมจ๊ะ ตัดใหม่ดีกว่าลูก”
“ค่ะ เดี๋ยวหม่อมแม่เซ็นเช็คให้หญิงซักห้าพันนะคะ”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 5 (ต่อ)
วาณียืนอึ้งไปครู่หนึ่ง “ห้าพัน ว้าย ผ้ามันทอด้วยไหมทองเหรอ”
ศศิรัชนีหันมาบอกแม่ “จ่ายไปเถอะค่ะ เผื่อหญิงจะอารมณ์ดีขึ้น”
หม่อมวาณีถอนใจเฮือก “เฮ้อ ชายรองนะชายรอง จะง้อหญิงหน่อยก็ไม่ได้ ดูซิปั่นป่วนไปหมดแล้ว”
“หม่อมแม่คะ คุณรองน่ะง้อจนไม่รู้จะง้ออย่างไรนะคะ ทางเรานี้แหละเล่นองค์ ไม่ยอมคุยด้วยซักที”
“แหม ง้ออีกซักนิด หญิงก็คงใจอ่อน นี่ใจคอหญิงกลางจะไม่ช่วยน้องเลยหรือ”
ศศิรัชนีเปิดให้ดูรูปเค้ก ที่มีสีสลับเป็นสายรุ้ง “นี่ไงคะ หญิงกำลังช่วยอยู่ เค้กสายรุ้ง”
“จะทำขนม ทำให้มันได้อะไรขึ้นมา น้องกำลังไม่สบายใจ มามัวเสียเวลาทำอะไรก็ไม่รู้”
“วันก่อนนายเล็กเอาขนมนมย้อยมาให้ตั้งหลายอย่าง หญิงก็เลยจะทำเค้กไปตอบแทน”
หม่อมวาณีส่ายหน้า “เอาไว้ก่อนก็ได้”
“พอหญิงอบขนมเสร็จ หม่อมแม่ก็จะเป็นคนเอาไปเยี่ยมหม่อมอำพันไงคะ แล้ววันนั้น ก็บังเอิญมีหญิงก้อยติดรถไปวังวุฒิเวสม์ด้วย”
หม่อมวาณีตาโตเข้าจับแขนศศิรัชนีเขย่า “ว้าย ลูกหญิง ฉลาดจังเลยลูก”
“ค่ะ คงไม่เสียเวลา มามัวทำอะไรก็ไม่รู้แล้วนะคะ”
ศศิรัชนีพูดแขวะแม่ หม่อมวาณีชะงักแล้วยิ้มประจบลูกสาว
ศรีจิตราเดินมาในสวนเข้าเขตตำหนักเล็ก เห็นรถชายเล็กจอดอยู่ พร้อมกับมีร่างชายคนหนึ่งเปลือยท่อนบนหันหลังให้ เธอชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองดู พลันชายคนนั้นที่เอาสายยางฉีดรดรถเป็นสาย ก็
หันมา ที่แท้ก็คือนายยอดนั่นเอง
ศรีจิตรารีบเดินเลี่ยงมา ก่อนจะเห็นผู้หญิงอุ้มเด็กยืนอยู่ตรงหน้า
“คุณใช่ไหมคะ คุณศรีจิตราที่เสด็จจะให้แต่งกับคุณชายรอง” จรวยถามโพล่งขึ้นมา “รู้ไหมคะ ใครต่อใคร เขาโจษกันเรื่องคุณทั้งวัน อ้อ ฉันชื่อจรวย เป็นภริยาคุณชายโตค่ะ”
ศรีจิตรายิ้มน้อยๆ “คะ”
“นี่ไงคะ ลูกของฉันกะคุณชายโต”
จรวยอุ้มตาตุ้มให้ดู ศรีจิตราแตะแก้มยุ้ย หนูน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
“น่ารักจัง”
“คุณไม่ยักเหมือนคุณสอางค์นะคะ รู้ไหม เสด็จทรงโปรดคุณสอางค์มาก ถึงได้บังคับให้คุณชายรองแต่งงานกับคุณ”
ศรีจิตรารำพึงเบาๆ “บังคับ”
“แล้วนี่เมื่อไรจะแต่งกันคะ”
“ยังไม่ทราบค่ะ”
จรวยยิ้มในหน้าแล้วแกล้งเปรย “เฮ้อ แล้วนี่คุณหญิงก้อยจะทำยังไงดีนี่ โธ่เอ๋ย นึกๆ ก็เห็นใจเธอนะคะ”
ศรีจิตราคิดปราดไปแล้วก็เดาเรื่องได้
“คุณหญิงก้อยเป็นคนรักของคุณชายรองใช่ไหมคะ”
จรวยทำเป็นแสร้งตกใจ “ว้ายตายจริง คุณก็ทราบหรือ ฉันคิดว่าเขาปิดบังงำความไม่ให้คุณรู้ซะอีก”
ศรีจิตราทำหน้าเฉยๆ ไม่รับ ไม่ปฏิเสธ จรวยรู้สึกผิดแผนนิดหน่อย จึงรีบใส่ไฟต่อ
“คุณชายรองกับคุณหญิงก้อยรักกันสุดสวาทขาดใจเชียวค่ะ เธอพามาพลอดรักกันที่ตำหนักนี้บ่อยๆ”
“อ๋อ ค่ะ”
พอเห็นอีกฝ่ายยังเฉย จรวยก็นึกแปลกใจ จังหวะนั้นมาลากับวรรณาก็โผล่มา
“ต๊าย คุณศรีมาอยู่นี่เอง”
“ค่ะ”
จรวยขยับถอยมา มาลาจับแขนศรีจิตรา แล้วลอยหน้าพูด
“กลับเถอะค่ะ ตรงนี้มีแต่เสี้ยนแต่หนาม เดี๋ยวจะตำเข้า”
วรรณาแขวะต่อ “เลยไปอีกหน่อยก็มีเถาคัน อย่าไปใกล้นะคะ เดี๋ยวจะแพ้ วันก่อนวรรณาโดนเข้า อุ๊ย คันคะเยอไปทั้งคืนเลยค่ะ”
จรวยสะบัดพรืดเดินไป ทั้งคู่รีบพาศรีจิตรากลับไป
หญิงก้อยขับรถฉวัดเฉวียนมาตามทาง หม่อมวาณีที่นั่งอยู่ๆ ข้างมีกล่องเค้กบนตักหลายกล่อง
“เฮ้อ เราต้องไปส่งเค้กอีกกี่บ้านคะ หญิงขับรถจนเหนื่อยแล้วนะ”
“แหม ก็วันนี้คนรถไปขับให้ท่านพ่อ แม่ก็ต้องวานหญิง เหลืออีกบ้านเดียวแหละจ๊ะ”
“ที่ไหนคะ”
หม่อมวาณีรีบบอก “วังวุฒิเวสม์ลูก”
หญิงก้อยชะงัก หันมามองแม่ “หม่อมแม่ นี่อะไรกันคะ หม่อมแม่ก็ทราบว่าหญิงไม่อยากเจอใคร
บางคนที่นั่น”
“ใครจ๊ะ อ๋อ ชายรองน่ะหรือ วันนี้วันหยุด คงไปไหนต่อไหนแล้วล่ะจ้ะ”
หญิงก้อยเม้มปาก รถที่มาติดข้างหลังเริ่มบีบแตรไล่
คุณสร้อยนั่งบนตั่ง คอยชี้นิ้วบัญชาการ ยายพิศเอาตะแกรงลวดเขย่า ให้เกสรดอกไม้ตกลงในชามอ่าง สาวใช้ 2 นางกำลังละลายแป้งหิน ส่วนอุ่นเรือนเอาผ้าขาวบางมากาง
สาลิน ตาผล กำไลถือชะลอมเข้ามา ฝ่ายแรกยกมือไหว้แม่และคุณสร้อย
“ย่ะ สวัสดี ขนอะไรมามากมาย”
“ผลไม้ที่สวนน่ะค่ะ ออกมารุ่นแรกก็เลยเอามาฝากคุณป้าก่อน”
“อุ๊ย ขอบใจเถอะย่ะ”
สาลินกับอุ่นเรือนหันมองกันอย่างมีแผน
“สาเอาผลไม้มาอีกสี่ชะลอมอยู่ในรถ เกือบสุกแล้วทั้งนั้น จะกินหมดทันก่อนงอมไหมคะแม่”
พูดพลางขยิบตากับแม่ เพราะเตี้ยมกันมาแล้ว
“คงกินไม่ทันหรอกลูก”
“ทำยังไงดีล่ะคะ เดี๋ยวเสียของเปล่าๆ”
อุ่นเรือนทำนึกได้ “เอาไปฝากแม่ศรีที่วังดีกว่า จะได้ถวายเสด็จท่าน”
สาลินรับลูกต่อ “ต๊าย ทำไมหนูนึกไม่ถึง ไปกันเลยนะคะ”
คุณสร้อยตาวาว “ว้าย จะเข้าวังเหรอ ฉันต้องไปด้วย ขืนไม่ไปเดี๋ยวแกไปแสดงฤทธิ์อิทธิเดช
อวดชาววัง นี่ฉันเตือนหล่อนไว้ จะเดินจะเหิรจะลุกจะนั่ง ก็ต้องระวังมากๆ อย่าให้ใครเขามาว่าได้ว่า หลานคุณสอางค์ คุณสร้อย มารยาทยังกะนางสำเพ็ง”
“มารยาทนางสำเพ็งเป็นยังไงหรือคะ” สาลินย้อนถาม
คุณสร้อยขยับปากจะขยายความต่อ “นางสำเพ็งก็พวกหญิงช็อก....”
สาลิน อุ่นเรือน กำไล ยายพิศ และ 2 สาวใช้มองตาเป๋ง
คุณสร้อยชะงักเพราะไม่ใช่สิ่งที่หญิงพรหมจาริณีพึงพูดถึง
“อุ๊ย ฉันไม่พูดดีกว่า กระดากปากฉัน ฉันจะไปแต่งตัว”
พูดจบสะบัดพรืดไป สาลินกลั้นหัวเราะ ก่อนจะหันมาทางยายพิศ กับกำไล
“ป้าพิศ พี่กำไลคะ หญิงช็อกคืออะไรคะ เกี่ยวอะไรกับสำเพ็ง”
2 คนส่ายหน้ายิก อุ่นเรือนรีบปราม
“คำไม่ดีไม่งาม อย่าไปรู้เลยลูก”
ชายเล็กยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ระเบียงตำหนักเล็ก ขณะที่นมย้อย ยายน้อม เจียม กำลังช่วยกันจัดขนมใส่ตะกร้า
“ครับ หญิงกลาง จะพยายามให้เจอกันให้ได้”
ปลายสายคือศศิรัชนี “ค่ะ ช่วยหน่อยนะคะคุณเล็ก”
“ที่จริง ผมช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ เพราะผมจะออกไปข้างนอกอยู่เดี๋ยวนี้”
“อ้าว แล้วจะให้เขาเจอกันยังไงล่ะค่ะ”
อีกฝ่ายรีบบอก “ไม่เป็นไรครับ ผมให้นมย้อยช่วย เท่านี้นะครับหญิง”
“ค่ะ”
ชายเล็กวางสาย พลางออกมายืนชะเง้อชะแง้ พอเห็นรถของเทพีเพ็ญแสงแล่นเข้ามาจอดใกล้ๆ กับรถขาไพ่ที่จอดอยู่แล้วรถ 4-5 คัน ก็รีบคว้าตะกร้าขนมจากนมย้อยทันที
“โอเค หมดหน้าที่ผมแล้ว นมรับช่วงทีนะครับ”
นมย้อยทำหน้างง “รับช่วง รับช่วงอะไรคะ”
“ก็ไปตามพี่รองมาไงครับ นี่ผมหลอกให้เขียนจดหมายให้ผมอยู่ในห้องสมุด กะให้เจอกันพอดีนะนม”
“เจอใครคะ”
อีกด้านหนึ่ง เทพีเพ็ญแสงก้าวลงจากรถ ทำหน้าเชิด หม่อมวาณีถือกล่องเค้กลงตามมา
เจียมหันมองไป “อุ๊ย นั่นคุณหญิงเทพีเพ็ญแสงกับหม่อมวาณีค่ะ”
“นั่นแหละครับ ให้หญิงก้อยเจอกับพี่รองไงครับ ผมไปล่ะ”
ชายเล็กพูดพลางถือตะกร้ารีบเดินเร่งมา ยกมือทั้งตะกร้าไหว้แผล็บ
“สวัสดีครับ หม่อมอา สวัสดีหญิง ลานะครับ”
ไหว้เสร็จก็รีบวิ่งแผล็บไปขึ้นรถที่จอดอยู่ใกล้ๆ ทันที
รถของชายเล็กพุ่งปราดมาตามถนน ในเวลาเดียวกับที่รถจากบ้านราชดำริสวนมา
“อ้าว คุณสร้อยมาแฮะ”
คุณสร้อยที่นั่งอยู่ข้างคนขับรถมองไป
“อุ๊ย คุณชายเล็ก”
สาลินที่นั่งตอนหลังรถ พร้อมกับอุ่นเรือนที่ประคับประคองชะลอมผลไม้ ไม่ถูกจริตกับผู้ดี จึงเมินไปอีกทาง
รถทั้งสองแล่นสวนกัน ชายเล็กยกมือไหว้แผล็บ คุณสร้อยรับไหว้ครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง อุ่นเรือนชะเง้อมอง
ฝ่ายแรกถึงกับใจหายวาบ กางมือปิดหน้า คุณสร้อยส่ายหน้าขำๆ
“คุณชายเล็กนี่พิลึก”
อุ่นเรือนขมวดคิ้ว “เอ ดิฉันเหมือนเคยเห็นหน้าที่ไหน”
“แหม ไปไหนก็ไม่รู้ ว่าจะแนะนำให้รู้จักกับยายสาอยู่เชียว”
สาลินสะดุ้งมองหน้าอุ่นเรือน แล้วทำหน้าหงิก
ชายเล็กขับเลยมาพอควร ก่อนจะเหลือบมองกระจกหลัง เห็นรถคุณสร้อยเข้าจอดเทียบหน้าวัง
“ตายล่ะวา คุณแม่คุณสามาทำไมนี่”
หม่อมอำพันคลี่ยิ้มอย่างรักใคร่ให้กับหม่อมวาณีที่นั่งอยู่โซฟาเดียวกัน
ส่วนหญิงก้อยนั่งเชิดอยู่ที่โซฟาเดี่ยว บนโต๊ะมีกล่องขนมเค้ก 2 กล่อง
หญิงก้อยเหลือบมองหาชายรอง จนเผลอไปสบตากับหม่อมอำพัน
หม่อมวาณีรีบบอกจุดประสงค์ “ หญิงกลางอยากตอบแทนคุณชายเล็กน่ะค่ะ วันก่อนเอาขนมนมย้อยไปให้ที่วังตั้งหลายอย่าง”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ เสียดายนะคะ ตาเล็กเพิ่งออกไปข้างนอกเมื่อกี้เอง”
จังหวะนั้นนมย้อยก็เดินนำกิตติราชนรินทร์ มาจากชั้นบน
“ผมยังไม่หิวเลยนม อ้าว”
หม่อมวาณียิ้มทัก “ชายรอง สวัสดีจ้ะ”
“สวัสดีครับ หม่อมอา”
ไหว้พลางเข้าไปนั่งลง ก่อนจะมองเทพีเพ็ญแสงอย่างรักหมดใจ แต่อีกฝายกลับทำปั้นปึ่ง ทั้งที่ในใจอ่อนยวบไปมากแล้ว
“หญิง ผมคิดถึงหญิงเหลือเกิน”
“ขอบคุณค่ะ”
หม่อมอำพันมองอย่างหมั่นไส้ แต่รีบหันไปยิ้มกับหม่อมวาณี
“ดีใจจริงๆ ที่หม่อมมา นับเป็นโชคจริงๆ”
“อะไรกันคะ กะแค่เค้ก 2 ก้อนเอง”
“ไม่ใช่ค่ะ วันนี้คุณหญิงเสนาเธอไม่มา ข้างบนเลยขาขาดพอดี หม่อมมาก็เลยขาครบพอดีค่ะ”
หม่อมวาณีอึกอัก “ แหม ดิฉันก็ไม่ใคร่สันทัด”
หม่อมวาณีหน้าดำคร่ำเครียด ขานไพ่เสียงแจ๋ว
“สี่พญานก”
หม่อมอำพันมองค้อน “ไหนบอกว่าไม่สันทัด”
“ดิฉันบอกว่าไม่สันทัดแต่ถนัดค่ะ”
หม่อมอำพันที่เสียไพ่หนัก เริ่มหน้าหงิก
ทางด้านคุณสร้อยก็เข้ามานั่งวางท่าบนโซฟา อุ่นเรือนกับสาลินนั่งบนโซฟายาว มาลากับวรรณายืนมองสาลินอย่างสนใจ
มาลารีบรายงาน “เสด็จ เสด็จไปงานแซยิดคุณหญิงเสนาค่ะ”
วรรณาพูดต่อ “คุณแม่บ้านก็ไปด้วยค่ะ”
คุณสร้อยหันมาบอกสาลิน “ดีไหมล่ะยะ ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่อยู่ จะได้คุยให้สบาย แต่อย่าไปออกลิงออกค่างนะยะ”
ไม่ทันขาดคำ สาลินก็ชี้มือร้องเอะอะ วิ่งถลาไป
“พี่ศรี”
ศรีจิตราก้าวมากอดน้องสาวแน่น คุณสร้อยตบอกผาง
“ว้าย ฉันพูดยังไม่ทันขาดคำ พวกลูกนางสวาหะ”
ศรีจิตราเข้ามาคุกเข่ากราบคุณสร้อย แล้วกราบแม่ต่อ อุ่นเรือนดึงตัวมากอด
“แม่มาได้ยังไงคะนี่”
“เอาผลไม้มาถวายเสด็จ แล้วก็ฝากหนูกับคุณข้าหลวงค่ะ”
มาลา วรรณาหัวเราะคิกคัก สาลินมานั่งเบียดศรีจิตรา คุณสร้อยรีบตัดบท
“เชิญคุยให้สบายนะยะ ฉันขอไปเอนก่อน ไม่ต้องไปส่งฉันหรอกแม่วิมาลา แม่เลื่อมลายวรรณ”
พูดจบก็รีบเดินไป เพื่อไปงีบในห้องคุณสอางค์ สาลินมองมาลากับวรรณา
“พี่ 2 คน ชื่อเป็นเมียชาละวันจริงๆ หรือคะ”
มาลารีบบอก “พี่ชื่อมาลากับวรรณาเฉยๆ ค่ะ ต๊าย นี่เธอใครงามกว่ากัน”
วรรณาหันมาตอบ “งามเหมือนพระเพื่อนพระแพงไม่มีผิด”
ศรีจิตราเดินนำอุ่นเรือนกับสาลินเข้ามาในห้อง ฝ่ายหลังกระโจนโถมตัวลงนอนคว่ำแผ่บนเตียง จนแม่ต้องหันมาดุ
“ยายสา ไม่เอาลูก อยู่นี่สบายดีหรือแม่ศรี”
“เสด็จทรงพระกรุณามากค่ะ อยู่นี่สบายเหมือนกับบ้านเรา”
สาลินยันกายขึ้นนั่ง มองหน้าพี่สาวเขม็ง
“จริงนะ”
อุ่นเรือนหันมาถาม “อะไรฮึยายสา จ้องหน้าจ้องตาพี่เขาทำไม”
“สาว่าพี่ศรีต้องมีอะไรในใจค่ะ หน้าพี่ศรีเหมือนคนคิดมาก เก็บอะไรไว้ในใจ”
ศรีจิตรารีบยิ้มกลบเกลื่อน “เปล่านี่”
“เอ้า เปล่าก็เปล่า นี่พี่ศรีพบกับญาติโกโญติกาของฝ่ายสามีครบหรือยัง”
“พบแล้วแต่ยังไม่หมด”
สาลินถามต่ออีก “แล้วตัวพระเอกของพี่ศรีล่ะ”
แววตาของศรีจิตราหม่นลงวูบหนึ่ง “พบแล้ว เขาก็...โอภาปราศรัยดี”
“เอามะม่วงเราเอามา 3 ชะลอม 2 ชะลอมถวายเสด็จ อีกชะลอมเอาไปตำหนักโน้นดีไหมคะ”
อุ่นเรือนทำหน้าสงสัย “เอาไปทำไมลูก”
“ก็เอาไปซูฮกแม่สามีของพี่ศรีน่ะซีคะ”
“ยายสาอะไรกันลูก น่าเกลียดตาย”
“เอ แต่เอาของฝากมาเยอะแยะ แล้วไม่ให้เขาเลยไม่น่าเกลียดกว่าหรือคะ”
อุ่นเรือนส่ายหน้า “แต่มันเหมือนเราอยากรู้จักเขาจนออกนอกหน้า”
“ไม่ใช่แม่ให้นี่คะ แต่เป็นสาเองเอาของมาไหว้เขา ไม่น่าเกลียดหรอกค่ะ”
“แต่ลองเรียนคุณป้าก่อนไม่ดีหรือ”
สาลินทำหน้าตูม “ว้าเอาอีกแล้ว รายงานคุณป้าก่อนอีกแล้ว อีกหน่อยสามีจะหอมแก้ม ถ้าคุณป้า
ไม่อนุญาตก็ไม่ได้ซีคะ”
อุ่นเรือนร้องอุทานตกใจ ศรีจิตราหันมาหยิกน้องสาว
คุณสร้อยนอนตะแคงครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนเตียงของคุณสอางค์ ขณะที่สาลินคุกเข่าอยู่ที่พื้น
“จะเอาผลไม้จากสวนไปฝากหม่อมอำพันค่ะ”
“จะเอาของไปฝากหม่อม เอ้า อยากประจบเขาก็ตามใจซิคะ ให้ใครในวังเอาไปให้ก็แล้วกัน”
“ค่ะ ให้คนที่อยู่ในวังตอนนี้เอาไปให้” สมองสาลินแล่นปราด พลางเอามือลูบผมเปียตัวเอง
“ค่ะ คุณป้า”
สาลินผูกเปีย 2 ข้าง มือข้างหนึ่งหิ้วชะลอมผลไม้เดินตัวเอียงไปตามถนน เมื่อเลี้ยวโค้งก็เห็นตำหนัก
เล็กอยู่เบื้องหน้า
ที่มุมนั่งเล่นใกล้หน้าต่างซึ่งลับตาคนพอควร เทพีเพ็ญแสงเอนตัวระทวยบนโซฟานอน ชายรอง ยืนมองอย่างสุดรัก
“วันนี้คุณรองไม่ไปไหนหรือคะ”
“ถ้าไปก็ไม่เจอหญิงน่ะซีครับ”
“พี่หญิงกลางทำขนมมาฝากคุณรองค่ะ”
อีกฝ่ายยิ้มกรุ้มกริ่ม “แล้วหญิงมีอะไรมาฝากผมบ้างหรือเปล่า แต่แค่หญิงมาก็เป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้ว”
พูดพลางขยับตัวมานั่งเบียดเทพีเพ็ญแสง สบตากันหวานฉ่ำ
จรวยโผล่หัวขึ้นมาจากหลังตู้เตี้ย สายตาสอดส่อง
สาลินหิ้วชะลอมหยุดรออยู่หน้าตำหนัก พลางมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นมีใครก็ถือวิสาสะเดินขึ้น
บันไดไป
“สวัสดีค่ะ มีใครอยู่ไหมคะ”
ชายรอง นั่งอิงแอบเทพีเพ็ญแสง หน้าเอียงคลอเคลียกัน
“ยกโทษให้ผมแล้วใช่ไหม”
หญิงก้อยยังตั้งแง่ “ ไม่ทราบค่ะ ไม่รู้ว่าคุณรองจะต้องตามพระทัยเด็จป้าอีกแค่ไหน”
“ไม่เอาน่าคนดีของผม”
พูดพลางมองอีกฝ่ายที่แหงนเงยเผยอปาก ดวงตายวนยั่วหยาดเยิ้มอย่างหลงใหล ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากงาม ฝ่ายหลังสนองตอบด้วยการยกสองมือโอบรอบคอ
จรวยตาโตเอามือปิดปาก พร้อมกับที่สาลินหิ้วชะลอมไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้ามา จากฉากกั้นห้อง
“สวัส....”
พูดยังไม่จบคำ ก็ทำตาเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 5 (ต่อ)
กิตติราชนรินทร์และเทพีเพ็ญแสงยังจมอยู่ในห้วงรักเหวลึก สาลินอ้าปาก
ตาโตจากไข่เป็ดเป็นไข่ช้าง ชายรองถอดริมฝีปาก หญิงก้อยซบแก้มแนบแก้ม ดวงตาปรือของเธอมองข้ามไหล่ของชายรอง
ชายรองเห็นสาลินยืนเป็นภาพเบลอและย้อนแสง หญิงก้อยเบิกตากว้าง สาลินยืนตะลึง คล้ายพจมานในบ้านทรายทอง หญิงก้อยร้องอุทานแล้วผลักชายรองออกก่อนจะขยับถอย ชายรองหันมา ด้วยความงง เขาเห็นสาลินก็ลุกขึ้นดึงเทพีเพ็ญแสงขึ้นยืนตาม สาลินเพิ่งเห็นหน้าชายรองและหญิงก้อยชัดๆ
“คุณ”
ชายรองขมวดคิ้วจำได้แต่ก็ไม่สามารถนึกสาเหตุได้ในสามโลกว่าทำไมยายเด็กปากจัดจึงมายืนอยู่ตรงนั้น สาลินปลอยชะลอมหลุดมือหล่นแปะลงบนพื้น ชายรองขมวดคิ้ว เขาเพิ่งแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด สาลินก็เพิ่งจำหน้ากิตติได้เช่นกัน
“นี่เธอ ยายเด็กถ้ำมอง”
“คุณชายขี้เก๊ก” สาลินว่า
“นี่มาถ้ำมองฉันอีกแล้วเหรอ”
สาลินสมองคิดอึงอล
ชายรอง หญิงก้อย มองตรงหน้าสาลินเหมือนหยุดนิ่ง เธอเห็นเหมือนลูกศรชี้ไปที่หญิงก้อยพร้อมคำบรรยาย “คุณหญิงเทโพ”
“สามีคุณหญิงก้อย เป็นอภิมหาเศรษฐี ชื่อ อัศนีย์ เถลิงการ”
สาลินทำหน้าอี๋
ส่วนที่ชายรองมีลูกศรชี้ ตัวอักษร “ขี้เก๊ก” “บ้ากาม” “เป็นชู้กับเมียชาวบ้าน”
สาลินทำหน้าอี๋มากกว่าเดิมสิบเท่า ชายรองผละจากหญิงก้อยก้าวมา หญิงก้อยนั่งลงไขว่ห้างวางท่าสง่า เธอไม่ได้อายแต่แค่แปลกใจ จรวยแหวกดอกไม้ที่แจกันใหญ่มองอย่างงงๆ
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
“มาทำอะไรที่นี่ ถามได้ นี่บ้านฉัน” ชายรองว่า
“นี่บ้านคุณ หมายความว่าคุณคือ”
“แล้วเธอล่ะมาทำอะไร”
“มาหาหม่อมอำพัน”
“มาหาหม่อมแม่”
สาลินทำตาปริบๆ
สาลินทำท่าเหมือนจะหายใจไม่ออก “มะ หม่อมแม่”
ภาพในหัวของสาลินเห็นว่าที่ชายรองมีลูกศรชี้ “ลูกชายหม่อมอำพัน” เธอคิดต่อว่า “ คงไม่ใช่คนนี้นะ”
หญิงก้อยปรายตาดูชะลอมผลไม้แล้วยิ้ม
“หม่อมแม่คุณรองมีญาติเป็นชาวบ้านนอกด้วยหรือคะ”
สาลินทำตาปริบๆ
“บ้านนอก”
สาลินมองดูชุดที่ใส่ก็เห็นว่ารวยหรูแล้วเห็นชะลอมที่กลิ้งอยู่ก็รู้ว่าไอ้นี่เอง แล้วเธอก็หยิบมา
“หม่อมแม่ผม ไม่มีญาติแบบนี้หรอก มีธุระอะไร”
“ไม่มีธุระอะไร แค่เอาผลไม้มาให้” สาลินบอก
“โถ อุตส่าห์มีน้ำใจ รับไว้แทนหน่อยซีคะ” เทพีเพ็ญแสงทำสมเพช
“เธอจะให้เรียนหม่อมแม่ว่าอะไร” กิตติถาม
“บอกว่าเป็นของฝากจากเมืองนนท์ น้องสาวคุณศรีจิตราว่าที่ลูกสะใภ้หม่อมฝากมาให้”
ชายรองชะงักแล้วก็สีหน้าเผือดลง สาลินเชิดหน้า หญิงก้อยลุกขึ้น
“น้องสาวศรีจิตรา”
“ศรีจิตรา สะใภ้ สะใภ้ที่ไหนกัน”
ชายรองหันมาหา “หญิง”
“ไหนบอกมาซี ว่าใครจะมาแต่งกับใคร”
สาลินเชิดหน้า
“ก็คุณศรีจิตรา ภักดีนฤนาถ พี่สาวของฉัน กำลังจะแต่งงานกับหม่อมราชวงศ์กิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์”
ชายรองตัวชาวาบ หญิงก้อยยกหลังมือข้างหนึ่งปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วจึงถอยหลังกรูดไปเกาะเสาด้วยท่วงท่างดงามราวนางเอกฮอลลีวูดยุค 50 สาลินมองด้วยอาการทึ่งจัด
หญิงก้อยสะบัดหน้าหันมามองกิตติ
“ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ ว่ายังไงคะ แม่คนนี้พูดความจริงใช่ไหม”
“หญิงอย่าเพิ่งโกรธ” ชายรองพูดกับสาลิน “นี่ เธอ หยุดพูดบ้าๆอย่างนี้”
“ฉันไม่ได้พูดบ้าๆ ฉันพูดความจริงทุกคำ พี่สาวฉันกำลังจะแต่งงานกับคุณชายกิตติราชนรินทร์”
“จริงใช่ไหมคะ จริงใช่ไหม”
ชายรองก้าวไป หญิงก้อยจับปกเสื้อนอกแหงนเงยถาม ชายรองกุมมือแล้วก้มดูวิงวอน
“หญิง ฟังผมก่อน”
สาลินมองดูท่วงท่าฮอลลีวูดอย่างทึ่งจัด
“มันเป็นความจริงใช่ไหมคะ”
“มันเป็นความจริงหญิง”
“คุณรองกำลังจะแต่งงานกับพี่สาวแม่คนนี้”
ชายรองกับหญิงก้อยหันหน้ามามองสาลิน สาลินอ้าปากค้าง ภาพในหัวสาลินมีลูกศรชี้ที่ชายรอง ว่า “ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์” “คุณชายรอง”
หญิงก้อยปลดมือชายรองแล้วก้าวถอยมา 2 ก้าวก่อนจะเซแซ่ดๆไปเกาะรูปปั้นหนึ่ง เธอก้มหน้าแล้วค่อยๆเงยดวงตาเริ่มแค้นขัดสหัสสา แล้วหันหน้าขวับมามองชายรอง ชายรองใจหายวาบ
“คุณรองหลอกลวง ทุกคนโกหกหญิง ร้ายกาจที่สุด”
สาลินเพลินเหมือนได้ดูละครเวทีมหากาพย์
หญิงก้อยกำสองมือแน่นแล้วยกขึ้น 2 ข้างตัวก่อนจะกรีดร้องสุดเสียง
“กรี๊ด”
สาลินยกมืออุดหู หญิงก้อยร้องกรี๊ดระดับดีว่าโอเปร่าก่อนจะยกแจกันทุ่มลงพื้นแล้ววิ่งออก ชายรองวิ่งตาม จรวยวิ่งเข้ามาดู สาลินเอาชะลอมผลไม้ฝากจรวยแล้ววิ่งตามออกมา
วาณีที่อยู่ในวงไพ่คลี่ไพ่ชำนิชำนาญกำลังมือขึ้น อำพันหน้าหงิกเพราะรอมานานก็เรียกไม่มา คุณหญิงคุณนายคนอื่นๆ ลุ้น ยายน้อมเอาชามของกินเล่นมาวางข้างอำพัน เสียงกรี๊ดดังมาพร้อมเสียงของแตก อำพันลืมตาโพลงแล้วถามยายน้อม
“อะไร ตำรวจหรือเปล่า”
ยายน้อมนิ่งเล็กน้อยคล้ายรอให้เครื่องร้อนแล้วจึงร้องสุดเสียง
“ตำรวจ ตำรวจ ตำรวจ”
ทุกคนวิ่งวุ่นด้วยความโกลาหล
“หยุด ตำรวจเหรอน้อม”
“หม่อมบอกตำรวจ อิชั้นก็บ้าจี้ตามสิเจ้าคะ”
“แล้วเสียงกรี๊ดอะไร”
“ตำรวจมังคะ” น้อมบอก
ทันใดประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย วงไพ่เกิดความโกลาหลอลหม่าน วาณียัดเงินใส่อกเสื้อลุกพรวด อำพันปาไพ่จนกระจาย คุณหญิงคุณนายอื่นๆ วิ่งวน อำพันร้องห้ามทุกคน
หญิงก้อยยังคงกรีดร้อง สาลินอุดหู กิตติเข้าไปจับแขน เทพีเพ็ญแสงสะบัดวิ่งถลาออกไป ชายรองวิ่งตาม จรวยก้าวออกจากหลังแจกัน สาลินส่งชะลอมให้ จรวยรับมาอย่างงง ๆ
ชายโตที่กำลังหลับอยู่ข้างเปลตาตุ้มผวาลุกพรวด ตาตุ้มเองก็ตื่นขึ้นมาแผดเสียงร้องจ้า
“เฮ้ย ผีที่ไหนร้อง”
นมย้อยกับเจียมถือถาดอาหารกลางวันขึ้นเทอเรซมา หญิงก้อยยังร้องกรี๊ดวิ่งฝ่ากลาง นมย้อยกับเจียมหมุนคว้างจนพอจะตั้งหลักได้ กิตติวิ่งฝ่ากลางมาอีกคน นมย้อยกับเจียมต้องบาลานซ์ถาดสุดความสามารถ
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณชาย”
“ไว้ผมจะอธิบายให้ฟังครับนม”
สาลินกับจรวยเดินตาม
สร้อยกำลังนิทราทิพย์แต่ขมวดคิ้ว ส่วนปากละเมอเสียงหวาน
“ไอ้กรรมกร เอากล้ามแกออกไป ไม่งั้นฉันจะร้อง”
สร้อยร้องกรี๊ดเบาๆ ก่อนจะผวาลุกเอามือทาบอก แล้วเธอก็งงเพราะยังมีเสียงกรี๊ดดังต่อเนื่อง
หญิงก้อยร้องกรี๊ดไม่ขาดสาย เธอวิ่งเข้ารถที่จอดอยู่ ชายรองวิ่งตามมาถึง หญิงก้อยขึ้นรถตระบึงหนีไป กิตติยืนอึ้งมองตามโดยยังมีเสียงกรี๊ดดังอยู่
ศรีจิตรานั่งอยู่บนเก้าอี้ ในมือของเธอมีหนังสือ มาลากับวรรณาปอกมะม่วงที่สาลินเอามาให้
“เปรียบไปคุณหญิงก้อยก็เหมือนนางวันทอง สูญหายกลับกลายไปตามเพศ” มาลาบอก
“เป็นเปรตสูงเยี่ยมเทียมสวรรค์” วรรณาว่า
เสียงกรี๊ดดังแว่วมา ศรีจิตราชะงัก มาลากับวรรณาตกใจเลิ่กลั่ก
“ว้าย อะไร”
“เสียงเปรตวันทอง”
“ตำหนักเล็กนี่” ศรีจิตรารำพึง
ชายรองยังคงยืนมองตามรถหญิงก้อย สาลินก้าวมาเหนือเทอเรซแล้วทำหน้าแหยะใส่หลังชายรอง
ก่อนจะเดินทำไม่รู้ไม่ชี้กลับตำหนักใหญ่ ชายรองเหลือบไปเห็นก็โทสะพุ่งขึ้นแล้วก้าวพรวดตามไป
สวนตำหนักใหญ่งดงามที่มีรูปปั้นกรีกเป็นระยะ ถัดไปเป็นซุ้มไม้เลื้อย ใกล้น้ำพุที่พุ่งเป็นสายงดงาม สาลินเดินฉับๆมา ชายรองตามมาทันคว้าข้อมือไว้แล้วกระชากจนสาลินหันมาประจันหน้า
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ แม่ตัวดี” ชายรองพูด
“คุณน่ะซี นายตัวร้าย” สาลินว่า
สาลินสะบัดมือ ชายรองยังคงจับไว้เดี๋ยวหนึ่งแล้วปล่อย สาลินถอยไปนวดข้อมือป้อยๆ
“มันกงการอะไรของเธอที่ต้องมาแส่เรื่องฉัน แม่นักถ้ำมอง”
“ฉันไม่ได้ถ้ำมอง คุณต่างหากพวกชอบโชว์”
“นี่มันบ้านของฉัน แล้วก็มุมลับตา”
“ถ้าลับตาจริง ฉันก็คงโผล่เข้าไปไม่ได้”
ชายรองขบกราม
“นี่เธอก่อเรื่องอะไรไว้รู้ไหม”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ว่าคนที่เล้าโลมผู้หญิงกลางวันแสก ๆ อยู่บ่อย ๆ เป็นคนที่ขับรถสาดโคลนใส่ฉันสองหน เป็นคนปากจัดด่าฉันเสีย ๆ หาย ๆ เป็นคน” สาลินเน้น “ที่พี่สาวฉันต้องแต่งด้วย”
“ฉันก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าแม่นักถ้ำมองเป็นกิจวัตร ราดน้ำรดกางเกงฉันถึงสองครั้ง แถมยังเถียงคำไม่ตกฟาก จะเป็น” ชายรองเน้น “น้องสาวคนที่ฉันต้องแต่งด้วย”
สาลินทำหน้าแสยะ
“อ้อ รู้ตัวเหมือนกันหรือ ว่าคุณต้องแต่งงาน”
“งั้นก็รู้ไว้ว่าฉันไม่ได้อยากแต่งกับพี่สาวเธอเลย”
“ฉันก็ไม่อยากได้คุณมาเป็นพี่เขยเหมือนกัน”
“อ้อ ไม่อยากได้ฉันเป็นพี่เขย แต่วิ่งวุ่นเอาของกำนัลมาให้จนถึงที่”
สาลินเกือบเต้นแล้วคิดตอบโต้
“นั่นเขาเรียกว่าน้ำใจ เพราะแถวบ้านฉัน ทุกคนมีน้ำใจไมตรีต่อกัน โอเค ฉันผิดเอง”
“รู้ตัวก็ดี”
“ฉันผิดเอง ที่อยู่แต่ที่ที่มีแต่คนดี เลยคิดว่าโลกนี้มีแต่คนดีไปหมด”
ชายรองแทบเต้นบ้าง เขาขยับมาใกล้
“เธอ ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“ฉันขอโทษ”
“ดี”
“ขอโทษที่คิดว่าคุณเป็นคนดี เหมือนคนอื่นแถวบ้านฉัน”
ชายรองตัวสั่น สาลินลอยหน้า
“พูดจาก้าวร้าวอวดดีนักนะ ต่อไปอย่าได้เหยียบเข้ามาในวังนี้อีกเป็นอันขาด”
“เสียใจ เสด็จโปรดให้ฉันมาเยี่ยมพี่สาวได้ทุกเมื่อที่ต้องการ”
“ฉันจะทูลเด็จป้าว่าเธอก้าวร้าวเล่นลิ้นยังไงบ้าง”
“ฉันก็จะทูลเสด็จว่า คุณเล่นลิ้นแลกลิ้นกับผู้หญิงอื่นอย่างไงบ้าง”
ชายรองจับไหล่สาลินแล้วมองตาเขียว
“ฉันไม่เคยเห็นใคร พูดจาส่อนัยในทางเพศได้เท่าเธอ”
“ฉันก็ไม่เคยเห็นใคร แสดงพฤติกรรมส่อนัยในทางเพศได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างคุณ”
ชายรองสะอึกและอึ้งไป
“อย่าคิดนะว่าพี่สาวฉันอยากเป็นสะใภ้จ้าวจนตัวสั่น ทั้งหมดเป็นเพราะผู้ใหญ่จัดการ”
ชายรองอ่อนลงนิดหนึ่งก่อนจะปล่อยไหล่สาลิน
“คุณรักคนอื่นอยู่ ทำไมคุณไม่คัดค้านผู้ใหญ่” สาลินถาม
“ฉัน” ชายรองอึกอัก
“คุณไม่กล้าขัดใจผู้ใหญ่ซีนะ ก็เลยเอาใจผู้ใหญ่โดยให้ผู้หญิงคนหนึ่งมารับเคราะห์ ทูลเสด็จไปซีว่าคุณไม่แต่งงาน เพราะคุณรักคนอื่นอยู่แล้ว”
ชายรองนิ่งอั้น สาลินก้าวมาอีกจนชิด เธอมีสีหน้าเจ็บช้ำแทนพี่สาว
“พี่สาวของฉันจะได้ไม่ต้องมารับเคราะห์ ได้เจอคนที่รักเขาจริงๆ คุณเองก็จะได้รักคนที่รักคุณจริงๆเหมือนกัน”
ชายรองแทบจะหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง แต่ต้องไว้ท่าอยู่
“เอาล่ะ เธอไปได้แล้ว”
สาลินเดินฉับๆไปหน้าเชิด ชายรองมองตาม
รูปปั้นแตกเกลื่อนอยู่ที่พื้น ที่บันไดอันทอดสู่ชั้นบน หัวอำพันโผล่ขึ้นจากชั้นล่างสุด ตามด้วยหัวของวาณี หัวของคุณหญิง และของคุณนายอื่นๆ ที่ทยอยโผล่ตามจนสุดราวบันไดที่ชั้นบน หัวยายน้อมตัวการปิดท้าย ย้อยกับเจียมถือถาดของกินจากข้างนอกเข้ามา คณะคุณหญิงจึงคลายใจทยอยลงมา อำพันเห็นรูปปั้น
“ว้าย อะไรยะ ข้าวของแตกหัก โธ่ รูปนี่ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2”
“ต๊าย น่าเสียดายนะคะ ฝีมือนางคนไหนกัน”
จรวยก้าวมายืนดู
“แล้วยังเสียงกรีดร้องอีก”
“นั่นซีคะ เสียงยังกะเปรต เสียงใครรู้ไหม”
จรวยยิ้ม
“เสียงคุณหญิงก้อยค่ะ”
วาณีหน้าแตกเสียงดังเพล้ง
“รูปปั้นที่แตกนั่น ก็ฝีมือคุณหญิงก้อยค่ะ”
วาณีหน้าแตกซ้ำสอง เสียงเพล้งดังกว่าเดิม อำพันมองวาณีแล้วหันไปหาจรวย
“มีเรื่องอะไรกัน” อำพันถาม
“แหม ดิฉันก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นะคะ เหมือนคุณหญิงก้อยทะเลาะกับคุณชายรองค่ะ”
“ทะเลาะอะไรกัน” วาณีถาม
“แหม อิฉันก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นะคะ รู้สึกคุณหญิงก้อยจะรู้เรื่องคุณศรีหมั้นคุณชายรองแล้วค่ะ” จรวยบอก
อำพันอ้อ วาณีตกใจแต่ไม่กล้าถาม
“แล้วหญิงก้อยไปไหน”
“แหม ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ เหมือนพอกรีดร้องก้องตึกแล้วก็วิ่งหนีไปขึ้นรถขับออกไปค่ะ”
“แล้วนี่ชะลอมอะไรของใคร” ย้อยถาม
“น้องสาวคุณศรีจิตรา เอามาฝากหม่อมหรือไงนี่คะ อิฉันไม่”
น้อมอดรนทนไม่ไหวจึงพูดพร้อมกับเจียมทุกคำ
“อิฉันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ใช่ไหมยะ”
จรวยชะงักมองน้อมตาเขียวหยุดพูดไป อำพันมองจรวยตาขวาง
“อ้อ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่รู้แจ้งแทงตลอดทุกรายละเอียด ไม่ได้อยู่ด้วย แต่แอบดูอยู่ตามรู ตามเรี้ยวใช่ไหมยะ”
จรวยทำไม่รู้ไม่ชี้
สร้อย ศรีจิตรา อุ่นเรือนนั่งกินของว่าง น้ำชากันอยู่ที่ศาลา
มาลากับวรรณาที่นั่งห่างออกไปมาคุยด้วย สาลินเดินหน้าหงิกมาหยุดยืนมองดูศรีจิตรานิ่ง สีหน้าของสาลินเปลี่ยนเป็นสงสาร กังวล ทุกข์ใจแทน ศรีจิตราแหงนมองดูสาลิน พอเห็นสีหน้านั้นศรีจิตราก็แปลกใจ สาลินรีบทำสีหน้าปรกติ
“อ้อ มาแล้วหรือยะ แม่คุณ ไปมัวปลูกลูกมะพูดอยู่ที่ไหน มา มานี่ มากินของว่าง” สร้อยชวน
“สาลองโสร่งนี่ซีจ๊ะ”
สาลินกิน “อร่อยจัง พี่ศรีหรือต้นเครื่องที่นี่ทำคะ”
“ไม่ใช่หรอกจ้ะ ของคุณนมจากตำหนักเล็ก คุณนมทำเครื่องว่างส่งเข้ามาบ่อยๆ”
สร้อยยิ้มแป้นก่อนจะด้นกลอนสด อุ่นเรือนยิ้ม
“อู๊ยจะอะไร ก็คงคุณชายรองนั่นแหละ สั่งให้คุณนมทำขนมมาสานไมตรีกับแม่ศรี”
สาลินหน้าหงิกงอ มาลากับวรรณาสอด
“ท่าจะจริงค่ะ / แต่ก่อนร่อนชะไรก็ไม่เคยบ่อยอย่างนี้”
“แต่สาไม่คิดว่าคนตำหนักนั้นจะมีน้ำใจอะไรถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” สาลินว่า
ทันใดนั้นก็คล้ายระเบิดลง สร้อยชะงักกึกตาเขียว อุ่นเรือนใจหายวาบ ศรีจิตราตกใจ มาลา วรรณาเลิ่กลั่ก
“ยายสา พูดอะไรลูก” อุ่นเรือนถาม
“นั่นซียะ หล่อนพูดอะไร หรือหล่อนไปรู้ ไปเห็นอะไรมา”
“รู้ซีคะ ก็สาเพิ่งไปตำหนักนั้นมา”
ทุกคนมองอ้าปากค้าง
“เขาพูดเองว่า เขาไม่ได้อยากได้ใคร่ดีอะไรกับ” สาลินชะงัก “ของฝากของเรา”
สาลินไม่กล้าพูด ศรีจิตราจับนัยได้ก็สลดลง อุ่นเรือนรู้สึกแต่สร้อยพูดออกมา
“หา แกไปตำหนักโน้น ใครใช้ให้แกไป แล้วแกเอาไปให้ใคร เขาถึงตอกหน้ามายังงั้น”
สาลินรู้ว่าไม่ควรเล่าว่าคือชายรองจึงยังอ้ำๆอึ้งๆ
“ใครก็ไม่รู้ค่ะ สาวๆ คมๆ หน้าอกใหญ่ๆ”
สาลินเลี่ยงไป มาลากับวรรณาตบเข่าฉาด
“ต้องเป็นนังจรวย สะใภ้ใหญ่แน่เชียวค่ะ” มาลาว่า
“ต๊าย มันคงโกรธมาตั้งแต่คราว คุณชายโต อย่าฟังมันนะคะ”
สาลินทำตาปริบๆ ก่อนจะรีบหาวกลบเกลื่อน
“สาเพลียจังค่ะ อยากนอนพักจัง”
“ต๊าย แม่คุณ ต้องธรณีสารหรือยังไงยะ กินปุ๊บง่วงปั๊บ เออ แต่ระวังให้ดีนะยะ มานอนที่นี่ บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเสียก่อน” สร้อยว่า
สร้อยมองซ้ายมองขวาแล้วก็ขนลุกเกรียว
“ที่นี่น่ะ เจ้าที่แรงทีเดียว”
“ว้าย มีด้วยหรือคะ” มาลาถาม
“อยู่มาตั้งนาน ไม่เห็นเจอ”
“ก็เมื่อกี้ฉันไปเอนห้องพี่สอางค์ อุ๊ย ฝันร้าย มีผีนักกล้ามมาอำฉัน”
ทุกคนอ้าปากค้าง
“แล้วมันก็กลายเป็นเปรตกรีดร้องโหยหวน ฉันตื่นขึ้นมายังได้ยินเสียงอยู่ลิบๆ อู๊ย พูดแล้วขนลุก”
มาลา วรรณาพูดพร้อมกัน “ว้าย พวกหนูกับคุณศรีก็ได้ยินค่ะ”
“ฮึ สาเองก็ได้ยินค่ะ เสียงร้องมันยังก้องอยู่ในหูเลย”
สาลินเชิดหน้าตาวาว
สาลินกับศรีจิตรานั่งบนเตียง อุ่นเรือนนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งห่างออกมา สาลินมองศรีจิตราด้วยความเป็นห่วง
“คุณจรวยเขาพูดเหรอ ไม่อยากได้ใคร่ดีของฝากของเรา”
“แม่จรวยนั่นสาไม่สนใจหรอกค่ะ สาสนใจพี่เขยของสามากกว่า”
อุ่นเรือนกับศรีจิตรางุนงง
“หนูไปเจอคุณชายรองมาหรือลูก”
“ค่ะ” สาลินพูดกับศรีจิตรา “พี่ศรี พี่ศรีรู้ไหมว่าเขาอยากแต่งงานกับพี่ศรีหรือเปล่า”
“พี่ไม่รู้สา”
“แม่ศรี ลงไปดูข้าหลวงในครัวดีกว่านะลูก”
ศรีจิตรารีบลุกขึ้นซ่อนสีหน้าแล้วออกไปจากห้อง อุ่นเรือนลุกพรวดมานั่งแทน อุ่นเรือนจับแขนสาลิน
“นี่มันเกิดอะไรกันแน่ลูก”
“สาไปเจอพี่เขยของสากำลังกอดจูบโอ้โลมปฏิโลมกับยายคุณหญิงเทโพค่ะ”
“คุณพระช่วย”
“แล้วคนที่ว่าใส่หน้าหนูว่าเขาไม่ได้อยากได้ใคร่ดีกับของของเรา ไม่ใช่แม่จรวยหรอกค่ะ แต่เป็นนายคุณชายรองนี่ต่างหาก”
“อะไรนะ”
“แล้วเขาก็ไม่ได้พูดถึงมะม่วงนะคะ แต่เขาพูดออกมาตรงๆว่า เขาไม่ได้อยากแต่งงานกับพี่ศรีเลยแม้แต่นิดเดียว”
อุ่นเรือนยกมือทาบอก
“คุณพระ คุณเจ้า นี่อย่าให้พี่ศรีรู้นะลูก”
“สาเองก็ไม่กล้าบอกหรอกค่ะ สาสงสารพี่ศรี”
“โธ่ แล้วนี่จะทำยังไงดี”
สาลินลุกขึ้นช้าๆ เกาะกรอบหน้าต่างแล้วมองไปยังตำหนักเล็ก
“สายังไม่รู้เลยค่ะ แต่สาขอปฏิญาณ”
สาลินหันขวับมา
“ว่าสาจะทำทุกอย่าง เพื่อไม่ให้อีตาคุณชายรองนี่มาเป็นพี่เขยของสา”
อุ่นเรือนร้องอุทาน สาลินทำท่ามุ่งมั่นคล้ายจะออกไปกอบกู้เอกราช
โถงบนเก็บกวาดวงไพ่เรียบร้อยแล้ว จรวยบ่นต่อหน้าดิเรกที่กำลังป้อนนมให้ตาตุ้ม
“ฮึ ขัดใจจริง ๆ เลยค่ะคุณชาย ยายน้องสาวคุณศรีจิตราอยู่ดี ๆ ก็มาทำความแตก มาบอกคุณหญิงก้อยให้รู้เรื่องคุณศรีจิตราเป็นคู่หมายของคุณชายรอง” จรวยบอก
“แล้วเธอขัดใจไปทำไม”
“โธ่ คุณโตขา พอคุณหญิงก้อยเธอรู้ความจริงเธอต้องเลิกกับคุณรองแน่ ๆ”
“ฉันก็ยังงง มันเกี่ยวอะไรกับเธอ”
“ถ้าคุณรองเลิกคุณหญิงก้อย ก็ต้องมาแต่งกับคุณศรี แต่งกันเมื่อไหร่ คุณรองจะมีอำนาจปกครองตำหนักนี้คนเดียว คุณโตกับจรวยกับตาตุ้ม จะเป็นแค่คนอาศัย จะถูกเขาเฉดหัวไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”
“น้องชายฉันไม่ใช่คนอย่างนั้น แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอเลย อย่ายุ่งดีกว่า”
“ยังไงก็ยุ่งไปแล้วล่ะค่ะ เพราะจรวยบอกเรื่องยายคุณหญิงก้อยรักกับคุณรองให้ยายศรีสนิมสร้อยฟังไปแล้ว”
“จรวย อย่ายุ่งเรื่องนี้อีก ถ้าไม่เลิกยุ่ง ฉันนี่แหละจะเฉดหัวเธอออกไปจากบ้าน เอาตาตุ้มไปอาบน้ำ”
ชายโตส่งตาตุ้มให้จรวย ส่วนตุ้มแหกปากร้องลั่น
“รักแม่มากเลยนะ พอแม่อุ้มล่ะร้องเชียวมึง”
พุดซ้อนและชบาทิพย์ที่นุ่งกางเกงยืดรัดเท้าสีแปร๋น เสื้อดอกดวง รองเท้าส้นสูง ออกมาดูเด็กปั๊มเติมน้ำมัน รถเมล์แล่นมาจอดลงหน้าปั๊ม สาลินหน้าหงิกกระปลกกระเปลี้ยลงมา
“ไปไหนมาหรือคะ นายพลเขามารอหนูตั้งแต่หัววัน” พุดซ้อนถาม
“นายพล นายพลไหนคะ” สาลินถามกลับ
“ก็พี่พลไงคะ รถพี่พลจอดอยู่โน่นไง” ชบาบอก
ชบาทิพย์ชี้มือ สาลินมองตามก็เห็นรถบดินทร์จอดอยู่หลังปั๊ม
“อ๋อ คุณพลน่ะหรือ โธ่ คิดว่านายพลทหารราบที่ไหน”
“อู๊ย นี่เขาเอาขะนมขะต้มมาฝากเยอะเลย”
“เขายังเอามาเผื่อหนูเลย ขนมอร้อย อร่อยล่ะพี่สา”
“งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะน้าซ้อน เอ๊ย น้าพุทธชาติ น้องชบาทิพย์”
สาลินเดินไปทางหลังปั๊ม พุดซ้อนทำหน้าแสยะมองตาม
“พอรู้ว่าผู้ชายมารอ ละรีบแจ้นหน้าเริดไปเลย ดูไว้นะคะลูกขา อย่าเอาเยี่ยงอย่าง”
ชบาทิพย์ทำตาปริบๆ
“ยังไงคะ”
“เราน่ะเป็นคฤหาสน์ปัตตานี จะมาลดตัวไปคบหากับพวกช่างฟิตน่ะไม่บังควร ให้หลานพระยาใฝ่ต่ำน่ะคบไปคนเดียว นะคะลูกชบาทิพย์ เอ๊ะ หายไปไหน” พุดซ้อนถาม
พุดซ้อนมัวแต่สาธยาย เมื่อหันมาเห็นว่าชบาทิพย์หายไปแล้วจึงหันมองก็เห็นมอเตอร์ไซด์ที่มีคนขับผมชะโงก หุ่นจิ้งเหลน สวมแจ็กเก็ตหนังมาเติมน้ำมัน ชบาทิพย์เติมน้ำมันระริกระรี้ เด็กปั๊มยืนมอง พุดซ้อนแทบร้องกรี๊ด
พุดซ้อนฉุน “อีชบา”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 5 (ต่อ)
เรือกาแฟมาจอดเทียบที่ศาลาท่าน้ำ ยายพิณกับเจ้าแกะจัดการซื้ออยู่ตีนบันได
ตาผลช่วยรับของจากเรือส่งให้บนศาลา บนศาลาปูเสื่อลาดผ้าขาววางของว่างพวกโสร่ง ขนมจีบ กระหรี่ปั๊บ คุณตา คุณยายนั่งอยู่กับบชายเล็ก สาลินหน้างอเข้าไปไหว้แล้วนั่งลง
“พ่อพลเขามารอตั้งแต่บ่าย” ตาบอก
ยายพิณเอาชาร้อนมาส่งให้ชายเล็ก ชายเล็กคนชาและจิบ
“ไปไหนมาหรือฮะ” ชายเล็กถาม
“ไปวังวุฒิเวสม์ กะคุณป้าสร้อย” สาลินว่า
ชายเล็กสำลัก “หา” ชายเล็กรำพึง “แล้วเห็นหรือเปล่าว้า”
“คุณพูดอะไรงึมงำ เห็นอะไร”
“เอ้อ ก็เห็น เห็น คุณชายชื่อยาวว่าที่พี่เขยคุณไง”
สาลินหน้าตึงอีกครั้ง คุณยายรับชามาวางให้คุณตาแล้วหันมาหาสาลิน
“หนูเอาชาไหมลูก”
“ตอนนี้หนูกินชาไม่ลงค่ะ ถ้าจะกินต้องเป็นโอยั๊วะมากกว่า” สาลินว่า
ยายพิณหันไปสั่ง
“โอยั๊วะ หนึ่ง”
“อู๊ยแม่คุณ แม่ไปยัวะใครเขามาอีกล่ะจ๊ะ” ยายว่า
“ก็ยัวะ นายคุณชายชื่อยาวน่ะซีคะ” สาลินตอบ
ชายเล็กมองตาเป๋ง
“ยังไง เรื่องมันยังไง” ตาถาม
“จุดไต้ตำตอจริง ๆ ค่ะ จำนายคุณชายขี้เก๊ก ที่หนูเล่าว่าขับรถสาดโคลนใส่หนูได้ไหมคะ”
“จำได้ซี แล้วหนูก็ทำน้ำราดกางเกงเขาด้วย”
“นั่นล่ะค่ะ ตกลงเขาคือคนเดียวกับคุณชายชื่อยาวนั่นแหละ”
ตากับยายตกใจ “หา”
“หา คนเดียวกับคุณชายชื่อยาว” ชายเล็กทวนคำ
“ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์ หนูไปเจอนายคุณชายนี่พลอดรักอยู่กับแฟนเขาพอดี ยายคุณหญิงเทพิน เทโพ อะไรเนี่ย” สาลินบอก
คุณตา คุณยาย ยายพิณตกใจ แต่ก็ยังไม่เท่าบดินทร์ ทุกคนอุทานต่อเนื่องกัน
“ตายล่ะ”
“คุณพระช่วย”
“อกอีแป้นแตก”
“ฉิบหายแล้ว” ชายเล็กตะครุบปากตัวเอง “เอ้อ ขอโทษครับ”
“แล้วนี่พี่ศรีเขารู้ไหมลูก” ยายถาม
“คงไม่ทราบหรอกค่ะ สาไม่กล้าบอก”
“เฮ้อ ถ้าเขามีคู่รัก คู่ใคร่อยู่แล้ว ขืนแต่งงานกันไปก็มีหวังกินน้ำตาต่างข้าวเท่านั้นเอง”
“สาถึงอยากให้พี่ศรีแข็งข้อกับคุณป้าไงคะ”
“ก็ลองไปยุพี่ศรีดูซีลูก”
“ไม่มีทางหรอกค่ะ พี่ศรีกลัวคุณป้ายิ่งกว่าหนูกลัวแมวซะอีก ดีไม่ดีคุณป้าอาจบอกว่า”
สาลินคว้าหมอนขวานมาเป็นพร็อบอีก เธอเอามือเท้าฉับ ย่อขาเข้ามาเป็นนั่งพับเพียบ หน้าเชิด เผอิญมีพัดด้ามจิ๋วอยู่แถวนั้นอีกอันก็คว้ามาคลี่กระพือพัดเนิบนาบด้วยท่วงท่าเหมือนคุณสร้อยไม่มีผิดเพี้ยน
สาลินทำเสียงสร้อย “อู๊ย ช่างปะไร พอเขาแต่งกับเรา เขาก็เป็นของเรา แล้วเขาก็หันมารักเราเองน่ะแหละ เสน่ห์ของผู้หญิงน่ะมันอยู่ที่การปรนนิบัติจ้ะแม่คุณ”
ชายเล็กสำลักชา คุณตาหัวร่องอหาย คุณยายขำแต่ทำหน้าอมๆกลั้นไว้ ยายพิณ เจ้าแกะหัวเราะหมด
“พอๆ ล้อเลียนผู้ใหญ่ บาปกรรมลูก” คุณยายตีเข่าคุณตา “นี่ก็อีกคน หัวเราะให้ท้ายอยู่ได้”
“เหมือนป้าสร้อยจริง ๆ แฮะ”
“เดี๋ยว คุณเคยเห็นคุณป้าสร้อยมาก่อนหรือ ถึงบอกว่าเหมือน”
“อ๋อ ผมหมายความว่าเหมือนคุณหญิงเจ้ายศเจ้าอย่าง ต่างหากครับ”
“นั่นแหละ คุณป้าฉันล่ะ”
สาลินหันมาหาคุณตา คุณยาย
“สาเห็นว่ามีทางเดียวเท่านั้นแหละค่ะ ที่จะทำให้พี่ศรีกล้าดื้อแพ่งกับคุณป้า”
“ยังไง”
“ก็ให้พี่ศรี รักกับคนอื่นบ้างซีคะ”
“อกจะแตก คิดอะไรโลดโผนขนาดนั้น”
“จริงนะคะ ทีเขายังรักคนอื่นได้ เราก็หาคนรักของเราบ้างซี”
ชายเล็กถอนใจก่อนจะเลื่อนจานของว่างให้
“ใจเย็นๆฮะ ลองโสร่งหมูฝีมือแม่ย้อยของผมดีกว่า”
สาลินพยักหน้าแล้วหยิบมากิน
“เป็นไงฮะ” ชายเล็กถาม
“แปลกจัง รสชาติเหมือนโสร่งที่ฉันกินที่วังวุฒิเวสม์เปี๊ยบเลย”
ชายเล็กคอหด สาลินมองหน้าบดินทร์
“หรือว่า”
ชายเล็กงง “ว่ายังไงครับ”
“ฉันว่า แม่ย้อยของคุณ กับคุณนมตำหนักเล็ก ต้องเป็น”
ชายเล็กที่หน้าซีดเผือดคราง
“เป็นยังไงครับ”
“เป็นชาววังที่เคยอบรมมาจากวังเดียวกันแน่เลย” สาลินว่า
ชายเล็กยิ้มแห้ง สาลินคว้าโสร่งมากินอีก
สาลินเดินมาส่งชายเล็กตามเคย ชายเล็กถือตะกร้าของว่างกลับไปปั๊ม
“คุณบอกว่าพี่สาวคุณ ทั้งสวยทั้งน่ารัก ใครเข้าใกล้เป็นต้องรักไง พี่ชาย เอ๊ยว่าที่พี่เขยคุณ หากได้ใกล้ชิด เขาอาจเปลี่ยนใจมารักพี่สาวคุณก็ได้”
“ฉันว่ายาก” สาลินบอก
ชายเล็กถาม “ทำไม”
“ก็แม่คุณหญิงคนรักของว่าที่พี่เขยฉัน ทั้งสวย ทั้งหรู จริตจก้านแพรวพราย คงยากที่ว่าที่พี่เขยฉันจะหมดรักง่ายๆ”
“ว้า ทำไมจะยอมยกธงขาวง่ายๆอย่างนั้น”
“ก็เพราะคนอย่างเขา ไม่น่าจะได้พี่สาวที่แสนดีของฉันไปเป็น คู่ชีวตน่ะซี”
“แหม เขาก็ไม่น่าจะเลวเกวขนาดนั้น”
ชายเล็กพูดอ่อยๆ สาลินตาวาววับพร้อมกับทำหน้าขยะแขยง
“ฮึ คุณจะไปรู้อะไร อีตาคุณชายเนี่ย วันๆหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องกามารมณ์”
บดินทร์อ้าปากค้าง
“ฮ้า ขนาดนั้นเชียว”
“แถมยังไม่เป็นสุภาพบุรุษ ไม่ให้เกียรติผู้หญิง” สาลินว่า
“ฮะ ผมคิดว่าเขาเป็นคุณชายนักการทูตซะอีก”
“เฮอะ เป็นอันธพาลจอมปากจัดต่างหาก”
บดินทร์ส่ายหัวดิกๆ
“ไม่น่าเล้ย คุณชายชื่อยาวของผม”
สาลินมองดูหน้าคมสันของบดินทร์อย่างพินิจพิเคราะห์ บดินทร์เห็นสายตาก็เอ่ยถาม
“แน่ะ ทำไมมองผมอย่างนั้น”
“นี่ คุณก็หล่อไมใช่เล่นนะ”
ชายเล็กสะอึก
พุดซ้อนและชบาทิพย์มีตะกร้าคนละใบใส่ยอดตำลึงมาบังหน้าพรักพร้อม ทั้งสองนั่งยองๆ จ้องเป๋งลอดพุ่มไม้ออกไป
“ว้าย แม่สาเต๊าะเจ้าช่างฟิตแล้ว” พุดซ้อนว่า
“ฮือ แม่น่ะ” ชบาบ่น
ชายเล็กทำหน้าเขินจนเกินงาม
“แน่ะ คุณจะจีบผมเหรอ”
“ก็ใช่น่ะซี ฉันจีบคุณ” สาลินบอก
ชายเล็กเหวออีกรอบ
พุดซ้อนกุมอกและตาโตเท่าไข่ช้าง
“อกแตก เสียแรงเป็นลูกชาติลูกตระกูล”
“แหม ยุคนี้ชายหญิงเท่าเทียมต่างหากแม่” ชบาว่า
พุดซ้อนตาเขียว
ชายเล็กถอยไปหนึ่งก้าว สาลินก้าวตามติด
“จีบผม”
“ใช่ ฉันอยากได้คุณ”
พุดซ้อนเรอดังเอิ๊ก ชบาทิพย์ลุ้น
ชายเล็กยิ้มแหย
“ได้ผม”
“ใช่ ฉันอยากได้คุณมาเป็นพี่เขยฉัน แทนอีตาคุณชายบ้ากามนั่น”
ชายเล็กถอนใจเฮือก
“เฮ้อ โล่งอกไป นึกว่า”
“ทำไม คุณนึกว่าอะไร” สาลินถาม
“ช่างมันเถอะฮะ แต่ผมว่าอย่าเอาเรื่องผมไปเกี่ยวกับเรื่องหาคู่ของพี่สาวคุณเลยครับ”
ชายเล็กมองไปที่พุ่มไม้ที่พุดซ้อนอยู่
“คุณทายซิ ว่าวันนี้สองแม่ลูกนั่นจะมาเก็บอะไรอีก”
สาลินงงเล็กๆ แต่พอมองไปแล้วก็นึกออก
สาลินตะโกน “นั่นใครคะ น้าพุทธชาติ หนูชบาทิพย์ อยู่หรือเปล่าคะ”
ชายเล็กและสาลินก้าวไปหาพุ่มไม้ที่สั่นไหว แล้วพุดซ้อนกับชบาทิพย์ก็โผล่ออกมาตีหน้ากลบเกลื่อน
“ขา อะไรคะ”
“วันนี้ คุณน้ามาเก็บกระทกรกอีกหรือคะ”
“อุ๊ยเปล่า วันนี้มาเก็บตำลึงค่ะ อ้อ นายพล ขอบใจนะที่เอาขนมชาววังมาฝาก แต่ก็เคยกินอยู่บ่อยๆ” พุดซ้อนบอก
“อ่อครับ”
ชบาทิพย์ทำหน้าเซ็งที่แม่ตอแหล
“ปาเต๊ะนี่อร่อยพอใช้ได้” พุดซ้อนบอก
“หา ปาเต๊ะอะไรกันครับ” บดินทร์ถาม
“ก็ขนมที่เธอเอามาฝากไง”
“ว้าย ตายแล้วแม่ เขาเรียกโสร่ง ไม่ใช่ปาเต๊ะ โสร่ง ปาเต๊ะ มันคือผ้านุ่ง”
พุดซ้อนหน้าแตกดังเพล้ง จริตผู้ดีใหม่แตกกระจาย
“เออ นั่นแหละ มันคล้ายๆกัน ไป อีชบา เอ๊ย ลูกชบา”
พุดซ้อนเดินเชิดไป ชบาทิพย์ไม่อยากกลับจึงเดินรีรอตามไป สาลินกลั้นหัวเราะ ส่วนชายเล็กหัวเราะก๊าก
ศศิรัชนีนั่งดูโทรทัศน์ หม่อมวาณีเดินเข้ามา รื่นเอากระเป๋าถือมาวางที่โต๊ะเตี้ย โรยเอาน้ำเย็นมาให้
วาณีนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อน แต่หน้ายิ้มละไมเล็ก ๆ รื่นกับโรยถอยไป
“ยังไงกันคะ หม่อมแม่” ศศิรัชนีถาม
“กรรมเวรจริงๆลูก แม่น่ะเห็นว่าคืนดีกันแล้วก็เอ้อ ไป ไปทำธุระ แผล็บเดียวเท่านั้น ยายก้อยก็กรีดร้องก้องวัง ดังตำหนักแทบแตก” วาณีบอก
“อีกแล้วหรือคะ”
“แล้วก็ขับรถหนีแม่กลับบ้าน ดูซิ แม่ต้องนั่งแท็กซี่กลับมาเอง”
“มิน่า ยายก้อยกลับมาก็เข้าห้องเงียบตั้งแต่บ่าย เอ๊ะ แล้วทำไมหม่อมแม่ถึงเพิ่งกลับล่ะคะ”
นาฬิกาข้างฝาตีบอกเวลา 19.00 น. หม่อมวาณีทำหน้าละเหี่ย
“ถ้าแม่กลับขาก็ขาดซีลูก เดี๋ยวพวกญาติมิตรจะว่าเอาได้ แหม ไอ้ที่แม่ยอมเล่นก็เพื่อยายก้อย เพื่อเอาใจหม่อมอำพันเท่านั้นแหละ แม่ชอบซะที่ไหนล่ะ เรื่องแบบนี้”
“ค่ะ แล้ว ได้หรือเสียคะ”
หม่อมวาณียิ้มออก เธอเปิดกระเป๋าถือล้วงเงินขวับออกมาคลี่ราวพัดทำให้เห็นแบงก์ยี่สิบใบใหญ่เต็มมือ
“อู๊ยได้จ้ะ ตั้งสองร้อยแน่ะหญิง มีแต่ได้ไม่มีเสียเลย” วาณีบอก
“แล้วใครเสียคะ” ศศิรัชนีถาม
“หม่อมอำพันน่ะซีลูก เสียไปสามสี่ร้อยได้ ตอนเลิกน่ะ หน้าดำไม่พูดกับใครเลย”
“แล้วหญิงก้อยโกรธชายรองเรื่องอะไรอีกคะ”
ฤทธิ์ปีศาจพนันเริ่มจาง วาณีทบทวนเหตุการณ์ใหม่
“ดูเหมือนว่าเสด็จจะทรงเตรียมคู่หมั้นไว้ให้ชายรองลูก”
“จริงหรือคะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ คงอาละวาดไปอีกนานเลยค่ะ”
วาณีลุกขึ้น
“แหม ตั้งครึ่งค่อนวันมาแล้ว อาจจะเย็นลงบ้างแล้ว เดี๋ยวแม่ไปดูเอง”
ทันใดมีแจกันแก้วปลิวคว้างมาที่ระเบียงบน รื่นกับโรยย่อตัวหลบ แจกันเลยไปแตกที่พนักข้างหลังดังเพล้ง วาณีทำตาปริบๆ นั่งลงใหม่
“เอาเป็นพรุ่งนี้เช้าคงดีกว่า”
ศศิรัชนีไม่สนใจยังคงดูโทรทัศน์ต่อ
ชายรองเดินงุ่นง่านอยู่ในห้อง เสียงเคาะประตูดังขึ้น ชายรองระงับอารมณ์
“เชิญ”
หม่อมอำพันเข้ามา ชายรองระงับท่าที เขาเลื่อนเก้าอี้ให้อำพันนั่งลงแล้วนั่งห่างออกมา
“นี่ชายรอง เมื่อกลางวันเกิดอะไรขึ้น หญิงก้อยถึงได้กรีดร้องเหมือนเปรต เอ๊ย กรีดร้องก้องตึกอย่างงั้น” อำพันบอก
“หญิงก้อยเกิดอารมณ์เสียนิดหน่อยน่ะครับ”
“แค่นิดหน่อย ต๊าย นี่ขนาดนิดหน่อย ถ้าโกรธมากคงไม่จุดไฟเผาวังเลยหรือจ๊ะ”
ชายรองอึ้ง
“อีกอย่างแม่ไม่สบายใจมานานแล้วที่เธอพาหญิงก้อยมาพร่ำพรอดกันที่นี่”
“อ้าวแล้วทำไม เมื่อกลางวันหม่อมแม่ต้อนรับขับสู้หม่อมวาณีกับหญิงก้อยดีนักล่ะครับ”
“ก็ขามันขาด อีกอย่างหม่อมก็อุตส่าห์เอาขนมมาฝาก นี่หญิงก้อยรู้เรื่องศรีจิตราแล้วใช่ไหม”
ชายรองถอนใจ
“ฮะ เธอถึงได้ตกใจขนาดนั้น”
“ย่ะ แต่ตกใจเฉยๆก็ได้ หญิงก้อยรู้เรื่องแล้ว เธอก็น่าจะตัดใจพูดกันให้จบไปเลย”
“โธ่ หม่อมแม่ ผมทำไม่ลงหรอกฮะ”
“แต่เธอก็ขัดเสด็จป้าไม่ได้เหมือนกัน เรื่องวันนี้คงไม่ถึงพระเนตรพระกัณฑ์เด็จป้าใช่มั้ย ก็ให้ระวังตัวไว้ บ่าวไพร่น่ะไว้ใจได้แค่ไหนก็ไม่รู้ กำแพงมีหูประตูมีช่อง ว้าย”
เสียงเคาะประตู อำพันสะดุ้งสุดตัว
“เข้ามา” ชายรองบอก
เจียมโผล่เข้ามา เขาถือจานข้าวเหนียวมะม่วงที่ฝานและหั่นมาอย่างงดงาม ข้าวเหนียวก็โรยถั่วทอง กับน้ำเย็นมาวางให้ที่โต๊ะเล็ก
“คุณนมให้เอามาให้คุณชายค่ะ” น้อมบอก
ชายรองพูดอย่างเย็นชา “ขอบใจ แต่ฉันไม่อยากกิน”
เจียมคอหดแล้วรีบออกไป
“นี่มะม่วงที่ตำหนักโน้นเอามาให้น่ะซี ญาติคุณสอางค์เขามีสวนที่เมืองนนท์ใหญ่โต”
ชายรองเยาะ “อ้อ เชื้อสายแม่ค้าชาวสวนนี่เอง ถึงได้เก่งกล้าสามารถนัก”
“นี่ อย่ามาพาลแม่ศรีจิตรานะ เขามาทำอะไรให้”
ชายรองรู้ตัวจึงอ่อนลงเล็กน้อย
“ผมไม่ได้หมายถึงศรีจิตรา”
“ถึงเขาจะเป็นชาวสวนก็ไม่ได้กระจอกงอกง่อย ตาเขาก็เป็นคหบดี ยายเป็นลูกสาวเจ้าสัว ปู่ก็เป็นพระยา ย่าเป็นหม่อมเจ้า” อำพันว่า
อำพันสาธยายคล่องแสดงว่าสืบมาแล้วอย่างดี ชายรองนิ่ง อำพันยิ้มนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ
“และที่สำคัญคือ เขาเป็นสาวบริสุทธิ์ ไม่ได้มีผะ เอ๊ย ผ่านมือชายมาแล้วอย่างหญิงก้อย”
ชายรองนิ่งอั้นกว่าเดิม อำพันสะใจ แต่พอเห็นท่าทีลูกก็อ่อนลง
“คิดอ่านดูให้ดีเถอะนะลูก ชายรอง อย่าลืม กำแพงมีหูประตูมีตา ว้าย”
ประตูเปิดผางออก ชายเล็กโผล่มายิ้มเผล่ อำพันเอามือทาบอก
“ว้าย ลูกอะไรอย่างงี้ พรวดพราดเข้ามายังกะพวกกุ๊ย” อำพันเดินออกไป “แต่งตัวยังกะพวกจิ๊กกะโล่ พูดจาก็”
ชายเล็กรีบปิดประตูลงแล้วเข้ามายืนจิ้มมะม่วงกิน
“นี่ใช่ไหมฮะ ของฝากจากเมืองนนท์ โอ้โฮ อร่อยแฮะ”
“ฮึ เกลียดขี้หน้าจริงๆ ผู้หญิงอะไร”
“โอ๊ยโย่ ใครครับ”
“จะใคร ก็แม่น้องสาวของคู่หมั้นฉันน่ะซี พรวดพราดเข้ามาแฉจนหญิงก้อยช็อก แล้วยังต่อปากต่อคำไม่มีตกฟาก น่าเกลียดที่สุด”
“น่ารักต่างหาก” ชายเล็กว่า
ชายรองมองหน้า
“นี่แกเคยเห็นหรือ”
“อ้าว พี่สาวเขาสวยขนาดนั้น น้องสาวก็สวยซีฮะ”
“เออ งั้นฉันยกให้นาย ทั้งพี่ทั้งน้องเลยก็แล้วกัน”
“โธ่ ผมไม่ใช่พระยาเทครัวนะครับ ไปล่ะ ไปขอข้าวเด็จป้ากินดีกว่า”
ชายเล็กพรวดพราดออกไป ชายรองนั่งลงอย่างอารมณ์เสียแล้วเผลอจิ้มข้าวเหนียวมะม่วงกินอย่างกระแทกกระทั้น
“ฮึ เด็กบ้า”
ชายรองกินไม่หยุดปาก รสชาติของอาหารกล่อมให้อารมณ์ของเขาดีขึ้น หน้าเคร่งเครียดของเขาคลายลง ชายรองกินไปเรื่อยๆ แล้วเอาส้อมจิ้มโดนชามดังกริ๊ก เมื่อมองดูพบว่าจานว่างเปล่า แล้วเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ากินของศัตรูเข้าไป
“ฮึ ของน่ะดีหรอก แต่คนน่ะแย่”
ชายเล็กกำลังเดินดูของมีค่าที่วางประดับบนไซด์บอร์ด ศรีจิตราเดินมาชะงักกึก ชายเล็กเห็นด้วยหางตา ศรีจิตราเข้าแอบหลังไซด์บอร์ดดู ชายเล็กยิ้มในหน้าหยิบรูปปั้นเล็กขึ้นมา
“โอ้โฮ นี่คงราคาเป็นพัน” บดินทร์บอก
ชายเล็กเอาซุกอกเสื้อ ศรีจิตราเบิกตากว้าง ชายเล็กคว้าอีกตัวมาดู
“ว้า ตุ๊กตาแก้ผ้า แขนก็ขาด สงสัยขายได้หลายพัน”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ นายยอด”
ศรีจิตราก้าวออกมาทำหน้าเคร่ง บดินทร์ยิ้มเผล่
“แน่ะ คุณอีกแล้ว”
“เธอวางรูปปั้นวีนัสลงเดี๋ยวนี้นะ”
“หา นี่น่ะเหรอรูปปั้นวีนัส ไม่น่าเชื่อเลย”
“ทำไม”
“โธ่ เป็นเทพธิดาของความรักทั้งที ก็น่าจะสวยหน่อยซีครับ นี่เอวก็หนา อ้วนก็อ้วน อกก็ห่าง”
ศรีจิตราขยับผ้าคล้องคอมาป้องอกแล้วเชิดหน้า
“ถ้าสวยอย่างคุณ ค่อยสมกับเป็นเทพธิดาแห่งความรักหน่อย”
ศรีจิตราอึ้งไปเล็กน้อยแล้วทำเย็นชากว่าเดิม
“นี่นายยอด เธอไม่ต้องทำมาเป็นพูดเฉไฉ เธอวางรูปวีนัสลง แล้วก็ที่เธอซุกไว้ในอกเสื้อด้วย”
ชายเล็กถอนใจเฮือก
“ก็ได้ครับ”
ชายเล็กเอารูปวีนัสวางรวมทั้งรูปปั้นรูปแรกด้วย
“แล้วเธอก็ออกไปได้แล้ว จำไว้นะว่านี่เป็นครั้งที่สอง ถ้ามีครั้งที่สามอีก ก็ถือว่าเธออาการหนัก ยากจะเกินแกงแล้ว”
ชายเล็กยืนเคร่งแล้วก็ทำหน้าเหี้ยมขึ้น
“แล้วคุณจะทำยังไง”
“ฉันก็จะกราบทูลเสด็จตามความเป็นจริง ให้ไล่เธอออกไปจากวัง”
“แต่ไม่ว่ายังไง วันนี้ ผมต้องได้นาฬิกานี้ไป”
ชายเล็กก้าวพรวดมาคว้านาฬิกาเรือนที่เสียขึ้น ศรีจิตราผงะถอยตกใจ
“นี่ก็คงถือว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้ว”
“นี่ นี่เธอมันสันดานโจร ไม่สำนึกจริงๆ นี่แน่ะ”
ศรีจิตราพลันคว้าแจกัน ชายเล็กตาเหลือกกระโจนถอยหลัง ศรีจิตราจะทุ่มลง ชายเล็กเอานาฬิการับ พอเห็นเป็นนาฬิกาศรีจิตราก็ชะงักเพราะไม่กล้า
ชายเล็กทำท่ายียวน “เอาจริง คุณก็ไม่กล้า”
เสียงคนอื่นเดินมา ศรีจิตราตาสว่างวาบแล้วก็ตะโกน
“ช่วยด้วยค่ะ ขโมย”
ทันใด มาลา วรรณา และนางข้าหลวงรุ่นเฮฟวี่เวทก็กรูเข้ามา บดินทร์คอหด
“ไหนคะไหน / ใครคะ”
“นายยอดค่ะ”
“ว้าย ไอ้ยอด รูปชั่วตัวดำแล้วยังเนรคุณ ไป”
ทุกนางวิ่งกรูเข้าไป ศรีจิตราหวาดเสียว ทุกนางกรูผ่านบดินทร์ออกประตูตำหนักหายไป ศรีจิตรา
ดูชายเล็กอย่างงงๆ
“นายยอด แล้วทำไมทุกคน”
ชายเล็กยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเดินเข้ามาอีก ศรีจิตราชี้ดาบ
“อย่าเข้ามานะ”
“คุณอยู่คนเดียวแล้ว ใครจะมาช่วยคุณได้”
ศรีจิตรากลัวแต่แข็งใจชูดาบไว้ตรงหน้า สร้อยกับสอางค์พรวดมาพร้อมกับนางข้าหลวงเฮฟวี่เวทอีก 2 นาง ศรีจิตราลดดาบเข้าไปเกาะแขนสอางค์
“ไหน เอะอะอะไรกัน” สอางค์ถาม
มาลากับวรรณากลับมาพอดี ศรีจิตราชี้มือ ชายเล็กยืนเด่น
“ก็นายคนนี้”
“อ้าว คุณชาย”
ชายเล็กยกมือไหว้สร้อยกับสอางค์ สร้อยกับสอางค์รีบรับไหว้ แต่ย่อตัวต่ำมาก ศรีจิตรางงเป็นไก่ตาแตกเพราะเริ่มรู้แล้ว ชายเล็กทำขรึมแต่ดวงตาระยิบระยับ
“สวัสดีค่ะ คุณชายเล็ก” สร้อยทัก
ศรีจิตราเบิกตากว้าง ชายเล็กมองมาอย่างเย็นชาแล้วแอบหลิ่วตาให้ ศรีจิตราเม้มปากตาวาว แล้วทำยิ้มเย็นตามปรกติ
เสด็จประทับนั่งหัวโต๊ะ ชายเล็กนั่งทางซ้ายกับสร้อยตรงข้ามศรีจิตรากับสอางค์ บนโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องเสวยเข้าชุดกัน ทั้งเครื่องแกล้ม เครื่องแนม เครื่องเคียง ของทุกอย่างงดงามมีสีสัน แต่ก็เป็นอาหารธรรมดาไม่ได้สลักเสลา
มาลากับวรรณาคิกคักก่อนจะตักข้าวให้ชายเล็ก ชายเล็กทำตาหวานให้ ศรีจิตรามองดูอย่างเขม่นนิดๆ สอางค์ค้อน เสด็จทรงอ่อนพระทัย สร้อยมองชายเล็กอย่างปลาบปลื้ม
“นี้แม่สร้อยเอาของมาฝากจากสวนเหรอ” เสด็จถาม
สร้อยตอบ “เพคะ”
“ฉันคิดว่าเธอหายสาบสูญไปแล้ว”
“โธ่ ยังอยู่พะยะค่ะ วันนี้เกล้าฯมาขอรับประทานข้าวซักมื้อ”
“ฝนฟ้าจะตกใหญ่มั้งคะ วันนี้”
“วันนี้นึกยังไงขึ้นมา ถึงมากินข้าวกับป้าได้”
“เกล้าคิดถึงเด็จป้าน่ะซี พะยะค่ะ”
เสด็จชะงัก
“ปากหวานยังงี้ จะมาขอเงินฉันซีนะ”
สอางค์กับสร้อยหัวเราะคิกคัก บดินทร์คอหด ศรีจิตรามอง มาลากับวรรณายิ่งคิกคักใหญ่
“โธ่ เด็จป้า ฝรั่งมันเลี้ยงเกล้าดีอยู่ เกล้าไม่รบกวนเด็จป้าหรอก แค่สมัยอยู่เมืองนอก ขัดสนขึ้นมา จนแทบจะเลิกเรียนกลางคัน เด็จป้าก็ไม่รู้ทรงทราบได้ยังไง ส่งเงินมาช่วยชีวิตเกล้าไว้ได้ทุกที”
ชายเล็กซาบซึ้งมาก เสด็จแย้มสรวล สอางค์เบะบ่อน้ำตาตื้น สร้อยทำหน้าซึ้ง
ชายเล็กพูดต่อ “เกล้าเลยตั้งใจว่าจะไม่รบกวนเงินทองเด็จป้าอีกเลย พะยะค่ะ”
เสด็จค้อน “ให้มันจริงเถอะ”
“โถ คุณชายเล็ก”
ชายเล็กซาบซึ้ง ศรีจิตรามอง สอางค์สูดน้ำมูก ศรีจิตรารีบส่งผ้าเช็ดหน้าให้
“เธอสอบชิงทุนไปเอง เงินทุนน่ะมันจำกัดจำเขี่ยจะตาย แล้วเธอก็ยังหยิ่งอีก”
“ก็เดี๋ยวหม่อมจะว่าเกล้าอีกว่าหาเรื่องไปเอง”
“ที่ป้ารู้ก็เพราะพี่ชายรองของเธอน่ะแหละ ชายรองน่ะรอบคอบถี่ถ้วน พอเธอเดือดร้อนเขาก็จัดการให้ทุกที”
ชายเล็กทำตาโต
“โอ้โฮ ปิดทองหลังพระจริงๆพี่ชายเรา”
ศรีจิตราฟังอย่างเก็บข้อมูล
“นี่หม่อมเขามาบ่นกับป้า ว่าเธอเที่ยวหัวหกก้นขวิดทุกคืน”
“โธ่ ที่เที่ยวจริงๆน่ะไม่กี่ครั้งหรอกพะยะค่ะ เด็จป้า ส่วนใหญ่คือพาแขกไปเอ็นเตอร์เทนต่างหาก”
“ฉันคิดว่าแกไปติดผู้หญิงที่ไหนซะอีก”
ชายเล็กยิ้มแล้วมองศรีจิตรา
“ก็มีเพิ่งไปทำความรู้จักอยู่คนพะยะค่ะ”
“มิน่า ถึงหายไปเป็นเดือน”
“โธ่ เกล้าโผล่มาบ่อยๆ ไม่ทรงเชื่อ ก็ถามคุณคนนี้ดูซีพะยะค่ะ”
ศรีจิตราตาวาว
“คุณคนนี้ อะไร เขาชื่อศรีจิตรา”
ชายเล็กรีบบอก “รูปก็งาม นามก็เพราะพะยะค่ะ”
ศรีจิตราไม่พอใจ
“ขอบพระคุณค่ะ”
“เอ๊ะ นาฬิกามันเสียอยู่เรือนนึง บอกให้เธอเอาไปแก้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว นี่ลืมแล้วล่ะซี”
ศรีจิตรากัดริมฝีปาก ชายเล็กเหลือบดู
“โธ่ ไม่ลืมพะยะค่ะ เกล้ามาเอาตั้งหลายหนแล้ว ไม่ทรงเชื่อก็ถามคุณคนนี้ดูก็ได้”
“เพคะ”
“แต่ว่ามีเหตุขัดข้องทุกครั้ง เกล้าก็เลยเอาไปไม่ได้ซักที ไม่ทรงเชื่อก็ถามคุณคนนี้ดูก็ได้”
ศรีจิตรารู้ว่าชายเล็กแกล้งล้อจึงทำตาวาว
“คุณคนนี้อะไรของแก มันขัดข้องยังไง”
“คือว่า”
ชายเล็กเหลือบดูศรีจิตรา ศรีจิตราใจหายวาบ
“คือว่า นาฬิกาตรงนั้นมันมีหลายเรือนพะยะค่ะ เกล้าก็เลยไม่ทราบว่าเรือนไหน”
“แต่ดิฉันทราบค่ะว่าเรือนไหน เดี๋ยวดิฉันจะหยิบให้คุณชายเอง”
ศรีจิตราพูดเรียบๆ แต่ชายเล็กจับหางเสียงประชดประชันของเธอได้
จบตอนที่ 5
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #5 on:
02 August 2026, 21:49:14 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000115394
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 6
เผยแพร่: 15 ต.ค. 2558 06:59 ปรับปรุง: 18 ต.ค. 2558 08:23 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 6
ชายเล็กรับนาฬิกามาถือไว้ในมือ ดวงตาพราวระยิบ ขณะที่ศรีจิตราถอยมายืนเชิดนิดๆ
“ทีนี้ผมคงเอาไปได้เสียทีนะครับ”
“ความจริงคุณควรเอาไปตั้งนานแล้ว ถ้าไม่มามัวเล่นสนุกอยู่”
อีกฝ่ายหน้าเหรอ “เล่นสนุก เล่นสนุกอะไรกันครับ”
“ก็เล่นสนุกกับความโง่ของดิฉันน่ะซีคะ”
“โธ่ ใครจะกล้าไปทำอย่างนั้น”
พูดพลางหันไปเห็นคุณสร้อยหิ้วกระเป๋าเตรียมกลับเดินมาพร้อมกับคุณสอางค์
“นี่คุณสร้อยจะกลับบ้านราชดำริแล้วหรือครับ”
“ค่ะ นี่ก็ตั้งสามสี่ทุ่มแล้ว”
“ผมไปส่งคุณสร้อยก็ได้นะครับ”
คุณสร้อยหัวเราะระริก “วุ้ย ถ้ารู้อย่างงี้ก็ไม่เอารถที่บ้านมาหรอก แต่ดิฉันไม่รบกวนหรอกค่ะ
คราวนั้นไปส่ง ดิฉันยังเกรงใจแทบแย่”
ศรีจิตราชะงัก ชายเล็กเหลือบมองแล้วแกล้งถาม “คราวไหนหรือครับ”
“ก็เมื่อต้นเดือนก่อนไงคะ ยายศรีจำได้ไหม”
ศรีจิตราแกล้งส่ายหน้า “จำไม่ได้ค่ะ”
“อุ้ย ก็ช่วงที่พวกก่อสร้างมาคึ่กๆ แถวบ้านเราไง น่ากลัวจะตาย”
“คุณศรีจิตราคงจำได้แต่ตอนนายยอดไปส่งมั้งครับ”
อีกฝ่ายพูดแกล้ง ศรีจิตราตาวาว
“อุ๊ย นายยอดไม่เคยไปส่งดิฉันค่ะ เห็นหน้าแล้วอิฉันไม่ไว้ใจ”
“โอเค งั้นผมลาก่อนนะครับ”
พูดพลางรีบยกมือไหว้ลา คุณสร้อยและคุณสอางค์รับไหว้ ศรีจิตราไหว้ตามตาขุ่น พอฝ่ายนั้นเดินผละไป คุณสอางค์ก็พูดขึ้นมาทันที
“นี่ ช่วยฉันวางแผน ว่าจะให้คุณชายเล็กเจอยายสายังไงดี”
คุณสร้อยส่ายหน้ายิก “ว้ายไม่เอาค่ะ เดี๋ยวมาแก่นแก้วแววชะนีให้คุณชายเล็กเห็น”
“แหม คุณชายเล็กก็ซนหยอกอยู่เมื่อไร”
“ไม่รู้ล่ะ ขอหนูตรองดูให้ถ้วนถี่ก่อน”
2 นางปรึกษากันง่วน ศรีจิตราถอนใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาวีนัสมา ครู่เดียวก็ทำหน้าบึ้ง แล้ววางลง
สาลินที่อยู่ในห้องสมุด นั่งครุ่นคิดมือขีดเขียนกระดาษตรงหน้าเล่น ไนเจลที่อยู่หัวโต๊ะ ถามโพล่งขึ้นมา “วาระที่สองของวันนี้คือ เรื่องอะไรนะครับจินนี่”
ลลิตากับบราลีหันมองหน้ากัน
“ใครยะ จินนี่”
จิตริณีพูดตอบขึ้นมา “วาระที่สอง คือเรื่องบัดเจ็ตในการจัดซื้อหนังสือล็อตใหม่ค่ะ”
“ขอบคุณครับ จินนี่”
2 สาวถึงบางอ้อ “โธ่ คิดว่าใคร”
ไนเจลหันมาทางสาลิน “คุณแซลีน ผมขอลิสต์นอฟเวิลที่คุณซีเลกท์ขึ้นมาหน่อย”
สาลินนั่งเหม่อ จนอีกฝ่ายต้องเรียกซ้ำ “คุณแซลีน คุณแซลีน”
จิตริณีช่วยเรียก “คุณสาลินคะ”
ลลิตาเอาศอกกระทุ้ง สาลินผวา ทำหน้าเลิ่กลั่ก บราลีรีบบอก
“บอสถามเธอแน่ะ”
“ขา อะไรคะ”
“คุณแซลีน ผมเรียกคุณตั้งสิบหนแล้วนะ จนปากจะฉีกถึงรูหูดแล้ว”
จิตริณีรีบแย้ง “รูหูค่ะ ไม่ใช่รูหูด”
“อ้อ รูหู”
สาลินพูดแก้เก้อ “ก็ฉันชื่อสาลิน แต่บอสเรียกแซลีน ฉันก็เลยคิดว่าเรียกคนอื่น”
ไนเจลเกาหัวแกรกๆ “ภาษาไทยยากจริงๆ ออกเสียงผิดกลายเป็นคนละความหมาย อย่างเช่น ใคร
ขายไข่ไก่ ยายกินลำไย น้ำลายยายไหล เช้าฟาดผัดฟัก เย็นฟาดฟักผัด โอว์ พูดผิดกลายเป็นคำหยาบโหมดเลย”
จิตริณีพูดเสนอ “ฉันมีข้อเสนอค่ะ บอสก็ตั้งนิกเนมให้ทุกคนเป็นภาษาคุณก็แล้วกัน”
“กู๊ด ไอเดีย”
ไนเจลครุ่นคิด ลลิตาตื่นเต้น บราลีแอบเซ็ง สาลินทำตาปริบๆ
“โอเค แซลีน คุณชื่อลินซี่ บา-ร้า-ลี่ เป็น แบลลี่ก็แล้วกัน”
ลลิตารีบถาม “แล้ว หล่า-ลี้-ท่า ล่ะคะ”
“คุณก็เป็น โลลิต้า”
“ว้าย ชื่อเพราะจังเลย ไอ ไล้ คิท ค่ะบอส”
สาลินกับบราลีหันมองหน้ากัน
สาลิน , ลลิตา , บราลี กลับมามาประจำที่เคาน์เตอร์ตามปรกติ ลลิตากรายมือ
“เปรี้ยวจังเลย มีชื่อเล่นฝรั่ง เหมือนพวกนักเรียนนอก”
บราลีทำหน้าเบ้ “เฮอะ นังพวกขี้ข้าจักรวรรดินิยม”
“ต๊าย นึกอยู่ตั้งนานว่าชื่อแบลลี่ มันคุ้นๆ โอ มายก็อด บอสตั้งชื่อเข้ากับเธอจริงๆ”
บราลีเลิกคิ้ว “ เข้ากับฉัน ยังไงยะ”
“ก็แบลลี่น่ะ เป็นยี่ห้อเกือกดังของสวิสเชียวนะยะ”
บราลีร้องกรี๊ด พร้อมกับที่จิตริณีเดินมาหาสาลิน ถือหนังสือ LOLITA มาคืน
“คุณจิตริณี อ่านโลลิต้าเหรอคะ”
“ค่ะ เพิ่งอ่านจบ”
ลลิตาตื่นเต้น “อุ๊ยตาย บอสตั้งชื่อฉันเหมือนนิยายเล่มนี้ เกี่ยวกับอะไรคะคุณจินนี่”
“เป็นชื่อนางเอก เป็นสาวน้อยแสนสวยค่ะ”
“สมตัวฉันเลย บอสเข้าใจตั้งชื่อ”
จิตริณีอึกอัก “แต่ โลลิต้านี่เป็นเด็กใจแตก มั่วพ่อเลี้ยงจนแม่ฆ่าตัวตาย ต่อมาก็ไปเล่นหนังโป๊ พอตอนจบก็ไปตกระกำอยู่ในสลัม”
ลลิตาค่อยๆ หุบยิ้ม บราลีหัวเราะลั่น
“อุ๊ย สมตัวจริงๆ ด้วย”
ลลิตาร้องกรี๊ดเสียงดัง จนคนทั้งห้องสมุดหันมาดู พลางยกนิ้วจ่อปาก ทำเสียงชู่ว์ให้เงียบ
สาลินเอาหนังสืออ่านเล่นกอดกับอกหน้าเชิด ชายเล็กนั่งอยู่ตรงข้าม ส่วนเจ้าแกะเล่นง่วนอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกล
“คุณเป็นอะไรหรือ คุณสาลิน”
“คุณต้องเรียกฉันว่า ลินซี่”
อีกฝ่ายทำหน้างง “หา อะไรนะ”
“เจ้านายฝรั่งบอกว่าชื่อคนไทยเรียกยาก คุณบรรณารักษ์ที่จบมาจากนิวยอร์ก เลยเสนอให้ทุกคนมีชื่อฝรั่งหมด ฉันก็เลยเป็นลินซี่”
“โธ่ เรื่องธรรมดาจะตาย ตอนไปเรียนเมืองนอก ผมยังชื่อพอลเลย”
สาลินขยับตัววางหนังสือลง “หา คุณเป็นนักเรียนนอกด้วยหรือ”
ชายเล็กสะดุ้ง รู้ตัวว่าหลุดบทรีบพูดแก้ตัว
“โธ่ ก็ฝรั่งเจ้านายผม มันเคยส่งผมไปดูงานที่เมืองนอกไงฮะ”
สาลินถอนใจเฮือก ”ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมคนไทยถึงเห่อฝรั่งกันนัก”
“โธ่ เราเห่อมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แล้วมังครับ”
สาลินพูดต่ออีก “เนี่ย เมื่อวานฉันนั่งรถผ่านร้านนนท์เกษา เห็นเขายกป้ายใหม่เป็นร้านนนท์ บาร์เบอร์ นอกจากเห่อฝรั่ง ก็ยังเห่อคนรวย เห่อผู้ดีอีก เฮ้อ นี่ฉันเป็นห่วงพี่สาวฉันจัง”
“โธ่ ก็เขาเข้าวังไปแล้วไม่ใช่เหรอฮะ ป่านนี้นั่งเก็บดอกไม้ไปร้อยมาลัย”
พูดพลางอมยิ้มกรุ้มกริ่ม นึกถึงตอนที่ช่วยศรีจิตราเก็บดอกไม้ และจับมือเธอเข้า
“หรือทำบายศรีปากชามสนุกไปแล้ว”
“จริงๆ นะ พี่สาวฉันน่ะ ซ้วย สวย นิสัยก็ดี ใครรู้จักก็ชอบทั้งนั้น”
“อย่างงี้ ว่าที่พี่เขยคุณเจอเข้า ก็ต้องหลงรักพี่สาวคุณหัวปักหัวปำ”
สาลินทำปากยื่น “ใครจะรู้เขาผู้ดีเก่า เหง้าผู้ดีขนาดนั้น เขาอาจจะทำเชิด หัวสูง เห็นพี่สาวฉันต้อยต่ำ จนเขาไม่อยากชายตามองก็ได้”
“นี่ คุณรู้ได้ยังไงว่าพี่เขยคุณเป็นอย่างนั้น”
“ก็ฉันเคยเจอคุณชายจอมเก๊ก ทำเชิดอยู่คนนึงน่ะซี เจ้าประคู้ณ อย่าได้เจอะเจอกันอีกเลย”
อีกฝ่ายรีบช่วยแก้ “แหม ว่าที่พี่เขยคุณ เขาคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
“จะว่าได้เหรอ อีกอย่าง เขาอาจจะรักอยู่กับคุณหญิง คุณหยัง แม่กระชังก้นใหญ่ อยู่คนนึงก็ได้”
“โอ้โห แม่นเหมือนตาเห็น”
“แม่นอะไร” สาลินย้อนถาม
“เปล่า ผมก็พูดไปเรื่อยเปื่อย เอาอย่างงี้ถ้าคุณห่วงนัก เดี๋ยวผมไปดูพี่สาวคุณให้เอง”
“นี่คุณ พี่สาวฉัน เค้าอยู่ในวังนะ อย่างคุณเค้าไม่ให้เข้าหรอกย่ะ”
ชายเล็กนั่งกินข้าวคนเดียวอยู่ที่ตำหนักเล็ก นมย้อยอยู่ใกล้ๆ คอยเลื่อนนั่นเลื่อนนี่ให้
“พี่รองไปกินข้าวข้างนอก นี่ดีกับหญิงก้อยแล้วหรือครับ”
“ดีอะไรกันคะ วันนี้คุณรองโทร. ไปตั้งหลายหนก็ไม่ยอมรับ”
“หญิงก้อยนี่งอนเสมอต้นเสมอปลายดีจริง”
“แต่ก่อนน่ะ แสนงอนก็ยังงามอยู่หรอกค่ะ แต่ตอนนี้ เฮ้อ นมไม่อยากพูดเลย” นมย้อยถอนหายใจ
“ยังไงฮะ”
“เสด็จท่านทรงรับหนูศรีเข้ามาแบบนี้ ก็แปลว่า ทรงไม่ยอมรับหญิงก้อยเด็ดขาดน่ะซีคะ”
ชายเล็กอมยิ้ม “หนูศรี นี่แปลว่านมไปสนิมสนมกับเขามาแล้วหรือ”
“ก็ใช่ซีคะ เธอทั้งสวย ทั้งเรียบร้อย คุยด้วยแล้วเย็นตาเย็นใจค่ะ”
“แหม แต่ตอนผมเจอไม่ยักกะเย็นเท่าไร ค่อนข้างร้อนเลยล่ะนม”
นมย้อยเลิกคิ้ว “นี่คุณเล็กก็เจอหนูศรีมาแล้วหรือคะ คุณเล็กคงไปซุกซนอะไรเข้าซีคะ เธอถึง
ร้อนใส่”
“โธ่ เปล่าซักหน่อย นี่ไม่ทันไรเลย นมไปเข้าข้างเขาแล้ว”
นมย้อยยิ้มอย่างเอ็นดู “ หนูศรีน่ะ ใครเข้าใกล้ก็รักทั้งนั้นแหละค่ะ”
“แหม ผมเพิ่งได้ยินคำโฆษณาแบบนี้มาเมื่อกลางวันนี่เอง”
“คุณเล็กเห็นว่าหนูศรีเป็นยังไงบ้างล่ะคะ” หญิงสูงวัยย้อนถาม
“สวยเหมือนนางในวรรณคดีมั้งครับ”
“คุณไม่ชอบแบบนี้ แต่คุณรองอาจจะชอบก็ได้”
“แหม นมรู้ด้วยหรือว่าผมชอบผู้หญิงแบบไหน”
“จะแบบไหน ก็แบบที่เปรี้ยวปรู๊ดปร๊าด ซุกซนแบบคุณน่ะซีคะ”
ชายเล็กเช็ดปาก จิบน้ำ ดวงตาระยิบระยับ
“มีที่ผมไปชอบเขาอยู่คนหนึ่ง เขาไม่ถึงกับเปรี้ยวปรู๊ดปร๊าดหรอกฮะ แต่เรื่องซนนี่ สงสัยจะยิ่งกว่านั้นอีก”
นมย้อยเลื่อนเก้าอี้ เอียงหัวมาใกล้ “ใครกันนะ คนนี้ ลูกเต้าเหล่าใครกัน”
“ไม่ใช่คนห่างคนไกลหรอกฮะ โลกเรายิ่งกลมเกินเหตุอยู่ด้วย”
“อ้อ คนนี้ล่ะซีคะที่คุณขนขนมนมไปให้เขาจนหมดตำหนัก ขาไพ่ร้องจะกินขนม ต้องทอดข้าวตากโรยน้ำตาลให้แก้ขัด”
ชายเล็กทำตาปริบๆ
ชายรองตักอาหารเช้าเข้าปากแบบฝืนๆ นมย้อยมองอาการปราดเดียว ก็นึกรู้
“รับประทานไม่หมดก็ไม่เป็นไรค่ะ”
แต่ครั้นอีกฝ่ายฝืนกินจนหมดแล้วจิบกาแฟ นมย้อยก็ยิ้มหน้าบาน เจียมเอาจานมะม่วงสุกที่ปอกฝานชิ้นพอคำมาวางแล้วถอยไป สวนกับชายเล็กที่เดินหาวหวอดๆ มานั่งแปะลง
“โอ้โฮ ข้าวต้มน่ากินจัง”
พอนมย้อยลุกไป เขาก็หันมาสัพยอกพี่ชาย
“รสชาติเป็นไงฮะ มะม่วงน้องสาวคุณศรีจิตรา”
ฝ่ายถูกถามชะงักมือ ก่อนจะรีบวางส้อม ผลักจานออก ทำหน้างอ
“เกลียดจริงๆ”
อีกฝ่ายแกล้งพูดกระเซ้า “ยังไง มันเปรี้ยวเข็ดฟันหรือฮะ”
“ไม่ใช่ ฉันหมายถึงยายเด็กปากจัดเจ้าของมะม่วง ปากร้าย อวดดี ไม่มีมารยาท”
“พี่รองเกลียดเขาเรื่องปากจัด หรือว่าเรื่องที่ทำให้หญิงก้อยรู้เรื่องคุณศรีกันแน่”
“ทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ”
ชายเล็กยิ้มกริ่ม “แต่ผมว่าที่จริงพี่รองน่าจะขอบใจยายเด็กปากจัดนั่นมากกว่า”
“ทำไม”
“ก็เขาทำให้เรื่องดำเนินต่อไปไม่คาราคาซังไงฮะ พี่รองต้องตัดสินใจได้แล้ว ถ้าเลือกหญิงก้อยก็ต้องกราบทูลเด็จป้าไปตรงๆ”
ฝ่ายพี่ชายถอนใจเฮือก “ฉันไม่อยากได้ชื่อว่าอกตัญญู ฉันอยากทดแทนพระคุณเด็จป้า”
“งั้นก็ต้องกราบทูลเด็จป้าว่า ขอตอบแทนพระคุณแบบอื่น ไม่ใช่ต้องเอาชีวิตไปจมอยู่กับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก”
ชายรองครุ่นคิด อีกฝ่ายพูดต่อ
“แล้วมันก็ไม่ยุติธรรมกับคุณศรีจิตราด้วย”
“รู้ไหม นี่นายพูดเหมือนยายเด็กปากดีคนนั้นทุกคำ“
พูดพลางจิ้มมะม่วงเข้าปากอีก
“พี่รองนี่เข้าตำราเกลียดตัวกินไข่หรือเปล่าฮะ”
“ทำไม”
“ก็พี่รองบอกเกลียด แต่เล่นกินมะม่วงเขาหมด ไม่เหลือให้ผมซักคำ”
เขารีบวางส้อม พอเห็นว่าจานว่างเปล่า ก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ บดินทราชทรงพลกลั้นหัวเราะ
หม่อมวาณีเดินถือถาดอาหารเช้ามาที่หน้าห้องนอนหญิงก้อย สีหน้ายิ้มระรื่น ตรงข้ามกับศศิรัชนีที่เดินตามหน้าเซ็ง รื่นจดๆ จ้องๆ แบบกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตู
“ไปให้พ้นนะ” เสียงหญิงก้อยดังมาจากในห้อง
หม่อมวาณีพยักหน้าให้เปิดแล้วยิ้มละไมด้วยความรักเปี่ยมล้นของแม่ จังหวะนั้นหมอนถูกปามาอย่างแรง รื่นแหกปากลั่น รีบดึงหม่อมวาณีให้ย่อตัวลง
ศศิรัชนีดวงตาโกรธ เข้ามาดึงแม่ให้ลุกขึ้น ฝ่ายถูกดึงทำท่าหมดแรงจน รื่นต้องถือถาดแทน
“นี่พี่กับหม่อมแม่นะ หญิง”
หญิงก้อยหน้าเสียไปนิด แต่ครู่เดียวก็กลับมาเชิดหน้าตามเดิม
“หญิงบอกแล้วไงคะ ว่าหญิงไม่ทาน”
“จ้ะๆ แต่แม่เอาวางไว้ในห้องก็แล้วกันนะลูก”
หญิงก้อยเกือบปฏิเสธ รื่นเอาอาหารเช้าไปวางที่โต๊ะเล็กอย่างหวาดๆ ศศิรัชนีพยักหน้า แล้วรีบดึงแม่ออกจากห้อง ก่อนจะปิดประตูลง
หม่อมวาณีส่ายหัว “เอาแต่ใจอะไรขนาดนี้ก็ไม่รู้ ก็ไม่ใช่เอาแต่ใจหรือ ถึงมีชนักปักหลังอยู่อย่างนี้
ชายรองน่ะเอาใจขนาดนี้ ก็ยังพยศพระเกียรติอยู่นั่นแหละ เหมือนไม่รู้ว่าตัวน่ะแตงเถาตายแล้ว”
ศศิรัชนีสะใจแต่ก็สะกิดปราม “หม่อมแม่คะ ไปพักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวหญิงจะเจรจากับหญิงก้อยเอง”
“จ้ะ ลูก”
พอหม่อมวาณีเดินแยกไป ศศิรัชนีหันมาที่ประตู แล้วแอบแง้มเข้าไป พลางยิ้มขัน เพราะเห็นน้องสาวใช้ส้อมจิ้มเบคอนมากินไม่หยุดปาก แต่หน้ายังเชิดอยู่
“หญิงจ๊ะ”
หญิงก้อยรีบหยิบน้ำมาดื่ม พลางกลืนเบคอนเข้าไปทั้งชิ้น พี่สาวแกล้งทำไม่รู้ไม่เห็นอะไร“จะออกฤทธิ์ออกเดชไปถึงไหนหญิงก้อย หม่อมแม่ทุกข์ใจแค่ไหนรู้บ้างรึเปล่า”
“แล้วหญิงล่ะ หญิงก็ทุกข์ใจ โดนคุณชายรองหลอกเรื่องคู่หมั้น มีใครเห็นใจหญิงบ้าง”
“ที่จริงเธอเป็นคนหลอกชายรองเองนะ เธอกุเรื่องเสด็จทรงจับคู่ให้คุณรอง แล้วมันก็กลับมาสนองเธอเอง เรื่องที่เธอกุขึ้นมามันกลายเป็นความจริง”
หญิงก้อยหน้าง้ำ “พี่กลางจะมาพูดซ้ำเติมหญิงอีกทำไมคะ”
“เธอควรจะรู้ตัวเองบ้างว่าหลายเรื่องที่เธอทำน่ะมันผิด มันไม่สมควร”
อีกฝ่ายหันมองตัวเองในกระจก พลางทำหน้าเชิ่ด จังหวะนั้น โรยก็เดินเข้ามาในห้อง
“คุณหญิงเจ้าขา คุณชายรองมาค่ะ”
ศศิรัชนีรับหันมาบอกน้องสาว “ลงไปหน่อยเถอะจ้ะ คุณรองอุตส่าห์มาง้อถึงที่แล้ว”
“เพื่ออะไรคะ เพื่อคืนดีกัน แล้วหมั้นหมายแต่งงานหรือ แต่ว่าหญิงจะเป็นนังเมียน้อยที่เด็จป้าไม่มีวันยอมรับนะคะ”
“โธ่หญิง คุณรองก็บอกว่าเรื่องมันยังไม่แน่ไม่นอน”
หญิงก้อยยิ้มเหยียด ลุกขึ้นยืดกายตรงหันมา
“คุณรองไม่มีวันขัดพระทัยเด็จป้าหรอกค่ะ เขาต้องแต่งงานกับสะใภ้ที่เด็จป้าทรงเลือกให้ ฉะนั้น คุณรองไม่มีสิทธิ์ที่จะมาทำหน้าซื่อง้องอนหญิง พี่หญิงให้เขากลับไปได้แล้ว”
ศศิรัชนีอ่อนใจ
ชายรองยังคงนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก หม่อมวาณีมานั่งคุยเป็นเพื่อน
“เรื่องคู่หมั้นที่เด็จป้าทรงหาให้นี่ยังไงกันคะชายรอง”
“เป็นเรื่องจริงครับ แต่ผมอยากอธิบายเรื่องนี้ให้หญิงก้อยเข้าใจก่อน”
พอศศิรัชนีเดินเข้ามา เขาก็ลุกขึ้น พลางถอนใจ
“หญิงก้อยไม่ยอมลงมาค่ะ เธอบอกให้คุณรองยอมแต่งงานไปซะ ซึ่งเรื่องนี้หญิงเองก็เห็นด้วย”
หม่อมวาณีตกใจ “ว้าย หญิง”
“นี่หญิงไม่ได้ประชดนะคะ หญิงพูดจริงๆ ถ้าคุณรองขัดพระทัย เด็จป้ากริ้วขึ้นมา จะเดือดร้อนไปหมด”
หม่อมวาณีค้อนลูกสาวตาคว่ำ ครั้นหันมองมาทางชายรอง ก็เห็นแววตาจริงใจฉายชัด
หญิงก้อยเดินกรีดกรายลงมา พลางแอบฟังอยู่ที่มุมบันได
“แต่ว่า ถ้าหญิงก้อยพร้อมจะแต่งงานกับผม ผมก็พร้อมที่จะขัดพระทัย ผมพร้อมที่จะเป็นหลานทรยศ”
คนแอบฟังยิ้มอย่างสาสมใจ ขณะที่หม่อมวาณีตกใจ ศศิรัชนีรีบพูดเตือน
“คุณรอง อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่น คิดให้ดีก่อนค่ะ”
“ให้คิดยังไง ผมก็ไม่เปลี่ยนความคิดหรอกฮะ ผมจะแต่งกับหญิงก้อย”
หญิงก้อยเชิดหน้า หม่อมวาณีพูดต่อ
“ชายรอง อาซาบซึ้งกับความมั่นคงของเธอ แต่ยังไง อาก็ขอให้เธอคิดให้รอบคอบ”
ชายรองยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้น
“ผมลาก่อนล่ะครับ”
ร่ำลาเสร็จก็เดินออกไป ศศิรัชนีหันไปทางบันได
“เข้ามาซิ หญิง”
หญิงก้อยกรีดกรายเข้ามา แล้วทอดกายลงบนโซฟายาวตัวโปรด หม่อมวาณีขยับมาเกาะเข่าลูก
“หญิง หญิงได้ยินหมดแล้วใช่ไหมลูก”
“ค่ะ”
“แล้วจะยังไง คุณรองพร้อมจะทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอแล้วนะ” ศศิรัชนีหันมาถามน้องสาว
“มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือคะ”
“งั้นแม่จะเรียกชายรองมาคุยอีกที เย็นนี้ดีไหมลูก”
หญิงก้อยเชิดหน้า “ยังค่ะ เขาทำให้หญิงเสียหน้า เขาทำให้หญิงไม่พอใจ ฉะนั้นเขาต้องรอไปก่อน”
หม่อมวาณีนั่งอึ้ง ศศิรัชนีแทบจะหลุดปากด่า
“หญิงอยากให้เขาทุรนทุราย ให้เขาทุกข์ ให้เขาทรมานใจที่กล้าทำกับหญิงแบบนี้”
ศศิรัชนีลุกขึ้นยิ้มเย็น
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ ให้คุณรองเธอรอไป เผื่อเธอจะได้คิดว่าไม่ควรต้องรออีกต่อไป”
“พี่หญิง”
หญิงก้อยตาวาว พอพี่สาวเดินออกไป ก็พยายามตัดความไม่พอใจ ยิ้มพรายใหม่
ศรีจิตรานั่งอ่านหนังสืออยู่มุมสวยของตำหนักใหญ่ คุณสอางค์นั่งอยู่ที่โซฟาใกล้โต๊ะเล็ก มาลา วรรณา
หอบเอานิตยสารแฟชั่นปึกหนึ่งเข้ามาวางบนโต๊ะ
“พวกนี้ล่ะค่ะ มีแบบชุดวิวาห์สวยๆ ตั้งหลายชุด”
“คุณศรีต้องเริ่มดูๆไว้แล้วนะคะ”
สองนางหน้าระรื่นราวจะแต่งเอง ศรีจิตรายิ้มน้อยๆ ในใจกังวล ลุกมาพลิกหนังสือดูทีละเล่ม
คุณสอางค์หันมาถาม
“แม่ศรี หนูเห็นว่าคุณชายเล็กเป็นยังไงบ้าง”
“ดูรื่นเริงดีค่ะ หนูไม่เคยเห็นเสด็จทรงพระสำราญขนาดนี้มาก่อนเลย คุณชายเล็กนี่ลูกคนโปรดของหม่อมหรือคะ”
“อุ๊ยไม่ใช่จ้ะ ลูกรักน่ะคุณชายโต ส่วนคุณชายรอง หม่อมลงมาถวายเสด็จ เลยเป็นภาติยะคนโปรด ส่วนคุณชายเล็กน่ะ ตอนเกิดมา....”
คุณสอางค์เหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะพูดต่อ
“หม่อมเสียไพ่ไปหลายหมื่น ก็เลยพาลโทษลูก ยกให้นมย้อยเลี้ยง”
มาลา วรรณาหัวร่อคิก ศรีจิตราอยากจะขำ แต่เห็นใจมากกว่า
“แต่นมย้อยน่ะเลี้ยงคุณชายเล็กมาดีเหลือเกิน คุณชายเล็กเลยเป็นเด็กดี ช่างพูดช่างเจรจา ไม่ถือตัวเลย”
“ ค่ะ แล้วก็ช่างเล่นเกินไปนิดนึงด้วย”
“ป้าถึงอยากให้รู้จักยายสาไง”
มาลากับวรรณาตาโต
“วุ้ย คงเข้ากันได้ดีแน่ค่ะ คุณแม่บ้าน”
“แต่กลัวจะชวนกันซนจนวังแตกซีคะ ฮิ ฮิ ฮิ”
ศรีจิตรากลั้นยิ้ม พลางหยิบนิตยสารมาดูอีกเล่ม หน้าปกลงรูปหญิงก้อยในชุดวิวาห์ คุณสอางค์
ตาเบิกโพลง รีบดึงหนังสือพรวดมาจากมือ จนอีกฝ่ายเกือบหัวทิ่ม
“เล่มนี้ไม่ดีลูก มีแต่แบบเสื้อเปิดเนื้อเปิดหนัง ไม่ดี”
มาลากับวรรณารีบเอาหนังสือแยกออกมา ศรีจิตรายิ้มเย็นๆ
“คุณหญิงก้อยเธองามจริงๆ นะคะ มิน่าคุณชายรองถึงได้รักไม่เสื่อมคลาย”
คุณสอางค์สะดุ้งโหยง มาลากับวรรณาผงะ
“ว้าย หนูไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน นังเมียตะเข้ หล่อน 2 คนล่ะซี”
มาลาส่ายหัวยิก “ว้าย หนูไม่รู้เรื่องนะคะ หรือว่าหล่อนนังปากพล่อย”
วรรณารีบโต้ “อย่าเอาขี้ เอ๊ย มูลมาป้ายฉันนะยะ เรื่องแบบนี้ใครจะกล้าพูด”
คุณสอางค์ลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจหลานสาว
“คงมีนังบ่างช่างยุบอกหนูซีนะ เรื่องนี้มันยืดเยื้อมานาน ตั้งแต่คุณชายรองยังรุ่นๆ แต่ก็เลิกรากันไปทีหนึ่ง เพราะคุณหญิงก้อยเกิดแปรใจไปแต่งกับคนอื่น แล้วยังไงไม่รู้ เกิดเลิกร้างกับผัว หันมาหาคุณชายรองใหม่”
ศรีจิตราพยักหน้าน้อยๆ ทว่าความกังวลมิได้ลดลง
“ไอ้ข้างนี้ก็ใจอ่อน ผู้หญิงมาขอคืนดี เสด็จทรงกริ้วนักถึงได้ขอหนูมาอยู่นี่ไง อย่าไปฟังเสียงนกเสียงกา เสียงนังตะเข้ลูก หนูคือสะใภ้ที่เสด็จทรงเลือก ต่อให้สิบคุณหญิงก้อยก็ทำอะไรหนูไม่ได้”
ศรีจิตราพยักหน้าช้าๆ พลางเบนสายตาไปนอกหน้าต่าง เห็นตำหนักเล็กเปิดไฟสว่าง
ชายรองลงจากรถอย่างรีบร้อน โรยวิ่งออกมารับ
“คุณชายคะ คุณหญิงกลางเชิญที่เทอเรซหลังก่อนค่า”
ศศิรัชนีวางแจกันดอกไม้ที่โต๊ะกลางห้องในห้องรับแขก ก่อนจะหันมาเห็นชายรอง
“สวัสดีหญิง”
“นี่เช้าถึงบ่ายถึงเลยนะคะ”
อีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ “ผมร้อนใจ อยากพูดกับหญิงก้อยให้เคลียร์น่ะครับ”
“หญิงก้อยอยู่ในห้องนั่งเล่นค่ะ เชิญคุณรองนั่งก่อนนะคะ เดี๋ยวหญิงจะไปตามหญิงก้อยมาให้”
พูดจบก็เดินยิ้มเข้ามาที่ห้องนั่งเล่น “คุณรองมาหญิง”
หม่อมวาณียิ้มแป้น หญิงก้อยแอบสมใจ แต่ไม่วายยิ้มเหยียด
“มาอีกแล้วหรือคะ”
“เช้าถึงบ่ายถึงแบบนี้ เธอควรจะใจอ่อนได้แล้ว”
หม่อมวาณีพูดเร่ง “ไปเร้ว ลูก”
“ไม่ค่ะ”
หญิงก้อยลุกขึ้นช้าๆ แล้วเดินไปทางบันได ก่อนจะหยุด แล้วหมุนตัวกลับมา
“กรุณาบอกเขาทีนะคะ ว่าหญิงเองก็คิดดีแล้วเหมือนกัน”
ชายรองผุดลุกแล้วเดินมาที่ประตู ทันได้ยินพอดี
“ว่าหญิง ไม่อยากทำลายความสุข ความเจริญของใคร แล้วก็บอกเขาด้วยนะคะว่า ขอให้เขาทำตามพระประสงค์ของเด็จป้า ไปแต่งงานกับแม่ผู้หญิงบ้านนอกนั้นซะ”
พูดจบก็ยิ้มเหยียด อีกฝ่ายยืนตัวชา
“เมื่อเด็จป้าจงชังหญิงนัก หญิงก็ไม่อยากไปร่วมวงศ์วานว่านเครือเหมือนกัน ปล่อยหญิงไปเถอะค่ะ อย่าให้หญิงต้องทำให้คุณรองเป็นหลานอกตัญญูเลย”
หม่อมวาณีทำท่าจะเป็นลม ศศิรัชนีทั้งโกรธทั้งกลัวชายรองจะได้ยิน ขณะที่ฝ่ายนั้นยืนนิ่ง ดูเหมือนจะเป็นคราวแรกที่โกรธเทพีเพ็ญแสง
“อย่าให้หญิงไปขวางทางการตอบแทนบุญคุณที่ท่วมท้นพ้นศีรษะใครเลยค่ะ แล้วก็ ไปบอกด้วยว่า...”
ศศิรัชนีโบกมือห้าม “หญิง พอเถอะ”
พูดจบก็หมุนตัวเดินไปที่ห้องรับแขก พอเห็นชายรองยืนตัวตรง สีหน้าเย็นชา ก็ใจหายวูบ
“คุณรอง”
“ถ้าหญิงจะมาถ่ายทอดคำพูด ก็ไม่จำเป็นหรอกครับ”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 6 (ต่อ)
เสียงนั้นดังไปถึงห้องนังเล่น หม่อมวาณีหันขวับมาจะเป็นลม หญิงก้อยตกใจ แต่ด้วยนิสัยก็เชิดหน้า
ทำไม่แยแส
“ที่หญิงพูดมา ผมเข้าใจถ่องแท้ทุกคำ”
ขาดคำก็ยกมือไหว้ “ผมลาก่อนหญิง” จากนั้นก็เดินตัวตรงออกไป
ศศิรัชนีเดินร้อนรนกลับเข้ามา ก่อนจะถูกหม่อมวาณีคว้าแขนไว้ หญิงก้อยเริ่มกลัว แต่ยังทำยะโส
“ยังไงลูก คุณรองไม่โกรธแย่หรือ ไปพูดตัดรอนขนาดนั้น”
“ไม่ใช่แค่ตัดรอนค่ะ แต่ยังกล้าไปกระทบกระทั่งเด็จป้าอีก”
ท่านจันทร์เดินมาจากห้องสมุด พลางกอดอก ทำท่าทางเหมือนได้ยินทุกคำ หญิงก้อยยักไหล่
“หญิงพูดความจริงทุกคำค่ะ”
“เพราะทำอะไรเอาแต่อารมณ์อย่างนี้ไง ถึงได้หน้าชื่นอกตรมอย่างนี้ไง”
หญิงก้อยเชิดหน้า หม่อมวาณีรีบดึงแขนลูกสาวให้เพลาๆ ลง
“ไม่ใช่แค่มันหรอก พ่อ แม่ พี่ น้องก็หน้าชื่นอกตรมไปทุกคนแหละ”
ท่านจันทร์เดินเข้ามา มองลูกสาวอย่างผิดหวังขมขื่น
“ถ้าเช่นนั้น หญิงก็ขอประทานอภัยด้วยเพคะ”
หญิงก้อยสะบัดหน้าพรึด เดินกรีดกรายขึ้นบันได รื่นกับโรยรีบคว้าเครื่องประเพชรวิ่งตาม ท่านจันทร์กระแทกตัวนั่ง โกรธจนตรัสไม่ออก ศศิรัชนีนั่งลงด้วยมองท่านพ่ออย่างเห็นพระทัย
ศุภรยืนคุยกับชายรองอยู่ในร้านผ้าไหม
“เฮ้อ แกก็ยังมีแก่ใจไปง้องอนยายหญิงก้อย ทั้งเช้าทั้งเย็น”
อีกฝ่ายหน้าเครียด “ฉันไม่นึกว่าหญิงก้อยจะไม่มีเหตุผลแบบนี้”
“ผู้หญิงน่ะไม่ใช้เหตุผลอยู่แล้ว ใช้อารมณ์อย่างเดียว”
“เฮ้ย อยากหาเพื่อนกินเหล้าว่ะ ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อย”
ศุภรรีบส่ายหน้า “เย็นนี้ไม่ว่างว่ะ มีงานแต่งลูกค้า นายไปด้วยกันไหม”
“ไม่ล่ะ ยังไม่อยากเจอใคร งั้นไปล่ะ”
ว่าแล้วก็เดินปังๆออกไป ศุภรเกาหัวแกรก
“ไอ้หม่อมเอ้ย ฉลาดทุกเรื่อง มาโง่บรมเรื่องยายหญิงก้อยนี่แหละ”
ชายรองขับรถแล่นมาตามถนน สีหน้าเครียดขรึม พอมองไปก็ชะงัก เมื่อเห็นสาลิน ลลิตา บราลีก้าวมารอแท็กซี่ เขารีบบีบแตรดังสนั่น ก่อนจะจอดรถเอี๊ยดตรงหน้าแทบจะเฉี่ยว 3 นาง จากนั้นก็เปิดประตูรถพรวดก้าวมาหา สาลินทำหน้าแปลกใจ แต่ก็จ้องตาไม่ลดละ
“นี่ คุณจะบ้าเหรอ ฉันเกือบหัวใจวาย”
“เห็นเก่งกล้าสามารถ แค่นี้ไม่น่าจะตกใจ”
ลลิตามองอย่างเคลิบเคลิ้ม ส่วนบราลีถึงจะรังเกียจคนรวย แต่กลับมีอาการทั้งรักทั้งเกลียดระคนอยู่
สาลินยิ้มหน้าเชิด
“ตกใจซิ แต่ก็ไม่ตกใจเท่า เวลาเห็นคนมาเล่นหนังสดต่อหน้า”
อีกฝ่ายตาวาว “ นี่ ฉันมีเรื่องจะพูดอะไรกับเธอหน่อย”
“เรื่องอะไรไม่ทราบ”
“มีก็แล้วกัน คงไม่เสียเวลาอันมีค่าของเธอนักหรอก”
“ก็ได้” สาลินพูดพลางหันมาหาลลิตากับบราลี “ฉันกลับก่อนนะ ฉันเกิดมีธุระกระทันหัน”
จากนั้นก็เชิดหน้าหันกลับมา ชายรองเปิดประตูให้ตามมารยาทอันเคยชิน พอสาลินก้าวขึ้นรถ เขาก็รีบปิดประตู แล้วเดินไปขึ้นรถขับปราดออกไป
ลลิตาและบราลีชะเง้อมองตาม
“ต๊าย เปิดประตูให้ด้วย มารยาทผู้ดีอังกฤษ”
บราลีทำหน้าสงสัย”เอ ใครกันนะ”
“โธ่ ลืมเสียแล้ว พระญาติของฉัน คุณชายรองกิตติราชนรินทร์แห่งวุฒิวงศ์ไง”
“อ๋อ ที่ควงยายคุณหญิงเทโพ เทพวย วันนั้นใช่ไหม”
ลลิตาพยักหน้าหงึก “ถูกต้อง”
“คนที่ยายสาเอาน้ำไปราดเป้ากางเกงเขาถึง 2 ครั้ง 2 ครา”
“เยส ออฟคอร์ส”
บราลีพูดต่อ “คนที่ยายสาบอกว่าบ้ากาม เป็นชู้ชาวบ้าน ฟัดกับยายคุณหญิงกลางวันแสกๆ”
“แอพโซลูทลี่ เอ๊ะ บ้ากาม แล้วฉุดยายสาขึ้นรถไปสองต่อสอง ไปทำอะไรล่ะ?”
บราลียักไหล่ “มันเป็นเรื่องของปัจเจกชน ฉันไม่สน”
รถหรูแล่นมาจอดเทียบฟุตบาธ สาลินหันมามองพูดอย่างเชิดๆ
“จอดตรงนี้แหละ มีอะไรก็ว่ามา”
“ฉันไม่คุยกับใครข้างถนน ที่ฉันไม่พูดตรงนี้เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ”
สาลินพูดแขวะ “ตาย พูดตรงนี้มันไม่สมเกียรติหม่อมราชวงศ์ชายหรือไง”
“มีแต่เธอล่ะมั้งที่บ้าเรื่องยศเรื่องเกียรติ ที่ฉันไม่พูดตรงนี้ ก็เพราะเขาห้ามจอดรถ ไม่งั้นโดนตำรวจจราจรเล่นงาน ไม่เคยรู้เลยหรือ”
“ไม่เคย เพราะฉันไม่เคยมีรถ”
ชายรองชะเง้อมองไป “นั่นไงมาแล้ว”
ตำรวจจราจรมาโบกมือไล่ เขารีบก้มหัวให้แล้วสตาร์ตเครื่อง พารถพุ่งไปอย่างแรง จนสาลินหน้าคะมำ
ชายรองขับรถหน้าเคร่งเย็นชา สาลินเชิดอยู่ได้ครู่หนึ่งก็เกิดอาการระแวงแคลงใจ
“นี่จะพาฉันไปไหน”
“ฉันไม่พาเธอไปต้มยำทำแกงหรอก อย่างเธอน่ะ”
สาลินถลึงตามอง “ทำไม ฉันเป็นยังไง”
“ก็เป็นอย่างที่ไม่มีใครเขาเอาไปต้มยำทำแกงน่ะซี”
“ทำไมจะไม่มียะ ฉันออกจะสวย” สาลินค่อนว่าในใจ
รถชายรองแล่นเข้ามาในสวนสวย ก่อนจะจอดเทียบใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ออกดอกพราวไปทั้งต้น
สระน้ำเบื้องหน้าน้ำไหวเป็นระลอกดูใสสะอาด
สาลินก้าวลงมาจากรถ ชายรองก้าวตามมา บรรยากาศรอบตัวทำให้ลืมความขุ่นข้องไปชั่วขณะ “สวยจัง”
“นี่ ฉันไม่ได้ชวนเธอมาชมนกชมไม้นะ”
สาลินทำหน้าขรึม “จะพูดอะไรก็พูดไปซี”
“ฉันพูดแน่ เธอเป็นคนทำให้ฉันลำบาก เพราะฉะนั้น เธอต้องเป็นคนแก้ไขเรื่องนี้”
“เรื่องอะไรกัน อ๋อ เรื่องที่คุณถูกคู่รักของคุณโกรธ เพราะคุณต้องแต่งงานกับพี่สาวฉันน่ะหรือ”
“ก็ใช่น่ะซี”
สาลินถอนหายใจ “พุทโถ พุทถัง คุณนี่พาลพาโลจริงๆ ยังไงๆ คู่รักของคุณ ก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่วันยังค่ำ
ถึงไม่รู้จากฉัน ก็ต้องรู้จากคนอื่น คุณคิดจะหลอกคู่รักของคุณไปอีกนานเท่าไร”
“ฉันไม่เคยคิดหลอกใคร ฉันกำลังรอจังหวะเหมาะๆ บอกเขาอยู่”
สาลินยิ้มเยาะ “นั่นไง ฉันก็เลยช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”
“ง่ายบ้าอะไร เขารู้จากฉัน กับรู้จากเธอน่ะ มันต่างกันมากรู้ไหม”
สาลินทำกอดอกนิ่งคิด ก่อนจะพยักหน้า วางท่าสุขุม “ ก็พอจะเข้าใจ”
“นี่อย่าแก่แดดให้มันมากนัก”
สาลินเดินแยกไปทางหนึ่ง กิตติราชนรินทร์รีบสาวเท้าตาม
ดอกไม้ร่วงพรูลงรอบกาย สาลินยื่นสองมือไปรับดอกไม้ ลืมเรื่องร้อนไปชั่วขณะ ก่อนจะนำดอกที่
สวยที่สุดเสียบรังดุมเสื้อ
“นี่เก็บดอกไม้พอหรือยัง”
สาลินมองค้อน “คุณหาทางกราบทูลเสด็จหรือยัง ว่าจะไม่แต่งงานกับพี่สาวฉัน”
“ยัง”
“ขนาดเด็กที่โตมากับเรือกกับสวนอย่างฉัน ยังรู้จักความรับผิดชอบ แต่เด็กที่โตขึ้นมาในรั้วในวังอย่างคุณ น่าจะมีความรับผิดชอบสูงส่งกว่าฉัน แต่นี่เปล่าเลย”
อีกฝ่ายทำหน้าเข้ม ขยับมาก้าวหนึ่ง “เธอจะว่าวังวุฒิเวสม์ไม่ได้อบรมสั่งสอนฉันใช่ไหม”
พูดพลางจับไหล่ 2 ข้างของสาลิน พร้อมกับจ้องตาเขียว ฝ่ายหลังจ้องตอบไม่ลดละ
“ถ้าจะหักคอฉันก็เอาซี”
“ถ้าไม่ติดว่าฉันต้องแต่งกับพี่สาวเธอล่ะก็ ฉันทำไปแล้ว”
สาลินยิ้มหยัน “ที่ไม่ทำเพราะว่าคุณขี้ขลาดมากกว่ามั้ง รู้ไว้ ว่าฉันไม่อยากให้พี่สาวฉันแต่งงานกับคุณ”
“ทำไม” ชายรองย้อนถาม
“เพราะคนขี้ขลาด เห็นแก่ตัว และพาลพาโลอย่างคุณน่ะ ไม่สมควรเป็นผู้คุ้มครองใครทั้งนั้น และคุณมันงก ที่คุณไม่ปฏิเสธการแต่งงานกับพี่สาวชั้น เพราะคุณงก อยากได้สมบัติจากเสด็จ”
สาลินเชิดหน้าดูแคลน
“นี่เธอชักจะมากไปแล้วนะ”
ชายรองขยับเข้าไปใกล้ สองมือจับกรอบหน้าสาลิน จ้องตาแบบกินเลือดกินเนื้อ อีกฝ่ายรีบปัดมือออก
“ปล่อยฉัน”
สาลินแยกไปอีก เขารีบตาม
“ด่าฉันแล้วมาทำเป็นเดินหนี พูดให้จบซี ฉันเป็นคนยังไงอีก”
สาลินยักไหล่ “ยังไงเหรอ ได้ ผู้ชายอย่างคุณ ถ้าแต่งงานกับคนที่คุณไม่รัก คุณก็คงจะตั้งหน้าตั้งตาทรมานใจเขาอย่างอยุติธรรมที่สุด”
“ช่างรู้ดีนักนะ”
“และผู้ชายอย่างคุณ ถ้าแต่งงานกับคนที่คุณรักทูนหัวทูนเกล้า คุณก็คงหลับหู หลับตาให้เขาสนตะพายจูงจมูกไปไหนได้ทุกที่ ใช่หรือเปล่า”
ชายรองตะลึงนิ่ง ใจหนึ่งโกรธ แต่อีกใจก็ยอมรับว่าจริง พลางคลายมือออก ก่อนจะถูกสาลินผลักเซไป แล้วสะบัดเดินเชิดออกมา เขายืนนิ่งขบกรามแน่น ตัวสั่นด้วยโทสะและอับอาย
สาลินเดินก้าวฉับๆ มา ด้วยสีหน้าบึ้งตึง พอฝนพรำสายลงมา ก็ถึงกับร้องวี้ดอย่างขัดใจ แล้วรีบออกวิ่ง ชายรองวิ่งตาม ทั้งคู่วิ่งมาตรงที่จอดรถ
“ฝนตกแล้วขึ้นรถ”
สาลินสะบัดเสียงใส่ “ไม่ ฉันไม่ขึ้น”
อีกฝ่ายไม่ฟังเสียง รีบลากเธอมาที่รถ สาลินพยายามดิ้น แต่ก็ถูกกอดรัดไว้แน่น ใบหน้าทั้งคู่เข้ามาใกล้
กันอย่างไม่ได้ตั้งใจ สายตาประสานกัน ท่ามกลางเม็ดฝนที่โปรยปรายหนักขึ้นทุกที
“ขึ้นรถเดี๋ยวนี้ อย่าดื้อ”
ขาดคำก็รีบเปิดประตูให้ สาลินจำยอมเข้าไปแต่โดยดี
สาลินนั่งหลังตรงอยู่ในรถ เอามือคลึงหัว พลางมองอีกฝ่ายตาเขียว ไม่รู้ตัวว่าเสื้อขาวนั้นเปียกน้ำจนเห็นโนมเนื้อ
“คุณขับรถภาษาอะไร”
ชายรองหันมาจะเถียง แล้วชะงักกึกเมื่อเห็นสาลินชัดๆ
“คุณมองอะไร”
“มองดูว่าเธอเปียกฝนขนาดไหนน่ะซี”
สาลินก้มดูตัวเองแล้วใจหายวาบ หน้าแดงระเรื่อ แล้วกลับเป็นซีด รีบยกสองมือกอดอก
“นี่คุณ มองดูถนนเดี๋ยวนี้นะ”
อีกฝ่ายเริ่มเก้อเขินไปด้วย ไม่กล้าชำเลืองอีก ได้แต่ขับรถตัวเกร็ง
“จอดเดี๋ยวนี้นะ ฉันจะลง”
“จะลงไปให้เปียกกว่านี้หรือ”
“ช่างฉัน”
ชายรองทำหน้ากวน “หรือว่าตอนนี้ผ้ามันยังแนบเนื้อไม่พอ”
“คุณ พวกจิตทราม ฉันบอกให้หยุดรถ”
“แล้วเธอจะกลับยังไง”
สาลินตวาดเสียงกลับ “แท็กซี่”
“แท็กซี่คงชอบเสื้อบางๆ ของเธอ”
“หยาบคาย”
“อ้าว เธอชอบความจริง ชอบคนตรงไปตรงมาไม่ใช่หรือ” เขาพูดย้อน “ฉันก็แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง”
สาลินค้อนตาคว่ำ ยกมือบังอก
“ ความจริง แต่ถ้ามันไม่สุภาพก็ไม่ควรพูด”
รถเลี้ยวเข้าถนนร่มครึ้ม สองข้างทางต้นไม้สวยเขียวขจี ฝนยังคงเทกระหน่ำ
สาลินยังกอดอกแน่น ก่อนจะนึกออก จึงเปิดกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่มา
“นั่นเธอทำอะไร”
“ฉันมีวิธีก็แล้วกัน”
ขาดคำสาลินก็ปลดกระดุมเสื้อ ชายรองร้องอุทาน
“นี่จะมาถอดเสื้อในรถฉันไม่ได้นะ”
สาลินค้อนขวับ ก่อนจะสอดผ้าเช็ดหน้าบังบราเซียร์ แล้วกลัดกระดุมเสื้อ
“ฉันไม่ใช่พวกชอบทำประเจิดประเจ้อในรถโชว์คน เหมือนคนบางคน”
อีกฝ่ายส่ายหัว แล้วเราะเบาๆ
“นี่เธอเห็นฉันเป็นคนจิตทราม หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ตลอดเวลาซีนะ”
พอเห็นสาลินเกิดอาการหนาวสะท้านขึ้นมา เขาก็จอดรถเอี๊ยด แล้วหยิบเสื้อนอกที่เบาะหลังมาส่งให้ “รับไปซี”
“ขอบคุณ”
สาลินเอาเสื้อนอกไปใส่ ชายรองออกรถพุ่งไป
สาลินอยู่ในเสื้อนอกตัวใหญ่ โผล่มาแค่ปลายนิ้วซีดๆ กับหัวที่เปียกลีบ ชายรองมองยิ้มๆ
ดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่เขามองเธอด้วยแววเอ็นดู
“คุณยิ้มอะไร”
“เราน่ะเป็นผู้หญิง จะทำอะไรให้นึกถึงความเป็นผู้หญิงเอาไว้ให้มาก อย่าคิดว่าจะทำอะไรอย่างผู้ชายไปได้เสียทุกอย่าง”
สาลินสะอึก แต่ก็ทำหน้าเชิดกลบเกลื่อน
“คุณไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน อย่างน้อยสิ่งที่ฉันพูดไปในวันนี้ ฉันแน่ใจว่าฉันทำถูก ฉันพูดถูกทุกอย่าง”
“บางอย่าง เธอพูดถูกแค่บางอย่างเท่านั้นแหละ”
สาลินเมื่อเห็นอีกฝ่ายกล้ารับ ก็อ่อนวูบลง นิ่งกันไปนิดหนึ่ง
“นี่เธอจะให้ฉันไปส่งที่ไหน”
“ตรงไหนก็ได้ที่มีชายคาพอหลบฝนได้”
ชายรองขมวดคิ้ว ทำหน้าบึ้ง
“ทำไม ไอ้การที่ฉันจะไปส่งบ้านน่ะ มันเสียหายอะไรนักหรือ”
สาลินเลยเสียงแข็งกลับ “ไม่ได้เสียหาย แต่ว่าบ้านฉันอยู่ไกล ไม่อยากให้ใครต้องลำบาก”
“แต่วันนี้ฉันลำบากมาเยอะแล้ว ทั้งเรื่องหญิงก้อ....เฮ้อ....ลำบากอีกนิดคงไม่เป็นไร บ้านเธออยู่ไหน อ้อ เมืองนนท์ใช่ไหม”
“ใช่”
ชายรองพยักหน้ารับ แล้วขับรถต่อไป
ฝนยังคงตกกระหน่ำไม่หยุด ฟ้าแลบแปลบปลาบส่องเข้ามาในรถ สาลินเหลือบมาดูชายรอง ก่อนจะเพิ่งประจักษ์ถึงความคมสันของเขา
อีกฝ่ายขับรถไปเรื่อยๆ จนถึงแยกหนึ่ง ก็หักเลี้ยวขวา พลันก็มีเสียงดังปั๊ก พอเหลือบดู ก็เห็นกระเป๋าถือตกจากตักสาลินไปยังที่วางเท้า เขาเหลือบมองสูงขึ้น แล้วอ่อนใจ เมื่อเห็นเธอเอาหน้าแนบกระจกหลับใหลอยู่ เขามองอย่างหมั่นไส้ระคนขบขัน
รถขับเลี้ยวเข้าไปยังตู้จ่ายน้ำมัน แล้วจอดลง สายฝนยังคงตกปรอยเป็นละออง พุดซ้อนและชบาทิพย์แต่งตัวทันสมัยคล้ายฝาแฝดกางร่มเดินมา
“รถทั้งยาวทั้งใหญ่ ต้องเป็นรถผู้ดี”
ชายรองก้าวลงจากรถ ความมีสง่าราศีแผ่จากตัว ชบาทิพย์เผลอมองจนสะดุดขาตัวเอง รีบเข้าหลบหลังแม่
“อุ๊ย หล่อจังเลย ยังกะพระเอกหนัง”
พุดซ้อนหันไปยิ้มทัก “สวัสดีค่ะ ดีนะคะ ปั๊มกำลังจะปิดพอดี เต็มถังหรือคะ”
“ครับ”
2 แม่ลูกเดินไปตู้จ่ายน้ำมัน แล้วลากสายมา ชบาทิพย์มัวแต่มองกิตติราชนรินทร์จนไม่เป็นอันใส่สายจ่ายน้ำมันเข้าช่อง
“เอ๊ะ อีนี่ เอ๊ย ลูกขา ใส่ให้มันตรงรู เอ๊ย ช่องซีคะ”
“จ้ะ เอ๊ย ค่ะ ฮือ ทั้งหล่อ ทั้งหรู”
พุดซ้อนทำหน้าระอา “นี่หยุดเพ้อค่ะ ลูกขา เขามากับเมีย” พูดพลางหันมาทางชายรอง “ฝนตกหนักจังนะคะ ทางพระนครฝนตกหนักไหมคะ คุณผู้หญิงคงเพลียจัดนะคะต๊าย หลับปุ๋ยเลย”
ชบาทิพย์ยังเพ้อไม่เลิก “หล่อจังเลยแม่”
“อย่าเพิ่ง เค้ามากับเมียเค้าโน่น”
ชายรองเพียงแรกพบก็รู้สันดาน จึงทำเย็นชาแต่ยิ้มนิดๆ พลางหยิบกระเป๋าสตางค์มาเปิด
“เท่าไรครับ”
“เต็มถัง 90 บาทค่ะ แย่นะคะ น้ำมันขึ้นอีกแล้ว”
เขาจ่ายเงินแล้วขึ้นรถ พุดซ้อนก้าวมาข้างชบาทิพย์ แล้วทำเป็นก้มลงจับบัวรดน้ำที่ตัดฝักบัวออกสำหรับเติมน้ำ พลางมองเข้าไปในรถ แล้วสะดุ้งเฮือก
ชายรองปิดประตูรถปัง จนสาลินผวาตื่น รถเคลื่อนตัวออกจากปั๊ม 2 แม่ลูกมองตาม
“พี่สา”
พุดซ้อนยิ้มเยาะ “ ว้าย ไปออกแรงทำอะไรมา ถึงได้อ่อนระโหยโรยแรงตะแคงหลับอย่างนี้”
ชบาทิพย์สั่นหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
ชายรองเคลื่อนรถมาที่ถนน ก่อนจะจอดเทียบฟุตบาธ แล้วหันมองสาลินที่นั่งหลังตรง
“ไง ตื่นแล้วหรือ”
สาลินรีบพูดกลบเกลื่อน “ใครบอกว่าฉันหลับ ฉันแค่หลับตาเฉยๆ เขาว่าถ้าหลับตานิ่งๆ ไม่คิดอะไร
ซักห้านาที จะทำให้สมองปลอดโปร่ง”
“ถ้าหลับ 2 ชั่วโมงนี่คงเป็นอัจฉริยะเลยนะ”
สาลินไม่เข้าใจว่าถูกประชด “ นี่ แถวไหนแล้วนี่ นี่มันเมืองนนท์นี่”
“แปลกนะ จากสวนลุมมาเมืองนนท์ เธอหลับตาเฉยๆ แค่ห้านาทีก็ถึงแล้ว”
สาลินหน้าม้าน
“ไหนไปยังไงต่อ”
“อีกแค่ร้อยเมตร ตรงประตูที่เปิดอยู่นั่นไง”
ชายรองขับรถต่อ จนมาถึงประตูรั้วที่เปิดอ้ารอ ก็เลี้ยวรถขวับเข้าไป สาลินที่ไม่ได้ตั้งตัว ถลาพรวดมานั่งบนตัก แล้วก็ตกใจอ้าปากค้าง อีกฝ่ายสบตาอย่างนึกสมน้ำหน้า
สาลินยันตัวพรวดกลับมาเบาะตัวเอง พลางมองอีกฝ่ายตาเขียว
“คุณ คุณแกล้งฉัน”
ชายรองทำหน้าเฉย ก่อนจะจอดรถเทียบเชิงบันได
“นี่ระวังนะ คุณตาฉันดุ ยิงขโมยมาหลายราย”
อีกฝ่ายลงรถทันที ก่อนจะรับไหว้ตาผล กับเจ้าแกะฃอย่างไม่ถือตัว จังหวะนั้นตาก็เดินลงบันไดตามมา
“อ้าว นั่นใครมาส่งล่ะ”
ชายรองรีบยกมือไหว้ ตารับไหว้ สาลินอึกอักไม่อยากแนะนำ
“เอ้อ คุณชายมาส่งค่ะ”
ตาทำหน้างง “คุณชาย? คุณชายอะไรกันหืมม์”
“คุณชาย หม่อมราชวงศ์กิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์ค่ะ”
ตาคิดปราดไป พลางแอบแปลกใจนิดหน่อย เพราะรู้ว่าคือคู่หมายของศรีจิตรา เลยเผลอหลุดปาก
“อ๋อ คุณชายชื่อยาว”
อีกฝ่ายเกือบสะดุ้ง แล้วหันมามองสาลิน ที่เสทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ขอบคุณนะครับ คุณชาย ที่อุตส่าห์ขับรถมาส่งยายสา เชิญขึ้นบนเรือนก่อนเถอะครับ”
ตาพูดเชิญ ฝ่ายถูกเชิญลังเลนิดหนึ่งเพราะไม่อยากรบกวน สาลินมองตาม พลางแอบคิดในใจ
“ขึ้นเรือนชาวบ้านแล้วจะเสื่อมพระเกียรติเหรอ”
จากนั้นก็หันมาพูดกับตา “คงไม่ได้หรอกค่ะคุณตา คุณชายคงต้องรีบกลับ”
เขารีบสวนกลับทันที “อ๋อ ไม่หรอกครับ ผมไม่มีธุระที่ไหน”
“งั้นเชิญขึ้นมาเลยครับ มาดื่มน้ำดื่มท่าก่อน”
สาลินขัดใจ ชายรองแอบยิ้มอย่างสะใจ ก่อนจะรีบถอดรองเท้า แล้วหิ้วขึ้นไปด้วย
ตาผล เจ้าแกะลงมาลูบๆ คลำๆ ที่รถอย่างปลาบปลื้ม สาลินหันมาดุ
“นี่อย่าไปจับ รถมียี่ห้อ หรูหราราคาแพง เราเป็นไพร่มือเท้าหนัก เดี๋ยวรถท่านจะเป็นริ้วเป็นรอยหมด”
เจ้าแกะคอหด ชายรองนึกรู้ว่าสาลินตั้งใจแขวะ ก็หันมามองอย่างฝากไว้ก่อน
ตาเดินนำขึ้นเรือนมา สาลินเดินแซงหน้า ยายที่นั่งอยู่กับยายพิณเหลือบมอง
“อ้าว นี่ไปเอาเสื้อใครมาใส่ลูก ตัวยังกะยักษ์ปักหลั่น”
คนที่ถูกค่อนว่า “ยักษ์ปักหลั่น” ทำตาปริบๆ พอเห็นสาลินยกมือไหว้ยาย ก็เลยไหว้ตาม ยายมองอย่างสงสัย
“คุณยายขา นี่คุณชายกิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์”
“สวัสดีครับ”
ยายรับไหว้ “ค่ะ โธ่นึกว่าใคร คุณชายชื่อยาวนี่เอง”
ชายรองมองสาลินอย่างเอาเรื่อง ฝ่ายถูกมองทำเมินไม่รู้ไม่ชี้
ตานั่งลงข้างๆ ยาย พลางมองชายรองอย่างประทับใจ ตาผล เจ้าแกะมานั่งข้างๆ ยายพิณ พลอยพนมมือแต้ตามไปด้วย
ชายรองกวาดตามอง เห็นพื้นไม้สะอาดเงาวับ ตู้ถ้วยชามมีเครื่องลายครามกังไสมีค่า
สาลินหน้าหงิก พลางคิดในใจ “อ้อ ประเมินค่าบ้านยาจกอยู่ซีนะ”
“เรือนนี่น่าอยู่จริงๆ นะครับ”
ตายิ้มรับ “ก็บ้านไร่บ้านสวนน่ะครับ”
“หนูขอตัวก่อนนะคะ”
สาลินเดินเลี่ยงไปเข้าห้อง ชายรองยิ้มละไม แล้วทอดสายตามาที่กลุ่มยายพิณ
“เอามือลงเถอะ ผมเป็นคนธรรมดาครับ”
กลุ่มยายพิณอิดออด ยายมอง แล้วนึกได้
“ตายจริง ขอโทษเถอะค่ะ แม่พิณยังไม่มีน้ำเลย”
ยายพิณตบอกผาง จนผ้าแถบเกือบหลุด
“ว้าย ขอประทานอภัยเถิดเพคะ”
ชายรองหมดแรงจะแก้ ยายพิณค่อยๆ คลานกระดุบๆ ออกไป
สาลินนั่งลงที่หน้ากระจกโต๊ะเครื่อแป้ง เห็นเงาสะท้อนตนเอง เสื้อนอกตัวใหญ่ทำให้หัวหลิม ผมเปียกชื้นกระเซิง ปากลบจนซีด เธอร้องอุทาน แล้วรีบถอดเสื้อนอกปาทิ้งไปบนเตียง มองอกแล้วดึงผ้าเช็ดหน้าปาทิ้งตาม แล้วยื่นหน้าไปที่กระจก เสยผม เม้มปาก เอาสองมือหยิกแก้มตัวเอง
นมย้อยถือถาดวางชามเคลือบมีฝาปิดมาจากหลังตำหนัก ขณะที่จรวยที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่
“เจียม เจียมเอ๊ย”
จรวยหันมาตอบ
“เจียมอาบน้ำให้ตาตุ้มค่ะ”
“แล้วคนอื่นล่ะ”
“ไม่มีใครว่างค่ะ คนนึงรีดผ้าอ้อม อีกคนนึ่งขวดนม”
นมย้อยยิ้มมองดูจรวย แล้วจงใจพูดเหน็บ
“จริงด้วย ไม่มีใคร “อยู่ว่างๆ” ซักคน”
จรวยทำท่าจะเชิดใส่ แต่พอก็เห็นสีหน้านมย้อยยิ้มแย้มดี เลยไม่แน่ใจว่าโดนเหน็บ ชายเล็กที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ เงยขึ้นมาถาม
“ทำไมหรือครับ”
“จะให้เด็กๆ เอาเครื่องเสวยไปถวายเสด็จค่ะ มัวแต่รอให้ฝนหยุดอยู่”
เขารีบอาสา “เดี๋ยวผมเอาไปให้เองครับ”
“อุ๊ย รบกวนคุณชายเปล่าๆ”
“ไม่กวนหรอกครับ ดีเสียอีกได้ออกกำลัง วันๆ นั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยเดี๋ยว “เป็นง่อย” กันพอดี”
จรวยชะงักมองอีกรอบ แต่ก็เห็นทั้งคู่คุยกันยิ้มแย้มไม่สนใจตน ก็คิดเข้าข้างตัวเอง ว่าไม่ได้โดนเหน็บ นมย้อยยื่นถาดส่งให้ ชายเล็กรับไว้ แล้วถือถาดเดินไป จังหวะนั้นยายน้อมก็โผล่มาพอดี
“อ้าว คุณชายเล็กเชิญเครื่องไปเองเลยหรือคะ”
“คุณชายเล็กน่ะ เธอมีน้ำใจ ไม่เคยถือตัว ช่วยอะไรได้เธอช่วยทุกอย่าง”
ทั้งคู่มองตามอย่างชื่นชม
“ผู้ดีแท้ๆ น่ะ เขาถ่อมตัวอย่างนี้แหละ แม่น้อม”
“ค่ะ คุณนม ไม่เหมือนพวก “ผู้ดีจอมปลอมนะคะ” วันๆ นั่งกรีดกรายชี้นิ้วคอยให้บริวารมารองมือ
รองตีน เอ๊ย เท้า”
คราวนี้ถึงน้ำเสียงจะหวาน แต่จรวยแน่ใจแล้ว ลุกพรวดขึ้นมองดูนมย้อยกับน้อมตาขวาง แต่นมย้อยกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ จนจรวยเป็นฝ่ายหงุดหงิด กระทืบเท้าเดินโครมๆ ไป
“ผู้เฒ่า ผู้แก่ เลือดจะไปลมจะมารึไง”
ทันทีที่จรวยลับตัวไป ยายน้อมก็ปิดปากหัวเราะคิก นมย้อยยิ้มนิดๆ ส่ายหน้าอย่างสังเวชจรวย
ชายเล็กถือถาดวางชามเครื่องเสวย เดินผิวปากมาแล้วชะงักมองไปที่ศาลากลางสวน เห็น
ศรีจิตราถือกุหลาบช่อหนึ่งยืนมองไปทางตำหนักใหญ่เหมือนรอให้ฝนหายสนิทจริงๆ ก่อน ภาพที่เห็นนั้น งดงามราวภาพวาด
ศรีจิตราค่อยๆ หันมา แล้วเลิกคิ้วแปลกใจ ฝ่ายแอบมองเดินยิ้มร่าเข้าไป เธอยิ้มเย็นๆ ตอบ แล้วถอยไปก้าวหนึ่ง
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 6 (ต่อ)
ภาพศรีจิตรางดงามเหมือนภาพวาด ศรีจิตราค่อยๆหันมาแล้วก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
บดินทราชทรงพลเดินยิ้มร่าเข้าไป ศรีจิตรายิ้มเย็นๆ ตอบก่อนจะถอยไปก้าวหนึ่ง
“แน่ะคุณศรีติดฝนอยู่นี่เอง” บดินทร์ว่า
“ค่ะ”
“ฝนลงอีกแล้วนะครับ นมย้อยให้ผมเชิญเครื่องมา ตั้งเครื่องหรือยังครับนี่”
“ยังค่ะ เห็นว่าจะทอดพระเนตรข่าวก่อน ส่งถาดมาเถอะค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะเชิญไปเอง”
“แน่ะ นี่จะไล่ผมกลับแล้วหรือฮะ”
“ดิฉันไม่ได้ไล่คุณชายกลับ แต่ดิฉันเห็นว่าไม่สมควรที่คุณชายจะมาทำอะไรแบบนี้”
“แบกถาดนี่นะครับ โธ่ สมัยอยู่เมืองนอกผมทำมากกว่านี้อีก ทั้งจดออเดอร์ เสิร์ฟอาหาร เช็ดโต๊ะ ล้างจาน เทขยะ วันดีคืนดียังต้องไปทอดเนื้อหน้าเตาด้วย”
ศรีจิตราที่ฟังอยู่รู้สึกทึ่งแต่ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“จริงหรือคะ”
“จริงซีครับ ผมจะมาโกหกคุณทำไม”
ศรีจิตรายิ้ม “ก็ดิฉันเห็นคุณชายชอบโก” บดินทร์คอหด ศรีจิตรารีบพูดแก้ “เอ้อ ชอบล้อเล่น”
“แต่เรื่องนี้ผมพูดจริงๆนะครับ ไม่เชื่อให้ฟ้าผ่าซีเอ้า”
ทันใดนั้นก็เหมือนฟ้าแกล้ง เพราะมีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาไม่ห่างนัก ศรีจิตราสะดุ้งร้องอุทานแล้วมองดูก็เห็นชายเล็กหายไปแล้ว
ศรีจิตรางง “คุณชายคะ”
ชายเล็กโผล่หน้ามาจากเก้าอี้สนามกลางศาลาโดยยังนั่งยองๆ หน้าแหย แล้วชูสามนิ้ว
“ผมขอสาบานว่าผมพูดจริงนะฮะ ด้วยเกียรติของลูกเสือ” ชายเล็กบอก
ศรีจิตราหัวเราะออกมา ชายเล็กมองเห็นว่าเธอมีชีวิตชีวาไม่ได้เป็นหุ่นอีกต่อไป
คุณตา คุณยาย และชายรองอยู่ที่เสื่อ เสียงประตูดังขึ้น ทุกคนหันมาดูก็เห็นสาลินเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอยู่กับบ้านแต่ดูหรูหรามีผ้าคล้องคอ ผมหวีเรียบมัน หน้านวลเนียน ปากมีสีอ่อน แก้มระเรื่อ ขนตางอนโดยดูเผินๆ จะคิดว่างามตามธรรมชาติแต่ที่แท้คือการจัดเต็มแบบแนท-เชอ-รานที่สุด
ชายรองมองดูก็เห็นว่าสาลินคือ เกิร์ล เน็กซ์ ดอร์จริงๆ สาลินมานั่งพับเพียบที่วง เก็บมือเก็บเท้า เอามือประสานวางบนตัก
“ทางกรุงเทพฯตกหนักเหมือนที่นี่ไหมครับ” ตาถาม
“ตกหนักมากครับ ยิ่งสาวๆบางคนไม่ได้เตรียมร่มมา เสื้อเปียกแนบเนื้อแย่ไปเลย” ชายรองบอก
ชายรองพูดเรื่อยๆ สาลินตาวาว
“แหม แต่อากาศอย่างนี้ ถ้าได้นอนล่ะก็เป็นหลับไม่ตื่นเชียวล่ะ”
“ครับ อย่างยายสานี่ แค่ฝนตกปรอยๆก็หลับเค้เก้แล้ว”
สาลินเกือบร้องกรี๊ด ชายรองทำเสียงซื่อ
“ครับ ผมพอจะนึกภาพออก”
สาลินมองอย่างฝากไว้ก่อน ชายรองจิบน้ำมะตูมอุ่นๆ
“ดื่มน้ำ ดื่มท่า เรียบร้อยแล้ว คุณชายกลับได้แล้วมั้งคะ”
ชายรองรู้ว่าโดนไล่
“ครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า”
สาลินยิ้มสะใจ ทันใดนั้นก็มีฝนห่าใหญ่ตกถะถั่งพรั่งพรูลงมาอีก ชายรองยิ้ม สาลินแทบจะร้องว้าออกมา ชายรองรู้สึกสาสมใจ
“ถ้าอย่างงี้ อย่าเพิ่งกลับเลยครับ กินข้าวด้วยกันดีกว่า อย่าหิ้วท้องกลับไปที่วังเลย”
“แหม กับข้าวชาวบ้านชาวสวน น่าจะกลืนไม่ลงมังคะ” สาลินว่า
“ฉันจะลองดู”
สาลินเชิด คุณยายเลื่อนชามลอยกลีบกุหลาบให้ชายรองล้างมือ ยายพิณประคองชามที่เอาอาหารไปอุ่นใหม่ควันฉุยก่อนจะคลานเข่ามาวางเรียงรายราวลิเกเก่า
“เอ้า แม่พิณ เอาอะไรมาอีก”
“หม่อมฉันไปอุ่นพระแกงมาให้ทรงเสวยเพคะ”
สาลิน คุณตา และคุณยายสะดุ้งเฮือก กิตติทำตาปริบๆ ยายพิณยังพนมมือแต้อยู่
“พูดธรรมดาเถอะครับป้าพิณ ผมเป็นแค่คนธรรมดา ท่านพ่อผมต่างหากถึงจะเป็นเจ้า”
สาลินแปลกใจที่กิตติอ่อนโยนถึงขนาดนั้น ยายพิณนั้นซาบซึ้งจนน้ำตาไหล
“ยังไง คุณชายก็เป็นเจ้าสำหรับหม่อมฉันเพคะ”
ยายพิณ ตาผล และแกะยกมือไหว้ท่วมหัว
ฝนเทลงมาใหม่ ชายรองออกมาจากใต้โต๊ะแล้ว ศรีจิตรายืนห่างออกมา ทันใดก็มีลมกรูเกรียวพาฝนสาดเฉียงเข้ามาค่อนศาลา ชายรองขยับหนีฝนจนไปอยู่ใกล้ศรีจิตราแค่ฟุตเดียว ศรีจิตราเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
“ทำไมคุณทำท่าเหมือนหายใจไม่ออก”
“เปล่านี่คะ” ศรีจิตราปฏิเสธ
“หรือว่าผมอยู่ใกล้คุณเกินสามเมตร เอางี้ไหมฮะ ผมออกไปยืนนอกศาลาจะได้ไม่ผิดจารีต”
ศรีจิตรายิ้มเล็กน้อย
“นี่ไม่ใช่เรื่องม่านประเพณีนะคะ”
“แน่ะ คุณรู้จักนิยายเรื่องนี้ด้วย”
“ค่ะ”
“ส่วนผมน่ะนมย้อยเล่าให้ฟัง นมย้อยน่ะเป็นขุมคลังนิทานเลยนะครับ ตอนเด็กพอผมนอนไม่หลับ นมย้อยจะจับผมหนุนตัก แล้วเล่านิทานกล่อมจนผมหลับ”
ศรีจิตราอมยิ้มเพราะรู้สึกดีกับชายรองมากขึ้นไปอีก จรวยหัวหูเปียกลู่โผล่ขึ้นมาแอบดูจากพุ่มไม้บริเวณนั้น
ยายพิณตักข้าวแจกรอบวงจนมาถึงชายรอง
“คุณชายชื่อยาวเพคะ จะเสวยพระกระยาข้าวกี่สารภีเพคะ”
คุณตากับคุณยายขายหน้ากว่าห้าเบี้ย แต่สาลินมีชะงักเรื่องนินทาชื่อชายรอง
ชายรองยิ้ม “ตักเท่าๆกับทุกคนน่ะครับ”
“จะเท่าใครล่ะเพคะ คุณตาคุณยายน่ะกินนิดเดียว แต่คุณสาน่ะท้องยุ้งพุงกระสอบ”
สาลินตาเบิกกว้างโดยมีอาการแทบเอาชามแกงปายายพิณ ชายรองสะใจ
“งั้นเอาน้อยกว่าคุณสาลินหน่อยนึงก็แล้วกัน”
สาลินตาวาว
“คุณชายชื่อเพราะมากนะคะ” ยายชม
“ขอบพระคุณครับ แต่ความจริงไม่มีใครเรียกชื่อเต็มๆหรอกครับ เขาก็เรียกผมแค่กิตติเท่านั้น”
“แหม เรียกสั้นๆก็ดูเป็นชาวบ้านไปซีคะ ดูไม่เต็มยศเต็มเกียรติเต็มศักดิ์เต็มบารมีท่าน” สาลินว่า
ชายรองยิ้มมองดูสาลินดวงตาวาววับแล้วตรงเข้าบีบคอสาลินสุดแรงเกิด สาลินตาเหลือกพยายามแกะมือเท้าก็ดิ้นพราดๆ กิตติตาเหี้ยมยิ่งเพิ่มแรงเค้น สาลินเริ่มหายใจขัด มือจับหน้าชายรองเริ่มเปะปะอ่อนแรง
คุณตายิ้มย่องผ่องใสขณะตักแกงให้คุณยาย คุณยายหยิบเครื่องเคียงชิ้นพอคำป้อนคุณตา ยายพิณถือโถข้าวเข้ามาตักเติม
สาลินสำลักจนลมหายใจใกล้ขาดห้วง
ทั้งหมดคือภาพในมโนของกิตติ กิตติยิ้มในขณะที่กำลังดึงผมเจ้าแกะ
แกะร้อง “โอ๊ย โอ๊ย”
“คุณชายขา ไปดึงผมเจ้าแกะมันทำไมคะ”
ชายรองตื่นจากภวังค์ ทุกคนมองจ้องมา ชายรองรู้สึกตัวจึงรีบดึงแกะมากอด
“แกะน่ารักน่ะครับ”
ชายรองชวนคุยเป็นเชิงออกตัวผสมเชิงอบรมบ่มนิสัยสาลิน
“ที่พวกผมชื่อยาวๆกัน ก็เป็นเพราะเจ้านายประทานให้ ไม่มีใครเอามา “ค่อนขอดล้อเลียน” หรอกครับ”
สาลินเชิดหน้า
“เห็นว่าที่วังมีคุณชายสามท่านหรือคะ” ยายถาม
“ครับ มีพี่ชายโต มีผม แล้วก็นายเล็ก พี่ชายโตชื่อดิเรกราชวิทย์ ผมชื่อกิตติราชนรินทร์ นายเล็กชื่อบดินทราชทรงพล”
“ทั้งคล้องจอง ทั้งเพราะ” ตาชม
“ความหมายดีนะคะ” ยายก็ชม
ชายรองมองสาลินในทำนองว่าเห็นไหม ไม่มีใครเขาเอามาล้อเลียนอย่างเธอหรอก สาลินทำเป็นชี้ชวนชมอาหารกับคุณตา สาลินกำลังซดแกงเลียงแบบผู้ดี แต่ทันใดก็สำลักกระอักกระไอ
“ว้าย ขอโทษเถอะค่ะคุณ อิฉันใส่พริกไทยหนักมือไปหน่อย” พิณบอก
สาลินอับอายขายหน้าจึงได้แต่เชิดหน้ากลบเกลื่อน
ชายรองนั่งกินผลไม้ในจานที่ปอกฝานมาอย่างประณีตงดงาม คุณตาไม่ค่อยกินเพราะมัวแต่ดูจนเพลิน ยายพิณคลานมา “ถวาย” เพิ่มไม่หยุด คุณยายคอยชี้ชวนเอาใจ สาลินนั่งมองตาขุ่น
“อ้าว ยายสา ไม่กินหรือลูก” ตาถาม
“เบื่อค่ะ” สาลินตอบ
“อ้าว เมื่อวานเห็นบ่นอยากกินไม่หยุดปาก” ยายว่า
“ก็เมื่อวานมันอยากกิน แต่วันนี้มันยังไงไม่รู้ค่ะ มันพิพักพิพ่วน จะกินอะไรก็ไม่คล่องคอ”
ชายรองรู้แต่ทำหน้าเฉยก่อนจะวางส้อมแล้วมองไปนอกชาน
“ฝนหยุดซะที คราวนี้คงหยุดจริงนะคุณชาย ฟ้าโปร่งแล้ว”
“ดีค่ะ คุณชายจะได้กลับซะที”
ชายหันมาหาคุณตากับคุณยาย
“ขอบพระคุณครับ อาหารที่นี่อร่อยมาก” กิตติชม
“แหม ขอบพระคุณค่ะ ที่คุณชายชอบ” ยายบอก
พิณสอด “น้ำพริกฝีมือคุณยาย แต่พระกระยายำกับแกงเลียงนพเก้าฝีมือบ่าวเองเพคะ”
ชายรองลุกขึ้น คุณตากับคุณยายลุกตาม ชายรองไหว้ลา คุณตากับคุณยายรับไหว้
“ผมต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ”
“โชคดีมีชัยนะครับ / สวัสดีค่ะ” ตากับยายล่ำรา
ยายหันมาบอกสาลิน “อ้าว ยายสา นั่งเอ้อระเหยอยู่ทำไม ไปส่งคุณชายซีลูก”
สาลินหน้าบึ้ง ค่อยๆขยับกายเชื่องช้า
ในที่สุดฝนก็ขาดช่วง ชายเล็กแง้มชามเครื่องเสวยดู
“ว้า เย็นหมดหรือยังก็ไม่รู้”
ศรีจิตรามองเห็นควันยังกรุ่นอยู่
“ยังหรอกค่ะ ยังร้อนอยู่เลย นี่คุณชายจะขึ้นเฝ้าไหมคะ”
“ไม่ล่ะฮะ เดี๋ยวผมโดนเด็จป้าค่อนเอาอีก”
“ไม่จริงหรอกค่ะ เสด็จทรงโปรดคุณชายออก”
“ขอบคุณฮะ แต่วันนี้ผมนัดกับนมย้อยเอาไว้ฮะ ว่าจะกินข้าวด้วยกัน”
ชายเล็กส่งถาดให้ศรีจิตรา
“ผมกลับแล้วล่ะครับ เชิญคุณศรีเถอะฮะ เดินดีๆนะครับ”
ศรีจิตราเชิญเครื่องเสวยลงจากศาลาไปในสนามหญ้า ชายเล็กเดินดุ่มไปแต่ด้วยอะไรอย่างหนึ่งศรีจิตราจึงชะงักหันไปดูบดินทร์ ชายเล็กเองก็ชะงักหันมามองศรีจิตรา ชายเล็กโบกมือให้ ศรีจิตรายิ้มหันกลับ ชายเล็กก็หันกลับ ชายเล็กเดินผ่านซุ้มไม้จนมาเห็นจรวยลับๆล่อๆ
“นั่นใคร”
จรวยเดินออกมาด้วยสีหน้ามีพิรุธในขณะที่ฝนยังตกปรอยๆ
“นี่เธอมาทำอะไรตรงนี้”
“มา มาอาบน้ำเพ็ญค่ะ” จรวยเริ่มล้วงควักตามตัว
“หา อาบน้ำเพ็ญ”
“ค่ะ อาบน้ำฝนในคืนเพ็ญ จะโชคดีศรีสวัสดิ์ ผัวรักผัวหลงค่ะ”
ชายเล็กส่ายหัวดิกโดยไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียวแล้วก็เดินไป จรวยทำหน้าแสยะไล่หลัง ดวงจันทร์เพ็ญกำลังขึ้นเหนือฟ้าอยู่จริง ๆ
ชายรองออกมาที่เทอเรซ สาลินยุรยาตรตามมา
เจ้าแกะเอารองเท้าชายรองมาเช็ดน้ำและขัดให้โดยมีตาผลสอนวิธีขัด ชายรองมองด้วยความเอ็นดู
“ผมกลัวไอ้มอมคาบไป เลยเอาซับน้ำและขัดให้ขอรับ” แกะบอก
“ขอบใจมาก”
“ต๊าย ไปเอามาขัดทำไม ของเขามียี่ห้อ หรูหราราคาแพง ขัดถลากถลำหนักมือไป เดี๋ยวจะช้ำชอกเป็นริ้วเป็นรอยหมด”
เจ้าแกะตกใจจึงรีบวางรองเท้า ชายรองมองสาลินดุๆ ชายรองลูบหัวแกะ
“รองเท้าฉันไม่ได้ทำจากใยไหม ไม่ช้ำง่ายขนาดนั้นหรอก” ชายรองบอก
ชายรองเปิดกระเป๋าสตางค์ส่งเงินให้ห้าบาท เจ้าแกะยิ้มรับธนบัตรมาด้วยอาการแทบเป็นลมอยู่ตรงนั้น
“ถวายบังคมเร็วลูก” พิณบอก
เจ้าแกะลงนั่งยกมือไหว้ท่วมหัว
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า”
สาลินสะบัดหน้า “เชอะ”
ชายรองหัวเราะลงนั่งสวมรองเท้า
“งั้น นายแกะ ช่วยสวมรองเท้าให้ฉันหน่อยนะ”
แกะสวมให้อย่างเอาใจ สาลินค้อนวงใหญ่
ชายรองเดินมาที่รถ สาลิน ผล และแกะเดินตามมา
“แล้วเสื้อนอกฉันล่ะ” ชายรองถาม
“ฉันจะเอาไปซักให้ก่อน” สาลินบอก
“ไม่ต้องก็ได้มั้ง มันก็ไม่ได้เปื้อนเนื้อเปื้อนตัวอะไรเธอนี่” ชายรองวว่า สาลินเชิด “เพราะเธอเอาผ้าเช็ดหน้าสอดไว้แล้วไม่ใช่หรือ”
สาลินเกือบเต้นเร่าๆ แต่กลัวตาผลกับเจ้าแกะรู้ความนัย
“ที่ฉันซักให้ก็เพราะฉันเป็นคนรับผิดชอบต่างหาก”
ชายรองยิ้มนิดๆ
“ก็ได้ แต่เสื้อนอกฉันเป็นของมียี่ห้อ หรูหรา ราคาแพง ซักถลากถลำหนักมือไปเดี๋ยวจะช้ำชอกเป็นริ้วเป็นรอยหมด”
ชายรองเก็บข้อมูลได้ทุกคำมาย้อน สาลินแทบเต้นอีก
“ฉันจะส่งซักแห้ง ไม่ซักให้เปลืองมือหรอก”
“แต่คงเปลืองเงินน่าดู”
ชายรองยิ้มแล้วก้าวขึ้นรถ สาลินเห็นตาผลและแกะยังพนมมือไหว้อยู่
“ไหว้ทำไม ไม่ใช่จ้งใช่จ้าวสักหน่อย” สาลินว่า
สาลินกลับเข้าบ้าน รถกิตติแล่นออกไป
ฝนหยุดสนิทแล้ว ทุกบริเวณฉ่ำชื่นด้วยหยาดฝน รถของกิตติแล่นมาจอดลง นายยอดเข้ามารับ ชายรองลุกจากรถแล้วโน้มตัวไปหยิบกระเป๋าเอกสารก่อนจะเห็นอะไรบางอย่าง
ชายเล็กนั่งบนโซฟาดูโทรทัศน์ ชายรองถือกระเป๋าเอกสารเดินมากระแทกตัวนั่งลง
“อวดดีจริงๆ” ชายรองว่า
“ใคร ผมหรือฮะ” ชายเล็กถาม
“ฉันหมายถึง น้องสาวตัวดีของว่าที่พี่สะใภ้นาย”
ชายเล็กเลิกคิ้วแล้วเล่นละครแนบเนียน
“ใครหรือฮะ น้องสาวว่าที่พี่สะใภ้ผม อ๋อ ก็หมายถึงน้องสาวคุณศรีจิตรา”
“นายไม่รู้จักหรอก แม่นี่ ชื่อแม่สาลิน”
“นั่นซีฮะ ผมจะไปรู้จักได้ยังไง อ๋อ เขาชื่อสาลินหรือฮะ”
“ใช่”
“คือคนที่เอาผลไม้มาให้บ้านเรา แล้วมาเจอพี่รองจู๋จี๋กับหญิงก้อย และก็เลยทำให้ความแตก หญิงก้อยเลยรู้เรื่องคุณศรีใช่ไหมฮะ”
ชายเล็กทำเป็นนึกก่อนจะพูดเรื่องราวเป็นฉากๆ ชายรองมองหน้า
“ความจำแกดีเกินขนาดไปแล้ว”
“นั่นชมใช่ไหมฮะ”
“แต่ฉันจำได้ว่า ฉันไม่เคยเล่าว่า กำลังจู๋จี๋กับหญิงก้อย”
ชายเล็กคอหดแล้วจึงรีบแก้ตัว
“เอ งั้นเรื่องนี้ผมคงได้ยินมาจาก “คนอื่น”
ชายเล็กคิดไปเองว่าคงเป็นจรวยเลยไม่ถามอะไร
“เห็นว่าวันนั้น คุณสาลินอะไรเนี่ย เล่นงานซะพี่รองตั้งตัวไม่ติด”
“แกก็ยังเทียบไม่ได้กับที่เขาด่าฉันสาดเสียเทเสียวันนี้”
ชายเล็กอ้าปากค้าง
“ยังไงฮะ พี่รองไปเจอเขาที่ห้องสมุดหรือ”
“แกรู้ได้ยังไงว่าเขาทำงานที่ห้องสมุด”
ชายเล็กเกาหัว “เหมือนกับ เอ้อ คุณศรีเคยเล่าฮะ ว่าแต่ว่าเขาว่าอะไรพี่รองมั่ง”
“เขาว่า จนฉันแทบจะบีบคอเขาตายคามือ”
ภาพจินตนาการที่ชายรองบีบคอสาลินแวบขึ้นมา
“แต่ที่เขาว่าฉันเป็นจริงเกือบทั้งหมด” ชายรองบอก
“ยังไงฮะ”
“เขาว่าฉันขี้ขลาดกลัวไปหมด กลัวหญิงก้อยโกรธ กลัวเด็จป้าเสียพระทัย กลัวต้องกลายเป็นคนอกตัญญู”
“แล้วตรงไหนฮะ ที่ไม่จริง” บดินทร์ถาม
“ก็ตรงที่เขาว่าฉันงก อยากได้มรดกเด็จป้า จนดึงพี่สาวเขามารับเคราะห์น่ะซี”
ชายเล็กลุกขึ้นครุ่นคิดแล้วหันมา
“แปลกนะฮะ”
ชายรองงง “แปลกอะไร”
“เขาเพิ่งเจอพี่รองแค่ 2 หน แต่สามารถพูดเอาชนะพี่รองให้ยอมรับได้”
ชายรองมองหน้าแล้วพูดเสียงเข้ม
“นี่แกหมายความว่ายังไง”
“ก็ในบ้านนี้พี่รองเป็นคนดูแล ถึงบางทีพี่รองจะทำอะไรไม่เข้าท่า ก็ไม่มีใครกล้าพูดหรอกฮะ”
“นี่ฉันเป็นคนแบบนั้นจริงเหรอ”
ชายเล็กยิ้มเจื่อนๆเหมือนกลัวถูกเตะแล้วพยักหน้า ชายรองอึ้งไป
ห้องนอนสาลินมีแสงจันทร์เบื้องนอกส่องสว่างเข้ามา
สาลินนอนหลับกระสับกระส่าย ผ้าห่มบิดเป็นเกลียวพันอกพันตัวพันแขนไว้ สาลินดิ้นขลุกขลัก
“ฮือ ไอ้งูบ้า”
สาลินผวาลุกขึ้นนั่งหัวใจเต้นระทึก เธอมองไปตรงหน้าในเงามืด ชายรองยืนอยู่เป็นเงาดำทะมึนดูสูงใหญ่ไหล่กว้าง สาลินลืมตาโพลง สาลินเลื่อนมือไปคว้าที่ทับกระดาษหนาหนัก ชายรองทำท่าจะก้าวออกมาสาลินพลันปาที่ทับกระดาษเข้าใส่สุดแรงพลางแหกปาก
“ช่วยด้วย ช่วยด้วยเจ้าข้า โจร โจรขึ้นห้อง”
ที่ทับกระดาษโดนร่างสูงใหญ่ถนัดถนี่จนร่างนั้นร่วงลงคล้ายทรุดคุกเข่าลงกับพื้น สาลินลุกพรวดขึ้นยืนบนที่นอน เธอคว้าไม้เกาหลังมากวัดแกว่ง
“ช่วยด้วย”
ประตูห้องสาลินเปิดผางออก สวิชต์ไฟถูกกดแชะทำให้ไฟสว่างขึ้น คุณตาถือดาบ 2 มือคล้ายชาวบ้านบางระจัน คุณยายถือปืนยาว ยายพิณถือสากมหึมา ตาผลถือประแจพรวดเข้ามาเต็มห้อง
“ไหนลูก มันอยู่ไหน”
คุณยายยกปืนขึ้นระดับอกแล้วกระชากลูกเลื่อนแกร็กก่อนจะตวาดเฉียบขาด
“ค้นให้ทั่วห้อง”
ตาผลกับยายพิณตรงเข้าดูตามตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ หลังฉากกั้น ฯลฯ
“ตรงเข้าห้องยายสาอย่างนี้ มันคง”
คุณตาชะงักเพราะคิดว่าไม่ควรพูด ยายพิณเลยพูดต่อ
“คิดจะปลุกปล้ำ ทำชำเราแน่ๆ ค่ะ”
สาลินทำตาปริบๆ ก่อนจะมองดูเสื้อนอกกิตติที่บัดนี้กองกับพื้น แล้วเข้าไปเอาไม้เกาหลังเขี่ยๆ แล้วใช้เกี่ยวชูขึ้นเห็นเป็นรูปทรงบุรุษไหล่กว้างก็รู้แล้วว่าตัวเอง “มโนเต็มๆ ” ตาผลไปมองที่หน้าต่าง
“ไม่มีใครเลยนี่ครับ” ผลว่า
คุณยายเข้าคว้าแขนสาลิน
“ยังไงลูก มันเข้ามายังไง”
“มันทำอะไรหนูหรือเปล่า” ตาถามต่อ
ทุกคนมองสาลินเป๋งราวจะสำรวจความเสียหาย สาลินยกเสื้อนอกมากอดปิดอก
“เปล่าทำค่ะ” สาลินบอก
“แล้วเห็นหน้ามันไหม สูงต่ำดำขาวเป็นยังไง” ตาถาม
“มันไม่มีหน้าค่ะ แล้วไม่สูงไม่ต่ำไม่ดำไม่ขาวอะไรทั้งนั้น”
สองตายายมองหน้า ยายพิณกับตาผลสบตาแล้วทั้งสองก็เกิดอกุศลจิตพร้อมกัน
“คือว่า ไม่มีอะไรค่ะ หนูฝันร้ายมากจนตกใจตื่น ก็เลยร้องขึ้นมา”
สาลินไม่ได้ขยายความว่าเสื้อใครแต่ยังคงเอากอดไว้ คุณตาร้องปู้โธ่ คุณยายอะดรีนาลีนจางหายรู้สึกหมดแรงนั่งแปะลงบนที่นอนทำให้ปืนชี้คุณตา คุณตาร้องแย่งปืนมาแล้วส่งปืนและดาบคู่ให้ตาผลเอาไปเก็บ ผลขนปืนกับดาบไป
“นี่แม่คุณฝันร้ายอะไรนักหนา” ยายถาม
พิณรีบถาม “เห็นเป็นตัวเลขบ้างไหมคะ”
“ไม่มีค่ะ แต่ฝันว่างูรัด ฮือ ตัวมันใหญ่ ปากก็กว้าง แลบลิ้นแผล็บๆน่ากลั้วน่ากลัว”
คุณตา คุณยาย และยายพิณร้องอุทานต่อกัน
“งูรัด งูรัด งูรัด”
คุณตากับคุณยายเริ่มยิ้มอมๆ ยายพิณตบอกผางแล้วหัวเราะจนน้ำหมากหยด
“วุ้ย งั้นไม่ใช่ฝันร้ายแล้วค่ะ ฝันดี”
สาลินนั้นรู้ทุกเรื่องแต่เรื่องนี้กลับนึกไม่ถึง เธอทำตาปริบๆ
“ดียังไงคะ มันรัดซะแน่น น่ากลัวจะตาย ตื่นขึ้นมาก็เป็นอีผ้าห่มบ้านี่ค่ะ”
“ฝันดีก็แล้วกันลูก”
“เดี๋ยวก็สวนยันทุน 3 จบแล้วนอนต่อ”
“ใครบอกล่ะคุณ นั่นมันสำหรับฝันร้าย ฝันดีอย่างงี้เขาให้กลับหมอนแล้วนอน เผื่อจะฝันต่อ”
“ฝันทำไมคะ ไม่เอาค่ะ” สาลินว่า
“อุ้ย จะได้ดูให้ชัดๆไงคะ ว่างูมันดำมันขาวมีเค้าใครบ้าง” พิณบอก
“ไป”
คุณตา คุณยาย ยายพิณอมยิ้มผิดกับขามา ประตูห้องปิดลง สาลินหน้าบึ้งโดยเพิ่งรู้ตัวว่ากอดเสื้อไว้จึงเอาไปแขวนไว้ที่เดิม
“เพราะเสื้อของอีตาบ้านี่ทีเดียว”
สาลินค้อนควักเสื้อ ปิดไฟ สาลินปรือตาดูแล้วเริ่มเข้าสู่ภวังค์ฝัน ในมโนนั้นเธอเห็นชายรองยืนอยู่ในความมืด ไหล่กว้าง สูงใหญ่ ดูอบอุ่น หันมายิ้มให้ สาลินหลับไปด้วยสีหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง
ชายรองอาบน้ำแล้วสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนมานั่งที่โต๊ะทำงาน รูปถ่ายหญิงก้อยมองออกมา ชายรองถอนใจแล้วหยิบแฟ้มเอกสาร ดอกไม้ของสาลินหล่นปุลงมา ชายรองหยิบมาดูจากหน้าบึ้งค่อยๆกลายเป็นอ่อนลง ดอกไม้สีสวยตกอยู่บนเบาะ ชายรองขมวดคิ้วแล้วนึกถึงอดีต
เหตุการณ์ในอดีต กิตติเลี้ยวรถขวับ สาลินเซถลามานั่งตักกิตติ ดอกไม้หล่นจากรังดุม ตกลงบนตักชายรอง
เมื่อนึกถึงอดีต ชายรองก็หน้าบึ้ง เขาสอดดอกไม้ลงในหนังสือเล่มหนาหนักแล้วหยิบไดอารี่ของปี 2510 มาเขียนบันทึกประจำวัน
วันต่อมา ชายโตกำลังทานของว่างที่ระเบียงตำหนักเล็ก จรวยช่วยเสิร์ฟ
“คุณชายขา จรวยขอถามเรื่องนึง อย่าหาว่าจรวยจุ้นจ้านเลยนะคะ” จรวยบอก
“มีอะไร”
“คืนก่อน จรวยไปเก็บดอกราตรี บังเอิญไปเห็น เออ คุณเล็กน่ะค่ะ”
จังหวะนั้นชายเล็กผ่านมาพอดีเพราะเตรียมตัวจะไปหาสาลิน เขาหยุดฟัง
“กำลังคุยกันกระหนุงกระหนิงกับคุณ”
“ใคร”
“คุณศรีจิตราน่ะซีคะ คุณโตว่าจะ”
“นี่ไปแอบดูเขาอีกแล้วเหรอเนี่ย ฉันเตือนแล้วนะว่าอย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่น”
“จรวยไม่ได้ยุ่งนะคะ บังเอิญไปเห็น”
“แล้วเธอสงสัยอะไร”
“สงสัยว่า เสด็จทรงจับคู่ผิดคนก็ได้ คนพี่ที่ต้องแต่งไม่ได้รัก กลับไปรักคนน้องแทน”
ชายเล็กทนไม่ไหวจึงแสดงตัวทันที
“แหม จรวย สร้างเรื่องเก่งจริงนะ”
“ว้าย คุณเล็ก”
“พี่โตครับ พี่ต้องเตือนเมียพี่ไว้บ้างแล้วล่ะครับ ว่าอย่าเที่ยวไปสอดรู้สอดเห็นที่ตำหนักใหญ่ให้มาก เดี๋ยวข้าหลวงที่นั่นเขาจะค่อนเอาได้ ว่าทางเราไม่อบรมมารยาทข้าหลวงของเรา”
“รวยเป็นเมียคุณโตนะคะ คุณเล็ก ไม่ใช่คนใช้แล้ว”
“รู้อย่างนี้ก็ควรจะทำตัวให้สมเกียรติเมียคุณชาย ไม่ใช่ทำตัวเป็นนางบ่างยุแยงไปวัน ๆ”
จรวยจะร้องไห้ “คุณเล็ก คุณโตคะ”
“จรวย ไม่ต้องเถียงแล้ว ไปได้”
จรวยร้องไห้แล้ววิ่งออกไป
“ขอโทษพี่ด้วยที่ต้องเตือนแรง ๆ ผมกลัวว่าถ้าจรวยเอาเรื่องไปลือแบบนี้ คนที่จะเสียคือคุณศรีจิตรา”
“เฮ้อ ถ้าฉันเชื่อนายรอง ตัดใจจากจรวยเสียแต่แรก ฉันคงไม่ต้องมาทนกับเรื่องแบบนี้”
“พี่โตพูดแบบนี้ หมายความว่าพี่โตจะยอมแต่งงานแทนพี่รองเหรอ”
“ชั้นว่านายอย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย”
“ครับ”
“แปลก ที่นายรองไม่ยักสนใจ”
“พี่รองรักหญิงก้อยครับ คงไม่เหลือใจให้ใครแล้ว”
ชายเล็กคิดถึงพี่ชายด้วยความเป็นห่วง
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 6 (ต่อ)
สาลินนอนคว่ำเอาหมอนรองอกอยู่ที่ศาลาท้ายสวน เธอทำรายงานรายชื่อหนังสือห้องสมุด
ยายพิณเข้ามานั่งคุยโดยกำลังเอามือเปิบข้าวกับน้ำพริก ผักสดบางอย่างก็เด็ดๆเอาแถวนั้น เจ้าแกะวิ่งเล่นเท้าเลอะโคลนมานั่งข้างๆ
“เจ้าชายนั่นเป็นพระคู่หมั้นคุณศรีหรือคะ”
“ยังไม่ได้หมั้น แต่ก็เกือบแล้ว”
“เธอพระทัยดีนะคะ อุตส่าห์เสด็จมาส่งคุณสาถึงนี่”
“ฮึ สาว่าเขาไม่ได้ใจดีหรอก เขามาส่งสาต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง”
“มีพระประสงค์แอบแฝง”
“ป้าขา ป้าพูดภาษาเจ้าผิดหมดแล้วค่ะ”
“เหรอคะ”
“เขาคงมาดูว่าพวกเรามีการศึกษารึเปล่า”
พิณสะดุ้ง
“มาถึงบ้าน แถมยังอยู่กินข้าว ก็แปลว่าเขาอยากมาดูกำพืดเราน่ะซี ว่าพี่ศรีจะไปร่วมวงศ์เทวัญอสัญหยากับเขาได้ไหม”
ยายพิณฉีกปลาเข้าปาก
“ว้าย จริงหรือคะ”
“จริงน่ะซี เขาคงมาดูว่าบ้านเรากินข้าวด้วยช้อนส้อม หรือว่าใช้มือเปิบ”
ยายพิณชะงักโดยมือที่ยัดข้าวเข้าปากชะงัก สาลินค้อนไปยังทิศของกรุงเทพฯ ไม่ได้รู้ว่าทุกคำทำให้ยายพิณปริวิตก
“มาดูว่าบ้านเราใส่รองเท้าหรือว่าเดินตีนเปล่า”
ยายพิณทอดสายตาไปยังเท้าอันใหญ่บานแตกระแหงแห่งตน แล้วก็มองไปที่เท้าเจ้าแกะก็เห็นโคลนเปื้อนขาทั้งสองข้างของแกะ
“ยาย”
“เขาจะได้เอาไปดูถูกไง ว่าพี่ศรีเป็นพวกบ้านนอก”
ยายพิณตัดสินใจจะยกระดับคุณภาพชีวิตในนาทีนั้น
“อิฉันสัญญาค่ะ ว่าต่อแต่นี้ อิฉันจะใช้ช้อน แล้วก็ใส่รองเท้าตลอดค่ะ ไป ไอ้แกะ” พิณบอก
“ไปไหนยาย”
ยายพิณรวบจานข้าวก่อนจะดึงลูกที่ยังงงๆ เดินไป
“ไปอาบน้ำอาบท่าล้างขาแข้ง ทีนี้เอ็งจะมาเดินตีนเปล่าคลุกขี้เลนขี้โคลนไม่ได้แล้วนะ”
สาลินเพิ่งรู้ว่าที่บ่นบ้ามานั้นสร้างทุกข์ให้ยายพิณใหญ่หลวงก็เลยทำตาปริบๆ ชายเล็กเยี่ยมหน้ามาจากหลังต้นไม้ สาลินมองไป
“คุณทำบ๊องอะไร เข้ามาซี”
ชายเล็กเข้ามานั่งโดยห่างออกมาพอควร
“หวัดดีฮะ ทำไมบ้านช่องเงียบจัง”
“วันนี้วันพระนะซี คุณตา คุณยายไปถืออุโบสถที่วัด”
“ผมนี่แย่จัง ไม่รู้แล้วว่าวันไหนวันโกนวันพระ”
“ก็ยังดีหรอก คุณยังรู้ว่ามีวันโกนกับวันพระ อีกหน่อยคนรุ่นต่อไป อาจไม่รู้จักเลยก็ได้ นี่คุณมาจากปั๊มเหรอ”
“เปล่าฮะ นี่ผมตรงดิ่งมานี่เลย”
“อ้าว แต่ก่อนคุณต้องทำงานก่อนแล้วถึงจะเลยมา”
ชายเล็กหน้าระรื่น
“ก็ตอนนั้นเพิ่งรู้จักใหม่ๆไงฮะ ยังกำเริบเสิบสานไม่ได้”
สาลินหัวเราะคิก
“แปลว่าตอนนี้ชักสนิทแล้ว ก็เลย”
“กำเริบเสิบสาน โธ่ คนเราก็ยังงี้แหละครับ พอรู้จักใหม่ๆก็เกรงใจ พออีกหน่อยผมอาจจะกำเริบยืมเงินคุณก็ได้”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย”
ชายเล็กขยับมาใกล้อีกนิด “ฮ้า แปลว่าคุณจะให้ผมยืมเงินจริงๆหรือฮะ”
“เปล่า ฉันหมายความว่า อยากยืมก็ยืมไป แต่ฉันไม่ใจอ่อนให้ยืมเด็ดขาด”
ชายเล็กหัวเราะ
“จริงฮะ คนสมัยนี้ต้องทันคน ถ้ามัวอ่อนมัวเกรงใจอยู่ก็จะถูกคนอื่นเอาเปรียบตลอด”
สาลินสลด “อย่างพี่ศรีของฉันซีนะ”
“เฮ้อ วกมาเรื่องนี้อีกแล้ว”
“ก็จริงนี่ อีตาคุณชายชื่อยาวนั่นร้ายที่สุดเลย ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ คือ เรื่องมันเป็นยังงี้”
สาลินเริ่มเล่าด้วยความจริงบ้าง ใส่ไฟบ้าง ตีความเองบ้างตามประสา ชายเล็กลงนอนคว่ำ ศอกเท้าพื้นแล้วเอาฝ่ามือรองคางฟังไป
บนศาลาการเปรียญหลังจากการเลี้ยงพระเพล บรรดาญาติธรรมครึ่งหนึ่งแต่งชุดขาว ส่วนใหญ่คือผู้เฒ่า ผู้แก่ หญิงผัวทิ้ง หญิงขึ้นคาน และหญิงอกหักรักคุด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งแต่งกายด้วยสีสันปรกติ
บรรดาญาติธรรมกำลังล้อมวงกินข้าวกลางวันกันอยู่ 3-4 วง คุณตา คุณยาย กับผู้เฒ่าวัยใกล้เคียงอยู่วงหนึ่ง เสียงสนทนาดังแซ่ดราวไม่ใช่วัด คุณตามองไปยังประตูเข้าศาลาแล้วชะงัก คนอื่นๆมองตาม จู่ๆเสียงแซ่ดก็เงียบกริบ
พุดซ้อนอยู่ในชุดผ้าซิ่นขาวห่มสไบ ตามหลังมาด้วยชบาทิพย์ที่สวมกระโปรงเหนือเข่าเล็กน้อยเสื้อขาว พุดซ้อนถือปิ่นโตเถามหึมานัยว่าเพิ่งไปถวายส่วนตัวกับรองเจ้าอาวาสที่เป็นหมอดู ส่วนชบาทิพย์ถือถุงห่านพะโล้มา 4 ถุง ท่าทางสำหรับ 4 วง
เมื่อพุดซ้อนกรายเข้ามาใกล้ ทุกคนจึงเห็นว่าซิ่นขาวนั้นแทรกดิ้นทองทั้งผืน สไบก็เป็นผ้าลูกไม้สวิส ยาวเกินสไบผู้ปฏิบัติธรรมลงไประพื้น หน้าผมจัดเต็ม พุดซ้อนมาคุกเข่าลงที่กลุ่มคุณยาย
“อ้าว แม่พุดซ้...พุทธชาติ มาด้วยหรือจ๊ะ” ยายทัก
“มาค่ะ เอาของเพลไปถวายหลวงพี่น้ำผึ้ง เห็นว่าท่านอาพาธไม่ได้ลงศาลา” พุดซ้อนบอก
“อ๋อ จ้ะ”
“แล้วนี่ ห่านพะโล้ท่าดินแดงค่ะ ซื้อมาหลายตัว จะได้แบ่งกันทั่วๆทุกวง”
ชบาทิพย์คลานเข่าเอาถุงเปิดแจก ผู้คนทุกวงเซ็งแซ่อนุโมทนาแต่พุดซ้อนพูดต่อ
“คนที่ไม่เคยกิน จะได้รู้รสให้เป็นลาภปาก”
แทบทุกคนชะงักแล้วแทบจะไม่อยากแกะใส่จาน แต่ไหนๆก็ไหนๆก็เลยกิน คุณยายยิ้มเซ็งๆ
“ขอบใจจ้ะแม่คุณ ขอให้เจริญๆ”
พุดซ้อนเลยนั่งแปะที่วงนี้แล้วแสร้งสอดส่ายสายตา
“อ้าว หนูสาล่ะคะ”
“เมื่อเช้านี้เขาเป็นหวัดฟ่อดๆแฟ่ดๆน่ะ ก็เลยให้อยู่บ้าน”
พุดซ้อนตาวาว “คงเปียกฝนเมื่อวานนี้ใช่ไหมคะ” พุดซ้อนเสียงดังขึ้น “เมื่อวานพอดีอิฉันอยู่ที่ปั๊ม พอฝนซาก็มีรถคันยาวหรูหรามาเติมน้ำมัน คนขับก็เป็นหนุ่มท่าทางโก้”
ทุกคนหยุดกิน ฟังพุดซ้อน คุณตา คุณยายเริ่มรู้แล้วว่าไม่ชอบมาพากล
พุดซ้อนพูด “ดิฉันกับชบาทิพย์เติมน้ำมันให้”
ชบาทิพย์ยิ้มหน้าซีดเพราะรู้ว่าแม่เป็นจอมใส่ไข่
“แล้วเห็นอะไรรู้ไหมคะ” พุดซ้อนบอก ทุกคนยิ่งสนใจ “ดิฉันเห็นในรถมีผู้หญิงสาวนอนหลับไหลไม่ได้สติอยู่”
ทุกคนตาเบิกโพลง คุณตากับคุณยายสบตากัน
พุดซ้อนตบอกผาง “ดิฉันกับลูกชบาทิพย์ใจหายวาบ นึกได้ถึงข่าวแท็กซี่มอมยาผู้โดยสาร เลยไปดูใกล้ๆ”
พุดซ้อนตาเบิกโพลงขึ้นอีกเท่านึง
“แล้วดิฉันกับลูกก็ตกใจขึ้นเป็นสองเท่า เพราะผู้หญิงคนนั้นคือ”
ทุกคนมองอย่างใจจดใจจ่อ
“หนูสาลิน”
กลุ่มที่เจริญสติมาน้อย พลันส่งใจออกนอกวิเคราะห์ วิตก วิจารณ์กันแซ่
“ว้าย สลบเลยหรือคะ / ผ้าผ่อนอยู่ครบหรือเปล่า / เรื่องมอมยาที่จริงนะเธอ ไม่ใช่ข่าวลือ วันนั้นหลานห่างๆของพี่สาวเพื่อนของเพื่อนลูกสาวฉันอีกทีก็โดน / โธ่เอ๋ย หนูสา มิน่าถึงมาวัดไม่ได้”
คุณตาโกรธจนแทบลุกขึ้นเต้น คุณยายเอามือกดขาไว้ ยิ้มเหี้ยมกับพุดซ้อนและทุกคน ดวงตาวาววับราวสายฟ้า
“มันไม่ใช่”
“คือยังงี้ค่ะ เมื่อวานนี้ยายสาเขาไปเยี่ยมพี่สาวที่วังวุฒิเวสม์ วังของเสด็จพระองค์หญิงไงคะ”
ทุกคนนิ่งฟัง คุณยายพนมมือไหว้เหนือศีรษะเมื่อกล่าวถึงเสด็จ ทุกคนไหว้ตาม พุดซ้อนเลิ่กลั่กไหว้ทีหลังสุด
“แล้วก็เกิดฝนตกใหญ่ คุณชายกิตติราชนริทร์ วุฒิวงศ์ พี่เขยยายสาก็เลยขับรถมาส่ง”
ชาวบ้านทั้งหลายมีอาการที่มิได้ผิดแผกจากยายพิณนัก ทุกคนวิจารณ์กันเซ็งแซ่
“คุณชายก็หม่อมราชวงศ์น่ะซี พี่สาวยายสาก็เป็นสะใภ้จ้าว”
“อ๋อ พวกก๊กวุฒิวงศ์ แต่วังชื่อวุฒิเวสม์”
“คุณชายท่านเป็นอะไรกับเสด็จน่ะครับ”
“เป็นพระภาติยะค่ะ คำชาวบ้านก็คือลูกของลูกพี่ลูกน้องเสด็จพระองค์หญิงท่าน”
คุณยายเชิดหน้าแล้วปรายตาดูพุดซ้อน พุดซ้อนรู้สึกผิดแผน
พุดซ้อนถาม “แล้วที่สลบไสลล่ะคะ”
“อ๋อ ยายสาโดนละอองฝนเลยรับประทานยาหวัดเข้าไป แต่ไม่ได้หลับนะคะ แค่นั่งหลับตานิ่งๆ”
ชบาทิพย์กระตุกขาแม่ พุดซ้อนรู้แล้วว่าถึงเวลาต้องพลิกพลิ้วชิวหามาเชลียร์แทน
“มิน่าเล่า รถถึงได้งามยังกะราชรถ เป็นหม่อมราชวงศ์ชายถึงได้ราศีจับ ยังกะมีแสงออกจากตัว เห็นปั๊บก็รู้ว่าผู้ดีมีสกุล”
“แต่ไอ้ยาหวัดนี่มันกินแล้วซึมจริงๆนะ วันก่อนฉันกินแล้วขึ้นรถจะไปลงแครายไปตื่นอีกทีก็ทุ่งพระเมรุแล้ว”
คุณยายยิ้มอย่างผู้ชนะ พุดซ้อนยิ้มเรี่ยราด
“แหม ดีนะคะ ที่อิฉันไปเห็นเข้า ถ้าเป็นคนอื่นต้องคิดไปในทางบัดสีแน่ค่ะ”
“ดีนะคะ ที่แม่พุทธชาติเป็นคนใจบุญสุนทาน มองคนแต่แง่ดีแง่งาม ไม่ใช่คนปากยื่นปากยาว”
“ค่ะ ผลบุญถึงส่งให้รวยขนาดนี้ไงคะ”
พุดซ้อนโบกมือไปด้วย แหวนที่นิ้วและสร้อยข้อมือเปล่งแสงสว่างแวบวับ
“แม่ ไป”
พุดซ้อนขอตัวลุกไปสังสรรค์อีกวง คุณยายมองตามตาเขียว คุณตาสะกิด
“คุณ เมื่อกี้รับศีลข้อมุสาหรือเปล่า”
“ตอนนี้น่ะศีลข้อมุสามันด่างมันเดาะหมดแล้ว ขืนอยู่ต่อข้อปาณาก็จะด่างด้วย วันนี้ไม่ถงไม่ถือมันแล้วนะ อุโบสถ กลับ”
“คุณตา คุณยายกินห่านกันค่ะ”
“ชั้นไม่ชอบห่าน มันปากยื่นปากยาว” ยายว่า
คุณตาพายเรือแคล่วคล่องเข้าเทียบบันไดศาลา ยายพิณคอยดึงเรือผูกเชือกเรือ แต่คุณยายขึ้นท่าตัวปลิวไปโดยไม่สนใจปิ่นโต หม้อไหอะไรทั้งสิ้น คุณตารีบตามขึ้นไปบนศาลา
ศรีษะของคุณตาคุณยายโผล่ขึ้นมาหลังเถาบวบดอกสีเหลืองออกพราว ชายเล็กกับสาลินกินขนมจีนแกงที่เหลือแบ่งจากถวายพระอยู่ที่ศาลา
“มาอีกแล้ว” ยายว่า
“เอ หรือว่านี่งู ตัวที่ยายสาฝัน” ตาบอก
“วุ๊ยคุณ อย่าไปชี้โพรงให้กระรอก”
คุณยายเสียงดัง สาลินหันมาเห็นคุณยายเลยทำเป็นเลือกบวบ ส่วนคุณตาไม่รู้จะทำอะไรเลยดึงดอกบวบมาถือ สาลินและชายเล็กเดินมายกมือไหว้
“กระรอกอะไรคะ”
“หมู่นี่กระรอกมันชอบมาเจาะมะม่วงลูก ร่วงเกลื่อนเลย”
คุณยายโกหกเป็นชุด คุณตาส่ายหน้าแล้วเปรยเบาๆ
“นี่ขนาดเพิ่งไปต่อศีลกับสมภารมานะ”
คุณยายค้อน คุณตาโอภาปราศรัยกับชายเล็ก
“ไงพ่อพลมาทำงานหรือวันนี้”
“เปล่าครับ วันนี้แวะมาเยี่ยมคุณตา คุณยายเลย”
ชายเล็กร์ประจบ คุณตากับคุณยายสบตากัน ชายเล็กชวนคุยเรื่อยเปื่อย
“เมื่อกี้ผมไปจอดรถที่ปั๊ม เด็กปั๊มบอกแม่พุดซ้อน เอ๊ย พุทธชาติไปวัด เจอกันหรือเปล่าครับ”
คุณยายหน้าบึ้ง
“เจอน่ะซี ถึงได้รีบกลับมานี่ไง”
ฟ้าเบื้องบนร้องครืนครัน ลมพัดอู้มา ทุกคนแหงนหน้าดูเห็นเมฆมหึมาเคลื่อนมาบังฟ้า
“ฝนมาอีกแล้ว”
“ใช่ครับ เมื่อวานก็ตกหนักมากนะครับ ผมยังไปติดฝนกับพี่สาว”
ชายเล็กพูดเรื่อยเจื้อยแล้วชะงัก
“คุณมีพี่สาวด้วยหรือ” สาลินถาม
“ไม่ใช่พี่สาวแท้ๆหรอกครับ คือญาติผู้ใหญ่ผมเขากำลังทาบทามพี่สาวคนนี้ให้พี่ชายผมน่ะครับ”
“คงไม่ใช่เรื่องจับคลุมถุงชนนะคะ”
“ไม่หรอกครับ เพราะผู้ใหญ่ท่านปล่อยให้ทำความรู้จักกันก่อน ยังไม่มีเรื่องหมั้นหมาย สู่ขออะไร”
“เห็นไหมคะ ไม่มีใครเขาทำเหมือนคู่พี่ศรีกะคุณชายขี้เก๊กนั่นซักคน”
ชายเล็กอมยิ้ม ลมแรงพัด คุณยายถือโอกาสพูด
“เอ พ่อพล ฝนท่าทางจะตกใหญ่ กลับไปเสียก่อนดีไหมจ๊ะ”
“เอ สาว่าอาจจะไม่ตกก็ได้นะคะ ลมพัดข้ามไปทางบางกรวยหมดแล้ว”
คุณยายตาเขียว
“ฉันบอกว่าตกก็ตกซี”
สาลินสะดุ้ง บดินทร์เห็นท่าไม่ค่อยดีรีบยกมือไหว้ลา คุณยายรับไหว้ส่งๆ คุณตาสงสาร สาลินยังงง
“ครับ ท่าทางจะตกห่าใหญ่เลยครับ”
คุณตา คุณยายนั่งบนยกพื้น สาลินนั่งห่างออกมา
“ทีคุณพลไปไล่เขากลับ แต่กับอีตาคุณชายชื่อยาวนั่น ต้อนรับซะยังกะรับซาร์ซาเรวิซ”
“นั่นเขาจะมาดองกับเรา ก็ต้องรู้จักมักคุ้นไว้ซีจ๊ะ แต่นายพลนี่ ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้” ยายว่า
“เขาดู เปิดเผย จริงใจ ตรงไปตรงมาดีออก” สาลินบอก
“ยายสาเอ๋ย คบคนน่ะ เขาต้องดูนานๆลูก อย่ารีบด่วนตัดสินใครเลย” ตาเตือน
“ที่ฉันให้เขากลับไปแต่หัววันน่ะ ไม่ได้รังคัดรังแคอะไร แต่ว่าช่วงนี้มีนังพวกตาผี จมูกมด คอยสอดส่ายสายตาหาเรื่องหนูอยู่”
สาลินนึกแล้วพูด
“อ๋อ ยายซ้อน แกชอบมาแอบดูหนูกับคุณพล แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ”
คุณยายค้อน
“มันไม่ใช่แค่นายพล แต่ยายซ้อนเอาไปป่าวประกาศกลางศาลาว่า เห็นหนูอยู่ในรถคุณชายรองเมื่อวานนี้”
“แล้วมันเป็นอะไรหรือคะ”
“มันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ถ้าแม่นั่งรถเขามาเฉยๆ ไม่ใช่นอนหลับไหลไม่ได้สติขนาดนั้น”
สาลินทำหน้าละเหี่ย
“หนูแค่หลับตาเล่นๆ เอ๊ะ แล้วยายซ้อนมาเห็นได้ยังไง”
“อุ๊ยตาย แค่หลับตาเล่นๆ แต่ไม่รู้เลยหรือว่า คุณชายรองเขาเข้าไปเติมน้ำมันในปั๊มยายซ้อนตั้งนานสองนาน”
“ก็ลมมันเย็น หนูก็ต้องเคลิ้มไปบ้างซีคะ”
คุณตาอมยิ้ม
“รู้ไหม คุณยายเขายอมศีลขาด โกหก” ตาว่า คุณยายหยิก “เอ๊ย แก้ตัวให้หนูเป็นฉากๆ”
“ใช่ พอบอกว่าเป็นคุณชาย เป็นหม่อมราชวงศ์ เป็นพระภาติยะเสด็จพระองค์หญิงก็เลยคดีพลิก ยายซ้อนเห่อเจ้า ปลาบปลื้มประโลมใจ เลิกคิดอกุศลได้”
สาลินหน้าหงิก
“พอเห็นเป็นเจ้า เป็นหม่อมเข้าล่ะก็ กลายเป็นสัปบุรุษ บริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาเชียวหรือคะ ฮึ อีตานี่แหละ คุณชายชื่อยาว เสือผู้หญิงแท้ๆ เชียว”
คุณตากับคุณยายมองหน้ากัน
“พอหนูเจอทีไรก็เห็นเขากำลังโอ้โลมปฏิโลม กอดจูบลูบคลำผู้หญิงอยู่ทุกที”
“อ้อ เขาเป็นเสือผู้หญิง แล้วยังมีหน้าไปหลับไหลไม่ได้สติในรถเขาอีกนะจ๊ะ” ยายว่า
สาลินนึกๆ แล้วก็อ่อนลงนิดแต่ก็ยังกระฟัดกระเฟียด
“ฮึ หนูอยากให้ยายซ้อนรู้ว่า อีตาคุณชายนี่ไม่ใช่คนดี” สาลินว่า
“งั้นเดี๋ยวก็ไปหายายซ้อน บอกว่าที่ฉันพูดน่ะผิดไป ที่จริงคุณชายเป็นเสือผู้หญิงตัวฉกาจ หนูเลยนอนแผ่หมดแรงหมดเรี่ยวมา ดีไหมจ๊ะ”
คุณยายประชด คุณตาสะดุ้ง
“แรงเกินไปแล้วคุณ”
“ถ้าไปบอกจริง ชื่อหนูก็คงกระฉ่อนไปทั่วคุ้งน้ำเลยนะคะ ไม่น่าเผลอหลับเลยเรา”
คุณยายค้อนคุณตา
บราลีกับลลิตาซักถามสาลินเกี่ยวกับเรื่องวันก่อน หนุ่มแว่นแอบฟังอยู่ไม่ห่าง
จิตริณีทำงานอยู่ เหลือบมองเป็นระยะ
“จะไม่มีอะไรได้ยังไง คุณชายกิตติราชนรินทร์เขาฉุดเธอขึ้นรถแบบนั้น” ลลิตาบอก
“แล้วเธอก็สมยอมด้วย” บราลีถาม
หนุ่มแว่นหน้าเสีย
บราลีซัก “บอกมา ไปไหน เรื่องราวเป็นยังไง”
“เขาเรียกฉันไปด่า ก็เท่านั้น แล้วจากนั้น”
แว่นรีบแทรกเข้ามาทันที “อะไรครับ”
สามสาวเป็นงง
“พูดมาซีครับว่าเกิดอะไรขึ้นจากนั้น” แว่นซัก
“ฉันก็กลับบ้าน เอ นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องรู้เลยนะคุณแว่น”
“ใช่ ผมมันไม่มีความหมาย ผมมันแค่นักศึกษาต๊อกต๋อย ไม่ใช่ หม่อมราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์”
“กลับบ้านไปทานยาก่อนไหมคะ”
“ไม่ต้องมาเสือกไสไล่ส่งผม ผมจะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีก โป้งแล้ว โกรธสิบทีอย่ามาดีสิบชาติ”
แว่นชูนิ้วโป้งแล้ววิ่งหายไป สามสาวเป็นงง
“ฉันชักห่วงสวัสดิภาพตัวเองแล้วซี มีคนบ้าอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด” บราลีว่า
จิตริณีเดินเข้ามาพร้อมหนังสือพิมพ์
“มีใครอ่านข่าวสังคม วิรงรองซุบซิบแล้วหรือยังคะ”
“มีอะไรคะคุณจินนี่”
ลลิตาคว้าหนังสือพิมพ์มาอ่าน
“นางเอก ย.ไปฉีดนม กับฉีดแก้ม นางงามถูกผัวซ้อม เอ๊ะ ว้ายตายแล้ว”
“ใครตายยะ ญาติฝ่ายไหน”
“ไม่มีใครตายย่ะ แต่ว่าคุณอัศนีย์ เถลิงการ กลับเมืองไทยแล้ว”
“คนนี้ไงที่แต่งปุ๊บก็หย่าปั๊บกับคุณหญิงเทพีเพ็ญแสง คุณหญิงเลยกลับมาควงคุณชายกิตติราชนรินทร์”
“ถ้ากลับมา ถ่านไฟเก่าจะคุไหมเนี่ย”
สาลินเป็นกังวลจึงรีบดึงจิตริณีแยกมา
สาลินกระซิบจิตริณี
“คุณจิตริณี คุณเคยบอกใช่ไหมคะว่าคุณอัศนีย์คนนี้เป็นเพื่อนคุณ”
“ใช่ค่ะ เพื่อนสนิทด้วย”
จิตริณีสายตาเศร้าไปเล็ก ๆ
“ถามทำไมคะ”
“ฉันกลัวที่ลลิตาพูดค่ะ กลัวว่าถ่านไฟเก่าของคุณอัศนีย์กับคุณหญิงเทโพจะคุขึ้นมาอีกครั้ง เป็นไปได้ไหมคะ”
“คุณคิดอะไรอยู่”
“ฉันไม่อยากให้เขาคืนดีกันน่ะซี ฉันอยากให้อีตาคุณชายได้สมรักกับยายคุณหญิงเทโพค่ะ”
“ทำไมคะ ฉันสงสัยอยู่เหมือนกันคุณไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับคุณชายคนนี้”
“เรื่องยาวค่ะ วันหลังจะเล่าให้ฟัง”
ไนเจลเดินเข้ามาพอดี
“โอว์ วันนี้ร่านจริง ๆ”
จิตริณีถาม “บอสหมายถึง “ร้อน” ใช่ไหมคะ”
“ใช่ ใช่ ร้อน เมื่อกี้ตอนขับรถ มีแท็กซี่ตะโกนใส่ผม บอกว่า “พ่อเมิงตาย” เขารู้ได้ยังไงว่าพ่อผมเสียแล้ว”
“เออ มันคือคำด่าคะ บอส”
“ฉิบหายแล้ว”
“ใจเย็น ๆ ค่ะ เดี๋ยวฉันจะทำน้ำใบเตยเย็นเจี๊ยบให้ทานนะคะ”
“เยี่ยมครับ ใบเตยเป็นเครื่องเพศที่หอมมาก”
สองสาวสะดุ้ง
“เครื่องเทศค่ะบอส อย่าพูดผิดนะคะ มันทะลึ่ง Dirty มากค่ะ”
“เหรอ คุณจินนี่” ไนเจลตาหวานเชื่อม “คุณต้องช่วยฝึกให้ผมอีกเยอะเลยน้า”
“ค่ะ วันนี้ฝึกแบบเรียนเร็วได้รึยังคะ “พ่อหลีพี่หนูหล่อ พ่อเขาชื่อหมอหลำ แม่ชื่อแม่หยา อยู่แพที่สำเหร่”
ไนเจลพูดตามแต่ยิ่งพูดยิ่งวิปริต สาลินครุ่นคิดแต่เรื่องถ่านไฟเก่า
บนถนนหน้าห้องสมุดมีรถสปอร์ตสีแดงเพลิงรุ่นล่าสุดของยุคและเปิดประทุนแล่นมาจอด คนขับคืออัศนีย์ หนุ่มหล่อ แต่งตัวหล่อเนี้ยบหรูหราไปตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาก้าวลงรถมาเห็นว่าสวมแว่นกันแดดหรู เขาพิงประตูรถมองดูอาคารห้องสมุดแล้วอมยิ้มนิดๆ ชาวบ้านชาวตลาด ออฟฟิศแมนและเกิร์ลแถวนั้นมองเป็นตาเดียว มวยมณีเดินผ่านมา อัศนีย์ถาม
“คุณครับ ห้องสมุดบริติช-ไทยไปทางไหน
“เดินไปอีก 2 บล็อคค่ะ”
อัศนีย์เดินไป มวยมณีหันไปจับกล้ามหนุ่มข้างๆ
จบตอนที่ 6
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #6 on:
02 August 2026, 21:51:23 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000116466
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 7
เผยแพร่: 18 ต.ค. 2558 08:22 ปรับปรุง: 20 ต.ค. 2558 22:06 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 7
เทพีเพ็ญแสงปรายตามองอาหารที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะหยิบแครกเกอร์แผ่นบางๆ
มาพลิกดูแล้วเอาทิชชู่ซับ แล้วกัดไปคำเล็ก หม่อมวาณี รวมทั้งรื่นกับโรยมองอย่างลุ้นๆ ส่วนศศิรัชนีส่ายหน้าแบบระอา พลาง พลิกหน้าข่าวสังคมแล้วขมวดคิ้ว
“อัศนีย์ เถลิงการ บินเงียบกลับเมืองไทยมาร่วม 2 เดือน แต่ไม่ยอมออกงานไหนเลย ข่าวว่ากำลังจะเปิดตัวธุรกิจใหม่”
อ่านแล้วก็เงยหน้ามองน้องสาว แล้วก็ตัดสินใจยื่นส่งให้แม่ หม่อมวาณีรับมางงๆ หญิงก้อยหันมาถาม
“มีข่าวอะไรบ้างคะ หม่อมแม่ อ่านคอลัมน์ยายติ่งก็ได้”
หม่อมวาณีไม่รู้เรื่อง ก็รีบอ่านหนังสือเอาใจลูก
“ไม่เห็นมีข่าวอะไรเลยลูก มีเรื่องนางเอก ย.ไปฉีดพาราฟีน มีเรื่องคุณ อ. ถูกสามีซ้อม”
หญิงก้อยทำหน้าเอือม “หญิงไม่สนใจข่าวแบบนี้ค่ะ หญิงเบื่อ”
“แล้วก็ข่าว อัศนีย์ เถลิงการ กลับมาเมืองไทยได้ 2 เดือนแล้ว”
หญิงก้อยชะงักกึกขึ้นมาทันที หม่อมวาณีฉุกคิด
“อัศนีย์ อัศนีย์ไหนนี่ ว้าย”
พอนึกออก ก็เหลือบมองศศิรัชนี อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ส่วนหญิงก้อยทำสีหน้าเย็นชา
“ข่าวว่าเขาจะมาเปิดธุรกิจตัวใหม่ลูก”
“หญิงไม่สนใจหรอกค่ะ หญิงเบื่อ”
“แล้วหญิงจะทำยังไงคะ” ผู้เป็นแม่ย้อนถาม
“ไม่เห็นต้องทำอะไรนี่คะ หญิงกับอัศนีย์ลาจากกันด้วยดี แบบศิวิไลซ์ ไม่ได้เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันซักหน่อย”
“จ้ะ จ้ะ เฮ้อ นี่ชายรองก็หายหน้าไปเลย สองสามวันนี่โทรมาบ้างไหม หญิงกลาง”
“ไม่มีนี่คะ สงสัยกำลังวุ่นวายกับการเตรียมงานหมั้นอยู่มั้งคะ”
ศศิรัชนีพูดหน้าตาเฉย แต่จงใจ หญิงก้อยลุกขึ้นพรวด
“ขอตัวค่ะ หม่อมแม่ หญิงเบื่อ”
จากนั้นก็เดินเชิดกลับขึ้นชั้นบน รื่น โรยลุกตาม หม่อมวาณีหันมาหาศศิรัชนี
“หญิงนะหญิง พูดเรื่องชายรองหมั้นออกมาทำไม”
“วันนั้นหม่อมแม่ก็พูดเองไม่ใช่หรือคะ ว่าคุณรองควรคิดให้รอบคอบเรื่องขัดใจเด็จป้า”
หม่อมวาณีถอนหายใจ “เฮ้อ แต่ฝ่ายเราล่ะลูกจะเป็นยังไง โธ่เอ๋ย หญิงก้อย วันๆ ไม่ยอมกินอะไร ผอมแทบจะปลิวลมอยู่แล้ว ชายรองก็ช่างกระไร ไม่มาดูดำดูดีเลย แล้วไอ้เจ้าอัศนีย์นี่อีก ไม่รู้จะกลับมาทำไมตอนนี้”
“ดีออกค่ะ”
“ดียังไง”
“หญิงก้อยจะได้เลิกเบื่อไงคะ”
หม่อมวาณีรู้ว่าฝ่ายนั้นจงใจแขวะทั้งตนทั้งลูกสาวคนโปรดก็ค้อนขวับ
สาลินกำลังให้บริการยืมหนังสืออยู่ที่เคาน์เตอร์ ครู่หนึ่งเสียงนุ่มทุ้ม ก็ดังขึ้น
“สวัสดีครับ”
พอเธอเงยหน้าขึ้น ก็ตะลึงไปกับความหล่อของอัศนีย์ ลลิตาเงยหน้ามองตาม ก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร
“ค่ะ มีอะไรให้ช่วยคะ”
อัศนีย์ตอบยิ้มๆ “ผมหาคุณเลขาที่ชื่อจิตริณีครับ”
ลลิตาเอามือทาบอก ขณะที่สาลินถามต่อ
“จะให้เรียนว่าใครมาคะ”
“ช่วยเรียนว่า อัศนีย์มาหาครับ อัศนีย์ เถลิงการ”
ลลิตาผวาอีก บราลีมองอย่างรำคาญ สาลินแปลกใจว่าทุกอย่างกำลังเคลื่อนมาหมุนรอบตัว อัศนีย์ยิ้มกว้าง ท่าทางสง่าราวนายแบบ
จิตริณีก้มหน้าก้มตาพิมพ์ดีดอยู่ ไนเจลมายืนดูด้านหลัง พลางยิ้มอย่างรักใคร่ แล้วสายตาก็มองไป
เห็นเนินอกฝ่ายแรกอล่างฉ่าง ก่อนจะรีบเมิน แล้วถอยหลังไปชนชั้นแจกันเอียง หนังสือล้มตะแคง เขาคว้าแจกันไว้ได้ ทัน
“อะไรคะ บอส”
ไนเจลตั้งสติได้ ก็ยิ้ม แล้วเดินก้าวมา
“ไม่มีอะไร แค่มองดู”
จิตริณีก้มลงเก็บปากกา เห็นเนินอกอีก
ไนเจลเสียงสั่น “อก”
จิตริณีทรงตัวขึ้นนั่ง “คะ”
อีกฝ่ายรีบแก้เก้อ “แค่มองดู คุณอกตั้ง”
“เขาเรียกตั้งอกตั้งใจค่ะ”
“ใช่ น่าขยำ”
“อะไรนะคะ” จิตริณีถามย้ำ
“ไม่ใช่ขยำ ขยัน คุณขยันจริงๆ โอ มายก็อด ภาษาไทยทำไมยากอย่างนี้”
จิตริณีลุกขึ้น เห็นเนคไทไนเจลเบี้ยวก็จัดให้ ฝ่ายหลังถึงกับเคลิบเคลิ้ม
“ชอบคุณมาก”
จิตริณีทำเป็นไม่รู้ความนัย “ขอบคุณมากต่างหากคะ”
พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เชิญ “
พอประตูก็เปิดออก สาลิน บราลี ลลิตา ก็เดินเรียงกันเข้ามา พอเห็นคล้ายมือจิตริณีกำลังทาบแผงอกไนเจลก็อ้าปากค้าง ไนเจลรู้สึกตัว รีบผละแยกออกมา จิตริณียิ้มสบายๆ
“มีอะไรครับ”
บราลีรีบบอก “มีเพื่อนเก่ามาขอพบคุณจิตริณีค่ะ”
ไนเจลหันมาถาม 3 สาว “ผู้ชายหรือผู้หญิง”
จิตริณีเลิกคิ้วสงสัย
พอจิตริณีเดินออกมา อัศนีย์ก็รีบกางแขน 2 ข้างรับ ฝ่ายแรกรีบก้าวไปหา ก่อนจะสวมกอดจูบแก้มซ้ายขวาฉันท์มิตร
สาลิน ลลิตา บราลีมองตาค้าง ไนเจลยกมือกุมหัวใจอย่างไม่รู้ตัว
พอผละออกจากกัน อัศนีย์ก็ใช้สองมือจับมือจิตริณีไว้
“จินนี่ ดาร์ลิ่ง”
จิตริณียิ้มหวาน “ลองไทม์โนซี ลมอะไรพัดมา อาร์นี่”
“ลมแห่งความคิดถึงน่ะซี”
ไนเจลตาลุกเป็นไฟ จิตริณีหันมาทางกลุ่มสาลิน
“โอ เสียมารยาทจัง ฉันขอแนะนำค่ะ บอสคะ นี่อาร์นี่ อัศนีย์ เถลิงการ เพื่อนของฉันสมัยเรียนอยู่ที่สเตทค่ะ อาร์นี่คะ นี่บอสของฉัน มิสเตอร์ไนเจล ไบรอน”
อัศนีย์กับไนเจลก้าวมาจับมือเขย่า
ฝ่ายแรกยิ้มนิ่งๆ แต่มองตาไนเจลอย่างรู้ๆ ว่าคิดอะไร ฝ่ายหลังยิ้มตอบแบบสุภาพ แต่ดวงตาราวจะแผดเผา
พอ 3 สาวกลับมาประจำที่เคาน์เตอร์ ลลิตาก็ทำหน้าปลาบปลื้ม
“นักเรียนนอกก็เก๋แล้ว เป็นทายาทอภิมหาเศรษฐีก็ยิ่งเก๋ แต่ทำไมถึงต้องหล่อขนาดนี้ โซ
เพ้อร์เฟ่กทึ”
บราลีมองค้อน “นังพวกหลงรูปจูบเงา”
สาลินรีบจุ๊ปาก “จุ๊ๆๆ มาแล้ว”
จิตริณีควงแขนอัศนีย์เดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ ฝ่ายหลังเอาแขนเท้าเคาน์เตอร์มองสาลินอย่างสนใจ
“ผมกับจินนี่จะไปกินข้าวกัน ไปกับเราไหมครับ”
จิตริณีชะงัก สาลินอึ้ง บราลีกับลลิตาเหลือบมอง นึกอยากให้ตอบรับ
“ไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันมีนัดแล้ว ขอบคุณ”
จิตริณีอ่อนใจ รีบดึงอัศนีย์มา “อย่าถือสาอะไรนายคนนี้เลยนะคะลินซี่ ไปได้แล้วค่ะ อาร์นี่”
อัศนีย์ที่ถูกดึงตัวไป ยังเหลียวดูสาลินไม่วางตา
ลลิตามองเคลิ้ม “ต๊าย ควงแขนกันไป เท่ยังกะดาราฮอลลีวูด”
บราลีเบ้ปาก “เชอะ พวกอภิสิทธิ์ชน ยังไม่ทันพักเที่ยงเลย ไปไหนกันไม่รู้”
สาลินส่ายหน้า “ก็คงไปฟุดฟิดฟอไฟ ตกกะไดขาหัก ตามประสานักเรียนนอกน่ะซี”
ลลิตาเอาสองมือประสานระดับอก ดวงตาเคลิ้มฝัน “อาร์นี่ เอ้ย คุณอัศนีย์นี่ล้อหล่อนะ”
คราวนี้สาลินเป็นฝ่ายเบ้ปากบ้าง “เนี่ยน่ะเหรอหล่อ”
“หล่อซียะ เอ๊ะ นี่เธอมีตาหรือเปล่า”
“มีซียะ ฉันถึงได้เห็นว่านายนี่แต่งตัวมากเกินขนาด จนดูแปลกๆ ยังไงไม่รู้”
บราลีเห็นด้วย รีบพยักหน้าหงึก ลลิตายังเถียงต่อ
“ใช่ซี้ ใครจะหล่อ เรียบ หรู เหมือนคุณชายรถยาวของเธอล่ะ”
สาลินทำตาปริบๆ “อีตาบ้านั่นไม่ใช่คุณชายของฉัน”
บราลีหันมาถามบ้าง “นี่ .แล้วอีตาลูกเศรษฐี วันๆ ลอยลมไปลอยลมมานี่ เขารู้จักเธอมาก่อนเหรอถึงชวนไปกินข้าวด้วย”
“ก็รู้จักพร้อมกันกะเธอ 2 คนแหละ เออ อยู่ดีก็ชวน พิลึกจัง”
ลลิตาหน้างอ “ทีฉันไม่เห็นชวน ว้าย บอสมา”
ไนเจลเดินหน้าบึ้งมามองดู สาลินรีบตอกบัตรง่วน บราลีพิมพ์เอกสารรัวเป็นข้าวตอกแตก ลลิตาจัดบัตรคืนลงท้ายหนังสือ ท่าทางขยันขันแข็ง
“ลินซี่ ไปกินข้าวกลางวันกะผม ไรท์นาว”
สาลินทำตาปริบๆ ลลิตากับบราลีได้ยินแว่วๆ ก็ทำตาโต
ณ ค้อฟฟี่ช็อปสุดหรูละแวกสีลม
อัศนีย์นั่งเอนกายแขนพาดไปตามพนักโซฟา อีกมือแกว่งแว่นกันแดดเล่น จิตริณีนั่งอยู่ตรงข้ามพลิกดูเมนู บริกรยืนมองด้วยความทึ่ง
“ขอวิสกี้ซาวร์ ของคุณผู้หญิง โอลด์แฟชั่น”
จิตริณีเลิกคิ้วยิ้มนิดๆ อย่างพอใจ พนักงานรับคำแล้วเดินไป
“ยังไม่เปลี่ยนใจไปชอบอย่างอื่นใช่ไหม”
“ฉันไม่ใช่คนชอบเปลี่ยนใจบ่อยๆ อย่างคุณนี่”
อัศนีย์ยิ้มขัน “ใครว่าผมชอบเปลี่ยนใจ ผมแค่ชอบลองของใหม่”
“แปลว่า ของเก่าก็ไม่ทิ้ง ของใหม่ก็อยากลองใช่ไหม”
“อิท'ส ฮิวแมน เนเจอร์”
จิตริณีถามต่ออีก “แล้วทำไมของใหม่ที่ลองได้ไม่ถึงปี ถึงได้กลายเป็นของเก่าที่ทิ้งขว้างกันไปได้ล่ะ”“แย่ เอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ขนาดหนัก”
จิตริณีแกล้งล้อ “นั่นพูดถึงตัวคุณใช่ไหม”
“คุณก็รู้ว่าผมพูดถึงใคร”
จิตริณีทำหน้าแปลกใจ “แปลกจัง คุณเองก็เอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์เป็นที่หนึ่ง น่าจะอยู่กันได้”
“ใครว่า แข็งกับแข็งมาเจอกัน มันก็เลยหักเป๊าะต่างหาก”
“ข่าวว่าคุณกลับมาตั้งเกือบเดือนแล้ว ไปมัวทำอะไรอยู่” จิตริณีถามอีก
“ล่องเรือไปเรื่อยๆ แวะพัทยา ผมว่าต่อไปน่าจะบูม เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้”
“Don't talk about bussiness กลับมานี่ได้เจอหญิงก้อยหรือยัง”
อัศนีย์ส่ายหน้า “ยัง แต่จิตตินบอกว่า เขากลับไปอี๋อ๋อกับคู่รักเก่า”
จิตริณียิ้มนิดๆ พลางกวาดตาไปรอบๆ ร้าน
“ฉันเองก็เคยเจอเขาไปไหนด้วยกันตั้งหลายหน แต่ขี้เกียจเข้าไปทัก เพราะท่าทางคุณหญิง เธอไม่ค่อยชอบหน้าฉันเท่าไร”
“เพราะผมสนิทกับคุณมากไง สนิทมากกว่าคุณหญิงเธอเสียอีก”
จิตริณีเหมือนชะงักนิดหนึ่ง นัยน์ตาหม่นลงนิดหนึ่ง “อันบีลิฟเฟเบิล”
“จริงๆ กับคุณหญิงน่ะ เป็นความใกล้ชิดทางกาย แต่กับคุณเป็นความใกล้ชิดทางใจ เบสท์ เฟรนด์ ฟอร์เอเวอร์”
จิตริณียิ้มน้อยๆ “รีลลี่ ?”
พอบริกรเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟแล้วเดินผละไป อัศนีย์ก็พูดต่อ
“คุณหญิงน่ะ สปอยไชลด์จริงๆ นะ จินนี่ วิรงรองบอกว่าเขาไปมีเรื่องอาละวาดกับคนรักเก่าอีกแล้ว”
จิตริณีเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
ทางด้านชายรองก็กำลังนั่งกินอาหารกับศุภรอยู่ในร้านเดียวกัน
“นี่นายดีกับหญิงก้อยแล้วหรือ ไอ้หม่อม”
ชายรองอึ้งไปนิดหนึ่ง “ยัง”
“อ้าว เห็นหน้านายดูสดใส ไม่ดำปี๋เหมือนตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ”
“พูดเกินไปแล้ว ตอนนี้ฉันมีอะไรต้องทำเยอะแยะ เลยไม่มีเวลามาคิดมากกว่า”
ศุภรทำหน้าไม่เชื่อ “ไม่จริงมั้ง คราวก่อนที่หญิงก้อยแต่งงานไป ฉันเห็นนายหน้าดำเหมือนโดนอีเป๋ออยู่ตั้งครึ่งปี”
ชายรองทำตาปริบๆ เพราะอีเป๋อเป็นของต่ำ ผู้ดีไม่บังควรเอ่ยถึง
“นายพูดจาน่าเกลียด นายศุภร”
“จริง แต่วันนี้น่ะนายหน้าระรื่นเชียว”
ชายรองแอบดูเงาหน้าตัวเองในกากาแฟสีเงิน ก็เห็นตนเองดูผ่องใสจริงๆ ศุภรถามต่ออีก“เออ นายเห็นข่าวยัง นายอัศนีย์ เถลิงการ กลับมาเมืองไทยแล้ว”
“ยังงั้นหรือ ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันนี่”
ศุภรคว้ากากาแฟมารินเพิ่มในถ้วยตัวเอง พอมองไปเห็นไนเจลเปิดประตูพาสาลินเข้ามา ก็เผลอจ้องมองไม่วางตา จนเทกาแฟล้นถ้วยลงในจานรอง ชายรองร้องเฮ้ย รีบคว้ามือไว้
“เฮ้ย นายทำบ้าอะไร นายศุภร”
“ดูสาวน้อยที่ควงมากับฝรั่ง น่ารักเป็นบ้าเลย”
อีกฝ่ายค่อยๆ หันไปดู แล้วก็ชะงัก เมื่อเห็นไนเจลและสาลินนั่งลงบริเวณหน้าร้าน
ไนเจลนั่งหน้าเคร่ง สาลินพลิกดูเมนูในมือ แล้วเงยหน้ามอง
“ทำไมถึงไม่ชวน 2 คนนั้นมาคะ”
“ผมอยากอยู่กับคุณตามลำพัง”
สาลินตาเบิกกว้าง “ทำไม บอสอยากอยู่กับฉันตามลำพังทำไมคะ”
พอไนเจลยื่นหน้าชะโงกข้ามโต๊ะมา เธอก็ตาเหลือกโต
ชายรองเอี้ยวตัวมอง ศุภรส่ายหน้าอย่างเสียดาย
“อ้าว มีหอมกันด้วย เสียดุลการค้าจริงๆ”
“นี่นะเหรอ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”
ชายรองหน้างอ รีบหันหลังกลับ อารมณ์เสียออกนอกหน้า
ไนเจลยื่นหน้ามาถาม
“คุณรู้เรื่องอะไรบ้างกับชายเพื่อนของเขา”
สาลินทำตาปริบๆ ก่อนจะถอนใจโล่ง
“พุทโธ่ แหม เรื่องพวกนี้ฉันไม่รู้อะไรมากหรอกค่ะ เรื่องแบบนี้บอส ต้องถามโลลิต้าค่ะ”
“ไม่ได้ โหล่ลี้ท่าปากใหญ่ ชอบยื่นจมูกเรื่องคนอื่น ถ้าถามคงเอาไปกระจายข่าว จนถึงยามกับ
เหมด”
สาลินพูดต่อ “เท่าที่ฉันรู้นะคะ คุณอัศนีย์เป็นลูกชายมหาเศษฐี เป็นเพื่อนเก่ากับคุณจินนี่ สมัยที่เธออยู่นิวยอร์ค”
“เพื่อนแบบไหน” ไนเจลถามอย่างร้อนใจ
“แหม ไม่ทราบซีคะ แล้วอีกไม่นานคุณอัศนีย์แต่งงานอยู่กับ...เอ้อ สาวสังคมคนหนึ่ง” ไนเจลอารมณ์ดีขึ้นมานิดหนึ่ง “โอ แมริจ แมน”
” แต่ว่าตอนนี้ คุณอัศนีย์กับสาวสังคมคนนั้นหย่าขาดกันแล้วค่ะ เพราะอะไรฉันก็ไม่ทราบ”
ไนเจลหงิกขึ้นมาอีกรอบ “หย่ากันแล้ว อะเวลหละเบิล ไม่ดี”
“ค่ะ ฉันเองไม่ค่อยทราบอะไร”
“สำหรับคนไม่ค่อยทราบ คุณรู้ข้อมูลเยอะมาก”
สาลินทำตาปริบๆ รู้สึกว่าโดนด่ามากกว่าชม ครั้นไนเจลขยับถอยออก กอดอก เธอก็ยักไหล่ แล้วหันไปสั่งอาหารกับบริกร
ชายรองแอบเอี้ยวตัวมองอีกหน เห็นไนเจลกอดอกนั่งเมินหน้า ขณะที่สาลินนั่งกินเอาๆ โดยไม่สนใจ ก็แอบรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย
“งานเป็นไงบ้าง”
อัศรีย์เงยหน้าขึ้นมาถามจิตริณี
“ทำงานกับฝรั่งดีจะตาย ไม่เรื่องมาก”
“แต่ผมดูๆ เขาอยากมีเรื่องกับคุณอยู่นะ”
จิตริณีเองก็รู้อยู่เต็มอก แต่ก็ทำเป็นยักไหล่ “คงไม่หรอก”
อัศนีย์ขยับตัว ยื่นหน้ามาพูดใกล้ๆ “เด็กคนนั้นน่ะ ที่คุณเรียกว่าลินซี่”
จิตริณีตาเบิกกว้าง “อีกแล้วหรือ”
“อะไรอีกแล้ว”
“ก็ธรรมชาติอยากลองของใหม่ของคุณน่ะซี”
อัศนีย์หัวเราะขัน “โธ่ ผมเห็นหน้าตาแกเก๋ดี ท่าทางก็รื่นเริง ก็แค่อยากรู้จักเอาไว้ก็เท่านั้น”
จิตริณียิ้ม ก่อนจะพูดอย่างเด็ดขาด ครึ่งหนึ่งคือความหวังดีต่อสาลิน แต่ยังมีอีกครึ่งหนึ่ง แฝงสาเหตุอื่นไว้
“เด็กคนนี้เป็นเด็กดี ฉันไม่ให้ท้ายคุณเด็ดขาด”
ชายรองยืนล้างมืออยู่ที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ ครู่หนึ่งอัศนีย์ก็เปิดประตูเดินเข้ามา ฝ่ายแรกมองอย่างแปลกใจกับการแต่งตัว แล้วก็จำได้คลับคล้ายคลับคลา แต่ฝ่ายหลังกลับจำได้แม่น
“อ้าว คุณชาย สวัสดีครับ”
“ครับ สวัสดี”
อัศนีย์ยิ้มร่า “อิท'ส สมอลล์ เวิร์ลจริงๆ”
ชายรองมองอย่างงงๆ “โทษ คุณคือ...”
“จริงซิ เราเจอกันแค่ครั้งเดียว แล้วคุณชายก็ต่อยผมเสียด้วย จำได้รึยังครับ”
“อ้อ”
“ครับ ผม อัศนีย์ เถลิงการ”
ชายรองรีบบอก “งั้นก็เสียใจด้วยกับการหย่าร้างของคุณกับหญิงก้อย”
อีกฝ่ายยิ้มสวนกลับไป “ผมก็ยินดีด้วย ที่หญิงก้อยกลับไปหาคุณชายอีกครั้ง”
ชายรองหน้าตึง มองอย่างเอาเรื่อง อัศนีย์ยิ้มสู้
ประตูห้องส้วมเปิดออก พร้อมกับที่ไนเจลเดินหน้าบึ้งออกมา อัศนีย์ชะงักหันไปดู ต่างคนต่างแปลกใจเมื่อเห็นกัน
“อ้าว คุณบอส แหม วันนี้โลกมันกลมเกินเหตุจริงๆ”
ชายรองเองก็อึ้งๆไป เมื่อจำได้ว่าคือฝรั่งที่ทำท่าเหมือนจู๋จี๋กับสาลิน ไนเจลเชิดใส่อัศนีย์เล็กน้อย
“ช่าย บังเอิญจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวขอเชิญคุณกับจินนี่ร่วมโต๊ะกับผมเลยไหม ผมมากับสาวบรรณารักษ์อีกคน”
“ไม่รบกวนหรอกครับ แต่ เอ สาวบรรณารักษ์คนสวย ๆ ที่ชื่อลินซี่รึเปล่า”
ไนเจลนึกแปลกใจ “ก็อด คุณรู้จักลินซี่ด้วยเหรอ”
ชายรองขมวดคิ้ว แล้วก็เดาเรื่องต่อว่า ไนเจลคงทำงานกับสาลินและจีบกันอยู่ แถมนายอัศนีย์รู้จักยายเด็กกะโปโลนั่นด้วย
“เดี๋ยวผมถามจินนี่ก่อนดีกว่า เรากำลังรื้อฟื้นความหลังกันอยู่น่ะครับ”
ไนเจลขบกรามแน่น “คงรื้อฟื้นความหลังสมัยอยู่นิวยอร์คช่ายหมาย”
“คุณรู้ด้วย?”
“จินนี่บอกผมแทบทุกเรื่อง เราสนิทกันมาก”
ชายรองขมวดคิ้วแบบงงๆ ว่าตกลงฝรั่งจีบใคร จินนี่หรือลินซี่ ? ไนเจลมองอัศนีย์เอาเรื่อง
ประตูห้องส้วมเปิดออกอีก ศุภรออกมา เห็นอัศนีย์ก็สะดุ้งเฮือก แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้สนใจ จำไม่ได้ด้วยซ้ำ ก่อนจะหันมาพูดเหน็บไนเจล
“สนิทมากเลยเหรอครับ แต่ไม่เห็นจินนี่เล่าเรื่องคุณให้ฟังเลย เพราะผมเองก็สนิทจินนี่มาก บอกผมแทบทุกเรื่องเหมือนกัน”
ไนเจลขบกรามแน่น “วันหลัง เชิญที่ห้องสมุดดีกว่า ผมจะได้ชก....เอ๊ย ผมจะได้พาชมห้องสมุด เรามีหนังสือน่าสนใจมากมาย”
“แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ คุณบรรณารักษ์ลินซี่คนสวยนั่น”
ชายรองยิ่งหมั่นไส้สาลิน ถามโพล่งขึ้นมา
“ลินซี่ที่ว่า คือสาลินใช่ไหมครับ”
ไนเจล อัศนีย์ ถามขึ้นมาพร้อมกัน “คุณรู้จักลินซี่ด้วยเหรอ”
ไนเจลถามต่ออีก “คุณเป็นใคร ไปรู้จักลินซี่ตอนหนาย”
ชายรองยักไหล่ ตอบอย่างยียวน “เรื่องส่วนตัวของผม แล้วคุณล่ะเป็นใคร”
ไนเจลกำหมัดแน่น ศุภรรีบพูดแทรกขึ้นมา
“เออ ผมว่ามาคุยกันในห้องน้ำแบบนี้มันอึดอัดนะครับ แถมมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วย ขอตัวก่อนครับ ไป ไอ้หม่อม”
ชายรองค้อมหัวแล้วเดินออกไป ไนเจลยืดตัวตรง หันมาประจันหน้าอัศนีย์ต่อ
สาลินออกมายืนโต๋เต๋อยู่หน้าคอฟฟี่ช็อป เห็นดอกไม้ร่วงตกมาบนหัวไหล่ ก็หยิบมาดู ก่อนจะหยิบมาเสียบรังดุมเสื้อ พลางยิ้มนิดๆ พอเงยหน้าขึ้น ก็สะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นชายรองยืนมองอยู่ โดยมีศุภรยืนเยื้องไป
ข้างหลัง
“คุณมาทำอะไรแถวนี้”
ชายรองทำหน้ากวน “มาทำธุระ”
ศุภรมองดูสาลินชัดๆ แล้วก็แอบชื่นชมในความบริสุทธิ์สดใส แต่ในอีกใจก็งงที่ชายรองกับสาลินรู้จักกัน
“มาทำธุระ? ” สาลินถามย้ำ
“ทำไม ไม่เชื่อหรือ ฉันไม่ได้มาคอยตามดูพฤติกรรมเธอหรอกน่า แต่วันนี้ฉันเชื่อแล้วว่าเธอไม่ใช่เด็กนักเรียน หรือเด็กกะโปโลที่ไหน เธอเป็นถึงบรรณารักษ์ห้องสมุดฝรั่ง”
“คุณรู้ได้ยังไง”
“ก็จากนายฝรั่งเธอไง แล้วยังมีนายเศรษฐีอีกคนที่พูดถึงเธอไม่หยุดปาก”
สาลินเป็นงง ศุภรก้าวมายิ้มให้อย่างสุภาพ
“ผมกับไอ้หม่อมเปิดร้านผ้าไหมในโรงแรมใกล้สี่แยกนี่ไงครับ”
สาลินยิ้มตอบ “เปิดมานานหรือยังคะ”
“ 2 ปีแล้วครับ”
สาลินตาวาว รีบหันมาหากิตติ
“คุณเปิดร้านมา 2 ปีแล้ว ก็เป็นไปได้ที่คุณจะแวะมาร้านบ่อยๆ แล้วขับรถสาดโคลนใส่ฉันตั้ง 2 หน”
ศุภรเกาหัว ชายรองเชิดใส่
“อาจจะใช่ แล้วก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ตราบใดที่ฉันยังไม่เจอไดอารี่ ฉันก็ยังสรุปไม่ได้”
“อย่างคุณต่อให้หาไดอารี่เจอ ต่อให้ตรงวันที่ฉันกล่าวโทษคุณ คุณก็คงไม่ยอมรับความจริงหรอก”
“รู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นคนแบบนั้น” ชายรองย้อนถาม
“โธ่ แค่เรื่องพี่สาวฉันกับยายแฟนหญิงเทโพของคุณ คุณยังไม่กล้าทูลเสด็จเลย ยอมรับความจริงไหมล่ะ”
ชายรองเริ่มโมโห “นี่ เธออย่ามาหาเรื่องฉันเกินไปนักนะ เธอมันก็แค่....”
“บรรณารักษ์ห้องสมุดฝรั่ง”
ชายรองโกรธจนพูดไม่ออก จังหวะนั้นไนเจลก็เดินหัวเสียออกมา
“ลินซี่กลับเถอะ ถ้าผมอยู่ต่อเป็นได้เป็นโผน กิ่งเพชรแล้ว”
สาลินยืนงง “ทำไมคะ”
“คนแถวนี้น่าชกทั้งนั้น”
พูดพลางหันจ้องหน้าชายรอง แล้วคว้าข้อมือสาลินลากหลุนๆ กลับไป
“นี่มันอะไรกันวะ กลับไปคุยที่ร้านดีกว่า มีเรื่องต้องคุยเยอะเลย”
ศุภรเดินนำชายรองไปทางหัวถนนที่ตั้งของร้านผ้าไหม ครู่หนึ่งจิตริณีกับอัศนีย์ก็เดินออกมา
“คุณเจอคุณชายกิตติในห้องน้ำ โอ มายก็อด”
อัศนีย์ยิ้มสนุก “ทำไม”
“เขาน่าจะต่อยปากคุณซักหมัดสองหมัด”
“ผนต่างหากที่น่าจะเอาคืนสักหมัด สองหมัด อีกอย่างถ้าแลกหมัดกัน คงเป็นมวยหมู่”
“ทำไมคะ”
“เจ้าบอสฝรั่งของคุณก็เกือบจะต่อยปากผมเหมือนกัน”
“ในห้องส้วม เหมือนนาย อัศนีย์ เขาอยากโอภาปราศรัยกับแก”
ศุภรพูดโพล่งออกมา ขณะอยู่กับชายรองตามลำพังในห้องทำงาน
“ทำนองนั้น แต่นายฝรั่งคนนั้นก็มาแทรกก่อน”
“ดูเหมือนฝรั่งคนนั้นกับนายอัศนีย์มีเรื่องขัดข้องกันอยู่”
ชายรองหน้าตึง “จะเรื่องอะไร ก็เรื่องแย่งผู้หญิงกัน ทั้งคนที่ชื่อจินนี่ กับยายเด็กบรรณารักษ์นั่นด้วย”
ศุภรส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ “ฉันไม่เชื่อว่ะ เด็กผู้หญิงคนนั้นดูซื่อๆ สดใสจะตาย”
“อย่าให้หน้าซื่อๆ หลอกแกได้เชียว ยายเด็กนั่นร้ายจะตาย เจ้าหล่อนเล่นงานฉันฉอดๆๆ ไม่เห็นหรือ”
“เห็น แต่ฉันงง นายกับเด็กนี่ต้องมีอะไรมากกว่า แค่นายขับรถทำโคลนเปื้อนชุดเขาแน่”
ชายรองรีบบอก “ก็ยายคนนี้แหละที่เอาน้ำมาราดกางเกงฉัน”
“อ้อ....แล้วมีอะไรมากกว่านั้นอีกรึเปล่า” ศุภรถามต่ออีก “เห็นพูดถึงพี่สาวเขากับหญิงเทโพกับเสด็จ มันอะไรกัน”
อีกฝ่ายนึกทบทวน แล้วก็รู้สึกทั้งน่าปวดหัวและน่าขบขัน
“เรื่องมันยาวว่ะ ฉันไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง”
“ว่ามา เริ่มต้นที่คุณหญิงเทพีนี่ ใช่เทพีเพ็ญแสงรึเปล่า แล้วเสด็จใช่เสด็จป้าของแกรึเปล่า แล้วพี่สาวเค้าเป็นใคร เกี่ยวอะไรกับแก และที่สำคัญ สวยมั้ย”
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 7 (ต่อ)
หม่อมอำพันยืนระทดระทวยอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องโถงตำหนักเล็ก ก่อนจะเอาผ้าไหมทาบตัว
พลางบิดซ้ายย้ายขวา นมย้อยที่นั่งบนโซฟา กำลังคลี่ดูผ้าไหมเนื้อมันเลื่อมวาววับ ชายเล็กเอาผ้ามาทาบๆ จับเดรปบนตัวนมย้อย
พักใหญ่หม่อมอำพันหมุนตัวมาทางชายรอง ที่นั่งอยู่ในห้องด้วย
“ขอบใจนะชายรอง ดี ฉันจะได้ตัดชุดใหม่ไว้ออกงาน”
นมย้อยรีบบอก “แหม ผ้าเนื้อดีแบบนี้ อิฉันตัดไม่ลงค่ะ”
ชายเล็กช่วยเสนอ “จะไปยากอะไร นมก็เอามาผูกๆ พันๆ แบบชุดนางฟ้าฝรั่งซี”
“วุ้ยไม่เอาหรอกค่ะ เดี๋ยวไปหลุดกลางงาน ขอบพระคุณอีกครั้งนะคะคุณชายรอง”
“จ้ะนม”
ยายน้อมกับเจียมพนมมือไหว้แต้
“สวยจังเลยค่ะ คุณชาย จริงไหมยายน้อม”
“สวย สวย สวย สวย สวย เอ๊ะ นังเจียม เอ็งแกล้งข้าหรือ ขอบพระคุณนะเจ้าคะคุณชาย
เอาแจกครบทั่วทุกตัวคนในตำหนักเลย”
“อุ๊ย ไม่ทุกคนหรอก ยายน้อม”
เจียมพูดเสียงเบาๆ ยายน้อมมองตาม เห็นจรวยนั่งคอแข็งอยู่หน้าทีวี
หม่อมอำพันหันมาเห็น “เสียงคุณศิริพรนี่ แสดงว่าละครมาแล้ว นังจรวย ทำไมไม่เรียกฉันยะ”
“อิฉันเห็นหม่อมกับใครต่อใคร ตื่นเต้นกับของฝากอยู่ ก็เลยไม่อยากแทรกเป็นยาดำน่ะค่ะ”
หม่อมอำพันมองค้อน “ฉันพลาดไปกี่ตอนแล้วนี่ เสียงคุณศิริพร ละครมาก็ไม่บอก”
พูดพลางเดินไปนั่งดูโทรทัศน์กับนมย้อย พร้อมกับลูบคลำผ้าไปด้วย ชายผ้าแทบจะระหัวจรวยชายเล็กลุกมานั่งกับพี่ชาย “นี่พี่รองแวะไปร้านมาหรือครับ”
“อืมม์ แวะไปเซ็นเอกสารน่ะ รู้ไหมว่าฉันเจอใคร”
“เจอใครฮะ เจอหญิงก้อย” ชายเล็กเดาส่ง
“ไม่ใช่”
“แล้วเจอใครล่ะฮะ”
“ก็แม่น้องสาวของศรีจิตราน่ะซี เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดอะไรซักอย่าง”
ขายเล็กรีบบอก “ห้องสมุดฝรั่งที่สุรวงศ์ไงครับ ที่เจ้าของสร้างเป็นอนุสรณ์ให้เมียที่ตาย”
“นี่นายรู้มากจริง”
ชายเล็กส่ายหน้ายิ้มๆ “รู้มากกับความรู้มาก มันไม่เหมือนกันนะครับ”
พอเห็นพี่ชายทำหน้าเบ้ ก็แอบขำ เพราะไม่เคยเห็นหลุดเนี้ยบมาก่อน
“เป็นบรรณารักษ์หรือ แต่ปากคอเราะร้าย กล้าหาญชาญชัยเหมือนแม่ค้าตลาดสดไม่มีผิด”
“โธ่ อย่าด่วนตัดสินใครง่ายๆ ซีครับ หน้าปกกับเนื้อในอาจไม่เหมือนกันก็ได้”
ชายเล็กอมยิ้ม เมื่อนึกถึงตอนที่สาลานจีบปากจีบคอด่าคุณชายชื่อยาวให้ฟัง
“นายขำอะไร”
“ไม่มีอะไรครับ แค่ขำว่าตอนนี้ผมเจอแต่คนชอบตัดสินใครต่อใครง่ายๆ อยู่ซะเรื่อย”
นมย้อย เจียม และยายน้อมนั่งอยู่บนตั่งในเรือนครัว เด็กลูกมือ 3 คนนั่งตาวาว เพราะบนตักนมย้อยมีผ้าไหมอีก 5 ผืน
“พวกเราก็แบ่งๆ กันเองก็แล้วกัน อย่าแย่งกันนะจ๊ะ”
เด็กลูกมือรีบลุกมาแย่งกันคว้าผ้าไป
“อ้าว แม่คุณ ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ”
3 นางหน้าม่อย ก่อนที่คนแรกจะพูดตามหลักคณิตศาสตร์
“ผ้ามันมีห้าผืน มันก็แบ่งไม่ลงตัวซีเจ้าคะ คุณนม”
ยายน้อนกับเจียมลอบสบตากัน
“ไม่ลงตัวหรือ ดี อีก 2 ผืน ฉันกะป้าน้อมเอาเอง
เจียมลืมคำมั่นเข้าชิงผ้าด้วย จรวยก้าวมา ด้วยเครื่องทรงจัดเต็มยิ่งกว่าทุกวัน ยายน้อมเหลือบมองแล้วด้นสด
“แหม แต่พูดความจริง อิฉันไม่กล้าใส่หรอกค่ะ คุณนม”
“อ้าว ทำไมล่ะ” นมย้อยย้อนถาม
“เป็นขี้ข้าเขา แต่มาทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอ แมงปอใส่ตุ้งติ้ง เดี๋ยวขี้กลากจะขึ้นหัว”
จรวยเชิดขึ้นอีกเท่า ต่างหูตุ้งติ้งส่ายไหว ปรายตาดูการแย่งผ้า
“ผ้าพวกนี้ดูเผินๆ ก็สวยดี แต่พอดูจริงๆ สงสัยจะเป็นผ้าติดปลายไม้ที่เหลือๆในร้าน”
นมย้อยหน้าตึง เจียมยิ้มละไม เงยหน้าพูดนอบน้อมกับจรวย
“”แต่ยังไงก็ยังดีค่ะ”
“ดียังไง”
เจียมมองหยัน “ดีที่ยังได้ไงคะ ดีกว่าโบ๋เบ๋ไม่ได้อะไรเลย
จรวยเกือบเต้นเร่าๆ แต่นึกได้ว่าตอนนี้เป็นผู้ดีแล้ว ก็เชิดหน้าสะบัดพรืดออกไป
เด็กลูกมืออีกคนมองเย้ย “ว้าย เขาได้กันทั้งตำหนัก คุณเธอไม่ได้อยู่คนเดียวหรือคะ”
ยอดรีบอวด “ผมกับเจ้ารามซิงค์ก็ยังได้ปาเต๊ะคนละตั้ง 2 ผืน”
น้อมยิ้มเยาะ “จะอะไร ก็คุณชายรองเหม็นขี้หน้าพี่สะใภ้ก้นครัวน่ะซี”
นมย้อยช่วยพูดแก้แทน “คุณชายเธอไม่คิดเล็กคิดน้อยหรอก แต่วันก่อน คุณชายโตเพิ่งทะเลาะกับแม่จรวยมา”
ทุกนางตาโต เจียมรีบถาม “เรื่องอะไรคะ หนูก็วงในทำไมไม่รู้”
นมย้อยหันมาอธิบาย “ก็เรื่องเธอขนตัดเสื้อเดือนที่แล้ว 10 ชุดน่ะซิ คุณรองคงเห็นว่าถ้าให้เธอ ผัวเมียจะทะเลาะกันอีก”
ทุกนางพยักเพยิดก่อนจะพูดซ้อนกัน
“จริงค่ะ / บางวันน่ะเปลี่ยนตั้งสามสี่ชุด / หนูน่ะซักรีดทั้งวันจนคันง่ามหมดแล้ว”
เจียมทำหน้างง “ง่ามอะไรยะ”
เด็กอีกคนรีบบอก “ง่ามมือค่ะ”
ยายน้อมหัวเราะร่วน เจียมจี้เอวพูดว่าคันง่าม นมย้อยทำท่าจะเป็นลม
“คันง่าม คันง่าม คันง่าม”
ชายโตนอนอ่านหนังสือ อีกมือก็ดึงเชือกไกวเปลตาตุ้มที่แขวนเกี่ยวตะขอกับคานเพดานแน่นหนา
จรวยผลักประตูเข้ามา หน้าบูดบึ้งแล้วไปกระแทกตัวบนเตียงดังโครม
“มีอะไรอีกล่ะ”
“ฮึ อยากรู้นักว่าคนในวังนี้เห็นรวยเป็นตัวอะไร ใครจะพูดใครจะแขวะทำได้ทั้งนั้น คุณชายเป็นพี่ชายใหญ่ รวยก็ควรเป็นสะใภ้ใหญ่ แต่นี่ทุกคนทำยังกะรวยเป็นนังขี้ข้าก้นครัวตลอดกาลอย่างนั้น”
ชายโตถอนใจ “ใครทำอะไรอีกเล่า”
“ก็ทุกคนนั่นแหละ ไม่เว้นตั้งแต่คุณนมไปถึงนางข้าหลวงเด็กๆ แต่พูดไปก็ไม่มีใครร้ายเท่าน้องชายคุณชายหรอก”
“น้องชาย นายรองน่ะหรือ ฉันไม่เคยเห็นเขามาวุ่นวายอะไรกับเธอซักที”
จรวยหน้าตูม “ค่ะ เขาไม่ว่า เขาไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะเขาสำคัญเกินกว่าจะลดตัวลงมาเกี่ยวข้องกับ
คนต่ำๆ อย่างรวยน่ะซี”
ชายโตรีบพูดปราม
“เราก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกันก็สิ้นเรื่อง”
“ค่า ตอนนี้ก็พอทำเนา แต่พออีกหน่อยแต่งงานไป แม่หลานสาวคุณสอางค์ แม่ชาวสวนนั่น
คงเข้ามาวางท่าเป็นสะใภ้เอก คอยชี้นิ้วรดหัวรวยอีกคน”
“ใครจะมากล้าทำอย่างงั้น เด็จป้าก็อยู่ หม่อมแม่ก็อยู่ทั้งนั้น”
“แล้วถ้าเสด็จสิ้นฯ หม่อมแม่สิ้นล่ะคะ” จรวยย้อนถาม “เราไม่บ้านแตกสาแหรกขาดหรือ”
“นี่ พูดอะไรให้คิดหน่อย”
ชายโตพูดดุ แล้วลุกพรวดไปสงบสติอารมณ์ที่หน้าต่าง จรวยมองดูอย่างพอใจที่ทำท่าจะยุขึ้น พลางยิ้มในหน้า แล้วใช้สองนิ้วเขี่ยแขนเสื้อให้ตกเผยทรวงอวบ ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดจากด้านหลัง
“เพราะรวยคิดแล้วซีคะ รวยถึงได้พูด”
จรวยเอาเนื้อตัวถูไถ ชายโตชะงักหันมา ก้มดูทรวงอก ฝ่ายแรกสบตายวนยั่ว พออีกฝ่ายก้มลงจูบ ก็ขยับตัวอย่างชำนาญ จนชุดลงไปกอง
ชายโตอุ้มจรวยมาเตียง สบตาหวานร้อนแรง ทันใดก็มีเสียงตาตุ้มแผดร้อง ทั้งคู่หันไปดู เห็นหนูน้อยนั่งในเปล หน้าเบะ มองมาตาแป๋ว
“อารมณ์เสีย จะมาแหกปากร้องอะไรตอนนี้”
ชายโตทำจมูกฟุดฟิด “กลิ่นอะไร”
“น้ำหอมใหม่ค่ะ ชื่อ 1147”
ชายโตหน้าเบ้ ผลักจรวยจนผงะ แล้วลุกพรวด
“ไม่ใช่น้ำหอม นี่มันกลิ่นตาตุ้ม”
“ตาตุ้มขี้ / ว้าย”
ตาตุ้มเห็นพ่อแม่แหกปาก ก็แปลกใจ หยุดร้องไห้ เปลี่ยนเป็นหัวเราะคิกคัก
อัศนีย์แต่งตัวเต็ม นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์กับวิรงรองที่นุ่งสั้นจู๋ ผมเป็นช่อชั้น จิตตินเองก็แต่งเต็มที่แต่ดูราคาถูกกว่าอัศนีย์ครึ่งหนึ่ง
“อาร์นี่ ได้ข่าวว่าพ่อยูกำลังสร้างโรงแรมใหม่” จิตตินถามโพล่งขึ้นมา
“งั้นมั้ง ฉันเองก็กำลังหาอะไรทำอยู่เหมือนกัน”
วิรงรองลุกขึ้นชูแก้ว ทำท่ากรีดกราย
“พ่อสร้างโรงแรม ลูกทำอะไรดีล่ะ โรงเต้นรำดีไหม”
อัศนีย์ยิ้มรับ “คุณติ่ง คุณนี่สมแล้วที่เป็นคอลัมนิสต์หน้าสังคม เดาได้ถูกเป๊ะ”
วิรงรองทำตาโต เลื่อมประภัสพลอยตื่นเต้นไปด้วย
“จริงหรือคะ คุณจะทำโรงเต้นรำแบบไหน”
“ผมจะสร้างไนท์คลับที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ กะว่าให้จุคนได้ซักพันนึง จะได้ไม่ต้องเบียดกันเป็นแคนซาร์ดีน มีโชว์ดีๆ แบบลิโด้หรือฟอลลี แบร์แยร์ แขกที่มาเที่ยวก็ต้องใส่แบลกไทกับอิฟนิ่ง กาวน์”
ฉัตรอาชารำพึงขึ้นมาบ้าง “ต้องใช้เงินเป็นล้านซีนี่”
“ใครว่าล้าน ผมกะเอาไว้ว่ายี่สิบล้าน ลงทุนเองสิบล้าน เรียกหุ้นอีกสิบล้าน สนใจจะเข้าหุ้นกับผมไหมล่ะ”
วิรงรองรีบบอก “ถ้าหุ้นละสิบบาทล่ะก็ ฉันซื้อ”
เลื่อมประภัสส่ายหน้า “ไม่เหมาะกับคนศีลธรรมจัดอย่างเลื่อมค่ะ”
ฉัตรอาชาส่ายหน้าตาม “ไม่ถนัดด้านอสังหาค่ะ”
วิรงรองหัวเราะคิกคัก
“ฉันเสียดายนายมิลเลียนแนร์แทนหญิงก้อยจริงๆ”
วิรงรองหันมาบ่นกับจิตติน ขณะเดินมาตามทางเดินด้วยกัน
“เฮ้ย เลิกกันไปตั้งครึ่งค่อนปีแล้วนะ”
“ใครจะรู้เขาอาจจะยังรักกันอยู่ก็ได้”
จิตตินขมวดคิ้ว “อ้าว ก็หญิงก้อยหวนไปคืนดีกับแฟนเก่าแล้วนี่”
วิรงรองทำหน้าครุ่นคิด “แต่ช่วงหลังมานี่ ดูจะระหองระแหงกันอีกแล้ว”
“นี่ เธออยากจะทำอะไรกันแน่”
“ถ้าถ่านไฟเก่ามันยังคุอยู่ ก็น่าจะทำให้มันรุ่งโรจน์โชตนาขึ้นมาอีกครั้ง”
จิตตินส่ายหน้า “ให้ตาย พวกผู้หญิงอย่างเธอทำไมชอบจับคู่ให้คนโน้นคนนี้ชะมัด แล้วแน่ใจ
หรือว่าอาร์นี่ไม่ไปเจอที่หมายใหม่แล้ว”
“ที่หมายใหม่ ?” วิรงรองย้อนถาม
“ฉันรู้สันดานมันดี”
วิรงรองทำตาปริบๆ
สาลินกำลังเช็ดถูบัตรรายการยืมหนังสือ
ครู่หนึ่งนักศึกษาแว่น ก็เดินเกาะเคาน์เตอร์ พลาง
ทำตาปรอย
“อ้าว ไหนว่าจะไม่มาให้เห็นหน้าแล้วไงคะ”
เด็กแว่นทำท่ายะโส “ผมยังไม่ได้หนังสือที่ผมต้องการ และผมจะให้โอกาสคุณเป็นครั้งสุดท้าย”
“โอกาสอะไรคะ” สาลินถามกลับ
“หาหนังสือเล่มนี้ให้ผมยืม แล้วผมจะจากไปตลอดกาล”
“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะคุณต้องมาคืนหนังสือในเจ็ดวัน”
สาลินมองเลยไป แล้วก็ถึงกับอึ้ง เมื่อเห็นอัศนีย์เดินมาเบื้องหลังเด็กแว่น
“หล่ออย่างกับคลิฟ ริชาร์ด”
เด็กแว่นยิ้มรับ “ขอบคุณครับ”
“ฮัลโหล”
อัศนีย์ที่แต่งตัวเต็มที่ พูดทัก พลางวางท่าเกาะเคาน์เตอร์ เด็กแว่นขยับถอยไป แล้วถอดแว่นออกดู แล้วมีรู้สึกเหมือนว่าตนเป็นนกกระจอกกำลังเผชิญพญาอินทรี
“เจอกันอีกแล้วนะครับ” อัศนีย์ยิ้มให้สาลิน
“ค่ะ มาหาคุณจินนี่หรือคะ”
“โอโน เปล่าครับ ผมกะว่าจะมายืมหนังสือ”
“ถ้าจะยืมหนังสือคุณต้องเป็นสมาชิกก่อนค่ะ แค่ยื่นใบสมัคร แล้วก็ให้สมาชิกเก่าหรือให้เจ้าหน้าที่ที่นี่รับรอง” สาลินอธิบายจริงจัง
“ไอซี งั้นคุณรับรองให้ผมได้ไหมครับ”
อัศนีย์ทำตายิ้มๆ เด็กแว่นขบกรามจนเป็นสัน สาลินยิ้มหวาน
“ไม่ได้ค่ะ แต่คุณจินนี่คงรับรองให้คุณได้”
“โอเค””
สาลินรีบบอก “งั้นฉันตามคุณจินนี่ให้นะคะ”
พูดจบก็เดินแยกไปทันที อัศนีย์รีบตามไปทันที
“คุณลินซี่ “
พอสาลินหันกลับมา เขาก็รีบบอก
“ไม่ดีกว่าครับ เพราะวันนี้ผมไม่ค่อยอยากเจอจินนี่เท่าไร”
สาลินชะงักกึก ลลิตา บราลีและเด็กแว่นเข้ามาเมียงมองอยู่ห่างๆ อัศนีย์ยกข้อมือดูนาฬิกาหรูฝังเพชร
“นี่ก็จวนเที่ยงแล้ว คุณออกไปกินข้าวกับผมไหมฮะ”
สาลินยิ้มนิดๆ เด็กแว่นกำหมัดแน่น
“ผู้หญิงไทย เขาไม่ไปไหนสองต่อสองกับผู้ชายที่ไม่รู้จักกันอย่างนี้หรอกค่ะ”
เด็กแว่นรีบพูดสอด “จริงครับ”
“ว็อท ? แต่เมื่อวานผมกับคุณเจอกันตั้ง 2 ครั้งแล้ว”
สาลินยิ้มน้อยๆ พลางผายมือไปยังเด็กแว่น ที่ทำตาโต ดีใจปานได้แก้ว
“เห็นคุณนักศึกษาแว่นนี่ไหมคะ”
“ครับ”
“เอ่อ ฉันคงไปทานกลางวันกับเขาน่ะค่ะ”
เด็กแว่นยิ้มแก้มปริ อัศนีย์ทำตากรุ้มกริ่ม
“ซักวันหนึ่ง คุณจะต้องยอมรับว่า เรา...รู้จักกัน”
พูดจบก็ค้อมศีรษะเป็นเชิงลา แล้วหมุนตัวเดินจากไป เจอไนเจลเดินเข้ามาพอดี
“เจอกันอีกแล้ว มิสเตอร์แอส”
อัศนีย์ทำหน้าเซ็ง “ผมชื่ออัศนีย์”
“จินนี่อยู่ไหน”
ไนเจลหันมาถาม ลลิตารีบตอบ
“ในห้องแกลลอรี่ค่ะ”
“งั้นวันนี้ผมคงต้องไปทานข้าวกับจินนี่ลำพัง 2 ต่อ 2”
อัศนีย์ยิ้มหยัน “Up to you”
“You're Welcome”
พูดจบ ไนเจลก็เดินผละออกมา
เด็กแว่นยิ้มปลื้ม “จริงนะครับ ไปทานข้าวกับผม”
สาลินส่ายหน้า “พูดเล่นค่ะ ขอโทษที่ต้องใช้คุณเป็นข้ออ้างนะคะ”
“โธ่ ผมไม่ใช่ของเล่นของคุณนะครับ”
“ยังไง ยังไง เล่า เล่า” ลลิตาตื่นเต้น
สาลินหันมาถาม “ทำไมเธอไม่เข้ามาฟังใกล้ๆ ล่ะ”
“ไม่ได้ ฉันไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็น”
บราลีถามบ้าง “เดี๋ยวคุณชายกิตติ เดี๋ยวคุณมหาเศรษฐีอัศนีย์ เอ๊ะ มันยังไงกัน”
สาลินถอนหายใจ “ฉันก็ยังงง ๆ อยู่นี่แหละ”
ครู่หนึ่งจิตริณีก็เดินมากับไนเจล
“คุณอัศนีย์ มาเหรอคะ”
จิตริณีรีบถาม ไนเจลหน้าตึง สาลินรีบเล่า
“เขามาติดต่อเคาน์เตอร์ค่ะ บอกว่าอยากยืมหนังสือ ฉันเลยแนะนำว่าให้สมัครสมาชิก”
“แล้วนี่หายไปไหนแล้วล่ะคะ”
สาลินส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ทราบค่ะ จู่ๆ ก็ออกไป คงเปลี่ยนใจมังคะ”
จิตริณีมองสาลินอย่างห่วงๆ “อาร์นี่ก็อย่างนี้แหละค่ะ เปลี่ยนใจง่ายวันละหลายหน”
ลลิตา บราลี เด็กแว่นถามขึ้นมาพร้อมกัน“นี่ๆๆๆ วันนี้เราไปทานอะไรกันดี”
ไนเจลรีบบอก “ผมก็หิวเหมือนกัน เราไปกินอะไรดีกัน”
ลลิตาตาโต “... “เรา” แปลว่าไปกันหมดทุกคนหรือคะ”
“ผมหมายถึง ผมกับจินนี่”
ไนเจลพูดจบก็เดินแยกไปกับจิตริณี ลลิตาก้มหน้าเสียใจอย่างแสนสาหัส บราลียิ้มสะใจ สาลินทำตาปริบๆ แล้วแยกไป เด็กแว่นทำหน้าเฮิร์ต
“ทั้งคุณชาย ทั้งมหาเศรษฐี ผมก็คงเป็นแค่ไม้กันหมา”
บราลีพูดเสริม “หมาเห่าใบตองแห้ง”
สาลิน ลลิตา บราลีเดินเข้ามาที่เพิงขายอาหารด้วยกัน
“ฮึ คงไปกินสปาเก็ตตี้ แอนโชวี่ในห้องแอร์กัน แต่เราต้องมากินปลาเจ่าหลน อยู่ในเพิงกรำแดดนี่”
ลลิตาตัดพ้อ บราลีทำหน้าเอือม
“จะแอนโชวี่ หรือปลาเจ่า มันก็ปลาเน่า เอ๊ย ปลาหมักเหมือนกันล่ะย่ะ”
สาลินพยักหน้า แล้วพูดเสริม “ดีไม่ดี ปลาเจ่าอร่อยกว่าด้วยซ้ำ”
ลลิตาทำหน้าเหยียดหยาม
“ต๊าย ทำเป็นไม่ชอบของนอกของสูง แต่เห็นคบแต่คุณชายกับเศรษฐี แน่จริงก็คบพวกใช้แรงงานบ้างซี”
“คนใช้แรงงาน อาบเหงื่อเพื่อมวลชน ไม่ดีตรงไหนยะ” บราลีย้อนถาม
“เชอะ”
ลลิตาค้อนใส่ทั้งสาลิน บราลี ก่อนจะเผลอเดินสะดุดแพร่ดไปเข้าอ้อมอกชายคนหนึ่ง แล้วก็ร้องตกใจ เสียงหลง
” ว้าย”
ชายนั้นประคองลลิตาไว้ คล้ายหน้าปกนิยายโรแมนซ์ ลลิตาตะลึงตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าคมสันกรามแข็งแรงอยู่ตรงหน้า ลลิตาหน้าแดงซ่าน ชายผู้นั้นก็หน้าแดงไม่แพ้กัน เหงื่อผุดพรายเต็มหน้า
“อุ๊ย ขอบคุณค่ะ”
ชายเล็กรีบบอก “ครับ คุณยืนตรงเถอะครับ”
“ทำไมหรือคะ” บราลีย้อนถาม
“ผมหนักครับ ประคองคุณไม่ไหวแล้ว”
ลลิตาหน้าหงิก พลางทรงตัวตรง บราลีหัวเราะเยาะ ชายผู้นั้นถอยไป เห็นว่าใส่ชุดหมี สวมหมวกแก๊ปมีตราบริษัทน้ำมัน ลลิตานึกรังเกียจ
“ว้าย พวกช่างฟิต”
บราลีมองค้อน “ต๊าย แฮนดี้แมน สารพัดช่างต่างหากย่ะ”
ชายผู้นั้นถอดหมวกเสยผม สาลินอ้าปากค้าง
“คุณพล”
“หวัดดีครับ”
ลลิตากับบราลีมองหน้ากัน สาลินถามต่อ
“คุณมาทำอะไรแถวนี้”
“มาหาข้าวกลางวันกินน่ะซีครับ แถวนี้มีอะไรอร่อยบ้าง”
“มากับฉัน เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”
สาลินหันมาหาลลิตาและบราลี
“ฉันมีธุระกระทันหัน ฉันแยกไปก่อนนะ”
ลลิตาพยายามทักท้วง ชายเล็กถอดหมวกอำลา
“ผมขอยืมตัวคุณสาหน่อยนะครับ”
สาลินดึงบดินทร์ออกไป ลลิตาเบะปาก
“ว้าย ไม่ได้มีแต่คุณชายกับเศรษฐี มีกรรมกรอีกคนนึง”
“ชนชั้นกรรมาชีพ แรงงานของชาติ อาบเหงื่อต่างน้ำ”
ลลิตาสูดจมูก “แต่รายนี้ตัวไม่เหม็นเหงื่อเลย ตัวฮ้อมหอม”
บราลีมองลลิตาเป็นเชิงว่า อย่าหลุดบท
ลลิตาถอนหายใจ “จะแนะนำหน่อยก็ไม่ได้ หรือว่ากลัวฉันจะแส่”
“อ้อ รู้ตัวเหมือนกันหรือยะ ตามไปดูมั้ยเธอ”
ลลิตาส่ายหัวยิก “ไม่เอาย่ะ ฉันหิว”
ลลิตาหันขวับมายังเพิงข้าวแกง บราลีก้าวตาม
“โถ แม่คุณ ยอมลดตัวมากินของรากหญ้าริมทาง
ลลิตาแง้มหม้ออาหาร
“ว้าย ปลาร้า เอาเนื้อๆ เน้นๆ ต่อนๆ เลยนะจ๊ะ”
บราลีทำตาปริบๆ
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 7 (ต่อ)
ณ ร้านอาหารเล็กๆ ที่ดูสะอาดสะอ้าน พัดลมบนเพดานหมุนแกว่งไกว
สาลินและบดินทราชทรงพลอยู่ที่โต๊ะในสุดตรงหน้าทั้งสองมีน้ำอัดลมพร้อมแก้วเกลือ สาลินเอาหลอดดูดจิ้มเกลือใส่ขวดน้ำอัดลม ดูมันละลายอย่างเพลิดเพลิน มวยมณีนั่งกินอยู่ที่อีกมุมของร้าน
“ทำไม ไม่ชวนเพื่อนคุณมาด้วย”
“เพื่อนฉันกินจุผิดมนุษย์ เดี๋ยวฉันกระเป๋าฉีก”
“โธ่ ผมเลี้ยงเองก็ได้”
“ถ้ามีคนอื่นเลี้ยง เจ้าหล่อนจะยิ่งกินเพิ่มเป็นหลายเท่า”
ชายเล็กหน้าเบ้ก่อนจะเอามือคลำหลัง
“ท่าจะจริง ผมยังปวดหลังอยู่เลย”
“นี่คุณ วันนั้นฉันยังพูดกับคุณไม่จบ”
“เรื่องอะไรฮะ” ชายเล็กถาม
“ก็เรื่องที่ฉันจีบคุณ”
ยายซิ้มที่ยกจานข้าวเสียโปมา 2 จานชะงักกึก ซิ้มมองสาลินแล้วก็ส่ายหน้าวางจานลง ชายเล็กอายแทน
“จีบผมให้มาเป็นพี่เขยคุณ โธ่ ผมก็บอกแล้วว่าไม่ได้” ชายเล็กว่า
“ทำไมจะไม่ได้ พี่สาวฉันทั้งสวย ทั้งเก่ง ทั้งดี คุณเห็นปุ๊บต้องชอบปั๊บ”
ชายเล็กอมยิ้ม
“ก็อาจจะจริง” ชายเล็กบอก
“นั่นไง”
“แต่ถ้าพี่สาวคุณดีขนาดนั้น จะเหมาะกับช่างฟิตอย่างผมได้ยังไง เธอเหมาะกับคนดีๆ อย่าง ม.ร.ว. ชื่อยาวมากกว่า”
“ใครบอกว่าอีตานั่นดี ทั้งเย่อหยิ่ง ทั้งอวดวิเศษ ทั้ง..”
ชายเล็กรีบพูดต่อ “มักมากในกามารมณ์”
ชายเล็กต่อให้ สาลินทำตาปริบๆ
“ฉันกำลังจะพูดว่า ทั้งที่มีคู่รักอยู่แล้วต่างหาก โธ่ พี่สาวฉันต้องเสียใจตายแน่” สาลินบอก
“ถ้าพี่สาวคุณดีพร้อม เขาก็ต้องเห็นซีฮะ”
“ไก่ได้พลอยมีถมไป แถมอีตาคุณชายนี่เป็นไก่ตาบอดด้วย”
ชายเล็กหัวเราะ “คุณนี่ปากจัดอย่างที่เขาว่าจริงๆ”
“เขาไหน”
“โอ้โฮ ข้าวนี่อร่อยจัง”
“น่า คุณไปเจอกับพี่สาวฉันหน่อย”
“โธ่ ให้ผมไปทำอย่างอื่นดีกว่า เช่นไปต่อยหน้าใครก็ได้”
“งั้นไปต่อยหน้าอีตาคุณชายนั่นให้ฉันที อีตานั่นจะได้เลิกมักมากในกามารมณ์ กอดจูบผู้หญิงโชว์ให้คนเห็นกลางวันแสกๆ”
“ไอหยา...ไม่น่ามาแหลกร้านอั้วเลย..มีแต่คนไม่ดี” ซิ้มหันไปเห็นมวยมณี “คนหรือม้าหว่า”
ชายเล็กทำตาปริบๆ
รถยุโรปคันยาวหรูเรียบแล่นมาจอดเทียบบาทวิถี ชายรองผูกไทใส่สูทก้าวลงจากรถ ล็อคประตู แล้วก้าวเดินมาตามทางด้วยท่าทางที่ตรงมาทางนี้พอดี
สาลินกับชายเล็กก้าวมาจากร้านเสียโป
“เดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณที่ห้องสมุดก่อนดีกว่า แล้วค่อยเข้าบริษัท” ชายเล็กบอก
“ก็ได้ เอาซี ไป หน้าเดิน”
ทั้งคู่ออกเดินไปตามถนน
“นี่เราจะวางแผนกันยังไงดี”
ชายเล็กเหวอ “แผนอะไรครับ”
“ก็เรื่องไปต่อยปากนายคุณชายชื่อยาวน่ะซี” สาลินบอก
“นี่คุณพูดเล่น ใช่ไหมนี่” ชายเล็กว่า
ชายเล็กหยุดมองหน้า สาลินหยุดด้วย แล้วสาลินก็แกล้งพูด
“เปล่า ฉันพูดจริง”
ชายเล็กรับมุขด้วยการขบกรามแล้วมองตาวาวก่อนจะพูดเสียงเข้ม เขาแบมือข้างหนึ่งโดยที่อีกข้างกำกำปั้นทุบฝ่ามือแบบผู้ร้ายหนังไทย
“งั้นตกลงตามนั้น เราจะสั่งสอนนายคุณชายนั่นให้เจ็บแสบ”
สาลินหัวเราะคิกๆ
“นายคุณชายนั่นมีร้านผ้าไหมอยู่ที่โรงแรมแถวๆสี่แยก ฉันเห็นเขาชอบมาดูร้านบ่อยๆ”
“งั้นเราก็จัดการที่ร้านผ้า”
ชายเล็กมองไปแล้วปากอ้าค้างชะงักคำพูดทันทีที่เห็นชายรองเดินตรงมา ชายเล็กเลิ่กลั่กๆอยู่แวบหนึ่งแล้วจึงดึงแขนสาลิน สาลินหันมาโดยตัวบังชายเล็กไว้ ชายเล็กพูดเร็วปรื๋อ
“ผมไปด้วยไม่ได้แล้วครับ”
สาลินงง “อ้าว ทำไมล่ะ”
“ข้าศึกบุกครับ แย่แล้ว”
ชายเล็กกุมก้นแล้วทำท่ากระโดดเหยง สาลินทำหน้าไม่ถูกเพราะรู้สึกทั้งขำทั้งทุเรศ
“คงจะเป็นเพราะเป็ดที่กินแน่เลยครับ”
“บ้าซี ฉันก็กินไม่เห็นเป็นไร แล้วทำไงนี่”
“โธ่ไม่เห็นต้องถาม ก็ไป เอาออกน่ะซีครับ ผมไปล่ะ”
ชายเล็กย่อตัวลง
นางหนึ่งเดินมวยโต ตัวสูงใหญ่ สวมมินิสเกิร์ตทันสมัยเดินมา ชายเล็กเข้าประกบวูบ ชายรองเดินมาใกล้มากแต่ก็เห็นแต่มวยยักษ์บังหัวชายเล็กพอดี
สาลินโบกมือลาแบบยกค้างเพราะชายเล็กคล้ายหายวับไป เธออุปทานคล้ายได้กลิ่นเหม็นจึงทำจมูกย่นแล้วหันมาชนอกจนเข้ามาในอ้อมอกของชายรอง
“ว้าย ขอโทษค่ะ”
“อุ๊บ ขอโทษครับ”
สาลินและชายรองขอโทษพร้อมกันแล้วถึงเห็นหน้าชัดจากสีหน้าขอโทษกลายเป็นบึ้งใส่กัน ทั้งสองพูดพร้อมกันอีก
“นี่คุณ เดินประสาอะไร”
“นี่เธอ เดินประสาอะไร”
ทั้งคู่ชะงักไป
“ฉันก็เดินธรรมดา คุณน่ะแหละ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” สาลินบอก
“เธอน่ะซี จู่ ๆ ก็หมุนตัวขวับมา นี่ฟุตบาทนะ ไม่ใช่แคทวอล์ก” ชายรองว่า
“นี่คุณมาทำอะไรแถวนี้”
“ฉันมากินข้าวแถวนี้ ไม่ได้มาหาเธอแล้วกัน นี่รถฉันอยู่ตรงนี้”
ชายรองก้าวไปที่รถแล้วเปิดประตูรถด้านหน้าข้างผู้โดยสารให้ สาลินอึ้ง ชายรองมองหน้าสาลิน
“ขึ้นรถซี ฉันจะไปส่งที่ห้องสมุด”
“เรื่องอะไรฉันต้องขึ้น ฉันเดินมาได้ ก็เดินกลับเองได้”
ชายรองขมวดคิ้วก่อนจะกอดอกเอียงคอมอง
“ทำไม เธอกลัวอะไร” ชายรองถาม
“ฉันกลัวเป็นหนี้บุญคุณใคร” สาลินว่า
“อย่ากลัวเลย เพราะตอนนี้เธอก็เป็นหนี้ฉันอยู่แล้ว”
“ใครเป็นหนี้อะไรคุณ พูดมานะ”
ชายรองเกาะประตูรถที่เปิดอ้าไว้แล้วพูดช้าๆ ชัดๆ
“ก็ใครล่ะที่เสื้อเปียกฝนจนมองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงเนื้อใน”
สาลินหน้าแดงก่อนจะยกสองมือปิดทรวงแล้วร้องกรี๊ดหนึ่งครั้ง
“จนฉันต้องเสียสละเสื้อให้ใส่”
“ไม่ต้องมาเท้าความ แล้วฉันเป็นหนี้อะไร”
“นี่เธอความจำเสื่อมหรือ เสื้อฉันยังอยู่กับเธอ”
สาลินทำตาโตเพราะลืมเสียสนิท
“อุ๊ย ตายจริง”
“อ้อ เธอลืมจริงๆใช่ไหม”
สาลินเชิด “ใครบอกว่าฉันลืม ฉันเอาไปซักแห้งอยู่ เสร็จเมื่อไรฉันเอาไปคืนเองแหละ”
สาลินสะบัดพรืดไปก่อนจะพูดลอยๆ
“งก”
ชายรองมองตามด้วยความรู้สึกทั้งขำทั้งโมโห แล้วตามไปจับมือของสาลิน
“ว่าฉันงกเหรอ คราวที่แล้วก็ว่าฉันงกสมบัติเสด็จ”
“กรุณาปล่อยมือฉัน”
“งั้นถอนคำพูดก่อน”
“ถอนยังไง”
“ขอโทษฉันก็ได้”
สาลินเชิ่ดหน้า
ชายรองสั่ง “พูด”
สาลินยังหน้าเชิ่ด
“ไม่พูดใช่ไหม งั้นขึ้นรถ”
ชายรองดึงสาลินมาที่รถ
“จะพาฉันไปไหน”
“ฉันงกอย่างที่เธอว่าจริง ๆ ฉันต้องการสูทคืนเดี๋ยวนี้”
“มันอยู่ที่ร้านแถวห้องสมุด”
“ดี ฉันจะไปห้องสมุดกับเธอ”
ชายรองเปิดประตูก่อนจะดึงร่างสาลินให้เข้าไปนั่ง
“อย่าหนีออกมานะ ไม่งั้นฉันเอาเรื่องเธอถึงบอสฝรั่งของเธอแน่ ว่าเธอขโมยสูทฉัน”
สาลินพูดไม่ออก ชายรองขึ้นรถ แล้วรถก็แล่นออกไป
รถชายรองแล่นผ่านชายเล็กที่ยังหลบอยู่หลังมวยมณีที่กำลังเลือกของดองที่รถเข็น ชายรองให้ผมมวยมณีเป็นที่บังหน้า
“ไปด้วยกันเลยแฮะ” ชายเล็กบอก
ทันใดนั้นเสียงแหบห้าวของมวยมณีก็ดังขึ้น
“นี่ตัว”
ชายเล็กชะงักก่อนจะหันมาเจอทรวงยัดฟองน้ำตรงหน้า ชายเล็กเพิ่งสังเกตว่าสาวมวยโตนั้นสูงกว่าตน ชายเล็กค่อยๆเงยหน้าดูก็เห็นลูกกระเดือกแหลม หน้ากร้าน รองพื้นหนา ปากวาดเอิ่บอิ่ม คิ้วโค้งวงจันทร์เป็นเส้นเดียว เขียบขอบตาเซกกั้นไลน์ ขนตาปลอมใส่ทั้งล่างบน กระพือไหว ชายเล็กถึงกับผงะถอย
มวยมณีกระพริบตาถี่ค้อนใส่
“ตามเค้ามาตั้งแต่ร้านเสียโป อยากเสียตัวเหรอ ไอ้เกลอ”
ชายเล็กโบกมือปฏิเสธวุ่น
ชายรองตาม สาลินเดินเข้ามาในห้องสมุด ชายรองมองไปรอบ ๆ อย่างพอใจในสถานที่ สาลินหันมามอง
“รออยู่ที่นี่ เดี๋ยวฉันไปที่ร้านซักแห้ง ไม่เกินสิบนาที”
“ไม่ต้องไปไหนหรอก วันหลังฉันจะแวะมาเอาเอง”
“ถ้าอย่างนั้นมาส่งฉันทำไม”
“ก็อยากรู้ว่าเธอทำงานเป็นบรรณารักษ์จริง ๆ น่ะซี ไม่ใช่เป็นสาวเสิร์ฟ หรือเด็กเลี้ยงแกะ”
สาลินหน้าเชิ่ด
“เมื่อรู้แล้วก็กลับไปได้” สาลินบอก
“หนังสือเยอะดีนะ ขอฉันดูหนังสือหน่อย เผื่อจะยืมกลับไปอ่านบ้าง” ชายรองว่า
“ต้องเป็นสมาชิก”
“ก็สมัครให้ฉันซี”
ชายรองเดินเข้าไปในโถงไม่สนท่าทีขัดใจของสาลิน
ชายรองกำลังสำรวจหนังสือตามชั้น จิตริณี ลลิตาและบราลีเดินผ่านมาพอดี นายแว่นยังนั่งประจำที่อยู่แถวนั้น
“โลลิต้า กลิ่นปลาร้าเธอยังหึ่งเป็นต่อน ๆ อยู่เลยนะ”
“ฉันแปรงฟัน ล้างปาก กวาดลิ้นแล้วนะ ไม่เชื่อลองดม”
ลลิตาพ่นลมออกมา บราลีหันหน้าลลิตาไปทางหนุ่มแว่น แว่นทำท่าเหมือนจะเป็นลม
“เป็นยังไงนายแว่น” บราลีถาม
“เกินพรรณาครับ คงไม่ได้ทานไปแค่ต่อนเดียวแน่ ๆ”
จิตริณีมองเลยไปจนเห็นชายรองยืนเลือกหนังสืออยู่
“เดี๋ยวค่ะ ผู้ชายคนนั้นคือ หม่อมราชวงศ์ ชายรองราชนรินทร์ วุฒิวงศ์ ใช่ไหมคะ”
“ใช่จริง ๆ ด้วย”
“แล้วมาทำอะไรที่นี่ อย่าบอกนะว่ามายืมหนังสือ”
“คำตอบอยู่นั่นแล้วค่ะ”
ทั้งหมดมองไป สาลินเดินมาหาชายรอง บราลี ลลิตา และแว่นมองจนตาค้าง
“คุณจะยืมหนังสือจริง ๆ เหรอ”
“จริงซี มีหนังสือปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ที่ฉันกำลังศึกษาอยู่พอดี ยืมให้ฉันได้ไหม”
“ต้องสมัครสมาชิกก่อนค่ะ แค่ยื่นใบสมัคร”
บราลีกับลลิตาเข้ามาทันที จิตริณีและแว่นตามมาห่าง ๆ ชายรองจำจิตริณีไม่ได้
บราลีเคร่งขรึม “แล้วก็ให้สมาชิกเก่า หรือเจ้าหน้าที่ที่นี่รับรอง”
“ดิฉัน โลลิต้า บรรณารักษ์ที่นี่ ยินดีรับรองให้ค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ แต่คิดว่าคุณสาลินน่าจะรับรองให้ผมได้”
ชายรองหันไปยิ้มกับสาลิน สาลินหน้าเชิ่ด
“งั้นตามฉันมา”
สาลินเดินผ่านหนุ่มแว่น ชายรองเดินตาม ลลิตากับจิตริณีรีบตามไปดู แว่นฮึดฮัด
“เจ้าคุณชายนี่น่ะเหรอครับ ที่ฉุดคุณสาลินวันนั้น” แว่นถาม
“ใจเย็นค่ะ เขาฉุดไปคุยกันในรถแค่นั้น” บราลีบอก
“นั่นแหละครับ ถือว่าฉุด ไม่ให้เกียรติผู้หญิง ผมจะไปจัดการกับมัน” แว่นว่า
“ก่อนจะมีเรื่องสำรวจความปลอดภัยตัวเองก่อน ดูซิคะคุณชายดูลักษณะแข็งแรงอาจจะเป็นนักกีฬา”
แว่นอึ้ง
สาลินกำลังทำบัตรให้ชายรอง จิตริณี ลลิตา บราลีและแว่นทำทีเป็นทำงานแต่ยังมองมาตลอดเวลา
“เอ แล้ววันนี้บอสฝรั่งไม่ชวนเธอไปทานกลางวันเหรอ”
สาลินเงยหน้ามองชายรองด้วยสายตาว่าเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย ชายรองทำหน้าไม่สนใจถามต่อ
“ถึงปล่อยให้เธอไปทานแถว ๆ ร้านข้าวเสียโปนั่น แทนที่จะทานร้านฝรั่งห้องแอร์”
สาลินดูท่าทีชายรองแล้วแกล้งตอบแบบกำกวม
สาลินทำท่าเซ็กซี่ขณะตอบ “วันนี้ไม่ใช่เวรของบอสค่ะ วันนี้ฉันไปทานกับคุณพล หนุ่มปั๊ม”
“พล หนุ่มปั๊ม” ชายรองสงสัยนิด ๆ แต่เขาคิดว่าไม่น่าจะใช่ชายเล็ก “อ้อ มีหลายคน คงไม่รวมนายเศรษฐีอัศนีย์นั่นอีกคนนะ”
“อัศนีย์ คุณอัศนีย์มาเกี่ยวอะไรด้วย”
“ไม่รู้ซี เห็นเขาพูดถึงเธอว่าน่ารักอย่างโน้นอย่างนี้”
สาลินยิ้มก่อนจะทำท่าเซ็กซี่ต่อ “เหรอคะ คุณอัศนีย์ชมฉันเหรอ แหม น่าปลื้มใจ รู้จักกันแค่แป๊บเดียว เมื่อกี้ก่อนเที่ยงเค้าก็มาหาชั้นนะคะ”
“เหรอ นายอัศนีย์มาหาเหรอ”
“เค้ามาชวนชั้นไปทานกลางวัน แต่พอดีชั้นมีนัดกับคุณพลน่ะค่ะ” สาลินบอก
ชายรองมองหน้าสาลินด้วยอาการหมั่นไส้ สาลินแอบอมยิ้มแล้วมองเลยไปที่หนุ่มแว่น
“คุณแว่นคะ” สาลิเรียก
แว่นตรงมาหาทันทีแล้วมองชายรองตาขวาง
“พรุ่งนี้กลางวันอย่าลืมนะคะ”
“ละ ลืมอะไรครับ” แว่นอึกอัก
“อ้าว ทานกลางวันไงคะ”
“หา คุณสาลินจะทานกลางวันกับผม จริงนะครับ”
“ถึงเวรของคุณแล้วล่ะค่ะ”
แว่นดีใจจนเกือบร้องไห้ ชายรองหน้าตึง
“ขอบคุณครับ ถึงเวรของผมแล้ว”
แว่นยิ้มร่าแต่หันมาที่ชายรองก่อนจะทำหน้าเหมือนยักษ์แล้วคำรามเบา ๆ ก่อนเดินแยกไป ไนเจลเดินมาพอดี
“ลินซี่ วันนี้”
ไนเจลชะงักเมื่อเห็นชายรองก็มองอย่างไม่ชอบใจนัก
“อ้าว คุณ ผู้ชายในห้องส้วม”
“สวัสดีครับ บอสในห้องน้ำ”
“คุณชาย นี่บอสฉันค่ะ มิสเตอร์ไนเจล บอสคะ นี่ หม่อมราชวงศ์ชายรองราชนรินทร์ วุฒิวงศ์ พรินซ์ชายรองค่ะ”
“โอว์ เจ้าชายชื่อยาวเป็นรถไฟ จำไม่ได้ ภาษาไทยยากมาก” ไนเจลว่า
ชายรองพูดอย่างรำคาญเต็มที “ผมชื่อชายรอง”
“คิตตี้ ชื่อเหมือนแมวเลยนะ”
ชายรองยิ่งหน้าตึงด้วยความโกรธ
“ห้องสมุดของเรายินดีต้อนรับเจ้าชายคิตตี้นะครับ คิตตี้ ๆๆๆ” ไนเจลเรียกล้อเลียน
ไนเจลยิ้มกวนตีน ชายรองทำท่าจะเอาเรื่อง จิตริณีรีบเข้ามาหาไนเจล
“บอสคะ ได้เวลาอ่านไทยแล้วค่ะ ท่องหนูหล่อเพิ่มรึยังเอ่ย”
“บทไหนล่ะครับ”
“เมื่อเจ้า ทะเลาะ กะเขาทีไร หน้าตาเจ้า ก็งอเง้า เค้าเสีย”
“เมื่อเจ้า ทะเลาะ กะเขา ทีไร หน้าตาเจ้าก็ เค้าเป๋” ไนเจลว่า
“ไม่ใช่ค่ะ เค้าเป๋ นั่นภาษาจีนแล้ว”
จิตริณีลากไนเจลแยกไป ลลิตากับบราลีเอาเอกสารให้ชายรองเซ็น
“เสร็จธุระแล้ว ชั้นจะไปส่งค่ะ” สาลินบอก
ชายรองส่ายหน้า “เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเธอทำงานที่นี่ได้”
“ทำไมคะ”
“มีแต่ Freak คนเพี้ยน ๆ น่ะซี”
“เค้าด่าเธอ”
“ด่าไอ้ฝรั่ง”
“ไอ้ฝรั่ง เจ้านายชั้น”
สาลินยิ้มแล้วทำหน้าเซ็กซี่ต่อ ชายรองมองด้วยอาการรำคาญ
สาลินมาส่งชายรองที่หน้าตึก รถชายรองจอดอยู่บริเวณที่มีรถหรูจอดอยู่สองสามคัน ชายรองถือหนังสือที่ยืมมาด้วยสองสามเล่ม
“ขอบใจที่ให้ยืมหนังสือ ครบกำหนดแล้วฉันจะแวะมาคืน” ชายรองบอก
“ดีค่ะ เพราะฉันจะเอาสูทมาคืนคุณด้วย” สาลินว่า
“พี่สาวเธอเขารู้ไหมนะว่าเธอ มีคู่เดททานกลางวันเยอะขนาดนี้”
สาลินพูดอย่างสนุก “รู้ซี ฉันไม่เคยปิดบังพี่ศรีอยู่แล้ว”
“พี่สาวเธอไม่เตือนเธอบ้างรึไง”
“เตือนฉันเรื่อง” สาลินงง
“ก็เที่ยวเฟลิตไปทั่วแบบนี้” ชายรองว่า
“คุณนี่ตัดสินคนอย่างใจแคบที่สุด ทุกคนที่ฉันไปทานกลางวันด้วย คือเพื่อนคือนาย ฉันไม่ได้คิดอะไรด้วยสักหน่อย”
“แต่ผู้ชายพวกนั้นคิด และเธอก็เปิดโอกาสให้เขาเสียด้วย”
“ฉันเป็นห่วงพี่ศรีจริง ๆ แล้วซี”
“ทำไม”
“ที่จะต้องมาแต่งงานกับผู้ชายใจแคบและดูถูกผู้หญิงอย่างคุณ”
“นี่มันจะมากไปแล้วนะ”
“ลาก่อนค่ะ อ้อ หนังสือต้องคืนตรงเวลานะคะ ถ้าเลยกำหนดต้องถูกปรับวันละสิบบาท หนังสือหายากน่ะค่ะ แพงหน่อย”
สาลินกลับเข้าตึก ชายรองมองด้วยความหัวเสีย
สาลินกลับเข้ามาในห้องแล้วก็ต้องชะงักเพราะลลิตากับบราลียืนรออยู่แล้ว จิตริณีฟังอยู่ด้วย
“นี่เธอยังไงกัน คุณชายรถยาว ทะเลาะอะไรกัน”
บราลีกรายมาอีกข้าง
“หรือว่าเขาหึงเธอ”
“หึงอะไร ใครหึงใคร” สาลินว่า
“จะใคร ก็อีตาช่างฟิตตัวหอมน่ะซี ก็คุณชายน่ะ เค้าหึงอีตาช่างฟิตตัวหอมนะซี้” ลลิตาบอก
สาลินรีบว่า “บ้า”
บราลีส่ายหน้าผิดหวัง
“อะไรกันยะ สายคน เที่ยงคน บ่ายอีกคน”
“เดี๋ยวก่อน บอกฉันมาก่อนว่า ช่างฟิตตัวหอม หน้าตาดี ชื่ออะไร ลูกเต้าเหล่าใคร ทำงานอะไร”
“ชื่อพล ทำงานปั๊มน้ำมัน”
ลลิตาผงะ
“ว๊าย เด็กปั๊มหรือ”
สาลินหมั่นไส้เลยพยักหน้า
“ฮื่อ เขาทำงานที่ปั๊มน้ำมันใกล้บ้านฉัน”
“ต๊าย แล้วเธอไปคบกับเขาได้ยังไง อี้ พวกกรรมกร”
ลลิตาทำท่ารังเกียจ แต่ดูๆไปแล้วก็มีแววเคลิ้มด้วยแต่บราลีเชิดหน้าขึ้นเหมือนจะบูชาประธานเหมา
“ชนชั้นกรรมาชีพ อุทิศหยาดเหงื่อและมวลกล้ามเนื้อเพื่อประชาชน ยายสาฉันเชียร์นายพล เด็กปั๊มคนนี้”
“ฉันเชียร์ คุณอาร์นี่ กับคุณชายชายรอง”
“ฉันยกให้พวกเธอเลยก็แล้วกัน ชอบอย่างไหนขอให้ได้อย่างนั้น พอ ฉันจะทำงาน”
สาลินปาดลลิตากับบราลีจนเซไป แล้วตรวจดูเอาหนังสือมาซ้อนราวคืบหนึ่ง
“นี่ยังไม่ได้เล่าเลย ทะเลาะอะไรกับคุณชายรถยาว”
สาลินชะงักแล้วว่า
“ฉันเกลียด ได้ยินไหม”
“แล้วเธอเคยได้ยินไหม แบลลี่”
บราลีถาม “ว่า”
“ว่าเกลียดยังไงจะได้ยังงั้น”
สาลินโกรธจึงยกหนังสือทั้งกองกระแทกโครมให้เสมอกัน เสียงดังไปทั่วอาคาร
“ว้าย แม่”
บรรดาผู้มาใช้บริการเหลียวมามองเอาเรื่อง บ้างเอานิ้วชี้จ่อปากทำเสียงชู่ สามสาวบรรณารักษ์ยิ้มแห้งๆ
“ขอโทษแทนเพื่อนด้วยค่ะ”
ชายเล็กนั่งกินน้ำชากับของว่างอยู่ที่ห้องนั่งเล่นหน้าโทรทัศน์ ชายรองเข้ามาแล้วนั่งลงด้วย เจียมเสิร์ฟน้ำแล้วเดินแยกไป
“กลับบ้านแต่วันเชียววันนี้” ชายรองว่า
“ก็เบื่อเที่ยวบ้างซีครับ นี่ เมื่อบ่ายผมเข้าบริษัทที่สีลม เห็นพี่รองแถวสุรวงศ์ด้วย”
“อ้าวหรือ ฉันไปกินข้าวกับนายศุภร”
ชายเล็กทำท่าคิดหนัก
“แต่เอ ผมไม่ยักเห็นพี่ศุภร แต่เห็นพี่รองคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง”
ชายรองวางถ้วยชาลงแล้วพิงเก้าอี้
“จะใครซะอีกล่ะ นี่แหละ แม่สาลิน น้องสาวศรีจิตรา”
“อ๋อ น้องเมียในอนาคตของพี่รองนี่เอง” ชายเล็กว่า
“นายเรียกแบบนี้แล้วฟังพิลึก” ชายรองบอก
“เอ แปลกนะ ท่าทางพี่รองดูจะสนิทกับว่าที่น้องเมียมากกว่าว่าที่ภรรยาซะอีก”
ชายรองมองหน้า
“คุยกันเรื่องอะไรน่ะฮะ”
“ไม่มีอะไรหรอก”
“แต่ผมดูเหมือนจะมีอะไรนะครับ ดูเหมือนมีการต่อปากต่อคำ มีการทะเลาะ และมีการงอนป่องๆใส่กันด้วย”
ชายเล็กล้อ ชายรองขุ่นใจนิดๆ โดยไม่ได้คิดอย่างที่ล้อเลย
“นายเล็ก นายอยากโดนต่อยปากไหม”
ชายเล็กกุมปาก
“อย่านะฮะ ผมยังอยากกินน้ำพริกอยู่”
ชายรองลุกขึ้น
“แต่พี่รองระวังตัวให้ดี ๆนะฮะ”
“ระวังตัวอะไรของนาย”
“เผื่อโจทก์ของพี่รอง จะหานักเลงมาจัดการพี่รองน่ะซี”
ชายรองคิดว่าชายเล็กเพ้อเจ้อเลยไม่พูดด้วย เขาเดินขึ้นไปชั้นบน ชายเล็กอมยิ้ม
ชายรองยังอยู่ในชุดเดิม เขาพลิกหนังสือที่ยืมจากห้องสมุดมาพลิกดู ก่อนจะหยิบการ์ดที่ประทับตราวันที่คืน ที่เสียบอยู่หน้าสุดท้ายของเล่มมาดูวันที่ก่อนจะยิ้มขำออกมาเล็กน้อย
“ปรับวันละสิบบาท ยายเด็กบ้า”
เสียงเคาะประตูสามครั้งแล้วเปิดเข้ามาเลยอย่างทุกครั้ง ชายเล็กเปลี่ยนเป็นชุดหล่อดูสุภาพพร้อมกับยิ้มร่าเข้ามา
“อ้าว วันนี้เที่ยวไหนล่ะ แต่งตัวเรียบร้อยเชียว”
“เที่ยวตำหนักใหญ่ครับ และจะมาชวนพี่รองไปด้วย ขอข้าวเด็จป้าทานสักมื้อ”
“มาชวนฉันทำไม”
“โธ่ ตั้งแต่คุณหนูศรีมาอยู่วัง พี่รองเจอเธอแค่ครั้งเดียว ใจคอจะไม่ยอมไปพบเธออีกเลยเหรอครับ น่า ไปนะ หนังสือนี่เลิกอ่านได้แล้ว”
ชายเล็กหยิบหนังสือมาและพบว่าประทับตราห้องสมุด
“หนังสือห้องสมุด แน่ะ ไปห้องสมุดคุณสาน้องคุณหนูศรีมาแน่ ๆ เลย”
“ฉันไปส่งเขา” ชายรองบอก
“แล้วก็ยืมหนังสือเขามาเสียด้วย เป็นยังไงครับ บรรยากาศดีน่าไปนั่งอ่านหนังสือไหม”
“ห้องสมุดน่ะดี แต่คนไม่ค่อยดี”
“ยังไงหว่า”
“มีแต่คนเพี้ยน ๆ ยายเด็กนั่นถึงทำงานที่นั่นได้”
ชายเล็กอมยิ้ม
“คนนึงเพี้ยน อีกคนมักมากในกามารมณ์ ขนมพอสมน้ำยาจริง ๆ”
“นายว่าอะไรนะ” ชายรองถาม
“ไม่มีอะไรครับ อาบน้ำแต่งตัวได้แล้วครับ แล้วไปตำหนักใหญ่กับผม”
ชายเล็กดึงร่างชายรองให้ลุกขึ้น
“ก็ได้ ก็ได้”
ชายรองเดินแยกเข้าห้องน้ำไป ชายเล็กหยิบหนังสือมาพลิกดู
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 7 (ต่อ)
เสด็จประทับบนโซฟาทรงพระอักษรอ่านหนังสือเงียบๆ ที่ห้องนั่งเล่นด้านใน
โดยที่โทรทัศน์เปิดอยู่ มาลา วรรณา และนางข้าหลวง 3 วัยแทบหมดตำหนักนั่งดูทีวีตาไม่กระพริบ ทุกนางหลุดเข้าสู่โลกละคร มีอารมณ์ร่วมสุดชีวิตโดยไม่รู้ความเป็นไปในโลกแห่งความจริง
“อุ๊ย พระเอกออกแล้ว” มาลาว่า
“แต่ฉันว่าพระรองหล่อกว่า” วรรณาบอก
ชายรองและชายเล็กเข้ามากราบเสด็จกับพื้น เสด็จถอดฉลองพระเนตรแล้ววางหนังสือ
“มากันแล้วเหรอ”
ชายรองและชายเล็กมานั่งบนโซฟา บรรดานางข้าหลวงทั้งหลายไม่มีใครรู้แม้แต่คนเดียว
“ยังไงกัน” เสด็จถาม
“วันนี้เกล้าชวนพี่รองมาขอประทานอาหารเย็น เด็จป้าซักมื้อพะยะค่ะ” ชายเล็กบอก
เสด็จพูดเล่น “ได้สิจ๊ะ แต่มื้อนี้คงมีหลายคนมาร่วมโต๊ะนะ ไม่รู้ข้าวจะพอรึเปล่า”
“เกล้ากินไม่เยอะหรอกพะยะค่ะ”
“แต่เกล้ากินเยอะกว่าพี่รองพะยะค่ะ”
“ใช่ แกมันท้องยุ้งพุงกระสอบมาตั้งแต่เล็กแล้ว”
สอางค์กับศรีจิตราเข้ามาแล้วก็ชะงัก สอางค์ยิ้มร่า ศรีจิตราวางหน้าไม่ถูก สอางค์คว้าข้อมือศรีจิตราหมับแล้วพาเข้ามา สอางค์และศรีจิตราไหว้ชายรองและชายเล็ก ชายรองกับชายเล็กรับไหว้ ชายรองวางหน้าเฉยๆ ศรีจิตรายิ้มนิดๆ เบนสายตามาที่ชายเล็ก ชายเล็กยิ้มแป้น ศรีจิตราหุบยิ้ม แต่ดวงตาพราวขึ้น เสด็จทรงผายพระหัตถ์ให้นั่งด้วยกัน ศรีจิตรากับสอางค์นั่งลง
“มากันแล้วเหรอคุณชาย พร้อมหน้าแล้วค่ะ แต่เอ๊ะ นี่มีใครไปบอกพวกห้องเครื่องหรือยังเพคะ”
เสด็จทรงถอนพระทัยก่อนจะกรายพระหัตถ์ไปยังผู้ชมมหรสพเบื้องหน้า
“เธอดูเอาเองก็แล้วกัน”
สอางค์มองดูแล้วอุทานก่อนจะตบอกตัวเอง
“ว้าย มาอยู่นี่กันหมด พวกห้องเครื่องก็ด้วย”
ศรีจิตรากลั้นหัวเราะ ชายเล็กมองแล้วก็เห็นว่างดงามมีชีวิตชีวายิ่ง
ชายรองมองดูก็เห็นว่าศรีจิตราดูงดงามเยือกเย็นผิดกับอีกคนจึงคิดในใจ
“เฮ้อ ไม่มีได้พี่มาบ้างเลย”
สอางค์มองดูชายรองก็เห็นมองศรีจิตราแล้วก็ดีใจจึงกุมมือหลานสาว
“หนูเรียกเองค่ะ คุณป้าใหญ่”
ศรีจิตราลุกไปยังห้องตั้งทีวีแล้วเลื่อนตัวลงไปหามาลา วรรณา
“พี่มาลา พี่วรรณาคะ”
มาลากับวรรณาไม่หันมา ทั้งสองมองโทรทัศน์ตาไม่กระพริบและหอบจนอกกระเพื่อม
“อุ๊ย ปากจ่อกันแล้ว”
วรรณาเชียร์ “จูบเลย”
ทันใดภาพในจอก็ฟรีซจบตอน มาลากับวรรณาตบเข่าฉาด นางข้าหลวงถอนใจกันระงมทั้งตำหนัก
มาลา วรรณาหันมา
“ขา คุณศรีว่าไงคะ” มาลาถาม
วรรณาหันมา “ว้าย คุณแม่บ้าน มาตั้งแต่เมื่อไรคะ”
“อ้าว คุณชายรอง”
“ว้าย คุณชายเล็ก นี่มาตั้งแต่เมื่อไรคะ”
“ก็มาพร้อมพระเอกกับพระรองนั่นแหละจ้ะ”
มาลากับวรรณาอายม้วน นางข้าหลวงคิกคักแล้วก็นึกได้จึงยกมือไหว้ชายรองกับชายเล็กเป็นฝักถั่ว
เสด็จทรงถอนพระทัย
“ดู ดู กำเริบขึ้นทุกที เดี๋ยวนี้จะใช้จะสอยอะไรต้องรอให้ละครจบก่อน หรือไม่ก็ตอนที่โฆษณาประกาศขายสินค้า”
สอางค์ตบมือกับเท้าแขนโซฟา
“นี่คงต้องเอาหวายลงหลังกันบ้างแล้วล่ะเพคะ ดูรึได้เวลาเสวย แต่ไม่มีใครย้ายบั้นท้ายไปจัดการเลยซักคน”
“ย้ายเดี๋ยวนี้ เพคะ”
“ย้ายแล้วเพคะ”
ทุกคนกระวีกระวาดเดินเข่ากันออกไป พริบตาเดียวก็เหลือแต่เจ้านาย สอางค์พูดไล่หลัง
“แกสองคนน่ะต้องโดนก่อน แม่เมียตะเข้”
เสด็จทรงพระสรวล
“ยุคนี้ขืนเอาหวายหวดหลังใคร ฉันคงโดนฟ้องหมดตัวแน่”
“อะไรกัน จริงหรือเพคะ” สอางค์ถาม
“จริงซี โลกมันเปลี่ยนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว สอางค์”
ชายรอง ชายเล็ก และศรีจิตรามองเสด็จอย่างเทิดทูน
“โทรทัศน์นี่ อย่างน้อยๆก็ทำให้เราได้เห็นโลกภายนอก ฉันถึงไม่หวงไม่ห้ามไง”
“เพคะ”
“เด็จป้าพระทัยดีเหลือเกินพะยะค่ะ” ชายเล็กบอก
“ศรีจิตราก็ชอบอ่านหนังสือ คนอ่านหนังสือน่ะ ฉลาด หูตากว้างไกล มีความคิดความอ่าน”
ศรีจิตราก้มหน้า
“จริงพะยะค่ะ วันก่อนเกล้าคุยกับคุณศรีเรื่องนิทานอยู่ตั้งนาน คุณศรีรู้จักนิทานมาก พอๆกับนมย้อยเลยพะยะค่ะ”
ชายรอง เสด็จ และสอางค์มองด้วยอาการแปลกใจ
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเพคะ หม่อมฉันน่ะชอบอ่านแค่พวกนิทาน ต้องยายสา สาลินน้องสาวหม่อมฉันซีเพคะ”
ชายรองกับชายเล็กมอง
“ยายสาอ่านหนังสือทุกเรื่องทุกแนว จนแทบจะหมดห้องสมุดที่ทำงานอยู่แล้วเพคะ”
ชายเล็กยิ้ม ชายรองทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้งด้วยอาการกึ่งหมั่นไส้ แต่ดวงตาเป็นประกาย สอางค์ยิ้มแป้น
เสียงสอางค์ดังขึ้น “แม่ศรีนี่เขาที เชียร์ยายสาให้คุณชายเล็กด้วย”
เสด็จพยักพระพักตร์
“ชื่อสาลิน เป็นบรรณารักษ์ด้วยหรือ”
ชายรองและชายเล็กเผลอตัวตอบพร้อมกัน
“พะยะค่ะ”
ศรีจิตรากับสอางค์ชะงัก เสด็จทรงทอดเนตรดูพระภาติยะอย่างสงสัย
เสด็จประทับที่หัวโต๊ะ โดยที่สอางค์กับศรีจิตราอยู่ข้างหนึ่ง ชายรองและชายเล็กอยู่ข้างหนึ่ง
ศรีจิตราแม้ระวังตัวแต่ก็ประหม่าน้อยลง มาลา วรรณายืนคอยรับใช้ อาหารบนโต๊ะนั้นไม่มากฟูมฟายแต่ไม่น้อย จัดมาอย่างประณีต
ชายเล็กคอยพูดคอยคุย เสด็จทรงพระสำราญยิ่งกว่าทุกวัน ศรีจิตรามองดูชายรอง ชายรองมองชายเล็กพูดอยู่ ศรีจิตราเบนสายตามาที่ชายเล็กก็เห็นปากชายเล็กพูด ส่วนตามองดูตนเองก็สะดุ้ง สอางค์สะกิด
“ตั้งแต่มาอยู่นี่ คุณศรีได้ออกไปข้างนอกบ้างหรือเปล่าฮะ” ชายเล็กถาม
“เอ้อ”
ศรีจิตราอึกอักแล้วจะรีบตอบว่ายังแต่ก็เหมือนว่าอยากไปเที่ยวหรือว่าวังน่าเบื่อ
“จริงซี มาอยู่นี่จะสองเดือนแล้ว แต่ศรีจิตรายังไม่ได้ออกไปไหนเลย สอางค์” เสด็จบอก
“เพคะ”
“วันหลังเธอก็พาหลานออกไปชมตะวันบ้าง ขืนจับเจ่าอยู่แต่ในวังอย่างนี้ อีกหน่อยมีหวังเฉาตายพอดี”
เสด็จตรัสอย่างปราณี ศรีจิตราซาบซึ้ง สอางค์เหลือบมองชายรองโดยมีแววเจ้าเล่ห์เพทุบายปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง
“ข้างนอกเดี๋ยวนี้ รถรา ผู้คน ตึกราม มันวุ่นวายไปหมด คราวก่อนไปพาหุรัดก็ไปเป็นลมเพคะ”
“ตายจริง แล้วจะให้ใครพาไปดีล่ะ”
ชายเล็กยิ้มในใบหน้า โดยมีดวงตาวางแผนไม่แพ้สอางค์
“ก็พี่รองไงพะยะค่ะ ให้พาคุณศรีไปเที่ยวบ้างก็น่าจะดีพะยะค่ะ”
สอางค์สบตาชายเล็ก ตาทั้งคู่เป็นประกายวูบวาบ เสด็จขมวดพระขนง ศรีจิตราชะงักแล้วเหลือบมองชายเล็กตาวาวนิดหนึ่ง ชายเล็กยักคิ้วมองดูชายรอง ชายรองจากยิ้มนิดๆ กลายเป็นเรียบเฉย แต่ตามองชายเล็กมีแววเอาเรื่อง
“จริงไหม พี่รอง” ชายเล็กถาม
ชายรองขยับกายพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะพูดเรียบด้วยความอ่อนโยน
“ถ้าจะไปซื้อของตามประสาผู้หญิง ให้ผู้หญิงด้วยกันพาไปจะดีกว่า”
สอางค์หุบยิ้ม ชายเล็กชะงัก ศรีจิตรามองชายรองด้วยความรู้สึกที่ยังใจชื้นที่ชายรองไม่ได้ปฏิเสธอย่างกระด้าง
“น้องสาวบรรณารักษ์ของเธอไง”
ศรีจิตรายิ้ม
สอางค์ทำท่าล่อกแล่กเพราะผิดแผน ชายเล็กเองก็รู้สึกว่าเรื่องยุ่งขึ้นชนิดอาจความแตก
“ยายสาน่ะหรือคะ”
“นั่นแหละ ให้สาลินพาไป” ชายรองบอก
ชายรองมีแววหมั่นไส้ขณะพูดชื่อ
“ว่ายังไงสอางค์” เสด็จถาม
สอางค์คิดปราดไป สอางค์เองเกิดลังเล เสด็จ ชายรอง ชายเล็ก และศรีจิตรามอง
“แม่สร้อยชอบมาฟ้องบ่อยๆว่า ยายสาน่ะซุกซนโลดโผนโจนทะยานเกินวิสัยหญิง”
ชายเล็กอมยิ้ม ชายรองสะใจ
“กลัวจะมาทำให้ระคายพระทัยซีเพคะ” สอางค์บอก
ชายเล็กอ้าปากอยากแก้ตัวให้ แต่ไม่ทันชายรอง
“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ”
“ซุกซน โลดโผนโจนทะยานเกินผู้หญิงอย่างงั้นหรือ” เสด็จทวนความ พระเนตรมีแววสนใจระคนขบขันอะไรบางอย่าง
“แม่สร้อยบอกว่า ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวันเพคะ”
“ยายสร้อยว่ายังงั้น ยายสร้อยว่าอย่างนี้ แล้วเธอเองล่ะ คิดว่าหลานเป็นยังไง”
สอางค์ทำตาปริบๆ เอานิ้วมานับ
“เออ หม่อมฉันไม่ได้เจอตัว มาห้าปีแล้วเพคะ”
เสด็จทรงค้อน
“พวกฟังความข้างเดียวมาอีกแล้ว สิ่งที่เห็นและความจริงที่เป็นมันอาจไม่ตรงกันก็ได้นะจ๊ะ เขาถึงพูดว่าอย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก”
เสด็จตรัสคล้ายเนื้อเพลงแรงเงา สอางค์ยิ้มแห้งๆ ศรีจิตราพอใจ ชายเล็กยังคงครุ่นคิด ชายรองนิ่งฟังด้วยความรู้สึกราวเสด็จตรัสกับตนโดยตรง
ห้องนั่งเล่นส่วนพระองค์นั้นนานๆจึงจะเปิดใช้ทีโดยเป็นห้องนั่งเล่นแบบหรูหรา วางโซฟาไว้หมู่ใหญ่และมีเก้าอี้รอบๆ มีโต๊ะน้ำชา โต๊ะเล่นไพ่ แกรนด์เปียโน มุมแผ่นเสียงและมุมอ่านหนังสือ ด้านหนึ่งมีพระรูปเสด็จพระองค์ชายหล่อเฟี้ยวในชุดสูทแบลกไทสวมท็อปแฮท อีกรูปคือเสด็จเมื่อมีพระชนม์ราว 20 ทรงชุดราตรีแบบยุค 30 ดูหรูหราสง่างาม เสด็จควงแขนชายรองเดินนำเข้ามา ชายเล็กควงแขนสอางค์เดินตาม ศรีจิตรา ตามมาด้วยมาลา วรรณาที่เชิญกาแฟ ชา ขนม และผลไม้มากินต่อในห้องนี้
ชายรองพาเสด็จมานั่งลงที่โซฟา เสด็จเรียกให้ศรีจิตรามานั่งข้าง สอางค์เดินไปเกาะดูรูปเสด็จพระองค์ชาย ส่วนชายเล็กเผลอไป
“โอ้โฮ เด็จลุง รูปนี้ยังกะเกรเกอรี่ เปก”
“ไม่หรอกค่ะ เหมือนเออรอลล์ ฟลินท์ กะแกรี่ คูเปอร์มากกว่า” สอางค์ว่า
พูดจบสอางค์ก็ยิ้มเศร้า
ศรีจิตรา มาลา และวรรณาสบตากันว่าเดี๋ยวเกิดเรื่องแน่ ศรีจิตรามองชายเล็กบุ้ยใบ้ ชายเล็กงง จึงเอานิ้วชี้ตัวเองถาม เสด็จและชายรองมองมา สอางค์ปากเบะน้ำตาร่วง
“โธ่เอ๋ย ไม่น่าพระชนม์สั้นเลย โธ่ มาด่วนทอดทิ้งหม่อมฉันไป”
ชายเล็กเพิ่งรู้ทำตาปริบๆ ศรีจิตราบุ้ยใบ้ให้ปลอบ ชายเล็กก้าวไปชิดด้านหลัง ยกสองมือจับไหล่สองข้างของสอางค์
“ชุดนี้ยังกะชุดงานบอลล์ เด็จลุงเต้นรำเก่งไหมฮะ”
สอางค์เงยหน้าและยิ้มออก สักพักก็น้ำตาแห้ง
“อุ๊ย เต้นยังกะเฟรด แอสแตร์ ดิฉันก็เลยต้องเป็นจิงเจอร์ โรเจอร์ให้องค์ชายท่าน”
ชายเล็กจับสอางค์เดินกึ่งเต้นรำหมุนตัวมารวมกลุ่ม ศรีจิตราทึ่งชายเล็ก เสด็จจิบพระสุธารสแล้วหันมาถามสอางค์ ชายรองไปนั่งห่างชายเล็ก
“นี่ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าน้องสาวศรีจิตราเลยนะ หน้าตาเป็นยังไง เหมือนศรีจิตราไหม”
สอางค์ทำตาปริบๆ “เอ ง่า เอ้อ คงจะละม้ายๆกันมั้งเพคะ”
ชายเล็กหลุดปาก “สวยฮะ แต่ไม่ละม้ายๆเท่าไร พะยะค่ะ”
เสด็จ ศรีจิตรา และสอางค์มองชายเล็ก
มาลากับวรรณาสบตากันก่อนจะรีบขยับมาวงในจะได้ฟังให้ชัด ชายรองมองชายเล็ก ชายเล็กรู้ตัวว่าหลุดปากแต่ยิ้มมุมปาก
“แกรู้ได้ยังไง แกเคยไปเห็นเขาหรือตาเล็ก”
ชายเล็กตอบ “เห็นซีพะยะค่ะ”
ศรีจิตรามอง สอางค์ตาโตดีใจ เสด็จงง ชายรองเม้มปาก
ชายเล็กพูด “เห็นเมื่อกลางวันนี้เอง เมื่อกลางวันเกล้าเห็นพี่รองยืนคุยกับสาวคนหนึ่ง ถามดู ได้ความว่าเป็นน้องสาวคุณศรี”
เสด็จ ศรีจิตรา และสอางค์ยิ่งงงงันจึงหันพร้อมกันมามองชายรอง ชายรองทำท่าทีเรียบสนิท
“แล้วเธอไปรู้จักน้องสาวศรีจิตรามาตั้งแต่เมื่อไร”
ศรีจิตรามองชายรองเขม็ง
“หลายวันมาแล้วพะยะค่ะ สาลินมาที่นี่ แล้วเอาผลไม้ไปให้หม่อมแม่ ก็เลยได้พบกับเกล้า”
“อ๋อ วันงานแซยิดคุณหญิงเสนาไงเพคะ เสด็จกับหม่อมฉันไม่อยู่ เผอิญแม่อุ่นเรือนกับยายสาเอาผลไม้จากสวนมาถวาย”
“อ๋อ ดีนะ มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดีจริง”
ชายรองยิ้มนิดๆ ด้วยความสุภาพ
เสียงชายรองดังขึ้น “ฮึ ดีไปหมดล่ะไม่ว่า”
“แล้วเป็นยังไงบ้างตารอง สาลินนี่”
ชายรองเกือบสะดุ้ง
“ก็ ไม่เห็นเป็นยังไง พะยะค่ะ”
ชายเล็กหัวเราะคิกคัก
“หมายความว่ายังไง” เสด็จถาม
“ก็อย่างที่เด็จป้าตรัสน่ะพะยะค่ะ ว่าคนเราไม่ควรรีบร้อนตัดสินใคร เกล้าเพิ่งรู้จักสาลิน ก็เลยยังวินิจฉัยอะไรไม่ได้”
ศรีจิตรามองชายรอง เสด็จพยักพระพักตร์ ชายเล็กหัวเราะพรืด
ชายรองถาม “นายหัวเราะอะไร”
“ผมเคยเจอพวกตัดสินหนังสือจากหน้าปกมาเยอะน่ะ พี่รอง”
“จริงไหมสอางค์”
“ฮึ นี่ทรงว่าหม่อมฉันซีเพคะ”
“ก็รู้ตัวอยู่นี่”
“ไม่ใช่แค่คุณสอางค์หรอกพะยะค่ะ เกล้าเองน่ะเจอคนชอบตัดสินใครง่ายๆอยู่เรื่อย แต่ตอนนี้อาจจะเริ่มได้คิดแล้ว” ชายเล็กว่า
ชายรองเย็นชาเชิดใส่ชายเล็ก ศรีจิตราครุ่นคิด
เสียงศรีจิตราดังขึ้น “วันนั้นยายสาพูดอะไรแปลกๆ คงเพราะเจอคุณชายรองนั่นเอง แต่ไม่ยักกะยอมเล่าให้เราฟัง แถมยังไปเจอกันอีกกี่หนก็ไม่รู้
ชายเล็กคิดในใจ “ตายล่ะว่า เด็จป้าอยากเจอตัวคุณสา”
สอางค์คิดในใจ “อุ๊ยตายแล้ว จะได้เป็นสองคู่ชู้ชื่น”
ชายรองคิดในใจ “ถ้าโปรดให้มาเฝ้า เธอจะอาละวาดตำหนักแตกไหมนี่ แม่จอมยุ่ง”
เสด็จทรงจิบพระสุธารส ทอดเนตรดูทุกคนที่นิ่งกันไปอย่างแปลกพระทัย
ชายรองและชายเล็กเดินมาตามทางเดินในสวนลัดเลาะกลับสู่ตำหนักเล็ก ไฟแสงจันทร์ส่องสว่าง ซุ้มดอกไม้ออกดอกพราวยังเห็นได้แม้ยามราตรี กลิ่นดอกไม้ไทยที่หอมตอนกลางคืนตลบ ชายเล็กเดินผิวปากนำ ชายรองหมั่นไส้กระชากไหล่ให้ชายเล็กหันมา ชายเล็กตั้งการ์ด
“ฮื้อ พี่รองจะต่อยปากผมหรือ” ชายเล็กถาม
“มันน่าไหมล่ะ” ชายรองว่า “เรื่องอะไรมาเจ้ากี้เจ้าการให้ฉันพาศรีจิตราไปเที่ยว”
“อ้าว ก็จะหมั้นจะแต่งกันแล้ว ไม่ทำความคุ้นเคยไว้ก่อน แล้วจะไปทำตอนไหน ตอนส่งตัวหรือ”
“ไอ้บ้าเล็ก”
“จะแต่งกันอยู่แล้ว ยังเมียงมองกันไป แอบดูกันมา นี่มันยุคอวกาศแล้วนะครับ ไม่ใช่ยุคสร้างกรุง”
“ฉันรู้ แต่ที่ฉันไม่อยากทำตัวสนิทสนมกับเขา ก็เพราะฉันไม่คิดว่าฉันต้องแต่งกับเขา”
ชายเล็กอ้าปากค้าง
“พี่รองจะขัดพระทัยเด็จป้าหรือฮะ”
ชายรองนิ่งไป
“ฉันแค่อยากขอเวลาสักหน่อย หาจังหวะที่เหมาะจะกราบทูลเท่านั้น”
ชายเล็กถอนใจ “ผมเห็นว่า คุณศรีเป็นคนน่ารัก คุ้นเคยกันไว้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย”
“เขาไม่เห็นพูดอะไรกับฉันซักคำ ผิดกับ แม่น้องสาว”
ชายรองมีแววแค้น ชายเล็กอมยิ้ม
“โธ่ ก็ลองคุยกับเขาดูซีฮะ วันก่อนคุณศรีคุยกับผมตั้งหลายเรื่อง เขาถามผมเรื่องเมืองนอก เรื่องงานที่บริษัท เรื่องควอลิตี้คอนโทรลของปั๊ม”
“คิดว่าเขาคุยกับแกแต่เรื่องนิทานซะอีก”
ชายเล็กยิ้มอ่อนโยนโดยมีแววเวทนาแฝงอยู่
“ฟังดูก็รู้ฮะ ว่าคุณสร้อยคงเลี้ยงแบบปิดหูปิดตาไว้อยู่แต่ในบ้าน ผมถึงได้อยากให้เขาไปเปิดหูเปิดตาบ้าง”
“ความจริงคนที่น่าจะอาสาพาเขาเที่ยว ก็คือแก”
ชายเล็กเกาหัว
“ขนาดเสนอว่าให้เป็นพี่รอง เด็จป้ายังทรงลังเลเลย เรื่องผมยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
“งั้นก็ดีแล้วให้แม่น้องสาวเป็นคนพาไป” ชายรองว่า
“ขอถามหน่อยเถอะ ทำไมพี่รองถึงเจาะจงให้คุณสาเป็นคนพาไป”
ชายรองมองหน้าแล้วก็รู้สึกถึงพิรุธบางอย่าง
“ทำไมนายเรียกเขาว่า คุณสาทุกคำ ยังกะสนิทสนมซะเต็มประดา”
“โธ่ ผมเรียกตามคุณศรี คุณศรีเรียกน้องว่ายายสาทุกคำ”
ชายรองยักไหล่
“ฉันก็บอกแล้วว่าไปเที่ยวตามประสาผู้หญิง ก็น่าจะให้ผู้หญิงพาไป”
“แล้วทำไมต้องเป็นคุณสา”
“ก็แม่คนนั้นเก่งกล้าสามารถ คงคุ้มครองพี่สาวได้ ก็แค่นั้นแหละ”
“เฮ้อ ผิดแผนจริงๆ”
“แผนอะไรของนาย”
“แผนว่าจะออกไปเที่ยวต่อน่ะซีฮะ แต่นี่เกิดง่วงขึ้นมาแล้ว ฮ้าว”
ชายรองเดินไป ชายเล็กเดินกินลมชมจันทร์ต่อแล้วหยุดหันไปมองตัวตำหนักใหญ่
เงาศรีจิตราเดินว่อบแว่บอยู่หลังม่านในห้อง ชายเล็กเห็นก็อมยิ้ม
ศรีจิตราเดินไปเดินมาด้วยอาการครุ่นคิด
สอางค์นั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งพลางแตะๆดึงๆหน้าตนเอง มาลา วรรณาไปนั่งที่สตูลยาวท้ายเตียง
“แม่ศรีเห็นไหมลูก คุณชายรองน่ะเวลาเธออารมณ์ดีๆ เธออ่อนหวานกะล่อยกะหลิบน่าดู” สอางค์ว่า
ศรีจิตราตอบรับสั้นๆ “ค่ะ”
“แต่หนูน่ะน่าจะคุยอะไรกับคุณชายเธอบ้าง”
“ก็ ก็หนูไม่ทราบจะพูดเรื่องอะไรนี่คะ” ศรีจิตราบอก
“แหม ทีกับคุณชายเล็ก เห็นคุยกันได้เป็นวรรคเป็นเวร”
“ก็คุณชายเล็กเธอมีเรื่องมาชวนคุยได้ตลอดนี่คะ แต่คุณชายรองเธอไม่ค่อยคุยอะไร”
ศรีจิตรายิ้มนิดๆ ก่อนจะเดินมานั่งลงที่เตียง มาลา วรรณาพยักเพยิดแล้วคว้าหมอนอิงมาแนบอก
“แหม คุณแม่บ้านขา อย่าว่าคุณศรีเลยค่ะ คุณชายเล็กน่ะเป็นคนอื่น มันก็ไม่เขินซีคะ”
“แต่กับคุณชายรองเป็นว่าที่ มันก็ต้องสปัสซั่ม ขวยเขินสะเทิ้นสะท้าน ปั่นป่วนในใจ”
มาลากับวรรณาทำสยิวกายก่อนจะเอาหมอนอิงมาจิกทึ้ง ศรีจิตราทำตาปริบๆ เพราะไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น
“วู้ย รู้กันจริงแม่สองคนนี่ เคยมีว่าที่กันมากี่คนแล้วยะ” สอางค์ว่า
ทั้งสองนางชะงักวางหมอนลง พลางนับนิ้วทบทวน
มาลาตอบ “ไม่มีซักคนค่ะ”
“ที่ใกล้เคียงที่สุด ก็คือตอนโดนเบียดที่งานภูเขาทองค่ะ” วรรณาบอก
สอางค์ค้อนตาคว่ำ
“พูดจาอย่างงี้ สมแล้วเป็นเมียตะเข้ โอ๊ย ป้าไปนอนล่ะลูก”
ศรีจิตราไหว้ สอางค์เดินออกไป มาลา วรรณาลุกขึ้นไปตรวจดูหน้าต่างก่อนจะดึงม่านปิด
“เฮ้อ คุณชายรองน้า เห็นอ่อนหวานแต่กับเด็จป้า ไม่เห็นเผื่อแผ่มาให้คุณศรีบ้าง”
“เธอคงเก็บไว้ให้คุณหญิงคนเดียวมังคะ”
ศรีจิตราพูดเรียบๆ โดยไม่ได้ขมขื่น ไม่ได้น้อยใจ ไม่ได้ริษยา แต่มีอาการสับสนกับสภาพที่กำลังเป็น และสิ่งที่จะเกิดต่อไป มาลากับวรรณาถลามา
“คุณศรี อย่าเอาเรื่องคุณหญิงก้อยมารกสมองเลยค่ะ” มาลาว่า
วรรณาพูดต่อ “คุณนมตำหนักโน้น แอบมากระซิบว่า ท่าจะเลิกกันแล้วค่ะ”
ศรีจิตรานิ่งฟังแล้วก็ยิ้มน้อยๆ
“ตอนนี้หนูสนใจแค่ที่เสด็จจะโปรดให้ยายสาพาหนูไปเที่ยวต่างหากคะ”
“อุ้ย จริงด้วยค่ะ”
“ให้คุณสาพาเราไปให้ทุกที่เลย”
ศรีจิตรายิ้ม
รถแท็กซี่ของตาผลแล่นมาจอดหน้าบ้านราชดำริ สาลินแต่งตัวอย่างไปทำงานลงมา กำไลวิ่งมารับ
“พี่กำไลคะ ป้าสร้อยมีอะไรคะถึงเรียกสามา” สาลินถาม
“พี่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน” กำไลบอก
คุณสร้อยนั่งเมินหน้าไปทางอื่นอยู่บนตั่ง สาลินก้มกราบอยู่ที่พื้น รอบๆกายมีการทำห่อหมก อุ่นเรือนกวนกะทิในอ่าง ยายพิศช่วยดูด้วย เด็กลูกมือ 2 คนกำลังเย็บกระทง ส่วนกำไลนั่งเตรียมผัก
“มาแล้วหรือ แม่มหาจำเริญ”
สาลินเงยหน้าขึ้นมา โดยที่มือยังพนมแล้วกราบลงไปใหม่ สาลินพูดขณะหมอบกราบคล้ายขอขมาพระรัตนตรัยทำให้เสียงดังอู้อี้เบาๆ
“สาขอกราบขอบพระคุณค่ะ”
สร้อยสะดุ้งเฮือก
“ว้ายแกทำอะไร กระดกกระดนโด่”
อุ่นเรือนใจสั่นขวัญแขวน พิศ กำไลรอดูว่าสาลินจะแสดงฤทธิ์อะไร สาลินเงยขึ้นมือยังพนม
“สากราบขอบพระคุณ คุณป้าค่ะ”
“แกมาขอบอกขอบใจฉันเรื่องอะไร”
“ก็ที่คุณป้าอวยพรให้หนูเจริญรุ่งเรืองน่ะซีคะ”
สร้อยถลึงตา กำไลกับยายพิศกลั้นหัวเราะ
“คุณป้าให้หนูมาที่นี่ มีธุระอะไรหรือคะ”
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วซียะ พรุ่งนี้แกต้องไปวังวุฒิเวสม์กับฉัน เสด็จทรงมีรับสั่งให้พาแกเข้าเฝ้า”
สาลินตาโตเท่าไข่ห่าน
“อะไรนะคะ”
สร้อยกระพือพัดด้ามจิ๋ว
“โอย ไม่รู้ว่าทรงคิดอะไรขึ้นมา ทีนี้ฉันกับพี่สอางค์จะมองหน้าใครในวังได้”
“ทำไมล่ะคะ”
“จะทำไม ก็อับอายขายหน้าที่มีหลานสาวเป็นทหารพระรามกลับชาติมาเกิด”
สาลินทำหน้าซื่อ “คืออะไรคะ”
“ไม่ต้องมาแกล้งไม่รู้”
สร้อยรู้ทันจึงตวาดแว๊ด สาลินพยักหน้าทำเป็นเพิ่งรู้
“อ๋อ คุณป้าว่าสาเป็นลิง”
“ก็ใช่น่ะซียะ โอย จะทำยังไงดี”
สร้อยยกมือแปะหน้าผากเพราะคิดหนัก สาลินเริ่มกลัว ทันใดสร้อยก็ตาสว่าง ลุกพรวดขึ้น แล้วชี้นิ้วไปที่สาลิน
“ฉันรู้แล้ว คืนนี้แกค้างที่นี่ ฉันจะอบรม หัดหมอบ หัดคลาน ดัดแขน ดัดขาแกทั้งคืน”
สาลินหน้าเสีย
“พรุ่งนี้ แกจะได้ไม่ไปก่อคดีที่ในวัง” สร้อยว่า
สาลินคิดปราดไปแล้วก็พบทางหนีทีไล่
“ไม่ได้หรอกค่ะ”
สร้อยชะงักแล้วตวาดแว๊ดๆ “ทำไม ทำไมไม่ได้ยะ”
“วันนี้คุณยายไม่สบายค่ะ”
อุ่นเรือนทิ้งไม้พายแล้วขยับมา
“อะไร คุณยายเป็นอะไร”
สาลินทำหน้าทุกข์แล้วพูดเสียงเครือ
“คุณยายคลื่นไส้จะอาเจียน จะเป็นลม แล้วก็ปวดไปหมดทั้งตัวค่ะ”
“ตายจริง โธ่ แล้วทำไม ไม่รีบมาบอกแม่”
“ก็สาเพิ่งนึกขึ้นเดี๋ยวนี้” สาลินบอก อุ่นเรือนมอง “เอ๊ย สาเพิ่งนึกขึ้นมาได้เดี๋ยวนี้ คุณยายอาการไม่ดีเลยนะคะ คุณป้า”
ภาพเหตุการณ์คุณยายตามที่ต่างๆ
เหตุการณ์ในสวน
ยายร้อง “ว้าย คลื่นไส้ ต๊าย ฉันอยากอาเจียน”
เหตุการณ์ใต้ต้นมะม่วง
ยายโอดครวญ “โอย ฉันจะเป็นลม”
ในบ้าน ยายนอนร้องโอดโอย
“ยายสา หรือฉันใกล้จะตายแล้ว”
ยายทำท่าเจ็บปวดเหมือนจะตาย
จบตอนที่ 7
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #7 on:
02 August 2026, 21:53:11 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000117210
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 8
เผยแพร่: 20 ต.ค. 2558 09:09 ปรับปรุง: 23 ต.ค. 2558 09:49 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 8
อุ่นเรือนยกมือทาบอกตกใจ
“ตายแล้วคุณแม่ไม่สบาย คุณพี่คะ ดิฉันขออนุญาตกลับไปบ้านสวนนะคะ”
“ค่ะ ไปกับสาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
คุณสร้อยแม้จะกังวลใจ แต่ก็จำยอม “ย่ะ ย่ะ ไปเถอะ นี่นังกำไลเข้าไปหยิบยาหอมเทวาประสิทธิ์มา เอาอย่างที่ปิดทองนะยะ ฉันจะฝากไปให้คุณยายแก โอย ทำไมต้องมาป่วยมาไข้ตอนนี้”
สาลินก้มกราบ “สา กราบขอบพระคุณค่ะ”
“ยังไงพรุ่งนี้แกมาที่นี่แต่มืดเลยนะยะ มาถึงซักตีห้าตีหกก็ได้”
สาลินรับคำ “ ค่ะ ถ้าสาตื่น จะมาทันทีเลย”
คุณสร้อยจับไม่ได้ว่านั่นเป็นประโยคบอกเล่า ไม่มีตกปากรับคำใดๆ
“ฉันจะได้มีเวลาขนาบแกซักสี่ซ้าห้าชั่วโมง แล้วค่อยออกจากนี่ซักห้าโมง อ้อ แล้วแต่งตัวให้ดี อย่าให้เปิ่นเทิ่นมันเทศเทเวศร์สำปะหลัง”
“แปลว่าอะไรคะ”
คุณสร้อยค้อนขวับจนเหนียงสะบัด
พอแท็กซี่ตาผลจอดเทียบ อุ่นเรือนก็พรวดลงรถ วิ่งถลันขึ้นเรือน สาลินก้าวตามลงมา ดวงตาซุกซน
ตาผลมองอย่างอ่อนใจแกมตำหนิ แต่อีกฝ่ายทำไม่รู้ไม่ชี้
อุ่นเรือนผวาเข้าระเบียงมา ตาที่นั่งอยู่ที่ระเบียงหันมา
“อ้าว ลูก”
“หนูกราบค่ะ คุณพ่อ โธ่ คุณแม่เป็นยังไงบ้างคะ”
“มาทันดูพอดี”
อุ่นเรือนตกใจ หน้าซีด “ดูใจหรือคะ โธ่”
สาลินก้าวมาสมทบ อุ่นเรือนตัวเซ ตามองอย่างงงๆ เจ้าแกะวางเข็มแผ่นเสียง ยายพิณยืนอยู่ที่หน้ายกพื้น พอเคลื่อนตัวออก ก็เห็นคุณยายที่สวมฉ่งซำรัดรูป แต่งหน้าเกล้ามวย มีกล้วยไม้ประดับผม มือถือผ้าเช็ดหน้าแพร
สาลินตาโต ปิดปากหัวเราะ อุ่นเรือนตาเบิกกว้าง ตาก้าวมานั่งเก้าอี้ ยายพิณยิ้มปากเปรอะ เจ้าแกะถอยมาดู ตาผลตามขึ้นมาตกตะลึงพรึงเพริด
ยายมองมา แล้วก็อึ้งไป “อ้าว แม่อุ่น”
ขาดคำเพลงก็ขึ้นพอดี ยายจึงร้องไปกับแผ่น เป็นเพลงจีนยุค 20's มือกรีดกราย
อุ่นเรือนลงนั่งข้างตา สาลินนั่งลงตัวติดแม่ ตาดูอย่างเพลิดเพลิน ยายพิณสบตาตาผล ตบมือเอียงคอ คล้ายเพลงสติ๊กกี้แบมบู เจ้าแกะยืนคุมเทิร์นเทเบิล
ยายร้องร้องอย่างมั่นใจ อุ่นเรือนยิ้มรับ แล้วหันมามองสาลิน ลูกสาวยิ้มตอบ ก่อนจะโดนแม่หยิกหมับเข้าให้ สาลินร้องวี้ดสุดเสียง กุมแขนลงไปล้มกลิ้งกับพื้นระเบียง เจ้าแกะตกใจมือกระตุก เข็มกรีดแผ่นควากทุกอย่างชะงัก
ยายเลิกร้องพร้อมกับก้าวมาดู สาลินกุมแขนลุกขึ้น อุ่นเรือนค้อนลูกสาวตาคว่ำ
“อะไรกันลูก ตียายสาทำไม”
ตาหันถามลูก สาลินทำแสร้งสะอื้น อุ่นเรือนรีบถาม
“คุณแม่ไม่ได้เจ็บได้ป่วยอะไรใช่ไหมคะ”
“ย่ะ เอ๊ะ อะไร เธอเห็นฉันลุกมาร้องเพลง แล้วคิดว่าฉันเป็นบ้าหรือ” ยายคิดไปอีกทาง
“ไม่ใช่ค่ะ คุณแม่”
ตารีบพูดเสริม “วันนี้รื้อหาของกัน แล้วไปเจอชุดแต่งงานคุณยาย ก็เลยท้าพนันกันว่าจะยังใส่ได้ไหม ตาว่าไม่ได้ คุณยายเขาว่าได้ ก็เลยเป็นยังงี้แหละ”
ยายยิ้มปลื้ม ” ใช่ ฉันชนะพนัน”
ยายพิณพูดต่อ “ แล้วอิฉันเคยระแคะระคายมาว่า คุณยายเคยหนีอาเหล่ากง เหล่าม่า ไปร้องเพลงโชว์ที่ตึกเจ็ดชั้น เยาวราช อิฉันถามขึ้น คุณยายก็เลยแซมเปิ้นให้ดูค่ะ”
สาลินทำตาหน้าเฉย “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
อุ่นเรือนยังไม่หายโกรธ “นี่ไม่ต้องมากลบเกลื่อน คุณแม่คะ ยายสาไปหลอกคุณพี่กับหนู ว่าคุณแม่เจ็บ
ป่วยเจียนตายค่ะ”
ยายรีบผลักหลานสาวออกไปไกลตัว
“อ้าว แม่คุณ แม่ทูนหัว มาแช่งอะไรฉันอีกยะ”
สาลินตัวลีบ “หนูไม่ได้แช่งซักหน่อย ที่หนูบอกคุณป้าไปน่ะ หนูพูดความจริงทั้งนั้น”
“ไหน ยายสามันบอกอะไรแม่สร้อย”
ตาคาดคั้น อุ่นเรือนรีบตอบ
“บอกว่าคุณแม่คลื่นไส้จะอาเจียน จะเป็นลม แล้วเจ็บปวดไปหมดทั้งตัวค่ะ”
ยายพยักหน้าหงึก “อ้อ ความจริงทั้งนั้น ไหนบอกมาซิว่า ฉันไข้หนักเจียนตายแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร”
“ตั้งแต่เมื่อวานค่ะ” สาลินทำหน้าตาย
“ยังไง”
สาลินเริ่มเล่า “ เมื่อวาน คุณยายกะหนูไปเก็บละมุดกัน”
ที่ใต้ต้นละมุด สาลินคว้าลูกกระทกรกมา แหงนหน้าบีบใส่ปาก
“คุณยายก็บอกว่า.....”
ยายมองสาลินบีบลูกกระทกรกใส่ปากแล้วทำหน้ายี้
“ว้าย คลื่นไส้ กินไปได้ยังไง ต๊าย ฉันอยากอาเจียน”
ยายทำตาปริบๆ ทุกคนนิ่งฟัง สาลินไขคดีต่อ
“จากนั้น ละมุดบางกิ่งอยู่สูง หนูสอยไม่ถึง หนูก็....”
สาลินกับคุณยายยืนแหงนหน้า พอหลานสาวปลดผ้าถุงไปกองเป็นวง ยายก็ตบอกผาง
“ว้าย ลูกคนนี้ โอย ฉันจะเป็นลม”
ยายนิ่งอั้น ตากลั้นหัวเราะ อุ่นเรือนส่ายหน้า เหนื่อยใจ
“แล้วพอถึงตอนค่ำ พอล้างผึ่งละมุดเสร็จ รอบ่ม”
ละมุดถูกวางเรียงรายนับร้อยลูก ยายพิณเอาอ่างที่ล้างละมุดไป ยายนอนคว่ำบนเสื้อ สาลินนั่งคุกเข่าบีบนวดอย่างเมามัน
“คุณยายก็ให้หนูนวด พอหนูนวดเสร็จ....”
ยายทำหน้าเหยเก ขยับลุกมามองหน้าหลานสาว เอามือบิดไปคลึงกระเบนเหน็บ
“โอย ยายสา ทำไมนวดเสร็จ แล้วมันปวดกว่าเดิมฮะ โอ้ย หรือฉันใกล้จะตายแล้ว”
สาลินเชิดหน้า ยายทำหน้าบอกไม่ถูก อุ่นเรือนอ่อนใจ ตาผล ยายพิณ เจ้าแกะปิดปากหัวเราะ ตาหัวเราะก๊าก
“ความจริงก็เป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ สารวัตร”
“แล้วจริงของมันไหมล่ะ” ตาหันมาย้อนถาม ยายครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง
“แต่ว่าทุกอาการของฉัน เกิดจากน้ำมือแกซีนะ แม่มะกอกสามตะกร้า”
“ไม่ใช่มะกอกสามตะกร้าหรอกค่ะ ต้องเรียกว่าแม่เสียวสวาด”
อุ่นเรือนหมั่นไส้ลูก เลยอ้างถึงนิทานพื้นบ้านอีสานที่ต้องอ่านให้ศรีจิตราฟังเพราะคุณสร้อยสั่งห้าม
ตา ยาย ยายพิณ ตาผลสะดุ้งเฮือก
“ ทำไมว่าลูกอย่างนั้น”
อุ่นเรือนหน้าซีด สาลินหัวเราะขำ
“มันเป็นคำอีสานค่ะ แปลว่าเฉลียวฉลาด”
ทุกคนถอนใจเฮือก ยายหันมาทางหลานสาว
“เดี๋ยว แล้วแกเอาเรื่องตายเรื่องเป็นฉันไปหลอกคุณป้าทำไม”
“ถ้าไม่บอกอย่างงี้ คุณป้าจะยอมให้แม่มาหรือคะ”
อุ่นเรือนถอนใจ แต่ก็หายโกรธลูกสาว ตา ยายมองอย่างอ่อนโยน
“ดีแล้วลูก จะได้คุยกันให้หายคิดถึง”
สาลินยิ้มแป้น “คืนนี้ยังคุยไม่ได้ค่ะ เพราะแม่กับคุณยายมีงานสำคัญ”
“งานอะไรของแกอีก”
“เสด็จพระองค์หญิงโปรดให้หนูเข้าเฝ้าพรุ่งนี้ แม่กับคุณยายต้องเทรนหนูให้เต็มที่เลยนะคะ”
ยายทำหน้างง “เทรนอะไรยะ”
“แปลว่าฝึกซ้อมเข้มข้นค่ะ เอาแบบส่งอาภัสราเข้าประกวดงานวชิราวุธเลยนะคะ”
“งั้นไป เทรนกัน”
ยายขยับจะลุก แต่ฉ่งซำรัดติ้วจึงยักแย่ยักยัน สาลินกับอุ่นเรือนช่วยประคองขึ้น จนยายทรงตัวได้ ทันใดมีเสียงดังควาก ฉ่งซำปริแยกตั้งแต่รักแร้ 2 ข้างมาถึงสะโพก ยายตะลึงจังงัง สาลินกับแม่ร้องวี้ด ยายค่อยๆ หันไปสบตา ตายิ้มประกาศชัย
“ฉันชนะ”
ยายกับอุ่นเรือนช่วยกัน “เทรน” สาลิน ที่ทำท่าทางกระโดกกระเดก จนเริ่มมีทีท่าอ่อนช้อยขึ้น
สาลินค่อยๆ คลานมาถึงหน้าตั่ง พลางลดตัวลงพับเพียบเก็บเท้า แล้วโน้มกายลง ตั้งมือข้างหนึ่งก่อนแล้วก้มลง เพื่อจะนำมืออีกข้างประกบกราบ
ตา อุ่นเรือนมองแล้วคำนวณวิถี ปากจะร้องห้าม แต่ไม่ทัน หน้าผากสาลินโขกตั่งดังสนั่น ตัวผงะหงายหลังมานั่งแผ่ ผ้าถุงถลกอ้าคล้ายลำยอง เอามือคลึงหัว
การ “เทรน” ดำเนินมาจนคืนค่ำ ก่อนจะจบลงที่ท่ากราบอย่างอ่อนช้อยงดงามของสาลิน ยายพยักหน้าว่าใช้ได้ อุ่นเรือนตบมือชมเชย
ยายลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายเข้าห้องใน อุ่นเรือนหันมาหายายพิณที่ขึ้นบันไดมา
“ขมิ้น ดินสอพอง ละลายไว้แล้วค่ะ อ้อ มะกรูดเผาไว้แล้ว 3 ลูก คงพอนะคะ ส้มมะขาม เปลือกมะนาวมีพร้อมค่ะ”
“ดีจ้ะ”
ตาผลขึ้นเรือนตามมา “น้ำเดือดแล้วครับ วันนี้หนาว ผมเลยต้มไว้ 2 กา”
อุ่นเรือนยิ้มรับ “ขอบใจจ้ะ เฮ้อ”
ตาเดินกลับมาแล้วชะงัก อุ่นเรือนมองพ่อแล้วมองตามสายตา ยายพิณ ตาผลมองตาม เห็นสาลินยังตะแคงกราบซบอยู่อย่างนั้น มีอาการเหมือนถึงวิสัญญีภาพไปแล้ว
ตากลั้นหัวเราะ อุ่นเรือนดุ
“ยายสา”
สาลินไม่ติงไหว อุ่นเรือนเข้าไปข้างตัว ตีก้นเผียะ
“นี่แน่ะ”
สาลินค่อยลุกมานั่งพับเพียบ เอาสองมือวางซ้อนกันบนตัก เก็บเท้าปิดไว้ใต้สะโพก ไม่ให้ชี้โด่ออกมา
เงยหน้าน้อยๆ ทำหน้าเสงี่ยมหงิม ท่าทางเรียบร้อยกว่าศรีจิตราเจ็ดเท่า พูดเสียงเย็นยะเยือก
“คุณแม่มีกระไรกับลูกหรือค้า”
ตาหัวร่อคิก “นั่นมันเกินไป เหมือนผีอีนากพักโขนงแล้ว”
สาลินถอนใจ ลดท่าทีลงให้เป็นปรกติขึ้น พลางบ่นอุบ
“เข่าหนูด้านไปหมดแล้วค่ะ”
อุ่นเรือนรีบบอก “ไม่เป็นไร ยายพิณเตรียมเปลือกมะนาวกับส้มมะขามไว้ ขมิ้น ดินสอพอง มะกรูดเผา มีครบ”
“ไม่เอาค่ะแสบ ใช้แค่สบู่กับแชมพูก็พอค่ะ”
“ไม่ได้ลูก เดี๋ยวแพ้ยายศรี”
สาลินงง ตางง ยายหันมาถาม
“อ้าวยังไง แม่อุ่นพูดจาพิลึก”
“หนูไปสู้พี่ศรีได้ยังไงคะ”
อุ่นเรือนยิ้มพราย “แม่พูดผิดไป แม่ต้องพูดว่า ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะแพ้คุณป้าสร้อย”
สาลินตาโต “งั้นหนูจะไม่ขี้เกียจแล้วค่ะ เดี๋ยวขัดสีฉวีวรรณหนูสามรอบก็ได้”
ยายพูดต่อ “เดี๋ยวก็ได้ ก่อนอาบมาเจอยายก่อน”
สาลินนั่งอยู่ตรงหน้า ยายใช้ 2 มือกางดึงเส้นด้ายเป็นกากบาท
ปลายเส้นหนึ่งเอาปากคาบไว้ ทำมือขยับ เส้นด้ายเข้าเสียดสีกัน คล้ายเป็นวิชาลึกลับในคัมภีร์ทานตะวัน ตา อุ่นเรือน ยายพิณ เจ้าแกะ และตาผลนั่งดูด้วยความทึ่ง
ตาหันมาถาม “เขาเรียกอะไรน่ะคุณ”
“เขาเรียกว่าหมั่งหมิ่ง ภูมิปัญญาจีนใช้ด้ายกับแป้งเอาไว้ถอนขนบนหน้าให้เนียน กระทั่งสิวเสี้ยนก็หลุดออกหมด”
สาลินยิ้มแหยๆ อุ่นเรือนไม่แน่ใจ ยายพิณตบเข่าฉาด
“ทีนี้แหละ นางสาวไทยที่เขาประกวดที่งานวัดก็สู้ไม่ได้”
“นางสาวไทยอะไรฮึ ยายพิณ ถึงไปประกวดที่งานวัด”
“ก็เขาประกาศออกโครมๆ ไงคะ ว่ามีประกวดนางสาวไทยที่งานวัดชิราวุธ”
สาลินทำตาปริบ ๆ
สาลินนั่งตาปรือบนเตียง ผิวเหลืองเรืองรอง ผมที่สระด้วยมะกรูดดำวาววับ คิ้วเรียว ไรขนรอบหน้าหายไปจนเกลี้ยง เห็นกรอบผมกรอบหน้าคมชัด
อุ่นเรือนอยู่ตรงหน้า มีหนังสือราชาศัพท์บนตัก นาฬิกาบอกเวลา 2.00 น.
“เรื่องราชาศัพท์หนู่น่ะ แม่ไม่ห่วง”
สาลินทำหน้าล้อ “ เกล้ากระหม่อมฉันเป็นลิเกเก่าเพคะ เสด็จแม่”
อุ่นเรือนจุ๊ปาก “อย่ามาทำเป็นเล่นนะลูก เดี๋ยวติดไปตอนเฝ้าจริงๆ ไปนอนได้แล้ว ตอนเช้าต้องตื่นมาขัดผิวอีกรอบ”
“ตัวหนูเปื่อยหมดแล้วนะคะ”
สาลินพูดพลางเอาเสื้อนอกของชายรองจากตู้มาแขวนเตรียมเอาไปคืน อุ่นเรือนมองตาม
”เสื้อสูทอะไรของใครลูก ตัวยังกะยักษ์ปักหลั่น”
“เสื้อเพิ่งซักแห้งมาค่ะ ต้องเอาไปคืนเขา เขาให้หนูยืมใส่”
“เขาให้หนูยืมทำไม”
“ฝนมันตกค่ะ เขาให้หนูใส่...เอ้อ...กันฝน”
อุ่นเรือนยังไม่หายสงสัย “ แล้วเขานี่ใคร”
“แม่ขา หนูง่วงแล้ว”
สาลินตัดบทด้วยการตะแคงตัวนอน แล้วหลับตา
“จ้ะ จ้ะ นอนเถอะลูก”
อุ่นเรือนคลี่ผ้าห่มให้ลูกสาว “ เดี๋ยวนี้นายพลมาบ่อยขึ้นหรือลูก”
“ค่า”
“แล้วคุณชายรองเคยมาส่งหนูที่นี่เชียวหรือลูก”
สาลินหาวหวอดๆ “ หนูไม่ไหวแล้วค่ะ”
อุ่นเรือนเดินไปปิดไฟ แล้วมานอนข้างลูก
“เออ คุณยายบอกว่าหนูฝันว่างูรัดหรือลูก”
สาลินทำเสียงดุ “ แม่”
รถจากบ้านราชดำริแล่นสู่ตำหนักใหญ่วังวุฒิเวสม์ ที่งดงามดังปราสาทในเทพนิยาย นายทิมเป็นคนขับทางตอนหลังคุณสร้อยนั่งอยู่กับสาลิน ที่แต่งตัวงดงาม มีเครื่องเพชรชิ้นเล็กน้อยชิ้นประดับประดา
คุณสร้อยไม่วายหันมาบ่น “บอกให้มาแต่เช้า ดันมาเอาจวนเพล แทนที่จะได้ซักซ้อมนัดแนะกันก่อน
ไม่มีเวลา”
สาลินเอามือเขี่ยกรวยดอกไม้บนตักเล่น
“ดีแล้วค่ะ เดี๋ยวไม่เป็นธรรมชาติ”
“ธรรมชาติของลิงน่ะซียะ โอ๊ยตายๆ นี่ฉันต้องอับอายขายหน้าขนาดไหนนี่ โธ่ โธ่ โธ่”
“เดี๋ยวคุณป้าก็ทราบค่ะ”
คุณสร้อยค้อนจนตากลับ “ อย่ามาพูดดีนะยะ นี่เวลากราบเสด็จพระองค์หญิงน่ะ อย่าได้ทำกระผลุบกระผลับ เป็นนางสวาหะนะยะ”
“ค่ะ“
“แล้วเวลาคลานน่ะ อย่าให้กระดกกระด่นโด่เป็นนางแก้วหน้าม้า”
สาลินแอบถอนใจ “ค่ะ”
“ตอนเปิดกรวยก็เบาๆ นะยะ อย่าให้ดอกไม้ทะลายเป็นนางแมวเย้ยซุ้ม”
“ค่ะ แต่เป็นนางในวรรณคดีทุกคนเลยนะคะ”
สาลินยิ้มเห็นฟันสามสิบสองซี่ คุณสร้อยรับเอาสองมือจับบีบปากให้หุบ
รถยังจอดไม่สนิทดี สาลินก็เปิดประตูรถผลุบลงมา คุณสร้อยร้องเสียงหลง
“ว้าย รอให้รถจอดก่อนซียะ แม่ชะนีพิกุลทอง”
สาลินไม่สนใจ รีบพุ่งไปจับมือศรีจิตรา
“พี่ศรี คิดถึงจังเลย”
“พี่ก็คิดถึงเธอ ยายสา”
สองพี่น้องมองตากันด้วยความรัก สาลินผละออกมายิ้มทักมาลา วรรณา
“หวัดดีค่ะ พี่มาลา พี่วรรณา”
“ค่ะ แหมวันนี้ สวยเช้งวับไปเลยนะคะ คุณสา”
สาลินเอียงหน้ากระซิบ “พอกไปตั้งหลายขนานแน่ะค่ะ”
วรรณายิ้มรับ “สวยผุดผาดบาดตาจริงๆ นะคะ”
คุณสร้อยก้าวตามมา มือถือกรวยดอกไม้ หน้างอดำตัดกับดอกไม้
“ย่ะ สวย สวยเหมือนนังสำมะนักขาแปลง ไป เข้าไปได้แล้ว”
พูดพลางเดินนำไป ศรีจิตราเดินตาม มาลา วรรณาคิกคักขนาบสาลินเดิน
ที่สวนตำหนักเล็ก ชายรองถือกล้องส่องทางไกล มีสายคล้องคอดูอยู่
ภาพสาลินที่มองผ่านกล้องดูงามพิลาส เข็มกลัดเพชร ต่างหูเล็กทอแสงพราวพร่าง
เขารีบลดกล้องลง มีอาการเหมือนกลัวถูกจับได้ แล้วก็สงบนิ่งดังเดิม เปรยเสียงขุ่น
“มาแล้วซิ แม่ตัวยุ่ง”
“สวยไหมครับ คุณชาย”
ชายรองเกือบสะดุ้ง พอหันไปตามเสียง ก็เห็นนายยอดยืนอยู่ในระยะประชิด
“หืมม์ ยังไง อะไร ยอด”
“คุณชายดูนกอพยพมาอยู่ไม่ใช่หรือครับ มาหากินวังเราเต็มเลย”
“สวยก็สวยอยู่หรอก แต่ชอบส่งเสียงจ๊อกแจ๊ก น่ารำคาญเป็นที่สุด”
พูดพลางยกกล้องส่องดูต่อ เห็นสาลินยังคงเหลียวดูโน่นดูนี่ แล้วเข้าประตูใหญ่ตัวตำหนักไป
เสด็จประทับบนตั่งดูงดงาม คุณสอางค์อยู่บนพื้นใกล้ๆ บรรดานางข้าหลวงทุกวัยทำงานดอกไม้กันอยู่ แต่มีอาการชัดว่ามารอดู
ศรีจิตรากับคุณสร้อยกราบลง คุณสอางค์หันสบตาน้องสาว
“นั่งสิแม่สร้อย ไหนล่ะ หลานสาวคนเล็ก” เสด็จตรัสถาม
คุณสร้อยตอบอย่างขมขื่น “อยู่ข้างนอกเพคะ”
“อ้าว แล้วทำไมไม่เข้ามาด้วยกัน”
“ให้แม่วิมาลากับแม่เลื่อมลายวรรณซักซ้อม เอ้ย ตรวจดูความเรียบร้อยอยู่เพคะ”
“วังนี้ปรกติเรียบร้อยกันนักซีนะ”
เสด็จประชด นางข้าหลวงคิกคัก
“ให้พาเข้ามาได้แล้ว”
คุณสร้อยหน้าเผือด คุณสอางค์พยักหน้า เสียงเครือ
“เอาเถอะ ยังไงก็หลาน ค่อยขัดค่อยเกลากันไป”
เสด็จทอดพระเนตรมองไปยังประตู นางข้าหลวงมองตาม คุณสอางค์กับคุณสร้อยกัดริมฝีปาก ก้มหน้ามองด้วยหางตา ศรีจิตรามอง ยิ้มกว้างกว่าปรกติ มีแววเชื่อมั่นน้องสาว
นางข้าหลวง 2 นางแง้มประตู เห็นมาลา วรรณายืนอยู่หน้ายิ้มแย้ม ก้าวเข้ามาแล้วแยกออกยอบกายลง เผยให้เห็นสาลินที่ยืนถือกรวยดอกไม้ ก่อนจะทรุดลงคุกเข่าอย่างนุ่มนวล
“เข้ามาซี”
สาลินค่อยๆ คลานเข่าเข้าไป เสด็จทอดพระเนตรนิ่ง นางข้าหลวงอื่นพยักเพยิดชื่นชม คุณสร้อยอ้าปากค้าง คุณสอางค์ตกตะลึงแล้วยิ้มปลื้ม
สาลินคลานเข่า ด้วยใบหน้าสงบนุ่มนวล ข่มอกใจที่ตื่นเต้นระทึก เสด็จทอดพระเนตรอย่างพอพระทัย ศรีจิตรามองน้องสาว ที่ค่อยๆ คลานไปถึงหน้าพระพักตร์แล้วพับเพียบลงกราบ เปิดกรวย แล้วกราบซ้ำ
เสด็จทอดพระเนตร ด้วยความพอพระทัยล้นพ้น สาลินเข้าถวายกรวย แล้วกราบอีกครั้ง คุณสอางค์ดีใจจนสะอื้นฮัก คุณสร้อยแอบค้อนสาลินที่ทำได้ดีเกิน
ศรีจิตรารีบแนะนำ “สาลิน น้องสาวคนเดียวของหม่อมฉันเพคะ”
“ไหนเงยหน้าให้ดูชัดๆ หน่อยซิ”
สาลินเงยหน้าขึ้น หน้าซื่อ ดวงตาใสแจ๋วบริสุทธิ์ งามเหมือนนางใน
“เพคะ”
เสด็จแย้มสรวล “หน้าตาสดใสดีจริง ท่าทางคล่องแคล่วไม่กลัวใคร แต่หมอบคลานกราบกรานอะไรก็เรียบร้อย”
สาลินหลุบตาลง ซ่อนยิ้มไว้ คุณสอางค์กับคุณสร้อยคลานตามมา
“สอางค์ ไหนเธอบอกว่า แก่นแก้วทะโมนไพร”
สาลินฝืนทำหน้าเรียบยิ้มน้อยๆ อยู่เช่นนั้น ศรีจิตรามองดูก็รู้ว่าแกล้ง
“หม่อมฉันไม่ได้บอกเพคะ แต่แม่สร้อยตัวดีเป็นคนบอกเพคะ”
คุณสร้อยสะดุ้งเฮือก เสด็จทอดพระเนตรมอง
“ไง”
คุณสร้อยอึกอัก “ก็ ก็ ปรกติอยู่กับหม่อมฉัน ถ้าไม่ทำข้าวของแตก ก็ไปห้อยโจนทะยานอยู่บนต้นไม้
ไม่ก็ควบเป็นม้ามโนมัย วันนี้ที่เป็นอย่างงี้ได้...ก็แปลว่า ที่หม่อมฉันอบ หม่อมฉันรม มันซึมเข้าไปได้น่ะซิเพคะ”
สาลินตาโต ขยับปากจะโต้ ศรีจิตรารีบกดเข่าไว้ เสด็จทรงพระสรวล
“ฉันว่าเด็กมันใฝ่ดีเองมากกว่า จริงไหมสาลิน เธอเป็นประเภททำได้ทุกอย่าง แต่พอใครมากะเกณฑ์ จ้ำจี้ จำไช ก็พาลไม่ทำใช่ไหม”
สาลินยิ้มแหยๆ “อาจเป็นไปได้เพคะ”
“จบห้องแปดแล้วยังไงนะ”
“หม่อมฉันไปเรียนต่ออนุปริญญาอยู่ 2 ปีด้านบรรณารักษ์ พอจบก็ทำงานห้องสมุดฝรั่งที่สุรวงค์เพคะ”
“ดูซิทำงานทำการปานนี้แล้ว แต่หน้าอ่อนยังกะเด็กนักเรียน”
“ใครๆ ก็พูดกันแบบนี้กับหม่อมฉันบ่อยๆ เพคะ”
สาลินเกือบยิ้มร่า แต่ครั้นนึกได้ก็ยิ้มแต่พองาม คุณสร้อยค้อนขวับ
“อู้ย เสด็จทรงชมเข้าหน่อย ก็หน้าเห่อยังกะขึ้นปราสาทเหม”
เสด็จหันมองคุณสร้อย “แล้วจะให้หลานหน้างอคอคอดเป็นนิจศีลแบบเธอรึ”
คุณสร้อยสะดุ้งเฮือก มาลา วรรณาหัวเราะนำ นางข้าหลวงอื่นเลยหัวเราะตาม เสด็จตรัสถามต่อ “ตอนนี้เราอยู่ที่บ้านสวนหรือ”
“เพคะ อยู่กับคุณตา คุณยายที่บ้านสวนเมืองนนท์เพคะ”
“อยู่ไกลอย่างนั้น แล้วมาทำงานทางล่าง ไม่เดินทางกันย่ำแย่หรือ”
สาลินยิ้มนิดๆ “ก็ไกลเหมือนกันเพคะ แต่ไม่ลำบากอะไร”
“เอายังงี้ไหม มาอยู่ด้วยกันกับศรีจิตรา”
สาลินสะดุ้ง คุณสร้อยตาโต สองจิตสองใจ คุณสอางค์บุ้ยใบ้
“ตอบรับเลย ยายสา”
ศรีจิตรามองสาลิน น้องสาวสบตาตอบ แล้วทูลเสด็จ
“หม่อมฉันอยากอยู่ที่บ้านสวนมากกว่าเพคะ เพราะคุณตาคุณยายอายุมากแล้วไม่มีใคร แล้วอีกอย่างหนึ่ง อยู่โน่นก็มีอิสระ สุขสบายดีเพคะ”
ศรีจิตราใจหายวาบ ทำตาขึงใส่ คุณสอางค์ผงะไปพิงคุณสร้อย ที่ลืมตัวแว้ดต่อหน้าพระพักตร์
“อ้อ ใช่ซิยะ อยู่อย่างนั้นจะเป็นลิงค่างบ่างชะนีอะไรก็ได้ ไม่มีใครจ้ำจี้จ้ำไชนี่”
เสด็จพระพักตร์เคร่ง ดวงเนตรกริ้ว สาลินทำใจดีสู้เสือ
“เธอจะไปเอ็ดหลานทำไม ฮึ”
คุณสร้อยผิดคาดยกมือพนมแต้ “เพคะ”
“เด็กรู้จักกตัญญูรู้คุณ ดูแลคุณตา คุณยาย แทนแม่ ก็เพราะตัว ยึดแม่อุ่นเรือนเอาไว้ พรากลูกพรากแม่กันสองชั้น”
คุณสร้อยหน้าเสีย เสด็จทอดพระเนตรสาลิน
“พูดกันตรงๆ แบบนี้แหละดี ไม่ใช่อมพะนำไว้ แล้วมาหวานอมขมกลืนทีหลัง”
ตรัสพลางชำเลืองมองศรีจิตรา
“ไอ้เรื่องอิสระน่ะ เป็นใครก็ไม่ชอบถูกบังคับจู้จี้กันทุกคนแหละ”
มาลา วรรณาได้ช่อง “ จริงเพคะ”
เสด็จตรัสต่อ “แต่ที่พูดนี่เว้นแก 2 คน ขนาดจ้ำจี้จ้ำไชทุกวัน ยังกระดางลางพิลึกคน”
2 นางหน้าจ๋อย สาลินเงยหน้ายิ้ม ขยับไปนั่งข้างพี่สาว งามผุดผาดบาดตา เสด็จพยักพักตร์ชมเชย
คุณสอางค์ก็ขยับมาติดคุณสร้อย พลางหยิกน้องสาวสุดแรงเกิด
“พี่สอางค์ หยิกหนูทำไม”
สาลิน ศรีจิตราตาโต เสด็จทรงกลั้นพระสรวล
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 8 (ต่อ)
ชายรองนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่เทอเรซด้านข้าง พักหนึ่งชายเล็กก็เดินมานั่งแปะพิงพนักเก้าอี้ ตามองฟ้า
“เพิ่งตื่นหรือ” ชายรองหันมาทักน้องชาย
“วันอาทิตย์นี่ฮะ ก็เลยนอนตกเบิก”
เจียมรีบเดินมาดูแล “ คุณชายเล็กรับอะไรดีคะ”
“กาแฟกับอาหารเช้า”
เจียมแหงนดูท้องฟ้า เห็นตะวันตรงหัว
“แต่นี่เที่ยงแล้ว คุณนมเตรียมตั้งโต๊ะอาหารกลางวันแล้วนะคะ”
“เหอะน่า เอาแค่อาหารเช้า เดี๋ยวอาหารกลางวันค่อยไปหากินเอาดาบหน้า”
เจียมจำต้องรับคำ กลับเข้าตำหนักไป ชายเล็กคว้ากล้องส่องทางไกลมาดู ชายรองเหลือบมอง
“จะไปแถวไหนล่ะ วันนี้”
“เมืองนนท์ฮะ สาวๆ ชาวสวนแถวนั้น น่ารักไม่ใช่เล่นนะพี่รอง” พูดพลางเอากล้องมาส่ายหานกบนต้นไม้ “พี่รองเลิกส่องนก มาส่องสาวๆ อย่างผมดีกว่า”
“เชิญนายตามสบายเหอะ”
เจียมถือถาดวางถ้วยกาแฟ กากาแฟ เครื่องเติม และอาหารเช้า นมย้อยถือตะกร้าที่ภายใน
มีชามใหญ่พร้อมฝาปิดมาด้วย ชายเล็กลุกมาแย่งถือ
“อุ๊ย หนักนะนม อะไรเอ่ย”
“เครื่องเสวยตำหนักใหญ่ค่ะ คุณสอางค์มาขอแรงให้ช่วยทำอาหารพิเศษ เอ้า เจียม เอาไปได้แล้ว”
ชายเล็กยื่นส่งให้ เจียมรับตะกร้าเดินไป ส่วนชายรองก็รีบลุกขึ้นรับนมย้อยประคองให้นั่งลง แล้วสองคุณชายก็นั่งตาม
“วันนี้ตำหนักใหญ่มีอะไรหรือฮะ” ชายเล็กถามขึ้นมา
“วันนี้คุณสร้อยมาร่วมโต๊ะเสวยค่ะ”
ชายเล็กหันไปบอกพี่ชาย “คุณป้าจอมจุ้นของคุณศรีไงฮะ”
“ฉันรู้น่า”
“นมจ๋า ทำเครื่องเสวยทั้งทีมีเหลือบ้างไหม”
นมย้อยยิ้มรับ “มีซีคะ ทำทั้งทีทำชามเดียวเปลืองแรงเปล่าๆ แน่ะ จะขอไปฝากสาวเมืองนนท์
ใช่ไหมคะ”
ชายเล็กทำอาย เอานิ้วใส่ปากกัด ชายรองทั้งขำ ทั้งหมั่นไส้
“เพิ่งกินไข่ลวกมาด้วย อยากจะอ้วก”
ศรีจิตราเดินนำน้องสาวเข้ามาในห้อง สาลินเดินก้มหน้านิดๆ ดวงตาหลุบต่ำ สองมือประสานไว้ระดับท้อง เดินตามนุ่มนวลแช่มช้าตามมา
“นั่งซิ ยายสา”
สาลินยกมือไหว้ ก้มหน้าลง ทุกอย่างแช่มช้า ไม่คล้ายนางชาววังแต่คล้ายผีญี่ปุ่น
“สากราบขอบพระคุณค่ะ คุณพี่ ที่กรุณาสา”
พลางค่อยๆ บรรจงลูบกระโปรงนั่งลงอย่างแช่มช้าคล้ายกลัวที่นอนยุบ ศรีจิตราครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง ฟาดเผียะไปที่ต้นแขน สาลินร้องเบาๆ ยกแขนขึ้นลูบไล้รอยตีอย่างแช่มช้า พูดแผ่วอ่อนโยน
“โอย คุณพี่มาตีน้อง ด้วยเหตุอันใดกันคะ”
“นี่ยายสา เลิกทำเป็นเล่นเสียที”
สาลินหัวเราะกิ๊ก ลงไปนอนแผ่บนเตียง กิริยาการกลายเป็นธิดาวานรเหมือนเคย ศรีจิตราค้อนแล้วยิ้ม“ใครบอกว่าสาทำเล่น สาฝึกเอาจริงเอาจังอยู่ครึ่งวันกะครึ่งคืน แล้วตอนเช้ายังมีซ้อมใหญ่อีก”
“เห็นไหมล่ะ เธอน่ะจะทำดีก็ทำได้ เสด็จโปรดเธอมากนะ”
“นั่นซี ทีแรกสากลัวจะตาย ขาก็สั่น นึกว่าจะทรงดุ ที่ไหนได้พระทัยดีที่สุดเลย แล้วเสด็จทรงให้สามาเฝ้าทำไมคะ พี่ศรี”
สาลินกลิ้งตัวมานอนคว่ำ ตั้งศอกเอาคางวางบนฝ่ามือทั้งสอง
“ก็ทรงอยากเห็นตัวสา แล้วก็อยากให้สามาเป็นเพื่อนพาพี่ไปไหนต่อไหนบ้าง”
“ไปเที่ยวข้างนอกน่ะหรือคะ”
ศรีจิตราส่ายหน้า “ไม่ใช่ไปเที่ยวเล่นหรอก แต่เสด็จโปรดให้พี่ไปซื้อหาของ ซื้อผ้าอะไรทำนองนั้น”
“ซื้อผ้าอะไรอีก เสื้อผ้าที่ตัดมาก่อนเข้าวังน่ะไม่รู้กี่สิบชุด บางชุดก็ยังไม่ได้ใส่เลย ไม่ใช่หรือคะ”
“เสด็จทรงอยากให้ตัดชุดใหม่ สำหรับงานหมั้นน่ะ ยายสา”
ศรีจิตราพูดเรียบๆ ไม่ตื่นเต้น ไม่เอียงอาย สาลินหน้าไถลแพร่ดจากมือ หัวทิ่ม แล้วกระเด้งผึงมานั่งคุกเข่าจังก้าบนเตียง จ้องหน้าศรีจิตรา ก่อนจะแผดเสียงดัง
“งานหมั้น”
“เบาๆ ยายสา”
“นี่จะหมั้นแล้วหรือ”
ศรีจิตราพนักหน้าช้าๆ “ ก็คงเร็วๆ นี้แหละ แต่ว่ายังไม่ได้ทรงกำหนดวัน เห็นว่าจะทรงปรึกษาคุณป้าก่อน”
สาลินค้อน “สุดแท้แต่คุณป้าเถอะค่ะ”
ศรีจิตราหยิกหมับเข้าให้ “นี่แน่ะ”
“แล้วอีตาคุณชายชื่อยาว คุณชายรองนั่นรู้เรื่องหรือยัง”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมหรือสา”
สาลินสั่นศีรษะปฏิเสธ พลางคิดหนัก จนศรีจิตรานึกสงสัย
สาลินเดินฉับๆ มาที่สวน เลิกเป็นชาววัง กลับเป็นบรรณารักษ์สาวแก่นคนเดิม
เวลาเดียวกับที่เจียมเดินจากบ้านมายอบตัวลงตรงหน้าชายรอง
“เมื่อกี้ที่เจียมไปตำหนักใหญ่ พบแขกคนนึงค่ะ อยากมาขอพบคุณชาย”
ชายเล็กหันมาถาม “คุณชายคนไหน”
“คุณชายรองค่ะ”
“แขกโพกหัวหรือแขกมุสลิม” ชายเล็กถามล้อๆ
“แขกผู้หญิงค่ะ”
“สวยไหม”
“สวยค่ะ สวยมากด้วย”
ชายเล็กยักคิ้วให้พี่ชายแผล่บ
“แน่ะ พี่รอง มีสาวสวยมาหา ใครกันเอ่ย”
“นี่เลิกเล่นซะที ไอ้เจ้าเล็ก ใครกันเจียม”
“เธอบอกว่าเธอชื่อสาลิน น้องสาวคุณศรีจิตราค่ะ”
ชายเล็กร้องหา หน้าทะเล้นพลันซีดลง ชายรองพยักหน้าอย่างไม่นึกแปลกใจ
“เชิญมาที่นี่”
เจียมรับคำเดินออกไป ชายเล็กลุกพรวดละล้าละลัง ยายน้อมโผล่มาเก็บจานบนโต๊ะ
“พี่รอง ทำไมรับแขกตรงนี้ล่ะ”
“ฉันขี้เกียจให้เขาเปิดห้องรับแขก”
“งั้นผมเผ่นก่อนหล่ะ”
ชายรองมองงงๆ “ทำไมล่ะ เห็นว่านายอยากรู้จักไง”
“โธ่ ผมยังทรงชุดนอนอยู่เลย”
“เขาไม่ว่าอะไรแกหรอก”
จังหวะนั้นเสียงเจียมก็ดังเข้ามา “เชิญทางนี้เลยค่ะ”
ชายเล็กละล้าละลังหนักขึ้นอีก
“ไม่ได้ฮะ ผมไม่ได้นุ่งกางเกงลิง เดี๋ยวมันโตงเตงโตงเข้า”
ชายรองทำหน้าบอกไม่ถูก ยายน้อมชำเลืองมอง ชายเล็กรีบเอามือกุมเป้า
“จริงด้วยค่ะ อย่าเดินผ่านแดดเชียวนะคะ”
เจียมพาสาลินมาถึงพอดี ชายรองหันมอง ส่วนน้องชายยืนตัวแข็งทื่อ
สาลินเดินใกล้เข้ามา สีหน้าเย็นชา ในมือถือถุงกระดาษใหญ่ ชายเล็กรีบกระชากหนังสือพิมพ์จากมือพี่ชาย
“ขอยืมฮะ”
ว่าแล้วก็กางหนังสือพรึ่บออกปิดหน้าทำเป็นอ่าน พอสาลินก้าวมาถึงโต๊ะ เขาก็ค่อยๆ หมุนตัวก้าวไป
แอบโล่งใจขึ้นนิด พลันเสียงชายรองก็เรียกขึ้น
“นายเล็ก”
ชายเล็กสะดุ้งสุดตัว พูดเสียงอู้อี้ แต่ไม่หันหน้ามา
“ไรฮะ”
“นี่อีกฉบับหนึ่งเอาไปด้วย”
ชายเล็กยื่นมือมาข้างหลัง ไม่ยอมหันมา ชายรองยื่นส่งให้ไม่ถึง สาลินเลยคว้ามาแล้วส่งให้ใส่มือ
“นี่ค่ะ”
ชายเล็กตัวชาวูบ รับหนังสือพิมพ์มา พูดอู้อี้ “ขอบคุณครับ”
จากนั้นก็เดินพรวดพราดเกือบจะวิ่งปรู๊ดออกไป สาลินมองตามหลังนิดนึง แล้วหันมายืนเชิด
ชายรองลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน ราวไม่อยากทำตามมารยาท สาลินรู้ ก็เชิดหน้าขึ้นอีกจังหวะ
“เชิญนั่ง”
“ขอบคุณ”
ทั้งสองนั่งลง เจียมนั่งลงบนพื้นเท้าแขนแอ่นหยัด มองสาลินตาแป๋วอย่างชอบใจ
“มีธุระอะไร”
“ฉันมาเยี่ยมพี่สาว เลยเอาเสื้อมาคืนคุณด้วย”
สาลินวางถุงบนโต๊ะ เอานิ้วดันไปราวรังเกียจ ชายรองยิ่งขุ่นใจ ดึงถุงเสื้อมาวางบนเก้าอี้ข้างตัว
แล้วเห็นเจียมนั่งเยี่ยมหน้าเสนอนวลอยู่ ครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้
” อุ๊ย น้ำเลี้ยงแขก”
เจียมคลานแล้วลุกขึ้นก้มตัวไป
สาลินยิ้มเยาะ พลางคิด “ต๊าย วางตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย มีหมอบคลานด้วย”
“ เธอมีธุระอะไรอีกหรือเปล่า เดี๋ยวฉันต้องออกไปธุระข้างนอก”
“มี”
ชายรองรีบเร่ง “มีก็พูดมาซะที”
“นี่คุณรู้ไหมว่าเสด็จ ทรงกำหนดวันหมั้นแล้ว”
“อะไรนะ เร็วขนาดนี้เชียวเหรอ”
สาลินมองจ้องเชิงตำหนิ “แปลว่าคุณยังไม่รู้ นี่ คุณจะมามัวชักช้าไม่ได้แล้ว จะทำยังไงก็รีบทำซะ อย่าให้ทุกอย่างมันคับขันไปกว่านี้”
“ฉันรู้ ขอบใจ ที่อุตส่าห์รีบมาบอก”
จรวยเยี่ยมหน้าจากกระถางต้นไม่มาแอบมอง นมย้อยถือตะกร้าหวายเดินมาจากเรือนครัวก็ชะงัก รู้ว่าต้องแอบดูอะไร
“หาอะไรคะ”
จรวยตกใจ “ว้าย เอ้อ อ้า ง่า คุณชายโตหิวแล้ว เลยให้ฉันมาดูว่าตั้งของกินที่นี่หรือเปล่า”
“วันนี้หม่อมให้ตั้งที่ห้องอาหาร ไปแอบดูที่นั่นดีกว่านะจ๊ะ”
จรวยค้อนขวับแล้วรีบเดินไป นมย้อยก้าวมาที่เทอเรซ ขึ้นมาที่โต๊ะ
“ได้แล้วค่ะ คุณเล็ก อ้าว”
นมย้อยมองดูสาลิน ชายรองลุกขึ้นดึงตะกร้าหวายจากนมย้อยวางบนโต๊ะ แล้วประคองให้นั่ง
สาลินมองดู แล้วแอบคิดในใจ
“ต๊าย ทำดีๆ ก็เป็น ทีเมื่อกี้ทำเหมือนจะไม่ลุกให้”
ชายรองรีบแนะนำ “นมครับ นี่คุณสาลินน้องสาวคุณศรีจิตรา นี่คุณนมย้อย พี่เลี้ยงท่านพ่อ แล้วเลย ดูแลพวกเราทั้ง 3 คนมา”
สาลินยกมือไหว้อย่างงดงาม นมย้อยรับไหว้
“อู๊ย ไหว้พระเถิดค่ะ”
ชายรองเหลือบมอง พลางคิด “อ้อ ไหว้ดีๆ ก็เป็น แต่เมื่อกี้ไม่ยอมไหว้ฉัน”
ชายเล็กแหวกใบไม้จากกระถางแอบมองมา แล้วก็ตกใจ
“ฉิบหายแล้ว”
สาลินยิ้มแย้มกับนมย้อย
“คราวก่อนหนูมาได้ชิมขนมคุณนม เกิดมาไม่เคยกินขนมอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ”
นมย้อยยิ้ม สาลินคิดในใจ
“เว้นแต่ขนมบ้านอีตาพล อร่อยเท่ากันเลย”
“อู้ย ขอบคุณค่า ปากหวานจริง”
“อีตาพล” ที่หลังพุ่มไม้ใจหายใจคว่ำ ชายรองมองดูตะกร้าหวาย
“นี่จัดของนายเล็กไปฝากสาวหรือนม”
สาลินมองดูตะกร้าอย่างคุ้นตา แต่ไม่ถึงกับเอะใจ
“ของกินกับของว่างน่ะค่ะ จัดให้คุณชายเล็กเอาไปฝากเพื่อน”
ชายรองรีบบอก “เห็นว่าอยู่แถวเมืองนนท์ เหมือนเธอ”
ชายเล็กทำท่าเหมือนอยากจะตาย เจียมถือถาดน้ำส้มและน้ำเปล่ามาข้างหลัง มองอย่างสงสัย
“มาแอบดูอะไรอยู่คะ”
“เปล่า ไป ชู่ว์ ชู่ว์”
เจียมค้อนขวับ ก่อนจะเดินเลี่ยงขึ้นเทอเรซ พลางคุกเข่านบนอบ ยื่นน้ำเสิร์ฟให้สาลิน ที่ทำหน้าไม่ถูก
“ขอบคุณค่ะ”
สาลินดื่มน้ำส้มพรวดเดียวหมดแก้วแล้วลดลง เห็นชายรองมองจ้องอย่างตำหนิ นมย้อยมองอย่างเอ็นดู
เจียมรีบบอก “ อ้อ ข้างในตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วนะคะ”
สาลินตกใจ “ตั้งโต๊ะ อุ้ยตายแล้ว ฉันต้องกลับแล้วล่ะ”
พลางรีบลุกขึ้น นมย้อยชายรองลุกตาม สาลินไหว้นมย้อยแล้วลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะไหว้ชายรองแล้วรีบเดินลงจากเทอเรซไปทางด้านล่าง นมย้อยมองอย่างชื่นชม
“อุ๊ย น่ารัก น่าเอ็นดู กิริยามารยาทอะไรงดงามไปหมด”
เจียมยิ้มรับ “สวยคนละแบบกับคุณศรีนะคะ น่ารัก”
ชายรองแอบคิดในใจ “น่ารักตายล่ะ สร้างภาพ”
ชายเล็กถือหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ ลงจากตำหนักมารวมกลุ่ม ยังตกใจไม่หาย นมย้อยหันไปทัก
“แหม คุณเล็กไปถ่ายหนักมาหรือคะ เลยไม่ได้เจอคุณสาลิน”
“เปล่าครับ โธ่ ผมถือหนังสือพิมพ์เฉยๆ ไม่ได้เอาไปอ่านตอนอึ”
“นี่ค่ะ ของฝากสาวเมืองนนท์”
ชายเล็กรีบบอก “ เอามาแบ่งกันกินเถอะฮะ ผมสังหรณ์ว่าวันนี้เขาไม่ได้อยู่บ้าน”
พูดพลางรีบนั่งลง ชายรองดึงเสื้อนอกมาดูหน้าดูหลัง เห็นเรียบร้อยดี นมย้อยเตือน
“เชิญห้องอาหารเถอะค่ะ ตั้งโต๊ะแล้ว”
ชายเล็กลูบท้อง รำพึง ”ตกใจจนหิวอีกแล้ว ไปฮะ พี่รอง นม”
นมย้อยเหลือบมอง “ แต่ก่อนเข้าโต๊ะ ไปเปลี่ยนชุดซะก่อนนะคะ ชุดนอนคุณชายน่ะโตงเตงโตงเว้า”
ชายเล็กยิ้มอายๆ เจียมมองแล้วเมินหัวเราะคิก
หลังร่วมโต๊ะเสวย คุณสร้อยก็ตาปรือนั่งซึมอยู่บนเตียงพิงพนักไว้ คุณสอางค์ยิ้มละไม เดินกรายไปมา
“เห็นไหม เสด็จทรงโปรดยายสายังกะอะไรดี ตอนเสวยน่ะคุยแต่กับยายสา”
คุณสร้อยหาวหวอด “แหม คุณพี่ หนูยังงงอยู่เลย ว่าทำไมถึงเป็นอย่างงั้นไปได้”
“จะทำไม ก็เห็นอยู่ว่ายายสาน่ะรื่นเริง ไม่กลัวใคร แล้วก็ช่างพูดช่างจาเหมือนคุณชายเล็กไม่มีผิด”
คุณสร้อยตาเบิกโพลงเลิกง่วง ขยับมา คุณสอางค์รีบนั่งลง มองตากัน
ศรีจิตราเดินมา ยกมือขึ้นจะเคาะประตู ได้ยินเสียงคุณสอางค์พูดต่อ
“เสด็จน่ะโปรดปรานคุณชายเล็กมาก ก็เลยโปรดยายสาไปด้วยอีกคน จริงๆนะ เพราะเธอคนเดียว”
พูดพลางหยิกน้องสาวหมับ
“คุณพี่ มาหยิกหนูทำไม”
“ฉันน่ะบอกเธอล้านหนแล้ว ว่าให้พายายสามารู้จักคุณชายเล็ก”
ศรีจิตรานิ่งฟัง แล้วก็ค่อยๆ ลดมือลง
“เธอก็มัวบิดตะกูด โยกโย้กฐินบก บอกว่ายายสาเป็นลิงค่าง บ่างชะนีอะไรไม่รู้ เสียเวลาเปล่าๆ”
คุณสอางค์ค้อนน้อง คุณสร้อยหน้าคว่ำ
“ก็ใครจะรู้ล่ะคะ ว่านังแก้วหน้าม้า จะถอดรูปเป็นมณีรัตนาไปได้อย่างในนิทาน”
“ต่อไปนี้ เธอต้องให้ยายสามาที่นี่บ่อยๆ ฉันจะได้จัดการให้ได้เจอคุณชายเล็ก”
ศรีจิตราถอนใจ “ โธ่เอ๋ย คุณป้า”
คุณสอางค์ยิ้มละไม
“แต่ว่าเราต้องทำทุกอย่างให้มันแนบเนียน เป็นบังเอิญ เป็นฟ้าลิขิต เป็นธรรมชาติ เพราะยังไงเราก็เป็นฝ่ายหญิง ถ้าคนรู้มันจะน่าเกลียด”
พูดพลางเหลียวซ้ายแลขวาระแวงระไว “กำแพงมีหู ประตูมีช่อง อย่าให้อึงไป”
คุณสร้อยเลยระวังด้วย
ศรีจิตราเคาะประตู เสียงค่อนข้างดัง คุณสอางค์ตกใจ ร้องวี้ดออกมา คุณสร้อยตกใจกว่า
“แหก”
คุณสอางค์หยิกน้องอีกหมับ แล้วหันไปทางประตู
“ใคร นังคนไหนมาแอบฟัง”
ศรีจิตราถอนใจ พูดลอดประตูไป “หนูเองค่ะ คุณป้า”
คุณสอางค์โล่งอก คุณสร้อยขยับไปพิงพนักเตียง
“เข้ามาซิลูก”
ศรีจิตราเข้ามายอบตัวลง คุณสร้อยมองค้อน
“อะไรกันอีกล่ะยะ”
“ลุงผลไปส่งยายสา กลับมารับคุณป้าแล้วค่ะ”
คุณสอางค์ลุกขึ้น ประคองพาศรีจิตรามานั่งข้างบนเตียง แทบจะตระกองกอดไว้
“อะไรหรือคะ คุณป้า”
“อาทิตย์หน้า ยายสาจะพาหนูไปซื้อของ แหม ไปกันแค่สองคน ป้าไม่วางใจเลย”
ศรีจิตรารู้ทัน “ ก็พี่มาลากับวรรณาไปด้วยนะคะ”
“แม่เมียตะเข้ 2 ตัวนั่น จะมาปกป้องอะไรเขาได้ ต้องมีผู้ชายไปด้วย”
“ก็นายชมไงคะ”
คุณสอางค์ตบอกผาง “ ต้าย เจ้าชมน่ะแก่กว่าป้าอีก จะไปคุ้มไปครองอะไรได้จ๊ะ”
“งั้นก็ขอยืมนายยอดตำหนักโน้นไปเป็นเพื่อนอีกคน”
ศรีจิตราแกล้งทำไม่รู้เท่า คุณสอางค์หน้าหงิก แอบสบตาคุณสร้อย พอเห็นหลานสาวมองจ้อง ก็รีบฉีกยิ้มใหม่
หญิงก้อยนั่งอยู่ที่ภัตตาคารหรูกับวิรงรอง ทั้งคู่แต่งตัวหรูหราราคาแพงเกินกว่าเวลากลางวัน
ฝ่ายแรกดูมีแววเหงาเปล่าเปลี่ยวปรากฏ ฝ่ายหลังแอบมองอย่างเวทนา
“ งั้นเดี๋ยวว่ายน้ำกันไหม”
หญิงก้อยส่ายหน้า “ไม่เอา เดี๋ยวต้องมาทำผมใหม่อีก เบื่อ”
“เธอนี่พิลึกจริง นั่นก็เบื่อนี่ก็เบื่อ ถามจริงๆ เถอะ มีอะไรหรือเปล่า ฉันเห็นเธอมู้ดดี้ มู้ดดี้ มาเป็นเดือนแล้ว”
หญิงก้อยคอแข็ง รีบวางแก้วลง
“ไม่มีอะไร แต่เธอก็รู้ว่ากรุงเทพฯ น่าเบื่อจะตายไป”
“ต๊าย ฉันลืมไปว่าคุยกับอดีตนิวยอร์คเกอร์อยู่ เออ หญิงก้อย อาทิตย์หน้าจะวันเกิดฉันแล้วล่ะ ฉันอยากจะโทร อะ พาร์ที่ อยากแต่งเป็นสไตล์เป็นเมษาฮาวาย หรือชุดเบธทิ่งสูท ชุดว่ายน้ำก็ได้นะ เธอว่าแบบไหนดี”
หญิงก้อยทำหน้าเซ็ง “แบบไหนก็น่าเบื่อทั้งนั้น”
วิรงรองนึกหมั่นไส้ ก่อนจะมองไปยังทางเข้า “มาแล้ว”
หญิงก้อยหันมองตาม จิตตินเดินเข้ามายกมือโบกทักทาย ก่อนจะเดินฉีกตัวออก เผยให้เห็นอัศนีย์ในชุดเหมือนอยู่ในเมืองหนาว ดูหรูหราราคาแพง หญิงก้อยเบิกตากว้าง เมื่ออัศนีย์ก้าวตรงมา เธอก็หันมามองหน้าวิรงรอง ที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
จิตตินพูดทัก “ ฮัลโหล กู๊ดอาฟเตอร์นูน”
หญิงก้อยนั่งเงียบ หน้าเรียบสนิท วิรงรองเป็นฝ่ายทักตอบ
“กูด อ๊าฟเตอร์นูน”
อัศนีย์หันมองหญิงก้อย “ สวัสดีครับ คุณหญิง”
หญิงก้อยเชิดหน้ามอง “ค่ะ”
วิรงรองขยิบตากับจิตติน แล้วแสร้งพูด
“ว็อท'ส แฮปเปนนิ่ง จิตติน ฉันนัดเธอแค่คนเดียว ทำไมถึงพานายสายฟ้าฟาดมาด้วย”
“อ้าว ก็เธอบอกอยากได้สปอนเซอร์ ก็รู้อยู่ไอมันสปอนเซอร์เงินแสน สู้พาสปอนเซอร์เงินล้านมาดีกว่า นี่ใจคอจะไม่เชิญให้นั่งเชียวหรือ”
“ว่าไง หญิง จะให้นั่งดีไหม”
หญิงก้อยมองค้อน “แขกของเธอ เธอก็รับรองไปซี”
“เทก อะซีท พลีส”
จิตตินและอัศนีย์นั่งลง บริกรเดินมาคำนับ แล้ววางเมนูอาหารเครื่องดื่มให้
วิรงรองหันมาถาม “ นี่เธอไปพาอาร์นี่มาจากไหน”
“ก็จากแมนชั่นของเขานะซี ไอว่าหมดเวลาแล้วที่จะเลี่ยงกันไปเลี่ยงกันมา ยังไงวีออล ก็เป็นเพื่อนเก่าจากสเตทด้วยกันทั้งเซ็ต”
อัศนีย์ยิ้ม ปรายตาดูหญิงก้อย
“นั่นซิ กรุงเทพฯ ก็แคบแค่นี้เองด้วย”
หญิงก้อยเลิกคิ้ว “ใครกันคะที่เลี่ยงกันไปเลี่ยงกันมา ฉันก็ใช้ชีวิตปรกติ ไม่เคยหลบหน้าใครซักนิด
ขอตัวนะคะ”
พูดจบก็ลุกแยกไป อัศนีย์รีบตาม วิรงรองรีบหยิบกล้องออกมา
“จิตติน เธอถ่ายรูปให้ฉันที”
“ถ่ายรูปอะไร”
“สองคนนั่นน่ะซี ถ่ายเร็ว ฉันไว้ทำข่าวซุบซิบ”
“เอ้า ถ่ายก็ถ่าย”
จิตตินแอบถ่ายภาพ ระหว่างที่อัศนีย์ตามไปยืนคุยกับหญิงก้อย
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 8 (ต่อ)
อีกมุมหนึ่งของร้าน อัศนีย์ เถลิงการกำลังคุยกับม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสง
"สิ่งที่คุณหญิงทำอยู่นี่แหละที่เรียกว่า หลบหน้า ทำไมไม่คิดเสียว่าสิ่งที่แล้วไปแล้วก็เป็นแค่ฮีสทรี่ เราอยู่แต่ในปัจจุบันก็พอ"
"ใช่ เพราะสิ่งที่แล้วไปแล้ว มันไม่มีความสลักสำคัญต่อฉันเลย...แม้แต่เพียงปลายเล็บ"
คุณหญิงก้อยกรายมือดูเล็บยาวที่เคลือบสีไว้อย่างประณีต ปากยิ้มหยัน อัศนีย์เลิกคิ้ว
วิรงรองกับจิตตินยังแอบถ่าย
"นั่นซี ได้ข่าวว่าตอนนี้ คุณหญิงกำลังมีความสุข"
คุณหญิงก้อยชะงัก แล้วยักไหล่
"คนอย่างฉัน มีความสุขเสมอ ไม่มีอะไรทำให้ฉันหมดความสุขได้หรอก" เธอยิ้มมั่นใจ
"เพราะโลกนี้ ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับฉัน เท่ากับตัวฉันเอง"
"โอ เรื่องนี้ผมรู้ รู้ซึ้งเข้าไปถึงสปิริตแอนด์โซลเชียวล่ะ"
คุณหญิงตาวาว "คุณ !... หมายความว่ายังไง"
"ก็หมายความตามที่พูด"
"ลาก่อน และคงไม่ต้องเจอกันอีก"
คุณหญิงก้อยจะเดินไป อัศนีย์จับมากอดแน่น
"ปล่อยนะ"
"ไม่ปล่อย คุณหญิงเวลาสะบัดสะบิ้งแบบนี้ มันยั่วอารมณ์ผัวเก่าคนนี้ดีนัก"
อัศนีย์ดึงร่างม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงมารวบกอดไว้ เธอพยายามดิ้น แต่เหมือนดิ้นไม่ให้หลุดมากกว่า สีหน้าเหมือนพอใจกับความเถื่อนของอัศนีย์
จิตตินกดชัตเตอร์รัว วิรงรองมองทั้งคู่อย่างทึ่ง
"หยาบคาย ไม่ปล่อยฉันจะเรียกพนักงาน"
"เอาซี้ อยากให้เป็นข่าวรึไง คุณหญิงถูกผัวเก่าปล้ำกลางโรงแรมหรู"
เธอผละจากอัศนีย์ แล้วตบหน้าเบา ๆ ทีหนึ่ง อัศนีย์ยิ้มสายตาพอใจ คุณหญิงหน้าเชิ่ด
วิรงรองและจิตตินรีบเข้ามาห้ามทันที
"เฮ้ เฮ้ อย่ามาเมก อะ วอร์ กันที่นี่เลยไอ้อัศ คุณหญิง" จิตตินบอก
"โอ มายก็อด ฉันหวังให้โอลด์ เฟลม ถ่านไฟเก่าปะทุ ทำไมถึงกลายเป็นไฟสงครามไปได้" วิรงรองว่า
คุณหญิงก้อยรู้แล้วว่าวิรงรองวางแผน จึงหันไปมองอย่างเอาเรื่อง วิรงรองยิ้มประจบกุมมือคุณหญิง
"ฟรอม เดอะ บ็อทท่อม ออฟ มาย ฮาร์ท ฉันเสียดายแทนเธอสองคนจริงๆ"
"ถ่านไฟเก่าเหรอ คนอย่างฉันไม่มีวันหวนคืน มีแต่จะก้าวไปข้างหน้า"
"แต่อาร์นี่เป็นม้าฝีเท้าดีนะครับ อาจจะวิ่งไปดักรอคุณหญิงอยู่ปลายทางก็ได้" จิตตินบอก
คุณหญิงก้อยตาวาว อัศนีย์ยิ้มเซ็กส์ ๆ วิรงรองยกสองมือ
"สต๊อป อิน เดอะ เนม ออฟ เลิฟ พลีส"
อัศนีย์บอก "โอเค ตกลงไหมคุณหญิง สงบศึกดีกว่าก่อสงคราม"
"เอาเป็นว่าไม่สงบศึก แต่ไม่ปะทะ สงครามเย็นน่ะ"
"ได้ครับคุณหญิง สงครามเย็น"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงโบกมือข้างหนึ่งกรีดกราย ทำนองว่า “ก็ได้” แล้วเมิน อัศนีย์ยิ้ม
อัศนีย์และจิตตินเดินคู่กันมาตามทางเดินในโรมแรมหรู วิรงรองและคุณหญิงก้อยเดินตามมา ทำเย็นชา
"ไปไหนต่อดีหญิง ดูหนังหรือช็อปปิ้ง"
"เธอตัดสินใจเองเถอะ เพราะว่าฉัน...ขอตัว"
"ว็อท"
จิตตินบอก "โธ่ ทำไมล่ะครับ คุณหญิง"
"ฉันเบื่อค่ะ ฉันจะกลับวังรัชนี"
"แล้วจะกลับยังไง โอเค เดี๋ยวฉันโฟนเรียกรถจากวังรัชนีมารับเธอ"
"ไม่จำเป็น ฉันจะเรียกแท็กซี่"
"จะต้องกลับแท็กซี่ทำไมคุณหญิง เดี๋ยวผมไปส่งเอง" อัศนีย์บอก
"ไม่ต้อง !"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงหันมาเกือบตวาด อัศนีย์ยิ้มยั่ว
"ทำไมหรือครับ"
"มันไม่ใช่ธุระของคุณที่จะไปส่งฉัน"
"สามีเก่าจะไปส่งอดีตภรรยามันเสียหายอะไรล่ะครับ เอาน่า สงครามเย็นของเรามันต้องมีการติดพันนัวเนียกันบ้าง ไม่งั้นจะเรียกว่าสงครามได้ยังไง"
จิตตินและวิรงรองอมยิ้ม คุณหญิงมองอัศนีย์อย่างประเมิน
"ก็ได้"
อัศนีย์ยิ้มกว้างผายมือไปทางหนึ่ง
"ไปนะ"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงไม่รอกล่าวลาตอบ เดินไป อัศนีย์ก้มหัวให้จิตติน วิรงรอง แล้วเดินตาม
วิรงรองเหนื่อยใจเซไปนั่งเก้าอี้ยาวริมทางเดิน นั่งเหนื่อย ขาถ่าง ก้มหน้าจนนมเกือบหลุดจากเสื้อ
จิตตินเซ็ง ก้าวมายืนใกล้ๆ
"นี่ฉันเหนื่อยอกเหนื่อยใจไปหมด"
วิรงรองเริ่มจัดนมให้เข้าที่ จิตตินเซ็ง
ไแต่ยังไงแผนขั้นหนึ่ง ก็คอมพลีท ให้ดาวสองดาวโคจรมาพบกันใหม่ไ
จิตตินถาม
"แล้วแผนขั้นสองคืออะไร ให้ดาวสองดวงชนกัน ระเบิดเป็นจุณมหาจุณงั้นเหรอ"
วิรงรองยักไหล่ จัดนมต่อ
"นี่... มาเป็นตากล้องคู่ใจฉันดีกว่า ฉันจ้างเธอเป็นตากล้องประจำ"
"จีบฉันเหรอ"
"จีบไว้ใช้งานโว้ย แต่ผลพลอยได้ ไม่แน่นะ"
วิรงรองยั่วยวนจัดนมเสร็จ ก่อนแยกไป
"ยุคนี้ผู้ชายกลายเป็นของเล่นไปแล้วเหรอวะ"
รถสปอร์ตของอัศนีย์แล่นไปตามถนนอันร่มรื่น ในรถ อัศนีย์มองตรงไปเบื้องหน้า คุณหญิงนั่งตัวตรงคอแข็งไม่พิงเบาะ เมินมองไปนอกหน้าต่าง
"เลี้ยวซ้าย ตรงสี่แยกหน้าใช่ไหมครับ"
"ใช่"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงหันมาตอบแล้วมองดูอัศนีย์ ทุกอย่างในตัวดูหรูเนี้ยบไปหมด ตั้งแต่เส้นผมไปถึงปลายเล็บ และรองเท้า แล้วเบนสายตามาดูความหรูหราในรถ แล้วมีแววเสียดาย
"รถคันใหม่"
"ก็ไม่เชิงใหม่ ซื้อมาหลายเดือนแล้ว ให้ของขวัญตัวเอง ในโอกาสที่หย่...."
อัศนีย์เกือบพูดว่า “หย่า”
"หย่าเหรอคะ"
"เปล่า โอกาสที่ยัง….เป็นที่ต้องการของสาว ๆ ทั้งที่เป็นพ่อม่าย"
คุณหญิงก้อยยิ้มหยัน
"รวย หล่ออย่างคุณ สาว ๆ ที่ไหนก็ต้องการทั้งนั้น"
อัศนีย์เจ็บปวดลึก ๆ "ยกเว้นคุณหญิง"
คุณหญิงมองอัศนีย์ครู่หนึ่งก่อนจะเมินไป ยกมือแตะผม อัศนีย์เหลือบดู เห็นนาฬิกาเรือนทองเล็กแบบบางแต่ฝังเพชรแพรวพราว ก็ยิ้มในหน้า แล้วมองดูเสี้ยวหน้าอันงามสมบูรณ์แบบ คอระหง ทรวดทรงกลมกลึงแต่แบบบาง เต็มไปด้วยรังสีจากตัว ก็ถอนใจนิด ๆ เบือนหน้าไป คุณหญิงหันมา
อัศนีย์คลายยิ้มลง หน้าขรึมไป
รถสปอร์ตจอดลงหน้าเทอเรซ วังรัชนีกุล รื่นกับโรยก้าวมา ตาค้าง
อัศนีย์ลงจากรถแล้วอ้อมไปเปิดประตูรถให้ ม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสง เธอก้าวออกมา
"ขอบใจที่มาส่ง"
"ขอบคุณเช่นกัน"
"มาขอบคุณฉันเรื่องอะไร"
"เรื่องที่คุณหญิงยังใส่นาฬิกาเรือนนี้อยู่"
คุณหญิก้อยงชะงัก แล้วทำหน้าเชิด
"คุณกลับไปได้แล้ว สวัสดี"
"แล้วเจอกัน คุณหญิง"
อัศนีย์โบกมือลาแล้วเดินไปขึ้นรถ คุณหญิงยืนตัวตรง อัศนีย์ขับรถวนออกไป รถพุ่งปราดหายไป
คุณหญิงมองตาม มีแววสับสนวุ่นวายในดวงตา แล้วหมุนตัวเดินขึ้นเทอเรซ รื่นกับโรยคุกเข่าลง รอรับคำตำหนิ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงเดินไป มองตรง ยื่นกระเป๋าไป รื่นรับไว้ราวเป็นราชโองการ คุณหญิงเดินผ่านไป ดวงตาครุ่นคิด
รื่นกับโรยมองหน้ากัน
"แปลก วันนี้ไม่โดนด่า" รื่นว่า
"แล้วคุณพระเอกนั่นใครกันอีกล่ะ" โรยบอก
หม่อมวาณีกำลังช่วยม.ร.ว. ศศิรัชนีจัดชุดน้ำชาของว่างยามบ่าย คุณหญิงก้อยเดินเข้ามา ทั้งคู่แปลกใจ
หม่อมวาณีถลามาจับแขนลูกสาวคนโปรด
"กลับแต่วันเชียวหญิง แม่คิดว่าจะกลับดึก เอ๊ย ค่ำ ๆ เสียอีก มาลูก มารับประทานของว่างกัน"
"ไม่ล่ะค่ะ ของว่างซ้ำๆ หญิงเบื่อ"
คุณหญิงศศิรัชนีเลื่อนจานคานาเป้ ปากยิ้มนิดๆ ดวงตาเซ็ง
"ดีลูก วันหลังหาเมนูใหม่ๆนะหญิงกลาง งั้นเดี๋ยวกินน้ำชากับแม่"
คุณหญิงก้อยมานั่งที่โซฟา วาณีมานั่งด้วย รื่นกับโรยเข้ามาคุกเข่าลง คุณหญิงก้อยจิบชา
"ค่ะ"
"ดีลูก นี่ใครมาส่งหรือจ๊ะ"
"อัศนีย์ค่ะ"
"ดีลูก หา ! ใครนะ"
"หญิงขอตัวก่อนนะคะ"
ม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสงเดินไปยังบันได รื่นกับโรยขอไม่ตามไป นั่งเงี่ยหูฟัง วาณีลุกถลามาหาหญิ
งกลาง
"ว้าย ยังไง อัศนีย์ ผัว เอ๊ย สามีเก่าหญิงน่ะหรือ"
รื่น โรยตาเบิกกว้าง
"คงใช่ค่ะ" ม.ร.ว.ศศิรัชนีว่า
"ว้าย แล้วมันจะมายุ่งมาตอแยอะไรกับหญิงอีก"
"หม่อมแม่คะ สมัยนี้น่ะถึงจะเลิกร้างกันแล้วก็ยังเป็นเพื่อนกันได้"
"ไม่มีทางหรอก มันจะมีแต่ตะขิดตะขวงมากกว่า ทำไมต้องเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ ถ้าท่านพ่อทรงทราบ เดี๋ยวก็กริ้วปึงปังอีก นี่นะ ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ก็เพราะ...โอย"
คุณหญิงศศิรัชนีเหลือบตามองเพดาน
"เพราะเจ้าอัศนีย์คนเดียว"
"เพราะเจ้าอัศนีย์คนเดียว"
คุณหญิงศศิรัชนียิ้ม หม่อมวาณีงง แล้วค้อนลูกสาว รื่น โรยกระซิบ
"ว้าย พ่อพระเอกนั่นผัวเก่าคุณหญิง" รื่นบอก
"ต้องเรียกสามีเก่า คุณหญิง คุณนายน่ะมีสามี ต้องพวกเราถึงจะมีผัว"
รื่นกับโรยชะงักมองกันอย่างเศร้าๆ
"แล้วทำไม เราถึงยังไม่มีล่ะโรย"
"รื่นเอ้ย ฉันว่าเงาวังนี้ทับศาลพระภูมิ เลยมีอะไรบังอยู่"
ทั้งคู่โพล่งพร้อมกัน "เราถึงไม่มีผัว"
คุณหญิงศศิรัชนีมองมาได้ยินแว่วๆ ก็มองหน้า รื่นกับโรยยิ้มแห้งๆ ลนลานไปถวายงาน “หญิงก้อย” ต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้น บริเวณห้องนั่งเล่นของตำหนักเล็ก จรวยแต่งตัวงดงาม เสื้อคว้านคอลึกเห็นทรวงอวบ นั่งวางท่าบนโซฟา พลิกดูข่าวหน้าสังคม นมย้อยอยู่ตรงข้าม เจียมเช็ดถูตามชั้นอยู่
จรวยมองดูหน้าข่าวสังคม ท่าทีเชิดวางท่านั้นก็หลุดบท ตาเบิกโพลง
"ว้าย แม่หก"
นมย้อยมองอย่างปราม เจียมมองเขม่น แต่จรวยกลับผวาลุกข้ามมานั่งกับนมย้อย
"คุณนมขา ดูข่าวนี่"
นมย้อยรับหนังสือพิมพ์มา จรวยหันมาเรียกเจียม ความขุ่นข้องหมองใจไม่มีชั่วคราว
"เจียม มาดูด้วยเร็ว"
เจียมทิ้งผ้าขี้ริ้วถลามาคุกเข่าชะเง้อดูด้วย นมย้อยกับเจียมตาเบิกโพลง
ภาพขาวดำในหน้าหังสือพิมพ์ เป็นรูปอัศนีย์กับ ม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสงที่กำลังจับมือถือแขนในร้านหรู มีรูปใหญ่หนึ่งรูป และรูปเล็ก ๆ ประกอบอีกสองสามรูป บางรูปกำลังกอดกันแนบชิด
"ตุ๊กตาหน้ารถของอัศนีย์ เถลิงการคนล่าสุด ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง อดีตภรรยา ว้าย" นมย้อยอ่าน
เจียมอ่านต่อ
"มีคนเห็นทั้งคู่ช่วยกัน เป่าถ่านไฟเก่าจนลุกสว่างวูบวาบ ไม่แพ้พลุวันปีใหม่...ว้าย"
นมย้อยตบอก
"คุณชายรองเห็นหรือยังคะ คุณนม" เจียมถาม
"ยัง เร็วนังเจียม เอาไปซ่อนเร็ว" นมย้อยบอก
จรวยตาวาว ทำหวังดี
"เอายังงี้ รวยจะเอาไปอ่านในห้องเอง"
"เออ ดีเหมือนกันแม่คุณ ไปเจียม ไปจัดโต๊ะ"
นมย้อยกับเจียมลุกเดินออกไป ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ลงบันไดมา จรวยพับหนังสือพิมพ์เอาข่าวสังคมมาอยู่หน้า กิคุณชายรองเดินมาถึงโซฟา จรวยลุกขึ้น
"คุณชายคะ หนังสือพิมพ์เช้าค่ะ"
"ขอบใจ"
คุณชายกิตติราชนรินทร์รับหนังสือพิมพ์แล้วพลิกไปหน้าแรก
อ่านดูคร่าว ๆ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ วางลงที่เดิม แล้วออกไปที่เทอร์เรซ จรวยมองอย่างขัดใจ
หม่อมวาณีและหญิงกลางนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีอาหารเช้าพอสมควร
เพราะคุณหญิงก้อยยังไม่เสด็จลง หม่อมวาณีพลิกหนังสือพิมพ์ผ่านๆไปหน้าสังคม พับครึ่งหน้าจ้องอ่านสุดแขน
"วันนี้มีข่าวอะไรบ้างคะ"
"ไม่เห็นมีข่าวอะไร มีข่าวงานแฟชั่นโชว์ แล้วก็สมาคมอะไรไม่รู้ลูก จัดระบำมินูเอ็ต แล้วก็ข่าวถ่านไฟเก่าอะไรซักอย่าง ดี ผัวเมียคืนดีกัน"
ขาดคำวาณีก็พลิกครึ่งบนแล้วร้องกรี๊ด คุณหญิงศศิรัชนีสะดุ้ง
"น่าอนุโมทนานะ หญิงกลาง ว้าย"
รูปโพสท์ท่าโรแมนซ์ของอัศนีย์กับม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง
"หม่อมแม่ อะไรคะ"
วาณีส่งหนังสือพิมพ์ให้
"ก็ดูซีลูก ดู ดู โธ่จะมาถ่านไฟเก่าอะไร"
คุณหญิงศศิรัชนีดูนิดเดียวก็วาง ยิ้มเรื่อยๆ
"ก็ไม่ดีหรือคะ หญิงก้อยจะได้มีสามีเดียว ไม่มีใครครหา"
"น้อยไปซี แค่นี่ก็โดนนินทาจนไม่รู้จะยังไงแล้ว ฮึ ไอ้เจ้าเสือผู้หญิงนี่มันจะมาจริงใจกับใคร ขืนไปคืนดีกับมัน ก็ไม่แคล้วน้ำตาเช็ดหัวเข่า โดนมันทิ้งอีก"
"แต่คราวที่แล้วน่ะ หญิงก้อยเป็นฝ่ายทิ้งนะคะ"
"ไม่รู้ล่ะใครทิ้งใครก่อนก็เถอะ ถ่านไฟเก่าที่มันมีแต่ขี้เถ้าเป่าไม่ติดก็มีเหมือนกัน"
"ค่ะ ถ่านไฟเก่าแบบคุณรองก็อาจเป็นอย่างงั้นด้วย"
หม่อมวาณีชะงักค้อนคุณหญิงกลางทำปรกติ วาณีหยิบหนังสือพิมพ์มาดูสุดแขนใหม่ เพราะกลัวแก่ไม่ยอมใส่แว่น
ภาพของอัศนีย์กับม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสงจับมือถือแขน และกอดกัน ขยายใหญ่ติดบอร์ดอยู่ มีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดัง
ภายในห้องทำงานฝ่ายข่าวสตรีและสังคม เลื่อมประภัส กับฉัตรอาชา จิตตินในมือถือกล้อง นั่งอยู่ด้วย
ภาพโรแมนซ์นั้นเป็นภาพในหนังสือพิมพ์ที่วิรงรองกางอ่านเช็คข่าวอยู่ โทรศัพท์ดังครั้งที่สาม วิรงรองจึงค่อยรับ
"ฮัลโหล"
ที่ห้องนอน คุณหญิงก้อยถือโทรศัพท์ในมือ อีกมือถือหูโทรศัพท์เดินลากสายโทรศัพท์ยาวเหยียดเดินไปเดินมาอย่างงุ่นง่าน พูดกระชากเสียง ที่พื้นมีหนังสือพิมพ์กระจายอยู่
"นี่มันอะไรกัน ยัยติ่ง"
วิรงรองขมวดคิ้ว
"เรื่องอะไรอีกล่ะเพคะ ปริ๊นเซส"
"ไม่ต้องมาทำเป็นไขสือ ฉันพูดถึงข่าวที่เธอเสกสรรค์ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมา"
วิรงรองยิ้มแสยะ แต่ทำเสียงนบนอบ
"แหม ก็แค่ยั่วเย้ากระเซ้าแหย่กันเล่นๆ"
"แต่ฉันไม่เล่นด้วย"
"ไม่เล่นก็ไม่เล่น พูดจริงๆนะหญิง ใครๆทุกคนน่ะอยากให้เธอคืนดีกัน"
"ถ้าอย่างนั้นใครๆทุกคนก็เตรียมผิดหวังก็แล้วกัน"
วิรงรองนึกอะไรได้
"หรือว่าเธอกลัวว่า คุณชายรองจะโกรธ"
คุณหญิงก้อยอึ้งไปนิด และยักไหล่ ทรุดนั่งลงบนสตูล
"โกรธก็โกรธไป ฉันไม่แคร์หรอก"
"นี่ เธอกับคุณชายรอง มีปัญหาอะไรกันแน่"
คุณหญิงมองโทรศัพท์อย่างโกรธ แต่ยักไหล่อีก
"เปล๊า ไม่ได้มีปัญหาอะไร แค่ฉันรำคาญความลูกแหง่ติดเด็จป้าของเขา อะไรก็
สุดแท้แต่เด็จป้า ตัดสินใจอะไรไม่ได้ซักอย่าง ชักช้าน่ารำคาญ"
วิรงรองจดปราดๆลงในสมุดโน๊ต ให้ เลื่อมประภัส กับฉัตรอาชาเข้ามาช่วยจด
...อาจจะโกหก สืบเรื่องเสด็จต่อ...
"งั้นข่าวของฉันวันนี้ อาจเป็นผลดีกับเธอ"
"ดีอะไร"
"ก็ดีตรงที่คุณชายรองจะได้รู้ว่า เขามัวชักช้าอยู่ไม่ได้ ในเมื่อเธอเป็นกระดังงาลนไฟ ที่หอมหวนทวนลมขนาดนี้"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงเลิกคิ้ว เห็นด้วยแล้วยิ้มพราย วางสาย หมุนตัวเข้าหาโต๊ะเครื่องแป้ง มองดูเงาสะท้อนของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
จิตตินถาม "ยายคุณหญิงว่าไง"
"ด่าฉันใหญ่ นี่ เจาะข่าวมาได้แล้ว เรื่องยายก้อยระหองระแหงกับคุณรอง น่าจะเกี่ยวกับเสด็จพระองค์หญิง"
"ใคร"
"เด็จป้าของคุณชายกิตติน่ะซี"
ฉัตรอาชาบอก"งั้น งานนี้ต้องสืบ"
"สืบอะไร"
"สืบเรื่องเสด็จพระองค์หญิง"
เลื่อมประภัสบอก
"แล้วก็เรื่องคุณหญิงก้อยโกหก ไม่รู้ว่าพูดมามดเท็จหรือเปล่า"
"ดีมาก งานนี้ฉันจ้างเธอนะ รวมทั้งมาเป็นตากล้องจำเป็นให้ฉันด้วย ตกลง"
"เป็นทั้งนักสืบ ตากล้อง แล้วให้เป็นอย่างอื่นด้วยรึเปล่า"
"ก็...คู่เดทให้ฉันบางเวลา"
"งั้นฉันขอเธอเป็นนางแบบให้ฉันก่อน"
วิรงรองโพสต์ จิตติณถ่ายรูป
ห้องโถงตำหนักเล็ก ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลนั่งอยู่บนโซฟามองดูภาพอัศนีย์กับคุณหญิงก้อย เขายังแต่งชุดที่ใส่ไปทำงาน คุณชายรอง อาบน้ำแล้วใส่ชุดอยู่บ้านเดินเข้ามา จรวยเอาผ้าอ้อมลูกมาพับอยู่ไม่ห่าง
"พี่รองวันนี้อ่านหนังสือพิมพ์หรือยัง หน้าข่าวสังคมน่ะครับ"
"ฉันไม่อ่านข่าวกอสซิปแบบนี้ ไม่ยักกะรู้ว่านายอ่านด้วย" ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์บอก
จรวยฮึดฮัดขัดใจ
"ปรกติผมก็ไม่อ่านหรอกครับ แต่มีใครก็ไม่รู้ พับหน้านี้เปิดหราวางเอาไว้ที่โต๊ะ ผมก็เลยเห็นเข้า" คุณชายเล็กบอก
ชายเล็กทำเป็นไม่รู้ จรวยหูผึ่ง คลี่ผ้าอ้อมออกทีละผืนใส่ตะกร้า
คุณชายกิตติราชนรินทร์รับหนังสือพิมพ์มา เห็นรูปก็ชะงัก อ่านปราดไปแล้วขมวดคิ้ว จรวยขยับมาอีก พับผ้าอ้อมใหม่เรียงลงอีกตะกร้า
"ว่าไงครับ"
"ไม่รู้ซี มันมึนๆ งงๆ ชอบกล" คุณชายรองว่า
"ฮ๊ะ ! ไม่โกรธหรือหึงซักหน่อยหรือครับ"
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์แปลกใจตัวเอง
"มันก็อาจจะทั้งโกรธ ทั้งหึง แต่แปลกที่รู้สึกชัดที่สุดคือ เบื่อ"
คุณชายเล็กเกาหัว
"แล้วมันยังไงแน่ นี่พี่รอง ยังรักหญิงก้อยอยู่หรือเปล่า"
คุณชายกิตติราชนรินทร์นิ่งอึ้ง
จรวยพับผ้าหมดตั้ง ลงมือคลี่ออกทีละผืน เงี่ยหูฟังจนหน้าเบี้ยว
"ฉันกับหญิงรักกันมาเกือบสิบปีแล้วนะ"
"แล้วตอนนี้ กับภาพข่าวแบบนี้ล่ะครับ" ชายเล็กว่า
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์นิ่งอั้น
"ไอ้เรื่องแต่งงานกับศรีจิตรานี่ ถ้านายเป็นฉันนายจะทำยังไง"
"ถ้าผมเป็นพี่รอง ผมก็ทำตามใจน่ะซี จะมีประโยชน์อะไร ถ้าแต่งกับคนหนึ่งแล้วหัวใจไปอยู่กับอีกคนหนึ่ง"
คุณชายรองนิ่งอั้นมากขึ้น
"แล้วเด็จป้า"
"ผมจะทูลเด็จป้าให้เด็ดขาด ต้องยอมให้เด็จป้ากริ้วด้วย"
"ถ้าเด็จป้ากริ้ว เรื่องก็จะใหญ่โต ดีไม่ดี ฉันอาจถูกตัดจากกองมรดก และต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น"
"จะขนาดนั้นเชียวเหรอครับ"
จรวยอ้าปากค้าง ตาเบิกโพลง
"เสด็จตรัสคำไหนต้องเป็นคำนั้น" คุณชายรองยืนยัน
"ก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่ครับ เงินส่วนตัวของพี่รองก็มี เงินเดือนก็ตั้งหลายพัน ร้านผ้าไหมก็คืนทุนแล้ว หญิงก้อยเองก็น่าจะทำงานหาเงินได้"
จรวยยิ้มแสยะ เปรยเบาๆ
"คงหรอก"
คุณชายกิตติราชนรินทร์ถอนใจเบาๆ
"แต่ฉันไม่แน่ใจว่าหญิงก้อยจะทนความลำบากได้หรือเปล่า"
"ถ้าหญิงก้อยรักพี่รองจริง ก็ต้องทนได้ซีฮะ ข้อสำคัญพี่รองต้องพูดกับหญิงก้อยให้เข้าใจ"
"แต่หญิงไม่ยอมเจอฉันเลย แล้วจะให้ฉันทำยังไง"
คุณชายเล็กพยักหน้า ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์นิ่งอั้น คุณชายโตเดินเข้ามา
"เจียม พับผ้ามาชั่วโมงนึงแล้ว ยังไม่เสร็จหรือ ตาตุ้มหิวนมแล้ว" ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์บอก
จรวยสะดุ้ง อ้าปากจะตอบ
"ก็พับเสร็จแล้วคลี่ คลี่เสร็จแล้วพับ มันจะเสร็จได้ยังไงล่ะครับพี่โต" คุณชายเล็กว่า
คุณชายรองกับคุณชายโตลุกขึ้น มองอย่างว่างเปล่าแล้วเดินออกไป จรวยหน้าเสีย
"คุณเล็กนะคุณเล็กพูดเข้า รวยไปพับต่อในห้องก็ได้ คุณโตขา จะทานน้ำพริกอะไร
ดีคะ เดี๋ยวรวยจะตำให้ น้ำพริกนรกมั้ยคะ"
จรวยหอบผ้า แล้วดึงสามีออกไป
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์นอนบนเตียงอ่านหนังสือ มือยื่นมาดึงเชือกไกวเปลตาตุ้มอย่างสำราญใจ จรวยถือตะกร้าผ้าที่พับเรียบร้อยเข้ามามองอย่างสมเพช แล้ววางตะกร้าลง หมุนตัวกลับมา เปลี่ยนเป็นยิ้มเข้าไปนั่งเบียดดิเรก
"คุณชายขา ถ้าจรวยถามเรื่องนี้อย่าว่าจรวยจุ้นจ้านอีกนะคะ"
"เรื่องอะไรล่ะ"
"เรื่องคุณชายรองกับคุณศรีจิตราน่ะค่ะ"
"ไปยุ่งเรื่องของเขาอีกแล้ว"
"ที่ยุ่งน่ะเพราะจรวยเป็นห่วงคุณชายรองน่ะค่ะ"
"ทำไม"
"แหม....ต้องแต่งกับคนที่ตัวไม่ได้รัก ร่วมหัวจมท้ายกันไปทั้งชีวิต แล้วคนรักก็ต้องพลัดพรากจากกันไป มันเจ็บปวดทรมานมากนะคะ"
"เธอห่วงชายรองจริง ๆเหรอ"
"จริงซีคะ คุณโตลองนึกนะคะ ถ้าคุณโตไม่ได้แต่งกับจรวย แล้วต้องไปแต่งกับคุณศรีจิตราเข้าจริง ๆ คุณชายจะมีความสุขได้ขนาดนี้เหรอคะ"
จรวยเข้ามากอด คุณชายโตหน้ามึน ๆ เพราะไม่ได้มีความสุขอะไรมากมาย นอกจากเรื่องเซ็กส์
"คงเย็น ๆ ชืด ๆ จืด ๆ ไปแต่ละวัน ไม่ได้ทานน้ำพริกกะปิครกเด็ดของที่จรวยตำกับมือแบบนี้หรอกค่ะ"
จรวยแนบชิดคุณชาย ม.ร.ว.ดิเรกราชวิทย์อมยิ้ม จรวยทำหน้านางร้าย
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลนั่งอยู่ที่เทอเรซข้างตำหนักเล็ก คุณชายโตก้าวมานั่งลงด้วย
"ไงนายเล็ก
"ครับผม"
"ฉันอ่านข่าววันนี้แล้ว เรื่องชายรองกับหญิงก้อยไปถึงไหนแล้ว"
คุณชายเล็กงง
"ทำไมหรือฮะ ไม่ยักรู้ว่าพี่โตสนใจเรื่องนี้ด้วย"
"ทำไมพี่จะไม่สนใจ เพราะฉันเองก็มีส่วนในเรื่องนี้ด้วย"
"ฮ๊ะ ! มียังไงครับ"
"ก็เรื่องแต่งกับศรีจิตรา ความจริงน่ะมันเรื่องของฉัน แต่ชายรองต้องมารับเคราะห์แทน"
"แหม มันคงไม่ใช่เคราะห์ร้ายขนาดนั้นมังฮะ"
"ยังไงก็เถอะ ถ้าชายรองรักกะหญิงก้อยก็ไม่น่าต้องมาเป็นเหยื่อการคลุมถุงชนแบบนี้ ชายรองควรจะได้กินน้ำพริก เอ๊ย ควรได้แต่งกับคนที่เรารัก"
คุณชายเล็กมองงงๆ
"แล้วพี่โตมาบอกกับผมทำไม"
"ก็นายน่าจะเป็นสื่อให้ชายรองกับหญิงก้อยคืนดีกันได้นะซี"
"นี่พี่รองคิดเอง หรือมีใครบอกครับ"
"จรวยน่ะมานั่งบ่นว่าห่วงชายรอง" คุณชายเล็กนั่งทำตาปริบๆ "แล้วแนะให้ฉันมาพูดกับแก"
ม.ร.ว.บดินทราชทรงพลเกือบถอนใจ ที่พี่ชายโง่จนไม่รู้ทันจรวย แต่ดีใจที่พี่ชายไม่ได้ร้ายกาจตามเมีย
"ทำไมเหรอ"
"พี่รองคงดีใจน่ะซีฮะ ที่รู้ว่าพี่โตกับจรวย ห่วงพี่รองขนาดนี้"
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ยิ้ม
วันรุ่งขึ้น ณ เทอเรซหน้าวังรัชนีกุล รถของคุณชายเล็กแล่นมาจอดลง รื่น โรยเดินซึมเศร้าออกมา พอเห็นว่าเป็นรถของ ม.ร.ว.บดินทราชทรงพลก็ตาโต
ประตูรถเปิดออก คุณชายลงจากรถ อ้าแขนเหมือนจะโอบกอด รื่นกับโรยคล้ายได้วัคซีนต้านซึมเศร้า ถลามารับอย่างระริกระรี้
ในห้องนั่งเล่น ม.ร.ว. ศศิรัชนีนั่งปักสะดึงหน้าหมอนอยู่กับแม่ ทั้งคู่ถือสะดึงคนละกรอบนั่งบนโซฟาปักผ้ากันไป มีเสียงหัวเราะคิกคักของรื่นกับโรยแว่วมา
"อุ๊ย แม่สองคนนี่เคยหัวเราะด้วยหรือ" หม่อมวาณีว่า
"ท่าทางนายเล็กคงจะมาน่ะค่ะ"
รื่น โรยหน้าระรื่น เข้ามายอบตัวลง
"คุณชายเล็กมาเจ้าค่ะ หม่อม คุณหญิง"
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 8 (ต่อ)
คุณชายเล็กเดินยิ้มร่าเข้ามา ยกมือไหว้หม่อม หม่อมวาณียิ้มแก้มปริ
"หวัดดีครับหม่อมอา หวัดดีครับคุณกลางที่รัก"
"นี่เธอยังมีชีวิตอยู่เหรอ ฉันคิดว่าเธอล้มหายตายจากไปแล้วเสียอีก" คุณหญิงกลางบอก
ม.ร.ว. ศศิรัชนีพูดพลางยิ้มละไม คุณชายเล็กสะดุ้งเฮือก รื่น โรยตกใจแล้วปิดปากยิ้ม ผิดกับหม่อมวาณีที่ยิ้มแล้วชะงัก
"ว้าย หญิงกลาง ทักอะไรไม่เป็นมงคลเลย"
คุณชายเล็กตั้งสติได้ยิ้มร่า
"แหม หม่อมอา ผู้หญิงด่าแปลว่าผู้หญิงรัก"
"วุ้ย ชายเล็ก"
"งั้นนั่งลงจ้ะ เดี๋ยวฉันจะชมเชย ยกยอปอปั้นเธอทั้งวันเลย" คุณหญิงว่า
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลรำพึง พลางนั่งลง
"ก็แปลว่าเกลียดขี้หน้า"
"นี่มาทำไม จะมาเป็นทูตให้พระพี่ชายล่ะซี"
หม่อมวาณีตาโตยิ้มออกแล้วรีบระงับท่าทีไว้
"ก็ใช่น่ะซี"
"แล้วท่านทูต มีข้อเสนออะไรบ้าง"
"พี่รองน่ะ เขาตัดสินใจแล้ว เขาจะขัดพระทัยเด็จป้า ไม่แต่งงานกับหลานคุณสอางค์ พี่รองอยากถามว่าหญิงก้อยเป็นยังไงบ้าง"
"ว้าย"
หม่อมวาณีร้องอุทานดีใจ เมื่อลูกสาวหันไป หม่อมวาณีก็เปลี่ยนท่าทีเป็นผู้ใหญ่แสนสุขุม จุ๊ปาก ส่ายหน้า
"อาไม่เห็นด้วยเลย ที่ชายรองจะขัดพระทัยเด็จป้า"
คุณหญิงศศิรัชนีเซ็ง แต่ยิ้ม
"จริงด้วยค่ะ หม่อมแม่"
หม่อมวาณีแอบค้อน
"แต่ไอ้เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องความสุขตลอดชีวิต เฮ้อ พูดยาก"
"แต่พี่รองตัดสินใจแน่นอนแล้วล่ะครับ หม่อมอา"
หม่อมวาณีเกือบกระโดดจิกเบาะโซฟาไว้ พยักหน้าลำบากใจ แต่ตาวาว
"เฮ้อ งั้นอาก็พูดไม่ออกแล้ว" หม่อมขยับเมินไป
"แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง นายเล็ก"
"ไม่เห็นต้องทำยังไง ก็แค่ไปหยั่งดูท่าที"
"ถ้าหญิงโอเค"
"ถ้าโอเค ก็ให้เขานัดพูดจากันเอง เฮ้อ โตขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมพูด หลบกันไปหลบกันมายังกะวัยรุ่น"
หม่อมวาณีเสียงแจ๋ว
"ก็นั่นซีจ๊ะ ไม่งั้นเรื่องก็จบไปนานแล้ว วุ้ย ดีใจจริ้ง"
หม่อมวาณีลืมตัวหลุดบทจนลูกสาวต้องสะกิด รื่น โรยบุ้ยบ้าย หม่อมชะงักรีบทำสุขุมใหม่ ม.ร.ว. บดินทรราชทรงพลกลั้นหัวเราะ
ในห้องนอน ม.ร.ว.วเทพีเพ็ญแสงยืนระทวยอยู่ หันขวับมา จนผมและชายผ้าภูษาทรงสะบัด ดวงหน้ากระจ่างสดใส ดวงตาเป็นประกาย
"คุณรองว่าอย่างงั้นจริงๆหรือคะ"
หม่อมวาณีก้าวมากุมมือลูกสาวคนโปรด พาไปนั่งบนโซฟาหลุยส์บอบบางปิดทองล่องชาด พี่สาวยืนอยู่ห่างๆเหมือนนางกำนัลต้นห้อง
"จริงซีลูก ชายรองกล้าขัดพระทัยเสด็จ ยิ่งชัดว่าชายรองรักหญิงมั่นคงขนาดไหนนะลูก คืนดีกันซักที"
"ฮึ เขาไม่มาเองต่างหาก หญิงไม่ได้พระยศพระเกียรติอะไรมากมายซักหน่อย"
"จ้ะ พี่รู้ว่าหญิงไม่ใช่คนเรื่องมาก"
คุณหญิงศศิรัชนีประชดน้องสาวเรียบๆ หญิงก้อยตวัดสายตา หม่อมวาณีมองอย่างปราม แล้วหันมาโอ๋ต่อ
"แล้วหญิงจะให้แม่ตอบไปว่ายังไงล่ะจ๊ะ"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงลุกขึ้น กรายไปยังกระจกเงากรอบทองฉลุฉลักบานยาว
"ก็ตอบว่า หญิงยินดีที่จะพบกับเขาค่ะ"
"อุ้ย ดีลูก งั้นให้ชายรองมาเย็นนี้เลยนะจ๊ะ"
คุณหญิงก้อยพิศดูตัวเอง พลางเอามือแตะผมเบาๆ
"ไม่ค่ะ"
หม่อมวาณีอ้าปากค้าง
"หา"
"มันเร็วเกินไปค่ะ หญิงเตรียมตัวไม่ทัน"
หม่อมวาณีสบตาคุณหญิงกลาง ประมาณว่า ต้องเตรียมอะไรอีก
คุณหญิงกลางพูดเบาๆ "จ้ะไม่เรื่องมาก...แล้วเมื่อไรดีล่ะจ๊ะ"
คุณหญิงก้อยคว้าผ้าผืนหนึ่งมา เดินลากผ้ากรายไป ครุ่นคิดไปด้วย
"เมื่อไรมันก็ไม่สำคัญเท่าอย่างไรหรอกค่ะ หญิงอยากให้การที่คุณรองกลับมาหาหญิง มันเป็นโอกาสพิเศษ"
คุณหญิงก้อยหยุด แล้วกรายสองมือยกขึ้นคล้ายโมเดิร์นแดนซ์
"ให้มันมีบรรยากาศ มีสักขีพยาน และมีแต่ความชื่นชมยินดี"
หม่อมวาณีอ้าปากค้างอีกรอบ หญิงกลางยิ้ม
"งั้นที่สวนอัมพร หรือ สนามหลวงดีล่ะจ๊ะ"
คุณหญิงก้อยหันมา ดีใจจนไม่สนใจคำประชดของพี่สาว
"หญิงนึกออกแล้วค่ะ"
บ้านวิรงรอง ตอนกลางคืน เป็นบ้านโมเดิร์นในยุค 60’s ส่วนหน้าบ้านทำเป็นรูปอาร์คโค้ง และหน้าต่างช่องประตูเป็นทรงเหลี่ยม กำแพงดีไซน์เป็นช่องทรงตาหมากรุก
ในห้องนั่งเล่น วิรงรองในชุดอยู่บ้าน โชว์ทรวงอก จิตตินแต่งตัวลำลองแต่เลิศหรู ผสมเหล้าอยู่หลังเคาน์เตอร์ ธัญญามายืนเมียงมองดูจิตติน
"หา หญิงก้อยจะคืนดีกับไอ้เจ้าคุณชาย"
"ใช่ แล้วจะมาเอางานพาร์ที่วันเกิดฉันเป็นที่คืนดีด้วย เอาบรรดาเพื่อน ๆเป็นวิทเนส"
จิตตินถือเหล้ามา 2 แก้ว ส่งให้วิรงรองแก้วนึง แล้วนั่งลงใกล้
"แล้วเธอเขียนข่าวเชียร์เพื่อให้ไอ้อัศคืนดีกับยายคุณหญิงยังไงหว่า มันถึงกลับตาลปัตรแบบนี้"
"ก็ใช่น่ะซี อีข่าวนี้แหละ ทำให้คุณชายรองตัดสินใจคืนดีกับหญิงก้อย"
"งานนี้ไอ้อัศจะมาได้ยังไง"
"ห้ามขาด....หญิงก้อยห้ามเชิญอาร์นี่มาเด็ดขาด ต๊าย เซ็ง งานวันเกิดฉัน ฉันเป็นเบิร์ธเดย์เกิร์ล ควรจะเด่นล้ำที่สุดในงาน นี่คุณเธอจะมาสตีล ซีน เป็นนางเอกของงานแทนฉัน"
"ดีแล้วล่ะ ยายคุณหญิงเขานางเอก ส่วนเธอมันนาง"
"นางอะไร พูดดี ๆ นะนายไอ้จิตติน"
"นางแบบไง"
"แล้วไป"
วิรงรองแยกไปผสมเครื่องดื่ม
จิตตินเอ่ยเบา ๆ "นางแบบโป๊"
"ฮึ เป่าถ่านไฟก้อนนึง ทำไมไปติดอีกก้อนได้"
"ถ่านของนายอัศนีย์มันหมดเชื้อไฟแล้วจริงๆมั้ง"
"นี่ จิตติน ฉันเหมาะเป็นนางแบบจริง ๆ เหรอ ลงโว้คไหวไหม"
"ปฏิทินเหล้าดีกว่ามั้ง"
"ไอ้บ้า ฉันโพสท่านี้เป็นไง พอจะเหมือนหญิงก้อยบ้างไหม"
"สวยกว่าอีก งั้นขอถ่ายรูปไว้หน่อย"
"ได้เลย"
วิรงรองโพสท่าแบบต่าง ๆ จิตตินคว้ากล้องมาถ่าย บอกท่าโพสต่าง ๆ ยิ่งดูยิ่งเหมือนนางแบบโป๊เข้าไปทุกที
วันต่อมา ... การ์ดงานวันเกิดของวิรงรอง แนวไซคีเดลิก เขียนไว้ว่า “เชิญร่วมงานปาร์ตี้วันเกิด วิรงรองซุบซิบ แต่งตัวหรูกึ่งราตรี”
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มีไดอารี่วางอยู่ตรงหน้า ในมือมีการ์ดวันเกิด อ่านดูแล้วทำหน้าพิกล คุณชายเล็กยืนอยู่ด้วย
"งานวันเกิดคุณติ่งหรือ"
"ครับ หญิงก้อยจะไปงาน บอกว่า ถ้าพี่รองอยากเจอเธอก็ไปเจอที่งานได้"
"ทำไมหญิงไม่พูดกับฉันตรง ๆ"
"ตามประสาหญิงก้อยแหละฮะ ขอไว้ท่าก่อน มีอะไรก็ไปพูดในงานแล้วกันฮะ"
"แต่ฉันไม่ชอบกลุ่มเพื่อนของคุณติ่ง น่ารำคาญ โดยเฉพาะนายคนที่ชื่อ จิตติน อะไรนั่น"
"ก็อยู่ในงานซักแป๊บนึง แล้วค่อยปลีกตัวออกมาสองคนก็ได้นี่ฮะ"
คุณชายรองพยักหน้า แต่มีแววขุ่นมัว
"นี่พี่รองไม่ได้ดีใจเลยหรือฮะ ที่เรื่องยุ่งๆนี่จะได้จบเสียที"
"ก็เพราะฉันรู้ไง ว่าถึงเรื่องนี้จบลง เรื่องยุ่งเรื่องใหม่มันก็จะเกิดขึ้นแทนที่"
"นี่แหละครับ ชีวิต เขาว่าไงนะ โลกนี้คือละคร"
"โลกนี้คือละครโรงใหญ่ ชายหญิงไซร้คือตัวละครนั่น"
"แต่งานนี้พี่รองไม่ใช่ตัวละครธรรมดา แต่เป็นพระเอกเลยนะครับ"
คุณชายรองยิ้ม มีแววกังวล
"ยังไงก็เบรก อะ เลกนะครับ ผมไปล่ะ"
"นายไม่ต้องมาอวยพรชั้น งานนี้นายก็ต้องเบรกอะเลกเช่นกัน เพราะนายต้องไปกับฉัน"
คุณชายบดินทราชทรงพลออกไป ชายรองพลิกไดอารี่ เจอดอกไม้แห้งของสาลิน แต่สียังสดใสอยู่ เขาหยิบมาดู สีหน้าที่กังวลกลับคลายออกนิดหนึ่ง
วันต่อ ๆ มา สาลินหน้ายังคงสุกปลั่งเรืองรอง ด้วยเคล็ดลับความงามทั้งจีนไทยผสมกับเครื่องสำอางบันได 3 ขั้นของยุค นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ ตรงหน้ามีกองหนังสือนิทานสำหรับศรีจิตรา เป็นหนังสือภาษาอังกฤษอย่างง่าย มีรูปภาพประกอบงดงาม จิตริณีเข้ามาพร้อมหนังสือของเมื่อสองสามวันก่อน
"สาลิน เธอเห็นข่าวคุณอาร์นี่หรือยัง"
"ใครคะ"
"โทษ,,,คุณอัศนีย์ไง"
สาลินรับหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าสองวันที่แล้วมาอ่าน
"ตายจริง คุณอัศนีย์กลับไปคืนดีกับคุณหญิงเทพีเพ็ญแสงแล้ว ในข่าวบอกว่าจะมีการแต่งงานรอบสอง"
สาลินเบิกตากว้าง
"ว๊า ทำไมเป็นแบบนี้ละคะ ถ้าเขาคืนดีกัน อีตาคุณชายก็ต้อง"
"ว่าไงล่ะคะ"
"ไม่มีอะไรค่ะ"
"แหม....อยากรู้แล้วล่ะค่ะ ไหนว่าจะเล่าให้ฟังไง"
"รออีกหน่อยค่ะ รอให้ฉันสรุปเรื่องอีตาคุณชายขี้เก๊กนั่นก่อน"
สาลินไม่รู้เลยว่า ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์มายืนอยู่ข้างหลัง มือถือหนังสือที่ยืมไปมาคืนด้วย จิตริณีพยายามส่งซิกแนล แต่สาลินไม่รู้ตัว
"นี่เอาหนังสือไปตั้งเกือบสองอาทิตย์แล้ว ยังไม่เอามาคืนอีก อย่าบอกบอสนะคะ ฉันขู่จะปรับนายคุณชายขี้เก๊ก ตั้งห้าบาท เอาให้หมดตัวเลย"
"เออ คุณชาย สวัสดีค่ะ"
จิตริณีไหว้คุณชายรอง สาลินอึ้ง พูดไม่ออก ค่อย ๆ หันไปเห็น ชายรองยืนอยู่
"กลัวต้องถูกปรับน่ะ เลยรีบเอาหนังสือมาคืนเธอ"
สาลินเก้อไป
"มานานแล้วเหรอคะ"
"นานพอได้ยินเธอด่าฉันทั้งหมดแหละ"
สาลินยิ่งเก้อ พูดไม่ออก
ริมทางเท้า เมื่อเวลาเที่ยงครึ่ง บรรดาชาวออฟฟิศทั้งหลาย เสร็จจากอาหารกลางวัน กำลังซื้อของขบเคี้ยวต่างๆเพื่อกินล้างปาก บ้างก็สั่งสมเอาไว้กินตอนบ่ายแก่ๆ
ลลิตา บราลี จิตริณี หนุ่มแว่น นั่งทานกันอยู่
"แล้ววันนี้คุณสาลินล่ะครับ" แว่นบอก
"อ้าว ไม่รู้เหรอคะ เมื่อกี้คุณชายกิตติมารับเธอไปทานกลางวัน" จิตริณีบอก
"อีกแล้วเหรอครับ"
"นั่นไง พูดไม่ทันขาดคำ มาโน่นแล้ว" บราลีว่า
ทั้งหมดมองตามไป เห็นทั้งคู่เดินผ่านร้านไป ทั้งหมดกรูตามไป
อีกมุมของถนน สาลินเดินมากับคุณชายกิตติราชนรินทร์
สาลินเดินดูของทานเล่นไปตลอดทาง บราลี ลลิตา จิตริณี หนุ่มแว่นตามมาแอบดู
"อุ๊ย ขนมไข่นกกระทา ฉันซื้อก่อนนะ"
"ตกลงจะไปทานกับฉันที่ร้าน หรือจะทานที่นี่กันแน่"
"รอฉันเดี๋ยวน่า เจ้านี้อร่อยมากนะคุณ ขอชิมลูกนึงนะแม่ค้า"
"ได้ค่า คุณสาลิน" แม่ค้าบอก
สาลินหยิบมาเข้าปากทันทีแล้วตาเหลือก
"อ๊ายย ร้อน"
สาลินอ้าปากกว้างคล้ายหนุมาน เอาอีกมือพัดปาก คุณชายมองมีแววขบขันแต่ทำหน้าเฉย สาลินเสียหน้าอย่างยิ่ง กล้ำกลืนขนมลงคอ
"อร่อยมากเลยซี"
"นี่ อย่ามายั่วฉันนะ"
"ฉันไปยั่วอะไรเธอ ฉันแค่ถามดู เผื่อว่าฉันจะซื้อบ้าง"
"ผู้ดีอย่างคุณ กินขนมติดดินอย่างนี้เป็นด้วยหรือ"
คุณชายรองสมใจ
"กินเป็นซี...อย่างน้อยฉันก็รู้ว่า ควรจะรอให้มันเย็นลงก่อนแล้วค่อยกิน"
"คุณ !"
สาลินตกหลุมพราง เกือบจะเต้นเร่าๆ ชายรองยืนมองนิ่ง
จิตริณี บราลี ลลิตา ยืนดูอยู่อย่างสนใจ แว่นฮึดฮัด
"นี่คุณจะพาฉันเข้าโรงแรมเลยหรือ"
"พูดให้ดี ๆ พาเธอไปทานข้าวในโรงแรม ฉันอยากพาเธอไปร้านผ้าไหมฉันด้วย"
"เพื่ออะไร จะอวดว่าคุณไม่ได้มีแค่เงินเดือนกระทรวง ยังทำธุรกิจส่วนตัวด้วยงั้นเหรอ ฮึ....ถึงจะอวดรวยแค่ไหน ฉันก็ไม่ใจอ่อนให้คุณแต่งงานกับพี่ศรีหรอก"
"เธอนี่มันเพ้อเจ้อจริง ๆ นะ ไปร้านผ้ากับฉันแล้วฉันจะบอกข่าวดีให้เธอฟัง"
"ข่าวดี ? แม่ค้าเร็ว ๆ มีเท่าไหร่เอาเท่านั้นแหละ"
สาลินรับถุงมา แม่ค้าแบมือรับเงิน สาลินทำเฉย ๆ
"จ่ายซีคะ"
"หา...ให้ฉันจ่าย"
"ค่ะ ก็เลี้ยงแล้วเลี้ยงเลยไง"
คุณชายรองส่ายหน้า หยิบเหรียญมาจ่ายให้แม่ค้า ก่อนจะพาสาลินแยกไป
บราลีบอก "ฉันเหน็ดเหนื่อยแทนแม่คนนี้จริงๆ ทั้งนายพล เด็กปั๊มตัวหอม"
ลลิตาเสริม "คุณชายยาว"
"หา"
"ยาวทั้งชื่อ ยาวทั้งรถไง"
"แม้แต่อาร์นี่ ก็ยังอยากเดทกับเธอ" จิตริณีบอก
"ผมอยากตายวันละร้อยหน" แว่นว่า
"กินน้ำใบบัวบกก่อนนะ เขาว่าแก้ช้ำใน" ลลิตาว่า
แว่นดื่มน้ำพรวด
รถสปอร์ตหรูอีกคันแล่นมาจอดที่ถนนหน้าห้องสมุด อัศนีย์ก้าวลงมา วันนี้สวมแจ็กเก็ตหนังสีสวย ผมหวีเสย เสื้อคอเต่า กางเกงขาลีบ รองเท้าหัวแหลม แว่นตาดำสะท้อนแสงแดด
ผู้คนทั้งละแวก เบรกกึก มองดูตาค้าง
อัศนีย์ขยับแว่น แสงสะท้อนวูบวาบ คนทั้งละแวกยกมือป้องหน้า คล้ายโดนอิเหนาฉายกริช
อัศนีย์ถอดแว่นออก เห็นว่าหล่อไปอีกแบบ ในมาดแบดบอย
คนทั้งละแวกมองอย่างตะลึงในความหล่อ มวยมณีก้าวแหวกคนมา
"ให้ตายชัก หล่อไม่เกรงใจมวยเลยว่ะ"
อัศนีย์ยิ้มนิดหนึ่งเดินไป
ที่เคาน์เตอร์ห้องสมุด ร่างระหง ผมมันเป็นเงาเลื่อม แต่งตัวเป็นเดรสเรียบ ยืนหันหลังให้ ลลิตา บราลีไปเข็นรถจัดหนังสือเข้าที่อยู่แถวชั้น แว่นเลยพลอยช่วยไปด้วย
อัศนีย์ยิ้มมุมปาก เอามือเท้าเคาน์เตอร์ จิตริณีกำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
"ฮัลโหล"
"ไฮ"
อัศนีย์เกือบสะดุ้ง ผิดคาดแต่รีบกลบเกลื่อน ยิ้มตาพราว จิตริณีรู้ทัน
"มาหาใครกันคะ"
"โธ่ ผมจะมาหาใคร ถ้าไม่ใช่คุณ...จินนี่"
"จินนี่ หรือ ลินซี่กันแน่คะ"
จิตริณียิ้มอย่างปรกติ ดวงตาร้าวรานนิดหนึ่ง อัศนีย์หัวเราะ
"คุณนี่รู้ทันจริงๆ"
"ลินซี่ไม่อยู่ค่ะ มีชายหนุ่มมารับเธอไปตั้งแต่เที่ยงครึ่ง"
"เรื่องธรรมดา หญิงสาวย่อมมีชายหนุ่มหมายปอง ไม่เห็นแปลกเลย"
จิตริณีก้าวจากเคาน์เตอร์ ทำหน้ามีเลศนัย
"แต่มันแปลกตรงที่ ชายหนุ่มคนนั้นไม่ธรรมดาน่ะซีคะ"
"ใคร คนที่ผมรู้จักหรือเปล่า"
"รู้จักค่ะ แต่คงไม่มักคุ้น"
"จินนี่ที่รัก เลิกพูดเป็นริดเดิล เป็นปริศนาเสียที"
"งั้นฉันจะเฉลย ชายหนุ่มคนนั้นเป็นหม่อมราชวงศ์ ชื่อ กิตติราชนรินทร์ค่ะ"
"ว็อท !"
อัศนีย์ร้องเสียงสูง คนใช้บริการ ลลิตา บราลี แว่น ต่างหันมาดู จิตริณีสมใจ อัศนีย์อัศจรรย์ใจเป็นที่ยิ่ง
ณ วังรัชนีกุล ตอนกลางวัน ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงรับโทรศัพท์อยู่บนเตียง ผลุดลุกขึ้นนั่งทันที
"เธอว่าอะไรนะ อาร์นี่"
อัศนีย์กำลังพูดสายอยู่ที่เคาน์เตอร์ของห้องสมุด จิตริณีฟังความอยู่ข้าง ๆ
"คุณหญิงรีบมาดีกว่า ถ้าอยากเห็นอะไรดี ๆ ให้ทันการ"
"ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ ร้านผ้าไหมของคุณรองใช่ไหม"
"ถูกต้อง เราเจอกันที่ล็อบบี้โรงแรม"
อัศนีย์วางสาย
"อาร์นี่ ถ้าเธอจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับสาลิน ควรจะบอกให้ฉันรู้ด้วยนะ"
"ไม่มีอะไรหรอกน่า เธอช่วยเล่าหน่อยเถอะ นายคุณชายมันมาหาสาลินบ่อยไหม ถึงขั้นจีบเลยรึเปล่า แล้วสาลินมีท่าทียังไงกับเจ้าคุณชายบ้าง"
อัศนีย์สงสัย
ในโรงแรมหรู ที่ร้านผ้าไหมมีลูกค้าประปราย ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินนำสาลินเข้ามา พนักงานขายยกมือไหว้ คุณชายรับไหว้ สาลินรีบไหว้ตอบ พนักงานงงไป ที่ชั้นวางม้วนผ้าไหม สาลินถลาไป มือยื่นไปจะจับผ้า คุณชายรองคว้าข้อมือไว้
"เดี๋ยว"
สาลินมองหน้า ชายรองส่งผ้าเช็ดหน้าให้
"ทำไม ฉันไม่ได้ขี้มูกไหลซักหน่อย"
"ฉันให้เธอเช็ดมือต่างหาก ไม่อยากให้ผ้าไหมฉันเป็นผ้าซับน้ำมันไข่นกกระทาของเธอ"
สาลินยื่นกระทงไข่นกกระทาให้
"ชั้นไม่ทาน"
"ชั้นให้ถือ"
คุณชายรองทำหน้าเหวอ สาลินค้อน เอาผ้ามาเช็ดมืออย่างกระแทกกระทั้น
ที่มุมด้านในวางของชิ้นเล็ก เช่น ผ้าพันคอ กล่องผ้าไหม สาลินเลือกดูอย่างพอใจ คุณชายรองยืนทำหน้าเฉยอยู่ข้างๆ
"นี่คือข่าวดีของคุณ คุณคืนดีกับคุณหญิงแล้ว"
"ใช่"
"แล้ว...ทำไมถึงมีข่าวกับภาพคุณหญิงกับคุณอัศนีย์กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างนั้นล่ะ"
"เธอจะไปเอานิยมนิยายอะไรกับข่าวกอสซิป เอาเป็นว่าฉันจะคืนดีกับหญิงก้อยก็แล้วกัน เธอคงสบายใจได้"
"สบายใจซี สบายใจที่สุดเลย พี่ศรีจิตราก็คงสบายใจเหมือนกัน"
สาลินหันไปเลือกผ้าต่อ
คุณหญิงก้อยในชุดทะมัดทะแมง เป็นชุดเสื้อกางเกงติดกันแบบผ้ายืด เหมือนเอ็มม่าพีล จากเรื่องขวัญใจสายลับเดินเข้ามาในล็อบบี้ อัศนีย์รออยู่
"เชิญคุณหญิงครับ"
ทั้งสองเดินตรงไปยังร้านผ้าไหมของคุณชายรอง
สาลินกำลังเชยชมผ้าพันคอหลากสีหรูหราผืนหนึ่ง สาลินคลี่ผ้ากรีดนิ้ว ผ้าบังหน้า โผล่แต่ตามา ดวงตาสาลินสวยใสบริสุทธิ์ อะไรบางอย่างบอกว่ามีจิตใจงดงามยิ่ง ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์มองดูอย่างพิศวง
"ผืนนี้ก็แล้วกัน คุณ คุณ เหม่ออะไร"
"อะไร"
"ฉันถามว่า เอาผืนนี้ไหม ของขวัญวันเกิดให้เพื่อนคุณ"
สาลินส่งผ้าให้ คุณชายรับมาดู เห็นว่าดูดีจริงๆ
"ตกลงเอาผืนนี้ เธอก็รสนิยมดีเหมือนกันนี่"
"เปล๊า ฉันเลือกเพราะมันแพงดีต่างหาก"
"จะถูกจะแพงมันก็ร้านฉันเอง ยังไงฉันก็ไม่ล่มจมหรอก"
สาลินเชิดใส่
คุณหญิงก้อยกับอัศนีย์เดินมาตามทางเดิน เห็นร้านผ้าไหมอยู่ตรงหน้า
สาลินดูผ้าชิ้นนั้นชิ้นนี้ต่อ คุณชายรองเดินตามมาห่างๆ สาลินเจอผ้าไหมชิ้นหนึ่ง
"สวยจังเลย"
สาลินพลิกดูราคาที่ป้ายห้อยแล้วสะดุ้ง รีบวางลง
"เธอชอบหรือ"
"ชอบผ้า แต่ไม่ชอบราคา"
"เดี๋ยวฉันให้เขาลดราคาให้เธอก็ได้"
"ไม่เอาหรอก พอดูๆแล้ว มันหรูหราเกินไปสำหรับมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง โหนรถเมล์อย่างฉัน"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์มองนิ่ง
"ฉันซื้อให้"
"ไม่ต้องเอาใจฉันแบบนี้หรอก เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าฉันเป็นหนี้บุญคุณคุณ ทั้ง ๆ ที่คุณจะไม่ได้เป็นพี่เขยฉันแล้ว"
คุณชายรองจับมือสาลินแน่น เธอตกใจเล็ก ๆ เขาดันร่างเธอเข้ามุม ร่างใกล้ชิดกัน คุณชายรองหน้าดุ เสียงเข้ม
"จำไว้นะ ที่ฉันซื้อก็เพราะอยากซื้อให้ ไม่ได้คิดว่าซื้อเพราะอยากได้เธอเป็นน้องภรรยาเหมือนกัน"
สาลินตกใจ มองตะลึง เขายังยึดข้อมือของสาลินแน่น
ที่นอกร้าน ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงและอัศนีย์มองอยู่ หญิงก้อยสั่นระริกด้วยความโกรธขีดสุด เพราะมุมที่มองนั้นเหมือน คุณชายรองกำลังคลอเคลียกับสาลินอย่างแนบแน่น คุณหญิงสะบัดเดินออก อัศนีย์ตาม
"ทำไมต้องทำหน้าดุอย่างนี้ด้วย" สาลินถาม
จบตอนที่ 8
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #8 on:
02 August 2026, 21:54:56 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000118198
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 9
เผยแพร่: 23 ต.ค. 2558 09:48 ปรับปรุง: 28 ต.ค. 2558 09:19 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 9
สาลินทำหน้างอน ๆ ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ถอยห่างออกไป
สาลินไม่กล้าสบตา เขาแอบยิ้มนิดหนึ่ง ที่นอกร้าน คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงสะบัดแยกไป อัศนีย์ตาม
คุณหญิงแยกออกมาตามทางเดิน เหมือนจะหายใจไม่ออก อัศนีย์ตามมา เธอเซเหมือนจะเป็นลม
"คุณหญิง เป็นอะไรรึเปล่าครับ"
"ไม่เป็นไรค่ะ แค่มึนหัว"
"นั่งก่อนดีกว่า"
อัศนีย์ประคองคุณหญิงก้อยลงนั่ง
"ยายเด็กนั่นคือยายเด็กชาวสวน น้องสาวว่าที่คู่หมั้นคุณชายรองใช่ไหมคะ"
"เอ....ผมไม่ยักรู้ นายคุณชายรองมีว่าที่คู่หมั้นแล้วเหรอครับ"
"ค่ะ เป็นพระประสงค์เสด็จป้า ก็เหตุนี้แหละที่ฉันเลิกคุยกับเขา"
"อ้อ.... อย่างนี้นี่เอง"
"แล้วทำไมคุณรองถึงมาพาแม่นี่มาที่นี่"
"เด็กนั่นเป็นบรรณารักษ์อยู่ที่ห้องสมุดฝรั่งที่สุรวงศ์น่ะครับ เห็นว่านายคุณชายไปมาหาสู่ประจำ แถมยังยืมหนังสือ คืนหนังสือกัน แล้วยังพาไปไหนต่อไหนตามลำพังบ่อย ๆ เสียด้วย"
คุณหญิงก้อยมีสีหน้าเจ็บช้ำและแค้น ลุกขึ้นจะตรงไปที่ร้าน อัศนีย์ยึดไว้
"จะทำอะไรคุณหญิง"
"ไปฉีกหน้าทั้งคู่น่ะซีคะ ให้คาหนังคาเขาไปเลย"
"ไม่งามสำหรับคุณหญิงหรอกครับ ในร้านมีลูกค้าอยู่ อีกอย่างถ้าเป็นแบบนี้ แสดงว่านายคุณชายจะทำตัวเป็นพระยาเทครัว รวบทั้งพี่สาวน้องสาว คนมักมากแบบนี้คุณหญิงจะไปสนใจทำไม"
คุณหญิงก้อยยิ่งแค้น เห็นด้วยตามที่อัศนีย์พูด จังหวะนี้ศุภรเดินผ่านมาพอดี อัศนีย์ดึงหญิงก้อยหลบมุม
"หลบก่อนครับ นั่นเพื่อนนายคุณชายมักมาก"
อัศนีย์ดึงม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงมาโอบไว้ ทั้งคู่หันหลังให้ศุภร ฝ่ายศุภรมองแล้วส่ายหน้า
"เฮ้อ คนสมัยนี้"
ศุภรผ่านไปมา เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของอัศนีย์ ช้อนตาขึ้นมองแล้วยิ้มพราย
"อาร์นี่"
"ครับคุณหญิง"
"งานวันเกิดยายติ่ง ฉันขอเชิญคุณไปร่วมงานด้วยนะ"
"เชิญผม แต่ยายติ่งไม่ได้เชิญผมเลยนะ"
"ฉันเชิญเอง ไปงานกับฉัน"
"ในฐานะ"
"สามีเก่าไงคะ"
"สามีเก่าต้องไปเผชิญหน้ากับคนรักเก่า มันจะดีเหรอครับคุณหญิง"
"จะห่วงไปทำไมล่ะคะ ของเก่าด้วยกันทั้งคู่"
คุณหญิงก้อยยิ้มมาดร้าย อัศนีย์ไม่พอใจเล็กน้อย แต่แล้วกลับยิ้มตามอย่างนึกสนุก
สาลินแยกมาดูข้าวของ สีหน้ายังเขิน ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์แอบยิ้ม
"เธอคิดว่าฉันจะซื้ออะไรให้หญิงก้อยดี"
"คุณจะง้อผู้หญิง ก็คงไม่มีอะไรดีเท่าดอกไม้ เอาดอกอะไรก็ได้ที่สวยๆ แล้วก็แพงๆ"
"ทำไมเธอต้องเน้นว่าแพงๆด้วยนะ เธอคิดว่าคนในแวดวงฉัน มีแต่คนหน้าเงินหรือ"
"เปล่า ฉันเห็นว่าคุณเป็นคนมีเงินต่างหาก ควรจะกระจายรายได้ของคุณไปทั่วๆ"
สาลินหยิบช่อดอกไม้สวยที่สุดชิ้นหนึ่งส่งให้คุณชายรอง
"เซ็กส์ซี่เหมาะกับคุณหญิงเทโพที่สุด อุ๊ย"
"อะไรนะ"
"คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงค่ะ พูดผิด"
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์เกือบหัวเราะออกมา แต่รีบทำหน้าขรึม
ศุภรเข้ามาในร้านพอดี จำสาลินได้ มองอย่างสนใจ ก้าวมาใกล้ สาลินยิ้มให้
"นี่ นายจะแนะนำไหมนี่"
"นี่ นายศุภร หุ้นส่วนและผู้จัดการร้านฉัน นี่คุณสาลิน"
สาลินยกมือไหว้เรียบร้อย มารยาทดีขึ้นกว่าอยู่กับคุณชายรองสองคนเท่าหนึ่ง ศุภรรับไหว้
"สวัสดีค่ะ"
"สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
"ยินดีเช่นกันค่ะ"
คุณชายรองมองดูความคล่องแคล่ว ไม่มากไม่น้อยเกินอย่างพอใจนิดๆ
"เจออะไรถูกใจ บ้างหรือยังครับ" ศุภรถาม
"ของถูกใจน่ะมีเยอะเลยค่ะ แต่ว่า มันไม่ถูกกับกระเป๋าสตางค์ดิฉัน"
ศุภรหัวเราะ
"ราคานี่ตั้งไว้สำหรับฝรั่งน่ะครับ แต่คนไทยเราลดให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว"
"ขอบคุณค่ะ ก็ยังแพงเกินไปสำหรับฉันอยู่ดี อุ๊ย"
สาลินมองเลยไปด้านหลังศุภร เห็นนาฬิกาบอกเวลา 13.30 น. สาลินตาเหลือก ยกนาฬิกาข้อมือมาดู
นาฬิกาเรือนเดิมของสาลิน หยุดนิ่งที่ 12.00 น. เข็มวินาทีนิ่งสนิท
"ว้าย ฉันต้องกลับแล้ว สวัสดีค่ะ"
สาลินยกมือไหว้ศุภรแผล็บ แล้ววิ่งแน่บออกจากร้านไป 2 พนักงานชะเง้อคิดว่า โจรวิ่งราวแล้วก็คลายใจ คุณชายรองยกมือห้ามร้อง
"เดี๋ยวฉันไปส่ง"
สาลินหายวับไปแล้ว กิตติทำตาปริบๆ
"วิ่งปรู๊ดไปยังกะนกปรอด ฉันรับไหว้ยังไม่ทันเลย" ศุภรบอก
"เขาไหว้นาย แต่ไม่ไหว้ฉัน"
"อ้าว ก็นายสนิทกับเจ้าหล่อนแค่ไหนล่ะ นี่แม่สาวที่ควงกับฝรั่งวันนั้นใช่ไหม"
"นั่นเจ้านายเขา"
"แล้วทำไมเขามาควงกับนาย ไอ้หม่อม"
"เขาไม่ได้มาควงกับฉัน เขาแค่มาช่วยเลือกของขวัญให้ฉัน"
ศุภรมองตามไปยิ้มนิดๆ ชายรองหมั่นไส้
"น่ารักดีว่ะ"
"ทำไมหมู่นี้ถึงได้ยินคนชมโฉมแม่นี่บ่อยเหลือเกิน"
"อ้าว แล้วนายไม่เห็นว่าเขาน่ารักเหรอ"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ทำหน้าเหม็นเบื่อ
ประตูใหญ่เปิดแง้มออก สาลินโผล่หน้าเข้ามา กวาดตามองดูทั่วห้องสมุด
ที่เคาน์เตอร์ ลลิตา บราลีนั่งทำงานอยู่ ที่โต๊ะอ่านหนังสือมีผู้ใช้บริการค่อนข้างน้อย ที่ผนังนาฬิกาบอกเวลา 13.45 น. ที่บันไดสู่ห้องไนเจลว่างเปล่า
ลลิตานั่งทำงานไป กินของกินเล่นทั้ง 6 ถุงไป บราลีสะกิดลลิตาดู
สาลินย่องกริบเข้ามาในเคาน์เตอร์ แล้วนั่งลงถอนใจเฮือก จิตริณีตามมาสมทบพร้อมบราลี และลลิตา
"ต๊าย เหมือนตัวย่องตอด" บราลีบอก
"ถ้าบอสรู้ล่ะตายเลย"
"ไม่ต้องห่วงย่ะ ไปกินข้าวเที่ยงยังไม่กลับเลย" ลลิตาบอก
"อุ๊ยตาย กลายเป็นคนไทยไปแล้ว"
สาลินคว้างานมาทำ ปั๊มวันที่ลงในวันคืนเป็นจักรผัน ลลิตา บราลีหมั่นไส้
"ไม่ต้องมาทำขันแข็งตอนนี้ บอกมาซิเธอแว่บไปไหนกะคุณชายนั่น"
"ไปช่วยเขาเลือกของขวัญ"
"คุณอัศนีย์มาหาจ้ะ พอไม่เจอเธอก็กลับไป เอ๊ะ หรือเขาตามไปหาเธอที่ร้านผ้าไหมคุณชาย" จิตริณีบอก
"เปล่านี่คะ"
"นี่ เธอก็รู้ว่าคุณชายกิตติเป็นแฟนคุณหญิงเทพี เทโพ"
"แล้วก็รู้นี่ว่าคุณอัศนีย์เป็นสามีเก่าของคุณหญิงเทโพเหมือนกัน" ลลิตาบอก
"รู้ค่ะ"
จิตริณี ลลิตา บราลีหันมาสบตากัน
"ต๊าย ช่างกล้า" ลลิตาบอก
บราลีบอก "นี่ รู้ทั้งๆรู้ เธอยังจะไปยุ่งกะเขาอีกหรือ"
"อีกหน่อยเถอะ มีหวังคุณหญิงก้อย คงตามมาฉีกอกเธอถึงที่นี่" ลลิตาบอก
บราลีบอก "ตอนนั้นแหละ เธอมีหวังเป็นข่าวแน่"
"แต่ไม่ใช่ข่าวสังคม เป็นข่าวอาชญากรรม พาดหัว 3 นิ้ว"ลลิตาบอก
สาลินทำตาปริบๆ
"จะบ้าเหรอ ฉันไปยุ่งอะไรกับใคร ฉันกำลังช่วยให้คุณชายนั่น คืนดีกับคุณหญิงเทพีเพ็ญแสงต่างหาก"
จิตริณีถาม "ยังไงคะ"
สาลินดึงจิตริณีแยกมาคุยส่วนตัว บราลีมองอย่างหมั่นไส้ ลลิตาคอยืดคอยาวอยากฟัง
"ตามมั้ย" ลลิตาถาม
บราลีบอก "ไม่ตาม มันเป็นเรื่องของปัจเจก"
"แต่ชั้นสนเรื่องของปัจเจก"
สาลินบอก
"เมื่อกี้ที่อีตาคุณชายให้ฉันไปที่ร้านผ้าไหมของเขา เธอให้ฉันให้เลือกของขวัญ จะเอาไปให้คุณหญิงก้อยน่ะค่ะ"
"เขาจะคืนดีกันเหรอคะ" จิตริณีถาม
"คุณชายบอกอย่างนั้น ที่ฉันสงสัยก็คือ ตกลงคุณหญิงก้อยเขาคืนดีกับคุณอัศนีย์ตามข่าวรึเปล่าคะ"
"ข่าวโคมลอยค่ะ อาร์นี่บอกฉันแล้วว่าไม่ใช่เรื่องจริง"
"โล่งอก ถ้าอย่างนั้นงานนี้ คุณชายกิตติคืนดีคุณหญิงก้อยแน่ ๆ พี่สาวฉันก็จะได้พ้นถูกจับแต่งกับอีตาคุณชายเสียที"
"พี่สาวคุณ ถูกจับแต่งกับคุณชาย"
"อุ๊ย" สาลินปิดปากตัวเอง
"เอาล่ะ ฉันพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้แล้วว่าทำไมคุณถึงต้องไปยุ่งกับคุณชายกิตติขนาดนั้น"
"ขอร้องนะคะ อย่าเล่าให้ใครฟัง"
"ค่ะ แต่คุณต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังก่อน"
"ได้ค่ะ มาทางนี้ดีกว่า มุมสงบดี"
สาลินพาจิตริณีแยกไป บราลีและลลิตาคอยาวมองตาม
วันต่อมา สระว่ายน้ำและบริเวณรอบๆถูกจัดเป็นงานปาร์ตี้วันเกิดแบบค็อกเทล มีลูกโป่งหลากสีประดับตรงนั้น ตรงนี้ รวมทั้งลอยฟ่องอยู่ในสระ มีมุมเครื่องดื่ม มุมอาหาร มุมของหวาน มุมผลไม้ มีร่มหลากสี กระจายทั่วงาน
จิตตินเดินถ่ายรูปทั่วงานโดยเฉพาะกับวิรงรองและจิตริณี วิรงรองแต่งตัวโป๊ แถมยังเป็นเลื่อมสลับสีวูบวับ หม่อมวาณีและศศิรัชนีกำลังจัดเตรียมเค้กอยู่ที่โต๊ะของหวาน เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาคอยช่วยอยู่
จิตริณีมองไปทางหม่อมวาณีและคุณหญิงศศิรัชนี
"ติ่ง สองคนนั่นใครน่ะ"
"ก็นี่แหละ หม่อมวาณี หม่อมแม่ยายก้อยกับหญิงกลาง พี่สาว มา จะพาไปรู้จักเจ้ารู้จักนาย"
วิรงรองพาจิตตินและจิตริณีไปหาหม่อมวาณีและศศิรัชนี เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาตามมาด้วย
"หม่อมแม่ พี่หญิงกางขา"
"กลางค่ะ" ม.ร.ว. ศศิรัชนีบอก
"ค่ะ กลางค่ะ นี่เพื่อนติ่ง จิตตินช่างภาพกิติมศักดิ์ และนี่จิตริณี เพื่อนชาวนิวยอร์คเกอร์ด้วยกันทั้งหมด"
จิตตินและจิตริณีไหว้หม่อมและหญิงกลาง
"นั่นซี ดูเริ่ดสะแมนแตนกันทุกคนเลย" หม่อมวาณีมองจิตตินอย่างรังเกียจนิดหนึ่ง " เออ...หนูติ่ง"
หม่อมวาณีดึงวิรงรองแยกออกมา
"หวังว่านายนิวยอร์เกอร์อีกคนคงไม่มาร่วมงานด้วยนะ"
"อาร์นี่น่ะเหรอคะ ไม่มาแน่นอนค่ะ ติ่งจะไปเชิญทำไมคะ"
ทางกลุ่มจิตติน...
จิตริณีบอก "ขนมคุณหญิงกลางอร่อยจังเลยค่ะ"
"ขอบคุณค่ะ "
จิตตินหยิบคัพเค้กขึ้นมากัดพร้อมส่งสายตาเจ้าชู้
"แค่ผมได้ชิมคัพเค้กเข้าไปชิ้นเดียว ก็รู้แล้วล่ะครับว่าคนทำต้องสวยมาก แล้วก็สวยเหมือนนางฟ้าจริง ๆ"
จิตตินพูดพลางดึงขวดตันโจติ๊ก มาลูบผมชะโงกของตนเอง คุณหญิงศศิรัชนี จิตริณี เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา ต่างหัวเราะกันคิกคัก
"โทษนะคะ ดิฉันไม่ได้ทำคัพเค้กค่ะ"
จิตตินแทบคายทิ้ง
"อ้าว แล้วใครทำล่ะครับ"
"เลื่อมประภัสกับฉัตรอาชาทำค่ะ เราบรรเลงสุดฝีมือเลย" เลื่อมประภัสบอก
"ขอบคุณนะคะคุณจิตตินที่ชมว่าเราสวย"
จิตตินเกือบถุยคัพเค้กออกมา
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ถือของขวัญกับช่อดอกไม้ มาพร้อมศุภร และชายเล็ก หล่อกันทั้งสามคน
ต่างถือกล่องของขวัญมาคนละกล่อง วิรงรองถลาเข้ามาหา จิตตินตามมาถ่ายรูป จิตริณีและเลื่อมประภัส ฉัตรอาชา เข้ามาช่วยรับของขวัญจากหนุ่ม ๆแล้วแยกไป
"ใครน่ะลูก" หม่อมวาณีถาม
"ไม่ทราบค่ะ" หญิงกลางบอก
จิตตินมองเหล่ ๆ หนุ่มทั้งสาม คุณชายรองไม่ได้ให้ช่อดอกไม้กับวิรงรอง ยังถืออยู่
"คุณชายรอง คุณชายเล็ก สวัสดีค่ะ"
"แฮ็บปี้เบิร์ธเดย์ครับ คุณติ่ง" ชายรองบอก
"Thankyou so much เออ แล้วนี่...คุณ"
"นี่ศุภร เพื่อนผมครับ"
ศุภรยื่นนามบัตรให้
"ผมกับไอ้หม่อมเปิดร้านผ้าไหมอยู่ที่สีลม เชิญอุดหนุนหรือไปทำข่าวได้เลยนะครับ"
"ได้ค่ะ โอว์ ติ่งรู้สึกอบอุ่นจัง"
"อบอุ่นอะไรครับ" ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลถาม
"ก็มีสามทหารเสือมาคุ้มครองติ่งไงวันนี้ไงคะ"
สามหนุ่มหัวเราะ จิตตินยิ่งหมั่นไส้
"ยายติ่ง ฉันไปถ่ายรูปหมาจูยายคุณนายสายวรุณดีกว่า ถ่ายคนแถวนี้มันเปลืองฟิลม์ว่ะ"
คุณชายเล็กมองจิตตินอย่างเอาเรื่อง
"คุณติ่งพูดถึงสามทหารเสือ เหมือนจะเกิดสงครามในวันนี้อย่างนั้นล่ะครับ"
"ก็ไม่แน่นะครับ สงครามเจ้ากับไพร่มันมีมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคเทวดากรีกแล้ว"
"เอ....ยุคนี้ไม่มีเจ้า ไม่มีไพร่แล้วละมัง มีแต่นายทุนกับนายทุน...สู้กันด้วยเงิน อวดบารมีว่าใครจะรวยกว่ากัน"
"หรือส่งลูกไปผลาญเงินเมืองนอกได้มากกว่ากันด้วย" คุณชายเล็กว่า
จิตตินทำท่าจะเหวี่ยงกล้องทิ้ง จิตริณีรีบห้าม
"ไปถ่ายรูปฉันดีกว่า จิตติน อย่ามาขวางโลกอยู่แถวนี้เลย"
จิตริณีดึงจิตตินแยกไป
"เชิญร่วมงานดีกว่าค่ะ แล้วก็อย่าพูดเรื่องสงครามเลยนะคะ มันจะเป็นลางไม่ดี สำหรับงานวันเกิดติ่งเสียเปล่า ๆ"
เวลาผ่านไป มุมสงบมุมหนึ่ง คุณชายรองนั่งคุยกับหม่อมวาณี ช่อดอกไม้ยังวางอยู่ที่โต๊ะ
อีกมุมหนึ่ง ดังอึกทึก บรรดาขาแดนซ์กำลังวาดลวดลายกันอยู่ริมสระน้ำ วิรงรองเริงระบำกับกลุ่มจิตติน
จิตริณี เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา และเพื่อน ๆ
ชายเล็ก หญิงกลาง ศุภรอยู่ด้วยกัน ศุภรทานเค้กของคุณหญิงกลางอย่างเอร็ดอร่อย ฝ่าย ม.ร.ว. ศศิรัชนีมองอย่างปลื้ม
"ไม่นึกเลยนะครับว่าต้องมาร่วมงานกับคนที่เราไม่ชอบขี้หน้า"
"พูดถึงใครคะ" หญิงกลางถาม
"ก็เจ้าของงานกับเพื่อนฝูงเขาน่ะซีครับ นี่ถ้าพี่รองไม่ชวนมา ผมก็คงไม่มาให้เสียเวลาหรอก"
"นายเล็กพูดตรงใจ ฉันเองก็ไม่อยากมาเหมือนกัน แต่ขัดนายรองไม่ได้"
"คุณเล็ก คุณเองก็จบสเตทมา ศิษย์เก่าอเมริกันเหมือนพวกเขานะคะ"
"ไม่เหมือนครับ พวกผมถูกสอนให้รักในจรรยาบรรณอาชีพของตัวเอง แต่ยายวิรงรองไม่มีจรรยาบรรณในงานข่าวของหล่อน"
"ถูกต้อง เอาข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ของคนมาลงหากิน บางทีก็จริง บางทีก็เท็จ ใครจะเสียหายยังไงก็ช่าง เฮ้อ...ไร้จรรยาบรรณแม้แต่เค้กก้อนนี้"
"ทำไมคะ"
"เค็มปี๋น่ะซีครับ สงสัยยายติ่งจะใช้น้ำปลาแทนเกลือ"
หญิงกลางสะดุ้ง
"เออ พี่ศุภรครับ คือ"
"คงไม่อยากให้แขกกินเยอะล่ะมั้ง ยายนี่นอกจากมีอาชีพแส่เรื่องชาวบ้านแล้ว นิสัยส่วนตัวยังเค็มกว่าทะเลเดดซีเสียอีก"
"เค็มไปเหรอคะ" หญิงกลางถาม
"ครับ เค็มมาก ใครเป็นโรคไตทานเข้าไปคงถึงขั้น เด้ด สะมอเร่"
"ตายจริง งั้นคงต้องลดเกลือแล้วล่ะค่ะ อ้อ ใช้เกลือนะคะ ไม่ใช่น้ำปลา"
"เออ หญิงกลาง หมายความว่า"
"ค่ะ ดิฉันทำเองค่ะ"
"กำลังจะบอกว่าผมแกล้งพูดประนามยายติ่งไปอย่างนั้นแหละครับ จริง ๆ เค้กอร่อยมาก"
"เชื่อค่ะ"
"ทำไมล่ะครับ"
"เห็นบ่นว่าเค็ม แต่ทานไปสามชิ้นแล้วนะคะ"
ศุภรหัวเราะแหะ ชายเล็กมองเลยไป ทุกคนในงานมองตาม คนคุมแผ่นเสียงเอาเข็มออกทันที
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงก้าวเข้ามาในงาน สวยน่าตื่นตะลึงเหมือนนางพญา วิรงรองตรงไปต้อนรับ จิตตินตามไปถ่ายรูป คุณชายรองและหม่อมวาณีลุกขึ้นทันทีตามไป
วิรงรองจูบแก้มซ้ายขวาหญิงก้อย จิตตินถ่ายรูปตลอดเวลา
"วันนี้เธอสวยบาดจิตบาดใจเหลือเกิน หญิง"
"ขอบใจ สุขสันต์วันเกิดนะติ่ง"
วิรงรองรับของขวัญมา หญิงก้อยตรงมาหากิม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ที่ยืนรออยู่กับหม่อมวาณี
"ชายรองรออยู่นานแล้วนะลูก ทำไมสายขนาดนี้"
"ลูกแต่งตัวอยู่น่ะซีคะ ให้สวยสมกับที่ต้องมาเจอคุณรอง อย่างที่ฝรั่งเขาว่า เดรส ทู คิล สวยประหาร"
คุณหญิงก้อยส่งสายตาดุจ้องมาที่ชายรอง เขายิ้มรับไม่ได้เอะใจอะไร
"จริงครับ หญิงสวยประหาร จนผมแทบขาดใจ จริง ๆ"
กิตติจับมือหญิงก้อยจุมพิตเบา ๆ วาณี วิรงรองอมยิ้มแล้วรีบแยกไป จิตตินตาม
"ผมรอเวลานี้มานานแล้วนะหญิง"
"รออะไรคะ"
"รอที่จะได้ปรับความเข้าใจกับหญิงน่ะซี"
กิชายรองควงหญิงก้อยเข้าไปในงาน เธอยิ้มหยัน
เขาพาเธอหลบมาห้องส่วนตัว แต่ยังมองเห็นกิจกรรมด้านนอกของสระน้ำ
"หญิงยังไม่ได้ทักทายเพื่อน ๆ เลยนะคะ"
"อยู่กับผมก่อนเถอะ คิดถึงหญิงเหลือเกิน"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงเลิกคิ้ว
"เหรอคะ คิดถึงหญิง หรือคิดถึงหญิงอื่นกันแน่"
"พูดอะไรน่ะหญิงก้อย"
"หญิงแค่รู้สึกว่าช่วงเวลาที่เราห่างกันไป คุณชายอาจจะหันไปหาแม่หญิงชาวสวนคนนั้นไปเสียแล้ว"
"หญิงชาวสวน อ้อ ศรีจิตราน่ะเหรอ ผมถึงต้องพบหญิงวันนี้ไงครับ เพื่อยืนยันว่าผมจะแต่งงานกับหญิงเท่านั้น"
"จะขัดพระประสงค์เด็จป้าเหรอคะ"
"ครับ ผมจะกลับไปทูลเด็จป้าว่าผมตัดสินใจแล้ว ผมจะแต่งงานกับหญิงที่ผมรัก คือหญิงก้อยคนเดียวเท่านั้น"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงเบือนหน้าหนี ซ่อนความรู้สึกเจ็บปวด คุณชายรองเชยคางแล้วจะจุมพิต
เพลงร็อคละตินแว่วมา คุณหญิงก้อยลุกพรวดทันที
"นั่นเพลงโปรดของหญิงนี่ ขอตัวไปสนุกกับเพื่อน ๆ ก่อนนะคะ"
เธอออกไปทันที ชายรองชักสงสัยในท่าทีของหญิงก้อย ตามออกมา
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ตามออกมา พบว่า หญิงก้อยกำลังไปรวมกลุ่มเพื่อน
จิตติน วิรงรอง จิตริณี เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา และชายหล่อล่ำอีกสองนาย จับกลุ่มกันแดนซ์อย่างเมามัน
คุณหญิงกลางเข้ามาหาชายรอง
"ทำไมคืนดีกันเร็วจัง"
"หญิงกลาง หญิงก้อยยังโกรธผมอยู่ใช่ไหม"
"ไม่นะคะ หญิงก้อยดีใจมากที่จะมาพบคุณรองวันนี้ต่างหาก มีอะไรรึเปล่าคะ"
"เปล่าครับ"
บริกรถือถาดเครื่องดื่มผ่านมา คุณชายรองคว้าแก้วมาดื่มรวด หญิงกลางมองอย่างเป็นห่วง
มุมหนึ่ง ศุภรและคุณชายเล็กกำลังคุยกับจิตริณี
"หา....คุณจิตริณีทำงานที่เดียวกับคุณสาลิน"
"ใช่ค่ะ ห้องสมุดสุรวงศ์ คุณชายเล็กรู้จักสาลินด้วยเหรอคะ"
"คือ ไม่รู้ส่วนตัวหรอกครับ ผมฟังจากที่คุณศรีจิตราเล่าให้ฟังน่ะ สวยไหมครับ"
"สวยมาก"
"พี่ศุภรเคยเห็นด้วย"
"ไอ้หม่อมเคยพามาที่ร้าน สวยจนอยากเห็นพี่สาวว่าสวยเท่ากันไหม"
"คนละแบบครับ คนนึงสวยซน คนนึงสวยหวาน"
จิตริณี ศุภรมองหน้ากัน
"ไหนว่าไม่เคยเห็นหน้าสาลินไงคะ"
"อ๋อ....นึกขึ้นได้ว่าคุณศรีจิตราเอารูปถ่ายมาให้ดูครั้งนึง สวยซน ๆ นี่ล่ะครับ"
คุณหญิงศศิรัชนีเข้ามาสมทบ ศุภรยิ้มร่า
"เชิญครับคุณหญิงกลาง เมื่อกี้อย่าถือสาความปากพล่อยของผมเลยนะครับ ที่ติขนมเค้กคุณหญิง"
"ไม่เป็นไรค่ะ เห็นคุณไม่เป็นไตวาย เด้ด สะมอเร่ไปต่อหน้า ฉันก็ดีใจแล้วค่ะ"
ศุภรสะอึก ยิ้มเจื่อน
"ยังโกรธผมอยู่เหรอครับ ถึงสีหน้าไม่สู้ดีอย่างนั้น"
"เปล่าค่ะ ฉันกำลังห่วงคุณรองกับยายก้อยต่างหาก คุยกันแป๊บเดียว ยายก้อยออกมาแดนซ์กับเพื่อน ๆ เสียแล้ว"
ทั้งหมดมองไปยังริมสระ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงกำลังเต้นโอบรอบคอจิตติน แล้วโผไปกอดฮาวดี้ หนุ่มหล่อล่ำที่เต้นอยู่ข้างๆ หัวเราะระรื่น หม่อมวาณีวาดลวดลายอยู่กับไบเลย์ หนุ่มหล่ออีกคนในกลุ่มด้วย คุณชายเล็กเข้ามายืนข้างหญิงกลาง
"เอ....มันชักแปลก ๆ นะหญิงกลาง พี่รองว่ายังไง"
"ดูเครียด ๆ ค่ะ"
ทั้งคู่มองไปทางคุณชายรองที่ยังดื่มต่อเนื่อง สีหน้าเอาเรื่อง เลื่อมประภัสวิ่งเข้ามายังกลุ่มชายเล็ก หัวหูกระเซิง
"มานั่งกันอยู่ทำไมคะ มาร่วมเต้นกับพวกเราดีกว่า คุณติ่งเชิญค่ะ"
"ฉันไม่ถนัดค่ะ" ม.ร.ว. ศศิรัชนีบอก
"นั่งเฉยๆกันอยู่ทำไม หนุ่มๆ ไปๆ ไปกันดีกว่า"
ทั้งสองดึงทั้งกลุ่มเข้าร่วมฟลอร์ คุณชายรองมองหญิงก้อยอย่างไม่พอใจขึ้นทุกที เพราะเต้นกับ
หนุ่มล่ำแล้วหันมาทางม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เหมือนจะยั่ว
รถหรูของอัศนีย์แบบเปิดประทุนมาจอดหน้าตึก อัศนีย์ก้าวลงมาพร้อมช่อดอกไม้และกล่องของขวัญ พนักงานรีบวิ่งเข้ามาดูแล อัศนีย์มองเข้าไปในตัวบ้าน
คุณหญิงก้อยกำลังเต้นอย่างมามันกับจิตติน ชายเล็กเต้นกับหญิงกลาง ศุภรกับจิตริณี วาณีวาดลวดลายกับสองหนุ่มล่ำแบบลืมตาย
จิตตินเต้นไปกระแทกชายเล็กอย่างตั้งใจ จนอีกฝ่ายเซ ต่างมองหน้ากันอย่างเอาเรื่อง จิตตินยิ้มกวนบาทา ศุภรตบไหล่ชายเล็กเชิงปรามว่าอย่ามีเรื่อง ชายเล็กเต้นกับม.ร.ว. ศศิรัชนีต่อ ศุภรโดนสองหนุ่มล่ำกระแทกเข้าบ้าง
"เฮ้ย อะไรกันวะ"
ศุภรผลักอกสองหนุ่มล่ำ ฮาวดี้กับไบเลย์ทำท่าจะรุม ชายเล็กเข้าช่วยศุภรทันที จิตตินเข้ากลุ่มสองหนุ่มล่ำ ทำท่าจะวางมวย
วิรงรองบอก
"พอก่อน พอก่อน ไอ้ฮาวดี้ ไอ้ไบร์เลย์ แยก ๆ นังเลื่อม นังฉัตรจัดการ"
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาดึงสองหนุ่มแยกมาเต้นกับตน สองหนุ่มหยิบขวดตันโจติ๊กมาลูบผม
หญิงก้อยหัวเราะระรื่นชอบใจ ดึงจิตตินมาเต้นด้วยใหม่
วิรงรองบอก "คุณชายเล็ก คุณศุภรเต้นต่อนะคะ สนุกเต็มที่ค่ะ"
"ไม่มีอารมณ์แล้วครับ"
ชายเล็กกับศุภรแยกออกมาอย่างหัวเสีย จิตริณีและหญิงกลางเลยตามมา หม่อมวาณีดึงศศิรัชนีแยกมาคุย
"ยายกลาง ทำไมหญิงก้อยเต้นกับไอ้จิกโกโล่นั่น ทำไมไม่เต้นกับคุณรอง"
"หม่อมแม่เพิ่งสังเกตเหรอคะ"
"ก็แหม....แม่กำลังโชว์เสต็ปกับเจ้าสองหนุ่มนั่น แหม...มันเท้าไฟดีจัง"
"นั่นก็ดูจิกโกโล่ไม่แพ้คุณจิตตินนะคะ"
หม่อมวาณีค้อนลูกสาว แล้วต้องตะลึงเพราะม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์เดินตรงมาดึงหญิงก้อยออกมาจากกลุ่ม
"หญิงก้อย หยุดเต้นเถอะ เราต้องคุยกัน"
"คุยตรงนี้ก็ได้นี่คะ"
"ผมอยากคุยตามลำพัง"
"ไม่ค่ะ หญิงกำลังสนุกกับเพื่อน"
"อย่าลืมซี ผมมาวันนี้เพื่อจะเคลียร์กับหญิง ผมจะแต่งงานกับหญิง ลืมแล้วเหรอครับ"
"ไม่ลืมหรอกค่ะ แต่คนที่ลืมน่าจะเป็นคุณรองมากกว่า"
"หญิงพูดอะไร ผมลืมอะไร"
"รู้อยู่กับตัว อย่าให้หญิงต้องลำเลิก ปล่อยค่ะ ที่จริงเราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วด้วยซ้ำ"
คุณหญิงก้อยสะบัดมือของกิชายรองออก แล้วหันไปเต้นกับจิตตินต่อ คุณชายรองหัวเสียอย่างแรง แต่แล้วทุกอย่างก็ชะงักงัน เพราะร่างของ อัศนีย์ก้าวเข้ามาในงานด้วยมาดเท่ห์ ชายรองมองอัศนีย์อย่างงุนงง แล้วหันกลับมามองคุณหญิงก้อย
วิรงรองอุทาน "ฉิบหาย"
เลื่อมประภัสบอก "ตายห่ะ"
ฉัตรอาชาโพล่ง"แม่มึง"
ทุกคนตกตะลึง เช่นเดียวกัน
วิรงรองเข้ามาหาอัศนีย์ เลื่อมประภัส ฉัตรอาชารีบตาม จิตตินรีบคว้ากล้องตามไปถ่ายทันที
อัศนีย์ยื่นดอกไม้และของขวัญให้วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชารับของไว้แล้วรีบมาวางที่โต๊ะของขวัญ จิตตินถ่ายรูปทุกอิริยาบท
"สุขสันต์วันเกิดครับคุณติ่ง"
"อาร์นี่ มาทำไม ฉันไม่ได้เชิญเธอนะ"
"คุณหญิงเชิญฉัน"
วิรงรองปราม "อย่าทำอะไรเกินกว่าเหตุนะ โดยเฉพาะกับคุณชายรอง"
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 9 (ต่อ)
อัศนีย์มองไปที่คุณชายรองและหญิงก้อย พยักเพยิดกับจิตติน วิรงรองดึงอัศนีย์เข้างานทำยิ้มแย้ม
"โทษนะคะ เรามีแขกไม่ได้ เอ๊ย รับเชิญมาอีกคน อาร์นี่ของพวกเราค่ะ"
จิตติน ฮาวดี้ ไบร์เลย์ เฮลั่น เข้ามาจับมือเช็คแฮนด์ด้วยความสะใจ อัศนีย์เดินมาไหว้หม่อมวาณี
"สวัสดีครับหม่อม"
"ไม่ยักรู้ว่าเธอมา ติ่งไม่ได้เชิญไม่ใช่เหรอ"
"วันเกิดเพื่อนยังไงก็ต้องมาครับ อีกอย่างจะได้มาพบอดีตภรรยาของผมด้วยไง"
หม่อมวาณีหน้าเชิ่ด อัศนีย์มองไปยังกลุ่มคุณชาย
"คุณชาย เจอกันอีกครั้งนะครับ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก"
คุณชายรองมองอัศนีย์เขม็ง ชายเล็ก ศุภรเข้ายืนเป็นแผงพร้อมปกป้อง
"คุณหญิง มายเลดี้ของผม"
อัศนีย์ตรงไปหาคุณหญิงเทพีเพ็ญแสง จับมือมาจุมพิต จิตตินถ่ายรูปรัว ทุกคนตะลึง
"อาร์นี่ พวกเรากำลังสนุกกันเลย มาเถอะ"
คุณหญิงก้อยดึงอัศนีย์ไปเข้ากลุ่ม แล้วแดนซ์ต่ออย่างไม่สนใจความรู้สึกของคุณชายรอง
"นี่มันอะไรกันครับพี่รอง"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์หน้าแดงด้วยความโกรธ
อัศนีย์แดนซ์กับหญิงก้อย แล้วหยุดพูด
"ผมทำตามที่คุณหญิงต้องการแล้วนะครับ หมดหน้าที่ผมจะกลับล่ะ"
"ยังไม่หมดหน้าที่ค่ะ"
"จะให้ผมทำอะไรอีก เท่าที่ก็ทำร้ายจิตใจใครบางคนมากพอแล้ว"
"เขาควรถูกทำร้ายเหมือนที่เขาทำกับหญิงก่อน"
คุณหญิงก้อยโอบรอบคออัศนีย์ แล้วแดนซ์กันใหม่ วิรงรองแทบร้องกรี๊ดออกมา จิตตินดูอย่างมันในอารมณ์
ด้านหม่อมวาณี คุณหญิงศศิรัชนี คุณชายรองยืนอยู่ไม่ห่าง
"ยายกลาง ไปห้ามยายก้อยเดี๋ยวนี้ ดูซีคุณรองกำหมัดแน่นแล้ว"
ทางด้าน ม.ร.ว. บดินทราชทรงพล ศุภร จิตริณี
"เอาไงดีวะชายเล็ก พาไอ้หม่อมออกไปก่อนดีไหม"
"ไม่ทันแล้วค่ะ"
คุณชายรองเดินตรงไปหาหญิงก้อยดึงออกมาอย่างแรง
"ไปคุยกันข้างนอก"
"ปล่อยนะ คุณชาย หญิงกำลังสนุกอยู่กับคนรักเก่าของหญิง"
"คนรักเก่างั้นเหรอ"
"อ้อ ยังไม่เข้าใจใช่ไหมคะ ใช้คำให้ตรงก็ได้ สามีเก่าก็แล้วกัน"
"หญิงกำลังจะบอกว่า หญิงกลับไปคืนดีกับสามีเก่างั้นเหรอ"
"นี่คือคำตอบค่ะ"
อัศนีย์ยังงง แล้วอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด หญิงก้อยรั้งหน้าอัศนีย์มาจูบประกบปากดูดดื่ม คุณชายรองอึ้ง ทางด้านวิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา ตะลึงตาค้าง
วิรงรองโพล่ง "ฉิบหาย"
เลื่อมประภัสบอก "ตายห่ะ"
ฉัตรอาชาเสียงแมนมาก "สัตว์เข็ญใจเอ๋ย"
จิตตินรีบกดชัตเตอร์
หม่อมวาณีเป็นลม ชายเล็กกับหญิงกลางรีบเข้าประคอง ศุภร จิตริณี อ้าปากค้าง
คุณหญิงก้อยคลายจูบ อัศนีย์มองเธออย่างไม่ชอบใจ
"ทำไมทำแบบนี้" ชายรองถาม
"มันคือการเอาคืนค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คือการเอาคืนเหมือนกัน"
คุณชายรองโผนเข้าหาอัศนีย์ แล้วชกโครมเข้าเต็มหน้า อัศนีย์ล้มเซไปที่โต๊ะ สาว ๆ กรี๊ดพร้อมกัน
จิตตินโพล่ง "เฮ้ย"
อัศนีย์ยันร่างขึ้นได้ ชายรองจะเข้าซ้ำ อัศนีย์สวนหมัดเข้าเต็มหน้า คุณชายเซไปเกือบตกสระ ชายเล็ก ศุภรเข้าช่วยประคอง ฮาวดี้ ไบร์เลย์ จิตติน ถลาเข้ามารุมทันที ศุภรและชายเล็กตั้งการ์ดรับ ทั้งสองฝ่ายเข้าชกตะลุมบอน สาว ๆ ร้องกรี๊ดด ศุภร ชายเล็กถีบฮาวดี้ ไบร์เลย์ กระเด็นไปที่โต๊ะวางเค้ก ล้มระเนระนาด
ม.ร.ว.ศศิรัชนีอุทาน "เค้กฉัน"
เธอคว้าเค้กมาได้ก้อนนึง ฮาวดี้ ไบร์เลย์ทะยานเข้าฟัด จนชายเล็กและศุภร ล้มกลิ้งไปกับพื้น
"ขอร้องเถอะค่ะ ทุกคนหยุด"
วิรงรองพยายามเข้าห้ามบรรดาหนุ่ม ๆ แล้วโดนกระแทกเซออกมาเสียเอง แล้วถลาลงไปในสระ
"แอร๊ย"
วิรงรองตกน้ำตู้ม ทุกคนหยุดกิจกรรมหันมามอง
"ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย"
ทั้งหมดหันมาตะลุมบอนกันต่อ ชายรองได้จังหวะ ชกอัศนีย์เซตกสระไปอีกคน จังหวะเดียวกับที่ จิตตินถูกชายเล็กถีบโครม เซตกสระไปด้วย
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชารีบถลามาขอบสระ พยายามจะช่วยวิรงรอง
ฮาวดี้ ไบร์เลย์ ถูกชายรองและศุภรชกพร้อมกัน เซมาถูกสองนาง ตกสระไปทั้งสี่
สามหนุ่ม หน้าช้ำ ศุภรปากแตกเล็ก ๆ มองดูผลงานของบรรดาที่อยู่ในสระ
"ถึงเวลากลับได้แล้ว" ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์บอก
"ครับพี่รอง"
คุณชายรองผ่านหญิงก้อยอย่างไม่ใยดี ตรงไปที่โต๊ะที่วางช่อดอกไม้ แล้วเดินกลับมาที่
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงที่ยืนอยู่ข้างพี่สาว หม่อมวาณีนั่งผะอืดผะอมอยู่ที่โต๊ะข้าง ๆ หญิงก้อยหน้าเชิ่ดเหมือนรู้ว่า ยังไง คุณชายรองก็ต้องง้อ แต่ผิดคาด ชายรองส่งช่อดอกไม้ให้หญิงกลาง คุณหญิงก้อยอ้าปากค้าง
"คุณรอง"
"ผมมอบช่อดอกไม้นี้ให้หญิง โปรดรับไว้นะครับ"
"ค่ะ"
"หม่อมครับ ผมขอตัว"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินออกทันที โดยไม่ร่ำลาหญิงก้อย เธอโกรธจนตัวสั่น ส่วนชายเล็กและศุภรตามไป
ในสระ จิตริณีและแขกที่เหลือช่วยกันดึงบรรดาคนที่ตกสระขึ้นมา วิรงรองหมดสภาพ เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาจะร้องไห้ จิตติน อัศนีย์ ฮาวดี้ ไบร์เลย์ หน้าตามีรอยฟกช้ำกันทุกคน ทะยอยกันขึ้นจากสระ อัศนีย์เดินตรงมาหาคุณหญิงก้อยอย่างเอาเรื่อง กระชากแขน หม่อมวาณีตกใจ
"สมใจคุณหญิงแล้วใช่ไหม แต่บอกตามตรงนะ คุณหญิงทำแบบนี้มันโง่สิ้นดี"
"นี่นายอัศนีย์ นายไม่มีสิทธิ์มาพูดจาเลว ๆ กับลูกสาวฉันแบบนี้"
อัศนีย์ตวาด
"เงียบไปเลยครับหม่อม"
หม่อมวาณีสะดุ้งเฮือก
"อย่าใช้ผมทำเรื่องบัดซบแบบนี้อีก"
อัศนีย์สะบัดแขนของคุณหญิงก้อยทิ้ง ออกจากงานทันที
เตะเก้าอี้ที่ล้มขวางอยู่โครมใหญ่ ม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสงกรี๊ดออกมาสั้น ๆ แล้วสะบัดเข้าห้องด้านใน
"หญิงก้อย"
หม่อมวาณีรีบตามไป ศศิรัชนีถอนใจ จิตริณีเข้ามาดูช่อดอกไม้
"เป็นไงบ้างคะ"
"ช่อดอกไม้สวยจัง และนี่ค่ะ ยังเหลือเค้กอีกก้อนค่ะ" หญิงกลางบอก
"อุ๊ย ขอทานบ้าง"
วิรงรองร้องโอดครวญลั่น เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา ร้องตาม จิตตินคว้ากล้องที่วางอยู่บนโต๊ะมาถ่ายต่อ
"นี่งานวันเกิดฉันนะ ทำไมเป็นแบบนี้"
เลื่อมประภัสบอก "ผ้ายืดหดหมดเลยค่ะ"
"ผ้ามองตากูร์ของฉัน กลายเป็นผ้ามองตามึงไปแล้วค่ะ" ฉัตรอาชาว่า
วิรงรองหลุดไพร่ทันที
" ไอ้ตีน แกจะถ่ายไปทำไมอีก เลิกถ่ายโว้ย"
บรรยากาศยังวุ่นวาย เละเลอะเทอะไปทั้งงาน
คุณชายสองพี่น้องเดินกอดคอกันเข้ามาในโถง หัวเราะกันลั่น หน้าตายังมีรอยฟกช้ำ และเมาไม่ใช่น้อย เสื้อสูทยังเปื้อนคราบเค้กและของกินเป็นด่างๆ ดวง ๆ
คุณชายรองเสียงอ้อแอ้เล็กน้อย
"ฉันไม่น่าเสียรู้หญิงก้อยเลย ตลอดเวลาที่เขาไม่ให้ฉันเจอหน้า ที่แท้ก็กลับไปคืนดีกับผัวเก่า วันนี้เขาเลยมาประกาศเพื่อฉีกหน้าฉันต่อหน้าธารกำนัล"
"หญิงก้อยทำไปทำไมครับ"
"แก้แค้นมั้ง"
"แก้แค้นอะไรครับ"
"ฉันก็ไม่แน่ใจ หญิงพูดจาคลุมเครือ หาว่าฉันลืมเสียเอง รู้อยู่กับตัว เฮ้อ ลืม อะไรฉันไม่รู้เรื่อง"
"หรือว่าเรื่องเก่านั่นแหละครับ ยังโกรธพี่รองที่ไม่บอกความจริงเรื่องคู่หมาย"
"ก็คงอย่างนั้นมั้ง"
"พี่จะทำยังไงต่อ"
"ฉันจะทำอะไรได้นอกจากทำใจ เขาไปคืนดีกับผัวเก่าแล้วแบบนั้น"
"ก็ต้องกลับมาหาคุณศรีจิตรา"
"ฉันไม่แน่ใจเหมือนกัน" คุณชายรองลุกขึ้น "ขึ้นนอนล่ะ ฉันขอบใจแกมากนะที่ช่วยฉันฟาดปากไอ้พวกเศรษฐีนั่น"
"ยินดีช่วยเต็มที่ครับ ยังสะใจไม่หายที่ผมได้ถีบไอ้ตากล้องนั่นตกสระ กวนบาทาตั้งแต่เข้างานแล้ว"
"ฉันก็ชกไอ้น้ำส้มสองตัวนั่นตกสระเหมือนกัน"
"ฮ่ะฮ่ะ ไอ้น้ำส้ม"
สองพี่น้องหัวเราะกันลั่นตึก ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์เข้ามา จรวยหลบอยู่ในห้องนั่งเล่นฟังความ
"อ้าว อ้าว นายรอง นายเล็กอะไรกัน หัวเราะลั่นบ้านเชียว อ้าว แล้วทำไมหน้าตาเปิดเปิงขนาดนั้น"
"เราเพิ่งไปบู๊กันมาน่ะครับ" ชายเล็กบอก
"กับใคร"
"ผัวเก่าหญิงก้อยครับพี่โต" ชายรองบอก
"หา....นายอัศนีย์น่ะเหรอ"
"ชกตกสระ เป็นลูกหมาตกน้ำเลยครับ"
ชายรองมองหน้าน้องชายแล้วหัวเราะก๊ากอีกครั้ง
"โอย....ไม่ไหวแล้ว ขึ้นก่อนล่ะครับ กูดไนท์พี่โต"
ชายรองตบไหล่พี่ชาย ขึ้นชั้นบนไป
"ยังไงกันนายเล็ก นายรองไปชกผัวเก่าหญิงก้อยจริงเหรอ"
"จริงครับ ต่อหน้ายายก้อยเลย"
"เกิดอะไรขึ้น"
"ก็ยายก้อยจูบผัวเก่าต่อหน้าพี่รอง เย้ยพี่รองน่ะซีครับ"
"เฮ่ย.... ถ้าอย่างนั้นนายรองกับหญิงก้อยก็แตกหักกันเลยล่ะซี"
"ถูกต้องครับ โดนยายก้อยหลอกแบบนี้ ยังไงก็ต้องเลิก ผมขึ้นเหล่าเต๊งล่ะพี่ ทั้งง่วง ทั้งเมา"
"เดี๋ยว นายรองเลิกหญิงก้อย ทำไมดูไม่ทุกข์ร้อนอะไร ยังหัวเราะอยู่ได้"
"พี่รองรู้แล้วล่ะมังครับว่ารักได้ ก็เลิกรักได้เหมือนกัน"
จรวยแอบฟังความทั้งหมด ขัดใจกับเรื่องที่ได้ยิน
ในห้องนั่งเล่นวังรัชนีกุล กลางคืนต่อเนื่อง ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงนั่งวางท่าบนโซฟาเดียว พนักสูง หม่อมวาณียังผมเผ้าหลุดลุ่ย นั่งมองเป็นห่วงลูก หญิงกลางยืนอยู่ที่โต๊ะเล็กที่วางช่อดอกไม้ของชายรอง ระงับท่าทีไว้
"นี่มันอะไรกัน ทำไมเธอถึงทำบ้าๆอย่างนั้น"
"มันบ้าตรงไหนหรือคะ" หญิงก้อยว่า
"ตรงที่เธอไปยืนจูบอดีตสามี ต่อหน้าคุณชายรอง" หญิงกลางว่า
หม่อมวาณีร้องฮือ หญิงก้อยยักไหล่
"หญิงแค่ขอบคุณที่เขามาส่งเท่านั้นเอง"
"ขอบคุณด้วยปากก็น่าจะพอ ทำไมต้องขอบคุณด้วยริมฝีปากขนาดนั้น"
หญิงก้อยยิ้มหยัน
"โธ่ แล้วนี่ชายรองจะคิดยังไง หญิงเองนัดเขามาเพื่อคืนดี ผู้คนก็รู้กันทั่ว แต่แล้วหญิงกลับพาเจ้าอัศนีย์มาฉีกหน้าเขา"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงลุกขึ้นตาวาว หม่อมวาณีผงะหงาย
"หญิงน่ะหรือคะฉีกหน้าเขา เขาต่างหากที่ฉีกหน้าหญิง"
หม่อมวาณีงง หญิงกลางขมวดคิ้ว หญิงก้อยกรายตัว
"หม่อมแม่กับพี่หญิงเลิกคิดเสียทีว่าเขาเป็นคนดีวิเศษ รักเดียวใจเดียว"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีนั่งลงบนโซฟา
"อ้อ แล้วที่จริงคุณรองเป็นยังไงหรือ"
"ตลอดเวลาที่เขาหายหน้าไป เขาไปไหนทราบไหมคะ เขาไปตามรับตามส่งงอนง้อกระซิกกระซี้กับแม่ผู้หญิงคนหนึ่ง มีคนเห็นไม่เว้นแต่ละวัน"
"แต่ที่เขามาขอคืนดีกับหญิงล่ะ" หม่อมว่า
"ค่ะ เขานัดคืนดีกับหญิงวันนี้ แต่เมื่อวานนี้เขายังพานังนั่นไปทานกลางวัน แล้วยังพามาช็อปปิ้งที่ร้านผ้าไหมเขาอีก หญิงเห็นกับตาตัวเอง"
หม่อมวาณีเริ่มโกรธกิชายรอง หญิงกลางมองดูแม่
"ตายจริง ชายรองนะชายรอง ทำกับหญิงได้"
หม่อมวาณีรำพัน หญิงกลางเซ็งทั้งแม่ ทั้งน้อง
"แล้วที่หญิงทำกับเขาล่ะคะ"
"นั่นมันยังน้อยไปค่ะ เขาจะได้รู้ว่าคนอย่างหญิงไม่ใช่คนที่เขาจะมากลับกลอก โผไปทางนั้นที โผมาทางนี้ทีได้"
ม.ร.ว. ศศิรัชนี ลุกขึ้นช้าๆ ยิ้ม
"นั่นหญิงพูดถึงชายรองหรือพูดถึงตัวเองกันแน่จ๊ะ"
"พี่หญิง!"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงตาวาวจ้องหน้าพี่สาว ฝ่ายหญิงกลางก็จ้องตอบ แววตาเย็นชา เลิกเห็นใจ เกรงใจ หม่อมวาณีลุกถลามาขวาง
"หญิงกลาง! พูดอะไร"
คุณหญิงก้อยยิ้มอย่างชนะ ที่แม่เข้าข้าง
"อ้อ แล้วช่วยเอาช่อดอกไม้ช่อนั้นไปทิ้งให้พ้นหูพ้นตาหญิงด้วยนะคะ หญิงไม่อยากเห็น"
"ทิ้งได้จ้ะ ถ้าดอกไม้นี้เป็นของหญิง"
คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงชะงัก ดูพี่สาวทะนุถนอมดอกไม้ช่อนี้เหลือเกิน
"แต่ดอกไม้นี้คุณรองให้พี่มากับมือ หญิงจึงไม่มีสิทธิ์ทิ้งขว้าง เหมือนที่หญิงชอบทำบ่อยๆ"
หญิงก้อยร้องกรี๊ด ตรงเข้ามายื้อแย่งช่อดอกไม้ หม่อมวาณีตกใจตาเหลือก รื่น โรยก้าวมาอ้าปากค้าง
"เอามานี่นะ"
"ฉันไม่ใช่คนที่เธอจะมาออกคำสั่ง"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงเบิกตากว้าง หม่อมวาณีตกใจ หญิงกลางนั้นตัวใหญ่ไม่บอบบาง เพราะทำงานบ้าน สะบัดสุดแรงจนน้องสาวหมุนคว้างเหมือนนางละครไปล้มลงหน้าประตูห้องสมุด ทรุดนั่งล้มตะแคงมีท่วงท่าอยู่ตรงนั้น
หม่อมวาณีร้องกรี๊ด รื่นโรย แอบสะใจ
วาณีถลาไปประคองลูกสาวคนโปรดมองหญิงกลางอย่างโกรธจัด
"หญิงกลาง หยุดเดี๋ยวนี้นะ อย่ามาแตะต้องหญิงก้อย"
ม.ร.ว.ศศิรัชนีโกรธน้อยใจ
"ได้ค่ะ ต่อไปหญิงจะไม่แตะต้องอะไรหญิงอีกเลย"
หญิงก้อยร้องจิ๊ดๆๆๆ
"หม่อมแม่ หญิงไม่ยอมๆ"
ประตูห้องสมุดเปิดออก ท่านจันทร์ก้าวออกมา
"อะไรกันอีก อะไรกัน วัน ๆ กรีดร้องโหยหวนเหมือนเปรตขอส่วนบุญ"
หญิงก้อยนิ่งงัน
"หญิงกลาง"
"เพคะ"
"ทำอะไรอยู่ก็วางมือก่อนลูก มาช่วยพ่อหาหนังสือหน่อย"
"ได้เพคะ"
คุณหญิงศศิรัชนีถือช่อดอกไม้เดินไปหาพ่อ ท่านจันทร์ผายมือให้เข้าไปก่อน แล้วหันมามองหม่อมวาณี เนตรคมดุดัน
"ฉันจะเขียนหนังสือต้องการความสงบ อย่าให้มีตัวอะไรมาส่งเสียงรบกวนให้ฉันเสียสมาธิเป็นอันขาด แล้วถ้าอยากจะกรีดร้อง โน่นในสวนหลังวัง ไปอยู่กับลิงค่างบ่างชะนี ร้องหาผัวแข่งกับมันโน่น"
ท่านจันทร์ไม่มองลูกสาวคนเล็กเลย ปิดประตูลง หญิงก้อยจะกรี๊ด แต่หม่อมวาณีปิดปากลูกไว้
"ไม่ร้องนะคะ ไม่ร้องค่ะ"
คุณหญิงก้อยร้องไห้กระซิกในอ้อมกอดของแม่ เหมือนเด็กไม่รู้จักโต
วันรุ่งขึ้น ในห้องสมุดมีผู้มาใช้บริการบางตา ที่เคาน์เตอร์ สาลินนั่งใส่บัตรลงในหนังสืออย่างรื่นรมย์ หนุ่มแว่นช่วยจัดบัตรอยู่ข้าง ๆ
"ผมรู้นะคุณสายิ้มอะไร"
"อะไรล่ะคะ"
"ยิ้มเพราะผมมาอยู่ใกล้ ๆ คุณสาไงครับ"
"ค่ะ ฉันมีความสุขมาก"
แว่นยิ้มแก้มปริ
"ขอบคุณครับที่ผมทำให้คุณสามีความสุข ผมเองก็มีความสุขมากเลยครับ"
"ไม่ใช่คุณค่ะ ที่ฉันมีความสุขเพราะฉันช่วยให้คนรักที่เขาโกรธกัน ให้มารักกันใหม่ต่างหาก"
"ผมไม่มีความหมาย ไม่มีตัวตน ไม่มีค่า ไม่มีราคาในสายตาคุณสาเลยเหรอครับ"
"มีค่ะ เดี๋ยวช่วยซื้อก๋วยเตี๋ยวเป็ดให้หน่อย"
"ได้ครับ ก็ยังดี"
บราลีถือหนังสือพิมพ์พร้อมก้านแขวนมา ลลิตาตามมา
"เออ วันนี้มีข่าวซุบซิบอะไรบ้าง"
"มี ลงข่าวคุณชายกิตติกับยายคุณหญิงเทพี" บราลีบอก
"เขากลับมารักกันแล้วใช่ไหม"
"อ่านดูเองก็แล้วกัน"
สาลินรีบเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน ภาพข่าวเป็นภาพขาวดำแต่ชัด เป็นรูปอัศนีย์และม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงยืนจูบกัน เป็นรูปใหญ่มาก
ลลิตา บราลี ดูใหม่แล้วก้มหน้าลงดูรูปเล็กที่มุมขวา เห็น ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์ในกรอบเล็กยืนหน้านิ่ง
สาลินอุทาน "ตายแล้ว"
สาลินดึงไปอ่านบ้าง
"ณ งานวันเกิดคอลัมน์นิสต์ วิรงรองจ๊ะจ๋า รถไฟสองขบวนชนกันอย่างจัง คุณหญิงเทพีเพ็ญแสง นายสถานี ก็เลยจุมพิต อัศนีย์ เถลิงการ สามีเก่าต่อหน้า คุณชายกิตติราชนรินทร์คนรักเก่า"
"เฮ้อ รถไฟสมัยนี้ใช้ถ่านไฟเก่าเป็นเชื้อเพลิง แทนดีเซลนั่นเอง ว้าย!ไฮโซ" ลลิตาว่า
"เฮ้อ ไร้สติสุดๆ" บราลีบอก
สาลินหมดเรี่ยวแรง งงเป็นไก่ตาแตก
"ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้"
สาลินก้มลงดูคุณชายรองในรูปเล็ก อุปาทานเหมือนเห็นชายรองก้มหน้าเศร้าสร้อย สาลินสะท้อนใจ สงสารวูบขึ้นมา
จิตริณีลดหนังสือพิมพ์ลง สาลินนั่งอยู่ตรงข้าม
"เป็นเรื่องจริงเหรอคะคุณจิตริณี"
"จริงค่ะ เพราะฉันก็อยู่ในงานนั้นด้วย นี่ดีนะที่ยายติ่งไม่ลงข่าวคุณชายกับอาร์นีย์ชกแลกหมัดกันจนตกน้ำตกท่ากันทั้งงาน"
"คุณชายชกกับคุณอัศนีย์ แล้วคุณชายเลิกกับหญิงเทโพจริง ๆ เหรอคะ"
"ฉีกหน้าเธอขนาดนั้น คงตัดตายขายขาดกันไปแล้วล่ะค่ะ"
"โอย....แล้วพี่สาวฉันจะทำยังไงดี"
ไนเจลเดินเข้ามา ยิ้มแย้ม
"คุยอะรายกันอยู่ครับ"
"อ่านข่าวไฮโซน่ะค่ะ" จิตริณีบอก
"ฉันขอตัวก่อนนะคะ"
สาลินออกไป ไนเจลอ่านข่าว ยิ้มออก
"Good News ข่าวดีจริง ๆ จินนี่ นาย แอสสะหนี่คนนี้ เขากลับไปคืนดีกับเมีย
เก่าเขาแล้ว"
"แล้วเป็นข่าวดียังไงล่ะคะ"
"เขาจะได้เลิกจีบคุณไง จินนี่"
"บอสคะ อาร์นี่ไม่เคยจีบฉันหรอกค่ะ เราเป็นแค่.... เพื่อนกัน"
"จริงนะครับ"
"ค่ะ"
"โอว์ ผมดีใจมาก จนมันพองโต คับติ้วไปหมดแล้ว"
"อุ๊ย....บอสคะ อะไรพองโตจนคับติ้วไปหมดคะ"
"หัวใจน่ะซีครับ พองโตคับเสื้อเลยครับ"
"โล่งอก"
"จินนี่ วันนี้ผมไม่อยากทานคุณแค่กลางวัน แต่อยากทานคุณตอนกลางคืนด้วย"
"หมายถึงทานอาหารกับฉันใช่ไหม"
"ใช่ครับ ผมขอเดทคุณคืนนี้นะครับ"
จิตริณียิ้มหวาน เริ่มเอ็นดูไนเจล
ในห้องโถงตำหนักใหญ่นางข้าหลวง สอางค์ลดหนังสือพิมพ์ลง หน้าเผือด ส่วนมาลา วรรณาที่ชะเง้ออ่านด้วย คนหนึ่งส่งยาดม อีกคนกระพือพัดให้
"จะทำไม ก็ใจแตก หลงตัวเอง ทำอะไรไม่เคยคิดถึงจิตใจใครเลยไง"
มาลา/วรรณาพร้อมกัน "จริงค่ะ คุณแม่บ้าน"
สอางค์ปัดยาดม ปัดพัดไปมองซ้ายมองขวา
"เอ๊ะ นี่เสด็จทรงอ่านแล้วหรือยัง"
"ยังไม่เสด็จลงเลย คงยังมั้งคะ" มาลาบอก
"งั้นอย่าให้ทรงเห็น"
"จะพรมน้ำแล้วทูลว่าเปียกฝนเหมือนเดิมไหมค่ะ" วรรณาบอก
" ไม่ดี เพราะตอนนี้มันหมดฝนไปจะเดือนแล้ว"
สอางค์ มาลา วรรณาชะงัก ทั้งสามไหลรูดลงจากโซฟา พนมมือบังคมเสด็จ พลางทำตาปริบๆ
เสด็จประทับนั่งลง
"โธ่ หม่อมฉันก็ไม่อยากให้ระคายพระทัยน่ะเพค่ะ"
"ช้าไปแล้วละย่ะ ฉันระคายไปเรียบร้อยแล้ว" เสด็จพระองค์หญิงตบโซฟาข้างองค์ " ขึ้นมานั่งนี่สอางค์"
สอางค์ลุกขึ้นมานั่งข้างเสด็จ
"สงสารคุณชายรองนะเพคะ"
มาลาทูล "ถูกฉีกหน้าท่ามกลางมวลมหาประชาคมแบบนี้"
"แล้วยังเป็นข่าวทั่วประเทศด้วยนะเพคะ" วรรณาบอก
เสด็จฯถอนพระทัย
"ก็ดี เผื่อจะตัดใจได้จริงๆซักที เฮ้อ น่าสังเวชยายก้อย สวยแต่รูปจูบไม่หอม เอาแต่ใจตัวเป็นที่หนึ่ง ขืนตามใจชายรองให้แต่งกันไป ชายรองนั่นแหละจะเสียคน"
สอางค์จากหน้าเศร้าค่อยๆเปลี่ยนเป็นยิ้ม
มาลา/วรรณาบอก "จริงเพคะ"
"สอางค์ ต่อไปก็จัดการให้ตารองสนิทสนมกับศรีจิตราให้มากขึ้น"
"แหม เรื่องถนัดเพคะ"
ศรีจิตราเข้ามากราบเสด็จพระองค์หญิง สอางค์เลื่อนตัวพรวดมาประคองยิ้มเชยคาง รักหลาน
"วันนี้อย่าอ่านหนังสือพิมพ์เลยนะลูก มีแต่ข่าวเสียวไส้ เดี๋ยวลงครัวพร้อมป้าทำขนมไปให้นมย้อยกัน"
"จะดีหรือคะ เหมือนเอามะพร้าวไปขายสวน"
"ดีซี มิตรจิต มิตรใจ นมย้อยทำมาฝากเราตั้งกี่ครั้งแล้ว ทำให้ดีๆให้ถึงเครื่องถึงเครา ขี้คร้านคุณชาย เอ๊ย นมย้อยจะติดใจ"
เสด็จส่ายพระพักตร์ มาลาวรรณาซุบซิบกันว่า “ไม่เนียน” ศรีจิตราถอนใจ
ศรีจิตราก้าวเข้ามาในห้อง แล้วลงกลอน เดินไปที่เตียงดึงหนังสือพิมพ์เจ้าปัญหาออกมา แล้วนั่งลงบนเตียง คลี่ดู
ภาพข่าวม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสงจูบอัศนีย์ กับม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ยืนหน้านิ่ง
ศรีจิตราถอนใจ
สามสี่วันต่อมา ในสวนตำหนักใหญ่ จรวยยืนอุ้มลูก อยู่หลังซุ้มดอกไม้ ยื่นหน้าไปเห็นศรีจิตราเดินเก็บดอกมะลิใส่ขันเงินมาเรื่อยๆ ก็ก้าวออกไป
"อุ้ย คุณศรี สวัสดีค่ะ"
ศรีจิตราหันไป
"สวัสดีค่ะ"
"ตาตุ้ม ธุ คุณน้าศรี เอ๊ะ หรือคุณอาศรี"
"ยังไงก็ได้ค่ะ"
ตาตุ้มมองศรีจิตราแล้วยิ้มเผล่ ศรีจิตราจับแก้มอย่างรักใคร่ จรวยยิ้ม อารมณ์ดีตาม
"น่ารักเหลือเกิน"
จรวยลังเลแล้วส่งลูกให้ ศรีจิตรารับมาอย่างทะนุถนอม
"จมูกจะปาก อะไรน่ารักไปหมด"
ตาตุ้มหัวเราะชอบใจ ศรีจิตรายิ่งรัก จรวยใจอ่อน เมื่อเห็นความอ่อนโยนนั้น
จรวยคิดในใจ "ไม่ได้แกล้งนี่ รักเด็กจริงๆ"
ทันใดจรวยก็ชะงัก ใจสั่ง
" เอ๊ะ ไม่ได้ อย่าใจอ่อน ต้องมาเสี้ยมมัน"
จรวยทำสีหน้านางร้ายมีเลศนัยใหม่ แล้วหันมาหาศรีจิตรา มองซ้ายมองขวา
"เอ่ เอ๊"
"คุณศรีทราบข่าวคุณชายรองไหมคะ"
ศรีจิตรารู้แล้ว แต่ทำหน้าซื่อโกหก
"ข่าวอะไรหรือคะ"
"ก็ข่าวคุณชายรองกับคุณหญิงก้อย คือยังงี้"
จรวยดึงศรีจิตรามานั่งในซุ้มดอกไม้
"ต้นเหตุก็มาจากคุณศรีน่ะคะ พอคุณหญิงรู้เรื่องคุณศรีก็โกรธตัดขาดคุณชายรอง คุณชายรองตามงอนง้ออยู่เป็นเดือน ๆ พอจะคืนดีกัน สามีเก่าคุณหญิงเกิดกลับมาง้อแข่ง คุณชายรองก็เลยหึง เลยงอนกันใหม่"
จรวยตัดเรื่องทุเรศของหญิงก้อยออก ศรีจิตราหน้าหมอง
ศรีจิตราแปลกใจ... " แปลก ไม่ยักกะเล่าเรื่องคุณหญิงจูบสามีเก่าเย้ยคุณชาย"
จรวยมองดูยิ้มสมใจ
"สมน้ำหน้า เล่าแค่นี้ก็หน้าเสียแล้ว" ในใจจรวยบอก
ศรีจิตราเศร้า
"เขารักกันมากใช่ไหมค่ะ"
"รักกันมาเป็นสิบปีเชียวนะคะ ถึงต้องพรากกันยังไงก็หวนมาหากันอีก ตอนนี้คุณชายรองหน้าดำคร่ำเครียด ไม่กินไม่นอน ไม่เป็นอันทำงาน ได้แต่ดื่มเหล้าเมามายทุกวัน บางวันถึงกับสิ้นสติคาขวดเชียวนะคะ สงซ้าน สงสาร"
"หรือคะ" ศรีจิตราคิด "เมื่อเช้ายังเห็นขับรถหน้านวลไปทำงานอยู่เลย"
"แต่ที่น่าสงสารที่สุดก็คือคุณศรี ที่ต้องมาอยู่ในวังวนรักสามเส้านี้ไปด้วย เพราะอีกไม่นาน คุณชายรองกับคุณหญิงก้อยก็คงกลับมาคืนดีกันใหม่ ตัดไม่ตายขายไม่ขาดหรอกค่ะ"
ศรีจิตราคิด "เด็กน่ารัก ไม่น่ามีแม่นิสัยแบบนี้เลย"
ศรีจิตรานั่งซึมกอดตาตุ้มไว้ จรวยมองรู้สึกประสบความสำเร็จ
"โธ่ แล้วตอนนั้นคุณศรีจะเป็นยังไงคะ"
มาลาเรียก " คุณศรีขา คุณศรี"
จรวยสะดุ้งเฮือก ขอตาตุ้มคืน ศรีจิตราส่งให้ จรวยอุ้มลูกลุกขึ้น ศรีจิตราลุกตาม มาลากับวรรณามาถึงพอดี ดึงศรีจิตราห่างออกมา
"ว้าย ออกมาค่ะ คุณศรี ตรงนั้นน่ะ มันมีพิษค่ะ" มาลาบอก
วรรณาเสริม "แค่เข้าใกล้ก็แสบอกร้อนใจไปหมด"
จรวยอุ้มลูกหน้าหงิก
"ดีไม่ดี โดนหนามมันตำ"มาลาบอก
"ทิ่มแทง ให้เจ็บใจด้วยค่ะ"
ศรีจิตราดูเถาไม้ เห็นงดงามดี ก็พูดซื่อๆ
"ไม่เห็นมีเสี้ยนหนามอะไรนี่คะ"
จรวยยิ้ม
"ค่ะ ไม่มีหรอกเสี้ยน"
"แต่มีเสี้ยมค่ะ มีพวกเสี้ยมยุแยงตะแคงแส่" วรรณาบอก
จรวยหุบยิ้ม
มาลาสำทับ "อย่าไปฟังเชียวนะคะคุณศรี"
จรวยหน้าหงิก ตาตุ้มแหกปากร้อง แล้วฉี่ราดออกมารดจรวย
"ว้าย อีเด็กบ้า"
จรวยรีบอุ้มตาตุ้มลนลานกลับไป มาลา วรรณาเท้าสะเอวมองตาม ศรีจิตราขำอมยิ้ม
มาลา วรรณามองมา ศรีจิตราทำสงบใหม่
"โธ่ หน้าหมองเชียว นี่มันคงเอาเรื่องอะไรมาพูดให้คุณศรีไม่สบายใจใช่ไหมคะ" วรรณาว่า
ศรีจิตราหลบตา
คืนนั้น ศรีจิตราอยู่ในชุดนอน นั่งอ่านนิทานหนูน้อยไม้ขีดไฟอยู่ น้ำตาเอ่อ แล้วปิดหนังสือลงน้ำตาไหลพราก
"จบเศร้าจังเลย"
สอางค์เคาะประตู ศรีจิตราวางหนังสือลง
"ยายศรี ลูก ป้าเอง"
สอางค์ถือวิสาสะเข้ามาเห็นศรีจิตราเช็ดน้ำตาก็ถลามานั่งเคียงบนเตียง
"กะแล้วเชียว นี่นังเมียตะเข้สองคน มันเล่าว่านังสะใภ้ก้นครัวมันมาพูดกับหนู นี่มันคงเล่าเรื่องเท็จให้หนูฟังน่ะซี"
ศรีจิตราหยิบหนังสือมาพยายามจะอธิบาย
"เอ้อ คือ..."
"ไม่ต้องเล่าก็ได้ลูก มันคงมาเล่าเรื่องคุณชายรองกะคุณหญิงก้อย อย่าไปฟังมันนะลูก คู่นี้ยังไง ยังไงก็ต้องเลิกกัน หนูจะต้องได้แต่งกับคุณชายแน่แลูกไม่เป็นหม้ายขันหมากอย่างป้าหรอก ฮือ"
ขาดคำสอางค์ก็สะอื้นไห้ ศรีจิตรารีบปลอบจับมือกุมไว้
"โธ่เอ่ย เสด็จพระองค์ชาย ไม่น่าพระชนม์สั้นเลย"
ศรีจิตราคว้าผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาสอางค์
สองสามวันต่อมา ม.ร.ว. บดินทราชทรงพล สวมบท นายพลในชุดหมี สวมหมวกแก็ป
นั่งทานข้าวกับสาลินในร้านเสียโป เห็นมวยมณีนั่งอยู่มุมร้านเช่นเดิม ชำเลืองมองคุณชายเล็กอยู่ตลอด สาลินหน้าหงิกหน้างอ
"เป็นอะไรไปครับ หน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้ คุณมีเรื่องอะไรเหรอ"
"จะเรื่องอะไร ก็เรื่องที่คุณไม่ยอมช่วย"
คุณชายเล็กคิด
"เรื่องที่ผมไม่ช่วย อ้อ....เรื่องที่คุณขอให้ผมมารักพี่สาวแสนดีของคุณน่ะเหรอ"
"ก็ใช่นะซี ตอนนี้อีตาคุณชายชื่อยาวนั่นโกรธกะคุณหญิงแสนสวยนั่นอีกแล้ว เห็นว่าชกตะลุมบอนกับสามีเก่าคุณหญิงเสียด้วย งานนี้คงแตกหัก"
"เขาชกกันเลยเหรอครับ"
"ค่ะ เฮ้อ....ฉันอยากเจออีตาคุณชายนี่อีกจัง"
"อ้าว แล้วทำไมไม่ไปหาเขาที่วังล่ะ"
"ไม่ได้หรอก สองอาทิตย์ก่อนฉันก็เพิ่งไป อีกอย่างเขาอยู่อีกตำหนักนึง ขืนฉันไปเพ่นพ่านบ่อย ๆคงไม่ดี"
"ใช่ฮะ ถ้าคุณไปเพ่นพ่านอยู่บ่อยๆคงเกิดเรื่องแน่"
สาลินไม่ทันสังเกต บราลี ลลิตา แว่นเข้ามาในร้านพอดี แว่นฮึดฮัด
"นั่นใครอีกล่ะครับ"
บราลีบอก "อุ๊ย วันนี้นายพล เด็กปั๊ม"
"นี่น่ะเหรอครับ นายเด็กปั๊มที่ว่า ขี้เหร่จริง ๆ"
"ฉันเชียร์คนนี้ ชนชั้นกรรมาชีพ" บราลีบอก
"ขอฉันพิสูจน์หน่อยนะว่ายังตัวหอมอยู่รึเปล่า"
ว่าแล้ว ลลิตาก็พุ่งตรงมา
"สวัสดีค่ะคุณพล อุ๊ย"
ลลิตาทำเซ พลลุกประคองทันที
"ระวังครับ"
"ขอบคุณค่ะคุณพล วันนี้ประคองลลิตา ไม่ปวดหลังแล้วเหรอคะ"
"นั่นซีครับ ทำไมไม่ปวด แล้วมือใครจับก้นผม"
มวยมณีประคองพลอยู่อีกที มือข้างหนึ่งหายไปแถวก้น
"มือมวยเองค่ะ "
"เฮ้ย!"
พลผงะถอยออก ลลิตาเซ แว่นเข้าประคองแทน
"เรารู้จักกันเหรอ"
"แหม วันนั้นยังมาหลบหลังมวยอยู่เลย เห็นทำท่าเซ ๆ มวยเลยช่วยประคอง"
"ขอบคุณครับที่ช่วย แต่...เชิญกลับไปที่โต๊ะเถอะครับ"
มวยมณีค้อนแล้วสะบัดไป
สาลินถาม "มาทานที่นี่เหรอ ตามฉันมาใช่ไหม"
"ใช่ครับ แล้วก็ไม่นึกเลยว่าจะเห็นภาพบาดตา คุณสาลินกับเด็กปั๊ม"
พลมองแว่นงง ๆ แว่นฮึดฮัดเหมือนจะเอาเรื่อง
"นี่....ที่จริงพวกเราไม่ได้ตามมาหรอกนะ คุณจิตริณีเขาอยากมาทานร้านนี้ก็เลยนัดกันมา"
"เดี๋ยวคุณจิตริณีจะมาเหรอ"
บราลีบอก "ใช่"
พลสะดุ้ง
"งั้น...ผมขอตัวก่อนนะครับ"
พลรีบผลุนผลันออกจากร้าน
"อุ๊ย....ยังไม่ได้จ่ายเงินเลย" สาลินบอก
"แสดงว่าเจ้านี่มันหลอกให้คุณสาเลี้ยงมัน อย่าหลงเชื่อมันอีกนะครับ" แว่นว่า
"ยายโลลิต้า เป็นอะไรน่ะ ดมมือทำไม" บราลีถาม
"ตัวหอมจริง ๆ ด้วย ดมซี" ลลิตาบอก
พลรีบออกมาจากร้าน แล้วเจอจิตริณีพอดี
"อ้าว คุณชายเล็ก"
"เออ.....คุณ จิตริณี"
"มาทานข้าวเสียโปเหรอคะ ฉันกำลังจะเข้าไปทานเหมือนกัน"
"ปละ เปล่าครับ ผมกินร้านข้าง ๆ น่ะ"
พลมองเข้าไปในร้าน สาลินกำลังลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินตรงมา
"ผมขอตัวกลับออฟฟิศก่อนนะ"
พลรีบวิ่งไป
"ก็ออกมาจากร้านนี้นี่นา แล้วทำไมบอกว่ากินร้านข้าง ๆ"
สาลินออกมา
"คุณจินนี่ เห็นผู้ชายใส่ชุดหมีผ่านตรงนี้ไปไหมคะ"
"เห็นค่ะ วิ่งหายไปนู่นแล้ว"
"ว๊า ยังคุยไม่จบเรื่องเลย"
"เอ คุณรู้จักคุณชายเล็กด้วยเหรอคะ"
"คุณชายเล็กไหนคะ"
"อ้าว คุณชายเล็ก น้องคุณชายกิตติไงคะ คนที่ใส่ชุดหมีวิ่งไปเมื่อกี้ไง"
"เอ๊ะ....นั่นมันนายพล คนทำงานบริษัทน้ำมันฝรั่งนี่คะ"
"เอ....ยังไงไม่ทราบแล้วค่ะ"
"เข้าใจแล้วล่ะ นายพลกับคุณชายเล็กเป็นเพื่อนกัน ทำงานที่เดียวกัน คงแต่งตัวเหมือน ๆ กันน่ะค่ะ แล้วมาหาอะไรกินแถวนี้ พวกเราเลยสับสน"
"อ้อ ค่ะ"
"หล่อไหมคะ คุณชายเล็ก" สาลินถาม
"หล่อมากเชียวล่ะค่ะ"
"ขี้เก๊ก เหมือนพี่ชายเขาไหม"
"ไม่นะคะ เธอกันเองมาก ๆ เลย"
สาลินอมยิ้ม สองสาวเดินเข้าร้าน
"ผู้หญิงไม่ดีทั้งคู่ เมื่อกี้ก็มาจีบกัน ร้านอั้วซวยกันพอดี"
คืนนั้น ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน รูปคุณหญิงก้อยยังตั้งอยู่ แต่เขานั่งทำงานอย่างปรกติ เมื่อเห็นรูปก็เหลือความยอกแสยงใจนิดหนึ่ง ไม่ได้เจ็บปวด ขมขื่นจนต้องเก็บหรือคว่ำรูปทิ้ง รวมทั้งก็ไม่ได้นั่งมองทอดอาลัยใด ๆด้วย
มีเสียงเคาะประตู คุณชายรองไม่หันไป พอถึงก๊อกที่ 3 ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลก็เปิดเข้ามาเลยตามเคย พูดตั้งแต่เข้ามาว่า
"พี่รอง มีคนอยากเจอแน่ะ"
"ใคร"
"น้องสาวของภรรยาในอนาคตของพี่รอง"
ชายรองวางปากกามองดูคุณชายเล็กที่ยังแต่งชุดหมีมานั่งหมิ่นๆขอบโต๊ะ ชายรองถึงขั้นต้องนึกนิดหนึ่ง
"น้องสาว...ศรีจิตรา แล้วนายไปรู้มาจากไหนว่าเขาอยากพบฉัน"
คุณชายเล็กนึกคำพูด ไม่อยากผิดศีลข้อมุสาวาท
"เอ้อ คือว่าเพื่อนคุณสาคนหนึ่งทำงานที่บริษัทน้ำมัน คุณสามาบ่นกับเขาว่า อยากพบพี่รอง"
กิตติงงไปนิดหน่อย
"เขาเลยมาบอกให้นายฟัง"
"ผมก็เลยเป็นเมสเซนเจอร์มาบอกพี่รอง ว่าแต่พี่รองอยากเจอว่าที่น้องสาวภรรยาหรือเปล่า"
"นายอยากเรียกชื่อเขาก็เรียกไป ทำไมต้องใช้คำแทนชื่อบ้าๆด้วย"
"บ้าตรงไหน ก็คุณสาเขาไม่ใช่ น้องสาวว่าที่ภรรยาของพี่รองหรือฮะ"
คุณชายรองอยากลุกขึ้นเตะน้องชายสักที
"เอาให้แน่ ว่าที่น้องสาวภรรยาหรือน้องสาวว่าที่ภรรยา"
ชายเล็กเกาหัว รู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเอง กวนบาทา
"ก็เหมือนกันแหละ เขาไม่ใช่น้องเมียในอนาคตของพี่รองหรือ"
"ใครจะไปกะเกณฑ์อนาคตได้ ไปได้แล้ว"
ชายรองทำงานต่อไม่สนใจทำงานไม่หยุด ชายเล็กออกไป
ท้องฟ้าเปื้อน ปนสีสดกระจ่างใส มีเมฆสีขาวกลุ่มใหญ่เคลื่อนไหวพยัพโพยม บนถนนสุริวงศ์
ที่ริมทางเท้า สาลิน จิตริณี บราลี ลลิตา แว่นกำลังเดินกลับบ้านมาทางเดียวกันก่อนจะแยกย้าย
จิตริณีพูดกับสาลิน
"หมู่นี้ อาร์นี่หายไปเลยนะคะ"
"ใครคะ" จิตริณีทำตาปริบๆ สาลินต่อ "อ๋อ คุณอัศนีย์ อ้าวแล้วคุณจินนี่เองไม่เจอบ้างหรือคะ"
"ไม่เจออีกเลยตั้งแต่งานวันเกิดยายวิรงรอง"
"ไม่ใช่แค่อาร์นี่นะคะ คุณชายคิตตี้ก็หายไป"
คราวนี้สาลินงงเป็นไก่ตาแตก
"ใครนะคะ"
"คิตตี้ ก็กิตติไง" ลลิตาบอก
"จำไม่ได้เหรอคะ ที่บอสเรียกคุณชายว่าคิตตี้"
แว่นและสาลินหัวเราะพรืดออกมา
"ฮ่ะฮ่ะ คุณชายแมวเหมียว" แว่นว่า
"ดีออก คุณชายแมวเหมียว" สาลินบอก
"เป็นข่าวขนาดนั้น คุณชายคิตตี้คงไม่อยากออกมาเดินโชว์หรอก" บราลีบอก
"หรือไม่ก็เฮิร์ท"
รถคันยาวของ ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์พุ่งพรวดมาจอดเอี๊ยด !
จิตริณี ลลิตา บราลี สาลิน ร้อนวี๊ดพร้อมกัน หนุ่มแว่นร้องเฮ้ย
คุณชายรองก้าวลงจากรถหน้าเรียบตรงมาหาสาลิน
ทั้งกลุ่มโพล่ง "คุณชายคิตตี้ !"
ชายรองนิ่งงง
"อะไรนะครับ"
บราลีบอก "เปล่าค่ะ เราหาเจ้าเหมียวหลงทางอยู่แถวนี้น่ะค่ะ"
แว่นตอบอย่างกวน ๆ "เราเรียกมันว่าเจ้าชายเหมียวเหมียวน่ะ"
ชายรองรู้ว่าโดนกัด แต่ไม่แสดงอาการ
"สวัสดีครับทุกคน"
สามสาวบอก"สวัสดีค่ะ"
"มีคนบอกว่าเธออยากเจอฉัน"
"ใคร ใครบอกคุณ"
"ขึ้นรถซี ฉันไม่ชอบจอดรถพูดกับใครข้างถนน"
จิตริณี ลลิตา บราลี แว่นถอยมารวมกัน มองทั้งคู่ตาไม่กระพริบ สาลินหันมา
"ไปก่อนนะ"
คุณชายรองมองสามสาวหนึ่งหนุ่มแล้วรู้สึกว่าอาจเสียมารมาทเลยค้อมศีรษะนิดๆ ให้
"ผมขอตัวนะครับ"
จิตริณีบอก "เชิญค่ะ คุณชาย"
กิตติเปิดประตูให้สาลินขึ้น
จิตริณียิ้มนิดหนึ่ง ลลิตาเอามือทาบอกหอบนมกระเพื่อม บราลีเกิดอาการไม่รังเกียจไฮโซขึ้นมาทันที
"ว้าย ยิ้มให้ฉัน" ลลิตาว่า
บราลีบอก "อุ้ย ไม่ถือชนชั้น"
"เมื่อวานนายพลเด็กปั๊ม พอเย็นวันนี้คุณชายแมวเหมียว ผมอยากกลั้นใจตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด" แว่นบอก
"อย่าเพิ่งตายนายแว่น ตามไปดูก่อนดีกว่า คราวที่แล้วก็พลาดไปแล้วหนนึง"
"ฉันไม่ตาม มันเรื่องของปัจเจก ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในสังคม" บราลีบอก
"ใช่ ผมก็ไม่ตาม มันเป็นความฟอนเฟะของสังคมศักดินาโดยแท้" แว่นบอก
"แท็กซี่มาแล้ว ตามไหมคะ" จิตริณีบอก
บราลี/แว่น"ตามค่ะ/ ตามครับ"
จิตริณีโบกมือเรียกแท็กซี่ บราลี ลิตา แว่นกรูขึ้นแท็กซี่ทันทีอย่างไม่มีอาการลังเล
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์ขับรถตรงไป สาลินเอียงหน้าดู เห็นโครงหน้าด้านข้างของคุณชายรอง ผิวขาวแต่ไม่ซีดกลับนวลมลังเมลือง ไรหนวดที่โกนเรียบเขียวจางๆ กรามแข็งแรง ปากดูเป็นสีชมพู ผมดำขลับหวีเรียบ ก็ทำตาปริบๆ เขาเหลือบมา สาลินรีบเชิด
"เลี้ยวเข้ามาในสวนอีกทำไม"
"มันเหมาะที่จะคุยกันแบบส่วนตัว"
"เมื่อกี้คุณบอกว่าใครนะคะที่ไปบอกคุณ"
"น้องชายฉันบอก"
"น้องชายคุณ"
"น้องฉันทำงานที่บริษัทน้ำมัน เขาบอกว่าเพื่อนเขาเป็นเพื่อนเธออีกที"
คุณชายรองเชื่อตามนั้น สาลินทำตาโต
"อ๋อ คุณพล"
"ใครกันคุณพลที่เธอว่าน่ะ"
ชายรองรู้สึกขุ่นใจ ไร้สาเหตุ
"เพื่อนของฉันเองค่ะ ฉันบ่นกับเขาว่าอยากพบคุณ"
"แล้วทำไมต้องบ่นผ่านคนอื่น เธอไม่รู้หรือว่าฉันอยู่ไหน"
"รู้ แต่จู่ๆจะให้ฉันเดินไปหาคุณที่ตำหนักได้ยังไง"
"ก็เธอทำมาหลายหนแล้วไม่ใช่หรือ"
"นี่คุณอย่ามานอกเรื่อง คุณพลเป็นเพื่อนที่แสนดี มีอะไรฉันก็เล่าให้เขาฟัง"
"อ้อ สนิทชิดชอบกันมากซีนะ"
"มากซี..มีอะไร ฉันพูดกับเขาได้ทุกเรื่องแหละ"
สาลินบอกอย่างธรรมดา กิตติหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล หักพวงมาลัยรถขวับ เลี้ยวเข้าไปในประตูทางเข้าสวนสวย ล้อบดถนนดังเอี้ยด
สาลินถลาข้ามเบาะมาเบียดชายรองชนิดแทบจะนั่งตัก สาลินร้องวี๊ด มองคุณชายอย่างโกรธๆแล้วรีบขยับกลับค้อนขวับ ชายรองสะใจแต่ทำหน้าเฉย
สระน้ำกว้างใหญ่น้ำกระเพื่อมไหวเป็นระลอกตามแรงลมยามเย็น มีดอกไม้ร่วงสีสดดารดาษบนสนามเขียว รถจอดลงริมทางเดิน ลงมาจากรถมาเปิดประตูรถให้ สาลินก้าวลงมา ลมเย็นพัดพร่างพรูมา สาลินและ
ชายรองก้าวเดิน ดอกไม้โปรยลงมารอบตัว อารมณ์ดีขึ้นอย่างประหลาด ทั้งคู่ก้าวมาริมน้ำ
ณ ตรงนั้นสระน้ำสะท้อนเมฆเบื้องบนที่กำลังเคลื่อนผ่านฟ้าไป
ที่พุ่มไม้หนึ่ง จิตริณี ลลิตา บราลี แว่นโผล่หัวขึ้นมา ทำท่าเป็นพยัคฆ์สาวนักสืบ
ลลิตาบอก "บรรยากาศแสนหวาน"
"คราวก่อนก็ตรงนี้" บราลีบอก
"โอ โซโรแมนติก" จิตริณีบอก
"ชกเจ้าผิดไหมครับ"
สามสาวเขม่นแว่น
สาลินก้าวไปยืนริมน้ำ กิคุณชายรองตามมายืนเคียงแต่ห่างออกมา พลางแหงนดูต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งยื่นมา
"คราวก่อนเรามาคุยกันใต้ต้นไม้ต้นนี้" ชายรองบอก
"คุณจะจำเอาไว้ทำไม"
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจำ แต่ว่ามันจำได้เอง เราเคยมาคุยกันตรงนี้แหละ"
"ใครว่า"
"อ้อ หรือว่าเธอความจำดีกว่าฉัน"
"ไม่ใช่ เรามาอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้จริง แต่เราไม่ได้มาคุย เรามาทะเลาะกันต่างหาก"
ชายรองมองหน้าสาลิน รู้แล้วว่านิสัยเป็นอย่างนี้
"เอาล่ะ เธออยากพบฉันเรื่องอะไร"
"ฉันเห็นข่าวว่าคุณโกรธกับคุณหญิงอีกแล้ว"
"ใครว่า"
"อ้าว ไม่จริงเหรอ ก็เป็นข่าวโคมลอยน่ะซี"
คุณชายรองแก้แค้น
"ไม่ใช่ ข่าวน่ะจริง แต่ว่าฉันกับหญิงก้อยไม่ได้โกรธกันอีกแล้ว เขากับฉันยังไม่เคยคืนดีกันต่างหาก"
"ฉันว่าคุณหญิงคงแค่ประชดคุณแค่นั้นแหละ อีกหน่อยก็คืนดีกันได้"
สาลินไม่สนใจ พูดคล้ายปลอบจนชายรองขำ
"นี่ธุระของเธอ คือการมาอวยพรฉันอย่างนั้นหรือ"
"เปล่า!"
"แล้วเธออยากบอกฉันว่ายังไง"
"ฉันอยากบอกคุณว่า ตอนนี้ถึงคุณจะอกหักจากคุณหญิง แต่คุณห้ามหันมาหาพี่สาวฉันเด็ดขาด"
ชายรองแกล้งยั่ว
"แม้แต่ให้เขาปลอบประโลมใจฉันบ้าง ไม่ได้เชียวหรือ"
"อย่านะ พี่ศรียิ่งสงสารคนง่ายอยู่ด้วย"
คุณชายรองพยายามกลั้นหัวเราะ แต่กลั้นไม่ไหว หัวเราะพรืดออกมา
จิตริณี ลลิตา บราลี ยิ้นหันมาพยักเพยิดกัน แว่นฮึดฮัด
ลลิตาบอก
"หัวร่อต่อกระซิก"
"ไหนบอกว่าอกหัก หัวใจเจียนสลาย" บราลีบอก
"โอ โซ โรแมนติก"
"คุณจิตริณีพูดคำอื่นบ้างก็ได้" บราลีว่า
"โซสวีทแอนด์เซนติเมนทอล"
"ผมอยากชกมัน" แว่นบอก
สามสาวเบื่อ
บริเวณสระน้ำ ในสวนสวย สาลินทำตาปริบๆ
"นี่คุณหัวเราะอะไร มีอะไรตลกนักหนา"
"ฉันเข้าใจดีว่าเธอไม่อยากให้พี่สาวของเธอแต่งงานกับฉัน"
ชายรองหน้าเฉย พูดเรื่อยๆมีเพียงดวงตาขบขัน
"เพราะว่าฉันเป็นคนไม่ดี ขี้โมโห อวดดี เย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว แล้วก็เป็นคนขี้ขลาดพาลพาโลชอบหาเรื่อง"
" อุ๊ย จำได้หมดทุกคำเลย"
สาลินเชิดหน้า
"ใครว่า แต่เพราะคุณชายรักอยู่กับหญิงก้อยต่างหาก"
"แล้ว...ถ้าฉันจะเลิกกับคุณหญิงก้อยให้เด็ดขาดล่ะ เธอจะว่ายังไง"
"หา อะไรนะ"
"เธอจะยอมให้พี่สาวของเธอแต่งงานกับฉันไหม ถ้าฉันจะเลิกกับคุณหญิง"
สาลินตาเบิกกว้าง เซถอยไปนิดหนึ่ง
"ก็มันเรื่องอะไรที่คุณต้องเลิกล่ะ มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก"
"ใช่มันคงไม่ทำให้อะไรดีขึ้น"
"แหม....คุณพูดยังกะเลิกจริงๆ"
"ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ"
สาลินขยับก้าวมา จับต้นแขนคุณชายอย่างลืมตัว ชายรองเหลือบมองมือแล้วเงยดูหน้า เห็นสายตาใสแจ๋วพูดปลอบพยายามเปลี่ยนใจสุดความสามารถ
"ฉันรู้ว่าคุณกำลังโกรธ กำลังแค้น กำลังอยากประชดใคร แต่ว่ามันไม่มีประโยชน์"
กิตติข่มความขบขันไว้ทำหน้าเฉย
"ทำไมจะไม่มีประโยชน์ ก็ฉันจะได้ตามพระทัยเด็จป้าไง"
สาลินเม้มปาก ปล่อยแขนกิตติ เชิดหน้าถอยมา
"อ้อ คุณตามพระทัยเสด็จป้า แต่พี่สาวฉันต้องมารับบาปแทนคุณ"
"รับบาปอะไรกัน"
"คุณแต่งงานโดยปราศจากความรัก พี่สาวฉันไม่อกหักตายหรือ"
"อ้าว แล้วฉันไม่อกหักเหมือนกันหรือ"
สาลินรีบคิดเหตุผล
"ถึงคุณจะอกหัก แต่พอเสด็จทรงยกสมบัติล้นฟ้าให้คุณ คุณจะไปสำเริงสำราญที่ไหนก็ได้"
มร.ว. กิตติราชนรินทร์เริ่มโกรธ
"อ้าว ถ้าฉันได้สมบัติ พี่สาวเธอก็ต้องได้เหมือนกัน"
"ยังไงผู้หญิงก็เสียเปรียบผู้ชาย คุณจะให้พี่สาวฉันไปหาความสุขนอกบ้านได้ยังไง"
ชายรองก้าวมาเผชิญหน้า
"นี่เธออคติกับฉันเหลือเกินนะ โกรธกันตั้งแต่วันแรก แล้วยังเกลียดมาจนวันนี้"
"ใครว่าฉันเกลียด"
"ไม่เกลียดแล้วทำไมตั้งแง่กับฉันขนาดนี้ หืมม์"
ชายรองจับต้นแขนสองข้างสาลิน จ้องหน้า สาลินไม่หลบตา
สามพยัคฆ์สาวอ้าปากค้าง
ลลิตาบอก "จับมือถือแขน"
บราลีย้ำ "จับไหล่กันด้วยนะ"
"โซ โรแมนติก"
แว่นชกกับต้นไม้ข้าง ๆ
"ฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิง"
"เอ ยายสาลินจับคุณชายก่อนนะแว่น" ลลิตาบอก
สาลินมองชายรอง
"นี่ปล่อยฉันนะ คุณกำลังถูกเนื้อต้องตัวฉัน"
"แล้วที่เมื่อกี้เธอถูกเนื้อต้องตัวฉันล่ะ"
"นั่นไม่นับ เพราะฉันเป็นผู้หญิง คุณไม่เสียหาย"
"เห็นไหม บางทีเป็นผู้ชายก็เสียเปรียบเหมือนกัน"
ชายรองปล่อยมือเมินไป สาลินขยับมาอ่อนลง
"ฉันไม่ได้เกลียดคุณ แค่ฉัน....ไม่อยากได้คุณเป็นพี่เขย"
"ฉันจำได้จนขึ้นใจแล้ว"
"ฉันขอโทษที่ฉันเคยว่าคุณแรงๆ เพราะตอนนั้นฉันคิดว่าคุณเป็น....เป็น"
"พวกเซ็กซ์จัด หรือ พวกชอบโชว์"
"ฉันจะพูดว่า ฉันคิดว่า คุณเป็นเสือผู้หญิงต่างหาก"
ชายรองมองหน้าสาลิน ทำตาปริบๆ
"งั้นตอนนี้ เธอรู้แล้วว่าฉันไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น"
สาลินนิ่งไป
"พูดมาซิ ฉันไม่ใช่คนอย่างนั้นใช่ไหม"
"ค่ะ คุณไม่ใช่คนอย่างนั้น"
"แล้วยังจะเกลียดฉันอีกเหรอ"
"ก็ทุกครั้งที่เจอกัน คุณชอบชวนฉันทะเลาะ"
"ฉันน่ะเหรอชวน"
"เอาล่ะ บางครั้งฉันก็เป็นคนชวนคุณทะเลาะ แต่พอบ่อยๆเข้า มันก็เลยติดเป็นนิสัย ขอย้ำว่า ฉันไม่ได้เกลียดคุณ ถึงฉันจะชอบทะเลาะกับคุณก็ตามที"
ชายรองฟัง ในใจรื่นรมย์ขึ้นเรื่อย ๆ แอบหันไปยิ้ม
"เออ เธอนี่พิลึกคนจริงๆ"
"ฉันจะถือว่าเป็นคำชม"
"หิวไหม ฉันเป็นหนี้ข้าวที่บ้านเธอมื้อหนึ่ง จะให้ฉันเลี้ยงตอบแทนไหม"
"ไม่ได้"
" ทำไม"
"เพราะคุณเป็นหนี้ข้าวคุณตา คุณยายฉันต่างหาก อีกอย่างนึงนี่ก็เย็นมากแล้ว"
ชายรองยิ้มออก
"แล้วถ้าฉันจะไปเป็นหนี้ข้าวคุณตา คุณยายเธออีกหนล่ะ เธอคิดว่าท่านจะเต็มใจไหม"
"คุณก็ไปถาม คุณตา คุณยาย ดูเองซี"
ชายรองยิ้มน้อยๆเดินไปเปิดประตูรถผายมือ ค้อมตัว สาลินเดินไปขึ้นรถ ชายรองเดินไปขึ้นรถรถค่อย ๆ เคลื่อนออกไป
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 9 (ต่อ)
สามสาวก้าวออกจากพุ่มพฤกษ์ ลลิตาค้อนไล่หลังรถ
บราลีเอามือทาบอกบอกไม่ถูก จิตริณีเคลิบเคลิ้มอยู่ในภวังค์ฝัน แว่นชกลมไปมา
"เดี๋ยวโกรธกัน เดี๋ยวดีกัน" ลลิตาบอก
"ไปทะเลาะกันต่อที่ไหนก็ไม่รู้" บราลีบอก
"โอ โซ...โรแมนติค"
"ผมอยากอัดมันจริง ๆ"
เสียงห้าวดังมาจากเบื้องหลัง
"อัดใครเหรอฮะ ไอ้เกลอ" มวยมณีบอก
แว่นสะดุ้ง หันมามอง สามสาวมองตามสะดุ้งเฮือก เพราะมวยมณีใส่ชุดสีแสบ มวยสูงเหมือนเสาไฟฟ้า
"นาย เอ๊ย คุณมาทำอะไรแถวนี้" แว่นว่า
"มาหาลำไพ่ เอ๊ย มาวิ่งออกกำลังค่ะ แต่พอค่ำ ๆ อาจเล่นซ่อนหาต่อ"
"ละ...เล่นซ่อนหา กับใครครับ" แว่นถาม
"ก็นักกีฬาที่มาวิ่งแถวนี้แหละไอ้เกลอเอ๋ย ไม่ใช่แค่ซ่อนหานะ อาจจะเล่นแปะโป้งด้วยก็ได้ ชี ๆ แปะ ๆ ชอบว่ะสหาย"
มวยมณีคว้าไหล่แว่นหมับ แว่นหันไปมองสามสาว
"เผ่นครับ"
สามสาววิ่งกระเจิง แว่นวิ่งตาม กลุ่มนักกีฬาวิ่งผ่านมา มวยมณีทัก
"ไปไหนล่ะไอ้เกลอ เฮ้ย...เป่า ยิ้ง ฉุบ กันก่อนไหมวะเพื่อน ใครแพ้โดนเป่า"
เย็นต่อเนื่องมา สองแม่ลูก พุดซ้อนพาชบาทิพย์เดินตรวจปั๊มที่ใกล้ปิด เด็กปั๊ม 2 คนไปนุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำอยู่สุดปั๊มเตรียมกลับ ชบาทิพย์เหล่ตามอง
"จำไว้นะคะลูกขา เกิดเป็นหญิงต้องรักนวลสงวนตัว จะไปตื่นเต้นตาโตกับผู้ชายไม่ได้เป็นอันขาด"
"จ๊ะ เอ๊ย ค่ะ"
รถยุโรปคันยาวเลี้ยวมา สองแม่ลูกตาโตลืมคำเก่าท่านเล่าไว้
"วุ้ย คุณชายรถยาว"
"คุณชายรูปหล่อ"
สองแม่ลูกออกวิ่งมาจนถึงหัวจ่ายน้ำมัน เด็กปั๊มคนนึงก้าวมาถูก พุดซ้อนผลักกระเด็นไป
"ไปไป๊ ฉันดูแลเอง"
รถจอด ชายรองลงมาจากรถ พุดซ้อนกับชบาทิพย์พนมมือไหว้อย่างต่ำ คล้ายทำปัจจุคมนาการ
"พุทธชาติกราบสวัสดีค่ะ คุณชาย"
"เต็มถังใช่ไหมเพคะ" ชบาทิพย์ถาม
ชายรองงงๆ พยักหน้า ชบาทิพย์ไปเติมน้ำมัน พุดซ้อนมายืนประสานมือค้อมไหล่ต้อนรับขับสู้
"คุณชายเสด็จมาถึงนี่ นับเป็นศรีแก่เมืองนนท์เพคะ"
ชายรองอึ้ง สาลินลงจากรถ ชบาทิพย์ยิ้มรับ สาลินเดินมายืนข้างคุณชาย ไหว้ พุดซ้อนรับไหว้ แต่รีบใส่ไฟ
"อุ๊ยหนูสาจ๋า นายพลเขายังมาหาหนูอีกรึเปล่า น้าไม่ค่อยเห็น หรือคราวนี้ไม่แอบย่องเข้าทางหลังสวนแล้ว เข้าหน้าบ้านเปิดเผยไปเลย"
"รู้จักคุณตาคุณยายแล้วนี่คะ เปิดเผยไปเลยก็ดี"
ชายรองมองสาลิน เริ่มขุ่นมัวไร้สาเหตุนิดๆ
พุดซ้อนเหลือบดูคุณชาย
"นายพลนี่ พอล้างหน้าล้างตาแล้ว ก็หล่อเหลือนดาราเหมือนกันนะ ดูละม้ายเหมือน
คุณประจวบ ฤกษ์ยาม..."
สาลินสวนขึ้น
"หนูเห็นกี่ทีก็มอมเหมือนแมวคราว"
"ไม่จริงจ๊ะ พี่สา หนูเห็นสูงหล่อยังกะฝรั่ง"
ชายรองหมั่นไส้
"นี่ ขึ้นรถเถอะ"
คุณชายรองจ่ายเงิน พุดซ้อนยกมือไหว้ สาลินไปขึ้นรถ พุดซ้อนพนมมือค้าง พร่ำพูดขอบคุณคล้ายพูดกับพระสงฆ์ ชบาทิพย์มองคุณชายแล้วอายบิดชายเสื้อแทบขาด
รถเคลื่อนออกไป
"หล่อคนละแบบกับคุณพลนะแม่"
"อุ๊ย...อีนี่ เอ๊ย ลูกขา เอาไปเปรียบกันได้ยังไง เหมือนเอาทองไปลู่กระเบื้อง"
"เป็นพี่เขย พี่สา ดีจังเลย"
"พี่เขยอะไรถึงมารับมาส่งกันบ่อยๆ ฮึ ต้องมีอะไรแน่"
"อะไรยังไงจ๊ะ"
"คะ"
"อะไรยังไงคะ"
"ลูกก็กรองดูซีคะลูกขา เรื่องแบบนี้มันมีบ่อยๆไม่ว่าผู้ดีหรือยาจก"
"เรื่องอะไรวะ"
ชบาทิพย์ครุ่นคิดเกาหัว พุดซ้อนถลึงตา
"อุ๊ย อีนี่ อย่าพูดหยาบค่ะลูกขา จะอะไรก็เรื่องพี่เขยน้องเมียน่ะซี"
พุดซ้อนลอยหน้าพูด ชบาทิพย์ตกตะลึง
ในรถ ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์หน้าเรียบเฉย
"แม่ค้าน้ำมันนี่รู้ด้วยหรือว่าฉันเป็นใคร"
"ไม่มีอะไรในละแวกนี้ที่ยายพุดซ้อนไม่รู้"
"แล้วนายพลอะไรนี่คงมาหาเธอบ่อยซีนะ ขนาดแม่ค้าปั๊มน้ำมันยังรู้"
"ใครว่าล่ะ เขาแค่มาหาฉันตอนเวลามีเวรมาตรวจปั๊ม"
"อ๋อ ทำงานหน้าที่เดียวกับน้องชายฉัน"
"น้องชายคุณชื่ออะไรนะ"
"หม่อมราชวงศ์บดินทราชทรงพล"
"อุ๊ยตาย ชื่อยาวกว่าคุณอีก"
ชายรองทำตาคล้ายจะค้อน
"สู้ชื่อพลสั้นๆไม่ได้อย่างนั้นซี"
"ฉันฝากขอบใจน้องชายชื่อยาวกว่าของคุณด้วยก็แล้วกัน ที่อุตส่าห์เป็นธุระให้"
"นายคนนี้ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน"
สาลินยิ้ม
"คล้ายๆกับเธอนั่นแหละ" ชายรองต่อ
"นี่คุณว่าฉันเป็นจอมแส่ซีนะ"
สาลินหุบยิ้ม ตาเขียว
"ฉันไม่ได้ว่า เธอว่าตัวเธอเองต่างหาก"
สาลินตาวาว
เวลาต่อมา ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ สาลิน คุณตา คุณยาย นั่งอยู่โต๊ะอาหาร จานชามเป็นจานกระเบื้องเนื้อดีที่เก็บไว้ในโอกาสพิเศษ มีกับข้าวราวหกเจ็ดสิ่ง มีอ่างกระเบื้องเคลือบสำหรับล้างมือ ลอยกลีบกุหลาบ ยายพิณมาข้าง ๆคุณชาย ถือโถข้าวกระเบื้องเคลือบ มองอย่างชื่นชมบารมี กิ
"แหม ถ้ารู้ก่อนซักนิดก็จะทำอะไรเพิ่มซักสองสามอย่างนะคะ"
"นี่มันตั้งหกอย่างแล้วนะคะ" สาลินบอก
"ทีหลังคุณชายจะมา ก็บอกล่วงหน้าซีครับ" ตาบอก
"ค่ะ จะได้เตรียมอาหารพิเศษให้ แหมวันนี้มีแต่อาหารพื้นๆ" ยายว่า
"แต่นี้ก็ดูน่ากินทั้งนั้น"
คุณตา คุณยายเอาใจ ชายรองยิ้มน้อยๆขอบคุณ สาลินหมั่นไส้จึงยิ้มเชือดเฉือน
"แหม จะพิเศษยังไงก็ของชาวบ้าน ชาวสวน จะไปสู้กับข้าวชาววังได้ยังไงคะ"
"ใครว่า กับข้าวที่วังน่ะทำอะไรก็ติดจะออกหวาน ฉันก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไร"
"จริงด้วย เดือนก่อนคุณป้าหนูส่งกุ้งเชื่อมกับไข่แมงดาเชื่อมมาให้ กินแล้วพิก๊ล" ตาบอก
"แหม อร่อยออกค่ะ"
"นั่นซี แปลว่าเรื่องกินนี่ เธอเป็นชาววังมากกว่าฉัน"
สาลินเชิดใส่ แล้วทำเป็นนึกได้
"ที่นี่เราไม่ทำออกหวานหรอกค่ะ รสชาติเรากลาง ๆ"
"ผมถึงติดใจไงครับ"
ทั้งหมดหัวเราะยกเว้นสาลิน
"เป็นพระกรุณาหม่อมฉันเหลือเกินเพคะ งั้นขอรับประทานเหวยเลยนะเพคะ" ยายบอก
ยายพิณยกโถตักข้าวแจกรอบวง เริ่มจากชายรองก่อน ยายพิณตักให้ 2 ทัพพีพูน สาลินมองดู แล้วเริ่มสงครามรอบสอง
"ตายแล้ว ยายพิณ"
"ขา อะไรคะคุณสา"
"ตักข้าวอะไรล้นพ้นจานอย่างนั้น คุณชายท่านเป็นผู้ดี กระเพาะท่านเล็ก รับประทานไม่หมดหรอก"
ยายพิณตกใจ ละล้าละลังหน้าเสีย กิตติแอบตาเขียวใส่
"แล้วจะทำยังไงล่ะ เพคะ"
ชายรองยิ้มน้อยๆกับยายพิณ
"เอาเถอะ ข้าวแค่นี้ กระเพาะฉันคงไม่ถึงกับแตกหรอก"
ชายรองมองสาลินอย่างฝากไว้ก่อน
"อู๊ย เป็นพระคุณล้นเกล้าเพคะ แล้วคุณสาแค่ไหนดี"
"เท่าเดิมแหละ"
"ห้า"
สาลินหันมองอึ้ง ทุกคนขำ
"เอ้ายายพิณตักข้าวเถอะ น้ำลายกระเด็นเต็มโถแล้ว"
ยายพิณตักให้คุณตาต่อ สาลินยิ่งโมโห
บริเวณชานเรือนบ้านสวน อาหารถูกเลื่อนลง ของหวานและผลไม้ที่ปอกฟานมาเรียบร้อยถูกนำมาแทน ตาผล เจ้าแกะ ขนสำรับลงไป
ยายพิณส่งถ้วยขนมให้คุณชาย ทำมือหัตถบาศเหมือนประเคนพระ ชายรองเหนื่อยใจ
"บัวลอยเผือก เพคะ"
จากนั้น ยายพิณวางถ้วยให้ คุณตา คุณยาย เว้นสาลิน
"อ้าว ยายสาไม่กินหรือลูก"
"หนูไม่ไหวแล้วค่ะ เมื่อกี้ก็กินข้าวเกือบไม่หมด หนูกลัวต้องแบกไปทิ้งน้ำ"
"หมายความว่าอะไรฮะ" คุณชายถาม
ยายอธิบาย
"อ๋อ...คนโบราณอบรมเด็กน่ะคะ ถ้าเด็กกินข้าวเหลือ ก็จะโดนทำโทษให้แบกข้าวที่เหลือทีละเม็ด ไปทิ้งน้ำจนกว่าจะหมด"
ตาบอก"ต้องทำท่าแบกกันหลายเที่ยวเลยนะครับ"
สาลินยิ้ม
"พอทิ้งน้ำ ก็ทำเสียงดังตูมด้วยนะคะ"
ชายรองยิ้มมองดูความรักความผูกพัน
การเลี้ยงดู ของตา ยาย ต่อสาลินในใจซึมซับเข้าไว้ สาลินมองมาเห็นสายตาก็หุบยิ้ม ชายรองวางหลุมดัก
"เธอไม่กินขนมหน่อยหรือ"
"ไม่ล่ะคะ ไม่ไหวแล้ว"
"งั้นก็แปลว่าเธอเป็นผู้ดี กระเพาะเล็กกว่าฉัน"
สาลินตาเขียว รู้ว่าหลงกล คุณตา คุณยายไม่รู้ว่ามีสงครามเกิดขึ้น
"ไม่ใช่แล้วล่ะครับ คุณชาย แม่คนนี้บทจะกินขึ้นมาละก็ ส้มสุกลูกไม้หมดเป็นเข่งๆ" ตาบอก
"เป็นชูชกหญิงเชียวล่ะคะ วันนั้นนะคะทุเรียน"
สาลินเบรก
"คุณตา คุณยาย เอามาเล่าทำไมคะ"
คุณชายทำหน้าเฉยชา ดวงตาระยิบระยับกลั้นหัวเราะและสะใจ สาลินอ่านออก ตาเขียว
คุณตา คุณยายสบตากัน เริ่มรู้สึกอะไรยังไง คุณยายจึงถาม
"อ้อ หนูศรีเป็นยังไงบ้างคะ"
"ก็สบายดีครับ"
"คุณรู้ได้ยังไงว่าพี่ศรีสบายดี" สาลินถาม
"ก็น้องชายฉัน เขาหมั่นไปดูแลถามทุกข์สุขอยู่บ่อยๆ"
"คนที่ทำงานบริษัทน้ำมัน ที่ชื่อยาวไม่แพ้คุณน่ะหรือ"
"ใช่ ไม่สั้นเหมือนชื่อพลหรอก"
อะไรบางอย่างทำให้ชายรองพูดถึงชื่อนั้นอย่างหมั่นไส้อีก สาลินแปลกใจ แต่คุณตา คุณยายแปลกใจกว่ามองดูทั้งคู่ คุณยายนิ่งนิดหนึ่งแล้วคุยต่อ
"ดิฉันกับคุณตา ไม่เห็นแม่ศรีมาซักสองปีแล้วเห็นจะได้"
ชายรองอึ้งไปนิด "หรือ" แล้วบอกกับสาลิน "ความจริงเด็จป้าขอให้เธอช่วยพาศรีจิตราไปไหนต่อไหนไม่ใช่หรือ"
"ก็นัดกันไว้ว่า วันอาทิตย์หน้าจะไปดูผ้ากันค่ะ"
"งั้นอาทิตย์ไหน ซักอาทิตย์นึง เธอก็พาพี่สาวมาที่นี่บ้าง"
สาลินตาโตมองดูชายรอง ตำแหน่งที่เขานั่งตรงกับโป๊ะไฟ เหมือนมีรังสีเทพแห่งความเมตตาแผ่เรืองรองจากหัว สาลินยิ้มออก หันไปมองคุณตา คุณยาย
"ดีไหมคะ คุณตา คุณยาย"
คุณตา คุณยายดีใจพยักเพยิด สาลินหันมายิ้มหวานให้ ชายรองทำหน้าพิกล
กลางคืน สาลินอาบน้ำแล้ว หน้าตาสดใสเตรียมตัวนอน แล้วเปิดอับกระเบื้องเคลือบ หยิบแป้งเม็ดหน้ากระจกมาบี้ให้ละเอียด ประตามคอ แขน และหน้าลายพร้อยคล้ายตุ๊กแกหันมา เห็นคุณยายยืนลายพร้อยอยู่ใกล้ๆ สาลินทำตาปริบๆ
"มีอะไรหรือคะ"
"วันนี้หนูไปหาพี่เขาอีกหรือ คุณชายถึงได้มาส่ง"
"เปล่าค่ะ เขาไปเจอหนูแถวห้องสมุด หนูกับเขามีธุระคุยกันนิดหน่อย"
คุณยายนั่งลงบนที่นอน
"คุยกันเรื่องอะไร"
"เรื่องที่เขาจะแต่งกับพี่ศรีน่ะคะ"
คุณยายครุ่นคิด
"แล้วนี่พี่ศรีเขารู้หรือเปล่า เรื่องที่คุณชายมาสนิทสนมกลมเกลียวกับหนู"
สาลินตาเบิกโพลง
"ใครบอกคะว่าเขามาสนิทสนมกลมเกลียว วันนี้น่ะเป็นครั้งแรกเชียวนะคะที่เขาพูดดี ๆ กับหนู....และหนู...ไม่จิกกัดเขา"
ยายตบอกผาง
"นี่แม่คุณ พูดจาให้มันสมกับเป็นลูกผู้หญิงหน่อยได้ไหม"
"แต่ลงท้ายก็อดไม่ได้ค่ะ ก็เลยแขวะกันอีก หนูคงชอบทะเลาะกับเขา"
"เออ ดีจริง แม่ เดี๋ยวก็...."
"เดี๋ยวก็อะไรคะ"
สาลินไม่รู้จริงๆ ว่าคุณยายกังวลเรื่องอะไร คุณยายตัดสินใจไม่พูด
"ไม่มีอะไร สวดมนต์ แล้วนอนเถอะลูก"
คุณยายลูบหัว สาลินจูบแขนเหี่ยวลายพร้อยอย่างรักใคร่ คุณยายออกไป
สาลินหันมาดูกระจกเงา แรื้อค้นหยิบลิปสติก 1 แท่ง ลิปมัน 1 แท่ง ออกมา แล้วชะงัก
ก้นกระเป๋าอันรกเรื้อ มีผ้าอะไรอย่างหนึ่งซุกอยู่ สาลินดึงมันออกมาคลี่ดู พบว่าเป็นผ้าเช็ดหน้าผู้ชายผืนใหญ่ มีรอยด่างของน้ำมันจางๆ
สาลินอ้าปากค้าง
ในร้านผ้าไหมกิ คุณชายรองส่งผ้าเช็ดหน้าให้ สาลินรับมาเช็ดมืออย่างประชดประชัน
"ว้าย ซุกอยู่ในนี้ชาตินึงแล้ว"
สาลินเอามาดมดู
"ยังมีกลิ่นไข่นกกระทาอยู่เลย อี๊"
ยายพิณวางขดยากันยุงลงใกล้ๆ คุณตานั่งพิงหมอนขวานฟังวิทยุอยู่ คุณยายเดินลายพร้อยมานั่งลง คุณตามองดู
"ฉันว่ามันแปลกๆ นะคุณ"
"อย่าเพิ่งคิดอะไรให้มันมากความเลย ไม่มีอะไรหรอก"
สองยายตาคลายใจ ยายพิณยื่นหน้ามา ลายพร้อยกว่าคุณยายและสาลิน
"งามสมกันนะคะ งามเหมือนสุริยันจันทรา"
"เฮ้ย ยายพิณ แกจะบ้าเหรอ"
"พี่เขยกับน้องเมีย แกจะมาจับคู่อะไร" ยายบอก
"อุ๊ย แหมอิฉันลืมไปเลยค่ะ"
ยายพิณตบอกผาง ผ้าแถบหย่อนจนต้องขยับเหน็บใหม่ สองตายายพลันกังวลขึ้นมาอีก
หน้าห้องนอนมีเสียงฮัมเพลงดังมา ม.ร.ว.บดินทราชทรงพลเดินผ่านชะงัก ค่อยๆ แง้มประตูห้องพี่ชายดู
คุณชายรองอยู่ที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงเปิดเพลงเบาๆ แล้วฮัมคลอตาม ชายเล็กโผล่เข้ามา
"แต่ก่อนเคาะสามทีแล้วเข้ามาเลย เดี๋ยวนี้ถึงขั้นไม่เคาะเลยหรือ"
"โธ่ ผมได้ยินเสียงฮัมเพลงดังแว่วมา คิดว่าผีหลอก เลยเข้ามาดู"
ชายรองทำตาปริบๆ
"เสียงฉันฮัมเพลง ไม่ใช่เสียงผี"
"ก็ร้อยวันพันปี พี่รองเคยฮัมเพลงที่ไหน เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ นี่เพิ่งกลับหรือครับ"
"ฮื่อ"
"ไปไหนมาฮะ"
"ไปเมืองนนท์"
ชายรองเดินไปนั่งเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ ชายเล็กอ้าปากค้างนิดๆ เดินตาม
"นี่พี่รองไปพบคุณสา เอ้อ สาลินมาแล้วหรือครับ"
"ทำไม ไม่เรียกว่าว่าที่น้องสาวภรรยาในอนาคตอีกล่ะ"
ม.ร.ว.บดินทราชทรงพลอ้อมมาข้างโต๊ะ มองหน้า
"คุณสา..ลินมีธุระอะไรกับพี่รองหรือฮะ"
"ไม่มีอะไร นอกจากพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า ไม่อยากให้ฉันเป็นพี่เขยในอนาคตของเขา"
บนโต๊ะมีบิสกิตกับนม ชายเล็กคว้ามาแทะกินหมับๆ
"แล้วพี่รองว่ายังไง"
"ก็บอกว่าฉันจะคิดดูให้ดีก่อนซี เออ นี่เพื่อนนายเขาไปติดพันแม่คนนี้อยู่เหรอ"
ชายเล็กจิบนม
"เพื่อนผม ใครกันฮะ"
"ก็เพื่อนนายที่ชื่อพลไง"
คุณชายเล็กสำลักนมพรวด เกือบโดนพี่ชาย นิ่วหน้า
"พี่รองไปเอาเรื่องนี้มาจากไหน"
"จากแม่ค้าปั๊มน้ำมันน่ะซี"
"โอ๊ยโย่ นี่พี่รองเจอยายพุดซ้อนแล้วหรือ"
"ยังไง เพื่อนนายไปติดพันเขาอยู่ใช่ไหม"
"ง่า ไม่รู้ ไม่ทราบ ไม่มีข้อมูลครับ"
"เอ๊ะ แล้วทำไมนายรู้จักคุณนายพุดซ้อน"
"ผมก็เคยไปตรวจปั๊มแถวนั้นเหมือนกันแหละ" ชายเล็กหาว "ผมไปนอนแล้ว"
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลเดินพรวดพราดออกไป กิตตินิ่งแล้วเปิดไดอารี่ออก
ดอกปีปสองดอกนั้น กลายเป็นที่คั่นไดอารี่ไปแล้ว
กิตติลงมือเขียนไดอารี่ เหมือนดอกไม้แห้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน บนโต๊ะที่เคยวางกรอบรูปขแง ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง บัดนี้ ถูกคว่ำหน้าลงกับโต๊ะเสียแล้ว
ศรีจิตรานั่งอ่านนิทาน Beauty and the Beast อยู่บนเตียง ใบหน้ายิ้มน้อยๆ แล้วปิดลงวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง ลุกมาที่หน้าต่าง มองไปยังห้องนอนคุณชายรอง เห็นม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินว่อนแว่บไป
ศรีจิตราขยับเข้าแอบหลังม่านเมินหน้าไป กลัวเห็นสิ่งที่ไม่ควร
ไฟที่ห้องคุณชายดับวูบลง เหลือแต่ที่ระเบียงบน ที่ตรงกับห้องของศรีจิตราพอดี
ศรีจิตราขยับม่านมองดูท้องฟ้า ยิ้ม มีแววสุขใจ ลดสายตาลง
ที่ระเบียงห้องชายเล็ก ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลยืนอยู่มองตรงมา เห็นศรีจิตรายืนอยู่ที่หน้าต่าง เขายิ้มแป้น โบกไม้โบกมือให้
ศรีจิตรายิ้มแหยๆ เพราะยังไงก็ไม่ควร แล้วยกมือโบกตอบนิดหนึ่ง ชายเล็กยิ้มร่า ศรีจิตรายิ้มน้อยๆ โบกมืออีกเป็นทำนองลา แล้วปิดม่านลง
ชายเล็กยิ้มชมดาวเดือนต่อ
ศรีจิตรากลับมาที่หน้ากระจกเงา มองดูเงาสะท้อนของตนเอง แล้วถอนใจนิดๆ
จบตอนที่ 9
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #9 on:
02 August 2026, 21:56:46 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000119922
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 10
เผยแพร่: 28 ต.ค. 2558 09:18 ปรับปรุง: 31 ต.ค. 2558 09:04 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 10
สองสามวันต่อมา ในโถงชั้นบนตำหนักเล็ก อำพันหน้าดำคร่ำเครียดเป็นนางบ่อนอยู่ที่วงไพ่ตองวงหนึ่ง
อีกวงก็กำลังวิกฤตเช่นกัน ห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยบรรดาคุณหญิง คุณนาย ท่านผู้หญิง หม่อมขาไพ่ทั้งหลาย น้อม เจียม ข้าหลวงใหม่ทั้ง 3 คอยดูแลของกิน ของดื่ม อำพันได้ไพ่ขานเสียงก้อง
"เจ็ดนกอินทรี"
บนโต๊ะศาลากลางสวน ตำหนักใหญ่ จรวยวางถาดวางชามโคม มีฝาปิดลง ศรีจิตรา นมย้อย และจรวยนั่งลงพร้อมกัน
"กรูหม่าไก่ค่ะ หนูศรี" นมย้อยบอก
"วันนี้เห็นคุณนมไม่มีคนช่วยก็เลยช่วยถือมาค่ะ" จรวยบอก
"ค่ะ แต่ก่อนร่อนชะไรก็ไม่เคยช่วย"
นมย้อยเปรย จรวยเกือบสะดุ้ง
"เอ้ย ไม่เคยต้องช่วย แต่วันนี้ เอ้อ"
จรวยต่อให้
"วันนี้บ่อนเปิด ใครต่อใครก็เลยไปอยู่ที่วงหมด"
ศรีจิตรายิ้มน้อยๆ
"ค่ะ"
"เฮ้อ คุณศรีทราบไหมคะ ว่าเมื่อคืนคุณชายรองเป็นยังไง"
ย้อยถาม
"ยังไงหรือ เมื่อวานฉันกินข้าวหมาก เลยต้องนอนตั้งแต่หัวค่ำ"
นมย้อยพูดอายๆ จรวยพูดชัด
"ค่ะ ตอนที่คุณนมเมาน้ำหมาก คุณชายก็เมาเหล้ากลับมา เมาแอ๋เชียวค่ะ ถึงขั้นร้องเพลงโหวกเหวกตามประสาคนเมานะค่ะ"
ศรีจิตราเบิกตากว้าง จรวยเชิดหน้า
จรวยเล่า... เมื่อคืน ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินเซเข้ามาในตำหนัก เชิ้ตรุ่ยร่ายตามประสาคนเมา หนีบขวดเหล้ากลมใต้แขนเข้ามาด้วย แหกปากร้องเพลงลั่น
"ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน"
ชายรองร้องแล้วเซแซ่ดหัวคะมำ คุณชายโตวิ่งเข้ามาประคอง
"นายรอง เมามายอะไรกันขนาดนี้" ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์บอก
"ผม....ผมเจ็บครับพี่โต เจ็บตรงนี้" ชายรองชี้ที่กลางอก
ชายรองเซอีกจนพี่ชายต้องประคองไว้
"อ้าว....นี่หมายความว่านายเลิกกับหญิงก้อยแล้วเหรอ"
"ก็ต้องเลิก เขากลับไปหาผัวเก่าเขาแล้วนี่"
"นายก็ต้องตัดใจให้ได้ละ"
"ครับ ผมต้องตัดใจให้ได้ ด้วยเหล้านี่ล่ะครับ ผมไปนอนกอดเหล้าดีกว่า อย่างน้อยมันก็ไม่ทรยศผม กูดไนท์ พี่โต"
ชายรองแยกไปที่บันได ยังแหกปากร้องเพลงอยู่
"ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน"
ม.ร.ว.ดิเรกราชวิทย์ถอนใจ กิตติเซขึ้นบันได จรวยเดินออกมา
"น่าสงสารคุณรอง อกหัก ดื่มเหล้าเมามายเลยค่ะ"
เมื่อคืน ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินเข้ามาในตำหนัก ขณะนั้นนาฬิกาบอกเวลาราว 23 นาฬิกา ชายรองมีท่าทางสบายใจ ฮัมเพลงมาตลอด ขณะนั้น คุณชายโตเดินออกมาจากห้องนั่งเล่น อุ้มตาตุ้มมาด้วย
"ยังไม่นอนเหรอครับพี่"
"ตาตุ้มฉี่น่ะ เลยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ แล้วเลยงอแงไม่ยอมนอน"
ชายรองเล่นกับหลาน จรวยจะเดินออกมา ชะงักไป
"ไงครับ ตาตุ้ม หลานอา งอแงเหรอครับ หล่อวันหล่อคืนนะเรา" ชายรองร้องเพลงกล่อมหลาน
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์มองขำ ๆ
"เป็นอะไรน่ะนายรอง วันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ"
"ครับ ช่วงนี้รู้สึกปลอดโปร่ง"
"ตัดสินใจบางเรื่องได้แล้วงั้นเหรอ"
"ใช่ครับ"
"ยินดีด้วย"
"ขอบคุณครับพี่โต กู้ดไนท์ครับ"
กิตติฮัมเพลง แล้วขึ้นบันไดไป จรวยออกมา
"อะไรกันคะ คุณโต เลิกกับคุณหญิงก้อยแล้วอารมณ์ดีงั้นเหรอ"
"คงอย่างนั้นมั้ง"
ดิเรกอุ้มตาตุ้มกลับเข้าห้องนั่งเล่น จรวยคิดแผนร้ายต่อ
ณ ศาลากลางสวนตำหนักใหญ่ จรวยส่ายหน้า
"คุณชายไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน โธ่เอ๋ย....น่าเวทนาจริง"
ศรีจิตราก้มหน้าดวงตาหลุบต่ำ จรวยยิ้มสะใจ นมย้อยทุกข์ใจ มองศรีจิตรา
"เอ แต่ฉันเห็นุคณชายสบายอกสบายใจมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ" นมย้อยว่า
"แกล้งหลอกให้คนอื่นเชื่อนะซีคะ โธ่เอ๋ย ตัดไม่ตายขายไม่ขาด"
"ค่ะ คงแกล้งหลอกให้คนอื่นเชื่อมาหลายครั้งแล้ว"
ศรีจิตรามองจรวย พูดพลางยิ้มเศร้า จรวยไม่รู้ว่า ศรีจิตราหมายถึงตัว ยิ้มพยัก
"หนูขอตัวก่อนนะคะ คุณนม คุณจรวย"
ศรีจิตราเชิญถาดไป จรวยช่วยส่งให้แล้วมองตามยิ้มสะใจ นมย้อยหยิกต้นขาจรวยสุดแรงเกิด
"นี่แน่ะ....จะเอามาเล่าทำไมนะ"
"โอ้ย คุณนม เจ็บค่ะ"
วังวุฒิเวสม์กว้างใหญ่ไพศาล รถแท็กซี่ของตาผลแล่นมา ตรงไปยังตำหนักใหญ่ที่งดงามราวปราสาทยุโรป ในรถ...ตาผล รู้สึกตัวลีบ สาลินแต่งตัวสวยเรียบร้อย แต่ดูหรูแพงกว่าปกติ เพราะคุณสร้อยกำชับมา สาลินไม่ตื่นเต้นแล้ว ลงจากรถ จะขึ้นตำหนัก ตาผลตามลงมา
ที่หน้าต่างวังชั้นบน สอางค์มองอยู่ เห็นสาลินก็ยิ้มดีใจแล้วรีบกลับเข้าไป
"ลุงผล"
"ครับคุณหนู"
"สวนสวยเหลือเกิน สาเข้าไปชมสวนก่อนนะ ตาผลอย่าบอกใคร"
"อ้าว ไม่ขึ้นไปกราบเสด็จก่อนล่ะครับ"
"ขึ้นไปก่อน เดี๋ยวท่านไม่ทรงอนุญาตให้ชมสวนน่ะซี สาดูสวนแป๊บเดียวล่ะ"
"งั้นผมไปดูต้นทางให้ครับ"
สาลินและผลเดินแยกไปทางสวน ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลเดินมาหน้าตึกพอดี ไม่ทันเห็นกัน
"แท็กซี่มาส่งใครหว่า เอ๊ะ รถคุ้น ๆ"
ชายเล็กไม่ใส่ใจนัก ขึ้นตึกไป
ภายในห้องสมุดตำหนักใหญ่ ชั้นบน เสด็จพระองค์หญิงประทับอยู่ที่โต๊ะหนังสือ
กำลังจดโน๊ตจากหนังสือเล่มต่างๆลงสมุดส่วนพระองค์ นางข้าหลวงสองสามนางทำงานกันอยู่ สอางค์อยู่ใกล้ประตู มีเสียงเคาะประตู สอางค์หันมายิ้ม เสด็จพยักพักตร์
"มาแล้วทั้งคู่เพคะ"
สอางค์หันไปเปิดประตู คุณชายเล็กเข้ามา
"หวัดดีฮะ คุณสอางค์"
สอางค์ยิ้มคิกคัก พาชายเล็กไปหาเสด็จ
"ค่ะ คุณชายเล็กมาแล้วเพคะ"
"นั่งซี"
ชายเล็กนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม
"เด็จป้าให้เกล้ามาเฝ้า ทรงมีอะไรให้เกล้าทำพะยะค่ะ"
เสด็จสบตาสอางค์
"หมู่นี้แกหายไปก็เลยอยากเห็นหน้า"
"โธ่ หมู่นี้ เกล้าไม่ได้ไปเที่ยวไหนซักหน่อย"
สอางค์มากระซิบข้างพระกรรณ
"มาแล้วเพคะ"
เสด็จพยักพระพักตร์ ชายเล็กยังตาแป๋วไม่รู้เรื่อง
สาลินเดินลึกเข้าไปในสวนสวย นายผลรออยู่ที่ทางเข้า เธอตะลึงงันกับความงาม เดินลึกไปจนถึงศาลากลางสวน เห็นมีข้าวของวางอยู่ สมุดบันทึกเปิดอยู่ ดอกปีบวางคั่นหน้า สมุดวาดภาพเล่มเล็ก ๆ ปากกาด้ามหรู หนังสือภาษาอังกฤษสองสามเล่ม ซองใส่กล้องส่องนก ชุดกาแฟ กาแฟในถ้วยยังควันกรุ่น
สาลินเดินขึ้นมาบนศาลา มองดูในสมุดภาพ เห็นวาดภาพนกน่ารัก พร้อมรายละเอียด เขียนสายพันธุ์ตระกูลนก
"ของใครนะ วาดภาพสวยเสียด้วย"
สาลินมองไปที่สมุดบันทึก เห็นเขียนอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ดอกปีบสองดอกที่กลายเป็นดอกไม้แห้งไปแล้ว วางคั่นหน้าอยู่
บริเวณพุ่มไม้ไม่ห่างจากสาลินนัก ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์กำลังใช้กล้องส่องนก ... ภาพจากกล้อง เห็นท้องฟ้า ต้นไม้ ไล่มาถึงศาลา เห็นสาลินยืนอยู่ ชายรองสะดุ้ง ลดกล้องทันที
สาลินในศาลามองดูดอกปีบอย่างสนใจ รู้สึกคุ้น ๆ ชายรองรีบตรงมาทันที
"แอบดูอีกแล้วนะ ไม่เลิกนะนิสัยถ้ำมองเนี่ย"
สาลินตกใจ มองชายรองแล้วมองข้าวของบนโต๊ะ
"ฉันเปล่านะ ฉันเดินเล่น เห็นของวางอยู่ก็เข้ามาดู นี่ของของคุณเหรอ"
"ใช่....และเธอไม่มีสิทธิ์มายุ่งย่าม"
"ฉันก็แค่ดู ทำไมเหรอคะ มีอะไรซุกซ่อนอยู่เหรอ"
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์หน้ามึนไป เพราะดอกปีบสองดอกนั้นวางทนโท่อยู่ เขารีบปิดสมุดบันทึก สาลินมองสังเกต ชายรองทำหน้าเฉยอย่างที่สุด
"มีธุระอะไรถึงมาที่นี่ มารบกวนความสงบของฉัน อ้อ หรือตั้งใจมาหาฉัน"
"ตั้งใจมาหาคุณเรื่องอะไรไม่ทราบ"
"อ้อ มาพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ เรื่องไม่ให้ฉันแต่งงานกับพี่สาวเธอไง"
สาลินค้อน
"ถ้าพูดเรื่องนั้นฉันไม่ต้องมาถึงที่นี่หรอก เสด็จรับสั่งให้ฉันเข้าเฝ้าวันนี้ต่างหาก ฉันจะพาพี่ศรีไปช้อปปิ้ง ตามที่คุณแนะนำไง"
"แล้วมาเดินเที่ยวอยู่อย่างนี้ทำไม ทำไมไม่รีบไปเข้าเฝ้า"
"ก็สวนที่นี่สวยอย่างกับสวนสวรรค์ ฉันก็เลยมาเดินชมเสียหน่อย ถ้ารู้ว่ามารบกวนความสงบของคุณ ฉันก็คงไม่เข้ามา ...งั้น...ดิฉันไปนะคะ คุณชาย"
สาลินทำท่าถอนสายบัวอย่างเสแสร้ง แล้วเดินระเหิดลงจากศาลา
"อ้อ ลืมบอกไป ถ้ารูปวาดนกนั่นเป็นฝีมือของคุณชายจริง ก็นับว่ามีฝีมือเข้าทีทีเดียว ส่วนดอกปีบอัดแห้งนั่น ก็น่ารักดีนะเจ้าคะ"
ชายรองสะดุ้ง สาลินเดินลอยหน้าทำระเหิดระหงจากไป คุณชายยิ้มนิด ๆ
ม.ร.ว.บดินทราชทรงพลลงบันไดมา มาลารออยู่แล้ว
"คุณชายขา เชิญที่เทอร์เรซข้างค่ะ"
"มีอะไรเหรอมาลา"
"อาหารเช้ารออยู่ค่ะ"
" เอ....วันนี้มีอะไรแปลก ๆ นะ"
มาลาพาชายเล็กออกเทอร์เรซข้าง จังหวะเดียวกับสอางค์พาสาลินเข้ามาพอดี เฉียดกันนิดเดียว
"ป้าก็นึกว่าหนูหายไปไหน "
"เดินชมสวนค่ะคุณป้า สวนสวยจังเลย"
"สวนยุโรปเชียวนะลูก ไว้ป้าจะพาชม"
สอางค์พา สาลินขึ้นชั้นบน
เทอเรซข้างจัดอาหารเช้าไว้ที่เครื่องเรือนหวาย ศรีจิตราเลื่อนนั่นเลื่อนนี่บนโต๊ะให้สมบูรณ์แบบ ดอกไม้ในสวนเบื้องหลังออกดอกชูช่องดงาม ถัดไปน้ำพุพุ่งเป็นสาย ละอองน้ำเป็นสายรุ้ง
มาลาบอก
"มาแล้วค่ะ งั้นเดี๋ยวพี่ไปตามคุณสอางค์กับคุณสานะคะ"
ศรีจิตราผวารีบนั่งลง เฉือนไส้กรอกเข้าปาก ตาเหลือบดู วรรณาพาชายเล็กเดินเกาหัวเข้ามา เห็นศรีจิตราก็ยิ้มร่าเดินมา ศรีจิตรายิ้มตอบวางหน้าไม่สนิทนัก ชายล็กมานั่งปุบลง มาลา วรรณาทำทีตัดดอกไม้อยู่ห่าง ๆ
"หวัดดีฮะ"
"สวัสดีค่ะ เข้าเฝ้าแล้วหรือคะ"
"ฮะ แปลกจัง ทรงเรียกให้มาเฝ้าแต่เช้า ไม่เห็นทรงใช้อะไรเลย ทรงถามสารทุกข์สุกดิบ
ได้ 2-3 คำ ก็ไล่ผมลงมา"
ศรีจิตรามีพิรุธ
"หรือคะ คุณชายรับประทานอาหารเช้าหรือยังคะ"
"ยังเลยฮะ วันนี้วันอาทิตย์กะจะตื่นซักเที่ยง แต่นมย้อยมาเรียกตอนเก้าโมง ว่าโปรดให้มาเฝ้า เลยไม่ได้กินอะไรเลย โอ้โฮ"
คุณชายเล็กกวาดตาดู เห็นอาหารเช้าแบบอเมริกันเบรกฟาสท์ชนิดเต็มเปี่ยม มากมายหลากหลายจนผิดปกติ แต่คุณชายมัวตะกละจนไม่สังเกตเห็นจานที่วางเผื่อไว้อีก 1 ที่
"งั้นเชิญซีคะ"
ศรีจิตราเลื่อนจานให้ แล้วรินกาแฟดำ เติมน้ำตาล 2 ก้อน ชายเล็กมอง งงๆ
"คุณศรี รู้ได้ยังไงฮะ ว่าผมกินกาแฟแบบนี้"
ศรีจิตราอึ้งไปนิดนึงแล้วยิ้มอ่อนๆ
"เผอิญดิฉันเดาถูกน่ะคะ"
ชายเล็กเชื่อ เริ่มตักไส้กรอก ไข่ดาว เบคอนมา มาลา วรรณาสบตากัน ถือกรรไกรตัดดอกไม้ค้าง
วรรณาบอก "ดีนะ ที่ไม่ตอบไปว่าสืบมาจากคุณนม คุณศรีนี่ โกหกไม่เก่งเลย ไม่เหมือนเราสองคน"
ชายเล็กนั่งกินหมับๆ ศรีจิตรามองอย่างเอ็นดู
ในห้องทรงงานสาลินกราบลงอย่างงดงาม
เสด็จพระองค์หญิงประทับบนตั่ง มองอย่างพอพระทัย สาลินเงยหน้าขึ้น สอางค์ขยับมาลูบหลัง ลูบไหล่ รักใคร่ใยดี
"มาเร็วเหมือนกันนะ"
"ออกจากนนท์ตั้งแต่รุ่งเพคะ แล้วต้องไปแวะให้คุณป้าสร้อยอบรมที่บ้านราชดำริก่อนเพคะ"
เสด็จสบตาสอางค์
"ออกจากบ้านสวนแต่เช้ามืดอย่างนี้ คงยังไม่ได้กินอาหารเช้าซีนะ"
"เพคะ"
นางข้าหลวง 2-3 นางที่กำลังทำงานดอกไม้คิกคักกัน สาลินเหลือบดู
คุณชายบดินทราชทรงพลกินอาหารเช้าไปไม่น้อย ศรีจิตราจิ้ม ๆ เขี่ย ๆ เพราะรอเวลา
"อ้อ ผมลืมเล่าไป 2-3 วันก่อน พี่รองเผอิญไปเจอคุณสา"
"ยายสาน่ะหรือคะ"
"ฮะ"
ศรีจิตราครึ่งหนึ่งมีพิรุธ อีกครึ่งก็แปลกใจมาก มาลา วรรณางง
"พี่รองเลยพาไปส่งถึงบ้านสวน"
ศรีจิตรากังวลเพราะรู้ฤทธิ์สาลินดี
"ตายจริง ไม่รู้ว่ายายสาไปก่อเรื่องอะไรกับคุณชายรองหรือเปล่า"
"คงไม่ล่ะฮะ เพราะพี่รองเห็นอารมณ์ดีกลับมา แถมยังร้องเพลงหงุงหงิงๆด้วยนะฮะ"
ศรีจิตรานึกได้ " อ้อ คืนนั้นเอง ที่แม่จรวยเอามาแปลงสาร"
"น้องสาวคุณศรี อาจมีสาลิกาลิ้นทองนะฮะ" คุณชายว่า
กล้องส่องนก เห็น ชายเล็กกำลังกินอาหารเช้ากับศรีจิตรา คุยกันกระหนุงกระหนิง
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ลดกล้อง สงสัยบางอย่าง...ทำไม ชายเล็กต้องกินอาหารเช้าที่ตำหนักใหญ่ ทำไม สาลินต้องมาเฝ้าเสด็จวันนี้ ฯล
ยอดและเจียมเอาถาดเครื่องดื่มและของว่างมาวางที่ศาลา ยอดเดินมาหลังคุณชายรอง
"วันนี้ดูนกอะไรครับ คุณชาย" ยอดถาม
ชายรองสะดุ้ง
"นกกระจอกข่าวไง นกพวกนี้ชอบสอดรู้สอดเห็น"
"งั้นไม่ยุ่งแล้วครับ"
ยอดรีบกลับไปศาลาต่อ ช่วยเจียมจัดของ คุณชายรองส่องดูต่อ
คุณชายบดินทราชทรงพลกินไปได้ครึ่งท้อง แล้วรู้สึกว่ากินเยอะไปต้องมีมารยาทเลยหยุด
"ผมเคยบอกจะหานิทานมาให้คุณศรีอ่าน"
"รบกวนคุณชายเปล่า ๆ"
"โธ่ ไม่รบกวนหรอกครับ เพราะคุณศรีต้องตอบแทนผม"
ชายเล็กหูตาพราว พูดจาลดเลี้ยวตามวิสัย ศรีจิตราชะงักเย็นชานิดๆ
"ตอบแทนยังไงคะ"
"คุณศรีต้องเล่าให้ผมฟังไงฮะ ผมชอบฟังนิทานแต่ไม่ชอบอ่านเอง"
"ดิฉันคงเล่าไม่เก่งเหมือนคุณนม"
"แต่คงน่าฟังกว่าหลายเท่าจริง ๆ นะฮะ"
"คงไม่หรอกค่ะ นี่ถ้าคุณนมมาได้ยินเข้าคงเสียใจแย่"
ศรีจิตราหน้าเรียบ ดวงตามีแววตำหนินิดๆ
" ว้า พูดแค่นี้ มองเหมือนเราเป็นโจรขโมยนาฬิกาวันนั้นเลย" ชายเล็กคิด
" แหม แค่ปรามแค่นี้ ก็หน้าเสียซะแล้ว" ศรีจิตราคิดเหมือนกัน
"เอ้อ งั้นผมขอตัวก่อนก็แล้วกัน"
ชายเล็กลุกขึ้น ศรีจิตราตกใจ มาลา วรรณาร้องว้ายเบาๆ มีอาการหอบดอกไม้ละล้าละลัง
ศรีจิตราลืมตัวกลัวแผนล้ม คว้ามือชายเล็กไว้ ศรีจิตราเริ่มลังเลหน้าแดงนิดๆ
"อย่าเพิ่งไปเลยค่ะ ช่วยรับประทานเป็นเพื่อนดิฉันก่อน"
มาลา วรรณาก็มองดู ชายเล็กนั่งลงใหม่ ศรีจิตราค่อย ๆ ปล่อยมือ หน้าแดงแล้วพยายามทำเฉยๆ
"ไม่ต้องขอร้องหรอกฮะ ความจริงผมเพิ่งกินไปครึ่งท้องเอง"
ศรีจิตรายิ้มนิดๆ
วรรณาบอก
"ว้าย มันผิดฝาผิดตัวยังไงไม่รู้ คุณสอางค์มัวแต่ทำอะไรอยู่นะ "
สองสาวเข้าตึกไป
ชายเล็กกินหมับ ๆ ต่อเนื่อง ปลื้มที่ศรีจิตราจับมือตนเมื่อกี้ ศรีจริตรากินช้าๆ มองดูท่าที
ศรีจิตราคิด " กินเหมือนยายสาไม่มีผิด อาจเป็นเนื้อคู่กันจริงก็ได้"
นึกไปเท่านั้นในใจก็เกิดรู้สึกประหลาด คล้ายละอายที่มาช่วยเป็นแม่สื่อแม่ชัก แต่อีกใจกลับเป็นความเสียดาย ทั้งคู่สบตากัน ทางด้านหลังลมพัดผ้าสะบัดหวิวไหว
ศรีจิตราดูงดงามกว่าปกติ คุณชายอึ้ง
" อุ๊ย คุณชาย มากินข้าวกับแม่ศรีอยู่นี่เอง"
ชายเล็กลุกขึ้นต้อนรับ เลื่อนเก้าอี้ให้สอางค์ ในใจเสียดาย ศรีจิตราระบายลมหายใจ
"กินอะไรด้วยกันซีครับ"
ชายเล็กเห็นตรงหน้าสอางค์มีจานวางอยู่พร้อมถ้วยชา
"แหม รับประทานไม่ลงหรอกค่ะ มันอิ่มอกอิ่มใจ"
"อิ่มอะไรกันครับ"
"อิ่มใจไงคะ คุณชายก็อยู่นี่ หลานสาวทั้งสองคนมากันพร้อมหน้า"
ชายเล็กกดขนมปังค้าง มองดูตรงที่ว่างอีก 1 ที่ จานเปล่าและถ้วยกาแฟแก้วน้ำวางอยู่ คุณชายตาเบิกกว้าง มีเสียงคิกคักจาก มาลา และวรรณาดังมา ชายเล็กมองด้วยหางตา เห็นมาลา วรรณาเดินนำสาลินมาจากตัวตำหนักระยะห่างเพียง 15 เมตร
"วุ้ย นั่นไงมาแล้ว"
สอางค์ยิ้มแก้มปริ ศรีจิตรายิ้มในใจยังหวิวไหว
"คราวนี้แหละ จะได้เจอตัวซะที"
"เจอไม่ได้ครับ"
สอางค์ร้องหา ชายเล็กลุกขึ้นทำขาหนีบแน่น สาลินเดินใกล้เข้ามา
"ถ้าเจอต้องเกิดเรื่องแน่ครับ"
"เรื่องอะไรคะ"
"เรื่องขายหน้าครับ ที่กินเข้าไปมันหลายขนาน แถมยังมีกาแฟไปกระทุ้ง นั่นไง มาแล้ว อุ๊บ"
ชายเล็กใช้มุขเก่า ทำท่าหนีบขา ตัวก้มคล้ายว่าถ้ายืนตรงจะมีของที่ถูกระทุ้งเดินทางออกมา
"ว้าย"
"ด่านหน้าจะแตกแล้วครับ"
"ก็รีบไปซีค่ะ!"
สอางค์ร้องเกือบตะคอก ไม่รู้ว่ากลัวต้องทำความสะอาดเทอเรซหรือเสียดายที่ผิดแผน
"ไปล่ะฮะ คุณศรี"
ชายเล็กวิ่งปรู๊ดไปยังสวน
ภาพจากวิวไฟน์เดอร์ เห็นคุณชายเล็กวิ่งตื๋อออกมา สาลินออกมาจากตึกพร้อมมาลา วรรณา สาลินมองตามเห็นแต่หลังไว ๆ
คุณชายรองลดกล้องเป็นงง เห็นยอด เจียม ยังจัดอาหารอยู่
"มันเรื่องอะไรกัน"
ศรีจิตรามองตามมีอาการสงสัย สอางค์หน้าบึ้ง
มาลา วรรณาอ้าปากค้าง ผิดหวังกว่าสอางค์ 1 เท่า ทั้ง 3 ขึ้นบนศาลา
"อ้าว ไปไหนแล้วคะ" มาลาถาม
สอางค์เกือบตวาด
"แม่ศรี เธอเอาอะไรให้คุณชายกิน ทำไมถึงกินปุ๊บออกปั๊บ"
"ก็กินเหมือนกับที่หนูกินนี่คะ"
"พี่ศรี กินอะไรอยู่คะ น่ากินจัง" สาลินถาม
"ไม่ต้องมาเลียบเคียงถามหรอก นั่งเลย พี่เตรียมจานให้แล้ว"
สาลินนั่งลง มองดูจานชายเล็ก
"แล้วเมื่อกี้ใครวิ่งปรู๊ดไปคะ"
สอางค์บอก "ก็คุณชายเล็กน่ะซี เกิดมีธุระหนัก เอ๊ย ธุระด่วน เลยไม่ได้เจอกัน"
สาลินเริ่มแน่ใจว่าอาจมีรายการนัดบอด ศรีจิตราทำเป็นตักอาหารให้
"ดีแล้วค่ะ"
"ดียังไงจ๊ะ" สอางค์ถาม
"ดีตรงหนูได้กินได้ เต็มคราบไงคะ"
สาลินเริ่มกินหมับ ๆ สอางค์ค้อนแล้วทำหน้ายุ่งเมื่อเห็นสาลินกิน ศรีจิตราอมยิ้ม เอ็นดูน้อง มาลา วรรณาคิกคัก
"กินก็เหมือนกันเลยนะคะ" มาลาบอก
"หรือว่าเป็นคู่สร้างคู่สม" วรรณาว่า
"คู่กินนะซียะ ยายสากินช้า ๆ ลูก ว้ายตายแล้ว"
สาลินบรรจุไข่ดาวทั้งลูกเข้าปาก เป็นการประชด มองศรีจิตราอย่างเอาเรื่อง ศรีจิตราเมิน
ภาพสาลินกลายเป็นภาพในกล้องสองตา
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ยืนส่องกล้องอยู่ต่อเนื่อง
"กินเข้าไปได้ยังไงน่ะ"
ชายเล็กเดินมายืนข้าง ๆ ยอดและเจียมยังอยู่ที่ศาลา มองตาม
"พี่รอง !"
ชายรองสะดุ้งสุดตัว ลดกล้องลงหันขวับมา
"พี่รอง ส่องนกหรือส่องสาว ไหน ให้ผมดูบ้าง"
ชายรองมีพิรุธแล้วทำปรกติด้วยเทคนิคของนักการฑูต ชายเล็กดึงกล้องไปจากมือส่องไปยังเทอเรซ
เห็นกลุ่มสาลิน ศรีจิตรายังกินข้าวเช้ากัน ศรีจิตรากินช้าๆ สาลินพูดไปกินไป สอางค์คอยตีไม่ให้พูด
"แน่ะ ดูสาวจริง ๆ ด้วย"
ยอดและเจียมอมยิ้มให้กัน
"นายวิ่งออกมาทำไม ทำไมไม่อยู่ทำความรู้จักกับแม่สาลิน"
ชายเล็กลดกล้องหันมา ทำหน้ายุ่งยากใจ
"ไม่เอาครับ ผมไม่อยากถูกจับคู่ เสด็จทรงวางแผนให้ผมนัดบอดคุณสาน่ะครับ"
"นายคงกลัวจะเสียคุณธรรมน้ำมิตรกับเพื่อนนายมากกว่าล่ะมั้ง"
"หา เพื่อนผม"
"ก็เพื่อนนายที่จีบแม่สาลินไง"
"อ๋อ เจ้าพลรูปหล่อน่ะหรือครับ"
ชายรองชะงักรู้สึกหมั่นไส้นายพลขึ้นมาตงิดๆ
"นายพลนี่มันหล่อมากหรือ"
"พอ ๆ กับผม นั่นแหละครับ"
"งั้นก็ไม่เท่าไร นายไม่น่าขัดพระทัยเสด็จ ไปเจอตัวไหมล่ะ ฉันจะไปเป็นเพื่อนให้"
ชายรองพูดเรื่อยๆ แต่ในใจมีฮิดเด้น อเจนด้า ชายเล็กเอานิ้วใส่ปากกัด
"ไม่ล่ะฮะ ผมเขิน"
"อย่างนายนี่นะ เขิน ฉันเห็นนายผ่านมาเจ็ดชาติสิบสองภาษา จะมาเขินอะไรตอนนี้"
"พี่รองว่าผมหน้าด้านเหรอ"
"อย่าให้ฉันตอบเลย"
ชายเล็กยกกล้องส่องใหม่ เห็นศรีจิตราป้อนขนมส่งถึงปากสาลิน ศรีจิตราที่พูดคุยสดใสกว่าปรกติหลายเท่า ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลอมยิ้ม ลดกล้องลงส่งให้พี่ชาย
"ผมไปล่ะฮะ ถ้าใครถาม บอกผมท้องเดินไม่หยุด แอดมิทไปแล้ว"
ชายเล็กเดินไป ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์รอนิดหนึ่งก็ยกกล้องส่องดูใหม่
ยอดกับเจียมซุบซิบ
"คุณชายรองแอบดูคุณศรีอยู่แน่ ๆ เลย ยังกะอิเหนาแอบดูบุษบา" ยอดบอก
"แล้วคุณหญิงจินตหรา ตกกระป๋องไปแล้วซีนะ พี่ยอด" เจียมว่า
"เดี๋ยวลองไปถามดูอีกที"
ชายรองส่องกล้องดูเห็นสาลิน กำลังแสดงปาฏิหาริย์ใส่ขนมกระทงใหญ่เข้าปากในคำเดียว
คุณชายหลับตาปี๋ ยอดเข้ามาข้างหลังอีกหน มองตามไปที่ตำหนักใหญ่ เห็นทั้งศรีจิตราและสาลิน
"คุณรองครับ ตกลงดูนกอะไรกันแน่ครับ"
ชายรองหันมามองยอดอย่างรำคาญ
"ดูนกกินปลาน่ะ ปากมันกว้างเท่ากระโถน กลับไปได้แล้ว"
ยอดกลับมาหาเจียม
"ตกลง แอบดูทั้งคุณศรีจิตรา ทั้งคุณสาลิน"
"เอ๊ะ แอบดูทั้งพี่ทั้งน้องแบบนี้ ก็ไม่ใช่อิเหนาแล้วซี ต้องเป็นพระลอมากกว่า"
"เออ จริง พระเพื่อนพระแพงน่ะเหรอ"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินมาช้า ๆ บนเทอเรซข้าง สาลินนั่งหันหลังอยู่คนเดียว ดูซุ้มดอกไม้ กระถางดอกไม้ อาหารเช้าถูกเก็บไปหมด เหลือแต่จานของว่างและชุดน้ำชา ละอองน้ำพุกระทบแดดเป็นรุ้งโค้ง ทำให้สาลินดูงดงามเหมือนภาพวาด
คุณชายรองก้าวขึ้นบนเทอเรซช้า ๆ ตามองดู จากด้านหลังสาลินที่นั่งอยู่เหมือนเหม่อใจลอย ไม่รู้ตัว
เขาก้าวไปใกล้แล้วกระแอม สาลินยังคงไม่หันมา เขากระแอมดังขึ้น สาลินยังไม่หันมาอีก กิตติสงสัยเดินอ้อมมาดู ชะงักคล้ายตะลึงในความงาม แต่เปล่า สิ่งที่เห็นคือ สาลินนั่งหลับ ในมือยังถือกล้วยที่ปอกเปลือกห้อยอยู่ สารรูปดูคล้ายนางชะนีที่นั่งพักเอาแรงบนยอดไม้
ชายรองทำหน้าพิกล นั่งลงตรงข้ามมองดูภาพตรงหน้า โคลงหัวอย่างอ่อนใจ
ลมแรงพัดมา ดอกไม้ปลิวพร่างพรูมาถึงเทอเรซ ผ้าปักบางก็ไหวสะบัดบรรยากาศรัญจวนใจ
ทันใดลมก็เป่าผมสาลินเข้าปากเข้าจมูก สาลินจามพรวด กิตติแทบผงะ
สาลินลืมตาขึ้นแล้วเบิกตากว้างเหมือนเห็นผี
"คุณ !"
ชายรองสงบนิ่ง "ไง"
"คุณมาทำอะไรตรงนี้ คุณมาตั้งแต่เมื่อไร แล้วมารบกวนความสงบของฉันทำไม"
"ฉันจะมาเฝ้าเด็จป้า แล้วก็ไม่รู้ว่าความสงบของเธอ คือเธอนั่งหลับอยู่"
สาลินตะแบงด้วยเหตุผลเดิม
"ใครบอกว่าฉันนั่งหลับ ฉัน ฉันแค่หลับตาเฉย ๆ"
ชายรองมองอย่างรู้ทัน สาลินเม้มปาก
"แล้วมันก็มีเคลิ้มไปบ้าง... ก็ลมมันเย็น"
สาลินแก้ตัว คล้ายโฆษณายารักษาริดสีดวงตราปลามังกร
"ไม่ใช่หรอก แต่เพราะเธอกินไปไม่รู้กี่ขนาน แล้วพอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนต่างหาก นั่นไง กล้วยในมือเธอยังคาอยู่เลย"
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 10 (ต่อ)
สาลินอับอายขายหน้า แต่ทำไม่รู้ไม่ชี้ กล้วยอยู่ในมือเลยคว้ามากินต่อ ชายรองมองตาปริบๆ
"นี่คนอื่นไปไหนหมด"
"พี่ศรี พี่มาลา พี่วรรณาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไงคะ"
"จะไปช็อปปิ้งที่ไหนล่ะ"
"ไปดูผ้าที่พาหุรัดกัน แล้วก็จะไปกินข้าวแถว ๆ ละแวกนั้นด้วย"
"เธอยังจะกินลงอีกหรือ"
"ที่ฉันกินเยอะไม่ใช่อะไรหรอก เพราะคุณป้าใหญ่บังคับให้ฉันกินรอ ให้น้องชายชื่อยาวกว่าของคุณกลับมากินข้าวด้วยได้ เห็นวิ่งปรู๊ดหายไปไหนก็ไม่รู้"
"อ้อ"
"ฉันแค่จะมารับพี่สาวไปซื้อของ ไม่ยักรู้ว่าทุกคนจะจัดไบลด์ เดท ให้ฉัน นี่คุณมาก็ดีแล้ว"
"ทำไม"
สาลินหยิบกระเป๋าถือมา มีอาการเชิดนิดหน่อย แล้วเปิดกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ซักรีดลงแป้งเรียบร้อยส่งให้
"ฉันเอาผ้านี่มาคืนคุณ"
"ผ้าเช็ดหน้าฉัน ไปอยู่กับเธอได้ยังไง อ๋อ ไข่นกกระทา"
กิตตินึกออก สาลินเชิดใส่ กิตติรับผ้าไป
"หวังว่าเจอกันคราวหน้า คงไม่มีชิ้นส่วนอะไรของฉันไปตกค้างอยู่กับเธออีกนะ"
สาลินทำหน้าบึ้งแล้วปอกกล้วยใบที่สอง กินอย่างนวยนาด กิตติอึ้ง
ชายรองคิด " ใครได้ไปเป็นลูกเป็นเมีย สงสัยต้องทำสวนกล้วยไว้รอ"
ณ ระเบียงชั้นบนตำหนักใหญ่อันสามารถมองลงมาเบื้องล่างเห็นเทอเรซข้าง เสด็จทรงยืนอยู่ทอดพระเนตรลงมาข้างล่างอย่างพิศวง เห็นชายรองถือผ้าเช็ดหน้าคุยกับสาลินอยู่ มีความสนิทสนมอ่อนโยนบางอย่าง สาลินเองก็คุยตอบ ยิ้มแย้มบ้าง จิกกัดตอบบ้าง
เสด็จพระองค์หญิงเอนองค์พิงกำแพง ทรงแหงนมองเบื้องบน ท้องฟ้าเบื้องบนมีเมฆมหึมาเคลื่อนผ่าน แปรรูปไปช้าๆ เหมือนมีพลังอำนาจเหนือทุกชีวิตที่อยู่ภายใต้
เวลาต่อมา ร้านแขก ขายผ้าพาหุรัด
แขกชายให้ดูผ้า ทำมือทำไม้ ยักคอไปมา ศรีจิตรา มาลา วรรณาสนใจเนื้อผ้า
สาลินยืนอยู่เบื้องหลัง ทำท่าเลียนแบบยักคอไปมา ศรีจิตราเบือนหน้าหนีแอบหัวเราะ มาลา วรรณาเบือนหน้าไปอีกทาง แขกหันมา สาลินทำหน้าเฉย
ถนนช้อปปิ้ง สี่สาวหอบถุงของพะรุงพะรัง เดินดูของตามร้านค้า พูดคุยสนุกสนาน ศรีจิตราดูสดชื่นกว่าที่เคย
ร้านไอกรีมเจ้าเก่าแก่ โต๊ะเก้าอี้เป็นไม้กลึง ดูบอบบางงดงาม สาลิน ศรีจิตรานั่งอยู่ที่โต๊ะ
มาลา วรรณามองดูรอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ ที่เก้าอี้ 2 ตัวมีถุงกระดาษราว 7-8 ใบ แถมด้วยกล่องรองเท้า 3-4 กล่อง
แขกอื่นๆในร้านดูเป็นคนชั้นกลาง หลายสาขาอาชีพ มีทุกเพศทุกวัย นั่งกันแน่นร้าน บริกรมารอรับคำสั่งโดยไม่ต้องจด
"เอาไอศกรีมน้อยหน่าค่ะ" ศรีจิตราบอก
มาลาบอก "พี่สองคนเอาเหมือนคุณศรีค่ะ"
"สาเอาไอติมไข่แข็ง"
มาลา วรรณาร้องกรี๊ดเบาๆ บริกรสะดุ้งเฮือก สาลินโบกมือให้ไป
"ว้าย คุณสา กินอะไรคะ"
"อร่อยนะคะ ไข่แดงก็ฮ้อมหอม ทำยังไงไม่รู้ ไม่มีคาวเลย เดี๋ยวสาจะให้ชิม"
มาลาบอก "ว้าย ไม่เอาคะ"
"มันบัดสีปาก" วรรณาบอก
"แหม ชื่อมันพิลึกนะสา"
"อ๋อ สารู้แล้ว" สาลินหัวเราะคิก "วันหลังสาซื้อไปฝากคุณป้าสร้อยดีกว่า ฮิฮิฮิ"
มาลา วรรณา ทำท่าทุกข์ทน กระซิบบอกสาลิน สาลินทวนคำ
"อ๋อ ส้วมหรือคะ"
สองนางข้าหลวงสะดุ้งเฮือก อุปาทานคิดว่าคนทั้งร้านมองดู
"อยู่ข้างหลังค่ะ"
"สาพูดเบาๆซี"
มาลา วรรณาเดินก้มหน้างุดไปหลังร้าน ไอศกรีมมาเสิร์ฟ ศรีจิตรากินอย่างมีความสุข
"อร่อยจังอาทิตย์หน้าสามาอีกนะ"
"ขา ที่ขนซื้อมานี่ยังไม่พอหรือคะ"
"ใครว่าล่ะ พี่จะให้สามากินข้าวด้วยต่างหาก"
สาลินรู้ทัน
"แค่กินข้าว หรือจะวางแผนให้สาเจอใครอีกคะ"
ศรีจิตราชะงักแล้วยิ้มถอนใจน้อยๆ
"พี่กะแล้วว่า สาต้องเดาได้"
"ฮึ อีตาคุณาเล็กอะไรนี่ ทำไมต้องเจอด้วย พี่ศรีเลยมาทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชักกับคุณป้าใหญ่"
"พี่ก็ไม่อยากทำหรอก แต่เสด็จทรงเห็นพ้องด้วย"
"ทำไมทุกคนต้องมาคอยจับคู่ให้คนอื่นด้วยนะ"
"ไม่ใช่จับคู่แค่อยากให้รู้จักกันไว้ คุณชายเล็กเป็นคนดีนะสา ฉลาด รื่นเริง ช่างพูด ช่างคุย ตลก เวลาเห็นพี่อยู่คนเดียวก็มาคอยดูแล"
"งั้นก็ดีกว่าว่าที่พี่เขยสาซีนะ"
ศรีจิตราทำตาดุ
"ก็ได้ค่ะ สาจะยอมรู้จัก ถ้าพี่ศรีจะยอมไปรู้จักเพื่อนสา"
"เพื่อนที่ไหนกัน"
"เพื่อนสา ชื่อพลค่ะ"
ศรีจิตราขมวดคิ้ว
"ผู้ชายหรือสา"
"สมัยนี้แล้ว ผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันได้มีถมไป คุณพลเป็นคนดีนะพี่ศรี ฉลาด
รื่นเริง ช่างพูด ช่างคุย ตลก เวลาเห็นสาอยู่คนเดียวก็มาคอยดูแล ดีไปหมด เอ๊ะ
ทำไมคุณสมบัติดี เหมือนคุณชายเล็กของพี่ศรีเลย"
ศรีจิตราหน้าแดง
"ใครบอกของพี่ สานี่ พูดจาเซี้ยวจริง"
ศรีจิตราแหนบแขนสาลินอีก สาลินโอดโอย มาลา วรรณเซซังกลับมา 2 พี่น้องสงสัย
"กลับวังด่วนค่ะ" มาลาบอก
"ไม่งั้นขายหน้าแน่ค่ะ" วรรณาว่า
"ว้า สาอยากดูหนังสืออีกนิด"
"อ้าว พี่สองคนไม่ได้เข้าห้องน้ำหรือคะ" ศรีจิตราถาม
"เข้าแล้วค่ะ ฮือ ไปร้านโน้นเจอกลิ่นแขก" มาลาบอก
"มาร้านนี้ก็เจอแขกอีก" วรรณาว่า
"แขกอะไรคะ" สาลินถาม
"แขกตี้ค่ะ" วรรณาบอก
มาลาบอก "ใครก็ไม่รู้ ทิ้งบอมบ์ไม่ตรงเป้าค่ะ ฮือ"
ศรีจิตรา สาลิน ถือช้อนไอศกรีมค้าง
คืนนั้น ในห้องนอน ศรีจิตรามองดูผ้าที่วางเรียงรายบนเตียง สีหน้าไม่สบาย
เพราะมันคือผ้าที่จะใช้ในงานหมั้นและอาจมีไปถึงงานแต่งงาน เธอคลี่ผ้าลูกไม้ผืนหนึ่งออก ทาบตัวหน้ากระจกเต็มตัวแล้วถอนใจ เอาผ้าพาดพนักเก้าอี้ไว้ เดินไปที่หน้าต่างมองออกไปอย่างสับสนเศร้าสร้อย
" ฮึบ"
ศรีจิตราชะงักมองไป ที่มุมหนึ่งของเทอเรซข้างตำหนักเล็ก มีชุดออกกำลังวางไว้ มีไม้นอน ดัมเบลล์ คุณชายเล็กนุ่งกางเกงวอร์มตัวเดียว นอนหงายยกน้ำหนัก มีนายยอดที่ใส่เสื้อกางเกงวอร์มครบ เป็นคู่พาร์ทเนอร์คอยช่วย
ศรีจิตราเลิกเศร้า หน้าแดงซ่านรีบเมินหน้าหนี
" ฮึบ"
ศรีจิตราอดไม่ได้แอบมองอีก ชายเล็กยกน้ำหนัก กล้ามขึ้นเป็นลูก หน้าแดงเกร็ง เหงื่อท่วมตัว
เธอค่อยหายหน้าแดง มองอย่างชื่นชม ออกกลังกายจนครบเซ็ท นายยอดช่วยยกเวทวางบนที่วาง ชายเล็กลุกมาซับเหงื่อหอบแฮ่กๆ
ศรีจิตรารูดม่านปิดเดินไปนั่งที่กระจก เอาผ้าลูกไม้มาทาบตัวใหม่ นั่งลงดวงตามีแววฝัน
นึกถึงสาลินที่เอาแต่โปรโมท พล
"ดีไปหมด เอ๊ะ ทำไมคุณสมบัติดี เหมือนคุณชายเล็กของพี่ศรีเลย"
ศรีจิตราบอก
"ฮึ นายพลของสา จะมาดีเท่าคุณชายเล็กได้ยังไง"
ศรีจิตราแอบมองต่อ
คืนต่อ ๆ มา ณ สถานฑูตต่างประเทศแห่งหนึ่ง ตอนกลางคืน มีการประดับไฟ แสดงว่ามีงานราตรีสโมสร ภายในห้องโถงใหญ่ของสถานทูตตกแต่งหรูเรียบ มีบรรดาแขก พวกทูต ภริยา บรรดาไฮโซไซตี้
และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น
บรรดาแขกในงานแต่งแบลกไทและราตรียาวหรูหรา ขนเพชร มาประกวดแข่งกัน บ้างถือแก้วเหล้ากรีดกรายไปมา
ทางหนึ่งอัศนีย์แต่งสูทหรู ยืนอยู่กับคอลัมน์นิสต์วิรงรองที่สวมชุดราตรีแหวกเห็นใจน้อง จิตตินในชุดสูทไม่เป็นทางการนัก ถือกล้องติดแฟลช ดวงไฟใหญ่ยักษ์เป็นผู้ติดตาม
"แปลกจริง งานขนาดนี้ หญิงก้อยไม่ยักมา" อัศนีย์บอก
วิรงรองบอก "พอรู้ว่าคุณมา พริ้นเซสก็เลยขอบาย"
"มาโกรธอะไรฉัน ฉันควรจะโกรธเธอมากกว่า เธอใช้ฉันเป็นเครื่องมือโดยที่ฉันไม่รู้ตัวนะ จูบนั่นน่ะฉันไม่รู้เรื่องด้วย"
จิตตินบอก "หญิงก้อยเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด แล้วจะมาโกรธนายทำไมวะ"
"คนกำลังหึงหน้ามืดตามัว เลยพาลไปหมด"
"หญิงก้อยหึงใคร หึงคุณ หรือคุณชายรอง" วิรงรองถาม
อัศนีย์เลิกคิ้ว ยิ้มนิด ๆ นึกถึงตอนที่พาม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงไปร้านผ้าไหมของคุณชายรอง ภาพกิตติกับสาลินนัวเนียกัน
"อย่ารู้เลย"
"อ้อ นี่เธอ รู้อะไรดีๆแล้วอุบไว้ใช่ไหม"
"ใช่ ไม่งั้นเธอก็เอาไปเขียนข่าวหมด"
จิตตินมองไปทางหนึ่งแล้วสะดุ้ง
"ให้ตายชัก โน่น.... ข่าวใหญ่ของเธอกำลังมาแล้ว"
อัศนีย์ วิรงรองมองตามแล้วตาโต
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์และศุภร กำลังเดินทักทายแขกในงาน
"หลบก่อนไหม อาร์นี่"
"ทำไมฉันต้องหลบ"
"งั้นก็อย่าเข้าไปยุ่งกับคุณชายเลยนะ ฉันขอ"
วิรงรองแยกตัวไปหาคุณชายรอง จิตตินตามไปถ่ายรูป อัศนีย์มองตาม
อีกมุมของงานวิรงรองเข้ามาหาคุณชายรองและศุภร จิตตินตามมา ศุภรเห็นจิตตินก็ตั้งท่าทันที
"เฮ้ย ไอ้หม่อม ไอ้กุ๊ยตากล้อง อย่าเข้ามานะโว้ย ได้ชกกันกลางงานแน่"
"วันนี้ผมมาถ่ายรูปครับ ไม่คิดจะมาชกกับใคร แล้วคิดจะชกกลางงานทรงเกียรติแบบนี้ ใครกันแน่ครับที่เป็นไอ้กุ๊ย"
"ไอ้จิต เอ๊ย จิตตินคะ พอเถอะค่ะ ถ่ายรูปไป สวัสดีค่ะ คุณชาย คุณศุภร"
"สวัสดีครับ คุณติ่ง"
"ดิฉันขอโทษด้วยนะคะ ที่เกิดเรื่องน่าอับอายขึ้นในงานวันนั้น ว็อท อะ เชม"
"คนที่น่าอับอายน่าจะเป็นคนอื่นมากกว่านะครับ"
ชายรองไม่ระบุว่าคนอื่นหมายถึง ตน หรือม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสง อัศนีย์เข้ามาสมทบ
"ผมก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน"
ทั้งคู่หันมามองอัศนีย์ที่อ้อมมาด้านหลัง
อัศนีย์ก้าวมาประจันหน้า สองชายมองตากัน วิรงรองอกสั่นขวัญหนี จิตตินยิ้มชอบใจ
ชายรองมีแววเย็นชา อัศนีย์ยิ้มมุมปาก ดูยียวนกวนเท้า ชายรองก้าวไปอีกก้าว อัศนีย์ก็ก้าวเข้าไปอีกก้าว
"สวัสดีครับ คุณชาย"
"สวัสดีคุณอัศนีย์"
กิตติหันมาหาวิรงรอง
"คุณติ่ง ช่วยแนะนำเราหน่อยซิครับ"
วิรงรองเลิ่กลั่ก ถอนมือออก จิตตินเพิ่งรู้ตัวว่าเสื้อเปิด
"ง่า จะดีหรือคะ"
"ดีซีครับ อย่างน้อยเราจะได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการซะที ไม่ใช่เจอหน้ากันแล้ว แลกหมัดกันอย่างเดียว" อัศนีย์บอก
วิรงรองยังมึนแต่ก็ก้าวมา แนะนำกิตติกับอัศนีย์ กรายมือไปด้วย
"คุณชายคะ นี่คุณอัศนีย์ เถลิงการ อาร์นี่คะ นี่คุณชายกิตติ หม่อมราชวงศ์กิตติราชนรินทร์ วุฒิวงศ์"
"ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยที่วันนั้นชกคุณอย่างไม่ให้คุณตั้งตัว"
อัศนีย์ยิ้ม
"ไม่เป็นไรครับ เพราะผมก็ชกตอบไม่ให้คุณชายตั้งตัวเหมือนกันW
"เฮียมีอะไรจะขอโทษผมบ้างไหม" จิตตินว่า
ศุภรบอก
"ไม่มีว่ะ"
จิตตินหัวเราะหึ ๆ
"อ้อ ก็ต้องขอโทษคุณชายด้วย ที่ประทับจูบหญิงก้อยต่อหน้าคุณชายแบบนั้น โดยที่ผมเองก็ไม่ทันรู้ตัว"
ชายรองมองอัศนีย์อย่างประเมินว่า พูดจริงหรือเท็จ ศุภรไม่อยากเชื่อ ชายรองคิดว่าอัศนีย์พูดจริง ที่อคติอยู่ก็หายไปกว่าครึ่ง
"ขอบคุณที่บอก"
ชายรองกับอัศนีย์ยื่นจับมือเขย่า ดวงตาสบกัน มีแววสงบศึกในสายตาของทั้งคู่
"ยินดีที่ได้รู้จัก คุณอัศนีย์"
"ยินดีเช่นเดียวกันครับ คุณชาย"
แสงแฟลชสว่างแวบ ทั้งคู่หันไปมองแสงแฟลช สว่างอีกแวบ จิตตินถ่ายรูปขมักเขม้น
ภาพสองหนุ่มจับมือกัน กลายเป็นภาพนิ่งในหน้าสังคมของหนังสือพิมพ์
วันรุ่งขึ้น ณ วังรัชนีกุล กลางวัน คุณหญิงศศิรัชนีอ้าปากค้างเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์
หม่อมวาณีอยู่ตรงข้ามบนโต๊ะอาหารที่จัดอาหารเช้าไว้เต็มที่ วาณีบิบันเอาเนยทาแล้วใส่ปาก
"อะไรหรือลูก"
"หม่อมแม่ดูนี่ซีคะ"
คุณหญิงศศิรัชนีส่งหนังสือพิมพ์ให้ หม่อมวาณีเหยียดแขนดูหนังสือพิมพ์สุดหล้าเพราะกลัวแก่เลยไม่ยอมใส่แว่น แล้วยิ้มละไม
"นึกว่าอะไร แหมชายรองใส่สูทราตรีอย่างนี้โก้เหลือเกิน รูปก็งาม ยศถาพร้อมพรักอัครฐาน เฮ้อ หญิงนะหญิง"
"หม่อมแม่คะ หญิงให้ดูคนข้างๆต่างหาก"
"ต๊าย คนข้าง ๆ นี่ก็ดูดี ทอลล์ ดาร์ก แอนด์ แฮนซั่ม แหมยังกะดาราลูกเต้าเหล่าใคร รู้ไหมลูก"
หญิงกลางเซ็งสุด
"รู้ค่ะ"
"ใครจ๊ะ"
"ลูกนายอรรถ เถลิงการ"
"ชื่อคุ้น ๆ อรรถ เถลิงการ เหมือนเคยเจอกันหนหนึ่ง"
หญิงกลางเซ็งเพิ่มเป็น 3 เท่า
"ค่ะ สงสัยว่าจะเจอในงานแต่งหญิงก้อยที่นิวยอร์ก"
หม่อมวาณีนึกทบทวน
"นิวยอร์ก งานแต่งหญิงก้อย เถลิงการ อัศนีย์ เถลิงการ ว้าย"
ม.ร..ว. เทพีเพ็ญแสงสวมชุดอยู่บ้านย่างกรุยกรายสลิปเปอร์ปักพลอยก้าวมาชะงัก รื่นกับโรยตกใจ
"อะไรกันคะ หม่อมแม่ร้องซะหญิงตกใจ"
"อุ๊ย แม่ขอโทษค่ะ ลูก"
"ไม่เป็นไรค่ะ" หญิงก้อยมานั่งลง "มีอะไรหรือคะ"
หม่อมวาณีลังเล สบตาหญิงกลางแล้วสั่นหัวบุ๊ยใบ้ไม่ให้บอก พับหนังสือพิมพ์ส่งให้
"อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ"
คุณหญิงศศิรัชนีรับหนังสือพิมพ์มา หม่อม วาณีถอนใจโล่งอก
หญิงกลางพลันพับหนังสือ เอาหน้าข่าวสังคมมาไว้หน้า พับครึ่งให้ไม่ต้องมองหา ส่งให้น้องสาว
"ว้าย ลูกหญิง"
หม่อมวาณีทำท่าเหมือนอยากกระชากไป หญิงก้อยก้มดูภาพตรงหน้า ตกใจลุกขึ้นช้าๆ ปล่อยให้หนังสือพิมพ์กระจายตกจากตักไปเกลื่อนพื้น
รื่นโรยคว้าไว้ดูแล้วยกมือปิดปาก
หม่อมวาณีลุกขึ้นคว้าแขนลูกสาวคนโปรดปลอบโยน หญิงกลางทำไม่รู้ไม่ชี้ แอบยิ้มสะใจ
ในห้องอาหารหรู ของโรงแรม วิรงรองนั่งอยู่ที่โต๊ะ พยายามอธิบายให้คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงฟัง อัศนีย์นั่งเอนตัวสบายอารมณ์
หญิงก้อยสวมชุดม่วงขลิบดำปกเสื้อสูง ผมเกล้ามวยสูง
"ฉันแค่ลงภาพข่าวเท่านั้นน่ะหญิง คำบรรยายอะไรก็ไม่มี"
"ผมแค่ถ่ายรูปตามคำสั่งนะครับ จะมาว่าผมไม่ได้"
อัศนีย์บอก "แต่ภาพ ภาพเดียว มันตีความเป็นคำพูดเห็นร้อยเป็นพันนะครับ"
คุณหญิงก้อยเชิด ปรายตาดูอัศนีย์ พูดเยาะ
"และคำคำหนึ่งที่รูปนั้นพูดออกมาก็คือ ที่นั่น ไม่ใช่ที่ของคุณ เพราะที่นั่นเป็นที่ของผู้
มีเกียรติ ไม่ใช่แค่ผู้มีเงินอย่างคุณ"
"แต่สมัยนี้ เกียรติไม่ได้วัดกันที่สายเลือด แต่วัดกันที่สายป่านของธุรกิจต่างหากการที่สถานทูตเขาเชิญผมไปร่วมงาน ก็เลยเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด"
"แต่มันไม่ธรรมดาสามัญก็ตรงที่ คุณกับเขาไปจับมือกันสนิทแนบแน่นขนาดนั้น"
อัศนีย์ยิ้ม พูดยั่วบ้าง
"ท่าทางคุณหวังให้ผมกับคุณชายฟาดปากกันทุกครั้งที่เจอหรือไง"
"ใช่ นั่นยังเมกเซนส์กว่า"
"ไม่หรอก แต่มันแปลว่า เขาหึงหวงคุณหญิงน้อยกว่าที่คุณหญิงวาดหวังไว้ต่างหาก"
คราวนี้ได้ผล หญิงก้อยโกรธตาวาวลุกขึ้น อัศนีย์ลุกอย่างเกียจคร้านตาม ยั่วต่อ
"โธ่เอ๋ย อุตส่าห์จูบผมต่อหน้าคุณชายสุดที่รัก แต่เขากลับไม่สะดุ้งสะเทือน"
"นี่อย่ามาทำเป็นรู้ดีนักเลย"
"โธ่ มีอะไรบ้างเกี่ยวกับคุณหญิงที่ผมไม่รู้ อย่าลืมว่าผมรู้จักคุณหญิงดีกว่าใครในโลกนี้
ทุกคน"
"อัศนีย์ !"
"รู้ดี ทุกสัดส่วน ทุกตารางนิ้วบนเรือนกายคุณหญิงเชียวหละ"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงตบฉาด อัศนีย์หน้าสะบัด
จิตติน/ วิรงรอง ร้อง "เฮ้ย ! / ว้าย"
"หุบปากหยาบคายของคุณเดี๋ยวนี้นะ"
อัศนีย์ยิ้ม
"เฮ้อ อุตส่าห์ลงทุนถึงขนาดนี้ เขายังไม่วิ่งมาหา แปลว่าอะไรรู้ไหม"
หญิงก้อยหน้าเชิด
"แปลว่าคุณผู้หญิงแพ้เด็กผู้หญิงคนนั้นเสียแล้ว"
วิรงรองและ จิตตินหูผึ่ง หันมามองหน้ากันอย่างอยากรู้
"เมื่อไม่กี่วันมานี่ เขาก็ยังมารับมาส่งกันอีก ทั้ง ๆ ที่เพิ่งมีเรื่องกับคุณหญิงไปหยก ๆ
เห็นว่าไปสวีทกันในสวนสาธารณะเลยนะ"
หญิงก้อยโกรธตัวสั่น เกือบจะร้องกรี๊ด วิรงรอง จิตติน ฟังอย่างรวบรวมเรื่อง อัศนีย์ยิ้มกริ่ม
หญิงก้อยเหลือบดู วิรงรองและ จิตตินฟังอย่างใจจดใจจ่อ รีบระงับท่าที เชิดหน้าน้อยๆ
"ผู้หวังดีคนเดิมรายงานมาอีกแล้วซี"
"เยส แมม"
"ขอบใจ ขอบใจที่อุตส่าห์สนใจเรื่องของฉันขนาดนั้น ขอบใจในความสาระแนของเธอต้วยยายติ่ง นายจิตติน และฝากขอบใจนังผู้หวังดีจอมแส่นั่นด้วย"
จิตริณีกรีดนิ้วหยิบกระดาษจะพิมพ์งาน
"อุ๊ย"
ไนเจลเงยหน้าจากโต๊ะทำงานตัวเอง
"อะไรครับ"
"กระดาษบาดนิ้วน่ะค่ะ"
ไนเจลลุกถลามา คว้ามือจิตริณีไปดู จิตริณีทำตาปริบ ๆ
"ไม่ต้องห่วงนะ ไปเข้าส้วมกับผมเดี๋ยวนี้เลย"
"อุ๊ย....เข้าไปทำไมคะ"
"ล้างแผลไงครับ ที่อ่างล้างมือในส้วมไง"
"อ๋อ ค่ะ"
วิรงรองวิ่งตามคุณหญิงก้อยออกมาจากห้องอาหาร ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงตวัดสายตามองอย่างเอาเรื่อง
"งั้นเหรอ แต่เรื่องมันบานปลายเพราะข่าวของเธอทุกครั้ง"
เทพีเพ็ญแสงสะบัดไป อัศนีย์ จิตตินตามมา
"มันดีว่ะ แต่แกปั่นหัวหญิงไปทำไมวะ"
"สนุก ๆ จัสท์ ฟอร์ ฟัน ทายซิ ว่าคุณหญิงจะไปไหนต่อ"
วิรงรอง จิตตินมองหน้ากัน นึกไม่ออก
สาลินอยู่ที่เคาน์เตอร์ นักศึกษาแว่นมาช่วยทำอะไรกระจุกกระจิกเช่นเคย ลลิตา บราลี ซ่อมหนังสืออยู่ทางหนึ่ง อีกมุมหนึ่งไนเจลกำลังพันพลาสเตอร์ให้ที่นิ้วจิตริณีอย่างทะนุถนอม
แว่นถาม
"เมื่อไหร่นิยายเรื่อง “รักแรกพบ” จะคืนเสียทีล่ะครับ ผมอยากอ่านจะแย่แล้ว"
"งั้นคุณต้องลงชื่อจองไว้ค่ะ" สาลินบอก
"แล้วถ้าไม่ใช่หนังสือล่ะครับ ผมจองได้ไหม"
"จะจองอะไรดีล่ะคะ"
ลลิตาบอก "เตียงคนไข้"
"หรือศาลาสวดศพ" บราลีว่า
แว่นสะดุ้ง ลลิตา บราลีช่วยกันทากาวกดสันหนังสือเล่มหนา
"นี่เรื่องอะไรยะหนาตั้งคืบนึง"
"พระอภัยมณี ที่มีเธอเป็นนางเอกไง" บราลีบอก
"ใคร นางละเวงหรือ" ลลิตาว่า
"ไม่ใช่ นางผีเสื้อสมุทร"
"ก็ยังดีกว่าหล่อน นางวาลี"
สองนางสะบัดพรืดใส่กัน
ทันใดมีเสียงรองเท้าสูงย่ำพื้นหินอ่อนมา ดังเป็นจังหวะ ในความเงียบของห้องสมุด
เสียงนั้นเลยกลายเป็นเสียงกึกก้องกัมปนาท คนในห้องสมุด เงยหน้าหาต้นเสียง
นักศึกษาแว่นหันมามอง ตะลึงไปกับความงามของ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง
บราลี ลลิตา หันขวับมา ตะลึงไปเช่นกัน กาวสันหนังสือหลุดเผยอ
ไนเจล จิตริณีหันขวับมาดู ไนเจลยังกุมมืออยู่อย่างนั้น
คนในห้องสมุดค่อย ๆ ทะยอยลุก เสียงก๊อกๆๆๆดังต่อเนื่อง ทุกคนมองไปที่ประตู
สาลินมองไปเป็นคนสุดท้าย
ใกล้ทางเข้ามีสแกนหนังสือใหม่ มีรูปขนาดใหญ่ของเมลลิฟิเซนท์จาก Sleeping Beauty ปี 59 ติดอยู่ ตรงทางเข้า คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงในชุดดำม่วง มีคอเสื้อสูง ผมเกล้า ตระหว่านยืนอยู่
สาลินตาเบิกกว้าง
คนทั้งห้องสมุดทุกกลุ่ม รู้สึกร่วมกัน คือ พิศวง อัศจรรรย์ใจ คนทั่วไปอัศจรรย์ในความงาม
ลลิตาอัศจรรย์ที่สาวในข่าวมาถึงนี่ บราลี อัศจรรย์ในความอลังการของฝ่ายขวา
จิตริณีอัศจรรย์ใจว่าเ คุณหญิงก้อยลดตัวมายังที่นี่ ไนเจลอัศจรรย์ที่มีหญิงสาวที่งามพิลาสกว่าจิตริณี แต่กลับน่ากลัวจนไม่น่ารัก
คุณหญิงก้อยเชิดหน้าที่แต่งมาเพิ่มจนเข้มข้น มีเครื่องประดับวูบวับราวรังสีเหนือมนุษย์
เธอก้าวมาหยุดตรงหน้าสาลิน จ้องนิ่งราวจะกินเลือดกินเนื้อ
ในห้องสมุด ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงก้าวมาหยุดตรงหน้าสาลิน จ้องนิ่งราวจะกินเลือดกินเนื้อ
ลลิตา บราลี ถลาพรวดมาหลังตู้บัตรเพื่อเงี่ยหูฟังทุกคำ
จิตริณีขยับก้าวมา มีอาการจะช่วยสาลิน ไนเจลรีบตาม
นักศึกษาแว่นก้าวมาด้วย ไม่รู้เรื่อง แต่รู้สึกว่า สาลินถูกคุกคามเลยจะมาปกป้อง
สาลินฉีกยิ้มต้อนรับ
"สวัสดีค่ะ คุณหญิงเทพีเพ็ญแสง มีอะไรให้รับใช้คะ"
หญิงก้อยเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ปากแย้มยิ้มเยาะ
"ขอบใจ แต่ฉันไม่ต้องการการช่วยเหลือจากเธอ"
เธอพูดพลางกรายตัว สาลินมองเพลิน แล้วหันขวับมาพูดต่อ สาลินเกือบสะดุ้ง
"ฉันแค่มาดูหน้าเธอ ว่าเธอทำหน้าที่บรรณารักษ์ ให้ยืมหนังสือเป็นรายอาทิตย์ หรือให้ยืม “ตัว” เป็นรายวันหรือรายชั่วโมงกันแน่"
สาลินเป็นอึ้ง ทุกคนอ้าปากค้าง ไนเจลจะเข้าไปห้าม จิตริณีรั้งไว้ แว่นฮึดฮัด
"คุณพูดอะไร"
บราลี ลลิตา หอบเครียด
"พูดไว้ไม่มีผิด" ลลิตาบอก
"จะมีตบกันแบบนิยายคนชั้นกลางไหม" บราลีว่า
"จะทำหน้าซื่ออีกนานไหม ทำหน้าไร้เดียงสาแบบนี้ใช่ไหม คุณชายเขาถึงติดใจนัก"
แว่นบอก
"เฮ้ คุณ พูดอะไรให้เกียรติกันหน่อยนะครับ"
สาลินควบคุมสติ รู้ความต้องการของ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงแล้ว ตั้งรับเต็มที่
"อ้อ คุณหมายถึงคุณชายกิตติน่ะเอง คุณชายเคยมาหาฉันที่นี่ หรือแถวๆนี้ สามสี่หน เอ๊ะ หรือห้า หก หน"
สาลินพยายามนึกทั้งที่รับขึ้นรถกับที่เจอกันตามบาทวิถี หญิงก้อยเกือบเต้นเร่า แต่ยิ่งเชิด ดวงตาคล้ายจะพ่นไฟได้
"นี่คงภูมิใจมากซีนะ ที่จับคุณชายรองไว้ได้อยู่มือน่ะ"
"จับ...อยู่มือ"
"แต่ฉันสงสัยว่าเธอจะจับเอาไว้ให้พี่สาว หรือจับเอาไว้ให้ตัวเองกันแน่"
สาลินตาโต ยิ่งงุนงง
"แย่งได้แม้แต่พี่สาวตัวเองงั้นเหรอ"
สาลินตาวาวโรจน์ขึ้นทันที
"ที่นี่เป็นห้องสมุดนะคะต้องการความสงบ ไม่ใช่ที่ที่คุณหญิงจะมาพูดเรื่องอะไรที่ต่ำ
หยาบ และทุเรศขนาดนี้"
ลลิตา บราลี ตาโตมองหน้ากัน จิตริณีกำหมัดคล้ายเชียร์มวยนักศึกษา แว่นร้อง
"จริงครับ !"
คุณหญิงก้อยโกรธจนตัวสั่น
"คนที่มาที่นี่เขามาอ่านหนังสือนะคะ ไม่ได้มาดูละครตอนหึงหวงแย่งผู้ชาย ตบกันตกบันได"
สาลินถอนใจ โทสะจางลงตามประสา
"เพราะที่จริงแล้ว ฉันอยากจะช่วยให้คุณกับคุณชายคืนดีกันต่างหาก"
"ไม่ต้องมาพูดเอาดีเข้าตัว ฉันรู้จักกำพืดผู้หญิงอย่างหล่อนดี พวกหญิงบ้านสวน อยากใต่เต้ามาเป็นสะใภ้ผู้ดี สะใภ้จ้าว จำไว้ให้ขึ้นใจ คุณชายต้องซานกลับมาหาฉันแน่ ๆ"
คุณหญิงก้อยมองสาลินตั้งแต่หัวจรดเอว ไม่ถึงเท้าเพราะเคาน์เตอร์บังอยู่
"เพราะคนอย่างเธอ ไม่มีอะไรเทียบเคียงฉันได้"
สาลินอึ้งไป คนอื่นๆมองดู นักศึกษาแว่นก้าวมา
"ไม่จริงครับ ! "
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงชูคอขึ้นคืบหนึ่ง มองแว่นตั้งแต่หัวจรดเท้า
"นายรู้จักฉันรึเปล่า ฉันคือใคร ฉันคือหม่อมราชวงศ์หญิง เท.. "
"จะเทพี เทพิน หรือเทโพ ถ้านิสัยไพร่ มันก็ไพร่อยู่วันยังค่ำล่ะค่ะ " บราลีต่อ
ลลิตาบอก "ยศฐาบรรดาศักดิ์ คงไม่เกี่ยวกับนิสัยล่ะมังคะ คุณหญิง"
เทพีมองบราลี ลลิตา เหมือนจะจำได้ว่าเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง
ไนเจลและจิตริณีก้าวมาสมทบ
"ถ้าไม่ได้มาอ่านหนังสือ แต่มาหาเรื่องพนักงานของผม เชิญคุณออกไปได้ ที่นี่ ไม่ต้อนรับ Get out of here เชิญ"
จิตริณีบอก "แล้วตอนออกไป ช่วยเดินเบา ๆ ด้วยนะคะ เพราะห้องสมุดห้ามใช้เสียง"
"อ้อ หล่อนเองซีนะ นัง...อี...กาคาบข่าว"
"ฉันเป็นแค่เพื่อนผู้หวังดีเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่ทั้งนัง และอี...กา"
"ฉันหวังว่า ความดีที่เธออ้างจะตอบสนองเธอเข้าซักวัน"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงยิ้มเยาะ ปรายตามองเหยียดทุกคน แล้วสะบัดเดินเยื้องกายออกไป
ไนเจลมองสาลิน
"โอ มายก็อด ห้องสมุดผมกลายเป็นเวทีละครเมโลดราม่าไปแล้ว"
บรรดาสมาชิกวิจารณ์กันแซ่ด สาลินน้ำตารื้น บราลี ลลิตาเข้ามาปลอบ
"ร้องไห้ทำไม อย่าร้องนะ ดูซิขนาดฉันปลื้มเจ้า ฉันยังทนนังคุณหญิงไพร่นี่ไม่ได้เลย" ลลิตาว่"เออจริง เพิ่งเห็นเธอด่ายายคุณหญิงวันนี้แหละ" บราลีบอก
"ไม่ใช่ความผิดของเธอนะสาลิน เธอพยายามช่วยเขาต่างหาก" จิตริณีบอก
"อย่าร้องนะครับ เข้มแข็งไว้นะ"
สาลินปล่อยโฮ
"ฉันไม่ได้ร้องเพราะโดนคุณหญิงด่า"
"อ้าว....แล้วร้องทำไมครับ" ไนเจลถาม
"ฉันปลื้มใจ"
ทุกคนสงสัย "ปลื้มใจ !"
"ก็ทุกคนช่วยปกป้องฉันจากยายคุณหญิงน่ะซีคะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณทุกคนเลย"
สาลินเข้ากอดทุกคน ทีละคน ทุกคนหัวเราะขำ แว่นขอกอดซ้ำอีกครั้ง
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 10 (ต่อ)
เย็นต่อเนื่อง ในร้านเสียโป สาลินกับชายเล็ก ที่เธอรู้จักในนามของ พล
เขาและเธอนั่งอยู่โต๊ะตัวหนึ่ง ตรงหน้ามีน้ำอัดลม 2 ขวด สาลินยังครุ่นคิด พลเอาหลอดจิ้มเกลือคนขวด สาลินให้เอกนั่งหันหน้าเข้าร้าน แต่สาลินนั่งหันหน้าออกถนน
"คุณรู้ใช่ไหม เรื่องที่ฉันพยายามทำให้คุณชายรองกับคุณหญิงก้อยคืนดีกัน"
"ฮะ คุณชายรองเลยถึงมาหาคุณที่นี่บ่อยๆ"
"ใช่"
พลอมยิ้ม
"แล้วยังไงต่อไป"
"พอวันนี้ คุณหญิงก้อยก็เดินปึงๆ มาหาฉันที่ห้องสมุด"
พลตาโต
"ฮ้า"
"แล้วเขาก็ว่า ว่า ว่า"
"เขาว่าอะไรคุณ"
"เขาว่า ว่าฉันกำลังจะจับคุณชายรองเอาไว้เพื่อตัวเอง แย่งได้แม้แต่พี่สาวตัวเอง"
สาลินโพล่งออกมา พลผิวปากวิ้ว
"แล้วคุณหญิงก้อยรู้ได้ยังไงว่าคุณสนิทสนมกับคุณชายรอง"
"ฉันไม่ได้สนิทสนม ฉันไปกับเขาเพื่อทะเลาะกัน"
พลรำพึง
"ทะเลาะกันนี่แหละตัวดี"
"อะไรนะ"
"เปล่าฮะ"
บริเวณทางเท้าหน้าร้านเสียโปม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์5nvกุญแจรถเดินมากับศุภร
"ทำไมหมู่นี้มาร้านบ่อยนักวะ ไอ้หม่อม"
"อ้าว แล้วใครกันบ่นอยู่ทุกวันว่าไม่มีคนช่วยดูแลร้าน"
"ก็แต่ก่อนบ่นจนปากฉีก ก็ไม่เห็นนายมานี่หว่า แน่ใจนะ ว่าไม่มีอะไรดี ๆ แถวนี้"
คุณชายรองนิ่งไปนิดหนึ่ง
"เลิกถามได้แล้ว ฉันจะมากินข้าว ไม่ใช่ให้นายมาถามเพ้อเจ้อ"
"เอาร้านนี้ไหม ที่นายเคยชอบไง"
ทั้งคู่มองเข้าไปในร้าน
สาลินนั่งเซ็งอยู่กลางร้าน กำลังคุยกับนายพล หรือชายเล็กที่ใส่ชุดหมี หมวกแก๊ปบริษัท นั่งหันหลังให้ เห็นตราบริษัทที่หลังเสื้อ
"เฮ้ย นั่นคุณสา"
"เรียกซะสนิทสนมเชียวนะ"
ศุภรเห็นท่าทา เลยทำเป็นชอบสาลิน ชายรองทำไม่มอง
"อ้าว ก็รู้จักกันแล้ว ก็น่าจะสานต่อ แนะนำหน่อยซีวะ"
ศุภรแกล้งเพื่อดูท่าทีของชายรอง
"คงยาก ต้องฝ่าอีกหลายด่าน"
"ด่านอะไรวะ"
"อ้าว ก็เขามีทั้งนายฝรั่ง ทั้งลูกเศรษฐีมาชอบ"
ชายรองตัดสินใจไม่บอกว่า ลูกเศรษฐีนั่นคือใคร ศุภรดูสาลินอีก
"แต่คราวนี้เขามากินข้าวกับไอ้หนุ่มบริษัทน้ำมันว่ะ"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์หลุดปาก "นายพล"
สาลินเอากระดาษทิชชู่ที่เสียบแก้วไว้เช็ดแก้มให้พล
"หา...อะไรนะ"
"ไปกินร้านอื่นเถอะ ร้านนี้ไม่อยากกิน น้ำราดมันหวานจนเลี่ยน"
"เฮ้ย กินร้านนี่แหละ ฉันยิ่งชอบว่ะ มีคู่แข่งแบบนี้ท้าทายดี"
"ไหน แกบ่นถึงหญิงกลางอยู่บ่อย ๆ ไง ตั้งแต่งานวันเกิดคุณติ่ง มาเปลี่ยนใจแล้วทีนี้"
"ใครบอกว่าเปลี่ยนใจ ยังอยากทานเค้กของคุณหญิงอยู่เลย หาโอกาสนัดทานข้าวให้ฉันหน่อยซีวะ"
"เฮ้อ.... แกนี่มันกะล่อนทองจริง ๆ"
ชายรองดึงศุภรไป พลหันมาดู เห็นหลังทั้งสองไว ๆแต่จำไม่ได้
สาลินเช็ดแก้มช้าๆ พลหลับตาพริ้ม สาลินถอนมือมาเอาทิชชู่มาพิศดู
"ฉันรู้แล้วว่าอะไร"
"ครับ"
"ขี้นก ขี้นกพิราบ อี๊ย์"
พลหมดมู๊ด สาลินร้องขยะแขยง เอาทิชชู่เช็ดมือซ้ำทิ้งลงกระโถนใต้โต๊ะ
"กลับมาเข้าเรื่องต่อ แปลว่ามีคนเห็นคุณตอนนั่งรถไปกับพี่ เออ ..คุณชายรองน่ะ
แล้วคนนั้นก็เอาไปบอกคุณหญิงก้อย"
"บราลีเกลียดพวกเจ็ทเซ็ทตัดออกไปได้ ส่วนยายลลิตาถึงจะบ้าคนดัง แต่ก็แค่ชะเง้อคอ
อยู่วงนอก"
"แล้วใครล่ะ อยู่วงใน"
"ใช่แล้ว คุณเลขาจินนี่"
"ใช่แล้ว เธอเป็นเพื่อนนายอัศนีย์และรู้จักคุณหญิงก้อยด้วย"
"เป็นไปได้เพราะคุณหญิงเรียกคุณจินนี่ว่า อีกาคาบข่าว แต่เธอจะบอกคุณหญิงไปทำไม ในเมื่อเธอก็ไม่ค่อยชอบหน้าหญิงก้อย แถมยังช่วยฉันต่อกรยายคุณหญิงด้วย"
"เรื่องชักยุ่งเป็นยุงตีกันแล้วซี"
"ฉันอยากให้คุณชายรองคืนดีกับยายคุณหญิงนี่เร็วๆ เรื่องมันจะได้หายยุ่ง"
"แต่ผมชักสงสัยว่า...นายคุณชายรองน่ะ อยากกลับไปคืนดีกับคุณหญิงหรือเปล่าน่ะซี"
สาลินไม่รู้ตัวเลย พลมองดวงตาใสแจ๋ว หน้าแอร่มนั้นยิ้มๆ
"ทำไมเขาถึงจะไม่อยากล่ะ"
"ใครจะรู้ฮะ สันดาน เอ้ย นิสัยผู้ชายก็เหมือนผึ้ง ไม่หยุดอยู่แค่ดอกไม้เพียงดอกเดียวหรอก"
สาลินทำตาปริบๆ
คืนนั้น ในห้องนั่งเล่นตำหนักเล็ก ม.ร.ว. กิตตินั่งอยู่บนโซฟาดูข่าวโทรทัศน์ จึงไม่มีนางข้าหลวงใดมาเสนอหน้าดูด้วย คุณชายเล็กเอาชุดหมีพาดแขนเดินหล่อเข้ามา แล้วโยนชุดหมีลงบนโซฟาข้างตัวพี่ชาย ชายรองมองดูเห็นตราบริษัทแล้วอารมณ์เสีย
"อ้าว ไม่ได้นัดสาวที่ไหนไว้หรือ"
"แค่จะไปส่งบ้านเขายังไม่ยอมเลย ยอมให้ไปส่งแค่ป้ายรถเมล์เอง"
เจียมมาคุกเข่า เสิร์ฟน้ำเย็นแล้วเอาชุดหมีไป ชายเล็กนั่งลงจิบน้ำ
"พี่รอง พี่รองอยากคืนดีกับหญิงก้อยหรือเปล่า"
"มันเรื่องอะไรที่นายต้องมาถามฉันอย่างนี้"
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลถอนใจ
"เรื่องมีอยู่ว่า มีคนเขาเห็นพี่รองไปรับน้องเมียในอนาคตจากที่ทำงานหลายครั้ง"
ชายรองชะงัก
"เขาก็เลยสงสัยว่าพี่รองอาจจะตัดสินใจเลิกทั้ง 2 ทาง แล้วหันไปหาทางสายที่ 3 แทน"
"หมายความว่ายังไง"
"ก็หมายความว่า มีคนเขาสงสัยว่าพี่รองเกิดไปติดใจน้องเมียในอนาตคเข้าให้น่ะซี"
"บ้า!"
คุณชายรองลุกพรวดขึ้น จรวยโผล่แอบมอง ชายเล็กลุกตาม
"อย่าเตะผมเลยนะ พี่รอง"
"ฉันจะเตะนายทำบ้าอะไร แต่ฉันอยากรู้ว่าไอ้บ้าคนไหนคิดอะไรเพ้อเจอแบบนี้ ใช่..
ฉันไปรับเขาบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่เจอกันก็มีเรื่องต้องเจรจา ไม่มีเรื่องพิศวาสอะไร แม้แต่ซักนิด"
คุณชายรองพูดในใจคิดตามนั้น แต่มีเสี้ยวหนึ่งของใจรู้สึกตงิดๆขึ้นมา ชายเล็กมองอย่างจับท่าที
"หรือฮะ"
"แต่ไอ้คนที่ไปหาเขาบ่อยๆ น่าจะเป็นเพื่อนแกมากกว่า"
คุณชายเล็กยิ้มวางมาด
"ไอ้พลรูปหล่อน่ะหรือครับ"
"ใช่ อย่างวันนี้ ฉันก็เห็นไอ้เพื่อนรูปหล่อของแกไปกินข้าวอยู่กับแม่นั่น"
ชายเล็กหุบยิ้ม หน้าซีด
"ตอนไหนฮะ"
"ก็ตอนเย็นไง แต่ว่าไอ้เจ้านั่นมันนั่งหันหลังให้ เลยไม่รู้ว่ามันหล่อเหลาขนาดไหน"
ชายเล็กโล่งใจทะเล้นขึ้นมาใหม่
"ก็บอกแล้วไง ว่าหล่อพอๆ กับผม"
ชายรองทำหน้ายิ้มหยัน
"ฉันน่ะไม่สนิทสนมกับแม่คนนั้นเท่าเพื่อนแกหรอก อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยไปกินข้าว
กับเขาสองต่อสองเหมือนไอ้เจ้าพลนั่น นี่....ฉันรู้แล้ว ไอ้เพื่อนแกน่ะซีที่ใช้ให้แกมาถามฉัน"
ชายเล็กทำปากจู๋
"มันก็แค่สงสัย"
"มันหึงล่ะซี"
ชายเล็กเล่นลิ้น
"หวงมากกว่า"
คุณชายบดินทราชทรงพลรู้สึกครึกครื้นในใจใหม่ พี่ชายเมินไป แล้วหันมามองหน้า
"แล้วถ้าฉันเกิดชอบผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาจริงๆ แล้วจะว่ายังไง"
ชายเล็กตาเบิกโพลง
จรวยตาเบิกโพลง แทบจะทิ้งลูก
"แล้ว แล้ว แล้วแล้ว พี่รองจะเอาคุณหญิงกะคุณศรีไปไว้ที่ไหนฮะ"
"ก็ช่างปะไร"
จรวยยืนหอบ
"ใคร...มีนังมือที่สามที่ไหนโผล่มาอีก"
สองพี่น้องหันไปมอง เห็นเงาจรวยอุ้มลูกวิ่งจู๊ดไป
วันต่อมา ในตำหนักใหญ่ ณ ห้องทรงพระสำราญ
เสด็จประทับกับพื้น สอางค์ ศรีจิตรานั่งถัดมา กิตตินั่งพับเพียบตรงข้ามเสด็จ ทั้งสี่ล้อมดูภาพแบบบ้านในแมกกาซีนต่างประเทศ เป็นแบบบ้านขนาดกลางจนถึงใหญ่ ทันสมัยของยุค 60 เสด็จพระองค์หญิงทรงพลิกไปทีละหน้า คุณชายรองดูอย่างสงบนิ่ง ศรีจิตราอึดอัดเล็กน้อย สอางค์พยักเพยิด มาลา วรรณา คิกคักอยู่เบื้องหลัง
"แบบบ้านนี่ ก็คงแค่เอามาดูเป็นตัวอย่างนะชายรอง"
"พะยะค่ะ เกล้าว่านี่มันแบบบ้านเมืองหนาวทั้งนั้น คงต้องมาปรับอีกเยอะ"
"เธอมีความรู้ทางนี้บ้างก็ดีแล้ว จะได้บอกสถาปนิกเขาถูก"
เสด็จตรัสยิ้มๆ ดวงเนตรจับท่าทีของชายรองที่ซ่อนความลำบากใจไว้สุดความสามารถ
"ศรีจิตรา เธอชอบแบบไหนบ้างล่ะ"
"เอ้อ หม่อมฉันไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยเพคะ"
"ต่อไปเราต้องเป็นคนอยู่ รีบๆ หาความรู้เอาไว้นะจ๊ะ"
สอางค์บอก
"รีบ ๆ เรียนจากคุณชายไว้ก็แล้วกัน ... ดิฉันฝากด้วยนะคะคุณชาย"
เสด็จสบตาสอางค์
"ป้ามีธุระ ชายรองกับแม่ศรีดูแบบบ้านไปก่อนก็แล้ว ไปสอางค์"
เสด็จทรงลุกขึ้นพร้อมกับสอางค์ แค่มาลา วรรณายังหมอบกระแตอยู่
"อ้าว แม่เมียตะเข้ หล่อนสองคนก็ออกไปด้วยย่ะ"
มาลา วรรณา คิกคัก เสด็จทรงเดินนำ 3 คนออกไป มาลา วรรณา เยี่ยมหน้ามามองชายรองและศรีจิตราอีกครั้ง พลางกิ๊กกั๊ก ก่อนปิดประตูลง
ชายรองมองดูศรีจิตราที่นั่งพับเพียบก้มหน้าดูแบบบ้านนิ่งอยู่
ภาพของสาลินพูดจ๋อยๆ พลางกินกล้วยไปด้วย เล่นเอาคุณชายอมยิ้มเกือบหัวเราะออกมา
"ไม่เหมือนกันเลยซักนิดเดียว"
"อะไรนะคะ"
ศรีจิตราเงยหน้าขึ้นชายรองยิ้มนิดๆกลบเกลื่อน
"หมายถึงแบบบ้านพวกนี้น่ะ มันไม่เหมือนกันซักแบบนึง นี่...น้องสาวมาเยี่ยมอีกหรือเปล่า"
"มาเมื่อวันอาทิตย์ค่ะ"
"แล้วไปไหนกัน"
"ก็ไปซื้อพวกผ้าน่ะค่ะ แต่ช่วงบ่าย ยายสา เข้าร้านหนังสือแล้วไม่ยอมออก"
ชายรองยิ้มนิดๆ ศรีจิตราพูดคล่องขึ้น
"ยายสาชอบอ่านหนังสือค่ะ อ่านได้ตลอดวันตลอดคืน วันนั้นก็ขนซื้อมาหลายเล่ม"
"มิน่า ถึงได้ทำงานเป็นบรรณารักษ์"
"ยายสาบอกว่า เป็นบรรณารักษ์จะได้อ่านหนังสือฟรีค่ะ"
"คนชอบอ่านหนังสือน่ะหูตากว้างไกล มีความคิดความอ่าน เธอน่าจะพาเขามาดูห้องสมุดของเด็จป้าบ้าง"
"ค่ะ"
ชายรองหยิบหนังสือข้างตัวศรีจิตรามาดู เห็นหน้าปก Beauty and the Beast
"นี่หนังสือห้องสมุดที่...น้องสาวทำงานหรือ"
"ค่ะ ยายสาชอบขนนิทานมาให้ดิฉัน"
"นายเล็กก็ชอบฟัง นิทานนมย้อยน่ะ รู้เรื่องนิทานเป็นพันๆ เรื่อง นายเล็กนอนหนุนตัก ฟังนมย้อยเล่านิทาน จนหลับคาตักทุกวัน"
ศรีอมยิ้ม
"สมัยเด็กดิฉันก็ทำอย่างนั้น"
"ไม่ใช่แค่สมัยเด็ก เมื่อวันก่อนเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นนายเล็กหนุนตักนมย้อยฟังนิทานอยู่"
ศรีจิตรายิ้มมากขึ้น
"หรือคะ ตายจริง คุณชายเล็กบางครั้งก็ทำตัวเป็นเด็กเหมือนยายสาไม่มีผิดเลยค่ะ"
ศรีจิตรายิ้มดวงตาพราว แต่ก็อยู่ในกรอบที่ฝึกไว้ ชายรองมองดูความเย็นตาเย็นใจนั้น
ทั้งสองคลายใจลง แต่ไม่ได้สังเกตว่า เรื่องที่สนทนากลับเป็นเรื่องน้องสาว น้องชายของอีกฝ่าย
มาลา วรรณาแอบฟังอยู่ด้านนอกโถง สอางค์เดินเข้ามา
"นี่ แม่เมียตะเข้ มายืนแอบฟังอีกแล้วนะ"
"แหม คุณแม่บ้านขา น่ารักกระหนุงกระหนิงออกอย่างนี้ มาลาอดใจไม่ไหวหรอกค่ะ"
"แล้วเขาคุยอะไรกัน"
"คุณเรื่องคุณชายเล็กกับคุณสาน่ะค่ะ น่ารักจริง ๆ"
"เอ๊ะ ทำไมไปคุยเรื่องน้องของทั้งคู่ล่ะ ทำไมไม่คุยเรื่องของเขากันเอง อย่าง....แบบบ้านเรือนหอ หรือไม่ก็....เรื่องงานวิวาห์ เรื่องฮันนีมูน เทือกนี้"
"นั่นซีคะ จริงด้วย" วรรณาบอก
มาลา วรรณามองหน้ากันงง ๆ สอางค์ยิ่งงงกว่า ชายรองและศรีจิตราหัวเราะกัน ทั้งสามนางเลยฟังกันต่อ
"ใช่ครับ นายเล็กทะลึ่งเสียจนหม่อมแม่ต้องกำราบ กลับมาจากเมืองนอกวันแรกก็แกล้งหม่อมแม่จนวงไพ่แตก"
"ทราบมาเหมือนกันค่ะ"
"แล้ว....เออ...สาลินล่ะครับ ชอบแกล้งเหมือนนายเล็กไหม"
"ขานั้น ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ แถมคนที่ถูกแกล้งยังเป็นคนที่ดุที่สุดในบ้านด้วย"
"คุณป้าสร้อยเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ สาเคยแกล้งคุณป้าจนทำกับข้าวผิดสูตร เสียรสไปเลย คุณป้าโกรธถึงขั้นห้ามยายสามาบ้านราชดำริเป็นอาทิตย์ "
ชายรองหัวเราะดัง ๆ ออกมา ศรีจิตราหัวเราะตาม
สอางค์ มาลา วรรณามองหน้ากันงง ๆ
คืนนั้น ในห้องนั่งเล่นตำหนักเล็ก หม่อมอำพัน คุณชายกลางและคุณชายโตนั่งอยู่บนโซฟา ที่พื้นจรวยดูแลตาตุ้มอยู่กับเจียม ป้าน้อมยืนนวดหลังอำพันอยู่ อำพันนั่งถอดไพ่ไปด้วย นมย้อยอยู่อีกโซฟาหนึ่งมองอย่างอ่อนใจ สองพี่น้องกำลังดูหนังสือแบบบ้านอยู่ด้วยกัน
"อุ๊ย อาทิตย์ก่อนไม่รู้ยังไง ไพ่ดีทุกตา" หม่อมอำพันบอก
น้อมบอก "มีพญาหงส์ทองบินมาจับตำหนักมั้งคะ หม่อม"
"ท่าจะจริง" แล้วเหลือบดูจรวย "แต่ตั้งแต่ต้นปีก่อนจนถึงปีนี้ อีกาดำตัวซวยมันพาเคราะห์มาให้"
จรวยคอแข็ง ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ไม่ได้สนใจคุยกับน้องชาย
"ฉันเสียยุบเสียยิบเสียยับมาจะสองปีเต็มๆ แล้ว"
"ค่ะ เป็นคนอื่นเขาคงถอดใจเลิกเล่นไปนานแล้วนะคะ หม่อม" ย้อยว่า
นมย้อยประชด อำพันยิ้มชื่น
"ดีนะ ที่ฉันไม่เลิก โชคคงเปลี่ยนมาเข้าข้างฉันแล้วล่ะ ว้าย"
ชายเล็กลงมาจากชั้นบน เข้ามาทั้งตัวนั่งใกล้อำพัน อำพันตกใจไพ่กระจาย
"ว้าย.....เบา ๆ ซียะ ลูกทะโมนอะไรอย่างนี้ ไพ่ฉันกระจายบวนหมด"
"หม่อมทำอะไร ทำเครื่องหมายหลังไพ่หรือฮะ"
"แกว่าฉันโกงไพ่หรือ ถ้าโกงจริงก็คงไม่ซวยมาสองปีหรอก"
ชายรองเอาหนังสือแบบบ้านกองใหญ่ส่งให้บน้องชาย
"นายเล็ก"
"ครับ"
"เด็จป้าทรงให้ฉันเลือกแบบเรือนหอ แต่ฉันไม่มีเวลา นายช่วยฉันทีซี"
ดิเรกหันมามอง จรวยหันมามอง อำพันรวบไพ่ขวับ
"อ้าว ไหงงั้นล่ะฮะ เรือนหอของพี่รอง มาให้ผมเลือกได้ยังไง"
"ฉันอยู่ง่าย อยู่ยังไงก็อยู่ได้"
"ความจริงถ้าพี่รองไม่มีเวลา ทำไมไม่ให้คุณศรีเลือก"
"ฉันจะให้นายเลือกกับคุณศรีต่างหาก เพราะนายสนิทกับเขามากกว่าฉัน"
"ใครว่าผมสนิท"
"ก็ฉันว่าอยู่นี่ไง เขาคุยกับฉันน่ะ ทุกคำมีแต่เรื่องนาย"
ชายเล็กอึ้งทำตาปริบๆ นมย้อยมองสองพี่น้อง รู้สึกผิดฝาผิดตัว หม่อมอำพันดึงแมกกาซีนมา
"เกี่ยงกันนัก ฉันดูให้เอง"
หม่อมอำพันพลิกแมกกาซีน ชายโตพลิกดูหนังสือที่หน้าตักตัวเอง จรวยชูคอดูอยู่ข้าง ๆ
"สวย ๆ ทั้งนั้นเลยนะครับหม่อม"
"ตาโต ตารอง แม่ชอบแบบนี้"
"หา....นี่มันวังมหาราชาแล้วนะครับหม่อมแม่"
"จะแต่งทั้งทีมันก็ต้องใหญ่เป็นวัง มันถึงจะสมฐานะ ตารอง ชอบไหมวังแบบนี้"
"ใหญ่เกินไปฮะ ผมอยากได้ตึกขนาดสี่ห้องนอนก็พอ"
"อุ๊ย ชายรองเธอพูดอะไร เด็จป้าทรงออกเงินให้ทั้งที เราก็ตองสนองพระประสงค์ มามัวเขียม กัดก้อนเกลือกินอยู่ก็เหมือนไม่เกรงพระทัยท่าน"
ตรรกะของอำพันฟังแล้วพิลึก ทั้งชายรองและชายเล็กทำตาปริบ ๆ
"จริงครับหม่อมแม่" ชายโตขานรับ
"ทรงโปรดเธอขนาดนี้ เราก็ต้องถลุง เอ๊ย ถนอมน้ำพระทัยเด็จป้าลูก"
ชายรองและชายเล็กสบตากันทำนองว่าซวยแล้ว จรวยมองชายโตค้อนวงใหญ่
ม.ร.ว.ดิเรกราชวิทย์นั่งอยู่บนเตียงกำลังดึงเชือกไกวเปลลูก
ตาตุ้มนอนยิ้มเผล่ อีกมือจับหนังสืออ่าน จรวยนั่งหน้าบึ้งอยู่หน้ากระจกเงา แล้วหันมาเห็นชายโตท่าทางสบายใจกับความเป็นอยู่ก็ยิ่งเบื่อ จรวยลุกขึ้นเดินมา
"คงกลัวใครเขาไม่รู้ว่าเป็นตัวโปรด ถึงกับต้องเอาแบบบ้านมาอวด"
ดิเรกเงยหน้ามองงง ๆ
"คุณชายก็ไม่รู้อะไรเลย ยังมีหน้าไปช่วยเขาเลือกแบบบ้านอีก"
"จะเป็นไรไป ก็เรือนหอน้องฉัน"
จรวยเชิดหน้าเดินมาใกล้อีก
"ฮึ จะสร้างเรือนหอใหม่ ความจริงจะให้ย้ายไปอยู่ตำหนักใหญ่ก็ได้ ห้องนอนเก่า คุณชายรองก็อยู่ที่นั่น ห้องนอนแม่ศรีสะใภ้ก็อยู่ที่นั่น ต้องมาสร้างมหาลดาปราสาทอะไรกันอีก"
ความจริงของชิ้นนั้นชื่อ “มหาลดาปสาสน์” เป็นเครื่องประดับ แต่จรวยอ่านหนังสือปีละน้อยกว่าเจ็ดบรรทัด
"อ้าว... พอนายรองแต่งงานก็ควรจะแยกบ้านไปซี"
คำของชายโตเข้าล็อกจรวย ยิ้มเยาะ
"ค่ะ เขาเป็นชาวฟ้า ชาวสวรรค์ อยู่ร่วมกับมนุษย์เดินดินไม่ได้ต้องแยกบ้าน"
ดิเรกพยักหน้า
"ผิดกับคุณชายกับรวย ต้องมาคุดอุดอู้อยู่ในห้องใต้ถุน"
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ชะงัก ไหวหวั่นพอควร
"นี่เธอก็พูดเกินไป นี่มันแค่ห้องนอนชั้นล่าง"
ชายโตเริ่มของขึ้น ไกวเปลตาตุ้มแรงขึ้น เปลตาตุ้มพุ่งหวือไปเกือบชนผนังอีกด้าน
"ค่า เขาเดินขี้ตีนร่วงกราว ๆ พรั่งพรูใส่หัวก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือนอีกหรือคะ"
"นี่ฉันไม่ชอบฟังเธอพูดแบบนี้นะ"
ชายโตลุกพรวดขึ้น จรวยรีบเข้าไปกอดเอาอกถูแขนผัว
"ฮึ รวยพูดก็เพราะรักคุณชาย รวยไม่อยากให้พี่ชายคนโตต้องมาเหมือนลูกเมียน้อย แล้วยังตาตุ้มอีก จะให้ตาตุ้มโตขึ้นมาเป็นลูกขี้ครอกในวังหรือคะ"
ตาตุ้มลุกเกาะเปล ยิ้มเผล่มีความสุข เปลเริ่มลดความเร็วลง
ชาโตไหวหวั่นมากขึ้นเพราะจรวยมาตรงหน้าเสื้อ แขนตกจากไหล่ไปเมื่อไรไม่รู้ได้ จรวยแหงนเงยยั่ว เผยอปาก จนไฟปรารถนาของ ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ลุกโชน
ทันใดก็มีฝุ่นผงราวแป้งครึ่งกระป๋อง ร่วงกราวมาเต็มหน้าจรวย และหัวของชายโต ตกใจ ปล่อยจรวย
"อ้าย... ขี้ตีน!"
สองสามวันต่อมา ศรีจิตรายืนอยู่ข้างศาลากลางสวน กำลังเก็บดอกไม้ข้าง ๆ บดินทร์หอบหนังสือตั้งหนึ่งมา เอาคางกดไว้มาหยุดดู ลมพัดผมปลิว ผมนั้นดำวาววับ ผ้าคลุมไหล่บาง พลิ้วไหวดูราวหมอกลอยอยู่รอบตัว ม.ร..ว. บดินทราชทรงพลยิ้ม หนังสือทั้งตั้งเอน
"เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย"
ชายเล็กพยายามบาลานซ์ตั้งหนังสือ ศรีจิตราหันมาถลาเข้ามาประคองหนังสือที่เอนถูกจับดันได้ทัน ร่างทั้งสองเบียดกัน ชายเล็กคว้าเอวของศรีจิตราประคองไว้ จนคล้ายกอดกัน ศรีจิตราหน้าแดง ชายเล็กรีบคลายออก
"โทษครับ อุบัติเหตุอีกแล้ว"
ศรีจิตรายิ้มอาย ๆ
"แบ่งมาครึ่งนึงเถอะค่ะ มา ดิฉันช่วย"
ศรีจิตรารับหนังสือมาครึ่งตั้ง ชายเล็กถอนใจเฮือก ทั้งคู่เอาหนังสือมาวางบนศาลา
"คุณชายจะขนหนังสือไปไหนคะ"
"เอามาให้คุณศรีตามสัญญาไงครับ"
ศรีจิตรามองดูเห็นเป็นนิทานทุกเรื่อง ทั้งไทย ทั้งฝรั่ง ทั้งเรื่องเก่า เรื่องใหม่ เรื่องแปล ทั้งร้องแก้ว ร้อยกรองคละกัน ก็ยิ้ม
"ขอบคุณมากค่ะ คุณชายเล็ก"
"แต่ไม่รู้ว่า ซ้ำกับที่คุณศรีเคยอ่านหรือยัง"
ศรีจิตราหยิบมาทีละเล่มมาเรียงเป็นตั้งใหม่ เป็นหนังสือประเภท เทพนิยายกริมส์ นิทานแอนเดอร์สัน เจ้าหญิงนิทรา อาหรับราตรี
" อุ๊ย อ่านแล้วทุกเล่มเลย" ความจริงเป็นอย่างนี้
ชายเล็กมองตาแป๋ว ศรีจิตราโกหกตาใส
"อ๋อ ไม่เคยอ่านซักเล่มเลยค่ะ"
"ดีจัง"
"ยายสายังไม่เคยยืมมาให้ค่ะ"
"เหรอคับ กลัวจะเอามะพร้าวมาขายสวน"
"เอาแป้งนวลมาขายชาววัง"
ศรีจิตรากล้าพูดเล่นมากขึ้น ชายเล็กหัวเราะ
"หรือไม่ก็ต้องใช้สำนวนว่า สอนหนังสือพระสังฆราช"
"หรือ สอนตะเข้ให้ว่ายน้ำ ใช่ไหมคะ"
"ใช่ครับ"
คุณชายเล็กพยักหน้าทำท่าจระเข้ว่ายน้ำป๋อมแป๋ม ศรีจิตราหัวเราะกิ๊กอย่างลืมตัว แล้วรีบปิดปาก ทำสำรวมใหม่ ชายเล็กมองเพลิน ยิ้มค้าง นึกไปถึงสาลินที่หัวเราะเต็มเสียง ปากกว้าง ยังดีไม่เห็นไปถึงลิ้นไก่ ไม่ปิดปากสักนิด
"ไม่เหมือนกันเลยซักนิดนึง"
"คะ ?"
"อ๋อ เอ้อ นิทานที่เอามาน่ะครับ เรื่องไม่ซ้ำกันเลย"
ศรีจิตรายิ้มนิดๆ เอามือกรีดผมที่โดนลมตีไปทัดหู แล้วเริ่มพิจารณาทีละเล่ม
ศรีจิตราลืมตัว
"ใช่ค่ะ ไม่ซ้ำเลย แต่...เล่มนี้เล่มเดียวที่ยังไม่ได้อ่าน"
"อ้าว ไหนว่ายังไม่เคยอ่านสักเล่มไงครับ"
ศรีจิตราอึ้ง
"เออ...ค่ะ ยังไม่ได้อ่านสำนวนแปลของนักเขียนพวกนี้ไงคะ เคยอ่านแต่สำนวนคนอื่น"
"อ้อ ครับ"
ชายเล็กมองเพลิน ศรีจิตราไม่ติดใจอะไร มีหนังสือแบบบ้านปนมากับกองหนังสือนิทานด้วย
"มีหนังสือแบบบ้านด้วยนะคะ"
"ใช่ครับ พี่รองวานให้ผมช่วยดูให้ ผมเลยมาปรึกษาคุณศรีน่ะครับ"
ศรีจิตราเจื่อนไปนิดนึง รู้สึกว่า ชายรองไม่อยากปรึกษาตนหรืออย่างไร
แต่ก็ยิ้มให้บชายเล็ก เพราะคิดว่า ปรึกษาบดินทร์ก็ดีเหมือนกัน
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 10 (ต่อ)
ในห้องทรงงาน สอางค์กับศรีจิตราช่วยกันจัดพานบายศรีเป็นบายศรีใหญ่
ห่างออกมาบรรดานางข้าหลวงทั้งวังก็จัดพานบายศรีอยู่ แปลว่าจะต้องส่งไปร่วมงานราชพิธีใหญ่
สอางค์ยื่นหน้ามากระซิบกระซาบ
"นี่ตอนที่หนูคุยกับคุณชายเล็กน่ะ คุยอะไรกันบ้าง"
"ก็คุยทั่วๆไป น่ะคะ เรื่องแบบบ้าน เรื่องนิทาน"
"อุ๊ย !"
สอางค์ร้องเสียงสูง ศรีจิตราเกือบสะดุ้ง บรรดาข้าหลวงอื่นหันมามอง สอางค์ตาเขียวแต่เป็นแบบสวยไม่เอาเป็นเอาตายแบบสร้อย สอางค์กระซิบต่อ
"นิทง นิทานไปคุยทำไม แม่ศรีสาสะ ทำไมไม่คุยเรื่องยายสาล่ะจ๊ะ"
"หนูไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรดีนี่คะ"
"มันจะยากอะไร ก็คุยเรื่องคุณงามความดีของยายสา เรื่องใจบุญ รักเด็กอะไรก็ได้ แต่ไอ้เรื่องแก่นกระโหลกโลดโผนโจนทะยานก็ตัด ๆ ซะนะจ๊ะ อย่าไปเล่า เดี๋ยวราคาจะตก ขายไม่ออกเสียเปล่าๆ"
ศรีจิตราทำตาปริบๆ
"ค่ะ แล้วแต่คุณป้าค่ะ"
"หนูศรี แล้วเวลาคุยกับชายรองน่ะ ก็ไม่ต้องไปคุยเรื่องชายเล็กกับยายสาหรอกนะ"
"ทำไมคะ"
"มีเรื่องคุยของเรากับคุณรองที่สำคัญกว่าตั้งเยอะ"
"อย่างเช่นอะไรคะ"
"ก็อย่างเรื่องเรือนหอ เรื่องงานวิวาห์ เรื่องเป็นภริยาทูตในอนาคตไง ชายรองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ทำนองนี้ล่ะ"
ศรีจิตราหน้าแดงขึ้นทันที
"ค่ะ คุณป้าช่วยแนะนำด้วยก็แล้วกันค่ะ"
วันต่อมา ในร้านกาแฟ หนุ่มแว่นทำท่าชกลมไปมา อยู่ตรงหน้า สาลิน บราลี ลลิตา
"ไม่นึกเลยในชีวิตต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมคุณหญิงก้อยเขาต้องทำอย่างนี้ด้วยนะ"
บราลีบอก "จะทำไม ก็แรงเงาแรงหึงน่ะซี"
"เจ้าหล่อนไม่ได้หึงแค่คนเดียว" ลลิตาบอก
"หมายความว่ายังไงครับ"
"นอกจากเจ้าหล่อนจะหึงคุณชายรองคิตตี้ ที่ปัจจุบันกลายเป็นอดีตของหล่อนไปแล้ว แต่...."
บราลีต่อ "หล่อนยังหึงนายอาร์นี่ อดีตที่อาจหวนคืนมาเป็นปัจจุบันของหล่อนอีกครั้ง"
"ผมจะชกทั้งไอ้คุณชายคิตตี้ ทั้งไอ้เศรษฐีอาร์นี่ ชกให้คว่ำเลย อ้อ...แล้วถ้าเจอหน้า
ไอ้พอลลี่ เด็กปั๊ม ผมจะแลกหมัดกับมันอีกคน คอยดูจังหวะฮุกของผม แว่น กิ่งเพชร"
สาลิน บราลี ลลิตามองแว่นอย่างเบื่อ ๆ
จิตริณีเดินผ่านร้าน สาลินรีบออกไปหาทันที
นอกร้านกาแฟ สาลินเข้าประชิดจิตริณี
"ได้เรื่องอะไรเพิ่มเติมบ้างไหมคะคุณจินนี่"
"ค่ะ อาร์นี่เป็นคนบอกหญิงก้อยเรื่องคุณกับคุณชายรองไปด้วยกันค่ะ"
"แล้วคุณเป็นคนบอกอาร์นี่อีกทีใช่ไหม คุณหญิงถึงเรียกคุณว่า อีกาคาบข่าว"
"ฉันก็ต้องขอโทษด้วย ฉันหลุดปากเรื่องที่คุณไปร้านผ้าไหมของคุณชายวันนั้น อาร์นี่เลยพาคุณหญิงไปแอบดูคุณอยู่กับคุณชายรอง"
"เป็นอย่างนี้นี่เอง คุณอัศนีย์ทำไปทำไมคะ"
"ฉันกำลังหาคำตอบอยู่นี่แหละ"
สาลินถอนใจ
ที่โต๊ะบนเทอเรซข้างตำหนักใหญ่ ร่มรื่น บนโต๊ะมีแบบบ้าน เป็นภาพเพอร์สเปคทีฟ ฝีมือชายเล็ก เป็นแค่ลายเส้นคร่าว ๆ
ศรีจิตรา ดูอยู่ และมีภาพแปลนบ้านอยู่ข้าง ๆ ชายเล็กเอามือชี้
"ผมลองวาดมาให้ดูแล้วครับ ตรงนี้ทำเป็นสวนญี่ปุ่นดีไหมครับ"
"ไม่เอาค่ะ มันดูแห้งแล้วจะตาย"
"โธ่ เขาออกจะมีปรัชญาลึกซึ้งนะครับ"
"ช่างเขาเถอะค่ะ ดิฉันอยากได้สวนที่มีดอกไม้เยอะๆมากกว่า"
ชายเล็กมองดูศรีจิตรา เห็นท่าทางมั่นใจมากขึ้น
"ดีจัง"
"คะ?"
"นี่เป็นครั้งแรกที่คุณศรีออกความเห็นจริงๆจังๆนะซีฮะ ไม่งั้นก็" ชายเล็กทำท่า, ทำเสียงศรีจิตรา เสียงนั้นแหลมปรี๊ดยิ่งกว่ากะเทยรุ่นแรก
"อะไรก็ได้ ตามใจคุณชายเถอะค่ะ แล้วแต่คุณป้าค่ะ แล้วแต่จะทรงโปรดเพคะ"
ศรีจิตราเกือบหัวเราะ แล้วทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง
"นี่ดิฉันพูดอยู่แค่นี้จริง ๆ หรือคะ"
"ฮะ หัดทำอะไรตามใจตัวบ้างซีครับ"
"ค่ะ"
"นั่นไง คุณศรีรับคำตามใจผมอีกแล้ว"
ศรีจิตราค้อนนิดๆ ชายเล็กใจกระตุก เห็นว่าสวยจับใจ ศรีจิตราคิด
สอางค์ประกาศิต
"แม่ศรีสาสะ ทำไม ไม่คุยเรื่องยายสา"
ศรีจิตรายิ้มน้อยๆ
"คุณชายเล็กทำท่าเมื่อกี้ เหมือนยายสาไม่มีผิด ยายสาชอบทำท่าล้อดิฉันบ่อยๆ"
ชายเล็กอมยิ้ม
"ผมก็เลียนแบบเขามาอีกที"
"เลียนแบบยายสาเหรอคะ"
"เออ ไม่ใช่ครับ เลียนแบบคนที่เขาชอบเลียนแบบนั่นแหละ"
"ถ้ายายสามาอยู่ช่วยออกความเห็นเรื่องแบบบ้านก็จะดีหรอก"
"ก็พิลึกตายซีฮะ ผมเป็นตัวแทนพี่รอง คุณสาเป็นตัวแทนคุณศรี ทั้งๆที่บ้านเนี่ยคนอยู่
คือพี่รองกะคุณศรีนะฮะ"
"ยายสามีความคิดแปลก ๆ ดีน่ะค่ะ"
ชายเล็กถอนใจมองหน้าศรีจิตรา
"นี่คุณป้าใหญ่ใช้คุณศรีมาเป็นกรมโฆษณาการ โฆษณาคุณสาอีกแล้วใช่ไหมฮะ"
ศรีพยักหน้า เจื่อนไป
"ค่ะ แต่ดิฉันไม่ได้อยากทำเลยนะคะ"
"ดีออกฮะ คอยจับคู่ให้คนโน้นคนนี้สนุกจะตายไป"
ศรีจิตรายิ้มนิดๆ ชายเล็กมองเพลินแล้วรีบบอกตัวเอง
" เฮ่ย เฮ่ย ชอบคนน้อง ไม่ใช่พี่"
มีลมพัดกรูเกรียวมา บดินทร์ร้องเฮ้ยลุกขึ้นกดแบบแปลนที่จะปลิวไปไว้ ศรีจิตราช่วยสองคนหัวเราะกัน
ที่ระเบียงเสด็จพระองค์หญิงประทับยืนมองลงมายังท้งคู่ ลมแรงนั้นพัดภูษาทรงปลิวไสว เมฆมหึมาเคลื่อนไหวอยู่เหนือตำหนัก เสด็จทรงครุ่นคิดแล้วแย้มสรวลนิด ๆ
รถสปอร์ตของอัศนีย์มาจอดอีก อัศนีย์ก้าวลงมา หยุดยืนพิงรถก่อน ผู้คนแถวนั้นชะงัก วันนี้อัศนีย์แต่งตัวออกแนวลำลอง เสื้อคอเต่าสีเข้ม ทับด้วยสูทลำลองขาว กางเกงขาว รองเท้าสีดำ หมวกแบเร่ต์
ขาว ผู้คนทั้งละแวกประทับใจ มวยมณีแหวกคนมา หอบอกฟองน้ำสะท้อนสะท้าน
"หล่อ วันนี้หล่อลำลอง โอย ต้องไปวิ่งสวนลุมอีกแล้วเรา"
นาฬิกาบอกเวลาเที่ยง สาลินนั่งครุ่นคิดอยู่ ทางด้านหลัง ลลิตา บราลี เก็บของคว้ากระเป๋าเตรียมไปกินข้าว ลลิตาคว้าลิปสติกมาเติมปากให้เยิ้มฉ่ำ บราลีมองอย่างดูแคลนมีเงามาบังแสง สาลินเงยหน้าขึ้นดู เห็นอัศนีย์อยู่ตรงหน้า วางท่านายแบบอยู่
สาลินสะดุ้ง
"เอ๊บ"
"ฮัลโหล สวัสดีครับ"
"ค่ะ"
"ทำไมต้องสะดุ้งเมื่อเห็นผมด้วย"
สาลินยิ้มหวาน
"ฉันอาจจะกำลังคิดถึงคุณอยู่ก็ได้"
อัศนีย์เลิกคิ้วยิ้ม ดวงตาเจ้าชู้พราวแสงออกมา สาลินยังคงยิ้มพริ้มพราย
"ผมถือว่าเป็นเกียรตินะฮะ"
"แต่ว่าฉันอาจจะคิดถึงคุณในแง่ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องที่คุณเอาเรื่องของฉันไปโพนทะนาให้ใครต่อใครเข้าใจผิด"
อัศนีย์ยิ้มอย่างรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว
"ขอโทษจริง ๆ ครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ แต่ยังไง ผมก็ดีใจที่คุณมีผมอยู่ในใจ ถึงจะแง่ไม่ดีก็เถอะ"
สาลินคลื่นไส้หน้าบึ้งขึ้นมานิดหนึ่ง
ลลิตาสวัสดี อัศนีย์โบกมือให้ ลลิตาหัวเราะระริก บราลีทำท่ารังเกียจนายทุน แว่นมองอย่างชังน้ำหน้า
"คุณแสดงความยินดีกับผมหน่อยซีครับ แปลนตึกของผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว"
"ขา แปลนตึกอะไรคะ"
"ก็แปลนไนท์คลับที่หรูที่สุดในประเทศไทยไง ข่าวสังคมวันนี้ก็ลง"
สาลินยิ้มเย็นชา
"ข่าวแบบนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับชีวิตฉัน เอ้า ฉันขอให้คุณเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆขึ้นไปก็แล้วกัน"
"โอ ขอบคุณล้านครั้ง แธงค์สมิลเลี่ยน"
จิตริณีเดินกรายมายิ้มแย้มแจ่มใส ไนเจลเดินตามมีอาการว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน เห็นอัศนีย์เข้าก็ชะงักกึก
"มิสเตอร์แอสนี่อีกแล้ว"
"ฮัลโหล อาร์นี่ มาหาลินซี่หรือคะ"
"อ๋อ เปล่าค่ะ ฉันคิดว่าคุณอาร์นี่น่าจะมารับคุณจินนี่ไปกินข้าว"
ไนเจลหันมองจิตริณีทำหน้างงๆ
อัศนีย์ทำเนียน
"จริงซี แล้วก็ขอเชิญคุณลินซี่ด้วยนะครับ ไปกันทั้งสองคนแหละดี"
"ต้องขอตัวค่ะ เที่ยงนี้ฉันมีนัดแล้ว"
อัศนีย์ระแวงระวัง
"กับใครหรือครับ"
"กับเพื่อนค่ะ"
"เพื่อนคนนี้มีฐานันดรหรือเปล่าครับ"
"อ๋อ มีค่ะ"
อัศนีย์ชะงัก สาลินยิ้ม
"เป็นฐานันดรที่ 4 กิตติมศักดิ์ค่ะ เพราะเป็นนักข่าวสมัครเล่น สนใจแต่ข่าวสังคมชั้นสูงโดยเฉพาะ" สาลินผายมือไป " โลลิต้ากับแบลลี่ และนายแว่น"
ลลิตาไม่สนว่าโดนกัดถลามา บราลีหน้าบึ้ง แว่นตามมาด้วย ทำท่ากำหมัด
"งั้นผมขอเชิญคุณโลลิต้ากับแบลลี่ด้วย อ้อ นายแว่นไม่ต้อง"
ลลิตาถลามายืนข้างยืดนมยิ้มกับอัศนีย์
"ค่ะยินดีค่ะ...ว้าย"
"แต่แถวนี้ดูเหมือนจะมีผู้สื่อข่าวและกาคาบข่าวเต็มไปหมด เลยไปไม่ได้จริง ๆค่ะ"
สาลินยิ้มดวงตาวาว อัศนีย์ จิตริณีรู้ว่าโดนกัด ทำหน้าเจื่อนไปนิด แล้วยิ้มกลบเกลื่อน
ไนเจลก้าวมามองจิตริณีอย่างร้าวราน จิตริณีสงสารทำหน้าไม่ถูก อัศนีย์ยิ้มหรูก้มหัวให้แต่ไม่ทัก
"ลินซี่ โลลิต้า แบลลี่ ต้องไปกินผม ไอ้แว่นไม่ต้อง"
ไนเจลพูดเย็นชา สาลินสะดุ้ง ลลิตามองพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก บราลีเซ็งนายจ้าง
"กินกับผมค่ะ"
"ใช่ ๆ กินกับผม ห้ามกินคนอื่น"
"งั้นผมขอยืมตัวจินนี่ไปก่อนนะ"
"คุณไม่จำเป็นต้องขออนุญาต จินนี่ไม่ใช่ไอ้นั่นของผม"
ทุกคนสะดุ้ง
อัศนีย์ไอ้นั่น น่ะมันอะไรครับ
"สมบัติ เธอไม่ใช่สมบัติของผม"
ไนเจลพยักหน้าให้สาลิน ลลิตา บราลี แล้วเดินนำไป 3 สาวถลาตาม
"Enjoy Your Meal"
"Your Meal"
แว่นเดินมาจ้องหน้า อัศนีย์
"วันพระไม่ได้มีวันเดียว คอยดู"
แว่นตามไปด้วยอย่างหน้าไม่อาย จิตริณีมองตามไนเจลสงสาร อัศนีย์อมยิ้ม
อัศนีย์ยักไหล่ยกแขน จิตริณีควงแขนเดินไป
ณ โต๊ะที่ดีที่สุด ของคอฟฟี่ช็อปหรู อัศนีย์นั่งอยู่กับจิตริณี ตรงหน้ามีเหล้าค๊อกเทลสีสวย อัศนีย์แม้พลาดจากสาลินก็ยังแสนดีกับจิตริณี
"เรื่องใบอนุญาตก็เรียบร้อยแล้วหรือคะ"
"ฮะ พ่อผมโทรกริ้งเดียวทุกอย่างก็เรียบร้อย"
"เรื่องหุ้นส่วนล่ะคะ"
"ครบแล้วฮะ แล้วคุณก็เป็นสมาชิกวีไอพีคนแรก ๆ"
"คุณน่ารักจังอาร์นี่"
จิตริณีมองยิ้ม ๆอย่างคุมไว้ แต่ดวงตาซ่อนความหวานไว้ไม่มิด อัศนีย์พอใจ
"ช่วงนี้ผมวุ่นจังเลย ถ้ามีผู้ช่วยซักคนก็ดี"
"ช่วงนี้ฉันกำลังเบื่องานอยู่เลย จ้างฉันเป็นเลขาไหมล่ะ"
"ไม่ได้หรอก อย่างคุณนะต้องเก็บไว้เป็นที่ปรึกษา ถ้าจะเลือกคนที่เด็กกว่าผม จะได้เอ็ด หรือ ดุด่าว่ากล่าวได้"
จิตริณียิ้มรู้ทัน
"นอกจากนั้นก็ยังต้องสวย คล่องแคล่ว และปราดเปรียวด้วยใช่ไหม"
"นั่นไง คุณช่างเป็นที่ปรึกษาที่รู้ใจผมจริงๆ"
"เด็กสาวคนนั้น ฉันก็พอเห็นอยู่ แต่ก็คงยาก เพราะคุณทำให้เด็กตกใจเสียแล้ว"
"เรื่องหญิงก้อยมาอาละวาดที่นี่ใช่ไหม"
"ใช่.....มันเป็นแผนของคุณทั้งหมดใช่ไหม"
อัศนีย์ยิ้มมีเลศนัย
"ถามจริง ๆ เถอะ ทำไปทำไม"
"คุณคิดว่าเด็กสาวอย่างสาลิน ถูกด่าทอว่าแย่งผู้ชายจากหญิงอื่น แถมหญิงคนนั้นเป็นพี่สาวตัวเองเสียด้วย เธอจะทำยังไงต่อไป"
"ก็คง.... ต้องถอยห่างจากผู้ชายคนนั้นให้ไกลที่สุด อ้อ นี่คุณจะทำให้คุณชายรองแตกกับสาลิน"
อัศนีย์ชูแก้วขึ้นชวนดื่ม จิตริณีอ่อนใจ
"ด้วยการหลอกใช้หญิงก้อย คุณนี่ร้ายกาจที่สุด"
"ช่วยไม่ได้ครับ หญิงก้อยก็หลอกใช้ผมไปจูบต่อหน้าคุณชายเหมือนกัน ผมก็ต้องขอคืนบ้าง"
สาลินเดินมานั่งครุ่นคิดอยู่ที่สนามของห้องสมุด รถม.ร.ว. กิจจิราชนรินทร์แล่นมาจอด ลงมาหา สาลินที่ยังไม่รู้สึกตัว เพราะนั่งก้มหน้านิด ๆ มีอาการกังวลวุ่นวายอย่างมาก
คุณชายรองมีแววประหลาดในดวงตา เรียกดังพอควร
"สาลิน"
สาลินสะดุ้ง ลุกพรวด
"คุณเองหรือ"
"ก็ฉันน่ะซี ทำไม เธออยากให้เป็นใคร"
"เปล่า นี่คุณมีธุระอะไร"
"เปล่า ฉันก็...ผ่านมาแถวนี้ เห็นเธอนั่งอยู่ เลยคิดว่าจะพาเธอไปส่งบ้าน"
"ขอบคุณค่ะ แต่ฉันกลับเองได้"
สาลินสะบัดจะเดินหนี กิตติคว้าข้อมือไว้
"นี่เธอเป็นอะไร ฉันคิดว่าฉันพูดกับเธอรู้เรื่องแล้ว นี่เธอมาเล่นแง่อะไรอีก ฮะ!"
"ฉันไม่มีแง่อะไรจะมาเล่น แต่ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด"
"เข้าใจผิด"
สาลินเชิดมากขึ้น
"ฉันกลัวเรื่องหึงหวง"
ชายรองคิดปราดไป ตาขุ่น จังหวะนี้ จิตริณีออกมาจากตึกพอดี แอบฟังอยู่
"หึงหวง อ้อ เธอคงกลัวนายเด็กปั๊มนั่นหึงซีนะ"
"เด็กปั๊ม เด็กปั๊มไหน นี่รู้ไว้ซะ เขาเป็นผู้ตรวจระดับสูงของบริษัทน้ำมัน ไม่ใช่เด็กล้างรถ"
"อ้อ ขอโทษ ที่ไปลดชั้นคนของเธอ"
"นี่ อย่ามาพูดบ้า ๆ นะ ต่อไปนี้คุณเลิกมาที่นี่ มารับมาส่ง หรือพาฉันไปไหนต่อไหนอีกแล้ว"
"เจ้าพลรูปหล่อนั่นมันคงสั่งมาซีนะ ได้ ต่อไปฉันจะไม่มาให้นายคนนั้นของเธอเข้าใจผิดอีก"
"นี่คุณ คนที่เข้าใจผิดน่ะ ไม่ใช่คุณพล แต่คือ...."
"อ้อ แสดงว่ายังมีผู้ชายคนอื่นอีก นายอัศนีย์ หรือบอสของเธอล่ะ"
"เอ๊ะ พูดจาให้เกียรติกันหน่อยนะ"
"ขอโทษที่ไปหลู่เกียรติผู้ชายของเธอ ลาก่อน"
ชายรองขึ้นรถ ปิดประตูบัง สาลินสะดุ้งนิดหนึ่งเชิดต่อ อีกฝ่ายขับรถพุ่งปราดผ่านสาลินไป
ที่มุมหนึ่งจิตริณีแอบดูอยู่ คิดหนัก
เวลาต่อเนื่องมา ชายเล็กจอดรถไว้หน้าตำหนักจะเดินข้ามถนนเข้าตัวตำหนัก
รถชายรองพุ่งปราดมา ชายเล็กกระโจนหลบล้มไปบนสนามหญ้า
"เอ้ย โว้ย"
จรวยอุ้มตาตุ้มอยู่ที่เทอเรซ ร้องว้าย ตาโตเท่าไข่ห่าน
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เบรกรถเอี๊ยดก้าวลง ปิดประตูปัง เดินตรงมาหาน้องชาย
คุณชายบดินทราชทรงพลยังนั่งแบะขาถ่างอยู่บนหญ้า งุนงง แปลกใจ ชายรองเข้ามายืนค้ำแล้วกระชากคอเสื้อหิ้วน้องชายขึ้นมา
"นี่ ไปบอกเพื่อนนายได้แล้ว"
"ใครฮะ"
"ก็ไอ้เจ้าพลนั่นว่ามันไม่ต้องมาหึงฉัน ฉันกับแม่คนนั้นไม่มีอะไรกัน"
ชายรองปล่อยมือ ชายเล็กงง ชายรองเดินพรวดเข้าตำหนัก น้องชายรีบตาม
หลังรูปปั้นประดับเทอเรซ จรวยอุ้มลูกยืนนิ่ง ค้างราวรูปสลัก
ม.ร.ว. กิตติเดินปัง ๆ เข้ามาห้องนั่งเล่นตำหนักเล็ก ชายเล็กตามมาทัน
"นี่พี่รองไปเจอ แม่คนนั้นมาอีกแล้วซี"
"ฉันผ่าน เจอเข้าโดยบังเอิญ ก็แวะทัก แต่เขากลับบอกว่าไม่อยากเจอหน้าฉันอีกแล้ว เพราะกลัวไอ้เจ้าพลรูปหล่อมันหึง"
ชายเล็กงงเป็นไก่ชนตาแตก
"หา....เขาพูดแบบนั้นเชียวหรือฮะ"
"ทำนองนั้น"
"ผมว่าพี่รองต้องเข้าใจผิดอะไรซักอย่างแหงๆ"
"ก็เขาบอกฉันเองว่า เขากลัวเรื่องหึงหวง ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด"
"เวร….เฮ้อ"
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลนั่งลงบนโซฟา มองพี่ชายที่ยังยืนโกรธงุ่นง่าน
"ถ้าเขาไม่กลัวไอ้เจ้าเด็กปั๊มนั่นหึง แล้วจะหมายถึงใคร"
"นี่....เจ้าพลรูปหล่อน่ะ มันทำงานตำแหน่งเดียวกับผม ไม่ใช่เด็กเติมน้ำมันนะครับ"
"นั่นไง เขาก็ออกรับแทนเจ้าพลเหมือนแกไม่มีผิด"
"รู้ไหมฮะที่พี่รองพูดและทำมาทั้งหมดน่ะ มันไม่เหมือนว่าเจ้าพลหึงพี่รองหรอกนะฮะ"
ชายรองชะงัก
"แล้วทำไม"
"แต่มันเหมือนพี่รอง หึงเจ้าพลมากกว่า"
ชายรองรู้สึกแปล๊บ
"นี่นายอย่ามาพูดบ้า ๆนะ ไม่มีวัน"
สองชายมองตากัน จู่ ๆมีเสียงตาตุ้มร้องจ้า
จรวยแอบฟังอยู่หลังไซด์บอดร์ตกใจนมกระเพื่อม รีบพาลูกหลบไปทันที
บริเวณซุ้มดอกไม้มีไม้ดอกออกพราว เวลาต่อเนื่องมา ศรีจิตรานั่งอ่านนิทานอยู่อย่างเพลิดเพลิน ดอกไม้บานอยู่รอบตัวราวนางศกุนตลาในภาพของเหม เวชกร จรวยผลุนผลันเข้ามา แล้วทำทีเดินเก็บดอกไม้มาใกล้ ศรีจิตรายิ้มให้ จรวยมานั่งปุบโดยไม่มีใครเชิญ ศรีจิตรามองงงๆ
"อ่านอะไรอยู่คะ คุณศรี"
"นิทานที่คุณชายเล็กให้ค่ะ"
"มิน่า หมู่นี้เห็นคุณชายเล็กมาสังสรรค์กับคุณศรีทุกวัน"
"ไม่ได้สังสรรค์อะไรหรอกค่ะ แต่มาคุยกันเรื่องแบบบ้านที่จะสร้าง"
จรวยยิ้มน่าเกลียด
"แปล๊ก แปลกนะคะ เรื่องเรือนหอนี่มันเรื่องของคุณชายรองแท้ ๆ แต่กลับให้คนอื่นไปจัดการแทน"
"เห็นว่าคุณชายเธอไม่ค่อยว่างนี่คะ"
"ค่ะ คุณชายเธอไม่ค่อยว่าง เพราะอะไร ทราบไหมคะ"
"ดิฉันคงไม่ทราบดีทุกเรื่อง เหมือนคุณจรวยหรอกค่ะ"
ศรีจิตราเหน็บ จรวยยิ้มแป้นราวได้คำชม
"อุ้ย เรื่องลี้ลับซับซ้อนในวัง ไม่มีอะไรรอดหูรอดตารวยหรอกค่ะ คือยังงี้ค่ะ"
จรวยกระเถิบชิดอีก พูดกระซิบกระซาบ
"ตอนนี้ คุณชายรอง เธอไปติดพันผู้หญิงคนใหม่ค่ะ"
ศรีจิตราเจื่อนไป
จบตอนที่ 10
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #10 on:
02 August 2026, 21:58:24 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000121277
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 11
เผยแพร่: 31 ต.ค. 2558 09:04 ปรับปรุง: 3 พ.ย. 2558 11:25 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 11
จรวยกระเถิบชิดอีก พูดกระซิบกระซาบ
"ตอนนี้ คุณชายรอง เธอไปติดพันผู้หญิงคนใหม่ค่ะ"
ศรีจิตราเจื่อนไป
ศรีงง
"ค่ะ"
"เห็นว่าไปรับไปส่งขลุกอยู่ด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหึงหวงตบตีกันด้วยนะคะ"
"อะไรนะคะ"
"ท่าทางแม่คนนั้นคงจะมีผัว ...เออ... มีคนรักอยู่อีกคน มันก็เลยมาหึงหวงคุณชายรอง ได้ยินว่าเป็นเด็กปั๊มต่ำ ๆ แม่นี่ก็คงเป็นพวกหญิงพาร์ตเนอร์นั่งชั่วโมง หรือไม่ก็นางบังเงาแน่ ๆ เลยค่ะ"
จรวยใส่ไข่เพิ่มอีกหลายฟอง ศรีจิตราเริ่มไม่เชื่อ
"โถ....รู้ไหมคะ ทำไมคุณชายรองถึงไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนชั่วอย่างงี้ได้"
"คุณจรวยบอกหน่อยซีคะ เพราะดูเหมือนคุณจรวยจะรู้จักผู้หญิงคนชั่วดี"
จรวยไม่รู้ว่าโดนด่า
"เธอก็คงทำเพื่อประชดคุณหญิงก้อย แรงฤทธิ์พิศวาสอย่างนี้ล่ะค่ะ ตัดไม่ตายขายไม่ขาดอีกหน่อย ก็คงมาคืนดีกัน เฮ้อ สงสารคุณศรี เรือนหอ เห็นทีจะร้างก็ไม่รู้"
"อนาคตใครจะรู้ได้คะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด"
"แหม อยากเห็นหน้านังหญิงเสเพล คนนั้นจริง ๆ"
วันต่อมา ประตูห้องนอนถูกแง้มออก สาลินโผล่หน้ามายิ้มตาหยี
"จ๊ะเอ๋ พี่ศรี"
ศรีจิตรากำลังนั่งปักผ้าที่เก้าอี้นั่งยาว ริมหน้าต่าง สะดุ้งหันมา
"สา ตกใจหมด เข้ามาซี"
สาลินเดินมานั่งชิดพี่สาว
"ทำไมมาวันนี้ล่ะสา พี่นัดสาไว้พรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ"
"วันเสาร์ห้องสมุดหยุดครึ่งวัน สามาก็ตรงมานี่เลย นี่พี่ศรีเราออกไปข้างนอกกันเถอะ"
"พี่ไม่ซื้อของแล้วนะสา"
"ไม่อยากไปซื้อของก็ไม่ต้องไปซีคะ เราไปที่อื่นก็ได้"
"พี่ต้องไปกราบทูลขอประทานพระอนุญาตก่อน"
"อุ้ย ไม่ต้อง สาขอประทานอนุญาตเรียบร้อยแล้ว ไปพี่ศรีไปอาบน้ำ"
สาลินรุนหลังพี่สาวไปหลังฉาก มาลา วรรณา โผล่เข้ามาทำท่าคล้ายตัวย่องตอดตรงไปยังตู้เสื้อผ้า สาลินเกาะฉากพูดกับศรีจิตรา มือโผล่มาข้างหลังโบกมือให้มาลา วรรณาเอาเสื้อผ้าศรีจิตราใส่กระเป๋าเล็ก
สาลินมายืนอยู่หน้าตำหนักใหญ่ รถแท็กซี่ตาผลจอดรออยู่ มองชะเง้อไปทางสวนด้านข้าง หวังว่าจะได้เห็นชายรองอีกสักครั้ง เสียงดังมาจากเบื้องหลัง
"ชะเง้อหาใครเหรอ"
สาลินสะดุ้ง
"หาลุงผลค่ะ"
"อ้อ นึกว่าชะเง้อหาฉัน"
"ต้องชะเง้อหาคุณทำไมไม่ทราบ บอกแล้วไงว่าอย่ามายุ่งกับฉันให้มาก"
"อ้อ เด็กปั๊มของเธอจะเข้าใจผิด"
"ฉันบอกแล้วไง ไม่มีเด็กปั๊มที่ไหนทั้งนั้นแหละ คนที่เขาหึงหวงฉันน่ะก็คือคุณ..."
"ฉันรู้แล้วล่ะว่า มีอีกหลายคนที่มารุมหึงหวงเธอ ไม่ต้องสาธยายหรอก"
สาลินทั้งเบื่อทั้งหมั่นไส้ หน้าเชิดปากยื่น ไม่บอกความจริงดีกว่า
"ที่ฉันต้องเข้ามาดูแล เพราะวันนี้เป็นวันที่ฉันนัดเธอมารับพี่สาว ลืมแล้วเหรอว่าฉันเป็นคนแนะนำเธอทุกอย่าง ทั้งเรื่องวันนัด วันพากลับ แนะแม้กระทั่งวิธีที่จะกราบทูลเด็จป้าให้ทรงอนุญาต"
"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ เป็นบุญท่วมหัวท่วมหูดิฉันเหลือเกิน"
"ไม่ต้องมาทำประชดประชัน ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นกับเธอ"
"เข้าใจค่ะ แต่อยากบอกให้คุณเข้าใจไว้ด้วยว่า ถึงคุณไม่แนะนำ ฉันก็เสียวสวาดพอ"
ชายรองตกใจ
"พูดอะไรน่ะ เป็นสาวเป็นนาง"
"เสียวสวาด ภาษาลาวแปลว่าเฉลียวฉลาดค่ะ ฉันฉลาดพอที่จะคิดหาทางพาพี่ศรีไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งคุณ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาทวงบุญคุณ อ้อ อย่าลืมซีคะ"
ชายรองอยากจะเขกหัวสักหนึ่งโป๊ก แต่ศรีจิตราออกมาพร้อมมาลา วรรณาที่ช่วยถือกระเป๋าให้ ตาผลรีบวิ่งมาช่วยแบกกระเป๋าไปที่รถแท็กซี่ มาลา วรรณายังรอ ๆ อยู่ ศรีจิตรามองท่าทีของสาลินกับกิตติอย่างแปลกใจเล็ก ๆ
"เออ คุณชายคะ ดิฉันขออนุญาตลาไปสักสองสามวัน"
คุณชายพูดอย่างอ่อนโยนผิดกับพูดกับสาลิน
"เมื่อกราบทูลขอเด็จป้าแล้วก็ไม่ต้องขออนุญาตจากฉันอีกหรอก ขอให้เธอเที่ยวให้สนุก"
"ขอบคุณค่ะ"
สาลินเลียนแบบศรีจิตรา
"คุณชายคะ ดิฉันขออนุญาตพาพี่สาวไปเที่ยวสักสองสามวันนะคะ"
ชายรองยิ่งหมั่นไส้ มาลา วรรณา หัวเราะคิกคัก
"ไม่ต้องมาขออนุญาตจากฉันหรอก เพราะเธอมันเสียวสวาดอยู่แล้ว"
มาลา/วรรณา สะดุ้งเฮือก "ว้าย !"
ศรีจิตราก้มหน้ากลั้นยิ้ม
"ขอบคุณค่ะคุณชายที่รู้ว่าดิฉันเสียวสวาด ไปค่ะพี่ศรี"
สาลินพาศรีจิตราไปที่รถ มาลา วรรณา รีบถามคุณชาย
"คุณชายขา ทำไมไปว่าคุณสาลินเขาอย่างนั้นล่ะคะ"
"แล้วเธอเสียวสวาดยังไงคะ อุ๊ย....ฟังแล้วหวาดเสียว"
"ภาษาลาว แปลว่าเฉลียวฉลาด ไม่รู้นะ ฉันพูดตามที่แม่น่ะ...เออ...ตามที่เขาพูดนั่นแหละ"
ชายรองกลับไปทางสวน มาลา วรรณา โล่งอก
"โล่งอก นึกว่าคำทะลึ่ง"
"นั่นซี...นี่หล่อน ทำไมท่าทีคุณรองกับคุณสาแปลก ๆ นะ" วรรณาบอก
"แปลกยังไง"
"เหมือนเพิ่งทะเลาะกันน่ะซี"
รถตาผลแล่นในถนนหน้าตำหนักใหญ่ศรีจิตราถามสาลิน
"เธอทะเลาะกับคุณรองอยู่รึเปล่า ยายสา"
"ทำไมเหรอคะ"
"ท่าทีคุณรองโกรธ ๆ แล้วดูปึ่งชายังไงพิกล"
"ก็ทะเลาะทุกครั้งที่เจอกันนั่นแหละ"
"ทะเลาะกันเรื่องอะไรเหรอ แล้ว....เจอกันกี่ครั้งแล้ว"
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่ศรี"
"บอกพี่มาเถอะ"
"ก็เจอกันหลายครั้ง ทุกครั้งสาก็จะขอตาคุณชายไม่ให้เขาแต่งงานกับพี่ศรี"
"ตายจริง สากล้าพูดอย่างนั้นเชียว"
"ทำไมสาจะพูดไม่ได้ค่ะ ก็เขารักคนอื่นอยู่ สาน่ะอยากให้เขาคืนดีกับยายคุณหญิงคุณหยัง แม่กระชังก้นใหญ่คนนั้นเร็ว ๆ นี่แหละเราถึงได้ทะเลาะกันทุกครั้ง เอ๊ะ ตาคุณชายไม่เคยเล่าให้พี่ศรีฟังหรอกเหรอคะ"
"ไม่เคยจ้ะ"
สาลินหน้าง้ำ ศรีจิตราอึ้งไป เลยเปลี่ยนเรื่อง
"แล้วนี่เราจะไปไหนกันจ๊ะ ลุงผล"
"ลุง อย่าบอกนะ" สาลินบอก
"ฮ่ะ ฮ่ะ ครับ ไม่บอกครับ"
ผลหัวเราะคิกคัก
แท็กซี่ตาผล ขับไปตามถนนออกนอกเมือง ไปยังเมืองนนทบุรี สองข้างร่มรื่น มีบ้านเรือนไทยสลับบ้านตึกแถวเป็นระยะ ๆ สาลินและศรีจิตรานั่งอยู่เบาะหลัง สาลินมีท่าทางรื่นรมย์ ศรีจิตรานั่งอ่านนิทานไปเรื่อยๆ แล้วเงยหน้าขึ้น แปลกใจกับสภาพข้างทาง ที่มีสวนสลับตึกแถวเป็นระยะ
"สา...บอกได้รึยังจะพาพี่ไปไหน"
"พี่ศรีอ่านหนังสือนิ๊งนิ่ง สาคิดว่าพี่ศรีแอบหลับซะอีก"
"นั่นมันสาต่างหากล่ะ ที่ขึ้นรถแล้วชอบหลับ"
สาลินคิดปราดไป
นึกถึง... ที่เธอผวาตื่นในรถกิคุณชายรอง สาลินเชิดหน้า พูดแก้ตัว
"ฮึ เปล่าซักหน่อย"
รถแล่นเข้าประตูมา ศรีจิตรางุนงงเล็กน้อยเพราะที่มาครั้งก่อน ถนนใหม่ยังไม่ตัด แต่แล้วก็จำได้ หันมามองสาลินอย่างตื่นเต้นดีใจ
สาลินยิ้มภาคภูมิ ศรีจิตราเปิดประตูรถก้าวไป
ยายพิณโผผวามา เจ้าแกะยืนยิ้มแฉ่งยกมือไหว้ ยายพิณเข้ากุมมือศรีจิตรา
"อุ๊ย....คุณศรี คุณศรีของอิฉัน จำอิฉันได้หรือเปล่าคะ"
"โธ่เอ๋ย ยายพิณจำได้ซีคะ"
ศรีจิตรากอดยายพิณ ยายพิณน้ำหูน้ำตา สาลินลงมายืนมองอย่างสุขใจ
คุณตา คุณยายนั่งอยู่ที่นอกชาน ศรีจิตรากราบลงกับพื้น สาลิน ตาผล ยายพิณยืนดู
"ไหว้พระเถิดลูก" ตาบอก
คุณยายน้ำตาไหล ศรีจิตราน้ำตาคลอ
"มานี่ ขอยายดูหน้าชัด ๆ หน่อยซิ ยายศรี"
ศรีจิตราคลานไปใกล้ คุณยายจับไหล่เชยคางพิศดู สาลินคลานกระโดดกระเดกมาดูใกล้ๆ
"ทำไมต้องน้ำหูน้ำตาด้วยคะ ทีหนูไม่เห็นเป็นอย่างงี้มั่ง"
"ใครว่ายะ แกน่ะทำฉันน้ำตาตก อยู่ไม่เว้นแต่ละวัน"
"หนูคิดถึงคุณตาคุณยายจังเลยค่ะ เสียดายจังที่แม่ไม่ได้มาอยู่ด้วย"
" ใครบอกล่ะลูก"
ศรีจิตราตาโตหันไป อุ่นเรือนก้าวจากเรือนด้านใน หน้าตาสดใสกระจ่าง อุ่นเรือนมานั่งลง
"ยายศรี คิดถึงเหลือเกินลูก"
ศรีจิตรากราบลงกับตัก อุ่นเรือนน้ำตาคลอ ศรีจิตราน้ำตาเอ่อ
ยายพิณร้องไห้กระซิก ยกชายผ้าแถบเช็ดน้ำตา ตาผลยืนซึ้ง สาลินกลั้นน้ำตาไว้
"ทำไม แม่ไม่ไปเยี่ยมหนูบ้างคะ"
"แม่ไม่ค่อยว่างน่ะลูก"
คุณตาหน้าเคร่ง คุณยายซับน้ำตา
"ทำไมไม่บอกลูกล่ะ ว่าพี่ผัวเขาไม่ยอมให้ไป" ตาบอก
อุ่นเรือนหน้าม่อย
"เขากลัวลูกสาวบ้านสวนจะไปทำขายหน้าในวังไง"
ศรีจิตรากุมมืออุ่นเรือน
"คุณตา คุณยายขา ปล่อยคุณป้าไว้คนเถอะค่ะ" สาลินบอก
"แล้วแม่มานี่ได้ยังไงคะ"
"ก็ยายสาซิลูก ไปโกหกคุณป้าตั้งแต่เมื่อวาน แล้วรับแม่มาเลย"
"ใครว่าโกหกคะ เขาเรียกว่า กุศโลบายอันชาญฉลาด" สาลินบอก
"ย่ะ แม่เซียงเมี่ยง" ยายว่า ชื่อเซียงเมี่ยงเป็นนิทานคนฉลาดของทางอีสาน "ยายศรีขอยายดูใกล้ ๆ อีกที"
ศรีจิตราขยับมาใกล้ ยิ้มสดใส ดวงหน้าปลั่งเปล่ง
"แหมงามยังกะบุษบา พักตร์น้องนวลละอองปลั่งเปล่ง ดังบุหลันวันเพ็งประไพศรี"
พิณบอก "อรชรอ้อนแอ้นทั้งอินทรีย์ ดังกินรีลงสรงคงคาลัย"
"เออเนอะ ไม่เหมือนยายสา ตอนเด็กก็ขาวดี แต่ยิ่งอยู่ก็ยิ่งดำ" ตาบอก
สาลินค้อนขวับ ศรีจิตราขำ
"แต่หนูก็ งามงอนอ่อนระทวยนวยแน่ง ดำแดงผิวเนื้อสองศรี"
สาลินไม่ท่องกลอนเปล่า แต่ยกมือมาจีบ ตั้งวงใกล้หน้าตัวเองไปด้วย
"ผ่องพักตร์ผิวพรรณดังจันทรี นางในธานีไม่เทียมทันนะคะ"
"ย่ะ แม่จินตราวาตีศรีสวัสดิ์"
คุณตาหัวเราะ คุณยายค้อนแต่ก็ขำ ยายพิณหัวเราะน้ำหมากหก ตาผลหัวเราะ ศรีจิตราถอนใจนิด ๆ
อุ่นเรือนมองดูลูกสาวคนโตที่มีสีหน้าหนักใจเล็ก ๆ
รื่น โรย เข้ามารายงานจากมุมสวนในวังรัชนีกุล
สองคุณหญิงพี่น้องนั่งจิบกาแฟอยู่ หญิงกลางแต่งตัวสวยเตรียมออกไปข้างนอก รื่น โรยหัวเราะระริก
"คุณหญิงขา คุณชายมาค่ะ"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงลุกพรวดทันที หญิงกลางสีหน้าเฉย ๆ อย่างรู้อยู่แล้วว่าใครมา
"หา....คุณชายกิตติมา ทำไมพวกแกไม่บอกฉันก่อน พี่กลาง หญิงขอไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ"
"เหรอจ๊ะ....แสดงว่าเธอคงใจอ่อน ลงมาต้อนรับเขาแล้วล่ะซี"
"ก็....คุณชายคงได้คิดแล้วล่ะค่ะ เขาถึงมาง้อหญิง หญิงก็ไม่เห็นว่าจะต้องทรมานเขาไปอีกทำไม"
รื่นบอก
"คุณหญิงขา คนที่มาไม่ใช่คุณชายรองค่ะ"
หญิงก้อยแว้ด
"อ้าว แล้วใคร"
ขาดคำ ชายเล็กเดินผิวปากเข้ามา พร้อมตะกร้าขนมจากนมย้อยเช่นเคย หญิงก้อยหน้าเสีย
"สวัสดีครับ หญิงกลาง หญิงก้อย ขนมจากนมย้อยครับ"
"ขอบคุณค่ะ "
"พร้อมเดินทางแล้วรึยังครับ"
"พร้อมแล้วค่ะ" หญิงกลางบอก
"อ้าว นี่นัดกันไว้เหรอ"
"ฮะ....เรานัดกัน หญิงกลางอยากไปดูของขวัญกับผ้าไหมน่ะครับ ผมเลยอาสาพาไปร้านพี่รอง หญิงก้อยสนใจไปด้วยกันไหม"
"อ้อ....คุณชายคงหาอุบายให้หญิงไปพบเขาซีนะ"
ชายเล็กเป็นงง
"ไม่มีวัน ถ้าเขาอยากมาคืนดี เขาต้องมาหาหญิงเอง ไม่ใช่ให้หญิงไปหาเขา เสียใจค่ะ"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงสะบัด กลับเข้าตึกไป
"มันเรื่องอะไรกันครับ พี่รองไม่ได้ออกอุบายอะไรสักหน่อย อยู่ร้านรึเปล่ายังไม่รู้เลย"
"อย่าไปสนใจเลยค่ะ ไปกันเถอะ"
ศรีจิตราเปิดตะกร้าใบเล็กออกมา อุ่นเรือนปัดที่นอนในห้องสาลิน เอาฟูกมาเพิ่มเป็นสามเท่า ศรีจิตราเอาผ้ามาพาดราวพาดผ้า
"ยายสานี่จริง ๆ เลยนะคะ แอบไปขอประทานอนุญาตให้หนูค้างคืนที่นี่ แถมแอบไปจัดกระเป๋าตอนไหนก็ไม่รู้"
"ก็นี่แหละลูกยายสา วันๆมีแต่เรื่องเล่นสนุก" อุ่นเรือนบอก
"ไม่เหมือนหนูนะคะ วันๆมีแต่เรื่องน่าหนักใจ"
ศรีจิตราไม่ได้เศร้า แต่ไม่รู้จริง ๆว่าอะไรจะเกิดต่อไป อุ่นเรือนมานั่งข้างๆ
"เมื่อกี้ พอคุณยายพูดถึงจินตหราหนูก็อึ้งไป"
หมายถึงตอนที่ท่องโคลงกลอนกัน ... ซึ่งเป็นกลอนกล่าวชมนางจินตหรา
"ในวังทุกคนเขาเปรียบหนูเป็นบุษบา"
"แล้วก็เปรียบคุณหญิงก้อยเป็นจินตหราใช่ไหมลูก"
"หนูก็นึกอยู่แล้วว่าแม่ก็รู้เรื่องนี้"
"ยายสาเคยเล่าให้แม่ฟัง เร็ว ๆ นี้หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวตั้งไม่รู้กี่หน แต่ข่าวล่าสุดเขาว่า
เลิกรากันไปแล้วนะลูก"
"ค่ะ แต่ก็มีข่าวใหม่ว่า คุณชายไปชอบคนอื่นอีกนะคะ"
สาลินเดินจะเข้ามาในห้อง ได้ยินประโยคท้ายพอดีเลยแอบฟัง
ในห้อง อุ่นเรือนคุยต่อเนื่อง
"โธ่เอ๋ย จริงหรือลูก"
อุ่นเรือนโอบศีรษะลูกสาวมาแนบศีรษะตน
"แม่ขา เราต้องตอบแทนพระคุณ คุณป้า ด้วยความหวานอมขมกลืนแบบนี้หรือคะ"
"ลูกเอ๋ย อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยลูก หนูเป็นเด็กดี พระจะช่วยคุ้มครองหนู"
"แต่หนูเคยได้ยินมาว่า พระจะช่วยคนที่ช่วยตัวเองก่อน ไม่ใช่หรือคะ"
อุ่นเรือนมองดูเห็นความเข้มแข็งบางอย่างปรากฏขึ้นในตัวลูกสาวคนโต
สาลินยังแอบฟังต่อเนื่อง
ภายในร้านผ้าไหมศุภรชายรองนั่งหน้าเครียดอยู่ต่อหน้าศุภร
"เฮ้ย....วันนี้จะไปกินข้าวแถวสุรวงศ์อีกรึเปล่า"
"ไม่....วันนี้วันหยุด เขาไม่ได้มาทำงาน เขาไปกับพี่สาวเขาแล้ว"
ชายรองพูดได้เท่านั้นก็ชะงัก เพราะหลุดปาก
"แกกำลังพูดถึงใครอยู่วะ ไอ้หม่อม"
"เออ ไม่มีอะไร เอาเป็นว่าฉันไม่ไปแถวนั้นอีกแล้ว อาหารไม่อร่อย ร้อน คนก็เยอะ
พอ ๆ กับแมลงวัน"
"เหรอ....แต่เดี๋ยวฉันคงไปทานร้านฝรั่งแถวนั้นสักหน่อย กับใครบางคน"
"ใคร"
"นั่นไง มาแล้ว"
คุณชายบดินทราชทรงพลพาหญิงกลางเข้ามาในร้าน สองหนุ่มลุกขึ้นต้อนรับทันที ชายรองแปลกใจเล็กน้อย หญิงกลางไหว้สองหนุ่ม
"สวัสดีค่ะคุณรอง คุณศุภร"
ศุภรทั้งดีใจ ทั้งเขิน
"สวัสดีครับ ร้านของผมถือเป็นเกียรติเหลือเกินที่ได้ต้อนรับคุณหญิง ขอบคุณมากนายเล็กที่พาคุณผู้หญิงมา"
"ไม่เป็นไรมิได้ครับ"
"ผมเพิ่งเปิด section ใหม่พอดีเลยครับ"
ชายรองหมั่นไส้ทั้งเพื่อน ทั้งน้อง
"มาครับ ผมพาชมของสวย ๆ ของร้านเรา คุณหญิงบอกความประสงค์มาเลยครับว่า ต้องการของขวัญแบบไหน ให้ใคร และ....สำคัญแค่ไหน"
"ความประสงค์แรกก็คือ อย่าเรียกฉันว่าคุณหญิงเลยค่ะ มันดูแก่เฒ่าชอบกล"
"แล้วจะให้เรียกว่าอะไรดีครับ"
"หญิงกลางไงเฮีย" ชายเล็กบอก
"หรือคุณกลางก็ได้ค่ะ"
"เป็นเกียรติกับผมเหลือเกิน ได้ครับคุณกลาง"
ศุภรพาหญิงกลางแยกไป พาไปดูส่วนของขวัญและของชำร่วยต่าง ๆ
"อ้อ....นัดหญิงกลางมาเจอเจ้าศุภร ทำตัวเป็นพ่อสื่อพ่อชักตั้งแต่เมื่อไหร่" ชายรองว่า
"โธ่....ก็เฮียศุภรเขาขอร้องผมนี่นา คนกำลังมีความรักเราต้องสนับสนุน นี่....เมื่อกี้เจอหญิงก้อยด้วย"
"เขาว่ายังไง"
"เขาบอกว่าถ้าพี่จะง้อคืนดีกับเขา ต้องไปหาเขาที่วังเท่านั้น"
ชายรองถอนใจอย่างเบื่อหน่าย เยื่อใยทั้งหลายเหมือนจะหมดไปแล้ว
สายน้ำรินไหลรี่ เรือสินค้ายังคงขึ้นล่อง เรือพายขายของพายไป ทุกอย่างดูแช่มช้าเงียบสงบที่ศาลาริมน้ำ
ศรีจิตราเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นซิ่นและเสื้อตัวสั้น นั่งพิงเสามองอย่างสุขใจ สาลินนุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อเชิร์ต หน้าตาบูดบึ้ง
"ที่นี่สบายจังสา"
"แหม....พี่ศรีอย่าบอกนะว่าบ้านสวนสบายกว่าอยู่ในวัง"
"อยู่วังน่ะไม่สบายหรอกสา มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว แล้วก็มักจะมีข่าวเรื่อง เออ... คุณชายกับคุณหญิงก้อยมารบกวนให้ได้ยินอยู่บ่อย ๆ"
สาลินตาโต
"ว่าแล้วเชียวว่าต้องเป็นเรื่องว่าที่พี่เขยของสา คงไม่ใช่แค่ยายคุณหญิงก้อยใช่ไหมคะ เห็นว่ามีผู้หญิงคนอื่นอีก เมื่อกี้สาได้ยินที่พี่เล่าให้แม่ฟังแล้วนะ"
"แอบฟังอีกแล้วนะเรา"
"เป็นใครรู้ไหมพี่"
"ไม่รู้หรอก แต่เห็นว่าไปรับไปส่งกันอยู่บ่อย ๆ"
"ฮึ....นึกว่าเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเสียอีก"
ศรีจิตรามองสาลินอย่างสังเกต เพราะทำท่าเหมือนหึงเสียเอง
"เล่ามาอีกซีคะ"
"ก็....รู้สึกว่าผู้หญิงคนใหม่นี่ไม่ได้ดีเด่อะไร"
"หา.....ผู้หญิงพรรค์อย่างว่าเหรอคะ"
"เบา ๆ สา น่าจะเป็นผู้หญิงใจแตก เพราะคบผู้ชายทีเดียวหลาย ๆ คน"
"ยี้ คบหญิงเสเพล อยากเห็นหน้ายายผู้หญิงคนนั้นจังเลยว่าสวยแค่ไหน สู้เราสองคนได้รึเปล่า"
สาลินค้อนลมแล้ง ไม่รู้ตัวสักนิดว่าหึงแทนพี่สาวจนออกนอกหน้า ศรีจิตราสังเกตขำ ๆ
โต๊ะเดิมที่ชายรองเคยนั่งในคอฟฟี่ช๊อปหรู
ศุภร หญิงกลางกำลังคุยกันออกรส ทานของหนักแล้ว กำลังทานของว่าง มีเค้กสองสามชิ้นและเครื่องดื่ม ชายเล็กนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ชายรองมองเหม่อไป นึกภาพในอดีต
สาลินอยู่ในชุดเหมด และทำน้ำหกใส่กางเกงตน
ที่โต๊ะ
"ไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันซื้อตั้งเยอะ คุณศุภรจะให้ฟรีได้ยังไง ขาดทุนหมด"
"โปรดรับไว้เถอะครับ ผมยินดี ผมจะมีความสุขมากที่คุณหญิงจะรับของกำนัลจากผม ถือเป็นของขวัญนะครับ"
"งั้นต้องถามหุ้นส่วนของคุณก่อนนะคะ คุณรองขา เห็นด้วยไหมคะ"
ทั้งสามมองชายรองที่ยังเหม่อลอย
"พี่รอง"
ชายรองสะดุ้ง
"ว่าไงนะ"
"เหม่อไปไหนแล้วพี่อหญิงกลางถามว่าเห็นด้วยไหมที่เฮียศุภรจะให้ของขวัญหญิงไม่คิดเงินเลย"
"จะเป็นไรไปล่ะ"
"มันเยอะนะคะ"
"เยอะกว่านี้ทางร้านเราก็ให้ได้ จริงมั้ยศุภร"
"ใช่ครับ"
"เออ...ผมขอตัวสักครู่"
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์ลุกไปทันที
"สำเร็จแล้วเฮีย"
ศุภรยิ้ม หญิงกลางถามว่าอะไร ทั้งคู่ไม่ตอบ
ศุภรป้อต่อ
"รู้ไหมครับคุณหญิง เค้กที่นี่อร่อยสู้ของคุณหญิงไม่ได้เลยสักอย่างเดียว"
"ชมมากไปรึเปล่าคะ เพราะคุณเคยทานแต่เค้กสายรุ้งของฉันนะคะ"
ศุภรอึ้งไป บดินทร์ส่ายหน้าเอือม ๆ
"เออ....งั้นวันหลังผมต้องขอไปชิมเค้กรสชาติอื่น ๆ ของคุณหญิงบ้างแล้วล่ะครับ"
"ยินดีค่ะ เชิญที่วังนะคะ"
ศุภรเจื่อนไปทันทีเมื่อนึกถึงหม่อมวาณี หญิงก้อยและท่านจันทร์ บดินทร์ยิ้มขัน
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์เดินมาหน้าห้องน้ำ ภาพความหลังก็เข้ามา
สาลินทะเลาะชายรองอีกครั้ง เอาน้ำราดเป้าครั้งที่สอง เขาอมยิ้มออกมา ก่อนจะถอนใจ และพยายามสลัดภาพสาลินออกไป
ในสวนวันใหม่ สองพี่น้องสอยมะม่วงอยู่ สาลินปีนต้นเป็นคนสอย ส่วนศรีจิตราเป็นคนรับเพราะมือเบากว่า สาลินวันนี้นุ่งซิ่นแต่ยกขึ้นเห็นขาเรียว ใต้ต้นเห็นใบไม้แห้งสุมกองเป็นพะเนินใหญ่
พวงมะม่วงสุกเหลืองทั้งพวง สาเอื้อมสอย
"อีกนิดเดียวได้พวงนี้ทั้งพวงเลยค่ะ"
"ระวังนะสา เดี๋ยวตก"
"ได้แล้วค่ะ"
มะม่วงสุก 2 ลูกตกหวือลง ศรียกตะกร้าใบใหญ่ใส่ผ้านิ่มปูไว้ รับได้อย่างชำนาญ
"ขอที่เหลือหน่อยเถอะ"
สาขยับตัวเอื้อมสุดแขน แล้วทันใดสาร้องวี๊ด หล่อนจากต้น ศรีจิตราร้องตาม
ใต้ต้นมะม่วง สานั่งแอ้งแม้งอยู่บนกองใบไม้ ใบไม้ที่ร่วงพรูตามมาจากต้นเต็มหัว
"ยายสา เป็นไง เจ็บตรงไหนบ้าง"
"ไม่เจ็บหรอกค่ะ แค่จุก"
ทั้งสองหัวเราะกัน
สองพี่น้องกลับมาที่เรือนไทย นั่งลง เห็นเบาะ หมอน หนังสือนิทานของชายเล็กและดอกไม้น่ารักในแจกัน สาลินคว้ามะม่วงมาดมสูดกลิ่นหอม
"ถ้าวันนี้เป็นไปตามแผนเดิม สาไปวังเสด็จ คุณป้าใหญ่คงจัดแจงให้สาเจอคุณชายเล็กแล้ว แต่สาเกิดพาพี่มานี่เสียก่อน"
"พี่ศรีก็ไปโทษคู่หมั้นพี่ศรีซี"
"คุณชายรอง เธอมาเกี่ยวอะไรด้วย"
"ก็ว่าที่พี่เขยสานั่นแหละ เขาเห็นคุณตาคุณยายบ่นถึงพี่ศรี เลยจัดแจงให้สาพาพี่ศรีมาเยี่ยม"
ศรีจิตราตาโต รู้สึกดีเมื่อรู้ว่า ชายรองมีน้ำใจ แต่สาลินปั้นปึ่ง
"จริงเหรอสา"
"จริงซีคะ เขาแนะนำเสร็จว่าไปรับวันไหน ไปส่งกลับวันไหน ไปกราบทูลเสด็จว่ายังไง ฮึ ตอนนั้นสายังนึกเลยว่า เขาเป็นคนดีมีน้ำใจ แต่ตอนนี้"
"ตอนนี้ทำไมเหรอ"
"ตอนนี้สาก็ไม่รู้แล้วซีว่า ว่าเขาทำเพื่ออะไร ฮึ ผู้ชาย ไว้ใจไม่ได้จริงๆ"
"ผู้ชายดี ๆ มีเยอะไป อย่างคุณชายเล็กเธอก็"
สาลินพูดแซง "ฮึ พี่ศรีรู้จักผู้ชายซักกี่คนกัน เลยเห็นดีเห็นงามไปหมด"
"แหม แล้วสาน่ะ รู้จักผู้ชายมากนักเหรอ"
"เยอะแยะไป ก็มีคุณตา ตาผล อีตาคุณชาย แล้วก็คุณพล ใช่แล้ว....ไว้พี่ศรีเจอคุณพลหน่อยเถอะ"
"มันจะเหมาะหรือสา"
"แหม... พี่ศรียังไม่ได้หมั้นกับเขาซักหน่อย ทำไมจะคบคนอื่นบ้างไม่ได้ ทีเขา.."
สาลินชะงัก ศรีจิตรามอง สาลินเอามะม่วงมาดมอีก แล้วลดลง
"พี่ศรี อนาคตมันไม่แน่ไม่นอน พี่ศรีมองดูคนอื่นไว้บ้างนะจ๊ะ"
ศรีจิตรามีแววประหลาดวูบขึ้นในดวงตา แล้วพยายามตัดออกจากความคิด
"พูดอะไรก็ไม่รู้สา เดี๋ยวพี่ไปเอามีดมาปอกมะม่วงดีกว่า"
ศรีจิตราแยกไป
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 11 (ต่อ)
คุณชายเล็กแต่งตัวหล่อเดินผิวปากมาในสวน แล้วกระโดดข้ามท้องร่องไปเรื่อยๆ ทางเบื้องหลัง
ที่กอชบาด่าง พู่ระหงออกดอกพราว มีดอกไม้ ใบไม้ดูแปลกกว่าของจริง เคลื่อนขยับออก เห็นว่าคือ พุดซ้อน สวมเสื้อลายใบไม้ กับชบาทิพย์ใส่เสื้อลายดอกไม้ ดอกใหญ่ กางเกงยืด รองเท้าส้นสูงตามแฟชั่น
สองแม่ลูกสบตากัน พยักหน้าคล้ายมีแผนร้าย
ศาลาท้ายสวน ร่างระหง นั่งก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ ชายเล็กเดินมามองดู้แล้วอมยิ้ม เข้ามาหา
"สวัสดีครับ"
ร่างบอบบางร้องอุทานเบาๆหันขวับมา บดินทร์ยืนจังงัง ร้อง “เอิ๊บ”
ศรีจิตราแปลกใจมากลุกขึ้น
"คุณชายเล็ก"
"เอ้อ อ้า ง่า คุณศรีมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ"
"ดิฉันต่างหากที่ต้องถามว่า คุณชายเล็กมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
"เอ้อ....อ้า... ผมมาตรวจปั๊มน้ำมันยายซ้อนไงครับ"
"แต่ปั๊มอยู่ทางสวนโน้นต่างหาก แล้วคุณชายมาทำไมถึงนี่"
ชายเล็กหัวเราะแหะ ๆ เกาหัวคิดคำแก้ตัว แต่ศรีจิตราตาโต
"ผม ผมมาตามเจ้าพลน่ะครับ"
"คุณพลที่สนิทกับยายสาน่ะเหรอคะ"
"ใช่ครับ ผมมาตรวจปั๊มกับเจ้าพล เห็นยายซ้อนบอกว่ามันมาหาคุณสาที่นี่ ผมก็เลย
ลองตามมา ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอคุณศรี บังเอิญจริง ๆ"
"อ๋อ.... ถ้าอย่างนั้นคุณชายนั่งก่อนนะคะ เดี๋ยวยายสามา ดิฉันแนะนำให้รู้จัก"
"ไม่เอาครับ"
"ทำไมคะ"
บดินทร์เอานิ้วใส่ปากกัด
"ผม...ผมอาย"
"คุณชายน่ะเหรอคะอาย"
"ทำไมฮะ คุณศรีเห็นผมเป็นคนยังไงถึงอายไม่เป็น"
"โธ่....ก็ดิฉันเห็นคุณชายรื่นเริงทั้งวัน ไม่เคยกลัวเกรงอะไร หรือ ใครนี่คะ"
"โธ่ แต่คราวนี้มันไม่เหมือนกันนี่ฮะ ก็รู้ ๆ อยู่ว่า 2 คุณป้า อยากจะจับคู่ผมกะคุณสา
ผมก็ต้องเขินแย่ซีฮะ"
ชายเล็กยังกัดนิ้วเอียงอายไปมา ศรีขำ
สาลินเดินมา กวัดแกว่งมีดแบบลิเก อีกมือถือจานข้าวเหนียวมูน
"พี่ศรีขา ได้ข้าวเหนียวมูนมาด้วยค่ะ"
ชายเล็กตาเหลือก ศรีจิตราหันไปมอง
"แน่ะ ยายสามาแล้วค่ะ"
"คุณศรีครับ"
ชายเล็กดึงศรีจิตราหันมา ศรีจิตราเซซบ
"อุ๊ย"
หลังพุ่มไม้ มีเถาตำลึงออกลูกแดง พุดซ้อนและชบาทิพย์ตาเหลือกโพลง บนหัวมีใบบอนคลุมอยู่
"ว้าย ปล้ำกันแล้ว" พุดซ้อนบอก
"ใครน่ะ สวยด้วย"
ศรีจิตราดันตัวออกหน้าแดง บดินทร์ไม่สังเกตพูดเร็วปรื๋อ
"คุณศรีอย่าเพิ่งให้ผมเจอเลย แล้วอย่าบอกนะฮะว่าเจอผมที่นี่"
"ทำไมคะ"
"ผมกับคุณสายังไงก็ต้องได้เจอกันแน่ในวันหน้า แต่วันนี้ผมไปก่อน ลานะฮะ"
ชายเล็กหันหลังวิ่งออกไปที่รั้ว คราวนี้ 2 แม่ลูกเตรียมตัวดี เอาใบบอนคลุมหัว ชายเล็กไม่ทันสังเกต วิ่งออกรั้วไป สองแม่ลูกยังหลบอยู่
ศรีจิตรามองตาม สาลินถือมีดกับจานข้าวเหนียวมูนเข้ามา
"วันนี้ คุณยายคั่วถั่วทองด้วยล่ะ พี่ศรี พี่ศรีมองอะไรเหรอ"
ศรีจิตราหันมา
"เปล่าจ้ะ"
สาลินนั่งลงแ วางจานและมีด ชะเง้อไปทางสวนพุดซ้อน
"แหม พอวันนี้ล่ะ อีตาพลไม่ยักมา จะให้รู้จักกับพี่ศรีเสียหน่อย"
ศรีจิตราตาปริบ ๆ สองแม่ลูกค่อย ๆ คลานออกรั้วไป ใบบอนยังอยู่บนหัว
สองแม่ลูกวิพากษ์วิจักษณ์วิจารณ์ โดยที่ยังมีใบบอนอยู่บนหัว
"ต๊ายวิ่งตูด เอ้ย วิ่งก้นเปิดไปอย่างนี้ ต้องมีอะไรแน่ ๆ"
ชบาทิพย์เศร้า
"คงกลัวพี่สาเห็นน่ะซีจ๊ะ..คะ เอ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครนะแม่ สวยยังกะนางละคร"
"สวยอะไร ซีด ๆ จืดชืดเป็นน้ำยาเย็น"
"รู้แล้ว พี่สาวพี่สาแน่เลย ที่เป็นเมียคุณชายรถยาว แต่....ทำไมเขามาถึงเนื้อถึงตัวกับพี่
พลของหนู เอ๊ย...ของพี่พลล่ะ"
พุดซ้อนขนลุกเกรียวขยะแขยง
"จะอะไร ก็ใฝ่ต่ำน่ะซี อี เอ้ย ลูกชบา เหมือนนิยายต่ำ ๆ พวกลูกผู้ดีถูกเลี้ยงบนหอคอยงาช้าง แล้วได้กับคนขับรถ หรือไม่ก็คนสวน แต่แม่นี่หนักกว่าลดตัวมาเอาเด็กปั๊ม"
"ไม่จริง พี่พลเขาชอบพี่สาต่างหาก"
"แกจะไปรู้อะไร สันดานผู้ชายมันก็กะจะฟาดทั้งพี่ทั้งน้องนั่นแหละ ฉันน่ะรู้เช่นเห็นชาติดี เหมือนพ่อแกนั่นแหละ"
พุดซ้อนค้อนไปทิศหนึ่ง ชบาทิพย์อ้าปากค้าง
คืนนั้น ห้องทรงพระสำราญ วังวุฒิเวสม์ เสด็จพระองค์หญิงประทับบนโซฟา ศรีจิตรา สอางค์อยู่บนโซฟาห่างออกมา มีนางข้าหลวง 2-3 นาง หมอบเฝ้าอยู่ห่างๆ
"เป็นยังไงบ้างศรีจิตรา ไปเยี่ยมคุณตา คุณยาย"
"คุณตา คุณยายสบายดีเพคะ เป็นพระกรุณาเพคะที่ประทานพระอนุญาต"
"ถ้าน้องสาวเราไม่มาขอก็คงไม่ได้ไปหรอก น้องสาวเราน่ะมันเข้าที ไม่กลัวเกรงอะไรมาขออนุญาต แล้วยังขอให้ปิดเป็นความลับด้วย กะจะเซอร์ไพรส์เธอ"
"จริงเหรอเพคะ"
"แล้วยังขอแรงนังสองคนให้ช่วยด้วย"
มาลา วรรณาคลานเข่าถือพานผลไม้จากสวน ที่ปอกคว้าน ฝาน แต่งงดงามมา
"เพคะ หม่อมฉันจัดเสื้อผ้า" มาลาบอก
"หม่อมฉันจัดข้าวของเครื่องใช้เพคะ" วรรณาว่า
"ยายสานี่ จอมซนจอมวางแผนจริง ๆ เหมือนใครทรงทราบไหมเพคะ" สอางค์ว่า
"เหมือนใคร"
"จะเหมือนใคร ก็เหมือนองค์หญิงน่ะซีเพคะ"
สอางค์ยิ้มย่องผ่องใส เสด็จชะงัก ศรีจิตราตาโต มาลา วรรณาอ้าปากค้าง
"สมัยอยู่โรงเรียนแม่ชีนะ ทรงเป็นหัวโจกพาหม่อมฉันกับแม่สร้อยไปแกล้งใครต่อใครอยู่เรื่อย ขนาดมาแมร์แม่อธิการก็ไม่ทรงเว้น ทรงโดนถวายผาง ตั้ง 3 ที"
มาลา วรรณา นางข้าหลวงหัวเราะคิกคัก ศรีจิตราปิดปาก เสด็จทรงค้อนจิ้มผลไม้เสวย
"เรื่องตั้งล้านปีแล้วยังจะเอามาพูดอีก ส้มสูกลูกไม้นี่ของใคร"
"คุณตา คุณยายให้เอาผลไม้ที่สวนมาถวายเพคะ"
"รสชาติดี สอางค์ลองชิมดูซี"
"หม่อมฉันได้ชิมแล้วเพคะ แม่ศรีขนมาฝากตั้งหกเจ็ดชะลอม"
มาลาบอก "กินกันถ้วนทั่วทุกตัวคนแล้วเพคะ"
"กินข้าวเย็นไม่ลงแล้วเพคะ" วรรณาว่า
เสด็จทรงอึ้ง แล้วแย้มสรวล ดวงเนตรวางแผน
"เออ ดี ข้าได้กินเป็นคนสุดท้ายซีนะ เอ...เรากินของเขา เราก็ต้องตอบแทนบ้างซี สอางค์"
"อุ๊ย ใช่เพคะ"
"จัดเลี้ยงตอบแทนสาลินเสียหน่อย เสาร์หน้าก็แล้วกัน"
ศรีจิตรานิ่งนึก
" เรื่องเจอคุณชายเล็กอีกแล้วซีนะ"
"นี่แม่ศรี ของฝากจากสวนน่ะ เอาไปให้หม่อมกับชายรองที่ตำหนักเล็กบ้างซี ยังไม่เคยไปเลยไม่ใช่เหรอ"
สอางค์ มาลา วรรณา เป็นอึ้ง
"เพคะ"
สอางค์ถาม "อุ๊ย จะดีเหรอเพคะ"
"ดีซี จะได้ไปใกล้ชิดหม่อมอำพันบ้าง พรุ่งนี้วันหยุดอยู่ทั้งชายรอง ชายเล็ก"
เสด็จแย้มโอษฐ์ พักตร์มีแผนบางอย่าง
วันรุ่งขึ้น บนศาลาวัด บรรดาญาติธรรมนั่งทำกิจกรรมบนศาลา รอถวายอาหารเพล ตายาย และยายพิณนั่งร่วมวงอยู่วงหนึ่ง พุดซ้อนและชบาทิพย์นั่งอยู่อีกวงไม่ห่างนัก พุดซ้อนทำหน้าเศร้า
"วันนี้คงจะต้องทำบุญทำทานครั้งใหญ่ค่ะ"
ป้าคนหนึ่งถาม"ทำไมเหรอจ๊ะแม่พุดซ้อน"
"ไปเจอเรื่องไม่ดีไม่งามเข้าน่ะซีคะคุณป้า แหม...คนเราเดี๋ยวนี้แลกผัวแลกเมียกันไม่ละอายต่อบาปเลย"
ยายปริกถาม "ใครล่ะแม่ซ้อน"
"อย่าให้พูดเลยค่ะ เรื่องมันทำนองว่า นังน้องสาวคบอยู่กับไอ้เด็กปั๊ม กอดจูบลูบคลำกันในที่ลับตาคน พอนังพี่สาวกลับมาเยี่ยมบ้าน คล้อยหลังนังน้องไปนิดเดียว นังคนพี่กระโดดเข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยง แลกลิ้นดูดปากกับไอ้เด็กปั๊มทันทีไม่อายผีสาง"
กลุ่มตา ยาย ยายพิณหันมาฟังทันที
"อุ๊ยตาย พี่แย่งผัวน้องงั้นเหรอ" ยายปริกว่า
"ก็ไม่เชิงนะคะ เพราะว่าที่คู่หมั้นของนังคนพี่ มาป้วนเปี้ยนรับส่งนังคนน้องอยู่บ่อย ๆ ใช่ไหมลูกชบา ไหนหัดเล่า เอ๊ย....ลองเล่าบ้างซิลูก"
"เออ ..." ชบาทิพย์เล่าตามที่ท่องมา "ก็....บางทีมาส่ง คนน้องก็อิดโรยหลับคารถเลยค่ะ ไม่รู้รถไป
ตกหลุมตกบ่อ กระเด้ง....แม่...หนูไม่อยากเล่าแล้ว"
"โถ... ละอายต่อบาป ดูซี ลูกชบายังไม่อยากเล่าเลยนะคะ แม่เล่าเอง ค่ะ ตกหลุม ตกบ่อกระเด้งกระดอนกันมาตลอดทางรึไง ถึงได้ดูอ่อนเปลี้ยเสียขนาดนั้น"
"ลูกสาวบ้านไหน ทำไมกาลี" ป้าว่า
"นั่นซี บอกได้ไหมว่าลูกสาวบ้านไหน" ยายปริกบอก
"ก็บ้านคุณยา...." ชบาทิพย์จะบอก
"อีชบา...อย่าพูดลูก...บาป....ก็...ละแวกนี้ล่ะค่ะ อย่าให้ดิฉันต้องเอ่ยนามเลย กาลกิณีมันจะขึ้นปาก"
"อ้อ กลัวไว้บ้างก็ดีนะแม่ซ้อน เพราะถ้านินทาผิด ๆ ถูก ๆ กาลกิณีไม่ได้ขึ้นแค่ปากมันขึ้นถึงหัวกบาลเลยล่ะ" ยายบอก
"แล้วถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริงล่ะก็ ตายไปจะเป็นเปรต ปากฉีกไปถึงหูเลยนะแม่ซ้อน" ตาบอก
พุดซ้อนสะดุ้ง ชบาทิพย์รีบไหว้ท่วมหัว
"ที่มันพูดมา คือยายศรี ยายสาเลยนะคุณ" ตาบอก
"นั่นซีคะ คุณศรีก็เพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้าน เด็กปั๊มก็ต้องคือคุณพล ไม่ใช่คนอื่นแน่ ๆ" ยายพิณว่า
"ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน อย่าไปเอาเรื่องมันเลยคุณ" ยายบอก
"ถ้ามันว่าหลานเราจริง ๆ แค่ออกชื่อคำเดียว ฉันจะเอาปืนลูกซองมายิงกุดหัวมันจริง ๆ"
"คุณ วันนี้มาทำบุญ ไม่ได้มาทำบาป ปลง ๆ ซะเถอะ"
ทั้งสามยังมองไปที่ พุดซ้อนที่สงบเสงี่ยมไม่กล้าเมาท์ต่อ
ในตำหนักเล็ก ศรีจิตราไหว้หม่อมอำพัน และคุณชายามพี่น้อง สอางค์นั่งอยู่ข้าง ๆ ศรีจิตรา หม่อมอำพันรับไหว้อย่างค่อนข้างเชิดเล็กน้อย นมย้อยนั่งข้างสอางค์ เจียม น้อมและนางข้าหลวงสามสี่นางเฝ้าอยู่ห่าง ๆ จรวยนั่งหน้าเชิดร่วมอยู่ด้วย มาลา วรรณานั่งกับพื้นเชิดไม่แพ้กัน ที่พื้นข้างมาลา วรรณา วางตะกร้าใส่ผลไม้ และขวดโหลของดองและแช่อิ่มอย่างดีหลายชนิด
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ทึ่งในความงามของศรีจิตรา เพราะเพิ่งเคยเห็นใกล้ ๆ เป็นครั้งแรก ชายรองกับชายเล็กมองท่าทีของหม่อมและสอางค์อย่างหวั่น ๆใจ
"สวัสดีจ๊ะ หนูศรี แหม....ขนอะไรมาเยอะแยะน่ะ อ้อ ของจากเรือกจากสวนนี่เอง"
อำพันปรายตาไปทางสอางค์
"ค่ะ มีทั้งผลไม้สดจากสวน มีทั้งของดองและแช่อิ่มด้วยค่ะ"
"โอ้โฮ....ของฝากจากเมืองนนท์ น่าทานทั้งนั้นเลยนะฮะ" ชายเล็กว่า
"ที่จริงไม่ต้องลำบากเลยนะ เพราะของสวนเทือกนี้ ในสวนหลังตำหนักก็มีออกดกดื่น เก็บกินไม่หวาดไม่ไหวอยู่แล้ว กลัวเหลือเอาไปเททิ้งเสียเปล่า ๆ"
ศรีจิตราหน้าเจื่อน จรวยแอบยิ้ม คุณชายทั้งสามมองหน้ากันอย่างอึดอัด
สอางค์บอก
"แหม....แต่ผลไม้จากสวนเมืองนนท์น่ะ ใคร ๆ เขาก็รู้ในสรรพคุณว่าอร่อยหอมหวานขนาดไหน ไม่ว่าจะมะม่วง ทุเรียน ละมุด พวกที่กินแล้วไม่รู้รสจนต้องเอาไปเททิ้งน่ะ น่าจะเป็นพวกที่นิยมกินของกาก ๆ เดน ๆ อยู่เป็นนิจ หรือไม่ก็พวกลิ้นหนาแบบลิ้นเสือ ลิ้นตะเข้นั่นแหละค่ะหม่อม"
อำพันแทบร้องกรี๊ดออกมา จรวยหน้าเชิด มาลา วรรณาก้มหน้ายิ้ม ศรีจิตราอึ้ง ชายรองรีบพูดกับนมย้อยที่หน้าเหรอหรา
"นมครับ.... เราไม่ลองเอาของแช่อิ่มมาทานดูหน่อยล่ะครับ"
ชายโตขานรับ"นั่นซี เห็นมีทั้งมะปรางริ้ว มีทั้งมะม่วง"
"ผมอยากกินทุกอย่างเลย"
"นั่นซีคะ งั้นเดี๋ยวนมไปจัดมาให้นะคะ"
นมย้อยลุกออกไป น้อม เจียม ช่วยลำเลียงตะกร้าเข้าห้องด้านในไป หม่อมอำพันแทบร้องห้าม ชายโตจับมือแม่ไว้ให้ใจเย็น อำพันแสร้งยิ้มออกมา
"เออ....หนูศรีจ๊ะ ว่าง ๆ มาเที่ยวเล่นที่ตำหนักเล็กบ้างก็ได้นะ ที่นี่มีดอกไม้ให้เก็บไว้ร้อยมาลัยเยอะแยะไม่แพ้ที่ตำหนักใหญ่ ทั้งดอกรัก มะลิ ดอกพุด แต่ไอ้พวกดอก...ใหญ่ ๆ บาน ๆ ไว้ใส่แจกันเอาหน้าน่ะ ที่นี่เราไม่นิยมปลูก"
สอางค์แทบจะกรี๊ดออกมาบ้าง จรวยแทบหัวเราะออกมา
"ค่ะ....ทางตำหนักใหญ่ก็ไม่นิยมปลูกดอกบางจำพวกเหมือนกัน เช่น ดอกจิก ดอกราชา ราชินี หรือไม้มงคลอย่างต้นโพธ์ ปลูกที่ไหนก็มีแต่ความสุขความเจริญ แต่พอแผลงไปเป็น โพดำ โพแดง มีแต่เสื่อม ทำมาค้าไม่ขึ้น เป็นได้ล่มจมเชียวล่ะหนูศรี"
หม่อมอำพันอยากจะลุกขึ้นมาร้องกรี๊ด ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์จับมือไว้ หม่อมอำพันได้สติฉีกยิ้มหวาน
"แหม....คุณข้าหลวงใหญ่ขา จะกลัวเรื่องล่มจมทำไมคะ เมื่อก่อนครั้งยังสาวที่พลาดจากเสด็จพระองค์ชาย ตอนนั้นซีคะที่น่ากลัว แต่ตอนนี้หาทางดิ้นรนให้หลานสาวแทนตัวจนได้ ชาตินี้คงไม่ต้องกลัวล่มจมอีกแล้วละค่ะ มีแต่จะต่อยอดทำกำไรไปได้เรื่อย ๆ"
สอางค์ลุกพรวดขึ้น ตัวสั่นเทิ้ม สามหนุ่มรีบลุกตาม จรวยสะใจ มาลา วรรณาอ้าปากค้าง
"นี่....หม่อมพูดอย่างนี้หมายความว่า"
อำพันลุกพรวดตาม
"ก็อย่างที่เข้าใจนั่นแหละค่ะ เอ๊ะ หรือทำตัวเป็นเพลี้ยเป็นปลิงเกาะกินเสียจนเคยตัว เลยคิดอะไรไม่ออก"
"ศรีจิตรา กลับเดี๋ยวนี้"
ศรีจิตราลุกขึ้น "ค่ะ"
สอางค์เรียก "ชายรอง"
"ครับ คุณป้า"
"รีบสร้างเรือนหอให้เสร็จไว ๆ แล้วก็สร้างรั้วรอบขอบชิดเสียให้แน่นหนา"
"ทำไมล่ะครับคุณป้า"
"ป้าจะกราบทูลเสด็จ ไม่ให้ยายศรีเยี่ยมกรายเข้ามาแถวนี้ เพราะพวกไพร่สถุลสกุลกามันเยอะนัก มันจะเป็นเสนียดแก่ตัว"
หม่อมอำพันอ้าปากค้าง ชายโตกับชายเล็กรีบยึดไว้ไม่ให้โผเข้าไปตบสอางค์
นมย้อย น้อม เจียม ถือจานใส่ของแช่อิ่มออกมาพอดี ตะลึงงันไป
"อีกอย่าง แถวนี้....เหลือบริ้นไรที่มันชอบเกาะกินมันก็เยอะไม่ใช่น้อยหรอก ป้าจะกราบทูลเสด็จด้วยว่า เงินปีที่โปรดไว้จุนเจือคนที่นี่แต่กลับเอาไปถลุงในบ่อนจนแทบฉิบหายขายตัว สมควรให้ท่านทรงตัด ทรงงดเสียให้หมดสิ้น"
หม่อมอำพันหน้าเสีย
"มาลา วรรณา"
"เจ้าค่ะ"
"กลับตำหนัก เอาไม้หอมมาจุดไล่แมลงหวี่ แมลงวัน เหลือบริ้นเห็บเหาเสียด้วย"
มาลาปรายตามองไปทางจรวย "ถ้าเหลือบริ้นเห็บเหา"
"ต้องใช้น้ำมันขี้โล้ช่วยอีกแรงค่ะ" วรรณาบอก
"ดี....ส่วนไม้คดไม้งอ ไม้ชั้นเกลวราก ที่มีแต่เสี้ยนแต่ขวากหนาม ก็เอามาสะกระโจมเสีย"
มาลาถาม "สะกระโจมทำไมคะ"
"เอาไว้กันผีกระสือไง"
อำพัน นมย้อย น้อม เจียม จรวย อุทานออกมาพร้อมกัน สอางค์ยิ้มเหี้ยมสะบัดออกไป
"ดิฉันลาค่ะ" ศรีจิตราบอก
ศรีจิตรารีบไหว้ทุกคน มาลา วรรณา ยิ้มหวานให้ทุกคนแล้วดึงศรีจิตราออกไป
"มัน...มันว่าฉันเป็นอะไรนะ" หม่อมอำพันถาม
"ผีกระสือค่ะ หม่อม"
"แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ"
น้อมพาซื่อ
"ผีกระสือมันชอบไปกินอาจมแถวส้วมไงคะ"
"ยายน้อม"
"โทษค่ะ"
"โอย....จะเป็นลม"
อำพันทรุดลงนั่ง
"ยาดม ยาดม"
อำพันถาม "จรวยตบมั้ย"
"ไม่ค่ะ จรวยเป็นผู้ดีแล้วค่ะ เป็นสะใภ้เอกด้วย"
ชายรองกับชายเล็กมองหน้ากันก่อนจะตามออกไป
คุณสอางค์มานั่งลมขึ้นอยู่ที่ศาลาหน้าตำหนักเล็กเหมือนกัน มาลา วรรณา ช่วยกันพัดวี ศรีจิตราให้ดมยาดม
"โอย....เจ็บใจนัก มาหาว่าฉันเกาะกินเสด็จท่าน ปากคอมันเราะรายเหลือเกิน"
"แต่มาลาว่าก็พอ ๆ กันแหละค่ะ"
"หา....ว่าใครพอ ๆ กัน"
"อ๋อ ว่าหม่อมกับ....กับนังจรวยน่ะค่ะ" มาลาบอก
"ยายจรวยไม่ได้ว่าอะไรฉันสักคำ"
"หมายถึงท่าทางมันน่ะค่ะ ท่าทางมันยโสโอหังไม่แพ้นายเลย" วรรณาบอก
สอางค์ยังงง ๆ กับคำแก้ตัวของ มาลา วรรณา คุณชายทั้งสองตามมาพอดี
"คุณป้าครับ ผมขอโทษแทนหม่อมด้วย"
"ไม่ต้องขอโทษหรอก ป้าก็ว่าหม่อมเขาไปพอแรงเหมือนกันแหละ แต่ไม่ไหว เรามาก็ด้วยอัธยาศัยไมตรี โดนเข้าแบบนี้ก็ไม่ต้องมาคบค้าสมาคมกันล่ะ เอิ้ก... แม่ศรีกลับเถอะ ป้าไม่ไหวแล้ว อยู่แถวนี้ลมสว้านมันขึ้น"
"มาลา วรรณา พาคุณป้ากลับก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันกับนายเล็กจะพาคุณศรีไปส่งเอง"
"อุ๊ย....ดีเลยค่ะ แม่ศรีอยู่คุยกับคุณชายนะ เรื่องเรือนหอ สงสัยอะไรก็ถามคุณชายเสีย"
สอางค์แช่มชื่นขึ้น มาลา วรรณาพาสอางค์ออกไป
"ดิฉันไม่รู้เลยนะคะว่าหม่อมกับคุณป้าจะไม่ถูกอัธยาศัยกันถึงขนาดนี้ "
"เป็นเรื่องปรกติน่ะครับคุณศรี สังเกตดี ๆ ซีครับ จะเห็นว่าทั้งสองตำหนักไม่ค่อยไปมาหาสู่กันเท่าไหร่" ชายเล็กว่า
"นั่นซีคะ"
"เอ....แล้วคุณศรีมีเรื่องเรือนหออะไรจะถามพี่รองเหรอครับ"
"เออ...ก็....ไม่มีอะไรหรอกค่ะ"
"ที่จริงนายเล็กรู้เรื่องเรือนหอดีกว่าฉัน นายช่วยตอบแทนทีละกัน"
"ได้ครับพี่ งั้น ผมไปส่งคุณศรีเองครับ"
ศรีจิตรามองอย่างรู้ ๆ ว่าชายรองต้องขอชิ่งตามระเบียบ
"เชิญครับคุณศรี"
บดินทร์พา ศรีจิตรากลับไปทางสวน กิตติมองตาม
หม่อมอำพันกำลังเอะอะใส่ทุกคน ชายโตยังนั่งปลอบอยู่ นมย้อยนั่งประจำที่ น้อมนวดไหล่ให้อำพัน จรวยนวดเท้า เจียมยกถาดทั้งของแช่อิ่ม ทั้งมะม่วงข้าวเหนียวมูนราดกะทิโรยถั่วทองน่าทานมาวาง
"หนอย มาว่าฉันเป็นกระสือ ถ้าฉันเป็นกระสือ นังคุณข้าหลวงก็ต้องเป็นปอบมาเกาะกินสมบัติเสด็จ"
"เหมือนกันเลยนะคะ" นมย้อยว่า
"ใช่ เหมือนกันเลย เอ๊ะ คุณนม ว่าใครเหมือนกัน"
"เออ... ก็เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องไงคะ แเพราะทางบ้านราชดำริก็ได้รับเงินจุนเจือจากเสด็จเหมือนกัน"
"จริงซี แล้วยังมีหน้ามาลำเลิกพวกเรา หนอย....จะให้ตัดเงินปี ไปตัดทางบ้านยายน้องสาวหล่อนก่อนเถอะ พวกทึนทึกหาผัวไม่ได้ก็อิจฉาตาร้อนแบบนี้แหละ "
"ใจเย็นครับหม่อม ทานของหวานอร่อย ๆ ดีกว่าครับ"
ชายโตหยิบจานข้าวเหนียวมูนส่งให้ หม่อมอำพันทานอย่างลืมว่าของใคร
"แหม อร่อย ลองทานซีลูก ใครซื้อมาล่ะ"
น้อมบอก "อ้าว ก็ของคุณศรีที่เอามาฝากนี่ไงละคะหม่อม"
หม่อมอำพันรีบกลืนชิ้นสุดท้าย
"ว้าย สงสัยฉันจะหิว ความจริงก็รสไม่ดีเท่าไร มะม่วงบ่มแก๊สเปรี้ยวเชียว" หม่อมจิ้มอีกชิ้นเอามาดม "บางลูกก็เหม็นโอ่ ท่าทางคงไม่ได้คัดได้เลือก"
ชายโตกับชายรอง นมย้อยอึ้ง ส่วนจรวยยิ้มสมใจ
"แหม.....จะเอาใจว่าที่แม่สามีสักที ไม่รู้จักคัดสรรให้ดีเสียก่อน นี่สมคงรีบร้อนขนมาให้ทั้งขนัดเลยละค่ะ"
ชายรองเย็นชา ชายโตเซ็ง นมย้อยตาเขียว อำพันยิ้มละไม
"ท่าจะจริง"
จรวยยิ้มประจบ อำพันมองหน้าจรวยแล้วหุบยิ้ม ดวงตาจงชัง ชักตีนหนีจากการนวด
"แต่ยังไง หนูศรีเขาก็ยังมีน้ำใจหามาฝากนะ อย่างน้อยเขาก็เป็นลูกหลานเจ้าสัว ทาง
คุณตาเป็นถึงคหบดี มีสวนปลูกผักผลไม้เป็นร้อยเป็นพันไร่ ไม่เหมือนนังบางคน ปลูกแต่กาฝาก"
จรวยคลานออกมา แล้วลุกพรวดขึ้น ทุกคนสะใจ
"เจียม ยายน้อม จัดของว่างให้ฉันกับคุณชายด้วย แต่ผลไม้ไม่ต้องจัดมา ฉันกินแล้ว
แพ้ มันคัน"
"คันอะไรคะ" เจียมถาม
"คันคอน่ะซี"
จรวยเดินฉับ ๆไป เจียมและน้อมลุกตาม หม่อมอำพันกินต่อเพราะลืมตัว ชายโต นมย้อย น้อม มองงง ๆ
"จริง ๆ นะตาโต ตั้งแต่เราเอานังนี่มาเป็นสะใภ้ แม่เสียไพ่ไม่หยุดไม่หย่อน สงสัยนังนี่แหละ อีตัวขัดลาภตัวจริง"
"โธ่ หม่อมครับ อย่าว่าจรวยเลยครับ เอ.....แล้วหม่อมทานต่อ ไม่เปรี้ยว ไม่เหม็นโอ่แล้วเหรอครับ"
"อุ๊ย....แม่กำลังโกรธน่ะลูก เลยลืมตัว ไป ไป เอาไปเททิ้งให้หมด"
หม่อมอำพันลุกขึ้นชั้นบน
"ไม่ต้องทิ้งหรอกครับนม ผมทานเอง"
ชายโคทานต่อสบายอารมณ์ นมย้อยขอชิมบ้าง
บดินทร์มาส่งศรีจิตราหน้าตำหนักใหญ่ ศรีจิตราหัวเราะขำ
"ทะเลาะกันขนาดนี้เชียวเหรอคะ"
"ครับ คุณป้าถึงกับประกาศว่าจะไม่เหยียบตำหนักเล็กอีกเลยนะครับ นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าคุณป้าจะยอมมาครั้งนี้ เพราะคุณศรีแท้ ๆ เชียว"
"เพราะเสด็จป้าต่างหากล่ะคะคุณเล็ก"
ทั้งสองมาลงนั่งคุยกันต่อที่โต๊ะสนามหน้าตึก เสด็จเสด็จออก ทอดเนตรทั้งสองอย่างที่เคย
"คุณศรีครับ เรื่องที่ผมไปพบคุณศรีที่บ้านสวนวันนั้น คุณศรีคงไม่บอกคุณสานะฮะ"
ศรีจิตราสายตาหยั่งเชิง
"ไม่บอกหรอกค่ะ แต่สงสัยว่าทำไมต้องปิดด้วย แล้วเมื่อไหร่คุณชายจะได้พบยายสาเสียที"
"อีกไม่นานหรอกครับ เราได้เจอกันแน่ ๆ"
ศรีจิตราเริ่มแน่ใจในสิ่งที่ตนสงสัยมากขึ้น เสด็จทรงยิ้มเป็นอย่างที่คิดจริง ๆ
วันต่อมา ในคอฟฟี่ช็อปหรู ที่โต๊ะด้านในชายรองกินอาหารอยู่กับศุภร ที่โต๊ะหน้าร้าน ไนเจล จิตริณี สาลิน กินอาหารเสร็จแล้ว บริกรกำลังเช็คบิล ไนเจลจ่ายเงิน จิตริณีลุกขึ้น คว้ากระเป๋าถือไปด้วย
"ขอเข้าเพาเดอร์รูมเดี๋ยวนะคะ"
จิตริณีเดินไป กิตติและศุภรก็กินอิ่มจิบน้ำ แล้วมองหาบริกร
"อ้าว เจออีกแล้ว"
"ใคร โจทย์นายหรือ"
"โจทย์นายมากกว่ามั้ง คุณสาไง"
ชายรองหันมามอง
สาลินคล้ายมาลำพังกับไนเจล ชายรองเย็นชาขึ้นมา ดวงตาหยัน เสียงศุภรดัง
"มากับบอสฝรั่งเขาอีกแล้ว"
สาลินมองดูไนเจล เห็นมีท่าทางเศร้ากับขัดใจระคนกัน จึงยื่นมือไปแตะมือให้กำลังใจ
"ใจเย็น ๆ นะคะ บอส"
"ผมไม่ได้เป็นอะไรหรอก แค่เจ็บกระดอง"
"คะ ? อะไรนะ"
"กระดองใจไงครับ"
ชายรองเดินช้า ๆ ผ่านมา มองดูมือสาลินที่แตะไนเจล สาลินเงยหน้าขึ้น ชายรองหยุดมองอย่างตำหนิ
"ทำตัวเหมือนหญิงรักสนุก"
"ฮึ ควงมากับหญิงรักสนุกคนไหนล่ะ"
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 11 (ต่อ)
สาลินเชิดหน้าบึ้ง คุณชายกิตติราชนรินทร์โกรธแยกไป ศุภรเดินตามมาดึงไว้แล้วพากลับมา ศุภรยิ้มกับสาลิน
"หวัดดีครับ คุณสา"
สาลินเห็นศุภรยิ้มทัก ยกมือสวัสดี ศุภรรับไหว้
"สวัสดีค่ะ คุณศุภร"
"สวัสดีครับ คุณชายคิตตี้"
"สวัสดีครับ มิสเตอร์ไนเจล"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์หมั่นไส้สาลินเต็มที
"แล้วใจคอจะไม่ทักฉันซักนิดหรือ"
"ไม่จำเป็นนี่ ฉันไม่มีธุระอะไรกับคุณ"
"แต่ฉันมี"
"ธุระอะไรไม่ทราบ"
"ก็แค่อยากขอบคุณสำหรับผลไม้"
"คุณไปขอบใจพี่ศรีเถอะ เขาอุตส่าห์ขนไปตัวเป็นเกลียว"
ชายรองยิ้มสมใจ
"ยังไงก็ต้องขอบใจเธอ เห็นว่าเธอขึ้นมะม่วงให้จนตกลงมาจุกแอ้กไม่ใช่หรือ"
สาลินเบิกตากว้าง คุณชายสะใจ ศุภรอมยิ้มดูท่าทีเพื่อนอย่างเริ่มแน่ใจ
สาลินคิด " พี่ศรี! เรื่องนี้ไปเล่าทำไม" แล้วทำสุขุมตอบไปว่า "หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ"
"อ้อ...ฉันคงต้องขอตัว ก่อนที่จะมีใครมาเข้าใจผิดอีก"
สาลินอยากจะพูดว่า "ต๊าย....กลัวยายคุณหญิงจะเข้าใจผิด" แต่กลับพูดน้ำเสียงเย็นชา "ฉันเองก็ไม่อยากให้ใครมาเข้าใจผิดเหมือนกัน แต่ถ้าคุณกลัวใครเข้าใจผิดจริง ก็ไม่น่าจะไปยุ่งกับใครอีก"
"เธอพูดถึงใคร"
" ต๊าย ทำไม่รู้" สาลินคิด แต่พูดไปว่า "ก็ใครเที่ยวไปควงใครต่อใครน่าจะรู้ดี"
คุณชายรองโกรธทั้ง ๆ ที่งง สาลินเชิด
"ฉันต้องคุยกับเธอส่วนตัวเสียแล้ว เชิญทางนี้"
ชายรองผายมือ
"ลินซี่" ไนเจลเรียก
"ไม่เป็นไรค่ะบอส"
สาลินลุกไปกับคุณชายรอง ไนเจลมองศุภร ศุภรแบมือยักไหล่ยิ้มแห้ง ๆ ไนเจลเข้าใจยิ้มแห้ง ๆ ตอบ แล้วทำหน้าสงสัย
"ไอ้หม่อมมันเป็นไรของมันวะ"
"ถามจริง ๆ น้า พ่อแม่ไม่มีปัญญาตั้งชื่อแล้วเหรอ ถึงชื่อหมู"
"หา....ชื่อหมู ใคร...ใครชื่อหมู"
"ก็คุณไง คุณชื่อสุกร มันแปลว่าหมูไม่ใช่เหรอ"
ศุภรเกาหัวไม่รู้จะอธิบายยังไง
"ภาษาทายง่าย ๆ ก็ม่ายรู้ โง่เนอะ" ไนเจลบอก
กิตติเดินนำมาอีกมุมหนึ่งของร้าน สาลินตาม
"ฉันไปเที่ยวควงใครต่อใครที่ไหนไม่ทราบ"
"ฉันไม่รู้หรอก ที่ฉันรู้ก็คือหญิงคนนั้นเป็นหญิงเสเพล คบผู้ชายไม่เลือกหน้า แล้วคุณก็ไปรับไปส่งแม่นั่นอยู่ตลอด"
จังหวะนี้ จิตริณีหน้าผ่องออกมาจากห้องน้ำ แอบฟังหลังเสาทันที
ชายรองพยายามนึก
"ผู้หญิงที่ฉันไปรับไปส่งก็เห็นมีแต่เธอคนเดียว ฉันไม่มีผู้หญิงเสเพลที่ไหน"
"อย่ามาโกหก....นี่คุณ ก่อนที่เรือนหอจะเสร็จ คุณควรกราบทูลเสด็จ ล้มเลิกการแต่งงานกับพี่ศรีได้แล้ว เพราะสิ่งที่คุณทำตอนนี้ คุณไม่ให้เกียรติพี่สาวฉันอย่างที่สุด"
"ฉันว่าคนที่ไม่ให้เกียรติพี่สาวเธอคือเธอต่างหาก"
"หา....ฉันยังไง"
"ได้ข่าวว่าเด็จป้าโปรดจะให้เธอเป็นคู่หมั้นคู่หมายกับเจ้าเล็ก แต่ดูซี เธอเที่ยวควงใครต่อใคร เดี๋ยวเศรษฐี เดี๋ยวยาจก เดี๋ยวไทย เดี๋ยวฝรั่ง"
"นี่คุณ"
สาลินเสียงแหลมจนไนเจลและศุภรเข้ามาสมทบ
"หญิงเสเพลตัวจริงน่าจะเป็นเธอมากกว่านะ"
สาลินแทบร้องกรี๊ด บริกรถือแก้วน้ำผ่านมาพอดี สาลินคว้าไว้ แล้วทำท่าจะสาดมาที่เป้ากางเกงของช้ารองอย่างตามเคย แต่เขาคว้ามือของสาลินไว้ทัน
"อย่านึกว่าคราวนี้ฉันจะยอมให้เธอทำเป้ากางเกงฉันเปียกอีก"
"ปล่อย"
ไนเจลเข้ามา
"ผมว่าค่อย ๆ พูดกันดีกว่านะ อย่ากัดกันเลย"
สาลินกระชากแก้วให้หลุดจากมือชายรอง แล้วน้ำทั้งแก้วก็สาดรดเป้าของไนเจลเข้าเต็ม ๆ
"บอสคะ ฉันขอโทษ โซ ซอรี่"
"โผมไม่น่าเข้ามายุ่งเลย ซวยจริง ๆ"
ศุภรบอก "ฮ่ะฮ่ะ บอส เป้าเปียกเลยแฮะ"
ชายรองยิ้มร่า อารมณ์ดีขึ้น
"ฉันขอตัว โทษนะครับบอส"
"ขอโทษนะครับบอส กระผมเฮียหมูไปก่อนนะครับ"
ชายรองหันกลับเดินไป ศุภรโค้งขอโทษนิดนึงแล้ววิ่งตาม ไนเจลทำตาปริบๆ
"ฮึ พวกพาลกระแชง"
"โอ มายก็อด เขาพูดเหมือนผมเป็นชู้กับคุณ"
"เป็นคนรักค่ะ"
"ใช่ เป็นคนรัก แต่เราไม่ใช่นะ"
"ช่างเขาเถอะค่ะ วันนี้อากาศร้อน อาการเขาเลยกำเริบ"
"พูดเหมือนเขาเป็นหมาเลยนะ แต่อาการแบบนี้ผมรู้จักดี เขากำลังหึงคุณจนหน้าเป็น
ดำแดง"
สาลินอ้าปากค้าง อึ้งไปพูดไม่ออก
"โอว์ หน้าดำหน้าแดงช่ายหมาย"
จิตริณีเข้ามาสมทบ ยังมองตามชายรองอยู่ ครุ่นคิดบางอย่าง
"จินนี่ เป้าผมเปียก ช่วยเป้าผมด้วย"
"ค่ะ ค่ะ เดี๋ยวจะเรียกบริกรมานะคะ เล่าให้ฟังหน่อยซีคะ เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
จิตริณีทำเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร สาลินอึ้งพูดไม่ออก
ในร้านผ้าไหม ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ นั่งอยู่ที่โต๊ะของศุภร
กำลังพลิกดูใบเสร็จประดามีอย่างแรง หน้าบึ้ง ศุภรอยู่ที่ตู้เอกสาร มองดูอาการชายรองแล้วยิ้มในหน้า
"เบา ๆ หน่อย เดี๋ยวใบเสร็จขาด ไม่มีไว้ทำบัญชีโว้ย"
ชายรองมองหน้า ศุภรยักไหล่หันมาแล้วชะงักแล้วยิ้มเมื่อเห็นจิตริณีเข้ามา
"คุณจิตริณี มีอะไรให้รับใช้ครับ"
"สวัสดีค่ะคุณศุภร สวัสดีคุณชายกิตติ"
คุณชายรองลุกขึ้น งงนิดหน่อย ก้าวมาหาจิตริณี ศุภรขยับไปด้านข้าง
"ครับ คุณจิตริณี"
"ดิฉันจะบอกว่า ไม่อยากให้คุณกับสาลินต้องเข้าใจผิดกัน"
"เข้าใจผิด"
"เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ เมื่ออาทิตย์ก่อน คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงมาที่ห้องสมุด"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์งงงันไป ศุภรร้องฮ้า
แล้วห้องสมุดในมโนจิตริณีก็ถูกเล่าให้ทั้งสองฟัง
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงเผชิญหน้าสาลินที่เคาน์เตอร์ หญิงก้อยจ้องถลึงตา สาลินหน้าซีด กลัวตัวสั่นงันงก
"คุณหญิงเข้ามาด่าว่าคุณสาอย่างสาดเสียเทเสีย"
หญิงก้อยชี้นิ้วด่า เอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากสาลินไปด้วย สาลินหน้าหงายเซไปอย่างอ่อนแอ
"เธอว่าคุณสาจะแย่งคุณชายไปจากเธอ"
ชายรองอ้าปากค้างในร้านผ้าไหม
"อะไรนะครับ"
"คุณสาตกใจมาก อับอายสายตาผู้คนทั้งห้องสมุด"
สาลินทรุดล้มตะแคง หญิงก้อยจ้องอย่างสมใจแล้วสะบัดไป สาลินยกมือขอร้องวิวอนตามหลัง คนทั้งห้องสมุด มี ไนเจล ลลิตา บราลี แว่น นำทีมก้าวมา มองสาลินอย่างตำหนิจงชัง ไนเจลชี้หน้าด่าสาลิน
สาลินร้องไห้ระล่ำระลัก
"จากนั้นคุณสาก็ถูกบอสตำหนิอย่างรุนแรง"
ชายรองหน้าเผือดลง จิตริณีวิงวอน
"นี่เป็นสาเหตุให้เธอหลบหน้าคุณ เพราะไม่อยากให้คุณหญิงก้อยมาเข้าใจผิดอีก"
"ให้ตายเถอะ นี่ผมไม่รู้เรื่องนี้เลย แล้วที่ว่าไม่อยากให้คนคนนั้นมาหึงหวง"
"คือคุณหญิงก้อยนี่แหละ"
ชายรองยิ้มออก
"เข้าใจแล้วครับ"
"เมื่อคุณทราบแล้ว อย่าผิดใจกับลินซี่อีกเลยนะคะ ดิฉันมาบอกเท่านี้ละค่ะ ขอตัว
ก่อนค่ะ บาย"
จิตริณีโบกมือลา เดินไป ชายรองร้องขอบคุณไล่หลัง ศุภรโบกมือตอบ กิตติยืนบึ้ง ศุภรขยับมาใกล้
"คุณทรามวัยกายสิทธิ์นี่ก็น่ารักดีแฮะ"
ชายรองยังอึ้ง
จิตริณีออกมาจากร้านผ้าไหม พลางยิ้มในหน้า
" ถ้าอยากให้คุณชายกับลินซี่แตกกันล่ะก็ ยากหน่อยนะอาร์นี่"
เมื่อจิตริณีพ้นไป สองหนุ่มตามออกมา ชายรองยิ้มออกมาได้เหมือนลุล่วงกับทุกสิ่ง
"เป็นไรวะ"
"เปล่า ไอ้ภร ฉันว่าฉันชักหิวข้าวแกงแถวร้านเสียโปแล้วว่ะ"
"อ้าว ไหนว่าร้อน คนเยอะ แมลงวันแยะ"
"ก็อร่อยดีนี่"
ศุภรยิ้มอย่างรู้ทัน
"หิวเมื่อไหร่บอกละกัน จะไปเป็นเพื่อน"
ศุภรกลับเข้าร้าน ชายรองยิ้มอยู่คนเดียว
สองสามวันต่อมา ในวงไพ่ ที่โถงชั้นบนตำหนักเล็ก หม่อมอำพันกรีดไพ่ขวับหน้าขมวดมุ่น เพราะต้องรอทุกหน้า คุณนาย คุณหญิง ท่านผู้หญิงชรา แทบทุกคนหน้าดำคร่ำเครียด ค้อนควักคุณนายผู้การตำรวจที่ได้อยู่คนเดียว คุณนายยิ้มแย้ม
ยายน้อม เจียม และบรรดาข้าหลวงยกถาดวางอาหารเข้ามาในห้อง
"อ้อ....มาแล้วหรือยะ กว่าจะยุรยาตร นวยนาดวาดกรมาได้ ฉันน่ะหิวจนตาลาย ทิ้งไพ่ผิดเสียจนจะจำนำผ้าซิ่นแล้ว"
น้อม เจียมสบตากัน อ่านสายตาได้ความว่าวันนี้เสียอีกแล้ว
คุณหญิงค้อน
"หม่อมน่ะแค่จำนำซิ่น แต่อิฉันคงล่อนจ้อนกลับบ้านเลยล่ะค่ะ"
ทุกคนค้อน คุณนายผู้การฯที่รอไพ่ก็เอาเงินมานับปึกใหญ่ คุณนายเห็นทุกคนมองมาอย่างหมั่นไส้ ก็ยิ้มย่ามใจ หันมาหายายน้อมที่อยู่ใกล้ พร้อมกับกระทำสิ่งต้องห้ามคือ สะกิดเอว
"ไหน ยายน้อม วันนี้มีอะไรกินบ้าง"
น้อมชะงักลืมตาโพลง
"มีตำ ตำ ตำ ตำ"
คุณนายตาเหลือกปาไพ่ทิ้ง ไพ่กระจายเต็มหน้ายายน้อม
"ผัวฉันมาเหรอ"
คุณหญิงโพล่ง "ตำรวจ !"
เจียมและนางข้าหลวงเด็กพยายามจะบอกว่าไม่ใช่
แต่คุณนายทั้งปวงร้องกรี๊ดประสานกันลุกพรวดขึ้น ไพ่กระจาย บางนางเตะสำรับ บ้างเตะกระโดน จานเม็ดก๋วยจี้กระจายว่อน นางนางโกยเงินเข้าตัก ยกชายผ้าพาเงินหนีไป หม่อมอำพันลุกขึ้นร้องกรี๊ด
"หยุดก่อนค่ะ"
บรรดาขาไพ่นิ่งชะงัก
"ตำอะไรยายน้อม"
ยายน้อมยิ้มโพล่งออกมาได้
"ตำส้ม เจ้าค่ะ"
"ตำส้ม หรือส้มตำค่ะ ไม่ใช่ตำรวจค่ะ"
บรรดาขาไพ่ร้องอุทาน โล่งอก แล้วลงนั่งเล่นกันต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หม่อมอำพันค้อนยายน้อมวงใหญ่
ระเบียงหลังบ้านราชดำริ สองพี่น้องนั่งอยู่บนตั่ง ที่พื้นอุ่นเรือน ยายพิศ เด็กลูกมือ ทำขนมกันอยู่ กำไลพาสาลินเข้ามา สาลินคลานเป็นแต่แกล้งทำกระโดกกระเดกแกล้งสร้อย สาลินไหว้ สอางค์ สร้อยและอุ่นเรือน สอางค์ยิ้มพริ้มเพรารับ สร้อยค้อนชนิดคอเคล็ด
"มาแล้วหรือยะ แม่โฉมเอก ทุกคนเขารอเราอยู่" สร้อยบอก
"มีเรื่องอะไรเหรอคะถึงให้หนูรีบมา"
"นี่....คราวก่อนที่หนูไปเข้าเฝ้าอีกครั้งน่ะ เสด็จยิ่งโปรดหนูมากขึ้นไปอีกรู้ไหม เสด็จก็ทรงดำริว่าจะประทานนัดเลี้ยงตอบแทนหนู" สอางค์บอก
"เลี้ยงอะไรกันคะ"
"เลี้ยงอาหารค่ำคืนนี้ลูก จัดโต๊ะอาหารเต็มยศแบบยุโรปสไตล์ ผู้หญิงใส่ชุดราตรี ผู้ชายใส่ทักซิโด้ หางแซวแซวเลยทีเดียว"
สอางค์พูดไป ดวงตาเป็นประกายเคลิ้มสู่ภวังค์ฝัน ยกมือกรายนิ้วไปด้วย เกิดประกายฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้งรอบตัว ทุกคนมองอย่างตระหนกมากกว่าทึ่ง
"ขนาดนั้นเชียวหรือคะ แหม....หนูก็อยากอยู่เหมือนกันนะคะ แต่ว่าคงไม่ได้ เพราะที่บ้านสวน..."
อุ่นเรือน พิศ รู้ว่าสาลินจะแต่งเรื่องอีก พากันโบกมือ ขยิบหูขยิบตา
"จุ๊ ๆ ยายสา"
สาลินหันมามอง ไม่รู้เรื่อง คิดต่อ สร้อยจ้องอุ่นเรือนและพิศตาเขียว อุ่นเรือน พิศหลบตา
" ใครเป็นอะไรอีกล่ะยะ"
"คราวนี้ทั้งคุณตา ทั้งคุณยายเลยค่ะ"
อุ่นเรือน พิศ ร้องโธ่ สร้อยยิ้มมีชัย
"อ้อ หรือยะ เป็นอะไร"
"เป็น เป็นโรคลมค่ะ"
"อ้อ คุณตา คุณยายเป็นโรคลม แต่ว่าหล่อน..เป็นโรคโกหกพกลม"
"หนูเปล่า"
สร้อยมองเลยไปข้างหลัง ยิ้มเยาะสะใจ
"เอ้า มีคนที่เขาจะจับโรคปั้นน้ำเป็นตัวของหล่อนได้คาหนังคาเขาแล้ว อยู่ข้างหลังหล่อนนี่ไง "
สาลินหันไป พบว่า ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ยิ้มระรื่น ยืนฟังอยู่นานแล้วเดินเข้ามาในห้อง
"เมื่อเช้านี้ คุณป้ากับคุณแม่เธอไปที่บ้านสวน ไปกราบคุณตาคุณยาย"
"คุณรองให้นายยอดขับรถไปให้น่ะ" สอางค์บอก
สาลินมองหน้ากิตติแล้วหลบตาวูบ
เมื่อ 5 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ อุ่นเรือนถือถาดของจากวังเดินตามตาผลและยายพิศเข้ามาในห้องรับแขก ตา ยายแต่งตัวเต็มยศยืนต้อนรับอยู่
สอางค์ สร้อย อุ่นเรือน ตามเข้ามารีบไหว้ตายาย
"สวัสดีครับ บ้านสวนของผมถือเป็นเกียรติเหลือเกินได้ต้อนรับคุณข้าหลวงใหญ่จากวังวุฒิเวสม์" ตาบอก
"เป็นเกียรติเหลือเกินค่ะ" ยายว่า
"ขอบคุณค่ะ น้ำพริกผัดเสวยและของคาวหวานจากวังค่ะ เสด็จทรงประทานขอบใจที่ทางนี้ส่งผลไม้แสนอร่อยไปให้"
คุณตาคุณยายรับมา วางไว้ที่โต๊ะ
"อุ๊ย....เป็นพระกรุณาเหลือเกินค่ะ"
สอางค์ยิ้ม สร้อยมองกวาดไปทั่วบ้านอย่างดูแคลนเล็ก ๆ
สอางค์เล่าจบ สร้อยทำหน้ามีชัย คุณชายรองอมยิ้ม สาลินหน้าเสีย
"นั่นแหละค่ะ คงดีใจจนโรคลมคงกำเริบ"
สร้อยตบตั่งปัง
"หล่อนไม่ต้องมาตะแบงแปลงความ ยังไงหล่อนก็ต้องอยู่ที่นี่"
สร้อย สอางค์ลุกขึ้น
"แม่สร้อย ไปดูชุดที่เตรียมให้ยายสาเถอะไป"
"ค่ะ"
สอางค์ยิ้มย่อง สร้อยยังหันมาเชิดใส่ สีหน้าสมใจได้แก้คืน ทั้งสองออกไป ชายรองขำแล้วตามออกไปอีกคน
สร้อยบอก
"ยายสา ต่อไปไม่ต้องเอาของป่าของสวนมาบ้านนี้อีกนะ ฉันถือว่าเป็นของแสลงไม่เป็นมงคล"
"หนูก็มาจากบ้านสวน ถือว่าเป็นของแสลงเหมือนกัน หนูลากลับนะคะ"
"ไม่ต้องมาทำหัวหมอ เลี่ยงบาลี ลงไปเดี๋ยวนี้"
สาลินนั่งก้มหน้างุดหมดสภาพ อุ่นเรือน กำไล พิศ ขยับมารุมล้อม สาลินทรุดลงไปอีก
อุ่นเรือนบอก
"โธ่ ยายสา แม่ก็ห้ามแล้วทำไมไม่รู้เรื่อง"
"อิฉันก็ขมิบ เอ๊ย ขยิบตา บอกใบ้แล้ว" พิศบอก
"โดนเข้าไปเต็มรักเลยนะคะ" กำไลว่า
สาลินเชิดหน้า
"ฮึ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง นี่สองขาโด่เด่ มันต้องเซลงไปบ้าง"
"ว้าย นี่ภาษิตชาติไหนคะเนี่ย"
อุ่นเรือนเหนื่อยใจ กำไลหัวเราะคิกๆ ยายพิศหัวเราะน้ำหมากหก
สาลินมองออกไปเห็นชายรองกำลังเดินสำรวจสนามบ้านบ้านราชดำริอยู่
สาลินตามออกมา ชายรองยังชื่นชมความสงบร่มรื่นของบ้าน
"เดี๋ยวนี้คุณชายรอง ดูจะเพ่นพ่านไปหลายที่นะคะ เดี๋ยวก็ไปบ้านสวน วันนี้ก็มาบ้านราชดำริ"
"ไม่ดีเหรอ ฉันจะได้ทำความรู้จักประวัติความเป็นมาทั้งของเธอ เออ....ของพี่สาวเธอด้วยไง"
"ก็รู้จักดีอยู่แล้ว"
"เปล่าเลย อย่างเมื่อกี้ก็เพิ่งรู้ว่าเธอปั้นน้ำเป็นตัวเก่งขนาดไหน ขนาดถูกจับได้ยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้"
สาลินหน้าเชิด
"ฉันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เมื่อไหร่"
"นี่ไง....กำลังทำอยู่นี่"
สาลินเลิกทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ทันที
"นี่....อย่าบอกนะว่าเรื่องให้ฉันมาฝึกมารยาทผู้ดี เป็นความคิดของคุณ"
"เป็นพระดำริของเสด็จป้าต่างหาก เพียงแต่มีฉันคอยสนับสนุน"
"ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม อย่ามาใกล้ฉันอีก ฉันไม่อยากให้มีเรื่อง...." เธอลดเสียงลง "หึงหวง"
"แล้วบอกฉันได้หรือยังล่ะ ว่าใครกันที่หึงหวงเธอกับฉัน"
"อ้าว คุณพูดเองว่านายพลเด็กปั๊ม"
"ฉันเพิ่งรู้มาว่าไม่ใช่นายคนนั้น บอกฉันได้ไหม"
"คุณอย่ารู้เลย เดี๋ยวคุณจะไม่สบายใจเปล่า ๆ"
ชายรองมองสาลินด้วยความรู้สึกเอ็นดู
"เป็นห่วงฉันด้วยเหรอ"
สายตาชายรองยิ้มให้อย่างอบอุ่น สาลินหลบตาทันทีนึกถึงคำพูดของไนเจลที่ว่า เขาหึงตน ยิ่งขวย
เขินทำอะไรไม่ถูก
"ฉันเข้าบ้านดีกว่า เดี๋ยวจะโดนครหา"
"เธอไม่ต้องห่วงหรอกน่า เดี๋ยวฉันก็กลับแล้ว ที่จริงฉันควรจะกลับตั้งนานแล้ว แต่รออยู่เพื่อเจอเธอก่อน"
"อยู่เจอฉันทำไม"
"ก็จะถามให้แน่ใจว่าใครกันนะที่หึงเธอกับฉัน"
คุณชายโค้งให้เล็ก ๆ
"เมื่อไม่ได้คำตอบเพราะเธอไม่อยากให้ฉันไม่สบายใจ ฉันก็ขอขอบคุณเธอที่ยังเห็นแก่ฉันอยู่บ้าง ตอนนี้ฉันสบายใจมากเลยล่ะ ฉันคงกลับเสียที สวัสดีสาลิน พบกันอีกครั้งคืนนี้ที่วังวุฒิเวสม์"
ชายรองยิ้มละไม เดินกลับออกไปหน้าบ้าน สาลินมองตามตาปริบ ๆ ไม่แน่ใจเจตนาในคำพูดของ ชายรองสักเท่าไหร่ แต่ก็หวั่นไหวไม่ใช่น้อย
สาลินนั่งคุยกับแม่ ตาเบิกโพลง
"จริงเหรอคะแม่ คุณยายเล่นงานคุณป้าเสียอยู่หมัดเลยเหรอคะ"
"จริงซี แม่ละนั่งแทบไม่ติดพื้นเลย" อุ่นเรือนบอก
"งั้นสิ เมื่อกี้คุณป้าถึงได้สั่งว่าไม่ให้เอาของกินจากบ้านสวนมาที่นี้อีก บอกว่าเป็นของแสลง แล้วเรื่องมันเป็นยังไงค่ะแม่ เล่าเลย"
อุ่นเรือนเล่า
ของฝากจากวังเต็มโต๊ะ ตา ยาย สร้อย สอางค์ ดูมีมารยาทใส่กัน อุ่นเรือน พิณ ตาผล มองทั้งสอง
ฝ่ายใจคอไม่ดี สร้อยยิ้มกริ่ม
"แหม....ของจากในวังน่าทานทั้งนั้นเลยนะคะ" ยายบอก
"แต่ไม่รู้ว่าจะทานเป็นรึเปล่านะคะ เพราะคงคุ้นแต่ของสวน" สร้อยว่า
ยายหน้าตึงสบตาตา
"ไอ้ทานน่ะทานเป็นหรอกครับ..... เพราะที่บ้านก็ดัดแปลงของสวนให้ขึ้นภัตตาคาร ขึ้นเหลา ขึ้นห้างเหมือนกัน"
"ก็แค่ระดับเหลานะคะ เสิร์ฟอาแปะ อาม่า ทานไปคงถ่มถุยไปด้วย" สร้อยว่า
สอางค์สะดุ้งรีบหยิกสร้อย แต่สร้อยไม่สนกลับลอยหน้า อุ่นเรือนหน้าเสีย ยาย ตา ยายพิณ ตาผล มองหน้ากันอย่างสุดทน
"เอ....ไอ้ถ่มถุยน่ะ มันนิสัยไพร่ค่ะคุณสร้อย ถึงฉันจะเชื้อจีนแต่ไม่เคยทำนิสัยต่ำช้าแบบนั้น กรุณาอย่าเหมารวม" ยายบอก
"ใช่....แล้วของเหลาที่ว่าก็เป็นของสูงระดับฮ่องเต้ ถือว่าระดับชาววังเหมือนกัน"
"ไม่ทราบค่ะ เพราะเท่าที่เห็นส่วนใหญ่ ก็ล้งเล้งไม่มีมารยาทผู้ดีกันสักเท่าไหร่" สร้อยบอก
"ถ้าจะวัดความเป็นไพร่หรือผู้ดี ไม่น่าจะวัดกันที่อาหารนะคะ เพราะอาหารทั้งของสวนของวังมันก็มีคุณค่าในตัวทั้งนั้น แต่ไอ้ที่มันไร้ค่าจริง ๆ มันต้องวัดกันที่นิสัย สันดานหรือกำพืดของคนค่ะ"
"ประเภทที่เที่ยวดูถูกดูแคลนชาวบ้านเขาไปทั่ว ถือว่าตนนั่นเหนือกว่าคนอื่น นั่นแหละถือว่าเป็นไพร่ของแท้"
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 11 (ต่อ)
สร้อยอ้าปากค้าง ยายพิณตบเข่าฉาด
"แหม....คุณยายพูดถูกใจ กวีเอกท่านถึงว่า ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต" พิณว่า
"แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ" ผลบอก
"ว้าย ให้บ่าวไพร่มาเสนอหน้าตีฝีปากแบบนี้ พี่สอางค์ กลับเถอะค่ะ" สร้อยบอก
"อ้าว.....คุณพี่คะ ไม่อยู่ทานกลางวันกันก่อน" อุ่นเรือนบอก
"ฉันไม่อยู่แล้ว"
สร้อยลุกพรวด สอางค์ลุกตามละล้าละลัง
"อยู่ก่อนซีคุณนาย วันนี้เรามีเมนูบ้านสวนหลายอย่าง เช่นอะไรนะยายพิณ" ตาบอก
"แกงบอนค่ะ สำหรับคนปากบอน ปากเน่าปากหนอน" พิณว่า
"มะระเอามายำ เรียกว่า มะ -ระยำ ครับ" ผลบอก
"มีปลาทอดทั้งปลาแรด ปลาตีน ปลาลิ้นหมาด้วยนะคะ " ยายบอก
สร้อยสะบัดออกทันที สอางค์รีบไหว้
"ดิฉันลาก่อนค่ะ"
"คุณสอางค์คะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ฉันก็ขอฝากไว้สักเรื่อง ที่น้องสาวคุณห้ามปรามแม่อุ่นเรือนไม่ให้ไปเยี่ยมลูกในวัง เพราะหาว่าลูกฉันจะไปทำเปิ่นเทิ่นมันเทศขายขี้หน้าเสด็จน่ะ ฉันว่ามันเกินไป ลูกฉันอบรมมาดีมีมารยาทพอ อาจจะดีกว่าน้องสาวคุณด้วยซ้ำไป" ยายบอก
"พรากลูกพรากแม่น่ะ มันบาปนะครับ" ตาบอก
"ค่ะ ค่ะ ดิฉันจะเตือนยายสร้อยให้ค่ะ"
สอางค์รีบออกไป อุ่นเรือนหน้าเสีย น้ำตาไหล
"แม่ พ่อ"
"อ้าว ร้องไห้เสียแล้ว ไม่ต้องไปกลัวนะลูก ถ้ามันรังแกลูกอีก กลับมาอยู่บ้านเราเลย"
"หนูไม่ได้กลัวค่ะ หนูจะขอบคุณพ่อแม่ต่างหาก"
"อ้าว"
"ขอบคุณตาผล ยายพิณด้วย คุณพี่สร้อยน่ะ สมควรแล้วค่ะ"
อุ่นเรือนหัวเราะสะใจทั้งน้ำตา ทุกคนโล่งอก ยายดึงอุ่นเรือนมากอดไว้
สาลินหัวเราะขำกลิ้ง
"สนุกจัง....หนูกลับบ้านจะขอยายชิมปลาลิ้นหมาเสียหน่อย ฮ่ะฮ่ะ"
อุ่นเรือนพลอยหัวเราะไปด้วย
"อย่ามาหัวเราะเป็นม้ามโนมัยอยู่เลย ได้เวลาไปฝึกดินเนอร์แล้วลูก ไปเลยไปข้างล่างได้แล้ว
เดี๋ยวคุณป้าจะรอนาน"
ที่โต๊ะอาหารจัดวางจานชาม จานแบ่ง จานผลไม้ ช้อน ส้อม มีด ใหญ่ เล็ก คาวหวาน เต็มอัตราศึก สาลินนุ่งผ้าซิ่นยาวกรอมเท้าสมมุติเป็นชุดราตรี
บนโต๊ะจัดจานชามอาหารไว้ 2 ที่ใกล้กัน สอางค์และสาลินเตรียมนั่ง กำไลกับพิศเอาอาหารมายืนรอ สร้อยยืนกระพือพัดคอยจับผิด
"เวลาเข้านั่งโต๊ะ เข้าทางด้านขวานะลูก จะได้ไม่ชนกัน" สอางค์บอก
สาลินงอนิ้วหัวแม่มือขวาเตือนตัวเอง ปากขมิบท่อง แล้วเข้าทางด้านขวาเก้าอี้นั่งลงพร้อมสอางค์
"คลี่ผ้าเช็ดมือ ปูลงบนตักลูก"
สาลินใช้สองมือคลี่ผ้าเช็ดมือ แล้วสะบัดพรึ่บ ผ้ากางออกคล้ายฝึกวิชากำลังภายในเกิดเสียงสนั่น สอางค์เอามือทาบอกร้องว้าย สร้อยถลามาหยิก
"สะบัดทำไมยะ จะปัดรังควานหรือ"
สร้อยคีบนิ้วบนต้นแขนสาลิน เตรียมบิด สาลินยกมือห้าม พูดเรียบๆ สร้อยชะงัก สอางค์ถลึงตาใส่สร้อย
ตรงหน้าสอางค์และสาลิน มีจานสเต็ก สอางค์วางท่างดงามใช้มีดส้อมอย่างคล่องแคล่ว เพราะมีดคม แต่เจ้ากรรมสาลินได้มีดทื่อ จึงเดือเอาเป็นเอาตาย
"ห้ามเท้าแขนหรือวางศอกบนโต๊ะนะลูก"
"ค่ะ"
"หล่อนจะอะไรขนาดนั้น" สร้อยว่า
"ใช้มีดหั่นเนื้อทีละคำ แล้วใช้ส้อมจิ้มเข้าปาก คว่ำส้อมนะลูกอย่าหงาย ไม่งาม"
สอางค์คว่ำส้อมนำสเต็กเข้าปาก เคี้ยวแช่มช้าและปรายตามามองสาลิน แล้วเอามือทาบอกอีก
"ว้าย"
สาลินยังคงหั่น เนื้อในจานถูกหั่นเป็นชั้นพอคำราว 15 ชิ้น เมื่อเสร็จก็เงยหน้ายิ้ม
"หั่นทีเดียวจะได้กินต่อเนื่อง ความอร่อยไม่ขาดตอนค่ะ"
"อ้อ หั่นเผื่อผีบ้านผีเรือน เจ้ากรรมนายเวรหรือยะ"
อุ่นเรือน กำไล ยายพิศ ยืนปิดปากหัวเราะ
สอางค์จิบไวน์งดงาม เอาผ้าเช็ดมือแกะปาก แล้ววางมีด ส้อมเฉียงจาน แล้วหยิบแก้วไวน์แช่มช้ามาจรดริมฝีปาก สอางค์ยิ้ม สร้อยพยักหน้า
ทันใดสาลินก็กระดกแก้วสูง ดื่มอั๊กๆ ระดับไวน์เหือดลงทุกที สอางค์ตาเหลือก สร้อยวิ๊ด
สาลินลดแก้วลง ยิ้มตาวาวพอใจรสชาติ
"ว้าย หล่อน นั่นไวน์นะยะ ไม่ใช่หล่อฮั่งก๊วย"
"จำได้หมดแล้วใช่ไหมลูก"
สาลินยิ้มหวานแล้วสั่นหัว "จำไม่ได้เลยค่ะ"
สอางค์ร้อง "หา !"
"หนูบอกแล้ว ว่าจับลิงมาใส่ชฎารำฉุยฉายสำมนักขายังง่ายกว่า" สร้อยบอก
"ทำไมไม่เลี้ยงน้ำพริกผักต้มล่ะคะ จะได้ใช้มือเปิบ"
สอางค์ลุกขึ้นกรายตัว
สอางค์ปรกติแล้วกำลังตักเค้กสีสวยคำสุดท้ายเข้าปาก แล้วเอาผ้าเช็ดปากแตะริมฝีปากอีก
"พอจบของหวานแล้ว ก็อาจมีชากาแฟ ผลไม้ แต่ว่าปรกติจะไปกินของพวกนี้ต่อใน
...ว้าย"
สอางค์หันมาเห็นสาลินหน้าแดงแจ๋ คอง่อกแง่ก ยิ้มคิกคักขำทุกอย่างในโลก
"ยายสา ลูก"
สอางค์คว้าไวน์มาดูเห็นหมดขวด
"คนเดียวกินเกือบหมดขวด เมาแล้วซียะ"
"ฮิฮิฮิ ไม่เมาค่ะ คุณป้า"
"ไม่ใช่หมดขวดค่ะ นั่นขวดที่สอง" กำไลบอก
"ตอนคุณปลอบคุณพี่ คุณสาให้เปิดขวดที่สองค่ะ"
สร้อย สอางค์ เอามือทาบอกร้องอีก สาลินจิบไวน์งดงาม ตาฉ่ำ
"สามจอกสี่จอกก็กรอกเข้า เมรีขี้เมานอนหลับไหล"
โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย สาลินก็ฟุบลง หน้าจิ้มเค้กตรงหน้า แน่นิ่งวิสัญญีอยู่คาครีมสด
ทั้งสี่โพล่ง "แม่ช่วย / แม่มึง / แม่มึงหกตกแตก"
สร้อย สอางค์ ยายพิศ กำไล ร้องแม่พร้อมกัน ยายพิศมีมึงด้วย
อุ่นเรือนมาประคองลูก สาลินหลับในวงแขนแม่ หน้าแหงนเงย ครีมเต็มหน้า มีเชอรี่ติดหน้าผาก
ตำหนักเล็ก ตอนกลางคืน รถบรรดาขาไพ่จอดเรียงรายหลายคัน
ในห้องนอน ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ยืนอยู่หน้าชุดทักซิโด้ที่แขวนไว้ แล้วเอาแปรงปัดๆ บคุณชายเล็กโผล่มา
"พี่รอง หม่อมจัดสโมสรตั้งแต่เช้า ยังไม่เลิกอีกเหรอครับ"
"ใช่ คงได้ หรือไม่ก็เสียจนไม่อยากเลิก"
"แน่ะ พี่รอง เล่นชุดใหญ่เชียว งานเลี้ยงสถานทูตไหนหรือฮะ"
"ไม่ใช่สถานทูตไหน ที่ตำหนักเสด็จป้านี่แหละ เด็จป้าทรงให้นายไปด้วย"
"โธ่ มาบอกอะไรตอนนี้ จะเตรียมตัวทันได้ยังไง"
มีเสียงเคาะประตู ชายรองอนุญาต เจียมถือไม้แขวนชุดทักซิโด้ พร้อมกางเกงมาในมือซ้ายขวา
"เจียมเตรียมชุดให้นายแล้ว"
"ผมปฏิเสธไม่ได้ซีนะนี่ มีแขกพิเศษที่ไหนมาหรือครับ"
ชายรองรู้ แต่ก็หน้านิ่งเหมือนเคย
"ก็คงพิเศษล่ะมั้ง ไม่งั้นเด็จป้าจะทรงเลี้ยงทำไม"
"ใครมารู้ไหม เจียม"
"ไม่ทราบค่ะ แต่คงสำคัญมาก ตำหนักโน้นเตรียมงานกันคึ่กคั่ก"
"คนสำคัญ ใครหว่า"
ชายรองนิ่ง ไม่ยอมบอก
สาลินนั่งตัวโยกโคลงไปมา เรอดังเอิ้กจากที่เมาเมื่อหัวค่ำ สาลินสวมชุดราตรียาว คล้ายเกาะอก
แต่มีสายเล็ก ๆ อวดคอไหล่งามระหง นั่งอยู่บนเตียง มาลา วรรณา คุกเข่ากับพื้น ปล้ำใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ปักเลื่อมระยิบระยับ ศรีจิตราสวมชุดราตรีสีอ่อนเครื่องประดับครบก้าวมาอย่างเอาใจช่วย
"ได้ไหมคะ"
มาลาบอก "เกือบแล้วค่ะ"
"ฮึบ"
สาลินตัวเอนกอดเสาเตียง รองเท้าเข้าจนได้ มาลา วรรณา เหน็ดเหนื่อย ปาดเหงื่อ
"ว้าย เหงื่อตกถึงกลีบ" มาลาบอก
"กีบ!" วรรณาบอก
สาลินอับอายแก้ตัว
"ตอนซื้อเดือนก่อนมันยังหลวมอยู่เลย"
"สาอ้วนขึ้นเหรอ แล้วชุดล่ะคับไหม" ศรีจิตราถาม
สาลินปฏิเสธยิ่งกว่าเดิม
"ไม่ได้อ้วน ไม่คับซักหน่อย"
สาลินลุกพรวดไปยืนหน้ากระจกบานยาว เช็กดูพุงก่อนอื่น เงาสะท้อนภาพสาวน้อยแสนสวย
สาลินเช็คพุงดูก็พบว่าแฟบดี จึงโล่งอกหันมาหา ศรีจิตรา มาลา วรรณา ทั้งสามมองอย่างชื่นชมประโลมใจ
"สา สาสวยยังกะนางซิน"
"ซินที่แปลว่านางบาปหรือเปล่าพี่ศรี"
"ฮื้อ ต้องนางซินเดอเรลล่าซีจ๊ะ"
"แล้วพี่ศรีเป็นใครล่ะ"
ศรีจิตรายิ้ม พูดเล่น ซึ่งนาน ๆ ทีปีละหนจึงทำ
"งั้น พี่รับบทแม่เลี้ยงใจร้ายเอง"
"วุ้ย งั้นพี่สองคน ก็เป็นลูกสาวแม่เลี้ยงซีคะ" มาลาบอก
วรรณาบอก
"ก็ได้ค่ะ แต่ว่าพี่สองคนน่ะ เท้าเล็กกว่าคุณสานะคะ"
ทั้งหมดหัวเราะ สาลินหุบยิ้ม ลองเดินดู ถลกชายกระโปรง ดูเท้าที่ถูกบีบอัดของตัว
"แหม ก็สาเป็นสาวชาวสวนนี่คะ ขืนเท้าเล็กเป็นผู้ดีก็คงตกท้องร่องตาย"
สอางค์ถือถาดของกินพวก ขนมน้ำชา คานาเป้เข้ามา แต่งชุดราตรีระยิบระยับ
"อุ้ย วันนี้คุณป้าใหญ่สวยเหมือนนางฟ้าเลยค่ะ"
"จ้า ก็วันนี้ป้าเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัวให้หนูไงจ๊ะ เดี๋ยวจะเสกรถฟักทองให้หนูไปพบ
เจ้าชาย"
สาลินเป็นงง
"ค่า ให้คุณสาเจอเจ้าชายรูปหล่อ" มาลาบอก
"แต่ว่ามีเจ้าชายสององค์เลยนะคะ คืนนี้ ฮิฮิฮิ" วรรณาบอก
สาลินหน้าหงิก ศรีจิตรารีบเบี่ยงประเด็น
"แล้วนี่อะไรคะคุณป้า"
"ของกินลูก เอามาให้ยายสา"
"กินทำไมคะ อีกเดี๋ยวก็จะกินเลี้ยงอยู่แล้ว"
"ก็กินรองท้องไปก่อนซิลูก พอนั่งโต๊ะจะได้กินน้อย ๆ ดูแล้วงามสมเป็นหญิงผู้ดี"
สอางค์ให้เหตุผล สาลินยืดตัว สอางค์พูดต่อ
"หนูน่ะท้องยุ้งพุงกระสอบ ขืนปล่อยให้ฉลองเต็มคราบ ชุดต้องแตกแน่"
สาลินหุบยิ้ม
"แหม....คุณป้า"
มาลา วรรณาหัวเราะคิก สาลินค้อนขวับแล้วนั่งลงบนเตียงอย่างแรง แล้วคว้าขนมมากินหมับ ๆ เศษขนมร่วนกระจายเกลื่อน สอางค์และศรีจิตราต้องเข้ามาปูผ้า ปัดชุดกันวุ่น ร้อง “กินดีๆ”ลูก
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์สวมทักซิโด้ ดูหล่อสมาร์ทสง่างาม ยืนอยู่กลางห้องโถง คุณชายเล็กเดินลงบันไดมาสวมทักซิโด้เช่นกัน แต่ดึงโน่นเกานี่อย่างรำคาญมาตลอด นมย้อยกับเจียมยืนมอง
"อุ้ย คุณเล็กของนม หล่อยังกะดาราฝรั่ง" นมย้อยบอก
บดินทร์ยักคิ้ว
"ผมเป็นยังไงบ้าง พี่รอง"
"ดูดี สมเป็นตัวเอกของงาน"
"หา....ผมน่ะหรือตัวเอกของงาน"
"ใช่ งานเลี้ยงคืนนี้คงไม่มี ถ้าไม่มีนาย"
"นี่ผมสำคัญขนาดนั้นเชียว น่า.....พี่รองบอกผมมาซะที ว่าเด็จป้าเชิญใครมา"
"ถ้าฉันบอกก็ไม่เซอร์ไพร์สซี"
"ผมเกลียดเซอร์ไพร์ส น่านม บอกผมหน่อย"
"แหม คุณเล็กก็ลองนึกดูซีคะ ว่าเด็จป้า คุณสอางค์ คุณศรีอยากให้คุณเล็กเจอตัวใครที่สุด"
บดินทร์คิดปราดไป หน้ายิ้มทะเล้นหุบ ตาเหลือก
"หา หมายความว่า"
คุณชายรองดูนาฬิกา
"ได้เวลา ไปได้แล้ว" ชายเล็กเหงื่อแตกหันรีหันขวา " นี่นายเป็นอะไร จะมาเบี้ยวไม่ได้นะ เด็จป้าทรงเล่นงานนายตายแน่"
"พี่รองไปก่อน โธ่ ผมตื่นเต้น เลยปวดท้องเลย"
"หา หนักหรือคะ"
"ไม่ใช่ ปวดฉี่ ขอไปฉี่ก่อน"
บดินทร์เดินเลี่ยงไปทางห้องเล็ก กิตติมองตามแล้วออกจากตึก นมย้อย เจียมเดินตาม
สาลินมองไปเห็นชาสยรองอยู่ในเงามืดสลัวเช่นกัน
"คุณ"
ชายรองก้าวมาสู่แสงสว่างจากหน้าต่างบานเดียวกับสาลิน สาลินอึ้งไป เมื่อเห็นเขาในชุดทักซิโด้ ดูหล่อเหลา เขาดูสาลิน ดวงตาเป็นประกายอย่างชมเชย ระคนแววประหลาดบางอย่างที่สาลินไม่เข้าใจ
สาลินรู้สึกหน้าร้อนวูบ รีบวางท่าเจ้าหญิงยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ทันใดเท้าสาลินก็สะดุด ตาเหลือก ชายรองร้องอุทานเบา
ดวงตาทั้งคู่สบตากัน เขาเห็นความเย็นนิ่งมีประกายบางอย่างเต้นอยู่ สาลินนั้นอับอายขายหน้า ได้กลิ่นน้ำหอมของเขาหอมจาง ๆ
เขาประคองเธอให้ยืนตรง แล้วมองอย่างชื่นชมระคนขบขัน สาลินทรงตัวได้ก็ทำเชิดกลบเกลื่อน
"นี่ คุณมองอะไร"
"ฉันไม่เคยเห็นเธอแต่งตัวแบบนี้มาก่อน"
สาลินเชิดหน้ายิ้มนิดๆ ไว้ตัวงดงาม ชายรองพูดต่อ
"แต่งตัวสวยขนาดนี้ นายเล็กตาค้างแน่ เดี๋ยวเธอก็คงได้เจอนายเล็กแล้วล่ะ"
สาลินแว๊ด
"นี่พูดดี ๆ นะ ฉันไม่ได้แต่งตัวมาให้ใครดู ฉันไม่ใช่วัตถุทางเพศ"
"งั้นหรือ แต่ฉันว่าคนเราก็เหมือนๆกันทุกคน ไม่ว่าผู้ดีหรือยาจก ผู้ชายก็ชอบมองผู้หญิงสวย" สาลินแอบยิ้มนิดนึง
ที่หน้าประตูห้องทรงพระสำราญ ศรีจิตราบิดลูกบิดประตูจะเข้ามา เสียงชายรองดังมา เลยชะงัก
" ผู้หญิงก็ชอบมองผู้ชายหล่อ"
สาลินยิ้มนิด ๆ ทำตัวเป็นเจ้าหญิงใหม่ กิตติมองแล้วพูดต่อ
"อย่างนายพลของเธอ ก็รูปหล่อ ไม่ใช่หรือ"
สาลินแว๊ด
"ไม่ใช่นายพลของฉัน"
ศรีจิตราลอบยิ้มกับตัวเอง ผลักประตูเข้าไป
"สา อ้าว คุณชายรอง"
ศรีจิตราไหว้ คุณชายรับไหว้
"สวัสดี ฉันกำลังคุยกับน้องสาวเธอ เรื่องความเสมอภาคทางเพศ"
สาลินเชิด
"แล้วคุณชายเล็กล่ะคะ"
ชายรองพูดไม่ออก สาลิน ศรีจิตรามองหน้ากันสงสัย
หน้าตำหนักเล็ก บรรดาคนรถจับกลุ่มนั่งเงียบ รถกระบะตำรวจแล่นมา มีรถผู้กำกับแล่นนำมาอีกคัน นมย้อย ชายโค น้อม เจียม ออกมาหน้าตึก
"เอ๊ะ รถใครมาคะ" นมย้อยว่า
รถทั้งสองแล่นมาจอด กลุ่มนายตำรวจเครื่องแบบสีกากี และผู้กำกับ พร้อมผู้ช่วย ลงมาจากรถทั้งหมดหกนาย
น้อม /เจียมร้อง "ว้าย ตำรวจ"
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์สั่ง"แม่น้อม เจียม ไปเตือนหม่อมเดี๋ยวนี้"
น้อม / เจียมรับคำ "ค่ะ ค่ะ"
ทั้งสองวิ่งเข้าตึก คุณชายโตทำใจดีสู้เสือ เข้าไปสวัสดีท่านผู้กำกับ นมย้อยทำอะไรไม่ถูก
"สวัสดีค่ะผู้กำกับ"
"สวัสดีครับ"
"มีเรื่องอะไรกันครับ"
ในห้องโถง อำพันประกาศก้อง
"ป๊อก 2 เด้ง"
คุณหญิงเสนาบอก "เอ๊ะ นี้ขนาดดิฉันเปลี่ยนที่นั่งแล้วนะ"
"แหม ขอดิฉันเถอะค่ะ ดวงตกมาร่วม 2 ปีแล้ว"
ยายน้อมกับเจียมโผล่พรวดมา
"หม่อมขา ตำรวจมาค่ะ ตำรวจ ตำรวจ ตำรวจ" น้อมว่า
ท่านผู้หญิงบอก "วุ้ย ยายน้อม อย่ามาอำกัน"
"ยายน้อม ไม่ตลกนะยะ เมื่อเช้าก็ทีนึงแล้ว"
"แต่ตำรวจมาจริง ๆ นะคะ เอารถกระบะมาด้วย" เจียมบอก
"ฮิฮิ.....มาก็ไม่กลัว คุณนายผู้กำกับอยู่ที่นี่ทั้งคน" คุณนายว่า
"ใช่ค่ะ ผัวดิฉัน จะมาจับเมียก็ให้มันรู้ไปซีคะ"
ทั้งหมดหัวเราะระรื่น ท่านผู้กำกับฯ พรวดเข้ามา ตามด้วยตำรวจ 5 นาย ผู้กำกับมองเมียนิ่งอย่างระอาใจปนแปลกใจเล็กน้อย เพราะคนที่โทร.ไปรายงานบอกว่า มีขโมยเข้าบ้าน
"ว้าย คุณผัว"
ตำรวจยศผู้น้อยพากันตะเบ๊ะพรึ่บให้คุณนาย อำพัน ท่านผู้หญิงชรา คุณหญิง คุณนาย ทั้งหลายถือไพ่ค้างอยู่อึดใจหนึ่ง
ผู้การสั่ง "ทุกคนอยู่ในความสงบ"
คุณนายทั้งหมดร้องกรี๊ดบ้าคลั่ง อำพันวิ่งนำฝ่าด่านตำรวจออกมาเป็นคนแรก ทั้งกลุ่มวิ่งตาม ตำรวจวิ่งไล่จับจ้าละหวั่น น้อม เจียม วิ่งตามไป วงไพ่ว่างเปล่า เหลือเพียงคุณนายผู้กำกับนั่งครึ่งเชิดครึ่งซีด ผู้การก้าวมาดูเมียอย่างปลงสังเวช
"ไง! คุณ"
"มาก็ดีค่ะ กำลังเสีย คุณช่วยไว้พอดี"
อำพันวิ่งมากลางโถง ตรงเข้ามาหาลูกชายและนมย้อย
"ตาโต ช่วยแม่ด้วย"
"ทางนี้ครับแม่"
"พาหม่อมไปหลบในครัวก่อนค่ะ"นมย้อยบอก
ชายโตดึงอำพันออกไปทางหลังตึก นมย้อยรับหน้าบรรดาขาไพ่ที่วิ่งกรูตามกันมา รวมทั้งน้อม เจียม ตำรวจเข้ามาขวางทางออก พร้อมเป่านกหวีดเสียงลั่น คุณนายร้องกรี๊ด
ชายโตพาอำพันหนีออกมาที่เรือนครัว หลังตำหนัก ชายเล็กวิ่งมาพอดี ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
"ตำรวจมาจากไหนครับพี่โต"
ชายโตหมั่นไส้
"มันคงมีเจ้าคนปากดีมันโทรไปแจ้งล่ะมั้ง"
บดินทร์อมยิ้ม
"นี่ จะเอายังไงกันดี แม่ไม่อยากขึ้นโรงพักนะ"
"งั้น หม่อมมาหลบหลังครัวกับผมดีกว่า" ชายเล็กบอก
"นายดูแลหม่อมนะ ฉันจะไปเจรจากับทางผู้กำกับเอง "
"ได้ครับพี่ มาทางนี้เลยครับ รับรองไม่มีใครตามเจอหม่อมแน่ ๆ"
บดินทร์พาอำพันหลบไปทางด้านหลัง เห็นกองถ่านสูงระดับเอว
"ว้าย ให้แม่มาหลบในกองถ่านนี่น่ะเหรอเจ้าเล็ก"
"ตรงนี้ล่ะครับ ตำรวจไม่กล้าเข้ามารื้อหรอก"
อำพันอิดเอื้อน ชายเล็กแอบขำ
เสด็จพระองค์หญิงทรงชุดราตรีงามระเหิดระหงยืนอยู่ที่กระจกเงาเหนือตู้เตี้ย วางรูปพระวงศ์ในกรอบเงิน ทรงหันมาอย่างขุ่นพระทัยนิด ๆ ชายรองยืนอยู่ใกล้ ๆ สอางค์ สาลิน ศรีจิตรายืนอยู่ที่โซฟา เสด็จทรงเดินมาประทับนั่งที่โซฟา โบกพระหัตถ์ให้ทุกคนนั่ง สอางค์ กิตติ สาลิน ศรีจิตรานั่งลงบนโซฟา
มาลา วรรณาเข้ามาคลานเข่ามาซุบซิบกับสอางค์ สอางค์หน้าเปลี่ยน
"นี่รอมาครึ่งค่อนชั่วโมงแล้ว เจ้าเล็กหายไปไหนกัน"
สอางค์บอก
"ง่า.... เกิดเรื่องไม่ดี ไม่งามขึ้นเพคะ"
"เรื่องอะไร"
"คือ ตำรวจบุกตำหนักเล็กเพคะ มีไอ้บ้าเอ้ย คนบ้าที่ไหนไม่ทราบเพคะ โทร.ไปแจ้งโรงพักว่ามีโจรขึ้นบ้านจับคนเป็นตัวประกัน"
ชายรองขมวดคิ้ว นึกรู้ทันทีว่า ”ไอ้บ้า” เป็นใคร
"หืมม์"
"ตำรวจเลยรีบมา บุกขึ้นไป เจอบ่อนไพ่ผ่อง 2 วง ก็เลยบ่อนแตกวิ่งกระะจัดพลัดพรายไปคนละทิศเพคะ"
"หรือว่า เจ้าเล็กติดร่างแหถูกตำรวจจับไปแล้ว แล้วนี่หม่อมเป็นไง"
สอางค์ไม่รู้ เป็นโอกาสให้มาลา วรรณาเสนอหน้า
"นายยอดบอกเห็นหม่อมมุดอยู่หลังกองถ่านที่เรือนครัวเพคะ" มาลาบอก
เสด็จทรงอึ้ง สาลิน ศรีจิตราอ้าปากค้าง ชายรองอายจนหน้าซีดลง แล้วทำเย็นชากลบความอาย
"นายเล็กคงไปตามหม่อมแม่น่ะพะยะค่ะ"
"เวรกรรม แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนนี่ วังเจ้าวังนายถูกจับบ่อน"
"โถ ก็เป็นแบบนี้ทุกวังแหละเพคะ" สอางค์บอก
วรรณาบอก "แต่ทางผู้กำกับไม่ได้จับหรอกเพคะ แค่ตักเตือนเท่านั้นเอง"
"ขืนจับ คุณนายผู้กำกับก็ต้องโดนคนแรกน่ะเพคะ" มาลาบอก
"แต่ฉันก็อดขายหน้าสาลินไม่ได้ ต้องมาเกิดเรื่องเอาวันนี้ด้วย"
เสด็จทอดพระเนตร สาลินเพ็ดทูลเรียบร้อย
"การพนันเป็นมรดกของมนุษยชาติเพคะ และเป็นความเสมอภาคของชนชั้นด้วยเพคะ ไม่ว่าหญิง ชาย ผู้ดีหรือยาจก"
ชายรองมองหน้าสาลิน ทั้งโกรธทั้งขบขัน
โต๊ะอาหารจัดอย่างหรูหรากว่าปรกติมากมาย กลางโต๊ะมีแจกันดอกไม้เป็นเซนเตอร์พีซ แล้วจัดดอกไม้เลื้อยไปตามความยาวของโต๊ะ วางจานกระเบื้องเนื้อบางราวเปลือกไข่ มีเชิงเทียนแก้วเจียระไน ชุดจานชามแก้วเจียระไน ถูกจัดวางไว้เต็มอัตราศึก มีมหาดเล็กมืออาชีพที่ยืมตัวมาจากวังอื่น 3 คน สวมเครื่องแบบครบครัน เชิญเสด็จ
สอางค์ ชายรอง สาลิน ศรีจิตรา เข้าประทับและนั่ง พลางเลื่อนเก้าอี้ให้สาลินนึกพลางรำพึงเบาๆ
"เข้านั่งทางด้านขวา"
เสียงสาลินเบา แต่กิตติได้ยินหันมามองหน้า สาลินทำพริ้มเพราเข้านั่งทางขวาเก้าอี้
กิตติลงนั่ง มหาดเล็กเลื่อนเก้าอี้ให้ กิตตินั่งข้างสาลิน
"นี่จัดกันขนาดนี้เชียว มิน่าเล่า มาจับฉันแต่งชุดราตรี"
ทุกคนมองหน้ากัน เพิ่งรู้ว่าสอางค์จัดการทุกอย่าง
"แหม องค์หญิง นานทีปีหนเพคะ แม่ศรีกับยายสาจะได้คุ้นเคยไว้"
ชายรองคลี่ผ้าเช็ดมือปูตัก สาลินมองแล้วทำตาม
"จริงซีนะ ต่อไป ศรีจิตรานอกจากจะออกงานแล้ว ยังต้องเป็นแม่งานเองด้วย จริงไหม ชายรอง"
เสด็จทรงเปรยแต่พระเนตรจับท่าที ชายรองยิ้มไม่ยอมรับคำ ศรีจิตราผืนยิ้ม
"จะมียายสานั่นแหละเพคะ ไม่รู้จะได้เป็นแม่งานกับเขาบ้างหรือเปล่า"
"ไง สาลิน อยากเป็นแม่งานกับเขาบ้างไหม"
"หม่อมฉัน ชอบปิดทองหลังพระเพคะ"
เสด็จทรงแย้มสรวล ชายรองยิ้มมากขึ้น ศรีจิตรามองอย่างรับรู้อะไรบางอย่าง เสด็จก็ทรงรู้สึก
มหาดเล็กรินเหล้าเชอรี่ จากนั้นก็เอาซุปมาเสิร์ฟ
"งั้นเรามาเริ่มทานกันเลยดีกว่า"
สาลินยิ้มพรายก้มลงมองดูช้อนบรรดามี แล้วเกิดอาการงุนงง และลืมไปแล้วว่าใช้ยังไง
ชายรองเหลือบดูเห็นอาการไม่มั่นใจของสาลิน เลยหยิบช้อนซุปให้ดู สาลินรีบคว้าบ้าง ท่องเบา ๆ
"จากข้างนอกสุด เข้ามาข้างใน"
ชายรองยิ้มมากขึ้น สาลินทำสงบเป็นเจ้าหญิง ศรีจิตรามองดูแล้วยิ้มนิดๆ
จานเมนคอร์สเป็นสเตกเนื้อ มีผักต้มคลุกเนยเคียงมา พวกมันฝรั่ง แครอท สปิแนช แต่ที่เกินมาจากที่ฝึกไว้คือ ถั่วลันเตา มหาดเล็กเสิร์ฟซ้อส สลัด ตามมา
สาลินยิ้มพรายก้มดู
จานเมนูคอร์ส สลัด ขนมปัง เนย ซ้อสที่มีในโถคล้ายเหยือกเล็กถึง 3 โถ อีกทั้งแก้วไวน์ แก้วน้ำ
ภาพนั้นเบลอซ้อนเพิ่มเป็นอีกเท่า สาลินตาเหลือกนั่งอึ้ง
ชายรองเหลือบดูแล้วกระแอมเบา ๆ เสด็จทรงคุยกับสอางค์และศรีจิตราอยู่ เขาหยิบมีดและส้อมเนื้อมา สาลินหยิบตาม เขาคว่ำส้อมจิ้มเนื้อเข้าปาก สาลินทำตาม
สาลินกินผักหมดไม่รู้จะกินถั่วยังไง มองชายรองอย่างวิงวอน
เขาสบตาแล้วเอามีดเขี่ยถั่วมาเอาส้อมจิ้มเข้าปาก สาลินร้องในใจ
" อ้อ ง่าย ๆ"
สาลินเอามีดเขี่ย เอาส้อมจิ้ม ทันใดถั่วก็กระเด็นแพร่ดไปในอากาศ สาลินอ้าปากค้าง ชายรองตกใจ ทั้งคู่มองตาม ถั่วนั้นเข้าไปปักผมสอางค์อย่างแนบเนียนราวเป็นเซ็ทมาแต่เบื้องแรก
"ว้าย"
สอางค์ตาเขียว หันมา
"อะไรหรือ สาลิน"
"เอ้อ"
"เกล้าซุ่มซ่ามไปโดนสาลินเข้าพะยะค่ะ ขอโทษด้วย" ชายรองแก้แทน
"ขอบคุณ เอ้ย ไม่เป็นไรมิได้ค่ะ"
สาลินทำเจ้าหญิงใหม่ ชายรองอ่อนใจ ศรีจิตรามอง สาลินยังมองเม็ดถั่วบนผมของสอางค์อยู่
จบตอนที่ 11
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #11 on:
02 August 2026, 22:00:04 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000122375
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 12
เผยแพร่: 3 พ.ย. 2558 11:35 ปรับปรุง: 5 พ.ย. 2558 08:39 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 12
ห้องนั่งเล่นเสด็จพระองค์หญิง ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เปิดเครื่องเล่นแผ่นเสียง
เสด็จประทับนั่งที่โซฟา ฟังเพลง พระพักตร์แย้มยิ้ม สาลิน ศรีจิตรา ชายรองสงบฟังอย่างอารมณ์สุนทรีย์ ที่พื้น
มาลา วรรณา เคลิ้มคล้อยไปด้วย สาลินพยายามจะหยิบเม็ดถั่วจากผมสอางค์แต่ไม่ได้
"อ้อ ชายรอง ศรีจิตรา มะรืนนี้ คุณสถาปนิก เขาจะเอาแบบบ้านมาให้ดูนะ"
"พะยะค่ะ"
สาลินตาเบิกโพลง สบตา เสด็จทรงหันมา สาลินรีบทำเป็นเจ้าหญิงใหม่
"ไงสาลิน เธอชอบอ่านหนังสือมากหรือ"
"อ่านได้ทั้งวันทั้งคืนเพคะ"
"พวกเดียวกับชายรอง อ้อ เธอเคยเห็นหนังสือในห้องสมุดที่นี่หรือยัง"
"เห็นแล้วเพคะ แต่ยังไม่ได้สำรวจว่ามีอะไรบ้างเพคะ"
"เดี๋ยวให้ศรีจิตราพาไปดูซี"
ศรีจิตรากำลังจะตอบ แต่ชายรองพูดแซง
"เดี๋ยวเกล้าพาไปดูเอง พะยะค่ะ"
ชายรองสบตา ศรีจิตราสังเกตดู เช่นเดียวกับเสด็จ เสด็จเห็นเม็ดถั่วบนผมสอางค์ สอางค์หยิบออกมา
"มะเขือพวงเพคะ"
"ชั้นว่าถั่วลันเตามากกว่า"
สาลินก้าวเข้าในห้องสมุด แล้วอ้าปากค้าง ตรงหน้าคือห้องสมุดมหึมา มีตู้หนังสือรูปทรงงดงามอยู่เต็มห้อง หนังสือในตู้ล้วนเป็นวรรณกรรมสูงค่า ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ
สาลินเดินไปดูตามตู้นั้นตู้นี้อย่างตื่นตาตื่นใจ ขณะนี้เริ่มดึกอากาศเย็น สาลินมีผ้าคลุมไหล่
ชายรองเอามือไพล่หลังเดินตามไปห่าง ๆ สาลินมาหยุดที่ตู้หนึ่งมองดูแล้วตาโต
หนังสือเล่มใหญ่หนาพอสมควร หน้าปกชื่อ “บันเทิงทศวาร” ข้าง ๆ กันนั้นคือหนังสือ
“จันดารา”
สาลินอยากได้ จะหยิบหนังสือ ชายรองกระแอมทันที
"อะแฮ่ม"
สาลินทำเสไปหยิบหนังสือเล่มถัดไป แล้วรีบหันมา
"นี่ ถ้าแปลนบ้านเสร็จ ก็ลงมือสร้างได้แล้วซีคะ แล้วคุณจะยังไม่ทำอะไรอีกหรือ"
"เธอจะให้ฉันทำอะไรล่ะ"
"ทำอะไรก็ได้ เพื่อไม่ให้มีการสร้างเรือนหอน่ะซี"
สาลินค้อน ชายรองมองตอบ สายตามีแววประหลาดลึกล้ำเหมือนจะบอกนัยบางอย่าง
"ถ้าเธอไม่อยากให้ฉันแต่งงานกับพี่สาวเธอ เธอก็หาคนใหม่ให้ฉันซี หาคนที่ผู้ใหญ่จะเห็นชอบด้วยน่ะ"
สาลินไม่เข้าใจความนัยนั้น อารมณ์เสียเมื่อได้ยินคำว่าคนใหม่
"ทำไมฉันต้องหาคนใหม่ให้คุณ ที่คุณมีอยู่ยังไม่พอรึไง"
"ไหน อธิบายมาซิ เรื่องผู้หญิงคนใหม่ที่เธอว่า แถมเป็นหญิงเสเพลด้วยใช่ไหม"
"ใช่....ผู้หญิง เอ้อ....เสเพล ที่เขามีคนรักอยู่แล้ว เป็นพวกเด็กปั๊มต่ำ ๆ"
ชายรองเอะใจ
"หา...เด็กปั๊มต่ำ ๆ"
"เขาบอกว่า คุณน่ะ ไปรับไปส่ง ไปทะเลาะหึงหวงให้คนเห็น แล้วก็ไปกินข้าวที่บ้านแม่คนนั้นอยู่บ่อย ๆ"
ชายรองคิดปราดไป แล้วนึกออก ดวงตาพราวขึ้น หัวเราะออกมาเบา ๆ สาลินยิ่งโกรธ
"หัวเราะอย่างนี้ คุณยอมรับแล้วใช่ไหม"
"ฉันแค่พอจะนึกออกแล้วว่าหญิงเสเพลคนนั้นเป็นใคร"
"คุณยอมบอกแล้วซีนะ"
ชายรองจับต้นแขน 2 ข้างของสาลิน ไม่หนักไม่เบา ไม่มีท่าทีลวนลาม
"เจ้าหล่อนยืนอยู่ข้างหลังนั่นไง"
สาลินอ้าปากค้าง ตาโพลง ชายรองพลันจับให้สาลินหันหลัง สาลินยังงง หันไปแล้วชะงักตาเบิกกว้าง
ภาพในกระจกเงาสะท้อนสาลินยืนจ้องงงงันออกมา กิตติยังคงจับไหล่ไว้เบา ๆ
"คุณหมายความว่าอะไร"
"ก็หมายความว่าในช่วง 2-3 เดือนมานี่ ผู้หญิงคนเดียวที่ฉันเคยไปรับส่ง เคยทะเลาะ เคยไปกินข้าวบ้านด้วย ....ก็คือเธอ"
สาลินหมุนตัวกลับมา อ้าปากค้างมอง ชายรองปล่อยมือ
"ตายจริง คือฉัน แล้วยังเอาเรื่องของฉันไปลือว่าฉันเป็นหญิงเสเพล มีแฟนเป็นเด็กปั๊มต่ำ ๆ"
"เอาล่ะ ทีนี้บอกฉันได้รึยังว่าใครกันที่เอาเรื่องของเราไปลือ"
"คุณอย่ารู้เลยค่ะ"
คุณชายยิ้มอบอุ่นจนสาลินต้องหลบตา รีบแยกไปเกาะที่ตู้หนังสือ ชายรองมองตามมาใกล้
"แต่ฉันพอจะรู้นะว่า คนคนนั้นเขาตามไปหึงหวงเธอที่ห้องสมุดด้วย"
สาลินสะดุ้ง
"คุณรู้เหรอคะ"
"รู้ซี ที่เธอกลัวคน หึงหวง ไม่อยากให้ฉันเข้าใกล้ คือหญิงก้อยนี่เอง"
"รู้ก็ดีแล้ว เขาไปอาละวาดฉันที่ห้องสมุด ให้ฉันตกเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ตั้งเป็นอาทิตย์"
"ฉันขอโทษจริง ๆ ที่มีเรื่องแบบนี้ ขอโทษด้วย"
"คุณไม่เห็นต้องมาขอโทษเลย แค่กลับไปคืนดีกับคุณหญิงซะก็สิ้นเรื่อง"
ชายรองเมินมองไปแล้วสั่นศีรษะ
"ฉันกับหญิงก้อยคงไม่มีอะไรกันแล้ว"
"ฉันไม่เชื่อหรอก คุณกับคุณหญิงรักกันจี๋จ๋าจะเป็นจะตาย จะมาเลิกกันง่าย ๆ
ได้ยังไง"
ชายรองหันมามองนิ่ง สายตามีความนัยอีกแล้ว
"คนเรา มันเปลี่ยนใจกันได้เสมอ.....เธอไม่รู้หรือ"
กิตติดวงตาเป็นประกายประหลาด สาลินมองอย่างสงสัยในขณะเดียวกันก็ขัดเขินเพิ่มขึ้น
ศรีจิตราเดินข้ามโถงมาที่ห้องสมุด แง้มประตูมองเข้าไป มองดูทั้งคู่
"แล้วถ้าฉันหมดรักในหญิงก้อย เธอจะหาผู้หญิงคนใหม่ให้ฉันได้ไหม"
คุณชายมองสาลินอย่างลึกล้ำ เธฮเบือนหน้าไม่กล้าสบตา สายตาไปเห็นศรีจิตราเข้าเลยรีบแยกเข้ามาคว้าแขนศรีจิตราทันที กิตตินิ่งไป สาลินดึงศรีจิตราไปตู้ใบเดิม ดึงหนังสือ “บันเทิงทศวาร” และ “จันดารา”ออกมา
"ดูซิ พี่ศรี มีเรื่อง ดีคาเมรอน กับ จันดารา ด้วย"
"บันเทิงทศวารน่ะหรือ เอ้อ สาอย่าอ่านเลย"
"ทำไมคะ โธ่....หายากจะตาย"
"มันไม่เหมาะน่ะสา"
"แล้วจันดาราล่ะ"
"ยิ่งไม่เหมาะใหญ่"
"เธอน่ะเชื่อพี่สาวเถอะ มันไม่เหมาะกับเด็ก" ชายรองบอก
"ฉันไม่ใช่เด็กซักหน่อย"
"นั่นแหละ มันไม่เหมาะกับสาว ๆ ด้วย"
"ตอนนี้ของว่างมาเสิร์ฟแล้ว เชิญกลับห้องโน้นเถอะค่ะ" ศรีจิตราบอก
"อะไร กินอีกแล้วหรือคะ"
"ไปเถอะ" ชายรองบอก
สาลินเดินออกชายรองทักขอหนังสือ 2 เล่มคืน สาลินมองหนังสือในมืออย่างเสียดาย ชายรองเอาหนังสือเก็บใส่ตู้
กองถ่านในเรือนครัว ชายเล็กหน้ามอม เสื้อขาวเปื้อนถ่าน
นั่งกระจ๋องหง่องอยู่ ข้างๆ คือหม่อมอำพัน ชุดงามบัดนี้ขมุกขมอมเป็นนางหงส์ในสลัม นั่งหลับพิงไหล่บลูกชาย ชายเล็กเอาผ้าคาดเอวปัดไล่ยุงให้
หม่อมอำพันละเมอ
"เจ็ดนกอินทรี ผ่องค่ะ"
ชายเล็กทำตาปริบ ๆ ชายโตกลับมา
"หม่อม หม่อมครับ"
หม่อมอำพัน ลุกขึ้นเลิ่กลั่ก
"ตำรวจจะจับแม่เหรอชายโต"
ชายเล็กกลั้นหัวเราะ
"ตำรวจกลับกันหมดแล้วครับหม่อมแม่"
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์มองน้องชายย่างหมั่นไส้เต็มที สองพี่น้องช่วยประคองอำพันลุกขึ้นมา หัวกระเซิง เนื้อตัวมีรอยเขม่าและถ่าน จรวย นมย้อย น้อม เจียม ยืนดูกันอย่างอึ้ง ๆ จรวยแอบขำ
"ตำรวจรู้ได้ยังไงว่าตำหนักเราเปิดบ่อน"
จรวยบอก "แหม ก็เล่นเปิดวงกันเปิดเผย รถราจอดเลื้อยเฟื้อยออกไปถึงนอกวัง ก็น่าจะ
โดนหรอกค่ะ"
"อ้อ นี่หล่อนแช่งฉันหรือยะ นังจรวย"
จรวยเข้าแอบหลังชายโต
นมย้อยเข้ามาหยิบผงถ่าน หยากไย่ออกจากหัวหม่อมอำพัน
"แล้วตำรวจจับใครไปบ้างไหมฮะ" ชายเล็กถาม
"ไม่ได้จับใครซักคนค่ะ แค่ตักเตือน เพราะเห็นว่าคราวแม่คราวยายกันทั้งนั้น" นมย้อยบอก
"ที่จริงตำรวจไม่ได้มาจับไพ่หรอกค่ะ ตำรวจมาจับคนร้าย" น้อมว่า
"เพราะมีคนโทรศัพท์ไปแจ้งความว่า มีโจรปล้นตำหนัก จับขา เอ๊ย แขกเป็นตัวประกัน" เจียมบอก
ชายเล็กทำไม่รู้ไม่ชี้ อำพันเต้นผาง
"ไอ้อีคนไหนมันอุตริ พิสดาร วิตถารมนุษย์"
ชายเล็กสะดุ้ง ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์มอน้องชายย่างรู้ทัน
"ใคร ใครมันอยากให้ฉันฉิบหาย โธ่ เพิ่งมือขึ้นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี เงินก็ยังไม่ทันได้รวบมา ใคร"
หม่อมอำพันกวาดตามองแล้วมาหยุดที่ลูกสะใภ้ จรวยตาเหลือกดูยิ่งมีพิรุธ
"ดิฉันไม่เกี่ยวนะคะ"
"อ้อ นังตุ๊กแกกินปูน ร้องออกมาแล้ว"
"คุณชายขา ช่วยรวยด้วย หม่อมท่านปรักปรำรวย"
จรวยเข้ากอดแขนชายโตระล่ำระลัก อำพันค้อนตาคว่ำ เดินนำขึ้นตึกไป นมย้อย เจียม น้อมตาม จรวยตามไปด้วย ชายเล็กผิวปากจะเดินออกไป พี่ชายคว้าไว้
"เดี๋ยว เจ้าเล็ก ฉันรู้นะว่าเป็นแกที่โทรไปเรียกตำรวจ แกแกล้งหม่อมแม่ทำไมวะ"
"ก็...อยากให้หม่อมเลิก ๆ บ้างนะครับ ยิ่งติดพนันก็ยิ่งล่มจมนะพี่โต"
บดินทร์ยิ้มกริ้มแล้วแยกไป ดิเรกส่ายหน้า
รถของตำหนักใหญ่แล่นมาจอดหน้าเทอเรซ คุณชายรอง ศรีจิตรามาส่งสาลินขึ้นรถ สาลินถือผ้าคลุมไหล่ขยุ้มมาเซนิด ๆ ตาเยิ้ม มีอาการเมา
"ส่งสาแค่นี้ก็พอค่ะ"
"ยายสาไม่น่าดื่มไวน์เข้าไปเยอะเลย คุณชายคะ ดิฉันขอตัวเข้าไปดูความเรียบร้อยข้างในก่อนนะคะ" ศรีจิตราบอก
"เชิญ เดี๋ยวฉันก็จะกลับตำหนักเล็กเลยเหมือนกัน"
ศรีจิตราไหว้ลา ชายรองรับไหว้ ศรีจิตราเดินไป สาลินลังเลแล้วยกมือไหว้คุณชาย
"อ้อ ทีนี้ล่ะไหว้ได้"
"ฉันกลับล่ะ"
"เดี๋ยว"สาลินเลิกคิ้ว "ขอหนังสือคืนด้วย"
"หนังสืออะไร"
สาลินมีพิรุธ ชายรองคว้าผ้าคลุมไหล่คลี่ หยิบหนังสือบันเทิงทศวารออกมา สาลินอายทำโกรธกลบเกลื่อน
"อีกเล่ม"
สาลินยิ้มเจื่อน หยิบจันดาราออกมาส่งให้
"เสด็จทรงประทานอนุญาตแล้วนะคะ"
"ถ้าทรงรู้ว่าเป็นเล่มนี้ล่ะก็ไม่มีทางอนุญาตหรอก นี่เธอไม่รู้เลยหรือว่ามันเป็นเรื่องยังไง"
"ทำไมฉันจะไม่รู้ มันเป็นเรื่อง เอ้อ วับ ๆ แวม ๆ"
"ไม่ใช่แค่วับ ๆ แวม ๆ มันโป๊กว่านั้น"
"แล้วทำไมคุณถึงอ่านได้"
"ก็ฉันเป็นผู้ชาย แล้วก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วด้วย"
"ฮึ ไหนว่าคุณบอกว่า คุณนับถือความเสมอภาคทางเพศไง"
ชายรองมองสาลินมีแววแน่ใจบางอย่าง
"เอาเถอะ แล้ววันหลังฉันจะให้เธออ่าน"
"จริงเหรอ แล้ว...วันไหนล่ะ"
"วันที่เธอแต่งงาน มีสามีแล้วน่ะซี"
สาลินหน้าแดง ค้อนแล้วเซ ชายรองจับไว้
"คุณ"
"แค่นี้ก็หน้าแดงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะอายหรือเพราะเหล้า ยังไงเธอก็ยังอ่านไม่ได้ใหญ่ กลับบ้านไปนอนได้แล้ว"
สาลินค้อนขวับขึ้นรถ รถแล่นออกไป ชายรองมองตาม รถแล่นห่างออกไป
ในรถสาลินหน้าเชิดแล้วหันไปมอง เห็นชายรองยืนอยู่ที่เทอเรซห่างออกไปทุกที เขายืนมองจนรถเลี้ยวลับแนวต้นไม้ไป
เขายังคงยืนบนเทอเรซ แล้วมองดูหนังสือในมือ แล้วเดินลงจากเทอเรซ เพื่อเดินอ้อมไปยังตำหนักเล็ก
ที่หลังประตูกระจก ศรีจิตราก้าวมามองตาม มีแววแน่ใจ พอใจ ดีใจในบางอย่าง ความกังวลลดลง
เสด็จทอดเนตรมองหนุ่มสาวทั้งสาม พระพักตร์แย้มสรวลนิด ๆ ดวงเนตรเข้าพระทัยในทุกเรื่อง สอางค์เดินเข้ามาบอกเสด็จ
"ทำไมต้องประจวบเหมาะมาจับไพ่เอาวันนี้ก็ไม่รู้นะเพคะ"
"ฉันคิดว่า ไอ้เจ้าเล็กหลบหน้าสาลินมากกว่า"
สอางค์ตกใจหันมามอง
"อะไรกันเพคะ คุณชายเล็กจะทำอย่างนั้นทำไม"
เสด็จทรงพระดำเนินมาประทับนั่งที่โซฟายาว
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ไอ้เจ้าหลานคนนี้มันเจ้าเล่ห์แสนกล ไม่รู้ว่ามันมีแผนอะไรของมัน"
สอางค์ยิ้มย่อง
"ก็อย่างงี้แหละเพคะ หม่อมฉันถึงอยากให้จับคู่กับยายสา นิสัยใจคอเหมือนกันไม่มีผิด"
"แล้วเธอก็เห็นว่าศรีจิตราไว้ตัว เงียบขรึมเหมือนชายรองซีนะ"
"เพคะ ผัวเมีย เอ๊ย สามีภรรยา ต้องนิสัยใจคอเหมือนกันถึงจะไปกันได้"
เสด็จทรงแย้มสรวล พระเนตรหยั่งรู้บางอย่าง
"มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ"
"วันนี้ถึงจะผิดแผนเรื่องคุณชายเล็ก แต่ก็ไปดีเรื่องคุณชายรอง ท่าทางเธอโอนอ่อนผ่อนตามมากแล้วนะเพคะ พูดคุยแย้มยิ้มสนิทสนมกับแม่ศรี ดี๊ดี หม่อมฉันปลื๊มปลื้มเพคะ"
สอางค์คิดเองเออเอง เสด็จทรงอึ้ง
"แต่ฉันว่าชายรองสนิทสนมกับสาลินมากกว่านะ"
"วุ้ย ก็เหมือนกันแหละเพคะ อีกหน่อยก็จะดองกันสองชั้น สนิทสนมกันอย่างนี้แหละดี"
เสด็จทรงแย้มสรวล พยักพักตร์น้อยๆ
วันใหม่ ที่ศาลากลางสวน เสด็จพระองค์หญิงประทับอยู่กับสอางค์ ศรีจิตรา ตรงหน้าคือชายเล็กกับกิชายรอง บนโต๊ะมีน้ำชา อาหารว่างชุดใหญ่ มาลา วรรณานั่งอยู่ห่าง ๆ คอยรับใช้ ชายเล็กกำลังพลิกดูพิมพ์เขียวแปลนบ้านอย่างใจจดใจจ่อ
"เป็นยังไงศรีจิตรา แปลนบ้านที่สถาปนิกเขาเขียนมา เหมือนที่ตั้งใจไว้ไหม"
"พอใจเพคะ แต่ไม่ทราบว่าคุณชายว่ายังไงเพคะ"
"ว่ายังไงชายรอง"
"เกล้าว่า ศรีจิตราหมายถึงนายเล็กมากกว่าพะยะค่ะ ว่าไง นายเล็ก"
"ผมโอเคนะฮะ แต่ว่าอยากให้เพิ่มมุมเทอเรซให้กว้างอีกหน่อย"
"นายก็ปรึกษากับศรีจิตราก็แล้วกัน"
เสด็จขมวดพระขนง ตรัสเสียงแข็งขึ้น แต่ดวงเนตรขบขัน
"พิลึกจริงชายรอง นี่เราเป็นคนอยู่ หรือว่าจะยกให้น้องกันแน่"
ศรีจิตราตกใจนิดหน่อย สอางค์ตาโต
"ก็นายเล็กมีหัวทางนี้นี่พะยะค่ะ อีกอย่างเกล้าถือคติ คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ถ้าใจสบาย อยู่ที่ไหนก็เป็นสุขพะยะค่ะ" ชายรองว่า
"วุ้ย คุณชาย เข้าใจพูดค่ะ" สอางค์บอก
"พี่รองพูดเหมือนใจผม"
"นี่ เจ้าเล็ก"
เสด็จทรงเสียงเขียว ชายเล็กคอหด
"พะยะค่ะ"
"ฉันยังไม่ได้ชำระความแก แกจงใจหลบหน้าสาลินใช่ไหม"
ศรีจิตรามองบดินทร์นิ่ง บดินทร์เข้านวดพระบาทเสด็จ
"โธ่ เด็จป้าหาความเกล้า เกล้าแต่งตัวจะมาอยู่แล้ว แล้วเกิดตำรวจบุก เกล้าต้องพาหม่อมหนีไปหลบในกองถ่าน โธ่ อีกหน่อยก็ได้เจอพะยะค่ะ"
"อีกหน่อยน่ะ เมื่อไร"
"อุ๊ย ก็จวนจะวันประสูติอยู่แล้วเพคะ วันนั้นทุกคนต้องมาอยู่แล้ว" สอางค์ว่า
บดินทร์คอหดรำพึงเบาๆ
"อีกแล้วหรือ"
ชายรองขมวดคิ้วมองหน้า ชายเล็กยิ้มแห้งๆ สอางค์เริ่มร่ายรำอีก
"วันประสูติคราวนี้ หม่อมฉันเตรียมงานไว้แล้วเพคะ ตอนกลางวันก็ทำเหมือนทุกปี แต่งานกลางคืน หม่อมฉันอยากให้มีอาหารจากหลายๆชาติกว่าทุกปี"
"ดีฮะ จะได้กินกันให้พุงกางเลย" ชายเล็กบอก
เสด็จทรงค้อนภาติยะคนเล็ก สอางค์ยังคงเพ้อ เดินมากลางลาน แล้วโยกย้ายร่ายรำ
"แล้วก็มีการแสดงของข้าหลวง พระสหาย และพระญาติเพคะ"
"หม่อมฉันกับมาลาก็แสดงเพคะ" วรรณาบอก
"แล้วศรีจิตราล่ะ จะแสดงอะไร"
"แสดงเพคะ แต่ต้องปิดเป็นความลับก่อนเพคะ"
ชายเล็กครุ่นคิด แล้วหาทางออกได้เรื่องปิดบังหน้าไม่ให้สาลินจำได้ รีบโพล่งออกมา
"ถ้าจะให้พิเศษจริง ๆ ต้องจัดแบบนี้พะยะค่ะ จัดเป็นงานแฟนซีสวมหน้ากาก"
ชายรองมองน้องชายอย่างสงสัยเล็กน้อย สอางค์อ้าปากค้าง มาลา วรรณาตาโต
"วุ้ย ทำไมหม่อมฉันไม่ทันคิด แฟนซีสวมหน้ากาก ต้องสนุกแน่เลยเพคะ"
ชายเล็กเข้าประคองร่างสอางค์เต้นรำไปมา
"มีการถอดหน้ากากตอนเที่ยงคืนด้วยนะครับคุณสอางค์"
มาลา วรรณาหัวเราะคิกคัก
"ว่าไงชายรอง"
"ก็น่าสนุกดีพะย่ะค่ะ"
"เอ้า เอาตามนี้ก็ดี ได้ปล่อยแก่กันลืมตายล่ะ"
ทุกคนหัวเราะ
เสด็จปรายตามอง ชายรองอย่างมีนัยบางอย่าง
"แต่อย่าลืมนะงานนี้วงศ์วานว่านเครือมากันพร้อมหน้า แม้แต่วังรัชนีกุล"
ทุกคนเจื่อนไปทันที ชายรองพยายามทำสีหน้าปรกติ ศรีจิตรามองนิ่ง เขายิ้มรับราว
ไม่รู้สึกรู้สมอะไร เสด็จทรงแย้มสรวลในที
วันนี้ไม่ค่อยมีผู้ใช้บริการห้องสมุด ที่เคาน์เตอร์ สาลิน บราลี ลลิตา แว่น สุมหัวกันเช่นเคย ลลิตาอ่านหน้าข่าวสังคม
"ดาราสาวดาวยั่ว ชื่อเป็นดอก...ไม้ ไปฉีดพาราฟีนเพิ่มขนาด จาก 36-22-36 ตอนนี้กลายเป็น 40-20-38 แล้ว"
สาลินกับบราลีอึ้ง บราลีลูบอกอันแล้งน้ำแห่งตน
"นั่นคนหรือ"
"เขาเดินได้ยังไงน่ะครับ กลัวเดิน ๆ ไปแล้วตัวหัก หัวทิ่มไปข้างหน้า" แว่นว่า
แว่นทำท่าเดินให้ดู สาว ๆ ขำ
"วุ้ย วันนี้ไม่มีข่าวไฮโซไซตี้เลย มีแต่พวกดาวโป๊"
"ดาวโป๊ก็คนนะยะ ทำงานแลกเงินเหมือนเรา" บราลีบอก
ลลิตาพับหนังสือพิมพ์เชิดใส่ มองดูสาลิน
"นี่เธอไม่มีข่าวอะไรบ้างเหรอ"
"มาถามอะไรฉัน"
"จะว่าได้หรือยะ เผื่อเธอไปหว่านเสน่ห์กับคุณชายที่ไหนอีก จนยายคุณหญิงเจ้าของเขาต้องบุกมาทวงคืนเธอถึงห้องสมุด"
สาลินส่ายหน้า แล้วแยกไปมุมหนึ่ง
ประตูเปิดออก มีร่างในชุดสูทหรูเรียบก้าวมา ดูเป็นสูทชาแนลคล้ายแจ็กกี้ เคเนดี้
ลลิตา บราลี แว่น สาลิน อ้าปากค้าง
"ว้าย มาจริง ๆ ด้วย" ลลิตาว่า
บราลี ลลิตา แว่นรีบตรงไปหาทันที
"มาอ่าน มายืม หรือจะมาทุ่มหนังสือใส่ใครคะ"
ศรีจิตราอึ้ง
"เออ ดิฉันมาพบสาลินค่ะ"
แว่นบอก
"แน่เลยครับ คุณหญิงเทโพใช้คุณมาใช่ไหม เขาให้คุณมารังแกคุณสาลินของผมใช่ไหม"
"ผอมแห้งอย่างนี้ แค่ฉันหายใจรด คุณก็ล้มตึงแล้วล่ะค่ะ"
สาลินเดินเข้ามา เห็นศรีจิตราก็ร้องกรี๊ด
"ไม่ต้องกลัวลินซี่ ฉันมีทั้งค้อนและเคียว พร้อมจะปะทะพวกแบ่งชนชั้นอยู่แล้ว" บราลีบอก
สาลินวิ่งเข้าไปกอดศรีจิตรา ทุกคนหน้าเหรอ
"พี่ศรี ทุกคนคะนี่พี่สาวฉันเอง พี่ศรีจิตราค่ะ"
ศรีจิตราไหว้ทุกคน
"อ้าว โทษค่ะ" ลลิตาบอก
"เชิญค่ะ ห้องสมุดเรายินดีต้อนรับค่ะ" บราลีบอก
สาลินพาศรีเข้าด้านใน แว่นตาเคลิ้ม
"โอย....ใจจะขาด สวยหยาดฟ้ามาดินทั้งพี่ทั้งน้อง เลือกไม่ถูกเลยครับ" แว่นบอก
มุมหนึ่งในคอฟฟี่ช็อปหรู ศรีจิตรานั่งอยู่กับสาลิน
"จะให้สารำละคร รำอะไรคะ ม้าย่อง หรือเขมรไล่ควาย"
ศรีจิตราทำเถรตรง
"รำม้าย่องคงไม่เหมาะ ส่วนเขมรไล่ควายมันไม่มีท่ารำ มีแต่ร้อง ฮึย ฮึย ฮึย ฮึย"
สาลินค้อน ศรีจิตราทำหน้าเฉย
"แล้วยังมีแฟนซีสวมหน้ากาก มีเต้นรำ ตายยังกะนิยายประโลมโลกย์"
"สนุกดีออกสา"
"นี่ความคิดใครคะนี่"
"คุณชายเล็ก"
"อื๊อ อีตานี่อีกแล้ว"
"คราวนี้แหละ สาจะได้เจอคุณชายเล็กเสียที"
"ฮึ เชียร์กันจังเลย"
"เขาเป็นคนดีจริง ๆ นะสา พี่เองก็อยากมี..."
ศรีจิตราอึ้งไปนิด สาลินมอง
"น้องเขย ดี ๆ เหมือนกันนี่"
"อี้ย์ น่าเกลียดตายเลย พี่แต่งกับพี่ น้องแต่งกับน้อง ชาวบ้านต้องนินทาว่าเราเข้าไปนั่งจองสมบัติเสด็จ ไม่ให้กระเด็นไปไหน"
"เสียดาย"
"เสียดายอะไรคะ"
"เสียดายที่เราไม่มีพี่สาวใหญ่อีกซักคนไงสา"
ศรีจิตราพูดเรียบๆ หน้าตาเฉย สาลินตาเบิกกว้าง ศรีจิตรายิ้ม
"หา !"
"พี่พูดเล่นน่ะ"
"ตายแล้วพี่ศรีมีพูดเล่นด้วย ไปติดมาจากใครเนี่ย"
ศรีจิตราตาเป็นประกาย สาลินมอง
คุณชายกำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่ที่โต๊ะทำงานในร้านผ้าไหม พลางเซ็นเช็คอยู่ ศุภรเดินเข้ามาเคาะโต๊ะราวเคาะประตู
"ไอ้หม่อม"
"อะไร"
"คุณสามาว่ะ มากับสาวสวยอีกคน"
คุณชายแปลกใจ
"คุณสาแนะนำว่าพี่สาว ชื่อศรีจิตรา ใช่พระคู่หมั้นแกรึเปล่าวะ"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เป็นอึ้ง
คุณชายและศุภรออกมา มองไปที่ราวผ้า สาลินดึงผ้าไหมมาลูบคลำ เป็นผ้าที่เคยลูบตอนกินไข่นกกระทาทอด ผ้านั้นเหลือบสีต่าง ๆ วูบวับ ศรีจิตรายืนดู
"สวยจังเลย"
"เอาซีสา พี่ซื้อให้"
"ไม่เอาค่ะ แพงจะตาย หลาตั้งสองร้อย เวลาอีตา เอ๊ย เวลาคุณชายไม่อยู่ร้าน"
สาลินดึงผ้ามาราว 2 เมตร
"สาชอบเข้ามาคลำผ้าผืนนี้บ่อย ๆ"
ชายรองสะดุ้งเล็กน้อย สาลินกรีดนิ้วเหยียดแขนหนึ่งดึงผ้าไปสุดแขนข้างตัว อีกมือจับผ้าไว้ตรงไหล่ด้านนั้น บิดสะโพกพ้อยท์เท้า ผ้าทาบทรวดทรง ไม่แพ้นางในหนังมหากาพย์ ศุภร ชายรองมองเพลิน
"สาจะลูบ ๆ คลำ ๆ ไปจนบ่ายเลย"
ศรีจิตราไม่ตอบ มองเลยไปเห็นทั้งชายรองและศุภร เลยรีบสะกิด สาลินสังหรณ์ใจหมุนตัวขวับมาดู ตรงหน้าชายรองยืนกอดอกดูอยู่ แล้วรีบทำหน้าเฉยชา ดวงตามีประกายวิบวับ ศรีจิตรายืนอึ้ง สาลินลดผ้าลง ทำเชิดกลบเกลื่อน
"เป็นยังไง มาดูผ้ากันหรือ ได้อะไรบ้างแล้วหรือยัง"
"กำลังดูอยู่ค่ะ" ศรีจิตราบอก
"งั้นเชิญตามสบายนะ อ้อ อย่าลูบคลำมาก เดี๋ยวผ้ามันจะเปื้อนเสียหมด โดยเฉพาะมือเลอะ ๆ ที่เปื้อนของทอดน้ำมันน่ะ "
ชายรองยิ้มสะใจนิด ๆ หมุนตัวเดินไป สาลินมองตามอย่างหมั่นไส้ พูดจงใจให้ได้ยิน
"ความจริงเราไม่น่ามาดูผ้าที่นี่เลยพี่ศรี"
เขาได้ยินเต็มสองหู ศุภรชักสนุกตาม
"ที่นี่เขาทำมารับฝรั่ง ก็เลยมีแต่ราคาฝรั่ง อุ๊ย"
ศรีจิตราตาเขียวหยิกสาลิน เขาหันกลับมาช้าๆ สาลินคลึงตรงที่โดนหยิกอยู่
"ผ้าที่นี่ตั้งราคาตามคุณภาพของผ้า แล้วผ้าแต่ละผืนนี่ เราแบ่งเปอร์เซนต์ให้คนทอ"
สาลินเชิด
"ไม่ได้เหมามาโก่งราคาอย่างที่...ใครบางคน...ชอบกล่าวหาคนอื่นอย่างสนุกปาก"
สาลินตาเบิกกว้าง ในใจสนุกสนาน ศรีจิตราตกใจนิดหน่อย ศุภรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
"ผ้าบางผืน คนทอ ทอนานเป็นเดือน บางลายก็มีแค่ผืนเดียวในโลก มันก็เลยต้องแพงกว่าผืนอื่น"
"ก็แล้วไปซี"
"ศุภร ช่วยพาคุณศรีกับน้องสาวไปดูผ้าล็อตใหม่ที" คุณชายหันมาหาศรีจิตรา "ฉันเตรียมไว้จะถวายเด็จป้า แต่ยังไม่รู้ว่าผืนไหนถึงจะเหมาะ เธอช่วยเลือกให้ทีเถอะ"
"ได้ค่ะ คุณชาย สาไปช่วยพี่เลือกด้วย"
"เชิญครับ"
ศุภรผายมือเดินนำไป ศรีจิตรายิ้มแต่ตาเขียวแล้วเอานิ้วคีบ สาลินร้องโอดโอย ศรีจิตราไม่ปล่อย ดึงให้ตามไป
"สานะ พูดจา"
"โอ๊ย พี่ศรีง่ะ"
คุณชายมองตามตาขุ่น แล้วหยิบผ้าชิ้นแพงที่สาลินหมายปองมาดู อมยิ้มนิด ๆ
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 12 (ต่อ)
ณ ห้องนั่งเล่นวังรัชนีกุล หม่อมวาณีนั่งจิบชา
ท่านจันทร์มีหนังสือบนเพลา ประทับบนโซฟาเดี่ยวข้างกัน หญิงกลางนั่งอยู่ไม่ห่าง หญิงก้อยยืนมองไปนอกสวนสวย
"คุณสอางค์เพิ่งโทร.มาบอกเรื่องงานเมื่อสายนี่เอง แปลว่าไม่ทรงกริ้วแล้วนะเพคะ ถึงได้เชิญเรา"
"เสด็จพี่น่ะทรงยุติธรรมและมีพระเมตตา ต่อให้ทรงกริ้วก็ไม่ตัดญาติขาดมิตรหรอก" ท่านจันทร์บอก
ท่านจันทร์ตวัดสายพระเนตรไปที่หญิงก้อย แต่ลูกสาวเป็นทุกข์เรื่องอื่น
"มีเวลาไม่ถึง 10 วัน จะไปตัดชุดอะไรทัน"
ท่านจันทร์ชะงัก หม่อมวาณีมองหญิงกลาง แล้วถามเหมือนเป็นนางข้าหลวงไม่ใช่แม่
"เอ้อ ลูกหญิงจะไปด้วยหรือจ๊ะ"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงหันขวับมา
"ทำไมหรือคะ หรือว่าหญิงเป็นบุคคลต้องห้าม สำหรับวังวุฒิเวสม์"
"นั่นซีนะ เธอเป็นหรือเปล่าล่ะ บุคคลต้องห้าม"
ท่านจันทร์กระแทกเสียง หญิงก้อยตาวาว ม.ร.ว. ศศิรัชนีพูดขัด
"ท่านพ่อคะ คุณสอางค์บอกว่าเด็จป้าโปรดให้หลาน ๆ ไปกันให้ครบ แล้วนายเล็กก็ขอให้ส่งการแสดงบนเวทีด้วย"
"นั่นไงคะ หญิงอาสาเป็นคนแสดงบนเวทีถวายเด็จป้าเอง เพราะพี่หญิงคงไม่ถนัดใช่ไหมคะ เพราะถ้าให้แสดงจริง ก็คงแสดงเป็นนางก้นครัว เป็นนางขี้เถ้า อย่างนางซินเดอเรลล่า"
วาณีหัวเราะ
"ลูกหญิง ปากคอเราะร้ายใหญ่แล้ว ไปว่าพี่เขา"
ม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสงหัวเราะตามแม่ หญิงกลางยิ้มหวานตอบ
"จ้ะ พี่ไม่ถนัดหรอก เพราะเรื่องต้องไปแสดง...จริตมายา...อะไรต่อหน้าคนนี่ หญิงคงถนัดกว่าพี่"
หญิงก้อยหน้าเชิด แต่ทำไม่รู้เท่า
"ค่ะ หญิงจะรับอาสาเอง เด็จป้าจะได้ทรงทราบว่า หญิงมีความสามารถแค่ไหน"
"เมื่อเปรียบกับสะใภ้ที่เด็จป้าทรงหาไว้อย่างนั้นซี" ท่านจันทร์ว่า
"ท่านคะ" หม่อมวาณีทำท่าจะท้วง
"มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือเพคะ"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงสะบัดเดินออกไป หม่อมวาณีจะเป็นลมลุกขึ้นละล้าละลัง ท่านจันทร์กริ้วจนกลายเป็นสังเวช
"ลูกหญิงจ๋า แม่ว่า"
"เอาเถอะวาณี ตามใจมัน มันอยากไปแสดงอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชอะไรก็ตามใจมัน"
"แต่ว่า เอ้อ"
"ความจริงเธอก็น่าจะชินแล้วนะ"
"ชินอะไรเพคะ ท่าน"
"ชินที่ลูกเราทำอะไรให้ขายหน้าอยู่ทุกวี่ทุกวันน่ะซี"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีหัวเราะออกมา หม่อมวาณีค้อนตาเขียว ท่านจันทร์ยิ้มให้ลูกสาว
เวลาต่อมา ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์นั่งตรวจบัญชีต่อ ศุภรเดินทำหน้ากรุ้มกริ่มเข้ามา
"กลับไปแล้วหรือ"
"ฮื่อ ฉันเพิ่งไปส่งขึ้นแท็กซี่เดี๋ยวนี้เอง"
ศุภรมีทีท่ารื่นเริงเกินควร กิตติมองในใจเริ่มขุ่น ศุภรรู้ทัน แกล้งปลื้มกว่าปรกติ
"สองศรีพี่น้องนี่กินกันไม่ลงจริงๆ น้องสาวน่ารักแสนซน พี่สาวสวยหวานเรียบร้อยเยือกเย็น เลือกไม่ถูกเลย"
"ถ้าเป็นนายจะเลือกใคร"
ศุภรมองดวงตาชายรองจับท่าทีได้
"คนพี่ ทั้งสวยทั้งเรียบร้อย อย่างนี้อยู่กันไปชีวิตคงสงบราบรื่น"
เขานิ่งฟัง ไม่รู้ว่าศุภรคอยดูท่าที
"แล้วคนน้อง"
"เฮ้อ ไม่ไหว ซนเกินไป อย่างนี้อยู่กันสงสัยชีวิตคงร้อนเป็นไฟ คงทะเลาะกันทุกวัน"
"งั้นแกเลือกคนพี่"
"เปล่า เลือกคนน้อง"
ชายรองมีแววประหลาดวูบผ่านไปในดวงตา ศุภรจับได้ก็ยิ้มกริ่ม
"ก็ไหนว่าทะเลาะกันทุกวัน"
"ทะเลาะซียิ่งดี วัน ๆ ชีวิตเงียบจะตายอยู่แล้ว ก็ต้องหาอะไรที่มันโลดโผนมีสีสัน แสบ ๆ คัน ๆ บ้าง มีพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี เย้ยหยัน หยอกเย้า เพลิน"
ชายรองนิ่ง เพราะเห็นจริงตามที่ศุภรว่า ศุภรยิ่งแยง
"เฮ้ย....แต่คุณศรีน่ะ เหมาะกับแกแล้วนะ เสด็จทรงมีพระเนตรแหลมคม"
"ยังไง"
"แกมันเผด็จการ ต้องได้เมียหวาน ๆ นิ่ง ๆ ตามใจผัวแบบนี้แหละ"
ชายรองพูดไม่ออก
" คุณสาน่ะ ฉันว่าเหมาะกับฉันว่ะ"
"อย่ามาพล่าม แล้วหญิงกลางแกไม่สานต่อเหรอวะ"
"ก็ไม่มีโอกาสนี่หว่า นะ....ถ้าฉันพลาดจากหญิงกลาง แกช่วยแนะนำสาลินให้ฉันหน่อย"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ลืมตัว
"ไม่ได้.....ฉันไม่ให้"
"ฉันไม่ให้... อะไรวะ"
"คือ....สาลินมีแฟนอยู่แล้ว แล้วแกอย่ามาทำให้หญิงกลางเสียใจ งานประสูติเด็จป้า แกจะได้เจอหญิงกลางอีกแน่ ๆ อย่ามาคิดเพ้อเจ้อ"
ชายรองแยกไป ศุภรขำและกลายเป็นเครียดเพราะเป็นห่วงขึ้นมา
"ไอ้หม่อมเอ๊ย.....หลอกเข้าหน่อยก็แบไต๋ เอาไงวะ หมั้นคนพี่แต่กลับรักคนน้อง"
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลเดินผิวปากมา
แล้วเห็นที่สนามกว้าง ริมบึงน้ำ ศรีจิตรากำลังอ่านหนังสือ “เงือกน้อย” อยู่ ข้างตัวมีพานดอกไม้เหมือนเพิ่งทำเสร็จ ห่างไปมีดอกบัวราว 20 ดอก หล่อน้ำไว้ในอ่างแก้วเหมือนเพิ่งหักมา ศรีจิตรา ดูงดงามโดดเด่น ชายเล็กมองอย่างอึ้งและชื่นชม ศรีจิตราเงยหน้าขึ้น ตกใจนิดหน่อย ชายเล็กยิ้มเดินเข้าไป
"คุณชาย เชิญนั่งซีคะ"
"ครับผม" ชายเล็กนั่งลงตรงข้าม "แหะ แล้วคุณศรีจะไม่ชวนผมกินอะไรหรือฮะ"
ศรีจิตราเกือบค้อน
"ก็กำลังจะชวนอยู่นี่ไงคะ"
ศรีจิตราจัดโน่นเลื่อนนี่ให้ ชายเล็กกินหมับๆ
"วันงานประสูติ คุณศรีจะแต่งแฟนซีอะไรครับ"
"ดิฉันกับพี่ ๆ ที่ตำหนักจะรำถวายพรให้เสด็จท่าน ก็คงแต่งชุดที่รำน่ะค่ะ"
"โธ่ แล้วมันจะสนุกอะไรล่ะฮะ คุณศรีไม่ลองแต่งอะไรแปลก ๆ ดูบ้างล่ะครับ สนุกจะตายเวลาที่เราได้แกล้งเป็นอะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา"
"เช่นแกล้งเป็นนายยอด โจรขโมยนาฬิกาน่ะหรือคะ"
ชายเล็กคอหดยิ้มประจบ ศรีจิตราค้อนนิดๆ
"คุณศรี น่าจะเป็นนางเซเฮราซาด ในเรื่องอาหรับราตรี มานั่งเล่านิทานไงฮะ"
"คะ"
"พี่รอง จะได้ฟังนิทานเพลินไปเลย"
ศรีจิตราหน้าหม่นลงนิดหนึ่ง บดินทร์มองเพลิน
"ค่ะ คุณชายมองอะไรคะ"
บดินทร์รีบแก้ตัว
"เอ้อ อ้า คุณศรีอ่านอะไรอยู่ฮะ"
"นิทานของคุณชายไงคะ เงือกน้อย"
"Little Mermaid ดีจัง งั้นเล่าให้ผมฟังบ้างซีฮะ"
"แน่ใจหรือคะ"
"ร้อยเปอร์เซนต์เลยครับ"
ศรีจิตรารวบรวมคำพูดแล้วเริ่มเล่า ลมแรงพัดมารอบตัว ต้นไม้สะบัดไหว ใบไม้กลีบดอกไม้โปรยปรายลง
ศรีจิตราเล่าออกท่าทาง ชายเล็กมองตาค้าง ยิ้มไปด้วย เดี๋ยวก็ทำหน้าเศร้าเคลิ้มคล้อยไปกับการเล่าของศรีจิตรา ใบไม้ยังคงพัดกรูเกรียว ศรีจิตราแล้วภาพในฝันก็บรรเจิด
ภาพในจินตนาการ ศรีจิตราในคราบของเงือกน้อย ผมยาวสลวยปิดท่อนบน ว่ายอยู่ในทะเลลึก หมุนคว้างตามแรงหมุนของน้ำ
เงือกน้อยโผล่ขึ้นเหนือน้ำ หมุนคว้าง แล้วร่างสลายกลายเป็นฟองอากาศกระจายเต็มพื้นทะเล
ฟองอากาศผุดขึ้นเหนือน้ำไปทั่วบริเวณ แล้วค่อย ๆ จางหายไป ชายรองหลับตานิ่ง ศรีจิตรานั่งอยู่ข้าง ๆ
"แล้วเงือกน้อยก็กลายเป็นฟองอากาศ อยู่คู่กับผืนน้ำทุกหนแห่งมานับแต่นั้น เป็นสัญลักษณ์ของรักแท้"
ลมแรงพัดมา ศรีจิตราหันมา เห็นชายเล็กพิงเสา ดวงตาปิดสนิท หายใจแผ่วเบา ศรีจิตราอึ้งแล้วยิ้ม ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายของนิทาน
".....ที่ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน"
ศรีจิตรายิ้มเศร้าเต็มที
สองวันต่อมา ที่เทอเรซข้างตำหนักใหญ่ ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์นั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตรงหน้า มีน้ำชาและของว่างที่จัดมาอย่างงดงาม
มาลา วรรณา และนางข้าหลวง 2-3 นางมาเมียงมองพลางหัวเราะคิกคัก
ศรีจิตราก้าวมาฝืนทำท่าทีให้ปรกติ เดินเข้าไปยกมือไหว้ ชายรองลุกขึ้นรับไหว้แล้วผายมือให้นั่งลงด้วยกัน
"ฉันเอาผ้าที่เธอช่วยเลือกวันนั้น มาถวายเสด็จป้ากับคุณสอางค์ ขอบใจที่อุตส่าห์ช่วยเลือกให้"
"ดิฉันเต็มใจค่ะ"
ชายรองหยิบถุงผ้าข้างตัวขึ้นมาวางบนโต๊ะ วางหน้าไม่สนิทนัก แต่ด้วยความขรึมทำให้จับท่าทีได้ยาก
"แล้วฉันก็มีผ้ามาฝากเธอกับ...น้องสาวด้วย เผื่อจะได้ใช้ในงานประสูติเสด็จป้า"
ศรีจิตรางง แล้วรีบไหว้ขอบคุณ
"ขอบพระคุณค่ะ"
นางที่แอบดูทั้งหลาย ตาโต ซุบซิบคิกคักกัน
"แค่นี้ล่ะ ฉันทำงานค้างอยู่ ต้องขอตัวก่อน"
ชายรองลุกขึ้นเดินออกไป ศรีจิตรานั่งงงอยู่ กลุ่มนางในกรูกันออกมา รุมล้อมคลี่ผ้าของศรีจิตราดู แต่ของสาลินมีเทปใสปิดถุงไว้จึงไม่ถูกละเมิด
"ว้าย เดี๋ยวนี้เช้าถึงเย็นถึง" มาลาบอก
"แถมมีของกำนัลไม่ขาดสาย" วรรณาว่า
ศรีจิตรายิ้มอ่อนๆ ดวงตาอึดอัดนิดหน่อย
ห้องทรงพระสำราญ สอางค์เบิกตากว้าง
"ว้าย เหรอ ทำไมไม่มาตามฉัน"
สอางค์ลืมตัวพูดเสียงดัง มาลา วรรณายื่นหน้าซุบซิบบอกความอยู่
เสด็จพระองค์หญิงประทับบนตั่ง ทรงจัดบายศรีอยู่กับศรีจิตรา เสด็จทรงเบือนพระพักตร์มา
"คิกคักอะไรกัน"
"แหม ก็มันดีใจนี่เพคะ คุณชายรองมารับประทานของว่างกับแม่ศรีอยู่ตั้งนานสองนาน"
ศรีจิตราทำตาปริบๆ คิดในใจ
" โธ่ มาพูดแค่นาทีเดียวเอง"
"แถมเอาผ้าที่ร้านมาฝาก ไม่รู้กี่ผืนกี่กุรุตเพคะ" สอางค์ว่าไปเรื่อย
" โธ่ แค่สองผืนเอง"
"อย่างนั้นหรือ ศรีจิตรา" เสด็จถาม
"เอ้อ ความจริงก็เดี๋ยวเดียวเท่านั้นเพคะ"
วรรณาบอก "แหม เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเพคะ"
"อะไรกัน ศรีจิตรา ดู๊ หน้าตื่นเชียว"
"อย่าอายเลยจ้ะ แม่ศรีของป้า เห็นไหมเพคะ พอรู้จักมักคุ้นเข้า ก็ไปไหนไม่รอด" สอางค์บอก
"เพคะ นี่เอาผ้ามาให้สำหรับงานวันประสูติ" มาลาบอก
"คราวหน้าต้องเอาผ้ามาให้สำหรับงานหมั้น งานแต่งแน่เพคะ" วรรณษบอก
ศรีจิตราอึดอัด อึกอัก เสด็จทอดพระเนตรแล้วยิ่งครุ่นคิด
"เอ้า พอย่ะ พอ นังบาหยัน ประเสหรัน พูดมากจนศรีจิตราอึดอัดแย่แล้ว"
สาลินถือกระเป๋าเดินอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมาแล้วตาโต ตรงชานเรือนบ้านสวน ศรีจิตรานั่งอยู่กับคุณตา คุณยาย
"นั่นไง เดินหิวซ่กเป็นนางสิบสองมาแล้ว"
สาลินค้อน หายเหนื่อย ถลาไปนั่งปุบชิดศรีจิตรา
"อะไรกันนี่ พี่ศรีมานี่ได้ยังไงคะ"
"ก็นั่งรถที่วังมาน่ะซี"
"อะไร เดี๋ยวนี้พี่ศรีกล้าไปไหนมาไหนเองคนเดียวได้แล้วหรือ"
ศรีจิตรายิ้ม ในใจสะทกสะท้อนบางอย่าง
"พี่ไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขานี่จ๊ะ ไปไหนถึงต้องมีคนคอยประคอง แต่ก่อนสมัยเรียนพี่ก็ไปคนเดียว"
"แหม ก็โรงเรียนยายชีนั่น ห่างบ้านราชดำริจิ๊ดเดียวเอง"
ตาบอก"เอ้า พี่น้อง คุยไปก่อนนะ ตากับยายจะไปดูเขาขึ้นมะพร้าวหน่อย"
ยาย ตาออกไป สวนกับยายพิณที่เอาน้ำมะตูมมาวาง สาลินคว้ามาดื่ม
ยายพิณนั่งพับเพียบเท้าแขนแอ่นหยัด ผ้าแถบหย่อนหมิ่นเหม่อยู่
"พี่มีอะไรมาฝากแน่ะสา"
ศรีจิตราส่งถุงกระดาษให้ สาลินรับถุงมา ดึงผ้าออกดู พบว่าคือผ้าผืนงามราคาแพงลิบ สาลินคลี่สะบัดผ้า มันแผ่ไปยาวเหยียด ทอประกายเหลือบเรืองรอง
"ตายแล้ว ผ้าในฝันของสา ตั้ง 6-7 หลา ไม่เป็นพันเป็นหมื่นหรือ โธ่ พี่ศรีไปอุดหนุนอีตาคุณชายหน้าเลือดนั่นมาทำไม"
ศรีจิตราค้อน
"เมื่อเช้าคุณชายหน้าเลือดเอาผ้ามาถวายเสด็จ ให้คุณป้าใหญ่ ให้พี่ แล้วผืนนี้เธอเจาะจงให้ฝากให้สาย่ะ"
สาลินอ้าปากค้าง รู้สึกผิดนิดนึง ยายพิณจับชายผ้าชื่นชมโสมนัส สาลินยักไหล่
"เขาซื้อให้สาเหรอคะ "
"ใช่จ้ะ"
"เขาเอามาให้สาทำไมน่ะ พี่ศรี"
ศรีจิตราอมยิ้ม
"พี่จะไปรู้ได้ยังไงล่ะสา"
"หรือว่าสาไปว่าเขาหน้าโลหิต เขาก็เลยให้มาเป็นการประชด รู้ยังงี้จะว่าเขาให้หนักขึ้น เผื่อเขาจะประชดให้ลูกไม้เบลเยี่ยมมาอีกผืน ฮิ ฮิ"
ศรีจิตราส่ายหน้า
"งามยังกะผ้าทิพย์ ยิ่งกว่าสไบนางสีดาเสียอีก" พิณว่า
"หา ยายพิณไปเห็นมาจากไหน สไบนางสีดาน่ะ"
"ก็โขนสดไงคะ มาเล่นที่วัดใต้วันก่อน"
สาลินลองเดรฟผ้าเอาทาบตัวยายพิณ ยายพิณหัวเราะนมกระเพื่อม
"วุ้ย ผ้าดี ๆ เอามาห่มให้อิฉัน เดี๋ยวจะหมองเสื่อมราศีเปล่าๆ แหม คุณชายเธอก็รู้ใจคุณสานะคะ เธอคงรักคุณสามาก"
สาลินเลิกระรื่น ศรีจิตราอึ้ง ดวงตามีแววแน่ใจมากขึ้น สาลินดุยายพิณ
"ยายพิณ พูดอะไร คุณชายเป็นคู่หมั้นพี่ศรีนะ ไม่ใช่คู่หมั้นสา"
"อ้าว หรือคะ วุ้ย อิฉันเผลอไปอีกแล้ว"
วันรุ่งขึ้น วังรัชนีกุล ในห้องนอน มีผ้าผ่อนแพรพรรณมากมายพาดบนเตียง เก้าอี้สตูล เก้าอี้นอน ฉากบังตาเต็มไปหมด ที่กลางห้อง ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงยืนอยู่ ตรงคอมีขนนกดำยาวชี้ขึ้น ดูเหมือนสวมชุดราตรีประดับขนนกทั้งตัว รวมทั้งมีชายกระโปรงขนนกแผ่ไป
วิรงรองอยู่ในชุดไมโครสเกิร์ต หลังเปลือย อกแหวกยืนมองอย่างทึ่งแกมริษยา
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชานั่งคุกเข่ามองดูห้องนอนอย่างตะลึง
หญิงก้อยขยับตัวเห็นว่า สวมชุดอยู่บ้านกรุยกราย สลิปเปอร์ส้นสูงปักพลอยเทียม ที่แท้เธอยืนอยู่ข้างหลังหุ่นเสื้อที่ไม่มีหัวที่สวมชุดขนนกไว้
"เป็นอย่างไรครับ ชุดสำหรับออกงาน คุณฉัตรยืมมาจากห้องเสื้อ ระพีพัตน์ เลยนะครับ"
"ราชินีหงส์" หญิงก้อยบอก
"โซ แดสเซลลิ่ง " เลื่อมประภัสบอก
"แกลเมอร์รัส" ฉัตรอาชาว่า
"สตูเพนดัส"
"ก้อ...เชียส"
วิรงรองบอก "ต๊าย ต้องฆ่าเป็ดฆ่าไก่ไปกี่ร้อยตัวนี่"
"ต่อให้เป็นพันตัวก็คุ้ม ถ้าสวยขนาดนี้"
วิรงรองแอบแสยะ เพราะสงสารเป็ด
"เรียบร้อยไปเรื่องนึง ยังเหลืออีกเรื่อง"
วิรงรองถาม "เรื่องอะไรคะ"
"การซ้อมไงจ๊ะ"
"อ้อ บทเพลงแห่งความรักและความตาย เปิดเพลงเลยจ้ะ"
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาเข้าเปิดเพลงจากแผ่น มหาอุปรากรกระหึ่ม ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง เริ่มกรีดกรายเต้นท่าหงส์เหิร เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา เต้นตาม เข้าสอนท่าให้ วิรงรองมองอย่างเซ็งเต็มที
ณ เทอเรซข้างตำหนักใหญ่ ศรีจิตรา สาลิน มาลา วรรณา และนางข้าหลวงสาวๆอีก
สองนาง นุ่งผ้าโจงหัดรำ ด้านหนึ่งมีคุณข้าหลวงชราตีฉิ่งให้จังหวะ คุณสร้อยถือไม้เรียวเดินจับผิดอยู่
"เอาทำพร้อมกันซียะ ช้า ๆ อย่ามาทำผล็อบแผล็บเป็นลิงล้วงก้น"
สร้อยเดินมาหาวรรณาที่ขำตัวเองหัวเราะคิก
"อ้าว แม่เลื่อมลายวรรณ รำเทพบันเทิงนะยะ ไม่ใช่หล่อนบันเทิงเอง"
สร้อยเดินมาถึงมาลาที่ตั้งใจรำ สร้อยมองสูงและต่ำ
"ว้าย แม่วิมาลา รำไทยนะยะ อย่ามาส่ายสะโพกเป็นระบำนายหรั่ง"
สร้อยเดินวนมาถึงสาลิน
"ว้าย ตายแล้ว แม่คุณ แม่ทูนหัว ทำไมแขนแมนหล่อนถึงได้แข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กา รำหน้าที่นั่งนะยะ ไม่ใช่ระบำลิงควักกะปิ"
"งั้นก็ต้องรำไปเกาไปซีคะ"
ขาดคำสาลินก็ยกมือไว้ข้างคอ ส่ายมือถี่ ๆ แบบลิงในโขนเก่า
"ยายสา" ศรีจิตราปราม
"ว้าย ตายแล้ว ว่าก็ยังไม่มีสลด ไหน ดูซิ ทำไมมันกระโดกกระเดกเหมือนหุ่นกระบอกงานวัด"
สร้อยเข้าช่วยดัดนิ้วสาลิน เมื่อปล่อยนิ้วก็แข็งโด่ขึ้นมาเหมือนเดิม
สาลินนั่งอยู่กับพื้น ศรีจิตราอยู่ใกล้ๆ สร้อยจับแขนจับมือสาลิน นวดดัดอย่างเอาเป็นเอาตาย
สาลินร้องโอดโอย มาลา วรรณาหน้าซีด ยกอ่างดินควันโฉ่มา
"มาแล้วค่ะ" มาลาบอก
"น้ำข้าวที่คุณสร้อยสั่งค่ะ เพิ่งเช็ดน้ำมาเมื่อกี้เอง" วรรณาบอก
"ถ้ากินแล้วแขนมันจะอ่อนหรือคะ"
"ว้าย ใครให้หล่อนกิน เอามานวดแขนนวดนิ้วหล่อนย่ะ โบราณน่ะเขาทำกันอย่างนี้"
สาลินตาเหลือก สร้อยเอาจอกเล็กตักน้ำข้าวมา มาลา วรรณา ศรีจิตราอกสั่นขวัญหาย
"คุณป้าขา มันต้องน้ำข้าวอุ่นไม่ใช่หรือคะ นี่มันน้ำข้าวเพิ่งเดือด" ศรีจิตราบอก
"เอาเถอะย่ะ เดี๋ยวมันก็อุ่นเองแหละ"
สร้อยเอาน้ำข้าวราดแขน ร้อนประมาณพอทนได้ แต่สาลินร้องกรี๊ดด้วยมารยา สร้อยเข้านวดขยำขยี้ ดัดแขน ดัดนิ้ว
"ดูซียะ แขนแมน อ่อนขึ้นเป็นกองสองกอง"
"คุณป้าขา เขาต้องทำทุกวันตั้งแต่เด็กไม่ใช่หรือคะ นี่อีกหกวันต้องรำแล้ว" ศรีจิตราบอก
"ใช่ค่ะ ไม่ได้ผลหรอกค่ะ"
"ยังไงก็ต้องลองดู โบราณท่านว่า ง่า"
"ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยากค่ะ ไม่สำเร็จแน่ค่ะ"
สร้อยค้อนตาคว่ำ ยังดัดแขนต่อ สาลินโอดโอย
"ไม่ต้องมาโอดกาเหว่าเลย"
เสด็จ สอางค์ยืนมองอยู่มุมหนึ่ง ยิ้มขำ
"อย่าเพิ่งทอดพระเนตรเลยเพคะเอาไว้วันจริงดีกว่า"
"ฉันก็อยากดูแม่สาลิน"
ดนตรีจากแผ่นเสียงดังไพเราะพอควร
เสียงแหลมมีพร่าเป็นระยะ บรรดานางรำเริ่มเข้าที่เข้าทาง สร้อยนั่งบนตั่งตีฉิ่งหน้าเคร่ง แต่ดวงตาพอใจ ยิ้มพยักกับข้าหลวงชรา
เพลง..... เหล่าข้าพระบาท ขอวโรกาสเทวฤทธิ์อดิสร.....
สาลินและศรีจิตรารำเป็นคู่หน้า ท่วงท่าใช้ได้ การตั้งวงจีบนิ้วดูเข้าที
"ทำดีก็ทำได้ แต่ไม่ยอมทำกัน ดีๆ แม่ศรีเอียงหัวอีกนิด นี่ยายสายกขาดีๆ เราน่ะเป็นเทวดานะยะ ไม่ใช่หนุมานเหาะข้ามลงกา"
สาลินตั้งอกตั้งใจรำ สร้อยยิ้มออก สาลินยิ้ม
จากนั้นก็มาถึงช่วงเทวดา นางฟ้า เข้าเรียงแถวเดินถี่ๆตามกันเป็นวงกลม อันเป็นท่าตอนใกล้จบ
"วุ้ย ดี ดี ดี"
สาลินยิ้ม ทันใดหางกระเบนสาลินก็หลุด ศรีจิตราเหยียบหาง ผ้านุ่งสาลินหลุด สาลินตาเหลือกตะครุบไว้แต่ไม่ทัน ผ้าลงไปกอง
"ว้าย ตาเถร"
ศรีจิตราเซแซ่ดๆชนมาลา วรรณา 2 นางเซล้มคว้านางอื่น ปั่นป่วนรวนเรไปหมด สร้อยตกใจตีฉิ่งถี่ยิบ คล้ายตุ๊กตาลิง
"หยุดๆๆๆๆๆๆ ว้าย ทำดีอยู่หยกๆ โอย ฉันจะเป็นลม"
บรรดานางรำยืนนิ่ง ศรีจิตรา มาลา วรรณากอดกัน สาลินยืนรำค้างเหลือกางเกงขาสั้นตัวเดียว สร้อยลมใส่เอนซบ ข้าหลวงชรารับไว้
ภาพทั้งหมด อยู่ในกล้องสองตา
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์ยืนอยู่บนเทอเรซ ลดกล้องส่องทางไกลลง แล้วหัวเราะลั่น นมย้อย น้อมและเจียมเดินมา ชายรองกลั้นหัวเราะ ดวงตาพราว
"ดูนกอีกหรือคะ คุณชาย" นมย้อยว่า
"จ้ะนม นกมันเต้นซนจนตกกิ่งไม้ลงไปเลย"
"ชุดงานแฟนซีคุณชาย ช่างเขาเอามาให้ลองแล้วนะคะ" เขียมบอก
"อ้อ ขอบใจ แล้วนี่นมจะแต่งชุดอะไรล่ะครับ"
"วุ้ย ให้หนุ่มๆสาว ๆ เขาสนุกกันเถอะค่ะ นมแก่แล้ว แต่งไปก็ไม่แคล้วเป็นยายเฒ่าทัศประสาท"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เด็จป้ายังทรงแต่งเลย"
"แหม ก็ยังทรงพระสิริโฉมขนาดนั้น ทรงอะไรก็งามค่ะ"
"ผมไปลองชุดก่อนนะครับ"
ชายรองเดินไป ย้อยกับเจียมชะเง้อดู เจียมแอบหยิบกล้องมาส่องบ้าง
"วุ้ย ดูนกอะไรกันคะ แอบดูคุณศรีรำละครต่างหาก"
"เฮ้อ นี่แหละที่เขาบอกว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" นมย้อยว่า
"จริงค่ะ เอ้อ คุณนมคะ วันงานหนูแต่งเป็นอะไรดีคะ"
นมย้อยมองดู
"เลือกเอาก็แล้วกัน จะแต่งเป็นนางกุลา หรือนางวาลี"
เจียมค้อนนมย้อย แล้วครุ่นคำนึง
"นางวาลีรูปชั่วแต่ได้ผัวเป็นพระอภัย"
"ย่ะ แต่ลงท้ายถูกผีอุศเรนทับจนตาย" น้อมว่า
เจียมค้อน
"งั้นเป็นนังกุลาดีกว่า แปลงเป็นโสนน้อยได้กับเจ้าชายเหมือนกัน"
"ย่ะ ลงท้ายก็ถูกจับได้ โดนประหาร" น้อมบอก
"ว้าย งั้นไม่เอาค่ะ"
"ยังมีอีกคนนะ เป็นนางเอกเดี่ยว ๆ เลย ไม่ใช่นางรองหรือนางอิจฉา" นมย้อยว่า
"อุ้ย เอาค่ะ คุณนม ใครคะ"
"ก็นางประแดะไงจ๊ะ นางประแดะหูกลวงดวงสมร"
เจียมหน้างอ แล้วเชิดไม่ยอมแพ้พ่าย
"แต่มีผัวตั้งสองคนนะคะ"
"ย่ะ คนนึงแขกเลี้ยงวัว อีกคนขอทาน"
"แต่ก็ดีกว่าไม่มีนะคะ"
นมย้อยและน้อมสะดุ้งหยุดต่อปาก มีอาการอึ้งไป เพราะไม่มีผัวทั้งคู่
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 12 (ต่อ)
วันรุ่งขึ้น บนถนนสุริวงศ์ สาลินที่ยืนจ้องอยู่ตาเป็นมัน
มองกระทะทอดไข่นกกระทาเหลืองอร่าม น้ำมันเดือดพล่าน มีกระชอนทองเหลืองช้อนขึ้น ที่รถเข็น แม่ค้าเทไข่ลงกระจาดไม้ไผ่สาน แล้วหยิบใส่ถุงกระดาษให้สาลิน
สาลินหยิบขนม อ้าปาก แล้วชะงัก คิดถึงคุณชายรอง
สาลินเอาขนมร้อนจี๋ใส่ปาก แล้วหันมาเจอ
"กินเป็นซี อย่างน้อยฉันก็รู้ว่า ควรกินตอนที่มันเย็นแล้ว"
สาลินชะงักแล้วเป่าลมใส่ เป่าแล้วเป่าอีกจนเย็น แล้วเอาใส่ปากเคี้ยวแบบเจ้าหญิงสูงศักดิ์ มีร่างสูงไหล่กว้าง มีผู้ก้าวมาเบื้องหลัง สาลินรับรู้ได้ จิตใจระทึกยินดีบางอย่าง แล้วหันมาเตรียมพบ
"ฮัลโหล"
ชายเล็ก ในบทบาท "นายพล" แต่งตัวธรรมดา มีแจ็กเก็ตทับ ยืนยิ้มเผล่อยู่ตรงหน้า สาลินผิดหวัง แต่ข่มไว้มองหน้า
"อร่อยไหมฮะ"
สาลินส่งถุงให้ พลรับมากินหมับๆ
"นี่คุณหายไปไหนมา ตั้งเดือนมั้ง"
"โธ่ ก็ผมคนทำงานหาเช้ากินค่ำนี่ครับ แล้วอีกอย่างผมไม่ได้หายไปซักหน่อย ผมก็ไปตรวจปั๊มยายซ้อนประจำ วันนึงผมแวะไปที่บ้านสวน ไม่เจอคุณ เจอแต่คุณผู้หญิงสวย ๆ ท่าทางนุ่มนวลเหมือนชาววัง"
พลทำพูดเรื่อยเจื้อย
"หือม์ ก็แปลว่าคุณเจอพี่ศรีเข้าน่ะซี"
"อ๋อ นึกว่าใคร นั่นคือพี่ศรีพี่สาวคุณ"
"เป็นไง พี่สาวฉันสวยไหม"
"สวยฮะ สวยพอ ๆกับคุณ"
"คุณอย่ามาโกหกเลย พี่ศรีสวยกว่าฉันตั้งเยอะ เอ ทำไมพี่ศรีไม่ยักเล่าว่าเจอคุณ คุยอะไรกันบ้าง"
"อ๋อ ไม่ได้คุยหรอกครับ เพราะผมได้แต่แอบดูอยู่ที่ท้องร่องสวน"
"อ้าว แล้วทำไมคุณไม่เข้าไปทำความรู้จัก"
"ไม่เอาฮะ ผมอาย"
พลเอานิ้วใส่ปากกัดตามเคย
"คุณอายเป็นด้วยเหรอคะ"
" พูดเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องเลยแฮะ" ชายเล็กคิด
"แล้วเมื่อไร คุณจะไปบ้านสวนอีกล่ะ ฉันจะได้หลอกพี่ศรีมาเจอคุณ"
"โธ่ นี่ยังไม่เลิกคิดเรื่องจับคู่ คุณศรีกับผมอีกหรือ"
"แหม แต่ตอนนี้ฉันไม่ค่อยได้อยู่บ้านสวนเสียด้วย ช่วงนี้ฉันเทพจรลงเท้า"
"ผมหิวจัง คุณกินอะไรมาหรือยัง"
"กินแล้ว อิ่มจะแย่ กินอีกไม่ไหวหรอก ฉันไปนั่งเป็นเพื่อนดูคุณกินก็ได้"
เวลาต่อมา ที่ร้านเสียโป สาลินสูดเส้นบะหมี่คำสุดท้ายเข้าปากดังผล็อบ บะหมี่ชามใหญ่ถูกวางลง พลนั่งตรงข้าม ตรงหน้ามีข้าวหน้าเป็ด มองตาค้าง สาลินคีบลูกชิ้นจากชามใหม่มากิน
"ไหนบอกว่าจะมานั่งเป็นเพื่อนเฉยๆไงฮะ"
" ตอนนี้ฉันต้องใช้พลังงานแยะ ขืนกินน้อยเย็นนี้ฉันต้องไปเป็นลมแน่"
"คุณไปหาบน้ำฟันดินที่ไหนหรือฮะ"
"ฮึ หาบน้ำฟันดินน่ะยังง่ายกว่า นี่ฉันต้องไปซ้อมรำทุกวันเลยที่วังวุฒิเวสม์"
ชายเล็กไม่รู้มาก่อนว่าสาลินมารำด้วย
"อ๋อ งานวันประสูติเด็จป้า" สาลินมอง "เอ๊ย....เสด็จพระองค์หญิงใช่ไหมฮะ"
"นี่ฉันต้องโดนคุณป้าสร้อยเอาน้ำข้าวร้อนๆ มานวดแขน นวดมือ ถูกจับหักนิ้วทุกวัน ท่ารำบางท่าก็ต้อง ยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลมเป็นนางสวาหะ"
สาลินโอดกาเหว่า พลหัวเราะก๊าก
"แถมยังต้องแต่งแฟนซีอีก นี่ชุดฉันยังไม่ได้ตัดเลย"
"วันอาทิตย์หน้านี่แล้ว เดี๋ยวไม่ทันนะฮะ"
"คุณรู้ได้ยังไง"
"อ้าว ผมก็วงในเหมือนกันนี่ฮะ"
"ฮึ ที่ฉันต้องมาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแสนสาหัสนี่ ก็เพราะอีตาคุณชายเล็กตัวดีนั่นทีเดียว"
นายพลลูกชิ้นติดคอ สำลัก
"น่า คุณก็คิดซะว่าเป็นนางซินไปงานบอลล์ของเจ้าชายก็แล้วกัน"
"เจ้าชายองค์ไหน"
"ที่ยังว่างก็เหลืออยู่องค์นึงไงฮะ"
พลยืดตัว ดวงตาพราวกรุ้มกริ่ม
"อีตาคุณชายเล็กนะหรือ ไม่เห็นจะอยากเจอเลย นี่เขาเป็นเพื่อนคุณใช่ไหม หน้าตาเป็นยังไง"
"หล่อ เท่ ไม่แพ้ผมเท่าไรหรอกฮะ แต่ไม่ถึงกับเป็นปริ้นซ์ชาร์มมิ่งอย่างพี่...เอ้อ คุณชายรอง"
"พี่ศรีน่ะ เชียร์ฉันกะอีตาคุณชายเล็กนี่เหลือเกิน บอกว่าดียังงั้นดียังงี้ ดีไปหมด"
"หรือฮะ ดีจัง"
"ฮึ ถ้าดีนักก็ให้พี่ศรีแต่งกับอีตานี่เองจะดีกว่า"
พลสำลักลูกชิ้นติดคอ กุมคอหน้าเขียว อาซิ้มร้องโวยวาย สาลินเข้าทุบหลังก็ไม่หาย ร่างสูงใหญ่ก้าวมาเข้าข้างหลังพล เอามือรัดรอบอก ยกขึ้นเขย่า พลพ่นลูกชิ้นออกมา พลหมดแรงหันไปขอบใจ
มวยมณีอยู่ตรงหน้า ดูกำยำล่ำสัน หน้าวูบ ผมมวยเป็นช่อชั้น
"ง่า ขอบคุณครับ"
"ยินดีฮ่ะ"
สาลินยืนบนม้านั่งเตี้ยที่บ้านสวน ผ้าผืนงามที่ชายรองให้ถูกจับเดรปคร่าวๆ เป็นราตรียาวพันรอบตัว คุณยายกับอุ่นเรือนปากคาบเข็มหมุดนับสิบเล่ม ดึงเข็มหมุดออกปักตรึงเป็นจักรผัน สาลินยืนสะดุ้งเฮือกๆ ยุกยิกไปมา
"หนูอยู่นิ่งๆซีลูก แม่ขอคุณป้ามาได้วันเดียวเองนะ" อุ่นเรือนบอก
"อย่ายุกยิกซียะ ต๊าย ยังกะหัวละมานกลับชาติมาเกิด" ยายบอก
"ก็เข็มหมุดมันทิ่มก้นหนูนี่คะ"
"ว้าย ยายสา พูดอะไรน่าเกลียดจริง เป็นสาวเป็นนาง" อุ่นเรือนว่า
"ถ้าเป็นนาง ก็ต้องเสียสาวแล้วซีคะ โอ๊ย"
อุ่นเรือนหยิก สาลินร้องโอดโอย ยายพิณผลักประตูเข้ามา
"อุ๊ย แม่คุณ งามยังกะเจ้าหญิง"
"แกไปเคยเห็นเจ้าหญิงที่ไหนมา" ยายถาม
"ก็ลิเกวัดใต้เมื่อคืนไงคะ เจ้าหญิงฟ้าลั่นลิ้นดำนางเอกน่ะ ใส่มงกุฎนางงามจักรวาลเหมือนอาภัสราเลยนะคะ" พิณบอก
"หนูชอบจีรนันท์มากกว่า"
"จีรนันท์น่ะเขางามเหมือนตัวพระ อาภัสราน่ะสวยเหมือนตัวนาง" อุ่นเรือนบอก
"ใช่ลูก เหมือนเรากับพี่ศรีน่ะแหละ"
"เออ วันงานพี่ศรีเขาแต่งแฟนซีเป็นอะไรลูก"
"เขาไม่ยอมบอกค่ะ บอกว่าเป็นความลับ" สาลินครุ่นคิดตามศาสตร์แห่งการอนุมาน "เดี๋ยวนี้พี่ศรีเขาพิลึกๆนะคะ"
อุ่นเรือน คุณยายมอง
"มีลับลมคมใน มีพูดเล่น มีล้อเล่น สดชื่นกว่าแต่เก่าเยอะ"
"ฮึ ใครพ้นคุณป้าสร้อยของแกมาได้ ก็สดชื่นทั้งนั้นแหละ"
คุณยายค้อนอุ่นเรือน อุ่นเรือนทำหน้าขอร้องแม่ตัวเอง
"แม่ว่า เพราะเดี๋ยวนี้คุณชายรองมาสนิทชิดเชื้อด้วยมากกว่า คุณพี่สอางค์บอกว่า หมดเยื่อใยกับทางโน้นแล้ว พี่ศรีคงเข้าพิธีอย่างโล่งใจล่ะ"
สาลินชะงักหน้าหงิก เท้าสะเอวขวับ คล้ายนางแบบโว้กยุคปัจจุบัน
"กะไว้แล้วไม่มีผิด พอหมดหนทางก็หันมาหาพี่ศรี อีตาบ้า"
สาลินก้าวลงจากแท่นมานั่งโครมบนเตียง อุ่นเรือน คุณยายยังจับผ้าอยู่
"เอ๊ะ หนูนี่ แล้วมันไม่ดีตรงไหน มา มายืนต่อ"
"ไม่เอาค่ะ ว้าย"
สาลินคลำก้น
"เข็มทิ่มก้นหนูอีกแล้ว"
เวลาล่วงเลยไปจนค่ำคืน ประตูห้องแง้มออก คุณตาปะแป้งตุ๊กแกที่คอแขน เยี่ยมหน้ามาดู
ที่กลางห้อง ร่างระหงยังยืนบนม้าเตี้ยหันหลังให้ ยายพิณกับอุ่นเรือนคุกเข่าตรึงชายกระโปรง เห็นว่าชุดเป็นสุ่มกว้างงามงด ขาดแต่การตกแต่ง
"เออแน่ะ สวยยังกะนางฟ้า"
สาลินถือจานขนมมาข้างคุณตา เคี้ยวหมับ ๆ คุณตาสะดุ้งโหยง
"จริงด้วยค่ะ"
"อ้าว ยายสา แล้วนั่นใคร"
ร่างระหงในชุดสุ่มหันหน้ามา เห็นไหล่ลาด เนินอกนวลขาว คออันเริ่มเหี่ยว ใบหน้าอันเคยงามบาดจิตในยุค'20s
"เหมือนนางฟ้าจริงเหรอจ๊ะ" ยายว่า
"จ้ะ เหมือนนางฟ้าตกสวรรค์"
ทุกคนหัวเราะยกเว้นคุณยาย คุณยายค้อนขวับหันไปยืนเป็นหุ่นต่อ คุณตากับสาลินมานั่งบนเตียง
"อ้อ วันก่อนนายพลมาหาหนู แต่หนูไม่อยู่" ตาบอก
"เจอกันแล้วค่ะ เมื่อวานเขาไปดักเจอหนูแถวห้องสมุด"
อุ่นเรือนวิตก เพราะกำลังจะให้ สาลินรักชายเล็ก g]pกลัดเข็มแรง คุณยายร้องอุทาน
"ว้าย แม่อุ่น เข็มทิ่มก้นแม่"
อุ่นเรือนยกมือไหว้
"โทษค่ะแม่" แล้วถามกับสาลิน "นี่เขามาชอบหนูแน่แล้วหรือลูก"
"ก็ต้องชอบซีคะ หนูออกจะน่ารัก"
คุณตา คุณยาย อุ่นเรือนเซ็ง ยายพิณหัวเราะผ้าแถบหย่อน
"แต่เขายังไม่ได้มาอินเลิฟหรอกค่ะ"
"ยังไงหนูก็อย่าเพิ่งรีบร้อนนะลูก"
"เอาไว้รอเจอคุณชายเล็กก่อน"
"นี่คุณยายก็เป็นไปกับเขาด้วยหรือคะ"
คุณยายทำไม่รู้ไม่ชี้ สาลินอารมณ์เสีย กินขนมทั้งก้อนดับพิโรธ
"แต่อิฉันว่า คุณชายรองเธองามกว่านะคะ"
ทุกคนชะงัก
"ดูซี ผ้าไหมนี่ก็ของเธอ เหมาะกับผิวคุณสาอย่างกะอะไรดี รู้ใจกันขนาดนี้อิฉัน
ว่าไม่แคล้วกันหรอกค่ะ"
ตาบอก "ยายพิณ คุณชายรองเขาของแม่ศรีนะ"
"อุ๊ย....ทำไมอิชั้นเป๋ออีกแล้ว โทษค่ะ เจ้ากรมเป๋อจริง ๆ"
ทุกคนรีบเมิน ไม่กล้าวิพากษ์ต่อ สาลินตาปริบ ๆ
คืนต่อมา ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงยืนอยู่หน้ากระจก วิรงรอง ฉัตรอาชากำลังช่วยกันแต่งหน้า ทำผม และตกแต่งชุดแฟนซีที่แขวนอยู่ ทั้งวิรงรองและฉัตรอาชาก็อยู่ในชุดออกงานด้วยเช่นกัน
วิรงรองบอก
"งามมากค่ะหญิง"
"รับรองครับ ในงานคืนนี้ไม่มีใครเจิดจรัสเท่าคุณหญิงเทพีเพ็ญแสงไปได้"
"ขอบใจจ้ะ เพราะงานนี้หญิงต้องเจอคู่ปรับอย่างนังสองพี่น้องหน้าด้านนั่น หญิงต้องเหนือกว่ามันทุกอย่าง"
วิรงรองขยิบตาให้ ฉัตรอาชารีบหยิบเครื่องบันทึกเสียงขนาดพกพาออกอกเสื้อ กดบันทึกเสียงทันที
วิรงรองทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่รู้จากอัศนีย์มาหมดแล้ว
"นังหน้าด้านไหนคะ"
"อ๋อ.....ก็นังคนพี่ที่เป็นคู่หมั้นคู่หมายกับคุณรอง กับนังน้องสาวที่คิดจะแย่งคุณรองไปจากพี่ของมัน"
"ต๊าย....เรื่องเหมือนนิยายสิบสตางค์ ดูราคาถูก แต่น่าฟังมาก ช่วยเล่ารายละเอียดหน่อยซีคะ"
หญิงก้อยจะเล่า แต่พี่สาวเข้ามาเสียก่อน แต่งชุดออกงานเหมือนกัน ถือถาดของว่างเข้ามาด้วย ฉัตรอาชารีบเก็บเครื่องบันทึกเสียง
"ของว่างมาแล้วค่ะ"
"อุ๊ย ขอบคุณค่ะพี่หญิงกลาง งั้นติ่งขอทานเลยนะคะ"
"เชิญค่ะ"
วิรงรอง ฉัตรอาชาเข้ารุม ซุบซิบกัน ม.ร.ว.ศศิรัชนีเข้ามาหาน้องสาว
"หญิงสวยมากจ้ะ"
"ขอบคุณค่ะ"
"หญิงก้อย หวังว่างานนี้เธอคงไปด้วยเจตนาดีนะ ไม่มีอะไรแอบแฝง"
หญิงก้อยกึ่งตวาด
"พี่กลางหมายถึงอะไรคะ"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีเหลือบมอง วิรงรองและฉัตร
"ไม่มีอะไรหรอก คืนนี้ท่านพ่อทรงติดธุระ ทรงฝากเตือนไว้น่ะว่าเธออย่าทำเรื่องวุ่นวายอีก ท่านพ่อขายหน้ามามากพอแล้ว"
หญิงกลางออกจากห้องไป หญิงก้อยหน้าหงิกงอ มองไปที่วิรงรองและฉัตรอาชาอย่างรังเกียจ วิรงรองแทะน่องไก่ ฉัตรอาชากำลังบริโภคไส้กรอก
"หญิงขา ทานอะไรรองท้องก่อนไหมคะ อร่อยมากเลย น่องไก่กระเทียมพริกไทย"
"ไส้กรอกเยอรมันกับ “ซาวเออร์เคราท์” นี่ก็เต็มปากเต็มคำมากนะครับ"
"เอ๊ะ เดี๋ยวก็ต้องแสดงแล้ว จะให้พุงฉันยื่นหรือไง ...มาแต่งฉันต่อ"
ทั้งคู่เซ็ง รีบเช็ดมือแล้วมาบรรเลงความงามต่อ
"เออ คุณหญิงครับ ไม่เล่าต่อล่ะครับ"
"เล่าเรื่องอะไร"
"ก็นังหน้าด้านสองพี่น้องไงครับ"
ฉัตรอาชากดเครื่องบันทึกเสียงอีกครั้ง
ห้องโถงตำหนักเล็ก ดาบถูกชูขึ้นประสาน
"All for one , and one for all"
3 คุณชายพูดพร้อมกัน แล้วลดดาบลงหัวเราะรื่นเริง ทั้งสามอยู่ในชุด 3 ทหารเสือยุคพระเจ้าหลุยส์ที่
13 จากนิยาย The Three Musketeers ของอเล็กซอง ดูมาส์ ใส่กางเกงรัดรูป เสื้อตัวใน ตัวนอกพร้อมสาย
สะพาย ปักลวดลายระยิบระยับ มีหมวกปักขนนกเต็มรูปแบบ ทั้งสามเสียบดาบขวับเข้าฝัก
นมย้อย เจียม ยายน้อม ยืนดูอย่างปลาบปลื้ม ทั้งสามใส่ชุดออกงานธรรมดา
"อู๊ย พ่อคุณของนม ไม่ได้เห็นพร้อมหน้ากันอย่างนี้นานแล้ว"
"เหมือนสมัยเล่นละครโรงเรียนเลย นม" ชายโตบอก
"ที่จริงเราน่าจะไปได้แล้วนะครับ พี่โต นายเล็ก"
"ยังไปไม่ได้ครับ หม่อมบอกให้รอไปพร้อมกัน" ชายเล็กบอก
เสียงหม่อมอำพันดังมาจากเบื้องหลัง
"แม่พร้อมแล้วจ้ะ"
เหนือบันได หม่อมอำพันยืนอยู่ในชุดกระโปรงสุ่มมิเลดี้ ผมอลังการปักเข็มกลัดเพชร
ริบบิ้นขนนก ถือพัดด้ามจิ๋วคลี่กระพือ มีผ้าคลุมไหล่ปิดอกไว้มิดชิด เยื้องกายลงบันไดมาอย่างภาคภูมิ
ทุกคนมองตามตาค้าง หม่อมอำพันก้าวมาใกล้ ใบหน้าแต้มไฝปลอมข้างแก้ม มาหมุนตัวต่อหน้าหนุ่ม ๆ
"ไง แม่เป็นไงบ้างลูก"
"ง่า เอ้อ อ้า สวยมากครับ"
"โอ้โฮ ยังกะควีนน่ะหม่อม" ชายเล็กบอก
กิตติยิ้มปลื้ม
"แหม นานๆได้ปล่อยแก่เสียที ถ้าสวยแม่ก็พร้อมขึ้นตำหนักใหญ่แล้วลูก"
"อุ๊ย ยังไปไม่ได้ค่ะหม่อม ยังเหลืออีกคน"นมย้อยบอก
"ใคร"
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์เสียงอ่อย
" จรวยไงครับ"
"อ้อ คงแต่งตัวเทียบเจ้าเทียบนายอยู่ นี่คงไม่แต่งเลียนแบบฉันหรอกนะยะ"
"เรียบร้อยแล้วค่า"
จรวยก้าวออกมา แต่งละม้ายอำพัน แม้แต่ใฝข้างแก้ม ที่ต่างคือคว้านคอเสื้อลึกกว่า
"ว้าย อกอีแป้นแตก นังจรวย"
เจียมบอก "อุ๊ยตาย นึกว่าฝาแฝดกับหม่อม"
"บังเอิญน่ะค่ะ รวยไม่ได้ตั้งใจ รีบไปเถอะค่ะ รวยอยากไปช่วยงานเต็มทีแล้ว"
"ไปช่วยหรือไปโชว์ยะ"
"ไปช่วยซีคะ ยกน้ำ เสิร์ฟน้ำแขกผู้มีเกียรติทั้งวัง"
"ถ้าเสิร์ฟแต่น้ำก็แล้วไป แต่ถ้าไปยกเครื่องชากาแฟ ก็อย่าไปทำนมหกเข้าก็แล้วกัน เพราะนี่ก็หกจนจะไม่เหลือไปเลี้ยงลูกแล้ว"
"คุณชายขา หม่อมว่ารวย"
"ผมว่าเราควรจะไปกันได้แล้วล่ะครับ" ชายรองว่า
"เดี๋ยว ยังไปไม่ได้" หม่อมอำพันว่า
"มีอะไรอีกล่ะครับ" ชายเล็กถาม
หม่อมอำพันปลดผ้าพันคอออก ดึงพรึ่ด พบว่าคอเสื้อคว้านลึกไม่แพ้จรวย ที่คอมีโชกเกอร์เพชรทิ้งอุบะตุ้งติ้งลงมาเหนือเนินอก ถัดจากตุ้งติ้งคืออกมหึมาที่ถูกคอร์เซ็ทดันทะลักล้น เหมือนจรวยราวฝาแฝด แต่ใหญ่กว่าคัพหนึ่ง ทุกคนตะลึง จรวยอึ้ง
"หม่อมขา อากาศคืนนี้เย็นยะเยือก ห่มผ้าคลุมไปซักหน่อยไม่ดีกว่าเหรอคะ" นมย้อยว่า
"ค่ะ กัน กันเป็นปอดบวมค่ะ" น้อมบอก
"ไม่เอา เดี๋ยวคนไม่เห็น" หม่อมอำพันบอก
"หา" ชายเล็กร้อง
"แหม นานทีปีหน ฉันถึงจะควักออกมาโชว์ซักที"
ทุกคนยิ่งแน่ใจ
"เอ้อ อะไรนะครับ" ชายรองว่า
"หม่อม หม่อมควักอะไรออกมาโชว์คะ" น้อมว่า
อำพันค้อนตาคว่ำ
"จะอะไร ก็สร้อยนี่ซียะ ท่านพ่อแกประทานให้ตั้งแต่วันแต่งฉัน นานน้านถึงจะใส่
เสียที ไป ไป"
ทุกคนเคลื่อนขบวน จรวยเกาะแขนซ้ายชายโต อำพันเกาะขวา คล้ายดิเรกควงฝาแฝด
"เมื่อกี้นายว่าหม่อมแม่เหมือนควีน ควีนอะไร" ชายรองถาม
"ไม่ควีนโพดำก็ ควีนดอกจิก โธ่ หม่อมเล่นซะหน้าเหมือน"
ทั้งหมดหัวเราะกันลั่น ชายรองกลั้นยิ้ม ทั้งสองเดินไป นมย้อย น้อม เจียมมองตาม
"นี่ใช่ไหมคะ ที่เขาว่า ว่าแต่เขา อิเหนาโชว์เอง"
โถงกลางตำหนักใหญ่ เวลากลางคืนต่อเนื่องมา แขกเหรื่อแต่งแฟนซี ถือหน้ากาก ทักทายกันทั้งงาน
ด้านหนึ่งของห้อง เป็นเวทีใหญ่สร้างเป็นปะรำ จัดเก้าอี้ที่ประทับและที่นั่งไว้เป็นทิวแถว สลับกับโต๊ะเล็กสำหรับวางจานอาหารและแก้วเครื่องดื่ม
แถวหน้าเป็นที่ประทับของเสด็จพระองค์หญิง, สร้อย, สอางค์ นั่งร่วมกับหม่อมวาณีอยู่ข้าง ๆ เสด็จทรงชุดราชินีเทพธิดาถือคฑา
สร้อยลองใ
"เอ....หม่อมคะ เห็นหญิงก้อยมางานด้วย"
หม่อมวาณีบอก
"ค่ะ วันนี้หญิงก้อยเตรียมโชว์ชุดพิเศษ ซักซ้อมอยู่เป็นอาทิตย์เลยค่ะ"
"แล้วก็เห็นแม่ติ่ง นักข่าวเพื่อนสนิทก็มาด้วยนะคะ" สอางค์บอก
หม่อมวาณีเจื่อนไป
"แม่วิรงรอง มาช่วยแต่งตัวให้หญิงน่ะค่ะ"
"ที่จริงฉันไม่อยากอนุญาตให้เข้ามาร่วมงานหรอก กลัวว่าจะมาแอบเจาะข่าว เอาไปลงหนังสือพิมพ์ให้เสียเรื่อง"
"อย่าทรงห่วงเลยเพคะ หม่อมฉันกำชับไว้ดิบดีแล้ว"
สอางค์ สร้อยไม่อยากเชื่อนัก มองเลยไป
"ว้าย อกแตก" สร้อยว่า
"ไม่ใช่อกแตก แต่มันอกล้นมากกว่า" สอางค์บอก
เสด็จทรงหันไปและอึ้ง วาณีอ้าปากค้าง
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ยืนกลาง ขนาบข้างด้วยจรวยและอำพัน น้องชายทั้งสองอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดตรงมา ฝ่ายชายคำนับ ฝ่ายหญิงถอนสายบัว
"งามมากจ้ะ หม่อม แม่จรวย"
ทั้งสองยิ้มรับ
อำพัน/จรวย "เพคะ"
"งามเหลือเกินค่ะหม่อม"
อำพันมองสองพี่น้องยิ้มเชิด
"แทบแยกไม่ออกค่ะ ว่าคนไหนหม่อม คนไหนสะใภ้" สอางค์บอก
อำพันหุบยิ้ม ทั้งสองฝ่ายหน้าเชิดใส่กันทันที
สามพี่น้องยืนเรียงหน้ากัน เสด็จปลื้มหลานทั้งสาม สอางค์ สร้อยพลอยปลื้มไปด้วย
"แต่งเป็นอะไรกันเนี่ย เจ้าสามหนุ่มของข้า"
สามหนุ่มยกดาบ แล้วประกาศพร้อมกัน
"All for one , and one for all พะย่ะค่ะ"
"อ้อ สามทหารเสือนั่นเอง"
ห้องหลังเวทีอันกว้างใหญ่ดูแคบไปถนัดใจ ด้วยบรรดานักแสดง คนช่วยแต่งตัว คนให้กำลังใจ ครูสอนการแสดง ครูสอนเต้น ครูสอนร้อง พี่เลี้ยง นางนม เข้ามาแออัดยัดทะทาน
มุมหนึ่ง ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงอยู่ในชุดโอเปร่าอลังการยืนอยู่ วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชากำลังช่วยตกแต่ง หญิงก้อยแต่งเป็นเจ้าหญิงอีโซเด แต่มีเครื่องประดับอลังการงานสร้าง
กลุ่มของศรีจิตรา สาลินแต่งกายครบ แต่ตัดสินใจถอดชฎา มงกุฎออกก่อน ศรีจิตราวางชฎาไว้ที่โต๊ะก่อนถึงโต๊ะแต่งตัว สาลินมองดูทุกอย่างในห้องอย่างตื่นตาตื่นใจ มาลา วรรณาพาสาลินลงนั่งที่โต๊ะแต่งตัวที่ว่างอยู่
หญิงก้อยมองอยู่อย่างจงชัง ศรีจิตรายังยืนตรวจมงกุฎอยู่ ยกขึ้นดูแล้วลดลง หญิงก้อยในชุดอลังการอยู่ตรงหน้า ศรีจิตราชะงัก รู้ขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาก้าวตามมา
"นี่เธอเองซีนะ ตัวโปรดของเสด็จป้า"
ศรีจิตรายิ้ม
"เสด็จทรงมีพระเมตตากับทุกคนเสมอหน้ากันมากกว่าค่ะ"
ศรีจิตราข่มความกลัวแต่หน้าก็เผือด หญิงก้อยยิ้มดวงตาดูแคลน กรายมา สุ่มมหึมายิ่งข่มศรีจิตราให้เล็กกระจ้อยร่อย
สาลินประจงทาปาก ตามองกระจกเห็น ก็ตาเหลือก ลุกพรวดขึ้น หญิงก้อยขยับเข้าหาศรีจิตราอย่างคุกคาม
"คงรู้ซีนะ ว่าฉันเป็นใคร"
ศรีจิตราไม่ถอย
"ไม่ว่าคุณหญิงจะเป็นใคร ก็จะได้รับการต้อนรับที่ดีที่สุดค่ะ"
สาลินก้าวมาถึง ลืมตัวว่าตนต้องเชียร์ชายรองกับหญิงก้อย
"ไม่ใช่หรอกค่ะ พี่ศรี"
หญิงก้อยชะงัก วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชามองดู
"คุณหญิงแค่เคยเป็นใครเท่านั้น สำหรับวังวุฒิเวสม์"
ศรีจิตราตกใจ หญิงก้อยตาวาว สาลินยิ้มพราย
มาลา วรรณาก้าวมาเป็นแบ็คให้สาลิน วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาสะใจ
"นี่เธอมาด้วยซีนะ"
"แต่ดิฉันไม่คิดว่าคุณหญิงจะมา"
"ทำไม"
"เพราะคุณหญิงเคยร้องกรี๊ดๆๆ ว่าจะไม่มาเหยียบวังนี่อีกไงคะ"
วิรงรองสะใจ พยักเพยิดกับ 2 บริวาร หญิงก้อยเหลือบมา วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา เปลี่ยนสีหน้าทันที รีบเข้าข้างอย่างพร้อมเพรียง
"คุณหญิงเป็นพระญาติใกล้ชิดทำไมจะมาไม่ได้คะ"
"เพราะพวกปลายอ้อ ปลายแขม ยังมากันเต็มวังไปหมด"
วิรงรองพยักเพยิด เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา ทำหน้ายียวนชวนโดนตบ
"พวกเรามาแสดงความจงรักภักดีค่ะ ไม่ใช่มาแสดงความอิจฉาริษยา" สาลินบอก
"อย่างนั้นหรือ ฉันคิดว่าเธอมาแสดงสินค้าให้คนจับจองซะอีก"
สาลินชะงัก ศรีจิตราหน้าเผือด
" เพราะตั้งแต่ฉันมาถึง ก็ได้ยินคุณป้าทั้งสองของเธอโฆษณาหลานสาวสองคนไม่ขาดปาก"
กลุ่มมาลา วรรรณารู้สึกเพลี่ยงพล้ำ สาลินนึกปราดหาจุดอ่อนศัตรู
"แหม คุณหญิงคงเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ เพราะดิฉันกับพี่สาวคงไม่ต้องโฆษณามาก ไม่เหมือนบางคนที่ต้องโฆษณาชวนเชื่อมากหน่อย เพราะเป็นของมีตำหนิ"
ศรีจิตรากุมมือสาลิน ปรามว่าพอ
"สา !"
วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา หลุดบทสะใจอีก
หญิงก้อยหันมาราวขอกำลังใจ 3 นางรีบถลึงตาขยับเสริมแรง หญิงก้อยชี้หน้าสาลิน
"แก"
"คุณหญิงขา ผู้ดีน่ะ ไม่พึงขึ้นเสียงชี้หน้าชี้ตาข้ามหัวผู้อื่นนะคะ"
มาลา วรรณาหัวเราะเยาะเย้ยนำ 2 กลุ่มทำท่าจะตบกัน เสียงปรบมือการแสดงชุดแรกแว่วเข้ามา
"รีบเตรียมตัวเถอะค่ะ การแสดงของเราใกล้ถึงแล้ว" ศรีจิตราบอก
มาลาบอก "มาเถอะค่ะคุณสา"
"มาค่ะ คุณศรี" วรรณบอก
สองนางดึงสองสาวกลับไปที่โต๊ะแต่งตัว
วิรงรองถาม
"นี่ใช่ไหมคะ นังสองพี่น้องหน้าด้านที่ว่า"
"นังสองคนนี่แหละ นังปากเก่งนั่นนังคนน้องที่จะแย่งคุณรองจากนังคนพี่"
ทั้งคู่สะบัดกลับไป
"ถึงจะหน้าด้านยังไง คุณเลื่อมว่าเธอสวยนะคุณฉัตร คนพี่สวยเจ้าหญิงเหมือนสุทิศา" เลื่อมประภัสบอก
"แต่คุณฉัตรชอบคนน้องมากกว่าครับ สวยซนเหมือนคมขำ โสภา"
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์แยกมาที่โต๊ะเครื่องดื่ม จรวยกรีดกรายอยู่ด้านหนึ่ง กำลังคุยกับบรรดาผู้ใหญ่ สาวใหญ่สามนางที่คุยอยู่ด้วย แยกมา ทำหน้ารังเกียจ ไม่ทันเห็นชายโตที่หลบมุมอยู่
หญิง 1บอก "นี่น่ะเหรอคะคุณพี่ แม่จรวย เมียเอกของวังวุฒิเวสม์ เมียคุณชายโต"
หญิง 2บอก "นี่ล่ะค่ะ เห็นไหมล่ะคะว่าเจ้าหล่อนอวดร่ำอวดรวยแค่ไหน แล้วดูแต่งตัวซี ชะเวิกชะวากหน้าเกลียด"
หญิง 3บอก "ก็กำพืดน่ะ.....เป็นแค่บ่าวก้นครัว คุณชายโตก็กระไรเลย เสด็จทรงประทานคู่หมาย
ที่เหมาะสมทั้งชาติตระกูลให้แล้ว แต่กลับใฝ่ต่ำไปคว้าเมียบ่าว เขานินทาไปทั้งกระทรวง"
หญิง 1บอก "เพราะอย่างนี้ใช่ไหมคะถึงไม่ได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งกับเขาเสียที "
หญิง 2บอก "นี่ล่ะค่ะที่เขาเรียกว่ามีเมียผิดคิดจนตัวตายล่ะ"
ทั้งสามหัวเราะแล้วแยกไป ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์นิ่งงัน เสียงจรวยหัวเราะระริกดังมา ชายโตมองแล้วยิ่งอับอายหดหู่ ยกแก้วขึ้นดื่มรวด บริกรถือทั้งแก้วและขวดเครื่องดื่มมาในถาด ดิเรกคว้าขวดเหล้าไปทันที ก่อนแยกไปอีกทาง
สอางค์ สร้อยกำลังดูแลสี่สาวอยู่ในห้องแต่งตัวหลังเวที สาลิน ศรีจิตรา มาลา วรรณา
สร้อยบอก
"จำท่าให้แม่น ๆ ล่ะ อย่างที่สอน แขนแมนก็ให้มันอ่อนช้อย อย่ามาแข็งทื่อเป็นรำควักกะปิเชียวนะ"
"แหม ยายสร้อย นึกถึงสมัยเราอยู่คอนแวนต์นะ เราก็รำตัวพระตัวนางแบบนี้แหละ"
สอางค์เหลือบไปเห็นหญิงก้อยที่เดินกลับมาที่โต๊ะ แต่งตัวด้วยชุดอลังการ วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาเดินตามเป็นพรวน
"อุ๊ย...คุณหญิงก้อย งามมากค่ะ" สอางค์บอก
"ขอบคุณค่ะคุณป้า หลานของคุณป้าก็งามทั้งคู่เลยนะคะ ยิ่งทรงเครื่องโบร่ำ โบราณเก่าเก็บแบบนี้ ยิ่งงามสมชุดไปใหญ่"
สาลินและศรีจิตรามองหน้ากัน เพราะน้ำเสียงกัดตรง ๆ
"แล้วคุณหญิงแสดงโชว์อะไรคะ ชุดถึงยิ่งใหญ่โอฬารขนาดนี้" ศร้อยถาม
"โมเดิร์นแดนซ์ที่ดัดแปลงจากมหาอุปรากร แต่พูดไปก็คงไม่รู้จัก เพราะคงรู้จักแต่ของเก่า ๆ พื้นบ้าน เดี๋ยวดูที่หญิงโชว์เลยดีกว่านะคะ แต่ไม่ทราบจะฟังรู้เรื่องรึเปล่า"
สอางค์และสร้อยสบตากัน
"แหม....ถ้าอุปรากรเป็น “อิแท้เลี่ยน” พอจะฟังออกอยู่นะคะ เพราะร่ำเรียนมา" สอางค์ว่า
สร้อยบอก "สมัยก่อน พอวาเคชั่นทุกปี เราก็ไปดูมหาอุปรากรกันที่ ลา สกาล่า กันบ่อย ๆ นะคะ
คุณพี่ ทั้งทอสก้า ทูแรนโด้"
"ลา โบแอม หรือ ทริสแทน แอนด์ อิโซเด้"
เทพีหน้าเชิด สอางค์ สร้อยสะใจ เช่นเดียวกับกลุ่มสาลิน
"งั้น....เด็ก ๆ ป้าออกไปเฝ้าเสด็จก่อนนะ ดูแลกันดี ๆ"
สอางค์และสร้อยออกไป ฮัมโอเปร่าไปด้วย
เลื่อมประภัสบอก "แหม....ไปดูงิ้วฝรั่งที่โรงหนังสกาล่า สยามแสควร์ ก็เอามาอวดอ้างนะคะ"
"คุณเลื่อม ลา สกาลา คือโรงอุปกากรอยู่ที่อิตาลี มิลานครับ ไม่ใช่สยามแสควร์" ฉัตรอาชาบอก
"อ้าว"
กลุ่ม สาลินหัวเราะคิกคัก
"ติ่ง ห้องนี้น่าจะแยกเป็นสัดส่วนนะ ว่าตรงไหนสำหรับเจ้า ตรงไหนสำหรับไพร่"
สาลิน ศรีจิตรา มาลา วรรณา ชะงัก สาลินรู้สึกเข้าล็อค ยิ้มละไม พูดกันในกลุ่มให้ลอยลมไป
"ตาย งั้นคุณหญิงก็ต้องมานั่งกับเราน่ะซีคะ ใช่ไหมพี่มาลา วรรณา"
มาลา วรรณาพยักเพยิด
หญิงก้อยเบิกตากว้าง วิรงรองคุยกับเลื่อมประภัส ฉัตรอาชาลอยลมกลับ
วิรงรองบอก "นี่เธอ รู้ประสาบ้างนะ หญิงเป็นหม่อมราชวงศ์หญิง จะไปนั่งกับพวกไพร่ได้ยังไง"
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาทำตาปริบๆ เพราะรู้ชัดว่าตัวเองเป็นไพร่
สาลินยิ้มละไม
"พี่มาลา พี่วรรณาขา คนเราน่ะแบ่งเป็นเจ้ากับไพร่ใช่ไหมคะ เจ้าก็คือพระบรมวงศานุวงศ์ ไพร่ก็คือสามัญชนทั่วไป"
หญิงก้อยพูดกับวิรงรอง
"ท่านพ่อฉันเป็นใครเธอก็รู้ใช่ไหม ติ่ง เลื่อม ฉัตร"
"รู้ซีคะ หม่อมเจ้าจันทร์ รัชนีกุล" เลื่อมประภัสบอก
"พระญาติสนิทของเสด็จพระองค์หญิงแห่งวังวุฒิเวสม์" ฉัตรอาชาว่า
วิรงรองบอก
"และธิดาสุดท้องของท่าน คือหญิงก้อยคือ หม่อมราชวงศ์หญิงเทพีเพ็ญแสง รัชนีกุล"
สาลินพูดกับมาลา วรรณา
"พี่ ๆ รู้ใช่ไหมคะ ว่าถ้าแบ่งง่าย ๆ เจ้าก็คือผู้ที่เราต้องใช้ราชาศัพท์ด้วยนับตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป"
"ถ้าอย่างงั้น หม่อมราชวงศ์ก็เป็น" มาลาบอก
"ไพร่ค่ะ...ไพร่"
สาลินพูดอ่อนหวานแต่เสียงดัง หญิงก้อยตาเบิกกว้าง ลุกพรวดหมุนตัวไปหาสาลิน เก้าอี้ล้มกระเด็น ท่วงท่าเป็นหนังมหากาพย์เช่นเคย
"เธอกล้าดียังไง"
"กล้าค่ะ เพราะมีพระราชาธิบายไว้"
หญิงก้อยไม่เชื่อ ยังเต้นเร่า
"หล่อน"
"ใช่หญิง พี่ก็เคยอ่าน"
ทุกคนหันไปเห็น ม.ร.ว. ศศิรัชนีก้าวมา ใบหน้ายิ้ม ดวงตาปรามน้องสาว มือถือถาดของว่างมาด้วย
"พี่หญิง"
"ล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ทรงอธิบายไว้อย่างนั้นทุกคำ"
หญิงก้อยเซ วิรงรองประคองไว้
"พี่หญิง"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีไม่สนใจหันมายิ้มกับสาลิน ศรีจิตรา มาลา วรรณายิ้มรับ ไหว้พร้อมกัน
"สวัสดีค่ะ ดิฉันศศิรัชนีค่ะ"
"สวัสดีค่ะ ดิฉันสาลิน นี่พี่ศรี พี่ศรีจิตราค่ะ" สาลินบอก
"ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ นายเล็ก เออ...คุณชายเล็ก เคยเล่าเรื่องคุณศรีให้ดิฉันฟังบ่อยๆ"
"ค่ะ คุณชายเล็กก็เคยเล่าเรื่องคุณหญิงกลางเหมือนกันค่ะ"
ม.ร.ว. ศศิรัชนียิ้มแย้มจริงใจ 2 พี่น้องยิ้มรับ แต่ศรีจิตรากลับรู้สึกขัด ๆ ระแวงระไว เพราะกลัวว่าเป็นคนรักของ ม.ร.ว. บดินทราชทรงพล
หญิงก้อยหอบ แต่อ้าปากจะกรีดร้อง วิรงรองปิดปากไว้ทัน
"อย่ากรี๊ดค่ะหญิง เดี๋ยวไม่งาม"
หญิงก้อยชะงัก เห็นด้วยแล้วสะบัดพรืด มองพี่สาวอย่างแค้นใจ ศรีจิตรายิ้มกับหญิงกลาง แต่ใจนั้นหวั่นไหว
ศรีจิตราเดินออกมาสงบสติอารมณ์ที่เทอเรซด้านนอก ติดกับสวน ถอนใจเฮือกใหญ่ ไม่ทันรู้ว่าร่างของ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงเดินกรายเข้ามา
"ว่ายังไง ตัวโปรดเสด็จ"
"คุณหญิงคะ กรุณาอย่ามองดิฉันอคติแบบนั้น ถ้าคุณหญิงคิดว่าดิฉันมาแย่งคนรักของคุณหญิงไป คุณหญิงก็คิดผิดทั้งหมด"
"แหม....ร้อนตัวจริงนะ ฉันไม่ได้มาพูดกับเธอเรื่องแย่งคนรักอะไรของฉัน แต่กำลังจะพูดถึงน้องสาวเธอที่กำลังแย่งคู่หมั้นจากพี่สาวตัวเองต่างหาก เธอรู้ตัวบ้างไหม"
ศรีจิตราอึ้งไป หน้าเผือดลง
"อ้อ....คงไม่รู้ซีนะ เพราะมัวแต่อยู่ในตำหนักเหมือนกบอยู่ใน..."
ศรีจิตราหันหลังให้หญิงก้อยทันที สีหน้ายิ้มตื้นตัน ดีใจกับสาลินและชายรอง เป็นอย่างที่สงสัยจริง ๆ อีกฝ่ายมองดูจากด้านหลัง เห็นหลังของศรีจิตราไหวน้อย ๆ เข้าใจว่าสะเทือนใจร้องไห้
"ฮ่ะฮ่ะ ถึงขั้นร้องไห้เชียว สม"
หญิงก้อยกรายมาด้านหน้า ศรีจิตรารีบหุบยิ้ม ทำสีหน้าเรียบเฉย
"ฉันมาพูดเพราะหวังดี ไม่อยากให้ชื่อเสียงของเธอสองคนมัวหมองไปมากกว่านี้ เพราะแม่น้องสาวปากดีของเธอ กำลังถูกจับคู่กับคุณเล็ก ถ้าข่าวออกมาว่าไปมั่วกับคุณรอง มันจะอื้อฉาวกันไปใหญ่ พี่สาวถูกคุณชายวุฒิวงศ์ปฏิเสธถึงสองครั้ง สองคน แต่แม่น้องสาวกะจะรวบหัวรวบหางทั้งพี่ชายรองและน้องชายเล็ก"
"หยุดความหวังดีของคุณหญิงไว้เท่านี้เถอะค่ะ เอาเป็นว่าข่าวของดิฉันกับสาลินคงไม่อื้อฉาวได้เท่ากับชีวิตแต่งงานแค่เจ็ดเดือนของคุณหญิงไปได้แน่ ๆ"
"นี่ แก"
"อย่าหยาบคายซีคะ ผู้ดีแท้น่ะ เขาไม่ใช้ผรุวาจาแบบนี้หรอกค่ะ ไม่มีธุระแล้ว ดิฉันขอตัว"
ศรีจิตราแยกกลับเข้าตึก ใบหน้ายังยิ้มกริ่มดีใจกับสาลิน หญิงก้อยหน้าเชิด ผิดคาดนึกว่า ศรีจิตราไม่มีฤทธิ์เดช
"เลวทั้งพี่ทั้งน้อง"
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 12 (ต่อ)
ที่ปะรำ ไฟหรี่ลง เสด็จพระองค์หญิงทอดเนตรบนเวที สร้อย สอางค์ยิ้มแป้น
สามคุณชาย หม่อมวาณี หม่อมอำพัน จรวย นั่งเรียงกัน
เพลงเทพบันเทิงขึ้น ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลหยิบหน้ากากขึ้นมาสวมอย่างเนียน ๆ สร้อย สอางค์กระดี๊กระด๊า อำพันสะบัดพรืดใส่สร้อย สอางค์ จรวยขยับคอเสื้อให้ลึกขึ้น ชายโตเห็นอย่างรำคาญใจ กระดกเหล้าหมดแก้ว ทุกคนมองดูการแสดงบนเวที
ไฟบนเวทีสว่างขึ้นช้าๆ บรรดานางรำคือ ศรีจิตรา สาลิน มาลา วรรณา แต่งกายเป็นชุดเทพบุตร เทพธิดา ภูษาพัสตราภรณ์งามระยิบระยับ กำลังกราบกับพื้น แล้วเงยหน้าขึ้น
นักร้องร้อง - ... เหล่าข้าพระบาท ขอวโรกาสเทวฤทธิ์อดิสร...
สาลิน ศรีจิตรา นางรำทั้งหมด เริ่มด้วยการถวายบังคม
ลืบข้างเวที ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชามาดู สุ่มเบียดกันจนหลืบเกือบแตก
สาลิน ศรีจิตรา มาลา วรรณาลุกขึ้น เริ่มร่ายรำอย่างงดงาม
... ขอฟ้อนกรายรำร่ายถวายกร บำเรอปิ่นอมรปะตาระกาหลา...
สาลิน ศรีจิตราลงจากฟลอร์มายังหน้าที่ประทับ สองพี่น้องในชุดเทพบุตร นางฟ้า งามมลังเมลือง
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์มองดูแล้วเคลิบเคลิ้ม ชายเล็กมองพี่ชาย ชายรองรีบทำหน้าปรกติ
"ไง วันนี้นายยังจะหลบหน้าสาลินอีกไหม"
"ไม่แล้วฮะ คืนนี้ผมจะจองตัวคุณสาไว้ทั้งคืนเลย"
คำตอบนั้นทำให้ชายรองอึ้ง มองสาลินนิ่ง
สาลินมองมาพอดี เห็นชายรองมองมา ตาสบกันนิ่ง สาลินชะงัก กิตติดวงตาเป็นประกายกล้าแต่หน้าเฉย สาลินหน้าแดงวูบ ศรีจิตรามองแล้วเป็นช่วงเข้าคู่พอดี ศรีจิตรากระซิบ
"สมาธิ สา"
สาลินยิ้มพยัก เข้ารำแคล่วคล่อง ศรีจิตราทอดสายตามา ชายเล็กยิ้มกว้างยกนิ้วให้ ศรีจิตรารำชม้าย
ชายตามา ชายเล็กอึ้ง
สาลิน ศรีจิตรารำงดงาม ทอดสายตาสองคุณชายมองอย่างตราตรึงใจ
ข้างเวที หญิงก้อยมองดูแล้วตาวาว หมุนตัวกลับเข้าหลืบ วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชามา
"ติ่ง ฉันมีอะไรให้พวกเธอทำ"
กลุ่มของหญิงก้อยตรงมาที่เครื่องคุมเสียง แสง สี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คุมอยู่สองนาย หญิงก้อยพยักหน้าให้วิรงรองและเลื่อมประภัส รีบเข้าไปทำพูดคุยให้ท่ากับสองหนุ่มทันที ฉัตรอาชาตรงไปหยิบแก้วน้ำแล้วราดลงไปบนเครื่องไฟฟ้า เสียงช็อตสนั่น ไฟดับพรึ่บทั้งงาน
บนฟลอร์ กลุ่มสาลิน ศรีจิตรายังคงร่ายรำอยู่อย่างพร้อมเพรียง ทันทีที่ไฟดับพรึ่บทั้งงาน นักร้องหยุดร้องเพลงทันที
"สา เอายังไงดี"
"ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"
บริเวณที่นั่งเสด็จ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก สอางค์ สร้อย หน้าเสีย หมาดเล็กวิ่งกันแทบชนกันไปมา เสียงเอะอะเริ่มดังขึ้นทุกที แล้วทันใดไฟจากแสงเทียนเล่มใหญ่ก็สว่างขึ้น ทุกคนมองมาเป็นตาเดียว ชายรองกับชายเล็กยังสวมหน้ากาก ถือเทียนคนละเล่ม สว่างไสว มหาดเล็กเข้ามาพร้อมเทียนและเชิงเทียนอีกหลายเล่ม ทั้งสองรีบจุดเทียนต่อ ๆ ไป ชายโตลุกมาช่วยด้วย ห้องโถงเริ่มสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง
สามพี่น้องเดินมาที่หน้าเวที และวางเชิงเทียนใหญ่ไว้หน้าเวทีคนละมุม
เสด็จพระองค์หญิงยิ้มร่า ปรบมือนำ สอางค์ สร้อย วาณี อำพัน จรวย และแขกปรบมือตาม
สามหนุ่มทหารเสือราชินีโค้งให้ทุกคน
สาลินและ ศรีจิตรายิ้มออกมาได้ สาลินมองมาที่ชายรองอย่างขอบคุณ ศรีจิตรามองบชายเล็กอย่างขอบคุณเช่นกัน
"คุณครูครับ ร้องต่อได้เลยครับ" ชายรองบอก
"ค่ะ ค่ะ ... สุรศักดิ์ประสิทธิ์ สุรฤทธิ์กำจาย"
สี่สาวรำกันต่อ ท่ามกลางแสงเทียนวับแวม สวยมลังเมลืองไปอีกแบบ
กลุ่มของหญิงก้อยมามองดูข้างเวที
"ต๊าย หน้าด้านที่สุด มันยังรำกันต่อได้ หน้าไม่อาย"
"นั่นซีคะ หน้าด้านสะพานเหล็กจริง ๆ"
ทั้งกลุ่มสะบัดพรืดกลับไป
ถึงช่วงจบ สาลิน ศรีจิตรา มาลา วรรณาเข้ามารวมกัน ทำคอมโพสจบ แล้วทรุดลงกราบเนิ่นนาน
เสด็จทรงปลื้มพระทัยลุกขึ้น ทรงปรบมือนำ ทุกคนปรบมือตาม เนิ่นนาน
จู่ๆไฟก็ติดสว่างเหนือฟลอร์และเวที สาลิน ศรีจิตรายิ้มให้กัน มาลา วรรณาพยักเพยิด ชื่นมื่นกับความสำเร็จและเสียงปรบมือไปทั้งโถง
ส่วนซุ้มอาหารจัดอยู่อีกโถงหนึ่ง ทำเป็นโต๊ะยาว ม.ร.ว. ศศิรัชนีกำลังวางเค้กที่อาหารว่างที่จัดเตรียมมาจากวังวางมุมหนึ่งของโต๊ะ ร่างของทหารเสือหนุ่มเดินเข้ามา ใส่หน้ากาก
"ขอเค้กชิ้นนั้นให้ทหารเสือราชินีหน่อยได้ไหมครับ กระผมชื่อดาตาญัง"
"คุณศุภร"
ศุภรถอดหน้ากากออก
"ทำไมจำได้ล่ะครับ คืนนี้มีคนแต่งสามทหารเสืออยู่ตั้งหลายคนนะครับ"
"แหม....เสียงแบบนี้ ท่าทางแบบนี้ไม่มีใครเหมือนหรอกค่ะ นี่ค่ะ เค้กสำหรับทหารเสือ"
หญิงก้อยส่งเค้กให้ ศุภรรับมาทานแล้วส่งตาหวาน หญิงกลางในชุดเดรสยาว ผมยาวถึงก้น
"ฉันมีอะไรผิดปรกติเหรอคะ"
"เปล่าครับ ผมมองเพราะคุณกลางสวยเป็นพิเศษน่ะ แต่งเป็นอะไรครับคืนนี้"
"ทายซีคะ ผมยาวขนาดนี้ต้องเป็นใครเอ่ย"
"เลดี้โกไดวา"
"อุ๊ย นั่นมันหญิงแก้ผ้าขี่ม้าไปทั่วเมืองนะคะ"
"ทะ...โทษครับ งั้น....เงือกน้อยครับ"
"นั่นท่อนล่างเป็นปลา ท่อนบนเปลือยอกค่ะ"
"จนปัญญาแล้วครับ ขอไม่ทายแล้วครับ ทายทีไร เป็นหญิงเปลือยทุกที"
"ฉันเป็น ราพันเซล สาวน้อยบนหอคอย ที่หย่อนเส้นผมให้เจ้าชายปีนขึ้นไปหาไงคะ"
"แล้วผมมีสิทธิ์ปีนขึ้นไปบนยอดหอคอยของคุณกลางได้บ้างไหมครับ"
"ถ้าคุณไม่กลัวคำสาปของแม่มดใจร้าย ฉันก็ยินดีค่ะ"
ศุภรปลื้มเผลอยัดเค้กเข้าปากทั้งชิ้น จนสำลัก หญิงกลางต้องรีบหาน้ำให้กิน
บนเวที สระน้ำจำลอง มีน้ำพุเล็ก ๆ เลื่อนมาตั้ง เสด็จทรงทอดพระเนตร สร้อย สอางค์มองดูบ้าง อำพันกระพือพัด
"เป็นไง หม่อม ว่าที่สะใภ้รำ"
"ก็งามเพคะ" สร้อย,สอางค์ยิ้มพยัก "แต่รำไทยเห็นทุกบ่อย ๆ โทรภาพก็ออกอยู่เกือบทุกวัน …น่าเบื่อเพคะ"
สร้อย สอางค์หุบยิ้ม หม่อมอำพันยิ้มสะใจ เสด็จทรงเซ็ง หม่อมวาณียื่นหน้ามา
"ถ้าเบื่อรำไทย ก็ต้องดูหญิงก้อยแสดงซีคะ"
หม่อมอำพันยิ้มอย่างเสียไม่ได้
บรรดาแขกในปะรำปรบมือ หม่อมวาณีปรบแบบมือแทบหักกับจรวย สร้อย สอางค์ อำพันปรบอย่างเสียไม่ได้ เสด็จทรงแย้มสรวล
หม่อมวาณียิ้มพยักกับทุกคนและพระองค์
"โมเดิร์นแดนซ์ดัดแปลงจากโอเปร่าค่ะ"
แสงไฟฟอลโลว์สว่างกลางเวที พร้อมกับเสียงร้องโซปราโน่ดังแหลมก้องกัมปนาท แสงจับเต็มที่ที่ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงในชุดนางพญาอลังการ เสื้อคลุมลากไป 7 เมตร หน้าแหงนเงย มือกรีดกราย ทำท่าโหยหวนลิปซิงค์เจ็บช้ำกับรักต้องห้าม ที่ต้องพรากจากชายคนรักไปแต่งกับชายที่ตนไม่รัก หญิงก้อยมองมาที่ชายรองแล้วมือกรายตรงมา ชายรองอึ้ง ตกใจนิดหน่อย
เสด็จทอดพระเนตรแย้มสรวลนิดๆ เพราะถ้าไม่คำนึงถึงความเว่อร์ก็จัดว่าเพราะ อำพันมีอาการปลื้มพยักเพยิดกับคนนั้นคนนี้เหมือนฟังรู้เรื่อง สอางค์ สร้อยทำหน้ารังเกียจ
"ออกจะชั้นสูงซักหน่อย รู้เรื่องนะคะ" หม่อมวาณีบอก
"รู้เรื่องค่ะ สร้อยกระซิบกับสอางค์ "แต่เสียงแหลมคล้ายเปรต"
"ท่าก็เหมือนกำลังขอส่วนบุญ"
เสด็จได้ยินทั้งหมดกลั้นพระสรวล ชายเล็กหัวเราะพรืด ชายรองอึ้ง
หม่อมอำพันบอกกับชายโตและจรวย
"เต้นรำอย่างกับอีแร้งอีกา แถมเสื้อคว้านคอซะลึกเห็นไปถึงฟักแฟงแตงโม"
"นั่นซีคะหม่อม คว้านอกลึกไม่อายชาวบ้านเขาเลยรึไง"
ความจริง ทั้งสองนางคว้านเสื้อลึกกว่าหญิงก้อยเสียอีก
บนเวที ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงยกมือ มือกรายวิงวอน ปากร่ำร้อง
ที่หลืบเวที สาลิน ศรีจิตรา วรรณา มาลาชะโงกดู
ศรีจิตราบอก"คุณหญิงคงใช้เพลงสื่อความอะไรบางอย่าง"
"ค่ะ สาเองก็อยากสื่อความอะไรบางอย่างให้คุณหญิงเหมือนกัน"
เพลงถึงช่วงพีค หญิงก้อยยืดตัวชุดคลุมหล่นกอง เหลือแต่ชุดที่ดูคล้ายชุดชั้นใน กลุ่มเสด็จ มองตาค้าง สะดุ้งเฮือกพร้อมกัน เธอร้องลิปซิงค์มาถึงท่อนพีค ยิ่งกรายมือร้องขอ ชายรองมองดูนิ่ง
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา วิรงรอง หมุนตัวออกไปเป็นหางเครื่อง
ฝ่ายเตรียมเอฟเฟกค์ ชายคนหนึ่งกดเปิดพัดลมยักษ์ ด้านหลังของหญิงก้อยเป็นผ้าบางปลิวไสว สูงขึ้นไป 7-8 เมตร ยิ่งดูป่วนปั่น แสดงถึงความเจ็บปวดหวั่นไหวของอิโซเด สามนางเข้าจับชายผ้าให้สะบัดกระพือปลิวไหว
หลังเวที สาลินยิ้มพยักกับมาลา วรรณา สองสาวกระซิบกับเจ้าหน้าที่โปรยผงทองว่าตนจะช่วยเอง
เจ้าหน้าที่ตกลง
"ตรงนี้แหละค่ะ"
สาลินยิ้มเหี้ยมเกรียม
ดนตรีทำพีคสูงสุด หญิงก้อยอ้าปากกว้าง แผดร้องสุดเสียง สามนางคอรัส วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา วิรงรอง ร่วมแหกปาก
แขกในปะรำสะดุ้งเฮือก เสด็จทรงนิ่วพระพักตร์ สอางค์ สร้อยผงะ วาณียิ้ม ชายรองอึ้ง ชายเล็กอุดหู จรวย อำพันยกมือทาบอก ชายโตเริ่มขยักขย่อน
ที่หลืบ สาลิน มาลา วรรณาโผล่มา มาลาเทผงทอง ผงทองโปรยลงสู่เทหญิงก้อย เวทีนั้นดูระยิบระยับเปี่ยมจินตนาการ คนดูตื่นตะลึง สาลิน มาลา วรรณา เทผงพริกไทยลงหมด 4 ขวด
ผงพริกไทยปนผงทองเข้าปาก จมูก หัว ร่องอกหญิงก้อย เอิบอาบเคลือบร่างวิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา
บนปะรำ หม่อมวาณีพยักเพยิดกับทุกคน
"ว้าย ลูกจ๋า ยังกะนางฟ้าบนสรวงสวรรค์"
หญิงก้อยพลันสำลักพรวด น้ำตา น้ำมูก น้ำลายพร่างพรูพราวพรายออกมาพร้อมกัน คนดูผงะ วาณีเริ่มเจื่อน วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรมีอาการฮึบเข้าไป แล้วจามพรวดจนตัวก้มแล้วเงยขึ้น จามพร้อมกันทั้งสี่นาง
แขกทั้งงานชี้ชวนกันดู หัวเราะกันลั่น
หญิงก้อยสะอึก แล้วจามอีกที แล้วเซแซ่ดๆกระเด็นตกลงในอ่างน้ำพุ
สาลิน มาลา วรรณาร้องกรี๊ด ลิงโลด
วิรงรองวิ่งถลามาช่วยฉุดหญิงก้อยที่ร้องกรี๊ดๆ เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา แต่ทุกคนลื่นแพร่ด
ตกอ่างน้ำพุ แสงแฟลชสว่างวาบจากช่างภาพ
ที่หลังเวที สาลินกับมาลา วรรณา ศรีจิตรายืนกอดอกรอ สาลินยิ้มร่า ศรีจิตราหยิก สาลินร้องโอดโอย
ศรีจิตราเดินไป สาลินค้อนไล่หลังพี่สาว หัวเราะคิกแล้วหันมา มองทางเวที
บนเวทีคุณชายสามคนขึ้นไปบนเวทีพร้อมกันช่วยประคองทั้งสี่นาง
ชายรองประคองร่างหญิงก้อยขึ้นจากสระ เธอแสร้งทำเป็นลมในอ้อมแขนของฝ่ายชายทันที ชายรองประคองเข้าหลังเวทีไป ผ่านหน้า มองสาลินอย่างตำหนิ สาลินสลดไป ชายโตประคองวิรงรองและเลื่อมที่ทำท่าเป็นลมเช่นกันผ่านไปอีกคน ตามมาด้วยชายเล็กที่ใส่หน้ากาก มีฉัตรอาชาซบไหล่อยู่ ทำท่าเหมือนจะสิ้นใจ ชายเล็กก้มหน้างุดไม่กล้ามองสาลิน สาลินก็ไม่ทันสนใจ เพราะสลดอยู่กับสายตาตำหนิขอชายรองเมื่อกี้
"อุ๊ย....คุณสาคะ เมื่อกี้คุณชายเล็กไงคะ " มาลาบอก
"หืมม์ คนไหนเหรอคะ"
"อ้าว ก็เดินผ่านหน้าไปเมื่อกี้ไง"
"ไม่ทันมองค่ะ"
หม่อมวาณีเป็นลม สอางค์ สร้อย อำพัน จรวยต้องช่วยกันพัดวี เสด็จกลั้นหัวเราะ เบือนพักตร์ไปทางอื่น ไม่อยากให้ใครเห็น
ชายรองประคองร่างหญิงก้อยลงกับโซฟายาวในห้องส่วนตัวหลังเวที พลางเช็ดผมและใบหน้าให้
"หญิง"
หญิงก้อยปรือตาขึ้น
"เป็นยังไงบ้างหญิงก้อย"
"คุณรอง พาหญิงออกไปจากที่นี่ทีเถอะค่ะ หญิงทนอยู่ในงานอีกไม่ได้แล้ว หญิงอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แล้วการแสดงของหญิงก็น่าสนใจไม่น้อย ใคร ๆ ก็ชื่นชมWหญิงก้อยขยับร่างขึ้น
"คุณรองชอบเหรอคะ"
"ชอบซีครับ อย่างน้อย “การแสดง” ของหญิงเมื่อกี้ มันบอกเล่าความจริงบางอย่าง"
"ความเจ็บปวดที่ต้องพรากจากคนที่รัก"
"ถ้าเป็น “การแสดง” ก็ใช่ครับ"
หญิงก้อยไม่ทันคิดว่าโดนกัด
" นั่นล่ะค่ะความรู้สึกแท้จริงของหญิง คุณรองขา หญิงเสียใจที่ทำร้ายจิตใจคุณ ให้อภัยหญิงเถิดนะคะ แล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่ "
"อีกครั้งงั้นเหรอ แล้วครั้งนี้ต้องเจ็บกันอีกรึเปล่า"
"ไม่ค่ะ หญิงสัญญา"
เธอขยับร่างเข้ามาใกล้ ใบหน้าใกล้จนแทบจะสัมผัสริมฝีปากกัน
"งั้นสัญญาผมสักเรื่อง"
"ว่ามาซีคะ"
"อย่าไประรานสาลินที่ห้องสมุดอีก มันไม่งามสำหรับสำหรับความเป็นหม่อมราชวงศ์ของหญิง"
หญิงก้อยผละออกทันที ชายรองลุกขึ้นยืน สีหน้าเรียบเฉยเย็นชา เธอลุกพรวดขึ้น
"สารภาพแล้วใช่ไหมคะว่าคุณหลงเสน่ห์นังนั่น ทั้ง ๆ ที่เราเคยรักกันหมดหัวใจ"
"เทพีเพ็ญแสง นี่แหละความจริงที่ผมพูดถึง ผมไม่แน่เสียแล้วว่าคุณเคยรัก “ผม” หรือ “ใคร” บ้างไหม เพราะความจริงที่ผมสัมผัสตอนนี้ คุณมีแต่ความรักตัวเอง"
"คุณรอง"
"อ้อ ขอชมบทบาทของหญิงเมื่อกี้ มันจริงกว่าที่หญิง “เล่น” อยู่ในชีวิตประจำวันมากเชียวล่ะ"
ชายรองออกจากห้อง หญิงก้อยกรี๊ดออกมาลั่น วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา วิ่งเข้ามาทั้ง ๆ ตัวเปียก มีผ้าขนหนูกันทั้งสามนาง
"ว้าย หญิงเป็นอะไรไปคะ ผีสิงเหรอ"
"ฉันอยากกลับวัง ไม่อยากอยู่แล้ว ฉันอายผู้คน"
"ติ่งก็อายค่ะ เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ ทุกงานวันเกิดฉันต้องตกน้ำ กลับกันเถอะ"
เลื่อมประภัสบอก "อย่าเพิ่งกลับค่ะ เดี๋ยวจะมีงานเต้นรำแล้ว เราควรด้านได้อายอดอยู่ต่อนะคะ
ชุดเราก็เตรียมมาตั้งเยอะ"
"ใช่ครับ เราจะได้หาทางเอาคืนนังคนที่มันโปรยพริกไทยมาใส่เรา "
"จริงด้วย งานเต้นรำสวมหน้า มาสเคอเรด แกล้งใครก็ไม่มีใครจำหน้าเราได้"
หญิงก้อยนิ่งไป นึกหาทางแก้แค้น
"ดี....งั้นเปลี่ยนชุดให้ฉัน ติ่ง เลื่อม ฉัตร ใช้ความเป็นนักข่าวของเธอ ถ่ายประจานศัตรูของเราให้หมดทั้งงานเลย"
"หญิงไม่ผิดหวังแน่ค่ะ"
ทั้งสี่คนทำหน้านางร้ายพร้อมกัน
"เอ๊ะ กลิ่นอะไรฉุน ๆ อุ๊ย พริกไทย"
ขาดคำทั้งสี่ก็จามออกมาพร้อมกัน สนั่นห้อง เจ้ากับไพร่จามได้เท่ากัน
สาลินแอบอยู่ในมุมแต่งตัว ถอดเครื่องทรงออกแล้ว เหลือเสื้อคลุม กำลังล้างหน้าออก ชายรองเข้ามามองดู
"อุ๊ย.....นี่ห้องแต่งตัวผู้หญิงนะคะ คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามา"
"แต่ในฐานะผู้ดูแลงานวันนี้ ฉันถือว่าฉันมีสิทธิ์ที่จะต้องเข้ามาอบรมความประพฤติของเธอ "
สาลินหน้าตื่น มีพิรุธล้นพ้นตัว
"เรื่องคุณหญิงก้อย ฉันไม่รู้เรื่องนะ ฉันไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย"
"ไม่ได้ทำหน่อย แต่ทำเยอะใช่ไหม"
สาลินเผยอยิ้มแล้วเชิด
"เธอคงคิดว่าเรื่องเมื่อกี้ไม่มีหลักฐาน จับมือใครดมไม่ได้ล่ะซี"
"ใช่"
ชายรองพลันคว้ามือสาลินมา สาลินอึ้ง
"คุณ ! คุณจะทำไมฉัน"
ชายรองพลันก้มลงคล้ายจุมพิตมือ
"คุณทำอะไร"
"ก็จับมือเธอดมไง นี่....กลิ่นพริกไทยยังคลุ้งอยู่เลย"
สาลินรีบชักมือกลับ
"ไม่จริง คุณหาความฉัน"
สาลินเอามือตัวเองมาดมแล้วจามแฟ่ด ชายรองอึ้ง สาลินเอาหลังมือป้ายขี้มูกไปถึงแก้ม เขาส่งผ้าเช็ดหน้าให้ สาลินทำปั้นปึ่งรับมาเช็ด
"คราวนี้ เธอไม่ต้องเอามาคืนก็แล้วกัน"
สาลินเชิด ชายรองแอบยิ้ม ดวงตาพราว แล้วเดินออกไป สาลินมองผ้าเช็ดหน้าที่มีกลิ่นโคโลญจ์ประจำตัวเขา สาลินยิ้มอาย ๆ อยู่ลำพัง
บรรยากาศในงานยามดึกคึกคักกว่าตอนหัวค่ำ แขกในงานแต่งแฟนซีกันนานาชนิด สวมหน้ากากหลากหลายแบบเดินกันขวักไขว่ ในฟลอร์ยังไม่มีคนเต้น มุมหนึ่งชายรองและชายเล็กที่ถอดหน้ากากแล้ว เดินไปหาศุภรที่ยืนคุยกับหญิงกลางไม่ยอมห่างจากกัน
"ไง ศุภร ใครบอกให้นายแต่งชุดทหารเสือมาประชันกับพวกฉันสามคนพี่น้อง" ชายรองถาม
"ช่วยไม่ได้ ชุดนี้ไม่มีลิขสิทธิ์โว้ย อีกอย่างทหารเสือจริงๆ ต้องมีสี่ต่างหาก"
"คุณศุภรเป็นดาตาญังค่ะ"
"พระเอกอีกแล้วนะเฮีย หญิงกลางไม่เข้าไปดูแลหญิงก้อยหน่อยเหรอครับ ตกน้ำตกท่า"
"ไม่ล่ะค่ะ เตือนแล้วว่าอย่าทำขายหน้า ก็ทำจนได้ หญิงไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว"
"เดี๋ยวจะได้เวลาเต้นรำแล้วล่ะครับ ผมขอจองคุณกลางไว้ตลอดงานเลย"
"อ๊ะ เฮีย....ไม่ได้นะ ผมก็จองหญิงกลางไว้เหมือนกัน" ชายเล็กบอก
"งั้นนายต้องประดาบกับฉันหน่อยล่ะ ไอ้เจ้าเล็ก"
ศุภรชักดาบปลอมออกมา ชายเล็กชักดาบออกมาบ้าง ทำท่าฟันแบบกำมะลอ ชายรองกับหญิงกลางหัวเราะ
"พอก่อนค่ะ ฉันรับภาระคุณสองคนไม่ไหวแน่ ๆ แบ่ง ๆ กันดีกว่านะคะ คนละครึ่งคืนก็แล้วกัน"
สามหนุ่มหันมามอง หญิงกลางพร้อมกัน
"หญิงครับ กะจะเต้นทั้งคืนเลยเหรอครับ" ชายรองถาม
"ค่ะ ทำไมคะ"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีตาแบ๊ว ยิ้มหวานซ่อนเปรี้ยว กระดกเหล้าลงคอพรวด
จบตอนที่ 12
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #12 on:
02 August 2026, 22:02:16 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000123055
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 13
เผยแพร่: 5 พ.ย. 2558 08:38 ปรับปรุง: 19 พ.ย. 2558 15:41 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 13
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงนั่งหน้าบึ้งอยู่ที่หน้ากระจกเงาโต๊ะเครื่องแป้งในห้องแต่งตัว
ผมชื้นหมาดแล้ว สวมเสื้อคลุมอาบน้ำ ชุดราตรีขนนกแขวนอยู่ใกล้ ๆ เธอยกแก้วขึ้นดื่มรวด เริ่มเมา มีความเคลื่อนไหวทางด้านหลัง
"ฉันบอกแล้ว ว่าฉันอยากอยู่คนเดียว"
"รวยเองค่ะ"
หญิงก้อยเลิกคิ้วลุกขึ้นหมุนตัวขวับมา เห็นจรวยยืนยิ้มอย่างมีแผน
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์แยกออกมาที่โถงด้านนอก มองหาใครบางคน แล้วตะลึงนิ่งงันไป เมื่อสาลินเดินออกมายืนที่โถงเหนือบันได สวมชุดเปิดไหล่และเนินอก รัดเอวคอด ตัวกระโปรงเป็นสุ่มกว้างเหมือนเจ้าหญิงในนิทาน ผ้าไหมทอประกายเลื่อมเหลือบงามระยิบระยับเป็นสีรุ้ง
ชายรองนิ่งอึ้งไป มือเกาะหัวบันไดมองขึ้นไป หน้าเฉยดวงตาระยิบระยับ สาลินมองลงมา ... เห็นชายรองที่ยืนนิ่งนั้นราวทหารเสือรอคุ้มกันเจ้าหญิงสูงศักดิ์ฉะนั้น
สาลินเชิดเล็กน้อย หน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งลงบันไดมาช้า ๆ ก้าวมาตรงหน้า
"นี่คุณมาทำอะไรตรงนี้คะ"
"ฉันเมา"
สาลินตาโต มองหัวจรดเท้า ชายรองยิ้มนิดๆ
"ฉันเมาคนในงาน ยิ่งเวลาที่ทุกคนอวดอ้างสรรพคุณตัวเองพร้อม ๆ กัน"
"ความจริงคุณน่าจะชินแล้วนะ เพราะงานของคุณต้องเจอคนแบบนี้อยู่ประจำไม่ใช่หรือ เอ๊ะเมื่อกี้เห็นใส่ชุดมหารเสืออยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมเปลี่ยนซะล่ะ"
"ชั้นขอแต่งเป็นตัวของฉันเองดีกว่า ชั้นเบื่อทำตัวเป็นคนอื่น"
เขาขยับหมวกขนนก สาลินยิ้ม
"ก็เลยกลับมาเป็นคุณชาย"
"ขี้เก๊กงั้นเหรอ"
"คุณพูดเองนะคะ ชั้นไม่ได้พูด"
"นี่ ฉันยังไม่ได้บอกเธอเลยว่า เธอแต่งอย่างนี้แล้วเหมือน"
"เหมือนเจ้าหญิง"
สาลินต่อคำอย่างมั่นใจ ชายรองอึ้ง
"นั่นเธอรอให้นายเล็กชมเธอเถอะ"
สาลินเชิด
"ฉันกำลังจะบอกว่า เธอเหมือนกับเสด็จป้าตอนสาวๆ"
"เดี๋ยวเหาขึ้นหัวฉัน จริงเหรอคะ"
"จริง...เธอแต่งแบบนี้ แล้ว.. สวยดี"
"เป็นเพราะผ้าผืนนี้หรอก นี่ฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลย ที่ให้ผ้าผืนนี้ฉัน"
"ฉันให้ประชด เธอไม่รู้เหรอ"
"รู้...แต่ก็ขอบคุณ"
"กลับเข้าไปข้างในเถอะ"
ชายรองยกแขนให้ สาลินลังเลนิดหนึ่งก็เกาะแขนชายรองเดินไป บดินทร์เข้ามาจากอีกทาง
"โธ่ พี่รอง ตัดหน้าเราไปเสียแล้ว"
ศรีจิตราก้าวบันไดลงมาบ้าง เสียงกระพรวนดังกรุ๋งกริ๋งทางด้านหลัง และเสียงแพรส่าย ร่างระหง
ในชุดแพรบางเบาก้าวมาทางด้านหลัง ชายเล็กหันไปแล้วตะลึง
ศรีจิตราในชุดเจ้าหญิงอาหรับ เสื้อตัวเล็กสั้นปักเลื่อมระยิบระยับ กางเกงฮาเร็มบางเบา มี ผ้าบางจากผมยาวลงไประพื้นและทิ้งชายไปเบื้องหลัง มีผ้าปิดหน้าบาง ๆ เห็นเพียงดวงตาที่แต่งจนเข้มจัด ดูงดงามลึกซึ้งระคนลึกลับ ดอกไม้ที่ออกพราวอยู่รอบตัวยิ่งทำให้บรรยากาศดูราวนิทานอาหรับราตรี
"คุณ !"
ศรีจิตราเลิกคิ้วกรายตัวมาใกล้ เสียงกระพรวนเท้าดังกรุ๋งกริ๋ง ยั่วยวน
"สวัสดีครับ"
ร่างนั้นมาหยุดตรงหน้าชายเล็ก
"คุณเป็นใครครับ"
"ฉันชื่อ เซเฮราซาดค่ะ"
ศรีจิตราดัดเสียงฟังดูเซ็กซี่ ชายเล็กยิ้มร่าทันที
"ใช่แล้ว เซเฮราซาด นางเอกในเรื่องอาหรับราตรี นักเล่านิทาน ผมจำได้ คุณศรี"
ศรีจิตราหลุบตาปลดผ้าคลุมหน้าออก แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มนิดๆ ดวงหน้านั้นงดงามสมบูรณ์แบบ
"คุณชาย รู้ได้ยังไงคะว่าเป็นดิฉัน"
"โธ่ มือชั้นนี้แล้ว โอ้โฮ คุณศรีสวยจัง"
ศรีจิตรายิ้มขอบคุณ
"เราไปในงานกันเถอะฮะ"
ชายเล็กยกแขนให้ ศรีจิตราเกาะแขนเดินไปด้วยกัน
ในห้องแต่งตัวจรวยยังสนทนากับ หญิงก้อยอย่างต่อเนื่อง
"จริง ๆ นะคะ คุณชายรองน่ะรักคุณหญิงหมดใจ"
"จะให้ฉันเชื่อเหรอ เมื่อกี้เขาก็เพิ่งตัดบทฉันไป เขาไม่เหลือเยื่อใยกับฉันแล้ว"
"โถ.... จำใจทำน่ะซีคะ เพราะขัดเสด็จไม่ได้ คนที่เขาตัดบทจริง ๆ น่ะ คือแม่สะใภ้เอกต่างหาก เธอไม่ดูดำดูดีตั้งแต่แม่นั่นเข้าวังแล้ว แม้แต่หน้าก็ไม่มองค่ะ"
หญิงก้อยเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
"ทั้งที่จะหมั้นจะแต่งกันอยู่นี่นะหรือ"
"มันฝันไปฝ่ายเดียวน่ะซีคะ สองยายแก่มันหวังจะใช้หลานมาฮุบสมบัติเสด็จ แถมยังเอาแม่น้องสาวมายัดเยียดให้คุณชายเล็กอีกนะคะ"
หญิงก้อยยิ้มหยัน
"มิน่าเล่า นังน้องสาวน่ะกล้าเถียงฉันคำไม่ตกฟาก มันร้ายกว่าพี่สาวมันด้วยซ้ำ"
"ร้ายทั้งพี่ทั้งน้องค่ะ นังคนพี่ ขนาดยังไม่ได้ตกได้แต่ง งานการไม่เคยแตะ วัน ๆ คอยแต่แต่งตัวยั่วคุณชาย เปลี่ยนชุดวันละ 4-5 ชุด หม่อมอำพันน่ะชังมันมากนะคะ ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวัง หม่อมเสียไพ่ตลอด ก็เลยเรียกมันว่านังตัวขัดลาภ" จรวยสะอื้น
"เธอเป็นอะไรจรวย"
จรวยสะดุ้งอีก กรายมาเป่าหูอีกข้าง
ที่นอกห้อง ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์เดินหา เห็นจรวยอยู่กับหญิงก็แอบฟัง
"จรวยจะรอให้ถึงวันที่เสด็จทรงรู้เช่นเห็นชาติ แล้วตะเพิดมันไปจากวัง"
"จะมีวันนั้นจริงเหรอ"
"มีซีคะ ก็วันที่คุณหญิงคืนดีกับคุณชายไงคะ ทุกอย่างก็จะลงเอย ไม่มีโอกาสไหนจะดีเท่าคืนนี้ คืนที่คุณชายรองกับคุณหญิงคือ ราชา ราชินีของงาน"
จรวยเป่าหูแทบหมดแรง หญิงก้อยมองกระจก ไหล่ยืดตรง หน้าเชิด ปากคลี่ยิ้มพริ้มพราย
ที่นอกห้อง ชายโตไม่พอใจมาก
"ขอบใจมากจรวย ถ้าเธอไม่บอกฉันคงไม่รู้ความจริงเรื่องนังสะใภ้เอกกับน้องสาวมัน มีอะไรที่ฉันจะตอบแทนเธอได้บ้างไหม"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ จรวยขอแค่.....เออ เสื้อคลุมขนนกนี่ได้ไหมคะ"
"เอาไปซี ฉันยกให้"
"ขอบคุณค่ะ"
จรวยเอาเสื้อคลุมขนนกมาใส่ หมุนตัวไปมาหน้ากระจก ดิเรกมองส่ายหน้าแล้วแยกไป
กลางฟลอร์ มีหลายคู่เต้นวอลทซ์กันอยู่
เสด็จพระองค์หญิงทรงจับมือสองข้างของสาลิน พิศดูทั่วสรรพางค์ สาลินเขินได้แต่ยืนยิ้ม ชายรองอยู่ใกล้ ๆ ยิ้มน้อย ๆ แต่ดวงตาพราว เสด็จทอดเนตรสาลินแล้วทรงรำลึกถึงตัวเองสมัยเด็กสาว พระเนตรรื้น
"วันก่อนว่าสวยแล้ว แต่วันนี้สวยยิ่งกว่า เหมือนก้าวออกมาจากเทพนิยาย"
"ใต้ฝ่าพระบาทก็ทรงพระสิริโฉมเหลือเกินเพคะ"
"ฉันแต่งเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัว เป็นตัวประกอบเท่านั้นแหละ"
"ไม่หรอกเพคะ ถ้าไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว เรื่องบางเรื่องก็คงไม่เกิดขึ้น"
เสด็จทรงพระสรวล ยกคฑาเพชรวูบวับขึ้นโบก
"ฉันเองก็อยากโบกคฑาให้ทุกเรื่องจบอย่างมีความสุขเหมือนกัน" แล้วถามชายรอง "เอ...นี่เจ้า
เล็กอยู่ไหนล่ะนี่"
"เกล้าเห็นวน ๆ อยู่แถวนี้แหละพะยะค่ะ"
ม.ร.ว. บดินทรราชทรงพลพาศรีจิตราเข้ามาในโถง สอางค์ สร้อยเข้าถึงตัว
"คุณเล็ก มาหลบอยู่ตรงนี้กับยายศรีนี่เอง มาค่ะ มานี่เดี๋ยวนี้เลย"
"จะพาผมไปไหนครับ"
"ก็พาไปรู้จักยายสาไงคะ" สร้อยบอก
"หา คุณสา"
สองป้าลากชายเล็กตรงไปที่ประทับเสด็จ ชายเล็กรีบสวมหน้ากาก ศรีจิตราตามมา ชายรองหันมาเห็นพอดี
"มานั่นแล้วพะย่ะค่ะ"
ชายเล็กพยายามขืนตัวเพราะเห็นสาลินจ้องเขม็ง
"เข้าไปค่ะคุณเล็ก ไปเดี๋ยวนี้" สอางค์บอก
"มาได้แล้วนะเจ้าเล็ก"
สาลินมองบชายเล็กอย่างคุ้นตา
"ถ้าวันนี้เจ้ายังโยกโย้อีก ป้าจะโบกคฑาสาปเจ้าให้กลายเป็นคางคกเลย คอยดู"
ชายเล็กทำเสียงใหญ่ทุ้ม
"ไม่โยกโย้แล้วพะย่ะค่ะ"
"งั้นก็ทำความรู้จักกันเสียซี สาลินนี่คุณชายเล็ก หม่อมราชวงศ์บดินทราชทรงพล วุฒิวงศ์ ศรีจิตราช่วยแนะนำสาลินที"
"เพคะ คุณชายคะนี่ สาลิน ภักดีนฤนาถ น้องสาวดิฉันเองค่ะ"
"สวัสดีค่ะ คุณชาย"
สาลินไหว้ ชายเล็กรับไหว้ทำท่าโก้ จนชายรองเขม่น
"สวัสดีครับน้องสาลิน งามไม่แพ้กันเลยนะครับ คนนึงงามอาหรับราตรี อีกคน
งามเหมือนซินเดอเรลล่า"
"งั้นดิฉันต้องรีบออกจากงานก่อนเที่ยงคืนซีคะ ไม่งั้นจะกลายร่างเป็นนางขี้เถ้า"
ทั้งหมดหัวเราะ สร้อยหัวเราะเจื่อน หมั่นไส้สาลินที่ดูช่างจำนรรจาเกิน
สร้อยตัดบท
"ถ้าอย่างนั้น....คุณชายพาน้องสาลินออกไปแดนซ์เลยซีคะ"
"เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ"
ชายเล็กโค้งให้สาลิน พาควงออกฟลอร์ไป ทุกคนมองตามโล่งอก ชายรองมองน้องชายอย่างสงสัยเล็ก ๆ เสด็จหันมาถาม
"เจ้าเล็กเป็นอะไร แปลกๆ"
"เกล้าก็ว่าอย่างนั้นพะยะค่ะ"
"เมื่อกี้ก็ยังดีดีอยู่นะเพคะ"
"คงตื่นเต้นกระมังคะ"
"ศรีจิตรา อาหรับราตรีเรื่องไหนกันล่ะ"
"หม่อมฉันเป็นนางผู้เล่านิทานเพคะ เซเฮราซาด"
"พันหนึ่งราตรีนั่นเอง เข้าใจแต่งนะ งามเหลือเกิน ชายรองพาน้องออกไปเต้นรำเถอะ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ชายรองโค้งพาศรีจิตราออกไป สอางค์ สร้อยมองตามอย่างโล่งอก เสด็จมองทั้งสองคู่อย่างประเมิน
"เฮ้อ.....ในที่สุดก็เข้าคู่กันได้เสียทีเพคะ งามสมกันจริง ๆ"
"คุณเล็กกับยายสา แรกพบประสบพักตร์ ก็ดูเหมือนจะตกหลุมรักกันและกันแล้ว" สร้อยว่า
"ประสบพักตร์ไหนล่ะแม่สร้อย สาลินยังไม่ได้เห็นหน้าจริงเจ้าเล็กสักหน่อย ดูซี เจ้าเล็กไม่ยอมถอดหน้ากากเสียที"
"จริงด้วยเพคะ" สอางค์ว่า
"คงอายน่ะเพคะ แหม.....เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรก"
สอางค์เช็ดน้ำตา
"เห็นแล้ว อดนึกถึงเสด็จพระองค์ชายไม่ได้ โธ่....ไม่น่าพระชนม์สั้นเลย"
เสด็จ สร้อยมองสอางค์อย่างเบื่อ ๆ
3 คู่อยู่กลางฟลอร์ ชายรองกับศรีจิตรา
ชายเล็กกับสาลิน ศุภรกับหญิงกลาง ถัดไปเห็น เลื่อมประภัส กับฉัตรอาชาเต้นอยู่เช่นกัน เลื่อมประภัสอยู่ในชุดราตรีแส็คสั้น ส่วนฉัตรอาชาแต่งเป็นชุดทหารเลว มีสายสะพายสีม่วงพาดกลางลำตัว
ชายเล็กดัดสียงใหญ่
"เดบูตอง งานเต้นรำครั้งแรกของเธอใช่ไหม"
"ใช่ค่ะ"
"ก็นับว่าเธอเต้นรำได้ดีทีเดียว"
"ขอบคุณค่ะ เอ....เราเคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่าคะคุณชาย"
"ทำไมเหรอ"
"ทำไมดิฉันคุ้น ๆ เหมือนเราเคย"
"เคยทานข้าวเสียโป แล้วก็เคยไปนั่งกินเมี่ยงคำที่บ้านสวนของเธอออกบ่อย"
"คุณพล !"
ชายเล็กเปลี่ยนเสียงเป็นปรกติทันที
"ครับ ผมเอง"
ชายเล็กถอดหน้ากากทันที ชายรองกับศรีจิตรามองมา
"นี่หมายความว่ายังไง ที่แท้คุณคือคุณชายเล็กงั้นเหรอ"
"ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมก็คือนายพลนั่นแหละ เพียงแต่คืนนี้ผมนัดกับเจ้าคุณชาย เราแต่งตัวเป็นคู่แฝดเเหมือนกันเป๊ะ"
"แล้วคุณหลอกทุกคนในงาน หลอกแม้กระทั่งเสด็จป้า"
ชายเล็กมองไปรอบ ๆ ห้อง
"อุ๊ย คุณเล็กเปิดหน้ากากแล้วเพคะ"
"ไม่แค่ประสบพักตร์แล้วเพคะ ประสานเนตรกันแล้วด้วย"
เสด็จยังมองอย่างไม่วางใจ แย้มโอษฐ์เล็ก ๆ ราวรู้ทัน สาลินมองหาใครบางคน
"นี่คุณมองหาใคร"
"หาอีตาคุณชายเล็กน่ะซี ทุกๆคนอยากให้ฉันรู้จักอีตาเพื่อนคุณ ฉันก็จะรู้จักให้สิ้นเรื่องไป อยู่ตรงไหนน่ะ"
"หลบ ๆ อยู่ครับ อย่าเพิ่งเจอมันเลย คุณก็บอกทุกคนไปว่าคุยกับผม เอ๊ย กะคุณชาย
เล็กแล้ว"
"แล้วถ้าใครไปถามคุณชายเล็กล่ะ"
"ผมก็จะเตี๊ยมกับมันให้บอกแบบคุณ มันเองก็เกลียดที่ใครมาคอยจับคู่เหมือนกัน"
ชายโตถือแก้วเหล้าเดินเซมา ชายเล็กสะดุ้งเฮือก
"นายเล็ก เห็นจรวยไหม"
"ไม่เห็นครับพี่"
"เมื่อกี้อยู่ห้องแต่งตัว แว่บเดียวหายไปไหนแล้ว"
ชายโตเดินเซไป สาลินมองเขม็ง
"ยังไงกันแน่คะ ทำไมคุณชายโตเรียกคุณว่านายเล็ก"
"ก็.....คุณชายโต...ยังจำผมผิดเลย"
"ทั้งที่คุณไม่ใส่หน้ากากนี่นะ"
"โธ่ พี่โตเมาง่อกแง่กขนาดนั้น ตาคงลายนะฮะ แล้วผมกับไอ้เจ้าคุณชาย หล่อละม้าย ๆ กันน่ะ ดูเผิน ๆ เราเหมือนคู่แฝดเลยนะฮะ"
ชายเล็กรีบใส่หน้ากาก สาลินคลายใจ มองไปทางชายรองและศรีจิตรา
"ดีเลย ฉันจะได้แนะนำให้คุณรู้จักพี่ศรี ฉันโฆษณาสรรพคุณคุณดีเกินจริงเอาไว้แล้วล่ะ"
ชายเล็กหุบยิ้ม
"จะแลกคู่กันเหรอครับ"
"ใช่แล้ว ฉันไม่อยากให้พี่ศรีต้องเต้นกับคุณชายรองนาน ๆ แบบนี้"
"ได้ครับ อย่าลืมนะครับ บอกไปว่าผมคือคุณชายเล็ก"
"ได้ค่ะ ฮิฮิ สนุกดี"
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลพาสาลินตรงมายังคู่ชายรองกับศรีจิตรา แล้วทำการแลกคู่ ชายเล็กเข้าเต้นกับศรีจิตรา สาลินเต้นกับชายรองต่อ
ชายรองมีสีหน้าดูสดชื่นอย่างเห็นได้ชัด
"ไง เธอเจอนายเล็กแล้วซี"
"ค่ะ"
"เห็นคุยกัน หัวเราะร่วนเป็นไข่เค็ม ทำเหมือนรู้จักสนิทสนมมาแรมปี"
"เพราะคุณชายเล็กนิสัยดีมั้ง"
"ไม่เหมือนฉันซีนะ"
"คุณรู้ตัวก็ดีแล้วนี่"
กิตติพาสาลินหมุนจนเซ สาลินตาวาว
"นี่คุณ !"
สาลินมองไปเห็นชายเล็กเต้นอยู่กับศรีจิตรา คุยกันอย่างสนิทสนม
"ดีจัง รู้จักกันแล้ว"
"ใครรู้จักใคร"
"นายพลกับพี่ศรี"
"หืมม์ นายพลมาในงานด้วยเหรอ"
"ปละ เปล่าค่ะ หมายถึงคุณชายเล็กกับพี่ศรี"
ด้านชายเล็กกับศรีจิตรา
"เป็นยังไงคะ รู้จักยายสาแล้ว"
"น่ารักดีครับ เออ....เป็นไงบ้างครับ เวลาที่เราได้ทำตัวเป็นคนอื่น"
"สนุกดีค่ะ เหมือนอยู่ในความฝัน"
ศรีจิตราดวงตาวาววาม
"แหม ผมไม่ใช่เจ้าชายในฝันอย่างพี่รองซะด้วย"
"คุณชายทราบได้ยังไงคะว่าไม่ใช่"
"โธ่ ใครเขาก็บอกว่าผมน่ะมัน คุณชายนอกคอก"
"ผู้หญิงคนนึง ก็มีความฝันแบบนึง ผู้หญิงแต่ละคนก็มีความฝันของตัวเอง"
ศรีจิตรามองหน้าชายเล็ก ดวงตาระยิบระยับเป็นประกายกล้า
"คุณชายต้องเป็นเจ้าชายในฝันของผู้หญิงบางคนแน่ค่ะ"
ชายเล็กสะดุดไปนิดหนึ่ง
ชายรองกับสาลินเต้นรำกันอยู่ ด้านหลังเห็นคู่ เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา เต้นอยู่ไม่ห่าง
"เด็จป้าตรัสให้ฉันเต้นรำกับศรีจิตรานะ เธอมาขอแลกคู่ทำไม"
"ฉันไม่อยากให้คุณเต้นกับพี่ศรีนาน ๆ"
"ทำไม นี่เขาเป็นว่าที่คู่หมั้นของฉันนะ"
"บอกแล้วบอกอีก ฉันไม่อยากได้คุณเป็นพี่เขย คุณควรกลับไปคืนดีกับคุณหญิงก้อยได้แล้ว คืนนี้ได้ยิ่งดี"
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา อ้าปากค้าง อุทานออกมาเบา ๆ ชายรองและสาลินหันขวับมามอง ฉัตรอาชารีบทำไม่รู้ไม่ชี้ แล้วรีบแยกตัวไป
"คงยาก เมื่อกี้ฉันก็เพิ่งทะเลาะกับเขามา สาเหตุมาจากเธอ"
"ฉันทำไม"
"ก็เธอไปแกล้งเขาจนตกน้ำตกท่า"
"ที่เขาไปด่าฉันที่ห้องสมุด ฉันพอให้อภัยได้ แกล้งทำการแสดงของฉันเกือบล่มก็พอทนได้ แต่ที่เขามาว่าพี่ศรี ฉันไม่มีวันยอมเด็ดขาด ยังไงฉันก็ต้องเอาคืน"
ชายรองมองขัน ๆ
"นี่ คืนนี้ยังอีกยาวไกล คุณน่าจะมีโอกาสคืนดีกับคุณหญิงได้"
"ใครบอกว่าฉันจะคืนดี"
"ฮึ ก็คุณรักเขาจะเป็นจะตาย เขาเองก็รักคุณหวงคุณ ไม่งั้นคงจะไม่มาอาละวาดกับฉันขนาดนั้น"
ชายรองมองลึกลงในดวงตาสาลิน
"นี่ อย่ามาทำเป็นรู้ดีในจิตใจคนอื่นเลย เพราะบางครั้ง ฉันยังไม่รู้ใจตัวเองเลย"
สาลินหลบตา
"เธอห่วงแค่เรื่องพี่สาวตัวเองงั้นหรือ"
"ใช่....พี่สาวฉันใครเข้าใกล้ก็หลงรัก เดี๋ยวคุณมาหลงรักพี่สาวฉัน"
ชายรองทำหน้าเบื่อนิดหนึ่ง
"หรือไม่ พี่สาวฉันก็อาจมาหลงรักคุณ"
คราวนี้ชายรองทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง
"ทำไม หรือว่าพอใครเข้าใกล้ฉัน ก็มาหลงเสน่ห์ฉันหมด"
"ฮึ อย่าหลงตัวเองนักเลย เพราะพี่สาวฉันเขาถูกสั่งมาให้เตรียมพร้อมที่จะรักคุณอยู่แล้วต่างหาก"
เขายิ้มนิดๆ
"อีกอย่าง เขาก็ไม่ค่อยได้รู้จักผู้ชายที่ไหน"
ชายรองหุบยิ้ม
"อ้อ ไม่ได้เจนจัดเหมือนเธอซีนะ"
สาลินตาวาว ยิ้มเหี้ยม จงใจเหยียบเท้าชายรองจนร้องอุ๊บ
"ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ"
ชายรองกระชากสาลินหมุนไปตามจังหวะ สาลินเซมาเข้าอ้อมอก เขาแทบจะจูบผมเกล้า
"ขอโทษ ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน"
ชายรองเป็นประกายกล้าขึ้น สาลินรู้สึกวูบวาบจนต้องเมินไป
เสด็จทรงทอดพระเนตรในฟลอร์อย่างสุขพระทัย สร้อยและสอางค์อยู่ใกล้ ๆ มาลา วรรณาคลานเอาหูฉลามมาเสิร์ฟ
"ชายรองกับเจ้าเล็กนี่เท้าไฟทั้งคู่"
ชายรองพาสาลินเต้นรำคล่องแคล่ว ชายเล็กกับพาศรีจิตราฉวัดเฉวียน
สร้อย สอางค์สบตากัน
"ทำไมเป็นอย่างงี้ล่ะ" สอางค์ว่า
"นั่นซีคะ หนูก็งง" สร้อยบอก
"มันผิดฝาผิดตัว ยังไงชอบกลนะคะ" มาลาบอก
"นี่แหละค่ะชีวิต ไม่มีอะไรกะเกณฑ์ได้หรอก"วรรณาบอก
วรรณาพูด Theme เรื่อง สร้อย สอางค์ มาลามอง มีอาการอยากตบ
ชายเล็กพาศรีจิตรามาที่โต๊ะดินเนอร์ริมฟลอร์ บริกรถือถาดน้ำผ่านมา ชายเล็กคว้ามา ทั้งคู่นั่งลง เขาส่งน้ำให้
"คุณศรีเหนื่อยหรือเปล่านี่"
"ไม่ค่ะ"
"แต่ทำไมคุณศรีหน้าแดงจัง"
ศรีจิตราไม่ตอบ จิบน้ำแล้วมองไป
"คุณชายรองพายายสามาแล้วค่ะ"
กิตติพาสาลินเดินมาตรงมาที่โต๊ะ ชายเล็กตาเหลือกเหลียวซ้ายแลขวา เป็นจังหวะที่ ม.ร.ว. ศศิรัชนีเดินมาทางด้านนี้พอดี ศุภร ตามมาห่าง ๆ ชายเล็กก้าวพรวดมาขวางหน้า
"นายเล็ก"
"เร็ว เต้นรำกัน"
ศรีจิตรามองดูชายเล็กกับหญิงกลาง ใจวูบด้วยความหวง ชายรองกับสาลินมาถึงโต๊ะ จังหวะเดียวกับ ศุภรมาถึงพอดี
"สาเหนื่อยจังเลย พี่ศรี หิวด้วย"
ศรีจิตราดึงสาลินมานั่ง ส่งแก้วน้ำหวานของชายเล็กให้
"เอานี่ไปก่อนจ้ะ"
สาลินคว้ามาดื่มอั้กๆๆ ลืมความเป็นเจ้าหญิงไปชั่วขณะ แล้วนึกได้ ชายรองมองนิ่งอยู่ สาลินชะงักรีบทำจิบ
"ไอ้หม่อม สาว ๆ หิวน้ำแล้ว เดี๋ยวผมไปหาเครื่องดื่มกับของว่างให้นะครับ"
"ขอบคุณค่ะคุณศุภร"
กิตติกับศุภรแยกไปที่เคาน์เตอร์น้ำ สาลินเหลียวหาของกิน ศรีจิตราจับต้นแขน
"สา....คุณชายเล็กเป็นยังไงบ้าง"
"ไม่รู้ค่ะ สายังไม่เจอเลย"
ศรีจิตราโล่งอก ยิ้มออก
"แต่เมื่อกี้เค้าเต้นรำกับสานะ"
"ใครบอก สาเต้นรำกับคุณพลต่างหาก แล้วเมื่อกี้เค้าก็เต้นรำกับพี่ศรีด้วย"
"พี่เต้นรำกับคุณชายเล็กต่างหาก"
"แสดงว่าเค้าแต่ตัวคล้ายคุณพล"
ศรีจิตรากลับทุกข์ทน รีบมองไปยังฟลอร์ เห็นชายเล็กกับหญิงกลางเต้นคู่กัน กำลังหัวร่อต่อกระซิก
ศรีจิตราหน้าเครียดขึ้น กลางฟลอร์ ทั้งคู่คุยกัน
"ว่าที่พี่สะใภ้เธอสวยจังเลย"
"แล้วคนน้องล่ะ"
"น่ารักดี คนนี้น่ะเหรอที่เด็จป้าทรงอยากจับคู่ให้เธอ"
"ฮื่อ ความจริงฉันน่ะชอบเขามาตั้งนานแล้วล่ะ แต่เขายังเด็กเกินกว่าจะรักใคร"
หญิงกลางเหลือบดูสาลิน ศรีจิตรา
"ไม่เด็กแล้วล่ะ นี่น่ะสาวเต็มตัวแล้ว"
"แล้วเธอล่ะ เต้นกับเฮียศุภรไม่ยอมเลิกเลยนะ"
"เฮีย เอ๊ย คุณศุภรเขาไม่เลิกเองต่างหากล่ะยะ"
"เดี๋ยวถ้าเพลงจังหวะ รุมบ้า หรือมัมโบ้ เธอปล่อยลีลาให้สุดเหวี่ยงเลยนะ รับรอง เฮียศุภรต้องบอกผู้ใหญ่ไปสู่ขอเธอกับท่านพ่อ พรุ่งนี้ มะรืนนี้เลย"
"นายเล็ก ตาบ้า "
หญิงกลางทุบอกชายเล็กผลั่ก บดินทร์ร้องโอ๊ย เหมือนคู่รักสัพยอกหยอกเย้า ศรีจิตราหน้าซีดลง สาลินกำลังสาละวนกับอาหารแขก เอาโรตีจิ้มน้ำดาลเข้าปาก เคี้ยวกร้วม ๆ
"พี่ศรี คุณพลเป็นไงบ้าง"
"คุณพลเพื่อนสาน่ะหรือ เขามาด้วยเหรอสา"
"อ้าว.....มาซี ก็เขาเต้นรำอยู่กับพี่ศรีไง"
"พี่เต้นรำกับคุณชายเล็กต่างหากสา"
"ตายแล้ว แสดงว่าหน้าตาละม้ายกันจริง ๆ พอคุณพลใส่หน้ากาก ทุกคนเข้าใจผิดว่าเป็นคุณชายเล็กหมดเลย แม้แต่เสด็จ"
ศรีจิตรายิ่งงงและสงสัย
"สาว่าอะไรนะ"
สาลินยังไม่ทันอธิบาย เสียงหญิงกลางหัวเราะกับชายเล็กเต้นรำคลอเคลียดูใกล้ชิด ศรีจิตราทนดูไม่ได้
"สา พี่ออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะ"
ศรีจิตราลุกไปทันที สาลินมองหาคนแต่งชุดทหารเสืออื่น ๆ
"เอ.....แล้วอีตาคุณชายเล็กอยู่ไหนล่ะ"
วิรงรองอยู่ที่เทอเรซด้านนอก เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาซุบซิบเรื่องที่ได้ยินมาจากสาลินพูดกับชายรองเมื่อครู่ ทั้งสามหันกลับไป พบม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงอยู่ในชุดราตรียาว ส่วนผ้าคลุมขนนกนั้นกลับไปอยู่บนร่างของจรวย ทั้งสองนางยืนโพสอยู่
"ชุดขนหงส์เหมาะกับจรวยจริงๆ"
วิรงรองถาม "ทำไมหญิงไม่เข้าไปในฮอลล์เต้นรำล่ะจ๊ะ"
"เธอคิดว่าโชว์ที่เราจบด้วยการตกลงในบ่อน้ำพุ น่าขายหน้าขนาดนั้น จะทำให้ฉันกล้าสู้หน้าคนอีกงั้นเหรอ ไม่หรอก ฉันไปรอที่สนามหน้าตึกดีกว่า"
"หญิงจะมารอใคร หรืออะไรเหรอคะ"
"เดี๋ยวจะมีการยิงพลุกันที่สวนหน้าตำหนักค่ะ เราไปรอดูพลุที่นั่นกันดีกว่า"
"ขนห่านนั้นเหมาะกับเธอนะ"
จรวยพาหญิงก้อยแยกมา
"โถ.....แม่คุณหญิงหน้าบาง ทีอย่างนี้ละอาย แต่ไม่อายเมื่อลดตัวลงไปคบกับนังเมียบ่าว ใฝ่ต่ำ"
อีกมุมของสวน ทั้งคู่เดินมาด้วยกัน
"เดี๋ยวคุณชายก็ต้องออกมาชมพลุกับเสด็จ นี่ล่ะค่ะคือโอกาสของคุณหญิง"
"แล้วฉันจะจำได้ยังไงว่าคุณชายรองแต่งเป็นทหารเสือคนไหน แต่งกันเป็นสิบ ๆ คน เหมือน ๆ กันไปหมด"
"จำไว้เลยค่ะ คุณรองใส่สายสะพายสีเขียวค่ะ สีเขียวเท่านั้น"
"ได้ ได้ สีเขียวเท่านั้น"
เสียงห้าวของ ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ดังขึ้นเบื้องหลังสองสาว เมาจนเดินเซ
"จรวย มาทำอะไรแถวนี้ อ้อ....โทษครับคุณหญิงก้อย ขอคุยส่วนตัวกับเมีย เอ๊ย กับจรวยหน่อยครับ"
"ไม่เป็นไรมิได้ค่ะคุณชายโต ตามสบายค่ะ"
หญิงก้อยแยกไป จังหวะนี้กลุ่มวิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาเดินกรายเข้ามาดูห่าง ๆ
"มีอะไรคะคุณชาย"
"จรวย ฉันได้ยินนะเธอไปพูดยุแยงอะไรคุณหญิงก้อย"
"ยุแยงอะไร จรวยเปล่านะ"
"ไม่ต้องมาเถียง เพราะเธอทำตัวแบบนี้นี่แหละ คนเขาถึงดูถูก แล้วพาลดูถูกมาถึงผัวอย่างฉันด้วย"
"ดูถูกไปถึงคุณชาย เรื่องอะไรกันคะ"
"ทุกเรื่องที่เธอทำ ที่เธอคิดนั่นแหละ หน้าที่การงานของฉันไม่เจริญก้าวหน้าก็เพราะได้เมียบ่าวอย่างเธอมาตบแต่ง"
จรวยกรี๊ดแล้วตบหน้าชายโตฉาดใหญ่ จรวยเข้าตะกุย กรี๊ดลั่น วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา รีบวิ่งเข้ามาห้ามทัพ สายสะพายสีแดงของชายโตหลุดลุ่ยกับพื้น เช่นเดียวกับเสื้อคลุมขนห่านของเทพีเพ็ญแสง ที่หลุดจากร่างจรวย ฉัตรและเลื่อมเข้าดึงร่างชายโตออก วิรงรองดึงร่างจรวยออกมา
"มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันดีกว่านะคะ อย่าทะเลาะกันเหมือนไพร่....เอ๊ย...เหมือนชาวบ้านเลยค่ะ"
"ถ้ารวยเป็นตัวถ่วงทำให้คุณโตไม่เจริญก้าวหน้า ก็หย่าขาดกันไปเลยซีคะ รวยก็ไม่อยากเป็นสะใภ้จ้าวนอกคอกแบบนี้เหมือนกัน"
จรวยสะบัดวิ่งไปทางเดียวกับหญิงก้อย ชายโตนิ่งงัน เลื่อมประภัสเก็บสายสะพายขึ้นมา
"สายสะพายฉีกขาดหมดแล้วค่ะคุณชาย"
"ช่างมันเถอะครับ"
ฉัตรอาชาจับต้นแขนดิเรก รู้สึกถึงกล้ามแน่นปั๊ก
"อุ๊ย....งั้นใส่สายสะพายของฉัตรก็แล้วกัน"
ฉัตรอาชารีบถอดสายสะพายสีม่วงของตนออก แล้วทำการใส่ให้ดิเรกอย่างบรรจง และล่วงเกิน ลูบแผงอกบ้างอะไรบ้าง เลื่อมประภัสช่วยด้วย ลูบคลำด้วย
"หล่อเหมือนเดิมแล้วล่ะครับ"
"พวกคุณใจดีจัง เป็นคนอื่นแท้ ๆ แต่ใจดี แต่เมียผม ทำไมมันใจร้าย"
"ครับ จะใจดีกว่านี้นะครับ ถ้ายอมให้ฉัตรสนตะพาย เอ๊ย คล้องสายสะพายให้อีก"
"ขอบคุณครับ ผมไม่รบกวนแล้ว"
ชายโตเซไปอีกทาง
"แหม...นังฉัตรอาชา นังเลื่อมได้ทีเชียวนะ"
"เป็นโอกาสของฉัตรและเลื่อมแล้วครับ"
"ย่ะ โอกาสมาถึงเรา ตอนผู้ชายเมาค่ะ"
ทั้งสามหัวเราะลั่น วิรงรองมองไปที่เสื้อคลุมขนห่าน
"อุ๊ย เสื้อคลุมขนห่าน"
"เอาไปคืนคุณหญิงเถอะค่ะ ดีกว่าเอาไปให้นังสะใภ้ไพร่คนนั้นมันสวม"
ทั้งสามหัวเราะร่ากันอีกครั้ง
ศรีจิตราในชุดเซเฮราซาดนั่งอยู่ริมน้ำ มองดูเงาสะท้อนของตัว ดวงตาเศร้า
"คุณหญิงกลางคงเป็นคนรักของคุณใช่ไหมคะ คุณเล็ก"
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินจากตาหยดลงน้ำ เงาสะท้อนศรีจิตราพลันพร่าไหวเป็นระลอก เมื่อน้ำคืนสภาพสงบนิ่ง กลับมีร่างในชุดทหารเสือยืนอยู่ข้างหลัง
ศรีจิตราเบิกตากว้าง หันขวับมา บดินทร์พลันนั่งลง
"ทำไมมาแอบอยู่คนเดียวมืด ๆ ตรงนี้ล่ะฮะ"
"ฉันมึนศีรษะค่ะ"
"เป็นอะไรฮะ เมาคน เมาอาหาร หรือเมาแชมเปญ"
ศรีจิตราหัวเราะออก
"ถูกทุกข้อมังคะ แล้วคุณเล็กล่ะคะ เออ...ไม่เต้นรำกับคุณหญิงกลางต่อเหรอคะ"
"อ๋อ....หญิงกลางไม่ถนัดเต้นรำหรอกครับ เธอถนัดเรื่องเข้าครัวเสียมากกว่า กับข้าวคาวหวานที่หญิงทำ อร่อยทุกอย่างเลยนะครับ คุณศรีต้องทานเค้กสายรุ้งของเธอ อร่อยจนลืมไม่ลง"
ศรีจิตราอยากจะร้องไห้ออกมา
"ลืมไม่ลงเลยเหรอคะ"
"ครับ ลืมไม่ลงจริง ๆ"
ศรีจิตรายิ่งเศร้า บดินทร์มองดูแล้วงันไป เพราะยิ่งเศร้าก็ยิ่งสวยซึ้ง
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์พาสาลินออกมาเดินเล่นในสวนสวยหน้าตำหนัก แขกในงานทะยอยออกมาบางคู่ สาลินมองดูกิตติ พูดในใจ
"มีรอยโกนหนวดเขียวๆด้วย"
สาลินเคลิ้ม เผลอยิ้มออกมา
"ตัวก็ฮ้อมหอม"
สาลินถอนใจ หน้าหม่นลง
" ถ้าปล่อยให้เข้าใกล้พี่ศรีมาก ๆ พี่ศรีต้องหลงรักแน่"
สาลินหน้าบึ้ง โกรธโลก
"นี่เธอเป็นอะไร"
สาลินสะดุ้ง
"ทำไม ฉันเป็นยังไง"
"ก็แค่วินาทีเดียว หน้าเธอเปลี่ยนไปตลอด เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวกังวล เดี๋ยวก็บึ้ง"
สาลินใจวูบ รีบทำโกรธกลบเกลื่อน
"นี่ คุณว่าฉันคุ้มดีคุ้มร้ายเหรอ คุณต่างหากที่คุ้มดีคุ้มร้าย"
ชายรองเลิกคิ้ว
"ยังไง"
"ก็แต่ก่อนนี้ คุณเคยพูดดี ทำดีกับฉันที่ไหน เพิ่งจะมีวันนี้นี่แหละที่คุณไม่อาละวาด
จิกกัดฉัน ทำตัวเป็นเจ้าชายได้ตลอด"
"ปรกติฉันเป็น “อสูร” เดอะบีสต์น่ะซี"
"ใช่ คุณน่ะเป็นเจ้าชายที่ถูกสาปเป็นอสูรร้าย"
สาลินพูดเล่น
"เรื่องมันเป็นยังไงนะ วันหลังเธอเล่าให้ฉันฟังบ้างซี"
"ไม่เอา ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณไม่รู้จักเรื่องนี้"
"ทำไม"
"ก็คุณนะฉลาด แล้วก็รู้มากจะตาย"
"ความรู้มาก ไม่ใช่รู้มาก"
สาลินเชิดใส่
วิรงรองสวมเสื้อคลุมกลับคืนให้เทพีที่ยืนโงนเงน มือถือแก้วไวน์ ยกดื่มตลอด
"อากาศเย็นนะคะหญิง ใส่เสื้อคลุมเสีย"
"แล้วชายรองอยู่ไหนล่ะติ่ง
"อุ๊ย....ไม่ทราบหรอกค่ะ"
"ใส่หน้ากากให้ฉันหน่อย ฉันจะเซอร์ไพรส์คุณรอง เมื่อคุณรองออกมาดูพลุ"
วิรงรองใส่หน้ากากให้อย่างรำคาญ
"ค่ะ เดี๋ยวจะมีการยิงพลุหน้าตำหนักแล้ว คงได้รูปสวย ๆ เยอะเลย ติ่งขอตัวก่อนนะคะ"
วิรงรองแยกไป หญิงก้อยเดินเซมา กลางสวนที่มุมหนึ่ง ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ยืนทอดถอนใจอยู่ข้างเก้าอี้สนาม ใส่หน้ากากเช่นกัน เธอเห็นสายสะพายสีม่วง
"สายสะพายสีเขียว คุณรอง"
หญิงก้อยเดินเซเข้าไปหา
"คุณชายขา"
ชายโตหันมา เห็นเสื้อคลุมขนห่านเข้าใจว่าจรวย
"เธอ...รวย"
"ใส่ชุดนี้แล้วดูรวย เออ ดู Rich มากใช่ไหมคะ คุณชาย"
เธอเข้ากอดชายโตทันที ซบหน้ากับอกกว้าง
"คุณชาย ยกโทษให้หญิงนะคะ"
"ถ้าเธอสำนึกในความผิด ฉันพร้อมจะยกโทษให้เธอ"
"หญิงผิดไปแล้วค่ะ ผิดมาตลอด คุณชายเข้าใจเถอะนะคะ ครั้งนั้นที่หญิงจูบกับอาร์นี่ หญิงทำเพื่อประชดคุณชาย หญิงไม่ได้รักเขาแม้แต่นิดเดียว"
"หืมม์ เธอเคยจูบกับฝรั่งด้วยเหรอ ฉันก็พอจะรู้หรอกนะว่าเธอเคยมีผู้ชายมาก่อนหน้าฉัน แต่ไม่ยักรู้ว่าคือฝรั่ง"
เธอนิ่งไปนิดนึง งง ๆ
"แต่เมื่อเธอสารภาพ ฉันก็ให้อภัย และเชื่อว่าเธอพูดความจริง ดีใจที่เธอสำนึกได้ ทำตัวเป็นเมียที่ดีเถอะนะ เพื่อหน้าที่การงานของฉันด้วยไง"
"เป็นเมียที่ดี ... คุณชาย ตายแล้ว ภาษาคุณชายช่างเถื่อนอะไรอย่างนี้ แต่มันก็เร้าอารมณ์ ดีเหลือเกินค่ะ"
"เวลาเธอเรียกตัวเองว่าหญิง มันก็เร้าอารมณ์ฉันเหมือนกันนะ"
"ค่ะ หญิงพร้อมจะเป็นภริยาทูต เอ๊ย เมียทูตของคุณแล้วค่ะคุณชาย"
ดิเรกเป็นฝ่ายงง ๆ บ้าง แต่ไม่ติดใจ เธอกอดไว้แน่น
"เราคือเรา
ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์กับสาลินเดินมา วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาถ่ายรูปคู่ สาลินบอกขอใส่หน้ากากก่อน
มุมสวน กิตติและสาลินมองท้องฟ้า พลุสีต่าง ๆ พุ่งขึ้นแตกกระจายบนท้องฟ้าลูกแล้วลูกเล่า เกิดแสงสีพร่างพราย
"ดูท้องฟ้าซิ"
"งดงามเหลือเกิน"
มุมสระ บดินทร์ฉุดศรีจิตราให้ยืนขึ้น จับมือดูพลุ แหงนดูฟ้า
"มีความสุขจัง"
"ค่ะ มีความสุขจัง"
ชายรองมองสาลินที่อ้าปากค้างมองพลุ เขาเอามือไปแตะที่คาง สาลินรีบหุบปากทันที
ชายรองเกือบหัวเราะออกมา แต่ยังทำเก๊ก
"หุบปากค่อยน่ารักหน่อย"
สาลินค้อน
"วันนี้เมื่อสองปีก่อน ฉันเคยยืนอยู่ตรงนี้ ในงานประสูติของเด็จป้า แต่คนที่อยู่ข้าง ๆไม่ใช่เธอ สายลมแห่งโชคชะตาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปหมด"
สาลินนึกแต่ว่าเขาอาลัยอาวรณ์ในตัวหญิงก้อย เกิดสงสารอย่างแรงกล้า
"คุณชายคะ ฉันผิดเองที่ก่อเรื่องให้คุณ ฉันขอโทษจริง ๆ นะคะ"
"เธอนี่ประหลาดจริง อารมณ์เธอยังกะพลุบนท้องฟ้า บางทีก็สวยระยิบระยับ บางทีก็ระเบิดตูม เผาทุกอย่างรอบตัว"
"อะไรที่ฉันผิด ฉันก็ขอโทษซี ไม่เหมือนคุณหรอกทำขี้โคลนเปื้อนฉันก็ไม่ขอโทษ"
"นี่เธอยังจดจำอยู่อีกหรือ"
"คุณชายคะ ฉันจะทำทุกอย่างให้คุณคืนดีกับคุณหญิงให้ได้"
"ช่างมันเถอะ ปล่อยให้ทุกอย่างจบไปก็ดีแล้ว"
พลุเริ่มทิ้งระยะห่าง ทุกคนเริ่มดึงหน้ากากออก ชายรองปลดหน้ากาก เหลือแต่สาลินที่ยังใส่หน้ากาก
จังหวะนี้เลื่อมและฉัตรวิ่งผ่านมา และถ่ายภาพไว้ สาลินหันมายิ้มเห็นฟันพอดี ทั้งคู่วิ่งเลยไป
ชายรองปลดหน้ากากสาลินออกอย่างนุ่มนวล
"คนที่รักชีวิตเคยกล่าวไว้ว่า มีทิฐิอะไรก็มีไป แต่อย่ามีทิฐิกับความรัก เพราะมันอาจทำให้ต้องเสียใจไปตลอดกาล"
"แก่แดดจริง ฉันก็รู้ว่าคนเราไม่ควรมีทิฐิกับความรัก"
ชายรองดวงตาวูบวับ
"แต่ที่ฉันรีรอ ก็เพราะ....อยากดูให้แน่ชัดว่าอะไรคือความรักจอมปลอม อะไร..คือความรักที่แท้จริง"
" ไม่รู้ล่ะ ฉันจะช่วยให้คุณกับคุณหญิงคืนดีกัน"
"ถ้าเธอทำไม่สำเร็จล่ะ เธอจะทำยังไง"
"ฉันจะไปรู้เหรอ"
"ก็ง่าย ๆ ถ้าเธอหวง ไม่ให้พี่สาวของเธอแต่งกับฉัน เธอก็ต้องหาคนรักคนใหม่ให้ฉัน คนที่ฉันจะรักได้อย่างแท้จริงไง"
ชายรองมีแววรื่นรมย์ใจ สาลินสบตายังไม่รู้เรื่อง
"แล้วฉันจะไปหาที่ไหน"
"มันอาจจะไม่หายากอย่างที่เธอคิดก็ได้"
ณ ริมสระ พลุเริ่มทิ้งระยะ บดินทร์มองศรีจิตรา
"ถอดหน้ากากได้แล้วฮะ"
ศรีจิตราพลันเอื้อมมือไปถอดหน้ากาก ชายเล็กอึ้ง แล้วปลดผ้าคลุมหน้าศรีจิตราออก ศรีจิตราหลบตาลง แล้วช้อนสายตามองเขาอย่างตะลึง
ทันใดพลุใหญ่ที่สุดระเบิด พร่างพรายเต็มท้องฟ้า
"ว้า ลูกสุดท้ายแล้ว"
"ความสุขอยู่กับเราสั้นเสมอค่ะ"
"ความสุขอยู่ที่ใจต่างหากครับ"
ศรีจิตราดวงตาวาววาม ชายเล็กข่มใจ เตือนตัวเองว่า
" คู่หมั้นพี่รอง คู่หมั้นพี่รอง"
เช่นเดียวกับศรีจิตราที่เตือนตัวเองว่า
"เขารักคุณหญิงกลาง เขารักคุณหญิงกลาง"
กลางลาน... ม.ร.ว. กิจจิราชนรินทร์จูงมือสาลินมาดู เธอตื่นเต้นจนไม่รู้สึกเรื่องถูกจูงมือ ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลจูงมือศรีจิตราเดินมาสมทบอีกคู่ เสด็จทรงยืน แขกทั้งมวลยืนด้วย พลุไฟที่พื้นพุ่งขึ้น ทุกคนมองไปแล้วตกตะลึง ที่หน้ากังหันไฟ ลูกไฟกระจายเป็นรัศมี ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์และ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง
จูบกันดูดดื่ม เขาโน้มตัวลงจูบ ฝ่ายหญิงเอน 45 องศาแบบท่าเต้นรำ ฝ่ายชายอยู่ในชุดทหารเสือ ฝ่ายหญิงมีขนนกโด่ชี้รอบทิศ จึงดูอัศจรรย์พันลึกยิ่งกว่าหน้าปกหนังสือโรแมนซ์เล่มไหนทั้งสิ้น
ชายรองกับสาลินตะลึง ชายเล็กอ้าปากค้าง ศรีจิตรายกมือปิดปาก เสด็จทำพระเนตรปริบๆ สร้อยตบอกผาง สอางค์ยืนระทวย หม่อมอำพันตาเบิกโพลง หม่อม วาณียกมือทาบอก
"ต๊าย นั่นใครมันหน้าด้าน" วาณีบอก
"แต่งตัวโป๊ดำเป็นอีกาขนาดนี้ หญิงก้อยของหม่อมสิคะ" อำพันว่า
"ว้าย นังหน้าด้านสะพานช้างโรงสี เอ๊ะ หม่อมว่าอะไรนะคะ หญิงก้อยของดิฉัน ว้ายตายแล้ว แล้วหญิงก้อยจูบกับใคร"
"ฮ่ะ ฮ่ะ ชายรอง ชายเล็กอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ลูกชายดิฉันแน่ ๆ" อำพันบอก
สอางค์บอก "ค่ะ ไม่ใช่ชายรอง"
สร้อยย้ำ "แต่เป็นลูกชายค่ะหม่อม"
ทั้งสี่โพล่ง "ชายโต !"
จรวยวิ่งมาสมทบกับนางทั้งสี่พอดี มองอ้าปากค้าง วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาถ่ายภาพจากสามมุมพร้อมกัน
"คุณชายโต"
"นี่แกเป็นใคร" หญิงก้อยว่า
ชายโตตัวชาถอนปากออก หญิงก้อยยิ้มพราย จับหน้ากากฝ่ายชายดึงออก หญิงก้อยยิ้มแล้ว
ชะงัก
"คุณโต"
"หญิงก้อย"
ชายโตปล่อยร่างหญิงก้อย เธอร่วงนอนหงายแผ่กับพื้น จรวยก้าวไป ชายโตหน้าซีด
"รวย ฉันเปล่า"
"นี่แน่ะ เปล่า"
จรวยตบหน้าฉาด ชายโตหน้าสะบัด อำพันผวามา
"แก กล้าดียังไงมาตบลูกฉัน"
อำพันตบจรวยฉาด จรวยผวาไปล้มลงข้างหญิงก้อย ช่วยกันประคองกันขึ้นมาท แล้วจรวยก็เข้าบีบคอ หญิงก้อยร้องวี๊ดสู้
"นังคุณหญิง แย่งผัวฉันทำไม"
สองหญิงกลิ้งกันไปมา ขนนกกระจายว่อนเหมือนหมาฟัดไก่
วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาตามถ่ายรูปเมามัน
หม่อมวาณี เข้าดึงลูกสาว สองคุณชายถลาไปดึงจรวยออก ชายโตรีบมาล็อคจรวยไว้จนนมแอ่น
หญิงก้อยยืนโงนเงน สบตากิตติแล้วเข่าอ่อนทรุดลง วาณีร้องวิ๊ด ชายรองเข้าตวัดอุ้ม
"หญิง"
"พาไปที่รถเลยชายรอง ชายเล็ก อาอยู่ต่อไม่ได้แล้ว พาไปขึ้นรถเถอะค่ะ น้าอาย"
สองคุณชายช่วยประคองออกไป วาณีตาม
"ชายโต กลับตำหนัก พานังเมียแกกลับไปด้วย เดี๋ยวนี้"
ชายโตพาจรวยแยกไปอีกทาง อำพันตามไป
เสด็จทรงทรุดลงนั่งบนพระเก้าอี้ สอางค์ สร้อยเข้านวดเฟ้น สาลินและศรีจิตราลงนั่งเฝ้ากับพื้นอย่างเป็นห่วงเสด็จ
"เด็จกลับที่โถง ทรงฟังดนตรีต่อดีกว่านะเพคะ" สร้อยบอก
"อย่าเพิ่งทรงหมดสนุกนะเพคะ" สอางค์บอก
"ใครบอกล่ะว่าฉันหมดสนุก ไม่ได้แม่ก้อย เจ้าโต นังจรวย งานคงกร่อยกว่านี้เยอะ ฮ่ะ ฮ่ะ"
ทุกคนอ้าปากค้าง เสด็จหัวเราะร่า
"โอย สนุกกว่าปีไหน ๆ ทั้งนั้น รวมทั้งพวกเจ้าด้วยนะ ยายสา ยายศรี"
"พวกเราด้วยเหรอเพคะ"
"ทุกคนจ๊ะ ผิดฝาผิดตัวกันสนุกที่สุด ฮ่ะฮ่ะ มันคือพรหมลิขิต พรหมลิขิตจริง ๆ ฮ่ะฮ่ะ"
เสด็จยังหัวเราะต่อ ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน สาลินเป็นคนแรกที่หัวเราะตาม แล้วทุกคนก็หัวเราะร่า ณ ลานหน้าตำหนักนั้น ทั้ง ๆ ที่บางคนก็ไม่รู้ว่าขำอะไรก็ต่างหัวเราะขบขันตามกัน กับบันเทิง อันแสนสนุกสนานตามเสด็จ
เมฆขาวลอยเคลื่อน พระจันทร์เต็มดวงสุขสว่าง
ศรีจิตราใส่ชุดนอนแล้วทำตาปริบ ๆ อยู่ที่สตูลหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนสาลินสวมกางเกงขาสั้น เสื้อเชิ้ตเก่า นั่งหน้าหงิกอยู่บนเตียง
"ฮึ มาทำเป็นบอกว่า จบแล้ว ไม่คืนดีแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงก็หน้าซีดรีบวิ่งเข้าไปอุ้ม สาแน่ใจว่าเขายังไม่หมดเยื่อใยกันหรอก"
ศรีจิตราลุกมานั่งข้างเตียง
"แล้วถ้าคุณชายรองคืนดีกับคุณหญิง แล้วพี่ล่ะสา พี่จะเป็นยังไง"
"พี่ศรีก็เป็นอิสระไง เขาก็คงกราบทูลเสด็จให้เลิกล้มงานแต่ง"
"คุณป้าใหญ่กับคุณป้าสร้อยคงจับคู่ให้พี่กับใครอีกแหละ"
"ก็คุณชายเล็กไงคะ"
สาลินโพล่งขึ้น ล้อเลียนไม่จริงจัง ศรีจิตรากลับอึ้งหน้าแดง
"บ้าน่ะสา คุณชายเล็กน่ะของสาต่างหาก"
"สาไม่เอาหรอก อีกอย่างคุณชายเล็กไม่ใช่ของใครทั้งนั้นละค่ะ เพราะตาพลบอกว่าเขา
มีแฟนแล้ว"
ศรีจิตราใจหาย
"มีแฟนแล้ว เป็นใครรู้ไหมสา"
"คุณพลบอกว่า คุณชายไปจีบเขาบ่อย ๆ ที่บ้าน แถมยังติดใจอาหารที่บ้านสาวคนนั้น
ด้วยนะคะ"
ศรีจิตราไม่รู้เลยว่า ชายเล็กหมายถึงตน กลับคิดไปว่าเป็น ม.ร.ว. ศศิรัชนี ภาพย้อนในงานเกิดขึ้น เมื่อทั้งคู่เต้นรำด้วยกัน ศรีจิตราหน้าเผือด ลุกไปเกาะหน้าต่างมองออกไป
ที่ตำหนักเล็ก ห้องชายเล็กปิดหน้าต่างอยู่ ศรีจิตราไหล่ลู่ลง สาลินสงสัย
"นั่น พี่ศรีเป็นอะไร"
ศรีจิตราตอบเสียงเครือ "เปล่า สา"
สาลินลุกพรวดมา ดึงศรีจิตราให้หันมา ศรีจิตราน้ำตาหยด
"พี่ศรี พี่ศรีร้องไห้"
สาลินมองไปบ้าง เห็นตึกเรือนหอ ที่เริ่มมีการตั้งเสาลงฐานราก สาลินอ้าปากค้าง
"อะไร พี่ศรี มามองเรือนหอแล้วร้องไห้"
ศรีจิตราอึ้งไป
"หรือว่า พี่ศรีเสียใจที่จะไม่ได้แต่งงาน นี่พี่ศรีหลงรักคุณชายรองเข้าแล้วหรือนี่"
ศรีจิตราชะงักเบิกตากว้าง
"ไม่ใช่นะสา"
"ถ้าไม่ใช่ แล้วพี่ศรีร้องไห้ทำไม"
"พี่ พี่"
"ฮึ พี่ศรีตอบไม่ได้ ฮึ นี่เขาเพิ่งพูดว่าใครเข้าใกล้เขาก็หลงรัก ฮึ พี่ศรี ไปเข้าใกล้เขาตอนไหน ถึงรักเขาได้รวดเร็วอย่างนี้ โธ่ แล้วจะทำยังไงนี่"
สาลินในใจสับสนอลหม่าน ศรีจิตราพูดไม่ออก
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 13 (ต่อ)
ตำหนักใหญ่เมื่อเวลาใกล้รุ่ง แสงเงินแสงทองเริ่มจับท้องฟ้า
เสียงไก่ขันดังแว่วๆ บรรยากาศสงบ ทันใดมีเสียงร้องกรี๊ดดังขึ้น
ศรีจิตราเปิดไฟหัวเตียง ห้องสว่างขึ้น สาลินลุกนั่งหน้าตาตื่น
"สา อะไร"
"อี๊ย์ พี่ศรี"
ประตูเปิดออก สร้อยปะแป้งลายพร้อยชุดนอนโทรมเข้ามากับสอางค์ในชุดนอนกรุยกรายไม่แพ้กัน มาลา วรรณาโผล่มาด้วย
"อะไรกันยะ เสียงยังกะเปรตมาขอส่วนบุญพระเจ้าพิมพิสาร"
"ยายสาค่ะ"
"ฮือ สาฝันร้ายค่ะ"
"อ้อ ก็กินเข้าไปกี่ขนานล่ะยะ ธาตุก็กำเริบ เอ๊ะ หรือแกไม่ได้จุดธูปบอกเจ้าที่ เจ้าทาง โอ๊ย พี่สอางค์หยิกหนูทำไม" สร้อยว่า
สอางค์ค้อนน้องสาว เข้าจับแขนสาลิน มาลา วรรณาคุกเข่าลงข้างเตียง
"ขวัญเอ๊ย ขวัญมาลูก ฝันอะไรเล่ามา จะได้ไปแก้ฝันให้ถูก"
"สาฝันว่างูรัดค่ะ"
สอางค์ตาวาวสบตาสร้อย ศรีจิตรายิ้มนิด ๆ มาลา วรรณายิ้มปากเกือบถึงรูหู
สอางค์กับมาลาโพล่ง "งูรัด"
"งูรัด หน้าตามันเป็นยังไงคะ"
"ก็หน้าเป็นงูน่ะซีคะ มันแลบลิ้นแผล็บ ๆ ตัวใหญ่ ๆขาว ๆ เหมือนงูเผือก ฮือ ฝันร้ายจังเลย"
วรรณาบอก "ไม่ร้ายค่ะ อย่างนี้ฝันดี"
"ยิ่งฝันตอนใกล้รุ่ง ฝันจะกลายเป็นจริง" มาลาบอก
"ต๊าย พอรู้จักคุณชายเล็กปุ๊บก็ฝันปั๊บ ทูนหัวของป้า" สอางค์ว่า
"วุ้ย ฉันไม่อยากจะเชื่อ หล่อนน่ะหรือยะมีวาสนา บารมี" สร้อยบอก
สาลินทำตาปริบๆ เพิ่งได้คิด
"ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่คู่อะไรทั้งนั้น ฮือ มันน่ากลัวจะตาย สงสัยว่าจะตัวเดิมด้วย"
ศรีจิตราถาม "ตัวเดิมอะไรกันสา"
"สาเคยฝันเห็นมันมาก่อนตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ตั้งแต่เพิ่งไปทำงานห้องสมุดแน่ะ"
สอางค์ไม่สนใจ
"อุ๊ย คุณชายเล็กแน่ ๆลูก ฝันดี ฝันดี ไม่ต้องแก้อะไรแล้ว"
สาลินยังคงขนลุกเกรียว ยกมือลูบแขน
"นอนต่อ นอนเลย เอาหัวไปชิดๆพี่เขาไว้" สร้อยว่า
"ทำไมเหรอคะ"
"ก็งูในฝันของแกจะได้เลื้อยเข้าไปในหัวพี่แกไง"
ชานเรือนบ้านสวน สาลินทำตาปริบ ๆ ต่อหน้าคุณตา คุณยาย ยายพิณเอาไม้ทับกดกล้วยให้แบน วางเรียงรายในกระด้งเพื่อทำกล้วยตาก
"วุ้ย ยังไงกัน ฝันแล้วฝันอีก" ยายบอก
"มันงูตัวเดียวกันหรือเปล่า" ตาถาม
"คงจะตัวเดียวกันค่ะ แต่แหม งูมันก็หน้าตาคล้ายๆกัน ถ้ามันคนละตัว แล้วมันจะยังไงหรือคะ"
ยายพิณทับกล้วยอย่างแรง
"คุณสาก็อาจจะมีคู่ 2 คนน่ะซีคะ"
ยายตีพื้นผาง
"แกจะบ้าเหรอ ยายพิณ หลานฉันไม่ใช่นางวันทองนะยะ"
"เอ หรือจะเป็นคุณชายเล็กที่คุณป้าเจ้ายศเขาหวังนักหวังหนา" ตาบอก
สาลินเริ่มหงิกค้อนคุณตา
"แหม ถ้าคุณเล็กนี่งามเหมือนคุณชายรองก็น่าเอา" พิณว่า ทุกคนสะดุ้งมองดู รีบเปลี่ยน
คำให้เบาลง "เอามา พิจารณาดูนะคะ"
สาลินเสียงแข็ง
"ไม่เอาค่ะ เลิกพูดได้แล้ว กะอีแค่ฝัน"
เจ้าแกะโผล่มา
"คุณสาคับ มีแขกมาหาคับ คุณพลคับ"
ทุกคนชะงักมองหน้ากัน
"เอ๊ะ หรือจะเป็นเจ้านี่" ยายว่า
ชายเล็กในบทบาท คุณพล อ้าปากค้าง
"อะไรนะฮะ"
"จริง ๆ พี่ศรีไปรักคุณชายรองเข้าเต็มหัวใจแล้วล่ะ คุณพล"
พลแต่งชุดหมีของบริษัทน้ำมัน นั่งทานของว่างกับ สาลินที่ศาลาท่าน้ำ
"จริงหรือฮะ"
"ฉันแค่ไปเล่าว่า คุณชายรองจะคืนดีกับคุณหญิงก้อยเท่านั้นแหละ พี่ศรีก็ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า"
ชายเล็กเกิดความรู้สึกคล้ายผิดหวัง ผิดคาด แม้แต่เสียดาย
"พี่ศรีนะพี่ศรี เขาไม่เคยสนใจตัวซักนิด ก็ยังไปรักเขาอีก"
"พี่รองนี่ช่างทรงเสน่ห์จริง ๆ"
"รู้งี้ฉันปล่อยให้แต่งงานไปดีกว่า จะได้อกหักเสียให้เข็ด นั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่า"
"แล้วนี่ คุณจะทำยังไงต่อไป"
สาลินทำหน้ามีแผนการ
"ฉันก็ต้องรีบหาทางให้เรื่องมันจบ ๆไปน่ะซี เรื่องแรกคือให้พี่ศรีเลิกรักคุณชายรองให้เร็วที่สุด"
นายพลเกาหัว
"มันทำได้ง่าย ๆ หรือฮะ
"ก็ต้องให้พี่ศรีไปรักคนอื่นน่ะซี ฮึ ให้คุณช่วยคุณก็ไม่ยอมช่วย"
"ถ้าเทียบกับพี่รอง เอ๊ย....คุณชายรอง ผมจะมีอะไรไปสู้เขาได้"
ชายเล็กพูดแล้วก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาจริงๆ
"เรื่องที่สอง ก็ต้องให้คุณชายรองคืนดีกับคุณหญิงห่านเทโพนั่นเร็วๆ"
สาลินสีหน้ามั่นใจ
สาลินเดินเลียบคลองมาส่งนาลพลที่ใต้ถุนเรือนไทย เห็นยายพิณ เจ้าแกะอยู่แถวนั้น มองมาอย่างไม่ไว้ใจ ตาผลรดน้ำต้นไม้อยู่ไม่ห่างมองมาเช่นกัน
"คุณแน่ใจหรือว่า คุณชายรองเขาอยากคืนดี"
"ตอนที่เขาเต้นรำกับฉัน เขาก็พร่ำเพ้อถึงวันชื่นคืนสุขที่เขาเคยดูพลุกับยายคุณหญิง เมื่องานฉลองวันประสูติเสด็จสองปีก่อน....หมั่นไส้"
นายพลเดินมาถึงใต้ถุนเรือน เห็นตาและยายกำลังช่วยกันทับกล้วยไว้ทำกล้วยตาก ท่าทางมีพิรุธเห็นชัด
"อ้าว คุณพล จะกลับแล้วเหรอ" ตาถาม
"ครับ ผมลาคุณตาคุณยายเลยนะครับ"
"ค่ะ กระโดดท้องร่วงสวนดี ๆ นะคะ อย่าให้ตกน้ำตกท่า"
นายพลไหว้ลา แยกมาถึงรั้วจะออกสวน
"เอ วันนี้ทุกคนดูจะมีกิจกรรมทำแถวนี้กันหมดทั้งบ้านเลยนะครับ"
"คุณตา คุณยายมาเฝ้า ไม่อยากให้ฉันลับหูลับตา"
"แต่ก่อนไม่คุมเข้มแบบนี้นี่ครับ"
"ก็ตอนนี้ ฉันกลายเป็นนางห้ามไปแล้วน่ะซี"
"ห้ามยังไงฮะ"
"นางห้ามสำหรับคนอื่น มีไว้ให้อีคุณชายเล็กคนเดียว"
สาลินหมั่นไส้ ชายเล็กสะดุ้ง
"ฮึ ทำไปทำมา คุณตา คุณยาย กลายเป็นแนวร่วมกับสองคุณป้าไปแล้ว"
"ถ้าอีตาคุณชายเล็กรู้เข้าคงปลื้มตาย"
โต๊ะอาหาร วังรัชนีกุล ม.ร.ว. ศศิรัชนีเทไซรับลงบนแพนเค้ก ดวงตาเหม่อฝัน นึกภาพ ที่เต้นรำอย่างมีความสุขกับศุภร จนไซรับไหลท่วมท้น รื่น โรยยกอาหารมาเพิ่มมองดู
"คุณหญิงขา" รื่นเรียก
"ไม่หวานไปหรือคะ" โรยถาม
"หวานซี หวานที่สุดเลย"
รื่น โรยงง หญิงกลางตื่นจากภวังค์ หม่อมวาณีลดหนังสือพิมพ์ หน้าสตรีลง ตรงหน้ามีหนังสือพิมพ์อีก 6-7 ฉบับ
"เฮ้อ โล่งอกไป ไม่มีรูปไม่งามของหญิงก้อย เออหญิงกลาง ช่วยแม่เช็คหน่อยซีลูก"
วาณีเลื่อนหนังสือพิมพ์มา หญิงก้อยคว้าฉบับหนึ่งเปิดดูหน้ากลาง แต่ไม่ดูหน้าหนึ่ง
"ไม่มีรูปหญิงก้อยค่ะ มีแต่รูปคุณรอง"
รูปในหน้ากลางนั้นลงรูปงานวันประสูติ ขนาดเท่า ๆ กันราว 8 ภาพ รูปหนึ่งคือรูป ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์และสาลินสวมหน้ากากเป็นมิเดียมช็อทค่อนข้างใกล้ ดูราวเจ้าชายเจ้าหญิง จังหวะนั้น หญิงก้อยเดินกรายเข้ามา
"ดูอะไรกันอยู่คะ"
ทุกคนหันมาเห็น ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงยืนอยู่ในชุดอยู่บ้านกรุยกราย แต่ลากผ้าคลุมไหล่ระพื้นยาวราว 3 เมตรมาผืนหนึ่งอย่างไร้สาเหตุ ชะโงกดูภาพ
"อ้อ รูปคุณรองกับ....นังสาลิน"
หญิงกลางจงใจพูด
"ดูเขาสนิทสนมกันจังนะ หญิง"
"ก็แน่ล่ะซีคะ นังคนนี้ไงคะ ที่คุณรองไปรับไปส่งพะเน้าพะนอกันบ่อย ๆ"
หม่อมวาณีรับหนังสือมากางแผ่บนโต๊ะ หญิงก้อยกรายตัวตวัดชายผ้าขวับมาเท้าโต๊ะค้ำหัวแม่
"ว้าย นี่มันยังไงกัน หมั้นพี่แต่ไปจีบน้องเหรอ"
หญิงก้อยยิ้มเหยียดแต่สวย
"ถ้าไม่ใช่มันคิดแย่งคู่หมั้นพี่สาว" แล้วก็ตวัดผ้า 1 ที "ก็อาจเป็นซื้อหนึ่งได้ถึงสองค่ะ"
หม่อมวาณีอ้าปากค้าง ศศิรัชนีเปิดดูข่าวไปอีกหน้า เป็นข่าวสังคม แล้วยิ้มเย็น
"ว้าย น่าเกลียดสิ้นดี"
"ค่ะ น่าเกลียดสิ้นดี"
หญิงก้อยหันขวับมาหาพี่สาว
"ตาย ทำไมมาเข้าข้างหญิงล่ะคะ เมื่อคืนพี่หญิงยังเข้าข้างนังสองคนพี่น้องนั้นอยู่แหม็บๆ"
" วันนี้พี่ก็ยังเข้าข้างสองคนนั้นอยู่จ้ะ" หญิงก้อยกับหม่อมวาณีงง "ที่พี่ว่าน่าเกลียดสิ้นดีน่ะ พี่หมายถึงหญิงต่างหาก"
"พี่หญิง พี่หญิงกล้าดียังไง"
"หญิงกลาง ทำไมมาว่าน้องขนาดนี้"
"หญิงไม่ได้ว่าค่ะ หญิงแค่วิพากษ์ภาพข่าวหน้าสังคม"
วาณีงง หญิงกลางพับหนังสือพิมพ์ส่งให้ หญิงก้อยขยับมาดู รื่น โรยชะเง้ออยู่ที่พื้น
ภาพข่าวหน้าหนึ่งเป็นภาพขาวดำแก่คมชัด เป็นภาพชายหญิงจูบกันอยู่หน้ากังหันไฟ อาการแหงนเงย ปากที่ประกบแนบแน่น ชุด ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงที่ตกไหล่ ยิ่งทำให้ดูโป๊สุดขีด
มีคำบรรยายว่า
“สุดยอดการแสดง งานวันประสูติเสด็จพระองค์หญิงมีการแสดงหลายชุด แต่ชุดใดก็ไม่เท่าการแสดงชิวหาพาเพลิน ของคุณชายดิเรกราชวิทย์ กับคุณหญิงเทพีเพ็ญแสง”
หม่อมวาณีร้องวี๊ดเบา ๆ หญิงก้อยเซแซ่ด ๆ ไปเกาะเสา ดวงตาเบิกกว้างหอบจนตัวโยน
"สุดยอดการแสดง ชิวหาพาเพลิน"
"หม่อมแม่จะอ่านทำไมคะ นี่แน่ะ"
หญิงก้อยเข้ามาจับหนังสือเหวี่ยงไป ปัดหนังสือที่เหลือตกพื้น มาตรงหน้ารื่น โรยที่ผงะถอย แต่ดวงตากลับสมน้ำหน้า
"นี่...มันฝีมือใคร ฝีมือใคร"
ในห้องทำงาน วิรงรองยืน กำลังพูดโทรศัพท์
"ไม่ใช่ฉันนะหญิง ฉันน่ะคุมแค่หน้าข่าวสตรี แต่ไม่รู้ว่าไอ้คนไหนในกองบอกอมาขอรูป แล้วนังเลื่อมประภัส"
เลื่อมประภัสพิมพ์งานอยู่ที่โต๊ะเงยหน้าขึ้นยิ้มรับ
"หรือไม่ก็นังฉัตรอาชา โง่ให้ไป"
ฉัตรอาชายิ้มละไม ถือถาดขนม ผลไม้ กาแฟเข้ามา
ที่ห้องนอน ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงยืนโทรศัพท์ มือหนึ่งถือหูมือหนึ่งถือตัวโทรศัพท์ ยืนระทวยอยู่กลางห้อง
"แต่ยังไงต้นตอข่าวมันก็มาจากเธอ ยายติ่ง"
"จ๊ะ ขอโทษจริง ๆ จ๊ะหญิง"
"เธอต้องไปเล่นงานมันทั้งสองคน"
จิตตินกำลังดูข่าวหน้าหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ วิรงรองเอามือปิดปากกระบอกโทรศัพท์ กระซิบ
"นังหญิงก้อย" แล้วพูดโทรศัพท์ต่อ "จ้ะ ๆ เดี๋ยวฉันจะไปเล่นงานมันเอง จ้ะ... แค่นี้ก่อนนะหญิง มีนัดกินข้าวที่สปอร์ตคลับน่ะ"
"นัดกับใคร"
"กับจิตติน แล้วก็คงมีคนอื่น ๆ มาแจมด้วย มาซิหญิง"
"ไม่รู้ซี ฉันเบื่อ อยากอยู่คนเดียว"
"น่า มาเถอะหญิง จะรอนะ เดี๋ยวเจอกัน ซียู บาย"
วิรงรองวางหู ทำหน้าเหม็นเบื่อ
"เชอะ นี่คงรีบแจ้นไปแต่งตัว ฉันเบื่อจริง ๆ แม่คนนี้ทำอะไรมีแต่ฟอร์ม"
ฉัตรอาชารินกาแฟแจกจ่าย จินตินรับกาแฟมา เลื่อมประภัสมาที่โต๊ะกลาง วิรงรองนอนแหงนเงย มือหนึ่งชูห้อยพวงองุ่น แลบลิ้นเลียปลิดเข้าปากทีละเม็ด
จิตตินมองแล้วสะดุ้ง
"แล้วเธอไม่รู้จริง ๆ เหรอว่า ใครเอารูปมิดไนท์คิสไปลง"
"จะใครละจ๊ะ ถ้าไม่ใช่ฉัน ฉันเอารูปไปให้ข่าวสังคมเขาลงเอง"
"ฉัตรและเลื่อมถ่ายเองกับมือครับ" ฉัตรอาชาบอก
"ล้างอัดเองอีกต่างหากนะคะ เราทำเพื่อประจานโดยเฉพาะ"
ทั้งสามหัวเราะรื่น
"ตกลงคบกันยังไง ต่อหน้าทำรักใคร่ ลับหลังแทงจนพรุน"
"หมั่นไส้จะตาย ให้ฉันไปงาน เดี๋ยวให้ฉันแต่งตัว เดี๋ยวให้แต่งหน้า เดี๋ยวให้หาชุด"
ฉัตรอาชาต่อ "เดี๋ยวให้หาของกิน นู่นไม่ถูกปาก นี่ไม่อร่อย"
"แถมยังโดนเจ้าหล่อนเหน็บแนมว่าพวกเราเป็นแค่ไพร่ หล่อนคือเจ้า" เลื่อมประภัสบอกวิรงรองคับแค้น
"ฉันน่ะคอลัมนิสต์ดังนะยะ ไม่ใช่ไพร่ หรือทาสในเรือนเบี้ยของใคร"
จิตตินอมยิ้ม มองดูเห็นเลื่อมประภัสแทะแตงโม ฉัตรอาชากำลังกัดกล้วยหอม วิรงรองหย่อนพวงองุ่นเข้าปาก จิตตินมองทั้งสามอย่างสยองใจ แล้วหยิบส้มมาปลิดกลีบกินบ้าง
ที่โต๊ะอาหารริมสระน้ำในสปอร์ตคลับ อัศนีย์กางหนังสือพิมพ์หน้ากลาง จิตตินและวิรงรองอยู่ข้าง ๆ บนโต๊ะมีน้ำชา กาแฟ พั้นช์ ทั้งสามกำลังหัวเราะขำภาพข่าวหญิงก้อย
อัศนีย์บอก
"ฮ่ะฮ่ะ จูบผิดคน โธ่ คุณหญิงของฉัน ขายหน้าวันละห้าเบี้ยจริง ๆ"
"ท่านจันทร์กับหม่อมวาณีคงอายแทบย้ายวังหนีเลยนะ"จิตตินบอก
"ฉันล่ะสะใจเป็นที่สุด"
ทั้งสามหัวเราะกัน
อัศนีย์ดูรูปสาลินกับชายรอง เกิดอาการเครียดเล็ก ๆ
"ลินซี่ดูจะมีความสุขกับนายคุณชายมากเลย"
วิรงรองถาม "ลินซี่ ใครคือลินซี่"
"ก็สาลินไง"
"เฮ้ย ยูไปรู้จักแม่นี่ได้ยังไง รู้แม้แต่ชื่อเล่น"
"นั่นซี" จิตตินว่า
"โธ่ ไอ้จิต ก็แม่สาวห้องสมุดที่ฉันเคยเล่าให้นายฟังไง"
"อ้าว คนนี้เองน่ะเหรอ"
"ยังไง ๆ ฉันตกข่าว เล่ามาเดี๋ยวนี้"
"นายสายฟ้าเขากำลังไปติดพันแม่สาวบรรณารักษ์อยู่คนหนึ่ง คือยายสาลิน นี่แหละ แล้วก็พบว่าเจ้าหม่อมกิตติก็มาเทียวรับเทียวส่งอยู่เหมือนกัน"
วิรงรองอ้าปากค้าง
"แล้วยายหญิงก้อยรู้ว่าเธอจีบยายสาลินรึเปล่า"
"ไม่จำเป็นต้องบอก ตอนนี้ที่ฉันสนมีอยู่เรื่องเดียว ทำยังไงก็ได้ให้ลินซี่เลิกสนใจเจ้าคุณชาย แล้วหันมาหาฉัน"
"เธอไม่ต้องพยายามหรอกนะ อาร์นี่"
"ทำไม"
"ยายสาลินคงไม่ได้เครซี่คุณรองสักเท่าไหร่หรอก"
อัศนีย์ขยับตัวทันที
"อธิบายซิ"
"นังเลื่อม นังฉัตรมันได้ยินเต็มสองหู เจ้าหล่อนบอกกับคุณชายเอง ว่าอยากให้
คุณรองกลับไปคืนดียายหญิงก้อย ไม่อยากให้แต่งกับพี่สาวหล่อน"
"หา....จริงนะ"
"นังเลื่อม นังฉัตร คงไม่โกหกฉันหรอก"
อัศนีย์ยิ้มย่ามใจ ลุกพรวดทันที
"อ้าว จะไปไหน ไม่กินข้าวฟังเพลงคืนนี้ด้วยกันเหรอวะ"
"ไม่ล่ะ ฉันจะไปดินเนอร์แถวสุรวงศ์ดีกว่า เฮ้ย ช่วยจองโต๊ะให้หน่อยที่ฮอลลีเดย์"
"โอ้โฮ ไม่ยอมให้เสียเวลาเลยนะไอ้อัศ"
อัศนีย์เดินไป วิรงรองควักสมุดโน๊ตมาจดยิกๆ แล้วครุ่นคิดเอาดินสอมากัด ปากเผยอ จิตตินทำตาปริบ ๆ
ที่ห้องสมุด จิตริณี ลลิตา บราลี หนุ่มแว่น สุมหัวกันดูข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ หน้าปกเป็นรูป ชายโตกำลังจุมพิต ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง
"ว้าย มิดไนท์คิส แต่ทำไมมาจูบกับคุณชายดิเรก" ลลิตาโพล่ง
"ยายคุณหญิงคนนี้จูบไปทั่วนะครับ เดี๋ยวผัวเก่า เดี๋ยวคนรักเก่า นี่ไปจูบกับพี่ชายคนรักเก่าอีกแล้ว หรือว่าคนนี้เป็นผัวใหม่" แว่นว่า
บราลีบอก
"ปาร์ตี้มั่วเซ็กส์ไง ค่านิยมเหลวเป๋วของสังคมตะวันตก ที่พวกเรารับมาอย่างหน้าชื่นตาบาน อ้างว่าเป็นความศิวิไลซ์ ที่แท้คือความเสื่อม"
บราลีกำมือ หอบเครียด ที่เหลือมองอย่างกลัว ๆ
สาลินเดินมาจากด้านใน ชะงัก แล้วเดินมารวมกลุ่ม จิตริณีพลิกดูภาพข่าวหน้าสังคมสตรีพอดี เป็นภาพ มท.ร.ว. กิตติราชนรินทร์กับสาลิน ถูกแอบถ่าย สาลินใส่หน้ากาก แต่กิคุณชายเปิดหน้า ทำท่าสวีทหวาน สาลินเห็นแล้วสะดุ้ง
จิตริณีบอก "โอ ดูซิคะ ยังกะพริ้นซ์ชาร์มมิ่งกับซินเดอเรลล่า"
"คุณชายกิตติกับสาวนิรนาม"ลลิตาบอก
บราลีหันมา
"เธอรู้ไหมว่าใคร งานนี้เธอก็ไปไม่ใช่หรือ"
"ไม่รู้ ฉันแค่ไปรำถวายพระพร แต่สวยขนาดนี้คงเป็นพวกเจ็ทเซ็ท ไฮโซไซตี้น่ะแหละ"
สาลินตอบหน้าตาเฉย จิตริณียิ้มรู้ทัน
"ค่ะ ดูจากรูปนี้ สาวคนนี้เธอคงเป็นคู่แข่งคนสำคัญของคุณหญิงก้อย"
"ทำไมคะ"
"เพราะภาษาท่าทางของคุณชายกิตติต่อเธอผู้นี้น่ะซีคะ แสดงว่าคุณชายแคร์และอินโวล์ฟกับเธอมาก"
สาลินเป็นอึ้งไป
"ผมดีใจจังครับที่คุณสาลินไปโชว์ความเป็นไทยในงาน ไม่ไปมัวแต่งฝรั่งอย่างยายผู้หญิงในรูป ยายนี่คงฟอนเฟะพอ ๆ กับยายคุณหญิงเทโพ" แว่นบอก
ทั้งสาลินและจิตริณีมองหน้ากันตาปริบ ๆ เสียงกระแอมมาจากเบื้องหลัง ทั้งหมดกันไปมอง อัศนีย์ยืนยิ้มหล่ออยู่
"แต่ผมว่าผู้หญิงในรูปนั่นละม้ายคุณลินซี่มากนะครับ"
ทุกคนอึ้ง บราลี ลลิตา แว่น รีบหันกลับมามองรูปอีกครั้ง เห็นความละม้ายจริง ๆ ด้วย
จิตริณีถาม "มารับฉันรึเปล่าอาร์นี่ จะเลิกงานแล้วอยากให้ใครไปส่งบ้านเหมือนกันนะ"
"โทษนะจินนี่ ....วันนี้ผมมาพูดธุรกิจกับลินซี่โดยเฉพาะ ว่างไหมครับลินซี่ อยากชวนคุณไปดินเนอร์"
"ไม่ว่างค่ะ"
"เชิญทางนี้หน่อยซีครับ"
อัศนีย์และสาลินแยกออกมาจากกลุ่ม บราลี ลลิตา แว่นกระจายไปทั้งกลุ่ม เหลือจิตริณีที่ยังยืนมองอยู่อย่างเป็นห่วงสาลิน
อัศนีย์กระซิบ
"ผมมีข้อเสนอดี ๆ ให้คุณหลายเรื่อง"
"ฉันไม่สนสักเรื่อง"
"แต่เรื่องดี ๆ เรื่องนึงที่คุณคงสน คือเรื่องคุณชายกิตติกับหญิงก้อย"
"ยังไงไม่ทราบ"
"ผมรู้มาว่า ที่หญิงก้อยมิดไนท์คิสกับคุณชายดิเรกน่ะ เพราะเธอเข้าใจว่าคือคุณชายกิตติ แสดงว่าหญิงยังอาลัยอาวรณ์คุณชายรองอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ"
สาลินสีหน้าสนใจทันทีขึ้นมาทันที อัศนีย์ยิ้มกริ่ม จิตริณีเข้ามาแทรก
"ขอโทษนะคะที่ต้องเสียมารยาท ลินซี่เดี๋ยวคืนนี้เรานัดกันจะไปทานข้าวเสียโป
กัน ไปด้วยกันนะ"
"เออ....วันนี้ขอตัวนะคะ ฉันจะไปกับคุณอัศนีย์"
อัศนีย์ยิ้มร่า จิตริณีฝืนยิ้มรับ
"บอกได้ไหมไปทานกันที่ไหน"
"ฮอลลิเดย์น่ะครับ ผมจองโต๊ะไว้แล้ว"
จิตริณียิ้มมีแผน
"ฝากดูแลลินซี่ด้วยนะอาร์นี่"
"Your Wish is My Will "
จิตริณียิ้มมีแผน
ไนเจลหัวเสียใส่ลลิตา บราลี
"เจ้า AssNie มาหาจินนี่อีกแล้วเหรอครับ"
"ค่ะ" บราลีบอก
จิตริณีเดินอย่างเร็วเข้ามา
"บอสคะ ฉันจะไปทานมื้อค่ำที่ฮอลลิเดย์"
"ไม่ต้องบอกผมหรอก ไปกับนาย Assnie ตามสบาย ไม่ต้องเป็นห่วงผูกผม"
จิตริณี ลลิตา บราลีมองหน้ากัน
"ไม่ต้องเป็นห่วงผม เฉย ๆ ค่ะ" ลลิตาบอก
"ใช่ ไม่ต้องห่วงผม ผมกินตัวเดียวอันเดียวได้"
ทุกคนตกใจมากกว่าเดิม
"ผมกินตัวคนเดียวได้ค่ะ"
"Oh...ใช่ ภาษาไทยง่ายนิดเดียว แต่ยากฉิบหาย"
จิตริณีบอก "ใครบอกว่าฉันจะไปกับอาร์นีย์ ฉันจะไปกับคุณต่างหาก"
"กับผม"
จิตริณียิ้มหวาน "ค่ะ"
ไนเจลยิ้มออกทันที บราลี ลลิตามองหน้ากันงง ๆ
ที่สปอร์ตคลับม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงลุกพรวดจากเก้าอี้ ไปเกาะเถาไม้เลื้อย วิรงรองมองเซ็ง ๆ จิตตินอ้าปากค้าง แม้จะคบกันมานานก็ยังตกใจกับท่วงท่า
"อัศนีย์ก็ไปเกาะแกะกับนังสาลินอีกคนงั้นเหรอ มันมีดีอะไร ผู้ชายทุกคนต้องไปรุมจีบมัน"
"แล้วแปลกนะหญิง ผู้ชายที่ว่าก็เคยเป็นของหญิงมาก่อนเสียด้วย"
"มันคงตั้งใจแย่งผู้ชายของฉันแน่ ๆ"
"ไอ้อัศมันไม่ได้บอกคุณหญิงเรื่องนี้เลยเหรอครับ"
"ไม่เคยบอก บอกแต่ว่าเขารู้ข่าวว่าคุณรองไปตามจีบนังสาลิน จากนัง...." เธอชะงักไป มองหน้า จิตตินและวิรงรองเกรงใจเล็ก ๆ เพื่อนเธอ ยายจิตริณี"
"อ้อ จินนี่"
"มิน่าเล่า ถึงได้รู้ความเคลื่อนไหวของคุณรองกับแม่นั่นดีนัก"
"ใช่ฮะ ตอนนี้เขาก็กำลังไปสืบความเคลื่อนไหวของแม่สาวน้อยนั่นอยู่"
หญิงก้อยหันขวับมา
"กำลังเหรอ เขาไปที่ไหน"
"ที่ห้องสมุดไงครับ แต่เห็นว่าจะไปดินเนอร์กันต่อที่ฮอลลิเดย์ด้วยนะ ให้ผมจองโต๊ะไว้แล้วด้วย"
"ดินเนอร์เหรอ"
หญิงก้อยครุ่นคิดทันที วางแผนทำลายล้าง วิรงรองและ จิตตินมองหน้ากัน อมยิ้ม แยงสำเร็จ
คืนนั้น คนเดินหน้าผับผับฮอลีเดย์ ขวักไขว่ อัศนีย์นั่งกับสาลินโต๊ะกลางห้อง สาลินค่อนข้างอึดอัด ด้านหลังไนเจล จิตริณีเพิ่งเข้าร้านมา ไนเจลหน้าไม่สู้ดีนัก
"เราตามมาแอบดูเขาทำไม"
"ฉันเป็นห่วงลินซี่น่ะค่ะ"
จิตริณีแยกไปนั่ง ไนเจลรำพึง
"ห่วงลินซี่หรืออาร์นี่กันแน่"
ไนเจลตามไปนั่งอย่างไม่สบอารมณ์นัก
ฝ่ายอัศนีย์และสาลิน คุยกัน
"อีกไม่กี่เดือนไนท์คลับของผมก็จะเปิดแล้ว ผมอยากชวนคุณมาทำงานกับผม"
"อะไรนะ"
"ผมขอเสนอแซลารี่สิบเท่าจากที่คุณได้ในตอนนี้"
สาลินเบิกตาโพลง จินตนาการไกลถึงไนท์คลับในทันที
ไนท์คลับหรูหราวิจิตรตระการตา ด้วยแชนเดอเลียร์ ผ้าม่านแดงลายทองระยิบระยับ เวทีเป็นแคทวอล์คยื่นไปในหมู่คนดู อันเต็มไปด้วยชายหื่น แต่งสูทราตรีหรูหรา ตากลัดมัน ท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือ มีร่างหนึ่งแต่งตัวเปิดเปลือยโชว์ช่วงขา เสื้อคอกว้าง ตัวสั้นเปิดหน้าท้อง วิ่งออกมาเด้งหน้าเด้งหลัง แต่หน้าไร้ความรู้สึก คือสาลินนั่นเอง ผมเกล้ามีเครื่องประดับผมอลังการ คิ้วเขียนเฉียงไปถึงขมับคล้ายเวอร์จิเนีย เมโย ทาตากระหน่ำหนัก ปากตัดขอบคมสีสดจ้า มีกากเพชรวูบวับที่ชีกโบนไปจนถึงคลีฟเวจ เธอร้องเพลงยวนยั่ว บรรดาแขกยิ่งเฮ ตาเฒ่านายหนี่งขึ้นมากอดรัด เธอกระชากวิกออก แล้วผลักตาเฒ่าล้มไป สาลิน หน้ายังไร้อารมณ์เหมือนเดิม
สาลินสะดุ้งตื่นจากภวังค์ จ้องหน้าอัศนีย์อย่างเอาเรื่อง
"คุณจะบ้าเหรอ ให้ฉันไปเต้นจ้ำบ๊ะหรือยังไง"
อัศนีย์โบกมือว่อน
"โธ่ ไม่ใช่จ้ำบ๊ะ ไนท์คลับผมไม่ใช่บาร์กุ๊ยๆนะครับ มีวงดนตรีบิ๊กแบนด์ มีฟลอร์โชว์สั่งตรงจากเมืองนอก คนมาเที่ยวก็ต้องใส่สูท แต่งชุดราตรีด้วย"
"แล้วคุณจะให้ฉันไปทำอะไร ไปเป็นนางเสิร์ฟเหรอ"
"ผมจะให้คุณเป็นหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ต่างหาก"
"แต่ฉันไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย"
"โธ่ ของทุกอย่างมันเรียนรู้กันได้นี่ฮะ"
"ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันไม่เคยนอนดึก ฉันชอบนอนแต่หัวค่ำ"
"โอ มายกู๊ดเนส นี่คุณไม่คิดถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นสิบเท่าเลยหรือ"
"ถ้าเป็นสิบเท่าจากงานที่ฉันทำไม่เป็น ฉันก็คงเอาเปรียบคุณไม่ลง"
จิตริณีชะเง้อดู ไนเจลตักอาหารให้ เมื่อเห็นอัศนีย์หน้าสลดลง สาลินตักอาหารใส่ปาก อัศนีย์มองแล้วนึกวิธีออกจึงยิ้ม
"คุณไม่อยากไปทำงานที่ผมเสนอ หรือว่า คุณไม่กล้าไปเพราะกลัวว่าใครคนหนึ่งจะไม่พอใจ"
สาลินนึกออกแล้วเม้มปาก หลบตามองโต๊ะ อัศนีย์ยิ้มอย่างเหนือกว่า
"แต่ก็จริง คุณชายกิตติคงไม่อยากให้คุณมาเกี่ยวข้องอะไรกับผม"
สาลินมองอัศนีย์ พูดเสียงเบาหวิว ตะกุกตะกัก
"แต่ แต่ ฉันกับเขาไม่ได้มีอะไรกันซักหน่อย"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีซีฮะ เพราะถ้าวันไหนเขากลับไปคืนดีกับคุณหญิงก้อย คุณจะได้ไม่เสียใจ"
สาลินทำซึม เอานิ้วเขี่ยแก้วเครื่องดื่ม
"ถ้าเขาคืนดีกันได้จริง ฉันก็โล่งใจ"
"ถ้าผมทำให้เขาคืนดีกันได้ล่ะ คุณต้องไปทำงานกับผมนะ"
สาลินคิดในใจ"กะอยู่แล้วเชียว อีตามิลเลียนแนร์ เอายังไงดี ตกปากรับคำไปก่อนก็แล้วกัน"
สาลินพยักหน้าช้าๆ เศร้าสร้อย
"ค่ะ ตกลง"
"บราโว โอเค ตามนี้นะฮะ"
อัศนีย์ดีใจหน้าบาน กุมมือสาลิน จิตริณีมองดูเดาได้ว่าสาลินตกลงบางอย่าง หน้าเคร่งขึ้น
"ไม่นะ"
ไนเจลพูดประชด
"เราย้ายไปร่วมโต๊ะกับเขาดีไหมครับ"
"นี่ ไนเจล มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด อาร์นี่เป็นเสือผู้หญิง ฉันไม่อยากให้ลินซี่ ต้องตกเป็นเหยื่อของเขา"
ไนเจลไม่เชื่อ มีอาการหมางเมินเย็นชา
สาลินเมินหน้าทำเศร้า
" ฉันต้องลงทุนขนาดนี้ ก็เพื่อพี่สาวฉัน...ไม่ใช่เพื่อคุณหรอก ฮึ"
บริกรวางจานอาหารจานแรก สาลินกินอย่างอร่อย อัศนีย์มองปลื้ม จานแรกหายไปเกือบหมด บริกรยกจานใหม่มาเสิร์ฟ สาลินกินไปยิ้มไป อัศนีย์ทึ่ง จานที่สาม สาลินยังกินหมดจาน อัศนีย์ชักกลัว ๆ จานที่สี่เป็นเค้ก สาลินกินหมด อัศนีย์ยิ้มละเหี่ยใจ
เวลาต่อมา อัศนีย์เดินประคองสาลินออกจากร้าน มีเสียงชัตเตอร์ดังกริ๊ก อัศนีย์แตะข้อศอกพาสาลินข้ามถนน มีเสียงชัตเตอร์อีก อัศนีย์เดินเคียงกับสาลินมาที่รถสปอร์ต เปิดให้สาลินเข้า มีเสียงชัตเตอร์อีก
ภายในรถ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงนั่งเชิด วิรงรองนั่งข้าง ที่เบาะหลัง วิรงรองและ จิตตินนั่งอยู่ จิตตินถือกล้องติดเลนส์ซูมยาว กำลังเบนกล้องตามอัศนีย์ สาลิน วิรงรองหันมาพยักเพยิดกับเทพีเพ็ญแสง
ไนเจลกับจิตริณีเดินมา มองตรงมาที่รถเห็นหญิงก้อย
"คุณหญิงก้อย มาทำอะไรแถวนี้"
คืนนั้น ห้องโถงตำหนักเล็ก ในจอโทรทัศน์กำลังมีละคร นางเอกในชุดชาวป่า แต่หน้าผมจัดเต็ม เขียนตาเซกกั้นไลน์ ขนตาปลอมบนล่าง ผมเกล้าขึ้นไป ทิ้งชายลงเคลียไหล่ มีจอนผมที่แปะกาวขนตาปลอมติดแก้ม กำลังยืนเศร้าอยู่ที่ต้นไม้โฟมแกะ มีกล้วยไม้ผ้าเกาะต้นไม้อยู่ มีเสียงบอกบทดังถนัดชัดแจ้ง
เสียงโมโนโทนกระซิบบอกบท
"โธ่....คุณชายภัทรดนัยจะทอดทิ้งดอกเอื้องแล้วหรือคะ"
นางเอกพลันพูดบท ปากสั่นระริก
"โธ่... คุณชาย ... ภัทร ...ดนัย...จะทอดทิ้ง....ดอกเอื้อง แล้วหรือคะ"
หน้าจอโทรทัศน์จรวย นมย้อย น้อม 3 ข้าหลวง นั่งจ้องจอหอบอินกับการแสดง หม่อมอำพันนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเบื้องหลัง
เสียงบอกบท "มองดวงจันทร์"
"มองดวงจันทร์"
"เฮ้ย ไม่ใช่"
นางเอกชะงักไปนิด มีพิรุธหน่อย ๆ แล้วแหงนมองดวงจันทร์กระดาษที่แขวนห้อยอยู่
"จันทร์เจ้าขา...เขาจะมองจันทร์อยู่ที่บางกอกบ้างไหม"
นางเอกทำกลบเกลื่อน
"มองดวงจันทร์ก็ยิ่งใจหาย....จันทร์เจ้าขา เขาจะมองจันทร์อยู่ที่บางกอกบ้างไหม"
เสียงสั่ง "น้ำตา"
นางเอกพลันกะพริบตาถี่น้ำตาสั่งได้หลั่งริน
จรวย เจียม นมย้อย น้อม 3 ข้าหลวง น้ำตาเอ่อ ทันใดก็มีเสียงรำพึงจากหม่อมอำพันบนโซฟา
"น่าจะทิ้ง ก็ไม่ทิ้ง"
"ทิ้งกันไม่ลงหรอกค่ะ" จรวยบอก
"ต้องทิ้งซียะ ยิ่งอมไว้ก็ยิ่งเสีย"
"โธ่....ก็คนรักกันขนาดนั้น ก็ต้องหวานอมขมกลืนล่ะค่ะ"
อำพันงง ย้อยสะกิดจรวย
"คุณจรวย หม่อมไม่ได้พูดเรื่องละครหรอกค่ะ"
"หม่อมพูดเรื่องเสียไพ่ดัมมี่ เมื่อกลางวันค่ะ" น้อมว่า
ขาดคำโทรศัพท์ก็แผดดัง ยายน้อมอยู่ใกล้ผวาสุดตัว เจียมลุกไปรับ
"แหก ๆ ๆ ๆ"
"ว้ายใครมันโทรมาดึกดื่นคืนค่ำ คงเป็นเพื่อนจิ๊กโก๋ของไอ้เจ้าเล็ก คนอะไร้
ไม่มีมารยาท"
เจียมหันมางงนิดหน่อย หันไปทางจรวย
"ขอเรียนสาย.....คุณจรวยค่ะ"
จรวยเบิกตากว้าง ลุกไปที่โทรศัพท์รับสายขึ้นมาอย่างภาคภูมิ วางท่า
"ว้าย แม่คุณนาย เดี๋ยวนี้มีธุรกิจรัดตัวขนาดนี้เชียวหรือยะ"
"ฮัน...โหล" พอรู้ว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร ก็ชะงักลดเสียงลง "คุณหญิงหรือคะ อุ๊ย....ถือหูก่อนนะคะ รวยวางสายก่อน ขอไปรับเครื่องพ่วงในห้องนอนค่ะ ตรงนี้บ่าวไพร่มันเยอะ หนวกหู"
จรวยวางหู มองกลับไปทางกลุ่ม
"ขอตัวนะคะ"
"วันๆไม่ทำอะไรเอาแต่แต่งตัวสวยดูละคร คุยโทรศัพท์กับเพื่อน"
นมย้อย น้อม เจียม รีบหันไปดูทีวีต่อ อำพันยังนั่งนับไพ่ไม่ได้สนใจ จรวยนวยนาดออกจากห้อง
จรวยยกหูโทรศัพท์ในห้องนอนขึ้นมา ทำหน้าเชิด เสียงเย็นชา
"มีธุระอะไรกับจรวยไม่ทราบคะคุณหญิง"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงในโถงรับแขก นอนระทวยอยู่บนเตียง คุยโทรศัพท์กับจรวย
"ฉันมีเรื่องจะไหว้วานเธอหน่อย"
"จะมาไหว้วานอะไรรวยล่ะคะ คุณหญิงเพิ่งจูบประกบปากกับผัวจรวยไปหยก ๆ เมื่อคืน"
"หยุดเพ้อเจ้อ หล่อนก็รู้อยู่ว่ามันคือความเข้าใจผิด ทั้งฉันทั้งผัว...เอ๊ย...ทั้งคุณชายโต เราเมาทั้งคู่ เขาคิดว่าฉันคือเธอ แล้วฉันก็คิดว่าเขาคือคุณชายกิตติ"
"จะพยายามเชื่อก็ได้ เพราะลีลาการจูบดูดดื่มแบบนั้นน่ะ เขาทำกับจรวยคนเดียวเท่านั้น"
หญิงก้อยอยากจะอาเจียน
"ตกลงมีอะไรจะไหว้วานรวยคะ"
"ทำตามที่ฉันบอกนะ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้ามืดเลย"
จรวยฟังแล้วรับคำ แล้วเห็นดีเห็นงามไปด้วย
"อุ๊ย....เรื่องยุแยงให้ผัวเมียแตกกัน จรวยไม่ถนัดค่ะ แต่ถ้าคุณหญิงขอร้องขนาดนี้ก็จะทำให้ค่ะ"
"ดี รายงานฉันด้วย เท่านี้"
"เดี๋ยวค่ะ ยังไงรวยก็ขอโทษคุณหญิงที่บีบคอคุณหญิงไป ยังระบมอยู่ไหมคะ"
หญิงก้อยวางสายทันที
"โถ นังเมียบ่าว"
จรวยหัวเราะคิก วางสาย ชายโตออกมาจากห้องน้ำ เปลือยท่อนบน ใส่ผ้าขนหนูเคียนเอว หยดน้ำพราวร่าง
"คุยสายกับใครน่ะรวย"
จรวยมองหุ่นทางกระจกแล้วใจคอไม่ดีนัก
"เพื่อนน่ะค่ะ คุณชาย คืนนี้ไม่ต้องมานอนบนเตียงนะ นอนที่พื้นกับตาตุ้มอย่างเมื่อคืนนั่นแหละ"
"รวย นี่ยังไม่หายโกรธฉันอีกเหรอ บอกแล้วว่าเมา เห็นหญิงก้อยกลายเป็นเธอ"
"ไม่อยากเชื่อ แล้วทำไมต้องจูบกันขนาดนั้น"
ชายโตเข้ามากอดด้านหลัง จรวยหอบหายใจ
"ก็เพราะคิดว่าเป็นรวยไง ถึงได้จูบดูดดื่มขนาดนั้น"
จรวยหัวเราะคิก
"เชื่อก็ได้"
ชายโตปล้ำจรวย
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น แขกยามนั่งถือไม้เท้าอยู่บนแคร่ มีจักรยานแขกโพกผ้าอีกคนขับมา ท้ายจักรยานมีตะกร้าห้อย 2ข้าง หนังสือพิมพ์เต็มล้น แขกทักทายกัน ส่งรับหนังสือพิมพ์มา 3-4 ฉบับแขกส่งหนังสือขับรถไป
แขกยามหันมาเห็นจรวยในชุดนอนบาง ดูโตงเตงโตงเว้า ก็สะดุ้ง
"โอ แม่ยอดขมองอิ่ม อิ่มไปทั้งตัวเลยจ๊ะเธอจ๋า"
"อิ่มบ้าอิ่มบออะไร เอาหนังสือพิมพ์มา"
จรวยกระชากหนังสือพิมพ์ไป แล้วรีบพลิกอ่าน สีหน้าสะใจเป็นที่ยิ่ง
เช้าต่อเนื่อง นมน้อยกับเจียมจัดอาหารเช้าที่โต๊ะสนาม ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ใส่ชุดนักกีฬาพร้อมจะออกไปตีเทนนิส
"รับประทานอะไรดีคะ มีขนมปังไส้กรอกเบคอน ไข่ดาว กับโจ๊กสาคูค่ะ"
"ขอโจ๊กอย่างเดียวดีกว่าครับ"
เจียมเลื่อนถ้วยกาแฟให้
"กาแฟค่ะ"
"หนังสือพิมพ์ล่ะ"
จรวยแต่งตัวอยู่บ้านหรูหรา ถือหนังสือพิมพ์พับหน้าสังคมไว้ เดินมาวางให้
"นี่ค่ะ คุณชาย"
"ขอบใจ"
กิตติหยิบขึ้นมาแล้วชะงัก จรวยถอยไปสังเกตการณ์
หน้าข่าวสังคมลงรูปอัศนีย์ประคองสาลินข้ามถนน แต่ครอปภาพใกล้จนเหมือนตระกองกอด
คำบรรยายเขียนว่า “ใครกันเอ่ยตุ๊กตาหน้ารถคนใหม่ของอัศนีย์ เถลิงการ” ภาพถัดมาเป็นภาพ สาลิน นั่งรถของ อัศนีย์ หน้าตาระรื่น
ชายรองวางหนังสือพิมพ์ลง หน้านิ่งแต่ดวงตาแข็งกระด้าง จรวยยิ้มสะใจ กิตติพับหนังสือพิมพ์กลับเอาหน้าหนึ่งออกแล้ววางลง
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลเดินเข้ามา
"มีอะไรทานบ้างนมย้อย"
"หลายอย่างค่ะ มี... "
"ทานโจ๊กเหมือนพี่รองก็แล้วกันครับ"
ชายเล็กหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน แล้วสะดุดกับข่าวสาลินและอัศนีย์ทันที มองหน้าพี่ชายฃที่หน้าเครียด พูดไม่ออก จรวยยิ้มสะใจ
เวลาต่อมาที่สปอร์ตคลับ ชายรองหวดลูกอย่างแรง ศุภรรับลูกพลาด รู้สึกถึงความพลุ่งพล่านเดือดดาล
"เฮ้ย เลิกเล่นก่อนเถอะว่ะ แกเล่นอย่างนี้เดี๋ยวได้พังทั้งไม้ ทั้งลูก ทั้งเน็ท แล้วก็กบาลฉันด้วย"
ชายรองเดินกลับมาที่โต๊ะสนาม เช็ดเหงื่ออย่างหัวเสีย ศุภรหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านดู
"แกคิดยังไงวะ"
"ไม่คิดอะไรเลย ก็ภาพแค่นี้ เขาไม่ได้ทำเสียหายอะไรนี่หว่า"
"แต่ก็ไม่ควรไปนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถของเจ้าเพลย์บอยนั่น แล้วแกเห็นไหมข้างหลังทั้งคู่น่ะ มันผับบาร์ย่านโลกีย์ทั้งนั้น"
"อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย เอาอย่างนี้ เดี๋ยวฉันจะลองไปสืบจากคุณจินนี่ ทรามวัยกายสิทธิ์ให้ เธอคงรู้อะไรดี ๆ และถูกต้องกว่าที่แกคิดแน่ ๆ"
ชายรองยังไม่คลายใจ
อัศนีย์และจิตตินในชุดกีฬาเดินเท่ห์มาด้วยกัน ถือไม้เทนนิสมาด้วย จิตตินมองเพื่อนอย่างขำ ๆ
"หมู่นี้รู้สึกหางตากระตุกบ้างไหมวะ หรือไม่ก็จามไม่มีสาเหตุ"
"แกกำลังจะบอกอะไรฉันวะ มีคนเล่นของใส่ฉันรึไง"
"เปล่า แค่ทักดู เห็นว่าไนท์คลับจะเปิดแล้ว ลองให้พระอาจารย์ดูดวง ดูฤกษ์ยามดูบ้าง ศัตรูคู่แข่งจะได้ลดน้องถอยลง"
อัศนีย์ชะงักเมื่อเห็นชายรองและศุภรอยู่ในคอร์ท
"ไม่ทันไรก็เจอคู่แข่งเข้าแล้วว่ะ"
"ไม่ต้องเข้าไปทักก็หมดเรื่อง"
"ตามมารยาท ต้องเข้าไปทักทายเสียหน่อย"
อัศนีย์และ จิตตินตรงเข้าคอร์ท
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์อึ้งเมื่อเห็น อัศนีย์ จิตตินเดินเข้ามา ศุภรเตรียมไม้ตั้งท่าเหมือนจะตีเบสบอล
"มาได้จังหวะดีจริง ๆ ถามเจ้าตัวมันตรง ๆ เลยไอ้หม่อม"
"สวัสดียามเช้าครับ คุณชาย บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะครับ"
"เป็นเรื่องบังเอิญหรือความตั้งใจของคุณกันแน่"
"คุณชายพูดอะไรครับ"
"คุณตั้งใจมาเจอผม เพราะข่าวที่คุณเอาไปลงนี่ใช่ไหม"
ชายรองโยนหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้าอัศนีย์ จิตตินเบือนหน้าไปทางอื่น
"ข่าวอะไร"
"แหม....คุณอาร์นี่ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง แนบเนียนดีจังนะครับ" ศุภรว่า
อัศนีย์หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่านและดูภาพ หันขวับมามอง จิตติน
"แกเหรอวะไอ้จิต"
"เปล่า ไม่รู้เรื่อง นี่มันคอลัมน์ยายติ่ง อยากรู้ไปถามยายติ่งเอาเอง"
อัศนีย์หันมามองแล้วยิ้ม
"เอ.....ก็แค่รูป ก็คำบรรยายแค่นี้ ทำไมต้องซีเรียสล่ะครับ"
"คุณเอารูปสาลินไปลงแบบนี้ มันเสียหายถึงตัวเธอ ครอบครัวของเธอ แถมคำบรรยายว่าตุ๊กตาหน้ารถ มันเหมาะสมแล้วเหรอสำหรับผู้หญิงดี ๆ สักคน คุณควรเอาไปใช้กับผู้หญิงเสเพลระดับเดียวกับคุณมากกว่า"
"เฮ้....โอเว่อร์รีแอ็คไปรึเปล่าคุณชาย ลินซี่ไปกับผมด้วยความสมัครใจ ไม่ได้บังคับอะไรเธอสักนิด"
"แล้วต้องพาไปในย่านผับ บาร์แบบนั้นด้วยรึไง"
"แหม.....แด้ดดี้ ทำตัวเป็นผู้ปกครองดีจัง จะบอกให้เอาบุญนะ ต่อไปเธอจะลาออกจากห้องสมุดแล้วมาทำงานกับผม"
"งานอะไร"
"งานไนท์คลับแห่งใหม่ของผมไงครับ ที่ผมพาเธอไปคุยก็เรื่องงานนี้นี่แหละ ผมจะให้เธอเป็นฝ่ายต้อนรับ เงินดือนมากกว่าเดิมสิบเท่า"
"สาลินไม่ทำงานต่ำ ๆ ของนายหรอก"
"อย่าอึงไปคุณพ่อ ท่าทางเธอสนใจเสียด้วยซี ไม่ต้องห่วงนะครับ ถ้าลินซี่มาทำงานกับผม ผมจะเป็นคุณพ่อคนใหม่ของเธอแทน จะดูแลเธออย่างดีทีเดียว"
ชายรองทำท่าจะถลาเข้าหา แต่ศุภรรั้งไว้ อัศนีย์หยิบไม้พร้อมฟาด จิตตินเช่นเดียวกัน
"เฮ้ย อย่าวู่วามว่ะ"
"เฮ้ย ถ้าอยากจะฟาดปากกันละก็ ไปหวดลูกสักหลาดกันดีกว่า แมนกว่าเยอะ ไปว่ะ ไอ้อัศ"
จิตตินพาอัศนีย์ที่หัวเราะขำแยกไปฝั่งตรงข้าม
"ใจเย็นโว้ย เดี๋ยวกลับไปร้านแล้วค่อยว่ากัน"
ชายรองยังฮึดฮัดขัดใจ คิดแต่เรื่องของสาลิน
ในห้องสมุด แว่นอ่านข่าวภาพอัศนีย์ สาลินในข่าวสังคมอยู่ มือสั่น
"ใครกันเอ่ยตุ๊กตาหน้ารถคนใหม่ของอัศนีย์ เถลิงการ"
สาลิน ลลิตา บราลี อยู่ที่เคาน์เตอร์ ทำงานวุ่นจนหน้าหงิกทั้งสามนาง
"วันนี้บอสเป็นอะไร เดี๋ยวประชุม เดี๋ยวให้เช็คสต๊อก เดี๋ยวให้เตรียมงาน เหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแล้ว"
"จะอะไร ก็งอนคุณจินนี่น่ะซี แล้วมาลงกับเรา ว้าย" ลลิตาว่า
นักศึกษาแว่นมาเกาะเคาน์เตอร์ ลลิตาสะดุ้ง บราลี สาลินมองอย่างสงสัย
"มีอะไรคะ"
"แค่ไปทานมื้อค่ำครั้งเดียว เขาก็เอาคุณไปลงข่าวว่าคุณเป็นตุ๊กตาหน้ารถของเขาแล้ว"
"อะไรนะ"
"เขาว่ารูป ๆ เดียวแทนคำพูดได้พันคำ นี่ครับ ดูข่าวซะ"
สามสาวเข้ามาดูข่าว จิตริณีเพิ่งเดินมาจากห้องด้านใน เข้ามาดูด้วย
ในหนังสือพิมพ์ ภาพอัศนีย์แตะแขนประคองสาลินข้ามถนน และภาพ สาลินนั่งรถกับอัศนีย์
สาลินอ้าปากค้าง ลดหนังสือพิมพ์ลง บราลีมองเซ็ง ๆ ลลิตาหอบนมกระเพื่อมชื่นชมแกมริษยา
"กล้าดียังไงนะ"
"ตอนนี้เธอเป็นบรรณารักษ์ไฮโซไซตี้ไปแล้ว" ลลิตาว่า
บราลีถาม "แล้วเขาลงรูปเธอได้ยัง"
จิตริณียืนเกาะเคาน์เตอร์ครุ่นคิด เห็น ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสง วิรงรอง และจิตติน ในรถ
ลลิตาบอก
"ถ้าให้ฉันอนุมาน คงจะมีนักข่าวหัวเห็ดผ่านมาพอดี เห็นเธอควงแขนกับคนดัง
ก็เลยถ่ายรูป ฉับ ๆ"
"ควงเคิงอะไร เขาแค่แตะแขนฉันตอนข้ามถนน" สาลินบอก
มีมือฟาดเคาน์เตอร์ปัง ลลิตา บราลี จิตริณี ร้องกรี๊ดอีกหน แว่นร้องตามเป็นเสียงสุดท้าย
"หยุด..."
ไนเจลยืนทะมึนหน้าหงิก
"เวลาทำงาน ไม่ใช่เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ หรือสุมหางก็อซซิป"
"สุมหัวมั้งบอส" แว่นบอก
"ไอ้แว่นไม่เกี่ยว"
ลลิตาบอก "ขออ่านแป๊บเดียวไม่ได้เหรอคะ"
"ไม่ได้.... ต่อไปนี้ ในเวลาทำงาน ผมจะใช้พวกคุณเหมือนทาสในเรือนเอี้ย"
ทั้งหมดสะดุ้ง ไนเจลมองมาที่จิตริณีอย่างเจ็บช้ำ
"เรือนเบี้ยค่ะบอส พูดให้ถูก ๆ ซีคะ"
"ไม่สนใจแล้ว พูดถูกพูดผิด ก็มีค่าเท่ากัน ไม่มีใครเอา"
ไนเจลมองจิตริณีอย่างน้อยใจ ผลุนผลันกลับไปห้องทำงาน จิตริณีได้แต่ถอนใจ
"ขอไปดูใจบอสก่อนนะคะ"
จิตริณีแยกไป แว่นยืนซึม
"แว่น เป็นอะไร" บราลีถาม
"เจ็บครับ ไม่มีใครเอาเหมือนกัน"
สาลินถอนใจเฮือก
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 13 (ต่อ)
ณ บริเวณเรือนหอขึ้นโครงเป็นไม้ประกบหล่อเสาปูนมากมาย
คนงานราว 10 คน ทำงานกัน ศรีจิตราอยู่ในศาลาเล็กริมสระบัว ชายเล็กสั่งงานหัวหน้าคนงานแล้วเดินมาหาศรีจิตรา ๆ ฝืนยิ้มให้
"คุณศรีดูไม่สบายใจเลย เพราะข่าวคุณสาหรือฮะ"
"ค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ เห็นว่าเสด็จจะทรงเรียกคุณป้าสร้อยมาเข้าเฝ้าเพื่อเจรจากันวันพรุ่งนี้ค่ะ คงเจรจากันเรื่องยายสากับ....เออ...คุณชาย"
ชายเล็กทำท่ากลัว ๆ
"นี่ผมคงไม่โดนประกาศิตจากเด็จป้านะฮะ"
"แล้วถ้าเสด็จทรงมีพระดำริมาล่ะคะ คุณชายจะทำยังไง"
"ก็ต้องตามขั้นตอนซีฮะ ทำความรู้จักกันก่อนว่าจะคบกันได้ไหม ไปด้วยกัน
ได้ไหม ชอบกันหรือยัง แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือ...."
ศรีจิตรามองนิ่ง ชายเล็กสบตาพูดต่อ
"ผมรักเขาหรือปล่า แล้วเขารักผมตอบไหม"
"แล้วถ้ามันเป็นความรักข้างเดียวล่ะคะ"
"รักเขาข้างเดียว ผมก็จะทำทุกอย่างเพื่อชนะใจเขาฮะ ถึงไม่สำเร็จถึงจะเจ็บปวด
ก็ไม่เป็นไร"
ศรีจิตราก้าวไปเกาะเสาศาลา มองดูบัวแรกแย้ม พูดเสียงเบา
"ค่ะ รักเขาข้างเดียว นี่มันเจ็บปวดเหลือเกิน"
ชายเล็กคิด "โธ่เอ๋ย คุณศรี ทำไมพี่รองถึงไม่รักคุณศรีตอบนะ"
ชายเล็กรู้สึกขัด ๆในอก จึงก้าวไปหาศรีจิตรา ศรีจิตราหันมา ชายเล็กยื่นมือไปกุมมือ
"คุณศรีฮะ ผมว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปด้วยดี"
"หรือไม่ ก็เลวร้ายไปกว่านี้"
จรวยเดินชมสวน ใส่ชุดเว้าหน้าเว้าหลัง เห็นเข้าก็ตาโต ถลาไปหลังพุ่มไม้โผล่มาดู
ชายเล็กบีบมือศรีจิตรา
"ว้า....คุณศรีคนเดิมหายไปไหนฮะ สาวสวย ช่างฝัน เซเฮราซาดนักเล่านิทานหายไปไหน"
"เซฮาราซาดเล่านิทาน...เพื่อช่วยชีวิตตัวเองจากทัณฑ์ของสุลต่านต่างหากคะ"
"นั่นแหละฮะ คุณศรีต้องเข้มแข็งเหมือนกัน อย่าลืมซีฮะ คุณศรีคือเซเฮราซาดของผม"
ชายเล็กถ่ายทอดกำลังใจ ศรีจิตรายิ้มออกแล้วค่อยๆดึงมือออก
"ยายสาบอกว่าจะแนะนำดิฉันให้รู้จักกับคุณพล คุณพลนี่เป็นยังไงบ้างคะ"
"ก็หล่อ นิสัยดี น่ารักพอๆกับผมแหละฮะ แต่คุณศรีไม่ต้องไปรู้จักมันหรอกคุณศรีมีผมคนเดียวก็พอแล้ว"
"ค่ะ คนเดียวก็เกินพอแล้ว"
ศรีจิตราพูดคล้ายรำพึง คล้ายประชด แต่ดวงตากลับวาววับ อย่างที่เขาไม่เข้าใจ
จรวยตาเบิกกว้าง หอบนมกระเพื่อม
"อะไรหว่า “โซซัดโซเซ” ของผม ฮึ...วังวุฒิเวสม์ จะมีเรื่องมัวหมองให้แปดเปื้อนแน่แล้ว"
จรวยหลบไป
"ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณสานะฮะ ผมจะไปตรวจปั๊มกับเจ้าพลแถวเมืองนนท์บ่ายนี้ ผมจะลองคุยกับคุณสาดู"
"ค่ะ"
หน้าห้องสมุด ตอนเย็น สาลิน ลลิตา บราลี จิตริณี เดินหน้าเป็นมัน ฟันเป็นยาง ผมกระเซิงเดินมาจากตึกห้องสมุด แว่นตามมาด้วย ผมกระเซิงเหมือนกัน
"รีบกลับเหอะ ฉันจะกลับไปนอน" บราลีบอก
"ใช่รีบกลับ ฉันจะกลับไปกิน ฮือ....วันนี้เหนื่อยมาก" ลลิตาบอก
"ครับ เหนื่อยมาก ช่วยงานพวกคุณเหนื่อยกว่าสอบเอนทรานซ์อีก"
ไม่ทันขาดคำ มีรถคันยาวพุ่งพรวดมาจอดเอี๊ยดข้างลลิตา เบรกดังสนั่น สาลิน ลลิตา บราลี จิตริณี แว่น แหกปากร้องพร้อมกัน
"แหก"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ก้าวลงจากรถหน้าเครียด สาลินมองงง ๆ
"ขึ้นมาบนรถ ฉันมีธุระจะคุยกับเธอ"
สาลินกลัวสายตาดุดันของชายรอง โบกมือลาทั้งสาม เดินไปขึ้นรถ ชายรองขึ้นตาม รถพุ่งพรวดหายไป
"ว๊า ทะเลาะกันอีกแล้ว"
แว่นบอก "ต้องแวะชมสวนกันอีกแน่ ๆ เลยครับ ตามไหมครับ"
จิตริณีบอก "ไม่ ฉันมีนัดแล้ว"
"ไม่ ฉันเหนื่อย" บราลีว่า
"ไม่ ฉันหิว เบื่อด้วย" ลลิตาว่า
รถชายรองพุ่งปราดมาตามถนนเดโช ออกสู่ถนพระราม 4 ในรถ ชายรองหน้าเครียดมองตรงไป สาลินหลือบดูแล้วรู้สึกคุ้นเคยกับท่าทางนี้เลยยิ้มนิด ๆ
"นี่ต้องเข้าไปพูดกันริมสระ ในสวนอีกหรือเปล่าคะ"
"ทำไม หรือว่าตอนนี้เธอรู้จักที่คุยที่ดีกว่านี้ เพลิดเพลินกว่านี้ "
"คุณชายคะ ถ้าอยากหาคนทะเลาะด้วยก็ไว้วันอื่นนะคะ วันนั้นฉันเหนื่อยมาก"
"ฉันจะพาเธอไปส่งบ้าน แล้วจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้คุณตาคุณยายฟัง"
สาลินเป็นงง แต่ไม่กล้าพูดอะไร
ถนนคุณชายรองแล่นเข้ามาในสวนเมืองนนท์ สองข้างทาคือสวนเขียวชอุ่ม ใกล้จะถึงบ้านสวนเต็มที
ในรถ สาลินเหลือบมองแล้วตัดสินใจพูดขึ้น
"คุณไม่ใช่ผู้ปกครองฉันเสียหน่อย ทำไมจะต้องไปคุยกับคุณตาคุณยายฉันด้วย"
"คงกลัวโดนดุล่ะซี ป่านนี้คุณตาคุณยายคงอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไปแล้ว"
"ที่บ้านไม่ได้รับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นค่ะ นี่คุณ....ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ ฉันแค่ไปคุยธุระกับเขา"
"อ้อ เธอคิดว่าการที่เธอพบปะสมาคมกับนายอัศนีย์น่ะ มันถูกต้องแล้วซีนะ"
"ก็ไม่เห็นแปลกนี่คะ คนเราก็ต้องพบปะกันบ้างซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฉันกำลังจะไปทำงานกับเขา"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ขบกรามแน่น จอดรถข้างทางทันที
"เธอรู้จักเขาดีแล้วหรือ"
สาลินแกล้งพูด
"เขาก็ดูดีออก ใจคอก็กว้างขวาง"
"คนดี ใจคอกว้างขวางนี่เขาวัดกันตรงไหนหรือ หรือว่าวัดตรงป็นลูกชายมหาเศรษฐีมีกิจการระดับประเทศ หรือว่าวัดตรงเป็นหนุ่มสังคมมีข่าวลงหน้าก็อซซิปได้ไม่เว้นแต่ละวัน"
"นี่คุณอย่ามาพูดเหมือนคุณเป็นยาจกเลย คุณไม่ชอบเขา คุณโกรธเขาก็เพราะว่าเขาเป็นสามีเก่าคุณหญิงก้อยมากกว่า ก็เลยมาพาลพาโลฉัน"
ชายรองถอนใจในความมโนไปเองของสาลิน
"ฉันจะทำยังไงดีน้าให้เธอเข้าใจอะไรได้มากกว่านี้"
สาลินมองชายรองอย่างงงงัน เขาสตาร์ทรถพุ่งอีกครั้ง สาลินกระแทกไปกับพนักเก้าอี้ ร้องวี๊ดออกมาเบา ๆ
ที่ปั๊ม สองแม่ลูก พุดซ้อน ชบาทิพย์ ยืนอยู่ข้างรถยุโรปที่เปิดฝากระโปรงอ้าอยู่ ม.ร.ว. บดินทราชทรงพล ในบทบาท "นายพล" และตาผลกำลังตรวจสภาพเครื่องอยู่
พุดซ้อนบอก "เฮ้อ....เครื่องเสียบ่อย ๆ แบบนี้ขายขี้หน้าเขา"
"ขายขี้หน้าเขาทำไมหรือคะ คุณแม่" ชบาทิพย์ถาม
"อ้าว รถเราราคาแพง แต่มาเสียแบบนี้ ขายขี้หน้าเขาไหมล่ะอีชะ...ลูกชบา"
ชบาเข้าไปคลอเคลียบชายเล็ก
"รถเราก็รถยุโรป ใหม่ก็ใหม่ แต่ทำไมมันเสียบ่อยนักล่ะคะ พี่พล"
"มันยุโรปแต่โครงน่ะซีครับ เครื่องไม่ใช่ รถมันโดยย้อมแมวน่ะครับ"
ผลกระซิบ
"ฮ่ะฮ่ะ พอ ๆ กับเจ้าของ"
"ไม่จริงหรอก อย่ามาสู่รู้เลย แกน่ะแค่เด็กปั๊ม จะมารู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกรถฝรั่งได้ยังไง ปอเจ็ดจบไหมเนี่ย" พุดซ้อนบอก
"แม่ ไปว่าพี่พลทำไม"
"คุณพลเขาทำงานปั๊มฝรั่งนะยายซ้อน เมืองนอกเมืองนาเขาก็ไปมาแล้ว" ผลบอก
"เหรอจ๊ะ ไปได้ยังไงล่ะ"
"นายฝรั่งเขาส่งผมไปดูงานน่ะ"
"อุ๊ย....ฉันไม่เชื่อน้ำยาหรอก นี่....ซ่อมได้ไหมเนี่ย หรือว่าขี้เกียจซ่อมแล้ว จะได้แล่นไปหาแม่สาวสาลินนั่น"
"เออนั่นซี ลุงผล คุณสากลับมารึยังครับ"
"ยังไม่กลับเลยครับ เดี๋ยวคุณพลไปรอที่บ้านก่อนก็แล้วกัน"
พุดซ้อนมองอย่างหมั่นไส้
"ลูกชบาขา ถ้าหนูอยากนั่งรถยุโรปแท้ ๆ ก็หาผัวจ้าวบ้างซีคะลูก"
ชบากอดแขนชายเล็กแน่น
"หาผัวจ้าวยังไงล่ะคะแม่ ผัวจับกังยังหาไม่ได้เลย"
"โธ่ นัง...ลูกชบาขา ก็ต้องเอาเยี่ยงอย่างลูกสาวบ้านโน้นเขา จะได้ผัวจ้าวกันทั้งพี่ทั้งน้อง"
ผลบอก"อ้าว อ้าว ยายซ้อนพูดให้มันดี ๆ นะ นี่แกกำลังว่าคุณศรี คุณสาของฉันรึเปล่า"
"ฉันไม่ได้ว่าใครสักหน่อย อย่ามาร้อนตัวนักเลย"
ไม่ทันขาดคำ รถของชายรองก็แล่นผ่านมา 2 แม่ลูกตาโตหยุดทุกกิจกรรม ชายเล็กมองตามรถ ครุ่นคิดบางอย่าง... เมื่อเห็นทั้งพี่ชายและ สาลิน
"อุ๊ย....แม่ พี่สาลินมากับรถจ้าวจริง ๆ ด้วย"
"ตายแล้ว นี่เจ้าพล วันนี้เจ้าเขามาส่งแม่สาลินนะ แกอย่าได้เผยอหน้าไปเทียบเจ้า เทียบนายเขาเลย เขาจะเหม็นสาปเด็กปั๊ม อย่างแกเสียเปล่า ๆ"
"ครับ จนแล้วต้องเจียมตัวนะครับ คุณนายแม่"
พุดซ้อนสะดุ้งนิดหนึ่ง แต่ก็ภูมิใจ
"รู้ตัวก็ดีแล้ว ซ่อมรถฉันต่อนะ เดี๋ยวฉันมา ว้าย อีชบา ไปกอดแขนมันทำไม มานี่มากับแม่"
"จะไปไหนแม่"
พุดซ้อนกระซิบ
"ไปแอบดูน่ะซี มันจะพลอดรักกลางดงกล้วยกันอีกรึเปล่า ถ้ามันทำอีกนะ กล้วยแตกหน่อแน่แกเอ๋ย"
พุดซ้อนดึงชบาทิพย์เข้าสวนไป
"ตกลงจะเข้าบ้านไปพบคุณสาไหมครับ" ผลถาม
"คงไม่เข้าแล้วล่ะครับ ผมมันคนจนต้องเจียมตัว"
หน้าประตูบ้านสวน รถของชายรองจอดลง กิตติหันมา
"นี่ คุณตา คุณยาย เธอรู้หรือยัง เรื่องเธอจะไปทำงานกับนายอัศนีย์"
"ยังหรอกค่ะ งานนั่นกว่าจะเริ่มก็อีกตั้ง 3-4 เดือน อ้อ หรือคุณจะเข้าไปฟ้องคุณตาคุณยายฉันตอนนี้"
กิตติขำ ๆ
"ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะชวนฉันกินข้าวไหม"
"ไม่"
"ทำไม"
"ฉันไม่อยากให้คุณตา คุณยายเข้าใจเลยเถิดไปอีก"
"เข้าใจเลยเถิดยังไง"
สาลินเริ่มอึกอัก
"ก็..... เข้าใจว่า คุณมาจีบฉันแทนพี่ศรีน่ะซี"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ทำหน้าเฉย แววตากริ่ม
"แล้วมันประหลาดนักหรือ"
"ประหลาดซี น่าเกลียด ชาวบ้านจะได้นินทาตาย"
"เธอน่ะ รู้จักระวังตัวกลัวคนนินทาด้วยหรือ"
"กลัวซี ชาวบ้านแถวนี้น่ะ ตัวนินทาเลย"
พุ่มไม้ในสวนข้าง ๆ พุดซ้อนและชบาใส่ใบไม้เต็มหัว โผล่หน้าขึ้นมาแอบมอง
ชายรองลงจากรถ มาเปิดประตูให้ สาลินลงมา สองแม่ลูกผลุบลงนั่งใหม่
"ตกลงฉันไม่ขึ้นเรือน ส่งเธอตรงนี้"
ชายรองจับมือของเธอไว้ สาลินอึ้ง
"แล้วเจอกัน"
"แล้วมาจับมือฉันทำไม"
"อ้าว ก็เธอไม่ชอบไหว้ฉัน ฉันก็จับมือลาแบบฝรั่งไง"
สาลินทำตาปริบ ๆ ก้มดูมือคุณชายรอง
ในพงหญ้า พุดซ้อนตาเบิกโพลง ส่วนชบาทิพย์ยิ้มเคลิ้ม
สาลินมองตา ดวงตาคุณชายกิตติราชนรินทร์เป็นประกาย สาลินดึงมือออกแล้วไหว้ลา หลบตาพูดอุบอิบกว่าปรกติ
"สวัสดีค่ะ"
"สวัสดี"
สาลินเดินไปยังประตูบ้าน คุณชายเดินกลับไปที่รถแล้วหยุดมอง ประสานสายตากัน สาลินรีบเปิดประตูเข้าไป ชายรองอมยิ้มแล้วขึ้นรถขับออกไป สาลินแอบมองตามช่องประตู แล้วหมุนตัวเดินเข้าบ้าน ประหลาดใจกับท่าทีทุกอย่างของเขาในวันนี้
พุดซ้อน ชบาทิพย์ ผุดพรวดขึ้นมา ทั้งสองนางหอบเครียด พุดซ้อนหอบด้วยคิดถึงแต่เรื่องอื้อฉาวคาวปลา แต่ชบาทิพย์หอบเพราะฟินกับฉากรัก
"จับมือถือแขน ต๊ายอีกนิดเดียวก็คงได้เสีย เอ๊ย คงได้เปรียบเสียเปรียบกันแล้ว"
"อยากจัง"
"อยากอะไรนังชบา"
"อยากให้มีผู้ชายมาจับมือแบบนี้บ้าง"
"กลับปั๊มเลย ใจแตกใหญ่แล้ว ลูกผู้ดีเขาไม่คิดแบบนี้หรอก"
พุดซ้อนหยิกชบาทิพย์ พากลับสวน
ในคอฟฟี่ช็อปหรู เวลาเย็น อัศนีย์ยิ้มเก๋ จิตริณีอยู่ตรงข้าม
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฝีมือใคร เพียงแต่ว่าข่าวแบบนี้ไม่มีผลเสียอะไรกับผมนี่"
"แต่มีผลเสียกับลินซี่นะคะ เพราะตอนนี้คุณชายรองกับลินซี่ ทะเลาะกันไปเรียบร้อยแล้ว"
"รีลลี่! ว้าวอย่างนี้ต้องขอบคุณคนปั้นข่าวแล้วล่ะ ใครกันนะ"
"จะใครล่ะคะ ที่อยากให้คุณชายรอง แตกกับลินซี่ พอๆกับคุณ"
อัศนีย์นั่งคิด แล้วเบิกตากว้าง
"โอว์.....หญิงก้อยงั้นเหรอ"
"ค่ะ แล้วคุณก็กลายเป็นหมากตัวหนึ่งในเกมของเธอ"
"จะเป็นไรไป เพราะเธอก็เป็นหมากตัวหนึ่งในเกมของผมเหมือนกัน"
"เกมอะไรกันคะ"
"ก็เกมที่จะให้ข่าวก็อสซิปนี้ กลายเป็นเรื่องจริงน่ะซี"
ต่อมา อัศนีย์และจิตริณีเดินออกมาจากร้านอาหารด้วยกัน
"จินนี่ ผมขอปรึกษาอะไรหน่อยซี"
"ถ้าเป็นเรื่องแม่สื่อแม่ชักให้ลินซี่ล่ะก็ ฉันไม่ช่วยหรอกนะ"
"โธ่.....ผมแค่จะถามว่าทำยังไงดี ถึงจะทำให้แฟนเก่าที่ผิดใจกันมาก ๆ คืนดีกันได้"
"มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเขามีเยื่อใยกันแค่ไหน"
อัศนีย์เกาคาง
"เยื่อใยน่ะยังมีเต็มเปี่ยม แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคออยู่"
จิตริณีเข้าใจผิด ใจหายวูบ
"อย่าบอกนะ ว่าคุณจะกลับไปคืนดีหญิงก้อย"
"ก็...คล้าย ๆ อย่างนั้นแหละ"
จิตริณีนิ่งอั้น แล้วระงับท่าที
"แล้วทำไมต้องมาปรึกษาฉัน"
"ใครจะรู้เรื่องลี้ลับในใจผู้หญิงได้เท่าผู้หญิงด้วยกัน แล้วอีกอย่างคุณก็คือเพื่อนที่แสนดีกับผมมาตลอด"
"เพื่อนที่แสนดี น่าปลื้มใจจริง"
"แล้วคุณก็ฉลาดที่สุดด้วย"
จิตริณียิ้มน้อยๆดวงตาเจ็บปวด
"ไม่หรอก บางทันก็โง่งมงายอย่างทุเรศเชียวหละ"
"ฮือ....ไม่จริงหรอก"
"ถ้าคุณอยากจะง้อคุณหญิง แล้วคุณหญิงก็อยากจะคืนดีอยู่แล้วก็ไม่เห็นยาก"
"อ้าว"
"เพชรไงคะ เพชรเลอค่าหรือสร้อยไข่มุกสักเส้น กับดอกไม้สวย ๆ อีกสักช่อ"
อัศนีย์เลิกคิ้ว จิตริณีเมินไปซ่อนความขมขื่นในดวงตาก่อนจะแยกไป
คืนนั้น ที่วังรัชนีกุล ม.ร.ว. ศศิรัชนีนั่งอยู่ที่โซฟาลดหนังสือพิมพ์ ที่มีภาพข่าวอัศนีย์ประคองสาลิน
ลง หญิงก้อยยิ้มเดินกรายมาพอดี
"นี่ฝีมือใครกัน"
"ก็ต้องยายติ่งซีคะ"
หญิงกลางมองทำนองว่านั่นฉันรู้อยู่แล้ว
"ข่าวนี้ คงทำให้คุณรองอยู่ไม่เป็นสุข และก็คงทำให้อัศนีย์อยู่ไม่เป็นสุขเหมือนกัน คนนึงอยู่ไม่เป็นสุขเพราะกลัวสูญเสีย อีกคนไม่เป็นสุขเพราะยิ่งอยากไขว่คว้าให้ได้มา"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงยิ้มเยาะ
"แล้วหญิงล่ะจ๊ะ ข่าวนี้ทำให้หญิงได้อะไร"
"หญิงก็ได้ความสะใจไงคะ"
"ความสะใจ บางทีก็นำมาซึ่งความทุกข์ใจแสนสาหัสนะหญิง"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีพูดยิ้มแย้ม น้องสาวยักไหล่ไม่แคร์
เวลากลางคืน รถชายรองแล่นมาจอดที่เทอเรซหน้าตำหนักเล็ก ลงจากรถ มีแววรื่นรมย์ สับสนแต่แน่ใจแล้ว
ที่โต๊ะกลางในห้องโถง หนังสือพิมพ์เจ้าปัญหาวางอยู่ตรงหน้าม.ร.ว. บดินทราชทรงพล ชายรองเดินหน้าสดเข้ามา เมื่อเห็นน้องชายก็เปลี่ยนเป็นนิ่ง ชายเล็กหันมายิ้มร่า ส่วนจรวยลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ที่ห้องด้านใน
"ไง พี่รอง ไปส่งคุณสาที่บ้านสวนมาหรือ ผมเห็นเมื่อเย็นนี้ที่ปั๊มยายพุดซ้อน"
ชายรองนั่งลง
"อ้อ นี่ฉันไปตัดหน้านายซีนะ ไง ตั้งแต่รู้จักกันงานวันประสูติ แกก็ตามไปเฝ้าเขา เช้าถึงเย็นถึงเลยหรือ"
"คนที่เช้าถึงเย็นถึงน่าจะเป็นพี่รองกับนายอัศนีย์มากกว่า ผมก็แค่จะไปถามเขาเรื่องข่าวนี่ แต่เห็นพี่ไปส่งเขาคงถามกันเรียบร้อย"
ชายเล็กชี้ไปที่หนังสือพิมพ์บนโต๊ะ
"ตกลง นายอัศนีย์มาจีบคุณสาหรือไงฮะ"
"สาลินบอกว่าเขามาชวนไปทำงานด้วย"
ชายเล็กตบเข่าฉาด
"งั้นก็ใช่เลย คนพวกนี้ชอบอ้างเอางาน เอาธุระมาบังหน้า เพื่อจะได้ไปรับไปส่งกัน"
ชายรองสะดุ้ง เพราะตัวเองก็ทำอยู่ พลางนึก
" เจ้าเล็กคงว่านายอัศนีย์ ไม่ได้ว่าเราหรอก"
"ฉันสงสัยอยู่แต่ว่า ใครกันที่เอาข่าวไปลง"
"ยายติ่ง วิรงรองคุมคอลัมน์นี้อยู่ไม่ใช่หรือฮะ ก็ต้องแม่นี่แหละ"
จรวยที่อยู่ห้องด้านในบอก "อุ๊ย....ไปหายายสาลินกันทั้งพี่ทั้งน้อง ทั้งอื้อฉาว ทั้งแปดเปื้อน"
ในห้องทีวี หม่อมอำพัน นมย้อย น้อม เจียม กำลังนั่งดูละครทีวีเมามัน จรวยยืนหอบมองไปที่โถงกลาง
หม่อมอำพันบอก
"ใช่ นังสะใภ้คนนี้ทั้งแปดเปื้อน ทั้งอื้อฉาว"
จรวยสะดุ้งเดินกลับมานั่งกับกลุ่ม โล่งอกพบว่าอำพันไม่ได้ว่าตน แต่กำลังวิพากย์บทบาทในละคร
น้อมบอก "แหม....นังสะใภ้ไพร่ มันหน้าด้านสะพานเหล็กจริง ๆ นะคะ หม่อม"
"จะว่ามันก็ไม่ได้ ก็อีแม่ผัวเจ้ายศนั่นร้ายกะมันก่อน ทั้งที่เดิมตัวเองก็ลูกชาวบ้าน ไม่มีสกุลรุนชาติ เชอะ"
ทุกคนหันมามองจรวย
"อุ๊ย....จริงด้วยค่ะหม่อม นังแม่ผัวเจ้ายศนั่นแหละตัวร้ายที่สุด แหม....ประกวดนางงามตามหัวเมือง พอได้หม่อมเจ้าเป็นผัวเข้าหน่อย ก็ทำตัวเป็นผู้ดีแปดสาแหรก ลืมกำพืดตัวเอง กดหัวสะใภ้แทบโงไม่ขึ้น"
ทุกคนละสายตาจากทีวีมามอง จรวยยังค้อนควักลืมตัว
"เนื้อหามันคุ้น ๆ นะคะ คุณนม" เจียมว่า
"แม่จรวยสวยกราก ที่หล่อนพูดน่ะหมายถึงใครยะ" นมย้อยว่า
"นั่นซี หมายถึงในละคร หรือหมายถึงฉัน"
"หมายถึงหม่อม...อุ๊ย...หมายถึงหม่อมฤดีในละครซีคะ"
สาลินหยิบสมุดตั้งหนึ่งจากลิ้นชักมาเปิดดูบนเตียง ที่สมุดปกอ่อน มีลายมือสวยแต่เป็นลายมือเด็ก เขียนชื่อเรื่องด้วยดินสอ “ ดอกฟ้ากับหมาอัลเซเซียน” เธอพลิกดู เห็นเนื้อในเป็นนิยาย เด็กเขียนแถมมีภาพประกอบ เธออมยิ้ม หยิบอีกเล่มมา เป็นสมุดปกอ่อนเล่มที่สอง มีลายมือสาลิน ที่โตขึ้น เขียนชื่อเรื่องด้วยปากกา “ลำนำรักของมาลาตี” เธอพลิกดูสมุดปกอ่อนแล้วยิ้ม ข้างในสมุดเป็นนิยายเขียนด้วยปากกา แถมมีรูปประกอบที่คล้ายนิตยสารในแนวสกุลไทย ไม่ดูเป็นการ์ตูนเหมือนนิยายเล่มแรก
สาลินปิดสมุดลง แล้วหยิบสมุดเล่มใหม่ออกมาเปิดออก เห็นสมุดบรรทัดว่างเปล่า สาลินหยิบกระเป๋าถือมา เปิดหยิบดินสอ ปากกา ยางลบออกมาแล้วชะงัก หยิบของสิ่งหนึ่งก้นกระเป๋าขึ้นมา
เป็นผ้าเช็ดหน้าที่ คุณชายรองให้ไว้เช็ดพริกไทยออกจากผม ลมแรงพัดผ่านม่านฉลุบังตา ลมแรงพากลิ่นดอกราตรีหอมฟุ้งมาถึงตัวจนผมสาลินปลิวไสว
สาลินวางดอกไม้ลงแล้วหยิบดินสอ จรดดินสอลงเขียนชื่อเรื่อง “สายลมแห่งความรัก”
สาลินก้มหน้านิด ๆ เริ่มเขียนบรรทัดแรก เนื้อหาหลั่งไหลพรั่งพรูออกมา
ภาพในมโน... สาลินยืนริมสระบัว ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ก้าวตามมา ลมพัดมารอบกาย ต่ำลงมาน้ำในสระกว้างดูสงบนิ่ง ทันใดลมแรงพัดมาจนน้ำในสระนั้นพลันไหวเป็นระลอก สาลินยืนเผชิญหน้าเขา ลมแรงพากลีบดอกไม้โปรยปรายมาติดผมเธอ เขาปลดดอกไม้จากผม เอามาพิศดูแล้วยื่นให้ เธอหยิบดอกไม้มาพิศดูแล้วกัดริมฝีปากหน้าแดงวูบขึ้น
คืนนั้น ม.ร.ว.กิตติราชนรินทร์เขียนไดอารี่บันทึกประจำวัน ในมือมีดอกไม้แห้งที่สียังสดเจิดจ้า นึกมโนบ้าง
เขาดึงร่างสาลินมากอดแนบแน่น ลมพัดกรูเกรียว ใบไม้ ดอกไม้ปลิวไสว สระน้ำไหวระลอก งดงามราวสรวงสวรรค์
สาลินหยิบผ้าเช็ดหน้ามา แล้วโถมกายลงบนที่นอน ซ่อนหน้าซุกแน่นกับหมอนราวปฏิเสธภาพที่ผุดมาตลอด แต่ผ้าเช็ดหน้านั้นก็ยังคงอยู่ในมือ
ฝ่ายชายรองทอดถอนใจ เอนตัวลงกับพนักเตียง มองบันทึก และดอกปีบที่ยังเก็บอยู่ในสมุด หลับตาลงยิ้มอย่างมีความสุข
วันรุ่งขึ้น ณ เทอเรซข้างวังรัชนีกุล ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลเดินตามรื่นและโรยมานั่งกับหม่อมวาณี
"หวัดดีครับหม่อม"
"แหม....ชายเล็ก ยายกลางกำลังทำเค้กอยู่พอดี นั่นไงมาแล้ว"
วาณีลุกไปหาลูกสาวที่ถือเค้กมาจากข้างใน
"นี่ หญิง ชายเล็กมาบ่อย ๆ เขามาจีบหนูเหรอ"
"เพื่อนกันค่ะแม่"
"แล้วไป"
วาณีแยกไป หญิงกลางนั่งลงตรงข้ามชายเล็ก หม่อมวาณีแอบฟังอยู่มุมหนึ่ง
"ทำไมไปนั่งห่างขนาดนั้น มานั่งนี่เถอะ"
"ไม่ย่ะ"
"เฮอะ ฉันนี่ท่าทางจะไม่มีเสน่ห์อะไรเลยนะเมื่อเทียบกับพี่รอง"
"ก็ใช่นะซียะ ถ้าเธอลดความเจ้าเล่ห์เพทุบายให้น้อย ๆ ลงหน่อย ก็คงมีใครมาติดบ่วงบ้างหรอก"
"แล้วเธอล่ะ เคยเห็นฉันน่ารักบ้างไหม"
"ไม่ย่ะ"
"เธอคงเห็นเฮียศุภรน่ารักอยู่คนเดียวละซี"
หม่อมวาณีสงสัย
"เฮียศุภรไหน"
วาณีแยกไป
ม.ร.ว. ศศิรัชนีอึ้ง ... นึกถึงคืนนั้นที่ศุภรในชุดทหารเสือเต้นรำกับเธอ
"ช่างฉันเถอะ เออ นี่เธอมาทำไม"
"ฉันมีเรื่องอยากจะถามเธอ เรื่องนายอัศนีย์อดีตน้องเขยเธอ เขาเป็นยังไงน่ะ"
"ฉันไม่เคยกระทั่งพูดจากัน เขาเจอ เขาแต่ง เขาหย่า กันเสร็จสรรพมาตั้งแต่อเมริกา อ้อ นี่เธอมาเรื่องข่าวคุณสาลินน่ะซี"
"โอโฮ เธอนี่หัวไวจริง ๆ เออ...แล้วหญิงก้อยรู้ข่าวนี้หรือเปล่า"
"ยิ่งกว่ารู้เสียอีก เพราะหญิงก้อยนั่นแหละเป็นคนปั้นข่าวนี้เองกับยายติ่ง"
"ฉันกะอยู่แล้วเชียว แล้วทำไมหญิงถึงทำอย่างนั้น"
"ก็หญิงก้อยถือว่าคุณสาเป็นศัตรูหัวใจ ยิ่งกว่าคุณศรีซะอีกนะ เออนี่...หญิงก้อยว่า คุณรองติดพันคุณสามานานแล้วหรือ"
ชายเล็กตาโต
"โอโฮ มีอะไรบ้างไหมที่เธอไม่รู้ ใช่แล้ว"
"แล้วเธอเองก็ชอบ ๆ เขาอยู่เหมือนกัน"
"ก็ใช่อีก"
"แล้วยังไง ใครดีใครได้ อย่างนั้นหรือ"
"ไม่ใช่ มันอยู่ที่เขารักใคร และใครรักเขาสุดหัวใจต่างหาก"
ชายเล็กพูดยิ้มๆ มีแววฝันบางอย่าง
ในห้องนอน ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงหันขวับมา เลิกคิ้ว มีแววดีใจ
"คุณเล็กมาเป็นทูตสานสัมพันธ์หรือคะ"
หญิงก้อยใส่ชุดอยู่บ้านยาวกรุยกรายเช่นเคย รองเท้าแตะส้นสูงปักพลอยวูบวับ หญิงกลางคิดในใจ
" โถ แม่คุณ ยังจะหวังอยู่อีก"
หญิงกลางยิ้ม "คงอย่างงั้นมั้งจ๊ะ"
หญิงก้อยหมุนตัวขวับมาหาพี่สาว ดีใจออกนอกหน้าแล้วนึกได้ จึงระงับท่าทีเป็นยิ้มน้อย ๆ
"อีกอย่าง นายเล็กเขาไปเจอข่าวนั้นเข้า ก็เลยมาสืบว่านายอัศนีย์เป็นยังไง"
หญิงก้อยยิ้มเยาะ แล้วกรายตัว
"หญิงนึกออกแล้ว ท่าทางคุณเล็กก็ชอบแม่คนนี้อยู่เหมือนกัน ดูเหมือนว่ายายแก่ นักจองสมบัติ อยากเอาแม่นี่ยัดเยียดให้คุณเล็ก กะว่าไม่ให้สมบัติเด็จป้ากระเด็นไปไหนซักสตางค์เดียว"
"คงไม่ต้องยัดเยียดหรอกจ้ะ นายเล็กก็ดูเต็มอกเต็มใจอยู่"
"ฮึ เจ้าเสน่ห์เหลือเกินนะ ผู้ชายไปรุมหลงรักกันเป็นทิวแถว คนพี่ก็ไปคอยรับคอยส่ง คนน้องก็เจ็บร้อนจนวิ่งแร่มาที่นี่ ส่วนอัศนีย์ก็คงหลงหัวปักหัวปำ"
หญิงก้อยเลิกดีใจ หน้าซีดลง ดวงตาวาววับด้วยความแค้น แต่ก็ยิ่งงามพิลาส
"ป่านนี้นังนั่นคงตัวลอยที่แย่งคนของหญิงไปได้ เฮอะ ที่แท้ก็ของเหลือเดนไปจากหญิงทั้งนั้น"
"แน่ใจหรือหญิง"
หญิงก้อยหันขวับมอง พี่สาวยิ้มเย็น
"เพราะหญิงเอง ก็ยังอาลัยอาวรณ์ของเหลือเดนนั่นอยู่ไม่น้อยนะ"
"พี่หญิง"
"แปลกนะ ความจริงหญิงน่าจะเจ็บแค้นคู่หมายคุณรองมากกว่า"
ม.ร.ว.เทพีเพ็ญแสงยืดกาย เชิดหน้า
"นังนั่นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหญิงหรอกค่ะ เพราะวัน ๆ ก็ถูกเก็บตัวโง่งมอยู่แต่ในกะลา พอหญิงเตือนมันว่าน้องสาวกำลังแย่งคุณรองไปจากมัน ก็ได้แต่ร้องไห้กระซิก ไม่มีปัญญาทำอะไร คอยดูเถอะ ถ้าวันไหนคุณรองคว้านังสาลินเข้าจริง ๆ หญิงจะหัวเราะเยาะเด็จป้าให้สาแก่ใจเชียว"
หญิงกลางอ้าปากค้าง
"หญิงไม่มีวันยอมแพ้คนอย่างนังสาลินหรอกค่ะ หญิงจะต้องชนะ หญิงจะเป็นผู้ชนะในที่สุด"
หญิงก้อยหน้าเชิด รื่น โรย เข้ามา พร้อมกระเป๋าถือ และรองเท้าพร้อมออกข้างนอก
"คุณหญิงกลางขา กระเป๋า รองเท้าพร้อมแล้วค่ะ" รื่นบอก
"พี่หญิงจะไปไหน"
"นายเล็กเขารออยู่ พี่จะเอาเค้กไปแจกที่วังวุฒิเวสม์เสียหน่อย จะเอาไปถวายทั้งเด็จป้า ทั้งคุณป้านักจองสมบัติด้วย ไปนะจ๊ะ"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีออกไปพร้อมรื่นกับโรย
หญิงก้อยหน้าเชิดแล้วพบว่าตนเองยืนโดดเดี่ยวอยู่ในห้องงาม แสงจากช่องกระจกยาวทอดมาเป็นลำ คล้ายนางละครในฉากพ่ายแพ้มากกว่าที่มั่นใจไว้
วันธรรมสวนะ ที่วัดใต้ บรรดาอุบาสก อุบาสิกา หนุ่มสาวมาทำบุญที่วัด บ้างสวมชุดขาว แต่ส่วนใหญ่แต่งตัวหลากสีมาประชันกัน
ศาลาการเปรียญดูคึกคัก บรรดาญาติธรรมชายและมรรคนายกนั่งคุยกันอยู่ด้านหนึ่ง อีกด้าน
บรรดาญาติธรรมหญิงช่วยกันทำงานดอกไม้ ร้อยมาลัยจัดพานพุ่ม คุณยายกับยายพิณนั่งประดิดประดอย
ทำพาน ตานั่งขัดเครื่องทองเหลืองของวัด ชบาทิพย์กับพุดซ้อนเดินซับเหงื่อมานั่งด้วย
"อุ๊ย ปลื้มใจค่ะ ได้บริจาคสร้างซุ้มประตูตั้งเก้าร้อยบาท เห็นหลวงพ่อว่าจะสลักชื่อไว้บนซุ้มเลย"
"เอ๊ะ ไม่ใช่ล่ะมั้งแม่พุดซ้อน" ยายว่า
"พุทธชาติค่ะ"
"ที่หลวงพ่อท่านบอกบุญน่ะไม่ใช่ซุ้มประตูนะ แต่ว่าเป็นเมรุเผาผี"
พุดซ้อนสะดุ้งเฮือก มองชบาทิพย์เลิ่กลั่ก
"อุ๊ย อย่าสลักเลย แม่ยังไม่ตาย"
"งั้นไม่ต้องสลักชื่อก็ได้มั้งคะ"
หญิง1บอก "แหม แต่ยังไงก็ขออนุโมทนาด้วยนะจ๊ะ ใจบุญสุนทานอย่างนี้ แม่พุทธชาติถึงได้
ร่ำรวย อยู่บ้านตึก ขับรถฝรั่งคันยาวเป็นวา"
"เอ....แล้วทำไมวันนี้ไม่ขี่รถหรูมาล่ะ ทำไมเดินมาซะเหงื่อตก" พิณว่า
"หรูอะไรจ๊ะ รถมันย้อมแมว" ชบาทิพย์บอก
พุดซ้อนสะดุ้งเข้าปิดปากลูก ชบาทิพย์ตาเหลือก พุดซ้อนถลึงตาให้เงียบ ทุกคนงง
"วุ๊ย เอารถมาก็เหมือนมาอวดร่ำอวดรวย ที่ฉันเดินมานี่ก็กำหนด ขวาย่างพุท ซ้าย..
ย่างโท จิตสงบ ไม่ร้อนไม่รุ่มอะไรเลย"
พุดซ้อนยิ้มตอแหลก็เหงื่อแตกซิกดันแป้งหลุด เมื่อซับก็หน้าด่าง จึงเสหยิบเข็มยาวมาร้อยมาลัย
"ลูกชบาลูก มาช่วยกันร้อยมาลัยเร็วลูกขา แหม แต่พวกเราร้อยยังไงก็ฝีมือชาวบ้าน ถ้าได้ฝีมือชาววังอย่างหลานสาวคุณน้าละก็ คงงามบอกไม่ถูก"
ยายสบตากับนางพิณและตา
"แม่ศรีน่ะหรือ นาน ๆ เขาถึงมาเยี่ยมที" ยายบอก
"อ้าว แต่แปลกนะคะ คุณชายหลานเขยคุณน้า กลับมาเยี่ยมอยู่ทุกบ่อย"
คุณยายขมวดคิ้ว คุณตาหันมาฟัง ยายพิณทำตาปริบ ๆ หญิงทั้งมวลมอง พุดซ้อนยิ้มวางท่า
"บ่อยอะไร คุณชายเพิ่งมาส่งแม่สา 2 ครั้งเอง"
"คุณยายน่ะเห็นแค่ 2 ครั้งน่ะซีคะ แต่เดี๊ยนน่ะเห็นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง นับนิ้วก็แทบไม่ถ้วน"
ชบาทิพย์มองหน้าแม่
"เอ๊ะ ก็เพิ่งเห็นแค่ 3"
พุดซ้อนอุดปากชบาทิพย์ถลึงตาแล้วหันมายิ้มกับทุกคน
"อีชบา เอ้ย หนูชบาอย่าสอดลูก ผู้ใหญ่เขาคุยกัน อย่างเมื่อวานก็มาส่งกันหน้าบ้าน
แปลกนะคะ ไม่ยอมเข้าไปข้างใน ไม่รู้กลัวอะไร"
คุณตา คุณยายสบตากัน คล้ายคุยด้วยพลังจิตโต้ตอบ
" ทำไม ยายสาไม่บอก" ตาว่า
" ฉันจะไปรู้หรอ"
พุดซ้อนยิ้มมีชัย
"แล้วก็ยังรี ๆ รอ ๆ คุยอ้อยอิ่งกันหน้ารั้วอยู่อีกตั้งนานสองนานนะคะ"
"ก็คงมีธุระปะปังกันนั่นแหละ"
"ก็ไม่รู้ว่าธุระอะไรนะคะ พอลงท้ายคุณชายก็คว้ามือหนูสาไปกุมแน่น"
พุดซ้อนคว้ามือชบาทิพย์ไว้
"หนูสาก็ช้อนตาขึ้นมอง"
ชบาทิพย์มีอาการอินกับเมื่อคืน ช้อนตาขึ้น
"คุณชายก็มองตอบ ตางี้หวานเยิ้ม สบตากันอยู่เนิ่นนาน"
ยายพิณเผลอยิ้ม
คุณตา คุณยายสบตากัน พูดกันด้วยพลังจิตอีก
"ฉันกะอยู่แล้วเชียว" ตาว่า
" จะเกาะจะกุมก็ทำไมไม่มาทำในบ้าน" ยายว่า
ยายพิณส่งพลังจิตบ้าง "อู๊ย คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน"
สองตา - ยายชะงักมองหน้า ยายพิณชะงักยิ้มเรี่ยราด
"ไม่เคยเห็นพี่เขยน้องเมียที่ไหน เขาสนิทกันขนาดนี้เลยนะคะ" พุดซ้อนบอก
"ใครว่าเป็นพี่เขย ทางวังก็แค่มาเปรย ๆ หมั้นก็ยังไม่หมั้น" ยายบอก
"อ้าว ก็คุณน้าเคยบอกว่าเป็นพี่เขย"
"เปล๊า ฉันไม่เคยบอกซักหน่อย"
"แต่ยังไงก็เป็นว่าที่พี่เขย มาทำอย่างนี้มันไม่งามนะคะ"
"ฉันว่าแม่ซ้อนเข้าใจผิดมากกว่า"
คุณตาบุ้ยใบ้ คุณยายด้นกลอนสดต่อ
"ใช่ คนที่มาส่งน่ะ คงเป็นคุณชายเล็ก เพราะกำลังมีการทาบทามให้แม่สาอยู่พอดี"
"วุ้ย....ไม่ใช่ค่ะ คุณชายคนเดิมแหละค่ะ"
"แหม.....คุณชายวังนี้หน้าตาเขาคล้าย ๆ กัน ขับรถก็แบบเดียวกัน แม่ซ้อนแอบดูอยู่ห่างๆ ก็เลยจำผิด" ยายบอก
"ไม่ห่างค่ะ แอบดูอยู่ในพงใกล้ ๆ เลย แค่เม็ด (เมตร)เดียว"
"เกือบเอื้อมมือไปแตะตัวเลยล่ะค่ะ" ชบาทิพย์บอก
ทุกคนมองหน้า พุดซ้อนรู้ตัวรีบสะกิดให้ชบาทิพย์เลิกพูด แล้วยิ้มเรี่ยราดหยิบดอกบัวมาพับเป็นจักรผัน ทุกคนเซ็ง เว้นแต่คุณยายที่กำเข็มเล่มยาวแน่น ตาฮึดฮัด ยายพิณยิ้มสมหวัง
ในห้องทรงพระสำราญเสด็จประทับบนพระที่ สร้อยและสอางค์อยู่ที่พื้นสุมหัวดูหนังสือพิมพ์ที่กางอยู่ ศรีจิตราอยู่ที่เบื้องพระบาท เสด็จมีท่าทางอึดอัด มาลา วรรณาก็ปริวิตก นั่งกระพือพัดเงี่ยหูฟัง
"ไปจับมือถือแขนกับใครล่ะเนี่ย นายอัศนีย์ เถลิงการ" สร้อยว่า
"ฮือ ทำไมต้องเป็นไอ้เจ้านี่" สอางค์บอก
"ใครกันคะ พี่สอางค์"
สอางค์มัวแต่สั่งน้ำมูก เสด็จจึงทรงตอบ
"จะใครซะอีกล่ะ ก็ผัวเก่าแม่ก้อยไง"
"ว้าย ตายแล้ว อกแตก" สร้อยบอก
มาลา วรรณา นั่งนับนิ้ว ยิ่งวิตก
สอางค์บอก "ฮือ...ยายสานะยายสา อุตส่าห์หมายมั่นให้คุณชายเล็ก ไปใจเร็วด่วนได้กับมันได้ยังไง"
"คุณป้าคะ ข่าวพวกนี้ฟังไม่ได้หรอกค่ะ" ศรีจิตราบอก
"แต่รูปก็ยืนยันอยู่ทนโท่นะยะ"
"ยายสามีอะไรไม่เคยปิดหนูค่ะ หนูไม่เคยได้ยินยายสาพูดถึงนายคนนี้ซักคำ"
"อู๊ย....เราน่ะดี เลยคิดว่าคนอื่นดีไปหมด ฮึ ฉันจะต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด"
"นี่แม่สร้อย"
"เพคะ"
"มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจา อย่างเพิ่งตีโพยตีพายไป"
สร้อยเสียงดังลืมตัว "เพคะ"
สอางค์ตีสร้อยให้รู้สึกตัว
"ไม่ตีโพยตีพายเพคะ" สร้อยบอก
ระเบียงหลังบ้านราชดำริ ขันน้ำพานรองถูกทุ่มโครมมา กลิ้งขลุก ๆ ไปใกล้อุ่นเรือน พิศกับกำไล สาวใช้เด็ก ๆ ร้องวี๊ด
"ว้าย แม่มึง" พิศร้อง
สร้อยหน้าหงิก ในมือมีหนังสือพิมพ์ที่พับหน้าในไว้
"อะไรกันคะ คุณพี่" อุ่นเรือนถาม
สร้อยทุ่มหนังสือพิมพ์ลงหน้าอุ่นเรือน
"จะอะไรล่ะยะ ก็งามหน้าขึ้นมาแล้วน่ะซี ฉันกะอยู่แล้วว่าเลือดมันต่ำ มันต้องทำอะไรต่ำ ๆ ให้อับอายขายขี้หน้า"
อุ่นเรือนมองหนังสือพิมพ์แล้วหน้าซีด พิศ กำไลชะเง้อแล้วซุบซิบกัน
"ยายสาไม่ใช่คนแบบนั้นนะคะ"
"นี่หล่อนกล้ารับรองหรือ นี่ล่ะน้า ไม่ได้อบได้รมให้เป็นกุลสตรี วัน ๆ ก็ห้อยโหนอยู่ในสวนเป็นนางชะนีป่า นี่ก็คงถึงเวลา...ร้องหาผัว"
อุ่นเรือนตาเข้มขึ้น เสียงแข็ง
"คุณพี่คะ อย่าพูดถึงลูกดิฉันแบบนั้นนะคะ"
"ว้าย นี่หล่อนกล้าเสียงแข็งกับฉันหรือ"
"สาลินไม่เคยทำตัวเลวเกวอย่างที่คุณพี่ว่า"
"นี่หล่อน หล่อนลืมบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่รดหัวหล่อนกับลูกแล้วรึไง ต๊าย.... นี่แหละโบราณท่านว่า สัญชาติคางคก เอ๊ะ...ไม่ใช่ ท่านว่ามีลูกผู้หญิงเหมือนมีเว็จอยู่หน้าบ้าน จะเน่าหนอนชอนไชให้เหม็นโฉ่ขึ้นมาเมื่อไรก็ไม่รู้"
สร้อยกระแทกของปึงปังเดินกระทืบตีนออกไป อุ่นเรือนน้ำตาร่วง พิศกับกำไลเข้าปลอบโยน
"คุณอุ่น อย่าไปฟังเลยนะคะ " กำไลว่า
"ต้องฟังซีกำไล บอกนายสมเอารถออก ฉันจะไปฟังความจากแม่สาลินเดี๋ยวนี้ล่ะ"
ณ เทอเรซวังวุฒิเวสม์ ม.ร.ว. ศศิรัชนี กับชายเล็กนั่งอยู่กับสอางค์และศรีจิตรา
กล่องเค้กวางอยู่ตรงหน้า มาลา วรรณาช่วยเสิร์ฟของว่าง
"แหม....เสียดาย ป้าสร้อยกลับไปเสียแล้ว ส่วนเสด็จทอดเนตรข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวานแล้วทรงหนักพระทัย เลยเด็จขึ้นแล้วจ๊ะ"
"เสียดายจัง" หญิงกลางบอก
"แล้วหญิงกลางพอจะรู้ไหม ว่านายอัศนีย์เขาเอาข่าวแบบนี้ไปลงทำไม"
"เออ คือ ..."
"หญิงกลางไม่รู้เรื่องหรอกครับคุณป้า นายอัศนีย์แทบไม่เคยมาที่วังเลยด้วยซ้ำ เอ....หญิง เราต้องรีบไปแล้วนี่" ชายเล็กบอก
"ค่ะ งั้นหญิงลาก่อนนะคะ ขอให้ทานขนมให้อร่อย ช่วยชิมด้วยนะคะคุณศรี"
ศรีจิตรายิ้มเจื่อน "ได้ค่ะ"
"อย่าหาว่ายุ่งเลยนะ จะรีบไปไหนกันเหรอจ๊ะ" สอางค์บอก
"อ๋อ หญิงกลางจะไปซื้อของฝากที่ร้านพี่รองน่ะครับ ผมเลยอาสาพาไป"
ศรีจิตรายิ่งเจื่อน
"หญิงลานะคะ"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีไหว้ลาสอางค์ แล้วออกไปกับชายเล็ก
"เลยไม่รู้เรื่องกันเลยนะคะ ว่านายอัศนีย์มาจีบคุณสารึเปล่า" มาลาบอก
"ถ้าจีบจริง คุณชายเล็กน่าจะเป็นเดือดเป็นแค้นบ้างนะคะ ทำไมเธอดูเช้ย เฉย"
"เธออาจจะไม่ได้สนใจยายสาก็ได้ เธออาจจะมีคนอื่นอยู่แล้ว" ศรีจิตราบอก
สอางค์บอก "แม่ศรี พูดอะไรอย่างนั้น ชายเล็กจะไปมีใครที่ไหนอีก"
"ก็อย่างคุณหญิงกลางไงคะ เป็นไปได้ไหมคะ ว่ามีอะไรพิเศษกว่าความเป็นเพื่อน"
สอางค์ยิ้ม มาลา วรรณา ตบอกผาง วิตก สอางค์เพิ่งนึกออก ตาโตเท่าไข่นกกระจอกเทศ
"ว้าย.....เป็นไปไม่ได้ เขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก....เอ๊ะ หรือเป็นไปได้"
มาลาบอก "น่าสงสัยนะคะ เพราะคืนวันงาน เต้นรำกันตั้งนานสองนาน"
"นานกว่าคุณศรีอีกมั้ง แล้วเต้นกับคุณสาแป๊บเดียวเอง"วรรณาบอก
"ว้าย ป้าต้องไปสืบดูแล้ว ดีนะ ที่แม่ศรีรอบคอบ เป็นห่วงน้องใช่ไหมลูก"
ศรีจิตราอึกอัก "เออ....ชะ ใช่ค่ะ"
"ไม่งั้นฉันปลูกเรือนคร่อมตอแน่ ๆ ยายสาจะเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเข้าเปล่า ๆ"
สอางค์รีบเข้าตึกไป มาลา วรรณามองตามตาปริบ ๆ ศรีจิตราถอนใจ
สาลินนั่งแท็กซี่ตาผล แล่นมาจอดด้านหลังบ้าน คุณตาโบกมือให้ตาผลจอดรถ คุณยาย ยายพิณนั่งหน้าเครียดรออยู่นอกเรือนอยู่แล้ว
"มีอะไรกันคะ เหมือนมารอรับสากันทั้งบ้านเลย"
"ใช่....มารอเรานั่นแหละ" ตาบอก
"แสดงว่าวันนี้คุณยายทำของพิเศษให้สาทานใช่ไหมคะ อะไรเอ่ย"
"มีลูกมะผางจะกินไหม"
"คะ ?"
ขาดคำ รถของบ้านราชดำริแล่นมาจอดอย่างเร็ว ทุกคนมองตาม
"เอ๊ะ...นั่นรถแม่อุ่นเรือนนั่งมานี้"
อุ่นเรือนหน้าเคร่งเข้ามาไหว้คุณตา คุณยาย มือถือหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวานมาด้วย
"แม่มาได้ยังไงกันคะ"
"แม่ต้องมาลูก แม่จะมาถามเรื่องข่าวในหนังสือพิมพ์"
ยายบอก "เดี๋ยว เดี๋ยว ให้ฉันถามก่อนแม่อุ่น นี่...บอกมานะ ทำไมหนูไปจับมือถือแขนกับ
คุณชายรอง"
สาลินอ้าปากค้าง
"ว่าไงนะคะคุณแม่" อุ่นเรือนตกใจ
"ยายสาไปจับมือถือแขนคุณชายรอง อยู่หน้ารั้วบ้านนั่นแหละ ชาวบ้านแถวนี้มันถ่างตาเห็น ตอนนี้ลือไปเจ็ดคุ้งน้ำแล้ว"
"จริงเหรอยายสา"
"คือว่า"
"แล้วแม่อุ่นจะถามอะไร"ตาถาม
"หนูก็จะถามยายสาว่า หนูไปจับมือถือแขนกับนายอัศนีย์ทำไม หนังสือพิมพ์เขาลงข่าว คนเห็นไปทั้งเมืองแล้ว"
ทั้งหมดร้อง "หา !"
คุณตา คุณยาย ยายพิณ ตาผลอ้าปากค้าง
อุ่นเรือนส่งหนังสือพิมพ์หน้าเจ้ากรรมต่อหน้าคุณตา คุณยาย ยายพิณ ตาผลเข้ามาดู สาลินหลับตาปี๋ คุณยายตบอกผาง
"ว้าย ตายแล้วยายสาไอ้เจ้านี่มันเป็นใคร"
"เป็นมหาเศรษฐีค่ะ สามีเก่าคุณหญิงก้อย" อุ่นเรือนบอก
"แล้วคุณหญิงก้อยนี่มันใคร" ตาถาม
"ก็คนรักเก่าคุณชายรองค่ะคุณพ่อ"
ทุกคนร้อง "หา!"
คุณตาพยักหน้ารับรู้ คุณยายรวบรวมข้อมูลในสมองวุ่น อุ่นเรือนหันมาหาสาลิน
"เอ้า ตอบแม่ได้รึยัง หนูไปจับมือถือแขนกับนายอัศนีย์ได้ยังไง"
"ใช่ แล้วก็ตอบฉันมาซิว่าแกไปจับมือถือแขนกับคุณชายรองทำไม" ยายบอก
สาลินถอนใจดังป๊าด
"จะให้หนูตอบเรื่องไหนก่อนล่ะคะ"
"เรื่องคุณชายรองซีคะ ตกลงคุณชายรองมาชอบคุณสาจริงแล้วใช่ไหมคะ วุ้ย....ดีใจจริง ๆ"
คุณยาย คุณตา อุ่นเรือน ตาผล หันขวับมามองยายพิณตาเขียว ยายพิณทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
"จะมองยังไง อิชั้นก็ดีใจอยู่ดีแหละค่ะ"
สองวันต่อมา ศรีจิตราและสาลินเดินอยู่ในมุมสวนวังรัชนีกุล
"ผู้ใหญ่ทางนี้ว่ายังไงบ้างคะ" สาลินถาม
"พอสาแก้ตัวให้แม่ฟัง แม่ก็ไปบอกป้าสร้อย ป้าสร้อยก็ไปบอกคุณป้าใหญ่ คุณป้าใหญ่ก็ไปกราบทูลเสด็จ เสด็จก็เลยทรงเบาพระทัย จะทรงทาบทามสาให้คุณชายเล็กต่อไป"
ศรีจิตราพูดยิ้ม ๆ สาลินทำจมูกย่นคล้ายได้กลิ่นเหม็น
"ทำไมพี่ศรีถึงชอบพูดถึงแต่คุณชายเล็กนี่นะ สาได้ยินพี่ศรีพูดเรื่องอีตาคุณชายเล็กนี่เป็นร้อยหนแล้ว"
"แต่พี่ได้ยินสาพูดถึงคุณชายรอง ร้อยเอ็ดหนแล้วเหมือนกัน"
ศรีจิตราพูดเรียบ ๆ สาลินอึกอัก
"ไม่จริงซะหน่อย"
ศรีจิตรายิ้ม
"เออนี่....แล้วสาไปรู้จักกับนายอัศนีย์ได้ยังไง"
"เขาเป็นเพื่อนนักเรียนนอกกะคุณบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดค่ะ แล้วอยู่ดี ๆ เขาก็มาชวนสาไปทำงานกับเขา สาแค่ไปคุยธุระกับเขาหนเดียว ก็ดันมีนักข่าวตาผีเอาไปทำข่าวได้ เจ้าพระคู๊ณ ขอให้มันตาบอด"
วิรงรองนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน กำลังเขียนอาย์ไลเนอร์ เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา ถือรูปและแฟ้มเข้ามา
"คุณติ่งขา"
"แหก.....ว้าย"
ปลายพู่กันอายไลเนอร์จิ้มเข้าตา วิรงรองร้องกรี๊ดทิ้งพู่กันขวดอายไลเนอร์กระจาย ลุกขึ้นเต้นเร่า ๆ
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาตกใจ ทิ้งรูปทิ้งแฟ้มไปยืนกอดกันคล้ายนางกำนัลในหนังสือมหากาพย์
โถงกลางตำหนักเล็ก หม่อมวาณีนั่งตรงข้ามอำพัน นมย้อย เจียม น้อม เตรียมของว่างให้ แล้วรอดูรับใช้ห่าง ๆ
"แหม.....เป็นเกียรติเหลือเกินค่ะ ที่หม่อมมาร่วมวงสโมสรของดิฉัน"
"เห็นหม่อมบอกว่าขาดขา ดิฉันก็เลยมาให้ไงคะ"
"ก็ตั้งแต่ที่ท่านผู้กำกับเข้าใจผิด บุกเข้ามาเพราะนึกว่ามีโจรมาปล้นวัง คุณนายผู้กำกับเลยไม่ค่อยได้แวะมาร่วมสโมสรสักเท่าไหร่ค่ะ "
"แต่วันนี้คงไม่ขาดแล้วมังคะ อาจจะได้สมาชิกเพิ่มด้วย"
"อุ๊ย....สมาชิกเพิ่ม ใครคะ"
"อ้าว....ก็คุณสอางค์กับคุณสร้อยไงคะ เห็นว่าจะแวะมาหาดิฉันที่นี่ด้วย" หม่อมวาณีบอก
"หา....จะมาทั้งพี่ทั้งน้อง กล้าดี....เอ๊ย....จะมาจริงเหรอคะ"
นมย้อม น้อม เจียมอ้าปากค้าง เมื่อมองไปเห็นสอางค์ สร้อย เดินถือกระเช้าของคาวหวานเข้ามาในโถงหน้าชื่นตาบาน
"มาพอดี สวัสดีค่ะ คุณสอางค์ คุณสร้อย" หม่อมวาณีว่า
น้อม เจียมรีบเข้าไปรับของ
"สวัสดีค่ะหม่อมวาณี สวัสดีค่ะหม่อม...อำพัน นี่ค่ะของฝาก"
สอางค์ยิ้มละไม หม่อมอำพันทำหน้าไม่ถูก
"อุ๊ย.....มีของฝากมาด้วยเหรอคะ"
"ค่ะ มีของมาฝากหม่อม" สอางค์บอก
"ขอบใจ"
"เปล่าค่ะ ฝากหม่อมวาณีคนเดียว"
หม่อมอำพันสะดุ้งเฮือก
"วันก่อนคุณหญิงกลางเอาขนมนมเนยมาฝากทั้งตำหนัก ดิฉันเลยถือโอกาสที่หม่อมมาเยี่ยมวัง เอาของคาวหวานมาตอบแทนค่ะ"
"ขอบคุณค่ะ"
"หมดธุระรึยังคะ ถ้าหมดแล้วเราจะได้ไปร่วมวงเสียที ขารออยู่ค่ะ"
สอางค์ สร้อยมองหน้ากันไม่รู้จะแก้สถานการณ์ยังไง สร้อยนึกขึ้นได้
"เออ นมย้อยจ๊ะ คุณหญิงเสนามาด้วยใช่ไหม เห็นรถท่านจอดอยู่หน้าตำหนัก"
"ค่ะ ตั้งสำรับเปิดวงกันเองไปหลายรอบแล้วค่ะ"
"ดีเลย ถ้าอย่างนั้นขอไปกราบท่านก่อนนะคะ" สร้อยว่า
"แหม....ก็อยู่ร่วมวงด้วยกันเลยซีคะ อย่าเพิ่งกลับ"
สร้อย/ สอางค์ บอก "ก็ดีนะคะ / ได้ค่ะ"
"ไปค่ะ " วาณีบอก
วาณี สร้อยเข้าไปในห้องทีวี สอางค์จะตามไป
"อ้าว คุณข้าหลวงใหญ่ขา ไหนว่าอบายมุข เล่นแล้วมีแต่เสื่อม มีแต่ล่มจมไงคะ มาพลิกลิ้นเสียแล้ว"
สอางค์บอก
"ไม่ได้พลิกลิ้น ยังถือคติเดิมอยู่ค่ะ แต่ถ้าเล่นเพื่อสังคม เพื่อบันเทิงชั่วครู่ชั่วยามดิฉันไม่ถือว่าเสื่อม แต่ไอ้ที่เล่นเป็นอาชีพ เล่นทั้งวันทั้งคืนกินบ้านกินเมืองนั่นละค่ะเสื่อมของแท้"
สอางค์หน้าเชิดเข้าห้องเล็กไป นมย้อย น้อม เจียมแอบขำ
"หน้าด้านทั้งพี่ทั้งน้อง นมย้อย"
"คะหม่อม"
"วันนี้ทำของถูกปากหน่อยนะ วันนี้ต้องอารมณ์เสียแน่ ๆ"
"ทำไมคะ"
"ก็วันนี้มีตัวขัดลาภมาเล่นด้วย ฉันต้องเสียยุบเสียยับ เฮ้อ ไม่อยากเล่นเลยจริง ๆ"
อำพันเข้าห้องทีวีไป นม น้อม เจียมมองหน้ากันตาปริบ ๆ
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 13 (ต่อ)
ศรีจิตรามองสาลินเพ่งพิศ
"แล้วพอมีข่าว คุณชายเธอว่ายังไงบ้าง"
สาลินพลันปั้นปึ่ง แต่ดวงตามีแววฉ่ำบางอย่าง
"เขาก็มาลากสาไปด่าน่ะซีคะ ห้ามสาไม่ให้คุยกับนายอัศนีย์ เชอะ มีสิทธิ์อะไรเขา
ไม่ใช่เจ้าหัวใจสาซักหน่อย"
ศรีจิตรามองดูทุกอิริยาบทของน้องสาว
"นั่นซี ใครกันน้า ที่จะมาเป็นเจ้าหัวใจสา"
สาลินไม่ได้ฟัง ยังอินเรื่องชายรอง
"ที่เขามาอาละวาดกับสาน่ะ เพราะอะไรรู้ไหมคะ เขายังโกรธนายอัศนีย์ที่มาแย่งคุณหญิงก้อย คนรักเขาไป เขาหึงยายคุณหญิงจนหน้ามืดแล้วมาพาลกับสา"
"อาจไม่ใช่ก็ได้นะ"
"ทำไมจะไม่ใช่"
สาลินค้อนไปทางตำหนักเล็กอีกหน ศรีจิตราหยิบหนังสือนิทานของชายเล็กมา แล้วจัดเรียงไว้เป็นระเบียบ สาลินมองดู
"พี่ศรี พี่ศรีทำใจได้หรือยัง เรื่องคุณชายรอง"
"พี่ไม่ต้องทำใจหรอกจ้ะ แค่เตรียมใจต่างหาก รอดูว่าคุณชายจะเลือกใคร"
"โธ่เอ๋ย เขาต้องเลือกคนอื่นแน่เลยพี่ศรี"
"จ๊ะ พี่ก็แน่ใจอย่างนั้น ว่าเขาต้องเลือก...อีกคนนึง"
"โธ่....แล้วพี่ศรียังจะรักคุณชายอยู่อีกหรือ"
ศรีจิตราลุกขึ้นเดินไปมองทางตำหนักเล็ก พูดถึงอีกคุณชาย
"จ้ะ พี่ตัดสินใจแล้ว"
"รักเขาข้างเดียวน่ะหรือ"
"ต่อให้รักเขาข้างเดียว พี่ก็จะทำทุกอย่างเพื่อชนะใจเขา ต่อให้ไม่สำเร็จ ต่อให้ต้องเจ็บปวด แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย"
สาลินมองศรีจิตรา จิตใจสับสนอลหม่าน ลุกพรวดขึ้น
"ทำไมพี่ศรีถึงได้...ฮึ...เขาน่ารักอะไรนักหนา เห็นมีแต่วางอำนาจ ขี้เก๊กก็เท่านั้น ปากก็ยังกะตะไกร แล้วที่สำคัญคือเขารักคนอื่นอยู่ ฮึ"
สาลินหน้าบึ้งค้อน ศรีจิตรามองดู
"ใช่ซี สาไม่เคยรักใครนี่ สาก็เลยไม่รู้"
ศรีวิตรายิ้ม
" ไม่แน่หรอก สาอาจจะรักเขาเข้าแล้ว แต่สาไม่รู้ตัวก็ได้"
"พี่ศรีพูดอะไร มีด้วยหรือคะ รักเข้าแล้วโดยไม่รู้ตัว"
ศรีจิตราขยับมา ยื่น 2 มือ กุมมือน้องสาว
"มีซีสา มันเหมือนน้ำที่หยดลงทีละหยด สั่งสมมากขึ้นจนท่วมท้น จนถึงวันหนึ่ง มันก็จะถั่งโถมเข้าหาสา เข้าท่วมท้นหัวใจ เอิบอาบไปทุกอณูของชีวิตสา"
สาลินตกตะลึง
"แล้วสาจะพบว่ามันคือความรัก ความรักอันลึกซึ้ง ไม่มีวันที่จะไถ่ถอนเปลี่ยนแปรได้"
ลมแรงพลันพัดมาในห้อง ผมและชุดของ 2 สาวสะบัดไหว แต่ไม่เท่าใจทั้งสองดวง
สาลินคราง
"พี่ศรี นี่ความรักทำให้พี่ศรีเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ"
สร้อยอุทานออกมาเมื่อทุกคนเปิดไพ่แ อำพันทำหน้างุนงงเหมือนผีหลอก
"ว้าย ดิฉันรับทานค่ะ ต๊าย สี่ตารวดเลย" สร้อยบอก
"อุ๊ย....ได้กินสี่ตารวดเหมือนกันค่ะแไม่อยากเชื่อ เสียมาเป็นเดือนเพิ่งได้กินวันนี้แหละ" อำพันบอก
"ดิฉันเสียค่ะ ขอพักก่อนละกันนะคะ" วาณบอก
"วางมือก่อนเหมือนกันค่ะ" สอางค์บอก
สอางค์และวาณีออกไประเบียงด้านนอก
"เออ ตานี้ใครแจกไพ่ล่ะคะ" เสนาถาม
อำพันยิ้มหวาน
"ก็ต้องคุณสร้อยล่ะคะแ แจกมาสี่ตา ไพ่ขึ้นทุกตา เชิญค่ะ"
"ยินดีค่ะ ไม่รู้ตัวเลยนะคะว่าเป็นคนมีโชคทางนี้"
อำพัน สร้อยหัวเราะกันระรื่นเหมือนไม่เคยบาดหมางกันมาก่อน
สอางค์ออกมานั่งจิบชากับวาณีที่ระเบียงข้าง สอางค์ถามลองใจ
"วันนั้นชายเล็กพาหญิงกลางมาที่วังน่ะค่ะ แหม คู่นี้เขาสนิทสนมกันดีจริง ๆ นะคะ"
"ก็เพื่อนกันนี่คะ"
"เห็นวันงานก็จับคู่เต้นรำกันอยู่นานสองนาน ไม่ทราบว่า....เออ เขาเป็นเพื่อนสนิท
กันขั้นไหนคะหม่อม"
"อุ๊ย....นี่คุณสอางค์คิดว่าเขาเป็นแฟนกันเหรอคะ ไม่ใช่ค่ะ" วาณีหัวเราะคิก
สอางค์หัวเราะตาม
"หม่อมแน่ใจนะคะ"
"แน่ใจร้อยเปอร์เซนต์ค่ะ เพราะตอนนี้ยายกลางน่ะเขาไปชอบพอกับนักธุรกิจคนนึงอยู่"
"อุ๊ย...เหรอคะ พอจะแย้ม ๆ ให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ"
"ดิฉันก็ยังไม่รู้จักค่ะ เห็นชายเล็กกับยายกลางเรียกเขาว่า เฮียศุภร"
สอางค์โล่งอก
"โถ....คุณศุภร คนกันเองแท้ ๆ"
"อุ๊ย....ใครคะ"
"เพื่อนสนิทคุณรองค่ะ ทำร้านผ้าไหมด้วยกัน งั้นซี....คืนวันงานเต้นรำกับหญิงแทบทั้งคืน"
"ดูเหมือนยายกลางพามาสวัสดีเหมือนกัน แต่ดิฉันไม่ทันสังเกตเพราะแต่งทหารเสือเหมือนกันไปหมด อีกอย่าง มัวแต่กลุ้มใจแม่หญิงก้อยทำขายขี้หน้า ก็เลยเมาน่ะค่ะ"
วาณีชะงักไปที่หลุดปาก รีบยิ้มกลบเกลื่อน
"มันขายหน้าแขกในงานน่ะค่ะ เลยดริงค์ให้หน้ามันตึงขึ้นมาเสียหน่อย"
"เข้าใจค่ะ แอลกอฮอลล์ช่วยให้ผิวหน้าตึง และกระชับหนังกำพร้าให้หนาขึ้นมาอีกนิดค่ะ"
สองหญิงหัวเราะให้กัน เป็นที่สำรวล
ในห้องนอน ศรีจิตรายิ้มน้อย ๆ หน้าแทบเปล่งแสงได้ ดวงตาสดใสราวน้ำค้าง มองตัวเองในกระจก
สร้อย สอางค์กำลังทาบผ้าสวยลงกับร่างของศรีจิตรา มาลา วรรณาคอยช่วย
"ตกลง.....คุณหญิงกลางเธอชอบพอกับคุณ ศุภรเหรอคะ"
"จ้ะ หม่อมวาณีบอกเมื่อบ่ายนี่เอง ชายเล็กน่ะเขาเป็นพ่อสื่อพ่อชักให้ "
"งั้นซีคะ วันนั้นก็พาไปซื้อของขวัญร้านคุณศุภร" มาลาบอก
ศรีโล่งอก ยิ้มมากขึ้น สร้อยสังเกต
"วุ้ย ยายศรี พอรู้ว่าคุณชายเล็กยังไม่มีพันธะหัวใจ หน้าเห่อราวขึ้นปราสาทเหมเลยนะจ๊ะ"
มาลา วรรณา มองอย่างสงสัย ศรีจิตราหลบตาทุกคนอย่างมีพิรุธ
"แสดงว่า โล่งใจแทนน้องใช่ไหม" สอางค์ว่า
"ชะ ใช่ค่ะ "
"ทีนี้ยายสา ทางสะดวกแล้ว"
แต่ศรีจิตราหมายถึงตัวเอง "ค่ะ ทางสะดวกแล้ว"
"นี่ เลิกห่วงน้องแล้วมาห่วงแต่ตัวเราเถอะ คุณชายรองกะหนูน่ะไม่เห็นคืบหน้าซะที"
"ก็มัวแต่เสงี่ยมหงิมอยู่น่ะซี" สร้อยว่า
สร้อยลืมตัวดุ สอางค์เอื้อมมือข้ามศรีจิตรามาหยิก
"มารยาร้อยเล่มเกวียน ขุดมาใช้ซักเกวียนเถอะลูก สมัยป้ากับเสด็จพระองค์ชายน่ะ ฮึ.....ทรงหลงป้าเศียรปักเศียรปำ.....โธ่"
มาลา/วรรณาต่อให้ "ไม่น่าพระชนม์สั้นเลย"
สอางค์ชะงักค้อน 2 พระพี่เลี้ยง สร้อยลูบหลังลูบไหล่ศรีจิตรา
"มารยาหญิงน่ะใช้ไปเถอะ ผู้ชายน่ะปลาตายน้ำตื้นกันทุกคน" สร้อยบอก
ศรีจิตราหน้าแดง
"แล้วหนูต้องทำยังไงล่ะคะ"
"ก็หัดแต่งตัวให้มันสวยขึ้น ไปขัดผิว ขัดหน้า อบตัว นี่....แล้วชุดที่ใส่น่ะ เปิดเผยเนื้อหนังมั่ง"
มาลา /วรรณาร้อง "ว้าย จะดีเหรอคะ"
"ดีซียะ เวลาอยู่ใกล้ก็ถึงเนื้อถึงตัวเขาแบบแนบเนียน บางครั้งแกล้งทำอ่อนแอให้เขาประคับประคองมั่ง อู๊ย ง่ายจะตาย"
ศรีจิตราตาสว่าง คล้ายจะทำมานานแล้วแต่เพิ่งได้ใบไลเซนส์อนุญาต
"ว้าย คุณสร้อย พูดเหมือนเคยนะคะ" มาลาว่า
"ปลาตายน้ำตื้นมากี่ตัวแล้วคะ" วรรณาถาม
สร้อยตาเขียว
"ไม่มีปลาตายย่ะ มีแต่ปลาเป็นว่ายหนีไปหมด เหมือนหล่อน 2 คนนั่นแหละ"
มาลา วรรณาอึ้งแล้วสลดไป
"นี่ พูดถึงชุด เดี๋ยวป้าจะออกแบบชุดให้นะ ถ้าช่วงอก ต้องเอาแบบ อกเขาพระวิหาร"
มาลาบอก "อุ๊ย ปรียาเลยเหรอคะ"
"สะโพกก็ต้องเน้นให้สุดเสียงสังข์"
"อุ๊ย....มาริลีน มอนโรเลยค่ะ" วรรณาว่า
ศรีจิตรามองดูเงาตัวเองในกระจก เงาที่มองตอบมาดูลึกลับเร่าร้อนกว่าตัวจริง
วันรุ่งขึ้น ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงมองดูเงาตัวเองในกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง ลูบไล้ครีมและเครื่องหอมไปตามเรือนร่าง มีเสียงเคาะประตู เธอตวาด
"อะไรอีกล่ะ"
ที่หน้าประตู แม่กับพี่สาวหอบกล่องยาวในมือ มีสีหน้าเอือมระอา
"พี่เองจ้ะ หญิง"
"เชิญค่ะ"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีเข้ามาพร้อมกล่อง วาณีตามมา
"มีคนเอาดอกไม้มาให้แน่ะ หญิง"
"ใครอีกล่ะ วุ่นวายจริง ๆ"
เธอลุกขึ้น หมุนตัวขวับให้ชายเสื้อคลุมตวัด แล้วเดินชายเสื้อระพื้นมา หญิงกลางส่งกล่องให้
เธอดึงริบบิ้นออก เปิดกล่อง หยิบช่อดอกไม้อันเป็นดอกคัทลียาราวหนึ่งโหล แล้วทิ้งกล่องลงพื้น
แล้วชะงักเมื่อมีแสงพร่าพรายส่องเข้าหน้า เธอเบือนหน้าแล้วกลับมองใหม่ ที่ส่วนโคนรัดก้านดอก
มีสร้อยข้อมือไข่มุกแต่มีโบว์เพชรแพรวพราวคั่นเป็นระยะรัดแทนโบว์อยู่
"พี่หญิง"
เธอหยิบนามบัตรขึ้นดู ดวงหน้าเปล่งปลั่ง หญิงกลางดีใจด้วยนิดหน่อย
"ดอกไม้อะไรสวยจริง ว้าย....สร้อยข้อมือเพชร ใคร ของใครลูก"
เธอส่งนามบัตรให้พี่สาว
"อ่านซีคะ พี่หญิง"
"ด้วยรัก....กิตติราชนรินทร์"
หม่อมวาณีร้องอุทาน ดีใจยิ่งกว่าลูก เธอส่งช่อดอกไม้ให้ไม่ใยดี พิศดูสร้อยไข่มุก
"คุณชายรองยอมง้อหญิง ตายจริง ไข่มุกประดับเพชรปราคาอาจถึงแสนนะ" วาณีบอก
"ไม่น่าเชื่อเลย"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงใส่แพนกับข้อมือ เลิกคิ้วข้างหนึ่ง
"ไม่น่าเชื่อยังไงคะพี่กลาง ตรงที่เขาอยากคืนดีกับหญิงน่ะหรือ"
"ที่พี่บอกไม่น่าเชื่อ คือวิธีง้อต่างหากจ้ะ คุณรองไม่น่าทำอะไรที่...เอ้อ...สวีท หวานจนเอียนขนาดนี้"
"นั่นแปลว่า เขาเป็นคนผิด แล้วหญิงเป็นคนถูกต่างหาก เขาถึงต้องยอมง้อหญิง"
หญิงกลางอึ้ง วาณีถลามาเกาะแขนลูกสาวคนเล็ก
"ลูกหญิงจ๋า ถ้าหญิงเจอชายรอง อย่าพูดเรื่องใครผิดใครถูก ใครง้อใครก่อนนะลูก หญิงจำแค่ว่าชายรองรักหญิงมากจนยอมหญิงหมดทุกอย่างดีกว่า"
หญิงก้อยเชิดหน้า ผยอง ยังไม่รับคำ แต่ก็มีแววเห็นควรด้วย
"งั้นหญิงก็นัดเดทเขาได้แล้วใช่ไหมคะ"
หม่อมวาณียิ้มแก้มปริ ม.ร.ว. ศศิรัชนียังงุนงงสงสัยกับของขวัญชิ้นนี้
ห้องทำงานวิรงรอง หญิงก้อยชูสร้อยมุกล้อมเพชรให้ทุกคนในห้องดู วิรงรอง จิตติน เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา มองอย่างตื่นตะลึง
"ในที่สุดคุณชายก็ยอมง้อฉัน ขอโทษฉัน ศิโรราบฉันด้วยสร้อยมุกล้อมเพชรเส้นนี้"
"งาม งามพิลาศล้ำเหลือเกินค่ะ" เลื่อมประภัสบอก
ฉัตรอาชาบอก"คงเป็นหมื่นนะครับ"
หญิงก้อยมองอย่างดูแคลน
"ตายจริง หยาบคาย เป็นแสนต่างหากล่ะจ๊ะ"
เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา คิดพร้อมกัน เป็นเสียงออกมา “สามหมื่นเท่านั้นแหละ” !
"แล้วคุณรองก็ยังเขียนการ์ดมาด้วย"
"ว่ายังไงเหรอหญิง" วิรงรองถาม
"ก็...เขียนว่า “ยกโทษให้ผมด้วย ที่ผ่านมาผมเป็นคนผิด หญิงเป็นคนถูกในทุกเรื่อง ด้วยรัก....กิตติราชนรินทร์"
ทุกคน"อุ้ย!" พร้อมกัน
วิรงรอง คิดเป็นเสียงออกมา “โธ่ เขียนแค่ด้วยรัก แล้วก็ลงชื่อเท่านั้นเอง นังเพ้อ” ทั้งสี่มองหน้ากัน กลั้นยิ้ม ม.ร.ว. เทพีเพ็ญชูสร้อยให้ล้อกับแสงไฟ
"คุณรองคงรู้ว่าเพชรเป็นเพื่อนแท้ของผู้หญิง"
วิรงรองบอก "เราทุกคนก็เป็นเพื่อนแท้ของหญิงจ้ะ"
อัศนีย์เดินเข้ามาในห้องพอดี
"เฮลโลว์ สวัสดีครับหญิง"
"สวัสดีค่ะอาร์นี่ ขอตัวก่อนนะคะ"
"แหม....พอผมมาถึง คุณหญิงก็รีบกลับเชียวนะครับ ไม่อยู่คุยกันสักหน่อย"
"เสียใจ วันนี้หญิงมีนัดค่ะ ดินเนอร์สองต่อสองกับคุณชายกิตติราชนรินทร์"
อัศนีย์แกล้งทำหน้าสลด
" อย่าบอกนะว่าหญิงกลับไปคืนดีกับนายคุณชาย"
"ใช่ค่ะ"
เทพีชูแขนโชว์สร้อยให้ดูอย่างตั้งใจ อัศนีย์ทำหน้างุนงง หญิงก้อยออกจากห้องไป
"สำเร็จนะ"
"ร้อยเปอร์เซนต์"
"ตามไปง้องอนสักหน่อยซีครับ จะได้แนบเนียนยิ่งขึ้น" ฉัตรอาชาบอก
อัศนีย์รีบตาม
อัศนีย์ตามมายึดแขนของหญิงก้อยไว้ สีหน้าง้องอน
"เดี๋ยวซีหญิง....แน่ใจเหรอว่าเจ้านั่นอยากกลับมาถ่านไฟเก่ากับหญิงจริง ๆ"
"นี่ไงคะข้อพิสูจน์"
หญิงก้อยชูสร้อยมุกให้ดู
"คุณชายไถ่ถอนโทษด้วยสร้อยเส้นนี้ สวยกว่า หรูกว่า และแพงกว่านาฬิกาข้อมือที่คุณให้ฉันตั้งเยอะ"
"ผมเป็นห่วงนะ แต่ที่จริงก็ดีใจที่คุณกับนายคุณชายเข้าใจกันได้เสียที มีอะไรให้ผมช่วยก็บอก"
"อืมม์ คุณช่วยฉันได้นะ ทุกวันพุธคุณรองจะแวะมาร้านนายศุภร แล้วมักจะไปทานกลางวันที่ร้านลักซอร์ ทำไมไม่ลองนัดยายบรรณารักษ์ไปที่ร้านนั่นล่ะ"
"อ้อ คุณจะให้คุณชายตัดใจจากสาลินให้เร็วขึ้น"
"ใช่ คุณชายตัดใจจากแม่นั่นเร็วเท่าไหร่ คุณก็ได้แม่นั่นไปครองเร็วเท่านั้น เราได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย"
"ไม่เลวครับ ตกลงตามนั้น"
"ขอบใจ ลาค่ะ ชาว"
หญิงก้อยแยกไป อัศนีย์ยิ้มกริ่มทุกอย่างเข้าทาง
"ขอบใจนะจินนี่ แค่เพชรกับดอกไม้เท่านั้นจริง ๆ" อัศนีย์ว่า
เลื่อมประภัสบอก "สร้อย 2 หมื่น"
"มุกหมื่นนึง" ฉัตรอาชาว่า
วิรงรองบอก "ดอกไม้สองพันต่อเหลือ 500"
จิตติณถาม "แกเขียนข้อความอย่างที่ยัยคุณหญิงพูดจริงเหรอ"
"เปล่า ชั้นเขียนแค่ ด้วยรัก กิตติราชนรินทร์"
ทุกคนหัวเราะสะใจ แล้วทั้งกลุ่มก็ดื่มชมเปญ
จิตตินบอก "อย่างนี้ ต้องดื่มฉลองกันหน่อย"
วันนี้ไม่มีการก่อสร้าง ศรีจิตราเอาหนังสือมาอ่านที่ศาลาเล็ก ท่าทางปลอดโปร่งโล่งใจกว่าทุกวัน จรวยอุ้มตาตุ้มเดินขึ้นมา
"อ้าว คุณ"
"แหม คุณศรี คิดว่าฉันเป็นใครหรือคะ"
"เปล่าค่ะ แค่แปลกใจที่คุณจรวยเดินมาถึงนี่"
"ก็ตาตุ้มน่ะซีคะ ร้องโยเยเลยต้องพาเดินดูอะไรให้คลายใจ"
ตาตุ้มมองศรีจิตรายิ้มแป้นชูมือหา ศรีจิตรายิ้มขออุ้ม จรวยส่งให้ ศรีจิตราจูบจอมถนอมเกล้า
"ตัวหนักขึ้นตั้งเยอะ"
"อุ๊ย ค่ะ อุ้มทีเอวแทบหัก"
ศรีจิตราเอามาอุ้มชูเชยชม จรวยมองใจอ่อนลงอีก คิดในใจ
" ต๊าย รักลูกเรา จิตใจดีจริง ๆ เอ๊ะ หรือมันแกล้งทำ ตีสองหน้าเหมือนเรา แต่ไม่หรอก ท่าจะเป็นคนดีจริงๆ"
จรวยคิดอยู่เนิ่นนาน หน้าเปลี่ยนเป็นระยะ ศรีจิตรามองอย่างแปลกใจ
" ว้ายไม่ได้ ต้องมายุแยงตะแคงแส่มัน ต้องไม่ใจอ่อน" จรวยคิดแล้วเผลอหลุดปาก "ต้องไม่ใจอ่อน!"
"ไม่ใจอ่อน คุณจรวยพูดอะไรคะ"
จรวยหน้าเหรอ ทำตาล่อกแล่ก แล้วฉีกยิ้ม
"ต้องไม่ใจอ่อนตามใจตาตุ้มน่ะซีคะ อย่างคุณศรีนี่ถ้ามีลูกเองคงจะตามใจลูกแย่ไปเลย"
ศรีจิตราอึ้งด้วยเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูด จรวยปล่อยหมัดเด็ด
"วันนี้คนงานหยุดหรือคะ เลยไม่เห็นคุณชายเล็กมาคุมงาน แปลกจังนะคะ คุณชาย
เล็กมาคุมงานทุกขั้น ยังกะเรือนหอคุณชายเล็กเองก็ไม่ปาน"
"คุณชายรองเธอบอกว่าคุณชายเล็กมีหัวทางนี้มากกว่าค่ะ"
"ฮึ.....แต่รวยว่าคุณชายรองไม่ดูดำดูดีเรือนหอนี้เลยต่างหาก"
"เพราะคุณชายรองรักคุณหญิงก้อยสุดหัวใจใช่ไหมคะ"
ศรีจิตราดักคอ จรวยอึ้ง
"ต๊าย....นี่คุณศรีไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยหรือคะ เอ....หรือว่าคุณศรีมีคุณชายเล็กคอยปลอบใจอยู่"
ศรีจิตรายิ้มเย็น
"ค่ะ คุณชายเล็กเธอคอยเตือนดิฉันอยู่ทุก ๆ เรื่องเลยค่ะ"
"เรื่องอะไรบ้างคะ"
"ก็เรื่องที่ทุกสิ่งทุกอย่างอาจไม่เป็นอย่างที่เห็น คนที่ดูไม่ชอบเรา อาจจะหวังดีกับเรา ส่วนคนที่ดูจริงใจ อาจจะมุ่งร้ายกับเราก็ได้"
จรวยชะงัก คิดในใจ
" ต๊ายมันด่าเราหรือเปล่า ฮึ ไม่หรอก มันดูซื่อ ๆ" แล้วฉีกยิ้ม "แหม คุณชายเล็ก นี่เธอสนิทกับคุณศรีจริงนะคะ"
"ค่ะ ก็เธออยากมาสมัครเป็นน้องเขยดิฉันนี่คะ"
จรวยอ้าปากค้าง ถึงจะรู้เรื่องจับคู่แต่ก็ไม่เคยรู้แน่เรื่อง ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลกับสาลิน
"ว้าย.....หรือคะ"
"ค่ะ" แล้วในใจก็ว่า "เอ นี่เราชักโกหกเก่งขึ้นเรื่อยๆนะ"
ศรีจิตรายิ้มเย็นๆสงบเสงี่ยม ตาตุ้มแหงนมองราวรู้ทัน ศรีจิตราหลิ่วตาให้
ในห้องอาหารหรู ตอนกลางคืน โต๊ะด้านใน ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงแต่งตัวเต็มที่นั่งหันหลังให้ พนักงานผายมือเชื้อเชิญคุณชายกิตติราชนรินทร์
หญิงก้อยงดงามน่าตื่นตะลึงเหมือนเคย ทว่าคุณชายรองกลับรู้สึกเฉยๆ
"สวัสดีหญิง"
เธอไม่พอใจ
"ทำไม มาช้านักคะ หญิงมารอตั้งนาน"
หญิงก้อยหน้าบึ้งนิดหนึ่ง แล้วชะงัก เมื่อนึกถึงคำแม่
"ลูกหญิงจ๋า เวลาเจอชายรอง อย่าพูดเรื่องใครผิดใครถูก ใครง้อใครก่อนนะลูก"
ชายรองดูนาฬิกาข้อมือ
"ผมก็มาตรงเวลานี่ หญิง"
เธอปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มลุกขึ้น ยื่นมือ 2 ข้างมาจับมือกิตติ
"งั้นหญิงเองที่มาก่อนเวลา เวลาแห่งการรอคอย แค่ไม่กี่นาทีก็นเหมือนร้อยปีสำหรับหญิง"
"ครับ"
หญิงก้อยเริ่มเพ้อถ้อยคำสวยหรู เขาตัดบทดึงให้ไปนั่งลงที่เดิม เลื่อนเก้าอี้ให้ แล้วมานั่งตรงข้าม
"หญิงสั่งกาแฟมารอคุณรองค่ะ"
พนักงานเข้ามารินกาแฟให้ชายรอง
"เราไม่ควรโกรธกันเนิ่นนานขนาดนี้เลย แต่เมื่อคุณรองยังเห็นคุณค่าหญิงอยู่ เรามาลืมเรื่องบาดหมางทั้งหมดเถอะนะคะ"
"ผมลืมมันไปหมดแล้วล่ะหญิง"
เขาพูดแฝงนัย เธอคิดเข้าข้างตัวเอง
"ค่ะ"
บริกรส่งเมนูให้ทั้งคู่
"คุณรองส่งให้หญิงเถอะค่ะ คุณรองคงจำได้ว่าหญิงชอบอะไร"
"ขอโทษเถอะหญิง หญิงเปลี่ยนใจไปมาอยู่บ่อยๆ ตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้วว่าหญิงชอบอะไร"
เธอชะงัก เขายิ้มนิดๆไม่มีแววจิกกัด
เสียงหม่อมวาณีตัวเข้มแว่วมาในความคิด ..
"หญิงจำแต่ว่าชายรองรักหญิงมาก จนยอมหญิงหมดทุกอย่างดีกว่า"
เธอยิ้มพราย หัวเราะเบาๆ ค้อนนิดหนึ่งอย่างจริต แล้วกางเมนูดู
หลังมื้ออาหาร ทั้งคู่เดินจากโต๊ะจะออกร้าน
"คืนนี้เราจะไปไหนดีคะ"
"ผมไปไม่ได้หรอกหญิง"
เทพีเพ็ญแสงชะงักปล่อยแขน มองกิตติตาเขียว
เสียงหม่อมวาณีย้ำเตือนแว่วมา
"จำไว้แต่ว่าชายรองรักหญิงมาก"
เธอชะงักแล้วคลี่ยิ้มอย่างลำบาก
"ทำไมคะ"
"พรุ่งนี้ก็มีประชุมเช้าที่กระทรวง"
"โอเคค่ะ งั้นรอไว้ให้คุณรองว่างก่อน"
ผู้จัดการร้านเดินเข้ามา
"โทษครับคุณหญิง ผมขอถ่ายรูปเป็นเกียรติกับทางร้านหน่อยนะครับ"
"ได้ค่ะ"
ผู้จัดการถ่ายรูป ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงซบกับคุณชายรอง
"ขอบคุณมากครับ" แล้วผ็จัดการเดินแยกไป
"ผมไปล่ะหญิง"
คุณชายรองเดินจากไป หญิงก้อยยกมือลาค้าง ค่อยๆลดมือลง มองตามแล้วเชิดตามสไตล์ ผู้จัดการเดินกลับมา
"เออ....รูปที่ถ่าย ล้างอัดแล้วช่วยส่งให้ที่วังรัชนีกุลด้วยนะคะ"
"ได้ครับ"
เธอยิ้มกับตนเอง
ตอนกลางคืนกำลังพูดสายกับ ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงที่สวมชุดนอนแล้ว อยู่ในห้องนอน หญิงกลางเดินเข้ามาได้ยินพอดี ในมือถือช่อคัทลียาที่หญิงก้อยได้รับมาด้วย
"ค่ะ คุณหญิง วันพุธมันจะไปร้านทำผมร้านเกศมณี แถวสุรวงศ์ ตอนบ่ายโมง คุณหญิง ไปดักรอมันที่ร้านได้เลย จะตบกันไหมคะ"
หญิงก้อยยิ้มหยัน
"แหม....นั่นมันพฤติกรรมต่ำ ๆ ของพวกชนชั้นล่างจ้ะ "
จรวยแสยะปาก
"แล้วต่อไปนี้เธอจะต้องยุแยงให้ทุกคนเกลียดชังนังว่าที่สะใภ้ ให้คุณรองถึงขั้นรังเกียจมัน ไม่อยากเห็นหน้ามันอีกเลย"
"ไม่ยากเลยค่ะ เพราะคุณรองก็ไม่มีเยื่อใยกับมันอยู่แล้ว ขอให้วันมะรืนประสบความสำเร็จในการจัดการนังสะใภ้เอกนะคะ ตามวิถีชนชั้นสูงของคุณหญิง"
จรวยวางสาย ยิ้มเยาะ
หญิงก้อยยิ้มย่ามใจ สะดุ้งเมื่อเห็นพี่สาวเข้ามามองอยู่ เธอลุกขึ้นเชิด
"นี่เธอถึงขั้นวางไส้ศึกไว้ในเมืองศัตรูเชียวหรือ"
"พวกไพร่ ขี้ประจบน่ะคะ หญิงแค่หลอกไว้ใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้แม่สะใภ้เอกต้องกระเด็นจากวังวุฒิเวสม์"
หญิงกลางตกใจ
ขณะเดียวกัน ฝ่ายจรวยก็พูดประสานางร้าย
"อย่าคิดว่าคุณหญิงจะใช้รวยได้ฝ่ายเดียว เพราะรวยก็กำลังใช้คุณหญิงเป็นเครื่องมือเหมือนกัน คุณชายรองต้องกระเด็นจากวังนี้ในอีกไม่นาน"
ต่างฝ่ายต่างหัวเราะและประสานเสียงหัวเราะแบบนางร้ายทั้งคู่
สองวันต่อมา ศรีจิตรากำลังอบผมในร้านเกศมณี อ่านหนังสือนิตยสารไปด้วย มวยมณีในชุดมินิสเกิร์ตเป็นช่างผมในร้าน เธอเปิดเครื่องอบผมออก ผมศรีจิตราสลวยสวยเก๋ มวยมณีแต่งทรงให้อีกเล็กน้อย
"เรียบร้อยค่ะคุณน้อง แหม....สวยรับใบหน้าคุณจริง ๆ นะคะ"
"ขอบคุณค่ะ"
ศรีจิตราลุกขึ้น ม.ร.ว. เทพัเพ็ญแสงเข้ามาในร้านพอดี ศรีจิตราชะงัก พยายามไม่แสดงออกว่าตระหนก เธอใส่สร้อยข้อมือมาด้วย
"สวัสดีค่าคุณหญิงก้อย สระก่อนใช่ไหมคะ"
"เหมือนเดิมค่ะคุณมวย"
"จะเกล้ามวยสูงแค่ไหนคะ เอาให้เหมือนหอไอเฟ่ลเลยดีไหม แล้วทำตะกร้อสามลูกเลยไหม"
เธอสวนขึ้น
"ขอเวลาส่วนตัวสักครู่นะคะ"
"เชิญค่ะ"
มวยมณีแยกไป
"ไม่นึกนะว่าคนอย่างเธอจะมาทำผมร้านระดับนี้ด้วย"
"คนอย่างดิฉันทำไมเหรอคะ"
"ก็เด็กบ้านสวนบ้านนา ที่โดนคุณป้าตัวดีครอบให้หาสามีทางลัด บังคับแต่งกับคุณชาย
วังวุฒิเวสม์ หวังจะได้เป็นสะใภ้จ้าว"
"ดิฉันทำตามพระประสงค์เสด็จป้าค่ะ"
"แหม....ยังโง่เขลาเบาปัญญาเหมือนเคย ยายป้าสองคนของเธอนั่นแหละที่ยัดเยียดความคิดนี้ให้เด็จป้า เอาล่ะ เพื่อให้เธอได้รู้ตัวไว้ นี่..." หญิงก้อยชูข้อมือ"ของขวัญของคุณรองที่ให้ฉันไว้เป็นการขอโทษ และขอคืนดี นี่จ้ะรูปถ่ายของเรา"
หญิงก้อยหยิบรูปถ่ายจากที่ร้านอาหารหรูชูให้ดู ศรีจิตราดูรูปด้วยความเป็นห่วงสาลิน
"ขอคืนดี"
"หน้าซีดเลยล่ะซี ใช่ คุณชายขอคืนดีฉัน เราไปดินเนอร์ปรับความเข้าใจกันแล้ว แนะนำด้วยความหวังดีนะ ให้รีบเก็บข้าวของแล้วออกจากวังไปเสียแต่เนิ่น ๆ เก็บตัวอยู่แต่ในเล้าเป็ดเล้าไก่ของเธอเสีย เป็นหม้ายขันหมากสะใภ้จ้าวน่ะ มันน่าอายไม่น้อยเลยนะ"
"ขอบคุณค่ะที่แนะนำ แต่ขอให้ดิฉันได้ยินจากปากคำของคุณชายเองดีกว่านะคะ ดิฉันถึงจะเชื่อ ขอตัวค่ะ"
ศรีจิตราจะออกจากร้าน หญิงก้อยยึดแขนศรีจิตราไว้อย่างแรง คนในร้านหันมามองเป็นตาเดียว
"ปล่อยค่ะคุณหญิง"
"ไม่ต้องรอให้ได้ยินจากคุณรองหรอก ไม่กี่วันหนังสือพิมพ์จะลงข่าวของฉันกับคุณรองให้เป็นที่เอิกเกริกไปทั่วฟ้าเมืองไทยแล้ว ถ้าหน้าเธอยังมียางอยู่บ้าง ก็ควรจะหลีกทางไปเสีย"
"ปล่อย"
"ฉันยังพูดไม่จบ ฝากบอกไปถีงนังน้องสาวของเธอด้วย ให้หลีกทางไปเหมือนกัน เพราะแม่คนนี้ดูจะไร้ยางอายมากกว่าเธอเสียอีก แม้แต่คู่หมั้นพี่ยังคิดจะแย่งได้ จิตใจเธอสองคนทำด้วยอะไรกันนะ"
"อย่างน้อยทั้งดิฉันและน้องสาวก็ยังมียางอายพอที่จะไม่เที่ยวโผไปหาผู้ชายคนนั้นที คนนี้ที เดี๋ยวคนรักเก่า เดี๋ยวสามีเก่า หรือจูบกับพี่ชายคนรักจนเป็นที่เอิกเกริกไปทั่วฟ้าเมืองไทยอย่างที่เป็นข่าวหรอกค่ะ"
"แก....นัง"
"อย่าใช้คำต่ำ ๆ ซีคะ คนมองมาทั้งร้านแล้ว คุณหญิงควรจะมียางอายบ้าง"
หญิงก้อยเงื้อมือจะตบ ศรีจิตราเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว มือแข็งแรงเข้ามายึดมือของหญิงก้อยไว้ทันท่วงที
"อย่าแม้แต่คิดเชียวนะหญิง"
ม.ร.ว.บดินทราชทรงพลดึงเทพีห่างออกมาจากศรีจิตรา
"นายเล็ก"
"ถ้าทำร้ายคุณศรีมากไปกว่านี้ ผมไม่อยู่เฉยแน่"
"ปล่อยฉัน"
หญิงก้อยสะบัดหลุด มองทั้งคู่อย่างประเมิน
"แหม....ปกป้องกันดีเหลือเกิน อย่าบอกนะว่า คุณชายเล็กก็ร่วมวงสโมสรสลับพี่สลับน้องกันด้วย เป็นรักสี่เส้างั้นซี"
ศรีจิตราหน้าแดง
"หญิงก้อย ถ้าท่านพ่อทรงทราบว่าหญิงทำตัวเป็นหญิงแพศยาได้ขนาดนี้ ท่านคงเสียพระทัยแทนตระกูลรัชนีกุลไม่น้อยเลยล่ะ"
"นายเล็ก"
"เชิญครับคุณศรี อย่ามาเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย"
ชายเล็กพาศรีจิตราออกจากร้าน เทพีหน้าเชิด มวยมณีเข้ามา
"สระเลยไหมคะคุณหญิง น้ำร้อนกำลังอุ่นเลยค่ะ"
"ใจฉันก็ร้อนเหมือนกัน อย่าเพิ่งมาถาม หญิงเบื่อ"
"ได้ค่ะ"
มวยมณีรีบแยกไป
ภายในห้างสรรพสินค้า ชายเล็กและศรีจิตราเดินมาด้วยกัน ศรีจิตรายังใจเต้นไม่เป็นส่ำ
"คุณชายมาได้ยังไงคะ"
"ผมตามคุณศรีมาน่ะครับ"
ก่อนหน้านี้ ชายเล็กพูดสายอยู่กับ ม.ร.ว.ศศิรัชนี
"หา....หญิงก้อยจะตามไปราวีคุณศรีที่ร้านทำผมวันมะรืน"
"ใช่....เธอช่วยหน่อยก็แล้วกัน"
ศรีจิตราแปลกใจ
"มีหนอนบ่อนไว้ในวังด้วยเหรอคะ"
"คงเดาไม่ยากหรอกครับว่าเป็นใคร"
"ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณชายนะคะที่มาช่วยดิฉันไว้ ไม่อย่างนั้นดิฉันคงถูกคุณหญิงทำร้ายไปแล้ว"
"อย่าไปใส่ใจในสิ่งที่หญิงพูดนะครับ ไร้สาระ"
ศรีจิตราเห็นด้วย แต่แล้วก็นึกถึงจริตมายาที่ป้าทั้งสองอบรมมา
"ต้องทำตัวอ่อนแอให้เขาประคับประคองบ้าง" ป้าสร้อยบอก
ศรีจิตราเลยเปลี่ยนสีหน้าทันที
"แต่มันอดคิดไม่ได้หรอกค่ะ" ว่าแล้วก็เบือนหน้าไปอีกทางเหมือนซ่อนน้ำตา
"คุณศรี"
ศรีจิตราทำคล้ายสะอื้นแล้วเซ บดินทร์รีบเข้าประคองลงนั่ง
"พักก่อนครับ"
"ดิฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
"ไม่ได้แล้วล่ะ ต่อไปนี้คุณศรีจะออกมาจากวังลำพังแบบนี้ไม่ได้แล้ว"
"นายยอดมารับมาส่งดิฉันอยู่แล้วนี่คะ"
"นายยอดปกป้องคุณศรีไม่ได้หรอกครับ"
"แล้วใครล่ะคะที่จะปกป้องดิฉันได้"
ศรีจิตรามองด้วยสายตาหวานเยิ้ม ชายเล็กมองตอบอย่างครุ่นคิด
"มาลา วรรณาครับ ต้องให้ทั้งสองคนมาดูแลคุณศรีอย่างใกล้ชิดเลย"
ศรีจิตราเบือนหน้า พ่นลมหายใจพรืด เซ็งจิต
ในค็อฟฟี่ชอปหรู อัศนีย์ สาลินนั่งอยู่ที่โต๊ะ
"นี่ผมมาบอกข่าวดี ไนท์คลับผมสร้างเสร็จแล้ว เหลือแค่งานเดคคอเรซิ่น อีกเดือนนึง คุณก็เตรียมตัวลาออกไปทำงานกับผมได้แล้ว"
"เรามีข้อตกลงกันอยู่ ที่คุณสัญญาว่าจะทำให้คุณชายกับคุณหญิง เทพีคืนดีกันได้ไงคะ"
อัศนีย์ยิ้มชอบใจ
"งั้นผมก็ขอประกาศข่าวดีเลย คุณชายกับหญิงก้อยกลับมาคืนดีกันแล้ว"
"คุณไปเอาข่าวมาจากไหน"
"ผมก็มีส่วนช่วยให้เขาคืนดีกันน่ะซีครับ เดี๋ยวไม่กี่วันข่าวนี้ก็ลงหราในหน้าสังคม"
สาลินใจหาย "ฉันไม่เชื่อ"
อัศนีย์มองเลยไปเห็นคุณชายรองกับศุภรเดินเข้าร้านมา อัศนีย์ยิ้ม รีบคว้ามือสาลินไปกุมเบา ๆ เธอกำลังนั่งคิดไม่รู้ตัว ชายรองเห็นเข้าเต็มตาชะงักกึก หน้าเย็นชา ตาวาว ฝ่ายอัศนีย์ทำหน้าซื่อเงยหน้าขึ้น ทำเป็นเพิ่งเห็น
"อ้าว คุณชายรอง"
สาลินตาเบิกโพลงค่อย ๆ เอี้ยวหน้าแหงนดู กิชายรองสบตาแล้วเมิน สาลินกระชากมือออก อัศนีย์ยิ้ม ลุกขึ้นยื่นมือให้อีกฝ่าย
"ไฮ....เจอกันอีกแล้ว"
ชายรองจับมือเขย่าอย่างเหินห่าง
"แต่มือผมคงไม่อบอุ่นมีชีวิตชีวาเท่าไร"
สาลินเม้มปาก มองตรงไป คอแข็ง อัศนีย์ยิ้มจริงใจ แต่อีกฝ่ายยิ้มเย็นชา ศุภรมองทั้ง 3 คน
"ยินดีฮะ ที่ได้เจอ"
"แต่ดูเหมือนมีบางคนไม่ยินดีเลยที่ได้เจอผม"
สาลินเชิดหน้า
"กำลังคุยธุรกิจกันอยู่หรือครับ"
"เรากำลังคุยกันเรื่อง ... ข้อแลกเปลี่ยนทางธุรกิจนิดหน่อย"
ชายรองหมั่นไส้
"หวังว่าคงตกลงกันได้ดี และสมประโยชน์กันทุกฝ่ายนะครับ"
สาลินแหงนมองกิตติแล้วลุกขึ้น
"ค่ะ ฉันคิดว่าข้อตกลงครั้งนี้ น่าจะสร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่าย"
"แน่ใจหรือว่าจะไม่มีใครขาดทุน"
"คงมีค่ะ แต่ฉันก็ยอมเสี่ยง ถึงจะมีใครต้องเสียใจบ้าง แต่มีคนสองคนได้ประโยชน์เต็มที่ฉันก็พอใจแล้ว"
ชายรองตาเขียว อัศนีย์ยิ้มในหน้า สาลินเมิน ศุภรดูเพลิน กัปตันร้านเข้ามา
"คุณชายครับ วันนี้โต๊ะเต็มหมด ขอเชิญที่โซน VIP ดีกว่านะครับ"
"งั้นเชิญร่วมโต๊ะกับเราดีกว่า"
"อย่าเลยครับ อย่าให้ผมขัด...ความเจริญอาหารของคุณเลย"
"ไม่อยากรอว่ะ ไปร้านอื่นเถอะ" ศุภรบอก
"ผมขอตัว ลาก่อน"
ชายรองปรายตามองสาลินแล้วเดินไปทันที ศุภรรีบตามไป สาลินใจหายทานอะไรไม่ลง
ในร้านผ้าไหม จิตริณีกำลังเลือกเนคไทอยู่มุมหนึ่ง อีกมุม ม.ร.ว. ศศิรัชนีถือช่อดอกคัทลียาในกล่องกำลังคุยกับพนักงานร้าน และเหลือบเห็นจิตริณี จึงเดินถือช่อดอกไม้ตรงมาหา
"สวัสดีค่ะคุณจิตริณี มาทำอะไรคะ"
"สวัสดีค่ะคุณหญิงกลาง มาดูเนคไทผ้าไหมให้บอสน่ะค่ะ แล้วคุณหญิงกลางล่ะคะ"
"มาปรึกษาเรื่องดองดอกไม้ค่ะ"
จิตริณีสีหน้าแปลกใจ
"หา....ดองดอกไม้"
"นี่ค่ะ ดอกคัทลียา หญิงอยากจะเก็บไว้ให้อยู่นาน ๆ เห็นเขาใช้กลีเซอร์รีนน่ะค่ะ เลยจะมาปรึกษาคุณศุภรดู"
จังหวะนั้น ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินหัวเสียกำลังจะเข้ามาในร้าน ศุภรเดินตาม
"ไอ้หม่อม ใจเย็น หึงแล้วอย่าพาลซีวะ"
"หึงบ้าอะไร"
"ก็หึงนายอัศนีย์น่ะซี"
ชายรองหยุดเดิน
"ยังไง หึงที่มันเป็นผัวเก่าหญิงก้อย หรือว่าหึงที่มันยุ่งกับว่าที่น้องเมีย"
"หุบปากนะ ไอ้บ้า"
"ไม่หุบปากโว้ย เมื่อกี้แกทำท่าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อมัน นี่แปลว่าอะไรวะ
เรื่องนายกับคุณสาน่ะ รักน้องเมียแล้วใช่ไหม"
"ไม่พูดกับแกแล้ว"
ชายรองเดินนำไปที่ร้าน ศุภรรีบตาม
ชายรองเดินเข้ามา ชะงักเพราะจิตริณีและหญิงกลางกำลังคุยกันอยู่ ศุภรยิ้มร่าเมื่อเห็นสองสาว ชายรองรีบเปลี่ยนสีหน้า
"มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ หญิงกลาง คุณจิตริณี"
"ฉันแค่มาดูเนคไทผ้าไหมน่ะค่ะ"
"ส่วนฉันมาปรึกษาเรื่องจะเก็บคัทลียาช่อนี้ไว้เป็นปี ๆ ค่ะ ตามคำขอของหญิงก้อย"
"ทำไมต้องเก็บเป็นปี ๆ ล่ะครับ"
"นั่นซีครับ มีอะไรสำคัญเหรอ"
"อ้าว....มันต้องสำคัญซีคะคุณรอง เพราะยายก้อยอยากเก็บดอกคัทลียาของคุณรองไว้
เป็นที่ระลึกให้นานที่สุด"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เป็นงง
"หญิงกลางว่ายังไงนะครับ ดอกคัทลียาของผม"
"ค่ะ ดอกคัทลียาของคุณรองที่ส่งให้ยายก้อย เมื่อสองวันก่อน"
"ไม่ใช่ครับ ผมไม่เคยส่งดอกไม้ให้หญิงก้อย"
"แล้วสร้อยข้อมือเพชรประดับมุกล่ะคะ ที่ส่งมาพร้อมดอกไม้"
คุณชายยิ่งงงไปใหญ่ ศุภรและจิตริณีพลอยงงไปด้วย
"คงมีการเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ"
"เฮ้ย.....มีใคร แพรคติคั่ล โจ๊ก กับแกรึเปล่า"
"งั้นดูนี่ นี่ลายมือของคุณชายรึเปล่าคะ"
หญิงกลางชี้ให้ดูการ์ดที่ยังคล้องอยู่กับช่อดอกไม้ ชายรองกับศุภรดู การ์ดเขียนว่า “ด้วยรัก....กิตติราชนรินทร์”
"นี่ไม่ใช่ลายมือไอ้หม่อมครับ" ศุภรยืนยัน
จิตริณีดูลายมือนิ่งไป
"ใครมันแกล้งแกวะ"
"ฉันพอจะนึกออกค่ะ เพราะฉันจำลายมือนี้ได้" จิตริณีบอก
ทุกคนหันมา จิตริณียิ้มเพลีย ๆ
ชายเล็กเอะอะต่อหน้าชายเมื่อฟังความจบ
"นายอัศนีย์เป็นคนส่ง เพื่ออะไรครับ"
"ให้ฉันคืนดีกับหญิงก้อยไง แล้ววันนี้นายอัศนีย์ก็จัดฉากให้ฉันไปเจอเขากำลังทานกลางวันกับสาลินเสียด้วย"
"เพื่ออะไรอีกล่ะครับ"
กิตติอึกอัก ไม่กล้าสารภาพ
"ก็คงอยากจะเย้ยฉันมั้งว่าเขาต้องการคบสาลิน แล้วเขาก็กล่อมสาลินไปทำงานกับเขาได้ด้วย"
"ไม่ได้การแล้วพี่ เพราะวันนี้ยายก้อยก็จัดฉากเหมือนกัน"
"จัดฉากอะไร"
"ก็วันนี้เจ้าหล่อนตามไปราวีคุณศรีไปที่ร้านทำผม พูดขู่คุณศรีต่าง ๆ แถมทำท่าจะทำร้ายคุณศรีด้วย ดีนะที่ผมตามไปช่วยไว้ทัน"
"หา....แล้วแกตามไปได้ยังไง"
"แหม....หญิงกลางบอกผมก่อนน่ะซีครับ เธอได้ยินยายก้อยโทร.นัดแนะกับหนอนบ่อนไส้ในตำหนักเรา"
"หนอนบ่อนไส้งั้นเหรอ"
ชายรองพอจะรู้ว่าใคร เสียงเอะอะของหม่อมอำพัน ดังมาจากโถงล่าง ทั้งสองรีบออกมาดู
หม่อมอำพันกำลังแหวลั่นโถงตำหนักเล็ก สองพี่น้องออกมาดูที่ระเบียงบน
"มันพูดอย่างนั้นจริง ๆ เหรอนังจรวย"
"ค่ะ เขาพูดเลยว่าเรือนหอเขาต้องมีสิบห้อง" จรวยบอก
"เรือนหอ หรือเรือนแรมกันแน่ยะ"
"เอ๊ะ วันก่อนคุณเล็กว่าอยากมีแค่ห้าห้องเองนะคะ" นมย้อยว่า
จรวยล่อกแล่กนิดหน่อย
"ต๊าย นั่นเห็นไหมคะ มามุสาเพื่ออวดร่ำอวดรวย อวดบุญวาสนาเธอ"
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ฟังแล้วก็เม้มปากหน้าตึง อำพันคล้อยตาม
"เอ๊ะ....คุณศรีไม่ใช่คนแบบนั้นนะคะ" นมย้อยบอก
"โธ่....คุณนมไม่รู้อะไร วัน ๆ เห็นเดินสำรวจทรัพย์สินเสด็จท่าน อีกหน่อยก็คงเข้ามาประเมินราคาตำหนักนี้"
หม่อมอำพันตาเบิกโพลง ชายโตยิ่งเซ็งกว่า
"ว้าย ขนาดยังไม่หมั้นไม่แต่งยังขนาดนี้ ถ้าเข้าหอไปแล้ว ไม่รี่มาถอนหงอกฉันหรือ"
"วุ้ย.....คุณศรีเธอไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ"
"ค่ะ....ถ้าเสด็จทรงยังอยู่ก็คงไม่กล้าหรอกค่ะ แต่ถ้าวันไหนสิ้นพระบารมี คุณชายรอง
กับเมียก็เป็นเจ้าของวังนี้ ตอนนั้นแหละจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้"
"ก็ลองซิยะ นังไหนมันกล้าดี ฉันจะฉีกอกให้"
ชายโตหวั่นไหว
"แต่ตำหนักเล็กก็เป็นของเด็จป้านะฮะ จะทรงเรียกคืนเมื่อไหรก็ได้"
"ฮึ....ท่านพ่อแกเมื่อคราวเปลี่ยนการปกครองก็ไม่เหลืออะไรเลย ยังดีที่เด็จป้าทรงพระเมตตาประทานตำหนักให้ ทรงดูแลจนกระทั่งสิ้น แล้วก็ทรงปรานีพวกแกทุกคน แต่ถ้ากริ้วล่ะก็ ทรงเรียกคืนเมื่อไหร่ก็ได้นะยะ"
ชายรองฟังความ คิดอะไรได้บางอย่าง ชายเล็กได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ
"หม่อมคะ คุณศรีน่ะเธอเป็นคนอ่อนจะตายไป"
"ค่ะ....อ่อนเพราะถูกน้องสาวคุณสอางค์เลี้ยงกดหัวมาตั้งแต่เล็ก พอมีอำนาจเข้าน่ะ จะเห่อเหิมเจิมทะยานขนาดไหน"
"จริงของแก โตขึ้นมาเหมือนบ่าว พอมีอำนาจวาสนาก็คงวางก้ามทำท่าคุณนายทั้งวัน เหมือนอย่าง...."
จรวยยิ้มรับ
"อย่างใครคะ"
"เหมือนอย่างแกไง"
จรวยสะดุ้ง เข้าเกาะแขนสามี
"เฮ้อ....ถ้านายรองแต่งกับหญิงก้อยยังจะดีกว่า หญิงก้อยน่ะลูกชาติลูกตระกูล คงไม่มาแผลงฤทธิ์กับเรานะครับ"
"จริงค่ะ คุณหญิงก้อย เธอทั้งสวยทั้งดี" จรวยบอก
"ฮึ จริงด้วย ก๊กวังรัชนีน่ะรวยพอตัว คงไม่มาเบียดบังตำหนักเล็กกระจิ๋วหลิวอย่างนี้" อำพันบอก
จรวยยิ้มในหน้า สามีคล้อยตาม ย้อย เจียม น้อม สบตากันอย่างร้อนใจ อำพันพยักหน้า
ช้า ๆ ตรึกตรอง
"ไม่ซี....เสด็จทรงชังน้ำหน้าหญิงก้อยยังกะอะไรดี ขืนชายรองไปแต่งเข้ามีหวังถูกตัดขาดไล่ระเห็จไปจากวัง ดีไม่ดี จะกริ้วแหวมาถึงฉัน แต่งกับศรีจิตราน่ะดีแล้ว"
สองผัวเมียผิดคาด อำพันมองหน้า จรวยเริ่มมีพิรุธ
ชายรองกับชายเล็กมองหน้ากัน
"ฉันว่าที่แกพูดมาทั้งหมดค่ะ แกใส่ความศรีจิตราเขา จะให้ฉันรังคัดรังแคศรีจิตรา ใช่ไหม นังจรวย"
จรวยแทบผงะ ย้อย เจียม น้อม สะใจ
"เอ๊ะ....ยังไงกันแน่ จรวย" ชายโตถาม
"ฮือ ไม่จริงค่ะ"
"ย่ะ ที่หล่อนพูดมาน่ะมันไม่จริง ฉันน่ะเซียนโป๊กเกอร์ อ่านหน้าคนออก หล่อนไม่ต้องมาใส่ไคล้พาที ฉันไม่เชื่อแก นังจรวยสวยกราก"
จรวยหน้าซีดเหลือสองนิ้ว ชายโตแคลงใจ
"ว้าย เล่นไพ่ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะคะ"
ย้อยพูดเบา ๆ เจียม น้อม หัวเราะพรืด จรวยมองชายโตอย่างประจบม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์มองตอบอย่างระแวงแคลงใจ
บนระเบียง สองพี่น้องกลับเข้าห้องไป
คุณชายโตมายืนสงบสติอารมณ์อยู่หน้าตำหนัก
น้ำพุสวยอยู่เบื้องหลัง จรวยตามมา กลัว ๆ กล้า ๆ จะเข้าหา แต่แล้วก็ตัดสินใจเข้ามา
"คุณชายขา เชื่อรวยเถอะ รวยไม่ได้ใส่ความแม่สะใภ้เอกนั่นจริง ๆ"
"เอาเถอะ ฉันยอมเชื่อเธอก็ได้"
จรวยเข้ากอดทางด้านหลัง เขาปลดมือหันมา
"แต่ถ้าวันไหนฉันจับได้ว่าเธอมาเที่ยวยุแยง สนตะพายจูงจมูกให้ฉันเป็นควายล่ะก็"
จรวยตาเหลือก ชายโต กำข้อมือจรวยอย่างแรง
"ว๊าย"
"เธอก็จะได้เห็นฤทธิ์ฉันเหมือนกัน"
ชายโตเข้าห้องน้ำ จรวยทำตาละห้อย แล้วหันมาทำหน้านางร้ายต่อ
ภายในห้อง ชายรองจดบันทึกบางอย่าง ชายเล็กออกมาจากห้องน้ำ แล้วมานั่งที่เตียง
"เอาไงดีครับพี่รอง ศัตรูเราบุกประชิดเมืองแล้วนะครับ แถมมีหนอนบ่อนไส้อีกต่างหาก"
"ก็คงได้เวลาปราบศัตรูให้แตกพ่ายไปเสียที"
"คิดแผนอะไรได้ บอกผมนะครับ แล้วนี่พี่เขียนอะไรฮะ ยังมีแก่ใจจดไดอะรี่จ๋าอีกเหรอครับ"
"ฉันเขียนบทละครน่ะ บทละครโรงใหญ่"
ชายเล็กมองอย่างงง ๆ แล้วหาว
"บทละครจะทำศัตรูพ่ายได้ยังไงล่ะฮะ งั้น....ผมขอตัวก่อน"
ชายเล็กออกจากห้อง ชายรองครุ่นคิดแล้วตัดสินใจว่าต้องทำการใหญ่เสียแล้ว ลุกไปโทรศัพท์
"วังรัชนีกุลใช่ไหม ขอสายหญิงก้อยหน่อยครับ บอกว่ากิตติโทร.มา"
ชายรองรอสายครู่หนึ่ง ปรับเสียงให้อ่อนหวานเมื่อปลายสายรับสาย
"หญิงเหรอครับ ผมเอง คิดถึงน่ะ เลยโทร.มาหา หญิงทำอะไรอยู่ครับ...พรุ่งนี้เราไปเดทกันมั้ย"
หลายวันต่อมา วังวุฒิเวสม์ กลางวัน ศรีจิตรากำลังคว้านผลไม้ สาลินนั่งอ่านนิยาย แล้วหยิบผลไม้ที่สลักแล้วเข้าปากหมับ ๆ
ห้องนั่งเล่นด้านนอก กลุ่มนางข้าหลวงนั่งทำงานอยู่ที่พื้น
"พอแล้วสา เดี๋ยวไม่เหลือให้ห้องเครื่อง"
"ก็มันอร่อยนี่คะ ยิ่งสลักเสลาแบบนี้ยิ่งอร่อยใหญ่"
ศรีจิตราถามลองใจ
"สาเจอคุณชายรองบ้างไหมหมู่นี้"
"เมื่ออาทิตย์ก่อนเจอหนนึง เขาเจอสาคุยธุระกับนายอัศนีย์ เท่านั้นแหละ เขาแขวะสาใหญ่เลย เขาหึงนายอัศนีย์"
ศรีจิตราสว่างวาบ ซ่อนยิ้ม
"ที่มาคุยกับสาเหรอจ๊ะ"
"ไม่ใช่ เขาหึงแม่คุณหญิงนางพญาหงส์เหิรนั่นต่างหาก สาว่าอีกไม่นานเขาต้องคืนดีกันแน่ ๆ"
"แต่ถ้า......เขาเลิกกันเด็ดขาดล่ะสา"
"ถ้าเขาเลิกกัน แล้วเขา....เขาหันมาหาพี่ศรี"
สาลินอึดอัดสีหน้าสลดลงเหมือนเสียดาย ศรีจิตราอ่านท่าที
"สาก็จะพยายามทน"
"ทนอะไร"
"ทนที่ต้องมีเขาเป็นพี่เขยน่ะซี"
"คิดว่าสาต้องทนเรื่องอื่นซะอีก"
สาลินงง มาลา วรรณายกขนมมาเพิ่ม
"คุณนมตำหนักเล็ก ส่งขนมมาพอดีค่ะ"
สาลินหยิบขนมมากิน
"อร่อยจัง แปลกจังนะพี่ศรี ขนมที่คุณพลเอามาฝาก รสชาติเหมือนของคุณนมเปี๊ยบ
เลย สงสัยว่าเป็นสูตรจากวังเดียวกัน"
ศรีจิตราแปลกใจ
"อุ๊ย....ยังมีคนทำขนมสูตรชาววังคุณนมย้อยด้วยเหรอคะ" วรรณาว่า
"ไม่มีใครทำอร่อยสู้แล้วล่ะค่ะ เป็นใครกันคะ" มาลาบอก
"เป็นคุณนมของคุณพลเหมือนกันค่ะ"
มาลา/วรรณาโพล่ง "เป็นคุณนมเหมือนกันด้วย"
จังหวะนี้ศรีจิตราครุ่นคิด เผลอทำมีดจิ้มเข้าปลายนิ้ว
"อุ๊ย"
"ว้าย คุณศรี เลือดออก"
"โธ่ นิดเดียวไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
"เดี๋ยวคัดเลือดออกก่อนค่ะ" วรรณาบอก
"ไปหยิบยาใส่แผลนะคะ"
มาลาออกไป สาลินยังหยิบขนมทานหมุบหมับ ศรีจิตราสงสัยเรื่องบดินทร์กับนายพลมากขึ้นทุกที
วันต่อมา ศรีจิตราตัดกุหลาบที่แย้มออก แต่ยังไม่บานเต็มที่ ลงใส่ตะกร้าที่คล้องแขน ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลถือหนังสือยิ้มร่ามา
"ไปไหนมาคะ"
"มาหาคุณศรีนะซีฮะ วันนี้ผมเอานิทานมาอ่าน อ่านได้แป๊ปเดียวก็งง เลยเอามาให้คุณศรีเล่าให้ฟังดีกว่า"
"อ๋อ....นิทานเวตาล เรื่องนี้สนุกมากค่ะ"
"ฮะ แต่พอเรื่องมันเล่าซ้อนไปซ้อนมา ผมก็เวียนหัว"
"เขาเรียกนิทานซ้อนนิทานค่ะ เปรียบเหมือนตุ๊กตาที่ซ้อนในตุ๊กตาหลาย ๆชั้น เป็นการ
รวมนิทานหลายเรื่องเข้าไว้ในเรื่องเดียว แล้วก็เป็นวิธีทำให้คนอ่านต้องมีสมาธิมากๆด้วย"
"แหะ นั่นไง ผมมันคนไม่ค่อยมีสติ มีสมาธิอะไรซะด้วย ให้คุณศรีเล่าให้ฟังน่ะดีแล้ว"
"แหม ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ"
ศรีจิตราตัดกุหลาบดอกต่อไป
มือศรีจิตราโดนหนามตำเลือดซิบ ร้องอุทาน
"อุ๊ย"
"คุณศรี"
ชายเล็กเข้าคว้าดูมือศรีจิตรา อีกมือดึงตะกร้าไปวางลง
"คุณศรี เจ็บมากไหมฮะ"
ศรีจิตราดวงตาแปลกประหลาดพยักหน้าแล้วคิดบางอย่างก่อนจะทำเซซวน บดินทร์ร้องอุทานประคองไว้แล้วอุ้มพาไปที่ศาลา
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ก้าวเข้ามาในห้องสมุดมองดูรอบ ๆ ใบหน้าเฉยชาเหมือนเคย เขาถือหนังสือบันเทิงทศวารและจันดารามาวางบนโต๊ะ
กิตติยิ้มมากขึ้น สายตามองเลยไปนอกหน้าต่าง แล้วชะงัก เห็นชายเล็กนั่งอยู่กับศรีจิตราที่ศาลากลางสวน
ศรีจิตราระทดระทวยพิงไหล่ ชายเล็กจับมือศรีจิตรา
"คุณศรี ทนเจ็บนิดนะฮะ"
ชายเล็กบีบนิ้วศรีจิตราคัดเลือกออก เอาผ้าเช็ดหน้าซับแผ่วเบาทะนุถนอม ศรีจิตรามองดูผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดวงใหญ่
"เลือด"
ศรีจิตราร้องเสียงเบาหวิว แล้วมีอาการหน้ามืด ซบลงกับไหล่ บดินทร์อุทาน
"คุณศรี"
ชายเล็กจูบผมศรีจิตราเบา ๆ ศรีจิตราคล้ายเอียงตกจากไหล่ เขาเอามือประคองแผ่นหลังไว้
ศรีจิตราดวงตาปิดสนิท แหงนเงย เห็นขนตาเรียงเส้น จมูกเล็กเป็นสัน พวงแก้มเปล่งปลั่ง ปากเผยอยวนยั่ว
ชายเล็กตกตะลึงพรึงเพริด
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เกาะกรอบหน้าต่างมองออกไป มีอาการแน่ใจ
ชายเล็กมองดู ดวงใจสับสนอลหม่าน ลมพัดมาอีก ศรีจิตรากระพริบตา เขาขยับออกนิดหนึ่ง ศรีจิตราลืมตาขึ้น ขยับตัวตรง เขาลดมือที่ประคองหลังลง
"ดิฉันหน้ามืดไป"
"เมาเลือดล่ะซีฮะ เลือดหยุดไหลแล้ว"
"ค่ะ"
"ทำไมกุหลาบแสนสวยถึงทำร้ายคุณศรีได้ลงคอนะ เขาเปรียบผู้หญิงเหมือนกุหลาบไม่ใช่หรือ"
ศรีจิตราสบตาชายเล็กอย่างล้ำลึก
"เขาเปรียบกุหลาบกับความรักต่างหากล่ะคะ งดงาม หอมหวน แต่ถ้าไม่ระวังก็ต้องถูกหนามของมันทำให้เจ็บปวดทรมาน เหมือนกับนางมัทนา"
บดินทร์อึ้ง คิดในใจ
" โธ่เอ๋ย พี่รอง ทำร้ายคุณศรีถึงขนาดนี้"
ชายเล็กขยับห่างจากศรีจิตรา
"เรื่องอะไรนะฮะ มัทนาพาธาใช่ไหม"
"นางมัทนาไม่ยอมรับรักจอมเทพจนถูกสาบเป็นดอกกุหลาบ วันใดมีความรักจึงจะกลับเป็นคนได้ตลอดไป นางรักกับท้าวชัยเสน แต่พระองค์มีมเหสีแล้ว ลงท้ายนางก็ถูกมเหสีใส่ร้าย ท้าวชัยเสนหลงเชื่อ ขับไล่นาง นางกลับมาแต่ก็ไม่ยอมรับรักจอมเทพอีก จึงถูกสาปให้เป็นดอกกุหลาบตลอดกาล"
"ว้า.....จบเศร้าอีกแล้ว"
"ค่ะ นิทาน ไม่ได้จบสุขไปหมดทุกเรื่องหรอกค่ะ"
"เหมือนชีวิตตคนใช่ไหมฮะ"
"ค่ะ ชีวิตคนต้องเจอมรสุมเสมอ"
"แต่อย่าลืมซีฮะ หลังพายุร้าย ก็จะมีรุ้งหลากสีบนท้องฟ้า"
ศรีจิตราสบตา ยิ้มขอบคุณ แต่กลับดูลึกซึ้งผูกพัน ชายเล็กตะลึงไป
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์มองดูทั้งคู่ ดวงตากระจ่างแจ้ง ยิ้มอย่างโล่งใจบางอย่าง เสด็จทรงก้าวมา
"ดูอะไรอยู่ฮึ ชายรอง"
ชายรองหันมา
"ดูสวนเด็จป้าน่ะพะยะค่ะ สวยเหมือนฉากละครมีพระเอกนางเอกครบ"
เสด็จพระองค์หญิงทรงทอดพระเนตรไปนอกช่องหน้าต่าง พระพักตร์ปรกติคล้ายจะแย้มสรวลนิดหนึ่ง แล้วทรงรูดพระวิสูตรปิดลง แล้วหันมา
"แล้วเราเองเล่า เมื่อไรจะเป็นพระเอกบ้าง ไปดูเรือนหอบ้างหรือเปล่า"
"ดูดีมาก พะยะค่ะ"
"ก็แน่ล่ะซีจ๊ะ นี่อีกเดือน 2 เดือนก็จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว"
"เด็จป้าจะทรงย้ำกับเกล้าเรื่องวันหมั้นวันแต่งหรือพะยะค่ะ"
คุณชายรองพูดเรียบ ๆ แต่หนักใจ เสด็จทรงดูท่าที แย้มสรวลในพระพักตร์
"รู้เหมือนกันนี่"
"รอไปก่อนไม่ได้หรือพะยะค่ะ เกล้าอยากอยู่เป็นโสดซักปีนึง"
"อยากเป็นโสด หรือยังอาลัยอาวรณ์ใครอยู่"
"ตัดบัวยังเหลือใยนะพะยะค่ะ"
"เธอหมายถึงหญิงก้อย หรือผู้หญิงคนอื่น"
"ถ้าหมายถึงหญิงก้อย ก็หมายถึงยังเป็นญาติกันอยู่พะย่ะค่ะ"
เสด็จทรงค้อน
"อ้อเดี๋ยวนี้มาทำเล่นลิ้นกับป้า ไปลับฝีปากกับใครมาจากไหน"
ชายรองสะอึกแล้วยิ้ม
"เกล้าเป็นนักการทูต ก็ต้องมีวาทศิลป์อยู่บ้างซี พะยะค่ะ"
"หรือว่าตอนนี้เธอไปชอบใครอื่นอีก"
กิตติสะอึกอีก
"โธ่ ถ้าเกล้าไปชอบใคร ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมาชอบเกล้าตอบนะ พะยะค่ะ"
"เธอน่ะเจ้าเสน่ห์จะตายไป ทำไมเขาจะไม่ชอบเธอตอบ เอ๊ะ นี่ตกลงมีใครอื่นอีกจริงหรือ"
"เกล้า ทูลว่า ถ้า.....น่ะ พะยะค่ะ"
เสด็จทรงมองหน้าแล้วแย้มสรวล
"ถ้าจริงก็น่าเสียดายศรีจิตรา บ้านนี้เขาเลี้ยงหลานสาวดี"
"พะยะค่ะ หลานสาวบ้านนี้น่ารักดี"
เสด็จทรงแย้มสรวลกับคำตอบนั้น
"ถ้าคุณศรีไปรักคนอื่นแล้วล่ะ พะยะค่ะ"
เสด็จทรงชะงักเลิกพระขนง กิตติมองตอบเสด็จ สีหน้าเหมือนจะทูลอะไรบางอย่าง
มาลา วรรณาถือตะกร้า ขันดอกไม้ และหนังสือนิทานเวตาลกับช่อกุหลาบที่ศรีจิตราทำตกอยู่ที่กอกุหลาบเมื่อกี้ วิ่งเข้ามา
"ว้าย คุณศรี เป็นอะไรไปคะ"
มาลา วรรณาเข้าดูอาการ
"คุณศรีโดนหนามตำฮะ เมาเลือดเลยหน้ามืด"
วรรณาบอก "งั้นซี เห็นตะกร้ากุหลาบกับหนังสือตกเกลื่อน เราเลยตกใจว่าคุณศรีเป็นอะไร"
"เจ็บไหมคะ รีบไปใส่ยาเถอะค่ะ" มาลาบอก
"ดีครับ จะได้ไม่ติดเชื้อ งั้น.....เดี๋ยวผมไปเฝ้าเด็จป้าก่อนนะฮะ"
"เดี๋ยวค่ะ"
ชายเล็กเลิกคิ้ว ศรีจิตราส่งดอกกุหลาบให้ดอกหนึ่ง
"นี่ค่ะ"
"ขอบคุณฮะ"
ชายเล็กรีบมาเอามา ดม ศรีจิตราเมินไป คุณชายเดินเข้าตัวตำหนักไป มาลา วรรณามองอย่างฉงน
"คุณศรีเห็นเลือดแล้วหน้ามืดหรือคะ"
"เอ๊ะ แต่วันก่อนเห็นคุณศรีโดนมีดปอกผลไม้ เลือดออกเหมือนกัน ไม่ยักกะเป็นอะไรนี่คะ" วรรณาบอก
ศรีจิตราทำเฉย ๆ
"ศรีไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ คุณชายเล็กเธอตกอกตกใจไปเอง"
มาลา/วรรณาบอก "อ้อ"
ศรีจิตรามองไปที่หนังสือนิทานเวตาล ครุ่นคิดบางอย่าง
ชายเล็กถือดอกกุหลาบเข้าไปในห้องสมุด เสด็จทรงตรวจดูบัญชีกับชายรองอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ
"อ้อ เจ้าเล็ก ไปเอากุหลาบมาจากไหน"
"คุณศรีให้มาพะยะค่ะ"
"แกนี่ขยันคุยกับศรีจิตราจริง เอาเรื่องโลดโผนโจนทะยานมาเล่าหรือเปล่า"
"โธ่....เปล่าพะยะค่ะ เกล้าน่ะเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว"
"ฉันเชื่อ" ชายรองบอก
เสด็จทรงแย้มสรวล
"แกน่ะตีสนิทกับศรีจิตรา" ชายเล็กสะดุ้ง กิตติยิ้มนิดๆ "เพื่อจะปูทางไปเป็นน้องเขยเขาหรือเปล่า"
คราวนี้ชายรองเกือบสะดุ้ง ชายเล็กอมยิ้มแทน
"เอาไว้ป้าจะนัดสาลินให้เจอแกอีกดีไหม"
"ว่าไงดีพี่รอง"
"เรื่องของนาย มาเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ"
"นี่ เจ้าเล็ก ฉันถามแกน่ะ"
"ขอประทานอภัยโทษพะยะค่ะ เรื่องคุณสา เกล้ากับคุณสารู้จักกันแล้วตั้งแต่วันงานฉลอง เกล้าคงไม่รบกวนเด็จป้าหรอกพะยะค่ะ"
ชายเล็กหยุดระรื่น ขมขื่นนิดๆ
"อีกอย่าง คุณศรีก็ดูเต็มใจอยากได้เกล้าเป็นน้องเขยอยู่"
ชายรองนิ่ง ชายเล็กพิศดูกุหลาบในมือ
"เขาถึงให้กุหลาบแดงแจ้งรักกับแกหรือ"
เสด็จและชายรองมีแววรู้บางอย่าง แต่ชายเล็กไม่รู้
"เขาอาจจะฝากผมมาให้พี่รองก็ไม่รู้ เอาไหมพี่รอง"
"เขาให้นาย ก็ต้องเป็นของนายซี"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์มีแวววางแผนบางอย่าง
คืนนั้น ที่ไนท์คลับหรู บนฟลอร์มีคนสโลว์ซบสองสามคู่กันที่โต๊ะตำแหน่งเด่นสุด ชายรองผูกไทเอาเสื้อนอกพาดพนักเก้าอี้ ส่วนหญิงก้อยสวมชุดราตรีสั้นปักเลื่อมระยิบระยับ ยิ้มพยักโบกมือกับด้านนั้นทีด้านนี้ทีอย่างกำหนดท่วงท่ามาแล้ว พลางจิบแชมเปญไปด้วย
"อุ๊ย...คุณฟรีดา กลับมาจากสวิสแล้วหรือคะ ค่ะ เป็นไงบ้างคะ สบายดี ค่า"
ชายรองยิ้มระรื่นมองตามไป
"สวัสดีคร๊าบ น้องตุ๊ดตู่ คุณฟรีดา"
หญิงก้อยมองชายรองอย่างแปลกใจ
"คุณรองคะ วันนี้อารมณ์ดีจัง เมารึเปล่าคะเนี่ย"
"ไม่เมาครับ ผมมีความสุขต่างหาก ความสุขมันแทบล้นอกออกมา เพราะหญิงรับรักผมอีกครั้ง และให้อภัยผมทุกเรื่องที่ผ่านมา"
เขากุมมือเธอไว้ แล้วจุมพิตเบา ๆ เทพียิ้มอย่างทระนง
"พอเถอะค่ะคุณรอง ใคร ๆ มองมากันใหญ่แล้ว"
อัศนีย์เข้ามาพร้อมวิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา ทั้งหมดมองทั้งสองตะลึง อัศนีย์ยิ้มย่ามใจ
"ฉันตาฝาดไปรึเปล่า"
อัศนีย์เดินเข้าไปหา ทั้งสามยังมองอยู่ห่าง ๆ
"มาขัดจังหวะรึเปล่าครับ"
"อาร์นี่"
กิตติลุกขึ้นทันที ยิ้มร่า
"สวัสดีครับคุณชาย"
"ไฮ อาร์นี่"
อัศนีย์ยื่นมาจะเชคแฮน แต่ชายรองกลับกางแขนแล้วเข้าสวมกอดอัศนีย์แน่น อัศนีย์ตะลึง วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชาอ้าปากค้าง
จบตอนที่ 13
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #13 on:
02 August 2026, 22:03:44 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000124236
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 14
เผยแพร่: 9 พ.ย. 2558 09:08 ปรับปรุง: 21 พ.ย. 2558 00:30 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 14
ทุกคนอ้าปากค้าง
วิรงรองบอก
"ฉันตาฝาดไปรึเปล่า"
"ไม่ค่ะ ผัวเก่ากับคนรักเก่ากอดกันกลมเลย" เลื่อมประภัสบบอก
"หวังว่าคงไม่มารักกันเองนะครับ" ฉัตรอาชาว่า
ชายรองคลายกอดตบหลังตบไหล่ อัศนีย์ยังหน้าเหรอหรา
"เฮ้...ยู อาร์นี่ ผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยนะ"
"ขอบคุณผมเรื่องอะไร"
"ก็เรื่องที่คุณทำให้ผมไง"
ชายรองยิ้มเจ้าเล่ห์มองหน้าอัศนีย์อย่างรู้ทันบางเรื่อง อัศนีย์ วิรงรอง เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา เจื่อนกันไปทั้งหมด
"เรื่องอะไรเหรอคะ" หญิงก้อยถาม
"บอกหญิงไปซีครับ เรื่องที่คุณปรารถนาดีกับเรา อยากให้เราคืนดีกัน พวกคุณร่วมมือกันทั้งหมด"
"จริงเหรออาร์นี่ ยายติ่ง"
อัศนีย์อึกอักบอก "เออ....คือ"
"หรือจะให้ผมบอกเอง คืออย่างนี้หญิง คุณอาร์นี่เขาส่ง..."
วิรงรองบอก
"เดี๋ยวค่ะ หญิงขา นั่นเจ้ากอบัวนี่คะ ยิ้มมาให้เราด้วย แน่ะ....กวักมือเรียกหญิงแล้ว ไปทักทายหน่อยไหมคะ"
"ได้....งั้นเดี๋ยวมาคุยกันต่อนะคะ"
หญิงก้อยแยกไป ชายรองยิ้มกวนใส่ทั้งกลุ่ม
"ผมส่งอะไร คุณชาย"
"รู้อยู่แก่ใจ ไม่น่ามาย้อนถาม อุบายตื้น ๆ แบบนี้ไม่น่าทำเลย ไม่นึกหรือว่าความมันจะแตกได้ง่าย ๆ ถ้าผมบอกปฏิเสธหญิงไปว่า ผมไม่ได้ส่งทั้งสร้อย ทั้งดอกไม้ หญิงต้องมาเอาเรื่องพวกคุณทันที"
ทั้งหมดหน้าเจื่อน วิรงรองยังหน้าเชิด
"พวกเราไม่รู้เรื่องนะคะคุณชาย"
"อย่าปากแข็งเลยครับ ผมสืบมาหมดแล้ว ทั้งร้านที่พวกคุณไปซื้อ ทั้งราคาเพชร ไข่มุก ของปลอมทั้งนั้น"
"ต้องสารภาพแล้วมังคะ" เลื่อมประภัสบอก
"แสดงว่าคุณยังไม่ได้บอกหญิง" อัศนีย์ว่า
"ใช่ ผมรับสมอ้างด้วยซ้ำว่าผมซื้อให้หญิงเอง"
"ทำไมคะ" วิรงรองถาม
"งานนี้ทำให้ผมได้กลับมารื้อฟื้นความหลังกับหญิงอีกครั้ง"
"ตกลงคุณคืนดีกับหญิงจริง ๆ แล้วสาลินที่คุณจีบอยู่ล่ะ"
"หลังจากที่เธอหันไปเดทกับคุณบ่อย ๆ ผมก็ได้รู้แล้วว่าเธอไม่มีเยื่อใยกับผมเลย ผมถึงเห็นค่าของหญิงก้อยขึ้นมาไง เป็นอีกเรื่องที่ผมต้องขอบคุณคุณ"
อัศนีย์ไม่อยากเชื่อนัก
"หมายความว่าคุณจบกับสาลินแล้ว"
"เราต่างกันมาก....แล้วดูเหมือนเธอจะสนใจคุณมากกว่าผม"
อัศนีย์ยิ้มเชื่อมั่น
"มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว"
ทั้งหมดมองหน้ากันอย่างโล่งอก
"สัญญานะครับ"
ไม่มีคำตอบ แต่ทั้งคู่จับมือกันอย่างมั่นคง หญิงก้อยเดินกลับมาพอดี มองชายทั้งคู่อย่างปลื้ม
"ทีนี้บอกได้รึยังคะว่าอาร์นี่ส่งอะไรมาให้"
"อ๋อ....บัตรเชิญไงครับ คุณอาร์นี่จะให้เราเป็นแขกวีไอพีในงานเปิดตัวไนท์คลับของเขา"
"อ๋อ งั้นเหรอคะ"
อัศนีย์เจื่อนไปนิดหนึ่ง เพราะไม่ได้อยากเชิญทั้งคู่ แต่รีบยิ้มกลบเกลื่อน
"ใช่ครับ เชิญล่วงหน้าไว้เลย"
"งานนี้"
วิรงรองบอก
"ตายจริง งั้นปาร์ตี้คืนนี้ ลงตัวและลงเอยอย่างสมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย"
"ควรจะฉลองนะครับ" ฉัตรอาชาบอก
แชมเปญเปิด ทุกคนชนแก้วกันแล้วดื่ม เพลงขึ้นพอดี ทั้งหมดเริ่มร่ายรำ ตามจังหวะโซล ฟังกี้
ชายรองเต้นกับหญิงก้อย แล้วหันไปเต้นกับ วิรงรอง และเลื่อมอย่างเมามัน ฉัตรอาชาเข้ามาเลื้อยอยู่ข้าง ๆ หญิงก้อยหัวเราะอย่างแปลกใจ ไม่เคยเห็นคุณชายทำตัวระริกระรื่นแบบนี้มาก่อน
ชายรองหัวเราะร่า เมามัน ทั้งดื่มทั้งเต้น ปะทะฝ่ามือกับอัศนีย์ ฉัตรอาชาถ่ายรูปทุกคนร่วมกัน และถ่ายภาพคู่ของ ชายรองและหญิงก้อย ในหลายอิริยาบท
กิตติหอมแก้ม หญิงก้อยทำหน้าซึ้ง ฉัตรอาชาบันทึกภาพไว้ แล้วหญิงก้อยก็หอมแก้มตอบ อัศนีย์มองอย่างสะใจ ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์สะใจกว่าทุกครั้งที่หลอกทุกคนให้ตายใจได้สำเร็จ
เวลากลางคืน ที่กระจกเงาบานใหญ่ ศรีจิตรายืนบิดตัวดูกระจกเงา มาลา วรรณา คุกเข่าจัดชายกระโปรงชุดนั้นเป็นชุดอยู่บ้านแบบแมกซี่ ท่อนบนคอลึก โชว์แผ่นหลังแต่มีผ้าบางคลุมวับแวม ท่อนล่างก็รัดรูปเห็นเอวคอด สะโพกกลมกลึง แถมมีแหวกเห็นขาวับแวม
"ว้าย ชุดที่คุณแม่บ้านออกแบบ สวยบาดจิตบาดใจนะคะ" มาลาบอก
"แหม....แต่วรรณาว่ามันล่อตะเข้ ถึงเราสองคนจะได้ชื่อว่าเป็นเมียตะเข้ แต่ก็ไม่เคยแต่งตัวล่อตะเข้แบบนี้นะคะ"
"ดิฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ"
ศรีจิตราขยับขาเห็นว่าท่อนล่างแหวกสูงมาก
"แล้วจะยังไงดีคะ คุณศรี" มาลาถาม
"บอกคุณแม่บ้านว่าตัดใหม่ดีไหมคะ" วรรณาว่า
"ไม่ต้องหรอกค่ะ ดิฉันคิดว่าชุดไหนถ้าโชว์ท่อนบน ก็ต้องไม่โชว์ขา ถ้าจะโชว์ขา ท่อนบนก็ต้องมิดชิดเท่านั้นเองค่ะ"
ศรีจิตราพูดหลักการที่อ่านมาจากโวกแมกกาซีน พลางขยับตัวให้ไม่เห็นรอยแหวกของผ้า เอียงกายดูแผ่นหลัง มาลา วรรณา อ้าปากค้างพูดไม่ออก
ศรีจิตรานั่งพิงพนักหัวเตียง ในมือมีนิทานเวตาล ศรีจิตราอ่านแล้วมีแวววางแผน
วันต่อมา ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลเดินยิ้มระรื่นมาทางเรือนหอ
ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักก็แปลกใจก้าวไปที่ศาลาใหญ่ริมบึงบัว ตาโต
ที่ศาลาวันนี้มีม่านบาง ปักชายมาขึงไว้ราวฝ่ายใน บนศาลามีร่างในชุดแมกซี่กรอมพื้น มีผ้าบางคลุมคล้ายกันแดด มาลา วรรณาอยู่เคียงข้างกำลังบัญชาการไปในสระ ที่ข้างกายมีพานใหญ่ 2-3 พาน วางดอกบัวสุมไว้
ที่สระบัวมีนางข้าหลวงสาวรุ่น 6-7 นาง ลงลุยน้ำเก็บดอกบัว บางนางเอามาทำมงกุฎดอกบัว บางนางเอามาทัดหู บางนางเอามาทำสร้อยคอ มือก็หักดอกบัวมาเต็มแขน ทุกนางคิกคัก หัวเราะ หยอกล้อ ผลักไส วักน้ำสาดราวหนังเอพิคโบราณ
ชายเล็กก้าวไปบนศาลา
"ทำอะไรกันฮะนี่"
"ดิฉันก็เลยเอานิทานเวตาลของคุณชายมาอ่านไปพลาง ๆ"
"อ่านไปถึงไหนแล้วฮะ"
"เพิ่งอ่านนิทานเรื่องที่หนึ่งจบไปค่ะ คุณชายอยากฟังไหมคะ"
"ดีฮะ"
"งั้นเชิญนั่งซีคะ"
ศรีจิตราผายมือไป มีเบาะวางอยู่พร้อมหมอนอิงหลายใบ ชายเล็กขอบคุณนั่งลงคว้าหมอนใบหนึ่งมากอด ศรีจิตราก็นั่งบนเบาะ แดดอ่อนส่องม่านมาคล้ายภาพในฝัน
"กาลครั้งหนึ่ง มีราชบุตรองค์หนึ่งชื่อ วัชรมุกุฎ"
เขานิ่งฟัง
"มีสหายเจ้าปัญญาชื่อ “พุทธิศริระ” วันหนึ่งทั้งสองท่องเที่ยวไปถึงสระบัวงามตระการแห่งหนึ่ง"
มาลา วรณา นางข้าหลวงคิกคัก เห็นสระบัวกว้างใหญ่รอบทิศ
"เจ้าชายแยกจากสหายเดินชมสระ ครู่หนึ่งมีหญิงมากมายมาลงอาบน้ำ เก็บดอกบัว แต่มีหญิงหนึ่งและนางกำนัลพักผ่อนอยู่บนศาลา"
ภาพตรงหน้า งามราวภาพจากนิทาน
"เจ้าชายเข้าไปใกล้ พอดีนางหันมาสบตา"
ศรีจิตราเบือนหน้าหลุบตาลงอยู่ พลันหันมาสบตา
"ทั้งคู่พลันตกตะลึงพรึงเพริดไปด้วยรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย"
เขาอึ้ง
"แล้วนางก็ดำเนินไป เก็บดอกบัวดอกหนึ่งขึ้น"
ศรีจิตราตวัดสายตาจากเขาขยับไปหยิบดอกบัวมาดอกหนึ่ง เขามองตาม
ศรีจิตราพลันประนมมือหนีบดอกบัวชูขึ้นไหว้ขึ้นไปยังเบื้องบน นิ้วหัวแม่มือจากอุณาโลมดูงามพิศวง
"แล้วนางก็ชูดอกบัวขึ้นไหว้ฟ้า"
ศรีจิตราพลางลดดอกบัวลงมาทัดข้างหู ดอกบัวแย้มเมื่ออยู่ข้างแก้มก็ยิ่งงามอัศจรรย์
"แล้วทัดที่กรรณ"
เขาตะลึง มาลา วรรณา นางข้าหลวงอ้าปากค้าง
ศรีจิตราดึงดอกบัวจากหู มาขยับปากกัดก้านบัว ชายเล็กใจวูบวับ ศรีจิตราดึงดอกบัวออก
"แล้วขบด้วยทนต์"
ศรีจิตราพลันเลื่อนมือมาเบื้องหน้า ปล่อยมือ ดอกบัวตกกระทบพื้นศาลา
"แล้วทิ้งลง"
ศรีจิตรายกเท้าแตะดอกบัว เท้าขาวผุดผ่องเหยียบแตะดอกบัว
"เหยียบด้วยบาท"
เขาอ้าปากค้าง ศรีจิตราย่อกายลงหยิบดอกบัวมา แล้วยืดกายตรง เอาดอกบัวไปแนบอก
"แล้วหยิบขึ้นใหม่ มาแนบกลางอุระ"
ศรีจิตราเงยหน้าหลับตาพริ้ม ลมพัดมา ผมชายผ้ากลีบัวปลิวไหวในแรงลม
ดอกบัวแย้มอยู่แนบอกนวลศรีจิตรา เขาตกตะลึงพรึงเพริดกับดวงตาที่ดูยั่วยวน เขากลืนน้ำลายเอื๊อก
ศรีจิตราลดดอกบัวลงก้าวกลับมาบนเบาะ ทอดกายลงพิงหมอน
"แล้วนางก็เสด็จขึ้นยานจากไป"
"ทะ...ทะ...ที่คุณศรี เอ๊ย....ที่เจ้าหญิงทำ แปลว่าอะไรฮะนี่"
ศรีจิตราเล่าต่อ
"พระราชบุตรผู้ไม่ฉลาดนัก ไม่เข้าใจความ เจ้าชายจึงเล่าให้พุทธิศริระฟัง เรื่องปริศนาที่นางทำ พุทธิศริระทูลว่าเมื่อนางยกดอกบัวไหว้ฟ้า คือนางขอบคุณทวยเทพที่ให้ได้พบกับพระองค์ เมื่อทัดหูเพื่อบอกว่า นางเป็นชาวเมืองกรรณาฎกะ เมื่อนางขบดอกบัวด้วยทนต์ แสดงว่านางเป็นธิดาท้าวทันตวัต เมื่อนางเหยียบดอกบัว เพื่อแสดงว่า นางคือเจ้าหญิงปัทมาวดี"
ศรีจิตราเล่าไปเอาดอกบัวในมือเลื่อนไปมา
ทุกคนร้อง "โอ้โฮ"
"และที่นางเอาดอกบัวแนบอุระ แปลว่าบัดนี้....พระองค์สถิตในใจนาง"
ศรีจิตราสบตาชายเล็ก มาลา วรรณา นางข้าหลวงอื่น ๆ ร้องฮือ
"ผู้หญิงอะไรเปรี้ยวจริง บอกรักผู้ชายก่อน"
"เฮ้อ....ผู้หญิงนี่มีวิธีบอกรักพิศดารจังนะฮะ"
ชายเล็กหัวเราะคิกคัก ศรีจิตราเจื่อนไป เซ็งจิต
"ก็ขนาดบอกถึงขนาดนี้ เจ้าชายก็ยังไม่รู้เรื่องนี่คะ"
ศรีจิตรามีแววประชดนิดหนึ่ง บดินทร์ไม่รู้เรื่องพอ ๆ กับเจ้าชายวัชรมุกุฎ เอาฝักบัวมาแกะกินเล่น
ไนเจลนั่งทำงานอย่างเลื่อนลอย เหลือบมองไปที่โต๊ะของจิตริณี เห็นกล่องเน็คไทผ้าไหมจากร้านศุภร วางแอบอยู่ใกล้ ๆ โต๊ะ ไนเจลลุกมาหยิบดู
"ไว้ให้นาย Assnie แน่ ๆ"
ไนเจลยิ่งเจ็บช้ำ
ในห้องแปดเหลี่ยม สอางค์ยิ้มละไมนั่งไขว่ห้างบนโซฟา มาลา วรรณากำลังเตรียมเครื่องเสวยอยู่ที่โต๊ะ สอางค์พลิกดูหนังสือพิมพ์
"ดู๊....มีใครจัดบัลเลต์สวอนเลคอีกแล้ว ว้าย....แม่คุณดูแล้วคล้ายเป็ดผสมห่าน แต่ยังดีกว่าคนนี้คล้ายอีแร้ง"
มาลา วรรณาหัวเราะคิกคัก เข้ามาชะเง้อดูวิจารณ์ด้วย สอางค์ดูอีกข่าว
"แล้วนี่ใครอีกล่ะ คืนดีกัน ดูมีรูปหอมแก้ม สวีทกันจริง"
ภาพ ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์กับหญิงก้อยกำลังหอมแก้มกันในผับ เนื้อข่าวเขียนว่า “คู่แล้วไม่แคล้วกัน คุณชายกิตติกับหญิงก้อย รีเทิร์นรักอีกหน
มาลา วรรณา สะดุ้งเฮือก
"คุณแม่บ้านขา" วรรณาเรียก
"ขา...อะไรยะ" สอางค์ถาม
"นี่มันรูปคุณชายรองกะหญิงก้อยค่ะ" มาลาบอก
สอางค์ชะงักหุบยิ้ม ดูรูปซ้ำ แล้วผลุดลุกร้องกรี๊ด มาลา วรรณาเข้ากอดกันเป็นพัลวัน
รถจากวังวุฒิเวสม์แล่นฉิวมาจอดเอียดหน้าเทอเรซบ้านราชดำริ เสียงกรี๊ดคล้ายเป็นเป็นเสียงแตรบีบสนั่น สอางค์ยังถือหนังสือพิมพ์ในมือ สวมชุดอยู่บ้านชุดเดิม วิ่งตัวปลิวเข้าบ้าน นายยอดเปิดประตูให้ไม่ทันตามเคย เกาหัวแกรก
สร้อยสถิตอยู่บนตั่ง ที่พื้นอุ่นเรือน พิศ กำไล กำลังทำทับทิมกรอบ กำลังเขย่าถาดให้แป้งเกาะตัวแห้ว มีนางเล็ก 2 นาง กำลังปอกแห้วอยู่
"นังกำไลไปดูซิ ใครบีบแตร สนั่นลั่นโลก ไม่มีสมบัติผู้ดี ไม่รู้อีไพร่ที่ไหนมา" สร้อยว่า
สอางค์โผล่เข้ามา
"ว้าย....คุณพี่ มาได้ยังไงคะ"
สอางค์โผล่มากุมอก หอบแฮ่ก นั่งลงบนตั่ง ส่งหนังสือพิมพ์ให้สร้อยอย่างแรง
"ต้องมีซียะ ไฟมันสุมอกอยู่ขนาดนี้"
สร้อยดูข่าวแล้วตบอกผาง
"ว้าย....ตายแล้ว แล้วแม่ศรีจะทำยังไง"
"มีอะไรหรือคะ ยายศรีทำไม" อุ่นเรือนถาม
สร้อยตาเขียว ยื่นหนังสือพิมพ์ใส่อุ่นเรือน
"ก็แหกตาดูซียะ"
อุ่นเรือนกางหนังสือพิมพ์ออกดู กำไล พิศดูด้วย แล้วชะงักมองตากัน
"คุณหญิงก้อยกลับไปคืนดีกับคุณชายรอง"
สร้อยหน้างอหงิก สอางค์ยังคงเหนื่อยอยู่
"นี่แหละน้า คนมันเป็นไพร่ เอามาขัดเกลายังไง กลิ่นโคลนท้องร่องสวนก็ยังอยู่"
"เชอะ....คิดว่ามีวาสนา แต่ลงท้ายก็คงกลับมาเกาะฉันกินเหมือนเคย"
อุ่นเรือนคอแข็ง พิศ กำไลโกรธแทน
"แต่มันไม่ใช่ความผิดของแม่ศรีนะคะ"
"ผิดซียะ ผิดที่มันไม่เชื่อฉัน ฉันให้มันแต่งจริตกระบิดกระบวนยวนยั่วคุณชายรอง มันก็บิด แต่เป็นบิดตะกูด สนิมสร้อย เหนียมอาย งอมืองอตีน แม่คุณหญิงก้อยร้อยมาลัยนั่นถึงแย่งไปได้" สร้อยว่า
"แต่ยายศรี"
" นี่....อย่ากล้าดีมาเถียงฉันนะยะ เดี๋ยวเสด็จก็คงทรงไล่มันเปิดกลับมา ฮึ... เสียขมิ้นดินสอพองไปเป็นหาบ ๆ อย่างนี้ต้องส่งไปอยู่ก้นสวนกับนังน้องสาวชะนีดงนั่น วัน ๆ ให้ตักอึรดผักให้เหม็นเน่าฉาวโฉ่อยู่นั่นแหละดี ... จริงไหมคะพี่สอางค์"
สอางค์มองสร้อยนิ่ง แล้วฉับพลันก็ผลักสุดแรงเกิด สร้อยถลาแพร่ดเซไป
"ฮือ พี่สอางค์ มาผลักหนูทำไม หนูเจ็บ"
อุ่นเรือนสาใจ พิศ กำไล 2 นางลูกมือกลั้นหัวเราะ สอางค์ลุกขึ้นประกาศก้อง
"แกอย่ากล้าดีมาว่าหลานฉัน ทั้งยายศรี ยายสาจะต้องได้เป็นสะใภ้จ้าว หนอย... แทนที่จะช่วยกันคิดอ่านแก้ไข ดันมาด่าฉอด ๆ"
สร้อยตาปริบ ๆ อุ่นเรือนชอบใจสอางค์
"โธ่....แม่ศรีของป้า ป้าจะไม่ให้หนูต้องกลายเป็นหม้ายขันหมากอย่างป้าเป็นอันขาด ฮือ..... โธ่...ไม่น่าพระชนม์สั้นเลย"
"ค่ะ คุณสาวิตรก็ไม่น่าอายุสั้นเหมือนกัน ... ถ้าคุณพ่อเขาอยู่คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้"
"โธ่ แม่อุ่น เราหัวอกเดียวกัน" สอางค์บอก
สอางค์กอดอุ่นเรือน สร้อยมองอย่างหมั่นไส้ พิศ กำไลมองหน้ากัน
พิศกระซิบ
"ไม่เหมือนนะ คุณอุ่นน่ะได้แต่ง คุณข้าหลวงน่ะหม้ายของแท้"
ไนเจลยืนอยู่หัวโต๊ะหน้าตาบูดบึ้งในห้องประชุม จิตริณีอยู่ทางซ้าย ถัดมาเป็นสาลิน ลลิตา บราลีกำลังจดบันทึกการประชุม
ไนเจลเหี้ยม
"ต่อไป วาระสิบ"
สาลินอุทานทวนคำ
"วาระสิบ"
ไนเจลหยิบแฟ้มมาฟาดโต๊ะโครม
"ใช่ วาระสิบ"
จิตริณีสะดุ้ง ลลิตาร้องอุทาน บราลีผงะ สาลินยกมือทาบอกอ่อนหวานงดงาม
"เรื่องงานวันอุทิศหนังสือ เพราะปีนี้ Budget ของเราถูกตัดทอนไปครึ่งหนึ่ง ทางออกก็คือขอรับบริจาคหนังสือแทน"
"ค่ะ คงมีคนยินดีบริจาคกันหลายคน" จิตริณีบอก
"โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีเพื่อนเป็นมิลเลี่ยนแนร์ เขาคงยินดีบริจาคที่สุด"
"โธ่"
"พวกคุณทุกคนก็ขอให้ร่วมมือร่วมตีน"
ทุกคนสะดุ้งพร้อมกัน
"ร่วมมือร่วมไม้หรือเปล่าคะ"
"หรือร่วมจิตร่วมใจคะ"
ไนเจลชะงักไปแล้ววีนต่อ
"พวกคุณไม่ต้องมาแก้ผ้า"
ทุกคนสะดุ้งอีก เอามือตะครุบนมพร้อมกัน
"แก้ผ้าษาให้ผม"
"อ๋อ แก้ภาษา !"ลลิตาบอก
"ถ้าใครไม่เต็มใจ หรือไม่มีเวลาว่างก็บอกมา ทางห้องสมุดจะได้ยกเว้นให้เป็นพิเศษ"
ลลิตายิ้ม
"ดีจัง โลลิตาไม่ค่อยว่างค่ะหมู่นี้ จะได้ยกเว้นใช่ไหมคะ"
ไนเจลทุบโต๊ะเปรี้ยง
"ใช่....ผมจะยกเว้น ไม่ต้องมาทำงานอีกตลอดชีวิต"
"ว่างแล้วค่ะ"
บราลีบอก "เหี้ยม"
ไนเจลมองบราลีขวับ
"อะไร ! แบลลี่ ว่าใคร เอี้ย"
"ดิฉันบอกว่าเยี่ยม บอกเยี่ยม Exellent ค่ะ"
ไนเจลยังคงบึ้งตึง
"เรื่องต่อไป วาระที่ 11"
ทุกคนมีอาการจะเป็นลม แว่นมาแอบมอง สีหน้าเป็นห่วง ในมือถือหนังสือพิมพ์วันนี้อยู่ด้วย
หม่อมอำพันวางหนังสือพิมพ์ลงตรงหน้าลูกชายคนรองที่เพิ่งกลับจากทำงาน ชายโตอยู่ด้วยในชุดทำงานจรวยนั่งอยู่ที่พื้น ชายเล็กอยู่ในชุดหมี นั่งซึม ๆ อยู่ด้วย นมย้อยอยู่ข้าง ๆ จรวยสะใจเป็นที่สุด
"ยังไงชายรอง กลับไปคืนดียายก้อย เธอจะเอายังไงกันแน่"
"ผมตัดสินใจแล้วครับ ผมจะแต่งงานกับหญิง"
ทุกคนอ้าปากค้าง ชายเล็กสีหน้าประหลาดใจปนโกรธ
"แล้วแม่ศรีจิตราล่ะ เธอจะทูลเสด็จว่ายังไง แล้วเรื่องเรือนหออีก"
"ทุกอย่างก็ต้องล้มเลิกครับ"
นมย้อยบอก "คุณรอง คิดอ่านดูดี ๆ นะคะ"
"เรือนหอกลายเป็นเรือนร้าง ศรีจิตรากลายเป็นหม้ายขันหมาก อย่านะชายรอง ถ้าเสด็จกริ้ว เธอนั่นแหละจะลำบาก อาจจะถูกเฉดหัวออกจากวังไปเลยก็ได้"
"ผมทราบครับ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด"
"อ้อ ดีนะ ลำพังตัวเองน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่แม่ พี่ ๆ น้อง ๆ อาจจะถูกเฉดหัวออกไปทั้งหมด ทีนี้ล่ะไม่มีหลังคาคุ้มกะลาหัว เธอสนใจบ้างไหม"
ชายโตมองหน้าน้องชาย ชักหวั่นไหว จรวยเจื่อนไป
"ลำบากกันเสียบ้างก็ดีนะครับ พวกเราสบายกันจนเคยตัวแล้ว ผมขอตัว"
ชายรองแยกไปขึ้นข้างบน ชายเล็กมองตามอย่างหัวเสีย
"อ้าว.... พูดอย่างนี้ก็ว่าแม่น่ะซี ใช่ไหมชายโต นมย้อย เจ้าเล็ก ชายรองว่าแม่ใช่ไหม"
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลเครียด
"ผมไม่ขอออกความเห็น ขอตัวเหมือนกัน"
บดินทร์ตามขึ้นไป
"หม่อม ใจเย็นเถอะค่ะ เสด็จท่านทรงมีเมตตา ไม่ทรงไล่พวกเราหรอกค่ะ"
"แต่ถ้าเราถูกเฉดหัวจริง ๆ ผมจะขอย้ายไปอยู่บ้านบางกะปินะครับหม่อม" ชายโตบอก
อำพันตาเหลือก
"ไม่ได้นะยะ ฉันเอาไว้ให้ฝรั่งเช่า ได้ค่าเช่าค่าออนมาพอเล่น เอ้ย พอกินไปวัน ๆ เท่านั้น เธอรู้ไหมค่าใช้จ่ายตำหนักนี้น่ะเท่าไร"
"โธ่ ของกินก็ของกงสีตำหนักใหญ่ เงินเดือนข้าหลวง นายรอง นายเล็ก ก็ช่วยกันออกไม่ใช่หรือครับ"
อำพันยิ้ม
"ย่ะ แต่เธอน่ะ ไม่ออกเลยซักแดง"
"โธ่ หม่อม ค่านมลูกผมก็จะหมดตัวแล้วล่ะฮะ"
"ค่านมลูกหรือค่าแต่งตัวเมียกันแน่ยะ"
จรวยสะดุ้ง
"ตอนนี้ฉันน่ะกรอบเป็นข้าวเกรียบแล้ว ยิ่งตำรวจบุกคราวนั้น ขาไพ่ก็หดไปครึ่งค่อน ค่าต๋งก็หาย เล่นเองก็มีแต่เสีย เหมือนมีนังตัวซวย ตัวเวรตัวกรรมเข้ามาขัดลาภอยู่ในบ้าน เป็นใคร ก็ให้รู้ตัวไว้นะ"
อำพันลุกพรวดไป ย้อยรีบตาม
"ฮือ.....หม่อมโทษแต่รวย คุณโต แล้วเราจะถูกเฉดหัวออกจากวังจริง ๆ เหรอคะ"
"ฉันไม่รู้ ไม่อยากคิดอะไรแล้ว"
ดิเรกผลุนผลันออกไปอีกคน จรวยนั่งซึมอยู่ลำพัง
ชายเล็กก้าวเข้ามาในห้อง หน้าเครียด ชายรองกำลังปลดเนคไท เขาดึงไหล่พี่ชายให้หันมา
"นี่มันอะไรกันพี่รอง ไหนบอกไม่มีเยื่อใยกับยายก้อยแล้วไง ไหนว่าจะหาทางกำจัดศัตรู แล้วนี่อะไร กลับไปหายายก้อย ให้ยายก้อยหลอกพี่อีกจนได้ แล้วยังคุณศรีอีก รู้ไหมว่าคุณศรีจะเสียใจขนาดไหน"
ชายรองขำ ๆ
"ดูนายเป็นห่วงคุณศรีจังนะ"
ชายเล็กเห็นการยิ้มของพี่ชาย คิดว่านั่นคือการเย้ยหยัน เขาโกรธพลุ่งขึ้น กระชากคอเสื้อพี่ชาย
"พี่อย่ามายิ้มเยาะแบบนี้กับผม ใช่....ผมห่วงคุณศรี เพราะคุณศรีเขารักพี่ เขาเครซีพี่รองมาก"
ชายรองมีแววขบขันในดวงตาแว่บหนึ่ง ดึงมือน้องชายออกจากคอเสื้อ
"มันเป็นเรื่องดีต่างหาก ที่เขาจะเป็นอิสระจากฉัน เขาจะได้ไปรักคนอื่นได้ไง"
"พี่รอง พี่รองใจร้ายจริง ๆ แล้ว.....แล้วคุณสาล่ะ"
ชายรองอึ้ง
"สาลินมาเกี่ยวอะไรด้วย"
"เกี่ยวซี เพราะคุณสาคือเงาที่ครอบครองใจพี่รองอยู่ในตอนนี้"
"นี่ช่างรู้ใจฉันจริงนะ"
"รู้ซีครับ แล้วผมรู้ด้วยว่าพี่รองเองก็ตัดใจจากคุณสาไม่ได้ ผมว่าพี่รองกับยายก้อยไปด้วยกันไม่รอดแน่ พี่ไม่ลองสำรวจจิตใจตัวเองอีกสักหนเหรอ"
"นายเล็ก ก่อนจะเตือนฉัน ไปสำรวจใจตัวเองให้ดีซะก่อนดีกว่าไหม ว่านายรักใคร หรือไม่รักใคร"
"ผมรู้ใจตัวผมเองดีอยู่แล้วครับ"
"อย่าแน่ใจนักนะนายเล็ก เพราะฉันก็เคยแน่ใจเหมือนนายในตอนนี้ ว่าฉันรักใคร เกลียดใคร แต่เมื่อเวลาผ่านไป...."
ชายรองนั่งลงที่โต๊ะ หยิบดอกไม้แห้งคั่นอนุทินมาหมุนเล่น มีทั้งดอกปีบ และดอกคูนเหลือง
"สิ่งที่ฉันเคยรู้ สิ่งที่ฉันเคยเชื่อ สิ่งที่ฉันเคยรู้สึก มันกลับตารปัตรกันไปหมด"
ชายรองมีแววดื่มด่ำแน่ใจ แต่ชายเล็กกลับกลายเป็นลังเลสับสนแทน ชายรองยิ้มนิด ๆ แจ่น้องชายกลับคิดว่านั่นคือการหยัน เลยออกจากห้องกระแทกประตูดังปังใหญ่ ชายรองคลายยิ้ม สายตาดูกร้าว มุ่งมั่นขึ้นมาทันที
คืนนั้น ที่ห้องสมุด แว่นกางหนังสือพิมพ์ให้ทุกคนดูข่าว กิตติคืนดีหญิงก้อย สาลินหน้าสลด บราลี ลลิตา จิตริณีพลอยสลดไปด้วย จิตริณีคิดเรื่องที่ตัวเองแนะนำอัศนีย์ให้ซื้อเพชรและดอกไม้ไปง้อหญิงก้อย รู้สึกผิดที่เสียรู้อัศนีย์
แว่นบอก "พวกคุณทำงานกันทั้งวัน เลยยังไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์วันนี้"
"เฮ้อ ตัดอกตัดใจเถอะยายสา" บราลีว่า
"เขากับฉันไม่ได้มีอะไรกันซักหน่อย ฉันกับเขาแค่มีธุระต้องพบปะกัน ต้องพูดกันเท่านั้นเอง"
"แต่ว่าเขาล่ะ เขารักเธอบ้างหรือเปล่า" ลลิตาถาม
สาลินส่ายหน้าดิก เสียงอ่อน จิตริณีมองสังเกต
"เปล่า เขารักคุณหญิง ไม่เคยเปลี่ยน"
ไนเจลเดินหัวเสียเข้ามา ทุบเคาน์เตอร์เปรี้ยง
"บอกแล้วใช่ไหม ในเวลางานห้ามอ่านเรื่อง Gossip ไร้สาระ"
"ไม่ได้อ่านค่ะ แค่คุยกันเฉย ๆ" บราลีบอก
"คุยกันเรื่องงานด้วยนะคะ"
"พวกคุณไม่ต้องมาแก้ตัว" เขามองจิตริณี "หน้าไหว้หลังหลอก ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก พูดจาเป็นน้ำกลิ้งบนใบบอน มะกอกสามตะกร้า พวกเต่าใหญ่ไข่กลบ"
ทุกคนตะลึง จิตริณีหน้าเจื่อนไป
แว่นบอก "โอ้โฮ....รวมคำพังเพยสุภาษิต แล้วพูดถูกทุกคำด้วย"
"ไอ้แว่น...ไม่เกี่ยว ผมรู้เช่นเห็นชาติพวกคุณดี เหมือนไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
ผมเห็นนมคุณ"
สี่สาวร้อง “ว้าย” ยกมือปิดนมอีกครั้งพร้อมกัน แว่นเผลอปิดอกตัวเองด้วย
"ท่อนสุดท้ายไม่มีค่ะบอส" บราลีบอก
ไนเจลอึ้งอยู่นิดหนึ่ง มองจิตริณีแล้วแยกไปอย่างชอกช้ำใจ จิตริณีอ่อนใจ
"บอสบ้าใหญ่แล้ว แล้วก็มาบ้าบอใส่พวกเราด้วย ดูซีค่ำป่านนี้ยังไม่ได้กลับบ้าน" บราลีบอก
"คุณจินนี่ ต้องเยียวยาบอสแล้วล่ะค่ะ ความรักทำให้บอสเจ็บปวดจนกลายเป็นฝรั่งบ้า จนคิดว่าเห็นนมพวกเราหมดแล้ว"ลลิตาบอก
"เข้าใจค่ะ" จิตริณีมองมาที่สาลินที่ยังสลดเพราะความรักเช่นกัน "ลินซี่ ขอคุยด้วยหน่อย
เถอะค่ะ"
จิตริณีดึงสาลินแยกมายังมุมสงบ
"ลินซี่ ถามหน่อยเถอะ เธอไปตกลงสัญญาอะไรกับอาร์นี่ไว้รึเปล่า"
"ทำไมเหรอคะ"
"ตอบมาเถอะ มันน่าจะเกี่ยวกับที่คุณชายรองคืนดีกับคุณหญิง"
"ค่ะ คุณอัศนีย์เคยสัญญาว่าเขาจะทำให้ทั้งสองคนคืนดีได้ แล้วถ้าเขาทำได้ เขาขอให้ฉัน..."
"ทำไม"
"ให้ฉันไปทำงานไนท์คลับของเขาค่ะ"
"อย่างที่คิดไม่มีผิด"
"ทำไมคุณรู้"
"ไม่สำคัญหรอกเรื่องนั้น เรื่องที่สำคัญคือเธอต้องตัดสินใจดีๆ อย่าตกเป็นเหยื่อของใครหรืออะไรทั้งนั้น แม้แต่จิตใจของเธอเอง"
สาลินมองจิตริณีอย่างงุนงง
ที่ป้ายรถเมล์บรรยากาศดูเปล่าเปลี่ยว สาลินนั่งรอรถเมล์อยู่คนเดียว มีอาการครุ่นคิดเหม่อลอย แล้วมองไป รถคันยาวของกิตติแล่นมาจอดลง ประตูรถเปิดออก กิตติก้าวลงมา ยิ้มให้อย่างอบอุ่นแล้วลงนั่งร่วม สาลินดีใจ แล้วชะงักภาพนั้นคลายไป เป็นเพียงภาพฝัน สาลินมองไปรอบ ๆ อยากร้องไห้
รถสปอร์ตสีจัดจ้าของอัศนีย์ อัศนีย์แต่งตัวหรูก้าวลงมาโบกมือ
"ฮัลโหล คิดว่าจะไม่เจอเสียแล้ว"
"มีอะไรหรือคะ"
"ไงคุณ ผมทำตามสัญญาแล้วนะ"
"ฉันเห็นข่าวแล้ว"
"แล้วเมื่อไร คุณถึงจะทำตามสัญญาของคุณบ้างล่ะ"
"ก็อีกตั้งหลายเดือนนี่ กว่าไนท์คลับของคุณจะเสร็จ"
"อ้าว....ก็ผมบอกแล้วไงว่างานของคุณต้องเริ่มก่อนไนท์คลับเสร็จ"
"ขอฉันปรึกษาผู้ปกครองฉันก่อนก็แล้วกันนะคะ"
รถคุณชายกิตติราชนรินทร์เคลื่อนมาจอดหัวมุมถนน เขาลงจากรถมองมา
"โอเค หวังว่าผู้ปกครองของคุณ คงจะไม่ขัดข้อง"
อัศนีย์เหลือบเห็นกิตติ อัศนีย์เดินมาเปิดรถ สาลินทำท่าจะแยกไป
"เชิญครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ"
"น่า ใจคอจะให้คุณชายกิตติไปส่งคุณได้คนเดียวหรือ"
สาลินชะงัก
"คุณก็น่าจะรู้ว่า วันเวลาเหล่านั้นไม่หวนคืนมาแล้ว ป่านนี้เขาคงอยู่กับคุณหญิงยอดดวงใจของเขา จะมีเวลาคิดถึงคุณหรือเปล่าก็ไม่รู้"
สาลินกัดริมฝีปาก แล้วขึ้นรถไป อัศนีย์อ้อมไปที่นั่งคนขับ มองกลับมาที่ชายรองอีกครั้ง ก่อนขึ้นรถจากไป
ชายรองพิงรถ ถอนใจใหญ่
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 14 (ต่อ)
ในรถอัศนีย์เล่าไปเรื่อยๆ สาลินนั่งฟังเงียบๆ
"เรื่องผมกับหญิงก้อยน่ะ เกิดจากอารมณ์ชั่วแล่น ตอนอยู่โน่นเราเจอกันทุกวัน เที่ยวด้วยกันทุกวัน ใกล้ชิดกันทุกวัน ก็เลยเกิดเผลอใจขึ้นมา"
สาลินอึดอัดเล็กน้อย
"เราก็เลยแต่งงานกัน อยู่ด้วยกันไม่เท่าไหร่ ผมก็พบว่าหญิงก้อยไม่ได้รักผมเลย เธอคิดถึง แต่คุณชายกิตติ พูดกรอกหูผมทุกวันเหมือนท่องบทสวด"
อัศนีย์ถอนใจยาว
"เมื่อเขารักกันมากขนาดนั้น ผมก็ต้องหลีกทางให้ แล้วคุณเองก็ควรทำใจให้ได้เหมือนผม"
สาลินเม้มปาก
"เลี้ยวเข้าไปที่ปั๊มนั้นค่ะ"
พุดซ้อนและชบาทิพย์ออกมาเติมน้ำมันเอง รถสปอร์ตของอัศนีย์มาจอดลง
"ว้าย รถอะไรน่ะ ทั้งยาว ทั้งใหญ่"
"เขาเรียกรถสะปอดแม่" ชบาทิพย์บอก
สาลินเปิดประตูรถลงพรวดมา
"ว้าย นังสาลิน เปลี่ยนรถอีกแล้ว"
อัศนีย์ลงมา ชบาทิพย์ใจวูบเซแซ่ดๆ
"เปลี่ยนผู้ชายด้วย"
อัศนีย์มองดูรอบ ๆ ปั๊ม
"คุณให้ผมจอดที่นี่ทำไมหรือฮะ"
"บ้านฉันอยู่แถวนี้ล่ะค่ะ ขอบคุณมาก สวัสดี"
สาลินพูดจบก็วิ่งปร๋อไปหลังปั๊ม อัศนีย์ตั้งตัวไม่ทัน ยกมือห้ามค้าง
"เดี๋ยว คุณ"
สาลินวิ่งมาสวนหลังปั๊ม เจอเข้ากับเจ้าแกะ
"แกะ"
"ครับ พี่สา"
"ไปดูอีตาผู้ชายคนขับรถนั่นที เขาตามพี่มารึเปล่า ถ้าตามมารีบมาบอกพี่ที่บ้านเลยนะ "
"ได้ครับ"
แกะวิ่งไปที่ปั๊ม
แกะวิ่งมาที่ปั๊มเข้ามาแอบฟัง พุดซ้อนยิ้มร่า จัดผม ขยับทรวง ดึงชุด ชบาทิพย์วางแก้วน้ำให้อัศนีย์ ทำเอียงอาย
"วุ๊ย คุณ หนูสาเขางอนคุณหรือคะ"
"เจ๊รู้จักคุณสาลินด้วยเหรอ"
"อย่าเรียกเจ๊ เรียกพี่สาว รู้จักซีคะ รู้ตื้นลึกหนาบาง ไส้กี่ขดกี่ขดรู้หมด"
"ถ้าอย่างนั้นคงบอกผมได้ว่าทางไปบ้านเขา ไปทางไหน"
"เดี๋ยวชบาพาไปให้ก็ได้ค่ะ "
"ชบา หุบกลีบ" ชบาสะดุ้ง "กลีบปาก ไม่ต้องยิ้มมาก ได้ค่ะ เดี๋ยวจะบอกทางให้ละเอียดเลย เดินลัดสวนเข้าไป"
"อ้าว....ไม่มีทางรถหรอกเหรอครับ"
"มี....แต่มันไม่เหมาะ สะดวกเกินไป สว่างเกิน เข้าทางสวนนี่แหละ มืด ๆ ไม่มีใครเห็น ได้อารมณ์ เหมาะจะตีท้ายครัว"
อัศนีย์เป็นงง แกะรีบวิ่งตื๋อกลับเข้าสวน
"แล้วไปรออยู่ที่ใต้ถุนเรือนไทยนะ ตรงนั้นปลอดผู้ใหญ่ เดี๋ยวสักพักหนูสาเขาก็จะยุรยาตรมา อาจจะใส่ชุดนอนบาง ๆ ด้วยนะ ยกทรงไม่ใส่ โตงเตงโตงเว้าเลย ตอนนี้ไม่งอนแล้วล่ะ มีแต่จะให้แง้ม"
"แม่"
"แง้มอะไรครับ"
"แง้มบานประตู ให้พ่อหนุ่มเข้าไปร่วมภิรมย์ประสมสองไง"
อัศนีย์หน้าตึง มองสองแม่ลูกแล้วตาปริบ ๆ พุดซ้อนทำหน้าตาเชิญชวนให้ทำชั่ว ชบาหน้าไม่สู้ดี แต่มองหน้าอัศนีย์แล้วเคลิ้ม ยิ้มกลีบบานใหม่
ดวงจันทร์เคลื่อนออกจากเมฆทะมึน ในสวนก็ยังมืดทะมึน มีแสงส่องเป็นลำเป็นระยะ อัศนีย์เดินจด ๆ จ้องๆมา บรรยากาศดูน่าสะพรึงกลัว อัศนีย์งงมองหาทิศทาง เงาดำตัดแว่บผ่านหน้าไป
"ใครน่ะ"
อัศนีย์เดินไปทางท้องร่องสวน
อัศนีย์เดินเข้าไปในท้องร่องสวน เสียงนกฮูกร้อง เหมือนเสียงถามว่าใคร อัศนีย์สะดุ้งเฮือก มองขึ้นไปบนต้นมะพร้าว แล้วสะดุ้งเอือกอีกครั้งเมื่อรู้สึกมีมือเล็ก ๆ มาจับมือตน อัศนีย์หันมามอง ร่างของแกะแต่งเป็นกุมารทองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทักทาย อัศนีย์
"พี่ พี่"
"เฮ้ย"
อัศนีย์สะดุ้งถอยกรูด
"อย่า อย่าไอ้เด็กทะลึ่ง ไม่ต้องมาหลอกเลย ฉันไม่กลัวหรอก"
"ไม่ได้หลอกให้กลัวสักหน่อย แต่จะให้ไปหาแม่"
"แม่ แม่นายเป็นใคร อยู่ที่ไหน"
"อยู่ข้างหลังนั่นไง"
อัศนีย์หันไปเห็น สาลินในชุดสไบ ตาโบ๋ แสยะยิ้มเห็นฟันดำ ถลาเข้ามากอด
"ทูนหัวของบ่าว จำบ่าวได้ไหมคะ บ่าวชื่อทาเนีย"
"ปล่อย ทาเนียบ้าอะไร"
"ทาเนีย แปลเป็นไทยว่า “ตานี” เหอ เหอ เหอ"
อัศนีย์วิ่งหนีกระเจิง
"แกะ ไปหายายพิณ"
"ครับ"
แกะวิ่งไปดักอีกทาง สาลินวิ่งตามอัศนีย์ไป
อัศนีย์วิ่งมาอีกทางของสวน มองหลังหันซ้ายหันขวา แล้วหันมาเจอกระบอกปืนเข้าพอดี คุณตาประทับเล็งมา อัศนีย์ตาเหลือกกระเด้งผึงถอยหลัง
"หยุดนะ ไอ้หัวขโมย"
"ไม่ใช่ ผมไม่ใช่"
"ไม่ใช่ขโมย ก็ต้องเป็นไอ้โจร"
ขาดคำคุณตาก็ขยับปืนเหนี่ยวไกเปรี้ยง อัศนีย์กลับหลังวิ่ง ร่าง สาลินโผล่มาขวางไว้
"จะหนีไปไหนคะทูนหัวของบ่าว"
อัศนีย์วิ่งกระเจิงผ่านไป สาลินหัวเราะกับตา แล้ววิ่งตามไป
อัศนีย์วิ่งกระเจิงมาตามท้องร่องสวน สาลินวิ่งตามมา อัศนีย์ เบรคหัวคะมึงเพราะร่างนางพิณตาโบ๋ฟันดำ ยืนทะมึนกับเจ้าแกะ
"โน่นลูก นั่นหลาน นี่แม่"
อัศนีย์เห็นสะพานไม้ทอดข้ามท้องร่อง ข้ามไปทันที สาลินกับแกะมากระโดดให้สะพานสั่น อัศนีย์หล่นโครมลงในท้องร่อง แต่ตะกายขึ้นมาได้ คลานมาใต้ต้นมะพร้าว แล้วรู้สึกอะไรบางอย่างเหนือหัว
ตาผลกำลังถือมะพร้าวทั้งเครือ หย่อนโครมลงมาบนหัวอัศนีย์
อัศนีย์ร้องลั่นแล้วแน่นิ่งไป
ทั้งบ้านวิ่งมารุมล้อมดูอาการอัศนีย์ สาลินเอานิ้วอังใต้จมูก
"ยังไม่ตายค่ะคุณตา"
"แล้วเราจะทำยังไงกับเจ้าเศรษฐีคนนี้ดี" ตาถาม
"ก็ในเมื่อยายพุดซ้อนชี้โพรงให้กระรอก เราก็ควรส่งกลับเข้าโพรงไปเสีย" ยายบอก
ทุกคนหัวเราะระรื่น
จากความมืดมิด ภาพสว่างขึ้นช้า ๆ
" ฟื้นแล้ว"
ชบาทิพย์มองตาหวานตรงมา ยื่นผ้าขนหนูสีชมพูมาเช็ดหน้า
อัศนีย์ขยับหน้าหนี ชบาทิพย์เอาผ้าขนหนูเช็ดหน้าให้ อัศนีย์กุมหัวร้องอูย ขยับนั่ง
"โอย นี่ผมอยู่....."
อัศนีย์พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้นอนหนังเทียม แต่ตัวเปลือยเปล่ามีผ้าขนหนูผืนไม่ใหญ่ พาดปิดท่อนล่าง อัศนีย์ตาเหลือกเอามือตะครุบผ้า
"ใครแก้ผ้าผม"
ชบาทิพย์ขยับถอย มีอาการสติเหลือแค่เสี้ยวเดียว อัศนีย์หัวปูดนิดหนึ่ง
"ก็เสื้อผ้าคุณเปียกน้ำโคลนหมด ชบากลัวคุณเป็นตะพ้าน ก็เลยต้องจับคุณ...แก้ผ้า"
อัศนีย์กระถดตัว เอามือตวัดผ้าเช็ดตัวหุ้มห่อท่อนล่าง ชบาหน้าแดง
"แต่ชบาไม่เห็นอะไรนะคะ"
"แล้วผมมานอนที่นี่ได้ยังไง"
"มีคนพาคุณมากองไว้หน้าปั๊มน่ะค่ะ ชบากับแม่เลยช่วยคุณไว้"
พุดซ้อนเดินโบกนามบัตรเข้ามา นามบัตรนั้นเปียกน้ำหยดติ๋งๆมา
"นามบัตรบอกว่า ชื่อ อัศนีย์ เถ-ลิง-การ"
"เถลิงการแม่ คนในข่าวสังคมชั้นสูงของเมืองกรุง"
อัศนีย์ยิ้มกริ่ม ภาคภูมิ
"อ้าว ตื่นแล้วหรือคะ ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ดิฉันชื่อพุทธชาติ เป็นพฤหัสปัตตานี
แห่งสังคมชั้นสูงของเมืองนนท์ค่ะ นี่บุตรีของดิฉันชื่อชบาทิพย์ค่ะ ที่ช่วยแก้ผ้าให้คุณไงคะ"
อัศนีย์สะดุ้ง ชบาทิพย์ระล่ำระลัก
"แต่ชบาไม่เห็นอะไรเลยนะคะ"
"เสื้อคุณเลอะเทอะ ฉันเลยเอาไปซักให้ ตอนนี้ชุดคุณตากอยู่ค่ะ คุณใส่ชุดของผัว เอ้ย
สามีเก่าของดิฉันคงได้ ดิฉันจะไปเอามาให้"
อัศนีย์มองชบาทิพย์ แล้วลุกพรวดขึ้น ปมผ้าขนหนูใกล้หลุด แต่ตะครุบไว้ทัน
"ผมไปด้วยครับ อุ๊บ"
ชบาทิพย์หน้าแดงซ่าน อัศนีย์กุมผ้าเดินกระเผลกตามพุดซ้อน ชบาทิพย์หันมามองตาม ดวงตาระยิบระยับ ยกมือปิดปาก
"ฮิ ฮิ ฮิ ชบาเห็นหมดทุกอย่างเลย"
วันรุ่งขึ้น สอางค์มารับสาลินลงจากรถ เธอนั่งแท็กซี่ตาผล
"หนูสา ก่อนจะเข้าเฝ้าวันนี้ ป้าเตือนหนูก่อน อย่าพูดเรื่องข่าวคุณรองกับคุณหญิงก้อย
ต่อหน้าพระพักตร์นะ"
"ทำไมคะ"
"เพราะดูเหมือนเสด็จจะยังไม่ทรงทราบเรื่อง ยังพระทัยแจ่มใสอยู่ หนูอย่าแสดงพิรุธก็แล้วกัน"
"ได้ค่ะ เออ แล้วพี่ศรีล่ะคะ พอรู้ข่าวแล้วเป็นยังไงบ้าง"
"พี่ศรีของหนูน่ะ เก็บความรู้สึก ไม่ค่อยแสดงออกหรอก ป้าก็เลยไม่แน่ใจว่าเขาคิด
ยังไง แต่ก็คงเศร้านั่นแหละ"
ทั้งสองนางยังคุยกันต่อเนื่อง ยังไม่เข้าตึก
ศรีจิตรานั่งอยู่มีบรรดาของกินเล่นอยู่บนโต๊ะตรงหน้า สวมชุดแมกซี่อยู่บ้านดูปิดมิดชิดกรอมเท้า กำลังกางหนังสือพิมพ์อ่านอยู่ ชายเล็กเดินเข้ามา
"คุณศรีดูอะไรอยู่หรือฮะ"
"ดูรูปคุณชายรองกับคุณหญิงก้อยค่ะ"
ศรีจิตราตอบเรียบ ๆ ชายเล็กกลับใจหาย ดึงหนังสือพิมพ์มาพับปิด นั่งลงตรงข้าม
"คุณจะดูให้สะเทือนใจทำไมฮะ ผมรู้ว่าคุณศรีเสียใจ แต่เชื่อเถอะฮะ พี่รองกะหญิงก้อย สองคนนี้ไปกันไม่รอดหรอก อีกหน่อยเขาก็เลิกกัน แล้วพี่รองก็จะกลับมาหาคุณศรีเอง"
ศรีจิตราเบือนหน้าไป แอบเซ็งนิดหน่อย
"โธ่เอ๋ย.....คุณศรีแค่นี้ก็ต้องเบือนหน้าไปซ่อนน้ำตา" เสียงในใจชายเล็กว่า
"ไม่จริงหรอกค่ะ คุณชายรองไม่มีวันกลับมาหาดิฉันหรอก"
"แล้วเขาจะหันไปหาใครล่ะฮะ"
มาลา วรรณาก้าวมาพูดต่อ
"คุณสาค่ะ" มาลาว่า
ชายเล็กสะดุ้งงง ศรีจิตรายิ้มออกมา
"อะไรนะ"
"คุณสามาค่ะ"
ชายเล็กลุกพรวดขึ้น
"งั้นผมขอตัวก่อนฮะ ผมแต่งตัวไม่เรียบร้อย"
"ไม่เรียบร้อยอะไรกันคะ"
"เออ.... ผมไม่ได้นุ่งกางเกงในน่ะ"
ศรีจิตราเมินไป มาลา วรรณาตาเหลือกเขย่งมอง บดินทร์วิ่งจู๊ดไป สาลินมาถึงยกมือไหว้ศรีจิตรา
"นั่งซีสา คุณชายเล็กเพิ่งกลับไป"
"อ้าวหรือคะ เลยไม่ได้เจอกันซักที"
"อะไรนะสา"
ศรีจิตราลุกขึ้นเห็นว่า ชุดนั้นแหวกสูง เมื่อเดินก็เห็นขาวับแวม สาลินตาโต มาลา วรรณาแยกไปทางหนึ่ง
"พี่ศรี ชุดนี้แหวกสูงขนาดนี้เลยเหรอ"
"อย่ามานอกเรื่อง สาพูดอะไร"
สาลินกระซิบตอบ
"สาบอกความจริงก็ได้ สาไม่เคยเจอคุณชายเล็กหรอกพี่ศรี"
"อะไร ก็สาเต้นรำกับเขาอยู่เป็นนานสองนาน"
"นั่นไม่ใช่คุณชายเล็กหรอกค่ะ นั่นคือคุณพล"
"เพ้อเจ้อแล้วสา พี่เองยังเต้นรำกับคุณชายอยู่เลย"
"พี่ศรีเต้นกับคุณพลนั่นแหละ เขาใส่หน้ากาก พี่ศรีเลยไม่รู้ไง ในงานน่ะ คุณพลแต่งตัวเป็นคู่แฝดกับคุณชายเล็ก เหมือนกันเปี๊ยบ เลยไม่มีใครสงสัย แม้แต่เสด็จ"
ศรีจิตราครุ่นคิด
"ยังงั้นหรือสา แสดงว่าเขาหลอกเก่งนะ"
"ค่ะ พี่อ่านข่าวแล้วใช่ไหม เป็นอย่างที่สาพูดจริง ๆ เขาก็กลับไปคืนดีกับยายคุณหญิงจนได้"
สาลินหน้าหม่นลง
"มีภาพข่าวสังคมกันแทบทุกวัน"
"จ้ะ"
"นี่เขาก็หายไปเลย สาไม่เจอเขามาตั้งสิบสี่วันแล้ว"
" ยายสาเอ๊ย นับวันรอเชียว" ศรีว่าในใจ
สาลินกินขนมอย่างเหม่อลอย ศรีจิตรามองขำ ๆ
เสด็จประทับเอนบนตั่ง ศรีจิตรา สาลินหมอบเฝ้าอยู่เบื้องหน้า สอางค์อยู่ข้าง ๆ เสด็จ มาลา วรรณา และบรรดานางข้าหลวงทั้ง 3 รุ่นคิกคักอยู่เบื้องหลัง
"ที่นี่มีหนังสือมากมาย บางเรื่องก็มีหลายเล่มซ้ำกัน เอาซี...สาลิน ฉันจะช่วยบริจาค"
"เป็นพระกรุณาเพคะ"
"เอ้าพวกหล่อน ๆ"
ข้าหลวงทั้ง 3 วัย ประสานเสียงตอบเพคะ
"ใครมีนิทานวัดเกาะ"
ข้าหลวงชราอมยิ้ม
"นิยายสิบสตางค์"
ข้าหลวงรุ่นสาวใหญ่คิกคัก
"หรือพวกเรื่องชโลมโลกย์ ประโลมโลกย์"
มาลา วรรณา และสาว ๆคิกคัก
"หนังสือดาราอะไรซุกซ่อนไว้ อ่านเบื่อแล้วจะเอามาทำบุญบริจาคให้ห้องสมุดร่วมกับ
ฉันกับสาลินก็ได้"
บรรดาข้าหลวงคิกคักทูล
ข้าหลวง1บอก"แหม มันเก่าจนขาดแล้วเพคะ"
ข้าหลวง2 บอก "มีซ่อนไว้เป็นหีบเลยเพคะ"
มาลาบอก "วรรณาซ่อนไว้ใต้ฟูกตั้งหลายเล่มเพคะ"
วรรณาสะดุ้งเฮือกค้อนมาลาขวับ เสด็จทรงแย้มสรวล
"ให้ความรู้เป็นทานน่ะได้บุญเยอะนะ"
มาลา/วรรณาบอก "เพคะ"
"ชาติหน้าจะได้ไม่โง่เขลาเบาปัญญาเหมือนชาตินี้"
มาลา วรรณาสะดุ้งเฮือก คอหด แล้วค้อนขวับ
"แต่ดูให้ดีนะยะ ถ้าเป็นเรื่องพิศวาสบาดจิต เด็กเล็กอ่านแล้วใจแตก ก็อย่าเอามาบริจาค" สอางค์บอก
ข้าหลวง1บอก"อู๊ย ไม่มีหรอกค่ะ"
ข้าหลวง2 บอก "คุณแม่บ้านเอาอะไรมาพูด"
มาลาโบกมือ "ไม่มี๊ ไม่มีค่ะ"
"เชอะ น้อยไปซี อย่าให้ฉันต้องชี้ตัวนะยะ"
"สาลิน"
"เพคะ"
"ไปรอที่ห้องสมุดก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะให้คนดูแลห้องสมุด ไปเลือกหนังสือให้"
"เพคะ"
สาลินรับพระดำรัสกราบลง เสด็จทรงมองอย่างพอพระทัย
ห้องสมุดในวันนี้กลับดูเวิ้งว้างว่างเปล่า สาลินเดินเขามายืนท่ามกลางตู้หนังสือสูง สาลินมองไปในตู้ หนังสือ“ บันเทิงทศวาร” และ “จันดารา” ซึ่งจัดเข้าที่แล้ว นึกถึงตอนเถียงกับชายรองฉอดๆ
สาลินถอนใจหันกลับมา เจอชายรองอยู่ในระยะประชิด สาลินตาเบิกกว้างตกใจ เขามองดวงตาระยิบระยับแล้วนิ่ง
"ขวัญอ่อนจริง"
สาลินตาโตดีใจแล้วนึกได้ กลายเป็นสับสนอัดอั้นถอยไป เชิดหน้าน้อย ๆ ดูหวานเศร้า
"หรือว่าวางแผนจะขโมยหนังสือต้องห้ามอยู่"
สาลินตวัดตาค้อนนิด ๆ
"ฉันตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะเป็นคุณ"
"แล้วเธออยากให้เป็นใครล่ะ นายเล็กหรือ"
"ที่ฉันบอกว่าไม่คิดว่าเป็นคุณ เพราะช่วงเวลานี้ คุณน่าจะไปรับคุณหญิงก้อยไปเริงราตรีอยู่"
"ฉันเป็นคนดูแลห้องสมุดให้เด็จป้า ยังไงธุระของเด็จป้าต้องสำคัญกว่าอย่างอื่น"
สาลินเมินสะท้อนสะท้านใจ พูดเรียบๆ
"นี่ฉันยังไม่ได้แสดงความยินดีเลย เรื่องคุณหญิง"
ชายรองมองดู เห็นสาลินไม่มีท่าทีสะเทือนใจก็เริ่มขุ่นมัว
"ฉันต้องแสดงความยินดี กับเธอต่างหาก"
"เรื่องอะไรกันคะ"
"เรื่องแรกก็เธออยากให้ฉันไปพ้นตำแหน่งพี่เขยเธอนักไม่ใช่หรือ นี่ก็สมใจแล้วนี่"
"ค่ะ"
ชายรองยิ่งโกรธมากขึ้น
"เรื่องที่สอง ฉันแสดงความยินดีกับเธอที่เธอกำลังจะก้าวหน้าในอาชีพการงาน นี่เธอจะไปทำงานกับนายอัศนีย์จริงหรือ"
"ก็...ก็คงอย่างงั้น"
"นี่.....เธออยากไปทำนักหรืองานอย่างนั้นน่ะ"
สาลินเชิดหน้าเริ่มโกรธ
"งานอย่างนั้นน่ะ คืองานอย่างไหนหรือคะ"
"ก็งานกลางคืนไง เปลืองทั้งชื่อ แล้วก็อาจจะเปลืองตัวด้วย"
"คุณ"
ชายรองขยับเข้าใกล้มองหน้า
"ฉันอยากจะรู้นักว่า นายนั่นยื่นข้อเสนออะไร"
"คุณอย่ารู้เลยค่ะ"
"ทำไม เขาเสนออะไร หรือว่าบ้านหนึ่งหลัง เงินสามแสน แหวนเพชรห้ากะรัต จี้เพชรพร้อมเงินเดือนหรือไง"
สาลินตาเบิกกว้างร้องกรี๊ด
"นี่ ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่เงินนะ"
ชายรองพอใจที่สาลินเลิกหวานเข้าสู่ความคุ้นเคย ดวงตาพราวขึ้น
"แต่อีกหน่อยก็ไม่แน่"
"เชิญคุณไปเป็นห่วงคุณหญิงยอดดวงใจของคุณเถอะ"
"ฉันแค่ไม่อยากให้เธอต้องกลายเป็นเหยื่อนายจิ้งจอกนั่น"
"เหมือนที่คุณหญิงเคยเป็นเหยื่อมาแล้วอย่างงั้นซี"
ชายรองคว้าข้อมือสาลินดึงมาใกล้ คำราม
"อวดเก่งนัก"
"ปล่อยนะ ตอนนี้คุณก็ได้คุณหญิงคืนไว้ในอ้อมใจคุณแล้ว กรุณาเลิกหึงเปะปะ แล้วมาพาลฉันซะที"
"ใครว่าฉันหึงหญิงก้อย ฉันหึง...."
มีเสียงดังขึ้น
"ชาย ชายอยู่ไหนจ๊ะนี่"
ที่หน้าประตู เสด็จทรงเปิดประตู ทรงพระดำเนินเข้ามาแล้วทอดพระเนตรเห็นชายรองยืนเลือกหนังสือกับสาลินทำปรกติทั้งคู่ แต่มีพิรุธนิดหน่อย
"เกล้าอยู่นี่พะยะค่ะ"
เสด็จทรงยิ้มในหน้า ย่างพระบาทเข้าไปหา
"ไงดูกันไปถึงไหนแล้ว"
"กำลังดูนิทานอีสปเพคะ เรื่องหมาป่ากับลูกแกะ"
ชายรองชะงัก ยิ้มนิดๆ
"แล้วก็เรื่องเด็กเลี้ยงแกะพะยะค่ะ เด็กเลี้ยงแกะจอมยุ่ง"
ชายรองปรายตาดู สาลินเข้าสู่โหมดสวยใหม่ เมินเชิดหน้าน้อย ๆ เสด็จทรงแย้มสรวลพระเนตรเข้าพระทัยลึกซึ้ง
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงกำลังนั่งอบผมอยู่ที่ร้านทำผมเกศมณี อ่านหนังสือสตรีสยามไปด้วย เสียงกระแอมดังข้าง ๆ เธอหันไปพบว่า จรวยกำลังอบผมอยู่เช่นกัน
"อุ๊ย สวัสดีค่ะคุณหญิง โลกกลมจังนะคะ"
จรวยม้วนโรลเต็มหัว ชุดโชว์อกตามเคย หญิงก้อยเลิกคิ้ว
"ฐานะอย่างเธอมาร้านแบบนี้ด้วยเหรอ"
"ทำไมจะมาไม่ได้ล่ะคะ ดิฉันน่ะเป็นสะใภ้ใหญ่ของวังวุฒิเวสม์นะคะ"
"ลืมไปว่าเธอคือสะใภ้ใหญ่"
จรวยมองค้อน เหญิงก้อยยิ้มหยัน ๆ
"อย่าบอกนะว่าเป็นความบังเอิญที่เธอมาเจอฉันวันนี้"
"ค่ะ ดิฉันตั้งใจมาพบคุณหญิง เพราะมีเรื่องร้อนใจค่ะ"
"อะไร"
"คุณหญิงขา ถ้าคุณหญิงเข้ามาเป็นสะใภ้รองทั้ง ๆ ที่เสด็จไม่ทรงปลื้ม เกิดเสด็จกริ้วขึ้นมา พวกดิฉันไม่โดนไล่ออกจากวังกันหมดตำหนักเหรอคะ"
หญิงก้อยฟังแล้วหัวเราะระรื่น จรวยมองค้อน ๆ
สาลินกับศรีจิตราเดินมาด้วยกันที่หน้าวัง รถตาผลจอดรออยู่ สาลินหน้ายิ่งหมอง กุมมือศรีจิตราที่หน้าผ่อง ชุดแหวกจนเห็นต้นขาผ่อง
"พี่ศรีต้องทำใจนะคะ เขารักกันมาเกือบสิบปี รักไม่มีวันเสื่อมคลาย เราอย่าไปแทรกกลางความรักของเขาเลย"
"เรา สาพูดว่า “เรา” หรือสา"
"สาหมายถึงว่าพี่ศรีอย่าไปขวางทางรักเขาเลย"
ศรีจิตราแซวเล่น
"แต่ถ้าคุณชายรอง ไม่ได้รักคุณหญิงมากอย่างที่สาคิดล่ะ"
"พี่ศรี นี่พี่ศรียังหวังลม ๆ แล้ง ๆ อยู่อีกหรือ"
สาลินยิ่งทุกข์ทนหน้าหมอง ศรีจิตรากลับยิ้มหน้ากระจ่างสด
"เอ....ทำไมพี่ศรีหน้าตาไม่ทุกข์ร้อนเลยล่ะ หรือว่าพี่แกล้งทำ ใจจริงน่ะอยากจะร้องไห้วันละร้อยหนใช่ไหม"
"แล้วสาล่ะ อยากจะร้องไห้วันละร้อยหนบ้างไหม"
ศรีจิตราขำ สาลินยิ่งงง เดินมาถึงรถตาผล มองเลยไปเห็นรถของ ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลจอดอยู่
"ลุงผล นั่นรถคุณพลนี่"
"ครับ ใช่รถคุณพลครับ" ผลบอก
ศรีจิตราเอะใจ
"สา ลุงผล แน่ใจนะว่านี่รถคุณพล"
"แน่นอนครับ ผมจำรุ่นกับทะเบียนรถได้ เอ แต่คุณพลมาทำอะไรที่วังนี่ล่ะครับ"
"คงแวะมาเยี่ยมคุณชายเล็กมังคะ"
ตาผลพยักหน้า ศรีจิตราแน่ใจแล้วว่าใครคือใคร ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมานิดหนึ่ง
ที่ร้านเกศมณี คุณหญิงก้อยมองจรวยอย่างสมเพช
"เธออย่าลืมนะว่าฉันคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นสะใภ้อันดับหนึ่งของวังวุฒิเวสม์ ฉันคือ หม่อมราชวงศ์หญิงเทพีเพ็ญแสง รัชนีกุล และฉันครองรักกับคุณรองมานานนับสิบปี"
"แต่คุณหญิงไม่ใช่คนที่เสด็จทรงปลื้ม ไม่งั้นคงไม่ทรงจับคู่คุณรองกับยายศรีจิตราหรอก"
"คนที่เสนอให้จับคู่คือยายแก่สอางค์ต่างหาก เพราะอยากให้หลานตัวเองได้ดี"
"จริงซี"
"ฉันนี่แหละคือคนที่คู่ควรที่สุด เด็จป้าทรงรักคุณรองมาก ถ้าคุณรองตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เด็จป้าต้องทรงยอมตามทุกอย่าง"
"ได้ยินอย่างนี้ดิฉันก็คลายใจ เฮ้อ ตอนแรกกลัวว่า เรือนหอจะถูกทุบทิ้งเสียอีก"
"เรือนหอเหรอ จริงซี สร้างเสร็จไปแค่ไหนแล้ว"
"กว่าครึ่งแล้วค่ะ"
หญิงก้อยหน้าระรื่น คิดถึงภาพตัวเองเป็นเจ้าหญิงของปราสาท มวยมณีเดินสวยเข้ามา เปิดเครื่องอบผมออก ผมหญิงก้อยเป็นมวยงดงาม เธอลุกไปมองดูตัวเองในกระจก
"อบเสร็จแล้วค่ะคุณหญิง งามแท้ ๆ จะไปงานไหนคะคืนนี้"
"คืนนี้คงงดออกงาน เพราะพรุ่งนี้ฉันคิดว่าจะเข้าวัง"
จรวยหันขวับมามอง
"กะว่าจะเข้าไปดูเรือนหอของฉันเสียหน่อย"
จรวยอ้าปากค้าง
วันรุ่งขึ้น เรือนหอก่อผนังแล้วแต่ไม่ได้ฉาบปูน คนงานทำงานกันแข็งขัน ที่ศาลาเล็กริมบึง เสด็จประทับอยู่ที่ชุดสนาม สอางค์ มาลา วรรณา จัดครื่องสุธารส ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลดินเหงื่อท่วม ยิ้มเผล่มา เสด็จทรงส่งซับพระพักตร์ให้
ชายเล็กเอางานรับมา เสด็จทรงชี้ให้นั่งตรงข้าม
"เป็นพระกรุณา พะยะค่ะ"
"นี่....ตารองไม่มาดูเลยใช่ไหมนี่ อะไร บ้านตัวเองแท้ๆ"
เสด็จคล้ายทรงมีความในพระทัยอย่างหนึ่ง สอางค์ร้อนใจ
"คงงานยุ่งน่ะเพคะ"
"ฉันให้เธออยู่แทนดีกว่า ตารองไม่ต้องอยู่แล้ว"
สอางค์สะดุ้ง มาลา วรรณาคิกคัก สอางค์ถลึงตา ชายเล็กทำคอหด
"โธ่....เกล้าไม่อาจเอื้อมแย่งของพี่รองหรอกพะย่ะค่ะ"
"ก็ดูเหมือนว่าเขาจะสละทิ้งแล้วนี่"
"โธ่ อย่ากริ้วพี่รองเลยพะย่ะค่ะ"
"เฮ้อ....ถ้าเจ้ารองเขามาเช้าถึงเย็นถึงศรีจิตราบ่อย ๆ เหมือนแก ก็คงจะรักหมดใจได้เหมือนกัน"
ชายเล็กหลบสายพระเนตร สอางค์ มาลา วรรณามองหน้ากันงง ๆ ไม่เข้าใจที่เสด็จตรัส
"แล้วเรื่องพี่ชายเธอกับหญิงก้อยจะเอายังไงกันแน่ ฉันเห็นแล้วนะ ข่าวเดทกับแม่ก้อยไม่เว้นแต่ละคืนน่ะ"
"เกล้าก็ไม่เข้าใจพี่รองเหมือนกันพะย่ะค่ะ"
เสด็จมองเลยไปที่บริเวณก่อสร้าง เห็นชายรองและหญิงก้อยเดินจูงมือกันอยู่บริเวณก่อสร้าง
"นั่นใครน่ะ ทำผมเป็นช่อเป็นชั้นมาเชียว"
"ว้าย คุณหญิงก้อยเพคะ" สอางค์ว่า
ทุกคนตะลึง
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 14 (ต่อ)
ทั้งคู่ควงดูบริเวณเรือนหอ ที่ทำเป็นซุ้มประตูโค้งทางเข้า
"ออกแบบเป็นสโตล์ยุโรปคลาสสิคแบบนี้ ต้องสวยมากนะคะคุณรอง แหม...อยากเข้ามาอยู่เร็ว ๆ จัง"
"ที่จริงนายเล็กเป็นคนเลือกแบบน่ะครับ ผมไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมคงต้องลงมาดูเองแล้ว"
"เพราะหญิงใช่ไหมคะ"
"ครับ เพราะหญิงคนเดียว"
เทพียิ้มให้ กิตติยิ้มหวานรับเสด็จ บดินทร์ สอางค์ มาลา วรรณา เข้ามาเบื้องหลัง
"ทำอะไรกันอยู่เหรอ"
ทั้งสองหันมา เทพีไม่สะทกสะท้าน รีบไหว้เสด็จเช่นเดียวกับกิตติ
"ถามว่ามาทำอะไรกันอยู่"
"เออ....เกล้าพาหญิงก้อยมาดูเรือนหอพะย่ะค่ะ"
ทุกคนอึดอัด ไม่คิดว่า ชายรองจะกล้าขนาดนี้
"เธอถือวิสาสะอะไร มาดูเรือนหอ"
"เออ เกล้าขอประทานอภัยที่ไม่ได้ขอประทานอนุญาตเด็จป้าก่อน"
"เธอพาหญิงก้อยมาดูเรือนหอแบบนี้ หมายความว่า....เธอกำลังบอกฉันว่า นี่คือเรือนหอของเธอสองคนงั้นสิ"
ชายรองอึกอักพูดไม่ออก หญิงก้อยพูดแทน
"ก็ควรจะเป็นของเราสองคนซีเพคะ ในเมื่อคุณรองตัดสินใจแล้วว่าจะแต่งงานกับหญิง"
เสด็จมองหัวจรดเท้า
"อ้อ.....เธอไตร่ตรองดีแล้วเหรอกิตติ"
"เกล้า เออ"
"ไม่คิดจะปรึกษาฉันสักคำ ว่ายังไงตอบมา" เสด็จเสียงกร้าว
กิตติก้มหน้านิ่ง
"คุณรอง จะอึกอักอยู่ทำไมคะ ทูลเด็จป้าไปซีคะว่าเราจะแต่งงานกันแน่นอนแล้ว"
"เมื่อไหร่"
"ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาพะย่ะค่ะ"
"แต่คงเร็ว ๆ นี้แหละเพคะ"
"กิตติ มาคุยกับฉันส่วนตัว"
เสด็จดำเนินแยกไปริมบึงบัว ทุกคนมองตามอย่างสยองใจ หญิงก้อยเชิดใส่สอางค์ "กล้ามากนะหญิงก้อย เข้ามาดูเรือนหอทั้ง ๆ ที่เธอไม่มีสิทธิ์สักนิด" ชายเล็กบอก
"นายเล็ก ฉันคือคนรักของคุณรอง ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์"
"ถือวิสาสะเข้ามา ขอประทานพระอนุญาตก่อนรึก็เปล่า" สอางค์ถาม
"คุณข้าหลวงคะ ปรกติหญิงก็เข้านอกออกในวังวุฒิเวสม์อยู่บ่อย ๆ ไม่เห็นต้องขออนุญาตใคร"
"ค่ะ ถ้านั่นมันที่ตำหนักเล็ก ที่คุณหญิงจะมาพลอดรักกับคุณรองในที่ลับตาหรือในที่แจ้งยังไงก็ได้ แต่นี่มันเรือนหอค่ะ เรือนหอที่ทรงสร้างขึ้นไว้สำหรับคุณรองและศรีจิตรา ไม่ใช่คนอื่น"
หญิงก้อยยิ้มหน้าเชิด ไม่เกรงกลัว
ชายรองเดินกลับมาลำพัง ท่าทีสลดอย่างเห็นได้ชัด เสด็จดูกริ้ว ประทับอยู่ริมบึงไม่กลับมาด้วย
"หญิงครับ เรากลับก่อนเถอะ"
"อะไรนะคะคุณรอง"
"กลับเถอะครับ"
"ควรกลับได้แล้ว เด็จป้ากริ้วขึ้นมาจะลำบากกันหมด" ชายเล็กบอก
"ก็ได้ค่ะ"
ทั้งสองตรงไปหาเสด็จที่ริมบึง
หญิงก้อยตามชายรองมาที่เสด็จประทับ พระพักตร์เครียดอยู่ ชายเล็ก สอางค์ มาลา วรรณาตามมาห่าง ๆ
"กระหม่อมทูลลา"
"หม่อมฉันทูลลาเพคะ"
"จำไว้นะ กิตติราชนรินทร์ เรือนหอนี้ฉันสร้างไว้ให้เธอกับคู่ครองที่เหมาะสมเท่านั้น"
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงหน้าเชิดขึ้น
"หญิงคือคู่ครองของคุณรองนะเพคะ เด็จป้าทรงวินิจฉัยว่าหญิงไม่เหมาะสมอย่างไรหรือเพคะ"
ทุกคนอ้าปากค้างในความบังอาจ
"หญิงก้อย"
เสด็จหันมาช้า ๆ
"กล้ามากนะหญิงที่ถามในสิ่งที่ที่เธอไม่ควรถาม"
"หม่อมฉันต้องการความยุติธรรมเพคะ"
"ได้ ความยุติธรรมก็คือ เรือนหอนี้แรกเริ่มฉันดำริให้สร้างขึ้นเพื่อชายรองและศรีจิตรา ไม่ใช่ให้ใครมาอยู่ก็ได้ตามอำเภอใจ กิตติราชนรินทร์"
"พะยะค่ะ"
"ฉันให้เวลาเธอสามวัน ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ แล้วมาให้คำตอบฉันอีกครั้ง"
"แต่หม่อมฉันคิดว่า คำตอบของคุณรองคงเหมือนเดิมเพคะ"
ทุกคนตะลึงงัน
"หมดธุระเธอแล้ว กลับไปได้ ไป ไปให้พ้นหน้าฉันได้แล้ว ทุกคน"
สอางค์บอก
"เพคะ ชายรองรีบกลับไปเลยนะ ทุกคนไป"
สอางค์รีบพยักหน้าให้ทุกคนออกไปโดยเร็ว ชายรองรีบพาหญิงก้อยออกไป ชายเล็กมองตามพี่ชายอย่างโกรธเต็มที เสด็จยังทอดเนตรไปยังบึงบัว ทอดถอนพระทัย
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลเดินหัวเสียเข้ามาในตำหนักเล็ก จรวยทำหน้าเศร้า อยู่ต่อหน้าหม่อมอำพัน ชายโต นมย้อย น้อม เจียมอยู่ด้วย
"เมื่อวานรวยเดินผ่านไปทางเรือนหอ เขาก็พูดลอยลมมาให้ได้ยินว่า...ต่อไปเขาจะกั้นรั้ว ไม่ให้คนนอกมาเดินในที่ต้องห้ามของเขา"
ชายเล็กหยุดฟัง ที่หัวเสียอยู่แล้วยิ่งกำเริบหนัก
"เอ๊ะ แล้วเธอไปทำอะไรแถวนั้น" ย้อยถาม
"นั่นซีคะ ไปบ๊อยบ่อย" น้อมว่า
จรวยอึกอัก อำพันขมวดคิ้วจ้องเขม็ง ชายโตเม้มปาก นมย้อยจับผิด เข้าหน้าจรวยคิด...
ศาลาเล็กเรือนหอ ศรีจิตรา มาลา วรรณาเห็นตาตุ้ม ศรีจิตราเข้ามาอุ้มจากมือของจรวย จรวยมองหมั่นไส้
"ไงคะ หลานน้าศรี ธุก่อนค่ะ ธุก่อน"
"คุณตุ้ม น่ารักน่าชัง" มาลาบอก
"หล่อเหมือนคุณชายโตเลยค่ะ หม่อมหลวงตุ้มของน้า" วรรณาบอก
จรวยตื่นจากภวังค์ แล้วคิดเรื่องโกหกได้
"ก็....รวยพาตาตุ้มไปหัดเดินน่ะซีคะ พอตาตุ้มเดินเข้าไปในเขตเขา นังสองพี่เลี้ยงนั่นก็เรียกตาตุ้มว่า “ตาตุ้ม” บ้าง “นายตุ้ม” “เจ้าตุ้ม” บ้าง"
ศรีจิตรา มาลา วรรณา ทำหน้าตาเป็นนางร้าย ทั้งสามแต่งหน้าเข้มกว่าเดิมเท่านึง หน้าอกหน้าใจศรีจิตราเหมือนจะใหญ่ขึ้นเท่านึงเช่นกัน ยืนโพส ในชุดแหวกต้นขา มองตาตุ้มอย่างหมั่นไส้ จรวยแต่ง
หน้าอ่อนทันที ทำหน้าเป็นนางบุญ
"เจ้าตุ้ม ยี้ ขี้มูกกรังเชียว" ศรีจิตราบอก
"วันนี้ไม่อุ้มหรือคะ" จรวยถาม
"จะให้ฉันอุ้มลูกของเธอ ฮ่ะฮ่ะ ไม่หรอกย่ะ กลัวขี้มูกขี้ลายมาเปื้อนเสื้อฉัน"
"อุ้มไม่ลงหรอก เดี๋ยวฉี่เดี๋ยวอึ โสโครก" มาลาบอก
"อุ้มลูกคนงานยังจะดีเสียกว่า อุ้ม “ไอ้ตุ้ม” ของหล่อน" วรรณาบอก
จรวยน้ำตารื้นแบบนางเอก
"รวยขอเถอะนะคะ จะดูถูกรวยยังไงก็ได้ แต่อย่าดูถูกลูกของรวยเลย กรุณาอย่าเรียกว่า นายตุ้ม เจ้าตุ้ม หรือไอ้ตุ้มได้ไหมคะ"
"ทำไม ทำไมฉันจะเรียกไม่ได้" ศรีจิตราถาม
"แล้วต้องให้เรียกยังไงยะ" วรรณาถาม
"ลูกตุ้มเป็นหม่อมหลวง ลูกชายหม่อมราชวงศ์ พวกคุณสมควรจะ คุณตุ้ม ถึงจะถูก"
ทั้งสามคนหัวเราะไพร่ออกมาพร้อมกัน
ศรีจิตราลอยหน้า
" ลูกหล่อนเป็นแค่ลูกบ่าว เรียกแค่นี้ก็ดีถมถืดไปแล้ว ฉันไม่เรียกไอ้ตุ้มทุกคำนับว่าเป็นบุญแล้วล่ะ"
"ลูกนังขี้ข้าก้นครัว แค่นจะมาเรียกคุณ เชอะ" มาลาบอก
"คุณน่ะ เขาเรียกลูกเมียคุณหญิง เมียหม่อมราชวงศ์หญิงหรือเทียบเท่า มียศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่ใช่เมียหรือสะใภ้ไพร่ อย่างหล่อน"
ทั้งสามหัวเราะร่า จรวยน้ำตาแตก อุ้มตาตุ้มแยกออกมา
"ไม่เป็นไรนะลูก ไม่เป็นไร"
จรวยน้ำตาร่วงแบบนางเอก นมย้อย น้อม เจียมฟังแล้วไม่อยากเชื่อ หม่อม อำพันพยักหน้าเหมือนเห็นด้วย แต่....
"ก็จริงนี่ยะ ก็ลูกบ่าวจริง ๆ เขาก็เรียกกันมายังงี้"
จรวยชะงัก ดิเรกโพล่งออกมา
"แต่หม่อมแม่ครับ นี่มันดูถูกกันเกินไปแล้ว"
"ดีแล้วล่ะค่ะที่คุณรองกลับไปคืนดีกับคุณหญิงก้อย ไม่อย่างนั้นเราจะได้สะใภ้ที่กดหัวพวกเราทุกคน"
"ต้องเรียกมาอบรมแล้วล่ะครับหม่อม"
"ไม่ต้องเรียกใครมาอบรมหรอกครับพี่โต คนที่ต้องอบรมคือเมียพี่"
ทุกคนหันมามองชายเล็ก
"นายเล็ก แกว่าอะไรของแก" ชายโตถาม
"เที่ยวยุแยงไปทั่ว นี่คงรับใช้หญิงก้อยมาล่ะซี ถึงมาใส่ไคล้คุณศรี"
"คุณเล็ก รวยเปล่านะคะ"
"อย่านึกว่าฉันไม่รู้ ที่เธอทำตัวเป็นหนอนบ่อนไส้ เพราะรับคำสั่งยายก้อยมา"
"จริงเหรอจรวย" ชายโตถาม
"ไม่จริงนะคะ"
"เพราะเมื่อกี้ยายก้อยเพิ่งก่อศึกใหญ่ ท้าทายเด็จป้า ตีฝีปากกับท่านอย่างไม่เกรงพระทัย นึกเอาแต่ได้ว่าเรือนหอเป็นของตัว"
ทุกคนอุทาน
"ว้าย.....ยายก้อยมันกล้าขนาดนั้นเชียว" หม่อมอำพันว่า
"ครับ แล้วทางนี้ก็มายุแยงให้เกิดศึกขึ้นอีก ระวังเถอะครับภัยจะมาถึงตัว ที่หม่อมกลัวว่าจะถูกเฉดหัวจนหมดตำหนัก มันคงจะเป็นจริงอยู่รอมร่อแล้ว"
ชายเล็กกลับขึ้นชั้นบน
"นังจรวย แกเป็นขี้ข้านังหญิงก้อยจริง ๆ เหรอ"
"ดิฉันเปล่านะคะ"
"หม่อมครับ ถ้าถูกเฉดหัวจริง เราจะไปอยู่ไหน ต้องไปเช่าบ่านเขาอยู่เหรอครับ"
"โถ....จะไปเช่าเขาอยู่ เงินเดือนแกน่ะกี่อัฐพัส ลูกเมียก็เป็นห่วงคล้องคออยู่อย่างนี้"
อำพันลุกขึ้นสะบัดไปทันที
"ใจเย็นเถอะค่ะคุณโต แต่ถ้าเรื่องที่คุณเล็กพูดเป็นความจริง" ย้อยมองจรวยอย่างหมั่นไส้เต็มที " ต้องอบรมคนของเราขนานใหญ่เชียวล่ะค่ะ"
นม เจียม น้อมออกไป จรวยทำท่าจะร้องไห้ ไม่กล้าสบตาผัว
"ต่อไปนี้ไม่ต้องเอาเรื่องตำหนักใหญ่มาเล่าอีกแล้วนะ แล้วถ้าเธอทำตัวเป็นบ่างตามคำสั่งหญิงก้อยล่ะก็ ฉันจะหย่าจากเธอให้รู้แล้วรู้รอดไป"
"ว้าย คุณโต ไม่นะคะ"
ม.ร.ว. ดิเรกราชวิทย์ออกไป จรวยน้ำตาร่วงเผาะ ๆ คราวนี้ของจริง
คืนนั้น ในห้องนั่งเล่นวังรัชนีกุล
ท่านจันทร์ประทับยืนอยู่กลางห้อง ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงนั่งเชิดบนโซฟา หม่อมวาณียืนเกาะเก้าอี้ข้างลูกสาวคนโปรด หญิงกลางยืนอยู่ใกล้เคาน์เตอร์บาร์ รื่น โรยอกสั่นขวัญหนีอยู่ที่พื้น
"นี่เธอจะก่อเรื่องไปถึงไหน ไปตีฝีปากกับเสด็จพี่ จนต้องทรงโทร.มารายงานฉัน"
"ตายจริง ไปตีฝีปากกับเสด็จท่านเรื่องอะไรลูก"
"จะเรี่องอะไร ก็บังอาจไปอ้างสิทธิ์เรือนหอของเสด็จพี่น่ะซี"
"ตายแล้ว"
"รู้ไหมว่าถ้าเด็จป้ากริ้วอะไรจะเกิดขึ้น"
"อะไรจะเกิดก็เกิดไปซีเพคะ หญิงไม่แคร์ คุณรองกับหญิงรักกัน ไม่น่าจะหนักศีรษะหรือพระเศียรใคร"
"ว้าย หญิง"
ท่านจันทร์กริ้วจนองค์สั่น ชี้หน้าลูกสาว
"เธอหยุดโอหังบังอาจ พูดจาสามหาวก้าวร้าวซะที เรื่องแต่งกับชายรองน่ะอย่าฝันเลย เสด็จพี่ไม่ทรงยอมแน่"
หญิงก้อยลุกขึ้นช้าๆ สะบัดผ้าพันคอ 1 ที เชิดหน้า
"แต่หญิงจะแต่ง หญิงไม่ยอมให้ความสุขของหญิงถูกทำลาย เพราะยายแก่จอมอคติคนหนึ่งแน่ๆ"
"หญิง !"
ท่านจันทร์สืบเท้ามา ตบลูกสาวเข้าเต็มแก้ม หญิงก้อยร้องวี๊ดหมุนไป 2 รอบ แล้วล้มตะแคงลงที่พื้น หม่อมวาณีถลาเข้ายึดหัตถ์ท่านจันทร์
"ว้าย ท่านเพคะ"
รื่น โรยเข้ากอดกัน ม.ร.ว. ศศิรัชนีเข้าเกาะแขนท่านจันทร์อีกข้าง
"ท่านพ่อ ได้โปรดเถิดเพคะ"
ท่านจันทร์ระงับโทสะ มองลูกสาวที่ยังคงนอนระทวยบนพื้น สะบัดหน้ามองพ่อ ดวงตาเจ็บแค้น
"ฉันตบเธอเพื่อให้เธอสำนึกว่า เธอมีสายเลือดสูงส่งแค่ไหน อย่ามาแสดงกิริยาวาจาต่ำ ๆ แบบนี้อีก เสด็จป้าทรงมีพระคุณรดหัวพ่อของเธออยู่ ไม่งั้นเราก็คงต้องไปร่อนเร่เป็นเจ้าไม่มีศาล แล้วเธอก็คงไม่แคล้วต้องไปเป็นนางบังเงาอยู่ข้างถนน"
หญิงก้อยกัดริมฝีปาก ท่านจันทร์เสด็จออกไป วาณีและหญิงกลางเข้าประคองหญิงก้อยขึ้น เธอสะบัด
"ปล่อย ดูท่านพ่อทำกับหญิง หญิงไม่ยอม หญิงไม่ยอม"
หญิงก้อยวิ่งไปชั้นบน วาณีวิ่งตาม ศศิรัชนีนั่งลงช้า ๆ อย่างเหนื่อยอ่อน รื่น โรยกระซิบกัน
"ถ้าผู้ดีเขาเรียกนางบังเงา" รื่นว่า
"ถ้าพวกเราเรียกว่า แกงกะหรี่ ใช่ไหม" โรยบอก
สองนางเอามือปิดปากตาโต
หญิงก้อยนอนร้องไห้อยู่ลำพังบนเตียง เงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตาและแก้มที่ถูกตบยังมีรอยช้ำ
นึกถึงเสด็จตรัสเมื่อกลางวัน
"ฉันให้เวลาเธอสามวัน ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ แล้วมาให้คำตอบฉันอีกครั้ง"
เธอคว้าโทรศัพท์มาโทร.ทันที ระหว่างหมุนเบอร์
"คำตอบภายในสามวัน ได้ซีเพคะเด็จป้า" แล้วเธอ...พูดสาย "อัศนีย์เหรอ หญิงพูดนะคะ พรุ่งนี้มีธุระให้ช่วยเหลืออีกแล้วละ ช่วยพายายสาลินไปร้านประจำของเราทีค่ะ"
หญิงก้อยหน้านางร้ายเต็มที่
วันรุ่งขึ้น ในร้านอาหารหรู กัปตันเข้ามาประคองอัศนีย์ลงนั่งที่โต๊ะประจำ สาลินช่วยถือไม้เท้าตามมานั่ง อัศนีย์ยังแต่งตัวหรู แต่มีแถบรัดเอวล็อกกล้ามเนื้อ มีเฝือกอ่อนรอบคอ หน้าหมองไปนิดแต่ยังหล่อเท่ห์ สาลินมองอย่างเพลินเพลิน ปนเวทนานิดนึง พูดเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย
"คุณโดนมะพร้าวตกใส่หัว ทำไมถึงเจ็บหลังเจ็บขาได้"
"หัวผมโนเท่าลูกเทนนิสเพิ่งจะยุบแล้วก็ลามไปที่หลัง แต่ที่เจ็บหลัง เจ็บขานี่ หมอสันนิษฐานว่าเกิดจากตกท้องร่อง"
สาลินหัวเราะคิ๊ก อัศนีย์มองอย่างสงสัย
"สวนมันมืด คุณตามเข้าไปทำไม"
"ไอ้มืดน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ยังมีตาแก่ถือปืนไล่ยิง มีตาแก่อีกคนโยนมะพร้าวใส่หัวผม แถมยังมีคนแต่งเป็นผีมาหลอกผมด้วย"
"หา....มีผีด้วยเหรอ"
"คนน่ะครับ แกล้งแต่งเป็นผี มีนางทาเนีย เอ๊ย นางตานี หน้าตาคล้ายคุณเสียด้วย"
"บ้า ว่าหน้าฉันเป็นผี ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยนะ"
"นี่คุณยื่นใบลาออกหรือยัง"
สาลินถอนใจนิดนึง หน้าสลด
"ฉันขอเวลาถึงสิ้นเดือนนะคะ ห้องสมุดจัดงานวันอุทิศหนังสือ ฉันต้องคอยช่วย"
อีกมุมหนึ่ง ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินมาพร้อมคุณหญิงก้อย ที่มีมีผ้าคลุมเคลียแก้มข้างที่โดนตบ ที่นิ้วสวมแหวนพลอย และข้อมือสวมเพชรไข่มุก
"ก็ไม่เป็นไปไรนะคุณรอง เราไม่ได้อยู่เรือนหอในวัง เราสร้างเรือนหอของเราเองก็ได้ เอาให้ใหญ่โตกว่าของเด็จป้าสักสิบเท่า"
"ผมก็คิดอย่างนั้นครับ"
หญิงก้อยเหลือบมองอัศนีย์ ทั้งสองพยักเพยิดกัน ชายรองเห็นอัศนีย์กับสาลินเข้าพอดี หน้าขรึมลง
"เจอกันอีกแล้ว บังเอิญจังเลยนะคะ"
"หญิงก้อย คุณชาย สวัสดีครับ แต่.....ขอโทษด้วยที่ผมลุกขึ้นต้อนรับไม่ได้"
"ตาย ไปผจญภัยที่ไหนมาหรือคะ" หญิงก้อยถาม
อัศนีย์ยิ้มนิดหนึ่ง จงใจพูด
"ก็คุณสาน่ะซี พาผมไปบ้าน ไปตกท้องร่องสวนมา"
ชายรองสีหน้ายิ้มหยัน แกล้งหลอกทั้งอัศนีย์ ทั้งเทพีว่าไม่แคร์สาลินแล้ว
"อ้อ นี่ไปส่งกันถึงบ้านช่องเชียวหรือ"
สาลินตกใจพูดอะไรไม่ออก หญิงก้อยยิ้มพราย
"ดูเธอมีความสุขจังนะ"
"ค่ะ แต่ก็คงไม่เท่ากับคุณหญิง"
"ใช่ ฉันกำลังมีความสุขที่สุด ใช่ไหมคะคุณรอง"
"แต่ผมกลับไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร เพราะผมเห็นแต่ภาพจากนิทานอีสป"
สาลินมองชายรอง
"ลูกแกะอวดดีกลายเป็นเหยื่อหมาป่า"
สาลินพูดไม่ออกบอกไม่ถูก นั่งหน้าเชิด หญิงก้อยสบตา อัศนีย์อย่างพึงใจ
สาลินยืนซึมอยู่หน้ากระจกห้องน้ำ ทอดถอนใจ
ประตูห้องน้ำเปิดออก หญิงก้อยเดินเข้ามาแล้วชะงัก
ยิ้มอย่างเหนือกว่า สาลินยิ้มนิดๆ
"คอฟฟี่ช็อปนี่ น่าจะมีห้องน้ำสำหรับวีไอพีนะ"
"จริงด้วยค่ะ ถ้ามีเมื่อไร ฉันคงได้เข้าเป็นคนแรก เพราะฉันทำงานอยู่แถวนี้"
หญิงก้อยชะงักเลิกคิ้ว
"นี่เธอคิดว่า เธอมีอะไรเทียบเคียงฉันได้หรือ"
"ก็มีสองมือสองเท้า และก็สมองที่อาจจะแยกแยะอะไรได้ดีกว่าคุณหญิงน่ะซีคะ"
"ฉันอยากจะขอเตือนด้วยความหวังดี อัศนีย์น่ะไม่เคยรักใครจริง พอสมใจแล้ว เขาก็เขี่ยทิ้ง"
"เหมือนกับที่เขาเคยเขี่ยคุณหญิงทิ้งใช่ไหมคะ"
สาลินทำหน้าซื่อยิ้มพราย อีกฝ่ายเหยียดยิ้ม
"ฉันต่างหากที่เป็นคนเขี่ยเขาทิ้ง เหมือนรองเท้าเก่า ๆ คู่หนึ่ง"
"คุณหญิงก็เลยหวนกลับมาหารองเท้าคู่เก่ากว่า หวังว่าคงใส่สบายนะคะ"
หญิงก้อยขยับมาหนึ่งก้าว หน้าเหี้ยม จนสาลินต้องถอย
"จำเอาไว้ ฉันไม่ได้หวนไปหาคุณรอง แต่เป็นคุณรองที่หวนกลับมาหาฉัน คงเพราะเขาได้เห็นความไม่จริงใจหรือไร้ราคาในตัวเธอล่ะมัง เขากลับมาโดยยอมให้เด็จป้ากริ้ว ยอมเสี่ยงโดนตัดจากกองมรดก แต่เขาก็ยอมได้ทุกอย่าง.....เพื่อฉัน"
สาลินนิ่งอั้นดวงตาหวั่นไหว
"แต่คอยดูไป เด็จป้าจะกริ้วได้ไม่นาน อีกหน่อยฉันจะคือสะใภ้เอกของวังวุฒิเวสม์ ในขณะที่เธอเป็นได้แค่นางบำเรอในโรงเต้นรำเท่านั้น จำใส่สมองเธอเอาไว้"
สาลินพูดไม่ออก
"ถ้าสละเวลาจากอัศนีย์สักนิด ลองผ่านมาที่โต๊ะฉันซี ฉันอยากให้เธอได้เห็น ได้ยินอะไรบางเรื่อง ที่จะทำให้เธอตระหนักได้เสียทีว่าเธอมันไร้ราคา ไม่มีอะไรเทียบเคียงฉันได้แม้แต่นิด"
หญิงก้อยสะบัดออกไป สาลินยืนซึม
สาลินเดินมาใกล้โต๊ะอาหารของชายรอง มีบังตาคั่นโต๊ะอยู่
"ในเมื่อคุณรองต้องทูลเด็จป้าเรื่องของเราภายในสามวัน เราก็ประกาศแต่งงานกันให้เร็วที่สุดเลย ดีไหมคะ "
"แล้วหญิงคิดว่า เร็วที่สุดคือเมื่อไหร่ดี"
"อีกสองเดือนดีไหม"
ชายรองเสียงสูง
"อีกสองเดือน"
"เร็วไปเหรอคะ"
"ใครบอก อีกตั้งสองเดือน ทำไมเราไม่แต่ง วันนี้ พรุ่งนี้ไปเลยล่ะครับ"
หญิงก้อยหัวเราะระรื่น
"คุณชายนี่เซี้ยวใหญ่แล้ว ให้หญิงเตรียมตัวบ้างซีคะ"
"ก็ได้ครับ งั้นอีกสองเดือนเราแต่งงานกัน แต่หญิงรับได้นะครับที่ผมไม่ใช่คนโปรดของเสด็จป้าแล้ว"
"หญิงรักคุณที่ตัวคุณรอง ที่จิตใจของคุณ เรื่องอื่นไม่สำคัญหรอกค่ะ"
"ชื่นใจจริงๆ"
ชายรองกุมมือหญิงก้อยไว้ นางชูแหวนพลอยและสร้อยข้อมือเพชรล้อมมุกอย่างแสนปลื้มปิติ
สาลินเหมือนโลกถล่มทลาย เดินน้ำตานองหน้าจากมาช้า ๆ
ในห้องทำงานวิรงรอง เย็นนั้น ม.ร.ว. เทพีแสงเพ็ญมองไปนอกกระจก สายตายังเคียดแค้น วิรงรอง จิตติน เลื่อมประภัส ฉัตรอาชา มองดูอยู่อย่างอึดอัด เคร่งเครียด
"ตกลง พริ้นเซสจะมีพระเสาวนีย์ให้พวกหม่อมฉันทำอะไรล่ะเพคะ"
หญิงก้อยหันมา
"ออกข่าวไปให้ทั่ว เอาให้สะเทือนไปให้หมด ไม่ว่าเด็จป้า นังแก่สองคนในวัง นังสะใภ้หน้าโง่ จนถึงนังบรรณารักษ์ศักดิ์ต่ำนั่น"
จิตตินถาม "จะลงข่าวว่ายังไงครับคุณหญิง"
"ลงไปว่า.....ฉันกับคุณรองจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ในอีกสองเดือนข้างหน้า"
ทุกคนตะลึงงัน
"ลงเป็นสกู๊ปให้ชัด ๆ นะ ข่าวนี้มันจะสะเทือนเลื่อนลั่น เหมือนฟ้าถล่มดินทลาย ให้
มันกระเทือนตั้งแต่ในวังไปจนถึงปลายสวน ไม่ให้ใครเป็นสุขเลยสักคน"
คืนนั้น สาลินนอนร้องไห้กระซิกอยู่บนที่นอน แล้วลุกขึ้นเปิดไฟโคมหัวเตียง แล้วหยิบสมุดลายไทยมาเอาหมอนรอง แล้วนอนคว่ำลงเอาหมอนรองใต้คาง วางสมุดลงเขียนนิยาย เล่ม “สายลมแห่งรัก” เขียนไปได้หน่อยก็ร้องไห้สั่งน้ำมูก
หยิบผ้าเช็ดหน้าของกิตติที่ซ่อนไว้ใต้หมอนมากำไว้ ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 14 (ต่อ)
เย็นวันต่อมา ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์ลงจากรถแถวแยกร้านเสียโป มองเข้าไปในร้าน ชะงักเพราะสาลินนั่งกินข้าวอยู่กัชายเล็กในชุดหมี ท่าทางทั้งคู่ดูซึม ๆ ไม่สดใสอย่างที่เคย ชายเล็กยังหันหลังให้กิชายรอง
"เจ้าพลอีกแล้ว"
ชายเล็กลุกขึ้นหันหน้ามาเห็นชัด กิตติอึ้งไป
"อ้าว....เจ้าเล็ก"
ชายเล็กออกจากร้านไปอีกทาง ชายรองตรงเข้าร้านทันที สาลินนั่งเหม่ออยู่ลำพัง
"อะแฮ่ม"
"คุณชาย"
สาลินเผลอยิ้มออกมา แล้วรีบเปลี่ยนเป็นเย็นชา เศร้า ๆ
"มาทานข้าวเสียโปเหรอคะ"
"จะให้ฉันทานกับเธอไหมล่ะ หรือว่าจะทานแต่กับเจ้าเล็ก"
"เจ้าเล็กไหนคะ ฉันทานอยู่กับคุณพล"
"เฮ้อ....เธอทานกับทั้งสองคนใช่ไหม บอกมาตามตรงเถอะน่า อ้อ หรืออาจจะมีนายอัศนีย์มาทานด้วยอีกคน"
"นี่....ถ้าจะมาหาเรื่องก็เชิญกลับไปเถอะค่ะ เพราะฉันจะกลับแล้วเหมือนกัน"
"เดี๋ยวฉันไปส่ง มีเรื่องอยากจะคุยด้วย"
"ไม่ต้องค่ะ คุณรีบกลับไปหาคุณหญิงของคุณเถอะ"
"ฉันจะคุยกับเธอเรื่องนี้แหละ"
"ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ และตอนนี้มีคนอาสาไปส่งฉันแล้ว"
"ใคร"
"ดูเอาเองก็แล้วกันค่ะ มาโน่นแล้ว "
สาลินวิ่งออกจากร้าน รถกระบะแล่นมารับสาลิน ชายรองหลบอยู่ในร้าน แอบมอง
มา เห็นรถกระบะแล่นจากไป ชายเล็กไม่เห็น ชายรองหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมาทันที
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพล ในบทบาท "นายพล" และ สาลินนั่งกันอยู่ที่ท่าน้ำ ต่างคนต่างสีหน้าอมทุกข์ มองเหม่อไปคนละทิศ มีทั้งขนมและโอเลี้ยงคนละแก้ว
ใต้ถุนบ้านเขียว ตา ยาย ยายพิณแอบมองอยู่
"นั่งนิ่ง ๆ อยู่อย่างนี้มาสิบนาทีแล้วนะ" ยายบอก
ทั้งคู่ถอนหายใจเฮือกออกมาพร้อมกัน ถึงได้เริ่มรู้สึกตัว
"เป็นไรรึเปล่าครับคุณสา เห็นคุณเหม่อแล้วถอนใจหลายหนแล้ว"
"ฉันกำลังจะถามคุณเหมือนกัน"
"ผมมีเรื่องวุ่น ๆ ที่วังนิดหน่อยน่ะครับ"
"ที่วัง ? วังวุฒิเวสม์น่ะเหรอคะ"
"เออ....ครับ เรื่องของเจ้าคุณชายรองนั่นแหละครับ คุณชายเล็กเพื่อนผมก็เลยหัวปั่นไปด้วย"
"เออ ใช่ซีนะ วันนั้นคุณไปวังวุฒิเวสม์พอดีนี่ ฉันเห็นรถคุณจอดหราอยู่"
ชายเล็กสะดุ้งเฮือก
"หรือฮะ"
"คุณไปหาอีตาคุณชายเล็กหรือ"
"ก็...คล้าย ๆ อย่างงั้นแหละฮะ แล้วคุณล่ะ กลุ้มใจอะไร"
"ฉันสงสารพี่ศรี พี่ศรีต้องอกหักอยู่อย่างนี้ อีกไม่กี่วันเขาคงประกาศข่าวแต่งงานกันแล้ว"
"ดูเผิน ๆ เหมือนคุณ...อกหักซะเอง"
สาลินสะดุ้งบ้าง หลบตา ชายเล็กซึมไปเมื่อนึกถึงศรีจิตราที่ยังรักพี่ชายเขาอยู่ และนึกถึง สาลินที่คงรักพี่ชายเขาเช่นกัน ตัดใจแล้วตัดสินใจพูด
"คุณสาครับ ถ้าผม ผม เออ มาสารภาพรักกับคุณ คุณจะคิดว่ายังไง"
"รักฉัน"
"ครับ"
"งั้น.....ฉันก็จะรักคุณตอบไง"
ชายเล็กยิ้มกว้าง
"รัก....ให้คุณเป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนรัก เป็นพี่ชายที่แสนดีของฉัน"
" โธ่.....ผมเป็นได้แค่เพื่อนหรือพี่ชายเท่านั้นเหรอครับ"
"ความรักฉันเพื่อนนี่แหละเยือกเย็น มั่นคง ยั่งยืน และไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวด"
สาลินมีแววเศร้าพลุ่งขึ้น ชายเล็กก็พอเดาได้
"คุณสา คุณพูดยังกะคุณกำลังเจ็ดปวดกับความรักอย่างงั้นแหละ"
"ฉันจะไปกล้ารักใคร แค่เห็นพี่ศรีรักเขาข้างเดียว ก็เจ็บแทนแล้ว"
ชายเล็กอึ้งบ้าง หน้าหมองลง
"นี่คุณเป็นอะไรไป อย่าบอกนะว่า ฉันให้คุณเป็นเพื่อนคุณเลยอกหัก"
"เปล่าฮะ ผมแค่โล่งใจอะไรบางอย่าง"
"เราสองคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป เสียดายไม่มีสุราสาบาน"
"เอากาแฟก็แล้วกันฮะ"
ทั้งคู่ยกแก้วโอเลี้ยง กรีดนิ้วออกคล้ายจับจอกเหล้าในหนังกำลังภายใน
"พล ไต้เฮียบ (สุภาพบุรุษ) เชิญ"
"สา โกวเนี้ย (คุณหนู) เชิญ"
ทั้งคู่กระดกโอเลี้ยงดื่ม
"มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน"
"ให้อภัยเพื่อนทุกครั้งที่ทำผิด"
พร้อมกัน "ฮ่อ"
กลุ่มตายายที่มองอยู่
"อ้าว ซดโอเลี้ยงกันเสียแล้ว" ตาบอก
"แน่แล้วค่ะ คุณพลไม่ใช่เนื้อคู่ กระดูกคู่หรอกค่ะ" พิณบอก
"แกแน่ใจเหรอยายพิณ" ยายถาม
"แน่เสียยิ่งกว่าแช่แป้งอีกค่ะคุณยาย"
ตา ยายพร้อมที่จะเชื่อ พลอยโล่งอกกันทั้งคู่
ชบาทิพย์ตาเบิกโพลง จนขนตาปลอมบนเกือบหลุด
เมื่อรถของชายเล็กแล่นเข้าปั๊มมาเติมน้ำมัน รถเก่าแนวรถกระบะ ซึ่งยืมจากจากสมชาย เขายังซึม ๆ ต่อเนื่องจากบ้านสวนเมื่อกี้
"พี่พลมา"
ชบาทิพย์ลุกพรวดไปเกาะประตูกระจก พุดซ้อนเงยหน้าจากลูกคิดที่โต๊ะรับเงิน ทำหน้าขยะแขยง
"หนูชบาขา แม่เตือนลูกหลายหนแล้วนะคะ ว่าเราน่ะ เป็นผู้มีตระกูลสูง ร่ำรวย เป็นพฤหัสสับบอดี"
"เขาเรียกคหปัตนีแม่"
"เออ นั่นแหละ เราเป็นของสูงอย่าไปเกลือกกลั้วมัวหมองกับคนชั้นต่ำ"
ชายเล็กก้าวลงจากรถ
"แล้วนี่ครับเอกสารเอามาให้นายแม่เซ็น"
ชบาทิพย์รีบจัดการเติมน้ำมันให้ พุดซ้อนรับเอกสารมาเซ็น
"อ้อ....นี่ คงมาส่งแม่สาลินเขาซีท่า"
"ขอรับ ผมจะกลับบ้านแล้ว"
"คราวนี้กลับเร็วเนอะ ไง ไม่อยู่พี้รี้พิไรเหมือนอย่างเคย" พุดซ้อนถาม
"ครับ วันนี้เขาไม่ให้อยู่นาน"
"ว่าแล้วไหมล่ะ ตอนนี้น่ะเขามีที่หมายใหม่แล้ว แกน่ะมันยาจก ต่ำต้อยด้อยค่าราคาถูก ต้องเจียมตัวเจียมใจไว้"
"ขอรับกระผม คุณนายแม่"
พุดซ้อนยิ้มแล้วถลึงตาว่าอย่ามาทะลึ่ง แต่ชบาทิพย์เอียงอาย
"คนนึงน่ะ เขาเป็นมอรอวอ เป็นลูกท่านหลานเธอ ขับรถคันยาวยังกะเรือหาง วันนั้นน่ะมาส่งกันตอนเย็น ๆ ลมโชย ๆ จับมือถือถันกันเลย"
ชายเล็กสะดุ้งเฮือก ชบาทิพย์สะกิดแม่
"แค่ถือแขนจ๊ะ แม่"
"นั่นแหละ จับมือถือแขนคลอเคลียกัน ต๊าย พี่เขย น้องเมียกันแท้ ๆ ยังทำได้ นั่นแค่ที่หมายแรก มีอยู่คืนนึง นั่งชูคอมากับที่หมายคนที่สอง เป็นเศรษฐีใหญ่ หล่อเฟี้ยว หรูเฟ่ ยาวใหญ่กว่าของ มอรอวอ เยอะ"
"หา...หมายถึงอะไรครับ"
"รถ โน่น....หายกันเข้าไปในสวนเป็นนานสองนาน เจออีกที สลบไสลไม่ได้สติ อีบักอีโรย นอนแผ่หรา ร้อนถึงฉันกับลูกชบาต้องจับแก้ผ้า"
"แม่....ล้างตัวให้เฉย ๆ แต่ชบาไม่เห็นอะไรเลยนะคะ"
"หนูชบา จำไว้นะลูก เกิดเป็นหญิงต้องรักนวลสงวนเนื้อ พวกผู้ชายน่ะได้คืบจะเอากิโล ตอนแรกก็จับมือ เผลอแผล็บเดียวก็จาบจ้วงล้วงเข้าลึก"
ชบาทิพย์ผวา ชายเล็กทำตาปริบๆ
"เผลอแผล็บเดียว ก็อีลุ๊บตุ๊บ...ป่อง!"
"แม่ !"
" แกเองก็เหมือนกัน วันนั้นฉันไปเก็บลึง เอ้ย เก็บตำลึง เห็นแกจับมือถือแขนพี่สาวชาววังของยายสาอยู่ ใจคอน่ะ แกจะเป็นพระยาเทครัว ฟาดพี่ขยี้น้องเชียวหรือยะ"
ชายเล็กผวาอ้าปากค้าง
คืนนั้น นมย้อยถือของว่างเดินมากับนมชมพู เห็นชายเล็กนั่งอยู่ที่สนามข้างเทอเรซ กำลังวางแผ่นเสียงลงบนเครื่องเล่นแล้วเลื่อนเข็ม เสียงเพลงเต้นรำวิเวกหวานดัง นมย้อยวางถาดของว่างลง ชายเล็กดึงนมย้อยมาแล้วพาเต้นรำไป รอบ ๆ นมย้อยร้องวุ้ยว้ายแต่เต้นได้
"วุ้ย คุณเล็ก เกิดอะไรขึ้นคะ"
ชายเล็กระรื่น
"ผมอกหักน่ะนม"
"หา ! อย่ามาพูดเล่นเลยค่ะ อกหักอะไรคะ หน้างี้บานแปดกลีบสิบสองกลีบ"
"โธ่ จริง ๆ นะฮะ วันนี้ผมไปสารภาพรักกับสาว เขาปฏิเสธ บอกว่ารักผมอย่างเพื่อน"
"ฮึ ทำไมคะ ทำไมเขาไม่รักคุณเล็ก"
"ก็เพราะเขารักคนอื่นหมดหัวใจอยู่แล้วน่ะซีฮะ"
นมย้อยทำตาค้อนหยุดเต้น
"ฮึ งั้นแม่คนนี้เหมือนไก่ได้พลอย"
"เพราะเขามีเพชรอยู่ในมือแล้วต่างหากฮะ"
"ฮึ ใครกันจะมาเลอเลิศอะไรปานนั้น"
รถ ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์แล่นมาจอดหน้าตึกพอดี บรรดานางข้าหลวงมารับกระเป๋า
"คุณรองกลับมาพอดีค่ะ"
ชายเล็กมองไปที่พี่ชาย ที่ยังสาละวนอยู่ข้างรถ แล้วพูดเชิงรำพึง
"จริงนะนม รายนั้นน่ะเจ้าชายในฝัน ใคร ๆ ก็รักเขา ผมเทียบอะไรกับเขาไม่ได้ซักอย่าง"
"นี่คุณเล็กอกหักจริง ๆ หรือคะ"
"ผมชอบเขามากนะนม ชอบจนคิดว่ารัก แต่วันนี้แหละที่ผมแน่ใจ ว่ารักกับชอบมันคนละเรื่องกัน"
"แล้วคุณเล็กรักใครจริง ๆ เข้าหรือยังล่ะคะ"
"ฮะ แค่กลัวแต่ว่า จะรักเขาข้างเดียวเท่านั้นเอง"
ชายรองเดินจะเข้าตึก เห็นน้องชายเลยเดินลัดสนามมาหา
"ไง เจ้าเล็ก เพิ่งมาจากเมืองนนท์เหรอ"
"หา...ทำไมพี่รองรู้"
นมย้อยมองทั้งคู่
"ฉันเห็นแกไปส่งสาลินน่ะซี"
ชายเล็กสะดุ้ง นมย้อยพอจะนึกอะไรออกบางอย่าง อมยิ้ม
"นมไปเตรียมมื้อค่ำให้นะคะ"
นมย้อยกลับตึกไป
"ตกลงทั้งแก ทั้งเจ้าพล รุมจีบเจ้าหล่อนงั้นซี"
"พี่จะมาสนใจอะไรล่ะครับ ตอนนี้พี่เองก็ทิ้งคุณสา หันไปหายายก้อยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมก็ต้องทำคะแนนของผมบ้าง"
ชายรองยิ่งหงุดหงิด
"ขอให้ชนะเจ้าพลมันก็แล้วกัน"
ชายรองกลับเข้าตึก ชายเล็กที่ยิ้มหยัน ๆ อยู่เจื่อน สลดลงทันที ถอนใจ
"ผมแพ้แล้วครับ แพ้อย่างหมดรูปเลยละ คนที่ชนะคือพี่ต่างหาก"
รุ่งขึ้น ตานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ร้องเอะอะ
"นี่คุณ มาอ่านนี่เร้ว"
ยายเข้ามาอ่าน พร้อมยายพิณ ตาผล
"ว้าย ตายแล้ว แล้วแม่ศรีของฉันจะทำยังไง"
"โธ่ คุณศรี คุณศรีกลายเป็นหม้ายขันหมากเหรอคะ" พิณว่า
ในห้องอาหารตำหนักเล็ก นมย้อยกำลังอ่านข่าว หม่อมอำพันทานของเช้ากับลูกชายคนโตและคนเล็กน้อม เจียมปรนนิบัติอยู่ จรวยเลี้ยงตาตุ้มอยู่ที่โซฟายาวหน้าทีวี ม.ร.ว.วดิเรกราชวิทย์อ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย ชะงักไป
"หม่อมครับ อ่านข่าวรึยังแม่ ทุกคนเข้ามารุมอ่าน จรวยชะเง้อมอง
"เรื่องใหญ่แล้ว นายรองอยู่ไหน ไปตามมาซิ"
สองพี่น้องหน้าเครียด จรวยรีบลุกมาอ่านข่าวแล้วแอบยิ้ม
สาลินเพิ่งมาถึงห้องสมุดพบว่า บราลี ลลิตา จิตริณี แว่น กำลังสุมหัวอ่านข่าวคอลัมน์วิรงรองอยู่
"ลินซี่ เห็นข่าวรึยัง" บราลีถาม
สาลินเข้ามาดู ไม่แปลกใจอะไรนัก แต่สีหน้าหดหู่
"ไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลยเหรอ"
"จะให้รู้สึกอะไร เขารักกันมานาน สมควรที่จะแต่งงานกันแล้ว"
สาลินเสียงเครือ
"แล้วที่เขามารับมาส่งเธอ.." บราลีถาม
จิตริณีห้ามบราลีไม่ให้พูดต่อ สาลินเลี่ยงไป หลบหน้าทุกคนเพราะน้ำตาคลอหน่วยเต็มที สาลินเดินแยกออกมา ทุกคนเศร้าใจ
สอางค์เดินมากับสร้อยตรงมายังเก้าอี้โซฟา บนโต๊ะกาแฟวางน้ำชา กาแฟ ของกินเช้า มาลากับศรีจิตราช่วยกันจัดอาหาร ศรีจิตราอ่านข่าวอยู่มุมหนึ่ง
"นี่วันที่สามแล้วนะคะคุณพี่ ที่คุณรองจะต้องให้คำตอบเสด็จเรื่องแม่หญิงก้อย" สร้อยว่า
"นั่นซี ฉันใจคอไม่ดีเลย"
ทั้งสองเหลือบไปมองศรีจิตราที่อุทานออกมาพอดี
"โธ่ แม่สา"
"มีอะไรแม่ศรี
ทั้งหมดกรูมาดูข่าว
"ว้าย คุณรองให้คำตอบแล้วค่ะคุณแม่บ้าน" มาลาบอก
สร้อยอ่าน
"น่ายินดีด้วยจริง ๆ คุณหญิงเทพีเพ็ญแสงกับคุณชายกิตติราชนรินทร์ พร้อมจะเข้าพิธีวิวาห์ในอีกสองเดือนข้างหน้า"
ภาพข่าวหญิงก้อยกำลังเต้นรำกับชายรองในผับ หลายอริยาบท หวานชื่น
สอางค์เรอดังเอิ้กแล้วเซ มาลา วรรณา ศรีจิตราร้องวี้ดว้ายช่วยประคองลงนั่ง
"ว้าย คุณพี่ ยาดมเร็ว ยาดม"
วรรณาคว้าขวดยาดมมาทันที เอาจ่อจมูกสอางค์ สอางค์ผวาลืมตา
"โธ่เอ๋ย แม่ศรี ฮือ ต้องเป็นม่ายขันหมากเหมือนป้า เร็ว.....เอาหนังสือพิมพ์ไปซ่อนก่อน อย่าให้ทรงทอดเนตรได้นะยะ"
"คราวนี้จะเอาไปแช่น้ำ ไปเผา หรือไปขุดหลุมฝังคะ"
"ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องปิดบังอะไรทั้งนั้น"
เสด็จทรงก้าวเข้ามา ทุกคนร้องอุทาน สร้อย สอางค์ ศรีจิตราลดตัวลงจากโซฟา
เสด็จประทับลงบนโซฟา ตรัสสุรเสียงแข็งกระด้าง
"ไปตามกิตติราชนรินทร์มาพบฉันเดี๋ยวนี้"
ทุกคนอกสั่นขวัญหาย
ที่หน้าห้องทรงพระสำราญ เห็นนางข้าหลวงทุกวัยคุกเข่ากันขนัดแน่น ซุบซิบกันล่อกแล่ก วรรณา สอางค์ สร้อย ศรีจิตรานั่งกันเงียบงัน
หม่อมอำพันเดินมากับนมย้อย ชายเล็ก ชายโต จรวยตามมา
"คุณแม่บ้าน ยังไงกันคะ"
"โธ่ ยังไม่ทราบค่ะ หม่อม"
อำพันทรุดนั่ง นมย้อยเข้ากุมมือศรีจิตรา
"โธ่เอ๋ย คุณศรี"
ครู่เดียวมาลาเข้ามา หน้าซีดเผือด
"เสด็จทรงมีรับสั่งให้ทุกคนเข้าเฝ้าได้แล้วค่ะ"
ห้องทรงพระสำราญดูทะมึน เสด็จประทับนั่งบนโซฟาพนักสูง กิชายรองนั่งพับเพียบที่เบื้องพระพักตร์ สร้อย สอางค์ ศรีจิตรานั่งเรียงอยู่ด้านหนึ่ง มาลา วรรณานั่งขนาบโซฟา ย้อย อำพัน ชายโต ชายเล็ก จรวยนั่งอยู่เบื้องหลังชายรอง ทางด้านหลังนางข้าหลวงหมดวังนั่งกันสลอนราวท้องพระโรงอียิปต์
เสด็จเสียงเย็นชา
"เธอลองตอบให้ฉันฟังอีกครั้งซิ กิตติราชนรินทร์ ตอบฉันต่อหน้าทุกคน"
"สิ่งที่เกล้าทำลงไป เพราะเกล้าไม่ต้องการถูกบังคับพะยะค่ะ"
"ที่ฉันหาคู่ครองที่เหมาะสมให้เธอ เธอคิดว่าฉันบังคับเธองั้นเหรอ"
"เกล้าขอประทานอภัยที่จะต้องทูลตามความรู้สึกแท้จริงของเกล้า ใช่ พะย่ะค่ะ"
ทั้งหมดอุทานเบา ๆ พร้อมกัน
"ความรักไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับหรือกะเกณฑ์กันได้ เกล้าขอทำตามที่หัวใจเรียกร้อง ไม่ขอถูกบังคับอีกต่อพะยะค่ะ"
"อย่างนั้นหรือ งั้นสิ่งที่ฉันทำต่อไปนี้ ฉันก็ถูกบังคับให้กระทำเช่นกัน"
เสด็จพลันประทับยืนก้าวล้ำมา มองชายรองอย่างกริ้วจัด สุรเสียงแข็งกระด้างเย็นชา
"คนที่ฉันรักราวลูกในไส้ คนที่ฉันเลี้ยงมาด้วยมือ คนที่กินข้าวแดงแกงร้อนของฉัน กลับทรยศต่อฉันได้ถึงเพียงนี้"
ชายรองมองเสด็จแล้วก้มหน้าลง
สร้อยหน้าเบี้ยว สอางค์จะเป็นลม อำพันยกมือปิดปาก
นมย้อยน้ำตาไหลพราก จรวยแอบยิ้มตาวาว น้องชายและพี่ชายหน้าเครียด มาลา วรรณา นางข้าหลวงทั้งวังเริ่มเบะ มีเพียงศรีจิตราที่สงบนิ่ง
"ดังนั้นนับต่อแต่นี้ เธอไม่ใช่หนึ่งในวุฒิวงศ์ ไม่ใช่ทายาทของแผ่นดินวุฒิเวสม์ ไม่ใช่แม้กระทั่งหลานของฉัน"
ชายรองก้มหน้า น้ำตาร่วงกับพื้น
"เด็จป้า"
นมย้อยเป็นลมซบบชายเล็ก อำพันร้องไห้ซบกับชายโต สอางค์ลมขึ้น สร้อยเอายาดมให้พลางกระพือพัด ศรีจิตรามองแล้วนิ่ง
เสด็จเสียงเครือ น้ำตารื้นเช่นกัน
"ชื่อกิตติราชนรินทร์จะถูกลบออกจากพินัยกรรม จะไม่ถูกกล่าวถึงในวังวุฒิเวสม์ ชื่อนี้จะเป็นชื่อที่ถูกลืมและลบจากความทรงจำของทุกคนตลอดไป"
ชายรองสะอื้นก้มหน้าลง ศรีจิตรานิ่งสงบ คนอื่นๆทรุดลงไปอีก จรวยเหลียวซ้ายแลขวาแล้วรีบทำเนียนสะอื้นบ้าง
เสด็จหมุนขวับกลับไปยังโซฟาจับพนักไว้ พระองค์สั่นอย่างสะเทือนใจ ทำท่าจะเซ
"เด็จป้า"
ชายเล็กและชายโตเข้าประคองเสด็จ ประคองให้ลงนั่ง พระเนตรไหลพรากอาบพักตร์ เอี้ยวพระองค์ผินข้างให้ชายรอง ชายเล็กกับชายโตถอยออกมา ลงนั่งข้างชายรอง อำพันและสอางค์ถลาไปเกาะพระบาท
"ทรงโปรดเถอะเพคะ"
"อย่าทรงทำแบบนี้เลยเพคะ" สอางค์บอก
"นี่คือบทเรียนของคนที่ทรยศฉัน ออกไปให้พ้นหน้าฉัน ตอนนี้ฉันอยากอยู่คนเดียว ออกไปทุกคน"
ชายรองกราบลงกับพื้นแล้วถอยมาหลายก้าว ศรีจิตรามอง ชายรองสบตา ศรีจิตราก้มศีรษะให้ ชายรองก้มศีรษะตอบ แล้วหมุนกายจากไป
นางทั้งมวลร้องไห้กันระงม จรวยแกล้งร้องตามด้วย
เสด็จประทับนิ่ง ทุกคนกราบลงพร้อมกัน แล้วค่อย ๆ คลานออก มาลา วรรณาร้องไห้กระซิก ช่วยกันประคองสอางค์ออก ชายเล็กประคองนมย้อย ชายโตประคองอำพัน ศรีจิตราประคองสร้อย ทะยอยกันออกไปทีละคู่
เสด็จประทับอยู่ลำพัง ร้องไห้สะอื้น
ที่หน้าตำหนัก รถนายยอดจอดรออยู่ กระโปรงท้ายเปิดไว้ ยอด เจียม น้อม นางข้าหลวงเดินเซเช็ดน้ำตา ขนกระเป๋าเสื้อผ้า กล่องใส่ของใช้ มาใส่รถ
สามพี่น้อง อำพัน นมย้อย จรวยเดินออกจากตัวตำหนัก อำพันจับมือชายรอง นมย้อยซับน้ำตา เจียมกับน้อมเกาะกันร้องไห้ ชายโตหน้าหมองห่วงน้อง จรวยทำเศร้าสุดความสามารถ
"โธ่เอ๋ย ชายรอง แล้วนี่จะไปอยู่ที่ไหน"
"ผมคงไปอยู่ที่ร้านก่อนนะฮะ แล้วไว้ค่อยขยับขยายวันหลัง"
"ไปอยู่บ้านเช่าที่บางกะปิก่อนดีไหมลูก ฝรั่งมันจะย้ายออกพอดี"
"ไม่ต้องหรอกฮะ นม อย่าร้องไห้เลยครับ ผมไม่เป็นอะไร"
"แต่นมใจจะขาดแล้วค่ะ คุณชาย" ย้อยบอก
"พรุ่งนี้ฉันจะไปหานายที่ร้าน โธ่เอ๋ย ทำไมถึงเป็นอย่างนี้นะ" ชายโตบอก
"ขอบคุณครับพี่โต"
"ไม่ต้องห่วงครับพี่รอง เดี๋ยวเด็จป้าหายกริ้ว ก็ทรงยอมให้พี่กลับมาเองล่ะ"
ชายรองพยักหน้า
"ผมไปล่ะครับ หม่อมแม่ นม พี่โต นายเล็ก ฉันไปนะทุกคน ดูแลหม่อมแม่ด้วย"
ชายรองไหว้ลา ผู้ใหญ่รับไหว้ พวกบ่าวไพร่ลงกราบ แล้วก้าวขึ้นรถ นายยอดขับออก รถแล่นไป
"เพราะนังหญิงก้อยร้อยมารยานั่นทีเดียว" อำพันบอก
"คุณชายก็ไม่ควรเลยค่ะ" ย้อยว่า
"ผมไม่คิดว่าเด็จป้าจะกริ้วขนาดนี้" ชายโตบอก
"ฮึ ก็สมใจเธอแล้วไม่ใช่หรือ"
"โธ่ ไม่จริงนะฮะหม่อมแม่ นายรองน่ะน้องผมนะครับ"
จรวยแหงนดูห้องกิตติ เผลอยิ้ม
"เอ๊ะ จรวย มองห้องพี่รองแล้วยิ้มทำไม"
อำพัน นมย้อย ดิเรก ยายน้อม เจียม หันขวับมามองจรวยตาเขียว จรวยเลิ่กลั่กนิดหนึ่งแล้วชี้ชวน
"ดูนกเขาขันคูค่ะ อยู่กันสามตัว พ่อแม่ลูก"
"เฮอะ" ย้อยว่า
"แกไม่ต้องมามุสา ฉันน่ะเซียนไพ่ มองหน้าแกปร๊าดเดียวก็รู้"
"ห้องนายรองก็ต้องเก็บไว้ให้นายรองคนเดียว"
จรวยอ้าปากค้าง ดิเรกกลับเข้าตึก อำพันมองเหยียดหยาม
"ฮึ นังไส้ศึก นังเจียม แม่น้อม โทรติดต่อขา"
"ขา...ขาใครคะหม่อม"
"ก็ขาไพ่นะซียะ โทรบอกว่าพรุ่งนี้บ่อนปิด...ไปนม"
อำพัน นมย้อยสะบัดไป เจียม น้อมค้อนจรวยกลับไปพร้อมนางข้าหลวงทั้งหมด จรวยแสยะใส่ทุกคน แล้วยิ้มออกมา
"ถูกเฉดหัวไปคนเดียว โล่งอก"
ศรีจิตรานั่งอยู่ในซุ้มกุหลาบ มีผ้าคลุมไหล่ขาวทำให้ดูซีดเซียว ชายเล็กมองดูอยู่ไกล ๆ
"ยายสา ถ้ารู้เรื่องจะเป็นยังไงนะ"
ศรีจิตราถอนใจ หน้าเศร้า ชายเล็กเดินขึ้นมาเห็นพอดี พลางนึก
" โธ่เอ๋ย คุณศรี หน้าซีดหน้าเซียว" แล้วพูดปลอบ "คุณศรีอย่าห่วงเลยฮะ เด็จป้ารักพี่รองมาก อีกไม่นานก็หายกริ้วฮะ"
"แต่มันเหมือนว่า ดิฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณชายรองต้องออกจากวัง"
"ไม่จริงนะฮะ เพราะต่อให้ไม่มีคุณศรี เด็จป้าก็ไม่มีวันโปรดให้พี่รองแต่งกับผู้หญิงจิตใจโลเลแบบนี้เป็นอันขาด ไม่มีผู้ชายที่ไหนชอบผู้หญิงแบบนั้นหรอกนะครับ"
"แล้วคุณชายล่ะคะ ชอบผู้หญิงแบบไหน"
ชายเล็กอึ้งไปนิด มองศรีจิตรา
"ชอบผู้หญิงที่จิตใจมั่นคง รักใครแล้วไม่มีวันเสื่อมคลายน่ะซีฮะ เพียงแต่ ถ้าเขามีคนอื่นแล้ว ผมก็ได้แต่รอให้เขามองผมบ้าง"
ศรีจิตราคิด "โธ่เอ๋ย คุณชาย ยายสาคงไม่มองคนอื่นหรอกค่ะ" แล้วถาม "หมู่นี้คุณชายเจอยายสาบ้างไหมคะ"
"เออ ก็เจอบ้างนะฮะ ทำไมหรือฮะ"
ศรีจิตรายิ้ม
"ไปเจอพร้อมคุณพลรึเปล่าคะ"
"ทำนองนั้นล่ะครับ"
"แปลกจัง ทำไมยายสาพูดถึงแต่คุณพล ไม่ยักพูดถึงคุณชายบ้างเลย"
ชายเล็กเก้อไป ตอบไม่ถูก
"ผมคงไม่เป็นที่สนใจของคุณสาล่ะมังครับ เขาสนแต่เจ้าพล"
"อยากเห็นหน้าคุณพลจัง เห็นว่ามาในงานวันประสูติด้วย ยังเต้นรำกับยายสาเลยค่ะ เอ หรือว่าดิฉันเคยเห็นหน้าเขาแล้ว"
ชายเล็กหลบสายตา
"เขาคงมีนิสัยซน ๆ แบบคุณชายนะคะ"
"ยังไงครับ"
"ก็ชอบปลอมตัวเป็นคนนั้นคนนี้ หลอกคนไปเรื่อยน่ะซีคะ"
ศรีจิตรามองจ้อง ยิ้มเหมือนรู้เป็นนัย ๆ ชายเล็กยิ้มตอบ แต่เจื่อนเต็มที
จบตอนที่ 14
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: อ่านนิยาย-ละครเรื่อง สะใภ้จ้าว(mgronline.com)
«
Reply #14 on:
02 August 2026, 22:05:52 »
https://mgronline.com/drama/detail/9580000125937
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 15
เผยแพร่: 13 พ.ย. 2558 09:01 ปรับปรุง: 21 พ.ย. 2558 00:50 โดย: MGR Online
.
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 15
วันต่อมา ที่โถงห้องสมุดมีการเตรียมงานวันอุทิศหนังสือ
มีการจัดบอร์ดนิทรรศการ สาลิน บราลี ลลิตา แว่นต่างช่วยกันติดภาพที่บอร์ด แว่นหยิบหนังสือขึ้นมาจากกองเล่มหนึ่ง เปิดดูแล้วมองมือสั่น หน้าแดง หอบหายใจแรง
สาลินถาม
"นายแว่นเป็นอะไร"
"ปละ เปล่าครับ"
"อ่านอะไรน่ะ"
ลลิตาจะดึงไปอ่าน แว่นรีบดึงกลับ
"ไม่มีอะไรครับ คุณเป็นผู้หญิงอย่าอ่านเลยครับ"
"ปล่อย นายแว่น" บราลีว่า
สามสาวรุมอ่านทันที
ในเล่ม เป็นรูปวาดอัศจรรย์ แขกโบราณ จูบปากกอดรัดกันนัวเนีย บางภาพเป็นการร่วมเพศ /
"ว้าย ภาพโป๊แนวอัศจรรย์ ว้าย สลับหัว สลับหาง กลับล่าง บิดบน ว้ายจะเป็นลม" ลลิตาว่า
"ใครเอามาบริจาคนะเนี่ย เอาไปทิ้งเถอะ" บราลีบอก
"อย่าทิ้งครับ ขอผม"
"เอาทำอะไร" ลลิตาถาม
"ไว้ทำตาม เอ๊ย....เอาไปศึกษาน่ะครับ"
"เดี๋ยวขอฉันศึกษาก่อน"
สามสามรุมกันดูอีกครั้ง หัวเราะกันคิกคัก พลิกไปอีกหน้าทั้งสามทำหน้ายี้ เบือนหน้าหนีพร้อมกัน แต่แล้วพอทำใจได้ ก็หันมามองดูใหม่ เริ่มวิพากษ์วิจารณ์
"มันเป็นอย่างนี้เองเหรอ" สาลินบอก
"ก็ใช่น่ะซี"บราลีว่า
"น่ากลัวจัง ฉันไม่มีสามีแล้วล่ะชาตินี้"
ไนเจลหน้าเครียดโผล่มา
"นี่คุณสามคน จะทำงานหรือจะเล่นเพื่อน"
ทั้งสามหญิงสะดุ้ง
"ว้าย เล่นกะเพื่อนค่ะ ไม่ใช่เล่นเพื่อน"
"ไม่ต้องมาแก้ผ้า เอ๊ย แก้ภาษาให้ผม"
จิตริณีเดินตามมา ถือกล่องเน็คไทมาด้วย
"บอส ตกลงคุณจะรับของขวัญของฉันหรือจะไม่รับ"
"ไม่รับ เพราะคุณไม่ได้ซื้อให้ผม คุณซื้อให้มิสเตอร์ Ass ต่างหาก"
"ฉันซื้อมาให้คุณจริง ๆ ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันจะเอาไปโยนทิ้งทั้งกล่องเลยคอยดู"
"Up to you แล้วก็ทิ้ง กล่องดวงใจ ผมไปด้วย"
สี่สาวหนึ่งหนุ่มสะดุ้ง ร้องอุทานพร้อมกัน
"กล่องดวงใจ คุณหมายถึงอะไร"
"ก็หมายถึงหัวใจ ที่แตกสลายของผมน่ะซี เอ.....พูดตรง ๆ แล้ว ทำไมยังไม่รู้เรื่อง พวกคุณนี่แย่ ภาษาไทยไม่แตกฉานเอาเลย"
ไนเจลกระแทกเดินกลับไปโต๊ะทำงาน จิตริณีหงุดหงิดเต็มที ทั้งสี่สาวหนึ่งหนุ่มเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์ แว่นหยิบหนังสืออีโรติคมาด้วย
จิตริณีวางกล่องเน็คไทลงบนเคาน์เตอร์
"ฉันจะทำยังไงดีกับผู้ชายขี้งอน ขี้หึง ขี้โวยวาย แถมเป็นคนต่างชาติและเป็นนายฉันเสียด้วย"
"ใจเย็นค่ะคุณจินนี่ ว่าแต่จะเอาเนคไทนี่จะเอาไปทิ้งจริง ๆ เหรอคะ" บราลีบอก
"มีใครอยากได้บ้างล่ะคะ ฉันจะเอาไปบริจาค"
"ผมครับ"
"ค่ะ ฉันให้คุณ"
จิตริณีส่งให้แว่น ลลิตาดึงกลับมา
"แว่นไม่เกี่ยว เก็บไว้ก่อนค่ะ เวลาที่คืนดีกัน คุณจะได้ให้เขาอีกครั้ง คราวนี้แหละ เขาจะเห็นค่าทั้งของขวัญและตัวคุณเองอย่างไม่มีวันลืม"
"เหรอคะ เมื่อไหร่จะถึงวันนั้นล่ะ"
"ไม่ยากนะคะคุณจินนี่ บางครั้งทุกอย่างลงเอยได้ ด้วยจูบครั้งแรกค่ะ จูบให้วาบหวาม ซาบซ่าน สะท้านทรวง"
บราลีบอก
"แหม เห็นหนังสือโป๊เข้าแว่บเดียว รู้ดีขึ้นมาทันทีเลยนะ"
"ฉันจำมาจากหนังสือโว้กต่างหากล่ะคะ" สาลินบอก
"แล้ว.....จะจูบยังไงล่ะคะ ถึงจะซาบซ่าน สะท้านทรวง"
"จะแสดงให้ดูค่ะ"
"ต้องการผู้ร่วมแสดงไหมครับ" แว่นถาม
"นายแว่นไม่เกี่ยว เขาทำอย่างนี้ค่ะ เลียริมฝีปากให้ชุ่มฉ่ำ แล้วแหงนเงย เผยอริมฝีปากน้อย ๆ"
สาลินพูดไปก็ทำท่าไปด้วย จิตริณี ลลิตา บราลี แว่นอ้าปากค้าง เพราะเห็น ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์เดินเข้ามาพอดี สาลินยกมือขึ้นแตะชายหผมเบา ๆ แล้วหลับตาพริ้ม กมือทำท่าไมม์ ปากเผยอ แล้วหลับตาลง
เพื่อนๆ พยายามจะส่งสัญญาณเตือน แต่ไม่สำเร็จ
สาลินหลับตา มือยังยกค้าง ปากเผยอ ยวนยั่ว เขาเดินอ้อมมายืนตรงหน้า
"ง่ายจะตายค่ะ"
สาลินลืมตาขึ้น ชะงักกึก กิตติยืนอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด
"นี่เธอทำอะไรน่ะ"
สาลินหน้าแดงฉาน ตกตะลึง จิตริณี ลลิตา บราลี แว่นกลั้นหัวเราะ
ดวงตาชายรองมีแววขบขัน แต่พยายามระงับไว้
"เธอทำท่าจูบกับผู้ชายคนไหนเหรอ "
"ฉะ....ฉันเปล่า"
"แล้วเธอไปเอาท่าทางแบบนี้มาจากไหน"
"เล่มนี้มังครับ"
แว่นส่งหนังสือโป๊ให้ ชายรองเปิดอ่านดู แล้วหน้าแดง
"ฉันห้ามเธออ่านจันดารากับบันเทิงทศวาร แต่เธอกลับอ่านหนังสือที่มีภาพโจ๋งครึ่มแบบนี้เลยเหรอ"
สาลินพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
สาลินอับอายขายหน้า หน้าแดงฉาน ชายรองมองดูดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ สาลินเม้มปากเชิดหน้านิดนึง
"คุณมีธุระอะไรกับฉันคะ ฉันมีเวลาให้คุณ 5 นาที"
"ตั้งแต่คบหากับนักธุรกิจนี่ เดี๋ยวนี้พูดจาเป็นนักธุรกิจไปแล้วนะ"
สาลินเชิดขึ้นอีกนิด
"ฉันมาเรื่องบริจาคหนังสือ"
"อีกตั้งหลายวัน เดี๋ยวฉันจะให้ทางห้องสมุดส่งรถไปรับหนังสือที่วังค่ะ"
"ไม่ต้องหรอก ตอนนี้ฉันขนหนังสือมาไว้ที่ร้านแล้ว"
"ฉันจะใส่พระนามเสด็จกับชื่อคุณเป็นผู้บริจาคนะคะ"
ชายรองยิ้มขรึมๆ
"ใส่แค่พระนามเสด็จป้าเถอะ เพราะว่าตอนนี้ฉันไม่ใช่วุฒิวงศ์แล้ว"
สาลินงง
"คุณหมายความว่าอะไรคะ"
"ก็หมายความว่า เด็จป้าทรงเนรเทศฉันจากวุฒิเวสม์ ทรงประกาศตัดขาด ห้ามไม่ให้ฉันใช้สกุลวุฒิวงศ์อีก"
สาลินตาเบิกกว้าง คว้ามือ ชายรองอึ้ง เธอดึงเขาไปมุมหนึ่งที่พ้นตาผู้คน เขาหน้าวูบวาบแต่ข่มไว้
"โธ่.....เพราะเรื่องคุณกับคุณหญิงก้อยหรือคะ" ชายรองพยักหน้า "แล้วตอนนี้คุณเป็นยังไงบ้าง"
"ตอนนี้นะหรือ ตอนนี้ฉันรู้สึกแปลก ๆ"
"แปลกยังไงคะ"
"แปลกที่มีผู้หญิงมาจับมือถือแขนฉัน"
เธอชะงัก ปล่อยมือ ชายรองอมยิ้ม
"ฉันหมายความว่า แล้วคุณจะทำยังไง"
"ก็ไม่เห็นต้องทำอะไร ฉันแค่ถูกไล่ออกจากวุฒิเวสม์ ไม่ได้ถูกไล่ออกจากงานซักหน่อย ฉันยังมีเงินเดือน มีร้านผ้า แย่หน่อยที่ต้องยืมรถบุโรทั่งนายศุภรใช้"
สาลินส่ายหน้า ดวงตาทุกข์ร้อน
"โธ่ นี่คุณ นี่คุณต้องมารับเคราะห์หรือคะ"
"ยังไงฉันก็เป็นคนเดิม หน้าเดิม มีมือไม้แขนขาเหมือนเดิม อาจจะมีแต่เพียง....หัวใจที่เปลี่ยนไป"
สาลินร้อนใจจนไม่สังเกต
ที่บอร์ดหนึ่ง ลลิตา บราลี แว่น โผล่มาซุบซิบคิกคักกัน
"มีเพียงหัวใจที่เปลี่ยนไป" ลลิตาว่า
สาลินมองไปที่ทั้งสามคน ชายรองก็หันไปดูแวบหนึ่ง ทั้งสามรีบหดหัวหายไป
สาลินถอนใจ
"ไม่ได้นะ คุณเป็นผู้สืบสกุลวุฒิวงศ์ เป็นทายาทของวุฒิเวสม์ คุณเป็นเจ้าจะมาเป็นชาวบ้านได้ยังไง"
"ท่านพ่อฉันต่างหากที่เป็นเจ้า ฉันก็เป็นแค่ชาวบ้านคนหนึ่ง เธอเองก็เคยบอกหญิงก้อยว่าอย่างนี้ไม่ใช่หรือ"
"แล้วคุณหญิงล่ะคะ คุณหญิงว่ายังไง"
ในคอฟฟี่ช็อปหรู ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงตาเบิกกว้าง เอะอะ
"แล้วนี่หญิงจะเป็นยังไง บ้าที่สุด แล้วใครเขาจะว่ายังไง"
หญิงก้อยกับชายรองนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านในค่อนข้างเป็นส่วนตัว กิตติทำหน้าเฉย
"ใครเขาจะว่ายังไง หญิงแคร์ด้วยหรือ ปรกติผมไม่เคยเห็นหญิงแคร์อะไร"
"แต่เรื่องนี้หญิงแคร์ค่ะ รอบตัวเรามีแต่พวกปากหอยปากปู"
"ช่างปากเขาปะไร " ชายรองกุมมือ "ตอนนี้เรามีกันและกันอย่างที่หญิงต้องการแล้วไง เสด็จป้าจะมาทรงบีบบังคับอะไรเราไม่ได้แล้ว"
หญิงก้อยฝืนยิ้ม ค่อยดึงมือออก เมินไป ชายรองหน้าเฉย แต่ดวงตามีรอยยิ้ม
ต่อมา หญิงก้อยเดินเคียงกับชายรองมา
"รถคุณรองอยู่ไหนคะ"
ชายรองผายมือไปข้างตัว หญิงก้อยผงะถอย ยกมือปิดปากอย่างมีท่วงท่า
"นี่ไงหญิง"
ข้างกายเขามีรถเก่าปุปะผุพังอย่างน่าสังเวชจอดอยู่
"รถนายศุภร มันให้ผมยืมขับ"
"แล้วรถคุณรอง"
"นั่นรถของเด็จป้า ผมต้องถวายคืนฮะ"
"แล้วคุณรองจะให้หญิงไปรถบุโรทั่ง สัปปะรังเคนี่หรือคะ"
"หญิงรักผมที่ตัวผม ที่จิตใจผมไม่ใช่หรือ สิ่งนอกกายพวกนี้ หญิงไม่สนใจเลย หญิงเคยบอกไม่ใช่หรือฮะ"
ม.ร.ว. กิตติราชนรินทร์พูดเหมือนเพ้อรัก เทพีเพ็ญแสงยิ้มจืดเจื่อน เขาเปิดประตูให้ หญิงก้อยนั่งลงอย่างขยะแขยง กิตติอ้อมมาขึ้นรถสตาร์ทเครื่อง เสียงรถดังสนั่น รถสั่นไปทั้งคัน พร้อมกับเสียงระเบิดเบา ๆ คุณหญิงร้องว้าย
"ดึงประตูไว้หน่อยหญิง เมื่อเช้านี้ประตูมันเพิ่งเปิดผัวะออกไป"
"หา....ประตูหลุดเหรอคะ"
"ครับ ประตูมันหลุดอยู่เรื่อย เวลาออกรถแรง ๆ น่ะครับ"
หญิงก้อยกลั้นใจ กรายมืองาม 2 ข้างจับกรอบหน้าต่าง รถไขกระจกหน้าต่างลงเพราะไม่มีแอร์
เขายิ้มในหน้า ออกรถ รถเคลื่อนไป มีเสียงระเบิดอีก ที่ท่อไอเสียปล่อยควันดำโขมงออกมาจนบดบังพร้อมเสียงวี๊ดว้ายของเหญิงก้อย
ควันดำมืดมิดค่อยๆจางลง ที่บ้านเช่าหลังนั้น หลังคา บานหน้าต่างเอียง บางบานห้อยทำท่าจะหลุดลง รอบด้านเป็นป่าหญ้าสูงท่วม
ทั้งคู่ก้าวมาที่หน้าบ้าน ชายรองปลดกระดุม พับแขนเสื้อ มีรอยเหงื่อชุ่มตามตัว หญิงก้อยมองสภาพบ้านอย่างสยองใจ
"บ้านผม บ้านเช่าน่ะหญิง รกไปนิดนะ"
"ไม่นิดหรอกค่ะ"
"แต่ถ้าซ่อมแซมทาสีใหม่ ทำสนามจัดสวนซักนิดก็สวย หญิงจะอยู่ได้ไหม"
"แล้วทำไมหญิงต้องอยู่คะ คุณรองน่ะเงินเดือนก็ไม่ใช่น้อย แล้วก็ยังมรดกท่านพ่ออีก"
"เงินผมเอาไปลงร้านหมดแล้วล่ะหญิง นี่ร้านก็ขาดทุนมา 2 ปีแล้ว"
"หา.....อะไรนะคะ ร้านผ้าไหมของคุณขาดทุนมาสองปี ไม่เห็นคุณบอกให้หญิงทราบ"
"โธ่.....ไม่อยากให้หญิงต้องรับรู้น่ะ จะไม่สบายใจไปเปล่า ๆ"
"แต่มารู้เอาตอนนี้ งั้นสิ รถนายศุภรถึงได้สภาพแบบนั้น"
"เข้าไปดูข้างในก่อนนะหญิง"
ชายรองเข้าไปหมุนลูกบิดประตู แต่ดึงไม่ออกจึงดึงสุดแรง ประตูเปิดโครมออก บ้านสะเทือนเลื่อนลั่น หญิงก้อยกรีดร้อง ผละถอย ชายรองหัวเราะกลบเกลื่อน)
"ประตูแน่นดี ขโมยแถวนี้ชุม มันจะได้งัดได้ยาก"
ชายรองเดินนำเข้ามา บ้านยังไม่ได้จัดระเบียบ ข้าวของวางเกลื่อน เสื้อผ้าซุกกอง ๆ ไว้ ทั้งใส่แล้วและที่ยังไม่ได้ใส่ หนังสือเกลื่อนห้อง จานอาหารมีเศษอาหารเกลื่อน วางสุม ๆ อยู่ หญิงก้อยทำท่าจะเป็นลม
"ผมยุ่งมาก ยังไม่มีเวลาจัดห้องเลย"
"ทำไมไม่ให้แม่บ้านมาดูแลคะ"
"โธ่....หญิงครับ ตอนนี้ผมต้องประหยัดทุกอย่าง รายได้ทางเดียวตอนนี้ก็คือ เงินเดือนกระทรวง"
"เอ.....แล้วเงินมรดกท่านพ่อล่ะคะ"
"หญิง เงินมรดกน่ะหมดไปนานแล้ว ที่จริงไม่มีด้วยซ้ำ เพราะตอนท่านพ่อสิ้นสมบัติเก่าแทบไม่เหลืออะไรเลย ดีที่เสด็จป้าทรงค้ำจุนพวกเราไว้"
"แล้วหญิงอย่านึกนะว่าเงินที่ประทานให้จะพอ เพราะ....เออ....หม่อมแม่ก็ถลุงไปกับบ่อนอยู่ทุกวัน"
หญิงก้อยหน้าเจื่อน ทรุดลงนั่งแล้วสะดุ้งโหยงเพราะมีแต่ฝุ่นที่โซฟา จึงลุกยืนทำสง่าใหม่
"ตายแล้ว คุณรองกำลังจะบอกหญิงว่าคุณรองหมดตัวงั้นเหรอคะ"
"เอาเป็นว่า ผมไม่ได้ร่ำรวยอย่างแต่ก่อนดีกว่า ผมยังพอหารายได้เสริมได้บ้าง"
"อย่างอะไรคะ
"ก็อย่างสอนหนังสือ สอนพิเศษตามบ้านไง"
"หา....สอนพิเศษ คุณชายไม่อายเหรอคะ"
"อายเรื่องอะไรครับ"
"ไม่มีอาชีพอื่นที่ดีกว่านี้"
"ก็....อาจจะแปลหนังสือ หรือแปลบทความให้นักศึกษาอะไรทำนองนี้ก็ได้"
"แล้ว....แล้วมันจะได้สักกี่บาท กี่สตางค์กันคะ"
"ถ้าเราประหยัด รู้จักอดออม เราก็อยู่ได้นะ อีกไม่ถึงสองเดือน เราจะแต่งงานกันแล้ว"
ชายรองเดินเข้ามากอดหญิงก้อย ทั้ง ๆ ที่เหงื่อชุ่ม เธอตัวเกร็งอย่างรังเกียจ
"เราจะแต่งอย่างเงียบ ๆ เชิญเฉพาะญาติสนิท จัดอย่างสมถะที่สุด"
"เหรอคะ"
"แล้วบ้านเช่าเล็ก ๆ นี่ จะเป็นรังรักของเรา"
"หญิงต้องมาอยู่ในรัง เออ....รังรักหลังนี้เหรอคะ"
"ครับ....เราจะพิสูจน์ให้ทุก ๆ คนเห็น ว่าความยากไร้ไม่ใช่อุปสรรคความรักของเรา แม้แต่น้อย"
"คุณรอง เหงื่อทั้งนั้น ถอยออกไปก่อนค่ะ หญิงหายใจไม่ออก"
"โทษครับ" ชายรองสีหน้าดีใจ "หญิง....เรามาเริ่มต้นสร้างเรือนหอของเราดีกว่านะ"
"ยังไงคะ"
"ช่วยผมจัดบ้านไงครับ เดี๋ยวผมจะกวาดถูเอง หญิงช่วยจัดเสื้อผ้า แล้วล้างจานนะ"
"ล้างจาน"
"ครับ"
กิตติถลกแขนเสื้อ เริ่มต้นเก็บข้าวของ
"จานชามสามวันแล้วยังไม่ได้ล้างเลยนะ หญิงช่วยหน่อย"
หญิงก้อยหยิบจานขึ้นมาอย่างรังเกียจ แล้วทันใด ก็ร้องกรี๊ดออกมาลั่น แมลงสาปวิ่งออกมาจากจาน เธอขว้างจานทิ้ง
"กรี๊ด ๆๆๆ "
หญิงก้อยยังปาจานชามอีกหลายใบ ตามนิสัยดั้งเดิม ก่อนวิ่งออกจากบ้าน
"หญิง"
ชายรองวิ่งตามออกมานอกบ้าน
"แมลงสาป หญิงเกลียด โอย อยากอาบน้ำ"
"ไม่เป็นไรครับหญิง นั่งก่อน"
ชายรองประคองลงนั่งที่เก้าอี้สนาม
"อย่าให้หญิงกลับเข้าไปอีกนะคะ หญิงแพ้ฝุ่น แพ้สิ่งโสโครก ปฏิกูลทุกอย่าง"
เธอพูด แต่สายตามองคราบเหงื่อบนร่างกิตติ
"ครับ ครับ"
"มีผ้าเช็ดมือไหมคะ อ้อ อยู่นี่"
เทพีหยิบเส้นยาว ๆ ที่พาดอยู่ที่เก้าอี้สนามขึ้นมา ทำเช็ดมือ
"นั่นไม่ใช่ผ้านะหญิง"
เธอมองดู มันคือคราบงูอันสมบูรณ์ยาวใหญ่
"แอร๊ย"
เธอปาคราบงูปลิวไป แล้ววิ่งออกจากรั้วบ้านทันที ก่อนออกยังผลักรูปปั้นเก่า ๆ ล้มไปอีกสองตัว ตามนิสัยดั้งเดิม ชายรองมองตาม แต่ไม่วิ่งตามอีกแล้ว ยิ้มกับตัวเอง
เย็นวันนั้น
โครงใบโพธิ์มีบุหงาข้างใน ศรีจิตรานั่งบนโซฟายาวกำลังเย็บตรึงใบโพธิ์เข้าด้วยกันอย่างใจเย็น สาลินมาจากห้องสมุด มองศรีพี่สาวอย่างร้อนรน
"เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ ทำไมพี่ศรีไม่บอกสา"
"อ้าว ก็สาบอกว่าไม่อยากสนใจเรื่องอะไรของคุณชายรองอีกแล้วไง"
"ฮึ พี่ศรีไม่ต้องมาประชดสา พี่ศรีเองก็เสียใจใช่ไหมล่ะ"
"จ้ะ แต่น้อยกว่าสา"
"ใช่ซี เพราะสาเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการจนเกิดเรื่อง วันนั้นเป็นไงบ้างคะ เสด็จกริ้วมากเลยหรือ"
"จ้ะ ทรงเรียกประชุมคนเกือบหมดวัง ประกาศตัดขาดคุณชายต่อหน้าทุกคน แล้วไล่ออกจากวัง ยังกะฉากในหนังหรือละครเวทีแน่ะสา"
ศรีจิตรามีแววยิ้มขบขัน แต่สาลินทุกข์ร้อน
"ยังจะมาพูดเล่นอีก สาสงสารเขาจะตายอยู่แล้ว"
"สาแคร์คุณชายจัง ก็ไม่ดีหรอกหรือที่คุณชายจะได้อยู่กับคุณหญิงก้อย"
"โดยโดนเสด็จทรงตัดขาดน่ะหรือ ฮึ ความจริงที่สามาหาพี่ศรี สากะจะนัดพี่ศรีไปเจอคุณพล แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ สาไม่มีกระจิตกระใจเป็นแม่สื่อแล้ว"
ศรีจิตรายิ้มนิดๆ มองเลยไปยังตำหนักเล็กแล้วหลุดปาก
"สาเพิ่งเจอคุณชายเล็กซีนะ"
"คุณชายเล็กอะไร เปล่านี่คะ สาเจอแต่คุณพล ไม่เคยเจอคุณชายเล็กซักหน่อย"
"คุณชายเล็กอาจจะไปเจอสาหลายหนแล้วก็ได้"
"อื้อ อย่าบอกนะว่าเขาไปคอยแอบดูสา ตาย พิลึกตายเลย"
ศรีจิตรามองดูสาลินอย่างอ่อนโยน มีแววอัดอั้นบางอย่าง
วันรุ่งขึ้น เสด็จทรงประทับบนตั่ง ตรงหน้ามีบุหงาของชำร่วยหลายแบบ ที่เป็นใบโพธิ์โปร่งก็มี ที่เป็นดอกกุหลาบดอกโตเดี่ยวๆ ที่เป็นถุงผ้า สอางค์อยู่ที่พื้นปั้นปึ่งใส่เสด็จ ศรีจิตรา มาลา วรรณา และนางข้าหลวง 5-6 คน กำลังเลือก-แยกดอกไม้
"อ้อ เรือนหอจะโปรดให้ทุบทิ้งวันไหนดีเพคะ" สอางค์ถาม
"ให้สร้างต่อไป"
"ฮึ"
"ฉันยังเหลือเจ้าเล็กอีกคนนี่"
สอางค์เลิกงอนยิ้มออก ศรีจิตรายิ้มมุมปาก ดวงตาระยิบระยับ สบสายพระเนตรของเสด็จเข้าพอดี ศรีจิตราอึ้งไปเพราะสายเนตรนั้นทรงแสดงถึงความรอบรู้เท่าทัน
"วุ้ย อาทิตย์นี้หม่อมฉันจะให้แม่สามานี่ แล้วทางนมย้อยก็จะรั้งคุณชายเล็กไว้เพคะ"
"ยังไม่เข็ดอีกหรือ เรื่องจับคู่นี่"
สอางค์ มาลา วรรณาเป็นงง
"อ้าว เสด็จทรงหมายถึงคุณเล็กกับยายสาไม่ใช่เหรอเพคะ"
เสด็จไม่ทรงรับสั่งอะไร
"เอ้า ช่วยฉันดูหน่อยซิ ของชำร่วยงานแต่งจะทำแบบไหนดี"
"ฮึ เกิดเรื่องขนาดนี้แล้ว ยังทรงมีพระทัยทำของชำร่วยประทานใครอีกหรือเพคะ"
"ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนนี่"
ศรีจิตรายิ้มรับเสด็จ
"อีกอย่างนังพวกนี้พอมีเวลาว่างเยอะ ถ้าไม่จับกลุ่มซุบซิบนินทา ก็พูดกันแต่เรื่องผู้ชาย"
มาลา วรรณา นางข้าหลวงซุบซิบหน้าเป็น
"จริงไหม ศรีจิตรา"
"จริงเพคะ"
ทุกคนมองศรีจิตราอย่างตกใจนิด ๆ ที่กล้าพูดเล่นกับเสด็จ แต่เสด็จกลับแย้มสรวลพอพระทัย ทุกนางจึงยิ้มออก
สร้อยและสอางค์อยู่บนโซฟา
ศรีจิตรานั่งอยู่กับแม่ อุ่นเรือนจับมือลูกสาวไว้ มาลา วรรณา นั่งอยู่กับพื้น ทุกคนครุ่นคิดยกเว้น ศรีจิตราที่อมยิ้มอยู่
"ตีปริศนาหน่อยเถอะทุกคน เสด็จตรัสมาแบบนี้ จะให้ตีความว่ายังไง" สอางค์บอก
"วุ๊ย....สมองหนูยิ่งไม่ค่อยดี อย่าให้คิดเลยค่ะ" สร้อยว่า
"แล้วแม่ศรีล่ะ คิดว่ายังไงที่เสด็จยังทรงให้จัดงานหมั้น งานแต่งต่อไป"
ศรีจิตรายิ้ม
"เสด็จรับสั่งว่ายังเหลือคุณชายเล็กไงคะ"
"แต่ไม่ได้ตรัสถึงแม่สาลินสักคำเลยนี่ " สอางค์ว่า
มาลาบอก
"แล้วยังทรงเหน็บด้วยว่า ยังไม่เข็ดเรื่องการจับคู่อีกเหรอ"
"ก็ต้องไม่ใช่คุณสาแน่ ๆ ค่ะ" วรรณาว่า
อุ่นเรือน สร้อย สอางค์ มองหน้ากันแล้วสะดุ้งเฮือก
"งั้น ก็ต้องหมายถึงหล่อนกับคุณชายเล็กน่ะซี" สร้อยบอก
"ว้าย....เอาจริงหรือลูก" สอางค์ว่า
"เอ๊ะ แต่ก็ได้เหมือนกันนะ" อุ่นเรือนบอก
"ว้าย ไม่ได้ค่ะ คุณพี่ ยายศรีไม่ใช่ลูกตะกร้อนะคะ จะได้โยนไปเรื่อย ตั้งแต่พี่คนโต คนรอง แล้วมาน้องคนเล็ก"
"แม่คะ คุณป้า หนูกำลังจะบอกว่าคุณชายเล็กน่ะเธอชอบยายสาอยู่นะคะ"
"หา....จริงนะลูก ไปชอบกันตอนไหน"
"เจอกันครั้งแรกที่งานฉลองวันประสูติ แล้วก็ไม่เห็นเจอกันอีกเลยนะคะ"
"เขาคงเจอกัน แต่พวกเราไม่รู้ก็ได้ค่ะ"
"งั้นก็ไขปริศนาได้แล้วล่ะ เสด็จทรงหมายมั่นคุณเล็กกับแม่สาลินนั่นแหละ ไม่มีใครอื่นหรอก งานนี้แม่สาจะมาแก้สถานการณ์ได้" สอางค์ว่า
"นี่แม่มาลา วรรณา" สร้อยเรียก
มาลา/วรรณรับคำ "ขา"
"ขมิ้นกับดินสอพองน่ะมีไหม ขอปันมาให้สักหน่อยเถอะ ที่บ้านราชดำริกำลังขาด"
"มีครบค่ะ จะเอากำยาน หรือมดยอบก็มีนะคะ" วรรณาบอก
"เอาไว้ปัดรังควานพวกหล่อนเถอะจ้ะ"
สร้อยค้อนวงใหญ่ มาลา วรรณาหัวเราะคิก
หน้าตำหนักใหญ่ เจียมรับฟังเรื่องทั้งหมดจากมาลา วรรณา แล้ววิ่งแจ้นไปที่ทางสวนตำหนักเล็ก เจียมวิ่งมารายงานยายน้อมและนมย้อยที่กำลังทำครัวกันอยู่ นมย้อยรีบขึ้นตึกทันที น้อม เจียมรีบตาม
"คุณนม!! คุณเล็กจะแต่งกับคุณสาลิน"
บ่อนอำพัน ขาไพ่มาประจำทีม นมย้อย น้อม เจียม เข้ามา นมมากระซิบข้างหู
"อะไรอีกล่ะนม อย่าบอกนะว่าตำรวจบุกอีก ฉันกำลังลุ้นไพ่อยู่ ไพ่สวยเชียว"
นมย้อยกระซิบ
"ไม่ใช่ค่ะหม่อม เสด็จมีพระประสงค์จะให้คุณเล็กกับคุณสา"
"หา....จับคู่อีกแล้ว คราวนี้กับเจ้าเล็ก"
"ค่ะ"
คุณหญิงเสนาทิ้งไพ่พอดี อำพันกรีดร้อง นม เจียม น้อย ร้องเอะอะตาม
"ไม่พอใจเหรอคะหม่อม"
"ใครบอกล่ะ พอใจมากต่างหากนมย้อย ฉันได้กินตานี้ เห็นทีโชคลาภจะกลับมาพร้อมข่าวดีเรื่องเจ้าเล็กกับหนูสาโท"
"สาลินค่ะ"
"นั่นแหละ"
สนามบ้านราชดำริ สาลินร้องโอดครวญ นั่งอยู่บนตั่ง มีป้าสร้อย สอางค์ อุ่นเรือน จับขัดศรีฉวีวรรณด้วยขมิ้นและดินสอพอง
"โอย แสบ ทำไมต้องมาลอกคราบหนูด้วย หนูไม่แต่ง ไม่แต่งกับใครทั้งนั้น"
"ต้องแต่งซีลูก กับคุณเล็กนั่นแหละเหมาะกับเราที่สุดแล้ว"
"แล้วถ้าคุณชายไม่ชอบหนู หันไปคว้าผู้หญิงอื่นมาเป็นเมียอีกล่ะคะ หนูไม่กลายเป็นหม้ายขันหมากตามพี่ศรีไปอีกคนเหรอ"
"ยายสา อย่าพูดเป็นลางอย่างนั้นซีลูก"
"อุ๊ย...หรือว่าจะจริง คราวคุณชายโตก็ไปคว้าคนใช้มาเป็นเมีย ส่วนคุณชายรองก็ไปคว้าของใช้แล้วมาอีก คุณชายเล็กเธอเพลย์บอย อาจจะไปคว้าหญิงสาธารณะใช้แล้ว อย่างหญิงพาร์ทเนอร์ หรือนางหยำฉ่าก็ได้นะคะ " สร้อยว่า
"ยายสร้อย หล่อนพูดอะไรไม่เป็นมงคล ยายศรีบอกแล้วว่าคุณเล็กน่ะเขาชอบยายสามาก เอาน่า งานนี้ไม่พลาดแน่"
"คุณชายเล็กชอบหนู ? ตอนไหน"
สาลินทำหน้างุนงง สะดุ้งเมื่อน้ำราดตัว
"โอย....แสบร้อนไปหมดเลย ฮือ.... หนังหนูลอกแล้ว"
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 15 (ต่อ)
ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลแต่งชุดหมีเหงื่อซก เปื้อนน้ำมันเครื่องเข้ามาในโถง
หน้ามีน้ำมันเครื่องกระเซ็นเปื้อนเป็นปื้น ชายเล็กผงะเมื่อร่างหม่อมอำพันถลาเข้ามากอด ประคองพิศดูหน้า
"ตาเล็ก กลับมาแล้วหรือลูก เหนื่อยไหม ดูซิ เหงื่อไหลไคลย้อย"
อำพันคว้าผ้าเช็ดหน้าขลิบลูกไม้มาจากร่องอกเข้าเช็ดหน้าให้
"แม่เช็ดหน้าให้ลูก ว้าย เปื้อนขี้ดิน"
"น้ำมันเครื่องน่ะหม่อม อย่าเช็ดฮะ ยิ่งเช็ดยิ่งเลอะ"
หม่อมอำพันประคองพาลูกชายมายังโซฟา บนโต๊ะจัดของว่างไว้อลังการ ชายชายและพี่สะใภ้นั่งอยู่ด้วย นมย้อย น้อม เจียมประคองอ่างแก้วลอยกลีบกุหลาบมาให้บดินทร์ล้างมือ หลังล้างมือ อำพันคว้าผ้าเช็ดมือมาเช็ดให้
"หิวไหมลูก แม่ทำของโปรดไว้ให้ เมี่ยงก๋วยเตี๋ยวลูก"
"นั่นมันของโปรดพี่รองต่างหากครับ หม่อม"
"อุ๊ย นมนี่แหละ จำผิดจำถูก เลยมาพาฉันผิดไปด้วย"
"ไม่ได้จำผิดจำถูกหรอกค่ะ แต่คุณเล็กน่ะไม่มีของโปรดค่ะ ส่งอะไรขึ้นมาก็กินเรียบหมด" นมย้อยว่า
"เหมือนคุณสาเปี๊ยบเลยฮะ"
"อุ๊ย....ใช่ลูก หนูสาวิตรีนี่น่ารักไหมลูก"
"หม่อมครับ คุณสา คุณสาชื่อสาลินครับ ไม่ใช่สาวิตรี" ชายโตบอก
"อุ๊ย นมนี่แหละจำผิดจำถูก เลยมาพาฉันผิดไปด้วย เออ แล้วเรากับหนูสาเป็นยังไงลูก"
"อ๋อ เราเป็นเพื่อนกันฮะ"
"ว้าย ไม่ได้เป็นเพื่อนไม่ได้ เขาน่ารักก็ต้องรักเขาซี อุ๊ย นี่เยลลี่ในตู้เย็นเซ็ทตัวหรือยัง นังเจียม"
"เจียมดูไม่เป็นเจ้าค่ะ หม่อม"
"เดี๋ยวฉันไปดูเอง รอเดี๋ยวนะลูก ตาเล็ก" อำพัน" อำพันบอก
อำพันกระวีกระวาดลุกขึ้นเดินเข้าไปห้องกินข้าว ชายเล็กทำตาปริบๆ
"หม่อมเสียไพ่จนเพี้ยนหรือครับ"
"ไม่ใช่เสียไพ่หรอก หม่อมกลัวเสียตำหนักมากกว่า" ชายโตว่า
"ตอนนี้คุณสาขึ้นมาเป็นนางคู่บัลลังก์แทนคุณศรี ถ้าคุณเล็กแต่งกะคุณสา คุณเล็กก็จะเป็นทายาทอันดับหนึ่งของเด็จป้าไงคะ"
ชายเล็กอ้าปากค้าง จรวยมองอย่างหมั่นไส้เต็มที
"สรุปคือ นายรองตกกระป๋อง ส่วนนายก็ขึ้นหม้อแทน" ชายโตบอก
ชายเล็กอ้าปากค้างยิ่งกว่าเดิม นึกขึ้นมาว่า สาลินเพิ่งปฏิเสธความรักตนไปหยก ๆ ที่สำคัญ เขาอยู่ในคราบของนายพลเสียด้วย จะทำยังไงดีละหว่า
วันต่อ ๆ มา สาลินเดินมาในห้าง จะตรงไปร้านผ้าไหม ม.ร.ว. ศศิรัชนีกำลังวินโดว์ช็อปปิ้งอยู่
"คุณหญิงกลาง สวัสดีค่ะ จำได้ไหมคะ ดิฉันสาลินค่ะ"
"จำได้ซีคะ นายเล็กพูดถึงคุณสาไม่ขาดปาก"
"คุณชายเล็กพูดถึงฉันเหรอคะ"
"ใช่ค่ะ ท่าทางจะสนิทกับคุณมาก"
"เอ....ไม่มังคะ เขาคงฟังเรื่องของฉันจากเพื่อนเขาอีกทีน่ะค่ะ"
"คุณสามาซื้อของเหรอคะ"
"แวะมาร้านผ้าไหมคุณชายรองน่ะค่ะ เขานัดฉันมารับหนังสือที่เขาบริจาคจากวังวุฒิเวสม์"
"ได้ข่าวเรื่องคุณรองถูกเนรเทศออกจากวังแล้วใจหายนะคะ"
"ค่ะ.....ความผิดของฉันแท้ ๆ เลย"
หญิงกลางมองอย่างสงสัย ทั้งสองเดินไปที่ร้านด้วยกัน
สองสาวเดินเข้ามาในส่วนร้าน ต้องชะงักไปเพราะ ศุภรกำลังหัวเสียใส่ ชายรองใส่เสื้อไม่ได้รีด หน้าตาดูโทรม ๆ หมดสง่าราศรีคุณชาย
"ไม่ได้ แกจะมาใช้รถของฉันไม่ได้ นั่นมันรถส่วนตัวของฉัน"
"โธ่..... ศุภร เห็นใจหน่อยเถอะว่ะ ฉันขับรถบุโรทั่งของแกไปกระทรวงทีไร ถ้ารถไม่ตาย ก็แล่นเป็นเต่าคลาน ฉันทำงานสายทุกที"
"ก็เรียกแท็กซี่ซีวะ"
"ไม่มีปัญญาว่ะ ตอนนี้ฉันย่อบแย่บเต็มที เออ....แกพอจะมีให้ฉันหยิบยืมหน่อยไหม ต้องไปจ่ายมัดจำล่วงหน้าบ้านเช่าน่ะ"
"ไอ้หม่อม แกยืมฉันไปสามงวดแล้วนะ ตั้งแต่ระเห็จออกมาจากวัง ยังไม่ใช้สักกะบาท นี่ร้านเราก็เปิด section ใหม่อีก ยังถอนทุนคืนไม่ได้เลย แล้วแกก็รู้ว่าตอนนี้ร้านเราไม่มีฝรั่งเข้าเลย ขาดทุนมาเป็นปีแล้ว ฉันจะระดมทุนเพิ่มจากแก แกก็ไม่มีอีก จะมาเบียดบังอะไรฉันอีกวะ เฮ้ย.....ถ้าแกยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ บางทีฉันจะคงต้องตัดแกออกจากหุ้นส่วนร้าน"
"โธ่ ศุภร ฉันขอร้อง ยังไงก็เห็นแก่ความเป็นเพื่อนเถอะว่ะ"
ชายรองจับมือศุภร
"ปล่อย ปล่อย อย่ามาทำลูกโอดแบบนี้ ฉันไม่ใจอ่อนหรอก"
ศุภรสะบัดมือ ชายรองถึงกับเซ ก้มหน้านิ่งดูหมดหวัง ศุภรหันมาเห็นสองสาวพอดี หญิงกลางหน้าเครียด ส่วนสาลินตาแดงอยากจะร้องไห้
"อ้าว หญิงกลาง คุณสา มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ"
"มานานแล้วค่ะ นานพอที่จะได้ยินได้เห็นทั้งหมดที่คุณทำกับเพื่อนอย่างไร้มนุษยธรรมที่สุด"
"เดี๋ยวครับหญิง อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ"
"แล้วจะให้ฉันเข้าใจว่ายังไงคะ คุณรองกำลังลำบาก แต่คุณกลับทิ้งเพื่อน คุณรองเคยช่วยคุณทั้งตอนเรียนที่นี่และที่อังกฤษ แต่คุณกลับตอบแทนบุญคุณเขาแบบนี้"
"หญิงกลางครับ อย่าทะเลาะกันเลยนะครับ ไม่ใช่ความผิดศุภร ศุภรทำถูกแล้ว มันเป็นความผิดของผมต่างหากที่เอาตัวไม่รอดเอง" ชายรองบอก
"มันเป็นเรื่องของธุรกิจน่ะครับ"
"ค่ะ..... เข้าใจ แต่ถ้าธุรกิจมันทำลายความเป็นเพื่อนแบบนี้ ฉันรับไม่ได้ ขอตัวก่อนค่ะ"
ศศิรัชนีสะบัดไปทันที
ศุภรรีบตาม
"หญิงครับ เดี๋ยว"
ศุภร กิตติ สาลินรีบตามไป
ศุภรตามมาจับมือหญิงกลางไว้ ชายรอง สาลินตามมา
"เดี๋ยวครับหญิงกลาง วันนี้เรานัดทานกลางวันกันนี่ครับ"
"ไม่มีอีกต่อไปแล้วค่ะ ฉันควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ควรมาคบกับนักธุรกิจหน้าเลือดอย่างคุณ ลาก่อนค่ะ"
หญิงกลางสะบัดไปทันที สาลินตกใจ ชายรองหน้าสลด
"หญิงกลางครับ"
ศุภรหันขวับมามองชายรอง
"เพราะแก แกคนเดียวไอ้หม่อม สร้างแต่ปัญหา ถ้าหญิงกลางเลิกกับฉัน มันคือความผิดของแกทั้งหมด"
ศุภรเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ชายรองถอนหายใจเฮือกใหญ่ สาลินจับมือเขาอีกครั้ง
"คุณชาย ไม่ใช่ความผิดคุณนะคะ"
เขาเหมือนจะหน้ามืด เซไปนั่ง สาลินประคองตาม จับมือเขาอย่างลืมตัวอีกครั้ง
"คุณชาย เป็นยังไงบ้างคะ"
"ไม่เป็นไรหรอก ฉันคงต้องกลับแล้ว"
"แต่ดูเหมือนคุณไม่สบาย"
"ฉันสบายดี เออ หนังสือบริจาคอยู่ที่รถน่ะ"
"ค่ะ"
สาลินพากิตติค่อย ๆ ลุกเดินออก
บนถนนหน้าห้าง รถบุโรทั่งจอดอยู่ ทั้งคู่เดินมา สาลินมองรถถอนใจเฮือกใหญ่
"นี่รถคุณเหรอคะ"
"เอ๊ะ แต่เธอรู้ได้ยังไงว่านี่คือรถฉัน"
"ก็เมื่อกี้คุณเพิ่งพูดเองว่าคุณขับรถบุโรทั่ง แถวนี้ก็มีคันนี้แหละบุโรทั่งที่สุด"
ชายรองแอบยิ้ม
"เธอไม่....สมเพช ฉันหรอกหรือ"
"คุณชายคะ ฉันจะไปสมเพชคุณทำไม คุณค่าของคนไม่ได้วัดที่ราคาของวัตถุนะคะ แล้วคุณค่าของคุณชายก็มีมากเสียจนไม่ต้องอายใคร"
"งั้น....ฉันพอจะมีความมั่นใจขึ้นมาบ้างกับคำชมของเธอ เออ....ที่จริงฉันมีหนังสือที่จะบริจาคอีกหลายเล่มที่บ้าน"
"บ้านคุณ"
"บ้านเช่าน่ะ ถ้าเธอไม่รังเกียจ จะลองแวะไปเลือกดูก็ได้นะ"
"ก็ได้ค่ะ"
เขาผายมือให้สาลินขึ้นรถ จะเปิดประตูให้ แต่ต้องใช้ความพยายามมากสักหน่อย สาลินหัวเราะคิกด้วยความสนุก เขาเหลือบมอง สาลินหยุดขำทำเสงี่ยมใหม่
รถบุโรทั่งแล่นอย่างสั่นเทิ้ม เสียงเครื่องดังสั่น ท่อไอเสียปล่อยควันดำฝุ่ด ฝุ่ด ฝุ่ด มาตามถนน
ภายในรถ เขาขับอย่างรำคาญใจเล็กน้อย สาลินนั่งข้างเอามือยึดขอบหน้าต่างไว้ หัวสั่นหัวคลอน แต่กลับสนุกสนาน
"เออ...ช่วยจับประตูรถไว้หน่อยนะ มันชอบหลุดออกมาบ่อยๆ"
"มันเคยเปิดผัวะออกไปจริง ๆ หรือคะ"
"จริงซี เธอระวังให้ดีๆนะ"
"ฉันไม่เห็นกลัวเลย"
ขาดคำสาลินก็ดึงผ้าพันคอจากกระเป๋าถือ มาผูกปลายข้างหนึ่งกับมือจับประตู อีกปลายก็ผูกกับเบาะ ชายรองมองตาปริบ ๆ มีเสียงเครื่องยนต์ดังตื่ด ๆๆๆ สาลินตาโต
"ฟังซี.....พอมันดังตึ่ด ๆ ๆ สิบหน แล้วมันก็จะระเบิดหนนึง ลองนับดูซีคะ ... เจ็ด แปด เก้า สิบ"
ขาดคำก็มีเสียงท่อไอเสียระเบิดตูม นอกรถ กลุ่มควันระเบิดตูมมา
ภาย ในรถ สาลินตาโต หัวเราะคิก แล้วรีบงำกิริยาทำสวย กิตติมองอย่างเหนื่อยใจ
"นี่...เธอหาเรื่องเล่นสนุกได้ทั้งวันจริง ๆ นะ เธอเคยเป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรบ้างไหมนี่"
"มีสิ ก็ที่เสด็จกริ้วคุณ จนคุณต้องออกจากวังนี่ไง"
สาลินเลิกสนุก กลับเป็นทุกข์ร้อนจริง ๆ ขึ้นมา คุณชายรองยิ้มนิด ๆ
"ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่า นี่เธอหิวหรือยัง ภัตตาคารข้างหน้านี่อาหารอร่อยดีนะ ทานกันไหม"
สาลินมองไปเห็นภัตตาคารจีนหรู
"อุ๊ย ไม่เอาค่ะ มันเลี่ยน มันใส่ผงชูรสเยอะ อีกอย่างมันก็แพงด้วย"
"ฉันแค่ถูกไล่ออกจากวัง ไม่ถึงกับหมดตัวหรอกนะ"
"เอ๊ะ แต่เมื่อกี้คุณบอกคุณศุภรว่า คุณย่อบแย่บเต็มที ยังไงกันแน่"
ชายรองเก้อไป หลุดบท
" เออ.....ก็ใช่ ฉันลืมตัวอยู่บ่อย ๆ ว่าฉันยังเป็นคุณชายวังวุฒิเวสม์อยู่ ตอนนี้ฉันเป็นแค่ยาจกจะสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้"
"ดีค่ะ เอาอย่างนี้ แวะตลาดให้หน่อย เดี๋ยวฉันซื้อของสดไปทำให้คุณทานเอง ประหยัดกว่าตั้งเยอะ "
เขามองสาลินอย่างเอ็นดู
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงเข้ามาในร้านทำผม พบว่า จรวยนั่งทำอบผมอยู่แล้ว กำลังคุยกับมวยมณี มวยมณียังไม่ได้มองมาที่หญิงก้อย ทั้งสองกำลังอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ แล้วซุบซิบแล้วหัวเราะกันคิกคัก เหมือนกำลังเมาท์เรื่องความตกต่ำของชายรองและตน
หญิงก้อยมองกลับไปอีกที พบว่ามวยมณีและจรวยแค่คุยและหัวเราะกันธรรมดา
"ถูกตัดขาดแบบนี้ก็เหลือแต่ตอ"
"เหลือแต่ตัวค่ะคุณมวย"
หญิงก้อยสะดุ้งเฮือก
"เหลือแต่ตอนั่นแหละถูกแล้วค่ะ เมื่อก่อนเคยร่ำรวย พอจะอยู่กับนังเมียคนนี้ก็ตกอับทันที นี่แหละที่เขาเรียกเมียกาลกิณี"
หญิงก้อยก้าวมาทันที ตวาดแว้ด
"เธอว่าใครตกอับ ว่าใครกาลกิณี"
"ว้าย คุณหญิง" จรวยว่า
"คุณหญิงขา เราว่าคนในข่าวค่ะ"
"หา.....ยายติ่งเอาข่าวคุณรองไปลงแล้วเหรอ"
มวยมณีและจรวยหน้ามึน หญิงก้อยคว้าหนังสือพิมพ์เปิดหน้า วิรงรองทันที
"เอ๊ะ ไม่เห็นมีข่าวอะไรนี่"
"เราอ่านข่าวพาดหัวอยู่ค่ะ " จรวยบอก
หญิงก้อยเปิดดูหน้าแรก เห็นข่าวพาดหัว “ เมียหึงโหดเชือดของดีผัวโยนให้เป็ดกิน”
"ที่พูดเมื่อกี้คือข่าวนี้เหรอ"
"ค่ะ ผู้ชายเคยเป็นเศรษฐีเก่า พอมาอยู่กับยายเมียคนนี้ก็ตกต่ำ เล่นแต่การพนัน แล้วยายเมียก็ขี้หึงร้ายกาจ" จรวยว่า
"คืนนึงนังเมียทนหึงไม่ได้ ย่องหาผัวตอนหลับแล้วปาดตรงนั้น สับ ๆๆๆ โยนให้เป็ดกินค่ะ" มวยมณีบอก
"ไม่ต้องเล่าแล้ว ฉันไม่อยากฟัง"
หญิงก้อยโยนหนังสือพิมพ์ให้ ลงนั่ง
"สักครู่นะคะ เดี๋ยวมวยเตรียมเครื่องมือก่อน วันนี้สวยเปิ๊ดสะด๊าดเหมือนเดิมนะคะ"
มวยมณีแยกไป จรวยยิ้มเอาใจ
"กลัวเรื่องคุณรองถูกเนรเทศ จะกลายเป็นข่าวอื้อฉาวลงหน้าหนึ่งใช่ไหมคะ คุณหญิง "
หญิงก้อยปรายตามองหน้าเชิด
รถบุโรทั่งเลี้ยวเข้าประตูรั้วแล้วจอดลง
สาลินหอบถุงสีน้ำตาลใส่ของชำ อีกมือหิ้วหมูห่อใบตองพันด้วยเชือกกล้วยลงมา กิตติรับถุงไป สาลินมองดูบ้านตรงหน้าแล้วตาโต
บ้านเช่ายังทรุดโทรมอย่างที่เคย
"นี่น่ะหรือคะบ้านเช่าคุณ ก็น่ารักดี"
ชายรองมองสาลินอย่างทึ่ง
"ไม่ซอมซ่อหรอกหรือ"
"รกไปนิด แต่ถ้าจัดดี ๆ ก็น่าอยู่นะคะ"
"ฉันก็ว่าอย่างนั้น แต่พอกวาดถูเข้าจริง ๆ ก็ทำเอาหมดแรงไปเหมือนกัน"
"คุณกวาดถูบ้านเป็นด้วยหรือ"
"สมัยไปเรียนต่อนะ นักเรียนนอกต้องทำงานบ้านเองทุกอย่าง ดูดฝุ่น ถูบ้าน ซักผ้าเองทั้งนั้นแหละ อีกอย่างงานบ้านฉันก็ทำเป็นประจำอยู่แล้วที่วัง"
"คุณน่ะเหรอทำงานบ้านเองที่วัง"
"ใช่....เสด็จป้าทรงบังคับให้ทำงานบ้านกันทุกคน ไม่ให้อยู่เฉย ถ้าทำงานก็จะได้ค่าตอบแทน ฉัน พี่โต นายเล็กยังเคยรับจ้างตัดหญ้าสนามวังหารายได้ช่วงปิดเทอมเลย"
"ดีจัง ทีแรกฉันนึกว่านักเรียนนอกจะมือห่าง เท้าห่างเสียอีก"
"ฉันไม่ใช่นักเรียนนอกแบบนายอัศนีย์"
สาลินต่อ
"หรือแบบคุณหญิงก้อย"
สาลินรู้สึกว่าตัวเองพูดลามปามไป ทำหน้าสำนึกผิด ลงสำรวจสวน เขาเดินตาม สาลินนั่งลงดูดอก
ขาวสวย
"อุ๊ย....ต้นแก้ว"
"ทำไมเหรอ อะไร"
"ดอกสวยมากค่ะ แล้วใบมันก็ขมปิ๊ดปี๋"
"เคยกินเหรอถึงรู้"
"กินบ่อย ๆ ค่ะ"
"อ้าว ไปกินมันทำไม"
"ก็กินแล้วตัวจะร้อนรุม ๆ ฉันเลยกินเพื่ออ้างว่าป่วย จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียนไง ตายายเชื่อฉันทุกครั้ง มีคนที่รู้ทันคือพี่ศรี"
สาลินหันไปเห็นคราบงู หยิบมาดูเล่น กิตติเกือบหัวเราะออกมา
"เธอนี่เจ้าวางแผนนะ หาของสารพัดในสวนมาเล่นพิสดารแบบนี้"
"สนุกจะตาย ชั้นเอาไปแกล้งยายพิณ กรี๊ดบ้านแตก....ในวังคงไม่เล่นอะไรกันแบบนี้หรอก คงเล่นแต่ตุ๊กตาชาววัง"
"ใครว่า ในวุฒิเวสม์น่ะ มีต้นไม้เยอะยังกะป่า เด็จป้าทรงหาอะไรแปลก ๆ มาให้เรา 3 คนเล่นเป็นประจำ ทรงสอนฉันเล่นด้วงกว่าง ทรงให้ฉันเลี้ยงปลากัดด้วยนะ"
"เสด็จพระองค์หญิงน่ะเหรอคะ"
"คุณสอางค์บอกว่า สมัยเรียนน่ะ เด็จป้าทรงเป็นหัวโจก พาสมุนไปเล่นอะไรแผลง ๆ ร้อยแปด คงแบบเดียวกับเธอน่ะแหละ"
สาลินค้อน เขาเด็ดดอกผักตบมารวมกัน
"ยามไร้ เด็ดดอกหญ้า แซมผม" สาลินร่ายกวี
"หอมบ่หอมก็ดม ดั่งบ้า" สาลินทึ่ง "นี่....ฉันไม่ใช่พระลอหรอกนะ จะได้ทำแบบนั้น"
"เพราะคุณมีดอกไม้เลอโฉมอยู่ในมือแล้วต่างหาก"
เขาถอนใจเมื่อนึกถึหญิงก้อย สาลินเดินไปเก็บดอกไม้ตามต้น แสงแดดอ่อนทำให้สาลินดูงดงามประหลาด สาลินหันมามองเห็นเขามองตะลึงอยู่
"คุณมองอะไรคะ"
"เออ....เปล่า กำลังสงสัยน่ะว่าเธอไม่สบายรึเปล่า"
"ทำไมคะ"
"ก็....ผิวเธอดูเหลืองจัง"
สาลินไม่กล้าบอกเรื่องจับคู่ชายเล็ก
"ฉัน....เออ....ขัดผิวด้วยขมิ้นน่ะค่ะ ผิวจะได้สวยเหมือนพี่ศรีบ้างไง"
เขายิ้ม สาลินเก็บดอกไม้ต่อ
"เธอพูดถูก ฉันมีดอกไม้เลอโฉมอยู่ในมือ"
สาลินก้าวเข้ามาในห้องเช่า มองดูรอบ ๆ ที่ส่วนรับแขกมีเก้าอี้หวายชุดหนึ่ง มีเบาะและหมอนอิงสีสด
ที่โต๊ะทำงานมีหนังสือเอกสารสุม มีกองหนังสือล้มกระจายที่พื้น กระดาษเกลื่อนอยู่ จานอาหารวางสุมอยู่เช่นเดิม เขาเดินไปที่ตู้เย็นเครื่องเก่า ยี่ห้อกรุนดิก เอาน้ำดื่มมาวาง 2 แก้ว
"นี่น่ะหรือคะเก็บกวาดแล้ว"
"ฉันหาของไม่เจอเลยต้องรื้อหนังสือดู ไม่รู้ไปเก็บไว้ที่ไหน"
"เหมือนไดอะรี่ของคุณ ที่หามาข้ามปีก็ไม่เจอซีนะ... ไดอะรี่ที่จะยืนยันว่าคุณขับรถทำโคลนเปื้อนฉันไง"
"นี่เธอจะอาฆาตแค้นไปถึงไหน"
"ฉันไม่ได้อาฆาตแค้น แต่ถ้าใครทำผิดไว้ ก็ต้องขอโทษ"
สาลินคุกเข่าลงจับหนังสือขึ้นวางบนโต๊ะ
"นี่ ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวฉันเก็บเอง"
"อยู่บ้านท่าน อย่าอยู่ดูดายต่างหากค่ะ"
สาลินเก็บอย่างชำนิชำนาญ ชายรองมองอย่างซาบซึ้ง
ฝ่าย ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงนั่งเชิด อบผมต่อเนื่อง จรวยอบอยู่เช่นกัน
"รวยเสียใจด้วยนะคะเรี่องที่คุณชายต้องถูกเนรเทศออกจากวัง แล้วคุณหญิงก็ไม่มีโอกาสได้อยู่เรือนหอ"
"ฉันดีใจต่างหากที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในวัง คุณรองออกมาจากวังนั่นก็เพื่อฉัน"
"แต่ก็แปลกนะคะ เสด็จยังทรงให้สร้างเรือนหอต่อไป ของหมั้นของแต่งก็ทำกันอยู่ต่อเนื่อง"
หญิงก้อยเกิดความหวังในเรือนหอขึ้นมาทันที
" ก็เป็นไปได้ ที่เด็จป้าทรงขู่ไปอย่างนั้น เมื่อฉันกับคุณรองแต่งงานกัน เด็จป้าคงพระทัยอ่อน ทรงยอมรับคุณรองและฉันกลับเข้าวังตามเดิม เรือนหอก็คงเป็นของฉันนั่นแหละ"
"เอ....รวยไม่แน่ใจนะคะ เพราะเห็นลือกันว่าคุณชายเล็กจะเป็นเป้าหมายคนต่อไป ถ้าไม่ถูกจับคู่ยายคนน้อง ก็อาจจะเป็นยายคนพี่เหมือนเดิม"
"ทำไมเธอคิดอย่างนั้น"
"ก็ตอนนี้ นังคนพี่เป็นหม้ายขันหมากแล้ว แต่เสด็จไม่ทรงเฉดหัวมันออกจากวังไปเสียที ยังลอยหน้าเฉิบ ๆ เก็บดอกไม้หน้าระรื่นอยู่ทุกวัน"
หญิงก้อยชักลังเลสงสัย
"มันยังหวังว่าจะได้อยู่เรือนหอซีนะ"
"คงอย่างนั้นมังคะ"
"มันยังมาทำผมที่นี่อยู่รึเปล่า"
"ค่ะ"
"สืบวันเวลามา ฉันอยากเจอหน้ามันอีกสักครั้ง "
"ได้ค่ะ คุณหญิง"
จรวยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ในครัวโล่งเกือบจะว่างเปล่า มีเพียงตู้กับข้าว ที่คว่ำชามไม้ เตาอั่งโล่แบบใช้ถ่าน สาลินกำลังใช้พัดพัดไฟอย่างสุดแรงเกิด ควันไฟโขมง ชายรองถือหม้อข้าวมา สาลินไอสำลักควัน
"แน่ใจนะ ว่าเธอทำได้"
"ถึงฉันจะทำกับข้าวไม่เก่งอย่างพี่ศรี แต่ก็มีใครหลงเสน่ห์ปลายจวักฉันก็แล้วกัน"
"ใคร นายพลอีกล่ะซี"
"เปล่า...ไอ้มอม หมาที่บ้านฉัน"
ชายรองทำตาปริบ ๆ สาลินเชิดเล็กน้อยดูงาม
สาลินผัดผักดูชำนิชำนาญ เขาอยู่ข้างหลัง สาลินเอียงกระทะ ทันใดก็เกิดไฟลุกพรึ่บในกระทะ สูงเกือบถึงเพดาน สาลินร้องวี๊ด ผงะถอยมาในอ้อมอก เขารีบยกกระทะจากเตาวางพักไว้ แล้วหันมาดูมือสาลิน
"เป็นยังไงบ้าง ไหนดูซิ"
เขาคว้ามือสาลินมาดู สาลินตัวชา
"ไฟลวกตรงไหนหรือเปล่า"
เสียงความคิด สาลิน" ไม่โดนซะหน่อย" แล้วพูดอ่อยๆ "โดนลวกที่ปลายนิ้วนิดนึงค่ะ"
เขาพลันเอามือใกล้ปาก สาลินตกใจ เขาห่อปากแล้วเป่าลมแผ่วเบา สาลินเคลิบเคลิ้ม
"ดีขึ้นไหม"
ใจสาลินร่ำร้องบอก "ดีมากเลยค่ะ" แล้วพูดแผ่วเบา "เออ...ยังร้อนอยู่นิดนึงค่ะ"
กิตติเป่านิ้วอีก
"รู้สึกแสบ ๆ ร้อน ๆ อีกนิ้วด้วยค่ะ"
กิตติเป่าเพิ่มอีกนิ้ว สาลินมองกิตติ แล้วยิ้มระทวย
ทั้งสองทานอาหารด้วยกัน แม้จะเป็นอาหารพื้น ๆ แต่พุดคุยกันกลับเต็มไปด้วยอรรถรส เปี่ยมสุข
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 15 (ต่อ)
วันต่อมา ในห้องอาหารวังรัชนีกุล
ม.ร.ว. เทพีเพ็ญแสงหน้าเคร่ง ครุ่นคิด ไม่สบายใจ เดินลงบันไดมา ก้าวเข้าไปในส่วนห้องอาหาร หญิงกลาง รื่น โรยกำลังเตรียมอาหารอยู่ที่โต๊ะ ส่วนหญิงกลางมีอาการเลื่อนลอยเล็กน้อย หม่อมวาณีนั่งหน้าเจื่อน ถือหนังสือพิมพ์
หญิงก้อยทำปรกติเดินเข้าไปนั่งลง รื่น โรยเอาอาหารเช้ามาให้
"เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมหญิงกลางไม่บอกแม่"
"มันเป็นเรื่องของหญิงก้อย หญิงควรจะบอกคุณแม่เองค่ะ"
"มีอะไรกันคะ"
"นี่ลูก คอลัมน์ยายติ่งลงข่าวเรื่องคุณชายรองแล้ว"
หญิงก้อยดึงหนังสือพิมพ์มาอ่าน
"เด็จป้าทรงตัดขาดชายรอง เนรเทศจากวุฒิเวสม์ ห้ามใช้สกุลวุฒิวงศ์อีกต่อไป โธ่.....ไม่มีใครบอกแม่สักคน"
"นังติ่ง ! เลวที่สุด ทำไมมันต้องเอาเรื่องแบบนี้ไปลงด้วย"
"เลิกคบเถอะลูก เพื่อนแบบนี้"
หญิงก้อยกระแทกตัวลงนั่ง
"มีอาหารเช้าอะไรให้ทานบ้างคะ หญิงหิวจะเป็นลมอยู่แล้ว"
"ก็ควรจะเป็นลมหรอก เพราะนี่มันจะเที่ยงอยู่แล้ว นี่จ้ะ ผัดไทยกุ้งสด"
รื่น โรยรีบจัดให้ทันที หญิงก้อยจิ้มทานพอดีคำ แล้วชะงัก รีบคายทิ้งลงผ้ากันเปื้อน
"เป็นอะไรลูก"
"จานนี้ใครทำ แกล้งฉันใช่ไหม"
"ปละ เปล่าค่ะ รื่นตักจากในหม้อใหญ่นะคะ"
"พี่ทำเองมีอะไรเหรอ"
"ก็ลองชิมดูซีคะพี่กลาง เค็มเหมือนโรยเกลือลงไปทั้งทะเล ถ้าฝีมือมีแค่นี้อย่าอยู่ในครัวเลยค่ะ อยู่ก้นครัวจะเหมาะกว่า"
หญิงก้อยสะบัดออก วาณีและ หญิงกลางลองชิมดูบ้าง
"รสชาติก็ปรกตินี่คะหม่อมแม่"
"ว้ายลูก....ทำกระปุกเกลือหลุดมือลงไปหรือยังไง นี่หนูไม่รู้รสเลยเหรอ"
คุณหญิงศศิรัชนีจะร้องไห้ "มะ....ไม่ค่ะ"
เสียงหญิงก้อยเอะอะอาละวาดใส่สาวใช้จากโถงด้านนอก
"ว้าย.....ยายก้อยอาละวาดอีกแล้วลูก แม่ไปดูก่อนนะ"
วาณีรีบออกไป
"รื่น โรย มันเค็มจริง ๆ ใช่ไหม"
รื่นบอก"ค่ะ เค็มจริง ๆ ค่ะ"
"เราจะเตือนคุณหญิงหลายหนแล้ว ว่าใส่เกลือกับน้ำปลามากเกินไปในอาหาร
ทุกอย่างเลยค่ะ" โรยบอก
"เป็นมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะคะ" รื่นบอก
"แล้วทำไมไม่เตือนฉัน"
"ก็....ตอนคุณหญิงใส่เกลือ เหยาะน้ำปลาเหมือนกำลังโกรธใครสักคนอยู่น่ะค่ะ เราก็เลยไม่กล้าเตือน"
คุณหญิงกลางน้ำตาไหล
"แล้วทำไมลิ้นฉันไม่รู้รสอะไรเลย เกิดอะไรขึ้น"
ม.ร.ว. ศศิรัชนีสะอื้น รู้สาเหตุแล้ว รื่น โรยรีบหลบเข้าครัวไป
ห้องสมุด ตอนกลางวัน จิตริณีกำลังพูดสายอยู่ที่มุมโทรศัพท์
"ฉันจะลองเจรจาดูนะ ค่ะ....อาร์นี่"
จิตริณีวางสายโทรศัพท์ แล้วมองมาทางสาลินที่ทำงานอยู่มุมหนึ่งตามลำพัง ตัดสินใจเข้ามาคุย
"ลินซี่ พรุ่งนี้ว่างไหมคะ"
"วันหยุด ว่างซีคะ มีอะไรเหรอ"
"อาร์นี่ชวนเธอไปเล่นเทนนิสน่ะ"
"งั้นไม่ว่างแล้วค่ะ ฉันต้องทำงานบ้าน ซักผ้า เก็บกวาดห้อง"
"ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไปเป็นเพื่อนเธอด้วย"
"ก็ยังไม่ว่างอยู่ดีค่ะ"
"งานนี้นัดมีตติ้งกลุ่มใหญ่ ยายวิรงรองก็มา"
"ยิ่งไม่ว่างใหญ่เลยค่ะ"
"งั้น....ถ้าฉันบอกว่างานนี้คุณชายกิตติก็ไปด้วยล่ะ เขาไปกับคุณหญิงก้อย"
"คุณรองไปด้วยเหรอคะ"
สาลินมีท่าทีลังเล แต่อยากเจอกิตติมากกว่า เลยยิ้มรับออกมา
วันรุ่งขึ้นในคลับสโมสร กลางวัน รถบุโรทั่งของกิตติแล่นช้า ๆ มาตามถนน แล้วเครื่องก็ระเบิดขึ้นเสียงดังปัง รถจอดแน่นิ่ง
ภายในรถ ชายรองและหญิงก้อยในชุดเล่นเทนนิส คุณชายเสื้อผ้ายับ หญิงก้อยหน้าหงิก
"อะไรอีกคะ จะถึงสปอร์ตคลับอยู่แล้ว"
"มันเป็นอย่างนี้ล่ะครับรถผม พอมันดังตึ่ด ๆ สิบหน มันจะระเบิดออกมาหนนึง ฟังซีครับ"
"ฟังทำไมคะ มันน่าภูมิใจนักเหรอ หญิงบอกแล้วใช่ไหมให้เอารถของหญิงมา ตายจริง.....เดี๋ยวต้องมีคนรู้จักเราผ่านมาเห็นแน่ ๆ"
"ทำไมหรือหญิง หญิงอับอายที่อยู่กับผมหรือ"
หญิงก้อยหน้าบึ้ง โพล่งในใจ
" ก็ใช่น่ะซี" แล้วฝืนยิ้ม "หญิงไม่อายหรอกค่ะ แต่ว่าคนพวกนี้ซุบซิบเป็นงานอดิเรก นินทาเป็นงานประจำ หญิงไม่อยากให้คุณรองต้องตกเป็นขี้ปากเขา"
"ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมเริ่มจะชินแล้วล่ะ"
เธออยากร้องกรี๊ด ตะโกนกึกก้องในใจ
"แต่หญิงไม่มีวันชินค่ะ"
เขาลงจากรถทันที รีบเปิดหน้ารถ เธอตามลงมา
"หญิงครับ เออ....ช่วยผมหน่อยซิ"
"ช่วยอะไรคะ"
"ช่วยผมเข็นรถหน่อย"
"หา.....ให้หญิงช่วยเข็นรถ"
เขายิ้มอย่างเกรงใจเต็มที
อัศนีย์แล่นรถเข้ามาในเขตสโมสร หน้าตาไม่พอใจนัก
คนนั่งข้างคือจิตริณี เธอยิ้มสบายใจ สาลินนั่งอยู่ตอนหลังอมยิ้มเช่นกัน ทั้งหมดอยู่ในชุดกีฬา
"จินนี่ ตอนที่ฉันชวน เธอไม่เห็นบอกว่าเธอจะมาด้วย"
"อ้าว ฉันก็นึกว่าคุณชวนฉันด้วยน่ะซี"
จิตริณีหันไปยิ้มกับสาลิน อัศนีย์ยิ่งหงุดหงิด
"ขอบคุณนะคะ คุณจินนี่ที่มาเป็นเพื่อน"
ทั้งสามมองไปตรงหน้า
"เอ๊ะ นั่นคุณชายนี่คะ" สาลินบอก
อัศนีย์จอดรถใกล้กับรถกิตชายรอง เห็นหญิงก้อยกำลังช่วยเข็นรถ ส่วนชายรองยืนอยู่กับพวงมาลัย กำลังหมุนให้รถเข้าจอดข้างทาง อัศนีย์ลงจากรถ หญิงก้อยหันมาเห็น
"ว้าย !"
เธอเลิกเข็นรถทันที ชายรองหน้าเปื้อนฝุ่นและน้ำมันเครื่อง เหงื่อท่วมตัว อัศนีย์ สาลิน จิตริณี ลงมาจากรถ เขามองสาลินที่มากับอัศนีย์ สาลิน จิตริณีหวัดดีคุณชาย
"สวัสดีค่ะคุณชาย คุณหญิง" สาลินทัก
"สบายดีนะคะคุณหญิง"
"ฉันควรสบายไหมล่ะ"
จิตริณียิ้ม หญิงก้อยเสียฟอร์ม แต่หน้ายังเชิด
"รถเสียเหรอครับคุณชาย หญิงก้อย"
"ครับ"
"แหม.....เป็นบุญตาผมจริง ๆ ได้เห็นคุณหญิงเข็นรถ"
"มันจำเป็นค่ะ"
"คุณชาย เอ้อ นี่มันรถแน่หรือครับ"
ชายรองยิ้มนิด ๆ ราวภาคภูมิ
"อย่าเรียกผมคุณชายเลยฮะ ผมกำลังทำตัวให้ชินกับการเป็นยาจกอยู่"
อัศนีย์มีแววอึ้ง หญิงก้อยอายจนหน้าเผือด
"มาครับ ผมจะช่วยลากไปอู่"
"ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมโทรศัพท์เรียกรถลากดีกว่า แต่ถ้าจะกรุณา ช่วยพาคุณหญิงไปส่งสปอร์ตคลับก่อน"
อัศนีย์เหลือบดูหญิงก้อย
"ผมยินดีช่วยเหลือครับ แต่ไม่รู้ว่าคุณหญิงจะยินดีหรือเปล่า"
"ไม่ยินดีค่ะ" ทุกคนอึ้ง "แต่ว่าฉันไม่มีทางเลือก ขอตัวนะคะคุณรอง"
เธอเดินเชิดไปขึ้น อัศนีย์หันมาหาสองสาว
"ขึ้นรถซีครับสาว ๆ"
สาลินบอก "เออ.....ฉันขออยู่เพื่อนคุณชายก็แล้วกันนะคะ เดี๋ยวตามไป"
เขามองสาลินอย่างขอบคุณ
"แต่ว่า"
"ฉันยืนยันค่ะ"
อัศนีย์พูดไม่ออก จิตริณียิ้มแล้วขึ้นรถ อัศนีย์ตามไปอย่างไม่พอใจนัก รถแล่นออก
"จะมาอยู่เป็นเพื่อนฉันทำไม แดดร้อนออก"
"เผื่อฉันจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง"
เขายิ้มออกมา
"ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้เธอออกเดทกับนายอัศนีย์วันหยุดด้วย"
"ไม่ใช่เดทค่ะ ฉันมาคุยกับเขาเรื่องงานเท่านั้นเอง คุณจิตริณีก็มาด้วย ว่าแต่คุณ... สบายดีนะคะ"
"ก็อย่างที่เห็นน่ะ"
ชายรองเกิดนึกรู้ขึ้นได้ทันที ทำเป็นไอออกมาเบา ๆ
"อุ๊ย....คุณไม่สบายรึเปล่า"
"เป็นไข้นิดหน่อย"
"แล้วทำไมไม่นอนพักคะ มาออกกำลังกลางแดดทำไม"
"หญิงก้อยชวน ยังไงฉันก็ต้องมา"
สาลินสลดอย่างไม่รู้ตัว
"จริงซี คุณต้องเทคแคร์เธอนี่"
"ใครบอก หญิงกลับเป็นฝ่ายดูแลฉัน นี่ไง เธอเข็นรถให้ฉันด้วย"
แล้วทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน แล้วเจื่อนกันไป ชายรองรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นขรึมทันที
"ฉันเข็นรถให้คุณนะ อย่างน้อยฉันว่าฉันแรงเยอะกว่าคุณหญิงแน่ ๆ"
"สาลิน ไม่ต้อง"
"คุณสตาร์ทรถนะคะ ฉันจะเป็นคนเข็นรถเอง"
เธฮไม่รอให้เขาปฏิเสธ เข็นรถทันที เขารีบตรงไปยึดพวงมาลัย มือหนึ่งหมุน อีกมือช่วยผลักรถ
จนรถเข้าที่ ทั้งคู่ยิ้มใหกัน
สาลินอยู่ในห้องน้ำหญิงในสโมสร หญิงก้อยเดินเข้ามาอย่างตั้งใจ สาลินชะงักไป
"ไงจ๊ะ....ได้ข่าวว่าเป็นตัวเลือกรายต่อไปของเด็จป้างั้นเหรอ"
"ตัวเลือกรายต่อไป"
"อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง เธอกำลังถูกจับคู่กับนายเล็กหรือว่าเธอจะแก้ข่าว"
"ขอแก้ข่าวค่ะ เพราะฉันกับคุณชายเล็กคงไม่ใช่คู่กันแน่ ๆ"
"ก็ดีนะ ที่เธอยังจงรักภักดีอยู่กับอาร์นี่"
"ก็ขอแก้ข่าวอีกล่ะค่ะ เพราะฉันไม่เคยจงรักภักดีกับคุณอัศนีย์หรือใครทั้งนั้น"
"งั้น.....เธอก็ไม่ได้หวังจะครอบครองเรือนหออยู่น่ะซี"
"เรือนหอ เรือนหออะไร"
"เรือนหอของเด็จป้าไง"
"เฮ้อ.....คุณหญิงคะ ฉันว่าคุณหญิงคิดมากไปแล้วล่ะ"
"ฉันไม่ได้คิดมาก แต่ฉันคิดรอบคอบต่างหาก ถึงเธอไม่คิด แต่พี่สาวเธอก็คงคิด ไม่อย่างนั้นทำไมยังลอยหน้าอยู่ในวัง ทั้ง ๆ ที่เป็นหม้ายขันหมากไปแล้ว"
"ใครจะอยู่หรือไปจากวัง เสด็จพระองค์หญิงเป็นผู้ทรงประทานพระอนุญาต ไม่ใช่เข้าออกกันตามอำเภอใจ"
หญิงก้อยแน่ใจแล้วว่า ศรีจิตราคือคนที่จะได้ครอบครองเรือนหอเพราะน่าจะถูกจับคู่กับชายเล็กแน่ ๆ ไม่ใช่ สาลิน จิตริณีเดินเข้ามาพอดี
"มีอะไรกันรึเปล่าคะ"
หญิงก้อยยิ้มหยันก่อนออกไป
"ขอบใจมากนะที่ทำให้ฉันเข้าใจอะไรได้อีกเยอะ"
"คุณหญิงเพิ่งเข้ามาไม่ใช่เหรอคะ ลืมทำธุระในห้องน้ำรึเปล่าคะ" จิตริณีว่า
"เปล่า ธุระฉันหมดแล้วต่างหาก"
สาลินอ่อนใจ
"ลินซี่ แม่นั่นมาระรานอะไรเธอรึเปล่า"
"เปล่าค่ะ แต่ฉันไม่เข้าใจเจตนาของเธอเลย"
สาลิน จิตริณีเดินข้ามฝั่งมายืนซ้อม บริเวณข้างสนาม อัศนีย์ ชายรอง นั่งอยู่ด้วยกัน
"อีกเดือนเดียว ไนท์คลับของผมก็จะเปิด คุณชายยังเป็นแขกวีไอพีเหมือนเดิมนะครับ"
"เอ....จะเหมาะเหรอ ผมไม่ใช่วุฒิวงศ์แล้วนะ เด็จป้าทรงตัดผมออกจากตระกูลแล้ว กำลังหาชื่อสกุลใหม่อยู่"
อัศนีย์อึ้งไปนิดนึง
"ยังไงคุณชายก็ต้องไปครับ เพราะสาลินเป็นประชาสัมพันธ์ไนท์คลับของผม"
ชายรองชะงัก อัศนีย์อมยิ้ม
หญิงก้อย วิรงรองเดินมายืนคุยฝั่งตรงข้ามมองสาลิน จิตริณี
"ไม่นึกนะหญิง ว่าแม่สาลินจะกล้ามาเผชิญหน้ากับหญิงวันนี้ด้วย"
"ยายบ้านสวนนั่นดูไม่กลัวเกรงอะไร กล้าเผชิญหน้า ผิดกับเธอ ลอบทำร้ายฉันลับหลัง"
"พูดอะไรน่ะหญิง ฉันไปทำร้ายลับหลังเธอตอนไหน"
"ก็ที่เธอแส่ลงข่าวคุณรองน่ะซี เธอจงใจกลั่นแกล้งฉันใช่ไหม"
"โถ กลั่นกล้งกลั่นแกล้งอะไรกันจ๊ะ ฉันแค่ทำตามเสาวนีย์ของหญิง"
"ฉันไปสั่งอะไรเธอตั้งแต่เมื่อไร"
"อ้าว ก็ที่หญิงกำชับฉันไว้ไง ว่าให้มีข่าวหญิงกับคุณรองต่อเนื่องเป็นเรื่องชุด"
"เริ่มจากข่าวหญิงกำหนดจะแต่งงานในเดือนสองเดือนนี้ไง"
หญิงก้อยคอแข็ง
"แต่เธอก็น่าจะรู้ว่าข่าวนี้ไม่น่าเขียน ถ้าเธอยังมีสมองอยู่บ้าง"
วิรงรองฝืนยิ้ม
"แต่นี่ฉันก็ใช้สมองเขียนแล้วนะหญิง เพราะเนื้อหาข่าวก็คือ คุณชายรองยอมสละได้ทุกสิ่งเพื่อความรัก คุณชายยอมทิ้งยศศักดิ์เพื่อคุณหญิงยอดดวงใจ"
คุณหญิงอึ้ง ยิ่งโกรธกว่าเดิมหลายเท่า
"ไม่มีอะไรในโลกนี้ งดงาม เลอค่า ไม่มีวันแปดเปื้อนแล้วเท่าเธอ"
หญิงก้อยตาวาววับ
"ก็ได้ ฉันยกโทษให้เธอ"
"โอว์ เป็นพระกรุณาเพคะ"
วิรงรองเดินออกมารวมกลุ่มกับจิตริณี หญิงก้อยมองตาม ทางด้านจิตริณีเสิร์ฟลูก วิรงรองหันไปรับลูกทันที ตีกลับ หญิงก้อยมองวิรงรองได้โอกาสแก้แค้น
สาลินตีลูกกลับมา หญิงก้อยรับตีลูกกลับ จิตริณีรับแล้วตีกลับอีกที ลูกกระเด็นมาตรงกลาง วิรงรองวิ่งรับลูก หญิงก้อยวิ่งเข้าไป ทั้งสองสาวปะทะกัน เทหญิงก้อยตั้งใจฟาดไม้แร็คเก็ตเข้าที่ไหล่ของวิรงรองอย่างแรง
"แอร๊ย"
วิรงรองล้มไปกับพื้น
"ติ่ง ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ"
"โอย เข่าฉัน"
เลือดซึมออกมาที่เข่า อัศนีย์ กิตติกับชายรองวิ่งมาดู วิรงรองโอดโอยตอนลุกขึ้น อัศนีย์ประคองแขนอีกข้าง
"ติ่ง ขอโทษจริง ๆ นะ"
สองหนุ่มพาวิรงรองกลับเข้าตัวตึก หญิงก้อยตามไปสีหน้ากึ่งสงสารกึ่งยิ้ม สาลิน จิตริณีสังเกต
"เห็นอย่างที่ฉันเห็นรึเปล่าลินซี่"
"ค่ะ เธอตั้งใจทำคุณติ่งเจ็บตัวแน่ ๆ"
สองสาวตามไป
วิรงรองนั่งอยู่บนเตียงพยาบาลในสปอร์ตคลับ สะอื้น หัวหูฟู สาลินกำลังช่วยทำแผลที่เข่าให้ ใช้สำลีล้างแผลด้วยน้ำเกลือ และใช้ทิงเจอร์ฆ่าเชื้อ ชายรองช่วยอยู่ข้าง ๆ
"แสบหน่อยนะคะ "
"โอย....แสบค่ะ แสบ"
"อดทนนิดค่ะ"
ชายรองแกล้งไอออกมาอีก สาลินมองตามอย่างเป็นห่วง
หญิงก้อยยืนมองอยู่หน้าห้อง สีหน้าสะใจ อัศนีย์ยืนอยู่ข้าง ๆ
"ไม่ช่วยยายติ่งหน่อยล่ะครับหญิง"
"ไม่ล่ะค่ะ คุณก็รู้นี่ว่าฉันเกลียด เออฉันแพ้เลือด เห็นแล้วจะเป็นลม"
จิตริณีเดินเข้ามาพอดี
"แหม....ยายติ่งนี่ก็สำออยนะคะ แผลเล็กแค่นี้เอง ร้องจะเป็นจะตาย"
"ดิฉันว่าไม่ใช่แค่แผลนะคะ เพราะที่ไหล่ก็โดนแร็คเก็ตของคุณหญิงฟาดเข้าไปเต็ม ๆ ยกแขนแทบไม่ขึ้น ไม่รู้กล้ามเนื้ออักเสบหรือกระดูกหักรึเปล่า"
"คุณพูดเหมือนฉันตั้งใจทำอย่างนั้น"
"ฉันไม่ได้กล่าวหาคุณหญิงนะคะ อย่าเพิ่งร้อนตัว"
จิตริณีตรงไปหาวิรงรอง หญิงก้อยอยากจะด่าตาม อัศนีย์ตามไป
จิตริณีบอก
"ติ่ง เดี๋ยวฉันขับรถพาเธอไปโรงพยาบาลเอง"
"ขอบใจจ๊ะ แต่ปวดแขนจริง ๆ นะ"
อัศนีย์เข้าทาง
"งั้น....ผมไปส่งลินซี่นะ"
"ฉันว่าฉันเรียกแท็กซี่กลับบ้านเองดีกว่าค่ะ" สาลินบอก
"ไม่ได้หรอก มากับผม ผมก็ต้องไปส่งซีครับ"
สาลินพูดไม่ออก
"เออ.... อาร์นี่ เธอไปส่งฉันด้วยซี รถคุณรองเสีย ฉันไม่อยากลับแท็กซี่"
"ผมเรียกช่างมาซ่อมแล้วนะหญิง" ชายรองบอก
"แล้วถ้ามันเกิดเสียอีกล่ะคะ คุณจะให้หญิงเข็นรถให้คุณกลางถนนอีกงั้นเหรอ"
"ฉันรู้แล้ว งั้นฉันไปกับคุณชาย ฉันช่วยเข็นได้สบายมากค่ะ คุณอัศนีย์ก็ไปส่งคุณหญิง คุณจินนี่ก็ไปส่งคุณติ่ง ลงตัวทุกคู่แล้วนะคะ"ชายรองยิ้มปลื้มนิด ๆ จิตริณีพึงใจ หญิงก้อยเลิกคิ้วมองสาลินอย่างสงสัย
ลานจอดรถสปอร์ตคลับ หญิงก้อยนั่งหน้าเชิดข้างอัศนีย์ที่หน้าบอกบุญไม่รับ แล่นรถบึ่งออกไป ชายรองยืนอยู่กับสาลินข้างรถบุโรทั่งของตัวเอง
"จะให้ฉันไปส่งเธอที่บ้านสวนใช่ไหม ขึ้นรถเลย"
"คุณไปส่งฉันแค่ถนนใหญ่ก็พอค่ะ ฉันเรียกแท็กซี่ไปเอง"
"ไหนบอกว่าจะให้ฉันไปส่งไง"
"รถคุณแล่นไปไม่ถึงเมืองนนท์หรอกค่ะ อีกอย่างฉันแค่จะหลบนายอัศนีย์ ไม่ให้เขาไปส่งฉันเท่านั้นเอง"
เขามองสาลินอย่างปลื้ม แล้วทำเป็นไอแรง ๆ
"ตายจริง คุณไม่สบายนี่ ไหน ดูซิ"
สาลินอังมือหน้าผาก เขารู้สึกถึงสัมผัสนั้น
"ตัวรุม ๆ"
"ไม่เป็นไรหรอก ไป ฉันไปส่งเธอ"
เขาทำไอแรง ๆ น่าสงสาร เปิดประตูรถให้ เธอมองเขาตาละห้อย เขานั่งยิ้มเพลีย ๆ ไอออกมาอีก หอบหายใจแรก แล้วขับออก รถพ่นไอเสีย กระตุกเป็นระยะ ดูป่วยไม่แพ้เจ้าของ
ในโรงพยาบาลจิตริณีประคองวิรงรองลุกจากเตียง
"จินนี่ ยายคุณบรรณารักษ์นี่เขาก็ดี้ดีนะ ขนาดเคยมีเรื่องกันมา ยังเต็มอกเต็มใจทำแผลให้ ไม่เห็นร้ายกาจอย่างที่นัง เอ้ย ยัยหญิงก้อยใส่ไฟไว้ซักนิด"
"ลินซี่เป็นคนดี น่ารัก ฉันเลยต้องมาดูแลเขาเพื่อกันเขาจากอาร์นี่ คนร้ายที่เธอควรระวังคือยายคุณหญิงก้อยต่างหาก"
"ทำไมเหรอ"
"ถึงจะอยู่ในระยะไกล แต่ฉันก็พอมองออกว่ายายคุณหญิงตั้งใจฟาดเธอด้วยแร็คเก็ต"
"แน่ใจเหรอ"
"ลินซี่ก็เห็นเหมือนฉัน แล้วยิ่งแน่ใจ เมื่อเห็นสีหน้าสะใจของหล่อนตอนที่มองดูเธอทำแผล มีปัญหาอะไรกันรึเปล่า"
วิรงรองนึกถึงสิ่งที่หญิงก้อยต่อว่าเมื่อกี้ทันที สีหน้าเครียดขึ้นทันที
"เดี๋ยวเล่าให้ฟัง"
จิตริณีประคองวิรงรองออกไป
ชายรองพาสาลินเข้ามาในบ้าน บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าเดิม กิตติยังไอโขลก ๆ แล้วเซมานั่งที่โซฟายาว หอบหายใจแรงดูเหนื่อยเสียเต็มประดา
"โธ่.....ลำบากเธอแท้ ๆ กลายเป็นเธอที่มาส่งฉันที่บ้านแทน"
"ก็คุณไอเสียขนาดนี้ คุณไม่สบายมากนะ ไปโรงพยาบาลคุณก็ไม่ยอมไป"
"ฉันนอนพักเดี๋ยวก็หาย แค่มึนหัวเท่านั้นเอง เธอกลับได้แล้วล่ะ"
"แล้วคุณอยู่คนเดียว ใครจะดูแลคุณ"
"เดี๋ยวฉันเรียกหญิงก้อยมาก็ได้ หญิงดูแลฉันได้อยู่แล้ว"
"คุณแน่ใจเหรอคะ"
"ทำไมพูดอย่างนั้น"
สาลินไม่อยากเล่าเรื่องที่หญิงก้อยทำร้ายวิรงรอง
"ก็คุณ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ"
"ขอน้ำทานหน่อยเถอะ คอแห้งจัง"
ชายรองไอโขลก ๆ สาลินรีบวิ่งไปรินน้ำในห้องด้านหลัง
ขารีบเดินไปที่กระถางต้นแก้วที่วางอยู่นอกเทอเรซ เด็ดใบมาสามสี่ใบ แล้วกลั้นใจเอาเข้าปากเคี้ยว หน้าเหยเกเพราะขมปี๋ แล้วรีบกลับมานอนทำซมที่โซฟาต่อ สาลินกลับเข้ามาพร้อมน้ำ เขาดื่มน้ำ ทำท่าอ่อนแรง สาลินอังฝ่ามือที่หน้าผาก
"ตายจริง ตัวร้อนกว่าเดิมอีก ไปหาหมอเถอะนะ ฉันพาไป"
"ไม่....ค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ฉันไม่มีเงิน"
"โธ่ ทำยังไง ไข้ขึ้นขนาดนี้ เอาอย่างนี้ ต้องลดไข้ค่ะ คุณต้องนอนแช่น้ำแข็งแล้วล่ะ"
ชายรองสะดุ้งเล็ก ๆ
" หา....ว่าอะไรนะ"
"นอนแช่น้ำแข็งค่ะ"
สาลินไขน้ำครึ่งอ่าง แล้วเทน้ำแข็งก้อนเล็กที่ทุบจากน้ำแข็งก้อนสี่เหลี่ยมใหญ่ลงไป เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำ ปิดเนื้อตัวมิดชิด
"เร็วค่ะ ลงมาแช่ในอ่าง ฉันไม่แอบดูคุณหรอกน่า"
เขาเดินมาที่อ่าง แล้วหย่อนเท้าลงไป สะดุ้งโหยง
"มันเย็นนะ"
"มันช่วยลดไข้ค่ะ นั่งลงไปเลย"
เขาลงนั่งแล้วผวาเฮือก
"โอย"
"แช่ไปทั้งตัวค่ะ"
สาลินกดร่างเขาลงแช่ไปทั้งร่าง เขาสะดุ้งเฮือก
"ดีค่ะ พอไข้ลดคุณจะรู้สึกดีขึ้น"
เขาจะลุกขึ้นเพราะน้ำเย็นชัด สาลินกดร่างให้นอนลงไปใหม่
"อย่าเพิ่งลุก"
สาลินเอาฟองน้ำมาเช็ดหน้า และช่วงคอให้กิตติ
"เธอเคยทำมาก่อนเหรอ เห็นเธอทำแผลให้คุณติ่งอย่างชำนาญ"
"ค่ะ.....ฉันเป็นนางพยาบาลประจำบ้าน ใครเจ็บป่วยอะไรฉันรักษาได้หมด คุณตามีตำรับยาสมุนไพรตั้งหลายเล่ม ที่บ้านสวนก็ปลูกสมุนไพรไว้เยอะแยะ เราแทบไม่ต้องพึ่งยาหมอฝรั่งเลยนะ แม้แต่เจ้ามอมฉันก็เคยทำแผลให้มันเลย"
"ฉันว่าไข้ฉันน่าจะลดแล้วนะ เพราะน้ำมันเย็นขึ้นเรื่อย ๆ"
สาลินอังฝ่ามือที่หน้าผาก กิตติอีกครั้ง
"ค่ะ เหมือนไข้จะลดแล้ว ทำไมเร็วจัง"
ต่อมา ชายรองจามฮัดเช่ย เป็นหวัดเข้าจริง ๆ สวมเสื้ออุ่น ๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะทานข้าว มองข้าวต้มร้อนๆ ในหม้อที่สาลินเพิ่งปรุงมาให้ตรงหน้า เธอตักใส่ชามเล็ก โรยด้วยผักชีและขิงหั่นซอย
"ข้าวต้มปลาค่ะ ทานหน่อยนะคะ จะได้ทานยาลดไข้ แล้วรีบเข้านอนเลย พรุ่งนี้ฉันจะแวะมาดูอาการอีกที "
"พรุ่งนี้เธอจะแวะมาเหรอ"
"ค่ะ.....ถ้าคุณไม่ว่า"
"ไม่ว่าหรอก แต่ฉันเกรงใจเธอ"
"อย่าเกรงใจเลย ฉันเป็นต้นเหตุให้คุณเป็นอย่างนี้นี่นา ทานค่ะ"
ชายรองทานข้าวต้ม รู้สึกอร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา
"เป็นไงคะ"
"ดีมาก อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา"
"ไม่ต้องมายอฉันหรอกค่ะ ฝีมือฉันก็พื้น ๆ แค่คุณทานได้ฉันก็ดีใจแล้ว ฉันทานบ้างดีกว่า"
สาลินยิ้มให้ ไม่รู้เลยว่ากิตติอร่อยที่สุดตามที่พูดจริง ๆ
คืนนั้น ท่านจันทร์กำลังทรงอ่านหนังสือ หม่อมวาณีนั่งปักผ้าอยู่ใกล้ ๆ ม.ร.ว. ศศิรัชนีท่าทางเศร้าซึมจัดดอกไม้ลงแจกันอยู่ รื่น โรย กำลังริดก้านใบ ดอกไม้อยู่ที่พื้นใกล้ ๆ หญิงก้อยใส่ชุดอยู่บ้านเดินมานั่งลง
"อ้าว ลูกหญิง"
"ท่านพ่อเพคะ หญิงมีเรื่องอยากปรึกษา เรื่องมรดกของหม่อมย่า ในส่วนของหญิง"
"หม่อมย่ายกให้เธอเป็นทุนการศึกษา กับเป็นของขวัญแต่งงาน ตอนเธอไปอเมริกา เพื่อที่เธอเรียนไม่จบ และเพื่อแต่งแล้วหย่าสายฟ้าแลบน่ะ เธอผลาญสมบัติไปจนไม่เหลือแม้แต่สตางค์แดงเดียว"
เธอคอแข็ง วาณีสบตาหญิงกลาง รื่นโรยขยับเข้าหากัน
"แล้วท่านพ่อจะช่วยหญิงกับคุณรองยังไงบ้างเพคะ หลังจากที่เราแต่งงานกันแล้ว"
"ทำไมต้องช่วย สมบัติของชายรองมีตั้งเยอะแยะ"
"นั่นสมบัติเด็จป้าเพคะ ตอนนี้คุณรองกำลังลำบากเพราะเหลือแต่เงินเดือนราชการ ธุรกิจผ้าไหมก็ขาดทุน"
"อย่าว่าแต่ชายรองเลย ธุรกิจของรัชนีกุลก็อยู่ใต้ใบบุญของวังวุฒิเวสม์เหมือนกัน ถ้าฉันยื่นมือไปช่วย เสด็จพี่ไม่โปรดแน่ และถ้าเสด็จพี่กริ้ว ฉันขึ้นมาอีกคน เราจะเดือดร้อนกันหมด"
เธอลุกพรวดขึ้น
"ท่านพ่อเห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็นแก่หญิงเลย"
วาณีและหญิงกลางเกือบช็อค รื่น โรย เข้าบีบมือกันแน่น
"หญิง!"
ท่านจันทร์มองลูกสาวอย่างสมเพช แล้วตรัสเรียบๆ
"แล้วเธอเล่า ตั้งแต่ลืมตาดูโลกขึ้นมานี่ เธอเคยเห็นแก่ใครอื่นบ้างไหม"
เธอชะงักแล้วเชิดหน้าเดินไปขึ้นไปชั้นบน หม่อมวาณีร้องเรียกลูกหญิงแล้ววิ่งถลาตามไป
หญิงกลางมาคุกเข่ากับพื้นบีบกรท่านจันทร์อย่างปลอบโยน ท่านจันทร์แย้มสรวลแต่เนตรขมขื่น ลูกสาวยิ้มปลอบ ซบหน้ากับตักของท่านพ่อ ทอดถอนใจ
ในห้องนอน หญิงก้อยกำลังพูดสาย สายตาหวั่นไหวจากที่รู้ว่าท่านพ่อจะไม่ทรงช่วยเรื่องเงิน
"อ้อ วันมะรืน มันจะไปเดินห้างใช่ไหม ดี ฉันจะไปเจอมันที่นั่น"
จรวยพูดสายอยู่ในห้อง
"คุณหญิงแน่ใจเหรอคะว่า เรือนหอน่ะ ไม่ใช่สำหรับคุณชายเล็กกับนังคนน้องแน่ ๆ"
จังหวะนี้ ชายโตเดินเข้ามา ชะงักหยุดฟัง
"ฉันเพิ่งเจอนังคนน้องมา ถามลองใจมันดูแล้ว มันบอกว่ามันไม่ใช่คู่ของคุณเล็ก ดูมันไม่ได้สนใจอะไรเรื่องเรือนหอเลยสักนิด เพราะฉะนั้น น่าจะเป็นนังคนพี่กับชายเล็กเสียมากกว่า"
"เหรอคะ ก็แสดงว่านังคนพี่นี่แหละที่หวังว่าจะได้อยู่เรือนหอ คุณหญิงก็รีบจัดการเลยนะคะ"
"เธอก็ช่วยด้วยอีกแรงก็แล้วกัน ทำให้มันสิ้นหวังเป็นสะใภ้จ้าวให้มากที่สุด"
"ได้ค่ะ ให้มันหมดอาลัยตายอยาก ระเห็จจากวังไปเลย"
"เมื่อหมดเสี้ยนหนาม สมบัติของเด็จป้า รวมทั้งเรือนหอ ต้องเป็นของฉันทั้งหมด"
"ค่ะ จรวยก็หวังว่าอย่างนั้น อ้อ อย่าลืมนะคะ วันมะรืน มันไปเดินช็อปปิ้งที่ห้าง เห็นว่าจะเข้าไปร้านติ่มซำด้วยนะคะ"
จรวยหัวเราะ ดิเรก ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
สะใภ้จ้าว ตอนที่ 15 (ต่อ)
วันรุ่งขึ้น ชายรองใส่ผ้าขนหนู เพิ่งอาบน้ำเสร็จ
เปลือยท่อนบนน้ำยังพราวทั้งตัว เดินออกมาโถงกลาง แล้วสะดุ้งเฮือกเพราะสาลินกำลังเก็บกวาดโถง สาลินหันมาพอดี ห้องโถงสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งกว่าเดิม
"ว้าย"
สาลินหันหลังให้ เขารีบดึงผ้าขนหนูอีกผืนที่พาดบ่าอยู่ มาปิดท่อนบน
"เออ.....เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเข้ามาในบ้านได้ยังไง"
"เมื่อคืนก่อนกลับ ฉันเอากุญแจบ้านไปด้วยน่ะค่ะ เพราะตั้งใจจะมาทำอาหารเช้าให้คุณทาน"
"เธอหันมาได้แล้ว"
สาลินหันมา พบว่า กิตติคลุมท่อนบนเรียบร้อย มองไปที่มุมครัว เห็นข้าวต้มกำลังอุ่นอยู่บนเตา
"หอมจัง"
"ฉันทำข้าวต้มให้คุณค่ะ"
สาลินตรงมาใกล้ แล้วเอามืออังหน้าผากทันที กิตติอึ้งไป
"ตัวไม่ร้อนแล้วค่ะ เห็นไหมฉันลดไข้ให้คุณเห็นผลทันใจ"
"ขอฉันไปแต่งตัวก่อนเถอะนะ"
"ได้ค่ะ"
ชายรองรีบกลับเข้าห้องด้านใน สาลินดูแฮ็ปปี้ ไปดูข้าวต้มในหม้อต่อ
สาลินกับชายรองทานอาหารเช้าอยู่ด้วยกัน
"กุนเชียงบ้านสวนนี่อร่อยจัง ไม่ติดมันด้วย จำได้....คราวที่แล้วฉันให้ไอ้มอมกิน มันกระดิกหางใหญ่ แสดงว่าของโปรดมันเลยนะ"
"ชื่อคล้ายกัน ก็เลยชอบเหมือนกัน"
"หา....เธอพูดอะไร"
"ก็ชื่อเล่นคุณที่คุณศุภรเรียกไง"
"ศุภรเรียกฉันว่า ไอ้หม่อม"
"ฉันได้ยินทีไร คิดว่าเป็นไอ้มอมทุกที"
กิตติหน้าบึ้ง สาลินทำหน้าวิงวอน
"อย่าโกรธนะคะ ก็ครั้งแรกฉันได้ยินแบบนั้นจริง ๆ นี่"
ชายรองเอาตะเกียบคีบห้อยจ๊อส่งมาที่สาลินบ้าง
"เธอชิมซิ มันเย็นแล้ว ไม่เหมือนไข่นกกระทาหรอก"
สาลินตีมือกิตติเผียะ กิตติคว้ามือไว้ สาลินชะงัก กิตติมองตา สาลินหน้าแดงฉาน
ที่กลางห้องโถง หญิงก้อยในชุดสั้นปักเลื่อม เดินเข้ามาแล้วชะงัก ตาวาว สาลินดึงมือออก กิตติลุกขึ้นรับ สาลินลุกตาม
"อ้อ หญิง กินข้าวด้วยกันไหม"
"แหม....ถ้าร่วมวงด้วย ก็ขัดความสำราญแย่เลยซีคะ"
"คุณหญิงคะ คุณชายไม่สบายตั้งแต่เมื่อวาน ฉันเลยมาดูแล"
"ตั้งแต่เมื่อวาน ! อ้อ งั้นก็ดูแลต่อเนื่องมาถึงวันนี้ซีนะ ค้างอ้างแรมกันรึเปล่า"
สาลินหน้าเชิด
"ฉันคิดว่าฉันสมควรจะกลับแล้ว คุณชายคะหนังสือที่จะบริจาค ฉันมาเอาวันหลังก็แล้วกัน"
"เธอน่าจะบอกฉันด้วยนะ เพราะฉันก็มีของที่อยากบริจาคให้เป็นทานเหมือนกัน"
หญิงก้อยยิ้ม หึงนิดนึง แต่โล่งใจมากกว่า
"กรุณาอย่าเข้าใจผิดนะคะ คุณชายกับฉันบริสุทธิ์ใจ"
หญิงก้อยกรายมาใกล้
"เธอแน่ใจหรือ ว่าเธอบริสุทธิ์ใจจริง"
สาลินเริ่มโกรธแต่ยิ้มหวาน
"ฉันแน่ใจค่ะ แน่ใจว่าฉันบริสุทธิ์กว่าคุณหญิง"
ชายรองสะดุ้ง หญิงก้อยผวา สาลินพูดแล้วก็เสียใจ หญิงก้อยเชิดหน้า
"หญิงจะมารับคุณรองไปกินอาหารฝรั่งเศสที่ลาโรช แต่คุณรองกลับมีอาหารริมทางเสพอยู่แล้ว"
"ฉันกลับก่อนค่ะ"
สาลินคว้ากระเป๋ารีบกลับทันที หญิงก้อยหันมามองเขาอย่างเอาเรื่อง
"ไม่สบายเหรอคะ แต่หน้าตาดูสดชื่นดีนี่ "
กิตติไอออกมาทันที
"ใครบอก ไข้ผมขึ้นสูง ไม่มีแรงเลย หญิงช่วยอะไรผมหน่อยได้ไหม"
"ช่วยอะไรคะ"
"เช็ดตัวให้ผมที"
"หา....เช็ดตัว"
"ครับ"
เขาทำตาละห้อย ทั้งไอทั้งจาม
ณ ระเบียงตำหนักใหญ่ วังวุฒิเวสม์ สอางค์ตาเบิกโพลง
"หา จะขอเข้าเฝ้า"
สอางค์นั่งอยู่บนตั่ง สาลินนั่งอยู่ตรงหน้า มาลา วรรณา นั่งอยู่ที่พื้นกำลังทำของชำร่วยกันอยู่
"ค่ะ คุณป้าใหญ่"
"เรื่องงานที่ห้องสมุดอีกเหรอ"
สาลินอึกอักกำลังจะปฏิเสธ แต่สอางค์บ่นบ้าก่อน
"แต่ช่วงนี้น่ะมันไม่เหมาะ ตั้งแต่เกิดเรื่องคุณชายรอง เสด็จทรงเหมือนเดิมซะที่ไหน เดี๋ยวก็ทรงเงียบ เดี๋ยวก็เย็นชา บางทีก็กริ้วแหวออกมา"
สาลินหน้าเสีย
"อย่างงั้นเชียวหรือคะ"
"น้อยไปน่ะซีคะ คุณสา วันก่อนมีพวกนังเล็ก ๆ กลุ่มนึง ไปซุบซิบกันเรื่องสงสารคุณชายรอง ทรงพระดำเนินผ่านมาพอดี ทรงไล่ออกไปทั้งโขยง ห้ามเสนอหน้ามาให้ทรงเห็นเป็นอันขาด" มาลาว่า
วรรณาซับน้ำตา
"ที่ทรงประกาศิตไว้ว่าห้ามพูดกระทั่งชื่อคุณชายรองน่ะ ทรงหมายความตามนั้นจริง ๆ"
"โธ่เอ๋ย คุณชายไม่น่าพระชนม์สั้นเลย"
ทุกคนสะดุ้ง สอางค์ชะงักรู้ตัวว่าพูดเพ้อ
"เอ๊ย คุณชายไม่น่าคิดสั้นแบบนั้นเลย"
สาลินยิ่งหน้าซีด
"เออ แล้วหนูจะขอเข้าเฝ้าเรื่องอะไรล่ะลูก
"เอ้อ เรื่องขอประทานอภัยโทษให้คุณชายรองค่ะ"
สอางค์ยิ้มละไมแล้วตาเหลือก มาลา วรรณาโยนของชำร่วยทิ้ง คลานพรวดมาคว้าขาสาลิน
"ดีลูก ว้าย.....ไม่ได้นะยายสา"
"เสด็จกริ้วแหวแน่ค่ะ"
"ดีไม่ดีจะกริ้วมาถึงคุณศรี ถึงคุณแม่บ้านด้วยนะคะ"
ประตูเปิดออก ศรีจิตราเข้ามา
"ยายสา เสด็จทรงประทานพระอนุญาตให้เฝ้าได้แล้วจ้ะ แต่รออีกสักสิบนาทีนะ"
ทุกคนร้องอุทานประหวั่นพรั่นพรึง สาลินลังเลแล้วมีแววสู้ตาย
หญิงก้อยถือกาต้มน้ำเก่าคร่ำเดินจากนอกห้องเข้ามาในห้องน้ำ ผมรุ่ยร่าย หน้าเป็นมัน
"คุณรองคะ เตาถ่านทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้ ว้าย"
หญิงก้อยชะงักเพราะเขานั่งเปลือยท่อนบนอยู่ในอ่างอาบน้ำ ท่อนล่างอยู่ในผ้าขนหนู นอกอ่างมีกระป๋องสังกะสีวางอยู่ เทพีเบือนหน้าไปทางอื่น
"คุณรอง คุณเปลือยอยู่นะคะ"
"ผมต้องเช็ดตัวนี่ครับ ไม่ต้องอายหรอก เราจะแต่งงานกันอยู่แล้วนะ"
หญิงก้อยค่อย ๆ หันมา
"นี่ค่ะ น้ำร้อน คุณผสมเอาเองนะ แล้วเช็ดตัวเอง หญิงจะไปรอข้างนอก"
"โธ่ หญิง ผมไม่มีแรง ผสมน้ำให้ผมเถอะ นี่ครับ ผ้าขนหนู"
เธอเทน้ำในกาลงในกระป๋องอย่างทุลักทุเล หย่อนผ้าขนหนูลงไป แล้วบิดหมาด ๆ
"เช็ดเลยครับ"
เธอวางผ้าขนหนูบนไหล่ของเขา แล้วเช็ดไปกลางหลัง
"ดีครับ เดี๋ยวเช็ดช่วงล่างให้ผมด้วยนะ"
"ว้าย อะไรนะคะ เช็ดช่วงล่าง"
"ครับ ผมไม่มีแรง"
กิตติดึงผ้าขนหนูปิดช่วงล่างออก วางพาดบนขอบอ่าง
"เช็ดได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ"
"ไม่ได้ค่ะ คุณรองเช็ดเองเถอะ"
ชายรองทำท่าผะอืดผะอมขึ้นมา
"คุณรองเป็นอะไร"
"ผมไม่น่าทานของเช้าของสาลินเมื่อกี้เลย ผมจะอาเจียน"
เขาทำท่าเหมือนจะอ้วกออกมา
"ลูบหลังผมหน่อยครับ ลูบหน่อย"
"ไม่ไหวแล้วค่ะ เดี๋ยวหญิงโทร.ไปเรียกคนที่ วังวุฒิเวสม์มาดีกว่านะคะ"
"หญิง อย่าทิ้งผมนะครับ ผมช่วยตัวเองไม่ได้ ผมหน้ามืดจะเป็นลมอยู่แล้ว"
"งั้นเป็นลมในอ่างอาบน้ำไปก่อนค่ะ ไม่อันตรายหรอก หญิงขอตัวค่ะ"
หญิงก้อยวิ่งออกจากห้องด้วยความขยะแขยง
"หญิงครับ หญิง เดี๋ยวซี"
ชายรองยิ้มออกมา แล้วทำเสียงโอ้กอ้าก อาเจียน
หญิงก้อยวิ่งออกมาแล้วรีบล้างมือที่อ่าง เสียงอ้วกดังแว่วมา เธอวิ่งออกจากบ้านไปทันที
เขาโผล่หน้ามา แล้วขำ บทพิสูจน์ของสองสาวเรียบร้อยไปอีกขั้น
เสด็จประทับบนตั่งพระพักตร์เคร่งขรึมเย็นชา พระหัตถ์ทำของชำร่วยไปด้วย แล้วปรายสายพระเนตรมายังกลางห้อง สาลินหมอบกราบกับพื้นดูร่างเล็กกระจ้อยร่อย ในห้องนั้นดูใหญ่โตเวิ้งว้าง ไม่มีพวกข้าหลวงอื่นใดอยู่
"มีเรื่องอะไรคอขาดบาดตายหรือ"
"หม่อมฉันมาขอประทานพระกรุณา ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเพคะ"
" เรื่องกิตติราชนรินทร์ใช่ไหม"
"เพคะ เรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของคุณชายรอง แต่เป็นหม่อมฉันเองเพคะ"
"ยังไง ไหนว่าไปซิ"
สาลินกลืนน้ำลาย
"หม่อมฉันเห็นเขารักอยู่กับคุณหญิงก้อย ถ้าแต่งไปกับพี่ศรี พี่ศรีต้องไม่มีความสุข หม่อมฉันเลยทำทุกอย่างเพื่อให้คุณชายคืนดีกับคุณหญิงเพคะ"
"เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอหรอก เรื่องของเรื่องคือ ชายรองอยากขัดใจฉันอยู่แล้ว"
"แต่เรื่องความรัก เราไม่ควรบังคับใจใครนะเพคะ"
เสด็จทรงลดใบโพธิ์ลง ทอดพระเนตรตรงมายังสาลิน สาลินใจหายแต่ยังคงสบพระเนตรอย่างวิงวอน สด็จทรงวางบุหงาใบโพธิ์ลงในพาน
"นี่เธอกำลังสอนฉันหรือ"
"มิได้เพคะ แต่หม่อมฉันแค่เห็นว่าคนเราควรจะแต่งงานกันด้วยความรักมากกว่าความเหมาะสม"
"แต่ฉันคิดว่าคนเราควรจะแต่งงานกันด้วยความรักเท่า ๆ กับความเหมาะสม"
"ถ้าเช่นนั้น คุณหญิงก้อยและคุณชายรองก็ควรแต่งงานกันซิเพคะ เพราะมีทั้งความเหมาะสม.. และ...ความรัก"
เสด็จทรงเชิดพระพักตร์
"ตรงกันข้าม ในกรณีของสองคนนี้ ไม่มีความเหมาะสมอะไรเลย และไม่มีแม้กระทั่งความรักด้วย"
"แต่"
"เธอนี่เก่งกล้าสามารถนักนะ กล้าขอในสิ่งที่คนทั้งวังนี้ไม่กล้าแม้แต่จะคิด"
"หม่อมฉันจำเป็นต้องกล้า เพื่อความถูกต้องเพคะ"
"อย่างนั้นหรือ ฉันคิดว่าเธอกล้า เพื่อเทิดทูนความรักเสียอีก"
"หม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ"
"อีกหน่อย เธอจะเข้าใจเอง"
สาลินอ้าปากค้าง เสด็จทรงหยิบบุหงาใบใหม่มา ตรัสเฉียบขาด
"เธอไปได้แล้วสาลิน"
สาลินลังเลแล้วกราบลง เสด็จทรงมองพระพักตร์เคร่ง แต่พระเนตรวิบวับขบขัน
"ขอเวลาให้ฉันใคร่ครวญเรื่องนี้อีกซักนิด เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ฉันจะยกโทษให้ชายรอง ตอนนี้ให้เขารับกรรมที่เขาก่อขึ้นไปให้เต็มที่เสียก่อน"
สาลินกัดริมฝีปาก
เสียงในใจของสาลิน
"หม่อมฉันเองก็ต้องรับกรรมที่หม่อมฉันก่อขึ้นเหมือนกัน"
สาลินกราบลงอีกครั้ง เสด็จทรงหันพระปรัศว์ให้
วันรุ่งขึ้น ศรีจิตราเดินช็อปปิ้งทางเดินห้างหรู ชะงักไปทันทีเมื่อร่างของเทพีเพ็ญแสงมายืนขวางอยู่ตรงหน้า
"ไงจ๊ะ ยังหน้าระรื่นอยู่ได้นะ ทั้ง ๆ ที่เป็นหม้ายขันหมากถึงสองครั้งสองครา"
"คุณหญิงต้องการอะไรคะ ถึงขนาดลงทุนมาดักรอพบดิฉันแบบนี้"
"ฉันจะเตือนเธอไว้ ว่าอย่าหวังจะได้ครอบครองเรือนหอของเด็จป้า"
"คุณหญิงคิดว่าดิฉันหวังในเรือนหออยู่เหรอคะ คุณหญิงคงเข้าใจผิด"
"เธอนี่เล่นบทบาทเดียวกับน้องสาวเลยนะ ไม่หวังสมบัติเด็จป้าทั้งนั้น ถ้าไม่หวัง ยังจะลอยหน้าอยู่ในวังทำไม"
ศรีจิตราทำหน้าเศร้าทันที
"แล้วจะให้ดิฉันไปไหนเหรอคะ ดิฉันไม่มีที่ไปหรอกค่ะ"
"ก็กลับไปสวนผักอาม่า อาเจ็กของเธอไง"
"กลับไปให้คนนินทาว่าร้ายงั้นเหรอคะ ดิฉันไม่กล้าบากหน้ากลับไปหรอกค่ะ"
หญิงก้อยยิ้ม เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ
"งั้น....ก็หนีไปซี หนีไปให้ไกล ไปมีสามีใหม่ แถวหัวเมืองก็ได้ อย่างเธอคงหาไม่ยากหรอก"
"เสด็จไม่ทรงประทานพระอนุญาตแน่ ๆ ดิฉันอับจนปัญญาจริง ๆ ทุกวันนี้ชีวิตมีแต่ทุกข์ แทบจะมองหน้าใครไม่ได้ แม้แต่ข้าหลวงในวัง ที่แอบเอาเรื่องของดิฉันไปนินทาลับหลัง มีแต่ความอับอาย อดสู"
"เป็นฉัน ฉันคงตัดสินใจขั้นเด็ดขาดแล้วล่ะ "
"ยังไงเหรอคะ"
หญิงก้อยหน้าเชิดไปอีกทาง ศรีจิตรามองอย่างขัน ๆ
"ถ้าไม่บวชชี ก็ต้องฆ่าตัวตาย"
"อะไรนะคะ....ฆ่าตัวตาย"
"ใช่ เป็นฉันฉันจะเลือกอย่างหลังด้วยซ้ำ"
"ทำไมคะ"
"จบชีวิตตัวเองเพื่อประกาศว่าศักดิ์ศรีของเรายังอยู่น่ะซี"
ศรีจิตราน้ำตาคลอ หญิงก้อยสะใจ
"ฉันต้องการบอกเธอเท่านี้แหละ ไปตรึกตรองดูให้ดี ๆ"
หญิงก้อยสะบัดไป ศรีจิตราเปลี่ยนสีหน้าเป็นปลง ๆ
"อ้อ คุณหญิงยังหวังเรือนหออยู่ นี่น่ะเหรอคะศักดิ์ศรี"
ศรีจิตราถอนใจ
ในร้านเสียโป สาลินเขี่ยถั่วลันเตาในจานอย่างเศร้า ๆ แล้วเงยหน้าขึ้น อัศนีย์อยู่ตรงข้ามกำลังจิบบรั่นดี
"นี่คุณ ผมทำให้เขาคืนดีกันจนจะเข้าพิธีวิวาห์อยู่ร่อมร่อแล้ว งานบริจาคหนังสือก็ผ่านแล้ว เมื่อไรคุณจะทำตามสัญญาของคุณเสียที"
"รออีกนิดไม่ได้หรือคะ ปลายเดือนหน้าจะมีงานนิทรรศนิทานนานาชาติ"
"อือม์ นิทานนานาชาติ น่าสนใจจัง แล้วต่อจากนั้นล่ะ มีสัปดาห์นิทานไทยหรือ"
สาลินยิ้มแป้น
"ไม่ใช่ค่ะ สัปดาห์นวนิยายไทย แล้วจากนั้นก็จะเป็นสัปดาห์วันเด็ก"
"อือม์ ดีจังเพราะเด็ก ๆ คืออนาคตของชาติ"
"ใช่ค่ะ เด็ก ๆ คืออนาคตของชาติ"
อัศนีย์วางแก้วเหล้าเสียงดังแกร็ก มองสาลินตาเขียว ชะโงกหน้ามา
"แต่ผมห่วงอนาคตของไนท์คลับผมมากกว่า จะเปิดอยู่รอมร่อแล้ว แต่หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ยังมัวห่วงอนาคตเด็กไทยอยู่"
"แต่เด็กไทยน่าเป็นห่วงจริง ๆ นะคะ"
สาลินวิงวอน อัศนีย์เกือบใจอ่อน แล้วตบโต๊ะปัง
"คุณต้องรักษาสัญญาของคุณ"
สาลินทำท่าวิงวอนอีก อัศนีย์ส่ายหน้าแล้วเมิน
"งั้น ฉันขอไปซื้อไข่นกกระทาหน่อยนะคะ"
สาลินเลี่ยงออกมานอกร้าน สวนเข้ากับมวยมณีพอดี กระซิบบางอย่าง มวยมณีหน้าตะลึง รีบเดินไปหาอัศนีย์ ไหว้กระชดกระช้อย
"สวัสดีค่ะ คุณ อัศนีย์ เถลิงการ ดิฉันมวยมณีค่ะ"
สาลินวิ่งไปทันที
"ขอบคุณนะคะที่ต้องการให้มวยไปทำงานไนท์คลับของคุณ"
"หา....ว่าไงนะ"
"มวยทำได้ทุกอย่างนะคะ ร้องเพลง เต้น รวมทั้งโชว์งู"
"งูอะไร"
"เมียงูค่ะ"
"ผมขอตัวไปซื้อไข่นกกระทาก่อน"
อัศนีย์วิ่งออกมานอกร้าน มองหา สาลินไม่เจอเสียแล้ว
ภายในห้องประชุมห้องสมุด ด้านหนึ่งลลิตา บราลี อีกด้านคือจิตริณี สาลินนั่งอยู่ตรงหน้าไนเจล
"คุณจะลาออกไปทำงานที่ไนท์คลับของนายอัศนีย์"
จิตริณีสะดุ้งเฮือก ลลิตา บราลี มองหน้ากันอย่างตกใจ
"ฉันสัญญากับเขาไว้ค่ะ"
ไนเจลเชิด ปรายตามองดูจิตริณี
"ดูเหมือนทุกคนจะมีสัญญากับนายคนนี้ไปหมดนะ ทั้งสัญญาจ้าง ทั้งสัญญาใจ"
สาลินทำตาปริบ ๆ จิตริณีอึ้ง ลลิตา บราลีกระซิบกัน
ลลิตาบอก "ต๊าย เล่นคำ"
"โอเค ผมรับทราบ ตกลงวันนี้พอแค่นี้"
สาลิน ลลิตา บราลี ลุกขึ้น
"อะไรกันยะ ไม่บอกไม่กล่าว"
บราลีถาม "นึกยังไง ถึงจะไปทำงานทาสวัฒนธรรมตะวันตกแบบนั้น"
สาลินไม่ทันตอบ ไนเจลทุบโต๊ะปัง
"ไป ไป ไป ปรับทุกข์ปรับโศกวิโยคภัยกันที่อื่น"
สาลินออกไป ลลิตา บราลี ค้อนขวับ จิตริณียังนิ่งครุ่นคิด
"คุณคิดว่ายังไงคะ"
ไนเจลเชิดหน้า แต่เสียงสั่น ดวงตาร้าวราน
"เมื่อเขาไม่อยากอยู่ที่นี่ จิตใจเขาไปพันผูกอยู่กับที่อื่น เราก็ไม่ควรฉุดรั้งเขาไว้
ควรที่จะปล่อยเขาไป ให้สมกับที่ใจเขาต้องการ"
"บอสคะ ฉันพูดถึงลินซี่นะคะ"
ไนเจลเมิน
"ผมก็พูดถึงลินซี่ ทำไม คุณคิดว่าผมพูดถึงใคร"
"ฉันว่าคุณไม่น่าปล่อยให้ลินซี่ไปทำงานกับอาร์นี่"
"ทำไม กลัวลินซี่จะไปแย่งชายในดวงใจของคุณหรือ"
จิตริณีชะงัก สบตาไนเจล ดวงตาพลันระยิบระยับเอ็นดู
"ลินซี่ไม่มีวันแย่งชายในดวงใจฉันไปได้หรอกค่ะ"
ไนเจลยังคงเมินทำเป็นหยิบแฟ้มมาพลิก จิตริณีพลันสะบัดผมกรายมาใกล้ ไนเจลใจเต้น จิตริณีดึงแฟ้มไป
"เชื่อฉันนะคะ คุณอย่าเพิ่งส่งเรื่องลาออกขึ้นไป แค่อนุมัติให้ลินซี่ลาพักร้อนชักช่วงนึงก็พอ... ฉันรับรองว่าทุกสิ่งจะต้องลงเลยด้วยดี"
"ฮึ ผมไม่เชื่อในแฮปปี้เอ็นดิ้ง"
"งั้น....ก็เชื่อในตัวฉันก็พอค่ะ"
จิตริณียิ้มยั่วยวน ไนเจลอึ้งไป เผลอยิ้มออกมา
เย็นนั้น ณ ศาลาใหญ่ริมสระบัวศรีจิตราในชุดแม็กซี่ แหวกต้นขาพอควร มีขนม ของว่าง ผลไม้ น้ำชา จัดไว้ข้างตัว ในมือมีหนังสือ ม.ร.ว. บดินทราชทรงพลอึ้งก้าวเข้าไปเหมือนถูกสะกด
ศรีจิตราเงยหน้าขึ้น ผมเป็นคลื่นมาปรกปิดหน้าไปซีกหนึ่ง ดวงหน้าตกแต่งเข้มกว่าเคยดูยั่วยวนประหลาด
"คุณชาย เชิญนั่งซีคะ"
ชายเล็กนั่งลงบนเบาะใบหนึ่ง ทางด้านหลังมาลา วรรณา นางข้าหลวงรุ่นๆ ขยับมานั่งหลังเขา
มาลา วรรณากระซิบกัน
"คุณศรีกำลังจะเล่านิทานเวตาลหรือฮะ"
"ค่ะ เรื่องที่สิบ เรื่องสุดท้ายแล้ว"
"เรื่องสุดท้าย เล่าเลยซิฮะ"
ศรีจิตราหลุบตาลงคล้ายรวบรวมคำพูด แล้วมองตรงมาดวงตาสุกใส ราวดวงดาว
"แล้วเวตาลก็เล่าว่า.....ครั้งหนึ่ง มีพระมเหสีม่ายผู้เลอโฉมและพระธิดาพิลาสลักษณ์ ดูราวเป็นพี่สาวและน้องสาวกัน"
"คงสวยเหมือนคุณศรีกะคุณสาซีฮะ"
ศรีจิตรายิ้มพราย
"ทั้งสองต้องเร่ร่อนออกจากเมือง เพราะถูกข้าศึกโจมตี ระหว่างรอนแรมอยู่ในป่า มีพระราชาม่ายชื่อ จันทรเสน มีโอรสรูปงาม ดูราวพี่ชายน้องชายกัน"
"โฮ้โฮ เขาล็อคเลยซีฮะ"
ศรีจิตรายิ้มเร้นลับ
"ท้าวจันทรเสนและพระราชบุตรประพาสป่า พบรอยเท้าสตรีสองนาง จึงตกลงกันว่า จะตามรอยเท้านี้ไป ถ้าเป็นนางงามจะอภิเษกด้วย"
ศรีจิตราขยับตัว สลัดสลิปเปอร์จากเท้า เผยให้เห็นเท้าขาวผ่องเคลือบสีเล็บราวมุก ชายเล็กมอง
"โดยนางที่มีรอยพระบาทใหญ่ น่าจะสูงวัยกว่าจะเป็นของพระราชา ส่วนนางพระบาทเล็กจะตกเป็นของพระโอรส และถือดำรินี้เป็นคำมั่น"
"ว้าย.....ตลกจัง" มาลาบอก
"เมื่อทั้งสองพระองค์ตามรอยมาถึงต้นไม้ใหญ่ ก็พบพระมเหสีและพระธิดาที่หลบซ่อนอยู่ ก็เกิดรักแรกพบ"
"อ้าว จบแล้วซีฮะ"
"แต่ว่านางพระบาทใหญ่กลับกลายเป็นพระธิดา แต่นางพระบาทเล็กกลับเป็นพระมเหสี จึงเกิดงานแต่งงานแปลกประหลาด พ่อแต่งกับลูกสาว แม่แต่งกับลูกชาย เพราะกะขนาดรอยเท้าผิด"
มาลา วรรณา นางข้าหลวง หัวเราะระรื่น
"ลูกกลายเป็นเมียพ่อ แม่กลายเป็นเมียลูก ลูกเป็นแม่เลี้ยงของสามีแม่ แม่กลายเป็นลูกสะใภ้ของสามีลูก ต่อมาทั้งสองคู่ก็ให้กำเนิดบุตรธิดามากมาย"
ชายเล็กหัวเราะก๊าก
"เรื่องนี้ตลกจังเลย เป็นแนวผิดฝาผิดตัวนะฮะนี่"
"สลับคู่อลวน" มาลาบอก
"สลับคนอลเวง ฮิ ฮิ ฮิ" วรรษณาว่า
"แล้วเวตาลก็ตั้งคำถามต่อท้าววิกรมาทิตย์ว่า ลูกหลานที่เกิดจากนางทั้งสองนั้นจะนับญาติ เรียกขานกันอย่างไรดี"
"เออจริงเนอะ แล้วพระวิกรมาทิตย์ตอบว่ายังไงฮะ"
"ลองถามยายสาดูซีคะ"
ชายเล็กนิ่วหน้าชะโงกไปใกล้ สบตา
"นี่คุณอย่ามาเป็นแม่สื่อเลยฮะ ไม่เคยได้ยินบ้างหรือที่โบราณว่าแม่สื่อแม่ชัก"
มาลา/วรรณาต่อ "ไม่ได้วัว เอาตัวพันหลัก"
"เอ๊ะ มันแปลว่าอะไรนะ" มาลาว่า
วรรณาบอก "แปลว่า สื่อไปสื่อมาเลยเสียท่าแม่สื่อเสียเอง ว้าย คุณชายเล็กพูดอะไรคะ"
ศรีจิตราเมินขยับตัว เท้าเปลือยพลิกมาอีกด้าน เขามองแล้วใจวูบ
"เอ้อ ขอโทษฮะ ผมนี่มันปากพล่อยจริงๆ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
"ผมขอตัวก่อนฮะ"
เขาลุกไป ศรีจิตรามองตาม
"แปล๊ก แปลก คุณชายรองไม่เคยได้เห็น เห็นแต่คุณชายเล็ก" วรรณาบอก
"มาทายปริศนากันดีกว่า" มาลาว่า
มาลา วรรณา นางข้าหลวงวิพากษ์นิทานกันวุ่น ไม่รู้สายสนกลในใด ๆ
ศรีจิตรามองตามชายเล็ก ถอนใจเฮือกใหญ่
วันต่อ ๆ มา บริเวณเทอเรซหลังบ้านราชดำริ สร้อยตาเบิกโพลง
"หา.....แกจะไปทำงานเบียร์ฮอลล์"
สร้อยอยู่บนตั่ง สาลินนั่งอยู่บนพื้นกับอุ่นเรือน กำไล และพิศนั่งโม่แป้งกันอยู่
2 เด็กสาวก็ละลายน้ำดอกอัญชัน น้ำใบเตยอยู่ด้านหลัง สาลินยิ้มพูดหน้าตาเฉย
"สมัยนี้เขาเรียกไนท์คลับแล้วค่ะ"
"แกนะแก แกน่ะหลานพระยาพานทอง เชื้อสายขุนนางวางน้ำ มีศักดินางาหมื่น
แต่แกกลับจะไปเป็นนังพ๊าสซะเน่อร์ นั่งชั่วโมงหรือ"
"หนูไปเป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ต่างหากค่ะ แล้วที่นี่ไม่มีพาร์ทเนอร์ค่ะ"
"วุ๊ยนั่นแหละ ยังไงก็งานกลางคืน ทางแห่งความเสื่อม แหล่งอบายมุข ที่อโคจร"
"หนูทำงานตอนกลางวันต่างหากคะ เขียนข่าว ส่งข่าว ส่งรูป ต้องทำช่วงกลางคืนบ้างก็แค่วันพิเศษ"
"หัวเด็ดตีนกระเด็น ฉันก็ไม่อนุญาตให้แกไปทำ แต่ที่แกลาออกจากห้องสมุดก็ดีแล้ว ฉันจะพาแกเข้าวัง ไปฝึกไปอบรมบ่มมารยาท ก่อนที่จะได้สนิทสนมกับคุณชายเล็ก"
สาลินทำหน้าบึ้ง
"คุณป้าขา แต่หนูคงไม่พิศวาสอีตาคุณชายเล็กนั่นหรอก"
"ว้าย....แกนะแก ของดีว่าเน่า ขี้เต่าว่าหอม"
"คุณพี่คะ ถ้ายายสาไม่อยากคบคุณชายเล็ก ก็อย่าไปบังคับเลยนะคะ คราวยายศรี
ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาหนนึงแล้ว อย่าให้ยายสาต้องไปเจออะไรแบบนี้อีกเลย แค่นี้ก็อับอายขายหน้าพออยู่แล้ว" อุ่นเรือนบอก
"นี่....แกกล้าดีมาพูดกับฉันอย่างนี้หรือ ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ไม่อนุญาตให้แกไปทำงานไนท์คลับต่ำ ๆ นั่น"
"ค่ะ หนูรับทราบค่ะ"
"ยังดี ยังเชื่อยังฟังกันบ้าง"
"แต่หนูแค่มาเรียนให้ทราบเฉย ๆ ไม่ได้มาขออนุญาตคุณป้าซักหน่อยนะคะ"
"แก"
สาลินยิ้มหวาน อุ่นเรือนอ่อนใจ พิศ กำไล 2 สาวใช้สบตากันสะใจ
ศรีจิตราบีบมือสาลิน มองอย่างห่วงใย ทั้งคู่นั่งอยู่บนศาลา
"ไม่ได้นะสา นายนั่นน่ะมันเสือผู้หญิงไม่ใช่หรือ คุณหญิงก้อยยังเอาตัวไม่รอด"
"สาว่าขนมพอสมกับน้ำยามากกว่า แต่ว่ากันตามจริง เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอกพี่ศรี"
"อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเองนะสา"
"สารู้ แต่สาก็ต้องรักษาสัญญา"
สาลินยิ้มขื่น ๆ มองเลยไปยังตำหนักเล็ก
"ในที่สุด สาก็ช่วยให้เขาสองคนลงเอยกันได้"
"โธ่เอ๋ย สา"
สาลินเปลี่ยนสีหน้า
"สาจะทำแค่แป๊บเดียวแหละพี่ศรี จากนั้นสาก็จะเริ่มป่วน ทำเกเรอย่างให้เขาทนไมไหว จนต้องอัญเชิญสาออกจากงาน"
"แต่มันเสี่ยงเกินไปนะสา เกิดอะไรขึ้นมา ใครจะช่วยได้"
"สาก็หาคนช่วยเอาไว้บ้างแล้วล่ะค่ะ"
พุดซ้อนกับชบาทิพย์แต่งตัวเต็มเช่นเคย นั่งปรับทุกข์กันอยู่ในปั๊ม
"ตกลง....อีรถเรามันซ่อมไม่ได้แล้วใช่ไหมแม่" ชบาทิพย์บอก
"ถ้าซ่อมก็เปลืองเงินเปลืองทองเปล่า ๆ"
"งั้นไม่ซื้อใหม่ล่ะจ๊ะ"
"ซื้อทำไมยะ แค่นี้ฉันก็จะตายอยู่แล้ว ปั๊มน้ำมันก็ไม่ได้กำไร สวนก็ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ
ไม่มีดอกออกผลซักอย่าง ตอนนี้น่ะ หนี้ท่วมหัวท่วมหูฉันแล้ว"
"อ้าว หนูคิดว่าแม่รวย เป็นคหปัตนีของละแวกนี้"
พุดซ้อนทำหน้าจะร้องไห้ มองไปนอกปั๊ม รถของชายเล็กแล่นมา
"อุ๊ย พี่สมชายมาน่ะแม่"
ชบาทิพย์วิ่งออกไปต้อนรับ
"แหม....อีชบา รสนิยมมันต่ำจริง ๆ ไอ้พวกหาเช้ากินค่ำชอบนัก"
พุดซ้อนตามมา
ชบาทิพย์ช่วยสมชายเติมน้ำมัน คุยกันหน้าเครียด พุดซ้อนออกมา
"แหม....นายสมชาย พออยู่กับหนูชบาทิพย์ลำพัง ทำตีเสมอสนิทสนมเชียวนะ หวังจะเด็ดดอกฟ้างั้นเหรอ"
"เด็ดดอกฟ้า ดอกฟ้าตรงไหนหว่า"
"แม่ ฟังก่อน พี่สมชายเขากำลังเล่าเรื่องพี่สาลิน"
"ยายสาลิน ทำไมเหรอ นายแก ไอ้เจ้าพลน่ะตามจีบอยู่ แต่อย่าหวังเลยนะว่าจะเด็ดดอกฟ้าได้น่ะ"
"โอย....คุณนาย ไม่ดอกฟ้งดอกฟ้าแล้วครับ คุณหม่อม เอ๊ย คุณพลเขาบอกผมเอง คุณสาลินเขาจะไปทำงานให้คุณอัศนีย์แล้ว"
"คุณมหาเศรษฐี อัศนีย์ เถ - ลิง - การ น่ะเหรอ ไปทำงานอะไร"
"ไนท์คลับที่เขาเปิดใหม่นี่ไงครับ ลงหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ"
"หา...ไปทำงานโรงระบำจ้ำบ๊ะ บาร์กลางคืน ก็ไม่พ้นอีตัว อีนั่งชั่วโมง อีกะแหร่ง ชบา เตรียมเอารถออกลูก"
"รถไหนแม่ รถเราไม่มีแล้วนะ"
"เออ จริง ลืมไป งั้นไปทางน้ำลูก"
ที่ศาลาท่าน้ำ มีเรือก๋วยเตี๋ยวจอดเทียบบันได ยายพิณกับเจ้าแกะซื้อก๋วยเตี๋ยว คุณตา คุณยายรอกินอยู่บนศาลา สาลินไม่เป็นอันกิน เอาชุดราตรีสีสวยที่เพิ่งตัดใหม่มาดึงด้ายเนาออก ดูความเรียบร้อย
แกะบอก "อาเจ็กดูหรือเปล่า มันจูบกันลิ้นปลิ้นเลย"
"ว้าย เจ้าแกะ แกพูดอะไร" ยายว่า
"พูดถึงหนังกลางแปลงเมื่อคืนคับ"
"ฮ่อ ๆ งานวัดเมื่อคืน"
"งานวัดใต้เมื่อคืนค่า ฉายหนังฝรั่ง มันฟัดกันนัวเนียทั้งเรื่อง แถมนังนางเอกเดี๋ยวผ้าหลุด ผ้าหลุด เห็นนมอล่างฉ่าง อุจาดนัยน์ตาเป็นที่สุด"
คุณยายเซ็ง
"เอ ทำไมเอามาฉายได้"
แกะถาม "ทำไมนางเอกถึงโชว์นมล่ะคับ ต้องนางอิจฉาถึงจะโชว์ไม่ใช่หรือ"
"โลกมันเปลี่ยนไปแล้วน่ะซี เจ้าแกะเอ๊ย" ยายว่า
"แต่ว่าคนเราดีชั่วน่ะเขาดูที่จิตใจ ไม่ใช่ดูกันแต่ภายนอกนะ เจ้าแกะ" ตาบอก
เจ้าแกะยิ้มแหย ๆ ไม่รู้เรื่อง แต่สาลินนิ่งฟังแล้วยิ้มนิด ๆ จู่ ๆ มีเรือแจวลำหนึ่งพรวดมาเทียบเรือก๋วยเตี๋ยว เรือเจ็กเอียงวูบ
"ไอ้ย่า เค้าเป๋อ้า"
"ว๊าย อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก" พิณอุทาน
"อิฉัน พุทธชาติเองค่ะ"
ทุกคนมองไปเห็นเรือแจวลำเล็ก ชบาทิพย์พายหัว พุดซ้อนคัดท้าย มีของที่จ่ายมาอยู่กลางเรือ
"อ้าว แม่คุณ รถราหายไปไหนล่ะจ๊ะ ถึงมาพายงัดอยู่อย่างนี้" ยายว่า
"รถมันพัง ว้าย.... แม่"
พุดซ้อนตวัดพายข้ามหัวชบาทิพย์ ชบาทิพย์ปัดป้องเลิกพูดไปได้
"ก็นึกสนุกอยากออกกำลังบ้างแหละค่ะ"
พุดซ้อนเอาเรือเทียบขึ้นบันไดมา โดยไม่มีใครเชิญ ถือถุงขนมติดมาด้วย
"ไปตลาด ซื้อขนมมาฝากบ้านนั้นบ้านนี้ตามรายทางค่ะ นี่ขนมของคุณน้าค่ะ"
พุดซ้อนส่งขนมให้ ชบาทิพย์ขึ้นมาด้วย
"แม่คุณ ช่างใจบุญสุนทานอะไรขนาดนั้น" ยายว่า
คุณยายเปิดถุงหยิบขนมมาดู พุดซ้อนฉีกยิ้มกับสาลิน
"นี่คุยอะไรกันอยู่คะ หนูสา"
"คุยกันเรื่องหนังกลางแปลงเมื่อคืนค่ะ"
พุดซ้อนตาโต , เข้าล็อd
" อ๋อ หนังฝรั่งเมื่อคืน ไม่ไหวค่ะ แม่นางเอกน่ะเป็นเด็กใจแตก หลงแสงสี ไปทำงานคลับงานบาร์ ลงท้ายก็เสียคน เปลี่ยนผู้ชายยังกะเปลี่ยนกางเกงลิง"
"ย่ะ....มีลูกสาวน่ะเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน" ยายว่าพุดซ้อนพยักหน้า "แม่ซ้อนต้องระวังหนูชบาให้ดี ๆ นะ"
ชบาทิพย์ยิ้มดูปัญญาอ่อน พุดซ้อนเชิดใส่คุณยายนิดหนึ่ง
"อุ๊ย หนูชบาน่ะทั้งเรียบร้อยทั้งเซ่อ เอ๊ย ทั้งซื่อ ไม่ทำอะไรให้ดิฉันอับอายขายหน้าแน่ค่ะ วุ้ย.... หนูสา ชุดอะไรสวยจริง ยังกะชุดนักร้อง"
"อ๋อ ชุดราตรีค่ะ หนูจะใส่ไปงานเปิด เอ้อ โรงเต้นรำวันเสาร์นี้"
"ที่เขาลือกันว่า หนูจะไปไหนเป็นนางพ๊าดซะเน่อ นั่งชั่วโมง ใช่ไหม"
คุณยาย คุณตา ยายพิณสะดุ้งเฮือก สาลินยิ้มสู้
"คงไม่ได้นั่งหรอกค่ะ"
"หา หรือไปนอน"
"คงไม่ได้ทั้งนั่งทั้งนอนค่ะ แต่คงต้องไปยืน ไปเดิน ต้อนรับแขกผู้ใหญ่ มีท่านรัฐมนตรี 3-4 ท่านมาเปิดงานค่ะ"
ตาบอก
"แม่สาน่ะ เขาเป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ ก็เหมือนกรมโฆษณาการน่ะ แม่ซ้อน"
"เขาให้เงินเดือน เดือนละตั้ง 2 หมื่น" ยายว่า
พุดซ้อนกับชบาทิพย์ผงะ
"2 หมื่น"
"ว้าย....หนูอยากทำบ้าง ให้หนูนั่งชั่วโมงก็ได้"
"นังชบา"
"อ๋อ แล้วก็ทำงานแค่ตอนกลางวันเท่านั้นนะ"
"หนูทำกลางคืนก็ได้"
"อีชบา กลับ"
"ฝากคุณน้าช่วยไปลือต่อด้วยนะคะ"
"ไม่ต้องห่วงจะลือยันรากเลยล่ะ"
พุดซ้อนตาขวางฉีกยิ้ม แล้วกระชากชบาทิพย์ลงเรือไป สาลินยิ้ม คุณตา คุณยาย ยายพิณมองตามอย่างมุ่งร้าย คุณยายหันมาค้อนสาลิน สาลินสอยชุดต่อ ทำไม่รู้ไม่ชี้
วันต่อมา ร้านหรูบนโรงแรม ชายรอง หญิงก้อยจิบเครื่องดื่ม ใส่สูทเรียบร้อย
"ทำไมต้องมาร้านนี้อีกแล้วล่ะครับ แล้วผมก็ไม่มีเงินจ่ายนะครับ ต้องขอยืมหญิงก่อน"
หญิงก้อยกลัดกลุ้ม แต่พยายามยิ้มเอาใจกิตติ
"คุณรองขา วันนี้หญิงขอปรึกษาเรื่องสำคัญเรื่องนึง"
"ว่ามาซีครับ"
"เมื่อเราแต่งงานกัน หรืออาจจะก่อนแต่งก็ได้ หญิงอยากให้คุณรองรีบไปกราบขอประทานอภัยเด็จป้าได้ไหมคะ ขอประทานน้ำสังข์จากพระองค์ท่าน"
"ทำไมครับ ทำไมต้องทำอย่างนั้น"
"ไม่อย่างนั้นเราจะหมดตัวกันทั้งคู่สิคะ"
"โธ่.....หญิง แล้วหญิงคิดว่าเด็จป้าจะทรงยอมยกโทษให้เราอย่างนั้นเหรอ"
"คุณเป็นคนโปรดของเสด็จ กราบทูลว่าคุณสำนึกในความผิด เดี๋ยวก็พระทัยอ่อนเองละค่ะ"
" คุณคงรู้จักเด็จป้าน้อยไป ท่านตรัสคำไหนต้องเป็นคำนั้น"
"แต่เราควรได้กลับไปใช้ชีวิตร่วมกันในวังวุฒิเวสม์ ได้อยู่เรือนหอหลังนั้น สมเกียรติ สมฐานะของเรา"
"กลับไปพึ่งใบบุญเด็จป้าน่ะเหรอ ลืมเรื่องนั้นไปเถอะ ผมไม่มีทางได้กลับไปใช้สกุลวุฒิวงศ์ได้อีกแล้ว หญิง....ตอนนี้เราต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่นะครับ"
หญิงก้อยยิ่งเครียด ชายรองจับมือ ยิ้มให้กำลังใจ
"หญิงครับ ตอนนี้ผมต้องใช้นามสกุลใหม่แล้วนะ หญิงช่วยผมคิดหน่อยซีว่าจะใช้นามสกุลอะไรดี"
เธอเบิกตากว้าง ดึงมือออกอย่างลืมตัว
"สกุลใหม่เหรอคะ เอ้อ คุณรองคงต้องตั้งเองแล้วล่ะค่ะ"
"อ้าว....แต่นามสกุลนี้หญิงต้องเป็นคนใช้นะ ไม่ใช่แค่ใช้ หญิงต้องเป็นต้นตระกูลด้วย"
หญิงก้อยมีแววชิงชังรังเกียจ ขยับตัวออก บริกรเข้ามาพอดี รับออเดอร์ ชายรองเปิดเมนู
"อย่าสั่งแพงนักนะครับ เราต้องประหยัด เอาข้าวเปล่า ไข่เจียวก็แล้วกัน อ้อ ขอน้ำปลาพริกด้วยนะ"
บริกรปรายตามองชายรองอย่างดูแคลนนิด ๆ หญิงก้อยเห็นสายตานั้น อยากร้องกรี๊ดออกมา
จบตอนที่ 15
.
Logged
Pages:
[
1
]
2
« previous
next »
SMF 2.0.4
|
SMF © 2013
,
Simple Machines
| Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.413 seconds with 15 queries.
Loading...