User Info
Welcome,
Guest
. Please
login
or
register
.
10 September 2026, 01:36:25
1 Hour
1 Day
1 Week
1 Month
Forever
Login with username, password and session length
Search:
Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ
http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088
Posts in
15,338
Topics by
70
Members
Latest Member:
KAN
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
|
หมวดหมู่ทั่วไป
|
ศาลาพักใจ
|
รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก
|
เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
« previous
next »
Pages:
[
1
]
Author
Topic: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th) (Read 1374 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
on:
17 July 2026, 20:31:34 »
เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/synopsis
นิยาย สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ละอองดาว
การเสียชีวิตอย่างกระทันหันของ ดร.ไกร เบ็ญจรงค์ (ตฤณ เศรษฐโชค) ประมุขของบ้านเบ็ญจรงค์ตระกูลเก่าแก่ที่มีทรัพย์สินและธุรกิจมหาศาลติดอันดับต้นๆของประเทศ ทำให้ กรกฎ เบ็ญจรงค์ (อรรคพันธ์ นะมาตร์) บุตรชายผู้เป็นทายาทโดยสายเลือดเพียงคนเดียว ต้องรีบบินด่วนกลับจากสหรัฐฯ มาเคารพศพบิดาและรับช่วงสืบทอดอาณาจักรของตระกูลที่มี อรรถวาที (อรุณ ภาวิไล) ทนายความประจำตระกูลคอยจัดการดูแลผลประโยชน์ ชวนชม (รสริน จันทรา) แม่บ้านเก่าแก่ผู้เลี้ยงดูกรกฎมาตั้งแต่เล็ก คอยช่วยจัดการสิ่งต่างๆในบ้านเบ็ญจรงค์ให้ดำเนินไป ภายใต้อาณัติของ ละอองดาว เบ็ญจรงค์ (ทิสานาฏ ศรศึก) หญิงสาวที่ไม่มีใครรู้จักชาติกำเนิดที่มา ที่ดร.ไกร นำมาชุบเลี้ยงตั้งแต่ ยังเล็กในฐานะบุตร เป็นผู้ควบคุมดูแลทุกอย่างของบ้าน
กรกฎได้ให้คำมั่นสัญญากับ ผดาชไม (ปุณยาพร พูลพิพัฒน์) หญิงคนรัก ที่นักฟังเพลงค่อนโลกรู้จักเธอในนาม ฮันนี่ ราชินีจานเสียงผู้ทรงเสน่ห์ ว่าจะแต่งงานกับหล่อนทันทีหลังงานศพของบิดาเสร็จสิ้น แต่เหตุการณ์กลับ ตาลปัตรเมื่อพินัยกรรมของ ดร.ไกร ได้กำหนดระบุให้กรกฎต้องแต่งงานกับละอองดาวน้องสาวที่ไม่ได้รู้จัก หน้าค่าตามาเกือบ 20 ปี หรือเด็กหญิงอ้วนดำหน้าขี้ริ้วขี้เหล่ และขี้โรคที่กรกฎจำได้ติดตามาตลอดในกำหนด 3 ปี นับจากนี้โดยมีกองมรดกมูลค่านับแสนล้านเป็นหลักประกัน กรกฎเดือดเนื้อร้อนใจเป็นอันมากประกาศหัวชนฝาฝ่าฝืนคำสั่งของบิดาจะหาวิธีหลีกเลี่ยงการแต่งงานที่ถูกบังคับขืนใจนี้ให้จงได้
เดือดร้อนไปถึง ธัชชัย (กรเศก โคนินทร์) ทนายความหนุ่มสหายรักของกรกฎ ถูกลากและขอร้องให้เข้ามารับงานเพื่อหันเห ละอองดาวออกไปจากกรกฎ เสียโดยมีสินจ้างหลายสิบล้านเป็นรางวัลล่อใจ ผดาชไมที่บินกลับมาถึงและรู้เรื่องเข้า ก็ตีโพยตีพายใหญ่โต อาฆาตหมายหัวละอองดาวไว้เป็นศัตรูหัวใจทันทีแต่ก็ต้องยอมลดราโอนอ่อนตามคำขอร้องของกรกฎที่ให้อดทนรอจนกว่าจะพ้นพันธะข้อกำหนด 3 ปี
ผดาชไมเดินหน้าทำให้ตนเองเฉิดฉายโดดเด่นในวงการธุรกิจบันเทิงทันทีโดยมี รุ้งเพชร นักโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อนสนิทเป็นผู้ช่วยเหลือจนเธอได้ไปรู้จักกับ เจ้าคำอินทร์ (ดนัย สมุทรโคจร) หนุ่มโสดเนื้อหอม นักจัดรายการเพลงชื่อดัง ทายาทของวังนพดล จนสนิทสนมคุ้นเคย สร้างความขุ่นเคืองไม่ชอบหน้าให้กับ กรกฎอย่างมาก อีกทั้งผดาชไมยังไปพยายามโปรยเสน่ห์กับ ท่านชายสดายุ (เคลลี่ ธนะพัฒน์) เชื้อพระวงศ์หนุ่มรูปงามผู้เป็น อาของชลทิชา ซึ่งเป็นบุคคลที่กรกฎยอมรับให้ความเคารพนับถือและสนิทสนมกันมานมนาน
ผดาชไมใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยอย่างหลงระเริง โดยมีกรกฎคอยจ่ายปรนเปรอให้ อีกทั้งยังมี งามตา (ปนัดดา โกมารทัต) แม่ที่ผดาชไมปกปิดผู้คนไว้ว่าได้ไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกนานแล้ว แต่ความจริงยังใช้ชีวิตกลางคืน เป็นนักร้องตามผับบาร์ และแอบมาขอเงินจากผดาชไมจำนวนมากไปบ่อยๆ ส่งผลไปถึงกรกฎที่มากลาย เป็นชักหน้าไม่ถึงหลังเข้าไปทุกที ต้องคอยบากหน้าไปเบิกเงินล่วงหน้าจากอรรถวาทีอยู่เนืองๆ
กรกฎที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับชีวิตนอกรั้วบ้านจนไม่เคยได้พบปะเห็นหน้าละอองดาวเลย จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาละอองดาวที่ป่วยกลางดึกคืนหนึ่ง แจ้งบอกปฏิเสธการแต่งงานตามพินัยกรรม ขอให้ละอองดาวทำจดหมายปฏิเสธการแต่งงานขึ้นเมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 ตามข้อกำหนด ละอองดาวเองก็ตอบรับทันที รับปากพร้อมช่วยทุกวิถีทางเพื่อให้กรกฎหลุดพ้นจากความเดือดร้อนดังกล่าว โดยไม่มีข้อแม้ให้เร็วที่สุดจนสร้างความประหลาดใจและข้องใจลึกๆขึ้นมาต่อกรกฎ
หลังจากนั้น กรกฎก็ไม่ได้สนใจละอองดาวอีกเลยออกตระเวนเฝ้าตามผดาชไมที่อยู่ในช่วงเนื้อหอมไปในที่ต่างๆเกือบทุกวันจนกรกฎหัวหมุนและรู้สึกเบื่อรำคาญตัวเองเวลาล่วงไปเกือบเดือน กรกฎถึงได้เจอละอองดาวเป็นครั้งแรกด้วยความบังเอิญ ความงดงาม และความเป็นกุลสตรีในทุกอริยาบทของละอองดาว ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนขึ้นลึกๆในใจของกรกฎ โดยไม่รู้ตัวนับจากนั้นเป็นต้นมา
ธัชชัยที่รับภาระกิจมาจากกรกฎ ก็เกิดตกหลุมรักละอองดาวอย่างเงียบๆขณะที่กรกฎเองก็กลับ ขุ่นเคืองเพื่อนรักโดยไม่มีสาเหตุอยู่แทบทุกครั้งที่มาสานสัมพันธ์พาละอองดาวออกไปไหนมาไหนกันสองคน และผดาชไมเมื่อได้มาพบกับละอองดาวเข้า ก็เกิดความหึงหวงกรกฎขึ้นมาอย่างชัดแจ้ง จากที่เคยนิ่งนอนใจมาตลอดว่าละอองดาวคือหญิงสาวขี้เหร่ไร้เสน่ห์ เปลี่ยนท่าทีมาเป็นศัตรู คอยกีดกันหาเรื่อง ไม่ยอมให้กรกฎสนิทสนมใกล้ชิดละอองดาว
ละอองดาวที่ตัดสินใจออกตระเวนสมัครงาน เพื่อที่จะหาเลี้ยงตัวและยืนด้วยลำแข้งตัวเองโดยไม่ต้องการรับผลประโยชน์ใดๆ จากกองมรดกได้สร้างความปวดหัวให้กับอรรถวาที และความขุ่นเคืองให้กับกรกฎเป็นอย่างมาก ด้วยการช่วยเหลือของ เริงใจ (อาภา ภาวิไล) และ ชลทิชา (ปภาดา กลิ่นสุมาลย์) เพื่อนรักเพื่อนสนิท ละอองดาวจึงได้งานในวังนพดลกับ เสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ (เดือนเต็ม สาลิตุล) ผู้ที่เจอละอองดาวครั้งแรกก็รู้สึกเมตตาและถูกชะตาในตัวละอองดาวเป็นอันมาก
กรกฎที่ได้รู้เรื่องเข้า ถึงกับโกรธหัวเหวี่ยงสั่งห้ามละอองดาวลาออก ไม่ให้ออกไปหางานทำ จนละอองดาวจำฝืนใจทูลขอเสด็จฯ ลาออกทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มงาน หลังจากนั้นผดาชไมได้เข้าไปพูดจาหาเรื่องละอองดาวถึงบ้าน ต่อว่าที่เป็นต้นเหตุให้เธอกับกรกฎไม่ได้แต่งงานกันแม้ละอองดาวจะย้อนผดาชไมจนหน้าชากลับไป แต่ก็ทำให้ละอองดาวเหมือนถูกตบหน้าและบีบคั้นความรู้สึกอย่างมาก ละอองดาวจึงตัดสินใจไปขอเสด็จฯ กลับเข้าทำงานอีกครั้ง เสด็จฯ เองก็ตอบรับด้วยความยินดีทันที กรกฎรู้เข้ารีบยับยั้งตามละอองดาว เข้าไปคุยอธิบายกับเสด็จพระองค์หญิง เสด็จฯ จึงได้รู้จักกรกฎเป็นครั้งแรก
กรกฎไปต่อว่าผดาชไมที่ไปหาเรื่องละอองดาว จนมีปากเสียงกันใหญ่โต แต่ผดาชไมก็ออดอ้อนจนกรกฎหายโกรธ ส่วนละอองดาวได้เขียนจดหมายแจ้งเจตจำนงไม่แต่งงานกับกรกฎ ฝากชวนชมไปให้ กรกฎที่ได้รับจดหมาย กลับไปฉีกจดหมายนั้นทิ้งต่อหน้าละอองดาว และบอกว่ายังไม่ถึงเวลาตามที่เคยขอไว้ หลังจากนั้นละอองดาวได้ไปทำงานใกล้ชิดกับเสด็จฯ จนรู้ว่าเสด็จฯมีโอรสชื่อ จักราชัย ที่เสียชีวิตไปแล้วเสด็จฯ ก็ได้ตรัสถามเรื่องส่วนตัวระหว่างละอองดาวกับกรกฎว่าเป็นมายังไง ได้รู้ว่าละอองดาวเป็นลูกกำพร้าไม่มีใครรู้ที่มา และเมื่อครบวันเกิด25ปี ดร.ไกรมีของขวัญที่ฝากเอาไว้กับธนาคารให้ละอองดาว
กรกฎคอยสอดส่องความเป็นไปละอองดาวไม่ห่าง คอยสอบถามจากชวนชม กับ ยอดรัก เด็กรับใช้คนสนิท และคนรถที่ให้คอยไปรับส่งละอองดาว ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นเมื่อได้เห็นจ้าวคำอินทร์ผู้เป็นหลานแท้ๆของเสด็จฯ มารับส่งละอองดาวถึงบ้าน จนละอองดาวที่รู้ตัวมาตลอดว่าถูกจับตา ก็แกล้งให้กรกฎเข้าใจผิดไปเสียว่าชอบพอยินดีกับคำอินทร์
ผดาชไมตัดสินใจทุบหม้อข้าว ไม่ยอมกลับไปสหรัฐตามกำหนด ทิ้งสัญญานักร้องกับเอเย่นที่นั่น ตามคำยุยงของงามตา เพื่อเดินหน้ารวบรัดหาทางแต่งงานกรกฎให้สำเร็จ ต่อมาจึงได้มารู้จักกับ พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ เพื่อนในวงการธุรกิจบันเทิงของเจ้าคำอินทร์ ผู้เป็นเจ้าของห้างแผ่นเสียง สนใจจะเซ็น สัญญากับผดาชไมเพื่อออกเทป ทั้งสองจึงเริ่มสนิทกัน ขณะเดียวกันกรกฎเองก็เริ่มดื่มเหล้าหนัก สูบบุหรี่จัด ไม่ไปตามติดผดาชไมอย่างแต่ก่อน บอกธัชชัยให้หาที่ไปสอนหนังสือ บอกอรรถวาทีขอไปเข้าประชุมบอร์ดของกลุ่มบริษัทในเครือเบญจรงค์ ท่านชายสดายุก็ได้มารู้ถึงอาการห่วงใยละอองดาวจนออกนอกหน้าของกรกฎ จึงคอยจับตาหาโอกาสพูดคุยกับทั้งกรกฎและละอองดาวอยู่เป็นระยะ
หลังงานฌาปนกิจศพ ดร.ไกร ผ่านพ้นไป ละอองดาวเลิกแต่งไว้ทุกข์อย่างที่ทำมาตลอด1ปี หันมาแต่งตัวแต่งหน้า จนดูสดชื่น ผุดผาด ชวนมองมากยิ่งขึ้น กรกฎก็ยิ่งออกอาการเป็นห่วง หวงน้องสาว คอยกันท่าขวางคำอินทร์ และตรวจสอบธัชชัยที่ชวนละอองดาวออกไปไหนมาไหนบ่อยขึ้น กรกฎก็ยิ่งสูบจัด ดื่มจัด ผดาชไมก็เริ่มหายไปทำงานที่ไกลๆหลายๆวันบ่อยครั้ง จนเมื่อได้รู้ว่าธัชชัยขอละอองดาวแต่งงาน แล้ว กรกฎถึงกับเที่ยวเมาหัวราน้ำทุกคืนดึกดื่น จนคืนหนึ่งละอองดาวต้องไปตาม หามหิ้วปีกพากลับบ้าน
จนในที่สุดกรกฎก็เกิดไปล้มป่วยหมดสติไปกลางงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของท่านชายสดายุ ซึ่งเป็นงานที่จัดใหญ่โตอลังการแขกเหรื่อมากมาย ผดาชไมที่หมายหมั้นจะโดดเด่นที่สุดในงาน กลับต้อง หน้าชา เมื่อคนโดดเด่นงดงามที่สุดในงานกลับกลายเป็นละอองดาว ที่มาในนามผู้แทนของเสด็จฯ นั่นเอง หลังจากนั้นกรกฎเก็บตัวนอนอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหน กินแต่เหล้าจนป่วยหนัก เดือดร้อนถึงละอองดาวต้องมาจัดการถึงที่และสั่งอย่างห้ามเด็ดขาด กรกฎถึงยอมฟังและทำตาม จนค่อยๆหายดีขึ้นเป็นลำดับ
จนวันหนึ่งกรกฎชวนละอองดาว กับธัชชัย และเริงใจออกไปเที่ยว ได้ไปเจอผดาชไมมากับพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ในท่าทีที่สนิทสนมกลมเกลียวอย่างมาก ผดาชไมก็อ้างแก้ตัว เบี่ยงเบนต่อว่าละอองดาวไป แล้วไม่กี่วันจากนั้นผดาชไมก็มาถึงบ้านละอองดาวอีกครั้ง เพื่อมาทวงจดหมายปฏิเสธการแต่งงานกับกรกฎ แต่ก็โดนละอองดาวตอกหงายกลับไปอีก และรู้ว่ากรกฎเคยได้จดหมายฯ จากละอองดาวไปแล้ว แต่ทำหายเสีย ผดาชไมจึงไปถามเอากับกรกฎ แต่กรกฎก็ตอบเบี่ยงไป จนผดาชไมไม่เป็นสุขกับท่าทีของกรกฎ งามตาที่รู้เรื่องราวมาตลอดเลยยุผดาชไมให้รีบจัดการตัดไฟแต่ต้นลมคิดวางแผนบางอย่างขึ้น
ใกล้วันที่จะครบ3ปี ตามข้อกำหนดพินัยกรรมที่กรกฎกำลังจะเป็นอิสระ เสด็จพระองค์หญิงฯ จำวันครบกำหนดได้ ตรัสบอกว่าทรงดูออกว่ากรกฎนั้นรักละอองดาวและรักอย่างสุดหัวใจ ละอองดาวถึงกับอึ้งงัน กรกฎที่เฝ้าสังเกตและดูรู้ว่าผดาชไมกำลังหลบซ่อนอำพรางความสัมพันธ์ที่เธอมีอย่างลับๆอยู่กับ พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ แต่ผดาชไมก็บ่ายเบี่ยงแก้ตัว และแสดงความอาฆาตริษยาละอองดาวออกมาให้เห็นยิ่งขึ้น กรกฎก็อ่านไม่ออกว่าตกลงเธอจะเอาอย่างไรแน่
จนในวันหนึ่ง กรกฎ ละอองดาว ธัชชัย ชลทิชา และเริงใจ ได้นัดกันไปเที่ยว มีมือปืน มาดักซุ่มตรงเข้ายิงละอองดาวระยะประชิดตัว กรกฎเข้ารวบแย่งปืนชุลมุนจนมือปืนถูกกระสุนลั่นใส่ตาย คาที่ ละอองดาวอาการสาหัส เสียเลือดมาก แต่ได้เลือดจากกรกฎที่มีเลือดตรงกันมาช่วยเอาไว้ได้ กรกฎรู้ ว่าใครเป็นคนบงการ ผลุนผลันกลับไปบ้านคว้าปืนออกตามหาผดาชไม ธัชชัยรีบตามไป ทั้งสองไปเจอ ผดาชไมกำลังอยู่กับพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ที่บ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่ง กรกฎต่อว่าผดาชไมอย่างรุนแรง และประกาศตัดขาดจากเธอทันที
กรกฎรู้สึกเสียใจและละอายใจต่อละอองดาวมาก เสด็จพระองค์หญิงถึงกับส่งคนมาคุ้มกันละอองดาวที่โรงพยาบาลอย่างเข้มงวด และประกาศจะพาละอองดาวไปรักษาตัวที่วังต่อทันทีที่ออกจาก โรงพยาบาล กรกฎเองก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆได้เลย ละอองดาวนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลจนถึงวันที่ครบ 3 ปี ตามข้อกำหนดพินัยกรรม กรกฎมีสิทธิ์ในกองมรดกโดยสมบูรณ์ ละอองดาวแสดงความยินดีกับกรกฎ แต่กรกฎกลับไม่มีความยินดีปรีดาใดๆ กลับกลัวว่าละอองดาวที่เป็นอิสระแล้วจะทิ้งตนไป
จนมาถึงวันครบรอบวันเกิดครบ25ปีบริบูรณ์ของละอองดาว กรกฎที่รับอาสาไปนำของขวัญ จากธนาคารมาให้ กรกฎถึงกับอึ้ง ตะลึง เมื่อได้พบว่าของขวัญจาก ดร.ไกร คือจดหมายและเอกสารที่ยืนยันว่าละอองดาวคือ เจ้าหญิงละอองดาว นพดล พระธิดาของจ้าวจักราชัยที่หายสาปสูญไปนั่นเองกรกฎรีบนำ เรื่องไปทูลเสด็จฯ เสด็จฯถึงกับเป็นลมล้มพับ ก่อนนำของขวัญชิ้นสำคัญนี้ไปให้ละอองดาวที่โรงพยาบาล
กรกฎสมน้ำหน้าและสมเพชตัวเองเป็นอย่างมาก ที่โงเง่าบัดซบปฏิเสธดวงแก้วล้ำค่าที่บิดา บรรจงมอบทิ้งไว้ให้แต่กลับมองไม่เห็นค่า หลังจากนั้นกรกฎก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ยอมให้ใครเข้าไป กินเหล้าย้อมใจ ปล่อยตัวไปวันๆ จนชวนชมหนักใจโทรไปบอกธัชชัย ธัชชัยมาหากรกฎ ต่อว่ากรกฎที่ยังยื่นเช็คค่าจ้างมาให้ ก่อนฉุนเฉียวกลับออกไป ขณะที่ผดาชไมได้แต่งงานกับพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ และได้รู้ข่าว เรื่องเจ้าหญิงละอองดาว ผดาชไมไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้จึงหนีไปอเมริกา แต่เครื่องบินตกทำให้ผดาชไมเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น
แล้วงานอุทยานสโมสรที่โด่งดังและถูกจับตาจากสื่อทั่วโลกก็ถูกจัดขึ้นเพื่อรับขวัญเจ้าหญิงละอองดาว กรกฎเข้าไปร่วมงานตามคำเชิญ ซึม สงบเร้นกาย แอบเฝ้ามองชื่นชมละอองดาวอย่างเงียบๆ เจียมตัว และยอมรับในสภาพตัวเองอย่างหน้าชื่น ก่อนจากไปอย่างเงียบๆ วันต่อมาชวนชมและยอดรัก พากันร้อง ให้วุ่น เมื่อพบเพียงจดหมายของกรกฎทิ้งไว้ บอกสละพินัยกรรมมรดก ยกให้เป็นสาธารณะ ประโยชน์ไปทั้งหมด
กรกฎหมายทิ้งทุกสิ่งทางโลกเอาไว้เบื้องหลัง เดินเท้าอย่างสงบจนมาถึงหน้าวัด ณ ตำบล ห่างไกลแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นกลับมีรถสปอร์ตคันงามวิ่งฝุ่นตลบเข้ามาปาดขวางหน้าเอาไว้ และรวบฉุดเอาตัว กรกฎขึ้นรถขับกลับออกไป กรกฎตะลึงไม่คิดฝัน ว่าผู้ที่ขับมานั้นคือจ้าวละอองดาวนั่นเอง รถสปอร์ตคันนั้นขับไปหยุดไกลๆ ชายหญิงต่างมองตากันซึ้ง ก้มบรรจงจุมพิตต่อกันดูดดื่ม...ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ทางช่อง 7 และอ่านเรื่องย่อได้ในนสพ.ไทยรัฐทุกวัน
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
Reply #1 on:
17 July 2026, 20:33:39 »
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep1/page1
นิยาย สถานีโทรทัศน์ช่อง 7
ละอองดาว ตอนที่ 1
กรุงเทพฯ พ.ศ.2520
การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ ดร.ไกร เบ็ญจรงค์ ประมุขของบ้านเบ็ญจรงค์ ตระกูลเก่าแก่ที่มีทรัพย์สินและธุรกิจมหาศาลติดอันดับต้นๆของประเทศ ทำให้กรกฎบุตรชายผู้เป็นทายาทโดยสายเลือดเพียงคนเดียวต้องรีบบินด่วนกลับจากสหรัฐอเมริกามาเคารพศพบิดาและรับช่วงสืบทอดอาณาจักรของตระกูล ที่มีอรรถวาทีทนายความประจำตระกูลคอยจัดการดูแลผลประโยชน์
หลังจากกลับมาเมืองไทยได้ไม่กี่วัน กรกฎชวน ธัชชัย ทนายความหนุ่มสหายรักไปรอรับผดาชไมหญิงคนรักของตน แต่เพราะผดาชไมที่ใครๆรู้จักเธอ ในนามฮันนี่ ไข่มุกแห่งเอเชีย นักร้องเสียงน้ำผึ้ง การมาของเธอจึงไม่ธรรมดา สนามบินแทบแตกเพราะมีผู้คนจำนวนมากมารอต้อนรับอยากเห็นตัวจริงของเธอ
กว่าสองหนุ่มจะพาผดาชไมขึ้นรถฝ่าผู้คนออกจากสนามบินมาได้ก็เล่นเอากรกฎหงุดหงิดไม่น้อย แต่ระหว่างทางหญิงสาวออดอ้อนเอาใจจนเขาอารมณ์ดีขึ้น และยิ่งสุขใจเมื่อเธอพูดคำหวานทิ้งท้ายว่าเหตุผลที่กลับมาก็เพื่อทวงสัญญาจากเขาว่าเราจะแต่งงานกัน
แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรเมื่อพินัยกรรมของ ดร.ไกร ได้ระบุให้กรกฎต้องแต่งงานกับละอองดาว น้องสาวที่ไม่ได้รู้จักหน้าค่าตามานานมาก หรือเด็กหญิงอ้วนดำหน้าขี้ริ้วขี้เหร่และขี้โรคที่กรกฎจำได้ติดตามาตลอด แล้วตั้งแต่กลับมาเมืองไทยครั้งนี้เขากับละอองดาวก็ยังไม่เคยพบเจอกันเลย เพราะอยู่บ้านคนละหลังในรั้วเดียวกัน
กรกฎรู้เรื่องพินัยกรรมของบิดาหลังจากไปส่ง
ผดาชไมยังที่พัก แล้วให้ธัชชัยพาไปพบอรรถวาทีทนายความประจำตระกูล
“นี่มันเป็นพินัยกรรมที่ประหลาดที่สุดในโลก ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นพินัยกรรมคุณพ่อทำขึ้น...เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เป็นไปไม่ได้!”
“ใจเย็นๆไว้คุณกรกฎ ระงับสติอารมณ์คุณไว้บ้าง” อรรถวาทีปรามด้วยท่าทีเยือกเย็น ก่อนส่งสัญญาให้พิสมัยผู้ช่วยของเขาที่ยืนหน้าซีดออกไปก่อน
เมื่ออยู่กันตามลำพัง อรรถวาทียังใจเย็น เอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ “คุณกรกฎโปรดนั่งลงก่อน ถึงอย่างไรเสียคุณก็ไม่มีทางเลี่ยงสิ่งที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของคุณพ่อคุณได้อย่างเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าคุณจะไม่ยอมรับมรดกทุกชิ้นของคุณพ่อคุณเท่านั้น ซึ่งคุณก็คงไม่ทิฐิถึงขนาดนั้นไม่ใช่หรือ”
กรกฎนิ่งอึ้ง หน้าเครียด ทิ้งตัวลงนั่งโครมหันข้างให้อีกฝ่าย ค้อนมองข้อเขียนพินัยกรรมลายมือของบิดาที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
“เพียงแค่คุณทำตามข้อกำหนดในพินัยกรรม
คุณก็จะได้ครอบครองมรดกไป แต่ถ้าคุณขัดขืน...ทรัพย์มรดกก็จะตกไปเป็นการกุศลสาธารณประโยชน์ทั้งหมดตามที่ถูกระบุเอาไว้ ซึ่งคุณจะไม่ได้อะไรแม้แต่สตางค์แดงเดียว”
“คุณอรรถก็เห็นผมมาแต่เล็กแต่น้อย แล้วทำไมไม่หาทางช่วยผมบ้างเล่า”
“ผมช่วยคุณได้อย่างเดียวเท่านั้นครับ คือขอให้คุณปฏิบัติตามเงื่อนไขของท่าน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากคอขาด บาดตายอะไรเลย เพียงแค่คุณแต่งงานกับสุภาพสตรีที่ท่านเจาะจงไว้เท่านั้นเอง คุณก็เดือดเนื้อร้อนใจวุ่นวายทำเป็นเรื่องใหญ่ไปเองแท้ๆ”
“คุณอรรถจะให้ผมยอมแต่งงานกับ...” เขาหยุดชะงักไม่อยากเอ่ยชื่อ แล้วบ่นต่อ “โธ่...นี่มันบังคับแบบมัดมือชก กันชัดๆ คุณพ่อทำแบบนี้ มัน Hurt Feeling ของผมเหลือเกิน ทำไมต้องมาตีกรอบชีวิตลูกแบบเผด็จการอย่างนี้ด้วย ผมร่ำเรียนมาจนขนาดนี้แล้ว ท่านก็ไม่น่าจะทำ...ผมไม่รู้จะพูดยังไงถูก ผมอยากจะหัวเราะหรือร้องไห้เสียให้รู้แล้วรู้รอด”
“คุณไม่คิดในมุมกลับบ้างหรือว่าท่านปรารถนาดีกับคุณ แทนที่คุณจะมองไปว่าท่านบีบบังคับอย่างไร้เหตุผล”
“แต่ผมยังมองไม่เห็นเลยแม้แต่นิดว่าวิธีที่ว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไรกับชีวิตผม มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ผมแน่ๆ”
“ไหนคุณลองบอกมาซิว่าไอ้การที่คุณท่านให้คุณได้มีเมียเป็นฝั่งเป็นฝาสักคน มันเดือดร้อนกับคุณยังไง”
“นี่คุณอรรถ...ผมไม่มีวันจะแต่งงานกับยัยแตนนั่นเป็นอันขาด สิ่งที่ผมจำได้ติดตามาตลอดเกี่ยวกับยายแตน ก็คือความขี้ริ้วขี้เหร่ยิ่งกว่าเด็กคนไหนๆที่ผมเคยเห็น ทั้งตัวกลมเหมือนไหกระเทียม หน้าตาเหยเกบูดเบี้ยวอมโรคยิ่งกว่าลูกเป็ดขี้เหร่พิการยังไงยังงั้น ยังไงผมก็เป็นลูกผู้ชาย ไม่เคยมีอคติใดๆกับเด็กที่คุณพ่อเก็บเอามาเลี้ยงและใช้นามสกุลร่วมกับผมคนนี้เลย ผมก็ถือว่าเป็นน้องสาวของผมคนหนึ่ง ต่างเติบโตตามกันมา แต่เราก็ไม่เคยพบเห็นกันอีกเลยเป็นสิบกว่าปี เหมือนต่างคนต่างอยู่ จนผมเกือบลืมไปด้วยซ้ำว่าคุณพ่อเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ แต่นี่อะไร มาวันนี้ธุระอะไรที่ผมถึงกับต้องมาอยู่กินกับหล่อน รับหล่อนเป็นภรรยา อะไรที่ทำให้ท่านต้องมีความคิดวิตถารถึงเพียงนั้น”
อรรถวาทียังนั่งฟังนิ่ง อมยิ้มมุมปาก ไม่เอ่ยอะไร ขณะที่กรกฎหยุดหายใจ หน้าแดงด้วยความเครียด
“ผมมีคู่รักอยู่แล้ว และกำลังจะแต่งงานกันทันทีที่เผาศพคุณพ่อเสร็จเรียบร้อย คุณพ่อท่านเองก็เคยทราบเรื่องดี คุณอรรถเข้าใจมั้ย เมื่อเช้านี้ผดาชไมคู่รักผมก็บินมาถึงกรุงเทพฯแล้ว อย่างนี้จะให้ผมไปบอกเธอว่ายังไง”
ยิ่งพูดกรกฎก็ยิ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่อรรถวาทียังเรียบนิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อไป
“อืม...น่าเห็นใจจริงๆ แต่จะให้ผมทำยังไงเล่าพ่อคุณ”
“มันต้องมีทางสิ ต้องมี คุณอรรถต้องหาทางช่วยผม”
“คุณก็รู้ว่าคุณพ่อคุณลงท่านทำนิติกรรมใดๆ ขึ้นมา ก็อย่าหวังจะมีช่องว่างให้กระดิกพลิกพลิ้วได้เลย ผมเสียใจด้วยจริงๆ”
ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินเป็นหนูติดจั่น ก่อนจะหันกลับมาชะโงกหน้าใกล้อรรถวาที
“ฟังผมนะ เรามาร่วมมือกัน สำหรับยายแตน ผมให้ได้เลยถึง 50 ล้าน ให้หล่อนยอมพ้นไปจาก
ข้อผูกพันนี้ ส่วนพยานที่รู้เห็นในพินัยกรรมนี้จะมีกี่คนก็ตาม คนละ 10 ล้านบาท พอที่จะเย็บปากพวกนั้นเสียได้มั้ย ผมไม่ได้คดโกงใคร ไม่ได้ทำเรื่องชั่วบัดสี ทำให้ใครเสียผลประโยชน์เลย”
“แล้วผมล่ะ คุณจะให้สักเท่าไหร่”
“50 ล้าน ผมจ่ายให้คุณอรรถเป็นเงินสดทันทีเลยเมื่อผมได้มรดกทั้งหมดครบถ้วน โดยไม่ต้องมีข้อผูกพันกับยายแตนนั่น”
“คุณเป็นมหาเศรษฐีที่ใจปํ้ามาก แต่ขอโทษเถิดพ่อหนุ่ม ต่อให้ห้าหมื่นล้านทั้งหมดของคุณ ผมก็ทำไม่ได้”
กรกฎอึ้ง เหมือนถูกตีแสกหน้า เดือดดาลหันรีหันขวางมองหน้าอรรถวาทีที่เอาแต่ก้มเซ็นเอกสารบนโต๊ะทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“โธ่เว้ย!” กรกฎโวยวายแล้วปึงปังออกจากห้องปิดประตูโครม อรรถวาทีไม่มีแม้แต่ท่าทีหรือสีหน้าโมโห กลับมีรอยยิ้มบางๆผุดพราย
ooooooo
ขณะที่กรกฎไปโวยวายกับอรรถวาที...เป็นเวลาเดียวกับที่ละอองดาวได้ต้อนรับเพื่อนสาวสองคนคือเริงใจกับชลทิชา สองสาวรู้เรื่องพินัยกรรมว่าละอองดาวต้องแต่งงานกับกรกฎ จึงอยากรู้ว่าเพื่อนของตนคิดยังไงกับผู้ชายที่ไม่เคยเจอกันมานาน แต่ละอองดาวไม่ตอบ หน้าแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว
ทางฝ่ายผดาชไมที่กลับมาเมืองไทยอย่างมีเป้าหมายในชีวิต เวลานี้เธอพักในโรงแรมห้าดาวพร้อมรุ้งเพชรเพื่อนสนิทซึ่งมีอาชีพเป็นนักโฆษณาประชาสัมพันธ์ สองคนกำลังพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี
“แหม...ก็ตั้งแต่เล่นหนังให้ท่านเจษ แล้วไปร้องเพลงให้หนังฮ่องกงจนดังไปทั่วเอเชีย เธอก็เล่นบินไปสหรัฐฯเลย...ทีแรกฉันก็ไม่คิดว่าเธอจะตอบตกลงมารับงานชิ้นนี้เลยนะ เห็นว่าเธองานที่โน่นก็รัดตัว”
“ก็มีบรอดเวย์เรียกฉันให้ไปเล่นสองเรื่อง แต่ฉันเห็นว่างานเธอคอนเซปต์โอเค น่าสนใจ แล้วฉันก็ทิ้งทางนี้ไปหลายปีแล้ว ไม่อยากให้คนลืม”
“ฉันรับรองนะผดา ว่ากลับมาคราวนี้เธอจะดังเป็นพลุแตกแน่ๆ ดูซิแค่วันแรกสนามบินยังแทบแตก สื่อทุกแขนงมากันครบ ที่สำคัญสินค้าของญี่ปุ่นตัวนี้เขาก็ทุ่มงบไม่อั้น ออกอากาศไปทั่วเอเชียอีก”
“ดี!...นั่นล่ะ ยิ่งดังเกรียวกราวมากเท่าไหร่ยิ่งดี เธอจะทำยังไงก็ได้นะรุ้งเพชร ให้ฉันกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ มีชื่อเสียงและเกียรติยศให้มากและมากที่สุด”
“ตอนนี้ฉันก็บอกกับเธอได้เลยว่าคิวงานเธอเต็มล้นจนไปเกือบ 20 วันแล้ว”
“ฉันคิดไม่ผิดจริงๆที่กลับมารับงานเธอ แต่เธออย่าลืมเด็ดขาดว่ากรกฎต้องไม่รู้ว่าฉันมาเพื่อรับงานชิ้นนี้ของเธอ”
“แน่นอนจ้ะ คุณผดาชไม” รุ้งเพชรยิ้มเอาอกเอาใจเต็มที่
ooooooo
หลังจากตีโพยตีพายใส่ทนายความประจำตระกูลอยู่พักใหญ่ กรกฎยังไม่ไปไหนไกล แต่ออกมาเดินงุ่นง่านอยู่หน้าสำนักงาน คิดหาทางทำให้ตัวเองไม่ต้องแต่งงานกับละอองดาว ผ่านไปไม่นานนักเขากลับเข้ามาในสำนักงานอีกครั้ง นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมตรงหน้าอรรถวาที ถามหยั่งเชิงว่า
“สมมติถ้าผมแต่งงานมีลูกจริง จนผมได้มรดกตามเงื่อนไขเรียบร้อยแล้วผมก็หย่าล่ะ”
“ก็ทำได้ครับ ท่านไม่ได้มีข้อแม้ตรงนี้ไว้ เพราะท่านคงเข้าใจว่าสายเลือดของท่านคนนี้เป็นสุภาพบุรุษ มีมนุษยธรรมเต็มเปี่ยม รู้จักรับผิดชอบ เชื่อว่าถ้าคุณได้อยู่กินกับภรรยาจนมีบุตร ยังไงคงไม่คิดทิ้งขว้างหย่าร้างได้ลงคอ แล้วอีกอย่างท่านก็คงมั่นใจในกุลสตรีที่ท่านได้เจาะจงเอาไว้สำหรับคุณว่าเธอมีอานุภาพพอที่จะมัดใจคุณไว้ได้แน่...อันนี้ผมก็คิดเอาเองหรอกนะ ไม่รับรอง”
“ยัยเด็กไหกระเทียมต่อขา หน้าอมโรคยิ่งกว่าลูกเป็ดพิการขี้เหร่เนี่ยนะ”
อรรถวาทียิ้มขำด้วยความสมเพชในลำคอเบาๆ ขยับแว่นมองลอดมา “แล้วสามวันที่คุณกลับมานี่ คุณไม่ได้พบกับคุณละอองดาวบ้างหรือ”
“ยังหรอก ไม่ได้พบเลย ผมมาถึงก็ต้องทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย ต่างคนก็คงต่างยุ่ง”
“อืม...แปลกมาก ยังไม่ได้พบกันเลยหรือนี่”
“ประเดี๋ยวกลับไปก็คงได้พบแน่ เอาเถอะ ผมขอถามต่อ...แล้วถ้าเกิดสมมติยัยแตนหรือยัยละอองดาวเกิดไม่ยอมแต่งกับผมขึ้นมาเสียล่ะ เช่น เขาอาจจะไปรักคนอื่นอยู่ก่อน เหมือนกันกับผมนี่ ผมมิต้องตามกราบกรานงอนง้อ เพื่อห้าหมื่นล้านหรอกหรือ”
“ปัญหานี้มีคำตอบเป็น 2 นัย คือ...หนึ่ง ถ้าคุณละอองดาวไม่ยอมแต่งกับคุณเพราะไปแต่งกับคนอื่นโดยพลการ ซึ่งเป็นเงื่อนไขในข้อที่ 18 คุณก็จะได้มรดกไปทั้งหมด และเป็นอิสระทันที...นัยที่สอง ถ้าคุณละอองดาวไม่ยอมแต่งโดยไม่มีเหตุผล แล้วก็ไม่ได้ไปแต่งกับใครด้วย ให้ยืดระยะเวลาเงื่อนไข จาก 2 ปีไปเป็น 3 ปี โดยคุณละอองดาวต้องทำหนังสือแถลงยืนยันมาให้กับผมไว้ในปีที่ 2 พอครบ 3 ปี คุณทั้งสองก็ยังไม่แต่งงานกันอีก ตอนนั้นคุณถึงจะได้รับโอนกองมรดกไปทั้งหมด คุณจะเป็นอิสระจากเงื่อนไขทั้งปวงโดยอัตโนมัติ คุณละอองดาวก็จะถูกตัดออกจากกองมรดกสิ้นเชิง ที่สำคัญคือคุณเองก็ห้ามไปจดทะเบียนสมรสกับใครในช่วง 3 ปีนั้น ไม่งั้นห้าหมื่นล้านก็ปิ๋ว แต่เชื่อผมเถิดน่า แต่งงานกับคุณละอองดาวอย่างพร้อมใจนั่นแหละเป็นวิธีที่ดีที่สุด”
“อืม...ผมพอใจล่ะ”
“แต่ผมจะขอพูดเอาไว้กับคุณอย่างเดียวคือคุณกำลังโง่อย่างที่สุดที่จะไม่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณพ่อคุณกำหนด คุณจำไว้ก็แล้วกัน อรรถวาทีจะพูดไว้อย่างนี้แหละ จะไม่พูดอะไรอีกแล้ว”
“ผมก็ขอพูดไว้ตรงนี้กับคุณอรรถว่าผมจะต้องได้มรดกห้าหมื่นล้านนี้โดยไม่ต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณพ่อกำหนด และในระยะเวลาที่เร็วกว่าสามปีตามที่คุณอรรถเอื้อเฟื้อแนะนำนี้เสียอีก จำไว้ นายกรกฎพูดไว้อย่างนี้แหละ”
กรกฎทุบโต๊ะปัง ก่อนเดินออกจากห้องไป อรรถ-วาทีขยับแว่นเหล่มองแล้วโคลงศีรษะไปมา พูดพึมพำกับตัวเอง
“ยังเด็กนัก แล้วก็ถือดีเกินไป...ยัยแตน เด็กไหกระเทียมต่อขา หน้าตายิ่งกว่าลูกเป็ดพิการขี้เหร่ ขอให้พูดยังงี้ตลอดรอดฝั่งไปเถิดน่า อรรถวาทีจะกราบตีนพ่อเลย”
ooooooo
เริงใจกับชลทิชาที่มาเยี่ยมเยียนละอองดาวมีอันต้องบอกลาเพราะจู่ๆเพื่อนสาวก็หน้ามืดเป็นลม คงเพราะพักผ่อนน้อยในช่วงงานศพบิดาเพื่อให้เพื่อนได้นอนพักผ่อน เริงใจกับชลทิชาอ้างว่าจะออกไปเอาชุดที่สั่งตัดไว้ เสร็จแล้วจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง ระหว่างนี้ละอองดาวได้ชวนชม แม่บ้านเก่าแก่ที่เลี้ยงดูกรกฎตั้งแต่เล็กคอยดูแลด้วยความเต็มใจ
ด้านกรกฎหลังออกจากสำนักงานทนายความของอรรถวาทีก็มุ่งหน้าไปหาธัชชัยเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยวางแผนให้ธัชชัยที่ยังโสดสนิทหาทางจีบละอองดาว เธอจะได้ไม่มาสนใจตน
ธัชชัยแบ่งรับแบ่งสู้อย่างติดตลก ก่อนที่กรกฎจะลากเขาไปรับผดาชไมด้วยกัน แล้วไปนั่งคุยที่ร้านอาหารหรู ให้เธอได้รับรู้แผนการครั้งนี้ด้วย
ผดาชไมออกจากโรงแรมที่พักไปพร้อมสองหนุ่มได้ครู่เดียว งามตาผู้เป็นมารดาก็มาปรากฏตัว หลังทราบเรื่องการกลับเมืองไทยของลูกสาวคนดังจากข่าวสารที่กำลังเป็นที่ฮือฮาของแฟนเพลง
เมื่อได้ฟังกรกฎบอกเล่าเรื่องพินัยกรรมของบิดา ผดาชไมตกใจถึงกับอุทานด้วยความผิดหวัง
“นี่มันอะไรกันคะกฎ ประหลาดที่สุด ดาไม่เชื่อ กฎแน่ใจหรือคะว่าพินัยกรรมฉบับนี้บริสุทธิ์ไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่ข้างหลัง”
“อย่าสงสัยเลยดา คุณพ่อท่านเขียนไว้จริงๆ ไม่มีอะไรที่เคลือบแคลงเลย”
“แล้วคุณแน่ใจได้ยังไง คุณเชื่อเหรอคะ คุณต้องกลับไปดูรายละเอียดใหม่ทั้งหมดนะคะ ดาว่าจะต้องมีใครสักคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับข้อกำหนดเงื่อนไขนี้แน่ อย่างน้อยก็ตาทนายความอรรถกับตัวการสำคัญ แม่แตนอะไรนั่น สองคนนี้จะต้องสมรู้ร่วมคิดกันแน่ๆ ถูกไหมคะคุณธัช”
“ผมลงความเห็นอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้หรอกครับคุณผดา แต่ในฐานะเพื่อนและทนายที่เขาเอาเรื่องนี้มาหารือผม ผมรู้อย่างเดียวว่าพินัยกรรมนี้เป็นพินัยกรรมที่ถูกต้องสมบูรณ์ในผลบังคับที่สุด”
“ก็ฉันบอกอยู่นี่ยังไง อย่าไปสงสัยว่ามีเบื้องหลัง หรือเล่ห์กลของใครทั้งสิ้น เป็นเจตนาของคุณพ่อทั้งนั้น คุณอรรถเองก็ไม่ได้เป็นญาติโยมหรือมีผลประโยชน์ร่วมอะไรกับแตน”
“แปลว่างานแต่งงานของเราก็พังทลายลงหมดแล้วใช่ไหมคะ”
“ฉันก็กลุ้มนะดา กลุ้มจนแทบจะเป็นบ้าตาย
แต่แทนที่เธอจะปลอบใจฉัน ช่วยกันหาทางแก้ไข นี่เธอยิ่งทำให้ฉันกลุ้มหนักเข้าไปอีก อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปสิ เราก็ยังพอจะมีทางอยู่บ้าง”
“ฮึ! ทาง...เอามรดกห้าหมื่นล้านของคุณโยนเข้ามูลนิธิสาธารณกุศลไป แล้วคุณก็มาแต่งงานกับดาอย่างนั้นสิคะ”
“เราควรจะมาหารือกันดีๆ ไม่ใช่มาทะเลาะกันสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุ สุดวิสัยนะดา ไม่มีใครคาดคิด มาก่อนหรอก”
ผดาชไมน้อยใจ แต่พยายามข่มอารมณ์และปรับน้ำเสียงหลังจากฟังกรกฎสาธยายอยู่อีกพัก
“ยิ่งกว่าสามปีดาก็รอคุณได้ค่ะ แต่ถ้าครบสองปีแม่นั่นไม่ยอมเขียนจดหมายว่าจะไม่ยอมแต่งงานกับคุณ แต่กลับประกาศว่าจะแต่งกับคุณขึ้นมาแทนล่ะ คุณจะทำยังไงคะ”
“เป็นไปไม่ได้หรอก แตนคงไม่ใช่ผู้หญิงหน้าด้านแบบนั้น แล้วฉันก็มีแผนการที่จะดำเนินการเบื้องหลังเพื่อให้หล่อนยอมทำตามความต้องการของฉันอยู่”
“นั่นเป็นความคิดคุณต่างหาก ดาไม่เชื่อว่าแม่แตนคนนั้นจะยอมปล่อยให้ชายหนุ่มทายาทกองมรดกมหาศาล คุณสมบัติครบถ้วนทั้งการศึกษาและหน้าตาดีแบบนี้หลุดมือไปได้ง่ายๆหรอก เงื่อนไขพินัยกรรมก็ให้ท้ายเข้าข้างเต็มที่แบบนี้ ใครที่ไหนก็ไม่มีทางยอมเด็ดขาด ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือคุณพ่อคุณกำลังให้แม่แตนได้ขี่คอคุณอยู่ยังไงล่ะคะ”
“เกินไปแล้วผดาชไม เธอไม่ควรพูดถึงคุณพ่อฉันแบบนี้”
“ดาจะพูด เพราะมันเป็นความจริง ดาไม่ได้หมิ่นคุณพ่อคุณ เพราะท่านก็เหมือนกับคุณพ่อของดา แต่นี่ดาว่ามันออกจะวิปลาสไปมากที่ท่านทำพินัยกรรมพิสดารไว้แบบนี้ หรือไม่ท่านคงมองเห็นว่านังลูกเลี้ยงนั่นวิเศษไปกว่าเลือดของท่านเอง”
“ดา!” กรกฎขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ ธัชชัยที่นั่งฟังเงียบมาตลอดเห็นท่าไม่ดีแทรกขึ้น
“อย่าไปพูดถึงข้อความพินัยกรรมหรือเรื่อง
คุณพ่อกันอีกเลยครับ ยังไงเราก็ย้อนกลับไปแก้อะไรไม่ได้อยู่แล้ว มาพูดถึงหนทางแก้ไขกันดีกว่า ผมเชื่อว่ามันจะสำเร็จไปด้วยดี ไม่เกิดเรื่องอย่างที่คุณผดาระแวง”
“คุณธัช...มันไม่มีทางหรอกค่ะ ฉันเป็นผู้หญิงย่อมจะรู้จักผู้หญิงด้วยกันดี ฟังไว้เลยนะคะคุณธัช
ห้าหมื่นล้านนะคะ เงิน ความมีเกียรติ เป็นราชินีย่อยๆเลยนะคะ ไม่จำเป็นต้องกรกฎคนนี้เลย ใครก็ได้”
“คุณผดาครับ นี่คุณเองก็เป็นผู้หญิง ทำไมมองผู้หญิงด้วยกันด้วยสายตาแบบนั้นล่ะครับ คุณกำลังพูดในทำนองว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องตาพองเมื่อเห็นเงินและความมั่งคั่ง พร้อมจะทำอะไรได้ทุกอย่าง แม้แต่เรื่องที่น่าละอายที่สุด โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของตัวเองเลย สมมติว่าคุณเป็นคุณแตนล่ะ คุณก็จะทำอย่างที่คุณได้ระแวงคุณแตนอยู่นี้งั้นหรือครับ”
“มันคนละคนกันนี่คะ เป็นฉันก็ไม่หน้าด้านแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักฉัน หรือฉันไม่ได้รักเขา โดยเห็นแก่เงินหรืออะไรทั้งสิ้น”
“ก็นั่นน่ะสิครับ”
ผดาชไมหันหน้าหนีแล้วลุกพรวดเดินออกมาจากโต๊ะอาหาร กรกฎตามมาเรียกเธอให้กลับเข้าไป จังหวะนี้เองเริงใจกับชลทิชาผ่านมาเห็นก็จำกรกฎได้ สองสาวตามเข้าไปแอบฟังจนรู้ว่าผดาชไมคือคนรักของกรกฎที่กำลังจะแต่งงานด้วย
“แล้วแม่คู่หมั้นของคุณนั่นล่ะว่ายังไงบ้าง คุณพูดกับเธอแล้วยัง” ผดาชไมตวัดเสียงถามแฟนหนุ่ม
“แตนไม่ใช่คู่หมั้นของฉัน ขอให้เธอเข้าใจเสียใหม่ เขาเป็นเพียงผู้หญิงที่คุณพ่อต้องการให้เป็นภรรยาของฉัน และฉันก็ยังไม่ได้พบหรือพูดคุยเรื่องนี้กับเขา แต่ฉันก็เชื่อแน่ว่าคงไม่มีอะไรขัดข้อง เขาไม่ใช่ผู้หญิง
ป่าเถื่อน เป็นคนมีการศึกษาดีอยู่เหมือนกัน”
“เขาคงปั้นปึ่งเกลียดชัง และวางตัวเป็นศัตรูกับดาแน่”
“เธอไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก ไม่ต้องรู้สึกยังไงกับเขามากไปกว่าแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกับฉัน อีกอย่างฉันก็เตรียมวิธีการสารพัดไว้ให้หล่อนต้องยินยอมตามข้อเสนอของฉันโดยละม่อม ธัชเองก็เตรียมจะช่วยเราในอีกวิธีหนึ่งด้วย เธอวางใจเถอะ”
“เหรอคะ แล้วคุณธัชจะช่วยเราด้วยวิธีไหนคะ”
กรกฎกำลังจะตอบ แต่ธัชชัยส่งสายตาปรามพร้อมกับชิงพูดตัดหน้าว่า
“ช่วยแนะลู่ทาง เป็นกำลังใจให้ยังไงล่ะครับ
คุณผดา ระหว่างผมกับกฎเข้าใจกันเรียบร้อยอย่างดีแล้ว... นี่น่าจะได้เวลาแล้วล่ะ เราจะไปกันได้หรือยัง”
ธัชชัยตัดบทดื้อๆ ชวนทั้งสองคนไปงานศพ ดร.ไกร ส่วนเริงใจกับชลทิชาที่หาทางหลบออกมาก่อนหน้านั้น กำลังกังวลใจกันว่าจะบอกหรือไม่บอกเรื่องกรกฎมีคนรักอยู่แล้วให้ละอองดาวรู้
ooooooo
ผดาชไมยังไม่เสร็จธุระส่วนตัวที่นัดกับรุ้งเพชรไว้ เธอขอเวลามาคุยกับเพื่อนครู่หนึ่งก่อนจะกลับออกมาบอกกรกฎว่าตนให้รุ้งเพชรยกเลิกงานหัวค่ำไปแล้ว
“ดา! นี่แสดงว่าดาไม่ได้คิดมาก่อนเลยใช่ไหมว่าพอกลับมาถึงแล้วจะต้องไปงานคุณพ่อกับฉัน”
“กฎคะ ฟังดาก่อน ดาไม่ได้ลืมเรื่องงานศพของคุณพ่อเลยนะ งานที่ดาต้องไปรุ้งเพชรก็เพิ่งมาบอกตอนดามาถึงที่โรงแรม ดาให้รุ้งแคนเซิลไปแล้วงานนึง แต่งานเลี้ยงคืนนี้เขาก็จัดขึ้นเพื่อต้อนรับดาโดยเฉพาะ ทำยังไงได้ล่ะคะ มันจำเป็นกับเกียรติยศชื่อเสียงของดา หรือกฎจะไปกับดาด้วยก็ได้”
“เธอจะให้ฉันไปยืนเป็นไอ้งั่งตัวหนึ่งตอนเธออยู่ในห้องส่งโทรทัศน์ แล้วก็ไปเป็นงัวอะไรอีกตัวเดินตามหลังเธอ ตอนเธอไปเฉิดฉายอยู่ในงานเลี้ยงนั่นน่ะรึ...การมีคู่รักมีชื่อเสียงอย่างเธอนี่มันก็ได้อย่างเสียอย่างจริงๆ”
กรกฎหัวเสีย เดินตรงไปหาธัชชัยที่จอดรถรออยู่ ผดาชไมรีบตามติด
“รอด้วยค่ะกฎ”
“นี่ถ้าฉันไม่ได้รักเธอมาก่อนที่เธอจะกลายมาเป็นแม่ฮันนี่ของผู้คนแบบนี้ล่ะก็ ฉันจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเป็นอันขาดเลย”
“ถ้างั้นดาก็ไม่ควรอุตริทำให้คนทั่วโลกเขามาสนใจ ทำให้ตัวเองก้าวมาถึงขั้นนี้ใช่ไหมคะ”
หญิงสาวกระเง้ากระงอดกรกฎถอนใจ เปิดประตูขึ้นรถอย่างขุ่นเคืองผดาชไมข่มอารมณ์ก้าวตามเข้ามา ธัชชัยเห็นแล้วหนักใจแทนคนทั้งคู่
ooooooo
ผดาชไมไม่ได้เต็มใจมางานศพบิดาของกรกฎที่ตึกใหญ่ของบ้านเบ็ญจรงค์ แต่ไหนๆมาแล้วก็ถือโอกาสเปิดตัวอย่างเต็มที่ในฐานะคู่รักของกรกฎ และเมื่อมี แขกเหรื่อให้ความสนใจในความเป็นนักร้องชื่อก้องของเธอ ก็ยิ่งแสดงท่าทีเฉิดฉายราวกับเป็นบุคคลสำคัญ
ส่วนอีกตึกซึ่งเป็นที่อาศัยของละอองดาว เวลานี้เริงใจกับชลทิชากำลังทัดทานไม่ให้ละอองดาวไปงานศพเพราะไม่ต้องการให้พบกับคู่รักของกรกฎ แต่เพื่อนรักไม่ฟัง เดินลิ่วไปยังตึกใหญ่ แล้วเจอท่านชายสดายุ อาของชลทิชาที่เพิ่งมาถึงด้วยรถยุโรปคันใหญ่
ละอองดาว เริงใจ และชลทิชาทำความเคารพและกล่าวทักทายท่านชายสดายุอย่างนอบน้อม ท่านชายรู้จักทุกคน ทักตอบด้วยรอยยิ้ม
“หญิงชล ยายนิด คุณละอองดาว มากันครบเลยหรือสามสาว”
“ดีใจเหลือเกินได้พบท่านอา หญิงไม่ยักรู้ว่าเสด็จกลับมาแล้ว”
“ฉันรีบกลับมา ไม่ได้แจ้งข่าวกับใครเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าคนที่ฉันได้พบล่าสุดในสามคนนี้จะเป็นเธอใช่ไหมละอองดาว ที่งานเลี้ยงสถานทูตไทยที่ปารีส”
“เพคะฝ่าบาท เมื่อตอนปลายปีที่แล้ว...ทรงจำได้”
“ใช่ๆ คุณก็สกุลเบ็ญจรงค์เหมือนกันใช่ไหม เป็นอะไรกับอาไกรหรือ”
“เพคะ กระหม่อมลูกสาวคนเดียวของท่าน”
“ถ้าเช่นนั้นก็เป็นน้องสาวของกรกฎน่ะสิ แย่จริงๆ ต้องไปต่อว่านายตัวดีหน่อยแล้ว รู้จักกันมาตั้งนานนมไม่เคยพูดถึงน้องสาวเลย” สดายุหันซ้ายขวามองหากรกฎ
อรรถวาทีกับชวนชมเข้ามากล่าวทักทายและ เชิญท่านชายเข้าไปคุยข้างใน แต่พอทั้งกลุ่มขยับตัว ชลทิชากับเริงใจมีท่าทีละล้าละลังไม่อยากให้ละอองดาวเข้าไป ก็พอดีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ละอองดาวหน้ามืดซวนเซและหมดสติอยู่ในอ้อมแขนท่านชายที่รับไว้ได้พอดิบพอดี
ผดาชไมอยากเห็นหน้าละอองดาวผู้หญิงที่ต้องแต่งงานกับกรกฎตามพินัยกรรม เธอเดินออกมาชะเง้อ มองไปหน้าตึก เห็นผู้คนกลุ่มหนึ่ง แปลกใจว่ามีอะไรกันถึงดูชุลมุนนัก แต่ยังไม่ทันจะก้าวขา กรกฎตามออกมาพาเธอกลับเข้าข้างใน
สาเหตุที่ละอองดาวเป็นลม เริงใจกับชลทิชาเชื่อว่าอดนอนและพักผ่อนน้อยหลายวันติดกัน ชวนชมเอายาดมมาจ่อที่จมูกแค่ครู่เดียวละอองดาวเริ่มรู้สึกตัว อรรถวาทีให้พาเธอเข้าตึกใหญ่ แต่เริงใจค้านว่าข้างในคนเยอะมากอากาศถ่ายเทไม่สะดวก น่าจะพาไปส่งที่ตึกข้างในเลยดีกว่า
“ในตึกนี่ล่ะครับ ไม่ต้องถึงกับเข้าไปโน่นหรอก ...ฝ่าบาท เชิญกระหม่อม คุณชวนช่วยโทร.เรียกหมออนุชิตที” อรรถวาทีสั่งการ ชวนชมรับคำแล้วรีบร้อนเข้าตึกใหญ่เพื่อโทร.ตามหมอ เจอกรกฎ ผดาชไมและธัชชัย กำลังยืนมองออกมาหน้าตึก ธัชชัยถามทันทีว่ามีอะไรกัน?
“คุณดาวน่ะค่ะ เธอเป็นลม”
ธัชชัยไม่คุ้นชื่อดาว ทวนคำพร้อมกับนิ่วหน้า กรกฎนึกได้ถามว่า
“แตนใช่ไหม...แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ท่านชายสดายุเสด็จมาถึง เลยทรงช่วยไว้พอดีค่ะ ขอไปโทร.เรียกหมออนุชิตก่อนนะคะ”
ชวนชมผละไป ผดาชไมตาลุกวาว อุทานชื่อท่านชาย สดายุเสียงแหลม ท่าทีกระดี๊กระด๊าอยากพบท่านมาก
ท่านชายตัดสินใจทำตามที่เริงใจกับชลทิชาแนะนำ อุ้มละอองดาวใส่รถโดยให้สองสาวเข้าไปรอรับที่เบาะหลังเพื่อไปส่งตึกใน ขณะที่อรรถวาทีค่อนข้างประหลาดใจว่าทำไมสองสาวถึงพยายามไม่ให้เข้าตึกใหญ่ทั้งที่อยู่ใกล้กว่า
กรกฎ ผดาชไม ธัชชัยเดินออกมาพ้นตัวตึก เสียงผดาชไมเรียกท่านชายด้วยความดีใจ เริงใจกับชลทิชาอยู่ในรถหันขวับไปมองด้วยความตกใจ เห็นทั้งสามคนกำลังตรงมาก็ใจคอไม่ดี
ooooooo
.
--------------------------------------------------------------------
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep2/page1
ละอองดาว ตอนที่ 2
ท่านชายสดายุกำลังรีบจึงไม่ได้ใส่ใจเสียงเรียกของผดาชไม แต่ร้องบอกกรกฎว่าน้องสาวเขาเป็นลม เดี๋ยวตนมา...
รถเคลื่อนออกไปก่อนที่พวกกรกฎจะเดินมาถึง อรรถวาทีบอกกกล่าวว่าละอองดาวเป็นลมเพราะไม่ได้นอนมาหลายวัน ท่านชายพาเธอไปส่งที่ตึก แล้วถามกรกฎว่าจะไม่ไปดูเธอหน่อยหรือ
กรกฎอ้ำอึ้งไม่พร้อมจะตอบ ผดาชไมซึ่งหมั่นไส้อรรถวาทีที่ทำตัวไม่ต่างจากทนายหน้าหอ กรีดเสียงต่อว่า
“ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้นด้วยหรือคะคุณทนายอรรถ คนไม่ได้นอนหรือว่าหาเรื่องให้คนสนใจ เดือดร้อนถึงเจ้าเชื้อเจ้านายอุ้มพาตัวไปส่ง ดูคุณทนายจะเอาอกเอาใจลูกเลี้ยงคุณพ่อคนนี้เหลือเกินนะคะ”
อรรถวาทีสะอึก กรกฎแก้ต่างว่าตนขอรอท่านชายอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวท่านคงมา อรรถวาทีตอบรับเสียงแผ่ว มองเลยไปยังธัชชัยที่ชะเง้อตามรถอย่างสนใจใคร่รู้เรื่องของละอองดาว
ครั้นท่านชายสดายุกลับมาที่ตึกใหญ่ก็พบกลุ่มของกรกฎยังรออยู่ ผดาชไมทักทายท่านอย่างธรรมเนียมฝรั่ง สวมกอดและหอมแก้มซ้ายขวาจนคนอื่นๆตะลึงคาดไม่ถึง ส่วนกรกฎหน้าแดงก่ำด้วยความอาย
เมื่อทั้งกลุ่มเข้าไปเคารพศพ ดร.ไกร ผดาชไมก็ยังคงเป็นจุดสนใจของแขกเหรื่อ เธอทำตัวสนิทสนมกับท่านชายสดายุ พูดคุยโอ้อวดแต่เรื่องความโด่งดังและคิวงานของตนเองที่รัดตัว
ท่านชายไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก อยากคุยกับกรกฎมากกว่า เลี่ยงไปต่อว่าเขาที่ไม่เคยพูดถึงน้องสาวให้ฟัง ความจริงตนรู้จักละอองดาวตั้งแต่เธอยังไว้ผมเปียอยู่โรงเรียนมาแตร์กับเริงใจและชลทิชา แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอเป็นน้องสาวของเขา
ผดาชไมขยับมายืนฟังด้วยสีหน้าตูมตึง ชิงพูดขึ้นก่อนที่กรกฎจะตอบท่านชาย
“ปรินซ์เพคะ แล้วใครบอกปรินซ์ว่าแม่แตนหรือแม่ละอองดาวอะไรนั่นเป็นน้องสาวกฎ หล่อนไม่ใช่น้องสาวของกฎเพคะ หล่อนเป็นแค่เด็กที่คุณพ่อไปเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งลูกและไม่ใช่ลูกเลี้ยงเพคะ”
“อ้อ...อย่างนั้นหรือครับ”
“หม่อมฉันต้องขอรับผิดฝ่าบาทจริงๆในเรื่องนั้น แต่เอาไว้กระหม่อมค่อยทูลให้ฟังอีกที”
“ฝ่าบาทเลยได้มาเป็นธุระโดยไม่จำเป็นกับแม่คนนั้น ที่จู่ๆก็หาเรื่องเป็นลมน่ะสิเพคะ”
“น่าเห็นใจละอองดาวนะ คงมีความเครียดที่มาเสียคุณพ่อไปกะทันหัน เห็นว่าไม่ได้นอนเลย ถึงได้เป็นลมไปอย่างนั้น แกต้องดูแลน้องสาวแกหน่อยนะกรกฎ”
กรกฎอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง ผดาชไมไม่พอใจสะบัดหน้าเมินหนี
ooooooo
จนแล้วจนรอดคืนนี้กรกฎก็ไม่ได้ไปเยี่ยมละอองดาว ส่วนผดาชไมเผ่นกลับก่อนที่พระจะสวดเสร็จพร้อมรุ้งเพชรที่มารอรับไปออกรายการโทรทัศน์แล้วไปต่อที่งานปาร์ตี้ต้อนรับการกลับมาของเธอในฐานะนักร้องดัง
ฝ่ายธัชชัยที่มางานวันนี้ก็ไม่เสียเปล่า ได้ข้อมูลเกี่ยวกับละอองดาวไม่น้อยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับงานที่กรกฎขอความช่วยเหลือโดยมีเงินค่าจ้างจำนวนมากเป็นรางวัลล่อใจ
หลังจากแขกเหรื่อกลับหมดแล้ว ชวนชมนำแฟ้มเอกสารเล่มหนากับพวงกุญแจมาให้กรกฎ บอกว่าละอองดาวเคยเอามาให้ด้วยตัวเองแต่ไม่ได้เจอเขาสักที
“อ้อ เรื่องนี้เองหรือที่เขาอยากขอพบฉัน นี่ฉันก็ลืมไปเลยว่าได้ผัดผ่อนเขาเอาไว้...แล้วปกติใครเป็นคนดูแลสิ่งเหล่านี้อยู่ล่ะ”
“คุณดาวค่ะ เธอเป็นแม่บ้าน เธอถือกุญแจทุกดอก และควบคุมดูแลคนทั้งหมดมาตั้งแต่ก่อนหน้าคุณท่านถึงแก่กรรมแล้ว”
“งั้นก็ดีแล้วนี่ ให้คุณดาวเขาถือไว้ต่อไป ทำไมต้องเอามาให้ฉันด้วย ฉันกลับมาบ้านเพื่อมากราบศพคุณพ่อ ไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินอะไร เพราะฉันเองก็ยังไม่ได้มีสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ถ้าคุณดาวเขาไม่อยากจะทำต่อไปก็ส่งไปให้คุณอรรถก็หมดเรื่อง”
“คุณกรกฎคะ คุณในฐานะทายาทโดยตรงควรตรวจสอบว่ามีอะไรบ้าง อยู่ครบถ้วนดี หรือถูกยักย้ายไปบ้างหรือไม่ คุณดาวเธอทำถูกแล้วที่รีบส่งมอบมาให้คุณทันทีที่คุณมาถึง เพราะขณะนี้คุณเปรียบเหมือนหัวหน้าของบ้าน ส่วนเธอเองมีศักดิ์เป็นเพียงน้อง ที่จริงเธอจะส่งมอบทั้งหมดให้คุณอรรถก็ได้ แต่คุณอรรถก็ต้องนำมาให้คุณตรวจสอบอยู่ดี เพราะคุณอรรถก็ไม่มีอำนาจใดๆจะจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากคุณสองคนพี่น้องเท่านั้น”
เหตุผลของชวนชมทำให้กรกฎชะงักหน้าเจื่อน รู้สึกไม่ดีที่แสดงอาการหงุดหงิดออกไป
“ขอโทษทีน้าชวน ฉันคงหงุดหงิดไปหน่อย ที่จริงเมื่อคุณดาวกับน้าชวนดูแลอยู่แล้วฉันก็ว่าเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นฉันเลย ฉันเป็นผู้ชาย คงไม่สันทัดกับเรื่องเหล่านี้นัก แล้วฉันเองก็ไม่ได้ใกล้ชิดกับทุกอย่างในบ้านนี้มาเลย ยังไงๆเสีย คุณดาวก็จะทำได้ดีกว่าฉันแน่ๆ ดูสิ มันเยอะแยะวุ่นวายไปหมด ขี้เกียจอ่าน”
“ก็ได้ค่ะ เอาไว้วันหลังมีเวลาว่างค่อยตรวจดูรายละเอียด”
“วันที่คุณพ่อเสีย มีเงินส่วนตัวของท่านเหลืออยู่ในเซฟเท่าไหร่”
“เก้าแสนเจ็ดหมื่นแปดพันเศษ เปิดดูจำนวนที่แท้จริงจากยอดในบัญชีนั่นสิคะ”
“อืม...มีมากงั้นเชียวหรือ”
“เซฟถูกเปิดทันทีหลังจากคุณท่านเสียไปชั่วโมงเศษๆ คุณดาวเป็นคนเปิดต่อหน้าดิฉันและคุณอรรถ รวมทั้งผู้ใหญ่คนอื่นๆที่ร่วมอยู่ด้วย เป็นเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายในบ้านและส่วนตัวของท่าน”
“รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำอย่างเป็นทางการตรงไปตรงมานะ บางทีมันเกินความจำเป็นไปเสียอีก”
“คุณดาวบอกว่าเธอมีฐานะเป็นเพียงลูกเลี้ยงของท่าน เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยในบ้านนี้ เธอจำเป็นที่จะต้องจัดการดูแลระวังทรัพย์สินและผลประโยชน์ทุกชนิดไว้เพื่อรอคุณกลับมา และต้องทำทุกอย่างไปในแบบขาวสะอาด โดยมีพยานร่วมรู้เห็นด้วย”
“แปลกจริง ดูคุณดาวของน้าชวนจะระมัดระวังตัวไปเสียทุกฝีก้าวเชียวนะ...ก็ขอบใจเขาเหลือเกินที่ทำทุกสิ่งเอาไว้ด้วยความปรารถนาดีต่อฉัน”
“นอกจากเงินจำนวนนั้นก็มีจดหมายจ่าหน้าซองชื่อคุณดาวอยู่ฉบับหนึ่งค่ะ”
“จดหมายอะไร”
“ดิฉันไม่ทราบค่ะ แต่จ่าหน้าซองด้วยลายมือคุณท่าน คุณดาวเองก็ดูประหลาดใจไม่น้อย เป็นเพียงสิ่งเดียวที่คุณดาวหยิบออกไปจากเซฟวันนั้น”
“ช่างเถอะ ว่าแต่เงินที่ค้างอยู่ในเซฟนั่นจะจัดเป็นเงินประเภทไหนยังไง คุณอรรถว่ายังไงบ้าง”
ข้อนี้ชวนชมยังตอบไม่ได้ แต่ยอมรับว่ารู้เงื่อนไขในพินัยกรรม กรกฎจึงอยากรู้ว่าเธอคิดเห็นยังไง
“ดิฉันไม่ทราบหรอก และคงไม่บังอาจคิดอะไรกับเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องของคุณพ่อคุณ คุณกฎ แล้วก็คุณดาวโดยเฉพาะ”
“แต่ฉันมีผดาชไมอยู่ทั้งคนแล้ว น้าชวนก็เห็น ไม่รู้ว่าคุณดาวจะเห็นใจฉันไหม”
“คุณกฎควรตรองทุกสิ่งอย่างรอบคอบที่สุดเสียก่อนนะคะ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป”
ชวนชมเตือนด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มพูดเด็ดเดี่ยวว่าตนจะไม่แต่งงานกันและจะไม่ถูกตัดออกจากกองมรดกด้วย
“แล้วพอมีทางเป็นไปได้หรือคะ”
“มี...ถ้าคุณดาวช่วย มันไม่ได้ผิดทำนองคลองธรรม ไม่กระทบกระเทือนใครทั้งสิ้น”
“คุณกฎไม่คิดว่าจะเป็นการขัดขืนคำสั่งของคุณพ่อหรือคะ”
“ฉันเป็นลูกที่เชื่อฟังท่านมาตลอด ไม่เคยขัดคำสั่งคุณพ่อหรือทำให้ท่านขุ่นเคืองเลย แต่นี่มันจำเป็นจริงๆ ฉันไม่อยากที่จะต้องทนทรมานใจไปตลอดชีวิต ไม่คุ้มกันเลย”
“เอาล่ะค่ะ ดิฉันก็พลอยห่วงคุณที่จะพยายามฝืนคำสั่งคุณท่าน สำหรับคุณดาว...ถ้าเธอมีทางช่วยเหลือคุณได้อย่างที่คุณว่า ดิฉันเชื่อว่าคุณจะไม่ผิดหวังจากเธอหรอกค่ะ”
คำพูดประโยคสุดท้ายของชวนชมทำให้กรกฎฉงนอยู่ในที
ooooooo
ไม่ทันที่กรกฎจะเข้านอนก็ได้รับสายจากผดาชไมที่ยังอยู่ในงานเลี้ยง เธอปลีกตัวออกมาโทร.หาแฟนหนุ่ม พูดจาอ่อนหวานเอาใจก่อนจะกลับเข้าไปหารุ้งเพชรที่กำลังคุยกับชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง
รุ้งเพชรแนะนำเจ้าคำอินทร์ให้ผดาชไมรู้จัก ท่าทีเจ้าคำอินทร์พึงพอใจในความสวยของผดาชไมอย่างเปิดเผย
“เจ้าคำอินทร์เป็นเชื้อพระวงศ์เชียงอูองค์สุดท้าย และเป็นทายาทคนเดียวของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ นพดลด้วย”
ผดาชไมยินดีที่รู้จักคนระดับสูง แต่ยังวางท่าเชื่อมั่นในความสวยและดังของตัวเอง
“ไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณฮันนี่...เอ่อ...คุณผดาคือเพื่อนสนิทของคุณรุ้งเพชรนี่เอง ผมแอบชื่นชมผลงานของคุณมาตั้งแต่คุณเล่นหนังของท่านเจษเรื่องแรก”
“เจ้าคำอินทร์กำลังแสดงหนังให้ท่านเจษอยู่สองเรื่อง เคยเป็นนายแบบให้กับสินค้าแบรนด์อังกฤษกับแบรนด์ฝรั่งเศสให้บริษัทของฉันมาสองสามครั้งแล้ว”
“จริงเหรอคะ”
“ครับ ท่านอาเจษยังพูดถึงคุณอยู่บ่อยๆนะครับ ผมว่าถ้าคุณผดามีเวลาว่างวันไหนผมจะพาไปเยี่ยมท่านดีไหมครับ ยินดีอาสารับส่งถึงวังสุนทรีรมย์ของอาเจษ ทีเดียว”
“ค่ะ ก็ดีนะคะ ดิฉันเองก็คิดถึงท่าน อยากไปกราบสวัสดีท่านเจษอยู่เหมือนกัน แต่คงต้องขอดูเวลาอีกทีนะคะ แล้วรุ้งคงจะโทร.บอกเจ้าอีกที”
“ครับ ได้อยู่แล้วครับ เรียกว่าผมพร้อมบริการคุณผดาอยู่เสมอ ถ้าอย่างนั้นเพื่อฉลองไมตรีของเราให้เกียรติออกไปเต้นรำกับผมสักเพลงจะได้ไหมครับ”
เจ้าคำอินทร์ยื่นมือออกมา ผดาชไมไม่ปฏิเสธ รุ้งเพชรจับตามองด้วยความสนใจ
หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา ผดาชไมกลับโรงแรมที่พักแล้วพบว่ามารดามารออยู่ตั้งแต่หัวค่ำ งามตาในวัยกลางคน เมียน้อยอดีตนายตำรวจใหญ่ยศนายพลที่เสียชีวิตไป มีอาชีพนักร้องตามผับบาร์ แต่เพราะวัยที่ร่วงโรยทำให้มีงานน้อยลง รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เมื่อเธอรู้ว่าลูกสาวกลับเมืองไทยจึงมาขอเงินใช้
ผดาชไมรีบพาแม่เข้าห้องเพื่อหลบสายตาผู้คน กลัวเรื่องเล็ดลอดถึงนักข่าวหรือกรกฎรู้เข้าจะเป็นเรื่อง เพราะตนไปโพนทะนาไว้ว่าแม่ไปลงหลักปักฐานอยู่แอลเอแล้ว
พูดคุยกันไม่นานลูกสาวก็เร่งให้แม่กลับ พร้อมกำชับให้ใช้เงินอย่างประหยัด งามตารับปากส่งเดชก่อนจะหยิบฉวยเสื้อผ้าและน้ำหอมราคาแพงของลูกติดมือกลับไปด้วย
ooooooo
ด้านกรกฎหลังจากคุยโทรศัพท์กับผดาชไมทำให้ตาสว่าง เขาตัดสินใจโทร.หาละอองดาวทั้งที่ดึกโข ออกตัวว่าไม่ได้ตั้งใจรบกวนคนป่วยก่อนจะสอบถามอาการ แต่ละอองดาวตอบกลับมาอย่างประหยัดคำมาก ทำให้อีกฝ่ายไม่ค่อยพอใจที่สุดเขาก็เข้าประเด็นสำคัญ ต้องการปรึกษาเรื่องพินัยกรรม
“คุณคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าท่านต้องการให้เราแต่งงานกัน โดยเอาทรัพย์กองมรดกทั้งหมดมาเป็นหลักประกัน ซึ่งผมคิดว่าท่านผูกมัดเราไว้อย่างล้าสมัยเหลือเกิน คุณล่ะคิดยังไง”
“ดิฉันไม่บังอาจพอที่จะคิดเห็นอะไรได้ทั้งสิ้น”
“คุณไม่คิดบ้างหรือว่าความต้องการของท่านมันเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ท่านบีบบังคับเราสองคนเกินไป เรียกว่าเป็นการหมิ่นสิทธิความเป็นมนุษย์ของเราอย่างรุนแรง ทั้งๆที่ท่านก็เลี้ยงเรามาให้เป็นคนมีการศึกษา รู้จักคิด ท่าน...”
“คุณกรกฎคะ ดิฉันเข้าใจ เห็นใจคุณ และเสียใจด้วยที่ตัวดิฉันเองต้องมาเป็นคู่กรณีสร้างความเดือดร้อนลำบากใจให้กับคุณ ทั้งที่ดิฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแบบนี้ ดิฉันจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสบายใจของคุณค่ะ แต่โปรดอย่าได้ตำหนิประณามคุณพ่อของคุณเองให้ดิฉันได้ยินอีกเลย อภัยให้ท่านเถิดค่ะ ตอนนี้ท่านก็เสียไปแล้ว”
กรกฎเหมือนโดนตีแสกหน้าจนชาวูบ อึ้งงันไปชั่วครู่
“ขอโทษที ผมก็แค่พูดความจริง ไม่ได้มีเจตนาเลวทรามลบหลู่คุณพ่อ เอาเป็นว่าคุณเข้าใจดีใช่ไหมว่ายังไงเราก็ไม่มีทางจะแต่งงานกันได้ คุณคงไม่ขัดข้องที่จะให้ความร่วมมือกับผมไม่ใช่หรือ”
“ดิฉันได้เรียนไปแล้วว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสามารถ และได้พูดถึงความเสียใจของดิฉันเองไปแล้วด้วย”
“ขอบคุณเหลือเกินคุณดาว ผมได้ตรวจดูในเงื่อนไขแล้วมีอยู่ข้อหนึ่งที่เราพอจะหลีกเลี่ยงได้ คือเราจะอยู่อย่างนี้กันไปจนครบกำหนดสองปี แล้วพอขึ้นปีที่สามผมต้องขอความร่วมมือจากคุณให้ช่วยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งความจำนงว่าคุณไม่ยินดีแต่งงานกับผมยื่นให้คุณอรรถได้เก็บไว้ พอพ้นปีที่สามแล้วคุณและผมก็เป็นอันหลุดพ้นจากเงื่อนไข”
“ได้ค่ะ” เธอตอบรับทันทีจนเขาประหลาดใจ ไม่คิดว่าจะง่ายดายขนาดนี้
“ก็ต้องขอบคุณคุณอีกครั้งหนึ่ง ผมเองก็เชื่อมาก่อนว่าเราคงจะตกลงทำความเข้าใจกันได้อย่างปัญญาชน ผมจะไม่ลืมความมีน้ำใจของคุณเลย พอพ้นระยะเวลาผูกมัด ผมได้เข้าจัดการกองมรดกเมื่อไหร่ ผมจะมาหารือกับคุณในทรัพย์มรดกที่คุณมีสิทธิ์อยู่ด้วยอีกครั้ง”
“คุณกรกฎคะ ดิฉันให้ความร่วมมือกับคุณในทุกกรณี เพื่อที่คุณจะไม่ต้องแต่งงานกับดิฉันตามที่คุณต้องการ ไม่ใช่เพื่อจะหวังส่วนแบ่งหรือสินจ้างจากคุณ
ทั้งสิ้น มรดกทั้งหลายควรตกเป็นของคุณเพียงคนเดียวอยู่แล้ว ตัวดิฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลของคุณเลย เป็นใครที่ไหนก็ไม่ทราบที่คุณพ่อเพียงเมตตานำมาชุบเลี้ยงไว้ จึงเจียมกายเจียมใจอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นดิฉันเองควรทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คุณมีสิทธิ์ในกองมรดกโดยเร็ว ในวิธีที่คุณต้องการ”
กรกฎอึ้งอีกคำรบ หน้าร้อนวาบด้วยความรู้สึกละอายใจ
“นอกจากวิธีนั้นแล้วจะมีวิธีอื่นอีกบ้างไหมคะที่จะช่วยให้คุณเป็นอิสระเร็วขึ้น”
“นั่นเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ เว้นแต่จะมีกรณีที่คุณเกิดแต่งงานไปกับใครเสียก่อน ผมก็จะเป็นอิสระเร็วขึ้นอีก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมขอร้องหรือแนะนำคุณ มันเป็นสิทธิของคุณโดยเฉพาะ ที่ผมจะพลอยมีส่วนได้เข้าไปด้วยเท่านั้น”
“ดิฉันเข้าใจดีค่ะ คุณต้องการให้ดิฉันเข้าใจว่าคุณไม่ได้ต้องการเสือกไสให้ดิฉันไปแต่งงานกับใครเข้าเสียก่อนเพื่อตัวคุณ แต่ก็ว่าไม่ได้นะคะ ดิฉันอาจมีโอกาสช่วยคุณด้วยวิธีนี้ก็ได้ ดิฉันจะพยายามช่วยคุณก็แล้วกัน”
“แล้วธุระอะไรที่คุณต้องรีบไปแต่งงานเพื่อช่วยให้ผมได้รับมรดกโดยเร็ว ผมไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือของคุณแบบนั้น ผมเป็นลูกผู้ชายพอ ไม่ได้คิดจะมาบีบบังคับคุณเพื่อให้ผมได้ผลประโยชน์เร็วขึ้น เว้นแต่คุณเกิดพอใจที่จะแต่งงานกับใครไป ผมก็คงห้ามไม่ได้”
น้ำเสียงฉุนเฉียวของกรกฎทำให้ละอองดาวน้ำตาคลอ แข็งใจตอบกลับอย่างเยือกเย็น
“เอาเถิดค่ะ ขอให้คุณกรกฎสบายใจก็แล้วกัน ดิฉันตั้งใจที่จะช่วยปลดพันธะให้คุณ ไม่ว่าวิธีไหนเกิดขึ้นได้ก่อนก็ตาม ใจจริงดิฉันอยากช่วยให้คุณเป็นอิสระวันนี้หรือพรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป”
“ผมออกจะเป็นคนเห็นแก่ตัวไปมาก พูดแต่เรื่องของผมอยู่ฝ่ายเดียว ผมอยากให้คุณพูดถึงเรื่องของคุณบ้างถ้าคุณไม่รังเกียจ...อย่างน้อยก็ให้เกียรติผมในฐานะพี่ชายของคุณคนหนึ่ง มีอะไรข้องใจ หรือว่าจะให้ผมช่วยเหลืออะไรคุณได้บ้างไหม”
“ขอบพระคุณ แต่ดิฉันไม่มีอะไรข้องใจ หรือต้องการความช่วยเหลืออะไรจากคุณในขณะนี้ คงหมดธุระของคุณแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ”
“เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งวาง คุณดาวๆ”
ไม่ทันแล้ว! ละอองดาววางสายทั้งน้ำตาด้วยความรู้สึกเสียใจ เสียหน้า เจ็บใจ อายตัวเองเหลือเกิน
“คุณกรกฎไม่ต้องการแต่งงานกับเรา ดาวคงไม่ดีพอใช่ไหมคะคุณพ่อ เขาถึงผลักไสไม่ไยดีดาวแบบนี้ ความปรารถนาดีของคุณพ่อมันจบแล้วนะคะ ฉันก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีที่ใครจะมาหยามหมิ่นฉันไม่ได้”
พูดกับตัวเองแล้วหญิงสาวเชิดหน้าเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกล้ำกลืนความรู้สึกแย่ๆที่ประเดประดังเข้ามาในใจ
ooooooo
ละอองดาวไม่ได้พูดเรื่องที่คุยกับกรกฎให้ใครฟัง จนกระทั่งหลังวันสวดศพ ดร.ไกร ครบเจ็ดวันแล้วสองเพื่อนสนิทเริงใจกับชลทิชามาพบที่บ้านและพูดจาซักถามเรื่องการแต่งงานตามพินัยกรรมทั้งที่กรกฎมีผดาชไมเป็นคู่รักอยู่แล้วนั่นแหละ ละอองดาวถึงยอมเล่า แต่ไม่แสดงท่าทีเสียใจให้เพื่อนเห็น
พอพ้นงานสวดศพบิดาซึ่งยังต้องเก็บศพไว้ที่บ้านเพื่อทำบุญครบรอบ 50 วัน และ 100 วันต่อไป กรกฎมักใช้เวลาส่วนใหญ่กับชีวิตนอกรั้วบ้านจนไม่เคยได้พบปะเห็นหน้าละอองดาว เที่ยวตระเวนบริการคู่รักพาไปปรากฏตัวในที่ต่างๆ กว่าจะกลับเข้าบ้านก็ดึกดื่นแทบทุกคืน
แต่ผ่านไปหลายวันก็เริ่มเบื่อหน่ายเพราะผดาชไมมีงานมากจนไม่มีเวลาให้ และด้วยความเบื่อผสมรำคาญ กรกฎจึงมานั่งหน้าตาบอกบุญไม่รับที่ห้องทำงานของธัชชัยในวันถัดมา
“ก็คู่รักแกกำลังเป็นดาวดวงเด่นลอยฟ้า แกก็ควรหน้าชื่นตาบานชื่นชมเธอ เธอจะให้แกไปนั่งคอยนั่งเฝ้าที่ไหน แล้วเดินไปคุยไปสัมภาษณ์สัมผัสมือกอดคนนั้นทีคนนี้ทีมันก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรนี่”
“นี่แกเห็นฉันเป็นไอ้งั่งที่ต้องไปเดินตามก้น คอยง้องอนเขาไปตลอดอย่างนี้หรือยังไง ฉันรักเขามาก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ ที่ทนอยู่ตอนนี้ก็เพื่อจะรอว่าสักวันเขาจะมีนิสัยและอารมณ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม”
“แล้วถ้าเธอไม่เปลี่ยนล่ะ”
กรกฎอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง ขรึมลงไปนิดก่อนทวงถามธัชชัย “ว่าแต่เรื่องงานที่แกรับปากฉันไว้จนป่านนี้ยังไม่เห็นจะคืบหน้าไปไหน ฉันยังไม่เห็นแกจะเริ่มต้นเลย หรือว่าแกจะเบี้ยวเสียแล้ว”
“เอ้า...ฉันนี่สิที่จะต้องเป็นฝ่ายถามแกมากกว่า ตั้งแต่วันนั้นที่เขาเป็นลมในงานสวด จนกระทั่งวันนี้แกก็ยังไม่ได้ให้ฉันได้พบหน้าเป้าหมายเสียที ไอ้ฉันก็ยุ่งงานที่นี่อยู่เหมือนกัน”
“ก็จริงของแก ขนาดฉันเองแท้ๆ รั้วบ้านเดียวกันก็ยังไม่ได้พบตัวเขาสักที”
“พิลึกจริงแฮะ นี่เรียกว่าแกเองก็ยังไม่ได้พูดอะไรกับคุณละอองดาวเขาเลย”
“ก็พูดกันแล้ว ตกลงกันด้วยดีด้วย เธอไม่ต้องการแม้แต่สตางค์แดงเดียวจากฉัน”
“นายกฎ แกเสียท่ามาก เธอจะต้องโกรธแกอย่างชนิดไม่มีวันให้อภัย เพราะแบบนั้นเท่ากับดูหมิ่นกัน เธอเป็นผู้หญิงเสียด้วยสิ แกลองคิด สมมติว่าแกกำลังเป็นคุณละอองดาวขณะนี้ แกจะรู้สึกยังไง”
“ไม่รู้ และก็ไม่สนใจด้วย...แกล่ะ คิดว่าหล่อนจะรู้สึกยังไง”
“เรียกว่าผู้หญิงทุกคนที่มาตกอยู่ในสภาพอย่างเธอเลยต่างหาก...มันคือความอับอาย ความเสียใจ น้อยใจ เจ็บปวดไปหมด”
“เหรอ เพราะเขาไม่ได้แต่งงานกับฉันเนี่ยนะ”
“เธอไม่ได้รักแกมาก่อนนี่ใช่ไหม ทำไมจะต้องไปแคร์อะไรที่ไม่ได้แต่งงานกับแกด้วยเล่า อะไรมันก็ไม่สำคัญเท่ากับถูกผู้ชายที่คุณพ่อสั่งไว้ให้เธอยอมแต่งงานด้วยผลักไสนั่นแหละ เธอจะจำมันไปจนวันตายว่าผู้ชายที่ชื่อนายกรกฎ เบ็ญจรงค์ ไม่ปรารถนาเธอ”
“ฉันเข้าใจล่ะ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกัน บ๊ะ! แกนี่มันช่างเข้าใจถึงหัวอกหัวใจผู้หญิงได้ลึกซึ้งเสียจริงๆ ไม่เสียดายที่ฉันอุตส่าห์ไว้วางใจมอบหมายงานสำคัญไว้กับแก แต่ก็ไม่ยักเห็นตรงกับผดาชไมของฉันเลย”
“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันนะว่า...ถ้าความรักของแกกับผดาชไมสุกงอมเต็มที่ไม่สามารถรอต่อไปได้ถึง 3 ปี แกขอแต่งงานกับหล่อนโดยแกยอมสละพินัยกรรม ยอมตัดขาดออกจากกองมรดก ผดาชไมจะยอมแต่งงานกับแกมั้ย” ธัชชัยตั้งคำถามเสียจนกรกฎนิ่งอึ้ง เงียบไปทันที
ooooooo
วันรุ่งขึ้นกรกฎขับรถของละอองดาวที่พ่อของเขาซื้อให้เธอออกไปรับผดาชไมตามที่นัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวบางแสน แต่แล้วหญิงสาวกลับมีงานด่วนไปด้วยไม่ได้ ทำให้กรกฎหัวเสียผลุนผลันกลับบ้านด้วยความไม่พอใจ
ถึงบ้านได้ไม่นาน กรกฎให้ยอดรักคนรับใช้ไปเอาจักรยานมา จากนั้นก็ขี่มันเพลินไปในอาณาบริเวณบ้าน ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวค่อยๆจางหาย
ผ่านโรงครัว โรงรถ บรรดาคนรับใช้ต่างลุกขึ้นทำความเคารพ กรกฎไม่ได้หยุดพูดคุยด้วยแต่กดกริ่งทักทายแล้วมุ่งหน้าไปเรื่อยจนถึงตึกที่ละอองดาวพักอาศัย
เพราะยังไม่อยากเผชิญหน้า ชายหนุ่มขี่จักรยานเลี่ยงไปอีกทาง แล้วไปเจอเด็กสองคนวิ่งเล่นและพลาดล้มเจ็บจนร้องไห้ เขาเข้ามาถามครู่หนึ่งก่อนจะพาเดินไปทางศาลาที่เด็กบอกว่าแม่อยู่ตรงนั้น
แม่ที่เด็กพูดถึงคือละอองดาวนั่นเอง หญิงสาวเผชิญหน้ากับกรกฎเป็นครั้งแรก เธอจำเขาได้ แต่เขาไม่รู้ว่าเธอคือใคร กระทั่งเธอแนะนำตัวและพนมมือไหว้ เขาตะลึงในความสวย พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
“น่าขันจริงๆที่ผมเพิ่งจะได้เจอคุณเอาวันนี้อย่างบังเอิญ ทั้งๆที่เราก็อยู่รั้วบ้านเดียวกันแท้ๆ”
“เพราะคุณกรกฎเพิ่งจะอยู่บ้านวันนี้เป็นวันแรกมั้งคะ”
“ครับ ผมเป็นเจ้าของบ้านที่แย่มาก ไม่เคยอยู่ติดบ้านเลยตั้งแต่เสร็จงานสวดศพเจ็ดวันของคุณพ่อ มัวเถลไถลไปอยู่ที่อื่นเสียหมด เพิ่งจะมีเวลาอยู่กับบ้านวันนี้เอง พอดีขี่จักรยานผ่านมาเห็นเด็กๆเล่นกันอยู่เด็กล้มแล้วร้องหาคุณแม่ ผมเลยเดินมาส่ง”
หลังจากพูดคุยกันอีกสักพัก กรกฎก็ทราบว่าเด็กที่เรียกละอองดาวว่าแม่คือลูกของคนงานในบ้าน แต่พวกเขาครอบครัวไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่ขาดพ่อก็ขาดแม่ ตนว่างๆเลยช่วยดูช่วยอบรมให้บ้าง ประสาที่ตนเป็นลูกกำพร้าเหมือนกัน
เมื่อส่งเด็กให้ผู้ปกครองแล้ว กรกฎชวนละอองดาวเดินดูอาณาบริเวณบ้าน หญิงสาวไม่กล้าปฏิเสธ แต่พอจะออกเดินเกิดเสียหลักเพราะสะดุดขาตัวเองเกือบล้มถ้าเขาไม่เข้ามารับได้ทันท่วงที
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
Reply #2 on:
17 July 2026, 20:35:16 »
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep3/page1
ละอองดาว ตอนที่ 3
การพบกันครั้งแรกระหว่างกรกฎกับละอองดาวนอกจากจะทำให้ฝ่ายชายตะลึงในความสวยของเธอแล้ว เขายังประทับใจและชื่นชมความคิดฉลาดหลักแหลมของเธอด้วย
ละอองดาวช่วยเหลือคนงานในบ้านด้วยความเมตตา แม้แต่เด็กๆลูกหลานของคนงานเธอก็สร้างรายได้เสริมเพื่อช่วยครอบครัว ด้วยการสอนให้ปลูกผักสวนครัวหลากหลายชนิด เหลือจากกินก็เอาไปส่งให้แม่ค้าที่ตลาด
กรกฎรู้สึกผิดคาดทั้งเรื่องรูปร่างหน้าตาที่เคยคิดว่าละอองดาวขี้ริ้วขี้เหร่ อีกทั้งกิริยามารยาทของเธอก็อ่อนโยนเรียบร้อย...สองคนเดินมาถึงหน้าตึกของละอองดาว หญิงสาวอธิบายว่าตึกหลังนี้เป็นความเมตตาของพ่อที่กรุณาปลูกให้ตนอาศัย แต่ถ้ากรกฎต้องการจะใช้ก็ขอให้บอก ตนจะได้หาทางขยับขยาย
ชายหนุ่มฟังแล้วไม่ค่อยชอบใจนัก บอกว่าถ้าตนมีสิทธิ์ขาดเมื่อไหร่ สิ่งแรกที่จะทำคือโอนตึกหลังนี้ให้เธอทันที คราวหลังจะได้ไม่ได้ยินคำว่าผู้อาศัยจากเธออีก
“ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ คุณจะเข้าไปดูตึกหลังนี้ ก่อนไหมคะ”
“ผมว่าเราไปที่ตึกใหญ่กันก่อนดีกว่า จะได้ไปกราบศพคุณพ่อด้วย หลังงานทำบุญเจ็ดวันผมยังไม่ได้ เหยียบเข้าไปอีกเลย”
เมื่อเข้ามาในตึกใหญ่ กรกฎเคารพศพบิดาพร้อมละอองดาวที่มีน้ำตาเคลือบคลอเพราะคิดถึงท่าน ชวนชมประหลาดใจที่สองคนมาด้วยกัน แต่แอบดีใจอยู่ลึกๆว่าพี่น้องได้พบกันเสียที
ชวนชมเดินตามทั้งคู่ไปที่ห้องเก็บของและเรียกคนรับใช้มาเปิดหน้าต่าง ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยของเก่าโบราณสะสมมีค่าและหายาก ทั้งรูปเขียน รูปปั้น ถ้วยโถโอชาม
“ห้องนี้คุณท่านรักมาก ของแต่ละชิ้นมีคุณค่า ราคาสูงทั้งนั้น...นั่นก็เครื่องลายครามธิเบต นี่ก็รู้สึกว่าจะของจีนหรือแมนจูนี่ล่ะค่ะ รูปปั้นนั่นก็...” ชวนชมนิ่งคิด เพราะจำไม่ได้ ละอองดาวบอกว่าคลีโอพัตรามาจากอียิปต์ กรกฎอมยิ้ม ออกตัวว่า
“ยังดีกว่าผมที่ไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย ท่านช่างไปสรรหามาจากไหนนะ ผมไม่เห็นว่ามันน่าจะมีราคา”
“ที่ไหนได้คะ มีศาสตราจารย์ชื่ออะไรดิฉันก็จำไม่ได้ ชาวอังกฤษขอมาชมในห้องนี้แล้วขอซื้อเหมาหมดทั้งห้อง เป็นเงินไทยตั้งเกือบ 60 สิบล้านบาท ท่านยังไม่ยอมขายเลย ถามคุณดาวดูก็ได้ค่ะ”
“งั้นเชียวเหรอ...แต่ฉันไม่สันทัด ไม่มีความรู้อะไรพวกนี้เลยจริงๆ พูดไปก็เหมือนอย่างพวกวานรได้แก้ว ยังไงยังงั้น คุณพ่อท่านได้ยินคงจะสาปแช่งฉันอยู่แน่ๆ”
ชวนชมกับละอองดาวยิ้มขันในคำพูดของกรกฎ หลังจากนั้นทั้งสามคนไปที่ห้อง ดร.ไกร กรกฎเห็นภาพขนาดใหญ่ของพ่อในกรอบรูปสีทอง อยากได้ไปไว้ที่ห้องตน จึงวานชวนชมเป็นธุระจัดการ
ละอองดาวเดินไปเปิดตู้เซฟหลังโต๊ะทำงาน มีเงินสดจำนวนหนึ่ง
“นี่เป็นเงินสดที่ติดเซฟอยู่ ก่อนคุณพ่อจะเสียค่ะ”
“เก้าแสนเจ็ดหมื่นแปดพันสามร้อยบาทถ้วนค่ะ”
“โอ้โห เท่ากับเงินประจำเดือนผมปีกว่า...เรามาหารสองกันดีไหม”
“ของคุณกรกฎทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”
“ไม่...มันไม่ยุติธรรม”
“ยุติธรรมสิคะ ของคุณแท้ๆ”
“ถ้างั้นให้มันอยู่ในเซฟนั้นไปก่อนเถิดครับ ผมยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้อะไร เพราะบอกคุณอรรถไว้แล้วว่าผมจะใช้เงินให้อยู่ในวงจำกัดตามสิทธิ์รายเดือนที่ได้”
ละอองดาวปิดเซฟแล้วยื่นกุญแจให้กรกฎช่วยเก็บไว้ แต่เขาไม่รับ เธอเลยต้องเก็บมันไว้เอง
ooooooo
กว่าจะสำรวจบนตึกใหญ่เสร็จก็บ่ายคล้อย ละอองดาวเดินนำกรกฎลงมาที่ห้องรับแขก อธิบายว่าข้างล่างมีห้องทั้งหมดสี่ห้อง แต่ไม่ทันแจกแจงว่าห้องอะไรบ้าง ชายหนุ่มชิงพูดเสียก่อนว่าตนไม่ต้องดูทุกห้อง ขอนั่งพักตรงนี้ดีกว่า
กรกฎนั่งลงที่เก้าอี้รับแขกแล้วเริ่มชวนคุย “กว้างขวาง เป็นระเบียบมากๆ อยู่สบายดีไหมครับที่นี่”
“ค่ะ สบายดี”
“วันก่อนผมแวะไปที่ออฟฟิศของเบ็ญจรงค์
คุณอรรถบอกว่าคุณยังไม่เข้าไปรับเงินประจำเดือนเลย นี่ผ่านมาตั้งหลายวันมากแล้ว แกโทร.มาก็แล้ว บอกกับคุณก็แล้ว คุณก็ยังไม่เห็นเข้าไปเอาสักที ผมอยากทราบว่าทำไมคุณถึงยังไม่ไปรับให้เรียบร้อย”
“ดิฉันยังไม่จำเป็นต้องใช้ค่ะ”
“อะไร? ไม่จำเป็นต้องใช้ ใครบ้างที่ไม่ใช้เงิน นอกจากคนที่ตายไปแล้ว แล้วตอนนี้คุณเอาเงินที่ไหนใช้”
“ดิฉันยังพอมีเหลือติดตัวอยู่นิดหน่อย คุณพ่อท่านเคยให้ไว้ แล้วดิฉันก็ไม่ค่อยใช้เงิน เพราะอยู่กับบ้าน ไม่ค่อยได้ออกไปไหน”
“คุณทำอย่างนั้นไม่ถูกนะคุณดาว คุณพ่อท่านสั่งเอาไว้ ครบเดือนคุณก็ต้องไปรับเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนมาเสีย ส่วนคุณจะใช้หรือไม่ใช้ ผมคงไม่ไปบังคับคุณ...ยิ่งไม่ใช้ได้ก็ดี เก็บเอาไว้ให้ผมกู้”
“ก็เก็บไว้ที่คุณอรรถยังไงล่ะคะ”
“มันไม่ถูก คุณอรรถจะเก็บเอาไว้ให้ได้อย่างไร เขามีเพียงหน้าที่จ่าย คุณต้องไปเซ็นรับมา ตัดบัญชีไปให้เรียบร้อย นี่เขาก็รอค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ผมขอสั่งคุณในฐานะพี่ชาย ผู้ปกครองคุณโดยตรงหลังจากไม่มีคุณพ่อแล้ว”
“ค่ะ ฉันจะไปรับเงินจำนวนนั้น เพื่อไม่ให้คุณกรกฎขุ่นใจอีก”
“ขอบคุณมาก ผมจะทำตัวให้เป็นพี่ชายที่ดีสำหรับคุณ แต่จะดีขนาดไหนผมก็ยังไม่ทราบ แต่จะพยายามอย่างที่สุดแล้วกัน เพราะฉะนั้นคุณควรทำตัวเป็นน้องสาวที่ดีด้วย ตักเตือนหรือสอนอะไรก็อย่าดื้อ เข้าใจไหม”
ละอองดาวไม่ตอบ นั่งก้มหน้ามองเล็บมือตัวเองเฉย กรกฎที่คิดว่าจะได้ยินคำขอบคุณจากเธอ นึกบ่นในใจ ในกิริยาที่ดูเหมือนยโส มองค้อนขุ่นๆ
ครู่ต่อมาละอองดาวออกมาส่งกรกฎที่หน้าตึก เขาชำเลืองมองเธอที่เอาแต่ก้มหน้ามองต่ำเหมือนไม่ได้สนใจเขา
“แล้วก็ค่ำนี้คุณไปทานอาหารกับผม น้าชวนด้วย” พูดแล้วเห็นอีกฝ่ายยังก้มหน้าเฉย น้ำเสียงเขาเริ่มขุ่น “คุณได้ยินมั้ย ผมบอกให้คุณไปทานอาหารที่ตึกผมพร้อมผม เชิญน้าชวนไปด้วย เราจะได้ทานอาหารค่ำด้วยกันสามคน...อย่างน้อยที่สุดก็เฉพาะวันนี้”
“เวลาเท่าไหร่คะ”
“เอ๊ะ แล้วกัน! คุณเป็นแม่บ้านยังไง ไม่รู้หรือว่าพี่ชายกินข้าวเวลาไหน”
“27 วันที่คุณกรกฎกลับมาถึงบ้าน คุณยังไม่เคยรับประทานอาหารเย็นที่บ้านแม้แต่ครั้งเดียวค่ะ ดิฉันจึงไม่ทราบ แล้วดิฉันก็ไม่ได้เป็นแม่บ้านของที่นี่ เป็นเพียงลูกบ้านผู้อาศัยคนหนึ่ง ถ้าจะตั้งแม่บ้าน น้าชวนชมเห็นจะเหมาะสมที่สุด”
กรกฎหน้าเจื่อนเก้อไป พูดลอยๆว่าสองทุ่ม ละออง-ดาวตอบรับจะไปตามเวลานั้น
“แล้วก็...ผมขอแต่งตั้งคุณเสียเดี๋ยวนี้เลย ตั้งแต่วินาทีนี้คุณคือแม่บ้านผู้ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเบ็ญ-จรงค์ ส่วนน้าชวนแกเป็นผู้ใหญ่แล้ว ให้เป็นเพียงผู้รับนโยบายจากคุณอีกต่อหนึ่งก็แล้วกัน”
พูดจบกรกฎหันเดินลงจากตึกไปทันที ถึงตึกของตัวเองไม่ทันไร ยอดรักมาบอกว่ามีคนโทรศัพท์มาหา
ผดาชไมนั่นเอง เธอออดอ้อนให้เขามาพบตอนหนึ่งทุ่มหลังจากเธอเสร็จงานเพื่อไปหาอะไรทานแล้ว ดูหนังสักรอบ กรกฎยังเคืองไม่หาย ประชดว่า
“เธอว่างจากภารกิจคนของประชาชนที่รัดตัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแน่แล้วหรือตอนนี้”
“ว่างแน่ๆแล้วค่ะกฎ จากทุ่มเป๋งไปเวลาของดาทั้งหมดเป็นของกรกฎคนเดียว”
เมื่อได้ยินกรกฎปฏิเสธเพราะต้องอยู่กินอาหารค่ำที่บ้าน ผดาชไมไม่พอใจซักว่ากินกับใคร พอรู้ว่ามีละอองดาวด้วย เธอถามเสียงแหลมว่ารู้จักกันแล้วเหรอ
“เพิ่งจะวันนี้ล่ะ ฉันในฐานะที่เป็นพี่ชายเขาเลยชวนมาทานอาหารด้วย”
ผดาชไมหน้าตึงทันที กรกฎยังไม่ทันจะชวน เธอรีบปฏิเสธไม่ร่วมโต๊ะกับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่พ่อเขาเก็บเอามาเลี้ยง
“เอางี้ดีกว่า...กฎจะกินอาหารกับแม่แตน จะสังสรรค์เสวนากันยังไงก็ตามสะดวก แต่สี่ทุ่มตรงคืนนี้ไปพบดาให้ได้ที่ฮาวาน่า ดาจะคอยอยู่ที่นั่น”
กรกฎรับปาก...พอวางสายได้ครู่เดียว ธัชชัยโทร.มา กรกฎเลยชวนเขามากินข้าวเป็นเพื่อนแก้เก้อ กลัวว่าตัวเองกับละอองดาวจะไม่มีอะไรพูดกัน ธัชชัยตกปากรับคำทันทีเพราะอยากทำความรู้จักละอองดาวอยู่แล้ว
ooooooo
เมื่อได้พบละอองดาว ความรู้สึกของธัชชัยไม่ต่างจากกรกฎนัก เขาตะลึงในความงามของเธอ พอได้คุยยิ่งพึงพอใจในกิริยามารยาท แต่กรกฎกลับมองว่าเธอพูดน้อยเพราะความยโส
ชวนชมกับธัชชัยรู้จักกันดีอยู่แล้วจึงคุยอย่างกันเอง ขณะที่ละอองดาวเพิ่งรู้จักค่อนข้างวางตัวห่างเหิน ตรงข้ามกับธัชชัยที่พยายามตีสนิทเพื่อเริ่มภารกิจของตน
ธัชชัยคุยจ้อเรื่องอาหารที่ชวนชมบอกว่าละอองดาวเลือกเมนูและคอยกำกับคนครัวด้วยตัวเอง แถมพอรู้ว่าละอองดาวไม่ได้เรียนแค่เลขานุการจากฝรั่งเศสอย่างเดียว แต่ยังไปเรียนทำอาหารที่สถาบันชื่อดัง ก็อยากจะชิมฝีมือเธอบ้าง หญิงสาวตอบรับแต่ออกตัวว่าอาจจะไม่ถูกปากเขา
“ความจริงอาหารฝรั่งทุกชนิดก็ไม่ค่อยจะถูกกับรสนิยมของผมนักหรอก นี่ดัดจริตอยากทานขึ้นมาก็เพราะเห็นว่าคุณดาวเป็นถึงศิษย์เก่าโรงเรียนทำอาหารมีชื่อระดับโลกเท่านั้นแหละครับ”
ธัชชัยพูดตรงมากทำให้ละอองดาวอดขำไม่ได้ กรกฎชำเลืองมองและถามว่า
“แล้วผมล่ะ ไม่มีโอกาสโชคดีอย่างธัชชัยบ้างหรือ”
“คุณกรกฎผิดกับคุณธัชชัยมากค่ะ คุณอยู่ในบ้านนี้อยู่แล้วและก็เป็นเจ้าบ้าน เพียงถ้าคุณต้องการอะไร และอยู่ในความสามารถของดิฉันที่จะรับใช้ได้ คุณเพียงแต่สั่งมาเท่านั้น”
กรกฎคอแข็งขึ้นมาทันที ธัชชัยกับชวนชมแอบสังเกตทั้งสองคน ครั้นเห็นวงสนทนาเงียบไปชวนชมจึงขอตัวกลับ ละอองดาวได้โอกาสกลับด้วย กรกฎมองหน้าเพื่อนหนุ่มแล้วรีบพูด
“ผมก็กำลังจะออกไปธุระกับธัชชัยข้างนอกพอดี...ธัช แกรอสักเดี๋ยว ฉันขอขึ้นไปแต่งตัวก่อน หรือขี้เกียจนั่งอยู่นี่ก็เดินไปส่งคุณดาวกับน้าชวนก่อนก็ได้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บ้านอยู่แค่นี้เอง”
“ถ้าคุณดาวไม่รังเกียจ ผมขอเดินย่อยอาหารไปทางตึกคุณดาวด้วยสักหน่อย รู้สึกว่าทานเข้าไปมากเหลือเกิน ผมไม่อยากนั่งอยู่นี่คนเดียวด้วย”
ละอองดาวยิ้มบางๆแทนคำตอบ...เมื่อเดินมาถึงหน้าตึกชวนชมขอขึ้นไปก่อน ละอองดาวหันมองธัชชัยที่ยืนเกร่อยู่บริเวณซุ้มไม้หน้าตึก เอ่ยชวนตามมารยาทให้เข้ามานั่งข้างในก่อน
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เชิญคุณดาวเถิดไม่ต้องห่วงผม ตรงนี้เย็นสบายดี ผมชอบต้นไม้แถวนี้ งามเหลือเกิน”
“เชิญเถิดค่ะ ขึ้นมานั่งเสียก่อน คงอีกนานกว่าคุณกรกฎจะเสร็จ ประเดี๋ยวฉันจะโดนตำหนิเอาได้ว่าปล่อยเพื่อนรักเขาไว้หน้าบันไดบ้าน”
ธัชชัยลังเลเกรงใจในที แต่เห็นเป็นโอกาสทำความรู้จักเธอให้มากขึ้น ค่อยๆก้าวตามเธอเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้รับแขก กวาดตามองโดยรอบอย่างสำรวจตรวจตรา
“คุณธัชชัยต้องการดื่มอะไรไหมคะ”
“ไม่แล้วล่ะครับ ผมแน่นท้องมาก ขอนั่งพักเฉยๆ สักครู่ก็พอครับ”
“ตามสบายค่ะ เดี๋ยวดิฉันไปเอาชาอุ่นๆมาให้ดีกว่า”
ละอองดาวผละไป ธัชชัยมองตามด้วยใจสั่นระทึกอย่างประหลาด ความรู้สึกหลากหลายแล่นเข้ามา ทั้งทึ่งในตัวเธอและนึกละอายอดสูใจ เมื่อคิดย้อนไปถึงคำพูดของกรกฎที่บอกว่าละอองดาวขี้เหร่ ไม่อยากแต่งงานด้วยถึงขนาดว่าจ้างธัชชัยแยกเธอออกไป
เสียงละอองดาววางแก้วชาร้อนทำให้ธัชชัยตื่นจากภวังค์ความคิด ถามอย่างสุภาพว่า
“ไม่ทราบว่าคุณดาวจะรังเกียจผมหรือเปล่า”
“ดิฉันก็ไม่เห็นว่าคุณจะมีอะไรที่น่ารังเกียจเลยนี่คะ ตรงข้าม...ดิฉันยินดีเสียอีกที่มีโอกาสได้รู้จัก คุณคุยสนุกออก คุณธัชชัยเป็นเพื่อนของคุณกรกฎ ดิฉันก็ต้องให้เกียรติ”
“ครับ...ความจริงกรกฎเป็นพี่ชายที่ดีมากคนหนึ่งนะครับ รู้สึกเขาจะเป็นห่วงและเอาใจใส่ต่อคุณมาก พูดอยู่เสมอว่าเขาเหลือน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ต้องทำหน้าที่คุ้มครองดูแลต่อไปให้ดี”
“คุณกรกฎเป็นผู้ปกครองคนใหม่ของบ้านที่ดีมากค่ะ มีเมตตาต่อทุกคนในบ้าน แล้วยังตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาแบบแผนและรสนิยมของคุณพ่อไว้ดังเดิม”
“ขออภัยนะครับ ที่ผมพูดอะไรในเรื่องส่วนตัวของคุณมากไปหน่อย ทั้งๆที่เราเพิ่งจะพบกัน แต่ได้โปรดคิดเสียว่าผมเป็นมิตรที่ดีคนหนึ่งของคุณ สังเกตดูคุณกับกรกฎยังไม่ค่อยสนิทสนมกันนัก”
“เป็นธรรมดาค่ะ คุณก็รู้แล้วว่าสภาพของเราเหมือนคนอื่น เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ดิฉันกับคุณกรกฎกำลังพยายามจะทำความคุ้นเคยกัน”
“แต่ดูคุณออกจะระมัดระวังตัว ไม่ให้ความสนิทสนมกับกรกฎอย่างพี่ชายธรรมดา”
“ดิฉันไม่ใช่น้องแท้ๆของคุณกรกฎนี่คะ เป็นใครที่ไหนตัวดิฉันเองยังไม่ทราบเลย คุณพ่อแค่เก็บเอาดิฉันมาเลี้ยงไว้อย่างลูกเลี้ยง แล้วดิฉันจะกล้าบังอาจไปคิดอย่างน้องแท้ๆได้อย่างไร มันเป็นหน้าที่ของดิฉันที่จะต้องรู้สึกสำนึกตน แต่ดิฉันก็ให้ความเคารพนับถือเขาอย่างสูงรองจากคุณพ่อทีเดียว”
ละอองดาวอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน ธัชชัยสังเกตเห็นความรู้สึกทั้งเศร้าและทระนงแฝงอยู่ในแววตาคู่สวยของเธอ
ooooooo
นั่งรถออกมากับกรกฎแล้ว ธัชชัยฮัมเพลงอารมณ์ดีสลับกับชวนเพื่อนคุย
“จริงๆวันนี้แกตั้งใจชวนฉันมา หรือเพราะฉันเกิดโทร.มาถามแกเข้าเสียก่อน”
“ถามทำไม”
“เปล่า...ก็อยากจะขอบคุณแกนั่นล่ะ ฉันแค่ไม่แน่ใจ วันนี้มันเหมือนฝันๆยังไงบอกไม่ถูก แต่แกแน่ใจใช่ไหมว่านั่นคือคนเดียวกับยายแตนที่แกเคยพูดถึง”
“ก็ยายแตนนั่นล่ะ...ถามแปลก”
“น่าสงสารเหลือเกิน”
“สงสาร? ก็ดีแล้วนี่ที่มีความคิดที่ดีต่อเขา แต่อยากรู้ว่าสงสารในข้อไหน แกอย่านึกว่าฉันจะใจดำทอดทิ้งเขานะ ก็บอกอยู่แล้วว่าเขาคือน้องสาวของฉันคนหนึ่ง น้องสาวของนายกรกฎ...จำไว้”
“เปล่า ฉันไม่สนใจหรอก แกจะทอดทิ้งหรือไม่ทอดทิ้ง จะปรานีหรือไม่ยังไง ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะต้องสงสาร”
“อ้าว! แล้วสงสารอะไร”
“ก็สงสารในความอัปลักษณ์รูปชั่วตัวดำของเธอน่ะสิ โอ...ช่างน่าเวทนาออก ตัวกลมเหมือนไหกระเทียม หน้าตาอมโรค บูดๆเบี้ยวๆเหมือนเด็กพิการ ชาตินี้คงมีหวังอยู่เป็นสาวทึนทึกไปจนตาย เฮ้อ! เวรกรรม คุณพ่อของแกก็เหลือเกิน อยากจะให้เธอเป็นสะใภ้ทั้งท่ีก็ไม่ดูสารรูปของเธอเสียเลยว่ามันจะเหมาะกับพ่อลูกชายรูปหล่อไหม ฉันล่ะเห็นใจแกอย่างสุดซึ้งจริงๆว่ะ อย่างนี้ใครจะไปทนไหว”
พูดขาดคำ ธัชชัยโวยวายดังลั่นเพราะกรกฎหักรถเลี้ยวหลบรถที่สวนมาได้อย่างหวุดหวิด สีหน้ากรกฎเรียบนิ่งแต่ร้อนผ่าวด้วยความละอายเมื่อนึกถึงคำพูดของตนที่เพื่อนหนุ่มตอกย้ำ
ooooooo
ถึงฮาวาน่าคลับ กรกฎกับธัชชัยได้พบเพื่อนของผดาชไมอีกหลายคน แต่มีคนหนึ่งคือสารวัตรเอกรินทร์ที่ท่าทางพึงพอใจผดาชไม พอรู้ว่าเธอมีแฟนแล้วและรวยมากเป็นเจ้าของกิจการหลายอย่างของตระกูลเบญจรงค์ เอกรินทร์ลอบมองเขม่นกรกฎ
ก่อนหน้าที่กรกฎกับธัชชัยจะมาถึง เอกรินทร์ซึ่งทำธุรกิจรถนำเข้าจากยุโรปถามผดาชไมว่าใช้รถอะไรอยู่ เธอยิ้มเจื่อนไม่ทันตอบ รุ้งเพชรก็ร้องบอกขึ้นเสียก่อนว่ากรกฎมาแล้ว
ผดาชไมแสดงความเป็นเจ้าของกรกฎอย่างเปิดเผย ครั้นสมควรแก่เวลาเธอขอตัวกลับ เดินควงแขนแฟนหนุ่มออกมาโดยมีธัชชัยก้าวตามหลัง
“นั่นสารวัตรเอกรินทร์ เพื่อนของสกุลตลาค่ะ เขาขายรถยุโรปด้วย เห็นว่าดายังไม่ได้ใช้รถเลยแนะนำดาว่ามีรถอะไรน่าขับบ้าง...กฎคะ ดาว่าดาอยากขับรถ กฎว่าไง”
“ก็ดี เธอจะได้ไปไหนมาไหนด้วยตัวเองสะดวกโดยที่ไม่ต้องมารอฉันใช่ไหม แล้วจะได้ไปใช้บริการนายสารวัตรนั่นด้วย” กรกฎหน้าตูมตึง
“กฎคะ ไม่เอาสิ ไม่เป็นเรื่องอีกแล้ว มันไม่เกี่ยวกัน เลย ที่ดาบอกกฎดาจะให้กฎช่วยหาให้ดาสักคันต่างหาก... แล้วมื้อเย็นที่บ้านกฎเป็นยังไงบ้างล่ะคะ ไม่เห็นเล่าให้ดาฟังเลย”
“ก็ไม่มีอะไร กินข้าวคุยกันฉันพี่น้องคนร่วมบ้านเดียวกัน เจ้าธัชก็อยู่ด้วย”
ผดาชไมหันขวับไปหาธัชชัยทันที “คุณธัชก็ไปมาด้วยเหรอคะ เป็นยังไงบ้างล่ะคะดินเนอร์”
“อร่อยมากเลยครับ อิ่มมาก”
“เหรอคะ แล้วยายแตนนั่นล่ะ”
“คุณละอองดาวน่ะเหรอครับ ก็...” ธัชชัยอ้ำอึ้งเหลือบมองกรกฎ ขณะที่กรกฎก็รอฟังว่าเพื่อนรักจะตอบอะไร
จังหวะนั้นคำอินทร์เดินเข้ามาพอดี เห็นผดาชไมก็ปรี่เข้ามาทักถึงเนื้อถึงตัวอย่างธรรมเนียมฝรั่ง ทำเอากรกฎจ้องมองตาขุ่น
“คุณผดาชไมมาทำอะไรหรือครับ”
“วันนี้วันเกิดรุ้งเพชรค่ะ มีปาร์ตี้กัน นี่ดากำลังจะกลับ”
คำอินทร์บอกตนเพิ่งมาถึง จะให้ผดาชไมกลับเข้าไปอีก กรกฎไม่ชอบใจแทรกขึ้นเสียงแข็งให้คนของตนกลับได้แล้ว คำอินทร์เลยนิ่งไปด้วยความสงสัย...
ธัชชัยแยกตัวไปแล้ว กรกฎกับผดาชไมนั่งรถกลับด้วยกันสองคน เธออิงซบแขนแฟนหนุ่มที่หน้าบูดบึ้งไม่พูดไม่จา แล้วออดอ้อนเสียงหวานว่าเราอยู่กันสองคน อย่าเงียบอย่างนี้เลย
“รู้สึกว่าเพื่อนผู้ชายที่พร้อมจะรับใช้เธอ นับวันยิ่งจะมากขึ้นทุกวันนะ”
“อะไรอีกล่ะคะกฎ กฎพูดเหมือนกับจะจับผิดอะไรดา”
“ฉันไม่ได้จะจับผิด แต่ฉันไม่ชอบ โดยเฉพาะไอ้เจ้าคำอินทร์อะไรนั่น”
“เจ้าคำอินทร์สนิทกับรุ้งเพชร ดาเองก็เพิ่งจะรู้จักเขาไม่เท่าไหร่ ทำไมล่ะคะ กฎจะไม่ให้ดาคบค้าสมาคมกับใครบ้างเลยเชียวหรือ ทุกคนคือเพื่อนทั้งนั้น แล้วดาก็ไม่เคยทำอะไรเสียหายนะ กฎเสียอีก อะไรนิดอะไรหน่อยก็อารมณ์ฉุนเฉียวอยู่ตลอด”
“ฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวมากไปใช่มั้ย”
“ใจน้อยและขี้หงุดหงิดบ้างนิดหน่อยเท่านั้นแหละค่ะ”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
“กฎต้องทำใจให้หนักแน่นหน่อยสิคะ ดายังเป็นดาสำหรับกฎอยู่เสมอ และกฎก็คือเจ้าบ่าวในอนาคตของดานะคะ” ผดาชไมหยอดคำหวานพร้อมกับหอมแก้มเขา...แค่นี้ชายหนุ่มก็ใจละลาย หายงอนเป็นปลิดทิ้ง
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้นละอองดาวตั้งใจจะฝากคนรับใช้ที่ไปจ่ายตลาดส่งจดหมายสามฉบับที่จ่าหน้าซองเป็นภาษา อังกฤษใส่ตู้ไปรษณีย์ แต่คลาดกันเพียงนิดเดียว
กรกฎขับรถมาเห็นละอองดาวเดินถือซองจดหมาย ถามว่าจะไปข้างนอกใช่ไหม มีอะไรให้ตนช่วยหรือเปล่า หญิงสาวอึกอักปฏิเสธไม่ออก ขึ้นนั่งรถไปด้วยอย่างจำยอม และระหว่างทางยังต้องคอยตอบคำถามของเขาอีก
“แล้วปกติคุณออกไปไหนมาไหนข้างนอกยังไง ...ให้คนรถขับหรือว่าคุณขับเอง”
“เพื่อนดิฉันมารับ...หรือไม่ก็แท็กซี่ค่ะ”
“รถในบ้านเราก็มีตั้งหลายคัน คุณไม่ใช้เลยหรือ”
“ก็ใช้อยู่บ้างค่ะ”
“งั้นดีแล้ว แต่ถึงยังไงคุณควรเอารถในบ้านไปใช้มากกว่าจะใช้รถจากที่อื่น คุณไม่ขับก็ให้นายศักดิ์นายสวัสดิ์ขับไปให้สิ”
ละอองดาวนิ่งเงียบ เสมองไปนอกหน้าต่าง แต่กรกฎก็ยังไม่หยุดพูด
“แล้วคุณได้คุยกับธัชชัยบ้างหรือเปล่า”
“ธัชชัย? อ๋อ เพื่อนคุณกรกฎคนนั้น มีอะไรหรือคะ”
“เปล่า ผมแค่ถามดู เห็นวันนั้นคุณกับธัชชัยคุยถูกคอกันดี”
ละอองดาวเริ่มไม่ชอบใจเมินหน้าหนี สักครู่ก็บอกให้เขาจอดตรงปากทาง กรกฎรู้สึกขุ่นมัวทันที จอดรถให้เธอลงพร้อมติงว่าแค่ส่งจดหมายคราวหลังฝากตนออกมาส่งให้ก็ได้ แล้วจะส่งไปที่ไหนตั้งสองสามฉบับ
เธอชักสีหน้าเล็กน้อย ไม่ตอบอะไรนอกจากขอบคุณที่เขากรุณามาส่ง กรกฎหน้าตึง มองตามตาขุ่น สบถลอดไรฟันว่า
“อวดดี!”
ooooooo
กรกฎนำรถของละอองดาวมาใช้แถมยังให้ผดาชไมขับราวกับเจ้าของ เขาใช้ช่วงเวลาที่แฟนสาวว่างจากงานพาไปช็อปปิ้งซื้อข้าวของและเครื่องประดับราคาแพงให้อย่างไม่อั้น
เริงใจกับชลทิชาเห็นทั้งคู่สวีตหวานกันในรถโดยบังเอิญ ตั้งใจจะไปเล่าให้ละอองดาวฟัง เป็นจังหวะที่เพื่อนรักกำลังคุยโทรศัพท์กับธัชชัยที่ต้องการนัดพบเพื่อนำของฝากจากเชียงใหม่มาให้ เมื่อเห็นเพื่อนทั้งสองมา ละอองดาวจึงมีข้ออ้างว่ามีนัดแล้ว ธัชชัยเลยผิดหวัง
สองเพื่อนสาวได้ยินชื่อธัชชัยก็สอบถามละเอียดยิบว่าเป็นใครมาจากไหน พอรู้ว่าเป็นเพื่อนของกรกฎ ก็พาลไม่ชอบไปด้วย จากนั้นก็เล่าที่พบเห็นกรกฎกับผดาชไมด้วยความหมั่นไส้
เล่าไปเดินเล่นกันไปเรื่อย จนกระทั่งใกล้ถึงหน้าตึก ของกรกฎ ชลทิชาเสยผมมือโดนต่างหูหล่นกระเด็นไปบนพื้นจึงช่วยกันหา ระหว่างนี้ผดาชไมขับรถพุ่งมาด้วยความเร็วเกือบชนสามสาวที่กรีดร้องและโดดหนี พร้อมๆกับที่ผดาชไมหักหลบทันทำให้ไม่มีใครบาดเจ็บ
แต่ผดาชไมหัวเสียอย่างมาก เปิดกระจกตะโกนด่า “นี่! พวกแกอยากตายกันนักหรือไง เป็นใคร ชื่ออะไรกันมั่งฉันจะไปฟ้องคุณกรกฎให้หมด”
สามสาวอึ้งไม่ตอบ ผดาชไมยิ่งหงุดหงิด ด่าอีกหลายคำจนเริงใจกับชลทิชาแทบทนไม่ได้ จะเข้าไปเอาเรื่อง แต่ละอองดาวฉุดแขนเพื่อนทั้งสองปรามไว้ แล้วกล่าวขอโทษผดาชไมก่อนดึงเพื่อนออกไป
ผดาชไมขับรถพรืดไปจอดหน้าตึก เปิดประตูลงมาฟ้องกรกฎที่ยืนอยู่กับชวนชมว่าคนใช้ที่นี่เดินเล่นไม่ดูตาม้าตาเรือบนถนนจนตนเกือบขับรถชน
“แล้วกัน แล้วใครเป็นอะไรกันหรือเปล่า”
“ดาหักหลบทันค่ะ ดูแลกันมายังไง กฎต้องไปเรียกมาตำหนิให้ดานะคะ แย่มาก”
“เอาเถอะๆ ไม่มีใครเป็นอะไรก็ดีแล้ว เอ๊ะ แล้วนั่นรถไปโดนอะไรมา” กรกฎชี้ไปข้างรถที่มีรอยถลอกครูดเป็นทางยาว
“นั่นล่ะค่ะที่ดาหงุดหงิด เลี้ยวเข้ามาในซอยแล้วมีแท็กซี่บ้าที่ไหนไม่รู้โผล่ปาดหน้าดา ดูสิมันทำรถกฎเป็นรอยเลย ดาโมโฮ้โมโห”
ชวนชมตกใจ มือตบอกเกือบหลุดอุทานเสียงดังออกไป
“เอาเถอะๆ รอยแค่นี้ไม่เป็นไร เธอไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” กรกฎปลอบแฟนสาว ชวนชมมองค้อน ส่วนเริงใจกับชลทิชาที่ลากละอองดาวมาแอบดูแอบฟังยิ่งหมั่นไส้ผดาชไมเป็นทวีคูณ
ooooooo
กรกฎไม่เคยรู้มาก่อนว่ารถคันนั้นเป็นของละอองดาว สายวันนี้เขาขับมันไปจอดที่หน้าสำนักงานแล้วเข้าไปนั่งรออรรถวาทีอยู่ข้างใน
อรรถวาทีเพิ่งมาถึง สะดุดกับรอยถลอกข้างรถ นึกว่าเป็นฝีมือละอองดาว แต่พอเข้ามาข้างในเจอกรกฎก็นิ่วหน้าประหลาดใจ
เมื่อได้ยินกรกฎแจ้งธุระที่มาพบว่าต้องการเบิกเงินล่วงหน้า อรรถวาทีหน้าตึงเสียงขุ่นทันที
“เพิ่งจะถึงวันที่ 21 คุณเบิกล่วงหน้าของเดือนนี้ไปจนหมดแล้ว นี่มันก็ยังไม่สิ้นเดือนเลย จะมาขอเบิกล่วงหน้าของเดือนต่อไปอีกแล้ว”
“โธ่...เห็นใจผมหน่อยเถิดคุณอรรถ มันไม่พอจริงๆ หกหมื่นบาทต่อเดือนมันมากมายอะไรนักเชียว ตอนผมอยู่โน่นค่ารายเดือนผมเป็นเงินไทยก็เกือบแสนนะ อยู่ๆมาลดฮวบฮาบมันก็ไม่พอเป็นธรรมดา”
“ถ้าผมยอมคุณไปเรื่อย อีกหน่อยล่วงหน้าเดือนต่อเดือนก็จะพอกพูนไปเรื่อยจนกลายเป็นปีต่อปีแน่ๆ เฮ้อ...พ่อคุณ! ทำไมถึงได้ใช้เงินเปลืองอย่างนี้ เอาไปทำอะไรกันนักกันหนา”
“ผมก็ไม่รู้จะบอกยังไงถูก แต่รับรองว่าไม่ได้เอาไปหว่านโปรยที่ไหนหรอกครับ ใช้อย่างประหยัดจริงๆ คุณอรรถต้องเข้าใจ ใครๆก็รู้ว่าผมเป็นนายกรกฎ เบ็ญจรงค์ ลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี ไปไหนมาไหนก็เป็นเงินเสียทั้งนั้น”
“ผมไม่ห้ามคุณหรอกที่คุณมีแฟนเป็นคนหรูหราราวกับดาราฮอลลีวูดยังงั้น แต่ตอนนี้คุณยังไม่ได้เป็นมหาเศรษฐี เป็นแค่ลูกเศรษฐีที่มีเงินรายเดือนจากกองมรดกในอัตราที่ไม่ใช่น้อย เอาไว้คุณเป็นมหาเศรษฐีเองเมื่อไหร่จะใช้จ่ายสะบั้นหั่นแหลกยังไงผมก็ไม่ว่า เฮ้อ! สองคนพี่น้องนี่ช่างตรงกันข้ามเสียจริงๆ คนหนึ่งเดือนๆไม่พอใช้ มาเบิกล่วงหน้าจนท่วมตัว ส่วนอีกคนจนจะสิ้นเดือนที่สองก็ยังไม่เห็นจะเดือดร้อนมาเบิกเอาไป”
เสียงบ่นของอรรถวาทีทำให้กรกฎคอแข็ง แต่ในที่สุดอรรถวาทีก็ต้องจ่ายเช็คสี่หมื่นให้กรกฎไปทั้งที่ไม่ค่อยเต็มใจ
“ขอบพระคุณเหลือเกิน คุณอรรถเอื้อเฟื้อผมเสมอ ผมจะไม่ลืมบุญคุณเลย รับรองว่าเดือนหน้าผมจะไม่เบิกเกินเป็นอันขาด”
เมื่อได้เงินสมใจแล้วชายหนุ่มลุกขึ้นทำท่าจะไปทันที
“เดี๋ยวก่อนคุณกรกฎ”
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“คุณใช้รถอะไรอยู่ขณะนี้ ดูเหมือนจะเป็นรถเบนซ์สปอร์ตสีงาช้างคันนั้นใช่ไหม”
“ครับ มันคล่องและรวดเร็วดี ทำไมหรือ”
“ความจริงมันไม่ใช่เรื่องของผม แต่อยากจะบอกให้คุณทราบว่ารถคันนั้นเป็นรถส่วนตัวของคุณละออง-ดาว ที่คุณท่านเพิ่งจะซื้อให้ตอนเธอกลับจากฝรั่งเศสใหม่ๆ และเธอก็ใช้ประจำตัวอยู่เสมอ”
“จริงเหรอครับ ไอ้ผมก็พาซื่อ ไม่รู้มาก่อนเลย น่าขายหน้ามาก คุณอรรถก็ไม่บอกผมเสียตั้งแต่แรก นี่เขาคงนึกด่าผมสักกระบุง ผดาชไมเองก็เอาไปขับบ่อยๆ วันก่อนก็ไปปาดแท็กซี่จนสีถลอกเป็นวา เจ้าของคงจะเจ็บใจพิลึก”
“คุณดาวเธอเป็นคนหงิมๆเฉยๆ ไม่มีปากเสียงอะไรหรอก ว่าแต่คุณสองคนพี่น้องได้รู้จักหน้าค่าตากันแล้วหรือยัง”
“อ๋อ พบและรู้จักกันสักพักแล้ว”
“อืม...น้องสาวคุณคนนี้เป็นยังไงบ้าง ตัวอ้วนเหมือนไหกระเทียมต่อขา หน้าตาบูดๆเบี้ยวๆ น่าเกลียดน่าชังพิลึกไหม”
กรกฎไม่ตอบ หันขวับออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ...แล้วตัดสินใจนำรถไปที่อู่เพื่อส่งซ่อมรอยถลอกเพราะฝีมือของแฟนสาว โดยย้ำกับช่างว่าต้องทำสีให้เนียนสนิทเหมือนเดิม
ooooooo
ผดาชไมเข้านอกออกในบ้านเบ็ญจรงค์บ่อยขึ้น วันนี้ว่างงานก็มาเดินกรีดกรายจู๋จี๋กอดจูบกรกฎโดยไม่แคร์สายตาบรรดาคนรับใช้ที่เห็นแล้วอายแทน
สองคนเดินชมสวนเรื่อยไปถึงแปลงผักสวนครัว ผดาชไมอยากรู้ว่าเป็นความคิดใคร พอรู้ว่าเป็นละอองดาวก็ชักสีหน้า บ่นว่าไร้สาระ ไม่เข้าท่า เกะกะรกตา ใครรู้เข้าจะเอากรกฎไปนินทาได้ว่าคนงานบ้านมหาเศรษฐีต้องมาปลูกผักเอาไว้กินไว้ขายแบบนี้
“คิดมากน่าดา ไม่มีใครเขาคิดจุกจิกอย่างงั้นหรอก” พูดแล้วเขาทำท่าจะนั่งลง ผดาชไมเห็นบนม้านั่งมีเศษดินและใบไม้แห้งเลอะเทอะ โวยวายเสียงแหลมห้ามนั่งเพราะมันสกปรก
“ก็แค่เศษดิน เศษใบไม้ ไม่เป็นไรหรอก”
“ไม่เอานะคะ ไม่เอา นั่งลงไปได้ยังไง” ผดาชไมฉุดแขนเขาไม่ยอมให้นั่ง แล้วหันไปทางลุงคนสวนที่อยู่ไม่ไกล ถามกึ่งดุว่าใครเป็นคนดูแลบ้านนี้ ปล่อยให้สกปรกเลอะเทอะแบบนี้ได้ยังไง แขกไปใครมาอายเขาแย่
ลุงย้อยรีบวางมือจากงานเข้ามาตอบคำถามด้วยท่าทีนอบน้อมว่าคุณละอองดาวเป็นคนดูแล ผดาชไมได้ยินชื่อนั้นก็เสียงแข็งทันที
“เขาอยู่ไหน ไปตามมาพบฉันเดี๋ยวนี้”
“ดา...เรื่องไม่เป็นเรื่องน่า”
ชวนชมที่ยืนมองมาทนไม่ไหวเดินเข้าไปออกรับแทนละอองดาวว่า “คุณดาวไม่อยู่หรอกค่ะ มีอะไรพูดกับดิฉันได้ ดิฉันเป็นคนช่วยคุณดาวดูแลที่นี่เอง”
ผดาชไมเชิดหน้าคอแข็ง ออกคำสั่ง “คุณแม่บ้าน ...กฎกับฉันจะนั่งเล่นกันตรงนี้ ช่วยจัดการโต๊ะและม้านั่งให้สะอาดๆ แล้วก็หาของว่างกับเครื่องดื่มมาหน่อย เอาวิสกี้มาด้วย เดี๋ยวฉันกับกฎจะยืนรอ”
ชวนชมมองกรกฎ เห็นเจ้านายหนุ่มพยักหน้าจึงรับคำสั่งของผดาชไมเสียงห้วน
“ดิฉันจะรีบจัดการให้”
“ขอบใจ...กฎคะ ไปเดินเล่นทางโน้นกันก่อนเถอะค่ะ ดาเห็นผีเสื้ออะไรก็ไม่รู้” ผดาชไมควงแขนกรกฎเดินออกไป ชวนชมมองตามหมั่นไส้
หนุ่มสาวเดินชมนกชมไม้อย่างมีความสุขเรื่อยมาจนถึงหน้าตึกของละอองดาว
“ที่จริงบ้านกฎก็น่าอยู่ดีนะคะ ร่มรื่น เอางี้ไหมคะ อาทิตย์หน้าปลายๆวีกดาว่าง ดาอยากชวนเพื่อนๆมาปาร์ตี้กลางวันที่นี่ กฎว่าดีไหม เพื่อนดาก็พวกรุ้งเพชร สกุลตลา พรชัย สี่ห้าคนที่กฎเคยเจอนั่นล่ะค่ะ”
“เอาสิ ที่ตึกฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันจะชวนเจ้าธัชมาด้วย”
“โอเคนะคะ...แล้วนี่ตึกใครคะ ดูใหม่น่าอยู่จัง เข้าไปดูได้ไหมคะ”
“อย่าเข้าไปเลย เจ้าของเขาไม่อยู่”
“ใครกันคะ เจ้าของที่นี่ก็กฎไง หรือว่าตึกของยัยนั่น”
กรกฎไม่ตอบ เลี่ยงด้วยการชวนคนรักไปดูรถที่โรงรถว่าอยากได้คันไหนไว้ขับแทนคันก่อน ผดาชไมได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มหน้าบาน แววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
ooooooo
คืนนั้นละอองดาวแกะจดหมายของ ดร.ไกร อ่านต่อหน้ารูปของท่านที่วางบนโต๊ะ สายตาในรูปมองมาที่เธอราวกับรับรู้ในความปวดร้าวปนเศร้าที่กำลังเกิดขึ้น
“พ่อตระหนักอยู่แก่ใจเสมอว่าเรื่องนี้เป็นปมด้อยของความทุกข์โศกน้อยเนื้อต่ำใจของลูกมาตลอด เพราะพ่อเองไม่เคยยอมให้ความกระจ่างใดๆเกี่ยวกับตัวลูกเลยว่าเป็นใครมาจากที่ใด พ่อขอยืนยันในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตว่า ลูกไม่ใช่เศษจรจัดที่พ่อไปเก็บมาจากริมถนน สถานเด็กกำพร้า หรือลูกนอกกฎหมายที่เกิดจากเมียที่พ่อไม่รับรอง สิ่งที่พ่อพอจะบอกลูกได้ก็คือลูกเป็นลูกกำพร้าที่หมดสิ้นทั้งพ่อและแม่ เพราะความตายที่ไม่เคยผ่อนปรนให้แก่ใคร”
“ลูกคืออนุสรณ์แห่งความรักอันล้ำค่าของคนสองคนที่มีความรักเด็ดเดี่ยวมั่นคงต่อกัน แม้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคทุกข์ยากเพื่อจะได้มาครองรักร่วมกัน เป็นการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ชนิดที่ประวัติศาสตร์ของความรักจะต้องบันทึกเอาไว้...พ่อเองยังต้องยอมรับนับถือและพลอยปลื้มปีติตื้นตันในความรักของคนคู่นี้ ลูกคือพยานสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ที่จะยืนยันให้โลกรู้ว่าความรักแท้นั้นสามารถจะเสียสละได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อไม่เคยเชื่อมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้”
“พ่อไม่ต้องการให้จดหมายฉบับนี้เป็นปริศนาให้ลูกมาขบคิด อย่าได้สนใจอะไรมากไปกว่าสิ่งที่พ่อจะสั่งไว้ ลูกจงแต่งงานกับกรกฎ เบ็ญจรงค์ ลูกชายคนเดียวของพ่อตามนัยที่พ่อระบุไว้ในพินัยกรรม มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พ่อจะตายอย่างตาหลับและเป็นสุขที่สุด...”
“กรกฎมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องขอแต่งงานกับลูกเอง ลูกเพียงแต่คอยสนองเขาเท่านั้น พ่อรู้ดีว่าคำขอร้องของพ่อนี้ออกจะเป็นการบีบบังคับ แต่คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรนัก เพราะลูกก็ยังไม่ได้หมายใจชายใดไว้มาก่อน กรกฎเป็นผู้ชายที่ดีพอสำหรับการจะเป็นผู้นำลูก เป็นคนเดียวที่พ่อสมควรจะฝากฝังลูกไว้ โดยไม่มีอะไรจะต้องห่วง”
อ่านมาถึงตรงนี้เธอน้ำตาร่วงพรูหยดลงจดหมายด้วยความรันทดและอัดอั้นอย่างที่สุด อยากจะบอกพ่อผู้มีเมตตาเหลือเกินว่าเป็นไปไม่ได้เพราะกรกฎมีคนรักอยู่แล้ว เขาเพิ่งปฏิเสธและผลักไสตนอย่างไม่ไยดี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอายเหลือเกิน
ละอองดาวปาดน้ำตา ก้มหน้าอ่านจดหมายต่อไป
“และพ่อมีของขวัญอยู่ชิ้นหนึ่งที่เป็นของลูกโดยเฉพาะ จะมอบให้กับลูกในวันที่ลูกมีอายุ 25 ปีเต็ม”
เสียงเคาะประตูห้องทำให้เธอชะงัก ได้ยินชวนชมถามเบาๆว่านอนแล้วหรือ ละอองดาวรีบพับจดหมายสอดไว้ใต้ซองก่อนเอ่ยเชิญชวนชมเข้ามาภายในห้องที่ไม่ได้เปิดไฟ มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะ
“เอ๊ะ แล้วทำไมถึงนั่งมืดๆอยู่อย่างนั้นล่ะคะ”
“ไม่ได้ทำอะไรหรอกค่ะ ยังนอนไม่หลับ เลยลุกมานั่งเฉยๆค่ะน้าชวน”
ชวนชมส่ายหน้า เดินไปเปิดไฟจึงเห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าละอองดาว
“ร้องไห้อีกแล้ว ข่มใจบ้างเถอะค่ะ ไหนๆท่านก็เสียไปตั้งเดือนกว่าแล้ว คุณดาวเป็นคนเข้มแข็งจะตาย ตั้งแต่โตมาไม่เคยเห็นร้องไห้สักที”
“ไม่ได้ร้องหรอก แค่นั่งอยู่คนเดียวแล้วอดคิดถึงคุณพ่อไม่ได้ น้ำตามันไหลออกมาเอง”
ละอองดาวหันหน้าหนี ชวนชมมองด้วยความเวทนาจับใจ ขยับเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือหันมาหาละอองดาว ที่เดินไปนั่งลงที่เตียงนอน
“เมื่อกี้นี้คุณอรรถโทร.มาเตือนว่าเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนก่อนคุณดาวยังไม่ไปเซ็นรับมาเลย นี่ก็จะสิ้นเดือนที่สองอยู่แล้ว”
“ช่างแกเถอะ แล้วน้าตอบแกไปว่ายังไง”
“แกบ่นใหญ่บอกว่าเตือนมาตั้งหลายครั้งแล้วก็รับปากทุกทีว่าจะไปเอา แต่ไม่เห็นไปเอาสักที คุณดาวนี่ก็แปลกเสียจริง คุณกฎเองก็ออกปากอยู่ ดูท่าเธอจะโกรธๆเสียด้วยซ้ำ”
“ช่างเขาปะไร ฉันไม่ต้องการเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียวจากกองมรดก ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น และฉันก็ไม่มีความคิดที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย อยากจะออกไปเสียให้พ้นๆ ไปเสียพรุ่งนี้เลยก็ได้ ติดขัดที่เขานั่นล่ะ พูดเหมือนบังคับให้ฉันอยู่ เกรงจะเป็นที่ครหา”
“คุณดาวคะ ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะคะ คุณกฎได้ยินเข้าจะเสียใจแย่”
ละอองดาวลุกขึ้นเดินไปยืนริมหน้าต่าง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฉันต้องตัดสินใจและเลือกดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง น้าชวนก็รู้ดีว่าถ้าเป็นคำสั่งของคุณพ่อ ฉันปฏิบัติตามได้ทั้งสิ้น แต่ที่ขัดข้องมันเกิดจากทางฝ่ายคุณกรกฎ ฉันก็จนใจ รู้สึกเห็นใจเขา รู้สึกรำคาญและอนาถตัวเองด้วยซ้ำ ทุกสิ่งมันคาราคาซัง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เดือดร้อนกันไปหมด เพราะฉะนั้นฉันจะช่วยให้เขาพ้นจากพันธะเสียโดยเร็วและได้มรดกทุกชิ้นของเขาโดยครบถ้วน ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆทั้งสิ้น”
“โถ...คุณดาวของน้า น้าเข้าใจค่ะ รู้ถึงหัวอกของคุณดาวว่าตกอยู่ในฐานะอย่างไร แต่ก็พูดอะไรไม่ออก ต้องโทษคุณกฎนั่นแหละ ไม่รู้อะไรมาบังตาไว้ คุณพ่อท่านก็คงคิดไม่ถึงว่าลูกชายจะปฏิเสธความหวังดีของท่าน”
“พอเถอะน้าชวน อย่ามาพูดเรื่องนี้กันอีกเลย แค่นี้ฐานะของฉันก็แย่อยู่แล้ว เหมือนผู้หญิงหน้าด้าน ใครรู้เรื่องเข้าก็แทบจะมองหน้าเขาไม่ได้”
“แล้วเรื่องเงินใช้จ่ายประจำเดือนของคุณดาวล่ะคะ มันคนละเรื่องกัน คุณพ่อท่านสั่งเอาไว้ ควรจะไปเอาเสียนะคะ”
ละอองดาวหันหน้ากลับมา แววตาเต็มไปด้วยความทระนงและเชื่อมั่น
“ฟังนะน้าชวน เดือนละสามหมื่นบาท ปีหนึ่งก็เกือบสี่แสน มันเป็นเงินจากกองมรดก เป็นเงินของคุณกรกฎ ฉันจะไปเอาของเขาทำไม ฉันไม่ต้องการสมบัติ พัสถานอะไรของเขาเลย”
“ไม่ถูกค่ะ ไม่ถูกแน่ๆ คุณดาวกำลังหยิ่งเกินไป คุณกฎไม่เคยแสดงความรังเกียจอะไรเลย มีแต่จะคอยห่วงกังวลถามถึงคุณดาว”
“นั่นแหละ ฉันไม่รับ ยังไงก็ไม่ขอเอาเด็ดขาด”
“แล้วคุณดาวจะเอาเงินที่ไหนใช้ล่ะคะ”
ละอองดาวเงียบไปครู่ ตอบสั้นๆแต่น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวมากว่า...ตนคิดไว้แล้ว
เมื่อได้ฟังเธออธิบายขยายความ ชวนชมแทบไม่เชื่อหู อุทานด้วยความตกใจ
“คุณพระช่วย! มันจะเป็นไปได้ยังไงคะ ลูกสาว มหาเศรษฐีตระกูลเบ็ญจรงค์ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน”
“ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ใครๆก็รู้ว่าฉันเป็นเบ็ญจรงค์เทียม เป็นเพียงลูกเลี้ยง อีกอย่างการทำงานหาเลี้ยงชีพก็ไม่ใช่เรื่องเสียเกียรติอะไร”
“ไม่เหมาะแน่ๆเชียวค่ะ ถ้าคุณกรกฎรู้คงจะไม่ยอมให้ทำอย่างนั้นเด็ดขาด อย่าว่าแต่จะไปทำเลย เพียงแค่เธอรู้เข้าจะต้องเต้นเป็นฟืนเป็นไฟแน่”
“คุณกรกฎไม่ใช่คุณพ่อฉันนี่ ถึงจะมีสิทธิ์มายับยั้งยุ่งเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวฉัน ทีฉันยังไม่เคยเสนอหน้าเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขา”
“สิทธิ์ในความเป็นพี่ชายของคุณดาวสิคะ คงไม่ยอมให้น้องสาวออกไปลำบากแน่ๆ”
“น้องสาวงั้นเหรอ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องมาวุ่นวายยุ่งเรื่องส่วนตัวฉันจนมากเกินไปขนาดนี้ ฉันไม่ชอบ และไม่ต้องการ ก็ต่างคนต่างอยู่กันไปสิ หรือว่าฉันจะต้องเอาใจเขาไปเสียทุกอย่าง”
ยิ่งพูดละอองดาวก็ยิ่งมีอารมณ์ ชวนชมทอดถอนใจ ถามว่าเมื่อไหร่จะบอกความคิดนี้ให้กรกฎทราบ
“ถ้าตกลงที่ไหนได้แล้วฉันจะบอก”
ชวนชมโคลงศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย แต่ยอมแพ้ หยิบจดหมายตอบรับการสมัครงานที่ละอองดาวให้ดู ไปวางบนโต๊ะ แล้วสะดุดตากับซองจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ ดร.ไกร
ooooooo
.
--------------------------------------------------------------------
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep4/page1
ละอองดาว ตอนที่ 4
ชวนชมมองจดหมายด้วยความสนใจ ละอองดาวเดินปรี่เข้ามาเหมือนอยากจะปกปิดแต่ไม่ทัน
“จดหมาย...ของคุณท่าน”
“ใช่ จดหมายฉบับที่ฉันหยิบมาจากเซฟคุณพ่อวันนั้น”
“จะอนุญาตให้น้าทราบบ้างได้ไหมคะ”
ละอองดาวอึ้งอยู่นาน มองหน้าชวนชมแล้วถอนใจยาว หันเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่หน้ากระจก
“น้าชวน...ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงไม่ได้ให้น้าชวนรู้เลย ตั้งแต่ที่ฉันได้จดหมายฉบับนี้มา”
“คุณดาวคิดว่าน้าจะละลาบละล้วงเกินไปไหมคะ”
หญิงสาวไว้วางใจชวนชมเกินกว่าจะคิดเช่นนั้น อนุญาตให้อ่านได้ ชวนชมอ่านจดหมายทบทวนกลับไป กลับมาแล้วน้ำตาเอ่อ เงยหน้ามองละอองดาว เอ่ยเสียงเครือ
“ท่านรอบคอบเหลือเกิน และก็เป็นห่วงคุณอย่างที่สุด แต่ท่านก็ไม่วายจะลึกลับ”
“น้าชวนช่วยบอกความจริงที่น้าชวนรู้หน่อยเถิด วันแรกที่น้าชวนได้เจอฉัน ฉันเป็นอย่างไร”
“วันนั้น...เวลาราวสองทุ่มเศษๆ” ชวนชมเริ่มลำดับเรื่องราวเมื่อ 20 ปีก่อน
ตอนนั้นกรกฎประมาณเจ็ดขวบ นั่งเล่นของเล่นบนเตียงไม่ยอมนอน บอกชวนชมว่าตนไม่ง่วง ผ่านไปอีกสักครู่ได้ยินเสียงรถยนต์แล่นมาจอดหน้าตึก เด็กชายลุกขึ้นด้วยความดีใจ
“คุณพ่อมา” กรกฎเดินไปมองตรงหน้าต่าง ชวนชมยืนซ้อนอยู่ข้างหลัง สายตาสองคู่มองลงไปด้วยความประหลาดใจ เห็น ดร.ไกรลงจากรถพร้อมหิ้วตะกร้าใบโตลงมาด้วยอย่างทะนุถนอม
กรกฎรีบวิ่งลงบันไดตรงไปหาบิดาที่เดินเข้าตึกมา ถามว่าเอาอะไรมา ไกรตอบลูกชายด้วยรอยยิ้มว่า น้องของลูก แล้วมองเลยไปยังชวนชมเรียกให้มารับทารกเพศหญิงไม่ถึงหนึ่งขวบนอนหลับปุ๋ยอยู่ในตะกร้า และพูดตัดบทก่อนที่ชวนชมซึ่งทำหน้าสงสัยจะตั้งคำถาม
“ไม่ต้องถามอะไรทั้งสิ้น เลี้ยงเด็กคนนี้ให้ดีที่สุด คิดเสียว่าเขาคือลูกของฉันคนหนึ่ง”
ชวนชมรับเด็กหญิงมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน มองอย่างเอ็นดูในความน่ารักน่าชังระคนประหลาดใจ
ภาพความทรงจำในวันนั้นยังคงชัดเจนในแววตาของชวนชม มองอดีตเด็กหญิงที่วันนี้เติบใหญ่ในวัยสาวสะพรั่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าและเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า
“นั่นเป็นครั้งแรกที่น้าเห็นคุณดาวค่ะ”
ooooooo
ในค่ำคืนเดียวกัน กรกฎยังไม่กลับเข้าบ้าน เขาเที่ยวเตร่กับผดาชไมอย่างมีความสุข แต่พอหญิงสาวบอกว่าสิ้นเดือนนี้ตนจะกลับอเมริกา กรกฎไม่สบอารมณ์ ถามว่าครบกำหนดแล้วหรือ
“ใช่สิคะ ดามาอยู่นี่จะสองเดือนแล้วนะ ผัดทางโน้นมาสองครั้งแล้วด้วย”
“แล้วเธอจะปล่อยให้ฉันอยู่ที่นี่คนเดียวหรือยังไง”
“สัญญาดายังเหลืออีกตั้งเกือบปี ยังไงดาก็คงต้องกลับ”
“แต่ฉันไม่อยากให้เธอกลับ...เราควรจะแต่งงานกันไวๆเสียทีให้หมดเรื่อง”
“นั่นขึ้นอยู่กับกฎว่าจะพร้อมเมื่อไหร่ กฎจะให้ดาแต่งกับกฎพรุ่งนี้ก็ได้ ดาพร้อม”
กรกฎอึ้งงันไปโดยไม่มีคำตอบเพราะติดขัดที่พินัยกรรมของพ่อ ทำให้ผดาชไมกระเง้ากระงอด พอถึงโรงแรมที่พักได้ยินเขาขอดูสัญญาการทำงานของเธอ ก็สงสัยว่าเขาจะทำอะไร
“ฉันจะไม่ยอมให้เธอต้องกลับไปอเมริกาอีก เธอต้องอยู่กับฉันที่นี่” กรกฎท่าทีจริงจังเสียจนผดาชไมเป็นฝ่ายนิ่งเงียบด้วยความกังวล
ooooooo
ชวนชมยังอยู่กับละอองดาวในห้องทั้งที่เวลาล่วงเลยไปค่อนข้างดึก เพราะมีเรื่องคุยกันติดพันหลังจากชวนชมได้อ่านจดหมายของ ดร.ไกร
“ท่านเขียนไว้เป็นปริศนาเหลือเกิน มีเพียงท่านคนเดียวที่รู้ถึงความเป็นมาคุณดาว แต่นี่ท่านก็เสียไปแล้ว...แล้วความจริงจะถูกเปิดเผยออกมาอย่างที่ท่านบอกได้ยังไงกันคะ”
“ฉันไม่อยากจะคิดอะไรทั้งสิ้น ฉันดิ้นรนขวนขวายไปให้รู้ว่าใครเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะยังไงฉันก็ไม่มีพ่อมีแม่ เป็นลูกกำพร้า”
“แล้วใบรับรองจากธนาคารที่จะเป็นของขวัญตอนคุณดาวอายุ 25 ปีเต็มนี่ล่ะคะ”
“ท่านบอกว่าเป็นของขวัญไม่ใช่เหรอ ถึงเวลาฉันก็จะไปรับตามที่ท่านสั่ง”
“คงจะเป็นเครื่องเพชรชุดใหญ่ไว้รับขวัญคุณดาวในฐานะลูกสะใภ้เป็นแน่ เพราะถึงตอนนั้นตามเจตจำนงของท่าน คุณดาวคงจะแต่งงานกับคุณกฎเรียบร้อยไปแล้ว ที่ท่านให้เวลาสำหรับการแต่งงานไว้สองปี”
“ก็มีเวลาอีกตั้ง 3 ปี 1 เดือน กับอีก 22 วัน อาจเป็นอย่างที่น้าว่า...แต่ก็น่าขำ สิ่งที่ท่านเตรียมไว้ให้กับลูกสะใภ้กลายเป็นมาให้ใครอื่นไปแทนก็ไม่รู้”
“ท่านคงไม่เสียใจในข้อนั้นแน่ๆค่ะ ท่านจะเสียใจก็เพราะต้องมาผิดหวังในตัวคุณกรกฎนี่ล่ะ จะไปเอาสะใภ้คนอื่นมาแทนคนที่ท่านเลือก น้าหมั่นไส้คุณกฎเหลือเกิน ดีแต่ฉลาดเรื่องอื่น ไม่รู้ไปหลงอะไรแม่คู่รักของเธอกันนักกันหนา ท่าทางไม่มีสมบัติผู้ดีเอาเสียเลย หลุกหลิก ดัดจริต ชอบวางท่าเป็นนางพญา ปล่อยให้มาฉอเลาะโจ๋งครึ่มต่อหน้าธารกำนัลอยู่ได้ ไม่เห็นจะมียางอาย บัดสีบัดเถลิง”
ละอองดาวกลั้นหัวเราะอาการปะหลับปะเหลือกของชวนชม
“น้าชวนก็...ไปว่าอะไรคุณกรกฎน่ะ คนเขารักกัน น้าควรจะเห็นใจเขา ไม่ใช่อะไรๆก็ขวางหูขวางตาไปเสียหมดแบบนี้ เขาจะไปจะมา จะทำอะไรมันก็เรื่องของเขา ท่านเจ้าของบ้านพอใจอะไร เราก็ควรจะพอใจด้วย”
“ค่ะ อ้อ! เกือบลืม คุณกฎฝากโน้ตมาถึงคุณตั้งแต่เมื่อตอนเย็นค่ะ”
หญิงสาวรับกระดาษที่พับเรียบร้อยมาและเริ่มอ่านข้อความหลังจากชวนชมกลับออกไปแล้ว
“คุณดาวครับ อาทิตย์หน้าที่ตึกผมจะมีงานเลี้ยงน้ำชา แขกกันเองไม่เกิน 15 คน ขอความกรุณาช่วยจัดโต๊ะ สถานที่ และอาหารให้ด้วย ค่าใช้จ่ายเป็นของส่วนตัวของผม แต่โปรดเอาเงินกองกลางในเซฟทดรองจ่ายให้ผมก่อน สิ้นเดือนผมจะชำระคืนให้...ผมขอเชิญคุณมาร่วมด้วย หากไม่มีอะไรขัดข้อง”
ละอองดาวรับรู้ข้อความนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่งราวกับไม่ใส่ใจ
ooooooo
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาตีหนึ่ง กรกฎเพิ่งจะกลับเข้าบ้าน เรียกยอดรักที่นั่งหลับรอให้ไปนอน แต่พอเข้าห้องตัวเองเห็นจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ก็แทบจะแล่นออกมาทันทีที่อ่านข้อความที่เขียนด้วยลายมือละอองดาว
“เรียนคุณกรกฎ ดิฉันได้รับทราบคำสั่งของคุณแล้ว จะปฏิบัติตามสั่งให้เป็นที่เรียบร้อย แต่ต้องขออภัยที่ติดธุระขัดข้องไม่อาจมาร่วมด้วยได้”
กรกฎเดินหน้าตึงออกมาเรียกยอดรักที่อยู่ในสภาพง่วงจัด ถามว่าจดหมายฉบับนี้ใครเอามา
“น้าชวนให้ผมไปรับมาจากตึกโน้นครับ”
กรกฎหน้าบอกบุญไม่รับ นิ่งมองกระดาษในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันขวับกลับห้อง หยิบกระดาษ ปากกามาเขียนข้อความยาวเหยียดด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
“คุณดาว...เป็นเรื่องน่าแปลกที่เราเป็นพี่น้องกัน อยู่รั้วบ้านเดียวกัน กลับต้องใช้โน้ตติดต่อกันไปมา อะไรต่อมิอะไรระหว่างคุณกับผมดูจะเป็นทางการไปเสียหมด ขอบอกว่านั่นไม่ใช่คำสั่งแต่เป็นคำขอร้องอย่างพี่ชายไปยังน้องสาว ถ้าคุณไม่ว่างจะมอบให้น้าชวนจัดแทนให้ก็ได้ ผมอยากเดินไปปรับความเข้าใจกับคุณ แต่คุณคงหลับเสียแล้ว ผมเลยต้องใช้วิธีนี้แทน ซึ่งผมเองไม่สู้จะชอบนัก บังเอิญวันนี้ผมเพิ่งทราบเรื่องจากคุณอรรถมาสองเรื่อง และจำเป็นที่จะต้องรีบแจ้งกับคุณโดยเร็ว...”
“เรื่องแรกคือเรื่องที่ป่านนี้คุณยังไม่ไปรับเงินประจำเดือนเสียที ผมขอให้คุณรีบไปรับเสีย เพราะบัญชีรอคุณอยู่ เรื่องที่สองเป็นเรื่องรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผม ที่ถือวิสาสะเอารถสปอร์ตที่คุณพ่อซื้อให้คุณเป็นส่วนตัวไปใช้เสียเต็มที่ ต้องขออภัยเป็นอย่างมากเพราะไม่รู้ ผมได้ส่งกุญแจรถมาคืนให้คุณด้วย และขอสารภาพตามตรงว่าคู่รักของผมเอาไปขับเฉี่ยวรถอื่นจนถลอกไปเล็กน้อย ผมได้เอาไปซ่อมให้แล้ว ราวมะรืนอย่างช้าคงเรียบร้อย หวังว่าคุณคงให้อภัย”
เขียนเสร็จแล้วพับกระดาษใส่ซองและหยิบกุญแจรถใส่ลงไปด้วยก่อนปิดผนึกเตรียมฝากยอดรักไปให้ละอองดาวในวันรุ่งขึ้น
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกรกฎนอนก่ายหน้าผาก ข่มตาไม่หลับ จิตใจร้อนรุ่ม จนต้องลุกขึ้นไปเปิดวิทยุหาคลื่นจะฟังเพลง แต่ทุกสถานีปิดหมดแล้ว จึงเดินมานั่งเล่นเปียโนอยู่หลายเพลง ละอองดาวได้ยินก็บ่นรำคาญ ปิดหูไม่อยากฟังแต่มันก็ยังดังเข้ามากระทบโสตประสาทอยู่ดี
พอรุ่งเช้าละอองดาวตัดสินใจแน่วแน่ แต่งตัวเตรียม ออกจากบ้านพร้อมหลักฐานสมัครงาน บอกชวนชมว่าเย็นๆจะกลับ แล้วให้เนียนไปเรียกแท็กซี่ ชวนชมทำท่าจะห้ามแต่โดนชิงตัดบทอย่างรู้ทันเสียก่อนว่า
“ไม่ต้องห้ามฉันหรอก ฉันตัดสินใจด้วยตัวฉันเองแล้ว”
“แต่ว่ายังไงคุณกฎก็ไม่มีทาง...”
ชวนชมยังพูดไม่จบ เสียงยอดรักเรียกละอองดาว แทรกเข้ามา...ยอดรักนำซองจดหมายที่กรกฎฝากไว้มาให้ ละอองดาวแกะซองเห็นกุญแจรถถึงกับถอนใจแรง หยิบกุญแจรถส่งให้ยอดรักเอากลับไปคืนกรกฎ แล้วตัวเองเดินลิ่วลงจากตึกไปทันที
ooooooo
ในขณะที่ละอองดาวออกไปสัมภาษณ์งานที่สมัครไว้ กรกฎกำลังขับรถพาผดาชไมไปส่งที่ห้องอัดเสียงแห่งหนึ่ง แล้วอีกสองชั่วโมงจะมารับตามความต้องการของเธอ
ผดาชไมมาร้องเพลง เจ้าคำอินทร์ซึ่งหลงใหลในรูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงของเธอพาเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาฟัง หลังจากไปคุยอวดนักร้องคนนี้เอาไว้เยอะ
ปรากฏว่าพูนสวัสดิ์เพื่อนของเจ้าคำอินทร์เห็นผดาชไมครั้งแรกก็พึงพอใจ อยากได้เธอไปร้องเพลงให้กับค่ายเพลงของตนที่หุ้นกับเพื่อนชาวฮ่องกงและกำลังต้องการนักร้องหญิงเสียงดีมีเสน่ห์ ร้องได้สองภาษา แล้วเมื่อผดาชไมมีโอกาสทำความรู้จักกับพูนสวัสดิ์ เธอเองก็ให้ความสนใจแต่ยังสงวนท่าที
ด้านละอองดาวที่ไปสัมภาษณ์งาน ท่าทางจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะเอกสารไม่ครบ พอไปอีกแห่งซึ่งสมัครตำแหน่งเลขาผู้จัดการโรงแรมกลับแย่ยิ่งกว่าเพราะผู้จัดการทำเจ้าชู้ไก่แจ้ใส่ พูดจาปากว่ามือถึงจนเธอหวาดกลัวและโกรธ ผลุนผลันออกมาทันที
อารามตกใจและรีบร้อนทำให้ละอองดาวเดินไปชนธัชชัยจนเอกสารหลุดมือ ชายหนุ่มดีใจอย่างเห็นได้ชัด ช่วยเก็บเอกสารและถือไว้ให้ก่อนจะถามไถ่ทักทาย
สองคนเดินคุยกันไปถึงหน้าร้านอาหาร ธัชชัยบอกว่าตนมาพบลูกความแถวนี้ แต่ละอองดาวไม่เล่าอะไร นอกจากบอกว่านัดเพื่อนไว้ที่ร้านนี้ ชายหนุ่มสบโอกาสจะขอร่วมโต๊ะ แต่เริงใจที่เพิ่งมาถึงไม่ยินยอม รีบดึงมือละอองดาวเข้าร้านจนธัชชัยแทบส่งคืนเอกสารให้ไม่ทัน
ธัชชัยหน้าจ๋อยแต่ยังไม่ถอดใจ เดินเข้ามานั่งโต๊ะถัดไปจากสองสาว เริงใจชักสีหน้าไม่ชอบใจ ถามเพื่อนรักว่ามากับนายคนนี้ได้ยังไง หนำซ้ำยังให้เขาถือข้าวของ ละอองดาวบอกว่าพบเขาโดยบังเอิญ แล้วเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเขาอีกด้วยการเร่งเพื่อนให้สั่งอาหาร
หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาคุยเรื่องสมัครงาน เริงใจจำได้ว่าชลทิชาจะให้ท่านพ่อของเธอรับละอองดาวเข้าทำงานในบริษัทท่องเที่ยว แต่ละอองดาวยังไม่ได้ไปคุยรายละเอียด เริงใจจึงแนะนำงานอีกแห่งที่เพิ่งอ่านเจอในหนังสือพิมพ์
“เขาต้องการเลขาคนหนึ่ง ระบุไว้ด้วยว่าต้องโสด หน้าตาดี สกุลดี มีประกาศนียบัตรทางการเลขานุการ เห็นเข้าทีฉันเลยตัดติดกระเป๋ามาด้วย”
ปรากฏว่าละอองดาวสนใจมาก หลังอาหารมื้อนั้นจึงกระตือรือร้นจะไป ส่วนเริงใจขอตัวเพราะมีธุระต่อ ธัชชัยฉวยโอกาสนี้อาสาเป็นสารถีให้ละอองดาว แต่เธอแค่นั่งมาด้วยสักครู่เพื่อรักษาความดีมีน้ำใจของเขา ก่อนจะขอลงริมถนนย่านการค้าแล้วมุ่งหน้าไปยังสำนักงานจัดการผลประโยชน์ตระกูลนพดล
ละอองดาวมุ่งมั่นที่จะหาเลี้ยงตัวและยืนด้วยลำแข้งตัวเองโดยไม่ต้องการรับผลประโยชน์ใดๆจากกองมรดกตามพินัยกรรมของด็อกเตอร์ไกรบิดาของกรกฎ
เมื่อเข้าไปในอาคารสำนักงานจัดการผลประโยชน์ฯแห่งนั้น ละอองดาวได้พบผู้จัดการชื่อบุญคุ้มและพูดคุยตรวจเอกสารวุฒิการศึกษา บุญคุ้มพอใจ รีบโทรศัพท์ไปแจ้งใครบางคนว่าจะส่งผู้หญิงคนหนึ่งไปให้เสด็จฯทอดพระเนตรภายในครึ่งชั่วโมงนี้ พอวางสายก็หันมาถามละอองดาวว่าไม่ขัดข้องใช่ไหมที่จะต้องไปเฝ้าเสด็จพระองค์หญิง
“เสด็จพระองค์หญิงคือใครคะ”
“อ้าว! ผมนึกว่าคุณทราบแล้ว ก็ท่านเจ้าของกิจการทั้งหมดที่มีคำว่านพดลไงล่ะครับ พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงพราวนภางค์ นพดล อย่างไรล่ะครับ”
ละอองดาวอึ้งงันไปชั่วขณะ มีความประหม่า เกร็งและกลัวจนหลุดปากปฏิเสธออกไป แต่บุญคุ้มขอร้องให้ลองดูก่อน เพราะเชื่อมั่นว่าเธอเหมาะกับงานนี้
ooooooo
รถเก๋งคันหรูแล่นเข้ามาในเขตวังนพดลที่เต็มไปด้วยแมกไม้ ละอองดาวนั่งกวาดตามองทั่วบริเวณด้วยความตื่นเต้น มยุรีคนของบุญคุ้มที่มาด้วยจับตามองเธอด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเข้ามาในห้องโถงรับแขกของวัง มยุรีให้ละอองดาวรอก่อน ตัวเองเดินหายไปกับนางกำนัล
ขณะที่ละอองดาวกำลังสำรวจรอบบริเวณอย่างเพลิดเพลิน คาดไม่ถึงว่าจะได้พบท่านชายสดายุ ต่างคนต่างประหลาดใจ
“ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอคุณที่นี่ คุณมาทำอะไรที่วังของท่านป้า”
ละอองดาวอึกอักเล็กน้อยก่อนบอกความจริงว่ามาสมัครงาน ท่านชายสีหน้าท่าทีสงสัย แต่เห็นเธอมองรูปเจ้าของวังที่วางอยู่หลายรูปด้วยความสนใจจึงอธิบายว่า
“ท่านเป็นเสด็จป้าของฉันเอง ไม่ได้เป็นดองกันโดยตรง แต่ดองกันในความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ไว้วันหลังฉันจะเล่าให้ฟัง”
“เห็นคุณมยุรีเล่าว่าเสด็จท่านเป็นเจ้าทางเชียงอูใช่ไหมเพคะ”
“จริงๆแล้วท่านคืออดีตราชินีแห่งราชอาณาจักรเชียงอู ฐานันดรศักดิ์เดิมท่านเป็นเจ้าฝ่ายไทย แล้วไปเสกสมรสกับกษัตริย์ราชอาณาจักรเชียงอู แต่พอพระราชสวามีสวรรคต ทายาทจะสืบบัลลังก์ก็ไม่มี ท่านก็เลยกลับมาบ้านเกิด”
“ท่านเคยเป็นถึงราชินีเลยหรือเพคะ”
“ใช่ คุณไม่รู้เหรอ”
“หม่อมฉันยอมรับว่าไม่เคยอ่าน หรือแม้แต่จะรู้จักพระนามของท่านมาก่อน เคยได้เห็นแต่พระนามท้ายนพดลตามพวกมูลนิธิ หรือกิจการสาธารณกุศลต่างๆ เท่านั้นเพคะ”
“แล้วนี่คุณมาสมัครงานอย่างนี้ กรกฎพี่ชายของคุณรู้รึเปล่า”
“เขาไม่ทราบเรื่องนี้หรอกเพคะ เป็นความตั้งใจของหม่อมฉันเอง”
ท่านชายสดายุเลิกคิ้วประหลาดใจ พอดีมยุรีกับอุ่นเรือนเดินเข้ามา อุ่นเรือนทักท่านชาย นึกว่ากลับไปแล้วเสียอีก เห็นทูลลาเสด็จท่านแล้ว
“พอดีลงมาเจอคุณละอองดาว ก็เลยคุยกันนิดหน่อย”
“รู้จักกันด้วยหรือเพคะ”
“รู้จักดีเลย คุณละอองดาวเป็นน้องสาวเพื่อนสนิทของฉัน ดีจัง ถ้าท่านป้าจะได้คุณละอองดาวมาทำงานด้วย”
“ท่านจะทรงพอพระทัยรึเปล่า ก็ยังไม่ทราบเลยเพคะ หม่อมฉันอาจจะไม่ตรงกับพระทัยก็เป็นได้” ละอองดาวถ่อมตัวอย่างไม่มั่นใจ
“แต่ฉันว่า...ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เอาล่ะฉันคงต้องไปแล้ว สวัสดีนะคุณละอองดาว”
ละอองดาวพนมมือไหว้ท่านชายแล้วเดินตามอุ่นเรือนไปที่ห้องประทับของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ หญิงชราตัวเล็กวัย 70 ปี เห็นท่านนั่งบนเก้าอี้ล้อหมุนควบคุมด้วยไฟฟ้า กำลังให้นางพยาบาลฉีดยาบำรุงที่แขน
อุ่นเรือนเข้ามาทูลท่านสองสามคำ ท่านจึงให้พยาบาลออกไปพร้อมอุ่นเรือน แล้วเชิญหญิงสาวผู้มาเยือนนั่งบนเก้าอี้ตรงกันข้าม
ละอองดาวใจเต้นแรง ร้อนๆหนาวๆ หย่อนตัวลงที่เก้าอี้ด้วยความรู้สึกประหม่า เกร็ง หายใจไม่ทั่วท้อง หลบตาลงต่ำทันที
ooooooo
ด้วยความช่วยเหลือของเริงใจที่นำข่าวสารการรับสมัครงานมาให้ ละอองดาวจึงได้งานในวังนพดลของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ ผู้ที่เจอละอองดาวครั้งแรกรู้สึกเมตตาและถูกชะตาในตัวหญิงสาวเป็นอันมาก
แต่เมื่อกรกฎรู้เรื่องเข้าถึงกับโกรธหัวเหวี่ยง สั่งห้ามไม่ให้ละอองดาวออกไปหางานทำ จนละอองดาวจำฝืนใจทูลขอเสด็จฯลาออกทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มงาน
ส่วนเรื่องผดาชไมที่กรกฎไม่ต้องการให้เธอกลับอเมริกา แล้วยังมาได้ยินโดยบังเอิญตอนรุ้งเพชรกับสกุลตลาคุยกันว่าเหตุผลที่ผดาชไมกลับเมืองไทยเพราะมีคนจ้างงาน ไม่ได้ตั้งใจมางานศพบิดาของเขา รวมทั้งไม่คิดจะมาอยู่เมืองไทยถาวร ยิ่งทำให้กรกฎขุ่นมัวอย่างมาก ตัดสินใจเช่าบ้านหลังหนึ่งให้คนรักอยู่เป็นที่เป็นทางแทนโรงแรม หวังซื้อใจเธอไม่ให้จากไป
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
Reply #3 on:
17 July 2026, 20:36:39 »
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep5/page1
ละอองดาว ตอนที่ 5
ถึงวันนัดเพื่อนพ้องมารวมตัวจัดงานเลี้ยงที่บ้านเบ็ญจรงค์ กรกฎเอาใจและตามใจผดาชไม ทุกอย่าง เธอจึงวางตัวไม่ต่างจากเจ้าของบ้าน เดินเฉิดฉายสวยเด่น แสดงความรักต่อกรกฎอย่างประเจิดประเจ้อไม่แคร์สายตาใคร
พอเบื่อบรรยากาศนอกตัวบ้าน ผดาชไมก็พาเพื่อนสนิทเข้ามาในตึกใหญ่ กราบเคารพศพบิดาของกรกฎก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องสะสมสมบัติล้ำค่าหายากจำนวนมาก
ผดาชไมเจ้ากี้เจ้าการเรียกคนรับใช้มาเคลื่อนย้ายจัดวางสิ่งของใหม่ พอถูกใจของชิ้นไหนก็ขอเอาไปตกแต่งที่บ้านของตน กรกฎก็ใจดีเหลือเกิน ยินยอมยกให้โดยดี
ชวนชมไม่เห็นด้วยแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก รีบร้อนไปบอกละอองดาวหมายจะให้มาทัดทานห้ามปราม
“เกิดเรื่องวุ่นวายกลียุคแล้วค่ะ คุณดาวเร็วเข้าเถอะ”
“ใจเย็นๆน้าชวน วุ่นวายอะไรกัน”
“ก็แม่งิ้วของคุณกรกฎน่ะสิคะ เข้าไปวางอำนาจเจ้ากี้เจ้าการของในห้องคุณท่าน จัดแจงขนออกมาใหญ่แล้ว ทั้งพระพุทธรูปเชียงแสน เครื่องลายคราม ภาพเขียน แจกัน อะไรต่อมิอะไรที่อยากได้ คุณกฎก็เอาแต่พยักหน้า ประเคนให้ใหญ่ ของรักของมีค่าที่คุณท่านหวงทั้งนั้น ไม่ได้การแล้วค่ะ ไปเถอะค่ะ คุณดาวเร็วเข้า”
“น้าชวนไปวุ่นวายอะไรกับเขาด้วยล่ะ ไม่ใช่ธุระ อะไรของน้าสักหน่อย”
“ตายจริง! คุณดาวจะปล่อยให้แม่นั่นทำอย่างนี้เหรอ ยอมไม่ได้นะคะ”
“นอกจากไม่ใช่ธุระของน้าแล้ว มันก็ยิ่งไม่ใช่ธุระของฉันด้วย”
“ตายๆ นี่คุณดาวไม่เสียดายของของคุณพ่อเลยหรือคะ”
“ฉันไม่มีสิทธิ์จะไปขวางเขา ก็น้าบอกอยู่หยกๆว่าคุณกฎเป็นคนอนุญาต”
“แล้วกัน! คุณดาวใจเย็นเกินไปแล้ว คุณกฎเป็นผู้ชายก็ชุ่ยๆส่งเดชไปตามประสา คุณดาวเป็นน้องสาวคุณกฎและเป็นลูกสาวของคุณพ่อ ต้องพิทักษ์ทรัพย์สินของคุณพ่อสิคะ”
“น้าก็ชอบพูดทึกทักเอาอย่างนี้ตลอด ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักอย่างในบ้านนี้ นอกจากคนอาศัยใบบุญของเขา คนที่มีอำนาจและสิทธิ์เต็มที่ในบ้านนี้คือคุณกรกฎ ในเมื่อเขาอนุญาตแล้วก็ไม่เห็นจะผิดอะไร เขาจะให้ใครก็ได้ อย่าเดือดร้อนไปเลย”
“ไม่ได้ๆ คุณดาวต้องไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ คุณกฎเห็นคุณดาวก็ต้องเกรงใจ อาจคิดได้มีสติขึ้นมาบ้าง อย่าลืมว่าคุณดาวเป็นแม่บ้านของบ้านหลังนี้นะคะ แม่ผดาชไมนั่นจะมาใหญ่กว่าคุณดาวที่เป็นลูกคนหนึ่งของคุณพ่อได้หรือคะ”
ละอองดาวฟังเฉย ชวนชมไม่ได้ดังใจ เดินจ้ำเข้าไปในบ้านโทรศัพท์หาอรรถวาที
เพียงได้ฟังชวนชมเล่าเรื่องราว อรรถวาทีตกใจ แทบทำโทรศัพท์หลุดมือ
“จริงหรือคุณชวน ทำไมคุณกฎถึงทำแบบนั้นล่ะ แล้วกัน”
“คุณดาวเธอก็นิ่งทำทองไม่รู้ร้อนท่าเดียว ของคุณท่านที่สะสมมาจะโดนยกไปหมดก็ไม่รู้ คุณอรรถขา...เร็วเข้าเถอะ”
“แล้วจะให้ผมทำยังไงดีล่ะครับ”
“ก็มาช่วยกันห้ามน่ะสิคะ”
“ให้ผมไปห้าม! ก็แล้วผมจะไปห้ามเธอได้ยังไงล่ะ ในเมื่อสังหาริมทรัพย์ในเบ็ญจรงค์ทั้งหมดเป็นเรื่องของสองพี่น้องเขาเท่านั้น คนนึงยกให้ อีกคนก็ไม่ค้าน”
“โอ๊ย...ไม่ได้ๆ คุณอรรถก็ช่วยมาทำอะไรสักอย่างสิคะ” ชวนชมเต้นผาง เร่งเร้าเสียจนอรรถวาทีพ่นลมหายใจอย่างกลัดกลุ้ม
ooooooo
หลังงานเลี้ยงเลิกรา เพื่อนคนอื่นๆพากันกลับ คงเหลือรุ้งเพชรเพื่อนสนิทที่ตามติดผดาชไมมาสำรวจความร่ำรวยของเบ็ญจรงค์ กับอีกคนคือธัชชัยที่แยกไปคุยกับละอองดาวเพื่อสานสัมพันธ์ให้เธอไว้วางใจ
การพูดคุยเริ่มต้นเรื่องงานเลี้ยงที่ละอองดาวไม่ยอมไปร่วมงาน แต่จัดการทุกอย่างให้โดยไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง ธัชชัยเชื่อว่าที่เธอไม่ไปเพราะมีเรื่องขุ่นเคืองใจกับกรกฎ นั่นก็คือเรื่องพินัยกรรม
“คุณธัชชัยคงจะรู้เรื่องอะไรระหว่างดิฉันกับคุณกรกฎดีใช่ไหมคะ”
“รู้มาตลอดเวลา ผมเห็นใจคุณจริงๆ แต่ยังไม่กล้าที่จะพูดอะไรกับคุณในเรื่องนี้ เพราะเราเพิ่งรู้จักกัน บอกตรงๆว่าผมอยากถนอมความเป็นเพื่อนกับคุณอย่างที่สุด”
“คุณรู้อะไรบ้างล่ะคะ”
“พินัยกรรมและเงื่อนไขครับ”
“งั้นคุณก็คงจะทราบมาตลอดเวลาว่าดิฉันเป็นหญิงที่น่าทุเรศแค่ไหน”
“เปล่าครับ คุณเป็นคนน่าสงสาร”
“ที่คุณกรกฎไม่ต้องการดิฉันน่ะหรือคะ”
“ไม่ใช่ครับ ที่คุณต้องมาตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ทั้งๆที่คุณไม่ได้กระทำขึ้น”
“ขอบคุณนะคะ อย่างน้อยในภาวะแย่ๆ คำพูดของคุณก็ทำให้ดิฉันรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง”
“นานพอหรือยังครับ ที่ผมจะถามคุณว่าความเป็นมิตรของผมในสายตาคุณพอแก่การไว้ใจได้บ้างหรือยัง”
“ยังไม่นานพอที่ดิฉันจะตอบคุณได้หรอกค่ะ”
“ผมรักในความตรงไปตรงมาและวิธีพูดอ่อนหวานแต่ไม่เกรงใจของคุณเหลือเกิน ถ้าผมถามคุณว่าผมจะเชิญคุณไปรับประทานอาหารเป็นส่วนตัวบ้าง แล้วก็ดูหนังฟังเพลงกันบ้าง ผมพอจะมีโอกาสบ้างไหมครับ”
“ก็ลองเชิญมาสิคะ ดิฉันจะพิจารณาเป็นครั้งๆไป”
“วันเสาร์หน้า...ผมขอเชิญคุณไปรับประทานอาหารเที่ยง บ่ายสองโมงตรงไปฟังคอนเสิร์ต น่าจะเลิกประมาณสามโมงครึ่ง จากนั้นผมจะมาส่งคุณที่บ้านก่อนเวลาอาหารค่ำ ผมจะมารับคุณประมาณ 11 โมง จะได้ไหมครับ”
ละอองดาวขอเป็นวันศุกร์จะให้คำตอบ...เพียงแค่นี้ธัชชัยก็ตาเป็นประกายมีความหวัง
ooooooo
โพล้เพล้ใกล้ค่ำ กรกฎเดินไปหาละอองดาวถึงหน้าตึก ขอบคุณที่เธอทำให้งานเลี้ยงเป็นไปด้วยดีทุกอย่าง และเขายังมีธุระอีกเรื่องจะพูดด้วย
“เงินที่อยู่ในตู้เซฟก่อนคุณพ่อจะเสียยังอยู่ใช่ไหมครับ”
“ก็ควรจะอยู่ค่ะ ถ้าไม่มีใครงัดเซฟหรือใช้กุญแจปลอมไขไปเสียก่อน”
“ผมขอความกรุณาเบิกเงินสักสามแสน ผมมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ คุณจะกรุณาได้ไหม”
“ทำไมจะต้องเป็นความกรุณาด้วยล่ะคะ ในเมื่อเงินทั้งหมดนั้นมันเป็นของคุณเองแท้ๆ รอสักครู่นะคะ ดิฉันจะขึ้นไปเอากุญแจก่อน”
ละอองดาวเดินจากไป กรกฎรู้สึกโล่งผ่อนคลายเหมือนยกภูเขาออกจากอกที่เธอตอบรับง่ายดาย
ครู่ต่อมา สองคนเดินตามกันมาถึงหน้าตึกใหญ่ เห็นภายในตึกมืดสนิทเพราะไฟดับ แต่ละอองดาวก็มีวิธีที่จะทำให้กรกฎได้เงินจำนวนนั้นตามต้องการ เธอให้ยอดรักไปเอาไฟฉายมาแล้วเดินนำทางกรกฎเข้าไป
ขณะเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องของด็อกเตอร์ไกร ละอองดาวเกือบหงายหลังลงมาถ้าไม่ได้กรกฎรับตัวไว้ทันพอดี แต่กระนั้นก็ทำให้เธอขาแพลงเจ็บข้อเท้าต้องกัดฟันเดินต่อไป ทั้งที่กรกฎพยายามทัดทาน
เมื่อได้เงินในเซฟครบสามแสนแล้ว กรกฎต้องเซ็นรับให้ละอองดาวเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย เสร็จแล้วสองคนพากันกลับลงมา แต่เพราะละอองดาวเจ็บขามาก กรกฎจึงอุ้มเธอออกมาหน้าตึก โดยไม่ฟังเสียงโวยวายของอีกฝ่ายที่ต้องการจะเดินเอง
พอวางเธอลงตรงหน้าตึก กรกฎร้องเรียกยอดรักให้เอารถมา ตนจะพาละอองดาวไปส่ง เพราะถ้าเดินไปเองมีหวังพิการกันพอดี
ยอดรักปฏิบัติตามเร็วจี๋ ไม่นานกรกฎก็ขับรถไปส่งละอองดาวถึงหน้าตึกของเธอ ชวนชมเห็นละอองดาวเดินเขย่งขาเดียวเข้ามาก็แปลกใจ ถามว่าเป็นอะไร
“ตกบันไดขาแพลงไปแล้ว” กรกฎชิงตอบ
“ตายจริง เกิดอะไรขึ้นคะคุณกฎ”
“ฉันขอคุณดาวให้ช่วยไปเอาของที่ตึกใหญ่ ไฟมันดับมองไม่เห็นทางเลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ รบกวนน้าชวนหายามาทาให้หน่อย”
“ไหนคะ...ดูซิบวมเชียว เจ็บใช่ไหมคะ เดี๋ยวน้าไปหายามาให้เดี๋ยวนี้แหละ”
“อย่าวุ่นวายไปเลยน้าชวน ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวก็หาย”
“ไม่ทายาแล้วมันจะหายที่ไหนล่ะคุณดาว” ชวนชมกระวีกระวาดไปเอาน้ำมันมานวดข้อเท้าให้ละอองดาว นวดไปบ่นไปว่าบวมเป่งขนาดนี้ยังจะบอกไม่เป็นอะไร เสร็จแล้วให้นั่งพัก อย่าเพิ่งเดินไปไหนมาไหน เดี๋ยวจะล้มไปอีก
กรกฎยืนมองอยู่ตลอด พอชวนชมลุกออกไป ก็ถามละอองดาวว่าค่อยยังชั่วหรือยัง
“หายแล้ว”
“อืม...เป็นหลักการที่ดีที่ไม่พยายามแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่ผมบังเอิญเห็นว่าคุณเจ็บ เจ็บมากจนน้ำตาไหล”
“ก็คุณแกล้งบีบข้อเท้าฉัน ทีแรกมันแค่เคล็ดๆเท่านั้น”
“งั้นก็ขอบคุณมากที่อุตส่าห์ขาแพลงเพื่อผม”
“มันเป็นอุบัติเหตุ เรื่องอะไรที่ฉันจะต้องไปเจ็บตัวเพื่อคุณ”
“ก็คุณไปเอาเงินให้ผมไม่ใช่หรือ”
“มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว”
“คุณรู้ไหมว่าผมจะเอาเงินไปทำอะไร”
“ฉันไม่สนใจหรอกค่ะคุณกรกฎ”
กรกฎชะงัก แต่ก็เล่าออกมาตรงๆ “ผมอยากซื้อแหวนวงหนึ่งให้กับผดาชไม แต่ผมไม่มีปัญญาซื้อให้เขาได้ เพราะเงินรายเดือนก็แทบไม่พอใช้ เลยต้องเบิกเอาจากเซฟนั่น”
“ประโยชน์อะไรที่ต้องมาบอกฉัน”
“นั่นสินะ มันไม่ใช่เรื่องเลยที่ผมต้องมาบอกคุณ แต่อย่างน้อยคุณเป็นน้องสาวผม และเป็นคนรักษาเงินจำนวนนี้อยู่ ผมก็อยากบอกให้คุณรู้ไว้บ้าง เดี๋ยวจะหาว่าพี่ชายคนนี้เอาไปเสียพนัน”
“คุณจะเอาไปเข้าบ่อนเล่นการพนัน จะเอาไปโปรยหรือฉีกทิ้ง ก็ไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะรับทราบทั้งสิ้น”
“คุณไม่น่ามาย้อนผมอย่างนี้เลย ผมแค่จะบอกกับคุณตามตรง”
“ฉันก็แค่พูดกับคุณตามตรงค่ะ”
ละอองดาวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามวางสีหน้าให้เป็นปกติ กรกฎอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมรู้ตัวว่าออกจะเอาใจคนรักมากเกินไปหน่อย ผดาชไมเขาเป็นคนดีมาก ไม่เพียงแต่สวยเท่านั้น เธอโดดเด่นและมีค่าที่สุด เรารักกันมานาน เขาดีกับผมสารพัด อย่างชนิดที่ดาวเด่นเช่นเขาไม่มีความจำเป็นต้องถนอมน้ำใจชายคนรักถึงเพียงนี้ แต่เธอก็ยังอดทน เห็นใจผม และยินดีที่จะรอต่อไปตามที่ผมขอ”
“ฉันเห็นใจคุณค่ะ”
“ขอบคุณ...ผมรบกวนคุณมามากแล้วยังทำให้คุณเดือดร้อนตกบันไดอีก เห็นจะต้องไปเสียที”
ละอองดาวไม่พูดอะไรอีก มองตามเขาเดินออกไปด้วยความรู้สึกขุ่นมัว
ooooooo
รุ่งขึ้นกรกฎรีบไปซื้อแหวนเพชรเม็ดโตเอามาจับจองที่นิ้วนางข้างซ้ายของผดาชไมถึงบ้านเช่าหลังใหม่ หญิงสาวถูกใจและสุขใจมาก บอกรักและหอมแก้มเขาเป็นรางวัลอยู่หลายครั้ง เมื่อเขาเอ่ยปากชวนไปเล่นสกีน้ำที่พัทยาก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ
แต่พอออกจากบ้านได้สักครู่เขาขอแวะไปที่อู่เพื่อดูรถเบนซ์ที่เอามาซ่อมสีไว้ ผดาชไมอิจฉาริษยาขึ้นมาทันที เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่ารถสวยหรูเป็นของละอองดาว นึกอยากแกล้งเพื่อเอาชนะ ขอกุญแจจากช่างเอามาขับไปเที่ยวพัทยาแทนคันที่ขับมา
“เธอช่วยย้ายของในรถคันนั้นมาใส่คันนี้ด้วย แล้วเราจะทิ้งรถไว้ที่นี่ด้วยนะ ถ้าว่างก็ช่วยขับไปส่งที่บ้านด้วย”
ช่างแก้วกุลีกุจอย้ายของให้ กรกฎยืนตะลึง อยากจะตำหนิคู่รักแต่คิดว่าไม่เหมาะสมที่จะพูดตรงนี้จึงเงียบไว้ รอจนกระทั่งเธอออกรถมาได้สักครู่ถึงบอกให้จอด มีเรื่องจะพูดด้วย
“สำคัญมากเหรอคะ” ผดาชไมลอยหน้ากวนโทสะแล้วเร่งความเร็วรถขึ้นไปอีก พร้อมส่งเสียงร้องเริงร่ามีความสุขสุดเหวี่ยง
กรกฎโกรธจัด บอกว่าเรื่องที่จะพูดสำคัญมาก ผดาชไมยักไหล่ไม่ใส่ใจ บอกให้พูดออกมาเลย
“ฉันบอกให้หยุด” กรกฎตวาดลั่น ผดาชไมหน้าง้ำ เบรกรถดังเอี๊ยดเข้าจอดริมทาง “เธอมีเหตุผลอะไรที่ต้องเอารถคันนี้ไปใช้ ทั้งๆที่เรามีรถอยู่แล้ว”
“ก็ดาชอบคันนี้”
“ฉันบอกเธอแล้วไงว่ามันไม่ใช่รถของฉัน มันเป็นรถของแตน อย่าทำอย่างนี้”
“เชอะ! รถแม่แตน แล้วทำไมทะเบียนเป็นชื่อของคุณพ่อล่ะ กฎเป็นลูกก็ต้องเป็นของกฎ แม่นั่นถือดียังไงมาอ้างสิทธิ์รถคันนี้ น้ำหน้าอย่างมันอย่าว่าแต่จะมีรถอย่างนี้ขับเลย ถ้าไม่ได้ร่มบุญของเบ็ญจรงค์น่ะเหรอ ป่านนี้มันกลายเป็นผู้หญิงข้างถนนไปแล้ว”
“ผดาชไม! เธอไม่มีสิทธิ์พูดถึงแตนแบบนี้ นี่เป็นการระรานกันเกินขอบเขตไปแล้ว ทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรให้เธอเลย”
“ทำไมคุณต้องปกป้องนังนั่น มันวิเศษมาจากไหน”
“เธอทำเกินไป อย่างน้อยที่สุดละอองดาวก็เป็นน้องสาวฉัน”
“ฮึ! ยอมรับว่าเป็นน้องสาวด้วย”
“ฉันคิดว่าเขาเป็นน้องสาวมานานแล้ว เพราะคิดอย่างนั้นฉันถึงไม่คิดจะแต่งงานกับเขา รอที่จะแต่งงานกับเธออยู่นี่ไง ถ้าเธอชอบรถสปอร์ต ฉันจะซื้อใหม่ให้เธอเอง”
“ไม่เอา! ดาจะเอาคันนี้แหละ ให้มันรู้ไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวดาจะไปส่งคุณที่บ้าน แล้วจะเอารถคันนี้ไปไว้ที่บ้านดาสำหรับใช้ส่วนตัว”
กรกฎฟังแล้วอึ้ง ผดาชไมเหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะ
ooooooo
เมื่อมาถึงบ้านเบ็ญจรงค์เห็นละอองดาวกำลังคุมคนงานย้ายต้นไม้อยู่หน้าตึก ผดาชไมลงจากรถรีบไปสวมกอดกรกฎและหอมแก้ม แล้วจงใจพูดให้ละอองดาวได้ยิน
“กฎใจดีจังเลย ขอบคุณนะคะที่ให้รถคันนี้ดาไปใช้”
ละอองดาวโกรธ แต่ตีสีหน้านิ่งทำเป็นไม่ใส่ใจ ทำให้ผดาชไมอยากเอาชนะ กลับขึ้นรถสตาร์ตออกตัวจะพุ่งชนโดยที่กรกฎห้ามไม่ทัน
ผดาชไมแค่ต้องการขู่ละอองดาว ซึ่งก็ได้ผล ละอองดาว ตกใจล้มลง ส่วนผดาชไมที่หมุนพวงมาลัยหักหลบ เร่งเครื่องออกไปจากบ้านเบ็ญจรงค์ด้วยความสะใจ
กรกฎกับชวนชมและคนงานบริเวณนั้นต่างเป็นห่วงละอองดาว เข้ามาสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง หญิงสาวบอกไม่เป็นอะไร เจ็บนิดหน่อยเท่านั้น
“โถ...คุณดาว ข้อเท้าพลิกยังไม่หายดี นี่มาล้มอีก”
“ผมขอโทษแทนดาด้วยนะ ขอโทษจริงๆ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ละอองดาวข่มความโกรธเดินเลี่ยงไปในสวน กรกฎรู้สึกผิดพยายามเดินตามเพื่อขอโทษ
“จะขอโทษทำไม คุณไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ”
“แต่หน้าคุณมันฟ้องว่าคุณกำลังโกรธผม”
“ฉันมีสิทธิ์อะไรที่จะไปโกรธเจ้าของบ้านอย่างคุณ”
“งั้นผมขอใช้สิทธิ์เจ้าของบ้าน ขอให้คุณหยุดฟังผม...ผมขอโทษเรื่องเมื่อกี้ที่ผดาชไมขับรถเฉี่ยวคุณ ผมเสียใจ ผมจะไปตักเตือนดาให้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตอนนี้รถของคุณซ่อมเสร็จแล้ว ผมอยากจะคืนให้กับคุณ”
“คุณยกให้กับคุณผดาชไมเธอไปแล้ว อย่าดีกว่าค่ะ เธอจะรู้สึกไม่ดีเปล่าๆ”
“ครับ แต่นั่นไม่ใช่ความเต็มใจของผมเลย ขอโทษด้วยนะครับ ผมรู้ว่าเบนซ์คันนั้นคุณพ่อซื้อให้คุณ มันสำคัญทางจิตใจกับคุณมาก แต่ไหนๆมันก็เคยมีรอยแล้ว ไว้ผมจะซื้อคันใหม่คืนให้นะครับ”
“อย่าลำบากเลยค่ะคุณกรกฎ ฉันเองก็ไม่ได้ใช้รถ แล้วอีกอย่างในวันที่ฉันต้องไปจากบ้านหลังนี้ สมบัติทุกชิ้นที่ฉันมี ณ ขณะนี้ ก็คือสมบัติของเบ็ญจรงค์ ซึ่งฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาติดตัวไปแม้แต่ชิ้นเดียว เหมาะสมแล้วที่รถคันนั้นจะอยู่กับคุณผดาชไมที่เป็นคู่รักของคุณ คุณผู้หญิงของบ้านหลังนี้ไม่ใช่ฉัน”
พูดจบเธอหันหลังเดินจากไป ซ่อนน้ำตาที่อัดอั้นตันใจจนกลั้นไม่อยู่ ทิ้งให้กรกฎยืนอึ้งด้วยความรู้สึกผิดจริงๆ
ooooooo
ผดาชไมหงุดหงิดไม่พอใจกรกฎ หาว่าเขาเห็นน้องนอกไส้ดีกว่าตนเองซึ่งเป็นคู่รัก...พอกลับถึงบ้านในคืนนั้น ผดาชไมโทร.นัดรุ้งเพชรไปดื่มที่ไนต์คลับแล้วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างมีอารมณ์
“เธอคิดดูสิ มีอย่างที่ไหนมาต่อว่าฉัน ทำโมโหใส่ฉัน”
“เธอก็ร้ายนะ เขาสั่งให้หยุดก็ยังไม่หยุดอีก”
“ก็ทำไมฉันต้องทำตามที่กฎบอกด้วย ปกติมีแต่เขา ที่ตามใจฉัน ขึ้นเสียงสักคำก็ไม่มี แต่วันนี้ทำตัว silly มาก”
“เอาเถอะ ยังไงคุณกฎเขาก็ยอมให้เธอทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ให้เธอเอารถเบนซ์มาขับเฉิดฉายอยู่แบบนี้หรอก สุดท้ายเขาก็ยอม”
ผดาชไมดื่มวิสกี้หมดแก้วแล้วยกมือเรียกบริกรจะสั่งอีก พอดีคำอินทร์เดินส่งยิ้มเข้ามาพร้อมแก้ววิสกี้แก้วใหม่ “นี่เลยครับคุณผู้หญิง”
ผดาชไมประหลาดใจ เปลี่ยนท่าทีจากที่บ่นอยู่เมื่อครู่เป็นยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายเสียงหวาน
“เจ้าคำอินทร์ มาได้ยังไงคะเนี่ย”
“ผมเป็นหมอดูครับ ผมอ่านใจคุณได้ว่าคุณผดาชไม จะมาที่นี่”
“ดาก็แย่น่ะสิคะ โดนเจ้าอ่านใจแบบนี้”
“พอจะขอร่วมวงสนทนาด้วยได้ไหมครับ”
“ได้สิคะ ยินดีเลยค่ะเจ้า เชิญค่ะ”
คำอินทร์นั่งลงข้างผดาชไมก่อนจะหันมาพูดกับรุ้งเพชร “นี่คุณจัดคิวให้ผมได้เจอคุณผดาชไมได้เร็วกว่าที่ผมคิดอีกนะครับคุณรุ้งเพชร ยอดเยี่ยมจริงๆ”
“คิวอะไรหรือคะ” ผดาชไมสงสัย
“เปล่าครับ พอดีเมื่อเช้าผมเจอคุณรุ้งเพชรที่สถานีวิทยุ ก็เลยบอกว่าอยากให้คุณรุ้งเพชรหาคิวว่างคุณให้สักหน่อย แต่ไม่คิดเหมือนกันว่าจะบังเอิญมาเจอกันที่นี่ เพราะนึกอยากเจอคุณ ก็ได้เจอเลย”
“อยากพบดา มีเรื่องอะไรหรือคะ”
“พอดีมีเรื่องอยากเชิญคุณไปพบท่านเจษน่ะครับ ท่านกำลังจะมีโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องใหม่”
“จริงเหรอคะ”
“เท่าที่ผมคุยกับท่าน ท่านก็อยากจะให้คุณมารับบทแสดงนำเรื่องนี้”
“ยอดไปเลยดา จะได้เล่นหนังอีกแล้วนะเธอ”
“ผมก็เลยคิดว่าถ้าคุณพอจะมีเวลา อยากจะให้เข้าไปหาท่านด้วยกัน จะได้คุยในรายละเอียดเรื่องนี้”
“ได้สิค่ะ ดายินดีเลยค่ะ”
รุ้งเพชรมองผดาชไมกับคำอินทร์ที่คุยกันอย่างออกรส รู้สึกสะท้อนใจตัวเองที่เหมือนไม่อยู่ในสายตาคำอินทร์เลยสักนิด
ooooooo
เช้าวันถัดมา กรกฎร้อนใจไปพบอรรถวาทีถึงห้องทำงาน บอกความประสงค์ว่าตนต้องการรถเก๋งขนาดและยี่ห้อเดียวกันกับที่ละอองดาวเคยใช้ ขอเร็วที่สุดด้วย
“อะไรกันครับ ทำไมรีบร้อนอย่างนี้”
“ผดาชไมน่ะสิครับ เขายึดรถส่วนตัวของดาวเอาไว้ใช้เป็นรถส่วนตัวเขาไปแล้ว”
“ผมเข้าใจแล้ว ไว้ผมจะจัดการให้คุณเอง”
“แล้วรบกวนคุณอรรถเอาไปให้ดาวที่บ้านด้วย ขอบพระคุณคุณอรรถมากนะครับ เช่นนั้นผมลา” กรกฎจะลุกขึ้น อรรถวาทีเรียกไว้ทันที
“เดี๋ยวสิครับคุณกรกฎ อาทิตย์ที่แล้วคุณเข้าไปเปิดพิพิธภัณฑ์ของคุณพ่อ เคลื่อนย้ายของออกไปหลายชิ้นมิใช่หรือ”
“อะไรกัน คุณอรรถมีญาณทิพย์หรือครับ แค่พระพุทธรูปองค์เดียว แล้วก็เครื่องลายครามเก่าๆบางชิ้นเท่านั้นแหละครับ”
“อันที่จริงเรื่องสังหาริมทรัพย์ในบ้านเบ็ญจรงค์นั้นผมไม่ได้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องดูแลด้วย แต่ผมเพียงอยากจะบอกให้คุณทราบว่าของทุกชิ้นในพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นที่รักและหวงแหนยิ่งของด็อกเตอร์ไกร ท่านเพียรหามาสะสม ลงทุนลงแรงสารพัดเพื่อให้เป็นสมบัติของลูกหลาน”
“ผมทราบแล้วครับ ที่ผมเอาไปมีเพียงสองชิ้นเท่านั้น”
“สิ่งอะไรก็ตามที่คุณพ่อรัก ถึงแม้คุณจะไม่ศรัทธาเลื่อมใส ก็โปรดเก็บรักษาของท่านไว้ เพื่อแสดงว่าคุณยังระลึกถึงและเคารพท่านอยู่”
“เช่นนั้นคุณอรรถก็บอกผมสิครับ ว่ามีสิ่งใดที่สำคัญมากๆอีกบ้าง ผมจะได้ไม่ผิดพลาดให้คุณอรรถต้องมาเทศนากันอีกรอบ”
“มีอยู่สี่สิ่งที่ท่านรักมากที่สุด หนึ่ง...ของเก่าในพิพิธภัณฑ์ สอง...สัตว์เลี้ยงและต้นไม้ทุกชนิดที่ท่านปลูกไว้ สาม...คนทุกคนที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านเบ็ญจรงค์มาก่อน และอย่างที่สี่พิเศษเหนือสิ่งอื่นใด คุณละอองดาวลูกเลี้ยงของท่าน ถึงไม่ศรัทธา แต่อย่าคิดเอาไปจำหน่ายจ่ายแจกให้ใครเสีย เข้าใจนะครับคุณกรกฎ”
อรรถวาทีเน้นย้ำ กรกฎถึงกับหน้าเจื่อนอย่างรู้สึกผิด
ooooooo
ไม่ทันข้ามวัน อรรถวาทีก็ขับรถเบนซ์คันใหม่เอี่ยมมาจอดหน้าตึกของละอองดาว พร้อมนำเอกสารกองทะเบียนแผนกยานยนต์มาให้หญิงสาวด้วย
“คุณกรกฎมอบรถคันใหม่นี้ให้กับคุณครับ โปรดเซ็นรับโอนด้วยครับ รถคันนี้ทะเบียนเป็นชื่อคุณ คุณเอารถไว้ใช้ได้เลย ส่วนเรื่องอื่นผมจัดการให้เอง”
“ดิฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
“แต่คุณกรกฎพี่ชายคุณเป็นคนซื้อให้ในชื่อคุณนะครับ รับไปเถิด”
“ดิฉันขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ แต่คุณกรกฎซื้อไว้ ก็ทำชื่อในทะเบียนเป็นชื่อคุณกรกฎเถิดค่ะ”
“แปลกเสียจริงคุณดาว เช่นนั้นก็ตามแต่คุณแล้วกัน ทีนี้เรื่องเงินเดือน รบกวนคุณดาวเซ็นรับเงินให้ผมด้วยนะครับ” อรรถวาทียื่นเอกสารอีกฉบับพร้อมธนบัตรปึกใหญ่มาให้ละอองดาวตัดสินใจรวดเร็ว ไม่เซ็นและไม่ขอรับเงิน บอกให้อรรถวาทีเก็บเอาไว้
“แล้วกันคุณดาว ผมนี่ปวดหัวไปหมดแล้ว ทำไมคุณไม่ยอมรับเงินค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์ที่คุณพ่อกำหนดไว้ให้ล่ะครับ”
“รับสิคะ แต่ดิฉันยังไม่อยากรับน้อยๆ ไว้รับเป็นเงินก้อนใหญ่จะได้เอาไปทำอะไรถนัดหน่อย”
ละอองดาวยิ้มน้อยๆ อรรถวาทีอึ้งไป เข้าใจทันทีว่าเธอไม่ได้ต้องการเงินเลยแม้แต่นิดเดียว
สมควรแก่เวลา อรรถวาทีขอตัวกลับ “ผมลากลับก่อนนะครับ ส่วนเรื่องรถคันนี้ผมจะทิ้งไว้นี่ก่อน จนกว่าผมจะคุยกับคุณกรกฎเรียบร้อย”
“ค่ะคุณอรรถ ขอบคุณที่อุตส่าห์มานะคะ สวัสดีค่ะ”
ละอองดาวยกมือไหว้อย่างนอบน้อม อรรถวาทีรับไหว้แล้วหิ้วกระเป๋าเอกสารเดินจากไป พอทนายประจำตระกูลคล้อยหลัง ละอองดาวก็เรียกยอดรักมาสั่งการ
“ขับรถคันนี้ไปไว้ในโรง...แล้วเก็บกุญแจไว้ให้คุณกรกฎ บอกท่านด้วยฉันสั่งให้เรียนว่าขอบคุณ”
ยอดรักปฏิบัติตามคำสั่งทันที พอดีกับที่ชวนชมเดินมาบอกละอองดาวว่ามีผู้หญิงโทร.มาจากวังนพดล
“วังนพดล...ฝ่าบาท” ละอองดาวทวนคำ สีหน้าไม่สู้ดีเกรงว่าจะมีข่าวร้าย
ooooooo
.
------------------------------------------------------------
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep6/page1
ละอองดาว ตอนที่ 6
หลังรับโทรศัพท์จากคนที่วังนพดลแล้ว ละออง-ดาวรับปากจะไปเยี่ยมเยียนเสด็จพระองค์หญิงฯ ที่กำลังประชวร บ่นคิดถึงละอองดาวและเสียดายที่ไม่ได้เธอมาทำงานด้วย
ละอองดาวแต่งตัวออกจากบ้านในบ่ายนั้นด้วยรถแท็กซี่ โดยบอกชวนชมไว้ว่าจะออกไปธุระแล้วจะกลับก่อนค่ำ เมื่อได้พบเห็นเสด็จพระองค์หญิงฯ ละอองดาวรู้สึกสงสารหญิงชราที่เอาแต่นอนกอดรูปถ่ายชายผู้หนึ่ง ไม่ยอมแตะต้องอาหารที่อุ่นเรือนพยายามคะยั้นคะยอ
แต่พอละอองดาวพูดไม่กี่คำ ท่านยินยอมโดยดี แถมยังพูดคุยด้วยสีหน้าแช่มชื่น บอกเล่าเรื่องรูปถ่ายว่าเป็นลูกชายลูกเดียวที่จากตนไปเมื่อยี่สิบปีก่อน
ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกันเพลิดเพลิน คำอินทร์ซึ่งเป็นหลานย่าของเสด็จพระองค์หญิงฯพรวดพราดเข้ามา จึงโดนท่านตำหนิหลายคำก่อนจะแนะนำให้รู้จักละอองดาว
คำอินทร์พึงพอใจรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวประสาหนุ่มเจ้าชู้ อาสาขับรถไปส่งเมื่อเธอเตรียมตัวจะกลับ ละอองดาวเกรงใจเสด็จพระองค์หญิงฯ จึงมิได้ปฏิเสธออกไป
ขณะนั่งรถมาด้วยกัน คำอินทร์พยายามหว่านเสน่ห์พูดจาเกี้ยวละอองดาวเป็นระยะ ท่าทางยังไม่อยากพาเธอไปส่งบ้าน ขอแวะทำธุระที่โน่นที่นี่เรี่ยทางจนละอองดาวอึดอัดเหลือเกิน
ในช่วงเวลาที่คำอินทร์ขอแวะเอาเสื้อผ้าที่ร้าน กรกฎจอดรถรอผดาชไมอยู่หน้าร้านเสริมสวย เหลือบเห็นละอองดาวนั่งรถผ่านไป ด้วยความอยากรู้เขาตัดสินใจขับรถติดตามไปจนกระทั่งเห็นชายหนุ่มลงจากรถเดินหายเข้าร้านเสื้อผ้าริมถนน
กรกฎทำท่าจะเข้าไปทักถามละอองดาว ก็พอดีคำอินทร์กลับออกมา จึงชะงักถอยกลับมาขึ้นรถขับตามทั้งคู่ไปจนกระทั่งถึงบ้านเบ็ญจรงค์ โดยไม่มีใครเห็น
รุ้งเพชรที่เฝ้ามองความรีบร้อนของกรกฎด้วยความสงสัย
ผดาชไมเสริมสวยเสร็จกลับออกมาไม่พบกรกฎก็โมโห ถามพนักงานในร้านได้คำตอบว่าเห็นเขารีบขับรถออกไปโดยไม่ได้บอกอะไรไว้...
กรกฎจอดรถซุ่มดูความเคลื่อนไหวของละอองดาวกับชายหนุ่มแปลกหน้า จนกระทั่งเห็นเขาเดินตามละอองดาวเข้าไปในตึก กรกฎสีหน้าบูดบึ้ง อารมณ์คุกรุ่น อยากรู้ว่าหมอนั่นเป็นใคร
ละอองดาวไม่ได้อยากเชื้อเชิญคำอินทร์สักนิด แต่เพราะเขาอิดออดไม่ยอมกลับ เธอจำต้องรักษามารยาทด้วยการเชิญเขาเข้ามาดื่มน้ำ โดยให้ชวนชมจัดหามาต้อนรับ
กรกฎเดินกระทืบเท้าเข้ามาในห้องรับแขก เป็นเวลาที่คำอินทร์กำลังขอตัวกลับ
“ละอองดาว!” น้ำเสียงกรกฎกระด้างดังจนคนถูกเรียกหันมองด้วยความตกใจ
ละอองดาวซ่อนความไม่พอใจ แนะนำคำอินทร์ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“เจ้าคะ นี่ท่านเจ้าของบ้าน คุณกรกฎ เบ็ญจรงค์”
คำอินทร์ยิ้มเพียงนิด ก้มศีรษะเล็กน้อยทักทาย กรกฎตอบรับด้วยการทำเช่นเดียวกันแล้วหันมาตำหนิละอองดาว
“เธอแนะนำอย่างนี้ก็ไม่ถูกนะ ควรจะแนะนำให้เพื่อนชายเธอรู้จักว่านี่คือพี่ชายของเธอ”
ละอองดาวไม่พอใจอย่างแรง ขณะที่ชวนชมอึ้ง คาดไม่ถึงในคำพูดสนิทสนมที่กรกฎไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน...กรกฎยิ้มเยาะพอใจที่ทำให้ละอองดาวหน้าแดงด้วยความโกรธ
ooooooo
บรรยากาศภายในห้องรับแขกเงียบสงัดอึดอัดเป็นอันมาก คำอินทร์มองคนโน้นคนนี้อย่างงุนงง กรกฎปรับท่าทีและน้ำเสียงราวกับพี่ชายที่แสนดีถามไถ่น้องสาวว่า
“เธอยังไม่บอกพี่เลย วันนี้เธอไปไหนมา”
“ก็ไปธุระมานิดหน่อยค่ะ เยี่ยมเพื่อนๆ”
“ไปกับเจ้าคำอินทร์นี่น่ะเหรอ”
ละอองดาวตอบรับแล้วลุกขึ้นไปบอกคำอินทร์ให้รอสักสิบนาที ตนขอเปลี่ยนชุดก่อน กรกฎฉุนกึก ตวาดถามเสียงกร้าว
“นั่นเธอจะไปไหนอีก”
ละอองดาวเดินขึ้นชั้นบนหน้าตาเฉย กรกฎโมโหหันมองหน้าคำอินทร์สลับกับชวนชมก่อนตัดสินใจตามละอองดาวขึ้นไป แต่เคาะห้องร้องเรียกแล้วไม่มีเสียงตอบสนองใดๆทั้งสิ้น จึงเปิดประตูพรวดเข้าไปเลย
ละอองดาวนั่งอยู่หน้ากระจก หันขวับมามองเขาด้วยความไม่พอใจ “คุณควรให้ดิฉันอนุญาตเสียก่อนที่จะเปิดประตูเข้ามา”
“ผมขอโทษ แต่มันฉุกเฉินเกินกว่าจะคำนึงถึงมารยาท และโดยสิทธิ์ความเป็นพี่ชาย ตอบผมใหม่ซิ วันนี้คุณไปไหนมา”
“ดิฉันไปหาเพื่อน”
“ใคร และที่ไหน ลองเล่ามาให้ละเอียดซิ”
“คุณกรกฎคะ มันเรื่องอะไรไม่ทราบ ที่คุณมาสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของดิฉันราวกับว่าคุณเป็นคุณพ่อของดิฉัน”
“ก็เพราะคุณพ่อของคุณไม่มีแล้วน่ะสิ พี่ชายของคุณถึงต้องทำหน้าที่นี้แทน”
ละอองดาวกัดฟันเชิดหน้าพยายามเก็บอารมณ์ไว้ เหลือบมองกรกฎที่เดินพล่านอยู่ข้างหลัง บ่นไม่พอใจที่เธอคบเพื่อนผู้ชายท่าทางเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม จึงเตือนด้วยความหวังดี แต่หญิงสาวยักไหล่ไม่แยแส พูดอย่างไม่เกรง
“ดิฉันรู้ตั้งแต่พบคุณครั้งแรกแล้วว่าคุณเป็นคนชอบใช้อำนาจ”
“คุณช่างแปรเจตนาผมไปในทางตรงข้ามเสียหมด ผมจะขอบอกให้คุณรู้ว่า ถ้าคุณพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะตำหนิคุณอย่างแรงและท่านจะเสียใจมาก”
“ดิฉันทำผิดคิดร้ายอะไรหรือคะ”
“คุณยังเด็กนัก ไม่รู้จักอะไร เอาแต่สนุกและมองโลกในแง่ดีไปหมด”
ละอองดาวไม่สนใจ หยิบลิปสติกสีแดงสดมาทาปาก เท่านั้นเองกรกฎโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ อยากรู้ว่าจะไปไหนอีก
“คุณกรกฎคะ ดิฉันบรรลุนิติภาวะมาเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือน กับ 22 วันแล้วค่ะ”
“ผมถามว่าคุณจะไปไหน”
“ก็แล้วแต่เขาสิคะ”
“จำเอาไว้ นี่เป็นคำสั่งของกรกฎ ตั้งแต่นี้ไปเวลาพระอาทิตย์ตกดินจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น คุณจะออกจากบ้านไปไหนต้องได้รับอนุญาตจากผมเท่านั้น หวังว่าคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วคงจะเข้าใจ เอาล่ะ สำหรับเพื่อนชายของคุณคนนั้น ผมจะลงไปจัดการกับเขาเอง”
“คุณจะจัดการเขายังไง”
“ง่ายๆ บอกให้เขากลับไปเสียโดยดี ถ้าเขาไม่พอใจ ผมก็จะเตะเขาออกไป จะสั่งเขาด้วยว่าคราวหลังอย่าได้คิดจะชวนน้องสาวผมออกไปเที่ยวไหนกลางคืนอีก”
กรกฎไม่รอฟังคำพูดใดๆจากละอองดาว เดินกระทืบเท้าปึงปังออกไป สวนทางกับชวนชมที่เข้ามาพอดี
“ตายแล้ว...นี่มันเกิดกลียุคอะไรกันคะ คุณกฎอาละวาดใหญ่เลย ไม่เคยเห็นมาก่อน น่ากลัวจริงๆ”
“ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”
“แล้วคุณดาวจะไปไหน”
“ก็ใครบอกน้าล่ะว่าฉันจะไปไหน มีแต่คุณกฎของน้านั่นแหละโผล่พรวดเข้ามา หน้าตายังกับยักษ์ท้องผูก”
“นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดใหญ่แล้ว ก็คุณดาวนี่คะไปพูดแกล้งคุณกฎ น้าฟังอยู่เมื่อกี้นี้ยังนึกอยู่เลยว่าคุณดาวจะออกไปไหนกับเจ้าคำอินทร์”
“ก็น้าชมไม่เห็นเหรอ เขาโผล่เข้ามาก็แยกเขี้ยวใส่ฉันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ เมื่อเจตนาเขาอยากจะเข้าใจอย่างนั้น ก็ให้เขาเข้าใจไปสิ”
“โอ้ย...ตายๆๆ น้าจะเป็นลม คุณกฎท่าทางจะเอาจริงซะด้วย ไม่เคยเห็นโกรธเกรี้ยวขนาดนี้มาก่อนเลย เฮ้อ! วันนี้พิสดารจริง เกิดจะห่วงน้องสาวขึ้นมา”
“เป็นเรื่องของคนชอบวางอำนาจมากกว่า น้าชวนรีบลงไปข้างล่างเถอะ เจ้าคำอินทร์กับคุณกรกฎไม่น่าจะพูดกันรู้เรื่อง เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา”
“ว้าย! จริงด้วย” ชวนชมอุทานเสียงแหลมแล้วจ้ำอ้าวลงไปทันที
ooooooo
กรกฎลงมาไล่คำอินทร์กลับไปด้วยคำพูดแข็งกระด้างจนอีกฝ่ายงุนงง แต่ยอมกลับโดยไม่โต้เถียง รู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดในตัวพี่ชายของละอองดาว
ทันทีที่กรกฎกลับถึงตึกตัวเอง ยอดรักบอกว่าผดาชไมโทร.มา กรกฎนึกได้ว่าวันนี้ทิ้งเธอไว้ที่ร้านเสริมสวยโดยไม่บอกกล่าว หากรับสายต้องโดนบ่นหูชาแน่ จึงให้ยอดรักโกหกว่าตนยังไม่กลับ นั่นยิ่งทำให้ผดาชไมหัวเสีย คำรามหลังจากวางสายอย่างเอาเรื่อง “อย่าให้รู้นะว่าไปกับใคร”
ครู่ต่อมาชวนชมเห็นกรกฎเดินใจลอยอยู่หน้าตึก เข้ามาถามว่าหาอะไร แล้ววันนี้ไม่ออกไปไหนหรือ
“ไม่ดีกว่า เพลียๆ ตั้งใจว่าจะนอนหัวค่ำสักวัน” พูดแล้วมองชวนชมอย่างลังเล แต่ที่สุดก็ตัดสินใจถามสิ่งค้างคาใจเกี่ยวกับละอองดาว “ปกติละอองดาวเป็นคนอย่างนี้หรือ ชอบคบเพื่อนผู้ชายไม่เลือกหน้า เที่ยวกลางคืน ผมไม่อยากจะเชื่อจนมาเห็นด้วยตาตัวเอง เห็นหงิมๆ เรียบร้อยๆ ไม่น่าเป็นแบบนั้นเลย”
“โถ...ดูพูดเข้า เอามาจากไหนคะ คุณดาวไม่ได้เป็นอย่างที่คุณว่ามาสักหน่อย”
“อ้าว! ก็เมื่อตะกี้นี้ยังไงล่ะ”
“คุณกรกฎเห็นว่าเป็นอย่างไรล่ะคะ”
“เขานั่งควงกันมาในรถของเจ้าหมอนั่น คงไปเที่ยวไหนต่อไหนกันมาแล้วทั้งวัน แล้วตอนที่ฉันโผล่เข้าไปยังจะออกไปด้วยกันอีก ทั้งๆที่มันก็จะมืดค่ำแล้ว”
“คุณกฎเข้าใจผิดทั้งหมดเลยค่ะ”
“หมายความว่ายังไง”
“คุณดาวเธอไม่ได้จะออกไปไหนกับเจ้าคำอินทร์เลย มันเป็นความเข้าใจผิดของคุณกฎเอง เจ้าคำอินทร์รู้จักกับคุณดาวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง จะว่าเพื่อนก็ยังไม่ได้ คุณดาวเธอออกไปเยี่ยมเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ ที่เธอเคยไปสมัครงานเอาไว้ เพราะท่านประชวร ขากลับ เสด็จท่านก็ให้เจ้าคำอินทร์ซึ่งเป็นนัดดาของท่านขับรถมาส่ง เรื่องก็มีแค่นี้แหละค่ะ”
กรกฎตาโตตะลึงในสิ่งที่ได้ฟัง ตัวชาไปหมด เมื่อกลับเข้าตึกก็เดินวนเวียนมองโทรศัพท์อย่างครุ่นคิดว่าจะโทร.หาละอองดาวดีหรือไม่
ooooooo
ชวนชมกลับมาเล่าให้ละอองดาวฟังว่าเพิ่งได้คุยกับกรกฎ เขาซักถามเรื่องเธอกับเจ้าคำอินทร์ยกใหญ่ ท่าทางเดือดร้อนไม่สบายใจเอามากๆ
“ฉันบอกแล้วว่าเป็นเรื่องของคนชอบยุ่ง”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ คุณกฎเป็นห่วงเหลือเกินที่คุณดาวมีท่าทีสนิทกับเจ้าคำอินทร์ขนาดนั้น เลยถามน้าใหญ่เลยเกี่ยวกับ...”
ละอองดาวไม่อยากฟัง พูดแทรกเรื่องเสื้อผ้า แต่ชวนชมก็ยังจะเล่าต่อไปอีก คราวนี้หญิงสาวเลยตัดบทว่าง่วงแล้ว ขอตัวไปนอน...แต่ไม่ทันจะหลับ ชวนชมขึ้นมาบอกว่ากรกฎต้องการพบ
กรกฎยืนรออยู่ในห้องรับแขก ละอองดาวลงมาพร้อมชวนชม...พอได้ยินกรกฎบอกว่ามีเรื่องอยากคุยกับละอองดาวตามลำพัง ชวนชมจึงผละไป
เมื่ออยู่กันสองต่อสอง กรกฎกำลังตั้งท่าว่าจะเริ่มต้น พูดอย่างไร แต่อีกฝ่ายกลับชิงพูดประชดเสียก่อน
“มีอะไรจะต่อว่าดิฉันอีกก็เชิญได้เลยค่ะ”
“ผมไม่ได้จะมาว่าอะไรคุณ แต่ผมอยากจะขอโทษที่เข้าใจผิดและแสดงอาการไม่เหมาะสมออกไป ทั้งหมดนั้นก็ด้วยความเป็นห่วงคุณเท่านั้น”
“ห่วงเรื่องดิฉันกับเจ้าคำอินทร์น่ะหรือคะ”
“น้าชวนแกบอกผมหมดแล้วว่าผมเข้าใจผิดไปเอง ผมเป็นห่วงก็เลยโมโหมากเกินไปหน่อย แต่แทนที่คุณจะบอกให้ผมรู้ความจริง กลับทำเหมือนจะยั่วโมโหผมอยู่ได้ ทำเหมือนว่าจะออกไปเที่ยวกับมัน...เอ่อ...กับเขาต่ออย่างนั้นแหละ”
“ตรงไหนเหรอคะที่ทำให้คุณคิดอย่างนั้น”
“ก็ผมเห็นคุณหยิบลิปสติกขึ้นมาทา ตั้งแต่ผมกลับมาก็เห็นคุณอยู่ในสภาพไว้ทุกข์ ไม่เคยเห็นคุณเคยทาลิปสติกเลย มันส่อเจตนาชัดว่าคุณกำลังเตรียมตัวจะออกไป”
“คุณช่างสังเกตเหมือนกันนะคะ แต่คุณอาจจะไม่ได้สังเกตว่าดิฉันไม่ได้ทาอยู่ก่อนที่คุณจะเข้ามา
ในห้องไม่ใช่หรือคะ”
“ก็จริง...ผมเข้าใจผิดเอง และเข้าใจว่าคุณไม่พอใจผม ก็เลยแกล้งทำให้ผมเข้าใจผิด ผมมาพบคุณเพื่ออยากจะทราบว่าคุณพอจะยกโทษให้ผมได้รึไม่”
“จริงๆแล้วดิฉันไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธไปเกลียดอะไรคุณได้หรอก เมื่อคุณบอกว่าทำไปเพราะความเป็นห่วง ดิฉันก็รู้สึกขอบคุณ และต่อไปนี้ขอให้คุณได้เคารพในตัวดิฉันบ้าง แม้จะเป็นเพียงผู้หญิงกำพร้าที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ก็ตาม”
กรกฎฟังแล้วรู้สึกเสียหน้า ยืดอกขึ้นก่อนจะพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นผมก็อยากให้คุณเคารพในตัวของผมในฐานะที่เป็นพี่ชายของคุณด้วยเช่นกัน พี่ชายที่รักและเป็นห่วงคุณเสมอ”
ละอองดาวไม่ตอบ แต่ยิ้มอย่างถือดี มองกลับไปที่ชายหนุ่มตรงหน้า...
เวลาเดียวกันนั้นผดาชไมโทร.มาที่ตึกกรกฎอีก รอสายด้วยท่าทีฮึดฮัด บ่นอย่างไม่สบอารมณ์
“ทำไมไม่รับสักทีนะ...ฮัลโหล นี่คุณกรกฎกลับมารึยัง...อะไรกัน ป่านนี้ยังไม่กลับอีกเหรอ” พูดขาดคำก็กระแทกโทรศัพท์ลงดังโครม งามตาผู้เป็นมารดานั่งมองมาจากมุมหนึ่งในบ้าน รู้สึกได้ถึงภาวะ
ไม่ปกติระหว่างลูกสาวคนสวยกับหนุ่มคนรัก
ooooooo
ผดาชไมหัวเสียข้ามวันข้ามคืน กระทั่งวันรุ่งขึ้นรุ้งเพชรมาเล่าให้ฟังถึงบ้านว่าเมื่อวานเห็นกรกฎขับรถตามเจ้าคำอินทร์ด้วยความรีบร้อน ความสงสัยก็เริ่มจะกระจ่าง
“แล้วทำไมเขาต้องทิ้งฉันแล้วตามเจ้าคำอินทร์ด้วย”
“นั่นสิ เขารู้จักกันเหรอ ก็ไม่น่านะ หรือจะรู้จักกับผู้หญิงที่มากับเจ้า”
ผดาชไชชักสีหน้าทันที ถามว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง
“ฉันไม่รู้จัก แต่หน้าตาสะสวยเลยล่ะ หน้ารูปไข่ได้รูป ผิวขาวสวย ถึงไม่แต่งหน้าก็สวยธรรมชาติ แก้มมีเลือดฝาด แต่แปลกแต่งชุดขาวดำเหมือนกำลังไว้ทุกข์”
ผดาชไมตาลุกวาว โกรธสุดขีดกรี๊ดลั่นบ้านจนรุ้งเพชรสะดุ้งตกใจ
“นั่นมันนังละอองดาว ทำไมกฎต้องตามติดมันไปแล้วทิ้งฉันไว้คนเดียว นังละอองดาว นังมารความรัก”
รุ้งเพชรปลอบเพื่อนให้ใจเย็น แต่ผดาชไมเย็นไม่ไหวเสียแล้ว รีบโทร.ไปที่บ้านกรกฎเพื่อสอบถาม กรกฎนึกได้ว่าตัวเองทำอะไรไว้แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ
“เมื่อวานคุณทิ้งดาไปไหนมา บอกมาเดี๋ยวนี้”
“คือ...ผมเผอิญมีธุระด่วนขึ้นมากะทันหัน เลยไม่ทันได้บอกดา ขอโทษด้วย”
“ธุระอะไรมิทราบ”
“ท่านชายสดายุน่ะสิ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าท่านชายรับสั่งให้ไปเฝ้า เกรงท่านกริ้วเลยต้องรีบไปพบ แล้วเมื่อคืน ก็เฝ้าท่านจนดึกเลยไม่ทันได้โทร.บอกดา”
“แต่มีคนเห็นว่ากฎขับรถเร็วไล่ตามรถคนอื่น”
“ตามรถใคร ไม่มี ที่ขับเร็วน่ะใช่ ก็เพราะจะรีบไปเฝ้าท่านชายไง”
“ฮึ! อย่าให้รู้นะว่าโกหกดา”
กรกฎอึกอัก หาทางพูดโกหกต่อไปจนผดาชไมเย็นลงบ้าง ยอมวางสายไปทั้งที่ยังไม่เชื่อเต็มร้อย เน้นย้ำกับรุ้งเพชรว่าถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นละอองดาวจริงตนต้องจัดการ
“เธอจะทำยังไง”
“ฉันจะไม่ยอมให้มันมาขัดขวางความรักของฉัน... เธอช่วยตอบกลับค่ายเพลงฉันทีว่าฉันจะไม่กลับไปแล้ว แล้วบอกค่ายเพลงที่นี่ว่าใครพร้อมจะจ่ายค่าฉีกสัญญากับทางอเมริกาให้ฉัน ฉันพร้อมจะร่วมงานด้วย”
รุ้งเพชรคาดไม่ถึง แต่กุลีกุจอทำตามในฐานะผู้จัดการส่วนตัว...ฝ่ายกรกฎหลังจากโกหกคำโตไปแล้วก็ร้อนตัวรีบโทรศัพท์หาท่านชายสดายุเพื่อขอโทษที่เอาชื่อท่านมาอ้าง แต่ผิดหวังเพราะท่านไม่อยู่บ้าน
ooooooo
เวลานั้นท่านชายสดายุเพิ่งกลับจากต่างประเทศ รู้ข่าวเสด็จป้าประชวรจึงแวะวังนพดลเพื่อเยี่ยมอาการ แต่นึกไม่ถึงว่าจะได้พบเจ้าคำอินทร์ที่นี่ด้วย
เสด็จพระองค์หญิงฯตำหนิเรื่องการใช้จ่ายเงินมือเติบของคำอินทร์อีกตามเคย แต่สดายุกลับได้รับคำชื่นชมจากท่านมากมาย เมื่อมีการพูดถึงละอองดาวซึ่งเสด็จพระองค์หญิงฯอยากได้มาทำงานด้วย ทำให้สดายุเพิ่งรู้ว่าคำอินทร์ก็รู้จักละอองดาวแล้วเช่นกัน สองหนุ่มต่างวัยเลยคุยกันยาว
ชลทิชาหลานสาวของสดายุแวะมาพร้อมเริงใจ คำอินทร์เห็นสองสาวก็ทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยใส่ ทำให้สองคนไม่ค่อยชอบใจ วางตัวห่างเหินและแอบพูดกันลับหลังว่าคำอินทร์เป็นเพลย์บอย เจ้าชู้ประตูดิน
สองสาวประหลาดใจในคำบอกเล่าของท่านชาย– สดายุว่าเรื่องละอองดาวเคยมาสมัครงานที่นี่ และเสด็จป้าของเขาพึงพอใจเธอมาก แต่พี่ชายของเธอไม่ยอมให้ทำงานนอกบ้าน...อยากรู้นักว่าทำไมละอองดาวถึงไม่ยอมปริปากเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง
เป็นเพราะละอองดาวเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านนั่นเอง ตั้งแต่กรกฎสร้างกฎกติกาเอาไว้ ละอองดาวไม่เคยย่างก้าวออกจากบ้าน วันนี้เขามาถามว่าไม่ออกไปไหนหรือ เธอไม่ยอมพูดด้วย ทำหูทวนลมเดินหนีจนเขาโมโห
“ผมถามคุณดีๆ ว่าวันนี้ไม่มีธุระออกไปไหนรึไง ทำไมต้องเดินหนีผมด้วย”
“ดิฉันไม่ได้เดินหนีค่ะ แค่ไม่มีความจำเป็นต้องตอบคำถาม ถ้าดิฉันจะออกไปไหนจริงๆ ก็เป็นเรื่องของดิฉัน เพราะคุณกรกฎเองก็บอกดิฉันไม่ใช่หรือคะ ว่านับแต่ พระอาทิตย์ตกดินจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น ฉันต้องขออนุญาตคุณก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง นี่ไม่ได้อยู่ในเวลานั้นดิฉันคงไม่ต้องรายงานคุณหรอกนะคะ”
“เดี๋ยว! ละอองดาว คุณเป็นคนฉลาด อ่านคนไม่ออกเลยหรือ”
“เพราะดิฉันอ่านได้อย่างทะลุปรุโปร่งไงคะ ถึงได้รู้ว่าเชื่อสิ่งที่ตนคิดนั้นดีที่สุด”
“คุณมั่นใจเกินไป ระวังจะตามเจ้าคำอินทร์นั่นไม่ทัน เสือผู้หญิงอย่างเขาคุณรับมือไม่ไหวหรอก”
“เสือเห็นเสือหรือคะถึงรู้ทันกัน...ดิฉันเชื่อจากการกระทำที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าลมปากจากคำพูดของคนอื่น เจ้าคำอินทร์มีน้ำใจมาส่งดิฉันที่บ้าน เขาก็เป็นมิตร ที่ดีของดิฉัน”
“งั้นก็เรื่องของคุณ จะเป็นมิตรที่ดีหรืออะไรก็ช่าง” กรกฎยัดกุญแจรถคันใหม่ใส่มือเธอ “ต่อไปนี้คุณต้องขับรถไปไหนมาไหนเอง ไม่ต้องไปพึ่งพามิตรของคุณให้ลำบาก พึ่งพาตัวคุณเองนั่นแหละดี แท็กซี่ก็เลิกใช้ได้แล้ว ผมจะถูกชาวบ้านเอาไปนินทาสนุกปากว่าแกล้งน้องสาวให้ต้องตกระกำลำบาก ทั้งที่ความจริงน้องสาวผมมีรถอยู่กับบ้านก็ไม่ใช้ ซื้อรถใหม่ให้ก็ไม่เอา”
“ถ้าคุณให้ดิฉันเก็บไว้ ดิฉันก็จะเก็บไว้ให้ค่ะ จะฝากไว้ที่ยอดรัก เพราะดิฉันยังยืนยันคำเดิม...ขอบคุณ แต่ดิฉันไม่ต้องการ”
ละอองดาวพูดแล้วเดินหนีทันที กรกฎหงุดหงิดบ่นอุบ...ดื้อรั้น หยิ่ง อวดดีไม่เข้าเรื่อง!
ooooooo
รุ้งเพชรทำให้ผดาชไมได้ทำงานในประเทศไทยโดยยกเลิกสัญญากับทางอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผู้ที่เข้ามาทุ่มทุนในครั้งนี้ก็คือพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์เพื่อนของ เจ้าคำอินทร์นั่นเอง
เมื่อข่าวของผดาชไมหรือฮันนี่นักร้องเสียงน้ำผึ้งแพร่สะพัดออกไปว่าเธอลงหลักปักฐานอยู่เมืองไทยถาวร พวกชวนชมที่ได้ฟังข่าวจากวิทยุถึงกับบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องปวดหัวแน่ๆ เพราะผดาชไมคงวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านเบ็ญจรงค์เป็นว่าเล่น
รุ่งขึ้นธัชชัยมาที่บ้านเบ็ญจรงค์แต่เช้า กรกฎกำลังรบกับละอองดาวพอดีเรื่องทิฐิถือดีที่เธอไม่ยอมรับรถคันใหม่ไปใช้ ธัชชัยหย่าศึกของสองพี่น้องได้ แต่แล้วตัวเองต้องมาเป็นสารถีให้กรกฎที่บังเอิญผดาชไมเพิ่งโทร.มานัดพบ
ผดาชไมทำทีกระเง้ากระงอดทวงสัญญาว่ากรกฎนัดไว้แต่ลืมนัด กรกฎมีความผิดติดตัวอยู่จึงโอนอ่อนให้
“ผมขอโทษ ช่วงนี้ผมยุ่งๆน่ะ อาจจะลืมไปบ้าง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ งั้นเดี๋ยวเราไปเจอกันที่ราชกรีฑาสโมสรเลยดีกว่า ดาแต่งตัวเสร็จแล้ว ดาไม่อยากจะรอ กฎรีบออกมาเลยนะคะ ดานัดผู้ใหญ่ไว้เดี๋ยวไม่ทัน”
“เอาแบบนั้นก็ได้ ผมจะไปเจอคุณที่สโมสรนะ”
“ค่ะกฎ เจอกันนะคะ รีบไปนะคะ” ผดาชไมวางสายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
งามตาได้ยินหมดทุกคำ แปลกใจสงสัยเพราะลูกสาวแต่งชุดอยู่บ้าน...นั่นก็เพราะผดาชไมมีแผนการบางอย่าง...
กรกฎกับธัชชัยออกจากบ้านไปได้ไม่นาน ผดา-ชไมโทร.มาถามยอดรักเพื่อให้มั่นใจว่าคู่รักของตนไปแน่ หลังจากนั้นเธอรีบแต่งตัวออกจากบ้านมุ่งหน้ามาที่บ้านเบ็ญจรงค์
ooooooo
กรกฎกับธัชชัยพบท่านชายสดายุในสถานที่ที่นัดหมายกับผดาชไมไว้ แต่ยังไร้เงาของเธอ กรกฎขอโทษเรื่องวันก่อนที่เอาชื่อท่านไปแอบอ้างเพื่อไม่ให้คู่รักโกรธเคือง
ท่านชายไม่ว่ากระไร กลับยิ้มขันอย่างอารมณ์ดี เสียด้วย คุยมาคุยไปท่านชายถามถึงละอองดาวว่า
เป็นยังไงบ้าง กรกฎตอบไม่เต็มเสียงนักว่าสบายดี
“วันก่อนฉันไปเยี่ยมท่านป้าที่วังนพดล ท่านป้าก็ทรงบ่นแต่ว่าเสียดายที่ละอองดาวไม่ได้มาทำงานกับท่าน”
กรกฎหน้าเจื่อนเพราะตัวเองทำให้เป็นอย่างนั้น ธัชชัยปากไวกระเซ้าขึ้นมา
“พี่ชายเขาไม่ค่อยจะสะดวกใจน่ะกระหม่อม”
กรกฎจ้องเพื่อนสนิทตาขุ่น ธัชชัยยิ้มเรี่ยราดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“มีปัญหาอะไรหรือกรกฎ”
“หามิได้กระหม่อม”
“กรกฎเป็นห่วงน้องสาวน่ะกระหม่อม ไม่อยากจะให้ต้องออกไปลำบากตรากตรำข้างนอก เป็นพี่ชายที่ดีจริงๆ”
“ไอ้ธัช!” กรกฎเผลอปาก พอรู้ตัวก็รีบยกมือไหว้ท่านชาย “ขอประทานอภัยด้วยกระหม่อม”
“ไม่เป็นไรๆ เอ๊ะ แต่การที่ละอองดาวได้มีงานทำ ยิ่งได้รับใช้ท่านป้า ฉันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายนี่ ดีเสียอีกเธอจะได้ไม่เบื่อต้องนั่งอยู่บ้านไปวันๆ”
“เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยฝ่าบาท”
“กระหม่อมไม่ได้ขัดอะไรหรอกฝ่าบาท แต่เป็นห่วงน้องไม่อยากให้ต้องเหนื่อยมาก ตลอดมาก็ไม่ได้ดูแลเขาเลย เพิ่งจะได้มาดูแลก็ตอนนี้เอง”
“ก็แล้วแต่นะ ฉันแค่เสียดายก็เท่านั้น ละอองดาวเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อม จิตใจดี แล้วท่านป้าก็ทรง
ถูกพระทัยยิ่งนัก เสียดายจริงๆ”
กรกฎพูดไม่ออก ได้แต่ฝืนยิ้ม ธัชชัยเห็นแล้วแอบขำ
ooooooo
ผดาชไมขับรถมาจอดหน้าตึกของละอองดาวด้วยความเร็ว เนียนออกมาต้อนรับด้วยท่าทีนอบน้อม
“ฉันมาหาคุณละอองดาว ไปตามมาให้ฉันด้วย”
เนียนมัวแต่เหลือบตามองยอดรักที่ยืนอยู่ไม่ไกล เลยโดนผดาชไมตวาดเร่งจนกลัวหัวหด ยอดรักต้องวิ่งไปรายงานชวนชมด้วยตัวเอง โดยมีเนียนก้าวตามหลังสีหน้าไม่สู้ดี
ชวนชมตกใจเมื่อรู้ว่าผดาชไมต้องการพบละอองดาว ให้เนียนรีบไปตามละอองดาวมาหาตนก่อน เนียนจึงกุลีกุจอออกไป
“อกอีแป้นจะแตก คุณกฎก็ไม่อยู่ด้วย จะเกิดเรื่องอะไรรึเปล่าเนี่ย” ชวนชมบ่นอย่างหวั่นใจ ยอดรักก็คิดเช่นเดียวกัน แต่พูดติดตลกว่า สงสัยงวดนี้ป้าจะถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง
เนียนวิ่งไปหาละอองดาวที่ศาลาริมน้ำ เธอกำลังเล่านิทานให้เด็กๆฟัง เห็นเนียนกระหืดกระหอบส่งเสียงเรียกเข้ามาก็ถามว่ามีอะไร ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้
“มีแขกมารอพบคุณดาวค่ะ”
ละอองดาวถามชื่อเสียงเรียงนามแขกคนนั้น...เมื่อได้ยินว่าเป็นผดาชไม ก็หน้าตึงขึ้นมาทันที
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
Reply #4 on:
17 July 2026, 20:38:01 »
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep7/page1
ละอองดาว ตอนที่ 7
ที่แท้ผดาชไมหลอกกรกฎออกจากบ้านไปก็เพื่อที่ตนเองจะมาข่มขวัญระรานละอองดาวนั่นเอง
สองสาวเผชิญหน้ากันภายในห้องรับแขก ละอองดาว วางตัวปกติ ถามอีกฝ่ายอย่างใจเย็นว่ามีธุระอะไรกับตน
“มีเรื่องที่ต้องย้ำให้คุณละอองดาวทราบไว้เสียหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือคะ”
“ฉันคิดว่าคุณคงรู้จักฉันดี ในฐานะคู่รักของคุณกรกฎ ท่านเจ้าของบ้านทั้งหมดนี้”
“ทราบดีค่ะ อย่างน้อยที่สุดก็จากคำบอกเล่าของคุณกรกฎเอง”
“งั้นคุณคงทราบดีนะคะว่าฉันกับกรกฎเรากำลังจะแต่งงานกัน ถ้าไม่ใช่เพราะพินัยกรรมบ้าๆนั่น”
ผดาชไมเริ่มเสียงเข้ม หน้าตาขึงขัง ในขณะที่ละอองดาวยังสงบเยือกเย็น ตอบเสียงเรียบว่า
“พินัยกรรมฉบับนั้นเขียนโดยด็อกเตอร์ไกร เบ็ญจรงค์ คุณพ่อของคุณกรกฎเอง ถ้าพินัยกรรมนั่นบ้า ก็แปลว่าคุณเจตนาจะว่าผู้เขียนขึ้นคือบิดาของผู้ชายที่คุณ อ้างว่ารักเขาเช่นนั้นกระมัง”
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น ฉันไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดในพินัยกรรม หรือคุณเห็นชอบเพราะอยากจะแต่งงานกับเขา”
“ฉันไม่มีความจำเป็นต้องตอบคุณข้อนี้ นี่หรือคะธุระที่คุณมาหาฉันในวันนี้”
“ถ้าจะให้พูดกันตรงๆล่ะก็ ได้! ฉันขอให้เธอหยุดเป็นตัวถ่วงของกรกฎเสียที”
ชวนชมจับตามองอยู่ไม่ไกล เห็นท่าไม่ดีรีบเดินเข้ามา แต่ต้องชะงักเพราะละอองดาวส่งเสียงห้าม
“หยุด! น้าชวน สุภาพสตรีผู้นี้ต้องการพบฉันโดยเฉพาะ ให้เขาพูดกับฉันเองดีกว่า”
ชวนชมถอยออกไปยืนห่างๆด้วยความรู้สึกเป็นกังวล ฟังอยู่เงียบๆทั้งที่ใจรุ่มร้อน
“อย่างไรหรือคะคุณผดาชไม”
“พินัยกรรมผูกมัดกรกฎไว้กับคุณ แต่คุณรู้
หรือเปล่าว่าฝ่ายผู้ชายเขาไม่ต้องการจะแต่งงานกับคุณตามข้อกำหนด เขาไม่ต้องการคุณเลย”
“คุณกรกฎบอกให้ฉันรับทราบแล้วค่ะ”
“แล้วคุณยังจะอยู่ในบ้านหลังนี้อีกน่ะหรือ พินัยกรรมนั่นมันก็แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง ไร้ค่า ไร้ความหมาย คุณยังจะใช้มันอ้างเป็นสิทธิ์ครอบครองทุกอย่างกันท่ากรกฎอยู่อย่างนี้น่ะหรือ”
ละอองดาวโกรธแต่พยายามข่มใจ “กรุณาให้เกียรติ ด็อกเตอร์ไกรคุณพ่อของคนรักของคุณด้วยค่ะ”
“ทำไม จะอ้างว่าเขาเขียนต้องเชื่อฟังอย่างนั้นหรือ พินัยกรรมนั่นอาจจะเป็นของปลอมที่ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ ตัวคุณเองก็ได้ ใครจะไปรู้”
“ระวังคำพูดของคุณด้วยค่ะคุณผดาชไม คุณจะพูดอะไรๆที่คุณต้องการก็ได้ แต่ไม่ควรจะพูดในสิ่งที่ฉันพิจารณาว่าดูหมิ่นฉัน”
“ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรบ้างที่คุณจะถือว่าเป็นการดูหมิ่น ก็พูดกันตรงๆนี่แหละ ฉันกับกรกฎกำลังจะแต่งงานกัน แต่เพราะคุณ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่คุณคือส่วนประกอบในพินัยกรรมนั่นที่ทำให้การแต่งงานของเราต้องชะงักลง เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ก็น่าจะเห็นใจหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันบ้างสิ”
“ไม่เพียงแต่เห็นใจเท่านั้น ฉันยังสงสารคุณหนักลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ในขณะนี้”
ละอองดาวมองหน้าผดาชไมเขม็ง ผดาชไมจ้องกลับอย่างไม่ยอมเช่นกัน
ooooooo
ด้านกรกฎที่ลากธัชชัยไปรอผดาชไมแล้วได้พบท่านชายสดายุ แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไร้วี่แวว จึงตัดสินใจโทร.ไปที่บ้านของเธอ ปรากฏงามตารับสาย แต่ไม่ได้บอกว่าตนเป็นแม่ โกหกว่าเป็นแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาด
เมื่อรู้ว่าผดาชไมออกจากบ้านไปนานแล้ว กรกฎสงสัยยิ่งนักว่าเธอไปไหน แต่สุดจะคาดเดา จึงให้ธัชชัย ขับรถพาตนออกจากสถานที่แห่งนั้น
เวลาเดียวกันผดาชไมกำลังโมโหฉุนเฉียว ลุกพรวด ขึ้นอย่างเหลืออดกับคำพูดของละอองดาวที่บอกว่าเธอน่าสงสาร
“อวดดี! ทำไมต้องมาสงสารฉัน”
“ผู้หญิงด้วยกัน ฉันแค่แสดงความรู้สึกตามจริงก็เท่านั้นค่ะ”
“ตกลงคุณจะเอายังไงกันแน่ เล่นตัวไปมาเพราะอยากถ่วงเวลาให้กรกฎหันมาเลือกคุณเป็นคู่แต่งงานหรือยังไง”
“ฉันไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลย”
“งั้นหรือ ฉันจะแน่ใจได้ไงว่าคุณจะไม่ตุกติกเรื่องพินัยกรรม ถ้าคุณเห็นใจ คิดจะช่วยฉันกับกรกฎจริง มันก็ไม่ยากหรอก คุณก็แต่งงานกับใครสักคนไปเสียสิ หน้าตาคุณก็ดีนะ แล้วยังพ่วงนามสกุลเบ็ญจรงค์ จะเลือกผู้ชายมีฐานะขนาดไหนก็ได้ จะมาทนหวังลมๆแล้งๆ ทำไมตั้ง 3 ปี”
“ฉันจะตอบให้คุณทราบเป็นข้อๆในสิ่งที่คุณควรทราบนะคะ ข้อหนึ่ง เรื่องการแต่งงานกับใครสักคนที่ไม่ใช่คุณกรกฎเป็นเอกสิทธิ์ของฉัน ฉันจะแต่งหรืออาจไม่แต่งเลยก็ได้ ข้อสอง ฉันไม่ต้องการมรดกของคุณกรกฎแม้แต่เศษสตางค์เดียว ข้อสาม แม้แต่เงินค่าเลี้ยงดูที่ฉันควรได้ทุกเดือน ฉันก็ไม่ขอรับแม้แต่นิดเดียว ข้อสี่ ฉันทนอยู่บ้านหลังนี้เพราะคุณกรกฎขอร้องแกมบังคับไว้ และข้อห้า คุณไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่ว่าจะโดยพฤตินัยหรือนิตินัยที่จะพูดจาก้าวร้าวดูหมิ่นฉัน ฉันให้เกียรติคุณเพราะคุณเป็นคู่รักของคุณกรกฎ แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วคุณไม่มีเกียรติอะไรเลย หวังว่าคงหมดธุระแล้วนะคะคุณผดาชไม”
ผดาชไมโกรธจัดกรีดร้องลั่น “บ้า! อวดดี! นังลูกข้างถนนที่เขาเก็บมาเลี้ยงแท้ๆ ฉันจะไปบอกกรกฎให้รู้ไว้ ฉันจะไปบอกเขา”
ละอองดาวไม่สะทกสะท้าน ไล่แขกกลับอย่างนุ่มนวล ผดาชไมเต้นแร้งเต้นกาอยู่อีกครู่ก่อนจะเดินกระทืบเท้าปึงปังออกไป ชวนชมเห็นกิริยานั้นแล้วบ่นอุบ ว่านี่หรือคู่รักคู่ใคร่ของกรกฎ
หลังจากผดาชไมไปแล้ว ความอดทนอดกลั้นของละอองดาวก็หมดสิ้น เธอสะอื้นไห้เจ็บปวดกับถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม พูดกับชวนชมเสียงสั่นเครือว่า
“ฉันไม่ได้เข้มแข็งหรอกน้าชวน ฉันเพียงแต่ปกป้องตัวเองไม่ให้เขามาหยามได้ก็เท่านั้น ฉันสมเพชตัวเองเหลือทนที่ตกอยู่ในสภาพน่าทุเรศอย่างนี้ ฉันคงจะทนอยู่ให้เขามาหยามเกียรติฉันต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว”
“คุณดาวคิดจะทำอะไรคะ”
ละอองดาวปาดน้ำตา ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะไปจากบ้านนี้
ooooooo
ชวนชมกระสับกระส่ายอยู่ชั้นล่าง ผ่านไปไม่นานละอองดาวกลับลงมาในชุดใหม่ บอกชวนชมว่าตนจะไปข้างนอก แต่ไม่ยอมบอกว่าไปไหน
ชวนชมร้อนใจมากรีบโทร.หาอรรถวาทีหลังจากละอองดาวคล้อยหลัง อรรถวาทีตกใจไม่น้อย รับปากจะพยายามติดต่อตามหากรกฎ แต่โทร.สุ่มไปหลายแห่งก็ไม่พบ
จู่ๆกรกฎโผล่มาอย่างไม่คาดคิด ตั้งใจจะมาคุยธุระ แต่พอได้ยินทนายความประจำตระกูลเล่าว่าผดาชไม ไประรานละอองดาวถึงบ้าน กรกฎผลุนผลันออกมาขึ้นรถ เร่งธัชชัยให้พาตนกลับบ้านโดยเร็ว
ละอองดาวตัดสินใจไปวังนพดล ร้องขอต่อเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ให้ตนกลับมาทำงานที่วังและขอย้ายมาอยู่ประจำ เสด็จพระองค์หญิงฯดีพระทัยยิ่งนัก ตอบรับทันที
ฝ่ายกรกฎกลับถึงบ้านก็รีบขึ้นไปสำรวจห้องของละอองดาว พลางซักถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากชวนชม ก่อนจะลากธัชชัยออกจากบ้านไปอีกด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเต็มที
ธัชชัยนั่งใจคอไม่ดีเพราะกรกฎขับรถเร็วมาก อยากรู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น
“ฉันเชื่อน้าชวน เรื่องมันจะต้องเป็นความจริง ผดาชไมทำให้ฉันผิดหวังมาก มันเรื่องอะไรถึงต้องมาราวีเขาถึงบ้าน”
“คิดมากน่า ผดาชไมรักแก เขาก็ต้องหาทางป้องกันแกไว้จากหญิงอื่นที่ถูกวางตัวให้เป็นภรรยาในอนาคตของแกไง คุณละอองดาวเดือดร้อนคิดมากไปเองต่างหาก”
“นี่แกพูดจริงๆ หรือว่าแกกำลังแดกดันฉันวะ”
“จำไว้นะกฎ อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับแกรักผดาชไม และมีความต้องการที่จะแต่งงานกับหล่อน แกจะเห็นคุณละอองดาววิเศษไปกว่าคู่รักไม่ได้”
“ไอ้เรื่องใครจะวิเศษกว่าใคร ฉันไม่สนหรอก แต่ฉันรับไม่ได้เรื่องการกลั่นแกล้งราวกับไม่รู้จักขอบเขตของตัวเองอย่างนี้ อับอายขายขี้หน้าเหลือเกิน ผดาชไมทำผิดอย่างไม่น่าให้อภัย”
“มีอะไรบ้างล่ะที่ให้อภัยกันไม่ได้สำหรับคนรักกัน”
กรกฎไม่ตอบ เหยียบคันเร่งขับรถด้วยความเร็วสูง
“แล้วนี่แกขับรถเป็นพายุทอร์นาโด แล้วเอาฉันติดรถมาด้วยนี่ จะไปไหนไม่ทราบ”
“ฉันต้องการพบแม่ตัวดีให้เร็วที่สุด”
“แกจะทำอะไรหล่อน”
“ผดาชไมควรรู้สึกให้แน่ชัดว่าฉันไม่ชอบการกระทำแบบนั้นของหล่อน และจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด”
“จะต่อว่าต่อขานอะไรก็ออมๆคำพูดไว้บ้าง แกเป็นคนเจ้าอารมณ์ และขณะนี้โทสะจริตกำลังครอบงำ อย่างน้อยที่สุดก็อย่าลืมว่าผดาชไมเป็นยอดรักของแกตามที่แกเคยพูดกับฉันไว้เสียล่ะ”
กรกฎนิ่งเงียบไปอย่างเคร่งเครียด
ooooooo
ผดาชไมกำลังคุยกับรุ้งเพชรด้วยเรื่องที่ตัวเองไปก่อวีรกรรมกับละอองดาวเอาไว้ด้วยความสะใจ รุ้งเพชรไม่เห็นด้วยนัก แต่ไม่กล้าพูดอะไรมากเพราะกลัวเพื่อนโกรธ
เมื่อกรกฎมาถึงพร้อมธัชชัย ผดาชไมตกใจแต่รีบพูดแก้เก้อเรื่องผิดนัด
“กฎขา...ดาขอโทษด้วยนะคะ พอดีว่าเมื่อเช้ารุ้งเพชรเพิ่งแจ้งคิวงานด่วนมาน่ะค่ะ ใช่ไหมรุ้งเพชร”
รุ้งเพชรอึกอักเพราะไม่ทันตั้งตัว กรกฎไม่สนใจจะฟังอยู่แล้ว พุ่งเข้าประเด็นด้วยท่าทีฉุนเฉียว
“เธอบังอาจเข้าไปพูดจาก้าวร้าวกับละอองดาวจนถึงในบ้านได้ยังไง”
ผดาชไมทำไขสือแสร้งไม่รู้เรื่อง ย้อนถามว่าเรื่องอะไร?
“สิ่งที่เธอทำลงไปวันนี้มันไม่ถูกต้อง เธอรู้ตัวรึเปล่า”
“อ้อ...นี่กฎเห็นแม่แตนวิเศษกว่าคนรักของตัวเอง แล้วเหรอ แม่นั่นเลิศเลอมาจากไหน อยากรู้นัก เชอะ!!”
“เธอทำเกินไป ทำผิดมาก อย่างน้อยที่สุดแตนก็เป็นน้องสาวฉัน”
“อ๋อ เดี๋ยวนี้ยอมรับนับถือแล้วเหรอว่ามันเป็นน้องสาว”
“ผดาชไม!!” กรกฎเสียงดังลั่นจนรุ้งเพชรกับธัชชัยต้องหว่านล้อมให้ใจเย็น ค่อยพูดค่อยจากัน
ผดาชไมไม่เคยโดนคนรักตวาดแบบนี้มาก่อน ตอบโต้เสียงดังเช่นเดียวกัน
“ทำไมกฎจะต้องเดือดร้อน ปกป้องนังนั่นด้วย”
“เธอบ้าที่สุด ผดาชไม!! นอกจากจะเป็นการกระทำที่บ้าบัดซบที่สุดแล้ว เธอยังไม่มีสิทธิ์ใดๆที่จะไปพูดกับแตนด้วยกิริยาวาจาอย่างงั้น เธอไม่มีสิทธิ์ จำไว้! สิ่งที่เธอทำมันเป็นการระรานกันเกินขอบเขต ทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรให้เธอเลย”
“กฎ!! ทำไมกฎต้องด่าว่าดามากขนาดนี้ด้วย กฎควรจะไปต่อว่าสั่งสอนน้องสาวของตัวเองมากกว่านะ ถามดา ซักคำไหมว่าน้องสาวของกฎด่าว่าอะไรดากลับมาบ้าง”
ผดาชไมบ่อน้ำตาแตก กรกฎถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันหลังเดินออกไปทันที
“นั่นกฎจะไปไหน ดายังพูดไม่จบ กฎจะมาเดินหนีดาไปดื้อๆอย่างนี้ไม่ได้นะ” ผดาชไมร้องไห้ฟูมฟาย แต่กรกฎก็ไม่เหลียวหลังกลับมา “ถ้ากฎไป ดาจะถือว่าเราเลิกกัน แล้วไม่ต้องกลับมาที่บ้านหลังนี้อีก”
ผดาชไมตะโกนลั่น ธัชชัยไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่เดินตามกรกฎออกไปขึ้นรถ ส่วนรุ้งเพชรพยายามปลอบโยนผดาชไมที่ร่ำไห้น้ำตานองหน้า
ooooooo
ละอองดาวกลับมาที่บ้านเบ็ญจรงค์พร้อมอุ่นเรือน นางข้าหลวงของเสด็จพระองค์หญิงฯ เพื่อเก็บสัมภาระไปอยู่ที่วังนพดล แต่พอมาถึงก็พบธัชชัยในห้องรับแขก หญิงสาวปั้นหน้าให้ปกติทักทายเขาน้อยคำก่อนขอตัวขึ้นไปบนห้อง
ก่อนหน้านี้กรกฎเอากุญแจจากชวนชมมาล็อกประตูตู้ต่างๆภายในห้องละอองดาว เมื่อเธอขึ้นมาพบเขายืนอยู่กลางห้องก็ชักสีหน้าไม่ชอบใจ
“ถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะเป็นสมบัติของคุณก็จริง แต่เฉพาะห้องนี้ดิฉันได้อยู่มาก่อน แม้จะในฐานะผู้อาศัยก็ตาม โดยมารยาทแล้วคุณควรจะได้รับอนุญาตจากดิฉันก่อน ไม่ควรจะถือสิทธิ์เช่นนี้”
“ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วงหรือถือสิทธิ์อะไรเลย แต่นี่เป็นกรณีฉุกเฉินจริงๆ น้าชวนกรุณาออกไปข้างนอกสักครู่ ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะพูดกับน้องสาวของฉันโดยเฉพาะ”
ชวนชมขยับตัวจะเดินออกจากห้อง แต่ละอองดาว ไม่ยอม
“น้าชวนยังไม่ต้องออก จนกว่าฉันจะขนย้ายของของฉันออกไปจากห้องนี้”
กรกฎบังคับชวนชมด้วยสายตา ชวนชมจึงขยับมาขอร้องละอองดาวให้อยู่คุยกับกรกฎสักครู่ ละอองดาว ไม่ได้ใส่ใจเดินไปขยับตู้เสื้อผ้าถึงรู้ว่าล็อกไว้ จะเอากุญแจ จากชวนชมแต่หันมาไม่เจอตัว
“กุญแจอยู่ที่พี่...เธอจะได้ตามที่ต้องการ แต่อยู่พูดกับพี่สักครู่เถิด”
“ได้โปรดเถิดค่ะ ดิฉันไม่ได้เป็นน้องหรือวงศาคณาญาติอะไรกับคุณ เป็นเพียงเด็กอนาถาข้างถนน คุณไม่จำเป็นต้องให้เกียรติดิฉันถึงกับใช้คำพูดเช่นนี้”
“พี่เข้าใจความรู้สึกของเธอในขณะนี้ ก่อนอื่นขอให้ เธอทราบไว้ด้วยว่าพี่จะใช้คำแทนชื่อว่าเธอ และแทนตัวพี่เองว่าพี่ ตามสิทธิ์เท่าที่พี่มีอยู่ แต่หากเธอจะไม่พอใจ และรังเกียจที่จะให้ความสนิทสนมเคารพนับถืออย่างพี่ชายแท้ๆ โดยใช้คำพูดกับพี่อย่างเดิมก็ตามแต่เธอ ทีนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องสำคัญ โปรดนั่งลงสักครู่ นี่ไม่ใช่การบังคับกันด้วยอำนาจใดๆ หากแต่เป็นการขอร้องอ้อนวอนของพี่”
ละอองดาวยืนเฉย เม้มริมฝีปากแน่น ขอบตาเริ่มแดงก่ำ
“ไม่นั่งก็ไม่เป็นไร ขอให้ฟังพี่พูดก็แล้วกัน เรื่องอับอายน่าบัดสีที่ผดาชไมมากระทำกับเธอไว้ พี่ได้ทราบโดยละเอียดแล้วด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง ตัวพี่เองก็มีความผิดมาก อยู่ในฐานะเจ้าของบ้าน ในฐานะเป็นพี่ชายของเธอ กลับเผอเรอปล่อยให้คู่รักเข้ามาอาละวาดแผลงฤทธิ์กับน้องสาวได้ พี่ควรจะเฉลียวคิดและหาทางป้องกันเสีย พี่ไม่ได้ขอร้องให้เธอยกโทษให้ผดาชไม แต่พี่วิงวอนให้เธอยกโทษให้แก่พี่”
“คุณกรกฎไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่มีอะไรที่จะต้องยกโทษ แต่เรื่องที่จะลืมนั้น จนตายก็เห็นจะลืมไม่ได้ ดิฉันไม่หน้าด้านพอที่จะลืมหรือทนต่อเหตุการณ์เหล่านี้ ดิฉันก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าคุณผดาชไมจะมองดิฉันในแง่ร้ายถึงเพียงนี้ ที่ดิฉันอยู่ในบ้านหลังนี้มาจนถึงวันนี้ ก็เป็นความประสงค์ของคุณทั้งสิ้น หาใช่ความประสงค์ของดิฉันไม่”
“มันเป็นการกระทำของคนไม่มีความคิด คนไม่มีสมอง และพี่ก็ได้พูดกับเขาแล้วในเรื่องนี้”
“ต่อไปนี้ดิฉันจะปฏิบัติตามความเห็นชอบของตัวเอง และขอถือโอกาสนี้เรียนให้คุณทราบด้วยว่าดิฉันจะย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
“พี่จะไม่ยอมให้เธอออกจากบ้านเบ็ญจรงค์เป็นอันขาด ในฐานะที่พี่เป็นผู้ปกครองโดยตรงของเธอในตอนนี้”
“คุณจะพยายามหลอกตัวเองไปทำไมคะ ในเมื่อคุณก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าดิฉันไม่ได้เป็นอะไรกับคุณ ถ้าดิฉันเป็นน้องสาวของคุณจริง ดิฉันคงไม่ตกอยู่ในฐานะที่ทุเรศถึงเพียงนี้ ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้หญิงคนนั้นมีศักดิ์เป็นถึงว่าที่คุณนายเบ็ญจรงค์ในอนาคต ดิฉันจึงจำเป็นต้องแคร์ในสิ่งที่เธอพูด ดิฉันขอเรียนตามตรงว่าไม่พอใจเป็นอย่างมากที่จะให้ใครมาดูถูกเหยียดหยามดิฉันแบบนั้น และวิธีเดียวที่จะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกคือออกไปเสียให้พ้น ดังนั้นโปรดคืนกุญแจให้ดิฉันเถิดค่ะ”
“พี่แยกแยะได้นะ อย่างไหนคือน้อง อย่างไหนคือคนรัก ผิดก็ว่าไปตามผิด และเรื่องนี้พี่ก็รับผิดไปแล้ว ทั้งยังไปต่อว่าผดาชไมให้แล้ว เธอฟังที่พี่พูดไม่เข้าใจบ้างรึ พี่บอกแล้วไงว่าจะไม่ยอมให้ผดาชไมหรือใครมาระรานเธออีก เธอจะต้องอยู่”
“คุณนี่เป็นคนชอบใช้อำนาจบังคับ คุณควรปล่อยให้ดิฉันออกจากบ้านหลังนี้ไป เพราะมันเป็นวิธีที่ทำให้ฉันสบายใจ ไม่ต้องมาคอยสะดุ้ง ผวา ว่าเมื่อไหร่จะโดนเล่นงานอีก แล้วอีกอย่างคุณก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าดิฉันจะนำความเสื่อมเสียมาให้แก่คุณ เพราะคุณพ่ออบรมสั่งสอนดิฉันมาเป็นอย่างดี แต่ถ้าคุณรังเกียจ ดิฉันก็จะเปลี่ยนนามสกุลเสียใหม่ ไม่ขอเอาสกุลเบ็ญจรงค์อันยิ่งใหญ่ของคุณไปทำให้เสื่อมเสียที่ไหน”
“พี่ยอมรับผิดทุกอย่างและขอให้เข้าใจด้วยว่าพี่ไม่ได้ใช้อำนาจบังคับเธอ แต่กำลังวิงวอนขอร้อง โปรดอย่าออกไปจากบ้านหลังนี้ เธอลืมไปแล้วหรือว่าคุณพ่อสั่งให้เธออยู่”
“คุณพ่อท่านสิ้นไปแล้วนี่คะ ได้โปรดเถิดค่ะ มีคนขับรถมารอดิฉันอยู่ข้างล่าง เขาอาจจะตำหนิดิฉันได้ว่า ขึ้นมาจัดของช้าเกินไป”
“ใคร?”
“เสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ นพดล”
ชื่อนั้นทำให้กรกฎนิ่งคิดไปชั่วขณะ “เพื่อเป็นการขอโทษเพื่อให้เธอหายโกรธพี่ พี่จะไม่ขัด แต่พี่ขออะไรสักอย่างได้ไหม”
“ขออะไรไม่ทราบ”
“เธอไปทำงานได้ตามต้องการ แต่เป็นการไปทำแบบเช้าไปเย็นกลับ”
“แต่ดิฉันตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะออกจากบ้านหลังนี้ เรื่องงานนั้นไม่สำคัญมากเท่าการไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไป”
“ถ้าไม่ได้ก็ไม่ยอมกัน เป็นไงเป็นกัน พี่จะไปพบนายจ้างของเธอด้วย พูดกับท่านเสียให้รู้เรื่อง เรื่องให้เธอทำงานแบบไปกลับ ถ้าท่านไม่รับก็ไม่ต้องทำ...อย่าบอกนะว่าเจ้าคำอินทร์มารอรับเธอ”
ละอองดาวตอบรับเพื่อยั่วโมโหเขา ปรากฏว่าได้ผล กรกฎหน้าบึ้งรีบดึงมือเธอลงมาข้างล่าง ก่อนจะพบว่าตัวเองโดนหลอก ไม่มีแม้แต่เงาของเจ้าคำอินทร์
ooooooo
กรกฎชวนธัชชัยตามละอองดาวไปที่วังนพดลและได้อธิบายต่อเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ด้วยความเกรงใจ
“กระหม่อมต้องกราบขอประทานอภัยที่มาขอเข้าเฝ้าทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักเสด็จเป็นการส่วนตัวมาก่อน”
“ฉันรู้จักด็อกเตอร์ไกร เบ็ญจรงค์ พอเห็นหน้าคุณยิ่งทำให้ฉันนึกไปถึงเขา”
“คือ...กระหม่อมจะมากราบทูลเรื่องที่ละอองดาวน้องสาวของกระหม่อม ที่มาสมัครงานอยู่กับเสด็จ”
“พูดมาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“คือที่จริงละอองดาวไม่จำเป็นต้องหารายได้นอกบ้าน แต่เขาบอกกับกระหม่อมว่าอยู่บ้านเฉยๆแล้วเบื่อ อยากทำตัวให้มีประโยชน์ โดยใช้ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมา ประกอบกับที่เขาได้บังเอิญมารู้จักกับเสด็จ เขารู้สึกเลื่อมใสและเคารพเสด็จมาก กระหม่อมเลยตามใจเขา เขาบอกกับกระหม่อมว่าเสด็จทรงต้องการให้เขามาเป็นแม่บ้านประจำอยู่ที่วังนพดลเลย”
ละอองดาวนั่งหลังตรงคอตั้งจ้องมองพี่ชายนอกไส้ด้วยสายตาแข็งกร้าว
“กระหม่อมอยากให้เขามาทำงานแบบมาเช้าเย็นกลับ เพราะตั้งแต่คุณพ่อเสียไป เราก็เหลือกันอยู่แค่สองคนพี่น้อง เสด็จจะทรงรังเกียจการทำงานแบบมาเช้าเย็นกลับของละอองดาวหรือเปล่ากระหม่อม”
“ฉันเข้าใจละ...ว่ายังไงล่ะละอองดาว พี่ชายของเธอไม่ต้องการให้เธอมาอยู่ประจำที่นี่”
“แต่หม่อมฉันอยากอยู่ใกล้ชิดกับฝ่าบาทเพคะ อยากอยู่ประจำ สะดวกดีเพคะ”
“เอ...พี่น้องคู่นี้ความเห็นไม่ตรงกันซะแล้ว เอาอย่างนี้ ดีกว่า ฉันตัดสินเอง ถึงยังไงละอองดาวก็มีพี่ชายอยู่อีกหนึ่งคน เมื่อเขาไม่ต้องการ เธอก็ไม่ควรขัดใจเขา เป็นอันตกลงว่าเธอมาทำงานกับฉันแบบมาเช้ากลับเย็นก็แล้วกัน คุณกรกฎก็คงไม่รังเกียจเช่นกัน หากละอองดาวจะมาค้างกับฉันบ้างเป็นครั้งคราว”
“ไม่เลย...กระหม่อมขอถือโอกาสนี้ฝากฝังน้องสาวกระหม่อมด้วย”
“ไม่ต้องห่วง ฉันรักเด็กคนนี้ ไม่รู้ชาติก่อนทำอะไรร่วมกันไว้”
“กระหม่อมหมดธุระแล้ว กระหม่อมขออนุญาตทูลลา”
นอกจากตัวเองลากลับแล้ว กรกฎยังรั้งละอองดาวไปด้วย อ้างว่าเรามีนัดไปพบทนายประจำตระกูล เสด็จพระองค์หญิงฯนึกว่าเป็นจริงจึงบอกละอองดาวให้รีบไป พรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มงาน
ละอองดาวพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จำใจกลับออกมา แต่ไม่คาดคิดว่าจะเจอเจ้าคำอินทร์ที่นี่อีกครั้ง เลยได้โอกาสยั่วโมโหพี่ชายที่แสนดีด้วยการทักทายเจ้าคำ-อินทร์อย่างร่าเริง ขออยู่คุยธุระกับเพื่อน เสร็จแล้วจะให้เพื่อนไปส่ง
กรกฎไม่พอใจ กลับไปขึ้นรถที่ธัชชัยรออยู่แล้วกดแตรดังลั่นระบายอารมณ์ โดยไม่สนใจคำเตือนของเพื่อนหนุ่มที่ให้เกรงใจเจ้าของวังบ้าง ละอองดาวเห็นดังนั้นก็ยิ่งอยากแกล้ง ทำทีเดินไปล่ำลาธัชชัยและขอนัดกินข้าวตอนหกโมงเย็น
ธัชชัยดีใจมากตอบรับด้วยความยินดี กรกฎหัวเสียหนัก กดแตรยาวก่อนออกรถไปด้วยความเร็ว
ooooooo
ผดาชไมคิดหนักหลังจากประกาศตัดขาดกรกฎไปแล้ว งามตารู้เข้าก็เร่งเร้าให้ลูกสาวรีบง้อขอคืนดีกับคู่รัก ก่อนจะหมดสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติของเขาไปอย่างน่าเสียดาย
ผดาชไมมั่นใจในความสวยและเสน่ห์ล้นเหลือของตัวเองมาก เธอไม่มีวันยอมแพ้เด็กกำพร้าอย่างละอองดาวแน่นอน ฝ่ายธัชชัยที่รับจ้างจีบละอองดาวเพื่อแยกเธอให้พ้นจากกรกฎ เอาเข้าจริงๆเวลานี้ธัชชัยเกิดความรู้สึกดีๆกับเธอ แต่ท่าทางผู้ว่าจ้างจะไม่ค่อยโอเคเสียแล้ว ทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีห่วงใยน้องสาวจนออกนอกหน้า
เมื่อตัวเองกลับถึงบ้าน กรกฎคอยให้ยอดรักจับตามองว่าละอองดาวกลับมาหรือยัง จนเมื่อเจ้าคำอินทร์ขับรถมาส่งเธอหน้าตึก ยอดรักวิ่งกระหืดกระหอบไปรายงานเจ้านาย แต่ผ่านไปอีกครู่เดียวชวนชมก็นำจดหมายฉบับหนึ่งมาให้กรกฎ บอกว่าละอองดาวฝากมา
กรกฎอ่านข้อความในจดหมายที่ละอองดาวแจ้งความจำนงไม่แต่งงานกับเขาตามที่ระบุในพินัยกรรม และขอรับรองว่าเธอเป็นฝ่ายกระทำผิดข้อกำหนดในพินัยกรรมขึ้นเอง
ข้อความนั้นทำให้คนอ่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถือมันกลับไปหาละอองดาวที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปกินข้าวนอกบ้านกับธัชชัยตามนัด
กรกฎอ้างว่าข้อความที่ละอองดาวเขียนยังไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้ลงวันที่และไม่มีพยานลงชื่อ
“เท่านั้นเองหรือคะ ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลย ที่ดิฉันไม่ลงวันที่วันนี้ก็เพราะอยากให้คุณเก็บไว้ก่อน พอครบสองปีตามเงื่อนไขในพินัยกรรมคุณก็ลงวันที่เสีย ส่วนเรื่องพยานคุณก็เอาไปให้น้าชวนหรือคุณอรรถลงให้ก็สิ้นเรื่อง เรื่องสำคัญมันอยู่ตรงที่หนังสือฉบับนี้เป็นลายมือของดิฉันและมีข้อความอย่างที่คุณต้องการไม่ใช่หรือคะ”
“แต่เธอก็ทำไม่ถูกกาลเทศะอยู่ดีนั่นแหละ เธอควรให้หนังสือฉบับนี้กับพี่เมื่อครบกำหนดสองปีตามที่ตกลงกันไว้”
“ก็ไม่เห็นจะแปลกนี่ค่ะ จะช้าจะเร็วดิฉันก็ต้องเขียนอยู่ดี ดีเสียอีกคุณกับคุณผดาชไมจะได้มีหลักประกันว่าดิฉันจะไม่กลับกลอก”
“แต่พี่ไม่ชอบอะไรที่มันเกินเลยหรือผิดสัญญา ธุระอะไรที่เธอจะต้องประชดประชันให้มาก่อน”
“เปล่าเลย ดิฉันไม่ได้ทำไปเพราะต้องการประชด ประชัน ดิฉันพิจารณาแล้วว่าต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่ได้ทำเพื่อคุณคนเดียว แต่ทำเพื่อตัวเองด้วย โดยเฉพาะคุณผดาชไมที่ยังแคลงใจดิฉันอยู่ คุณน่าจะยินดีนะคะที่ดิฉันส่งให้คุณก่อนล่วงหน้าถึงขนาดนี้”
กรกฎพูดไม่ออก ฉีกจดหมายนั้นทิ้งแล้วบอกว่าครบสองปีเมื่อไหร่ค่อยส่งมาให้ใหม่ ละอองดาวโกรธมากโพล่งขึ้นว่า
“แล้วถ้าดิฉันไม่ยอมเขียนให้คุณอีกล่ะ”
“ก็ตามใจเธอสิ”
ละอองดาวเจ็บใจหันหลังให้เขาทันที กรกฎยังพยายามต่อไปเพื่อจะให้เธอหายโกรธ
“ถามจริงๆ เธอยังโกรธพี่อยู่อีกเหรอ เธอก็น่าจะรู้นี่ว่าเรื่องราวทั้งหมดพี่ไม่ได้เป็นคนทำ พี่เป็นคนรับบาปแท้ๆ”
ละอองดาวน้ำตาคลอ พลั้งปากออกไป “ฉันเกลียดคุณ”
“เพราะพี่มีคู่รักอย่างผดาชไมใช่ไหม”
เธอไม่ตอบ แต่ถามเขาว่าเสร็จธุระหรือยัง กรกฎถึงกับหน้าเจื่อน เดินคอตกกลับลงมาเห็นธัชชัยแต่งตัว เนี้ยบนั่งรอละอองดาวอยู่ในห้องรับแขก
“ธัช...ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ตามฉันมาหน่อย”
ธัชชัยยิ้มเบิกบานเดินตามเพื่อนรักไปโดยดี “มีอะไรว่ามาเลยคุณพี่”
“ฉันอยากจะขอร้องแกเรื่องละอองดาว นี่ฉันจริงจัง ไม่ได้พูดเล่นๆ”
“ก็ว่ามาสิ กำลังรับฟังอยู่ตามประสาลูกจ้างผู้ซื่อสัตย์”
กรกฎไม่พอใจที่ธัชชัยพูดแซวเล่นอยู่เรื่อย กระชากคอเสื้อพร้อมพูดเสียงกร้าว
“ดีแล้ว งั้นแกก็ควรปฏิบัติหน้าที่ลูกจ้างให้ดีที่สุด แต่ฉันขอเตือนแกสองเรื่อง เรื่องแรกห้ามให้ละอองดาวรู้เป็นอันขาดว่าฉันจ้างแกในเรื่องนี้ ฉันไม่ต้องการให้ละอองดาวเกลียดฉันไปมากกว่านี้ และข้อสอง ถึงแกจะสนิทสนมกับละอองดาวแค่ไหนก็ตาม แกต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ พอดีพองามอย่าให้เกินเลย จนกว่าแกจะแต่งงานไป ซึ่งหลังจากนั้นฉันก็ไม่มีสิทธิ์ไปวุ่นวาย”
“เรื่องพวกนี้แกไม่ต้องห่วง ฉันเชื่อในสองประการ... หนึ่งความเป็นสุภาพบุรุษของฉัน และสองความเป็นกุลสตรีของคุณละอองดาว ฉันคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย”
กรกฎพอใจในคำตอบของเพื่อน ปล่อยมือที่กระชากคอเสื้อ แต่ธัชชัยก็ยังไม่วายกระเซ้าเหย้าแหย่อีก
“แกนี่หวงน้องสาวจำเป็นคนนี้เสียจริงๆนะ แต่หวงมากเกินไปหน่อย”
“เท่านี้แหละ ฉันไปล่ะ ขอให้โชคดี” กรกฎตัดบทแก้เก้อ
“เดี๋ยวก่อนครับนายจ้าง ตั้งแต่ผมรับงานมาผมยังไม่เบิกค่าเหนื่อยเลยแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับค่ำคืนนี้ผมขอเบิกค่าใช้จ่ายบ้างเถอะครับ”
กรกฎมีเงินติดตัวอยู่สามพัน ควักให้ธัชชัยทั้งหมด แต่เอาเข้าจริงธัชชัยก็ฝากยอดรักมาคืน เล่นเอากรกฎหงุดหงิดที่เพื่อนกวนโมโหไม่เลิก
ooooooo
ค่ำนั้นผดาชไมโทรศัพท์หากรกฎที่บ้าน โดยมีงามตานั่งฟังอยู่ข้างๆ คอยส่งสัญญาณกำชับให้ลูกสาวใจเย็นๆ
“กฎขา...ดาขอโทษนะที่แสดงกิริยาไม่ดีล่วงเกินกฎไป กฎยังโกรธดาอยู่อีกหรือเปล่า”
กรกฎอึ้งเล็กน้อยที่ครั้งนี้ผดาชไมเป็นฝ่ายง้อเขาทั้งที่เพิ่งจะทะเลาะกันใหญ่โต
“ดายอมรับใช่ไหมว่าที่ดาทำไปมันไม่ถูก”
“ดาสารภาพว่าเท่าที่ดาแสดงต่อกฎไปนั้นไม่ถูกต้อง แต่จะไม่ขอยอมรับผิดเกี่ยวกับเรื่องที่พูดกับละอองดาว”
“ที่ดาแสดงกับผมน่ะมันไม่สำคัญหรอก เพราะดาเองก็ทำอยู่เป็นประจำ และผมก็รักดาจึงทนมาได้ตลอด แต่กับละอองดาวมันไม่ใช่ เขากับผมมันคนละคนกัน ดาไม่มีสิทธิ์ไประรานเขา โดยเฉพาะเขาอยู่ในฐานะคนละฝ่ายกับเรา ซึ่งผมได้ตกลงกับเขาเรียบร้อยแล้ว เราก็แค่รอเวลาแล้วก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่นี่อะไร ดาไประรานเขา ใช้คำพูดเหยียดหยาม นี่ดีนะที่ละอองดาวเขาเป็นผู้ดี ลองถ้าเป็นคนอื่นดาคงโดนต่อยหน้าหงายแล้ว ครั้งนี้ดาทำให้ผมขายหน้าจริงๆ”
“สรุปแล้วดาเป็นคนเลว แม่ละอองดาวนั่นกลายเป็นคนดีขึ้นมาเสียแล้วใช่ไหม” ผดาชไมลืมตัวเกรี้ยวกราดใส่เขาอีกครั้ง แล้วรีบปรับเปลี่ยนเมื่องามตาสะกิดเตือน “เอาเถอะค่ะ เราอย่าพูดเรื่องนั้นอีกเลย ดาสัญญาว่าต่อจากนี้ไปดาจะไม่ไปยุ่งกับน้องสาวกิตติมศักดิ์ของกฎอีกเลย เพิ่งรู้ว่าพี่ชายเขาหวงมาก”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จะดีมาก”
“กฎหายโกรธดาแล้วใช่ไหม แล้วจะไม่มาหาดาหน่อยเหรอ”
“จะให้ไปหาเหรอ”
“ถ้าไม่หายโกรธหรือเกลียดหน้าดา ก็ไม่ต้องมาก็ได้ค่ะ”
กรกฎใจอ่อนยวบ รับปากว่าตนจะไปหา ผดาชไมวางสายด้วยรอยยิ้ม
“เห็นไหม ลูกต้องใจเย็น ถึงเวลานี้ต้องอ่อนเข้าไว้ มีเหรอผู้ชายที่ไหนจะรอด ยิ่งสวยๆอย่างลูกด้วย”
“เยี่ยมไปเลย ดาขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อน กฎต้องตะลึงในความงามของดา”
ผดาชไมเริงร่าขึ้นไปเลือกชุดสวยที่สุด ไม่นานเธอก็สวยสมดังใจ เชื่อมั่นมากว่ากรกฎเห็นต้องตะลึง
ปรากฏว่ากรกฎตะลึงจริงๆ เดินโอบเอวผดาชไมไปขึ้นรถ งามตาแอบมองจากในบ้าน ยิ้มหน้าบานด้วยความดีใจ
ooooooo
บรรยากาศภายในร้านอาหารดีมาก ลูกค้าได้อร่อยกับอาหารแล้วยังมีเสียงเปียโนบรรเลงเพลงไพเราะชวนให้เพลิดเพลิน
ละอองดาวรู้สึกผ่อนคลายสบายใจและวางใจธัชชัยถึงขนาดกล้าพูดคุยเรื่องส่วนตัว แต่จู่ๆชลทิชากับเริงใจเข้ามาแทรก ทำให้ธัชชัยต้องนั่งโดดเดี่ยวเพราะสองสาวลากละอองดาวไปนั่งอีกโต๊ะ
ชลทิชากับเริงใจต่อว่าละอองดาวทำตัวสนิทสนมกับเพื่อนของกรกฎทั้งที่พวกตนเคยบอกไว้แล้วว่าไม่ให้คบ
“เอาเถอะน่า ไหนๆฉันก็มากับเขาแล้ว อย่าสวดฉันเลย ว่าแต่เธอสองคนทำไมถึงได้มาโผล่ที่นี่”
“ฉันกับนิดเจอกันหลังเลิกประชุมครูที่คุรุสภา นิดเลยชวนมา บอกว่านัดเพื่อนไว้ที่นี่หลายคน ไม่นึกว่าจะเจอเธอ”
“เธอหายหน้าหายตาไปตั้งนาน ไอ้เราก็งานยุ่ง ตัวเองว่างกว่าตั้งเยอะ แทนที่จะโทรศัพท์หากันบ้างก็ไม่มี”
“โอ๊ย...คุณแม่ทั้งหลาย เพลาๆลงหน่อยเถอะ ฉันจะสำลักคำสวดของพวกเธออยู่แล้วเนี่ย”
ละอองดาวแกล้งโวย สองเพื่อนสาวหน้าตูม แต่ยังไม่วายซักถามพร้อมจับพิรุธจนสังเกตเห็นว่า
ขอบตาละอองดาวแดงๆเหมือนผ่านการร้องไห้ แต่เจ้าตัวไม่อยากเล่าเหตุการณ์ที่โดนผดาชไมระราน พอดีมีเพื่อนๆ เข้ามาสมทบ ก็เลยรอดตัวไป
เริงใจกับชลทิชายินยอมให้ธัชชัยมารับละออง-ดาวกลับไปนั่งโต๊ะเดิมที่เป็นมุมส่วนตัว แต่แล้วกรกฎกับผดาชไมก็ควงคู่เข้ามา สองฝ่ายเห็นกันถนัดชัดเจน ผดาชไมมองละอองดาวไม่วางตาก่อนจะลากกรกฎเข้าไปด้านใน
ธัชชัยห่วงความรู้สึกของละอองดาวและกลัวเธออึดอัด ถามว่าอยากจะกลับตอนนี้เลยหรือเปล่า
“ทำไมต้องกลับล่ะคะ อยู่ฟังเพลงต่อก่อนดีกว่า แล้วดิฉันว่าคืนนี้คงจะสนุกไม่น้อยเลยล่ะ”
ละอองดาวตอบชัดถ้อยชัดคำ มองไปด้านในประสานสายตากับกรกฎที่กำลังมองมา เธอเริ่มพูดคุยกับธัชชัยอย่างสนิทสนม ก่อนจะชวนเขาออกไปเต้นรำ กรกฎจับตามองตลอดเวลาแทบไม่ได้คุยกับผดาชไม
ooooooo
.
--------------------------------------------------------------------
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep8/page1
ละอองดาว ตอนที่ 8
เช้าวันนี้ละอองดาวเตรียมตัวไปทำงานที่วังนพดลโดยมีรถจากวังมารอรับ แต่กรกฎยังสั่งให้สวัสดิ์ขับรถของบ้านเบ็ญจรงค์ตามไปด้วย พอตกเย็นเลิกงานก็ให้ขับประกบรถของวังกลับมา ละอองดาวห้ามก็ไม่ฟัง บอกว่าเป็นคำสั่งของกรกฎ
ผ่านไปสามวันละอองดาวอึดอัดจนทนไม่ไหว บ่นให้ชวนชมฟังอย่างหงุดหงิดว่ากรกฎทำราวกับตนเป็นนักโทษ
“คุณกรกฎเธอทำตามหน้าที่พี่ชาย คุณดาวไม่ชอบก็อย่าไปสนใจเลยค่ะ”
“ยังไงน้าชวนก็เข้าข้างคุณหนูกรกฎของน้าชวนอยู่ดี ฉันพูดไปก็เท่านั้น”
ละอองดาวหน้าตูมเดินหนีไป แล้วคืนนั้นเธอตัดสินใจโทรศัพท์หากรกฎที่อยู่อีกตึก เพียงได้ยินเสียงน้องสาวคนสวย กรกฎทักออกไปทันที
“นึกแล้วว่าต้องโทร.มา”
“เมื่อไหร่คุณถึงจะหยุดสั่งให้คนขับรถมารอคอยรับส่งเสียที มันเปลืองเวลา ยกเว้นว่าคุณจะตั้งใจทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง”
“ก็ไม่มีจุดประสงค์อะไร พี่แค่ทำตามหน้าที่”
“หน้าที่อะไร ดิฉันไม่เข้าใจ”
“ก็หน้าที่พี่ชายของเธอไงล่ะ เธอเป็นลูกสาวด็อกเตอร์ไกร เบ็ญจรงค์ น้องสาวพี่ ก็ควรมีอะไรให้สมฐานะหน่อย”
“แต่ดิฉันไม่เคยไปกับรถที่คุณส่งมาเลย”
“ก็ไม่สำคัญนี่ นั่นเป็นสิทธิ์ของเธอ และพี่ก็ไม่ได้บังคับ เพียงแต่ในฐานะน้องสาวพี่ เธอต้องมีสิ่งเหล่านี้ และสังคมทั่วไปก็ควรรู้ไว้เสียด้วย เธอจะไม่ใช้มันก็แล้วไป”
“แต่ดิฉันรำคาญและเกรงจะเป็นที่รำคาญไปถึงสายตาคนอื่นด้วย”
“ทุกคนมีหน้าที่คนละอย่าง เธอมีของเธอ พี่มีของพี่ เธอรำคาญก็อย่าไปสนใจมัน สิ่งที่พี่ทำนี่ก็ไม่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรมอะไร”
“คนทั่วไปอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องบ้าน่ะสิ”
“คนบ้าด้วยกันยังกล่าวว่าอีกฝ่ายหนึ่งบ้าได้ พี่ไม่กังวลเรื่องนี้หรอก”
ละอองดาวไม่รู้จะพูดยังไงอีก วางสายอย่างไม่สบอารมณ์ แต่กรกฎยิ้มกริ่ม สั่งยอดรักไปตามสวัสดิ์มาพบตนเดี๋ยวนี้
ooooooo
ค่ำคืนเดียวกัน ผดาชไมและรุ้งเพชรมีนัดกินข้าวกับคำอินทร์ที่ร้านแห่งหนึ่ง รสชาติอาหารอร่อยถูกปากเสียจนสองสาวกล่าวชมคำอินทร์ซึ่งเป็นคนเลือกร้านนี้ว่ารสนิยมดีมาก
คำอินทร์พอใจในคำชมแต่แสร้งถ่อมตัว “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมเองมันคนจำพวกเรื่องมากเรื่องอาหารการกิน ผมเกิดและโตมาในเขตรั้วเขตวัง เคยกินแต่ของประณีตพิถีพิถันจนติดเป็นนิสัย เสด็จย่าท่านก็ตามใจจนเคยตัว”
“เสด็จย่าท่านทรงเกษมสำราญดีหรือคะเจ้า”
“ก็มีเจ็บออดๆแอดๆบ้างนั่นล่ะ ตามประสาคนแก่แล้ว ผมเองพักหลังก็ไม่ได้เข้าเฝ้าบ่อยนัก ดีที่ตอนนี้ท่านมีคนถูกใจมาคอยดูแล”
“ได้พยาบาลจากไหนเหรอคะ”
“ไม่ใช่พยาบาลหรอก แต่เป็นผู้หญิงท่าทางฉลาดเอาอกเอาใจเก่งจนท่านโปรดเอามากๆทีเดียว ชื่อก็ฟังแปลกหูด้วยนะ...ละอองดาว”
สองสาวคาดไม่ถึง มองหน้ากันไปมาก่อนที่ผดาชไม จะถามหยั่งเชิงว่า
“เจ้ากับคุณละอองดาวคงสนิทสนมกันดีสินะ”
“สนิทสนมยังไงก็ไม่เท่ากับคุณสองคนหรอก แล้วจะไปสนิทมากก็ไม่ได้ ดูท่าทางพี่ชายเขาหวงน้องสาวน่าดู ผมเคยแค่ไปส่งที่บ้าน โอ้โฮ! โกรธผมเกือบตาย”
ผดาชไมโกรธกำมือแน่น รุ้งเพชรแอบจับมือเพื่อนเตือนให้ควบคุมอารมณ์ แต่คำอินทร์ก็ยังอุตส่าห์สังเกตเห็นถึงความผิดปกติทางสีหน้า
“คุณดาเป็นอะไรรึเปล่าครับ ดูไม่ค่อยสบาย”
“ดาคงจะไข้ขึ้นน่ะค่ะ เห็นวันนี้บ่นๆว่าครั่นเนื้อครั่นตัว เดี๋ยวกลับบ้านคงต้องทานยาดักเอาไว้ก่อน” รุ้งเพชร ออกตัวแทนเพื่อน
“งั้นเรารีบรับประทานกันดีกว่าครับ จะได้รีบพาคุณดากลับบ้าน”
ooooooo
รุ่งเช้ารถจากวังนพดลมาจอดรอละอองดาวหน้าตึกเฉกเช่นทุกวัน...สวัสดิ์เองก็เช่นกัน ยังคงทำตามคำสั่งของกรกฎอย่างเคร่งครัด แต่ละอองดาวเห็นแล้วหน่ายใจ พูดกับสวัสดิ์ขณะลงจากรถตรงหน้าวังนพดลว่า
“เอาเถอะนายสวัสดิ์ อยากจะทำอะไรกันก็เชิญตามสบาย ฉันไม่สนใจหรอก เพราะยังไงฉันก็ไม่ใช่คนจ่ายค่าน้ำมันให้เธอ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรอยู่แล้ว”
สวัสดิ์ยิ้มเจื่อน...เสด็จพระองค์หญิงฯยืนมองมาจากหน้าต่างอย่างคลางแคลงใจ เมื่อละอองดาวเข้ามาทำความเคารพและพร้อมจะถวายงาน จึงพูดเรื่องนี้ขึ้นก่อน
“ทำไมไม่บอกคนรถที่บ้านเธอว่าไม่ต้องมาคอยรับก็ได้ เสียเวลาเปล่าๆ ที่นี่มีรถรับส่งเธออยู่แล้ว”
“หม่อมฉันบอกเขาหลายครั้งแล้วเพคะ แต่เขายังมารอรับส่งทุกวัน หม่อมฉันเองก็ไม่เคยไปกับรถที่บ้านสักที”
“เอ๊ะ ยังไงกัน เธอพูดกับคนขับไม่รู้เรื่องงั้นหรือ”
“คนขับรู้เรื่องดีเพคะ แต่คนออกคำสั่งไม่ค่อยจะรู้เรื่อง”
“ใครกัน คนออกคำสั่ง”
“ท่านเจ้าของบ้าน...คุณกรกฎเพคะ”
“อ๋อ ฉันพอจะรู้แล้ว งั้นเธอก็ไปมากับรถที่บ้านก็แล้วกัน อย่าไปขัดใจเขาเลย”
“หม่อมฉันไม่ต้องการเพคะ ไม่ต้องการให้เขามาเอาใจใส่กับหม่อมฉันมากนัก”
“ถามจริงๆเถอะ อย่าปิดฉันเลยนะ พี่น้องคู่นี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ สงสัยมานานแล้ว”
“หามิได้เพคะ ไม่มีอะไรหรอกเพคะ” ตอบเสร็จละอองดาวก้มหน้าซ่อนพิรุธ
เสด็จพระองค์หญิงฯไม่เชื่อ แต่ไม่คาดคั้น
ooooooo
ตั้งแต่ละอองดาวไปทำงานที่วังนพดล กรกฎเก็บตัวอยู่บ้านไม่ออกเที่ยวเตร่เหมือนแต่ก่อน คอยสอดส่องความเป็นไปของน้องสาวคนสวย แถมยังส่งคนขับรถติดตามทั้งไปและกลับ
ด้วยความรำคาญและอึดอัดเต็มที คืนนี้ละอองดาวจงใจกลับบ้านผิดเวลาโดยอยู่รับประทานอาหารมื้อค่ำกับเสด็จพระองค์หญิงฯ กรกฎคิดมากต่างๆนานา กลัวจะมีชายหนุ่มพาเธอไปเที่ยว โดยเฉพาะเจ้าคำอินทร์ที่เคยอาสามาส่งกันถึงบ้าน
เมื่อผิดเวลาไปมาก กรกฎโทร.ไปที่วังนพดลและรู้จากอุ่นเรือนว่าละอองดาวยังไม่กลับ กำลังร่วมโต๊ะเสวยกับเสด็จพระองค์หญิงฯ ชายหนุ่มเกรงใจรีบตัดบทแล้ววางสาย แต่ผ่านไปสักพักก็ร้อนใจโทร.ไปอีก
เพียงได้ยินเสด็จพระองค์หญิงฯแนะนำตัว กรกฎตกใจพูดไม่ออก ท่านย้ำว่าจะส่งน้องสาวเขาถึงบ้านไม่เกินสามทุ่ม คงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่
“ไม่...กระหม่อม”
“หรือถ้าคุณว่าง ฉันก็ขอเรียนเชิญคุณมารับประทานอาหารค่ำด้วยกันเสียเลยก็ได้นะ ฉันยังไม่เห็นคุณอีกเลยตั้งแต่เจอกันวันนั้น”
“เป็นพระกรุณา แต่กระหม่อมไม่อาจไปเฝ้าได้ขณะนี้ และไม่คิดว่าจะโทร.มารบกวนเบื้องพระบาทขณะเสวย”
“ไม่เป็นไรหรอกคุณ คุยกันสนุกๆ แม้ทางโทรศัพท์ก็ช่วยให้ฉันเจริญอาหารได้เหมือนกัน ว่าแต่คุณจะไม่มาเยี่ยมฉันบ้างรึ”
“ต้องไปกราบพระบาทเยี่ยมเยียนแน่นอนภายในเร็ววันนี้ และขอทูลลาเพียงเท่านี้”
กรกฎรีบร้อนวางสายด้วยความเกรงใจ เสด็จพระองค์หญิงฯแย้มสรวล รับสั่งกับละอองดาวว่า
“จะหาพี่ชายให้ได้อย่างนี้ยากนะละอองดาว”
“ทำไมเหรอเพคะ”
“ก็เขาคอยเป็นห่วงดูแลเธอทุกฝีก้าวน่ะสิ ค่ำหน่อยก็โทรศัพท์มาเช็กทุกที จะว่าไปเขาเป็นคนหนุ่มหน้าตาเข้าทีมาก แต่ก็ดูเชื่อมั่นในตัวเองมากไปหน่อยนะ แหม...อยากจะคุยต่ออีกสักหน่อย แต่เขาดันตกใจรีบขอวางสายไปซะนี่”
“คงจะเข็ดไปอีกนานเพคะ”
“ฉันสังเกตดูเธอไม่ค่อยสนิทสนมกับพี่ชายเหรอ”
“เพคะ เราไม่ได้ใกล้ชิดกันมาก่อนเพคะ เจอกันตอนเด็กแล้วก็แยกไปเรียนคนละทิศละทาง เพิ่งมาเจอกันอีกทีตอนโต หลังจากคุณพ่อเสียเขาก็กลับมาจากเมืองนอกเพคะ”
“แปลกจริง แล้วในสายตาเธอ เขาเป็นคนยังไงเหรอ”
ละอองดาวยิ้มกลบเกลื่อนซ่อนความรู้สึก บอกว่าเขาเป็นคนดีมาก เป็นเจ้าบ้านที่ดี และวางตัวในฐานะพี่ชายที่ดี
“อย่าว่าฉันละลาบละล้วงเลยนะ คิดซะว่าฉันเพียงสนใจเธอมากเท่านั้น คุณพ่อเธอน่ะขณะถึงแก่กรรมมีทายาทโดยธรรมเพียงเธอกับกรกฎใช่ไหม”
“คุณกรกฎเป็นทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวเพคะ หม่อมฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
“อ้าว! ยังไงกัน ก็เธอเป็นลูกบุญธรรมของด็อกเตอร์ไกรไม่ใช่เหรอ”
“หม่อมฉันเป็นแต่เพียงลูกเลี้ยงเพคะ ไม่ใช่ลูกบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย”
“โถ...ละอองดาว” เสด็จพระองค์หญิงฯรับสั่งเสียงแผ่ว...เวทนาละอองดาว
ooooooo
ใกล้กำหนดเวลาสามทุ่ม กรกฎนั่งกระสับกระส่ายรอคอยการกลับมาของละอองดาวอย่างใจจดใจจ่อ
เสียงโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เขาลุกไปรับแล้วต้องชะงักกับน้ำเสียงตัดพ้อต่อว่าของคู่รัก
“กฎขา...นี่ถ้าดาไม่โทร.มา กฎก็คงไม่คิดจะโทร.หาดาเลยใช่ไหมคะเนี่ย ดูเถอะ ไม่มีคิดถึงกันบ้างเลย”
“ก็ฉันเห็นเธอวุ่นอยู่กับงานเลยไม่อยากรบกวน”
“ดาคิดถึงกฎจะแย่แล้วค่ะ ยังไงคืนนี้กฎต้องออกมาหาดานะคะ”
“เธอเพิ่งจะเลิกงาน ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ หรือถ้าเหนื่อยก็คงเทียบความคิดถึงที่ดามีให้กฎไม่ได้หรอกค่ะ”
“เธอไม่เหนื่อยแต่ฉันเหนื่อย วันนี้ฉันไม่ค่อยสบาย ไว้วันอื่นเถอะ”
“เอ๊ะ! กฎนี่ยังไงกัน เป็นคู่รักประสาอะไรคะ ไม่อยากจะเจอหน้าดาใช่ไหมถึงได้ปฏิเสธอย่างนี้”
“ถ้าเธอจะเข้าใจอย่างนั้นก็แล้วแต่เธอเถอะราตรีสวัสดิ์นะดา”
กรกฎวางสายหน้าตาเฉย ปล่อยให้ผดาชไมโกรธแทบเต้น...
รถจากวังนพดลเข้ามาจอดหน้าตึกในเวลาสามทุ่มตรง โดยมีรถที่สวัสดิ์ขับตามมา กรกฎยืนมองจากตึกตัวเอง อยากไปเจอละอองดาวแต่ไม่กล้า ได้แต่เรียกสวัสดิ์มาซักถามความเคลื่อนไหวของละอองดาว ครั้นรู้ว่าไม่มีชายใดมาข้องแวะก็สบายใจ
ooooooo
เช้าวันถัดมา รุ้งเพชรพาผดาชไมไปพบพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์เจ้าของห้างแผ่นเสียง พูดคุยกันเรื่องสัญญาจ้างที่พ่อเลี้ยงจะรับผดาชไมเป็นนักร้องในสังกัด
“นี่เป็นรายละเอียดแล้วก็ค่าตอบแทนทั้งหมดที่คุณผดาชไมจะได้รับกรณีที่เราได้ร่วมงานกันครับ ตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้”
ผดาชไมตาลุกวาว หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านสลับมองหน้ารุ้งเพชรอย่างมีเลศนัย
“ก็ดีนะคะ ดีกว่าห้างอื่นที่เสนอเข้ามา”
“ใช่แต่เท่านี้หรอกครับ ผมยังมีค่าตอบแทนอื่นให้อีกนอกเหนือจากที่ระบุในสัญญา ถ้าคุณได้ร่วมงานกับผม รับรองไม่อั้นครับ”
“แหม...ดาเกรงใจจังเลย ยังจะมีอะไรอย่างอื่นให้ดาอีกหรือคะ เท่านี้ก็มากพอแล้ว”
“สำหรับคนพิเศษๆอย่างคุณดา ผมจะจัดให้น้อยหน้ากว่าคนอื่นได้ยังไงล่ะครับ” พ่อเลี้ยงปากหวาน ส่งสายตากรุ้มกริ่ม ผดาชไมเองก็ยิ้มโปรยเสน่ห์เต็มที่...
ละอองดาวไปทำงานตามปกติ ใกล้เที่ยงธัชชัยโทร.มาชวนกินข้าว อ้างว่ามีธุระแถววังนพดลพอดี แต่ต้องผิดหวังเพราะโดนเธอปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
ถัดมาอีกครู่ เจ้าคำอินทร์มาชวนละอองดาวกินข้าวกลางวัน หญิงสาวปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกับที่บอกธัชชัยว่าตนต้องทำงาน เจ้าคำอินทร์เสียฟอร์มแต่ยังไม่ยอมถอยอยู่รอจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงานแล้วอาสาขับรถไปส่งเธอถึงบ้าน
แต่ขณะที่เจ้าคำอินทร์ขับรถออกจากบ้านเบ็ญจรงค์ สวนกับรถของกรกฎพอดี เท่านั้นเองเป็นเรื่องทันที กรกฎไม่พอใจปึงปังไปถามละอองดาวว่าเจ้าคำอินทร์มาทำอะไรที่นี่
“ไม่มีอะไรนี่คะ เจ้าก็มาส่งดิฉันกลับบ้านหลังจากเลิกงาน ก็เท่านั้น”
“หมายความว่าเธอนั่งรถมากับเจ้าคำอินทร์นั่นน่ะหรือ”
“ไม่เหมาะสมตรงไหนรึเปล่าคะ ดิฉันก็ไม่คิดว่าผิดแปลกตรงไหน”
“แต่ปกติเธอมากับรถของวังนพดล”
“รถวังเสียค่ะ และดิฉันก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องร้ายแรงอะไรที่จะเลือกกลับกับใคร”
“แล้วรถสวัสดิ์ก็มี ทำไมไม่ใช้”
“ดิฉันเคยบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ขอใช้ มีแต่คุณนั่นแหละที่ยืนกระต่ายขาเดียวอยู่ได้”
“แต่พี่เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าพี่ไม่ไว้ใจไอ้เจ้าคำอินทร์คำเอ๋งนั่น เป็นผู้หญิงก็หัดรักนวลสงวนตัวบ้าง”
ละอองดาวหน้าบึ้งไม่พอใจ ติงเสียงเรียบว่า “กรุณาให้เกียรติดิฉันด้วยค่ะ”
“เธอมีเกียรติ มีความถือตนอยู่แล้วละอองดาว ฉะนั้นใช้มันให้ถูกให้ควรเสียด้วย...พี่รู้ว่าเธอจะไม่ทำให้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเราต้องเสื่อมเสียแน่นอน”
“ทำไมคุณกรกฎต้องเอาเรื่องชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลมาอ้างด้วย ในเมื่อดิฉันก็เป็นเพียงลูกเลี้ยงที่มีศักดิ์ศรีจอมปลอมเท่านั้น”
“แต่เธอเป็นน้องสาวของพี่ น้องสาวที่พี่จะห่วงใย ดูแลเธอในฐานะพี่ชาย แต่เธอช่างมองไม่เห็นความหวังดีของพี่เลย” กรกฎพูดด้วยความน้อยใจแล้วหันหลังกลับออกไปทันที
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น ละอองดาวแปลกใจที่ไม่เห็นสวัสดิ์เหมือน ทุกวัน แต่ไม่คิดจะถามใคร จนกระทั่งตกเย็นกลับมารู้เรื่องจากชวนชมก็รีบไปต่อว่ากรกฎที่ไล่สวัสดิ์ออกจากงาน
“ก็ในเมื่อสวัสดิ์ไม่สามารถทำตามคำสั่งพี่ได้ ปล่อยให้เธอนั่งรถมากับเจ้าคำอินทร์ ก็สมควรจะถูกให้ออก”
“คนใจร้าย บ้าอำนาจ ไม่คิดบ้างรึไงว่าสวัสดิ์เป็นคนเก่าคนแก่ เขาก็มีครอบครัว มีลูกมีเมียที่ต้องดูแลทำแบบนี้ครอบครัวเขาก็เดือดร้อนไปหมดน่ะสิ”
“นั่นสินะ เขาก็ไม่น่าเดือดร้อนหรอก ถ้าเพียงแต่เธอให้ความร่วมมือ แค่เธอไม่ไปและกลับรถของบ้านเบ็ญจรงค์ แต่ใช้รถของวังนพดลพี่ก็พอจะยอมรับได้ แต่ต้องไม่ใช่รถเจ้าคำอินทร์นั่น”
“ถ้าอย่างนั้นขอบอกให้คุณทราบไว้เลยนะว่าฉันจะไม่ได้นั่งรถของเจ้าอีกแล้ว เพราะเสด็จท่านก็ไม่โปรด ...คุณพอใจแล้วใช่ไหม งั้นขอให้คุณไปนำสวัสดิ์กลับมาทำงานเหมือนเดิม”
สองคนจ้องตากันเขม็ง ต่างคิดจะเอาชนะ ไม่อ่อนข้อให้กัน ชวนชมกับยอดรักเห็นแล้วไม่สบายใจ
แต่แล้ววันถัดมาสวัสดิ์ก็ได้กลับมาทำงานเหมือนเดิม ละอองดาวพอใจ ยอมนั่งรถสวัสดิ์ไปทำงานเป็นครั้งแรก...
เมื่อใกล้ถึงวันพระราชทานเพลิงศพด็อกเตอร์ไกร กรกฎนำพวงมาลัยไปกราบศพท่านอีกครั้ง
“คุณพ่อครับ มะรืนนี้แล้วที่ผมจะส่งวิญญาณของคุณพ่อขึ้นสู่สวรรค์ หวังว่าชาติหน้าเราจะได้เกิดมาเป็นพ่อลูกกันอีกนะครับ ชาตินี้ผมเหมือนมีกรรม เป็นลูกก็เป็นลูกที่ไม่รักดี คุณพ่ออุตส่าห์รักและห่วงใยหาผู้ที่เหมาะสมมาให้คอยดูแลผม เป็นคู่ชีวิตของผม แต่ผมก็ผลักไสความหวังดีนั้นทิ้งเสียเอง บัดนี้ผมกำลังชดใช้กรรมที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของคุณพ่ออยู่ ขอคุณพ่อช่วยเป็นกำลังใจให้ลูกเลวๆคนนี้ด้วย”
กราบเสร็จเขาลุกขึ้นจะออกจากห้องนั้น เห็นละอองดาวยืนอยู่ไม่ห่างก็ชะงักหน้าเจื่อน
“เธอมานานแล้วเหรอ”
“สักครู่ค่ะ”
“งั้นเธอก็...” กรกฎไม่กล้าพูด แต่เชื่อว่าละอองดาวได้ยินที่เขาพูดเมื่อสักครู่ แต่หญิงสาวทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินเอาพวงมาลัยไปกราบศพพ่อเลี้ยง เสร็จแล้วจะกลับออกไป แต่กรกฎจับมือเธอไว้ อยากรู้ว่าพูดอะไรกับพ่อ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ อย่ากังวลเลย แค่ดิฉันบอกว่าดีใจอย่างสุดซึ้งที่ได้มีโอกาสอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน แม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ท่านก็ให้ความเมตตาอย่างสูง เสียใจอยู่นิดเดียวที่ดิฉันไม่สามารถสนองตอบ ความตั้งใจดีสุดท้ายของท่านได้...ก็เท่านั้น”
ละอองดาวปลดมือตัวเองออกแล้วเดินจากไป ทิ้งให้กรกฎยืนนิ่งหน้าชา เสียใจต่อการกระทำของตัวเองที่เป็นฝ่ายผลักไสเธอแต่แรก
ooooooo
งานฌาปนกิจศพด็อกเตอร์ไกรมีแขกเหรื่อมาจำนวนมาก กรกฎกับละอองดาวในฐานะลูกทำหน้าที่ต้อนรับแขกโดยมีอรรถวาทีช่วยแนะนำตัว
ผดาชไมอยากโดดเด่นในฐานะคู่รักของกรกฎ แต่โดนอรรถวาทีกีดกันขัดขวางจนเธอหมดความสำคัญ บ่นกับเพื่อนสาวที่มาด้วยกันด้วยความโมโห ยิ่งเมื่อเห็นกรกฎเอาใจใส่ละอองดาวก็แทบทนไม่ได้ ทำท่าจะไปเล่นงานละอองดาว เพื่อนๆต้องช่วยกันฉุดรั้งเพราะกลัวจะมีเรื่อง
ธัชชัยเองก็รู้สึกได้ว่ากรกฎเอาใจละอองดาวเกินไป อดติงไม่ได้ว่าเขาควรจะดูแลผดาชไมบ้าง แต่กรกฎ กลับพูดจาเหมือนไม่แคร์คู่รักว่า อยู่ห่างกันบ้างก็ดี
“แกนี่พูดแปลกๆ”
“ไม่รู้สิ บางทีฉันก็เบื่อ เบื่อดา เบื่อไปหมด”
“เบื่ออะไรก็เบื่อได้ แต่เบื่อคนรักนี่มันเรื่องใหญ่นะเว้ยเจ้ากฎ มีอะไรขุ่นข้องหมองใจก็ปรับความเข้าใจกันซะ แกรักคุณผดามากไม่ใช่หรือ”
กรกฎนิ่งอึ้งตอบไม่ได้ เฉไฉเปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย...
หลังงานฌาปนกิจศพด็อกเตอร์ไกร...ละอองดาวเลิกแต่งดำไว้ทุกข์อย่างที่ทำมาตลอดหนึ่งปี หันมาแต่งตัวแต่งหน้าจนดูสดชื่น ผุดผาด ชวนมองมากยิ่งขึ้น
“วันนี้คุณดาวสวยเหลือเกิน นี่น้าไม่ได้เห็นคุณดาวแต่งชุดที่มีสีสันแบบนี้นานมากเลยนะคะ”
“ปากหวานนะคะน้าชวน แกล้งชมดาวหรือเปล่า”
“น้าพูดจริงๆ นี่ถ้าคุณกฎเห็นนะ เธอต้องตะลึง แน่ๆ”
พูดไม่ทันขาดคำ กรกฎเดินเข้ามายืนตะลึงมองละอองดาวตาไม่กะพริบ
“จะไปทำงานแล้วเหรอ ให้พี่ไปส่งนะ พอดีพี่ว่าจะไปธุระแถววังนพดลน่ะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ลำบากคุณกรกฎเปล่าๆ”
“ลำบากที่ไหนกัน พี่ก็เพิ่งบอกหยกๆว่าจะไปธุระแถวนั้น”
เสียงรถยนต์ของวังนพดลแล่นเข้ามาจอดที่หน้าตึก ละอองดาวได้โอกาสบอกลาแล้วเดินออกไปกรกฎผิดหวัง บ่นไล่หลังอย่างหงุดหงิดใจว่า “หยิ่ง! อวดดีไม่เคยเปลี่ยน”
เมื่อถึงวังนพดล ละอองดาวได้รับคำชมจากเสด็จพระองค์หญิงฯมากมายจนรู้สึกเขินอาย
“ออกทุกข์แล้ว...วันนี้เธอสวยน่ารักจริงๆฉันอยากจะบอกเธอมาตั้งนานแล้วว่าฉันไม่ชอบสีดำ เพราะมันทำให้ฉันอดนึกถึงเรื่องทุกข์ใจในอดีตไม่ได้ แต่วันนี้เธอทำให้ฉันแจ่มใส ใจเป็นสุขมาก รู้ตัวไหมละอองดาวว่าเธอเป็นคนสวย ไม่ว่าจะมองผาดหรือมองพิศ ก็งามจับตา”
“หม่อมฉันทำอะไรไม่ถูกแล้วเพคะ อายเหลือเกิน”
“นี่เธอไว้ทุกข์มานานเท่าไหร่”
“ครบปีเต็มเพคะ”
“นานมากนะ ที่จริงคนไทยเขาไว้กันแค่ร้อยวันก็พอแล้ว”
“นี่เป็นหนทางเดียวที่หม่อมฉันจะแสดงความกตัญญูบูชาแก่ผู้มีพระคุณที่ชุบเลี้ยงหม่อมฉันมาได้เพคะ”
“เธอเป็นเด็กดี คงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้...ว่าแต่เช้านี้เธอได้พบพี่ชายเธอหรือยัง”
“พบแล้วเพคะ”
“เขาคงตะลึงไปเลยสินะ เขาคงเสียดายที่ปฏิเสธการแต่งงานกับเธอ นับเป็นเรื่องโง่ของผู้ชายที่ผลักไสผู้หญิงที่เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ”
ละอองดาวก้มหน้านิ่ง ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
Reply #5 on:
17 July 2026, 20:40:26 »
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep9/page1
ละอองดาว ตอนที่ 9
กรกฎพยายามทำดีกับละอองดาวเพื่อผูกมิตรไมตรี แต่ท่าทางจะยากเพราะเธอฝังใจเรื่องที่เขาปฏิเสธการแต่งงานตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตากัน
ละอองดาวไม่ยอมให้กรกฎขับรถไปส่งวังนพดลทั้งที่เขาบอกว่ามีธุระต้องผ่านเส้นทางนั้นอยู่แล้ว สองพี่น้องมีปากเสียงกันครู่หนึ่งก่อนที่ละอองดาวจะขึ้นรถของ
วังนพดลไปเหมือนเดิม ทิ้งให้กรกฎยืนหน้าตูมตึง บ่นกับชวนชมว่าละอองดาวหยิ่งและอวดดีไม่เปลี่ยน
หลังจากหัวเสียเรื่องละอองดาวแล้ว กรกฎยังต้องมาหงุดหงิดกับผดาชไมที่โทรศัพท์มายืมเงิน ซึ่งเขารับปากจะจัดการให้ทั้งที่หนักใจเป็นที่สุด...พอตกเย็น
ก็มีเรื่องชวนให้โมโหอีก เพราะธัชชัยแต่งตัวหล่อมานั่งลอยหน้ารอละอองดาว
“แกมาทำอะไร” กรกฎถามเสียงแข็ง
“ฉันมารับคุณดาวไปทานมื้อค่ำ จากนั้นก็จะไปดูหนังกันสักรอบ แล้วต่อด้วยฟังเพลงกันเพลินๆ คงไม่ดึกหรอกครับคุณพี่”
กรกฎไม่ชอบใจในคำตอบนั้น กำชับธัชชัยต้องพาน้องสาวตนกลับมาส่งไม่เกินสองทุ่มเพราะมีธุระจะคุยกับเธอ...
เมื่อไปถึงร้านอาหาร ละอองดาวดีใจมากที่ได้เจอเริงใจกับชลทิชา สองสาวดึงเพื่อนรักมาคุยอยู่พักหนึ่ง ปล่อยให้ธัชชัยนั่งรอด้วยความอดทนไม่มีบ่นสักคำ
“อะไรเข้าฝันจ๊ะแตน ถึงได้ควงอีตาทนายนั่นมาน่ะ”
“ถึงขนาดต้องมีอะไรเข้าฝันเชียวหรือนิด”
“ตอบมาดีๆ อย่ามาเฉไฉ”
“ก็ไม่มีอะไรหรอก คุณธัชชัยชวนมาทานข้าว”
“นี่ตัวรู้จักเขาดีพอแล้วเหรอแตน”
“คุณธัชชัยก็ดูเป็นสุภาพบุรุษนะชล ให้เกียรติผู้หญิง รู้จักกาลเทศะ ไม่ต้องห่วงหรอก เขาเป็นเพื่อนที่ดีนะ”
“แล้วอีตานั่นคิดกับเธอแค่เพื่อนหรือเปล่า”
“อันนี้ต้องไปถามเขาเองนะนิด”
“ฮึ! พวกทนายเจ้าเล่ห์จะตาย เจ้าคำอินทร์ก็อีกคน ชอบมาตีสนิทกับเธอ สายตางี้ไม่ผิดกับเสือที่จ้องจะตะครุบกระต่ายน้อย สองคนนี้ไว้ใจไม่ได้ทั้งคู่ แข่งกันแจกขนมจีบ เธอต้องระวังบ้างนะแตน”
“ขอบใจนะนิดที่เป็นห่วง ฉันขอตัวกลับไปหาคุณธัชชัยก่อนนะ ทิ้งมาคุยกับพวกเธอซะนาน”
สองสาวยินยอมและบอกลากลับไปก่อนเพราะพรุ่งนี้มีธุระแต่เช้า ส่วนละอองดาวเดินมานั่งกับธัชชัยที่เอาใจเธอเป็นพิเศษด้วยการสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ
“ผมพอจะเดาใจคุณดาวถูกไหมครับ”
“ก็ใกล้เคียงค่ะ ถูกใจหลายอย่างเลย”
“ว้า...นึกว่าคุณดาวจะชอบทุกอย่าง”
“แต่ทานได้หมดค่ะ”
ธัชชัยยิ้มหน้าบาน ตักอาหารให้ละอองดาวอย่างเอาใจพร้อมกล่าวชื่นชม
“คุณดาวนี่น่ารักนะครับ วางตัวสบายๆ ทานง่าย ไม่จุกจิก ผู้หญิงบางคนนี่ โอ๊ย! นั่นก็ไม่ชอบ นี่ก็ไม่เอา ไม่แตะของมันๆ ฉันกลัวอ้วน อันโน้นก็เลี่ยนไป ไม่ถูกปาก แม่คุณเอ๊ย เอาใจลำบากจริงๆ”
“คุณธัชกำลังนินทาผู้หญิงนะคะ”
“เปล่าครับ ผมพูดเรื่องจริง อย่างคุณผดาชไมนั่นไงครับ คุณเธอจุกจิกจู้จี้ช่างเลือกเหลือเกิน เข้าตำรากินยากอยู่ยาก ลำบากใจเพื่อนๆ ดีนะที่คุณดามีเจ้ากฎคอยเอาใจสารพัด ขอให้คุณดาเอ่ยปากมาเถอะ เจ้ากฎเป็นรีบจัดการให้ทุกอย่าง มีช่วงหลังๆนี่แหละที่บางทีก็ไม่ยอมตามใจบ้าง ตั้งแต่ที่คุณดาไปหาเรื่องคุณดาวที่บ้านน่ะครับ ผมว่าคง...”
ธัชชัยชะงัก รู้ตัวว่าพูดสนุกปากเกินไป เห็นละอองดาวหน้าเสียก็รีบขอโทษ บอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ดิฉันว่าคุณกรกฎจะทำอะไรก็คงไม่ได้เกี่ยวกับตัวดิฉันหรอกค่ะ ดิฉันไม่ได้มีค่าในสายตาของเขาขนาดนั้น”
ละอองดาวตักข้าวกิน พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ ธัชชัยรู้สึกไม่ค่อยดี อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อไถ่โทษ จึงกวักมือเรียกบริกรที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
จากนั้นไม่นานเสียงเพลงไพเราะจากนักเปียโนดังขึ้น ธัชชัยยิ้มแย้มพูดกับเธอว่า
“หวังว่าเพลงนี้จะช่วยให้คุณดาวรู้สึกดีขึ้น และหายโกรธผู้ชายปากเสียอย่างผมนะครับ”
ละอองดาวยิ้มรับทั้งที่ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นสักนิด แต่หวนคิดไปถึงกรกฎอีก เพราะเขาชอบเล่นเปียโนเพลงนี้เหมือนกัน
ooooooo
ธัชชัยมาส่งละอองดาวตรงเวลาเป๊ะ และทำหน้าที่สุภาพบุรุษเปิดประตูรถให้เธอลง แถมด้วยอวยพรให้เธอนอนหลับฝันดี...กรกฎยืนมองจากหน้าต่างรู้เห็นและได้ยินชัด นึกหมั่นไส้เพื่อนรักจนอยากจะชกหน้าสักที
เมื่อละอองดาวเดินเข้ามาในห้องรับแขกเห็นกรกฎนั่งรอก็รู้สึกเกรงใจ บอกว่าตนตั้งใจจะไปพบเขาที่ตึกอยู่แล้ว ไม่น่าลำบากมาเลย
“ลำบากตรงไหน พี่ต่างหากที่ทำให้เธอต้องลำบากใจ”
“ข้อไหนคะ”
“ก็ดาวจะไปเที่ยวสนุก แต่พี่ดันมีธุระที่จะพบเธอวันนี้ ทำให้เธอต้องกลับบ้านแต่วัน”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ ถึงคุณไม่สั่งว่ามีธุระ ดิฉันก็คงกลับถึงบ้านเวลาประมาณนี้แหละค่ะ”
“เมื่อตอนเย็นพี่พูดอะไรผิดหูเธอรึเปล่า อย่างเช่นวางอำนาจอย่างที่เธอเคยว่าพี่”
“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ คุณสั่ง...เอ่อ...บอกว่ามีธุระกับดิฉัน ขอให้กลับบ้านเร็วหน่อย ดิฉันก็รับทราบ”
“แล้วสมมติว่าถ้าพี่ไม่มีธุระอะไรเลยล่ะ”
“ไม่มีธุระแล้วคุณจะมาสั่งดิฉันอย่างงั้นทำไมล่ะคะ”
“ก็สมมติว่าพี่ต้องการพูดเพื่อให้เธอกลับบ้านแต่หัวค่ำไม่ดึกเกิน”
ละอองดาวเริ่มจะหมดความอดทน พูดประชดเสียงแข็ง “ถ้าดิฉันจะกลับดึก ชาวบ้านที่ไหนเดือดร้อนมิทราบ”
“ดาว! ทำไมต้องกร้าวกระด้างกับพี่ เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนนะ ถ้าเธอคิดสักนิดว่ากรกฎ เบ็ญจรงค์ คนนี้คือพี่ชายของเธอ เธอจะไม่พูดประชดพี่แบบนี้...บอกพี่มาสักคำ พี่ไม่มีสิทธิ์จะแสดงความหวังดี ห่วง หรือตักเตือนเธอบ้างเลยเหรอ”
ละอองดาวเมินหน้าไม่โต้ตอบ...ชวนชมแอบดูอยู่หน้าประตูด้วยความเป็นห่วง กลัวพี่น้องจะทะเลาะกัน แต่เนียนมารั้งชวนชมออกไปเพราะไม่อยากให้เสียมารยาท และถ้ากรกฎเห็นเข้าจะเป็นเรื่อง
กรกฎรู้ตัวว่าอารมณ์ไม่ดี พยายามข่มใจเปลี่ยนเรื่องคุย ถามความเห็นว่าธัชชัยเป็นคนยังไง แต่ละอองดาวกลับยอกย้อนจนเขาขุ่นขึ้นมาอีก
“ดิฉันควรจะถามคุณมากกว่านะคะ เพราะเขาเป็นเพื่อนคุณ”
“เพื่อนพี่ พี่ก็เชื่อว่าเป็นคนดี แต่พี่อยากรู้ว่าในสายตาเธอเจ้าธัชเป็นยังไง”
“ดิฉันไม่ทราบ”
“ไม่ทราบแล้วเธอคบกับเขาได้สนิทสนมงั้นหรือ ไปไหนมาไหนด้วยกันได้ยังไง”
“มันคนละเรื่องกันค่ะ ใครจะเป็นยังไงดิฉันไม่สนใจ ขออย่างเดียวเป็นเพื่อนกับดิฉันได้ก็พอแล้ว จำเป็นเหรอคะที่จะต้องไปสอดส่องซักประวัติเขา...ตกลงคุณมีธุระอะไรกับดิฉันคะ หรือไม่มี”
กรกฎอึกอักลังเลอยู่ชั่วขณะกว่าจะพูดออกมาทั้งที่กระดากอาย “พี่อยากจะรบกวนเบิกเงินจากเธออีกครั้งสักห้าหมื่น”
“หมายถึงเงินที่ตกค้างอยู่ในเซฟใช่ไหมคะ”
“ใช่ พี่มันแย่ ใช้เงินไม่พอสักเดือน เบิกล่วงหน้าที่คุณอรรถจนไม่รู้จะเบิกยังไงแล้ว”
“เรื่องแค่นี้เอง คุณจะเอาเมื่อไหร่ก็เอาได้ กุญแจเซฟอยู่ที่น้าชวนค่ะ รอสักครู่นะคะ”
“เดี๋ยวก่อนดาว เธอจะไม่ถามพี่สักคำเหรอว่าพี่จะเอาเงินไปใช้อะไร”
“ถามทำไมล่ะคะ เงินของคุณ มันเป็นสิทธิ์ของคุณ” ละอองดาวเดินออกไป กรกฎมองตามสีหน้าไม่สู้ดี
ooooooo
เมื่อได้กุญแจตู้เซฟมาแล้วละอองดาวส่งต่อให้กรกฎเก็บไว้เพื่อจะได้ไม่ยุ่งยาก หากเขาต้องการเงินเมื่อไหร่ก็จัดการเองได้โดยไม่ต้องเดือดร้อนมาตามเธออีก
“ถ้าพี่จะขอร้องให้เธอเก็บไว้อย่างเดิมล่ะ แล้วคืนนี้เธอก็ไปไขให้พี่เหมือนครั้งก่อนจะได้ไหม”
“เพื่ออะไรคะ”
“ก็ถ้ากุญแจเซฟอยู่ที่พี่ พี่ก็ไปไขเงินมาใช้หมดน่ะสิ แต่ถ้ากุญแจอยู่ที่เธอ พี่ยังรู้สึกละอายใจอยู่มั่ง มันจะช่วยให้พี่ไม่กล้าเอาเงินในนั้นไปใช้บ่อยๆ อย่างวันนี้พี่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเองหน้าด้าน”
ละอองดาวหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ กรกฎ อยากรู้ว่าขำอะไรนักหนา หญิงสาวไม่ตอบแต่ย้อนถามว่า
“ก็แล้วคุณพูดให้ขำหรือเปล่าล่ะ” พูดแล้วหยิบกระดาษกับปากกาส่งให้เขา “คุณต้องการเท่าไหร่ก็เซ็นรับไว้เลยค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะไปไขเงินมาให้”
“ไม่ได้สิ ต้องยื่นหมูยื่นแมว เดี๋ยวเธอหลอกให้พี่เซ็นแล้วเธอไม่ยอมให้เงินพี่ล่ะ”
“นี่คุณคิดว่าดิฉันจะฉ้อโกงคุณเหรอ” เธอเสียงแข็งจนกรกฎหน้าเจื่อน รีบปฏิเสธ
“ไม่ใช่อย่างงั้นนะ โธ่ดาว...พี่ล้อเล่น”
“ล้อเล่นอย่างนี้ไม่ดีนะคะ เพราะดิฉันอยู่ในฐานะที่ใครๆจะคิดไปในแง่นั้นได้เสมอ”
“พี่ไม่มีเจตนาจริงๆนะดาว จะให้พี่ไหว้ขอโทษก็ยอมล่ะ” เขาจะทำอย่างที่พูดจริงๆ ละอองดาวตกใจรีบปัดมือเขาลง
“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณรออยู่ที่นี่นะ ดิฉันจะไปเอามาให้”
“พี่ไปด้วยดีกว่า ตึกใหญ่มันมืดน่ากลัวออก”
กรกฎอ้างหน้าตาเฉยแล้วเดินตามหญิงสาวไปยังตึกใหญ่ทั้งที่วันนี้ไฟฟ้าไม่ได้ดับเหมือนครั้งก่อน แต่ถึงจะไม่มืดละอองดาวก็เสียหลักเกือบตกบันได โชคดีที่กรกฎช่วยเธอไว้ทันท่วงที
“เกิดอะไรขึ้น”
“หนูวิ่งผ่านหลังเท้าดิฉันค่ะ ไม่รู้มันเข้ามาในนี้ได้ยังไง”
“คงมาตามท่อระบายน้ำมั้ง บ้านปิดไว้นานๆก็เป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้ต้องให้ยอดรักมาจัดการ”
ละอองดาวผละจากอ้อมแขนแข็งแรงของกรกฎ เดินตรงไปห้องด็อกเตอร์ไกร เปิดตู้เซฟหยิบเงินห้าหมื่นส่งให้และเตือนว่าต้องเซ็นรับไว้เป็นหลักฐาน ชายหนุ่มแกล้งยึกยักหยอกล้อจะไม่เซ็น แต่พอเห็นเธอตาเขียวใส่ ก็รับปากกามาทันที
เสร็จเรียบร้อยแล้วละอองดาวเดินดุ่มออกจากห้อง กรกฎร้องถามว่าจะรีบไปไหน อยู่คุยกับตนก่อนได้ไหม
“ลงไปคุยกันข้างล่างดีกว่าค่ะ หรือที่ตึกดิฉันจะเหมาะกว่า”
“บนตึกนี่ไม่เหมาะยังไง”
“มันน่าเกลียดค่ะ”
“น่าเกลียดอะไร เป็นเรื่องที่น่าเกลียดเหรอ ถ้าพี่ชายจะคุยกับน้องสาวในที่ลับตาแบบนี้”
“ดิฉันไม่เคยนึกว่าตัวเองเป็นน้องสาวของคุณค่ะ แต่นึกอยู่ในด้านความเอื้ออารีเมตตาปรานีของคุณเท่านั้น”
“เอาล่ะ ถึงเธอจะไม่นึกว่าเธอเป็นน้องสาวพี่แท้ๆ แต่ถ้าเป็นอีกลักษณะหนึ่งล่ะ”
“ลักษณะอะไรคะ”
“ก็ลักษณะที่ระบุไว้ในพินัยกรรมที่ใครๆก็รู้ เธอลืมไปแล้วเหรอ เธอเป็นผู้หญิงที่คุณพ่อระบุมัดไว้ให้แต่งงานกับพี่ แล้วมันจะแปลกอะไรที่เราจะคุยกันในที่ลับตาแบบนี้”
“คุณกรกฎลืมไปแล้วเหรอคะว่าดิฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่คุณปรารถนาจะแต่งงานด้วย เท่าๆกับที่ดิฉันก็ไม่ปรารถนาจะแต่งงานกับคุณ เราตกลงกันด้วยดีมาตั้งนานแล้ว ที่สำคัญ คุณก็มีคนรักของคุณอยู่แล้ว ขอตัวนะคะ”
ละอองดาวเดินลิ่วไป ทิ้งให้กรกฎยืนอึ้ง ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ooooooo
ดึกดื่นแต่ชวนชมยังนอนไม่หลับ เดินมาเลียบๆ เคียงๆแถวห้องละอองดาว เห็นแสงสว่างก็ขออนุญาตเข้าไปเหมือนมีเรื่องจะพูดด้วย
“น้าชวนมีอะไรเหรอคะ”
“ก็มีเรื่องคุณกรกฎน่ะค่ะ”
ละอองดาวทำเป็นไม่สนใจ ลุกขึ้นไปนั่งแปรงผมที่หน้ากระจก ชวนชมขยับตามมานั่งใกล้ๆ
“คุณดาวรู้ไหมคะ ตั้งแต่คุณดาวออกไปทำงาน คุณกฎเธอซักไซ้สืบสวนถึงคุณดาวทุกวันเลยค่ะ บางทีวันละหลายๆครั้ง กับน้ามั่ง เจ้ายอดรักมั่ง บางทีก็ยามเฝ้าประตู”
“ซักไซ้อะไรเหรอ”
“โอ๊ย สารพัดแหละค่ะ วันนี้คุณดาวกลับบ้านกับใคร เวลาเท่าไหร่ คุณดาวแต่งตัวยังไงไปทำงาน ท่าทางมีความสุขดีไหมที่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน คุณดาวว่าอะไรฉันมั่งไหม เขาเล่าอะไรให้น้าฟังมั่ง บางทีก็ซักไปถึงคุณธัชชัยกับเจ้าคำอินทร์ ถามว่าคุณดาวสนิทสนมมากแค่ไหน”
“พิลึกคน ชอบยุ่งตามเคย แล้วน้าชวนบอกเขาไปว่ายังไงบ้าง”
“น้าก็บอกไปเท่าที่รู้นั่นแหละค่ะ เจอหน้าน้าทีไรเป็นถามถึงคุณดาวทุกครั้ง แล้วพอพูดถึงคุณธัชชัยหรือเจ้าคำอินทร์หน้างี้คล้ำขึ้นมาเชียว คุณอรรถเองก็เคยออกปากกับน้านะว่าพักนี้คุณกฎเปลี่ยนไป ดูอมทุกข์ เหมือนมีอะไรในใจ...คุณกฎมีอาการแบบนี้คงจะเป็นโรคหัวใจแล้วล่ะมั้ง”
“เขาก็ควรไปปรึกษาหมอนะ ฉันจะไปช่วยอะไรเขาได้”
“เฮ้อ! ค่ำคืนดึกดื่นก็ไม่หลับไม่นอนนะคะ เดินอยู่รอบบ้านคนเดียว บางทีก็อยู่ในห้องสมุดบนตึก ขนาดตีสามตีสี่เสียงเปียโนยังดังอยู่เลยค่ะ ท่าจะหัวใจกลัดหนอง นี่คุณกฎก็สั่งน้านะคะ กำชับไม่ให้น้าเอาเรื่องที่เธอถามถึงคุณดาวมาบอกคุณดาว”
“โอ๊ย ง่วงแล้วล่ะ ไปนอนเถอะน้าชวน” ละอองดาวตัดบทเอาดื้อๆ ลุกเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียง แกล้งหลับตาจนชวนชมไม่กล้าตอแยอีก
“หลับเสียแล้วคุณดาวของน้า เฮ้อ! ช่างใจแข็งจริงๆ ไม่รู้ตัวบ้างเลยเหรอว่าหัวใจของใครคนหนึ่งกำลังเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นทุกวันแล้ว กลุ้มใจจริงๆ นึกไว้แต่แรกแล้วไม่ผิด ในที่สุดคุณกฎสร้างกรรมใดๆไว้ในเรื่องนี้เธอก็กำลังรับผลกรรมที่ตามสนอง”
ชวนชมถอนใจเบาๆ ห่มผ้าให้ละอองดาวก่อนกลับออกมา...ทันทีที่เสียงประตูห้องปิด หญิงสาวลืมตาโพลง เม้มริมฝีปากแน่น เจ็บใจและอัดอั้นจนน้ำตาคลอ
“ฮึ! หัวใจกลัดหนอง เชิญเป็นหนองให้เต็มหัวใจไปคนเดียวเถอะ มันสายไปแล้ว สายเกินกว่าที่จะให้รับรู้อะไรด้วย ฉันก็มีหัวใจสำหรับการเจ็บและจำเหมือนกัน”
ละอองดาวพูดกับตัวเองอย่างปวดร้าว...การถูกปฏิเสธการแต่งงานจากชายหนุ่มที่พ่อหมายมั่นให้เหมือนคมมีดกรีดลงบนหัวใจ รอยแผลนี้ช่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานเหลือเกิน
ooooooo
ละอองดาวยังคงไปทำงานที่วังนพดลตามปกติ วันนี้เธอยืนดูรูปบานใหญ่ของเจ้าชายจักราชัย โอรสของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์เป็นเวลาเนิ่นนาน
รูปนั้นเหมือนมีชีวิตและจ้องมองกลับมายังละอองดาว เธอรู้สึกคุ้นดวงตาคู่นี้มากเหมือนเคยเห็นเคยรู้จักที่ไหนมาก่อน มันเป็นความรู้สึกรัก อบอุ่น ผูกพันอย่างประหลาด ซึ่งเธอเองก็หาคำตอบไม่ได้...
ท่านชายสดายุกับเจ้าคำอินทร์โคจรมาเจอกัน
ที่วังนพดล ท่านชายตั้งใจมาเยี่ยมเสด็จป้า ขณะที่คำอินทร์หวังมาผูกมิตรเพื่อจีบละอองดาว
ท่านชายสดายุดีใจที่ละอองดาวทำให้เสด็จป้าของตนสดชื่นแจ่มใสขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก คิดว่าท่านได้แม่บ้านและเลขานุการส่วนตัวที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
ขณะที่ท่านชายเฝ้าเสด็จป้าอยู่บนห้อง ชลทิชากับเริงใจแวะมาหาละอองดาว สามสาวนั่งคุยกันอย่างออกรส โดยเฉพาะเรื่องธัชชัยและเจ้าคำอินทร์ที่สองเพื่อนรักซักถามละอองดาวด้วยความสนใจใคร่รู้
“คุณธัชชัยเขาก็ดี เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติผู้หญิง รู้จักกาลเทศะ ส่วนเจ้าคำอินทร์ออกจะหลุกหลิกพูดมากบ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจ”
“พูดถึงเจ้าคำอินทร์แล้วหมั่นไส้ ผู้ชายอะไรจีบสาว เป็นว่าเล่น เห็นผู้หญิงสวยหน่อยเป็นปรี่เข้าหา ทำตัวไม่เหมือนคนเป็นเจ้าเป็นเชื้อ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอีตานี่ เป็นหลานของเสด็จ”
“คำอินทร์ไม่ใช่หลานแท้ๆของเสด็จย่าหรอกนิด”
“จริงเหรอ ข่าวใหม่นะเนี่ย ทำไมฉันไม่รู้ เล่ามาให้หมดเลยยัยชล”
“เจ้าคำอินทร์เป็นหลานของพระสวามี ก่อนที่พระราชสวามีจะสวรรคต ทรงฝากฝังคำอินทร์ไว้กับเสด็จย่า ท่านก็ทรงเลี้ยงมาเรื่อย ส่งไปเรียนแทบรอบโลก แต่คำอินทร์ก็ไม่ได้ดีกรีอะไรกลับมาสักอย่าง เขาชอบคุยฟุ้งว่าเป็นทายาทคนเดียวของเสด็จย่า คุยโม้โอ้อวดไปทั่ว”
“นิสัยไม่ดี เจ้าชู้อีกต่างหาก”
เริงใจเบะปากหมั่นไส้ ขณะที่ละอองดาวอยากรู้ว่าเสด็จท่านมีทายาทที่แท้จริงหรือเปล่า
“เล่ามาเลยชล ฉันอยากรู้เรื่องราวของราชวงศ์เชียงอูดูลึกลับซับซ้อน ยิ่งเรื่องของเจ้าชายจักราชัยลูกชายของเสด็จน่ะ”
“เอาเท่าที่ฉันรู้นะ จักราชัย นพดล ราชโอรสองค์เดียวของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ นพดล...เขายอมสละราชบัลลังก์ที่ตัวเองจะได้ในอนาคต เพราะเจ้าชายมีคนรักที่เป็นหญิงชาวไทยอยู่แล้ว พระบิดาและพระชนนีทรงพิโรธมากที่โอรสปฏิเสธการสมรสกับเจ้าหญิงที่พระองค์หมายมั่นให้ ถึงขนาดตัดเจ้าชายออกจากราชสมบัติ แล้วเจ้าชายก็ต้องหนีไปต่างแดนเพราะถูกกองกำลังต่างชาติตามล่าข้อหากบฏ แม้จะไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์แล้ว จักราชัยก็ยังเป็นผู้นำกองกำลังใต้ดินต่อสู้เรียกร้องจนอาณาจักรเชียงอูได้รับอิสรภาพ ไม่เป็นเมืองขึ้นของต่างชาติอีกต่อไป...”
“ชีวิตบั้นปลายของจักราชัยน่าสงสารมาก ต้องอยู่อย่างยากไร้ แทบไม่มีอาหารประทังชีวิต สุดท้ายก็เสียชีวิตอย่างอนาถาที่สวิตเซอร์แลนด์ ส่วนคู่ชีวิตของท่านก็เสียชีวิตหลังคลอดลูกที่เมืองไทย พอเสด็จฯทรงทราบเรื่องจากนักสืบท่านถึงกับประชวร หัวใจสลาย ตรอมใจ รู้สึกผิดที่ตัวท่านเห็นจารีตประเพณีสำคัญกว่าความรักของจักราชัย...เรื่องราวก็เป็นแบบนี้แหละจ้ะ”
ละอองดาวกับเริงใจฟังแล้วสลดหดหู่ บ่นกันว่าความรักของเจ้าชายจักราชัยช่างยิ่งใหญ่แต่น่าสงสาร
“ฉันเข้าใจและเห็นใจเสด็จท่านด้วย เรื่องราวในอดีตของพระองค์ช่างเจ็บปวดสะเทือนใจเหลือเกิน...แล้วลูกของจักราชัยล่ะ”
“เป็นความลับที่มืดมนมาจนทุกวันนี้ เสด็จจ้างนักสืบตามหาหมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ แต่ก็ไร้วี่แวว”
“เฮ้อ! เศร้าจัง เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะ เดี๋ยวน้ำตาฉันจะไหล”
ชลทิชาทำตามที่เริงใจบอกทันที เปลี่ยนไปถามละอองดาวเรื่องพี่ชาย
“พี่ชายเธอเป็นยังไงบ้างแตน ไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณกรกฎจะยอมให้เธอทำงานที่นี่”
“ทีแรกก็ไม่ยอมหรอก คุยกันไม่รู้เรื่อง เลยต้องพบกันครึ่งทาง ทำงานนอกบ้านได้ แต่ต้องไปเช้าเย็นกลับ”
“เหม็นหน้าอีตากรกฎ ชอบออกคำสั่ง วางอำนาจ แล้วยัยงิ้วผดาชไมล่ะแตน เธอเจอยัยนั่นบ้างหรือเปล่า”
พูดถึงผดาชไมทีไร เริงใจมีอารมณ์ทุกที แล้วพอละอองดาวมีท่าทีอึกอัก เริงใจก็ยิ่งซักไซ้จนความลับที่เก็บงำเอาไว้มีอันต้องเปิดเผย
เมื่อรู้ว่าผดาชไมเคยดูถูกเหยียดหยามละอองดาว เริงใจของขึ้นทันที กระเหี้ยนกระหือรืออยากตบผดาชไมโทษฐานมาเหยียบย่ำเพื่อนของตน
ooooooo
ในเวลาเดียวกันนั้นผดาชไมกำลังยิ้มหน้าระรื่นรับเงินห้าหมื่นจากกรกฎ โน้มคอเขามาหอมแก้มฟอดใหญ่เป็นรางวัล
“กฎน่ารักที่สุดเลย แล้วแบบนี้ดาจะไม่รักกฎจนหมดหัวใจได้ยังไงล่ะคะ เดี๋ยวกฎไปกับดานะคะ ดามีคิวถ่ายหนังช่วงเย็นไม่กี่ฉากหรอกค่ะ คงไม่ดึกหรอก”
“จะให้ฉันไปรอเธอที่กองถ่ายน่ะเหรอ ไม่เอาดีกว่า เอ๊ะ นั่นกระเป๋าใคร”
กรกฎตาดีเห็นกระเป๋าใบโตวางอยู่มุมหนึ่งในบ้าน ผดาชไมหลุดปากบอกว่าของแม่...แล้วนึกได้รีบเอามือปิดปากตัวเอง แก้ตัวกลบเกลื่อนว่าของแม่บ้านที่ตนจ้างมาทำงานแบบมาเช้าเย็นกลับ เขาคงลืมไว้
“แล้วนี่ยัยแตนน้องสาวกฎน่ะเป็นยังไงบ้างคะ ได้ข่าวว่าเสด็จท่านโปรดหล่อนมากไม่ใช่เหรอคะ แหม...เข้าไปทำงานไม่ทันไรก็กลายเป็นคนโปรดไปซะแล้ว แม่นั่นคงช่างประจบสอพลอน่าดู ไม่งั้น...”
“ผดาชไม!” กรกฎพูดสวนเสียงแข็งจนผดาชไมชะงัก หน้าบึ้งไม่พอใจ “ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งกับละอองดาว”
“โอเค...ดาผิด ขอโทษแล้วกัน”
“ฉันกลับล่ะ เธอเตรียมตัวไปทำงานเถอะ”
กรกฎเดินหน้าตูมออกไป ผดาชไมมองค้อน บ่นไล่หลังด้วยความโมโห
“ฮึ! แตะนิดแตะหน่อยหน้ายักษ์ขึ้นมาทันที ปกป้องเทิดทูนมันเข้าไป ไม่เอามันใส่พานวางไว้บนหิ้งซะเลยล่ะ...หมั่นไส้!”
ooooooo
หลังจากท่านชายสดายุ เจ้าคำอินทร์ เริงใจ และชลทิชากลับไปแล้ว เสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์รับสั่งเรียกละอองดาวเข้ามาในห้องประทับ
ละอองดาวเดินเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าเสด็จพระองค์หญิงฯ ท่านลูบหัวเธอด้วยความรักและเมตตา
“ฉันรู้เรื่องส่วนตัวของเธอหมดแล้วล่ะ ชลทิชาเล่าให้ฉันฟัง”
ละอองดาวหน้าซีดเผือด ถามเสียงแผ่ว “ใต้ฝ่า พระบาททรงทราบเรื่องอะไรบ้างเพคะ”
“เรื่องพินัยกรรมของคุณพ่อเธอที่ระบุให้เธอแต่งงานกับกรกฎ เรื่องที่กรกฎปฏิเสธเธอ และมีการตกลงกันไปอีกอย่างหนึ่ง เรื่องความอึดอัดคับแค้นใจในบ้านเบ็ญจรงค์ แล้วก็เรื่องคู่รักของเขาที่ระรานเธอ ฉันสงสารเธอ เด็กน้อย...สงสารเหลือเกิน”
ละอองดาวอัดอั้นตันใจ พยายามกล้ำกลืนความเจ็บปวดที่มากล้นอยู่ในใจ แต่ก็กลั้นไม่ได้ ยกมือขึ้นปิดหน้า สะอื้นแผ่ว เสด็จพระองค์หญิงฯยิ่งสงสาร โน้มศีรษะหญิงสาวให้แนบกับตักตนเอง
“อย่าร้องไห้ละอองดาว เป็นบุญของเธอแล้วที่เธอมาพบฉัน และได้รู้จักกันในช่วงชีวิตที่บีบคั้นทรมานอย่างนี้ นึกเสียว่าฉันเป็นญาติผู้ใหญ่ของเธอคนหนึ่งรองจากคุณพ่อของเธอที่ล่วงลับไปแล้วเถอะ ใครที่ไหนไม่ต้องการเธอก็ช่างเขา ขอให้รู้ว่าฉันต้องการเธอก็แล้วกัน”
“หม่อมฉันรักและเทิดทูนใต้ฝ่าพระบาทเหลือเกินเพคะ”
“ฉันก็รัก เมตตา และเอ็นดูเธอมากนะละอองดาว เธอปลอบฉันมามากแล้ว เธอสอนให้ฉันรู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยสายใยแห่งความรักและความ ปรารถนาดี ฉันไม่เคยได้รับความรู้สึกแบบนี้จากใคร จนมาพบเธอนี่แหละ ต่อไปนี้ฉันจะเป็นผู้ปลอบใจเธอบ้าง”
ละอองดาวเงยหน้า คราบน้ำตาไหลสองข้างแก้ม
“โถแม่คุณ...กำพร้าพ่อแม่มาแต่เล็กแต่น้อยคนอื่นเอามาเลี้ยงไว้ พอโตหน่อยก็กำพร้าซ้ำสอง พ่อเลี้ยงก็อุตส่าห์ฝากฝังไว้กับลูกชายเพื่อให้แต่งงานด้วยกัน กลับมาถูกผลักไสอีก น่าเวทนา”
ท่านเช็ดน้ำตาให้ละอองดาวพร้อมกับเพ่งพิศดวงหน้าสวยหมดจดนั้นแล้วอดเปรยไม่ได้ว่า
“แปลก...แปลกจริงๆ ผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาสะสวย คุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างเธอถูกผู้ชายปฏิเสธที่จะรับเป็นภรรยา ถ้าไปบอกใครๆ ใครเขาจะเชื่อ”
“แต่หม่อมฉันก็ถูกปฏิเสธมาแล้ว”
“ถามจริงๆ ตอนที่กรกฎปฏิเสธเธอด้วยวิธีพูดทางโทรศัพท์น่ะ ก่อนหน้านั้นเขาเคยเห็นตัวเธอแล้วรึยัง”
“เราไม่เคยพบกันเลยเพคะ นับตั้งแต่โตขึ้นมาเขาไม่เคยสนใจหม่อมฉันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
“แล้วหลังจากที่พบกันแล้วล่ะ เขามีท่าทียังไงบ้าง”
“หม่อมฉันไม่ได้สนใจอะไรอีกเพคะ รู้อย่างเดียวคือเขามีคนรักที่จะแต่งงานกันแน่ๆอยู่แล้ว หม่อมฉันไม่ได้เสียใจที่เขาไม่ปรารถนาหม่อมฉันเลย แต่หม่อมฉันเสียใจที่คุณพ่อไม่น่าเขียนพินัยกรรมไว้แบบนั้น มันเป็นความอัปยศ น่าละอาย เมื่อหม่อมฉันถูกบอกปฏิเสธ”
“ฮึ! นายกรกฎนี่ยังไงนะ ตาต่ำยังกะตาตุ่ม ฉันไม่อยากพูดหรอกนะว่าเขาช่างโง่เขลาเสียจริงๆ นี่สมมติว่าเขาเกิดเปลี่ยนใจในระยะเวลาสามปีนี้มาขอแต่งงานกับเธอล่ะ”
“หม่อมฉันอับอายมาพอแล้วเพคะ จะไม่ขออายต่อไปอีกเด็ดขาด”
“ก็สมมติว่าเขารู้สึกผิดต่อเธอ เขาเกิดรักเธออย่างจริงใจขึ้นมาล่ะ”
“หม่อมฉันเชื่อว่าเขาไม่มีวันทำแบบนั้น แล้วอีกอย่าง...มันย่อมเป็นไปไม่ได้เหมือนกันที่หม่อมฉันจะยอมสมรสกับผู้ชายที่เคยผลักไสหม่อมฉันมาก่อน”
“ก็จริงของเธอ”
“ตั้งแต่เกิดเรื่องนี้ขึ้น หม่อมฉันก็มองหน้าเขาไม่สนิท หม่อมฉันเหมือนทำให้เขาต้องลำบากใจ เพราะถ้าไม่มีหม่อมฉัน ป่านนี้เขาก็ได้ครอบครองมรดกและแต่งงานกับผู้หญิงที่เขารักไปเรียบร้อยแล้ว”
“เรื่องมันเป็นแบบนี้เอง มิน่าล่ะ ฉันสังเกตดูเธอกับกรกฎเหมือนมีอะไรเป็นนัยๆ พิรุธอยู่ตลอดเวลา เพิ่งรู้ความจริงวันนี้เอง...ปฏิเสธการแต่งงาน แต่ก็เป็นห่วง หวงอยู่ทุกฝีก้าว แปลกดีเหมือนกันนะพี่ชายจำเป็นของเธอคนนี้”
ละอองดาวนิ่งเงียบ โดยส่วนตัวก็รู้สึกว่ากรกฎช่างแปลกประหลาดเสียจริง
ooooooo
เวลาเดียวกันนั้น นายคนแปลกประหลาดกำลังจะคลั่งเสียให้ได้ สั่งยอดรักให้คอยไปสอดส่องว่าละอองดาวกลับมาหรือยัง
เมื่อยังไร้วี่แววก็บ่นหน้าดำคร่ำเคร่ง แถมพาลเล่นงานยอดรักจนต้องวิ่งไปวิ่งมาระหว่างสองตึกเสียเวียนหัวไปหมด
หนึ่งทุ่มตรง ละอองดาวยังสาละวนอยู่กับงานที่วังนพดล กระทั่งอุ่นเรือนมาเตือนเรื่องเวลากลับบ้าน เธอจึงตั้งใจขึ้นไปทูลลาเสด็จพระองค์หญิงฯ แต่มาเห็นท่านกำลังดูสิ่งของของลูกชายที่เก็บสะสมไว้ มีทั้งผ้าพันคอ สร้อยสังวาล หัวเข็มขัด เข็มกลัด แหวน สร้อยทอง กล่องยาสูบ กำไลทองข้อเท้าของเด็ก และภาพถ่าย
ท่านหยิบของแต่ละชิ้นขึ้นมาดูด้วยสีหน้าหม่นเศร้าอาลัยอาวรณ์ ละอองดาวยืนนิ่งเงียบอยู่ที่ประตูได้ยินท่านรำพึง
“จักราชัย...เครื่องประดับ ข้าวของที่ลูกเคยใช้สอย แม่เก็บรักษาไว้อย่างดี ทุกสิ่งอย่าง สิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวกับลูก แม่จดจำได้หมด เจ้าลาลับจากแม่ไปยี่สิบกว่าปีแล้ว แต่แม่ไม่เคยลืมลูกสักเพลา ลูกรักของแม่ ไม่มีวันไหนที่แม่จะไม่คิดถึงลูก จักราชัย...ดวงใจของแม่ แม่รักและคิดถึงลูกเหลือเกิน”
ละอองดาวไม่กล้าก้าวเข้ามา จนกระทั่งท่านหันไปเห็น
“เข้ามาสิ ละอองดาว”
หญิงสาวถวายความเคารพแล้วเข้าไปนั่งคุกเข่าใกล้ๆ
“ดูข้าวของพวกนี้สิ ของลูกชายฉันทั้งนั้น”
“ใต้ฝ่าพระบาททรงระลึกถึงเจ้าชายเหรอเพคะ”
“ฉันคิดถึงลูกชายเหลือเกิน ดูสิ นี่ภาพถ่ายเขาตอนเด็กๆ ตอนรุ่นๆ ถ้าลูกชายฉันยังมีชีวิตอยู่ ก็คงวัยไล่เลี่ยกับด็อกเตอร์ไกรพ่อเลี้ยงของเธอ”
ละอองดาวดูภาพถ่ายของจักราชัยด้วยรอยยิ้มของความสุข เสด็จพระองค์หญิงฯหยิบของสะสมหลายชิ้น อวดอย่างเพลิดเพลิน
“นี่กำไลข้อพระบาทเหรอเพคะ”
“ใช่ ฉันสวมให้จักราชัยตอนที่เขายังแบเบาะ”
เสด็จพระองค์หญิงฯรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมากะทันหัน ละอองดาวเป็นห่วงท่านมาก ให้กินยาแล้วนอนพัก ส่วนตัวเองกลับลงมาโทรศัพท์ไปบอกชวนชมว่าขอค้างที่วังนพดล...
ฝ่ายกรกฎกำลังกระวนกระวาย เพราะผ่านไปสามทุ่มละอองดาวยังไม่กลับบ้าน บ่นเป็นบ้าอยู่คนเดียว
“มัวทำอะไรอยู่ ไม่รู้จักเวล่ำเวลาเลย เอ๊ะ หรือว่าออกมาแล้ว ไปไหนต่อ ไปกับใคร ทำไมต้องทำตัวให้น่าเป็นห่วงด้วยนะ”
กรกฎทนไม่ไหวเดินออกไปที่ตึกละอองดาวแล้วเจอชวนชมตรงหน้าตึกพอดี
“อ้าวคุณกฎ น้ากำลังจะไปพบที่ตึกอยู่พอดี”
“คุณดาวกลับมาหรือยัง”
“วันนี้คุณดาวค้างที่วังนพดลค่ะ เธอเพิ่งโทร.มาบอกเมื่อสักครู่นี้เอง”
กรกฎหน้าตึงด้วยความผิดหวัง ถามชวนชมว่ามีเหตุจำเป็นอะไรต้องค้างที่โน่น
“คุณดาวก็ไม่ได้บอกนะคะ บอกแต่เพียงว่าที่วังยุ่งๆน่ะค่ะ”
“จะยุ่งอะไรกันนักหนา ทำงานแทบไม่มีวันหยุด บ้านช่องไม่กลับ ไม่รู้จักเวล่ำเวลา ที่โน่นเขาจ้างเดือนละเป็นแสนหรือไง ชอบทำตัวให้น่าเป็นห่วง ชักจะเอาใหญ่แล้ว”
กรกฎโมโหเดินปึงปังกลับไป ชวนชมอมยิ้ม พูดพึมพำอย่างรู้ทันเจ้านายหนุ่ม
“เป็นห่วงล่ะสิ คุณกฎหนอคุณกฎ”
เนียนทำความสะอาดอยู่แถวนั้น เห็นรอยยิ้มของชวนชมก็ขยับมาถามด้วยความสงสัย
“คุณท่านโกรธขนาดนั้น ป้าชวนยังยิ้มออกอีกเหรอ”
“แกไม่รู้อะไรหรอกเนียน”
“รู้อะไร? มีอะไรที่ฉันไม่รู้เหรอจ๊ะป้า”
“อย่าเพิ่งรู้เลย เอาไว้ถึงเวลาแกก็รู้เองแหละ” ชวนชมตัดบทแล้วผละไป ทิ้งให้เนียนยืนเกาหัวแกรกๆ บ่นอย่างงุนงง
“อะไรของป้าชวนเนี่ย พูดยั่วให้อยากรู้แล้วก็เดินจากไปซะอย่างงั้น”
ooooooo
รุ่งขึ้นเสียงโทรศัพท์ดังระงมในตึกกรกฎ ชายหนุ่มเพิ่งตื่นลงมารับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“เพิ่งตื่นกระหม่อม เมื่อคืนกระหม่อมนอนดึกไปหน่อยเลยตื่นสาย”
“ขอโทษที่โทร.มาปลุก รักษาสุขภาพมั่งนะสหายรัก วันนี้แกว่างรึเปล่า”
“ฝ่าบาทมีกิจธุระอะไรจะใช้กระหม่อมหรือ”
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันจะชวนแกไปวังนพดล เข้าเฝ้าเสด็จฯก่อน เสร็จธุระแล้วค่อยไปสังสรรค์กัน”
ได้ยินชื่อวังนพดล กรกฎรีบตอบรับท่านชายสดายุว่าไปได้ วันนี้ตนว่างทั้งวัน
“ถ้างั้นแกรออยู่ที่บ้านนั่นแหละ อีกไม่เกินชั่วโมงครึ่งฉันจะไปรับแก ไปรถคันเดียวกันเลย เท่านี้นะกรกฎ”
กรกฎดีใจที่จะได้ไปเจอละอองดาว อยากไปชำระความที่เธอไม่ยอมกลับบ้าน...พอจะกลับขึ้นไป
อาบน้ำแต่งตัว เสียงโทรศัพท์ดังอีก เขารับสายแล้วชะงักไม่คิดว่าคู่รักจะโทร.มาแต่เช้า
“อุ๊ย! กฎรับโทรศัพท์เองเลย ดาเองค่ะ มอร์นิ่งค่ะที่รัก”
“เธอมีธุระอะไร”
“แหม...กฎคะ ถ้าไม่มีธุระอะไร ดาโทร.หาคุณไม่ได้เหรอคะ ดางอนแล้วด้วย”
“รีบว่าธุระของเธอมาเถอะ”
“ดาจะชวนกฎไปทานกลางวันกันค่ะ วันนี้สายๆดามีคิวอัดแผ่นเสียงที่ห้องอัดเสียงกรุงสยาม ฝีมือระดับดาเที่ยงๆก็น่าจะเสร็จ กฎไปรับดาที่ห้องอัดนะคะ เราไปทานข้าวกันแล้วไปเที่ยวกันต่อ”
“วันนี้ฉันไม่ว่าง มีธุระ”
“ไม่ว่าง! กฎมีธุระที่ไหนคะ”
“ท่านชายสดายุจะมารับฉันที่บ้าน แค่นี้นะ ไม่มีเวลาคุยแล้ว ฉันต้องไปแต่งตัว” เขาวางสายทันที ผดาชไมเรียกไม่ทัน แผดเสียงบ่นด้วยความโมโหจนรุ้งเพชรกับสกุนตลาที่นั่งจิบกาแฟอยู่ไม่ไกลมองมาเป็นตาเดียว
“บ้า! วางหูใส่ฉันแบบนี้ได้ยังไง คนบ้า”
“มีอะไรเหรอดา” รุ้งเพชรถาม
“กฎน่ะสิ ฉันจะชวนไปทานข้าวกัน ดันบอกว่ามีธุระต้องไปกับท่านชายสดายุ เชอะ! เห็นคนอื่นสำคัญกว่าคนรักของตัวเอง บ้าที่สุด”
“ใจเย็นๆน่าดา คุณกรกฎคงติดธุระจริงๆ”
“ธุระอะไรจะสำคัญกว่าฉัน เขาจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้”
“ไม่เอาน่าดา วันนี้คุณกรกฎไม่ว่าง ก็ไปพรุ่งนี้ก็ได้นี่นา พรุ่งนี้เธอมีคิวงานแค่สองที่เอง” รุ้งเพชรปลอบโยน ผดาชไมกัดริมฝีปากพยายามระงับอารมณ์
ooooooo
เมื่อถึงวังนพดล กรกฎสีหน้าท่าทีลังเลไม่อยากจะเข้าไปในตำหนักจนท่านชายสดายุสังเกตเห็น ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า
“เชิญฝ่าบาทเถอะกระหม่อม คือกระหม่อมรออยู่แถวนี้ดีกว่า”
“อ้าว ทำไมไม่ขึ้นไปเข้าเฝ้าเสด็จป้าด้วยกัน”
กรกฎไม่ตอบ แต่หันไปทางโรงเรียนอนุบาลซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกันเหมือนมองหาใครบางคน ท่านชายสดายุอมยิ้มรู้ทัน ดักคอว่า
“แกจะไปคุยกับน้องสาวก็บอกมาตรงๆเถอะ”
กรกฎยิ้มเก้อ ท่านชายส่ายหน้าบอกว่า
“งั้นไปเถอะ อีกสักพักฉันไปตาม”
กรกฎรับคำแล้วแยกตัวไป ท่านชายสดายุเข้ามาในตำหนักเห็นเริงใจนั่งอ่านนิตยสารอยู่มุมหนึ่ง กำลังจะทักก็พอดีเริงใจหันมาเห็นท่าน จึงลุกขึ้นทำความเคารพทันที
“กราบฝ่าบาทเพคะ”
“สบายดีนะคุณเริงใจ มากับหญิงชลหรือ”
“เพคะ ชลธิชาขึ้นไปเข้าเฝ้าเสด็จท่าน หม่อมฉันมาเป็นเพื่อนเพคะ”
“ตามสบายนะ” พูดแล้วท่านชายสดายุเดินขึ้นไปข้างบน
ส่วนที่โรงเรียนอนุบาลซึ่งเป็นกิจการของตระกูลนพดล กรกฎเดินมาถึงหน้าตึก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี
“ขอโทษนะคะ มาพบใครเหรอคะ”
“คุณละอองดาวครับ”
“นัดคุณละอองดาวเอาไว้หรือเปล่าคะ”
“เปล่าครับ ผมเป็นพี่ชายคุณดาว”
“อ๋อ กรุณารอสักครู่นะคะ” เจ้าหน้าที่หายเข้าไปข้างในครู่เดียว ละอองดาวก็เดินออกมายกมือไหว้กรกฎ เขาตกใจรีบยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน
“ทำไมต้องไหว้พี่ด้วย”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่บ้านค่ะ คุณกรกฎมีธุระอะไรกับดิฉันเหรอคะ”
“เราไปหาที่นั่งคุยกันสบายๆหน่อยดีไหม”
“เชิญทางนี้ค่ะ” ละอองดาวเดินนำไปนั่งที่โต๊ะใต้ร่มไม้ ถามกรกฎว่าจะรับเครื่องดื่มหรือของว่าง
“ไม่ต้องหรอก พี่เรียบร้อยมาจากบ้านแล้ว ที่นี่ร่มรื่นดีนะ”
ละอองดาวยิ้มบางๆ กรกฎเริ่มวกเข้าประเด็นที่ตนเองสงสัย ถามน้องสาวคนสวยว่าทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน
“เสด็จฯทรงอ่อนเพลีย ประชวร ดิฉันเลยอยู่เฝ้า เกรงว่าท่านจะมีไข้กลางดึก”
ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ ชวนคุยต่อไป “อยู่ที่นี่ก็เกือบปีแล้ว เป็นยังไงบ้างทำงานที่นี่”
“ก็เรียบร้อยดีนี่คะ”
“หมายความว่าเธอจะทำได้อย่างสบายใจตลอดไป”
“ใช่ค่ะ ดิฉันสบายใจและมีความสุขที่ได้ทำงานที่นี่”
“ถ้าเป็นอย่างงั้นพี่ก็เบาใจและดีใจด้วย... ถามจริงๆ เถอะดาว ตอนนี้เธอยังโกรธเกลียดพี่อยู่อีกหรือเปล่า”
“ในเรื่องอะไรเหรอคะ”
“เรื่องที่ผดาชไมมาก้าวร้าวเธอวันนั้น”
“ดิฉันลืมไปหมดแล้วค่ะ”
“เอ้อ...อย่าหาว่าพี่พูดอะไรซ้ำซากกวนใจเลยนะ นี่ปาเข้าไปเกือบปีแล้วเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนของเธอ เธอยังไม่ได้ไปเซ็นรับเลยสักครั้ง เมื่อไหร่จะไปเอาเสียที”
“เก็บไว้ที่สำนักงานก่อนเถอะค่ะ ไม่บูดหรอก”
“พี่รู้ว่าเธอเกลียดพี่จนเข้ากระดูกดำ อย่าเกลียดพี่เลยนะดาว พี่หวังดีกับเธอ ห่วงกังวลเรื่องของเธอสารพัด รู้ไหมว่าเธอทำให้พี่เสียใจ”
“โธ่คุณกรกฎคะ คุณเข้าใจผิดแล้ว ดิฉันไม่ได้โกรธหรือเกลียดคุณเลย ดิฉันเคารพบูชาน้ำใจของคุณแล้วก็เชื่อว่าคุณปรารถนาดีต่อดิฉันจริงๆ คุณคิดมากไปเอง”
“ถ้าอย่างงั้นพี่จะขอร้องอะไรเธอสักอย่าง พี่แทนตัวเองว่าพี่ เรียกเธอว่าดาวมานานแล้ว เธอควรจะเรียกพี่ว่าพี่ ไม่ใช่คุณกรกฎ แล้วก็เลิกแทนตัวเองว่าดิฉันเสียที เราโตขึ้นในบ้านเดียวกัน มีบุพการีคนเดียวกัน ก็เหมือนพี่น้องกันแท้ๆ”
“การเรียกแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนี่คะ หรือคุณคิดว่ามันหยาบคาย”
“เปล่า มันเป็นทางการเกินไป มันเหมือนพี่ให้ความสนิทสนมกับเธอข้างเดียว แต่เธอไม่ยอมสนิทสนมกับพี่เลย” กรกฎถอนใจเบาๆกับความดื้อของละอองดาว...
คำอินทร์แวะเวียนมาที่วังนพดลอีกแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะตาไวเห็นกรกฎกับละอองดาวนั่งคุยกัน เขารู้สึกไม่ชอบใจรีบเดินไปที่โทรศัพท์โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แถวนั้น
คำอินทร์ใช้โทรศัพท์ที่วังนพดลโทร.หาผดาชไมที่บ้าน “ฮัลโหล ขอสายคุณผดาชไมครับ”
“กำลังพูดสายค่ะ มอร์นิ่งค่าเจ้า มีอะไรเหรอคะ โทร.มาแต่เช้าเชียว”
“มีนิดหน่อยครับ มันเกี่ยวกับคุณดาโดยตรง แต่ไม่รู้ว่าผมจะพูดดีรึเปล่า เกรงว่าคุณดาจะไม่สบายใจ”
“พูดมาเถอะค่ะเจ้า มีอะไรคะ”
“คือ...คนรักของคุณน่ะครับ”
“กฎ! กฎทำไมคะ”
“ผมเห็นคุณกรกฎมาหาคุณละอองดาวที่วังนพดล แอบคุยกันในที่ลับตาสองต่อสอง ดูแปลกๆนะครับ”
ผดาชไมโกรธจัดคำรามชื่อสองคนนั้นปากคอสั่น...
คำอินทร์สะใจแต่ทำเป็นพูดดี
“นี่ผมหวังดีกับคุณดามากนะครับ ไม่อยากให้คู่รักของคุณนอกใจคุณ คุณดาอย่าโกรธคุณกรกฎนะครับ มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน”
คำอินทร์วางโทรศัพท์ลงกับแป้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เริงใจลดหนังสือพิมพ์ในมือลงจ้องเขาเขม็งด้วยความไม่พอใจ
“คุณเริงใจ! แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์ ลืมมารยาทไว้ที่บ้านหรือไง”
เริงใจโมโหลุกพรวด “ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ก่อนที่คุณจะเข้ามาด้วยซ้ำ กรุณาขอโทษฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่จำเป็น” คำอินทร์ตอบอย่างไม่แยแสแล้วเดินอาดๆออกไป
“นิสัยไม่ดี นึกเหรอว่าฉันจะปล่อยให้คุณลอยนวลไปได้ง่ายๆ ถ้าเป็นอย่างงั้นก็ไม่ใช่เริงใจแล้ว”
เริงใจเข่นเขี้ยว สีหน้าขึงขังเอาเรื่อง!
ooooooo
ผดาชโมโกรธจัดลมออกหู กรีดร้องระเบิดอารมณ์ออกมาจนรุ้งเพชรกับสกุนตลาตกใจ ยกมือปิดหูแทบไม่ทัน ถามเป็นเสียงเดียวกันว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจ้าบอกว่ากฎแอบไปหาแม่ละอองดาวที่วังนพดล คุยกันอี๋อ๋อฉอเลาะ กฎนะกฎ โกหกฉันว่าไม่ว่าง ที่แท้ก็ดอดไปหาแม่นั่น เขาเห็นมันสำคัญกว่าฉัน...นังละอองดาว นังตัวมาร เห็นหงิมๆ ที่แท้มันก็สนิมกินใน ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่”
ผดาชไมพุ่งไปคว้ากุญแจรถ สกุนตลากับรุ้งเพชรช่วยกันเหนี่ยวรั้งไว้สุดกำลัง
“เธอจะไปไหนน่ะดา”
“ฉันก็จะไปฉีกอกนังละอองดาวน่ะสิ นังแมวขโมย มันคิดจะแย่งกฎไปจากฉัน ฝันไปเถอะ”
“อย่านะดา ใจเย็นๆหน่อยสิ”
“ใจฉันร้อนเป็นไฟ อกฉันจะระเบิดอยู่แล้ว เธอยกเลิกคิวงานไปเลยรุ้ง ฉันไม่มีอารมณ์จะทำงานแล้ว”
“ไม่ได้นะดา อย่าไป ฉันขอร้อง”
“ปล่อยฉันนะ โอ๊ย! ฉันบอกให้ปล่อยไงล่ะ เธอสองคน เป็นเพื่อนฉันอยู่รึเปล่า พวกเธอควรจะช่วยฉัน ไม่ใช่มาห้ามฉัน”
“ก็เพราะเป็นเพื่อนไงล่ะ ฉันถึงต้องห้าม ฟังนะดา ถ้าขืนเธอไปอาละวาดตอนนี้ มันก็มีแต่เสียกับเสีย”
“จริงด้วย อย่าไปนะดา ที่วังนพดลก็พวกละอองดาวทั้งนั้น ทั้งทหาร นางกำนัลเต็มไปหมด เธอเสียเปรียบนะ”
“ที่สำคัญคุณกรกฎต้องมองเธอไม่ดีแน่ เธออยากให้ภาพเธอดูแย่ในสายตาคนรักเหรอดา”
สองเพื่อนสาวช่วยกันกล่อม ผดาชไมรับฟังและครุ่นคิดอย่างคล้อยตาม...แต่คนที่กำลังเดือดเป็นน้ำร้อนเวลานี้ก็คือเริงใจที่ยังอยู่วังนพดล เธอเดินตามมาเอาเรื่องคำอินทร์ ต้องการคำขอโทษจากเขา
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่จำเป็น”
“โอเค ฉันจะถือเสียว่าคุณไม่ใช่สุภาพบุรุษ”
“คุณก็ไม่ใช่สุภาพสตรีเหมือนกัน”
คำอินทร์ยักไหล่ หันหลังจะเดินออกไป เริงใจพุ่งมาดักหน้าบอกว่าตนยังพูดกับเขาไม่จบ
“มีอะไรอีก”
“คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย คุณโทร.ไปฟ้องผดาชไมแบบนั้น คุณต้องการให้ยัยนั่นมาระรานเพื่อนฉันใช่ไหม”
“ผมต้องการให้ผดาชไมจัดการกับคนรักของเธอ ไม่ให้มายุ่งกับคุณดาวต่างหาก”
“คุณหลอกใช้ผดาชไมเป็นเครื่องมือแยกคุณกรกฎให้ห่างจากเพื่อนฉัน ฉันรู้ว่าคุณคิดยังไงกับละอองดาว แต่คุณก็ไม่ควรใช้วิธีสกปรกแบบนี้ คุณมันเห็นแก่ตัว”
“โลกนี้มีใครไม่เห็นแก่ตัวมั่ง ผมชอบคุณดาว ผมต้องเอาชนะใจเธอให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการไหนก็ตาม”
คำอินทร์ประกาศแล้วผละไปทันที เริงใจโกรธแทบเต้น ด่าไล่หลังอีกหลายคำ ชลทิชาเข้ามาได้ยินสอบถามเพื่อนเป็นการใหญ่ ครั้นรู้เรื่องก็อุทานด้วยความตกใจ
“ตายจริง! นี่เจ้าคำอินทร์ทำถึงขนาดนี้เชียวเหรอ ฉันจะทูลฟ้องเสด็จย่า”
“อย่าเพิ่งเลยชล ถ้าเสด็จฯทรงทราบจะเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเกิดเสด็จฯทรงกลัดกลุ้มพระทัย เกิดล้มประชวรไปจะว่ายังไง”
“ก็จริงของเธอนะนิด แล้วจะเอายังไงกันดีล่ะ”
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง ผู้ชายอย่างอีตา
คำอินทร์ต้องเจอผู้หญิงอย่างฉัน” เริงใจเจ็บแค้น สองมือกำแน่น รอวันเอาคืน!
ooooooo
.
---------------------------------------------------------------------
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep10/page1
ละอองดาว ตอนที่ 10
กรกฎกับละอองดาวยังคุยกันอยู่ที่เดิม...กรกฎสีหน้าซูบซีด ท่าทีเนือยๆเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ แต่เมื่อเขาพูดออกไป ละอองดาวกลับติงว่า
“ไม่เห็นมีอะไรที่น่าจะทำให้คุณกรกฎไม่สบายใจเลยนี่คะ”
“นั่นสิ พี่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันกลุ้มๆ กังวลใจยังไงก็ไม่รู้ เหมือนคนมีบาปอย่างงั้นแหละ”
“ระวังนะคะ คิดมาก กลุ้มมาก เดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วยจะแย่”
“ช่างมัน...ตายเสียได้ก็ดี พี่เบื่อๆยังไงก็ไม่รู้ บางทีนึกอยากจะนอนหลับไปเป็นปีๆเลย สงสัยอีกหน่อยพี่ต้องเป็นโรคประสาทแน่”
“คุณคงรำคาญที่จะรอเวลาให้ครบกำหนดสามปีตามที่เราตกลงกันไว้ใช่ไหมคะ ดิฉันเห็นใจคุณจริงๆ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรได้มากกว่านี้”
กรกฎนิ่งอึ้ง สีหน้าแย่ลงไปอีก คำพูดของละอองดาวแทงใจเขาเหลือเกิน หมดหัวข้อสนทนาในทันที
เขาลุกขึ้นยืน แต่แล้วหน้ามืดเสียหลักจะล้มเพราะเครียดและอดนอนมาหลายวัน ละอองดาวช่วยประคองและจะพาไปห้องพยาบาล แต่เขาปฏิเสธพร้อมกับลงนั่งอย่างเดิม
“พี่ไม่เป็นไร นั่งพักสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย”
“คุณควรจะพักผ่อนบ้างนะคะ งดเที่ยว งดดื่มบ้าง ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร สุขภาพก็เหมือนของมีค่าที่เรามักมองไม่เห็นคุณค่าจนกว่าจะสูญเสียมันไป”
“พี่ไม่ตายง่ายๆหรอก พี่ดีใจนะที่ดาวเป็นห่วงพี่”
ละอองดาวชะงัก หลบตา กรกฎยังคงจ้องหน้า อยากได้ยินว่าเธอเป็นห่วง แต่ละอองดาวกลับพูดเลี่ยงไป
“คุณเป็นลูกของคุณพ่อผู้มีพระคุณก็เสมือนมีพระคุณต่อดิฉันเหมือนกัน ถ้าดิฉันทนเห็นคุณล้มเจ็บล้มตายได้ มันก็ดูใจจืดใจดำไปหน่อยค่ะ”
“พูดซะอ้อมโลก ห่วงหรือไม่ห่วงเลยไม่รู้กัน” เขาบ่นพึมพำเบามากจนเธอไม่ได้ยิน ถามว่าพูดอะไร “เปล่า...นี่ดาว วันที่พี่กลับมาเมืองไทยใหม่ๆ น้าชวนบอกว่าคุณพ่อเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้เธอฉบับหนึ่งไม่ใช่เหรอ”
“จดหมาย...อ๋อ คงจะเป็นจดหมายที่คุณพ่อทิ้งไว้ในเซฟ”
“เป็นความลับอะไรมากหรือเปล่า ถ้าพี่จะถามเธอว่าคุณพ่อสั่งความอะไรไว้กับเธอบ้าง”
“ไม่เป็นความลับอะไรหรอกค่ะ ถ้าคุณอยากทราบ ค่ำๆก็เชิญที่ตึกดิฉันสิคะ จะให้อ่าน”
“พี่อยากให้เธอเล่าให้ฟังมากกว่า”
“คุณอ่านเองดีกว่าค่ะ”
“มันจะเป็นการละลาบละล้วงเกินไปมั้ง”
“ไม่หรอกค่ะ ดิฉันอนุญาต เต็มใจให้อ่าน”
เสียงเด็กนักเรียนหยอกล้อเล่นกันดังแว่วมา สองคนหันมองด้วยความสนใจ โดยเฉพาะละอองดาวที่รอยยิ้มผุดขึ้นเต็มหน้าขณะมองเด็กๆวิ่งเล่นสนุกสนาน
“เธอเป็นคนอ่อนหวานนะดาว จิตใจดีมีเมตตา ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มักจะมีเด็กๆรุมล้อม ดูเหมือนงานของเธอจะไม่พ้นการดูแลเด็กนะ”
“ดิฉันเห็นใจ รัก แล้วก็สงสารเด็กๆพวกนั้นค่ะ พวกแกเป็นลูกกำพร้า ไร้ที่พึ่ง มูลนิธิของเสด็จฯไปตามเก็บมาจากที่ต่างๆ ให้ที่อยู่ที่กินและที่เรียน ทุกคนต้องการความรัก ความเมตตา ดิฉันเองก็เป็นลูกกำพร้า เราเป็นพวกเดียวกันก็เลยเข้าใจกันได้ เด็กๆพวกนี้เรียกดิฉันว่าแม่ แล้วก็เรียกเสด็จฯว่าท่านย่า เขาเรียกเองนะคะไม่มีใครสอน”
กรกฎมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างชื่นชมยกย่อง “งานของเธอสำคัญไม่ใช่เล่น ทั้งๆที่เธอก็อายุยังน้อย พี่สังเกตดูเสด็จฯรักและเมตตาเธอมากนะ ไม่เสียแรงที่เธอดิ้นรนออกมาทำงานที่นี่ เป็นงานที่ได้รับเกียรติอย่างยิ่ง พี่ยินดีด้วย”
ละอองดาวยิ้มรับ รู้สึกได้ว่าคำพูดของเขาออกมาจากใจจริงๆ จังหวะนี้เองมีนักเรียนหญิงคนหนึ่งวิ่งมาเรียกละอองดาวว่าแม่และคุยอวดว่าวันนี้เรียนสนุกมาก ครูถามอะไรตนตอบได้หมด
“เก่งมากลูก หนูต้องตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่งๆนะ โตขึ้นจะได้ทำงานดีๆ หนูไปเล่นกับเพื่อนๆต่อเถอะจ้ะ”
เด็กหญิงรับคำแล้ววิ่งตื๋อออกไป ละอองดาวยิ้มเอ็นดู
“ดูท่าเธอจะรักเด็กขี้ริ้วคนนี้เป็นพิเศษนะ”
“ค่ะ ดิฉันรัก สงสาร และเวทนาแกเป็นพิเศษ แกเป็นเด็กหญิงขี้ริ้วที่สุดในจำนวนเด็กที่นี่ คุณดูสิคะ แกขี้เหร่มาก ตัวกลมเหมือนไหกระเทียม หน้าตาเหยเกบูดเบี้ยว อมโรค ยิ่งกว่าลูกเป็ดขี้เหร่ยังไงยังงั้น”
กรกฎสะดุ้งวาบเพราะคำพูดเหล่านี้เขาเคยพูดไว้กับธัชชัยและอรรถวาที...ละอองดาวสังเกตปฏิกิริยาของเขาแล้วลอบยิ้มสะใจ กรกฎเสหัวเราะกลบเกลื่อน พูดติดตลกว่า
“ไม่แน่นะ ลูกเป็ดขี้เหร่เวลาโตขึ้นมักกลายเป็นหงส์ เห็นเด็กๆหน้าตาเหยเกอย่างงี้เหอะ พอโตเป็นสาวขี้คร้านจะกลายเป็นนางฟ้า หนุ่มๆติดกันเกรียว”
จากนั้นก็ตัดบทขอตัวเดินหนีไป อ้างว่าป่านนี้ท่านชายคงลงมาแล้ว...ละอองดาวสะใจที่ได้เหน็บแนมเขาเข้าให้บ้าง
เมื่อท่านชายสดายุชวนไปกินมื้อกลางวันและจะให้กรกฎชวนน้องสาวไปด้วย ปรากฏว่าชายหนุ่มไม่กล้า
“เขาคงไม่ไปกับกระหม่อมหรอก”
“อ้าว! ทำไมล่ะ”
“ฝ่าบาททรงไปชวนเขาเองดีกว่า ถ้ากระหม่อมชวน เขาคงปฏิเสธแน่”
“พิลึกแฮะ ยังไงกันพี่น้องคู่นี้” ท่านชายบ่น แต่ก็ไปเจรจากับละอองดาวเอง
ooooooo
ทั้งสามคนนั่งรถไปคันเดียวกัน แต่ไม่มีใครพูดกับใครสักคน พอถึงร้านอาหารสองพี่น้องก็ยังคงนิ่งเงียบ ท่านชายสดายุเลยต้องใช้วิธีนี้
“ขอโทษที ลืมแนะนำ กรกฎ...สุภาพสตรีผู้นี้คือคุณละอองดาว เบ็ญจรงค์ แม่บ้านและเลขานุการส่วนพระองค์ของเสด็จป้าของฉันเอง และนี่กรกฎ เบ็ญจรงค์ ทายาทกองมรดกมหาศาล โปรดรู้จักกันไว้ด้วยนะ”
กรกฎกับละอองดาวกำลังดื่มน้ำกลั้นหัวเราะไม่อยู่แทบสำลักออกมาพร้อมกันในความขี้เล่นของท่านชาย
“ฝ่าบาท...กระหม่อมเป็นพี่ชาย ละอองดาวเป็นน้องสาว ไม่จำเป็นต้องทรงแนะนำหรอก”
“งั้นเหรอ แล้วกัน! ฉันก็พาซื่อหลงแนะนำซะเป็นคุ้งเป็นแคว เห็นไม่คุยอะไรกันเลยก็นึกว่าไม่รู้จักกันน่ะสิ ตอนนั่งรถมาก็เงียบกันมาตลอดทาง”
กรกฎหันมองละอองดาวแล้วพูดประชดขึ้น “เที่ยงวันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง อากาศแจ่มใสดีนะ”
“ค่ะ ฟ้าสีคราม มีเมฆเป็นเกล็ด ลมก็พัดเย็นสบายดี เสียอย่างเดียวแดดแรงไปหน่อย” ละอองดาวประชดตอบ
เท่านั้นเองท่านชายสดายุหัวเราะหึๆ ถามว่าพี่น้องสองคนนี้เขม่นกันเรื่องอะไรไม่ทราบ
“กระหม่อมรักน้อง แต่น้องเกลียดกระหม่อม”
“หม่อมฉันมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นโรคหวาดระแวงอย่างหนัก คือระแวงว่าหม่อมฉันจะเกลียดเขา แล้วก็มักจะร้องอุทธรณ์บ่อยๆ หม่อมฉันสงสารเขาเพคะ แต่ก็จนใจที่จะเยียวยาเขาให้หายขาดจากโรคนี้ได้”
“เข้าท่าๆ ชักจะสนุกเสียแล้ว”
“เป็นเรื่องสนุกของฝ่าบาทน่ะสิ แต่เป็นเรื่องหงุดหงิดของกระหม่อม”
บ่นเสร็จกรกฎปั้นยิ้มให้ละอองดาว คิดทดสอบใจเธอด้วยการชวนไปเที่ยว
“ดาว...คืนนี้ไปเที่ยวกับพี่ไหม ทานอาหารเย็นนอกบ้าน ดูหนังซักรอบ แล้วไปฟังเพลงกัน”
“ไม่ค่ะ ขอบคุณ”
“ทรงเห็นไหมว่าน้องเกลียดพี่”
“เกลียดที่ไหน เข้าใจไปเองต่างหาก”
“ก็เล่นปฏิเสธดื้อๆอย่างนี้จะให้พี่เข้าใจว่ายังไง”
“ก็แล้วแต่จะคิดสิคะ”
“พี่ก็คิดจากสิ่งที่ดาวพูด สิ่งที่ดาวทำนั่นแหละ กระหม่อมว่า...”
ท่านชายสดายุอมยิ้ม รีบยกมือห้ามก่อนที่กรกฎจะพูดจบ “โอเคๆ ยังไม่ต้องว่าอะไรทั้งนั้น พักเบรกทานข้าวกันก่อน เดี๋ยวค่อยต่อปากต่อคำกันต่อดีไหม เชิญครับคุณละอองดาว”
ท่านชายสดายุตักอาหารให้หญิงสาวและคอยจับสังเกตท่าทีของสองพี่น้องด้วยความสนใจ
ooooooo
บ่ายวันนั้น กรกฎพรวดพราดมาถึงสำนักงานทนายความ กระชากคอเสื้อธัชชัยที่กำลังนั่งทำงานด้วยความโมโห “ไอ้เพื่อนเลว ฉันอยากจะตะบันหน้าแกสักเปรี้ยงสองเปรี้ยงให้หายแค้น”
“เฮ้ยๆๆ นี่มันอะไรกันวะไอ้กฎ”
ธัชชัยงุนงง ตั้งตัวไม่ติด กรกฎไม่ฟังลากเขาออกจากโต๊ะแล้วเหวี่ยงเซถลาไปนั่งก้นจ้ำเบ้าที่โซฟา
“โอ๊ย! ไอ้บ้า! ผีเข้าหรือไง นี่แกไปกินรังแตนมาจากไหนวะ”
“บอกมาซะดีๆ แกแอบไปฟ้องละอองดาวใช่มั้ย”
“ฟ้องคุณดาวเรื่องอะไรวะ”
“แกอย่ามาตีหน้าเซ่อ ไอ้ทนายเจ้าเล่ห์ ไอ้กะล่อนปลิ้นปล้อน ถ้าแกไม่ปากโป้ง ดาวเขาจะมาพูดใส่หน้าฉันได้ยังไง”
ธัชชัยยังไม่เข้าใจ กระทั่งได้ฟังกรกฎเล่าเรื่องที่ละอองดาวพูดถึงเด็กหน้าตาขี้เหร่ ตัวกลมเหมือนไหกระเทียม หน้าตาเหยเก บูดเบี้ยวอมโรค ยิ่งกว่าลูกเป็ดขี้เหร่...ธัชชัยถึงกับหัวเราะก๊าก
“จะบ้าเหรอวะ ฉันจะไปบอกคุณดาวแบบนั้นได้ยังไง ไม่เคยนะเว้ย ให้ตายสิเอ้า”
“แกทำร้ายฉันข้างหลัง แกวางแผนยุให้ดาวเขาเกลียดขี้หน้าฉัน”
“เอ้าๆ ไปกันใหญ่แล้ว ฟังมั่งสิโว้ย” ธัชชัยอมยิ้ม ไม่โกรธเพื่อนเลย เพราะรู้นิสัยใจร้อนวู่วามของกรกฎดี “ฉันสาบานก็ได้ ฉันไม่ได้พูดเรื่องนี้กับคุณดาวเลย แกเห็นฉันเป็นคนยังไงวะ”
“ถ้าแกไม่ได้บอก...งั้นก็ต้องเป็นคุณอรรถ” พูดจบกรกฎพุ่งพรวดออกไปจนธัชชัยเรียกไม่ทัน
จุดหมายปลายทางคือสำนักงานดูแลผลประโยชน์ตระกูลเบ็ญจรงค์ สถานที่ทำงานของอรรถวาที
กรกฎมาเอาเรื่องอรรถวาที ต่อว่าเสียงดังลั่น “มันธุระกงการอะไรที่คุณต้องเอาเรื่องที่ผมคุยกับคุณไปฟ้องดาว”
“โอ๊ย...ตายๆๆ ช่างขี้โมโหโทโสซะจริงๆ นี่โกรธผมมากหรือครับ”
“ใช่ ผมโกรธมาก มันใช่เรื่องไหมที่คุณอรรถต้องไปบอกดาวอย่างงั้น”
“แล้วคุณกฎพูดจริงหรือเปล่าล่ะ”
กรกฎชะงัก ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้อย่างเซ็งๆ “ใช่ ผมเคยพูด แต่คุณอรรถก็ไม่ควรเอาไปฟ้องดาว”
“ผมไม่เคยคุยกับคุณดาวเรื่องนี้เลย เพราะรู้ว่าถ้าเธอรู้ เธอจะยิ่งเสียคุณค่าในตัวเองลง และข้อสำคัญคุณดาวก็จะรู้สึกกับคุณไม่ดี”
“ใช่ เหมือนที่เขารู้สึกกับผมอยู่ตอนนี้น่ะสิ ไอ้ธัชก็ไม่ได้บอก คุณอรรถก็ไม่ได้บอก งั้นดาวไปรู้มาจากไหนกัน”
“นี่คุณกฎ คุณจะเดือดร้อนทำไมว่าคุณดาวเขารู้มาจากไหน ก็ถ้ามันมาจากคำพูดของคุณจริงๆ หรือเพราะว่าคุณรู้สึกผิดที่มองคุณดาวผิดไปไกลมากขนาดนั้น”
อรรถวาทีหัวเราะเบาๆ กรกฎฉุนกึก ลุกพรวดออกไป
“เดี๋ยวครับคุณกฎ อย่าเพิ่งไป”
“มีอะไรครับ”
“เรื่องเงินเดือนค่าเลี้ยงดูของคุณดาวนั่นแหละครับ คุณช่วยบอกคุณดาวให้มารับเสียที”
“ผมบอกไปแล้ว แต่เธอบอกว่าเอาไว้ที่นี่แหละ งั้นก็ปล่อยมันไว้อย่างงี้ ผมขี้เกียจพูดแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าผมไปจ้ำจี้จ้ำไช...ผู้หญิงอะไร หยิ่ง อวดดีไม่เข้าเรื่อง”
“เธอไม่ได้หยิ่งหรืออวดดีหรอกครับ เมื่อก่อนคุณดาวก็มาเซ็นรับ แต่เธอเริ่มไม่รับก็ตอนที่รู้ว่าคุณกฎปฏิเสธการแต่งงานกับเธอนี่แหละ”
กรกฎนิ่งอึ้งเหมือนโดนจี้ใจดำ “ไว้มีโอกาสผมจะเตือนเธอให้อีกก็แล้วกัน...ฝากคุณอรรถช่วยเตือนน้องสาวผมด้วย”
“เรื่องอะไรหรือครับ”
“เรื่องผู้ชายที่มาติดพันเธอน่ะ เดี๋ยวก็ไปกับคนโน้น เดี๋ยวก็มากับคนนี้ สับรางกันให้วุ่น เที่ยวเตร่กับผู้ชายมันไม่เหมาะไม่ควร ผมเป็นห่วง”
“เอ...เรื่องแบบนี้คุณกฎน่าจะเตือนเองนะครับ”
“ผมเตือนแล้ว แต่เธอเชื่อฟังซะที่ไหน”
“คงไม่มีอะไรน่าห่วงมั้งครับ คุณดาวไม่ใช่ผู้หญิงเฟลิร์ต ปกติเธอก็วางตัวดี รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ว่าแต่ใครเหรอครับที่มาติดพันคุณดาว”
“ก็หลายคน ที่น่าห่วงที่สุดก็คือเจ้าคำอินทร์ เห็นแล้วมันขัดตา”
กรกฎผลุนผลันไปแล้ว อรรถวาทีหัวเราะขำ บ่นพึมพำอย่างรู้ทัน
“ขัดตา? ขัดใจสิไม่ว่า คุณกฎเอ๊ย...ปากกับใจให้มันตรงกันหน่อย ห่วงหรือหวงกันแน่”
ooooooo
เย็นวันเดียวกัน เริงใจกับชลทิชานัดกันมาเดินเล่นที่ศูนย์การค้าแล้วเห็นคำอินทร์กับหญิงสาวคนหนึ่งโดยบังเอิญ...เริงใจจ้องมองหมายมาด ได้เวลาเอาคืน
คำอินทร์!
เริงใจรอจังหวะคำอินทร์ผละจากหญิงสาวไปเข้าห้องน้ำ รีบมาอ้างตัวว่าเป็นเมียคำอินทร์ หญิงสาวได้ฟังก็โกรธมาก ตบหน้าคำอินทร์ทันทีที่เดินกลับมา ส่วนเริงใจถอยหนีไปหาชลทิชาแล้วมองมาอย่างสะใจ
คำอินทร์ฉุดรั้งหญิงสาวไว้ไม่อยู่ โดนเธอกล่าวหาว่ามีเมียแล้วยังมาหลอก เขาเดินหน้าตึงมาเอาเรื่องเริงใจ
“ฝีมือคุณใช่ไหม”
“ก็ไม่รู้สินะ เดาเอาเอง”
“ไม่ต้องเดาหรอก คุณนั่นแหละ เมื่อกี้ผมเห็นคุณคุยกับหวาน คุณพูดอะไรกับเธอ”
“จำเป็นต้องบอกคุณด้วยเหรอ”
“ถึงไม่บอกผมก็รู้ว่าคุณเป็นต้นเหตุที่ทำให้หวานเข้าใจผมผิด คุณนี่มัน...” คำอินทร์กำมือแน่น เริงใจยื่นหน้าท้าทาย
“โกรธเหรอ ต่อยหน้าฉันไหมล่ะ”
“คุณนี่มันร้ายจริงๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ...หญิงชล เตือนเพื่อนมั่งนะ อย่ามาทำแบบนี้ ผมไม่ชอบ”
ชลทิชาหน้าเสีย แต่เริงใจตอบโต้อย่างสะใจ
“ก็สมกับที่คุณมายุ่งเรื่องแตนเพื่อนฉันน่ะแหละ”
คำอินทร์โมโหจนพูดไม่ออก เดินลิ่วจากไป...
ชลทิชาใจคอไม่ค่อยดี พูดกับเริงใจว่า
“ท่าทางคำอินทร์โกรธมากนะนิด ว่าแต่เธอไปพูดอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเหรอ เขาถึงได้โกรธคำอินทร์เป็นฟืนเป็นไฟอย่างงั้น”
“ฉันก็แค่บอกหล่อนว่าฉันเป็นภรรยาของเจ้าคำอินทร์ แล้วก็เล่นละครให้สมบทบาทอีกนิดนึง”
“ตายแล้วยัยนิด เธอนี่ช่างกล้า เล่นแรงไปนะเนี่ย”
“ไม่แรงหรอกจ้ะ โอ๊ย...สะใจจริงๆ เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับเริงใจ”
ชลทิชาดูนาฬิกาเห็นว่าเย็นมากแล้ว ขอตัวไปทำธุระให้ท่านพ่อ เริงใจพยักหน้าและย้ำกับเพื่อนว่าตอนค่ำต้องไปเจอกันที่คลับตามนัด
ooooooo
ผดาชไมเข้าใจว่ากรกฎโกหกเธอว่าไปธุระ กับท่านชายสดายุ แต่ความจริงแอบไปพบละอองดาวที่วังนพดล...แรกรู้จากคำอินทร์ เธอแทบจะแจ้นไปฉีกอกละอองดาว แต่ได้รุ้งเพชรกับสกุนตลาเตือนสติ จึงระงับโทสะไว้ แล้วปั้นยิ้มมาหากรกฎที่บ้านในตอนเย็น
แต่พอเธอเอ่ยปากชวนเขาออกไปกินข้าวนอกบ้านแล้วโดนปฏิเสธ อ้างว่าไม่ค่อยสบาย ให้อยู่กินกันที่บ้าน...อารมณ์ของเธอเริ่มคุกรุ่นขึ้นมา พูดประชดว่า
“รู้สึกหมู่นี้กฎจะรักบ้านเหลือเกินนะคะ”
“คนเรามีบ้าน ไม่รักบ้านแล้วจะไปรักอะไรที่ไหน”
“โอเคค่ะ ถ้ากฎจะทานที่นี่ ดาก็ทานด้วย”
พอดีเนียนเข้ามาบอกกรกฎว่าตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขาจึงสั่งให้จัดเพิ่มอีกหนึ่งที่สำหรับผดาชไม
แต่เมื่อมาเห็นอาหารไทยพื้นบ้าน น้ำพริก แกงจืด ผัดผัก ปลาทอด ผดาชไมก็ร้องยี้ไม่อยากกินบนโต๊ะมีกับข้าวหลายอย่าง เป็นอาหารไทย
พวกน้ำพริกกะปิ แกงจืด ผัดผัก ปลาทอด ดูพื้นๆ
“กับข้าวไม่น่าทานเลย ดูซิ แต่ละอย่าง ดาทานไม่ลงหรอกค่ะ ไม่มีอาหารฝรั่งเหรอคะ พวกอาหารอิตาเลียน ฝรั่งเศส หรืออเมริกันก็ได้”
“ปกติอยู่บ้านฉันก็กินอาหารไทย ถ้าเธออยากทานอาหารฝรั่ง ก็ต้องรอ”
“ทำไมกฎต้องทำหน้าบึ้งใส่ดาด้วยล่ะคะ แหม...ดาก็ไม่ใช่คนเรื่องมากสักหน่อย กฎก็รู้ว่าดาไม่ชอบอาหารไทย”
“ตกลงเธอจะทานอะไร จะได้ให้เนียนไปสั่งแม่ครัว แต่รสชาติอาจไม่ถูกปากเธอ เพราะแม่ครัวที่นี่ถนัดแต่อาหารไทย”
ผดาชไมเห็นกรกฎอารมณ์ไม่ดีจึงไม่อยากเรื่องมาก บอกไม่เป็นไร ตนกินผัดผักกับแกงจืดก็ได้ พอจะเริ่มกิน ผดาชไมถามถึงละอองดาว แต่เป็นการถามที่ชวนให้กรกฎไม่พอใจ หน้าตึงขึ้นมาทันที
“แล้วนี่กฎจะไม่เชิญแม่สตาร์ดัสท์ น้องสาวกิตติมศักดิ์ของกฎมาทานด้วยเหรอคะ”
“ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วผดาชไม ถ้าเธอคิดจะรักฉันจริงๆล่ะก็...อย่าพูดอะไรถึงละอองดาว”
“แหม...กฎน่ะ ดาพูดแค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะคะ”
“จะแค่นี้หรือแค่ไหน ก็ไม่ต้องพูด เขาไม่เคยเอ่ยถึงเธอสักคำ ทำไมต้องไปพูดถึงเขา ต่างคนต่างไม่ชอบหน้ากันก็ไม่ควรจะพูดถึงกันอีก”
“ไม่เอาน่ากฎ อย่าหงุดหงิดสิคะ ดาก็เห็นว่าละอองดาวเป็นน้องของกฎ ก็แค่อยากให้มาร่วมโต๊ะด้วย วันนั้นดากับคุณดาวก็เข้าใจผิดกันนิดหน่อย ดาอาจจะพูดรุนแรงกับน้องสาวกฎไปบ้าง กฎจะให้ดาไปขอโทษคุณดาวก็ได้นะคะ”
“ช่างเถอะ ทานข้าวกันได้แล้ว”
ผดาชไมเก็บกลั้นความไม่พอใจ...หลังอาหารมื้อนั้นเธอพยายามทำอารมณ์ดีชวนเขาพูดคุย
“ที่จริงทานอาหารที่เราไม่ชอบนี่ก็ดีเหมือนกันนะคะ ทานน้อยจะได้ไม่อ้วน ทานเสร็จแล้วเดี๋ยวกฎเล่นเปียโนนะคะ ดาจะร้องเพลงให้ฟัง”
กรกฎไม่ทันจะตอบ ยอดรักเดินแกมวิ่งเข้ามารายงานว่าละอองดาวกลับมาแล้ว ผดาชไมได้ฟังก็หน้าบึ้งทันที ถามยอดรักเสียงแหลมเกือบตวาดว่า ละอองดาวกลับมาแล้วเกี่ยวอะไรกับกรกฎด้วย ยอดรักหัวเราะแหะๆ ทำหน้าไม่ถูก
“ฉันสั่งเด็กมันเองแหละ ให้คอยดูละอองดาวว่ากลับมาหรือยัง ฉันมีธุระกับเขานิดหน่อย”
“สำคัญมากไหมคะ”
“ก็สำคัญเหมือนกัน เรื่องส่วนตัวระหว่างพี่น้อง เธอรออยู่ที่นี่แหละ ฉันจะไปหาดาวสักพัก คงไม่นานหรอก”
“แล้วทำไมกฎไม่เรียกละอองดาวให้มาพบที่นี่ ในเมื่อกฎมีฐานะเป็นเจ้าของบ้าน เป็นพี่ชาย เขาเป็นเด็กกว่า ให้เขาเป็นฝ่ายมาพบถึงจะถูก...ยอดรัก แกไปเชิญคุณดาวมาที่นี่ บอกว่าคุณกรกฎต้องการพบ”
ยอดรักจะออกไปแต่กรกฎห้ามไว้ “ไม่ต้อง...มันเป็นเรื่องที่ฉันขอร้องอะไรดาวอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นฉันควรเป็นฝ่ายไปหาเขา ไม่ใช่สั่งให้เขามาหาฉัน ถึงฉันจะเป็นพี่ แต่คนอย่างฉันไม่ชอบใช้สิทธิ์หรืออำนาจที่ผิดๆ จำเอาไว้ ผดาชไม!”
ผดาชไมไม่ยอม ดึงแขนเขาไว้สุดกำลัง “กฎ! ก็บอกแล้วไงว่าให้เขามาหาที่นี่ ทำไมไม่ฟังดาบ้าง”
“ปล่อย!” กรกฎเสียงดังใส่
ความอดทนของผดาชไมหมดลงทันที แว้ดขึ้น “กลางวันก็ทีนึงแล้วนะ นึกว่าดาไม่รู้รึไง แอบไปหามันที่วังนพดลนั่น กลับมาบ้านก็ยังตามไปหามันที่ตึกอีก ดาทำตัวโง่ไม่ไหวแล้วนะ”
“มันคนละเรื่องกัน ปล่อยฉัน”
“ไม่! ถ้ากฎไป ดาไม่รอ ดาจะกลับ”
“เชิญ!!” ว่าแล้วกรกฎสะบัดแขนเดินลิ่วออกไปทันที
ผดาชไมโกรธจนตัวสั่น กรีดร้องอย่างขัดใจ
ยอดรักแสบแก้วหูวิ่งหนีไป
“กฎนะกฎ คุณกล้าทิ้งฉันไปหานังนั่น...ละอองดาว! แกชักจะหนักข้อขึ้นทุกวันแล้ว นังตัวมาร!”
ที่สุดผดาชไมก็ทนรอกรกฎไม่ไหว ผลุนผลัน
กลับไปด้วยความโมโหสุดขีด
ooooooo
ละอองดาวเห็นกรกฎเดินเข้ามาในห้องรับแขกก็ทักถามตามปกติทุกครั้งที่เจอกัน
“คุณกรกฎมีอะไรจะใช้ดิฉันเหรอคะ”
“เธอลืมไปแล้วเหรอว่าเราตกลงอะไรกันไว้เมื่อก่อนเที่ยง พี่มาตามสัญญา”
“เอ๊ะ ตกลงอะไรคะ”
“ก็จดหมายของคุณพ่อไง เธอบอกว่าจะให้พี่ดูน่ะ”
“อ๋อ รอสักครู่นะคะ”
ละอองดาวหายไปครู่เดียวก็กลับมาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง
“นี่ค่ะ จดหมายที่คุณพ่อทิ้งไว้ในเซฟ กรุณาอ่านเองเถอะค่ะ ดิฉันเต็มใจให้คุณอ่าน”
กรกฎใช้เวลาอ่านจดหมายไม่นานนัก...รู้สึกอัดอั้น คิดอยู่ในใจด้วยความเห็นใจละอองดาว
“การแต่งงานระหว่างเรากับดาวที่เป็นข้อผูกมัดในพินัยกรรม มันเป็นเจตจำนงของคุณพ่อฝ่ายเดียว ละอองดาวไม่มีส่วนรู้เห็นเลย...เราหลงเข้าใจเธอผิดมาตลอด...ละอองดาว พี่สงสารเธอเหลือเกิน”
ละอองดาวนิ่งมองสงสัย เห็นสีหน้าเขาเคร่งขรึม ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า...กรกฎยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึก พับจดหมายส่งคืนเธอ
“คุณพ่อท่านเขียนเอาไว้ลึกลับนะ เกี่ยวกับความเป็นมาของเธอ เมื่อถึงเวลาเธอจะรู้เองว่าเธอมีความเป็นมาอย่างไร ความลับทั้งหมดอยู่ที่คุณพ่อคนเดียว ซึ่งท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว ใครจะเป็นคนเปิดเผยความลับนี้ได้”
“ช่างเถอะค่ะ ดิฉันไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะมีที่มายังไง ถึงรู้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา ท่านก็บอกชัดอยู่แล้วว่าดิฉันเป็นเด็กกำพร้า ต้องนับว่าบุญมากแล้วที่คุณพ่อของคุณเก็บดิฉันมาเลี้ยงไว้ ท่านมีพระคุณกับดิฉันเหลือเกิน”
“เธออายุเท่าไหร่แล้ว”
“ย่าง 24 ค่ะ”
“ก็เหลืออีกปีกว่า ตามกำหนดที่คุณพ่อท่านระบุไว้ให้ไปรับของจากเซฟของธนาคาร ของขวัญวันครบรอบเบญจเพสของเธอ...เธออยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆไหม”
“อยากให้ถึงวันนี้หรือพรุ่งนี้ด้วยซ้ำไปค่ะ”
“ดาวคงอยากรู้ว่าของขวัญที่คุณพ่อเตรียมไว้ให้มันคืออะไรใช่ไหม”
“เปล่าค่ะ ของขวัญอาจไม่สำคัญนักหรอก ที่สำคัญกว่าก็คือระยะเวลานั้นเป็นเวลาที่ดิฉันจะเป็นอิสระจากเงื่อนไขในพินัยกรรมของคุณ ดิฉันภาวนาให้ถึงวันนั้นเร็วที่สุด”
กรกฎหน้าเสีย พูดไม่ออก พอเธอถามว่ามีธุระอะไรอีกไหม เขายิ่งใจแป้ว ถามเสียงแผ่วว่า
“เธอจะไล่พี่แล้วเหรอ”
“เปล่าค่ะ แต่ดิฉันมีนัด ต้องรีบไปแต่งตัว”
“จะไปไหนเหรอ”
“ดูหนังค่ะ รอบสามทุ่ม”
กรกฎอยากรู้ว่าไปกับใคร แต่เธอไม่ตอบ
ooooooo
ขณะที่ละอองดาวขึ้นไปแต่งตัว กรกฎยังไม่ขยับไปไหน นั่งปักหลักอยู่ที่โซฟารับแขก สักครู่
ยอดรักเข้ามารายงานว่าผดาชไมกลับไปแล้ว
“ดี! แกกลับไปเตรียมบรั่นดีไว้ให้ฉันที่ตึก เดี๋ยวฉันกลับไปกิน”
ยอดรักรับคำแล้วกลับออกมา ธัชชัยเดินสวนเข้าไปเห็นกรกฎนั่งอยู่แต่ทำเป็นมองไม่เห็น เดินฮัมเพลงไปนั่งอีกมุมแล้วหยิบนิตยสารมาอ่านฆ่าเวลา
“ไอ้ธัช! นี่แกจะไม่ทักทายเจ้าของบ้านเลยหรือไง”
“ขอโทษ นี่เป็นบ้านของคุณละอองดาว”
“ใช่ แต่ที่นั่งหัวโด่อยู่นี่คือนายกรกฎ เบ็ญจรงค์ พี่ชายของละอองดาว ฉันมีสิทธิ์จะเตะใครที่มันบังอาจเข้ามาจีบน้องสาวชนิดข้ามหน้าข้ามตาก็ได้โว้ย”
ธัชชัยยิ้มกริ่มแกล้งยั่ว ยกมือไหว้ทำตัวอ่อนน้อมทันที “สวัสดีครับคุณพี่ ผมกราบเรียนขออนุญาตพาน้องสาวของคุณพี่ไปดูหนังสักรอบนะครับ”
“อย่ายั่วประสาท แกจะกลับกี่ทุ่ม”
“จะพยายามไม่ให้เกินเที่ยงคืนครับผม”
กรกฎหยิบเงินในกระเป๋ากางเกงไปส่งให้ธัชชัย บอกว่าเป็นค่าดูหนัง
“ขอบพระคุณอย่างสูงครับ คุณพี่ใจดีจัง”
“อย่านึกว่าฉันจะมีน้ำใจกับแก นี่เป็นรายการค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้างของฉันเท่านั้น”
“ขอบคุณคุณพี่อีกครั้งครับ แต่เอ๊ะ ทำไมคุณพี่ต้องกัดฟันพูดด้วยล่ะครับ”
“แกอย่ามายั่วโมโหฉันนะไอ้ธัช อย่านึกว่าฉันรักแก แล้วฉันจะเตะแกไม่ได้”
“นี่ฉันไปทำอะไรให้แกโกรธวะ หมู่นี้ฉันว่าแกดูบ๊องๆนะไอ้กฎ”
กรกฎเอนหลังพิงโซฟา ถอนใจแรง ถามธัชชัยว่านัดกันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
“เมื่อเช้า ฉันโทร.ไปหาคุณดาว”
“ทำไมแกไม่รายงานให้ฉันรู้มั่ง ว่าผลงานคืบหน้าไปแค่ไหน”
“แกก็เห็นอยู่แล้วนี่ว่ามันคืบหน้าไปมากแล้ว”
สองหนุ่มหยุดคุยเพราะละอองดาวกลับลงมาแล้ว เธออยู่ในชุดสวยเก๋ ธัชชัยมองตะลึง ชื่นชมจากใจ
“วันนี้คุณดาวสวยจัง...เชิญครับ คุณดาว”
ธัชชัยพาละอองดาวเดินออกไป แต่ไม่วายแอบหันมายักคิ้วหลิ่วตาเย้ยกรกฎอย่างกวนๆ
ooooooo
เริงใจกับชลทิชานัดกันมาเที่ยวคลับ แต่เพราะชลทิชามาช้าทำให้เริงใจต้องนั่งคนเดียว แล้วมีนักดื่มรายหนึ่งเข้ามาพูดจาแทะโลมและอาจเลยเถิดไปถึงการลวนลามถ้าไม่ได้คำอินทร์เข้ามาช่วยไว้
คำอินทร์ต่อยหน้าหนุ่มรายนั้นจนหายซ่ารีบหนีไป ส่วนเริงใจจำใจขอบคุณคำอินทร์ แต่ลึกๆเริ่มรู้สึกดีกับผู้ชายคนนี้ขึ้นมาบ้าง
ฝ่ายกรกฎอยู่บ้านไม่เป็นสุข เฝ้ามองแต่นาฬิกาตาแทบหลุด นานเข้าทนไม่ไหวขับรถออกจากบ้านไปที่สโมสร แต่ก็ยังไม่วายโทรศัพท์มาถามที่บ้านอยู่เป็นระยะว่าละอองดาวกลับมาหรือยัง
เมื่อรู้ว่าน้องสาวคนสวยยังไม่กลับ พี่ชายนอกไส้ยิ่งกระวนกระวาย นั่งหน้าดำคร่ำเคร่งดื่มเหล้าคนเดียวโดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนจับตามอง จนกระทั่งเขาลุกไปทัก กรกฎตกใจถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ตนไม่รู้ตัวเลย
ท่านชายสดายุนั่นเอง ท่านลงนั่งพลางทักกรกฎว่าหมู่นี้ดูแปลกๆ ผิดไปจากคนเดิมที่เคยรู้จัก
“อะไรบ้างล่ะ ที่ฝ่าบาทว่าผิดไป”
“แกดูซึมๆ หงอยๆ ไม่กระปรี้กระเปร่าร่าเริง ขี้โมโหโทโสซะด้วย เหมือนแบกทุกข์หนักเอาไว้ 10 ตันงั้นแหละ รู้ตัวไหมว่าเดี๋ยวนี้แกดูซูบไปเยอะเลย”
“กระหม่อมเที่ยวจัดไปหน่อย เงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง หนี้สินก็เยอะ คนมีหนี้ไม่ค่อยมีความสุขหรอกกระหม่อม”
“พูดเป็นเล่น หนี้อะไรเจ้ากฎ”
“ก็หนี้ที่สำนักงานจัดการมรดกของกระหม่อมน่ะสิ กระหม่อมต้องเบิกเงินล่วงหน้ามาใช้เรื่อย คุณอรรถก็กระดูกถูกขัดมัน ไม่เคยมีน้ำใจผ่อนผันให้กระหม่อมเลย แกหักเอาทุกครั้ง”
“เหรอ น่าสงสารจริงๆ ฉันนึกว่าแกมีหนี้อย่างอื่นซะอีก ถึงได้คอตกหน้าเซียวอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้”
“หนี้อะไรกระหม่อม”
“หนี้หัวใจไงล่ะ”
“กระหม่อมไม่เข้าใจ”
“ก็แล้วไป...ไม่มีใครเข้าใจแกดีเท่าตัวแกเองหรอก คนเป็นหนี้หัวใจหรือป่วยทางใจก็มักจะมีอาการเหมือนแกนั่นแหละ”
กรกฎนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองว่านอนไม่ค่อยหลับโดยไม่รู้สาเหตุ เลยต้องออกมาหาอะไรดื่ม
“ทำไมถึงนอนไม่หลับ...สุขภาพร่างกายของแกก็เรียบร้อยดีไม่ใช่หรือ ไม่ได้เจ็บไข้ทุกข์ทรมานด้วยโรคอะไร”
“ก็เรียบร้อยดี”
“ถ้างั้นในเชิงทฤษฎีของจิตแพทย์ แสดงว่าแกมีปมอะไรบางอย่างรบกวนอยู่ในใจ ปมนี้แฝงลึกอยู่ในจิตใต้ สำนึก ทำให้แกหลับไม่ลง มันก็เหมือนเนื้อร้ายหรือมะเร็งที่ปวดหนึบๆอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ”
“กระหม่อมจนแต้มแล้ว ท่านชายทรงรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องจิตวิทยา”
“เอ้อ...เมื่อไหร่แกจะลงเอยแต่งงานกับผดาชไมซะทีล่ะ”
กรกฎชะงัก ไม่แน่ใจว่าท่านชายรู้เรื่องข้อผูกมัดของเขาในพินัยกรรมหรือเปล่า
“กระหม่อมทูลถามจริงๆเถอะ ฝ่าบาททรงทราบอะไรเกี่ยวกับพินัยกรรมที่คุณพ่อของกระหม่อมเขียนไว้หรือเปล่า”
“ถ้าแกไม่บอกแล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง ก็รู้เท่าที่แกเคยบอกนั่นแหละ ว่าแกยังไม่ได้รับโอนมรดก ได้รับเฉพาะเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือน”
“มันมีข้อผูกมัดที่ระบุให้กระหม่อมปฏิบัติตามอยู่หลายข้อก่อนจะได้รับโอนมรดก”
“ข้อผูกมัดอะไร”
“คุณพ่อของกระหม่อมต้องการให้กระหม่อมแต่งงานกับละอองดาว”
ท่านชายคาดไม่ถึง...หลังฟังเรื่องราวที่กรกฎเล่ารายละเอียดออกมาอย่างอัดอั้นก็ได้ข้อสรุปทันที
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เลยทำให้แกไม่มีความสุข หน้าเศร้าอยู่ตลอดเวลา คุณละอองดาวนี่ก็ช่างเข้ามาเป็นมารขวางกั้นคู่รักเขา แต่ก็น่าเห็นใจนะ เพราะเธอ
ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย เป็นเจตนาของคุณพ่อแกต่างหาก”
“กระหม่อมเองก็สงสารและเห็นใจละอองดาว”
“แต่ก็ตกลงกันได้แล้วไม่ใช่เหรอ ก็แค่รอเวลาเท่านั้น แกก็ไม่น่าจะวิตกทุกข์ร้อนอะไรมากนักนี่ ผดาชไมก็พร้อมที่จะรอแกนี่นา สามปีเดี๋ยวเดียวเอง นี่ก็ย่างเข้ามาเกือบสองปีแล้วไม่ใช่หรือ”
“ถ้าฝ่าบาทตกอยู่ในฐานะกระหม่อม ฝ่าบาทจะทำยังไง”
“ฉันก็คงทำอย่างที่แกทำมั้ง ทำไงได้ล่ะ ก็เรามีคู่รักอยู่ก่อนแล้ว จะมาจับมือเรามัดไว้กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งได้ยังไง ทำไม? แกมีอะไรข้องใจหรือ”
“เปล่ากระหม่อม”
ท่านชายสดายุพยายามจับพิรุธ เริ่มสงสัยว่ากรกฎน่าจะคิดเกินเลยกับละอองดาวมากกว่าพี่ชายกับน้องสาว
ooooooo
หลังจากดูหนังรอบค่ำแล้ว ละอองดาวกับธัชชัยไปเที่ยวต่อที่คลับ...ยิ่งได้ใกล้ชิดสนิทสนมกัน ธัชชัยรู้สึกหลงรักเธอขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่แค่ลูกจ้างที่รับงานมาจากกรกฎ
สองคนออกไปเต้นรำอย่างสนุกสนานก่อนจะกลับมานั่งคุยกันต่อ ธัชชัยห้ามใจไม่ไหวสารภาพรักเธอและขอแต่งงาน ละอองดาวไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ถามว่า
“คุณต้องการช่วยคนสองคนใช่ไหมคะ ถึงได้ยื่นข้อเสนอนี้ให้ดิฉัน”
“ผมช่วยคนสองคนยังไงเหรอครับ”
“คุณต้องการช่วยดิฉัน เพราะไม่ต้องการให้ดิฉันอยู่อย่างทุเรศประดักประเดิดเป็นอุปสรรคขวางกั้นใคร และคุณก็ช่วยคุณกรกฎอีกคนหนึ่งให้เป็นอิสระจากข้อผูกพันในพินัยกรรม ใช่ไหมคะ”
“คุณดาว! ด้วยความสัตย์จริงจากใจผม ผมรักคุณจริงๆ เรื่องอื่นผมไม่สนใจทั้งนั้น นี่คุณโกรธผมรึเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ ดิฉันควรจะยินดีด้วยซ้ำ อย่างน้อยผู้หญิงที่เคยถูกผู้ชายปฏิเสธมาแล้วอย่างดิฉัน ก็ยังอุตส่าห์มีคนสนใจที่จะขอแต่งงานด้วย”
“คุณดาวยังไม่ให้คำตอบผมเลยครับ”
“คุณธัชคะ เวลาที่เราคบกันยังน้อยเกินไปค่ะ ขอเลื่อนคำตอบออกไปก่อนนะคะ วันนี้คุณอาจจะมองว่าดิฉันเป็นคนที่เหมาะสมที่คุณจะขอแต่งงานด้วย แต่วันข้างหน้าคุณอาจมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปก็ได้ ถึงแม้ดิฉันจะประทับใจนิสัยใจคอของคุณ แต่ก็อยู่ในขั้นมิตรภาพเท่านั้น เราต่างฝ่ายต่างดูกันไปก่อนดีกว่าค่ะ”
ธัชชัยยิ้มออก จับมือเธอบีบเบาๆ “ขอบคุณครับคุณดาว ผมพอใจคำตอบของคุณที่สุดแล้วครับ ผมจะไม่รบกวนถามคุณอีก จนกว่าจะถึงเวลาที่สมควร”
“แด่มิตรภาพของเราค่ะ”
สองคนชนแก้วเครื่องดื่มกันด้วยรอยยิ้ม
ooooooo
แยกจากท่านชายสดายุมาแล้วกรกฎโทร.ไปที่บ้านสอบถามยอดรักว่าละอองดาวกลับมาหรือยัง เมื่อคำตอบยังเหมือนเดิมก็รุ่มร้อนไม่ยอมกลับเข้าบ้าน ขับรถไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะแวะที่คลับทั้งที่อยู่ในสภาพมึนเมา ธัชชัยเห็นเพื่อนรักก็เข้าไปทักว่าทำไมมาคนเดียว
“ก็ส่งเดชมางั้นแหละ ตะลุยมาหลายที่แล้ว”
“นั่งด้วยกันสิเพื่อน”
กรกฎเหลือบมองละอองดาวเห็นสีหน้าเรียบเฉยก็ไม่กล้า “ไม่ดีกว่า โต๊ะอย่างงี้เหมาะกับสองคนอยู่แล้ว ฉันมานั่งอีกคนมันดูเกะกะ ตามสบายเพื่อน ฉันเข้ามาหาเหล้ากินแค่นั้น”
ธัชชัยพยักหน้าแล้วกลับมานั่งกับละอองดาว บ่นให้เธอฟังว่าท่าทางกรกฎดูแปลกๆ ตนไม่เคยเห็นเขามาคนเดียว อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนผู้ชายมาด้วย
“ทำไมคุณดาวไม่พูดอะไรกับพี่ชายคุณบ้างล่ะครับ ทำเหมือนคนไม่รู้จักกัน”
“ก็ยังไม่มีธุระอะไรนี่คะ แล้วเขาก็คงไม่มีธุระอะไรจะคุยกับดิฉัน”
“ไม่รู้ว่าเขาไม่พอใจรึเปล่าที่ผมพาคุณมาที่นี่ เพราะผมขออนุญาตเขาแค่พาคุณไปดูหนัง”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะคุณธัช เขาไม่ใช่ผู้ปกครองของดิฉัน แล้วตอนนี้ดิฉันก็ไม่มีผู้ปกครองด้วย...นี่ทุกครั้ง ที่คุณมากับดิฉัน คุณต้องขออนุญาตเขาเหรอคะ”
“เปล่าครับ แต่โดยมารยาทแล้วผมมักจะบอกให้เขารู้ล่วงหน้าว่าผมจะชวนคุณไปไหน ต้องทำตัวเป็นเด็กไว้ อ่อนน้อมเคารพนบนอบกับพี่ชายของผู้หญิงที่ผมรัก”
“จะไม่ทึกทักมากไปหน่อยเหรอคะ คำว่าผู้หญิงที่ผมรักน่ะ”
“ไม่ทึกทักหรอกครับ เพราะมันเป็นความจริง ผมรักคุณ ใครก็ห้ามไม่ได้ ส่วนคุณจะรักผมรึเปล่า ผมไม่ได้พูดนี่ครับ”
“ฉลาดพูดนะคะ นี่แหละทนาย” ละอองดาวอมยิ้ม ชวนเขาออกไปเต้นรำอีกรอบ
กรกฎจับตามอง เห็นความสนิทสนมของทั้งสองคนก็อิจฉา บ่นพึมพำว่ามีความสุขกันเสียจริง...
ขณะเต้นรำกัน ธัชชัยชวนละอองดาวคุยเพื่อสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“คุณดาวรู้ไหมครับว่าผมประทับใจตัวคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้เจอคุณแล้ว”
“จริงเหรอคะ ถ้าไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย”
“ผมพูดจริงๆนะครับ ยิ่งได้พูดคุย รู้จักมากขึ้น ผมก็ยิ่งประทับใจในตัวคุณ คุณอ่อนหวาน มีเสน่ห์ น่าหลงใหลจริงๆ”
“ขอบคุณค่ะที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองยังมีค่า”
“มีสิครับ มีมากซะด้วย ถึงคุณเป็นละอองดาว แต่ก็มีค่ากว่าดวงจันทร์เสียอีก”
“ปากหวานนะคะ เล่นชมซะขนาดนี้ เดี๋ยวดิฉันก็ลอยไปไกลหรอกค่ะ”
“คุณลอยไปไหนไม่ได้หรอกครับ เพราะผมจะกอดคุณไว้แน่นๆ เจ้าหญิงของผม”
“เจ้าหญิงอีกแล้ว คุณนี่ช่างเพ้อฝัน เพ้อเจ้อจริงๆ”
สองคนหัวเราะไปด้วยกัน...ยิ่งละอองดาวกับธัชชัยมีความสุขมากเท่าไหร่ กรกฎก็ยิ่งปวดร้าวมากขึ้นเท่านั้น เขามองเพื่อนรักและน้องสาวจำเป็นของเขา
ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ขมขื่น ทุกข์ใจเหลือเกิน ดื่มเหล้าราวกับน้ำเปล่า ธัชชัยมองมาด้วยความเป็นห่วง
“ผมชักเป็นห่วงเจ้ากฎแล้ว”
“ทำไมคะ”
“คุณไม่สังเกตเหรอครับ หมู่นี้กรกฎเปลี่ยนไปมาก ผอมโทรมผิดตา เขาดูซึมๆหงอยๆบอกไม่ถูก เจ้ากฎไม่เคยเป็นอย่างงี้มาก่อน”
ละอองดาวซ่อนสีหน้าทำเป็นไม่รู้ “เหรอคะ ดิฉันก็ไม่ได้คอยสังเกตเขาซะด้วย คงเป็นเพราะคุณกรกฎเที่ยวจัดมั้งคะ”
“ผมกลัวว่าเจ้ากฎจะเป็นโรคอะไรชนิดหนึ่งที่เขาเรียกว่าไข้ใจ หรืออกหักประมาณนั้น”
“จะเป็นไปได้เหรอคะ ความรักของคุณกรกฎก็กำลังสดใสดี อาจมีอึดอัดใจนิดหน่อย ก็ตรงที่ต้องรอคอยเวลาเท่านั้น”
“ข้อนั้นผมไม่สงสัยหรอกครับ ผมเกรงอีกอย่างหนึ่งมากกว่า ถ้ามันเป็นอย่างที่ผมเข้าใจล่ะก็ ผมจะสมเพชเขาที่สุด”
“อีกอย่างหนึ่งของคุณธัชหมายความว่ายังไงคะ”
“ก็ประมาณว่าเขาเกิดไปหลงรักใครคนหนึ่ง เป็นความรักแอบแฝง ชนิดที่เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกใครได้ แม้แต่ตัวเขาเอง แล้วผลแห่งความรักนั่นมันกำลังคุกคามทรมานใจเขาอยู่ไงครับ คุณดาวเข้าใจไหม”
ละอองดาวทราบดีว่ากรกฎทุกข์ใจเพราะอะไร แต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ ธัชชัยจึงบอกว่า
“เรื่องนี้คงอธิบายยาก แล้ววันหนึ่ง คุณดาวจะเข้าใจครับ”
ooooooo
เมื่อสองคนพากันกลับมาที่โต๊ะ ธัชชัยถามละอองดาวว่าอยากทานอะไรอีกไหม ของว่างหรือผลไม้ หญิงสาวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
สักครู่บริกรนำกระดาษโน้ตข้อความมาส่งให้ธัชชัย มีลูกความของเขาสองคนที่นั่งอยู่มุมหนึ่งต้องการปรึกษาเรื่องคดีความ ธัชชัยจึงต้องลุกไป แต่ไม่ต้องการให้ละอองดาวนั่งคนเดียวจึงไปตามกรกฎมานั่งเป็นเพื่อนไปพลางๆ
เมื่อกรกฎเข้ามานั่ง ละอองดาวเมินหน้าไปมองฟลอร์เต้นรำ ทำให้เขาน้อยใจ ตัดพ้อว่า
“เธอคงรังเกียจที่พี่มานั่งเป็นเพื่อน”
“ดิฉันเกรงใจที่ทำให้คุณลำบากค่ะ คุณธัชไม่ควรไปเชิญคุณมาเลย”
“ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่ เจ้าธัชทำถูกแล้ว พี่จะโกรธมาก ถ้ามันไปทำธุระแล้วทิ้งน้องสาวพี่ไว้คนเดียว... คืนนี้น้องสาวพี่สวยเหลือเกิน พี่ภูมิใจแทนธัชชัยจริงๆ”
ละอองดาวไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน ตอบกลับเสียงเย็น “น้องสาวคุณสวย แล้วทำไมคุณต้องภูมิใจให้คนอื่นด้วยล่ะคะ”
“ก็เพราะคนอื่นมีวาสนาที่สุดที่มีโอกาสได้น้องสาวพี่มาควงแบบนี้”
“คุณกรกฎประชดดิฉันหรือเปล่าคะ”
“ประชดอะไรเหรอ”
“ก็เห็นดิฉันมาเที่ยวในสถานที่แบบนี้ดึกดื่นกับเพื่อนชายสองต่อสอง ซึ่งไม่สมควร”
“พี่จะประชดเธอทำไม...ก่อนหน้านี้พี่อาจจะทำอะไรที่มันก้าวก่ายสิทธิ์ส่วนตัวของเธอไปบ้าง มันเป็นความรู้สึกของพี่ชายที่ต้องห่วงน้องสาว แต่ตอนนี้พี่พิจารณาดูแล้ว พี่ไม่จำเป็นต้องสะเออะเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอ เพราะเธอก็โตแล้ว มีการศึกษา ผ่านการ อบรมมาดี มีสติ มีสมอง รู้ว่าอะไรควรไม่ควร และที่เธอมากับธัชชัยก็ถูกต้อง เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ เป็นเพื่อนที่พี่รู้จักนิสัยใจคอดี แต่ก็ใช่ว่าพี่จะปล่อยปละเธอนะ พี่ยังเป็นห่วงเธอเสมอ”
“ขอบคุณค่ะ ในความปรารถนาดีที่กรุณาต่อดิฉัน...แล้วนี่ทำไมมาคนเดียวล่ะคะ”
“มันกลุ้มๆบอกไม่ถูก พี่เลยออกมาเที่ยวไปเรื่อย”
“มีอะไรทำให้กลุ้มเหรอคะ”
“พี่ก็บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน มันคล้ายๆตัวพี่ไปก่อกรรมอะไรไว้แล้วกรรมมันกำลังตามสนองพี่อย่างงั้นแหละ...ธัชชัยไปนานจัง เธอคงเบื่อที่จะคุยกับพี่”
“ไม่หรอกค่ะ คืนนี้คุณกรกฎพูดน่าฟังที่สุดเลย”
“แล้วก่อนหน้านี้ล่ะ”
“ก็อาจมีอะไรผิดหูบ้าง แต่ดิฉันไม่ถือหรอกค่ะ เพราะคิดซะว่าคุณหวังดี”
“พี่รู้ตัวว่าพี่ผิด ผิดมาตั้งแต่ต้น...เราออกไปเต้นรำกันไหม” กรกฎตั้งใจเบรกเรื่องเครียดๆ แต่ละอองดาวกลับย้อนถามเขาว่า
“จะเหมาะเหรอคะ”
“เธอรังเกียจอะไรพี่เหรอ”
“เปล่าค่ะ แต่ดิฉันเกรงว่าถ้าคนรักของคุณมาเห็นเข้า เธออาจจะเข้าใจผิด”
“ก็ให้มันรู้ไปสิว่าทำไมพี่ชายจะเต้นรำกับน้องสาวไม่ได้ พี่ไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งนั้น”
“งั้น...คุณพร้อมจะออกไปเต้นรำหรือยังคะ”
กรกฎยิ้มตาเป็นประกาย ออกไปเต้นรำก็เอาแต่จ้องตาเธอ สักครู่ชมว่าคืนนี้เธอสวยเหลือเกิน แต่ละอองดาว พูดเสียงแผ่วว่าลูกเป็ดขี้เหร่ เล่นเอาเขาหน้าเจื่อนทันที
“พี่ขอโทษ มันก็แค่ภาพติดตาตอนเด็กๆ อย่าถือสาผู้ชายปากพล่อยอย่างพี่เลย”
“จะถือไปทำไมคะ หนักเปล่าๆ”
“อย่าโกรธพี่เลยนะ ละอองดาวของพี่”
“ของคุณ?” หญิงสาวนิ่วหน้า
“ก็ดาวเป็นน้องของพี่ไง เป็นคนพิเศษที่คุณพ่อฝากฝังไว้ให้พี่ดูแลไปตลอดชีวิต”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ดิฉันดูแลตัวเองได้”
“พี่รู้ว่าดาวเอาตัวรอดได้ แต่ดาวจะห้ามไม่ให้พี่เป็นห่วงกังวลเรื่องของดาวไม่ได้นะ ดาวทุกข์ พี่จะทุกข์ยิ่งกว่า ดาวเจ็บ พี่จะเจ็บกว่าร้อยเท่า ไม่มีวันไหนเลยที่พี่จะไม่เป็นห่วงดาว พี่อยากเห็นดาวมีความสุขทุกวันทุกคืน”
ละอองดาวรู้สึกดี ตอบขอบคุณเขาที่ปรารถนาดี
“แค่ดาวรับรู้ความรู้สึกดีๆที่พี่มีให้ดาว เท่านี้พี่ก็ปลื้มแล้ว ถ้าพี่มีเวทมนตร์ พี่จะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ เวลาที่มีเพียงเราสองคน เวลาของความสุขที่พี่ได้ตระกองกอดดาวเต้นรำแบบนี้ พี่จะพาดาวท่องไปในวิมาน ชั้นฟ้า พี่จะเก็บดวงดาวมาร้อยเป็นมาลัยสวมให้ดาว...มันช่างเหมือนความฝันเหลือเกิน ความฝันที่พี่กับดาวได้อยู่กันชิดใกล้ มีหัวใจร้อยเป็นดวงเดียวกัน เราสองคนจะมีแต่ความสุขในฝันนั้นชั่วนิรันดร”
แม้จะรู้ว่าเขาเมาและอาจพูดจาเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่ละอองดาวก็มีความสุข เผลอใจสบตาเขาหวานซึ้ง
“ดาวรู้ไหมว่าตาดาวสวยเหลือเกิน เป็นประกายสุกใสเหมือนแสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน พี่เห็นใครคนหนึ่งอยู่ในแววตาของดาว”
“ใครเหรอคะ”
“ก็ตัวพี่ไง...กรกฎ เบ็ญจรงค์”
ละอองดาวยิ้มเขิน...สองคนสบตากันนิ่งนาน กรกฎเผลอใจยื่นหน้าเข้าไปใกล้เกือบจะจูบ แต่โดนละอองดาวปรามด้วยสายตาเลยพูดกลบเกลื่อนว่า
“วิญญาณของคุณพ่อคงจะเป็นสุขมากนะ ถ้าท่านเห็นเราเต้นรำกันแบบนี้”
“ยังไงท่านก็เสียไปแล้วค่ะ”
“พี่รู้ว่าพี่เป็นลูกอกตัญญูมาก ดื้อรั้น ลบหลู่เจตนา– รมณ์ของท่าน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่คงไม่ปฏิเสธ”
“เวลาก็เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อน เรากลับไปแก้ไขเรื่องในอดีตไม่ได้หรอกค่ะ เราควรอยู่กับปัจจุบัน”
“อยู่กับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานใจอย่างนี้เหรอ พี่เสียใจที่เกิดมาเป็นนายกรกฎ เบ็ญจรงค์ ทำไมพี่ถึงไม่เกิดมาเป็นธัชชัยหรือเจ้าคำอินทร์”
“ดิฉันเองก็เสียใจค่ะ ทำไมดิฉันต้องเกิดมาเป็นละอองดาว คนที่สร้างความยุ่งยากให้แก่คุณ”
ธัชชัยกลับมาแทรก สองคนจึงยุติการสนทนา...ก่อนกรกฎจะแยกตัวกลับไปนั่งที่เดิมของตน เขาทิ้งคำพูดไว้กับละอองดาวว่า
“ขอบใจนะดาว ที่ทำให้คืนนี้ของพี่มีความหมาย”
ธัชชัยสงสัยแต่ไม่กล้าถาม ชวนละอองดาวกลับเพราะพรุ่งนี้เธอต้องทำงานแต่เช้า
ooooooo
ขณะเดินมาที่ลานจอดรถหน้าคลับเพื่อจะพาละอองดาวกลับไปส่งบ้าน ธัชชัยเป็นห่วงกรกฎที่เมามายอยู่ข้างใน จึงย้อนกลับมาดูโดยมีละอองดาวเดินตามมาด้วย
ปรากฏว่ากรกฎฟุบหลับคาโต๊ะ ธัชชัยเรียกอยู่สักพักกว่าจะรู้สึกตัว แต่ยังพูดอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์จนละอองดาวต้องให้ธัชชัยถอยออกมา เธอขอพูดกับเขาเอง
ละอองดาวทั้งเกลี้ยกล่อมและขอร้องกรกฎให้กลับบ้าน แต่เขายังพูดพล่ามอยู่นานกว่าจะโอนอ่อน
เมื่อเธอยอมเรียกเขาว่าพี่และแทนตัวเองว่าดาว
แต่พอออกมาที่รถก็มีปัญหาอีก กรกฎเมาหนักจนเสียบกุญแจรถไม่ได้ ธัชชัยกับละอองดาวเป็นห่วงมากหากเขาต้องขับรถเอง จึงตกลงกันว่าละอองดาวขับรถให้กรกฎนั่ง ส่วนธัชชัยขับรถตัวเองตามไป
ระหว่างทางกรกฎพูดไม่หยุด ทั้งตัดพ้อต่อว่าและชื่นชมความงามของละอองดาว นานเข้าทรงตัวนั่งไม่อยู่ ขอนอนหนุนตักเธอพร้อมกับฮัมเพลงอย่างมีความสุข สลับด้วยคุยจ้อประสาคนเมาที่กำลังตกหลุมรักเธอเต็มหัวใจ
“ดาวรู้ไหม คืนนี้เป็นคืนที่พี่กลุ้มที่สุด แต่ก็เป็นคืนที่พี่มีความสุขที่สุดเหมือนกัน”
“ไม่ได้ยิน ไม่อยากฟัง หลับๆไปเถอะค่ะ”
“ดาว...เธอจะพูดคุยน่ารักๆกับพี่แบบนี้ตลอดไปได้ไหม พี่จะสบายใจที่สุดเลย”
“ไม่ได้หรอกค่ะ เวลาคุณเมา ฉันก็พูดกับคุณไปตามประสาคนเมา จะได้รู้เรื่อง พอคุณหายเมาฉันก็ต้องพูดกับคุณอีกแบบหนึ่ง”
“พี่ไม่ได้เมา”
“คนเมาไม่มีวันยอมรับว่าเมาหรอกค่ะ ก็เหมือนกับคนบ้านั่นแหละ”
“ถ้าเมาแล้วพี่จะคุยกับดาวรู้เรื่องได้ยังไง”
“ก็รู้เรื่องไปตามประสาคนเมาไงคะ พรุ่งนี้คุณก็ลืมหมด”
“ถ้าไม่ลืมล่ะ พี่จำได้ว่าพี่หนุนตักเธอ จำได้ว่าเธอน่ารัก เรียกพี่ว่าพี่กฎ แทนตัวเองว่าดาว ผิดกับแม่ละอองดาวคนที่แสนจะหยิ่งยโสคนนั้น พี่ดีใจที่เห็นดาวเป็นแบบนี้ มันเหมือนฝันไป”
“ก็คิดซะว่าเป็นความฝันก็แล้วกัน”
“ดาว ตักเธอนุ่มจัง นี่ถ้าเจ้าธัชมันมาเตะพี่จริงๆ เธอจะว่ายังไง”
“ก็ยืนดูด้วยความสะใจน่ะสิ”
“เธอไม่คิดจะช่วยพี่มั่งเลยเหรอ”
“ช่วยซ้ำสิไม่ว่า ก็ตัวเองผิดจริงๆนี่”
“ผิดยังไง”
“ก็อวดดีมาหนุนตักที่เขามีเจ้าของน่ะสิ”
“อ๋อ มีเจ้าของแล้วเหรอ ของใครนะ”
“ไม่ใช่ของคุณก็แล้วกัน”
“เอ...ของใครน้า...นั่นสิ ไปเปิดพินัยกรรมที่ ด็อกเตอร์ไกร เบ็ญจรงค์ เขียนเอาไว้ก็น่าจะรู้ว่าละอองดาวคนนี้ของใคร”
“ขอโทษ อย่าโมเม เจ้าของคนนั้นบอกสละสิทธิ์ไปนานแล้วค่ะ”
“แต่อายุของสิทธิ์ยังไม่หมดนี่”
“เสียใจค่ะ ละอองดาวคนนี้เป็นทรัพย์ที่มีชีวิตจิตใจ ถึงสิทธิ์จะยังไม่สิ้น แต่ตัวทรัพย์เองก็ไม่สมัครใจซะแล้ว สิทธิ์นั้นก็ไม่สามารถเป็นผลบังคับใดๆได้”
“ดาว...ทำไมพี่ถึงเกิดมาเป็นคนมีกรรมอย่างนี้นะ วิญญาณของคุณพ่อคงจะสาปแช่งพี่...”
เสียงกรกฎขาดหายไป ละอองดาวเหลือบตามองก็เห็นเขาหลับเสียแล้ว
“พ่อคนเมาช่างพูด หมดฤทธิ์ไปแล้วเหรอ”
ooooooo
ละอองดาวขับรถเข้ามาจอดหน้าตึก ธัชชัยที่มาถึงก่อนรีบลงจากรถไปหา เห็นเต็มตาว่ากรกฎนอนหลับสนิทหนุนตักละอองดาว
“หลับไปซะแล้ว ผมไม่เคยเห็นเจ้ากฎเมาถึงขนาดนี้เลย ปกติเขาคอแข็งมากนะครับ ก็อย่างว่า...กระเพาะคนสู้แอลกอฮอล์ไม่ได้หรอกครับ”
“ทำยังไงดีล่ะคะ”
“เดี๋ยวผมอุ้มเขาขึ้นไปเองครับ ป่านนี้คนรับใช้ในบ้านคงนอนกันหมดแล้ว”
ธัชชัยอุ้มกรกฎลงจากรถ ละอองดาวเดินนำหน้าไปเปิดประตูห้องให้ธัชชัยเอากรกฎวางบนเตียงนอน
“เฮ้อ...หนักเป็นบ้าไอ้เพื่อนยาก กฎเอ๊ย ถ้าขืนดื่มหนักอย่างนี้ทุกวัน แกอายุสั้นแน่”
บ่นเสร็จธัชชัยปลดกระดุมเสื้อให้กรกฎจะได้ไม่อึดอัดเวลานอน...เสียงคนเมาพูดพึมพำฟังไม่รู้เรื่อง ละอองดาวดึงผ้าห่มมาห่มให้ก่อนกลับออกมาหน้าตึกพร้อมธัชชัย
“เดี๋ยวผมไปส่งคุณดาวที่ตึกนะครับ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณธัชรีบกลับเถอะ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวดิฉันยืมรถคุณกรกฎขับไปเองก็ได้ ใกล้แค่นี้เองค่ะ”
“ราตรีสวัสดิ์ เจ้าหญิงของผม ขอให้ผมฝันดี”
“ราตรีสวัสดิ์เช่นกันค่ะ คุณสุภาพบุรุษธัชชัย”
“ผมกลับนะครับ”
“ขับรถดีๆนะคะ”
ธัชชัยยิ้มรับ ขึ้นรถขับออกไป โดยมีสายตาของหญิงสาวมองตามด้วยความเป็นมิตร แต่สำหรับกรกฎผู้ชายที่เธอแอบปลื้มเขาตั้งแต่เยาว์วัย ค่ำคืนนี้คำพูดของเขาหลายคำทำให้เธอมีความสุข
ละอองดาวคิดทบทวนและจำได้ทุกคำที่เขาพูด รอยยิ้มผุดพรายขึ้นเต็มหน้า แต่เพียงชั่วครู่ก็จืดจางหายไป ย้ำเตือนตัวเองว่า
“ฉันควรจะใจแข็งให้มากกว่านี้...หายเมาแล้วก็ลืมซะให้หมดว่าเราได้พูดอะไรกันไว้บ้าง คุณกรกฎ”
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
Reply #6 on:
17 July 2026, 20:42:37 »
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep11/page1
ละอองดาว ตอนที่ 11
รุ่งเช้ากรกฎจำเหตุการณ์เมื่อคืนได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เขาอยากรู้ถึงขนาดโทรศัพท์ไปสอบถามละออง-ดาวที่วังนพดล คลับคล้ายคลับคลาว่าเธอขับรถให้นั่ง แต่สงสัยว่าตนขึ้นมานอนในห้องได้ยังไง
“คุณธัชชัยเป็นคนอุ้มคุณขึ้นไปค่ะ”
“เจ้าธัชเหรอ พี่กลับมาถึงบ้านเมื่อไหร่”
“ก็ราวๆตีสามค่ะ”
“พี่ต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้เธอกับธัชชัยต้องลำบาก เมื่อคืนพี่ดื่มมากไปหน่อย ไม่รู้พี่เมาอาละวาด เกะกะ หรือทำอะไรที่ไม่สมควรไปบ้างรึเปล่า”
“ก็ไม่มีอะไรนี่คะ คุณกรกฎมีอะไรอีกรึเปล่าคะ”
“ไม่มีอะไร พี่เพิ่งตื่นเดี๋ยวนี้เอง งงไปหมดนึกไม่ออกจริงๆว่าตัวเองกลับมาบ้านมานอนบนเตียงได้ยังไง พี่เลยโทร.มาถามเธอ ขอบใจนะดาวที่ลากพี่กลับบ้าน ที่จริงเธอปล่อยให้พี่เมาหลับอยู่ที่นั่นก็ได้ ลำบากเธอเปล่าๆ”
“ต้องขอบใจคุณธัชชัยค่ะ เพราะเขาเป็นคนเอาคุณกลับบ้าน ไม่ใช่ดิฉัน”
“ยังไงพี่ก็ต้องขอบใจดาว ที่ช่วยขับรถให้”
“ก็คุณธัชอีกนั่นแหละค่ะ ที่ขอร้องดิฉันให้ช่วยขับรถให้คุณ”
“พี่นึกว่าเธอจะกรุณาพี่เองเสียอีก...ดาว ถ้าเมื่อคืนพี่ทำอะไรที่ไม่สมควรกับเธอ พี่ต้องขอโทษด้วยนะ อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมาเลย”
“เรื่องราวเมื่อคืน...คุณจำไม่ได้เลยเหรอคะ”
“มันเลือนๆลางๆ เหมือนอยู่ในความฝัน จนพี่ไม่รู้ว่ามันเป็นความจริงหรือความฝัน”
“จะจริงหรือฝัน ก็ขอให้มันไปรวมอยู่ในความฝันเถอะค่ะ มีเรื่องจะพูดกับดิฉันเท่านี้ใช่ไหมคะ”
“เดี๋ยวก่อนดาว...เย็นนี้กลับมาทานข้าวด้วยกันนะ พี่จะรอ”
“เสียใจค่ะ ดิฉันติดงานเลี้ยงของเจ้าคำอินทร์” ละอองดาวโกหกคำโต...กรกฎน้อยใจ บอกว่างานของคนสำคัญ ถ้างั้นก็ตามสบาย...
หลังจากวางสาย ละอองดาวหน้าหม่นเศร้า เดินไปหยุดยืนตรงหน้ารูปเจ้าชายจักราชัย รำพึงกับรูปโดยไม่รู้ว่าเสด็จฯยืนมองอยู่มุมหนึ่ง
“ได้โปรดเถอะค่ะ จักราชัย ผู้ทรงเสน่ห์...โปรดประทานความแข็งแกร่งเฉียบขาดให้แก่หัวใจของหม่อมฉัน หม่อมฉันเจ็บมามากแล้ว เจ็บเสียจนชา ประตูหัวใจของหม่อมฉันขอให้มันถูกปิดจนสนิท อย่าได้หวั่นไหว คลอนแคลนเหมือนเมื่อคืนนี้อีกเลย”
ละอองดาวน้ำตาคลอ เสด็จฯไม่ได้ยินที่เธอพูด แต่สังเกตจากสีหน้าก็พอจะคาดเดาได้ว่ากำลังมีเรื่องทุกข์ใจ
เมื่อหญิงสาวหันมาเห็นท่านก็ชะงัก ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เข้ามาถวายความเคารพ “ฝ่าพระบาท ทรงตื่นจากบรรทมนานแล้วเหรอเพคะ”
“เมื่อสักครู่นี้เอง มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า”
“ไม่มีเพคะ”
“เธอปิดฉันไม่ได้หรอก ถ้ายังไม่พร้อมที่จะเล่าก็ไม่เป็นไร แต่จำไว้นะละอองดาว ไม่ว่าจะมีเรื่องทุกข์ใจหรือปัญหาอะไร ก็ขอให้เธอนึกถึงฉันเป็นคนแรก คิดเสียว่าฉันเป็นญาติผู้ใหญ่ของเธอคนหนึ่ง”
ละอองดาวซาบซึ้ง ก้มลงกราบ “ขอบพระทัยฝ่าพระบาทเพคะ เป็นบุญของหม่อมฉันเหลือเกินที่ฝ่าพระบาททรงเมตตากรุณาหม่อมฉันเช่นนี้”
เสด็จฯยิ้มบางๆ ลูบศีรษะละอองดาวด้วยความเอ็นดู
ooooooo
คืนนี้เริงใจกับชลทิชานัดมาเที่ยวคลับกันอีก... ครั้งก่อนเริงใจได้รับความช่วยเหลือจากคำอินทร์ให้รอดพ้นการลวนลามจากชายคนหนึ่ง
แต่ครั้งนี้คำอินทร์กลับเป็นฝ่ายมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับชายสูงวัยที่มากับลูกน้อง เพราะคำอินทร์ดันควงสาวสวยมีเจ้าของมานั่งอี๋อ๋ออยู่ในคลับ
เริงใจกับชลทิชาจับตามองพวกเขาตั้งแต่ที่ชายสูงวัยย่างเท้าเข้ามาพร้อมลูกน้อง ชายสูงวัยหรือเสี่ยอู๋พุ่งเข้าไปปัดแก้วและจานอาหารบนโต๊ะคำอินทร์หล่นแตกกระจาย หญิงสาวที่มากับคำอินทร์เห็นเสี่ยอู๋ก็ตกใจรีบผละออกห่าง
“พวกแกเป็นใคร” คำอินทร์กระชากเสียงถามอย่างโกรธจัด
“อั๊วควรจะเป็นฝ่ายถามมากกว่าว่าลื้อเป็นใคร...นังกากี! หนอย หายหัวไปทุกวัน ที่แท้ก็แอบไปกก ไอ้หน้าจืดนี่ นังแพศยา ลื้อมันเลี้ยงไม่เชื่อง”
เสี่ยอู๋โวยวายเสียงดัง เริงใจ ชลทิชา และคนอื่นๆพากันจับจ้องไม่วางตา
“นี่มันอะไรกันฤดี” คำอินทร์ถามหญิงสาวเสียงดัง
“ใจเย็นๆนะคะเจ้า คือว่า...ฤดีกำลังจะเลิกกับเสี่ยแล้วค่ะ”
“เลิกเหรอวะ เมื่อเช้าลื้อยังไถเงินอั๊วไปเป็นหมื่น ไอ้หน้าจืด ลื้อกล้าล้วงคองูเห่าอย่างอั๊ว ศพลื้อไม่สวยแน่”
เสี่ยอู๋ผลักคำอินทร์ก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้องรุมอัดจนคำอินทร์ปากคอแตกยับ แถมเสี่ยยังจะเอาขวดเบียร์ฟาดหัวซ้ำ ถ้าเริงใจไม่ตัดสินใจเข้ามาห้าม
“อย่าค่ะ พอเถอะค่ะเสี่ย อย่าทำร้ายสามีฉันเลย ฉันขอร้องนะคะเสี่ย แค่นี้เขาก็เข็ดแล้วล่ะค่ะ ฉันรับรองว่าเขาจะไม่ไปยุ่งกับคนของเสี่ยอีก ฉันไหว้ล่ะ”
คำอินทร์กับชลทิชาคาดไม่ถึงว่าเริงใจจะกล้าเล่นละครขนาดนั้น
“ก็ได้ นี่อั๊วเห็นแก่ลื้อนะอาคนสวย...ลื้อนี่มันโง่จริงๆ มีเมียสวยขนาดนี้ลื้อยังแอบนอกใจเมียลื้ออีกเหรอวะ นี่ถ้าเมียอั๊วสวยได้แค่ครึ่งของเมียลื้อ อั๊วจะไม่มีอีหนูเด็ดขาด...เฮ้ย! กลับ เอานังตัวดีไปด้วย”
พวกเสี่ยอู๋ชักแถวออกไป ชลทิชาเห็นคำอินทร์ปากแตกจึงเร่งให้ไปทำแผลที่โรงพยาบาล แต่เขาไม่ยอม เพราะไม่อยากเป็นข่าว เริงใจเลยต้องเจรจากับผู้จัดการคลับขอใช้ห้องรับรองแขกให้คำอินทร์ทำแผล
แต่เพราะในห้องไม่มีกระจก คำอินทร์มองไม่เห็นสภาพใบหน้าของตน ขอให้เริงใจช่วยทำแผล เริงใจได้ทีแกล้งหนักมือจนเขาเจ็บถึงกับร้องโอดโอย
“โอ๊ยๆ เบาๆหน่อยสิคุณ โอ๊ย!!”
“ใจเสาะเป็นเด็กๆไปได้ แผลแค่นี้ไกลหัวใจตั้งเยอะ”
“พอแล้วๆ คุณแกล้งผม”
“เข็ดมั้ยเนี่ยคำอินทร์ นี่ถ้าเสด็จย่าทรงทราบ...”
“อย่านะหญิงชล ผมขอร้อง ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงพระกรรณเสด็จย่าล่ะก็ ผมตายแน่ ผมไม่รู้จริงๆว่าฤดีเป็นเด็กไอ้เสี่ยนั่น นึกว่าเขาโสด ซวยจริงๆ”
“สมน้ำหน้า! หวังจะเด็ดดอกไม้ริมทางมาเชยชมดันเจอตอซะอย่างงั้น ไปเถอะชล หมดหน้าที่ของเราแล้ว”
เริงใจกับชลทิชาจะไป คำอินทร์รีบเรียกไว้
อยากรู้ว่าเริงใจช่วยตนทำไม
“ก็คุณเคยช่วยฉัน ก็หายกันแล้วไง”
“ขอบใจนะ”
“นึกว่าจะไม่ได้ยินซะแล้ว ถ้ายังไม่เลิกเจ้าชู้สุ่มสี่สุ่มห้า คราวหน้าก็เอาตัวให้รอดเองแล้วกัน”
เริงใจยิ้มเยาะแล้วกลับออกไปพร้อมชลธิชา
คำอินทร์เผลอยิ้ม พูดถึงเริงใจด้วยความรู้สึกดีๆ
“ยัยตัวแสบ! มีมุมน่ารักเหมือนกันแฮะ”
ooooooo
กรกฎกระวนกระวายรอคอยการกลับมาของละอองดาวอยู่ที่บ้าน ผ่านไปเกือบสองทุ่มก็ยังไม่มีวี่แวว จึงออกจากตึกของตนมุ่งหน้าไปยังตึกของเธอ แต่พอเจอชวนชมทักถามก็ทำไก๋ว่ามาเดินเล่น
“แหม...เดินเล่นไกลนะคะ คุณดาวยังไม่กลับหรอกค่ะ”
“ไปงานเลี้ยง สงสัยจะกลับดึก”
“งานเลี้ยง? ไม่มั้งคะ ปกติถ้ามีงานต้องกลับดึกหรือไม่กลับ คุณดาวจะโทรศัพท์มาบอกนะคะ”
กรกฎชะงัก คิดในใจว่าละอองดาวต้องโกหกแน่ๆ แต่ไม่ทันจะพูดอะไร ชวนชมก็ชี้ชวนให้ดูรถคันหนึ่งที่แล่นเข้ามา
รถท่านชายสดายุนั่นเอง เขาอาสามาส่งหญิงสาวหลังจากคุยธุระกับเสด็จฯ กรกฎกล่าวขอบคุณท่าน แต่ถูกท่านแซวยิ้มๆว่าห่วงน้องสาวมากใช่ไหม ถึงได้มารอรับที่นี่
“ฝ่าบาททรงเข้าใจผิด กระหม่อมมาเดินเล่นแถวนี้ต่างหาก ไม่เชื่อทรงถามน้าชวนดู”
“จริงเหรอ คุณชวนชม”
“หม่อมฉันก็ไม่ทราบเพคะ”
ชวนชมอมยิ้ม ละอองดาวเชิญท่านชายขึ้นตึก แต่ท่านขอตัวกลับเพราะเพลียมาทั้งวัน...พอรถท่านชายสดายุเคลื่อนออกไป กรกฎก้าวตามละอองดาวทันที
“เดี๋ยวสิดาว...ทำไมกลับเร็ว ไหนบอกพี่ว่าไปงานเลี้ยงกับเจ้าคำอินทร์ไม่ใช่หรือ”
ละอองดาวนึกได้ว่าตัวเองโกหกเอาไว้ รีบหาทางออกไม่ให้เพลี่ยงพล้ำ “ดิฉันพูดอย่างนั้นหรือคะ”
“ก็ใช่น่ะสิ อย่าบอกนะว่าเธอจำไม่ได้”
“ดิฉันก็มีสิทธิ์ที่จะจำไม่ได้บ้างสิคะ ทีเมื่อคืนบางคนยังจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง”
“ถ้าเธอโกรธพี่เรื่องนั้น พี่ก็ต้องขอโทษ แต่พี่จำไม่ได้จริงๆ”
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัว คุณกรกฎมีอะไรอีกไหมคะ”
“มีสิ อยากคุยกันยาวๆ ขึ้นไปคุยกันบนตึกดีกว่า”
“เอาไว้คุยกันวันหลังดีไหมคะ วันนี้ดิฉันเพลียเหลือเกิน อดหลับอดนอนมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
“เพราะพี่ใช่ไหม ที่ทำให้เธอแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน”
“รู้ตัวก็ดีแล้วค่ะ ดิฉันขอตัวนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนดาว...ถึงพี่จะจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่รู้ไหมว่าเมื่อคืนนี้เป็นคืนที่พี่นอนฝันดีที่สุดเลย จำได้ว่าพี่มีความสุขมาก และที่สำคัญในฝันนั้นมีเธอออยู่ด้วย”
ละอองดาวสะเทิ้นอาย รีบหันหลังซ่อนรอยยิ้มแล้วเดินจากไป
ooooooo
เช้าวันถัดมากรกฎจะขับรถไปส่งละอองดาวที่วังนพดล แต่เธอทิฐิสร้างกำแพงขวางกั้นความรู้สึกของตนด้วยการปฏิเสธเสียงแข็ง ทำให้กรกฎหงุดหงิด ก่อนจะเกิดทุ่มเถียงกันต่อหน้าชวนชมที่หันรีหันขวางทำตัวไม่ถูก
“น้าชวนไปบอกคนรถของวังกลับไปก่อน ฉันจะไปส่งละอองดาวเอง”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ดิฉันนั่งรถของวังไปก็สะดวกอยู่แล้ว”
“แล้วนั่งรถพี่ไป มันทำให้เธออึดอัดใจหรือไง”
“ก็แล้วทำไมต้องนั่งรถคุณไปด้วยล่ะค่ะ ขอตัวนะคะ ดิฉันต้องรีบไปทำงาน”
ละอองดาวเดินออกไปทันที กรกฎมองตามสีหน้าบึ้งตึง บ่นเหมือนเดิมว่าเมื่อไหร่คุณดาวของน้าชวนจะเลิกอวดดี เลิกหยิ่งเสียที
“คุณกฎอย่าโกรธคุณดาวเลยนะคะ”
“ฉันไม่ได้โกรธ แต่ฉันไม่เข้าใจ ฉันอุตส่าห์หวังดี พยายามทำดีกับเขา แต่เขากลับไม่เห็นใจ ไม่เข้าใจฉันบ้างเลย”
กรกฎเดินกลับมาตึกตัวเองด้วยความน้อยใจ
ผ่านไปไม่นานก็ขับรถมุ่งหน้าไปหาธัชชัยที่สำนักงาน ทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ธัชชัยกลับแซวยิ้มๆว่าเป็นอะไร ทำหน้าเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่ง
“อย่ามายั่วนะไอ้ธัช คนยิ่งอารมณ์ไม่ดี”
“ก็แล้วใครทำให้คุณพี่อารมณ์ไม่ดีล่ะครับ”
“ก็น้องสาวฉันน่ะสิ อวดดีไม่เข้าเรื่อง ฉันจะขับรถไปส่งที่วัง เธอก็หยิ่งไม่ยอมไปกับฉัน มันน่าโมโหไหมล่ะ”
“คุณดาวมีรถที่วังมารับประจำอยู่แล้ว แกจะต้องเสนอหน้าไปส่งเขาทำไมวะ”
“ไม่ได้เสนอหน้าเว้ย เขาเรียกหวังดี เข้าใจมั้ย”
“ไม่เข้าใจว่ะ เรื่องแค่นี้ทำไมแกต้องโมโหโทโสด้วยวะ”
“ก็ฉันตั้งใจมาก อยากทำอะไรดีๆเพื่อเขาในฐานะพี่ชายที่ดี แต่โดนปฏิเสธอย่างงี้ แกจะให้ฉันดีใจเหรอวะ”
“ฉันรู้ว่าแกหวังดี แต่คุณดาวเขาไม่ต้องการ แกก็อย่าไปยุ่งกับเขาเลย”
“ไม่ยุ่งได้ไง ก็ดาวเป็นน้องสาวฉัน”
“แกแน่ใจเหรอว่าตอนนี้แกคิดกับคุณดาวแค่น้องสาว”
ธัชชัยจ้องหน้าเพื่อนรักเขม็ง กรกฎชะงักงันทำอะไรไม่ถูก เหมือนเด็กที่กำลังโดนผู้ใหญ่จับผิด ที่สุดก็ลุกพรวดผลุนผลันออกไป
“เอ้าเฮ้ย! อะไรวะไอ้นี่ มาเร็วไปเร็ว ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย” ธัชชัยโวยวายและวิ่งตามออกมาดึงแขนเพื่อนไว้ ถามว่าจะรีบไปไหน ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย
“ฉันไม่มีอารมณ์จะคุยกับแกแล้ว”
“ถ้าฉันพูดอะไรผิดหูแกไป ก็ขอโทษด้วยว่ะเพื่อน”
“ฉันไม่ได้โกรธแกหรอก อย่าคิดมาก แกไปทำงานต่อเถอะ หมู่นี้ฉันไม่รู้เป็นอะไร มันเครียดง่าย ขี้หงุดหงิด เห็นอะไรก็เบื่อ ขวางหูขวางตาไปหมด อย่าถือนะเพื่อน” กรกฎเดินคอตกจากไป ธัชชัยบ่นพึมพำอย่างเข้าใจเพื่อน
“ฉันรู้ว่าทำไมแกเป็นอย่างงี้ ไอ้กฎเอ๊ย” พอหันหลังจะกลับเข้าสำนักงานได้ยินเสียงเรียก เมื่อหันไปก็เห็นท่านชายสดายุยืนจ้องมา
“มีปัญหาอะไรกันรึเปล่า ระหว่างแกกับเจ้ากฎ”
ธัชชัยเชิญสดายุเข้าไปคุยในสำนักงาน เล่าหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับกรกฎให้ท่านฟังก่อนจะถอนใจ
“เฮ้อ...ก็อย่างที่กระหม่อมทูลไปนั่นแหละ เจ้ากฎเองก็รู้ตัวว่าหมู่นี้มักจะหงุดหงิดง่าย เครียด เบื่อโลก ทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมด กรกฎเปลี่ยนไปมากกระหม่อม”
“ใช่ ฉันสังเกตมาพักหนึ่งแล้ว กรกฎดูเครียดซึมเศร้า ไม่สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อน”
“เจ้ากฎคงรู้สึกผิดที่ปฏิเสธการแต่งงานกับคุณดาว”
“มันมีอะไรลึกๆมากกว่านั้น”
“ยังไงเหรอกระหม่อม”
“ฉันดูตากรกฎก็รู้แล้วว่าเขาคิดยังไงกับคุณละอองดาว เอ้อ มัวแต่คุยกันเพลิน ที่มาหาแกก็เพราะมีเรื่องด่วนจะให้แกช่วย”
“อะไรหรือกระหม่อม ว่ามาเลย กระหม่อมยินดีรับใช้ฝ่าบาท”
“ไม่ใช่เรื่องของฉันหรอก เพื่อนฉันมีปัญหาเรื่องการฟ้องร้องมรดก แกโทร.ไปคุยกับเขานะ เผื่อจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง อย่าไปเรียกเขาแพงล่ะเจ้าธัช”
“โอ๊ยฝ่าบาท เห็นกระหม่อมเป็นทนายหน้าเลือดไปได้ รับรองราคากันเองกระหม่อม”
“ฉันก็พูดเล่นสนุกไป...เรื่องเจ้ากฎ แกไม่ต้องห่วง ฉันพอมีวิธี” สดายุอมยิ้ม มีแผนบางอย่างในใจ
ooooooo
บ่ายวันนั้นสดายุมาเฝ้าเสด็จป้าที่วังนพดลพร้อมคำอินทร์ที่ระยะหลังมานี้มักมาเป็นแขกประจำที่นี่ ละอองดาวถูกเสด็จฯเรียกเข้ามานั่งฟังการสนทนา ก็เลยตกเป็นเป้าสายตาของคำอินทร์ที่พึงใจในตัวเธอ
“วันนี้คุณดาวสวยมากนะครับท่านชาย...วันเสาร์ที่ 14 นี้ เป็นวันประสูติของท่านชาย หวังว่าคงได้พบคุณดาวในวันงานนะครับ” คำอินทร์พูดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“วันประสูติจะมาถึงแล้วจริงๆเหรอเพคะ”
“จริงสิ วันนี้ฉันมาทูลเชิญท่านป้า แล้วก็ตั้งใจจะมาเชิญคุณด้วย คุณว่างพอจะไปร่วมสนุกด้วยมั้ย”
“รู้จักชายยุมานานแล้วไม่ใช่เหรอละอองดาว คงไม่มีอะไรขัดข้องมั้ง”
“ทรงจัดที่ไหนเพคะ” ละอองดาวถามท่านชาย สดายุ แต่คำอินทร์เสนอหน้าตอบเสียเอง
“ที่วังมยุรฤทธิ์ครับ กลางวันมีแต่แขกเด็กๆกันเองทั้งนั้น กลางคืนแกรนด์หน่อยเพราะเปิดบอลล์ จัดเป็นราตรีสโมสร ผมอาสาช่วยงานทั้งด้านประชาสัมพันธ์จัดเลี้ยง ตกแต่งสถานที่ครบหมด ทีแรกท่านชายจะทรงจัดเลี้ยงแบบกันเอง แต่ผมไม่ยอมหรอกครับ เราต้องจัดให้ยิ่งใหญ่มโหฬารสมพระเกียรติหน่อย”
“ไปให้ได้นะคุณดาว แต่งานของฉันคงไม่ใหญ่โตมโหฬารอย่างที่คำอินทร์คุยหรอก”
“เพคะ หม่อมฉันจะไปตอนกลางวัน”
“ก็ไปทั้งกลางวันกลางคืนนั่นแหละ กลางคืนงานบอลล์คงจะสนุกดี มีแต่หนุ่มๆสาวๆทั้งนั้น แม่ชลกับเพื่อนๆ
ก็คงไปกันล่ะมั้ง”
“หญิงชลกับเพื่อนๆไปแน่ครับท่านป้า...ก็เหลือแต่คุณ”
ละอองดาวมองท่านชายและยิ้มรับแทนคำตอบ...
หลังจากนั้นไม่นานข่าวการจัดงานวันเกิดของสดายุก็รู้ถึงหูผดาชไมกับเพื่อนผองโดยคำอินทร์ สาวๆตื่นเต้นตระเตรียมหาชุดสวยหรูใส่ไปงาน แต่ผดาชไมดูจะพิถีพิถันกว่าใคร ยอมทุ่มเงินเป็นแสนจ้างนักออกแบบมือหนึ่งของเมืองไทยเพราะต้องการเป็นดาวเด่นของงาน คาดหวังอย่างมากว่านักข่าวต้องมารุมล้อมขอถ่ายรูป ทุกสายตาต้องโฟกัสมาที่เธอคนเดียว และเธอต้องเป็นผู้หญิงคนแรกที่สดายุเข้ามาขอเต้นรำเปิดฟลอร์
ooooooo
ที่วังนพดล สดายุมีโอกาสสนทนากับละอองดาวตามลำพังขณะเธอยืนมองรูปเจ้าชายจักราชัยราวกับโดนมนต์สะกด
“รู้สึกว่าคุณจะชอบภาพนี้มาก”
“เพคะ...ฝ่าบาททรงเคยรู้จัก เห็นพระองค์จริงของเจ้าชายจักราชัยสมัยที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ไหมเพคะ”
“ก็เคยเห็นบ้าง แต่ตอนนั้นฉันยังรุ่นๆอยู่”
“ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ”
“หมายถึงอะไร”
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าชายจักราชัย หม่อมฉันอยากฟังเพคะ”
“ก็อย่างที่คุณเห็นอยู่ในภาพนั่นแหละ เป็นชายหนุ่มที่มีเสน่ห์มาก เป็นนักต่อสู้ นักประชาธิปไตย และนักรักที่ยิ่งใหญ่ เจ้าพี่จักราชัยกล้าที่จะเอาความรักที่มีต่อหญิงหนึ่งเข้าแลกกับราชบัลลังก์ ไม่ผิดอะไรกับเรื่องราวของเอ็ดเวิร์ดกับชิมป์สันนั่นแหละ แต่ก็อาภัพยิ่งกว่า เจ้าพี่จักราชัยเกิดภายใต้เศวตฉัตร แต่ตายอย่างคนอนาถา”
“หม่อมฉันพอจะทราบเรื่องราวโศกนาฏกรรมของท่านมาบ้างเพคะ ชลทิชาเคยเล่าให้ฟัง”
“ทำไมคุณถึงสนใจภาพนี้เป็นพิเศษ”
“หม่อมฉันบอกไม่ถูกเพคะ รู้สึกคล้ายๆกับว่าเราเคยพบเห็นรู้จักกันมาก่อน อาจในความฝัน เป็นความรักอะไรอย่างหนึ่งที่หม่อมฉันก็บรรยายไม่ถูก ไม่ใช่แบบหนุ่มสาว แต่เป็นรักที่อยากจะพบเห็น อยากใกล้ชิด หม่อมฉันรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่มองภาพนี้ พระเนตรของท่านแฝงไว้ด้วยความเมตตาปรานี”
สดายุมองใบหน้าสวยคมได้รูปของละอองดาวอย่างพินิจพิเคราะห์ “คุณเชื่อไหมว่าฉันพบอะไรบางสิ่งบางอย่างในระหว่างใบหน้าคุณกับใบหน้าของเจ้าพี่จักราชัยในภาพ”
“อะไรหรือเพคะ”
“ดวงตากับริมฝีปากช่างเหมือนกันเสียจริงๆ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นเดี๋ยวนี้เอง”
คำพูดนั้นทำให้ละอองดาวต้องเหลียวกลับไปมองรูปของจักราชัยอีกครั้ง พอดีสดายุมีธุระต้องทำต่อจึงตัดบทขอตัว แต่ไม่ลืมถามหญิงสาวว่าเย็นว่างหรือเปล่า จะเชิญไปทานมื้อค่ำ มีอะไรอยากคุยด้วยนิดหน่อย
“อะไรเหรอเพคะ”
“เอาไว้ค่อยคุยกัน” สดายุเดินจากไป ละอองดาวมองตามด้วยความสงสัยใคร่รู้
ooooooo
เมื่อกลับลงมาในห้องโถงรับแขก ละอองดาวตื่นเต้นดีใจมากที่เห็นนาถลดาเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันเป็นแรมปี...นาถลดาเป็นญาติของชลทิชา ทำงานอยู่ที่สถานทูตไทยในอังกฤษ วันนี้เธอลาพักร้อนกลับมาเมืองไทยและมุ่งตรงมาเซอร์ไพรส์ละอองดาว
หลังรู้ว่าเพื่อนรักทำงานอยู่ที่นี่ โดยมีเริงใจเป็นคนนำพามา
นาถลดากับละอองดาวสวมกอดและทักทายกันด้วยความคิดถึง ก่อนที่ละอองดาวจะหันไปถามเริงใจว่าชลทิชาไม่ได้มาด้วยหรือ
“ชลไปสัมมนากับท่านผู้อำนวยการที่เชียงรายจ้ะ เลขาท่านดันป่วยเข้าโรงพยาบาล ชลต้องไปทำหน้าที่เลขาแทน ไปเป็นอาทิตย์เลยนะแตน”
นาถลดาบ่นเสียดายไม่ได้เจอชลทิชา แล้วตั้งท่าจะกระจายข่าวงานวันประสูติท่านชายสดายุ แต่โดนละอองดาวเบรกเสียก่อนว่าตนรู้แล้ว ท่านชายเพิ่งมาบอกด้วยตัวเอง
“เธอต้องไปนะแตน งานประสูติปีนี้แกรนด์เต็มที่เลย กลางคืนจัดเป็นราตรีสโมสรในวังมยุรฤทธิ์ เปิดบอลล์มโหฬารเลยล่ะ”
“พูดเหมือนเจ้าคำอินทร์เปี๊ยบเลยนะนิด เมื่อพักใหญ่ๆเขาก็มาคุยแบบนี้แหละ”
“แหม...คำอินทร์กับยัยนิดนี่ใจตรงกันเด๊ะเลยนะ เมื่อกี้นั่งมาในรถเธอก็พูดถึงคำอินทร์ไม่หยุดปากเลยนะนิด ฉันว่ามันชักจะยังไงๆซะแล้ว”
“บ้าเหรอนาถ มันบังเอิญต่างหาก ฮึ! อีตาบ้ามาชิงตัดหน้าพีอาร์ก่อนฉัน”
“แตน แล้วเธอทูลท่านอายุว่าจะไปหรือเปล่า”
“เสด็จฯก็รับสั่งให้ฉันไป ที่จริงฉันไม่อยากไปตอนกลางคืนเลย กลัวจะเปิ่น งานของท่านยิ่งหรูเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งกลัวมาก มีแต่แขกคนสำคัญทั้งนั้น”
“กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง งานสนุกจะตาย คนใหญ่คนโต คนดังมากันเยอะแยะ แล้วงานนี้ยัยงิ้วผดาชไมก็ต้องไปแน่ๆ”
“ผดาชไม...ใครเหรอนิด ชื่อคุ้นๆ”
“ก็แม่ฮันนี่ ดารานักร้องดังไงนาถ คู่รักของคุณกรกฎพี่ชายแตนน่ะ ฉันได้ข่าวว่าเจ้าหล่อนสั่งตัดชุดราตรีราคาเป็นแสนเลยนะ ก็คงหวังจะเป็นนางฟ้าดาวเด่นของงานนั่นแหละ เธออย่ายอมให้ผดาชไมมาเบ่งรัศมีกับเธอนะแตน แม่นั่นข่มเหงระรานเธอมามากพอแล้ว เธอต้องสู้”
“โอ๊ย...ถ้าจะต้องไปแข่งรัศมีกับใคร ฉันไม่ไปแล้ว”
“เธอต้องไป” เสียงนั้นทำให้สามสาวหันขวับไปมองเสด็จฯค่อยๆเดินเข้ามา นาถลดารีบทำความเคารพเสด็จย่า...สองย่าหลานถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน นาถลดาเห็นชัดว่าเสด็จย่าทรงแข็งแรงขึ้นมาก
“ก็ได้ละอองดาวนี่แหละ เขาคอยดูแลย่า เตือนให้กินหยูกกินยา เอาใจใส่ย่าสารพัด คนเราพอมีกำลังใจร่างกายมันก็แข็งแรงขึ้น เขาถึงว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ขึ้นมานั่งให้สบายเถอะหญิงนาถ ตามสบายนะแม่นิดนี่มาเยี่ยมละอองดาวกันหรือ”
“เพคะใต้ฝ่าพระบาท หม่อมฉันตั้งใจจะมาชวนแตนไปงานประสูติท่านชายสดายุเพคะ”
“เห็นไหมละอองดาว เพื่อนๆอุตส่าห์มาชวน อยากให้เธอไปสนุกด้วยกัน เพราะฉะนั้นเธอห้ามปฏิเสธ”
ละอองดาวพูดไม่ออก นาถลดากับเริงใจยิ้มสมใจ...หลังจากสองสาวลากลับ เสด็จฯสั่งอุ่นเรือนให้เรียกช่างตัดเสื้อผ้าประจำตัวของตนมาพบเพื่อวัดตัวตัดชุดให้ละอองดาว แล้วยังพาหญิงสาวไปเลือกเครื่องประดับสวยงามล้ำค่า ตั้งใจจะเนรมิตให้เหมือนซินเดอเรลล่าในนิยาย แต่พิเศษกว่าตรงที่เธอไม่ต้องกังวลว่าถ้าเที่ยงคืนไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เนรมิตจะหายไป
“หม่อมฉันไม่เข้าใจเลยเพคะ เหตุใดใต้ฝ่าพระบาททรงต้องการให้หม่อมฉันไปงานของท่านชายอย่างหรูหรา เกินฐานะของหม่อมฉันถึงเพียงนี้”
“ฉันต้องการพิสูจน์ให้สายตาโง่ๆของคนบางคนได้เห็นชัดเสียที ว่าเพชรน้ำเอกนั้นถ้าเจียระไนออกมาแล้ว มันงามบรรเจิดเพริศแพร้วแค่ไหน ฉันรู้ว่าเธอไม่ต้องการ แต่ฉันต้องการ การไปครั้งนี้ขอให้เธอคิดเสียว่าไปตามคำสั่งของฉันก็แล้วกัน”
“พระกรุณาของใต้ฝ่าพระบาทดูเกินฐานะของหม่อมฉันเหลือเกิน หม่อมฉันไม่เข้าใจตัวเอง การที่หม่อมฉันจะไปงานครั้งนี้ในลักษณะแบบนี้เพื่ออะไรกัน”
“อ้าว! ก็บอกแล้วไงว่าเพื่อฉัน ชายยุจะให้ฉันไปงานนี้ให้ได้ แต่สุขภาพฉันก็ยังไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สะดวกที่จะไป คิดเสียว่าฉันส่งเธอไปแทนก็แล้วกัน จะได้สบายใจ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้โปรดให้หม่อมฉันไปอย่างธรรมดา ตามสภาพฐานะของหม่อมฉันเถิดเพคะ”
“ดื้อซะจริงเด็กคนนี้ เธอเป็นตัวแทนของฉัน เธอก็ต้องทำหน้าที่และวางฐานะให้เหมาะสมหน่อยสิ นี่พูดแล้วจะหาว่าคุยนะ ตอนฉันยังรุ่นๆเท่าเธอ ฉันก็สวยไม่แพ้เธอเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันถึงเลือกเธอไปเป็นตัวแทนของฉันเมื่อสมัยที่ฉันยังสาวๆยังไงล่ะ สมัยนั้นฉันไม่ยอมให้ใครมาสวยเกินหน้าฉันหรอก”
เสด็จฯหัวเราะอารมณ์ดี ละอองดาวพลอยยิ้มขัน แต่ครู่เดียวก็วกกลับเข้าประเด็นเดิม
“จะมีประโยชน์อะไรสำหรับหม่อมฉันเพคะ ในเมื่อหม่อมฉันถูกเนรมิตขึ้นเพียงชั่วคืนนั้นคืนเดียว”
“ละอองดาว...เธอไม่รู้หรอกว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่ลูกชายฉันตายจากไป ฉันก็ไม่เคยได้รับความอบอุ่นใจจากใครเลย จนกระทั่งฉันได้พบเธอ ชาติก่อนเราคงเคยอุปถัมภ์กันมาแน่ๆ บอกตามตรงนะ ฉันรู้สึกต่อเธอเหมือนลูกเหมือนหลานไม่ใช่นายจ้างต่อลูกจ้าง”
ละอองดาวสุดซาบซึ้งในความเมตตาของเสด็จฯ ถึงกับปฏิเสธไม่ออก
ooooooo
กรกฎรู้จากชวนชมว่าสาเหตุที่ละอองดาวกลับบ้านผิดเวลาในวันนี้เพราะมีนัดกินข้าวกับท่านชายสดายุ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าไปกินที่ไหน แล้วมีคนอื่นไปด้วยหรือเปล่า
“คุณดาวไม่ได้บอกนะคะ ไว้คุณดาวกลับมาน้าจะถามให้นะคะ”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวเขาจะหาว่าฉันไปยุ่งเรื่องของเขา”
“คุณกฎจะทานข้าวเย็นเลยไหมคะ”
“ไม่...ฉันไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องทานค่ะ อย่าหาว่าน้าวุ่นวายเลยนะคะ วันๆคุณกฎไม่ค่อยได้ทานอะไรเลย เอาแต่ดื่ม ทานบ้างเถอะค่ะ เดี๋ยวพานล้มป่วยไปจะแย่...เนียนไปตั้งโต๊ะเอาไว้เลย เผื่อคุณกฎหิวจะได้ไปทาน”
สั่งเสร็จ ชวนชมหันกลับมาที่เจ้านายหนุ่ม เห็นเอาแต่ดื่มเหล้าก็ยิ่งเป็นห่วง ถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม...
ด้านละอองดาวกับสดายุที่ไปกินมื้อค่ำด้วยกัน ที่แท้สดายุอยากคุยกับเธอเรื่องกรกฎนั่นเอง
“พี่ชายคุณเป็นยังไงบ้าง ฉันเห็นเจ้ากฎดูซูบผอมไปมาก หน้าดำคร่ำเครียด ดื่มหนักดูซึมๆเศร้าๆเหมือนคนเป็นไข้ใจ แบกโลกเอาไว้ทั้งใบ”
“ฝ่าบาททรงช่างสังเกตนะเพคะ”
“แสดงว่าคุณก็สังเกตเขาเหมือนกัน”
“คุณกรกฎก็คงมีปัญหาส่วนตัวของเขามั้งเพคะ”
“อย่าหาว่าฉันละลาบละล้วงเลยนะ ฉันพอจะรู้เรื่องพินัยกรรมของด็อกเตอร์ไกรที่ผูกมัดคุณกับกรกฎมาบ้าง ถ้าฉันจะถามอะไรคุณตรงๆ คุณอึดอัดใจที่จะตอบมั้ย”
“เชิญเถิดเพคะ”
“สมมติว่าถ้ากรกฎขอคุณแต่งงาน หลังจากที่เขาเคยปฏิเสธการแต่งงานกับคุณไปแล้ว คุณจะว่าอย่างไร”
“คุณกรกฎขอให้ฝ่าบาททรงถามคำถามนี้กับหม่อมฉันเหรอเพคะ”
“คุณเป็นผู้หญิงที่ฉลาดนะคุณละอองดาว แต่เปล่าเลย ฉันก็แค่อยากรู้ในฐานะที่เป็นสหายรักกับกรกฎมานาน พอเห็นเขาทุกข์ใจแบบนี้ฉันก็อดห่วงไม่ได้...คุณยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ”
“ฝ่าบาททรงกำลังทำให้หม่อมฉันจนแต้ม ถ้าหม่อมฉันไม่ตอบคำถามนี้ ฝ่าบาทจะทรงโกรธหม่อมฉันไหมเพคะ”
“คุณนี่ฉลาดจริงๆ คนที่จนแต้มคือฉันต่างหาก ใครจะโกรธคุณได้ลงคอ” สดายุพูดติดตลก อมยิ้มเหมือนได้คำตอบในใจบ้างแล้ว...
หลังอาหารมื้อนั้นสดายุพาละอองดาวมาส่งบ้านก่อนจะเลยไปทักทายกรกฎอีกตึก กรกฎต้อนรับขับสู้อย่างนอบน้อมและถือโอกาสสอบถามถึงธุระของท่านที่มีกับละอองดาว ปรากฏว่าคำตอบชวนให้ชายหนุ่มฉงนสนเท่ห์ เพราะมันคือธุระของเขาโดยตรง
สดายุจู่โจมตั้งคำถามเป็นชุดว่ากรกฎรักหรือไม่รัก ละอองดาว หรือแค่ชอบ หรือคิดแค่เป็นน้อง กรกฎอึกอักเพราะไม่ทันตั้งตัว จนกระทั่งโดนคาดคั้นว่ารักละอองดาว ใช่ไหม เขาก้มหน้านิ่งอย่างยอมรับ
“โอเค ฉันเข้าใจว่ามันตอบยาก แกไม่จำเป็นต้องบอกฉันก็ได้ แต่ขอให้แกรู้เอาไว้ว่าแกยังพอมีหวัง แรกๆที่คุณดาวถูกแกปฏิเสธการแต่งงาน เธอก็คงโกรธแกมาก แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าความโกรธเคืองคงค่อยๆจางลงไปแล้ว”
“ดาวเขาทูลกับฝ่าบาทอย่างนั้นเหรอกระหม่อม”
“ผู้หญิงก็เหมือนหนังสือที่อ่านยาก เขาไม่พูดอะไรตรงๆหรอก เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลา มันก็อยู่ที่ตัวแกเองนั่นแหละว่าจะมีความอดทนมากพอที่จะเอาชนะใจคุณดาวได้รึเปล่า”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเหลือเกินที่ทรงช่วยเหลือให้คำแนะนำกระหม่อม” กรกฎยิ้มอย่างมีความหวัง สดายุ ตบไหล่สหายรักเบาๆ ให้กำลังใจ
ooooooo
เช้าวันนี้ชวนชมนำจดหมายจากอรรถวาทีมาให้ละอองดาวที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปทำงาน หญิงสาวรับมาแกะอ่านปราดเดียวก็ส่งคืนให้ชวนชมที่สงสัยว่าเป็นจดหมายอะไร
“น้าชวนอ่านเองเถอะค่ะ”
ชวนชมรับมาอ่านแล้วอุทานเสียงหลง “เงินเดือนค่าเลี้ยงดู 24 เดือน หกแสนบาท! นี่คุณดาวไม่เคยไปรับเลยเหรอคะ เผลอแป๊บเดียวเป็นเงินก้อนโตไปแล้ว ไปรับเถอะค่ะคุณดาว เงินตั้งหกแสนซื้อเสื้อผ้า ซื้ออะไรได้เยอะแยะ หรือจะเอาไปฝากธนาคารก็ได้”
“ไม่มีวัน ฉันไม่ไปรับเด็ดขาด”
“โธ่คุณดาว จะทิฐิไปถึงไหนคะ ไม่นึกถึงคนเป็น ก็ขอให้นึกถึงคนตายบ้างก็ยังดี”
“ฉันมีวิธีที่จะระลึกหรือตอบแทนพระคุณของคุณพ่อได้ตั้งหลายทาง ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเอาเงินจากกองมรดกของท่านมาใช้เลย และการที่ฉันไม่ยอมรับเงินนี้จะมีใครมาประณามฉันว่าอกตัญญูต่อท่าน มันก็คงเป็นเรื่องน่าขันพิลึก”
“คุณดาวคะ น้าว่า...”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะน้าชวน ฉันไปล่ะ” ละอองดาว ตัดบทแต่ชวนชมยังพยายามเว้าวอน
“คุณดาวฟังน้าสักนิด ถ้าคุณดาวอยากตอบแทนพระคุณท่าน ก็ช่วยมองดูคุณกรกฎสักหน่อย เธอดูเปลี่ยนไปมาก อย่างน้อยเธอก็เป็นลูกคนเดียวของท่านที่คุณดาว รักและเคารพนะคะ”
“เรื่องนั้นฉันจะทำให้ดีที่สุดแล้วกันค่ะ ไปก่อนนะ” ละอองดาวยืนกรานหนักแน่นเสียจนชวนชมไม่กล้าตอแยอีก
เมื่ออรรถวาทีทราบจากชวนชมก็หนักใจ ละอองดาวไม่ยอมรับเงินเดือนจากกองมรดกก็เท่ากับเขาทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ หรือบกพร่องต่อหน้าที่นั่นเอง
ooooooo
สายวันเดียวกันกรกฎมีนัดพาผดาชไมไปลองชุดตัดใหม่ที่จะใส่ไปงานเลี้ยงวันเกิดสดายุ แต่ผดาชไมพิถีพิถันสั่งแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความสวยเด่น ทำให้ต้องใช้เวลายาวนานจนกรกฎรอไม่ไหวเดินดุ่มเข้ามาถามว่าทำไมช้านัก
“ดาอยากให้อาจารย์เขาเติมแบบเก๋ๆลงไปในชุดอีกนิดหน่อยน่ะค่ะ เลยต้องคุยกันนาน ชุดนี้เป็นแสนนะคะกฎ มันต้องเด่นมากๆ ให้สมกับดาราระดับดาใส่...เสร็จเรียบร้อยพอดี ไปกันเถอะค่ะ”
กรกฎลอบทำหน้าเบื่อหน่ายแต่ก็ยอมให้คู่รักควงแขนออกไป แล้วตอนบ่ายทางร้านจะส่งชุดไปให้ถึงบ้านผดาชไมเพื่อใส่สำหรับงานคืนนี้
เมื่อถึงวังมยุรฤทธิ์สถานที่จัดงานเลี้ยงวันเกิดสดายุ ซึ่งมีการตระเตรียมกันตั้งแต่เช้าเพราะงานแบ่งเป็นสองช่วงคือกลางวันและกลางคืน
ผดาชไมทักทายเจ้าภาพอย่างสนิทสนมก่อนจะไปรวมกลุ่มกับเพื่อนชายหญิง ส่วนกรกฎแยกตัวไปคุยกับธัชชัยที่อยู่ไม่ไกลจากกลุ่มของละอองดาวกับเพื่อนๆ
คุยกับธัชชัยไม่กี่ประโยค กรกฎก็ขยับไปทักถามละอองดาวว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เธอนิ่งเฉยทำหูทวนลม นาถลดาเลยตอบแทน
“ตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ดิฉันไปลากตัวมาเองค่ะ นึกว่าคุณกรกฎจะไม่มาซะอีก เห็นท่านอายุรับสั่งถึงอยู่หยกๆ”
“ผมติดธุระครับ เสร็จธุระก็รีบมานี่ล่ะครับ นี่คุณหญิงนาถกลับมาเที่ยวเหรอครับ”
“ค่ะ ดิฉันลาพักร้อน”
“วันนี้ดาวเลยไม่ได้ไปทำงานสินะ ลาเสด็จฯท่านรึเปล่า”
“วันนี้ก็ทำค่ะ เสด็จฯท่านรับสั่งให้ดิฉันมาช่วยงานท่านชาย ช่วยจัดดูแลด้านอาหารและการตกแต่งภายในที่นี่”
“จริงสิ ดาวถนัด เคยเรียนด้านนี้มา”
เริงใจซึ่งไม่ถูกชะตากับกรกฎมองมาอย่างหมั่นไส้ แล้วจู่ๆก็ตั้งคำถามเสียจนละอองดาวตกใจ
“คุณกรกฎ...ทำไมคุณถึงปล่อยให้แตนต้องออกมา ทำงานนอกบ้านล่ะคะ”
“เจ้าตัวเขาไม่ได้บอกคุณเหรอครับ ว่านั่นไม่ใช่ความต้องการของผม ผมเคยทั้งห้ามปรามและขอร้องไม่ให้เขาทำ แต่เขาก็ยังดื้อจะออกมาทำงานนอกบ้านให้ได้ ผมก็ไม่รู้จะขัดเขาได้ยังไง”
“แตนก็บอกเหมือนกันแหละค่ะ ว่าเป็นความ ต้องการของเขาเอง แต่ดิฉันคิดว่าคงมีอะไรสักอย่าง ที่ผลักดันให้แตนต้องออกมาทำงานอย่างนี้”
กรกฎหน้าเสีย ละอองดาวปรามเริงใจ แต่เธอไม่ฟัง ยังคงซ้ำเติมกรกฎอย่างออกรส
“อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นเพราะคุณ ในฐานะเจ้าบ้านและพี่ชายให้การปกป้องและคุ้มครองแตนได้ไม่ดีเท่าที่ควรมั้งคะ ทำให้แตนต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเอง แตนเป็นน้องสาวคุณ ร่วมสกุลกันแท้ๆ แต่ก็ยังต้องออกมาทำงานเป็นลูกจ้าง”
กรกฎอึ้งพูดไม่ออก นาถลดางุนงงเพราะไม่รู้เรื่องของสองพี่น้องมาก่อน ในขณะที่ละอองดาวรู้สึกแย่ที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ จึงขอตัวไปดูงานที่โรงครัวโดยชวนธัชชัยไปเป็นเพื่อน
คล้อยหลังละอองดาวกับธัชชัย กรกฎพูดกับเริงใจว่า “ผมขอโทษ...ผมอาจจะบกพร่องในหน้าที่ของเจ้าบ้านและพี่ชายไปบ้าง ทั้งๆที่ผมได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว ผมรู้ตัวเหมือนกันว่าผมทำอะไรผิดพลาดเสมอ ผิดมาตั้งแต่แรกนั่นแหละ หวังว่าพวกคุณที่พอจะทราบเรื่องคงจะให้อภัย ผมรักและเป็นห่วงน้องสาวเสมอ ขอตัวนะครับ”
กรกฎแยกตัวไป นาถลดางงไม่หาย กระซิบถาม เริงใจว่ามีอะไรกัน ทำไมเธอพูดแปลกๆเหมือนไม่ค่อยชอบหน้ากรกฎ
“เรื่องมันยาว เอาไว้ฉันจะเล่าให้ฟัง” พูดแล้วเริงใจยิ้มสะใจ
ooooooo
เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาสดายุ เขาได้ยินการสนทนาระหว่างเริงใจกับกรกฎทุกคำ รู้สึกเห็นใจกรกฎที่โดนต่อว่าจนหน้าซีดหน้าเสียเดินหนีไปปลีกวิเวกอยู่คนเดียว
สดายุเดินตามมาตบไหล่กรกฎพร้อมกับปลอบว่า “คิดมากน่า”
“ฝ่าบาททรงได้ยิน?”
“ไม่ได้ตั้งใจจะสอดรู้สอดเห็นหรอก แต่ก็พอจะจับใจความได้บ้าง แกอย่าไปถือสาโกรธเคืองเพื่อนๆ คุณละอองดาวเลย”
“กระหม่อมไม่ได้ขุ่นเคืองเพื่อนๆดาวเลย กระหม่อมโกรธตัวเองต่างหากที่ดูแลดาวได้ไม่ดีพอ”
“หญิงชลกับเพื่อนๆคงไม่ค่อยพอใจที่แกปฏิเสธการแต่งงานกับคุณละอองดาว”
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกกระหม่อม พวกเขาคงโกรธที่ผดาชไมเคยไประรานละอองดาวถึงที่บ้าน”
“จริงหรือ ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย”
“แต่กระหม่อมก็ไปต่อว่าปรามดาไปแล้ว ห้ามไม่ให้ทำเรื่องแย่ๆแบบนั้นอีก”
“ฉันเห็นใจแกจริงๆ คนนั้นก็คู่รัก คนนี้ก็น้อง ที่ตอนนี้แกอาจจะคิดเกินกว่าน้อง...เอาน่า ใจเย็นๆ ทุกปัญหามันมีทางออกเสมอ ค่อยๆคิดค่อยๆแก้กันไป”
ขณะนั้นที่โรงครัว ธัชชัยบอกละอองดาวว่าขอตัวกลับก่อนเพราะมีนัดกับลูกความที่เป็นเพื่อนกับท่านชายสดายุ...ธัชชัยออกไปได้ครู่เดียว เริงใจกับนาถลดาเข้ามาหาละอองดาว
ละอองดาวแกล้งงอนเริงใจที่พูดแขวะกรกฎ แต่พอเพื่อนง้อก็หลุดยิ้มและสั่งห้ามวันหลังอย่าทำแบบนี้อีกเด็ดขาด
คำอินทร์ถือจานขนมเข้ามาในกลุ่มสาวๆ ตั้งใจเอาขนมมาให้ละอองดาวชิม แต่เริงใจหยิบกินหน้าตาเฉย
“นี่คุณ ผมเอามาให้คุณดาวนะ คุณเกี่ยวอะไรด้วย”
“เกี่ยวสิ ก็ฉันเป็นเพื่อนรักแตน ชิมนิดชิมหน่อยไม่ได้เหรอ ขี้หวง”
“ผมไม่ได้หวง แต่คุณควรจะให้คุณดาวทานก่อน สงสัยจะสะกดคำว่ามารยาทไม่เป็น”
“เออใช่ คนไม่มีมารยาทอย่างฉันนี่น่ะ ชอบสะเออะกับเรื่องชาวบ้านเขาซะเรื่อย”
คำอินทร์หน้าเจื่อน กลัวละอองดาวรู้เรื่องทะเลาะวิวาทที่คลับแล้วเสด็จย่าของตนจะรู้ด้วย จึงรีบกลบเกลื่อนกลับคำ
“จริงๆผมก็ตั้งใจเอามาให้ทั้งคุณดาวและเพื่อนๆของคุณดาว ที่มีน้ำใจอย่างมากอยู่แล้วล่ะ เชิญครับ”
เริงใจยิ้มเยาะ คำอินทร์เสียทีเดินหัวเสียออกไป นาถลดาข้องใจ ซักถามจับผิดเริงใจ
“ยัยนิด เธอกับคำอินทร์ดูแปลกๆนะ มีเรื่องอะไรที่ฉันไม่รู้ บอกมาซะดีๆ”
เริงใจตอบปฏิเสธเสียงสูง นาถลดาไม่เชื่อ บอกว่าไม่มีแล้วทำไมต้องทะเลาะกันด้วย พูดจากันแปลกๆเหมือนคนไม่ถูกกัน
“ระวังเถอะนิด ไม่ชอบหน้ากัน ทะเลาะกันแทบตาย ตอนหลังจะกลายเป็นแฟนกันเหมือนในนิยาย”
“บ้าเหรอแตน! เกลียดก็คือเกลียด จะมารักตอนหลังได้ยังไง ฉันไม่เป็นแบบในนิยายหรอก”
เริงใจปฏิเสธแล้วเมินหน้าหนี ละอองดาวกับนาถลดาจับสังเกตแล้วหันมายิ้มให้กันอย่างขำๆ
ooooooo
กรกฎขับรถมาส่งผดาชไมที่บ้านแล้วขอตัวกลับ อ้างว่าปวดหัว ผดาชไมแตะเนื้อตัวเขาด้วยความเป็นห่วง
“ตัวอุ่นๆเหมือนจะเป็นไข้ เข้าไปทานยาในบ้านดาก่อนเถอะค่ะ”
“ไม่ต้องดีกว่า เดี๋ยวฉันกลับไปกินยาที่บ้าน นอนพักสักหน่อยก็หาย”
“พักนี้กฎดูไม่ค่อยสดใสเลยนะคะ หน้าหมอง ซูบผอมไปถนัดตาจนเพื่อนๆดาทัก กฎมีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่าคะ”
“ไม่มีอะไร สงสัยฉันจะเที่ยวหนัก ดื่มหนักไปหน่อย”
“เที่ยว! กับใครคะ กับดาก็ไปกันแค่อาทิตย์ละครั้งเอง”
“ก็...กับเพื่อนๆนั่นแหละ เจ้าธัชมั่ง ท่านชาย บางทีคนเดียวฉันก็ดุ่ยๆไป เข้าบ้านเถอะดา นี่ก็บ่ายมากแล้ว”
“จริงด้วย เขาเอาชุดมาส่งหรือยังก็ไม่รู้”
ผดาชไมลงจากรถแล้วยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มกรกฎ ส่งเสียงร่าเริง “บ๊ายบายค่ะกฎ อย่าลืมมารับดาหกโมงเย็นนะคะ รับรองงานคืนนี้ผู้ชายทุกคนจะต้องอิจฉากฎกันแน่ๆ”
กรกฎไม่พูดอะไร ออกรถไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ส่วนผดาชไมเปลี่ยนจากร่าเริงเป็นหน้านิ่วคิ้วขมวด ระแวงว่ากรกฎอาจจะไปเที่ยวกับละอองดาว
เมื่อกลับถึงบ้านแทนที่จะกินยาและนอนพัก
อย่างที่บอกผดาชไม กรกฎกลับเอาเหล้ามาดื่มแก้กลุ้ม พอรู้จากชวนชมว่าคืนนี้ละอองดาวค้างที่วังนพดลก็ซักไซ้
ไล่เลียงหน้าดำคร่ำเคร่ง จากนั้นตัดสินใจโทรศัพท์ไปที่วังเพราะกลัวน้องสาวจะนัดแนะกับคำอินทร์ไปงานเลี้ยงคืนนี้ที่วังมยุรฤทธิ์
แต่โชคไม่เข้าข้าง คนรับสายคือเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ กรกฎเกรงใจท่านมาก ขอโทษและบอกลาอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ใจร้อนรุ่มอยากรู้เหลือเกินว่าละอองดาวจะไปงานคืนนี้หรือเปล่า
เสด็จฯจับความรู้สึกกรกฎได้ว่ากำลังวุ่นวายใจและกลัดกลุ้ม ท่านนึกสนุกอยากไปร่วมงานคืนนี้ทั้งที่ตอนแรกบอกปฏิเสธสดายุไว้แล้ว จึงโทรศัพท์ไปบอกใหม่ว่าตนจะไปถึงสามทุ่มตรง
เมื่อใกล้ถึงเวลานั้น แขกเหรื่อมากันมากหน้าหลายตา ผดาชไมเฉิดฉายในชุดสวยหรูราคาเรือนแสน ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน โดยเฉพาะบรรดานักข่าวที่ฮือฮารุมล้อมเข้ามาขอถ่ายรูปเธอกันใหญ่
แต่แล้วเสียงผู้คนก็เงียบลงในบัดดล เมื่อรถจากวังนพดลแล่นเข้ามาจอด
ละอองดาวลงจากรถในชุดราตรีสวยสง่าและเครื่องประดับครบชุด เธองดงามราวเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทุกสายตาพุ่งตรงมาที่เธอเหมือนต้องมนต์ ไม่เว้นแม้แต่ผดาชไมที่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ส่วนกรกฎนั้นไม่ต้องพูดถึง แน่นอนว่าตะลึงพรึงเพริด จ้องมองละอองดาวแววตาเป็นประกาย
ooooooo
.
---------------------------------------------------------------------
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep12/page1
ละอองดาว ตอนที่ 12
เสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ไม่ได้มาร่วมงาน แต่รับสั่งให้ละอองดาวมาในนามผู้แทนของพระองค์ โดยทรงฝากพวงมาลัยของขวัญและคำอำนวยพรมาให้ท่านชายสดายุ
การมาของละอองดาวสร้างความอิจฉาริษยา
แก่ผดาชไมอย่างมาก เพราะทุกสายตาเปลี่ยนจากเธอมาอยู่ที่ละอองดาว นักข่าวพากันหันเหมาถ่ายรูปเพื่อเอาไปลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับพรุ่งนี้
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในความงดงามเหมือนเจ้าหญิง สวยจับตา สวยกว่าดาราหนังจากนักข่าว ทำให้ผดาชไมริษยาจนตัวสั่น ยิ่งพอได้ยินเพื่อนชายของตนชื่นชมละอองดาวและจะขอเต้นรำ ผดาชไมเจ็บใจแทบกรีดร้อง
กรกฎไม่ต่างจากชายคนอื่นๆ ที่ชื่นชมความงาม
ของละอองดาว จะต่างก็ตรงที่เวลานี้เขารู้สึกเสียดายผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน ผู้หญิงที่เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา กิริยามารยาท และการศึกษา...เขาไม่น่าปฏิเสธการแต่งงานกับเธอเลยจริงๆ
เริงใจดูออก สมน้ำหน้ากรกฎ ขณะเดียวกันก็สะใจเป็นบ้าที่ได้เห็นผดาชไมหน้าหงิกเป็นมะเหงก อุตส่าห์ทุ่มทุนเป็นแสนตัดชุดหวังจะเป็นดาวเด่นของงาน แต่ดันพลิกโผ ดาวเด่นกลายเป็นอุกกาบาตหลุ่นตุ๊บไม่เป็นท่า
หลังจากกล่าวอวยพรท่านชายสดายุ ละอองดาวทำท่าจะขอตัวกลับเพราะหมดหน้าที่ของตนแล้ว แต่ท่านชายไม่ยอม
“คุณยังกลับไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดฉันจะยอมให้คุณกลับก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว เพื่อนๆของคุณก็อยู่ที่นี่ และที่สำคัญเมื่อคุณมาในฐานะตัวแทนของเสด็จป้า คุณก็ควรปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนท่านให้ตลอด”
ละอองดาวอึกอักลังเล แต่ผดาชไมที่จับจ้องมองมา
กลับคิดอคติ กระซิบกับเพื่อนด้วยความหมั่นไส้
“ดูมันสิ ทำเป็นเล่นตัว ใจจริงมันก็คงอยากอยู่ใจจะขาด”
ฝ่ายเริงใจกับนาถลดา เมื่อรู้ว่าละอองดาวจะกลับก็รีบเข้ามาขนาบข้างจับมือเพื่อนไว้
“ห้ามกลับนะแตน ถ้าเธอดื้อล่ะก็...พวกเราจะจับเธอโยนสระน้ำพุเดี๋ยวนี้เลย”
“แตนจ๋า คืนนี้เธอสวยเหลือเกิน ถ้าซินเดอเรลล่ามีจริง และมาเจอเธอตอนนี้ ฉันว่าซินเดอเรลล่าต้องกระโดดหนีกลับเข้าไปอยู่ในนิยายเหมือนเดิมเลยแหละ”
ละอองดาวยิ้มเขิน ท้วงนาถลดาว่าพูดเกินไป นาถลดาเลยต้องหาแนวร่วม ถามท่านอาสดายุว่าคืนนี้เพื่อนของตนสวยมากใช่ไหม
“ใช่ สวยมาก สวยกว่าซินเดอเรลล่าอย่างที่หญิงนาถบอกนั่นแหละ”
ละอองดาวเขินอาย หันไปเห็นกรกฎกำลังมองมา สีหน้าเขาเศร้าอมทุกข์ แล้วหันหลังเดินออกไปเงียบๆ
“อ้าว! จะไปไหนกฎ” ธัชชัยร้องถามและหันรีหันขวาง แต่ตัดสินใจเดินเข้ามาทักละอองดาวอย่างอารมณ์ดี
“ผมนึกว่าเจ้าหญิงจะไม่มาแล้วนะครับ คืนนี้เจ้าหญิงสวยเหลือเกิน”
“เจ้าหญิงอะไรเจ้าธัช”
“ไม่มีอะไรหรอกฝ่าบาท ก็คุณดาวสวยเหมือนเจ้าหญิง จริงไหมกระหม่อม”
สดายุพยักหน้าเห็นด้วย แล้วชวนทุกคนย้ายไปอีกมุม
ooooooo
คณะนาฏศิลป์รำอวยพรบนเวที ท่านชายสดายุและทุกคนนั่งดูการแสดงกันอย่างเพลิดเพลิน กรกฎ หลบมุมไปนั่งที่ซุ้มต้นไม้กับธัชชัย ห่างจากแถวที่นั่งคนดูพอสมควร ส่วนผดาชไมและเพื่อนๆนั่งกันอีกมุม
เมื่อการรำอวยพรจบลง คำอินทร์ก้าวไปที่ไมโครโฟนหน้าวงดนตรี
“ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ณ บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้วที่ทุกท่านจะได้สนุกสนานสำราญบานใจไปกับการลีลาศในบทเพลงอันไพเราะ โอกาสนี้ผมขอทูลอัญเชิญท่านชายสดายุ มยุรฤทธิ์ ในฐานะเจ้าภาพทรงเปิดฟลอร์อย่างเป็นทางการครับ”
แขกในงานปรบมือกราวใหญ่ สดายุต้องเลือกหญิงสาวเพื่อเปิดฟลอร์เต้นรำ ผดาชไมรอคอย แต่ต้องผิดหวังเพราะท่านเดินผ่านไปเลือกละอองดาว
“ขอให้หม่อมฉันได้รับเกียรติเปิดฟลอร์กับเสด็จป้า ผู้เป็นที่เคารพสักการะของหม่อมฉันเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ละอองดาวตะลึงพูดไม่ออก สดายุเน้นย้ำอีกครั้งว่า
“คุณละอองดาว...คุณมาในฐานะผู้แทนของเสด็จป้ามิใช่หรือ”
เริงใจกับนาถลดาแอบดันหลังละอองดาวเชิงให้ออกไป หญิงสาวหมดทางเลี่ยง ยอมให้ท่านจูงมือ
ออกไปเต้นรำกลางฟลอร์ อุ่นเรือนเฝ้ามองด้วยความปลาบปลื้มมีความสุข เช่นเดียวกับเพื่อนของละอองดาวที่ยิ้มหน้าบาน ชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่าช่างเป็นคู่เต้นรำที่เหมาะสมที่สุดแห่งปี พรุ่งนี้ต้องเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แน่ๆ
ผดาชไมอยู่กับกลุ่มเพื่อน จับจ้องมองไปที่ฟลอร์ตาขุ่น บ่นขึ้นอย่างเจ็บใจ “ผู้หญิงที่คู่ควรจะเต้นรำเปิดฟลอร์กับท่านชาย มันควรจะเป็นฉัน ไม่ใช่นังละอองดาว”
“อย่าเสียใจไปเลยดา รออีกหน่อย ยังไงคืนนี้ เธอก็ต้องได้เต้นรำกับท่านชายล่ะน่า”
“ฮึ! ระดับฉันต้องรอเหรอ ฉันควรจะเป็นคนแรกด้วยซ้ำ นังตัวมาร ฉันอยากจะจับแกฉีกเป็นชิ้นๆ”
“ไม่เอาน่าดา ใจเย็นๆ โกรธแค้นไปก็ไม่มีประโยชน์”
“เธอไม่ได้เป็นฉัน เธอไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกยังไง ฉันเสียหน้า ฉันอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว นังนั่นมันมาเพื่อทำลายฉันจนย่อยยับ ฉันแพ้มัน” ผดาชไมเจ็บแค้นจนน้ำตาคลอ
ในมุมของกรกฎกับธัชชัย สองหนุ่มมองไปที่ฟลอร์ ธัชชัยชื่นชมละอองดาวกับท่านชายว่าสวยหล่อเหมาะสมกันจริงๆ
“เลอะเทอะน่าเจ้าธัช ดาวเป็นเพื่อนสนิทของหญิงชล หญิงนาถ ท่านชายทรงรักและเอ็นดูดาวเหมือนน้อง เหมือนหลาน”
“ฉันรู้ว่าฝ่าบาทไม่ได้คิดอะไรกับคุณดาว ก็แค่เปรียบเทียบให้ฟัง ทำไมแกดูเครียดจังวะ นี่งานรื่นเริงนะเพื่อน เอ๊ะๆ ฉันรู้แล้วว่าแกกำลังคิดอะไร”
“แกจะมารู้ใจฉันได้ยังไง”
“ถ้าฉันเดาไม่ผิด แกกำลังเสียดายคุณดาว แกโกรธตัวเองที่ปฏิเสธการแต่งงานกับคุณดาว แกกำลังทุกข์เพราะ...”
“พอแล้วไอ้ธัช ฉันไม่อยากฟัง ถ้าแกพูดอีกคำเดียวฉันจะชกหน้าแก” กรกฎโวยวายจนธัชชัยชะงักเงียบไป
ขณะเต้นรำ สดายุชวนละอองดาวคุยแต่เรื่องกรกฎเพื่อจับความรู้สึกของเธอ พอจบเพลงเปิดฟลอร์ หนุ่มสาวจับคู่เต้นรำเพลงต่อไป เอกรินทร์เอ่ยชวน
ผดาชไมแต่ได้รับการปฏิเสธ สกุนตลาแอบชอบเขาอยู่จึงสวมรอย ขณะที่รุ้งเพชรก็ส้มหล่น เพราะผดาชไม กรุยทางให้เธอได้เต้นรำกับชายที่หมายปองอย่างคำอินทร์
อุ่นเรือนอยู่ไม่จบงาน เธอกลับมาวังนพดลบอกเล่าบรรยากาศในงานให้เสด็จฯฟังด้วยรอยยิ้มว่าละอองดาวสวยมาก นักข่าวรุมถ่ายภาพกันไม่หยุดหย่อน คงคิดว่าเจ้าหญิงที่ไหนมาร่วมงาน เสด็จฯนึกถึงกรกฎและเชื่อว่าเขาต้องตะลึงไม่น้อย
“คืนนี้คุณละอองดาวสวยเหลือเกินเพคะ ยิ่งตอนลีลาศกับท่านชาย ดูงามสง่าด้วยกันทั้งคู่ เหมือนเจ้าชายกับเจ้าหญิง นี่ถ้าท่านชายกับคุณละอองดาวเป็นคู่รักกัน คงเหมาะสมกันมากนะเพคะ”
เสด็จฯอึ้งไปครู่ ถอนใจเบาๆ รำพึงต่อหน้ารูปจักราชัยด้วยสีหน้าหม่นหมอง รู้สึกผิด
“ความเหมาะสมที่ปราศจากความรัก มันเจ็บปวดยิ่งนัก ก็เพราะความเหมาะสมนี่แหละที่ทำให้ฉันเจ็บปวดทุกข์ใจมาจนทุกวันนี้...จักราชัย อภัยให้แม่นะลูก”
ooooooo
ยิ่งดึกบรรยากาศในงานยิ่งคึกคัก ธัชชัยควงละอองดาวออกไปเต้นรำสมใจ ทิ้งให้กรกฎนั่งดื่มอยู่คนเดียว ละอองดาวลอบมองเขาอยู่บ่อยครั้งก่อนจะเปรยกับธัชชัยว่าท่าทางกรกฎไม่สนุกเลย
“คงมีเรื่องทุกข์ใจมั้งครับ”
“ทุกข์ใจ? เรื่องอะไรเหรอคะ”
ธัชชัยอึ้งไปครู่ รู้ว่าเพื่อนรักเครียดเรื่องอะไร
แต่ไม่ยอมบอก ได้แต่พูดอ้อมๆ “ผมก็ไม่ทราบหรอกครับ เมื่อกี้ผมคุยกับเขา ลองเดาๆดู แต่เจ้ากฎก็ไม่ยอมบอก แถมยังพาลโมโหใส่ผมอีก”
ละอองดาวเองก็รู้ว่ากรกฎทุกข์เรื่องอะไร อมยิ้มสะใจ แต่ทำทีเป็นบ่นสงสารเขา
“ครับ ผมก็เห็นใจเขา เรื่องบางเรื่องมันเป็นปมทุกข์ที่เจ้ากฎจะเอ่ยปากพูดกับใครก็ไม่ได้ ปรึกษาใครก็ไม่ได้”
กรกฎเอาแต่ดื่มกับดื่ม นั่งติดเก้าอี้ไม่ไปไหน ด้านเริงใจกับนาถลดาพอเพลงจบก็รีบเข้ามาหาละอองดาว เพราะท่านชายสดายุให้มาตาม ธัชชัยจึงขอตัวกลับไปหากรกฎ
นาถลดาพาละอองดาวออกไปแล้ว คำอินทร์อยากเต้นรำกับละอองดาวแต่มาไม่ทัน เริงใจยิ้มเยาะ เขาทันที
“เสียใจค่ะ คุณไม่ได้รับเกียรตินั้นเพราะแตนมีธุระกับท่านชายสดายุ”
คำอินทร์ผิดหวังจะผละไป เริงใจรีบเรียกไว้
ถามว่าไม่คิดจะขอตนเต้นรำหน่อยเหรอ
“ไม่เด็ดขาด”
“คุณกำลังทำให้ฉันสูญเสียความมั่นใจนะ”
“มันก็เรื่องของคุณ ไม่เกี่ยวกับผม” คำอินทร์ยิ้มกวนๆ หันหลังเดินไป เริงใจบ่นอุบว่าเขาไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย
ทันใดคำอินทร์หันขวับกลับมาเรียกเริงใจที่กำลังจะกระฟัดกระเฟียดไป “เดี๋ยวก่อน ผมเปลี่ยนใจแล้ว”
เริงใจคาดไม่ถึง แอบดีใจ แตะมือเขาเดินออกไปเต้นรำ
“ที่จริงคุณก็เป็นผู้หญิงที่สวยน่ารักนะ” คำอินทร์ปากหวานจนเริงใจเคลิ้ม แต่แล้วเขากลับทำให้เธออารมณ์เสียด้วยการพูดต่อไปว่า “แต่ผมไม่ถูกชะตา”
“คนบ้า” เริงใจโมโหเหยียบเท้าคำอินทร์จนร้องจ๊าก
“โอ๊ยเจ็บ คุณแกล้งผมใช่มั้ย”
“เปล่านะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ แหม...คุณก็น่าจะรู้ ผู้หญิงสวยมักจะซุ่มซ่าม”
“ผมขอถอนคำพูด ที่เมื่อกี้ผมชมคุณว่าสวยน่ารักน่ะผมโกหก ผมล้อเล่น เพราะจ้องดูจริงๆหน้าตาคุณก็งั้นๆแหละ”
“เหรอคะ คุณก็ไม่เห็นจะหล่อตรงไหน หน้าเหลี่ยมจืดเป็นเต้าหู้ แถมยังขี้โอ่ขี้เต๊ะ น่าหมั่นไส้”
เริงใจกระแทกกระทั้นเต้นรำต่อ ก็เลยเสียหลักจะล้ม โชคดีที่คำอินทร์ประคองไว้ในอ้อมกอด...เขาและเธอจ้องตากันนิ่ง หญิงสาวรีบออกตัวว่าตนไม่ได้แกล้ง จะล้มจริงๆ
“ผมรู้...” คำอินทร์เผลอยิ้มตาเป็นประกาย
ooooooo
ภายในงาน สดายุแนะนำละอองดาวให้รู้จักท่านทูตคนหนึ่ง ละอองดาวให้ความสนใจเป็นพิเศษเมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงเจ้าชายจักราชัย
“ท่านทูตรู้จักเจ้าชายจักราชัยด้วยเหรอคะ”
“รู้จักสิครับ ก่อนที่ผมจะมาเป็นทูตที่อังกฤษ ผมเคยเป็นเลขาของท่านทูตที่สวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นเจ้าชายจักราชัยเดินทางเข้าสวิตเซอร์แลนด์ใหม่ๆ ผมเคยช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องหนังสือรับรองให้ท่าน... คุณละอองดาวสนใจประวัติของเจ้าชายจักราชัยเหรอครับ”
“คุณละอองดาวเธอสนใจเรื่องราวของเจ้าพี่จักราชัยมากครับท่านทูต”
“เจ้าชายจักราชัยทรงเป็นอย่างไรบ้างคะ”
“เท่าที่ผมรู้จัก เจ้าชายจักราชัยเป็นนักประชาธิปไตยตัวยง เป็นนักต่อสู้ ท่านพยายามเรียกร้องเอกราชให้อาณาจักรเชียงอู จนสุดท้ายอาณาจักรเชียงอูก็ได้รับเอกราชเป็นรัฐอิสระ แต่ชีวิตของท่านน่าสงสารมากนะครับ”
“ยังไงเหรอคะท่านทูต”
“ช่วงที่ท่านต่อสู้ ท่านไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครเลย แม้ทางสถานทูตจะพยายามช่วย การติดต่อเป็นไปอย่างลับๆ เพราะถ้าเป็นข่าวเจ้าชายต้องถูกพวกกบฏตามล่าเอาชีวิตแน่ เสียดายนะครับที่ท่านไม่ได้กลับมาครองราชย์ ท่านสิ้นใจอย่างน่าสงสารด้วยโรครุมเร้าและความอดอยาก โดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร”
พูดแล้วท่านทูตจ้องหน้าละอองดาวอย่างพินิจ พิเคราะห์จนเธอแปลกใจ
“มีอะไรเหรอคะท่านทูต”
“ผมรู้สึกว่าใบหน้าคุณละอองดาวจะมีส่วนละม้ายคล้ายเจ้าชายจักราชัยเหมือนกันนะครับ”
“เห็นไหมคุณละอองดาว ฉันเคยบอกคุณแล้วว่าดวงตากับริมฝีปากของคุณมีส่วนคล้ายเจ้าพี่จักราชัย ท่านทูตเพิ่งรู้จักคุณแท้ๆ ยังออกปากเลย”
“นี่ถ้าบอกว่าคุณละอองดาวเป็นลูกหรือเป็นหลานของเจ้าชายจักราชัย ผมก็เชื่อนะครับท่านชาย”
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะท่านทูต คนเราหน้าตาคล้ายกันก็มีเยอะนะคะ คงเป็นเรื่องบังเอิญน่ะค่ะ”
การสนทนาระหว่างละอองดาว ท่านทูต และสดายุอยู่ในสายตาของผดาชไมตลอดเวลา เธอริษยาละอองดาวถึงขีดสุด ก่นด่าให้เพื่อนฟังไม่หยุดหย่อน
“เสนอหน้า! อยากยกระดับตัวเอง...ฉันไม่ปล่อยให้แกลอยหน้าอยู่อย่างงี้หรอก นังละอองดาว”
ผดาชไมสบโอกาสคว้าแก้วเครื่องดื่มจากบริกรที่กำลังจะเดินผ่าน...แล้วเดินตรงไปทักท่านชาย แต่แกล้งเดินสะดุดเสียหลักทำเครื่องดื่มในมือหกรดละอองดาวจนเธอต้องขอตัวไปล้างในห้องน้ำ
จังหวะนี้เองผดาชไมเดินตามไปหาเรื่องละอองดาว จ้องมองตาขุ่นขวางดุดันจนละอองดาวตกใจ
“ทำไมทำหน้าอย่างงั้น กลัวฉันเหรอ”
“ทำไมฉันต้องกลัวคุณด้วยล่ะคะ”
“จริงสิ! ถ้ากลัว แกก็คงไม่กล้าเสนอหน้ามาแข่งรัศมีกับฉันในงานสังคมชั้นสูงแบบนี้หรอก แกจงใจฉีกหน้าฉัน ดาวเด่นคืนนี้ควรจะเป็นฉัน ไม่ใช่ผู้หญิงต่ำๆอย่างแก”
ละอองดาวข่มใจไม่อยากมีเรื่องจะเดินเลี่ยงออกมา แต่ผดาชไมตวาดแว้ด
“จะไปไหน ฉันยังพูดกับแกไม่จบ”
ละอองดาวไม่สนใจ ผดาชไมกระชากแขนเธอไว้ สองคนจ้องกันนิ่ง ฝ่ายหนึ่งพร้อมจะขย้ำ อีกฝ่ายเตรียมรับมือ...
ที่ด้านนอก นาถลดาเล่าให้เริงใจฟังว่าเมื่อสักครู่ผดาชไมเดินสะดุดทำเครื่องดื่มหกเลอะชุดละอองดาว
“แล้วตอนนี้แตนอยู่ไหน”
“ไปห้องน้ำจ้ะ แต่ไปนานแล้วนะ ทำไมยังไม่กลับมาอีก”
“แตน!!” เริงใจร้อนรน นึกเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมา...
ภายในห้องน้ำ ผดาชไมยังคงดึงแขนละอองดาวไว้ไม่ยอมปล่อย ละอองดาวเจ็บจนโมโหพยายามสะบัดออก กลับโดนผดาชไมกระชากเหวี่ยงเซไปกระแทกผนัง
“คุณจะทำอะไร”
“ฉันก็จะสั่งสอนแกน่ะสิ นังผู้หญิงหน้าด้าน รู้ทั้งรู้ว่ากฎเป็นคนรักของฉันแต่แกก็ยังคิดจะแย่งกฎไปจากฉัน เท่านั้นยังไม่พอ แกยังจ้องจะจับท่านชายสดายุอีก อ่อยผู้ชายไปทั่ว หน้าไม่มียางอาย”
“นึกไม่ถึงนะคะว่าคุณจะมีความคิดต่ำๆแบบนี้ ถ้าเข้าใจอะไรผิดก็กรุณาทำความเข้าใจซะใหม่ ฉันรู้จักท่านชายมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านเป็นอาของหญิงชลกับหญิงนาถ ฉันรักและเคารพท่านชายเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ส่วนคุณกรกฎ แม้จะมีพินัยกรรมผูกมัดฉันกับเขาเอาไว้ แต่เขาก็ปฏิเสธการแต่งงานกับฉันไปแล้ว เขาไม่ได้บอกคุณเหรอคะ”
“บอกไม่บอกมันไม่สำคัญ มันสำคัญที่พฤติกรรมของแกนั่นแหละ อย่านึกนะว่าฉันไม่รู้ว่ากฎแอบไปหาแกที่วังนพดลบ่อยๆ แอบไปเที่ยวกับแก ฮึ! ถ้าผู้หญิงไม่ให้ท่า ผู้ชายก็ไม่วิ่งเข้าหาอย่างงี้หรอก”
“พฤติกรรมแบบนี้คุณคงทำบ่อยมั้งคะ ถึงได้รู้ดีว่าทำแล้วผู้ชายจะวิ่งเข้าหา ที่โกรธฉันเป็นฟืนเป็นไฟนี่เพราะอะไรคะ อ๋อ คงเพราะทำแล้วไม่ได้ผล ไม่มีผู้ชายวิ่งเข้าหาสักคน”
“นังละอองดาว แกกล้าด่าฉันเหรอ นังชั้นต่ำ!”
ผดาชไมโกรธจัดตบหน้าละอองดาวดังฉาด เป็นจังหวะที่เริงใจกับนาถลดาเปิดประตูเข้ามาพอดี
“นี่คือรางวัลสำหรับผู้หญิงหน้าด้านอย่างแก จำไว้!” ผดาชไมกรีดเสียงไม่แคร์ใคร
“ผดาชไม! เธอทำอะไรเพื่อนฉัน” เริงใจเสียงแข็งเอาเรื่อง
“ฉันก็สั่งสอนมันน่ะสิ ว่าอย่าสะเออะมายุ่งกับคนรักของฉัน หล่อนมีปัญหาอะไรมิทราบ เจ็บแทนนังละอองดาวรึไง”
“ใช่! ฉันเจ็บแทน แกทำเพื่อนฉันเจ็บ แกก็ต้องเจ็บเหมือนกัน”
เริงใจโมโหตบหน้าผดาชไมอย่างแรง ผดาชไมร้องกรี๊ดเซถลา แล้วสองสาวก็พุ่งเข้าขย้ำกันอย่างไม่มีใครยอมใคร นาถลดากับละอองดาวตกใจทำอะไรไม่ถูก
ooooooo
แขกเหรื่อยังจับคู่เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่มีใครรู้ว่าในห้องน้ำกำลังเกิดเรื่องตบตีกันระหว่างผดาชไมกับเริงใจ
ธัชชัยไม่เห็นละอองดาวก็มองหาทั่วงาน ขณะที่กรกฎทั้งเครียดทั้งเมาจนเห็นทุกอย่างเบลอไปหมด เรียกธัชชัยอยู่สองสามครั้งก็เป็นลมหมดสติ แก้วเหล้าหล่นจากมือแตกเสียงดัง ผู้คนในงานตกใจหันมองเป็นตาเดียว
สดายุและกลุ่มเพื่อนของผดาชไมที่นำโดยรุ้งเพชรกรูกันเข้ามาถามธัชชัยว่ากรกฎเป็นอะไร
“จู่ๆก็วูบหมดสติ คงเป็นลมน่ะกระหม่อม”
“ตายจริง ดาอยู่ไหนเนี่ย” รุ้งเพชรเห็นท่าไม่ดีรีบออกไปตามหาผดาชไม
เวลานั้นผดาชไมกับเริงใจกำลังขย้ำกันอยู่ในห้องน้ำ ละอองดาวกับนาถลดาห้ามก็ไม่ฟัง ผดาชไมดึงดันจะตบเริงใจให้ได้ ขณะที่เริงใจก็ตอบโต้ว่าตายเป็นตายตนไม่มีวันปล่อยให้อีกฝ่ายรังแกเพื่อนตนได้อีก
เมื่อผดาชไมจะพุ่งเข้ามาเล่นงานเริงใจที่ตั้งท่าจะสวนกลับ นาถลดาทนไม่ไหวตวาดใส่เสียงแข็ง
“หยุดนะ! ถ้าเธอไม่หยุด ฉันจะสั่งมหาดเล็กให้ลากเธอออกไปจากวังของท่านอา”
“เชอะ! วังของท่านอา นึกว่าฉันกลัวเหรอ”
“ถ้ากล้าก็ลองดู พรุ่งนี้เธอได้เป็นข่าวฉาวบนหน้าหนังสือพิมพ์แน่”
คำขู่และท่าทีเอาจริงของนาถลดาได้ผล ผดาชไมหยุดชะงัก เป็นจังหวะที่รุ้งเพชรเปิดประตูพรวดเข้ามา มองคนโน้นคนนี้แล้วถามเพื่อนของตนว่ามีอะไรกัน?
“ไม่มีอะไรหรอก”
“รีบไปเถอะดา คุณกรกฎเป็นลม ตอนนี้ยังไม่ได้สติเลย”
ผดาชไมตกใจรีบตามรุ้งเพชรออกไป ละอองดาวเป็นห่วงกรกฎ ชวนเพื่อนๆก้าวตาม...เมื่อมาเห็นสภาพกรกฎนอนเอนกับตักธัชชัยที่กำลังปฐมพยาบาล แทนที่ผดาชไมจะห่วงคู่รัก กลับทำหน้าเบื่อหน่าย ตรงข้ามกับละอองดาวที่จับตามองกรกฎด้วยความเป็นห่วง
กรกฎรู้สึกตัวแต่สีหน้ายังดูมึนงง ถามธัชชัยว่าตนเป็นอะไร
“ก็เป็นลมวูบไปน่ะสิ ดีนะที่ฉันรับไว้ ไม่งั้นแกหัวแตกแน่”
“ธัช! พากฎไปนอนพักในตำหนักก่อน”
“กระหม่อมว่าพากลับบ้านเลยดีกว่า เจ้ากฎจะได้นอนพักยาวๆไปเลยกระหม่อม”
สดายุคล้อยตาม เรียกคนของตนมาช่วยธัชชัยหิ้วปีกกรกฎพยุงเดินออกไป รุ้งเพชรสะกิดผดาชไมให้รีบตาม แต่เธอเบ้ปากไม่สนใจ
“ก็คุณธัชชัยเขาไปส่งแล้ว”
“ดา! นี่เธอไม่ห่วงคุณกฎเลยเหรอ”
“ก็ดื่มหนักซะขนาดนั้น มันน่าห่วงไหมล่ะ ฉันตามไปก็ช่วยอะไรไม่ได้” ผดาชไมยักไหล่เดินหนี รุ้งเพชร สกุนตลาและเพื่อนผองมองหน้ากันอึ้งๆ แทบไม่อยากเชื่อ ส่วนละอองดาวชะเง้อมองตามกรกฎอย่างวิตกกังวลและเป็นห่วง โดยไม่รู้ว่าสดายุลอบสังเกตอยู่ตลอดเวลา
ooooooo
ชวนชมตกใจและสงสารกรกฎที่ไปเป็นลมกลางงานวันคล้ายวันประสูติท่านชายสดายุ ธัชชัยที่หามมาส่งบอกว่ากรกฎดื่มหนัก ไม่มีอะไรรองท้อง และคงเครียดด้วย
“เครียด? เรื่องอะไรคะ”
“ผมก็เดาไม่ถูกหรอกครับ ต้องถามเจ้าตัวเขาเอง ยังไงผมกลับก่อนนะน้าชวน ฝากเจ้ากฎด้วยครับ”
“ขอบคุณมากนะคะคุณธัชชัย”
หลังจากธัชชัยกลับไปแล้ว ชวนชมให้ยอดรักเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้กรกฎ พอเขารู้สึกตัว ประโยคแรกที่ถามชวนชมคือละอองดาวกลับมาหรือยัง
“คุณดาวไม่กลับหรอกค่ะ คืนนี้ค้างที่วังนพดล คุณกฎจำไม่ได้เหรอคะ” กรกฎไม่พูดอะไร แต่ทำท่าจะลุกขึ้น ชวนชมรีบประคองให้นอนต่อ “อย่าเพิ่งลุกเลยค่ะ นอนพักก่อน เดี๋ยวจะวูบล้มไปอีก คุณกฎตัวร้อนมากนะคะ สงสัยจะเป็นไข้ด้วย”
กรกฎยอมนอนลงอย่างว่าง่ายเพราะไร้เรี่ยวแรง... เวลาเดียวกันนั้นละอองดาวยังอยู่ในวงล้อมของเพื่อนๆ
ที่วังมยุรฤทธิ์ เริงใจเล่าเหตุการณ์ที่ผดาชไมระรานหาเรื่องละอองดาวให้ฟังด้วยความแค้น เพื่อนพลอยเจ็บใจ บ่นเริงใจว่าทำไมไม่มาตามพวกตนไปช่วย
“ไม่ต้องหรอกย่ะ ฉันคนเดียวแม่นั่นก็สู้ไม่ไหวแล้ว ฮึ! ยัยผีบ้า คราวหน้าแกแหลกคามือฉันแน่”
“พอเลยนิด เลิกแล้วต่อกันเถอะ ตอบโต้กันไปมามันก็ไม่จบไม่สิ้น”
“ไม่รู้ล่ะ ถ้ายัยนั่นมาหาเรื่องเธออีก ฉันก็ไม่ปล่อยมันไว้แน่”
ละอองดาวอ่อนใจในความแรงของเริงใจแล้วขอตัวกลับ อ้างว่าพรุ่งนี้ต้องทำงานแต่เช้า พูดจบก็เดินลิ่วไปบอกลาสดายุที่คุยอยู่กับคำอินทร์เรื่องกรกฎเป็นลม
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันมาทูลลา คงต้องกลับแล้วเพคะ”
“ทำไมรีบกลับล่ะคุณละอองดาว ไหนว่าจะกลับหลังเที่ยงคืนไม่ใช่เหรอ”
“ฝ่าบาทตรัสเองนะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้บอกสักหน่อย พรุ่งนี้หม่อมฉันมีงานแต่เช้าเพคะ”
“เดี๋ยวฉันไปส่งนะ”
“ไม่ต้องหรอกเพคะ ดิฉันกลับรถของวังนพดลสะดวกกว่า อีกอย่างแขกของฝ่าบาทก็อยู่กันพร้อมหน้า เดี๋ยวแขกจะเหงานะเพคะ”
“งั้นผมไปส่งคุณดาวที่รถนะครับ” คำอินทร์เสนอหน้า ละอองดาวไม่กล้าปฏิเสธ...
ผดาชไมยืนมองอยู่ไม่ไกล ริษยาและหมั่นไส้ละอองดาวเต็มที่ พูดกับรุ้งเพชรที่ยืนอยู่ด้วยกันว่า
“เห็นมั้ยรุ้ง ท่านชายให้ความสำคัญกับนังนั่นมากขนาดไหน ถึงกับเอ่ยปากว่าจะไปส่งมัน”
“ก็ละอองดาวเป็นผู้แทนของเสด็จฯ ท่านชายก็ต้องให้ความสำคัญน่ะสิ คิดมากน่า”
“ไม่คิดได้ยังไง นังนั่นมันเหยียบหน้าฉันตั้งแต่มันเข้ามาในงานแล้ว ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ไม่ยอม”
ผดาชไมพูดจริงทำจริง เธอเดินมาเกาะแขนสดายุ อ้อนว่าตนจะกลับแล้ว รู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากพักผ่อน รบกวนท่านชายช่วยไปส่ง
“เกรงว่าจะไม่สะดวกนะ ฉันมีธุระต้องหารือกับท่านทูต ยังไงเดี๋ยวฉันให้รถที่วังไปส่งก็แล้วกัน ขอตัวนะ”
ผดาชไมเสียหน้าและอับอาย ร้องกรี๊ดลับหลังสดายุเพียงไม่กี่อึดใจ รุ้งเพชรต้องรีบวิ่งเข้ามาเอามือปิดปากห้ามเพื่อน
“อย่ากรี๊ดสิดา ดูสิ คนมองกันใหญ่แล้ว”
ผดาชไมกระฟัดกระเฟียด รุ้งเพชรรีบพาเธอออกไปจากตรงนั้น...ฝ่ายละอองดาวกับคำอินทร์ที่เดินออกมาด้วยกัน คำอินทร์อยากไปส่งเธอถึงวังนพดล แต่หญิงสาวปฏิเสธอย่างเกรงใจ
เริงใจกับนาถลดาเดินมาเจอ เริงใจวางท่ากวนใส่คำอินทร์เหมือนทุกครั้งที่เจอ อยากรู้ว่าเขาจะพาเพื่อนของตนไปไหน
“ผมจะไปส่งคุณดาวที่รถ”
“นี่มันหน้าที่ของพวกฉัน คุณไม่เกี่ยว”
“นี่คุณ! ผมไม่เข้าใจจริงๆ คุณจะกันท่าผมไปถึงไหน”
“ถึงไหนดีน้า...คุณเลิกตอแยเพื่อนฉันเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ”
“โอ๊ย...อยากจะบ้าตาย ผมเหนื่อยใจกับคุณจริงๆ”
“อย่าเพิ่งเหนื่อยเลยค่ะ เราคงต้องรบกันอีกนาน ไปเต้นรำกันอีกสักเพลงมั้ย”
“ไม่เอาแล้ว อยากเต้นก็ไปเต้นคนเดียวเหอะ เหยียบเท้าผมยังเจ็บไม่หายเลย” คำอินทร์หงุดหงิดเดินลิ่วจากไป เริงใจยิ้มขำ แต่พอรู้ตัวว่าเพื่อนจับตามองก็รีบปั้นหน้ากลบเกลื่อน...
ooooooo
ละอองดาวให้รถของวังนพดลมาส่งที่บ้านเบ็ญจรงค์เพราะเป็นห่วงกรกฎ แต่ปากแข็งบอกชวนชมว่าแวะมาเอาของใช้ส่วนตัว
“คุณกรกฎเป็นยังไงบ้างคะน้าชวน”
“หลับไปแล้วค่ะ ตอนที่คุณธัชชัยหามมาส่งใหม่ๆ คุณกฎตัวร้อนจี๋เลยนะคะ พอเจ้ายอดรักเช็ดตัวให้ก็อุ่นๆ
ขึ้นบ้าง นี่น้าก็สั่งให้ยอดรักนอนเฝ้าอยู่”
“ถ้าอาการไม่ดีขึ้น น้าชวนก็รีบโทร.ไปตามหมอนะคะ”
“คุณดาวเป็นห่วงคุณกฎเหรอคะ”
“จะให้ฉันทนใจจืดใจดำได้ยังไงล่ะน้าชวน ไม่ใช่พี่ก็เหมือนพี่ อยู่คนละตึก แต่ก็รั้วเดียวกัน...คงไม่เป็นอะไรแล้วมั้งคะ ฉันกลับล่ะ”
“เดี๋ยวค่ะคุณดาว ไหนๆก็มาแล้ว ค้างที่นี่เถอะค่ะ”
“ไม่ได้หรอกค่ะ รับปากกับเสด็จท่านแล้วว่าจะค้างที่วัง คนขับรถรออยู่โน่น”
ชวนชมมองออกไปเห็นคนขับรถของวังนพดลจึงไม่รั้งเธอไว้ บอกให้กลับไปพักผ่อน ละอองดาวออกเดินได้สองสามก้าวแล้วหันมากำชับชวนชมอย่าบอกกรกฎว่าตนแวะมา
“โถคุณดาว ปากบอกว่าไม่ แต่ใจก็เป็นห่วง คุณกฎก็อีกคน สองคนนี้ปากกับใจไม่ตรงกัน” ชวนชมบ่นพึมพำแล้วทอดถอนใจ...
ด้านผดาชไมที่ไม่ได้ดั่งใจสักอย่างออกจากงานเลี้ยงที่วังมยุรฤทธิ์ก็มุ่งหน้าไปที่คลับประจำ รุ้งเพชรตามประกบด้วยความเป็นห่วงเพราะเพื่อนรักไม่ได้ขับรถมา กลัวจะกลับไม่ได้
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันกลับเองได้ ที่คลับนี้เขามีบริการรถรับส่งลูกค้า”
“แน่ใจนะว่าไม่ให้ฉันนั่งเป็นเพื่อน”
“ฉันอยากอยู่คนเดียวจริงๆ กลับไปตอนนี้ฉันก็นอนไม่หลับ ขอบใจนะรุ้งที่มาส่ง”
รุ้งเพชรพยักหน้าแล้วเดินออกไป ผดาชไมสั่งเหล้ามาดื่มแก้กลุ้ม แต่เพราะความอิจฉาริษยาแรงกล้าจึงนั่งครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่งานเลี้ยง โต้เถียงกับละอองดาวและเพลี่ยงพล้ำแพ้ทุกทาง ทำให้ยิ่งเจ็บแค้นใจ
“นังละอองดาว! กำพืดแกก็แค่เด็กกำพร้าข้างถนน นังคางคกขึ้นวอ แกไม่มีวันชนะฉันได้หรอก นังชั้นต่ำ!”
พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์สังสรรค์กับเพื่อนอยู่อีกมุม พอเหลือบเห็นผดาชไมนั่งดื่มคนเดียวก็แยกตัวออกมาพูดทักทายด้วยเสน่หา
“ทำไมมาเที่ยวคนเดียวล่ะครับ ทุกทีเห็นคุณมากับเพื่อนๆ”
“ดาเพิ่งกลับจากงานราตรีสโมสรของท่านชายสดายุค่ะ รู้สึกเบื่อๆก็เลยแวะมาดื่ม ฟังเพลงเพลินๆ เผื่อจะหายกลุ้มได้บ้าง”
“ซุปเปอร์สตาร์ระดับคุณฮันนี่มีเรื่องให้ต้องกลุ้มด้วยเหรอครับ”
“แหม...พ่อเลี้ยงคะ ซุปเปอร์สตาร์ก็คนนะคะ มีเรื่องให้ต้องคิดต้องกลุ้มบ้างล่ะค่ะ ไม่ใช่นางฟ้านางสวรรค์นี่คะ จะได้มีแต่ความสุข”
“แต่คืนนี้คุณสวยเหมือนนางฟ้าเลยนะครับ ดารานักร้องทั้งวงการก็เทียบคุณไม่ได้”
“พ่อเลี้ยงพูดเล่นแบบนี้ ดาก็เขินแย่สิคะ”
“ไม่ได้พูดเล่นนะครับ ผมพูดจริงๆ สงสัยพรุ่งนี้ผมต้องไปหาหมอแล้วมั้ง”
“ทำไมคะ”
“ก็ตอนนี้ใจผมสั่นน่ะสิ ยิ่งอยู่ใกล้คุณ หัวใจผมยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ มันรวนไปหมดแล้ว”
“เจ้าคารมนะคะ มาค่ะ ชนแก้วกันหน่อย”
เขาและเธอชนแก้วกันเรื่อยไป จนกระทั่งผดาชไมเมาคอพับคออ่อน พูนสวัสดิ์สบโอกาสพาเธอไปบ้านของเขาอุ้มเข้าห้องวางลงบนเตียงนอน
“พ่อเลี้ยงคุยสนุกจัง ดามีความสุขที่สุดเลยค่า” ผดาชไมพูดอ้อแอ้ ตาแทบลืมไม่ขึ้น
“ฮันนี่! เดี๋ยวคุณจะมีความสุขยิ่งกว่านี้”
“นี่มันที่ไหนคะ”
“สวรรค์ไงครับ เรากำลังจะขึ้นสวรรค์ด้วยกัน”
“จริงสิ ดาเป็นนางฟ้านี่นา นางฟ้าต้องอยู่บนสวรรค์”
พูนสวัสดิ์ยิ้มกริ่ม ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกแล้วระดมจูบอย่างหื่นกระหาย
“พ่อเลี้ยงจะทำอะไรคะ อย่าค่ะ” ผดาชไมยังมีสติแต่ไร้เรี่ยวแรง ถูกเขากดร่างกับที่นอน
“ผมรักคุณฮันนี่ รักจนอดใจไม่ไหวแล้ว”
“อย่าทำแบบนี้ อย่า...” ผดาชไมปัดป้องอยู่สักครู่ก็เคลิบเคลิ้ม ปล่อยอารมณ์คล้อยตาม...
ooooooo
ละอองดาวมาทำงานที่วังนพดลในเช้าวันรุ่งขึ้น แน่นอนว่าต้องโดนเสด็จฯซักถามเรื่องงานเมื่อคืน
ที่วังมยุรฤทธิ์ โดยมีอุ่นเรือนร่วมสนทนาอยู่ด้วย
“งานเมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง”
“ก็สนุกสนานดีเพคะ แขกเหรื่อของท่านชายมาร่วมงานเยอะมาก ท่านชายทรงมีความสุขสำราญมากเพคะ”
“เมื่อคืนคุณกรกฎเป็นลมด้วยนะเพคะฝ่าพระบาท”
“นี่เขาเห็นละอองดาวสวยจนตะลึงถึงกับเป็นลมเป็นแล้งไปเชียวเหรอ”
“คุณอุ่นเรือนทราบได้ยังไงคะ ก็คุณอุ่นเรือนกลับก่อนนี่นา”
“คนที่วังมยุรฤทธิ์โทรศัพท์มาบอกดิฉันเมื่อเช้าค่ะ แหม...ก็คุณละอองดาวสวยเหมือนซินเดอเรลล่าขนาดนั้น ใครเห็นก็ต้องตะลึงค่ะ โดยเฉพาะคุณกรกฎ”
“เป็นอย่างที่ฉันคาดไว้ไม่มีผิด...แผนการ...ไม่ใช่สิ เดี๋ยวจะหาว่าฉันเจ้าเล่ห์เกินไป ต้องบอกว่าสิ่งที่ต้องการพิสูจน์มันได้ผลเกินคาด”
“หม่อมฉันคิดว่าคุณกรกฎอาจจะดื่มหนัก พักผ่อนน้อย สุขภาพไม่ดีก็เลยเป็นลมไปมั้งเพคะ คงไม่เกี่ยวกับหม่อมฉันหรอกเพคะ”
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ไม่มีสาเหตุอื่นที่ทำให้กรกฎเครียดและทุกข์ใจได้มากขนาดนี้หรอก ฉันสังเกตตั้งแต่วันแรกที่เจอเขาแล้ว เขาทั้งห่วงและหวงเธอมากจนผิดวิสัยของพี่ชายที่ห่วงน้องสาว ยิ่งเห็นเธอสวยงามจับตา เขายิ่งทุกข์ ยิ่งโกรธตัวเองที่เคยปฏิเสธการแต่งงานกับเธอ”
ละอองดาวโดนเสด็จฯต้อนเสียจนพูดไม่ออกนิ่งไปด้วยความเขินอาย...
ส่วนที่บ้านพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ เช้าวันเดียวกัน ผดาชไมตื่นนอนพบว่ามีเพียงผ้าห่มคลุมร่างเปลือยเปล่า เธอกวาดตามองรอบห้อง คิดทบทวนเรื่องราวแล้วแผดเสียงดังลั่น ทั้งทุบทั้งเขย่าตัวพูนสวัสดิ์ที่นอนอยู่ข้างกันด้วยความโมโห
“อะไรฮันนี่ ปลุกผมทำไมที่รัก”
“ที่รักเหรอ คุณทำกับดาแบบนี้ได้ยังไง กรี๊ดดดดด...ดาไม่ยอม”
ผดาชไมทุบตีเขาไม่ยั้ง พูนสวัสดิ์ลุกขึ้นนั่งปัดป้องและจับมือเธอไว้ “ไม่ยอมอะไร เมื่อคืนคุณก็ยอมผมนะ”
“กรี๊ดดดด...คนบ้า! คนฉวยโอกาส!”
“โอกาสงามๆลอยมาตรงหน้า ไม่ฉวยเอาไว้ก็โง่แล้ว”
“ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอ ไปให้พ้นเลยนะ ฉันเกลียดคุณ” เธอกระฟัดกระเฟียดผลักไสเขา
“แต่ผมรักคุณนะฮันนี่ รักมากด้วย ไม่เอาน่า อย่าโกรธผมเลย ผมรู้นะว่าคุณก็มีใจให้ผมเหมือนกัน”
“ไม่ต้องมาทำพูดดี”
“ผมรักคุณจริงๆ ผมสัญญาว่าจะทำให้คุณโด่งดังยิ่งกว่านี้อีก คุณจะมีทุกอย่างที่คุณอยากได้ ผมจะทำให้คุณสุขสบายไปตลอดชีวิต เราแต่งงานกันนะฮันนี่”
“ไม่นะพ่อเลี้ยง ดาไม่แต่ง!”
“ทำไมล่ะครับ หรือว่าคุณยังแคร์นายกรกฎนั่น พักหลังผมไม่เห็นเขาไปไหนมาไหนกับคุณ ไม่เห็นเขาจะสนใจคุณเลย”
“ไม่ใช่อย่างงั้นหรอกค่ะ ดายังอยากอยู่ในวงการ ถ้าแต่งงานหรือมีข่าวของเราออกไป ชื่อเสียงดาต้องย่อยยับแน่ ดาขอร้องนะคะ เก็บเรื่องของเราเป็นความลับไปก่อนนะคะพ่อเลี้ยง”
“ได้สิที่รัก ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ” พูนสวัสดิ์กอดหอมแก้มผดาชไมก่อนคว้าผ้าเช็ดตัวมานุ่งแล้วเดินเข้าห้องน้ำ
“บ้าจริง! ฉันพลาดได้ยังไงเนี่ย นี่ถ้ากฎรู้ล่ะก็ หมดกัน!” ผดาชไมบ่นอย่างหวาดหวั่น
ในเวลาเดียวกัน งามตาแม่ของเธอกำลังกดออดหน้าบ้านลูกสาวเพื่อจะเข้าไปหา แต่กดหลายครั้งไม่มีเสียงตอบจากในบ้าน ได้แต่บ่นลูกทำไมนอนขี้เซานัก
กระทั่งสังเกตเห็นกุญแจล็อกประตูรั้ว “อ้าว! ไม่อยู่บ้าน ออกไปไหนแต่เช้า” บ่นเสร็จหยิบกุญแจสำรองที่ตัวเองมีออกมาไขประตูเข้าไปรอ
ooooooo
สดายุตั้งใจมาเชิญท่านป้ารับประทานอาหารกลางวันนอกวัง แต่ท่านไม่สะดวกจึงให้ชวนละอองดาวไปแทน
ด้านกรกฎที่เมาหนักเมื่อคืนจนเป็นลมหมดสติ เขาเพิ่งจะตื่นเอาตอนเกือบเที่ยงเพราะชวนชมเคาะห้องรายงานว่าธัชชัยโทรศัพท์มาบอกว่าอีกสักพักจะมารับไปกินมื้อกลางวัน...
ทางฝ่ายผดาชไมที่พลาดท่าเสียทีให้พูนสวัสดิ์ไปแล้วเมื่อคืน เธอเพิ่งจะกลับบ้านโดยยอมให้เขามาส่งเพราะไม่มีรถขับ งามตาได้ยินเสียงรถก็กระวีกระวาดออกมาดู แต่ต้องชะงักรีบหันกลับเข้าบ้านเพราะลูกสาวไม่ได้มาคนเดียว
พูนสวัสดิ์เห็นเต็มสองตา ถามผดาชไมว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร หญิงสาวตอบเหมือนที่เคยโกหกกรกฎว่าเป็นแม่บ้านที่จ้างมาทำงานบ้านเป็นครั้งคราว ตอบเสร็จก็เร่งเขาให้กลับ อ้างว่าตนปวดหัว อยากอาบน้ำแล้วนอนพักผ่อน
“ก็ได้ครับ งั้นผมกลับก่อนนะที่รัก” พูนสวัสดิ์พูดขาดคำก็โอบเอวและหอมแก้มผดาชไมก่อนผละ
ไปขึ้นรถ
งามตาแอบดูอยู่ในบ้านตกใจตาพองก๋า เมื่อลูกสาวเข้ามาก็คาดคั้นเสียงเขียวว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร
“คนไหนเหรอ”
“แกไม่ต้องมาทำเฉไฉ ก็คนที่มาส่งแกเมื่อกี้นี้ไง เขาจูบแกด้วย อย่านึกนะว่าฉันไม่เห็น”
ผดาชไมจนมุมจำต้องบอกชื่อเสียงเรียงนามของผู้ชาย “พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์”
“พ่อเลี้ยง! เขาทำมาหากินอะไร รวยรึเปล่า แล้วแกไปรู้จักมักจี่เขาได้ยังไง นี่อย่าบอกนะว่าเขาเป็นแค่คนรู้จัก หัวเด็ดตีนขาดฉันก็ไม่เชื่อ”
“พักก่อนน่ะใช่ แค่คนรู้จัก แต่เมื่อคืน...หนูเสียท่าเขาไปแล้ว”
“หา!! นี่แกเสียท่าไอ้พ่อเลี้ยงนั่นแล้วเหรอ โอ๊ย! อกอีแป้นจะแตก แกทำอย่างงี้ได้ยังไง นังลูกไม่รักดี มีนายกรกฎอยู่โทนโท่ยังแอบเล่นชู้อีก แกนี่มันโง่จริงๆ อุตส่าห์ไปร่ำเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาเป็นดาราดัง แทนที่จะฉลาด แต่กลับโง่เง่าเต่าตุ่น มีมหาเศรษฐีอยู่ในมือ แต่ยังใฝ่ต่ำแอบไปคว้าไอ้พ่อเลี้ยงนั่นมาเป็นชู้ แกนี่มัน...”
“โอ๊ยแม่! จะโวยวายไปทำไม น่ารำคาญ”
“ก็แกมันทำตัวเลว จะให้ฉันหุบปากได้ยังไงคอยดูนะ ถ้านายกรกฎจับได้ว่าแกมีชู้ แกจะซวย”
“กฎไม่มีวันรู้หรอกน่า...ทีตอนแม่เป็นเมียน้อยพ่อ แม่ก็ยังแอบมีผู้ชายคนอื่น พ่อยังจับไม่ได้เลย”
“นี่แกกล้าย้อนฉันเหรอ”
“หนูพูดเรื่องจริง หรือแม่จะเถียงว่าไม่จริง แม่ด่าหนูปาวๆหาว่าหนูโง่เง่า ใฝ่ต่ำ ทำตัวเลว แล้วแม่ดีกว่าหนูเหรอ ทุกอย่างที่แม่ด่าหนู แม่ก็เคยทำมาแล้วทั้งนั้นใช่มั้ย”
“แก! นังลูกเนรคุณ!” งามตาตบหน้าผดาชไมแล้วด่าซ้ำ “แกไม่มีสิทธิ์มาย้อนฉัน นังลูกอกตัญญู ฉันเลี้ยงแกมาจนได้ดิบได้ดี แทนที่จะสำนึกบุญคุณ”
ผดาชไมน้ำตาเอ่อ ถามแม่ด้วยความน้อยใจว่าเลี้ยงตนมาดีงั้นหรือ?
จากนั้นก็หวนคิดถึงอดีตในวัยเด็กที่ตัวเองเคยโดนเพื่อนๆล้อว่ามีแม่เป็นผู้หญิงขายตัว แม่ใช้ทำงานสารพัด ห้ามไปเล่นกับเพื่อน พอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แม่ก็ห้ามแต่งหน้าทาปาก ดุด่าตนอย่างหยาบคายว่ากระแดะอยากเป็นสาว อยากมีผัว และถ้าตนไม่ขอพ่อเรียนต่อหลังจากจบมัธยมปลายจนได้ไปเรียนเมืองนอก ตนก็คงดักดานอยู่กับแม่คิดถึงอดีตตอนขมขื่นแล้วผดาชไมน้ำตาไหลพราก ตัดพ้อแม่ว่า
“แม่ไม่เคยรักหนูเลย ขนาดหนูขอเรียนต่อแม่ก็ไม่ให้ ถ้าพ่อไม่ส่งหนูไปเรียนต่อเมืองนอก หนูจะได้ดิบได้ดี มีหน้ามีตาเหมือนคนอื่นมั้ย แล้วแม่จะมีโอกาสได้แบมือขอเงินหนูใช้อย่างทุกวันนี้รึเปล่า”
“ทำไมฉันจะไม่รักแก”
“ถ้าแม่รักหนู แม่ก็คงไม่ด่าหนูว่าเป็นลูกเนรคุณอย่างงี้หรอก แม่รักแต่ตัวเอง แม่ไม่เคยรักหนู ไม่เคยเข้าใจหนูเลย” ผดาชไมร้องไห้โฮวิ่งขึ้นไปชั้นบน
งามตารู้สึกแย่ที่ทำให้ลูกเสียใจ ตามขึ้นไปปลอบและขอโทษ “แม่ไม่ได้ตั้งใจจะดุด่าแกเลย แม่ขอโทษนะที่ทำให้แกเสียใจ ยกโทษให้แม่นะลูก”
“หนูเองก็ผิดที่ย้อนแม่ไปแบบนั้น”
“ที่แม่พูดไปทั้งหมดก็เพราะหวังดีนะลูก แม่ไม่อยากให้แกต้องผิดหวัง ถ้าคุณกรกฎหลุดมือไป แกจะทำยังไง จับปลาสองมือแบบนี้มันไม่ดีนะลูก”
“ดีสิแม่ แม่รู้มั้ย พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์เขาก็รวยไม่ใช่เล่นนะ เป็นถึงเจ้าของบริษัทแผ่นเสียง มีกิจการทั้งที่เมืองไทยและฮ่องกง ผู้ชายคนนี้จะให้ทั้งเงินและชื่อเสียงแก่หนู ส่วนกฎ ถึงเขาจะรวยกว่า แต่มรดก
ก็ยังไม่ได้อยู่ในมือเขาจริงๆ ปลาตัวไหนใหญ่ถูกใจหนูก็เลือกไว้ อีกตัวที่ไม่เข้าท่าก็ค่อยสลัดทิ้งทีหลัง”
“อย่าประมาทนะลูก ถ้าคุณกรกฎจับได้ละก็เป็นเรื่อง”
“แม่อย่ากังวลไปเลย หนูไม่โง่ทำให้กฎจับได้หรอก ผู้ชายอย่างกฎไม่ทันความคิดหนูหรอกแม่” ผดาชไมพูดอย่างมั่นใจ งามตาพยักหน้าคล้อยตาม...
ooooooo
ในระหว่างรับประทานอาหารด้วยกัน สดายุถามหยั่งเชิงเพื่อจับความรู้สึกละอองดาวที่มีต่อกรกฎ แต่หญิงสาวไม่หลงกล แถมยังพูดดักคอเสียจนเขาอดยิ้มไม่ได้
“คุณนี่ช่างระแวงเหมือนกันนะ เห็นฉันเป็นคนเจ้าเล่ห์ไปได้ ไม่มีอะไรในกอไผ่หรอก ฉันแค่อยากรู้ว่ากรกฎดีขึ้นรึยัง ก็เมื่อคืนเขาเป็นลมวูบไปไม่ใช่เหรอ”
“หม่อมฉันไม่ทราบหรอกเพคะ เมื่อคืนหม่อมฉันค้างที่วังนพดล ยังไม่ได้กลับบ้านเลยเพคะ”
สดายุพยักหน้ารับรู้ พลันเหลือบไปเห็นกรกฎเดินเข้ามากับธัชชัย “กรกฎ...เจ้าหมอนี่ตายยากจริงๆ”
ละอองดาวเหลียวมอง เป็นจังหวะที่กรกฎมองมาพอดี...
ธัชชัยดีใจสองเด้งที่ได้เจอละอองดาวแล้วยังได้กินข้าวฟรีเพราะสดายุเลี้ยงกรกฎ
“ไงเจ้ากฎ อาการยังไม่ดีเหรอ อย่าเป็นลมแถวนี้นะ ฉันขี้เกียจหามแกกลับบ้าน”
“ฝ่าบาททรงล้อเล่นอย่างงี้ กระหม่อมอายนะ”
“อายทำไม คนกันเองทั้งนั้น” สดายุสบตากรกฎแล้วบุ้ยใบ้ไปที่อาหารบนโต๊ะเป็นเชิงบอกให้ตักให้
ละอองดาว...ชายหนุ่มเข้าใจและทำตามด้วยความเต็มใจ
“ดาวทานเยอะๆนะ หมู่นี้พี่ว่าดาวดูซูบๆไป”
“ขอบคุณค่ะ คุณกรกฎทานเถอะค่ะ”
ธัชชัยเห็นกรกฎเอาใจละอองดาวก็อดหยอกล้อไม่ได้ว่า “ฉันเองก็ซูบไปเยอะนะเจ้ากฎ แกไม่คิดจะตักกับข้าวให้ฉันมั่งเหรอ”
“ไอ้ทะลึ่ง! มีมือก็ตักเอาเองสิ ฉันจะเทกแคร์น้องสาวฉัน” กรกฎถลึงตาใส่เพื่อนแล้วหันกลับมาตักอาหารอีกอย่างให้ละอองดาว พลางชวนคุยอย่างมีความสุข แม้ละอองดาวจะพูดด้วยน้อยคำก็ตาม
ooooooo
เริงใจกับชลทิชามีนัดกันหลังเลิกการเรียนการสอน สองสาวเป็นครูโรงเรียนเดียวกัน แต่เย็นนี้มีนัดกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่สวนสาธารณะที่จะพาเด็กๆไปทำกิจกรรม จึงต้องไปดูสถานที่ไว้ก่อน
แต่แล้วชลทิชามีธุระกะทันหันต้องไปงานเลี้ยงกับท่านพ่อ เป็นงานรวมญาติที่ปฏิเสธไม่ได้ เริงใจจึงต้องไปพบผู้ใหญ่ท่านนั้นเพียงคนเดียว
การพบปะพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น เสร็จแล้วเริงใจขอเดินดูสถานที่จริง แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีคนร้ายวิ่งราวกระเป๋า หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจและพยายามยื้อแย่งกระเป๋าไว้ คำอินทร์ขับรถผ่านมาเห็นโดยบังเอิญ รีบจอดลงมาช่วยเหลือ
สองคนชกต่อยกันครู่หนึ่งก่อนที่คนร้ายจะวิ่งหนีไปมือเปล่า ส่วนคำอินทร์ปากแตกเลือดซึม เริงใจต้องพาไปหาที่นั่งแล้วซับเลือดให้เขาพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณที่ช่วยเหลือ
“คุณมาทำอะไรที่นี่” คำอินทร์ถาม
“ฉันมาคุยกับท่านรองหัวหน้ากอง จะขออนุญาตท่านใช้พื้นที่พาเด็กๆมาทำกิจกรรม...นี่คุณเจ็บมากไหม”
“เจ็บสิ...ถามได้”
“กลับไปคุณต้องรีบใส่ยานะคะ เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อ ที่จริงฉันมียาหม่องอยู่ในกระเป๋า ถ้าจะเอามาทาให้คุณ ก็กลัวว่าคุณจะแสบ เดี๋ยวปากจะบานเป็นกระจับ” พูดแล้วเริงใจหัวเราะ คำอินทร์เหล่มองพลางบ่น
“ไม่ตลกนะคุณ เฮ้อ! เจอหน้าคุณทีไรมีแต่เรื่องเจ็บตัวทุกที ซวยจริงๆ”
“นี่คุณคิดว่าฉันเป็นตัวซวยเหรอ”
“แล้วใช่รึเปล่าล่ะ”
“ฉันไม่โกรธคุณหรอกนะ แต่ใครจะอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ล่ะ เป็นเรื่องแปลกเหมือนกันเนอะ เวลาที่ฉันตกอยู่ในสถานการณ์แย่ๆ คุณก็มักจะมาเจอ เข้ามาช่วยฉัน หรือว่านี่เป็น...”
“พรหมลิขิตเหรอ...ไม่ใช่แล้ว มันก็แค่เรื่องบังเอิญ”
“หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกใบนี้ หรือการที่เราได้เจอใคร ได้รู้จักใครสักคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกค่ะ มันถูกกำหนดไว้แล้ว”
เริงใจพูดจริงจัง แถมยังเรียกเด็กที่เดินขายกุหลาบมาซื้อให้คำอินทร์หนึ่งดอก ชายหนุ่มทำหน้างงๆ ติงว่า
“จะบ้าเหรอคุณ มีแต่ผู้ชายเขาซื้อดอกไม้ให้ผู้หญิง นี่อะไร ผู้หญิงมาให้ดอกไม้ผู้ชาย”
“ไม่บ้าหรอก ก็คิดซะว่าฉันตอบแทนน้ำใจคุณที่ช่วยฉันไงคะ เอาน่า อย่าคิดมาก ฉันไม่ได้คิดอะไรกับคุณหรอก รับไว้สิคะ”
คำอินทร์ยอมรับกุหลาบ แต่จับไม่ดีโดนหนามกุหลาบตำนิ้วถึงกับร้องลั่นว่า ซวยอีกแล้ว!
“ตายจริง! เลือดออกด้วย” เริงใจรีบเอาผ้าเช็ดหน้ากดซับเลือดที่นิ้วคำอินทร์...สองคนเงยหน้าขึ้นมองตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ตาคุณสวยจัง” คำอินทร์หลุดปาก
“ไม่ต้องมาพูดเล่น”
“คราวนี้ผมพูดจริง”
หญิงสาวแทบไม่เชื่อหู ออกอาการเขินอายจนหน้าแดง...แล้วพอรุ่งขึ้นมาสอนหนังสือเด็กๆ ก็ยังเก็บเรื่องนี้มาครุ่นคิด นั่งตาลอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชวนให้ชลทิชาสงสัย ถามจับผิดว่าใจลอยไปถึงไหน ปล่อยให้ตนเรียกตั้งนาน
“ถึงไหน...ไม่บอก”
“อย่ามามีความลับกับเพื่อนนะยัยนิด บอกมาเดี๋ยวนี้ เรื่องเจ้าคำอินทร์ใช่ไหม”
เริงใจตกใจทำหน้าไม่ถูก ไม่คิดว่าเพื่อนจะเดาได้ถูกเผง รีบพูดกลบเกลื่อน “บ้าเหรอ เธอก็รู้ว่าฉันเกลียดเขาจะตายไป ฉันไม่คุยกับเธอแล้ว”
“เดี๋ยวสินิด จะรีบไปไหน เมื่อวานไปพบท่านรองเป็นไงบ้าง”
เริงใจไม่ฟัง เดินดุ่มหนีไป ชลทิชาบ่นไล่หลัง
“ท่าทางแปลกๆนะยัยนิด ต้องมีความลับแน่ๆ แต่ความลับไม่มีในโลกหรอก วันหนึ่งฉันก็ต้องรู้”
ooooooo
เย็นวันหนึ่งกรกฎเห็นคำอินทร์ขับรถมาส่งละอองดาวหน้าบ้าน เขาเดินลิ่วมาแสดงความไม่พอใจและออกปากไล่แขกอย่างไร้มารยาท ทำให้ละอองดาวขุ่นเคือง แกล้งยั่วโมโหด้วยการชวนคำอินทร์เข้ามาคุยธุระในบ้าน
กรกฎไม่ยอม พุ่งเข้ามายืนดักหน้าคำอินทร์ที่กำลังจะเดินตามละอองดาวเข้าบ้าน
“ขอโทษที่ต้องเสียมารยาท ผมมีธุระจะต้องคุยกับน้องสาวผม”
คำอินทร์ชะงัก อึกอักพูดไม่ออก ละอองดาวเลยแก้เก้อว่า เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังก็ได้ กรกฎได้ยินก็หน้าหงิก โพล่งขึ้นเสียงขุ่น
“ยังจะมีวันหลังอีกเหรอ...จะต้องให้ผมเชิญคุณกลับอีกกี่ครั้ง”
“งั้นผมกลับก่อนนะครับคุณดาว” คำอินทร์หงุดหงิดเดินไปขึ้นรถ ส่วนกรกฎหันมาเล่นงานละอองดาว
“พี่เคยสั่งแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปยุ่งกับเจ้าคำอินทร์”
“สั่งเหรอ คุณไม่มีสิทธิ์อะไรมาสั่งในเรื่องส่วนตัวของดิฉัน เพราะคุณไม่ใช่ผู้ปกครองของดิฉัน”
“อวดดี! ทำไมพูดกับพี่แบบนี้”
“ดิฉันพูดเรื่องจริง ไม่ว่าด้านพฤตินัยหรือนิตินัย คุณก็ไม่มีสิทธิ์”
“นี่เธอโกรธพี่ เธอไม่เห็นความหวังดีของพี่เลยสักนิด เธอเห็นไอ้หมอนั่นสำคัญกว่าพี่ใช่มั้ย”
“ดิฉันไม่ได้เห็นใครสำคัญกว่าใคร แต่คุณกำลังขาดสติ เจ้าคำอินทร์ก็แค่มาส่งดิฉันเพราะรถที่วังเสีย แต่คุณกลับไม่รักษามารยาทกับเขา”
“พี่ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทกับไอ้หมอนั่น ถ้ารถที่วังเสียแล้วทำไมเธอไม่โทร.มาบอกพี่ พี่จะได้ไปรับ หรือถ้าพี่ไม่ว่าง ก็ให้สวัสดิ์ไปรับก็ได้ ทำไมต้องให้ไอ้หมอนั่นมาส่ง”
“ดิฉันไม่ต้องการรบกวนคุณ”
“แต่ต้องการรบกวนคำอินทร์ เพราะเธอมีใจให้เขาใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ” เธอสวนกลับทันควันแล้วผลุนผลันเข้าบ้าน สวนกับชวนชมที่เพิ่งลงมาจากชั้นบนไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“ดาว...เธอโกหกพี่ใช่มั้ย กลับมาคุยกับพี่ให้รู้เรื่องก่อน” กรกฎโวยวายและทำท่าจะเดินตาม แต่ชวนชมเข้ามาขวางไว้
“ใจเย็นๆนะคะคุณกฎ มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ”
“ไปถามคนโปรดของน้าชวนเอาเอง แล้วก็เตือนเขาด้วยว่าอย่าอวดดี อย่ามาหยิ่งจองหองกับฉัน”
กรกฎหันขวับเดินอาดๆออกไป ชวนชมร้อนใจต้องการคำตอบ จึงเลียบเคียงไปคุยกับละอองดาว
“ทำไมคุณกฎต้องโกรธคุณดาวขนาดนั้นด้วยล่ะคะ”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ถ้าน้าชวนอยากรู้ ก็ต้องไปถามเขาเอาเองค่ะ”
ชวนชมกลอกตาไปมาพยายามนึกหาสาเหตุ
สักครู่ก็ทำตาโตอุทานว่า “ใช่แล้ว! ต้องใช่แน่ๆ ใช่ล้านเปอร์เซ็นต์”
“ใช่อะไรของน้าชวนคะ”
“ก็คุณกฎหึงคุณดาวไงคะ เธอถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแบบนั้น โถพ่อคุณ น่าเอ็นดู ที่แท้ก็หึงนี่เอง...คุณดาวขา น้าว่า...”
“ไม่ต้องว่าแล้วค่ะน้าชวน ฉันต้องรีบเคลียร์งานที่ค้าง ขอสมาธิหน่อยนะคะ”
ละอองดาวตัดบทโดยเร็ว ชวนชมรับคำแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เดินออกไป
“หึงเหรอ...คุณไม่มีสิทธิ์ คุณกรกฎ” ละอองดาวพูดพึมพำ พยายามตั้งสติทำสมาธิเพื่อสะสางงานตรงหน้า
ooooooo
กรกฎกลับมาดื่มเหล้าที่บ้านตัวเอง ยอดรักเข้ามาถามดีๆว่าจะเอากับแกล้มหรืออะไรเพิ่มหรือไม่ กลับโดนไล่ตะเพิดจนต้องลนลานออกไปด้วยความตกใจ
คำพูดของละอองดาวที่บอกว่ากรกฎไม่มีสิทธิ์มาสั่งในเรื่องส่วนตัวของเธอ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ปกครอง ทำให้กรกฎเจ็บปวดและทุกข์ใจอย่างที่สุด
“เธอไม่เคยมีใจให้พี่เลยใช่ไหม เธอคงสะใจที่เห็นพี่เจ็บปวด เธอกำลังฆ่าพี่ให้ตายทั้งเป็น...ละอองดาว”
กรกฎดื่มเหล้าอั๊กๆ แก้วแล้วแก้วเล่า...หลังจากวันนั้น เมื่อใดที่เห็นคำอินทร์หรือธัชชัยมาส่งละอองดาว ก็เอาแต่คิดมาก เคร่งเครียด ทุกข์ใจเหลือเกิน และสิ่งที่ดับทุกข์ได้ก็ไม่พ้นเหล้าอีกตามเคย เขาดื่มทุกวัน เมามายแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ไม่ว่าใครก็เข้าหน้าไม่ติด
หลายวันผ่านไปบรรดาคนรับใช้เริ่มซุบซิบกันด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่มีใครกล้าบอกละอองดาว แม้แต่ชวนชมก็ทำท่าทีน่าสงสัยในยามที่เผชิญหน้ากับละอองดาว
จนกระทั่งวันหนึ่งละอองดาวทนไม่ไหว สงสัยเหลือเกินว่าทุกคนเป็นอะไรไป ทำไมต้องซุบซิบและพยายามหลบเลี่ยงตน จึงเรียกชวนชมมาถามจริงๆจังๆ
“บอกฉันมาตามตรงดีกว่า มีอะไรที่ตึกคุณกรกฎเหรอคะ”
ชวนชมอึกอักลังเล แต่ที่สุดก็ตัดสินใจบอกความจริงว่ากรกฎไม่สบาย
“ไม่สบาย เป็นอะไรคะ”
“น้าก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
“ทำไมน้าถึงไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร แล้วเป็นมากี่วันแล้วคะ”
“ก็เกือบอาทิตย์แล้วค่ะ คุณกฎนอนซมอยู่บนเตียง ไม่ออกไปไหนเลย น้าถามอาการของเธอ เธอก็ไม่ยอมบอก เห็นบอกแต่ว่าไม่เป็นอะไร น้ารู้ค่ะว่าคุณกฎไม่สบายมาก แต่เธอก็ไม่ต้องการหมอ ไม่ต้องการยา เอาแต่ดื่มเหล้า ใครๆก็เข้าหน้าไม่ติด มีแต่น้าคนเดียวที่คุณกฎยอมให้เข้าไปหา เมื่อกี้ยอดรักมาตามน้าก็เพราะคุณกฎจะดื่มเหล้าอีก ยอดรักมันก็ไม่รู้จะทำยังไง ตอนนี้คุณกฎผอมเหลือแต่กระดูก ข้าวปลาไม่ยอมกิน วันๆเอาแต่ดื่ม เมื่อวานก็ล้มหัวฟาดพื้น น้าก็ไม่รู้จะช่วยเธอได้ยังไง สงสารเหลือเกิน”
“อาการแย่ขนาดนี้ทำไมน้าชวนไม่โทร.เรียกหมอมาล่ะคะ”
“ก็คุณกฎสั่งไม่ให้เรียกนี่คะ”
“ปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้ยังไงตั้งเกือบอาทิตย์ ทำไมน้าไม่บอกฉันล่ะคะ”
“คุณกฎสั่งไม่ให้บอกคุณดาวค่ะ เธอบอกว่าเธอไม่เป็นอะไร อย่าให้คุณดาวรู้เด็ดขาดว่าเธอนอนอยู่แต่ในบ้าน”
“เขาไม่ต้องการให้ฉันรู้ น้าชวนก็อีกคนใช่มั้ย ที่ไม่ต้องการให้ฉันรู้”
ละอองดาวโมโหเดินออกไปทันที ชวนชมสีหน้าไม่ดีรีบตามไปอธิบาย
“ไม่ใช่อย่างงั้นนะคะคุณดาว คุณดาวขา...น้าเกรงใจคุณดาว น้าไม่กล้าบอกเพราะรู้ว่าคุณดาวคงไม่สนใจอะไรคุณกฎหรอก ก็คุณดาวเกลียดเธอยังกะอะไรดี”
“ใช่! ฉันเกลียดเขา...ถึงฉันจะเกลียดเขา แต่ในฐานะที่ฉันเป็นผู้อาศัยอยู่ในบ้านนี้ จะให้ทนนิ่งดูดายได้ยังไง อย่างน้อยคุณพ่อเขาก็มีพระคุณกับฉันเหลือเกิน น้าคิดเหรอคะว่าฉันจะปล่อยให้เขานอนเป็นไข้ตายเพราะความอวดดีของเขา”
ละอองดาวหันขวับก้าวเดินต่อไปที่ตึกกรกฎ เข้ามาเปิดไฟในห้องนอนของเขาโดยมีชวนชมตามติดสภาพห้องสกปรกเลอะเทอะ ขวดเหล้า แก้ว เหยือกน้ำวางเกลื่อน ที่หลับที่นอนยับยุ่งเหยิง เจ้าตัวนอนตะแคงคุดคู้บนเตียง ผอมโทรม หนวดเครารุงรัง ปากซีดเพราะพิษไข้ พึมพำฟังไม่รู้เรื่องทั้งที่ยังหลับตา
ละอองดาวแตะที่ต้นแขนของเขา จับตามคอ หน้าผากแล้วตกใจ พรั่งพรูความโมโหออกมา
“ตัวร้อนจี๋เลย เพ้อไม่ได้สติ...ถ้าเขาตาย ฉันควรสมน้ำหน้าเขาใช่ไหม แล้วน้าชวนล่ะ เลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็กๆ ทำไมถึงปล่อยให้เขาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่มีใครเหลียวแลเขาเลย แม้แต่คู่รักของเขาเอง ฉันจะโทร.ไปตามหมอ”
ละอองดาวรีบกลับออกมา ส่วนชวนชมน้ำตาไหลด้วยความสงสารเจ้านายจับใจ
ooooooo
ผ่านไปไม่นานนัก หมออนุชิตมาตรวจอาการกรกฎถึงเตียงนอน ตรวจเสร็จก็ฉีดยา ละอองดาวกับชวนชมจับตามองอย่างเป็นกังวล
สักครู่หมอหันมามองละอองดาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนมีคำถาม ละอองดาวชิงพูดขึ้นก่อน
“ดิฉันเพิ่งรู้ว่าเขาป่วยก่อนหน้าที่จะโทร.ไปคุยกับคุณหมอนั่นแหละค่ะ คุณกรกฎดื่มหนัก ไม่ทานอาหาร ล้มป่วยก็ไม่ยอมบอกใคร ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เลยค่ะ”
“ก็ยังนับว่าโชคดีที่คุณละอองดาวมาพบเข้า ถ้าช้ากว่านี้อีกวันสองวันคุณกรกฎคงแย่ นับจากนี้คุณกรกฎต้องอยู่ในความดูแลของพยาบาลยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“คุณพระช่วย! คุณกฎอาการหนักขนาดนั้นเชียวเหรอคะคุณหมอ”
ooooooo
“ผมจะส่งพยาบาลมาเฝ้าวันละสองผลัด ถ้ามีเหตุฉุกเฉินพยาบาลจะโทร.ไปตามผมเอง ช่วงที่รักษาอยู่นี้พยายามอย่าให้สิ่งมึนเมาทุกชนิดมาถึงมือคุณกรกฎเด็ดขาดนะครับ”
“ค่ะคุณหมอ”
หมอเก็บเครื่องมือลงกระเป๋าเตรียมกลับ ละอองดาวกับชวนชมตามลงมาส่งและฟังหมอพูดอย่างตั้งใจ
“เรื่องการดูแลรักษาไม่ต้องกังวลนะครับ ผมจะสั่งให้คุณประภาที่เป็นพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด
ไม่ว่าคนไข้จะร้องขออะไร ขอให้ผ่านการอนุญาตจากนางพยาบาลก่อนนะครับ ถ้าคุณละอองดาวมีข้อสงสัยอะไรก็โทร.ไปถามผมได้ทุกเวลานะครับ พรุ่งนี้ผมจะมาตรวจตอนเก้าโมงเช้า”
สองคนพนมมือไหว้ขอบคุณหมอ ยอดรักเข้ามาช่วยหมอถือกระเป๋าไปส่งถึงรถ...ละอองดาวสั่งการชวนชมว่า
“ตั้งแต่คืนนี้น้าชวนต้องย้ายมานอนที่นี่นะคะใช้ห้องเล็กข้างบนก็ได้ จะได้อยู่เป็นเพื่อนคุณประภาคอยช่วยเขา เผื่อคุณประภาต้องการอะไร”
“ค่ะคุณดาว”
“แล้วก็เหล้าทุกชนิดที่อยู่ในตึกนี้เอาไปเก็บเข้าตู้ให้หมด ใส่กุญแจไว้ แล้วเอาลูกกุญแจมาให้ฉัน กำชับยอดรักด้วยนะคะว่าเป็นคำสั่งของฉัน ห้ามเอาเหล้าให้คุณกรกฎเด็ดขาด”
“ค่ะๆ น้าจะทำตามที่คุณดาวสั่งทุกอย่างเลยค่ะ คุณดาวคะ คุณธัชชัยเงียบหายไปเลยนะคะ ไม่รู้แกทราบว่าคุณกฎป่วยหรือเปล่า”
“อาทิตย์ก่อนคุณธัชบอกฉันว่าจะไปธุระเรื่องคดีที่เชียงใหม่ตั้งสองอาทิตย์ คงยังไม่รู้หรอกค่ะ ไว้ฉันจะโทร.บอกให้นะคะ ส่วนคู่รักของคุณกรกฎน้าชวนก็โทร.ไปบอกเองก็แล้วกัน”
“อุ๊ย ไม่เอาหรอกค่ะ เบอร์โทรศัพท์คุณผดาชไมน้าก็ไม่มี คุณกฎเองก็ไม่เคยให้เอาไว้ เดี๋ยวคุณธัชชัยทราบเรื่องก็คงเป็นธุระให้เองล่ะค่ะ”
“ค่ะ...ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ ถ้าคุณประภามา น้าชวนช่วยดูแลด้วยนะ”
ชวนชมรับคำ มองตามละอองดาวเดินออกไป ก่อนจะเงยหน้ามาทางห้องกรกฎ พูดพึมพำทั้งน้ำตาคลอๆ
“คุณกฎขา...น้าดีใจเหลือเกินที่รู้ว่าคุณดาวเป็นห่วงคุณกฎ”
ooooooo
ในคืนที่กรกฎป่วยหนัก...คู่รักของเขากำลังสำราญอยู่กับพูนสวัสดิ์ภายในคลับ สองคนดื่มเหล้าเคล้าเสียงเพลงอย่างมีความสุข โดยเฉพาะพูนสวัสดิ์ที่ท่าทางสุขล้นเพราะหลงใหลผดาชไมหัวปักหัวปํา
“ผมลืมบอกคุณ เพลงชุดแรกที่คุณจะอัดเสียงกับบริษัทผมใกล้เสร็จแล้วนะครับฮันนี่ เหลือแต่งอีกแค่สองเพลง”
“จริงเหรอคะพ่อเลี้ยง”
“จริงสิครับ ครูเพลงเอาเพลงมาให้ผมดูแล้ว เนื้อเพลงไพเราะเหมาะกับน้ำเสียงของคุณมาก ผมรับรองเพลงต้องติดหู คุณต้องดังระเบิดแน่ๆ”
“พ่อเลี้ยงน่ารักที่สุดเลยค่ะ”
“แล้วรักรึเปล่าล่ะ”
“แหมพ่อเลี้ยง ต้องให้เวลาดาหน่อยสิคะ”
“อย่าบอกนะว่าคุณยังไม่ลืมนายกรกฎ”
“พ่อเลี้ยงขา...ดากับกฎคบกันมาตั้งหลายปีนะคะ จะให้ตัดใจเลิกรากันมันก็ต้องใช้เวลา พักนี้ดาก็พยายามห่างๆจากกฎ ว่างจากคิวงานดาก็อยู่กับพ่อเลี้ยงตลอด เท่านี้ยังไม่พออีกเหรอคะ พ่อเลี้ยงพูดแบบนี้ดาน้อยใจนะคะ”
“ไม่เอาน่า อย่างอนสิที่รัก ผมล้อเล่น ผมรู้ว่าคุณต้องเลือกผมอยู่แล้ว บางทีผู้ชายก็ใจร้อนไปหน่อย คุณต้องเข้าใจผมนะ”
ผดาชไมยิ้มออก ยิ่งพอได้ยินเขาบอกว่าพรุ่งนี้จะพาไปช็อปปิ้งที่ฮ่องกงก็ยิ่งเอาอกเอาใจ ยอมหลับนอนกับเขาอีกครั้งด้วยความเต็มใจ...
ส่วนละอองดาวที่เอางานเอกสารจากวังนพดลมาสะสาง เพิ่งทำเสร็จเอาตอนตีหนึ่ง นึกเป็นห่วงกรกฎจึงโทร.ไปถามอาการจากพยาบาลที่ดูแลอยู่
เมื่อรู้ว่าไข้ลดลงนิดหน่อย ไม่กระสับกระส่ายเหมือนตอนหัวค่ำ แต่ยังไม่รู้สึกตัว และตอนเที่ยงคืนมีอาการเพ้ออยู่ตลอดเวลา ก็ยิ่งเป็นห่วง ถามว่าชวนชมอยู่ที่นั่นด้วยหรือเปล่า
“อยู่ค่ะ คุณน้าเพิ่งจะเข้านอนเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ ดิฉันบอกให้แกไปนอนไม่ต้องอยู่เฝ้าด้วย ถ้ามีอะไรที่ดิฉันหาเองไม่ได้ ก็จะไปปลุกค่ะ”
“ถ้าคุณต้องการอะไร ก็บอกน้าชวนนะคะ อย่าได้เกรงใจ”
“ค่ะ ขอบพระคุณนะคะคุณละอองดาว ดิฉันมีกาแฟและหนังสือแมกกาซีนเป็นเพื่อนทั้งคืนค่ะ คุณน้าแกกรุณาจัดมาให้ แล้วนี่คุณผู้หญิงยังไม่นอนอีกเหรอคะ”
ละอองดาวอึ้งไปครู่กับคำว่าคุณผู้หญิง “ดิฉันยังไม่นอน นอนไม่หลับหรอกค่ะ”
“โถ...คงเป็นห่วงคุณผู้ชายใช่ไหมคะ นอนให้หลับเถอะค่ะ ทำใจให้สบายนะคะ ดิฉันจะดูแลคุณผู้ชายอย่างระมัดระวัง คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
ละอองดาวเบาใจ วางสายแล้วมองไปที่ตึกกรกฎ พึมพำกับตัวเองว่า
“พ่อคนอวดดี เก่งจริงลุกขึ้นมาเล่นเปียโนของคุณเหมือนเช่นทุกวันสิ ฉันเกลียดคุณ แต่ฉันไม่เคยเกลียดเสียงเพลงเย็นๆเศร้าๆของคุณเลย...อีกไม่นานหรอกคุณกับฉันก็จะพ้นภาวะที่มันอึดอัดใจ ไม่ต้องมามองหน้ากันประดักประเดิด ต่างคนต่างมีอิสระ ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีก....เวลามันใกล้เข้ามาแล้ว”
พูดแล้วสีหน้าหม่นเศร้า น้ำตาไหลรินโดยไม่รู้ตัว...ผ่านไปสักครู่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ชวนชมโทร.มาบอกละอองดาวว่ากรกฎอาการไม่ดี เพ้อเรียกหาเธอตลอดเวลา หญิงสาวรีบคว้าเสื้อคลุมสวมทับชุดนอนมุ่งหน้าไปอีกตึกทันที
กรกฎนอนอ้าปากหายใจเหนื่อยหอบ บนหน้าผากมีกระเป๋าน้ำแข็งเพื่อให้ไข้ลด พยาบาลฉีดยาโดยที่ละอองดาวกับชวนชมต้องช่วยกันจับตัวกรกฎไว้ไม่ให้ดิ้น
หลังจากฉีดยาไปสักครู่ กรกฎค่อยๆสงบลง แต่ยังคงเพ้อฟังไม่รู้เรื่อง ชวนชมใจเสียถึงกับสะอื้นไห้ เอ่ยเสียงสั่นเครือ
“โถ...คุณกฎของน้า ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยเห็นครั้งไหนจะทรุดหนักเท่าครั้งนี้เลย ไอ้เรารึก็โง่เง่าพาซื่อ ปล่อยให้อาการทรุดลงถึงขนาดนี้ พ่อคุณเอ๋ย ใจแข็งเหลือเกิน ป่วยทั้งใจ ป่วยทั้งกาย ไม่ยอมปริปากบอกใคร เวรกรรมมาถึงตัวแล้ว เวรกรรมจริงๆ”
“น้าชวนไปนอนเถอะค่ะ คุณหนูของน้าคงไม่เป็นอะไรหรอก”
ชวนชมทำตามทั้งที่ยังห่วงใยคุณหนูของตน ส่วนละอองดาว พยาบาลก็บอกให้เธอไปพักผ่อน คนป่วยคงจะสงบไปถึงเช้า แต่เพราะยังเป็นห่วง ละอองดาวนำผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดตัวให้กรกฎอย่างเบามือ
ระหว่างนี้กรกฎเรียกชื่อละอองดาวเสียงแหบพร่า หญิงสาวหมั่นไส้ก้มลงกระซิบข้างหูเขาว่าตนคือผดาชไม ไม่ใช่ละอองดาว กรกฎยังคงหลับตาไม่ได้สติ สองมือไขว่คว้าจับมือเธอไว้ แต่เธอสะบัดออกแล้วตีแขนเขาไปที
“เอ๊ะ ก็บอกว่าไม่ใช่ละอองดาวไงล่ะ ละอองดาวไม่สนใจคุณหรอก คุณควรจะเพ้อถึงผดาชไม ไม่ใช่ฉัน”
ละอองดาวทั้งหมั่นไส้และมันเขี้ยว หยิกและตีแขนเขาอีกหลายที ขณะที่ปากก็รำพันไปด้วย
“จำเอาไว้ รู้ไว้ซะด้วยว่าฉันเกลียดคุณ เกลียดเข้ากระดูกดำเลย คนบ้า อวดดี หยิ่งทระนงนักไม่ใช่เหรอ เก่งจริงก็ลุกขึ้นมาสิ สมน้ำหน้า ทำกรรมกับฉันเอาไว้ ก็เชิญรับกรรมซะให้สาสม”
แต่พอเห็นเขานอนสงบนิ่งสีหน้าอิดโรย ศีรษะตกหมอนก็จัดแจงให้เข้าที่ด้วยความสงสาร และก้มลงกระซิบที่ข้างหูก่อนกลับออกไป
“หายเร็วๆนะพ่อคนอวดดี...มันเขี้ยวนัก”
ooooooo
เช้าวันถัดมา หมออนุชิตตรวจอาการกรกฎ โดยมีละอองดาว ชวนชม และยอดรักเฝ้าดูด้วยความเป็นห่วง ส่วนพยาบาลประภาออกเวรกลับไปแล้ว แต่มีวนิดามาทำหน้าที่แทน
หลังตรวจอาการ หมอบอกว่าไข้ลดลงมากแล้ว แต่คนไข้ยังอยู่ในภาวะซึมเพราะฤทธิ์ยา ยังไม่ได้สติ
“แล้วคุณกฎจะหายไหมคะคุณหมอ”
“หายสิครับคุณชวนชม แต่ต้องใช้เวลารักษาสักหน่อย” ตอบแล้วหมอหันมากำชับวนิดา “ถ้าคนไข้ฟื้น ก็ให้ดื่มน้ำ จัดอาหารอ่อนให้ด้วยนะ”
“ค่ะคุณหมอ”
หมอเก็บเครื่องมือตรวจลงกระเป๋าแล้วขอตัวกลับ พรุ่งนี้จะมาใหม่ ละอองดาวกับชวนชมไหว้ขอบคุณหมอก่อนที่ยอดรักจะช่วยหิ้วกระเป๋าออกไปส่ง
ละอองดาวนึกได้ให้ชวนชมโทร.บอกอรรถวาทีเพราะเขาเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของกรกฎ ส่วนเธอขอตัวไปทำงานเพราะรถที่วัง
นพดลมารอเป็นชั่วโมงแล้ว แต่เมื่อไปถึงละอองดาวกลับโดนเสด็จฯทรงไล่กลับมาดูแลกรกฎ หลังจากท่านรู้ว่าเขาไม่สบาย
อรรถวาทีมาเห็นสภาพกรกฎก็ตกใจ ไม่นึกว่าจะเป็นมากขนาดนี้ สอบถามชวนชมว่าเขาเป็นมากี่วันแล้ว
“ก็หลายวันค่ะ แต่อาการหนักสุดก็เมื่อวานนี้แหละ”
“นี่ถ้าด็อกเตอร์ไกรยังอยู่ ผมกับคุณชวนต้องโดนท่านเล่นงานกันอานเลย”
“ทำไมเหรอคะคุณอรรถ”
“อ้าว ก็ปล่อยให้ลูกชายท่านป่วยจนล้มหมอน นอนเสื่อไปแบบนี้น่ะสิ”
“ดิฉันยอมรับผิดเต็มๆค่ะคุณอรรถ คุณกฎบอกไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องมายุ่ง ดิฉันก็เชื่อ ปล่อยปละละเลยจนเธอทรุดหนัก นี่ถ้าคุณกฎเป็นอะไรไป ดิฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย” พูดแล้วชวนชมน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่
“อ้าว...อย่าร้องสิคุณชวน คุณกฎไม่เป็นอะไรหรอก ผมก็แค่บ่นนิดเดียว ทำเอาคุณชวนบ่อน้ำตาแตกซะแล้ว”
อรรถวาทีกระเซ้ายิ้มๆ แล้วหันกลับมาที่กรกฎซึ่งยังนอนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยา
“หายเร็วๆนะคุณกฎ ไม่มีใครเถียงกับผมสนุกเท่าคุณอีกแล้ว อย่าปล่อยให้อรรถวาทีเหงาปากนานล่ะพ่อคุณ...ฝากด้วยนะครับคุณพยาบาล”
วนิดารับคำด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นชวนชมกับอรรถวาทีกลับลงมาจากห้องนอนกรกฎ เป็นจังหวะที่ละอองดาวเดินเข้ามาพอดี เธอยกมือไหว้อรรถวาทีก่อนตอบคำถามของชวนชมที่สงสัยว่าทำไมกลับเร็วนัก
“เสด็จฯท่านสั่งให้กลับมาดูแลคนป่วยค่ะ”
“เจอคุณดาวก็ดีแล้ว ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณเยอะเลยครับ”
“เชิญคุณอรรถคุยกับคุณดาวไปพลางๆก่อนนะคะ เดี๋ยวดิฉันกลับขึ้นไปดูคุณวนิดาสักหน่อย เผื่อแกต้องการอะไร” ชวมชมปลีกตัวไป
ละอองดาวเชิญอรรถวาทีมาที่ห้องรับแขก นั่งคุยกันเรื่องอาการป่วยของกรกฎที่อรรถวาทีแปลกใจว่าทำไมปล่อยเขาไว้ถึงขนาดนี้
“นี่น้าชวนไม่ได้บอกอะไรคุณอรรถเลยเหรอคะ”
“ก็บอกเหมือนกันครับ คุณชวนน่ะไม่ไหวจริงๆ เป็นผู้ใหญ่ซะเปล่า มิหนำซ้ำยังเลี้ยงคุณหนูมากับมือ ปล่อยให้คุณกฎเป็นถึงขนาดนี้ได้ยังไง คุณดาวก็อีกคน ทำไมไม่เหลียวแลกันบ้างเลย”
“ขอโทษค่ะคุณอรรถ คุณหนูของคุณอรรถน่ะอายุร่วม 30 แล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กเจ็ดแปดขวบ ตลอดเวลาเขาก็พยายามจะทำตัวเป็นผู้ปกครองดิฉัน ไม่ใช่ดิฉันปกครองเขา นี่ถ้าเขาเป็นเด็กที่อยู่ในความดูแลของดิฉัน รับรองเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นค่ะ ที่สำคัญคุณอรรถก็ทราบดีว่าสภาพของดิฉันกับเขาต้องมองหน้ากันประดักประเดิดขนาดไหน เขาเป็นคนสั่งน้าชวนด้วยซ้ำว่าไม่ให้บอกดิฉัน ก็แสดงว่าเขาไม่อยากให้ดิฉันเข้าไปยุ่ง”
“ผมก็ไม่ได้ตำหนิอะไรคุณดาวหรอกครับ ไอ้ผมก็อดห่วงไม่ได้ คุณกับคุณกฎก็เหมือนพี่น้องกัน ถ้าไม่เอาใจใส่ดูแลกันบ้าง ใครที่ไหนจะมาดูแลล่ะครับ บอกตรงๆผมเห็นสภาพคุณกฎวันนี้แล้วผมตะลึงไปหมด นี่คุณไม่เป็นห่วงพี่ชายคุณบ้างเหรอครับ”
“ก็ไม่เห็นจะต้องห่วงอะไรนี่คะ ทั้งหมอและพยาบาล ไหนจะผู้ใหญ่อย่างคุณอรรถ น้าชวน และคนในบ้านอีก มาดูแลกันเยอะแยะไป”
“โธ่คุณดาว คุณก็อยู่ในฐานะลูกสาวของด็อกเตอร์ไกร คนเจ็บมีศักดิ์เป็นพี่ชายคุณนะ ผมกล้ารับรองได้ว่าคุณกฎเป็นพี่ชายที่รักน้องสาวอย่างที่สุด ถ้าเวลาปกติคุณจะไม่เหลียวแลเขายังไง ผมจะไม่ขอร้องเลย แต่ตอนนี้เขาป่วย ไม่มีสติ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย นึกว่าสงสารเขาเถอะครับ”
“ดิฉันควรจะสงสารเขาเหรอคะ” ละอองดาวพูดประชด
อรรถวาทีมองเธอนิ่งอย่างจับสังเกต มั่นใจว่าเธอปากแข็ง ได้แต่คิดอยู่ในใจตัวเองว่าละอองดาวปากกับใจไม่ตรงกัน...
ooooooo
ละอองดาวโทรศัพท์ไปหาธัชชัยที่โรงแรมในเชียงใหม่หลังจากได้เบอร์โทร.จากเลขาของเขา เพื่อแจ้งข่าวกรกฎป่วยหนักและอยากรู้กำหนดกลับกรุงเทพฯของเขา
ธัชชัยตกใจมาก ซักถามอาการของเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงร้อนรนเป็นห่วง ละอองดาวบอกว่า
“ก็พิษจากสุราน่ะค่ะ คงดื่มหนัก ข้าวปลาไม่แตะจนล้มป่วย นอนซมไม่ได้สติมาสองสามวันแล้ว”
“โธ่...ไอ้กฎเอ๊ย ผมจะรีบเคลียร์งานให้เสร็จแล้วจะรีบไปเยี่ยมนะครับ”
“ค่ะ ยังไงคุณธัชช่วยส่งข่าวให้คุณผดาชไมทราบด้วย...ค่ะๆ แล้วเจอกันนะคะ สวัสดีค่ะ”
ละอองดาววางสายแล้วกลับขึ้นไปดูแลกรกฎทั้งกลางวันและกลางคืน...รุ่งขึ้นเธอไปทำงานก็โดนเสด็จฯทรงบ่นจนหูชา
“เธอนี่ดื้อจริงๆนะละอองดาว ฉันสั่งให้หยุดงานก็ยังอุตส่าห์มาทำงานอีก”
“ก็คุณกรกฎดีขึ้นบ้างแล้วนี่เพคะ”
“ฉันรู้ว่าเธอห่วงงาน แต่เธอก็ต้องห่วงคนใกล้ตัวด้วยนะ งานสำคัญก็จริง แต่มันไม่สำคัญไปกว่าคนในครอบครัวของเราหรอก เธอกับคุณกรกฎก็เหมือนพี่น้อง คนในครอบครัวเดียวกัน ยามป่วยไข้หรือมีเรื่องร้อนใจ อย่าได้ทอดทิ้งกัน”
“เพคะ หม่อมฉันเข้าใจ ใต้ฝ่าพระบาทอย่าทรงกังวลไปเลยเพคะ ถ้ามีอะไรฉุกเฉินน้าชวนจะโทร.มาบอกหม่อมฉัน หม่อมฉันจะรีบกลับไปเพคะ หม่อมฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะเพคะ”
ละอองดาวกลับออกมาทำงานได้ครึ่งค่อนวัน
อุ่นเรือนก็มาตามไปรับโทรศัพท์จากชวนชม
“น้าชวนมีอะไรเหรอคะ คุณกรกฎเป็นอะไรรึเปล่า”
“ค่ะ น้าจะบอกว่าคุณกฎแกเริ่มฟื้นตัวบ้างแล้ว แต่ยังมีอาการซึมๆ พอลืมตาขึ้นก็ร้องขอบรั่นดีเลยค่ะ”
“แล้วน้าชวนให้ไปรึเปล่า”
“เปล่าค่ะ ไม่เด็ดขาด น้าทำตามที่คุณดาวสั่งทุกอย่าง คุณดาวขา...คุณกฎดื้อมากเลยนะคะ ไม่ยอมให้พยาบาลเข้าใกล้เลย อาหารอ่อนก็ไม่แตะ ยาก็ไม่กิน น้าพยายามคะยั้นคะยอแกก็บอกแต่ไม่ๆๆๆ น้าจนปัญญาจริงๆ ไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะ”
“คุณหนูของน้าชวนคงอยากตายมั้งคะ”
“โธ่คุณดาว อย่าประชดแบบนี้สิคะ คุณกฎคงไม่อยากตายหรอกค่ะ ยังไงคุณดาวรีบกลับมาดูเธอหน่อยนะคะ”
“คืนนี้ฉันอาจจะค้างที่นี่”
“คุณพระช่วย! ไม่นะคะคุณดาว อย่าทำแบบนี้”
“ขอคิดดูก่อนแล้วกัน แค่นี้นะคะน้าชวน ฉันต้องทำงาน สวัสดีค่ะ” ละอองดาวตัดบทวางสายแล้วพูดกับตัวเองอย่างหมั่นไส้คนป่วย
“คนอวดดี ต้องทรมานซะให้เข็ด”
แต่เอาเข้าจริงๆเธอก็ใจอ่อน ไม่ได้ค้างที่วังนพดล รีบกลับบ้านมาดูอาการกรกฎตั้งแต่หัววัน แล้วจัดแจงบังคับให้คนป่วยกินยา แต่เขากลับถามเสียงแผ่วออกมาว่า
“พี่เป็นอะไร ทำไมต้องกินยา”
ละอองดาวไม่ตอบ ถือถ้วยยาชูไว้ตรงหน้าเขา อยากรู้ว่าจะกินหรือไม่กิน
“ไม่กิน...” คำตอบนั้นทำให้ละอองดาวชะงัก...
สองคนจ้องตากันนิ่ง ต่างคนต่างดื้อ
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
Reply #7 on:
17 July 2026, 20:44:52 »
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep13/page1
ละอองดาว ตอนที่ 13
เมื่อคนป่วยดื้อ และคนดูแลก็รั้นเป็นที่หนึ่ง...สองฝ่ายจึงเอาชนะคะคานกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่กรกฎจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ กินยาแล้วนอนพัก ขณะที่ละอองดาวเป็นผู้ชนะเพราะขู่หนัก ทำให้ชวนชมอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองจะใช้วิธีขู่แบบเดียวกับละอองดาวบ้าง หากคุณหนูของตนยังดื้อจะกินแต่เหล้าอีก
หลังจากรบรากับกรกฎแล้วชนะ ละอองดาวกลับลงมาเล่นเปียโนที่ชั้นล่างอย่างอารมณ์ดี กรกฎตื่นขึ้นมาได้ยิน ถามพยาบาลว่าใครเล่น ประภาบอกว่าคุณผู้หญิง และยังชื่นชมเธอให้ฟังด้วยว่า
“คุณผู้หญิงเก่งมากนะคะ คุณคงภูมิใจในตัวเธอมาก เพราะเธอทั้งสวยจับใจ อ่อนหวาน น่ารัก ทั้งมีสง่าราศี แถมยังเล่นเปียโนได้อย่างกับนักเปียโนมืออาชีพ”
ชายหนุ่มยิ้มปลื้มกับคำพูดของประภา แต่สักครู่ก็อธิบายด้วยสีหน้าหม่นเศร้า
“คุณเข้าใจผิด เราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันหรอกครับ ผมมีศักดิ์เป็นพี่ชาย เขาเป็นลูกบุญธรรมของคุณพ่อผม หลังจากคุณพ่อเสีย เราก็เห็นกันอยู่สองคนพี่น้อง มีบางสิ่งบางอย่างทำให้เราไม่ค่อยจะสนิทสนมกันนัก เขาเกลียดผม เป็นความเกลียดที่สมแก่เหตุแล้ว เพราะถ้าผมเป็นเขา ผมก็เกลียดตัวผมเองเหมือนกัน”
“ขอโทษจริงๆค่ะ ที่ดิฉันเข้าใจผิดตั้งแต่แรก แต่ดิฉันก็เห็นคุณละอองดาวดูแลเอาใจใส่คุณดีมากนะคะ ตั้งแต่วันที่คุณโดนพิษไข้เล่นงานแล้ว เธอมีความรู้ในทางพยาบาลไม่ใช่น้อย มองไม่ออกเลยนะคะว่าเธอไม่ชอบคุณ”
“ช่างมันเถอะครับ ผมไม่ควรพูดระบายอะไรออกมาเลย...คุณกรุณาลงไปพบน้องสาวผมหน่อยได้ไหมครับ”
กรกฎใช้ประภานำกระดาษโน้ตลงมาให้ละอองดาว เขาต้องการให้เธอเล่นเพลงที่ชอบ ซึ่งละอองดาวยอมเล่น แต่พอจบเพลงนี้ก็เปลี่ยนไปเล่นเพลงของนักร้องที่ชื่อผดาชไม
กรกฎนอนฟังเริ่มไม่เพลิดเพลิน เพราะรู้ว่าละอองดาวแกล้งตน จึงให้ประภาลงมาตามขึ้นไปพบ
แต่ละอองดาวปฏิเสธผ่านประภาว่า
“ช่วยไปบอกเขานะคะว่าฉันไม่ว่าง สี่ทุ่มครึ่งเพื่อนฉันจะมารับออกไปข้างนอก กว่าจะกลับก็คงดึกมาก ให้เขานอนไปเถอะค่ะ”
เมื่อประภากลับขึ้นไปรายงานตามนี้ กรกฎหงุดหงิดถึงกับนอนกระสับกระส่าย อยากรู้เหลือเกินว่าน้องสาวคนสวยจะออกไปเที่ยวกับผู้ใด?
ooooooo
คืนเดียวกัน ธัชชัยตั้งใจส่งข่าวของกรกฎที่กำลังป่วยหนักให้ผดาชไมรับรู้ แต่โทรศัพท์มาที่บ้านต้องผิดหวังไม่เจอตัว ได้แต่ฝากเรื่องไว้กับแม่บ้าน
ที่แท้งามตาแม่แท้ๆของผดาชไมนั่นเองที่รับโทรศัพท์ เธอรู้ว่ากรกฎป่วยหนักก็ร้อนใจ อยากให้ลูกสาว
กลับบ้านเร็วๆ จนเมื่อผดาชไมมาถึงหน้าบ้านพร้อมพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ งามตาไม่กล้าปรากฏตัว ได้แต่แอบดูอยู่ในบ้านอีกเหมือนเคย
พูนสวัสดิ์เห็นไฟฟ้าในบ้านเปิดสว่างจึงถามผดาชไมว่ามีคนอยู่หรือ
“สงสัยแม่บ้านน่ะค่ะ ดาสั่งให้เขามาเฝ้าบ้านช่วงที่ดาไม่อยู่...ขอบคุณนะคะ” ผดาชไมยิ้มหวาน คว้ากระเป๋าเดินทางจากมือพูนสวัสดิ์มาถือ “พ่อเลี้ยงรีบกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ ดาเองก็เหนียวตัวจะแย่แล้ว อยากอาบน้ำ”
“ให้ผมไปถูหลังให้ไหมครับ มือผมเบานะฮันนี่”
ผดาชไมยิ้มมีจริต ผลักไสเขาอย่างเอียงอาย
พูนสวัสดิ์ชอบใจยิ้มหน้าบาน
“โอเค...พรุ่งนี้ 5 โมงเย็นผมมารับนะครับ งานครบรอบหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แบบนี้เราต้องไม่พลาด เขาจะได้เขียนเชียร์คุณ ช่วยโปรโมตเพลงให้เรา พอเพลงดัง ยอดขายแผ่นก็แล่นฉิว แค่ลงทุนซื้อของติดไม้ติดมือไปอวยพรเขานิดหน่อยเอง”
“แหม...พ่อเลี้ยงนี่เจ้าเล่ห์ไม่เบานะคะ”
“เรียกว่าฉลาดดีกว่าครับ คนทำธุรกิจมันก็ต้องคิดให้ไกล บวกกำไรเสมอ โอเค ผมไปล่ะ พรุ่งนี้เจอกัน”
พูนสวัสดิ์หอมแก้มผดาชไมก่อนไป...งามตามองจากในบ้าน ชักสีหน้าไม่พอใจ บ่นพึมพำอย่างกังวล
“ไอ้พ่อเลี้ยงนี่มันกรุ้มกริ่ม ลื่นไม่ใช่เล่น แกจะจับมันอยู่เหรอวะนังหนู”
ooooooo
กลางดึก ละอองดาวขึ้นมาบนห้องกรกฎ
ประภาส่งยิ้มให้ก่อนเดินเลี่ยงออกไปที่ระเบียง
ละอองดาวเดินมานั่งข้างเตียง มองคนป่วยนอนหลับตานิ่งไร้พิษสงแล้วอดยิ้มไม่ได้ ผ่านไปไม่นานได้ยินเสียงเขาบ่นพึมพำทั้งที่ยังหลับตา
“ตอนนี้เขาคงแต่งตัวสวย นั่งรอเพื่อนชายที่จะมารับ คุณรู้ไหมเขาจะไปกับใคร”
“ไม่รู้หรอกค่ะ”
“กับเจ้าคำอินทร์...”
ละอองดาวเบ้ปากหมั่นไส้ “เขาจะไปกับใครที่ไหนแล้วมันเรื่องอะไรของตัวล่ะยะ พ่อคนชอบยุ่ง”
กรกฎสะดุ้งลืมตาโพลง คนตรงหน้าไม่ใช่พยาบาลประภา แต่เป็นละอองดาวต่างหาก
“เจ็บจะตายอยู่แล้ว ยังนินทาคนอื่นอีกเหรอ”
“นี่เธอยังไม่ไปเหรอดาว”
“ไปแน่ เดี๋ยวไป แวะขึ้นมาดูหน่อยเดียวว่าตายหรือยัง”
“เธอคงอยากให้พี่ตายล่ะสิ แต่พี่ไม่ตายง่ายๆหรอก”
“แน่ล่ะ คนนินทาเก่งอย่างงี้ตายยาก ท่านยมบาลไม่เอาไปหรอก ขนาดหลับปากยังนินทาคนอื่นได้เลย”
“ดาว...เธอจะออกไปเที่ยวกับคำอินทร์จริงๆเหรอ พี่ขอร้อง อย่าไปนะ ดึกดื่นอย่างงี้ไม่เหมาะ เธอเป็นผู้หญิง อยู่บ้านเถอะ เชื่อพี่ ไปนอนซะ”
“ฉันจะไป”
“พี่เป็นพี่ของเธอนะดาว พี่สั่งไม่ให้เธอไป”
“จะไปซะอย่าง คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน” ละอองดาวเมินหน้าหนี กรกฎหน้าบึ้ง มองอย่างขัดใจ
ooooooo
ส่วนที่บ้านผดาชไม...งามตาเพิ่งบอกเล่าอาการป่วยของกรกฎให้ลูกสาวฟัง หญิงสาวตกใจไม่น้อย อุทานเสียงแหลม
“กฎป่วยหนัก?”
“ใช่ คุณธัชชัยเขาโทร.มาบอกเมื่อกี้นี้เอง แกต้องไปเยี่ยมเขานะนังหนู เดี๋ยวคุณกรกฎเขาจะหาว่าแกใจจืดใจดำ”
“หนูต้องไปอยู่แล้ว แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”
“สับรางให้ดีนะนังหนู อย่าให้พ่อเลี้ยงจับได้ล่ะ ...แม่มาคิดๆดู แม่ว่าแกน่าจะเลือกเอาซักคนนะ จับปลาสองมืออย่างงี้มันไม่ดีหรอก เกิดพลาดท่าขึ้นมา ปลามันจะหลุดไปทั้งสองมือ แกจะไม่เหลือใครเลย”
“ตอนนี้หนูยังเลือกไม่ได้หรอกแม่ กับพ่อเลี้ยงหนูเซ็นสัญญาเป็นนักร้องในสังกัดของเขา หนูต้องอาศัยแรงโปรโมตจากเขา กอบโกยทั้งชื่อเสียงและเงินทอง ส่วนกฎถึงจะรวยกว่า แต่เขาก็ยังแต่งงานกับหนูไม่ได้”
“ทำไม”
“ก็เคยเล่าให้แม่ฟังแล้วไง ไอ้เรื่องพินัยกรรมบ้าๆนั่นแหละ คุณพ่อกฎเขียนพินัยกรรมผูกมัดเอาไว้ว่ากฎต้องแต่งงานกับนังละอองดาว เขาถึงจะได้รับมรดก ถ้ากฎแต่งกับหนูตอนนี้ กฎก็จะไม่ได้อะไรเลย”
“งั้นแกก็หมดหวังที่จะได้แต่งงานกับคุณกรกฎน่ะสิ”
“ไม่หรอกแม่ หนูยังมีหวัง ถ้านังละอองดาวมันทำหนังสือปฏิเสธการแต่งงานกับกฎ กฎก็จะเป็นอิสระ หรือไม่ก็ต้องรอให้ครบกำหนดสามปี กฎถึงจะได้รับมรดก”
“แล้วแม่ละอองดาวนั่นจะยอมปล่อยให้มหาเศรษฐีหลุดมือไปง่ายๆเหรอ”
“นี่แหละที่หนูกลุ้มจนอกแทบระเบิด นังละอองดาวมันร้ายจะตาย จนป่านนี้มันยังไม่ยอมทำหนังสือปฏิเสธการแต่งงานกับกฎเลย ทำเป็นยักท่ายื้อเวลา นังนี่มันแผนสูง มันต้องคิดจะรวบหัวรวบหางกฎแน่ๆ แต่ฝันไปเถอะนังละอองดาว แกจะไม่มีวันได้ทั้งตัวกฎและมรดกของเขา”
ผดาชไมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่มีวันญาติดีกับละอองดาวเป็นแน่แท้
ooooooo
ละอองดาวกับกรกฎยังคงทุ่มเถียงกันไม่จบ กระทั่งกรกฎโมโหทำท่าจะลุกขึ้น แต่ก็ลุกไม่ไหว หงายหลังนอนลงไปอีก
“ดาว...ทำไมเธอดื้ออย่างนี้”
“จะไปซะอย่าง ใครจะทำไม เก่งจริงก็ลุกขึ้นมาห้ามสิ”
เมื่อละอองดาวยังกวนโมโหไม่เลิก กรกฎกัดฟันเอื้อมมือจะดึงสายน้ำเกลือออก เธอรีบคว้ามือเขาไว้แล้วตีแขนดังเพียะ
“จะทำอะไร อย่านะ”
“ถ้าเธอไป พี่จะไม่รักษาตัวอีกแล้ว ปล่อยให้มันตายไปเลย”
“อย่ามาประชด ปากเก่งนักนะ...เห็นมั้ยนี่อะไร เดี๋ยวเหอะ จะตัดปากตัดมือให้พิการไปเลย” เธอหยิบกรรไกรมาขู่คนป่วย
กรกฎไม่มีวี่แววของความกลัว แถมยังตัดพ้อต่อปากต่อคำไม่หยุดหย่อน
“คนใจร้าย ตัดขั้วหัวใจพี่เลยสิ จะได้ตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย”
“อย่ามาท้านะ ฮึ! ปากเก่ง อวดดี ขี้ประชด เนี่ยเหรอคนป่วย”
“คนป่วยไม่มีหัวใจรึไง”
“หัวใจที่มีเจ้าของแล้ว ไม่มีความหมายหรอกค่ะ”
“หัวใจที่ว้าเหว่ โดดเดี่ยวต่างหาก ทุกข์ระทม ไม่มีใครเมตตา หัวใจที่หลอกตัวเองมาตลอด หัวใจที่มันโง่เขลา”
“ช่วยไม่ได้”
“ใช่ ไม่มีใครช่วยได้หรอก พี่ทำกรรมอะไรไว้ กรรมนั้นมันก็กำลังสนองพี่อยู่แล้ว”
“รู้ตัวก็ดีแล้ว พูดมากเหลือเกิน ได้เวลากินยาแล้ว”
“พี่ไม่กิน...รับปากกับพี่ก่อนว่าเธอจะไม่ออกไปกับคำอินทร์ ถ้าเธอยอมอยู่บ้านพี่จะยอมกินยา”
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาต่อรองมิทราบ”
“งั้นพี่ก็ไม่กิน”
“ไม่กินก็ตามใจ ปล่อยให้นอนพะงาบๆอยู่อย่างงี้แหละ เอาไว้ให้คู่รักของคุณมาดูแลเองก็แล้วกัน”
ละอองดาววางถ้วยยาแล้วลุกเดินไปที่ประตู กรกฎจนมุมร้องลั่นว่าตนยอมแล้ว...ครั้นคนป่วยกินยากินน้ำเสร็จเรียบร้อย ผู้ดูแลก็ทำท่าจะผละหนี แต่เขาไม่ยอม จับมือเธอไว้แน่น
“พี่จะจับมือดาวเอาไว้อย่างงี้แหละ ดาวจะได้ออกไปไหนไม่ได้”
กรกฎไม่ได้จับแค่มือเดียว แต่เอามืออีกข้างมาจับด้วย ละอองดาวคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับคนป่วยอีก
ยอมนั่งอยู่กับที่ให้เขากุมมืออยู่อย่างนั้น
ooooooo
เช้าวันถัดมาละอองดาวไปทำงานที่วังนพดล เธอเข้ามาถวายความเคารพเสด็จพระองค์หญิงพราว-นภางค์อย่างนอบน้อมถ่อมตนเช่นเดิม
“กราบใต้ฝ่าพระบาท หม่อมฉันขออนุญาตเข้าเฝ้าถวายงานเพคะ”
“มาแต่เช้าเลยนะละอองดาว คุณกรกฎเป็นยังไงบ้าง”
“อาการดีขึ้นมากเพคะ ลุกขึ้นเดินได้บ้าง เริ่มทานอาหารได้บ้างเพคะ”
“เธอต้องเตือนๆเขาบ้างนะ อย่าดื่ม อย่าเที่ยวเตร่ให้มากนัก มันเสียสุขภาพ”
“เขาดื้อมาก คงไม่ฟังหม่อมฉันหรอกเพคะ”
“ไม่ฟังก็ต้องเตือน เตือนบ่อยๆเขาก็จะฟังเองแหละ ให้มันรู้ไปว่าเขาจะไม่เห็นความหวังดีของเรา ทีแรกฉันก็คิดจะไปเยี่ยมเขาเหมือนกัน แต่มานึกๆดูไม่ไปดีกว่า”
“ทำไมเหรอเพคะ”
“ฉันกลัวเขาจะจับไข้อาการหนักกว่าเดิมน่ะสิ เวลาเจอฉัน เขาดูกลัวๆเกร็งๆ ไม่รู้จะกลัวทำไม ฉันไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน เอ๊ะ หรือว่าฉันดูน่ากลัว”
“ไม่หรอกเพคะ คุณกรกฎคงประหม่า วางตัวไม่ค่อยถูกน่ะเพคะ”
“ประหม่าก็ต้องมาเจอกันบ่อยๆสิ จะได้ชิน นี่ชายยุคงไม่รู้ข่าวว่าเพื่อนเขาป่วย เห็นว่าไปราชการที่กรุงเบิร์นตั้งเป็นเดือน ไม่รู้จะกลับเมื่อไหร่ เอ้อ แล้วนี่คนรักของกรกฎไปเยี่ยมเขาบ้างรึเปล่า”
“หม่อมฉันไม่แน่ใจว่าคุณผดาชไมจะทราบข่าวรึยัง แต่หม่อมฉันก็บอกคุณธัชชัยให้ส่งข่าวบอกเธอตั้งแต่ตอนที่คุณกรกฎป่วยใหม่ๆแล้วนะเพคะ”
“อะไรกัน! คนรักนอนป่วยตั้งนานยังไม่มาเยี่ยมอีกเหรอ อย่าหาว่าฉันไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขาเลยนะ ฉันว่าผู้หญิงคนนี้ดูแปลกๆ เขารักพี่ชายเธอจริงๆหรือเปล่า”
ละอองดาวนิ่งอึ้ง ก้มหน้าไม่รู้จะตอบอย่างไร
ooooooo
ขณะที่ละอองดาวออกไปทำงาน ธัชชัยได้มาเยี่ยมกรกฎที่อาการดีขึ้นตามลำดับ สองหนุ่มทักทายหยอกล้อกันประสาเพื่อนสนิท
“อ้าว...ยังไม่ตายนี่หว่าไอ้เพื่อนยาก”
“ไอ้ธัช! ปากแกนี่มันน่าโดนกำปั้นยัดจริงๆ”
“ล้อเล่น...ก็อยากให้แกหัวเราะมั่ง จะได้หายเร็วๆ”
“นี่แกหายหัวไปไหนมาวะ”
“คุณดาวไม่ได้บอกแกเหรอ ฉันไปธุระเรื่องคดีที่เชียงใหม่ตั้งสองอาทิตย์”
“บอกมั้ง แต่ฉันจำไม่ได้ว่ะ ช่วงก่อนมันเบลอๆ จำอะไรไม่ค่อยได้”
“แกต้องเพลาๆเรื่องดื่มเรื่องเที่ยวมั่งนะเพื่อน เดี๋ยวจะตายก่อนวัยหรือไม่ก็เป็นบ้าตอนแก่”
“นี่เตือนหรือด่าวะเนี่ย”
“ก็สองอย่างนั่นแหละ อย่างแกเตือนดีๆไม่ฟังหรอก ต้องมีขู่มีด่ามั่ง แล้วนี่คุณผดามาเยี่ยมแกรึยังวะ”
กรกฎส่ายหน้า บอกว่าเธอหายหน้าไปเลย
“ฉันโทร.บอกเขาแล้วนะ ตอนโทร.ไปแม่บ้านรับสาย เห็นว่าคุณผดาไปโปรโมตเพลงที่เมืองนอกน่ะ เดี๋ยวรู้ข่าวก็คงมามั้ง”
“มาก็ได้ ไม่มาก็ดี บางทีก็น่ารำคาญ”
“เฮ้ย! ไอ้กฎ แกพูดแบบนี้ได้ยังไงวะ ความรักของแกกับคุณผดามันจืดจางแล้วหรือไง นี่อย่าบอกนะว่าแกมีใจให้คุณ...เอ่อ...คนอื่นแล้ว”
ธัชชัยไม่กล้าพูดชื่อละอองดาวออกมา แต่กรกฎรู้ว่าหมายถึงเธอ จึงเมินหน้าหลบสายตา นิ่งเงียบไป
ooooooo
ที่วังนพดล เริงใจกับชลทิชาแวะมาหาละอองดาวพร้อมขนมนมเนยที่ตั้งใจซื้อมากินกับเพื่อนรัก เมื่อรู้ว่ากรกฎล้มป่วย สองสาวตกใจ อยากรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง ละอองดาวบอกว่าดีขึ้นมาก เริงใจพูดโพล่งว่า
“รู้ช้าไปหน่อย ถ้ารู้เร็วกว่านี้จะได้ไปสมน้ำหน้า”
“ยัยนิด! ยังไม่เลิกโกรธเคืองคุณกรกฎอีกเหรอ” ชลทิชาปราม
“คงยาก เขาทำไม่ดีกับแตนเอาไว้ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะยัยงิ้วผดาชไม”
“ถึงผดาชไมจะร้ายกับแตน แต่คุณกรกฎก็ไม่ได้ร้ายด้วยนะ มันคนละคนกัน เธอต้องแยกแยะบ้างนะนิด”
ละอองดาวเห็นด้วยกับชลทิชา บอกเริงใจว่า “อย่าไปโกรธเคืองเขาเลยนิด ลืมๆไปบ้างเถอะ ไปขุ่นเคืองเขาใจเราก็ไม่สบาย”
เริงใจกระเง้ากระงอดค้อนตาคว่ำ หาว่าตนโดนเพื่อนรุม ละอองดาวอดหัวเราะไม่ได้ อธิบายว่าตนกับชลทิชาไม่ได้รุม แค่อยากให้เธอปล่อยวาง
“ถามจริงๆแตน เธอยกโทษให้อีตากรกฎได้เหรอ เขาทำร้ายจิตใจเธอมากนะ”
“ฉันยอมรับว่าเคยโกรธเกลียดเขามาก อยากให้เขาเจ็บปวดเหมือนอย่างที่เขาทำให้ฉันเจ็บ แต่เมื่อเวลาผ่านไปฉันกลับรู้สึกว่ามันเป็นความคิดที่แย่มาก เขาจะเจ็บหรือไม่เจ็บมันก็เป็นเรื่องของเขา แต่เรานี่สิโดนอารมณ์โกรธเกลียดที่มันร้อนเหมือนไฟเล่นงานใจเราเองโดยไม่รู้ตัว”
“เธอวางได้เยอะนะแตน เข้มแข็งมาก”
“ทุกข์มันก็เหมือนก้อนหินนะชล ถือไว้แบกไว้มันก็หนักเปล่าๆ จริงไหมจ๊ะนิด”
เริงใจถอนใจเฮือกก่อนตอบ “จริงมั้ง ฉันจะพยายามปล่อยวางบ้างก็แล้วกัน แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้แค่ไหน เอ้า มัวแต่คุยกันเพลิน กินสิแตน อุตส่าห์ซื้อมาฝาก ของโปรดเธอทั้งนั้น”
สามสาวกินขนมกันไป คุยกันไปไม่หยุดปาก
ooooooo
ตกเย็นผดาชไมนำกระเช้าผลไม้มาเยี่ยมกรกฎ โดยให้ยอดรักถือตามขึ้นมาวางไว้ในห้อง หญิงสาวออดอ้อนฉอเลาะคู่รักราวกับอยู่กันสองคน ทั้งที่ในห้องมียอดรัก ชวนชม และวนิดา
“กฎขา...ดาคิดถึงกฎจังเลยค่ะ”
“เธอหายไปไหนมา นึกว่าลืมฉันเสียแล้ว”
“โถๆๆ กฎอย่าน้อยใจสิคะ ดาไปโปรโมตเพลงที่ฟิลิปปินส์เป็นอาทิตย์เลย กลับมาพอรู้ข่าวจากคุณธัช ดาก็รีบมาเยี่ยมกฎนี่ไงคะที่รัก คิดทึ้งคิดถึง กฎล่ะคะ คิดถึงดาบ้างมั้ย”
ผดาชไมกอดคลอเคลียซบหน้ากับอกกรกฎ
สามคนที่อยู่ในห้องพากันจ้องมองเป็นตาเดียวกัน กรกฎเห็นแล้วอาย ปรามคู่รักของตนว่าพอแล้ว
เมื่อผดาชไมหันไปเห็นสามคนมองตาก็ผละจากกรกฎแล้วถลึงตาใส่ “จ้องอะไรกัน ไม่มีมารยาท ไม่มีอะไรทำกันหรือไง”
ว่าแล้วก็ชี้นิ้วสั่งการราวกับเจ้าของบ้าน ให้ชวนชมไปเอาน้ำส้มคั้นสดๆมาให้ตน ห้ามใส่เกลือ ห้ามใส่น้ำตาลเพราะตนกำลังคุมแคลอรี และข้าวของที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะให้เก็บออกไป ผ้าม่านก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เอาสีสดๆมา คนไม่สบายให้นอนในห้องสีทึมๆได้ยังไง จิตใจห่อเหี่ยว แล้วอย่าลืมเอาผลไม้ไปปอกด้วย
“อ้อ...ยอดรัก ไปล้างรถให้ฉันด้วย ล้างดีๆนะ อย่าให้รถเป็นรอยเป็นคราบล่ะ”
ยอดรักรับคำแล้วช่วยชวนชมกับวนิดาเก็บข้าวของบนโต๊ะรวมทั้งกระเช้าผลไม้ออกไป กรกฎไม่ชอบใจนักกับความเจ้ากี้เจ้าการของคู่รัก ปรามเสียงเนือยๆว่า
“ไปสั่งอะไรเขาเยอะแยะน่ะดา วุ่นวายไปหมด”
“ไม่เห็นจะวุ่นตรงไหนเลย มีคนรับใช้ก็ต้องใช้สิคะ” ผดาชไมเข้ากอดคลอเคลียอีก โดยไม่รู้ว่ากรกฎลอบทำหน้าเบื่อหน่าย...
ฝ่ายสามคนที่หอบหิ้วข้าวของลงมาชั้นล่าง ชวนชมนั้นไม่พอใจในความเรื่องมากของผดาชไมเอาเสียเลย ขณะที่วนิดากลับชื่นชมในความโด่งดังของนักร้องสาว
“เพิ่งรู้นะคะว่าคุณกรกฎมีแฟนเป็นดารา คุณฮันนี่ตัวจริงเธอสวยนะคะ”
“สวยแต่รูป จูบไม่หอมน่ะสิคะ จูบไปก็เหม็น” คำพูดของชวนชมเล่นเอายอดรักหัวเราะก๊าก ถามว่าป้าเคยจูบคุณผดาชไมเหรอ
“ไอ้ทะลึ่ง อย่ามากวนประสาทนะ ฉันยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย ไปล้างรถเลยไอ้ยอด เดี๋ยวโดนนางยักษ์นั่นเล่นงานจะหาว่าฉันไม่เตือน”
ยอดรักรับคำ ส่งกระเช้าผลไม้ให้ชวนชมถือแล้ววิ่งแจ้นออกไป
“คุณวนิดาเอาของวางไว้แถวนี้ก็ได้ค่ะ ขึ้นไปเฝ้าคุณกฎต่อเถอะ”
“ไม่เหมาะมั้งคะ รอให้คุณฮันนี่กลับไปก่อนดีกว่า”
ชวนชมพยักหน้าเนือยๆ บ่นอย่างกลุ้มๆ ก่อนเดินเข้าครัวไป “นี่เธอจะรู้ตัวมั้ยเนี่ย ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้เลย มาถึงก็ชี้นิ้วสั่งๆๆ อย่างกับเป็นคุณผู้หญิงบ้านเบ็ญจรงค์”
เวลานั้นผดาชไมหรือฮันนี่กำลังเอาอกเอาใจกรกฎสุดฤทธิ์ บีบนวดแขนขาให้เขาจากเบาเป็นหนักจนคนป่วยเจ็บถึงกับร้องโอดครวญ บอกให้พอได้แล้ว
“ทำไมล่ะคะ ให้ดานวดต่อเถอะค่ะ ดาอยากทำอะไรให้กฎบ้าง นวดแบบนี้กฎจะได้สบายตัวไงคะ”
“มันจะเจ็บไปทั้งตัวน่ะสิ ฉันเพิ่งฟื้นไข้นะดาบีบนวดตรงไหนมันก็เจ็บไปหมด”
“จริงสิ ดาลืมไปว่ากฎยังไม่หายดี ขอโทษนะคะ งั้นกอดแทนก็แล้วกัน กฎต้องหายเร็วๆนะคะ จะได้พาดาไปเที่ยวบ้าง ไปเที่ยวกับใครก็ไม่มีความสุขเท่าไปกับกฎหรอกค่ะ”
“เธอไปเที่ยวกับใคร”
ผดาชไมชะงักที่พลั้งปาก...ยิ้มกลบเกลื่อนบอกว่า “ก็เพื่อนๆนั่นแหละ พวกรุ้งเพชร สกุนตลาไงคะ”
“แล้วพรุ่งนี้เธอจะมาหาฉันรึเปล่า”
“พรุ่งนี้...ดามีคิวงานน่ะ แล้วมะรืนดาก็ต้องไปงานแฟชั่นที่เชียงใหม่อีกหลายวัน เฮ้อ! กลับมาก็มีแต่งานๆๆ แทบไม่มีเวลาให้คนรักเลย กฎอย่าน้อยใจนะคะ”
“ฉันชินแล้ว”
ผดาชไมออดอ้อนคลอเคลีย แต่แล้วนึกได้ถามว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว
“จะห้าโมงเย็นแล้ว”
“ตายแล้ว!!” เธออุทานหน้าตื่น เพราะนัดกับ
พูนสวัสดิ์ไว้ตอนห้าโมงเย็น แต่หัวไวบอกกรกฎว่ามีนัดกับรุ้งเพชรจะคุยเรื่องงาน ป่านนี้เธอคงไปรอแล้ว
“เธอก็โทร.ไปเลื่อนเวลาเขาสิ โน่นไง โทรศัพท์เครื่องนี้ก็โทร.ออกข้างนอกได้”
ผดาชไมจะพุ่งไปที่โทรศัพท์ แต่ชะงักนึกได้ว่าต้องไม่พูดต่อหน้ากรกฎ จึงขอไปใช้เครื่องข้างล่างเพราะต้องไปเอาสมุดโทรศัพท์ในรถ
ooooooo
ใกล้เวลานัดเต็มที พูนสวัสดิ์มาถึงบ้านผดาชไมและเจองามตาเฝ้าบ้านอีกเหมือนเคย งามตาจวนตัวไม่รู้จะเลี่ยงหนียังไง จำต้องต้อนรับขับสู้แขกของลูกสาวโดยโกหกว่าตนเป็นแม่บ้าน แต่เรียกเขาถูกต้องว่าพ่อเลี้ยง ทำให้เจ้าตัวสงสัยถามว่ารู้จักตนด้วยหรือ
“ค่ะ ก็คุณฮันนี่เคยพูดถึงพ่อเลี้ยงให้อิฉันฟังน่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ คุณฮันนี่ออกไปข้างนอก ไม่ทราบว่าพ่อเลี้ยงนัดเธอเอาไว้รึเปล่าคะ”
“นัดสิ ฉันนัดฮันนี่เอาไว้ห้าโมงเย็นจะไปงานด้วยกัน แล้วนี่ฮันนี่ออกไปไหน เธอรู้มั้ย”
“ไม่รู้ค่ะ คุณฮันนี่ไม่ได้บอกเอาไว้ แต่ถ้าคุณฮันนี่นัดพ่อเลี้ยงเอาไว้ เธอก็ไม่น่าจะลืมนะคะ เดี๋ยวก็คงจะมามั้งคะ พ่อเลี้ยงนั่งเล่นไปพลางๆก่อนนะคะ เดี๋ยวอิฉันไปเอาน้ำเย็นมาให้”
พูนสวัสดิ์พยักหน้า หยิบแมกกาซีนมาอ่านฆ่าเวลา งามตาเดินหายเข้าไปในครัว สักครู่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่ห้องรับแขกดัง เธอรีบร้อนออกมาพร้อมถาดใส่แก้วน้ำ บอกพ่อเลี้ยงที่กำลังจะลุกไปรับโทรศัพท์ว่า
“เดี๋ยวอิฉันรับเองค่ะพ่อเลี้ยง”
งามตาพูดคุยกับผดาชไมอย่างระมัดระวัง กลัวพูนสวัสดิ์จะได้ยิน แต่บางช่วงก็เผลอพูดเสียงดัง โดยเฉพาะตอนที่รู้ว่าผดาชไมไปเยี่ยมกรกฎถึงบ้าน
เมื่อผดาชไมรู้ว่าพูนสวัสดิ์มารอเธอแล้ว จึงให้แม่เรียกเขามาพูดกับตน ก่อนที่แม่จะเผลอพูดอะไรออกมาจนความลับแตกกันพอดี
“พ่อเลี้ยงคะ คุณฮันนี่จะคุยสายด้วยค่ะ” บอกเสร็จงามตาถอยไปยืนสังเกตการณ์อยู่มุมหนึ่ง
“สวัสดีครับที่รัก นั่นคุณอยู่ที่ไหนครับ”
“ดาออกมาคุยกับรุ้งเพชรเรื่องงานน่ะค่ะ คุยเพลินจนลืมเวลาไปเลย ต้องขอโทษพ่อเลี้ยงมากๆเลยนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ บอกผมมาสิครับว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน เดี๋ยวผมจะได้รับแล้วไปงานด้วยกันเลย”
“อุ๊ย ไม่ต้องหรอกค่ะ ลำบากพ่อเลี้ยงเปล่าๆ เอาอย่างงี้ดีกว่าค่ะ พ่อเลี้ยงไปรอดาที่งานก่อนนะคะ เดี๋ยวดาจะรีบกลับไปเปลี่ยนชุด แล้วเราเจอกันที่งานเลย”
“โอเค อย่างงั้นก็ได้ครับ แต่อย่าช้านะฮันนี่ ไปสายมากเดี๋ยวเขาจะมองเราไม่ดี”
“ค่ะ รับรองไม่เกินชั่วโมงครึ่ง ดาไปถึงที่งานแน่นอน พ่อเลี้ยงไม่โกรธดานะคะ ดาลืมจริงๆ เดี๋ยวเจอกันจะให้ทำโทษจุ๊บๆทีนึงค่ะ” ผดาชไมพูดเอาใจ โดยไม่รู้ว่าชวนชมแอบฟังอยู่ตกใจแทบอุทานออกมา แล้วอีกครู่ก็ได้ยินเธอพูดอย่างมีจริตว่า “อุ๊ย พ่อเลี้ยงน่ะ พูดอะไรก็ไม่รู้ ดาเขินนะ แหม...ก็เคยบอกแล้วไงคะ รักแล้วต้องรอหน่อย โอเคนะคะ เดี๋ยวเจอกันค่ะพ่อเลี้ยง”
ผดาชไมวางสายแล้วถอนใจ บ่นตัวเองว่าลืมนัดสำคัญขนาดนี้ได้ยังไง...ส่วนชวนชมที่แอบฟัง สงสัยเหลือเกินว่าพ่อเลี้ยงคือใคร?
เมื่อละอองดาวรู้จากชวนชมก็สงสัยเช่นเดียวกัน ชวนชมบอกว่าตนไม่รู้จริงๆ ได้ยินผดาชไมคุยโทรศัพท์ น่าจะสนิทสนมกันมาก
“ตายจริง นี่น้าชวนแอบฟังเขาคุยโทรศัพท์เหรอคะ”
“น้าก็ไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะคุณดาว น้าทำงานอยู่ในครัว มันบังเอิญได้ยินน่ะค่ะ เลยแอบดูซะหน่อย คุณดาวขา...น้าว่ามันชักจะยังไงๆอยู่นะคะ”
“ไอ้ยังไงๆของน้าชวนเนี่ยมันคือยังไงล่ะคะ”
“น้าว่าแม่ผดาชไมต้องกำลังสวมเขาให้คุณกฎแน่ๆ”
“น้าชวน! พูดอะไรออกมา”
“จริงๆนะคะ แม่ผดาชไมกับพ่อเลี้ยงนั่นต้องไม่ใช่แค่คนรู้จัก หรือแค่เพื่อนแน่ๆ น้าเห็นแม่นั่นคุยโทรศัพท์ท่าทางออดอ้อนฉอเลาะ กระดี๊กระด๊าเหลือเกิน เห็นหล่อนบอกว่าจะให้พ่อเลี้ยงทำโทษจุ๊บๆด้วยนะคะ อุ๊ย น่าเกลียด ก่อนวางสายยังบอกอีกว่ารักแล้วต้องรอหน่อย โอย...ฟังแล้วขนลุก”
“มันก็เรื่องของเขา น้าชวนอย่าไปสนใจเลยค่ะ”
“ไม่สนไม่ได้หรอกค่ะ มันเกี่ยวกับคุณกฎนะคะ คอยดู น้าจะฟ้องคุณกฎ”
“อย่านะน้าชวน”
“ทำไมล่ะคะ คุณดาวจะปล่อยให้คุณกฎโดนแม่นั่นสวมเขาแบบนี้เหรอคะ”
“มันเรื่องส่วนตัวของเขานะคะ จะจริงหรือไม่จริง ก็ปล่อยให้คุณกรกฎรู้เองเถอะค่ะ ถ้าน้าชวนไปพูดตอนนี้ แล้วเกิดเรื่องมันไม่ใช่อย่างที่น้าชวนคิด น้าชวนเองจะเสียผู้ใหญ่เอานะคะ”
“ก็จริงอย่างที่คุณดาวว่านะคะ อุ๊ย น้าทำข้าวต้มเอาไว้ให้คุณกฎ ป่านนี้เละเป็นโจ๊กไปแล้วมั้ง”
ชวนชมรีบลุกออกไป ทิ้งให้ละอองดาวนั่งครุ่นคิดและรำพึงถามตัวเองว่า
“ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ฉันควรจะสงสารคุณรึเปล่า คุณกรกฎ”
ooooooo
ค่ำลงชวนชมกับละอองดาวนำข้าวต้มกุ้งไปให้กรกฎ ชวนชมส่งเสร็จก็รีบถอยออกจากห้องอย่างรู้งาน แต่ยังไม่ไปไหนไกล แง้มประตูแอบดูความเป็นไปของสองพี่น้องด้วยรอยยิ้ม
กรกฎอ้อนละอองดาวให้ป้อนข้าวต้ม อ้างว่าตนยังรู้สึกเพลียๆ ไม่ค่อยมีแรง หากถือชามข้าวต้มกินเองต้องหกคว่ำแน่
ละอองดาวอิดออดอยู่ครู่ก่อนจะตักข้าวต้มป้อนทั้งที่ยังร้อน กรกฎบ่นว่าปากตนแทบพอง บอกให้เป่าก่อนป้อน หญิงสาวเถียงอีกหลายคำก่อนจะทำตาม...ชวนชมจับตามอง ยิ้มดีใจที่สองคนมีมุมน่ารัก และท่าทางกรกฎก็มีความสุขมากเสียด้วย
หลังเสร็จภารกิจ ละอองดาวกลับมาที่ตึกตัวเองเพื่อสะสางงานที่ยังค้างอยู่ สักครู่ชวนชมเอานมอุ่นมาให้ดื่มจะได้หลับสบาย จึงถือโอกาสถามความข้องใจของตน
“น้าชวนว่าผู้ชายมีมารยาไหมคะ”
“ยังไงเหรอคะ น้าไม่ค่อยเข้าใจ”
“ก็...แบบว่าแกล้งไม่สบาย ไม่มีแรง ทำตัวน่าสงสาร อยากให้เราทำโน่นทำนี่ให้ ทำนองนี้แหละค่ะ”
ชวนชมหัวเราะอย่างรู้ทัน “ฮั่นแน่ะ รู้นะคุณดาวต้องหมายถึงคุณกฎแน่ๆ อย่างคุณกฎน่ะคงไม่ใช่มารยาหรอกมั้งคะ เธอป่วยจริงๆ แต่ไอ้เรื่องที่อยากให้คุณดาวทำโน่นทำนี่ให้เนี่ย เขาเรียกว่าลูกอ้อนค่ะ ผู้ชายขี้อ้อนน่ารักออก แล้วถ้าไม่ใช่คนพิเศษเขาก็คงไม่อ้อนหรอกค่ะ”
“คนพิเศษ?”
“ไม่ต้องทำหน้างงหรอกค่ะ ก็คุณดาวนั่นแหละคนพิเศษ อุ๊ย น้าไม่คุยด้วยแล้ว เขิน ไปนอนดีกว่า”
ชวนชมไปแล้ว ละอองดาวพึมพำอย่างใจแข็งว่า “ฝันไปเถอะ...ฉันไม่ใจอ่อนง่ายๆหรอก อีตากรกฎ”
ทางด้านผดาชไมที่ไปงานสำคัญกับพูนสวัสดิ์...
พอเสร็จงานเธอก็นัดเจอรุ้งเพชรกับสกุนตลาที่คลับประจำ บ่นให้ฟังว่าไปงานครบรอบหนังสือพิมพ์กับพ่อเลี้ยง เจอทั้งนักข่าว นักธุรกิจ นักการเมือง ตนต้องปั้นหน้ายิ้มจนหน้าแทบเป็นตะคริว
สองสาวฟังเพลิน แต่แล้วรุ้งเพชรนึกได้ เล่าให้ผดาชไมฟังว่าวันนี้มีข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับเธอกับพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ คอลัมน์ข่าวซุบซิบเขียนทำนองว่าสมภารจะกินไก่วัด พ่อเลี้ยงเจ้าของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่จ้องจะงาบนักร้องในสังกัด เห็นควงกันออกงานบ่อย อีกไม่นานคงมีข่าวดี มหาเศรษฐีหนุ่มตระกูลดังแฟนนักร้องสาวเสียงหวานปานน้ำผึ้งจะว่ายังไง
“บ้า! เขียนข่าวแบบนี้ได้ยังไง ฉันเสียหายหมด”
“แต่พักหลังนี่เธอก็ไปไหนมาไหนกับพ่อเลี้ยงบ่อยนะ ไปฟิลิปปินส์ก็ไปกันแค่สองคน”
“ก็เรื่องงานน่ะ เธอก็รู้ว่าฉันต้องบินไปโปรโมตเพลงกับพ่อเลี้ยง ฉันกับพ่อเลี้ยงไม่มีอะไรกันซะหน่อย”
ผดาชไมโกหกหน้าตาย แถมยังบอกว่าตนไม่สน ข่าวก็คือข่าว ใครเชื่อข่าวซุบซิบก็โง่แล้ว
“ไม่เอาๆ คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ซีเรียส มาฉลองกันดีกว่า เพลงของฉันกำลังจะดังเป็นพลุแล้ว” ผดาชไมทำเป็นไม่สนใจ แต่ลึกๆในใจนั้นวิตกกังวลอยู่เหมือนกัน
ooooooo
เช้านี้หมออนุชิตมาตรวจร่างกายกรกฎแล้วรายงานผลว่าอาการโดยรวมดีขึ้นมาก ไม่มีโรคแทรกซ้อน ร่างกาย ฟื้นตัวได้เร็วมาก ไม่ต้องกินยา มีแต่พวกวิตามินบำรุงร่างกาย
ชวนชมโล่งใจ บอกคุณหนูของตนว่าหายเสียที นอกจากนี้หมอยังแนะนำให้กรกฎหมั่นออกกำลังกายเบาๆ เช่น ว่ายน้ำหรือตีกอล์ฟ จะได้ยืดเส้นยืดสาย ได้เดินเบาๆ
หลังจากหมอลากลับไป กรกฎนอนคิดอยู่ในใจว่าว่ายน้ำคนเดียวจะไปสนุกอะไร ต้องตีกอล์ฟถึงจะสนุก...
คิดแล้วก็ไม่รอช้า เจรจากับละอองดาว หยิบยกคำหมอมาอ้างเพื่อสุขภาพร่างกายจนเธอปฏิเสธไม่ออก
ตกเย็นละอองดาวนัดกินข้าวกับเริงใจและชลทิชา จึงบอกให้เพื่อนทั้งสองรู้ว่ากรกฎชวนตนไปตีกอล์ฟ
“ถามจริงๆ เธออยากไปกับเขาเหรอแตน”
“ฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงดีน่ะนิด”
“ก็พูดอย่างที่เธอคิดนั่นแหละ อย่าบอกนะว่าอีตากรกฎบังคับเธอ”
“ไม่ใช่อย่างงั้นหรอก คือหมอแนะนำให้คุณกรกฎออกกำลังกายเบาๆน่ะ แล้วเขาก็ไม่มีเพื่อน ก็เลยมาชวนฉัน เขาขอร้อง ไม่ได้บังคับ”
ชลทิชาติดธุระรีบออกตัว “ที่จริงฉันก็อยากไปนะ แต่พรุ่งนี้วันรวมญาติ ฉันปฏิเสธท่านพ่อไม่ได้แน่ๆ เธอนั่นแหละยัยนิด ไปเป็นเพื่อนแตน”
“เธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบขี้หน้านายกรกฎ นี่ถ้าเป็นคนอื่นฉันจะไม่ปฏิเสธเลย”
ละอองดาวน้อยใจ แต่พูดถนอมน้ำใจเพื่อนว่าไม่เป็นไร ชลทิชาสงสารละอองดาวจึงบังคับเริงใจว่ายังไงก็ต้องไป
“อ้าวเฮ้ย! นี่บังคับกันเหรอ”
“ใช่ ฉันบังคับเธอ ก็ไหนเธอบอกว่าจะพยายามปล่อยวาง ไม่โกรธเคืองคุณกรกฎไงล่ะ”
เริงใจอ้าปาก ทำท่าจะปฏิเสธ ชลทิชารีบชี้หน้ากำราบ
“อย่านะ ฉันมีพยาน วันนั้นแตนก็อยู่ด้วย เธอพูดแบบนี้จริงๆ”
“ชล...อย่าไปบังคับนิดเลย”
เริงใจทำตาปริบๆ ถอนใจเฮือก “โอเคๆ ไปก็ไป ก็อย่างที่แตนเคยบอกเนอะ ความโกรธก็เหมือนไฟ ไปโกรธแค้นเขา ไฟโกรธมันก็เผาใจเราเอง โกรธเขาใจเราก็ทุกข์ แล้วทุกข์ก็เหมือนก้อนหินที่ไม่ควรจะแบกเอาไว้เลย”
“ขอบใจนะนิด” ละอองดาวตักอาหารให้เริงใจอย่างเอาใจ บอกให้กินเยอะๆ มื้อนี้ตนเลี้ยงเอง
ooooooo
บ่ายวันรุ่งขึ้น กรกฎ ละอองดาว เริงใจ และธัชชัยมารวมตัวกันที่สนามกอล์ฟ ละอองดาวตีกอล์ฟอย่างคล่องแคล่วแม่นยำ ต่างจากกรกฎลิบลับที่ตีพลาดแล้วพลาดอีกจนเป็นที่ขบขันของธัชชัยและเริงใจ
ละอองดาวได้รับการชื่นชมจากธัชชัยไม่ขาดปาก ขณะที่เริงใจก็คุยอวดเพื่อนของตนว่าเก่งมาก นี่ขนาดไม่ได้เล่นมาตั้งนานแต่ฝีมือไม่ตกเลย
กรกฎยอมรับฝีมือละอองดาว แต่ไม่ชอบใจนักที่โดนธัชชัยหัวเราะเยาะทุกทีที่ตนตีไม่ลงหลุม
“ไอ้กฎเอ๋ย แกยังรั้งอยู่ที่โหล่นะเพื่อน”
“ไม่ต้องมาเยาะเย้ยนะไอ้ธัช เดี๋ยวฉันจะกวดให้ทันแก”
“สงสัยคุณกรกฎจะหมดหวังมั้งคะ ไอ้หลุมบะหมี่น้ำเนี่ย คุณตีไปตั้ง 17 ทีแล้วนะ” เริงใจพูดแล้วหัวเราะ ธัชชัยพลอยขำไปด้วย
“พนันกันมั้ย ฉันว่าแกตีตกบ่ออีกนั่นแหละ ฮ่าๆๆ”
“เฮ้ย! อย่าแหย่สิวะ คนกำลังใช้สมาธิ”
กรกฎตีลูกกอล์ฟลอยละลิ่วไปตกลงบ่อน้ำเหมือนเดิม ทุกคนหัวเราะกันสนุก
“โอ๊ย...ขำว่ะ คุณดาวครับ ผมว่าคุณมาช่วยพี่ชายคุณเถอะ ไม่งั้นเจ้ากฎผ่านหลุมนี้ไปไม่ได้แน่ๆ
“ช่วยไม่ได้ค่ะ ผิดกติกา ไม่ผ่านก็ต้องตีใหม่อยู่อย่างนี้แหละ ดีเหมือนกัน จะได้เดินมากๆ ออกกำลังตามที่คุณหมอแนะนำ”
เริงใจเริ่มสงสารจึงอาสาช่วยเหลือ แต่ละอองดาวไม่ยินยอมเพราะผิดกติกา กรกฎทั้งเซ็งทั้งล้าบ่นอุบ
“ใจร้ายมาก...นี่เข้าไปกี่ทีแล้วครับคุณเริงใจ”
“18 ทีค่ะ ทีนี้ก็จะเป็น 19”
“ตายๆ นี่ถ้าผมตีไม่ลง ไม่ต้องตีกันไปจนสนามปิดเหรอเนี่ย เลิกเหอะ ผมยอมแพ้”
“ยอมแพ้ไม่ได้ แล้วก็เลิกไม่ได้ด้วย คุณเป็นคนชวนพวกเรามา เพราะฉะนั้นต้องเล่นไปให้หมดหลุม ถ้าผ่านไม่ได้ ก็ต้องตีซ้ำไปจนกว่าสนามจะปิดค่ะ”
“งั้นพวกเธอก็เสียเวลารอพี่แย่น่ะสิดาว”
“ไม่เป็นไรค่ะ รอได้”
“แต่พี่หิวน้ำ ขอพักกินน้ำสักแก้วเถอะ”
“ไม่ได้ค่ะ ต้องตีให้ลงก่อนค่อยพัก”
“ยัยแตน...อย่าใจร้ายนักเลย คุณกรกฎเพิ่งหายป่วยนะ ร่างกายขาดน้ำจะแย่”
“นั่นสิครับ เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาจะยุ่งนะครับคุณดาว”
เริงใจกับธัชชัยพยายามช่วยพูดแต่ไม่สำเร็จ ละอองดาวแข็งขืนเพราะอยากแกล้งกรกฎ ย้ำว่าเขาต้องอดทน
“ไอ้กฎนะไอ้กฎ อยู่ดีไม่ว่าดีดันชวนแชมป์กอล์ฟมาเล่น ก็ต้องลำบากอย่างงี้แหละ เอ้า ตีซะเพื่อน ไม่ผ่านหลุมนี้แกอดกินน้ำ” ธัชชัยเอาใจช่วย แต่กรกฎตีลอยไปตกบ่อน้ำอีก
เสียงหัวเราะดังครืน กรกฎตั้งใจทำสมาธิใหม่ ที่สุดก็ตีลงหลุมจนได้ หลังจากนั้นทุกคนไปพักเหนื่อยในสโมสร สั่งเครื่องดื่มมาแก้กระหายและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งใครๆก็ยอมแพ้ละอองดาว โดยเฉพาะธัชชัยที่ยกให้เธอเป็นแชมป์ แต่กรกฎกลับบ่นว่า
“ไหนเธอว่าเล่นกอล์ฟไม่เป็นไงล่ะ ไม่ยักรู้ว่าเธอเชี่ยวชาญไปซะทุกอย่าง ซ่อนเล็บเหลือเกินนะเราน่ะ”
“คุณกฎเพิ่งรู้เหรอคะว่าเสือน่ะซ่อนเล็บ เพชรน้ำเอกถ้าได้ขัดฝุ่นเจียระไนซะหน่อย ก็ย่อมเปล่งรัศมี อยู่ที่สายตาคนน่ะค่ะ ว่าจะตาถึงหรือไม่ถึง”
กรกฎอึ้งไปครู่ ละอองดาวจ้องปรามเริงใจตาเขียวแถมแอบหยิกแขนอีกที แต่เริงใจหาได้หยุดยั้ง พูดเจื้อยแจ้วว่ามีอยู่อย่างเดียวที่ละอองดาวทำไม่ได้
“อะไรครับ”
“ก็เป็นดารานักร้อง ร้องเพลงไทยผสมฝรั่งอย่างคุณผดาชไมไงคะ”
กรกฎชะงักหน้าเสีย ละอองดาวทำหน้าไม่ถูก ธัชชัยเห็นบรรยากาศไม่ค่อยดีก็รีบแก้สถานการณ์
“เห็นท่าจะไม่จริงนะครับคุณเริงใจ เพราะคุณดาวเคยเล่นละครเป็นเจ้าหญิงสมัยเรียนที่ฝรั่งเศส”
“จริงเหรอ” กรกฎฉงน
“ก็จริงน่ะสิ คุณดาวเคยเล่าให้ฟังว่าเคยเล่นละครเวทีผสมบัลเล่ต์ แสดงเป็นเจ้าหญิงอนาสเตเซีย เจ้าหญิงสวยขนาดนี้ ผมว่าตอนนั้นคนดูต้องเต็มโรงแน่ๆ”
“คุณธัชเล่นขายดิฉันแบบนี้ ดิฉันก็เขินแย่น่ะสิ”
“เธอเก่งหลายอย่างนะดาว พี่นึกไม่ถึงจริงๆ”
เริงใจทำท่าจะขยับปากพูดอีก เลยโดนละอองดาวหยิกแขนซ้ำจนเจ็บแทบหลุดปากร้องโอดโอยออกมา
ooooooo
ขณะที่พวกธัชชัยกำลังคุยกันเพลินอยู่นั้น ผดาชไมกับพูนสวัสดิ์เดินควงแขนคลอเคลียกันเข้ามานั่งมุมหนึ่งในสโมสรโดยไม่ทันสังเกตเห็นกลุ่มของกรกฎ
กระทั่งกรกฎหันไปเห็นผดาชไมก็ประหลาดใจอุทานชื่อเธอออกมา คนอื่นๆจึงหันมองเป็นตาเดียว
ท่าทางสนิทสนมระหว่างผดาชไมกับพูนสวัสดิ์ทำให้กรกฎโมโหลุกเดินออกไปทันที เริงใจเกรงว่าจะมีเรื่องจึงให้ธัชชัยรีบตามไป แต่ธัชชัยกลับยิ้มอย่างใจเย็น
“อย่าห่วงไปเลยครับ ผมรับรองไม่เกิดเรื่องอะไรเด็ดขาด เจ้ากฎเป็นสุภาพบุรุษพอ เขาเคยเห็นอย่างงี้มาจนชินแล้ว คงมีธุระจะคุยกับคู่รักของเขานิดหน่อยครับ”
จริงของธัชชัย...กรกฎไม่ได้หึงหวงผดาชไมแต่โมโหเพราะไม่ชอบที่เธอพูดโกหก เขาเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเธอที่กำลังเลือกเมนูอาหาร เมื่อผดาชไมเงยหน้าเห็นกรกฎก็แทบช็อก แต่แก้สถานการณ์ได้เร็วมาก ปั้นหน้ายิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อุ๊ยตาย นี่หมออนุญาตให้กฎไปไหนมาไหนได้แล้วเหรอคะ”
“ใช่...ไหนเธอบอกฉันว่าจะไปงานแฟชั่นที่เชียงใหม่ไงล่ะ”
“มีแอ็กซิเดนท์นิดหน่อยค่ะ ทีมงานเขาเลยขอเลื่อนการจัดงาน เออ กฎคะ นี่พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ คำแปง เจ้าของบริษัทแผ่นเสียงที่ดาเซ็นสัญญาด้วยค่ะ พ่อเลี้ยงคะ นี่คุณกรกฎ เบ็ญจรงค์ค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณกรกฎ”
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันพ่อเลี้ยง เชิญนั่งตามสบาย” แล้วพูดกับผดาชไมก่อนเดินนำออกไป “ฉันกับเธอมีเรื่องต้องคุยกัน”
ผดาชไมถอนใจ ฝืนยิ้มให้พ่อเลี้ยง บอกว่าตนขอตัวสักครู่...พูนสวัสดิ์มองตามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่พอใจ
เมื่ออยู่กันตามลำพัง กรกฎต่อว่าผดาชไมด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เธอควรจะบอกฉันว่ามีเหตุขัดข้องไม่ได้ไปงานที่เชียงใหม่ ฉันเลยหลงโง่นึกว่าเธออยู่ที่เชียงใหม่แล้ว”
“โธ่กฎ ดาตั้งใจว่าคืนนี้จะไปเยี่ยมกฎอยู่แล้ว ก็ว่าจะบอกกฎคืนนี้แหละค่ะ ที่ไม่ได้โทร.ไปบอกก็เพราะดาอยากให้กฎเซอร์ไพรส์ไงคะ ว่าแต่กฎเถอะ ไม่บอกให้ดารู้เลยว่าหมออนุญาตให้ออกนอกบ้านได้แล้ว”
เขาโกรธเพราะรู้ว่าเธอเสแสร้งมารยา แต่ก็พยายามระงับอารมณ์ ฝ่ายพูนสวัสดิ์จ้องมาที่คนทั้งคู่ตลอดเวลาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เมื่อผดาชไมหันไปเห็นละอองดาวนั่งอยู่กับเริงใจและธัชชัยก็หน้าตึง พูดประชดทันที
“ฮึ! มาเล่นกอล์ฟกับน้องสาวกิตติมศักดิ์เหรอคะ”
“ใช่ ฉันเพิ่งหายป่วย คนรักก็หายหัวไป มีแต่น้องสาวกับเพื่อนเท่านั้นแหละที่มาเป็นเพื่อนฉันออกกำลังกายดูแลสุขภาพ ฉันไม่นึกเลยว่าเจอเธอควงมากับไอ้หมอนั่น เธอคงคิดสินะว่าตอนนี้ไอ้คนรักหน้าโง่มันนอนพะงาบๆ อยู่บนเตียง จะโกหกยังไงก็ทำได้สะดวก”
ผดาชไมอึ้งเถียงไม่ออก...พูนสวัสดิ์หึงหวงเธอ ไม่ต้องการให้ห่างตัว ตัดสินใจลุกเดินมาตาม
“ขอโทษนะครับที่เข้ามาขัดจังหวะ เชิญคุณกรกฎไปนั่งที่โต๊ะดีไหมครับ จะได้คุยกันไปดื่มอะไรไปพลางๆ”
“ไม่ดีกว่า ผมมีธุระจะคุยกับคนรักของผมแค่นี้ ขอตัวก่อน” จบคำกรกฎหันขวับเดินออกไปทันที
ส่วนพูนสวัสดิ์ตัดพ้อผดาชไมหน้าเครียดว่า “คุณทำให้ผมเสียใจนะฮันนี่” ว่าแล้วเดินออกไปอีกทาง
ผดาชไมรีบก้าวตามมาง้องอนเขาในมุมลับตาคน
ooooooo
กรกฎเดินกลับมานั่งที่เดิม ธัชชัยถามว่าเคลียร์กันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม กรกฎไม่ตอบแต่พยักหน้าส่งเดชไป
“ผู้ชายคนนั้นใครวะ ฉันคุ้นๆหน้าเหมือนกัน”
“พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์”
ละอองดาวได้ยินก็ตกใจ อุทานคำว่าพ่อเลี้ยงออกมา ทำให้ทั้งสามคนจ้องมองเธอด้วยความสงสัย
“มีอะไรเหรอดาว เธอรู้จักเขาเหรอ”
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
เริงใจมองละอองดาวอย่างจับสังเกต ขณะที่ธัชชัยคิดไปคิดมาแล้วร้องขึ้นอย่างจำได้
“อ๋อ นึกออกแล้ว พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ เจ้าของบริษัทแผ่นเสียงยักษ์ใหญ่ รู้สึกว่าจะมีบริษัทที่ฮ่องกงด้วยไอ้หมอนี่รวยไม่ใช่เล่น ธุรกิจเป็นพันล้าน แล้วคุณผดาไปรู้จักเขาได้ยังไงหว่า”
“เห็นดาบอกว่าเซ็นสัญญากับบริษัทเขา เป็นนักร้องในสังกัด”
“จริงสิ คุณผดาเป็นดารานักร้อง ก็อยู่ในแวดวงเดียวกัน”
“ไปตีกอล์ฟกันต่อเถอะ”
“จะไหวเหรอคะคุณกฎ นี่ก็เย็นมากแล้ว และที่สำคัญนิดหิวแล้วด้วย”
กรกฎตามใจ ละอองดาวกับเริงใจจึงขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ระหว่างนี้เริงใจก็ซักถามเพื่อนรักเพราะยังคาใจเรื่องพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ ถามว่ารู้จักเขาใช่ไหม
ละอองดาวปฏิเสธและไม่เล่าเรื่องที่รู้มาจากชวนชมให้ฟัง เริงใจท่าทีไม่ค่อยเชื่อ บ่นไม่เลิกว่าผดาชไมดูอี๋อ๋อสนิทสนมกับพ่อเลี้ยงมาก ตนว่าต้องมีอะไรกันแน่ๆ
“จะมีหรือไม่มีมันก็เรื่องของเขา อย่าไปยุ่งเลย รีบไปเถอะ” ละอองดาวตัดบทเดินนำหน้าเริงใจออกไปทางด้านผดาชไมที่ยังง้องอนพูนสวัสดิ์ในมุมลับตาคนก็พยายามอย่างเต็มที่ เพราะเขาดูโมโหหึงไม่ใช่น้อย
“พ่อเลี้ยงโกรธดาเหรอคะ”
“คุณคิดว่าผมควรจะโกรธคุณมั้ย”
“แหม...พ่อเลี้ยงขา ดาก็เคยบอกพ่อเลี้ยงแล้วไงคะว่าขอเวลาดาหน่อย”
“คุณต้องการเวลาเท่าไหร่ที่จะเลิกยุ่งกับไอ้หมอนั่น อาทิตย์นึง เดือนนึง ปีนึง หรือหลอกให้ผมมีความหวังไปวันๆอย่างนี้”
“ดาไม่เคยหลอกพ่อเลี้ยงเลยนะคะ ที่ดายังติดต่อกับกฎอยู่ ก็เพราะช่วงนี้เขาล้มป่วย ในฐานะที่เราเคยเป็นคนรักกัน ดาควรจะไปเยี่ยม ไปให้กำลังใจเขาไม่ใช่เหรอคะ” ผดาชไมจับมือพูนสวัสดิ์บีบเบาๆ หว่านล้อมอีก “ดาสัญญานะคะพ่อเลี้ยง ดาจะหาโอกาสบอกเลิกกับกฎให้เร็วที่สุด รอให้เขาแข็งแรงขึ้นอีกหน่อย ขืนบอกไปตอนนี้ กฎต้องเสียใจอาการทรุดแน่ๆ มันจะกลายเป็นบาปติดตัวดานะคะ”
“คุณสัญญาแล้วนะฮันนี่”
“ค่ะ เลิกโกรธเลิกงอนดาได้แล้ว ยิ้มหน่อยสิคะ”
พูนสวัสดิ์สีหน้าดีขึ้น ดึงหญิงสาวเข้ามากอดและบอกรัก ผดาชไมก็บอกรักเขาเช่นกัน แต่ลอบยิ้มเจ้าเล่ห์ไม่ให้เห็น
ooooooo
กรกฎ ธัชชัย ละอองดาว และเริงใจกินอาหารร่วมโต๊ะในภัตตาคารแห่งหนึ่ง ธัชชัยตักอาหารให้ละอองดาวอย่างเอาใจ กรกฎจับตามองหมั่นไส้ พอได้ยินเพื่อนรักทำปากหวานใส่น้องสาวนอกไส้ของตนก็เอ่ยเตือน
“รู้สึกว่าแกจะเอาอกเอาใจน้องสาวต่อหน้าต่อตาพี่ชายเขามากไปหน่อยนะเจ้าธัช”
ธัชชัยกลั้นยิ้ม เบี่ยงตัวมากระซิบกรกฎ “คุณพี่ลืมสัญญาจ้างรึไง หรือว่าเดี๋ยวนี้ไล่ฉันออกจากการเป็นลูกจ้างแล้ว”
กรกฎนึกได้ กระซิบตอบหน้าเจื่อน “จริงสิ ฉันลืมไป”
“หนุ่มๆซุบซิบอะไรกันมิทราบ นินทาผู้หญิง เหรอคะ” เริงใจแซวยิ้มๆ
กรกฎหัวเราะกลบเกลื่อน บอกว่าตนแค่เตือนธัชชัยว่าอย่าจีบน้องสาวต่อหน้าพี่ชาย เดี๋ยวจะโดนตีหัวแตก
“อ้อ เดี๋ยวนี้หวงน้องสาวด้วยเหรอคะ”
“ไม่ใช่เดี๋ยวนี้หรอกครับ หวงมานานแล้ว”กรกฎพูดหน้าตาย
“ดูท่าพี่ชายคุณจะหวงคุณมาก เขาจะตีหัวผมแตกมั้ยเนี่ย”
“ไม่ต้องกลัวค่ะคุณธัช ถ้าคุณหัวแตก ดิฉันจะเป็นพยานให้ตำรวจเอง”
“อ้าว...แล้วกัน แทนที่จะเข้าข้างพี่ชาย ดันไปเข้าข้างแฟนซะนี่”
“ก็ต้องเข้าข้างแฟนสิคะ ใครจะไปเข้าข้างพี่ชาย จริงไหมนิด”
เริงใจงุนงง กระซิบถามละอองดาวว่าตกลงเป็นแฟนกับทนายคนนี้แล้วเหรอ
“ก็ล้อเล่นกันสนุกๆน่ะนิด เธอก็จริงจังไปได้” ละอองดาวกระซิบตอบอย่างอารมณ์ดี...
เวลาเดียวกันนั้นผดาชไมกลับถึงบ้านแล้ว เธอแสดงอาการหงุดหงิดชวนให้งามตาสงสัย ทั้งที่ตอนออกไปกับพูนสวัสดิ์ก็ดูมีความสุขดี หรือว่าทะเลาะกับเขามา
“ก็เกือบเหมือนกันแหละ โอ๊ย! วันนี้มันวันซวยอะไรของฉันเนี่ย อยากจะบ้า เบื่อๆๆๆ เบื่อที่สุด”
“อย่าโวยวายไปสิลูก มีอะไรก็ค่อยๆคิด ไหนบอกแม่มาซิว่ามีเรื่องอะไร”
ผดาชไมข่มใจเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง งามตาตกใจถึงกับร้องลั่นยิ่งกว่าลูกสาวเสียอีก
“ตายๆๆ นี่แกดันไปเจอนายกรกฎเหรอวะ โอ๊ย...เวรแท้ๆ เห็นมั้ย แม่ก็เคยบอกแล้วให้ระวังรถไฟมันจะชนกัน ให้ตายสิ ชนกันจังบะเร่อ แล้วนี่ไอ้สองหนุ่มนั่นไม่ชกกันหน้าหงายรึไง”
“เขาไม่ป่าเถื่อนอย่างงั้นหรอกแม่ ผู้ดีวางฟอร์มกันจะตาย พ่อเลี้ยงน่ะหนูไม่ห่วงหรอก ยังพอเอาอยู่ แต่กฎนี่สิ หนูรู้ว่าเขาโกรธมาก ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อใจหนูอีกรึเปล่า”
“แกต้องรีบไปขอโทษขอโพยเขานะนังหนู มีจริตมารยากี่ร้อยเล่มเกวียนใส่เข้าไปให้หมด ผู้ชายน่ะต่อให้แข็งยังไง พอเจอมารยาหญิงเข้าไปล่ะก็ แม่เอ๊ย ร้อยทั้งร้อยเป็นใจอ่อน”
“คงต้องทิ้งเวลาอีกสักสองสามวัน รอให้เขาใจเย็นๆ ก่อน นี่แม่ หนูเจอนังละอองดาวด้วยนะ”
“มันเสนอหน้าไปกับคุณกรกฎเหรอ”
“ใช่ กฎเขาชวนนังนั่นกับเพื่อนไปตีกอล์ฟ เห็นแล้วหมั่นไส้ ทำเป็นนั่งหน้าเชิดคอแข็ง น่าเข้าไปตบสักฉาด”
“จะทำอะไรก็รีบๆทำนะลูก ขืนชักช้าเดี๋ยวจะคว้าใครไม่ได้สักคน”
“ตอนนี้หนูคิดว่าจะเลือกกฎแล้วล่ะแม่ เพราะพ่อเลี้ยงเขาเจ้าชู้ ก่อนจะมีหนูเขาก็คั่วกับผู้หญิงตั้งหลายคน เขาไม่หยุดที่หนูคนเดียวแน่ๆ แต่กฎเขาไม่ใช่แบบนั้น ถ้าหนูได้แต่งงานกับกฎ ก็มั่นใจได้ว่าเขาจะไม่มีใครอีก”
“งั้นแกก็รีบแต่งกับเขาสิลูก”
“ก็ติดที่นังละอองดาวนี่ไงแม่ นังนี่มันตัวมาร...นังละอองดาว ฉันไม่ปล่อยให้แกเป็นเสี้ยนหนามคอยทิ่มแทงฉันอยู่อย่างงี้หรอก แกเตรียมรับมือฉันไว้ให้ดี” ผดาชไมกล่าวดุดัน อาฆาตมาดร้าย
ooooooo
ผ่านไปสองทุ่มกว่า ธัชชัยขอตัวกลับก่อนเพราะมีนัดลูกความไว้สามทุ่มครึ่ง เริงใจเองก็มีสอนแต่เช้าจึงขอติดรถธัชชัยกลับไปด้วย
เหลือกรกฎกับละอองดาวอยู่สองคน เขาชวนเธอไปฟังเพลงเพื่อเปิดหูเปิดตาตัวเองที่อุดอู้อยู่ในบ้านมาหลายวัน แต่ละอองดาวปฏิเสธเพราะมีงานค้างมากมาย ทำให้กรกฎน้อยใจ
“ถ้าพี่เป็นธัชชัยหรือเจ้าคำอินทร์ ดาวคงไม่ปฏิเสธใช่ไหม”
“คงงั้นมั้งคะ”
“งั้นเดี๋ยวดาวขับรถกลับบ้านเองนะ พี่จะไปฟังเพลงที่คลับ อยู่ใกล้แค่นี้เดินไปก็ถึง”
กรกฎแยกตัวไปนั่งในคลับ สั่งเหล้าแต่ไม่ทันได้ดื่มเพราะละอองดาวเข้ามาแย่งเสียก่อน แล้วสั่งนมสดมาแทน กรกฎดีใจที่เธอเป็นห่วง ชวนออกไปเต้นรำแล้วเลียบเคียงถามเรื่องส่วนตัวของเธอ
“ตอนนี้เธอรักใครหรือยัง...ธัชชัย เจ้าคำอินทร์ หรือใครอื่น”
“สงวนสิทธิ์ค่ะ ถึงจะเป็นพี่ชายก็บอกไม่ได้ เป็นเรื่องลับเฉพาะ”
“อย่าปิดพี่เลย พี่พอจะรู้นะว่าธัชชัยขอเธอแต่งงาน...ใช่ไหม”
“บางทีดิฉันอาจจะแต่งงานก่อนกำหนดสามปี คุณจะได้เป็นอิสระ ดีใจไหมคะ”
กรกฎชูแก้วนมและแข็งใจกล่าวคำอวยพร “พี่ขอดื่มให้แก่ความสุขของน้องสาวที่รักล่วงหน้า เธอตัดสินใจถูกต้องและเหมาะสมที่สุดแล้วที่เลือกธัชชัย”
“ดิฉันก็ขอดื่มให้แก่ความสุขสมหวังของคุณค่ะ คุณกับคุณผดาชไมคงไม่ต้องเสียเวลารอไปจนถึงสามปีแล้ว”
“ดาว...พี่ขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม”
“ก็พูดมาสิคะ”
“ถ้าดาวตกลงปลงใจจะแต่งงานกับธัชชัยแล้ว เธอก็ไม่ควรให้ความสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่นอีกนะ ดาวต้องให้ความอบอุ่น ไว้วางใจ และภาคภูมิใจแก่คนที่เรารักให้เต็มที่ เชื่อพี่นะน้อง เป็นลูกผู้หญิง เป็นกุลสตรี ไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่านี้อีกแล้ว พี่เตือนเพราะพี่รักน้อง อยากให้น้องเป็นสิ่งสูงค่าที่สุดสำหรับผู้ชายที่จะมาเป็นเจ้าของน้อง อย่าเอาอย่างผดาชไม ผู้หญิงเราจะมีค่าไม่ใช่แค่รูปสวยอย่างเดียว ต้องมีคุณสมบัติของลูกผู้หญิงแท้จริงด้วย...พี่เองก็ไม่ได้ดีพอที่จะสอนน้องเลย แต่พี่ก็อดเป็นห่วงดาวไม่ได้ ไม่มีวันไหนที่พี่จะไม่เป็นห่วงดาว”
ละอองดาวซึ้งใจน้ำตาเอ่อไหลโดยไม่รู้ตัว กรกฎตกใจ นึกว่าตัวเองพูดอะไรที่ไม่สมควรจึงขอโทษและเช็ดน้ำตาให้อย่างนุ่มนวล...สองคนหยุดเต้นรำโดยปริยาย แต่ยังยืนกันอยู่ที่ฟลอร์
“พี่ขอโทษ...อย่าโกรธพี่เลยนะ”
“ดิฉันไม่ได้โกรธคุณเลยค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับคำเตือนคำสอน ดิฉันจะจดจำเอาไว้ด้วยความเคารพเชื่อฟัง เพราะมันเป็นคำสอนที่มีค่าที่สุดของพี่ชายที่ให้แก่น้องสาว”
“ขอพี่กอดดาวหน่อยได้ไหม” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ละอองดาวไม่ตอบแต่มีรอยยิ้ม...เท่ากับไม่ปฏิเสธ
กรกฎดีใจมากรวบตัวเธอเข้ามากอด ละอองดาวรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด
ooooooo
เย็นวันถัดมา ผดาชไมดอดมารอพบละอองดาวถึงบ้าน ชวนชมกับเนียนหวั่นเกรงจะมีเรื่องจึงคอยสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล
“มาแล้วเหรอ ฉันหวังว่าเธอคงมีมารยาทพอที่จะไม่ไล่ฉันออกไป...ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”
“ฉันคิดว่าฉันไม่มีเรื่องอะไรจะพูดกับคุณอีกแล้ว”
“แต่ฉันมี และหวังว่าเธอจะมีความเป็นผู้ดีพอที่จะรับฟังธุระของฉัน”
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีความเป็นผู้ดีพอรึเปล่า พูดธุระของคุณมาเถอะ”
“คุณพ่อกฎก็เสียชีวิตไปตั้งนาน เกือบจะสามปีแล้ว แต่เธอก็ยังนิ่งดูดาย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ฉันแต่งงานกับกฎไม่ได้ ก็เพราะมีเธอเป็นตัวมารคอยขวางอยู่ กฎเองยังรับมรดกไม่ได้ ก็เพราะมีผู้หญิงหน้าด้านอย่างเธอเป็นอุปสรรค มารชัดๆ ยางอายสักนิดก็ไม่มี”
“อย่ามาก้าวร้าวหยาบคายกับฉันในบ้านของฉัน”
“บ้านของเธอเหรอ หน้าด้านจริงๆ ลืมไปแล้วเหรอว่าเธอมันก็แค่เด็กกำพร้าข้างถนนที่พ่อกฎเก็บมาเลี้ยง ก็อย่างว่าล่ะนะ คนเราพอมันได้ดิบได้ดีลืมตาอ้าปากได้ มันก็มักจะลืมกำพืดตัวเอง เธอมันก็ไม่ต่างอะไรกับคางคกที่ขึ้นวอหรอก คนชั้นต่ำ ต่อให้ตะเกียกตะกายยกระดับตัวเองแค่ไหน รากเหง้ามันก็ฟ้องว่าเป็นคนชั้นต่ำวันยังค่ำ”
“ปากเลว! จิตใจต่ำ!”
“นังละอองดาว! นี่แกกล้าด่าฉันเหรอ”
ผดาชไมโกรธจนตัวสั่น กรีดร้องเสียงดังลั่นบ้าน ละอองดาวก็โมโหไม่ต่างกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม
“ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้ แกไม่มีสิทธิ์มาด่าฉัน”
“แล้วคุณมีสิทธิ์มาก้าวร้าวด่าทอคนอื่นหรือไง ฉันตำหนิคุณว่าปากเลว จิตใจต่ำ เพราะถ้าคุณปากดี
คุณก็คงไม่พูดจาหยาบคายก้าวร้าวคนอื่นแบบนี้ และถ้าจิตใจคุณสูง คุณก็คงไม่คิดอะไรแย่ๆต่ำๆแบบนี้ คำพูดของคุณมันก็สะท้อนความคิดและจิตใจคุณนั่นแหละ”
“นังละอองดาว! ปากดีนัก! ฉันไม่ปล่อยแกเอาไว้ทำซากหรอก” ผดาชไมเงื้อมือขึ้นจะตบหน้าละอองดาว แต่ต้องชะงักกับเสียงตวาดของชวนชมที่เดินอาดๆเข้ามาพร้อมเนียน
“หยุดนะ ถ้าคุณแตะต้องคุณดาวแม้แต่ปลายก้อย ฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่”
“พวกแกจะทำอะไรฉันได้ เชอะ! ก็แค่ขี้ข้า อย่ามาสะเออะ”
ผดาชไมจะตบละอองดาวให้ได้ ชวนชมกับเนียนพุ่งเข้าประชิดหน้าตาขึงขังเอาจริง ผดาชไมเลยไม่กล้า
“กลับไปซะ ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหวเอาเรื่องนี้ไปรายงานให้คุณกฎทราบ”
“ฉันไปแน่ ไม่อยากอยู่ใกล้พวกแกให้ติดเสนียดหรอก...ละอองดาว เธอต้องเขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานกับกฎให้ฉัน”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน” ละอองดาวตอบโต้
“ทำไมจะไม่มี ก็ฉันเป็นคนรักของกรกฎ”
“สิทธิ์ตามกฎหมาย คุณไม่มี แต่ถ้าคุณอยากได้คุณก็ต้องเอาหนังสือมอบฉันทะจากคุณกรกฎมาให้ฉัน แล้วฉันจะเขียนหนังสือที่คุณต้องการให้ จะได้จบสิ้นกัน ที่จริงฉันก็เคยเขียนหนังสือนี้ให้คุณกรกฎแล้วครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ทำลายไปแล้ว เขาไม่ได้บอกคุณหรือไง”
“แกไม่ต้องมาโกหก น้ำหน้าอย่างแกอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว อยากแต่งงานกับกฎจนตัวสั่นก็พูดมาตรงๆ ดีกว่า ไม่ต้องมายักท่าเล่นลิ้นให้เสียเวลา คอยดูนะ ถ้าฉันไม่ได้หนังสือปฏิเสธการแต่งงานจากแกในวันสองวันนี้ ฉันเอาแกตายแน่...พวกแกก็เหมือนกัน ระวังตัวเอาไว้ให้ดี ฉันแต่งงานกับกฎเมื่อไหร่ ฉันจะเฉดหัวพวกแกออกไปให้หมด”
ผดาชไมสะบัดหน้าเดินปึงปังออกไป เนียนไม่เคยเห็นกิริยาเช่นนี้ของเจ้าหล่อนมาก่อน ถึงกับออกปากว่า ตัวจริงร้ายยิ่งกว่านางอิจฉาในหนังเสียอีก
ละอองดาวรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมาดื้อๆ ชวนชมประคองพาไปนั่งพักและจะให้เนียนไปเอายาดม
“ไม่ต้องหรอกเนียน ฉันแค่เวียนศีรษะนิดหน่อย เดี๋ยวก็หาย”
“น้าไม่นึกเลยว่าแม่ผดาชไมจะร้ายกาจขนาดนี้ คราวก่อนก็แค่มาระรานด่าทอ แต่คราวนี้ถึงกับจะลงไม้ลงมือทำร้ายคุณดาว น้าต้องบอกคุณกฎ เธอจะได้ตาสว่างเสียที”
“อย่านะน้าชวน”
“ทำไมล่ะคะคุณดาว แม่นั่นทำกับคุณดาวถึงขนาดนี้ ขืนปล่อยไว้ก็จะยิ่งได้ใจ”
“ฉันขอร้องล่ะ อย่าให้ทุกอย่างมันแย่ไปกว่านี้เลย นะคะน้าชวน ถึงฉันจะไม่มีส่วนรู้เห็นในการเขียนพินัยกรรมของคุณพ่อ แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าฉันเป็นต้นเหตุของปัญหา คุณกฎยังรับมรดกไม่ได้ ยังแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ ก็เป็นเพราะฉัน เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นมันมีสาเหตุมาจากตัวฉัน เพราะฉะนั้นมันก็ควรจะจบลงที่ฉัน”
ละอองดาวตัดสินใจแน่วแน่ เดินขึ้นไปที่ห้องนอนพูดกับรูปด็อกเตอร์ไกรทั้งน้ำตา
“ดาวรู้ว่าคุณพ่อรักและเป็นห่วงดาวมาก อยากเห็นดาวมีความสุข มีรากฐานชีวิตที่มั่นคง ดาวเองก็รักและเคารพคุณพ่อเหลือเกิน...ดาวเสียใจที่มิอาจตอบรับความ ปรารถนาดีตามเจตนารมณ์ของคุณพ่อได้ ดาวขอโทษนะคะคุณพ่อ”
จากนั้นเธอหยิบปากกามาเขียนข้อความลงบนกระดาษปฏิเสธการแต่งงานกับกรกฎด้วยสีหน้าหม่นเศร้า สะเทือนใจ
ooooooo
หลังจากเมื่อวานมาหาเรื่องบีบคั้นละอองดาวให้เขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานกับกรกฎ...รุ่งขึ้นผดาชไมมาปรากฏตัวเซอร์ไพรส์กรกฎถึงบ้าน บอกว่าวันนี้ว่างทั้งวัน ตนเทคิวให้เขาหมดทั้งตัวและหัวใจ
กรกฎรับฟังแต่ไม่ยินดียินร้ายในคำหวานนั้น แต่อยากรู้ว่าเธอมีธุระอะไร ผดาชไมชะงักเล็กน้อยก่อนปั้นยิ้มออดอ้อนออเซาะถึงเนื้อถึงตัวเขา
“ไม่เอาน่ากฎ อย่าเย็นชากับดาแบบนี้สิคะ ดารู้นะว่ากฎรักดามาก รักมากก็ต้องหึงมากเป็นธรรมดา...ดาขอโทษนะคะที่ทำให้กฎน้อยใจ แต่ดาก็ไม่ได้โกหกนะคะ เรื่องงานแฟชั่นน่ะทีมงานเขาเลื่อนวันจัดงานจริงๆ ไม่เชื่อกฎโทร.ไปถามเขาก็ได้ แล้วเรื่องพ่อเลี้ยง กฎก็อย่าหึงดาเลยค่ะ ดาเป็นนักร้องในสังกัดบริษัทเขามันก็จำเป็นที่ดาจะต้องไปงาน ไปไหนมาไหนกับเขาบ้าง ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เข้าใจดานะคะ ยิ้มให้ดาหน่อยสิที่รัก”
กรกฎฝืนยิ้ม บอกว่าตนจะไปพบคุณอรรถที่สำนักงาน มีธุระกับเขานิดหน่อย ผดาชไมขอไปด้วย เสร็จธุระของเขาแล้วจะได้หาของอร่อยกินกัน
เมื่อมาถึงหน้าสำนักงาน ผดาชไมไม่เข้าไปกับกรกฎเพราะไม่ค่อยถูกชะตากับอรรถวาที ขอรออยู่แถวนี้ธุระของกรกฎคือมาเซ็นรับเงินเดือนจากทนายประจำตระกูล
“การใช้จ่ายเงินของคุณมีพัฒนาการดีขึ้นมากนะครับ ไม่ได้เบิกล่วงหน้ามาหลายเดือนแล้ว”
“ขอบคุณครับที่ชม แต่ผมไม่ดีใจหรอกนะคุณอรรถ เพราะผมเบิกเงินในเซฟมาใช้จวนจะเกลี้ยงเซฟแล้ว”
“นั่นเป็นสิทธิ์ของคุณ ตามสบายครับ” อรรถวาทีมอบซองเงินเดือนและให้กรกฎนับเงินด้วยว่าถูกต้องครบตามจำนวนหรือเปล่า
“ไม่ต้องนับหรอกครับ ผมมั่นใจ เพราะคุณอรรถไม่เคยจ่ายเงินเดือนขาดหรือเกินแม้แต่สลึงเดียว ถ้า
ไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะครับ”
“เดี๋ยวครับคุณกฎ อย่าเพิ่งไป ผมมีข่าวดีจะบอกคุณครับ เมื่อเช้าคุณดาวแวะมาที่นี่” เขาเปิดลิ้นชักหยิบซองเอกสารยื่นมา “นี่คือข่าวดีของคุณครับ หนังสือยืนยันจากคุณละอองดาว ปฏิเสธในการเข้าพิธีสมรสกับคุณตามที่คุณต้องการ ความปรารถนาของคุณสำเร็จแล้ว ผมขอแสดงความยินดีกับคุณด้วย”
กรกฎตัวชาวูบ ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น อรรถวาทีหันไปคว้าแว่นตาทำท่าจะอ่านให้ฟัง ชายหนุ่มรีบโบกมือห้าม
“ไม่ต้อง...ไม่ต้องอ่าน คุณอรรถเก็บไว้เถอะครับ”
“อ้าว คุณไม่สนใจเหรอครับ ไม่ดูสักหน่อยหรือ”
“ไม่จำเป็น ผมเชื่อว่าดาวเขียนหนังสือฉบับนี้สมบูรณ์ตามลักษณะของนิติกรรม คุณอรรถคงตรวจเรียบร้อยถูกต้องแล้วล่ะครับ ช่วยบอกดาวด้วยว่าผมขอบคุณมาก”
“อีกไม่นานคุณก็จะได้รับโอนมรดกหลายหมื่นล้านของคุณพ่อคุณ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณไม่พอใจ ยินดีด้วยนะครับ”
กรกฎพูดอะไรไม่ออก เดินคอตกกลับออกมาหาผดาชไมที่นั่งรออยู่ จากสีหน้าและท่าทางของเขา
ทำให้หญิงสาวรู้สึกได้ว่ามีเรื่องไม่สบายใจ ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“กฎคะ ดาถามอะไรหน่อยนะคะ...ละอองดาวเขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานกับกฎให้กฎหรือยังคะ”
กรกฎชะงักที่อยู่ดีๆผดาชไมก็ถามเรื่องนี้ขึ้นมา “เธอรู้ได้ยังไงว่าดาวจะเขียนหนังสือนี้ให้ฉัน”
ผดาชไมหน้าเสีย รีบกลบเกลื่อน “คือ...ก็ดาเห็นว่านี่มันนานมากแล้วนี่ค่ะ ใกล้จะครบกำหนดสามปีแล้ว กฎควรจะได้รับหนังสือปฏิเสธการแต่งงานจากละอองดาวแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
“หนังสือนั่นมันไม่สำคัญหรอก”
“สำคัญสิคะ กฎลืมไปแล้วเหรอว่าหนังสือนั่นมันจะทำให้กฎเป็นอิสระพ้นข้อผูกมัดในพินัยกรรม กฎจะได้รับโอนมรดก แล้วก็แต่งงานกับดาไงคะ ตกลงกฎยังไม่ได้หนังสือนั่นใช่ไหม”
กรกฎยืนนิ่งไม่ตอบ ผดาชไมถามย้ำอย่างอยากรู้เต็มที
“ว่าไงคะกฎ อย่าเอาแต่นิ่งสิคะ”
“เลิกเซ้าซี้ฉันซะที ฉันปวดหัว เดี๋ยวฉันจะกลับบ้านไปพักผ่อน” กรกฎหงุดหงิดเดินหน้าเครียดออกไปทันที
ผดาชไมกำมือแน่น กัดริมฝีปากสั่นระริก คำรามในลำคอด้วยความโกรธแค้น “นังละอองดาว! แกไม่ทำหนังสือให้ฉัน แกอยากลองดีกับฉันใช่มั้ย แกได้เจอดีแน่”
ooooooo
กรกฎกลับมานั่งดื่มเหล้าที่บ้าน ทั้งเครียด ผิดหวัง และทุกข์ใจสุดจะบรรยาย...ชวนชมผ่านมาเห็นก็ตกใจ ปรี่เข้ามาทักท้วงด้วยความเป็นห่วง
“คุณกฎดื่มอีกแล้ว สุขภาพคุณกฎยังไม่ค่อยดีนะคะ”
“นิดเดียวน่าน้าชวน เมื่อตอนบ่ายฉันไปรับเงินเดือนที่คุณอรรถ ก็เลยรู้ว่าดาวเขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานกับฉันฝากไว้ที่คุณอรรถ”
“จริงเหรอคะ”
“น้าชวนไม่รู้เรื่องเลยเหรอ”
“ไม่ทราบเลยค่ะ...คงเขียนเมื่อคืนแน่ๆ เพราะยัยงิ้วนั่นแท้ๆ” ชวนชมพึมพำ กรกฎได้ยินไม่ถนัด สงสัยว่าพูดอะไร “เปล่าค่ะ น้ากำลังสงสัยว่าคุณดาวแอบไปเขียนตอนไหนน่ะค่ะ แล้วคุณกฎดีใจไหมคะที่คุณดาวทำแบบนั้น”
“ฉันก็ควรดีใจไม่ใช่เหรอน้าชวน”
“คุณกฎกำลังหลอกตัวเอง คุณกฎไม่ได้พูดอย่างที่ใจคิด น้าเลี้ยงคุณกฎมาตั้งแต่เล็กๆ ทำไมน้าจะไม่รู้จักนิสัยดื้อรั้นของคุณกฎ อย่าหาว่าน้าขุดคุ้ยเลยนะคะ คุณดาวน่ะเพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติ ความรู้ก็ดี นิสัยใจคอ กิริยามารยาทก็งามพร้อม เป็นกุลสตรีที่ผู้ชายคนไหนได้แต่งงานด้วยต้องถือเป็นโชควาสนาอันประเสริฐ แต่คุณกฎกลับผลักไสไม่เหลียวแลเธอ”
“ไม่มีใครเลือกทางเดินได้ถูกต้องทุกครั้งหรอกน้าชวน ทุกอย่างมันเป็นไปตามกรรม เมื่อก่อนฉันไม่เชื่อเรื่องกรรมหรอกนะ แต่เดี๋ยวนี้ฉันเชื่อแล้ว ใครทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น ฉันเคยผลักไส ปฏิเสธที่จะแต่งงานกับละอองดาว และตอนนี้ฉันก็กำลังได้รับผลแห่งกรรมนั้น ด้วยการถูกปฏิเสธเช่นกัน”
กรกฎลุกเดินหน้าเศร้าไป ชวนชมมองตามด้วยความสงสารและเห็นใจ แต่ไม่รู้จะช่วยเขาได้ยังไง
ooooooo
ผดาชไมกลับมากรีดร้องขว้างปาทำลายข้าวของในบ้านระบายอารมณ์โกรธแค้นที่มีต่อละอองดาวจนงามตาตกอกตกใจเข้ามาห้ามปรามเป็นพัลวัน
“มีสติหน่อยสิลูก แม่ไม่รู้ว่าแกไปโกรธแค้นใครมา แต่มาทำลายข้าวของเสียหายแบบนี้ แล้วมันได้อะไรขึ้นมา ไหนบอกแม่มาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ก็นังละอองดาวน่ะสิแม่ เมื่อวานหนูไปทวงหนังสือปฏิเสธการแต่งงานจากมัน แต่มันก็เล่นลิ้นยักท่า แถมยังด่าหนูเจ็บๆแสบๆ หนูทั้งสั่งทั้งขู่ให้มันเขียนหนังสือ ก็นึกว่ามันจะกลัวรีบเขียนให้ ที่ไหนได้ เมื่อบ่ายหนูถามหาหนังสือนั่นจากกฎ ปรากฏว่านังนั่นมันไม่ได้เขียนให้ ดูสิแม่ มันไม่ได้กลัวหนูเลยซักนิด”
“ต๊าย! นังนี่มันร้ายจริงๆ มันต้องคิดจะงาบคุณกฎของแกแหงๆ”
“ก็ใช่น่ะสิ หนูอดทนกับนังตัวมารนี่มามากพอแล้วแม่ หนูต้องจัดการมันขั้นเด็ดขาด”
“จัดการ...แกจะทำอะไรเหรอนังหนู”
“หนูจะฆ่ามัน”
“จะฆ่าแกงกันเชียวเหรอลูก แม่ว่าสั่งสอนมันให้เข็ดหลาบก็พอมั้ง”
“แม่ต้องช่วยหนู ไปหานักเลงมือดีมาให้หนูซักคน”
“นี่แกจะจ้างคนไปฆ่ามันเหรอ มันเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางนะนังหนู แค่สั่งสอนมันก็พอแล้ว”
“เอาน่า แม่ไปหาคนมาให้หนูก่อนเหอะ ไอ้เรื่องจะเชือดมันหรือแค่สั่งสอนค่อยว่ากันทีหลัง”
“พักนี้แม่ก็ไม่ได้ไปร้องเพลงซะด้วย ไม่ค่อยได้เจอใครเลย จะไปจ้างใครที่ไหนวะ”
งามตาครุ่นคิดไม่นานก็นึกถึงสมพงศ์ผัวหนุ่มของตน แล่นไปหาเขาในคืนนั้นที่บ้านเช่าจะให้หามือปืนสักคน แต่สมพงศ์เห็นแก่เงินค่าจ้าง ไม่จัดหามือปืนแต่จะลงมือด้วยตัวเองเพื่อลูกเลี้ยงคนสวย
ooooooo
ค่ำวันเดียวกัน กรกฎแต่งตัวมานั่งรอละอองดาวในบ้านเพื่อชวนเธอไปฉลองเรื่องน่ายินดีที่เธอเขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานให้เขา
“ถ้าดิฉันขอตัวล่ะคะ”
“อย่าปฏิเสธพี่เลยนะ นึกว่าเห็นแก่พี่ ไหนๆพี่ก็แต่งตัวมาแล้ว”
“ก็ได้ค่ะ แต่ต้องชวนคุณธัชไปด้วยนะคะ”
“ได้สิ เจ้าธัชไปด้วยก็ดีเหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องน่ายินดีของเราทั้งสามคน”
“งั้นดิฉันขอเวลาไปแต่งตัวก่อนนะคะ”
“โอเค เดี๋ยวพี่จะโทร.ไปตามเจ้าธัชเอง”
หลังจากนั้นไม่นานทั้งสามคนไปถึงสโมสรที่มีทั้งอาหารบริการและเสียงเพลงไพเราะให้ลูกค้าได้จับคู่ออกมาเต้นรำ...ธัชชัยมองอาหารบนโต๊ะหลายอย่างแล้วถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“นี่จะบอกกันได้หรือยังว่าเลี้ยงฉลองอะไรกันมิทราบ ว่าไงเจ้ากฎ ฉันจะได้เตรียมขยายพุงเอาไว้กินให้เต็มที่”
“บอกเขาไปสิดาวว่าพี่เลี้ยงฉลองอะไร”
ละอองดาวไม่ยอมตอบ ซ่อนความรู้สึกเจ็บลึกในใจไว้มิดชิด กรกฎจึงต้องตอบเสียเองว่า
“ดาวเขาทำในสิ่งที่ฉันเคยขอร้องเอาไว้ เขาเขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานกับฉันให้ฉันแล้ว เขาช่วยให้ฉันได้รับมรดกหลายหมื่นล้านของคุณพ่อในเร็วๆนี้”
ธัชชัยคาดไม่ถึง มองกรกฎอย่างเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของเพื่อน
“เฮ้ยธัช ทำไมนิ่งไปวะ แกไม่ยินดีกับฉันรึไง วันนี้ฉันเลี้ยงไม่อั้น”
“โอเค ฉันขอดื่มให้แก่ความสำเร็จสมหวังของแก”
“และฉันก็ขอดื่มให้แก่ความสุขของแกกับน้องสาวฉัน”
สามคนชูแก้วยื่นมาชนกันแล้วดื่ม...หลังอาหารมื้อนั้น กรกฎให้ธัชชัยพาละอองดาวออกไปเต้นรำ...เมื่อจับคู่กันกลางฟลอร์ ธัชชัยตัดสินใจถามละอองดาวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เราสามคนกำลังเล่นละครกันอยู่ใช่ไหมครับ”
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ผมขอพูดสั้นๆนะครับ เราทั้งสามคนกำลังหลอกตัวเองอยู่ทั้งนั้น”
“ดิฉันไม่เคยคิดจะหลอกตัวเองค่ะ”
“คุณแน่ใจเหรอครับ”
ละอองดาวพยักหน้าแทนคำตอบ แต่พอธัชชัยสรุปว่าเธอรักเขา เธอก็นิ่งอีก
“เห็นไหมครับ คุณไม่ตอบ...คุณตอบไม่ได้เพราะคุณหลอกตัวเอง แล้วก็เจตนาจะหลอกคนอีกสองคน”
ละอองดาวยิ้มบางๆ ตัดบทเสไปเรื่องอื่น “เพลงเพราะจังเลย เดี๋ยวจบเพลงนี้เรากลับไปที่โต๊ะกันนะคะ วันนี้ขอกลับเร็วหน่อยค่ะ พรุ่งนี้ดิฉันมีงานแต่เช้า”
ธัชชัยรับคำโดยดี แต่แอบคิดในใจว่าจนป่านนี้เขายังเดาใจละอองดาวได้ไม่กระจ่างชัด แต่ที่รู้แน่ๆ
ในหัวใจของเธอไม่มีเขาอย่างแน่นอน...
ooooooo
ใกล้หน้าหนาวเข้ามาทุกที ละอองดาวตั้งใจถักผ้าพันคอถวายเสด็จฯ แต่เธอลืมเสียสนิทว่า
วันที่ 11 ที่จะถึงนี้เป็นวันที่มีความหมาย จนเมื่อเสด็จฯทรงทักถามก็ยังจำไม่ได้ เลยโดนท่านตำหนิไปนิดหน่อย
“ใช้ไม่ได้ เด็กคนนี้ ฉันซะอีกยังจำได้ วันที่ 11 เป็นวันครบรอบ 3 ปีที่คุณพ่อเธอถึงแก่กรรม แล้ว
วันครบรอบ 3 ปีนี้มันมีความหมายอะไรสำหรับเธออีก”
“ไม่ได้มีความหมายสำหรับหม่อมฉันหรอกเพคะ แต่มีความหมายสำหรับคุณกรกฎ วันที่ 11 คุณกรกฎจะได้รับโอนมรดกของคุณพ่อเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาโดยเด็ดขาดสมบูรณ์ หม่อมฉันเกือบลืมไปแล้วเพคะ”
“เขาได้กองมรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ ในขณะที่เธอหลุดลอยหมดทุกอย่าง เขาเป็นฝ่ายขอ เธอเป็นฝ่ายให้...
เธอเป็นเด็กดีจริงๆ บางทีฉันรู้สึกว่าจะดีเกินไปด้วยซ้ำ เสียสละให้เขาทุกอย่าง ฉันอยากรู้ว่าเขาจะแบ่งให้เธอสักเท่าไหร่”
“หม่อมฉันไม่สนใจ ไม่ปรารถนาเลยเพคะ อย่าว่าแต่ส่วนของมรดกเลย แม้แต่เงินเดือนที่คุณพ่อท่านระบุไว้ในพินัยกรรม หม่อมฉันก็ไม่เคยรับ”
“เธอเป็นคนเฉียบขาดมาก ออกจะแข็งกร้าวในวิธีปฏิบัติเกินไป...แล้ววันที่ 14 ที่จะถึงนี้ก็เป็นวันเกิดเธอไม่ใช่เหรอ”
“เพคะ ทรงจำแม่นเหลือเกิน”
“นี่...ฉันจดไว้ในนี้ ที่จำได้ก็เพราะเธอเคยบอกฉัน ตั้งแต่ตอนที่ทำงานใหม่ๆนั่นแหละ ปีนี้เธออายุครบ 25 ปีเต็ม เธอจะได้ของขวัญอะไรอย่างหนึ่งจากคุณพ่อเธอไม่ใช่เหรอ”
“เพคะ”
“ลูกกุญแจ...ให้ไปเปิดที่ตู้เซฟในธนาคาร”
“เสด็จฯทรงจำได้แม่นกว่าหม่อมฉันอีกเพคะ”
“เด็กดี...ก็ฉันรักเธอนี่นา อะไรๆที่เกี่ยวกับตัวเธอ ฉันก็ต้องจำได้น่ะสิ อยากรู้จังว่าด็อกเตอร์ไกรให้ของขวัญอะไรเธอ”
“หม่อมฉันเดาไม่ถูกหรอกเพคะ”
“น่าจะเป็นเพชรงามๆสักชุด เพราะด็อกเตอร์ไกรคงเข้าใจว่าป่านนี้เธอคงเป็นศรีสะใภ้ของเขาไปแล้ว ในความเข้าใจของเขานั้นต้องเข้าใจว่าเธอแต่งงานกับกรกฎไปนานแล้ว พูดถึงเครื่องเพชร ฉันมีอะไรจะให้เธอดู ตามฉันมาสิ”
เสด็จฯทรงนำเครื่องเพชรออกมาให้ละอองดาวชมความสวยงาม ขณะที่ตนเองก็นึกถึงความหลังและทรงบอกเล่าว่า
“จี้เพชรประจำราชวงศ์เชียงอูเป็นเครื่องประดับที่เป็นมรดกตกทอดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ไม่ได้หรูหราใหญ่โตอะไร แต่ประเมินค่ามิได้ เพราะเป็นของสำคัญเก่าแก่มีคุณค่าทางจิตใจมาก คนที่จะได้ใส่จี้เพชรนี้จะต้องเป็นทายาทแห่งราชวงศ์เชียงอูเท่านั้น สวยไหมละอองดาว”
“สวยมากเพคะ งดงามเหลือเกิน”
“ฉันตั้งใจจะมอบจี้เพชรนี้ให้จักราชัยลูกชายของฉันเป็นของขวัญในวันแต่งงาน แต่จักราชัยก็สละราชบัลลังก์ หนีงานอภิเษกสมรสไปเสียก่อน เขาหนีไปกับภรรยาคนไทย เขาถูกกองกำลังต่างชาติตามล่าข้อหากบฏ...จักราชัย แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน”
“แล้วหลังจากที่เจ้าชายจักราชัยทรงหนีไป ใต้ฝ่าพระบาททรงได้พบเจ้าชายอีกไหมเพคะ”
“ไม่เลย...ภายหลังราชวงศ์เชียงอูได้รับเอกราช ฉันจ้างนักสืบออกตามหาจักราชัย ก็ไม่พบแม้แต่เงาของเขา สุดท้ายฉันก็ได้ข่าวว่าลูกชายฉันเสียชีวิตแล้ว”
“เจ้าชายจักราชัยทรงมีพระรัชทายาทไหมเพคะ”
“ฉันรู้ว่าภรรยาของจักราชัยตั้งครรภ์ และได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตหลังคลอดลูกที่เมืองไทย ไม่กี่เดือนถัดมาจักราชัยก็ไปเสียชีวิตที่สวิตเซอร์แลนด์...ฉันเคยจ้างคนตามหาลูกของจักราชัยอยู่เป็นปี แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ เลยไม่รู้ว่าหลานฉันยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า ถ้าเขายังอยู่ก็คงจะโตวัยไล่เลี่ยกับเธอนี่แหละ”
เสด็จฯทรงครุ่นคิดถึงอดีตอันเจ็บปวด น้ำตาเอ่อไหลอย่างสุดจะกลั้น รำพึงถึงโอรสองค์เดียว
“จักราชัย...แม่รู้สึกผิดบาปเหลือเกินที่บังคับจิตใจลูก แม่อยากขอโทษลูก แต่แม่ก็หมดโอกาสแล้ว แม่อยากเจอหน้าหลาน อยากมอบจี้แห่งราชวงศ์ให้ลูกของเจ้า แต่แม่ก็ไม่รู้ว่าจะมีบุญอยู่จนได้พบหน้าหลานหรือเปล่า แม่คงทำกรรมเอาไว้มากถึงต้องมาพลัดพรากจากลูกหลานเช่นนี้”
“ทรงเข้มแข็งไว้นะเพคะ ใต้ฝ่าพระบาททรงทำแต่คุณงามความดี ทรงอุปถัมภ์เลี้ยงดูเด็กกำพร้าคนแล้วคนเล่า แม้ตอนนี้จะต้องทรงทุกข์พระทัย แต่สักวันหนึ่งผลแห่งกรรมดีจะต้องสนองให้ใต้ฝ่าพระบาทพบแต่ความสุขเพคะ”
“ละอองดาว...ฉันรักเธอเหลือเกิน ทำไมเธอไม่เป็นลูกของจักราชัยนะ จะได้เป็นหลานฉัน”
เสด็จฯทรงลูบศีรษะละอองดาวด้วยรักและเมตตา อยากให้คำพูดนั้นเป็นจริงสมดังใจ
ooooooo
ค่ำวันนั้นธัชชัยแวะมาหากรกฎที่บ้าน เห็นเพื่อนรักเล่นเปียโนหน้าเศร้าราวกับคนอมทุกข์ก็กระเซ้าเหย้าแหย่ก่อนจะเอ่ยชวนไปตีกอล์ฟคลายเครียดและถือโอกาสแก้มือที่คราวก่อนแพ้ไม่เป็นท่า โดยให้ชวนละอองดาวไปด้วย
กรกฎสนใจขึ้นมาทันที อยากแก้มือกับแชมป์อย่างละอองดาวอยู่เหมือนกัน ซึ่งสองหนุ่มนัดกันไปในวันรุ่งขึ้น โดยกรกฎอาสาไปรับละอองดาวที่วังนพดลเอง
หลังจากกรกฎออกจากบ้านไปแล้วในวันถัดมา ผดาชไมโทร.มาหาจึงไม่พบ แต่รู้รายละเอียดทั้งหมดจากยอดรัก เธอโกรธแค้นละอองดาวเพราะเข้าใจว่ายังไม่เขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานให้กรกฎ แถมยังมีหน้าไปตีกอล์ฟกับเขา เท่ากับว่าละอองดาวไม่กลัวเกรงในคำขู่ของเธอเลย
ความโกรธแค้นแน่นอกทำให้ผดาชไมทนรอไม่ไหวอีกต่อไป ตีโพยตีพายด่าทอละอองดาวให้งามตาฟัง
“นังละอองดาวมันคงจะออดอ้อนให้กฎไปรับถึงที่ทำงานมัน ออเซาะให้กฎพาไปกินข้าว ไปตีกอล์ฟ หนูทนไม่ไหวแล้วแม่ หนูอยากจะฆ่ามันให้ตายคามือ”
“ใจเย็นๆน่าลูก”
“หนูเย็นไม่ไหวแล้วแม่ นังละอองดาวมันถือไพ่เหนือกว่าหนู มันเป็นต่อหนูทุกอย่าง มิหนำซ้ำกฎก็หลงมันจนโงหัวไม่ขึ้น อาทิตย์หน้ากฎก็จะได้รับโอนมรดกเป็นหมื่นๆล้าน นังนั่นมันไม่ปล่อยให้กฎหลุดมือแน่”
“แม่เจ้าโว้ย! มรดกเป็นหมื่นๆล้านเชียวเหรอวะ”
“ถ้ามันแต่งงานกับกฎ หนูก็อดทุกอย่าง ทั้งตัวกฎ ทั้งมรดกนั่น แล้วนักเลงที่หนูให้แม่ไปหาล่ะ ได้เรื่องยังไงมั่ง”
“แม่เกริ่นๆกับเขาไว้แล้วล่ะ”
“มันเป็นใคร”
“ก็สมพงศ์...ผัวใหม่แม่นั่นแหละ เขาเป็นนักเลงเก่า”
“แม่รีบไปตามเขามาพบหนูเดี๋ยวนี้ เราไม่มีเวลาแล้ว ถ้าไม่รีบลงมือตอนนี้หนูจะไม่ได้อะไรเลย รีบไปสิแม่”
“โอเคๆ แม่จะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ” งามตาคว้ากระเป๋าเดินลิ่วออกจากบ้าน ผดาชไมมองตามพร้อมกับประกาศกร้าวด้วยความเคียดแค้น
“นังละอองดาว...อย่าหวังว่าแกจะได้เสวยสุข ทั้งตัวกฎและมรดกนั่นต้องเป็นของฉัน ชะตาแกขาดแล้ว ฉันจะส่งแกไปลงนรก!!”
ooooooo
.
---------------------------------------------------------------------
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep14/page1
ละอองดาว ตอนที่ 14
ละอองดาวนำผ้าพันคอผืนสวยที่ถักเองกับมือมาถวายเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ โอกาสนี้เสด็จฯ รับสั่งถามหญิงสาวตรงๆว่าในระยะหนึ่งปีที่ล่วงมากรกฎเคยขอเธอแต่งงานหรือไม่ หลังจากที่เขาได้พบหน้า และได้รู้จักนิสัยใจคอเธอดีแล้ว
“เปล่าเพคะ ไม่เคยเลย...จะเป็นไปได้ยังไง”
“ถ้าอย่างงั้นฉันก็ทายไม่ผิดสินะ เขาเป็นคนเจ้าทิฐิและทระนง ไม่ผิดอะไรกับพ่อเขา ฉันจะบอกอะไรให้ก็ได้ เธอกล้าพอที่จะรับฟังฉันมั้ย”
“รับสั่งเถิดเพคะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ใต้ฝ่าพระบาทรับสั่ง หม่อมฉันพร้อมที่จะรับฟังด้วยความสุข แม้จะเป็นข้อตำหนิ”
“กรกฎรักเธอ...รักจนสุดหัวใจด้วย แต่มันเป็นความรู้สึกที่เขาอาจบอกกับตัวเองว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว และตัวเธอเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าเธอกำหัวใจเขาไว้อย่างราบคาบทุกประตู เว้นเสียแต่ว่าเธอจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น”
ละอองดาวนิ่งงัน แต่แล้วกลบเกลื่อนสีหน้าบ่นเบาๆว่า “แปลกจริง...คุณกรกฎเข้ามาทูลเสด็จฯอย่างนั้นเหรอเพคะ”
“ละอองดาว...พราวนภางค์ นพดล คนนี้น่ะอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ทำไมฉันจะดูไม่ออก”
ละอองดาวกำลังจะจนมุม พอดีอุ่นเรือนเข้ามาแทรก บอกละอองดาวว่ากรกฎมารอพบ
กรกฎไม่ได้มาคนเดียวแต่หนีบเอาธัชชัยมาด้วย เพื่อช่วยกันหว่านล้อมหากละอองดาวทำท่าจะไม่ไปตีกอล์ฟ ซึ่งกรกฎเดาไม่ผิด หญิงสาวบ่ายเบี่ยงจริงๆ แต่ธัชชัยก็โน้มน้าวจนเธอไม่กล้าปฏิเสธ
ooooooo
ทางด้านงามตาที่รีบร้อนไปตามผัวหนุ่มก็เพิ่งจะเจอตัว สมพงศ์ไม่คิดว่างานที่รับปากไว้จะได้ลงมือรวดเร็วขนาดนี้ แต่ก็ไม่อิดออด ตามงามตามาพบผดาชไมถึงบ้าน
เมื่อเห็นรูปถ่ายของละอองดาวในวันไปงานวันประสูติท่านชายสดายุที่ผดาชไมตัดจากหนังสือพิมพ์มา สมพงศ์ชมเปาะว่าสวยอย่างกับนางฟ้า ขณะที่งามตาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกก็ตะลึงไปเหมือนกัน
“นังละอองดาวมันสวยอย่างนี้นี่เองนังหนู มิน่าล่ะแฟนแกถึงได้หลงมันหัวปักหัวปํา”
“คุณฮันนี่จะให้ผมจัดการกับเหยื่อยังไงดี เอาแค่เบาะๆ เสียโฉม หรือหยอดน้ำข้าวต้ม”
“ฆ่ามัน!”
“มันไม่แรงไปหน่อยเหรอลูก แม่ว่า...”
“โอ๊ย! อย่าใจอ่อนสิแม่ ตีงูมันก็ต้องตีให้ตาย ขืนตีแค่หลังหักมันก็แว้งมากัดเราได้น่ะสิ...ฉันจะให้ค่าจ้างเธอแสนนึง”
“อุ๊ยตาย! เยอะไปนะลูก แค่หมื่นสองหมื่นก็พอมั้ง”
สมพงศ์แอบหันมาทำตาเขียวใส่งามตา แล้วหันกลับไปปากหวานกับผดาชไม
“ที่จริงให้ผมช่วยคุณฮันนี่ฟรีๆก็ยังได้นะ คุณเป็นลูกสาวพี่งามก็เหมือนลูกสาวผมนั่นแหละ”
“ขอบใจ แต่ฉันไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร” ผดาชไม หยิบเงินในกระเป๋าห้าหมื่นยื่นให้สมพงศ์ ส่วนที่เหลือจะจ่ายก็ต่อเมื่องานสำเร็จ
สมพงศ์ยิ้มกริ่มรับเงินมาใส่กระเป๋า ถามว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน ผดาชไมจัดแจงเขียนแผนที่ให้เขาทันที จากนั้นก็นั่งพึมพำอย่างสะใจ
“นังละอองดาว...แกกับฉันมันต้องอยู่กันคนละโลก ช่วยไม่ได้ แกบังคับให้ฉันต้องทำแบบนี้...อโหสิให้ฉันด้วยก็แล้วกัน แล้วฉันจะทำบุญกรวดน้ำไปให้”
ooooooo
ได้เวลาแดดร่มลมตก กรกฎชวนละอองดาวตีกอล์ฟแก้มือ ธัชชัยอดแซวเพื่อนรักไม่ได้ สร้างบรรยากาศให้ครื้นเครงเป็นกันเอง ทำให้ละอองดาวรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
แต่ไม่ทันที่ทั้งสามคนจะออกจากสโมสรไปยังสนามกอล์ฟ กรกฎทำแก้วหลุดมือหล่นแตกแล้วคว้าไว้ ส่งผลให้โดนแก้วบาดปลายนิ้วมือจนได้เลือด
กรกฎรู้สึกไม่ดี บ่นขึ้นว่าเหมือนจะเป็นลางร้าย พ่อของตนเคยบอกว่าก่อนที่แม่จะเสียชีวิต พ่อก็มีลางสังหรณ์แบบนี้เหมือนกัน แต่ธัชชัยไม่เชื่อ คะยั้นคะยอให้เพื่อนไปขอยาจากเจ้าของร้านอาหารล้างแผล แค่นี้ก็ตีกอล์ฟได้แล้ว
ขณะที่ธัชชัยพากรกฎไปขอยาจากเจ้าของร้านอาหาร ละอองดาวเดินออกมาชมวิวด้านนอกโดยไม่รู้ว่าภัยกำลังจะมาเยือน
สมพงศ์ตั้งใจสังหารละอองดาวตรงนี้เพราะเห็นว่าปลอดคน ไม่รอให้ไปถึงสนามกอล์ฟ แต่ขณะที่เขากำลังจะลั่นไก เสียงกรกฎเรียกละอองดาวดังขึ้นทำให้เขาชะงักไม่กล้า รอจนกระทั่งทั้งสามคนเดินออกไปตีกอล์ฟแล้วค่อยลงมือ
ละอองดาวโดนยิงเข้ากลางอกเลือดทะลักร่างทรุดฮวบ กรกฎกับธัชชัยตกใจมาก แต่กรกฎยังมีสติพุ่งเข้าใส่มือปืนที่กำลังจะยิงละอองดาวซ้ำอีกนัด
สองคนแย่งปืนกันครู่หนึ่งก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น สมพงศ์โดนปืนลั่นใส่อกซ้ายตายคาที่รับกรรมทันตาเห็น ส่วนธัชชัยร้องบอกคนแถวนั้นให้ช่วยเรียกรถพยาบาลมาเร็วที่สุด
ละอองดาวหมดสติระหว่างทาง เมื่อถึงโรงพยาบาลหมอเร่งผ่ากระสุนออกจากร่างเธอ ระหว่างนี้ธัชชัยโทรศัพท์แจ้งข่าวชวนชมก่อนจะต่อสายไปที่วังนพดล เวลานั้นสดายุมาเฝ้าท่านป้าพอดี สองคนรู้ข่าวก็ตื่นตระหนกและเป็นห่วงละอองดาวมาก คำอินทร์มาอีกคนก็พลอยตกใจไปด้วย
ชวนชมรีบโทร.บอกอรรถวาทีทั้งน้ำตา จากนั้นสองคนรุดมาโรงพยาบาล เป็นเวลาที่ตำรวจกำลังสอบปากคำกรกฎว่าละอองดาวมีศัตรูหรือมีเรื่องขัดแย้งกับใครมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า
“เท่าที่รู้...ไม่มีนะครับ”
“ยังไงผมขอเชิญคุณกรกฎไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่โรงพักด้วยนะครับ”
“ตอนนี้น้องสาวผมยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน ผมขอรอดูอาการเธอก่อนได้ไหมครับ”
ธัชชัยหยิบบัตรทนายให้ตำรวจดู “ผมเป็นทนาย รับรองว่าเพื่อนผมจะไม่หนีไปไหน ทันทีที่รู้ข่าวจากหมอว่าคุณละอองดาวปลอดภัย ผมจะพาเพื่อนผมไปโรงพักครับ”
“ขอบคุณครับที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
หลังจากตำรวจไปแล้ว ธัชชัยตั้งข้อสังเกตกับกรกฎว่าละอองดาวไม่น่าจะรู้จักคนร้าย เพราะฉะนั้นน่าจะมีคนอยู่เบื้องหลังที่จ้างวานคนร้าย
“ใช่ ฉันก็คิดอย่างงั้น”
“แกสงสัยใครวะกฎ”
กรกฎนิ่งเงียบ สีหน้าเคร่งเครียด...สุดจะคาดเดาจริงๆ
ooooooo
เวลาเดียวกันนั้นผดาชไมนั่งดูหนังสือแฟชั่นอย่างสบายอารมณ์ ต่างจากงามตาที่กระวนกระวายนั่งไม่ติด เดินไปชะเง้อมองหน้าบ้านเป็นระยะ สลับกับเสียงบ่น
“ทำไมยังไม่มาอีกวะ มืดค่ำป่านนี้มัวทำอะไรอยู่ ออกไปตั้งแต่กลางวัน จนป่านนี้ยังไม่โผล่หัวมาอีก ไม่รู้งานจะสำเร็จรึเปล่า”
“ต้องสำเร็จสิ ก็แม่คุยว่าเขาเป็นนักเลงเก่าไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่ แต่มันน่าจะกลับมาส่งข่าวให้เรารู้มั่งนะนังหนู ไม่ใช่ปล่อยให้เรารออย่างนี้”
“โอ๊ย...อย่ากังวลไปเลยแม่ ป่านนี้นังละอองดาวมันลงนรกไปแล้วล่ะ นายสมพงศ์ก็คงไปฉลองเมาหัวราน้ำกับเพื่อนๆล่ะมั้ง ได้เงินไปตั้งเยอะนี่” พูดจบผดาชไมลุกเดินขึ้นบันได งามตาอยากรู้ว่าลูกสาวจะไปไหน “หนูก็จะไปแต่งตัวน่ะสิ มีเรื่องต้องฉลองกับเพื่อนๆเหมือนกัน”
ผดาชไมผละไปอย่างอารมณ์ดี ตรงข้ามกับงามตาที่กระสับกระส่ายวิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก...
ที่หน้าห้องฉุกเฉินภายในโรงพยาบาล สดายุกับคำอินทร์กำลังคุยกับกรกฎและธัชชัย โดยมีชวนชมกับอรรถวาทีรวมตัวอยู่ด้วย
“ฉันเพิ่งกลับมาเมื่อเย็นนี้เอง แวะเอาของฝากไปเยี่ยมท่านป้าที่วังนพดล พอรู้ข่าวคุณละอองดาวก็รีบมานี่แหละ นี่คุณหมอยังไม่ออกมาอีกหรือ”
“ยังเลยกระหม่อม”
“คนร้ายยิงคุณดาวทำไม น้องสาวแกก็ไม่มีศัตรูที่ไหนไม่ใช่หรือ”
“ผมกับกฎก็ยังหาคำตอบไม่ได้กระหม่อม นี่คนร้ายมันก็โดนปืนลั่นเสียชีวิตไปแล้ว ตำรวจคงต้องสืบหาข้อมูลจากหลักฐานและของกลางในที่เกิดเหตุ”
“แกกำลังสงสัยว่ามีใครจ้างวานใช่ไหม”
“รูปการณ์มันน่าจะเป็นอย่างงั้นกระหม่อม”
“เลวจริงๆ มันยิงผู้หญิงตัวเล็กๆไม่มีทางสู้ได้ยังไง นี่ถ้าคุณดาวไปกับผม ผมจะปกป้องดูแลคุณดาวให้ดีที่สุด เรื่องบ้าๆอย่างนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด” คำอินทร์เหน็บกรกฎเข้าให้
“ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องอย่างนี้หรอกครับคุณคำอินทร์”
“ใช่ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายสองคนถึงปกป้องผู้หญิงคนเดียวไม่ได้”
“คุณกำลังสบประมาทผมกับเพื่อนผม ทั้งๆที่คุณไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ คนร้ายมันลอบยิง คุณเข้าใจคำว่าลอบยิงรึเปล่า มันเล่นทีเผลอ ลองถ้ามันเข้ามาซึ่งๆหน้า มันไม่มีโอกาสได้ยิงดาวแน่”
“คุณไม่ต้องมาแก้ตัว คุณมัน...”
“คำอินทร์...รู้จักสงบปากบ้าง แค่นี้ทุกคนก็เครียดกันพอแล้ว เท่าที่ฉันฟัง เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุสุดวิสัย กรกฎกับธัชชัยทำดีที่สุดแล้ว เขาไม่ใช่จำเลยที่แกจะไปโยนความผิดให้ คนผิดคือคนร้ายและคนที่จ้างวานมันนั่นแหละ เข้าใจรึเปล่า” สดายุปรามเสียงแข็ง ทำให้คำอินทร์นิ่งเงียบไป
หมอออกจากห้องฉุกเฉิน กรกฎและทุกคนกรูไปสอบถามอาการคนเจ็บด้วยความห่วงใย
“ผมผ่าตัดเอากระสุนออกเรียบร้อยแล้ว แต่คนไข้เสียเลือดมากร่างกายอ่อนเพลียมาก เราต้องให้เลือดด่วน บังเอิญเลือดของเธอเป็นกรุ๊ปที่ค่อนข้างหายาก เราไม่มีอยู่ในคลังเลือดเลย ผมติดต่อไปที่สภากาชาดก็ไม่มี”
กรกฎ ธัชชัย คำอินทร์ และสดายุต่างเต็มใจให้เลือดแก่ละอองดาวหากตรวจพบว่าเป็นกรุ๊ปเดียวกัน เมื่อทั้งสี่คนเดินตามหมอไปแล้ว ชวนชมยกมือพนมท่วมหัวภาวนาขอให้ใครสักคนมีกรุ๊ปเลือดตรงกับเลือดของละอองดาว
ooooooo
ผดาชไมนัดรุ้งเพชรกับสกุนตลามาเที่ยวที่คลับ...เจอหน้ากันครั้งนี้สกุนตลาบ่นอุบว่าผดาชไมหายหน้าหายตา โทร.ไปที่บ้านก็ไม่เคยอยู่
“อย่าว่าแต่เธอเลย ฉันเองขนาดเป็นคนดูแลคิวงานให้ยังไม่ค่อยได้เจอหน้ายัยดาเลย เอ๊ะ หรือว่าเธอแอบเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวแล้ว” รุ้งเพชรสัพยอก
“บ้าสิ ฉันจะเปลี่ยนทำไมยัยรุ้ง เธอดูแลดีอยู่แล้ว ช่วงนี้หนังก็ปิดกล้องแล้ว ขอพักบ้างเถอะ ก็มีเวลาไปเที่ยวบ้าง”
“อย่าบอกนะว่าเธอแอบไปเที่ยวกับพ่อเลี้ยง”
“บ้า! ฉันไปกับกฎย่ะ เออนี่ พวกเธอรู้ไหมตอนนี้ยอดขายแผ่นเสียงทะลุเป้าแล้วนะ”
“ว้าว...จริงเหรอดา ฉันดีใจด้วยนะ มาๆชนแก้วกันหน่อย”
“เดี๋ยวจ้ะ ยังมีอีกเรื่องที่เธอต้องดีใจกับฉัน”
“อะไรเหรอดา”
“ฉันจะแต่งงานกับกฎเร็วๆนี้”
รุ้งเพชรกับสกุนตลาส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดดีใจกันใหญ่ ดื่มฉลองข่าวดีล่วงหน้าให้ผดาชไมที่ยิ้มหน้าบานอย่างมีความหวังและความสุข โดยไม่รู้ว่าเวลานี้ละอองดาวไม่ตายสมใจ และกรกฎกำลังให้เลือดช่วยชีวิตเธออยู่
โชคดีที่กรกฎมีกรุ๊ปเลือดเดียวกับละอองดาว...
สดายุเบาใจ กลับไปวังนพดลพร้อมคำอินทร์ ทูลท่านป้าว่า
“ตอนนี้กรกฎกำลังให้เลือดอยู่ ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว กระหม่อมเลยรีบมาทูลให้ท่านป้าทรงทราบ”
“ถึงขนาดต้องให้เลือดเชียวหรือ”
“ละอองดาวเสียเลือดมากกระหม่อม กรุ๊ปเลือดของเธอเป็นกรุ๊ปที่หายาก เกือบแย่เหมือนกัน โชคดีที่กรกฎมีกรุ๊ปเลือดตรงกับเธอ”
“คงทำบุญกันมา...มีบุญวาสนาร่วมกัน”
คำอินทร์ได้ยินไม่ชัด ถามเสด็จย่าว่ารับสั่งอะไรหรือ?
“เปล่า ไม่มีอะไร...ขอบใจนะชายยุที่อุตส่าห์มาส่งข่าว กลับไปพักผ่อนเถอะลูก เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
“พรุ่งนี้กระหม่อมจะมารับท่านป้าไปเยี่ยมละอองดาวนะกระหม่อม”
เสด็จฯรับคำแล้วพึมพำลับหลังสองหนุ่มว่า “ในความโชคร้าย ก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง”
ooooooo
หลังจากกรกฎให้เลือดละอองดาวแล้ว เขาขออนุญาตหมออยู่กับน้องสาวสักครู่ หมอกับพยาบาลจึงพากันออกไป
กรกฎเข้ามาที่เตียง จับมือละอองดาวที่นอนนิ่งอย่างอ่อนโยน อีกมือลูบผมเธอแผ่วเบา
“ดาว...พี่เป็นห่วงดาวเหลือเกิน เราเหลือกันแค่นี้ แม้แต่ชีวิตพี่พี่ก็ให้ดาวได้ พี่รู้ว่าดาวเกลียดพี่ แต่พี่ไม่เคยเกลียดดาวเลย ไม่เคยมีสักวันที่พี่จะไม่รักไม่เป็นห่วงเป็นใยดาว พี่อยากเห็นดาวมีความสุขทุกวัน พี่สัญญาว่าต่อไปพี่จะปกป้องดูแลดาวด้วยชีวิต จะไม่ให้ใครมาทำร้ายดาวได้อีก ดาวต้องอดทนนะ เข้มแข็งไว้ เอาชนะความเจ็บปวดของร่างกายให้ได้ ดาวเป็นคนเก่ง ดาวต้องชนะอยู่แล้ว...นอนหลับฝันดีนะละอองดาวของพี่”
กรกฎจูบหลังมือละอองดาวแผ่วเบา แต่กระนั้นคนป่วยที่นอนหลับตานิ่งก็รับรู้ได้...
เช้าวันถัดมา ชวนชมทราบว่าละอองดาวปลอดภัยก็โล่งใจ เนียนเข้ามาคุยด้วย อยากรู้เหลือเกินว่าใครยิงละอองดาว
“ไม่รู้มันเป็นใคร แต่มันโดนปืนลั่นตายแล้ว กรรมติดจรวดจริงๆ เขาสงสัยกันว่าอาจจะมีคนจ้างวาน ใครกันนะที่มันใจคอโหดเหี้ยมทำกับคุณดาวได้” บ่นเสร็จชวนชมนึกออก เดินลิ่วไปถามยอดรักว่ากรกฎตื่นหรือยัง
“คุณธัชชัยมารับคุณท่านออกไปตั้งแต่เช้าแล้วป้า”
“ไปไหน”
“เห็นคุยกันว่าจะไปเยี่ยมคุณดาวที่โรงพยาบาลนะป้า”
ชวนชมพยักหน้ารับรู้แล้วเดินออกไปอย่างเร็วจนยอดรักบ่นอุบว่าอะไรของป้า มาเร็วไปเร็ว ท่าทางเหมือนมีเรื่องร้อนใจ...
กรกฎกับธัชชัยมาถึงโรงพยาบาลเห็นชายฉกรรจ์สองคนคอยดูแลหน้าห้องละอองดาวอย่างเข้มงวด คาดเดา กันว่าเป็นตำรวจ แต่พอเข้ามาเยี่ยมละอองดาวจึงรู้จากหมอวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่าสองคนนั้นคือมหาดเล็กจากวังนพดลที่เสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ ส่งมาคุ้มกันละอองดาว
เมื่อหมอวิสุทธิ์ออกจากห้องไปแล้ว ธัชชัยกับกรกฎขยับเข้ามาใกล้เตียงผู้ป่วยที่นอนตาแป๋ว ธัชชัยทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม พลางชูช่อดอกไม้มาตรงหน้า
“คุณดาวครับ ผมเอาดอกไม้สวยๆมาเยี่ยม”
กรกฎจับมือละอองดาว ถามว่าเป็นยังไงบ้าง แต่เธอเมินหน้าไม่ตอบ ดึงมือตัวเองออกจากมือเขา
“ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า...พี่รู้ว่าดาวเกลียดพี่ แต่ดาวจะไม่พูดกับพี่บ้างหรือ”
“ดิฉันอยากพักผ่อนค่ะ”
กรกฎน้อยใจ ธัชชัยตัดบทอย่างเข้าใจความรู้สึกเพื่อนว่า
“ให้คุณดาวพักผ่อนก่อนเถอะ คุณดาวยังเจ็บอยู่...หายไวๆนะครับคุณดาว แล้วผมจะมาเยี่ยมใหม่”
กรกฎเดินคอตกนำหน้าธัชชัยออกไป ละอองดาวมองตาม พึมพำเสียงแผ่วเบา “คุณกรกฎ....ฉันควรจะเกลียดคุณ”
เมื่อพากันออกมาหน้าห้อง กรกฎถอนใจเฮือก บ่นกับธัชชัยว่าละอองดาวไม่อยากเจอหน้าตน เธอคงเกลียดตนมาก
“ไม่หรอก คิดมากน่าเพื่อน คุณดาวยังเจ็บอยู่”
ระหว่างนี้ชวนชมเดินปรี่เข้ามาหาสองหนุ่ม พูดอย่างร้อนใจ “น้านึกว่าจะมาไม่ทันคุณกฎเสียแล้ว”
“มีอะไรเหรอน้าชวน”
“ก็เรื่องที่คุณดาวโดนยิงนั่นแหละค่ะ”
“น้าชวนรู้อะไรมาเหรอครับ”
“น้ามั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือแม่ผู้หญิงใจร้ายนั่นแน่ๆ”
“ผู้หญิงใจร้าย ใครกันน้าชวน”
ชวนชมเล่าเหตุการณ์วันที่ผดาชไมมาระรานและจะทำร้ายละอองดาว เพราะต้องการให้เขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานกับกรกฎ แถมก่อนจะกลับยังลั่นวาจาอาฆาตมาดร้ายจะเอาถึงตาย ถ้าไม่ได้หนังสือฉบับนี้ภายในสองวัน
“คุณผดาชไมเคยขู่คุณดาวเอาไว้ แม่นั่นต้องเป็นคนจ้างไอ้สารเลวนั่นมายิงคุณดาวแน่ๆเลยค่ะ ทำไมหนอ หน้าตาก็สะสวย แต่ทำไมจิตใจถึงได้โหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าแกงกันได้ลงคอ”
กรกฎทั้งโกรธทั้งเครียด ยกมือขึ้นกุมขมับ “เป็นความผิดของฉันเองที่ไม่ได้บอกผดาชไมว่าดาวทำหนังสือปฏิเสธการแต่งงานมาให้แล้ว”
“ผดาชไมคงเข้าใจผิดคิดว่าคุณดาวไม่ทำหนังสือให้”
“แต่แม่นั่นก็ไม่มีสิทธิ์มาทำกับน้องสาวฉันอย่างนี้ ผดาชไม...ฉันไม่เคยนึกว่าเธอจะเลวได้ขนาดนี้ สารเลว!”
กรกฎโกรธจัดเดินอาดๆออกไป ธัชชัยร้องถามว่าจะไปไหนก็ไม่ฟัง
ชวนชมมองตามสองหนุ่มที่เดินตามกันไป...
คิดว่าครั้งนี้คุณหนูของตนคงตาสว่างเสียที
ooooooo
หลังจากกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุขมาตลอดวันและคืนเพราะสมพงษ์หายเงียบไป...สายวันต่อมางามตาเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็แทบช็อก
กรีดร้องลั่นบ้านจนผดาชไมวิ่งมาถามแม่ว่าเป็นอะไร ร้องซะตกอกตกใจหมด
“แกดูนี่สิ ดูข่าวนี่” งามตาลนลานยื่นหนังสือพิมพ์ให้ลูกสาว
ผดาชไมคว้ามันมาดูแล้วตกใจไม่แพ้กัน อ่านข้อความในข่าวนั้นด้วยท่าทีร้อนรน
“นังละอองดาวถูกลอบยิงบาดเจ็บสาหัส คนร้ายโดนปืนลั่นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ...มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง นังละอองดาวมันรอด! โอ๊ย...มันพลาดได้ยังไงเนี่ย”
ยามนี้งามตาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญเสียใจต่อการสูญเสียผัวหนุ่ม “สมพงศ์...ทำไมเธอถึงได้อายุสั้นอย่างนี้ เมื่อวานยังเห็นกันอยู่หลัดๆ ไม่น่าเลย ฮือๆๆ แล้วฉันจะอยู่กับใคร”
“แม่! จะร้องไห้คร่ำครวญไปทำไม”
“ผัวตายทั้งคน แกจะให้แม่หัวเราะเหรอวะ จะชั่วจะดีเขาก็เป็นผัวแม่”
“นายสมพงศ์ตายซะได้ก็ดี”
งามตาไม่พอใจ จ้องหน้าถามลูกสาวว่าพูดแบบนี้ได้ยังไง
“ก็ถ้ามันรอด โดนตำรวจจับได้ เราสองคนก็ซวยน่ะสิแม่ มันต้องซัดทอดมาถึงเราแน่ๆ”
งามตาหยุดกึก คิดตามก็เห็นจริง แต่ถึงยังไงตัวเองก็เสียใจร่ำไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ขณะที่ผดาชไมเอาแต่เคียดแค้น ผิดหวังที่ละอองดาวดวงแข็งยังอยู่่เป็นเสี้ยนหนามตำใจตน
ooooooo
ด้านกรกฎที่รีบร้อนออกจากโรงพยาบาล เขากลับมาเอาปืนที่บ้านโดยมีธัชชัยตามติดมาห้ามปราม
“กฎ...แกบ้าไปแล้วเหรอวะ”
“นังปิศาจนั่นมันจะฆ่าละอองดาว ฉันก็จะฆ่ามันเหมือนกัน”
“แต่มันยังไม่มีหลักฐานว่าผดาชไมเป็นคนบงการนะกฎ”
“ฉันเชื่อน้าชวน...น้าชวนเลี้ยงฉันมา เขาไม่เคยโกหกฉัน”
“มันก็แค่คำบอกเล่า คำขู่ของผดาชไม แกเข้าใจมั้ย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า...ส่งปืนมาให้ฉัน”
“ไม่! ไอ้สารเลวนั่นมันตายไปแล้ว มันยากที่จะสาวไปถึงตัวการ กฎหมายเอาผิดนังแพศยาไม่ได้ แต่ฉันนี่แหละจะจัดการกับมันเอง มันต้องชดใช้ความเลวของมัน”
“อย่าทำอะไรบ้าๆนะไอ้กฎ มีสติมั่งสิวะ เอาปืนมาให้ฉัน”
กรกฎถือปืนยืนนิ่ง ธัชชัยตัดสินใจกระชากปืนมาอย่างเร็วก่อนจะเตือนสติ
“ฉันไม่มีวันปล่อยให้แกทำอะไรโง่ๆ คิดสิวะ ใช้สมองของแกคิด เรื่องมันผ่านไปแล้ว แกจะแลกชีวิตของแกกับผู้หญิงอย่างผดาชไมงั้นเหรอวะ ถ้าแกต้องติดคุกหรือเป็นอะไรไป คุณดาวจะอยู่ยังไง”
กรกฎคิดตามอย่างที่ธัชชัยเตือน สักครู่ก็อ่อนลง
“ขอบใจเพื่อนที่เตือนสติ แต่ยังไงฉันก็ต้องไปดูหน้าผู้หญิงใจชั่วนั่นให้ได้”
“โอเค ฉันจะขับรถให้แกเอง”
ในขณะที่สองหนุ่มกำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่บ้าน
ผดาชไม...เป็นเวลาเดียวกับสดายุพาเสด็จฯมาเยี่ยมละอองดาวที่โรงพยาบาล หญิงสาวเพิ่งรู้จากสดายุว่ากรกฎให้เลือดและช่วยเธอรอดพ้นกระสุนปืนอีกนัดจากคนร้ายด้วย
เมื่อธัชชัยกับกรกฎไปถึงบ้านผดาชไม ปรากฏว่าเธอไม่อยู่ มีแต่งามตาคนเดียวที่เฝ้าบ้าน งามตาจวนตัวหลบไม่ทันจำต้องเผชิญหน้าบอกสองหนุ่มว่าคุณฮันนี่ไม่อยู่
“ไปไหน” กรกฎถามเสียงแข็ง
“คุณผู้หญิงไม่ได้สั่งเอาไว้ค่ะ ฉันเป็นแม่บ้านมารับจ้างทำงานบ้าน ไปเช้าเย็นกลับ คุณเขาจะไปไหนมาไหน ฉันก็ไม่กล้าเซ้าซี้ถามหรอกค่ะ”
ธัชชัยมองสำรวจรอบบ้าน เชื่อว่าผดาชไมไม่อยู่จริงจึงชวนกรกฎกลับ...พอสองหนุ่มคล้อยหลัง งามตาคิดฟุ้งซ่านจนลนลาน คาดเดาอย่างวิตกกังวล
“หรือว่าคุณกรกฎจะรู้แล้วว่าเป็นฝีมือแก ตายแล้ว! นังหนูเอ๊ย ขาเหยียบเข้าไปในคุกข้างหนึ่งแล้วนะโว้ย ตายๆๆ เอาไงดีวะ โอ๊ย! เวรกรรมอะไรของฉันวะเนี่ย”
ooooooo
ชลทิชาทราบข่าวร้ายของละอองดาวจากท่านชาย สดายุ จึงชวนเริงใจมาเยี่ยมเพื่อนรักและสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับพูดถึงผู้อยู่เบื้องหลังอย่างโกรธแค้น
เริงใจคาดว่าเป็นผดาชไมเพราะละอองดาวไม่มีศัตรูที่ไหน แต่ละอองดาวไม่อยากให้คาดเดาไปเอง ขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ
ฝ่ายกรกฎกับธัชชัยที่ไม่เจอผดาชไมที่บ้าน
ก็ตระเวนไปหาตามบ้านเพื่อนและร้านประจำที่เธอเคยไปบ่อยๆ แต่ไม่เจอสักแห่ง
แต่แล้วกรกฎนึกได้ว่ายังมีอีกแห่งที่ผดาชไมอาจไปอยู่ที่นั่น จึงบอกทางให้ธัชชัยขับรถไปบ้านพักตากอากาศที่ผดาชไมซื้อไว้ ซึ่งเธอเคยบอกกรกฎว่าชอบที่นี่มาก
ปรากฏว่าผดาชไมอยู่ที่นี่จริงๆ แต่ไม่ได้อยู่คนเดียว เธอมาเที่ยวกับพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ที่ยังอยู่ในห้องนอน ส่วนเธอออกมานั่งรอที่ห้องรับแขก เมื่อเห็นกรกฎกับธัชชัยก้าวเข้ามา ผดาชไมตะลึงครู่หนึ่งก่อนจะสวมหน้ากาก
ยิ้มระรื่นลุกไปกอดแขนแฟนหนุ่ม
“กฎคะ เล่นมาเงียบๆดาตกใจหมดเลย คิดถึงกฎจังเลยค่ะ ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน คิดทึ้งคิดถึง”
กรกฎสะบัดผดาชไมเซถลาแล้วด่าซ้ำ “เลิกเล่นละครซะที มารยาสาไถยเก่าๆของเธอมันใช้ไม่ได้ผลแล้ว”
“กฎ! นี่มันอะไรกันคะ”
“หยุดอยู่ตรงนั้นนะผดาชไม สิ่งที่ฉันเสียใจที่สุดและไม่มีวันให้อภัยตัวเองก็คือการที่ฉันคบหากับเธอตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้าย นี่คือสิ่งที่ฉันพลาดที่สุดในชีวิต”
“นี่คุณกำลังพูดเรื่องอะไร ดาไม่เข้าใจ”
“อย่ามาแกล้งโง่ ผู้หญิงร้อยเล่ห์มารยาอย่างเธอ มีหรือจะไม่เข้าใจ”
“คุณต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ มาถึงก็ด่าดาปาวๆ พูดมาตรงๆดีกว่าดาทำผิดอะไร”
“จนถึงขนาดนี้ยังไม่รู้จักสำนึกในสิ่งเลวๆที่ตัวเองทำ ฉันจะบอกอะไรให้ ละอองดาวเขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานให้ฉันแล้ว แต่ฉันไม่ได้บอกเธอ เธอโกรธแค้นดาวมากใช่มั้ย ถึงได้จ้างคนไปยิงเขา”
“ไม่นะ ดาไม่รู้เรื่อง”
“ยังกล้าโกหกหน้าด้านๆ คงคิดสินะว่าตำรวจจะสาวมาถึงเธอไม่ได้เพราะไอ้ฆาตกรชั่วที่เธอจ้างมันตายไปแล้ว กฎหมายยังเอาผิดเธอไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรมไม่ละเว้นเธอแน่ ปิศาจชั่วร้ายใจคอโหดเหี้ยมอย่างเธอจะต้องได้รับผลแห่งกรรมชั่วที่เธอก่อไว้อย่างสาสม...นังคนสารเลว!”
“มันจะมากไปแล้วนะ คำก็เลว สองคำก็เลว...ผู้ชายไม่เอาไหนอย่างคุณมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าผู้หญิงอย่างฉันหรอก...ใช่! ฉันนี่แหละที่จ้างคนไปยิงนังละอองดาว ก็เพราะมันเป็นตัวมารไงล่ะ มันแย่งทุกอย่างไปจากฉัน คุณเองก็หลงมันจนโงหัวไม่ขึ้น ช่วยไม่ได้ มันบังคับให้ฉันต้องทำอย่างนี้ ถ้าคุณอยากจับฉันเข้าคุกก็เอาสิ หาหลักฐานมาให้ได้”
ผดาชไมโกรธจนหลุดปากพูดความจริงออกมา กรกฎกับธัชชัยต่างก็ชะงักกับสิ่งที่ได้ยิน
“ไหนๆเรื่องก็มาถึงขนาดนี้แล้ว ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญ เผื่อคุณจะฉลาดขึ้นมาบ้าง...กรกฎ เบ็ญจรงค์ คุณไม่ใช่ผู้ชายที่วิเศษที่ผ่านมาในชีวิตฉันหรอก คนอย่างคุณน่ะเหรอ ก็แค่โชคดีที่เกิดมาในตระกูลรวย มีหน้ามีตาในสังคม แต่ก็เอาดีไม่ได้ เที่ยวสำมะเลเทเมา งานการไม่ทำ ที่จริงนังละอองดาวกับคุณก็เหมาะสมกันดีนะ นังผู้หญิงชั้นต่ำไม่มีหัวนอนปลายเท้ากับผู้ชายสวะๆ”
“นังแพศยา!!” กรกฎโกรธจนฟิวส์ขาดตบหน้าผดาชไมดังฉาด
“ไอ้บ้า! แกกล้าตบฉันเหรอ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย ไอ้เลว....กรี๊ดดดดดด”
ผดาชไมพุ่งเข้าทุบตีเขาไม่ยั้ง กรกฎปัดป้องและผลักไสพร้อมกับประกาศตัดขาด
“เลวสิ้นดี! ไปให้พ้นจากชีวิตฉัน เราจบสิ้นกัน นับจากวินาทีนี้เธอกับฉันไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก” “ตบหน้าฉันแล้วจะเดินออกไปง่ายๆเหรอ ฉันไม่ยอม!”
ผดาชไมพุ่งเข้าไปกระชากกรกฎ ทั้งตบทั้งตีเขาด้วยแรงแค้น กรกฎยกมือขึ้นปัดป้องและเงื้อมือจะตบ แต่ต้องชะงักกับเสียงตวาดของพูนสวัสดิ์ที่ออกมาพร้อมปืนในมือ
“เฮ้ย! หยุดนะ รังแกผู้หญิงเหรอวะ ออกไปให้หมด ไปสิวะ”
“พูดกันดีๆก็ได้พ่อเลี้ยง ทำไมต้องใช้ปืนด้วย” ธัชชัยร้องบอกด้วยท่าทีไม่พอใจ...ส่วนกรกฎจะเดินเข้าไปหา
“หยุด! ถ้าเข้ามาอีกก้าวเดียวฉันยิงแกไส้แตกแน่”
สองหนุ่มมองหน้ากันก่อนตัดสินใจรุมเล่นงานพูนสวัสดิ์เพื่อแย่งปืน ซึ่งใช้เวลาไม่นานธัชชัยก็แย่งปืนมาได้
“อย่าใช้ความรุนแรงดีกว่าพ่อเลี้ยง ลูกผู้ชายคุยกันสองคำก็รู้เรื่องแล้ว” ธัชชัยปลดกระสุนปืนออกแล้วโยนทิ้ง
“พวกคุณต้องการอะไร” พูนสวัสดิ์ถามเสียงแข็ง
“ผมก็แค่มาดูหน้านังคนใจชั่วที่มันจ้างคนไปยิงละอองดาวน้องสาวผม”
พูนสวัสดิ์ชะงัก มองผดาชไมอย่างไม่อยากเชื่อ
“ขอบใจนะพ่อเลี้ยงที่เข้ามารับตำแหน่งสามีของผู้หญิงคนนี้แทนผม เขาว่าเมื่อใดที่เราถอยจากความชั่ว จะทำให้เราตาสว่าง การถอยจากหญิงชั่วก็ทำให้ผู้ชายตาสว่างได้เช่นกัน ผมลาล่ะ ขอโทษด้วยถ้ามีอะไรรุนแรงกันไปบ้าง...ลาก่อนผดาชไม ฉันถอยจากชีวิตเธอแล้ว แต่กฎแห่งกรรมไม่ถอยแน่”
กรกฎกับธัชชัยพากันออกไป พูนสวัสดิ์หันมาจ้องผดาชไม พูดใส่หน้าว่าเราคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก จากนั้นก็เดินเข้าห้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ผดาชไมตามมาถามเขาว่าจะไปไหน
“ผมจะกลับ”
“อะไรกัน เราเพิ่งมาถึงเมื่อบ่าย ยังไม่ได้เที่ยวกันเลยจะรีบกลับทำไมล่ะคะ”
“ผมจะกลับคนเดียว ส่วนคุณก็อยู่ต่อไปสิ มันคนละคนกันนี่”
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ”
“ฮันนี่! ผู้หญิงที่ฉลาดจริงเขาต้องแกล้งโง่ ไม่ใช่คอยคิดว่าผู้ชายโง่กว่าตัวเอง คุณคิดว่าผมโง่ที่ตามคุณไม่ทัน คุณคิดผิด! ผมรู้ว่าคุณแอบติดต่อกับไอ้หมอนั่นมาตลอดทั้งๆที่คุณก็นอนกับผมแทบทุกวัน คุณจ้างคนไปยิงละอองดาวก็เพราะคุณหึง คุณต้องการแต่งงานกับกรกฎก็เพราะคุณหวังมรดกเป็นหมื่นล้านของเขา”
“ไม่จริงนะคะพ่อเลี้ยง คุณกำลังเข้าใจดาผิด ดารักคุณ”
“คุณรักเงินของผมต่างหาก คุณไม่เคยรักผมเลย คุณเห็นผมเป็นแค่ตัวเลือก ที่เมื่อคุณพลาดจากกรกฎ คุณก็จะหันมาเกาะผม”
“ไม่ใช่นะ ดารักพ่อเลี้ยง คุณก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าดาเลิกกับกฎแล้ว”
“มันสายไปแล้วฮันนี่ ผมอ่านเกมคุณขาดแล้ว เราไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก”
พูนสวัสดิ์คว้ากระเป๋า ผดาชไมรีบบีบน้ำตาเข้ามากอดอ้อนวอน
“อย่าทำแบบนี้นะคะพ่อเลี้ยง ดารักคุณ อย่าทิ้งดาไป”
พูนสวัสดิ์ไม่สนใจ เหวี่ยงเธอกระเด็นไปที่เตียง “ไปให้พ้น! คุณมันน่ารังเกียจ ผมขยะแขยงผู้หญิงอย่างคุณเต็มทีแล้ว ใจคอคุณมันโหดเหี้ยมถึงขนาดฆ่าคนได้ ถ้าตำรวจสาวมาถึงตัวคุณ บริษัทผมต้องเดือดร้อนแน่
มีแต่พังกับพัง ผมจะฉีกสัญญานักร้องที่คุณเซ็นไว้ให้เร็วที่สุด”
“คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้ ฉันไม่ยอม!” ผดาชไมกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง คว้าหมอนปาไล่หลังพูนสวัสดิ์และหันมาหยิบฉวยสิ่งของใกล้มือขว้างทิ้งแตกกระจายระบายอารมณ์
ooooooo
กรกฎกลับถึงบ้านใกล้ค่ำ ทบทวนเรื่องราวระหว่างตนเองกับผดาชไมด้วยความหดหู่ เสียใจ
หลังจากปรับสภาพจิตใจได้บ้างแล้ว กรกฎนำดอกไม้ไปเยี่ยมละอองดาวในคืนนั้น ชวนชมซึ่งเฝ้าคนป่วยอยู่ร้องทัก
“อ้าวคุณกฎ ทำไมมามืดๆค่ำๆล่ะคะ”
“ฉันอยากเอาดอกไม้มาเยี่ยมดาว” เขาวางช่อดอกไม้ไว้บนโต๊ะแล้วเดินมาชะโงกมองคนป่วยที่เตียง “หลับปุ๋ยเลย”
“คุณกฎมีธุระอะไรกับคุณดาวหรือเปล่าคะ น้าจะได้ปลุกคุณดาวให้”
“ไม่มีอะไร ไม่ต้องปลุก ปล่อยให้ดาวนอนเถอะ นอนพักมากๆจะได้หายเร็วๆ”
ความจริงละอองดาวไม่ได้หลับ แต่แกล้งหลับตาตั้งแต่กรกฎเข้ามา นอนฟังการสนทนาของสองคน
“ดูคุณกฎเป็นห่วงคุณดาวมากนะคะ”
“ดาวต้องมาเจ็บตัวก็เพราะฉัน ฉันทำผิดมาตลอด พลาดมาตั้งแต่แรก ฉันสงสารดาวเหลือเกิน ถ้าแลกความเจ็บปวดได้ หรือแม้กระทั่งชีวิต ฉันก็ยินดีที่จะแลก ไม่ลังเลเลยสักนิด...ละอองดาวเป็นหนึ่งในสี่สิ่งที่คุณพ่อท่านรักและห่วงใยที่สุด ฉันอยากเห็นเขามีแต่ความสุข ฉันต้องปกป้องดูแลเขาด้วยชีวิต”
“โถ...คุณกฎ” ชวนชมครางเสียงแผ่ว...ละอองดาวแอบน้ำตาซึมซาบซึ้งใจในความปรารถนาดีของกรกฎ
“ฉันกลับล่ะน้าชวน ดูแลดาวดีๆนะ ถ้าดาวอาการไม่ดีหรือมีอะไรผิดปกติรีบโทร.หาฉันนะ”
ชวนชมรับคำ กรกฎจะเดินออกไป ละอองดาวตัดสินใจเรียกไว้
“เดี๋ยวค่ะคุณกรกฎ”
“ตื่นแล้วเหรอ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวน พี่ขอโทษ”
“ขอบคุณนะคะ”
“ขอบคุณพี่เรื่องอะไร”
“คุณช่วยชีวิตดิฉันไว้ คุณให้เลือดดิฉัน ถ้าไม่ได้คุณดิฉันคงเสียชีวิตไปแล้ว ดิฉันเป็นหนี้ชีวิตคุณ”
กรกฎจับมือละอองดาว เช็ดน้ำตาที่ไหลเอ่อออกมาให้อย่างอ่อนโยน
“อย่าขี้แยสิ อย่าคิดมากด้วย เราเหลือกันแค่สองคนพี่น้องนะ เราไม่มีคุณพ่อแล้ว พี่ต้องเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้กับดาว...นอนเถอะคนดี”
กรกฎห่มผ้าให้ละอองดาวอย่างนุ่มนวล ชวนชมจับตามองคนทั้งคู่ด้วยความปลาบปลื้มยินดี
ooooooo
ผดาชไมโดดเดี่ยวเดียวดาย หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โกรธ ผิดหวัง แค้น...ทุกอารมณ์สุมอยู่ในอกแทบระเบิด เหวี่ยงกระเป๋าทิ้งไปที่โซฟาแล้วกรีดร้องโวยวาย
“ฉันอยากจะบ้า! ทำไมมันเป็นอย่างนี้ไปได้ ...เพราะแกคนเดียวนังละอองดาว แกทำลายชีวิตฉันจนย่อยยับ กฎรู้ความจริงหมดแล้ว ไอ้พ่อเลี้ยงมันก็สลัดฉันทิ้ง ฉันไม่เหลืออะไรเลย ทั้งผู้ชาย ทั้งมรดกนั่น โอ๊ย! ทำไมมันถึงได้ซวยอย่างนี้”
รุ้งเพชรกับสกุนตลาเข้ามาได้ยินเสียงกรีดร้องของผดาชไมก็สะดุ้งตกใจ ถามเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นอะไร?
ผดาชไมพยายามระงับอารมณ์แต่สีหน้ายังบึ้งตึง ถามเกือบตวาดสองสาวว่ามาทำไม?
“อารมณ์ไม่ดีเหรอจ๊ะ ทะเลาะกับคุณกฎมาล่ะสิ”
“อย่ามายั่วนะสกุนตลา ฉันกำลังบ้า!”
สกุนตลาเห็นผดาชไมโกรธทำตาดุใส่ก็ผงะ รุ้งเพชรก็สีหน้าไม่ดีนัก ทำใจดีสู้เสือถามผดาชไมว่า
“เธอหายไปไหนมา ฉันโทร.มาตั้งหลายครั้งก็ไม่มีคนรับ แวะมาตั้งหลายหนก็ไม่อยู่”
“ฉันไปธุระ”
“พรุ่งนี้เธอมีคิวงานนะ นัดอัดแผ่นเสียงก่อนเที่ยง บ่ายสองมีถ่ายแบบที่สตูดิโอ แล้วก็งานแฟชั่นโชว์สองทุ่มจ้ะ”
“โอ๊ย! ยกเลิกไปให้หมด ฉันไม่มีอารมณ์จะทำงาน”
“เธอเป็นอะไร นี่มันงานที่เธอรักนะ ฉันยกเลิกไม่ได้หรอก แต่ละงานสำคัญๆทั้งนั้นเลย”
“ถ้ายกเลิกไม่ได้เธอก็ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก กลับไปได้แล้ว” จบคำก็สะบัดหน้าเดินฉับๆขึ้นบันไดไป ทิ้งให้สองสาวต่างงุนงงสงสัยว่าเพื่อนรักเป็นอะไร ทำไมถึงพาลกับพวกตนได้ถึงขนาดนี้
ครั้นสองสาวกลับไปแล้ว...งามตากลับเข้ามา เมื่อรู้เรื่องราวว่าลูกสาวไม่เหลือใคร กรกฎรู้ความจริงหมดแล้ว พูนสวัสดิ์ก็ทิ้งไป คนเป็นแม่สงสารลูกจับใจ ปลอบประโลมและสวมกอดกันทั้งน้ำตา
ooooooo
ในคืนเดียวกัน คำอินทร์กับพูนสวัสดิ์นั่งดื่มในคลับ สองคนเป็นเพื่อนกันมานาน แต่คำอินทร์เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าพูนสวัสดิ์แอบจีบผดาชไม
“แกตกข่าวได้ไงวะคำอินทร์”
“ฉันไม่เคยตกข่าวนะเพื่อน แต่ฉันไม่เคยสนใจพวกข่าวซุบซิบ ไอ้หมอนี่ร้ายไม่เบา เสือซุ่มนี่หว่า แอบตีท้ายครัวนายกรกฎ ไม่กลัวโดนตื้บเหรอวะเพื่อน”
“ใครจะกล้ากับพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์วะ แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้จักแม่นักร้องดังที่ชื่อฮันนี่แล้วว่ะ”
“หมายความว่ายังไงวะ”
“ก็จบไง เลิกกันแล้ว”
“อะไรของแกวะเนี่ย เพิ่งรู้ข่าวว่าแกแอบคั่วแม่นั่น ไม่กี่อึดใจจบข่าวแล้ว งงว่ะ ไปกันไม่ได้เหรอวะ หรือว่าแกแอบมีคนใหม่แล้วผดาชไมจับได้”
“แกเดาไม่ถูกหรอก ฉันต้องรีบสลัดแม่นั่นทิ้งก่อนที่บริษัทฉันจะเสียหายย่อยยับ”
“ฉันไม่เข้าใจว่ะ”
พูนสวัสดิ์หันมองรอบตัวก่อนจะพูดความลับให้คำอินทร์ฟัง “แกรู้ข่าวที่ละอองดาวน้องสาวบุญธรรมนายกรกฎถูกยิงใช่ไหม”
“รู้สิ ฉันกับเสด็จย่ายังไปเยี่ยมเขาเลย”
“ฟังแล้วเหยียบไว้นะคำอินทร์ นั่นแหละฝีมือยัยฮันนี่”
คำอินทร์อึ้ง แทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน...สองหนุ่มสนทนากันโดยไม่รู้ว่าเริงใจจับตามองจากมุมหนึ่ง
เริงใจมากับชลทิชา สังเกตเห็นสองคนนั้นคุยกันหน้าเครียด อยากรู้ว่าคุยอะไรกันก็เลยจ้องมองไม่วางตา ชลทิชาเพิ่งสังเกตจึงกระเซ้าเริงใจว่าที่แท้ก็แอบมองชายในฝัน
“จะบ้าเหรอชล บอกกี่ครั้งแล้วว่าฉันไม่ได้สนใจเขา”
“ย่ะ ฉันจะพยายามเชื่อ...แล้วผู้ชายคนนั้นใครน่ะ”
“พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์”
“เธอรู้จักเขาด้วยเหรอ”
“เคยเจอที่สนามกอล์ฟ ยัยงิ้วผดาชไมเคยควงอีตาพ่อเลี้ยงไปที่นั่น ท่าทางสนิทสนมกันมาก เกือบจะมีเรื่องกับคุณกรกฎ”
“ตายจริง! ทำไมยัยผดาชไมทำตัวแบบนี้นะ มีคุณกรกฎเป็นแฟนอยู่แล้วทั้งคน น่าเกลียดจริงๆ”
“ฉันกำลังสงสัยว่าอีตาคำอินทร์รู้จักกับพ่อเลี้ยงได้ยังไง”
“ก็เขาอยู่ในวงการบันเทิงเหมือนกัน ต้องรู้จักกันอยู่แล้ว...กลับกันรึยังนิด ชักง่วงแล้ว”
“เธอกลับไปก่อนได้ไหม”
“รู้นะ จะโฉบไปคุยกับคำอินทร์ล่ะสิ ตามสบายย่ะ อย่ากลับดึกนักล่ะ เป็นสาวเป็นแส้มันไม่งาม” พูดแล้วชลทิชาทำท่าจะหยิบเงินออกมาจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม เริงใจรีบห้าม ครั้งนี้ตนขอจ่ายเอง
ooooooo
หลังจากพูนสวัสดิ์แยกจากคำอินทร์ไปแล้ว เริงใจทำทีเข้ามาทักเขาและชวนคุยจิปาถะก่อนจะวกมาเรื่องพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์ ทำให้คำอินทร์แปลกใจว่าเธอรู้จักเพื่อนของตนคนนี้ด้วยหรือ
“เคยเจอที่สนามกอล์ฟน่ะ เขาควงผดาชไมไปที่นั่น พูดถึงยัยนี่แล้วโมโห ฉันเกลียดยัยบ้านี่จริงๆ เกลียดๆๆๆ เกลียดเข้ากระดูกดำ”
“ตรงไปรึเปล่า”
“ฉันก็เป็นคนตรงๆแบบนี้แหละ รักก็บอกว่ารัก เกลียดก็บอกว่าเกลียด”
“นี่ถ้าคุณรู้ว่าผดาชไม...” คำอินทร์ยั้งปากทัน พูดค้างไว้แล้วปิดท้ายว่า “คุณคงยิ่งเกลียดเขามากกว่านี้”
“ยัยนั่นทำไมคะ”
คำอินทร์นิ่งไป ทำให้เริงใจยิ่งสงสัย รบเร้าให้เขาพูดมา สัญญาว่าจะไม่เอาเรื่องที่เขาพูดไปขยายและจะไม่ทำให้เขาเดือดร้อน
ที่สุดคำอินทร์ก็ใจอ่อนยอมเล่าเรื่องความร้ายกาจของผดาชไมที่เพิ่งรู้จากพูนสวัสดิ์มาหยกๆ เริงใจได้ฟังก็เป็นเดือดเป็นแค้นแทนละอองดาว
“ฉันนึกแล้วว่าผดาชไมต้องเป็นตัวการจ้างคนไปยิงแตน แม่นั่นเคยไประรานเพื่อนฉันถึงที่บ้าน แม้แต่วันงานประสูติของท่านชายสดายุ แม่นั่นก็ยังแอบไปเล่นงานแตน ยังดีที่ฉันกับยัยชลไปช่วยเอาไว้ได้ทัน”
“ผมเองก็นึกไม่ถึงว่าผดาชไมจะร้ายกาจขนาดนี้”
“ฮึ! เรื่องเลวๆขอให้บอกเถอะ ยัยงิ้วนั่นถนัดนัก แตนก็ดีเกินไป ถ้าเป็นฉันล่ะก็...ยัยผดาชไมไม่ได้ลอยหน้าอยู่อย่างงี้หรอก”
“ผมชักกลัวคุณแล้วล่ะสิ”
“กลัวทำไม ฉันดุเหรอ ก็แค่เป็นคนไม่ยอมคน ฉันรู้นะว่าคุณก็เคยจีบแม่ผดาชไม”
“ก็แค่เคย แต่พอรู้ไส้รู้พุงขนาดนี้แขยงแล้วล่ะ...เพลงกำลังเพราะเลย ไปเต้นรำกันมั้ย”
เริงใจปลื้มที่ชายหนุ่มเชิญชวน แต่แอบลีลาเล่นตัวถามว่า “จะดีเหรอคะ”
“งั้นก็กลับ”
“บ้า! ฉันไม่ได้ปฏิเสธซะหน่อย”
ขณะออกไปเต้นรำกัน คำอินทร์พูดกระเซ้าเริงใจว่า “จะเหยียบเท้าผมอีกรึเปล่า”
“ไม่หรอก วันนี้ฉันจะไม่แกล้งคุณ”
“คุณเป็นผู้หญิงที่แปลก”
“ยังไงเหรอคะ”
“ก็ตรงไปตรงมา คิดยังไงก็พูดอย่างงั้น ไม่เสแสร้ง ไม่ปรุงแต่งเหมือนผู้หญิงบางคน”
“แต่ผู้หญิงอย่างฉัน ผู้ชายไม่ชอบ”
“คุณรู้ได้ยังไง” เขายิ้มกริ่ม จ้องตาเธออย่างมีความหมาย เล่นเอาเริงใจหวั่นไหวเขินอายจนหน้าแดง
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้นกรกฎมาเฝ้าเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ที่วังนพดล โดยมีท่านชายสดายุอยู่ด้วย
“กราบแทบพระบาทเสด็จฯพะยะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งในน้ำพระทัยของใต้ฝ่าพระบาทที่ทรงรักและเมตตาน้องสาวของกระหม่อม ทรงรับสั่งกับคุณหมอและพยาบาลให้ดูแลละอองดาวเป็นอย่างดี อีกทั้งยังทรงห่วงเรื่องความปลอดภัย ส่งมหาดเล็กไปคอยคุ้มกันด้วย”
“ไหว้พระเถอะพ่อคุณ ละอองดาวเป็นคนของฉัน น้องสาวคุณดูแลเอาใจใส่ฉันดีมากเหลือเกิน เมื่อยามเขาเดือดร้อนฉันต้องตอบแทนน้ำใจดูแลเขาให้ดีที่สุดเช่นกัน คุณกรกฎ...ฉันจะขออะไรคุณสักอย่างได้ไหม”
“ทรงรับสั่งเถิดพะยะค่ะ”
“ทันทีที่หมออนุญาตให้ละอองดาวออกจากโรงพยาบาล ฉันอยากให้ละอองดาวมาอยู่กับฉันเสียที่นี่เพื่อความปลอดภัย จนกว่าตำรวจจะจับคนที่มันว่าจ้างคนร้ายมาลงโทษได้”
กรกฎพูดไม่ออกเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าผดาชไมเป็นตัวการว่าจ้างคนร้าย เสด็จฯเห็นชายหนุ่มนิ่งเงียบไปก็สงสัย
“มีอะไรหนักใจหรือเปล่า”
“ไม่มีพะยะค่ะ เป็นบุญของน้องสาวกระหม่อมเหลือเกินที่เสด็จฯทรงเมตตาและห่วงใยเธอมากขนาดนี้”
“งั้นก็ตกลงตามนี้นะ ฉันจะได้หมดห่วง”
“พะยะค่ะ”
“แล้วนี่ทางตำรวจเขาว่ายังไงบ้าง สืบไปถึงไหนแล้ว”
“ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลยกระหม่อม”
“มันก็หาหลักฐานยากที่จะสาวไปถึงคนว่าจ้าง เพราะคนร้ายมันก็ตายไปแล้ว...แล้วเช้านี้แกไปเยี่ยมน้องสาวมาหรือยัง”
“ยังเลยกระหม่อม ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมหลังจากกลับที่นี่กระหม่อม” ตอบท่านชายสดายุแล้วกรกฎหันไปกราบลาเสด็จฯ “หมดธุระของกระหม่อมแล้วพะยะค่ะ ยังไงกระหม่อมขอทูลลาพะยะค่ะ”
“โชคดีนะพ่อคุณ”
กรกฎกลับไปแล้ว แต่ท่านชายสดายุยังอยู่ดูแลเสด็จฯ เพราะลางานไว้หนึ่งสัปดาห์เพื่อมารับใช้ถวายงานท่านป้าในช่วงที่ละอองดาวไม่อยู่
ooooooo
สายวันเดียวกัน อรรถวาทีมาเยี่ยมละอองดาวที่อาการดีขึ้นตามลำดับ ไม่ต้องให้น้ำเกลือแล้ว ส่วนชวนชมก็มาดูแลละอองดาวอย่างใกล้ชิด
“ขอบคุณคุณอรรถมากนะคะที่กรุณามาเยี่ยม”
“เคราะห์ร้ายมันผ่านไปแล้ว ขอให้หายไวๆนะครับ มีแต่เรื่องดีๆเข้ามา”
“ขอบคุณค่ะ”
“เมื่อเช้าผมโทร.ไปที่ตึกคุณกฎ เจ้ายอดรักบอกว่าคุณกฎออกไปข้างนอกไม่รู้ว่าไปไหน มีธุระจะคุยกับคุณกฎนิดหน่อยเลยอด” พูดขาดคำกรกฎเปิดประตูเข้ามาพอดี อรรถวาทีร้องทัก “อ้าว พูดถึงไม่ทันไรได้เห็นหน้าแล้ว ตายยากจริงๆพ่อคุณ”
“สวัสดีครับคุณอรรถ มาเยี่ยมดาวเหรอครับ”
“ใช่ครับ เจอหน้าคุณก็ดีแล้ว ผมมีเรื่องจะเตือนคุณกฎ”
“เรื่องอะไรเหรอครับ”
“นี่ก็ครบกำหนดสามปีแล้ว ผมเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้พร้อมแล้วนะ คุณกฎสะดวกเมื่อไหร่เข้าไปเซ็นรับมรดกหมื่นๆล้านของคุณได้เลย ยินดีด้วยนะครับ”
“ขอบคุณครับคุณอรรถ แล้วผมจะโทร.ไปนัดล่วงหน้านะครับ”
“ครับ...ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวกลับไปทำงานนะครับ”
กรกฎกับละอองดาวยกมือไหว้อรรถวาที ชวนชมมองคนโน้นทีคนนี้ทีแล้วทำเนียนเดินตามทนายประจำตระกูลเบ็ญจรงค์
“น้าชวนจะไปไหนคะ”
“ไปส่งคุณอรรถค่ะคุณดาว เดี๋ยวมา”
ชวนชมเดินจ้ำอ้าวตามอรรถวาทีออกไป...ที่แท้ชวนชมต้องการเปิดโอกาสให้กรกฎกับละอองดาวอยู่ด้วยกันตามลำพังนั่นเอง
กรกฎเล่าให้ละอองดาวฟังว่าตนไปวังนพดลมา ไปกราบขอบคุณเสด็จฯ ที่ท่านกำชับหมอให้ดูแลรักษาเธอเป็นอย่างดี แถมยังส่งมหาดเล็กมาคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้อีก
“ดิฉันตระหนักและซาบซึ้งในน้ำพระทัยของเสด็จฯท่านเหลือเกิน...ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะคุณกรกฎ”
“ยินดีเรื่องอะไรเหรอ”
ก็เรื่องที่คุณจะรับมรดก ได้เป็นมหาเศรษฐีตัวจริงเสียทีไงคะ”
“เธอยินดีมากเหรอ”
“แน่นอนค่ะ แล้วดิฉันก็ยินดีกับตัวเองด้วย เพราะดิฉันหมดการเป็นภาระที่เป็นลูกตุ้มคอยถ่วงคุณแล้ว รู้สึกโล่งอกที่โซ่ตรวนที่มันผูกข้อมือของดิฉันกับคุณไว้ มันได้ถูกแก้ออกแล้ว”
“เธอก็จะได้ไปตามหนทางอิสระของเธอซะที”
“ใช่ค่ะ เช่นเดียวกับคุณเหมือนกัน”
“แล้วเธอจะไปไหนต่อไป วางอนาคตเอาไว้หรือยัง”
“ยังค่ะ”
“เธอยังจะเป็นน้องสาวพี่อยู่ตามเดิมหรือเปล่า”
“มันอยู่ที่คุณกรกฎเองต่างหาก ยังถือว่าดิฉันเป็นน้องสาวอยู่มั้ย”
กรกฎนิ่งไปครู่ แล้วปรับสีหน้ายิ้มแย้ม “เสด็จฯท่านรับสั่งกับพี่ว่าถ้าดาวหายดีแล้วจะให้ไปอยู่ที่วังนพดลกับท่าน เธอจะว่ายังไง”
“ท่านทรงเป็นนายจ้างที่ดิฉันทำงานอยู่ด้วย ทรงต้องการยังไงดิฉันก็ต้องปฏิบัติตามค่ะ”
กรกฎรู้สึกใจหายแต่ฝืนยิ้มถามว่า “พี่ลืมไปแล้ว ดาวได้เงินเดือนจากเสด็จฯท่านเท่าไหร่”
“สองหมื่นค่ะ”
“ถ้างั้นพี่จะจ้างเธอเดือนละสองแสน มาทำงานกับพี่ซะ”
“ถึงแม้เสด็จฯจะจ้างดิฉันเดือนละสองหมื่น ซึ่งน้อยกว่าที่คุณจะจ้างสิบเท่า แต่น้ำพระทัยเมตตาของท่านที่มีต่อดิฉันสูงค่ากว่าที่จะตีราคาใดๆได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันไม่สามารถจะลาออกจากท่านได้อย่างเด็ดขาด เว้นแต่ท่านจะทรงไม่ต้องการเองค่ะ”
“พี่ล้อเล่นน่ะ พี่รู้ว่าดาวไม่ยอมลาออกจากเสด็จฯท่านแน่ๆ พี่เห็นด้วยว่าดาวควรจะอยู่กับท่าน รับใช้ฉลองพระบาทท่านให้สมกับที่ท่านเมตตาเธอ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าการไปทำงานและอยู่กับเสด็จฯที่วัง จะทำให้เราต้องขาดภาวะการเป็นพี่น้องกันนะ”
ละอองดาวไม่พูด แต่ยิ้มบางๆ พยักหน้ารับน้อยๆ
ooooooo
ผดาชไมเก็บตัวอยู่บ้านทั้งที่เบื่อและเซ็ง พอลงจากชั้นบนมาเห็นรุ้งเพชรกับสกุนตลานั่งรอก็ตีหน้ายักษ์ใส่ พูดเสียงแข็งว่า
“มาทำไมกันอีก ก็บอกแล้วไงว่าช่วงนี้ฉันไม่มีอารมณ์ที่จะทำงาน”
“ดา...เธอมีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า บอกเพื่อนได้นะ”
“ใช่ ฉันกับรุ้งเป็นห่วงเธอมากนะ มีปัญหาอะไรก็บอกมาเถอะ เผื่อเราจะช่วยเธอได้บ้าง”
“ไม่มีใครช่วยฉันได้หรอก”
“ฉันโทร.ไปยกเลิกคิวงานให้เธอเรียบร้อยแล้วนะ เหลือแต่คิวอัดแผ่นเสียงที่บริษัทพ่อเลี้ยงน่ะ”
“ทำไม?”
“ก็เขาเป็นฝ่ายโทร.มายกเลิกเองน่ะสิ โปรดิวเซอร์แจ้งว่าพ่อเลี้ยงสั่งเปลี่ยนนักร้อง ให้เอานักร้องคนใหม่มาร้องเพลงของเธอ เห็นว่าจะดันนักร้องคนนี้ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของบริษัทด้วยนะ มันเกิดอะไรขึ้น ฉันงงไปหมดแล้ว”
“เขาทำถึงขนาดนี้เชียวเหรอ”
“รีบไปแต่งตัวเถอะดา ฉันว่าเธอควรจะเข้าไปคุยกับพ่อเลี้ยงให้รู้เรื่องนะ”
“ไม่จำเป็นต้องไปหรอก ผมมาแล้ว” เสียงพูนสวัสดิ์ ดังมาก่อนตัว
ทุกคนหันไปมองงงๆ ผดาชไมนิ่งงันทำอะไรไม่ถูก รุ้งเพชรเชิญพูนสวัสดิ์นั่ง แต่เขาปฏิเสธเพราะคงใช้เวลาไม่นาน แล้วบอกให้ผดาชไมเซ็นยกเลิกสัญญากับบริษัท สกุนตลากับรุ้งเพชรตกใจและไม่เข้าใจ มองกันเลิ่กลั่ก
ผดาชไมปัดเอกสารตรงหน้าด้วยความโมโห ประกาศลั่นว่า “ฉันไม่เซ็น ถ้าคุณจะให้ฉันเซ็นก็จ่ายมา 50 ล้าน”
“มันไม่มากไปหน่อยเหรอผดาชไม”
“แค่นี้มันไม่ทำให้บริษัทคุณเจ๊งหรอกมั้ง คุณยกเลิกสัญญา ฉันเป็นฝ่ายเสียหาย เพราะฉะนั้นคุณต้องชดใช้”
“คุณนี่มันร้ายกว่าที่ผมคิดไว้เยอะนะ ตกลงไม่เซ็นใช่มั้ย”
ผดาชไมปฏิเสธเสียงแข็ง พูนสวัสดิ์โกรธมากสวนทันควันว่า
“งั้นผมก็จะดองคุณไว้อย่างงี้แหละ เลิกโปรโมต ระงับการขาย ไม่ป้อนงาน ดูซิว่าคุณจะอยู่ได้ยังไง คุณไม่มีที่ยืนในวงการแล้วผดาชไม”
“แก...ไอ้บ้า ไอ้คนเจ้าเล่ห์ แกจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้ ที่ผมต้องทำอย่างนี้ก็เพราะคุณนั่นแหละ คุณหลอกผมมาตลอด ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อหวังกอบโกยทั้งชื่อเสียงและเงินทองจากผม ทั้งๆที่คุณไม่เคยมีใจให้ผมเลย และที่แย่กว่านั้น ผมรับไม่ได้ที่บริษัทผมจะมีนักร้องเป็นฆาตกร”
“ฆาตกร! นี่มันอะไรกันคะพ่อเลี้ยง”
“นี่คุณไม่รู้เหรอรุ้งเพชร ว่าเพื่อนคุณจ้างคนไปยิงละอองดาว”
“ไม่จริงใช่ไหมดา”
ผดาชไมโกรธจนตัวสั่น ปฏิเสธทั้งน้ำตา “ไม่จริง! อย่าไปเชื่อมัน มันโกหก”
“เซ็นซะ! แล้วส่งกลับไปที่บริษัทก่อนที่ตำรวจจะลากตัวคุณเข้าตะราง ส่งทางไปรษณีย์นะ เพราะผมไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีก ฆาตกรเลือดเย็นอย่างคุณมันเลวเกินกว่าที่ผมจะรับได้”
“ไอ้เลว! แกทำลายชีวิตฉัน” ผดาชไมกรีดร้อง ด่าทอและพุ่งเข้าตบหน้าพูนสวัสดิ์อย่างบ้าคลั่ง รุ้งเพชรกับสกุนตลาตกใจทำอะไม่ถูก
พูนสวัสดิ์ทั้งเจ็บทั้งโมโหจะตบผดาชไม ทันใด งามตาที่แอบดูอยู่ในครัววิ่งถือมีดเข้ามาเงื้อง่า สั่งให้เขาหยุด ถ้าเขาทำร้ายลูกสาวตน ตนแทงแน่
คำว่า “ลูกสาว” ทำให้ทุกคนชะงักงัน งามตาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ถือมีดขู่และไล่ทุกคนออกจากบ้านไป
คล้อยหลังทุกคน ผดาชไมร้องไห้โฮอย่างสุดกลั้น โผกอดแม่แล้วคร่ำครวญอย่างสิ้นหวัง
“แม่! หนูไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ ทำไมชีวิตหนูต้องเป็นแบบนี้”
ooooooo
คํ่าคืนนี้สดายุคาดคั้นกรกฎกับธัชชัยเรื่องคนจ้างวานคนร้ายไปยิงละอองดาวจนได้ความจริงว่าคือผดาชไม...สดายุคาดไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้จะร้ายกาจ ขนาดนี้
ขณะเดียวกัน กลุ่มเพื่อนชายและหญิงของผดาชไม ก็เพิ่งรู้เรื่องราวของผดาชไมจากปากรุ้งเพชรและสกุนตลา เพื่อนๆต่างวิพากษ์วิจารณ์ในทิศทางเดียวกันว่าไม่ชอบที่ผดาชไมโกหกว่าแม่ไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่ไปทำธุรกิจร้านอาหารอยู่อเมริกา
“โกหกเรื่องแม่ ฉันยังพอรับได้ แต่เรื่องผู้ชายนี่สิ มีคุณกรกฎอยู่แล้วทั้งคนยังแอบไปมั่วกับพ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์อีก น่าเกลียดที่สุด ฉันรับไม่ได้จริงๆ”
“เลิกคบ! ทำตัวแย่ขนาดนี้ สมแล้วที่โดนพ่อเลี้ยงฉีกสัญญา”
ข้อสรุปของเพื่อนๆทำให้รุ้งเพชรกับสกุนตลาใจหายวาบ แอบบ่นกันว่า
“เห็นมั้ย ฉันเตือนเธอแล้วว่าอย่าเล่าเรื่องยัยดาให้เพื่อนๆฟัง แล้วเป็นไง แต่ละคนไม่มีใครรับได้เลย”
“ฉันขอโทษ ก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้นี่นา นี่ยังดีนะที่ไม่บอกเรื่องที่ยัยดาจ้างคนไปยิงละอองดาวน่ะ”
เพื่อนๆเห็นรุ้งเพชรกับสกุนตลาแอบคุยก็สงสัย ถามว่าซุบซิบอะไรกัน รุ้งเพชรรีบยิ้มกลบเกลื่อน บอกว่าไม่มีอะไร...
เช้าวันถัดมา กรกฎนำกระเช้าดอกไม้ไปให้ละอองดาวที่โรงพยาบาล วางดอกไม้ข้างเตียงแล้วจับมือสองข้างของเธอพร้อมกับจ้องหน้า แย้มยิ้มแววตาเป็นประกาย
“ขอให้น้องสาวของพี่มีความสุขที่สุดในโลกเลย”
“ขอบคุณค่ะ คุณกรกฎ”
คาดไม่ถึง! กรกฎหอมแก้มละอองดาวอย่างรวดเร็ว หญิงสาวเขินอายหน้าแดง ท้วงเขาว่าไม่ควรทำแบบนี้
“พี่ชายหอมแก้มน้องสาวไม่ได้หรือ”
“มาแต่เช้าเลยนะคะ ก่อนน้าชวนอีก”
“พี่อยากเป็นคนแรกที่มาอวยพรวันเกิดให้ดาว”
“เอ่อ...ทำไมจ้องหน้าดิฉันแบบนั้นล่ะคะ”
“พี่เคยเห็นดาวสวยที่สุดในคืนที่ดาวไปงานวัน ประสูติท่านชายสดายุ แต่น่าแปลกที่พี่กลับเห็นดาวสวยมากที่สุดวันนี้ ดาวดูสวยสง่ามีราศีเหมือนเจ้าหญิงเลยนะ”
“ตลกค่ะ คนเจ็บจะดูมีสง่าราศีได้ยังไงคะ ขอบคุณนะคะที่ทำให้ดิฉันมีความสุขแต่เช้าเลย”
“นี่ดาววัยเบญจเพสแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ ครบยี่สิบห้าปีเต็มวันนี้”
“มิน่าล่ะ...เขาถึงว่าคนในวัยเบญจเพสมักจะมีเรื่องอะไรแปลกๆ ถ้าไม่ใช่ทางด้านร้าย ก็ด้านดี...ดาวผ่านเคราะห์ร้ายมาแล้ว พี่ขอให้ดาวมีแต่เรื่องดีๆเข้ามาในชีวิตนะ”
“ขอบคุณค่ะพี่ชาย”
“วันนี้วันเกิดดาว...ดาวลืมอะไรไปรึเปล่า”
“ลืมอะไรเหรอคะ”
“ก็ของขวัญที่คุณพ่อท่านฝากไว้ให้ดาวไงล่ะ”
“จริงด้วยค่ะ ดิฉันลืมสนิทเลย ต้องเอาใบรับของไปขอรับที่ธนาคาร” หยิบซองเอกสารใต้หมอนออกมา “นี่ไงคะใบรับ น้าชวนเอามาให้ตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว แต่จะไปรับได้ยังไง หมอก็ยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล”
“ไม่เห็นจะยากนี่ ดาวก็เซ็นมอบฉันทะให้พี่ พี่จะไปรับของให้ดาวเอง พี่ไม่ยักยอกของขวัญของดาวหรอกน่า สาบานให้ก็ได้”
“ดิฉันเกรงใจคุณต่างหากล่ะ”
ละอองดาวหยิบปากกาที่โต๊ะหัวเตียงมาเซ็น มอบฉันทะลงในใบรับของก่อนยื่นให้กรกฎพร้อมกระเซ้ายิ้มๆว่า
“อนุญาตให้เปิดของขวัญดูได้ แต่ห้ามยักยอกนะ”
“ไม่รู้ล่ะ ถ้าเจอของดี พี่ก็ต้องขอแบ่ง”
“ไม่ให้...”
“ขี้งก...โอเค พี่ไปล่ะ แล้วจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”
กรกฎออกไปแล้ว ละอองดาวรอลุ้น...อยากรู้เหลือเกินว่าคุณพ่อฝากของขวัญอะไรไว้ให้ตน
ooooooo
เมื่อกรกฎไปถึงธนาคารก็แจ้งความจำนงพร้อมกับยื่นซองเอกสารให้เจ้าหน้าที่
“น้องสาวผมป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล หมอยังไม่อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล เขาให้ผมมารับของแทนครับ”
เจ้าหน้าที่รับคำและเปิดซองตรวจดูเอกสารครู่หนึ่ง “กรุณารอสักครู่นะครับ”
กรกฎนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ เจ้าหน้าที่หายไปครู่เดียวจริงๆ ก็กลับมาพร้อมกล่องเซฟ
“นี่ครับ ของที่ด็อกเตอร์ไกรท่านฝากไว้สำหรับให้คุณละอองดาว กรุณาตรวจดูให้เรียบร้อยด้วยนะครับ ทางธนาคารก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีอะไรอยู่ในนี้ คุณสังเกตที่รอยประทับตราครั่งและลายเซ็นของคุณพ่อคุณที่ติดอยู่กับกุญแจนี้นะครับ มันยังอยู่เรียบร้อยดี แสดงว่าไม่มีใครเปิดออกเลย เวลาจะเปิดก็ทำลายตราครั่งนี้ออกซะก่อน”
“ครับ ผมเข้าใจดี...คุณพอจะทราบไหมครับว่าคุณพ่อท่านฝากของสิ่งนี้ไว้ให้น้องสาวผมตั้งแต่เมื่อไหร่”
“รอสักครู่นะครับ” เจ้าหน้าที่หันไปหยิบสมุดรับฝากของมาเปิดดูวันที่รับฝากก่อนหันกลับมาตอบ “6 เดือนก่อนที่ด็อกเตอร์ไกรท่านจะเสียชีวิตครับ”
กรกฎขอบคุณเจ้าหน้าที่และนำเซฟนั้นกลับมาบ้าน แทนที่จะเอาไปให้ละอองดาวที่โรงพยาบาล ซึ่งเขาคิดว่าไม่เหมาะที่จะหอบมันไปที่นั่น
“อยากรู้เหมือนกันว่าคุณพ่อฝากอะไรไว้ให้ดาว เปิดดูได้น่า ก็ดาวอนุญาตแล้วนี่ สงสัยจะเป็นเครื่องเพชร”
ใช้เวลาไม่นานนักกรกฎก็ได้เห็นของขวัญสำคัญที่สุดในชีวิตของละอองดาว เพราะมันคือสูติบัตรของเธอ และจดหมายเก่าๆหลายฉบับที่เจ้าชายจักราชัยเคยเขียนติดต่อกับด็อกเตอร์ไกรขณะยังมีชีวิตอยู่
กรกฎถือวิสาสะเปิดจดหมายฉบับหนึ่งที่พ่อของตนเขียนถึงละอองดาวในฐานะลูกกำพร้า...ข้อความในจดหมายยาวมากจนเขาต้องวางลง แล้วเปลี่ยนไปหยิบใบสูติบัตรขึ้นมาแทน
เพียงเห็นชื่อและนามสกุลของละอองดาว กรกฎอึ้งงัน ชาวาบไปทั้งตัว เอ่ยออกมาเหมือนคนละเมอ
“ละอองดาว...เจ้าหญิงละอองดาว!!”
ooooooo
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,899
Re: เรื่องย่อละคร ละอองดาว (thairath.co.th)
«
Reply #8 on:
17 July 2026, 20:47:01 »
https://www.thairath.co.th/novel/Laoangdow/ep15/page1
ละอองดาว ตอนที่ 15
หลังจากอ่านและตรวจสอบสิ่งของทุกอย่างที่ด็อกเตอร์ไกรฝากไว้เป็นของขวัญสำหรับละอองดาว ...กรกฎถึงกับนั่งนิ่งเป็นหุ่น ตกอยู่ในภวังค์เหมือนตัวเองกำลังฝันไป
จนกระทั่งท่านชายสดายุเข้ามาถึงตัวนั่นแหละ กรกฎถึงตื่นจากภวังค์
“อ้าวฝ่าบาท เสด็จมาเงียบๆ”
“เงียบอะไร ฉันเรียกแกอยู่ตั้งนาน”
“เชิญประทับกระหม่อม”
“ฉันว่าจะแวะมารับแกไปเยี่ยมละอองดาวด้วยกัน แล้วนี่เป็นอะไร ฉันเห็นหน้าแกเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนเข้ามาแล้ว”
กรกฎอึกอักพูดไม่ออก ท่านชายเห็นกล่องเซฟและจดหมายจำนวนมากที่วางอยู่บนโต๊ะก็สงสัย
“นี่อะไร”
“ของขวัญที่คุณพ่อกระหม่อมฝากไว้ให้ละอองดาว ท่านระบุไว้ในพินัยกรรมให้ดาวไปรับที่ธนาคารเมื่อเธออายุครบยี่สิบห้าปีเต็ม ดาวมอบฉันทะให้กระหม่อมไปรับแทน”
“ของขวัญอะไร ทำไมมีแต่พวกเอกสารกับจดหมาย”
“ฝ่าบาททรงดูด้วยพระเนตรเองเถอะกระหม่อม”
ผ่านไปไม่นาน ท่านชายสดายุก็รู้ความจริงเหมือนที่กรกฎรู้...ทั้งคู่รีบพากันไปที่วังนพดลพร้อมหลักฐานทุกอย่างเกี่ยวกับละอองดาว
เสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ทรงรับรู้ว่าละอองดาว คือลูกสาวของจักราชัยและเป็นหลานสาวคนเดียวของพระองค์ตระหนกตกใจถึงกับเป็นลมหมดสติ คำอินทร์กับอุ่นเรือนซึ่งอยู่ด้วยก็แทบไม่เชื่อหู พอตั้งสติได้ก็ช่วยกันปฐมพยาบาลเสด็จฯอย่างเร่งด่วน
เมื่อทรงฟื้นขึ้นมาก็อ่านจดหมายทุกฉบับและตรวจดูสูติบัตรของละอองดาวด้วยพระองค์เอง
“ละอองดาวเป็นหลานสาวของฉันจริงๆ อุ่นเรือนตามบุญคุ้มมาพบฉันเดี๋ยวนี้”
“เพคะ” อุ่นเรือนรับคำแล้วออกไปทันที
“ชายยุ ป้าขอตัวสักครู่นะ...คุณกรกฎ ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว”
กรกฎลุกตามไปอีกห้อง เสด็จฯสะเทือนใจกลั้นน้ำตาไม่อยู่ รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องราวในอดีตและสิ่งที่เพิ่งรับรู้
“ฉันไม่อยากจะให้อภัยคุณพ่อของคุณเลยนะ เขาเอาหลานสาวของฉันไป ปกปิดแอบซ่อนนานถึงยี่สิบห้าปี เขาเป็นคนใจดำเหลือเกิน ใจดำเหมือนจักราชัยลูกชายฉันนั่นแหละ เขาถือว่าเป็นเพื่อนรักกัน คงเจ็บใจถือโกรธฉันแทนให้แก่กัน...เขาช่างไม่สงสารฉันบ้างเลย”
กรกฎนิ่งอึ้ง เสด็จฯยังคงพระพักตร์เศร้าหมองสะเทือนใจ
“ยี่สิบกว่าปีมาแล้วที่ฉันต้องทนทุกข์ทรมานใจอย่างสาหัส เฝ้าติดตามค้นหาหลานสาวของฉันคนนี้แทบจะพลิกแผ่นดิน...ในที่สุดเมื่อถึงคราวหมดเคราะห์ เขาก็กลับคืนสู่อ้อมอกของฉันอย่างไม่คาดฝัน ที่จริงฉันก็สังหรณ์ใจมานานแล้วตั้งแต่เห็นหน้าละอองดาวครั้งแรก บางสิ่งบางอย่างบนใบหน้าและท่าทีของเด็กคนนี้ เตือนให้ฉันนึกถึงจักราชัยอย่างลึกลับ โชคและบุญส่งหลานสาวคนนี้มาพบฉันในฐานะลูกจ้างกับนายจ้าง แต่ฉันก็มิได้เฉลียวใจสักนิด ทั้งๆที่รู้ว่าด็อกเตอร์ไกรกับจักราชัยเป็นเพื่อนสนิทกัน”
“กระหม่อมคิดว่าสาเหตุที่คุณพ่อจำเป็นต้องปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ ไม่อยากให้ใครรู้ว่าละอองดาวเป็นใครมาจากไหนก่อนเวลาอันควร ก็เพราะท่านคงห่วงเรื่องความปลอดภัยของละอองดาวนะพ่ะย่ะค่ะ”
เสด็จฯทรงเดินไปยังรูปจักราชัยที่ติดบนผนัง เอื้อมมือสัมผัสใบหน้าของรูปนั้นด้วยมืออันสั่นเทา
“จักราชัย...แม่ขอบใจเจ้ามาก ที่วิญญาณของเจ้าดลบันดาลให้หลานได้กลับมาหาแม่ในขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่เข้าใจแล้ว ที่เจ้ามาพบแม่ในฝันแทบทุกคืน เจ้ามีอาการดังหนึ่งจะบอกอะไรกับแม่ ที่แท้เจ้าก็จะบอกแม่ถึงลูกของเจ้านั่นเอง”
พอจะเดินกลับมา เสด็จฯทรงซวนเซ กรกฎรีบประคองพระองค์มาประทับที่เดิม
“ฉันพูดอะไรไม่ออกแล้วคุณกรกฎ รู้สึกแต่ว่าฉันเป็นหนี้บุญคุณของคุณเหลือเกิน คุณมีคุณธรรมที่น่าสรรเสริญ คุณเป็นคนแรกที่พบหลักฐานสำคัญนี้ ถ้าคุณปิดบังฉ้อฉลหรือทำลายหลักฐานเหล่านี้ ไม่บอกกล่าวชายยุกับฉันให้ล่วงรู้ความจริง ชาตินี้ทั้งชาติคนแก่จะไม่มีวันได้พบหลานอีก และเด็กสาวที่น่าสงสารก็คงจะไม่มีโอกาสได้รู้จักย่า ทั้งๆที่ก็อยู่ใกล้ชิดกันทุกวัน สิ่งที่คุณทำนับเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ที่สุด ขอบคุณนะคุณกรกฎ”
กรกฎยิ้มรับด้วยความปลาบปลื้ม ตื้นตันใจเหลือเกิน
ooooooo
ละอองดาวรอคอยกรกฎนานหลายชั่วโมง เมื่อเห็นเขาเปิดประตูห้องพักคนไข้เข้ามาก็รีบลุกขึ้นด้วยความดีใจ
“คุณกรกฎ ทำไมกลับมาช้าจังเลยคะ แล้วไหนของขวัญที่คุณพ่อฝากไว้ให้ดิฉันล่ะคะ”
กรกฎไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ก็พอดีบุญคุ้มกับอุ่นเรือนเข้ามา ละอองดาวพนมมือไหว้ทั้งสองคนก่อนจะเหลือบเห็นเสด็จฯกับท่านชายสดายุ เธอก้มลงกราบอย่างอ่อนน้อม
“ขอให้เธอมีความสุขที่สุดในวันเกิดนี้นะละอองดาว”
“ฉันก็ขอให้พรอันประเสริฐจงบังเกิดแก่คุณนะ ละอองดาว”
“ละอองดาว...นอกจากฉันจะมาเยี่ยมเธอแล้ว ฉันยังเอาของขวัญมาอวยพรให้เธอด้วย”
“เป็นพระเมตตาอย่างสูงเพคะ หม่อมฉันสุขใจ ปลาบปลื้มที่สุดเลยเพคะ”
“ฉันเอาของขวัญจากคุณพ่อของเธอมาให้เธอนะ เอาล่ะ เริ่มอ่านได้บุญคุ้ม อ่านให้ละอองดาวฟัง”
บุญคุ้มหยิบแว่นตาขึ้นมาสวมแล้วอ่านจดหมายของด็อกเตอร์ไกรอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ลูกกำพร้าของพ่อ...วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบปีที่ 25 ของเจ้าแล้ว วิญญาณของพ่อขออำนวยพรให้เจ้าจงประสบแต่ความสุขสมปรารถนาตลอดชั่วอายุขัย และวันนี้อีกเหมือนกัน คือวันที่พ่อได้เคยกล่าวไว้ว่าเมื่อถึงเวลาอันควร...เช่นที่เจ้าเฝ้ารอคอยมาในข้อสงสัยที่จะขอรู้ให้ได้ว่าเจ้านี้คือใครมาจากไหน และมีความเป็นมาเช่นไร เวลามันได้มาถึงแล้วลูกรัก เวลาที่เจ้าจะได้รู้ความจริงแห่งกำเนิดของเจ้าที่พ่อปกปิดมาเป็นความลับนานถึง 25 ปี ก่อนอื่นใดทั้งสิ้นพ่อขอแนะนำให้เจ้าทรุดเข่าลง หน่วงจิตสักการะเป็นกตัญญูบูชาแด่ดวงวิญญาณสองดวง ซึ่งบัดนี้พ่อเชื่อเหลือเกินว่าคงจะวนเวียนคอยดูแลห่วงใยเจ้าอยู่ ดวงหนึ่งคือเจ้าชายจักราชัย นพดล และอีกดวงหนึ่งคือรุ้งดาว นพดล พระบิดาและหม่อมแม่อันแท้จริงของเจ้า”
ละอองดาวนิ่งงัน แทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ต่อคำถามที่ว่าเจ้าคือใครนั้นน่ะหรือ คำตอบก็คือเจ้าหญิงละอองดาว นพดล ขัตติยะตระกูลแห่งราชอาณาจักรเชียงอูอย่างไรล่ะ พ่อจะเล่าถึงความเป็นมาแห่งกำเนิดของเจ้าอย่างสั้นๆ เพื่อให้เจ้าเข้าใจโดยง่าย...”
ในขณะที่บุญคุ้มยังคงอ่านจดหมายของด็อกเตอร์ไกร...ชลทิชาชวนเริงใจมาที่วังนพดลเพื่อเอาของฝากจากท่านพ่อถวายเสด็จย่า แต่ไม่ทันที่ชลทิชาจะขึ้นไปยังห้องประทับ ก็เจอกับคำอินทร์เสียก่อน
คำอินทร์เกริ่นบอกเรื่องเหลือเชื่อของละอองดาวที่บัดนี้กลายเป็นเจ้าหญิงละอองดาวไปแล้ว สองสาวตกใจและงงเป็นไก่ตาแตก ซักถามกันใหญ่ว่าเป็นไปได้ยังไง เกิดอะไรขึ้น
“ไม่ต้องงงหรอกคุณ คุณดาวเป็นเจ้าหญิงละอองดาวจริงๆ เพราะเธอเป็นลูกสาวของเจ้าชายจักราชัย เป็นหลานแท้ๆของเสด็จย่า”
“เรื่องมันเป็นมายังไงคะ กรุณาเล่าให้ฉันฟังหน่อยเถอะค่ะ”
คำอินทร์พยักหน้า ค่อยๆลำดับเรื่องราวที่เพิ่งรับรู้จากกรกฎและท่านชายสดายุมาก่อนหน้านี้
ooooooo
ที่โรงพยาบาล บุญคุ้มอ่านจดหมายใกล้จบเต็มที ละอองดาวนิ่งฟังอย่างตั้งใจ น้ำตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว
“พ่อขอจบจดหมายเพียงเท่านี้ เมื่อจบจดหมายของพ่อแล้ว เจ้าจงพลิกไปจะเห็นใบสูติบัตรของเจ้ารวมทั้งจดหมายลายมืออันแท้จริงของพระบิดาเจ้าที่ได้มีติดต่อมาถึงพ่อในระหว่างที่เขาระหกระเหินอยู่ ซึ่งพ่อได้เรียงไว้ให้เจ้าอ่านโดยลำดับจากฉบับแรกไปจนถึงฉบับสุดท้าย สูติบัตรและจดหมายลายมือของพระบิดาเจ้าเหล่านี้จะเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ชาติกำเนิดแท้จริงของเจ้าให้เสด็จย่าทรงเชื่อได้อย่างไม่มีอะไรเคลือบแคลง... สุดท้ายนี้พ่อไม่มีอะไรจะกล่าวอีก นอกจากอวยพรให้เจ้าหญิงละอองดาว นพดล ของพ่อจงก้าวไปบนถนนของชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป... จากพ่อ ด็อกเตอร์ไกร เบ็ญจรงค์”
“ละอองดาว...ยี่สิบห้าปี ช่างนานเหลือเกินสำหรับอ้อมแขนของย่าที่รอคอยเจ้าอยู่เช่นนี้ เข้ามาหาย่าเถิดลูก เจ้าหญิงละอองดาวของย่า”
ละอองดาวน้ำตาคลอ ความรู้สึกหลายอย่างประเดประดังเข้ามา ทั้งตื่นตระหนก ปีติตื้นตัน และประหม่าว้าวุ่นจนสั่นเทา...เธอร้องไห้ทรุดลงกราบแทบพระบาทของเสด็จฯ
เสด็จฯทรงประคองละอองดาวให้ลุกขึ้นและหอมที่หน้าผากหลานสาวอย่างอ่อนโยน
“ในที่สุดเจ้าก็คือหลานของย่าที่ย่าติดตามหาตัว รอคอยเจ้ามานานแสนนาน อย่าร้องไห้ลูก ย่ายังไม่บาปหนานัก ก่อนจะตายก็ยังมีโอกาสได้เจ้ากลับคืนมาสมดังที่ได้สวดมนต์วิงวอนคุณพระอยู่ทุกคืน หมดเคราะห์หมดโศกเสียทีนะลูก ย่าเห็นจะนอนตายได้ตาหลับและเป็นสุขแล้วที่ได้พบเจ้า...หลานย่า เรียกย่าสิลูก ย่าอยากได้ยินคำนี้จากเจ้าเหลือเกิน”
“เสด็จย่า”
สองย่าหลานกอดกันร้องไห้ สดายุปลื้มปีติ อุ่นเรือนนั่งก้มหน้าเช็ดน้ำตา ขณะที่กรกฎแอบน้ำตาคลอ ดีใจกับของขวัญสุดวิเศษที่ละอองดาวได้รับอยู่ตรงหน้า
สักครู่กรกฎค่อยๆลุกขึ้นโค้งคำนับแล้วถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ เดินเหม่อลอยมาหยุดยืนไม่ไกลจากหน้าห้อง...สิ่งที่เกิดขึ้นช่างเหมือนฝันที่กำลังทำให้เขาและละอองดาวมีอันต้องห่างกันออกไป
“พี่ดีใจกับดาวด้วยจริงๆ เจ้าหญิงละอองดาว”
ooooooo
กรกฎกลับมาที่บ้านเบ็ญจรงค์ แต่ไม่ได้เข้าไปในตึกตัวเอง เดินตรงไปยังตึกใหญ่โดยให้ยอดรักไขประตูแล้วบอกให้รออยู่ข้างนอก
ชวนชมเดินมาเห็นยอดรักก็ร้องทักว่ามาทำอะไรแถวนี้ หรือว่ามาเปิดตึกใหญ่
“จ้ะป้า คุณท่านอยู่ข้างใน”
“คุณกฎเข้าไปทำอะไรในตึกใหญ่”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณท่านสั่งแต่ว่าให้รอปิดตึกด้วย”
ภายในตึกใหญ่ กรกฎนั่งอยู่กับพื้น เบื้องหน้าคือรูปภาพด็อกเตอร์ไกรบนฝาผนัง
เสียงกรกฎดังก้องในความคิดของตัวเองว่า
“วิญญาณของคุณพ่อล่องลอยอยู่ที่ใดครับ จงมาซ้ำเติมสมน้ำหน้าไอ้ลูกโง่ของคุณพ่อคนนี้เถิด ลูกพร้อมแล้วที่จะรับการซ้ำเติมในทุกสิ่งทุกอย่าง ลูกเคยดูหมิ่นดูแคลนในความปรารถนาดีของคุณพ่อ ลูกหยามเหยียดสิ่งที่คุณพ่อสู้อุตส่าห์บรรจงสร้างไว้ให้อย่างฉลาดล้ำและรอบคอบก่อนที่คุณพ่อจะสิ้นไป...คุณพ่อคงคิดสินะว่าป่านนี้และวันนี้ เมื่ออะไรถูกเปิดเผยออกไป ภรรยาของลูกที่คุณพ่อขอฝากฝังไว้ให้ก็คือเจ้าหญิงละอองดาว มหาเศรษฐินีเข้าพิธีวิวาห์กับลูกมาแล้วตั้ง 3 ปี...”
“คุณพ่อหยิบยื่นดวงแก้วอันล้ำค่ามาให้แก่ลูกแล้ว แก้วดวงที่เลอเลิศในทุกลักษณะ แต่ลูกของคุณพ่อคนนี้ตาหามีแววไม่ เปรียบเหมือนวานรที่ไม่เคยเห็นคุณค่าของแก้วที่อยู่ในมือ มีแต่จะผลักไสขว้างทิ้งไปเพราะไม่รู้คุณค่า และกว่าที่จะหวนกลับมาคิดรู้สึกในคุณค่า อะไรๆมันก็สายไปเสียแล้ว เดี๋ยวนี้ลูกเบื่อในทุกสิ่งทุกอย่าง เบื่อน้ำหน้าตัวเอง เบื่อชีวิตอันปราศจากความหมาย ป่านนี้ดวงวิญญาณของคุณพ่อคงจะเจ็บปวดอับอายที่มีลูกโง่เขลาเบาปัญญาอย่างกรกฎคนนี้”
กรกฎหน้าเศร้า รู้สึกหมดอาลัยในชีวิต นั่งมองรูปบิดาด้วยน้ำตาที่เอ่อท้น
ooooooo
เย็นวันเดียวกันย่าพาหลานกลับบ้าน โดยมีอุ่นเรือนตามเข้ามาภายในห้องนอนที่ถูกจัดขึ้นใหม่อย่างเรียบร้อยสวยงาม
“ย่าสั่งให้คนจัดห้องเอาไว้ให้หลานก่อนที่ย่าจะไปหาเจ้าที่โรงพยาบาล เป็นยังไงบ้าง ชอบห้องนี้ไหมลูก”
“หม่อมฉันว่าใหญ่โตเกินไปเพคะ ให้หม่อมฉันพักห้องเดิมที่เคยพักเถิดเพคะ”
“ไม่ได้ นั่นมันห้องพักแขก ไม่สะดวกสบายเหมือนห้องนี้ อยู่ห้องนี้แหละลูก แม่อุ่นหานางกำนัลมารับใช้หลานฉันด้วยนะ”
“เพคะ”
“พักผ่อนตามสบายนะลูก ย่าขอไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวค่ำๆค่อยทานข้าวกัน”
“กราบขอบพระทัยเพคะ ใต้ฝ่าบาททรงเมตตาหม่อมฉันเหลือเกิน”
“หลานต้องเรียกย่าสิลูก แล้วก็แทนตัวเองว่าหลานหรือดาวก็ได้...ฟังดูน่ารักดีออก”
“เพคะ เสด็จย่า”
เมื่ออยู่กันตามลำพัง อุ่นเรือนท่าทีกริ่งเกรง ไม่ค่อยกล้าพูดคุยสนิทสนมกับละอองดาวเหมือนแต่ก่อน
“เจ้าหญิงทรงประสงค์อะไรเพิ่มเติมไหมเพคะ”
“เรียกดิฉันเหมือนเดิมเถอะค่ะคุณอุ่นเรือน”
“อุ๊ย ไม่ได้หรอกเพคะ ฉัน...เอ๊ย...หม่อมฉันต้องเรียกเจ้าหญิงให้ติดปากเอาไว้ ประเดี๋ยวจะโดนเสด็จฯท่านดุไม่ใช่น้อย ถ้าไม่มีอะไรแล้วหม่อมฉันขอตัวไปถวายงานรับใช้เสด็จฯท่านนะเพคะ”
ละอองดาวพยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินมานั่งที่เตียงหลังจากอุ่นเรือนออกไป...ย้ำเตือนตนเองว่าไม่ใช่เด็กกำพร้าข้างถนน และสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่ใช่ความฝัน
ooooooo
กลับออกจากตึกใหญ่ในสภาพอิดโรยหน้าตาหมองเศร้า กรกฎเจอชวนชมและยอดรัก เขาพยายามปรับสีหน้าให้ปกติ ถามชวนชมว่าจะไปไหน?
“คืนนี้น้าว่าจะไปนอนเฝ้าคุณดาวที่โรงพยาบาลค่ะ”
“ไม่ต้องไปหรอก”
“อ้าว ทำไมล่ะคะ”
“ป่านนี้เสด็จฯท่านคงรับเจ้าหญิงละอองดาวไปพักที่วังนพดลแล้ว”
“คุณกฎว่าอะไรนะคะ”
“น้าชวนฟังไม่ผิดหรอก คุณดาวของน้าชวนเธอคือเจ้าหญิงละอองดาว นพดล...ละอองดาวเป็นลูกของเจ้าชายจักราชัย เพื่อนสนิทของคุณพ่อ...เจ้าหญิงละอองดาวเป็นหลานแท้ๆของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ นพดล”
“คุณดาวเป็นเจ้าหญิง เป็นความจริงเหรอคะคุณกฎ”
“จริงสิน้าชวน ของขวัญที่คุณพ่อฝากไว้ให้ละอองดาวที่ฉันไปรับมาจากธนาคารนั่นคือหลักฐานพยานสำคัญที่ยืนยันว่าละอองดาวเป็นใครมาจากไหน มีความเป็นมายังไง”
กรกฎเดินคอตกออกไป ทิ้งให้ยอดรักกับชวนชมยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น ไม่คิดไม่ฝันว่าละอองดาวจะกลายเป็นเจ้าเป็นนายมียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งถึงเจ้าหญิง
ooooooo
เมื่ออยู่คนเดียวภายในห้องส่วนตัว ละอองดาวนำจดหมายของด็อกเตอร์ไกรที่เขียนบอกเล่าถึงชาติกำเนิดของเธอและความตกทุกข์ได้ยากของพระบิดาจักราชัยจนกระทั่งท่านหมดลมหายใจ รวมทั้งการจากไปของรุ้งดาว หม่อมแม่ที่ให้กำเนิดละอองดาวลืมตาดูโลกได้ไม่นาน
อ่านจดหมายนั้นทุกถ้อยคำแล้วละอองดาวสะเทือนใจถึงกับน้ำตาไหลรินด้วยความสงสารพระบิดาและหม่อมแม่ เธอรำพึงรำพันอย่างเศร้าหมองโดยไม่รู้ว่าย่ากำลังมองมา
“ทำไมพระบิดาและหม่อมแม่ถึงต้องพบชะตากรรมเช่นนี้ ลูกสงสารพระบิดาและหม่อมแม่เหลือเกิน...ลูกเกิดมาบุญน้อยนัก ลืมตาดูโลกไม่ทันไร ยังมิเคยได้รับไออุ่นจากพระผู้ให้กำเนิดทั้งสอง พระบิดาและหม่อมแม่ก็ลาลับจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...บุญกุศลและคุณงามความดีที่ลูกสั่งสมมาทั้งชีวิต ลูกขออุทิศถวายแด่ดวงวิญญาณของพระบิดาจักราชัยและหม่อมแม่รุ้งดาว ขอดวงวิญญาณของทั้งสองท่านจงสู่สุคติด้วยเถิด พระบิดาไม่ต้องทรงห่วงเสด็จย่า ลูกสัญญาว่าลูกจะดูแลเสด็จย่าให้ดีที่สุดด้วยชีวิต ให้สมกับที่เสด็จย่าท่านรักและเมตตาลูก”
“หลานย่า...คิดถึงพ่อกับแม่เหรอลูก”
ละอองดาวได้ยินคำถามนั้น รีบผละจากรูปพระบิดามาหาเสด็จย่าและตอบทั้งน้ำตา
“เพคะ หลานคิดถึงท่านเหลือเกิน หลานบุญน้อยนัก เกิดมาอาภัพต้องพลัดพรากจากพระบิดาและหม่อมแม่ แม้ไออุ่นก็ไม่เคยได้สัมผัส”
“มันเป็นความผิดของย่าเอง ย่าบังคับจิตใจของจักราชัย ย่าเห็นแก่ตัว”
“เสด็จย่าอย่าทรงรับสั่งเช่นนั้นสิเพคะ”
“ย่าเห็นแก่ตัวจริงๆ ย่าเลือกความเหมาะสม ยึดถือแต่ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีจนลืมนึกถึงความรักของลูก ถ้าย่าเลือกความรักของลูก จักราชัยก็คงไม่ต้องไปพบกับชะตากรรมอันเจ็บปวดเช่นนั้น...จักราชัย แม่รู้สึกผิดบาปกับเจ้าเหลือเกิน ความผิดของแม่มันใหญ่หลวงยิ่งนัก อภัยให้แม่ได้ไหมลูก...ละอองดาว เจ้าคือผลพวงแห่งชะตากรรมของพ่อเจ้า ต้องกำพร้าบิดรมารดาก็เพราะความเห็นแก่ตัวของย่า ยกโทษให้ย่าด้วยนะลูก”
เมื่อเห็นผู้เป็นย่าทำท่าจะคุกเข่า ละอองดาวตกใจรีบดึงตัวท่านไว้
“อย่านะเพคะเสด็จย่า หลานไม่เคยถือโทษโกรธเสด็จย่าเลย แล้วหลานก็เชื่อว่าพระบิดาก็ไม่เคยโกรธเสด็จย่าเช่นกัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตไม่มีใครผิดหรอกเพคะ เสด็จย่าทรงหวังดีอยากให้พระบิดาของลูกอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแห่งเชียงคำ ก็เพื่อหวังจะให้พระบิดาของลูกครองราชย์สืบต่อราชบัลลังก์ ฝ่ายพระบิดาของลูกก็ทรงเลือกที่จะทำตามหัวใจของตัวเอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนถูกกำหนดไว้แล้ว มันเป็นโชคชะตาและชะตากรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ หลานกับพระบิดาคงยกโทษและอภัยให้เสด็จย่าไม่ได้หรอกเพคะ เพราะเสด็จย่าไม่ได้ทรงทำผิดอะไรเลย”
“ละอองดาว...หลานเข้าใจทุกอย่างได้ลึกซึ้ง หัวใจของเจ้าช่างประเสริฐงดงาม ขอบคุณสวรรค์และดวงวิญญาณของพ่อเจ้าที่ทำให้ย่าได้มีวันนี้ วันที่ย่าได้พบเจ้า...ย่ารักเจ้าเหลือเกิน หลานย่า”
“หลานก็รักเสด็จย่ามากนะเพคะ”
สองย่าหลานสวมกอดกันแนบแน่นด้วยความรักและความรู้สึกอิ่มเอมใจ
ooooooo
รุ่งขึ้นละอองดาวตื่นแต่เช้าลงมาทำอาหารให้เสด็จย่า ฝีมือของเธอไม่ธรรมดา โดยเฉพาะอาหารฝรั่งที่ได้ร่ำเรียนมาจากสถาบันชื่อดังในฝรั่งเศส
หลังอาหารมื้อเช้า ละอองดาวขออนุญาตเสด็จย่าไปเยี่ยมชวนชมที่บ้านเบ็ญจรงค์ ท่านไม่ขัดข้อง แถมยังให้เอาอุ่นเรือนไปเป็นเพื่อน และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ชวนพี่เลี้ยงที่ชื่อชวนชมมาอยู่ที่วังเสียด้วยกัน
ละอองดาวรับปากจะลองพูดดู พอเธอเตรียมตัวจะออกจากวัง ก็พอดีเจอท่านชายสดายุ สองคนทักทายกันประสาพระญาติ โดยท่านชายสดายุให้ละอองดาวเรียกตนว่าท่านอาเหมือนอย่างที่ชลทิชาเรียก
“ค่ะ ท่านอายุมาเยี่ยมเสด็จย่าเหรอคะ”
“อามาเยี่ยมท่านป้า นี่เจ้าหญิงจะไปไหนหรือ”
“ดาวจะไปเยี่ยมน้าชวนค่ะ”
สดายุสบโอกาสถามหยั่งเชิงว่าไปเยี่ยมชวนชม แล้วจะไปเยี่ยมกรกฎด้วยไหม ละอองดาวนิ่งเขินพูดไม่ออก
“ไหนๆก็ไปบ้านเบ็ญจรงค์แล้ว ก็แวะเยี่ยมกรกฎหน่อยสิ”
“ก็...อาจจะนะคะ”
“อาขอตัวล่ะ ฝากความคิดถึงกรกฎด้วยนะ”
ละอองดาวพยักหน้ารับแล้วผละไป แต่ไม่ทันจะได้ขึ้นรถ เริงใจกับชลทิชาโผล่มาอีก สองสาวแสดงความดีใจกับเพื่อนรัก โดยเฉพาะชลทิชาถึงกับสวมกอดละอองดาว ยินดีที่ได้เป็นญาติกัน ขณะที่เริงใจยืนเงอะงะทำตัวไม่ถูก พูดอึกๆอักๆ ย่อตัวถวายความเคารพเจ้าหญิง
“จะบ้าเหรอยัยนิด ทำอะไรของเธอน่ะ”
“ก็เธอเป็นเจ้าหญิงแล้วนี่”
“หมั่นไส้ เราเป็นเพื่อนกันนะยัยนิด เหมือนเดิมย่ะ มานี่เลย” ละอองดาวจูงมือสองสาวไปนั่งที่เทอเรซถามว่ารู้ข่าวได้ยังไง
“วันก่อนฉันเอาของฝากมาถวายเสด็จย่า เจอคำอินทร์ก็เลยรู้ข่าวน่ะ”
“จำได้ไหมแตน ครั้งหนึ่งเราเคยคุยกันถึงเจ้าชายจักราชัย แล้วก็รัชทายาทของเจ้าชายที่เสด็จฯกำลังตามหา เราคุยกันสนุกสนาน เธอยังนั่งหัวเราะเลย ไม่นึกไม่ฝันจริงๆว่าเด็กที่เราพูดถึงกันวันนั้นที่แท้ก็เป็นเธอนี่เอง ฉันดีใจด้วยจริงๆนะแตน”
“ขอบใจนะนิด ฉันเองก็แทบตั้งตัวไม่ติด มันเหมือนฝันจริงๆ”
การสนทนายุติเมื่ออุ่นเรือนมากระตุ้นเตือนละอองดาวว่ารถรอนานแล้ว ละอองดาวบอกลาเพื่อนทั้งสองออกไปพร้อมอุ่นเรือน ชลทิชากับเริงใจมองตามพลางเอ่ยชื่นชมเพื่อนของตนว่าน่ารักไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือเจ้าหญิง ก็ยังคงวางตัวเหมือนเดิม
ooooooo
ท่านชายสดายุเข้ามาเฝ้าท่านป้าและทักท่านว่า “ดูท่านป้าทรงพระเกษมสำราญมากนะกระหม่อม”
“แน่ล่ะชายยุ ป้ามีความสุขเหลือเกิน หลานสาวที่ป้าตามหามาทั้งชีวิต ที่แท้ก็คือคนที่อยู่ใกล้ชิดป้าที่สุด โชคชะตานี่ก็เล่นตลกเหมือนกันนะชายยุ”
“ยังไงเหรอกระหม่อม”
“ก็ละอองดาวมาทำงานกับป้าตั้งสามปีแล้ว ป้าไม่เคยเอะใจเลยว่าเด็กคนนี้จะเป็นหลานของป้า แล้วจู่ๆวันหนึ่งป้าก็ได้รู้ความจริงจากของขวัญที่ด็อกเตอร์ไกรฝากไว้ให้ละอองดาว ป้ารู้สึกเป็นหนี้คุณกรกฎจริงๆ”
“กรกฎเป็นคนดีมากนะกระหม่อม นี่ถ้าเขาคิดไม่ซื่อทำลายหลักฐานนั่น เราก็ไม่มีวันได้รู้ความจริง”
“ใช่ คุณกรกฎเป็นคนดี ซื่อตรง ป้านับถือน้ำใจเขานะ พูดถึงคุณกรกฎ ป้าว่าเขารักละอองดาวนะ”
“ท่านป้าทรงทราบได้ยังไง”
“ชายยุ ป้าอายุเท่าไหร่แล้ว ทำไมป้าจะดูไม่ออก ป้าเห็นแววตาคุณกรกฎที่มองละอองดาว ป้าก็รู้แล้วว่าเขาคิดยังไง แต่หลานป้านี่สิ ยังปากแข็ง”
“แล้วท่านป้าทรงคิดเห็นยังไงกระหม่อม เพราะกรกฎก็เป็นเพียงสามัญชน เกรงว่าจะไม่เหมาะสมไหมกระหม่อม”
“ป้าเจ็บปวดกับคำว่าเหมาะสมมามากแล้วชายยุ ก็เพราะคำว่าเหมาะสมนี่แหละที่ทำให้ป้าต้องสูญเสียลูกชายไป ป้าบังคับจิตใจจักราชัยให้เข้าพิธีวิวาห์กับผู้หญิงที่ป้าเลือกให้ สุดท้ายเขาก็เลือกผู้หญิงที่เขารักป้าจะไม่มีวันบังคับจิตใจหลานสาวอีก ความรักมันบังคับกันไม่ได้ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่มันขึ้นอยู่กับหัวใจของคนสองคนต่างหาก”
สดายุยิ้มบางๆ โล่งใจที่รู้ว่าเสด็จฯไม่ได้คิดจะกีดกันความรักของกรกฎกับละอองดาว
ooooooo
ชวนชมกำลังสาละวนอยู่กับงานครัว จู่ๆเนียนกับน้อยวิ่งหน้าตื่นมาซักถามหลังรู้ข่าวจากยอดรักว่าละอองดาวเป็นเจ้าหญิง
เมื่อได้รับการยืนยันจากชวนชมว่าเป็นเรื่องจริง สองคนตะลึงกันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อเจ้าหญิงละอองดาวปรากฏตัวในระยะใกล้มาก
ชวนชมลนลานทรุดลงนั่งกับพื้น เนียนและน้อยรีบทำตาม ละอองดาวเห็นชวนชมพยายามพูดราชาศัพท์และถวายความเคารพก็อดขำไม่ได้ บอกให้ลุกขึ้น ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรทั้งนั้น
ละอองดาวจูงมือชวนชมไปที่ห้องรับแขกโดยมีเนียนกับน้อยตามหลังมาด้วย สองคนนั่งลงที่พื้นกับอุ่นเรือน ส่วนชวนชมโดนละอองดาวบังคับให้นั่งบนโซฟากับตน ชวนชมประหม่าบอกว่าตั้งตัวไม่ติด ไม่คิดว่าเจ้าหญิงจะเสด็จมาเงียบๆ
“น้าชวนพูดกับฉันให้เหมือนเดิมเถอะค่ะ แล้วก็มองฉันให้เต็มตาด้วย”
“ก็หม่อมฉัน เอ๊ย น้าวางตัวไม่ถูกนี่คะ”
“ก็บอกให้พูดให้ทำเหมือนเดิมไงคะ หรือว่าน้าชวนไม่รักฉันแล้ว”
“อุ๊ย ไม่ใช่อย่างงั้นนะคะ โถ...ทูนหัวของน้าชวน น้าเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆทำไมจะไม่รักล่ะคะ มีแต่จะรักยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ น้ารู้ข่าวจากคุณกฎ น้าก็ตื่นเต้นดีใจ ปลื้มปริ่มจนบอกไม่ถูก ทูนหัวของน้าเป็นเจ้าหญิง สวรรค์เบื้องบนทรงปรานีและยุติธรรมต่อคนที่มีคุณธรรมความดีในบั้นปลายเสมอ เจ้าหญิงของน้าคงจะหมดเคราะห์หมดโศกแล้วนะคะ”
ชวนชมจับมือละอองดาวมาแนบแก้มและทำท่าจะร้องไห้ คนอื่นพลอยตื้นตัน มองดูสองคนแสดงความรักและผูกพันกันอย่างซาบซึ้งใจ
หลังจากนั้นทั้งหมดออกไปเดินเล่นชมสวน
ละอองดาวบ่นว่าไปอยู่โรงพยาบาลตั้งหลายวัน คิดถึงที่นี่จังเลย
“เจ้าหญิงคงไม่กลับมาอยู่ที่นี่แล้วใช่ไหมคะ”
“ฉันรักและผูกพันกับบ้านเบ็ญจรงค์มากนะคะน้าชวน คุณพ่อไกรกับน้าชวนเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งคุณพ่อกับน้ามีพระคุณต่อฉันมากเหลือเกิน แต่ฉันคงต้องอยู่กับเสด็จย่า ท่านชรามากแล้ว ฉันอยากปรนนิบัติดูแลรับใช้ท่านให้ดีที่สุด ถ้าฉันจะขอกลับมาเที่ยวที่นี่บ้าง ไม่รู้คุณกรกฎจะอนุญาตรึเปล่า”
“คุณกฎจะดีใจด้วยซ้ำไปค่ะ ขอให้เจ้าหญิงมาบ่อยๆเถอะ”
“น้าชวนคะ เสด็จย่าให้ฉันมาชวนน้าไปอยู่กับฉันที่วังนพดลด้วยกัน น้าชวนจะไปไหมคะ”
ชวนชมนิ่งไป ละอองดาวมองอย่างเข้าใจ พูดรู้ทันว่าชวนชมเป็นห่วงคุณหนูกรกฎ
“ค่ะ ถ้าน้าไป คุณกฎต้องเหงาแน่ๆ”
“งั้นเราก็ไปๆมาๆกันเนอะ ฉันมาเยี่ยมน้าชวนบ้าง น้าชวนไปหาฉันบ้าง”
“แบบนี้ดีที่สุดเลยค่ะเจ้าหญิง”
ทุกคนยิ้มแย้มมีความสุข ยอดรักกำลังจะเดินเข้ามาสมทบ แต่แล้วนึกอะไรได้รีบวิ่งหน้าตั้งออกไปทางตึกกรกฎ
ooooooo
ขณะนั้นกรกฎกำลังพูดโทรศัพท์กับธัชชัย อยากให้เพื่อนมาหาที่บ้านโดยเร็วเพราะมีเรื่องจะคุยด้วย... พอเขาวางสายก็หันมาเจออรรถวาทีก้าวเข้ามา จึงเชื้อเชิญให้นั่งแล้วถามว่ามีธุระอะไรให้ตนรับใช้
“ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายรับใช้คุณกฎ”
“ว่าธุระของคุณอรรถมาเลยครับ”
“ผมรอให้คุณเข้าไปที่สำนักงานไม่ไหวแล้วครับ เลยต้องเอาเอกสารมาให้คุณเซ็นถึงบ้าน”
“เอกสารอะไร”
“อ้าว ก็เอกสารการรับโอนมรดกของคุณพ่อคุณกฎไงครับ เป็นหมื่นๆล้านเชียวนะ”
กรกฎรับทราบและเซ็นเอกสารนั้นอย่างไม่ยินดียินร้ายนัก โดยไม่ได้อ่านรายละเอียดแม้แต่น้อย เพราะเขาไว้ใจทนายประจำตระกูลคนนี้เหมือนที่พ่อของเขาไว้ใจ
ระหว่างนี้ยอดรักวิ่งแหกปากเข้ามาว่า เจ้าหญิงเสด็จมา กรกฎลุกพรวดด้วยความดีใจ เดินแกมวิ่งนำหน้ายอดรักไป โดยมีอรรถวาทีก้าวตามทั้งที่งุนงงสงสัยว่าใครกันคือเจ้าหญิง
กรกฎมาช้าไปนิดเดียว ละอองดาวเพิ่งกลับออกไป ชวนชมสงสารคุณหนูของตนที่ไม่ได้เจอเจ้าหญิง อรรถวาทีได้ยินก็ซักถามชวนชมว่าเจ้าหญิงที่ไหนตนงงไปหมดแล้ว
“ก็เจ้าหญิงละอองดาวไงคะคุณอรรถ”
“หา!! นี่คุณดาวเป็นเจ้าหญิงเหรอ เป็นไปได้ยังไง”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ ก็คุณดาวเธอเป็นลูกของเจ้าชายจักราชัยไงคะ คุณอรรถตกข่าวได้ยังไงคะเนี่ย มานี่เลยค่ะ ฉันจะเล่าให้ฟังทั้งหมด” ชวนชมเดินนำอรรถวาทีที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกไปนั่งคุยกันที่ม้านั่ง ส่วนกรกฎเดินคอตกผิดหวังกลับไปตึกตัวเอง
เมื่อธัชชัยมาถึงก็เล่าเรื่องเจ้าหญิงละอองดาวให้ฟัง ธัชชัยชะงักงันแทบไม่เชื่อหู กรกฎซดเหล้าก่อนเล่าต่อไป
“แกฟังไม่ผิดหรอกเพื่อน น้องสาวบุญธรรมของฉันกลายเป็นเจ้าหญิงไปแล้ว เธอเป็นหลานสาวของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ นพดล”
“มันเป็นไปได้ยังไง...แล้วนี่แกดื่มตั้งแต่กลางวันเลยเหรอวะ ดื่มฉลองให้คุณดาวหรือไง หรือว่าดื่มเพราะอกหักเรื่องผดาชไม”
กรกฎแค่หัวเราะอย่างเจ็บลึก “แกอย่าพูดถึงชื่อผู้หญิงคนนี้ให้ฉันได้ยินอีก ฉันมีอะไรจะให้แก รอเดี๋ยว”
เขาหายไปครู่เดียวก็กลับมาพร้อมเช็คเงินสดจำนวน 30 ล้าน ยื่นให้ธัชชัยเป็นค่าจ้างสำหรับข้อตกลงที่ให้จีบละอองดาว ทำให้เธอรักและแต่งงานด้วยให้ได้ เพื่อหวังให้เธอหลุดจากเงื่อนไขในพินัยกรรม ตัวเขาจะได้แต่งงานกับผดาชไมให้เร็วที่สุด ซึ่งธัชชัยทบทวนข้อตกลงนั้นได้อย่างแม่นยำ
“ตอนนี้ฉันเป็นมหาเศรษฐี เจ้าของทรัพย์มรดกมูลค่าหลายหมื่นล้านตัวจริงแล้วโดยไม่ต้องฝืนใจแต่งงานกับเด็กตัวกลมเหมือนไหกระเทียมคนนั้น โดยการร่วมมือของแกตามสัญญาจ้างด้วยดี”
ธัชชัยหน้าเครียด ยื่นเช็คคืนให้กรกฎ แต่เขาไม่รับคืน ย้ำให้เพื่อนรับไป อย่าหยิ่ง
“ฉันเป็นคนซื่อตรงต่อสัญญา ไม่เคยคิดจะโกงแกเลย แกทำงานสำเร็จเพียงครึ่งเดียว เพราะให้ฉันรอมานานตั้งสามปี ฉันเลยให้แกแค่นี้ตามสัญญา แต่ถ้าแกแต่งงานกับดาวไปซะก่อนหน้านี้ แกจะได้ถึง 60 ล้านเชียวนะ”
ธัชชัยโมโหลุกพรวดเข้าไปกระชากคอเสื้อกรกฎแล้วด่าลั่น
“ไอ้โง่! แกนึกเหรอว่าไอ้ที่คุณดาวยินยอมไม่แต่งงานกับแกและเขียนหนังสือปฏิเสธการแต่งงานให้แก จนกระทั่งแกได้ครองมรดกนี่มันเป็นเพราะฉันเหรอวะ แกมันโง่ชะมัด แกบังอาจจ้างฉันทำเรื่องบ้าๆนี่ ฉันเองก็โง่บัดซบไม่แพ้แกเลยที่ตกปากรับทำงานให้แก จำไว้นะไอ้กฎ แกกับฉันร่วมกันคบคิดในเรื่องโง่ๆที่น่าอับอายที่สุด ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันจะไม่มีวันทำงานบัดซบนี้ให้แกเด็ดขาด...ใช่! ฉันยอมรับว่าฉันรักคุณดาว รักด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ แต่คุณดาวไม่เคยมีใจให้ฉันเลย เธอคิดกับฉันแค่เพื่อนเท่านั้น ตอนนี้ฉันก็พอจะฉลาดขึ้นมามั่งแล้ว ส่วนแกก็จงโง่ต่อไป แล้วก็อย่ามาถามอะไรโง่ๆว่าคุณดาวคิดยังไงกับแก”
ด่าเสร็จเขาฉีกเช็คนั้นจนป่นปี้ก่อนปาใส่กรกฎอย่างฉุนเฉียว แล้วเดินอาดๆออกไปทันที
“ใช่! ฉันมันโง่เง่า ฉันเลว ฉันมันผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว” กรกฎด่าตัวเองแล้วซดเหล้าอีกแก้วด้วยความเครียดจัด
ooooooo
ผดาชไมทรุดโทรมทั้งกายและใจ ร้องไห้จนตาบวมช้ำ วันทั้งวันเอาแต่ดื่มเหล้าหมกตัวอยู่บนห้องเพราะทำใจไม่ได้ที่ตนเองต้องกลายเป็นผู้แพ้ ชีวิตหมดสิ้นทุกอย่างไม่ว่าจะคนรักหรืองาน
งามตาเห็นสภาพลูกสาวก็พยายามปลุกปลอบด้วยความสงสารและห้ามปรามไม่ให้ดื่มเหล้า แต่ผดาชไมไม่ฟัง บอกว่าการดื่มเหล้าทำให้ตนลืมอะไรๆได้บ้าง
“ก็ลืมได้แค่ตอนเมานั่นแหละ พอหายเมา แม่ก็เห็นกลุ้มหนักกว่าเดิมอีก พอแล้วๆ เอาแก้วมานี่ แม่ไม่ให้แกกินแล้ว”
“อย่ามายุ่งกับหนูนะแม่”
“นังหนู! นี่แม่เป็นห่วงแกนะ”
“หนูรู้ว่าแม่ห่วง แต่แม่ไม่เข้าใจหรอกว่าหนูเจ็บปวดมากแค่ไหน ชีวิตหนูมันพังไปหมดแล้ว มันไม่เหลืออะไรแล้ว แม่เข้าใจมั้ย”
“แม่ขอร้องล่ะ เห็นแก่แม่เถอะ เลิกกินได้แล้ว”
“หนูก็ขอร้องแม่เหมือนกัน ออกไป หนูอยากอยู่คนเดียว”
ผดาชไมเสียงแข็ง งามตาอ่อนใจที่จะพูด กลับลงมาข้างล่างเจอรุ้งเพชรกับสกุนตลาจึงเล่าความทุกข์ใจเรื่องลูกสาวให้ฟัง สองสาวเห็นใจและสงสารเพื่อนขออนุญาตขึ้นไปหา
เมื่อเห็นสภาพผดาชไมก็ผงะอย่างคาดไม่ถึง ดารานักร้องสาวดาวดังกลายเป็นขี้เมาไปแล้ว
“ทำไมเธอถึงได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้”
“ฉันไม่เหลือคราบฮันนี่ ซุปเปอร์สตาร์เลยใช่มั้ย”
“เลิกดื่มได้แล้ว เหล้ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นนะ”
“พูดเหมือนแม่ฉันเปี๊ยบ เป็นแม่ฉันอีกคนหรือไง ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันจะกิน กินให้มันหายกลุ้มหายบ้า”
ผดาชไมยกแก้วขึ้นดื่มพรวดแล้วจะเทเหล้าใส่แก้วอีก รุ้งเพชรทนไม่ไหวกระชากขวดเหล้าไป
“พอได้แล้วดา เลิกทำร้ายตัวเองได้แล้ว”
“ไปให้พ้น! อย่ามายุ่งกับฉัน” ผดาชไมตวาดสวนแล้วโวยวายจะเอาขวดเหล้าคืน แต่รุ้งเพชรไม่ยอม เลยเกิดยื้อยุดกัน “ปล่อยนะรุ้ง อยากเจ็บตัวรึไง ปล่อยฉัน”
รุ้งเพชรกับสกุนตลาช่วยกันดึงเพื่อนออกห่างจากขวดเหล้า ผดาชไมร้องคลั่งเหมือนคนบ้า พยายามดิ้นรนสะบัดสุดแรง
“ชีวิตฉันไม่เหลือใครแล้ว มันพังไปหมดแล้ว มันเหลือแค่ซากชีวิต ปล่อยฉัน ฉันจะกิน กินให้มันตายไปเลย”
รุ้งเพชรตัดสินใจตบหน้าผดาชไมที่กรีดร้องได้ผลชะงัด ผดาชไมหยุดชะงักในบัดดล!
“หัดมีสติมั่งสิ แค่นี้เธอยังเจ็บปวดไม่พอใช่มั้ย ฟังนะดา ไอ้ที่ชีวิตเธอพังย่อยยับแบบนี้ก็เพราะตัวเธอเองนั่นแหละ ยอมรับความจริงบ้าง เธอเอาแต่คิดร้ายๆ ทำอะไรแย่ๆกับคนอื่น ผลสุดท้ายเธอถึงไม่เหลือใครไงล่ะ”
ผดาชไมกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาไหลพรากอย่างเจ็บปวด
“ฉันรู้ว่าเธอเจ็บปวด แต่ทุกอย่างมันก็ผ่านไปแล้ว เริ่มต้นชีวิตใหม่สิดา ถึงชีวิตเธอจะพัง แต่ความฝันของเธอยังอยู่นะดา สร้างมันขึ้นมาใหม่สิ”
“ฉันมันเลว เลวถึงขนาดที่ผู้ชายอย่างกฎกับพ่อเลี้ยงยังรับไม่ได้ ฉันเลวขนาดนี้ เธอยังไม่เกลียดฉันอีกเหรอ”
“ก็ฉันเป็นเพื่อนเธอไง เพื่อนมีไว้ให้รักนะดา ไม่ได้มีไว้ให้เกลียด”
ผดาชไมร้องไห้โฮโผเข้ากอดรุ้งเพชร ขอร้องเพื่อนสองคนอย่าทิ้งตน ตนไม่เหลือใครแล้ว สกุนตลาเข้ามากอด ลูบหลังปลอบโยนและให้กำลังใจ
“เข้มแข็งไว้นะดา ชีวิตคนเราเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน ฉันกับรุ้งจะเป็นกำลังใจให้เธอ”
ooooooo
เมื่อย่าต้องการจัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวอย่างเป็นทางการ สดายุอาสาเป็นพ่องานจัดทำการ์ดนำไปเชิญแขกเหรื่อนับร้อยคน คำอินทร์ก็อยากมีส่วนร่วม แต่ดูเหมือนเขาเสนออะไรมามักไม่เข้าท่า โดนเสด็จย่าตำหนิทุกทีไป
ละอองดาวต้องไปเชิญเริงใจกับชลทิชาเพราะสองคนนั้นขู่ไว้ว่าจะไม่มาร่วมงานหากละอองดาวไม่ไปเชิญด้วยตัวเอง ส่วนกรกฎนั้นละอองดาวยังแบ่งรับแบ่งสู้เมื่อโดนย่ากำชับว่าต้องเชิญมาให้ได้ เขาเป็นแขกคนสำคัญ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา เราสองคนย่าหลานคงไม่มีวันนี้
คำพูดนั้นของย่าทำให้ละอองดาวต้องคิดทบทวนใหม่ ในที่สุดก็ตัดสินใจไปบ้านเบ็ญจรงค์ กรกฎกำลังดื่มเหล้า แทบไม่เชื่อสายตานึกว่าตัวเองฝันไป
“ขอบพระทัยเจ้าหญิงเหลือเกินที่กรุณามาเยี่ยมผมอย่างเป็นทางการถึงที่นี่ เชิญประทับนั่งกระหม่อม”
“ขอบคุณค่ะ คุณกรกฎคะ แต่ไหนแต่ไรมาเมื่อถูกคุณขอร้องดิฉันไม่เคยขัดคุณเลย ทีนี้ดิฉันขอร้องคุณบ้าง จะได้ไหมคะ”
“เจ้าหญิงมีอะไรจะให้ผมรับใช้เหรอครับ”
“มีค่ะ และสำคัญมากด้วย”
“โปรดบอกเถิดกระหม่อม”
“กรุณาพูดและปฏิบัติต่อดิฉันเหมือนเช่นที่คุณเคยทำมาก่อน”
“ก็ได้ครับ ถ้าเป็นความต้องการของเจ้าหญิง แต่ผมจะทำก็ต่อเมื่อเราอยู่กันโดยเฉพาะ หรือคนคุ้นเคยเท่านั้น...พี่ขอบใจที่เธออุตส่าห์มาเยี่ยม” พูดแล้วเขาทำท่าจะดื่มเหล้าอีก ละอองดาวรีบยับยั้ง
“กรุณาอย่าดื่มได้ไหมคะ”
“ได้...ทำไมจะไม่ได้ เธอไม่เปลี่ยนแปลงเลยนะดาว ยังคงเป็นน้องสาวที่ปรารถนาดีต่อพี่เหมือนเดิม”
“ขอบคุณค่ะที่เข้าใจได้ถูกต้อง นี่คุณไม่สบายหรือเปล่าคะ”
“พี่ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ เธออาจจะเห็นพี่ดูรุงรังไปหน่อยมั้ง พี่ไม่ได้ออกไปไหนเลยไม่ได้โกนหนวดเครา”
“งั้นดิฉันก็คงเข้าใจผิดคิดว่าคุณไม่สบาย...เสด็จย่าทรงใช้ดิฉันมาเชิญคุณไปร่วมงานเลี้ยงที่วังนพดลค่ะ”
“งานเลี้ยงอะไรเหรอ จัดเมื่อไหร่”
“พรุ่งนี้ค่ะ เสด็จย่ามีรับสั่งให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับดิฉัน”
กรกฎนิ่งอย่างลังเล แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องหน้ารอคำตอบก็ไม่ปฏิเสธ
“พี่ชายของดิฉันน่ารักจริงๆ รู้ไหมคะเสด็จย่าทรงบ่นว่าตั้งแต่ดิฉันออกจากโรงพยาบาลแล้ว ท่านไม่ได้เห็นหน้าคุณอีกเลย”
“พี่อยากไปกราบพระบาทท่านอยู่เหมือนกัน”
“แล้วทำไมไม่ไปล่ะคะ”
“พี่ไม่ค่อยกล้าเข้าพระพักตร์ท่าน”
“ทำไมคะ ท่านก็ไม่ใช่คนดุซะหน่อย หรือว่าคุณกรกฎทำผิดคิดร้ายอะไร ถึงไม่กล้าเข้าพระพักตร์ท่าน”
กรกฎตอบไม่ถูก พอดีธัชชัยโผล่เข้ามาทักเพื่อนเสียงดัง ก่อนจะเหลือบเห็นว่าละอองดาวอยู่ด้วย เลยเงอะงะทำตัวไม่ถูก เปล่งเสียงถวายความเคารพเจ้าหญิงพร้อมก้มศีรษะให้
ละอองดาวขำท่าทีของธัชชัย บ่นว่ามาแบบเดียวกับกรกฎอีกคน บอกให้ทำตัวเหมือนเดิมพร้อมกับเชิญนั่ง
ธัชชัยกล่าวขอบคุณก่อนนั่งลงพูดคุยตามปกติ “คุณดาวมาเยี่ยมเจ้ากฎเหรอครับ”
“เสด็จย่าให้ดิฉันมาเชิญคุณกรกฎไปงานเลี้ยงต้อนรับดิฉันที่วังนพดลน่ะค่ะ ว่าจะแวะไปหาคุณธัชที่สำนักงานอยู่พอดี แต่เจอตัวซะก่อน ถือโอกาสเชิญตอนนี้ เลยแล้วกัน ไปให้ได้นะคะคุณธัช”
“ครับ ผมไปแน่นอน”
“ยังไงดิฉันขอตัวก่อนนะคะ นัดยัยนิดกับหญิงชลเอาไว้” ละอองดาวลุกขึ้น สองหนุ่มลุกตามเพื่อจะไปส่ง “ไม่ต้องไปส่งหรอกค่ะ คุยกันต่อเถอะ แล้วเจอกันที่งานพรุ่งนี้นะคะ”
ธัชชัยรับคำด้วยความเต็มใจ พอเธอคล้อยหลังไป ธัชชัยหันมาขอโทษกรกฎเรื่องวันก่อนที่ใจร้อนด่าเขาและเอาเช็คปาหน้า กรกฎไม่ถือสาบอกว่าตนลืมไปหมดแล้ว...
ooooooo
ผดาชไมเพิ่งรู้ข่าวละอองดาวเป็นเจ้าหญิงจากรุ้งเพชรและสกุนตลาที่นำหนังสือพิมพ์มาให้ดูถึงบ้าน ในข่าวระบุว่าเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ทรงจัดเลี้ยงต้อนรับหลานสาว พร้อมทั้งยืนยันว่าละอองดาว คือหลานตัวจริงที่รอคอยมากว่ายี่สิบปี
ข่าวนี้ทำให้ผดาชไมยิ่งระทมทุกข์ เพราะในขณะที่ตัวเองกำลังตกต่ำถึงขีดสุด แต่ละอองดาวกลับได้ดีมีความสุขเหนือกว่าทุกอย่าง
ละอองดาวนัดพบเริงใจกับชลทิชาที่ร้านขนม พูดคุยกันเรื่องงานเลี้ยงก่อนจะโยงไปเรื่องผดาชไม ที่เริงใจบอกว่าพักนี้เก็บตัวเงียบ แต่วันงานหล่อนอาจโผล่มาโดยไม่ได้รับเชิญ
“ถ้าเขามาฉันก็ยินดีต้อนรับนะ”
“ว้าย...นางเอกจังเลยนะแตน ถ้าเป็นฉันล่ะก็ แม่นั่นโดนตบกลิ้งอยู่หน้ารั้ววังนั่นแหละ ไม่ปล่อยให้เฉียดเข้ามาในงานหรอก”
“เธอมันนางร้ายชัดๆยัยนิด พูดถึงผดาชไม พักนี้ไม่เห็นข่าวยัยนั่นเลยนะเงียบมาก หรือว่าออกจากวงการไปแล้ว”
“หล่อนกบดานอยู่ล่ะมั้ง คงกลัวตำรวจจะสาวไปถึงเรื่องเลวๆที่ทำเอาไว้กับแตน เกลียดจัง อย่าให้เจอนะ”
“อย่าไปผูกใจเจ็บเขาเลยนิด เรื่องมันผ่านไปแล้ว ผดาชไมอาจจะไม่ใช่คนบงการจ้างคนมายิงฉันก็ได้”
เริงใจนิ่งไป คิดในใจว่าละอองดาวช่างเป็นคนดีเสียจริง ปล่อยวางได้ทุกเรื่อง
ooooooo
งานเลี้ยงจัดขึ้นที่วังนพดลอย่างสมพระเกียรติของเสด็จพระองค์หญิงฯ ละอองดาวได้รับคำชมมากมายจากญาติทางฝ่ายเสด็จย่า สร้างความปลาบปลื้มอิ่มเอมใจให้คนเป็นย่าถึงกับแย้มยิ้มแทบจะตลอดเวลา
ธัชชัยเดินเข้ามาในงานชะเง้อมองหาละอองดาว ทำให้ไม่ทันระมัดระวังชนหญิงสาวคนหนึ่งจนกระเป๋าถือ และผ้าเช็ดหน้าของเธอหล่นจากมือ
ดุจดาวเสียหลักเกือบล้มถ้าธัชชัยไม่ประคองเธอไว้ ในอ้อมแขน สองคนสบตากันครู่หนึ่งก่อนที่ฝ่ายหญิงจะดันตัวออกหลังจากได้สติ
ธัชชัยเอ่ยคำขอโทษและช่วยหยิบกระเป๋าส่งคืน แต่พอก้มหยิบผ้าเช็ดหน้าแล้วลุกขึ้นมากลับไม่พบเธอเสียแล้ว
“อ้าว! หายไปไหนแล้ว ทำไมไวอย่างงี้...สวยเตะตา มีเสน่ห์ นางฟ้าชัดๆ เอ๊ะ หรือว่าเป็นนางฟ้าหายตัวได้ไวขนาดนี้”
ชายหนุ่มยืนบ่นงึมงำ ดมผ้าเช็ดหน้าแล้วพูดว่าหอมจัง...สดายุเดินเข้ามาเห็นก็แปลกใจถามธัชชัยว่าทำอะไร
“เปล่า...ไม่มีอะไรฝ่าบาท”
“แกมาคนเดียวเหรอ กรกฎล่ะ”
“อยู่โน่นกระหม่อม มาถึงก็ดวดเหล้าเลย ไม่รู้มันจะกลุ้มอะไรนักหนา”
สดายุชะเง้อมองไปเห็นกรกฎแฝงตัวอยู่ที่ซุ้มต้นไม้ก็ทอดถอนใจ คิดว่าหมอนี่อาการหนักอีกแล้ว
อีกมุมหนึ่ง อรรถวาทีมาพร้อมกับชวนชม เริงใจกับชลทิชามาต้อนรับ เชิญแขกของละอองดาวทั้งสองคนไปรับประทานอาหารในมุมที่จัดไว้
ส่วนสดายุเดินไปทักทายกรกฎที่เอาแต่ดื่ม ถามเขาว่ามานั่งแบกโลกอยู่ตรงนี้ทำไม
“ก็กระหม่อมไม่รู้จะทำอะไร เบื่อๆก็เลยมานั่งเงียบๆ”
“ฉันรู้ว่าแกกำลังคิดอะไรอยู่ อยากคุยกับแกยาวๆ เหมือนกัน แต่ยังไม่มีเวลา นี่ฉันก็ยุ่งๆต้องคอยดูแลแขกทางโน้นทีทางนี้ที...แล้วนี่แกเจอเจ้าของงานเขารึยัง”
“เจ้าหญิงละอองดาวเหรอกระหม่อม”
“ก็ใช่น่ะสิ บ๊ะ! ไอ้หมอนี่ มางานเขาไม่คิดจะไปทักทายเขาหรือไง” พูดขาดคำเหลือบเห็นละอองดาวพอดี สดายุคว้าแขนกรกฎเดินไปหาทันที “อาเอาตัวจำเลยมาให้แล้วเจ้าหญิง ดูเอาเถอะ มางานเจ้าหญิงแต่ดันไปแฝงตัวอยู่ที่ซุ้มต้นไม้โน่น แกเป็นนางอายหรือเจ้ากฎ”
“ฝ่าบาทตรัสซะกระหม่อมเสียหายหมด”
“ก็มันจริงนี่...คุยกันไปพลางๆก่อนนะ ขอตัวไปดูแขกทางโน้นหน่อย”
เมื่ออยู่กันสองคน ละอองดาวชวนกรกฎคุย แต่เขาเอาแต่จ้องหน้าเธอเพลินเหมือนคิดอะไรอยู่
“ทำไมจ้องหน้าดิฉันแบบนั้นล่ะคะ”
“คืนนี้น้องสาวของพี่สวยเหลือเกิน พี่ขอแสดงความยินดีกับดาวด้วยนะ ดาวลอยกลับขึ้นไปประดับอยู่บนท้องฟ้าแล้ว ส่งประกายระยิบระยับให้ใครๆได้ชื่นชม ดาวกำลังมีความสุขกับทุกสิ่ง พี่ดีใจจริงๆที่เห็นดาวมีความสุข”
“ขอบคุณค่ะ”
ผดาชไมยืนจ้องสองคนมาจากนอกรั้ว ความแค้นพลุ่งพล่านแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ คิดฟุ้งซ่านว่าตัวเองเข้ามาตบตีด่าทอละอองดาวจนหนำใจโดยไม่มีใครห้ามสักคน
รุ้งเพชรกับสกุนตลามาด้วย เห็นผดาชไมยืนนิ่งกำมือแน่น กัดริมฝีปาก แววตาวาวโรจน์ ก็ขยับมาเรียก แต่ผดาชไมไม่รู้สึกตัวเพราะกำลังตกอยู่ในภวังค์ความแค้น จนกระทั่งรุ้งเพชรต้องเขย่าตัวและชวนกันกลับ เพราะมหาดเล็กคนหนึ่งทำท่าจะมาสอบถามเพราะเห็นยืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว
ooooooo
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่นชื่นมื่น กระทั่งได้เวลาเสด็จพระองค์หญิงฯทรงกล่าวขอบคุณแขกเหรื่อ
“ก่อนอื่นฉันต้องขอขอบคุณท่านประยูรญาติ มิตรสหาย และแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่กรุณาให้เกียรติมาร่วมงานรับขวัญหลานของฉัน ก็คงไม่มีอะไรจะกล่าวมากนัก อยากจะบอกว่าคนแก่คนนี้เฝ้ารอคอยวันนี้มานานเหลือเกิน ฉันต้องขอบคุณคุณกรกฎ เบ็ญจรงค์ และท่านชายสดายุที่ทำให้ฉันได้รู้ความจริงว่าหลานสาวของฉันคือใคร”
กรกฎกับสดายุยิ้มปลื้มที่เสด็จฯกล่าวชื่นชม
“พูดไม่ออกแล้วล่ะ มันมากกว่าความดีใจและความสุข ตื้นตันอิ่มเอมใจจนบอกไม่ถูก ฉันมีความสุขจริงๆนะ...หลานย่ากล่าวอะไรสักหน่อยสิลูก”
“กราบสวัสดีค่ะ ท่านประยูรญาติและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉันละอองดาว นพดล ขอกราบฝากเนื้อ ฝากตัวกับทุกท่านด้วยนะคะ...การรอคอยที่ไร้ความหวังช่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานยิ่งนัก ดิฉันเองใช้ชีวิตลูกกำพร้ามายี่สิบกว่าปี วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ชีวิตที่ไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นใครมันช่างทุกข์ใจเหลือเกิน ทุกๆวันดิฉันเฝ้าถามคุณพ่อไกรว่าดิฉันเป็นลูกใคร แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบนั้น ท่านบอกแต่เพียงว่าสักวันเจ้าจะรู้คำตอบเอง...แล้ววันนี้ดิฉันก็ได้ทราบคำตอบนั้นแล้วค่ะ ขอบคุณสวรรค์ที่ประทานของขวัญล้ำค่ามาให้ และบุคคลหนึ่ง ในของขวัญอันแสนวิเศษนั้นก็คือเสด็จย่าของดิฉัน ที่ดิฉันรักและเทิดทูนยิ่งชีวิตค่ะ”
ละอองดาวน้ำตาเอ่อ ก้มลงกราบแทบเท้าเสด็จย่าก่อนจะลุกขึ้นขออนุญาตท่านพูดอะไรอีกสักเล็กน้อย
“และโอกาสพิเศษในวันที่แสนวิเศษนี้ ดิฉันขอกราบระลึกถึงท่านผู้มีพระคุณต่อชีวิตดิฉันอีกท่านหนึ่งนะคะ ท่านก็คือด็อกเตอร์ไกร เบ็ญจรงค์ ท่านชุบเลี้ยงดิฉันมาตั้งแต่ดิฉันยังเป็นทารกน้อย แม้ไม่ใช่พ่อผู้ให้กำเนิด แต่ท่านก็ให้ทั้งความรักและความเมตตาต่อลูกกำพร้าคนนี้ ท่านเฝ้าอบรมสั่งสอน ให้สิ่งดีๆในชีวิตเหมือนดิฉันเป็นลูกแท้ๆของท่านคนหนึ่ง ชีวิตดิฉันเติบโตขึ้นในรั้วบ้านเบ็ญจรงค์อย่างอบอุ่นที่สุด พระคุณของคุณพ่อไกรมากล้นเหลือเกิน ทั้งชีวิตนี้ดิฉันก็คงตอบแทนพระคุณท่านไม่ได้ทั้งหมด ท่านจากดิฉันไปอย่างไม่มีวันกลับสามปีกว่าแล้ว แต่ทุกอย่างที่เป็นคุณพ่อไกรยังอยู่ในความทรงจำของดิฉันเสมอ”
กรกฎน้ำตาคลอ ชวนชมยกมือขึ้นปาดน้ำตา ขณะที่อรรถวาทีก็แอบน้ำตาซึม
“แม้วันนี้ด็อกเตอร์ไกร เบ็ญจรงค์ จะลาลับไปแล้ว แต่บุตรชายคนเดียวของท่านได้อยู่ในงานนี้ ดิฉันขออนุญาตกราบคุณกรกฎ เบ็ญจรงค์ ตัวแทนของด็อกเตอร์ไกรและเป็นพี่ชายที่แสนดีที่เคยดูแลดิฉันมา”
ละอองดาวเดินไปหากรกฎ พนมมือไหว้อย่างนอบน้อมนุ่มนวล “ขอบพระคุณค่ะพี่กรกฎ”
“กระหม่อมซาบซึ้งใจ ดีใจ และยินดีเหลือเกินกับความสุขของเจ้าหญิง วิญญาณของคุณพ่อคงมีความสุขมากที่เห็นเจ้าหญิงมีวันนี้”
ทั้งคู่สบตากันนิ่ง ทุกคนในงานปรบมือด้วยความประทับใจ หลังจากนั้นเสด็จย่าทรงมอบสร้อยเพชรประจำตระกูลให้หลานสาวท่ามกลางรอยยิ้มและความปลาบปลื้มยินดีของทุกคน
ooooooo
เสร็จพิธีการ ดนตรีขึ้นเพลงลีลาศ สดายุโค้งเสด็จฯออกไปเต้นรำ ขณะที่คำอินทร์เอ่ยชวนละอองดาว
“เจ้าหญิงกรุณาให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงนะครับ”
“ได้สิคะ พี่คำอินทร์”
เริงใจเห็นคำอินทร์จูงมือละอองดาวออกไปเต้นรำก็แอบน้อยใจ ชลทิชาจับสังเกตอยู่รีบกระแซะเข้ามาแซว
“แหม หน้าบึ้งเชียวนะยัยนิด น้อยใจเหรอ”
“บ้าสิ! ฉันรู้ว่าแตนไม่ได้คิดอะไรกับเจ้าคำอินทร์หรอก”
“ฮั่นแน่! ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าเธอคิดอะไรกับคำอินทร์”
เพื่อนคนอื่นๆได้ยินก็หูผึ่ง เข้ามารุมถามเริงใจกันเซ็งแซ่ว่าปิ๊งเจ้าคำอินทร์เหรอ แล้วปิ๊งกันตอนไหน เล่ามาเดี๋ยวนี้...เริงใจเขินจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เอาแต่เดินหนีเพื่อนๆ
ขณะเต้นรำด้วยกัน คำอินทร์ชวนละอองดาวคุย “คืนนี้เจ้าหญิงสวยเหลือเกิน ตั้งแต่รู้ข่าวว่าคุณดาวเป็นหลานของเสด็จย่า เราก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย ผมขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะพี่คำอินทร์”
“พี่??”
“ก็เราเป็นญาติพี่น้องกันไงคะ ถึงคุณจะเป็นหลานของพระสวามีของเสด็จย่า แต่ก็ถือว่าเราเกี่ยวดองกัน นับเป็นพี่น้องกันนะคะ”
“เสียดายเนอะ”
“เสียดายอะไรคะ”
“ก็อดรักคุณไงครับ คุณก็น่าจะรู้ว่าที่ผ่านมาผมคิดยังไงกับคุณ”
“รักน้องคนนี้ต่อไปเถอะค่ะ ความรักฉันพี่น้องยากที่จะผันแปร บริสุทธิ์และมีค่ามากนะคะ”
“ครับ เจ้าหญิงของพี่คำอินทร์”
กรกฎกับธัชชัยยืนมองมาจากมุมหนึ่ง กรกฎพูดหน้าเศร้าว่าสองคนนั้นเหมาะสมกันดี แต่ธัชชัยค้านว่าเป็นไปไม่ได้ เจ้าคำอินทร์กับเจ้าหญิงละอองดาวเป็นญาติพี่น้องกัน
“ก็แค่ญาติห่างๆ หลานของพระสวามีของเสด็จฯ”
กรกฎผิดหวังและน้อยใจ ละอองดาวมองมาสบตาเขาพอดี เธอบอกคำอินทร์ว่าตอนนี้ตนอยากเต้นรำกับใครคนหนึ่ง คำอินทร์จึงปล่อยเธอไป เริงใจเห็นดังนั้นก็แกล้งเดินเฉียดมาทางชายหนุ่ม
“ผมกำลังจะไปเชิญคุณเต้นรำอยู่พอดี แต่ถ้าคุณไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ”
“อุ๊ย เดี๋ยวสิ ฉันยังไม่ได้ปฏิเสธซะหน่อย ขอเล่นตัวนิดนึงไม่ได้เหรอ”
เริงใจค้อนให้ คำอินทร์อมยิ้มแล้วโค้งเธอออกไปเต้นรำ ส่วนละอองดาวตั้งใจจะเต้นรำกับกรกฎสักเพลง แต่เดินมามองหากลับไม่เห็น สดายุจับสังเกตก่อนจะเข้ามาถามเธอว่ามองหาใครอยู่
“เปล่าค่ะท่านอา”
สดายุรู้ทัน ทำทีบ่นสงสารกรกฎขึ้นมาหน้าตาเฉย ละอองดาวนิ่วหน้าถามว่าสงสารทำไม?
“ก็อาเห็นเขาดูซึมๆ เหมือนมีเรื่องทุกข์ใจ คงมีปัญหาที่แก้ไม่ตก”
“ถ้ามีปัญหาอะไร คุณกรกฎน่าจะปรึกษาท่านอานะคะ หรือไม่ก็คุณธัช”
“กรกฎคงไม่กล้าปรึกษาใครหรอก แต่อาพอจะเดาออกนะว่าเขาทุกข์ใจเรื่องอะไร”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“ก็เรื่องเจ้าหญิงนั่นแหละครับ เป็นเรื่องที่เจ้ากฎทุกข์ใจอย่างสาหัส เขารู้สึกผิดมาตลอดที่เคยปฏิเสธการแต่งงานกับเจ้าหญิง แต่พอรู้ใจตัวเองว่าคิดยังไง รู้สึกยังไงกับเจ้าหญิงก็ตกที่นั่งลำบาก จะไปปรึกษาหารือใครก็ทำไม่ได้ ยิ่งตอนนี้อะไรๆมันเปลี่ยนไป กรกฎก็ยิ่งกลัดกลุ้มหนัก”
“คงเป็นกรรมที่เขาทำเอาไว้ เลยต้องมาเจ็บปวดทุกข์ใจ”
“นี่เจ้าหญิงไม่สงสารกรกฎบ้างเหรอ”
“สงสารทำไมคะ เขาเคยทำให้คนอื่นเจ็บปวดทุกข์ใจ เขาย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นค่ะ”
“เจ้าหญิงไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ อาถามจริงๆ เจ้าหญิงคิดยังไงกับกรกฎ”
“ก็พี่ชายไงคะ พี่ชายที่แสนดีที่เคยดูแลดาวมา” ละอองดาวฝืนยิ้มซ่อนสีหน้า แต่ในใจทั้งรักและสงสารกรกฎมากในเวลานี้...
เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ละอองดาวเก็บคำพูดของท่านอามาครุ่นคิด เธอรับรู้มาตลอดว่ากรกฎรักเธอและกำลังเจ็บปวดทรมานใจ แต่ที่ยังไม่ใจอ่อนก็เพราะเขาใจร้ายกับเธอก่อน
ในเวลาเดียวกันกรกฎนอนไม่หลับ ยืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน รำพึงเบาๆกับตัวเองอย่างท้อแท้ เศร้าหมอง
“ใจร้าย...คนใจร้าย...เธอน่าจะรู้ว่าพี่คิดยังไงกับเธอ แต่เธอก็ยังทำให้พี่เจ็บปวดทรมานใจ...ละอองดาว พี่หมดหวังแล้วใช่ไหม ทุกๆวินาทีที่ผ่านไปเธอช่างอยู่สูงไกลออกไปเกินกว่าที่พี่จะไขว่คว้า”
ooooooo
หลังจากประจักษ์แก่สายตาตนเองแล้วว่าละอองดาวได้ดีมียศถาบรรดาศักดิ์ ผดาชไมตัดสินใจจะกลับไปอยู่อเมริกาเพราะกลัวความผิดข้อหาจ้างวานฆ่าละอองดาว
ขณะที่ผดาชไมเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ งามตาเข้ามาเห็นจึงซักถามด้วยความสงสัย
“นังหนู! เก็บเสื้อผ้าทำไม จะไปไหน”
“หนูจะกลับไปอเมริกา หนูจองตั๋วเครื่องบินเอาไว้แล้ว”
“ทำไมต้องไปล่ะลูก ก็อยู่เมืองไทยนี่แหละ พอเรื่องมันซาแกก็ค่อยรับงานใหม่”
“อยู่ได้ยังไงล่ะแม่ แม่รู้มั้ยตอนนี้นังละอองดาวมันกลายเป็นเจ้าหญิงไปแล้วนะ”
“จริงเหรอ เป็นไปได้ยังไง”
“แม่ไม่ได้อ่านข่าวเหรอ หนูไปเห็นมากับตา มันอยู่กับเสด็จย่ามันที่วังนพดล มีพวกมหาดเล็กอารักขาเต็มไปหมด...คดีที่หนูจ้างสมพงศ์ไปยิงนังละอองดาวยังไม่เงียบ ถึงตอนนี้ตำรวจจะยังไม่มีหลักฐานสาวมาถึงตัวเรา แต่นังนั่นมันใหญ่คับฟ้า มันมีอำนาจ มันจะสั่งคนมาเก็บเราเมื่อไหร่ก็ได้
“จริงด้วยลูก...แล้วจะเอาไงกันดีล่ะ”
“หนูเบิกเงินมาให้แม่ก้อนหนึ่ง แม่หลบไปหาบ้านเช่าอยู่นะ อยู่ที่เดิมไปก่อนก็ได้ หนูขอไปตั้งตัวที่อเมริกาซักพัก พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหนูจะกลับมารับแม่ไปอยู่ด้วย”
“จริงนะนังหนู แกอย่าทิ้งแม่ไปนะลูก”
“หนูรักแม่นะ หนูไม่ทิ้งแม่หรอก หนูสัญญา...แม่รีบไปเก็บของ รีบย้ายออกไปเถอะ ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว ทั้งตำรวจทั้งคนของนังละอองดาวจะบุกมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”
“จ้ะลูก แม่จะรีบไปเก็บของเดี๋ยวนี้แหละ” งามตาร้อนรนออกจากห้องไป
ผดาชไมนึกถึงละอองดาวแล้วยังโกรธแค้นไม่หาย และจะไม่ยอมให้ตัวเองโดนละอองดาวแก้แค้นเอาคืนได้ง่ายๆ
ooooooo
กรกฎจับเจ่าอยู่กับบ้าน ครุ่นคิดวนเวียนแต่เรื่องละอองดาวอย่างทุกข์ใจ ธัชชัยแวะมาหาในตอนเย็น ร้องทักกึ่งแซวว่า
“อ้าว! ไอ้เสือเฝ้าถ้ำอีกแล้ว สบายดีนะเพื่อน”
“ก็ไม่ได้นอนป่วยนี่หว่า”
“เอ๊ะไอ้นี่ เจอหน้าก็กวนซะ ไปเที่ยวผ่อนคลายข้างนอกกันเหอะกฎ ฉันก็เบื่อๆ”
“ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากออกไปไหน”
“เป็นอะไรวะกฎ น้องสาวแกเขาก็มีความสุขไปแล้ว ยังมีเรื่องอะไรให้ต้องกลุ้มอีก”
“นี่ธัช...ถามจริงๆ แกยังรักละอองดาวอยู่รึเปล่า”
“รักสิ แต่มันเป็นไปไม่ได้”
“เพราะแกคิดว่าละอองดาวอยู่สูงเกินไปใช่มั้ย”
“เปล่า...เพราะคุณดาวไม่เคยมีใจให้ฉันต่างหาก ฉันขอถามแกจริงๆ จนถึงตอนนี้แกยังไม่รู้อีกเหรอว่าคุณดาวรู้สึกยังไงกับแก”
“รู้หรือไม่รู้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก มันสายเกินไปแล้ว ดาวที่เจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้ากับก้อนกรวดเศษดินอย่างฉันไม่คู่ควรกันสักนิด”
กรกฎสีหน้าหม่นเศร้า ธัชชัยไม่รู้จะพูดยังไง จำต้องกลับไปทั้งที่ไม่สบายใจเพราะสงสารเพื่อนรัก
ค่ำนั้นธัชชัยไปดื่มแก้เซ็งที่คลับคนเดียว แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้เพื่อนร่วมโต๊ะโดยบังเอิญ ท่านชายสดายุเดินเข้ามาทักธัชชัยว่าใจลอยไปถึงไหน
“โอว...ฝ่าบาท เชิญประทับกระหม่อม”
สดายุขอบใจสหายรุ่นน้องก่อนนั่งลงชวนคุย “ฉันไม่เคยเห็นแกอยู่ในอารมณ์นี้เลย ดื่มคนเดียว นั่งนิ่งๆ ทำหน้าเหมือนว่าความแพ้คดี”
“โห...ฝ่าบาท แซวกระหม่อมซะเสียหายหมด”
“ถามจริงๆ แกกลุ้มอะไร”
“ก็ไม่ถึงกับกลุ้มหรอก เมื่อเย็นกระหม่อมไปหาเจ้ากฎที่บ้าน ชวนออกมาเปิดหูเปิดตา มันก็ปฏิเสธ เอาแต่นั่งดื่มอมทุกข์ ท่าทางเจ้ากฎจะอาการหนักนะ กระหม่อมไม่รู้จะช่วยเพื่อนได้ยังไง”
“ถ้าฉันเดาไม่ผิด เจ้ากฎก็คงทุกข์ใจเรื่องเจ้าหญิงละอองดาวนั่นแหละ ฝ่ายหนึ่งก็หยิ่งทระนง อีกฝ่ายก็ปากแข็ง สองคนนี้ยังไงกันนะ จะวางท่าเอาเชิงกันไปถึงไหน”
“เจ้ากฎเป็นคนดื้อรั้น เอาแต่ใจ มีทิฐิมาก ยิ่งตอนนี้ คุณดาวเป็นเจ้าหญิงละอองดาวแล้ว เจ้ากฎยิ่งถอยห่าง เพราะคิดว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า ฝ่าบาททรงช่วยหน่อยเถอะกระหม่อม ยังไงเจ้ากฎก็เกรงใจฝ่าบาทมาก”
สดายุรับฟังธัชชัยแล้วนิ่งไปอย่างครุ่นคิด
ooooooo
วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวใหญ่สร้างความตระหนกตกใจแก่ผู้คนที่รู้จักผดาชไม รวมทั้งละอองดาวที่เห็นข่าวนี้พร้อมเริงใจกับชลทิชาที่มาหาถึงวังนพดลแต่เช้า
“ไม่อยากจะเชื่อเลย เคราะห์ร้ายจริงๆ”
“ฉันเคยเกลียดแม่นี่เข้ากระดูกดำ แต่ตอนนี้พูดไม่ออก”
สามสาวสีหน้าไม่ดี เสด็จฯเข้ามาเห็นจึงซักถามว่ามีเรื่องอะไรกัน เมื่อท่านรู้ข่าวร้ายของผดาชไมก็ตกใจไปด้วย
ส่วนที่บ้านเบ็ญจรงค์ ยอดรักเป็นคนรับหนังสือพิมพ์ก่อนจะเอาไปส่งต่อให้กรกฎเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ยอดรักเห็นข่าวหน้าหนึ่งก็แตกตื่นวิ่งหน้าตั้งไปร้องเรียกกรกฎ
“คุณท่าน คุณท่านๆ คุณผดาชไม...”
“ไอ้ยอด! ฉันเคยสั่งแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าพูดชื่อผู้หญิงคนนี้อีก”
“แต่ผมขอพูดเป็นครั้งสุดท้ายเถอะครับคุณท่าน คือคุณผดาชไมตายแล้ว”
“อะไรนะ!” กรกฎตะลึง ขณะที่ชวนชมหันขวับมาให้ความสนใจ
กรกฎรับหนังสือพิมพ์จากยอดรักมาอ่านข่าวนั้นด้วยความรู้สึกสลดหดหู่
“โบอิ้งยักษ์ชนภูเขา 412 ชีวิตดับอนาถ ฮันนี่ ดารานักร้องสาวชื่อก้องชาวไทยเสียชีวิตด้วย ไม่พบผู้โดยสารรายใดรอดชีวิต”
ชวนชมคาดไม่ถึงว่าผดาชไมจะเคราะห์ร้ายขนาดนี้ แต่กรกฎเชื่อว่าบาปกรรมตามสนองเห็นทันตา
“กฎแห่งกรรมเป็นของจริงที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ไปสู่สุคติเถอะผดาชไม ฉันขออโหสิกรรมให้เธอ”
ในเวลาเดียวกันสดายุกับคำอินทร์อยู่ที่วังนพดลและรู้ข่าวร้ายนี้จากเสด็จฯแล้ว คำอินทร์ตกใจมากถึงกับหลุดปากว่าผลกรรมตามทันผดาชไม...ทำให้สดายุกับเสด็จฯสงสัยและซักถามจนรู้ความจริง
“ผดาชไมจ้างคนร้ายไปยิงเจ้าหญิงละอองดาว ...พ่อเลี้ยงพูนสวัสดิ์เคยหลุดปากบอกกระหม่อมว่าผดาชไม ต้องการฆ่าเจ้าหญิงเพราะเธอหวังที่จะได้ทั้งตัวกรกฎและมรดกของเขา”
“ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้ ย่าเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะละอองดาวไม่น่าจะมีศัตรูที่ไหน ไม่นึกเลยว่าจะเป็นฝีมือแม่นี่...เวรกรรม คนเราหนีบาปเวรที่ตัวเองทำไว้ไม่พ้นจริงๆ”
ทุกคนต่างอยู่ในภาวะหดหู่กับชะตากรรมของผดาชไม
ooooooo
เย็นวันนั้นละอองดาวมาเก็บเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่บ้านเบ็ญจรงค์ โดยมีชวนชมกับเนียนเป็นธุระช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
“ไม่ต้องเก็บหมดนะคะน้าชวน เหลือเอาไว้ใส่เวลาที่ฉันมาค้างที่นี่บ้าง”
“คุณดาวจะมาค้างที่นี่จริงๆเหรอคะ”
“จริงสิคะ วันไหนฉันคิดถึงบ้านเบ็ญจรงค์ ฉันก็จะมาค้างที่นี่”
“แล้วเสด็จฯท่านจะยอมให้มาเหรอคะ ดูท่านรักท่านห่วงคุณดาวมากนะคะ”
“ถ้าเอาคุณอุ่นเรือนมาเป็นเพื่อนด้วย เสด็จย่าน่าจะยอมนะคะ”
ชวนชมยิ้มดีใจ ละอองดาวหยิบรูปด็อกเตอร์ไกรบนโต๊ะมาดูครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“เอารูปคุณพ่อไปด้วยดีกว่า เอาไว้ดูเวลาคิดถึงท่าน”
“พูดถึงคุณท่าน ตอนนี้วิญญาณของท่านคงดีใจนะคะที่รู้ว่าคุณดาวได้รับของขวัญของท่านแล้ว...คงจะมีอยู่เรื่องเดียวที่วิญญาณของคุณท่านยังห่วงกังวล”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“ก็เรื่องที่คุณดาวกับคุณกฎไม่ได้แต่งงานกันตามที่คุณท่านหวังเอาไว้น่ะสิคะ”
ละอองดาวนิ่งอึ้งพูดไม่ออก...เมื่อสามคนชักแถวถือกระเป๋าและตะกร้าลงมาจากชั้นบน เป็นจังหวะที่กรกฎเดินเข้ามา เขาเห็นละอองดาวก็ร้องทักว่าเจ้าหญิง
ชวนชมรู้งานทันที ขอตัวเอาของไปเก็บที่รถโดยพยักหน้าให้เนียนเดินตาม คล้อยหลังสองคนนั้นกรกฎถามละอองดาวว่ามาเก็บของ หมายความว่าจะไม่มาที่นี่อีกใช่ไหม
“ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบ้านจะอนุญาตให้มาหรือเปล่า”
“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะดาว ตึกนี้เป็นของเธอ ที่นี่ก็บ้านเธอ ใจพี่อยากให้ดาวอยู่ที่นี่ตลอดไปด้วยซ้ำ ...เจอหน้าดาวก็ดีแล้ว พี่มีเรื่องอยากจะคุยกับดาวอยู่พอดี”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“เธอทราบข่าวของผดาชไมที่พาดหัวหนังสือพิมพ์ วันนี้รึยัง”
“ค่ะ ทราบแล้ว น่าสงสารเธอนะคะ”
“พี่รู้ว่าสิ่งที่ผดาชไมทำไว้กับดาวมันยากเกินการให้อภัย แต่พี่ก็อยากให้ดาวอโหสิกรรมให้เขา”
“ดิฉันให้อภัยและอโหสิกรรมให้เขาก่อนหน้าที่จะทราบข่าวอันน่าสลดนี้แล้วค่ะ”
กรกฎจับมือละอองดาวและเอ่ยชมจากใจ “ดาวบริสุทธิ์เหลือเกิน มีน้ำใจอันประเสริฐ ขอให้สวรรค์เบื้องบนทรงปรานีโอบอุ้มดาวเช่นนี้ตลอดไปนะ”
“ปล่อยมือดิฉันเถอะค่ะ”
“พี่ขอโทษ...ตอนนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปแล้ว ดาวไม่ใช่ละอองดาวคนเดิม แต่เป็นเจ้าหญิงละอองดาว”
กรกฎปล่อยมือเธอแล้วเมินหน้าด้วยความน้อยใจ รู้สึกตัวเองต่ำต้อยเหลือเกิน
ooooooo
เย็นวันเดียวกันนี้มีเหตุให้เริงใจกับคำอินทร์ได้พบกันโดยบังเอิญบนถนนแห่งหนึ่ง เริงใจกำลังจะข้ามถนนและเกือบโดนรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วเฉี่ยวชนถ้าคำอินทร์ไม่พุ่งเข้ามารั้งตัวเธอไว้ได้ทันท่วงที
“เกือบไป” คำอินทร์บ่นเบาๆ หยิบถุงข้าวของที่หล่นลงพื้นส่งคืนให้เริงใจ
“คุณมาซื้อของแถวนี้เหรอคะ”
“ใช่ รถผมจอดอยู่โน่น ทีหน้าทีหลังจะข้ามถนนก็ระวังมั่งนะ อย่าซุ่มซ่ามเลินเล่อ”
“คนสวยก็มักจะซุ่มซ่ามแบบนี้ล่ะค่ะ”
“ว่ายังไม่สลดอีก”
“พูดว่าอะไรคะ”
“เปล่า...จะขอบคุณสักคำก็ไม่มี” บ่นเสร็จคำอินทร์หันหลังจะเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน! อันนี้ได้ยินชัดเลย ฉันเป็นคนมีมารยาทนะคะ ที่ไม่เอ่ยปากขอบคุณก็เพราะฉันอยากจะเลี้ยงขอบคุณคุณสักมื้อหนึ่ง โอเคไหมคะ”
คำอินทร์นิ่งไปอย่างคาดไม่ถึงระคนลังเล
ooooooo
ละอองดาวกลับมาที่วังนพดลด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ สับสนในตัวเองที่ทั้งรักและสงสารกรกฎแต่ยังไม่ยอมใจอ่อน
เสด็จฯเห็นหลานสาวคนสวยเหม่อลอยก็สงสัยว่าเป็นอะไร เมื่อรู้เพิ่มเติมจากอุ่นเรือนว่าเห็นเจ้าหญิงเป็นอย่างนี้บ่อยครั้ง พอว่างจากงานที่โรงเรียนเจ้าหญิงก็มักจะทรงปลีกตัวมาอยู่ในสวนแบบนี้บ่อยๆ สีพระพักตร์เหมือนคนอมทุกข์กลัดกลุ้มในพระทัย ผู้เป็นย่าก็ยิ่งเป็นห่วง...
ใกล้ค่ำ สดายุมาพบกรกฎเพื่อชวนออกไปสังสรรค์ ตอนแรกกรกฎปฏิเสธ แต่พอโดนท่านชายบังคับก็ไม่กล้าขัดใจ
ฝ่ายคำอินทร์กับเริงใจที่เจอกันโดยบังเอิญเมื่อเย็น ชายหนุ่มตกปากรับคำไปกินข้าวกับเธอที่ร้านแห่งหนึ่งทั้งที่ตอนแรกลังเล เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเธอรู้สึกนึกคิดยังไงกันแน่
“คิดยังไงถึงได้ชวนผมมาทานข้าว”
“ก็ไม่เห็นต้องคิดอะไรนี่คะ ก็บอกแล้วไงคะว่าอยากเลี้ยงขอบคุณคุณ นึกๆก็ตลกดีนะคะ เวลาที่ฉันเจอเรื่องแย่ๆซวยๆ ฉันมักจะเจอคุณทุกที”
“นี่คุณหาว่าผมเป็นตัวซวยเหรอ”
“อุ๊ย เปล่านะคะ แหม...ใครจะกล้าคิดอย่างงั้น ฉันจะบอกว่าคุณเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยฉันต่างหากล่ะ”
“แล้วไป”
หญิงสาวนิ่งไป มองหน้าเขาเหมือนมีอะไรอยากพูดแต่ไม่กล้า กระทั่งชายหนุ่มสงสัยถามว่ามีอะไรหรือเปล่า
“ฉัน...เสียใจด้วยนะคะที่คุณต้องผิดหวัง”
“ผิดหวังเรื่องอะไรครับ”
“ก็ตอนนี้เพื่อนฉันเป็นเจ้าหญิงละอองดาวไงคะ”
“ทำไมผมต้องผิดหวังด้วย ที่จริงผมทำใจเรื่องนี้มานานก่อนที่จะรู้ความจริงว่าคุณดาวเป็นเจ้าหญิงซะอีก ผมยอมรับว่าเคยรักคุณดาวมาก แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เพราะเธอไม่เคยมีใจให้ผมเลย”
“สงสารคุณจัง อกหักดังเป๊าะ แล้วนี่มีสาวมาดามหัวใจให้รึยังคะ”
“ก็คุณนั่นแหละ”
เริงใจตกใจ สำลักน้ำที่กำลังดื่มจนไอไม่หยุด คำอินทร์ หัวเราะขำ หยิบทิชชูส่งให้
“คุณนี่โก๊ะจริงๆ เปิ่น ซุ่มซ่ามไม่เลิก”
“ก็คุณพูดอะไรออกมา...ฉันเป็นผู้หญิงนะ”
“เขินเหรอ ก็ไหนบอกว่าเป็นคนตรงๆ ชอบพูดอะไรตรงๆ ผมก็คิดว่าคุณน่าจะชอบฟังอะไรตรงๆนะ”
“แหม...แต่บางเรื่องอ้อมๆบ้างก็ได้นะคะ”
“เอ้า มัวแต่คุยกันเพลิน กับข้าวไม่พร่องไปไหนเลย” คำอินทร์ตักอาหารให้เริงใจ...สองคนกินข้าวกันไปอย่างมีความสุข
ooooooo
ทางด้านสดายุที่บังคับกรกฎออกมาเปิดหูเปิดตานอกบ้าน แทนที่กรกฎจะหายซึมเศร้าหรือพูดคุยบ้าง กลายเป็นเขาเอาแต่ดื่มเหล้าอย่างเดียว
“แกลืมเอาปากมาจากบ้านรึไงเจ้ากฎ”
“ก็กระหม่อมไม่รู้จะคุยอะไร ไหนฝ่าบาทรับสั่งว่ามีเรื่องจะคุยกับกระหม่อมไม่ใช่เหรอ”
สดายุอมยิ้ม ถามหยั่งเชิงว่า “ทำไมแกไม่ไปเยี่ยมเจ้าหญิงละอองดาวที่วังบ้าง”
“มิบังควรมั้งกระหม่อม จะโดนไล่ออกมาซะเปล่าๆ”
“แกต้องลดทิฐิลงมั่งนะกฎ อย่าคิดอะไรไปเองสรุปเอาเอง เจ้าหญิงละอองดาวก็ยังคงเป็นละอองดาวน้องสาวที่น่ารักคนเดิมของแก”
“เวลาเปลี่ยน อะไรๆเปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยน”
“มันก็ใช่ แต่ไม่ใช่สำหรับเจ้าหญิง...ละอองดาวไม่เคยเปลี่ยน ตอบฉันมาตามตรงแกรักละอองรึเปล่า”
กรกฎอ้ำอึ้งพูดไม่ออก สดายุเลยจู่โจม
“มันพูดยากนักหรือไง แกนี่มันหยิ่งจองหองไม่เข้าเรื่อง กฎเอ๊ย แกกับละอองดาวอยู่ในสายตาฉันมาตลอด ฉันมองตาแกก็รู้แล้วว่าแกคิดยังไงกับละอองดาว”
“ถึงกระหม่อมจะรักละอองดาวสุดหัวใจ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ กระหม่อมรู้ตัวดี กรกฎ เบ็ญจรงค์ ตอนนี้มันต่ำต้อยด้อยค่าเหลือเกิน”
“ฟังนะกฎ ความรักเป็นสิ่งสวยงาม ยิ่งถ้าคนสองคนมีหัวใจตรงกันก็ยิ่งงดงามวิเศษนัก ความรักไม่มีพรมแดน ไม่มีความต่างของชนชั้นวรรณะ ยศถาบรรดาศักดิ์ล้วนเป็นสิ่งสมมติ แต่ความรักเป็นเรื่องจริง”
สดายุให้ข้อคิดดีๆ กรกฎรับฟังอย่างไตร่ตรอง
ooooooo
เย็นวันถัดมา สดายุมาเฝ้าเสด็จฯที่วังนพดล เขาสังเกตเห็นท่านป้าทอดถอนใจเหมือนมีเรื่องวิตกกังวลจึงเลียบเคียงถามด้วยความเป็นห่วง
“ท่านป้าทรงมีอะไรไม่สบายพระทัยเหรอกระหม่อม”
“ป้าเห็นละอองดาวดูซึมๆมาหลายวันแล้ว บางทีก็นั่งใจลอย ดูเศร้าๆบอกไม่ถูก เมื่อคืนป้าถามว่าเป็นอะไรเขาก็ไม่ยอมบอก”
“คงเป็นเรื่องกรกฎ”
“ชายยุรู้?”
“กระหม่อมทราบมานานแล้วท่านป้า คอยสังเกตสองคนนี้มาตลอด”
“ป้าก็นึกว่าป้าแอบสังเกตอยู่คนเดียว ร้ายนะชายยุ ป้าเห็นหลานเป็นแบบนี้ก็อดห่วงไม่ได้ ป้ารู้ว่าคุณกรกฎรักละอองดาวมาตั้งนานแล้ว ฝ่ายหลานป้าก็มีใจให้เขาเหมือนกัน ช่วยหน่อยเถอะชายยุ เราน่ะอายุห่างกันไม่มาก เขาน่าจะกล้าพูดกล้าปรึกษากับชายยุมากกว่าป้า”
สดายุอยากช่วยกรกฎกับละอองดาวอยู่แล้ว จึงทำหน้าที่พ่อสื่อด้วยความเต็มใจ เดินไปหาละอองดาวที่นั่งเหม่ออยู่ในสวน
“เจ้าหญิง” เสียงเรียกนั้นทำให้ละอองดาวสะดุ้ง หันมายกมือไหว้ท่านชายสดายุ
“สวัสดีค่ะ ท่านอามาเยี่ยมเสด็จย่าเหรอคะ”
สดายุพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนถามละอองดาวว่าทำไมแอบมาอยู่คนเดียวเงียบๆ
“ดาวเพิ่งเสร็จงานที่โรงเรียน ก็มาเดินเล่นน่ะค่ะ”
“เจ้าหญิงพอจะมีเวลาให้อาสักหน่อยมั้ย อามีเรื่องจะคุยด้วย”
“ท่านอายุมีอะไรเหรอคะ”
“วันก่อนอาไปเจอกรกฎ อาว่าเขาดูแปลกๆไปนะ”
“แปลกยังไงเหรอคะ”
“เจ้ากฎดูซึมๆ สีหน้าอมทุกข์เหมือนมีเรื่องกลุ้มหนักที่บอกใครไม่ได้ จะปรึกษาใครก็ไม่ได้ อาถามอะไรก็เอาแต่อ้ำๆอึ้งๆ”
“คุณกรกฎคงเสียใจ ยังทำใจเรื่องคุณผดาชไมไม่ได้มั้งคะ”
“นี่เจ้าหญิงยังจะเดาไปเรื่องคนอื่นอีกเหรอ เจ้ากฎหมดรักผู้หญิงคนนั้นไปตั้งนานแล้ว”
“เหรอคะ”
“เข้าเรื่องของเราดีกว่า อาขอถามอะไรตรงๆ เจ้าหญิงจะรังเกียจมั้ย”
“สำหรับอายุ ดาวยินดีตอบทุกเรื่องค่ะ”
“เจ้าหญิงคิดยังไงกับกรกฎ” ละอองดาวชะงักแล้วนิ่งไป สดายุรุกไล่ต่อ “ไหนว่าจะตอบอาทุกเรื่องไงล่ะ...เจ้าหญิงรักกรกฎรึเปล่า”
ละอองดาวอึ้งหนักเข้าไปอีก ก้มหน้านิ่ง
“อารู้ว่ามันพูดยาก อาเองก็เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน”
“ยังไงเหรอคะ”
“ก็รักใครคนหนึ่งมาก...มากสุดหัวใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะสารภาพความในใจให้เขารู้”
“ท่านอายุเคยรักใครเหรอคะ”
“ผู้หญิงคนนั้นชื่อเมธาวี...เธอเป็นลูกสาวท่านทูตที่สวิตฯ เรารู้จักกันตอนที่อาเป็นเลขาท่านทูตใหม่ๆ เมย์เป็นคนสวยน่ารัก มีเสน่ห์ ฉลาด ทำงานเก่ง งานบ้านงานเรือนเธอก็ไม่บกพร่อง เราสองคนรักกันมาก คบหาดูใจกันตั้งห้าปี เมย์เป็นผู้หญิงช่างเอาใจ โรแมนติกมาก ตลอดเวลาที่คบกัน เธอพร่ำบอกรักอาได้ทุกวันไม่เคยเบื่อ อาเองก็รักเมย์มากนะ แต่เชื่อมั้ยอาไม่เคยบอกเมย์สักคำว่าอารักเขามาก พอครบหกปีเราก็วางแผนที่จะแต่งงานกัน แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมย์เคราะห์ร้ายประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตก่อนวันแต่งงานของเราแค่วันเดียว”
“ดาวเสียใจด้วยนะคะ”
“ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน เรามีวันนี้ แต่เราอาจจะไม่มีพรุ่งนี้ก็ได้...อาเสียใจที่เมย์จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แต่ที่เสียใจยิ่งกว่าก็คือตลอดเวลาที่เรารักกัน อาไม่เคยบอกรักเขาเลย ตั้งใจจะบอกเขาในวันแต่งงาน แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว”
“นี่คือเหตุผลที่ท่านอายุไม่คิดจะรักใครอีกใช่ไหมคะ”
“ใช่ อารักเมธาวีเต็มหัวใจจนรักใครไม่ได้อีกแล้ว และอาก็รู้ว่ากรกฎรักเจ้าหญิงสุดหัวใจ เจ้าหญิงเองก็มีใจรักกรกฎ ความรักเป็นสิ่งสวยงาม อย่าปิดกั้นหัวใจตัวเอง อย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน จงกล้าบอกรักกันและกัน อย่ารอให้หมดโอกาสเหมือนอา”
ละอองดาวนิ่งคิด คำพูดของสดายุเหมือนจี้เข้าไปที่หัวใจของเธอ...แล้วคืนนั้นเธอเก็บคำพูดของท่านอามา ไตร่ตรองอยู่นาน ก่อนตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นว่าจะบอกรักกรกฎในเร็ววันนี้
ooooooo
ณ สำนักงานทนายความของธัชชัย เลขานำแฟ้มเอกสารมายื่นให้ธัชชัยที่กำลังสะสางงานตรงหน้าด้วยความวุ่นวาย
“เดี๋ยวคุณธัชชัยมีสัมภาษณ์พนักงานใหม่นะคะ”
“อะไร! สัมภาษณ์ตอนนี้เลยเหรอ”
“ค่ะ นัดวันนี้ เอ...เมื่อวานดิฉันก็เรียนคุณธัชชัยแล้วนะคะว่าวันนี้มีคิวสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน”
“สงสัยผมจะลืม โทษที...ไปเชิญเขาเข้ามาเลยครับ”
เลขารับคำแล้วกลับออกไป ธัชชัยหยิบแฟ้มมาเปิดดูเอกสารของผู้สมัครงานที่ชื่อดุจดาว พลางพูดพึมพำว่าชื่อเพราะจัง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ธัชชัยกล่าวเชิญทั้งที่ไม่ได้เงยหน้า สายตาเขายังอยู่กับเอกสารของผู้สมัครงาน
ดุจดาวแต่งตัวสวยเท่พอเหมาะพอดีกับการมาสัมภาษณ์งาน เปิดประตูเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะและพนมมือไหว้กล่าวสวัสดีชายหนุ่มที่ยังคงก้มหน้าอ่านรายละเอียดในเอกสาร
ธัชชัยค่อยๆเงยหน้าขึ้น เพียงเห็นหญิงสาวแค่แวบแรกก็ตะลึง อุทานออกมาคำเดียว “คุณ?!”
เขาจำเธอได้เพราะเดินชนเธอในงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าหญิงละอองดาวที่วังนพดล แต่ไม่คาดฝันว่าจะได้เจอสาวสวยคนนี้อีก
“คุณคะ”
ธัชชัยได้สติ ส่งยิ้มทักทาย “สวัสดีครับ...เชิญนั่งครับ”
“ขอบคุณค่ะ” ดุจดาวนั่งลงที่เก้าอี้ในลักษณะเผชิญหน้ากัน
“ดูเหมือนเราจะเคยเจอกันมาก่อนใช่ไหมครับ”
ดุจดาวคิดอยู่ครู่เดียวก็จำได้ “จริงด้วยค่ะ ที่งานเลี้ยงต้อนรับเจ้าหญิงละอองดาว วันนั้นดาวไปงานกับคุณแม่”
ธัชชัยยิ้มร่า เปิดลิ้นชักหยิบผ้าเช็ดหน้าของเธอจากลิ้นชักโต๊ะส่งคืนให้
“คืนนั้นคุณทำตกไว้ ผมจะคืนให้แต่ก็ไม่เจอคุณแล้ว ผมเลยซักเก็บเอาไว้รอที่จะคืนให้ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอคุณอีกหรือเปล่า ช่างเป็นพรหมลิขิต เอ๊ย! ช่างบังเอิญจริงๆนะครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
หลังจากนั้นธัชชัยเริ่มสัมภาษณ์งานดุจดาวอย่างอารมณ์ดี คุยไปยิ้มไปอย่างมีความสุข
ooooooo
ตกเย็นได้เวลาเลิกสอนนักเรียน คุณครูเริงใจถือแฟ้มงานสอนเดินเข้ามาที่โต๊ะของตน เห็นดอกไม้ช่อสวยวางอยู่ก็เหลียวหน้าเหลียวหลังสงสัยว่าใครส่งมา
เริงใจหยิบดอกไม้เดินไปถามชลทิชาที่กำลังตรวจงานง่วนอยู่ “หญิงชล ใครส่งช่อดอกไม้มาให้ฉัน”
“ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อกี้ฉันเข้ามาก็เห็นวางอยู่แล้วนะ ดูที่การ์ดสินิด”
เริงใจหยิบการ์ดบนช่อดอกไม้ขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นการ์ดเปล่าไม่ระบุชื่อแซ่
“การ์ดเปล่าๆ ไม่ลงชื่อคนส่ง...ใครนะ” บ่นเสร็จเดินกลับมาที่โต๊ะตัวเอง เห็นซองจดหมายจึงหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน “ดอกไม้สวยๆสำหรับคนสวยครับ สงสัยล่ะสิว่าใครส่งดอกไม้มาให้คุณ อยากรู้ใช่ไหมล่ะ จ้างให้ก็ไม่บอก ถ้าอยากรู้ว่าผมเป็นใคร คุณก็ต้องไปที่สวนสาธารณะ”
เริงใจสงสัยใคร่รู้ รีบไปยังสถานที่นั้น แต่เดินวนไปมาหลายรอบก็ยังไร้เงาเจ้าของดอกไม้ เมื่อเดินจนเมื่อยขาก็ลงนั่งที่เก้าอี้ยาว ถอนใจด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย บ่นแล้วบ่นอีก
“สงสัยจะมาเก้อ ใครนะเล่นตลกกับเรา อย่าให้รู้นะ น่าดู!”
พอทำท่าจะลุกขึ้น ทันใดมีมือหนึ่งพุ่งเข้ามาปิดตาเธอไว้ทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว หญิงสาวตกใจร้องลั่น
“ว้าย! อะไรเนี่ย ใครน่ะ มาปิดตาฉันทำไม”
“จ๊ะเอ๋” คำอินทร์ส่งเสียงพร้อมกับเอามือออกจากตาเธอแล้วหัวเราะขำ
“คุณ! บ้าจริง เล่นอะไรพิเรนทร์เนี่ย”
คำอินทร์ยิ้มละไม นั่งลงใกล้ๆบอกว่า “ก็อยากเซอร์ไพรส์คุณไง”
“เซอร์ไพรส์มาก...คุณใช่มั้ยที่ส่งดอกไม้ไปให้ฉัน”
คำอินทร์พยักหน้ายอมรับ ถามว่าชอบไหม?
“ก็โอเค...ถ้าอยากเจอฉันก็นัดมาดีๆก็ได้ ไม่เห็นจะต้องทำบ๊องๆแบบนี้”
“บ๊อง! แต่ผมรู้ว่าคุณก็ชอบ...วันก่อนใครนะที่บอกว่าจะดามหัวใจให้ผม”
“บ้าเหรอ ฉันไม่ได้พูดนะ มีแต่คุณนั่นแหละที่พูดเอง ฉันยังไม่ได้รับปากซะหน่อย จะให้ฉันดามหัวใจให้ คุณก็ต้องรักฉันก่อน”
คำอินทร์จ้องหน้าเธอเขม็ง เริงใจหลุดปากไปแล้วรีบยกมือปิดปากตัวเอง บ่นเบาๆว่าตนคิดดังไปหน่อย
“ไม่หน่อยล่ะ ดังมากเลยแหละ อ้อมๆมั่งก็ได้นะคุณ”
“ฉันก็เป็นคนตรงๆอย่างนี้แหละ ว่าไง จะรักหรือไม่รัก”
“ไม่รัก...ได้ไง...รู้ไหมว่าผมแอบชอบคุณตั้งแต่ตอนที่คุณเข้าไปช่วยผมตอนที่ผมโดนต่อยในคลับแล้วล่ะ ผู้หญิงอะไรใจกล้าบ้าบิ่นชะมัด น่าจีบเป็นแฟน”
“ต๊าย...ตั้งแต่ตอนนั้นเลยหรอ ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย”
“แล้วคุณล่ะครับ แอบชอบผมตอนไหน”
“ก็...ก่อนหน้าที่คุณจะแอบชอบฉันอีกนะ อย่าไปบอกใครล่ะ ฉันเขิน”
คำอินทร์ยิ้มกริ่ม พูดลอยๆขึ้นมา “อยากหอมแก้มคุณจัง” ตบท้ายด้วยบ่นตัวเองคิดดังไปหน่อย...จากนั้นยื่นหน้าไปหอมแก้มเริงใจอย่างรวดเร็วจนเธอไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่ความจริงเธอเต็มใจ แต่ทำเป็นโวยวายพอเป็นพิธีว่าตนยังไม่ได้อนุญาต
ooooooo
คำอินทร์กับเริงใจทำท่าจะลงเอยกันได้ไม่ยาก แต่กรกฎกับละอองดาวยังห่างไกลคำว่าลงเอย โดยเฉพาะกรกฎที่เฝ้าคิดแต่ว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าละอองดาว ในขณะที่ละอองดาวก็ยังไม่ยอมเปิดใจกับกรกฎเสียที
“ละอองดาว...เราคงไม่ได้เกิดมาคู่กัน ทุกสิ่งทุกอย่างมันจึงเป็นไปเช่นนี้ เราอยู่กันคนละโลกแล้ว เธอไม่รู้หรอกว่าพี่เจ็บปวดแค่ไหน ชีวิตที่ไม่มีเธอมันก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว”
กรกฎเศร้าหมอง หมดหวัง หมดอาลัยตายอยาก หมดสิ้นทุกอย่างในชีวิต...คืนนั้นเขาตัดสินใจเขียนจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะภายในห้องนอน ก่อนที่ตัวเขาจะหายไปจากบ้านโดยไม่มีใครรู้เห็น
จนกระทั่งยอดรักถืออุปกรณ์ทำความสะอาดเข้ามาในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ยังนึกว่าเจ้านายตื่นสาย แต่เห็นประตูห้องแง้มอยู่จึงค่อยๆเปิดเข้าไป ถึงได้พบว่าภายในห้องว่างเปล่า
“คุณท่านหายไปไหน เราก็ตื่นแต่เช้า ถ้าออกไปข้างนอกก็ต้องเห็นสิวะ”
ยอดรักบ่นงึมงำแล้วตั้งท่าจะทำความสะอาดห้อง พลันเหลือบไปเห็นจดหมายสองซองพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่บนโต๊ะ จดหมายซองหนึ่งเขียนถึงอรรถวาที อีกซองถึงชวนชม...ยอดรักเริ่มเอะใจ วิ่งหน้าตาตื่นถือจดหมายสองซองไปตะโกนเรียกชวนชมดังลั่นบ้าน
“โอ๊ย...อะไรของแกไอ้ยอด เอะอะโวยวายเสียงดังแต่เช้า”
“คุณท่านๆ คุณท่านหายไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อกี้ฉันเข้าไปทำความสะอาดห้องคุณท่าน ก็เจอจดหมายนี่วางอยู่บนโต๊ะ จ่าหน้าซองถึงป้าชวนกับคุณอรรถ”
ยอดรักยื่นจดหมายให้ ชวนชมรับมาเปิดซองอ่านแล้วต้องตกใจสุดขีด อุทานเสียงหลง
“คุณกฎ! ทำไมทำแบบนี้”
“คุณท่านทำอะไร ท่านเขียนจดหมายไว้ว่ายังไง”
ชวนชมร้องไห้ ทำอะไรไม่ถูก พูดเสียงสั่นเครือ “คุณกฎทิ้งมรดก ทิ้งบ้านเบ็ญจรงค์ ทิ้งพวกเราไปแล้ว”
“หา!!” ยอดรักกับเนียนอุทานขึ้นพร้อมกัน ในขณะที่ชวนชมเอาแต่ร่ำไห้คร่ำครวญ
“โถ...คุณกฎ ทำไมตัดสินใจอย่างนี้ ทูนหัวของน้า ไม่รักไม่เมตตาน้าแล้วเหรอถึงได้ทิ้งขว้างทุกอย่างแบบนี้ ทำไมคุณกฎต้องทำอย่างนี้”
“น้าชวนอย่าเอาแต่ร้องไห้สิ รีบทำอะไรสักอย่างเหอะ”
“จริงสิ ฉันต้องทำอะไร...ต้องตามคุณกฎกลับมา โอ๊ย! แล้วจะไปตามที่ไหนล่ะ” ชวนชมลนลานร้อนใจจนไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลัง
“อย่าลนสิน้า เอางี้ น้ารีบโทร.ไปบอกคุณอรรถกับเจ้าหญิงเดี๋ยวนี้เลย”
“ใช่ๆ ต้องโทร.บอกคุณอรรถ บอกคุณดาว จะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันตามหาคุณกฎ”
ชวนชมเดินรี่ไปยกหูโทรศัพท์หมุนหมายเลขทันที บอกอรรถวาทีว่าอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ เขาต้องรีบมาบ้านเบ็ญจรงค์โดยเร็ว จากนั้นติดต่อไปที่วังนพดล คุยกับเจ้าหญิงละอองดาวอีกคน
ooooooo
ทั้งอรรถวาทีและละอองดาวมาถึงบ้านเบ็ญจรงค์อย่างรวดเร็วทันใจ ละอองดาวอ่านจดหมายของกรกฎโดยมีคนอื่นๆรายล้อมตั้งใจฟัง
กรกฎแจ้งความประสงค์สละพินัยกรรมมรดกยกให้เป็นสาธารณประโยชน์ และมอบส่วนหนึ่งไว้เพื่อจ่ายให้เป็นบำเหน็จรางวัลแก่บุคคลที่ภักดีอยู่ในตระกูลของตนมาช้านาน ตามรายชื่อซึ่งได้ระบุไว้เป็นสัดส่วนโดยละเอียด
เมื่อละอองดาวอ่านจดหมายจบก็รำพึงเสียงแผ่วอย่างใจหาย “โธ่...คุณกรกฎ”
ชวนชมร้องไห้และพูดอย่างร้อนใจ “เราจะไปตามหาคุณกฎได้ที่ไหนล่ะคะคุณดาว คุณอรรถ คุณกฎทิ้งทุกอย่างไว้แบบนี้ ไม่ยอมบอกว่าจะไปไหน”
“การตามตัวคุณกฎให้พบไม่ใช่ปัญหาสำคัญหรอกคุณชวน ปัญหาใหญ่ก็คือเราจะเหนี่ยวรั้งให้คุณกฎกลับมาได้ยังไง คุณก็รู้นิสัยคุณกฎดี ลองได้ตัดสินใจเฉียบขาด
ลงไปแล้ว อะไรก็ขวางไม่ได้ การที่คุณกฎทำแบบนี้ก็คงเพราะหมดอาลัยตายอยากในทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงได้สละหมด”
“คุณอรรถพอจะคาดเดาได้ไหมคะว่าคุณกรกฎจะไปที่ไหน”
“รูปการณ์แบบนี้ผมว่าคุณกฎต้องไปบวชแน่ๆ น่าจะเป็นวัดที่ท่านด็อกเตอร์ไกรเคยไปบวช ตอนเด็กๆ
คุณกฎก็เคยไปบวชเณรที่วัดนั้นด้วย คุณพ่อของคุณกฎท่านเป็นลูกศิษย์ลูกหาท่านเจ้าอาวาส คุณกฎต้องไปให้หลวงปู่บวชให้โดยไม่สึกอีกแล้ว”
“คุณพระช่วย! แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ” ชวนชมร้อนรนจนนั่งไม่ติด ขณะที่ละอองดาวตั้งสติสักครู่ก่อนตัดสินใจให้อรรถวาทีช่วยเขียนแผนที่เส้นทางไปวัดนั้นให้ตน...
ละอองดาวขับรถไปบนถนนเล็กๆนอกเมืองพร้อมกับกางแผนที่ดูเส้นทางไปด้วย ประเมินว่าน่าจะมาถูกทางจึงเร่งความเร็วขึ้นอีกด้วยความร้อนใจ
เวลานั้นกรกฎเดินเท้าถึงถนนหน้าวัดเล็กๆราวกับวัดป่าที่สงบเงียบและวังเวง เขาหยุดยืนมองเข้าไปอย่างตัดสินใจแน่แน่ว
ทันใดรถละอองดาวแล่นปราดเข้ามาอย่างเร็วมาก ขับแซงขึ้นไปปาดหน้ากรกฎก่อนที่เธอจะลงจากรถเดินมายืนขวางเขาไว้
“ข้าแต่นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ ท่านจะจาริกเพื่อแสวงบุญไปยังที่ใดมิทราบ”
“เจ้าหญิงละอองดาว...นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย” กรกฎแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ขยี้ตาแล้วเพ่งมองใหม่ อุทานเสียงดังว่าเจ้าหญิง!
“บอกมาซิ จะไปไหนไม่ทราบ”
เขาอึกอักเอ้ออ้าไม่ทันใจ ละอองดาวชิงดักคอห้ามปรามอย่างขำๆกวนๆ
“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ หลวงปู่ท่านไม่มีวันบวชให้คุณเด็ดขาดหากมีผู้หญิงสักคนมายืนขวางหน้าคุณอยู่อย่างนี้ แล้วก็จำเอาไว้ด้วยว่าต่อให้คุณหนีไปบวช อยู่ที่ไหน สีกาคนนี้ก็จะตามไปรังควานให้ผ้าเหลืองกระเจิง ไม่เชื่อก็ลองดู” จบคำก็คว้าข้อมือกรกฎดึงตัวไปที่รถ
“เจ้าหญิงจะเอาตัวผมไปไหน”
“จะเอาไปต้มซุป”
“ผมไม่เข้าใจ เจ้าหญิงจะทำอะไร นี่ผมกำลังจะ...”
“ไม่ต้องพูดมาก ขึ้นรถ นี่คือคำสั่ง” ละอองดาวรวบรัดตัดบท เปิดประตูรถแล้วผลักกรกฎให้ก้าวขึ้นไป จากนั้นตัวเองเดินอ้อมไปด้านคนขับ สตาร์ตเครื่อง
เคลื่อนรถออกไปทั้งที่กรกฎยังคงงุนงงกับสิ่งที่เธอทำ
ooooooo
ในระหว่างนั่งรถไปด้วยกัน กรกฎพยายามซักถามละอองดาวว่าจะพาตนไปไหน แต่ไม่ได้คำตอบ กระทั่งเธอขับรถไปจอดยังสถานที่สวยงามซึ่งแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติชวนให้เพลินตาเพลินใจ
แต่เวลานี้กรกฎแทบไม่มีอารมณ์สนใจสิ่งรอบตัว มัวแต่คิดว่าละอองดาวจะทำอะไรกันแน่ ถามว่าพาตนมาที่นี่ทำไม
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
ละอองดาวเปิดประตูลงมายืนกอดอกพิงรถ กรกฎไม่คลายสงสัย ก้าวลงมายืนเผชิญหน้าเธอ
“ผู้ร้ายปากแข็ง แข็งจนคนอื่นเขาต้องอ่อนให้ ฮึ! ว่าจะลองปล่อยให้บวชซะก่อนค่อยไปเอาตัวสึกออกมา ก็กลัวบาป”
“เจ้าหญิง...”
ละอองดาวหมั่นไส้หยิกแขนกรกฎแล้วบอกให้เรียกใหม่ ห้ามเรียกเจ้าหญิง...กรกฎยิ้มออก เรียกดาวเสียงหวานนุ่ม จับมือเธอไว้พร้อมจ้องตาด้วยความรู้สึกเสน่หา
“เธอรู้มาตลอดใช่ไหมว่าพี่รักเธอมากขนาดไหน พี่ตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพราะชีวิตพี่ขาดเธอไม่ได้ พี่รักดาวยิ่งกว่าชีวิตพี่”
“ขอบคุณค่ะที่สารภาพเอาวินาทีสุดท้าย ดิฉันรอคอยคำนี้มานานแล้ว”
“พี่ไม่กล้าพอที่จะบอกดาว พี่เคยผลักไสดาว ทำผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น พี่มันเลว ถึงมารู้ตัวภายหลังอะไรๆ มันก็สายไปแล้ว ลงโทษพี่เถอะดาว จะให้สาหัสยังไงก็ได้ ดาวจะได้หายแค้นพี่”
ละอองดาวถอนใจเบาๆ เดินห่างออกมา กรกฎหน้าสลด ถามว่า
“ดาวยังไม่หายโกรธแค้นพี่เหรอ”
“ดิฉันทรมานคุณจนสะใจพอแล้วค่ะ ทำซะนายกรกฎ เบ็ญจรงค์ มหาเศรษฐีหนุ่มจอมหยิ่งทระนงกลายมาเป็นนายกรกฎคนอนาถาต้องหันหน้าเข้าวัดแบบนี้ พอแล้วค่ะ...ว่าแต่เมื่อกี้คุณบอกว่ารักดิฉัน ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“ก็ตั้งแต่วันที่เราได้พบกันครั้งแรก พี่เดินไปที่ซุ้มต้นไม้ ดาวอยู่ที่ศาลานั่น พี่รักดาวตั้งแต่แรกเห็นนั่นแหละ แล้วดาวล่ะรักพี่บ้างมั้ย”
“ไม่รักจะตามมาถึงที่นี่เหรอคะ”
“แล้วดาวรักพี่ตอนไหน”
ละอองดาวอมยิ้ม เอียงหน้าไปมา ทำทะเล้นยื่นหน้ายั่วเย้า เลยโดนเขาสวมกอดและหอมแก้มอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะตั้งคำถามอย่างไม่มั่นใจนัก
“พี่ไม่ใช่นายกรกฎมหาเศรษฐีคนเดิมนั่นแล้วพี่กลายเป็นนายกรกฎคนอนาถา ไม่มีสมบัติติดตัว ดาวยังจะรักพี่อยู่อีกเหรอ”
“ดาวรักพี่กฎคนอนาถาคนนี้ค่ะ แต่แสนจะเกลียดและหมั่นไส้นายกรกฎมหาเศรษฐีจอมหยิ่งขี้เก๊กคนนั้น...เรากลับกันเถอะค่ะ”
“กลับไปไหน”
“ก็วังของเจ้าหญิงไงคะ”
“พี่จะเข้าพระพักตร์เสด็จย่าของดาวได้เหรอ”
“ได้สิคะ ก็เสด็จย่านั่นล่ะท่านทรงใช้หลานสาวคนนี้ให้เอาตัวพี่กฎไปให้ได้”
“ท่านไม่เกลียดพี่เหรอ”
“อยากรู้ไหมคะว่าเสด็จย่ารับสั่งกับดาวว่ายังไงตอนที่ท่านทราบเรื่องนี้ ท่านรับสั่งว่า...”
ละอองดาวถ่ายทอดคำพูดของเสด็จย่าด้วยรอยยิ้ม ท่านขอร้องให้เธอเลิกรังแกหัวใจกรกฎเสียที ต่างคนต่างรักกันจะมาปิดกั้นหัวใจตัวเองอีกทำไม เลิกทรมานใจ เขาและใจตัวเองได้แล้ว จงไปเอาหลานเขยของย่ากลับคืนมา กรกฎรักหลานสุดหัวใจ เขาจะดูแลหลานของย่าให้มีความสุขจนชั่วชีวิต
กรกฎได้ฟังก็ยิ้มหน้าบานมีความสุขที่สุด กระชับอ้อมกอดละอองดาวแน่นขึ้น
“พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ทำให้ดาวเสียใจ พี่จะดูแลดาวให้มีความสุขจนชั่วชีวิตอย่างที่เสด็จย่าท่านวางใจ ละอองดาวของพี่ พี่รักดาวเหลือเกิน”
“ดาวก็รักพี่กฎค่ะ”
หนุ่มสาวสารภาพรักกันหวานซึ้งและพร้อมที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตคู่อย่างยั่งยืน
ooooooo
-อวสาน-
.
Logged
Pages:
[
1
]
« previous
next »
SMF 2.0.4
|
SMF © 2013
,
Simple Machines
| Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.244 seconds with 17 queries.
Loading...