Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 September 2026, 01:35:59

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088 Posts in 15,338 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  หมวดหมู่ทั่วไป  |  ศาลาพักใจ  |  รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก  |  เรื่องย่อละคร ข้าบดินทร์ (thairath.co.th)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: เรื่องย่อละคร ข้าบดินทร์ (thairath.co.th)  (Read 1204 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« on: 26 July 2026, 09:26:38 »

เรื่องย่อละคร ข้าบดินทร์ (thairath.co.th)


ข้าบดินทร์
นิยาย  สถานีโทรทัศน์ช่อง 3  ข้าบดินทร์
.



นิยาย  สถานีโทรทัศน์ช่อง 3  ข้าบดินทร์

แนว : ดราม่า-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ช่องออกอากาศ : สถานีโทรทัศน์ช่อง 3
นักแสดงนำ : เจมส์ มาร์,ภีรนีย์ คงไทย

.

------------------------------------------

เรื่องย่อละคร
เรื่องย่อ :

ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ “เหม” (เจมส์ มาร์) บุตรชายคนเดียวของพระยาบริรักษ์ (จักรกฤษณ์ อำมรัตน์) ข้าราชการมือสะอาดที่ดูแลการจัดเก็บค่าระวางจากเรือขนส่งสินค้าที่เข้ามาในประเทศไทย  ส่วนมารดาคือ “คุณหญิงชม” (จินตหรา สุขพัฒน์) เหมนั้นเป็นคนหน้าตาดี รูปงาม ผิวเนื้อเหลืองดั่งทองจนได้ชื่อว่าพ่อเหมรูปทอง  เป็นที่รักของทุกคนในบ้านและผู้ที่ได้พบเห็นหรือรู้จัก

คงมีเพียง “สมิงสอดน้อย” (ดนัย จารุจินดา) ชายหนุ่มเชื้อสายมอญ ที่ไม่ชอบหน้าเหมตั้งแต่แรกเห็น เพราะแพ้แข่งว่าวจนต้องเสียหน้าและเสียพนันต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน แต่สองหนุ่มคู่ปรับก็หนีกันไม่พ้น ต้องไปเจอกันอีกครั้งในดงตาลหลังป่าช้า เมื่อตอนที่เหมแอบหนี “พระครูโพ” (ชุมพร เทพพิทักษ์) เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ ที่สอนหนังสือให้ ไปเดินเล่นยามดึก

เหมถูกจับให้ประลองกับสมิงสอดน้อยแบบไม่ทันได้ตั้งตัว และพ่ายแพ้ย่อยยับ แต่ด้วยไหวพริบปฏิภาณดี “ขรัวปู่ยม” (สรพงษ์ ชาตรี) เลยเสนอจะสอนวิชาดาบอาทมาตให้ เหมนั้นลังเลใจอย่างหนัก รู้ตัวดีว่าถูกส่งตัวมาเรียนหนังสือที่วัด เพราะพ่อกับแม่ไม่อยากให้ไปคลุกคลีกับพวกวิลาศ (ชาวอังกฤษ) ด้วยกลัวจะเกิดเหตุผิดพลาด และจะถูกตั้งข้อหาถึงแก่ชีวิตได้ แต่เพราะใจรักและความอยากเรียน เหมเลยยอมขัดคำสั่งพ่อกับแม่ ตงลงขอเป็นศิษย์ขรัวปู่ยมในเวลาต่อมา

ระหว่างที่การเรียนของเหมก้าวหน้าไปด้วยดี ฝีมือเพลงดาบของเหมก็รุดหน้า จนเป็นที่พอใจของขรัวปู่ยมมาก แต่สถานการณ์ภายในบ้านของเหมกลับไม่ค่อยดีนัก เมื่อพระยาบริรักษ์เกิดเรื่องขัดแย้งกับ “หลวงสรอรรถ” (อภินันท์ ประเสริฐวัฒนกุล) ซึ่งมาเจรจาขอลดค่าระวางของให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง และผลจากการเจรจาครั้งนั้น ทำให้หลวงสรอรรถโกรธแค้นมาก และเลือกจะไปเข้าทางเจ้าพระยาพระคลัง (วิวัฒน์ ผสมทรัพย์) ด้วยการนำแก้วแหวนเงินทองของมีค่าไปกำนัลแด่หลานสาวสามพี่น้องของเจ้าพระยาพระคลัง คือ “ทับทิม” (มรกต หทัยวลีวงศ์) “บัว” (มณีรัตน์ ศรีจรูญ) และ “ลำดวน” (ภีรนีย์ คงไทย)

หลวงสรอรรถประทับใจในความสวยของบัว ที่กำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดาที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิม พี่สาวที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับ “หมื่นพิพิธภูบาล” (ราชวัติ ขลิบเงิน) เลยคิดจะทางเข้าหาเจ้าพระยาพระคลังผ่านทางบัว แต่แผนการของหลวงสรอรรถกลับไม่ราบรื่นนัก เพราะบัวแอบมีใจให้เหม พ่อหนุ่มรูปงามที่เจอกันโดยบังเอิญ ตอนที่เธอกำลังตามหาลำดวนที่เล่นซนปีนไปบนต้นไม้แล้วลงมาไม่ได้

เหมซึ่งเพิ่งกลับจากเยี่ยมแหม่มมาเรีย ครูสอนภาษาวิลาศที่เหมสนใจเป็นพิเศษตั้งแต่เด็ก ซึ่งป่วยเป็นโรคฝีในท้องต้องใช้ฝิ่นรักษา ถึงกับตะลึงในความงามของบัว ตามประสาหนุ่มแรกรุ่น แต่ก็ไม่มากไปกว่าการเรียนรู้วิชาต่างๆรอบตัว โดยเฉพาะเมื่อเขาได้เจอกับ “คุณชายช่วง” (การิน ศตายุ) บุตรชายคนโตของเจ้าพระยาพระคลังที่มีความสนใจเรื่องวิลาศเหมือนกัน สองหนุ่มต่างวัยเลยสนิทสนมชอบพอกันอย่างรวดเร็ว

แต่ถึงจะหลบเลี่ยงแค่ไหน เหมก็ถูกหมายตาจาก “คุณปิ่น” (สาวิตรี สามิภักดิ์) ภรรยาของ “ขุนนาฏยโกศล” (ดิลก ทองวัฒนา) มารดาของสามสาวพี่น้อง จะจับคู่ให้บัวลูกสาวคนกลาง โดยมีลำดวน ลูกสาวคนเล็กคอยลุ้นตลอด เพราะอยากมีพี่ชายรูปงามอย่างเหม

แต่งานมงคลของเหมกับบัวไม่ทันได้เกิด ครอบครัวพระยาบริรักษ์ก็มีอันต้องถูกจับเข้าคุก เมื่อถูกหลวงสรอรรถ กับพระยาปลัดสมุทรปราการ (สันติสุข พรหมศิริ) รวมหัวกันเล่นไม่ซื่อ ป้ายข้อหาฆ่าตัดหัวมิสเตอร์เจเมสัน ซึ่งเคยมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์มาก่อนเรื่องลักลอบขนฝิ่นเข้าประเทศ พระยาบริรักษ์ถูกบีบให้สารภาพ เพื่อเห็นแก่ชาติบ้านเมืองไม่ให้มีปัญหาบานปลายตามมา หากมีปัญหากับพวกวิลาศ

โศกนาฏกรรมของครอบครัวพระยาบริรักษ์ ทำให้หลายคนสงสารและเห็นใจมาก หนึ่งในนั้นคือสมิงสอดน้อย ที่ยอมรับในตัวอดีตคู่ปรับมากขึ้น จนอยากแอบไปช่วยออกจากคุก แต่พระครูโพกับขรัวปู่ยมก็ห้ามไว้ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครหนีดวงชะตาฟ้าลิขิตพ้น แต่คนที่ทำให้เหมช้ำใจที่สุดคือบัว เมื่อเธอตัดสินใจบอกตัดความสัมพันธ์ในฐานะคู่หมาย แล้วถวายตัวกับในวังเสด็จในกรมหลังจากนั้น ตามความต้องการของพ่อแม่ ที่ไม่ไว้ใจหลวงสรอรรถ ซึ่งเทียวไล้เทียวขื่อตลอด แม้จะมีเมียเอกและบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่แล้ว...ส่วนลำดวน ร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ สงสารพี่ชายรูปทองที่ต้องประสบเคราะห์กรรมแสนสาหัส

พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ถูกโบยเป้นจำนวน 50 ที ริบรชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมลูกเมียไปเป็นตะพุ่นช้าง แล้วก็เป็นเคราะห์กรรมของอดีตพระยาใจซื่อมือสะอาด ที่ต้องจบชีวิตหลังไปเป็นตะพุ่นช้างไม่นานเพราะทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว  ทิ้งไว้เพียงแต่คุณหญิงชมกับเหม ที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นตะพุ่นช้างตามที่ต่างๆ นานวันเข้าก็หายสาปสูญ ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด...

9 ปีต่อมา เหมกับลำดวนได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง แต่ในสถานะที่ต่างออกไป เขาเป็นเพียงเสดียงช้างผู้ต่ำต้อย ส่วนเธอเป็นลูกสาวคนเล็กของขุนนาฏยโกศล นางรำคนสวยที่มีแต่คนหมายปอง...ทั้งสองจะจำกันได้หรือไม่ แล้วจะได้สมหวังในความรักที่ฝังใจมาตั้งแต่เด็กหรือไม่ คงต้องคอยติดตามกันทางช่อง 3 ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เวลา 20.15-22.30 น. หรือติดตามเรื่องย่อได้ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และบนเว็บ www.thairath.co.th/ent/novel

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #1 on: 26 July 2026, 09:27:50 »


https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep1/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 1

เมื่อ 200 กว่าปีก่อน...

“เมืองสมุทรปราการ” หรือ “เมืองปากน้ำ” เมืองท่าที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีชาวต่างชาติทั้งจีน ญี่ปุ่น แขก และพวกฝรั่งต่างชาติ เข้ามาทำการค้าขายมากมาย และยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น เมื่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องเชียงสือพระนัดดาของกษัตริย์ญวน ได้ลักลอบหนีกลับประเทศตนทางเมืองปากน้ำ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาททรงไล่ตามจับด้วยพระองค์เอง แต่ไล่ไม่ทัน ทำให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงเห็นยุทธศาสตร์สำคัญของเมืองปากน้ำจึงรับสั่งให้สร้างป้อมปราการขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานทางทะเล และได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ooooooo

เมืองสมุทรปราการ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว...

เช้านี้ ที่ลานกว้างในเมืองสมุทรปราการ ว่าวจุฬาตัวใหญ่กับว่าวปักเป้ากำลังสู้กันอย่างดุเดือดกลางเวหา เป็นการแข่งว่าวกันระหว่างสมิงสอดน้อยกับนักเลงว่าวอีกหลายคน ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั้งลาน

สมิงสอดน้อย เชื้อสายมอญเป็นนายทหารในกองอาทมาต เหล่มองคู่ต่อสู้ยิ้มเยาะก่อนเร่งมือเผด็จศึก ในที่สุดก็ใช้เหล็กแหลมตรงปลายเกี่ยวเอาว่าวปักเป้า

คู่ต่อสู้ร่วงลงมาท่ามกลางเสียงเชียร์ของบรรดาลูกน้องและคนพนันที่เข้าข้างสมิงสอดน้อย นักเลงคู่ต่อสู้ต้องยื่นถุงใส่เงินให้สมิงสอดน้อยแต่โดยดี สมิงสอดน้อยรับถุงเงินชูขึ้นประกาศชัยชนะ

“ว่าอย่างไรเล่า คนเมืองปากน้ำมีฝีมือเพียงเท่านี้เองรึ อีกระแชงของข้าเกี่ยวว่าวปักเป้ามาเป็นร้อยตั้งแต่อัมพวายันพระนคร จนมาถึงเมืองปากน้ำนี้ นึกว่าจะได้เจอคู่มือเสียหน่อย ที่ไหนได้ จนสามวันแล้วยังไม่ระคายเลย ฮ่าๆๆ”

สมิงสอดน้อยหัวเราะด้วยความสะใจ บรรดาลูกน้องหัวเราะสอดรับเยาะเย้ยถากถางกันอย่างคะนองใจ

“นั่น อีปักเป้าของผู้ใดกัน” เสียงชาวบ้านคนหนึ่งร้องขึ้น ทุกคนหันมองเห็นว่าวปักเป้าตัวน้อยตรงหางทาสีเขียว กำลังถลาเข้าโจมตีว่าวจุฬาของสมิงสอดน้อยอย่างดุเดือด สมิงสอดน้อยโมโหที่ถูกท้าทายหันมองหาเจ้าของว่าวปักเป้า

เหม เด็กหนุ่มวัย 15 บุตรชายพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมนั่นเอง เหมใช้ว่าวปักเป้าท้าสู้โดยมีบุษย์บ่าวรับใช้อายุประมาณกันยืนอยู่ใกล้ๆ โดยเหมแต่งตัวสบายๆ นุ่งโจงกระเบนไม่เหน็บชายปล่อยชายโจงกระเบนลากพื้น

“จะมากไปเสียแล้วอ้ายหนุ่ม กล้าท้าทายข้าเชียวรึ” สมิงสอดน้อยฉุนขาด

“พี่ชายท้าคนเมืองปากน้ำก่อนไม่ใช่รึ เมื่อโดนท้ากลับเช่นนี้แล้วจะสู้หรือไม่เล่า” เหมท้าทายยิ้มแย้ม พลันบุษย์ก็โยนถุงเงินให้ลูกน้องของสมิงสอดน้อยรับไป ยิ้มกวนๆบอกว่า

“เงินเดิมพัน แต่ถ้าพวกพี่ชายไม่สู้ ก็คืนฉันมา”

ลูกน้องสมิงสอดน้อยเปิดถุงเงินดูตาโตร้องบอกว่า “มากโขเชียวท่านสมิง รับคำท้าเถิด”

“อ้าวลูกวัวไม่กลัวเสือ” สมิงสอดน้อยยิ้มเยาะ รับสายป่านมาแล้วบังคับว่าวเข้าสู้ทันที

ว่าวจุฬากับปักเป้าสู้กันกลางเวหาอย่างดุเดือดท่ามกลางเสียงเชียร์ของทั้งสองฝ่ายดังลั่น เหมฝีมือเป็นรองสู้ได้เดี๋ยวเดียวก็โดนว่าวจุฬารุกหนักทำท่าจะแย่ สมิงสอดน้อยยิ้มเยาะกะเผด็จศึก แต่ทันใดนั้น ว่าวทั้งสองตัวก็เข้าเกี่ยวจนสายป่านพันกัน จู่ๆสายป่านของว่าวจุฬาก็ขาดผึง!

ว่าวจุฬาร่วงหัวปักพื้นพังยับเยิน ชาวบ้านพากันเฮด้วยความสะใจ สมิงสอดน้อยหน้าเจื่อน มองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา!

“ตามธรรมเนียมแล้ว หากว่าวปักเป้าชนะว่าวกุลา ฝ่ายว่าวกุลา ต้องจ่ายเงินเดิมพันเป็นสองเท่า พี่ชายชนะตั้งแต่อัมพวายันพระนคร คงรู้ธรรมเนียมนี้ดีกระมัง” เหมเอ่ยยิ้มแย้ม สมิงสอดน้อยมองหน้าขบกรามแน่น ตวาดถาม

“เอ็งชื่ออะไรวะไอ้หนุ่ม”

“เหม ฉันชื่อเหม” เหมตอบเสียงดังฟังชัดยิ้มกวนๆ

ooooooo

สายๆ เหมเอาถุงเงินไปให้ลุงรีแขกอินเดียที่เป็นคนรับใช้ของมิสเตอร์เจเมสัน ลุงรีถามว่าเอามาให้ตนทำไม

“ก็ลุงรีเป็นคนออกอุบายให้ฉันเอาชนะว่าวกุลาของอ้ายมอญนั่นได้ เงินเดิมพันกึ่งหนึ่งก็ควรเป็นของลุงเช่นกัน รับไปเถิด” ลุงรีบอกว่าอุบายง่ายๆ เพียงแค่ใช้เศษกระจกตำกับข้าวเหนียวแล้วรูดไปตามสายป่านเท่านั้น ไม่ต้องให้เงินทองตนดอก

“แต่อุบายของลุง ช่วยกู้หน้าให้คนเมืองปากน้ำมิให้อ้ายมอญนั่นมาหยามหมิ่นได้ เงินเพียงเท่านี้ลุงรับไปเถิด”

บุษย์ถามขึ้นบ้างว่าแล้วส่วนแบ่งของตนล่ะ เลยถูกเหมเอ็ดว่า “เอ็งทำอะไรวะอ้ายบุษย์ แม้แต่ช่วยข้าตำเศษกระจกเอ็งยังไม่ทำเลยแล้วยังมีหน้ามาขอแบ่งอีกรึ เอาอย่างอื่นแทนดีหรือไม่” พลางยกมือจะเขกหัว บุษย์รีบหลบบอกว่าไม่เอาขอรับ

เหมถามลุงรีว่าอาการป่วยของครูแหม่มมาเรียเป็นอย่างไรบ้าง ลุงรีบอกว่าไม่ดีขึ้นเท่าใด ตนสงสารนายฝรั่งเหลือเกิน หาหมอมาก็มากแล้วแต่ยังรักษาไม่ได้เสียที

เหมสีหน้ากังวลเป็นห่วงแหม่มมาเรียภรรยาของเจเมสันและเป็นครูสอนภาษาอังกฤษเหม ทั้งแหม่มและสามีรักเหมเหมือนลูกคนหนึ่ง

เมื่อเหมไปเยี่ยมแหม่มมาเรีย แหม่มดีใจมากบอกว่าแค่เห็นหน้าเขาตนก็หายป่วยแล้ว เหมบอกว่าถ้าไม่ติดเจ้าคุณพ่อตนคงได้ดูแลครูมากกว่านี้ ซึ่งแหม่มก็เข้าใจ บอกว่าแค่เหมมาเยี่ยมตนก็ดีใจมากแล้ว

ระหว่างนั้นสาวใช้คนหนึ่งเดินมา บุษย์ทำกรุ้มกริ่มรีบเดินตามไปสวนกับคนรับใช้ชายที่เดินมาหยุดรอ พอมิสเตอร์เจเมสันเห็นก็บอกเหมว่าอย่าเพิ่งกลับให้อยู่คุยกับมาเรียก่อนตนขอตัวไปทำงานสักครู่เดี๋ยวมา แล้วมิสเตอร์เจเมสันก็เดินไปหาคนรับใช้ มองคนรับใช้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนเดินเลี่ยงไปโดยมีคนรับใช้ตามไปเหมือนมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง

ooooooo

ที่ท่าน้ำบ้านพระยาบริรักษ์ เหมนุ่งโจงกระเบนตัวเดียววิ่งนำบุษย์และพวกทาสชายกระโดดลงคลองเสียงดังลั่น สนุกสนานกันเต็มที่

“พ่อเหมนะพ่อเหม จนโกนจุกก็แล้วยังเล่นเป็นเด็กไม่มีผิด” คุณหญิงชมผู้เป็นมารดาส่ายหน้าบ่น

“เอาโว้ย ว่ายน้ำแข่งกัน ใครชนะข้าได้ ข้าจะให้ขี่คอรอบเรือน” เหมตะโกนท้าแล้วว่ายน้ำแข่งกันเฮฮาลั่นคลอง

ที่ลำคลองเดียวกันนี้ เรือสองลำของขุนนาฏยโกศลและครอบครัวเดิมทำงานอยู่ที่อัมพวา แต่ย้ายมาสมุทรปราการเพื่อจัดงานแต่งงานลูกสาวและทำราชการที่นี่ชั่วคราว นั่งเรือมาสองลำ ลำหนึ่งมีขุนนาฏ คุณปิ่นภรรยา และทับทิมบุตรสาวคนโต ส่วนลำที่สองมีบัววัย 15 และลำดวนวัย 8 ขวบน้องของทับทิม โดยมีหุ่นเพื่อนสนิทของลำดวนในคณะละครนั่งมาด้วย

“เลยโค้งน้ำหน้าไปก็ถึงแล้ว ท่านเจ้าพระยาพี่ชายแม่ปิ่นจัดเรือนใหญ่ไว้โอ่โถงเชียว แลยังอยู่ติดกับเรือนพระยาบริรักษ์อีกด้วย หากขาดเหลือสิ่งใดก็อาศัยพึ่งพิงท่านเจ้าคุณได้ แม้เราจะจากบ้านมา แต่ก็ไม่ลำบากดอก” ขุนนาฏเอ่ยกับคุณปิ่น

“ถ้ากระนั้น เราก็ควรไปเยี่ยมกราบกรานท่านเจ้าคุณบริรักษ์นะเจ้าคะ อย่างไรเสียก็จะเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกันแล้วน่าจะสนิทสนมกันไว้” ทับทิมเอ่ยยิ้มแย้ม คุณปิ่นผู้เป็นมารดาชมว่ารู้คิดจริงเชียว เช่นนี้ออกเรือนไปก็ไม่อายหมื่นพิพิธแล้ว ทำให้ทับทิมเขินอายที่แม่พูดเรื่องแต่งงานกับหมื่นพิพิธที่เป็นคู่หมั้น

ขณะนั่งเรือชมปลาที่แหวกว่ายในลำคลองกันอย่างเพลิดเพลินนั่นเอง หุ่นกระซิบอะไรกับลำดวน ลำดวนบอกบัวว่า หุ่นปวดเบา ทาสที่พายเรือมาจึงพายเรือเข้าเทียบตลิ่งแล้วอุ้มลำดวนกับหุ่นไปทุ่ง ในเรือจึงเหลือแต่บัวนั่งคอยอยู่

ลำดวนมองไปในน้ำเห็นฟองอากาศผุดขึ้นใกล้เรือ พอเพ่งมองก็เห็นเหมโผล่ขึ้นมาข้างเรือ บัวตกใจร้องออกมา เหมมกับบัวในวัยเดียวกันต่างมองกันอึ้ง เหมยิ้มหวานให้ทำเอาบัวเขิน พลันเสียงลำดวนก็ถามมาว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ เหมเลยรีบดำลงน้ำ บัวหันมองอีกทีเหมก็หายไปแล้ว บัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็น ยิ้มเขินออกมาไม่รู้ตัว

ooooooo

เหมกลับมาที่ท่าน้ำเจอบุษย์รออยู่ บุษย์ถามว่าหายไปไหนมาตนนึกว่ากลับมาก่อนแล้วเสียอีก

“ข้าก็ว่ายน้ำเล่นอยู่แถวนี้แหละ พวกเอ็งไม่เห็นเอง” เหมตอบใบหน้ายิ้มกริ่มแล้วเดินเลี่ยงไป ได้ยินเสียงทาสหญิงชายบอกกันอย่างตกใจว่าคุณเหมกลับมาแล้ว

พอเหมขึ้นเรือนก็ถูกพระยาบริรักษ์กระแทกไม้ตะพดกับพื้นเรือนเสียงสนั่นเรือนสะเทือน ถามเสียงเครียดว่า

“กลับมาแล้วรึ อ้ายลูกตัวดี ไปพามันมาพบฉันประเดี๋ยวนี้!”

เหมเห็นเจ้าคุณพ่อโกรธเกรี้ยวก็รีบกราบเท้าบอกว่าหากตนทำผิดอันใดก็ขอรับโทษนั่น อย่าให้ตนต้องเป็นเหตุให้เจ้าคุณพ่อต้องโมโหเลย

พระยาบริรักษ์เคยห้ามปรามเหมไม่ให้ไปสุงสิงกับพวกฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นพวกวิลันดา (ฮอลแลนด์) พุทธเกศ (โปรตุเกส) อิสปันยอน (สเปน) มะริกันโดยเฉพาะพวกวิลาศ (อังกฤษ) แล้วทำไมยังกล้าขัดขืนคำสั่ง หรือว่าคิดจะไปเข้ารีตกับพวกนั้น

เหตุที่พระยาบริรักษ์ห้ามปรามเหมไปคบบรรดาคนเหล่านั้นเพราะกลัวเหมจะถูกชักนำให้ไปเข้ารีตด้วย เหมชี้แจงว่าที่ตนไปคบหาสมาคมกับพวกนั้นเพราะเห็นเจ้าคุณพ่อทำงานเหน็ดเหนื่อย ก็คิดว่าหากเจรจาภาษาเขาได้คงจะช่วยเจ้าคุณพ่อเรื่องจ่ายภาษีค่าขนอนปากเรือเท่านั้น หาได้คิดเป็นอื่นไม่

เหตุผลของเหมทำให้พระยาบริรักษ์พูดไม่ออก อีกทั้งคุณหญิงชมก็พลอยเห็นด้วยกับเหม กระนั้นพระยา บริรักษ์ก็ยังคิดหนักว่า “แต่ถึงอย่างไร ฉันก็ไม่อยากให้ลูกคลุกคลีตีโมงกับพวกวิลาศอยู่ดี นอกจากหวั่นว่าจะชักนำพ่อเหมไปเข้ารีตแล้ว ฉันก็ยังไม่ไว้ใจพวกนี้ด้วย ดูอย่างคราวที่เราส่งทัพไปช่วยพวกวิลาศรบพม่าซี พอสิ้นศึกแทนที่จะส่งเมืองเมาะตะมะให้เป็นการตอบแทน กลับบ่ายเบี่ยงเสียอีก ไว้ใจไม่ได้”

“ถ้าท่านเจ้าคุณไม่ชอบให้ไปสุงสิงกับพวกวิลาศก็ส่งพ่อเหมไปเรียนวิชากับท่านพระครูโพ วัดท้ายน้ำคลองมหาวงษ์ดีหรือไม่เจ้าคะ ท่านพระครูมีความรู้มาก ลูกศิษย์ลูกหามีครึ่งค่อนเมืองปากน้ำ พ่อเหมจะได้มีวิชาความรู้ติดตัวเอาไว้รับราชการในภายภาคหน้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ” คุณหญิงเสนอ เหมพยายามส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยแต่คุณหญิงเมินไปทางอื่นทำไม่รู้ไม่ชี้

“คุณหญิงช่างพูดได้เหมือนเข้าไปนั่งอ่านหัวใจฉัน เอาตามนี้ล่ะได้ฤกษ์เมื่อใด ฉันจะพาเจ้าเหมไปฝากตัวเป็นศิษย์ท่านพระครู กินนอนอยู่ที่นั่นเสียเลย จะได้ไม่ไปข้องเกี่ยวกับพวกวิลาศอีก” พระยาบริรักษ์หัวเราะพอใจกับแผนการนี้

พอออกจากเจ้าคุณพ่อ เหมก็ไล่เตะบุษย์ที่เจ้าชู้ไปทำกรุ้มกริ่มกับสาวใช้บ้านเจเมสันทำให้คนรักของสาวมาฟ้องเจ้าคุณพ่อจนเป็นเรื่อง พูดอย่างเจ็บใจว่าตนเลยต้องถูกส่งไปอยู่วัด ถามว่ามันน่าเตะไหมล่ะ

บุษย์เองก็ไม่อยากไปอยู่วัด ถามว่าถ้าตนไปอยู่วัดแล้วแม่นิ่มแม่พวงแม่เฟื่องแม่แขจะทำอย่างไร มิถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปหมดหรือ

“เมื่อไม่รักดีแต่ห่วงผู้หญิงเช่นนี้ เอ็งก็ไม่ต้องไปอยู่วัด แต่ข้าจะไปบอกหลวงให้จับเอ็งไปสักเลกเข้ากรมแทนก็แล้วกัน” เหมขู่แล้วเดินหนี บุษย์วิ่งตามอ้อนวอนอย่าไปบอกหลวงเลยตนกลัวสักเลกเข้ากรม

ไปล่ พ่อของบุษย์ที่เป็นบ่าวในเรือนพระยาบริรักษ์ มองลูกชายส่ายหน้าเอือมๆ

ooooooo

พระยาบริรักษ์บอกคุณหญิงชมว่ามะรืนนี้จะส่งเหมไปอยู่วัด คุณหญิงชมตกใจที่เร็วเกินคาด

“ก็ฉันได้ฤกษ์มาตามนี้ แลยิ่งเร็วก็ยิ่งดีไม่ใช่รึคุณหญิง เจ้าเหมจะได้ห่างไกลพวกวิลาศ” คุณหญิงบอกว่าใจหาย “แหม เจ้าเหมมันโกนจุกแล้ว หากเป็นเรือนอื่นมีเมียไปแล้วเสียด้วยซ้ำ คุณหญิงยังทำเหมือนเจ้าเหมเป็นลูกเล็กเด็กแดงไปได้ อย่าห่วงไปเลย วัดท้ายน้ำก็มิได้อยู่ไกล คิดถึงเมื่อใดก็ไปหาได้ และอีกไม่กี่ปีเจ้าเหมก็จะอายุครบบวช เมื่อบวชสึกออกมา ฉันก็จะพาไปฝากตัวรับราชการเอง”

“แล้วท่านเจ้าคุณหมายใจจะให้ฝากตัวกับผู้ใดหรือเจ้าคะ”

“ท่านเจ้าพระยาพระคลัง” พระยาบริรักษ์ยิ้มแย้มยินดี

ที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง...พระยาบริรักษ์คุยอยู่กับคุณชายช่วงบุตรชายของเจ้าพระยาพระคลัง พอเห็นเจ้าพระยาขึ้นเรือนมาก็รีบลุกขึ้นยกมือไหว้

“มาก็ดีแล้ว ท่านเจ้าคุณบริรักษ์ ฉันอ่านบัญชีภาษีค่าขนอนแล้ว ละเอียดลออนัก มิเสียแรงที่ฉันไว้ใจท่านเจ้าคุณจริงๆ” พระยาบริรักษ์ไหว้ขอบพระคุณ “แล้วนี่กำลังคุยเรื่องกระไรกับพ่อช่วงเล่า ใช่เรื่องวิชาการของพวกฝาหรั่งหรือไม่ พ่อช่วงเขาสนอกสนใจเรื่องนี้นัก เจอใครเป็นต้องชวนคุยทุกรายไป”

“ท่านเจ้าคุณพ่อก็เย้าลูก ที่ลูกสนใจวิชาของพวกฝาหรั่งก็เพื่อจะนำมาช่วยบ้านเมืองเราให้เข้มแข็งขึ้นเท่านั้น” คุณชายช่วงติงเจ้าคุณพ่อ พระยาบริรักษ์เลยติงคุณชายช่วงว่าอย่าไปนับถือพวกฝาหรั่งเลย พวกนี้ไว้ใจยาก แลยังชอบคุยโวโอ้อวดอีกด้วย คุณชายช่วงถามว่า “คุยโวอย่างไรหรือขอรับท่านเจ้าคุณ”

“ก็อย่างเรื่องเรืออย่างไรเล่าขอรับ พวกมันบอกว่าบ้านเมืองมันมีเรือทำจากเหล็กแล่นโดยไม่มีใบเรือแลไม่ต้องใช้คนพาย” พระยาบริรักษ์หัวเราะขำขณะเล่าต่อว่า “มุสาแท้ แต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ ดีฉันยังไม่เคยเห็นเหล็กลอยน้ำได้ แล้วจะอาไปสร้างเรือได้อย่างไร ถ้ามีเรือวิเศษเช่นนี้จริง พวกวิลาศคงครองแผ่นดินไปแล้ว”

คุณชายช่วงฟังแล้วพลอยเครียดไปด้วย เพราะลึกๆแล้วก็หวั่นใจว่าเรือเหล็กเช่นที่ว่านั้นจะมีอยู่จริง

ooooooo

หลังจากโผล่จากน้ำไปเห็นบัวบนเรือในวันนั้นแล้ว เหมก็เฝ้าคะนึงถึงเธอ พลันก็สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กหญิงแว่วมา

เหมมองไปเห็นลำดวนเกาะกิ่งไม้อยู่บนต้นไม้ เพราะซนปีนขึ้นไปแล้วลงไม่ได้ เหมหัวเราะพูดขำๆ ว่าลิงลมตัวนี้พูดได้ด้วย ลำดวนฉุนที่ถูกหาว่าเป็นลิงลมเผลอปล่อยมือจากต้นไม้ตกลงมา เหมก้าวเข้าไปรับไว้ในอ้อมแขนแล้วรีบวางลง

เหมถามว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้

“ฉันอยู่เรือนติดกันนี่เอง แม่กับพี่สาวฉันมากราบคุณหญิงเรือนนี้ ฉันเลยแอบตามมา”

“ไป...พี่จะพาเจ้าไปหาแม่กับพี่สาวเจ้าเอง” เหมจูงลำดวนไป ลำดวนแอบมองยิ้มชอบใจเพราะอยากได้พี่ชายอยู่แล้ว

ที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง คุณปิ่นกับบัวกำลังคุยกับคุณหญิงชมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส คุณหญิงชมติงคุณปิ่นว่าไม่ต้องเคารพนบไหว้ตนดอก ท่านเจ้าพระยาพระคลังเกริ่นกับตนไว้แล้วว่าน้องสาวท่านจะมาอยู่ที่เรือนใกล้ๆนี้ ขาดเหลืออะไรก็มาหาได้เสมอ

“เป็นพระคุณเจ้าค่ะคุณหญิง แต่ถึงอย่างไรเสีย อีฉันก็เป็นผู้น้อยควรแล้วที่จะต้องฝากเนื้อฝากตัวกับคุณหญิงเจ้าค่ะ”

คุณปิ่นยกมือไหว้ คุณหญิงยิ้มรับ แม้ว่าคุณปิ่นจะเป็นเพียงภรรยาขุน แต่ก็เป็นน้องสาวเจ้าพระยาพระคลัง เจ้านายของสามีตน แต่กลับไม่ถือตัวทำให้คุณหญิงชื่นชมมาก

ขณะนั้นเอง เหมจูงมือลำดวนเข้ามา คุณปิ่นรีบบอกคุณหญิงว่าลูกสาวตนเองชื่อแม่ลำดวน แล้วเรียกลำดวนให้ไปกราบคุณหญิง ลำดวนคลานต้วมเตี้ยมเข้าไปกราบคุณหญิงอย่างน่ารักน่าเอ็นดู และคุณหญิงก็แนะนำว่าเหมเป็นลูกชายคนเดียวของตน ทั้งแนะนำเหมให้รู้จักกับคุณปิ่นภรรยาของท่านขุนนาฏยโกศล และบัวบุตรสาวคนรองของท่านด้วย

เหมรับไหว้บัวด้วยสายตากรุ้มกริ่ม บัวเองก็เขินไม่กล้าสบตากรุ้มกริ่มนั้น และก็ไม่พ้นสายตาผู้ใหญ่ทั้งสองที่มองหนุ่มสาวแล้วมองกันเองอย่างรู้กัน

เมื่อนางปิ่นมาเล่าให้ขุนนาฏฟังเรื่องเหมจ้องมองบัวไม่วางตา ก็หัวเราะร่าว่าบุตรีขุนนาฏงามเป็นที่เลื่องลืออยู่แล้ว ถูกทับทิมลูกสาวคนโตคนติงว่าพ่อท่านยกยอลูกตัวเองเช่นนี้ หากผู้อื่นมาได้ยินเข้าคงอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว

“ยกยอกระไรกัน ถ้าลูกพ่อไม่งาม หมื่นพิพิธลูกชายเจ้าขรัวจะมาสู่ขอไปเป็นศรีเรือนรึ” แล้วหันถามคุณปิ่น “แล้วพ่อเหมกระไรนี่เป็นอย่างไรบ้างเล่าแม่ปิ่น ถ้าดีแต่ชาติตระกูล แต่ไม่จับมีดจับพร้าเอาการเอางาน ฉันก็ไม่ยกแม่บัวให้ดอกนะ”

“ข้อนั้นยังไม่รู้ดอกเจ้าค่ะ เพราะยังอีกยาวไกลนะ ด้วยพ่อเหมก็รุ่นราวคราวเดียวกับแม่บัว ยังต้องศึกษาหาวิชาแลบวชเรียนก่อน แต่เรื่องรับราชการในภายหน้า ท่านเจ้าคุณบริรักษ์คงเป็นหลักให้ลูกได้ มิน่าห่วงดอกเจ้าค่ะ”

ขุนนาฏหัวเราะชอบใจว่ามาเมืองปากน้ำคราวนี้ไม่เพียงแต่มาจัดงานแต่งให้ลูกสาวคนโตยังทำท่าจะได้ลูกเขยคนรองด้วย ลำดวนที่นั่งฟังอยู่ถามว่าใครคือลูกเขยคนรองหรือจ๊ะพ่อท่าน ก็ถูกคุณปิ่นปรามว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก ลำดวนถามว่าสงสัยถามไม่ได้หรือจ๊ะ คุณปิ่นเลยหันไปบ่นขุนนาฏว่า

“เพราะท่านขุนแท้ๆเชียว เหล้าเข้าปากแล้วพูดจาไม่ระวัง”

“อ้าว...มาโทษฉันเสียได้แม่ปิ่น เวรกรรมจริงๆ” ขุนนาฏบ่นไปตามประสา ทับทิมดึงลำดวนเข้าไปกอดอย่างเอ็นดู

ooooooo

พระยาบริรักษ์นำเหมไปฝากพระครูโพแล้ว พระครูมองลักษณะของเหมแล้วพยักหน้ายิ้มๆ

“ลูกชายของโยมเจ้าคุณ กิริยามารยาทเรียบร้อย ลักษณะงามพร้อม ภายหน้าเห็นทีจะได้ทำคุณให้แก่แผ่นดินเป็นแน่”

ถามเหมว่าอยากเรียนอะไร พระยาบริรักษ์ชิงตอบแทนลูกชายว่า พวกโคลงฉันกาพย์กลอน กฎบัตรกฎหมายและวิชาคำนวณทำบัญชี พระครูถามว่า “แล้ววิชาอาวุธแลตำรับพิชัยสงครามเล่า ไม่อยากเรียนหรือ”

เหมทำท่าจะตอบแต่ไม่ทัน ถูกเจ้าคุณพ่อชิงตอบตามเคยว่า “ไม่ขอรับ นับแต่เมืองพม่ารามัญแพ้ศึกแก่พวกวิลาศ ก็คงยากจะมีสงครามใหญ่อีก กระผมอยากให้เจ้าเหมได้ร่ำเรียนวิชา ที่จะนำไปใช้ทำการทำงานได้ขอรับ”

พระครูพยักหน้ารับทราบ ในขณะที่เหมมองเจ้าคุณพ่ออย่างอ่อนใจ ที่ตนชอบอะไรเจ้าคุณพ่อไม่เคยชอบด้วยเลย

บุษย์ใจไม่อยู่กับวัด ถามท่านเจ้าคุณว่าตนกับเหมต้องอยู่วัดกี่วันถึงจะกลับไปเรือนได้

“เอ๊ะ...อ้ายนี่ ยังไม่ทันเรียนก็คิดจะกลับเรือนแล้วรึ ตั้งใจเล่าเรียนให้ดีพระครูท่านก็จะให้กลับเอง ไม่ต้องรุ่มร้อนไปดอกวะ” แล้วหันไปทางเหม “พ่อเหมก็เช่นกัน ขยันหมั่นเพียรอย่าเกียจคร้าน ภายหน้าจะได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลต่อไป”

“ขอรับเจ้าคุณพ่อ ลูกจะขยันขันแข็ง มิให้เจ้าคุณพ่อผิดหวังขอรับ”

เมื่อพระยาบริรักษ์กลับไปแล้ว เหมเดินเศร้าๆ เซ็งๆไป บุษย์เดินตามพูดไปตามประสาว่า “เสียดายล่ะซีคุณเหม คุณหนูบัวคนสวยมาอยู่ข้างเรือนแต่กลับไม่ได้เห็นหน้าต้องมาอยู่วัดแทน คุณเหมอย่าเศร้าไปเลยขอรับ”

เวลาเดียวกันนั้น สมิงสอดน้อยเดินนำลูกน้องเข้ามาในวัด เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังแล้วหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องที่ช่วยกันหอบอาวุธทั้งดาบ กระบี่ หอก ง้าว ฯลฯ จำนวนมากตามสมิงสอดน้อยเข้าไป

ooooooo

ที่ศาลาใหญ่ในวัด บรรดาชายหนุ่มที่มาฝากตัวเรียนหนังสือรวมทั้งเหมและบุษย์ กำลังอ่านกลอนแบบเรียนจินดามณีจากใบลานพร้อมกันให้พระครูโพฟัง

จากนั้นเหมคลานเอากระดานชนวนมาให้พระครูตรวจการทำบัญชี พระครูยิ้มพอใจที่เหมทำได้ถูกต้อง บุษย์เอาบ้างแต่พอพระครูตรวจก็ทำหน้าบึ้งเพราะบุษย์ทำผิดเละเทะ เหมเเรียนได้สักพักก็เริ่มรู้สึกสนุกกับการเรียน

แต่ใจเหมก็ยังคะนึงถึงบัว แม้เพียงเห็นดอกบัวที่ชาวบ้านนำมาถวายพระก็ยังพาให้คิดถึงบัวจับใจ

ขณะเหมนั่งที่บันไดท่าน้ำเอาขาแช่น้ำแกว่งเล่นนั้น มีศพเด็กผู้หญิงลอยอืดขึ้นจากคลองโผล่มาตรงหน้าพอดี!

เหมตกใจสุดขีดลุกพรวดวิ่งขึ้นศาลาไป ไม่นานชาวบ้านก็มามุงดูศพเด็กกันเนืองแน่น มีพระครูและสัปเหร่ออยู่ด้วย พระยาปลัดสมุทรปราการแหวกฝูงชนเข้ามาถามพระครูโพว่า “เหตุเป็นเช่นใดหรือขอรับท่านพระครูโพ”

“เจ้าเหมมันพบศพเด็กลอยขึ้นมา อาตมาก็เลยให้ตาจาบสัปเหร่อเอาขึ้นจากคลองแลใช้ผ้าห่อไว้ตามที่โยมเจ้าคุณเห็นนี่แหละ” พระยาปลัดถามสัปเหร่อว่าตรวจตราศพดูแล้วหรือยัง สัปเหร่อบอกว่าตรวจแล้วคาดว่าคงโดนกระทำชำเราจนตาย

“อ้ายชิงหมาเกิด เด็กตัวเท่าเมี่ยงมึงยังชำเราได้ หมามันยังไม่ทำเลย” บุษย์โกรธแค้นแทน พวกชาวบ้านก็พากันสาปแช่งด้วยความโกรธแค้น พระยาปลัดปรามพวกชาวบ้านเสียงดังทำหน้าหนักใจว่า

“เบาๆ ก่อน เรื่องนี้เป็นคดีร้ายกาจ อย่างไรข้าก็ต้องเอาอ้ายฆาตกรมารับอาญาให้จงได้ พวกเอ็งมิต้องกลัว”

ไม่นาน พระยาปลัดก็เดินออกไปยังเกี้ยวใหญ่ที่มาตั้งรออยู่หน้าวัด เป็นเกี้ยวขนาดนั่งได้สองคน มีม่านปิดมิดชิด พระยาปลัดแหวกม่านเข้าไปนั่งคู่กับหลวงสรอรรถที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว หลวงสรอรรถทักว่าทำไมทำหน้าบอกบุญไม่รับเช่นนั้นเล่า เพียงแค่ทาสตายไปคนเดียว หาควรต้องใส่ใจไม่

ที่แท้แล้วศพเด็กหญิงคนนั้นคือเด็กกำพร้าที่หลวงสรอรรถซื้อมาเป็นทาสเพื่อนำมาบำเรอพระยาปลัดนั่นเอง!

พระยาปลัดตัดบทถามหลวงสรอรรถว่า “คุณหลวงมีกระไรจะขอฉันก็ว่ามาเถิด”

ooooooo

หลวงสรอรรถขอให้พระยาปลัดไปเจรจากับพระยาบริรักษ์ว่า พวกวิลาศไม่พอใจที่เราเก็บค่าขนอนปากเรือสูงกว่าพวกจีนแลพวกพุทธเกศ พระยาปลัดเสนอว่าเพื่อความเป็นธรรมก็อยากจะขอให้ท่านเจ้าคุณทบทวนดูอีกที

พระยาบริรักษ์ซึ่งเป็นคนตรงยอมหักไม่ยอมงอบอกว่าเกรงจะไม่ได้เพราะพวกจีนกับพวกพุทธเกศค้าขายกับสยามมานานและมีกำปั่นสำเภาเข้าเทียบท่าทุกวัน แต่เรือพวกวิลาศมีน้อยกว่ามาก จะให้เก็บภาษีเท่ากันได้อย่างไร

“แต่วิลาศกำลังมีอำนาจมากนัก ฉันเกรงว่าหากผิดใจกันจะไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง” พระยาปลัดท้วงติง

“แต่ถ้าเรายอมพวกวิลาศครั้งหนึ่ง ก็ต้องมีครั้งต่อไป แลจะเป็นเหตุให้พวกอื่นทำตามอย่างได้อีก ฉันเห็นควรว่าเราต้องไม่อ่อนข้อให้พวกมัน เว้นแต่...จะมีพระบรมราชโองการลงมาเท่านั้น ฉันถึงจะยอม”

เมื่อพระยาปลัดนำคำตอบไปแจ้งแก่หลวงสรอรรถที่ตลาด หลวงสรอรรถโมโหมากถามว่าเพียงแค่ลดค่าโกดังให้เท่านั้นก็เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย พระยาปลัดหน้าเครียดอย่างไม่แยแสบอกว่าตนก็ช่วยได้เท่านี้ เพราะถึงตนจะเป็นเกลอเก่าพระยาบริรักษ์ก็ไม่ยอมลงให้

หลวงสรอรรถอ้างว่า เยี่ยงนี้แล้วพวกวิลาศเอาสินค้าไปขายต่อจะได้กำไรสักเท่าไหร่กันเชียว พระยาปลัดถามอย่างรู้ทันว่า “พวกวิลาศหรือตัวคุณหลวงเองกันแน่” หลวงสรอรรถหน้าเจื่อนที่พระยาปลัดรู้ทันซ้ำยังติงว่า “คุณหลวงเองก็มั่งมีอยู่แล้ว ได้กำไรน้อยลงบ้างก็หาเป็นกระไรไม่ อย่าโลภมากจนลาภหายเลย” พูดแล้วเดินเลี่ยงไป หลวงสรอรรถมองขบกราม

“ทำมาเป็นยกตนสั่งสอนกู แล้วทีเรียกสินบาท คาดสินบนจากกูเล่า ไม่เรียกว่าโลภมากเลยรึอ้ายพระยาวิตถาร! กลับเรือน” หลวงสรอรรถสั่งลูกน้อง พลันก็ชะงักเมื่อเห็นทับทิมกับบัวพาลำดวนมาเดินเลือกซื้อของกันอยู่อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

หลวงสรอรรถมองบัวอย่างถูกใจ ลูกน้องพูดอย่างรู้ใจว่า

“ไว้ผมยาวแลเนื้อตัวผิวพรรณผ่องเช่นนี้ คงเป็นนางรำของตำหนักใดตำหนักหนึ่งเป็นแน่ขอรับ”

“ถ้ากระนั้น เอ็งก็ไปสืบมาสิวะ ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เรือนอยู่ที่ใด แลถ้าจะให้ดี ก็สืบสาวไปถึงเครือญาติด้วย ข้าจะได้ตีราคาถูก” หลวงสรอรรถยิ้มเจ้าเล่ห์กระสันระริกในแววตา

ooooooo

เพียงบ่ายวันต่อมา หลวงสรอรรถก็นำของมีค่าทั้งเครื่องลายคราม เครื่องหอม เป็นต้น มาฝากขุนนาฏยโกศลถึงเรือน ขุนนาฎอึดอัดใจที่จะรับเพราะเพิ่งรู้จักกันก็กำนัลด้วยของมีค่าเช่นนี้

“รับไว้เถิดขอรับ ชื่อเสียงของคณะละครขุนนาฏยโกศลแห่งตำหนักอัมพวา เลื่องลือไปทั่ว จนดีฉันอยากเจอตัวจริงท่านขุนมานานแล้ว แลดีฉันมาอาศัยอยู่ที่เมืองปากน้ำก็เหมือนมาพึ่งใบบุญท่านเจ้าพระยาพระคลัง ควรแล้วขอรับที่จะมาฝากเนื้อฝากตัวกับเครือญาติของท่าน”

เมื่อขุนนาฏจำต้องรับไว้ หลวงสรอรรถก็มองไปรอบๆ ขุนนาฏถามว่ามองหาใครหรือ

“ดีฉันทราบมาว่าท่านขุนมีบุตรีสามคน จึงนำของ กำนัลมาฝากขอรับ” พลางหยิบขวดน้ำหอมของฝรั่งยื่นให้ “นี่คือน้ำอบน้ำปรุงของพวกฝาหรั่ง ขอฝากให้คุณหนูบัวขอรับ” หลวงสรอรรถปั้นยิ้ม

ขุนนาฏรับขวดน้ำหอมฉุกคิดว่าหลวงสรอรรถเพิ่งมาเจอตนแต่กลับรู้จักชื่อลูกสาวตน ชะรอยจะมาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ฝ่ายหลวงสรอรรถยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไร กระหยิ่มใจว่า นอกจากบัวจะสวยถูกใจแล้วยังเป็นหลานสาวเจ้าพระยาพระคลังอีกด้วย นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

พอเหมรู้เรื่องนี้ก็กระวนกระวายใจว่าหลวงสรอรรถเข้าทางขุนนาฏเพื่อเกี้ยวบัว แต่หลวงสรอรรถมีเมียเอกเป็นลูกคหบดีจีนที่คลองโอ่งอ่างแล้วจะมาเกี้ยวบัวได้อย่างไร บุษย์สาธยายว่าใช่แค่มีเมียเอกแต่ยังมีเมียน้อยแลนางบำเรออีกหลายคน พูดให้เหมประหวั่นว่า

“ว่ากันว่าในเมืองปากน้ำนี้ไม่มีผู้ใดรวยสู้หลวงสรอรรถได้ แม้แต่เจ้าคุณพ่อของคุณเหม แล้วเช่นนี้จะมีเมียเพิ่มอีกสักคนจะเป็นกระไรไปเล่าขอรับ”

เหมโมโหถามว่าบัวมีศักดิ์เป็นถึงหลานสาวท่านเจ้าพระยาพระคลังจะลดตัวลงมาเป็นเมียน้อยหลวงสรอรรถได้อย่างไร บุษย์ก็พูดให้ยิ่งเครียดว่า

“ก็ไม่แน่ดอกขอรับ หลวงสรอรรถก็รูปงามใช่หยอก คารมฝีปากก็ใช่ชั่ว แลยังไปมาหาสู่ทุกวัน คุณหนูบัวจะไม่หวั่นไหวบ้างเชียวหรือขอรับ”

ooooooo

คืนนี้ เหมคิดเครียดจนนอนไม่หลับเห็นบุษย์นอนกรนสนั่นจึงลุกเดินไปจากห้องนอน ไปถึงลานกว้างหลังวัด ได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันจึงย่องไปแอบดู เห็นคบไฟจุดสว่างไสว

เหมเห็นผู้คนมากมายกำลังซ้อมอาวุธกันอย่างดุเดือด จึงซุ่มดูด้วยความสนใจ แต่ทันใดเหมก็หัวคะมำเพราะถูกถีบจากข้างหลัง หันกลับไปมองเห็นพุ่มกับลูกน้องพร้อมอาวุธครบมือกระจายกันล้อมตนอยู่!

ขณะเหมกำลังตกใจนั่นเอง สมิงสอดน้อยกับพระครูยมเดินเข้ามาหา พระครูยมถามพุ่มว่าเกิดอะไรขึ้น พุ่มชี้ไปที่เหม

“อ้ายคนนี้มันแอบดูพวกเราซ้อมอาวุธขอรับ ขรัวปู่”

เหมเห็นสมิงสอดน้อยก็ตกใจ สมิงสอดน้อยทักอย่างโมโหว่า “นี่เอ็งเองรึอ้ายเหม” พระครูยมถามว่ารู้จักหรือ มันเป็นใคร สมิงสอดน้อยบอกว่าตนรู้จักแค่ว่าชื่อเหมและเคยใช้เล่ห์เอาชนะเดิมพันว่าวกับตน หันจ้องเหมบอกพระครูยมว่า

“ดูท่ามันคงเป็นพวกอ้ายสมิงจักรเพชรส่งมาสอดแนมเป็นแน่”

เหมบอกว่าตนไม่รู้จักสมิงจักรเพชรอะไรนั่น พุ่มโต้ว่าถึงไม่รู้จักแต่มาแอบดูพวกตนซ้อมเพลงอาวุธ อย่างไรก็ปล่อยไปไม่ได้ เหมชี้แจงว่าตนแค่มาเรียนวิชากับท่านพระครูโพเท่านั้น มิเคยคิดเลยว่าหลังวัดจะมีการซ้อมเพลงอาวุธ แล้วจะโทษตนได้อย่างไร สมิงสอดน้อยยิ้มเหี้ยมตวาดว่า

“เอ็งหาว่าข้าโทษรึ เช่นนั้นก็ได้ เอ็งกับข้ามาประลองดาบกัน หากเอ็งชนะก็ไปจากที่นี่ได้ แต่หากเอ็งแพ้ก็ตัดลิ้นของเอ็งทิ้งเสีย ข้าจะได้แน่ใจว่า เอ็งเอาความลับของพวกข้าไปบอกใครไม่ได้อีก”

เหมตกใจหน้าซีด ไม่คิดว่าแค่ออกมาเดินตอนดึกก็เกิดเรื่องถึงกับต้องถูกตัดลิ้น!

ooooooo

สมิงสอดน้อยเอาดาบไม้โยนให้เหมบอกว่าใช้ดาบเหล็กเหมจะถือไม่ไหวจะหาว่าตนไม่เป็นธรรม แล้วควงดาบไม้เข้าหาเหม

เพราะยังเด็กและไม่เคยฝึกเพลงดาบ เหมสู้สะเปะสะปะ จึงเปลี่ยนจากปะทะเป็นหลบเลี่ยงแทน

เหมหลบได้ทะมัดทะแมงว่องไวจนสมิงสอดน้อยทำอะไรไม่ได้ พระครูยมมองดูเหมอย่างพิจารณาเห็นแววบางอย่างในตัวเขา

จังหวะหนึ่ง เหมฉวยโอกาสเพียงชั่วพริบตาที่สมิงสอดน้อยรุกอย่างระห่ำหมายพิชิตศึกแทงดาบไม้สวนออกไปโดนสมิงสอดน้อยเข้าที่ลิ้นปี่เต็มๆจนจุก

เหมมัวดีใจที่แทงถูกสมิงสอดน้อย ถูกสมิงสอดน้อยเตะสวนออกมาเลยหลบไม่ทันซ้ำถูกเตะตัดขาจนทรุดลงไป แล้วกระโดดเตะเต็มยอดอกจนเหมร่วงลงไปกอง สมิงสอดน้อยเงื้อเท้าจะกระทืบซ้ำ

“พอได้แล้ว อ้ายสมิง การประดาบจบแล้ว” พระครูยมตวาดห้าม

พวกลูกน้องสมิงสอดน้อยพากันตะโกนให้ตัดลิ้น! ตัดลิ้น!! แต่สมิงสอดน้อยสั่งให้หยุด บอกเหมให้กลับไปได้แล้ว เหมถามว่าทำไมไม่ตัดลิ้น ตนแพ้แล้วมิใช่รึ

สมิงสอดน้อยโมโหตวาด “อยากถูกตัดลิ้นนักรึ ข้าบอกให้ไสหัวไป”

“อ้ายสมิงสอดน้อยมันเพียงแต่ขู่ มิได้คิดตัดลิ้นเอ็งแต่แรกอยู่แล้ว มานี่ซิ อ้ายหนุ่ม มาหาข้า” พระครูยมเรียก เหมเดินไปคุกเข่ากราบสามครั้ง พระครูยมยิ้มพอใจ ชมว่า “หน่วยก้านเอ็งดี ไหวพริบก็ไม่เลว รู้ว่าสู้ด้วยกำลังแลเพลงดาบมิได้ ก็หลบหลีกออกฉวยโอกาส ข้าเห็นแล้วชอบใจนัก เอ็งมาเรียนดาบกับข้าเถิด ข้าจะสอนให้”

เหมบอกว่าเจ้าคุณพ่อไม่ต้องการให้เรียนเพลงอาวุธ จึงขอท่านพระครูโพไว้ไม่ให้สอน พระครูยมจึงรู้ว่าเหมเป็นลูกพระยา ท่านตอบเลี่ยงว่า “ก็หาเป็นกระไรไม่ พ่อเอ็งขอท่านพระครู มิได้ขอข้า ฉะนั้นข้าสอนเอ็งได้”

เมื่อเหมยังอึกอักมิกล้าขัดคำสั่งเจ้าคุณพ่อ พระครูยมตัดบทว่า “หากเอ็งอยากเรียนดาบกับข้า ก่อนเพลพรุ่งนี้เอาหมากมาให้ข้าหนึ่งคำกับข้าวสวยอีกหนึ่งกำมือ แล้วมากราบเป็นศิษย์ ข้าจะสอนวิชาให้เอ็ง แต่หากเอ็งไม่อยากเรียนก็มิต้องมา”

ก่อนเพลรุ่งขึ้น เหมมากราบพระครูยมพร้อมด้วยหมากหนึ่งคำกับข้าวสวยหนึ่งกำมือใส่พานมาถวายพระครูยม เมื่อเหมก้มกราบสามครั้งแล้ว พระครูยมยิ้มเอ่ยว่า

“นับแต่นี้เอ็งเป็นศิษย์ข้า ข้าจะสอนเพลงอาวุธแลตำรับพิชัยสงครามให้ หากเอ็งมีวาสนา ข้าก็จะถ่ายทอดวิชาดาบอาทมาตให้เอ็งด้วย”

เหมถามว่าวิชาดาบอาทมาตเป็นวิชากระไรหรือเหตุใดจึงต้องเป็นผู้มีบุญวาสนาเท่านั้นถึงจะร่ำเรียนได้

“เออโว้ย...อ้ายนี่ขี้สงสัยจริง วิชาดาบอาทมาต เป็นวิชาดาบมาแต่โบราณในครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับเหล่าทหารเพื่อใช้ในการสู้ศึก จึงนับถือกันว่าเป็นเพลงดาบที่ใช้ในการกู้แผ่นดิน ผู้ร่ำเรียนจึงต้องนำไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร สร้างคุณงามความดีให้แก่บ้านเมือง ข้าจึงต้องดูลักษณะเอ็งก่อนว่าคู่ควรได้สืบทอดวิชานี้หรือหาไม่”

“เมื่อเอ็งกับข้าเป็นศิษย์สำนักเดียวกันแล้ว ข้าก็จะเล่าให้เอ็งฟังว่า เหตุที่ข้าต้องปกปิดเรื่องการซ้อมดาบ ก็เพราะท่านเจ้าพระยามหาโยธารามัญ ได้กำหนดการประลองดาบขึ้นในหมู่ชาวมอญ พวกข้าพ่ายแพ้ให้สมิงจักรเพชรมาหลายครา จนโดนมันข่มเหงมาตลอด ดีที่อ้ายพุ่มมาบอกข้าว่าขรัวปู่เป็นผู้ใด ข้าจึงมาขอเป็นศิษย์เพื่อหวังล้างอายอ้ายสมิงจักรเพชร” สมิงสอดน้อยเล่าให้ฟัง เหมพยักหน้ารับ พนมมือเอ่ย

“กระผมขอให้คำมั่นต่อหน้าขรัวปู่ว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาดขอรับ”

สมิงสอดน้อยขอบใจเหม พระครูยมจึงมอบหมายให้พุ่มช่วยฝึกฝนเหมแทนพลางก่อนที่ท่านจะสอนวิชาให้เหมด้วยตัวเอง

“ขอรับขรัวปู่ กระผมจะสอนมันตั้งแต่ไหว้ครูแลวิชาขึ้นต้นทั้งหลายขอรับ” พุ่มรับคำ แล้วฝึกพื้นฐานการต่อสู้แก่เหมที่บริเวณวัดนั่นเอง นับแต่ไหว้ครูมวยไทย หาบน้ำใส่ตุ่มสร้างกล้ามเนื้อและพละกำลัง ใช้ไม้พลองตีกับต้นไม้ กระโดดขึ้นบันไดวัด ฝึกฝนจนได้ที่ก็รำดาบและไหว้ครูให้พระครูยมดู ท่านดูแล้วยิ้มอย่างชื่นชม

ooooooo

อยู่วัดได้ครบเดือนเหมกลับมาเยี่ยมบ้าน คุณหญิงชมปลื้มปีติบอกเหมให้ไปพักพรมน้ำอบน้ำปรุงให้ชื่นใจก่อนแล้วตกเย็นค่อยรับสำรับเย็นกับแม่

ระหว่างนั้นเหมเห็นลำดวนขี่ม้าก้านกล้วยนำพวกเด็กๆ เล่นกันผ่านมา จึงเอาขนมไปให้กินแล้วถามว่า บัวคิดอย่างไรเรื่องหลวงสรอรรถ?

เป็นเวลาที่หลวงสรอรรถเทียวมาคุยกับบัวพอดีซ้ำยังทำรุ่มร่ามจับชายสไบของบัว ดีที่ขุนนาฏ คุณปิ่นและทับทิมเข้ามาทักและเข้านั่งกันท่าจนหลวงสรอรรถหน้าเจื่อน ขุนนาฏบอกทับทิมให้จัดสุรายาดองและกับแกล้มมาจะได้ร่วมวงกับหลวงสรอรรถ

ขณะนั้นเองเหมจูงลำดวนขึ้นเรือนมา ขุนนาฏ ทักทายยินดีว่ากลับจากวัดเมื่อใดหายไปเป็นแรมเดือนเชียว เหมทักทายกับหลวงสรอรรถแล้ว เหมยิ้มให้บัวทัก “มิได้เจอกันเสียนาน แม่บัวสบายดีหรือไม่”

“สบายดีเจ้าค่ะ ขอบพระคุณคุณเหมเจ้าค่ะที่ถาม” บัวเขินอาย หนุ่มสาวมองกันไปมาด้วยความคิดถึง หลวงสรอรรถเห็นสายตาของทั้งสองก็รู้ว่า ทั้งคู่ชอบพอกัน ได้แต่ขบกรามแน่นข่มไว้ เมื่อลงมาถึงท่าน้ำก็อาฆาตว่า

“กล้าแย่งผู้หญิงกับกู อย่าให้หมดบารมีพ่อมึงคุ้มกะลาหัวก็แล้วกัน”

ooooooo

ขณะคุณหญิงชมผิดหวังเมื่อจัดสำรับรอเหมแล้วทาสหญิงเข้ามาบอกว่าเหมจะทานสำรับเย็นที่เรือนท่านขุนนาฏ

ระหว่างนั้นเอง ทาสหญิงอีกคนก็เดินนำชายคนหนึ่งขึ้นเรือนมา พระยาบริรักษ์ถามว่าพาผู้ใดมาหรือ

“ดีฉันเองขอรับ นายชัยขรรค์ มหาดเล็กหุ้มแพร” พระยาบริรักษ์รีบเดินไปรับ คุณหญิงติงว่ามาเสียมืดค่ำ คงมีราชการสำคัญ จะไปเตรียมห้องให้

“มิเป็นไรขอรับคุณหญิง มิใช่ราชการลับ ดีฉันเพียงแต่มาขอให้ท่านเจ้าคุณบริรักษ์เร่งเสบียงให้เท่านั้น ด้วยดีฉันจะนำเสบียงไปส่งให้กองทัพที่ไปทำศึกกับทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุตขอรับ”

“เพลานี้ยังมีศึกอีกหรือขอรับ แล้วผู้ใดเป็นแม่ทัพในศึกคราวนี้กัน” พระยาบริรักษ์ตกใจ

“ท่านพระยาราชสุภาวดี แม่ทัพคู่พระทัยขององค์พระเจ้าอยู่หัวขอรับ”

แต่คุณชายช่วงไม่ทันส่งเสบียงไปถึง พระยาราชสุภาวดีก็นำทัพรบชนะแม่ทัพลาวแล้ว แม้ท่านจะถูกแทงเข้าที่สีข้างทะลุแต่ก็หนีบดาบเอาไว้อย่างเหี้ยมหาญจนแม่ทัพลาวชักดาบกลับไม่ได้และถูกพระยาราชสุภาวดีฟันตายคาหลังม้า! เอาชนะข้าศึกได้อย่างงดงามโดยมีหมื่นพิพิธภูบาลคู่หมั้นของทับทิมออกร่วมศึกด้วย

เมื่อบรรยายแผนที่การเดินทัพบุกไปยังประเทศลาว ผู้บรรยายอธิบายว่า

“ปีพุทธศักราช 2369 เจ้าอนุวงศ์แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต ได้แยกตัวเป็นอิสระจากกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพยกไปปราบปรามจนในที่สุดก็สามารถเอาชนะและเข้ายึดครองเมืองจำปาศักดิ์ได้สำเร็จ จึงทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาราชสุภาวดีดำรงตำแหน่งเป็น ‘เจ้าพระยาราชสุภาวดี’ ว่าที่สมุหนายกในเวลาต่อมา”

ooooooo

.

-----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep2/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 2

ที่ค่ายทหาร คุณชายช่วงกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้พระยาราชสุภาวดีที่ถูกแทงสีข้าง คุณชายช่วงเอ่ยอย่างชื่นชมว่า

“สมแล้วที่ท่านเจ้าคุณสิงห์เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ดีฉันยังมิทันนำเสบียงรอบใหม่มาถึงก็สามารถพิชิตศึกได้แล้ว นับเป็นขุนศึกคู่พระบารมีโดยแท้”

“ขอบใจพ่อช่วงมาก แต่ที่ชนะศึกนี้ได้ มิใช่เพราะฉันคนเดียวดอก แต่เพราะเหล่าทหารเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว แลรบโดยมิอาลัยแก่ชีวิต จึงเอาชัยข้าศึกศัตรูได้” พระยาราชสุภาวดีเอ่ยอย่างถ่อมตัวแลยกย่องเหล่าทหารจนคุณชายช่วงยิ่งชื่นชม

“ฟังว่ามีใบบอกมาจากท่านพระยานครศรีธรรมราชว่าพวกวิลาศยกทัพเรือมาไว้ที่เกาะหมากสี่ลำ จะไปแห่งหนตำบลใดมิได้แจง มิทราบว่าข่าวนี้เป็นจริงหรือไม่ขอรับคุณชายช่วง” ขุนสิทธิสงครามที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยถาม คุณชายช่วงหัวเราะบอกว่า

“อยู่ไกลถึงจำปาศักดิ์ การข่าวยังรวดเร็วนัก ที่ดีฉันมาในครั้งนี้ นอกจากนำเสบียงมาส่งแล้วก็จะมาแจ้งข่าวนี้ด้วย” คุณชายช่วงยกมือไหว้ก่อนเอ่ย “องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท จึงมีตราทัพเรียกเจ้าคุณพ่อของดีฉันกลับจากราชการแล้ว เพลานี้ตั้งทัพคุมเชิงอยู่ที่เมืองปากน้ำขอรับ”

พระยาราชสุภาวดีบอกว่าดีแล้ว ศึกทางนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง ตนจะเร่งถอนทัพไปช่วยท่านพระยาพระคลังอีกแรง

หมื่นพิพิธคิดถึงทับทิมที่เป็นคู่หมั้น เอ่ยถามคุณชายช่วงว่าทับทิมเป็นอย่างไรบ้าง

“น้องสาวฉันอยู่เย็นเป็นสุขดี รอแต่หมื่นพิพิธท่านกลับจากศึกไปจัดงานแต่งงานให้เท่านั้น”

“กระผมก็หวังเช่นนั้นขอรับ เกรงแต่ว่าจะเกิดศึกพวกวิลาศขึ้นมาอีก เพราะนับแต่พวกวิลาศมีชัยเหนือพวกพม่าก็มีแต่ข่าวลือไม่ดีมาตลอด” หมื่นพิพิธเอ่ยสีหน้ากังวล ขุนสิทธิสงครามเชื่อว่ามิต้องกลัวอันใดเพราะพวกวิลาศมีน้อยกว่าเรานัก

“คิดเช่นนั้นไม่ได้ดอกขุนสิทธิ ด้วยวิชาการของพวกฝาหรั่งนั้น เหนือกว่าเรามาก หากเกิดศึกกันจริง จะเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าที่สยามเคยเผชิญมามากนัก” พระยาราชสุภาวดีท้วงติง คุณชายช่วงถามทันทีว่า

“ถ้าเช่นนั้น ท่านเจ้าคุณคิดเห็นว่าเราควรต้องทำอย่างไรขอรับ จึงจะพ้นภัยจากพวกฝาหรั่ง”

“ขั้นแรก เราต้องแก้เหตุเฉพาะหน้ากันก่อน จากนั้นต้องเพียรศึกษาวิชาของพวกฝาหรั่งให้มากไว้ อย่างเช่นวิธีทำศึก กระบวนทัพก็แตกต่างจากพิชัยสงครามของเรา ภายหน้าการทำศึกย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไป หากเราไม่ศึกษาให้ดี คงไม่แคล้วเสียทีเหมือนพวกพม่าเป็นแน่”

การชี้แนะของพระยาราชสุภาวดีทำให้คุณช่วงนิ่งไปเพราะสอดคล้องกับความคิดของตนที่เห็นควรต้องเรียนวิชาของตะวันตกเพื่อพัฒนาประเทศ

ooooooo

วันนี้ ที่ศาลาวัดท้ายน้ำ พระครูโพมานั่งจิบชาคุมสอบอยู่ บรรดาชายหนุ่มที่มาเรียนต่างก้มหน้า ก้มตาเขียนคำตอบในกระดานชนวน เหมทำเสร็จส่งก่อนเพื่อน พระครูถามว่า ส่งก่อนคิดจะลากลับเรือนล่ะสิ?

“ขอรับ” เหมยิ้มเขินๆ เพราะจะรีบกลับไปเจอบัว

บัวนั่งพับกลีบดอกบัวเพื่อเอาไปถวายพระ เสร็จถาดหนึ่งก็ให้บ่าวเอาไปให้แม่นายก่อน เป็นจังหวะที่เหมมาที่ศาลาพอดี เหมได้ทีรีบเข้าไปหา บอกว่าตนพายเรือไปขึ้นที่ท่าโน้นแล้วเดินอ้อมมาที่นี่ โชคดีที่บัวมาที่นี่ไม่เช่นนั้นต้องขึ้นไปบนเรือนแล้ว บัวถามว่าขึ้นเรือนแล้วไม่ดีอย่างไรหรือ

“มิใช่ไม่ดี เพียงแต่ฉันไม่ได้อยู่กับแม่บัวสองต่อสองต่างหาก” เหมหยิบดอกบัวขึ้นดมเอ่ยคำหวานทำกรุ้มกริ่ม “เจ้าเป็นบัว ตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมประทุมทอง”

บัวติงว่าเอาดอกบัวไปดมเสียแล้วจะถวายพระได้อย่างไร เหมขอเสียเลยประคองดอกบัวขึ้นแนบอก “คืนนี้ ฉันจะกอดดอกบัวดอกนี้ไว้แนบกาย แม่บัวคงไม่ว่ากระไรกระมัง”

บัวเขินจนพูดกระไรไม่ออก

แล้วคืนนี้เหมก็เอาดอกบัววางไว้ข้างหมอนนอนอย่างมีความสุข

ooooooo

เช้าวันนี้ สมิงสอดน้อยกับสมิงจักรเพชรประลองดาบสองมือกันต่อหน้าเจ้าพระยามหาโยธารามัญขุนนางผู้ใหญ่ ท่ามกลางการลุ้นของเหม บุษย์และบรรดาทหารมอญของทั้งสองฝ่าย

สมิงจักรเพชรกับสมิงสอดน้อยต่างสู้กันอย่างไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำแก่ใคร จนสมิงจักรเพชรงัดท่าไม้ตายควงดาบรุกไล่จนสมิงสอดน้อยถอยกรูดต้องตั้งรับอย่างเดียว ก่อนจะพลิกตัวฉากหลบออกมาได้ สมิงจักรเพชรลำพองใจย่างสามขุมเข้าหาสมิงสอดน้อยเห็นทีใช้เพลงดาบปกติตนสู้ไม่ได้ เลยตั้งท่าใหม่ใช้เพลงดาบอาทมาตสู้แทน

สมิงจักรเพชรเจอเพลงดาบอาทมาตก็ถึงกับงงตั้งรับพัลวัน สมิงจักรเพชรใช้ไม้ตายในเพลงดาบของตน แต่ใช้ไม่ได้ผลถูกสมิงสอดน้อยปัดป้องจนดาบของสมิงจักรเพชรหลุดจากมือแล้วใช้ดาบอีกเล่มจ่อคอสมิงจักรเพชรสำเร็จ ท่ามกลางเสียงเฮของเหม บุษย์และลูกน้องของสมิงสอดน้อย

บรรดาลูกน้องสมิงสอดน้อยต่างสะใจที่สมิงสอดน้อย เอาชนะสมิงจักรเพชรได้ แต่สมิงสอดน้อยก็พูดอย่างถ่อมตนว่า

“ถ้าไม่ได้ไปฝึกเพลงดาบกับขรัวปู่ ก็คงไม่ชนะดอกวะ อ้ายสมิงจักรเพชรมันเจนจัดเพลงดาบสองมือนัก ในกองทหารมอญคงไม่มีผู้ใดสู้มันได้แล้ว” เหมถามว่าเพลงดาบที่สมิงสอดน้อยใช้เผด็จศึกสมิงจักรเพชรเป็นวิชาดาบกระไรหรือ “อีกไม่นานเอ็งก็รู้เอง มิต้องใจร้อนไปดอกอ้ายเหม”

ขณะนั้นเองมีชาวบ้านถืออาหารข้าวของมาเตรียมถวายเพล เหมตกใจถามว่าเพลแล้วหรือ แล้วเอ่ยลาบอกว่าพรุ่งนี้ตนจะไปกราบขรัวปู่ที่วัดเอง สมิงสอดน้อยสงสัยว่าเหมรีบร้อนไปไหน บุษย์พูดอย่างรู้แกวว่าเป็นเพราะพิษรักอย่าไปใส่ใจเลย แต่พอตัวเองเห็นหญิงสาวชาวบ้านถือถาดเดินผ่านมา บุษย์เลยขอตัวตามหญิงสาวไปทันที

“การประลองดาบจบแล้ว จะจัดการเรื่องอ้ายเหมตามที่ขรัวปู่สั่งมาดีหรือไม่พี่” ลูกน้องคนหนึ่งถามสมิงสอดน้อย

ooooooo

บัวนั่งรอเหมอยู่ที่ศาลาริมคลองในวัด เหมไม่ทันมาแต่หลวงสรอรรถย่องมาก่อน ทำก้อร่อก้อติกเข้าหาบัว บัวจะลุกหนีก็คว้าแขนไว้ให้อยู่เจรจากันสักครู่ ทันใดนั้นเหมมาถึงก็พุ่งเข้าคว้าข้อมือหลวงสรอรรถ บิดจนต้องปล่อยมือบัว

“โอ๊ย...มึงกล้าทำกับกูเช่นนี้เชียวรึ อ้ายเด็กอมมือ!” หลวงสรอรรถกำหมัดจะต่อยเหม แต่พอดีลูกน้องวิ่งหน้าตื่นมารายงานว่ามีเหตุด่วน เหมฉวยโอกาสนั้นพาบัวไปจากตรงนั้น

หลวงสรอรรถจะตามไปก็รู้ว่าพละกำลังสู้เหมไม่ได้ จึงตวาดลูกน้องแก้หน้าว่า “มึงมีกระไร ถ้าไม่สำคัญจริงกูทวนหวายมึงแน่” แต่พอฟังลูกน้องกระซิบบอก หลวงสรอรรถก็หน้าเครียดทันที

ข่าวนั้นคือลูกน้องหลวงสรอรรถที่กำลังขนฝิ่นถูกทหารไทยจับกุม ลูกน้องหลวงสรอรรถตกใจชักอาวุธออกมาต่อสู้

ขณะนั้นเอง พระยาปลัดสมุทรปราการกับพระพิชัยปราการเดินออกมาสั่งการพวกทหารให้จับพวกค้าฝิ่นให้หมดอย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว ลูกน้องหลวงสรอรรถสู้ไม่ได้พากันวิ่งหนี ทหารไล่ตามไปส่วนพระยาปลัดกับพระพิชัยเดินไปกรีดกระสอบหยิบฝิ่นออกมา พระยาปลัดสั่งทหารให้ขนย้ายออกและเอาไปเผาให้หมด

ที่แท้เป็นอุบายของพระยาปลัดทำทีจับกุมและขนฝิ่นไปเผา แต่ฝิ่นส่วนใหญ่ถูกสับเปลี่ยนมาขึ้นเกวียนเล่มอื่นแทน

หลวงสรอรรถหัวเราะสะใจชมว่าเพราะปัญญาของท่านเจ้าคุณแท้ๆ และพระพิชัยก็ไม่รู้เท่าทันว่าฝิ่นส่วนใหญ่ถูกสับเปลี่ยนมาหมดแล้ว การแกล้งจับฝิ่นครั้งนี้ พระยาปลัดจึงรู้ว่าอาชีพเดิมของหลวงสรอรรถนั้นคือค้าฝิ่น เมื่อหลวงห้ามจึงต้องลักลอบ และที่ตนทำนี้ยังน้อยกว่าที่พวกวิลาศทำไม่รู้กี่เท่า

“นี่พวกวิลาศก็ลักลอบค้าฝิ่นรึ” พระยาปลัดตกใจ หลวงสรอรรถหัวเราะขำๆ เล่าว่า

“ไม่แปลกดอกขอรับที่เจ้าคุณไม่ทราบ ผู้คนทั่วไปเข้าใจว่าฝิ่นมาจากคนจีน แท้ที่จริงฝิ่นที่คนจีนขายมี น้อยนิดฝิ่นส่วนใหญ่มากับเรือของพวกวิลาศต่างหาก”

ooooooo

ฝิ่นบางส่วนถูกยัดไส้ในลังส้มขนไปที่บ้านมิสเตอร์เจเมสัน เพราะอาการป่วยของแหม่มมาเรีย จำเป็นต้องใช้ฝิ่นในการระงับอาการเจ็บปวดที่มากขึ้นเรื่อยๆ หมอเสนอมิสเตอร์เจเมสันว่าควรขนฝิ่นมามากกว่านี้

“สยามห้ามค้าฝิ่น กว่าจะขนมาได้ขนาดนี้ก็ลำบากเอาการ ฉันไม่กล้าขนมามากกว่านี้ดอก” เจเมสันบอกหมอ

ขณะนั้นเองแหม่มเดินคุยออกมาจากข้างในกับเหม แหม่มถามพวกคนงานที่กำลังขนลังเข้ามาว่านั่นลังอะไรหรือ เจเมสันบอกว่าเป็นลังส้มตนเอามาฝากพวกเพื่อนๆ แล้วตัดบทถามเหมว่าจะกลับแล้วหรือ เหมบอกว่าต้องกลับไปเรียนหนังสือที่วัด บอกแหม่มว่าคราวหน้าจะมาเยี่ยมอีก ให้กำลังใจว่าครูแหม่มดูสดใสขึ้นมาก เจอกันคราวหน้าคงหายเป็นปกติแน่

“ขอบใจเธอมากจ้ะ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเธอนะ” แหม่มสดใสมีความสุขจนเจเมสันยิ้มดีใจ

ระหว่างผ่านซอยเปลี่ยวเพื่อกลับวัดนั่นเอง เหมถูกชายคลุมหน้ากลุ่มใหญ่กรูกันออกมาล้อมไว้ เหมตกใจแต่พยายามตั้งสติงัดแม่ไม้มวยไทยที่เรียนมาเข้าต่อสู้ แต่ฝ่ายนั้นมีกำลังมากกว่า เหมจึงกลิ้งตัวหลบคว้าไม้ไผ่ที่อยู่แถวนั้นควงเข้าฟาดพวกชายคลุมหน้าจนแตกกระเจิง หัวหน้าของพวกคลุมหน้าก็บุกเข้าใส่เหมทันที

เหมกับชายคลุมหน้าต่อสู้กันอย่างดุเดือดสูสี เหมฟาดไม้ใส่แต่ถูกฝ่ายนั้นจับไว้ได้แล้วใช้ศอกอีกข้างฟันไปที่ไม้ไผ่จนหักเป็นสองท่อน ท่อนหนึ่งอยู่ในมือเหมและอีกท่อนหนึ่งอยู่ในมืออีกฝ่าย ต่างเอาไม้ไผ่จ่อคอหอยอีกฝ่ายพร้อมกันเป็นอันว่าเสมอ พอชายคลุมหน้าผละออกปลดผ้าคลุมหน้า เหมเห็นเต็มตาอุทานอย่างคาดไม่ถึง

“พี่สมิง”

ที่แท้เป็นอุบายของพระครูยมทดสอบฝีมือเพื่อคัดเลือกเข้าเรียนวิชาดาบอาทมาต เหมดีใจมาก พุ่มดีใจด้วยบอกเหมว่า นับแต่ขรัวปู่รับศิษย์มา หากรวมพ่อเหมด้วยก็มีเพียงเจ็ดคนเท่านั้นที่ได้รับถ่ายทอดอาทมาต

“อันที่จริงข้าไม่ควรนับเป็นหนึ่งในเจ็ดดอก วิชาดาบอาทมาตของข้ายังผิวเผินมาก” สมิงสอดน้อยออกตัว

“เอ็งไม่ต้องท้อใจไปอ้ายสมิงสอดน้อย ดาบอาทมาตแตกต่างจากวิชาดาบอื่น ทั้งรับแลรุกในจังหวะเดียวกัน พลิกแพลงแปรเปลี่ยนได้ไม่สิ้นสุดเป็นอัศจรรย์ เอ็งจะแตกฉานในเวลาอันสั้นมิได้ดอก” พระครูยมให้กำลังใจ

“รับแลรุกในจังหวะเดียวกัน พลิกแพลงแปรเปลี่ยนไม่สิ้นสุด” เหมพึมพำกับตัวเองอย่างอัศจรรย์

สมิงสอดน้อยได้รับมอบหมายจากพระครูยมให้รำแม่ไม้เพลงดาบอาทมาตให้เหมดู โดยมีพระครูยมอธิบายว่า

เพลงดาบอาทมาตมีหลักการก้าวย่างตามหลักสี่ทิศ ดาวแปดแฉกมีแม่ไม้เพียงสามท่า คือ คลุมไตรภพ ตลบสิงขร ย้อนฟองสมุทร แต่แม่ไม้สามท่านี้ หากเข้าใจลึกซึ้งแตกฉานก็สามารถพลิกแพลงได้เป็นอัศจรรย์ ขึ้นอยู่กับปัญญาของเอ็งเป็นสำคัญ แต่ที่เอ็งต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือหัวใจของเพลงดาบ ‘เขาฟันเราไม่รับ เขารับเราไม่ฟัน จะฟันต่อเมื่อเขาไม่รับ จะรับต่อเมื่อหลบหลีกไม่ทัน’

เหมร่ายรำเพลงดาบอาทมาตด้วยท่วงท่าแข็งแรง สง่างามไม่แพ้สมิงสอดน้อย แลร่ายรำลูกไม้เพลงดาบอีกหลายท่าอย่างสวยงาม จบลงด้วยท่าเพลงดาบที่ทรงพลัง

ooooooo

1 เดือนผ่านไป พิธีแต่งงานระหว่างทับทิมกับหมื่นพิพิธจัดที่เรือนพระยาพระคลัง ทั้งคุณหญิงชมและคุณชายช่วงจัดงานกันอย่างเอิกเกริก สรรหาอาหารคาวหวานล้วนขึ้นชื่อหายากระดมมาในงาน

บัวเห็นทับทิมในชุดเจ้าสาวสวยมากเดินเข้ามาชม ทับทิมจึงให้หยิบเครื่องประดับให้ แต่ลำดวนที่แต่งตัวน่ารักหันไปหยิบให้ก่อน ถูกบัวดุว่าเครื่องประดับเหล่านี้มีค่านักหากหล่นหายขึ้นมาจะทำอย่างไร ลำดวนน้อยใจเดินออกจากห้อง

ที่ละแวกเรือนเจ้าพระยาพระคลังนี่เอง ลำดวนเห็นลูกน้องหลวงสรอรรถ 4-5 คนคุมพวกทาสชายหญิงมา ในนั้นมีเด็กวัยเดียวกับลำดวนอยู่ด้วย ลูกน้องหลวงสรอรรถถือหวายคอยคุมเหล่าทาสนั้นมา เด็กหญิงที่ถูกคุมมาเดินไม่ไหวล้มลงก็ถูกลูกน้องหลวงสรอรรถตะคอกให้ลุกขึ้น อีกคนใช้หวายเฆี่ยนเด็กหญิงอย่างโหดร้ายจนเด็กหญิงร้องด้วยความเจ็บปวด

ขณะนั้นเอง พระยาราชสุภาวดีเดินมากับลูกน้องสองคน คนหนึ่งถือดาบมีผ้าห่อไว้ พระครูหยุดมองอย่างไม่พอใจ ทันใดนั้นมีหินก้อนหนึ่งขว้างมาถูกหัวลูกน้องหลวงสรอรรถ ทุกคนหันมองเห็นเหมที่ยืนห่างไปเล็กน้อยเป็นคนขว้างหิน

ลูกน้องหลวงสรอรรถชักทั้งดาบและมีดออกมากระจายกำลังจะเล่นงานเหม เหมก้มหยิบไม้ที่พื้นขึ้นมาต่างดาบสองมือตั้งท่าเพลงดาบอาทมาต ยืนอย่างสงบ

เมื่อเหมต่อสู้กับพวกลูกน้องหลวงสรอรรถด้วยเพลงดาบอาทมาตจนลูกน้องของหลวงสรอรรถแตกกระเจิงไปชุดหนึ่ง แลเมื่ออีกชุดหนึ่งกรูเข้ามา หลวงสรอรรถจึงแหวกกลุ่มลูกน้องออกมาปรามเหม

“เรื่องที่วัดยังมิได้สะสาง คุณเหมก็ยังตามมาทำร้ายคนของฉันอีก ถ้าอย่างไรวันนี้ก็ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยเถิด”

“ที่แท้ก็คนของคุณหลวงนี่เอง มิน่าเล่าถึงได้ช่ำชองในการทำร้ายเด็กนัก” เหมเย้ยหยัน หลวงสรอรรถโมโหยกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องลุยทันที

“หยุดก่อน” เสียงพระยาราชสุภาวดีขัดขึ้น หลวงสรอรรถตวาดถามว่ามึงเป็นใครวะ แต่พอลูกน้องพระยาราชสุวดีเปิดผ้าที่ห่อดาบออก เป็นดาบประจำตำแหน่ง บนฝักดาบมีสัญลักษณ์สมุหนายกสลักเอาไว้ หลวงสรอรรถตกใจคุกเข่าพนมมือทันที

“กระผมมิทราบว่าท่านเจ้าคุณมาที่เมืองปากน้ำ จึงมิได้ต้อนรับขออภัยด้วยเถิดขอรับ”

“มิต้องขอโทษขอโพยดอก แลฉันก็มิได้ต้องการให้ผู้ใดมาต้อนรับ หลวงสรอรรถใช่หรือไม่ ฉันเคยเจอคุณหลวงที่พระนครคราหนึ่งแล้ว” หลวงสรอรรถหน้าซีดขอบพระคุณที่จดจำตนได้ “จะจำไม่ได้ได้อย่างไร ชีวิตฉันต้องโทษจองจำติดคุกติดตะรางมาหลายครา หนึ่งในนั้นก็ด้วยความเอื้อเฟื้อจากญาติผู้ใหญ่ของคุณหลวงมิใช่รึ”

หลวงสรอรรถกลืนน้ำลายฝืดคอ หน้าซีดเผือดเพราะญาติตนเคยเล่นงานพระยาราชสุภาวดีเอาไว้แต่เพลานี้หมดวาสนาแล้ว และพระยาราชสุภาวดีกลายเป็นสมุหนายกมีอำนาจรองลงมาจากพระเจ้าแผ่นดิน

“เหตุที่อ้ายหนุ่มคนนี้ล่วงเกินคนของคุณหลวง ก็ด้วยคนของคุณหลวงเฆี่ยนตีเด็กเล็กที่เป็นทาส แม้ว่าอ้ายหนุ่มคนนี้จะล่วงเกินขุนนาง แต่ก็ทำไปด้วยเมตตา ถือว่าเห็นแก่ฉันแล้วกัน ไปได้หรือไม่”

“ขอรับ สุดแล้วแต่ท่านเจ้าคุณขอรับ” หลวงสรอรรถจำต้องยอมทั้งที่เจ็บใจ

เหมมองพระยาราชสุภาวดีด้วยความชื่นชมในความเป็นธรรม พอท่านมองมา เหมคุกเข่าลงและดึงลำดวนให้คุกเข่าลงด้วย เหมยกมือไหว้ขอบคุณ

พระยาราชสุภาวดีพยักหน้ารับ ชื่นชมในฝีมือดาบและหัวใจรักความเป็นธรรมของเหมเช่นกัน

ooooooo

ในงานแต่งของทับทิมนี้ ขุนนาฏยโกศลดื่มเมาแล้วยังเรียกให้เอาเหล้ามาอีก จนคุณปิ่นบ่นว่าจะเอาอะไรอีกเพราะเมาจนเดินไม่ไหวแล้ว สั่งพวกทาสให้ประคองขุนนาฏเข้าไปดีๆอย่าให้หกล้มหกลุกได้

ลำดวนช่างสงสัยถามบัวว่าเหตุได้พ่อท่านต้องเมาเช่นนี้ด้วยเล่า บัวบอกว่าท่านดีใจที่ทับทิมออกเรือน

“ถ้าเช่นนั้นหากพี่บัวออกเรือน พ่อท่านก็ต้องเมาเช่นนี้อีกใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลำดวนถามอีก ทำเอาบัวเขินก่อนจะปั้นหน้าดุน้องว่าพูดกระไรแล้วจะไปนอน ลำดวนบอกประเดี๋ยวเจ้าค่ะ แล้วหยิบสร้อยข้อมือทองคำเส้นเล็กๆ ออกมายื่นให้ บัวถามว่าเอามาจากผู้ใด “คุณพี่เหมเจ้าค่ะ คุณพี่เหมฝากมาให้พี่บัว”

เมื่อเข้าห้องนอน บัวเอาสร้อยข้อมือที่เหมให้ คล้องที่ข้อมือ พิศดูแล้วยิ้มบางๆอย่างสุขใจ

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะเหมพรวนดินอยู่กับบุษย์ที่สวนนั้น ทาสมารายงานว่ามีศพเด็กลอยน้ำมา เหมรีบไปดู จำได้ว่าเป็นทาสเด็กหญิงที่ถูกลูกน้องของหลวงสรอรรถใช้แส้ฟาดวันนั้น

“หลวงสรอรรถ” เหมคำรามขบกรามด้วยความเคียดแค้น เหมกับบุษย์บุกไปตลาดขณะที่หลวงสรอรรถกับลูกน้องกำลังเก็บดอกเบี้ยเงินกู้คนในตลาดอยู่ เหมพุ่งเข้าไปถีบลูกน้องหลวงสรอรรถหน้าคะมำ พอหลวงสรอรรถเห็นเหมกับบุษย์กำลังใช้ไม้ไล่หวดลูกน้องแตกกระเจิง แล้วเหมก็ตั้งท่าจะไล่ฟาดตน หลวงสรอรรถก็ตะโกนลั่น

“ช่วยด้วย...ช่วยกูด้วย...ช่วยด้วย...” หลวงสรอรรถวิ่งหนี ถูกเหมพุ่งไม้กระแทกหลังจนจุกล้มคว่ำบุษย์แกว่งไม้ไล่หวดพวกลูกน้องไม่ให้เข้ามาช่วย เหมพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อหลวงสรอรรถขึ้นมาเงื้อไม้จะตี

“หยุดประเดี๋ยวนี้นะไอ้เหม” เสียงพระยาบริรักษ์ตวาด เหมตกใจหน้าซีด คราง...

“เจ้าคุณพ่อ...”

ooooooo

เหตุการณ์ครั้งนี้ พระยาปลัดสมุทรปราการไต่สวนแล้วสั่งให้ลงหวายเหมกับบุษย์คนละยี่สิบที เหมถูกลงหวายจนหลังแตกแต่มิได้คร่ำครวญแม้แต่คำเดียว ผิดกับบุษย์ที่ร้องโอดโอยนับแต่หวายแรกจนหวายสุดท้าย

เมื่ออยู่กันลำพังในห้องหนึ่ง พระยาปลัดกระชากคอเสื้อหลวงสรอรรถตะคอก

“ฉันบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าทิ้งศพเรี่ยราด จะต้องรอให้ดาบมาบั่นคอก่อนหรือไรถึงจะพูดเข้าใจ”

“แทนที่ท่านเจ้าคุณจะดุด่าดีฉัน ท่านเจ้าคุณก็ฆ่าให้น้อยลงไม่ดีกว่าหรือขอรับ หากสังวาสแต่เพียงอย่างเดียว ดีฉันก็คงไม่ต้องวุ่นวายทำลายศพเช่นนี้ แต่ท่านอย่ากังวลเลยขอรับ ดีฉันสัญญาว่าต่อไปจะเผาหรือไม่ก็ฝังเสีย จะไม่ทำอย่างนี้อีก”

กระนั้นพระยาปลัดก็ปรามหลวงสรอรรถว่าเมื่อเหมสงสัยคุณหลวงแล้ว แม้เจ้าคุณบริรักษ์จะยอมให้ลูกถูกเฆี่ยนแต่ก็สงสัยด้วยเช่นกัน นับแต่นี้คุณหลวงอย่าหาเรื่องกับสองพ่อลูกนี้อีก เพราะคุณหลวงหมายตาผู้หญิงคนเดียวกับเหม ย้ำว่า

“ถ้าเข้าตามตรอกออกตามประตูก็เป็นเรื่องของคุณหลวง แต่ถ้าลอบกัดเพื่อให้ได้แม่บัวมา ฉันขอห้ามขาด เพราะฉันไม่อยากรับเคราะห์ไปด้วย คุณหลวงเองก็ชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเห็นแก่ผู้หญิงหรือการงานมากกว่ากัน”

เมื่อเหมกลับบ้านในสภาพหลังแตกจนต้องนอนคว่ำให้คุณหญิงชมใส่ยาให้ คุณหญิงร้องไห้สงสารลูก เหมบอกว่าตนโง่เง่าเอง ควรแล้วที่ต้องเอาหลังตัวเองจ่ายค่าความโง่ ฝ่ายพระยาบริรักษ์เองก็สงสารลูก ถามคุณหญิงว่าเหมเป็นอย่างไรบ้าง คุณหญิงสะบัดหน้าใส่ตอบประชดว่า “ก็ยังไม่ตายสมใจท่านเจ้าคุณดอกเจ้าค่ะ” แล้วสั่งจวนไปดูยาหม้อกับตน

พระยาบริรักษ์มองเหมถามว่าโกรธพ่อหรือไม่ เหมบอกว่าตนไม่กล้าโกรธเจ้าคุณพ่อ แต่น้อยใจที่คำพูดของตนไม่มีผู้ใดเชื่อเท่านั้น พระยาบริรักษ์จึงบอกความในใจว่า

“ไม่ใช่พ่อไม่เชื่อเจ้า พ่อเชื่อทุกคำ แลยังมั่นใจว่าหลวงสรอรรถต้องเกี่ยวข้องกับการตายของเด็กผู้หญิงนั่นแน่” เหมถามว่าแล้วเหตุใดถึงปล่อยให้ลูกถูกโบยเล่า? “วงศ์วานว่านเครือของหลวงสรอรรถมีอำนาจมากนัก แม้แต่ท่านเจ้าพระยาก็ยังมิกล้าหักหาญเอาซึ่งหน้า หากเจ้าจะเอาผิดก็ต้องมีพยานหลักฐานมั่นคงหาไม่ก็เหมือนเอาไข่ไปกระทบหินมีแต่จะนำภัยสู่ตัว”

“เจ้าคุณพ่อเกรงจะมีภัยเลยให้ลูกถูกโบยแทนอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

“เจ้าเหม..พ่อเจ้ามิใช่คนขี้ขลาดที่จะยอมให้ลูกถูกเฆี่ยนเพียงเพราะกลัวภัยดอก แต่นอกจากเจ้าไม่มีหลักฐานแล้ว เจ้ายังทำร้ายหลวงสรอรรถก่อน พ่อเป็นพระยาถือน้ำพระพัทสัจจา เป็นข้าแห่งบดินทร์ไม่อาจให้ความรักลูกอยู่เหนือกว่าอาญาบ้านเมืองได้” พระยา บริรักษ์ลูบหัวเหมด้วยความรักและสงสาร

เหมได้ฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่เจ้าคุณพ่อทำมากขึ้น ความน้อยใจจึงค่อยคลายหายไป

เมื่อบัวรู้จากลำดวนว่าเหมถูกเฆี่ยนจนหลังลายก็ตกใจ ถามว่าพวกเหมทำร้ายกันด้วยเรื่องกระไรและตอนนี้เหมเป็นอย่างไรบ้าง ลำดวนที่สนใจเล่นตุ๊กตานางรำมากกว่าบอกว่าตนก็ไม่รู้ได้ยินมาเท่านี้ บัวหงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจ ฉุกคิดได้ถามว่า

“ลำดวน เจ้าไม่คิดไปเยี่ยมคุณเหมบ้างรึ” พอลำดวนบอกว่าคิด บัวยิ้มอย่างมีเลศนัยที่จะใช้ลำดวนเชื่อมถึงเหม

เมื่อลำดวนไปเยี่ยมเหมก็เอาถุงผ้าปักลายที่ข้างในใส่กลีบดอกไม้แลเครื่องหอมที่บัวฝากมาให้เหม บอกว่า

“พี่บัวบอกว่าคุณพี่เหมได้กลิ่นหอมแล้วจะได้คลายอาการเจ็บแผลลงไปได้บ้างเจ้าค่ะ”

เหมรับถุงผ้าปักไปสูดดมได้กลิ่นหอมชื่นใจ รำพึงกับตัวเองเบาๆ เคลิ้มๆ

“แม่บัวเป็นห่วงเป็นใยฉันเช่นนี้ อย่าว่าแต่รอยหวายแค่นี้เลย ต่อให้โดนแล่เนื้อเอาเกลือทาฉันก็ยอม” เหมยิ้มอย่างมีความสุข ลำดวนเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะคิกคัก

ooooooo

หลายวันต่อมาเมื่อแผลทุเลา เหมจึงกลับไปที่วัด พระครูยมทักว่ามาแล้วหรือ รสหวายเป็นอย่างไรบ้าง

เหมตกใจถามว่าหลวงปู่รู้ด้วยหรือขอรับ พุ่มยิ้มขำๆ บอกว่าเขารู้กันทั่วเมืองปากน้ำเลยล่ะ เรื่องเล็กเสียเมื่อไหร่เล่า

“เอ็งถูกหวายเสียทีก็ดีจะได้ลดความทะลุลงเสียบ้าง ผู้ฝึกดาบอาทมาตต้องมีสติ อย่าหุนหันพลันแล่นแลอย่าใช้วิชาดาบพร่ำเพรื่อเป็นอันขาด”

เหมบอกว่าข้อมีสติไม่หุนหันนั้นตนเข้าใจ แต่เมื่อฝึกวิชาดาบแล้วไม่ให้ใช้จะฝึกไปเพื่อกระไรเล่า

สมิงสอดน้อยบอกว่าไม่ใช่ไม่ให้ใช้แต่ไม่ให้ใช้พร่ำเพื่อต่างหาก เพราะว่า...

“ดาบอาทมาตเป็นวิชาสังหาร แต่ละท่าเพลง ล้วนถึงตายได้ทั้งสิ้น เอ็งจึงไม่ควรใช้โดยพลการ”

“อ้ายสมิงพูดถูกแล้ว ดาบอาทมาตมีไว้ใช้ในคราวจำเป็น หากเป็นยามปกติ เอ็งต้องจำไว้ว่า ‘มีเรื่องต้องหนี หนีไม่ได้ให้สู้ สู้ได้อย่าให้เจ็บ เจ็บได้อย่าให้ตาย’ นี่คือกฎที่ผู้ฝึกดาบอาทมาตทุกคนต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ” พระครูยมย้ำ

“ขอรับ กระผมจะจำไว้ขอรับ” เหมก้มกราบพระครูยมด้วยความเคารพเต็มหัวใจ

ooooooo

หลายปีผ่านไป เหมยังเล่าเรียนโดยมีพระครูโพเป็นผู้สอน และฝึกดาบอาทมาตโดยมีพระครูยมเป็นผู้สอน ส่วนบัวก็ซ้อมรำโดยมีขุนนาฏและคุณปิ่นสอนให้อย่างใกล้ชิด

ลำดวนกลายเป็นสาวแล้ว สวมชุดนางรำซ้อมรำอย่างสวยงามอ่อนช้อยคู่กับบัว ขุนนาฏกับคุณปิ่นนั่งดูอย่างพอใจ

เหมซ้อมดาบกับสมิงสอดน้อยจนฝีมือทัดเทียมกัน สมิงสอดน้อยมองเหมอย่างชื่นชมที่สามารถต่อสู้เสมอกับตนได้ พระครูยมเอ่ยอย่างพอใจว่า “บัดนี้ข้าหมดความรู้ที่จะสั่งสอนพวกเอ็งแล้ว ส่วนพวกเอ็งจะแตกฉานดาบอาทมาตได้ลึกซึ้งเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของพวกเอ็งเอง”

“แค่กระผมได้ฝากตัวเป็นศิษย์ขรัวปู่ก็เป็นบุญที่สุดแล้วขอรับ กระผมสัญญาว่าจะใช้วิชาความรู้ที่ได้จากขรัวปู่สนองคุณบ้านเมืองต่อไปขอรับ” สมิงสอดน้อยให้สัญญา พระครูยิ้มพอใจ ฝ่ายเหมยิ้มเจื่อนหน้าจ๋อย ยอมรับกับพระครูยมว่า

“ส่วนกระผม คงให้คำมั่นได้แค่จะหมั่นฝึกฝน แลไม่อาจเอาวิชาไปใช้ในทางที่ผิดขอรับ เพราะเจ้าคุณพ่อคงให้กระผมรับราชการทำบาญชีเก็บภาษีเช่นเดียวกับท่าน คงไม่มีโอกาสได้ใช้ดาบอาทมาตดอกขอรับ”

“มิเป็นไร ขอเพียงเอ็งอยู่ในศีลในธรรม ข้าก็ดีใจมากแล้ว” พระครูหันไปพยักหน้าให้พุ่ม พุ่มลุกไปหยิบดาบสองมือสองคู่ยื่นให้ “ข้าให้พวกเอ็ง รับไปเถิด มิว่าเอ็งจะได้ใช้หรือไม่ ก็ถือเสียว่าเป็นเครื่องเตือนใจว่า ดาบหรือความรู้อื่นใดก็ดี สำคัญที่การนำไปใช้ หากเอ็งใช้ในทางเป็นคุณ ก็จะเป็นประโยชน์แก่เอ็งเอง แต่หากเอ็งใช้ในการเบียดเบียนผู้อื่น ก็จะกลายเป็นโทษแก่เอ็งได้เช่นกัน”

ทั้งเหมและสมิงสอดน้อยก้มกราบพระครูยมพร้อมกัน เหมจับดาบคู่ขึ้นดูอย่างภาคภูมิใจที่ตนสำเร็จวิชาดาบจนได้แล้วเหมก็ให้บุษย์เอาดาบไปเก็บให้ดีอย่าให้เจ้าคุณพ่อเห็นเป็นอันขาด บุษย์รับรองว่าแม้แต่เรื่องที่เหมเรียนดาบนอกจากตนแล้วก็ไม่มีใครที่เรือนล่วงรู้แน่นอน

รับดาบไปแล้วบุษย์ให้เหมกลับเรือนไปก่อนตนจะไปหาแม่แสงเนยเพราะไม่เจอกันนานวันแล้วคิดถึงเหลือเกิน ฝากเหมว่า “หากเจอพ่อกระผม บอกว่ากระผมจะกลับไปตอนค่ำนะขอรับ” เหมส่ายหน้าบุษย์ที่ทำกรุ้มกริ่มพึมพำขำๆ

“อ้ายบุษย์ อ้ายเจ้าชู้” แต่แล้วก็หน้าซึมเมื่อนึกได้ว่าตัวเองก็ไม่ได้เจอบัวมานานแล้วเหมือนกัน

ooooooo

เหมไปหาบัวแต่เจอลำดวนปิดตาวิ่งไล่จับหุ่นกับบ่าวและไพร่ผู้หญิงอยู่ เลยถลำไปจับเหมกอดเข้าเต็มมือแต่ลำดวนมิได้คิดกระไรเพราะนับถือเหมเป็นพี่ชายอยู่แล้ว เมื่อเหมถามว่าบัวอยู่เรือนหรือไม่ ลำดวนตอบขำๆ ก่อนวิ่งขึ้นเรือนไปว่า

“ไม่อยู่หรอกเจ้าค่ะ”

พอเหมไปเจอบัวบนเรือนถูกบัวหัวเราะขำที่เหมถูกลำดวนหลอกก็ตัดพ้อว่าถูกลำดวนเย้าแล้วยังถูกบัวเยาะอีก ขณะหนุ่มสาวตัดพ้อต่อว่ากันตามประสานั้น ทาสหญิงคนหนึ่งยกสำรับอาหารว่างมาให้ บัวบอกว่าของว่างมาแล้วรับเสียหน่อยสิ

ทาสหญิงคนนั้นชำเลืองสังเกตเหมกับบัวตลอดเวลาท่าทางมีเลศนัย

ที่แท้ทาสหญิงคนนั้นเป็นสายที่หลวงสรอรรถวางไว้สืบการเคลื่อนไหวของเหมกับบัว เมื่อทาสหญิงคนนั้นไปรายงานหลวงสรอรรถก็ได้รับเงินรางวัลโยนมาให้ พอทาสหญิงคนนั้นหยิบถุงเงินและขอลากลับลุกไปก็เจอกัปตันเดวิดเดินเมามาคว้าไปกอด ทาสหญิงโวยวายผลักกัปตันเดวิดออกแล้ววิ่งหนีไป

ลูกน้องหลวงสรอรรถตำหนิว่าวิลาศคนนี้ช่างทรามแท้ผิดจากวิลาศคนอื่นเหลือเกิน

“อ้ายกัปตันเดวิด มันถือว่าลุงมันเป็นทหารใหญ่ในกองทัพวิลาศ ไม่มีใครกล้าทำกระไรมัน มันถึงได้...” พลันหลวงสรอรรถก็หยุดกึกฉุกคิดแผนขึ้นได้ ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

เมื่อทาสหญิงคนนั้นมารายงานและลูกน้องก็ยุว่าขนาดเหมไปอยู่วัดห่างกันนานบัวก็ยังมีใจให้ หากได้ใกล้ชิดกันกว่านี้เห็นทีคุณหลวงจะหมดหวัง หลวงสรอรรถจึง วางแผนไปหาขุนนาฏเพื่อจ้างให้ขุนนาฏนำคณะละครไปแสดงในงานสมโภชพระเจดีย์ เมื่อขุนนาฏแจ้งว่ารับงานไว้เต็มแล้ว หลวงสรอรรถก็บ่นเสียดายแทนชาวบ้านที่ไม่มีบุญได้ชมละครของขุนนาฏ จนในที่สุดขุนนาฏรับงานไว้

เหมชวนบัวว่าหากวันนี้บัวไม่มีกิจอันใดก็จะขอ อนุญาตท่านขุนพาไปเที่ยวทะเลกัน บัวหน้าจ๋อยบอกว่าพ่อท่านรับปากหลวงสรอรรถแล้วว่าจะไปแสดงงาน
สมโภชพระเจดีย์ ตนคงต้องอยู่ซ้อมเพิ่ม เมื่อบัวไปไม่ได้ลำดวนก็ยิ้มอย่างมีแผนการ ในที่สุดเหมก็ต้องพาลำดวนไปเที่ยวชายทะเล

แต่เพราะไม่มีบัวมาด้วย เหมจึงมิได้เล่นน้ำเก็บเปลือกหอยกับลำดวน ปล่อยลำดวนเดินเก็บเปลือกหอยตามลำพังจนไปเจอโจรกำลังลักลอบขนฝิ่น ลำดวนถูกจับไปแม้โจรจะดูออกว่าไว้ผมยาวแต่งตัวอย่างลำดวนต้องเป็นนางรำในสำนักใดสำนักหนึ่งแต่เมื่อมารู้เห็นความลับของตนอย่างไรเสียก็ต้องฆ่าปิดปาก

แต่พอมันเงื้อดาบ เหมก็ถือไม้วิ่งเข้าหาพวกโจร เหมใช้วิชาไม้พลองเข้าสู้ ไล่ฟาดจนพวกโจรแตกกระเจิง โจรคนหนึ่งหยิบดาบคู่ของลูกน้องขึ้นมาใช้ดาบสองมือรำเพลงดาบอาทมาตเข้าใส่เหมทันที

“ดาบอาทมาต” เหมอุทานตกใจถูกโจรฟันไม้ในมือขาดเป็นสองท่อน เหมเลยใช้ไม้สองท่อนในมือต่างดาบ ใช้เพลงดาบอาทมาตเข้าสู้บ้าง โจรเห็นก็ตกใจแตกกันไม่เป็นขบวน จนเหมใช้ไม้ฟาดหัวหน้ามันสลบ ลำดวนกัดมือโจรที่จับตนจนมันปล่อยจึงวิ่งมาหาเหม โจรตกใจจะวิ่งหนีก็ถูกพระยาปลัดคุมทหารเข้ามาจับกุมไว้

“จับพวกมันให้หมด” พระยาปลัดตะโกน โจรถูกทหารจับได้หมด เหมกับลำดวนเห็นโจรถูกจับได้หมดก็โล่งใจ

ooooooo

ตกค่ำพระยาปลัดเดินออกมาส่งเหมกับพระยาบริรักษ์ที่หน้าเรือน เอ่ยชมว่านี่ขนาดเหมไม่ได้ตั้งใจยังช่วยจับโจรค้าฝิ่นได้ หากเหมมารับราชการช่วยตนคงจับโจรผู้ร้ายได้อีกมากนัก

พระยาบริรักษ์บอกว่าตนมีลูกชายคนเดียวให้ก้าวหน้าในราชการด้วยการเก็บภาษีค่าขนอนตามอย่างตนเถิด แต่ท่านก็ฉงนว่า “เพียงแต่ฉันไม่เข้าใจว่าเจ้าเหมมันเก่งกล้าถึงขนาดช่วยท่านเจ้าคุณได้อย่างไร” เหมรีบเบี่ยงเบนว่าตนแค่เป็นห่วงลำดวนเลยสู้สุดใจเท่านั้นมิได้เก่งกาจอะไรดอก

ส่งพระยาบริรักษ์กับเหมลงเรือนไปแล้ว พระยาปลัดกลับไปพบกับหลวงสรอรรถที่เดินออกมาจากในเรือน ถามว่าโจรค้าฝิ่นให้การว่าอย่างไรบ้าง

“ฉันกำลังทรมานมันอยู่ ไม่ต้องกลัว พวกมันต้องเปิดปากแน่ มิว่าผู้ใดก็ตามที่คิดค้าฝิ่นแข่งกับคุณหลวง ฉันต้องกำจัดมันทิ้ง มิให้เป็นเสี้ยนหนามดอก”

ที่ในป่า เรืองหัวหน้าโจรสู้กับพวกทหารอย่างดุเดือด แต่เพราะกำลังน้อยกว่าและถูกฆ่าไปมาก เรืองแค้นมากประกาศว่า “อ้ายหลวงสรอรรถ อ้ายขุนนางขี้ฉ้อ แค้นนี้กูต้องชำระด้วยชีวิต” พลันลูกน้องคนหนึ่งก็ถูกธนูยิงที่ซอกคอล้มตายไปต่อหน้า เรืองตกใจสั่งลูกน้องให้ตามมา ตนจะเปิดทางให้เอง แล้วเรืองก็เปิดทางพาลูกน้องแหวกวงล้อมหนีไปได้

เหมกลับมาเล่าให้พระครูยมฟัง พระครูยมเชื่อว่าศิษย์ของท่านบ้างตายบ้างรับราชการที่จะไปค้าฝิ่นนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เหมยืนยันว่าที่ตนเห็นเป็นวิชาดาบอาทมาตไม่ผิดแน่ พระครูทบทวนแล้วบอกว่าอาจเป็นวิชาดาบอาทมาตใต้ก็เป็นได้

พระครูยมเล่าให้ฟังว่า

“ข้าเองก็ไม่เคยเห็นกับตาดอก แต่ครูข้าเคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม มีครูดาบอาทมาตสองคนชื่อครูเสือกับครูทองได้ประลองวิชากันที่พิษณุโลกสองแคว...”

เป็นเหตุการณ์เมื่อ 100 กว่าปีก่อน การประลองวิชากันครั้งนั้นครูเสือเป็นฝ่ายชนะ แต่ครูทองไม่ยอมแพ้หลบไปอยู่นครศรีธรรมราช เพื่อฝึกวิชาดาบแลบัญญัติลูกไม้ท่าเพลงเพิ่มเติมเพื่อหวังกลับมาเอาชัยล้างอาย...แต่ครูทองก็ไม่มีโอกาสล้างอายเพราะพอกลับมาพิษณุโลกครูเสือก็สิ้นใจตายไปแล้ว ครูทองเลยกลับไปอยู่นครศรีธรรมราช วิชาดาบอาทมาตจึงแบ่งเป็นอาทมาตเหนือกับอาทมาตใต้นับแต่บัดนั้น

เล่าเรื่องเมื่อ 100 กว่าปีก่อนเกี่ยวกับดาบอาทมาตเหนือและอาทมาตใต้แล้ว พระครูยมย้ำว่า

“จะเหนือหรือใต้ก็มาจากรากเหง้าเดียวกัน มิว่าจะมีกระบวนเพลงสูงส่งร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่าหัวใจอันเป็นแก่นแท้ของดาบอาทมาตดอก เมื่อเอ็งถ่องแท้ในวิถีแห่งดาบแล้ว สิ่งอื่นใดย่อมไร้ความหมายทั้งสิ้น”

ooooooo

ลำดวนกลับมาคุยฟุ้งให้ขุนนาฏฟังว่าเหมเก่งมาก สู้กับโจรบุกซ้ายซ้ายแตก บุกขวาขวาแตก ทั้งยังออกท่าออกทางเล่าอย่างสนุกสนานด้วย

ขุนนาฏฟังแล้วพูดขำๆว่าเหมไม่ใช่นักรบที่ไหน ชะรอยพวกโจรจะเป็นพวกติดฝิ่นไร้เรี่ยวแรงเสียมากกว่ากระมัง

ในงานสมโภชเจดีย์มีผู้คนมาเที่ยวกันคึกคักมากมาย ที่สำคัญหลวงสรอรรถพากัปตันเดวิดขี้เมามาด้วยอย่างมีแผน

เมื่อเริ่มเปิดงานลำดวนเป็นคนขึ้นไปรำโชว์ก่อน เดวิดไปเกาะอยู่ขอบเวที เมื่อลำดวนรำมาใกล้มันก็กระชากลำดวนไปกอดอย่างเมามัน ทุกคนตะลึงพรึงเพริดกับการกระทำต่ำทรามนั้น

เหมพุ่งเข้าไปชกเดวิดอย่างแรง พระยาบริรักษ์ที่นั่งอยู่หน้าเวทีก็เข้าไปต่อยหน้าเดวิดจนคว่ำไปด้วย

ขณะพระยาปลัดกำลังต้อนรับคุณชายช่วงที่มางานโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้านั้น ลูกน้องวิ่งมารายงานว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้วพระยาบริรักษ์กับเหมชกหน้ากัปตันเรือของพวกวิลาศคว่ำไปแล้ว

กัปตันเดวิดให้ลุงซึ่งเป็นนายทหารใหญ่โตนำทหารมาข่มขู่เหมและพระยาบริรักษ์ ด่าเป็นภาษาอังกฤษที่ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง ครั้นพระยาปลัดให้ไปตามล่ามก็ไม่มีล่ามเหลืออยู่ในปากน้ำแม้แต่คนเดียว เพราะหลวงสรอรรถวางแผนจ้างล่ามไปทำงานนอกเมืองปากน้ำจนหมด หากเกิดเรื่องวุ่นวายพูดจากันไม่รู้จะได้ถึงเลือดตกยางออกกัน

ลุงของกัปตันเดวิดฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดสั่งให้ทหารยกปืนเล็งใส่ชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านพากันตื่นกลัว พวกมันก็ยิ่งกำแหง พระยาบริรักษ์ลุกขึ้นตวาดอย่างสุดทนว่า

“พวกมึงผิดแล้วยังคิดจะขู่อีกรึ ก็เอาสิวะ” แล้วเดินเข้าหาจะเอาเรื่อง เหมรีบเข้าไปเจรจาภาษาอังกฤษว่า

“พวกเราไม่ใช่ฝ่ายผิด หลานท่านลวนลามผู้หญิงก่อนเราถึงต้องปกป้องศักดิ์ศรีของเรา”

หลวงสรอรรถตกใจไม่คิดว่าเหมจะพูดภาษาอังกฤษได้ พระยาบริรักษ์เองก็เสียหน้าที่ตนเป็นคนเกลียดฝรั่งมากแต่ลูกชายกลับพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง มีแต่คุณชายช่วงที่ทึ่งแกมยินดียิ่งเพราะอยากเจอคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้นานแล้ว

เมื่อเดวิดไม่ยอมรับว่าตนลวนลามลำดวน เหมจึงท้าเป็นภาษาอังกฤษว่า

“ถ้าอย่างนั้นท่านกล้าสาบานต่อหน้าพระคัมภีร์ไบเบิลหรือไม่ว่าท่านไม่ได้ลวนลามผู้หญิง” เดวิดไม่กล้าสาบาน ลุงของเดวิดจึงสั่งทหารให้เอาปืนลง
บรรยากาศคลี่คลายทันที ทุกคนมองเหมทึ่งที่แก้ไขสถานการณ์ได้ กระนั้นพระยาบริรักษ์ก็ยังเคืองเหมที่พูดภาษาอังกฤษที่ตนต่อต้านรังเกียจ จนคุณชายช่วงขอร้องว่า “ท่านเจ้าคุณอย่าเคืองเหมเลย ในกาลภายหน้าภาษาวิลาศจะเป็นสิ่งสำคัญนัก แม้แต่ดีฉันก็ยังต้องเรียนจากพวกมิชชันนารี เพียงแต่ยังไม่คล่องแคล่วเท่าพ่อเหมเท่านั้น”

เหมดีใจที่คุณชายช่วงมีความคิดเห็นเช่นเดียวกับตน คุณชายช่วงบอกว่ามิใช่แต่ภาษา แต่วิชาความรู้ของพวกวิลาศตนก็สนใจ ระหว่างที่ตนอยู่ปากน้ำหากเหมว่างก็แวะเวียนไปหาบ้างตนมีเรื่องจะพูดคุยกับเขามากมาย ทั้งยังบอกพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมว่า

“หากลูกชายคนนี้ของท่านบวชเรียนเมื่อใด วานส่งคนไปแจ้งข่าวดีฉันที่พระมหานครที ดีฉันตั้งใจจักใคร่ขอร่วมเป็นโยมอุปัฏฐาก”

คุณหญิงดีใจมากบอกเหมให้รีบกราบคุณชายช่วง เพราะคุณชายช่วงเป็นโยมอุปัฏฐากก็เหมือนขอตัวเหมไปรับราชการ พูดอย่างปลื้มปีติว่า “คุณชายช่วงรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ถ้าพ่อเหมได้รับใช้พระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ถือว่าเป็นสุดยอดของชีวิตแล้ว ดีเสียกว่ารับใช้ท่านเจ้าพระยาหรือเจ้านายพระองค์อื่นเสียอีก โธ่...พ่อคุณของแม่ ได้ดีเพราะภาษาวิลาศแท้ๆ” แต่พระยาบริรักษ์กลับหน้าบึ้งตึงเดินผละไป เหมมองตามไปอย่างไม่สบายใจที่ขัดใจเจ้าคุณพ่อ

ooooooo

คุณหญิงชมตามไปถามพระยาบริรักษ์ว่า “เพลานี้ ทั้งคุณชายช่วง ท่านเจ้าพระยาพระคลัง หรือแม้แต่สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ยังต้องเกรงวิลาศเพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ เพราะกองทัพของพวกวิลาศแข็งแกร่งนัก ยิ่งอาวุธของพวกมันยิ่งร้ายกาจอย่างที่บ้านเมืองเราเทียบไม่ได้เลย ถ้าเช่นนั้น หากเรายังถือตัว ไม่เรียนรู้ภาษาแลวิชาความรู้ของวิลาศอีก สยามก็จะยิ่งเทียบวิลาศไม่ได้ แล้วเราจะแพ้วิลาศเหมือนพม่าหรือไม่เจ้าคะ”

พระยาบริรักษ์นิ่งไปกับเหตุผลของคุณหญิง คุณหญิงยิ้มบางๆ รู้ว่าสามีเป็นคนหัวรั้นแต่ก็ใช่จะไร้เหตุผลเสียเลย

ooooooo

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #2 on: 26 July 2026, 09:29:25 »


https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep3/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 3

บนเรือนเจ้าพระยาพระคลัง...

คุณชายช่วงต่อเรือจำลองขนาดเล็กตามแบบแปลนพลางคุยกับเหมที่นั่งพับเพียบอยู่ใกล้ๆ

“พ่อเหมรู้หรือไม่ว่า เมืองวิลาศมีเรือเหล็กที่แล่นได้โดยไม่ต้องใช้ใบเรือแลฝีพาย” เหมบอกว่าครูแหม่มเคยเล่าให้ฟัง “แล้วพ่อเหมเชื่อหรือไม่ว่าเหล็กจะลอยน้ำได้”

“เชื่อขอรับ บาตรเหล็กของขรัวปู่ยมที่วัดท้ายน้ำก็ลอยน้ำได้ขอรับ”

“เข้าใจคิดดี” คุณชายช่วงหัวเราะชอบใจ “ฉันเองก็ไม่เคยเห็นเรือเหล็ก แต่ฉันก็เชื่อว่ามีจริง เพราะวิชาการของพวกวิลาศหลายอย่างนั้นน่าอัศจรรย์นัก ฉันถึงอยากเรียนไว้เพื่อจะได้นำมาใช้ให้เป็นคุณแก่สยามต่อไป”

“คุณชายช่วงมีใจรักบ้านเมืองนัก กระผมเรียนภาษาวิลาศก็เพียงแต่อยากพูดคุยกับชาววิลาศ หรืออย่างมากก็แค่ช่วยเจ้าคุณพ่อเจรจาต่อรองค่าขนอนปากเรือเท่านั้น” คุณชายช่วงถามว่าแล้วเหมเคยคิดอยากไปเมืองวิลาศบ้างหรือไม่ เหมตื่นเต้นถามว่า “ไปเมืองวิลาศเชียวหรือขอรับ เขาว่าไกลนัก กระผมไม่เคยคิดไปดอกขอรับ แต่หากไปได้ ก็คงจะดี”

“ต้องไปได้สิ แล้วมิใช่แต่วิลาศ แม้บ้านเมืองอื่นที่ห่างไกล เรือของสยามก็จะแล่นไปให้ถึง มิให้พวกฝาหรั่งดูแคลนว่าเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนได้อีก แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราต้องเรียนรู้วิชาของพวกฝาหรั่งให้มากไว้ ฉันจึงอยากให้พ่อเหมมารับราชการกับฉัน เราจะได้ช่วยกันทำคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน”

ฟังคุณชายช่วงแล้ว เหมือนจุดประกายฮึกเหิมขึ้นในหัวใจของเหมที่อยากทำประโยชน์ให้บ้านเมือง เหมนับถือคุณชายช่วงขึ้นอย่างหมดหัวใจ

ooooooo

หลวงสรอรรถให้ลูกน้องสืบจนรู้ว่าเหมสนิทกับแหม่มมาเรียภรรยาของกัปตันไมเคิล เจเมสันที่พวกตนเรียกกันว่า “กับปิตันไม้เกิน” และเหมเรียนภาษาวิลาศจนคล่องแคล่วทั้งยังนับถือเป็นครูศิษย์กันมาเป็นสิบปีแล้ว

รู้ดังนั้นแล้ว หลวงสรอรรถขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

บ่ายนี้เอง ลุงรีคนรับใช้ของเจเมสัน ก็มารายงานอย่างตระหนกว่า

“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว มีคนส่งจดหมายกล่าวหาว่า สินค้าของเรามีฝิ่นซ่อนอยู่ ตอนนี้สินค้าเราถูกยึดไปหมดแล้วขอรับ”

เจเมสันตกใจไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

เหมรู้ข่าวนี้ก็อ้อนวอนเจ้าคุณพ่อที่สั่งยึดเรือสินค้าของเจเมสันเพื่อตรวจสอบว่า ขอให้เจ้าคุณพ่อเร่งตรวจค้นให้เร็วขึ้นได้หรือไม่ เพราะมิสเตอร์เจเมสันเป็นสามีของครูแหม่มมาเรียที่ตนได้รับความเมตตาช่วยสอนภาษาวิลาศให้

พระยาบริรักษ์กักเรือไว้ตรวจเพียงคืนเดียวก็เสร็จ หลวงสรอรรถฟันธงว่าเจ้าคุณบริรักษ์กับเจเมสันเป็นพวกเดียวกัน ลูกน้องก็สอพลอว่า “จริงขอรับ ถ้าคุณหลวง ไม่ออกอุบายส่งหมายไปแจ้งว่ามีฝิ่นซ่อนอยู่ เราก็คงไม่รู้ว่า เจ้าคุณบริรักษ์กับอ้ายกับปิตันไม้เกินเป็นพวกเดียวกัน”

หลวงสรอรรถมองว่านี่เป็นแผนของพระยาบริรักษ์ส่งลูกชายไปเรียนภาษาวิลาศเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กันและรู้เห็นเป็นใจกับการค้าฝิ่นของไมเคิลเป็นแน่ ลูกน้องยุยงว่าลูกชายพระยาบริรักษ์แย่งบัวจากคุณหลวง พ่อก็ขัดขวางทางค้าขายของคุณหลวง อย่างนี้ยอมไม่ได้แล้ว

“ใครว่ากูจะยอม พวกมันสองพ่อลูกรู้จักกูน้อยไปแล้ว” หลวงสรอรรถหน้าตาเหี้ยมเกรียม จิกตาร้ายกาจ

ooooooo

แล้วก็มีเหตุให้บัวกับเหมต้องร้อนรุ่มใจ เมื่อจู่ๆ ก็มีคุณท้าวจากในวังก็มาดูตัวบัวเพื่อชวนบัวไปอยู่ในวังเพราะหม่อมดวงแขต้องการตั้งคณะละคร บัวจะได้ไปเป็นนางสีดาในวัง มิใช่นางสีดาทั่วไปเช่นนี้

บัวว้าวุ่นใจ บอกลำดวนว่าถ้าเหมมาหาให้บอกว่าตนกำลังทุกข์ใจเรื่องเข้าวังอยู่ไม่อาจพบเขาได้

เมื่อเหมรู้เรื่องนี้จากบุษย์ที่ฟังบ่าวไพร่คุยกันก็ร้อนใจ บอกว่า “แม่บัวจะเข้าไปในวังไม่ได้เป็นอันขาด ข้าจะต้องไปไต่ถามแม่บัวให้กระจ่าง ข้าไม่ยอมให้เป็นเช่นนี้ดอก” แล้วรีบไปบ้านบัวทันที

แต่เมื่อไปถึงก็ถูกลำดวนสกัดตามที่บัวสั่งไว้

บอกว่าบัวกำลังทุกข์ใจเรื่องเข้าวัง ทำให้เหมเชื่อว่าเรื่องบัวจะเข้าวังเป็นเรื่องจริงแลที่บัวทุกข์ใจก็แสดงว่าบัวไม่อยากเข้าวัง ถามไถ่ลำดวนมากกว่านั้นก็ถูกปฏิเสธว่าตนตอบแทนบัวไม่ได้ เหมจึงเดินกลับอย่างร้อนใจ ลำดวนสงสารเรียกไว้ตามไปถามว่าทุกข์ใจเรื่องบัวจะเข้าวังมากมายถึงเพียงนี้หรือ

ลำดวนถามว่าใครๆ ก็อยากเข้าวังจะได้เป็นนางใน เป็นเกียรติแก่ตัวเองและตระกูล ยังได้รับใช้ใกล้ชิด

เจ้านายอีก แล้วเหมจะไม่สุขใจกับบัวหรือ

“พี่รู้ แต่เจ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าหากแม่บัวเข้าวัง กี่วันกี่เดือนกันพี่ถึงจะได้พบหน้าแม่บัวสักครั้ง” ลำดวนพยักหน้าว่าเป็นเช่นนี้เอง “มิใช่แค่นี้ดอกค่ะ พี่ยังหวั่นใจว่าหากแม่บัวเป็นที่ต้องพระทัยเจ้านายพระองค์ใด กลายเป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามขึ้นมาใจพี่คงขาดเป็นแน่”

“นี่คุณพี่เหมมีใจให้พี่บัวถึงเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ”

“ใจที่พี่มีให้แม่บัวนั้น มันสุดหัวใจของพี่แล้วเจ้าลำดวนเอ๋ย”

ลำดวนไม่อยากให้เหมเศร้าจึงขอให้พาไปเที่ยวตลาดเพราะตั้งใจจะไปแต่เช้าแล้ว เจอคุณท้าวเสียก่อนเลยไม่ได้ไป

ooooooo

ระหว่างเดินเลือกของที่ตลาดนั่นเอง ลำดวนกับเหมเห็นลูกน้องพันวิชิตเดินตวาดไล่ชาวบ้านให้หลีกทางเพื่อให้พันวิชิตเดินได้อย่างสะดวก

ลำดวนมองหน้าพันวิชิตคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เมื่อพันวิชิตเห็นลำดวนก็ตะลึงในความงามยิ้มกรุ้มกริ่มเข้าทักทายว่าเป็นคนเมืองปากน้ำหรือ แนะนำตัวเองว่าเป็นหลานชายท่านเจ้าคุณนครนายกมาราชการ นำสาส์นมาถึงนายชัยขรรค์มหาดเล็กหุ้มแพร บุตรชายท่านเจ้าพระยาพระคลัง ถามว่า “แม่น้องสาวพอจะช่วยเหลือฉันได้หรือไม่”

ลำดวนนึกขึ้นได้ถามว่า “พี่ดำใช่หรือไม่” พันวิชิตชักสีหน้าที่ถูกเรียกพี่ดำ ลำดวนยังพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ไม่เจอกันเสียหลายปี ได้เป็นหัวพันแล้วหรือ”

พันวิชิตถามว่ารู้จักตนด้วยหรือ ลำดวนแนะนำตัวเองว่าเป็นบุตรีขุนนาฏยโกศล เรือนเราที่อัมพวาอยู่ไม่ไกลกันนัก ถามว่าพี่ดำยังจำได้หรือไม่ พันวิชิตทำตาโตอุทานทึ่งว่าลำดวนโตจนโกนจุกแล้วหรือ ยิ่งทำกรุ้มกริ่มชมว่า

“นึกไม่ถึงเลยว่าเป็นสาวแล้วจะงามถึงเพียงนี้”

ลำดวนหุบยิ้มมองพันวิชิตด้วยใบหน้าบึ้งตึงแล้วเดินไปหลบหลังเหม เหมเองก็มองพันวิชิตอย่างไม่ถูกชะตาเช่นกัน

ooooooo

คุณชายช่วงรับจดหมายที่พันวิชิตนำมาให้ไปอ่าน โดยมีลำดวน เหม และพันวิชิตนั่งพับเพียบอยู่ใกล้ๆ

ลำดวนเห็นคุณชายช่วงอ่านจดหมายแล้วหน้าเครียด ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะคุณพี่ช่วง”

“ข้าหลวงใหญ่วิลาศประจำอินเดียส่งตัวแทนมาทำสัญญากับสยาม สัญญาคราวนี้มีความสำคัญนัก พี่จึงถูกเรียกตัวกลับพระมหานครเป็นการด่วน”

เหมถามว่าสำคัญอย่างไรในเมื่อขุนนางผู้ใหญ่มีออกมากแต่จำเพาะเรียกตัวคุณชายกลับ หรือว่าหากการทำสัญญาคราวนี้ผิดพลาดอาจถึงต้องเปิดศึกกัน คุณชายช่วงติงว่าอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย เหมอยู่ทางนี้ก็ทำงานตามที่ตนมอบหมายไว้ให้ดีเถิด เหมรู้ว่าคุณชายไม่ต้องการให้ถามต่อจึงรับคำ “ขอรับ”

คุณชายหันไปขอบใจพันวิชิตที่นำจดหมายมาส่ง บอกว่าเสร็จกิจแล้วก็อยู่เที่ยวเมืองปากน้ำสักพัก พันวิชิตยกมือไหว้ขอบคุณ พูดพลางมองไปทางลำดวนด้วยสายตากรุ้มกริ่มว่า

“ขอบพระคุณขอรับ กระผมก็ตั้งใจจะอยู่เมืองปากน้ำนานๆอยู่แล้วขอรับ”

ลำดวนชักสีหน้าใส่กระเถิบเข้าใกล้เหมยิ่งขึ้น เหมเองก็มองพันวิชิตอย่างไม่พอใจและรู้สึกรังเกียจอย่างบอกไม่ถูก

ต่อมาคุณชายช่วงในชุดพร้อมเดินทาง นำจดหมายไปแจ้งแก่พระยาบริรักษ์และพระยาปลัดด้วยเห็นว่าเมืองปากน้ำเป็นเมืองสำคัญ หากเกิดศึกขึ้นก็อาจต้องรับศึกก่อนเมืองอื่น

พระยาปลัดภาวนาขออย่าให้เกิดเลย ตนกลัวว่าจะสู้พวกวิลาศไม่ได้ต้องพ่ายแพ้เหมือนพวกพม่า ถูกพระยาบริรักษ์ติติงว่าเหตุใดจึงบั่นทอนใจตัวเองเช่นนั้น ศึกสงครามยังไม่สู้ก็ไม่รู้ดอก แต่หากใจกลัวเสียแล้วก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ประดาบเสียเท่านั้นเอง คุณชายช่วงจึงเอ่ยแก่พระยาทั้งสองว่า

“เรื่องศึกนั้น เราเพียงแต่ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน แต่คงไม่เกิดขึ้นโดยง่ายหรอกขอรับ เพียงแต่เราอย่าเปิดช่องว่างให้พวกวิลาศเท่านั้นก็พอ”

“ดีฉันเข้าใจแล้วขอรับ คราวก่อนที่มีเรื่องราวเพราะดีฉันใจร้อนเกินไป แต่คราวนี้ดีฉันสัญญาว่าจะอดใจไม่ให้มีเรื่องจนพวกวิลาศเอามาอ้างเป็นเหตุรุกรานได้” พระยาบริรักษ์เอ่ย คุณชายช่วงยิ้มรับเอ่ยอย่างเบาใจว่า

“ดีฉันได้ยินเช่นนี้ก็เบาใจ ราชการทางเมืองปากน้ำนี้คงต้องฝากท่านเจ้าคุณทั้งสองแล้ว”

คุณชายช่วงยกมือไหว้ลา เจ้าคุณทั้งสองรับไหว้ พระยาบริรักษ์มองคุณชายที่เดินไปลงเรือเพื่อเดินทางกลับทั้งกลางคืนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ด้วยจิตมุ่งมั่นว่าจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานแผ่นดินไทยแน่

ooooooo

บัวใช้ลำดวนเป็นสื่อถึงเหม เมื่อลำดวนเล่าถึงความทุกข์ร้อนใจของเหมที่บัวได้รับทาบทามให้เข้าไปอยู่ในวัง บัวก็ยิ้มสมใจที่เหตุการณ์เป็นไปตามคาดหมาย

เหมคุยกับพระยาบริรักษ์และคุณหญิงชมให้ไปสู่ขอบัวให้ตน ด้วยเกรงว่าเมื่อบัวเข้าวังตนจะเสียบัวไป คุณหญิงติงว่าเหมยังไม่ได้บวชและเมื่อสึกออกมาแล้วก็ต้องรับราชการก่อน จะมีเหย้าเรือนทั้งที่ไม่มีงานการได้อย่างไร

เหมอ้างลูกเรือนอื่นก็มีเมียมีลูกก่อนบวชเรียนกันถมไป แม้ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่หลายคนก็เป็นเช่นนี้

พระยาบริรักษ์ชี้แจงว่านั่นถือว่าเป็นเมียบ่าวไม่ใช่เมียเอกเอาออกหน้าออกตา

“ไม่เจ้าค่ะ แม่บัวจะเป็นเมียเอกแลเป็นเมียคนเดียวของลูก เพียงแต่ขอให้ลูกได้ตบแต่งแม่บัวตอนนี้เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”

พระยาบริรักษ์ยืนกรานว่าต้องบวชก่อน จนเหมหน้าเสีย คุณหญิงชมเห็นแล้วก็หลุดขำออกมาบอกสามีว่าเลิกแกล้งลูกเถิดดูสิหน้าซีดหมดแล้ว พระยาบริรักษ์เลยหลุดขำด้วยบอกเหมที่มองทั้งพ่อและแม่งงๆว่า

“เจ้าเหม เจ้ายังเยาว์นัก มิรู้รึว่าถึงไม่ได้แต่งงาน ก็มีวิธีอื่นรักษาแม่บัวของเจ้าไว้ ขอเพียงขุนนาฏกับคุณปิ่นยอมรับปากเท่านั้น”

เหมยิ้มเต็มหน้าเหมือนฟ้าสว่างในบัดดล เพราะเจ้าคุณพ่อบอกเยี่ยงนี้ก็แสดงว่าตนยังมีความหวังในตัวบัวอยู่

ooooooo

บัวดีใจมากบอกลำดวนขณะคุยกันที่สวนว่าพ่อกับแม่รับปากหมั้นหมายตนกับเหมไว้แล้ว ลำดวนบอกว่าตนก็ได้ยินมาเช่นนั้น ถามว่านี่คือสิ่งที่พี่บัวต้องการหรือ? บัวหน้าตึงถามว่าลำดวนพูดเช่นนี้ต้องการอะไรหรือ?

“พี่บัวฉวยโอกาสคุณท้าวมาทาบทามให้ถวายตัวเข้าวังแล้วแกล้งให้คุณพี่เหมร้อนใจ เพื่อให้คุณพี่เหม

ส่งผู้ใหญ่มาขอหมั้นหมายไว้ก่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ” บัวถามว่าแล้วมีกระไรรึ? “ทำไมต้องทำเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ เราเป็นหญิงวางแผนยอกย้อนให้ชายมาขอหมั้น ก็นับว่าน่าอายแล้ว พี่บัวยังแกล้งทรมานคุณพี่เหมอีก รู้หรือไม่คะว่าคุณพี่เหมทุกข์ใจเพราะเรื่องนี้เพียงใด”

“พี่กับคุณเหมมีใจให้กันมานานแล้ว ทุกคนต่างรับรู้ดี แต่คุณเหมชะล่าใจด้วยเห็นว่าพี่ไม่มีใจให้หลวงสรอรรถ แลไม่มีคู่แข่งอื่นใดอีก ถ้าพี่ไม่ทำเช่นนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจคุณเหม แลหากภายหน้าคุณเหมเปลี่ยนใจพี่จะไม่อับอายเสียยิ่งกว่าวางแผนหลอกล่อชายอีกรึ”

ลำดวนถามว่าบัวไม่เคยเชื่อใจเหมเลยรึ บัวบอกว่ามิใช่ไม่เชื่อ แต่กันไว้ย่อมดีกว่าแก้ไม่ใช่หรือ? แม้ลำดวนจะไม่เห็นด้วยแต่ก็เถียงไม่ออก ขณะนั้นเอง หุ่นกระหืดกระหอบมาบอกลำดวนว่าพันวิชิตมาขอพบ ลำดวนบ่นว่าจะมาทำไมไม่อยากเจอหน้าเลย หุ่นบอกให้ลำดวนหลบไปก่อน ตนจะไปบอกพันวิชิตว่าตามหาไม่เจอ

“แม่หุ่น!” บัวเรียกปราม แล้วอบรมลำดวน “เราไม่ใช่เด็กแล้วนะแม่ลำดวน เขามาถึงเรือนชานแล้วอย่าทำให้พ่อแม่ท่านเสียหน้า”

ลำดวนถอนใจพรวดหน้าบอกบุญไม่รับ ดังนั้น เมื่อไปเจอพันวิชิตที่ทำกรุ้มกริ่มบอกว่า “พี่ก็เพียงแต่อยากเห็นหน้าแม่ลำดวนเท่านั้น ไม่มีกระไรมากดอกจ้ะ” ลำดวนยืนคุยกับพันวิชิตโดยมีหุ่นคอยคุมเชิงอย่างไม่ชอบหน้าพันวิชิต ลำดวนปั้นยิ้มบอกว่าเมื่อไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นหน้าตนแล้วก็กลับไปเสีย หุ่นพูดแทรกขึ้น เร่งลำดวนให้รีบขึ้นเรือนเถิด

“ขอพี่ขึ้นไปนั่งพักบนเรือนไม่ได้รึ” พันวิชิตอ้อน ถูกลำดวนทำเสียงดุว่าตกลงจะเอาอย่างไรพูดกลับไปกลับมาเชื่อถือมิได้ พันวิชิตถูกลำดวนต้อนเสียจนไปไม่เป็นยืนอึกอัก

ลำดวนยืนเถียงกับพันวิชิตอยู่หน้าเรือนไม่ยอมให้พันวิชิตขึ้นเรือน หุ่นก็คอยขวางไว้ จนลำดวนขึ้นเรือน ไปแล้ว พันวิชิตจ้องหุ่นอย่างไม่พอใจ หุ่นกลัวกระโดดขึ้นเรือนแทบจะตกบันได พันวิชิตมองตามลำดวนอย่างหมายมาดจะเอาชนะให้ได้

บนเรือน ขุนนาฏกับคุณปิ่นมองดูลำดวนโต้เถียงกับพันวิชิต ขุนนาฏเอ่ยยิ้มแย้มว่า “เพิ่งจะรับปากหมั้นหมายลูกสาวคนรอง ลูกสาวคนเล็กก็มีผู้ชายมาหาถึงเรือน เห็นทีคงมีน้ำไม่พอล้างเท้าที่หัวกระไดแล้วกระมังแม่ปิ่น”

“ดูพูดเข้าสิท่านขุน” คุณปิ่นพูดขำๆ แล้วยิ้มแย้มแจ่มใสพากันเข้าเรือนไป

ooooooo

เมื่อหลวงสรอรรถได้ข่าวเหมจะหมั้นบัวก็แค้นใจมากบอกกับลูกน้องว่า

“กูเทียวไปเทียวมาเป็นแรมปี หมดของเยี่ยมไปก็มาก แต่กลับไม่เห็นแก่หน้ากู ไปรับปากหมั้นหมายอ้ายเหม คงเห็นว่าพ่อมันเป็นพระยาล่ะสิ” ลูกน้องยุว่าหากคุณหลวงอยากได้บัวมาครองคงต้องเร่งมือแล้วเพราะพระยาบริรักษ์กำลังหาฤกษ์หมั้นให้ลูกชายอยู่ “กูรู้! ไม่ใช่แต่เรื่องผู้หญิงดอกวะ ถึงอย่างไรกูก็ต้องกำจัดอ้ายสองพ่อลูกคู่นี้ แต่มันยังทำไม่ได้โว้ย”

หลวงสรอรรถแค้นใจที่ยังทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเพราะคนสำคัญที่สุดคือพระยาปลัดยังไม่ยอมร่วมมือด้วย แต่หลวงสรอรรถก็ยังพยายามไปหว่านล้อม จนถูกพระยาปลัดเอ็ดตะโรว่า

“พูดไม่รู้เรื่องรึ ฉันบอกแล้วว่าไม่เอาด้วยยังจะเซ้าซี้อยู่ได้” ทั้งยังบอกหลวงสรอรรถว่า “คนอย่างเจ้าคุณบริรักษ์ไม่มีวันร่วมมือกับพวกวิลาศลักลอบค้าฝิ่นดอก ฉันกับเจ้าคุณวิ่งเล่นกันมาแต่ครั้งยังไว้จุก คุณหลวงไปยุแยงคนอื่นเถิด”

เมื่อหว่านล้อมอย่างไรพระยาปลัดก็ไม่เล่นด้วย หลวงสรอรรถจึงเสนอจะแบ่งกำไรจากการค้าฝิ่นให้ครึ่งหนึ่งหากพระยาปลัดจะช่วยตน พระยาปลัดโมโห ตะคอกใส่

“กำไรกึ่งหนึ่งแลกกับการฆ่าเพื่อนอย่างนั้นรึ ลงไปได้แล้วไอ้คุณหลวง ถ้าหากพูดเรื่องนี้อีก ฉันจะไม่ช่วยเหลืออะไรคุณหลวงอีกเลย”

คุณหลวงมองพระยาปลัดอย่างอาฆาตมาดร้าย คำรามเบาๆ

“ดูซิ มึงจะรักเพื่อนมึงมากกว่าชีวิตมึงหรือไม่!”

คืนนี้เอง ขณะขุนพิทักษ์นำกำลังตำรวจตรวจความเรียบร้อยตามถนน ก็ตกใจเมื่อมีลูกธนูผูกจดหมายดอกหนึ่งยิงผ่านหน้าไปปักที่ต้นไม้ ขุนพิทักษ์ไปหยิบจดหมายดูแล้วตกใจ นึกไม่ถึง

คืนเดียวกันที่กระท่อมปลายนา พระยาปลัดชำเราเด็กหญิงคนหนึ่งถึงตายตามเคย ขณะพระยาปลัดกำลังนุ่งผ้า ประตูกระท่อมก็ถูกถีบพังเข้ามา ขุนพิทักษ์พรวดเข้าไป ทั้งพระยาปลัดและขุนพิทักษ์เห็นกันต่างตะลึงงัน พระยาปลัดพยายามบอกขุนพิทักษ์ให้ฟังตนก่อน แต่ไม่ทันพูดอะไร หลวงสรอรรถก็นำกำลังเข้ามาถล่มตำรวจที่ไม่ทันตั้งตัว

ตำรวจถูกฆ่าตายหมด ขุนพิทักษ์ถูกจับตัวไว้ หลวงสรอรรถถามพระยาปลัดว่าตกใจมากหรือ พระยาปลัดถามว่า ขุนพิทักษ์รู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่นี่ หลวงสรอรรถพูดอย่างสาแก่ใจว่า “ดีฉันเป็นคนบอกเองขอรับ”

ขณะพระยาปลัดอยู่ในภาวะเข้าตาจน หลวง สรอรรถเสนอทางเลือกให้อย่างผู้เหนือกว่าว่า

“ระหว่างชีวิตตัวเองกับชีวิตเพื่อน ท่านเจ้าคุณเลือกมาเถิดขอรับ แต่อีฉันคงต้องกราบเรียนก่อนว่า หากเรื่องที่ท่านเจ้าคุณสังวาสกับเด็กแพร่ออกไป จะไม่จบสิ้นเพียงแค่ถูกตัดหัวเท่านั้นนะขอรับ” หลวงสรอรรถส่งดาบให้พระยาปลัด ยื่นคำขาดว่า “หากท่านเจ้าคุณเมตตาช่วยเหลือดีฉัน ก็ขอเชิญปิดปากขุนพิทักษ์ด้วยมือท่านเจ้าคุณเองเถิดขอรับ ความลับจะได้เป็นความลับต่อไป”

พระยาปลัดรับดาบไปมองหน้าขุนพิทักษ์ที่ถูกจับมัดไว้อย่างชั่งใจ พลันก็ยิ้มเหี้ยมพร้อมกับเสียงขุนพิทักษ์ ร้องโหยหวนออกมา...

ooooooo

พันวิชิตตามลำดวนกับหุ่นที่ไปซื้อของในตลาดจนลำดวนมิรู้จะหลบหลีกอย่างไร พอเห็นเหมเดินหาซื้อของอยู่ไม่ไกล ลำดวนออกอุบายไปบอกพันวิชิตว่าตนจะหาซื้อผ้าผ่อนหลายพับแต่ตนกับหุ่นถือไม่ไหว วานให้ช่วยถือได้หรือไม่

พันวิชิตดีใจรับปากทันที ลำดวนจึงให้พันวิชิตไปกับหุ่น ส่วนตัวเองแยกไปหาเหมอ้างว่าจะไปหาซื้อของอื่น พันวิชิตเสียรู้จึงจำต้องไปกับหุ่นเพียงลำพัง
ด้วยเพทุบายนี้ลำดวนจึงหลุดพ้นจากการตามของพันวิชิตกลับบ้านได้ พูดขำๆกับเหมว่า

“ป่านนี้พันวิชิตอาจจะหลงเสน่ห์แม่หุ่นไปแล้วก็ได้”

ลำดวนถามเหมว่าต่อไปหากเป็นญาติกันจริงๆ แล้วเหมจะทิ้งตนไปเหมือนพี่ทับทิมหรือไม่

“ไม่ดอก มิว่าภายหน้าจะเป็นเช่นไร ระหว่างพี่กับเจ้าก็จะเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”

ลำดวนให้เหมสัญญาตามที่ท่านเจ้าคุณโชฏึกราชเศรษฐีตำแหน่งขุนนางชาวจีนที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลคนจีนในไทยทั้งหมดที่กล่าวว่า “วาจามีค่าดั่งทอง เมื่อลั่นปากแล้วต้องทำตาม” เหมอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วจึงสัญญาว่า

“พี่ขอให้คำมั่นกับเจ้า ว่าพี่เหมจะเป็นพี่เหมของเจ้าลำดวนตลอดไป”

ลำดวนดีใจมาก ต่างยิ้มให้กันกับเหมอย่างมีความสุขในน้ำใสใจจริงที่มีต่อกันมาเนิ่นนาน

ooooooo

การเตรียมงานหมั้นของลำดวน นอกจากคุณหญิงชมจะเตรียมของที่จะใช้ในงานแล้ว คุณปิ่นยังสรรหาของหวานที่หายากมาด้วย ส่วนลำดวนก็ควบคุมบ่าวไพร่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญช่วยคุณปิ่นในการเตรียมงาน

ลำดวนให้หุ่นไปหาแม่ครัวอาหารคาว หุ่นหาไม่ได้เพราะแม่ครัวรับงานอื่นไปแล้ว แต่ระหว่างทางเจอทับทิม ทับทิมจึงมาช่วยลำดวนทำอาหารคาว
ทับทิม บัว และลำดวน เพิ่งได้เจอกันครั้งนี้หลังจากทับทิมออกเรือนไปจนมีลูกเล็กๆ ส่วนสามีที่เวลานั้นเป็นหมื่นบัดนี้ก็ได้เป็นขุนแล้ว บัวแสดงความยินดีด้วย ทับทิมติงว่า

“แต่ถึงอย่างไรก็สู้คุณเหมของแม่บัวไม่ได้ดอก เพราะท่านขุนของพี่มีฐานะร่ำรวยแต่ศักดิ์ตระกูลเป็นพ่อค้า อย่างมากก็ไปได้แค่คุณพระเท่านั้น ส่วนคุณเหมแม้จะยังไม่ได้รับราชการ แต่คงไม่แคล้วได้เป็นถึงพระยาเป็นแน่”

ลำดวนติงว่าถึงไม่ได้เป็นพระยาก็ไม่เป็นไรดอกแค่เหมเป็นคนดีแลรักบัวก็พอแล้ว บัวมองน้องหน้าตึง ติงว่า

“ไม่เป็นกระไรได้อย่างไรเจ้าลำดวน ถ้าคุณเหมได้เป็นพระยา พี่ก็ได้เป็นคุณหญิง เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลเป็นคนดีและรักพี่นั้นก็สำคัญ แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอดอก”

“ทำไมพี่บัวพูดเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ พ่อท่านเป็น ขุน แม่ท่านก็ยังออกเรือนด้วยทั้งที่ตนเป็นถึงบุตรสาวพระยา หากมิใช่เพราะพ่อกับแม่ท่านรักกัน จะครองเรือนมาถึงตอนนี้หรือเจ้าคะ” ลำดวนติงหน้าเสีย บัวยิ้มบางๆ แต่ไม่พูดกระไร

“เป็นสุขนั้นใช่ แต่เจ้าไม่รู้ดอกว่าผู้อื่นนินทาพ่อแม่ท่านว่าอย่างไรบ้าง ยิ่งเจ้าคุณลุงเป็นถึงเจ้าพระยา ท่านก็ยิ่งเป็นรอยด่างของตระกูล ไม่เห็นรึว่านอกจากเจ้าคุณลุงแล้ว เราก็ไม่มีญาติอื่นอีก” ทับทิมชี้ ลำดวนคิดแล้วเห็นว่าจริง

“เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ คุณเหมนั้นเป็นความหวังของพี่แลตระกูลของเรา การได้พระยาหรือไม่ของคุณเหมนั้นจึงสำคัญนัก” บัวย้ำ

แม้ลำดวนจะไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่าบัวเหมือนไม่ได้รักเหมเท่าไรหากแต่คิดถึงความรุ่งเรืองในอนาคตมากกว่า แต่เมื่อพี่ทั้งสองเห็นพ้องกัน ลำดวนจึงเงียบไว้ จนเมื่อมาคุยกับหุ่นในครัว ลำดวนถามว่า ถ้าบัวพูดเยี่ยงนั้น หากเหมไม่มียศศักดิ์แล้วก็จะไม่ออกเรือนอย่างนั้นรึ

“แล้วแม่ลำดวนจะให้ทำอย่างไร ให้ออกเรือนทั้งๆที่รู้ว่าจะไปลำบากรึ ถึงจะเรียกว่ารักจริง”

“ลำบากก็แต่กาย แต่หากเราขยันหมั่นเพียร จะกลัวกระไรว่าจะเชิดหน้าสู้คนอื่นมิได้”

หุ่นยิ้มขำๆ ตัดบทว่าหากลำดวนพูดเช่นนี้ก็ป่วยการที่ตนจะเถียงด้วย แล้วเหน็บนิดๆว่า

“เอาไว้ตาแม่ลำดวนเถิด จะได้เชิดชูความดีความรักให้สมใจ”

ลำดวนไม่โต้ตอบแต่นึกมั่นในใจว่า ตนจะแต่งงานกับคนที่ตัวเองรักนั้นจริงๆ

ooooooo

ขณะเหมกำลังเลือกผ้าเพื่อตัดเสื้อผ้าสำหรับงานหมั้นนั้น ทาสหญิงเข้ามารายงานว่า มีคนชื่อพุ่มมาขอพบ บอกว่า

“มาจากวัดท้ายน้ำ ให้มาเรียนคุณเหมว่าขรัวปู่ยม อาพาธเจ้าค่ะ”

เหมรีบไปที่กุฏิขรัวปู่ยมวัดท้ายน้ำทันที พุ่มพยุงขรัวปู่ยมขึ้นนั่งเพื่อคุยกับเหม เหมบอกว่าจะไปตามขุนสรรพยามารักษาขรัวปู่ ยาของท่านขุนชะงัดนักต้องรักษาขรัวปู่ได้แน่นอน

“เจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา ข้าเป็นพระแลแก่มากแล้ว ไม่เป็นกระไรดอก” ขรัวปู่บอกแล้วหันเรียกพุ่ม พุ่มจึงหยิบตำราเล่มหนึ่งมา เป็นตำราเก่าบันทึกลงบนใบลาน ขรัวปู่ยื่นให้เหม พุ่มบอกเหมว่า

“ขรัวปู่อยากให้ตำราอาบน้ำว่านอยู่ยงคงกระพันแก่เอ็ง ศิษย์หลวงปู่มีหลายคน แต่ท่านให้ตำรานี้แก่เอ็งเพียงคนเดียวเชียวนา ถ้ากระทำตามตำราแล้วอยู่ยงคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้าจริง อย่าลืมสอนข้าบ้างนะอ้ายเหม”

เหมรับคำ พระครูยมไอโขลกๆ เรียกพุ่ม “อ้ายพุ่ม เอ็งรู้เรื่องที่ข้าเป็นกองทหารอาทมาตไปศึกที่อ่าวหว้าใช่หรือไม่” เมื่อพุ่มรับว่ารู้ ขรัวปู่ยมพูดต่อว่า

“กองทหารอาทมาตกองนั้น เรียนรู้ว่านนี้ทุกคน แต่ตายในศึกจนเกือบสิ้น เพลานี้เหลือข้าเป็นคนสุดท้ายแล้ว แต่วิชาในตำราเป็นของจริง เอ็งอาจจะหนังเหนียว ทนทานอาวุธได้ แต่เหล็กกับเนื้อ อย่างไรก็ทนได้ไม่มาก แต่ก็คงพอช่วยเหลือเอ็งได้บ้างในภายภาคหน้า”

พูดเสร็จ ขรัวปู่ยมโบกมือไล่เหม “เอ็งไปเถิด ข้าตามเอ็งมาเท่านี้” พุ่มกับเหมมองแปลกใจ จนขรัวปู่โบกมือไล่อีกครั้ง เหมจึงกราบลาแล้วออกจากกุฏิไปงงๆ พุ่มมองตามเหมไป หันถามขรัวปู่งงๆว่า

“ขรัวปู่ให้กระผมตามอ้ายเหมมา เพื่อจะเตือนเรื่องดวงชะตาแลให้ตำรามันไม่ใช่หรือขอรับ แล้วเหตุใดให้แต่ตำราไม่เตือนมันเล่าขอรับ”

“ใครเล่าจะหนีกรรมพ้นอ้ายพุ่มเอ๊ย...แม้แต่ข้าก็เป็นไปตามกรรมเช่นกัน” ขรัวปู่ถอนใจหน้าเศร้า พุ่มฟังแล้วไม่สบายใจ

ขรัวปู่ยมมองตามเหมไปด้วยสีหน้าแววตาเป็นห่วงมาก เหมือนล่วงรู้ว่าเรื่องร้ายกำลังจะเกิดขึ้นกับเหม...

ooooooo

ขณะที่หลวงสรอรรถกำจัดเสี้ยนหนามของตนทีละคน...ทีละคนด้วยเล่ห์เพทุบายและความเหี้ยมโหดนั้น วันนี้ตัวเองก็ถูกเรืองหัวหน้าโจรค้าฝิ่นที่เป็นคู่แข่งแฝงตัวมาแก้แค้นลำพังคนเดียว

แม้เรืองจะเก่งฉกาจในวิชาดาบอาทมาตฆ่าลูกน้องหลวงสรอรรถไปมากมาย แต่เมื่อลูกน้องหลวงสรอรรถเอาปืนออกมายิง เรืองก็จำต้องถอยไป ลูกน้องหลวงสรอรรถไล่ตามเรืองไป ในขณะที่ตัวหลวงสรอรรถเองถึงกับเข่าอ่อนหมดแรง

พระยาบริรักษ์มาเชิญพระยาราชสุภาวดีไปงานหมั้นของเหม ท่านยินดีไปร่วมหากว่างเพราะถูกชะตากับเหม

เหมเองก็ไปเชิญแหม่มมาเรียไปร่วมงาน แหม่มยินดีเพราะอยากเห็นพิธีของไทย ยิ่งเป็นงานหมั้นของเหมก็ยิ่งอยากไป เหมไม่ทันกลับลุงรีก็เข้าไปกระซิบบางอย่างกับเจเมสัน เจเมสันฟังแล้วหน้าเครียดก่อนหันมองเหม

เหมกลับถึงเรือนก็เข้าไปขอกับพระยาบริรักษ์ เรื่องที่เรือสินค้าของเจเมสันถูกกักและต้องตรวจค้น

พระยาบริรักษ์ยืนกรานว่าอย่างไรเสียก็ต้องตรวจตามกระบวนการ เหมขอให้เร่งตรวจค้นมิให้มิสเตอร์เมเจสันได้รับความเสียหายได้หรือไม่

“ก็ต้องขึ้นอยู่กับสินค้ามีมากน้อยเท่าใด แต่อย่างไรเสีย พ่อก็ต้องค้นอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม พ่อช่วยเจ้าได้เท่านี้”

เหมหน้าเจื่อนแต่ก็ไม่กล้าขอมากกว่านั้น

ในสถานการณ์นี้เอง หลวงสรอรรถก็ไปขอพบเจเมสันอาสาจะช่วยเรื่องเรือสินค้าที่ต้องถูกตรวจค้น ผ่านลุงรีไปบอกเจเมสัน เจเมสันให้ลุงรีกลับมาถามว่า “คุณหลวงสามารถช่วยให้สินค้าของกับปิตันเทียบท่าได้แน่นะขอรับ”

“ขอเพียงทำตามที่ฉันบอกรับรองว่าสินค้าทุกชิ้นจะได้เทียบท่า แต่หากทุกอย่างเรียบร้อย กับปิตันไม้เกินต้องแบ่งกำไรให้ฉันสองส่วน ตกลงหรือไม่ล่ะ” หลวงสรอรรถเสนอเงื่อนไข เมื่อลุงรีแปลให้ฟังเจเมสันพยักหน้ารับ

หลวงสรอรรถกลับไปอย่างกระหยิ่มที่แผนขั้นแรกสำเร็จไปด้วยดี

เมื่อพระยาบริรักษ์ไปตรวจสินค้า หยิบตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชมว่าสวยดีจะขายในเมืองปากน้ำหรือ หลวงสรอรรถติดตามไปอย่างใกล้ชิด อ้างว่าตนร่วมทุนค้าขายกับเจเมสัน พร้อมกับเอาเอกสารสัญญาการซื้อขายสินค้าให้ดู บอกว่าสินค้าพวกนี้มีคนสั่งจองหมดแล้วต้องส่งสินค้าตามกำหนดมิฉะนั้นจะถูกปรับ จึงขอความเมตตาจากท่านเจ้าคุณเร่งเวลาให้ด้วย

“วางใจเถิด ยังพอมีเวลา ฉันไม่ทำให้คุณหลวงเสียหายดอก” พระยาบริรักษ์บอกหลวงสรอรรถแล้วสั่งไปล่ให้นำของพวกนี้ไปไว้ที่โกดังซ้ายออกใบรับให้คุณหลวงด้วย และจะเร่งตรวจค้นโดยเร็ว

เมื่อหลวงสรอรรถไปเล่าให้เจเมสันฟัง ลุงรีแปลที่เจเมสันต้องการให้ฟังว่า กัปตันต้องการฝิ่นที่อยู่ในตุ๊กตากระเบื้องเคลือบโดยเร็วเพราะต้องนำมารักษาแหม่มมาเรีย ถามว่าคุณหลวงไม่มีหนทางอื่นเลยหรือ

หลวงสรอรรถเล่นเล่ห์ต่อไป บอกว่าพระยาบริรักษ์อาจต้องการสินบนมากกว่า ลุงรีบอกว่ากัปตันยินดีจ่าย แต่กัปตันไม่เคยให้สินบนมาก่อนถามคุณหลวงว่าต้องทำอย่างไร

ooooooo

ค่ำนี้เอง ขณะพระยาบริรักษ์นั่งเล่นหมากรุกกับไปล่อยู่ที่ท่าเรือรอคนงานทำงานกันตามปกติ ลุงรีก็นำเจเมสันเข้ามาขอพบพร้อมกล่องใบชา

เจ้าคุณคิดว่าเจเมสันคงอยากได้ของเร็วๆ จึงมาเร่ง บอกลุงรีให้แจ้งแก่เจเมสันว่ามะรืนนี้ถึงจะได้

แต่เจเมสันให้ลุงรีนำกล่องใบชาไปให้อีก พระยาบริรักษ์รับไว้คิดว่าคงเป็นของกำนัลเชื่อมไมตรีเพราะแหม่มมาเรียเป็นครูสอนภาษาวิลาศให้เหม แต่ปรากฏว่าภายในกล่องกลายเป็นทองคำแท่งเต็มไปหมด พระยาบริรักษ์โกรธมากที่เจเมสันมาติดสินบน จนชกต่อยกัน ไล่เจเมสันออกไปและอย่ามาให้เห็นหน้าอีก

เช้าวันต่อมา ขณะพระยาสุภาวดีและขุนสิทธิสงครามล่องเรือมา ทหารที่พายเรือมาพบศพเจเมสันถูกตัดคอลอยอยู่ในพงหญ้า พระยาสุภาวดีตกใจมากเพราะการที่ชาวต่างชาติตายเยี่ยงนี้เป็นเรื่องร้ายแรงใหญ่โตแน่

พระยาสุภาวดีกับคุณชายช่วงรีบไปรายงานเจ้าพระยาพระคลังว่า มีพ่อค้าชาววิลาศถูกฆ่าตัดคออย่างโหดเหี้ยม เจ้าพระยาพระคลังถามว่าผู้ใดเป็นคนกระทำ!

เหมตกใจรีบไปหาแหม่มมาเรีย พบว่าแหม่มตกใจที่เจเมสันถูกฆ่าจนช็อกเสียชีวิตตามสามีไปอีกคน

พระยาบริรักษ์ตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าเจเมสันเพราะคืนก่อนนี้มีเรื่องชกต่อยกัน พระยาปลัดเร่งให้พระยาบริรักษ์รีบหนีไปเสีย แต่พระยาบริรักษ์ถือว่าตนไม่ผิดขออยู่ต่อสู้พิสูจน์ตนเอง

ทั้งคุณหญิงชมและเหมถูกจับตัว ขุนนาฏและครอบครัวสับสนหวาดกลัว ทั้งขุนนาฏ คุณปิ่น ทับทิม และบัวต่างกลัวต้องอาญาไปด้วยจึงรักษาตัวไม่เกี่ยวข้องกับทางพระยาบริรักษ์ แต่ลำดวนจะไปเตือนเหมกับคุณหญิงให้รู้ตัว ถูกบัวดึงไว้ ทับทิมก็ปรามน้องว่า “เจ้าอยากให้พ่อแม่แลพี่น้องต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยรึ” แล้วดึงลำดวนไว้กับตัว

ทั้งขุนนาฏและคุณปิ่นต่างไม่สบายกับการตัดสินใจนี้แต่ก็ต้องทำเพื่อเอาตัวรอด ยังความผิดหวังเสียใจแก่ลำดวนนัก

เมื่อทุกคนในเรือนต้องรับเคราะห์หนัก คุณหญิงชมจึงนำเงินมาแจกจ่ายแก่พวกบ่าวไพร่เพื่อแยกย้ายกัน

ไปล่ไม่ยอมจากไป คุณหญิงเองก็จะท้วงติง จนพระยาบริรักษ์ต้องชี้แจงว่า

“ฟังฉัน คุณหญิง... เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเคราะห์อันใหญ่หลวงนัก แต่ฉันมิได้กระทำผิด ฉะนั้นฉันจะไปหาท่านเจ้าพระยาเพื่อเล่าแจ้งตามตรง แต่หากไม่มีใครเชื่อ คุณหญิงกับเจ้าเหมจะต้องหนีไปเพื่อมิให้รับเคราะห์ไปด้วย เข้าใจหรือไม่”

“ไม่เจ้าค่ะ ลูกจะอยู่กับเจ้าคุณพ่อ มิยอมหนีไปเยี่ยงคนขลาดเป็นอันขาด” เหมเด็ดเดี่ยว

“เจ้าเหม พ่อเจ้าไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่คนเราแม้จะเก่งกล้าสักเพียงใด ก็ไม่อาจทัดทานหาญสู้ได้ทุกเรื่องราว โดยเฉพาะโชคชะตา ซึ่งบางครั้งก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนเราจะรับไหว เจ้าถึงต้องหนีไปเพื่อรักษาชีวิตสืบสายตระกูลของพ่อให้ผู้คนรับรู้ถึงความจงรักภักดีของสายเลือดอันมีต่อแผ่นดินนี้สืบไป”

“แล้วเจ้าคุณพ่อจะให้ลูกพาคุณแม่หนีไปที่ใดเล่าขอรับ”

“เจ้าจงพาแม่เจ้าล่องเรือไปพระมหานคร ไปหาเจ้าขรัวคลองบางหลวงตาของเจ้า ตาเจ้าร่ำรวยนัก จะดูแลเจ้ากับแม่ได้เป็นอย่างดี”

ขณะนั้นเอง บุษย์มารายงานว่ามีทหารจำนวนมากพายเรือมาทางเรือนเห็นท่าจะไม่ดี คุณหญิงเครียดจนร้องไห้เหมกอดแม่ให้กำลังใจ ในขณะที่พระยาบริรักษ์หน้าเครียด แววตาแข็งกร้าว พร้อมเผชิญชะตากรรมที่กำลังจะมาถึงอย่างเด็ดเดี่ยว

ooooooo

.

-----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep4/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 4

เย็นวันเดียวกันที่เรือนหลวงสรอรรถ เจ้าตัวกำลังหัวเราะร่าอย่างสะใจขณะคุยกับลูกน้อง

“สาแก่ใจข้านัก ทั้งอ้ายเจ้าคุณบริรักษ์ ทั้งอ้ายเหม ครานี้ไม่พ้นคมดาบบั่นคอเป็นแน่”

“ไม่เพียงเท่านั้นนะขอรับ คุณหลวงยังได้ฝิ่นของอ้ายกับปิตันไม้เกินมาเปล่าๆอีก เพราะคุณหลวงรับสมอ้างไว้แล้วยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเชียวนะครับ” ลูกน้องสอพลอ

หลวงสรอรรถสะใจนัก ในที่สุดตนก็เล่นงานทั้งพระยาบริรักษ์และเหมได้สำเร็จ นึกถึงเหตุการณ์ในคืนที่ผ่านมาแววตาเหี้ยม...

ที่ริมทาง ลุงรีถือตะเกียงเดินนำเจเมสันที่โกรธหัวฟัดหัวเหวียงเพราะเพิ่งถูกพระยาบริรักษ์ชกมา เจเมสันสบถเป็นภาษาอังกฤษอย่างเจ็บใจว่า

“อ้ายพวกขุนนางขี้ฉ้อ คอยดูนะฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด” ลุงรีขอให้ใจเย็นๆ ลองคุยกับหลวงสรอรรถดูก่อนเพราะตนรู้สึกเรื่องนี้พิกลอยู่

ทันใดนั้น ลูกน้องหลวงสรอรรถที่ซุ่มอยู่ก็พุ่งออกมาฟันลุงรีตายในพงหญ้าริมคลอง เจเมสันตกใจเห็นหลวงสรอรรถโผล่มาก็ร้องถามเป็นภาษาอังกฤษว่า “นี่มันเรื่องกระไรกัน คุณฆ่ารีทำไม!” หลวงสรอรรถยิ้มเหี้ยมพูดอย่างไม่แยแสว่า

“ข้าฟังไม่รู้เรื่องดอกโว้ย ข้าเพียงแต่ต้องการชีวิตเอ็งเพื่อสร้างเรื่องใส่ร้ายอ้ายเจ้าคุณบริรักษ์เท่านั้น”

เจเมสันมองหลวงสรอรรถอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่หลวงสรอรรถขอเหี้ยม “ให้ชีวิตเอ็งแก่ข้าเถิดนะอ้ายวิลาศ”

ลูกน้องหลวงสรอรรถถือดาบพุ่งเข้าหา เจเมสันเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งหนี ลูกน้องหลวงสรอรรถถือดาบวิ่งไล่ตามไป ครู่เดียวหลวงสรอรรถก็ยิ้มสะใจเมื่อได้ยินเสียงเจเมสันร้องอย่างสยดสยองแล้วเงียบไป

คิดถึงเหตุการณ์คืนที่ผ่านมาแล้ว หลวงสรอรรถยิ้มสะใจพึมพำ

“แผนแนบเนียนเช่นนี้ ข้าคงคิดไม่ได้ดอก ถ้าไม่ได้อ้ายพระปลัดช่วยออกอุบาย” หลวงสรอรรถส่ายหน้าไปมาพูดอย่างสะใจและสมเพช “ยามมิตรคิดร้ายนี่ ช่างน่ากลัวกว่าศัตรูเสียด้วยซ้ำ”

หลวงสรอรรถระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสะใจสุดๆ

ooooooo

เหมพาคุณหญิงชมหอบห่อผ้าวิ่งหนีมาอย่างยากลำบาก มีบ่าวไพร่วิ่งตามมาเป็นกลุ่ม แต่ไม่นานคุณหญิงก็วิ่งไม่ไหวยืนหอบเหนื่อยหมดแรง

“แข็งใจหน่อยเถิดเจ้าคะคุณแม่ เลยป่าไปก็ถึงคุ้งน้ำแล้ว เรือเจ้าคุณพ่ออยู่ที่นั่น ใช้หนีไปถึงพระมหานครได้ไม่ยากดอกเจ้าค่ะ” คุณหญิงบอกตนไม่ไหวแล้วให้เหมรีบหนีไปเสียไม่ต้องห่วงแม่ เหมหันไปสั่งบุษย์ว่า “เอ็งกับพ่อแลพวกบ่าวไพร่รีบหนีไป มิต้องรอข้า”

“แต่คุณเหมขอรับ...” บุษย์เป็นห่วงเหมและคุณหญิง

“รีบไปสิวะ” เหมตะคอก “เจ้าคุณพ่อข้าไม่ต้องการให้พวกเอ็งมาเดือดร้อนไปด้วย เอ็งอยู่ก็เท่ากับขัดคำสั่งเจ้าคุณพ่อข้า ไป!”

ไปล่ตัดใจจับแขนบุษย์เร่งให้รีบไปเสีย แล้วพากันวิ่งไปโดยมีพวกทาสชายตามไปด้วย

ทหารไล่ตามมาถึงล้อมเหมกับคุณหญิงไว้ เหมขว้างห่อผ้าใส่แล้วกระโดดถีบใช้แม่ไม้มวยไทยต่อสู้สุดกำลัง แต่ทหารมีมากกว่า ทำให้คุณหญิงถูกเอาตัวไป เหมตกใจสุดขีด ตะโกนเรียก

“คุณหญิงแม่!!!”

เหมจะเข้าไปช่วยแต่ถูกทหารฟันสกัดจนต้องถอย...คุณหญิงร้องไห้ตะโกน

“พ่อเหม หนีไปนะลูก รักษาชีวิตไว้ หนีไป...ไม่ต้องห่วงแม่”

คุณหญิงถูกทหารนำตัวไปแต่ก็ยังหันมองเหมน้ำตาไหลพรากไปตลอดทาง...

ooooooo

คุณหญิงชมถูกนำตัวกลับมามอบให้ขุนสิทธิสงครามที่เรือนพระยาบริรักษ์

พระยาบริรักษ์เห็นคุณหญิงก็โผเข้ากอดด้วยความเป็นห่วง สงสารคุณหญิงจับใจ หันพูดกับขุนสิทธิสงครามว่า

“ฉันไม่เคยคิดหนีเลย เพียงแต่กลับมาสั่งเสียลูกเมียและบ่าวไพร่เท่านั้น ท่านขุนเมตตา ปล่อยลูกกับเมียฉันไปสักครั้งได้หรือไม่”

“กระผมทราบว่า ท่านเจ้าคุณพูดจริง จึงมิได้ตามจับบรรดาบ่าวไพร่และเมียน้อยของท่านเจ้าคุณเลย

แต่สำหรับคุณหญิงกับบุตรชาย มิอาจยกเว้นได้” ขุนสิทธิสงครามตอบหน้านิ่ง แล้วถามทหาร “บุตรชายท่านเจ้าคุณล่ะ”

“กำลังล้อมจับอยู่ขอรับ อีกสักครู่คงได้ตัวมา”

คุณหญิงร้องไห้โฮออกมาด้วยความเป็นห่วงเหม พระยาบริรักษ์กอดคุณหญิงน้ำตาคลอทั้งเป็นห่วงและสงสารเหมเช่นกัน

แต่หารู้ไม่ เหมถือดาบสองมือที่แย่งจากทหารที่ไปล้อมจับ เดินเข้ามาด้วยสีหน้าแววตาน่าสะพรึงกลัว ทุกคนหันมองเหม คุณหญิงกับพระยาบริรักษ์ตกใจสุดขีด คุณหญิงตะโกนให้เหมรีบหนีไป ย้อนกลับมาทำไม ในขณะที่ขุนสิทธิสงครามเตือนบรรดาทหารว่า

“พวกเอ็งระวังไว้ บุตรชายท่านเจ้าคุณคนนี้หักพวกทหารที่ไปล้อมจับกลับมาได้ คงมีดีพอตัว”

บรรดาทหารค่อยๆกระชับวงล้อมเข้าหาเหม พระยาบริรักษ์ตกใจอ้อนวอนขุนสิทธิว่า

“อย่าทำร้ายลูกฉันเลยท่านขุน ลูกฉันเพียงแต่รุ่นหนุ่มมีกำลังแข็งแรงเท่านั้น แต่ไม่เคยเล่าเรียนวิชาอาวุธกระไร สู้ทหารของท่านขุนไม่ได้ดอก”

พริบตานั้น เหมควงดาบเข้าใส่พวกทหารทันที เหมใช้วิชาดาบอาทมาตสู้กับพวกทหาร รุกจนพวกทหารที่มีมากกว่าแตกไม่เป็นขบวน พระยาบริรักษ์และคุณหญิงมองตะลึงไม่คิดว่าเหมจะเก่งกาจขนาดนี้ ขุนสิทธิถามประชดว่า

“นี่หรือขอรับ ไม่เคยเล่าเรียนวิชาอาวุธ มิเพียงแต่มีเพลงดาบร้ายกาจ แต่ยังเป็นเพลงดาบอาทมาตที่หาได้ยากยิ่งอีกด้วย” ขุนสิทธิสงครามพอใจที่ได้เจอกับคู่ต่อสู้ที่เก่งฉกาจ “มิน่าเล่า ท่านเจ้าคุณสิงห์ถึงได้ส่งกระผมมา” เห็นทหารที่ถูกเหมรุกไล่แตกกำลังจะบุกเข้าไป ก็ยกมือห้าม “หยุด พวกเอ็งสู้ไม่ได้ดอก ถอยออกมา!”

ขุนสิทธิสงครามเดินไปเผชิญหน้าเหม ถามอย่างวางอำนาจ

“เอ็งรู้หรือไม่ว่า เอ็งกระทำเช่นนี้เท่ากับขัดขวางการจับกุมของข้า”

“รู้ขอรับ แต่ท่านกระทำหน้าที่ของท่าน กระผมเองก็กำลังกระทำหน้าที่ของบุตรเช่นกันขอรับ” เหมไม่สะทกสะท้าน ขุนสิทธิยิ้มพอใจ ชักดาบสองมือออกมา ทั้งคู่ต่างย่างสามขุมเข้าหากัน เมื่อได้ระยะก็บุกใส่กันทันที

ทั้งเหมและขุนสิทธิต่างเข้าฟาดฟันกันไม่ยั้ง ฝีมือทัดเทียมกันจนไม่มีใครหยุดใครได้ จนเมื่อต่างใช้ไม้ตายออกมาสู้กัน ปรากฏที่แขนเสื้อขุนสิทธิมีเลือดไหลออกจากต้นแขน ส่วนเหมทรุดร่วงลงไป พร้อมกับสติค่อยๆหลุดลอยไป ทั้งคุณหญิงและพระยาบริรักษ์ร้องอย่างตกใจสุดขีด

“เจ้าเหม...พ่อเหม...”

พระยาบริรักษ์และคุณหญิงวิ่งเข้าไปดู เหมค่อยๆ ปิดตาลง ภาพสุดท้ายที่เห็นคือ เจ้าคุณพ่อกับคุณหญิงแม่วิ่งเข้ามา จากนั้นเหมก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย...

ooooooo

ค่ำนี้ ที่เรือนขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงมาแจ้งข่าวเหมแก่ครอบครัวขุนนาฏ ลำดวนฟังแล้วถึงกับเข่าอ่อน

“ถึงกับต้องใส่คุกตีตรวนกันเลยหรือขอรับ คุณหญิงชมกับพ่อเหมมิได้รู้เห็นด้วยเสียหน่อย” ขุนนาฏไม่สบายใจ

“มันเป็นกฎขอรับ คดีนี้หนักนัก ถ้าผิดจริงโทษต้องตกถึงลูกเมีย จึงต้องกันตัวเอาไว้ก่อนขอรับ” คุณชายช่วงชี้แจง

ลำดวนเศร้ามาก เหลือบเห็นบัวมายืนแอบฟังอยู่ พอรู้ว่าเหมติดคุกถูกตีตรวนก็สะบัดหน้าผละไป ลำดวนรับไม่ได้ถามคุณชายช่วงว่า “แล้วระหว่างนี้ ลำดวนไปเยี่ยมพี่เหมได้หรือไม่เจ้าคะ”

“จะไปทำกระไร คดีโทษน้อยเสียเมื่อไหร่ อยากจะติดร่างแหไปด้วยรึ” คุณปิ่นเสียงเข้มใส่

“ถ้าเพียงแต่ไปเยี่ยมเยียนแล้วจะต้องโทษไปด้วย ลำดวนก็ยอมเจ้าค่ะ” ลำดวนแน่วแน่ คุณชายช่วงบอกลำดวนว่า

“ถ้าเจ้าจะไป ก็แจ้งพี่ก่อน จะได้ไม่มีใครระแวงว่าเจ้ารู้เห็นด้วย” ลำดวนรีบไหว้ขอบพระคุณ ทับทิมถามว่าแล้วจะมีการไต่สวนคดีเมื่อใด “คงเร็วที่สุด เพราะชาววิลาศที่ตาย เป็นลูกน้องของหลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช หากผิดพลาดขึ้นมา คงไม่แคล้วเกิดสงครามเป็นแน่”

ฟังคุณชายช่วงแล้ว ทุกคนพากันหนักใจ

ooooooo

คืนนี้เอง หลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช ที่มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต ฮันเตอร์ แต่คนไทยเรียกว่า “หันแตร” มาที่เรือนเจ้าพระยาพระคลังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หันแตรผู้นี้พูดภาษาไทยได้ และมีภรรยาเป็นคนไทย

เจ้าพระยาพระคลังกับพระยาราชสุภาวดียืนรอรับอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน เพราะรู้ว่านายห้างหันแตรผู้นี้มีอำนาจมาก ทันทีที่พบกัน หันแตรถามหน้านิ่งว่า “จับตัวคนฆ่าลูกน้องของกระผมได้แล้วใช่หรือไม่”

“การข่าวของคุณหลวงยอดเยี่ยมนัก เพิ่งเหยียบเมืองปากน้ำก็ทราบเรื่องแล้ว แต่คนที่จับได้ ยังมิแน่ว่าเป็นคนฆ่าต้องไต่สวนกันก่อน” เจ้าพระยาพระคลังตอบ ยิ้มเล็กน้อยอย่างเยือกเย็น

หันแตรพูดเชิงปรามว่าถ้าไต่สวนโดยธรรมก็เชิญ แต่ถ้าไม่เป็นธรรม ตนคงยอมไม่ได้ แลสัญญาที่กำลังจะทำกับสยามนั้น ก็คงต้องขอทบทวนอีกที ฟังแล้วพระยาราชสุภาวดีไม่พอใจถามว่า “นี่ข่มขู่กันหรือคุณหลวง”

“มิได้ขอรับ กระผมเพียงแต่กราบเรียนความจริงให้ท่านเจ้าคุณทั้งสองทราบ แลเรื่องนี้ยังต้องแจ้งไปยังท่านผู้สำเร็จราชการที่อินเดียด้วย ข้อนี้กระผมก็ไม่ได้ข่มขู่เช่นกันนะขอรับ” หันแตรตอบอย่างยโส

“คุณหลวงอยากทำกระไรก็ทำเถิด แต่ที่นี่เป็นสยาม มิใช่เมืองวิลาศ พวกเราจะไต่สวนคดีกันเอง หวังว่าคุณหลวงคงไม่ก้าวก่าย” พระยาราชสุภาวดีตอบอย่างไม่หวั่นเกรง

หันแตรบอกว่าเรื่องนั้นอย่ากังวลไปเลย แต่ตนขอเข้ารับฟังการไต่สวนด้วยเท่านั้น ท่านคงไม่ขัดข้อง เจ้าพระยาไม่ขัดข้องถามว่ามีอะไรอีกหรือไม่

“มีขอรับ” หันแตรยิ้มบางๆ “กระผมอยากจะขอให้ท่านเจ้าคุณเรียกกระผมว่า ‘นายห้างหันแตร’ เช่นคนอื่นดีกว่าขอรับ กระผมไม่ชอบถูกเรียกด้วยบรรดาศักดิ์ของสยาม” หันแตรเดินลงเรือนไปอย่างไม่เห็นหัวขุนนางรกดังเจ้าพระยาแม้แต่น้อย พระยาราชสุภาวดีมองอย่างโกรธเคืองกับการดูถูกสยามของหันแตร แต่ก็ต้องอดกลั้นเพราะหันแตรมีอำนาจมาก

ooooooo

พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชม และเหม ถูกขังอยู่ด้วยกัน คุณหญิงเอายาหม้อที่พะทำมะรงหัวหน้าผู้คุมนักโทษเอามาให้ เหมดื่มยาหมดก็ไอโขลกๆ

พะทำมะรงบอกว่าดื่มยาหมดก็ไม่เป็นกระไรแล้ว ยาหม้อนี้ชะงัดนัก นักโทษที่บาดเจ็บบอบช้ำ ก็ได้ยานี้รักษาทั้งนั้น คุณหญิงขอบคุณพะทำมะรง พะทำมะรงบอกว่าไม่เป็นไรเพราะท่านเจ้าพระยาสั่งให้ดูแลท่านทั้งสามอย่างดี บอกคุณหญิงว่า

“นี่ดีนะที่ขุนสิทธิสงครามท่านไม่คิดฆ่า เพียงแต่ใช้สันดาบเท่านั้น จึงแค่ช้ำใน หากใช้คมดาบคงตายไปนานแล้ว”

เมื่อพะทำมะรงไปแล้ว พระยาบริรักษ์ลูบหัวเหมเบาๆ ด้วยความสงสารจับใจ บ่นว่าเหมมีวิชาดาบมิใช่ชั่ว หากหลบหนีไปคนเดียวก็คงได้ ไม่ควรกลับมาลำบากกับพ่อแม่เลย เหมบอกว่าตนไม่เคยคิดหนีอยู่แล้ว

ในที่คุมขังนี้ เหมถามเจ้าคุณพ่อว่าทำไมจึงฆ่าเจเมสัน พระยาบริรักษ์เสียใจมากที่เหมเข้าใจเช่นนั้น แต่หลังจากนั้นเหมก็เข้าใจเจ้าคุณพ่อได้ถูกต้องและกราบขอโทษ

หลวงสรอรรถเหลิง ผยอง กับชัยชนะของตนครั้งนี้ พระยาปลัดเตือนสติว่า อย่าได้ใจไปหน่อยเลย ตนรู้นิสัยเจ้าคุณบริรักษ์ดี “หากท่านไม่ผิด อย่าหมายว่าท่านจะยอมรับเลย แลเรื่องนี้ไม่มีพยานรู้เห็น หากไต่สวนกันถึงที่สุด เจ้าคุณบริรักษ์ก็ต้องบริสุทธิ์”

“ข้อนั้น ดีฉันหากังวลไม่ เพราะจะหาใครรู้ใจเจ้าคุณบริรักษ์ดีไปกว่าท่านเจ้าคุณเป็นไม่มี การที่ท่านแกล้งไปแจ้งข่าวเพื่อให้เจ้าคุณบริรักษ์หนีก็เป็นการเตรียมดาบต่อไปไว้แล้วไม่ใช่หรือขอรับ”

พระยาปลัดขบกรามอย่างเจ็บใจ พลันหลวงสรอรรถก็ปรบมือ ลูกน้องนำเด็กหญิงสองคนออกมา

“วางเรื่องเจ้าคุณบริรักษ์ไว้ก่อนเถิดขอรับ เพลานี้ ดีฉันมีของกำนัลมามอบให้เจ้าคุณ เชิญท่านเจ้าคุณรับไปเถิดขอรับ” หลวงสรอรรถยิ้มร้ายอย่างรู้นิสัยพระยาปลัดดี อย่างไรเสียเลี้ยงไว้ก็ยังใช้สอยได้อย่างง่ายดาย

ooooooo

คุณชายช่วงพาลำดวนมาเยี่ยมพระยาบริรักษ์ คุณหญิง และเหม ลำดวนถามว่ามีสิ่งใดที่ท่านเจ้าคุณลุงกับคุณหญิงป้าต้องการอีกหรือไม่ตนจะได้จัดหามาให้

คุณหญิงวานลำดวนแจ้งข่าวให้เจ้าขรัวคลองบาง–หลวงพ่อของตนทราบเรื่องด้วย เผื่อท่านจะมีลู่ทางช่วยเหมออกไปได้ ลำดวนรับคำ เห็นเหมเศร้าซึม จึงเอาดอกบัวที่เด็ดเหลือแต่ดอกออกมาให้ บอกเหมว่าบัวฝากมา เหมถึงกับน้ำตาซึมถามว่าทำไมบัวไม่มาให้เห็นหน้าค่าตาบ้าง ลำดวนปดว่าด้วยศักดิ์เป็นหลานเจ้าพระยาเกรงคนจะครหาไปถึงเจ้าคุณลุงและเป็นผลเสียแก่คดี บัวจึงฝากแต่ดอกบัวนี้มาให้

“แม่บัวคิดถูกแล้ว บอกแม่บัวด้วยว่า พี่จะไม่ท้อแท้ใจ แลจะเก็บดอกบัวนี้ไว้เป็นมงคลแก่ชีวิตพี่สืบไป” เหมน้ำตาคลอ ดึงผ้าคาดเอวห่อดอกบัวไว้อย่างทะนุถนอม ลำดวนมองเหมสงสารจนน้ำตาคลอ

กลับเรือน ลำดวนหว่านล้อมให้บัวไปเยี่ยมเหม นอกจากถูกบัวหงุดหงิดใส่แล้วยังตำหนิลำดวนว่าคดีนี้ถ้าผิดก็ถึงประหาร จะเอาความสงสารมาทำให้ตัวเองลำบากไม่ได้ดอก ลำดวนถามว่าแล้วถ้าเจ้าคุณลุงไม่ผิดเล่า เหมก็กลับมามีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม เหตุใดไม่คิดถึงข้อนี้บ้างและเป็นกำลังใจแก่กันในยามทุกข์ยาก

“ถ้าเช่นนั้น ก็รอให้พ้นผิดก่อนเถิด พี่ถึงจะไปเยี่ยม แลเจ้าจะประณามพี่ก็ตามใจ แต่หากไปถามพ่อแม่ท่าน ท่านก็ต้องเห็นดีด้วยกับพี่”

ลำดวนฟังแล้วเศร้าอย่างหมดปัญญาที่จะเปลี่ยนใจบัวได้

ooooooo

ไปล่ที่ได้รับเงินจากพระยาบริรักษ์และคุณหญิงให้เอาไปแบ่งปันกับทาสเพื่อใช้ในยามต้องแยกจากกัน แต่ไปล่ยังไม่แบ่งปันด้วยเชื่อในความบริสุทธิ์ของ พระยาบริรักษ์และจะได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีก ทำให้พวกทาสไม่พอใจจนมีเรื่องทะเลาะกัน

ดึกคืนนี้ ขณะพวกไปล่พักกันอยู่ในกระท่อมชายนา ลุงรีที่พวกหลวงสรอรรถคิดว่าตายไปแล้ว แต่ที่แท้ลุงรีเพียงแต่บาดเจ็บสาหัสและยังมีสติเห็นหลวงสรอรรถออกมาบงการฆ่าเจเมสันด้วย หลังจากรู้สึกตัว ลุงรีร้องขอความช่วยเหลือจนบุษย์ไปหาเจอ ทั้งไปล่และบุษย์จึงได้ฟังจากปากลุงรีว่า ฆาตกรตัวจริงที่ฆ่าเจเมสันคือหลวงสรอรรถ

ไปล่และบุษย์ทำแผลให้ลุงรีและปฐมพยาบาลเพื่อรุ่งสางจะได้พาไปเป็นพยานให้พระยาบริรักษ์ แต่ระหว่างนั้นพวกทาสไม่พอใจไปล่ที่ยังไม่แบ่งปันเงินให้ก็ทำร้ายไปล่จนหมดสติเพราะกลัวว่าหากพระยาบริรักษ์พ้นผิดพวกตนก็จะไม่ได้เงิน บุษย์เข้าไปช่วยพ่อก็ถูกทาสทำร้ายจนหมดสติไปอีกคน ลุงรีตกใจวิ่งหนี ทาสบางคนจะตาม อีกคนดึงแขนไว้บอกว่า

“เอ็งจะตามไปทำกระไร รีบหาเงินทองของท่านเจ้าคุณแล้วแยกย้ายกันหนีเถิด ประเดี๋ยวพวกกรมเมืองมาก็ติดคุกกันหมดดอก” แล้วพวกทาสก็กรูกันเข้าไปค้นหาเงินในกระท่อม ทิ้งไปล่กับบุษย์นอนหมดสติอยู่ที่พื้น

ooooooo

เมื่อลำดวนมาเยี่ยมพระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหมที่คุกอีกครั้งพร้อมกับยาที่คุณชายช่วงฝากมาให้เหมด้วย คุณหญิงถามว่าได้ส่งข่าวตามที่ตนขอแล้วหรือไม่

“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ มิแน่ว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้อาจมีคนมาหาคุณหญิงป้าเจ้าค่ะ” คุณหญิงขอบใจบอกว่าหากตนได้ออกไปเมื่อใดก็จะตอบแทนความดีของลำดวน เจ้าคุณเอ่ยปลงๆ ว่าถึงตนได้ออกไปแต่อำนาจวาสนาก็ยากที่จะเหมือนเดิม ชาตินี้คงไม่อาจตอบแทนให้สมความดีของลำดวนได้ “ลำดวนหาต้องการกระไรไม่เจ้าค่ะ ขอเพียงทุกคนปลอดภัย ลำดวนก็ดีใจเป็นที่สุดแล้ว”

“เจ้าลำดวนบอกแม่บัวแทนพี่ด้วย ว่าพี่เสียใจที่มิอาจจัดงานหมั้นให้สมเกียรติแม่บัวได้ แต่ออกไปเมื่อใด พี่จะตั้งใจรับราชการ นำยศศักดิ์มาให้แม่บัวชื่นใจให้ได้”

“เจ้าค่ะ ลำดวนจะบอกให้เจ้าค่ะ”

ลำดวนรับคำเหมพยายามไม่ให้มีพิรุธแอบสงสารเหมจับใจ เพราะบัวไม่ได้จริงใจอย่างที่เหมคิดเลย เพราะจวบจนวันนี้เมื่อทับทิมถามบัวก่อนกลับไปว่า แม้เหมจะพ้นผิด บัวก็จะไม่คิดหมั้นกับเหมกระนั้นหรือ บัวบอกทับทิมอย่างไม่ปิดบังว่า

“น้องรักคุณเหมนะเจ้าคะ แต่ถ้าอยู่กินกันแล้วไม่มีกระไรก้าวหน้า น้องก็ไม่เอาดอกเจ้าค่ะ”

“ตรองดูให้มากกว่านี้หน่อยเถิด อย่างไรข่าวเรื่องหมั้นหมายก็ออกไปแล้ว แม้ไม่ได้หมั้นกันจริง แต่ก็ไม่ต่างกระไรกับหม้ายขันหมาก จะหาชายที่ดีกว่าคุณเหมมาสู่ขอแม่บัวนั้นยากนัก เพราะใช่แต่แม่บัวจะเป็นฝ่ายเลือกได้เท่านั้น ผู้อื่นก็เลือกแม่บัวได้เช่นกัน”

ฟังแล้วบัวอึ้ง เพราะตัวเองไม่เคยคิดถึงข้อนี้มาก่อนเลย

ค่ำวันต่อมา ทนายซึ่งก็คือเลขาของเจ้าขรัวแช่มคลองบางหลวงพี่ชายของคุณหญิงก็ได้นำจดหมายมาให้ คุณหญิงอ่านแล้วหน้าเสียถามว่าพ่อป่วยหนักมานานเดือนเหตุใดจึงไม่แจ้งข่าวกันเลย และที่คุณหญิงเจ็บปวดยิ่งคือ เมื่อทนายแจ้งว่า

“ท่านเจ้าขรัวแช่มเห็นว่าคุณหญิงต้องโทษ เกรงว่าบรรดาทรัพย์สินของตระกูลที่อยู่กับคุณหญิงจะถูกยึดไปด้วย จึงให้กระผมมาถามว่า ทรัพย์สินพวกนั้นอยู่ที่ใด จะได้ช่วยรักษาไว้ให้”

คุณหญิงร้องไห้ด้วยความโมโห บอกพะทำมะรงให้ไล่ทนายไปให้พ้น สิ่งที่คุณหญิงเป็นห่วงที่สุดเวลานี้คือจะไม่มีใครช่วยเหมได้แล้ว พระยาบริรักษ์น้ำตาคลอด้วยความสงสารคุณหญิง สิ่งที่ทำได้เพลานี้ก็เพียงกอดคุณหญิงไว้ให้คำปลอบใจ

“เพราะเราตกอับ เขาถึงทำกับเราได้ แลคงเห็นว่า พ่อท่านป่วยหนัก จึงคิดจะยึดทรัพย์สมบัติไว้ด้วย ช่างมันเถิดคุณหญิง อย่าเสียใจเลย แค่มีเราสามคนพ่อแม่ลูกก็เพียงพอแล้ว”

เหมอยู่อีกมุมหนึ่งมองแม่ด้วยความสงสาร หยิบผ้าคาดเอวที่ห่อดอกบัวขึ้นดู รำพึงเบาๆ

“ถือเป็นโชคดีของฉันนัก ที่ยังมีแม่บัวอยู่ บัวบูชากลางใจของฉัน...”

ooooooo

เช้าวันหนึ่ง คุณชายช่วงแจ้งข่าวดีแก่เจ้าพระยาพระคลังว่าหันแตรยอมให้เราหาตัวฆาตกรใหม่ แต่เรื่องปล่อยตัวเจ้าคุณบริรักษ์ขอกลับไปคิดดูอีกที
เจ้าพระยาพระคลังเชื่อว่าเหตุที่หันแตรยอมอ่อนข้อเพราะเล็งเห็นว่าเจ้าคุณบริรักษ์ไม่ยอมรับเป็นแน่ พยานหลักฐานอื่นก็ไม่มีและหากเจ้าคุณบริรักษ์ทนทรมานไม่ได้ตายไปก็จะเป็นปัญหายุ่งยากขึ้นมาอีกจึงยอมถอยก้าวหนึ่ง พระยาราชสุภาวดีอาสาจะหาตัวฆาตกรเอง เชื่อว่า “คนที่กล้าฆ่าวิลาศในเมืองปากน้ำคงมีไม่มากดอก ไม่เกินกึ่งเดือนคงต้องได้เบาะแสกระไรบ้าง”

แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผัน เมื่อเช้าวันหนึ่งพระยาปลัดเข้าไปหาพระยาบริรักษ์โดยอาศัยความเป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่เด็กแลรู้แก่ใจดีในความจงรักภักดีต่อแผ่นดินของพระยาบริรักษ์ พระยาปลัดหลอกล่อว่า พวกวิลาศอาจใช้คดีวิลาศหัวหายนี้มาข่มขู่สยามในการทำสัญญาจะเป็นเหตุให้สยามเสียเปรียบมาก

พระยาบริรักษ์วิตกกังวลยิ่งถามว่าจะทำอย่างไรดี ทางใดที่จะช่วยบ้านเมืองได้ให้บอกมาเถิดตนไม่เกรงความตายหากได้ตายเพื่อแผ่นดิน

พระยาปลัดอ้างว่า “คนเป็นขุนนางนั้น มิเพียงแต่ต้องไม่กระทำบาปหยาบช้าแก่บ้านเมืองแต่ยังต้องอุทิศตนเพื่อแผ่นดินด้วย หากพี่ยอมสารภาพว่าเป็นคนฆ่า เรื่องวิลาศบีบคั้นพวกเราก็จะจบไปเช่นกัน” เห็นพระยาบริรักษ์คิดหนัก พระยาปลัดหว่านล้อมหน้าเศร้าว่า “ฉันรู้ว่าพี่ต้องเสียศักดิ์ศรีนัก แต่หากพี่กระทำได้ก็จะนับเป็นขุนนางประเสริฐแท้ เพราะจะช่วยบ้านเมืองรอดจากความวิบัติฉิบหายจากพวกวินาศได้ ส่วนเรื่องลูกเมียของพี่ ฉันสาบานว่าจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน หากฉันตระบัตรสัตย์ก็ขอให้ฉันมีอันเป็นไปด้วยคมหอกคมดาบเถิด”

ทั้งพระยาพระคลัง พระยาราชสุภาวดีและคุณชายช่วงต่างตกใจไม่เชื่อเมื่อพระยาบริรักษ์สารภาพว่าตนเป็นคนฆ่าวิลาศหัวหายเอง หันแตรไม่พอใจหาว่าทั้งสามจะช่วยพวกเดียวกัน พระยาราชสุภาวดีจึงจำต้องยึดตามคำสารภาพนั้นให้ทหารนำคำสารภาพที่จดมาให้พระยาบริรักษ์อ่านและปิดผนึกหยิกเล็บคือจิกเล็บลงบนดินเหนียวที่หุ้มปลายเชือกที่ร้อยมัดคำสารภาพนั้นไว้ เพื่อส่งให้พระอัยการพิจารณาโทษต่อไป

เหมและคุณหญิงชมร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดกับคำสารภาพของพระยาบริรักษ์ แต่ท่านก็ชี้แจงว่า

“จะให้ฉันดิ้นรนหาทางพ้นผิดของตนแล้วเปิดช่องให้วิลาศมาทำลายบ้านเมืองให้ฉิบหายกระนั้นหรือ ฉันยอมรับผิดเรื่องนี้ให้จบสิ้นไปเสีย ดีกว่ายอมให้วิลาศเอาข้อความนี้มาบีบคั้นบ้านเมืองของเรา”

หลวงสรอรรถสมใจ สะใจนัก เห็นพระยาปลัดทำเสมือนหนึ่งละอายต่อการหักหลังเพื่อน หลวงสรอรรถก็เอาผลประโยชน์มาล่อว่า สิ้นพระยาบริรักษ์ไป การค้าฝิ่นของเราก็จะสะดวกขึ้น พวกเรามิรู้จะร่ำรวยขึ้นกว่าเดิมอีกสักเท่าใด พระยาปลัดจึงจะเอ่ยขออะไรสักอย่าง หลวงสรอรรถดักคออย่างรู้ทันว่า

“ถ้าท่านเจ้าคุณจะขอชีวิตอ้ายเหม ดีฉันคงรับปากไม่ได้ดอกขอรับ เพราะดีฉันถือคติ ตัดหวายอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก”

ooooooo

ลำดวนตกใจมากกับข่าวที่พระยาบริรักษ์สารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าเจเมสัน เมื่อถามขุนนาฏก็ได้รับคำยืนยันเช่นนั้น แต่ชี้แจงถึงโทษที่จะได้รับว่า

“ฉันแอบถามท่านเจ้าพระยาพี่ชายแม่ปิ่นแล้ว อย่างไรเสียท่านเจ้าคุณบริรักษ์ก็ทำความชอบเอาไว้มาก คงไม่ถึงขั้นฟันคอดอก แต่คงต้องถูกริบเรือน แล้วจับตระเวนบกตระเวนน้ำประจานก่อนจะถูกปลดเป็นทาสต่อไป”

ลำดวนฟังแล้วร้องไห้โฮ บัวหน้าเครียด ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ตัดสินใจเรียก

“ลำดวน...พี่จะไปเยี่ยมคุณเหมในคุก เจ้าจัดการให้พี่ด้วย”

ลำดวนทั้งตกใจและดีใจ คิดไม่ถึงว่าในเวลาแบบนี้บัวจะไปหาเหม ในขณะที่บัวสีหน้าเรียบเฉยอย่างใช้ความคิด

วันนี้ พระยาบริรักษ์และคุณหญิงถูกแยกไปที่อื่น เหลือเพียงเหมคนเดียวอยู่ในห้องขัง เหมเป็นห่วงทั้งพ่อและแม่

พลันเหมก็ดีใจเมื่อบัวมาเยี่ยม แต่แล้วก็ต้องชอกช้ำสาหัสเมื่อบัวมาบอกเลิกเพื่อเลี่ยงคำครหาว่าหม้ายขันหมากและคืนสร้อยข้อมือเส้นที่เหมฝากลำดวนไปให้ เมื่อเหมไม่รับก็โยนทิ้งให้ก่อนผละไปอย่างไร้เยื่อใย

เหมรู้สึกประหนึ่งหัวใจแหลกสลายกับชีวิตที่ต้องเผชิญกับความผิดหวังเสียใจที่โหมกระหน่ำเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า

ผู้ที่ผิดหวังเสียใจไม่น้อยกว่าเหมคือลำดวน ทั้งต่อว่าบัวและตำหนิตัวเองว่าไม่น่าพาบัวมาซ้ำเติมเหมเลย กลับถึงเรือนแล้วก็ร้องไห้พร่ำขอโทษเหมไม่ขาดปาก

สองสามวันต่อมา ทั้งพระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหมถูกนำตัวไปฟังคำพิพากษา ทหารอ่านคำพิพากษาว่า เพราะพระยาบริรักษ์มีอุตสาหะวิริยะในการรับราชการตลอดมา จึงมิให้เอาโทษถึงแก่ชีวิต โดยให้ทวนหวายห้าสิบที ริบราชบาตรและนำลงหญ้าช้างทั้งครัว

จากนั้นทั้งสามถูกใส่ตรวนทั้งห้า คือตรวนมือสองข้าง ตรวนเท้าสองข้างและคออีกหนึ่ง คุณหลวงถูกนำไปลงหวาย ส่วนคุณหญิงกับเหมถูกนำลงเรือตระเวนประจาน ระหว่างนั้นถูกลูกน้องหลวงสรอรรถตะโกนด่าประณามและขว้างปาก้อนหินใส่ถูกหัวเหมเลือดออก แต่เหมก็เอาตัวปกป้องแม่ คุณหญิงเองก็ปกป้องเหม แม่ลูกต่างปกป้องกันด้วยความห่วงใย

หลวงสรอรรถปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านดูอย่างสะใจที่วันนี้ได้ล้างแค้นสมใจ

เมื่อคุณหญิงและเหมถูกนำขึ้นบกตระเวนประจานท่ามกลางแดดร้อนจัด คุณหญิงหิวน้ำอ่อนแรง เหมอ้อนวอนขอความเมตตาจากชาวบ้านขอน้ำให้แม่ แต่ไม่มีใครกล้าข้องเกี่ยว คุณปิ่นและบัวเห็นก็พากันหลบไป ลำดวนทนไม่ได้เอาถุงเงินไปให้แม่ค้าขอซื้อแตงกวานำมาให้เคี้ยวแก้กระหาย ประกาศแก่ชาวบ้านว่า

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของฉันแต่เพียงผู้เดียว หาได้เกี่ยวข้องกับผู้อื่นไม่” พลางเหลือบมองแม่กับบัวที่หลบอยู่ข้างหลัง

ooooooo

ที่หน้ากุฏิขรัวปู่ยม สมิงสอดน้อยเตะพุ่มล้มคว่ำโกรธที่ไม่บอกเล่าเรื่องเหมให้ฟัง เพราะหากรู้ อย่างน้อยตนก็จะรวบรวมสมัครพรรคพวกบุกคุกชิงตัวเหมออกมาได้ ขรัวปู่ไอโขลกๆ อยู่ในกุฏิ พูดเตือนสติออกมาว่า

“หากเอ็งทำเช่นนั้น ทั้งเอ็งทั้งอ้ายเหมก็ต้องหลบซ่อนไปชั่วชีวิต ไม่ต่างจากตายอยู่ดี”

สมิงสอดน้อยสงบลงแต่สงสารเหมไม่คิดว่าตนไปราชการไม่นาน ชีวิตของเหมจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้

“เอ็งอย่าได้ห่วงมันเลย มันเป็นชะตาของอ้ายเหม ดั่งเหล็กที่ต้องตีจึงจะแกร่งขึ้น” พุ่มถามว่าเหมตกเป็นตะพุ่มหญ้าช้างแล้วจะแกร่งขึ้นมาได้อย่างไร

“ทุกอย่างเป็นสังสารวัฏแห่งอนิจจัง ตราบเท่าที่อ้ายเหมยังไม่ตาย เอ็งจะคิดว่ามันมิอาจหยัดยืนขึ้นมาอีกได้อย่างไร” สมิงสอดน้อยถามว่าเช่นนี้หมายความว่าเหมยังมีโอกาสได้รับราชการอีกใช่หรือไม่ “ผู้ที่ทำคุณกับบ้านเมือง หาใช่จะต้องรับราชการเป็นเกียรติยศรุ่งเรืองสืบไปไม่ ไพร่ที่ไร้ชื่อเสียงเกียรติยศก็อาจทำคุณแก่บ้านเมืองเช่นกัน”

สมิงสอดน้อยถามอีกว่าตกลงชะตาเหมจะได้กลับมารับราชการหรือไม่ ขรัวปู่ไม่ตอบ ทิ้งให้ทั้งสองสงสัยกันต่อไป

ooooooo

คุณหญิงชมเป็นห่วงพระยาบริรักษ์ที่ต้องโทษโดนทวนหวายถึงห้าสิบที เหมปลอบใจคุณหญิงแม่ว่าเจ้าคุณพ่อต้องปลอดภัย เพราะเจ้าคุณพ่อสอนตนเสมอว่า “ผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีจักไม่มีวันได้รับอันตราย”

คุณหญิงเอ่ยกับเหมว่าหากคำสอนนี้เป็นจริง เจ้าคุณพ่อของเขาเป็นคนซื่อมาทั้งชีวิต จะมีวันนี้ได้อย่างไร แล้วบอกเหมให้นอนเสีย แม่ไม่อยากให้เหมต้องลำบากใจอีกแล้ว

คืนนี้เอง หลวงสรอรรถก็ให้ลูกน้องไปยิงหน้าไม้ปักอกเหมที่นอนอยู่ พวกทหารวิ่งออกไปดู ลูกน้องหลวงสรอรรถจึงเข้าไปหมายฆ่าเหมกับคุณหญิงในที่พักริมคลอง แต่ถูกเหมใช้ตรวนรับดาบพวกมันได้อีกทั้งเหมอาบน้ำว่านเรียนวิชาคงกระพันจากตำราที่ขรัวปู่ยมให้มา พวกลูกน้องหลวงสรอรรถสู้ไม่ได้จึงล่าถอยไป ถูกหลวงสรอรรถด่าว่าไร้ฝีมือ แต่ถึงฆ่าเหมกับคุณหญิงไม่ได้ตนก็ยังมีทางหยามได้

ดังนั้น หลวงสรอรรถจึงยกหีบสมบัติมากมายเพื่อไปสู่ขอบัว แต่ถูกบัวปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้าว่าตนตั้งใจแล้วว่าจะถวายตัวเข้าทำงานฝ่ายในและหากวาสนาได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามก็จะตอบแทนน้ำใจหลวงสรอรรถด้วยการมิต้องกราบเท้าตนในยามพบกัน หลวงสรอรรถจึงกลับไปอย่างเสียหน้า แค้นใจ

บัวยังเจ็บแค้นหลวงสรอรรถที่ทำการหักหาญกันเช่นนี้ บอกลำดวนว่า “ที่หลวงสรอรรถทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะดูถูกว่าพี่ไม่มีทางไปแล้ว แต่อย่าหวังเลย พี่ต้องเป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามกลับมาเย้ยหลวงสรอรรถให้จงได้” ลำดวนถามว่าบัวจะไปจริงหรือ “คุณท้าวท่านมาทาบทามพี่ไปเป็นนางละครในวัง ถ้าพี่ตกปากรับคำก็ไม่มีใครครหาได้ว่าพี่หนีเข้าวังเพราะเรื่องคุณเหม”

บัวมุ่งมั่นที่จะเข้าวังเพราะคนอย่างเหมมิใช่หาได้ง่าย ตนจะไม่มีคู่ต่ำกว่าเหมเด็ดขาด เหลือก็แต่เจ้าจอมหม่อมห้ามเท่านั้นจึงจะสูงกว่าเดิม ลำดวนฟังแล้วส่ายหน้ากับความทะเยอทะยานของบัว โดยไม่สนใจแม้แต่ความสุขของตัวเอง

ooooooo

คุณหญิงและเหมถูกย้ายมาอยู่รวมกับพระยาบริรักษ์ที่โรงเลี้ยงช้าง เจ้าคุณอยู่ในสภาพทุกข์ทรมานเพราะบาดแผลจากรอยหวายจนไข้สูง เหมสงสารอ้อนวอนขอยาจากทหารจะเอามารักษาเจ้าคุณพ่อ

ไม่เพียงเหมไม่ได้ยา หากแต่เหมยังถูกดูแคลนว่าแม้แต่ก่อนพวกเหมจะมียศศักดิ์สูง แต่เมื่อถูกถอดยศ

แล้วก็อย่าได้ใช้คำว่าเจ้าคุณหรือคุณหญิงอีกเลย พวกตะพุ่นจะหมั่นไส้เอา โชคดีที่เหมได้เจอขุนศรีไชยทิตยควาญช้างผู้มีเมตตาให้ยารักษาพระยาบริรักษ์ เหมซาบซึ้งบุญคุณจึงมอบตำราอยู่ยงคงกระพันให้ แต่ขุนศรีไชยทิตยดูแล้วคืนให้เหมบอกว่า

“ตำราดีเช่นนี้เป็นของหายากนัก มิใช่คนทั่วไปจะมีได้ พวกเอ็งคงเป็นขุนนางผู้ใหญ่มาก่อนแต่ต้องโทษมาเป็นตะพุ่นล่ะสิ” พระยาบริรักษ์เอ่ยแก่ขุนศรีไชยทิตยทั้งที่ไข้สูงว่า กาลก่อนมิสำคัญแต่เพลานี้พวกตนเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาท่านขุนทั้งสิ้น หากมีสิ่งใดใช้สอยก็โปรดสั่งมาเถิด ขุนศรีไชยทิตยหันมองยิ้มให้ก่อนเอ่ยว่า

“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอให้เอ็งเอาตำราของเอ็งคืนไป แลหากอยากตอบแทนข้า ก็จงตั้งอกตั้งใจดูแลช้างให้ดีเถิด”

เหมรับตำราคืน มองตามขุนศรีไชยทิตยเดินออกไปด้วยความเลื่อมใส ถูกชะตาแลชื่นชมน้ำใจท่านขุนผู้นี้นัก

ooooooo

ขุนนาฏหวั่นเกรงอำนาจของหลวงสรอรรถตัดสินใจจะย้ายกลับไปอยู่อัมพวาเพื่อความปลอดภัย บอกลำดวนว่าพาบัวเข้าวังเมื่อใดก็จะกลับอัมพวากันเลย

วันนี้ระหว่างที่ลำดวนกับหุ่นไปซื้อของที่ตลาดนั่นเอง เจอขอทานที่มือเท้ายังดีถูกผู้คนบ้างเมตตาให้ทานแต่บ้างก็ด่าทอ ลำดวนคลับคล้ายคลับคลาขอทานผู้นี้ ครั้นเพ่งมองจึงจำได้ว่าคือบุษย์ลูกชายนายไปล่นั่นเอง

บุษย์จำต้องมาขอทานเพื่อเลี้ยงไปล่ที่ถูกตีหัวจนเป็นอัมพาตขยับไม่ได้แต่รับรู้ทุกอย่างได้กระจ่างชัด ลำดวนพาไปล่กับบุษย์ไปอยู่เรือนทาสที่บ้านและให้หมอมาดู หมอตรวจแล้วแจ้งว่านายไปล่ถูกตีหัวอย่างแรงไม่อาจรักษาได้คงต้องพิการไปเช่นนี้ ลำดวนบอกไปล่กับบุษย์ว่าให้พักอยู่ที่นี่ก่อน และก่อนที่พวกตนจะย้ายไปอัมพวาก็จะหาเรือนใหม่ให้อยู่กัน

หุ่นรำพึงอย่างเศร้าใจว่า “ใจยักษ์ใจมารแท้ๆ ทำกับลุงไปล่ได้ถึงเพียงนี้”

“อ้ายพวกเนรคุณ มันเกรงว่าพ่อจะไปช่วยท่านเจ้าคุณให้พ้นผิดแล้วพวกมันจะไม่ได้แบ่งเงินทองจึงรุมทำร้ายพ่อแล้วแย่งเงินทองไป กระผมขอสาปแช่งพวกมันมิให้ตายดีกันถ้วนหน้าทุกคน”

“ลุงไปล่น่ะหรือจ๊ะ จะช่วยเจ้าคุณลุงให้พ้นผิดได้ เหตุใดพี่บุษย์มั่นใจเช่นนั่นเล่าจ๊ะ” ลำดวนสะดุดใจ

บุษย์หน้าเสียเมื่อรู้ว่าพลั้งปากไป จึงยอมเล่าความ จริงทั้งหมดให้ลำดวนฟัง

ooooooo

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #3 on: 26 July 2026, 09:30:54 »


https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep5/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 5

ลำดวนตกใจมากเมื่อรู้ว่าหลวงสรอรรถคือฆาตกรฆ่าเจเมสัน บุษย์ยืนยันว่าลุงรีเห็นกับตา แต่แกกลัวที่พ่อและตนถูกพวกทาสทำร้ายจึงหนีไปจนบัดนี้ยังไม่รู้ร่องรอยเลย

“ถ้าเช่นนั้น ฉันจะไปแจ้งเรื่องนี้ต่อท่านเจ้าคุณเอง เราจะได้รื้อฟื้นคดีช่วยคุณพี่เหมได้” ลำดวนขึงขัง

บุษย์ตกใจรีบห้ามเกรงหาลุงรีไม่เจอ เราไม่มีพยานยืนยันนอกจากจะฟื้นคดีไม่ได้แล้วยังเป็นการตีป่าให้เสือตื่นอีก หลวงสรอรรถต้องหาทางฆ่าเราปิดปากเป็นแน่ ลำดวนบอกบุษย์ว่าอยู่ปากน้ำตามหาลุงรีให้เจอแล้วส่งข่าวให้ตนที่อัมพวา

“มิว่าจะนานเท่าใด ฉันก็ต้องช่วยคุณพี่เหมให้จงได้ ไม่มีวันยอมให้คุณพี่เหมต้องรับโทษที่ตนไม่ได้ก่อเป็นอันขาด” ลำดวนมุ่งมั่นมาก

ooooooo

ครอบครัวเหมอยู่รวมกับพวกตะพุ่นหญ้าช้าง คุณหญิงกับเหมต้องไปเกี่ยวหญ้ามาเลี้ยงช้างเหนื่อยยากทุกข์เข็ญอย่างสาหัส พระยาบริรักษ์หวังให้พระยาปลัดช่วยย้ายเหมกับคุณหญิงไปอยู่ที่อื่น ด้วยหวังว่าที่ใหม่คงไม่มีใครรังแกทั้งสองอีก

เหมบอกว่าตนจะไม่ไปไหน พ่อกับแม่อยู่ที่ใดตนก็จะอยู่ด้วย ถ้าตนต้องไปพ่อกับแม่ก็ต้องไปด้วย ยืนยันเด็ดเดี่ยวว่า แม้ต้องตายก็จะตายด้วยกันที่นี่
แล้วจู่ๆก็มีผู้มาเคาะประตูร้องถามเข้ามาว่า “ที่นี่มีคนชื่อเหมหรือไม่ ฉันมาจากเมืองปากน้ำ มีข่าวจะมาแจ้ง” เจ้าคุณบริรักษ์ดีใจนึกว่าเจ้าคุณปลัดเป็นแน่ แต่พอคุณหญิงชมไปเปิดประตูกลายเป็นพุ่ม ที่ทั้งเจ้าคุณและคุณหญิงไม่รู้จัก แต่เหมถึงกับพรวดเข้าไปกอดกันด้วยความดีใจ

พุ่มบอกเหมว่าขรัวปู่มรณภาพแล้ว แต่ขรัวปู่เป็นห่วงเหมมากเพราะเหมเป็นศิษย์คนสุดท้าย ท่านจึงสั่งเสียให้ตนมาหาเหมเพื่อดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เหมยกมือไหว้สำนึกบุญคุณของขรัวปู่ ชวนพุ่มอย่าเพิ่งกลับเมืองปากน้ำจะได้คุยกันให้หายคิดถึง

“ข้าไม่กลับไปเมืองปากน้ำแล้วจะใช้วิชาโหราศาสตร์ที่ได้จากขรัวปู่หากินเลี้ยงตัวเองสืบไป” เหมถามว่าเหตุใดจึงไม่กลับไป พุ่มถามหน้าเครียดว่า

“เอ็งยังจำคดีชำเราเด็กหญิงที่โจษกันไปทั่วเมืองปากน้ำเมื่อหลายปีก่อนได้หรือไม่”

เหมจำได้ถามว่ามันเกี่ยวกระไรกันหรือ?

พุ่มเล่าเหตุการณ์ในครั้งกระโน้นให้เหมฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า ตนไปพบศพฝังอยู่ในป่าช้าปะปนกับศพอื่นเพื่อกลบเกลื่อนปิดบัง แต่ตนมิได้แพร่งพรายแก่ผู้ใด แลรีบมาแจ้งแก่พระยาปลัดทันที พระยาปลัดให้พุ่มรอที่เรือน ตนไปตามตำรวจมาก่อนค่อยไปป่าช้าด้วยกัน

ระหว่างนั่งรอ พุ่มจับยามสามตาตามตำราโหราศาสตร์แล้วตกใจหน้าซีดเผือด เมื่อพระยาปลัดกลับมาพร้อมหลวงสรอรรถและลูกน้องอาวุธครบมือ พุ่มก็หายไปแล้ว

“ไหนเล่าขอรับ อ้ายคนที่เห็นเหตุ” หลวงสรอรรถถาม พระยาปลัดสั่งอย่างฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดให้หาให้ทั่วคาดว่าพุ่มคงยังหนีไปได้ไม่ไกล หลวงสรอรรถสั่งลูกน้องกระจายกำลังค้นหาทันที พระยาปลัดตำหนิหลวงสรอรรถอย่างไม่พอใจว่า

“แต่ก่อนก็ทิ้งศพลงน้ำ พอเปลี่ยนมาฝังก็มีคนมาเจออีก คุณหลวงจะทำลายศพให้เรียบร้อยกว่านี้ไม่ได้หรืออย่างไร”

“ท่านเจ้าคุณสังวาสตายเกือบทุกวัน ดีฉันก็ต้องมีพลาดบ้างสิขอรับ” หลวงสรอรรถเสียงเข้มขึ้น ต่างหงุดหงิดแต่ก็ไม่ทะเลาะกันมากกว่านี้

พุ่มซ่อนอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆนั้น ได้ฟังความจริงจากทั้งสองที่ทะเลาะกัน พุ่มเกือบตกจากต้นไม้ ต้องกอดต้นไม้และเอามือปิดปากตัวเองไว้แน่น

“เจ้าลุงน่ะหรือเป็นฆาตกร” เหมตระหนก พุ่มบอกว่าถ้าไม่ได้ยินกับหูตนก็ไม่อยากเชื่อ เหตุนี้เองตนจึงอยู่ปากน้ำต่อไปไม่ได้ ขืนอยู่ก็ตายเปล่าเท่านั้น

พระยาบริรักษ์อยู่ในห้องได้ยินที่พุ่มเล่าทั้งหมดถึงกับช็อกล้มตึง ทำให้สิ้นหวังที่จะให้พระยาปลัดช่วยเหมและคุณหญิงออกจากที่นี่ รำพึงอย่างเจ็บปวด

“หลอกให้ฉันรับผิด เป็นอุบายจะกำจัดฉันให้พ้นทาง เจ้าคุณปลัดไม่น่าทำกันเลย”

พระยาบริรักษ์เสียใจจนหมดสติไป

ooooooo

บุษย์ได้เจอกับลำดวนอีกครั้งก่อนที่ลำดวนจะลงเรือจากปากน้ำกลับไปอัมพวา บุษย์เล่าให้ลำดวนฟังว่า

“แม่แสงเนยคนรักของกระผม เป็นหลานสายจีนจู๊ เจ้าของโรงสี จีนจู๊มิได้รังเกียจที่กระผมมีแต่ตัว ยอมให้กระผมแต่งงานกับแม่แสงเนย แลยังออกอุบายให้กระผมไว้เปียเหมือนพวกจีนเพื่อหนีการสักเลกด้วยขอรับ” แต่บุษย์ยืนยันขันแข็งเรื่องการตามหาลุงรีว่า “คุณหนูลำดวนไม่ต้องห่วง เว้นแต่ลุงรีจะตายเสีย มิเช่นนั้นต่อให้พลิกเมืองปากน้ำ กระผมก็ต้องหาลุงรีเจอให้จงได้ ถ้าหากได้ความคืบหน้าอย่างไร กระผมจะส่งคนไปแจ้งต่อคุณหนูที่ตำหนักอัมพวาทันทีขอรับ”

ลำดวนดีใจที่มีทางช่วยเหมได้แล้ว ยื่นถุงเงินให้บุษย์บอกว่าเอาไว้รักษาลุงไปล่ แล้วลงเรือจากไป...

ขุนศรีไชยทิตยผู้มีเมตตา ยังหายามารักษาพระยาบริรักษ์ เพราะยานี้ต้องกินนานเดือนแต่ตนต้องไปโพนช้างในป่าไม่แน่ว่าจะกลับมาเมื่อใด หากยาหมดเหมต้องไปหาซื้อเอาเอง ตนจะเขียนตำรายาไว้ให้ เหมหน้าเสียเพราะพวกตนถูกยึดเงินไปหมดแล้ว

“เอ็งมีวันหยุดมิใช่รึ วันหยุดเมื่อใดก็ไปรับจ้างคนแลกเบี้ยแลกอัฐเอาซี เพราะมหานครมีผู้คนมากนัก ขอเพียงเอ็งขยันขันแข็ง จะต้องกลัวอะไร”

เหมฟังด้วยสีหน้าเคร่งขรึมมุ่งมั่นว่าจะลำบากเหนื่อยยากเพียงใดก็ต้องหาเงินมาซื้อยารักษาเจ้าคุณพ่อให้ได้

บ่ายนี้ เหมเดินมาส่งพุ่ม ถามว่าเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไรหรือ ยอมรับว่ายามตกอับเป็นตะพุ่นเช่นนี้ ได้เจอเพื่อนเก่าตนก็ดีใจ พุ่มตบบ่าบอกว่าได้เจอแน่ ขอให้ตนลงหลักปักฐานได้เมื่อใดจะมาหาอีก เหมปรารภว่า

“พี่ได้วิชาจากขรัวปู่ติดตัว ต้องได้ดีแน่ แต่ฉันถึงจะมีวิชาก็คงไม่ได้ใช้แล้ว คงต้องเกี่ยวหญ้าช้างไปจนตาย”

พุ่มหัวเราะขำจนเหมถามว่าขำกระไรหรือ พุ่มเล่ายิ้มแย้มว่า “ที่ขรัวปู่คาดการณ์ไว้ดังตาเห็นน่ะสิ เอ็งรู้หรือไม่ว่าก่อนมรณภาพ ขรัวปู่ยมสั่งเสียให้ข้าบอกเอ็งว่าอย่างไร”

พุ่มเล่าว่า หลายวันก่อน ตนนั่งเฝ้าไข้ขรัวปู่อยู่ ท่านพูดเหนื่อยหอบว่า

“อ้ายเหม มันเป็นบุตรพระยาชั่วชีวิตมันมีแต่คนยกย่อง มิเคยตกระกำลำบาก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดคราวนี้ มันคงท้อแท้ทอดอาลัย หากเอ็งเจอมัน จงจำคำของข้าไปบอกอ้ายเหมด้วย...อ้ายเหมมันเหมือนคนใกล้ตาย หากมันปล่อยชีวิตให้ท้อแท้ทอดอาลัย ก็ไม่ต่างจากตายแล้ว แต่หากมันอดทนสู้ ก็จักมีหวังที่จะรอด และมีสองสิ่งที่มันจะต้องยึดถือไว้ช่วยตัวมันเองได้”

“สิ่งใดขอรับ” พุ่มตื่นเต้น

“หนึ่ง คือวิชาความรู้ มิว่าวิชาใดที่มันเล่าเรียนมา จงหมั่นทบทวนศึกษาให้แตกฉาน...สอง คือหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร คนที่รู้ดีชั่วถูกผิด แลเลือกทำในสิ่งที่ถูกควร แม้ตกอับอย่างไรก็จะรอดปลอดภัยในบั้นปลาย”

เหมทบทวนสิ่งที่ขรัวปู่ยมฝากพุ่มมาถึงตนที่ว่า... “วิชาความรู้และหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร” พุ่มพยักหน้ายืนยัน ทั้งยังให้เงินเหมไว้ บอกว่ามิใช่เงินทองมากมายกระไร ตนทำบุญช่วยค่ายาสมุนไพรของคุณพ่อเขา เหมยกมือไหว้

“ขอบพระคุณพี่พุ่มนัก ยามนี้ อย่าว่าแต่เงินเลย ต่อให้เป็นข้าวเม็ดเดียว น้ำหยดเดียว ฉันก็ขอจำบุญคุณจนวันตาย”

“ข้าเชื่อว่า สักวันคนอย่างเอ็งต้องกลับมายืนในที่ที่เอ็งเคยยืนได้แน่ ข้าไปล่ะ” พุ่มสะพายห่อผ้าเดินจากไป เหมมองตามสีหน้าเศร้า นึกในใจแต่ไม่กล้าพูดต่อหน้าพุ่มว่า “แต่ที่ที่ฉันเคยยืน มีทั้งพระยาปลัดแลหลวงสรอรรถยืนขวาง อยู่ ฉันจะกลับไปได้หรือพี่พุ่ม” คิดแล้วก็มีแต่ความท้อแท้...

ooooooo

ขุนนาฏยโกศลและคุณปิ่น นำตัวบัวไปกราบหม่อมดวงแขเป็นนางเอกในคณะละครของหม่อม

“งามจริงอย่างที่คุณท้าวว่า คณะละครของฉันได้แม่บัวมาเป็นนางเอก ต้องมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นแน่” หม่อมดวงแขชม บัวฟังแล้วปลื้มมาก ยิ่งมั่นใจในเป้าหมายของตน หม่อมดวงแขพูดให้ขุนนาฏและคุณปิ่นวางใจว่ามิต้องห่วง ตนจะดูแลลูกสาวท่านขุนเหมือนญาติเลยทีเดียว

ครู่หนึ่งเสด็จเดินยิ้มแย้มออกมาถามหม่อมว่าได้นางละครมาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้างเล่า หม่อมดวงแขขอให้ทอดเนตรเองเถิด

บัวลอบมองเสด็จที่นั่งอยู่ข้างหม่อมดวงแข เห็นเป็นคนหล่อเหลาแม้จะอายุพอสมควร แต่ดูดีมีสง่าราศีตามวัยและมียศศักดิ์ บัวบอกตัวเองในทันทีว่าไม่รู้สึกลำบากใจอะไรถ้าต้องเป็นหม่อมของเสด็จจริง เสด็จมองบัวอย่างพึงใจเอ่ยกับหม่อม

“งามนัก ราวกับจินตหราก็ไม่ปาน ช่างเป็นโชคของเราโดยแท้หม่อม”

บัวก้มหน้าเขินแต่แอบมีความหวังที่จะได้เป็นหม่อมต้องห้ามในอนาคต เทียนนางข้าหลวงวัยเดียวกันพาบัวไปห้องพัก บัวชมกับเทียนว่าเสด็จกับหม่อมดวงแขท่านพระทัยดีมาก แล้วเลียบเคียงถามว่าเสด็จมีหม่อมกี่คนตนจะได้ไปฝากเนื้อฝากตัว พอเทียนบอกว่ามีหม่อมดวงแขท่านเดียว บัวก็ทำเสียงแปลกใจว่า

“ท่านเดียว?? เสด็จท่านมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ถึงเพียงนี้ จะมีหม่อมท่านเดียวได้อย่างไรกันจ๊ะ”

เป็นคำถามที่ทำเอาเทียนตอบไม่ออก เลยตัดบทให้บัวพักก่อนตนไม่รบกวนแล้ว พอเทียนออกไป บัวก็คิดแปลกใจไม่อยากเชื่อเลยว่าเสด็จที่ทั้งหล่อ เท่ มียศศักดิ์เช่นนี้ จะมีหม่อมดวงแขท่านเดียว??

ลำดวนกับหุ่นกลับไปถึงอัมพวาก่อน ช่วยกันเร่งทำความสะอาดบ้านเพราะบ่ายนี้ขุนนาฏกับคุณปิ่นก็จะมาถึงแล้ว ขณะกำลังวุ่นวายกันนั่นเอง หมื่นวิชิตก็เอะอะอวดเบ่งอยู่ข้างล่างเมื่อถูกบ่าวไพร่กันไม่ให้ขึ้นเรือน หุ่นได้ยินเดาว่าต้องเป็นพันวิชิตแน่ พอโผล่ดูก็ใช่จริงๆ

พอขึ้นเรือน หมื่นวิชิตก็ยิ้มร่าปรี่เข้าทักทายลำดวน พล่ามว่าพอรู้ว่าลำดวนมาก็ดีใจนัก ตัดพ้อว่าทำไมจะมาถึงไม่แจ้งตนก่อนต้องให้ตนรู้จากคนอื่นเช่นนี้

“พันวิชิต” ลำดวนพึมพำเซ็งๆ

“หมื่นวิชิตจ้ะ พี่ได้เลื่อนยศแล้ว” หมื่นวิชิตคุยโวเสียงดังหน้าบาน ลำดวนไม่ได้แสดงความยินดีด้วยแต่กลับบอกว่า

“หมื่นวิชิต ฉันมีงานการอีกมากต้องทำ กลับไปก่อนเถิด”

“แม่ลำดวน...” หมื่นวิชิตคราง “ทำไมพูดเช่นนั้นล่ะจ๊ะ” แล้วเดินตามติดแจ ไม่ว่าลำดวนจะไปทำอะไรก็ตามไปจนลำดวนรำคาญมาก หุ่นเห็นเช่นนั้นก็เดินตามติดลำดวนไปคอยขวางด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

เหมมุมานะทำงานเพื่อหาเงินมาซื้อยารักษาเจ้าคุณพ่อ งานหนักก็เอางานเบาก็สู้ แม้แต่แบกกระสอบข้าวก็ทำ เมื่อได้เงินก็รวบรวมไว้ซื้อยา จนคุณหญิงสงสารจับใจ

จนกระทั่งผ่านไป 1 เดือน เหมรวบรวมเงินจะไปซื้อยา คุณหญิงติงว่าเจ้าคุณอาการดีขึ้นมากแล้วคงไม่ต้องซื้อยาอีก แต่เหมยังไม่วางใจ บอกคุณหญิงแม่ว่าไม่ต้องห่วง เพราะยังมีสร้อยข้อมือเส้นเล็กที่จะขายเอาเงินไปซื้อยาได้

คุณหญิงตกใจถามว่าเป็นสร้อยที่เหมให้บัวไว้ไม่ใช่หรือแล้วจะขายได้อย่างไร เหมตอบหน้าเศร้าว่าเมื่อสิ้นรักแล้วเก็บไว้ก็หาประโยชน์อันใดไม่ สู้ขายทองมาซื้อยาให้พ่อท่านดีกว่า คุณหญิงเศร้านักที่ยามนี้ มิเพียงต้องสิ้นลาภยศสรรเสริญ หากแม้แต่ความรักก็ยังรักษาไว้ไม่ได้

พระยาบริรักษ์ที่นอนลืมตาอยู่ได้ยินทุกถ้อยคำ ทั้งสงสารลูกและรู้สึกผิดอย่างที่สุดที่ตนทำให้ลูกต้องตกในสภาพนี้

เหมนำสร้อยข้อมือไปขายได้เงินใส่ถุงจะกลับ ก็ได้ยินชาวบ้านสองคนคุยกันว่าในวังซื้อของมากมายนักขนคนเดียวคงไม่ไหว เห็นทีต้องหาคนมาช่วยขนของ แต่ป่านนี้แล้วจะไปหาได้ที่ไหน นัดหลังเพลค่อยมาหาพวกจับกังอาจจะได้บ้าง

เหมได้ยินจึงรับจ้างขนของเข้าวัง เทียนรับของแล้วบอกให้เหมรอตรงนี้เดี๋ยวตนจะไปเอาค่าจ้างมาให้ ไม่ถึงอึดใจเหมก็ได้ยินเทียนทักบัวที่เดินสวนมาว่า

“มีกระไรหรือจ๊ะแม่บัว มาถึงในครัวเชียว”

เหมเย็นวาบไปทั้งตัวเหลือบเห็นบัวก็รีบเบือนหน้าหนี ตัดสินใจจะให้บัวเห็นตนในสภาพนี้ไม่ได้ ใช้ผ้าขาวม้าโพกหน้าเดินเลี่ยงออกไป เทียนร้องถามว่าจะไปไหน ไม่เอาค่าจ้างรึ บัวถามเทียนว่าใครหรือ

“คนรับจ้างขนของน่ะจ้ะ จู่ๆก็หนีไป พิกลนัก” เทียนบ่น บัวหันมองรู้สึกคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

ooooooo

เหมซื้อยากลับมา คุณหญิงให้ดูแลเจ้าคุณพ่อสักครู่ตนจะไปต้มยา พระยาบริรักษ์พยายามลุกขึ้น เหมรีบประคอง

“ระวังขอรับ”

“พูดเหมือนเดิมเถิดเจ้าเหม เจ้าคะเจ้าขา ลูกอย่างนั้นลูกอย่างนี้ พ่อคุ้นหูมากกว่า”

“ลูกไม่อยากให้ผู้คนแถวนี้เยาะหยันเอาว่าเป็นผู้ดีตกยากน่ะเจ้าค่ะ ก็เลยมิได้พูดตามที่เคยชิน”

เจ้าคุณแค่ยิ้มบางๆ บอกเหมว่าอยากออกไปเดินข้างนอก เหมจึงประคองเจ้าคุณพ่อออกไปนอกกระท่อม

ออกไปเห็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดสายตา พระยา

บริรักษ์รำพึงว่านับแต่ตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้างก็ไม่ได้ช่วยเกี่ยวหญ้าเลยสักครั้ง โทษว่าเพราะตนโดยแท้ทำให้เหมกับคุณหญิงต้องตกทุกข์ได้ยากถึงเพียงนี้ เหมบอกว่าเรื่องผ่านไปแล้วอย่าได้รื้อฟื้นอีกเลย แล้วประคองให้นั่ง เจ้าคุณรำพึงว่า

“เจ้าไม่โกรธพ่อ พ่อก็ดีใจที่สุดแล้ว แต่เจ้าจงจำไว้ว่าถึงเจ้าจะกลายเป็นคนไร้ค่า เป็นเศษเสี้ยวธุลีของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่า แผ่นดินให้อะไรกับเจ้าและตัวเจ้าเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของแผ่นดินเถิดเจ้าเหม”

“เจ้าค่ะ ลูกจะจดจำไว้ ลูกจะเป็นเศษเสี้ยวที่มีค่าของแผ่นดินเจ้าค่ะ”

“ดีแล้ว เจ้าจงดูพ่อไว้เป็นเยี่ยง แต่อย่าเอาอย่างเสียทั้งหมด ชีวิตพ่อรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ก็โง่เขลางมงายเกินไป จึงต้องลงเอยเช่นนี้”

“เจ้าคุณพ่อหลงกลเพราะไว้ใจเพื่อน หาใช่โง่เขลาไม่เจ้าค่ะ” เหมเอ่ยอย่างเจ็บใจ ประคองเจ้าคุณพ่อจะพากลับเรือน

“ขอพ่อหลับตาสักพักเถิด กว่าแม่เจ้าจะต้มยาเสร็จก็อีกนาน ไม่ต้องรีบดอก” แล้วท่านก็หลับตายิ้มบางๆ เอ่ยอย่างมีความสุข “พ่อได้กลิ่นใบหญ้า หอมเหลือเกิน เหมือนวันที่พ่อถวายสัตย์สาบานแห่งน้ำพระพัฒน์สัจจาไม่มีผิด วันนั้น...เป็นเพลาศึก จึงทำพิธีกันกลางทุ่งหญ้า พ่อก็ได้กลิ่นใบหญ้าเช่นนี้”

“เจ้าคุณพ่อไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังเลยนะเจ้าคะ”

“วันนั้น...” พระยาบริรักษ์หลับตาระลึกความหลัง “พราหมณ์ท่องอ่านโองการ พ่อยังจำได้จนถึงทุกวันนี้...

อย่ารู้ว่าอันตราย ขจรขจายอเนกบุญ มีศรีบุญพ่อก่อเสกเหง้า ใครซื่อฟ้าสองย้าวเร่งยิน...ผู้ซื่อสัตย์จะไม่ได้รับอันตราย เทพยดาฟ้าดิน จะรับรู้ในความ...”

เหมฟังอย่างตั้งใจ พลันก็เอะใจเมื่อเจ้าคุณพ่อเงียบไป หันมองเห็นเจ้าคุณพ่อคอพับมือตกอยู่ข้างตัว ท่านไม่หายใจแล้ว! เหมตกใจสุดขีดร้องเรียก “เจ้าคุณพ่อ! เจ้าคุณพ่อ!!” แล้วตะโกนเรียกน้ำตาอาบหน้า “ท่านแม่ ออกมาเร็วๆเข้า”

เหมซบอกร่างไร้วิญญาณของเจ้าคุณพ่อร้องไห้ตัวสั่นสะท้าน...

หลังจากสิ้นเจ้าคุณพ่อ 7-8 วัน ก็เผาศพพระยาบริรักษ์กลางแจ้งโดยมิได้ขึ้นเมรุเนื่องจากความยากจน ทั้งเหมและคุณหญิงยืนดูศพพระยาบริรักษ์มอดไหม้ในกองไฟน้ำตาไหลพรากตลอดเวลา

เมื่อสิ้นเจ้าคุณพ่อแล้ว เหมระลึกถึงคำสั่งเสียของพระครูยมที่ไม่ให้ท้อแท้แล้วเอาดาบสองมือที่พระครูให้มาฝึกระลึกถึงคำสอนของท่านที่ฝากพุ่มมาบอก...

“มีสองสิ่งที่มันจะยึดถือไว้ช่วยมันเองได้ หนึ่งคือวิชาความรู้ สองคือหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร” และคิดถึงคำสั่งเสียก่อนตายของเจ้าคุณพ่อ “เจ้าจงจำไว้ว่า ถึงเจ้าจะกลายเป็นคนไร้ค่า เป็นเศษเสี้ยวของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่า แผ่นดินให้อะไรกับเจ้า และตัวเจ้าเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของแผ่นดินเถิด เจ้าเหม”

เหมฮึดขึ้นมา เริ่มต้นซ้อมเพลงดาบอาทมาตอีกครั้ง ด้วยลีลาที่รวดเร็ว พลิกแพลง สวยงามยิ่งนัก

ooooooo

กลับไปอยู่อัมพวา ลำดวนเล่นละครเป็นนางสีดา งดงามทั้งรูปร่างหน้าตาและท่ารำโดยมีหุ่นเป็นพระรามรำคู่กัน เป็นที่ชื่นชมปลาบปลื้มแก่ชาวบ้านที่ได้ชมละครหายากนี้

แล้วคืนหนึ่ง คุณปิ่นก็บอกลำดวนว่าจะนำตัวเข้าไปอยู่ในวัง ลำดวนตกใจมาก บอกแม่ว่าส่งตนเข้าวังก็เหมือนส่งตนไปตาย ขุนนาฏหว่านล้อมว่าบัวเข้าไปอยู่ในวังก็ได้เป็น “คุณข้างใน” มีทั้งเกียรติศักดิ์ศรีแลทรัพย์สินเงินทอง แต่ลำดวนอ้อนว่าอยากอยู่กับพ่อแม่ท่าน ไม่อยากไปที่ใดทั้งสิ้น

ขุนนาฏตัดบทว่าหากลำดวนมีคนรัก พ่อแม่ก็จะไม่บังคับ แต่นี่ไม่มีห่วงอันใด แลพ่อก็รับปากคุณท้าวของเสด็จในวังขาวท่านไว้แล้ว พรุ่งนี้คุณท้าวจะมาดูตัวให้เตรียมตัวไว้เถิด

ลำดวนคิดหาทางเอาตัวรอด เมื่อได้เวลาจึงกินใบแก้วจนตัวร้อนหาเหตุอ้างไม่ไปให้คุณท้าวดูตัว แต่ถูกคุณปิ่นจับได้ ลำดวนถูกตีก็อ้อนว่า “ถ้าตีลูกจนพอใจแล้ว ฟังลำดวนพูดสักนิดเถิดนะเจ้าคะ”

ลำดวนชี้แจงว่าตนอยู่อัมพวาเป็นนางบุษบาหนึ่งหรัดแต่ไปอยู่ในวังเสด็จในกรมคงไม่พ้นเป็นนางยอพระกลิ่นเรื่องมณีพิไชย ถามคุณปิ่นว่า “แม่ท่านทนให้คนอื่นมาเรียกลูกว่านางยอพระกลิ่นกินแมวได้หรือเจ้าคะ”

ทั้งขุนนาฏและนางปิ่นจึงได้แต่ถอนใจบอกว่า “เอาเถิด ถือว่าวาสนาเจ้ามีแค่นี้ อย่านึกเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”

ขณะนั้นเอง หมื่นวิชิตหน้าตื่นมาถามว่าลำดวนจะเข้าวังจริงหรือ พลางจะจับมือ ลำดวนรีบชักมือหลบหันบอกพ่อกับแม่ว่า “ไม่มีกระไรแล้ว ลูกไปตลาด นะเจ้าคะ” แล้วลงเรือนไป หมื่นวิชิตรีบตามไป จนขุนนาฏปรารภกับคุณปิ่นว่า

“นี่เรือนฉันหรือเรือนมันกันนี่แม่ปิ่น ไปไม่ลา มาไม่ไหว้ หมื่นวิชิตผู้นี้มีดีแต่ชาติตระกูลแลฐานะ แต่อย่างอื่นใช้ไม่ได้เสียเลย”

ฝ่ายคุณปิ่นก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดไม่เข้าใจ คิดไม่ตกว่า ทำไมลำดวนไม่ยอมเข้าวัง เพราะอยู่อัมพวาได้มากที่สุดก็เท่านี้...

เมื่อหุ่นไปตลาดน้ำอัมพวากับลำดวน ก็หัวเราะคิกคักขำลำดวนว่าใจร้ายนักไม่สงสารหมื่นวิชิตบ้างเลยรึ ลำดวนบอกว่าสงสารก็ส่วนสงสารแต่จะให้มีใจให้คนเช่นนี้ตนทนไม่ได้ดอก ไม่มีกระไรดีสักอย่าง หุ่นติงว่าเกินไปหน่อยกระมังเพราะหมื่นวิชิตก็ใช่จะขี้ริ้ว แลยังมีชาติตระกูลกับทรัพย์สมบัติอีก

“พูดเช่นนี้ หุ่นก็รับหมื่นวิชิตไปเสียเลยสิ” หุ่นเขินบ่นว่าแม่ลำดวนพูดกระไรก็ไม่รู้ ลำดวนถอนใจบอกหุ่นว่า “เรื่องหน้าตาฉันไม่เถียง แต่ชาติตระกูลนั้น ฉันไม่เห็นเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยคนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ จะถือชาติตระกูลเป็นใหญ่ฉันว่าไม่ควร ส่วนทรัพย์สมบัตินั้น ต่อให้มีมากเพียงไร ก็ไม่มีใครร่ำรวยเกินผลาญ แลหากมีสติปัญญากับความขยันหมั่นเพียรก็จะไม่มีวันยากจน”

“แม่ลำดวนมีความเห็นผิดผู้คนนัก ฉันไม่รู้จะเถียงอย่างไรแล้ว” หุ่นถอดใจ

“ก็ฉันพูดจริง หากไม่ได้ดีสักครึ่งของคุณพี่เหม ฉันก็หาควรฝากชีวิตด้วยไม่”

“เกือบปีแล้ว แม่ลำดวนยังไม่ลืมคุณเหมอีกรึ ฉันเห็นพูดถึงผู้ชายที่มาเกี้ยวพาราสีทีไร แม่ลำดวนต้องเอาไปเปรียบกับคุณเหมเสียทุกทีไป”

“ชีวิตนี้...ฉันคงไม่มีวันลืมพี่เหมได้หรอกแม่หุ่น” ลำดวนสีหน้าเศร้าขรึม แล้วเดินนำไป ทิ้งให้หุ่นมองอย่างติดใจสงสัยความรู้สึกของลำดวนที่มีต่อเหม...

ooooooo

เหมยังเป็นตะพุ่นหญ้าช้างอยู่ วันนี้มีช้างตัวใหญ่ตกมันอาละวาดสร้างความโกลาหลให้ขุนศรีไชยทิตยและบรรดาควาญช้าง แม้จะช่วยกันล้อมไว้แต่ช้างก็ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ

ทันใดนั้นเหมถือหญ้าฟ่อนใหญ่วิ่งเข้ามาหลอกล่อช้าง แม้จะอันตรายแต่เหมก็ไม่กลัวแต่ไม่ประมาท ใช้หญ้าหลอกล่อช้างจนเริ่มสงบแล้วจึงยื่นฟ่อนหญ้าให้ช้างใช้งวงเกี่ยวเข้าปาก ขุนศรีไชยทิตยพอใจและชื่นชมความกล้าหาญของเหมมาก

ขุนศรีไชยทิตยพาเหมไปที่เรือนซึ่งใหญ่โตสวยงามเป็นระเบียบผิดกับตัวขุนศรีไชยทิตยที่หน้าตาถมึงทึง หนวดเคราโกนบ้างไม่โกนบ้าง ใส่เสื้อผ้าขาดๆ เก่าๆ

เหมมองเรือนที่สวยงามอย่างคาดไม่ถึง ขุนศรีไชยทิตย

ถามว่าชอบเรือนของตนรึ?

“ขอรับ เรือนงามแลโอ่โถงนักขอรับ”

“ช้างเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งยามศึกยิ่งจำเป็นจนขาดมิได้ ควาญช้างแลหมอช้างที่มีฝีมือย่อมมีค่าจ้างงดงาม แต่ถึงกระนั้นคนเป็นควาญก็มีน้อยกว่าช้างนัก เพราะคนเป็นควาญต้องอยู่อย่างยากลำบาก ยิ่งตอนเข้าป่าโพนช้างต้องถือกรรม ห้ามกระทั่งตัดผมตัดเล็บ แม้แต่คิดในทางชู้สาวก็กระทำมิได้ หากมีลูกเมีย ลูกเมียที่บ้านก็ต้องถือกรรมด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นควาญที่เข้าป่า อาจมีภัยถึงตายได้”

“ท่านขุนจะชวนกระผมมาเป็นควาญหรือขอรับ”

ขุนศรีไชยทิตยตบเข่าฉาดถูกใจนัก ชมว่าเหมฉลาดเฉลียวมาก ตนยังไม่ได้เอ่ยปากชวนก็เดาใจได้แล้ว ถามว่าแล้วเหมจะว่าอย่างไร เหมถามว่าตนต้องโทษ

เป็นตะพุ่นแล้วจะไปเป็นควาญช้างได้อย่างไร

“ได้สิวะ หากข้ากราบเรียนขึ้นไปว่าเอ็งช่วยงานการในกรมช้างนอกของข้าได้ เอ็งก็จะได้ถูกปลดจากตะพุ่น ข้าเห็นความกตัญญูที่เอ็งมีต่อพ่อแม่เอ็งแล้ว และวันนี้ยังเห็นความกล้าของเอ็งอีก แล้วเอ็งเล่าไม่เสียดายตัวเองรึ ที่จะต้องเกี่ยวหญ้าให้ช้างกินเช่นนี้ โดยมิได้ทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์กว่า”

เหมนิ่งไปอย่างครุ่นคิดกับข้อเสนอของขุนศรีไชยทิตย กลับมาเล่าให้คุณหญิงแม่ฟัง คุณหญิงถามว่าแล้วเหมตอบท่านขุนไปว่ากระไรรึ เหมบอกว่ายังไม่ได้ตอบเพราะหากได้เป็นควาญช้างก็จะต้องออกป่าไปโพนช้างแล้วแม่ท่านจะอยู่กับใคร คุณหญิงจึงเรียกเหมให้เข้าไปดูในห้อง ปรากฏมีเครื่องเรือนของใช้ใหม่ทั้งหมด เหมถามว่าแม่ท่านเอาเงินที่ใดไปซื้อมา

“แม่จะมีเบี้ยอัฐกระไรไปซื้อ ข้าวของทุกอย่างที่เจ้าเห็นคุณชายช่วงให้คนนำมาให้ทั้งสิ้น” แล้วเอาจดหมายฉบับหนึ่งให้ “คุณชายช่วงฝากให้เจ้า อ่านเสีย แล้วเจ้าจะรู้ว่า แม่มิได้อยู่คนเดียวเหมือนที่เจ้ากังวลดอก”

เหมรับจดหมายไปอ่าน คุณชายช่วงแสดงความเสียใจกับเหมเรื่องเจ้าคุณบริรักษ์ แต่การเกิดแก่เจ็บตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ต้องเผชิญ คุณชายเขียนว่า ได้เพียรจะย้ายเหมมาอยู่ในที่สุขสบายขึ้นแต่เหมมิได้บวชเรียนจึงยากที่จะหากรมกองสังกัด หนทางเดียวที่จะช่วยเหมและแม่ได้ ก็มีแต่การทำคุณไถ่โทษเท่านั้น แล้วคุณชายช่วงก็แนะนำเหมว่า

“เพลานี้ พ่อเหมเป็นตะพุ่นหญ้าช้างของกรมช้างนอก จึงมีแต่ต้องทำคุณให้แก่กรมช้างนอกเท่านั้นจึงจะพ้นโทษกลับมาเป็นไพร่ จากนั้นฉันจะหาลู่ทางให้พ่อเหมเข้ารับราชการเอง”

เหมถอนใจ ตระหนักแล้วว่า มีแต่การเป็นควาญช้างเท่านั้นตนจึงจะพ้นจากตะพุ่นไปได้

ooooooo

เช้าวันหนึ่ง...คุณชายช่วงซึ่งบัดนี้คือ “หลวงนายสิทธิ์” และสมิงสอดน้อย ซึ่งบัดนี้คือ “ขุนกำแหง” นำกำลังไปซุ่มจับอั้งยี่ค้าฝิ่นจีนเชียงทองในป่า

หลวงนายสิทธิ์ยืนอยู่บนเนินดินมีทหารองครักษ์ 4-5 คนคอยคุ้มกัน ในขณะที่ขุนกำแหงก็ตลุยรุกไล่จีนเชียงทองจนถอยหนีหัวซุกหัวซุน

“ท่านขุน อย่าเพิ่งฆ่ามัน ฉันต้องการรู้ตัวคนที่ร่วมค้าฝิ่นกับมัน” หลวงสิทธิ์ตะโกนสั่ง ขุนกำแหงรับทราบควงดาบสองมือตะลุยไล่ต้อนจีนเชียงทองหมายจับเป็น พลันก็ถูกเรืองตลบหลังลอบไปทำร้ายหลวงนายสิทธิ์ ทหารพิทักษ์ต่อสู้กับเรืองแต่ก็ถูกเรืองใช้วิชาดาบอาทมาตฆ่าตายหมด

หลวงนายสิทธิ์ชักดาบออกสู้แต่ถูกเรืองฟันดาบหลุดจากมือ ขุนกำแหงเห็นดังนั้นผละจากจีนเชียงทองไปช่วยหลวงนายสิทธิ์ จีนเชียงทองจึงหนีเอาตัวรอดโดยมีพวกอั้งยี่ลูกน้องคอยระวังหลังให้

ขุนกำแหงเข้าต่อสู้กับเรืองด้วยวิชาดาบอาทมาต เรืองพอใจมากที่ได้คู่ต่อสู้ฝีมือทัดเทียมกัน ในขณะที่ขุนกำแหงตกใจที่เรืองใช้วิชาเดียวกับตน เรืองใช้ไม้ตายกระหน่ำขุนกำแหงจนถอยร่นแล้วมันเองก็หนีไป ขุนกำแหงจะตามไปแต่เป็นห่วงหลวงนายสิทธิ์จึงหันกลับมา หลวงนายสิทธิ์เจ็บใจที่เกือบทำลายกลุ่มอั้งยี่ค้าฝิ่นได้อยู่แล้วแต่ก็พลาดจนได้

ooooooo

จีนเชียงทองนำลูกน้องที่เหลือไม่กี่คนมาหลบพักอยู่ที่ริมธาร โดยมีหลวงสรอรรถกับลูกน้องกลุ่มใหญ่ยืนอยู่ใกล้ๆ

หลวงสรอรรถชมจีนเชียงทองว่าเก่งที่โดนหลวงนายสิทธิ์ซุ่มโจมตีแล้วยังหนีรอดมาได้ จีนเชียงทองบอกว่ามิใช่ตนดวงแข็ง แต่เพราะลูกน้องใหม่ของตนเก่งต่างหาก พูดไปหอบไปว่า “หากไม่ได้อี อั๊วคงโดนอ้ายหลวงนายสิทธิ์จับไปแล้ว”

“เก่งกาจขนาดพาลื้อหนีแหวกวงล้อมมาได้เชียวรึ อั๊วชักอยากเห็นเสียแล้วซี”

หลวงสรอรรถพูดไม่ทันขาดคำ เสียงเรืองก็แทรกเข้ามาว่ามา “จริงรึ แต่ข้าว่าเอ็งไม่อยากเห็นข้าดอก”

หลวงสรอรรถหันไปเห็นเรืองก็ตกใจผงะ พวกลูกน้องพากันชักดาบทันทีเพราะต่างรู้ฝีมือของเรืองดี เลยได้แต่คุมเชิงกันไม่มีใครกล้าบุกเข้าไป เรืองมองพวกหลวงสรอรรถอย่างดูถูก จีนเชียงทองรู้เรื่องราวของทั้งคู่ก่อนแล้ว เอ่ยขึ้นว่า

“คุณหลวง อั๊วรู้ว่าลื้อกับอาเรืองเคยมีข้อบาดหมางกันมาก่อน แต่ตอนนี้อาเรืองอีเป็นคนของอั๊วแล้ว เรื่องที่แล้วมาลืมมันไปเถิดนะ”

หลวงสรอรรถตั้งสติได้ แต่ยังมองเรืองอย่าง

ไม่ไว้ใจ ประจวบเหมาะเมื่อบ่ายวันนั้น หลวงสรอรรถเจอเรืองจึงเรียกไว้ เรืองชักดาบทันที หลวงสรอรรถหว่านล้อมว่า ตนกับจีนเชียงทองหุ้นกันค้าฝิ่นถือว่าเราเป็นพวกเดียวกันไม่ใช่หรือ

“เรื่องค้าฝิ่นก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่เอ็งร่วมกับอ้ายพระยาปลัดลอบกัดข้าเป็นเหตุให้น้องชายของข้าถูกจับแลคนของข้าต้องตาย ข้าไม่มีวันลืมดอกโว้ย”

หลวงสรอรรถยิ้มเจ้าเล่ห์กล่อมเรืองให้มาอยู่กับตนรับรองว่าจะเลี้ยงให้สุขสบายกว่าที่จีนเชียงทองเลี้ยงเป็นสิบเท่า เรืองนิ่งไปอึดใจแล้วระเบิดหัวเราะออกมา พูดเหยียดเย้ยอย่างไม่แยแสว่า

“เถาวัลย์รากไม้ว่าลดเลี้ยวเคี้ยวคดแล้ว ยังไม่เท่าน้ำใจเอ็งเลยจริงๆ ขนาดอ้ายจีนเชียงทองกับเอ็งหุ้นกันค้าฝิ่น เอ็งยังหักหลังมาชักชวนข้าได้”

“นั่นเพราะข้ารักชอบในฝีมือเอ็ง จึงอยากได้เอ็งมาอยู่ด้วย เอาเถิด เพลานี้เอ็งยังลังเลก็ไม่เป็นกระไร แต่สักวันข้าจะให้เอ็งเห็นน้ำใจจริงของข้า” หลวงสรอรรถพูดแก้เกี้ยวเดินเลี่ยงไป

เรืองมองตามอย่างครุ่นคิดว่า คนอย่างหลวงสรอรรถนั้น อะไรก็ทำได้จริงๆ

ooooooo

ขุนศรีไชยทิตยพาเหมเดินไปยังโรงเลี้ยงช้าง บรรดาตะพุ่นและควาญช้างพากันมองเหมที่เดินผ่านไป ขุนศรีไชยทิตยสอนเหมว่า

“ตำแหน่งควาญช้างที่นี่ถือข้าเป็นใหญ่ที่สุด รองลงไปคือตำแหน่งสดัมเสดียง หมอจ่า แล้วก็ควาญทั่วไป เอ็งต้องเริ่มหัดตั้งแต่ดูลักษณะช้างตามตำราคชลักษณ์ ฝึกช้างตามตำราคชศาสตร์ แลยังต้องเรียนวิชาสมุนไพร เพื่อไว้ใช้รักษาตัวยามออกป่า วิชาผูกเงื่อนเชือกแก้เงื่อนเชือก แลอื่นอีกมาก”

เหมพยักหน้ารับ มองไปเห็นใครๆพากันมองตน ถามขุนศรีอย่างสงสัยว่าทำไมคนมองตนเช่นนั้น ขุนศรีพูดขำๆ ว่าเพราะเหมเป็นตะพุ่นคนแรกที่ได้มาเป็นควาญช้าง แล้วสอนเหมต่อไปว่า สิ่งแรกที่เหมต้องเรียนคือต้องรักช้างเหมือนประหนึ่งว่าเป็นลูก และช้างตัวแรกที่เหมต้องดูแลคลุกคลีด้วยคือ ช้างแม่ตำแหรกตัวนั้น พลางชี้ให้ดู อธิบายขำๆว่า

“แม่ตำแหรก แปลว่าช้างตัวเมียที่แก่แล้ว มันชื่อแม่โต ฉลาด แต่ดื้อ บังคับยาก ถ้าเอ็งเอามันอยู่ ก็ฝึกช้างในนี้ได้ทุกตัว”

พอขุนศรีไชยทิตยเดินเลยไป เหมก็เดินไปหาแม่โตลูบหัวอย่างอ่อนโยน ป้อนหญ้า และยิ้มให้แม่โตอย่างผูกมิตร...

ooooooo

ตกเย็น ขุนศรีไชยทิตยถือห่วงเหล็กร้อยเชือกอธิบายให้เหมที่นั่งพับเพียบที่พื้นฟังว่า

ห่วงอันนี้เรียก “กวิน” ใช้ร้อยเชือกบาศประจำตัวหมอช้าง สอนวิธีฟั่นเชือก ดามเชือก สอดห่วงผูกเงื่อนต่างๆ ยื่นให้เหมฝึก แล้วลุกไปหยิบถาดใส่ขอสับเชือกประกำและของใช้จำเป็นสำหรับควาญช้างยื่นให้ “นี่ของของเจ้า รับไป”

ขุนศรีไชยทิตยยังอธิบายลักษณะช้างว่า “ช้างมงคลมีอยู่แปดสิบช้าง ห้าเหล่าตระกูล เหมาะแก่การฝึกฝนนำมาใช้ แลยังมีช้างลักษณะโทษอีกแปดสิบช้าง ช้างเหล่านี้เลี้ยงไว้ก็เป็นโทษ ด้วยฝึกฝนมิได้ มีสันดาน

หยาบช้า หากควาญไปคล้องช้างเหล่านั้นมา ยังต้องแก้เสนียดด้วยการถือเป็นโทษ ช้างลักษณะโทษประเภทนี้จำต้องปล่อยทิ้งไว้ในป่า นำมาใช้งานก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด”

เหมฟัง จดจำคำสั่งสอนของขุนศรีไชยทิตยและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นับวันก็รักและดูแลช้างเยี่ยงลูกตามคำสอนของขุนศรีไชยทิตยและทำอย่างมีความสุข

ooooooo

สองสามปีผ่านไป บัวยังเล่นละครอยู่กับหม่อมดวงแข โดยบัวเล่นเป็นบุษบาแลมีนางละครอีกคนเล่นเป็นอิเหนา บัวได้รับคำชื่นชมมาก เมื่อเล่นละครจบ เสด็จเรียกบัวไปถอดแหวนที่นิ้วให้บัวเป็นรางวัล

แต่พอบัวรับแหวนด้วยความปลื้มปีติ เสด็จก็ลุกขึ้นหันไปชวนพวกข้าราชการ

“เข้าไปข้างในกันเถิดทุกคน ฉันมีของจากเมืองฝาหรั่งจะให้ดู ล้วนเป็นของหายากทั้งนั้น” แล้วเสด็จก็นำหม่อมดวงแขและข้าราชการเข้าข้างในโดยไม่สนใจบัวอีกเลยแม้แต่นิดเดียว!

บัวที่ยังปลื้มปีติอิ่มเอมใจอยู่ หน้าเสีย กระอัก กระอ่วนใจ งุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นแบบนี้

บ่ายนี้ ที่ประตูหลังวัง มีพ่อค้าแม่ค้าเอาของต่างๆ มาวางขายเต็มไปหมด บรรดาข้าหลวงและชาวบ้านพากันมาเลือกซื้อของกันคึกคัก บัวไปกับเทียน บัวเลียบเคียงถามสิ่งที่ยังค้างคาใจว่า ตลอดเกือบสามปีที่ตนเข้ามาอยู่ในวังยังไม่เคยเห็นเสด็จท่านมีสนมหรือเจ้าจอมหม่อมห้ามคนใหม่เลย เสด็จไปหัวเมืองก็ไม่เคยมีใครติดตามไปรับใช้แม้แต่หม่อมดวงแข

เทียนอึกอักตอบอย่างลำบากใจว่า อย่าสงสัยกระไรเลย เสด็จรักหม่อมดวงแขมากจนไม่มีหญิงอื่นเท่านั้น

“ไม่นะจ๊ะ ก็ฉันเห็นอยู่ว่า หม่อมดวงแขมิได้อยู่ห้องเดียวกับเสด็จท่าน”

เทียนมิรู้จะเลี่ยงอย่างไร เหลือบเห็นบรรดาข้าหลวงและชาวบ้านกำลังสนใจเลือกเครื่องประดับจึงชวนบัวไปดูกัน

บัวเข้าไปหยิบเครื่องประดับชิ้นโน้นชิ้นนี้ขึ้นดูแต่ไม่ถูกใจ จนเหลือบเห็นสร้อยข้อมือเส้นหนึ่ง บัวรู้สึกคุ้นๆ เลยหยิบขึ้นดู แล้วก็ตกใจสุดๆ เมื่อจำได้ว่าเป็นสร้อยเส้นที่เหมให้ตนและตนเอาไปคืนเหมในวันที่เหมต้องโทษนั่นเอง!

“คุณเหม...” บัวครางออกมาเบาๆ

ooooooo

หลายปีผ่านไป...

เย็นวันหนึ่ง เหมที่หนวดเคลารกครึ้ม ผมยาวจนต้องใช้ผ้าโพกหัวไว้ ขี่ช้างออกจากแนวป่าสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ควาญก็มาแจ้งว่าท่านขุนให้มาตาม เมื่อไปถึงโรงเลี้ยงช้าง ขุนศรีไชยทิตยประกาศว่าที่เรียกมานี้มีเหตุสำคัญสองประการคือ

หนึ่ง อ้ายเสดียงพวนขอลาออกจากราชการเพราะเจ็บป่วยเรื้อรังจึงอยากพักรักษาตัวให้หาย จำต้องเลือกคนขึ้นมาเป็นเสดียงคนใหม่ และสอง มีใบบอกจากหัวเมืองมากราบบังคมทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวว่า มีพระยาช้างเผือกเข้ามาในขอบขัณฑสีมา จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องคล้องช้างเผือกมงคลมาประดับพระบารมีสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวให้จงได้

ขุนศรีไชยทิตยแจ้งอีกว่า หากได้ฤกษ์ยามมาเมื่อใด จะบอกทุกคนแต่คงไม่นาน ให้ทุกคนเตรียมตัวไว้ให้พร้อม และก็จะใช้การนี้เลือกคนขึ้นมาเป็นเสดียงแทนอ้ายพวนด้วย ขอให้ทุกคนจงตั้งใจให้ดี

บรรดาควาญช้างต่างยินดีปรีดาที่จะได้คล้องช้างเผือกเว้นแต่เหมที่สีหน้าเรียบเฉยจนขุนศรีไชยทิตย ถามว่าไม่ดีใจหรือ

“ได้โอกาสคล้องช้างเผือก ไม่มีควาญช้างหมอช้างคนใดไม่ดีใจดอกขอรับ แต่แม่กระผมสูงวัยขึ้น หากต้องออกป่าไปโพนช้างนานนับเดือน กระผมก็อดห่วงไม่ได้ขอรับ”

“ถ้าเอ็งห่วงแม่ ก็ยิ่งต้องคล้องช้างเผือกให้จงได้ เพราะการคล้องพระยาช้างเผือกได้บำเหน็จสูงนัก มิเพียงแม่เอ็งจะได้ปลดพ้นตะพุ่น ยังได้เงินทองมากมายถึงปลูกเรือนได้ทีเดียว”

ฟังแล้วเหมมีความหวังทันทีที่จะช่วยแม่ได้

ooooooo

ค่ำนี้ เมื่อกลับถึงกระท่อม คุณหญิงชมยกสำรับกับข้าวมาให้เหม ในสำรับมีแตงกวาจิ้มน้ำพริกด้วย พอเหมเห็นแตงกวาก็ชะงัก คุณหญิงถามว่าคิดถึงลำดวนหรือ

“ขอรับ...ในวันที่เราตกต่ำถึงที่สุด ถูกจับแห่ประจานจนไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้ แต่เจ้าลำดวนกลับเป็นคนเดียวที่ไม่ทอดทิ้งเรา กล้าที่จะเอาแตงกวามาให้แม่ทานกินแก้กระหายน้ำ ลูกยังซึ้งน้ำใจมาจนทุกวันนี้... เสียดายที่ด้วยศักดิ์ของลูกในเพลานี้ คงมิอาจตอบแทนน้ำใจครานั้นได้”

“มิรู้ว่าตอนนี้ลำดวนจะเป็นเช่นไรบ้างนะพ่อเหม... คงเป็นสาวเต็มตัวแลสวยงามน่ารักกว่าเดิม มิแน่ว่าจะออกเรือนไปแล้วก็เป็นได้” เหมฟังแล้วสีหน้าเคร่งขรึมลงด้วยความคิดถึงและอยากได้ข่าวลำดวน

ฝ่ายลำดวนอยู่ที่อัมพวา หมื่นวิชิตก็ยังเทียวมากวนใจมิได้หยุดหย่อน หมื่นวิชิตสำคัญผิดคิดว่ามีแต่ตนเท่านั้นที่ตามเกี้ยวลำดวนอย่างมั่นคง ลำดวนถามว่าไม่อายปากรึ จะให้ชายใดมาสนใจตนเล่าในเมื่อหมื่นวิชิตประพฤติพาลตามไปข่มเหงขู่เข็ญต่างๆนานา แล้วผู้ใดจะกล้ามายุ่งกับตน หมื่นวิชิตถามว่าลำดวนรู้แล้วไยไม่ห้ามปรามตน

“เพราะฉันรำคาญพวกนั้นเหมือนกันน่ะซีจึงให้หมื่นท่านคอยกันให้ เหลือแต่หมื่นท่านคนเดียวที่ไล่ไม่ไปเสียที”

หมื่นวิชิตที่ปกติหน้าเป็นตลอดเวลาถึงกับหน้าเจื่อน ก็พอดีหุ่นมาบอกลำดวนว่ามีจดหมายจากปากน้ำมา ลำดวนดีใจมากรับจดหมายแล้วรีบเลี่ยงไปเปิดอ่าน หมื่นวิชิตมองตามอย่างหงุดหงิดที่นอกจากลำดวนจะไม่แยแสตนแล้วยังไม่รู้ว่าจดหมายจากปากน้ำนี้เป็นของผู้ใดลำดวนจึงดีใจถึงเพียงนั้น

ooooooo

.

----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep6/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 6

ลำดวนเดินอ่านจดหมายผ่านสนามมาถึงศาลา จดหมายของบุษย์เล่าว่าตนมัวแต่วุ่นวายเรื่องงานศพพ่อเสียนานเลยไม่ได้แจ้งข่าว แต่ที่จริงก็ไม่มีข่าวอะไรคืบหน้า

บุษย์เล่าว่า นับแต่แต่งงานกับแสงเนยตนก็ต้องไว้เปียอย่างพวกจีนเพื่อหลบการสักเลก ทำให้ตามหาลุงรีลำบากขึ้น หลายปีที่ผ่านมาตนก็ไม่เคยหมดหวังขอให้คุณหนูวางใจ

“พุทโธ่...พี่บุษย์ แล้วเมื่อใดจะช่วยคุณพี่เหมได้กันล่ะนี่” ลำดวนถอนใจอย่างผิดหวัง

ที่แท้บุษย์ติดฝิ่นจนถูกจีนจู๊พ่อตากับแสงเนยให้คนงานจับโยนออกมานอกบ้านฐานงานการไม่ทำซ้ำยังติดฝิ่นอีก บุษย์ตะกายไปกอดขาจีนจู๊กับแสงเนยอ้อนวอนอย่าไล่ตนไปเลย ตนจะกลับตัวกลับใจหันมาทำงาน แต่จีนจู๊ไม่เชื่อซ้ำแสงเนยยังเรียกทหารที่เดินผ่านมาให้จับบุษย์ไปฐานหนีเกณฑ์ไม่ยอมสักเลก

พวกทหารลากบุษย์ไป บุษย์โวยวายด้วยความกลัวสุดขีด จีนจู๊กับแสงเนยยืนมองอย่างสะใจ

ooooooo

พระยาพระคลังตรวจบัญชีที่พระยาปลัดนำมาส่งแล้วหน้าเครียด เพราะเงินภาษีค่าขนอนที่พระยาปลัดเก็บมาได้นั้นหายไปมากมาย ถามว่าพ่อค้าต่างชาติไม่มาเหยียบแต่สยามแล้วรึ

เจ้าพระยาพระคลังบ่นว่านับแต่เสียเจ้าคุณบริรักษ์ไปก็ไม่มีผู้ใดทำการทำงานได้ถูกใจเลย ไม่เพียงเก็บภาษีได้น้อยลงบัญชีก็สับสนยุ่งเหยิงไปหมด เห็นทีจะต้องย้ายไปอยู่เมืองปากน้ำเองเสียแล้ว

หลวงสรอรรถนั่งอยู่ด้วยติงว่า ท่านเจ้าคุณปลัดต้องดูแลคนในเมืองปากน้ำนับเป็นงานหนักอยู่แล้ว การเก็บภาษีค่าขนอนปากเรือจึงมีพลาดบ้าง เสนอให้ท่านพระยาตั้งคนที่อยู่ในเมืองปากน้ำไปเก็บภาษีโดยตรงจะได้ไม่พลาดอีก

“ชักแม่น้ำทั้งห้าเสียตั้งนาน คุณหลวงอยากให้ฉันตั้งให้ก็บอกมาตามตรงเถิด” เจ้าพระยาพระคลังรู้ทัน หลวงสรอรรถหน้าเสียปฏิเสธว่าตนมิได้คิดเช่นนั้นเลย เพียงแต่กราบเรียนตามที่เห็นเท่านั้น

เมื่อลงจากเรือนพระยาพระคลัง หลวงสรอรรถทั้งสบถทั้งด่าอย่างโกรธจัดว่า

“ของกำนัลก็ไม่ยอมรับ แลยังหักหน้ากันอีก หากมิใช่ญาติพี่น้องดีฉันเสื่อมวาสนา ป่านนี้ดีฉันขึ้นถึงพระยาไม่ต้องกราบกรานกันเช่นนี้ดอก”

หลวงสรอรรถระบายอารมณ์จนพระยาปลัดปรามให้ระวังเพราะที่นี่เป็นพระมหานครมิใช่เมืองปากน้ำที่บารมีคุณหลวงแผ่ไปทั่ว

ขณะหลวงสรอรรถฮึดฮัดๆนั้น พลันก็เห็นบัวเดินมาที่เรือนโดยมีคนใช้ถือถาดใส่อาหารคาวหวานตามมาด้วย หลวงสรอรรถดีใจมากปรี่ไปทักว่าไม่นึกว่าจะเจอบัวที่นี่ บัวพูดหน้าตึงอย่างไว้ตัวว่าหม่อมดวงแขทำเครื่องคาวหวานฝากตนมาให้เจ้าคุณลุง แล้วขอตัว

หลวงสรอรรถไปขวางหน้าไว้ขอให้คุยกันก่อนเป็นไร บัวปรามว่านี่หน้าเรือนเจ้าคุณลุงยังเหิมเกริมถึงเพียงนี้เชียวรึ

“เพียงแค่ชวนคุยนี่รึเหิมเกริม ฉันก็แค่อยากถามไถ่ว่าเข้าวังไปนานแล้ว มีวี่แววจะได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามแล้วหรือไม่ ก็เท่านั้น” บัวหน้าเสียที่ถูกถามจี้ใจดำ หลวงสรอรรถอ่านออกทำทีมองสำรวจหัวเราะพูดต่อ “แต่ฉันไม่ควรถามเลย ดูเอาเองก็น่าจะรู้จริงหรือไม่แม่บัว”

บัวแค้นจนอยากจะฉีกหลวงสรอรรถออกเป็นชิ้นๆ แต่ก็ทำได้แค่สะบัดหน้าเดินนำสาวใช้ขึ้นเรือนไป

ooooooo

พระยาปลัดและหลวงสรอรรถเดินคุยกันมาที่ตลาดซึ่งมีผู้คนคึกคัก พระยาปลัดติงหลวงสรอรรถว่า

ชีวิตทุกวันนี้ก็เพียบพร้อมทุกสิ่งแล้วแม้จะไม่ได้เป็นท้าวพระยาก็มีทรัพย์สินอำนาจมิได้ต่างกันเลย เหตุใดยังระรานบัวให้ผิดใจกับท่านเจ้าพระยาพระคลังอีก หาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ หลวงสรอรรถฟังแล้วยิ้มเยาะว่า

“ท่านเจ้าคุณเกรงท่านเจ้าพระยาก็ไม่แปลก แต่ดีฉันหากลัวไม่ แลดีฉันมิได้คิดแต่เพียงความร่ำรวยเท่านี้ดอก หากมีโอกาส ดีฉันต้องกลับไปรุ่งเรืองเหมือนครั้งที่ตระกูลของดีฉันเรืองอำนาจให้จงได้”

ขณะนั้นเอง มีควาญช้างสองสามคนเดินเมาๆ ผ่านมาชนหลวงสรอรรถ เลยโดนด่าลั่น

“อ้ายพวกไพร่โสโครก มาแตะเนื้อต้องตัวกูได้อย่างไรวะ” ควาญช้างยกมือไหว้แล้วเดินโซซัดโซเซเลี่ยงไป พระยาปลัดติงว่า

“พวกควาญช้างน่ะคุณหลวงอย่าไปยุ่งกับพวกมันเลย เขาถือกันว่าพวกมันมีอาคมถึงได้บังคับสัตว์ใหญ่อย่างช้างได้ ยิ่งเพลานี้ใกล้มีศึกอีกแล้ว ควาญช้างยิ่งมีความสำคัญ หากมีเรื่องจะลุกลามใหญ่โตนะคุณหลวง”

“เพราะดีฉันมีกิจสำคัญต้องกระทำดอกขอรับจึงไม่อยากเอาเรื่องไพร่อย่างพวกมัน”

พอพระยาปลัดและหลวงสรอรรถเดินผ่านไป เหมที่ยืนหันหลังให้แกล้งทำเป็นเลือกซื้อของอยู่จึงหันมองตามด้วยแววตาดุดัน เมื่อได้เจอทั้งพระปลัดและหลวงสรอรรถอีกครั้ง

เหมตามหลวงสรอรรถไปถึงบ้าน หลวงสรอรรถกับจีนเชียงทองกำลังกินโต๊ะจีนกันอย่างสนุกสนานในห้องที่จัดแบบจีน โดยมีเรืองกับพวกอั้งยี่ลูกน้องจีนเชียงทองและหลวงสรอรรถคอยอารักขาเจ้านายของตนอยู่

“ถ้าไม่กลัวอ้ายหลวงนายสิทธิ์มันจับ อั๊วต้องขอบพระคุณอีด้วยซ้ำที่อีช่วยกวาดล้างพวกค้างฝิ่นทำให้ฝิ่นหายากจนเราขายได้ราคาดีกว่าเดิมตั้งหลายเท่า”

จีนเชียงทองหัวเราะร่า หลวงสรอรรถพูดอย่างลำพองว่า

“อั๊วบอกแล้ว ถ้าเราร่วมมือกัน จะมีแต่มั่งมียิ่งๆ ขึ้นไป”

เหมคลุมหน้าเข้าไปแอบดูที่หน้าต่างใช้นิ้วจุ่มน้ำลายจิ้มกระดาษที่ปิดช่องหน้าต่างเป็นรูดูเหตุการณ์ภายในห้อง เห็นแต่หลวงสรอรรถนั่งกินโต๊ะจีนอยู่กับจีนเชียงทองแต่ไม่เห็นพระยาปลัด หลวงสรอรรถถาม

จีนเชียงทองว่าที่ให้ไปรวบรวมคนเป็นอย่างไรบ้าง จีนเชียงทองตอบอย่างไม่สบายใจว่าเราค้าฝิ่นอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะรวบรวมคนตั้งเป็นกองทัพไปเพื่อกระไร

“ลื้อไม่เข้าใจ เพลานี้บ้านเมืองมีศึก สิ้นศึกลาวก็มีศึกเขมร ศึกญวนต่อ พวกเราจึงยังอยู่ได้ แต่ถ้าเสร็จศึกเมื่อใดพวกมันต้องไล่ปราบคนค้าฝิ่นอย่างเราเป็นการใหญ่แน่ หากเราไม่ฉวยโอกาสตอนนี้รวบรวมเงินทองตั้งกองทัพแลยึดเมืองเป็นที่มั่นก็ได้แต่รอวันถูกปราบเท่านั้น”

ทันใดนั้นเรืองเหลือบเห็นเหมก็คว้าตะเกียบของจีนเชียงทองปาเฉียดหน้าเหมไปนิดเดียว

“มีคนลอบเข้ามา จับมันให้ได้” เรืองตะโกนบอก หลวงสรอรรถและจีนเชียงทองตกใจ ในขณะที่พวกลูกน้องพากันไล่ตามจับเหมที่วิ่งหนีไป

เหมวิ่งหนีถูกลูกน้องหลวงสรอรรถและพวกอั้งยี่ดักหน้าดักหลัง เหมจึงชักดาบสองมือออกมาสู้ พวกอั้งยี่กับลูกน้องหลวงสรอรรถกรูกันเข้ามาถูกเหมใช้วิชาดาบอาทมาตรุกรับจนพวกมันร่วงกันระนาว เรืองพุ่งเข้าไปไล่ตะเพิดพวกลูกน้องถอยไป พอเรืองชักดาบสองมือออกมาตั้งท่าเพลงดาบอาทมาต เหมตกใจอุทาน

“ดาบอาทมาตใต้”

“รู้จักรึ ถ้าเช่นนั้นเอ็งก็คงเป็นพวกอาทมาตฝ่ายเหนือล่ะซี ดี! ข้าก็อยากพิสูจน์ฝีมือกับอาทมาตเหนือให้รู้ดำรู้แดงมานานแล้ว” เรืองยิ้มพอใจ แล้วทั้งคู่ก็จู่โจมเข้าหากันด้วยวิชาดาบอาทมาตเหนือและใต้ ไม่มีใครยอมใครไม่มีใครแพ้ใครในเชิงดาบ แต่เรืองพลาดเมื่อเหมใช้ดาบเกี่ยวเข่งกองพะเนินใส่เรืองแล้วฉวยโอกาสวิ่งหนีไป

แม้มิอาจสู้จนรู้ผลแพ้ชนะ แต่เรืองก็พอใจมากที่ได้ประลองดาบอาทมาตกับเหม

เมื่อกลับไปรายงานหลวงสรอรรถและจีนเชียงทอง เรืองยอมรับว่าฝีมือเหมร้ายกาจนักแม้แต่ตนก็ยังจับไม่ได้ หลวงสรอรรถถามหน้าเครียดว่า “มันเก่งกาจกว่าเอ็งรึ”

“หากให้ฆ่า ข้ายังมั่นใจว่าฆ่ามันได้ แต่หากต้องจับเป็นข้าไม่กล้ารับปาก เพราะการจับเป็นยังยากกว่าการฆ่ามากนัก”

จีนเชียงทองหนักใจว่าเหมจะได้ยินสิ่งที่พวกตนคุยกันไปเพียงใด แต่หลวงสรอรรถกลับยโสโอหังว่า ถึงขั้นนี้แล้วเราไม่มีทางอื่นอีกนอกจากเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

ooooooo

เมื่อเหมกลับไปเล่าให้คุณหญิงชมฟังว่าเมื่อกลางวันเจอพระยาปลัดกับหลวงสรอรรถ ตามไปจนถึงเรือนจึงรู้ว่าหลวงสรอรรถนอกจากจะลักลอบค้าฝิ่นแล้วยังคิดการใหญ่จะรวบรวมไพร่พลเพื่อยึดเมืองด้วย

คุณหญิงตกใจถามเหมว่าเหตุใดจึงใจกล้าบ้าบิ่นเช่นนั้น เหมบอกว่าที่ตนทำเช่นนี้เพราะต้องการทวงความยุติธรรมให้พ่อท่าน คุณหญิงทักท้วงว่าเหมเป็นเพียงควาญช้างและแม่ก็เป็นตะพุ่นถึงเรารู้ความลับของหลวงสรอรรถแต่ใครจะมาเชื่อถือและเอาผิดหลวงสรอรรถได้

“ได้ซีขอรับ เพราะหลวงสรอรรถคิดการใหญ่นัก วันหนึ่งต้องเผยพิรุธออกมาเป็นแน่ ถึงเพลานั้นก็จะมีคนเชื่อถือที่เราพูด แลอาจสาวไปถึงพระยาปลัดที่หลอกลวงพ่อท่านก็เป็นได้” คุณหญิงติงว่าหนทางที่เหมคิดช่างยากลำบากนัก “ยากลำบากอย่างไรก็ต้องกระทำขอรับ เพราะลูกจะมิยอมให้พ่อท่านมีมลทินติดตัวเป็นอันขาด” เหมเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นนัก

ooooooo

ต่อมาเกิดความวุ่นวายขึ้นใน “อาณาจักรเขมร” เหตุเพราะ...

“ในปีพุทธศักราช 2376 สมเด็จพระอุทัยราชา กษัตริย์แห่งเขมรได้ถึงแก่พิราลัย เขมรจึงแตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งต้องการไปขึ้นกับญวน แต่อีกกลุ่ม นำโดยนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วงต้องการสวามิภักดิ์ต่อสยาม เป็นเหตุให้อาณาจักรสยามกับอาณาจักรญวนต้องเปิดศึกกันขึ้น

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้พระยาราชสุภาวดีซึ่งขึ้นเป็น ‘เจ้าพระยาบดินทร์เดชา’ สมุหนายก ยกทัพไปที่เมืองพัตบอง เพื่อเตรียมทำศึกครั้งใหญ่กับอาณาจักรญวน”

ooooooo

เช้าวันหนึ่ง...ที่ลานกว้าง ทหารจำนวนมากกำลังฝึกซ้อมอาวุธกันอย่างเข้มแข็ง แต่ละคนท่าทางฮึกห้าวเหิมหาญ

พระยาบดินทร์เดชา พร้อมด้วยพระศรีสิทธิสงคราม และหลวงกำแหง เดินตรวจการฝึกซ้อมโดยมีพระยาปลัดเดินตามหลัง

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาชมการฝึกที่เข้มแข็งและกำลังใจที่ฮึกเหิมว่าต่อให้ต้องรบเป็นแรมปีก็หาเป็นกระไรไม่ สำคัญที่เสบียงแลกำลังหนุนอย่าให้ผิดพลาด พระยาปลัดรับประกันว่าจะส่งเสบียงตามกำหนดแลนำกำลัง ทัพหนุนไปทันทีที่ท่านเจ้าคุณเรียก เจ้าพระยาบดินทร์เดชา พยักหน้ารับแล้วหันถามพระศรีสิทธิสงครามว่า

“ราชการที่เมืองพัตบองเป็นอย่างไรบ้าง” พระศรีสิทธิสงครามรายงานว่าสั่งให้บำรุงซ่อมแซมค่ายคูเมืองพัตบองให้มีขนาดยาวยี่สิบสามเส้นสิบวา กว้างสิบวาแล้ว ท่านถามหลวงกำแหงว่า “การทำบาญชีพลเมืองภาคอีสานเล่า?”

“กระผมทำบาญชีที่เมืองเดชอุดม เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองยโสธร เมืองสีทันดร เมืองแสนปางแลเมืองอื่นรวมทั้งสิ้นสิบสามเมืองเรียบร้อยแล้วขอรับ”

“ถ้ากระนั้นฉันก็หมดห่วง เหลือแต่ทางด้านหลวงนายสิทธิ์เท่านั้น” พระยาปลัดได้ยินก็แปลกใจถามว่าท่าน ให้หลวงนายสิทธิ์ไปทำกระไรหรือ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา มิได้ตอบ เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ

ooooooo

สิ่งที่เจ้าพระยาบดินทร์เดชาให้หลวงนายสิทธิ์ทำคือให้ติดต่อคณะละครขุนนาฏยโกศลไปเล่นให้ทหารดูในกองทัพ

คุณปิ่นตกใจหวาดกลัวที่ต้องไปเล่นละครในกองทัพ แต่ขุนนาฏตบเข่าฉาดด้วยความยินดีที่ท่านเจ้าพระยาให้เกียรติคณะละครของตน บอกว่าเราต้องเล่นให้เต็มกำลังมิให้เสียชื่อเด็ดขาด

คุณปิ่นยังวิตกหวาดกลัว หลวงนายสิทธิ์ชี้แจงว่าคณะละครจะเล่นเฉพาะแต่ในค่ายหรือในเมืองเท่านั้นหาใช่ออกไปแนวรบไม่ เหตุเพราะเจ้าพระยาคาดการณ์ว่าศึกครั้งนี้ไม่แคล้วต้องยืดเยื้อเกรงว่าเหล่าทหารจะเคร่งเครียดอึดอัดด้วยจากบ้านจากเรือนมานาน และสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วยแล้ว

ขุนนาฏยกมือไหว้ท่วมหัวบอกให้คุณปิ่นเร่งเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆเถิด ขณะนั้นเอง ลำดวนก็วิ่งขึ้นมาบนเรือนจนถูกคุณปิ่นตำหนิว่ามิใช่เด็กแล้วยังวิ่งเป็นทโมนอยู่อีก

“ก็ลำดวนดีใจนี่เจ้าคะ ลองดูสิเจ้าคะว่าผู้ใดมา?”

ทุกคนมองไปที่บันได เห็นบัวแต่งตัวดีมีเครื่อง ประดับเต็มตัวกำลังเดินขึ้นเรือนมา ตรงเข้ากราบตักขุนนาฏและคุณปิ่น ทุกคนยิ้มแย้มดีใจเพราะไม่ได้เจอกัน นานนับแต่บัวถวายตัวเข้าไปอยู่ในวัง

บ่ายนี้ขณะลำดวนกับบัวไปเดินซื้อของที่ตลาดน้ำ และที่นี่เอง ลำดวนกับบัวได้เจอบุษย์ที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาแบกของ สภาพของบุษย์ทรุดโทรมเดินโซเซเพราะติดฝิ่น บุษย์เห็นลำดวนกับบัวก็ผละจากแถวจะมาหา ถูกทหารวิ่งไล่จับก็อ้างว่าตนไม่ได้หนีแต่จะไปหาคุณหนูลำดวน แล้วถามลำดวนว่าจำตนได้ไหม ลำดวนเพ่งมองครู่หนึ่งจึงจำได้ร้องเรียกด้วยความยินดี

“พี่บุษย์”

บุษย์เล่าว่าหลายปีมานี้ตนตามหาลุงรีทั่วเมืองปากน้ำก็ไม่เจอ มีคนแนะนำให้ไปหาในโรงฝิ่นทำให้ตนกลับติดฝิ่นเสียเอง เป็นเหตุให้แสงเนยรังเกียจจึงเรียกคนมาจับตนข้อหาหนีสักเลก

ฟังบุษย์แล้วบัวคาดว่าลุงรีอาจตายไปแล้ว ถึงอยู่ ก็ไม่รู้จะตามตัวได้ที่ใด หลวงนายสิทธิ์คาดว่าลุงรีพูดภาษาวิลาศได้เป็นที่ต้องการตัวนัก แลหลวงสรอรรถก็ไม่รู้ว่ายังมีพยานรู้เห็นอยู่ หากตนเป็นลุงรีก็คงหานายชาววิลาศคนใหม่ทำงานด้วย

ลำดวนเห็นพ้องกับหลวงนายสิทธิ์ บุษย์รีบบอกว่าตนเอาหัวเป็นประกันว่าหาจนทั่วแล้ว หลวงนายสิทธิ์จึงรับเป็นภาระสืบหาเอง ส่วนบุษย์ที่หนีการเกณฑ์ตนคงช่วยไม่ได้แต่จะให้โอนมาทำงานกับตนได้ มีข้อแม้ว่า “เจ้าต้องเลิกฝิ่นและห้ามเกียจคร้านอีก” บุษย์ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบพระคุณ

ลำดวนดีใจที่ได้หลวงนายสิทธิ์มาช่วยอีกแรง ในขณะที่บัวคิดเงียบๆว่า หากล้างมลทินพระยาบริรักษ์ได้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ตกค่ำจึงถามหลวงนายสิทธิ์ขณะเดินลงจากเรือนขุนนาฏว่า

“คุณพี่ช่วงเจ้าคะ น้องมีเรื่องสงสัยอยากจะเรียนถามเจ้าค่ะ หากล้างมลทินท่านเจ้าคุณบริรักษ์ได้จริง คุณเหมกับคุณหญิงชมจะเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

“ในเมื่อเจ้าคุณบริรักษ์มิใช่คนฆ่าวิลาศ ก็ต้องคืนศักดิ์คุณหญิงแลทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ริบมากลับไปสู่คุณหญิงชมกับพ่อเหมน่ะสิ แม่บัวถามทำไมรึ”

“ไม่มีกระไรเจ้าค่ะ น้องเพียงแต่สงสัยเท่านั้นขอบพระคุณเจ้าค่ะ” บัวยกมือไหว้ เมื่อหลวงนายสิทธิ์ไปแล้ว บัวแอบมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งว่าเหมจะกลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิม เพราะอย่างไรเสียตนก็มีใจรักเหมอยู่ไม่น้อย

ooooooo

เช้านี้ขุนศรีไชยทิตย ทำพิธีสวดเบิกไพรก่อนออกจับช้างสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกวันขณะออกป่า

บรรดาควาญช้างเห็นช้างเผือกวิ่งอยู่ตามแนวป่า ต่างช่วยกันตีเกราะเคาะไม้ไล่ต้อน

“ไล่เข้าไปเลยโว้ย ไล่มันไป พ้นแนวป่านี้จับมันได้แน่” มา ควาญช้างตัวผอมเล็กผิวคล้ำซ้ำหูตึงตะโกน

เหมอยู่ในกลุ่มควาญช้างที่วิ่งไล่ต้อน พลันเหมก็เห็นรอยเท้าช้างหลายรอยบนพื้นแต่มีรอยหนึ่งที่ใหญ่กว่ารอยอื่นมาก

“อย่าตามไป มีช้างอื่นอยู่ร่วมโขลง” เหมตะโกนบอก

“อยู่ก็อยู่ซีวะ จะจับได้อยู่แล้วต้องกลัวกระไร” ส่ง ควาญช้างตัวอ้วนใหญ่ตาฝ้าฟางคู่หูของมาตะโกนแย้ง สิ้นเสียงส่งก็ได้ยินเสียงช้างอีกตัวร้องลั่นสนั่นป่า ทุกคนหันมองเห็นช้างอีกตัวที่โผล่ตลบหลัง มาตกใจร้องลั่น

“ช้างยักษ์” ช้างใหญ่พุ่งเข้าใส่พวกควาญทันที ขุนศรีไชยทิตยเห็นดังนั้นสั่งให้กระจายกันออกไปเร็ว!

บรรดาควาญที่อยู่บนหลังช้างต่างไสช้างหนี ช้างยักษ์พุ่งเข้าใส่ช้างตัวหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง สดัมสังข์ ควาญที่อยู่บนหลังช้างลอยละลิ่วราวกับปุยนุ่นตกลงมากระแทกพื้นตายคาที่ ขุนศรีไชยทิตยสั่งกระจายออกวิ่งล่อรำแพนมันไป ส่งตะโกนบอกว่าช้างเผือกจะหนีไปได้แล้ว ขุนศรี ตะคอก “หนีก็หนีสิวะ รักษาชีวิตไว้ก่อนเถิด หรือมึงอยากตาย”

บรรดาควาญต่างพากันวิ่งเป็นวงกลมล่อช้างยักษ์ เหมวิ่งมาเจอช้างของตนที่ยืนหลบอยู่ จึงตะโกน “แม่โต ท่าวๆ” ซึ่งคือสั่งให้คุกเข่าลง เหมรีบขึ้นขี่แม่โตทันที ขุนศรีตะโกนถามว่า “เอ็งจะกระทำกระไรของเอ็งวะไอ้หมอจ่า”

“กระผมจะตามพระยาช้างเผือกขอรับ อย่างไรก็ต้องคล้องให้ได้ ไม่ปล่อยให้สดัมสังข์ต้องตายเปล่าเป็นอันขาด” แล้วตะโกนบอก “แม่โต จำเริญๆ” ซึ่งแปลว่าไปข้างหน้า แม่โตออกวิ่งไล่ตามพระยาช้างเผือกทันที ในขณะที่ขุนศรีไชยทิตยไม่สามารถช่วยได้เพราะกำลังเผชิญกับช้างยักษ์ที่บ้าคลั่ง
ในที่สุด เหมก็คล้องช้างเผือกได้สำเร็จ

ooooooo

ต่อมา...

“พระยาช้างเผือกที่คล้องได้ ถูกส่งไปให้พระยาบดินทร์เดชา ท่านจึงได้นำส่งช้างเผือกนั้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว และทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมขึ้นระวางเป็นพระยามงคลหัสดินคชินทรสีก้านสัตตบุษย์ ซึ่งเป็นช้างเผือกที่สำคัญประจำรัชกาลในเวลาต่อมา”

ที่มุมหนึ่งในป่า กองไฟใหญ่ถูกสุมขึ้น เพื่อเผาศพสดัมสังข์ เหมหยิบย่ามประจำตัวของสดัมสังข์ให้ขุนศรีไชยทิตย ขุนศรีไชยทิตยรับย่ามไปใบหน้าเศร้า เอ่ยแก่ควาญทุกคนว่า

“เราคล้องพระยาช้างเผือกได้แล้ว แต่เรายังต้องล้างแค้นด้วยการคล้องอ้ายช้างที่ฆ่าสดัมสังข์ให้จงได้ เพื่อเป็นการระลึกถึงสดัมสังข์ ข้าจะยังไม่แต่งตั้งผู้ใดเป็นสดัม แต่ตำแหน่งเสดียงจำเป็นต้องมี แลผู้ที่จะเป็นเสดียงก็คือคนที่คล้องพระยาช้างเผือกได้ อ้ายหมอจ่าผู้นี้” ขุนศรีไชยทิตยชี้ไปที่เหม

ส่งตกใจ มาที่หูตึงหันไปถาม เมื่อส่งบอก มาก็ชักสีหน้าไม่พอใจทันที ส่วนควาญทั้งหมดหันพูดคุยกันและตกลงเป็นเอกฉันท์ ต่างร้องพร้อมกัน “เสดียงๆๆๆ” เหมปลื้มปีติ ภูมิใจมากที่ได้รับการยอมรับจากทุกคน

7-8 วันต่อมา เหมนำเงินถุงใหญ่มาให้คุณหญิงชม บอกคุณหญิงแม่ว่าแบ่งกันแล้วยังเหลือมากถึงเพียงนี้ บ่นเสียดายสดัมสังข์ไม่น่าต้องตายเลย คุณหญิงบอกว่าแม่ถึงไม่อยากให้เหมเป็นควาญออกป่า ถ้าเลือกได้ก็อยากให้เหมย้ายไปอยู่อยุธยา คล้องช้างแต่ในเพนียดจะได้ปลอดภัย

“ถ้าอย่างนั้น แม่ท่านก็เตรียมไปอยู่อยุธยาเถิดขอรับ เพราะด้วยการที่ลูกคล้องช้างเผือกได้ ทำให้แม่พ้นจากตะพุ่นจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งสิ้นขอรับ อีกไม่นานคงมีหมายแจ้งตามมา แม่ท่านรอรับเถิดขอรับ”

“แม่ดีใจเหลือเกินพ่อเหม” คุณหญิงกอดเหมด้วยความดีใจ “เราจะได้เริ่มต้นใหม่เสียที ถ้าพ่อเหมออกเรือนมีลูกมีเมียเมื่อใด ชีวิตนี้แม่คงไม่ห่วงกระไรแล้ว” เหมหน้าสลดลง ยังเจ็บจากบัวไม่หายจนคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีรักอีกแล้ว...

ooooooo

บ่ายนี้ ขณะเจ้าพระยาบดินทร์เดชา เดินตรวจค่ายคูประตูหอรบอยู่นั้น เห็นพระศรีสิทธิสงครามและหลวงกำแหงเดินมาจึงรีบไปหา พระศรีสิทธิสงครามถามว่าท่านเจ้าคุณเห็นค่ายคูประตูหอรบเราเป็นอย่างไรบ้าง

ท่านเจ้าคุณบอกว่าหากจำเป็นต้องตั้งรับก็ไม่มีกระไรต้องกังวล แต่ศึกครั้งนี้ตนไม่คิดจะตั้งรับดอก หลวงกำแหงอาสาทันทีว่าถ้าจะบุกค่ายข้าศึก ตนขออาสาเป็นกองหน้าเอง

“คุณหลวงได้เป็นกองหน้าสมใจแน่ แต่อย่าผลีผลาม เพราะศึกนี้สำคัญนัก หากแพ้ ญวนคงขึ้นเป็นใหญ่ แลอาจต้องรบพุ่งเสียเลือดเนื้อกันอีกหลายปี ฉะนั้นเราจะแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด” เจ้าพระยาบดินทร์เดชาสีหน้ามุ่งมั่นเอาจริง

แผนที่เมืองพัตบองกับเมืองโปริสาทถูกกางออกมีลูกศรชี้แสดงการเดินทัพของทั้งสองเมืองกำลังเคลื่อนออกประจันหน้ากันโดยมีแม่น้ำกั้นกลาง มีเสียงบรรยายว่า...

“สถานการณ์ระหว่างสยามกับญวนยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อพระเจ้ามินมางกษัตริย์แห่งญวนได้ทรงแต่งตั้ง ‘นักองค์เม็ญ’ พระราชธิดาของสมเด็จพระอุทัยราชาขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเขมร แต่สยามก็ได้แต่งตั้ง ‘นักองค์ด้วง’ ขึ้นเป็นกษัตริย์เช่นกัน กองทัพทั้งสองฝ่ายจึงเข้าเผชิญหน้ากัน โดย ‘องเตรืองกุน’ แม่ทัพใหญ่ของญวนได้เข้ายึดเมืองโปริสาทเป็นเป็นฐานที่มั่นและให้ ‘องเดดก’ ทหารเอกของตนยกทัพมาประจันหน้ากับทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ที่ยกออกมาจากเมืองพัตบอง เป็นการเริ่มต้นสงครามครั้งใหญ่อีกครั้ง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์”

ผ่านไป 1 เดือน มีเหตุการณ์ร้ายแรงเมื่อชาวบ้านที่ออกหาของป่าถูกช้างยักษ์วิ่งเข้าทำร้ายตายไปหลายคนที่เหลือวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไปด้วยความกลัวสุดขีด

ข้าราชการผู้หนึ่งมาขอให้ขุนศรีไชยทิตยช่วยเพราะชาวบ้านเดือดร้อนและหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าป่า ขุนศรีไชยทิตยหันถามเสดียงเหม สดัมเหมตอบทันทีว่า

“เราตั้งใจจะล้างแค้นให้สดัมสังข์อยู่แล้ว ช้าเร็วก็ต้องไป ในเมื่อมันอาละวาดท้าทายเช่นนี้เรายิ่งไม่มีทางเลือก”

“เอ็งพูดต้องกับใจข้านัก ถ้ากระนั้นก็อย่าได้เห็นแก่เหนื่อยยากเลย เข้าป่าถือกรรมกันอีกสักครั้งเถิดวะ”

เมื่อเหมกลับไปบอกคุณหญิงชมว่า กรมช้างนอกจะไปปราบอ้ายสังข์ที่ก่อความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน คุณหญิงฉงนถาม “อ้ายสังข์รึ?” เหมชี้แจงว่าเป็นชื่อเจ้าช้างยักษ์ ท่านขุนเอาชื่อสดัมสังข์มาตั้งให้มันเพื่อเป็นการรำลึกถึงสดัมสังข์ คุณหญิงเป็นห่วงเหมไม่อยากให้ไป

“ไม่ได้ดอกขอรับ เพลานี้ลูกเป็นเสดียงแล้ว ไปโพนช้างจะขาดเสดียงได้อย่างไรขอรับ” คุณหญิงจึงให้เอาดาบไปด้วย เหมหัวเราะขำติงคุณหญิงแม่ว่า “อ้ายสังข์มันสูงใหญ่ราวภูเขาเลากา ดาบสองเล่มจะไปทำกระไรมันได้ขอรับ”

“แม่บอกให้เอาไปก็เอาไปเถิดน่า” พลางคุณหญิงเอาดาบใส่ย่ามให้ “มีก็ยังดีกว่าไม่มี”

“ขอรับ” เหมกอดคุณหญิงแม่ไว้ด้วยความรัก

ooooooo

คุณปิ่นสั่งหุ่นให้เก็บข้าวของมากมายนับแต่พริก เกลือ ไปจนถึงเป็ดไก่เป็นๆ เพื่อเลี้ยงไว้กินไข่ ส่วนขุนนาฏได้แต่นั่งจิบเหล้าดูอย่างสบายอารมณ์

ลำดวนเข้ามาบอกว่าคุณพระพิไชยสงครามให้คนมาเรียนว่ามีราชการด่วนที่พระมหานครคงไม่อาจคุ้มครองเราไปพัตบองได้แล้ว คุณปิ่นดีใจว่าถ้าเช่นนั้นเราก็ไม่ต้องไปสิ ขุนนาฏบอกว่าคุณพระไปไม่ได้ก็ต้องส่งคนอื่นไปคุ้มครองเราแทน

ทันใดนั้น หมื่นวิชิตก็โผล่ขึ้นมาบอกว่าตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้คุ้มครองคณะละครไปเมืองพัตบอง พลางชูเอกสารแต่งตั้งให้ดู ทำเอาคุณปิ่นถึงกับคราง “เวรกรรม...” ส่วนลำดวนก็เซ็งจนบอกไม่ถูก บ่นกับหุ่นขณะอยู่ในห้องนอนว่าหมื่นวิชิตต้องใช้เส้นสนกลในเพื่อให้ตนได้รับหน้าที่แทนเป็นแน่ ตนไม่เคยเห็นใครพูดไม่รู้ความเหมือนหมื่นวิชิตผู้นี้เลย หุ่นติติงว่าลำดวนไม่ชอบหมื่นวิชิตก็หาเป็นกระไรไม่ ด้วยแม่ครูก็ไม่ชอบเช่นกัน ระวังไว้แต่ท่านขุนก็พอ หุ่นแจกแจงว่า

“แต่ก่อนฉันก็เห็นว่าท่านขุนไม่ชอบหมื่นวิชิตเช่นกัน แต่หลังจากหมื่นวิชิตขนสุราดีมากำนัลไม่ขาดท่านขุนก็เสียงอ่อนลงไปเป็นกอง”

“แม่หุ่นคอยดูก็แล้วกัน ถ้าพ่อท่านบังคับให้ฉันแต่งงานออกเรือนกับหมื่นวิชิต ฉันจะหนีเข้าวังไปเป็น ‘คุณข้างใน’ ให้สุขสบายเหมือนพี่บัวให้ดู”

ลำดวนคาดหวังว่าไปอยู่ในวังแล้วจะสุขสบายได้เงินทองและเครื่องประดับมากมาย แต่หารู้ไม่ว่า บัวที่วาดหวังไว้ว่าไปอยู่ในวังแล้วจะได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้าม แต่ผ่านไปเป็นปีก็ยังไม่มีวี่แวว วันนี้บัวนำมะปรางริ้วไปให้หม่อมดวงแข พอได้รับคำชมก็จะขอนำไปถวายเสด็จ หม่อมดวงแขบอกว่า

“เสด็จ...เอ่อ...เสด็จไม่อยู่ดอกจ้ะ ไปอยู่กับพวกคณะละครนอกแล้ว” แต่ปลอบใจบัวว่า “ไม่ต้องน้อยใจดอกนะ ฉันจะรับไว้แทนเอง”

บัวผิดหวังหน้าจ๋อย จึงขอไปพบทับทิมที่มาเยี่ยม ระหว่างทางสวนกับข้าหลวงที่นำอินทร์ น้องชายต่างมารดาของหม่อมดวงแขเข้ามา อินทร์ตะลึงในความงามของบัวถึงกับมองเหลียวหลัง

บัวไปพบทับทิมบ่นว่าอยู่พระมหานครเหมือนกันแท้ๆ แต่กลับไม่ค่อยได้พบกัน ทับทิมถามว่าอยู่ในวังสุขสบายดีไม่ใช่หรือ ทำให้บัวยิ่งเศร้า แต่ไม่กล้าบอกเล่าความผิดหวังของตนที่หมายได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามแต่นับวันดูจะเลือนรางไปทุกที

ระหว่างนั้น อินทร์เดินผ่านมาเห็นบัวก็หยุดมอง บัวยกมือไหว้เพราะเห็นเป็นคนมาหาหม่อมดวงแข ทับทิมมองตามอินทร์บอกว่านั่นเจ้าขรัวอินทร์นี่ บัวถามว่ารู้จักหรือ ทับทิมเล่าให้ฟังว่า

“เจ้าขรัวอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแขนายของบัวอย่างไรเล่า เจ้าขรัวผู้นี้ทำการค้าใหญ่โตอยู่ทางเหนือ ท่านขุนของพี่ค้าขายด้วยบ่อยๆ พี่เลยรู้จัก”

บัวมองตามอินทร์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแขและเป็นเจ้าขรัวทำการค้าใหญ่โตอยู่ทางเหนือ แล้วบัวก็ยิ่งมีความหวังเมื่อเทียนเล่าว่า หม่อมดวงแขเล่าว่าน้องชายที่มาเยี่ยมเอาแต่ถามถึงบัวไม่ขาดปาก เทียนกระเซ้าว่าดูท่าทางจะหลงเสน่ห์นางเอกละครของเราเข้าแล้ว บัวทำเป็นเขินแต่เลียบเคียงหยั่งเชิงว่า

“ท่านเป็นถึงน้องชายของหม่อมดวงแข ก็ต้องมีศักดิ์เป็นเจ้าของเมืองเหนือ จะมาแลนางละครอย่างฉันได้อย่างไร”

“ได้สิ...ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” เทียนยิ้มกระเซ้า ทำให้บัว มีความหวังใหม่ขึ้นมา

ooooooo

มากับส่งริษยาเหมที่ได้รับความไว้วางใจจากขุนศรีไชยทิตย คิดกำจัดด้วยการแอบวางยาเหม พอหลับก็ช่วยกันแบกเหมจะเอาไปทิ้งกลางป่า แต่ร่างเหมหนักเกินกว่าจะแบกไปไหวจึงทิ้งไว้กลางทาง

ที่แท้เหมรู้ทันแผนการของทั้งสอง พอจิบน้ำรู้สึกผิดปกติรู้ว่าถูกวางยาจึงซ้อนแผนทำเป็นหลับ เมื่อทั้งสองทิ้งร่างเหมไว้กลางป่า เหมกลับไปรายงานขุน–ศรีไชยทิตย มากับส่งสารภาพว่าตั้งใจทำแค่ให้สลบแล้วเอาไปทิ้งไกลๆ เมื่อท่านขุนตื่นขึ้นมาไม่เห็นเหม โกรธจะได้ปลดออกจากเสดียง

“จริงขอรับ กระผมได้ยินอ้ายส่งอ้ายมาคุยกัน พวกมันไม่ได้คิดฆ่ากระผมดอกขอรับ” เหมรับรอง ขุนศรีไชยทิตยชี้หน้าทั้งสองบอกว่า

“ข้าเห็นแก่ว่าออกมาโพนช้างอยู่ในช่วงถือกรรมจึงเว้นโทษพวกเอ็งไว้ก่อน ออกกรรมกลับถึงพระนครเมื่อใดค่อยลงโทษพวกเอ็ง” ทั้งมาและส่งยกมือไหว้ท่วมหัวขอบพระคุณ ถูกท่านขุนไล่ตะเพิดไปให้พ้นหน้า

ทั้งสองลนลานตะเกียกตะกายหนีไปทันที

ooooooo

ระหว่างเดินทางในป่า หมื่นวิชิตเอาเหล้าองุ่นให้ขุนนาฏเพื่อเอาใจ ถูกคุณปิ่นกระแอมปรามขุนนาฏเลยไม่กล้ารับ แต่ทั้งสองก็ออกอุบาย เมื่อเดินทางต่อขุนนาฏจึงนั่งเกวียนเดียวกับหมื่นวิชิตเพื่อจะดื่มได้อย่างคล่องคอ

ตลอดทางหมื่นวิชิตตามตอแยลำดวน จนถูกลำดวนพูดตรงๆว่าหลายปีมานี้หากตนมีใจให้ก็คงรับรักไปนานแล้ว ขอหมื่นท่านอย่าได้รอคอยอีกเลยหาหญิงอื่นที่เพียบพร้อมกว่าตนไปเป็นแม่ศรีเรือนเถิด

หมื่นวิชิตตื๊อดื้อด้านว่า เพลานี้แม้ลำดวนจะไม่ชอบ พอตน แต่หากไม่มีชายใดเข้ามาสอดแทรกสักวันลำดวนก็ต้องใจอ่อน เพราะอย่างไรก็ดีกว่าเป็นสาวเทื้อขึ้นคานไม่ใช่หรือ ลำดวนจ้องหน้าพูดอย่างหงุดหงิดก่อนเดินเลี่ยงไปว่า

“พูดออกมาจากปากได้อย่างไร ช่างไม่มีศักดิ์ศรีเสียบ้างเลย”

“จะพ้นมือกูได้ก็ให้มันรู้ไป” หมื่นวิชิตจ้องตามอย่างจะเอาชนะให้ได้

ส่งกับมาถูกคาดโทษเรื่องวางยาเหมกลัวความผิดจึงหนีมาหมายโพนช้างได้สักตัวสองตัวเป็นบำเหน็จไว้ป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกลงโทษ แต่ถูกทหารที่คุ้มกันคณะละครจับได้เสียก่อน มากับส่งถามว่าคณะละครจะไปไหนตนขอไปด้วย ลำดวนบอกว่าพวกตนจะไปพัตบอง ส่งขอตามไปด้วย แต่มาที่หูตึงฟังไม่ได้สะกิดถาม เลยถูกส่งลากไปด้วยคร้านที่จะพูดหลายต่อ ทั้งสองเลยกลายเป็นตัวตลกให้ลำดวนได้หัวเราะไปคราวหนึ่ง

อินทร์มาทำบุญที่วัดเจอบัวมาทำบุญด้วย จึงมอบปิ่นทองราคาแพงให้ พูดออกตัวว่ารู้ว่าบัวมีพร้อมทุกอย่างแล้วแต่ตนก็อยากมอบปิ่นนี้ให้บัวไว้เป็นที่ระลึก เพราะเป็นปิ่นเก่าแก่ บัวไหว้ขอบคุณรับปิ่นทองนั้นไว้ อินทร์อาสาจะไปส่งบัวเข้าวังหลังทำบุญเสร็จ บัวบอกว่าตนมากับพี่สาวและคงต้องกลับพร้อมพี่สาว อินทร์จึงขอตัวกลับก่อน

ทับทิมสังเกตอยู่เดินยิ้มเข้ามาหยอกบัวว่าตนกลับคนเดียวก็ได้ บัวน่าจะไปกับขรัวอินทร์ บัวพูดแก้เกี้ยวว่าเห็นอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแข ตนจึงพูดจาปราศรัยด้วยเท่านั้น

“แค่พูดจาเท่านั้นน่ะรึ ชายอย่างเจ้าขรัวอินทร์มิได้หาได้โดยง่าย” ทับทิมยิ้มอำๆ บัวตัดบทแก้เขินชวนทับทิมรีบกลับไปเถิดเพราะยังมีขุนพิพิธกับลูกต้องดูแล ทับทิมยิ้มให้บัว เชื่อว่าคราวนี้น้องคงมีคู่แน่แล้ว

ooooooo

หมื่นวิชิตถ่วงเวลาการเดินทางเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดลำดวน แต่วันนี้เดินได้ไม่เท่าไรก็สั่งหยุดพัก เพราะหมื่นวิชิตนั่งเกวียนมากับขุนนาฏจึงปรนเปรอเหล้าเต็มที่ เมื่อสั่งพัก ขุนนาฏเมาลงมาท้าใครต่อใครให้ขึ้นต้นไม้แข่งกับตน แต่เพราะความเมาทำให้ขุนนาฏตกลงมาขาหัก ลำดวนเร่งให้รีบพาไปหาหมอ มิเช่นนั้นพ่อท่านอาจจะเดินไม่ได้อีก ทางที่จะหาหมอได้มีแต่ที่พัตบอง แต่จะไปอย่างไรเล่าในเมื่อขุนนาฏก็เจ็บอยู่และพวกเราก็ไม่ชำนาญทาง หมื่นวิชิตจึงไปลากมากับส่งให้พากลับไปหาพวกควาญ

“ถ้ามีควาญนำทางแลมีช้างให้ขี่ ไม่นานก็พาท่านขุนถึงพัตบองได้แล้วขอรับ” หมื่นวิชิตยิ้มร่า

มากับส่งไม่ยอมพาไปเกรงจะถูกลงทัณฑ์ ลำดวนขู่นิ่มๆว่า “ฉันฝากด้วยนะจ๊ะพี่ควาญทั้งสอง ฉันรู้ว่าพวกพี่กลัวโทษทัณฑ์ แต่หากพาพ่อฉันไปถึงเมืองพัตบองได้ฉันจะกราบเรียนท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชาว่าเป็นความชอบของพวกพี่ เชื่อว่าน่าจะพอหักลบลดโทษไปได้บ้าง” ส่งกับมาจึงมีความหวังขึ้นมา

ooooooo

ขุนศรีไชยทิตยและบรรดาควาญช้างถูกทหารเขมรกลุ่มหนึ่งจับตัวได้และจะฆ่าขุนศรีทิ้ง พลันมันก็ถูกเหมพุ่งดาบปักอกตาย แล้วเหมก็พุ่งเข้าไปฟาดฟันพวกมันตายเกลื่อน ที่เหลือพากันถอยหนีไม่เป็นขบวน

ขุนศรีสั่งทหารให้จับมากับส่งไว้ เพราะพอทั้งสองกลับมาไม่นานทหารเขมรกลุ่มนั้นก็จู่โจมเข้ามาเยี่ยงนี้จะไม่ให้คิดว่าทั้งสองนำพวกมันมาล้างแค้นได้อย่างไร ส่งกับมาบอกว่าขุนนาฏต้องการให้ท่านขุนศรีช่วยพาคณะละครไปเมืองพัตบองเท่านั้น ขุนศรีหาว่ามันมุสาจะมีคณะละครที่ไหนมาอยู่กลางป่าเช่นนี้

“ไม่ใช่ขอรับ ถ้าท่านขุนระแวง ให้คนตามกระผมไปที่คณะละครก่อนก็ได้ขอรับ หัวหน้าคณะชื่อขุนนาฏย–โกศล กำลังเจ็บหนักขาหักจริงๆขอรับ” มาชี้แจงลนลานเหมตกใจ นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอกับคณะละครของขุนนาฏที่กลางป่า

ลำดวนไปตักน้ำที่ริมธารเพื่อเอามาให้คุณปิ่นเช็ดตัวให้ท่านพ่อ เจอพวกควาญกำลังพาช้างลงอาบน้ำ ช้างตัวหนึ่งพ่นน้ำใส่ลำดวน เธอตกใจเกือบลื่นตกลงไปในลำธาร โชคดีที่เหมมารับไว้แต่เหมไม่อาจแสดงตัวในสภาพนี้ได้ เมื่อเหมไปแล้วลำดวนจึงรู้สึกคุ้นๆหน้าแต่ก็ไม่ติดใจเพราะจากเหมมาเป็นเวลาถึง 3 ปีแล้ว เหมที่กลายมาเป็นควาญช้างทั้งดำทั้งล่ำบึกบึน ไม่เหลือรอยลูกชายของพระยาเลย

ขุนศรีไชยทิตยฟังความจากมาและส่งจึงขี่ช้างไปดู พวกคณะละครเห็นช้างเดินเข้ามาก็ตกใจพากันแตกตื่นวิ่งหนี หมื่นวิชิตตีนไวหนีไปก่อนเพื่อน ขุนนาฏหนีไม่ได้เพราะขาหักยกมือไหว้ขุนศรีไชยทิตยบอกว่าอยากได้อะไรก็เอาไปเถิด ขุนศรีบอกว่าตนไม่ใช่โจรแต่มาดูให้เห็นกับตาว่ามีคนขาหักอย่างที่มากับส่งเล่าหรือไม่

หมื่นวิชิตเห็นไม่มีเหตุร้ายจึงมาแสดงตัวคุยโวโอ้อวดยศถาบรรดาศักดิ์ของตัวเองแลอ่อยว่าหากขุนศรี–ไชยทิตยช่วยพาขุนนาฏไปถึงพัตบองตนจะกราบเรียนเจ้าคุณผู้ใหญ่ให้สิ้น ครั้นขุนศรีบอกว่าหน้าที่ของตนคือมาคล้องช้าง หาไปส่งคนเจ็บป่วยไม่ แล้วไสช้างกลับไป ก็ถูกหมื่นวิชิตด่าตามหลังว่าทำเป็นอวดเบ่ง ตนจะให้ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่เอาไปเฆี่ยนเสียให้เข็ด

ขุนนาฏกับคุณปิ่นมองหน้ากันอย่างอ่อนใจที่คนอย่างหมื่นวิชิตเจรจาความใดก็เสียเรื่องทุกที

ooooooo

เหมกลับมาแล้วเศร้าขรึมที่เจอลำดวนแต่ไม่อาจแสดงตัวได้ในสภาพนี้ ส่วนลำดวนกลับไปแล้วก็เฝ้าแต่คิดว่าเคยเห็นหน้าควาญผู้นี้ที่ไหนแต่ก็คิดไม่ออก

เมื่อเหมคิดถึงน้ำใจของลำดวนในยามที่คุณหญิงแม่ถูกพาไปแห่ประจานและหิวน้ำแทบขาดใจ ขอความช่วยเหลือใครก็ไม่มีใครกล้าช่วย มีแต่ลำดวนเท่านั้นที่กล้าไปซื้อแตงกวามาให้คุณหญิงกินแก้กระหาย คิดแล้วซาบซึ้งน้ำใจลำดวนยิ่งนัก แต่ในยามนี้ยามที่ลำดวนต้องการความช่วยเหลือ ตนจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร

แล้วขุนศรีไชยทิตยก็ให้เหมนำช้างไปช่วยพาขุนนาฏและคณะไปพัตบอง ขุนนาฏถูกแบกขึ้นหลังช้างก็เจ็บจนร้องลั่น ขุนศรีไชยทิตยจึงยัดว่านแก้ปวดกระดูกให้กินทำให้ทุเลาปวดลงได้ชะงัด

เมื่อหยุดพักแรม ลำดวนเห็นพวกควาญช้างกินแต่ของแห้งเสบียงกรัง จึงจัดสำรับไปให้ขุนศรีไชยทิตย ลำดวนยังได้ดูวัตรปฏิบัติของชาวโพนช้างที่ตนเคยแต่ได้ยินได้ฟังแต่เพิ่งเคยเห็นกับตาคราวนี้อย่างทึ่ง เหมกินข้าวที่ขุนศรีไชยทิตยส่งให้ไม่กี่คำก็ส่งต่อให้หมอควาญที่มีศักดิ์รองจากตนแล้วลุกไป ลำดวนมองตามด้วยความรู้สึกว่าเหมพยายามหลบหน้าหลบตาตนตลอดเวลา

เช้าวันรุ่งขึ้นก็มีเหตุให้ตื่นตระหนกกันทั้งหมดเมื่อจู่ๆช้างยักษ์สังข์ก็จู่โจมขบวนของขุนศรีไชยทิตยจนทุกคนแตกกระเจิง ขุนศรีไชยทิตยสั่งควาญให้วิ่งล่อรำแพน เหมกระโจนหลบช้างยักษ์สังข์จนถูกหินบาดที่ไหล่ เมื่อช้างยักษ์สังข์หนีไปแล้ว บรรดาควาญจึงมาทำแผลให้กัน เหมทำแผลให้ควาญอื่นเสร็จก็เลี่ยงไปนั่งเคี้ยวสมุนไพรที่ริมลำธารเพื่อพอกแผลตัวเอง

ลำดวนถือร่วมยาไปบังคับทำแผลให้เหมจนเสร็จ ถามว่าเขาไม่ชอบตนหรือ เห็นเอาแต่ทำหน้าบึ้งใส่ตลอดราวกับมีความแค้นกันมาแต่หลัง เหมตอบหน้าบึ้งๆว่าไม่มีเหตุอันใดที่ตนจะไม่ชอบเธอ ลำดวนแนะนำชื่อตัวเองแล้วถามว่าเขาชื่อเสดียงหรือ เหมถึงกับกลั้นขำไม่อยู่บอกว่านั่นเป็นตำแหน่งไม่ใช่ชื่อตนดอก

“แปลก ยามหัวเราะคุ้นตานัก” ลำดวนเอะใจ แต่พอเหมหยุดขำหุบยิ้มแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น ลำดวนสังเกตเห็นรอยสักที่ท้องแขน ถามว่ารอยสักของตะพุ่นหรือ ตนมีพี่ชายต้องโทษเป็นตะพุ่น ลำดวนกำลังจะถามก็ถูกเหมทำเป็นโกรธตัดบทว่าทำแผลเสร็จก็รีบกลับไปเสียตนมีงานต้องทำอีกมาก ซักไซ้น่ารำคาญเสียจริง ลำดวนทำหน้าง้ำใส่บ่นกระปอดกระแปด

“ไปก็ได้ แค่นี้ก็ต้องดุด่ากันด้วย” แล้วเดินกระฟัด กระเฟียดไป เหมมองตามไปด้วยสีหน้าเศร้าหมองที่จำเป็นต้องทำให้ลำดวนผู้มีน้ำใจและมีพระคุณต้องขุ่นข้องน้อยใจ เพราะอายเกินกว่าที่จะให้ลำดวนจำตนได้ในสภาพนี้

ooooooo

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #4 on: 26 July 2026, 09:34:16 »


https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep7/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 7

ที่ทุ่งกว้าง สมิงสอดน้อยหรือหลวงกำแหง ถือดาบสองมือตะโกนลั่นนำทหารไทยวิ่งเข้าใส่กองทหารญวนที่กรูกันเข้าประจัญบาน แต่ไม่นานทหารญวนก็ถูกสมิงสอดน้อยควงดาบสองมือไล่ฟาดฟันจนทหารญวนแตกกระเจิง

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาดูการต่อสู้อยู่ เห็นกองทหารเขมรสงบนิ่งไม่ได้บุกไปช่วยทหารไทยเลย สีหน้าของแม่ทัพเขมรก็ดูกระอักกระอ่วนเป็นกังวลมีพิรุธ

“เหตุใดทัพเขมรถึงไม่เข้าไปช่วยเรารบ ท่านเจ้าคุณให้กระผมไปเร่งทัพเถิดขอรับ” ทหารนายหนึ่งเสนอ

“ไม่ต้อง ทัพญวนเพียงนี้ไม่พอมือหลวงกำแหงดอก ถึงทัพเขมรไม่ช่วย เราก็ชนะอยู่ดี”

เมื่อกลับมายังกระโจม สมิงสอดน้อยคุกเข่าเบื้องหน้าเจ้าพระยาบดินทร์เดชารายงานว่า

“อ้ายพวกข้าศึก เพียงแต่ส่งทหารมาหยั่งเชิงเท่านั้น เห็นว่าสู้ไม่ได้ก็ล่าถอย ยังประเมินกระไรไม่ได้ดอกขอรับ”

“ข้ารู้ แต่ที่ข้าแปลกใจก็คือทัพเขมรของนักองค์อิ่มนักองค์ด้วงต่างหาก” สมิงสอดน้อยถามว่าทัพพวกนั้นอยู่ฝ่ายเดียวกับเรามีกระไรแปลกหรือ?

“ข้ายังบอกไม่ได้ ด้วยเรื่องนี้สำคัญมาก หากผิดพลาดกระไรไป อาจกระทบถึงไมตรีระหว่างเขมรกับสยามได้ ฉะนั้นเอ็งต้องช่วยข้าปลอมตัวไปสืบข่าวที่เมืองโปริสาทให้รู้แน่ว่า เป็นไปตามที่ข้าระแวงหรือไม่”

สมิงสอดน้อยรับบัญชาสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ

ooooooo

ส่งถามขุนศรีไชยทิตยว่าเราทิ้งอ้ายสังข์ไปทั้งที่ เจอตัวมันแล้วอย่างนี้จะดีหรือ ขุนศรีตอบอย่างมั่นใจว่า

“อ้ายสังข์มันโจมตีเราเช่นนี้ แสดงว่ามันคิดสู้กับเรา ถึงเรามุ่งไปพัตบองมันก็จะไม่ห่างจากเราแน่”

หมื่นวิชิตเพียรตื๊อลำดวนอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ทหารนายหนึ่งมาแนะว่า หมื่นเฝ้าเอาอกเอาใจเช่นนี้แม่ลำดวนไม่ชายตาดอก แล้วกระซิบแผนการให้ปราบพยศลำดวน หมื่นวิชิตฟังแล้วตาลุกกระเหี้ยนกระหือรือขึ้นมาทันที

ดึกคืนนี้เอง เกิดไฟไหม้ค่ายกระโจมของคณะละคร ทุกคนขนของและวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น หมื่นวิชิตมาบัญชาการดับไฟ สั่งหุ่นให้ไปดูแลคุณปิ่นพาท่านขุนหลบไปก่อน ส่วนตัวเองบอกลำดวนให้ไปช่วยกันเอาน้ำที่ลำธารมาดับไฟแล้วรีบพาลำดวนไปยังเกวียนที่ใช้สำหรับขนน้ำ

แต่พอลำดวนขึ้นเกวียน วัวที่เทียมเกวียนตื่นไฟวิ่งเตลิดไปทันที หมื่นวิชิตได้แต่ยืนดูอย่างหัวเสีย เหมเห็น ดังนั้นไล่ตามเกวียนไปทันที

จนเช้าวันรุ่งขึ้นลำดวนยังไม่กลับ ทั้งคุณปิ่นและขุนนาฏเป็นห่วงมาก สั่งคนให้ไปช่วยกันตามหา

วัวลากเกวียนวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าสะบัดหลุดจากเกวียน ลำดวนอยู่ในเกวียนยังไม่หายตื่นตกใจ ยิ่งเมื่อโผล่มาดูไม่รู้ว่าตนอยู่แห่งหนใดก็กลัวจับใจ ลงจากเกวียนตะโกนขอความช่วยเหลือ

“มีใครอยู่บ้าง...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...”

ทันใดนั้นเสียงเสือคำรามแว่วมา ลำดวนตกใจถอยหลังกลับ พลันก็ตกใจสุดขีดเมื่อชนกับบางอย่างเข้าอย่างจัง ลำดวนร้องกรี๊ดสุดเสียง!

ooooooo

ลำดวนโล่งใจเมื่อผู้ที่ตนชนนั้นคือควาญช้างเหมนั่นเอง เหมพาเธอไปนั่งที่ริมลำธารเพื่อชำระล้างเนื้อตัวให้สดชื่น ลำดวนถามว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่ไหนถึงได้ตามมาถูก เหมพูดคุยด้วยโดยไม่หันมองว่า

“ฉันตามมาแต่เมื่อคืน แต่มันมืดนักจึงสะกดรอยไม่ได้ รอจนฟ้าสางเห็นวัวที่เทียมเกวียนกำลังเล็มหญ้าอยู่จึงคาดว่าวัวคงเตลิดหลุดออกจากเกวียน ฉันจึงเวียนหาละแวกนั้นจนเจอรอยเกวียนถึงได้ตามมาเจอแม่อีกที”

ลำดวนมองไปอีกฝั่ง ถามว่าเราต้องข้ามลำธารนี้ไปหรือ เหมบอกว่านั่นเป็นทางลัด ถ้าเราย้อนกลับไปทางเดิมกว่าจะถึงคงมืดค่ำ เห็นลำดวนกระอักกระอ่วนเหมถามว่าว่ายน้ำได้ไม่ใช่รึ คงไม่กลัวจมกระมัง

ที่แท้ลำดวนไม่ได้กลัวจมน้ำ เพราะอยู่อัมพวาว่ายน้ำเก่งมาแต่เด็ก แต่ไม่อยากเปียก

ลำดวนมองลำธารกะด้วยสายตาว่าคงลึกไม่ถึงเอว พลันเหมก็ชะงักจ้องไปที่ดงไม้ห่างไปไม่มาก เห็นเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่กำลังเดินอยู่ มันมองมาที่ตนกับลำดวน ลำดวนตกใจ เหมคว้าตัวอุ้มลุยข้ามลำธารไปทันที

เหมพาลำดวนข้ามลำธารไปได้โดยไม่เปียกแม้แต่น้อย เมื่อเหมวางลง ลำดวนเขินจนไม่กล้าสบตาเพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องมือชายและใกล้ชิดกันถึงขนาดนี้

เหมพาลำดวนเดินทางลัดไม่นานก็มาถึงกระโจมพักแรมของคณะละคร ลำดวนดีใจมากชวนเหมรีบเข้าไปกัน

“แม่ไปคนเดียวเถิด ฉันจะตามไปทีหลัง” ลำดวนมองฉงนถามว่าทำไมเล่า “ชายหญิงหายไปด้วยกันทั้งคืนถึงจะเป็นเพราะฉันตามไปช่วยก็เถอะ แต่ก็ยากที่จะพ้นคำนินทาไปได้” เห็นลำดวนนิ่งไปอย่างเข้าใจ เหมย้ำว่า “แม่กลับไปคนเดียวเถิด หากมีคนถามก็บอกว่าหาทางกลับมาเองมิได้เจอฉัน แม่จะได้ไม่เสื่อมเสีย” พูดแล้วเหมเดินเลี่ยงไปทันที

ลำดวนมองตามเหมไปด้วยความรู้สึกชื่นชมความรอบคอบและห่วงใยตนของควาญหน้าตาน่ากลัวหนวดเครารุงรังคนนี้ขึ้นมาไม่รู้ตัว

ooooooo

ทุกคนดีใจมากเมื่อเห็นลำดวนกลับมาอย่างปลอดภัย หุ่นช่วยดูแลเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ ส่วนคุณปิ่นก็รีบไปจัดสำรับให้ ทุกคนกระวีกระวาด จนลำดวนบอกว่าไม่ต้อง

“อย่าไปห้ามแม่เขาเลย เขาห่วงเจ้าจนไม่เป็นอันนอนทั้งคืน ดีนะที่เจ้าหาทางกลับเองได้มิเช่นนั้นพ่อคงต้องให้คนหามออกป่าไปตามหาเจ้าแล้ว” ขุนนาฏเอ่ย ลำดวนหน้าเจื่อนไปเพราะความจริงมิได้เป็นอย่างที่ทุกคนเข้าใจ

เหมแอบดูอยู่จนเห็นหมดเรื่องแล้วจึงกลับไป ถูกมากับส่งจับผิดทันที มาพูดประชดว่าเหมหายไปทั้งคืน

จะให้เชื่อหรือว่าแค่พาช้างไปนอนที่อื่น เหมยืนยันว่าตนพาแม่โตหนีไฟไปค้างที่อื่นจนแม่โตหายตื่นกลัวจึงพากลับมาจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ

มาไม่เชื่อแต่คิดว่าเหมอู้งานขู่จะฟ้องท่านขุนให้ปลดเหมจากเสดียงให้ดู

แม้ว่ามาจะไม่ได้ระแวงเหมเรื่องลำดวน แต่เหมก็เครียดละอายใจที่ตนโกหก คืนนี้จึงไปขอให้ขุนศรีไชยทิตยประสะให้ตนด้วยเถิด ขุนศรีถามว่าเหมทำผิดข้อใดมารึ เหมสารภาพว่าตนพูดปด ขุนศรียิ้มบางๆ ตอบอย่างรู้ทันว่า

“ข้ารู้ แม่พังโตช้างของเอ็งกลัวไฟไหม้จนหนีออกไปนอนจริงแต่มิได้ไปห่างไกลนัก แลยังกลับมาเองอีกด้วย” เหมละอายใจได้แต่นิ่ง “ครานี้ ข้าจะทำพิธีประสะ สวดปัดเสนียดให้ แต่คราวหน้า ข้าจะเรียกเงินทำขวัญแทน ถ้าเอ็งทำผิดบ่อยๆ หมดเนื้อหมดตัวแน่”

เหมหน้าเจื่อน ขุนศรีไชยทิตยสั่งให้ไปตักน้ำ เหมไหว้ขอบพระคุณแล้วเดินเลี่ยงไป

ขุนศรีไชยทิตยมองตามเหมส่ายหน้าไปมา อย่างนึกรู้ว่าเหมกำลังมีปัญหาอะไรอยู่เป็นแน่

ooooooo

หลวงสรอรรถผู้โลภโมโทสันไม่สิ้นสุดไปทำบุญที่วัด ลูกน้องสอพลอว่าคุณหลวงทำบุญคราวละมากโข ผลบุญต้องส่งให้ได้เป็นพระยา แลร่ำรวยยิ่งกว่านี้เป็นแน่

“ฮ่าๆๆ นับแต่เครือญาติข้าเสื่อมวาสนาลง ข้าก็ไม่หวังในยศศักดิ์ใดแล้ว แต่เรื่องร่ำรวยนี่ถูกใจข้านัก พวกเอ็งคอยดูเถิด สักวันข้าจะมั่งมียิ่งกว่าพระยานาหมื่นเสียอีก” ระหว่างนั้น เหลือบเห็นบัวกำลังเดินคุยยิ้มแย้มมากับอินทร์ จึงหันสั่งลูกน้องว่า “เอ็งไปสืบมาซิว่าอ้ายคนที่อยู่กับแม่บัวเป็นผู้ใด”

บัวมาส่งอินทร์ที่จะลงเรือกลับ อินทร์ถามว่าจะไม่ให้ตนไปส่งที่วังจริงรึ บัวว่าวังอยู่ใกล้เพียงเท่านี้ เดินไปหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว อินทร์มองด้วยสายตากรุ้มกริ่มมือจับชายสไบ บอกว่าตนรู้ แต่ที่ถามเพราะอยากอยู่ใกล้บัวเพิ่มขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี

บัวเขินติงว่า “อย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ ในวัดในวามันไม่งาม อินทร์จึงปล่อยชายสไบแล้วลากลับ บอกว่าจัดการงานเสร็จเมื่อใดจะมาเยี่ยมอีก
ส่งอินทร์ลงเรือไปแล้ว พอบัวหันกลับก็ต้องชะงักเมื่อเจอหลวงสรอรรถยืนยิ้มถามเย้ยว่า

“ที่หมายใหม่รึ แล้วที่บอกว่าจะเป็นหม่อมเพื่อให้ฉันกราบไหว้เล่า หมดหวังแล้วล่ะซี”

“ถึงฉันมิได้เป็นหม่อมหรือมิได้ตำแหน่งกระไรเลย ก็ยังดีกว่าเป็นเมียน้อยคุณหลวงมากนัก” บัวถูกถามจี้ใจดำก็สะบัดเสียงใส่ หลวงสรอรรถก็ยังเซ้าซี้กรุ้มกริ่มว่าตนมิได้จะให้บัวเป็นเมียน้อยแต่จะให้เป็นเมียเอกอีกคนต่างหาก ยื่นหน้าเข้าไปบอกว่า ถ้าบัวเข้าใจผิด ตนจะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอก็ได้ “พอเสียทีเถิด ฉันรังเกียจคุณหลวงไม่เข้าใจรึ”

หลวงสรอรรถแสดงความห่าม หื่น กระชากบัวเข้าไปพูดใส่หน้า “รังเกียจรึ ถ้าเช่นนั้นก็ดูหน้าฉันไว้ให้ดีๆ สักวันฉันจะทำให้แม่บัวเห็นหน้าฉันทุกเช้าค่ำอยู่กับคนที่แม่บัวรังเกียจไปจนวันตาย”

บัวดึงแขนกลับสะบัดหน้าเดินหนีไป หลวงสรอรรถจิกตามองตาม ยิ้มร้ายหมายเอาชนะบัวให้ได้

ต่อมาเมื่อหลวงสรอรรถรู้จากลูกน้องว่าอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแขแลร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติไม่แพ้พระยาพานทองก็เครียด แต่ยังโอหังว่าถ้าแค่นั้นตนก็มี สบถอย่างเจ็บใจว่า

“หมดอ้ายเหมไปหนึ่ง เสด็จก็มิได้สนใจไยดี แม่บัว แต่กลับมีอ้ายอินทร์โผล่มาขวางทางกูอีก!”

ขณะนั้นเอง เรืองเข้ามายิ้มเยาะถามว่า “แค่ผู้หญิงคนเดียวจะเป็นจะตายเชียวรึคุณหลวง” หลวงสรอรรถฉุนขาดถามว่าจีนเชียงทองส่งมาทำอะไรอีกกำไรจากขายฝิ่นก็ปันกันแล้ว เรืองบอกว่าจีนเชียงทองให้มาบอกคุณหลวงว่ามีการค้าขายรายใหม่เข้ามา มีกำไรดีกว่าค้าฝิ่นมากนัก ถามว่าคุณหลวงสนใจไหม หลวงสรอรรถตาโตถามว่าค้าขายอะไร?

“ปืน” เรืองยิ้มร้าย “พวกญวนต้องการปืนจำนวนมากไว้ทำศึกกับสยาม ถ้าคุณหลวงหาปืนไปขายให้พวกญวนได้ จะได้เงินมากกว่าค้าฝิ่นหลายเท่านัก”

หลวงสรอรรถตาเป็นประกายยิ้มร้ายขึ้นในทันที

ooooooo

ค่ำนี้ขณะบัวกำลังจัดขนมลงในโถแก้วเพื่ออบควันเทียน ก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อข้าหลวงลิ่วมาบอกอย่างร้อนใจสุดๆ ว่าเสด็จถูกฟ้องร้องโทษถึงประหาร!

เมื่อบัว เทียนและข้าหลวงคนสนิทอีกสองสามคนเข้าไปพบหม่อมดวงแขในห้อง หม่อมเล่าด้วยสีหน้าเครียดจัดว่า

“พระยาธนูจักรฟ้องร้องว่าเสด็จทรงตัดสินคดีความโดยไม่เป็นธรรม เพราะรับสินบนจากสมิงพิทักษ์เทวา เป็นเหตุให้ลูกชายท่านต้องโทษ สมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวทรงพิจารณาอยู่ หากผิดจริง...” หม่อมดวงแข สะอึกอั้นไม่กล้าพูดต่อ

เทียนไม่เชื่อเพราะเสด็จมีทรัพย์สมบัติมากมายแล้วจะรับสินบนทำไม ส่วนบัวถามหม่อมดวงแขว่าจริงหรือเจ้าคะ?

“ฉันไม่แน่ใจนักดอก แต่สมิงพิทักษ์เทวาสนิทสนมคุ้นเคยกับพวกโขนละครนอกของเสด็จ หากมีการให้สินบนกันจริงก็ผ่านพวกโขนละครนอกเหล่านั้น”

บัวอึ้งไป เพราะอยู่วังมาหลายปีได้ยินได้ฟังอะไรมาบ้างแล้ว ฟังหม่อมดวงแขพูดแล้วเลยคิดว่าน่าจะมีโอกาสเป็นจริง พยายามตั้งสติถามหม่อมว่า

“แล้วหากเป็นเรื่องจริง จะต้องถึงกับประหารเชียวหรือเจ้าคะ”

หม่อมดวงแขอึ้งไปครู่หนึ่งจึงพยักหน้า บรรดาข้าหลวงต่างพากันร้องไห้ระงม แต่บัวนิ่ง คิดจะหาทางเอาตัวรอดอย่างไรดี?

ooooooo

คืนนี้ลำดวนคิดถึงความมีน้ำใจแลสุภาพของควาญเครารกนอนไม่หลับ เห็นหุ่นหลับไปแล้วจึงหยิบผ้าคลุมไหล่เดินออกไปนอกกระโจม ขณะกำลังรู้สึกสบายกับอากาศเย็นสดชื่นนั่นเอง ลำดวนก็ต้องเสียอารมณ์เมื่อหมื่นวิชิตเข้ามาทัก

หมื่นวิชิตยังตามตื๊อดื้อด้านจนลำดวนบอกว่าหากยังจะให้นับถือกันต่อไปก็ขอให้เลิกวุ่นวายกับตนเสียเถิดแล้วกลับเข้ากระโจมไป หมื่นวิชิตมองตามพึมพำอย่างเจ็บใจ...

“ยโสนัก ให้มันรู้ไปว่าชาตินี้กูจะไม่ได้หลานสาวเจ้าพระยามากราบตีนกูก่อนนอน!”

ฝ่ายสมิงสอดน้อยที่ไปสืบเรื่องทหารญวนกับทหารเขมรตามบัญชาของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ปลอมตัวเป็นชาวบ้านนำพืชผลบรรทุกเกวียนเข้าไปในเมืองโปริสาท สมิงสอดน้อยกำชับทหารที่มาด้วยว่า

“ช่วยกันจำให้แม่นยำ มีกระไรอยู่ที่ใดอย่าให้พลาดเชียว จะได้เอาไปเขียนแผนที่ให้ท่านเจ้าพระยา”

จากการสังเกตสอดแนม สมิงสอดน้อยเห็นถึงความผิดปกติของทหารเขมรกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือเดินเป็นระเบียบผ่านไป แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าเรื่องอะไร

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเดินตรวจความเรียบร้อยของทหาร และคุยกับพระศรีสิทธิสงครามที่เมืองพัตบองว่า

“เพลานี้ หลวงกำแหงคงลอบเข้าไปในเมืองโปริสาทได้แล้ว ฉันกลัวนักว่าสิ่งที่ฉันคิดจะเป็นจริง หากเป็นเช่นนั้น ศึกนี้คงหนักขึ้นอีกมาก” พระศรีสิทธิสงครามรายงานว่าได้แจ้งไปยังพระยาปลัดแล้วว่านอกจากขนเสบียงมาเพิ่มแล้วยังให้เกณฑ์ทหารมาสมทบอีกด้วย แม้ศึกนี้จะใหญ่กว่าที่คาดเราก็ยังรับมือได้ “แล้วหากทัพเขมรที่สวามิภักดิ์ต่อสยามเกิดแปรพักตร์เล่า”

พระศรีสิทธิสงครามตกใจถามว่าเหตุใดท่านเจ้าคุณถึงคิดเช่นนั้น? เจ้าพระยาบดินทร์เดชาบอกว่ายังไม่มีหลักฐาน เพียงแต่สงสัยเท่านั้นจึงส่งหลวงกำแหงไปหาข่าว พระศรีสิทธิสงครามเครียดหนัก ถามว่า

“หากเป็นจริง เท่ากับเราต้องรับทั้งศึกญวนแลศึกเขมรพร้อมกัน แลทัพเขมรที่อยู่กับเราตอนนี้ ก็อาจจะหันดาบเข้าใส่เราก็เป็นได้”

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเครียด เพราะคิดเรื่องนี้อยู่เช่นกันจึงอดหวั่นใจไม่ได้

ooooooo

คืนนี้ที่กลางป่า ขุนศรีไชยทิตยเห็นนกฝูงใหญ่พากันแตกฮือบินผ่านไป จึงดึงต้นหญ้าใกล้มือขึ้นดม พลันก็สั่งทุกคนอย่างตึงเครียดว่าพายุกำลังจะมาให้เร่งหาที่หลบฝนประเดี๋ยวนี้

หมื่นวิชิตหงุดหงิดหาว่าขุนศรีไชยทิตยเพ้อเจ้อ ฝนฟ้ากระไร ฟ้าสว่างแจ้งออกปานนี้ แล้วเดินเลี่ยงไปอย่างไม่สนใจ แต่เมื่อเหมและควาญพากันเตรียมรับมือพายุ ทหารกับพวกขุนนาฏจึงทำตาม หมื่นวิชิตเห็นดังนั้นรู้สึกเสียหน้าเลยยิ่งพาลเกลียดพวกควาญมากขึ้น

ผ่านไปเพียงครู่ใหญ่ ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก พายุพัดแรงจนเพิงพักแทบจะทานแรงลมไม่ได้ กระโจมถูกลมพัดตลบขึ้น จนขุนนาฏ คุณปิ่น ลำดวน และหุ่นที่อยู่ในกระโจมพากันตื่นกลัว ลำดวนกับหุ่นช่วยกันจับกระโจมไม่ให้ฝนสาดเข้ามา จนขุนนาฏบอกให้พอเถิดเปียกก็เปียกไป ให้ไปหลบกับพวกข้างนอกก็ได้

แต่ด้วยความเป็นห่วงท่านพ่อ ลำดวนกับหุ่นช่วยกันดึงกระโจมไว้แต่ก็สู้แรงลมไม่ไหว จนผ้าพัดปลิวไปหมด ทันใดนั้นเอง เหมวิ่งเข้ามาช่วยจับกระโจมไว้ แม้ตัวเองจะเปียกจนชุ่มแต่ก็ช่วยไม่ให้ฝนสาดเข้าไปในกระโจมได้

“เสดียง” ลำดวนอุทานอย่างซึ้งใจ

แต่หมื่นวิชิตไปหลบพายุที่เพิงพักให้ลูกน้องล้อมรอบกันพายุให้ตัวเอง กลับมองเหมอย่างหมั่นไส้ หาว่าทำเอาหน้า

“พ่อควาญเครารกช่างมีน้ำใจนัก” หุ่นเอ่ยอย่างชื่นชม ลำดวนอยู่ในกระโจมเห็นเหมเปียกโชก ดึงกระโจมไว้ไม่ให้ฝนสาดเข้ามา ก็ยิ่งซาบซึ้งในน้ำใจของควาญหนุ่มผู้นี้

รุ่งขึ้น ขุนนาฏให้คุณปิ่นจัดผ้าลายอย่าง คือผ้าที่แขกอินเดียทอคิดลวดลายตามใจชอบ กับผ้าย่ำมะหวาดคือผ้าลายที่ทำจากผ้าขาวจากต่างประเทศเป็นผ้าคุณภาพดี มามอบตอบแทนน้ำใจบรรดาควาญที่ช่วยในคืนพายุหนัก

ขุนนาฏมอบผ้าย่ำมะหวาดแก่ขุนศรีไชยทิตย และมอบผ้าลายอย่างแก่บรรดาควาญแต่ไม่มีควาญเครารกที่มาช่วยดึงผ้าคลุมกระโจมมารับผ้าด้วย ทุกคนพากันมองหาแต่ไม่เจอ

ผ่านพายุกระหน่ำไปไม่ทันไร คณะละครก็ปั่นป่วนแตกกระเจิงเมื่อถูกช้างสังข์บุกเข้ามาอาละวาด ขุนศรีไชยทิตยยิงหน้าไม้ใส่ช้างสังข์ แม้ไม่ระคายผิวแต่ช้างสังข์ก็หันมาเล่นงานฟาดงวงใส่ขุนศรีไชยทิตยทันที

เหมเห็นดังนั้นพุ่งเข้าไปวิ่งล่อช้างสังข์ไปทางอื่นอย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย จนช้างสังข์วิ่งพ้นไปจากกระโจมยังความโล่งใจแก่ทุกคน

เหมล่อช้างสังข์เข้าป่าลึกแล้วหลบซ่อนตัวอยู่จนช้างสังข์วิ่งผ่านไปแล้ว เหมจึงออกมาย้อนกลับไปยังกระโจม

ขุนศรีไชยทิตยถูกช้างสังข์ทำร้ายบาดเจ็บ คาดว่าต้องพักรักษาตัวถึงกึ่งเดือน ขุนศรีชื่นชมเหมที่ล่อช้างสังข์ไป หาไม่แล้วคงต้องมีคนตายกันบ้างเป็นแน่ หุ่นและคุณปิ่นกลัวมาก คุณปิ่นบอกให้เรารีบหนีกันเถิด หากมันย้อนกลับมาเราอาจไม่โชคดีเหมือนคราวนี้ หมื่นวิชิตแทรกขึ้นอย่างขัดเคืองว่า เป็นเพราะพวกขุนศรีไชยทิตยไปรังควานช้างก่อน หากไม่แล้วมันคงไม่มาทำร้ายพวกเราดอก

“พูดอย่างนี้ได้อย่างไร พวกท่านขุนโพนช้างอยู่ก่อนแล้ว พวกเราต่างหากที่ไปขอให้ท่านขุนช่วยเหลือ พอเกิดเรื่องกลับพาลไปโทษท่าน ไม่ได้คิดสำนึกบุญคุณกันบ้างเลยรึ” ลำดวนโพล่งขึ้น ทำให้หมื่นวิชิตหงุดหงิดแต่ไม่กล้าตอบโต้

ขุนศรีไชยทิตยหันไปถามเหมว่า จะว่าอย่างไร เหมเสนอว่าหากมีครั้งนี้ก็คงมีครั้งต่อไป ต่อให้เราแยกออกไปก็ใช่ว่ามันจะไม่ย้อนมาทำร้ายคณะละครของท่านขุนนาฏอีก

“แล้วจะทำอย่างไรกันดีเล่าพ่อ” ขุนนาฏกลัวมาก

“เราต้องจับมันให้ได้ ก่อนที่มันจะทำร้ายใครอีก” เหมเด็ดเดี่ยวมาก ถูกหมื่นวิชิตเย้ยว่ามันใหญ่โตดุร้ายปานนั้นจะเอาอะไรไปจับมัน เหมหันบอกขุนศรีไชยทิตยว่า “ฉันจะใช้แม่พังโตเป็นช้างต่อ ล่อให้มันออกมา แม่พังชำนาญใช้งวงผูกเงื่อนเชือกคล้องขา หากเราคล้องขาอ้ายสังข์ได้ เราก็จะช่วยกันจับมันเอาไว้ได้”

“วิธีนี้เสี่ยงภัยนัก แลข้าเองตอนนี้ก็คงช่วยเหลือเอ็งไม่ได้ หากพลาดพลั้งขึ้นมา เอ็งอาจจะถึงตายก็เป็นได้” ขุนศรีติง

“แม้เสี่ยงก็ต้องทำขอรับ เพราะเราไม่มีหนทางอื่นแล้ว” เหมเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นมาก แม้ขุนศรีไชยทิตยจะหนักใจแต่ก็ไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ ลำดวนรู้ว่างานนี้มีอันตรายที่อาจถึงชีวิตก็ยิ่งเป็นห่วงเหมมาก

ooooooo

สายวันนี้ขณะเหมกำลังทายาเหลวๆ ข้นๆ ให้พังโต ลำดวนเข้ามาถามว่าทายาให้แม่พังโตหรือ แม่พังโตเจ็บป่วยเป็นอะไร

“มิได้เจ็บป่วย แต่เป็นยาที่ทาล่ออ้ายสังข์ หากมันได้กลิ่นก็จะเข้ามาหาแม่พังโต แลหากมันหลงเสน่ห์แม่พังโต ก็จะมีโอกาสจับมันได้”

ลำดวนหัวเราะขำๆ รำพึงว่า “ช้างก็ไม่ต่างจากคนรึ ในขุนช้างขุนแผน ผู้คนต้องฆ่ากันตายมากมายก็เพราะนางพิมเป็นเหตุ มิคิดว่าช้างตัวผู้ก็ถูกจับเพราะช้างตัวเมียได้”

“มิว่าช้างหรือคน หากหลงใหลแล้วก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้น แต่นางพิมมิได้เป็นเหตุในการเข่นฆ่ากันดอก เป็นเพราะใจที่ไม่รู้จักพอของขุนช้างขุนแผนเสียมากกว่า”

“นี่พ่อเคยอ่านขุนช้างขุนแผนด้วยรึ” ลำดวนถามทึ่ง เหมตกใจที่พลั้งปากไปเพราะควาญอย่างตนไม่น่าจะอ่านขุนช้างขุนแผน รีบตัดบทว่าลำดวนมีอะไรกับตนหรือตนมีงานอีกมากไม่มีเวลามาพูดเล่นด้วยดอก

ลำดวนถอดสร้อยพระที่คอออก ยกขึ้นจบก่อนยื่นให้เหมบอกว่า

“พ่อออกไปโพนช้างคราวนี้อันตรายนัก ฉันยกให้พ่อ เพื่อที่คุณของพระรัตนตรัยจะได้คุ้มครองพ่อให้ปลอดภัย”

เหมอึ้งไปด้วยความซาบซึ้งน้ำใจของลำดวน และตอบแทนน้ำใจด้วยการมอบแหวนหางช้างให้ ลำดวนดีใจยิ้มหวานให้ถามว่าเขาถักให้ตนหรือ เหมปั้นหน้าขรึมกลบเกลื่อนความเขิน หันไปทายาให้พังโตทำเป็นง่วนกับการทายาแต่แอบมอง เห็นลำดวนใส่แหวนได้พอดีก็ยิ่งปลื้ม จนต้องหลบไปทายาให้พังโตอีกฟากหนึ่งปกปิดอาการของตัวเอง

ลำดวนดูออก แอบยิ้มขำอาการเขินของชายเครารกครึ้มร่างบึกบึน ก้มมองแหวนที่นิ้วยิ้มอย่างประทับใจ

ooooooo

ที่สวนบ้านหลวงสรอรรถ เรืองและลูกน้องช่วยกันขุดลังบรรจุปืนที่ฝังอยู่ขึ้นมามากมาย หลวงสรอรรถพาพระยาปลัดไปดู ยิ้มเจ้าเล่ห์บอกว่า

“ของสะสมของกระผมขอรับ ซื้อเก็บไว้ทีละเล็กละน้อย นี่ยังมีอีกมากนะขอรับ”

“มิน่าเล่า คุณหลวงจึงรับปากข้าง่ายดายนัก ที่แท้ก็มีของไว้รอหากำไรอยู่แล้ว” เรืองหัวเราะร่า

“ข้าจะได้กำไรมากน้อยเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับท่านเจ้าคุณจะเมตตา” หลวงสรอรรถมองไปทางพระยาปลัด

“คุณหลวงจะให้ฉันขนปืนพวกนี้ไปกับกองทัพของฉันล่ะสิ ฉันต้องขนเสบียงแลนำทหารไปสมทบที่พัตบองอยู่แล้ว ถ้านำปืนพวกนี้ไปด้วยก็หาผิดสังเกตไม่ จากนั้นคุณหลวงค่อยลอบเอาไปขายที่โปริสาทอย่างง่ายดาย” พระยาปลัดพูดอย่างรู้กัน หลวงสรอรรถหัวเราะชอบใจว่าท่านเจ้าคุณช่างรู้ใจตนดีจริงๆ

พระยาปลัดติงว่าปืนพวกนี้จะเป็นอาวุธย้อนกลับมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ถามว่าคุณหลวงคิดดีแล้วหรือ

“ทุกวันนี้ ดีฉันค้าฝิ่น ก็มิใช่ทำร้ายคนไทยกันเองหรือขอรับ ถ้าจะค้าปืนบ้างจะแปลกกระไร มีแต่จะได้เงินทองมากขึ้น แลส่วนแบ่งที่ท่านเจ้าคุณจะได้ก็มากขึ้นด้วย”

พระยาปลัดถอนใจเบาๆ คิดว่าตนทำผิดมามากแล้วจะผิดอีกสักนิดก็คงไม่เป็นไร หลวงสรอรรถกับเรืองจับสังเกตอยู่ต่างยิ้มให้กันกับงานที่ง่ายเกินคาด

การซ่อนลังอาวุธบนรถเสบียงของพระยาปลัด แม้จะถูกทหารตรวจแต่ก็รอดพ้น เรืองที่ปลอมตัวเป็นทหารถูกสอบถามเพราะไม่คุ้นหน้า พระยาปลัดก็ออกหน้ามาบอกว่าเป็นทหารคัดเลือกใหม่ ก็รอดพ้นไปได้อีก

พระยาปลัดถามเรืองว่าหลวงสรอรรถไปไหน เรืองบอกว่ารอท่านอยู่ในกระโจมแล้ว ครั้นพระยาปลัดไปที่กระโจม หลวงสรรอรรถเชิญให้เปิดกระโจมเข้าไป พอพระยาปลัดเห็นเด็กผู้หญิงอยู่ในนั้นก็ยิ้มพอใจ

หลวงสรอรรถพูดอย่างเลือดเย็นว่า ตนแสวงหาให้เจ้าคุณเป็นการเฉพาะ เพื่อระหว่างทางจะได้มีกระไรทำ แล้วกระซิบ

“การศึกสงครามย่อมจับได้เชลย คงมีเชลยเช่นนี้อีกมากให้ท่านเจ้าคุณ แลถึงตายไปก็หามีใครสนใจเชลยศึกไม่”

พระยาปลัดยิ้มพอใจ เข้าในกระโจมแล้วปิดผ้าคลุมกระโจมลงทันที หลวงสรอรรถแสยะยิ้มที่จับจุดอ่อนของพระยาปลัดได้ เยี่ยงนี้แล้ว พระยาปลัดก็เหมือนลูกไก่ในกำมือตนที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

ooooooo

ในที่สุด เหมก็ใช้แม่พังโตล่อจับช้างสังข์ได้ แต่เหมก็ได้รับบาดเจ็บถูกเชือกที่ล่ามช้างสังข์บาดเป็นแผลทั้งสองมือ

คืนนี้...บริเวณกระโจมที่พักของคณะละคร จึงมีการฉลองกันอย่างครึกครื้น ขุนนาฏ หมื่นวิชิตและพวกทหารร้องรำทำเพลง กินเหล้ากันอย่างสนุกสนานโดยมีลำดวน คุณปิ่น หุ่น และพวกนางรำคอยทำอาหารและนำเหล้ามาให้

เหม ขุนศรีไชยทิตยและพวกควาญต่างร้องรำทำเพลงดีอกดีใจกัน เพียงแต่อยู่ในระหว่างถือกรรมทำให้พวก ควาญกินเหล้าไม่ได้ ลำดวนยกอาหารมาให้พวกควาญพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า

“กินเยอะๆนะจ๊ะ แม่ท่านบอกว่าจับอ้ายช้างยักษ์ได้นับว่าน่ายินดีนัก ต่อให้เสบียงหมดก็ไม่เป็นกระไรจ้ะ”

พวกควาญต่างกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ลำดวนถามเหมที่นั่งพักผ่อนสบายๆอยู่ว่า แผลที่มือเป็นอย่างไรบ้าง

“แค่โดนเชือกบาดไม่เป็นกระไรนักดอก” เหมจับสร้อยพระที่ลำดวนให้บอกว่า “คงเป็นเพราะสร้อยพระที่แม่ให้ฉันมาคุ้มครอง ฉันจึงแคล้วคลาดภยันตรายมาได้”

ลำดวนยิ้มเขิน เหมมองแหวนถักจากหางช้างที่นิ้วลำดวนแล้วยิ้มดีใจ

“แล้วช้างยักษ์เล่า ฉันยังไม่เห็นเลย พ่อเอาไปล่ามไว้ที่ใด” ลำดวนเปลี่ยนเรื่อง

“ฉันล่ามอ้ายสังข์ไว้ด้านโน้น ให้อยู่กับแม่พังโตจะได้ไม่ตกมัน คงพลอดรักกันประสาช้างกระมัง แม่อยากไปดูหรือไม่เล่า”

“บ้า...ใครจักอยากไปดูช้างพลอดรัก” ลำดวนทิ้งค้อนเขินแล้วเมินไปทางอื่น

หมื่นวิชิตเห็นลำดวนกับเหมคุยกันอย่างสนิทสนมยิ้มแย้มแจ่มใสก็โมโหหึง ถามทหารในวงเหล้าว่าอ้ายควาญนั่นมันมีกระไรดี แม่ลำดวนถึงได้ยิ้มระรื่นนัก ทหารสอพลอว่า

“ท่านหมื่นอย่ากังวลเลย อ้ายควาญเถื่อนเช่นนั้นจะมาเปรียบกระไรกับหมื่นท่าน”

“พูดถูกใจกูนัก เอ้า...กินเข้าไป ถึงพัตบองเมื่อใดกูจะเลี้ยงพวกมึงให้ถึงขนาด” หมื่นวิชิตหันไปดื่มเหล้าเฮฮากับทหารในขณะที่เหมยังพูดคุยกับลำดวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ

ooooooo

รุ่งขึ้น คาราวานคณะละครออกเดินทางบ่ายหน้าไปยังพัตบอง ขุนนาฏกับคุณปิ่นนั่งอยู่บนหลังช้างเดียวกัน ส่วนลำดวนกับหุ่นนั่งอยู่บนหลังช้างอีกตัว
หมื่นวิชิตขี่ม้าคอยชำเลืองลำดวน เมื่อสบตา ลำดวนก็เมินไปทางอื่นทำให้หมื่นวิชิตไม่พอใจ ส่วนเหมขี่ช้างอยู่นำหน้า

ตกค่ำขบวนหยุดพักค้างแรม ขุนศรีไชยทิตยกินยาหม้อที่ส่งกับมาเอามาให้ มีพวกควาญเดินเวรยามใกล้ๆ ส่วนหมื่นวิชิตตั้งวงเหล้ากับทหารกลุ่มหนึ่ง หมื่นวิชิตเริ่มเมา มองมาทางพวกควาญพูดอย่างหมั่นไส้

“อ้ายพวกควาญ คุมสัตว์ใหญ่เข้าหน่อย ยโสโอหังนัก ถึงพัตบองเมื่อใด ได้เห็นดีกันแน่”

ทหารคนหนึ่งถามว่า “ท่านหมื่นยังจะอาฆาตพวกควาญอยู่หรือ ถ้าไม่ได้พวกมันเราก็มาไม่ถึงที่นี่ดอก”

“หุบปาก! หากมึงขืนพูดเข้าข้างพวกมันอีกคำเดียวได้เห็นดีกัน” หมื่นวิชิตตวาด ทหารนายนั้นเลยเงียบกริบ แต่หมื่นวิชิตยังพล่ามอย่างผยอง “กูเกลียดนัก อ้ายพวกที่ดูถูกดูแคลนกู คอยดูเถิดกูจะสั่งสอนพวกมันทุกคน”

ทันใดนั้น หมื่นวิชิตเห็นลำดวนเดินถือขันใส่น้ำ ออกจากกระโจมของขุนนาฏสวนกับหุ่นพอดี หุ่นถามว่า จะไปไหนรึ ลำดวนบอกว่าจะไปตักน้ำที่ลำธารมาให้พ่อท่าน หุ่นให้รอจะไปเป็นเพื่อน ลำดวนบอกไม่ต้อง ตนไปครู่เดียวเดี๋ยวก็กลับแล้ว หมื่นวิชิตได้ยินจิกตามองแล้วลุกตามไป

ลำดวนตักน้ำแล้วจะกลับ พอหันมาก็เจอหมื่นวิชิตมายืนเกือบติดตัว ลำดวนตกใจ ต่อว่าที่มาไม่ให้สุ้มเสียง แล้วจะเลี่ยงไป หมื่นวิชิตคว้ามือไว้ ลำดวนโมโหบอกให้ปล่อยเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นจะร้องให้อึง หมื่นวิชิตท้าให้ร้องเลยทุกคนจะได้รู้กันทั่วว่าอ้ายหมื่นคนนี้รักชอบแม่ลำดวนเพียงใด

ลำดวนไม่กล้าร้องเพราะอายคน เอาแต่ดิ้นและบอกให้ปล่อย เมาจนพูดจาไม่รู้เรื่องเช่นนี้ก็อย่ามาคุยกัน

“ไม่เมา! แม่ลำดวนอย่ามาดูถูกฉัน ฉันเพียรเกี้ยวแม่ลำดวนมานานปี แต่แม่ลำดวนไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตา ถือว่าเป็นหลานเจ้าพระยาพระคลังแล้วจะเยาะกันได้รึ” ลำดวนถามว่าตนเยาะตั้งแต่เมื่อใด ตนไม่ชอบนิสัยใจคอของหัวหมื่นต่างหาก “ทำไม นิสัยใจคอฉันเป็นเช่นไร แม่จะบอกว่าฉันเลวรึ แต่ถึงฉันจะเลว ฉันก็เป็นหลานพระยานครนายก ไม่มีใครคู่ควรกับแม่เท่าฉันอีกแล้ว”

หมื่นวิชิตดึงลำดวนเข้าไปกอดจูบ ลำดวนดันเอาไว้ สู้สุดฤทธิ์ทำตะเกียงตกพื้น ร้องขอความช่วยเหลือ อย่างหมดห่วงเรื่องอาย ขณะกำลังผลักดันกันนัวเนียนั่นเอง มีหินก้อนหนึ่งขว้างมาถูกข้อพับหลังหัวเข่าหมื่นวิชิตอย่างแรงจนร้องโอ๊ยทรุดลง ลำดวนฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีไป หมื่นวิชิตลุกขึ้นจะตามแต่ไม่ทัน ได้แต่ยืนเจ็บใจอยู่ในความมืด

ทันใดนั้นมีใบไม้ที่ขยำเป็นก้อนยัดปากหมื่นวิชิตเข้าไปเต็มๆ แล้วลากหายไปในความมืด

ลำดวนกลับถึงกระโจมมือเปล่า ปดคุณปิ่นว่าทำน้ำหกระหว่างทาง คุณปิ่นค้อนใส่อย่างขัดใจเดินออกจากกระโจมไป ลำดวนยังใจไม่อยู่กับตัวคิดไม่ตกว่าจะเล่าให้คุณปิ่นฟังดีหรือไม่ จนหุ่นมาเรียกหลายครั้งจึงสะดุ้ง หุ่นถามว่ามีอะไรหรือทำไมทำหน้าเช่นนั้น ลำดวนอึกอักไม่รู้จะเล่าดีหรือไม่ พลันก็มีเสียงทหารตะโกนบอกกันว่าหมื่นวิชิตถูกทำร้ายให้ไปช่วยกันเร็ว

ทุกคนตกใจ อึดใจเดียวหมื่นวิชิตก็ถูกหิ้วปีกมาในสภาพถูกซ้อมสะบักสะบอมหน้าตาบวมปูด

“เกิดกระไรขึ้น ใครทำหมื่นวิชิต” ขุนนาฏตกใจ

ลำดวนเอะใจว่าใครทำหมื่นวิชิต เหลือบไปเห็นเหมยืนมองหมื่นวิชิตยิ้มๆ พอสบตาลำดวนก็ตีหน้าขรึมแล้วเลี่ยงไป ลำดวนสงสัยว่าคนที่เล่นงานหมื่นวิชิตอาจเป็นเหมนั่นเอง

ooooooo

อินทร์ยังเพียรมาหาบัว วันนี้อินทร์ปรารภว่า เรื่องเสด็จนั้นโจษกันทั่วพระมหานครแล้ว ตนสงสารหม่อมก็ได้แต่ปลอบว่า ต่อให้เสด็จต้องโทษจริงก็คงไม่ถึงลูกเมีย แต่แท้จริงตนก็หวั่นใจไม่น้อย

“แต่ฉันเชื่อนะเจ้าคะ ว่าถึงเสด็จท่านจะผิดจริง แต่ความชอบที่มีนั้นเกินกว่าโทษนัก คงไม่หนักหนากระไรดอกเจ้าค่ะจะมีก็แต่ข้ารับใช้ที่พึ่งใบบุญเสด็จอย่างฉันเท่านั้นล่ะยังมิรู้จะทำเช่นไรต่อไปเลย” บัวตีหน้าเศร้า

“แม่บัวอย่าได้กังวลเลย” อินทร์จับมือบัวทำกรุ้มกริ่ม “หากฉันยังอยู่ ฉันจะมิยอมให้แม่บัวต้องตกระกำลำบากเป็นอันขาด” บัวเขินติงว่านี่กลางตลาดนะเจ้าคะ อินทร์จึงปล่อยมืออย่างเสียดาย “ฉันคงต้องไปก่อน แล้วจะหาโอกาสไปเยี่ยมแม่บัวในวังนะ”

พอแยกจากอินทร์ บัวเห็นคุณหญิงชมเดินหาบผักผลไม้เหงื่อท่วมตัวผ่านมา บัวมองตามอย่างคิดไม่ถึง แต่ก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงไม่ทักทาย มองคุณหญิงแล้วส่ายหน้า บอกกับตัวเองว่า “คิดถูกแล้วจริงๆ”

ผิดกับหญิงชาวบ้านที่ถือขันน้ำมาให้คุณหญิงดื่ม ถามว่าคุณหญิงก็ได้ปลดพ้นตะพุ่นแล้วจะมาทำงานหนักทำไม ลูกชายก็ได้เป็นควาญมีเงินทองอยู่มิใช่รึ

“ฉันอยากช่วยพ่อเหมน่ะจ้ะ แลตั้งใจจะเก็บเงินทองไว้ปลูกเรือนให้พ่อเหมด้วย ช่วยกันหาอีกทาง พ่อเหมจะได้ไม่เหน็ดเหนื่อยเกินไป”

“ขยันเสียจริง ถ้าเช่นนั้น ดายหญ้าเสร็จแล้วอย่าเพิ่งกลับนะ อยู่กินข้าวปลาด้วยกันก่อน”

“จ้ะ” คุณหญิงยิ้มให้อย่างชื่นใจในน้ำใจจากคนยากไร้ด้วยกัน

ooooooo

วันนี้ขณะเหมป้อนหญ้าให้แม่พังโตนั้น ลำดวนนั่งคุยอยู่ใกล้ๆ เหมถามว่าเหตุใดจึงไม่บอกพ่อแม่ว่าอ้ายหมื่นนั่นมันทำบัดสีอย่างไร ลำดวนหน้าจ๋อยยอมรับว่าตนอายและกลัวไม่กล้าบอก

เหมติงว่ายิ่งกลัวอายก็เหมือนให้ท้ายอ้ายหมื่นวิชิตให้มันกำเริบเหิมเกริมมากขึ้น เตือนว่าระวังเถิดสักวันจะนำภัยมาให้

“ไม่กระมัง เมื่อคืนพ่อเสดียงช่วยฉันล้างอาย เล่นงานหมื่นวิชิตเสียปางตาย คงไม่กล้าอีกดอก” เหมตกใจที่ลำดวนรู้ แกล้งเมินไปทางอื่นทำไขสือถามว่าพูดเรื่องอะไรตนไม่รู้เรื่อง ทำให้ลำดวนยิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือเหมแน่ๆ เลยถามว่า “ฉันมีพี่ชายที่นับถือคนหนึ่งต้องโทษเป็นตะพุ่นช้าง พ่อเองมีรอยสักตะพุ่นที่ท้องแขน มิรู้ว่ารู้จักตะพุ่นหญ้าที่ชื่อเหมบ้างหรือไม่”

เหมทำหน้าตายว่าตะพุ่นมีมากนัก ตนไม่รู้จักดอก ลำดวนรำพึงเศร้าๆว่าไม่รู้ว่าชาตินี้ตนจะมีบุญวาสนาได้เจอคุณพี่เหมอีกหรือไม่ เหมชำเลืองมองถามสียงอ่อนลงว่า

“เหตุใดถึงอยากเจอนักเล่า เมื่อต้องโทษเป็นตะพุ่นก็มีศักดิ์เสมอทาส ฉันไม่เข้าใจว่าจะอยากเจอคนต่ำศักดิ์เช่นนั้นเพื่อกระไร”

“ผู้อื่นอาจจะมองว่าคุณพี่เหมสิ้นศักดิ์ลำบากยากจนแล้ว แต่สำหรับฉัน ศักดิ์ของคนนับถือกันด้วยความดีงาม ทรัพย์สมบัติจะมีมากเพียงใดก็ไม่เท่าค่าของน้ำใจดอก คุณพี่เหมอาจจะตกต่ำไปเพียงไหนก็คือคุณพี่เหมของฉันมิเปลี่ยนแปลง”

ลำดวนสะบัดหน้าลุกไปงอนๆ เหมมองตามอย่างคิดไม่ถึงว่าเวลาผ่านไปหลายปีแล้วแต่ลำดวนยังคงดีกับตนเสมอ แล้วเหมก็สะดุ้งเมื่อแม่พังโตเอางวงมาพาดบ่าเหมือนจะหยอกเย้า เหมเอาหญ้าป้อนให้พูดอย่างร้อนตัวว่า

“อย่ามาเย้าฉันน่าแม่พังโต มิใช่อย่างที่แม่คิดดอก แม่จับคู่กับอ้ายสังข์แล้ว คิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนแม่รึอย่างไร”

เหมคุยกับแม่พังโตเขินๆ ไม่รู้ว่าหมื่นวิชิตแอบดูอยู่อย่างไม่พอใจ ที่ลำดวนคุยกับเหมที่เป็นควาญช้างอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แต่กับตนที่เป็นถึงหมื่นและเป็นหลานของพระยานครนายกลำดวนกลับแสดงท่าทีรังเกียจ

หมื่นวิชิตจึงวางแผนที่จะทำดีหวังได้ใจลำดวน บังคับส่งกับมาให้ไปแอบดูลำดวนกับหุ่นอาบน้ำแล้วถูกจับได้ ตัวเองจึงออกไปช่วย แต่ถูกเหมจับได้เสียก่อนนำตัวส่งกับมาไปฟ้องขุนนาฏ ขุนนาฏบอกขุนศรีว่าเป็นคนของท่าน ท่านจัดการเถิด

ส่งกับมาตกใจกลัวสารภาพสิ้นว่า “หมื่นวิชิตให้พวกข้าไปแอบดูแม่ลำดวนกับพวกผู้หญิงแลให้ถูกจับได้ก่อนที่หมื่นวิชิตจะเข้ามาช่วยเพื่อให้แม่ลำดวนพึงใจขอรับ”

หมื่นวิชิตร้อนตัวหาว่าส่งกับมาโกหกเพื่อเอาตัวรอด ลำดวนฟังแล้วพูดกับเหมเบาๆว่า

“ฉันเชื่อพ่อเสดียงแล้ว ถ้ากลัวอับอายก็มีแต่จะทำให้คนผิดเหิมเกริมขึ้นเท่านั้น”

ooooooo

ที่เมืองโปริสาท สมิงสอดน้อยเข้าไปสอดแนมบริเวณกระโจมขององเตรืองกุลแม่ทัพญวนที่กำลังเจรจากับแม่ทัพเขมร

แม่ทัพเขมรถามว่าเมื่อได้ชัยชำนะแล้วแม่ทัพใหญ่จะสนับสนุนผู้ใดขึ้นปกครองชาวเขมร องเตรืองกุลบ่ายเบี่ยงว่าเรื่องนี้ยังอีกยาวไกลไว้ค่อยคุยกัน

“ไม่ได้ พวกท่านสนับสนุนนักองค์เม็ญขึ้นครองบัลลังก์ แต่พวกข้าไม่อยากอยู่ใต้อำนาจสตรี หากพวกท่านไม่สนับสนุนนักองค์อิ่มของพวกเราก็อย่าเจรจากันอีกเลย”

สมิงสอดน้อยตกใจสุดขีด เมื่อรู้ว่านักองค์อิ่มทรยศ!

องเตรืองกุลหัวเราะ “ท่านแม่ทัพช่างใจร้อนนักอย่าลืมสิว่านักองค์อิ่มนายของท่านกับนักองค์ด้วงได้หนีไปพึ่งพาสยาม แต่สยามสนับสนุนนักองค์ด้วงขึ้นครองบัลลังก์แต่เพียงผู้เดียว นายของท่านจึงแปรพักตร์มาอยู่กับพวกเรา เมื่อการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านจะกลับไปหาสยามได้อีกรึ”

องเตรืองกุลหว่านล้อมให้แม่ทัพเขมรเข้ากับตนรับศึกสยามก่อน เสร็จศึกเมื่อใดยังมีโอกาสเจรจากันอีกมาก

ทันใดนั้น ทหารลาดตระเวนผ่านมาเจอสมิงสอดน้อย มันตะโกนกันให้จับไส้ศึก สมิงสอดน้อยใช้ดาบสองมือต่อสู้ แม้จะฆ่าพวกมันได้มากแต่ตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บ

ทหารไทยที่ปลอมตัวมาร่วมสอดแนมกับสมิง–สอดน้อยเข้ามาช่วยและพาไปลงเรือหนี ทหารญวนตะโกนให้ตามไป!

ooooooo

.

-----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep8/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 8

เช้านี้ขณะขุนศรีไชยทิตยกำลังมัดเชือกเฝือกที่ขาให้ขุนนาฏนั้น ลำดวนยกสำรับมาให้ขุนนาฏกับคุณปิ่น หุ่นบอกว่าเดี๋ยวจะยกของขุนศรีมาให้

“ไม่ต้องดอก ข้าถือกรรมอยู่ ต้องสวดก่อนถึงจะกินได้ ตอนนี้กินได้แต่น้ำเท่านั้น” พลางก็ยกกระบอกน้ำขึ้นจะดื่ม พลันก็ชะงักตะโกนลั่น “ในน้ำมียา อย่ากิน!”

ขาดคำขุนศรี บรรดาควาญและนางรำก็ปวดท้อง กุมท้องร้องและร่วงกันไประนาว หมื่นวิชิตเองก็ทรุดไปเช่นกัน

เหมตกใจไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พริบตานั้นพวกทหารญวนก็นำกำลังพร้อมอาวุธครบมือบุกเข้ามานายกองตะโกน

“จับให้หมดทุกคน” แล้วมันก็เชยคางลำดวนหัวเราะร่า “โชคดีเป็นของกูแล้ว ได้รับบัญชาจากท่านแม่ทัพให้มาซื้อปืนแท้ๆ แต่กลับจับเชลยได้จำนวนมาก”

ทันใดนั้น เหมแกล้งปวดท้องทรุดลง เมื่อได้จังหวะก็กระโจนเข่าลอยเข้าใส่ทหารที่อยู่ใกล้นายกองกระเด็นไป พอนายกองหันมาก็ถูกศอกเหมจนเลือดกบปากสลบเหมือด พวกทหารญวนกรูกันจะเข้ามาจะทำร้ายเหม แต่เหมดึงมือลำดวนวิ่งหนีไปได้ก่อน

พวกทหารญวนออกตามหาเหมกับลำดวน ถูกแม่พังโตร้องแปร๋น...วิ่งออกจากป่าลุยพวกทหารญวน พวกมันตกใจไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเหมพุ่งออกไปใช้แม่ไม้มวยไทยเล่นงานจนพวกมันแตกกระเจิง แล้วเหมก็ตะโกนเรียกลำดวนที่ซ่อนอยู่ให้ออกมา เหมเข้าลูบหัวแม่พังโตขอบใจที่มาช่วย ลำดวนร้อนใจเร่งให้รีบไปช่วยทุกคนกลัวพวกเขาจะถูกทำร้าย

เหมบอกว่าไปตอนนี้ไม่ได้ ลำดวนก็โวยวายว่าเหมเอาตัวรอด เหมเลยชักดาบออกมาชี้หน้าสั่ง

“ฉันบอกว่ายังไม่ไปตอนนี้มิใช่ว่าจะไม่ช่วย แต่พวกมันมีมากกว่า หากบุ่มบ่ามเข้าไปก็มีแต่จะแสดงความกล้าเช่นคนโง่ออกมาเท่านั้น” ลำดวนรู้ตัวรีบขอโทษ เหมชี้ไปที่ศพทหารญวนสั่ง “เปลี่ยนชุด ก่อนที่คนที่รอดได้จะตามพวกมันมา”

ลำดวนลังเลที่ต้องถอดชุดจากศพมาใส่ แต่แล้วก็ตัดสินใจรีบเปลี่ยน

ooooooo

กองลำเลียงเสบียงของพระยาปลัดมาถึงท่าเรือ หลวงสรอรรถเสนอให้พักที่นี่สักสองสามวันยังไม่ต้องรีบเดินทางบกไปพัตบอง แต่พระยาปลัดเห็นว่าไปถึงยิ่งเร็วยิ่งดี

หลวงสรอรรถเชื่อว่าเจ้าพระยาบดินทร์เดชาต้องเอาชนะพวกญวนได้ เมื่อนั้นพวกญวนจะต้องการอาวุธมากและเราก็จะโก่งราคาได้มากเช่นกัน ระหว่างนั้นทหารคุมเชลยกลุ่มใหญ่มามีทั้งผู้ใหญ่และเด็กหญิงสองสามคน พระยาปลัดถามว่าไปคุมตัวพวกไหนมา ทหารรายงานว่ากองลาดตระเวนไปเจอพวกนี้ล่องเรืออยู่ชะรอยจะหนีสงครามมา

พระยาปลัดมองเด็กผู้หญิงสองสามคนนั้น สั่งให้เอาตัวไปที่กระโจมตนจะสอบปากคำเอง หลวงสรอรรถกับเรืองยิ้มๆให้กันอย่างรู้ทัน

เรืองบอกหลวงสรอรรถว่า คนของตนส่งข่าวมาว่าพวกญวนส่งคนมารับของที่พัตบองแล้ว เราไม่ต้องขนขึ้นไปถึงโปลิสาทเพราะพวกมันเกรงว่าเราจะพลาดถูกจับได้เสียก่อน หลวงสรอรรถหัวเราะร่าบอกว่า

“ถ้าเช่นนั้น ก็ให้พวกมันรออยู่ที่นอกเมืองพัตบองนั่นล่ะวะ ยิ่งมันร้อนใจเท่าใด ราคาปืนของข้าก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น”

ooooooo

พวกขุนนาฏถูกทหารญวนจับมัดไว้ บ้างกลัวหน้าซีด บ้างร้องไห้ และบ้างก็คร่ำครวญว่าไม่น่ามากับคณะละคร โดยเฉพาะหมื่นวิชิตอกสั่นขวัญแขวนและโวยวายมากกว่าเพื่อน

ขุนนาฏรำพึงอย่างผิดหวังว่าไม่น่ายอมให้เปลี่ยนเอาหมื่นวิชิตมาคุ้มกันเลย ตำหนิตัวเองว่าช่างโง่เง่าเหลือเกิน

“อย่าร้องไห้ฟูมฟายกันนักเลย เรายังไม่เข้าตาจนเสียทีเดียวดอก อ้ายเสดียงมันหนีรอดไปได้ มิแน่ว่ามันอาจจะวางแผนกลับมาช่วยเราอยู่” ขุนศรีไชยทิตยปลอบใจ คุณปิ่นร้องไห้ถามว่าคนเดียวจะช่วยอะไรได้เล่า ก็พอดีทหารญวนตะโกนบอกนายกองของมันว่าพบศพคนที่ทำร้ายท่านแล้วพวกทหารญวนพากันไปดูศพเหม ลำดวนฉวยโอกาสนั้นหลบไปทางหลังค่าย ขุนนาฏได้ยินดังนั้นยิ่งสิ้นหวังว่าไม่มีใครมาช่วยพวกตนได้แล้ว

นายกองของญวนเดินไปดูศพเหมหัวเราะสะใจแต่บ่นเสียดายที่ไม่ได้บั่นคอเหมด้วยมือตัวเอง ถามว่าใครเป็นคนฆ่า ทหารญวนตอบมั่วว่าไม่ทราบแต่คาดว่าคงจะฆ่ากันเอง นายกองนิ่งไป นึกระแวงขึ้นมา แต่ช้าไปแล้ว เหมลุกพรวดคว้าดาบที่ซ่อนอยู่ข้างหลังไล่ฟันพวกทหารญวนจนแตกกระเจิง

ขณะพวกทหารญวนกำลังสับสนวุ่นวายนั้น ก็เกิดไฟไหม้ขึ้นที่หลังค่ายควันไฟพุ่งโขมง พวกมันรีบวิ่งไปดับไฟ เหมยังตะลุยไล่ล่าพวกมัน เวลาเดียวกันลำดวนก็ย้อนกลับมาตัดเชือกที่มัดพวกขุนนาฏออก ทหารญวนมาเห็นก็เงื้อดาบจะฟัน ทันใดนั้นส่งกับมาที่อยู่ใกล้มันก็พุ่งเอาตัวกระแทกทหารญวนทั้งที่ยังถูกมัดอยู่ พอมันล้มก็รุมกระทืบซ้ำ

ลำดวนช่วยตัดเชือกที่มัดทุกคนออกจนหมด ต่างก็คว้าของใกล้มือเป็นอาวุธเข้าต่อสู้กับทหารญวน นายกองเห็นท่าไม่ดีเลยหนีเอาตัวรอด เหมเห็นดังนั้นไล่ตามไปทันที ลำดวนเห็นเหมไล่ตามนายกองไปก็วิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง

เหมตามไปขว้างดาบปักดักหน้านายกอง พอมันชะงักหันมาฟัน เหมหลบม้วนตัวไปหยิบดาบ ควงดาบสองมือ ใช้วิชาดาบอาทมาตต่อสู้อย่างดุเดือดด้วยท่วงท่าที่แข็งแรงงดงาม ลำดวนตามมาเห็นมองอึ้งอย่างคุ้นตากับลีลาดาบอาทมาตที่เคยเห็นเหมต่อสู้กับลูกน้องหลวงสรอรรถและโจรเรือง

“คุณพี่เหม” ลำดวนพึมพำคิดถึงเหมขึ้นมา

ooooooo

เพราะเสด็จต้องไปให้การหลายวันแลอาจต้องถูกจองจำจนกว่าจะสิ้นคดี จึงฝากหม่อมดวงแขให้จัดแจงทุกอย่างทางนี้ให้เรียบร้อย หม่อมรับคำเศร้าๆ พวกนางข้าหลวงพากันร้องไห้ระงมจนเสด็จดุว่าร้องไห้ฟูมฟายให้เป็นอัปมงคลทำไม

“เสด็จอย่าทรงเป็นกังวลเลยเพคะ หม่อมฉันจะดูแลคณะละครของเสด็จให้เป็นปกติ มิให้มีข้อขัดข้องเพคะ” บัวกราบ เสด็จพยักหน้ายิ้มแย้มชมว่า

“ดูแม่บัวเอาไว้ซะ คนทั้งวัง มีแม่บัวคนเดียวที่ไม่ทำให้ข้าหนักใจ นอกนั้น...” เสด็จทำหน้าหงุดหงิดลุกเดินออกจากวังไป หม่อมดวงแขเดินไปส่ง บัวมองตามเสด็จไปยิ้มออกมาบางๆ และเมื่อเจออินทร์ที่ศาลาท่าน้ำวังเสด็จ บัวปั้นหน้าเศร้าว่า

“ฉันใจคอไม่ดีเลยเจ้าค่ะ แลหากสิ้นบุญเสด็จจริงๆ หนทางข้างหน้าคงมืดมนนัก”

“แม่บัวอย่ากังวลเลย แม่เป็นถึงหลานสาวเจ้าพระยาพระคลัง แลท่านขุนนาฏยโกศลก็ยังอยู่เป็นปกติสุข แม่จะกลับไปพึ่งใบบุญเมื่อใดก็ได้”

บัวรำพึงรำพันว่าตนเคยรับใช้ฝ่ายในมาก่อน ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่มาหลายปีถ้าต้องกลับไปรบกวนอีกก็ละอายใจและคงไม่แคล้วตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเป็นแน่ อินทร์จึงชวนให้ตามหม่อมดวงแขไปอยู่ลำปางกับตนเสียเป็นไร บัวทำเขินอาย

“ฉันพูดคุยกับหม่อมไว้แล้ว มิได้แช่งดอกนะ แต่ก็ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ไว้ หากเสด็จสิ้นวาสนาจริงและโทษทัณฑ์มาไม่ถึงหม่อม ฉันก็จะรับหม่อมกลับไปอยู่ลำปางเอง...ถ้าแม่บัวไม่มีที่ไปจริงๆ ฉันคงยินดีนักที่แม่จักไปอยู่ลำปางกับหม่อม”

อินทร์จับมือบัวไว้ บัวปล่อยมือไว้เช่นนั้น ก้มหน้าเขินไม่กล้าสบตาอินทร์ที่มองกรุ้มกริ่ม

เมื่อกลับห้องนอนค่ำนี้ บัวเอาสร้อยข้อมือที่ตนคืนเหมไปต่อมาเหมเอาไปขายเอาเงินมารักษาท่านพ่อ และบัวไปเจอวางขายที่ตลาดนัดหลังวังจึงซื้อมา แต่พอหยิบสร้อยขึ้นดูแล้วก็เก็บใส่ลิ้นชัก พึมพำ

“มิว่าอย่างไร เราก็ไม่ควรเจอกันอีกแล้วนะเจ้าคะ คุณเหม”

นั่นคือการตัดสินใจอีกครั้งของบัวหลังจากมีความมั่นใจในท่าทีกะลิ้มกะเหลี่ยของอินทร์เมื่อกลางวัน

ooooooo

หลังจากสู้กับทหารญวนที่จู่โจมมาจนบ้างได้รับบาดเจ็บและเมื่อยล้า เมื่อทำแผลและคลึงนวดกันจนคลายลงแล้ว หมื่นวิชิตคุยกับขุนนาฏและปิ่นขณะนั่งกินข้าวกันว่า

“ท่านขุนไม่ต้องห่วงขอรับ กระผมจับพวกญวนไว้แน่นหนา ไม่มีทางหลุดไปได้เป็นอันขาดขอรับ”

ขุนนาฏบอกว่าอีกไม่กี่วันก็ถึงพัตบองแล้ว เจ้าพระยาบดินทร์เดชาก็จะไต่สวนทวนความพวกญวนเอง ย้ำกับหมื่นวิชิตว่าอย่าให้พลาดอีกก็แล้วกัน
ขณะนั้นเองหุ่นมาถามหาลำดวน คุณปิ่นบอกว่าลำดวนไปดูช้าง กลับมาแล้วจะบอกให้ไปหา หมื่นวิชิตเปรยอย่างหงุดหงิดว่า “ไปดูช้างอีกแล้วรึ ดูท่าแม่ลำดวนจะชอบช้างเสียเหลือเกินนะขอรับ”

ขุนนาฏกับคุณปิ่นมองหน้ากันอย่างอ่อนใจกับการประชดประชันของหมื่นวิชิต

ลำดวนไปแอบดูเหมเลี้ยงแม่พังโตที่มุมป่า เห็นเหมพูดคุยกับแม่พังโตอย่างรักใคร่ ก็พึมพำงงๆ

“คุยกับช้างเป็นคุ้งเป็นแคว ท่าจะบ้า” เห็นเหมเดินเลี่ยงไป ลำดวนแอบตามแต่คลาดสายตาจึงหันกลับ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเสียงเหมถามจากข้างหลัง “จะไปไหนรึ” ลำดวนอึกอักตกใจ เหมถามดักคอ “ตามฉันทำไม”

ลำดวนทำหน้าตายถามว่า “ใครตามพ่อเสดียงกัน ฉันจะกลับไปหาพ่อแม่ท่านต่างหาก” แล้วรีบเดินเลี่ยงไป เหมมองตามอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกในใจว่าโตเป็นสาวเต็มตัว แล้วนะเจ้าลำดวน แล้วเหมก็ตกใจที่เผลอคิดแบบนี้กับลำดวนอีก

เหมต้องเอาเงินใส่กระทงไปแก้กรรมกับขุนศรี–ไชยทิตยอีก สารภาพกับขุนศรีว่าเผลอคิดไปนิดเดียวต่อไปจะไม่ทำอีก

“อย่าปากพล่อยอ้ายเสดียง ห้ามใจมันยากนักหนานะโว้ย เอ็งเป็นชาย ถ้าห้ามคิดเรื่องผู้หญิงได้ก็ออกบวชเป็นสมภารได้เหมือนกันล่ะวะ” เหมเขิน ขุนศรีพูดขำๆว่า “ไม่ต้องอาย เอ็งเองก็ถึงวัยจะมีบ่อจ้างได้แล้ว หากผู้หญิงมีใจด้วย แล้วเอ็งจะกลัวกระไร”

“กระผมก็แค่คนพ้นจากตะพุ่นมาเป็นไพร่ ยังต่ำศักดิ์มากนัก ไม่บังควรดึงให้หญิงใดมาตกต่ำกับกระผมดอกขอรับ”

“เอ็งเป็นหมอควาญขั้นเสดียง จะเรียกว่าต่ำศักดิ์ได้อย่างไรวะ ข้าว่าใจเอ็งมากกว่าที่ยังไม่ลืมเรื่องแต่หนหลัง คอยสะกิดแผลตัวเองให้ปริแตกอยู่ร่ำไป” เห็นเหมซึมที่ถูกจี้ใจดำ ขุนศรีชี้ว่า “คนอื่นดูถูกดูแคลนเอ็ง ก็ไม่เท่าเอ็งดูแคลนตัวเองดอกวะ”

เหมคิดตามแต่ก็ไม่วายเครียด

ooooooo

แม้คุณหญิงชมจะลำบากยากแค้นเพียงใด แต่ก็มิได้ท้อถอย เมื่อมีฝีมือทำของหวานระดับชาววัง จึงทำขนมห่อใบตองไปขาย ปรากฏว่าขายดีมากจนแม่ค้าขอให้ทำมาส่งอีก

ระหว่างนั้นเจอควาญช้างคนหนึ่งเดินมา คุณหญิงจำได้ว่าคือพ่อเหล็ก รีบเข้าไปทัก ถามถึงเหมว่ากลับเรือนมาด้วยหรือไม่ ควาญเหล็กเล่าว่า ตนกลับมาคนเดียว เพื่อแจ้งที่กรมว่าเราโพนอ้ายช้างยักษ์ได้แล้ว แต่คนอื่นต้องไปพัตบองต่อ เพราะระหว่างทางเจอคณะละครของขุนนาฏยโกศลกำลังจะไปพัตบอง แต่ท่านขุนบาดเจ็บขาหักเราเลยต้องพาไปส่งที่พัตบอง

“ขุนนาฏยโกศล” คุณหญิงรำพึงคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินชื่อนี้อีก แต่แล้วก็สีหน้าขรึมลง...

เพราะเดินป่าละเว้นการซ้อมรำไปหลายวัน เมื่อใกล้ถึงพัตบองคุณปิ่นจึงจัดซ้อมละคร นางรำทุกคนรำได้อย่างสวยงาม ขุนนาฏเรียกลำดวนให้มารำตรงหน้าให้ดู ลำดวนรำได้อย่างอ่อนช้อยงดงาม บรรดาควาญที่มาดูต่างเคลิ้มไปกับความงามทั้งของนางรำและการรำ รวมทั้งเหมด้วย

เหตุนี้เอง รุ่งขึ้นนอกจากเหมแล้วยังมีสุข มาและ ควาญคนอื่นๆ ต่างถือกระทงใส่เงินไปแก้กรรมกับขุนศรี–ไชยทิตยจนเป็นที่ขบขันกัน ขุนศรีพูดกลั้วหัวเราะกับเหมที่กำลังพาแม่พังโตไปอาบน้ำที่ริมลำธารว่า

“ข้าเป็นควาญมานานปี มิเคยออกป่าโพนช้างครั้งใดได้เงินมาแก้กรรมมากเท่าครั้งนี้เลยว่ะ”

เหมบอกว่าไม่มีผู้ใดอยากผิดกรรมดอก แต่... ขุนศรีพูดต่อให้ว่า “แต่มันหักห้ามใจไม่ได้ใช่หรือไม่เล่า” แล้วแนะเหมว่า “หาบ่อจ้างเสียทีเถิดวะ ไม่เช่นนั้นเอ็งคงไม่มีเงินทองเหลือเป็นแน่”

“ไม่ต้องดอกขอรับ ถึงพัตบองเมื่อใดก็คงไม่มีเหตุให้ต้องผิดกรรมอีกแล้ว คนอย่างกระผมไม่ควรหาใครมาลำบากลำบนด้วยดอกขอรับ”

“เอ็งมันขลาดมากกว่า กระไรวะ ทีช้างเอย ข้าศึกศัตรูเอย น่ากลัวกว่าเป็นไหนๆ ข้าไม่เคยเห็นเอ็งกะพริบตา เสียด้วยซ้ำ แต่เอ็งกลับมากลัวเรื่องเช่นนี้”

เหมนิ่งขรึมยังเจ็บปวดกับเรื่องบัวจนมิอาจเริ่มต้นใหม่กับใครได้

ขณะนั้นเอง มีศพทหารญวนลอยน้ำมา ขุนศรี–ไชยทิตยนึกรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นที่ต้นน้ำ สั่งเหมหน้าเครียด

“รีบไปเร็ว อ้ายเสดียง” แล้วทั้งขุนศรีและเหมก็รีบย้อนไปทางต้นน้ำทันที

ooooooo

ที่ริมธารอีกมุมหนึ่งนั่นเอง สมิงสอดน้อยกำลังต่อสู้กับทหารญวนตามลำพัง ถูกทหารญวนจำนวนมากกว่ากลุ้มรุมจนได้รับบาดเจ็บไปทั้งตัว

ขณะสมิงสอดน้อยกำลังจะเพลี่ยงพล้ำแก่ทหารญวนนั่นเอง เหมก็พุ่งเข้าไปช่วยฟาดฟันจนทหารญวนตายหมดสิ้น ขุนศรีเข้าไปดูอาการของสมิงสอดน้อย ถามว่าเป็นอย่างไร และเป็นใคร เหตุใดจึงโดนพวกญวณทำร้ายเอา

สมิงสอดน้อยพูดได้แค่ “ฉันชื่อหลวง...” ก็หมดสติไป

เหมเข้ามาถามว่าตายหรือไม่ ขุนศรีบอกว่าไม่ แต่คงเจ็บจนสลบไป แล้วก็ช่วยกันพยุงสมิงสอดน้อย พอเหมเห็นหน้าสมิงสอดน้อยชัดๆ เหมตกใจมาก อุทาน

“พี่สมิง!!!”

เมื่อพามาปฐมพยาบาลจนสมิงสอดน้อยรู้สึกตัว สมิงสอดน้อยขอบใจที่ช่วยตน ถามเหมที่ประคองขึ้นมากินยาว่า พวกเหมเป็นใครและเหตุใดจึงมาอยู่กลางป่าเช่นนี้

“ฉันจะพาท่านขุนนาฏยโกศลไปพัตบอง ตามคำสั่งของท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชา” สมิงสอดน้อยบอกว่าตนหนีตายมาจากโปริสาทหาทางกลับเข้าพัตบอง ไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอพวกเดียวกัน ถามเหมว่าชื่ออะไร วันหน้าจะได้ตอบแทนได้ถูก “พี่ไม่ต้องตอบแทนฉันดอก เราคนกันเอง จำไม่ได้รึ”

สมิงสอดน้อยทำหน้างงๆ เหมกำลังจะบอกว่าตนคือใคร ก็พอดีลำดวนเข้ามาบอกเหมว่าท่านขุนศรีให้มาตามไปพบ เหมจึงลุกไป ลำดวนดูจนแน่ใจว่าเหมไปไกลแล้ว จึงถามสมิงสอดน้อยว่าจำตนไม่ได้หรือ

“คุณหนูลำดวน ทำไมฉันจะจำไม่ได้” สมิงสอดน้อย

ยิ้มแย้มยินดี ลำดวนเล่าถึงความดีใจเมื่อเห็นคนหามสมิงสอดน้อยเข้ามา “ฉันก็ดีใจที่ได้เจอคุณหนูเช่นกัน ขาดแต่อ้ายเหมกับอ้ายพุ่ม มิรู้ว่าป่านนี้พวกมันจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง”

“ท่านสมิงจ๊ะ ฉันมีเรื่องอยากรบกวนท่านสักหน่อย แลเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณพี่เหม ท่านเมตตาช่วยฉันด้วยเถิดนะจ๊ะ”

สมิงสอดน้อยมองหน้าลำดวนด้วยความสงสัยว่าจะให้ตนทำอะไร ลำดวนยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อนึกถึงแผนที่จะพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงของเสดียงผู้นี้ได้แล้ว

ooooooo

หม่อมดวงแขให้บัวช่วยเก็บของที่จำเป็นไว้ บัวเก็บของเสร็จถามว่าเหตุใดจึงให้เก็บเพราะกว่าคดีความของเสด็จจะตัดสินยังอีกนานนัก หรือหม่อมเห็นว่าเสด็จจะต้องโทษแน่แล้ว

“ตอนนี้ก็มีการฟ้องร้องเสด็จเพิ่มขึ้นอีกหลายคดี ฉันมิรู้เลยว่าเสด็จท่านจะพ้นข้อกล่าวหาได้ทั้งหมดหรือไม่ จึงให้เก็บข้าวของไว้ก่อน หากถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายจริงๆ จะได้ไม่ฉุกละหุก” หม่อมเอ่ยน้ำตารื้น

บัวสงสารหม่อม แต่ก็คิดทางเอาตัวรอดเช่นกัน

ทับทิมที่มาเยี่ยมบัว ได้ฟังเรื่องราวจากบัวแล้วก็ถอนใจพูดปลงๆว่า “เวรกรรมจริงๆ ยามรุ่งเรืองด้วยอำนาจวาสนา แม้แต่พูดเสียงดังยังไม่กล้า แต่ตอนนี้กลับดาหน้าออกมาฟ้องร้องเสด็จท่านเป็นว่าเล่น”

บัวปรารภว่าตนก็ได้แต่สงสารหม่อมเท่านั้น นานวันหม่อมก็ยิ่งท้อแท้ ตนก็ไม่รู้จะช่วยท่านอย่างไร พูดอย่างสบายใจขึ้นว่า “ดีที่วันนี้พี่ทับทิมว่างมานอนคุยเป็นเพื่อนน้องได้ จึงคลายความกลัดกลุ้มลงไปบ้าง” ทับทิมส่ายหน้ารำพึงว่า

“อำนาจวาสนาไม่จีรังยั่งยืน เป็นสมบัติผลัดกันชมโดยแท้ ใครจะคิดว่าเสด็จท่านจะมีวันนี้ แลคนที่ตกต่ำไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างอย่างคุณเหมกับคุณหญิงชม จะกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง”

“พี่ทับทิมพูดกระไรกัน คุณเหมกับคุณหญิงชมน่ะรึ จะกลับมาลืมตาอ้าปากได้”

“ใช่จ้ะ ท่านขุนของพี่เพิ่งทำบาญชีบำเหน็จส่งขึ้นไป จึงรู้ว่าเหมไปเป็นควาญช้างแลคล้องได้พระยาช้างเผือก เป็นเหตุให้ทั้งคุณเหมแลคุณหญิงชมพ้นจากตะพุ่นช้าง”

“พุทโธ่...แค่พ้นจากตะพุ่นมาเป็นไพร่สามัญ แต่ก็ยังลำบากลำบนอยู่ดี แลอาจต้องตรากตรำไปชั่วชีวิต เช่นนี้เอามาเปรียบไม่ได้ดอกจ้ะ” บัวยิ้มน้อยๆอย่างดูแคลนไม่เชื่อว่าเหมจะกลับมามั่งมีศรีสุขได้อีก

ooooooo

เหมดูแลสมิงสอดน้อยอย่างดีจนบาดแผลทุเลาและร่างกายแข็งแรงขึ้น บอกสมิงสอดน้อยว่าอีกสองสามวันก็คงหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว

“ข้าไมห่วงตัวข้าเองดอกวะ ข้าห่วงเรื่องการศึกมากกว่า เรื่องนักองค์อิ่มแปรพักตร์เป็นเรื่องใหญ่นัก ถ้าไม่รีบไปแจ้งท่านเจ้าคุณ อาจส่งผลถึงแพ้ศึกครั้งนี้ก็เป็นได้”

“ใจเย็นเถิดพี่ อีกไม่เกินครึ่งวันเราก็ถึงพัตบองแล้วคงยังไม่ช้าเกินไปดอก”

ขณะนั้นเอง หมื่นวิชิตและทหารที่เป็นลูกน้องก็กุลีกุจอเอาเหล้ายาปลาปิ้งมาให้สมิงสอดน้อยอย่างประจบประแจง

“กระผมเพิ่งทราบว่าท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงหลวงกำแหง จึงมาต้อนรับคุณหลวงช้าเกินไป อภัยให้กระผมด้วยนะขอรับ” สมิงสอดน้อยรู้ว่าหมื่นวิชิตประจบ บอกว่าไม่เป็นไรเพราะอย่างไรตนก็ต้องอาศัยขบวนคุ้มกันของท่าน บอกว่าหากเจอท่านเจ้าพระยาเมื่อใดก็จะกราบเรียนท่านตามจริงก็แล้วกัน
หมื่นวิชิตประจบสมิงสอดน้อย แล้วหันดุเหมว่า “มาเสนอหน้าทำกระไร ที่นี่เป็นที่ของขุนน้ำขุนนางหาใช่ที่ของควาญช้างชาติไพร่อย่างเอ็งไม่” เหมลุกเซ็งๆ จะออกไป สมิงสอดน้อยเรียกไว้ หันบอกหมื่นวิชิตว่า

“ควาญผู้นี้มาช่วยทำแผลให้ฉัน แลฉันยังมีเรื่องใช้สอยอีกมาก หมื่นท่านอย่าเพิ่งไล่ไปเลย” หมื่นวิชิตยิ้มเจื่อนบอกว่าถ้าเช่นนั้นก็แล้วแต่คุณหลวงเถิด แต่แอบเหล่เขม่นเหม สมิงสอดน้อยถามหมื่นวิชิตว่า “ฉันได้ยินมาว่าหมื่นท่านจับทหารญวนได้รึ”

“ขอรับ กะว่าถึงพัตบองเมื่อใด จะส่งตัวให้ท่านเจ้าพระยาไต่สวนขอรับ”

“ฉันขอไปไต่สวนพวกมันก่อนได้หรือไม่ มิแน่ว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับข่าวที่ฉันได้รับมาก็เป็นได้”

เมื่อเหมและสมิงสอดน้อยร่วมกันไต่สวนนายกองญวน มันปากแข็งว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น จนเหมบอกสมิงสอดน้อยว่ามันปากแข็งนักคงถามไม่ได้ความแน่

สมิงสอดน้อยจ้องหน้านายกองญวนถามว่า

“เอ็งรู้หรือไม่ว่า หากไปถึงมือท่านเจ้าพระยาแล้ว อย่างน้อยมียี่สิบ สามสิบ วิธีที่จะทำให้เอ็งเปิดปาก สู้สารภาพกับข้าไม่ดีกว่ารึ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”
แต่นายกองญวนผู้นี้ยังปิดปากสนิทไม่ยอมพูดแม้แต่คำเดียว เหมเสนอว่าตนมีวิธีให้มันเปิดปาก แล้วเอาห่อยาจากในผ้าคาดเอวออกมาบอกว่า

“นี่เป็นตัวยา เอาไว้ให้ช้างกินยามเจ็บปวด หากคนกินเข้าไปจะมึนเมาดั่งกินเหล้า แต่แรงกว่ามากนัก ถึงตอนนั้น มิว่าความลับกระไรก็ล้วนคายออกมาจนหมดสิ้น”

สมิงสอดน้อยรับห่อยาไป นายกองญวนตกใจ แต่ช้าไปแล้ว เพราะสมิงสอดน้อยบีบปากนายกองญวนเทยาผงในห่อใส่ปากมันทันที

ไม่นานเหมกับสมิงสอดน้อยเดินคุยกันมาอย่างคาดไม่ถึงว่าจะมีคนชั่วขายอาวุธให้ศัตรูใช้ย้อนกลับมาประหัตประหารพวกเดียวกันเอง เหมบอกว่าหากตนรู้ว่ามันเป็นใครจะไม่เอามันไว้แน่ สมิงสอดน้อยตบบ่าเหม ชมว่า ไม่คิดว่าควาญช้างอย่างเขาจะรักบ้านรักเมืองถึงเพียงนี้

“ความรักแลหวงแหนแผ่นดินเกิด เป็นสำนึกที่มีในทุกผู้คน มิเลือกไพร่ผู้ดีดอกพี่ เป็นผู้ใด ทำงานการกระไร ก็รักแผ่นดินได้เหมือนกันทั้งสิ้น” เหมขึงขังจริงจัง จนสมิงสอดน้อยหน้าขรึม มองเหมพูดอย่างคาดไม่ถึงว่า

“เอ็งพูดเหมือนคนมีวิชาความรู้นัก มิน่าจะเป็นแค่ควาญช้างเลยนะ”

เหมชะงัก มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังตัดสินใจที่จะบอกความจริงว่าตนเป็นใคร แต่ก็ถูกลำดวนมาบอกสมิงสอดน้อยว่าพ่อท่านอยากปรึกษาเรื่องเมืองพัตบอง สมิงสอดน้อยจึงให้ลำดวนช่วยพาไป

ooooooo

ที่แท้เป็นอุบายของลำดวน ที่ให้สมิงสอดน้อยซึ่งจำกันได้แล้วคลุมหน้าไปดักเล่นงานเหมขณะเอากล้วยให้แม่พังโตกิน เหมชักดาบสองมือออกมาต่อสู้กับชายลึกลับ ต่างใช้วิชาดาบอาทมาตมาต่อสู้กัน จนเหมฟันดาบของชายลึกลับหลุดมือ

เหมเอาดาบชี้หน้าชายลึกลับที่พ่ายแพ้แก่ตน พลันก็คุกเข่าลงยกมือไหว้ “ฉันขอขมาจ้ะพี่สมิง”

ชายลึกลับดึงผ้าคลุมหน้าออก ปรากฏว่าคือสมิงสอดน้อยนั่นเอง สมิงสอดน้อยรีบพยุงเหมลุกขึ้น เอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี “ลุกขึ้นโว้ยอ้ายเหม เอ็งรู้ตั้งแต่เมื่อใดวะ ว่าเป็นข้า”

“ฉันฝึกดาบกับพี่มาไม่รู้กี่ร้อยครั้ง ประดาบกันได้ครู่หนึ่งฉันก็รู้แล้ว ยิ่งเห็นพี่บาดเจ็บฉันก็ยิ่งมั่นใจ”

“แล้วเหตุใดเอ็งต้องปกปิดตนไม่บอกให้ข้ารู้วะ”

“ฉันไม่ได้คิดจะปิดพี่ ตั้งใจจะบอกหลายครั้งแล้วว่าฉันเป็นใคร แต่ฉันไม่อยากให้เจ้าลำดวนรู้ เพราะฉันอับอายนักที่ตกต่ำลงถึงเพียงนี้”

“คุณพี่เหมคิดว่าฉันจะดูถูกหรือเจ้าคะ” เสียงลำดวนแทรกเข้ามา เหมตกใจหันมอง ลำดวนมองเหมพูดอย่างน้อยใจว่า “ถ้าเช่นนั้น ก็หมิ่นน้ำใจลำดวนเกินไปแล้ว”

เหมรู้สึกเสียหน้ามากที่ลำดวนรู้จนได้ว่าตนเป็นใคร

ooooooo

ลำดวนเสียใจมากเมื่อจับได้ว่าเหมปิดบังตัวเองกับตน เหมจึงชี้แจงกับลำดวนขณะเดินคุยกันที่ริมลำธารว่า

“ยามที่พี่กับคุณหญิงแม่ตกต่ำถึงที่สุด ถูกแห่ประจานจนสิ้นเกียรติ ไม่มีสักคนที่กล้าเข้าใกล้ด้วยกลัวติดร่างแหไปด้วย ก็มีแต่เจ้า ที่หยิบยื่นน้ำใจให้พี่ แล้วพี่จะกล้าหมิ่นน้ำใจเจ้าได้อย่างไรกัน” ลำดวนถามว่าถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงต้องปิดบังไม่ให้ตนรู้ด้วย “เพราะพี่อับอายเจ้า อับอายเกินกว่าจะให้เจ้ารู้ว่าพี่เป็นใคร พี่ไม่ใช่คุณพี่เหมบุตรชายพระยาบริรักษ์อีกแล้ว เป็นเพียงหมอเสดียงของเหล่าควาญช้างเท่านั้น”

“มิว่าคุณพี่เหมจะเป็นอย่างไร คุณพี่เหมก็ยังเป็นคุณพี่เหมของลำดวนเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงเจ้าค่ะ”

“ขอบใจเจ้านัก แต่พี่ในวันนี้ ต่างจากเจ้ามากเหลือเกิน ลืมเรื่องในวันวานเสียเถิด อย่าได้บอกผู้ใดว่าเรารู้จักกันอีกเลย เพื่อที่เจ้าจะมิต้องเสื่อมเสียไปด้วย”

ลำดวนน้ำตารื้น ตัดพ้อว่าเหมใจร้าย ถามว่า “คุณพี่เหมรู้หรือไม่เจ้าคะว่านับแต่ที่เราจากกัน ไม่มีวันใดเลยที่ลำดวนไม่คิดถึงคุณพี่ แต่มาวันนี้กลับบอกให้ลำดวนลืมเสียให้สิ้น” ลำดวนเมินไปทางอื่นซ่อนน้ำตาที่ไหลพราก เหมไม่สบายใจ เอ่ยขอโทษแต่ก็ไม่อยากให้ลำดวนมีมลทินเพราะรู้จักคนอย่างตน ลำดวนเช็ดน้ำตาหันมองเหม พูดด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวว่า

“คุณพี่เหมเพียงแต่เสื่อมวาสนา แต่หาได้เสื่อมความดีงามไม่ แล้วลำดวนจะเป็นมลทินได้อย่างไรเจ้าคะ คุณพี่เหมอย่าดูถูกตัวเองอีกเลยเจ้าค่ะ คนอื่นหมิ่นแคลนเรา ก็ไม่เท่าเราดูถูกตัวเองดอกนะเจ้าคะ” ลำดวนยกมือปาดน้ำตาไปมา

“ท่านขุนก็เตือนสติพี่เช่นนี้ ดูเถิด เด็กอย่างเจ้ายังคิดได้เลย...เจ้าหยุดร้องไห้เสียเถิดนะ” เหมเช็ดน้ำตาให้

ลำดวนยิ้มออกมาทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ...ในที่สุด ตนก็ได้เจอคุณพี่เหมอีกครั้ง...

ooooooo

ที่หน้าเมืองพัตบอง ทหารเขมรกำลังขนเสบียงและอาวุธจะเข้าไปในเมือง พระศรีสิทธิสงครามนำทหารไทยออกมาขวางไว้

แม่ทัพเขมรบอกให้พระศรีสิทธิสงครามไปกราบเรียนเจ้าพระยาบดินทร์เดชาว่าตนนำทหาร เสบียงและอาวุธมาสมทบตามสัญญาแล้ว พูดอย่างยินดีว่า

“นับแต่นี้ ทหารของนักองค์อิ่มแลนักองค์ด้วง จะอยู่ภายใต้บัญชาของท่านเจ้าพระยาแต่เพียงผู้เดียว”

“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพนัก แต่กระผมคงต้องขอตรวจค้นตามหน้าที่ก่อนจึงจะเข้าไปกราบเรียนท่านเจ้าพระยาได้”

“เชิญเถิดคุณพระ” แม่ทัพเขมรมองพระยาสิทธิสงครามที่นำทหารไปตรวจ ยิ้มอย่างมีเลศนัย

ต่อมาพระศรีสิทธิสงครามรายงานเจ้าพระยาบดินทร์เดชาว่าตรวจค้นอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีข้อพิรุธแต่ประการใด บางทีเราอาจจะระแวงเกินไปก็เป็นได้

“ฉันไม่อยากประมาท อย่างไรก็ต้องรอข่าวจากหลวงกำแหงก่อน” เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเอ่ย พระศรี–สิทธิสงครามจึงจะยั้งทัพเขมรไว้นอกเมืองรอให้แน่ใจเมื่อใดค่อยให้เข้าเมือง “ไม่ได้...หากพวกเขาไม่ผิด ก็จะเป็นการเสียน้ำใจกัน กระเทือนการใหญ่ในภายหน้า แต่ถ้าผิดจริง ก็จะฉวยโอกาสนี้เป็นข้ออ้างยกพลไปร่วมกับฝั่งญวน”

เจ้าพระยาบดินทร์เดชานิ่งไปครู่หนึ่งจึงสั่ง “เช่นนี้เถิด ฉันจะเลี้ยงต้อนรับทหารของนักองค์อิ่ม คุณพระกำชับคนของเราให้จับตาดูไว้อย่าให้ทหารนักองค์อิ่มเคลื่อนไหวโดยพลการ”

สั่งการแล้วเจ้าพระยาบดินทร์เดชาคิดกังวล เพราะในสถานการณ์ตึงเครียดนี้จะพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

ooooooo

ที่ป่าใกล้เมืองพัตบอง ขบวนของขุนนาฏยโกศลใกล้เข้ามาแล้ว หมื่นวิชิตบอกว่าพ้นชายป่าก็ได้เข้าเมืองพัตบองแล้ว ทุกคนพากันดีใจเพราะรอนแรมกันมาหลายวัน

ทันใดนั้นทหารไทยกลุ่มหนึ่งก็กรูกันออกมาขวาง หมื่นวิชิตยกมือยอมแพ้ทันที สมิงสอดน้อยเห็นดังนั้นจึงออกไปเจรจาทักพันจบรณรงค์ที่นำกำลังมาสกัด บอกว่าตนคือสมิงสอดน้อย

ต่างทักทายกันด้วยความยินดี พันจบรณรงค์ถามว่าเหตุใดสมิงสอดน้อยจึงมาอยู่ที่นี่

“เรื่องนั้นไว้ก่อนเถิด เพลานี้ที่พัตบองเป็นอย่างไรบ้าง”

“ไม่มีกระไรน่าเป็นห่วงขอรับ นี่ทัพของนักองค์อิ่มก็เพิ่งขนทหารแลเสบียงมาเพิ่มเพื่อช่วยเหลือพวกเรา ถ้าเปิดศึกกันเราชนะแน่นอนขอรับ”

“แย่แล้ว!” สมิงสอดน้อยตกใจมาก

ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทร์เดชา จัดต้อนรับแม่ทัพเขมรในกระโจมของท่าน เอ่ยขอบคุณแม่ทัพที่นำทหารและเสบียงมาสมทบแลเราจะได้ร่วมรบกันต่อไป แม่ทัพแจ้งว่าตนได้แผนที่ภายในเมืองโปริสาทมา เห็นช่องทางเดินทัพสำคัญ อันอาจทำให้เรายึดเมืองโปริสาทได้โดยง่าย เจ้าพระยาบดินทร์เดชาจึงเร่งให้รีบเอามาดู

เมื่อทหารยกกล่องมาให้ เจ้าพระยาเปิดดูทำหน้าฉงนเพราะภายในกล่องว่างเปล่า พริบตานั้นทหารที่นำกล่องเข้ามาชักมีดออกจ้วงแทงเจ้าพระยาทันที เจ้าพระยาสะดุ้งก้มมองมีด ทหารผู้นั้นมองมีดแล้วตกใจหน้าซีดที่มีดแทงไม่เข้าเพราะเจ้าพระยาบดินทร์เดชาใส่เกราะไว้

พริบตานั้นเจ้าพระยาบดินทร์เดชาชักดาบที่อยู่ใกล้มือออกฟันทหารคนนั้นตายคาที่ แม่ทัพเขมรตกใจตะโกนลั่น

“หนี!!”

ทหารเขมรสี่ห้าคนที่รายล้อมพากันชักอาวุธออกมาตะลุยเปิดทางให้แม่ทัพหนี แต่สมิงสอดน้อยกับพระศรีสิทธิสงครามนำทหารบุกเข้ามาฟาดฟันพวกทหารเขมรตายสิ้นและจับตัวแม่ทัพที่ตกใจตัวสั่นไว้ได้

ooooooo

เมื่อขบวนของขุนนาฏเข้าเมืองพัตบองแล้ว หมอมาตรวจขาหักของขุนนาฏ ชมว่าผู้ที่ดามขาขุนนาฏคนก่อนทำได้ดีมาก ตนจึงรักษาได้โดยง่ายและท่านขุนต้องหายเป็นปกติไม่พิการแน่นอน

ขุนนาฏบอกคุณปิ่นให้ขอบคุณขุนศรีไชยทิตยด้วย ถ้าไม่ได้ท่านนอกจากตนจะมาไม่ถึงพัตบองแล้วอาจพิการด้วย

คุณปิ่นบอกหุ่นให้ไปส่งคุณหมอแล้วตามลำดวนมาด้วย หุ่นบอกว่าลำดวนไม่ได้อยู่กระโจม พอไปตามท่านหมอมาก็หายตัวไป สงสัยว่าจะไปเดินเล่นกระมัง
ลำดวนไปเดินเล่นจริงๆ กำลังเดินดูของในเมืองพัตบองกับเหมอยู่อย่างเพลิดเพลิน เพราะเมืองพัตบองเป็นเมืองสำคัญ ผู้คนมากมาย ตลาดคึกคัก ลำดวนเปรียบเทียบว่าเหมือนเมืองปากน้ำเลย

พอได้ยินลำดวนเอ่ยถึงเมืองปากน้ำ เหมก็ขรึมไปทันที ลำดวนจับชายเสื้อเหมขอโทษตามความเคยชินมาแต่ตอนตนยังเด็ก หมื่นวิชิตมาเห็นพอดีตวาดด้วยความโมโหหึงว่า “นั่นทำกระไรกัน” หมื่นวิชิตยังตำหนิลำดวนว่า “แม่ลำดวนเป็นถึงลูกชาติลูกตระกูล ไปจับชายเสื้ออ้ายควาญช้างชาติไพร่นี่ได้อย่างไร”

ลำดวนโมโหปรามว่ามากเกินไปแล้ว แต่เหมกลับขอว่า “ช่างเถิด หัวหมื่นพูดถูกแล้ว โดยศักดิ์ของแม่ลำดวนหาควรข้องแวะกับตะพุ่นเก่าอย่างฉันไม่ อย่าให้แม่ต้องเสียราศีเพราะฉันเลย” เหมดึงชายเสื้อออกแล้วรีบเดินไปเงียบๆ

ลำดวนมองหมื่นวิชิตอย่างโกรธแค้นก่อนสะบัดหน้าใส่เดินหนีไปอีกทาง หมื่นวิชิตเรียก แต่ลำดวนไม่สนใจเลยได้แต่ยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโหหึงและเจ็บใจ

หมื่นวิชิตกลับไปนั่งดื่มกับพวกทหารจนเมาระบายความโกรธแค้นให้ฟัง พวกทหารสอพลอว่าลำดวนไม่มีทางเห็นควาญดีกว่าเขาดอก อีกคนยุว่า “ยิ่งถ้าคุณหนูเห็นความน่าสมเพชของอ้ายควาญนั่นยิ่งไม่มีทางมีใจให้มันดอก”

หมื่นวิชิตหูผึ่งถามว่าต้องทำอย่างไรจะไปรุมกระทืบเหมหรือ ลำดวนได้เกลียดตนปะไร

“ไม่ต้องดอกพี่ ฉันรู้ข่าวสำคัญมา พรุ่งนี้ไม่เพียงแต่แม่ลำดวนจะเห็นความทุเรศของอ้ายควาญนั่น ยังทำให้พี่ได้หน้าต่อท่านพระยาอีก” แล้วก็กระซิบให้หมื่นวิชิตฟัง หมื่นวิชิตเอียงหูฟังตาเป็นประกายชอบอกชอบใจ

ooooooo

ทหารผู้นั้นบอกหมื่นวิชิตว่า เพื่อการนี้ตนติดสินบนให้คู่ประลองของหมื่นวิชิตคือครูสมขอให้อ่อนข้อให้หมื่นวิชิตชนะเพื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชาจะได้พึงใจในฝีมือ

ส่วนเหมนั้นตนแอบส่งชื่อเข้าประลองและใส่ไฟว่าเหมคุยโตโอ้อวดว่าจะเอาชนะทหารของท่านเจ้าพระยา พวกทหารไม่พอใจจึงจัดให้ประลองกับคุณพระศรีสิทธิสงคราม ทหารเอกฝีมือสูงสุดของท่านเจ้าพระยา

เหมหงุดหงิดขัดเคืองใจที่มีผู้แอบส่งชื่อตนเข้าประลอง อีกทั้งถูกจับคู่ประลองกับพระศรีสิทธิสงครามที่ตนเคยแพ้มาแล้ว ตนสู้คุณพระไม่ได้แน่ แต่ลำดวนเห็นว่าเหมควรเข้าประลอง หากถูกใจเจ้าพระยา เหมจะได้เข้ารับราชการเป็นถึงทหารสังกัดท่านเจ้าพระยาทีเดียว

ไม่ว่าสมิงสอดน้อยกับลำดวนจะลุ้นอย่างไร เหมก็ถอดใจไม่ขอประลองฝีมือ จนกระทั่งพ้นเพลแล้ว ลำดวนตามมาเจอเหมนอนเล่นอยู่ริมคลอง บอกเหมว่าตนได้เจอบุษย์แล้ว บุษย์บอกว่าฆาตกรตัวจริงที่ฆ่ากับปิตันเจเมสันคือหลวงสรอรรถ

เหมลุกพรวดปะติดปะต่อเรื่องราวได้ก็พูดกับลำดวนอย่างเจ็บแค้นว่า

“หากเพียงแค่หลวงสรอรรถกับพระยาปลัดฉวยโอกาสหลอกเจ้าคุณพ่อ พี่ยังพอกลืนเลือดให้อภัยได้ แต่เมื่อเป็นแผนชั่วแต่ต้น พี่จะไม่มีวันยอมเป็นอันขาด”

“แล้วคุณพี่เหมจะกระทำกระไรได้หรือเจ้าคะ เพราะคุณพี่เหมเป็นเพียงแต่หมอควาญช้างจะเอากระไรไปสู้กับคนชั้นหลวงชั้นพระยาเล่าเจ้าคะ เหลือทางเดียวคือเป็นทหารในสังกัดท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชาเพื่อจะได้มียศศักดิ์ไว้คุ้มครองตนแลทวงความเป็นธรรมให้เจ้าคุณลุง แต่ในเมื่อคุณพี่เหมท้อแท้ใจถึงเพียงนี้ ก็รอแต่กรรมสนองเพียงอย่างเดียวเถิดเจ้าค่ะ”

พูดให้เหมคิดสะกิดให้แค้น แล้วลำดวนผละไป เหมขบกรามแน่นด้วยความแค้นรู้ดีว่าลำดวนพูดถูกทุกอย่าง ถ้าตนไม่สู้ก็ไม่มีใครทวงความเป็นธรรมให้พ่อท่านได้

ooooooo

การประลองเพื่อคัดเลือกทหารเริ่มขึ้นแล้ว แต่คู่แล้วคู่เล่าผ่านไปไม่มีใครเอาชนะครูคู่ต่อสู้ได้เลย จนถึงคู่ของหมื่นวิชิตกับครูสมที่ลูกน้องไปติดสินบนครูฝึกไว้

แต่สู้กันเพียงอึดใจ เจ้าพระยาก็ดูออกว่าเตี๊ยมกันไว้ พูดอย่างไม่พอใจว่า “ข้าจะเอาทหารไม่ใช่นางละคร”

จนเมื่อพระศรีสิทธิสงครามลงสนามเพื่อประลองกับเหม ลำดวนมองหาเหมด้วยความกระวนกระวายใจ และแล้วเหมก็ปรากฏตัวในสภาพโกนหนวดเคราจนใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลาเพราะออกกรรมแล้ว เหมชักดาบสองมือออกมาพร้อมสู้ พระศรีสิทธิสงครามยิ้มพอใจชักดาบของตนออกเช่นกัน ครู่เดียวพระศรีสิทธิสงครามก็ฉุกคิดเมื่อเห็นเพลงดาบของเหม อุทาน

“ดาบอาทมาต!! ข้าจำเอ็งได้แล้ว!”

เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชารู้จากสมิงสอดน้อยว่าเหมคือบุตรชายเจ้าพระยาบริรักษ์ก็ยิ่งปลื้มปีติ การประลองยุติลงเมื่อเหมเอาชนะพระศรีสิทธิสงครามได้สำเร็จ เหมวางดาบลงคุกเข่าขอขมาพระศรีสิทธิสงคราม ท่านตบบ่าเหมอย่างพอใจ

เหมฮึกเหิมขึ้นอีกครั้งเมื่อเอาชนะพระศรีสิทธิสงครามได้และมั่นใจในอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า

เมื่อข่าวสะพัดไปถึงขุนนาฏว่าควาญช้างเครารกผู้นั้นคือเหมก็ถึงกับตบเข่าฉาดว่าเหตุใดตนจึงตาฝ้าฟางจนไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่าควาญผู้นั้นคือเหม

หลายวันต่อมา ทับทิมมาหาบัวที่วังเสด็จ ทับทิมเล่าถึงการรบกันที่พัตบอง บัวเป็นห่วงพ่อกับแม่ ทับทิมจึงเล่าให้คลายกังวลว่า ในทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชามีคนรู้จักพ่อกับแม่ดีคือคุณเหม บัวตกใจนึกไม่ถึงว่าเหมจะไปศึกด้วย

“อ้ายคนที่ส่งสาส์นมาถึงพี่เป็นคนเล่าให้ฟังเอง บอกว่าคุณเหมเป็นควาญช้างแต่ได้เข้าประลองคัดเลือกทหารแลเอาชนะพระศรีสิทธิสงคราม ทหารเอกของท่านเจ้าพระยาได้ ท่านเจ้าพระยาเลยตั้งให้เป็นนายทหารประจำตัว เสมือนหนึ่งองครักษ์ นี่ละนะ...ทองแท้มิว่าอยู่ในที่ใดก็ยังเป็นทองแท้อยู่ดี”

บัวเครียดขึ้นทันทีไม่เคยคิดเลยว่าเหมจะกลับฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง

ooooooo

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #5 on: 26 July 2026, 09:37:14 »


https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep9/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 9

หลังจากรำอวยพรให้ทหารดูคืนนี้แล้ว รุ่งขึ้นที่หน้ากระโจมของลำดวนก็มีพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้เป็นปริศนา แต่หุ่นเชื่อว่าเป็นมาลัยที่ตั้งใจให้ลำดวนและที่พัตบองก็มีลำดวนอยู่ที่เดียวคือละแวกที่พักของควาญเท่านั้น

ไม่เพียงมีพวงมาลัยดอกลำดวนเท่านั้นยังมีกระดาษเขียนคำกลอนอ่อนหวานแนบมากับพวงมาลัยด้วย ลำดวนอ่านแล้วเขินอายเอามาลัยแนบอกเข้ากระโจมไป เหมแอบดูอยู่ เห็นลำดวนเขินอายก็ยิ้มมั่นใจว่าลำดวนก็มีใจให้ตนเช่นกัน

สิบกว่าวันผ่านไป...

หลังจากนักองค์อิ่มแปรพักตร์ ทางฝ่ายญวนจึงมีกำลังมากขึ้น องเดดก แม่ทัพหน้าของทัพญวนย่ามใจ ยกพลบุกเข้ารบกับทัพไทยหลายครั้ง แต่กองทัพไทยก็สามารถต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ทำให้ทัพญวนไม่สามารถรุกคืบหน้ามาได้แม้แต่น้อย ซึ่งกลับเป็นการสร้างความกดดันให้กับทัพญวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ในสถานการณ์เช่นนี้ หลวงสรอรรถนำลูกน้องบรรทุกปืนใส่ลังมาเต็มเกวียน หัวเราะสมใจนักกับการรบพุ่งที่เกิดขึ้น เรืองพูดอย่างสะใจว่า “ยิ่งพวกญวนกำลังแย่ก็ยิ่งขายอาวุธได้ราคา คุณหลวงช่างคิดอ่านได้ลึกซึ้งนัก”

“เช่นนั้น ข้าถึงได้แยกออกจากกองทัพของอ้ายพระยาปลัดอย่างไรเล่าวะ เราใช้ทัพพระยาปลัดพรางการขนปืน แต่ในเมื่อมันรบกันแล้ว เราก็ต้องรีบเดินทาง ในเมื่อเงินทองรออยู่ตรงหน้า จะมัวร่ำไรอยู่กับอ้ายพระยาปลัดได้อย่างไร ฮ่ะๆๆ”

ooooooo

เย็นวันนี้ เหมมอบพวงมาลัยดอกลำดวนให้เจ้าตัวด้วยมือ ลำดวนรับไปอย่างเขินอาย ครู่หนึ่งจึงขรึมลงบอกเหมว่า

“ต่อไป คุณพี่เหมอย่าเอามาให้ลำดวนอีกเลยนะจ๊ะ” เหมหน้าเสียถามว่าทำไมเล่า “ที่ลำดวนไม่รับเพราะเกรงจะเคยตัว ต้องร้องขอพวงมาลัยสดจากคุณพี่ทุกวันจนไม่อยากมีพวงมาลัยโรยเก็บไว้น่ะจ้ะ”

“เจ้ารู้ว่าพี่คงไม่อาจเฝ้าร้อยมาลัยลำดวนพวงใหม่ให้เจ้าได้ทุกวัน เลยไม่อยากรับรู้ถึงวันที่ต้องรอคนมาเปลี่ยนมาลัยใหม่ล่ะสิ”

“เจ้าค่ะ” เสียงตอบนั้นเศร้านัก

“อย่าคิดเช่นนั้นเลย เราจากกันอีกแล้วเป็นเช่นใด จากเป็นมิใช่จากตาย ก็เหมือนที่เราเคยจากกันมา เจ้าอย่าได้อาลัยไปเลย เวลานี้พี่ยังอยู่ใกล้เจ้าได้ก็มิสู้รับพวงมาลัยนี้ไปทุกวัน จนกว่าจะถึงวันที่เราจากไปจริงไม่ดีกว่าหรือ”

“คุณพี่เหมอย่าพูดอย่างนี้เลยเจ้าค่ะ ลำดวนใจคอไม่ดีเลย”

เหมเอื้อมจะจับมือลำดวนแต่ก็ชะงักกลัวลำดวนจะเสียหายจึงเปลี่ยนเป็นจับมาลัยพวงเดียวกันแทน เอ่ยปลอบว่า

“เจ้าอย่ากลัวไปเลย ยิ่งไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน การอยู่ด้วยกันของเรายิ่งมีคุณค่า พี่กับเจ้าจึงควรทะนุถนอมมันเอาไว้ให้ดีที่สุด แต่มิใช่หวาดกลัวว่าจะเสียมันไปมิใช่รึ”

ลำดวนยิ้มรับบางๆ ทั้งสองจับมาลัยพวงเดียวกัน ใบหน้าห่างกันแค่ฝ่ามือกั้น ต่างส่งผ่านความรู้สึกถึงกันจากดวงตาโดยมิได้แตะเนื้อต้องตัวเลยแม้แต่น้อย...

แต่แล้วลำดวนก็ต้องเศร้า เมื่อคุณปิ่นเข้ามาดูมาลัยดอกลำดวนที่เหี่ยวเฉาแล้วแต่ลำดวนก็ยังเก็บไว้อย่างหวงแหน ชมว่าเหมร้อยมาลัยเก่งจนหญิงชาววังบางคนยังร้อยสู้ไม่ได้ แล้วคุณปิ่นก็พูดเหมือนไม่คิดอะไรว่า

“แม่รู้ว่าเจ้าชื่นชมนับถือคุณเหมมาแต่เล็กแต่น้อย แต่เจ้าไม่ควรลืมว่าเจ้าตอนนี้ไม่ใช่เด็กเล็กๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว” ลำดวนบอกว่าตนไม่เคยลืมและไม่เคยทำสิ่งใดให้เสื่อมเสีย “ข้อนั้นแม่เชื่อ แต่แค่นั้นยังไม่พอดอก เจ้าต้องคิดถึงศักดิ์แห่งตระกูลของเจ้าไว้ให้มากด้วย”

ลำดวนนิ่งไปอย่างสัมผัสได้ถึงความหมายในคำพูดนั้น คุณปิ่นก็ยังพูดอย่างยิ้มแย้มต่อไปว่า

“ถึงคุณเหมจะพ้นจากตะพุ่นมาเป็นทหารแล้ว แต่ก็ยังห่างจากเจ้าอยู่มากนัก พูดตามตรงก็คือเจ้าไม่ควรให้ความสนิทชิดเชื้อมากเกินไปนัก” ลำดวนติงว่าแม่ท่านก็เคยให้ความเมตตาพี่เหมมิใช่หรือ “นั่นเพราะคุณเหมคือบุตรชายของพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชม ไม่ใช่อดีตตะพุ่นที่มีแต่ตัวเหมือนตอนนี้”

“แม่ท่าน...” ลำดวนครางออกมาแผ่วเบา คุณปิ่นตัดบททันทีว่า

“เจ้าจะหาว่าแม่ใจดำเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่เมื่อใดที่เจ้ามีลูก เจ้าก็จะเข้าใจแม่แองว่า หัวอกของคนเป็นแม่ที่มีลูกสาวนั้น ไม่มีกระไรจะขื่นขมไปกว่าต้องทนเห็นลูกสาวมีคู่ต่ำศักดิ์กว่าตัวเอง แล้วฉุดลูกสาวของตนลงสู่ที่ต่ำไปด้วยดอก”

คุณปิ่นวางมาลัยลำดวนไว้ที่เดิมแล้วเดินออกไป ลำดวนเครียดทันที เมื่อแม่ออกมาขวางเสียเองเช่นนี้ ตนจะทำอย่างไร

ooooooo

คืนนี้ ขณะเหมกำลังจะเข้ากระโจม สมิงสอดน้อยเรียกไว้ เอาจดหมายลับจากพวกที่จะขายอาวุธปืนให้ญวนให้เหมอ่าน แล้วชวนเหมไปดูหน้าพวกทรยศและดักจับพวกมันมาลงโทษด้วยกัน

“ไปสิพี่ ฉันอยากรู้นักว่าใจคอพวกมันทำด้วยกระไร ถึงได้ขายปืนให้ศัตรูมาเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันได้ลงคอ” เหมสีหน้าเจ็บแค้น มุ่งมั่น

เช้าวันรุ่งขึ้น สมิงสอดน้อย เหม และหมื่นเผด็จ แต่งตัวเป็นทหารญวนไปรอพวกค้าอาวุธอยู่นาน จนทหารวิ่งมารายงานว่าพวกมันมาแล้ว สมิงสอดน้อยสั่งทุกคนให้เตรียมพร้อมอย่าพูดอะไรให้เป็นพิรุธเด็ดขาด

เมื่อพวกที่จะขายอาวุธให้ญวนขนอาวุธออกมา สมิงสอดน้อยและเหมซึ่งรู้จักหลวงสรอรรถเป็นอย่างดีจึงรู้ว่าผู้ที่ทรยศต่อแผ่นดินขายอาวุธให้ญวนคือหลวง
สรอรรถนั่นเอง ดังนั้นเมื่อพวกหลวงสรอรรถเรียกให้ไปดูอาวุธ สมิงสอดน้อยกับเหมจึงไม่ไปหากยืนดูอยู่ห่างๆ

เรืองนายโจรผู้มีประสบการณ์โชกโชนสงสัยว่าทำไมสองคนนั้นไม่มาดูปืนจึงเดินเข้าใกล้ ทันทีที่ต่างรู้ว่าใครเป็นใครต่างก็ชักดาบออกมาฟาดฟันกัน หลวงสรอรรถรู้ว่าเสียทีแล้ว อาศัยจังหวะนั้นหนีไป เหมเห็นดังนั้นวิ่งตามไปทันที

เมื่อไล่จนเผชิญหน้ากัน หลวงสรอรรถกลัวจนตัวสั่น เหมจ้องหน้าพูดอย่างอาฆาตแค้นว่า

“มึงฆ่ามิสเตอร์เจเมสันเพื่อใส่ร้ายเจ้าคุณพ่อกู ทำให้กูต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ทำให้เจ้าคุณพ่อกูต้องมีมลทินตรอมใจจนตาย วันนี้กูขอเอาเลือดมึงมาเซ่นดวงวิญญาณ”

ทันใดนั้นเรืองมาข้างหลังเหมเงื้อดาบหมายบั่นคอให้ขาดในดาบเดียว เหมรู้สึกตัวหลบวูบได้หวุดหวิด แล้วตั้งท่าเพลงดาบอาทมาตทันที เรืองจำเหมได้ หลวงสรอรรถเร่งให้รีบฆ่าเหมเสีย ขณะนั้นเองสมิงสอดน้อยไล่ตามเรืองมาทัน เรืองหัวเราะย่ามใจว่าวันนี้ตนโชคดีได้เจอดาบอาทมาตฝ่ายเหนือสองคนพร้อมกัน หันบอกหลวงสรอรรถให้รีบหนีไป ตัวเองหันมาต่อสู้กับเหมและสมิงสอดน้อย แม้จะสองต่อหนึ่งแต่ฝีมือดาบอาทมาตมันร้ายกาจจนสมิงสอดน้อยกับเหมทำอะไรมันไม่ได้มากนัก

ในที่สุดเรืองใช้ไม้ตายจนสมิงสอดน้อยกับเหมต้องถอย มันฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีไป เหมเจ็บใจนักที่ไม่ได้ล้างแค้นแทนพ่อ

ooooooo

กลับมาถึงค่ายทหาร เจ้าพระยาบดินทร์เดชาฟังสมิงสอดน้อยกับเหมเล่าถึงฝีมือฉกาจฉกรรจ์ในวิชาดาบอาทมาตของเรืองแล้วถามเครียดว่ามันร้ายกาจขนาดนั้นเชียวหรือ

หมื่นเผด็จรายงานว่ายังดีที่เรายึดปืนทั้งหมดและจับตัวลูกน้องมันไว้ได้ หาไม่แล้วคงมีพวกเราต้องบาดเจ็บล้มตายอีกมากเพราะปืนพวกนี้

เหมแค้นใจที่ยังไม่อาจล้างมลทินให้เจ้าคุณพ่อได้ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาพูดให้กำลังใจว่าไม่ต้องรีบร้อนแม้ยังไม่ได้ล้างมลทินเจ้าคุณบริรักษ์แต่หลวงสรอรรถก็รับกรรมของการทรยศบ้านเมืองไปแล้ว ชาตินี้มันคงอยู่เป็นปกติสุขไม่ได้อีกแล้ว

“จริงขอรับ เพลานี้ชาติบ้านเมืองต้องมาก่อน ไว้รอเสร็จศึกแล้วค่อยหาทางล้างมลทินให้เจ้าคุณพ่อก็ได้ขอรับ”

“คิดถูกแล้วเหม” เสียงคุณชายช่วงซึ่งบัดนี้คือหลวงนายสิทธิ์ เอ่ยขึ้นก่อนเดินเข้ามา เจ้าพระยาบดินทร์เดชาถามว่าคุณหลวงนายสิทธิ์มาถึงนี่คงมีสาส์นจากท่านเจ้าพระยาพระคลังมาบอกกระมัง

“ขอรับ เพลานี้กองทัพเรือของเจ้าคุณพ่อใกล้จะถึงเมืองโจฎกแล้วขอรับ”

สถานการณ์เวลานี้คือ การรบระหว่างสยามกับญวนที่ตรึงกำลังกันอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เมื่อเจ้าพระยาพระคลังยกทัพเรือไปโจมตีเมืองโจฎกซึ่งเป็นเมืองสำคัญก่อนถึงเมืองไซ่ง่อน องเตรืองกุนกลัวว่า

เมืองโจฎกจะเป็นอันตราย จึงให้องเดดกยกทัพส่วนหนึ่งจากเมืองโปริสาทไปช่วยเมืองโจฎก ทำให้เมืองโปริสาทอ่อนแอลง และเป็นโอกาสของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาในการเข้ายึดเมืองโปริสาท

ooooooo

ที่ค่ายทหารในเมืองพัตบอง บุษย์เข้ากอดขาเหมร้องไห้เหมือนเด็กดีใจที่ได้เจอเหมอีกครั้ง เหมหันไปไหว้ขอบพระคุณคุณชายช่วงที่ช่วยบุษย์ไว้

“มิต้องขอบใจดอก อ้ายบุษย์แม้จะเป็นคนขี้ขลาดแต่มีแรงกตัญญูนัก ควรที่ฉันจะช่วยเหลือแล้ว”

บุษย์บอกเหมว่าตนเพิ่งได้รับเบาะแสสำคัญของลุงรี เสร็จศึกก็จะรีบไปตามหา ท่านเจ้าคุณก็จะได้พ้นมลทินเสียที เหมขอบใจบุษย์ชื่นชมว่าวิญญาณของเจ้าคุณพ่อคงดีใจที่บุษย์ทำเพื่อท่านถึงเพียงนี้ บุษย์บอกว่าลำพังตนคงทำไม่ได้ดอกถ้าไม่มีลำดวนช่วยเหลือ พูดอย่างสำนึกบุญคุณว่า “ถ้าไม่ได้คุณหนูลำดวนช่วยเอาไว้ กระผมคงตายไปเสียนานแล้ว”

เหมแปลกใจที่ลำดวนไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เร่งบุษย์ให้เล่าว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร

เวลาเดียวกันนั้น หุ่นท่องบทให้ลำดวนฟังขณะซ้อมบทด้วยกันอยู่หน้ากระโจม ท่องถึงบทตอนพระสังข์ถอดรูป หุ่นก็จำบทไม่ได้ ลำดวนท่องต่อให้อย่างขึ้นใจ เลยถูกหุ่นล้อว่าเพราะลำดวนมีพระสังข์ถอดรูปอยู่ใกล้ๆ ถึงจำบทได้แม่น ลำดวนเขินไล่ตีหุ่นหัวเราะกันร่าเริง

คุณปิ่นยืนดูอยู่ด้วยความหนักใจ ที่แม้ตนจะปรามลำดวนแล้วแต่ก็ห้ามลำดวนไม่อยู่จริงๆ ได้แต่คิดเครียดอยู่คนเดียวจนขุนนาฏถามว่าเหตุใดแม่ปิ่นจึงกังวลเรื่องนี้นัก คุณปิ่นเกรงลำดวนจะต้องทุกข์กายในภายภาคหน้า ขุนนาฏถามว่า

“ทหารใต้ร่มธงของท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชายังไม่ดีอีกรึ ตอนแม่ปิ่นรับรักฉัน ฉันมีแต่ตัวด้วยซ้ำ ไม่เห็นแม่ปิ่นจะรังเกียจรังงอนเลย” คุณปิ่นเขิน ขุนนาฏถามว่า “แม่ปิ่นจำไม่ได้รึว่าเรารักกันได้อย่างไร และตอนนั้นหากเจ้าคุณพ่อกับแม่ของแม่ปิ่นรังเกียจฉัน เราก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันมาจนถึงป่านฉะนี้ดอก แต่เพราะพวกท่านถือคติว่าปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ เราจึงได้เป็นสุขมาจนถึงวันนี้ แล้วนี่แม่ปิ่นจะมากีดกันลูกกระนั้นรึ”

คุณปิ่นกังวลอีกว่า เพราะเหมเป็นทหารตนก็ยิ่งหวั่นใจ เพราะนับแต่เกิดมา สิ่งที่ตนกลัวที่สุดคือสงคราม ตนไม่อยากเห็นเมียต้องเป็นม่าย ลูกต้องกำพร้าพ่อ เห็นขุนนาฏนิ่งคิดตาม คุณปิ่นเอ่ยถึงคนในครอบครัวว่าท่านขุนทำละคร ผัวทับทิมก็รับราชการทำบาญชี บัว ก็อยู่ในวัง ไม่มีกระไรที่ตนต้องหวาดกลัวแล้ว แต่เอ่ยถึงเหมว่า

“หรือถ้าคุณเหมเป็นเหมือนแต่ก่อน รับราชการเก็บภาษี ฉันก็ไม่ว่ากระไร แต่ตอนนี้ เจ้าลำดวนจะเป็นม่ายขึ้นมาวันใดยังมิรู้เลย” ขุนนาฏฟังแล้วเข้าใจความรู้สึกของหัวอกแม่อย่างคุณปิ่น ส่วนคุณปิ่นก็เฝ้ากังวลไม่อยากให้ลำดวนใกล้ชิดกับเหมมากกว่านี้

ooooooo

การศึกตึงเครียดขึ้น ทหารจากเมืองพัตบองแบ่งเป็นสองกอง กองหนึ่งบุกเข้าตีเมืองโปริสาท อีกกองเคลื่อนพลไปที่เมืองโจฎก

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาได้แบ่งทัพออกเป็นสองกอง กองหนึ่งยังประชิดเมืองโปริสาท อีกกองลอบไปสมทบกับทัพของเจ้าพระยาพระคลังเพื่อโจมตีเมืองโจฎก แต่ก่อนถึงเมืองโจฎก จำต้องเข้าตีค่ายที่คลองวามะนาวให้ได้ เสียก่อน ซึ่งถือว่าเป็นศึกสำคัญศึกหนึ่งในสงครามคราวนี้

7-8 วันผ่านไป... เช้าวันนี้ ทหารไทยอยู่พื้นที่ราบ ในขณะที่ทหารญวนสองทัพ ทัพแรกอยู่บนเนินดินสูง อีกทัพอยู่บนพื้นราบเป็นแนวป้องกันคอยปะทะไว้ให้ทัพไทยโจมตีลำบาก

แต่เมื่อทหารไทยโห่ร้องบุกขึ้นไปก็ถูกทหารญวนในฐานที่มั่นที่ได้เปรียบยิงสกัดราวห่าฝน ทหารไทยบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน เหม พระศรีสิทธิสงคราม ยืนบัญชาการรบอยู่ เหมเครียดเอ่ยกับพระศรีว่า

“ไม่ได้การแล้วคุณพระ พวกมันอยู่ที่สูงกว่าเรายิงอย่างไรก็สู้มันไม่ได้ดอก”

“บุกเข้าไป ประชิดมันได้เมื่อใด ปืนมันก็ทำกระไรไม่ได้แล้ว” พระศรีสิทธิสงครามตะโกน บรรดาทหารพากันโห่ร้องสู้ตาย ตะลุยเข้าปะทะกับทหารญวนที่พื้นราบ สู้กันอย่างดุเดือด ไม่นานทหารญวนก็เริ่มถอยร่นแตกพ่าย

หมื่นเผด็จวิ่งมารายงานว่า แย่แล้วกองลาดตระเวนของเราเห็นพวกญวนขนดินปืนขึ้นเขาไป คาดว่ามันจะจุดดินปืนแล้วใส่เกวียนทิ้งลงมาระเบิดค่ายเสบียงของราที่ตีนเขาเป็นแน่

“กระผมจะไปขวางพวกมันเองขอรับ” เหมรีบวิ่งออกไปทันที หมื่นเผด็จตามไปติดๆ

เมื่อเหมตะลุยไปทหารญวนรีบเข็นเกวียนหนี เหมฟันทหารที่มาขัดขวางวิ่งตามเกวียนไป ทหารญวนเห็นจวนตัวจึงจุดสายชนวนทิ้งเกวียนลงจากเนินเขาทันที เหมวิ่งตามไม่ทันตัดสินใจพุ่งดาบไปขัดล้อเกวียน เกวียนก็ยังคงพุ่งลงเนินต่อไปแต่ช้าลง ทำให้เหมวิ่งไปทันตัดสินใจใช้มือเปล่าจับสายชนวนไว้ดับไฟได้สำเร็จ

แม้เหมจะเจ็บปวดสาหัสจากการจับไฟแต่ก็โล่งใจที่ช่วยชีวิตทหารในค่ายไว้ได้หวุดหวิด

ooooooo

พระศรีสิทธิสงครามเครียดหนักที่ทหารบาดเจ็บร่วมร้อยและตายสิบเจ็ดแต่ยังประชิดเนินมันไม่ได้ และครั้งนี้ถ้าเหมไม่ช่วยไว้คงบาดเจ็บล้มตายกันมากกว่านี้นัก

หมื่นเผด็จเสนอให้ใช้ปืนใหญ่ แต่พระศรีติงว่าที่ดินตรงนั้นอ่อน ทานน้ำหนักปืนใหญ่ไม่ได้ดอก

“กระผมมีวิธีแล้วขอรับ เราใช้ต้นกล้วยมัดรวมกันหลายชั้น แล้วเอาทูนไว้บนหัวต่างโล่ป้องกันกระสุนที่ยิงลงมา พอเข้าใกล้เนินดิน เราก็เอาปืนหามแล่นกับขานกไปตั้งยิงสู้กับมัน” พระศรีติงว่าต้นกล้วยจะกันกระสุนได้หรือ “ที่เรือนครูแหม่มชาววิลาศมีแขกผู้หนึ่งชื่อลุงรีเป็นคนสอนกระผมขอรับ แกเล่าว่าที่บ้านเมืองแกใช้วิธีนี้สู้กับปืนไฟได้ผลดีนัก”

พระศรีสิทธิสงครามเห็นพ้องสั่งทหารให้ตัดต้นกล้วยมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เมื่อถึงคราวบุก ทหารที่ถือโล่ต้นกล้วยเป็นทัพหน้าก็โห่ร้องตะลุยเข้าไปประชิดเนินดิน ตั้งขาเอาปืนวาง เอาต้นกล้วยกำบัง จนสถานการณ์เริ่มได้เปรียบ

“บุกขึ้นไป!” พระศรีสิทธิสงครามตะโกนก้อง พวกทหารโห่ร้องอย่างฮึกหาญบุกขึ้นไปบนเนินดินทันที

หมื่นเผด็จอัศจรรย์ใจวิชาคงกระพันชาตรีของเหมว่าวิเศษจริงๆ เอ่ยขณะทำแผลที่มือให้เหม ขอให้เหมสอนให้บ้าง

“ก็ทนได้ขั้นหนึ่งน่ะพี่หมื่น หากถูกรุมฟันรุมแทงหรือถูกยิงด้วยปืนก็ไม่ไหวดอก ขรัวปู่ที่สอนวิชาให้ข้าก็บอกแล้วว่า แม้จะคุ้มครองได้แต่ก็ต้องมีสติปัญญาประกอบ อย่าได้หลงงมงายว่าวิเศษเกินไป ถ้าพี่หมื่นชอบ ฉันจะสอนวิชานี้ให้ก็แล้วกัน”

“จริงรึอ้ายเหม ขอบใจเอ็งนัก ขอบใจโว้ย ขอบใจ มาก” หมื่นเผด็จยิ้มเต็มหน้าดีใจสุดๆ

ขณะนั้นเอง พระศรีสิทธิสงครามเข้ามาหาเหมถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหมบอกว่าไม่เป็นอะไร ถามว่าแล้วเหตุใดคุณพระถึงกลับมาเร็วนัก

“ข้าเผาค่ายทิ้งแล้ว เราโจมตีค่ายเพื่อเปิดทางให้กองทัพของท่านเจ้าพระยาทั้งสองล้อมเมืองโจฎก ไม่จำเป็นต้องรักษาค่ายไว้” พลางตบบ่าเหมเบาๆ “อ้ายเหม...หากเอ็งไม่บาดเจ็บกระไรนัก ก็รีบกลับไปพัตบองแจ้งข่าวให้ท่านเจ้าคุณทราบ แลนำทัพช้างที่พัตบองมาที่นี่เถิด ข้ามั่นใจว่าการตีเมืองโจฎกคราวนี้ แพ้ชนะ ชี้ขาดกันที่ทัพช้างนี่ล่ะวะ”

เหมหน้าขรึม เมื่อนึกรู้ว่าต่อแต่นี้ไป การศึกมีแต่จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

ooooooo

7–8 วันต่อมา...เหมแบกไหน้ำผึ้งมากำนัลแก่ขุนนาฏและคุณปิ่นโดยมีลำดวนนั่งอยู่ใกล้ๆ

“ยามศึกสงคราม ของทุกอย่างล้วนฝืดเคือง กระผมจึงหาได้เพียงน้ำผึ้งพวกนี้มากำนัลแก่ท่านขุนกับคุณปิ่นเท่านั้นเองขอรับ”

“แค่นี้ก็ดีมากแล้ว แต่ทีหน้าทีหลังอย่าลำบากเอามาให้ฉันเลย คุณเหมไปรบแล้วกลับมาอย่างปลอดภัย ฉันก็ดีใจแล้ว”

“ของกำนัลเหล่านี้ กระผมอยากนำมาให้จริงๆ แลเป็นการไถ่โทษที่กระผมปิดบังตนอยู่นาน มิได้มา กราบไหว้ท่านขุนกับคุณปิ่นด้วยขอรับ”

“ฉันไม่ถือดอกพ่อ” คุณปิ่นยิ้มบางๆ “แลตอนที่พ่อตกต่ำลง ฉันก็ไม่ได้ดีกับพ่อสักเท่าใด พ่อจะโกรธจะเคืองฉันก็หาแปลกกระไรไม่”

ทุกคนหน้าเจื่อนกับคำพูดของคุณปิ่นไปหมด ขุนนาฏตัดบทให้พ้นจากบรรยากาศอึดอัดนั้น บอกเหมว่าเพิ่งเสร็จราชการมา ไปกินข้าวกินปลาพักผ่อนให้คลายเหน็ดเหนื่อยเสียก่อนเถิด แล้วบอกลำดวนให้ไปส่งเหม ลำดวนรับคำลุกขึ้น คุณปิ่นชักสีหน้าเรียกขุนนาฏอย่างไม่พอใจ ขุนนาฏเร่งลำดวนให้รีบไปเสีย เหมไหว้ลาทั้งสองแล้วเดินเลี่ยงไปกับลำดวน

พอเหมคล้อยหลัง คุณปิ่นก็ต่อว่าขุนนาฏทันที

“ไปให้ท้ายอย่างนี้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ ท่านขุนก็ทราบว่าฉันไม่ชอบคุณเหม” ขุนนาฏติงว่าถึงไม่ชอบก็ไม่ต้องสำแดงออกมาก็ได้ “ก็ฉันไม่ไว้ใจนี่เจ้าคะ พอดีพอร้ายที่คุณเหมมาทำดีกับเจ้าลำดวน อาจจะอาฆาตที่พวกเราเคยหมางเมินยามตกต่ำก็เป็นได้ ท่านขุนไม่ระแวงบ้างเลยหรือเจ้าคะ”

ขุนนาฏส่ายหน้าระอาความมีอคติของคุณปิ่นลุกเดินเลี่ยงไป ก็ถูกคุณปิ่นเคืองอีกปรามว่าอย่ามาเดินหนีกันเช่นนี้แล้วตามไปอย่างไม่ยอมแพ้

ooooooo

ลำดวนเดินออกไปส่งเหมเอ่ยอย่างไม่สบายใจ ขอโทษแทนแม่ท่านด้วย บ่นว่าไม่เข้าใจเลยเหตุใดแม่ท่านถึงพูดเช่นนั้น เหมยิ้มบางๆ บอกว่าจะกระไรเสียอีกเล่าคุณปิ่นหวงลูกสาวคนเล็กนั่นเอง แล้วพูดกรุ้มกริ่มว่า

“มีลูกสาวงามเช่นนี้ เป็นพี่ พี่ก็ทั้งห่วงทั้งหวงเช่นกัน แต่พี่จะพิสูจน์ให้คุณปิ่นเห็นเองว่าพี่มาดีไม่เคยคิดร้ายกับท่านหรือลูกสาวของท่านเลย”

ลำดวนยิ้มเขินอายเชื่อว่าสักวันแม่ท่านต้องเห็นใจจริงของคุณพี่ เหมมองลำดวนอย่างรักใคร่ เอื้อมจะจับมือลำดวน

พริบตานั้น หมื่นวิชิตพรวดเข้ามากระชากแขนเหมและชกหน้าทันทีแต่เหมไวกว่าก้มหลบแล้วจับข้อมือหมื่นวิชิตบิดไพล่หลัง หมื่นวิชิตที่ทำกร่าง ปวดจนร้องลั่นตะโกน

“ปล่อยกู ปล่อยกูสิวะ อ้ายตะพุ่นแขนลาย” เหมบิดแรงขึ้นอีก คราวนี้หมื่นวิชิตขู่ “มึงกล้าทำกับกูถึงเพียงนี้เชียวรึ กูเป็นหลานพระยานครนายก เป็นหัวหมื่น กูจะกราบเรียนท่านเจ้าคุณให้ตัดหัวมึงเสีย”

เหมไม่พูด แต่บิดแขนแรงขึ้น...แรงขึ้น ลำดวนโมโหที่หมื่นวิชิตวางเขื่องขู่เหม เลยท้าและขู่คืนว่า

“กล้าจริงทำเลย ฉันจะได้กราบเรียนท่านเจ้าคุณด้วยว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน ได้ยินมาว่าอาญาทัพของท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชาเด็ดขาดนัก คงจะได้เห็นกับตาก็คราวนี้แหละ”

โดนลำดวนขู่คำโตกว่า หมื่นวิชิตก็เงียบ หน้าเสีย เหมเห็นว่าหมดฤทธิ์แล้วจึงปล่อยมือ พอหลุดไปได้ หมื่นวิชิตก็พาลเล่นงานลำดวน “ก็เพราะแม่ลำดวนน่ะแหละไม่รักศักดิ์ตัวเอง กี่ครั้งแล้วที่ฉันเห็นแม่ลำดวนพูดจาแสดงท่าทีประหนึ่งมีใจให้อ้ายควาญนี่”

“เป็นควาญช้างแล้วไม่ดีอย่างไร ถ้าไม่ได้ควาญช้างจะมาถึงพัตบองนี่ได้รึ แลตอนนี้คุณพี่เหมก็เป็นทหารแล้ว ศักดิ์ตระกูลสาแหรกเป็นมาอย่างไร ผู้คนก็รู้กันทั่ว มิได้ด้อยกว่าหมื่นท่านเลย” หมื่นวิชิตยังตะแบงว่าเหมเคยต้องอาญาเป็นตะพุ่นหญ้าช้างมาก่อน “ท่านเจ้าพระยาก็เคยต้องอาญา ทั้งติดคุกทั้งถูกถอดยศก็หลายครา ถ้าถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ วันนี้จะได้เป็นถึงเจ้าพระยาบดินทร์เดชาสมุหนายกอย่างนั้นรึ”

หมื่นวิชิตเถียงไม่ออก ลำดวนจ้องหน้าจริงจัง พูดตัดบัวไม่เหลือใยว่า

“แลฉันเคยบอกหลายคราแล้วว่าฉันไม่ชอบหัวหมื่น ไม่เคยรักชอบ แลไม่มีวันจะรักชอบได้ แล้วหัวหมื่นอาศัยอะไรมาแสดงกิริยาหยาบช้าหึงหวงฉันเช่นนี้ ฉันพูดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าหมื่นท่านไม่เข้าใจก็อย่ามาเห็นหน้ากันอีกเลย ไปกันเถิดเจ้าค่ะคุณพี่เหม” ลำดวนชวนเหมเดินผละไป หมื่นวิชิตขบกรามแน่นด้วยความแค้นใจ

หมื่นวิชิตกลับค่ายระบายอารมณ์เที่ยวฟันต้นไม้ใบหญ้าดะไปหมด พวกทหารรู้ว่าหมื่นระบายอารมณ์เรื่องอะไร ก็ประจบสอพลอแนะวิธีแก้ลำอีกตามเคย บอกหมื่นวิชิตให้สั่งสอนเหมเสียให้เข็ดหลาบ หมื่นวิชิตถามว่าจะทำกระไรได้ในเมื่อเหมมีฝีไม้ลายมือเอาชนะพระศรีสิทธิสงครามได้ แล้วเราจะไปกระทำกระไรได้

ทหารแนะว่าตัวต่อตัวสู้ไม่ได้ แต่เราก็มีตั้งหลายคนจะกลัวกระไร หมื่นจ้องหน้าตะคอก

“ก็กลัวหัวขาดสิวะ อาญาท่านเจ้าคุณบดินร์เดชาเด็ดขาดนัก ขนาดกินสุรายังไม่ได้ แล้วมึงจะกล้าฆ่าคนในกองทัพรึ”

“จะต้องทำในกองทัพทำไมเล่าขอรับ มีศึกให้รบพุ่งแทบทุกวัน ถ้ามันตายระหว่างศึกขึ้นมาใครจะกล่าวโทษพี่หมื่นได้”

หมื่นวิชิตคิดตามยิ้มเหี้ยมออกมาอย่างเห็นทางที่จะกำจัดเหม

ooooooo

คืนนี้ขณะนั่งชมละครอยู่กับขุนนาฏและคุณปิ่น เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเอ่ยขึ้นว่า

วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่จะได้ดูละครที่พัตบองแล้ว เพราะต้องยกทัพไปที่โจฎกเพื่อทำศึกสำคัญที่นั่น เอ่ยขอบใจขุนนาฏและคุณปิ่นที่สู้ลำบากมาที่นี่ช่วยให้ทหารหย่อนใจได้มากทีเดียว คุณปิ่นถามว่าแล้วท่านเจ้าคุณจะให้พวกตนรั้งอยู่ที่พัตบองหรือกลับพระนครเลย

“กระผมจะให้คนคุ้มครองพวกท่านขุนไปนครราชสีมาก่อนขอรับ เพราะยังมิแน่ว่าเราอาจจะต้องกลับมาตั้งทัพที่พัตบองอีก กราบเรียนตามตรงนะขอรับว่าพวกเราชอบละครปี่พาทย์ของคณะท่านขุนนัก เพราะท่านขุนกับคุณปิ่นโดยแท้ ศึกนี้พวกเราจึงมีกำลังใจรบพุ่งมากกว่าเดิม”

ขุนนาฏและคุณปิ่นหันยิ้มให้กันอย่างปลื้มปีติที่ทุกคนชอบคณะละครของตน

ลำดวนแต่งตัวเสร็จแล้ว ก่อนที่จะออกไปเล่นละคร เหมนำพวงมาลัยดอกลำดวนมามอบให้ บอกว่านี่คงเป็นพวงมาลัยพวงสุดท้ายที่ตนจะให้ลำดวนที่พัตบองแล้ว รุ่งสางเมื่อใดตนก็ต้องนำช้างไปสู้ศึกที่โจฎก บอกลำดวนที่ยืนหน้าเศร้าว่า

“ส่วนเจ้ากับพ่อแม่ก็คงต้องกลับเช่นกัน มิรู้เลยว่าพี่จะให้พวงมาลัยเจ้าได้อีกเมื่อใด” ลำดวนติงว่าเหมกำลังจะออกศึกอย่าคิดเรื่องไม่สบายใจเลย เรามีวาสนาต่อกัน อย่างไรเสียก็ต้องได้พบกันอีก “แต่ถ้าเจ้ากลับไปอยู่อัมพวา ก็คงยากนักที่พี่จะได้เจอเจ้าอีก”

“เพียงแต่ไม่ได้เห็นหน้ากัน มิใช่ว่าจะไม่คิดถึงกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ” ลำดวนยิ้มให้เหมอย่างให้กำลังใจ

เหมอึ้งคิดไม่ถึงว่าลำดวนจะพูดเช่นนี้ เอื้อมมือจะจับมือลำดวนบอกว่าดีใจที่ได้ยินคำพูดนี้จากปากลำดวนทำให้ตนแน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเองคนเดียว เหมจ้องลำดวนที่เขินอายตรงหน้า เอ่ยอย่างสะกดใจว่า

“หากไม่คิดว่าจะทำให้เจ้ามัวหมอง พี่อยากจะกอดเจ้าให้สมกับความรักที่พี่มี”

“อย่าเพิ่งพูดคำว่า ‘รัก’ ง่ายนักเลยเจ้าค่ะ ลำดวนกลัว”

“กลัวว่าพี่จะเปลี่ยนใจรึ”เหมมองกรุ้มกริ่ม “ถ้าเช่นนั้น พี่จะพิสูจน์คำคำนี้ด้วยการกระทำของพี่เอง”

เหมประคองมือลำดวนขึ้น ลำดวนก้มหน้าร้อนผ่าวไปทั้งตัว หลับตาเขินอาย ตัวเบาหวิวราวกับจะลอยได้ แต่เหมมิได้จูบมือหากกลับจูบมาลัยแทนเพื่อมิให้ลำดวนเสียหาย ลำดวนค่อยๆ ลืมตาเห็นสายตากรุ้มกริ่มของเหมก็ยิ่งเขินจนต้องรีบหลบสายตาเดินเลี่ยงไป เหมมองตาม ยิ้มเคลิ้มอย่างหลงใหล

ooooooo

อินทร์มาที่วังเสด็จ บัวขอให้ช่วยปลอบโยนหม่อมท่านด้วย อินทร์บอกว่ามาคราวนี้นอกจากมาหาหม่อมแล้วยังจะมาคุยเรื่องของเรากับหม่อมท่านด้วย บัวดีใจเร่งให้รีบไป ป่านนี้หม่อมคงรอแย่แล้ว

พออินทร์ผละไป เทียนก็เข้ามาบอกบัวว่า ท่านขุนนาฏกับคุณปิ่นพ่อกับแม่ของบัวจะได้กลับจากพัตบองแล้ว บัวดีใจบอกว่าหลายเดือนมานี่ตนเป็นห่วงพ่อแม่กับน้องนัก เสร็จศึกเสียทีตนดีใจเหลือเกิน แต่พอเทียนบอกว่าศึกยังไม่เสร็จแต่ทัพของเจ้าพระยาจะทำศึกสำคัญจึงให้คณะละครมาพักที่นครราชสีมาก่อน รอผลศึกแล้วจะมีคำสั่งอีกที

ข่าวนี้ทำให้บัวหน้าเจื่อนอดไม่ได้ที่จะแอบเป็นห่วงเหมขึ้นมาเหมือนกัน

เมื่ออินทร์คุยกับหม่อมดวงแขเสร็จลงมาบอกบัวว่าคดีความของเสด็จยังตอบยากแต่ตนกับหม่อมมั่นใจว่าโทษมาไม่ถึงลูกเมียเป็นแน่ อย่างร้ายที่สุดก็คือหม่อมกลับไปอยู่ลำปางกับตนตามที่คุยกันไว้

บัวดีใจที่จะได้ไปอยู่ลำปางดังที่อินทร์เคยปรารภไว้ แต่อินทร์บอกว่าหม่อมเห็นว่าเรื่องที่บัวจะตามไปรับใช้นั้นไม่ควรเพราะบัวเป็นลูกชาติลูกตระกูล หม่อมท่านเกรงบัวจะเสื่อมเสีย จึงให้ตนหมั้นหมายบัวไว้ก่อนจึงจะยอมให้บัวไปด้วย

“เรื่องเช่นนี้คุยกันสองคนไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ” บัวใจชื้นขึ้น

“ฉันรู้ ฉะนั้นเสร็จศึกเมื่อใด ฉันจะขอให้หม่อมพูดคุยกับพ่อแม่ของแม่บัวเอง”

บัวยิ้มเขินอาย แอบโล่งใจกับสิ่งที่ตนรอคอยและกำลังจะเป็นจริงแล้ว

ooooooo

ใกล้จะเปิดศึกใหญ่แล้ว แต่ทัพหนุนของพระยาปลัดก็ยังมาไม่ถึง สมิงสอดน้อยเรียนท่านเจ้าพระยาว่า พระศรีสิทธิสงครามจัดคนไปเร่งหลายครั้งแล้ว อย่างไรเสียก็คงมาทันฤกษ์ตีเมืองโจฎกแน่

หลวงสรอรรถตกอยู่ในภาวะต้องหลบซ่อนเมื่อมีหมายจับปิดประกาศไปทั่ว จะไปไหนมาไหนก็ต้องปิดบังอำพรางใบหน้า เรืองที่พาหลบซ่อนแนะหลวงสรอรรถว่าถ้าคุณหลวงไม่รู้จะทำประการใดก็ไปพึ่งพาจีนเชียงทองดีกว่า แต่หลวงสรอรรถประกาศว่าคนอย่างตนไม่มีวันอยู่ใต้ใครเด็ดขาด

หลวงสรอรรถคุยโวว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดไปเป็นเพียงส่วนน้อย ตนยังมีที่ซ่อนอยู่อีกมากนัก เรืองเสนอให้เอาออกมาใช้เสียจะได้ไม่ต้องลำบากอย่างนี้ หลวงสรอรรถระแวงว่าเรืองจะแย่งสมบัติ โต้เถียงขัดแย้งกันจนเรืองประกาศว่าถ้าไม่ไว้ใจกันเยี่ยงนี้ก็เชิญคุณหลวงหาทางรอดเอาเองเถิด ว่าแล้วเดินหนีไปเลย หลวงสรอรรถมองตามอย่างแค้นใจ ด่าตามหลัง

“นึกว่าคนอย่างข้า จะต้องง้องอนเอ็งรึ สันดานโจรเลี้ยงไม่เชื่อง”

ฝ่ายพระยาปลัด เมื่อทหารที่สมิงสอดน้อยมาเร่งก็ไล่ให้กลับไปเสีย รับรองตนตามไปสมทบที่เมืองโจฎกทันแน่ ขอท่านเจ้าพระยาอย่าได้กังวลเลย

แต่คืนนี้เอง พอพระยาปลัดเข้ากระโจมก็เจอหลวงสรอรรถนั่งกินอาหารแลผลไม้อยู่อย่างตะกรุมตะกรามเพราะหิวโซมาหลายวัน พระยาปลัดโมโหถามว่ามาที่นี่ทำไม เกิดถูกจับได้ตนมิต้องรับเคราะห์ไปด้วยรึ

แต่พระยาปลัดเหมือนลูกไก่ในกำมือของหลวงสรอรรถที่กุมความลับทุกอย่างไว้ได้ หลวงสรอรรถขู่ว่าถ้าไม่ช่วยตน หากตนโดนจับคิดหรือว่าพระยาปลัดจะรอด โดยเฉพาะเหมรู้สิ้นแล้วว่าพ่อตัวเองตายเพราะเหตุใด คิดหรือว่าเหมจะไม่คิดล้างแค้น แล้วบอกให้พระยาปลัด คุ้มกันตนไปที่หนึ่งไม่ไกลนักเดินทางแค่สามวันก็ถึง

หลวงสรอรรถขู่จนพระยาปลัดอึ้ง แล้วพูดอย่างถือไพ่เหนือกว่าว่า

“ช่วยดีฉันเถิดขอรับ เพราะก็เหมือนช่วยตัวท่านเจ้าคุณเอง ถ้าดีฉันถูกจับได้ไม่เป็นคุณแก่ท่านเจ้าคุณแน่นะขอรับ”

พระยาปลัดขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ ตกอยู่ในภาวะตกกระไดพลอยโจน

ooooooo

โอกาสที่หมื่นวิชิตจะแก้แค้นเหมมาถึง เมื่อมีทัพญวนสองพันยกมาทางค่ายแล้วเจ้าพระยาบดินทร์เดชาให้เหมออกไปต้าน หมื่นวิชิตอาสาไปด้วยทันทีอ้างว่านับแต่มีศึกตนยังไม่เคยออกรบเลย ครั้งนี้ขอทำความดีความชอบด้วยเถิด

“ถ้ามีใจเช่นนั้นก็ตามใจ” เจ้าพระยาบดินทร์เดชาอนุญาต หมื่นวิชิตดีใจมากแอบเหล่ไปทางเหมอย่างหมายมาด

เมื่อเหมนำกำลังสองพันออกไปสู้ศึก จนพวกข้าศึกล่าถอย หมื่นวิชิตสั่งทหารให้ตามไป เหมสั่งห้าม

“อย่า! เราแค่มาหยั่งเชิง แลหากผลีผลามตามไปอาจจะถูกซุ่มโจมตีได้”

“ได้ทีแล้วไม่ตามซ้ำจะมาออกรบทำไมวะ ถ้าไม่มีใครตามพวกมันไปข้าไปคนเดียวก็ได้” หมื่นวิชิตวิ่งออกไปคนเดียว เหมเป็นห่วงจึงวิ่งตาม

มันเป็นแผนลวงเหมไปติดกับดัก โดยหมื่นวิชิตวิ่งไปทำทีนอนตาย พอเหมวิ่งไปหาจึงติดกับดักทันที!!

ลูกน้องหมื่นวิชิตในชุดทหารญวนที่ซุ่มอยู่วิ่งออกมาดู คาดว่าเหมยังไม่ตาย หมื่นวิชิตสั่งให้ฆ่าเลย แต่พอมันเดินไปจะพุ่งมีดลงไปฆ่าเหม ก็ถูกเหมพุ่งมีดขึ้นมาปักอกตายคาปากหลุม

ที่แท้พอเหมตกลงไปก็เอามีดสั้นปักกับผนังหลุมไม่ให้ตัวเองตกถึงก้นหลุมจากนั้นค่อยๆปีนขึ้นมา พอเหมขึ้นมาได้พวกลูกน้องหมื่นวิชิตก็กรูกันไปรุม เหมดึงดาบของทหารที่ตายสู้กับพวกมันจนตายเกือบหมด หมื่นวิชิตตกใจกลัวบังคับทหารนายหนึ่งที่เหลือให้เข้าไปสู้กับเหม ทหารนายนั้นไปยืนเผชิญหน้าเหมไม่กล้าเข้าไป เลยถูกหมื่นวิชิตแทงข้างหลังตายคาที่ เหมถามว่าฆ่าทำไมตนต้องการเอาไว้เป็นพยานหลักฐาน หมื่นวิชิตอ้างว่าเป็นทหารญวนที่วางแผนหลอกเรามาฆ่า แล้วเร่งเหมให้รีบกลับ

หมื่นวิชิตวิ่งอ้าวไปทันที เหมมองตามด้วยความสงสัยแต่ตอนนี้ก็ไม่มีพยานหลักฐานเหลือแล้ว

ooooooo

พระยาปลัดไปส่งหลวงสรอรรถยังที่หนึ่ง บอกว่าส่งแค่นี้พอเพราะหากตนนำทัพหนุนไปไม่ทันฤกษ์ศึก ก็ต้องรับโทษไปด้วย

หลวงสรอรรถขู่ว่าที่พระยาปลัดเดินทัพช้าเพราะมัวแต่หาความสำราญกับเด็กหญิงเชลยศึกแลปล้นสะดมชาวบ้านต่างหาก และพอหลวงสรอรรถเอาผลประโยชน์มาล่อ พระยาปลัดก็โอนอ่อนตาม

3-4 วันผ่านไป เมื่อทัพพระยาปลัดยังไม่มา เจ้าพระยาบดินทร์เดชาจึงจัดทัพประกาศอย่างดุดัน

“ข้าเฝ้ารออยู่นานวัน ทัพหนุนของพระยาปลัดก็ไม่มาตามฤกษ์ แต่พวกเอ็งอย่าได้ห่วงไปเลย แม้เราจะมีพลน้อยกว่า เราก็จะสู้จนเหลือคนสุดท้าย หากศึกนี้ไม่ได้ชัย ข้า... เจ้าพระยาบดินทร์เดชาก็ขอเอาดินเมืองโจฎกกลบหน้ามิขอกลับไปพระนครให้อายอาณา ประชา ราษฎร์เป็นอันขาด”

พระศรีไชยทิตยชักดาบประกาศให้ตั้งทัพเป็นรูปปีกกา หมื่นเผด็จเป็นปีกซ้าย หลวงกำแหงเป็นปีกขวา ตนจะคุมกองกลางบุกเข้าไปพร้อมกัน

“ช้าก่อนขอรับ กระผมขออาสาเป็นกองทะลวงฟัน ขอเป็นคนแรกที่เข้าประดาบกับข้าศึกขอรับ” เหมอาสา

“เอ็งเป็นทหารคุ้มครองข้าแต่ยังอาสาเป็นกองทะลวงฟันไปเสี่ยงตายอีก น้ำใจเช่นนี้ จึงคู่ควรเป็นทหารใต้ร่มธงของข้านัก” เจ้าพระยาชื่นชมแล้วสั่งทุกคน “มีคำสั่งลงไป เราจะบุกเข้าตีเมืองโจฎกพร้อมกับทัพของเจ้าพระยาพระคลังประเดี๋ยวนี้!”

ooooooo

เหมนำกองหน้าทะลวงฟันบุกเข้าสู้กับกองทัพญวน เสียงทหารโห่ร้องอย่างฮึกห้าวเหิมหาญ ทัพไทยและทัพญวนประจัญบานกันดุเดือด แม้ทหารไทยจะมีกำลังน้อยกว่าแต่ก็รุกไล่จนองเดดกสั่งทหารญวนถอยร่น

ทหารไทยเห็นทหารญวนถอยร่นก็ยิ่งฮึกหาญ

ตะลุยเข้าไป องเดดกกระหยิ่มยิ้มที่เป็นไปตามแผน ตะโกนสั่ง

“ยิงปืนใหญ่!!”

ทหารไทยถูกปืนใหญ่ของทหารญวนถล่มแตกระส่ำระสาย เจ้าพระยานั่งอยู่บนหลังม้าตะโกนสั่ง

“ยิงช่วยทัพหน้า!!”

ปืนใหญ่ฝ่ายไทยระดมยิงสวนฝ่ายญวนไปทันที แต่เพราะฝ่ายไทยอยู่บนพื้นราบจึงเสียเปรียบฝ่ายญวนที่อยู่บนกำแพง ฝ่ายไทยจึงต้องถอยมาตั้งหลักวางแผนใหม่ที่ค่าย

บุษย์เข้ามารายงานเจ้าพระยาในกระโจมว่า “ทัพเรือของท่านเจ้าคุณพระยาพระคลังบุกเข้าตีอย่างพร้อมเพรียง แต่แม่น้ำลำคลองของญวนตื้นเขิน เรือไทยลำใหญ่กินน้ำลึกไม่อาจเข้าได้ ต้องใช้เรือเล็กบุกเข้าไป ทำให้ทัพเรือของญวนตั้งรับง่าย บุกแต่เช้าถึงเพลไม่อาจรุกคืบหน้าได้แม้แต่น้อย จนต้องถอยทัพขอรับ”

พระศรีสิทธิสงครามและสมิงสอดน้อยที่ฟังอยู่ด้วยทุกคนเครียด คิดหายุทธวิธีที่จะเอาชนะพวกญวน เจ้าพระยาบดินทร์เดชาจึงเปลี่ยนแผนใหม่สั่งเหมให้จัดเตรียมช้างไว้ให้พร้อมเพื่อทำการศึกครั้งใหม่

เมื่อเจ้าพระยาบดินร์เดชา ขุนศรีไชยทิตย และเหม ไปดูช้าง ขุนศรีรายงานว่า

“ตามหลักพิชัยยุทธ์แล้ว ช้างที่มีลักษณะเป็นช้างโคตรแล่นจะต้องเอาไว้รั้งท้าย เพื่อไม่ให้อาละวาดทำร้ายกองทัพเราเอง แต่มีกลศึกหนึ่งใช้การปลุกช้างด้วยการให้กินสุราจนเมาแล้วจุดไฟที่หาง เหล่าช้างโคตรแล่นก็จะพุ่งทำลายศัตรูได้ขอรับ”

เจ้าพระยาพยักหน้า คิดว่าความเสียเปรียบในชัยภูมิครั้งนี้ทำให้เราต้องถอยทัพ แต่กลศึกคชสารนี้คงช่วยพลิกจากร้ายกลายเป็นดีได้บ้าง แต่เหมติงว่ากลศึกนี้เสี่ยงภัยมากเพราะไม่มีผู้ใดจะบังคับช้างโคตรแล่นยามบ้าคลั่งได้ เหมจึงเสนอว่า

“กระผมเห็นว่าเราควรเอาปืนใหญ่ใส่หลังช้างที่มีลักษณะดี แล้วบังคับช้างบุกเข้าไปพอได้ระยะก็ยิงปืนใหญ่สู้กับพวกมันขอรับ” ฟังแล้วเจ้าพระยาตบบ่าเหมเอ่ยอย่างพอใจว่า

“เอ็งพูดเหมือนใจข้าคิด ข้ากำลังจะบอกอยู่เชียว” แล้วเจ้าพระยาก็ถามถึงช้างยักษ์เชือกนั้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ขุนศรีไชยทิตยรายงานว่าแข็งแรงดี ถ้าท่านเจ้าคุณจะใช้งาน ตนจะให้อ้ายสังข์บุกตามเข้าไปเป็นสุดท้ายเพื่อพังกำแพงเมืองดีหรือไม่ “เหมาะนัก! ข้ารู้ว่าเหล่าควาญรักช้างเหมือนลูก แต่ศึกครั้งนี้เราแพ้ไม่ได้ หากต้องเสียสละชีวิตช้างไปบ้าง ก็ขอขมาทุกคนด้วย”

ooooooo

คณะละครของขุนนาฏไปถึงนครราชสีมาแล้ว ลำดวนนวดให้ขุนนาฏที่โถงเรือน ขุนนาฏชมว่าลูกทั้งหมดจะหาใครนวดเก่งเท่าลำดวนเป็นไม่มี รำพึงว่าถ้าลำดวนออกเรือนไปพ่อคงคิดถึงนัก

ลำดวนเอ่ยเศร้าๆว่าคงไม่มีวันนั้นดอก ขุนนาฏ มองหน้าลำดวนเอ่ยอย่างรู้ใจว่า อันที่จริงคุณปิ่นก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเหม หากเหมรับราชการเก็บภาษีค่าขนอนเหมือนพระยาบริรักษ์ แต่นี่เหมเป็นทหารไปแล้ว คุณปิ่นจึงไม่อยากให้ลำดวนทุกข์ใจ

“ลูกทราบเจ้าค่ะ แลลูกรู้แล้วว่าเป็นจริงตามที่แม่ท่านห่วงทุกประการ แลเพลานี้ลูกก็เป็นทุกข์ด้วยความเป็นห่วงคุณพี่เหมอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้น” ขุนนาฏลุกนั่ง “ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วล่ะ แต่จำเอาไว้นะ สิ่งใดที่ได้มายากและรักษาไว้ยาก สิ่งนั้นก็ยิ่งมีค่า”

ooooooo

.

------------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep10/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 10

เหมฟังจากเจ้าพระยาที่ให้เตรียมใจกับการต้องสูญเสียช้างแล้วใจหาย คืนนี้ขณะไปจุดยาไล่ยุงและแมลงให้แม่พังโต เหมคุยกับแม่พังโตและไหว้ขอโทษที่ต้องพาแม่พังโตไปเสี่ยง แต่บอกแก่แม่พังโตอย่างภูมิใจว่า

“ชัยชนะของทัพไทยขึ้นอยู่กับช้างอย่างแม่พังแล้ว” แม่พังโตมองหน้าเหมราวกับรับรู้สิ่งที่เหมพูด

ยุทธวิธีของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา นำมาซึ่งชัยชำนะแก่ทหารไทย เมื่อเสร็จศึก เหมวิ่งมาถามขุนศรีไชยทิตยและมากับส่งที่กำลังทายาให้ช้างที่บาดเจ็บว่า “พวกช้างเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

“อ้ายสังข์มันแข็งแรงแลหนังหนานัก ไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย ส่วนพวกช้างโคตรแล่น เตลิดหายไปสิบเชือก คงมิต้องตามแล้ว ส่วนช้างของเราตายไปสาม เจ็บหนักรอวันตายอีกแปด เหลือที่พอเยียวยารักษาได้ไม่เกินสิบเก้าเชือก”

“แล้วแม่พังโตเล่าขอรับ” เหมร้อนใจ ขุนศรีไชย-ทิตยหน้าเครียดเดินนำเหมไป เหมเห็นแม่พังโตนอนให้พวกควาญช้างทายาให้อยู่ ดูอาการหนักเพราะแผลลึกฉกรรจ์ เหมอุทานพลางโผเข้าหา “แม่พัง...”

ขุนศรีไชยทิตยเล่าอาการสาหัสของแม่พังโตแล้วบอกเหมให้ทำใจ เหมฉุกคิดได้บอกขุนศรีน้ำตาคลอว่า

“กระผมเคยอ่านในตำราบอกว่าที่เมืองญวนมีหญ้าประหลาดชื่อหญ้าพรายน้ำ เปล่งแสงในเพลากลางคืนนับเป็นยอดแห่งยาสมานแผลสำหรับช้าง ถ้าหาได้หญ้านั้นอาจจะช่วยแม่พังได้นะขอรับ”

“ในชีวิตข้าเคยเห็นครั้งเดียวแลมันอยู่ลึกเข้าไปในฝั่งญวน ใครจะเสี่ยงตายบุกเข้าไปเพื่อช่วยช้างกันเล่า”

เหมหันไปลูบหัวแม่พังโตด้วยความรักและสงสารจับใจ แววตาเหมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ผ่านเพียงชั่วครู่ สมิงสอดน้อยได้รับรายงานจากขุนศรีไชยทิตยว่าเหมหนีไปในเขตญวนเพื่อหาหญ้าพรายน้ำมารักษาแม่พังโต สมิงสอดน้อยตำหนิขุนศรีว่าเหตุใดจึงไม่ห้ามเหม

“ทำไมฉันจะไม่ห้าม แต่อ้ายเสดียงมันยืนยันจะไป ใครจักห้ามมันได้ อย่าว่าแต่คุณหลวงเลย ต่อให้เป็นคำสั่งท่านเจ้าคุณแม่ทัพใหญ่ อ้ายเสดียงก็ต้องเสี่ยง
คอขาดไปจนได้”

ขุนศรีบอกเล่าถึงความรักความผูกพันของควาญกับช้างอย่างลึกซึ้งว่า

“สำหรับคนอื่นช้างอาจจะเป็นแค่สัตว์หรือเครื่องมือในการสู้รบ แต่สำหรับพวกเรา ช้างเป็นพี่เป็นน้อง เป็นกระทั่งลูกแลเพื่อนร่วมตาย เราไม่อาจทนดูมันตายโดยไม่ช่วยเหลือได้ดอก”

เหมลอบเข้าไปในเขตญวน ต่อสู้กับทหารญวนได้รับบาดเจ็บแต่ก็ได้หญ้าพรายน้ำกลับมารักษาแม่พังโตได้ทันกาล

ooooooo
หลังจากองเดดกพ่ายแพ้และทหารไทยยึดเมืองโจฎกไว้ได้ ทัพเรือของญวนก็หนีเอาตัวรอด ท่านเจ้า พระยาพระคลังตามตีและจับเชลยศึกไว้ได้จำนวนมาก
ศึกสงบแล้ว เจ้าพระยาบดินทร์เดชาให้พระศรี-สิทธิสงครามนำสาส์นไปมอบแก่องเดดก...

“ท่านแม่ทัพองเดดก ก็ได้รับมือกับทัพสยามมาอย่างหนักหน่วง มาบัดนี้ ฉันจึงใคร่ขอความเห็นจากท่านแม่ทัพว่าจะรับมือต่อหรือจะยอมรับความพ่ายแพ้เสีย แต่โดยความเห็นของฉันนั้น สยามจะมีทัพหนุนมาเพิ่มอีกหลายทัพ หากญวนยังฝืนสู้รบต่อไป ก็คงเสียทหารไปเปล่า มิสู้ยอมแพ้เสียตรงนี้โดยสยามเองก็มิได้จะหักหาญให้เป็นศึกยืดเยื้ออีกต่อไป ขอท่านแม่ทัพจงตรองดูให้ดีเถิด”

ขณะองเดดกอ่านสาส์นแล้วคิดเครียดนั้น พระศรี-ไชยทิตยก็สั่งลูกน้องให้นำเชลยศึกมามอบคืนแก่องเดดก

ศึกสงบจนส่งคืนเชลยแก่องเดดกแล้ว พระยาปลัดจึงเพิ่งจะนำทัพหนุนมาถึง พระยาปลัดเจอเหมก็ทำยิ้มแย้มทักทาย เหมตอบรับไปตามเพลงแต่ไม่ไหว้
พระยาปลัดแก้ต่างแก่ตัวเองว่าเหตุที่มาช้าเพราะไม่ชำนาญทางและระหว่างทางจับเชลยได้มากเป็นเหตุให้มาไม่ทันตามฤกษ์ ขอท่านเจ้าคุณลงโทษตามอาญาทัพด้วยเถิด

ครั้นเจ้าพระยาสั่งนำตัวไปตัดหัวแล้วเสียบประจานไว้หน้าค่าย พระยาปลัดถึงกับโวยวายว่าเพียงมาไม่ทันฤกษ์ก็ต้องโทษถึงประหารเลยหรือ

“แค่มาไม่ทันฤกษ์อย่างนั้นน่ะรึ ท่านเจ้าคุณเห็นการรบทัพจับศึกเป็นกระไร ศึกสงครามเกี่ยวพันถึงชีวิตผู้คนแลศักดิ์ศรีของบ้านเมือง ท่านเจ้าคุณคิดว่าเป็นเรื่องเล็กรึ” พระยาปลัดอ้างความดีความชอบของตน ขออย่าได้ลงโทษถึงประหารเลย “เพราะฉันเห็นแก่ความดีเก่าก่อนแลเมื่อครู่ท่านเจ้าคุณสำนึกผิดด้วยตัวเองฉันจึงลดโทษให้ไม่ต้องถึงลูกเมียแลริบทรัพย์สมบัติแล้ว ท่านเจ้าคุณยังจะขอลดหย่อนอีกรึ”

เมื่อทหารมาหิ้วปีกเอาตัวไป พระยาปลัดก็ยังพร่ำร้องขอความเมตตาไปตลอดทาง

เมื่อข่าวการศึกของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาแพร่ไปถึงนครราชสีมาว่าได้รับชัยชนะแต่ช้างก็ตายไปหลายเชือกและควาญช้างก็พลีชีพไปไม่น้อย ลำดวนรับฟังข่าวนี้ด้วยความเป็นห่วงเหมมาก

ขณะพระยาปลัดถูกนำตัวไปตีตรวนกักขังอยู่ก็ขอพบเหม เมื่อสมิงสอดน้อยบอกเหม เหมไม่ต้องการไปพบ สมิงสอดน้อยติงว่า

“เอ็งลองไปสักคราเถิดวะ ถ้าไม่ชอบก็กลับออกมา ถือเสียว่าไปพบคนที่เคยอุ้มชูเอ็งมาครั้งยังเยาว์เป็นครั้งสุดท้าย”

เมื่อเหมไปพบ พระยาปลัดบอกว่าอยากขอขมา เหมถามว่าจะขอขมาสิ่งที่เจ้าคุณร่วมกับหลวงสรอรรถใส่ความเจ้าคุณพ่อจนทำให้ต้องโทษกันทั้งครัวและยังลวงให้เจ้าคุณพ่อรับผิดในสิ่งที่ไม่ได้ทำกระนั้นหรือ พระยาปลัดกล่าวโทษว่าถูกหลวงสรอรรถบังคับ เหมย้อนเอาว่า

“ถ้ากระผมเดาไม่ผิด ที่หลวงสรอรรถบังคับท่านเจ้าคุณได้ก็เพราะความชั่วช้าที่ท่านเจ้าคุณกระทำ”

เมื่อถูกเหมรู้เท่าทัน พระยาปลัดบอกว่าเหมไม่ต้องอโหสิก็ได้แต่ตนได้พูดที่อยากพูดให้เหมฟังก็พอใจแล้ว บอกเหมให้กลับไปเสียเถิด เหมหันหลังเดินไป แต่ครู่เดียวก็หยุดพูดโดยไม่หันมอง

“ถ้าเจ้าคุณพ่ออยู่ที่นี่ ท่านก็คงอโหสิให้เจ้าคุณอา กระผมก็ขอทำตามแบบอย่างเช่นเดียวกับเจ้าคุณพ่อก็แล้วกันขอรับ”

พระยาปลัดน้ำตาซึมซึ้งใจและดีใจที่เหมยอมอโหสิให้ตนในวันสุดท้ายของชีวิต

ooooooo

กองทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาได้รับชัยชนะในการสู้รบกับกองทัพญวนอีกหลายครั้ง จนที่สุด เมืองญวนต้องยอมแพ้ และแม่ทัพใหญ่องเตรืองกุนต้องกินยาพิษฆ่าตัวตาย ณ ริมฝั่งน้ำด้วยความละอายใจ ทำให้นักองค์ด้วงได้สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์เขมร ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี”

เมื่อเสร็จศึก ท่านเจ้าคุณจึงให้สมิงสอดน้อยมาคุ้มครองขุนนาฏกลับอัมพวา คุณปิ่นขอพบทับทิมกับบัวก่อนกลับอัมพวาเพราะนับแต่เดินทางมาพัตบองยังไม่เคยเจอกันเลย ซึ่งสมิงสอดน้อยก็มิได้ขัดข้อง

ลำดวนมาเห็นสมิงสอดน้อยก็ดีใจนัก เลียบเคียงถามถึงเหมแต่ก็มิได้รับรู้ชัดเจน คาดว่าเหมคงอยู่กับเจ้าพระยาบดินทร์เดชาเพราะสมิงสอดน้อยบอกว่าเจ้าพระยายังต้องอยู่เขมร นอกจากเพื่อคอยช่วยเหลือองค์หริรักษ์แล้วยังต้องดูแลผลประโยชน์ของสยามด้วย

ขณะลำดวนเดินใจเศร้าหมองที่ไม่ได้พบเหมและอาจต้องรอนับสิบปีจนกว่าเจ้าพระยาบดินทร์เดชาจะกลับจากเขมร แต่แล้วจู่ๆก็มีพวงมาลัยดอกลำดวนมายื่นให้ ลำดวนหันมองเป็นเหมในชุดทหารยืนอยู่ตรงหน้าก็ถึงกับตะลึงชาไปทั้งตัว

ด้วยความรักความห่วงใยที่มีต่อกันเพียงพบหน้าสบตาก็เข้าใจความรู้สึกของกันและกัน คุยกันอยู่ครู่เดียวลำดวนจึงสังเกตเห็นว่าเหมอยู่ในชุดบรรดาศักดิ์เป็นหมื่น ถามอย่างตื่นเต้นว่า “นี่คุณพี่ได้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่นแล้วรึ”

“แต่ยศหมื่นนี้ก็ยังหาสำคัญไปกว่าที่พี่ได้กลับมาพบเจ้าไม่ เจ้าลำดวนของพี่” เหมเชยคางลำดวนให้หันมามองหน้าเต็มตา ดึงลำดวนเข้าไปกอดด้วยความรัก ลำดวนมิได้ขัดขืน ปล่อยตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของเหมด้วยความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขใจที่สุด

ooooooo

ที่วังเสด็จ บรรดาบ่าวไพร่ที่ยังอยู่ ร้องไห้กันระงมเมื่อรู้จากหม่อมดวงแขว่าเสด็จต้องโทษถึงประหารแต่มิได้มีโทษถึงลูกเมียและไม่ริบทรัพย์สิน
บัวรับฟังข่าวนี้ด้วยความรู้สึกใจหาย ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจริงๆ

ตกเย็นเมื่อบัวกับเทียนไปเดินตลาด คุณหญิงชมเห็นจึงเข้ามาทัก ถามว่า ได้ข่าวว่าที่วังรื้อเรือนทิ้ง หากไม่แพงตนขอซื้อได้หรือไม่ เทียนบอกว่าไม่ต้องจ่ายเบี้ยอัฐเพราะหม่อมท่านต้องการให้เปล่าเป็นทานอยู่แล้วเพียงแต่ตอนนี้ที่วังไม่มีบ่าวไพร่ต้องหาคนไปช่วยขนเอง

คุณหญิงชมดีใจมาก บัวถามว่าจะเอาไม้ไปทำอะไรหรือ

“ฉันเพิ่งปลูกเรือนใหม่เลยอยากได้ไม้ไว้เผื่อต่อเรือนเพิ่มน่ะจ้ะ”ที่เรือนใหม่...

คุณหญิงชมเอาน้ำลอยดอกมะลิมาให้บัวดื่มขอบใจที่ได้ไม้เปล่าๆ แล้วยังหาคนมาช่วยขนให้ด้วย บัวเลียบเคียงถามหมายได้รู้ฐานะและข่าวคราวของเหม พอรู้ว่าคุณหญิงชมอยู่คนเดียว รอเหมกลับมาค่อยว่ากันอีกที

“แต่แรกฉันก็ตั้งใจจะรอพ่อเหมกลับมาก่อนแล้วค่อยปลูกเรือนแต่พอดีมีคนมาขายที่ดินให้ฉันถูกนัก ฉันจึงเอาเงินเก็บของพ่อเหมมาซื้อที่แล้วปลูกเรือนเสียเลยน่ะจ้ะ”

ขณะนั้นเองหลวงเผด็จมาร้องเรียกอยู่หน้าบ้าน คุณหญิงชมถามว่ามาหาใคร พอหลวงเผด็จพบและรู้ว่าเจอตัวคุณหญิงแล้วจึงแนะนำตัวเองว่า

“กระผมหลวงเผด็จ เป็นสหายร่วมรบกับพ่อเหม”

คุณหญิงชวนขึ้นเรือนไปคุยกัน หลวงเผด็จขอตัว บอกว่า

“พ่อเหมวานกระผมให้มาแจ้งข่าวแก่แม่นาย กระผมไปที่โรงเลี้ยงช้างมา คนที่นั่นบอกว่าแม่นายปลูกเรือนใหม่แล้วที่ละแวกนี้ กระผมจึงตามมาขอรับ” คุณหญิงชมดีใจถามว่าลูกชายตนเป็นอย่างไรบ้าง ปลอดภัยดีรึ “ปลอดภัยขอรับ แลทำความดีความชอบไว้มาก จนได้ยศเป็นหมื่นสุรบดินทร์แล้ว หัวหมื่นจึงให้กระผมมาเรียนแม่นายว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะขอรับ”

คุณหญิงชมดีใจจนน้ำตารื้นที่เหมปลอดภัยและได้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่น

ส่วนบัวอึ้งๆอย่างนึกไม่ถึงว่าเหมจะกลับมาได้ดีอีกครั้ง

ooooooo

ค่ำนี้ เหมมากราบลาขุนนาฏและคุณปิ่น เพื่อไปทำกิจส่วนตัวที่หัวเมืองตะวันออก แลคงมิได้ร่วมทางไปส่งท่านขุนถึงพระมหานคร

“คุณเหมเกรงใจเกินไปแล้ว เรามิใช่คนอื่นไกลกัน มิต้องมีพิธีรีตองดอก” ขุนนาฏยิ้มแย้ม

ลำดวนดีใจเมื่อได้ยินพ่อท่านเรียกเหมว่า ‘คุณ’ คุณปิ่นปั้นยิ้มเอ่ยขึ้นบ้างว่า

“ถูกแล้วจ้ะ หัวหมื่นจะไปทำกระไรก็ไปเถิด มิต้องมาลาดอก”

ทั้งลำดวนและหุ่นหน้าเจื่อนไปทันที หุ่นนึกขวางถามว่า “หัวหมื่นเคารพท่านขุนกับแม่ครู จึงไปลามาไหว้ แม่ครูยังไม่พอใจอีกหรือเจ้าคะ” ก็ถูกคุณปิ่นลอยหน้าใส่ว่า

“หัวหมื่นเคารพฉันรึ คงเพราะเคยเป็นคู่หมั้นคู่หมายกับแม่บัวจนเกือบดองกันมากกว่ากระมัง”

ลำดวนยิ่งหน้าเสียเมื่อฟังรู้ว่าถูกแม่ตีกัน ขุนนาฏ ตัดบทเปลี่ยนบรรยากาศตามเคยเร่งเหมให้รีบกลับเสีย ประเดี๋ยวมืดค่ำแล้วจะกลับลำบาก ซ้ำยังบอกลำดวนให้ไปส่งด้วย คุณปิ่นมองขุนนาฏตาเขียวปั้ดแต่ขุนนาฏไม่สนใจเร่งลำดวนให้รีบไปส่ง

“เจ้าค่ะพ่อท่าน” ลำดวนยิ้มเขินรีบลุก เหมดีใจไหว้ ลาอีกครั้งแล้วลุกไปกับลำดวน คุณปิ่นเจ็บใจรีบลงเรือนตามไป หุ่นมองตามรำพึงกับขุนนาฏว่าอาการหนักมิใช่น้อยเลยนะเจ้าคะ ขุนนาฏได้แต่ถอนใจเฮือกใหญ่อย่างอ่อนใจ

ลำดวนขอโทษเหมแทนแม่ที่เหมมีบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นแล้วแต่แม่ก็ยังไม่ไว้หน้า เหมกลับพูดขำๆว่า

“อย่ากังวลไปเลย พี่เข้าใจแม่เจ้าดี เป็นหน้าที่ของพี่ที่จะพิสูจน์ให้แม่เจ้าเห็นว่า หมื่นสุรบดินทร์คนนี้ดูแลบุตรสาวคนเล็กของท่านได้”

ลำดวนเขินอายที่เหมจีบตรงๆ คุณปิ่นที่ตามมาแอบดูแอบฟังอยู่หูผึ่งหน้าตึงทันที

ลำดวนเปลี่ยนเรื่องถามแก้เขินว่าเหมจะไปทำธุระกระไรที่หัวเมืองตะวันออกหรือ เหมเล่าว่าบุษย์บอกว่ามีคนท่าทางเหมือนลุงรีรับจ้างเป็นล่ามภาษาวิลาศอยู่ทางนั้นตนกับบุษย์จึงจะไปดูให้รู้แน่ว่าใช่ลุงรีหรือไม่ ลำดวนดีใจมากที่ความหวังล้างมลทินให้กับเจ้าคุณลุงใกล้เข้ามาแล้ว

“ก็เป็นเพราะเจ้าไม่ใช่รึ หากมิใช่เพราะเจ้าเมตตาพี่ก็คงไม่มีวันนี้ดอก เจ้าลำดวนของพี่” เหมกุมมือลำดวนยิ้มกรุ้มกริ่ม

คุณปิ่นกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันเจ็บใจที่ลำดวนมีใจให้เหม พอหุ่นมาเรียกก็หันขวับตาเขียวใส่ถามว่ามีกระไร! หุ่นบอกว่าเหมไปแล้ว คุณปิ่นหันมองอีกทีเห็นเหมเดินออกจากบ้านไปแล้วโดยมีลำดวนยืนมองตามไม่วางตา คุณปิ่นยิ่งหงุดหงิดหันหลังเดินกลับ หุ่นพูดตามหลังว่า

“จะมีสักกี่คนที่พ้นจากตะพุ่นหญ้าช้างมามีบรรดาศักดิ์ได้ แม่ครูไม่เห็นถึงความดีแลความเพียรพยายามอีกหรือเจ้าคะ” ถูกคุณปิ่นหันตวาดว่าไม่รู้กระไรก็อย่าปากมาก ไว้รอเป็นแม่คนก่อนเถิดแล้วค่อยพูด ค้อนใส่แล้วสะบัดไป หุ่นพึมพำทะเล้น... “ไล่ให้ไปเป็นแม่คน ก็หาผัวให้ก่อนซีเจ้าคะ” แอบค้อนคุณปิ่นบ้างแล้วจึงหันไปมองลำดวนที่ยังชะเง้อคอยาวมองตามเหมไปจนลับตา...

ooooooo

เมื่อลำดวนกลับมาที่ห้องนอน คุณปิ่นตามไปคุยหมายหว่านล้อมลำดวนให้เปลี่ยนใจจากเหม ลำดวนฟังแม่แล้วยอมรับว่าตนเป็นทุกข์ เพราะนับแต่เหม
ออกศึกตนก็ทุกข์ใจราวกับจะตายแม่ท่านก็เห็นอยู่

แต่พอคุณปิ่นถามว่าแล้วไยไม่หลาบจำ หรืออยากเป็นม่ายแต่ยังสาว ลำดวนตอบอย่างหนักแน่นว่า

“ลูกเห็นจริงตามที่แม่ท่านบอกทุกประการเจ้าค่ะ แต่ความทุกข์ของลูกก็สิ้นไปทันทียามได้เห็นหน้าคุณพี่เหมอีกครั้ง” พูดแล้วเห็นแม่ถอนใจ จึงจับมือพูดจากหัวใจว่า “แลความสุขที่เกิดมาหลังจากนั้น กลับมีมากกว่าความทุกข์นัก หลังจากใคร่ครวญดูแล้ว ลูกคงมิอาจเปลี่ยนใจได้เจ้าค่ะ”

คุณปิ่นขัดใจนักแต่ยังพูดเหมือนขู่ลำดวนว่า อย่าคิดว่าสิ้นศึกนี้แล้วเหมมิต้องไปศึกใดอีก เพราะหมดศึกพม่าก็รบกับญวน หมดศึกญวนก็ยังมีพวกวิลาศคอยคุกคามอีกจะมีสุขได้อย่างไร ลำดวนเข้าไปกราบที่ไหล่คุณหญิงเอ่ยอย่างซึ้งใจว่า

“ลูกรู้ว่าแม่ท่านรักลูกนัก แต่หากบ้านเมืองมีศึกจริง มิว่าจะเป็นทหารหรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดเป็นสุขได้ดอกเจ้าค่ะ แลความสุขของลูกก็เหมือนเทียนไขที่จุดไฟ แม้รู้ว่าจะต้องดับไปในเพลาอันสั้น แต่ก็ยังดีกว่าไม่เคยจุดไฟขึ้นมาเลยนะเจ้าคะ”

คุณปิ่นถอนใจอย่างหมดทางที่จะเปลี่ยนใจลำดวนได้แล้ว สะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างขัดใจ ลำดวนเข้าไปกอดอย่างรู้ใจแม่ดีว่า แม้ไม่เห็นด้วยแต่แม่ก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจตน

ooooooo

7-8 วันต่อมา เหมและบุษย์ไปถึงตลาดในเมืองภาคตะวันออก ก็ได้เจอกับลุงรีที่รับจ้างแปลภาษาวิลาศเลี้ยงชีพ ลุงรีดีใจมาก ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เจอกับเหมอีก

บุษย์บอกว่าเวลานี้ทั้งหลวงสรอรรถและพระยาปลัดต่างก็รับกรรมไปแล้ว หากลุงรีจะกลับไปอยู่ปากน้ำก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีก ลุงรีเล่าเขินๆ ว่าตนเพิ่งได้เมียที่นี่และมีลูกเล็กๆ ไม่คิดจะไปไหนอีก แต่พอเหมถามว่าจะไปเป็นพยานรื้อฟื้นคดีความของเจ้าคุณพ่อขึ้นมาใหม่ให้ตนไหม ลุงรีตอบทันทีว่า

“ได้ซีขอรับ กระผมก็อยากล้างมลทินให้ท่านเจ้าคุณแลให้ความเป็นธรรมแก่นายฝาหรั่งเช่นกัน โดยเฉพาะท่านเจ้าคุณมิควรต้องรับอาญาหนักในสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อเลย”

ooooooo

ขุนนาฏ คุณปิ่น ทับทิม บัว และลำดวน ไปกราบท่านเจ้าคุณพระยาพระคลังที่เรือนท่านกันพร้อมหน้า

เมื่อแม่ลูกได้เจอกันต่างก็รำพึงรำพันถึงความรักความห่วงใยที่มีต่อกัน ฝ่ายขุนนาฏก็บอกบัวว่าได้ข่าวเสด็จแล้ว บัวไม่ต้องกลัวว่าจะไร้ที่พึ่งพิง หากลำบากก็กลับไปอัมพวาบ้านเราได้ทุกเมื่อ ทับทิมหยอกว่าบัวคงไม่ไปอัมพวาแล้วแต่คงไปลำปางเสียมากกว่า

บัวเขิน แต่ทั้งลำดวน ขุนนาฏ และคุณปิ่นต่างถามว่าเหตุใดบัวจึงไปไกลถึงลำปาง ทับทิมตอบแทนบัวที่เขินอยู่ว่า “ก็เพราะเจ้าขรัวอินทร์น้องชายหม่อมดวงแขอยู่ที่ลำปางน่ะซี พ่อแม่ท่านมาพร้อมที่พระมหานครก็เหมาะนัก อีกไม่กี่วันเจ้าขรัวอินทร์คงส่งผู้ใหญ่มาทาบทามเป็นแน่”

ทุกคนดีใจมาก ขุนนาฏถามว่าเจ้าขรัวอินทร์ค้าขายกระไรหรือ เจ้าพระยาพระคลังบอกว่าหลายอย่าง แต่ที่มั่นคงใหญ่โตก็เห็นจะเป็นค้าขายไม้ ท่านรู้จักดีเพราะเคยขายไม้ให้หลายครั้ง คุณปิ่นถามว่า

“แล้วนิสัยใจคอเป็นอย่างไรบ้างเล่าเจ้าคะคุณพี่”

“ดีทีเดียว แลรูปก็งาม กิริยาวาจาก็ไม่มีที่ติ ก็พอจะกลบข้อด้อยที่เป็นเพียงลูกเมียบ่าวได้มิตะขิดตะขวงใจดอก”

ทุกคนยิ้มแย้มยินดีกับบัว แต่บัวกลับหน้าซีดเผือดนั่งอึ้ง เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอินทร์เป็นเพียงลูกเมียบ่าว

บัวคิดไม่ตกเมื่ออินทร์มาหาจึงมีทีท่าหมางเมินและในใจก็นึกรังเกียจ ความรู้สึกดีๆแลความหวังมากมายที่มีต่ออินทร์หายไปหมดสิ้น

ooooooo

คุณชายช่วงช่วยเหมคุยกับนายห้างหันแตรให้เป็นพยานในคดีของพระยาบริรักษ์ แต่นายห้างเย็นชาหมางเมินอ้างว่าคดีความจบไปนานแล้วจะรื้อฟื้นขึ้นมาอีกทำไม

นายห้างหันแตรบ่ายเบี่ยงที่จะเป็นพยานไม่พอ แม้แต่ลุงรีที่นายห้างเคยพบเห็น นายห้างก็บอกว่าจำไม่ได้แต่พวกบ่าวไพร่ด้วยกันอาจจำได้ให้คุณชายช่วงไปไต่ถามพวกนั้นเอาเองเถิด

เมื่อนายห้างหันแตรขึ้นเสลี่ยงไปแล้ว เหมปรารภว่านายห้างหันแตรที่ตนเคยพบเจอในวัยเด็กมิใช่คนเช่นนี้ คุณชายช่วงเล่าให้เหมกับบุษย์ฟังว่านับแต่นายห้างหันแตร ได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิชย์แลค้าขายจนร่ำรวยแล้ว ก็ไม่เหมือนเดิมอีก เหมไม่กังวลเพราะคนที่จำลุงรีได้ยังมีอีกมากขอแค่คนหนึ่งหรือสองคนช่วยยืนยันก็พอแล้ว

“ข้อนี้ไว้เป็นธุระฉันเอง เหมกลับเรือนไปเถิด ออกศึกมานานเดือนเสร็จศึกก็ตามเรื่องคดีความ ยังมิได้กลับไปเหยียบเรือนเลยไม่ใช่รึ”

เพียงตกเย็น เหมก็ไปถึงเรือนใหม่ที่คุณหญิงชมสร้างไว้ เห็นคุณหญิงแม่นั่งดายหญ้าเหงื่อท่วมทั้งที่เย็นแล้วก็สงสารจับใจ เมื่อเจอกันเหมบอกว่าจะไม่ยอมให้คุณหญิงแม่ต้องลำบากอีกแล้ว คุณหญิงชมกอดเหมร้องไห้ดีใจ

“หมดเคราะห์หมดโศกเสียทีนะลูกนะ” แล้วพากันขึ้นเรือนไปห้องพระ พูดคุยกับพระยาบริรักษ์ซึ่งเถ้ากระดูกบรรจุอยู่ในโกศเล็กๆ เหมจุดธูปดอกเดียวปักแล้วก้มกราบโกศของเจ้าคุณพ่อ

คุณหญิงบอกกล่าวแก่ท่านเจ้าคุณว่าเหมได้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์แล้วและได้เป็นทหารสังกัดท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ถือเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลนัก เหมก็บอกเจ้าคุณพ่อว่า บัดนี้คนที่ทำร้ายเจ้าคุณพ่อมิว่าพระยาปลัดหรือหลวงสรอรรถก็รับกรรมไปสิ้นแล้ว เหลือแต่มลทินของเจ้าคุณพ่อเท่านั้น บอกเจ้าคุณว่า

“รออีกหน่อยนะเจ้าคะ ลูกจะให้ทุกคนได้รู้ว่า เจ้าคุณพ่อเป็นผู้บริสุทธิ์”

“พ่อเหมกำลังจะกู้เกียรติของท่านเจ้าคุณกลับมา แลเพลานี้ก็ได้รับราชการแล้ว หากได้เป็นฝั่งเป็นฝาเมื่อใดฉันก็คงหมดห่วงแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

ทั้งเหมและคุณหญิงช่วยกันเล่าแลพูดคุยกับท่านเจ้าคุณประหนึ่งท่านนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย

เหมหน้าเจื่อนเมื่อคุณหญิงแม่พูดถึงเรื่องตนเป็นฝั่งฝาแต่ยังมิกล้าเล่าเรื่องลำดวนให้ฟัง บอกแต่ว่าคุณหญิงแม่ไม่ต้องหาให้ดอก จนคุณหญิงถามว่าทำไมเล่า เหมจึงลำดับเรื่องให้ฟังเขินๆ

คุณหญิงฟังแล้วปลื้มปีติ ยังระลึกถึงน้ำใจของลำดวนที่ซื้อแตงกวามาให้กินแก้กระหาย เมื่อครั้งต้องโทษถูกพาแห่ประจาน ครั้นเหมขอให้ไปทาบทามลำดวนให้ คุณหญิงติงยิ้มๆว่า

“ใจร้อนนัก เรื่องนี้พ่อเหมต้องอดทนไว้ก่อน แม้เราจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็ยังห่างชั้นกว่านัก ถ้าพ่อเหม ไม่อยากโดนดูถูกดูแคลนกลับมาอีกก็ต้องรอเวลาที่เหมาะควรกว่านี้”

เหมขรึมลง นึกถึงยามตกต่ำแล้วทำให้ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม เลื่อนตัวลงนอนหนุนตักแม่ คุณหญิงลูบผมเหมไปมาทั้งรักและเอ็นดูหมดหัวใจ....

ooooooo

หมื่นวิชิตยังกร่าง ระรานเหมและตามหึงหวงลำดวนไม่เลิก เมื่อเห็นเหมพูดคุยกับลำดาวคราวใดก็หาเรื่องชกต่อยกันทุกครั้ง ลูกน้องสอพลอตามเคยยุ
ให้หมื่นวิชิตจ้างคนมีฝีมือมาเล่นงานเหม และหมื่นวิชิตก็เชื่ออีกตามเคย

ฝ่ายบุษย์ก็เร่งเหมให้รีบสู่ขอลำดวนเสียจะได้สิ้นเรื่อง เหมจำคำของคุณหญิงแม่ที่ให้หาทรัพย์สมบัติเชิดหน้าชูตาก่อนจะได้ไม่มีผู้ใดดูหมิ่นถิ่นแคลนเหมือนที่แล้วมา

“เอ็งกลัวมากไปกระมัง คนอื่นข้าเห็นมีน้อยกว่าเอ็งนัก ยังมีลูกหัวปีท้ายปีได้เลย” หลวงเผด็จติง

“ศัตรูที่เคยทำร้ายย่ำยีคุณเหมก็ไม่มีแล้ว อย่ากังวลว่าใครจะซ้ำเติมเลยขอรับ รีบตัดสินใจเถิด” บุษย์เร่ง

ฟังทั้งหลวงเผด็จและบุษย์แล้ว เหมคิดหนัก แต่ในเมื่อฐานะยังไม่มั่นคง จึงไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ooooooo

หลวงสรอรรถซุ่มรวบรวมไพร่พลล้วนฝีมือดีตั้งเป็นกองกำลังคุ้มกันการค้าฝิ่นของตน รอเวลามั่งมีเหมือนเดิมก็จะชำระแค้นเหมให้สาแก่ใจ

ความเหิมเกริมของพวกค้าฝิ่นที่ปะทะกับทหารอย่างท้าทาย ทำให้หลวงเผด็จปรารภกับเหมว่าเห็นทีต้องปราบปรามให้สิ้นซากเสียที แต่เพราะเหมยังติดเรื่องล้างมลทินให้เจ้าคุณพ่อที่ยังไม่ลุล่วง จึงยังตามไปด้วยไม่ได้ หลวงเผด็จให้เหมอยู่จัดการทางนี้ก่อน เพราะเรื่องโจรค้าฝิ่นคงต้องต่อสู้อีกนาน เหมยังมีโอกาส

เหมสังหรณ์ใจว่า โจรค้าฝิ่นพวกนี้น่าจะเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับตน

แต่แล้วก็มีเรื่องบัวมาให้เหมต้องอึดอัด เมื่อบัวมาบอกคุณหญิงชมว่าหม่อมจะขายเครื่องเรือนในวัง ตนเห็นราคาถูกจึงมาบอก เหมไม่รู้จะคุยเรื่องใดกับบัวจึงนั่งนิ่งเงียบ จนเมื่อบัวลากลับ คุณหญิงบอกให้เหมไปส่ง บัวรีบบอกว่าไม่ต้องดอก แล้วลุกเดินไปโดยไม่ได้พูดคุยกับเหมแม้แต่คำเดียว
เมื่อบัวลงเรือนไปแล้ว เหมถอนใจโล่งอก คุณหญิงมองออกว่าเหมรู้สึกอย่างไร แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

ooooooo

บัวกลับมาคาดคั้นลำดวนว่าไปสมัครรักใคร่กับเหมตั้งแต่เมื่อไร ลำดวนบอกว่าที่พัตบอง แล้วย้อนถามว่าบัวกับเจ้าขรัวอินทร์เป็นอย่างไร ตนอยากเห็นหน้าเจ้าขรัวอินทร์ขึ้นมาแล้ว ทำให้บัวไม่พอใจเพราะเพลานี้ไม่อยากแม้แต่จะได้ยินชื่อนี้

ระหว่างนั้นเอง เจ้าพระยาพระคลังเข้ามาทักทายสองพี่น้องแล้วหยอกล้อลำดวนอย่างเอ็นดูว่า มีข่าวดีแต่ให้ลำดวนทายดู ลำดวนทายไม่ถูก ท่านจึงเฉลยว่า

“พ่อช่วงไปหาคนยืนยันตัวแขกรีได้แล้ว เป็นพ่อค้าชาววิลาศสองคนกับพ่อค้าชาวจีนอีกหนึ่ง” ท่านเล่าว่า “คดีความของพระยาบริรักษ์เลยถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ภายในคืนนี้ก็คงไต่สวนทวนความกันเสร็จ วันพรุ่งนี้ก็คงมีคำสั่งลงมา”

“ลำดวนดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ เช่นนี้เจ้าคุณพ่อของคุณพี่เหมก็พ้นมลทินแล้วสิเจ้าคะ”

“ไม่ใช่เพียงแต่เท่านั้น แต่ศักดิ์ศรีคุณหญิงของคุณหญิงชมแลบรรดาทรัพย์สมบัติที่ถูกริบมาก็ถูกคืน ให้สิ้น คุณพี่เหมของเจ้าไม่น้อยหน้าใครในยามนี้แล้ว”

ลำดวนยิ้มปลื้มสุดๆ แต่บัวที่นั่งอึ้งมาตลอดนั้น ถึงกับเครียดคิดหนัก

ต่อมาเมื่อเจออินทร์ อินทร์บอกว่าจะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอบัวกับพ่อแม่ บัวก็เปลี่ยนเสียงทันที ชักสีหน้าถามอินทร์ว่าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เพราะตนไม่เคยเสนอเรื่องนี้กับเขาเลย ทำเอาอินทร์งง ผิดหวัง เสียใจ ใบ้กินสนิท!

และเมื่อบัวกลับเข้าห้องนอน ก็รื้อค้นเอาสร้อยข้อมือเส้นนั้นออกมาสวมใส่อย่างมีเป้าหมายทันที

ooooooo

วันต่อมา ที่เรือนใหม่เหม ทั้งคุณหญิงชม เหม และบรรดาทาสหญิงที่เหมหามาอยู่ดูแลแม่ ต่างนั่งพนมมือฟังพระบรมราชโองการที่คุณชายช่วงนำมาประกาศ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปดังที่เจ้าพระยาพระคลังบอกลำดวนไว้เมื่อวานนี้

ฟังพระบรมราชโองการแล้ว เหมน้ำตาคลอเปล่งเสียง...

“ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธ เจ้าข้า” แล้วก้มกราบ คุณหญิงชมก้มกราบน้ำตาไหลพรากอย่างตื้นตันใจ...

ผ่านไปอีกสัปดาห์ เหมไปที่หน้าเรือนคุณชายช่วง บอกทาสหญิงคนหนึ่งว่า

“ไปกราบเรียนคุณพระนายไวยวรนาถว่า ฉันหมื่นสุรบดินทร์มาหาตามคำสั่งแล้ว”

ระหว่างยืนรอ เหมเห็นป้ายเล็กๆที่แขวนไว้เป็นภาษาวิลาศว่า “WELCOME” จึงเดินไปดู บุษย์ถามว่าภาษากระไรหรือ

“ภาษาวิลาศแปลว่า ยินดีต้อนรับ ครั้งแรกที่ข้าได้พบคุณชายช่วง ท่านสนใจภาษาแลวิทยาการของพวกวิลาศนัก ผ่านมาหลายปีท่านก็ยังศึกษาอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย”

เมื่อพบคุณชายช่วงที่ยืนดูนักมวยซ้อมอยู่ คุณชายช่วงหันมาพูดกับเหมว่า

“นายห้างหันแตรเสนอขายเรือกลไฟที่เดินเรือด้วยพลังจักรไอน้ำ เพลานี้อยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล อีกไม่นานก็คงล่องมาถึงพระมหานคร ครานี้คงได้เห็นเรือเหล็กลอยน้ำที่ร่ำลือกันมานานเสียที”

“วิชาการของพวกวิลาศนั้นดีนัก เกรงก็แต่นายห้างหันแตร กระผมไม่ใคร่ไว้ใจเลย”

“ใจตรงกันนัก ที่ให้หัวหมื่นมาหาฉันก็ด้วยเหตุนี้ล่ะ ฉันอยากให้หัวหมื่นใช้วิชาความรู้ในภาษาวิลาศ เพื่อช่วยเจรจาความกับพวกวิลาศคนอื่นๆ แลช่วยป้องกันมิให้วิลาศเอาเปรียบเราเหมือนที่นายห้างหันแตรทำอยู่ หัวหมื่นย้ายจากสังกัดท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชามาอยู่กับฉันเถิดนะ”

“กระผมเกิดมาเป็นข้าแผ่นดินนี้ มิว่าอยู่กับเจ้านายท่านใด หากได้ใช้วิชาความรู้รับใช้แผ่นดิน กระผมก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้วขอรับ” เหมขรึมลงเมื่อพูดต่อว่า “แต่กระผมยังอดคิดไม่ได้ว่าท่านเจ้าคุณพ่อเคยสั่งนักหนาไม่ให้คบหากับพวกวิลาศ แต่กระผมก็ไม่เชื่อฟัง จึงเป็นเหตุให้เจ้าคุณพ่อต้องตาย กระผมจึงไม่อยากติดต่อกับพวกวิลาศให้ตะขิดตะขวงใจอีกแล้วขอรับ”

“หึ...หมื่นคิดเช่นนี้ ฉันคงต้องขอตำหนิ หนึ่งการสิ้นบุญของท่านเจ้าคุณบริรักษ์มาจากแผนชั่วของหลวงสรอรรถ เพียงแต่ยืมความสนิทสนมของหัวหมื่นกับครูแหม่มชาววิลาศมาใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น ถึงไม่มีข้อนี้หลวงสรอรรถก็ต้องหาทางทำร้ายท่านเจ้าคุณด้วยวิธีอื่นอยู่ดี”

“ก็จริงขอรับ”

“สอง เพลานี้บ้านเมืองกำลังมีภัย ดูอย่างเมืองพม่ารามัญเถิด เป็นคู่ศึกขับเคี่ยวกับเรามานาน แต่มาบัดนี้ พม่ากลับแพ้ต่อวิลาศอย่างง่ายดาย หากหัวหมื่นมัวแต่คิดเล็กคิดน้อย ก็เท่ากับเสียโอกาสที่จะช่วยบ้านเมืองให้พ้นภัยจากวิลาศไป หัวหมื่นลองตรองดูเถิด”

เหมคิดตามที่คุณชายช่วงพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ooooooo

เหมดีใจเมื่อรู้ว่ากรมช้างนอกมาถึงพระมหานครแล้ว รีบไปถามขุนศรีไชยทิตยถึงแม่พังโต แล้วเหมก็ดีใจเป็นทวีคูณเมื่อรู้ว่าแม่พังโตท้องแล้ว แต่เหมก็เศร้าลงเมื่อตัวเองต้องไปสังกัดหมื่นไวยวรนาถแล้วอาจไม่ได้อยู่จนได้เห็นลูกแม่พังโต

เหมเข้าไปกอดแม่พังโตบอกว่า “ฉันจำต้องไปด้วยงานในหน้าที่ แต่ฉันไม่มีวันลืมแม่พังดอก ว่างเมื่อใดฉันจะไปเยี่ยม” แม่พังเอางวงจับข้อมือเหมไว้อย่างอาลัย เหมซบหน้ากับหัวแม่พังโตด้วยความรักและเป็นห่วงยิ่ง

วันนี้คุณหญิงชมในชุดแต่งกายทั้งเสื้อผ้าแลเครื่องประดับเหมือนสมัยที่ดำรงตำแหน่งคุณหญิงไปที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง เพื่อเยี่ยมเยียนขุนนาฏกับคุณปิ่นและขอบคุณลำดวนที่มีน้ำใจต่อตนในยามตกต่ำ

คุณหญิงเอ่ยกับลำดวนว่า “ป้าตั้งใจจะมาขอบใจลำดวนสองเรื่อง เรื่องแรกคือวันที่ป้าต้องโทษประจานเจ้ามีใจเมตตาให้แตงกวาป้ากินดับกระหาย”

ระหว่างนั้นบัวพยายามพูดแทรกให้ตัวเองเด่นและข่มลำดวนว่า นั่นเรื่องเล็กน้อยคุณหญิงไม่ต้องใส่ใจดอก

“เล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่เป็นน้ำใจใหญ่หลวงนักสำหรับฉัน” คุณหญิงติงแล้วหันไปพูดกับลำดวนต่อ “เรื่องที่สองคือ ป้าได้ยินจากพ่อเหมว่าตอนรอนแรมอยู่ในป่า แม่ลำดวนเคยถอดสร้อยพระให้พ่อเหมไว้คุ้มกาย ป้าจึงอยากตอบแทนแม่ลำดวน...” คุณหญิงหยิบสร้อยพระที่คอของตนยกมือไหว้จบแล้วถอดออก “สร้อยทองนี้ป้าเพิ่งซื้อใหม่ แต่องค์พระเป็นของเก่า ป้าใส่ติดตัวมาหลายสิบปี ป้าขอมอบให้แม่ลำดวนนะลูกนะ” แล้วคุณหญิงก็คล้องสร้อยให้ลำดวนด้วยตัวเอง

ขุนนาฏกับคุณปิ่นมองหน้าอย่างรู้กันว่า คุณหญิงชมทำเหมือนให้ของหมั้นลำดวนกลายๆ แต่ต่างนิ่งมองเงียบๆ

ลำดวนก้มกราบขอบพระคุณ คุณหญิงแสดงความเมตตาชื่นชมลำดวนอย่างมาก จนบัวที่พยายามจะทำตัวเด่นต้องนิ่งเงียบหน้าบึ้งไม่พอใจ

เมื่อคุณหญิงกลับถึงเรือน เหมดีใจมากถามคุณหญิงแม่ว่าท่านขุนกับคุณปิ่นว่าอย่างไรบ้าง

“ท่านขุนไม่ว่ากระไรดอก ส่วนคุณปิ่นแม้ดูไม่เต็มใจนักแต่ก็อ่อนลงมาก แม่บอกพ่อเหมแล้วว่ารอให้เราได้ยศศักดิ์คืนมาก่อน ข้อรังเกียจของคุณปิ่นก็จะเบาบางลงเอง” เหมถามว่าแล้วคุณหญิงแม่เห็นควรไปสู่ขอลำดวนให้ตนได้เมื่อใด “ใจร้อนนักลูกคนนี้ รออีกสักพักเถิด แม่ลำดวนมีใจให้พ่อเหมแล้วจะกลัวกระไร พ่อเหมตั้งใจรับราชการให้ดี การที่พ่อเหมมาสังกัดท่านจมื่นไววรนาถถือเป็นเรื่องดี แม้ต้องออกศึกบ้างแต่ก็ไม่บ่อยนัก คุณปิ่นคงคลายความกลัวไปได้บ้าง”

ขณะนั้นเองบุษย์หน้าตาตื่นมาบอกเหมว่าพ่อตาตนป่วยหนักได้ยินว่ามีหมอชาววิลาศเก่งกาจนัก แต่พวกตนพูดภาษาวิลาศไม่ได้ ขอให้เหมช่วยไปพูดให้ด้วย แม้เหมจะไม่ชอบพวกวิลาศนัก แต่เมื่อพ่อตาของบุษย์เสี่ยงกับความเป็นความตาย เหมจึงไปช่วยแปลให้

พ่อตาบุษย์มีฝีขนาดใหญ่ขึ้นที่ศีรษะ ร้องอย่างเจ็บปวดอยู่บนเปล บุษย์กับครอบครัวยืนรอฟังข่าวอยู่หน้าเรือน จนเหมเดินลงมา บุษย์ตรงไปถามว่าหมอว่าอย่างไรบ้าง

เหมบอกว่ามิสเตอร์ปีเตอร์ไม่ใช่หมอแต่เป็นมิชชันนารี คือหมอสอนศาสนา แต่เขามียาดีมีคนกินแล้วหายเจ็บป่วยจึงร่ำลือกันว่าเป็นหมอรักษาคน แต่มิสเตอร์ ปีเตอร์ก็บอกว่า มีหมอชาวมะริกันชื่อด็อกเตอร์แบรดลีย์ ถ้าให้ไปรักษาก็อาจหาย

“เพียงแต่...” เหมหยุดแค่นั้น บุษย์ร้อนใจถามว่าเพียงแต่กระไรหรือ “เพียงแต่อาการของพ่อตาเอ็งต้องรักษาด้วยการใช้มีดผ่าฝีที่หัวออกจึงจะหาย แต่ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีการรักษาแบบนี้”

บุษย์กับญาติตกใจเพราะไม่เคยได้ยินเช่นกันหันปรึกษากันเคร่งเครียด ญาติคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหวาดวิตกว่า

“เอามีดผ่าหัวก็ตายเท่านั้นเอง ใครทำก็บ้าแล้ว”

ทำให้ทุกคนยิ่งเครียดหนัก

ooooooo

จู่ๆค่ำวันนี้ก็มีหญิงคนหนึ่งมาแจ้งข่าวแก่ ขุนนาฏว่าเรือนท่านขุนที่อัมพวาถูกไฟไหม้ คนของท่านวานให้ตนมาแจ้งงข่าว แต่พอลำดวนถามถึงความเสียหาย หญิงคนนั้นอึกอักบอกไม่ได้ อ้างว่าตนไม่เห็นกับตาแต่มีคนบอกเช่นนั้น

ขุนนาฏร้อนใจ บอกคุณปิ่นและลำดวนให้เก็บของพรุ่งนี้พอฟ้าสางก็จะรีบเดินทางไปอัมพวาทันที

ที่แท้เป็นแผนการของบัวที่จ้างหญิงคนนั้นมา

กุข่าวเพื่อให้ขุนนาฏรีบกลับอัมพวา เพื่อกันลำดวนให้ออกห่างจากเหมนั่นเอง!

รุ่งขึ้น เมื่อเหมได้ข่าวนี้จากคุณหญิงชม เหมตกใจมากรีบลงจากเรือนไปทันที

“อ้าว...พ่อเหม ประเดี๋ยวสิ พ่อเหม...พ่อเหม...” คุณหญิงร้องเรียกแต่เหมไม่ฟังเสียง วิ่งอ้าวไปที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง ทาสที่นั่นบอกว่าท่านขุนออกไปแต่รุ่งสางแล้ว

ขณะเหมกำลังตกใจอยู่นั่นเอง ลำดวนก็มาร้องทักจากข้างหลัง เหมดีใจมากบอกว่า นึกว่าลำดวนกลับอัมพวาไปแล้วเสียอีก

“ก็ควรเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่เมื่อคืนเจ้าคุณลุงมาบอกว่าให้พ่อท่านเล่นละครที่งานพระเมรุ พ่อท่านเลยต้องอยู่ต่อ แล้วใช้คนอื่นกลับไปดูเรือนที่อัมพวาแทนเจ้าค่ะ”

“บุญของพี่แท้ๆ นึกว่าพี่จะมาไม่ทันลาเจ้าเสียแล้ว แต่กลับยังได้อยู่เห็นหน้าอีกนาน เอ่อ...แล้วเรือนเจ้าที่อัมพวาถูกไฟไหม้เสียหายเป็นอย่างไรบ้าง”

“ข้อนี้ดูแปลกๆพิกลเจ้าค่ะ เรื่องสำคัญแบบนี้ เหตุใดบ่าวไพร่ที่อัมพวาไม่มาแจ้งข่าวด้วยตัวเอง แต่กลับไหว้วานคนอื่นมาบอก แลไต่ถามก็ไม่ได้ความกระไร เพราะไม่ได้เห็นกับตาเสียอีก น่าประหลาดนัก” ลำดวนตั้งข้อสังเกตอย่างติดใจสงสัย

ooooooo

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #6 on: 26 July 2026, 09:38:41 »


https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep11/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 11

บัวหงุดหงิดใส่พวกข้าหลวงที่ทำอาหารไม่ได้รสดั่งใจ สั่งว่าถ้าใครถามอย่าได้บอกเชียวว่าตนเป็นคนสอน เสียชื่อมาถึงตนด้วย พวกข้าหลวงพากันขอโทษเสียงอ่อย

ขณะนั้นเองเทียนเข้ามาบอกบัวว่าคุณดวงแขให้มาตาม ลดเสียงลงกระซิบบอกว่า

“ท่านอยากรู้ว่าเหตุใดแม่บัวบอกปัดคุณอินทร์”

แม้บัวจะเตรียมคำตอบไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆก็อดเครียดไม่ได้ แต่บัวก็เอาตัวรอดได้ เมื่อชี้แจงกับหม่อมว่า

“บัวก็มิรู้จะว่าอย่างไร อาจเป็นเพราะบัวเห็นว่าคุณอินทร์เป็นน้องชายของคุณก็เลยสนิทสนมจนเป็นเหตุให้เข้าใจผิดกระมังคะ บัวต้องขออภัยคุณดวงแขด้วยนะเจ้าคะ” บัวยกมือไหว้หน้าซื่อตาใส จนหม่อมเชื่อเพราะอินทร์เองก็ถือว่าเป็นผู้เพียบพร้อมเมื่อบัวไม่ชอบก็แสดงว่าไม่มีใจให้จริงๆ

ooooooo

เมื่อหมอสอนศาสนาไม่สามารถรักษาพ่อตาบุษย์ได้ หมอฝรั่งก็ต้องผ่าหัว บรรดาญาติของพ่อตาบุษย์จึงให้หมอผีมารักษา หมอผีเอาน้ำมนต์ราดใส่คนป่วยที่นอนไข้สูงอยู่กลางแจ้ง ปากก็ร้องขับไล่ผีให้ออกไปประเดี๋ยวนี้

พ่อตาบุษย์ตัวสั่นหนักกว่าเดิม หมอผีตวาด “ดื้อด้านไม่ยอมออกไปรึ ได้!” หมอผีหันไปหยิบหวายอาคมขึ้นเฆี่ยนไม่ยั้ง “มึงจะออกไปหรือไม่ออก ออกไป! ออกไป!!”

พ่อตาบุษย์ที่กำลังไข้สูงถูกสาดน้ำมนต์และถูกหวายเฆี่ยนทั้งเจ็บทั้งหนาวจนตัวสั่นอ้อนวอนอย่า...อย่า... เหมกับบุษย์ยืนดูอยู่อย่างไม่สบายใจ แต่ก็ไม่อาจยับยั้งอะไรได้ จนบ่ายแก่ๆ เหมปรารภขณะเดินกับบุษย์ว่า วิธีนี้ดูจะไม่เข้าทีเพราะนอกจากพ่อตาบุษย์จะไม่ดีขึ้นแล้วยังกลับทรุดลงไปอีก บอกบุษย์ว่า

“ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ข้าว่าเอ็งไปคุยกับญาติของเมียเอ็งเถิดวะ”

“คุยว่ากระไรวะ” บุษย์ถามไม่ทันขาดคำ ก็มีมีดสั้นขว้างปักเข้ากลางอกเหมจนทรุดลง พริบตานั้นก็มีนักเลง 3-4 คนกรูกันออกมาพร้อมอาวุธครบมือทั้งดาบ กระบอง กระบี่ ขวาน หนึ่งในนั้นมีถุงงูเห่าคาดเอวมาด้วย

เหมถูกรุมไม่ทันตั้งตัว ก็ดึงมีดที่ปักอกออกมาปาสวนไปถูกนักเลงคนหนึ่ง พวกมันเริ่มแตกไม่เป็นขบวน เหมบอกให้บุษย์รีบหนีไปแล้วตัวเองก็ต่อสู้กับพวกนักเลงด้วยมือเปล่า แม้จะถูกปามีดปักอกแต่เพราะเหมมีวิชาคงกระพันเลยปักไม่ลึก พวกนักเลงทำอะไรเหมไม่ได้ง่ายนัก

เสียงต่อสู้อึกทึกครึกโครมจนลูกน้องของหมอบรัดเลย์ชายวัยกลางคนชาวอเมริกันร้องบอกว่าระวัง มีคนสู้กัน หมอบรัดเลย์จึงชักปืนออกมาเตรียมพร้อม

นักเลงคนที่มีถุงงูเห่าคาดเอวเห็นพรรคพวกสู้เหมไม่ได้จึงปล่อยงูเห่าโยนใส่เหม เหมตกใจผงะถอยออกมาแต่ก็ถูกงูกัดที่ขาเต็มเขี้ยว เหมกระชากงูเหวี่ยงไปแต่ตัวเองก็ทรุดลงทันที พิษเข้าร่างจนเคลื่อนไหว

ไม่ถนัด บุษย์จึงหยิบไม้บุกเข้าไปไล่ตีพวกนักเลง เหมเข้าไปช่วยบุษย์แต่พิษงูทำให้เหมแย่ลงเรื่อยๆ กระนั้นเหมก็ยังสู้ไม่ถอย

“ปัง!” เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง พวกนักเลงชะงักเห็นหมอบรัดเลย์ถือปืนก็ลังเล เหมฉวยโอกาสนั้นแย่งดาบจากพวกมันแล้วไล่ฟันจนพวกมันแตกกระเจิง พอพวกนักเลงตั้งหลักได้จะเล่นงานเหมอีก หมอบรัดเลย์จึงยิงปืนอีกห้านัดพวกมันจึงพากันวิ่งหนีไป พอเหมเห็นนักเลงหนีไปแล้วก็ทรุดลงกับพื้น ตาพร่ามึนหัวไปหมด บุษย์กับหมอบรัดเลย์รีบเข้ามาดู

ที่แท้หมื่นวิชิตเป็นคนจ้างพวกนักเลงมาเล่นงานเหม พอรู้ว่าเล่นงานเหมไม่สำเร็จก็ด่ากราด จนลูกน้องโต้ว่าถ้าไม่มีฝรั่งตาน้ำข้าวมาช่วยไว้ป่านนี้เหมตายไปแล้ว แต่เหมก็ถูกงูเห่ากัดเชื่อว่าคงไม่รอดอยู่ดี อีกคนคุยโวว่า ตอนสู้กันพิษงูกำลังกำเริบถ้าไม่มีคนมาช่วย ป่านนี้คงตัดหัวมันมาให้ท่านหมื่นได้แล้ว ทำให้หมื่นวิชิตมีความหวังว่าเหมอาจตายเพราะพิษงูก็ได้

ooooooo

เหมถูกนำตัวไปที่ริมทางเปลี่ยว แล้วหมอ บรัดเลย์ก็เอาเชือกมารัดเหนือบาดแผลป้องกันไม่ให้พิษงูแล่นเข้าสู่หัวใจ เหมโวยวายว่าทำอะไรตน ตะโกนให้ปล่อย บุษย์ก็คิดว่าเหมถูกทำร้ายร่ำๆจะเข้าไปช่วย

ลูกน้องหมอบรัดเลย์อธิบายว่าที่ต้องเอาเชือกมัดไว้เหนือบาดแผลเพื่อป้องกันพิษงูแล่นเข้าสู่หัวใจ หมอบรัดเลย์ก็พูดภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า ที่ต้องมัดเหนือบาดแผลเพื่อป้องกันไม่ให้พิษงูกระจายมิได้คิดร้ายเลย

เหมหยิบว่านยาออกจากชายพกสองอัน ยื่นให้บุษย์อันหนึ่งบอกให้เคี้ยวละเอียดแล้วเอาพอกแผล ส่วนตัวเองเคี้ยวอีกอันพลางบอกหมอบรัดเลย์ว่า

“เลิกยุ่งกับข้าเสียทีเถิด ข้าเป็นควาญเดินป่ามานานปี มิใช่เพิ่งเคยถูกงูพิษกัดครั้งแรก กินว่านยาและพอกทาเสียหน่อยก็หายแล้ว” หมอบรัดเลย์ไม่สนใจถามลูกน้องว่าเซรุ่มได้แล้วหรือยัง ลูกน้องยื่นเข็มฉีดยาที่ดูดเซรุ่มไว้แล้วให้ เหมตกใจถามว่าจะทำอะไรตนอีก หมอบรัดเลย์จะฉีดเซรุ่มให้ ปรากฏว่าแทงเข็มไม่เข้าเพราะเหมอาบน้ำว่านให้หนังเหนียวไว้ หมอบรัดเลย์แปลกใจ จนเมื่อลูกน้องอธิบายว่าเหมคงมีวิชาอาคมฟันแทงไม่เข้า หมอบรัดเลย์ฟังแล้วอุทานทึ่ง

“โอ้...มายก๊อด เข็มแทงไม่เข้า แต่งูกัดเข้า อะไรกันนี่” พอเห็นบุษย์คายว่านสมุนไพรที่เคี้ยวละเอียดจะพอกแผล หมอตกใจ “ทำกระไร เอาของสกปรกมาพอกแผลได้อย่างไรกัน” บุษย์ไม่ฟังเสียงพยายามพอกยาหมอบรัดเลย์ก็พยายามขวาง

เหมที่เป็นคนถูกกระทำ ถอนหายใจเซ็งๆกับการแย่งกันรักษาคนละทางจนนึกในใจว่า ตนจะรอดไหมเนี่ย?

กลับมาถึงเรือน คุณหญิงชมถามเหมว่าอาการตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เหมบอกว่าหายแล้ว นี่ถ้าไม่ได้เคี้ยวว่านยากันไว้ด้วย รอให้หมอบรัดเลย์กับบุษย์โต้เถียงกันป่านนี้ตนคงตายเพราะพิษงูไปแล้ว

คุณหญิงจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อหมอบรัดเลย์คนนี้อยู่เหมือนกัน

“เดิมทีลูกก็ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าใด แต่เห็นในน้ำใจแลยาที่หมอบรัดเลย์ให้มากินก็ชะงัดนัก แต่ก่อนลูกกินว่านรักษาพิษงูปากแผลยังต้องบวมแลเป็นไข้อีก
สามสี่วัน แต่หลังจากลูกกินยาของหมอบรัดเลย์ก็หาเป็นเช่นเดิมไม่ บางทีเสี่ยงผ่าหัวอาจจะรักษาพ่อตาอ้ายบุษย์ให้หายก็เป็นได้เจ้าค่ะ”

“ข้อนี้แม่เห็นด้วย อย่างไรก็รักษาไม่หายต้องรอวันตายอยู่แล้ว ก็น่าจะเสี่ยงดูเผื่อจะรอด” เหมฟังแล้วเห็นด้วย

การผ่าตัดฝีให้คนไข้ชาวไทยของหมอบรัดเลย์คราวนี้ เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว เพราะไม่เคยมีใครเห็นในสยามมาก่อน จึงมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนเข้ามาดูด้วยความสนใจ ซึ่งการผ่าตัดประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี นับเป็นการเริ่มต้นของวิทยาการการแพทย์สมัยใหม่บนแผ่นดินไทย

ooooooo

4–5 วันต่อมา เหมเดินคุยกับคุณชายช่วงในตลาด คุณชายช่วงเอ่ยกับเหมว่า

“วิชาการบางอย่างของพวกฝาหรั่งต้องถือว่าวิเศษแท้ ฉันบอกแล้วว่า ถ้าไม่เรียนรู้ไว้เราก็มีแต่จะเสียเปรียบ” เหมกังวลว่าคนที่พูดภาษาวิลาศได้มีน้อยนัก เราจะหาผู้ใดไปเรียนวิชาการพวกนี้ได้เล่า “ไม่มีสิ่งใดพ้นความวิริยอุตสาหะไปได้ดอก ดูแต่ฉันเถิด ตอนที่เราพบกันคราแรกฉันยังไม่คล่องภาษาวิลาศ แต่ฉันก็มานะบากบั่นจนตอนนี้พูดได้ไม่แพ้เหมแล้ว”

คุณชายช่วงชี้แจงว่าเราจะไม่หวังจากพวกวิลาศที่เข้ามาค้าขาย แต่สักวันคนไทจะต้องได้ไปเมืองวิลาศ

“หากคนไทได้ไปเหยียบมือวิลาศจริงเราก็ไปเล่าเรียนวิชาที่วิลาศได้เช่นกัน ถึงเพลานั้น เราก็จะนำวิชาการของวิลาศกลับมาสร้างความจำเริญให้สยาม
ต่อไป จักได้มิต้องกลัวพวกวิลาศหรือชาติอื่นรุกรานอีก”

เหมฟังแล้วมองอย่างเลื่อมใสศรัทธาในวิสัยทัศน์ของคุณชายช่วง หมื่นวิชิตโมโหลูกน้องที่ให้นักเลงไปจัดการเหมไม่สำเร็จ เพราะถ้าเหมโดนงูกัดจริงทำไมป่านนี้ยัง ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ไล่พวกมันไปให้พ้นถ้าไม่เรียกก็อย่ามาให้เห็นหน้าอีก แล้วบ่ายหน้าไปยังเรือนเจ้าพระยาพระคลังเพื่อหาลำดวน

เหมร้อยมาลัยดอกลำดวนมาให้ลำดวน หยอกเย้ากันเยี่ยงคนรัก เหมจับมือทำกรุ้มกริ่ม เชยคางชมโฉม โดยไม่รู้ว่าบัวมายืนมองอยู่อย่างริษยา เวลาเดียวกัน หมื่นวิชิตที่ก็มาเห็นบัวยืนอยู่ที่บันไดแล้วจู่ๆบัวก็เดินลงบันไดมานั่งที่พื้นร้องอย่างเจ็บปวดและร้องขอความช่วยเหลือ

หมื่นวิชิตงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น จนเห็นเหมกับลำดวนวิ่งมาหาบัวและประคองพาขึ้นข้างบน จึงเดาเล่ห์เหลี่ยมของบัวออก หมื่นวิชิตยิ้มเจ้าเล่ห์เห็นลู่ทางบางอย่าง และบัวเองก็แอบมองเหมกับลำดวนขณะประคองตนขึ้นเรือนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

เมื่อประคองบัวขึ้นเรือนแล้ว ลำดวนจะไปตามหมอ บัวบอกว่าไม่ต้องให้บ่าวไพร่หาลูกประคบมาประคบสักพักก็คงหาย ลำดวนจึงรีบไป เป็นโอกาสให้บัวได้อยู่ตามลำพังกับเหม

บัวบีบน้ำตาตำหนิตัวเองที่ปฏิบัติต่อเหมไม่ดีขณะที่เหมต้องโทษตำหนิตัวเองว่าเห็นแก่ตัว หลายปีมานี้ตนเฝ้าแต่คิดถึงสิ่งที่ทำไปกับเหมทั้งที่รู้ว่าเป็นการทอดทิ้งและไร้น้ำใจแต่ตนก็ยังทำลงไป แล้วโผกอดเหมอ้อนเหมอย่าโกรธตนเลย แม้เรื่องจะผ่านไปหลายปีแล้วแต่ตนก็ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ แล้วจู่โจมถามเหมว่า

“คุณเหมรักใคร่กับลำดวนหรือเจ้าคะ”

“ใช่” เหมตอบจริงจังหลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง บัวยิ่งร้องไห้ทั้งตำหนิตัวเองและรำพันว่า ขอให้ตนได้คิดถึงเหมบ้างก็พอแล้ว ตนไม่ต้องการกระไรมากกว่านี้อีกแล้ว

เมื่อทาสหามเกี้ยวพาบัวกลับถึงวังเสด็จ ยังไม่ทันขึ้นเรือน หมื่นวิชิตก็ปรากฏตัวขึ้น แนะนำโคตรเหง้าเหล่ากอและบรรดาศักดิ์ของตัวเองแก่บัว บัวถามงงๆ ว่ามีกระไรรึ

“กระผมอยากชวนคุณหนูร่วมมือกันกับกระผม เพื่อแยกหมื่นสุรบดินทร์กับแม่ลำดวนออกจากกันขอรับ” บัวทำหน้าตึงถามว่าพูดกระไรตนไม่เข้าใจ หมื่นวิชิตหัวเราะพูดอย่างรู้ทันว่า “ไม่ต้องปิดบังดอกขอรับ เมื่อครู่กระผมอยู่ที่หน้าเรือนท่านเจ้าพระยาพระคลังเห็นหมดแล้วขอรับ ว่าคุณหนูตกบันไดอย่างไร” พูดแล้วหัวเราะขำๆ บัวหน้าเสียไม่คิดว่าจะมีคนรู้เห็น หมื่นวิชิตพูดต่อว่า “แต่อย่ากังวลเลยขอรับ กระผมไม่คิดเปิดเผยเรื่องนี้ดอก”

บัวถามว่าแล้วหมื่นต้องการกระไร? หมื่นวิชิตบอกว่าตนหลงรักลำดวนมานาน หากมิใช่เพราะหมื่นสุรบดินทร์แทรกเข้ามา ป่านนี้คงออกเรือนไปกันแล้ว แล้ววกเข้าเรื่องของบัวว่า

“คุณหนูเองก็สนใจในตัวหมื่นสุรบดินทร์ไม่ใช่หรือขอรับ แล้วเหตุใดเราถึงไม่ร่วมมือกันเล่า”

“เชิญข้างในเถิดหัวหมื่น คุยที่นี่ไม่ค่อยสะดวกนัก” บัวเดินนำเข้าวังไป หมื่นวิชิตมองตามกระหยิ่มยิ้มย่องที่ตนมีแนวร่วมแล้วรีบเดินตามไปทันที

ooooooo

ทั้งหมื่นวิชิตและบัวร่วมมือกันวางแผนที่จะทำให้ลำดวนกับเหมต้องแยกจากกัน

บัวทำทีไข้ขึ้นสูง ให้ทาสไปรายงานขุนนาฏและคุณปิ่น ลำดวนเป็นห่วงพี่สาวจึงไปเฝ้าไข้ บัวแกล้งใส่สร้อยข้อมือให้ลำดวนเห็น ลำดวนจำได้เพราะเป็นสร้อยที่เหมฝากตนไปให้บัว ลำดวนเห็นเช่นนี้ก็นึกสงสารบัวที่ยังใส่สร้อยเส้นนั้นติดข้อมือ

ฝ่ายหมื่นวิชิตก็ไปที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง ทำทีถามอย่างเกรงใจว่า

“หมื่นสุรบดินทร์เคยสนิทสนมกับคุณหนูบัวจนเกือบจะหมั้นหมายกันจริงหรือไม่ขอรับ” คุณปิ่นชักสีหน้าที่หมื่นวิชิตมารื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแต่ก็รับว่าจริง หมื่นวิชิตตบเข่าฉาดบอกว่า “มิน่าเล่า มันถึงได้เอาไปลือกันเสียยกใหญ่ว่า หมื่นสุรบดินทร์คิดแค้นที่ถูกตัดเยื่อใยในยามที่ตกต่ำจึงคิดล้างแค้นด้วยการเทครัวทั้งคุณหนูบัวแลแม่ลำดวนมาเป็นเมียน่ะสิครับ”

หมื่นวิชิตเล่นละครสมจริงจนคุณปิ่นตกใจแล้วก็ยิ้มเจ้าเล่ห์

ฝ่ายลำดวนยังถูกบัวเล่นละครตบตาเช่นกัน ทำทีอ่อนเพลียจนกินข้าวไม่ลง พอลำดวนยกสำรับไปวางที่โต๊ะ บัวก็แกล้งถอดสร้อยข้อมือซ่อนไว้ใต้หมอนแต่จงใจทำให้ลำดวนเห็น แล้วทำเป็นหน้าเสียบอกลำดวนว่าตนดีขึ้นมากแล้วให้ลำดวนกลับเรือนไปเถิด ลำดวนตัดสินใจถามบัวว่า

“พี่บัวยังคิดถึงคุณพี่เหมอยู่หรือเจ้าคะ” บัวทำเป็นตกใจปฏิเสธว่าไม่มีกระไร ตนไม่ได้คิดอะไรแล้ว “อย่าปดลำดวนอีกเลยเจ้าค่ะ ลำดวนรู้หมดแล้วว่าพี่บัวยัง
มีใจให้คุณพี่เหมอยู่”

“พี่ขอโทษลำดวน แต่พี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้เจ้าต้องอึดอัดใจเป็นอันขาด ไว้รอคุณดวงแขจัดการทุกอย่างเรียบร้อย พี่จะตามคุณดวงแขไปอยู่ลำปางเอง เจ้าจะได้ไม่ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้”

ลำดวนสะเทือนใจจนร้องไห้ บอกบัวไม่ต้องไปไหนทั้งสิ้นอย่าลำบากเพราะตนเลย บัวบีบน้ำตาพร่ำรำพันว่า

“ลำดวน เจ้าเป็นน้องที่พี่รักที่สุด แล้วจะให้พี่ทำให้เจ้าทุกข์ใจได้อย่างไร เชื่อพี่เถิดนะ พี่ควรเป็นฝ่ายที่ต้องไปเอง”

บัวดึงลำดวนเข้าไปกอด ลำดวนร้องไห้กับรักสามเส้าที่คิดไม่ถึง ฝ่ายบัวมือกอดน้องแต่แววตาเจ้าเล่ห์พอใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

เมื่อลำดวนเดินออกจากวังก็เจอเหมที่มารอรับกลับ ลำดวนตัดสินใจถามเหมว่ารู้หรือไม่ว่าบัวยังมีใจให้เขาอยู่ เหมได้ฟังถึงกับอึ้ง หน้าเผือด

เมื่อลำดวนกลับถึงเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ก็บอกกับขุนนาฏและคุณปิ่นว่าจะกลับอัมพวา คุณปิ่นถามว่า กลับจากเยี่ยมบัวก็จะกลับอัมพวา มีกระไรรึ ลำดวนอึกอักไม่อาจที่จะเล่าเรื่องรักสามเส้าให้แม่ฟังได้ ปดแม่ว่าไม่มีอะไร ตนเป็นห่วงบ้านที่จู่ๆก็มีคนมาบอกว่าไฟไหม้ แต่พอส่งคนไปกลับไม่มีกระไรเกิดขึ้น บอกว่า มันแปลกนะเจ้าคะ คุณปิ่นจึงเห็นด้วยที่จะให้ลำดวนกลับไปดูแลเรือน

“แล้วงานพระเมรุจะทำอย่างไร นี่ก็เล่นไปหลายคืนแล้วนา” ขุนนาฏถาม

“ถ้ากระนั้น ลูกเล่นให้จบรามเกียรติ์ตอนนี้ก่อนก็ได้เจ้าค่ะ ตอนอื่นต่อจากนี้มิให้บทนางสีดาก็แล้วกัน”

ขุนนาฏพยักหน้าเห็นด้วย ที่แท้ลำดวนเครียดมิรู้จะแก้ปัญหารักสามเส้าอย่างไรจึงหาทางหนีกลับไปอัมพวา

ooooooo

วันนี้คุณหญิงชมไปถวายเพลพระที่วัด เหมไปรับกลับจึงเดินคุยมาด้วยกัน คุณหญิงถามขึ้นว่า

เหมคิดอย่างไรกับบัว เหมยอมรับว่าบัวเคยทำให้ตนเสียใจปางตาย ตนเข็ดหลาบแล้ว คุณหญิงย้ำว่าแสดงว่า เหมรักลำดวนแต่เพียงผู้เดียว?

“เจ้าค่ะ แม่ลำดวนดีกับลูกเสมอต้นเสมอปลาย มิเคยรังเกียจ และลูกรู้สึกสบายกายสบายใจยามอยู่ใกล้แม่ลำดวน แม้แต่ตอนที่ลูกหลงรักแม่บัวก็ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เจ้าค่ะ”

“แต่เจ้าลำดวนเป็นคนกลางโน่นก็พี่นี่ก็ชายคนรัก ย่อมลำบากใจไม่น้อย...แม่เกรงว่า...”

คุณหญิงไม่ทันได้พูดกระไร ทาสก็มารายงานว่าหลวงเผด็จมาขอพบท่านหมื่น หลวงเผด็จมาชวนเหมไปจับพวกโจรค้าฝิ่นด้วยกัน เหมติงว่าตนย้ายมาสังกัดคุณพระนายไวยแล้วคงไม่เหมาะที่จะไป

“เอ็งไม่รู้กระไร เรื่องพวกค้าฝิ่นอยู่ในความรับผิดชอบ ของท่านเจ้าพระยาพระคลัง คุณพระนายไวยเป็นลูกท่านเจ้าคุณถ้าข้าขอตัวเอ็งมาช่วยชั่วคราว ท่านไม่ว่ากระไรดอก”

คุณหญิงชมติงว่าเหมเพิ่งกลับจากศึกตนเพิ่งจะโล่งใจแล้วนี่คุณหลวงจะมาชวนเหมไปเสี่ยงภัยอีกแล้วรึ หลวงเผด็จยิ้มเจื่อน เหมช่วยพูดว่าตนเป็นทหารการสู้กับข้าศึกหรือจับโจรล้วนเป็นหน้าที่ คุณหญิงแม่พูดเช่นนี้หลวงเผด็จก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันพอดี แต่คุณหญิงก็ยังไม่สบายใจ พูดเหน็บว่า ทำราวกับว่าทั้งพระมหานครมีแต่เหมคนเดียวอย่างนั้นแหละ

หลวงเผด็จจึงชี้แจงว่า “ที่กระผมมาชวนอ้าย... เอ้อ...พ่อหมื่น นอกจากฝีมือดาบของพ่อหมื่นแล้ว อ้ายหัวหน้าโจรค้าฝิ่นคราวนี้ยังเกี่ยวข้องกับพ่อหมื่นด้วยนะขอรับคุณหญิง” เหมถามว่ามันคือใครรึ “หลวงสรอรรถ!”

เหมหน้าเครียดขึ้นทันที ไม่คิดว่าจะได้ยินชื่อนี้อีก

ooooooo

แยกกันไปดำเนินแผนการแล้ว เมื่อมาเจอกัน หมื่นวิชิตยุว่าถึงลำดวนจะกลับอัมพวาแต่เมื่อยังมีใจให้กันกับเหมก็วางใจไม่ได้ บัวถามว่าแล้วจะให้ตนทำอย่างไรอีก

“กระผมสนใจเรื่องสร้อยพระที่แม่ลำดวนให้หมื่นสุรบดินทร์ขอรับ บางทีเราอาจใช้ข้อนี้ทำให้หมื่นสุรบดินทร์ กับแม่ลำดวนแตกกันก็เป็นได้ มิทราบว่าคุณหนูบัวพอจะรู้หรือไม่ขอรับ ว่าสร้อยเส้นนี้มีลวดลายอย่างไร”

“รู้สิ สร้อยเส้นนี้เจ้าคุณลุงสั่งทำขึ้นมาสามเส้น มีลวดลายเหมือนกันหมด ให้ฉัน พี่ทับทิม ลำดวนคนละเส้น ท่านหมื่นจะใช้สร้อยนี้ทำกระไรรึ”

หมื่นวิชิตยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีแผนการเล่ห์ร้ายของหมื่นวิชิตคือ จ้างช่างทำสร้อยเหมือนเส้นนั้น เมื่อสบโอกาสที่ลำดวนเล่นละครเสร็จขุนนาฏกับคุณปิ่นติดคุยงานกับท่านเจ้าคุณสุรศักดิ์ ลำดวนกับหุ่นจึงกลับก่อน เป็นโอกาสให้หมื่นวิชิตให้ลูกน้องเข้าฉุดลำดวนและตัวเองก็ทำเป็นพระเอกมาช่วย

หมื่นวิชิตต่อสู้จนโจรหนีไป หุ่นบอกให้ตามไป หมื่นวิชิตอ้างว่าเกรงจะเป็นกลอุบายของคนร้าย แล้วทำทีพบสร้อยที่คนร้ายทำตกในที่เกิดเหตุเป็นสร้อยแบบเดียวกับที่ลำดวนมอบให้เหมไป ลำดวนงงไปหมดว่าสร้อยที่ตนให้เหมมาตกอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในขณะที่หมื่นวิชิตเฝ้าจับสังเกตกิริยาอาการของลำดวนอย่างสาแก่ใจ

เมื่อนำสร้อยกลับไปให้ขุนนาฏและคุณปิ่นดู คุณปิ่นที่ถูกหมื่นวิชิตเป่าหูว่าเหมคิดแก้แค้นจะเทครัวทั้งบัวและลำดวนก็เขว คิดว่าเป็นฝีมือของเหม แต่ขุนนาฏติงว่าคำพูดนี้มาจากหมื่นวิชิตยิ่งเชื่อไม่ได้ หุ่นถามว่าเหมชอบพอกับลำดวนอยู่แล้วจะทำเช่นนั้นทำไม หากจะทำก็น่าจะทำกับบัวเสียมากกว่า

เมื่อความเห็นต่างกันเช่นนี้ ขุนนาฏบอกลำดวนให้ไปหาเหมที่เรือนถามกับเจ้าตัวเสียให้แจ้ง หากเหมทำเช่นนั้นจริงก็ต้องหลบลี้หนีหน้า เพราะกลัวลำดวนจะถามเรื่องสร้อย

ลำดวนไปถึงเรือนเหมแล้วก็ใจหายเมื่อคุณหญิงชมบอกว่าเหมออกไปราชการแต่ยังไม่รุ่งสาง ไปที่ใดไม่แจ้งรู้แต่เพียงว่าไปจับพวกโจรค้าฝิ่นกับหลวงเผด็จ การไม่เจอเหมทำให้ลำดวนคิดถึงคำพูดของขุนนาฏ รู้สึกเสียใจ ผิดหวังและสับสนมาก

กลับถึงเรือน ลำดวนร้องไห้เสียใจ แต่ก็บอกคุณปิ่นว่าตนยังไม่เจอเหม บางทีอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ได้ คุณปิ่นเหนื่อยใจ เตือนลำดวนว่าอย่างไรเสียก็อย่าให้หมื่นบดินทร์เอาเปรียบได้ก็แล้วกัน พูดหน้าบึ้งตึงว่า

“พี่น้องมีผัวคนเดียวกัน แม่ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ ที่ไหน”

“แม่ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ ลูกไม่มีวันยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาดแม้ว่าลูกจะรักคุณเหมมากเพียงใด เกียรติของตนและตระกูลก็ต้องสำคัญกว่าเจ้าค่ะ”

“แต่แม่ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี พี่น้องคงไม่ต้องมาผิดใจกันเพราะผู้ชายคนเดียวดอกนะ”

“ถ้าคุณพี่เหมมีใจให้พี่บัวจริง ลูกก็จะยอมหลีกให้เจ้าค่ะ อย่างไรเสียพี่บัวก็เป็นพี่ สายเลือดตัดกันไม่ขาด ดอกเจ้าค่ะ”

“แล้วเจ้าคิดว่าพี่จะยอมได้ชื่อว่าแย่งคนรักของน้องเชียวรึ ลำดวน” บัวพูดพลางเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเครียด ลำดวนตกใจ มองพี่สาวด้วยความกระอักกระอ่วนใจ

บัวทำเป็นคนดี เชื่อว่าเหมมิใช่คนเช่นนั้น พูดให้ลำดวนละอายใจที่ระแวงเหม ทั้งยังเป็นฝ่ายจะไปเองเพื่อให้เหมและลำดวนสบายใจอีกด้วย ทำให้ลำดวนยิ่งไม่สบายใจและลำบากใจ บัวแอบยิ้มสมใจที่ทำให้น้องคิดได้เช่นนั้น

ooooooo

เหมกับหลวงเผด็จไปจับโจรค้าฝิ่น ต่อสู้กันดุเดือดจนจับโจรได้หมดและยึดลังได้มากมาย แต่พอเปิดลังออกดู กลายเป็นลังบรรจุผักทั้งสิ้น ทั้งเหม และหลวงเผด็จแค้นใจที่เสียรู้หลวงสรอรรถ

หลวงสรอรรถลำพองใจที่หลอกทางการได้ ครั้นถูกลูกน้องต่อว่าว่าหลอกพวกตน หลวงสรอรรถก็ตวาดสั่ง

“มึงหุบปากประเดี๋ยวนี้เลย หากไม่หลอกพวกเดียวกันก่อนแล้วจะหลอกศัตรูได้อย่างไรวะ กูเลี้ยงดูพวกมึงอย่างดีก็เพื่อให้มึงมอบชีวิตให้กู ถ้าพวกมึงไม่พร้อมทำเพื่อกู ก็อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก” พวกลูกน้องกลัวลนลาน รีบพากันทำงานอย่างขันแข็งทั้งเกลียดทั้งกลัวความโฉดชั่วของหลวงสรอรรถผู้นี้
เมื่อหลวงเผด็จกับเหมกลับจากปราบโจรค้าฝิ่น ได้ข่าวสมิงสอดน้อยมาปลูกเรือนแถวนั้นจึงแวะไปเยี่ยมเยือน สมิงสอดน้อยชวนว่าพรุ่งนี้ว่างจะพาไปพบคนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี

เช้าวันรุ่งขึ้น สมิงสอดน้อยก็พาเหมกับหลวงเผด็จไปพบพุ่มที่มาตั้งสำนักหมอดูตาทิพย์ที่นี่ พุ่มกับเหมและหลวงเผด็จไม่ทันได้คุยกันเต็มอิ่ม ก็มีคนมาร้องเรียกพุ่มที่หน้าเรือน บอกว่าตนเป็นลูกน้องของหมื่นวิชิต มาขอฤกษ์ฉุดผู้หญิง พุ่มขอชื่อจึงรู้ว่าหมื่นวิชิตจะไปดักฉุดลำดวน เหมแอบฟังอยู่ขบกรามด้วยความเคียดแค้น

วันนี้บรรดาบ่าวและทาสช่วยกันขนข้าวของของลำดวนเพื่อเดินทางกลับอัมพวา ขุนนาฏถามว่าถ้าเหม ยังตามไปที่อัมพวาอีกจะทำอย่างไร

“ลูกไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่ลูกยังไม่อยากพบคุณพี่เหมในเพลานี้ ถึงคุณพี่เหมจะตามไป ลูกก็คงไม่ยอมพบหน้า เจ้าค่ะ”

“อยู่ดีมีสุขกันมานานแต่กลับต้องมาร้อนอกร้อนใจเพราะหมื่นสุรบดินทร์คนเดียวแท้ๆ” คุณปิ่นบ่นไม่พอใจ

“พ่อเหมไปทำกระไรรึ” คุณหญิงชมมาได้ยินพอดีถามขึ้น ทุกคนหันมองต่างทำหน้าไม่ถูก

คุณหญิงชมเดินนำทาสหญิงถือผ้าและข้าวของอื่นตามหลังมา ขุนนาฏมองอย่างกระอักกระอ่วนใจ ลำดวนหน้าเครียดไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

คุณหญิงกับลำดวนนั่งคุยกันที่ศาลาท่าน้ำ ลำดวนเล่าเรื่องถูกนักเลงดักฉุดและทำสร้อยพระที่ตนเคยให้เหมร่วง ทำให้คุณปิ่นเชื่อว่าพวกที่มาดักฉุดลำดวนคือเหม แต่เมื่อตนไปที่เรือนเพื่อถามเหมตามคำแนะนำของขุนนาฏก็ไม่เจอเหมจึงทั้งผิดหวัง เสียใจ และสับสน

“เรื่องที่พ่อเหมใช้กำลังฉุดคร่าหรือไม่คงต้อง พิสูจน์กันก่อน แต่เรื่องแม่บัว...พ่อเหมเล่าให้ป้าฟังแล้ว แลพูดเป็นมั่นเหมาะว่ามิได้คิดเป็นอื่นกับแม่บัว เจ้าก็อย่าได้กลับไปอัมพวาเลยนะ” เมื่อลำดวนยืนยันขอกลับไปอัมพวา คุณหญิงพูดอย่างลำบากใจว่า “ถ้ากระนั้น พ่อเหมกลับมาเมื่อใด ป้าจะให้ไปหาเจ้าที่อัมพวาก็แล้วกัน เจ้าจะได้ฟังจากปากของพ่อเหมเอง”

“อย่าเลยเจ้าค่ะ ขอให้ลำดวนสบายใจกว่านี้ก่อน แล้วค่อยพบหน้าคุณพี่เหมเถิดเจ้าค่ะ” คุณหญิงถามว่าลำดวนคิดกระไรอยู่หรืออย่าได้ปิดบังป้าเลย

“ป้าท่านไม่คิดหรือเจ้าคะว่าพี่บัวช่างเหมาะสมกับคุณพี่เหมนัก”

“ลำดวน...นี่เจ้าคิดจะยกพ่อเหมให้แม่บัวรึ” คุณหญิงตกใจ ลำดวนได้แต่ก้มหน้านิ่ง

ooooooo

ลำดวนนั่งเรือเดินทางกลับอัมพวาโดยมีหมื่นวิชิตไปส่ง และมีลูกน้องที่ไปขอฤกษ์ฉุดลำดวนกับพุ่มนั่งเรือมาด้วยเดินทางถึงเย็น หมื่นวิชิตสั่งให้พักก่อนพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ เมื่อขึ้นฝั่งปลูกกระโจมที่พัก หมื่นวิชิตแอบถามลูกน้องคนนั้นว่าตนต้องรอจนถึงสองยามเชียวหรือ ลูกน้องยืนยันว่าถ้าทำตามฤกษ์รับรองว่าราบรื่นทุกประการ

หมื่นวิชิตสั่งลูกน้องให้หาสมุนไพรไว้คลุกใส่กับข้าวให้ทุกคนกิน ลูกน้องรับรองว่าไม่มีผู้ใดขัดขวางความสุขของหัวหมื่นได้แน่นอน

เมื่อวางยาจนทุกคนหลับเป็นตายกันแล้ว หมื่นวิชิตบุกเข้าไปในกระโจมลำดวนแม้ลูกน้องจะขอให้รอฤกษ์ก่อนก็ทนรอไม่ได้ แต่พอหมื่นวิชิตเข้าในกระโจมกำลังลูบไล้ลำดวนอยู่นั้น ก็ถูกเหมบุกเข้ามาจับบิดแขนหักข้อมือกดลงกับพื้นกะเอาให้ตาย จนสมิงสอดน้อยเตือนให้เบามือหน่อยเดี๋ยวมันจะตายเสียก่อน

“ก็ควรให้มันตายไม่ใช่หรือพี่”

“อย่าลงโทษเองให้เกินหน้าที่เลย เอ็งจะพลอยต้องโทษไปด้วย”

เหมกระชากคอเสื้อหมื่นวิชิตลากออกไปจากกระโจมท่ามกลางเสียงร้องอย่างโหยหวนของหมื่นวิชิต สมิงสอดน้อยรีบตามเหมไป

เหมกลับมาเฝ้าลำดวนจนรู้สึกตัว ลำดวนถามเหมว่าเหตุใดจึงทำร้ายตนได้ลงคอ เหมถามว่าทำร้ายเรื่องใดหรือ

“หากไม่เจอสร้อยที่ลำดวนให้พี่เหมตกอยู่ ลำดวนคงหลงคารมพี่เหมไปอีกนาน”

“เจ้ายิ่งพูดพี่ก็ย่ิงงง” เหมหยิบสร้อยพระที่คอออกมาให้ดู “พี่คล้องสร้อยพระที่เจ้าให้ติดคอไว้ตลอด มิเคยให้ห่างกายเลย” ลำดวนตกใจเมื่อเห็นสร้อยพระที่คอเหม สงสัยว่าแล้วสร้อยที่เก็บได้เป็นของใครกันแน่ เหมจับตัวลำดวนเขย่าถามว่า “เกิดเรื่องกระไรขึ้นกันแน่ เจ้ารีบเล่าให้พี่ฟังมาให้หมดประเดี๋ยวนี้เลย”

ลำดวนเองกำลังงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก จนเมื่อลำดวนตั้งสติได้เล่าให้ฟัง เหมแค้นใจมากคุมตัวหมื่นวิชิตและลูกน้องไปให้เจ้าพระยาพระคลังลงโทษที่เรือนเจ้าพระยาพระคลังทันที

ooooooo

หมื่นวิชิตถูกลงโทษให้จับส่งนครบาลลงโทษตามอาญาบ้านเมือง บัวทำเป็นห่วงใยเกรงลำดวนจะเสื่อมเสียด้วย คุณปิ่นเห็นด้วยขอให้ลงโทษหมื่นวิชิตทางอื่นเถิด

“ข้าเห็นแก่หลานสาวข้าดอกนะ แต่อย่าหมายว่าจะได้กระทำชั่วเช่นนี้อีก” เจ้าพระยาพระคลังชี้หน้าหมื่นวิชิต แล้วสั่งสมิงสอดน้อย “หลวงกำแหงมีคำสั่งลงไป ให้ปลดอ้ายหมื่นวิชิตออกจากทุกสังกัด แลห้ามใครรับมันเข้าสังกัดอีก แม้มีบรรดาศักดิ์แต่ก็ให้สิ้นศักดินาไว้เก็บกิน”

สมิงสอดน้อยรับบัญชาหันไปตะคอกหมื่นวิชิตให้ไสหัวออกไป หมื่นวิชิตรีบวิ่งลนลานลงเรือนไปทั้งที่มือยังถูกมัดไพล่หลังอยู่

ขุนนาฏขอบใจเหมที่ช่วยลำดวนไว้ ตำหนิตัวเองที่ฝากเนื้อไว้กับเสือปล่อยลำดวนให้กลับไปกับคนอย่างหมื่นวิชิต

“ไม่เป็นกระไรดอกขอรับ ถึงอย่างไรกระผมก็ต้องช่วยลำดวนอยู่แล้ว แลจะได้แก้ข้อเข้าใจผิดให้สิ้นสงสัยด้วย”

ลำดวนเองก็ขอโทษที่ระแวงเหม สัญญาว่าต่อไปหากเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ปักใจเชื่อแต่จะถามเหมเสียก่อน

บัวแอบมองทั้งเหมและลำดวนอย่างหมั่นไส้และเจ็บใจ

เมื่อลงจากเรือนเจ้าพระยาพระคลัง เหมยังบอกลำดวนที่ถามเรื่องบัวว่า

“พี่กับแม่บัวนั่น ไม่อาจเป็นกระไรได้ นอกจากคนรู้จักเพียงนั้น” ลำดวนหน้าขรึมลงด้วยความสงสารบัว เหมรีบตัดบทว่า “มิสำคัญว่าแม่บัวจะรู้สึกเช่นไร เพราะพี่ไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกับแม่บัว ต่อให้เจ้าหลีกทางให้ พี่ก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจเป็นอื่น และการหลีกทางของเจ้า มีแต่จะเพิ่มคนทุกข์เป็นสามคนเท่านั้น มิได้ช่วยกระไรเลย”

ลำดวนพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจแลซึ้งใจ ฝ่ายบัวที่แอบดูแอบฟังอยู่เลี่ยงไปด้วยสีหน้าเจ็บใจและอิจฉาอย่างที่สุด

ooooooo

บัวยังหาทางที่จะแยกลำดวนออกจากเหมให้ได้ วันนี้จึงเข้าไปขอให้หม่อมดวงแขช่วยฝากฝังลำดวนเข้าเป็นนางรำในวัง หม่อมดวงแขรับปากจะหาเจ้านายที่มีพระเมตตาให้เพื่อลำดวนจะได้อยู่ดีมีสุขในวังไปนานๆ

บัวยิ้มสีหน้าดีใจแต่ในใจนั้นเต็มไปด้วยแผนการที่จะเอาชนะลำดวนและเหมให้ได้

ไม่นาน คุณท้าวแสงจันทร์ก็มาทาบทามให้ลำดวนเข้าไปเป็นนางรำในวัง ขุนนาฏปลื้มปีติมาก แต่ลำดวนกระอักกระอ่วนใจบอกว่าตนไม่อยากเข้าวัง ถูกคุณปิ่นดุและหาว่า

“คงอาลัยคุณพี่เหมของเจ้าล่ะสิ ถึงไม่อยากเข้าวัง พอคืนดีกันได้ ก็ดื้อรั้นกับพ่อแม่ มีลูกสาวก็เป็นเช่นนี้ เห็นคนอื่นดีกว่าพ่อแม่ตัวเอง”

ลำดวนหน้าเสียบอกแม่ว่าตนไม่มีวันเห็นใครดีกว่าพ่อแม่ รับปากว่าเมื่อเป็นความประสงค์ของพ่อแม่ตนก็จะยอมเข้าวัง ยังความดีใจโล่งใจแก่ขุนนาฏและคุณปิ่นยิ่งนัก ในขณะที่ลำดวนมีแต่ความไม่สบายใจที่ต้องเข้าวัง

แม้หมื่นวิชิตจะถูกลงโทษให้ปลดจากทุกสังกัดแต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะแย่งชิงลำดวนมาให้ได้ ยิ่งมีบัวที่หมายมั่นจะชิงเหมร่วมมือด้วย ทั้งสองจึงยังคงดำเนินแผนต่อไป

“ถ้าอยากสมหวัง หัวหมื่นก็หาทางทำคุณไถ่โทษ ให้กลับมามีศักดินาไว้เก็บกินอีกครั้งก่อนเถิด มีแต่ยศศักดิ์อย่างเดียว ฉันก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร”

“ข้อนั้นกระผมทำแน่ แต่ทางคุณหนูบัวก็ต้องหาทางแย่งหมื่นสุรบดินทร์มาให้ได้นะขอรับ”

“อย่าพูดพล่อยๆ ฉันมิเคยแย่งของกับผู้ใด คุณเหมเป็นคนรักของฉันมาแต่ต้น เจ้าลำดวนต่างหากที่แย่งเอาไป” บัวแววตาแข็งกร้าวน่ากลัวมุ่งมั่นดื้อรั้นแลทิฐิที่จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด

ooooooo

เหมท้อแท้กับอุปสรรคความรักโดยเฉพาะที่ถูกคุณปิ่นรังเกียจว่าต่ำต้อย เจ้าพระยาพระคลังให้กำลังใจว่า

“ตกต่ำไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างยังกลับขึ้นมาได้ แล้วจะมาท้อกับเรื่องเพียงนี้มันควรแล้วรึ ถ้าแม่ปิ่นยังไม่เห็นความดีของเจ้าก็ต้องหมั่นเพียรขึ้นไปอีก หาใช่มานั่งท้อแท้ใจไม่”

เหมมีกำลังใจขึ้น ได้ยินเจ้าพระยาพระคลังสั่งสมิงสอดน้อยให้เตรียมทหาร หยูกยาและอาวุธให้พร้อมเราจะมีศึกในอีกไม่ช้า ไม่ใช่ศึกระหว่างเมือง แต่เป็นศึกกับพวกโจรค้าฝิ่น ท่านพูดด้วยสีหน้าเครียดขรึมว่า

“นับวันพวกมันยิ่งอหังการมากขึ้นทุกที แลยิ่งมีคนติดฝิ่นมากเท่าใด บ้านเมืองก็ยิ่งอ่อนแอลงมากเท่านั้น ถึงเพลาแล้วที่เราต้องกำจัดเสียให้สิ้น”
เหมฟังแล้วนึกถึงหลวงสรอรรถขึ้นมาทันที เหมขบกรามแน่นด้วยความแค้น

พวกโจรค้าฝิ่นที่เหิมเกริมขึ้น เพราะหลวงสรอรรถรวบรวมผู้คนแลสมคบกับจีนเชียงทองที่มีอั้งยี่เป็นกองกำลัง เป็นขบวนการค้าฝิ่นที่ใหญ่และแข็งแกร่ง กอปรกับเรืองที่แตกกับหลวงสรอรรถก็กลับมาร่วมกลุ่มกันอีกครั้ง

พวกโจรค้าฝิ่นเหิมเกริมจนนำสมุนบุกจวนเจ้าเมือง ฆ่าทหารตายจำนวนมากและฮือเข้าหมายยึดจวน แต่ถูกทหารกรูกันออกมาต้าน ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด

“บุกเข้าไป เอาตัวอ้ายคุณพระสาครมาให้ได้ ให้อ้ายพวกที่ครองเมืองอยู่ได้เห็นความร้ายกาจของพวกเรา” หลวงสรอรรถผยองเต็มที่ ทหารไทยกำลังน้อยกว่าถูกฆ่าและแตกพ่าย หลวงสรอรรถบุกเข้าไปในจวนเดินหาตามห้องจนเจอเจ้าเมืองนั่งตัวสั่นอยู่ในนั้น ยกมือไหว้หลวงสรอรรถอ้อนวอนอย่าทำอะไรตนเลย ตนกลัวแล้ว

อึดใจต่อมาก็มีเสียงเจ้าเมืองร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและหวาดกลัวสุดขีด

ooooooo

3–4 วันต่อมา เจ้าพระยาพระคลังคุยกับสมิงสอดน้อยที่เรือนอย่างแค้นใจ

“แต่เกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นโจรใดเหิมเกริมเท่านี้มาก่อน กล้าทำได้แม้แต่ยกพวกเข้าปล้นกลางวันแสกๆ แลยังฆ่าเจ้าเมืองเสียอีก เห็นทีจะอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันไม่ได้แล้ว”

สมิงสอดน้อยรายงานว่ากำลังของตนพร้อมแล้วหากท่านเจ้าคุณจะปราบพวกโจรก็เคลื่อนทัพได้ทันที

“ฉันก็อยากทำเสียตอนนี้ ติดแต่ทัพหนุนของท่านเจ้าคุณบดินทร์เดชายังมาไม่ถึง ถ้ากำลังของเราฝ่ายเดียวเกรงจะรบติดพันนานสิ้นเปลืองชีวิตไพร่พล ฉันจึงต้องอดทนให้พวกมันกระทำหยาบหยามอยู่นี่อย่างไร”

สมิงสอดน้อยติงว่าหากนานเกินไปอาณาประชาราษฎร์ก็จะยิ่งขวัญเสีย ขณะนั้นเองคุณชายช่วงก็หน้าเครียดเข้ามา

“ถึงพวกโจรค้าฝิ่นจะเหิมเกริมอย่างไร เราก็ต้องทนไว้ก่อน เพราะเพลานี้มีเหตุอื่นที่สำคัญกว่ายิ่งนัก แล้วคุณชายช่วงก็รายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้คือนายห้างหันแตรนำเรือกลไฟมาจอดที่ท่าเรือ

ชาวบ้านพากันแตกตื่นไปดูเรือเหล็กใหญ่โตลอยน้ำได้ เหมและบุษย์ก็มาดูด้วย เหมปรารภกับบุษย์หน้าเครียดว่า

“นี่คือวิชาความรู้ของพวกวิลาศ มิน่าเล่า พม่าถึงได้พ่ายแพ้ แม้กระทั่งเมืองใหญ่อย่างจีนก็ยังสู้ไม่ได้”

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านจะทรงซื้อเรือวิเศษนี้ไว้ใช้หรือไม่ขอรับ ดีแท้ นับแต่นี้เราก็ไม่ต้องกลัวเรือของบ้านเมืองใดมารุกรานแล้ว”

“นี่ล่ะที่ข้ากังวล มีรึที่พ่อค้าชาววิลาศจะขายเรือดีให้เรา แลหากคนอย่างนายห้างหันแตรยังมีเรือเช่นนี้ได้ แล้วกองทัพเรือของวิลาศจะน่ากลัวสักเพียงใด” เหมสีหน้ากังวลใจ

ooooooo

การที่นายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ หรือนายห้างหันแตร นำเรือกลไฟชื่อ “เอกสเปรส” เข้ามาในประเทศไทย ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับคนไทยในสมัยนั้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เห็น “เหล็กลอยน้ำได้” แต่นายห้างหันแตรกลับคิดจะขายเรือพร้อมกับปืนใหญ่ 200 กระบอก ในราคาถึง 1,200 ชั่ง ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่มหาศาลมากในสมัยนั้น ทำให้สยามไม่สามารถซื้อเรือลำนี้เอาไว้ได้

นายห้างหันแตรไม่พอใจมาก ระเบิดระบายอารมณ์ใส่เจ้าพระยาพระคลังอย่างเหิมเกริม

“ทำไมคนไทถึงเป็นเช่นนี้ ท่านบอกว่าจะซื้อเรือกลไฟ กระผมก็สู้อุตส่าห์จัดหามาให้ แต่พอนำเรือลำใหญ่สง่างามมาขนาดนี้ กลับไม่พอใจ ติติงหาว่าเรือเก่าขึ้นสนิมเขรอะ แล้วเอามาเป็นข้ออ้างไม่รับซื้อ ตกลงจะผิดคำพูดหรืออย่างไร”

เจ้าพระยาพระคลังชี้แจงว่าไม่ได้ผิดคำพูดแต่เรือขึ้นสนิมทั้งลำจริงๆ แล้วจะให้ซื้อในราคา 1,200 ชั่งได้อย่างไร คุณชายช่วงช่วยเจรจาว่า ถึงเราไม่ซื้อทั้งหมดแต่ก็จะซื้อปืนใหญ่ไว้ 100 กระบอกก็แล้วกัน แต่นายห้างหันแตรยืนกรานว่าจะซื้อเรือทั้งลำหรือจะซื้อปืน

บางส่วนหรือซื้อทั้งหมด ทางเจ้าพระยาพระคลังก็ต้องจ่าย 1,200 ชั่งให้ตน

“ข่มกันเกินไปแล้วกระมังนายห้าง” เหมโพล่งขึ้นอย่างสุดทน ลุกพรวดขึ้นจะเอาเรื่อง จนคุณชายช่วงต้องรั้งไว้

“เกินไปอันใด นี่เป็นการค้าขาย ข้านำเรือมาจากเกาะบริเตนใหญ่ ล่องมานานเดือน ถ้าไม่จ่ายเงินให้ก็เท่ากับสยามผิดสัญญา แลเรื่องนี้ อาจจะกลายเป็นเรื่องพิพาทลุกลามใหญ่โตระหว่างสยามกับวิลาศก็เป็นได้” หันแตรกำเริบเสิบสาน จนเจ้าพระยาพระคลังทนไม่ไหว ตอบโต้ทันควัน

“ถ้าข่มขู่กันเช่นนี้ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเถิด แลเอาเรือผุพังของท่านไปด้วย สยามไม่ต้องการ”

นายห้างหันแตรโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ชี้หน้าเจ้าพระยาพระคลังตวาดขู่

“แล้วสักวัน ท่านเจ้าคุณจะต้องกลืนคำพูดเหล่านี้ เพราะกระผมจะเอาเรือลำนี้ไปขายให้ญวน ถึงตอนนั้น กระผมอยากรู้ว่าท่านเจ้าคุณจะทำสีหน้าเช่นไร เมื่อญวนเอาเรือกลไฟลำนี้มาจ่อยิงใส่พระมหานคร”

ขาดคำนายห้างหันแตรเดินปึงปังลงเรือนไป สร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าพระยาพระคลังและคุณชายช่วงอย่างมาก

เหมมองตามนายห้างหันแตรไปด้วยความแค้นจับใจ แต่จำต้องอดทนกลืนเลือดไว้ก่อน

ooooooo

.

------------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep12/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 12

ลำดวนได้ออกจากวังกลับมาอยู่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง เย็นนี้จึงออกไปเดินซื้อของกับเหมที่ตลาด สังเกตเห็นเหมเงียบขรึม ลำดวนถามว่ายังเคืองนายห้างหันแตรอยู่หรือ แสดงว่าเรื่องนายห้างหันแตรคงหนักหนานัก เหมพยักหน้าเครียด

“มิเพียงหยาบหยามท่านเจ้าคุณพระคลัง มันยังกล้ามาขู่สยาม ถือดีว่ากองทัพวิลาศเกรียงไกร แม้แต่เมืองจีนที่กองทัพยิ่งใหญ่กว่าสยามมากนักยังพ่ายแพ้ จึงกล้าข่มเหงเราถึงเพียงนี้”

ลำดวนไม่สบายใจถามว่าตนจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เหมขอเพียงแค่ลำดวนอยู่เคียงข้างตนเช่นนี้ก็ดี

เป็นที่สุดแล้ว ตัดบทว่าอย่าคุยเรื่องนี้อีกเลย ถามว่าครานี้ลำดวนกลับมาอยู่เรือนเจ้าคุณพระคลังกี่วัน พอลำดวน บอกสามวัน เหมก็พูดออกตัวว่า

“น้อยนัก พี่มีราชการมาก มิรู้จะไปหาเจ้าได้หรือไม่ แต่หากพี่มาได้พี่จะรีบมา เพียงได้เห็นแค่ชายสไบเจ้าก็ยังดี”

เหมหวานเสียจนลำดวนเขิน ทั้งสองหารู้ไม่ว่าตลอดเวลานั้นมีหญิงชาวบ้านที่บัวจ้างมาติดตามเหมกับลำดวนมองอยู่ไม่วางตา หญิงคนนั้นกลับไปรายงานบัวว่า เหมพาลำดวนไปส่งที่เรือนเจ้าคุณพระคลังแล้วกลับไป บัวจึงให้ถุงเงินบอกให้กลับไปได้แล้ว หากจะเรียกใช้จะไปตาม

รุ่งขึ้น บัวไปส่งคุณดวงแขที่ต้องย้ายออกจากวังไปลำปาง คุณดวงแขเสียดายที่บัวไม่ได้ไปอยู่ด้วยเพราะตนตั้งใจจะสร้างวัดที่ลำปาง หากบัวร่วมด้วยก็จะมีเราสามคนคือตน เทียนและบัว บัวบอกว่าแล้วตนจะไปเยี่ยม คุณดวงแขบอกว่าจะรอ

บัวมองตามคุณดวงแขลงเรือไป ก่อนที่หน้าจะนิ่งขรึมลงไปอย่างใช้ความคิด

ooooooo

บัวยังวางแผนที่จะทำให้เหมกับลำดวนแตกแยกกันให้จงได้ ระหว่างอยู่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง บัวเห็นลายมือเหมที่เขียนรายงานส่งมาให้คุณชายช่วง จึงฝึกหัดลายมือเหมจนเหมือน แล้วแผนต่อไปก็เริ่มทันที

บัวแกล้งเขียนจดหมายลายมือเหมวางไว้ที่โต๊ะห้องตัวเอง พอลำดวนไปช่วยทำความสะอาดโต๊ะก็รีบหยิบจดหมายออกอย่างมีพิรุธ แล้วแกล้งวางไว้หมิ่นเหม่ก่อนออกไป จดหมายตกจากโต๊ะลำดวนหยิบจะเอาไปให้ เห็นลายมือคุ้นตาจึงเปิดดูด้วยความสงสัย จดหมายเขียนสั้นๆว่า

“ฉันรู้ว่าแม่บัวออกจากวังแล้ว จึงอยากพบแม่บัวนัก แต่จะไปพบที่เรือนท่านเจ้าคุณก็เกรงใจลำดวน ขอแม่บัวมาพบฉันให้หายคิดถึงสักหน่อย หากแม่บัวเมตตา...”

“คุณพี่เหม...” ลำดวนครางออกมาหน้าซีดเผือด

ทำอุบายให้ลำดวนได้อ่านจดหมายแล้ว บัวให้หญิงชาวบ้านคนนั้นไปนัดแนะเหมมาพบกัน เหมให้กลับไปบอกว่าตนติดราชการไปไม่ได้ หญิงคนนั้นพูดอย่างที่บัวเสี้ยมสอนมาว่า เรื่องนี้เกี่ยวพันกับลำดวนหากไม่ไปอาจสายเกินไป เหมจึงตัดสินใจไป เมื่อเจอบัวเหมเร่งว่ามีอะไรให้รีบพูดเพราะตนต้องรีบกลับไปเข้าเวร บัวถามว่า

“หากวันนั้น ฉันไม่ทิ้งคุณเหมไป ยอมรอคุณเหมที่ไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง คุณเหมจะมีใจให้ลำดวนหรือไม่เจ้าคะ” เหมขอว่าเรื่องผ่านมานานแล้วอย่ารื้อฟื้นอีกเลย “ตอบมาเถิดเจ้าค่ะ เรื่องนี้มีความสำคัญกับฉันนัก”

“เพลานั้นเรากำลังจะหมั้นกันอยู่แล้ว ฉันจะมีใจให้ใครได้อีก แลในตอนนั้นฉันเองก็รักลำดวนเสมอด้วยน้องเท่านั้น”

ทันใดนั้นบัวโผกอดเหมไว้แนบแน่น เหมไม่ทันตั้งตัวหันไปเห็นลำดวนยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ ลำดวนหันหลังวิ่งหนีไปทันที

“ลำดวน...ลำดวน ฟังพี่ก่อนลำดวน” เหมผละจากบัววิ่งไล่ตามไปด้วยความตกใจ ตามไปทันรีบคว้ามือลำดวนไว้ขอร้องให้ฟังตนก่อน ลำดวนร้องไห้หนักถามอย่างผิดหวังว่ายังจะให้ตนฟังคำโป้ปดอีกเท่าใดเล่า ยังมีอะไรจะหลอกตนอีกหรือ “พี่ไม่เคยหลอกลวงเจ้าเลยนะ แม่บัวให้พี่มาพบพี่ก็มาพบ แต่พี่ไม่คิดเลยว่าแม่บัวจะทำเช่นนี้”

ลำดวนเจ็บปวดเกินกว่าจะฟังคำชี้แจงใดๆ บอกว่าเห็นจดหมายที่เหมเขียนนัดบัวออกมาพบ เหมบอกว่าตนไม่เคยเขียนและไม่เคยนอกใจลำดวนเลย

ขณะทั้งสองกำลังตึงเครียดกันนั้น เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้น เหมรวบตัวลำดวนไปกอดไว้อย่างปกป้อง ขอร้องให้ฟังตนก่อน ลำดวนสะบัดอย่างแรงจนหลุดแล้ววิ่งหนีไปท่ามกลางเสียงระเบิดที่ยังกึกก้องครั้งแล้วครั้งเล่า เหมวิ่งตามลำดวนไปด้วยความเป็นห่วง

ลำดวนวิ่งเข้าไปในโบสถ์ เหมวิ่งตามเข้าไปบอกว่าถ้าลำดวนไม่เชื่อตนจะสาบานต่อหน้าพระประธาน แต่พอเหมเริ่มเอ่ยคำสาบาน ลำดวนก็รีบปิดปากเขาไว้เตือนสติว่าสบถสาบานไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่นได้ และถึงเหมจะสาบานตนก็ยังไม่เชื่อสนิทใจอยู่ดี

“ถ้ากระนั้น พี่ขอพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่า นับแต่พี่ผูกสมัครรักใคร่เจ้าแล้ว พี่ก็มิเคยมีใจเป็นสองอีกเลย เจ้าจะให้โอกาสพี่ได้หรือไม่” เหมจ้องลำดวนแววตามุ่งมั่นจริงจัง ในขณะที่ลำดวนมองหน้าเหมอย่างชั่งใจ

ooooooo

เจ้าพระยาพระคลังได้ยินเสียงระเบิดตึงตังก็ร้อนใจ จนเมื่อคุณชายช่วงกลับมาจึงรู้ว่าเป็นเสียงยิงสลุตของนายห้างหันแตรฉลองวันเกิดให้กัปตันเรือเอกสเปรสของพวกเขา แต่เราเอาความผิดไม่ได้เพราะไม่เกิดความเสียหายอะไร

เจ้าพระยาพระคลังเจ็บใจมาก บอกคุณชายช่วงให้ไปดูแลชาวบ้านเพราะไม่คุ้นชินกันเสียงปืนใหญ่คงวุ่นวายกันไปทั่วพระมหานครแน่ เมื่อคุณชายช่วงไปแล้ว เจ้าพระยาพระคลังคำรามอย่างแค้นใจ

“อ้ายหันแตร!”

เหมรอจนเสียงปืนใหญ่สงบจึงพาลำดวนไปส่งที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง บัวรีบเข้ามาหาลำดวนแสดงความเป็นห่วงเป็นใยมากมาย ลำดวนขอตัวไปนอนแล้วเดินเลี่ยงไป บัวบอกเหมว่าเรื่องเมื่อครู่นี้ตนไม่ได้ตั้งใจ แล้วทำทีถามว่าลำดวนว่ากระไรบ้างหรือไม่ ตนจะได้ชี้แจงกับน้อง

“ไม่ต้องดอก เป็นหน้าที่ฉันที่ต้องพิสูจน์ให้ลำดวนเห็น” บัวถามว่าจะพิสูจน์เรื่องกระไร “ก็เรื่องที่ฉันรักลำดวนคนเดียว แลไม่มีวันปันใจไปรักหญิงอื่นได้อีกอย่างไรเล่า” เหมจ้องหน้าบัวเหมือนจงใจบอกเธอ แล้วผละไป

บัวกำมือแน่น จิกตามองตามอย่างหมายมาดที่จะเอาชนะให้ได้

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณชายช่วง สมิงสอดน้อยและเหม ไปเจรจากับนายห้างหันแตรที่ยิงสลุตโดยไม่ประกาศให้รู้ก่อนจนชาวบ้านแตกตื่นโกลาหลกันทั้งพระมหานคร เช่นนี้เหมือนจงใจหยามกันไม่มีผิด

นายห้างหันแตรพูดอย่างยโสโอหังว่าคุณชายช่วงกล่าวเกินไป ทั้งยังเยาะเย้ยว่า “กระผมจะกล้าหยาม ได้อย่างไร ขนาดสยามรับปากว่าจะซื้อเรือแต่ตระบัดสัตย์ไม่ซื้อในภายหลัง กระผมยังไม่กล้าทำกระไรเลย”

เหมถามว่าหากเราไม่รับซื้อเรือแลปืนไว้ นายห้างก็จะข่มขู่พวกเราเช่นนี้ต่อไปหรือ นายห้างหันแตรจ้องหน้าเหมอย่างดูถูกพูดดูแคลนว่า “มีบรรดาศักดิ์แค่หมื่นไม่ใช่รึ อย่าริมาเจรจา ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ของขุนนางชั้นปลายแถว”

นายห้างหันแตรพูดดูถูกดูแคลนจนสมิงสอดน้อยสุดทนจะชักดาบออกมา ฝ่ายลูกน้องนายห้างหันแตรก็เอาทั้งปืนยาวปืนสั้นเล็งใส่พวกคุณชายช่วง คุณชายช่วงจึงสั่งให้กลับ นายห้างหันแตรพูดอย่างยโสว่า “ไม่ส่งนะขอรับ”

กลับมาถึงเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดแล้วไม่มีทางออก เพราะเจ้าพระยาพระคลังเล่าว่าในที่ประชุมขุนนางก็แตกเป็นสองพวก พวกหนึ่งต้องการสั่งสอนอ้ายหันแตร แต่อีกพวกก็เกรงจะลุกลามเป็นศึกกับวิลาศ คุณชายช่วงถามว่าแล้วพระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านเห็นว่าอย่างไรบ้าง เจ้าพระยาพระคลังยกมือท่วมหัวก่อนแจ้งว่า

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านทรงไม่อยากให้เกิดศึกสงคราม แต่หากปล่อยไว้พวกวิลาศก็ดูถูกดูแคลนว่าเราขี้ขลาดตาขาว ไม่แคล้วต้องยกทัพมารุกรานอยู่ดี”

สมิงสอดน้อยถามว่าเมื่อโน่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร เหมเสนอว่าตนมีวิธี ทุกคนหันมองอย่างสนใจ

แผนของเหมคือออกอุบายหลอกนายห้างหันแตรว่าเราจะซื้อเรือแต่เงินจำนวนมากต้องไปรับกันที่พระบรมมหาราชวัง หันแตรอยากได้เงินจึงตามไป ถูกทหารไทยจับลูกน้องหันแตรไว้และขังหันแตรไว้ในห้องจนกว่าจะเลิกบีบคั้นให้ซื้อเรือ

เจ้าพระยาพระคลังและคุณชายช่วงไม่เห็นด้วยกับวิธีของเหมนักแต่ก็ยังไม่มีวิธีอื่นใดที่จะหยุดยั้งหันแตรได้ จึงยอมให้เหมทำตามอุบายแต่ก็เล่าให้ลำดวนฟัง ลำดวนตกใจเมื่อรู้ว่าหากแผนนี้ไม่สำเร็จเหมจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวและโทษอาจถึงขั้นประหาร

ลำดวนห่วงใยเหมจับใจ ในขณะที่บัวซึ่งแอบฟังอยู่บ่นอย่างหงุดหงิดว่า

“บ้าแท้ งานราชการกำลังรุ่งโรจน์ จะเสี่ยงตายไปเพื่อกระไร”

ooooooo

ลำดวนเป็นห่วงเหมจนไปหาที่วัง ถามว่าทำไมถึงเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงเล่า หากนายห้างหันแตรฟ้องไปยังเมืองวิลาศ เหมอาจจะต้องรับผิดแทนทุกคน และโทษถึงประหารทีเดียว เหมหน้าขรึมลงตอบอย่างหนักแน่นว่า

“แต่ก็ยังดีกว่าที่เราต้องเปิดศึกกับเมืองวิลาศ มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายราวกับใบไม้ร่วงมิใช่รึ แลหากแพ้ศึก สยามก็อาจเป็นเพียงเมืองขึ้นเมืองออกของวิลาศเท่านั้น สละชีวิตพี่คนเดียวเพื่อแลกชีวิตนับร้อยนับพัน แลแลกศักดิ์ศรีกับการคงอยู่ของสยาม ยิ่งกว่าคุ้มอีกนะเจ้า”

ลำดวนนิ่งไป บอกว่าฟังเหมแล้วไม่รู้จะพูดอะไรอีก เหมถามว่าไม่ชอบที่ตนทำแบบนี้รึ

“ไม่ชอบเจ้าค่ะ แต่ลำดวนภูมิใจแลจะไม่ห้ามคุณพี่เหมเป็นอันขาด เพราะลำดวนรู้แล้วว่า คุณพี่เหม รักแผ่นดินนี้แลพร้อมจะเสียสละเพื่อแผ่นดินนี้ แม้ลำดวนจะทุกข์ แต่ความภูมิใจในตัวคุณพี่เหมนั้น ก็มีมากกว่าความทุกข์เจ้าค่ะ”

เหมดีใจมาก ดึงลำดวนเข้าไปกอดไว้แนบอกด้วยความรัก เข้าใจ และภูมิใจในกันและกัน

นายห้างหันแตรถูกขังอยู่ไม่กี่วัน ในที่สุดก็ยอมตามที่ทางสยามเสนอ แต่อาฆาตเหมและสยามว่า จะไม่ลืมความอัปยศนี้และต้องให้ชดใช้เรื่องในคราวนี้ให้จงได้ คำรามอย่างอาฆาตว่า “หมื่นสุรบดินทร์ ข้าจะจำชื่อนี้ไว้ ไม่มีวันลืม”

จากกรณีเรือกลไฟเอกสเปรสนี่เอง ทำให้นายห้างหันแตรถูกเนรเทศออกจากสยาม และได้เดินทางด้วยเรือกลไฟเอกสเปรสลำนี้ไปพำนักที่สิงคโปร์ ก่อนจะขายเรือลำนี้พร้อมปืนใหญ่ทั้ง 200 กระบอกให้ญวนตามที่เคยขู่ไว้ในราคา 1,200 ชั่ง เท่ากับที่เสนอขายให้สยาม เป็นการปิดตำนานพ่อค้าชาวอังกฤษคนสำคัญที่ได้เข้ามาค้าขายในสยาม

ooooooo

เมื่อบัวใช้เล่ห์เพทุบายอย่างไรก็ไม่อาจทำให้เหมกับลำดวนแตกแยกจากกันได้ จึงไปเข้าทางคุณหญิงชม ไปกราบคุณหญิงชม เอ่ยชื่นชมเหมที่ได้ขึ้นเป็นหลวงสุรบดินทร์ ข้ามจากหัวหมื่นมาโดยไม่ต้องผ่านขุน นับว่าหายากมาก

เหมขอบใจหน้านิ่งๆ พูดออกตัวว่า ลาภยศก็เหมือนน้ำค้างยามเช้า ต้องแสงแดดไม่นานก็หาย ที่ตนดีใจก็คือได้ทำคุณให้บ้านเมืองต่างหาก คุณหญิงชมชวนบัวอยู่กินสำรับเที่ยงด้วยกัน บัวไม่ปฏิเสธ แต่เหมได้จังหวะบอกว่าคุณหญิงแม่มีบัวอยู่เป็นเพื่อนแล้วตนขอไปคุยราชการกับคุณพระนายไวยก่อน บัวได้แต่ผิดหวังอยู่เงียบๆ

คุณหญิงชมแอบดีใจที่ตีกันช่วยเหมได้สำเร็จ

ระหว่างบัวนั่งเสลี่ยงกลับวังนั่นเอง ถูกหมื่นวิชิตมาดักพบ อ้างว่าตนไม่อาจเข้าไปหาบัวในวังได้จึงต้องใช้วิธีนี้

หมื่นวิชิตพูดถึงความล้มเหลวในแผนการต่างๆ ที่ผ่านมา แต่ตนก็ยังมุ่งมั่นที่จะแย่งชิงลำดวนมาให้ได้ เสนอบัวว่าเหลืออยู่ทางเดียวที่จะสำเร็จได้คือต้อง “ทำเสน่ห์”

“เอากระไรมาพูด” บัวตกใจมาก “ไม่รู้เรื่องคดีพระศรีภักดีรึ อยากหัวขาดหรืออย่างไร”

หมื่นวิชิตบอกว่าตนไม่มีทางเลือก เย้ยว่าบัวเองก็ไม่ต่างกับตนเท่าใดนัก ทุกวันนี้ก็ได้แต่มองเหมกับลำดวนสมรักกันเท่านั้น แม้บัวจะทิฐิ ถือดี แต่ก็เป็นความจริงที่เถียงหมื่นวิชิตไม่ออกเหมือนกัน

ooooooo

ความสัมพันธ์ระหว่างเหมกับลำดวนที่ลุ่มๆ ดอนๆนั้นเหมไม่ได้คิดอะไร แต่สมิงสอดน้อยและบุษย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า เตือนเหมว่าเรื่องนี้มันพิกลอยู่ เหมถามประสาซื่อว่าพิกลอย่างไรหรือ สมิงสอดน้อยชี้ว่า

“เอ็งก็คิดเองได้ เพียงแต่ที่แล้วมา เอ็งวางแม่บัวไว้สูง แม้จะเลิกรากันไปแล้ว เอ็งไม่เคยคิดในทางร้ายกับแม่บัวมาก่อนจึงไม่เห็นพิรุธอย่างไรเล่า”

“คุณเหมไม่ใช่คนเจ้าชู้อย่างกระผมหรือพี่สมิง คุณเหมไม่รู้ดอกว่ายามที่ผู้หญิงต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้มาเป็นของตน มันน่ากลัวกว่าผู้ชายมากนักขอรับ” บุษย์เสริม สมิงสอดน้อยเพิ่มเติมว่า

“พวกข้าไม่มีพยานหลักฐาน พูดมากไปก็เหมือนกล่าวร้าย เอ็งตรองดู นับแต่วันที่เกิดเรื่องแคลงใจกันระหว่างเอ็งกับแม่ลำดวน เอ็งก็จะเข้าใจเอง”
กลับถึงห้องพักแล้ว เหมทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ระหว่างตนกับบัวและลำดวนหลายครั้งหลายครา จนครั้งสุดท้ายที่บัวปลอมลายมือตนนัดพบกันและกอดตนจนทำให้ลำดวนผิดหวังเสียใจอย่างรุนแรง เหมจึงเริ่มเห็นเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจของบัว

ขณะนั้นเองทาสหญิงมาเคาะประตูบอกเหมว่า “มีคนชื่อพุ่มมาจากทุ่งวัวลำพองมาขอพบคุณหลวงเจ้าค่ะ”

ooooooo

ก่อนหน้านี้...เย็นวันหนึ่ง หมื่นวิชิตเอาเงินถุงใหญ่ไปให้พุ่ม สารภาพว่าคราวก่อนตนไม่ทำตามฤกษ์ของพ่อครูทำให้ได้ทุกข์ตามมามากนัก คราวนี้สัญญาว่าจะทำตามที่พ่อครูสั่งทุกประการ

“ฮ่ะๆๆ รู้ก็ดีแล้ว ไม่ต้องกลัว ข้าจะทำเสน่ห์ยาแฝดให้เอ็งเอง ไม่เกินเจ็ดวัน นังผู้หญิงคนนั้นต้องวิ่งมาหาเอ็งแน่”

“ขอบพระคุณขอรับพ่อครู ขอบพระคุณครูขอรับ” หมื่นวิชิตดีใจมากยกมือไหว้ปลกๆ

จากนั้นพุ่มมาหาเหมเล่าเรื่องหมื่นวิชิตให้มาทำเสน่ห์ยาแฝดให้ฟัง เหมบอกพุ่มว่าเมื่อหมื่นวิชิตอยากให้ทำเสน่ห์นักก็สงเคราะห์ทำให้มันหน่อย จากนั้นเหมไปบอกลำดวนขอให้แกล้งทำเป็นถูกเสน่ห์พร่ำเพ้อเรียกหาแต่หมื่นวิชิต ลำดวนถามว่าทำไมต้องให้ตนทำเช่นนั้นด้วย

“เชื่อพี่นะลำดวน แผนการนี้มิเพียงจับอ้ายหมื่นวิชิตได้คาหนังคาเขาเท่านั้น แต่ยังจะทำให้เจ้ากับพี่กลับมาสนิทใจกันเหมือนเดิมอีกด้วย”

สองสามวันต่อมา ลำดวนก็เกิดอาการร้อนรุ่มจนแทบคลุ้มคลั่ง ทาสไปบอกบัวให้มาดู บัวถามลำดวนว่าเป็นอะไร

“ลำดวนร้อนเหลือเกินเจ้าค่ะ ตัวก็ร้อนใจก็ร้อนคิดถึงแต่หมื่นวิชิต ลำดวนไม่ควรทำร้ายกาจกับหมื่นวิชิต เช่นนี้เลย ลำดวนเสียใจเจ้าค่ะ” ลำดวนร้องไห้โฮๆ บัวเห็นแล้วอึ้งกับการทำเสน่ห์ว่าร้ายกาจถึงเพียงนี้หรือ นึกเป็นห่วงลำดวนขึ้นมา ไปพบและเล่าให้หมื่นวิชิตฟัง หมื่นวิชิตดีใจมากที่เสน่ห์

ยาแฝดที่ครูพุ่มทำให้สัมฤทธิผลเร็วเกินคาด บอกบัวว่าไม่ต้องห่วง หากตนสมหวังเมื่อใดก็จะถอนมนต์เสน่ห์เอง ไม่ให้ลำดวนมีภัยอันตรายเด็ดขาด
บัวทำทีคิดๆ อย่างไว้เชิงก่อนถามว่าหมอทำเสน่ห์นั้นเป็นผู้ใดและอยู่ที่ใดรึ หมื่นวิชิตถามว่าสนใจแล้วใช่หรือไม่

“พูดมากนัก ฉันเพียงแต่ถามดูเท่านั้น” บัวชักสีหน้าปราม

“อย่าลังเลอีกเลยคุณหนู เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว กระผมใกล้จะถึงฝั่ง ก็อยากให้คุณหนูสมหวังด้วย คุณหนูก็เห็นกับตาตัวเองแล้วไม่ใช่รึ”

บัวนิ่ง คิดหนักว่าจะเอาอย่างไรดี

ooooooo

บัวตัดสินใจไปหาพุ่มแต่เอาผ้าคลุมหน้าไว้หมื่นวิชิตอ้างว่าเพราะบัวมีศักดิ์สูงจึงไม่อยากให้ใครเห็นหน้าค่าตา

พุ่มพูดอย่างไม่พอใจว่าอับอายที่ต้องมาพึ่งวิชาของตนรึ ถ้าดูหมิ่นดูแคลนกันเช่นนี้ก็กลับไปเสีย ในที่สุดบัวจึงยอมเปิดหน้า พุ่มเรียกให้ขึ้นข้างบน สั่งห้ามลูกน้องหมื่นวิชิตตามขึ้นไป

เมื่อพุ่มพาบัวและหมื่นวิชิตเข้าไปที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาที่ตั้งอยู่กลางเรือนก็สั่งให้บัวคุกเข่าลงพนมมือ ให้บอกชื่อตัวเองและชื่อผู้ชายที่ต้องการทำเสน่ห์ใส่ บัวจึงจำต้องบอกชื่อตนและชื่อเหม พอบัวเอ่ยชื่อเหมเท่านั้น ลำดวนที่ซ่อนตัวอยู่ตกใจมากอุทาน “พี่บัว!” พริบตานั้นทั้งเหมและสมิงสอดน้อยที่มีอาวุธคู่มือก็ออกมาปรากฏตัว

บัวตกใจมาก หมื่นวิชิตตะคอกใส่พุ่มว่า “มึงหักหลังกู”

“กูไม่เคยหักหลังผู้ใด กูกับคุณเหมรู้จักกันมานานแล้ว พวกมึงต่างหากที่มาหากูถึงเรือน อย่างนี้เขาเรียกว่าถึงที่”

ลำดวนผิดหวังเสียใจ ถามบัวว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ ถูกบัวตวาดว่าลำดวนกับพวกเหมคงรวมหัวกันมานานแล้วถึงได้เล่นละครตบตาว่าโดนเสน่ห์จนตนหลงเชื่อ เหมแทรกขึ้นหน้านิ่งๆว่า

“แผนการทุกอย่าง ฉันเป็นคนคิดขึ้นทั้งสิ้น ลำดวนมิเคยรู้เลยว่าเป็นแผนจับแม่บัว แม่บัวจะโทษก็โทษฉันเถิด”

บัวจ้องหน้าเหมขวับ ทั้งโกรธ ทั้งผิดหวัง ทั้งอายสับสนไปหมด ส่วนเหมแสดงท่าทีเปิดเผยอย่างไม่มีอะไรต้องปิดบังกันต่อไปอีกแล้ว

ooooooo

เหมจะให้สมิงสอดน้อยคุมตัวบัวกับหมื่นวิชิตไปรับอาญา ลำดวนขอร้องอย่าจับบัวส่งทางการเลย กลับถูกบัวหาว่าลำดวนเล่นละครตบตาตนอีก เย้ยว่าอย่าหวังเลยว่าการกระทำนี้จะทำให้ตนซาบซึ้งบุญคุณ

เหมปรามว่าถึงขั้นนี้แล้วยังไม่รู้ดีรู้ชั่วอีกหรือ บัวสวนทันควันว่าอะไรเรียกว่าดีอะไรเรียกว่าชั่ว ถ้าสิ่งที่ตนทำเรียกว่าชั่วแล้วการที่ลำดวนแย่งชายที่เกือบหมั้นกับตนไปครองจะเรียกว่ากระไร ลำดวนตกใจมากที่บัวคิดเช่นนั้น

หมื่นวิชิตฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังสนใจการโต้เถียงกันนั้น พุ่งเข้าแย่งดาบของตนที่พุ่มยึดไปแทงพุ่มที่ท้องจนตายแล้วตัวเองก็ดึงดาบออกวิ่งหนีไป สมิงสอดน้อยวิ่งตามไปแต่ไม่ทัน หมื่นวิชิตหนีไปได้ สมิงสอดน้อยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเจ็บใจ ในขณะที่เหมก็บุกเข้าใส่ลูกน้องหมื่นวิชิตจนพวกมันแตกกระเจิง

บัวยังทิฐิถือดีไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ตนทำมิชอบ เหมเดาใจลำดวนได้ว่าไม่อยากให้เอาเรื่องบัว จึงหันหลังจะลงเรือนไป ในขณะที่บัวก็ยังไม่ยอมลดละกับลำดวน ลำดวนถามว่าหากบัวยังมีเยื่อใยกับเหมไยไม่บอก ตนพร้อมจะหลีกทางให้อยู่แล้ว

“หากทำเช่นนั้น ก็เหมือนฉันแพ้ต่อเจ้าน่ะสิ ฉันไม่ต้องการให้ผู้ใดมาสมเพชเวทนาฉัน” ลำดวนถามว่าแล้วการทำเสน่ห์แย่งชิงมันน่าภาคภูมิใจนักหรือ บัวตวาดทันทีว่า “ฉันไม่ได้แย่งชิง ฉันเพียงแต่เอาของที่เคยเป็นของฉันกลับคืนมา”

ลำดวนเสียใจผิดหวังกับความคิดของบัว ได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนเหมมองตามบัวที่เดินลงเรือนไป แล้วส่ายหน้ากับความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจของบัว

ooooooo

สองสัปดาห์ผ่านไป คุณหญิงชมแต่งตัวสวยเดินขึ้นเรือนขุนนาฏ ขุนนาฏกับหุ่นรีบมาต้อนรับในขณะที่คุณปิ่นนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่บนตั่ง

ขุนนาฏและหุ่นเชิญคุณหญิงเข้าข้างใน ขณะคุณหญิงเดินผ่าน คุณปิ่นจำต้องยกมือไหว้ตามมารยาทคุณหญิงรับไหว้ทักว่าเป็นอย่างไรบ้างไม่เจอกันนานเดือนสบายดีหรือ คุณปิ่นตอบอย่างเสียไม่ได้ว่า

“เจ้าค่ะ... คุณหญิงมาถึงเรือน คงไม่ได้มาแค่ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบเพียงนั้นกระมังเจ้าคะ” คุณปิ่นเหน็บในที จนคุณหญิงต้องคุมสติ ปั้นหน้ายิ้มตอบไม่อ้อมค้อมว่า

“ฉันมาอัมพวานี้ ก็เพื่อจะทาบทามสู่ขอแม่ลำดวนให้หลวงสุรบดินทร์ลูกชายฉันค่ะ”

คุณปิ่นลุกสะบัดเข้าห้องไปทันที จนขุนนาฏและหุ่นตกใจ ขุนนาฏเอ่ยกับคุณหญิงอย่างเกรงใจว่ารอก่อนนะขอรับแล้วรีบตามคุณปิ่นเข้าไป ส่วนหุ่นก็ยิ้มแหยๆ บอกคุณหญิงว่า

“รอน้ำมะตูมกับขนมค้างคาวประเดี๋ยวนะเจ้าคะ” แล้วรีบเลี่ยงไป

แม้จะถูกคุณปิ่นหมางเมินแต่คุณหญิงก็มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนใจคุณปิ่นให้ได้

ขุนนาฏเข้าไปหว่านล้อมคุณปิ่นว่า

“ลูกเรากับลูกเขาก็รักใคร่กันมานาน สมบัติเขาก็บริบูรณ์กว่าเรามากนัก แลคุณเหมก็ยังได้เป็นถึงหลวงสุรบดินทร์ มีบรรดาศักดิ์เหนือกว่าฉันเสียอีก ขนาดนี้แล้วแม่ปิ่นยังไม่เห็นใจคุณหลวงอีกรึ”

คุณปิ่นตะบึงตะบอนว่าตนไม่อยากได้ลูกเขยเป็นทหาร กลัวลำดวนจะเป็นหม้าย แลไม่ชอบคนห่าม ดูอย่างคราวนายห้างหันแตรสิ ห่ามเช่นนี้นานวันไปลำดวนจะลำบาก

เรื่องเหมเป็นทหารนั้น ขุนนาฏชี้แจงว่าเวลานี้หลวงสุรบดินทร์ย้ายมาสังกัดกับคุณชายช่วงแล้วอาจต้องออกรบบ้างแต่ก็ตามหมายเรียกเหมือนคนทั่วไป ส่วนมากก็ทำงานเกี่ยวข้องกับพวกวิลาศเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าเหมห่ามนั้น ขุนนาฏติงว่า

“ทีตอนเจ้าบัว ฉันไม่เห็นแม่ปิ่นจะตำหนิว่าห่ามกระไรเลย ดีอกดีใจเสียด้วยซ้ำ”

“ก็ตอนนั้นฉันไม่รู้นี่เจ้าคะว่าจะเป็นเช่นนี้ ท่านขุนจะฟื้นฝอยหาตะเข็บเพื่อกระไรกันเจ้าคะ” คุณปิ่นแว้ดใส่

“กลายเป็นฉันผิดไปเสียได้” ขุนนาฏขำๆ แล้วพูดเป็นการเป็นงานว่า “แม่ปิ่นฟังฉันนะ ถึงหลวงสุรบดินทร์จะห่าม จะแข็งกร้าว ก็เพราะชะตาชีวิตทำเขาจนกร้าวแกร่ง แต่โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ไม่ใช่คนหยาบร้ายกระไรแลที่สำคัญคือ เขารักลูกสาวเราจริง เท่านี้ยังไม่พออีกรึ”

“แล้วถ้าต่อไป เจ้าลำดวนต้องตกทุกข์ได้ยากเพราะพ่อเหมเนื้อทองคนนี้เล่าเจ้าคะ”

“ตกทุกข์ได้ยากเพราะได้อยู่กับคนที่รัก กับสุขสบายแต่ต้องอยู่กับคนที่ตนไม่รัก แม่ปิ่นคิดว่าเจ้าลำดวนจะเลือกทางใดกันเล่า”

คุณปิ่นอึ้งไป แล้วจึงถอนใจยาวออกมาอย่างหมดคำพูดที่จะโต้เถียงอีก

ooooooo

เมื่อออกมานั่งคุยกับคุณหญิงชม คุณหญิงทักว่าคุณปิ่นสบายใจแล้วหรือ คุณปิ่นจึงไหว้ขอประทานโทษที่เสียกิริยา แต่ก็ยังเอ่ยอย่างไม่สิ้นแง่ว่า

“ในเมื่อคุณหญิงเมตตามาทาบทามสู่ขอลำดวน ฉันก็ขอถามไถ่ให้แน่ชัดตามธรรมเนียมนะเจ้าคะ” เมื่อคุณหญิงยิ้มแย้มยินดีให้ถาม คุณปิ่นถามว่าลูกชายคุณหญิงมีเมียมาก่อนหรือยัง? ติดพนัน ฝิ่น กัญชายาเมาหรือไม่? คุณหญิงตอบหนักแน่นให้สิ้นสงสัยว่า ยังไม่เคยมีเมียแลไม่ติดพนันฝิ่นกัญชายาเมา คุณปิ่นนิ่งไปครู่หนึ่ง ทุกคนมองลุ้นว่าคุณปิ่นจะตอบอย่างไร

ครู่หนึ่งคุณปิ่นถอนใจหนักๆ เอ่ยหน้านิ่งว่า

“ฉันเตรียมเงินให้ลูกยามออกเรือนไว้ยี่สิบชั่ง ขันหมากมากน้อยตามแต่จะจัดหา เรือนหอฝาไม้กระดานห้าห้อง ฤกษ์ยามประมาณเดือนสี่เจ้าค่ะ”

ทุกคนถอนใจโล่งอก ขุนนาฏถึงกับตบเข่าฉาด “มิเสียแรงพูด เห็นทีต้องไปแก้บนเสียหน่อยแล้ว”

“อีฉันไปด้วยเจ้าค่ะ” หุ่นยิ้มเต็มหน้า แล้วก็พากันหัวเราะชอบใจ คุณปิ่นค้อนทั้งสองแก้เกี้ยว ฝ่ายคุณหญิงยิ้มบางๆขณะเอ่ยว่า

“ที่ขอฤกษ์ยามนั่นก็คงได้ตามกำหนด แต่ส่วนขันหมากฉันขอจัดเกินเลยไปบ้าง เป็นเงินสามสิบชั่ง ทองรูปพรรณ เรือนหอเจ็ดห้อง เพื่อจะได้คู่ควรกับแม่ลำดวนไม่ให้น้อยหน้าใคร”

“ฉันยอมยกให้เจ้าค่ะ” คุณปิ่นตอบรับทันที แต่ก็ยังหน้าบึ้งอย่างไว้เชิง

คุณหญิงชมยิ้มดีใจแทนเหมที่ได้สมหวัง และหันยิ้มกับขุนนาฏที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

ooooooo

หนึ่งเดือนผ่านไป งานแต่งจัดขึ้นที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง มีแขกเหรื่อมาร่วมงานมากมาย โดยมีเจ้าพระยาพระคลังเป็นประธานจัดงาน

งานนี้แม้บัวจะอยู่เรือนเดียวกันแต่ก็ไม่ยอมลงไปร่วมงาน เมื่อทับทิมขึ้นไปถามก็อ้างว่าได้ไข้ไม่อยากออกไป มิไยว่าทับทิมจะหว่านล้อมอย่างไร บัวก็ยืนกรานไม่ลงไปร่วมงาน ทั้งยังขอร้องทับทิมอย่าบังคับตนเลย ครั้นทับทิมถามว่าบัวเป็นอะไรกันแน่ บัวไม่ตอบแต่น้ำตาคลอ ทับทิมตกใจ ไม่เข้าใจว่าบัวร้องไห้ทำไม

ลำดวนในชุดเจ้าสาว สวยจนทับทิมชมว่าไม่แพ้นางสีดาเชียว แต่ก็บ่นเสียดายที่งานสำคัญนี้เราสามพี่น้องควรจะอยู่พร้อมหน้ากันแต่บัวกลับไม่ยอมออกจากห้อง ลำดวนหน้าเสียเดาได้ว่าบัวคิดอะไรอยู่ ครั้นทับทิมคาดคั้นถามก็ขอร้องว่าอย่าเพิ่งให้ตนพูดกระไรตอนนี้เลย

เมื่อหลวงสุรบดินทร์และลำดวนเข้ากราบเจ้าพระยาพระคลัง ท่านยิ้มแย้มยินดีที่ได้เห็นสองคนในวันนี้ บ่นเสียดายถ้าเจ้าคุณบริรักษ์ได้เห็นลูกชายคนเดียวออกเรือนคงปลื้มใจนัก

“ถึงไม่ได้เห็นกับตา แต่มีญาณรับรู้ได้ ก็คงปลื้มใจเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ” คุณหญิงยิ้มบางๆ

“ท่านเจ้าคุณให้พรทั้งคู่เถิดขอรับ จะได้เป็นสิริมงคล” ขุนนาฏเอ่ย

“ฉันก็ไม่รู้จะให้พรกระไร แต่ขอให้ยึดในศีลแลธรรมก็แล้วกัน ทุกผู้คนนั้น หากมีศีลธรรมอยู่กับตัว ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตกต่ำลงดอก”

ทั้งเหมและลำดวนต่างกราบขอบพระคุณเจ้าพระยาพระคลังรับพรเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ขณะที่ข้างล่างมีพิธีกันอย่างสนุกสนานมีความสุขนั้น บัวเก็บตัวอยู่ในห้อง พึมพำอย่างเจ็บช้ำน้ำตาซึมอยู่ลำพัง “คนที่นั่งคู่กับคุณเหม ควรเป็นพี่ ไม่ใช่เจ้า...”

ooooooo

แต่เมื่อพิธีรีตองต่างๆเสร็จสิ้น คุณปิ่นเอ่ยกับ เหมว่า

“หลังจากพ่อเหมกินจนอิ่มหนำแล้วก็ขอให้พ่อเหมไปรอที่เรือนหอก่อนนะจ๊ะ” เหมตกใจถามว่าทำไมลำดวนจึงยังไม่ไปที่เรือนหอพร้อมกัน

คุณชายช่วงช่วยชี้แจงว่า “ใจเย็นก่อนเถิดคุณหลวง ฤกษ์แต่งกับฤกษ์ส่งตัวเป็นคนละฤกษ์กัน คุณอาท่านให้กลับไปรอฤกษ์ส่งตัวที่เรือนหอก่อน พอได้ฤกษ์ก็จะพาลำดวนไปส่งตัวตามธรรมเนียม” เหมถามว่าแล้วฤกษ์ส่งตัวเมื่อใด คุณปิ่นบอกว่าบอกไม่ได้ เพราะตนถือเคล็ด เอาเป็นว่าให้เหมรอที่เรือนหอก็แล้วกัน ตนไปส่งเมื่อใดก็เมื่อนั้นแหละ

เหมห่อเหี่ยวพูดไม่ออก สมิงสอดน้อย หลวงเผด็จ และบุษย์ที่ร่วมวงกันอยู่ต่างมองหน้ากันทำนองว่าคุณปิ่นกันท่าไม่ยอมส่งตัวลำดวน ฝ่ายลำดวนก็ได้แต่บอกเหมให้ทำตามแม่ท่านเถิด ท่านอยากให้ถือเคล็ด เราสองก็อย่าได้พบหน้ากันจนกว่าจะถึงวันส่งตัว

“แล้วหากอีกนานเดือนกว่าจะถึงฤกษ์ส่งตัวเล่า พี่จะทำอย่างไร”

“ก็ต้องรอ อย่าว่าแต่นานเดือนเลย ต่อให้นานปีก็ต้องรอ” คุณปิ่นตัดบทเสียงแข็งแล้วสั่ง “ตามแม่มาลำดวน”

ooooooo

หลวงสรอรรถ จีนเชียงทอง และเรืองกลุ่มโจรค้าฝิ่น เหิมเกริมจนเข้ายึดเมือง สั่งทหารที่ยอมแพ้ว่า

“เอ็งกลับไปบอกพวกมันว่า ข้าจะยึดเมืองเป็นที่มั่นแล้วค้าขายฝิ่นตามใจชอบ ไม่อยู่ในอำนาจของพระมหานครอีก” แล้งสั่งลูกน้อง “ส่วนอ้ายทหารที่เหลือ ฆ่ามันให้สิ้น”

7 วันผ่านไป เจ้าพระยาพระคลังตบตั่งที่นั่งอยู่ด้วยความโกรธ

“อ้ายหลวงสรอรรถเหิมเกริมถึงขนาดจะก่อกบฏยึดเมืองเชียวรึ หากรู้ว่าเลวถึงเพียงนี้น่าจะฆ่ามันทิ้งเสียแต่เมืองปากน้ำแล้ว” ถามคุณชายช่วงว่า

“การเตรียมทัพไปถึงไหนแล้วพ่อช่วง พ่อทนความโอหังของอ้ายพวกค้าฝิ่นไม่ไหวแล้ว”

“ทางเราพร้อมทุกประการขอรับ ส่วนทางท่านเจ้าคุณบดินทร์เดชาก็เคลื่อนทัพมาสมทบแล้ว ลูกเพิ่งทราบข่าวเมื่อบ่ายนี้เองขอรับ”

“เช่นนั้นก็อย่าช้า พ่อช่วงสั่งระดมพลออกศึกได้เลย อ้ายพวกค้าฝิ่นมันถือว่ามีพวกมากแลกระจายกันอยู่ ปราบได้ก๊กหนึ่งมันก็หนีไปรวมกับอีกก๊กหนึ่ง คอยดูเถิด เราจะใช้กำลังมากเข้าโอบล้อม โจมตีไม่ให้พวกมันรวมกันได้อีก”

เหมที่ยังรอคอยการส่งตัวลำดวนอยู่ที่เรือนใหม่ โดยมีสมิงสอดน้อยและบุษย์ ตั้งวงกินดื่มกันอยู่ หลวงเผด็จขึ้นเรือนมาอย่างรีบร้อน ส่งหมายเรียกตัวเป็นกระดาษสองม้วนให้เหมกับสมิงสอดน้อยอ่านเอาเอง บุษย์รีบเข้าไปอ่านหมายเรียกของสมิงสอดน้อยอย่างอยากรู้

“หมายเรียกไปทัพปราบโจรค้าฝิ่น กระไรกัน คุณเหมของกระผมยังไม่ทันได้เข้าห้องหอ ก็ต้องไปทัพเสียแล้ว อย่างนี้เมื่อใดจะได้เข้าหอเล่าขอรับ” บุษย์อุทานตกใจแลเห็นใจเหม

เหมเองก็เศร้า แม้ใจหนึ่งอยากไปรับราชการแต่อีกใจก็ผิดหวังที่จะไม่ได้เจอลำดวนอีกนาน

ลำดวนเองแม้จะบอกเหมให้ทำตามเคล็ดของแม่แต่ใจก็พะวงคิดถึงเหมจนเวลาเข้าครัวก็เหม่อลอย คุณปิ่นดูออกบอกว่า “ฤกษ์พานาทีสำคัญนัก หรือว่าเจ้าไม่อยากครองเรือนอย่างเป็นสุข” และขุนนาฏก็ปลอบใจว่า

“อย่าคิดกระไรมากเลย แม่เจ้ายอมยกเจ้าให้หลวงสุรบดินทร์ก็ดีมากแล้ว สิ่งใดตามใจแม่เจ้าได้ก็ทำเถิด”

“เจ้าค่ะ” ลำดวนรับคำแผ่วเบา

ooooooo

ค่ำนี้ เหมกินข้าวอยู่บนเรือนกับคุณหญิงชม เหมกินไม่ลง คุณหญิงถามว่าไม่ถูกปาก หรือคิดถึงลำดวนจนกินไม่ลง

“ลูกกำลังจะไปศึกแล้ว แต่กลับไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของลำดวน จะไม่ให้ลูกเศร้าใจได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ”

แต่คืนนี้เอง คุณปิ่นกับขุนนาฏก็นำลำดวนมาส่งตัว เหมดีใจมาก ขุนนาฏหัวเราะชอบใจบอกเหมว่า

“ฉันบอกแล้วว่าฤกษ์แม่ปิ่นพิกลนัก มีอย่างรึส่งตัวกันป่านนี้”

ส่งตัวลำดวนแล้ว ทั้งคุณปิ่นและขุนนาฏก็ขึ้นเกี้ยวกลับ ฝ่ายคุณหญิงชมก็ยิ้มแย้มมีความสุขที่ได้ลำดวนมาเป็นสะใภ้

คืนนี้...เป็นคืนแห่งความสุขของเหมและลำดวนที่กว่าจะได้มาก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคจากคุณปิ่นและการขัดขวางจากหมื่นวิชิตและบัวจนบางครั้งแทบจะเอาชีวิตไม่รอด

รุ่งขึ้นลำดวนจะลุกไปจัดข้าวของให้เหมไปออกศึก เหมอิดออดอ้างว่าให้บุษย์จัดให้แล้ว บุษย์ยังไม่มาก็ขอให้ตนได้ชื่นใจก่อนเถิด ลำดวนเอ่ยหน้าเศร้าว่า

“ถ้าเลือกได้ ลำดวนไม่อยากให้คุณเหมไปศึกเลย”

“อย่ากังวลไปเลย ยอดดวงใจของพี่ พี่รับปากว่าพี่จะกลับมา ไม่ว่าจะไปทัพ ไปรบที่ใด พี่ก็จะกลับมาหนุนตักเมียรักของพี่ให้จงได้ จะไม่มีใครแยกพี่ออกจากเจ้า พี่จะเฝ้าทะนุถนอมเจ้าไม่ให้เศร้าหมอง และจะกลับมาร้อยพวงมาลัยดอกลำดวนให้เจ้าทุกวัน”

“ลำดวนจะรอคุณพี่เหมเจ้าค่ะ จะรอคุณพี่เหมทุกวัน” ลำดวนน้ำตาไหล เหมเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบามองกันด้วยความรักใคร่ โหยหากันและกัน...

บัวหลบลี้หนีหน้าไม่ยอมพบใคร จนวันนี้ไปทำบุญที่วัดเจอทับทิม จึงเพิ่งรู้ว่าเมื่อคืนคุณปิ่นกับขุนนาฏพาลำดวนไปส่งตัวแล้ว บัวเผลอกำชายมาลัยที่จะนำมาถวายพระจนเละ ทับทิมตกใจทักว่าพวงมาลัยถวายพระป่นปี้หมดแล้ว บัวจึงรู้สึกตัวเอ่ยขอโทษ และทับทิมก็คาดเดาได้ว่าบัวกับลำดวนมีปัญหากันเพราะเหมเป็นแน่

ooooooo

เหมออกศึกแล้วในชุดทหารเต็มยศนั้น เหมใช้ผ้าสไบสีกลีบบัวของลำดวนคาดเอวแทนผ้าเกี้ยวบอกสมิงสอดน้อยว่า

“ผ้าถุงแม่ฉันก็พกไว้ แต่ที่ใช้ผ้าสไบเมียคาดเอว ก็เพื่อจะได้เตือนใจว่า ออกศึกคราใด หลวงสุรบดินทร์คนนี้ต้องได้กลับไปหาเมีย”

ว่าแล้วเหมควบม้านำไป สมิงสอดน้อยมองตามยิ้มขำๆ กับอารมณ์ข้าวใหม่ปลามันของเหม แล้วควบม้าตามไป

บ่ายวันนี้เอง คุณหญิงชมเรียกลำดวนให้มานั่งคุยกัน คุณหญิงถอดแหวนที่นิ้วตนออก เล่าให้ลำดวนฟังอย่างตั้งใจว่า

“แหวนวงนี้เป็นของกำนัลชิ้นแรกที่เจ้าคุณพ่อของพ่อเหมให้แม่ แต่ถูกริบไปตอนต้องโทษ แม่ก็นึกไม่ถึงว่าจะได้กลับคืนมา แม่ขอยกให้เจ้านะลำดวน”

“เป็นพระคุณเจ้าค่ะ ลำดวนจะเก็บรักษาแหวนวงนี้ไว้อย่างดีที่สุดเจ้าค่ะ” ลำดวนกราบ รับแหวนไว้ คุณหญิงลูบหัวอย่างเอ็นดู เอ่ยหน้าขรึมลงว่า

“ชะตาชีวิตพ่อเหมพลิกผันไปมากนักแต่จิตใจที่จะทำเพื่อแผ่นดินก็มิเคยเปลี่ยนเลย” ลำดวนยิ้มอย่างชื่นชม “เจ้าคุณพ่อของพ่อเหม เป็นคนยอมหักไม่ยอมงอ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนซื่อ แต่ก็ต้องตายอย่างอเนจอนาถ แม่อยากให้พ่อเหมรักษาความกตัญญูไว้ แต่ก็ไม่อยากให้เดินซ้ำรอยเจ้าคุณพ่อ”

ลำดวนสีหน้าไม่สบายใจ คุณหญิงจับมือลำดวนไว้ จ้องหน้าพูดจริงจัง

“คนเดียวที่แม่จะหวังพึ่งพาเรื่องพ่อเหมได้ ก็มีแต่เจ้าเท่านั้น”

“ลำดวนเป็นหญิง มิเคยรู้เรื่องงานเมือง จะช่วยคุณพี่เหมได้อย่างไรเจ้าคะ”

“เจ้าผิดแล้ว แม้เจ้าจะไม่รู้เรื่องงานบ้านงานเมือง แต่เมื่อเจ้าเห็นสิ่งใดผิดแปลกไม่ถูกไม่ควร ไม่น่าวางใจ เจ้าก็ต้องตักเตือนพ่อเหม อย่านิ่งเฉยเสีย เพียงเท่านี้ ก็ถือว่าช่วยพ่อเหมแลแบ่งเบาความกังวลใจของแม่ให้ทุเลาลงได้แล้วล่ะ ชีวิตของเจ้าทั้งคู่ก็จะมีแต่ความจำเริญยิ่งๆขึ้นไป”

ลำดวนไหว้ สัญญาว่า “ลำดวนจะทำตามที่ คุณหญิงแม่สอนทุกประการเจ้าค่ะ”

คุณหญิงชมยิ้มปีติ ดึงลำดวนเข้าไปกอดด้วยความรักเอ็นดูจากใจ แลหมดห่วงลูกชายลงไปได้มากโข

ooooooo

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #7 on: 26 July 2026, 09:40:09 »


https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep13/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 13

4–5 วันต่อมา หลวงสรอรรถผยองลำพองใจมาก ปรนเปรอเหล้ายาแก่พวกอั้งยี่จนเมามาย

เรืองเตือนว่าศึกใหญ่รออยู่ข้างหน้า เหตุใดไม่เข้มงวด กวดขัน กลับกินเหล้าเมายาเช่นนี้

“จะกลัวกระไรวะ ข้าให้คนไปสืบมาแล้ว ทัพของพวกมันมีน้อยกว่าเรานัก ไม่แคล้วพ่ายกลับไปเหมือนที่แล้วมาเป็นแน่” หลวงสรอรรถพูดอย่างลำพองใจแล้วหัวเราะลั่น เรืองไม่พอใจกับความคิดประมาทลืมตัวของหลวงสรอรรถ

ที่นอกค่าย สมิงสอดน้อยกับหลวงเผด็จซุ่มสังเกตการณ์อยู่ หลวงเผด็จพึมพำว่าคนมากนักมันถึงได้เหิมเกริมขนาดนี้ สมิงสอดน้อยยิ้มเยาะว่าสันดานโจร แม้คนจะมากแต่ไร้วินัยไม่อาจเทียบพวกเราได้ดอก

“ศึกครั้งนี้ยังอำพรางให้มันคิดว่าคนเราน้อย ทั้งๆ ที่ทัพของเราเหนือกว่าพวกมันมากนัก” หลวงเผด็จหันยิ้มกันกับสมิงสอดน้อยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

เช้าวันรุ่งขึ้น กองทัพไทยกับพวกโจรค้าฝิ่นก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด หลวงสรอรรถบัญชาอยู่ด้านหลังโดยมีเรืองนำพวกโจรเข้าต่อสู้กับทหารไทย หลวงสรอรรถเห็นเหมกำลังใช้ดาบสองมือต่อสู้จนพวกโจรแตกกระเจิง ก็คำราม

“อ้ายเหม! โว้ย...ใครฆ่าอ้ายเหมได้มาเอาทองสิบชั่งที่กู”

พวกโจรอั้งยี่รุมกันไปที่เหม เหมตะโกนให้ส่งสัญญาณถอยประเดี๋ยวนี้ หลวงสรอรรถได้ยินก็ย่ามใจสั่งพวกตนให้ตามไปฆ่าเหมให้จงได้ กองกำลังของเหมพากันวิ่งหนีโดยมีเหมรั้งท้าย พวกโจรค้าฝิ่นโห่ร้องวิ่งตามหมายฆ่าเหมให้ได้

แต่พวกมันหลงกล ถูกกองกำลังของสมิงสอดน้อยกับหลวงเผด็จที่ซุ่มอยู่ซ้ายขวาออกจากที่ซุ่มกรูกันเข้าบดขยี้พวกโจรค้าฝิ่นทันที

“ปรับทัพ กระหนาบตามเข้าไป” เหมบัญชาเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน พวกโจรถูกตีกระหนาบจนแตกกระเจิง หลวงสรอรรถรู้ว่าหลงกลก็พยายามจะหนี สมิงสอดน้อยตามติดเงื้อดาบจะฟัน พริบตานั้นเรืองเอาดาบมารับไว้ได้ทัน หลวงสรอรรถถือโอกาสนั้นวิ่งหนีไป

เมื่อสมิงสอดน้อยกับเรืองคู่ปรับเก่ามาเจอกัน จึงประลองฝีมือกันอีกครั้งด้วยวิชาดาบอาทมาต แต่คราวนี้เรืองใช้เพลงดาบพลิกแพลงมากกว่าเดิมรุกไล่สมิงสอดน้อยจนต้องถอยร่นและถูกเรืองแทงเข้าที่ลำตัวด้านข้างอย่างจังจนทรุดลงไปกับพื้น เรืองยิ้มเยาะยกดาบหมายฟันซ้ำ ถูกเหมพุ่งเข้ามาพร้อมทหารจำนวนมาก เรืองจึงหนีไป

เหมรีบไปดูสมิงสอดน้อยที่เลือดทะลักออกมาแดงฉานไปทั้งตัวด้วยความเป็นห่วง

สมิงสอดน้อยถูกนำตัวไปทำแผลที่กระโจมค่ายทหารของคุณชายช่วง จนอาการปลอดภัยแต่ต้องพักอย่างน้อยกึ่งเดือน แม้ตัวเองจะบาดเจ็บแต่สมิงสอดน้อยบอกคุณชายช่วงอย่ารอช้า พวกมันกำลังระส่ำระสายให้เร่งทัพไล่ตามตีไป ส่วนตนที่บาดเจ็บอยู่นี้ จัดทหารไว้สักสองคนก็พอ ที่เหลือให้เร่งตามไปอย่าให้อ้ายพวกโจรค้าฝิ่นรวมตัวกันได้อีก

“ถ้าคุณหลวงต้องการเช่นนั้น ฉันก็คงไม่ขัด” คุณชายช่วงตอบรับ

“ขอกระผมเป็นทัพหน้านะขอรับ ครานี้ กระผมจะขอกวาดล้างให้สิ้นซาก มิให้พวกมันใช้ฝิ่นมอมเมาผู้ใดได้อีก”

เหมสีหน้ามุ่งมั่นพร้อมต่อสู้ปราบพวกค้าฝิ่นให้ราบคาบ

คุณชายช่วงพยักหน้ารับ

ooooooo

กองทัพของเจ้าพระยาพระคลังได้ไล่ตีกลุ่มโจรอั้งยี่ค้าฝิ่นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่สมุทรสาครถึง ราชบุรี ก่อนที่จะไล่ตามไปถึงฉะเชิงเทรา ซึ่งทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาตามมาบรรจบกัน แล้วช่วยกันรุมกระหนาบล้อมกลุ่มโจรอั้งยี่ไว้ทั้งทางบกทางน้ำจนไม่มีทางหนีรอดไปได้

ผ่านไป 1 เดือน เหล่าทหารยังเข้มแข็ง คึกคัก และมีระเบียบวินัย ขณะคุณชายช่วงกำลังตรวจค่ายอยู่นั้น เหลือบเห็นเหมเดินอยู่ คุณชายเรียกไปหา เหมถามว่า “คุณพระนายมีกระไรจะใช้สอยกระผมหรือขอรับ”

“ได้ยินว่าคุณหลวงไปที่ค่ายท่านเจ้าคุณบดินทร์เดชามา มิทราบว่าท่านเจ้าคุณว่าอย่างไรเกี่ยวกับการศึกครานี้บ้าง”

“ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ชมเชยว่าวางแผนรอบคอบ สกัดทางหนีทีไล่ของอ้ายพวกค้าฝิ่นไว้ได้หมด แต่เดิม พวกมันเหิมเกริมเพราะได้ชัยหลายครา แลถึงรบแพ้ก็ยังมีวิลาศให้สวามิภักดิ์เพื่อขอความคุ้มครองได้ แต่เรากันไว้ได้ทุกทาง จนพวกมันหมดหนทางแล้วขอรับ”

“เพียงแค่เดือนเดียว รุกไล่พวกมันจนใกล้จนมุม ฉันเองก็ดีใจ แต่วันก่อน เราเผาโรงฝิ่นพวกมันจนวอดวายหมดสิ้นเป็นเหตุให้พวกมันจนตรอก แต่ครั้นจะบุกเข้าไป ฉันก็กลัวพวกมันสู้ตายแล้วเราจะเสียหายหนัก ฉันจึงอยากทราบความคิดเห็นของท่านเจ้าคุณว่าจะทำประการใดดี”

“ประการนี้ ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ได้บอกกระผมมาแล้วขอรับ” คุณชายช่วงถามว่าทำอย่างไรรึ “ท่านให้ ‘รอ’ ขอรับ ท่านเจ้าคุณบอกว่า อีกไม่นานจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงเพลานั้นให้คุณพระนายเปิดช่องให้หนีขอรับ”

คุณชายช่วงฟังอึ้ง ค่อยๆคิดตามคำพูดของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาตามที่หลวงสุรบดินทร์ถ่ายทอด

ooooooo

เพราะการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ทำให้พวกหลวงสรอรรถเริ่มขาดแคลนอาหาร ภายในพวกมันที่มีทั้งลูกน้องหลวงสรอรรถและพวกอั้งยี่พวกของจีนเชียงทอง ต่างจึงยื้อแย่งอาหารจนชกต่อยกระทั่งจะฆ่าฟันกัน

เรืองตะคอกถามว่าพวกเดียวกันแท้ๆ แต่กัดกันเหมือนหมา มันเรื่องกระไรกัน ลูกน้องหลวงสรอรรถโทษพวกอั้งยี่ว่าแย่งปันส่วนข้าวของตนไป พวกอั้งยี่ก็อ้างว่าพวกตนมีมากกว่าแล้วจะแบ่งอาหารเท่ากันได้อย่างไร

“ศัตรูล้อมอยู่ทุกด้าน แทนที่จะร่วมมือร่วมใจกันหาทางออก กลับมาฟัดกันเอง มีปัญญากันบ้างหรือไม่วะ” หลวงสรอรรถตวาด ถูกลูกน้องสวนทันทีว่า

“ก็เพราะมึงน่ะแหละอ้ายคุณหลวง ลักลอบขายฝิ่นอย่างเดียวก็ดีอยู่แล้ว กลับคิดแข็งข้อกับบ้านเมือง จนพาพวกกูลำบากไปด้วย”

หลวงสรอรรถจะเข้าไปเอาเรื่อง ถูกจีนเชียงทองห้ามไว้ ขอให้ใจเย็นๆ พวกเดียวกันทั้งนั้นจะทะเลาะ

เบาะแว้งกันทำไม เสบียงร่อยหรอกินกันไม่อิ่มหนำใช่หรือไม่ ไม่ต้องกลัวตนเอาของมาเพิ่มแล้ว พลางหันสั่งอั้งยี่ “เฮ้ย เอามา”

อั้งยี่ ลูกน้องของจีนเชียงทองขนข้าวปลาหมูเห็ดเป็ดไก่มามากมาย ทุกคนดีใจแย่งกันกินอย่างมูมมาม จีนเชียงทองหัวเราะชอบใจเร่งลูกน้องให้ขนอาหารเข้ามาอีก

หลวงสรอรรถทึ่งที่จีนเชียงทองหาเสบียงมาได้มากมายทั้งที่กำลังขาดแคลน

เรืองจับตาดูอยู่อย่างระแวงสงสัยจีนเชียงทอง

จีนเชียงทองคุยโวว่าคนรู้จักตนมีไม่น้อยล้วนแต่มีผลเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น จะอับจนได้อย่างไร ขอให้ทุกคนเชื่อและไว้ใจว่าตนจะพาทุกคนฝ่าวงล้อมออกไปสวามิภักดิ์วิลาศได้แน่

“ดี...ถ้ากระนั้นมาดื่มให้อาเชียงทองกัน...” หลวงสรอรรถชูจอกชวน “หมดจอก!”

หลวงสรอรรถหัวเราะร่าพากันดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อยหลังจากอดอยากกันมานาน

“แม้แต่มดยังออกไปไม่ได้ แล้วจะเอาเสบียงเข้ามาได้อย่างไรวะ” เรืองแอบดูอยู่หน้ากระโจมคิดเครียด

ooooooo

คืนเดียวกัน ฉิม เมียของจีนเชียงทองก็ลักลอบออกไปขอพบคุณชายช่วง แก้ต่างให้ว่าจีนเชียงทอง

มิใช่คนชั่วร้ายแต่ต้องเป็นโจรเพราะถูกพวกขุนนางหลอกกินสินบนจนไม่เหลือช่องทางต่อรอง

ฉิมบอกว่าจีนเชียงทองอยากรับใช้บ้านเมือง

ขอพระเดชพระคุณเมตตาด้วยเถิด เหมที่ฟังอยู่ด้วยเสนอว่าถ้าอยากรับใช้ก็ต้องช่วยพวกเราจับหัวหน้าคนอื่นทั้งหมด

“ได้เจ้าค่ะ แล้วพระเดชพระคุณปล่อยอาเชียงทองเป็นอิสระได้หรือไม่เจ้าคะ”

“จีนเชียงทองฆ่าฟันขุนนางมามาก ฉันยกโทษให้ทั้งหมดไม่ได้ แต่ลดหย่อนผ่อนโทษให้ได้” คุณชายช่วงบอก

ฉิมรับทราบหน้าเจื่อน คุณชายช่วงอนุญาตให้กลับไปได้แล้ว ฉิมรีบออกจากกระโจมไปทันที

“สันดานโจร พอจวนตัวก็หักหลังได้แม้แต่พวกเดียวกัน” เหมมองตามฉิมยิ้มเล็กน้อย

“แต่ก็ทำให้เราได้จบศึกครั้งนี้ได้ง่ายดายเกินคาด” คุณชายช่วงยิ้มพอใจ

ที่หลังค่ายของอั้งยี่ ลูกน้องอั้งยี่อยู่เวรกันไม่กี่คน ลูกน้องจีนเชียงทองสามสี่คนไปเฝ้าแทนให้พวกนั้นไปกินข้าว ที่แท้เป็นแผนเพื่อยกแผงกั้นออกเปิดทางให้ทหารจู่โจมเข้าค่ายได้สะดวก

เหมนำทหารจู่โจมเข้าไปโดยพวกโจรไม่ทันตั้งตัวจึงแตกกันระส่ำระสาย หลวงสรอรรถตกใจสุดขีด เรืองเข้ามากระชากพาหนีไปกับตน เหมเห็นดังนั้นไล่ตามหลวงสรอรรถไปด้วยความแค้น

เรืองพาหลวงสรอรรถวิ่งไปถึงริมแม่น้ำที่มีเรือผูกอยู่บอกให้หลวงสรอรรถแก้เชือกเอาเรือออกตนจะต้านไว้ให้ ปรามว่า

“แต่ถ้าเอ็งคิดหนีไปคนเดียว ข้าไม่เอาเอ็งไว้แน่”

เหมไล่ตามมาทัน ต่อสู้กับเรืองด้วยวิชาดาบ

อาทมาตอย่างดุเดือด ในขณะที่หลวงสรอรรถพยายามแก้เชือกผูกเรือแต่ตื่นเต้นลนลานแก้ไม่ออกสักที

เหมกระโดดใส่หลวงสรอรรถจะฟันดาบใส่ ถูกเรืองขว้างดาบในมือเข้าปะทะดาบของเหมจนไฟแลบทำให้หลวงสรอรรถรอดได้เฉียดฉิว เรืองขัดขวางเหมไม่ให้เข้าถึงตัวหลวงสรอรรถ ถูกศอกเหมจนเลือดกบปาก เรืองพลิกตัวไปคว้าดาบของตนที่พื้นได้ก็พอดีหลวงสรอรรถแก้เชือกเรือได้สำเร็จ ตะโกนเรียก

“อ้ายเรือง!”

เรืองใช้ท่าไม้ตายโหมฟาดฟันเหมทันที เหมรับเพลงดาบไว้ได้แต่ก็ล้มคว่ำไป เรืองกระโดดลงเรือช่วยพายเรือหนีไป เหมลุกขึ้นมาเห็นเรือของหลวงสรอรรถไปไกลแล้ว ได้แต่มองตามด้วยความเจ็บใจ

เหมกลับมาถึงค่าย คุณชายช่วงปลอบใจว่าอ้ายเรืองโจรชั่วมันร้ายกาจนัก เสียทีมันก็หาแปลกอันใดไม่ ขณะนั้นเองหลวงเผด็จเดินยิ้มแย้มมาแจ้งว่า

“จบศึกแล้ว บรรดาพวกหัวหน้าอั้งยี่แลโจรค้าฝิ่นทั้งหลายก็ถูกจับได้เกือบหมด ที่เหลือก็เพียงแต่ไต่สวน พิจารณาโทษทัณฑ์กันไป ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ท่านเจ้าพระยาจึงให้พวกเราได้กลับก่อน”

สมิงสอดน้อยตบบ่าเหมเย้าว่า “ถ้าเช่นนั้นก็กลับไปหาแม่หาเมียเอ็งเถิดวะ เรื่องอ้ายหลวงสรอรรถ หากมันกับเอ็งยังผูกพยาบาทกันอยู่ สักวันก็ต้องได้เจอกันอีกแน่”

เรืองพาหลวงสรอรรถหนีไปได้แล้ว หลวงสรอรรถจึงเพิ่งรู้ว่าถูกจีนเชียงทองหักหลัง ถามว่าเรืองเป็นลูกน้องทำไมจีนเชียงทองจึงไม่บอก เรืองยิ้มอย่างดูถูกบอกว่า

“คนอย่างอ้ายเชียงทอง มันหักหลังได้ทุกคนเพื่อเอาตัวรอด แลมันคงเห็นว่าข้าฆ่าพวกขุนนางไปมาก พวกทหารอาจจะไม่ยอมต่อรองด้วย มันถึงทิ้งข้าอย่างไรเล่า” หลวงสรอรรถถามว่าแล้วเหตุใดเรืองจึงช่วยตน ต้องการอะไร “ข้ารู้ว่าคนอย่างคุณหลวงก็ไว้ใจไม่ได้พอกันกับอ้ายเชียงทอง คุณหลวงคงไม่ขนทรัพย์สมบัติทั้งหมดมาร่วมก่อกบฏด้วยเป็นแน่”

เรืองชักดาบออกมา มองหน้าหลวงสรอรรถ “ครานี้คุณหลวงหมดทางเลือกแล้ว ทรัพย์สมบัติของคุณหลวงก็แบ่งมาให้ข้าสักกึ่งหนึ่งเถิด”

“ก็ได้ แต่เอ็งต้องช่วยข้าข้อหนึ่งก่อน แล้วข้าจะพาเอ็งไปยังที่ข้าซ่อนสมบัติไว้” เรืองถามว่าช่วยอะไร หลวงสรอรรถยิ้มเหี้ยมบอกว่า “ฆ่าอ้ายเหมให้ข้า!”

ooooooo

คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมกลับมาอย่างปลอดภัยและไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย เหมบอกว่าเพราะเราเตรียมการมาดีและมีทัพของท่านเจ้าคุณบดินทร์เดชามาช่วยด้วยจึงได้ชัยชนะง่ายเกินคาด

“ดีแล้ว แต่ถ้าไม่มีศึกอีกก็คงจะดีกว่านี้ ประเดี๋ยวแม่เข้าครัวไปทำกับข้าวที่พ่อเหมชอบเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างดีกว่า พ่อเหมจะได้กินให้อิ่มหนำ” คุณหญิงเลี่ยงไปเข้าครัว เพื่อให้เหมได้อยู่กับลำดวนตามลำพัง

เหมกรุ้มกริ่มเข้าหาลำดวนแต่ถูกทาสหญิงนำของกินเล่นจากข้างในมาขัดจังหวะ เหมกระซิบอย่างหมายมาดว่า

“พี่ปล่อยเจ้าก็ได้ แต่รอให้ถึงคืนนี้ก่อนเถิด จะไม่คลายกอดจากตัวเจ้าเลย”

เพียงหัวค่ำ เหมและลำดวนก็เข้าห้องนอน เหมมอบพวงมาลัยดอกลำดวนให้ บอกว่าเจอต้นลำดวนระหว่างทางจึงเด็ดมาร้อยมาลัย แต่เสียดายที่ผ่านมานานจึงเหี่ยวเฉาไม่น่าดูนัก ลำดวนรับพวงมาลัยวางไว้ตรงหัวนอน เหมกอดลำดวนอย่างแสนรักพร่ำรำพรรณ...

“เจ้าลำดวนของพี่ พี่อยากกอดไว้เช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่อยากห่างไปไหนเลย”

“ลำดวนก็เช่นกันเจ้าค่ะ แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณพี่เหมมีหน้าที่ต่อแผ่นดินต้องกระทำ แลลำดวนก็ไม่อาจเห็นแก่ตัวยึดคุณพี่เหมไว้กับตัวได้เช่นกันเจ้าค่ะ”

เหมกอดลำดวนอย่างสุขใจที่เข้าใจตน ต่างยิ้มให้กันเปี่ยมด้วยความสุข

ooooooo

ท่านขุนของทับทิม ให้ทับทิมนำข้อราชการจากเมืองจีนมาให้เจ้าพระยาพระคลังออกสาส์นรับรอง ที่นี่ทับทิมได้เจอสมิงสอดน้อย จำได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของเหม จึงถามไถ่ถึงความมึนตึงระหว่างเหม ลำดวน และบัว

สมิงสอดน้อยได้ทีเพราะไม่ชอบบัวอยู่แล้วจึงเล่าให้ทับทิมฟัง ทับทิมไปคุยกับบัวตำหนิบัวที่ทำเสน่ห์เพื่อแย่งผู้ชายจากน้อง บัวยังยืนกรานว่าตนมิได้แย่งเพราะเหมรักตนมาก่อน ลำดวนต่างหากที่แย่งเหมไปจากตน แต่เมื่อทับทิมรื้อฟื้นเรื่องที่บัวเป็นฝ่ายทิ้งเหมเพราะเหมต้องโทษ แต่วันนี้บัวจะแย่งเหมคืนเพราะเหมได้เป็นถึงหลวงสุรบดินทร์ ถามแทงใจดำว่า

“หากคุณเหมยังเป็นเพียงตะพุ่นหญ้าช้าง เจ้าจะอยากแย่งชิงรึ” เอ่ยถึงยามที่เหมต้องโทษว่าเวลานั้นมีแต่ลำดวนเท่านั้นที่ไม่รังเกียจและไม่ทอดทิ้งเหม

“ฉะนั้น คนที่รักคุณเหมจากใจจริงคือลำดวน ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวรักแต่ตัวอย่างเจ้า”

ทับทิมไม่เพียงเอ่ยถึงเหม แต่ยังเอ่ยถึงอินทร์ที่บัวทำทีผูกสมัครรักใคร่ แต่แล้วก็ทอดทิ้งเมื่อรู้ว่าอินทร์เป็นเพียงลูกเมียน้อยว่า

“เจ้ามันทะยานอยากจนไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่ควรจะเป็นพี่น้องร่วมท้องกันเลย”

บัวเจ็บช้ำน้ำใจนักที่ถูกทับทิมด่าทออย่างรุนแรง แต่ด้วยทิฐิบัวไม่ยอมแพ้ ออกไปเดินคิดเครียด จนผ่านขอทานท่าทางทรุดโทรมนั่งยองๆอยู่ข้างทาง บัวไม่ทันได้สังเกต แต่ขอทานคนนั้นมองบัวอึ้ง รำพึงเบาๆ

“แม่บัว...”

ขอทานผู้นั้นคือหลวงสรอรรถปลอมตัวมานั่นเอง

ooooooo

หลวงสรอรรถกลับมาพบเรืองที่ชายทุ่ง เล่าว่าวันนี้เห็นบัว ทีแรกนึกว่าบัวออกเรือนกับเหมแต่กลายเป็นลำดวน หลวงสรอรรถพูดอย่างสะใจว่า ที่สุดแล้วแม่บัวผู้หยิ่งยโสก็ไม่เหลือผู้ใดเลย

เรืองรำคาญบอกว่าที่ตนตามคุณหลวงมาไม่ได้มาฟังคุณหลวงคร่ำครวญเรื่องความรัก หลวงสรอรรถดักคอว่ารู้ว่าที่เรืองตามมาเพราะต้องการสมบัติกึ่งหนึ่งของตน เรืองบอกว่าและต้องการพิสูจน์ฝีมือกับดาบ

อาทมาตฝ่ายเหนือด้วย แต่ดูจะยากเพราะเหมกลายเป็นหลวงสุรบดินทร์ที่เข้าถึงตัวยาก ตนยังมองไม่ออกว่าจะทำอย่างไร

หลวงสรอรรถชี้ช่องว่า เวลานี้เกิดโรคป่วงระบาดทั่วพระมหานคร โอกาสที่เราจะได้ชำระแค้นอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น

เหมกลับมาอยู่เรือนได้ไม่นานก็เกิดโรคป่วงระบาด คืออาหารเป็นพิษ ผู้ป่วยทั้งอาเจียนทั้งถ่ายบางรายเป็นหนักถึงตาย

ไม่นานก็มีคำสั่งตกมาว่าให้ผู้ที่ยังไม่เจ็บป่วยทุกคนออกจากพระมหานครไปก่อนจนกว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคป่วงในพระมหานครจะดีขึ้น เพราะผู้ป่วยเป็นโรคป่วงตายไปหลายคนแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรจึงต้องหลบไปก่อน

ลำดวนถามว่าจะไปที่ใดเพราะพ่อแม่ไปเล่นละครอยู่หัวเมืองปักษ์ใต้อีกนานเดือนกว่าจะกลับ ถ้าไปอัมพวาตอนนี้ก็มีแต่เรือนเปล่า

คุณหญิงเสนอให้ไปที่อยุธยาเพราะตนสร้างเรือนไว้ที่นั่นมีข้าวของครบครัน เหมถามว่าแม่สร้างเรือนที่อยุธยาแต่เมื่อใด ตนไม่เคยรู้

“เมื่อไม่นานมานี้เอง เจ้าคุณพ่อของพ่อเหมเป็นคนกรุงเก่า ปรารภกับแม่อยู่บ่อยๆว่าออกจากราชการเมื่อใดจะกลับไปอยู่อยุธยา แม่จึงซื้อที่ปลูกเรือนเอาไว้กะว่าแก่ตัวกว่านี้จะไปอยู่อยุธยาตามที่ท่านเจ้าคุณตั้งใจไว้”

ทับทิมชวนบัวไปอยู่กับตนที่จันทบูร บัวตอบอย่างทิฐิว่า

“จะตายก็ตายเถิดเจ้าค่ะ แม้ไม่เป็นโรคป่วงตายก็คงต้องตายเข้าสักวัน น้องไม่ไปที่ใดทั้งนั้นเจ้าค่ะ”

ทับทิมเคืองที่บัวทำผิดแล้วยังดื้อดึงทิฐิ บอกว่าอยากอยู่ที่นี่ก็ตามใจ แต่หากเกิดอะไรขึ้นอย่าหาว่าตนใจดำก็แล้วกัน

ลำดวนชวนบัวไปอยู่อยุธยาด้วยกัน รู้ว่าบัวทิฐิจึงแกลังยั่วว่าไม่ไปเพราะกลัวตนใช่หรือไม่

ในที่สุดบัวไปกับลำดวนแต่ก็วางตัวเชิดไม่สุงสิงกับใคร ไม่แม้แต่จะช่วยหยิบฉวยของลงเรือ เดินปึ่งไปนั่งเรือแจวที่จอดอยู่ คนแจวเรือที่มีผ้าพันหน้าเหมือนป้องกันแดด ค่อยๆปลดผ้าออก จึงเผยให้เห็นว่ามันคือหลวงสรอรรถปลอมตัวมานั่นเอง!

ขบวนของครอบครัวเหมมีเรือแจวตามกันไป 4-5 ลำ ลำแรกเป็นเรือที่ลำดวน บัว และคุณหญิงชมนั่ง มีหลวงสรอรรถปลอมตัวมาเป็นคนแจวเรือ ลำที่สองมีเหม สมิงสอดน้อย บุษย์และทาสที่แจวเรือ ส่วนพวกทาสคนอื่นๆอยู่ในเรือลำถัดๆไปที่แจวตามกันมา

ooooooo

เดินทางไปได้ไม่นาน พวกเหมจึงรู้ว่าเรือถูกเจาะ จึงรีบเอาเรือเข้าฝั่ง ระหว่างนั้นเห็นเรือลำที่ลำดวน บัว และคุณหญิงนั่ง แจวออกนอกเส้นทาง เหมตะโกนให้หยุดเรือก็ยิ่งแจวหนี เหมจึงไล่พวกในเรือที่แจวตามมาลงไปให้หมด

เหม สมิงสอดน้อยและบุษย์ เอาเรือลำนั้นแจวไล่ตามเรือที่ลำดวนนั่งไปทันที

หลวงสรอรรถพาลำดวน บัว และคุณหญิงชมขึ้นฝั่งไปที่ชายทุ่ง หลวงสรอรรถขู่ว่าจะชมเชยบัวเสียให้สาแก่ใจ ลำดวนสวนทันควันว่าถ้าทำอะไรบัวตนจะฆ่าตัวตาย เพราะหากตนตาย เหมก็จะนำทหารมาตามล่าหลวงสรอรรถ ถามว่าแล้วคุณหลวงจะหนีไปได้นานเท่าใดกัน

ไม่นาน เรืองก็ตามมาสมทบในสภาพตัวเปียกเพราะเพิ่งขึ้นจากน้ำ เร่งหลวงสรอรรถให้รีบเอาอาวุธมาเพราะเหมกำลังไล่ตามหลังมาแล้ว แต่พอหลวงสรอรรถสั่งให้เอาห่ออาวุธมากลายเป็นปืนไม่ใช่ดาบที่เรืองหมายจะมาประลองฝีมือเพลงดาบอาทมาตกับเหม แต่ไม่ใช่ปืนที่เอามาลอบยิงเยี่ยงคนขี้ขลาด

“ข้าไม่สนใจดอกโว้ยว่าเพลงดาบของใครจะเป็นเช่นไร แต่ข้าต้องฆ่าอ้ายเหมให้จงได้ ถ้าเอ็งไม่ช่วยข้า ก็อย่าหวังว่าจะได้ทรัพย์สมบัติจากข้าเลย”
เรืองจำต้องยอมเพราะอยากได้สมบัติ เอาปืนไปดักหมายลอบยิงเหมเมื่อตามขึ้นฝั่งมา

เหมวางแผนว่าพวกหลวงสรอรรถมีไม่มาก มันจึงล่อเรามาเช่นนี้ สมิงสอดน้อยให้เหมเป็นตัวล่อเหยื่อตนจะตามคุ้มกันให้ ส่วนบุษย์เหมให้รออยู่ที่นี่ เพราะ “มากคนใช่ว่าจะดี ข้าไปกับพี่สมิงเหมาะกว่า” แล้วเหมก็หยิบดาบคู่มือวิ่งนำไป

ooooooo

หลวงสรอรรถมัดมือผู้หญิงทั้งสามไว้ใช้ผ้าปิดปากบังคับให้นั่งกับพื้น ทั้งสามพยายามดิ้นแต่ถูกมัดแน่นจนทำอะไรไม่ได้

ไม่นานเหมก็ปรากฏตัวขึ้น หลวงสรอรรถยิ้มเหี้ยมที่จะได้สะสางความแค้นกัน เหมสั่งให้ปล่อยผู้หญิงไปแล้วเรามาสู้กัน แต่หลวงสรอรรถกลับบอกให้เหมเอาดาบเชือดคอตัวเองแล้วตนจะปล่อยทั้งแม่และเมียเขา

ระหว่างที่เหมกับหลวงสรอรรถโต้เถียงกันนั้น ลำดวนหันไปแก้เชือกให้บัว ทำให้บัวหันมองหลวงสรอรรถคิดว่าจะหาทางช่วยเหมอย่างไรดี

เรืองเอาปืนจ้องไปยังเหมที่กำลังเจรจาโต้ตอบกับหลวงสรอรรถ จนเมื่อได้จังหวะก็จะยิง เป็นเวลาที่ลำดวนแก้เชือกให้บัวได้พอดี บัวดึงผ้าปิดปากออกตะโกน “หนีไป!”

เสียงปืนกัมปนาทขึ้น เหมสะดุ้ง แต่บุษย์ย่องมาเหยียบปืนของเรืองไว้ก่อนแล้วทำให้กระสุนพลาดเป้าไปหวุดหวิด สมิงสอดน้อยพุ่งเข้าเล่นงานเรืองทันที

หลวงสรอรรถกระชากบัวที่วิ่งไปหาเหมจับเป็นตัวประกัน ลำดวนเร่งให้เหมรีบไปช่วยบัว เหมวิ่งตามไป หลวงสรอรรถเห็นจวนตัว เงื้อดาบจะเชือดบัว เหมขว้างดาบของตนกระแทกดาบของหลวงสรอรรถหลุดแล้วพุ่งเข้าไป หลวงสรอรรถจึงผลักบัวใส่เหม

เหมรับบัวไว้ พริบตานั้นหลวงสรอรรถก็ขว้างมีดสั้นปักกลางหลังบัว ทำให้เหมต้องพะวงกับการดูแลบัว เป็นโอกาสให้หลวงสรอรรถวิ่งหนีไป

บัวถูกนำตัวไปพักในกระท่อมของชาวบ้านแล้วตามหมอมาทำแผลให้จนปลอดภัยแล้วให้นอนพัก ลำดวนดูแลบัวด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อเอายาต้มมาให้บัวกิน บัวไม่ยอมกินซ้ำยังบอกว่าถ้าเอามาให้อีกจะเททิ้งให้หมด

เมื่อบัวอาการดีขึ้นก็แสดงความรังเกียจกระท่อมที่พักว่าสกปรกคับแคบ จนเหมรำคาญโต้ว่า

“ที่นี่อยู่ระหว่างทางไปอยุธยา มีแต่เทือกสวนไร่นา จะไปหาปราสาทราชวังที่ไหนมาให้แม่อยู่ได้เล่า ขนาดคุณหญิงแม่ของฉัน ยังต้องนอนกลางดินกินกลางทรายเลย”

ลำดวนไม่สบายใจไม่อยากให้เหมมีปากเสียงกับบัว พยายามห้ามเหม เหมตัดปัญหาเลยออกไปบอกว่าจะไปตามหมอมาดูอาการก็แล้วกัน

ooooooo

เพียง 7-8 วันผ่านไป คนป่วยเป็นโรคป่วงก็ไปนอนพักรักษาตัวเต็มวัดไปหมด หลายคนทุเลาและแข็งแรงขึ้น แต่ก็ยังต้องกินยารักษาอยู่

คุณชายช่วงไปเยี่ยมเยียนดูแลสภาพการรักษาโดยมีหลวงเผด็จเดินตามคอยรายงาน

“หลังจากเราคุมข้าวปลาอาหารตามที่หมอบรัดเลย์บอก ก็ไม่มีผู้ใดป่วยเป็นโรคป่วงเพิ่มอีก แลคนที่เป็นอยู่แล้วก็อาการดีขึ้น ยิ่งคนที่กินยาของหมอฝาหรั่ง ยิ่งหายเร็วกว่ากินยาหม้อเสียอีกขอรับ”

“ดีแล้ว ครานี้ได้วิชาการของตะวันตกมาช่วยไว้ จึงมีคนตายไม่มากนัก ไม่เหมือนคราวที่โรคห่าลง ตายเสียแร้งยังกินศพไม่ทัน”

หลวงเผด็จฟังแล้วหน้าเครียด ด้วยเกรงว่าวิชาการของพวกฝรั่งสูงเท่าใด ก็ยิ่งกังวลว่า

“หากว่ารบกัน เราจะเอากระไรไปสู้ขอรับ ปืนไฟปืนใหญ่มันก็ร้ายกาจกว่า แลยังมีเรือเหล็กลอยน้ำ การแพทย์หยูกยาก็เหนือกว่า หากรบกันจริง กระผมยังไม่เห็นทางชนะเลยขอรับ”

คุณชายช่วงหน้าเครียดลงเพราะกังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ขณะนั้นเองทหารคนหนึ่งวิ่งมารายงานคุณชายช่วงว่าท่านเจ้าคุณพระคลังให้มาตาม คุณชายช่วงถามว่ามีเรื่องกระไรรึ

“มีสาส์นจากเมืองวิลาศมาขอรับ ท่านเจ้าคุณต้องการให้คุณพระนายรีบกลับไปแปลขอรับ”

คุณชายช่วงสีหน้ากังวลขึ้นมาทันทีเพราะจู่ๆ ก็มีสาส์นมาไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรหรือไม่

คุณชายช่วงกลับไปอ่านสาส์นแล้ว รายงานเจ้าคุณพระยาพระคลังว่า

“ทางเมืองวิลาศจะส่งทูตมาเจรจาเรื่องการค้าขอรับ แต่มิได้บอกว่าเรื่องกระไร ลูกเกรงว่าวิลาศจะบีบให้เราลดค่าภาษี แลยอมให้ค้าฝิ่นโดยเสรีเหมือนที่ทำกับเมืองจีนขอรับ”

“ข้อนี้เราเตรียมการแก้ไว้แล้ว น่าจะเจรจากันรู้เรื่อง หรืออย่างน้อยก็ถ่วงเวลาไปได้บ้าง แล้วมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่”

“นายห้างหันแตรไปร้องเรียนต่อกงสุลวิลาศที่เกาะสิงคโปร์ว่าถูกสยามรังแก แลให้เราจับคนที่เป็นต้นคิด ดูหมิ่นนายห้างหันแตรมาลงโทษขอรับ”

เจ้าพระยาพระคลังฟังตกใจนึกถึงหลวงสุรบดินทร์ขึ้นมาทันที คุณชายช่วงก็หนักใจเพราะสิ่งที่กังวลตลอดมาเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ooooooo

เมื่อหนีโรคป่วงไปถึงอยุธยา บัวที่ยังบาดเจ็บอยู่ก็ยิ่งเจ้าอารมณ์เอาแต่ใจ สร้างความยุ่งยากใจแก่เหมและลำดวนมาก

ลำดวนยิ่งดูแลบัวดีเท่าไร บัวก็ยิ่งหงุดหงิดใส่ลำดวนมากเท่านั้น ต้มยาให้กินก็ไม่กิน ซ้ำบอกว่าหากเอามาอีกจะเททิ้งเสียให้หมด จนเหมบอกลำดวนว่าเมื่อบัวไม่อยากกินก็อย่าไปบังคับ คนเขาไม่อยากหายก็ช่างเขาเถิด

เหมกับบัวมีปากเสียงกันจนลำดวนขอร้องเหมว่าบัวเจ็บป่วยอยู่ย่อมหงุดหงิดง่ายอย่าถือสาเลย

“พี่รู้ว่าเจ็บป่วย แต่ถึงกระนั้นก็หาควรทำเช่นนี้กับเจ้าไม่ ทั้งด่าทั้งจิกใช้สารพัดจะกระทำ มันควรแล้วรึที่จะกระทำต่อเมียเจ้าของเรือนที่ตนมาอาศัยอยู่เช่นนี้”

“ลำดวน” บัวแทรกขึ้นอย่างโมโห “เจ้าเป็นถึงเมียคุณหลวงสุรบดินทร์ อย่าได้ลดตัวมาดูแลแตะต้องกระไรพี่อีกเลย แลถ้าจะให้ดี ก็ส่งพี่กลับพระมหานครเสียวันนี้เลย จะได้ไม่ต้องมาลำเลิกบุญคุณกันต่อไป”

เหมมองหน้าบัวอย่างพยายามอดกลั้น ลำดวนได้แต่มองหน้าเหมทีมองหน้าบัวทีอย่างอ่อนอกอ่อนใจไม่รู้จะทำอย่างไรดี

คุณหญิงชมขอให้เหมใจเย็นๆ ยิ่งตอบโต้กัน

คนที่ลำบากใจที่สุดคือลำดวน และขอให้เหมคิดเสียว่า ตอบแทนน้ำใจบัวที่เคยเตือนเหมว่าถูกหลวงสรอรรถซุ่มคนลอบยิง เหมติงว่าเพลานั้นกำลังคับขัน ถึงบัวจะเตือนหรือไม่ตนกับหลวงกำแหงก็เตรียมการไว้แล้ว แม้บัวจะไม่เตือน ตนก็ไม่ได้รับอันตรายดอก

“แม่รู้ แต่น้ำใจที่แม่บัวมีก็ไม่ควรมองข้าม ยามคับขันทุกข์ยากใครมีน้ำใจต่อเราแม้เพียงเล็กน้อยและจะมีน้ำใจด้วยเหตุใด เราก็ต้องจดจำนะพ่อเหม”

เหมทอดถอนใจ แต่ก็รับปากคุณหญิงแม่ว่าจะอดทน แต่ก็อดบ่นไม่ได้ว่า

“ไม่ควรให้แม่บัวมาแต่ต้นเลย ถ้าต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีกก็คงจะดีไม่น้อย”

บัวแอบฟังอยู่ เสียใจจนน้ำตาคลอเมื่อรู้ว่าคนที่ตนหลงรัก รังเกียจตนถึงเพียงนี้

ooooooo

เหมไปเยี่ยมเรือนขุนศรีไชยทิตยที่ปลูกเรือนกว้างขวางใหญ่โต ถามว่าจะไม่กลับไปพระมหานครแล้วหรือ

“ก็คงไปๆ มาๆ เพราะฉันยกเรือนให้ลูกชายไปแล้ว เขาไม่สมัครใจจะเป็นควาญช้าง แต่ชอบที่จะรับราชการอยู่ในพระมหานคร ฉันจึงยกให้เขาไป”

ทั้งสองเดินคุยกันมาเจอบรรดาควาญช้างล้อมวงกินหล้ากันอยู่มุมหนึ่ง ขุนศรีไชยทิตยบ่นอย่างเบื่อหน่ายว่าพวกนี้พอไม่ถือกรรมก็เมาเช้าเมาเย็น

มากับส่งกินเหล้าจนเมาแล้ว พอเห็นเหมก็เรียกให้มากินเหล้ากัน ส่งหยิบถ้วยใส่เหล้าเดินมาหาเหม คะยั้นคะยอให้เหมกินถือว่าฉลองที่เราได้มาเจอกันที่กรุงเก่า

เหมบอกว่าตนกินเหล้าไม่เป็น ขุนศรีก็ปรามว่าอย่าบังคับคุณหลวงท่านเลย ส่งคะยั้นคะยอจนเหมเกรงใจรับถ้วยเหล้าไปบอกว่า “ฉันกินก็ได้ แต่ถ้วยเดียวนะ

ฉันคอไม่แข็ง” แล้วยกดื่ม พอเหล้าลงคอก็ทำหน้าเหยเก เพราะเหล้าแรงมากแต่ก็กลั้นใจดื่มหมดถ้วย

จนถึงกลางคืน เหมถูกหิ้วปีกกลับเรือนในสภาพเมามาก หัวเราะทั้งที่ไม่มีอะไรน่าขำ พอถึงเรือนก็เรียกหาลำดวนให้มาคุยกัน ลำดวนเห็นสภาพของเหมแล้วส่ายหน้า บอกทาสที่พามาส่งว่าให้พาคุณหลวงไปนั่งพักก่อนเดี๋ยวตนจะดูแลเอง

เหมเมามากเมื่อเห็นลำดวนมาดูแลก็มือไม้ไม่อยู่สุข ลำดวนมองขำๆ ปลดมือเหมออก บอกว่าตนจะไปชงชาให้จะได้สร่างเมา ลำดวนเดินบ่นงึมงำออกไปว่า

“บอกว่าไปเยี่ยมเยียนท่านขุนศรีไชยทิตย แต่กลับเมาเหล้ากลับมา ร้อยวันพันปีเคยกินเหล้าเสียที่ไหนนี่ถ้าคุณหญิงแม่รู้เข้า โดนเอ็ดเปิงแน่คุณพี่”

ระหว่างนั้นบัวเดินผ่านมาเห็นเหมเมาหลับอยู่จึงเดินเข้าไปดู เหมรู้สึกตัวก็คว้าบัวไปกอดคิดว่าเป็นลำดวน บัวตกใจพยายามบอกว่าตนไม่ใช่ลำดวน แต่เหมก็เอาแต่ระดมหอมแก้ม ลำดวนเดินกลับมาเห็นเต็มตา บัวตกใจ เหมเห็นลำดวนก็ตกใจแทบหายเมา ผลักบัวออกไปอย่างเร็ว

เมื่อเข้าห้องนอน เหมขอโทษลำดวนบอกว่าตนเมามากคิดว่าบัวคือลำดวนจึงได้กระทำหยาบหยามลงไปแต่ตนไม่ได้นอกใจลำดวน

ลำดวนบอกว่าตนไม่โกรธ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเหมไม่ได้ตั้งใจแต่ก็มิได้หมายความว่าเหมไม่ได้ทำผิด

“เจ้าจะให้พี่ทำกระไรเป็นการไถ่โทษได้บ้างเล่า”

“ถามลำดวนไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ คุณพี่เหมต้องไปถามพี่บัวถึงจะถูก”

เหมขรึมไปถนัด คิดหนักไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

ooooooo

เมื่อเหมถามบัวว่าจะให้ตนทำอย่างไรเพื่อไถ่โทษที่ล่วงเกิน บัวบอกว่าเพียงแต่เหมขอโทษก็พอแล้ว

เหมขอร้องบัวว่าให้ตนได้กระทำอะไรมากกว่าคำขอโทษเถิด หาไม่ตนคงไม่สบายใจไปตลอด เมื่อบัวยืนยันว่าไม่มีอะไรจะให้เหมทำ แต่อดเหน็บไม่ได้ว่าแค่เหมเมตตาให้ตนมาพักเพื่อหลบโรคภัยก็เป็นพระคุณที่สุดแล้ว

“ถ้ากระนั้นให้ฉันพายเรือไปส่งแม่บัวที่วัดเป็นอย่างไร” บัวถามว่าเหตุใดตนต้องไปวัดด้วย “ก็วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของนายเก่า เอ่อ...ของเสด็จที่แม่บัวเคยรับใช้ ฉันเลยคิดว่าแม่บัวอาจจะอยากไปทำบุญที่วัด”

บัวหน้าเสียเพราะตนลืมไปแล้ว แต่พอเหมพูดขึ้นมาก็จำได้และอยากไปทำบุญขึ้นมา

ooooooo

เหมพายเรือพาบัวไปวัด บัวมีดอกไม้ธูปเทียนและสำรับอาหารไปถวายพระด้วย ระหว่างนั้นบัวถามว่าเหมรู้หรือว่าวัดอยู่ที่ใด เหมบอกว่าไม่รู้ บัวถามขำๆว่าแล้วจะพาตนไปทำบุญได้หรือ

“ได้สิ พายเรือไปตามคลองนี่ล่ะ เจอวัดใดก็ทำบุญวัดนั้นไม่ยากดอก”

“พิกลนัก” บัวยิ้มขำๆ เหมเองพลอยหัวเราะชอบใจไปด้วย พลันบัวก็ขรึมลงเมื่อนึกถึงเมื่อครั้งที่รักกันกับเหม เอ่ยขึ้นว่า “คุณเหมจำได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าแต่ก่อนคุณเหมก็ชอบพายเรือให้บัวนั่งเช่นนี้”

เหมขรึมไปทันทีแม้จะจำได้แต่ก็ไม่ต้องการรื้อฟื้นความหลัง เลยต่างคนต่างเงียบ บัวรู้ว่าเหมคิดอย่างไร เลยหันมองทิวทัศน์ริมตลิ่งไปเศร้าๆ

เหมพายเรือเรื่อยมาตามคลอง พลันก็ได้ยินเสียงชาวบ้านร้องให้ช่วยเด็กตกน้ำ เหมบอกบัวให้นั่งในเรือก่อน แล้วตัวเองก็พลิกตัวลงคลองดำน้ำไปช่วยเด็กทันที

เหมช่วยเด็กขึ้นมาได้ แม่เด็กรับลูกไปอุ้ม พร่ำขอบคุณเหมที่ช่วยลูกตนไว้ พ่อเด็กขอบคุณเหมถามว่ามาจากไหนหรือไม่เคยเห็นหน้าค่าตา

“ฉัน หลวงสุรบดินทร์ หลบภัยโรคป่วงมาจากพระมหานคร แล้ววันนี้ตั้งใจจะมาหาวัดเพื่อทำบุญน่ะ”

“ที่แท้ก็คุณหลวงกับแม่นายจะทำบุญ ที่นี่ก็เป็นวัดขอรับ ทำบุญที่นี่ก็ได้”

เหมหน้าเจื่อน ในขณะที่บัวยิ้มอายๆที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ถามชาวบ้านว่า “มิทราบว่าวัดนี้ชื่อวัดกระไรหรือจ๊ะ”

“วัดพนมยงค์ขอรับ”

เหมจามเพราะตัวเปียกน้ำนาน บัวถามชาวบ้านว่าใครพอจะมีผ้าผ่อนให้คุณหลวงผลัดเปลี่ยนบ้างไหม เกรงคุณหลวงจะป่วยไข้เพราะแช่น้ำนาน

ชาวบ้านเอาทั้งเสื้อและโจงกระเบนมาให้เหมผลัด ปรากฏว่าชุดเล็กกว่าตัวมาก บัวเห็นแล้วอดขำไม่ได้

เหมดูตัวเองแล้วก็พลอยขำไปด้วย

หลังจากทำบุญแล้ว เหมชวนกลับไปเอาเสื้อผ้าของตนคาดว่าคงแห้งแล้วจะได้กลับเรือนกัน บัวเสียดายเวลาแห่งความสุขบอกเหมว่าตนยังไม่อยากกลับเรือนเลย เหมถามว่ายังจะไปที่ใดต่อรึ

“ไม่ได้ไปเจ้าค่ะ แต่...นานแล้ว ที่เราไม่ได้มาทำบุญด้วยกันนะเจ้าคะ”

เหมอึ้ง ขรึมลง แล้วหันหลังเดินออกจากโบสถ์

บัวไม่พอใจถามว่า “ทำไมเล่าเจ้าคะ ทำไมคุณเหมไม่พูดกระไรบ้าง ทำไมต้องเดินหนีบัวด้วย”

“แล้วแม่บัวจะให้ฉันพูดกระไร เรื่องมันผ่านมา นานแล้ว ถึงพูดไปก็ไม่มีกระไรดีขึ้น” เหมพูดโดยไม่หันมอง

“ที่นี่เป็นวัด แลอยู่ต่อหน้าพระ คุณเหมบอกบัวได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าหากแม้ไม่มีลำดวน คุณเหมก็ยังไม่มีใจให้บัวอยู่ดี”

เหมกระอักกระอ่วนใจกับคำถามนี้ เดินดุ่มออกจากโบสถ์ไป

บัวมองตามด้วยสีหน้าค้างคาใจแต่ก็แอบมีความหวังว่าเหมยังตัดใจไม่ขาดจากตน

ooooooo

.

------------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/kabordin/ep14/page1

ข้าบดินทร์ ตอนที่ 14

กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เหมจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง บัวเรียกไว้ทวงว่ายังไม่ตอบคำถามตน ถามว่ามันยากมากหรือ

“บัวจะคาดคั้นฉันให้ได้กระไรขึ้นมา ที่ฉันไม่ตอบก็เพราะฉันไม่อยากพูดปด แลไม่อยากพูดความจริงด้วย”

บัวรบเร้าจนเหมถอนใจหนัก ถามว่า

“แม่บัวถามว่าหากไม่มีลำดวน ฉันก็ยังไม่มีใจให้แม่บัวใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ”

“แต่ก่อน ฉันรักแม่บัวนัก รักจนไม่คิดว่าจะรักผู้ใดได้อีก ยามที่แม่บัวทิ้งฉัน ฉันถึงได้เสียใจราวกับถูกควักหัวใจมาโยนใส่กองไฟ...จากนั้นฉันก็ได้พบลำดวนอีกครั้ง จากที่ฉันรักเสมอน้อง ก็กลายมาเป็นซาบซึ้งในน้ำใจก่อนจะเป็นรักปักใจ เปรียบเหมือนน้ำที่หยดลงผืนดินที่แห้งผากอยู่ทุกวัน วันละเล็กวันละน้อย จนกลายเป็นผืนดินที่ชุ่มชื้น”

“ที่คุณหลวงพูดไม่ใช่สิ่งที่ฉันถามนะเจ้าคะ” บัวติงหน้าตึง

“ใช่สิ เพราะฉันกำลังจะบอกว่า หัวใจที่ถูกแม่บัวขยำทิ้งแล้ว ถึงแม่บัวจะเก็บมันกลับมา มันก็ไม่มีวันเหมือนเดิม ถึงแม้จะไม่มีลำดวนเข้ามาก็เถอะ”

“แล้วเหตุใด คุณหลวงถึงยังช่วยฉันไว้เล่าเจ้าคะ วันที่หลวงสรอรรถจับฉันไป จะปล่อยให้ฉันตายก็ได้นี่ เจ้าคะ” เหมบอกว่าเพราะบัวเป็นพี่สาวของคนที่ตนรัก บัวอึ้งไปนิดหนึ่งยิ้มเยาะก่อนพูดต่อ “เช่นนี้เป็นว่า ชีวิตฉันรอดได้ถึงป่านนี้เพราะลำดวนอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

เหมนิ่ง เบือนหน้าไปทางอื่นแล้วเดินนำกลับไปไม่พูดอะไรอีก บัวเดินตามห่างๆกลับไปที่ท่าน้ำ ต่างไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียว...

ooooooo

กลับถึงเรือน เหมนอนหนุนตักเล่าให้ลำดวนฟัง ลำดวนนิ่งจนเหมถามว่าเหตุใดจึงไม่พูดกระไรบ้าง ลำดวนถามว่าอยากให้ตนพูดกระไรหรือ

“กระไรก็ได้ แต่ไม่ใช่เงียบเช่นนี้”

“ลำดวนดีใจที่คุณพี่เหมเปรียบลำดวนเหมือนหยดน้ำเจ้าค่ะ”

“พี่เปรียบความรักที่พี่มีต่อเจ้าต่างหาก” เหมกรุ้มกริ่มขยับขึ้นนั่ง ลำดวนบอกว่าตนสงสารบัว เหม หน้าขรึมลงบอกว่า “พี่รู้ว่าคงทำร้ายใจแม่บัว แต่แม่บัวเป็น คนบังคับให้พี่พูดเอง แลถึงขั้นนี้แล้ว พูดตรงไปตรงมาให้เจ็บเสียทีเดียวดีกว่าปล่อยให้แม่บัวหวังเลื่อนลอยอยู่อย่างนี้”

“เหตุใดเราพี่น้องถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ไม่น่าเลยพี่บัว...” ลำดวนหน้าเศร้า ถอนใจยาว...

เหมดึงลำดวนเข้าไปกอดปลอบประโลมอย่างเข้าใจความรู้สึก

ooooooo

เช้านี้ บัวไม่ออกจากห้องมารับสำรับอาหารเช้า ลำดวนให้ทาสหญิงไปดู ทาสหญิงออกมาบอกว่า บัวไม่อยากออกจากห้อง ให้เอาสำรับเข้าไปให้ในห้องแทน

“ช่างเถิดแม่ลำดวน แม่บัวเขาไม่ออกมาใครก็บังคับเขาไม่ได้ดอก” คุณหญิงเอ่ย ลำดวนรับคำหน้าจ๋อยๆ

ขณะนั้นเอง หลวงเผด็จเดินขึ้นเรือนมา เหมรีบเข้าไปหาพามากินข้าวด้วยกัน หลวงเผด็จบอกว่าเอาไว้ก่อนเถิด ตนมีเรื่องสำคัญมาบอก

“ถ้าฉันเดาไม่ผิด โรคป่วงที่พระมหานครคงดีขึ้น พี่หลวงจึงมาตามฉันกลับไปกระมัง”

“เดาไม่ผิดดอก แต่มีมากกว่านั้น เมืองวิลาศส่งราชทูตมาเจรจา ท่านเจ้าพระยาพระคลังจึงให้มาตามเอ็งกลับ นอกจากจะให้เป็นล่ามแล้ว ยังให้เอ็งเข้าขบวนรับราชทูต ด้วยการนั่งช้างไปรับอย่างสมเกียรติ”

เหมและลำดวนดีใจมากเพราะเป็นเกียรติสูงสุดที่ได้รับหน้าที่นี้ แต่คุณหญิงชมกลับหน้าขรึมลง

เมื่อเหมกับลำดวนคุยกับคุณหญิง ท่านไม่กลับพระมหานครด้วย เพราะเคยคิดจะอยู่อยุธยากรุงเก่าในบั้นปลายของชีวิต แลหลังจากมาอยู่ที่นี่แล้วก็ยิ่งชอบใจไม่อยากกลับไปพระมหานครอีก ลำดวนบอกว่าจะให้บ่าวไพร่อยู่รับใช้สักสี่ห้าคน

“อย่าเลยแม่หาเอาใหม่ดีกว่า พวกเจ้าสองคนกำลังจำเริญรุ่งเรือง ควรแล้วที่ต้องมีบ่าวไพร่ไว้ใช้สอย สำหรับแม่แล้ว มีบ่าวสักคนหรือสองคนก็พอ”

เหมเป็นห่วงคุณหญิงแม่มาก เข้าไปกอดบอก “แต่ลูกก็อดเป็นห่วงคุณหญิงแม่ไม่ได้อยู่ดี นับแต่ลูกจำความได้ เราก็อยู่ด้วยกันมาตลอด ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ แล้วจะให้ลูกทิ้งคุณหญิงแม่ไว้ที่นี่คนเดียวได้อย่างไรเจ้าคะ”

เหมอ้อนจนคุณหญิงขำว่าโตจนมีเมียแล้วแล้วยังไม่เลิกนิสัยอ้อนแม่เป็นลูกเล็กอีก ปลอบใจเหมว่า ไม่มีผู้ใดอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดดอก “แลแม่ตั้งใจจะสร้างวัดให้เจ้าคุณพ่อของเจ้า ให้แม่อยู่ที่นี่เถิดจะได้ทำการให้สำเร็จ”

เหมบอกว่าเช่นนี้แล้วตนก็ไม่กล้าขวางบุญคุณหญิงแม่ คุณหญิงจึงหันถามลำดวนว่า

“แม่ลำดวน จำที่แม่พูดกับเจ้าในเช้าวันที่พ่อเหมไปศึกปราบอั้งยี่ค้าฝิ่นได้หรือไม่” ลำดวนบอกว่าจำได้ คุณหญิงยิ้มพอใจย้ำว่า “ฝากพ่อเหมด้วยนะแม่ลำดวน”

ลำดวนคุกเข่าลงข้างคุณหญิง แล้วทั้งเหมและลำดวนก็กราบที่ตักคุณหญิงพร้อมกัน คุณหญิงลูบหัวทั้งคู่ด้วยความรักและเอ็นดู

ooooooo

เรืองและหลวงสรอรรถ ไปซุ่มสังเกตที่ค่ายทหารชั่วคราวของพวกวิลาศที่ตั้งอยู่กลางป่า มีทหารยืนประจำการท่าทางขึงขังมีระเบียบวินัยเข้มงวด

เรืองถามหลวงสรอรรถว่าทหารวิลาศมากมายเช่นนี้ จะลวงตนไปให้พวกมันฆ่ารึ หลวงสรอรรถชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บอกว่าตนฝังสมบัติไว้ที่นั่น แต่ใครจะคิดว่าพวกลิลาศจะมาตั้งค่ายที่นี่ บอกเรืองว่า

“อย่างไรเราก็คงขุดไม่ได้แล้ว ข้าว่าเอ็งช่วยข้าฆ่าอ้ายเหมก่อนเถิดวะ ข้ารับปากแล้วว่าจะแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่งข้าไม่ตระบัดสัตย์ดอก” เรืองถามว่าเรารอวิลาศให้ไปก่อนแล้วค่อยขุดก็ได้ไม่ใช่รึ “แล้วเอ็งจะขนสมบัติไปอย่างไรวะ ทั้งเอ็งทั้งข้าต้องโทษอยู่ สมบัติก็มากโขไม่ง่ายดอกนะโว้ย”

“โทษทัณฑ์มันมีอยู่แล้ว ต่อให้ข้าช่วยเอ็งฆ่าหลวงสุรบดินทร์ก็ไม่ทำให้โทษลดลงจนขนสมบัติไปได้ง่ายๆ ดอกวะ”

หลวงสรอรรถยิ้มเจ้าเล่ห์ ถามว่า “แล้วถ้าข้าทำให้อาญาบ้านเมืองเอื้อมไม่ถึงเราแล้วย้อนมาขนสมบัติกลับไปง่ายๆเล่า” เรืองมองหน้าหลวงสรอรรถอย่างสงสัย

ค่ำนี้เอง หลวงสรอรรถและเรืองจึงลอบเข้าไปในค่ายทหารชาววิลาศ ถูกทหารกรูมาล้อมไว้พร้อมอาวุธครบมือหลวงสรอรรถรีบยกมือขึ้นบอกว่าอย่ายิง แล้วคุกเข่าลง “กระผมมาขอพึ่งใบบุญชาววิลาศอย่ายิงกระผมเลยขอรับ”

หลวงสรอรรถปรายตามองเรืองทำให้เรืองจำต้องคุกเข่าตามด้วยท่าทางฮึดฮัดขัดใจ พวกทหารมองหน้า กันไปมาฟังไม่รู้เรื่อง หลวงสรอรรถยังคงพูดไปเรื่อย

“กระผมถูกพวกขุนนางสยามรังแกกลั่นแกล้ง จึงอยากเข้ารีตอยู่ในบังคับของเมืองวิลาศขอรับ”

ทันใดนั้น หมื่นวิชิตเดินออกมาจากข้างในถามเยาะว่า “ขุนนางที่ว่าคงชื่อหลวงสุรบดินทร์กระมังคุณหลวง”

หลวงสรอรรถตกใจเพราะจำหมื่นวิชิตได้ว่าเป็นใคร หมื่นวิชิตหัวเราะชอบใจ บอกหลวงสรอรรถว่า

“ไม่ต้องกลัวไปดอกคุณหลวง เพลานี้ กระผมก็เข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศด้วยกลัวอาญาบ้านเมืองเช่นกัน หากคุณหลวงต้องการเช่นเดียวกับกระผม กระผมก็จะช่วยพูดกับท่านทูตให้เอง”

“เราเคยเจอกันไม่กี่ครา ไม่คิดว่าหัวหมื่นจะเอื้อเฟื้อฉันเช่นนี้”

“ข้อบาดหมางของคุณหลวงกับหลวงสุรบดินทร์โจษกันไปทั่ว แลกระผมก็มีความแค้นกับหลวงสุรบดินทร์เช่นกัน ศัตรูของศัตรูคือมิตรไม่ใช่หรือ”

หลวงสรอรรถกับหมื่นวิชิตต่างยิ้มให้กันด้วยสีหน้าแววตาเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ooooooo

สองสามวันต่อมา ครอบครัวเหมก็กลับถึงบ้านที่พระมหานคร เมื่อมาถึงท่าน้ำเหมส่งมือรับลำดวนขึ้นจากเรือแล้วจึงรับบัว แต่บัวไม่รับมือเหมก้าวขึ้นจากเรือเอง

ลำดวนบอกว่าใกล้เที่ยงแล้วชวนบัวอยู่กินสำรับด้วยกันก่อน บัวไม่กินบอกว่าจะกลับเรือน แล้วเดินผละไปอย่างไม่แยแส บัวเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ระหว่างทางเจอหมื่นวิชิตตวาดไล่ชาวบ้านไม่ให้ขวางทางทหารชาววิลาศ

ทั้งบัวและหมื่นวิชิตต่างมองกันอย่างไม่คาดคิดว่าจะเจอกันอีก

หมื่นวิชิตบอกบัวว่า ตนเข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศแล้วหาต้องกลัวอาญาของสยามไม่แต่ต้องทำตามกฎหมายของวิลาศ บอกบัวว่าแม้ไม่กลัวอาญาของสยามแต่ยังแค้นเรื่องลำดวนไม่หายมิรู้จะถอนหนามนี้ออกจากอกได้อย่างไร

บัวถามว่าหมื่นวิชิตยังคิดอยากได้บัวอยู่หรือ หมื่นวิชิตพูดอย่างยโสโอหังว่าแม้แม่บัวจะมีราคีแล้วตนจะเอามาก็เพียงเป็นเมียน้อยเท่านั้น บัวอ่านใจหมื่นวิชิตออก แกล้งถามว่ามาบอกตนเช่นนี้ต้องการกระไร หมื่นวิชิตตบเข่าฉาดหัวเราะชอบใจ

“สมเป็นคุณหนูบัว ฉันพูดแค่นี้ก็เดาได้ ถามกันตามตรง คุณหนูไม่คิดแค้นหลวงสุรบดินทร์กับแม่ลำดวนบ้างรึ”

“มีรึฉันจะไม่แค้น แต่เพลานี้ฉันจะทำกระไรได้” บัวแววตาแข็งกร้าว

“ทำไมจะไม่ได้เล่า อ้ายหลวงสุรบดินทร์มันชะตาขาดแล้ว หากคุณหนูจะแก้แค้น ก็ช่วยให้ฉันได้แม่ลำดวนมาเป็นเมียน้อยสักหน่อยเป็นไร” บัวอึ้ง ถามว่า

“แล้วหัวหมื่นรู้ได้อย่างไรว่าหลวงสุรบดินทร์ชะตาขาด”

หมื่นวิชิตไม่ตอบ แต่ยิ้มร้ายสะใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเหม

ooooooo

สิ่งที่กำลังจะเกิดกับเหมคือ ทางวิลาศต้องการตัวเหมไปไต่สวนทวนความเรื่องที่หันแตรไปฟ้องไว้

คุณชายช่วงส่งสมิงสอดน้อยไปคุมตัวเหมจากเรือนขณะบุษย์กำลังสอนเหมให้นุ่งโจงกระเบน บอกบุษย์ว่า

“นายห้างหันแตรร้องเรียนไปยังกงสุลวิลาศที่สิงคโปร์ว่าถูกกลั่นแกล้งหยาบหยาม ข้าจึงต้องนำตัวนายเอ็งไปไต่สวนทวนความตามคำสั่งท่านเจ้าพระยาพระคลัง”

เหมกับลำดวนมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด เหมสีหน้าขรึมลง...เมื่อคิดว่า ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้

สมิงสอดน้อยคุมตัวเหมไปยังชายทุ่ง ที่นั่นคุณชาย ช่วงกับทหารอีกจำนวนหนึ่งมาดักรออยู่

เหมแปลกใจว่าเหตุใดคุณชายช่วงจึงมาอยู่ที่นี่

คุณชายช่วงบอกเหมอย่าเพิ่งถามกระไรให้รีบหนีไปก่อน เหมจึงเข้าใจว่านี่คือแผนของคุณชายช่วงที่ทำเพื่อช่วยตน

“เออ ข้านำคนไปจับเอ็งถึงเรือน ป่านนี้คงโจษกันไปทั่ว จะได้มีข้ออ้างกับวิลาศได้ว่าพวกเราจับกุมเอ็งแล้วแต่เอ็งหนีไปได้ระหว่างทางอย่างไรล่ะวะ” สมิงสอดน้อยชี้แจง

เหมเครียด ติงว่า พวกวิลาศคงไม่ยอมจบเพียงเท่านี้ คุณชายช่วงยืนกรานว่าอย่างไรก็ต้องทำ เพราะ...

“วิลาศเรียกร้องให้เอาผิดเจ้า แลยังให้ส่งตัวไปให้ตุลาการวิลาศตัดสินอีกด้วย อย่างไรก็ไม่พ้นผิดแน่ๆทั้งๆที่เจ้าทำไปก็เพื่อสยามทั้งสิ้น”

สมิงสอดน้อยบอกว่าไม่มีใครยอมให้เหมต้องตายแทนดอก เร่งให้รีบไปเสียเถิด เหมยืนกรานเด็ดเดี่ยวว่า

“กระผมไปไม่ได้ขอรับ นับแต่วันที่กระผมใช้อุบายต่อนายห้างหันแตร กระผมก็เตรียมใจไว้แล้วว่า สักวันต้องโดนโทษทัณฑ์ กระผมขอรับโทษทั้งหมด แต่จะไม่ให้บ้านเมืองต้องเดือดร้อนไปด้วย”

“แต่ที่เจ้าทำไป ก็เพื่อช่วยสยามให้พ้นจากการเอาเปรียบแลข่มเหงจากนายห้างหันแตร ถ้าฉันปล่อยให้เจ้าแบกรับผิดอีกก็เป็นการเห็นแก่ตัวเกินคนแล้ว” คุณชายช่วงเอ่ยเครียด

“เห็นแก่ตัวอย่างไรก็ต้องทำขอรับ วิลาศหมายจะรุกรานเรามานานแล้ว เรื่องของกระผมเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น แลความตายของกระผมจะทำให้ข้ออ้างเหล่านั้นหมดสิ้นไป กระผมยอมตายขอรับ”

“เมื่อเอ็งไม่ยอมหนีไปดีๆ ก็ต้องบังคับกันล่ะวะ” สมิงสอดน้อยตวาดสั่ง “จับกุมตัวหลวงสุรบดินทร์ไว้ประเดี๋ยวนี้!”

ทหารชักดาบจะเข้าจับเหม พริบตานั้นเหมพลิกตัวทำร้ายทหารและแย่งดาบจากทหารไปได้สองคนถือดาบสองมือพร้อมสู้ สมิงสอดน้อยชักดาบสองมือของตนบุกเข้าใส่เหมทันทีเช่นกัน

เพราะเคยประลองฝีมือกันมานักต่อนักแล้ว ฝีมือสมิงสอดน้อยกับเหมจึงไม่มีใครด้อยกว่าใครต่างจับทางกัน ได้ จนสมิงสอดน้อยใช้ไม้ตายหมายเร่งเอาชนะ ถูกเหมใช้ไม้ตายโต้กลับเอาดาบจ่อคอสมิงสอดน้อยไว้ได้

เหมคุกเข่าลงไหว้ขอขมาสมิงสอดน้อย แล้วคลานเข่าไปทางคุณชายช่วงหมายกราบขออภัย คุณชายช่วงเบี่ยงตัวออกพูดหน้าเครียด

“อย่ากราบฉันเลย เจ้าเป็นผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน โดยจะมีแต่คำประณามมากกว่าจะมีผู้เห็นความดีของเจ้า ฉันต่างหากที่ควรต้องกราบเจ้า” คุณชายช่วงถอนใจหน้าเครียด

เหมตระหนักว่าชีวิตของตนเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว แต่ตนก็เต็มใจตายเพื่อแผ่นดิน

ooooooo

เหมลอบกลับไปหาลำดวนที่เรือน ลำดวนทุกข์ใจสาหัส ถามเหมว่าไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ เหมโอบกอดลำดวนเศร้าๆ บอกว่าไม่มี ขอให้ยกโทษให้ตนด้วย ตนจำเป็นต้องทำเพื่อบ้านเมือง

ลำดวนกอดเหมร้องไห้กับอกเขา เหมกอดลำดวนไว้แนบอก ลูบผมเบาๆ เจ็บปวดรวดร้าว เพราะตนเองก็ไม่อยากตาย ไม่อยากจากลำดวนอันเป็นที่รัก แต่...ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว...

ในความเศร้าที่เสมือนเวลาจากตายกันใกล้เข้ามาแล้วนั้น ลำดวนคิดถึงคำฝากฝังของคุณหญิงชมเมื่อครั้งเหมออกศึกที่ว่า “แม้เจ้าจะไม่รู้เรื่องงานบ้านงานเมือง แต่เจ้าเห็นสิ่งใดผิดแปลก ไม่ถูกไม่ควรไม่น่าวางใจ เจ้าก็ต้อง ตักเตือนพ่อเหม อย่านิ่งเฉยเสีย เพียงเท่านี้ก็ถือว่าช่วยพ่อเหมแลแบ่งเบาความกังวลของแม่ให้ทุเลาลงได้แล้ว ชีวิตของเจ้าทั้งคู่ก็จะมีแต่ความจำเริญยิ่งๆขึ้นไป”

นึกถึงความหวังของคุณหญิงแม่แล้ว ลำดวนผละจากอก มองหน้าเหมแน่วแน่

“ไม่เจ้าค่ะ ลำดวนจะไม่ยอมเสียคุณพี่เหมไป”

“เจ้าจะให้พี่หนีแล้วให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟเพราะศึกวิลาศอย่างนั้นรึ ถึงพี่ไม่ตายแต่พี่คงทุกข์ใจยิ่งกว่าตายไปแล้วเสียอีก”

“ลำดวนก็ไม่ต้องการให้เกิดศึกเช่นกันเจ้าค่ะ แต่เราต้องช่วยกันคิดหาวิธีที่จะรักษาชีวิตคุณพี่ แลรักษาแผ่นดินไว้ได้พร้อมกันเจ้าค่ะ”

เหมมองหน้าลำดวนด้วยสายตาสงสัยว่า วิธีที่ลำดวนต้องการนั้น...จะมีได้อย่างไร?

ooooooo

4–5 วันต่อมา...ในห้องประชุมขุนนาง เจ้าพระยาพระคลังและขุนนางหลายคนประชุมกันอย่างเคร่งเครียดเพราะ...

อังกฤษ ได้ยื่นสนธิสัญญาใหม่มาหลายข้อ แต่ที่ประชุมเสนาบดีเห็นว่ามีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญานานกิงที่อังกฤษบังคับให้จีนลงนาม ซึ่งหากสยามตอบตกลง ก็จะสร้างความเสียหายมหาศาล แต่ถ้าไม่ตกลงก็สุ่มเสี่ยง ต่อการเกิดสงครามกับอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง

คืนนี้...ที่หน้าวัง ขุนนางหลายคนมารอเจ้าพระยาพระคลังอยู่อย่างกระวนกระวายใจ จนเมื่อเห็นเจ้าคุณพระยาพระคลังออกมาก็เข้าไปถามอย่างร้อนใจว่า “เป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านเจ้าคุณ” เจ้าพระยาพระคลังยกมือไหว้ท่วมหัวบอกว่า

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับพวกเราว่าไม่ควรทำสนธิสัญญากับวิลาศ โดยเฉพาะข้อที่ให้ค้าขายอย่างเสรี เพราะเป็นช่องทางที่จะให้วิลาศค้าขายฝิ่นได้ พวกเราสู้อุตส่าห์ปราบโจรค้าฝิ่นลงได้ ถ้ายอมในข้อนี้ ก็เท่ากับที่ทำมาเสียเปล่าหมด”

“แต่หากเราไม่ยอม วิลาศคงไม่พอใจนัก ถ้าเกิดศึกขึ้นมา เราพร้อมที่จะรบแล้วหรือขอรับ” ขุนนางหนึ่งเอ่ย

“เราไม่อาจเอาชนะวิลาศในตอนนี้ได้ดอก ฉันยังไม่เห็นทางเลย คงมีแต่ต้องถ่วงเวลาด้วยการให้วิลาศพึงพอใจในข้ออื่นเป็นการแลกเปลี่ยนก่อน” เจ้าคุณตอบ ส่ายหน้าหนักใจ

“ถ้ากระนั้น เราก็ต้องจับตัวคนที่หยาบหยามนายห้างหันแตรมาลงโทษอย่างนั้นหรือขอรับ” ขุนนางคนแรกถามเจ้าพระยาพระคลังยิ่งเครียดหนัก เพราะรู้ว่าตนทำไม่ถูกที่ต้องทำร้ายเหม แต่เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมืองก็ไม่มีวิธีอื่นให้เลือก

ดังนั้น เช้าวันต่อมา เหมจึงออกจากเรือนพร้อมลำดวนโดยมีหลวงเผด็จกับพวกทหารรออยู่ เหมบอกหลวงเผด็จให้ตีตรวนพาไปเถิดตนรออยู่นานแล้ว หลวงเผด็จถอนใจส่ายหน้าเอ่ยอย่างอัดอั้นว่า

“ข้าจะตีตรวนเอ็งได้อย่างไรเอ็งทำเพื่อแผ่นดิน แต่กลับต้องมาลงเอยเช่นนี้”

“เรื่องครานี้ จำเป็นต้องมีคนเสียสละ ถ้าฉันไม่ทำ เกียรติภูมิของสยามก็จะถูกนายห้างหันแตรย่ำยี แต่เมื่อทำ ฉันก็ต้องสละชีวิตเพื่อมิให้วิลาศจะใช้เหตุนี้เป็นข้ออ้างในการก่อศึก” หลวงเผด็จเสนอว่าเหมควรจะหนีไปในวันที่คุณพระนายท่านมาช่วย “การหนีช่วยได้แต่ชีวิตฉัน แต่ไม่ช่วยให้บ้านเมืองปลอดภัยดอก”

หลวงเผด็จอึ้งไป พูดไม่ออก หันสั่งทหารให้ค้นตัวเหมตามกฎอย่าให้พกอาวุธเข้าไป เมื่อทหารค้นเสร็จ เหมเอ่ยกับลำดวนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า

“ลำดวนของพี่ พี่คงต้องไปแล้ว ขอให้เจ้ารู้ไว้ว่า พี่จะตายก็แต่ตัว แต่ความรักที่พี่มีให้เจ้าจะไม่มีวันตายไปด้วยเลย”

ลำดวนกราบเหมที่บ่าน้ำตาคลอ เหมกอดลำดวนไว้อย่างทะนุถนอม จับปลายผมลำดวนขึ้นหอมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดใจเดินตามหลวงเผด็จลงเรือนไป

ooooooo

หมื่นวิชิตผยองพองขนนัก ข่มทั้งหลวงสรอรรถและเรืองที่เพิ่งยอมตนมาเข้ากับพวกวิลาศ สั่งหลวงสรอรรถกับเรืองให้ทำงานแล้วตัวเองไปหาบัวให้พาไปเยาะเย้ยเหมในคุกก่อนที่จะโดนบั่นคอ

“อย่านานนัก ลอบเข้าไปพบนักโทษมีโทษหนักไม่เบา แม้หัวหมื่นจะอยู่ในบังคับของวิลาศ ไม่ต้องกลัวอาญาบ้านเมือง แต่ฉันมิได้อยู่ในบังคับด้วย” บัวย้ำเตือนหมื่นวิชิตบอกว่าเหมทำร้ายพวกเรา บัวสมควรไปเอาคืนบ้าง “ฉันไม่อยากเห็นหน้าให้เป็นเสนียดนัยน์ตา หัวหมื่นจะไปก็รีบไปเถิด”

ระหว่างหมื่นวิชิตเข้าไปในคุกนั่นเอง หลวงสรอรรถมาแอบดูอยู่เห็นบัวก็จิกตาพึมพำ “แม่บัว...”

หมื่นวิชิตเข้าไปเยาะเย้ยเหมว่าลูกพระยาตกอับกล้ามาแข่งวาสนากับตนสุดท้ายก็มีหัวได้ถึงพรุ่งนี้เท่านั้น เหมย้อนเย้ยว่า “แล้วเอ็งดีกว่าข้านักรึ เพื่อเอาชีวิตรอด ถึงกับยอมเข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศยอมตนเป็นบ่าวรับใช้เสียศักดิ์ศรีตระกูลนัก”

หมื่นวิชิตเสียหน้าที่เหมรู้เรื่องของตนกระนั่นก็ยังกร่างว่า ถึงเหมรู้ไปก็เท่านั้นเพราะอย่างไรเหมก็ไม่มีทางรอด แลถึงตนจะยอมลดตัวเป็นบ่าวไพร่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ได้โอกาสเมื่อใดก็จะกลับไปมั่งมีเหมือนเดิม ยิ้มร้ายเย้ยเหมว่า

“แล้วสิ่งแรกที่ข้าจะทำก็คือ เอาเมียเอ็งมาเป็นเมียน้อยให้หายแค้น” แล้วหัวเราะใส่หน้าเหมอย่างสะใจ แต่ไม่ได้ทำให้เหมตระหนกแต่อย่างไรยังคงมองหมื่นวิชิตอย่างสงบนิ่งจนหมื่นวิชิตเจื่อนไปเอง

ooooooo

ทับทิมมาหาลำดวนที่เรือนเหมแต่เช้าบอกว่า คุณหลวงของตนเพิ่งกลับจากจันทบูรเมื่อคืน พอตนได้ข่าวเหมก็เป็นห่วง ถามว่าแล้วลำดวนจะทำอย่างไรต่อไป

“น้องแบ่งเบี้ยอัฐให้บ่าวไพร่แลให้แยกย้ายกันไปหมดแล้วเจ้าค่ะ รอเสร็จสิ้นคดีคุณพี่เหมเมื่อใด ก็จะขายเรือนนี้แล้วไปอยู่กับคุณหญิงแม่ที่อยุธยาเจ้าค่ะ”

ทับทิมสงสารน้องที่ต้องเป็นหม้ายแต่ยังสาว ลำดวนบอกว่าเป็นบุญที่ทับทิมมาหา ตนมีบางเรื่องที่ไม่อาจทำเองได้และจะหาคนไว้ใจได้ก็ไม่มี เอ่ยขอ “พี่ทับทิมช่วยน้องด้วยเถิดนะเจ้าคะ”

ทับทิมถามว่าเรื่องกระไรหรือ ก็พอดีบัวเดินออกมาจากข้างใน ทับทิมถามว่าบัวมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร บัวมองทั้งสองสีหน้าเครียด เหมือนเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรสักอย่างไว้แล้ว

ooooooo

สมิงสอดน้อยนำตัวเหมที่ถูกมัดมือไพล่หลังไปมอบให้กัปตันบราวน์ กัปตันไม่พอใจถามว่าเหตุใดไม่ตีตรวน

“หลวงสุรบดินทร์กระทำผิดต่อคนของวิลาศ แต่หาได้กระทำผิดต่อสยามไม่ เพียงแค่มัดด้วยเชือกก็ถือว่าเสียเกียรติมากแล้ว” คุณชายช่วงชี้แจง กัปตันบราวน์จึงมาดูว่ามัดแน่นหนาหรือไม่ พอใจแล้วจึงสั่งให้คุมตัวเหมลงเรือ

“ส่งหลวงสุรบดินทร์แทนฉันด้วยนะคุณพระ” คุณชายช่วงตบบ่าบอกสมิงสอดน้อยแล้วพาทหารออกไปด้วยความเศร้าใจที่จำต้องทำเช่นนี้กับเหมทั้งที่เหมทำเพื่อแผ่นดิน

ขณะเหมกำลังจะถูกพาจากเรือเล็กไปเรือใหญ่ นั่นเอง ลำดวนตามมาเรียกเหม พวกทหารอังกฤษพากันกระชับปืนเล็งไปที่ลำดวนไม่ให้เข้าใกล้เหม สมิงสอดน้อยชี้แจงกับกัปตันบราวน์ว่าลำดวนเป็นภรรยาเอกของหลวงสุรบดินทร์ เพียงแค่มาล่ำลากันเท่านั้นท่านคงไม่ใจดำกระมัง กัปตันบราวน์เห็นลำดวนไม่มีพิษสงใดจึงยอมให้เข้าไป

ขณะที่ลำดวนกับเหมกำลังล่ำลากันอย่างอาลัย อาวรณ์นั้น จู่ๆสมิงสอดน้อยก็ชักดาบออกจากฝัก พวกทหารพากันเล็งปืนใส่สมิงสอดน้อย บราวน์ตวาดว่าจะชิงตัวนักโทษรึ!

ลำดวนอาศัยจังหวะที่ชุลมุนนั้นแอบเอาห่วงกวิน คือห่วงสำหรับผูกเงื่อนและแก้เงื่อนเชือกของควาญช้างใส่มือเหมที่ถูกมัดไพล่หลังอยู่ สมิงสอดน้อยเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนแล้วจึงเก็บดาบเข้าฝักโดยกัปตันบราวน์ไม่ได้สงสัยอะไร

เหมถูกนำตัวลงเรือเล็กพายไปที่เรือลำใหญ่ ลำดวนมองตามด้วยความเป็นห่วงว่าแผนการของตนจะสำเร็จหรือไม่

ooooooo

เมื่อเรือเล็กพายมาถึงกลางแม่น้ำ ทันใดนั้นเหมที่นั่งอยู่กลางลำเรือ ก็ถีบทหารที่เอาปืนจ่อข้างหน้าตนอยู่ผงะ จระเข้ฟาดหางใส่ทหารที่เอาปืนจ่ออยู่ด้านหลังแล้วกระโดดลงน้ำทันที กัปตันบราวน์ชักปืนออกมา ก็ได้แต่ยิงตามลงไปในน้ำ

“FIRE!” กัปตันบราวน์ตะโกน ทหารวิลาศพากันยิงลงน้ำหูดับตับไหม้ ครู่ใหญ่ก็พากันมองลงไปในน้ำ ไม่เห็นเหมโผล่ขึ้นมา

2-3 วันต่อมา...เย็นวันนี้ขณะลำดวนกำลังคุยอยู่กับคุณปิ่นและขุนนาฏที่เพิ่งได้ข่าวและมาถามไถ่เรื่องราวอยู่นั้น บุษย์ก็มาร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่า “แม่นายขอรับ เจอศพคุณเหมแล้วขอรับ” ลำดวนมีสีหน้าตื่นตกใจไม่น้อย

ที่ริมแม่น้ำ ชาวบ้านพากันมามุงดูศพ เห็นศพถูกมัดมือ ศพอยู่ในชุดของเหมที่ใส่ขณะกระโดดลงน้ำ คุณชายช่วงมาเห็นศพถึงกับเบือนหน้าหนี สั่งทหารให้ดูว่าใช่หลวงสุรบดินทร์หรือไม่ ทหารเข้าไปดูแล้วรายงานว่า

“หน้าตาเละจนมองไม่ออกเลยขอรับ สงสัยว่าจะโดนปลากินศพ แต่ชุดที่สวมแลเชือกที่มัดอยู่ก็น่าจะใช่คุณหลวงขอรับ”

ค่ำวันที่เผาศพนั่นเอง สัปเหร่อเข้ามาแจ้งคุณชายช่วงว่า จากการตรวจศพตามหน้าที่ เห็นว่ามีข้อพิรุธสองประการ สัปเหร่อหยิบห่วงกวินออกมาให้ดูบอกว่า

“ประการแรก กระผมเจอห่วงอันนี้ในเสื้อของศพขอรับ และพิรุธอีกข้อคือ ศพมิได้จมน้ำตาย แต่มีรอยแผลถูกดาบฟันขอรับ แถมใบหน้าศพก็มีรอยแผลถูกมีดกรีดก่อนปลาจะกินซ้ำด้วยขอรับ”

คุณชายช่วงรับรู้ข้อมูลจากสัปเหร่อด้วยความแปลกใจมาก ยิ่งฟังข้อพิรุธจากสัปเหร่อก็ยิ่งเห็นพิรุธมากมาย

ooooooo

เหมโดดลงน้ำถูกพวกกัปตันบราวน์ยิงอย่างบ้าระห่ำ แต่เหมปลอดภัยขึ้นไปหลบที่กระท่อมชายนา จนรุ่งขึ้น ทับทิมก็เอาของที่เหมสั่งไว้ทุกอย่างไปให้ที่ กระท่อม บอกว่าลำดวนต้องอยู่จัดงานศพให้เสร็จเสียก่อนจึงจะตามไปได้

ระหว่างที่เหมออกเดินทาง เจอสมิงสอดน้อยใน ชุดชาวบ้านมาดักอยู่ สมิงสอดน้อยเอ่ยอย่างยินดีว่า

“เอ็งรอดแลยังช่วยให้บ้านเมืองรอดด้วย พวกวิลาศไม่ติดใจเรื่องการตายของเอ็ง แลคงเอาเป็นข้ออ้างในการรุกรานไม่ได้อีก แต่เสียดายนักหนา หากเอ็งรับราชการต่อไปคงได้เป็นถึงพระยาแน่ ไม่น่ายุติลงแค่ตำแหน่งหลวงเลย”

“ยศศักดิ์ไม่สำคัญเท่าบ้านเมืองดอกพี่ เอ่อ...แล้วเรื่องศพ มีผู้ใดสงสัยบ้างหรือไม่”

สมิงสอดน้อยกระหยิ่มยิ้มย่องบอกว่า “แผนการของคุณหนูบัวแยบยลนัก ไม่มีผู้ใดจับได้ดอก”

ที่แท้แผนการทั้งหมดถูกกำหนดขึ้นก่อนที่เหมจะถูกจับและนำตัวไปมอบแก่กัปตันบราวน์แล้วตั้งแต่คืนที่เหมลอบไปลาลำดวนและบัวเดินออกจากห้องมาเจอ

ลำดวนวางแผนแอบเอาห่วงกวินไปให้เหมและให้เหมกระโดดน้ำหนีระหว่างถูกนำตัวไปยังเรือลำใหญ่ เวลานั้นเหมติงว่าวิลาศต้องการหาข้ออ้างในการรุกราน หากตนหนีไป วิลาศก็ไม่เลิกอยู่ดี บัวเดินออกมาจากข้างในถามขึ้นว่า

“แล้วถ้าหาคนมาตายแทน เพื่อให้วิลาศเข้าใจผิดว่าหลวงสุรบดินทร์ตายไปแล้วเล่า?” แล้วเล่าว่า “เมื่อครู่ฉันได้พบกับหมื่นวิชิต เพลานี้หมื่นวิชิตได้เข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศ จึงไม่เกรงอาญาของสยามอีก ถ้าเราจับหมื่นวิชิตแลใช้มาเป็นตัวตายแทนคุณเหมได้ ก็ไม่ต้องกลัววิลาศจะหาข้ออ้างรุกรานอีก”

ทั้งเหมและลำดวนต่างไม่ต้องการให้มีคนตายแทนกันเกิดขึ้น ไม่เห็นด้วยถ้าต้องฆ่าคนอื่นเพื่อเอาชีวิตรอด

“พอกันทั้งคู่” บัวหน้าตึง “คิดบ้างหรือไม่ว่า ถ้าคุณเหมตายก็เพียงช่วยบ้านเมืองได้เท่านั้น แต่ถ้าหมื่นวิชิตตาย มิเพียงช่วยบ้านเมือง แต่ยังช่วยคุณเหมล้างแค้นให้พี่พุ่มได้ด้วย แลสิ้นคุณเหมไปแล้ว เจ้าก็ยากจะพ้นเงื้อมมือหมื่นวิชิตไปได้ดอก หากไม่เลือกทางนี้ ก็เตรียมตัวตายเช่นเดียวกัน”

ดังนั้น เมื่อหมื่นวิชิตเข้าไปเยาะเย้ยเหมออกมาจึงถูกสมิงสอดน้อยดักเอาไม้ฟาดท้ายทอยสลบในทีเดียวแล้วลากร่างหมื่นวิชิตหายไป กำจัดหมื่นวิชิตแล้วบัวบอกเหมว่าพรุ่งนี้เตรียมตัวให้ดีอย่าให้พลาด เหมขอบใจ

บัวบอกไม่ต้องขอบใจ ตนทำเพื่อไถ่โทษที่มีส่วนทำให้พุ่มตายและไม่อยากให้เกิดอันตรายกับลำดวนด้วย

แล้วบัวก็เอ่ยลาออกจากคุกไปน้ำตารื้น

เหมมองตามบอกกับตัวเองว่าสักวันต้องตอบแทนบุญคุณของบัวให้ได้

ooooooo

แผนการช่วยเหมดำเนินไปอย่างแยบยลและประสานกันอย่างแม่นยำ เมื่อเหมกระโดดลงน้ำใช้ห่วงกวินแก้เงื่อนเชือกสำเร็จ หลวงเผด็จก็ดำน้ำเข้ามาเอากระบอกไม้ไผ่ที่มีอากาศเต็มให้เหมทันที

เหมเอากวินใส่กระเป๋าเสื้อ สูดอากาศจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วดำน้ำหนีไปกับหลวงเผด็จ

ดำน้ำไปโผล่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ เจอสมิงสอดน้อยลากหมื่นวิชิตที่กลัวตายจนตัวสั่นแต่ในที่สุดก็ตายด้วยดาบของสมิงสอดน้อยแล้วให้เหมเปลี่ยนชุดกับหมื่นวิชิต สมิงสอดน้อยกรีดหน้าหมื่นวิชิตเพื่อไม่ให้ใครจำได้ เหมคุกเข่าขออโหสิกรรมหมื่นวิชิต หลวงเผด็จติงว่าคนชั่วอย่างมันจะไปขออโหสิกรรมทำไม

“ถึงจะชั่ว แต่ก็หาควรมีใครตายเพื่อต่อชีวิตให้อีกคนไม่” เหมเอ่ยจากใจแล้วรีบเปลี่ยนชุดกับศพหมื่นวิชิต ห่วงกวินจึงติดอยู่ในกระเป๋าเสื้อเหม ที่ทำให้สัปเหร่อค้นเจอในศพหมื่นวิชิต

ขณะสมิงสอดน้อยกับเหมกำลังบ่ายหน้าไปอยุธยานั่นเอง สมิงสอดน้อยถูกหลวงสรอรรถลอบยิงจนบาดเจ็บสาหัส พริบตานั้น เรืองที่มากับหลวงสรอรรถก็ใช้ดาบฟันกลางหลังหลวงสรอรรถ ยิ้มเหี้ยมบอกว่า

“ข้ารู้ที่ซ่อนสมบัติแล้วจะเก็บเอ็งไว้ทำกระไร แลที่ข้าต้องการคือพิสูจน์ว่าดาบอาทมาตเหนือแลดาบ อาทมาตใต้ใครจะเหนือกว่ากัน แล้วจะให้เอ็งมาขัดขวางข้าได้รึ”

หลวงสรอรรถพยายามจะยิงเรืองแต่ถูกเรืองฟันซ้ำจนตาย เหมเห็นโจรฆ่าโจรก็ได้แต่พึมพำอย่างสมเพช...

“สันดานโจร”

ฆ่าหลวงสรอรรถแล้ว เรืองหันมาใช้ดาบสองมือประลองกับเหมด้วยวิชาดาบอาทมาตเหนือและอาทมาตใต้ ฝีมือเรืองฉกาจนักและยิ่งเมื่อเรืองได้พลิกแพลงสู้ก็ทำให้เหมตกเป็นฝ่ายรับ เรืองหัวเราะเยาะเหมว่า

“ดาบอาทมาตเหนือมีแต่ลูกไม้โบราณไม่มีทางเอาชนะข้าได้ดอกโว้ย”

เหมเครียดแต่เมื่อนึกถึงคำสอนของพระครูยมที่ว่า “จะเหนือหรือใต้ก็มาจากรากเหง้าเดียวกัน มิว่าจะมีกระบวนท่าสูงส่งร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่าหัวใจอันเป็นแก่นแท้ของดาบอาทมาตดอก เมื่อเอ็งถ่องแท้ในวิถีแห่งดาบแล้ว สิ่งอื่นใดย่อมไร้ความหมายทั้งสิ้น” ทำให้เหมจิตเริ่มสงบลงใช้สติเข้าต่อสู้และระหว่างนั้นก็ระลึกถึงคำสอนของพระครูยมอย่างมีสมาธิท่ีว่า

“เพลงดาบอาทมาตมีหลักการก้าวย่างตามหลักสี่ทิศ ดาวแปดแฉกมีแม่ไม้เพียงสามท่าคือ คลุมไตรภพ ตลบสิงขร ย้อนฟองสมุทร แต่แม่ไม้สามท่านี้หากเข้าใจลึกซึ้งแตกฉาน ก็สามารถพลิกแพลงได้เป็นอัศจรรย์ ขึ้นอยู่กับปัญญาของเอ็งเป็นสำคัญ แต่ที่เอ็งต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือ หัวใจของเพลงดาบ เขาฟันเราไม่รับ เขารับเราไม่ฟัน จะฟันต่อเมื่อเขาไม่รับ จะรับต่อเมื่อหลบหลีกไม่ทัน”

เมื่อตั้งสติมีสมาธินำคำสอนของพระครูยมมาใช้ เหมก็มีท่าพลิกแพลงต่อสู้กับเรืองจนสมิงสอดน้อยที่ดูอยู่ตกใจคิดไม่ถึงว่าจู่ๆเพลงดาบขอเหมจะเปลี่ยนไปและดูลึกซึ้งกว่าเดิมมาก

ด้วยระลึกถึงคำสอนของพระครูยมและนำมาใช้อย่างมีปัญญาสร้างสรรค์ ในที่สุดเหมก็ฟันเข้าแสกหน้าเรืองอย่างจังจนเรืองล้มตายทั้งที่ตายังเบิกโพลง แต่เหมเองก็ทรุดลงอย่างหมดแรงเช่นกัน

เพราะทุกคนเชื่อว่าเหมตายแล้วและศพก็เผาแล้ว เหมจึงต้องปลอมเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่อาจเปิดเผยตัวได้ จึงแอบพาสมิงสอดน้อยไปไว้ที่หน้าเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ได้รับการรักษาจนฟื้นและพูดคุยกับบุษย์ได้แต่ยังปกปิดเรื่องเหมไว้

ooooooo

ลำดวนตัดสินใจขายบ้านให้ทับทิมเพื่อตัวเองจะได้ไปอยู่กับคุณหญิงแม่ที่อยุธยา ทับทิมตั้งใจซื้อบ้านไว้ให้บัวอยู่แต่ก็ปรากฏว่าหม่อมดวงแขให้คนมารับบัวไปอยู่ด้วยที่ลำปาง

ก่อนแยกจากกัน สามพี่น้องต่างปรับความเข้าใจกัน บัวสำนึกผิดขอโทษลำดวน สามพี่น้องกอดกันด้วยความรักและเข้าใจกัน ลำดวนพูดเสียงสั่นเครือด้วยความปลื้มปีติว่า

“เราสามพี่น้องกลับมารักใคร่กลมเกลียวกันอีกครั้ง ลำดวนไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่านี้อีกแล้วเจ้าค่ะ”

คนที่หม่อมดวงแขให้มารับบัวไปลำปางคืออินทร์นั่นเอง บัวเขินแต่ก็ขอตัวไปเก็บของบนเรือน ทับทิมกับลำดวนมองตามบัวไปด้วยความหวังว่าบัวจะได้ไปเริ่มต้นใหม่ที่ลำปาง...

เมื่อลำดวนไปถึงอยุธยา คุณหญิงแม่กอดลำดวนไว้ด้วยความรักเอ่ยอย่างปลื้มปีติว่า “พ่อเหมเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”

เหมในวันนี้ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์แล้ว แต่ยังร้อยมาลัยให้ลำดวนอย่างที่เคยทำ บอกลำดวนว่าให้เรียกตนว่าพี่เหมและเรียกคุณหญิงแม่ว่าแม่ก็พอ เพราะวันนี้ไม่มีหลวงสุรบดินทร์อีกแล้ว เหลือเพียงควาญช้างที่ชื่อเหมเท่านั้น ถามลำดวนว่าเสียใจหรือไม่ที่ตนไม่ได้เป็นหลวงสุรบดินทร์แล้ว ลำดวนซบหน้ากับอกเหม ดูมาลัยที่เหมร้อยให้ เอ่ยอย่างมีความสุขว่า

“คนร้อยมาลัยนี้ แม้ไม้มียศศักดิ์ก็ไม่เป็นกระไร ขอเพียงมีหนึ่งใจให้ลำดวนก็พอจ้ะ”

ooooooo

8 ปีผ่านไป ที่ปางช้าง มากับส่งเป็นควาญช้างอยู่ที่นั่น ต่างก็ร้องโวยวายตามหาขุนศรีไชยทิตยเพราะอ้ายดำตกมัน ขุนศรีบัญชาการให้ล้อมจับอ้ายดำ แต่ไม่ทันไรก็เห็นเหมขี่คออ้ายดำเข้ามาอย่างสง่างามพาอ้ายดำเข้ามาหาทุกคน

เหมบอกว่าตนสะกดอ้ายดำลงได้แล้ว ส่งถามทึ่งว่าเหมสะกดช้างตกมันได้ด้วยรึ เหมบอกว่าตนเคยผ่านอ้ายช้างยักษ์สังข์มาแล้วช้างอื่นจะต้องเกรงอันใด ทุกคนพากันชื่นชมยินดี ขุนศรีหัวเราะชอบใจบอกว่าสมแล้วกับที่ได้เป็นสดัมหมอช้างที่เป็นรองเพียงตนเท่านั้น พูดกับทุกคนว่า

“ทุกคนได้เห็นแล้วกระมังว่าอ้ายเหมเหมาะแล้วที่จะเป็นสดัมของพวกเรา”

“สดัมๆๆๆ” ทุกคนตะโกนขึ้นพร้อมกัน เหมนั่งอยู่บนคอช้างยิ้มรับการชื่นชมของทุกคน

มาลัยลูกสาววัย 7-8 ขวบของลำดวนกับเหม ได้ข่าวแม่พังโตตกลูกจึงรบเร้าให้ลำดวนพามาดู ระหว่างที่มาลัยเล่นกับลูกแม่พังโตนั้น ลำดวนหน้าขรึมลงบอกเหมว่ามีสาส์นจากทับทิมแจ้งว่า วิลาศไม่พอใจที่สยามผูกขาดสินค้า เกรงว่าอาจจะเกิดศึกได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถามเหมว่าคิดเห็นอย่างไร

“คราก่อน วิลาศส่งเซอร์เจมส์บรู๊กมาเป็นราชทูตแต่ก็เจรจากันไม่สำเร็จ เพราะข้อเสนอของทางวิลาศไม่เป็นธรรมแลถ้าวิลาศยังดื้อดึงต่อไปก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดศึกขึ้นจริง”

“ลำดวนไม่อยากให้ถึงวันนั้นเลยเจ้าค่ะ มิรู้ว่าจะต้องมีผู้คนล้มตายกันอีกเท่าใด แลหากรบแพ้ ก็ต้องกลายเป็นเมืองขึ้นเมืองออกสิ้นศักดิ์ศรีให้เขาย่ำยีเอาเท่านั้นเอง”

ทั้งลำดวนและเหมต่างเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสยามอันเป็นที่รักในเวลานี้

และเมื่อสามพ่อแม่ลูกกลับเรือน ก็แปลกใจเมื่อเห็นคุณหญิงแม่ที่ดูแลลูกชายคนเล็กวัย 3-4 ขวบนั่ง

ซับน้ำตาอยู่ไปมา ลำดวนถามว่าแม่ท่านเป็นกระไรหรือ คุณหญิงแม่บอกว่าเมื่อครู่มีคนมาแจ้งว่าพระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว

เหมกับลำดวนตะลึง แล้วเหมกับลำดวนก็คุกเข่าหันหน้าไปทางพระมหานครยกมือไหว้แล้วก้มกราบ ทุกคนทำตามไม่เว้นแม้แต่ลูกชายคนเล็กวัยเพียง 3-4 ขวบ...

ooooooo

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2394 หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่สี่แห่งราชวงศ์จักรี แต่พระองค์ทรงเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณีมีพระชะตาแรง ควรต้องได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วย จึงทรงสถาปนาเจ้าฟ้าจุฑามณีเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง มีพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว”

4 ปีต่อมา เจ้าพระยาพระคลังได้ขึ้นเป็นสมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ สมิงสอดน้อยขึ้นเป็นพระยาและหลวงเผด็จก็ได้ขึ้นเป็นคุณพระเช่นกัน

ทั้งหมดต้องแก้ไขสถานการณ์ที่ถูกวิลาศเสนอให้สยามทำการค้าเสรีเพราะหากเป็นเช่นนั้นคนก็จะติดฝิ่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่หากไม่ยอมก็ต้องเปิดศึกขึ้นเป็นแน่ มีเสียงแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายสมิงสอดน้อยอาสาสู้ศึกขอตายเป็นคนแรก แต่ขุนนางอีกฝ่ายถามว่าวิลาศมีเรือลอยลำห่างไปไม่ไกล อาวุธของมันก็เหนือกว่าเรามากจะเอาชนะได้หรือ

“พอเถิด ท่านเจ้าคุณทุกๆคนด้วย ถึงเพลานี้แล้วเราคงต้องยอมรับว่าต่อให้พวกเราตายจนหมด ก็ไม่อาจทานแสนยานุภาพของวิลาศได้อยู่ดี แลสนธิสัญญาที่กำลังจะลงนาม แม้จะทำให้เราเสียเปรียบบางข้อ แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่ คือนับแต่นี้เราจะติดต่อเรียนวิชาการจากตะวันตกง่ายขึ้น เมื่อคนของเรามีความรู้มากขึ้น สยามก็จะจำเริญขึ้น แลเข้มแข็งพอที่จะสู้กับวิลาศและเมืองอื่นได้ในภายหน้า เราสู้กัดฟันกลืนเลือดเสียตอนนี้เพื่อกาลข้างหน้าเถิด” สมเด็จเจ้าพระยาสรุป ทุกคนจำต้องปฏิบัติตาม

2 ปีต่อมา คุณชายช่วงมาหาเหมที่ปางช้างแจ้งว่า เพลานี้พระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ให้คณะราชทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการต่อสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย แห่งเมืองวิลาศ บอกว่างานนี้สำคัญมากแลอยากให้เหมไปด้วย

แต่เพราะเหมยังต้องปิดบังอำพรางตัว คุณชายช่วงจึงให้เหมปลอมตัวเป็นหมอนวดของคณะทูต การนี้เหมจะต้องจากครอบครัวไปร่วมปี แต่อยากขอให้เหมเสียสละเพื่อบ้านเมืองอีกสักครั้ง

เหมคิดหนักไม่กล้าเอ่ยปากกับลำดวน แต่ลำดวนก็รู้เพราะเห็นและได้อ่านสาส์นที่เหมถือกลับเรือนจึงรู้และอยากให้เหมไป ลำดวนพยายามแสดงให้เหมเห็นว่าตนเข้มแข็งพอที่จะดูแลครอบครัวได้ บอกว่าตนรักเขาเพราะเป็นคนมุ่งมั่นเมื่อทำสิ่งใดก็ไม่หวังผลตอบแทนแม้แต่เกียรติยศชื่อเสียงหรือคำกล่าวยกย่องของคนรุ่นหลัง

เหมปลื้มปีติ ภูมิใจ ขอบใจลำดวนที่สนับสนุนให้ตนไปทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เพื่อประเทศชาติอีกครั้ง ดังคำกล่าวที่ว่า

“ถึงเจ้าจักเป็นเศษเสี้ยวธุลีของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่าตัวเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของผืนแผ่นดิน เพื่อเจ้าจักได้ชื่อว่า เกิดมาเป็นข้าแผ่นดิน เป็นข้าแห่งบดินทร์”

ooooooo

-อวสาน-

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.164 seconds with 16 queries.