Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 September 2026, 01:36:05

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088 Posts in 15,338 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  หมวดหมู่ทั่วไป  |  ศาลาพักใจ  |  รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก  |  เรื่องย่อละคร ทวิภพ (thairath.co.th)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: เรื่องย่อละคร ทวิภพ (thairath.co.th)  (Read 1410 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« on: 16 July 2026, 15:19:04 »

เรื่องย่อละคร ทวิภพ (thairath.co.th)


เรื่องย่อละคร ทวิภพ ตอนที่ 1
https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep1/page1

ทวิภพ ตอนที่ 1

มณีจันทร์ มโนวรรณ ลูกสาวของท่านทูตณรงค์กับคุณหญิงมาลิดากลับมาเยี่ยมเมืองไทยคราวนี้ มักจะฝันย้อนอดีตไปในสมัย ร.5 เห็นตัวเองเดินสำรวจอยู่ในบ้านเรือนไทยริมน้ำที่ไร้ผู้คน มีเพียงเสียงเรียกอันอ่อนหวานของชายผู้หนึ่งดังมาจากบนบ้าน น้ำเสียงอบอุ่นนั้นเหมือนคุ้นเคยกับเธอมานานแสนนาน

“แม่มณีจ๋า...แม่มณี...”

มณีจันทร์วิ่งตามหาเจ้าของเสียงทั่วบ้านแต่ไม่เจอ คล้ายกับเธอไม่รู้วิธีจะพบเขาคนนั้น เธอฝันซ้ำๆเช่นนี้เป็นประจำและจะตกใจตื่นตอนนี้ทุกครั้ง มณีจันทร์ทนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว โทร.เล่าเรื่องนี้ให้แม่ของเธอฟัง คุณหญิงมาลิดาไม่ติดใจสงสัยอะไรนัก คิดว่าลูกแค่ฝันเห็นชายในฝันของตัวเองเท่านั้น

ooooooo

ถึงวันที่มณีจันทร์ต้องขึ้นแสดงในงานการกุศลของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนที่เธอกับคุณหญิงมาลิดาเคยร่ำเรียน คุณหญิงมาลิดาเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หลังจากกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน คุณหญิงมาลิดาตรงไปยังโรงแรมหรูกลางกรุง เพื่อให้ทันการแสดงของลูกสาว

บรรยากาศในงานการกุศลเป็นไปอย่างคึกคัก แขกเหรื่อที่มาล้วนแต่เป็นศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียง บรรดาคุณหญิงคุณนายต่างส่งลูกสาวของตัวเองขึ้นแสดงบนเวที การแสดงของใครมียอดเงินบริจาคสูงสุดจะได้รับรางวัลจากไรวัตนายทหารหนุ่มอนาคตไกล ลูกชายว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ

บรรดาสาวไฮโซต่างแสดงกันสุดฝีมือโดยยึดแนวทางอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยตามที่อาจารย์แก้วใจนายกสมาคมศิษย์เก่าเจ้าระเบียบต้องการ การแสดงมีทั้งเล่นระนาด ตีขิม รำไทย คุณหญิงมาลิดาพยายามถามกุลวรางค์เพื่อนสนิทของมณีจันทร์ว่าคราวนี้มณีจันทร์จะแสดงอะไร กุลวรางค์อุบไว้ให้ท่านคอยชมเอาเอง

การแสดงบนเวทีน่าเบื่อมาก แขกในงานนั่งหาวหวอดๆ บางคนคุยกันไม่ได้สนใจการแสดง สักพัก ไรวัตในชุดสูทสุดหล่อเดินเข้ามาในงาน สาวทั้งหลายตาลุกวาว บางคนก็เข้ามาทักทายจะชวนไปร่วมโต๊ะด้วย แต่ไรวัตขอตัว แล้วเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับกุลวรางค์และคุณหญิงมาลิดา ทักทายทั้งคู่อย่างสนิทสนม

“การแสดงชุดต่อไปโดยศิษย์เก่ารุ่นที่ 42 น.ส.มณีจันทร์ มโนวรรณ” พิธีกรบนเวทีประกาศ

“นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว เมณี่จะสวยแค่ไหนนะคืนนี้” ไรวัตว่าพลางจ้องมองไปยังเวทีเขม็ง

มณีจันทร์พร้อมด้วยแดนเซอร์ในชุดสาวลูกทุ่ง ออกมาร้องและเต้นกันกระจายในเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกๆขัดกับบรรยากาศไทยเชยๆก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้คนในงานที่กำลังนั่งเซ็ง หันมองเป็นตาเดียวกัน ไรวัตถึงกับอ้าปากค้าง อาจารย์แก้วใจลมจับ ส่วนกุลวรางค์ยิ้มร่าลุกขึ้นร้องเพลงตามสนุกสนาน ไรวัตหายจากตะลึงกลายเป็นขำ เช่นเดียวกับคุณหญิงมาลิดาที่แอบยิ้มพอใจ ไลล่าสาวไฮโซที่ขึ้นแสดงไปก่อนแล้ว มองแค้นใจที่ทุกคนให้ความสนใจมณีจันทร์มากกว่าตนเอง...

หลังการแสดงจบ คุณหญิงมาลิดารู้ตัวต้องโดนอาจารย์แก้วใจซึ่งเคยเป็นครูของตนเองเล่นงานเรื่องมณีจันทร์ คิดจะชิ่งหนีแต่อาจารย์แก้วใจตามมาต่อว่าจนได้ คุณหญิงมาลิดาถึงกับหน้าจ๋อย...

ครู่ต่อมา ไรวัตนำกุหลาบแดงช่อใหญ่มามอบให้มณีจันทร์ซึ่งนั่งรออยู่ในห้องแต่งตัว เป็นที่อิจฉาตาร้อนของไลล่าและนักแสดงสาวคนอื่นๆ มณีจันทร์หัวเราะชอบใจที่แกล้งอาจารย์แก้วใจจนเป็นลมเป็นแล้ง

“รู้สึกรถพยาบาลจะมารับแล้วนะ...หัวใจวาย” ไรวัตอำหน้าตาย

มณีจันทร์ตกใจลุกพรวดจะออกไปดูด้วยความเป็นห่วง ไรวัตโอบเอวเธอดึงกลับมานั่งตามเดิม

“ผมล้อเล่นน่ะ...ขนาดเมณี่แต่งตัวอย่างนี้ แถมทำอะไรบ้าๆยังสวยเลย ผู้ชายทั้งงานที่กำลังหาวหวอดๆตาสว่างขึ้นมาทันทีที่เห็นแฟนของผมเดินออกมา” ไรวัตแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมณีจันทร์ออกนอกหน้า

“แฟนคุณหรือ...มั่วแล้ว” มณีจันทร์ดึงมือเขาออก “นี่ชักเอาใหญ่แล้วนะ ออกไปห่างๆเดี๋ยวอาจารย์ทั้งหลายมาเห็นเข้า ที่ไม่หัวใจวายก็วายกันตอนนี้แหละ” มณีจันทร์ว่าแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ไลล่ากับสาวคนอื่นๆมองตามหมั่นไส้ โดยเฉพาะไลล่าถึงกับออกปากถ้ารางวัลชนะเลิศเป็นของมณีจันทร์ เธอไม่ยอมแน่ๆ...

ไลล่าทำอย่างที่ลั่นวาจาไว้ ทันทีที่มณีจันทร์รับรางวัล

ชนะเลิศจากไรวัต ไลล่าก็สติแตกร้องกรี๊ดๆ ก่อนตรงเข้าแย่งรางวัลจากมือมณีจันทร์ สาวๆที่เหลือต่างกรูเข้ายื้อแย่งรางวัลกันวุ่นวายไปหมด ไรวัตเห็นมณีจันทร์ตกอยู่ในวงล้อมพวกสาวๆรีบเข้าไปห้าม แต่ถูกกำปั้นของไลล่าซัดเข้าเต็มหน้าผงะหงายหลัง

ทุกคนในงานพากันขำกลิ้ง อาจารย์แก้วใจเป็นลมอีกรอบ กุลวรางค์เป็นห่วงเพื่อนรักรีบวิ่งเข้าไปดู เห็นมณีจันทร์ค่อยคลานออกมาจากวงล้อมของสาวๆที่ยังตบตีแย่งรางวัลกันอุตลุด

กุลวรางค์กับมณีจันทร์ยืนเท้าเอวมองเอาเรื่อง กุลวรางค์ยุให้เพื่อนเข้าไปแย่งรางวัลคืน มณีจันทร์ฮึดฮัดเหมือนจะทำตามเพื่อนยุ แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจดื้อๆ ยิ้มหน้าทะเล้นชูสิบนิ้วหลา

“เสียดายเล็บสวยๆเพิ่งไปทำมาใหม่...ไปกันเถอะกุล...

ฉันหิวจะแย่...ไปหาของอร่อยๆกินกันดีกว่า” มณีจันทร์เชิดใส่กลุ่มสาวๆก่อนเดินลงจากเวทีพร้อมกับกุลวรางค์...

ค่ำวันเดียวกันที่บ้านมโนวรรณ มณีจันทร์เล่าเรื่องตอนรับรางวัลให้แม่ของเธอฟัง แล้วพากันหัวเราะชอบใจ มณีจันทร์ตำหนิสาวไฮโซพวกนั้นว่าไรสาระ พอรู้ไรวัตจะเป็นคนมอบรางวัล ต่างพากันจ้างครูมาสอน ลงทุนสั่งเครื่องดนตรีมาจากเมืองนอก บางคนก็ขุดโคตรเพชรมาใส่

“มิน่า พอโผพลิกเป็นการแสดงเพี้ยนๆของหนูก็เลยรับไม่ได้ถึงกับตบตีกันกลางเวที”

“นี่ไงคะ เมณี่ถึงเรียกว่ากุลสตรีหลอกลวง คุณแม่คิดดูนะคะ บางคนจบโทมาจากเมืองนอก บางคนมีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน แต่สมองสนใจแต่เรื่องแข่งกันเด่น แข่งกันแย่งผู้ชาย เมณี่เบื่อชีวิตแบบนี้เต็มทน อยากออกไปให้พ้นๆจากสังคมแบบนี้...เมณี่อยากหางานทำค่ะคุณแม่ อยู่เฉยๆเดี๋ยวจะฟุ้งซ่าน”

“ฟุ้งซ่านเรื่องชายในฝันหรือ...ยังฝันอยู่ไหม” คุณหญิงมาลิดากระเซ้า ขณะที่มณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล...

คืนนั้น มณีจันทร์ยังคงฝันเห็นบ้านเรือนไทยหลังเดิมและเสียงเรียกของผู้ชายคนนั้นเหมือนเช่นเคย

ooooooo

เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมณีจันทร์ขับรถตามถนน จู่ๆเครื่องยนต์ก็รวน เธอรีบจอดรถข้างทางหน้าร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง มณีจันทร์ลองสตาร์ตรถ อีกครั้ง แต่เครื่องไม่ติด หยิบมือถือขึ้นมาจะกดเรียกช่างเล็ก ที่เป็นช่างซ่อมรถเจ้าประจำ มือถือแบตฯหมด เธอเลยเดินเข้าไปในร้านขายของเก่า ที่มืดสลัวและเย็นเฉียบ

“คุณคะ...คุณ...แอร์เย็นไปหรือเปล่า...ปิดหน้าต่างประตู ซะมิด ไฟสักดวงก็ไม่มี คงขายของได้หรอก...คุณคะ...คุณ

มีใครอยู่ไหมคะ” มณีจันทร์บ่นไปพลางร้องเรียกคนในร้านไปด้วย แต่ทุกอย่างเงียบ

เธอเดินลึกเข้าไปในร้านยิ่งดูมืดและวังเวงราวกับเป็นร้านผีสิง ของเก่าๆในนั้นทำให้บรรยากาศน่ากลัว ยิ่งเจอชายแก่ผมขาวโพลนเจ้าของร้านที่อยู่ๆก็โผล่มายืนข้างๆยิ่งชวนขนหัวลุก เธอรีบขอใช้โทรศัพท์โทร.ตามช่างแต่พอเธอจะออกจากร้านกลับได้ยินเสียงคุ้นหูของผู้ชายในความฝันร้องเรียก

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”

หญิงสาวชะงัก เดินตามเสียงไปยังมุมหนึ่งของร้านไม่เจอใคร พบแต่กระจกเงาในกรอบไม้บานใหญ่ตั้งอยู่ มณีจันทร์ เดินเข้าไปใกล้เหมือนต้องมนต์สะกด ยกมือลูบรอยร้าวเล็กน้อยตรงมุมกระจกเงาบานนั้น ชายแก่เล่าว่า

“ของสมัยรัชกาลที่ห้า คนไม่ซื้อเพราะติว่ามีรอยแตก คนเขาไม่เอาเข้าบ้าน” ชายแก่เห็นมณีจันทร์ยังยืนตะลึง สะกิดเรียก หญิงสาวสะดุ้ง ถามจะขายเท่าไหร่ ชายแก่ขายให้ในราคาถูก มณีจันทร์จึงตกลงซื้อทันที...

ไม่นานนัก ช่างเล็กพร้อมลูกน้องมาถึง รถของมณีจันทร์กลับสตาร์ตติดเหมือนไม่มีอะไรเสีย มณีจันทร์งง เมื่อครู่เครื่องยังรวนอยู่เลย ช่างเล็กเป็นห่วงเกรงรถจะเกอีก ตอนเย็นเขาจะให้ช่างไปรับรถคันนี้ที่บ้านไปตรวจสภาพให้อีกที มณีจันทร์เห็นช่างเล็กขับรถกระบะมาจึงวานให้ช่วยขนกระจกโบราณบานนั้นไปส่งบ้านให้ด้วย

ทันทีที่รถของมณีจันทร์กับรถกระบะของช่างเล็กแล่นออกไป ร้านขายของเก่าแห่งนั้นหายวับกลายเป็นร้านว่างเปล่าไม่มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงป้ายให้เช่าติดอยู่หน้าร้าน...

มณีจันทร์เอากระจกโบราณวางไว้ในห้องนอนของเธอตรงข้ามกับชุดอ่างล้างมือและเหยือกโบราณซึ่งตั้งอยู่บนตู้เตี้ยๆ ทำให้เกิดเงาสะท้อนของอ่างล้างมือและเหยือกพอดี คุณหญิงมาลิดามองกระจกอย่างชื่นชมแต่เสียดายนิดเดียวที่มีรอยร้าว มณีจันทร์จะหาช่างมาซ่อม คุณหญิงคัดค้าน

“ฝีมือคนโบราณซ่อมยากเก็บไว้แบบนี้เก๋กว่า...เอ... แปลกจัง กระจกบานนี้...อ่างล้างหน้ากับเหยือกที่หนูมีอยู่แล้ว อย่างกับเคยเป็นชุดเดียวกันมาก่อน”

“จริงด้วยสิคะ...อืม เป็นชุดเดียวกันก็ดี คู่ที่พลัดหายไปได้มาเจอกันแล้วไงคะ”

คุณหญิงอดขำกับความคิดของลูกสาวไม่ได้ จังหวะนั้น ดาวเด็กสาวรับใช้เดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาด คุณหญิงเลยชวนมณีจันทร์ลงไปข้างล่าง ปล่อยให้ดาวทำความสะอาดกระจกอยู่ในห้องเพียงลำพัง ขณะที่ดาวกำลังเอาผ้าเช็ดกระจก เกิดควันคล้ายหมอกบางๆคลุมกระจก จากนั้น เงาสะท้อนของกระจกเปลี่ยนไป สะท้อนเหยือกและอ่างใบเดียวกันเพียงแต่เป็นคนละห้อง ไม่ใช่ห้องของมณีจันทร์

ดาวเช็ดกระจกไปสักพัก เอะใจมองเงาสะท้อนในกระจกแล้วหันไปมองที่ผนังห้อง ทำไมดูคล้ายกันแต่ไม่เหมือน พอหันกลับไปมองกระจกอีกครั้ง พลันมีเสียงมโหรี ดังขึ้นพร้อมกับภาพหลวงอัครเทพวรากรเดินมาที่ชุดเหยือกกับอ่างน้ำที่อยู่ในห้องของเขาเหมือนดำรงชีวิตปกติโดยไม่เห็นดาว คุณหลวงเทพเดินมาหยุดหน้ากระจก ดาวเห็นเขาเต็มตาถึงกับเข่าอ่อนคิดว่าเห็นผี กรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น

เสียงกรีดร้องของดาวดังไปถึงห้องนั่งเล่นที่นุ่มแม่บ้านกำลังเสิร์ฟน้ำให้คุณหญิงมาลิดากับมณีจันทร์ ทั้งสามคนตกใจ รีบวิ่งขึ้นมาดู เห็นดาวนั่งตัวสั่นหน้าซีด ละล่ำละลักว่าเห็นผีในกระจกเงาโบราณ ขอร้องคุณหญิงอย่าให้เธอทำความสะอาดกระจกอีกเลย นุ่มตำหนิว่าไร้สาระ เธออยู่บ้านนี้ตั้งแต่สาวไม่เห็นมีผีที่ไหน สั่งให้ดาวทำความสะอาดกระจกให้เสร็จ ตนจะช่วยเช็ดอีกแรง

มณีจันทร์มองไปที่กระจกเงาก็เห็นปกติดี ชวนแม่ลงมานั่งคุยเรื่องการสอบบรรจุเป็นข้าราชการของเธอที่ห้องนั่งเล่นต่อ คุณหญิงมาลิดาแปลกใจที่เห็นมณีจันทร์มุ่งมั่นจะเข้ารับข้าราชการให้ได้

“ก็เพราะพ่อกับแม่นั่นแหละ รวมทั้งบรรพบุรุษของเมณี่ด้วย ทุกคนยอมเป็นข้าฯรองพระบาททำงานรับใช้พระเจ้าอยู่หัว...เฮ้อ...ไอ้เรื่องพวกนี้มันคงอยู่ในหัวของเมณี่มากเกินไป”

“จะเอาจริงๆก็ต้องกระทรวงการต่างประเทศ”คุณหญิงมาลิดาเสนอ มณีจันทร์ไม่ต้องการใช้เส้นสายของพ่อ และไม่อยากถูกนินทาลับหลัง เธอจะลองไปสอบกระทรวงอื่นดูเอง

“คราวนี้เอาจริงแฮะ...เป็นอะไรขึ้นมาน่ะเรา หมู่นี้น่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ หนูรู้แต่อยากหนีไปจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ เหมือนต้องการหาที่ที่เหมาะ คนที่เหมาะ อะไรก็ไม่รู้บอกไม่ถูก มันร้อนรนอยู่ในใจนี่แหละค่ะ”มณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังนอนหลับ เกิดควันจางๆขึ้นที่กระจกเงาโบราณพร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งของของบางอย่างที่มีเธอคนเดียวได้ยิน ทันใดนั้น กระจกเงาโบราณเปิดเป็นช่องสีดำและมีเสียงร้องเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้น

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”

มณีจันทร์ละเมอขานรับ ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาที่กระจก เห็นเป็นช่องสีดำแปลกตา เธอเอื้อมมือจะแตะ แต่มีเสียงแม่ของเธอมาปลุกเสียก่อน มณีจันทร์สะดุ้งตื่น หันขวับมองกระจก ทุกอย่างเป็นปกติถึงได้รู้ว่าตัวเองแค่ฝันไป คุณหญิงมาลิดาเตือนว่าสายแล้ว ลูกมีนัดกับไรวัตกินมื้อเที่ยงไม่ใช่หรือ...

ไม่นานนัก มณีจันทร์มาพบกับไรวัตที่ร้านอาหารหรูตามนัด ไรวัตเจ้ากี้เจ้าการสั่งอาหารกับเครื่องดื่มให้มณีจันทร์โดยไม่ถามสักคำ ทำให้เธอขุ่นเคืองมาก เท่านั้นยังไม่พอ เขายังถือวิสาสะใช้เส้นสายพ่อของเขาช่วยให้เธอได้งานที่กระทรวงศึกษาธิการ มณีจันทร์โวยลั่น เธออยากได้งานด้วยความสามารถของตัวเอง ถ้าเธอสอบสู้คนอื่นไม่ได้ เธอก็ไม่สมควรได้งาน ถ้าทุกคนใช้เส้นสายกันหมดแล้วชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

“ชาติบ้านเมืองมาเกี่ยวอะไรเนี่ย”ไรวัตชักหงุดหงิด มณีจันทร์บ่นอุบผู้คนเดี๋ยวนี้มักไม่สนใจประเทศชาติสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น ไรวัตเคืองคิดว่ามณีจันทร์ว่าเขาเห็นแก่ตัว

“ไม่ใช่...ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่คุณไม่เข้าใจฉัน คุณบอกว่าฉันเป็นคนพิเศษ แต่คุณไม่รู้จักฉันเลย...เฮ่อ... เพราะอย่างนี้สิ ฉันถึงปันใจให้ชายในฝัน”

ไรวัตงงชายในฝันอะไร มณีจันทร์รีบกลบเกลื่อนไม่อยากพูดเรื่องไร้สาระนี้อีก ขอร้องไรวัตไม่ให้ทำลายคุณค่าของเธอด้วยการช่วยเหลือเธอแบบนี้ ไรวัตโกรธที่มณีจันทร์ปฏิเสธความหวังดี

“หน้าตาผม นามสกุล การศึกษา ตำแหน่งและครอบครัวของผมทำให้ผมไม่จำเป็นต้องง้อใคร มีผู้หญิงมาเข้าแถวให้ผมเลือกเยอะนะเมณี่ อย่าทำให้ผมปวดหัวนักเลย”

“งั้น...ก็ได้เวลาที่คุณจะไปหาผู้หญิงที่เข้าแถวพวกนั้นแล้วล่ะ” มณีจันทร์สะบัดหน้าเดินออกไป...

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านของกุลวรางค์ ขณะที่กุลวรางค์เดินผ่านตู้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ๆกระจกตู้ปริแตกร่วงลงพื้นทั้งที่ไม่มี ใครไปแตะต้อง เด็กรับใช้กำลังเช็ดฝุ่นอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ปฏิเสธเป็นพัลวันว่าไม่ได้ทำอะไร ตู้นั่นแตกเอง คุณหนูกุลก็เห็น กุลวรางค์เข้ามาดูใกล้ๆ

“เออน่าไม่ต้องร้องโวยวายไปหรอก ตู้มันคงเก่าน่ะ อยู่เฉยๆมันก็แตกได้...เอ๊ะรูปนี่...” กุลวรางค์ล้วงมือเข้าไปหยิบกรอบรูปอันหนึ่งซึ่งวางคว่ำหน้าอยู่ เมื่อเธอหงายขึ้นดู เห็นรูปหลวงอัครเทพวรากรบรรพบุรุษของกุลวรางค์ยืนอยู่ในชุดราชปะแตนดูหล่อเหลามาก...

ไม่นานนัก มณีจันทร์มาหากุลวรางค์ที่บ้านบ่นว่าไรวัตชอบบังคับเธอทำโน่นทำนี่ให้ฟัง กุลวรางค์ชวนมณีจันทร์ไปนั่งจิบน้ำชาคุยกันที่โต๊ะสนาม ระหว่างเดินผ่านห้องอาหารมณีจันทร์ได้ยินเสียงมโหรีที่มีเสียงไวโอลินสีนำ ถึงกับหยุดกึก สาวเท้าไปยังห้องที่เป็นต้นเสียง กุลวรางค์ไม่ได้ยินอะไรได้เดินตามงงๆ

มณีจันทร์หยุดยืนหน้ารูปของหลวงอัครเทพที่กุลวรางค์เพิ่งพบก่อนที่เพื่อนจะมาถึงไม่นาน เธอหยิบรูปขึ้นมาถามว่าทำไมไม่เคยเห็นรูปนี้มาก่อน กุลวรางค์เพิ่งเอามาตั้งก่อนเธอมาครู่เดียว แล้วเล่าให้ฟังว่า

“ท่านผู้นี้คือหลวงอัครเทพวรากร เป็นเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา สมัย ร.5 น่ะ รู้สึกท่านจะเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาให้ไทยรอดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ฝรั่งเศสอะไรทำนองนี้”

มณีจันทร์ให้ความสนใจและชื่นชมหลวงอัครเทพไม่หยุดปากถึงขนาดขอรูปนี้กลับบ้าน กุลวรางค์เห็นเพื่อนอยากได้เลยยกให้ มณีจันทร์เฮลั่นโดดกอดกุลวรางค์ดีใจมาก...

ฝ่ายไรวัตขับรถตามมาบ้านกุลวรางค์ เห็นรถมณีจันทร์ ขับสวนออกมา มีผู้ชายนั่งมาข้างๆไรวัตมองเขม็งหลวงอัคร–เทพยิ้มเยือกเย็นมองตาม ไรวัตเจ็บใจจะวกรถตาม แต่เจอรถบรรทุกขวางทางทำให้กลับรถไม่ได้ ไรวัตอารมณ์ค้างเข้าไปโวยใส่กุลวรางค์ รู้เห็นเป็นใจให้มณีจันทร์พาหนุ่มมาที่นี่ แล้วไม่ต้องปฏิเสธให้ยาก เขาเห็นกับตามีผู้ชายนั่งรถไปกับมณีจันทร์ กุลวรางค์งง ไรวัตคงตาฝาด มณีจันทร์กลับไปคนเดียวแท้ๆ...

มณีจันทร์มาถึงห้องนอนตัวเองได้ยินเสียงนุ่มกำลังคุยโม้ให้ดาวซึ่งยังหน้าตื่นๆฟังว่าไม่ต้องกลัว ถ้าผีกล้าโผล่มาเธอจะทุบหัวให้น่วม มณีจันทร์นึกสนุกย่องเข้ามาแกล้งทำตาโตชี้ไปที่กระจกเงาเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง นุ่มหันมาเห็น ตกใจกรี๊ดสนั่นโดดผลุงเดียวไปแอบอยู่มุมห้อง มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจ

“ฉันล้อเล่น แม่นุ่มน่ะไหนว่าจะทุบให้น่วมไง กระโดดก่อนใครเพื่อนเลยนะ ที่แท้ก็เก่งแต่ปาก”

นุ่มเสียหน้าขณะที่ดาวแอบยิ้มขำ มณีจันทร์หยิบรูปของหลวงอัครเทพจากกระเป๋าถือมาวางข้างๆเหยือกกับอ่างน้ำโบราณ แอบยิ้มเขินให้คนในรูป ดาวเดินมาเห็น ตาเหลือกมือสั่นชี้ไปที่รูป

“นั่นๆๆๆ...คนที่หนูเห็น...ในกระจกเมื่อวันก่อน...หน้าแบบนี้เลยหนูจำได้...ไม่เอาแล้ว...ไม่ทำแล้ว” ดาววิ่งร้องไห้ออกไป นุ่มยืนหน้าซีด เสียวสันหลังวูบ มณีจันทร์มองรูปกับกระจกสลับไปมาแปลกใจ

ooooooo

ตั้งแต่ได้รูปของหลวงอัครเทพมา มณีจันทร์พาติดตัวไปทุกที่ ไม่ว่าจะกินข้าว อ่านหนังสือ แม้กระทั่งเวลานอน เธอจะเอารูปของเขาวางไว้บนหมอนอีกใบหนึ่งข้างๆ พอจะหลับก็เอารูปมากอดไว้...

มณีจันทร์หยิบหนังสือหลายเล่มมากองไว้ พยายามเปิดหาชื่อหลวงอัครเทพเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา แต่ไม่พบข้อมูลใดๆ หันไปพูดกับรูปของเขา

“เฮ่อ...ท่านเจ้าคุณขา ฉันหาเรื่องของท่านทุกเล่มแล้วไม่เห็นมีปรากฏเลย หรือว่าเราต้องไปค้นที่ห้องสมุด”

มณีจันทร์หอบหนังสือมาเปิดอ่านตรงตีนบันไดขึ้นห้อง เผลอนอนหลับขวางทาง  หลวงอัครเทพจะขึ้นข้างบน เห็นมณีจันทร์นอนขวางทางอยู่ ขอโทษแล้วเดินหลบเธอขึ้นไป

“ไม่เป็นไรค่ะ...เมณี่ง้วงง่วง  ของีบเดี๋ยวเดียวนะคะ” มณีจันทร์โต้ตอบเหมือนคนคุ้นเคยอยู่ร่วมบ้าน

พอร่างของหลวงอัครเทพพ้นไปแล้ว มณีจันทร์ลุกพรวด รู้สึกเหมือนเมื่อครู่เพิ่งเห็นหลวงอัครเทพตัวเป็นๆเดินผ่าน รีบวิ่งขึ้นไปดู เดินหาทั่วบ้านแต่ไม่พบ เธอวิ่งมาที่กระจกเงาโบราณในห้องเห็นหมอกควันบางๆปกคลุมกระจก จากนั้นเงาสะท้อนในกระจกกลายเป็นห้องว่างเปล่าของหลวงอัครเทพ

มณีจันทร์ทรุดฮวบมองเงาสะท้อนอย่างตั้งใจ เห็นหลวงอัครเทพเดินไปเดินมาช้าๆสีหน้าครุ่นคิด หญิงสาวตะลึง ขยี้ตาตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา พลันภาพของหลวงอัครเทพหายไป กลายเป็นเงาสะท้อนของเธอในกระจกตามปกติ มณีจันทร์เอามือแตะกระจกก็ไม่มีอะไร เริ่มคิดหนัก หรือเป็นตัวเธอที่ไม่ปกติ...

ได้เวลาที่คุณหญิงมาลิดาต้องกลับต่างประเทศ สิ้นเดือนนี้ที่สถานทูตไทยที่โน่นมีงานเลี้ยง เธอต้องไปดูแลความเรียบร้อย มณีจันทร์มาส่งแม่ที่สนามบินท่าทางไม่อยากให้ไป คุณหญิงมาลิดาอดสงสัยไม่ได้ ทุกทีลูกไม่เคยงอแงที่ต้องจากพ่อแม่

มณีจันทร์สังหรณ์ใจชอบกลเหมือนเราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีก

“ทำไมเราจะไม่ได้เจอกันล่ะ ไม่มีเหตุผลเลย เอ...หรือว่าเพราะไรวัต...เป็นแฟนกัน ต้องมีการทะเลาะกันเพื่อปรับความเข้าใจ แม่ว่าดีออก” คุณหญิงมาลิดามองโลกในแง่ดีเสมอ

“เมณี่ไม่เคยเรียกไรวัตว่าแฟนนะคะ...บอกไม่ถูก เมณี่เหมือนรอใครบางคนมาตลอด แต่ไม่เคยเห็นภาพเขาเป็นไรวัตเลย” มณีจันทร์สีหน้าจริงจัง คุณหญิงมาลิดายิ้ม ปลอบว่าเด็กสาวมักจะรอพระเอกในนิยายเสมอแล้วดึงลูกมากอด มณีจันทร์มองตามแม่เดินเข้าไปด้านในสนามบินอย่างเหงาๆ...

มณีจันทร์หลับไปแล้ว มีเสียงเรียกของหลวงอัครเทพดังฝ่าความเงียบสงัดยามค่ำคืน หญิงสาวขานรับทั้งที่ยังหลับตา เสียงหลวงอัครเทพร้องเรียกให้เธอมาหา จังหวะนั้น เกิดควันขึ้นปกคลุมกระจกเงาโบราณ พร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งของอะไรบางอย่าง มณีจันทร์ลืมตาโพลง ลุกขึ้นนั่ง

“ได้ค่ะ...เมณี่จะได้รู้สักทีว่าเมณี่เป็นบ้าไปหรือเปล่า”

มณีจันทร์เดินมานั่งหน้ากระจกเงา กลั้นใจยื่นมือเข้าไปในนั้น มือของเธอหายไปในกระจก มณีจันทร์ตาเบิกกว้าง ชักมือกลับถอยกรูด หยิกมือตัวเองราวกับจะปลุกให้ตื่นจากฝัน แต่เธอกลับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัวเพราะตระหนักแล้วว่าไม่ได้ฝัน พุ่งไปหยิบผ้าคลุมเตียงมาปิดกระจกเงาไว้ทั้งบาน

ooooooo

มณีจันทร์นึกถึง ดร.ตรอง เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง เขาอาจจะมีคำตอบของเรื่องนี้ เธอจึงแวะไปหาเขาที่ห้องเรียน ตรองกำลังสอนนักศึกษาเรื่องมิติของเวลาพอดี เขาเปิดอุปกรณ์ที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นสื่อการสอน แต่อุปกรณ์เริ่มทำงานผิดปกติ ทำให้มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา นักศึกษาชี้ชวนให้กันดูตื่นเต้น ตรองรีบวิ่งไปถอดปลั๊กอุปกรณ์ออก แต่ควันพุ่งไม่หยุด แถมเกิดประกายไฟออกจากตัวเครื่อง นักศึกษาชอบใจตบมือกันเกรียว

“โหย...สุดยอด...อุปกรณ์ของอาจารย์เจ๋งสุดๆ”

ไฟเย็นเริ่มฟู่ไปติดกองสารเคมีใกล้ๆ ตรองเห็นท่าไม่ดี ตะโกนสุดเสียงให้ทุกคนหนี แล้วคว้ามือมณีจันทร์วิ่งออกจากห้อง นักศึกษาเห็นอาจารย์เผ่นแน่บ หยุดหัวเราะหน้าตาตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน เสียงวี้ดว้ายลั่นตามมาด้วยเสียงอุปกรณ์แตกเปรี้ยงๆๆ เละไปทั้งห้อง

ครู่ต่อมา ตรองถูกคณบดีเรียกไปพบที่ห้องทำงาน เสียงคณบดีเอ็ดตะโรลั่น มณีจันทร์รออยู่หน้าห้องถึงกับสะดุ้ง ตรองถูกด่าสักพัก เดินหน้าแห้งออกมา มณีจันทร์เข้ามาแตะไหล่เพื่อน

“ตรองก็ยังเป็นตรองไม่ว่ากี่ปี แล้วนี่จะโดนอะไรบ้างล่ะ”

“พักการสอนสองอาทิตย์ เฮ่อ...ฉันน่ะโดนจนชินแล้วล่ะช่างมันเถอะ ว่าแต่เมณ่ีเถอะนึกยังไงถึงมาหาฉัน”

มณีจันทร์ชวนตรองไปบ้านเธอกินข้าวไปด้วยคุยกันไปด้วย ตรองมองสงสัย เพื่อนรักมีเรื่องอะไร...

ไม่นานนัก ตรองกับมณีจันทร์มาถึงบ้านมโนวรรณ มณีจันทร์มีคำถามจะถามตรองมากมาย แต่พอเจอหน้าเขากลับไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร นิ่งคิดครู่หนึ่ง ถามตรองตรงๆเชื่อว่าผีมีจริงไหม

“ไม่มี...วิทยาศาสตร์เราเรียกว่าคลื่นหรือพลังงานจ้ะ คือเราจะไม่เชื่อว่ามีได้ประเภทคนตายไปแล้วลุกขึ้นมาหลอก แต่เราเชื่อว่ามีพลังงานหรือคลื่นจากอดีต...อันนั้นมีอยู่”

มณีจันทร์ฟังตรองอธิบายอย่างตั้งใจ อีกมุมหนึ่งหน้าบ้านไรวัตลงจากรถมองเข้าไปข้างใน เห็นมณีจันทร์นั่งคุยอยู่กับผู้ชายท่าทางสนิทสนม หงุดหงิดขึ้นมาทันที จ้ำพรวดๆตรงไปหา

ตรองอธิบายอีกว่า “ภาพที่ตาเห็นเกิดจากแสงที่มารวมกันเป็นภาพ...ทุกคืนที่เรามองดาวน่ะ รู้ตัวไหมเรากำลังมองอดีตนะ...ดาวพวกนั้น เนื่องจากมันไกลมากเหมือนที่เขาเรียกหลายล้านปีแสง ดาวบางดวงน่ะดับไปนานแล้ว ทีนี้แสงหรือภาพๆนั้นมันเดินทางมาไกลมาก ต้องใช้เวลานาน บางทีนานกว่าชั่วอายุคนคนหนึ่งเสียอีก เราจึงไม่ทันเห็นภาพปัจจุบันตอนมันดับแสง แต่ดันไปเห็นภาพอดีตที่มันยังรุ่งโรจน์”

“เพราะฉะนั้น อดีตจึงไม่จำเป็นต้องเป็นอดีตเหมือนที่ตรองสอนในห้องเรียน”

“ถูกต้อง...ให้เอ...พูดง่ายๆคือ ภาพอดีตคือพลังงานแสงชนิดหนึ่ง มันเดินทางเรื่อยไป หาอุปกรณ์ดีๆไปรับให้ทัน เราก็จะเห็นอดีต นี่คือหลักการของไทม์แมชชีน”

“อุปกรณ์ดีๆ...หรือว่าคือกระจก...เป็นกระจกได้ไหมตรอง”

ตรองยังไม่ทันจะพูดอะไร ไรวัตโผล่พรวดเข้ามาชี้หน้าตรองตะคอกถามมณีจันทร์ด้วยความหึงหวง ผู้ชายคนนี้เป็นใคร มณีจันทร์ไม่พอใจตวาดกลับว่าเป็นเพื่อน ไรวัตยิงคำถามเป็นชุด ทำไมเขาถึงไม่รู้จัก สนิทกันแค่ไหน คบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ มณีจันทร์โกรธแกล้งพูดแหย่ เธอกับตรองสนิทกันมาก คบกันมาก่อนไรวัตแถมเขายังเคยขึ้นไปนอนบนห้องของเธอด้วย แล้วหันไปขอคำยืนยันจากเพื่อนรัก ตรองพาซื่อตอบฉะฉาน

“อ๋อครับ ตอนนั้นมาเล่นน้ำกัน เสื้อผ้าไม่ได้เอามา ถอดเล่นมันโทงๆทั้งเมณี่ทั้งผม พอจะกลับก็เหนื่อย สุดท้ายเลยนอนมันซะเลย”

ไรวัตฟิวส์ขาดซัดตรองเปรี้ยงเข้าเต็มหน้าเซถลาล้มลงไปกองบนโซฟา แล้วตามเข้าไปกระชากคอเสื้อขึ้นมาจะซ้ำ มณีจันทร์ทุบตีไรวัตอุตลุด สั่งให้ปล่อยเพื่อนของเธอเดี๋ยวนี้ ตอนนั้นเธอกับตรองเป็นแค่เด็ก ตรองย้ำเราสองคนอายุแค่เจ็ดขวบครึ่งเอง พูดได้แค่นั้นก็หมดสติด้วยฤทธิ์หมัดของไรวัต

มณีจันทร์รีบพาตรองไปส่งโรงพยาบาล หมอตรวจอาการแล้วแค่ฟกช้ำไม่ได้เป็นอะไรมาก มณีจันทร์โกรธต่อว่าไรวัตต่างๆนานา แทนที่จะสำนึกผิด ไรวัตกลับพาลหาเรื่อง

มณีจันทร์หมดความอดทน เดินหนี

ooooooo

หลังจากพาตรองไปส่งบ้าน มณีจันทร์กลับถึงบ้านมโนวรรณ แต่ไม่กล้าเข้าห้องตัวเอง  ยังขยาดกระจกไม่หายได้แต่ยืนพิงอยู่หน้าประตู ดาวเดินผ่านมาร้องทัก เจ้านายสาวเจอดีเหมือนเธอแล้วใช่ไหมถึงได้เอาผ้าไปปิดกระจกเงาไว้แบบนั้น มณีจันทร์เกรงจะเสียฟอร์ม วางท่าเก่ง

“ใครว่า...ฉันแค่รำคาญแสงที่มันสะท้อนมาแยงตาเท่านั้น...มีอะไรทำก็ไปทำไป๊...ฉันจะเข้านอนแล้ว”

เจ้านายสาวแกล้งเดินเข้าห้องทำท่าจะปิดประตู พอเห็นดาวไปพ้นสายตาแล้ว มองกระจกเงาหวาดๆคว้าหมอนพุ่งออกจากห้องไปนอนห้องแม่แทน เดินยังไม่ทันถึงเตียงเสียง

มือถือดังขึ้นก่อน คุณหญิงมาลิดาโทร.ทางไกลจากต่างประเทศมาเล่าให้ฟังว่าไรวัตโทร.ไปถามเธอว่าตรองเป็นเพื่อนของ

มณีจันทร์จริงหรือเปล่า มณีจันทร์โมโหมาก ไรวัตก่อเรื่อง

ขนาดนี้แล้วยังมีหน้าโทร.ไปถามแม่อีก

“เขายิ่งรักก็ยิ่งกลัว น่าเห็นใจนะ หนูล่ะ คิดยังไงกับเขากันแน่”

มณีจันทร์คิดถึงแต่หลวงอัครเทพและเรื่องประหลาดของตนเองที่เกี่ยวกับชายในฝันที่รอคอยมานาน  ถามแม่บุพเพสันนิวาสแปลว่าอะไร  คำตอบที่ได้จากท่านก็คือเคยเป็นคู่สู่สมมาแต่ชาติปางก่อน

“ดวงจิตทั้งสองจึงผูกพันแม้อยู่ไกลสุดหล้า จะตามหาจนพบ เมื่อไม่พบย่อมคะนึงหา ต่อให้คนอื่นหมื่นแสน...ไม่แม้นเหมือน” มณีจันทร์ร่ายยาว คิดถึงหลวงอัครเทพขึ้นมาอีกแล้ว...

มณีจันทร์เผลอหลับไปโดยไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอฝันเห็นตัวเองเดินอยู่ในความมืดคนเดียว ได้ยินเสียงหลวงอัครเทพคร่ำครวญ ทำไมถึงมืดไปหมดแบบนี้ ทำไมเขาถึงหา

แม่มณีไม่เจอ มณีจันทร์กระสับกระส่าย น้ำตาไหลพราก รู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนที่ตนเองรัก เสียงหลวงอัครเทพยังคร่ำครวญอีกว่า

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า เราจะไม่ได้พบกันอีกแล้วรึ...เราจะไม่ได้พบกันจริงรึแม่มณี...แม่มณีจ๋า”

มณีจันทร์ผวาตื่น ร้องไห้ “เมณี่ขอโทษ...เมณี่จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ไม่ทำอีกแล้ว” มณีจันทร์วิ่งกลับไปห้องตัวเอง ดึงผ้าคลุมกระจกเงาออก ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ พลันที่กระจกเงามีหลุมดำเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋ง เธอจ้องหลุมดำด้วยสีหน้ามุ่งมั่น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตั้งสติแล้วก้มหน้าหลับตา ควันจากกระจกไหลมาคลุมร่างของเธอ ก่อนจะหายวับข้ามภพไปโผล่อยู่ในห้องหลวงอัครเทพ มณีจันทร์เดินสำรวจรอบๆห้อง

“นี่ไม่ใช่ห้องเรา กระจกเหมือนกันแต่ไม่แตกไม่มีรอย ชุดอ่างน้ำกับเหยือกก็เหมือนกันแต่ใหม่กว่า”

มณีจันทร์เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นเสื้อผ้าข้าวของเป็นของผู้ชายแต่ดูเหมือนเป็นชุดย้อนยุค เธอเดินเลยไปที่หน้าต่างห้อง เห็นวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยโบราณ พระปรางค์วัดอรุณฯตั้งตระหง่านไม่มีตึก มีแต่เรือพาย บ้านหลังนี้เป็นเรือนไทยที่เธอฝันถึงบ่อยๆ มณีจันทร์เดินไปเปิดประตูห้อง ห่างออกไปมีวงมโหรีกำลังบรรเลงอยู่

หลวงอัครเทพสีไวโอลินขณะที่เพื่อนร่วมวงเล่นเครื่องดนตรีไทย เขาหันมาเห็นมณีจันทร์ มือที่สีไวโอลินชะงัก ทั้งสองสบตากันนิ่งงัน ต่างพบตัวตนจริงๆของภาพฝันที่เฝ้ารอมานานแสนนาน พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์ถูกเรียกกลับมาที่กระจกเงาราวกับต้องมนตร์สะกด คุณหลวงอัครเทพวางไวโอลินเดินตาม

หญิงสาวผู้มาเยือนคุกเข่าหน้ากระจกเงา เหลือบเห็นนาฬิกาตกอยู่ที่พื้น รีบคว้าไว้แล้วก้มหน้าลงหมอกควันจากกระจกเคลื่อนมาคลุมตัวเธอไว้ ก่อนร่างจะหายวับไป หลวงอัครเทพเข้ามาในห้อง แปลกใจไม่พบใคร เจอต่างหูข้างหนึ่งของมณีจันทร์หล่นอยู่ หยิบขึ้นมามอง งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น...

พอหมอกควันจาง มณีจันทร์พบว่ากลับมาที่ห้องตัวเอง เธอแบมือออกเห็นนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ถอนใจโล่งอก นาฬิกาเรือนนี้เท่ากับเป็นสิ่งยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝัน เธอข้ามภพมาแล้วจริงๆ หญิงสาวกดฝานาฬิกาพกเปิดออก เห็นรูปหลวงอัครเทพอยู่ด้านในและมีเสียงกรุ๋งกริ๋งที่คุ้นเคยดังขึ้น

“เสียงนี้เองที่เราได้ยินบ่อยๆ” หญิงสาวเดินไปที่รูปหลวงอัครเทพที่วางอยู่ในห้อง “ท่านเจ้าคุณ นั่นคือคุณ...คือคุณจริงๆใช่ไหมคะ” มณีจันทร์จำดวงหน้าฉาบรอยยิ้มอบอุ่นนั้นได้แม่นยำ

ooooooo

มณีจันทร์คิดจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปปรึกษาตรอง ทางไปมหาวิทยาลัยผ่านร้านขายของเก่าที่เธอซื้อกระจก เงาโบราณ  แวะไปดู  กลับเจอร้านว่างเปล่าติดป้ายให้เช่า มณีจันทร์เดินไปถามร้านขายของข้างๆต้องตกใจเมื่อเจ้าของร้านขายของยืนยันที่นี่ไม่มีร้านขายของเก่า ร้านที่เธอว่าไม่มีคนเช่ามาหลายเดือนแล้ว

ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาถึงโกดังหลังมหาวิทยาลัย ตรองกำลังทดลองเครื่องย้อนเวลาพอดี หน้าตาเครื่องที่ตรองสร้างขึ้นลักษณะเหมือนเครื่องอบไอน้ำในร้านทำผม มณีจันทร์ไม่ค่อยเชื่อเครื่องจะทำงานได้จริง ตรองมั่นใจเครื่องของเขาใช้การได้จริงๆ จะพิสูจน์ให้เธอดู เขาตั้งเวลาที่จะย้อนกลับไป ขึ้นนั่งบนเก้าอี้สวมที่ครอบหัวแล้วเปิดเครื่อง เห็นไฟวิ่งไปมาเหมือนใช้ได้จริงๆ สักพัก มีควันพวยพุ่งออกมาจากที่ครอบหัว ตรองยิ้มภูมิใจ

“ฉันกำลังเดินทาง ฉันคือผู้ปฏิวัติโลก โลกยุคใหม่ต้องจารึกชื่อฉัน ดร.ตรอง”

ควันคลุมร่างตรองมิด พอควันจาง มณีจันทร์ตีหน้าเข้ม ร้องลั่นว่าตรองหายไปแล้วซ้ำๆ ตรองยิ้มดีใจลุกพรวด กลับเห็นตัวเองยังอยู่ที่เดิม มณีจันทร์เดินเข้ามาใกล้เพื่อนจอมเพี้ยนทำหน้าแปลกใจ

“เอ๊ะ...แล้วนี่มันตัวอะไร จู่ๆมาอยู่ตรงนี้แทนที่ตรองได้อย่างไร...ตัวประหลาดหน้าตาน่าเกลียด นี่แน่ะนี่ๆๆเอาตรองไปไหน บอกมานะ” มณีจันทร์คว้าไม้มาตีตรองอุตลุดโดยไม่ฟังเสียงห้ามปราม กว่าตรองจะรู้ตัวถูกเพื่อนซี้หลอก โดนตีเสียน่วม

“ใช้ไม่ได้ผลหรือนี่ โธ่...ไม่ได้กินไม่ได้นอนมาตั้งสามสี่วัน หมดกัน” ตรองบ่นอุบ

ทันใดนั้น เครื่องย้อนเวลามีควันสีเหลืองพุ่งออกมา ตรองดีใจคิดว่าเครื่องใช้การได้รีบสวมที่ครอบหัวอีกครั้ง มณีจันทร์อึ้ง คว้ามือถือขึ้นมาเตรียมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานความสำเร็จของเพื่อน กลุ่มควันพวยพุ่งแล้วระเบิดเปรี้ยง พอควันบางตา เผยให้เห็นตรองตัวดำ หน้าดำปี๋ หัวฟูเสื้อผ้าขาดวิ่นชักแหง็กๆ พ่นควันสีเหลืองออกจากปาก มณีจันทร์ตกใจ ปราดเข้าไปดูอาการของเพื่อนก่อนจะพยุงไปส่งโรงพยาบาล

อาการของตรองไม่หนักหนาอะไรมีเพียงแผลถลอกเล็กน้อย มณีจันทร์เห็นเพื่อนเจ็บตัว เปลี่ยนใจไม่เล่าเรื่องกระจกเงาโบราณที่พาเธอข้ามเวลาไปอีกภพหนึ่งให้ฟัง...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านรีบมานั่งหน้ากระจกเงา บ่นพึมพำ ทำไมเสียงเรียกหาของหลวงอัครเทพหายไป อีกทั้งกระจกก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร หรือเธอกับคุณหลวงจะได้เจอกันแค่นี้ จังหวะนั้น นุ่มเคาะประตูห้องขออนุญาตเข้าไปเก็บสำรับอาหารเมื่อเช้า มณีจันทร์เดินมาเปิดประตูให้แล้วเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ขณะนุ่มเก็บสำรับอาหาร กระจกเงาเกิดเป็นหลุมดำแล้วสะท้อนเงาในห้องของหลวงอัครเทพ

ม้วน ทาสของหลวงอัครเทพซึ่งเป็นต้นตระกูลของนุ่ม ทั้งคู่หน้าตาคล้ายกันแต่ม้วนอายุอ่อนกว่านุ่มมาก ม้วนกำลังเช็ดถูทำความสะอาดห้องคุณหลวง หันมองกระจกเงา แต่ไม่ได้สนใจนักเพราะต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงาน กิริยาของทั้งสองคนคล้ายเป็นเงาสะท้อนในกระจกของกันและกัน

นุ่มกับม้วนต่างหันมองกระจกอีกครั้ง ยกมือจัดผมจัดเผ้าพร้อมกันไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเสื้อผ้าที่ต่างยุคสมัยกัน จังหวะนั้น มณีจันทร์ร้องเรียกนุ่มหยิบผ้าขนหนูให้ที นุ่มหันจะไปเปิดตู้แต่ม้วนไม่เดินไปไหน นุ่มเอะใจหันขวับมองกระจก ทั้งสองต่างกรีดร้องลั่น มณีจันทร์ตกใจวิ่งออกมาดู นุ่มเป็นลมหมดสติไปแล้ว

ooooooo

ขณะเดียวกัน ที่เรือนไทยของหลวงอัครเทพ เสียงร้องของม้วนทำให้คุณหญิงแสร์ซึ่งกำลังนั่งกินข้าวกับหลวงอัครเทพลูกชายถึงกับสะดุ้งโหยง เธอสั่งให้ขาบคนสนิทของหลวงอัครเทพช่วยไปดูทีว่าม้วนร้องทำไม พอหลวงอัครเทพรู้ว่าม้วนกำลังทำความสะอาดห้องนอนของเขา นึกสงสัยม้วนอาจจะเจอผีสาวเหมือนที่เขาเจอก็ได้ ลุกพรวดเดินแซงหน้าขาบไปที่ห้อง คุณหญิงแสร์แปลกใจท่าทีลูกชายรีบเดินตาม

ภายในห้องหลวงอัครเทพ ม้วนนั่งร้องไห้ตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัว หลวงอัครเทพเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ม้วนเอาแต่ร้องไห้ไม่ตอบ ขาบเข้าไปเขย่าให้ม้วนรู้สึกตัว ม้วนชี้ไปที่กระจกเงาบานใหญ่ ละล่ำละลักว่ามีผีอยู่ในนั้น หลวงอัครเทพร้อนใจ ซักถามใช่ผู้หญิงผมยาว ผิวขาวๆหรือไม่

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ผู้หญิงแก่ๆตัวดำๆเจ้าค่ะ” ม้วนเสียงสั่น

หลวงอัครเทพแปลกใจ ทำไมไม่เหมือนผู้หญิงที่ตนเคยเห็น...

ม้วนกลับถึงเรือนทาสถึงกับจับไข้นอนซม ครางฮือๆกลัวผีอยู่ตลอดเวลา พลอยทำให้ทาสคนอื่นๆกลัวไปด้วย คุณหญิงแสร์หาว่าม้วนคิดจะอู้งานยกผีขึ้นมาอ้าง อิ่มต้นห้องของคุณหญิงแสร์แก้ต่างให้ม้วนว่าป่วยจริงๆ แล้วดึงผมที่หัวม้วนให้คุณหญิงดู ผมหลุดติดมือเป็นกระจุก ทาสทั้งหลายพากันหน้าตาตื่น

“เมื่อสักครู่ คุณหลวงถามถึงผู้หญิงขาวๆ คุณหลวงก็เคยเห็นรึขอรับ” ขาบอดถามไม่ได้

“จริงด้วย ลูกเคยเห็นรึ”

“เอ่อ...ลูกมิได้พูดเช่นนั้น” หลวงอัครเทพมีพิรุธไม่กล้าสบตามารดา คุณหญิงแสร์มั่นใจ ม้วนคิดจะเล่นกลกับตน สั่งอิ่มไปหยิบหวายมาให้ ตนจะแก้ไข้หัวโกร๋นด้วยหวายชุบน้ำมนต์ พอได้หวาย คุณหญิงแสร์พ่นน้ำหมากใส่แทนน้ำมนต์ไล่ผี ทาสสะดุ้งกันทั้งเรือน คุณหญิงแสร์ฟาดหวายใส่พื้นขู่ม้วน

“นี่หวายทั้งเส้น นังทาสชั่ว...จะหายได้รึยังหา...”

ม้วนลุกพรวดนั่งพนมมือไหว้ปลกๆ “อย่าตีม้วนเลย...ม้วนเห็นผีในกระจกนั่นจริงเจ้าค่ะ เรือนเขาไม่เหมือนเรือนเรา ข้าวของเหมือน...อืม...เหมือนเรือนคุณจ้อน”

“เหมือนเรือนมิสเตอร์จอห์น เหมือนพวกอีหรอบงั้นรึ” หลวงอัครเทพเคยเห็นในความฝันมาก่อน จึงรู้ว่าม้วนพูดถูก ครั้งนั้น เขาฝันว่าเดินเข้ามาในบ้านมณีจันทร์มองเครื่องเรือนรอบๆแปลกใจว่ามาที่ไหนกันแน่ แล้วเดินขึ้นบันไดโดยผ่านร่างของมณีจันทร์ที่นอนหลับอยู่ เขายังกล่าวขอโทษเธอด้วย

หลวงอัครเทพตกใจตื่น ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปเดินมาครุ่นคิดถึงความฝันประหลาดเมื่อครู่ โดยไม่ทันสังเกตว่าที่กระจกมีเงาสะท้อนของมณีจันทร์นั่งมองเขาผ่านทางกระจกเงาบานใหญ่อยู่อีกภพหนึ่ง...

คุณหญิงแสร์ยังซักถามม้วนไม่เลิกไม่แล้วว่าคนที่ม้วนเห็นหน้าตาเป็นอย่างไร ม้วนว่าหน้าตาเหมือนตนเองแต่แก่กว่า คุณหญิงแสร์โมโห  ถ้าม้วนส่องกระจกเงาก็ต้องเห็นคนหน้าเหมือนตัวเองอยู่แล้ว เช่นนี้ยังจะว่าไม่โกหกหลอกลวงได้อย่างไร แล้วสั่งขาบกับอิ่มช่วยกันจับตัวม้วนไว้ ตนจะเฆี่ยนให้หลังลาย

“ว้าย...ไม่เจ้าค่ะ อิฉันไม่ได้โกหก ไม่ได้โกหกจริงๆ

เจ้าค่ะ” ม้วนร้องลั่น...

ที่เรือนคนใช้บ้านมโนวรรณ นุ่มรู้สึกตัวด้วยสีหน้าตื่นๆ มณีจันทร์ซักถามเป็นการใหญ่ เห็นอะไรในกระจกบ้าง นุ่มเห็นยายตัวเอง มณีจันทร์กับดาวตกใจ ร้องขึ้นพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมายว่า “หา...ยายหรือ”

นุ่มพยักหน้า หยิบรูปในลิ้นชักตู้มาให้มณีจันทร์ดู อธิบายว่าคนแก่คือยายม้วน ยายของเธออายุเก้าสิบปี ส่วนแม่ของเธออายุสัก 20 ปีกำลังกอดเธอซึ่งอายุ 4 ขวบอยู่หน้าเรือนไทยโบราณหลังหนึ่ง

“ใครๆก็บอกนุ่มหน้าเหมือนยาย เมื่อปีกลาย นุ่มเอาสร้อยทองท่านไปขาย นุ่มคงไม่ได้ทำบุญไปให้ ยายก็เลยมาทวง” นุ่มว่าพลางร้องไห้สำนึกผิด...

ดึกแล้ว หลวงอัครเทพนอนไม่หลับ นั่งมองต่างหูแวววาวแปลกตาของมณีจันทร์ด้วยสีหน้าครุ่นคิดตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ เขาไม่เคยเห็นอะไรเยี่ยงนี้มาก่อน...

มณีจันทร์ก็นอนไม่หลับเช่นกัน มือยังคงจับนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่เอามาห้อยคอไว้

“นั่งรอทั้งวันทั้งคืน ดันไปโผล่ให้คนอื่นเห็น...โป้ง...” มณีจันทร์ว่าพลางยกนิ้วโป้งไปที่กระจก ลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง มองดวงจันทร์สวยกระจ่างบนฟ้า

“ไม่ว่าที่ไหนๆก็มีดวงเดือน เรากำลังมองเดือนดวงเดียวกันไหมคะ ท่านเจ้าคุณ”

ในเวลาเดียวกัน หลวงอัครเทพยืนมองเดือนดวงสวย คิดถึงมณีจันทร์อยู่ใต้เดือนดวงเดียวกัน

ooooooo

..

---------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep2/page1

ทวิภพ ตอนที่ 2

มณีจันทร์ลูบไล้นาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่เอามาห้อยคอติดตัวไว้ตลอดเวลา สีหน้าครุ่นคิด ไม่แน่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้จะมีนาฬิกาเรือนนี้เป็นเครื่องยืนยันสิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือจินตนาการเอาเอง อยากจะเล่าให้กุลวรางค์ฟังแต่ไม่รู้ จะเริ่มต้นอย่างไรดี มณีจันทร์บ่นพึมพำกับนาฬิกาพกว่า

“ถ้าเมณี่ไม่ได้บ้า แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมณี่ มันเกิดขึ้นจริงหรือคะ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้นกับเมณี่คนเดียว...เฮ่อ...เล่าให้ใครฟังก็คงคิดเหมือนเมณี่ตอนนี้...คือ เมณี่เป็นบ้าไปแล้ว”

พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งจากนาฬิกาพกดังขึ้น มณีจันทร์รู้ทันทีเป็นสัญญาณเรียกจากกระจกเงา รีบกลับมายังห้องตัวเอง หลุมดำที่กระจกเงาเปิดรออยู่แล้ว มณีจันทร์สลัดความกลัวทิ้ง คุกเข่าหน้ากระจกเงาก้มหน้าหลับตาหมอกควันลงมาคลุมร่างเธอไว้เหมือนทุกครั้ง มณีจันทร์ลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง พบว่าตัวเองข้ามภพมานั่งหน้ากระจกเงาภายในห้องหลวงอัครเทพ ขณะเธอมองสำรวจไปรอบๆต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงไอแค่กๆ ดังขึ้น

หลวงอัครเทพป่วยหนัก นอนหันหลังให้กระจกเงาร้องขอดื่มน้ำชา มณีจันทร์ตกใจคาดไม่ถึงจะเจอใคร รีบวิ่งไปหลบมุมตั้งหลัก พอเห็นเป็นเขาคนนั้นก็ยิ้มออก เดินไปรินน้ำชามาให้ หลวงอัครเทพงัวเงียรับมาดื่ม เมื่อเห็นหน้าคนที่ยื่นน้ำมาให้ชัดๆ ร้องถามว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่ใช่คนเรือนนี้นี่

“มาจากไหน...เอ่อ...อย่าถามดีกว่าค่ะ...มีหมอหรือเปล่า หมอว่ายังไงคะ”

“ไข้เปลี่ยนฤดูน่ะ...ไม่เป็นไร...หล่อนเป็นใคร”

มณีจันทร์เห็นเขาไม่สบายบอกให้นอนพัก เหลือบเห็นต่างหูตัวเองวางอยู่ข้างหมอนของเขาถึงกับอมยิ้ม...

ขณะคุณหญิงแสร์พาคุณหลวงหมอมาถึงหน้าห้องหลวงอัครเทพ มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์ถูกเรียกกลับไปยังกระจกเงาและหายไปกับหมอกควัน เป็นจังหวะเดียวกับคุณหญิงแสร์ ขาบและคุณหลวงหมอเปิดประตูห้องเข้ามา หลวงอัครเทพมัวแต่ตะลึงที่หญิงสาวหายตัวไปไม่ได้สนใจแม่กับคุณหลวงหมอ คุณหญิงแสร์แปลกใจท่าทางของลูกชาย ร้องทักว่า

“พ่อเทพ...มองหาอะไรลูก...นี่คุณหลวงนะ”

หลวงอัครเทพได้สติรีบขอโทษคุณหลวงหมอ แต่สายตายังมองไปรอบห้องหามณีจันทร์...

ทันทีที่มณีจันทร์ข้ามภพมาถึงห้องตัวเอง รีบตรงไปร้านขายยา ขอซื้อยาแก้ไข้เปลี่ยนฤดู เภสัชกรประจำร้านขายยาแถวบ้านไม่รู้จักไข้ชนิดนี้จึงจ่ายยาให้ไม่ถูก มณีจันทร์จนใจไม่รู้จะทำอย่างไร

ooooooo

โชคดีวันรุ่งขึ้นกุลวรางค์เห็นมณีจันทร์หายหน้าไปหลายวันจึงแวะมาหาที่บ้าน กุลวรางค์มีความรู้เกี่ยว กับเรื่องโบร่ำโบราณเพราะที่บ้านของเธอมีผู้เฒ่าผู้แก่อยู่เต็มบ้าน จึงตอบมณีจันทร์ได้ว่าไข้เปลี่ยนฤดูก็คือไข้หวัด แล้วหยิบยาแก้ไข้กับปรอทวัดไข้จากกล่องยาสามัญประจำบ้านให้มณีจันทร์ให้คำแนะนำว่า

“เอาปรอทไว้วัดไข้ ถ้าไข้ไม่สูงกินยาแก้ไขทั่วไปก็หาย แต่ถ้าไข้สูงมากต้องส่งหมอด่วน”

จังหวะนั้น มีเสียงตรองตะโกนเรียกมณีจันทร์ดังขึ้น สองสาวรีบออกไปดู เห็นตรองหอบโน้ตบุ๊กกับกล่องสี่เหลี่ยมที่มีสายไฟระโยงระยางกล่องหนึ่งเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะสนามหน้าบาน ดร.หนุ่มเพิ่งเคยเห็นกุลวรางค์ครั้งแรก ตะลึงในความน่ารัก มณีจันทร์แนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน

“กุล...นี่ ดร.ตรอง เพื่อนเก่าเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตรองนี่กุลวรางค์ ฉันเจอเขาตอนอยู่สวิตฯน่ะ”

ตรองยิ้มทักทาย กุลวรางค์แค่พยักหน้า สายตามองสำรวจตรองหัวจดเท้า ตรองเอากล่องสี่เหลี่ยมที่อ้างว่าเป็นเครื่องย้อนเวลาที่ซื้อจากเน็ตมาอวด กุลวรางค์มองหน้ามณีจันทร์ราวกับจะถามว่าทำบ้าอะไรกันอยู่ มณีจันทร์ยิ้มเจื่อนรู้ดีกุลวรางค์ต้องไม่ชอบใจ พยายามส่งสัญญาณไม่ให้ตรองพูดอะไรอีก แต่ไม่ทัน

“เมณี่เขาสนใจเรื่องย้อนเวลา ผมกับเขาก็เลยร่วมกันศึกษาเรื่องนี้”

กุลวรางค์โวยลั่นมณีจันทร์สนใจเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร มองเพื่อนจอมเพี้ยนของมณีจันทร์ไม่ไว้ใจ ตรองจัดแจงติดตั้งกล่องสี่เหลี่ยมที่มีสายระโยงระยางเข้ากับโน้ตบุ๊ก มณีจันทร์ทักท้วงทันที

“ตรองเจ็บตัวคราวที่แล้วน่ะไม่เข็ดหรือ แล้วไอ้ที่ซื้อในอินเตอร์เน็ตน่ะ โดนเขาหลอกเอาหรือเปล่า”

“คนขายน่ะเป็น ดร.จากเยอรมัน...เมณี่ไม่ต้องเป็นห่วง คราวนี้ฉันจะไม่ทดลองกับตัวเอง ฉันให้เขาเอาหนูทดลองมาให้แล้ว...นั่นไง...พูดถึงก็มาพอดี”

เมสเซนเจอร์สองคน ขนลังปิดทึบใบหนึ่งเข้ามาวางพร้อมกับยื่นเอกสารให้ตรองเซ็น จากนั้น ตรองเปิดสวิตช์เครื่องย้อนเวลา มีแสงวิบวับปรากฏที่ตัวเครื่อง ดร.จอมเพี้ยนเห็นกุลวรางค์ท่าทางไม่เชื่อ เลยคุยโม้จะตั้งเวลาให้หนูทดลองเดินทางย้อนเวลาไปเมื่อวานนี้ มณีจันทร์เดินเข้ามาหาตรองสีหน้าจริงจัง

“ถ้าจะย้อนเวลาจริง เอาเป็นสมัย ร.5 ได้ไหม”

ตรองยินดีจัดให้ ตั้งเวลาใหม่ย้อนไปสมัย ร.5 แล้วจับสายไฟที่มีแผ่นพลาสติกสำหรับติดกับตัวสัตว์ทดลองที่เหลืออีกสองเส้นจากเครื่องย้อนเวลาพาดมาที่ลังปิดทึบ ยื่นมือเข้าไปจับสัตว์ที่อยู่ในลังโดยไม่ได้มองเมื่อตรองชูมันขึ้น กลับเป็นงูเหลือมตัวใหญ่ยาวไม่ใช่หนูทดลอง มณีจันทร์ร้องลั่น

“เฮ้ย...มันไม่ใช่หนู”

ตรองหันมาเห็นถึงกับร้องจ๊าก โยนงูลอยขึ้นไปในอากาศ งูตกใส่นุ่มซึ่งกำลังถือถาดของว่างกับเครื่องดื่มมากับดาว นุ่มตกใจร้องกรี๊ดๆโยนงูลงพื้น แล้วโดดขึ้นเก้าอี้เต้นเร่าๆกลัวสุดๆ ดาวโดดตามร้องไม่เป็นภาษามนุษย์ กุลวรางค์ตีหน้าขรึมเดินมาหยิบกระดาษโน้ตซึ่งแปะอยู่บนลังใส่งูออกมาอ่านเสียงดังฟังชัด

“ดร.ครับ ผมลงทุนจับหนูมาขังไว้ตั้งสิบกว่าตัว แต่พอตื่นเช้ามา หนูหายไปหมดเจอแต่ไอ้ตัวนี้แทน ผมเลยส่งมาให้ดูเพื่อให้ ดร.รู้ว่าผมไม่ได้โกหก...ป.ล. ถ้าอยากได้หนูจริงๆต้องล้วงงูเหลือมเอาหนูออกจากท้องมันครับ น่าจะเหลือสักตัวสองตัว”

มณีจันทร์เหลียวหาตรองไม่เห็นก็ร้องเรียก ปรากฏว่าเขาหนีงูขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ เธอเรียกให้ลงมา ตรองค่อยๆปีนต้นไม้ลงมาอย่างยากลำบาก มณีจันทร์ถามตรองไม่มีหนูแล้วจะทำอย่างไรต่อ หรือจะใช้งูแทน ตรองว่าน่าจะใช้แทนกันได้ แต่เขาไม่กล้าเอาแผ่นพลาสติกแปะตัวงู นุ่ม ดาวกับมณีจันทร์ไม่มีใครกล้าเช่นกันกุลวรางค์เอาสายไฟที่ตรงปลายมีแผ่นพลาสติกมาติดตัวงูหน้าตาเฉยเหมือนเป็นแค่หมาหรือแมวตัวหนึ่ง

“โอ้โห...จับงูหน้าตาเฉย...สวยมั่น ดุโหดของแท้ไม่มีก๊อบปี้” ตรองมองกุลวรางค์ทึ้ง

“ฉันอยากให้คุณทำให้เสร็จๆ ถ้าสำเร็จ ฉันจะหารางวัลโนเบลมาประเคน แต่ถ้าไม่สำเร็จ เวลาฉันเดินเครื่องด่าครบแบบเต็มลูกสูบ จะได้ไม่ต้องมาว่ากัน...เอ้า...รีบๆมาทำสิ” กุลวรางค์สั่งเสียงเข้มเอาจริง

ตรองรีบเข้ามาคีย์โน้ตบุ๊ก กุลวรางค์หันไปต่อว่ามณีจันทร์ คบเพื่อนทำไมไม่รู้จักดูบ้าง ถ้าตรองทำงูตาย เธอจะฟ้องศาลโลกให้ดู มณีจันทร์ยิ้มแหย ถามกุลวรางค์ไม่เชื่อเรื่องการย้อนอดีตใช่ไหม

“เฮอะ...ใครเชื่อก็บ้าแล้ว...หรือว่าเธอเชื่อ”

มณีจันทร์จ้องหน้ากุลวรางค์ นึกใจเธอก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองไปเยือนอดีตมาแล้ว เครื่องย้อนเวลาเริ่มทำงาน ทุกคนต่างเข้ามาล้อมวงรอบงู สักพักเกิดระเบิดเปรี้ยง มณีจันทร์ กุลวรางค์ นุ่มและดาวตกใจโดดหลบกันไปคนละทิศละทาง พอตั้งหลักได้หันมองมาที่งู เห็นยังอยู่ปกติดี แต่ที่ไม่ปกติคือตรอง มีสภาพหัวฟูหน้าดำเสื้อขาดวิ่น ส่วนเครื่องย้อนเวลากับโน้ตบุ๊กระเบิดกระจุยไปเรียบร้อย ทุกคนหัวเราะขำกลิ้ง

ooooooo

หลังจากตรองกับกุลวรางค์กลับไปแล้ว มณีจันทร์เดินมายืนหน้ากระจกเงาโบราณ บ่นพึมพำ มีคนมากมายค้นคิดเรื่องการย้อนเวลา แต่ไม่มีใครทำได้ยกเว้นเธอ มณีจันทร์คิดถึงหลวงอัครเทพขึ้นมาทันที

“ถ้ามันจริง ฉันคือคนพิเศษ ถ้าทั้งหมดนี่ไม่จริง ฉันคือคนบ้าที่เป็นโรคประสาทหลอน”

มณีจันทร์หยิบกระปุกยาแก้ไขกับปรอทวัดไข้ใส่ถุงผ้าใบเล็ก นึกไม่ออกจะเอาไปอย่างไรดี จะยัดใส่อกเสื้อก็ดูแปลกพิลึก เหลือบมองเห็นเหยือกกับอ่างน้ำโบราณที่สะท้อนในกระจกเงา ตัดสินใจเอาถุงผ้าไปวางไว้ข้างๆ

“อ่างและเหยือกห้องนี้กับห้องนั้น ต้องเป็นชิ้นเดียวกันแน่ๆ” มณีจันทร์โดดขึ้นไปนอนบนเตียง ตามองกระจกรอเวลาที่เสียงกรุ๊งกริ๊งจะดังขึ้น รอแล้วรอเล่าตั้งแต่บ่ายยันค่ำไม่มีการเคลื่อนไหว มณีจันทร์เดินเซ็งๆลงมาเปิดทีวีในห้องนั่งเล่น นุ่มตรวจประตูหน้าต่างปิดเรียบร้อยดีแล้ว เดินมานั่งดูทีวีใกล้ๆเจ้านาย

มณีจันทร์นอนเล่นไปนอนเล่นมาผล็อยหลับ ไม่นานนัก เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นเหมือนมีพลังบางอย่างดึงดูดมณีจันทร์ให้ลุกขึ้นเดินไปหากระจกเงาโบราณทั้งที่ยังหลับ นุ่มร้องถามจะขึ้นนอนแล้วหรือ เธอจะได้ปิดทีวี มณีจันทร์ไม่ตอบ เดินละเมอขึ้นบ้าน นุ่มมองตามแปลกใจ...

มณีจันทร์ข้ามภพมายังห้องหลวงอัครเทพทั้งที่ยังหลับ ร่างของเธอเซไปข้างหน้าหัวทิ่มพื้นกระดานดังโครม มณีจันทร์ตาสว่างทันที มองไปรอบๆแปลกใจมาที่นี่ได้อย่างไร หลวง อัครเทพได้ยินเสียงโครมครามตกใจตื่น หันมองท่าทางยังซมเพราะพิษไข้ ร้องถามใช่หล่อนหรือเปล่า มณีจันทร์ตั้งสติได้ปราดเข้าไปเอามือแตะตัวเขาด้วยความเป็นห่วง หลวงอัครเทพเขยิบหนี เพราะผู้หญิงสมัยนั้นจะไม่แตะต้องผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก

“ตัวร้อนจัง...หอบไหมคะ”

“เหนื่อย...หล่อนมาได้อย่างไร แล้วออกไปอย่างไร ไม่ใช่ผีไม่ใช่นางไม้ ตัวอุ่นๆเหมือนคน”

“ก็คนนี่คะ...หมอว่ายังไงบ้างคะ ฉีดยาให้หรือเปล่าคะ”

หลวงอัครเทพนิ่วหน้า ไม่เข้าใจฉีดยาอะไร มณีจันทร์เดินไปที่เหยือกน้ำ ยิ้มดีใจเห็นถุงผ้าของเธอวางอยู่

“ได้แล้ว ได้ยาแล้วค่ะ นึกแล้วเชียวถ้าวางตรงนี้ต้องมาได้” มณีจันทร์เดินไปรินน้ำใส่ถ้วยแล้วพุ่งมานั่งบนเตียงข้างเขา หลวงอัครเทพมองกิริยาเหมือนม้าดีดกะโหลกของหญิงสาวตรงหน้า ตกใจ รีบขยับออกห่าง มณีจันทร์ยื่นยาแก้ไข้ให้ บอกให้กินยาแล้วดื่มน้ำตามมากๆ

หลวงอัครเทพซักโน่นถามนี่ เลี่ยงไม่กินยา มณีจันทร์ขู่ ถ้าไม่ยอมกินยาจะไม่คุยด้วย หลวงอัครเทพรับยามา ทำทีเอาเข้าปากแต่กลับหนีบไว้ระหว่างนิ้ว มณีจันทร์จับได้ สั่งเสียงเข้มให้กินยา หลวงอัครเทพจำต้องทำตาม มณีจันทร์จับมือเขาพลิกดูเกรงจะซ่อนยาไว้อีก คุณหลวงหนุ่มค่อยๆดึงมือออกอย่างสุภาพ

มณีจันทร์ถามหาแป้งจะโรยตัวให้เพื่อเขาจะได้สบายตัว หลวงอัครเทพชี้ไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง หญิงสาวปรี่เข้าไปทันที เห็นมีตลับแป้งเม็ด กับขวดน้ำอบวางอยู่ หยิบน้ำอบขึ้นมาดมแล้วชมว่าหอมมาก หลวงอัครเทพบอกว่าคุณแม่ของเขาอบเอง ใช้ดอกจันทน์กะพ้อที่ปลูกในสวนมาทำ

“กลิ่นนี้เอง ฉันได้กลิ่นบ่อยๆ ทุกครั้งที่ได้กลิ่นจะคิดถึงบ้านนี้...ทาแป้งหน่อยนะคะจะได้สบายตัว” มณีจันทร์คว้าตลับแป้งแล้วโดดกลับขึ้นเตียงตั้งท่าจะทาแป้งให้ หลวงอัครเทพถดตัวหนี ขาบนอนเฝ้าหน้าห้องหลวงอัครเทพได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากในห้อง พยายามเงี่ยหูฟัง

หลวงอัครเทพติง ผู้ชายไม่ทาแป้ง ใช้แค่ประพรมตัวเวลาอากาศร้อน มณีจันทร์อ้างตอนนี้เขาตัวร้อนต้องทาแป้งที่รักแร้จะได้สบายตัว แล้วชี้ไม้ชี้มือมาที่รักแร้ตัวเอง

“หล่อนเป็นผู้หญิงนะ ที่ที่หล่อนมา ผู้หญิงคงกิริยาไม่งาม...ผู้หญิงไม่พึงพูดในเรื่องเนื้อตัวผู้ชายและไม่พึงบังควรถูกเนื้อต้องตัวผู้ชาย” หลวงอัครเทพเสียงเข้ม แต่หน้ากลับแดง

“อุ๊ย...คุณหลวงมีเขิน มีหน้าแดงด้วย...น่ารักจัง” มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจที่เห็นผู้ชายอกสามศอกขวยเขิน แล้วหยิบปรอทวัดไข้ออกมา บอกอย่างประชดประชันให้เขาอ้าปากกว้างๆ จะได้ไม่ถูกเนื้อต้องตัวกัน เธอขอวัดไข้หน่อย แล้วเอาปรอทใส่ไว้ใต้ลิ้น ขาบได้ยินเสียงผู้หญิงเต็มสองหู ตัดสินใจเคาะประตูถามเจ้านายว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า มณีจันทร์สะดุ้งโหยง โดดผลุงลงไปแอบข้างเตียงอย่างว่องไว

“ไม่มีอะไร...นอนเสียเถอะ ไม่ต้องเข้ามาดู” หลวงอัครเทพสั่งเสียงดุ

ขาบรับคำ ลงนอนทั้งที่ไม่เชื่อ หลวงอัครเทพมองหามณีจันทร์ไม่เห็น คิดว่าไปแล้ว มณีจันทร์โผล่ออกมาจากข้างเตียงถามเมื่อครู่นี้ใคร

“บ่าว...เบาๆ หน่อย คุณแม่ให้มานอนเฝ้าหน้าห้อง”

มณีจันทร์โดดกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง คุณหลวงหนุ่มตกใจเขยิบหนี มณีจันทร์ถามประชด ถูกตัวไม่ได้ พูดดังไม่ได้ พูดถึงเนื้อตัวผู้ชายก็ไม่ได้ ยังมีอะไรอีกไหมที่ห้ามทำ หลวงอัครเทพยิ้มให้เอ็นดู เหลือบเห็นนาฬิกาพกของตัวเองห้อยอยู่ที่คอมณีจันทร์ ถามว่านาฬิกาไปอยู่กับเธอได้อย่างไร

“ก็เหมือนๆ ที่ต่างหูของฉันไปอยู่กับท่าน เก็บไว้ใต้หมอนเสียด้วย” มณีจันทร์ยิ้มยั่ว

หลวงอัครเทพหลบตา ก่อนจะถามว่าเข้ามาในห้องของเขาได้อย่างไร มณีจันทร์ไม่อยากเล่า เพราะเล่าไปเขาก็ไม่เชื่อ จังหวะนั้นมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้น มณีจันทร์หันมองกระจกเงา รีบเก็บปรอทกับข้าวของ บอกชายหนุ่มเธอต้องไปแล้ว หลวงอัครเทพใจหาย เพิ่งมาแท้ๆจะรีบไปไหน เอื้อมมือจับแขนมณีจันทร์ไว้

“ท่านทำผิดกฎของตัวเองนะคะ...ปล่อยฉันเถอะค่ะ แล้วฉันจะมาอีก ถ้ายังมาได้”

“ยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าชื่ออะไร”

“เมณี่...เอ่อ...มณีจันทร์ค่ะ...ปล่อยค่ะ” มณีจันทร์แกะมือเขาออก แล้ววิ่งไปที่กระจก หลวงอัครเทพมองตามอาลัย หมอกควันไหลจากกระจกมาคลุมร่างมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไป หลวงอัครเทพถึงกับตะลึง

ooooooo

มณีจันทร์ยังคาใจเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เธอจำได้ว่านอนหลับอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ทำไมถึงขึ้นไปบนห้องนอนได้อย่างไร สอบถามจากนุ่ม ได้ความว่าเธอเดินขึ้นไปเองคล้ายกับละเมอ มณีจันทร์เดินไปมองกระจกเงา

“ขนาดไม่รู้สึกตัว เมื่อกระจกเรียก หลุมดำเปิด เราก็ต้องข้ามไปงั้นหรือ...ใครกันที่เรียกเราใครที่มีอำนาจดึงดูดเราข้ามภพไปหรือเพราะจิตใต้สำนึกของเราเอง...ยังไงกันเนี่ย” มณีจันทร์พึมพำเบาๆสีหน้าครุ่นคิด

ฝ่ายหลวงอัครเทพสั่งห้ามม้วนและทาสทุกคนแตะต้องกระจกเงาบานใหญ่ในห้องของเขาเด็ดขาด ไม่ต้องทำความสะอาดหรือเคลื่อนย้ายไปไหนทั้งสิ้น ม้วนดีใจเนื้อเต้นที่ไม่ต้องยุ่งกับกระจกผีสิงบานนี้...

เรื่องที่ขาบได้ยินเสียงผู้หญิงพูดคุยกับหลวงอัครเทพในห้องเมื่อคืน รู้กันทั่วเรือนทาส ขาบเดาเอาเองคุณหลวงป่วย คราวนี้อาจเป็นเพราะถูกผีสาวอำ ม้วนโดดร่วมวงนินทาเจ้านาย ทันที

“เห็นไหม อีม้วนบอกแล้วห้องคุณหลวงน่ะมีผี”

พวกทาสมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าหวาดกลัว...

คำร่ำลือเกี่ยวกับผีสาวในห้องหลวงอัครเทพทำให้บรรดาทาสไม่กล้าไปไหนคนเดียวเวลาค่ำๆมืดๆ คืนนี้ขาบมีหน้าที่ต้องเดินยาม ชวนพวกทาสชายยกโขยงออกมาเดิน ยามเป็นเพื่อน ส่วนพวกทาสหญิงก็ไม่ยอมน้อยหน้า ใครจะไปอาบน้ำก็เดินตามกันเป็นพรวนมุ่งหน้าไปยังที่ท่าน้ำ

คุณหญิงแสร์มองลงมาเห็นไล่ตะเพิดพวกทาสชายที่ไม่มีหน้าที่ให้กลับเรือนตัวเองเหลือขาบเดินยามเพียงลำพัง ส่วนพวกทาสหญิง ท่านก็สั่งให้ไปอาบน้ำทีละคน ทาสหญิงแตกฮือรีบกลับเรือนทาสเหลือเพียงม้วนคนเดียวที่ต้องเดินไปท่าน้ำ ม้วนใจคอไม่ดีหยิบพระที่ห้อยคอพนมมือเหนือหัว นิมนต์ท่านไปเป็นเพื่อน

“อีม้วน...พึมพำอะไร” คุณหญิงแสร์ตะโกนลั่น

แม้ม้วนจะกลัวผีมาก แต่กลัวหวายของคุณหญิงแสร์มากกว่า รีบสาวเท้ามุ่งไปยังท่าน้ำสอดส่ายสายตาไปรอบๆ หวาดหวั่น ระหว่างนั้นมีเสียงหมาหอนดังขึ้น ม้วนหน้าตื่น สวดมนต์ไปตลอดทาง...

ขณะเดียวกัน ขาบส่องตะเกียงเดินยามอยู่ได้ยินเสียงหมาหอนถึงกับสะดุ้งโหยง รีบขยับผ้าขาวม้ามาคลุมหัว เห็นแต่หน้าลายพร้อยไปด้วยแป้ง น่ากลัวราวกับผี ฝ่ายม้วนรีบร้อนจะไปให้ถึงท่าน้ำไวๆสะดุดขาตัวเองหน้าทิ่มบ่อโคลนดำปี๋ ขาบเดินยามมาถึงตรงนั้นพอดี เจอม้วนหน้าเปื้อนโคลน

ต่างฝ่ายต่างตกใจคิดว่าเจอผี ร้องลั่น วิ่งหนีไปคนละทาง เสียงร้องของขาบกับม้วนดังไปถึงเรือนใหญ่ คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพหยุดคุยเงี่ยหูฟัง พวกทาสหญิงได้ยินเสียงร้อง หน้าตาตื่น วิ่งหนีออกจากเรือนทาสราวกับผึ้งแตกรัง โชคร้ายวิ่งมาเจอขาบกลางทางเหมาว่าเป็นผีกรีดร้องลั่น วิ่งหนีกันอลหม่าน

ส่วนทาสชายกลัวหัวหดวิ่งไปรวมตัวกันในสวน ม้วนวิ่งหนีขาบเข้ามากลางวงทาสชาย พอพวกนั้นหันมาเจอหน้าดำปี๋ของม้วน ร้องลั่นว่าผีหลอก ทั้งหมดวิ่งหนีตายชนเข้ากับขบวนของทาสหญิงล้มระเนระนาดเจ็บตัวไปตามๆกัน

ooooooo

พอตะวันแจ้ง คุณหญิงแสร์เรียกทาสรับใช้ทั้งหมดมาชำระความ ด่ากราดเสียงลั่นเรือน โดยเฉพาะม้วนกับขาบโดนด่ามากกว่าใครข้อหาเป็นตัวต้นเหตุทำให้ แตกตื่นกันไปหมด ขาบกับม้วนต่างโยนความผิดกันไปมา

“พอ...พอแล้ว เอ็งมันพอกันทั้งสองคนนั่นแหละไอ้พวกที่เหลือด้วย ถามหน่อยเถิด พวกเอ็งไปเอามาจากไหนวะว่าบ้านนี้มีผีน่ะ” คุณหญิงแสร์ถามเอาเรื่อง ขาบกับม้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันเรื่องนี้มาจากหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์หันขวับมองลูกชาย หลวงอัครเทพร้อนตัว ปฏิเสธว่าไม่ทราบ ม้วนเสนอหน้าทันที

“ก็บ่าวเรียนไปแล้วบ่าวเคยเห็นผีในห้องคุณหลวง ส่วนไอ้ขาบน่ะมันก็ได้ยินเสียงผู้หญิงในห้องคุณหลวง”

“เหลวไหล...ผีอะไรกัน ริอ่านปั้นน้ำเป็นตัว...เดี๋ยวเถอะ” หลวงอัครเทพดุ กลบเกลื่อน

“นั่งไง...ไอ้พวกนี้ ใส่ความลูกข้า ข้าต้องลงโทษให้หลาบจำ ไอ้ขาบตบหน้านังม้วน...นังม้วนตบหน้านังอิ่ม...นังอิ่มตบหน้าไอ้ขาบ...ที่เหลือ ตบหน้าตัวเองแรงๆ...จำไว้นะ เรือนหลังนี้ข้าอยู่มาตั้งแต่รุ่นสาว ถ้ามีผีจริง ข้าหักคอตายไปตั้งนานแล้ว ใครอุตริสร้างเรื่องผีขึ้นมาหลอกอีก หลังลายแน่” คุณหญิงแสร์ขู่เสียงเข้ม...

ที่บ้านมโนวรรณ มณีจันทร์ชวนตรองมากินข้าวเย็นเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องย้อนเวลา เธออยากรู้ถ้าวันหนึ่ง

เกิดมีเครื่องย้อนเวลาได้จริงๆ เราจะกลับไปแก้อดีตได้ไหม ตรองไม่แน่ใจเหมือนกัน

“ไม่งั้นเราจะย้อนอดีตกันทำไม ถ้าเราไม่คิดจะแก้ไขมัน...” มณีจันทร์ลุกพรวดเหมือนคิดอะไรออก “จริงสินะ...ถ้ามีใครหรืออะไรอยากให้เราย้อนอดีต บางที เขาก็คงมีเหตุผล...เหตุผลเฉพาะเราคนเดียว”

ตรองไม่ค่อยเข้าใจที่เพื่อนพูดนัก แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยยังมีมณีจันทร์ที่พูดคุยเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าเขาคุยเรื่องย้อนอดีตกับคนอื่น พวกนั้นมักจะหาว่าเขาบ้า ดูกุลวรางค์เป็นตัวอย่าง มองเราสองคนราวกับเป็นตัวประหลาด ไม่มีใครชอบที่ถูกผู้คนหาว่าบ้า มณีจันทร์เห็นด้วย มองไปเบื้องหน้าพลางคิดในใจว่า

“ฉันไม่ได้กลัวเป็นตัวประหลาดถ้าฉันบอกใครไป ฉันกลัวจะข้ามประตูนั้นไม่ได้อีก...คุณหลวงคะ สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดก็คือ...ฉันจะไม่ได้พบคุณอีก”

ระหว่างนั้น ไรวัตมาเห็นตรองกำลังนั่งกินข้าวกับมณีจันทร์ ชี้หน้าหาเรื่องเขาทันที ตรองลุกพรวดตั้งการ์ดสู้ วันนี้เขาไม่ยอมเจ็บตัวฟรีแน่ ด่าไรวัตว่าอันธพาล ไรวัตเคืองจัด ลากคอเสื้อตรองออกไปโยนไว้ที่สวนหน้าบ้าน ตรองลุกขึ้นได้ ท้าไรวัตเหยงๆให้มาต่อยกัน มณีจันทร์รีบตามไปห้ามไรวัตไม่ให้ทำอะไรตรอง

“มันท้าผม ผมก็ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ถ้าผมไม่ต่อยกับมัน มันก็หาว่าผมกลัวมันน่ะสิ”

“มิน่า...เมณี่ถึงอยากเลิกกับคุณ คุณมันคนชอบใช้กำลังไม่ชอบใช้สมองเพราะไม่ค่อยมีนี่เอง”

ไรวัตโกรธพุ่งเข้าใส่ตรองหมายจะอัดสักหนึ่งหมัด แต่มณีจันทร์เข้าไปขวาง ขู่ไรวัตถ้ากล้าต่อย เธอจะไม่มองหน้าเขาอีก เลิกบ้าอำนาจ เลิกใช้กำลังเสียที บอกหลายครั้งแล้วเธอไม่ใช่สมบัติของใคร ไรวัตจำต้องลดกำปั้นลง เดินกระฟัด กระเฟียดตามมณีจันทร์เข้าบ้าน โดยมีตรองเดินตามห่างๆ

มณีจันทร์ถามไรวัตมีธุระอะไรกับเธอ ไรวัตจะมาชวน ไปกินข้าว ถ้าคราวนี้เธอไม่ไปด้วย เขาจะตัดใจจากเธอไปจริงๆ พูดจบก็จามฟิดๆ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกปิดปาก จากนั้นจามติดๆกันอีกสองครั้ง มณีจันทร์ปิ๊งไอเดียทันที รีบเสนอตัวจะพาเขาไปหาหมอ ไรวัตปลื้มมากคิดไปเองว่ามณีจันทร์เป็นห่วง วางมาดแมน คุยโว

“ผมไม่ชอบหาหมอ ตั้งแต่เด็กผมเป็นหวัดไม่เคยกินยา เป็นเองก็ปล่อยมันหายเอง”

เข้าทางมณีจันทร์ ปราดเข้าไปดึงมือไรวัตให้ลุกขึ้น ไม่อยากกินยาก็ไม่ต้องกิน อย่างน้อยเธอจะได้แน่ใจเขาไม่เป็นโรคอื่น ไรวัตไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมมณีจันทร์ยอมให้พาไปหาหมอโดยดี ตรองมองตามมณีจันทร์งงๆ...

ที่โรงพยาบาล หลังจากรับยาเรียบร้อย ไรวัตเดินมาหามณีจันทร์ที่นั่งรออยู่ คุยว่าหมอบอกเขาเป็นแค่ไข้หวัด ร่างกายแข็งแรงอย่างนี้ไม่กี่วันก็หาย มณีจันทร์สบช่องถ้าเขาไม่กินยา เธอจะขอ ไรวัตพยักหน้า

“บอกแล้วไง ชายชาติทหารไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย เมณี่ ขอบคุณนะที่เป็นห่วงผม ผมดีใจจังอย่างน้อยก็รู้ว่าคุณยังเห็นผมอยู่ในสายตา” ไรวัตว่าแล้วจับมือมณีจันทร์ไว้อย่างซาบซึ้งใจ หญิงสาวยิ้มแหยๆไม่กล้าดึงมือออก ได้แต่นึกขอโทษในใจ ที่หลอกให้เขามาหาหมอเพราะต้องการได้ยาแก้ไข้หวัดไปให้หลวงอัครเทพ...

มณีจันทร์ไม่เฉลียวใจ การกระทำของเธอทำให้ไรวัตเข้าใจผิดใหญ่โต พอเขากลับถึงบ้าน รีบโทร.ทางไกลหาคุณหญิงมาลิดา รายงานว่าเขากับมณีจันทร์กลับมาคืนดีกันแล้ว และอยากจะปรึกษาเรื่องจะขอหมั้นหมายมณีจันทร์ไว้ก่อน คุณหญิงมาลิดาถึงกับนิ่งเงียบ ไรวัตรีบตัดบท เขาคุยกับมณีจันทร์ได้เรื่องอย่างไรจะรีบแจ้งให้ทราบ แล้ววางสายสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ขณะที่คุณหญิงมาลิดากังวลใจมาก

ooooooo

ทันทีที่เจอหน้าท่านทูตณรงค์ผู้เป็นสามี คุณหญิงมาลิดาเล่าเรื่องไรวัตให้ฟัง ท่านทูตณรงค์คัดค้าน ทั้งคู่เพ่ิงคบหาดูใจกันไม่นานจะรีบหมั้นทำไม คุณหญิงมาลิดาเห็นด้วย ถึงแม้มณีจันทร์จะสนิทกับไรวัตมากกว่าผู้ชายคนอื่น แต่ลูกไม่เคยแสดงออกหรือเรียกไรวัตว่าเป็นแฟน ท่านทูตณรงค์แตะมือคุณหญิงมาลิดาเบาๆ

“ฟังจากปากลูกเองจะดีกว่า...ผมไปงานเลี้ยงก่อน เดี๋ยวสาย” ท่านทูตณรงค์คว้าสูทแล้วออกไป คุณหญิงมาลิดา นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมา...

ขณะมณีจันทร์กำลังนอนรอสัญญาณเรียกจากกระจกเงาอย่างใจจดจ่อพร้อมกับถุงใส่ยาแก้ไข้หวัดของไรวัตในมือ เสียงโทรศัพท์ที่หัวเตียงดังขึ้น หญิงสาวเอื้อมมือจะรับสาย แต่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นเสียก่อน และที่กระจกเงาโบราณเกิดหลุมดำเป็นช่อง มณีจันทร์ดีใจ ปราดไปหน้ากระจก ไม่สนใจโทรศัพท์

หลุมดำเกิดขึ้นที่กระจกเงาของหลวงอัครเทพเช่นกัน หลวงอัครเทพกำลังยืนชมนกชมไม้อยู่ตรงที่หน้าต่างห้องหันมามอง พอควันบางตา มณีจันทร์ปรากฏตัวหน้ากระจกเงา ร้องทักเขาว่าลุกได้แล้วหรือ หลวงอัครเทพได้แต่ยืนมองตะลึง มณีจันทร์ยื่นถุงใส่ยาให้เขา ครั้งนี้เธอได้ยามาครบถ้วน หลวงอัครเทพเห็นถุงแปลกตา ถามโน้นถามนี้ด้วยความอยากรู้ มณีจันทร์ขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไร ให้เธอรักษาเขาก่อนดีกว่า

“ยาที่ให้ดี...หายไข้เร็ว” หลวงอัครเทพชม

มณีจันทร์ดีใจที่เขายอมกินยาที่ทิ้งไว้ให้ หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์นุ่งกางเกง ซักถามว่าเป็นชาวเขาหรือ มณีจันทร์ ส่ายหน้า เดินไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดปรอทแล้วเดินกลับมาหา หลวงอัครเทพถามเธอว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มณีจันทร์หน้าจ๋อย ตัดพ้อเธอเหมือนผู้ชายตรงไหน คำถามแบบนี้ทำให้เธอเสียความมั่นใจ

“ผู้ชายใช้คำแทนตัวเองว่าดิฉัน ผู้หญิงใช้อิฉัน”

มณีจันทร์ร้องเสียงหลง “หา...ทำไมมันต่างกันอย่างนี้ล่ะ เอาเถอะ...ขอวัดปรอทหน่อย...ใต้ลิ้นค่ะ”

หลวงอัครเทพทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากวัดปรอทแล้วปรากฏว่าไม่มีไข้ มณีจันทร์ถอนใจโล่งอก...

เสียงโทรศัพท์บ้านมโนวรรณยังดังไม่หยุด นุ่มเดินมาดูที่โต๊ะวางโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่นซึ่งมีอยู่หลายเครื่องแปลกใจทำไมมณีจันทร์ถึงไม่รับสาย ตัดสินใจรับสายแทน คุณหญิงมาลิดาแปลกใจที่ได้ยินเสียงนุ่ม ปกติโทรศัพท์เบอร์นี้มณีจันทร์ มักจะรับสายเอง ถามว่ามณีจันทร์ออกไปข้างนอกหรือ

“รถก็ยังอยู่ เมื่อเช้านุ่มยังยกสำรับเช้าขึ้นไปให้คุณหนูกินอยู่เลย ถือสายรอสักครู่นะคะ...ดาว...ไปดูที่ห้องคุณหนูสิ...คุณผู้หญิงโทร.ทางไกลมาน่ะ”

ดาวรีบวิ่งปรู๊ดขึ้นไปเคาะประตูห้องมณีจันทร์ แต่ไม่มีเสียงขานรับ คุณหญิงมาลิดาถือสายรอนาน เริ่มเป็นกังวล พอรู้จากนุ่มว่ามณีจันทร์หายไปไหนไม่มีใครรู้ ความกังวลเปลี่ยนเป็นไม่สบายใจขึ้นมาทันที...

หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ยังคงคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทำให้มณีจันทร์ได้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างยุคของเธอกับเขา ทั้งคำพูดคำจา ภาษาที่ใช้และอีกหลากหลายเรื่อง หลวงอัครเทพเองก็รู้สึกเช่นกัน

“หล่อนมีอะไรแปลก แต่งตัวแปลก หน้าตาแปลกๆ... แม้แต่ความรู้หรือการมาก็แปลก เอ้อ...ฉันคิดว่าฉันเคยเห็นหล่อนมาบ้าง...คล้ายฝัน แต่ชัด เห็นในที่แปลก คล้ายเมืองในยุโรป แต่ไม่ใช่”

“ท่านเคยเรียกอิฉันใช่ไหมคะ” มณีจันทร์พยายามใช้สรรพนามแทนตัวเองให้ถูกต้องตามยุคสมัยนั้น

“คิดว่าเรียก แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร จนกระทั่งหล่อนบอกชื่อเมื่อคราวก่อน”

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า...ท่านเรียกอย่างนี้ใช่ไหมคะ”

หลวงอัครเทพจำความฝันพวกนั้นได้ แต่เก้อเขินเกินจะยอมรับ ทำเป็นจำไม่ได้ มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปมองเขาใกล้ๆอย่างจับผิด แกล้งยิ้มยั่ว หลวงอัครเทพต้องถดตัวหนี

“เรียกอีกสิคะ...อิฉันชอบให้ท่านเรียก”

ชายหนุ่มอายมากไม่กล้าเรียก มณีจันทร์ปลื้มใจสุดๆที่เขาก็ฝันถึงเธอเช่นกัน อยากจะกระโดดโลดเต้นใจแทบขาด แต่ไม่กล้า หลวงอัครเทพยังคงซักถามที่มาที่ไปของมณีจันทร์ พอรู้ว่าเธอมาจากสมัย ร.9 ตกใจมาก ลุกขึ้นโวยวายว่าเป็นเรื่องเหลวไหล มณีจันทร์ได้แต่ยิ้มเจื่อน

ooooooo

ที่เรือนครัวบ้านหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์ทำกับข้าวเสร็จจะให้คนไปตามหลวงอัครเทพที่ห้อง พวกทาสกลัวผีมากพากันหนีหายทั้งที่เมื่อครู่ยังนั่งหน้าสลอนกันเต็มครัว คุณหญิงแสร์ไม่เห็นใคร ตะโกนเรียกขาบ

“ไอ้ขาบๆ...ไปเชิญคุณหลวงมาที”

ขาบสะดุ้งโหยง กลัวผีในห้องคุณหลวงไม่กล้าไป รีบมุดเล้าไก่ซ่อนตัว คุณหญิงแสร์ชะโงกมองหาไม่เห็นทาสสักคน สุดท้ายต้องเดินไปตามลูกชายด้วยตัวเอง...

หลวงอัครเทพเริ่มรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น มณีจันทร์พยายามอธิบายว่าเธอมาทางกระจกเงาซึ่งเขามีแบบเดียวกับเธอ รวมทั้งอ่างน้ำกับเหยือกนั่นด้วย บางทีพวกมันอาจจะเป็นชิ้นเดียวกันด้วยซ้ำ เธอแค่ยืนหน้ากระจกเงาของเธอ อึดใจก็มาโผล่ที่กระจกเงาของเขา ตอนเธอ กลับก็เป็นแบบเดียวกัน หลวงอัครเทพขอให้มณีจันทร์แสดงการปรากฏตัวให้ดู มณีจันทร์จะทำได้ต่อเมื่อถึงเวลาเท่านั้น

“เวลาอะไรอิฉันไม่ทราบ อิฉันไม่เคยรู้ความลับแห่งประตูกาลเวลา ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนด ทำไมต้องเป็นแต่อิฉันคนเดียว อิฉันไม่ทราบจริงๆว่าคนหรืออำนาจนั้นต้องการให้อิฉันทำอะไร”

หลวงอัครเทพหนักใจกับเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้ยิน มณี–จันทร์เข้าใจเขาดี เธอเองก็เคยกลุ้มแบบนี้มาก่อน...

อีกมุมหนึ่งของเรือนใหญ่ คุณหญิงแสร์เดินมาเกือบจะถึงห้องลูกชาย นึกขึ้นได้ลืมเอายาแก้ไข้เปลี่ยนฤดูมาให้ บ่นกระปอดกระแปดกลับไปเรือนครัวอีกรอบ...

มณีจันทร์ยังคงนั่งคุยกับหลวงอัครเทพอย่างต่อเนื่อง เธอได้รู้ว่า “หลวงอัครเทพวรากร” เป็นบรรดาศักดิ์ แต่ “เทพ” คือชื่อจริงของเขา และยังได้ความรู้เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง คนไทยสมัยร.5 ไม่มีนามสกุลใช้ เธอพยายามคิดทบทวนวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมา เมืองไทยมีนามสกุลใช้เมื่อไหร่แต่นึกไม่ออก ระหว่างนั้นคุณหญิงแสร์เคาะประตูห้องเรียกลูกชาย มณีจันทร์สะดุ้งโหยงวิ่งหาที่ซ่อนตัววุ่นวาย

“หล่อนวิ่งไปวิ่งมา เวียนหัว ไปหลบหลังฉากก่อน ท่านคงไม่เข้าใจเรื่องที่หล่อนเล่า”

มณีจันทร์พยักหน้า วิ่งไปแอบหลังฉากไม้แกะสลักสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่คุณหญิงแสร์เปิดประตูห้องเข้ามาเพียงอึดใจเดียว เธอร้องทักลูกชายลุกได้แล้วหรือ หลวงอัครเทพโกหกว่ายาของคุณหลวงหมอดี

“เมื่อวานแม่ประสานเขาให้คนเอาอาเปิ้นกับองุ่นมาให้ เขาว่าเรือเพิ่งเข้า...เอ๊ะ กลิ่นอะไรหอมๆ”

มณีจันทร์ก้มดมตัวเองหน้าเสีย เพราะคุณหญิงแสร์ได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอ คุณหญิงเริ่มเดินตามกลิ่นหาที่มา หลวงอัครเทพกลบเกลื่อน ว่าตัวเองไม่ได้กลิ่นอะไร คุณหญิงเหลือบเห็นปรอทวัดไข้ หยิบขึ้นมาดูลืมเรื่องกลิ่นหอมไปเลย หลวงอัครเทพตอบสีหน้าเรียบเฉยว่าเป็นแท่งแก้วของฝรั่ง คุณหญิงพยักหน้ารับรู้ วางลงที่เดิมไม่สนใจอีก แล้วแจกแจงให้ลูกฟังวันนี้ทำกับข้าวอะไรให้เขากินบ้าง หลวงอัครเทพรีบบอก

“วันนี้คงไม่ต้องยกเข้ามา จะออกไปกินเอง”

คุณหญิงถามย้ำลุกเดินได้แน่หรือ หลวงอัครเทพยืนยันลุกได้ จะให้ออกไปพร้อมกับแม่ตอนนี้เลยก็ได้ แล้วเดินมาหลังฉากทำทีจะมาหยิบผ้าเช็ดหน้า พูดขึ้นลอยๆออกไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับ มณีจันทร์ยิ้มรู้ว่าเขาพูดกับเธอ คุณหญิงแสร์จะให้คนมาทำความสะอาดห้องระหว่างที่เขากินข้าว

หลวงอัครเทพร้องห้ามลั่น  ไว้ตอนบ่ายค่อยให้คนมาทำจะดีกว่า คุณหญิงแสร์ไม่ขัดใจ  เดินนำลูกชายออกไป มณีจันทร์ ถอนใจโล่งอก ค่อยๆย่องออกจากหลังฉากมาที่หน้าต่าง เห็นวิถีชีวิตไทยในอดีต

“ชีวิตไทยริมน้ำ ลมเย็นพัดเอื่อยๆเสียงนกร้อง กลิ่นดอกจันทร์กะพ้อ...นี่เองที่เรียกว่าความสงบ...น่าแปลกจริง คราวนี้อยู่ได้นานกว่าเดิม” มณีจันทร์ก้มมองนาฬิกาที่ห้อยคอเห็นเข็มเริ่มขยับ ยิ้มพอใจ...

ระหว่างนั่งกินข้าวด้วยกัน คุณหญิงแสร์เล่าให้ลูกชายฟังถึงประยงค์ลูกสาวของคุณหญิงสรเดชหรือชื่อเดิมว่าประสานเพื่อนเก่าของเธอเอง คุณหญิงแสร์พูดคุยเหมือนอยากจะได้

ประยงค์มาเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่หลวงอัครเทพไม่สนใจ เป็นห่วงมณีจันทร์ถูกทิ้งให้อยู่ในห้องคนเดียว เขากินข้าวได้ไม่กี่คำ ขอตัวกลับห้อง ก่อนไปคว้าตะกร้าใส่ผลไม้ที่คุณหญิงสรเดชเอามาเยี่ยมไข้ติดมือไปด้วย

ooooooo

นุ่มกับดาวยืนอยู่หน้าห้องมณีจันทร์แต่เปิดเข้าไปไม่ได้เพราะล็อกจากด้านใน ดาวถามจะเอาอย่างไรดี เราสองคนหาคุณหนูทั่วบ้านแล้วเหลือห้องนี้ห้องเดียว นุ่มกดมือถือเข้าเครื่องของมณีจันทร์ได้ยินสัญญาณเรียกเข้าดังมาจากในห้อง แต่ไม่มีใครรับสาย รออยู่นานจนนุ่มเริ่มเป็นห่วง ดาวแนะให้เอากุญแจสำรองมาไข

“แต่คุณหนูสั่งไว้ ถ้าเธออยู่ในห้องห้ามรบกวน”

“แล้วถ้าคุณหนูไม่สบายเป็นลมเป็นแล้งอยู่ข้างในล่ะคะ” ดาวแย้ง นุ่มสีหน้าครุ่นคิดคล้อยตาม...

มณีจันทร์เอาหมอนมานอนหลับสบายอยู่หลังฉาก หลวงอัครเทพเดินมาดู เห็นมณีจันทร์ยังอยู่จึงร้องเรียก มณีจันทร์

รู้สึกตัวบิดขี้เกียจอย่างเคยชิน ชายหนุ่มนิ่วหน้าเป็นเชิงตำหนิ เตือนให้ลุกนั่งให้งาม มณีจันทร์รีบสำรวมนั่งพับเพียบเรียบร้อย หลวงอัครเทพออกตัวไม่รู้กิริยาแบบนี้ถูกต้องสำหรับเธอหรือเปล่า

“เอ่อ...ความจริงมันไม่ถูกต้องหรอกค่ะ เอ่อ...ฉันเรียกตัวเองว่าฉันนะคะ...ยุคฉัน แม้จะนับถือกิริยาในยุคคุณหลวงว่าดีว่างาม แต่เราทำเป็นบางครั้ง...เพราะเราถือสิทธิเสรีภาพอันเท่าเทียมกัน”

หลวงอัครเทพขอให้มณีจันทร์ลุกขึ้นมาคุยกัน เขาไม่อยากยืนค้ำหัวใคร มณีจันทร์ไม่ถือ เรื่องแค่นี้เล็กน้อย เด็กยุคเธอยืนชี้หน้าเถียงพ่อแม่ฉอดๆยังได้เลย หลวงอัครเทพเป็นห่วงมณีจันทร์จะหิว แต่ไม่รู้เธอกินอะไรได้บ้าง เลยหยิบผลไม้ติดมือมาให้ มณีจันทร์มองผลไม้ในตะกร้า เรียกแอปเปิ้ลได้อย่างถูกต้องไม่ได้ออกเสียง “อาเปิ้น” อย่างที่คนในยุคนั้นเรียก หลวงอัครเทพมองทึ่ง

หญิงสาวหยิบแอปเปิ้ล โยนหมอนขึ้นเตียงก่อนจะโดดขึ้นไปนอนกินแอปเปิ้ลอย่างสบายอารมณ์ หลวงอัครเทพมองอย่างตำหนิเช่นเคย แต่ขี้เกียจต่อว่า ชวนพูดคุยต่อ เขาได้ความรู้ใหม่ว่าการเดินทางไปต่างประเทศในยุคของมณีจันทร์เป็นไปอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ไม่เหมือนยุคของเขาจะไปยุโรปแต่ละครั้งใช้เวลาเป็นเดือนๆ และคนในยุคของมณีจันทร์

จะติดต่อสื่อสารกันแค่ยกโทรศัพท์ หรือไม่ก็ใช้อินเตอร์เน็ต

“ยุคของหล่อน ถ้าเป็นอย่างที่ว่า ปี พ.ศ.อะไร”

“พ.ศ.2554 ค่ะ” มณีจันทร์ตอบฉะฉาน หลวงอัครเทพตะลึง เข่าอ่อน ทรุดลงนั่งทันที มณีจันทร์ย้อนถามปีนี้ของเขาเป็นปีอะไร ได้ความว่า เป็นปี ร.ศ.112 หรือ พ.ศ.2436 มณีจันทร์อึ้งยุคเราห่างกันถึง 117 ปี...

นุ่มหยิบกุญแจสำรองพวงใหญ่มาที่ห้องมณีจันทร์ ดาวเร่งให้ไขกุญแจเร็วๆ จะได้รู้สักที คุณหนูหายตัวได้จริงหรือเปล่า นุ่มเอ็ดดาวพูดจาไร้สาระใครจะหายตัวได้ ไขกุญแจดอกนั้นดอกนี้จนใกล้หมดพวงกุญแจสำรอง

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังคุยกับหลวงอัครเทพอย่างออกรส เหมือนมีพลังพิเศษล่วงรู้เหตุการณ์ที่ห้องของเธอส่งสัญญาณกรุ๋งกริ๋งเรียกมณีจันทร์ที่กระจก เธอบอกลาหลวงอัครเทพ ถึงเวลาต้องกลับแล้ว

“ก็ทำไมหล่อนจะต้องไปๆมาๆหล่อนจะอยู่ เอ่อ...อยู่ที่นี่เสียเลยทีเดียวไม่ได้รึ”หลวงอัครเทพมีท่าทีอาลัยอาวรณ์

อย่างชัดเจน มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก แต่เธออยู่ไม่ได้ เพราะบ้านอยู่ทางโน้น

“ทำไมหล่อนไม่คิดว่าที่นี่เป็นบ้านหล่อนล่ะ”หลวงอัครเทพมองสบตามณีจันทร์ลึกซึ้ง มณีจันทร์จำต้องปฏิเสธทั้งที่ใจจริงไม่อยากไป สัญญาจะกลับมาอีก รีบมาคุกเข่าหน้ากระจกเงา หมอกควันจากกระจกเงาลงมาคลุมร่างมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าหลวงอัครเทพ แล้วไปปรากฏตัวหน้ากระจกเงาในห้องของเธอเอง

เป็นจังหวะเดียวกับที่หนุ่มไขกุญแจสำรองเข้ามาในห้องพอดี ดาวถึงกับร้องอ้าวที่เห็นมณีจันทร์อยู่ นุ่มเป็นห่วงมณีจันทร์มาก ทั้งโทรศัพท์บ้านทั้งมือถือโทร.หาก็ไม่รับ เคาะประตูเรียกก็ไม่ขานตอบ เธอเลยต้องใช้กุญแจสำรองไขเข้ามา มณีจันทร์โกหกว่านอนหลับอยู่ ติดอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน เลยมาหลับตอนกลางวัน ทีหน้าทีหลังนุ่มไม่ต้องตกใจและไม่ต้องเข้ามาดู นุ่มค้านเสียงหลง

“โอ๊ย...ไม่ได้หรอกค่ะ นี่คุณหนูรีบ โทร.หาคุณผู้หญิงเถอะ ท่านเป็นห่วงใหญ่แล้ว”

เจ้านายสาวพยักหน้ารับรู้ พอดาวกับนุ่มออกไป เธอรีบ โทร.หาคุณหญิงมาลิดาทันที คุณหญิงมาลิดาสบายใจที่ลูกไม่เป็นอะไร เล่าเรื่องที่ไรวัตโทร.มาบอกว่าคืนดีกับมณีจันทร์แล้ว คุณหญิงมาลิดายังไม่ทันจะบอกเรื่องไรวัตจะขอหมั้นหมายกับลูก มณีจันทร์ตัดบทถามเรื่องปี ร.ศ.112 เสียก่อน เธอคุ้นๆมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับประเทศไทยแต่จำไม่ได้เหตุการณ์อะไร

“เป็นลูกทูต เป็นคนไทยต้องรู้สิจ๊ะ...เป็นปีที่ประเทศไทยเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้ฝรั่งเศสจ้ะ”

มณีจันทร์คิดออกทันที ต้องเป็นเรื่องนี้แน่ๆเธอรีบขอตัววางสาย เดินมาที่กระจกเงา“คุณหลวงคะ ฉันรู้แล้ว มีใครบางคนหรือมีพลังบางอย่างต้องการให้ฉันย้อนอดีตไป เขาคนนั้นต้องการให้ฉันกลับไปช่วยชาติบ้านเมือง ถ้าฉันทำสำเร็จ ประเทศไทยของเราอาจไม่ต้องเสียดินแดนก็ได้”

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ไปถึงร้านขายหนังสือ ถามหาหนังสือเรื่องการเสียดินแดนของไทย แต่ไม่ว่าเธอจะเข้าร้านขายหนังสือร้านไหน มีคนซื้อหนังสือเล่มนี้ตัดหน้าทุกครั้ง จนถึงร้านสุดท้าย มณีจันทร์เห็นชายคนหนึ่งหยิบหนังสือการเสียดินแดนของไทยเล่มสุดท้ายไปจากชั้นวางหนังสือ แล้วเดินมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์

คราวนี้มณีจันทร์รีบส่งเสียงเรียกชายคนนั้น หวังจะขอซื้อหนังสือต่อ เขากลับมีท่าทางรีบร้อน คว้าหนังสือ เร่งฝีเท้าออกจากร้านไม่เอาเงินทอนด้วยซ้ำ มณีจันทร์รีบตามไปติดๆ ตะโกนเรียก

“คุณคนนั้นหยุดก่อนค่ะ...หยุดก่อนค่ะ ฉันขอซื้อหนังสือเล่มนั้นต่อ ฉันมีความจำเป็นต้องใช้ค่ะ”

ชายคนนั้นหยุดกึก หันมอง สีหน้าดุและมีอำนาจ ไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้มแสยะให้ แล้วเดินเลี้ยวมุมตึก มณีจันทร์วิ่งตาม แต่พอพ้นมุมตึกเธอถึงกับเข่าอ่อน เพราะตรงนั้นเป็นทางตันไม่มีแม้แต่ประตูหรือหน้าต่าง

“ตรงนี้ไม่มีทางไป...เขา...หายไปเฉยๆ”มณีจันทร์ได้แต่ยืนอึ้ง

ooooooo

..



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #1 on: 16 July 2026, 15:20:33 »


https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep3/page1

ทวิภพ ตอนที่ 3

มณีจันทร์ไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีบางสิ่งอยากให้เธอย้อนอดีตกลับไปช่วย แต่กลับมีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าขัดขวางไว้ เธอลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับไทยเสียดินแดน ปี ร.ศ. 112 ในคอมพิวเตอร์ อยู่ๆเว็บไซต์ต่างๆก็พร้อมใจกันล่ม มณีจันทร์ถอนใจเฮือก เดินมาที่หน้าต่างห้องนอนตัวเอง เงยหน้ามองท้องฟ้า

“หรือว่าท่านอนุญาตให้ฉันเดินทางไปอดีต แต่ไม่อนุญาตให้แก้ไขอะไรทั้งสิ้น...อย่างนั้นหรือเปล่าคะ”

สิ้นเสียงมณีจันทร์ไฟฟ้าดับพรึ่บแทนคำตอบ เท่านั้นยังไม่พอคอมพิวเตอร์ของเธอช็อตควันโขมง มณีจันทร์แน่ใจ มีอำนาจบางอย่างไม่ต้องการให้เธอได้ข้อมูลพวกนั้น

ooooooo

ตรองกำลังคุยโม้ให้กลุ่มของป๋องลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยฟังว่ากาวในถังเหล็ก สองใบที่วางอยู่ตรงหน้าเขาคืออาวุธชีวภาพตัวใหม่ที่เขาจะผลิตส่งขายต่าง ประเทศ ประสิทธิภาพของกาวชนิดนี้ติดได้กับทุกพื้นผิว แห้งเร็วทันใจในไม่กี่วินาทีและยังติดแน่นติดทนไม่หลุดร่อนนอกจากจะหยดน้ำยา แก้ที่เขาผลิตมาคู่กันลงไป ตรองชวนป๋องกับเพื่อนๆร่วมเป็นหุ้นส่วนผลิตกาวชีวภาพขาย ป๋องส่ายหน้า

“เป็นหุ้นกับอาจารย์ ไม่ตายในคุกก็ตายที่ศรีธัญญา”

ตรองตบหัวป๋องลูกศิษย์คนโปรดหนึ่งที ฐานไม่ให้ความเชื่อถือ จังหวะนั้น ไรวัตเข้ามาขอคุยกับตรองเป็นการส่วนตัว ตรองต้องเอากาวสองถังไปตากแดดในสวน จึงชวนไรวัตเดินไปด้วยคุยไปด้วย ไรวัตไม่รอช้าคุยอวดตรองทันที เขากับมณีจันทร์กำลังจะหมั้นกัน แม่ของมณีจันทร์ก็ทราบเรื่องนี้แล้ว

“แล้วไง มาบอกทำไม ผมไม่ใช่บาทหลวง ไม่รับจัดงานหมั้นสักหน่อย อ๋อ...คนอย่างคุณไม่มีเพื่อน เลยจะให้ผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวงั้นสิ...เสียใจผมไม่นับคุณเป็นเพื่อน” ตรองกวนใส่

“ผมมาบอกคุณให้อยู่ห่างๆเมณี่ต่างหาก เธอมีเจ้าของแล้ว ถ้าคุณยังมายุ่มย่ามกับเมณี่อีกอย่าหาว่าไม่เตือน” ไรวัตขู่ตามนิสัยอันธพาล ตรองเหม็นขี้หน้าไรวัต มองถังกาวในมือ คิดแผนแกล้งไรวัตให้ติดอยู่ในถังกาวโดยวางถังกาวสองใบที่พื้นให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างเขากับไรวัต แล้วขยับถอยหลังไปเล็กน้อย พูดยั่วให้ไรวัตโกรธหวังให้เขาก้าวเข้ามาชกต่อยตนจะได้เหยียบลงไปในถังกาว แต่แทนที่ไรวัตจะเข้ามาเอาเรื่อง กลับกระชากตรองเข้าไปใกล้ คนที่เหยียบลงไปในถังกาวเลยกลายเป็นตรองเอง ไรวัตตะคอกใส่หน้าตรอง

“ผมรู้แผนคุณดี คุณล่อให้ผมทำร้ายคุณ แล้วคุณจะได้ไปฟ้องเมณี่ใช่ไหม...เสียใจ ผมไม่หลงกลคุณหรอก...ฮึ...ลาก่อน” ไรวัตปล่อยมือจากตรอง เดินจากไปไม่สนใจ ตรองพยายามดึงเท้าออกจากถัง แต่กาวแข็งตัวเรียบร้อย แถมน้ำยาแก้ก็อยู่ที่ป๋อง เหลียวหาตัวช่วยเลิ่กลั่ก...

คณบดีกำลังสอนนักศึกษาอยู่ในห้องเรียนอันแสนเงียบสงบ เปิดเทปเสียงลมเสียงนกคลอเบาๆ เพื่อให้นักศึกษาเข้าถึงธรรมชาติ แต่กลับถูกทำลายด้วยเสียงถังเหล็กสองใบกระทบพื้นดังสนั่นทั้งตึก ตรองในสภาพเท้าติดถังเหล็กเดินตาม หาป๋องตรงมาทางห้องเรียน คณบดีโมโหที่มีคนมารบกวนความสงบ วิ่งออกมามอง

“สวัสดีครับท่านคณบดี...เห็นพวกไอ้ป๋องไหมครับ” ตรองร้องทัก

คณบดีชี้มือไปด้านโน้น ตรองขอบคุณแล้ววิ่งโครมครามออกไป คณบดีเพิ่งนึกได้ ตะโกนไล่หลัง ทดลองอะไรบ้าๆอีกแล้วใช่ไหม ตรองโกยอ้าว คณบดีไล่ตาม สั่งให้หยุดหนี ป๋องกับกลุ่มเพื่อนเลี้ยวมุมตึกพอดี เห็นรองเท้าถังกาวของตรอง หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ตรองขอน้ำยาแก้แต่ป๋องไม่ได้เอาติดตัวมาด้วยอยู่ที่ล็อกเกอร์

“นี่ ดร.หยุดนะ...ผมบอกแล้วใช่ไหมห้ามเล่นพิเรนทร์ในคณะผมอีก...หยุดนะหยุด” คณบดีตะโกนลั่น

ตรองตาเหลือกสั่งให้ป๋องกับเพื่อนๆช่วยพาหนี ป๋องกับเพื่อนหิ้วปีกตรองคนละข้างพาวิ่งหนีคณบดี

ooooooo

หลังตัดสินคดีพระยอดเมืองขวาง หลวงวิศาล-คดีตรอมใจจนล้มป่วย พิษไข้ทำให้เขาหลับตลอดเวลา อยู่ๆเมื่อตอนแจ้ง เขากลับรู้สึกตัวเรียกหาหลวงอัครเทพ ภริยาของหลวงวิศาลคดีจึงให้คนไปเชิญหลวงอัครเทพมาพบ หลวงวิศาลคดีเห็นหลวงอัครเทพ มาเยี่ยมรีบคว้ามือไว้ พูดอย่างเหนื่อยหอบแทบไม่มีเรี่ยวแรง

“...พ่อเทพ...อาฝัน...ฝันว่ามีคนมาช่วยเรา”

“คนช่วยเรา...เรื่องชาติบ้านเมืองขณะนี้ใช่ไหมขอรับ”

“ใช่...อาฝัน...ฝันถึงที่แปลก” หลวงวิศาลคดีมีจิตใจมุ่งมั่นจะช่วยบ้านเมืองไม่ให้สูญเสียดินแดนให้พวกฝรั่ง แม้ร่างกายจะป่วยหนัก แต่เขาสามารถถอดจิตไปปรากฏร่างเป็นชายแก่ขายของเก่าที่ขายกระจกข้ามภพให้มณี จันทร์ เมื่อเขาข้ามไปอีกภพหนึ่งภาพที่เห็นจึงเป็นเหมือนภาพในความฝัน

“ยังมีอีก...อาเห็นเขานั่งคุยกับพ่อเทพ...ผู้หญิงแต่งตัวแปลก กิริยาแปลก สวยเหมือนเทพธิดา”

หลวงอัครเทพตกใจ ยังไม่ทันจะถามอะไร หลวงวิศาล–คดีไออย่างหนัก มีเลือดกระเซ็นออกมาด้วย หายใจหอบถี่ดิ้นทุรนทุราย หลวงอัครเทพเห็นไม่เข้าที สั่งทาสที่นั่งเฝ้าให้รีบไปตามหมอ แล้วหันมาบอกหลวงวิศาลคดีนอนนิ่งๆ อย่าเพิ่งพูดอะไร

“อาไม่กลัวตาย...ถ้าจะตาย...ก็ขอกลายเป็นผีช่วยบ้านเมือง...ถ้าช่วยไม่ได้...ก็จะไปหาคนมาช่วย”

จังหวะนั้น ภริยาของหลวงวิศาลคดีนำหมอฝรั่งเข้ามา หลวงอัครเทพรีบถอยมายืนมองห่างๆ...

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์ไม่รู้จะไปหาข้อมูลเรื่องไทยเสียดินแดน ปี ร.ศ.112 จากไหน นึกถึงกุลวรางค์เพื่อนผู้รอบรู้ขึ้นมาได้ รีบตรงไปขอความช่วยเหลือ...กุลวรางค์คีย์คอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูลให้มณี จันทร์ แต่เว็บไซต์ล่ม แถมคอมพิวเตอร์ติดๆดับๆ เนื่องจากกระแสไฟตก

เหมือนจิตของหลวงวิศาลคดีจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับมณีจันทร์ ทั้งที่หมอกำลังตรวจรักษาเขาอยู่ เขายังพยายามส่งจิตไปช่วย มณีจันทร์เองก็พยายามหาคนช่วยเหลือ หันหลังให้เพื่อนรัก แอบพนมมือตั้งจิตอธิษฐาน

“ไม่ว่าใครหรือสิ่งใดก็ตามที่อยากให้เมณี่เดินทางข้ามภพไปทำงานให้ประเทศ ชาติ ขอให้ช่วยเมณี่ในการหาข้อมูลครั้งนี้ด้วย” คำอธิษฐานของมณีจันทร์บวกกับจิตมุ่งมั่น ของหลวงวิศาลคดี ทำให้ไฟฟ้าในบ้านกุลวรางค์กลับเป็นปกติ เว็บไซต์ต่างๆ ก็ใช้งานได้ตามปกติเช่นกัน ส่วนหลวงวิศาลคดีหมดแรงหลับไป...

ภริยาของหลวงวิศาลคดีเล่าให้หลวงอัครเทพฟังว่าเมื่อวันก่อน เธอไปกราบสมเด็จที่วัด ท่านนั่งทางในแล้วบอกว่าหลวงวิศาลคดียังไม่สิ้นในเวลาอันใกล้ และที่เขานอนหลับไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพราะจิตวิญญาณรักชาติของเขาท่องเที่ยวไป ในภพอื่น หลวงอัครเทพงุนงง...
ในขณะที่หลวงวิศาลหลับอยู่นั้น เขาถอดจิตข้ามภพมาปรากฏร่างเป็นแมสเซ็นเจอร์สอดเอกสารบางอย่างไว้ในตู้ ไปรษณีย์บ้านกุลวรางค์ กดกริ่งก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป เด็กรับใช้บ้านกุลวรางค์ออกมาดูไม่เห็นคนส่ง หยิบเอกสารจากตู้ไปรษณีย์เข้าบ้าน หลวงวิศาลคดียิ้มทั้งหลับ เพราะถอดจิตไปช่วยสำเร็จ...

กุลวรางค์หาข้อมูลการเสียดินแดนของไทย ปี ร.ศ.112 ได้ในที่สุด คอมพิวเตอร์แสดงภาพแผนที่ไทยเสียไปถึง 6 ครั้ง ในยุคล่าอาณานิคมของฝรั่ง เลือดรักชาติพุ่งพล่านไปทั่วร่าง เจ็บปวดไปกับคนไทยในเวลานั้น กุลวรางค์นึกขึ้นได้จะมัวหาข้อมูลอยู่ทำไมในเมื่อคุณย่าของเธอสามารถเล่า เหตุการณ์นี้ให้ฟังได้

ครู่ต่อมา กุลวรางค์พามณีจันทร์ไปพบกับคุณย่าของเธอซึ่งแก่มากแล้ว คุณย่าเห็นมณีจันทร์กวักมือเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ พึมพำทำไมหน้าคุ้นเหลือเกิน แต่นึกไม่ออกเคยเจอที่ไหน กุลวรางค์งง จำได้ไม่เคยพามณีจันทร์มาพบคุณย่ามาก่อน ออกตัวว่าท่านอายุเกือบร้อยปีแล้ว บางวันก็เลอะเลือนพูดไม่รู้เรื่องแต่วันนี้ดูสดใสดี

“ท่านเกิดในยุคนั้นหรือกุล”

“ท่านไม่ได้อยู่ในยุคนั้นโดยตรง แต่พ่อแม่ของท่านเล่าเรื่องให้ท่านฟังเพื่อให้ลูกหลานจดจำความเจ็บปวดของคน ยุคนั้นให้ขึ้นใจ” กุลวรางค์นึกขึ้นได้ ไหนๆมีพยานบุคคลที่จะเล่าเหตุการณ์ในสมัยนั้นให้ฟังแล้ว เราก็น่าจะไปยังสถานที่เกิดเหตุด้วยเลย ไม่นานนัก สองสาวเข็นรถเข็นพาคุณย่ามาเที่ยวชมป้อมพระจุล

คุณย่าเริ่มเล่าเหตุการณ์ย้อนอดีตให้ฟัง “พ่อแม่ของฉันเล่าว่า ปี ร.ศ.112 กินอิ่มนอนหลับทันทีที่เรือรบฝรั่งเศสไปถึงไซง่อน พระเจ้าอยู่หัวให้เร่งซ่อมแซมติดปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลด้วยราชทรัพย์ส่วนพระองค์”

“เรือ...เรือรบแบบที่ลำใหญ่ๆที่เราเห็นในหนังฝรั่งน่ะหรือกุล”

“ใช่...เรือลำใหญ่ที่มีปืนใหญ่กระบอกเบ้อเริ่มบรรจุกระสุนเต็มลำละเมิดอธิปไตยมาจ่อเราถึงจมูกตรงนี้”

คุณย่าเล่าเสริมว่า เรือรบของฝรั่งเศสสองลำแล่นมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วมาจอดแถวโรงแรมโฮเรียลเต็ลตั้งใจจะฉลองวันชาติฝรั่งเศสหน้าสถานทูตของตน แต่ปากกระบอกปืนเล็งมายังใจกลางพระนคร ชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเห็นเรือรบฝรั่งเศส ช่วยกันปาข้าวของใส่ บ้างตะโกนขับไล่อย่างไม่เกรงกลัว

ทุกคนเหมือนหนูที่พยายามต่อสู้ราชสีห์ตัวใหญ่มหึมา ขณะพวกผู้เฒ่าผู้แก่ยืนปาดน้ำตาหวาดกลัวประเทศสยามจะถูกพวกนั้นยึดครอง คุณย่านิ่งไปอึดใจก่อนจะเล่าต่อ

“มีเรือนำร่องบุกเข้ามายิงกับปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลนี่ ฝรั่งเศสสูญเสียทหารไปเพียง 3 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ส่วนสยามเสียทหารไปทั้งหมด 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ทั้งเรือและอาวุธของเราด้อยกว่าเขาทุกประการ

จากนั้น กุลวรางค์กับมณีจันทร์เข็นรถเข็นพาคุณย่ามาถึงพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ป้อมพระจุล หลังจากทั้งสามคนก้มกราบพระบรมราชานุสาวรีย์ ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแล้ว คุณย่ายังคงเล่าให้สองสาวฟังอย่างต่อเนื่องว่า คนไทยทุกคนในยุคนั้น เจ็บปวดหัวใจที่ถูกพวกฝรั่งย่ำยี และผู้ที่เจ็บปวดที่สุดคือพระเจ้าอยู่หัว ร.5 ถึงกับประชวร มณีจันทร์ได้ฟังยิ่งเจ็บปวดใจ...

กลับถึงบ้านกุลวรางค์แล้ว แต่มณีจันทร์ยังติดใจสงสัยไม่หาย ทำไมอยู่ๆพวกฝรั่งเศสถึงกล้าเอาเรือรบเข้ามาในประเทศของเรา กุลวรางค์เล่าตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่าเกิดจากคดีพระยอดเมืองขวาง เธอกำลังจะอธิบายคดีนี้ให้มณีจันทร์ฟัง แต่เหลือบเห็นโบรชัวร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางวางอยู่บนโต๊ะรับแขกเสียก่อน กุลวรางค์ชะงัก ถามเด็กรับใช้ที่เอาน้ำมาให้ว่าใครเอาเอกสารนี้มา

“มีคนเอามาใส่ตู้ไปรษณีย์ตั้งแต่เมื่อกลางวันค่ะ”

กุลวรางค์ยื่นโบรชัวร์ให้มณีจันทร์ บอกให้ไปดูสารคดีเรื่องนี้จะได้เข้าใจ มณีจันทร์มองอึ้ง วันก่อนเธอตามหาข้อมูลพวกนี้แทบตาย มาวันนี้ ข้อมูลทุกอย่างกลับประเคนมาให้ถึงที่ เป็นเพราะเหตุใดกันแน่

ooooooo

พอได้เวลาที่ต้องเก็บกวาดห้องหลวงอัครเทพ พวกทาสหญิงต่างเกี่ยงกันเพราะกลัวผีสาวในห้องนั้น อิ่มเลยต้องใช้วิธีจับติ้ว ทาสหญิงคนอื่นๆรอดตัวไม่มีใครจับได้ติ้วสีแดง เหลือเพียงอิ่มกับม้วนและติ้วอีกสองอัน อิ่มเจ้าเล่ห์รู้อันไหนติ้วแดงอันไหนไม่ใช่ จัดแจงยัดติ้วแดงใส่มือม้วน

แต่ม้วนไม่ยอมให้อิ่มโกงง่ายๆสองคนจึงตบตีกันอุตลุด คุณหญิงแสร์เข้ามาเห็นเอาน้ำสาดใส่ทั้งคู่ อิ่มไม่ดูตาม้าตาเรือจะตบคนสาดน้ำสั่งสอน หันขวับเห็นคุณหญิงแสร์ยืนอยู่

ถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งไหว้ปลกๆ...

ขณะเดียวกัน ที่ห้องหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ข้ามภพมาเจอหลวงอัครเทพนั่งรออยู่ ดีใจ ยิ้มหน้าทะเล้นบอกคิดถึงเขามาก หลวงอัครเทพทำหน้าไม่ถูก มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ กระเซ้าว่าที่เขาเลื่อนเก้าอี้มารอหน้ากระจกแบบนี้ เพราะคิดถึงเธอเหมือนกันใช่ไหม หลวงอัครเทพเขินที่เธอรู้ทัน ทำเสียงดุกลบเกลื่อน

“อยากโดนไม้เรียวรึ...กิริยาของหล่อนนี่เหมือนลิงหลอกเจ้าไม่ปาน”

“โอ๊ย...เหมือนที่ไหน ลิงต้องทำท่าอย่างนี้” มณีจันทร์ว่าแล้วทำท่าลิง หลวงอัครเทพยิ้มออกมาจนได้...

ฝ่ายคุณหญิงแสร์โกรธจะลงหวายพวกทาสที่กลัวผีจนไม่มีใครยอมทำห้องให้หลวงอัครเทพ ม้วนกับอิ่มเลิกเป็นอริกันชั่วคราว ช่วยกันยืนยันห้องคุณหลวงมีผีสาวจริงๆ พวกทาสที่เดินผ่านห้องท่านได้ยินกันทุกคน

“ข้าไม่เชื่อ ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อ ข้าเข้าออกห้องคุณหลวงทุกวันทั้งกลางวันกลางคืน ถ้ามีผีจริงข้าต้องเห็นก่อนสิ...นี้อะไร้” คุณหญิงแสร์ด่าไปพลางเหลือบขึ้นมองไปหน้าต่างห้องลูกชาย เห็นมณีจันทร์โผล่หน้าออกมามองทางอื่นไม่ได้มองมาทางตน คุณหญิงแสร์ถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งกับแคร่ ขนลุกซู่ ทำท่าจะเป็นลม

มณีจันทร์ผลุบหายไปแล้ว แต่คุณหญิงแสร์ยังนั่งตะลึง ขาบเห็นท่าไม่ดีสั่งอิ่มไปละลายยาหอมมาให้ท่าน คุณหญิงแสร์รวบรวมสติได้ ฮึดสู้ถึงจะเป็นผี เธอจะต้องรู้ความจริงให้ได้ ตะโกนลั่น

“ไม่ต้อง ข้าจะไปห้องคุณหลวง” คุณหญิงแสร์สาวเท้าออกไปทันที ขาบสั่งให้อิ่มตามท่านไป...

หลวงอัครเทพต้องแปลกใจมากเมื่อรู้ว่ามณีจันทร์มีความรู้ด้านภาษาเป็นอย่างดี ทั้งอังกฤษ เยอรมัน  และฝรั่งเศส โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเพราะคนที่รู้ภาษาต่างประเทศในยุคของเขามีไม่มาก มณีจันทร์นึกในใจ

“อืม...เราถึงเสียเปรียบเขาเพราะเรามีคนรู้ภาษาน้อย ...ต้องเพราะเหตุนี้แน่”

มณีจันทร์ยังได้รู้อีกว่าหลวงอัครเทพทำงานที่กรมท่าซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศ ข้อสงสัยต่างๆเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มณีจันทร์เข้าใจแล้วทำไมพลังพิเศษส่งเธอมาหาเขา ทันใดนั้น มีเสียงเคาะประตูห้องดังปังๆ

“พ่อเทพๆ...อยู่กันแค่นี้ทำไมต้องลั่นดาล เปิดประตูเดี๋ยวนี้” คุณหญิงแสร์เอ็ดตะโรลั่น

“คุณหญิงโมโหอะไรคุณหลวงคะ ทำไมต้องดุด้วย...หรือว่า...คุณหญิงเห็นผีแล้ว” อิ่มตาเบิกโพลง

คุณหญิงแสร์เกลียดคนรู้ทัน สั่งให้อิ่มเอาหัวโขก

ข้างฝาเดี๋ยวนี้ อิ่มหน้าเสีย รีบทำตามคำสั่ง คุณหญิงแสร์ตะโกนเร่งลูกชายอีก หลวงอัครเทพค่อยๆแง้มประตูห้องออกมาทำท่างัวเงีย ขอโทษที่เปิดประตูช้าเขาเผลอหลับไป คุณหญิงแสร์ผลักลูกชายพ้นทาง พรวดพราดเข้าไปในห้อง เดินหาจนทั่วไม่เจอทั้งผีทั้งคน...

ด้านมณีจันทร์กลับมาห้องตัวเองได้อย่างหวุดหวิด โชคดีที่สัญญาณเรียกของกระจกเงาดังขึ้นก่อน

“เลยไม่ได้ถามเรื่องคดีพระยอดเมืองขวางเลย คงต้องดิ้นรนต่อเองแล้วมั้ง...เฮ่อ” มณีจันทร์หนักใจ...

อิ่มสงสัยคุณหญิงแสร์ต้องเห็นผีแล้วแน่ๆ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะรีบย่องออกจากห้อง คุณหญิงแสร์ไม่สนใจอิ่ม เดินค้นหาทั่วห้องอีกรอบ คราวนี้เห็นต่างหูของมณีจันทร์วางอยู่ คว้าขึ้นมาดู ถามลูกชายนี่อะไร หน้าตาแปลกๆแบบนี้เธอไม่เคยเห็น หลวงอัครเทพปดว่าเหมือนแท่งแก้วของฝรั่งที่แม่เห็นวันก่อน

“เอาติดตัวมาจากอีหรอบรึ...ทำไมดูเหมือนเครื่องประดับผู้หญิงล่ะ”

“เหมือนรึขอรับ”

“เอ้า...พ่อเทพไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรแล้วเอาติดตัวมาทำไม”

“กระผมเห็นสวยแปลกตาก็เลยชอบ”

“อย่าให้แม่รู้นะว่าแอบผู้หญิงเอาไว้...หาไม่เจอก็ฝากไว้ก่อนเถอะ” คุณหญิงแสร์ผละไปอย่างแค้นใจ

ooooooo

ตรองเป็นพวกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องการช่วยลดภาวะโลกร้อนจึงใช้จักรยานเป็นพาหนะไปไหนมาไหน กุลวรางค์เห็นตรองปั่นจักรยานมาหามณีจันทร์ มองเขาอย่างดูแคลน ตรองไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย ที่เขามาที่นี่ก็แค่จะมาถามมณีจันทร์เรื่องการหมั้นของเธอกับไรวัต กุลวรางค์แหวใส่เพื่อนทันที

“หมั้นกับไรวัต...ทำไมฉันไม่รู้เรื่องล่ะเมณี่”

“แกจะไปรู้ได้ยังไง...ในเมื่อฉันยังไม่รู้เลย” มณีจันทร์มองหน้าตรองงงๆ

ไรวัตมาทันได้ยินพอดี “คุณกำลังจะรู้วันนี้แหละเมณี่ เพื่อนคุณอยู่พร้อมหน้าอย่างนี้ดีแล้ว จะได้เป็นสักขีพยานให้เรา” ไรวัตพูดจบหยิบแหวนเพชรเม็ดเป้งน้ำงามระยิบระยับ คุกเข่าตรงหน้ามณีจันทร์ขอหมั้น ตรองแขวะไรวัตใช้ความร่ำรวยหมั้นผู้หญิง แสดงว่าคุณค่าอย่างอื่นไม่มี ไรวัตฉุนขาด สวนทันที

“แล้วแกมีหรือ ขี่จักรยานอยู่บ้านหลังเล็กๆ เงินเดือนสองหมื่นกว่า อย่าว่าแต่ผู้หญิงระดับเมณี่เลย ผู้หญิงธรรมดาๆ แกเอาเขามาเป็นเมีย เขาก็ลำบากแล้ว”

“คุณก็ชอบเมณี่หรือ” กุลวรางค์มองตรองอย่างรอคำตอบ

ตรองจะอ้าปากปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบมณีจันทร์แต่ที่ต้องเดือดร้อนเพราะเขาเป็นห่วงอยากให้เธอได้ผู้ชายที่เหมาะสมและดีกว่าไรวัตซึ่งขี้เบ่งแถมชอบทำตัวเป็นอันธพาล แต่ไรวัตชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน

“ถ้ามันไม่ชอบ มันจะเดือดร้อนแจ้นมาหาเมณี่วันนี้ทำไม เพราะมันกลัวน่ะสิ กลัวเมณี่จะหมั้นกับผม”

ตรองอ้าปากจะอธิบายอีกครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ไรวัตชิงถามมณีจันทร์ตกลงรับหมั้นเขาแล้วใช่ไหม มณีจันทร์ตัดสินใจไม่รับหมั้นเขา ตรองแทบจะโดดโลดเต้นด้วยความสะใจ ไรวัตโกรธจัด

“คุณมีคนอื่น...เพราะไอ้กระจอกนี่ใช่ไหม” ไรวัตชี้หน้าตรองเอาเรื่อง

“ตรองไม่ใช่คนคนนั้น เลิกรังควานเขาเสียที ผู้ชายคนนั้นอยู่คนละที่กับคุณ คุณไม่มีวันตามเขาพบหรอก”

กุลวรางค์สงสัยผู้ชายคนนั้นคือใคร แล้วที่มณีจันทร์ว่าอยู่คนละที่แปลว่าอะไร มณีจันทร์ไม่ตอบ รู้ดีพูดไปคงไม่มีใครเชื่อ สุดท้ายเลยเดินหนีขึ้นห้อง หยิบรูปหลวงอัครเทพขึ้นมาพูดด้วย

“หากนับเวลาแล้ว เวลาของการรอคอยยาวนานกว่าเวลาที่เราพบกันเสียอีก...เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะมีโอกาสได้อยู่ร่วมกันหรือไม่...คุณหลวงเจ้าขา ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่เฝ้ารอคอยรักที่ไม่มีอนาคต แต่ละทิ้งความรักในชีวิตจริงๆ” มณีจันทร์หน้าเศร้า ไม่ต่างจากหลวงอัครเทพที่เฝ้ารอคอยการมาถึงของมณีจันทร์อย่างใจจดจ่อ แทบไม่อยากออกจากห้องไปไหน เกรงมณีจันทร์มาแล้วจะไม่ได้พบกัน...

ไรวัตทำใจไม่ได้ที่ถูกมณีจันทร์ปฏิเสธการหมั้น อาละวาดเตะข้าวของใกล้ตัวระบายอารมณ์ทั้งที่ของพวกนั้นเป็นของในบ้านมณีจันทร์ กุลวรางค์ระอากับพฤติกรรมแย่ๆของไรวัต โวยใส่

“เลิกเป็นคุณหนูอารมณ์ร้อนเสียที ยิ่งเป็นแบบนี้คุณยิ่งน่าทุเรศ แล้วจะเอาชนะคู่แข่งของคุณได้ยังไง”

สองหนุ่มมองหน้ากัน แล้วหันมาถามกุลวรางค์เป็นเสียงเดียวกัน  รู้หรือว่าคู่แข่งคนนั้นเป็นใคร  กุลวรางค์ไม่ตอบ มองหนังสือประวัติศาสตร์กับภาพคนในสมัย ร.5 ที่มณีจันทร์วางเกลื่อนห้องรับแขกแล้วไม่สบายใจ ก้าวฉับๆขึ้นไปหามณีจันทร์ เห็นเพื่อนรักนั่งจ้องรูปหลวงอัครเทพเขม็ง กุลวรางค์เดินเข้ามาแตะไหล่

“นุ่มบอกว่าแกชอบรูปนี้มาก แทบจะพกติดตัวตลอดเวลา คู่แข่งไรวัตคือคุณทวดของฉันคนนี้หรือ”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ...แกจะเชื่อไหม” มณีจันทร์ถามไปอย่างนั้นเอง รู้แก่ใจดีว่าคำตอบคืออะไร

เป็นจริงอย่างมณีจันทร์คาด กุลวรางค์ไม่เชื่อ แถมพยายามกล่อมให้มณีจันทร์ลองพิจารณาไรวัตอีกครั้ง มณีจันทร์ถอนใจเฮือก วานกุลวรางค์ไปบอกไรวัตด้วยว่าเธอเสียใจ เวลานี้เธอคงรักใครไม่ได้อีกแล้ว กุลวรางค์กลุ้มใจมากกับอาการของเพื่อนรัก

ooooooo

วันรุ่งขึ้น มณีจันทร์ไปโรงภาพยนตร์ตามที่อยู่ในโบรชัวร์ที่ได้มาจากกุลวรางค์ บริเวณช่องขายตั๋วไม่เห็นใครสักคน มณีจันทร์เพียงแค่ละสายตา แล้วหันกลับมามองอีกครั้ง คนขายตั๋วมาอยู่ตรงหน้าราวกับหายตัวมาขณะคนขายตั๋วเตรียมตั๋วชมภาพยนตร์ให้มณีจันทร์ มีเสียงเหมือนโซ่ลากไปกับพื้นดังขึ้น บรรยากาศชวนสยอง

“เอ๊ะ...เสียงอะไรคะ เหมือนเสียงลากตรวนอะไรสักอย่าง” มณีจันทร์ร้องทัก

คนขายตั๋วปฏิเสธว่าไม่มีเสียงอะไร มณีจันทร์มัวแต่คุยกับคนขายตั๋วไม่ได้หันมองด้านหลัง พระยอดเมืองขวางในชุดนักโทษถูกตีตรวนทั้งที่ขา คอ และมือ มีผู้คุมพาเดินผ่านด้านหลังมณีจันทร์หายไปในมุมมืด มณีจันทร์รับตั๋วแล้วหันไปมอง แต่ไม่พบอะไร เห็นโบรชัวร์ของสารคดีเรื่องนี้แปะอยู่แถวนั้น นึกขึ้นได้

“แล้วสารคดีเรื่องนี้จัดทำโดยใครคะ ไม่เห็นมีชื่อผู้จัดทำกับชื่อผู้แสดงเลย”

มณีจันทร์หันกลับมาหาคนขายตั๋ว แต่เธอหายไปแล้วรวดเร็วเหมือนตอนมา มณีจันทร์เสียวสันหลังวูบ รีบเดินเข้าโรงหาที่นั่ง เห็นมีคนดูนั่งรออยู่ก่อนแล้วหลายคน ถึงกับถอนใจโล่งอก

สักพัก สารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางเริ่มฉาย มณีจันทร์นั่งดูอย่างตั้งใจ คดีพระยอดเมืองขวางเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ.112 ฝรั่งเศสต้องการยึดครองดินแดนแถบนี้ จึงบังคับให้พระยอดเมืองขวางซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าเมือง คำมวน ปกครองเมืองหน้าด่านที่ติดต่อกับอาณานิคมของต่างประเทศออกจากเมือง

พระยอดเมืองขวางและเหล่าทหารกล้าไม่ยินยอม จึงเกิดการต่อสู้กัน ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและบาดเจ็บ และหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นทหารฝรั่งเศส พวกฝรั่งเศสต้องการให้ไทยหรือสยามในสมัยนั้น เอาผิดพระยอดเมืองขวาง ที่ทำให้ทหารของตนตาย ทางไทยยืนยันว่าพระยอดเมืองขวางทำตามหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

พวกฝรั่งเศสไม่พอใจ เอาเรือรบเข้ามาขู่ ทางไทยจึงต้องเปิดพิจารณาคดีตามคำสั่งของพวกนั้น และหากไทยดื้อดึงไม่ลงโทษพระยอดเมืองขวาง พวกฝรั่งเศสก็จะอาศัยเหตุนี้เป็นข้ออ้างเข้ายึดครองประเทศไทย

การพิจารณาคดีพระยอดเมืองขวางกระทำต่อหน้าผู้พิพากษา 5 คน ฝรั่งสามคน คนไทยสองคน และหนึ่งในคนไทยคือ หลวงวิศาลคดีซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะผู้พิพากษา พระยอดเมืองขวางเป็นวีรบุรุษแท้ๆ แต่ต้องถูกตีตรวนล่ามโซ่ในฐานะนักโทษ ท่านนั่งอยู่ในคอกจำเลยอย่างองอาจ กล่าวกับหลวงวิศาลคดีว่า

“คุณหลวงจงตัดสินลงมาเถิด อย่าได้มีอาลัยต่อกระผม เพื่อบ้านเมืองแล้ว อย่าว่าแต่เกียรติยศและอิสรภาพ แม้ชีวิตของกระผมก็ยอมสละได้”

ชาวบ้านที่ร่วมฟังการพิจารณาคดีในขณะนั้น น้ำตาไหลสะเทือนใจ มณีจันทร์ดูมาถึงฉากนี้ กำมือแน่นน้ำตาคลอ หลวงวิศาลคดีสีหน้าเจ็บปวด ตาแดงก่ำจำต้องตัดสินลงโทษพระยอดเมืองขวางให้จำคุกเป็นเวลา 20 ปี ชาวบ้านลุกฮือตะโกนซ้ำๆว่า พระยอดเมืองขวางไม่ผิด มณีจันทร์มีอารมณ์ร่วมไปด้วย ลุกขึ้นชี้มือ

“ไม่ผิด...พระยอดไม่ผิด ปล่อยพระยอดไป ปล่อยไป” มณีจันทร์ตะโกนอย่างไม่อายใคร

สารคดีเรื่องนี้ เป็นอีกครั้งที่จิตวิญญาณรักชาติของหลวงวิศาลคดี เอาอดีตมาย้อนให้มณีจันทร์ดูในรูปแบบของภาพยนตร์ เธอจึงเห็นประธานคณะผู้พิพากษาในสารคดีเรื่องนี้ คือหลวงวิศาลคดีตัวจริง...

คุณหญิงแสร์ได้ฟังลูกชายเล่าถึงหลวงวิศาลคดีล้มป่วย เพราะตรอมใจที่จำต้องตัดสินลงโทษพระยอดเมืองขวางแล้วบีบหัวใจมาก ขอร้องลูกพามากราบเยี่ยมท่าน แต่หลวงวิศาลคดีนอนหลับใหลไม่รู้สึกตัว

ภริยาหลวงวิศาลคดีเล่าทั้งน้ำตา “บนบัลลังก์ ท่านเป็นตุลาการมิอาจแสดงอารมณ์อื่นใด แต่เมื่อถึงบ้านท่านร้องไห้หัวใจเหมือนถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ห่วงแผ่นดิน ภายภาคหน้าประเทศชาติจะสูญเสียเอกราชหรือไม่ มิรู้ได้”

“ท่านล้มป่วย นอนหลับไม่รู้ตัวตั้งแต่วันนั้นรึ” คุณหญิงแสร์ถามน้ำเสียงเศร้า

ภริยาหลวงวิศาลคดีพยักหน้า “ท่านตื่นมาครั้งหนึ่ง วันที่พบหลวงเทพ จากนั้นก็หลับไปอีก”

ทั้งสามคนมองไปที่เตียง หลวงวิศาลคดีตาหลับ แต่มีน้ำตาไหลออกมา คุณหญิงแสร์น้ำตาคลอไปด้วย

“ท่านร้องไห้เหมือนผู้คนทั้งแผ่นดิน ในห้วงเวลานี้เวลาที่เอกราชของเราเสี่ยงภัยอยู่บนคมหอกคมดาบ”

ooooooo

มณีจันทร์อินกับสารคดีเรื่องนี้มาก แม้ดูจบแล้วเธอยังร้องไห้มาตลอดทางตั้งแต่โรงภาพยนตร์จนถึงโรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ กุลวรางค์เห็นมณีจันทร์ร้องไห้ก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ทำไม

“พระยอดไม่ผิด ถูกลงโทษไม่พอ ยังมาปรับเงินเราแล้วยังเอาดินแดนของเราไปอีก”

“ไปดูหนังมาแล้วหรือ...นี่อินขนาดนี้เชียวหรือนี่”

“กุล...เมณี่รู้แล้วบรรพบุรุษของเราเสียสละมากมายเหลือเกินเพื่อรักษาเอกราชไว้ ท่านสูญเสียอิสรภาพ เสียแม้ชีวิตเพื่อรักษาชาติไว้ให้ลูกหลาน แล้วดูสิ...พวกเราทำอะไรกันอยู่” มณีจันทร์สะอื้นขณะที่กุลวรางค์อึ้ง...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านสีหน้าเศร้าสร้อย เดินมานั่งหน้ากระจกเงาโบราณแล้วเริ่มร้องไห้อีกครั้ง ประตูกาลเวลาเปิดออก พอหมอกจาง มณีจันทร์มานั่งร้องไห้อยู่หน้ากระจกเงาในห้องหลวงอัครเทพซึ่งนั่งรอเธออยู่อย่างใจจดจ่อ ถามอย่างห่วงใยร้องไห้ทำไม

“ฉันร้องไห้เพราะเสียดายชีวิตที่ผ่านมา เสียดายที่เกิดเป็นคนไทยมีเงินมีความรู้ แต่วันๆ ใช้ชีวิตอย่างไร้คุณค่า...ชีวิตเล็กๆของฉัน ติดหนี้พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์...ติดหนี้ทหารหาญ...

ติดหนี้ทุกคนที่ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน” มณีจันทร์คร่ำครวญ หลวงอัครเทพปลอบให้หยุดร้องไห้แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าของเขาซับน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก มองเขาไม่วางตา

“ฉันไม่รู้ว่าคนในยุคของหล่อนคิดอย่างไร แต่คนในยุคของฉัน เวลาที่ประเทศชาติอยู่บนคมหอกคมดาบ เราไม่มีเวลาร้องไห้ เรามีแต่หน้าที่ หน้าที่ที่ต้องทำ...เพื่อแทนคุณแผ่นดิน”

“คุณหลวง เอกสารต่างประเทศที่ฉันเห็นคราวก่อนให้ฉันแปลให้นะคะ ฉันจะทำงานให้ท่านเท่าที่เวลาจะอำนวย ถ้าประเทศของเรามีข้อมูลมากๆ เราอาจไม่ต้องเสียดินแดนเพิ่มอีก” มณีจันทร์สีหน้ามุ่งมั่น...

กุลวรางค์ไม่สบายใจมากที่อยู่ๆมณีจันทร์ร้องไห้วิ่งมาหาและพูดในสิ่งที่เธอไม่เข้าใจ เธอจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาตรอง หวังว่าเขาจะมีคำตอบให้ เพราะพักหลังๆมณีจันทร์อยู่กับตรองมากกว่าเธอ แต่ตรองกลับไม่รู้เรื่องสักอย่าง กุลวรางค์เซ็ง ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม ทำท่าจะกลับ ตรองเห็นใกล้เที่ยง อยากจะชวนเธอกินข้าวสักมื้อ แต่ไม่กล้าเอ่ยปาก ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ ด้วยความเป็นสาวมั่น กุลวรางค์เอ่ยปากเสียเอง

“จะชวนกินข้าวกลางวันใช่ไหม...ไป” กุลวรางค์เดินนำตรองออกไปทันที...

ระหว่างกินอาหาร กุลวรางค์วางแผนไปด้วย ในเมื่อมณีจันทร์ไม่ยอมบอกใครเรื่องผู้ชายคนนั้น ต่อไปนี้เธอกับตรองต้องติดต่อกันตลอดเวลาเพื่อแลกข้อมูลเรื่องมณีจันทร์ แล้วสั่งให้ตรองเอามือถือของเขามาให้ กุลวรางค์กดเบอร์ตัวเองใส่มือถือตรองแล้วกดโทร.ออก เพื่อเครื่องจะได้เมมเบอร์ของเธอไว้ ตรองดีใจที่จะได้ติดต่อกับกุลวรางค์ได้ทุกเวลา เพราะแอบชอบเธออยู่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้
“ฉันอยากให้เมณี่มีแฟน ถ้าเมณี่มีแฟน เขาจะได้เลิกฟุ้งซ่าน ฉันตัดสินใจจะสนับสนุน

ไรวัต ยกเว้นว่าคุณจะปรับปรุงตัว”

ตรองสนใจขึ้นมาทันที “ให้ผมปรับปรุงตัวหรือ...ทำยังไงล่ะ”

“ถ้าสนใจจริงๆ ฉันจะสอนให้แต่ต้องทนครูดุๆอย่างฉันหน่อยนะ” กุลวรางค์สีหน้าจริงจัง ตรองมองเธอนิ่งได้แต่ตั้งคำถามในใจว่า ถ้าเขาปรับปรุงตัวแล้วดีพอสำหรับมณีจันทร์ จะดีพอสำหรับกุลวรางค์ด้วยหรือเปล่า

ooooooo

ขณะคุณหญิงแสร์กำลังเตรียมสำรับอยู่ในครัว ขาบอดถามคุณหญิงแสร์ไม่ได้ ที่อิ่มเล่าว่าท่านเห็นผีแล้วจริงหรือไม่ และใช่ผีสาวเหมือนที่พวกตนได้ยินเสียงไหม คุณหญิงแสร์ไม่ตอบ อิ่ม ขาบ และม้วนเสนอให้ไล่ผีสาวไปให้พ้น ไม่เช่นนั้นหลวงอัครเทพอาจถูกผีอำแล้วล้มป่วยอีก คุณหญิงแสร์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของบ่าวทั้งสามคน...

ด้านมณีจันทร์ช่วยหลวงอัครเทพแปลงานซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสโบราณตั้งแต่เที่ยงถึงค่ำ เหนื่อยอ่อนหลับคาโต๊ะทำงาน หลวงอัครเทพมองหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของมณีจันทร์แล้วยิ้มให้อย่างเอ็นดู ดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากชายพกจะเช็ดให้ แต่ชะงัก วางผ้าเช็ดหน้าลงข้างๆ จะย่องออกไป มณีจันทร์พูดทั้งที่หลับตา

“เงื้อง่าแล้วไม่ทำ ไม่สมชายชาตรีเลยค่ะ”

หลวงอัครเทพกัดฟันกรอดๆ มณีจันทร์ลุกขึ้นอ้าปากหาวเห็นไปถึงลิ้นไก่ หลวงอัครเทพว่าประชดว่าเป็นหนุมานหรือถึงได้อ้าปากขนาดนั้น คงคิดจะหาวให้เป็นดาวเป็นเดือน

“โห...ปากจัดเหมือนกันนะเนี่ย...นี่กี่โมงแล้วคะ”

“ฟ้ามืดแล้วเรียกโมงไม่ได้ โมงใช้ตอนกลางวัน ตอนกลางคืนต้องใช้ทุ่ม...ตอนนี้ยามสองแล้ว”

“วันนี้อยู่ตั้งแต่กลางวันถึงดึกดื่น แล้วถ้าฉันต้องค้างคืนที่นี่ล่ะ...ท่านเคยค้างคืนกับผู้หญิงคนไหนมาก่อนไหมคะ” มณีจันทร์มองหน้าหลวงอัครเทพอย่างรอคำตอบ เขากลับย้อนถามแล้วเธอเคยหรือเปล่า มณีจันทร์พาซื่อตอบฉะฉานว่าไม่เคย หลวงอัครเทพตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ดวงตายิ้มได้อีกแล้ว ยิ้มอันนี้แปลว่าอะไรน้า...คุณหลวงพูดน้อยอย่างมากก็ยิ้ม เวลายิ้มบางทีก็ยิ้มน้อยๆ ยิ้มในดวงตาก็มี ต้องให้ตีความอยู่เรื่อย...เอ๊...หลอกถามฉันใช่ไหมว่าฉันเป็นโสดหรือเปล่า ร้ายนักนะ”

คุณหลวงหนุ่มยิ้มเขินก่อนจะทำหน้านิ่ง “ตอนหล่อนหลับบ่าวเอาสำรับเย็นมาให้ ฉันเก็บให้หล่อน” แล้วชี้ไปที่ถาดใส่สำรับ มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดไปเปิดฝาชีดู เรือนไม้ถึงกับสะเทือน หลวงอัครเทพดุให้เดินเบาๆหน่อย แล้วหันไปคว้าไม้เรียวมาถือไว้ในมือ มณีจันทร์เห็นอาหารยังไม่พร่อง ชวนเขามากินข้าวด้วยกัน

หลวงอัครเทพบอกให้มณีจันทร์กินได้เลยเขายังไม่หิว มณีจันทร์ยิ้มหน้าทะเล้นก่อนปั้นข้าวเหนียวน่าตาน่ากินเป็นคำเล็กๆ วิ่งกลับมานั่งข้างหลวงอัครเทพ ยื่นข้าวเหนียวมา

ตรงหน้าตั้งใจจะยั่วเล่น

“งั้นฉันป้อน...ข้าวเหนียวก้อนนี้ถ้าฉันป้อนจะหวานกว่าปกติอีกสองเท่านะ อะ...อ้ำกินซะนะ”

หลวงอัครเทพตวัดไม้เรียวโดนมณีจันทร์ถึงกับร้องโอดโอยแล้วหัวเราะสะใจ พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์เศร้าถึงเวลาต้องที่ลากันแล้ว โดยไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ หลวงอัครเทพแววตาหม่นหมองเช่นกัน

มณีจันทร์สัญญากลับไปคราวนี้จะเตรียมตัวมาอย่างดี บอกเขาให้หาเอกสารมาอีก เธออยากแปลให้แล้วเดินไปยืนหน้ากระจก หลวงอัครเทพหันหนีไม่อยากเห็นตอนเธอจากไป อยู่ๆมณีจันทร์วิ่งกลับมาคว้าข้าวเหนียวที่เธอปั้นไว้ยัดปากหลวงอัครเทพ ยิ้มหวานแล้วกระซิบข้างหู

“กินข้าวเหนียวคราวหน้า...คิดถึงฉันด้วยนะคุณหลวง”

หลวงอัครเทพยิ้ม หันไปมอง มณีจันทร์เลือนรางอยู่ในสายหมอกควันก่อนจะหายวับไป

ooooooo

ม้วนชอบเรื่องคาถาอาคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นตัวตั้งตัวตีหาน้ำมนต์มาหยดใส่สำรับที่เตรียมไว้ให้หลวงอัครเทพ ท่ามกลางสายตาของเหล่าทาสที่คอยมาดูการจับผี ม้วนอวดสรรพคุณน้ำมนต์ว่า ถ้าผีสาวที่สิงคุณหลวงโดนน้ำมนต์ในสำรับเข้าไปต้องดิ้นเร่าหนีแทบไม่ทัน หลวงอัครเทพเดินมาพอดี พวกทาสรีบหลบตามมุมต่างๆ แอบมอง หลวงอัครเทพมองสงสัย ทำไมวันนี้พวกทาสยกกันมาทั้งบ้าน

“เอ้อ...แม่เรียกมันมาตกลงเรื่องที่หลับที่นอนน่ะ มันไม่มีระเบียบเลยเรียกมาขนาบ กินเถอะพ่อเทพ”

หลวงอัครเทพตักอาหารใส่ปาก พวกทาสพากันลุ้นจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แต่ทุกอย่างปกติ อิ่มกับม้วนกระซิบกระซาบคุณหญิงแสร์ว่า คุณหลวงปลอดภัยไม่มีผีสิง คุณหญิงแสร์ยิ้มออก หยิบสร้อยทองพร้อมพระเลี่ยมทองออกมาให้ลูกชาย ขอร้องให้สวมไว้หน่อยเพื่อความสบายใจของเธอ หลวงอัครเทพรับสร้อยมาคล้องคอไว้ ทุกคนยิ้มดีใจ หลวงอัครเทพกวาดตามองคนในบ้าน กังวลจะปิดเรื่องมณีจันทร์ได้นานแค่ไหน...

ในเวลาเดียวกันที่บ้านมโนวรรณ กุลวรางค์เดินนำตรองและทีมงานของเธอเข้ามาในบ้าน มณีจันทร์กำลังนั่งอ่านตำราภาษาฝรั่งเศสโบราณอยู่รีบวางมือหันมามอง กุลวรางค์สั่งทีมงานให้วัดตัวมณีจันทร์เตรียมตัดชุดอย่างที่เธอออกแบบไว้ มณีจันทร์งงนี่มันเรื่องอะไรกัน ทีมงานกรูกันเข้ามาวัดตัวมณีจันทร์ตามคำสั่ง

“ทีมงานจัดคอนเสิร์ต ยังจำได้ไหม แกต้องขึ้นร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตการกุศลอาทิตย์นี้น่ะ”

มณีจันทร์ลืมสนิท กุลวรางค์นึกแล้วเพื่อนต้องลืม แต่ไม่ต้องกังวลเดี๋ยวเราซ้อมกันที่นี่เลย ยิ่งเห็นว่าต้องซ้อมมณีจันทร์เลยขอตัวไม่ไปงาน กุลวรางค์โวยลั่นไม่ยอม เราสองคนริเริ่มงานนี้มาด้วยกัน แล้วเพื่อนจะไม่ไปงานได้อย่างไร มณีจันทร์อ้างเป็นห่วงบ้าน ทั้งที่จริงๆแล้วเธอห่วงว่าหากไม่อยู่บ้านเกิดมีสัญญาณเรียกจากกระจกแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จังหวะนั้นไรวัตโผล่เข้ามาในบ้าน แจ้งข่าวร้ายว่าเขายกเลิกงานครั้งนี้แล้ว

กุลวรางค์ยอมไม่ได้ เธอเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วจะให้ยกเลิกได้อย่างไร พวกเด็กด้อยโอกาสที่รอเงินบริจาคจะทำอย่างไร ไรวัตไม่สนในเมื่อมณีจันทร์เลิกคบกับเขาแล้ว เรื่องอะไรที่เขาต้องช่วยโอบอุ้มงานนี้ มณีจันทร์ตกใจที่ไรวัตยกเลิกงานเพียงเพราะเธอไม่รับหมั้นเขา กุลวรางค์ขอร้องไรวัตให้ทบทวนใหม่อีกครั้ง

“ไม่...งานนี้ใครสักคนต้องได้เรียนรู้ ผมไม่ใช่ผู้ชายข้างถนนที่ใครจะมาเหยียบย่ำเล่นง่ายๆ ผมเคยใช้บารมีช่วยคุณ ทำให้ความฝันเป็นจริง ในเมื่อคุณไม่เห็นค่าก็ช่วยไม่ได้...เก็บเรื่องนี้ไปคิดดูให้ดีนะเมณี่ ตาสว่างแล้วก็จงกลับมาหาผมซะดีๆ” ไรวัตยิ้มหยันก่อนกลับออกไป

กุลวรางค์โกรธไรวัตสุดๆ ลากตรองออกไปขึ้นรถของเธอ ครู่ต่อมา กุลวรางค์พาตรองมาที่ร้านขายเสื้อผ้าผู้ชายภายในห้างหรู เธอจะแปลงโฉมเขาใหม่ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมและจะสนับสนุนให้เขาเป็นแฟนมณีจันทร์แทนไรวัต หลังจากแปลงโฉมแล้ว ตรองดูดีมีราศีขึ้นทันที กุลวรางค์ยิ้มพอใจ

“นอกจากเรื่องการแต่งตัว ขั้นต่อไปต้องปรับปรุงบุคลิก ถ้าคุณทำตามที่ฉันบอกได้นะ คุณจะเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงทุกคนหมายปอง”

“ทุกคนไม่เว้นคุณงั้นหรือ” ตรองมองเธอมีเลศนัย กุลวรางค์ไม่เอะใจเพราะมั่นใจเขาชอบมณีจันทร์

“อือ...งั้นสิ ผู้หญิงนะ ชอบผู้ชายไม่กี่แบบหรอก เรื่องนี้เชื่อใจเชื่อตาฉันเถิด” จังหวะนั้น เสียงมือถือของกุลวรางค์ ดังขึ้น เธอกดรับสายเห็นคลิปวีดิโอการแสดงร้องเพลงของลูกศิษย์ หน้าเศร้าทันที

“คลิปจากนักเรียนที่โรงเรียนของฉัน เขาชอบส่งมาให้ดูเพื่อให้ฉันเห็นความก้าวหน้าของเขานะ”
กุลวรางค์นั่งซึมไปอึดใจ ก่อนจะร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่ รีบวิ่งออกจากร้าน ตรองมองตามเป็นห่วง จากนั้นเขาโทร. ไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มณีจันทร์ฟัง ไม่เข้าใจทำไมหญิงแกร่งอย่างกุลวรางค์ถึงร้องไห้

“กุลวรางค์เป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง เขาทุ่มเทกับการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้มาก เขาผลักดันให้เด็กทุกคนตั้งใจซ้อมเพื่อแสดงครั้งนี้ ตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว เขาคงไม่รู้จะบอกเด็กๆยังไง”

ตรองเศร้าตาม วางสายแล้วออกไปตามหากุลวรางค์ เจอเธอนั่งหลบมุมอยู่ ปรี่เข้าไปนั่งข้างๆ กุลวรางค์พยายามหันหน้าหนีไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา ตรองกระเซ้าผู้หญิงเก่งอย่างเธอร้องไห้เป็นเหมือนกันหรือ

“ไม่ใช่เรื่องของคุณหรอก ฉันจัดการเองได้”

“สาวมั่นอย่างคุณไม่ต้องให้คนช่วยผมรู้ ที่จริงผมก็ไม่มีปัญญาเนรมิตงานคอนเสิร์ตพวกนั้นให้คุณอยู่ดี...แต่ว่า...” ตรองว่าแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาให้กุลวรางค์ หญิงสาวตะลึง มองตรองที่ยังคงซับน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน ท่วงท่าเป็นสุภาพบุรุษราวกับคนละคนกับตรองจอมเพี้ยน

“หน้าตาดี บุคลิกดีสำคัญสำหรับผู้หญิงก็จริง แต่หน้าที่ดูแลซับน้ำตา คอยอยู่เคียงข้างยามเธอเจ็บปวด ก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่สำคัญนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของตรองทำให้กุลวรางค์อึ้ง...

มณีจันทร์ทนเห็นเพื่อนรักต้องเสียน้ำตาไม่ไหว ตัดสินใจ บากหน้าไปหาไรวัตถึงบ้าน อ้อนวอนขอร้องไม่ให้เขายกเลิกคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้ ไรวัตยิ้มสะใจ

“ยอมมาถึงที่นี่ทั้งที่คุณไม่เคยมา เริ่มรู้แล้วสิว่าผมสำคัญกับคุณมากแค่ไหน”

“ฉันรับหมั้นคุณไม่ได้ แต่จะพยายามให้เวลาคุณมากกว่านี้ อย่ายกเลิกงานเลยนะ”

“ก็ได้ แต่ความสัมพันธ์ของเราต้องคืบหน้า วันนั้น คุณต้องสวยที่สุด ผมจะแนะนำคุณกับพ่อของผม คุณต้องอยู่กินมื้อดึกกับท่านหลังเลิกงาน”

มณีจันทร์จำใจตกลง แล้วรีบมาแจ้งข่าวดีให้กุลวรางค์กับตรองรู้ กุลวรางค์ดีใจมากที่เพื่อนยอมช่วย

“ถึงฉันจะมีคนรักในฝัน แต่ฉันไม่ลืมหรอกนะว่าฉันก็มีเพื่อนด้วย...ฉันยังมีเธอ”

กุลวรางค์ซึ้งใจโผกอดมณีจันทร์ไว้ขอบใจเพื่อนทั้งน้ำตา แล้วขอให้เพื่อนกลับมาเป็นมณีจันทร์คนเดิม กลับมาอยู่โลกปัจจุบันและมาช่วยเธอจัดงานนี้ให้สำเร็จ มณีจันทร์ลำบากใจ แต่ก็พยักหน้ารับคำ

ooooooo

..

----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep4/page1

ทวิภพ ตอนที่ 4

หลวงอัครเทพไม่ได้ฟังคุณหญิงแสร์ชื่นชมน้ำพริกมะขามชาววังฝีมือประยงค์ที่คุณหญิงสรเดชอุตส่าห์ฝากมาให้ เพราะมัวแต่นั่งมองข้าวเหนียวใจลอยหวนคิดถึงคำพูดของมณีจันทร์ที่ว่า

“...ข้าวเหนียวก้อนนี้ที่ฉันป้อนจะหวานกว่าปกติอีกสองเท่านะ...อ่ะ อ้ำ กินซะนะ...กินข้าวเหนียวคราวหน้า คิดถึงฉันด้วยนะคุณหลวง”

หลวงอัครเทพยิ้ม คว้าข้าวเหนียวเปล่าๆใส่ปากเคี้ยวอย่างอารมณ์ดี ไม่สนใจน้ำพริกมะขามแม้แต่น้อย คุณหญิงแสร์เห็นท่าทางลูกชายแล้วหนักใจ...

ใกล้ถึงงานคอนเสิร์ตการกุศล มณีจันทร์จำต้องมาซ้อมร้องเพลงที่หอประชุมซึ่งใช้เป็นที่จัดงานเพราะรับปากกุลวรางค์เอาไว้ มณีจันทร์ไม่มีสมาธิท่องเนื้อเพลงเป็นกังวลประตูกาลเวลาจะเปิดตอนเธอไม่อยู่บ้าน พอมีเสียงคล้ายเสียงเรียกของนาฬิกา เธอจะลุกพรวดเตรียมกลับบ้าน ตรองอดถามไม่ได้ว่าเป็นอะไรไป

“เตรียมพร้อมไว้ ถ้ามีอะไรปั๊บจะได้ออกรถได้เลย ยี่สิบนาทีก็ถึงบ้าน” มณีจันทร์อ้าง

“บ้านมันมีขาหรือ คราวหน้าออกมาก็ล่ามโซ่ไว้สิ มันจะได้ไม่หาย จะได้ไม่ต้องรีบกลับ ฮิฮิ...ขำปะ”

“ลุคใหม่ เสื้อผ้าใหม่ก็พอจะหลอกตาได้แต่ไอ้ที่พยายามตลกน่ะมันหลอกไม่ได้ ยังไงมันก็ไม่ตลก”

ตรองจ๋อย มณีจันทร์แปลกใจไม่หายตรองจะเปลี่ยนลุคไปทำไม ตรองไม่ได้อยากเปลี่ยนแต่กุลวรางค์เปลี่ยนให้เพราะคิดว่าเขาชอบมณีจันทร์ แค่มองตาเพื่อน มณีจันทร์ก็รู้แล้วว่าเขาชอบกุลวรางค์ แต่ตรองไม่ยอมรับ ทำเฉไฉพูดเรื่องอื่น ด้านกุลวรางค์กำลังซ้อมเพลงประสานเสียงกับลูกศิษย์อยู่บนเวที แต่ลูกศิษย์ร้องเพลงรักไม่เข้าถึงอารมณ์ความรักสักที กุลวรางค์จึงต้องอธิบายให้พวกนั้นเข้าใจว่าความรักคืออะไร

“ความรักเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล นึกอยากเกิดก็เกิด นึกอยากเลิกแต่กลับเลิกไม่ได้...ความรักคือการแบ่งปัน โลกใบเล็กๆของเราถูกแบ่งเป็นสองทันทีที่มีความรัก...ความรักไม่มีพรมแดนไม่สนใจอดีต ไม่สนใจอนาคตและไม่มีเงื่อนไขใดๆ”

น้ำเสียงและแววตาซึ้งๆของกุลวรางค์ ทำให้ตรองมณีจันทร์และกลุ่มลูกศิษย์ของกุลวรางค์ซาบซึ้งใจไปกับความรัก โดยเฉพาะมณีจันทร์จับนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่ห้อยคอไว้คิดถึงเจ้าของนาฬิกาเหลือเกิน กุลวรางค์สั่งให้ลูกศิษย์ลองร้องเพลงนี้อีกครั้งและให้ใส่หัวใจรักลงไปด้วย บทเพลงของลูกศิษย์ไพเราะขึ้นมาทันที ตรองลอบมองกุลวรางค์อย่างชื่นชม...

หลวงอัครเทพสั่งให้ขาบยกโต๊ะทำงานเข้ามาตั้งในห้องตัวเองอีกหนึ่งชุด ขาบงงทำงานคนเดียว ทำไมต้องมีโต๊ะทำงานตั้งสองชุด หลวงอัครเทพไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาจัดเตรียมโต๊ะทำงานให้มณีจันทร์ต่อ

ooooooo
การซ้อมเพลงเสร็จเรียบร้อย ถึงเวลาที่คนงานเข้ามาเตรียมเวทีสำหรับการแสดง โดยมีกุลวรางค์คอยกำกับอยู่ใกล้ๆ มณีจันทร์นั่งมองนาฬิกาที่ห้อยคอพึมพำกับตัวเอง เมื่อไหร่จะมีสัญญาณเรียกสักที หลายวันแล้วที่ไม่เจอหน้าหลวงอัครเทพ กุลวรางค์เห็นเพื่อนเอาแต่นั่งเหม่อ สั่งให้ซ้อมร้องเพลงไปเรื่อยๆ

“แกกำลังดูพวกงานเวที ฉันกลับไปซ้อมที่บ้านได้ไหม” มณีจันทร์อ้อน

กุลวรางค์ไม่ยอม พรุ่งนี้ถึงวันแสดงจริงแล้วเกิดติดขัดอะไรเธอจะได้ช่วยแก้ไข มณีจันทร์จำใจต้องอยู่ต่อ กุลวรางค์ขัดใจมากเมื่อระบบแสงและเสียงบนเวทีขัดข้อง แถมช่างใหญ่ไม่อยู่ไปต่างประเทศกว่าจะกลับพรุ่งนี้เช้า กุลวรางค์รอไม่ไหวต้องการให้เวทีเรียบร้อยภายในคืนนี้ ตรองรับอาสาจะดูแลเรื่องนี้ให้มณีจันทร์ทักท้วงทันที “เฮ้ย...แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ช่างไฟ นี่ถ้าทำเวทีเขาระเบิด งานพังติดหนี้หัวโต แถมยายกุลโกรธข้ามชาติข้ามภพเลยนะ”

“ไม่ได้ทำเองมีเด็กช่วย ไม่อยากจะบอกงานเวทีที่คณะ ดร.ตรอง แอนด์เดอะแก๊งทั้งนั้น เดี๋ยวขอโทร.หาพวกมันก่อน” ตรองโม้จบ หยิบมือถือขึ้นมากดหาป๋องกับเพื่อนๆ

ไม่นานนัก ตรอง ป๋องกับผองเพื่อนก็จัดการระบบแสงและเสียงให้ใช้การได้ แต่พอกุลวรางค์ทดสอบการใช้งาน สั่งให้แสงและเสียงเป็นเพลงช้า กลับได้เพลงเร็ว พอสั่งให้เป็นบรรยากาศสนุกสนานกลับได้เพลงเนิบๆแทน ทดลองอยู่หลายรอบไม่ได้ดั่งใจกุลวรางค์โวยวายลั่น เก็บข้าวของทำท่าจะกลับบ้าน

“ฟังผมก่อนนะ ขอเวลาแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวก็จัดการได้... เฮ้ย...ไอ้ป๋องทำอะไรสักอย่างสิ” ตรองโวยลั่น...

ค่ำแล้วกว่าตรองกับลูกศิษย์จะควบคุมทุกอย่างได้ มณีจันทร์รอจนงีบหลับคาเก้าอี้ ตรองทดสอบแสงและเสียงเป็นครั้งสุดท้าย กดปุ่มสั่งให้เป็นเพลงธรรมชาติสงบเยือกเย็น ก็ได้ตามต้องการทันที กุลวรางค์ยิ้มออกพยักหน้าให้ตรองเป็นทำนองว่าต้องเป็นแบบนี้ มณีจันทร์ได้ยินเสียงเพลงก็สะดุ้งตื่น ก้มมองนาฬิกาที่ห้อยคอ

“ประสาทจะหลอนตายไหมเนี่ย ได้ยินเสียงอะไรกรุ๋งกริ๋งก็นึกว่าเป็นเสียงนาฬิกาไปหมด”

มณีจันทร์นอนต่อ สักพัก มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ของจริง หญิงสาวลุกพรวดคว้ากระเป๋าถือแอบย่องออกไป กุลวรางค์มัวแต่ตรวจความเรียบร้อยบนเวทีหันมามองอีกที เพื่อนหายตัวไปแล้ว เดินตามจนทั่วก็ไม่เจอ ซ้ำมือถือก็ปิด กุลวรางค์สงสัยมณีจันทร์ต้องหนีกลับบ้านแน่ๆ...

มณีจันทร์ร้อนใจ รถติดอยู่บนถนนไปไหนไม่ได้ เปิดกระจกรถถามรถคันข้างๆว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมรถติดขนาดนี้ ได้ความว่าข้างหน้ามีอุบัติเหตุ มณีจันทร์มองนาฬิกาที่ยังส่งเสียงไม่หยุด กังวลใจมาก

“นาฬิกายังดังอยู่เลย ประตูกาลเวลาจะรอเราได้นานแค่ไหนนะ...คุณหลวงขา...รอก่อนนะคะ”
พักใหญ่กว่ามณีจันทร์จะถึงบ้าน เธอวิ่งหน้าตั้งตรงไปห้องตัวเอง สวนกับนุ่มพอดี เสียงนาฬิกายังดังต่อเนื่องมณีจันทร์หยุดกึก ถามนุ่มได้ยินเสียงจากนาฬิกาเรือนนี้ไหม นุ่มไม่ได้ยินอะไร

“ขอบใจ ฉันจะนอนเลยนะ ห้ามใครรบกวน” มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดเข้าห้อง ปิดประตูล็อก แล้วพุ่งไปยืนหน้ากระจกเงาโบราณ แต่พอข้ามภพมาถึงห้องหลวงอัครเทพกลับเห็นเขานอนหลับอยู่บนเตียง มณีจันทร์เดินมาดู

“โธ่...ไอ้เราก็รีบแทบตาย คุณหลวงหลับปุ๋ยสบายเชียวนะ...

แบบนี้แสดงว่า ประตูกาลเวลาจะติดตามฉันเสมอไม่ว่าจะอยู่ใน หรือนอกบ้านและมันจะรอคอยฉันเสมอ รอคอยฉันคนเดียว”

มณีจันทร์คุกเข่า ยื่นหน้าเข้าไปดูเขาใกล้ๆ “ยิ่งเวลาหลับ ยิ่งหล่อ วันนี้ไม่เห็นตาวิบวับคู่นั้น อืม คิ้วจมูกปากรับกันได้รูปสมชายชาตรี”

“หล่อนจะทำอะไรฉัน” หลวงอัครเทพพูดทั้งที่ยังไม่ลืมตา หวังจะแกล้งมณีจันทร์คืน

หญิงสาวถึงกับผงะหงายหลังหัวโขกพื้น หลวงอัครเทพตกใจ ลืมตัวคว้าตัวเธอเข้ามาใกล้ มองหาบาดแผลที่หัว โล่งใจไม่เจออะไร มณีจันทร์ยิ้มปลื้มใจที่เขาเป็นห่วงเป็นใย หลวงอัครเทพรู้สึกตัวรีบปล่อยมือแล้วลุกไปหยิบเอกสารบนโต๊ะ

ทำงานแก้เขิน ถามมณีจันทร์ดึกแล้วทำงานไหวหรือเปล่า

“ไม่ไหว...ง่วง...โห หมอนท่านหอมจัง นอนเลยดีกว่า” มณีจันทร์ล้มตัวลงนอนบนเตียงหน้าตาเฉย หลวงอัครเทพส่ายหน้าระอาในความทะเล้น ตกลงเธอจะนอนจริงๆหรือ มณีจันทร์แค่ล้อเล่นยื่นมือให้เขาช่วยดึงเธอลุกขึ้นที หลวงอัครเทพเฉย ลงนั่งทำงานไม่สนใจ มณีจันทร์พึมพำเบาๆ

“ถือตัวชะมัด จะแตะตัวเราตอนเผลอเท่านั้นนะเนี่ย คนโบราณนี่กว่าจะได้เจอหน้าได้คุยได้แตะมือ โห เป็นปลากัดก็คงท้องไปหลายรอบแล้ว...เฮ่อ...แล้วดูเราสิ เขาต้องว่าเราไม่ใช่กุลสตรี...ไม่ได้ๆ...รักษาภาพๆต้องรักษาภาพหญิงสูงศักดิ์”

มณีจันทร์ลุกจากเตียง ทำหน้าเชิดคอตั้ง เยื้องย่างมาที่โต๊ะทำงาน

หลวงอัครเทพสงสัยคอเป็นอะไรไป มณีจันทร์ไม่ต่อปาก

ต่อคำด้วย หันมายิ้มพองาม นั่งที่โต๊ะทำงานซึ่งหลวงอัครเทพจัดไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย จีบปากจีบคอพูดเนิบนาบ

“กราบขอบพระคุณค่ะ สำหรับโต๊ะทำงานชุดนี้” มณีจันทร์วางท่าสง่า หลวงอัครเทพอดขำไม่ได้

ooooooo

มณีจันทร์และหลวงอัครเทพนั่งทำงานถึงฟ้าแจ้ง มณีจันทร์หิวน้ำมองหาน้ำดื่ม เห็นแต่ป้านน้ำชาวางอยู่ไม่ค่อยอยากดื่มชา หันไปถามเขาว่ามีแต่น้ำชาหรือ หลวงอัครเทพนั่งทำงานเฉยเหมือนไม่ได้ยิน แต่อยู่ๆเขาลุกขึ้นไปรินน้ำชาเอามาให้ มณีจันทร์มองคาดไม่ถึง

“ผู้ชายในยุคหน้าดีกับผู้หญิงมากขึ้นใช่รึไม่ เป็น gentleman...สุภาพบุรุษมากขึ้นน่ะ”

“ค่ะ...ผู้ชายยอมให้ผู้หญิงมีโอกาสได้เรียนทุกอย่างเหมือนผู้ชาย”

“เรากำลังจะมีโรงเรียนสตรี พระพุทธเจ้าหลวงและ

ข้าราชบริพารอย่างเรากำลังเร่งปฏิรูปบ้านเมืองในทุกทาง เราดีใจที่ได้ยินว่าการทำงานหนักของพวกเราส่งผลถึงอนาคตอย่างไร”

“โอกาสของผู้หญิงมีมากขึ้นก็จริง แต่ก็มีผู้ชายหลายคนนิยมเผด็จการโดยไม่รู้ตัว เขาเอาความดีงามในแบบของเขามายัดเยียดให้ผู้หญิงโดยไม่คิดจะถามสักนิดว่าเป็นความดีงามในแบบที่หล่อนต้องการหรือไม่”

“ผู้ชายข้างตัวหล่อนเป็นเช่นนั้นอยู่รึ” หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์หลบตา แอบใจเสียเล็กน้อยที่มีชายอื่นอยู่ข้างเธอ แต่ไม่ถามอะไร “ต้องขอโทษ บางทีก็ลืมเป็น gentleman กับหล่อน จะพยายามให้มากขึ้น หากหล่อนอึดอัดในเรื่องใด ขอให้บอก”

“ท่านอุตส่าห์ถาม อุตส่าห์พยายามปรับตัว ทั้งๆที่ไม่ใช่รูปแบบที่ท่านเติบโตมา แค่นี้ก็เป็น gentleman แล้วค่ะ”

มณีจันทร์พูดจบ เดินไปที่หน้าต่าง เห็นบรรยากาศยามเช้าที่มีแต่เสียงนกร้อง เสียงไก่ขัน มีแต่เรือพาย ไม่มีตึกสูงไม่มีเสียงรถราวิ่งขวักไขว่ หลวงอัครเทพเดินมายืนเคียงข้างเธอ มองทิวทัศน์งามยามรุ่งอรุณด้วยกัน

“ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะได้เจอกันอีกหรือไม่ ฉันจะจดจำความงามนี้ไว้ตลอดชีวิต”

ทั้งสองสบตากันสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก

ooooooo

หลวงอัครเทพจำต้องออกไปกินข้าวเช้ากับคุณหญิงแสร์เพราะไม่อยากให้ใครมาตามที่ห้อง ทิ้งมณีจันทร์นั่งทำงานอยู่คนเดียว มณีจันทร์รวบรวมเอกสารที่ทำเสร็จแล้วเรียงเป็นตั้งๆวางไว้บนโต๊ะทำงาน ท้องของเธอเริ่มส่งเสียงร้อง มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพหายไปนาน แง้มประตูห้องดู

“ไม่มีใครอยู่เลย...ฮิๆ บ้านน่าอยู่ชะมัด ฉันจะมีโอกาสได้ออกไปเดินข้างนอกบ้างไหมเนี่ย”

มณีจันทร์เปิดประตูกว้างอีกนิดเพื่อให้มองเห็นบริเวณบ้านชัดๆ ย่ามใจว่าไม่มีใครอยู่ ลมพัดซู่ พัดพากองเอกสารลอยผ่านหน้าเธอไปที่ลานหน้าห้อง หญิงสาวรีบคว้าแต่ไม่ทัน เอกสารลอยเกลื่อนลาน มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร มณีจันทร์วิ่งตามไปเก็บเอกสารไกลจากห้องหลวงอัครเทพเรื่อยๆ...

ขาบ อิ่มกับม้วนวิ่งมาเก็บกระบุงใส่ผ้าที่กระจัดกระจายใต้ถุนเรือนด้วยแรงลม ก่อนจะวิ่งขึ้นไปเก็บข้าวของอื่นๆบนเรือน ทั้งสามเริ่มเข้าใกล้มณีจันทร์เข้ามาทุกที อิ่มเห็นหางตา มีคนแต่งดำขาวก้มๆเงยๆเก็บกระดาษอยู่แถวนั้น แต่พอหันไปมอง มณีจันทร์หายเข้าหลืบพอดี อิ่มสะบัดหัวนึกว่าตาฝาด ก้มเก็บของต่อไม่สนใจ ขาบก็เห็นมณีจันทร์แวบๆเช่นกันแต่ไม่ได้สนใจมัววุ่นวายตามเก็บข้าวของ

ม้วนกับมณีจันทร์อยู่ใกล้กันมาก ความที่พะวงกับสิ่งที่ทำตรงหน้าทำให้ทั้งคู่ไม่เอะใจ ม้วนนึกว่ามณีจันทร์เป็นบ่าวสักคนกำลังเก็บกระดาษ เลยหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้โดยไม่ได้มองหน้า พอทั้งคู่รู้ตัว เหลียวมองหน้ากัน ตกใจ ร้องกรี๊ดๆประสานเสียง มณีจันทร์เผ่นเข้าห้อง ขณะที่ม้วนปิดหน้าปิดตาร้องลั่น

“ผี...ผีหลอก”

เสียงร้องของม้วนดังไปถึงหูหลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ ทั้งคู่วางมือจากกินข้าวรีบมาดู เห็นขาบกับอิ่มกำลังประคองม้วนที่หน้าซีดเซียวทำท่าจะเป็นลม ละล่ำละลักว่า

“ข้า...เห็นผี...ผีผู้หญิง...สวย...ผิวขาวอย่างกับหยวก แต่งตัวประหลาด...สีขาวดำ”

หลวงอัครเทพหน้าเสีย ที่ม้วนพูดมาคือมณีจันทร์ชัดๆ ขาบกับอิ่มเพิ่งตระหนักว่าตัวเองก็เห็นผีขาวๆดำๆที่ม้วนว่าเช่นกันพากันร้องเสียงหลง คุณหญิงแสร์ตกใจที่คราวนี้เห็นผีทีเดียวสามคน ตะโกนสั่งการลั่น

“ไปตามบ่าวทุกคนมา ออกตามหาให้ทั่ว ไม่ว่าจะผีหรือคน ตามจับมันมาให้ข้า...”

หลังจากบ่าวไพร่ออกค้นหาทั่วเรือนก็วิ่งกลับมาเรียนคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพว่าไม่เจอ ขาบตั้งข้อสังเกต ถ้าเป็นผีพวกเราจะหาเจอได้อย่างไร บ่าวทุกคนตาเหลือกขยับตัวชิดกัน กลัวผีขึ้นมาทันที หลวงอัครเทพสีหน้าไม่สบายใจจนคุณหญิงแสร์สังเกตเห็น ถามลูกชายมีอะไรจะบอกหรือเปล่า

“อย่ากลัวกันนักเลย ไม่ใช่ผีดอก”หลวงอัครเทพว่าพลางถอนใจ

“ไม่ใช่ผีแล้วเป็นอะไร พ่อเทพพูดเหมือนรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ผีหมายถึงอะไร”

“กระผมจะพาไปดู”หลวงอัครเทพตัดสินใจจะไม่ปิดเรื่องมณีจันทร์อีกต่อไป เดินนำทุกคนไปยังห้องตัวเอง คุณหญิงแสร์ใจร้อนถามลูกชายจะพาเธอมาดูอะไร หลวงอัครเทพเปิดประตูห้องผายมือให้แม่เดินเข้าไป

“คุณแม่ดูเอาเองเถิดขอรับ”

คุณหญิงแสร์หายเข้าไปในห้องสักพัก ร้องถามลูกชายให้เข้ามาดูอะไร ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง หลวงอัครเทพรีบตามเข้าไปในห้อง มณีจันทร์ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ข้ามภพกลับไปยังห้องตัวเองเรียบร้อย เธอโล่งใจที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิดอีกครั้ง...

คุณหญิงแสร์เห็นลูกไม่ตอบได้แต่ยืนนิ่ง ถามซ้ำตกลงจะให้ตนมาดูอะไร หรือว่าซ่อนใครไว้ในห้อง หลวงอัครเทพตัดสินใจกลับลำในเมื่อแม่ไม่เจอมณีจันทร์ก็ไม่จำเป็นต้องสารภาพอะไร

“กระผมให้มาดูว่าไม่มีผี ไม่มีผู้หญิงขอรับ”

“เอ...แล้วทำไมคุณหลวงท่านพูดเหมือนจะให้มาดูใครล่ะเจ้าคะ”ม้วนสาระแนเช่นเคย

“ให้มาดูว่าไม่มีใครต่างหาก เพราะฉะนั้นจงอย่าคิดฟุ้งซ่าน เรื่องผีสางอะไรนั่นล้วนแต่จิตปรุงแต่งไปเองทั้งสิ้น ข้าขอยืนยัน บ้านนี้ไม่มีผี”หลวงอัครเทพบอกอย่างมั่นใจมาก เพราะมณีจันทร์ไม่ใช่ผี คุณหญิงแสร์กับพวกบ่าวได้แต่มองหน้ากัน

ooooooo

ถึงวันแสดงคอนเสิร์ตการกุศล บรรดานักร้องนักแสดงต่างทยอยกันมาเตรียมแต่งหน้าทำผม ไลล่าสาวไฮโซเจ้าของร้านเพชรกับเพื่อนสมองกลวงอีกสองคนเพิ่งมาถึงหน้าสถานที่จัดงาน เห็นไรวัตยืนคุยอยู่กับกุลวรางค์ ไลล่าปราดเข้ามาทักทาย ไรวัตแปลกใจที่ไลล่ากับเพื่อนจะขึ้นแสดงด้วย

“เราบริจาคคนละห้าแสน เจ้าภาพเขาเลยให้เราร้องเพลงน่ะคะ...ส่วนไลล่าน่ะบริจาคมากที่สุด สามล้านบาทเพราะฉะนั้น นอกจากจะได้ร้องเพลง ขอไลล่าควงประธานจัดงานอย่างคุณด้วยได้ไหมคะ” ไลล่าเข้าไปคล้องแขนไรวัตหน้าตาเฉย

“ขอบคุณสำหรับเงินบริจาคนะครับ แต่ผมมีคู่ควงแล้ว”

ไรวัตดึงมือไลล่าออก แล้วเดินเข้าไปหามณีจันทร์ที่เพิ่งมาถึง ยื่นแขนให้คล้อง มณีจันทร์จำใจคล้องแขนเขา ไลล่าแค้นใจมากคิดหาทางแกล้งมณีจันทร์...

ขณะที่นักร้องนักแสดงทุกคนกำลังแต่งหน้าทำผม ไลล่าให้เจ้าหน้าที่ในร้านเพชรของเธอนำเครื่องเพชรชุดดีที่สุดมาให้เธอกับเพื่อนๆใส่โชว์ คุยข่มมณีจันทร์ที่ไม่มีเครื่องเพชรอะไรสวมสักชิ้น มณีจันทร์ด่ากลับ

“พวกนี้เหมือนกันหมด วัดค่าความเป็นคนด้วยหินพวกนี้ เวลาขึ้นแสดง ร้องเพลงอย่างกับหมีปวดท้องต่อให้ใส่เพชรทั้งตัว คนเขาก็หัวเราะเยาะพวกเธออยู่ดี”

ไลล่ากรี๊ดสนั่น บุกจะเข้ามาตบ มณีจันทร์ลุกพรวดตั้งท่าเตรียมสู้ ผู้คนในห้องแต่งตัวคิดว่าจะได้ดูคนตบกัน แต่ไรวัตถือกล่องเครื่องเพชรเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

“ผมเอาเครื่องเพชรมาให้เมณี่ ของเก่าแก่ประจำตระกูลน่ะ”

ทันทีที่ไรวัตเปิดกล่องเครื่องเพชร เพื่อนของไลล่าตาโตด้วยความตื่นเต้นที่เห็นสร้อยเพชรเส้นใหญ่เป้ง

“โอ้โห...ของเก่าแก่เส้นใหญ่ขนาดนั้น ราคาแพงกว่าเศษเพชรพวกนี้รวมกันอีกนะเนี่ย”เพื่อนไลล่าว่าแล้วชี้ไปที่บรรดากล่องเครื่องเพชรที่มาจากร้านเพชรของไลล่า สาวไฮโซตัวแสบยิ่งแค้นมณีจันทร์มากขึ้น

“ที่บ้านผมยังมีอีกเยอะ เห็นหรือยังว่าถ้าเป็นสะใภ้ของครอบครัวเรา คุณจะได้อะไรบ้าง”ไรวัตคุยโม้โอ้อวด ขณะที่มณีจันทร์ถอนใจเซ็ง...

ในเวลาต่อมา กุลวรางค์เห็นมณีจันทร์เดินมาตามทางเดินหลังเวที รีบยัดกุหลาบแดงช่อใหญ่ใส่มือตรองสั่งให้เขาเอาให้มณีจันทร์ด้วย ตรองงงให้ทำไม กุลวรางค์ไม่ตอบ กวักมือเรียกมณีจันทร์เข้ามาหา

“เมณี่...ทางนี้จ้ะ ด๊อกเขามีอะไรจะให้แน่ะ”

“เรียกเต็มๆได้ไหมครับ ด๊อกเฉยๆแปลว่าหมา”ตรองยื่นกุหลาบให้มณีจันทร์โดยไม่คิดอะไร

“ดร.เขาเตรียมมาให้เมณี่โดยเฉพาะเลยนะ คืนนี้เขาจะเป็นกำลังใจให้เธอ”

ตรองชะงัก ก่อนจะคว้าดอกไม้จากมือมณีจันทร์คืน

กุลวรางค์แย่งกลับแล้วยัดใส่มือมณีจันทร์ตามเดิมปั้นเรื่องว่าที่ตรองเปลี่ยนลุคเพราะต้องการให้เธอประทับใจ ตรองหาทางจะอธิบายแต่กุลวรางค์แย่งพูดจนเขาทนไม่ไหวดึงเธอออกไปข้างนอกขอเคลียร์เรื่องนี้ พอได้อยู่กันตามลำพัง ตรองต่อว่ากุลวรางค์ทันที

“คุณทำแบบนี้ทำไม ดอกไม้นั่นไม่ใช่ของผม ไปโกหกเมณี่ทำไม”

“ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันจะช่วยให้คุณได้เป็นแฟนกับยายเมณี่ไง”

“เรื่องเปลี่ยนลุคนี่ก็อีก คุณโกหกเมณี่ว่าผมทำเพื่อเขา ทั้งๆที่ผมทำเพื่อคุณ”ตรองหลุดปาก กุลวรางค์งงจะทำเพื่อเธอทำไม ตรองอึกอักพูดไม่ออก กุลวรางค์ไม่สนใจจะซักถามอะไรอีก รีบตัดบท

“เอาเถอะน่า ผู้หญิงน่ะแพ้เรื่องพวกนี้ทุกคน เชื่อฉันเถอะเดี๋ยวดีเอง”

ตรองพยายามจะบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับมณี–จันทร์ แต่กุลวรางค์ไม่ฟัง เดินหนีหน้าตาเฉย ตรองได้แต่ถอนใจเซ็ง จากนั้น เขากลับมาหามณีจันทร์ซึ่งยืนถือช่อกุหลาบรออยู่ที่เดิม ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไร มณีจันทร์ชิงถามขึ้นก่อนว่าดอกไม้นี่ของกุลวรางค์ใช่ไหม ตรองพยักหน้า

“ดอกไม้ดีๆดันไปตัดจากต้นให้มาเหี่ยวเฉาในมือคน ไม่ใช่สไตล์นักอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างฉัน”

“นึกแล้ว ยายกุลนี่บ้าจริงๆนิสัยเสียไม่เลิก อยากได้อะไร อยากทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ ไม่ยอมฟังคนอื่นแล้วตรองจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้หรือ...ยอมตามใจเขาจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองมันเป็นชีวิตคู่ที่ไปไม่รอดหรอกนะ”

“ชีวิตคู่...คู่ใคร...เฮ้ยไม่ใช่ ฉันไม่คิดอะไรกับเขา”ตรองเฉไฉอีกแล้ว

“มั่นใจในตัวเองหน่อยนะตรอง ถ้าเขาไม่สนใจในสิ่งที่ตรองเป็น เขาก็ไม่ใช่คู่ของตรอง เจ็บซะตั้งแต่ต้นยังดีกว่าสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง”มณีจันทร์ยื่นช่อกุหลาบคืนตรอง แล้วเดินจากไป...

ไลล่ากับเพื่อนแอบตามมณีจันทร์มาถึงหน้าห้องน้ำ ทันทีที่คู่อริเดินเข้าไป สาวไฮโซตัวแสบกับผองเพื่อนใส่กลอนขังมณีจันทร์ไว้ ลากป้ายที่เขียนว่า “ห้ามเข้ากำลังทำความสะอาด”มาขวางประตูทางเข้า-ออกห้องน้ำ มณีจันทร์เสร็จธุระส่วนตัว เปิดประตูห้องน้ำออกมาไม่ได้ ตะโกนเรียกให้คนข้างนอกช่วย มีคนเดินผ่านมาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจะเข้าไปดู ไลล่ากับเพื่อนเข้ามาขวาง

“อ๋อ เพื่อนเราอยู่ในนั้นค่ะ ช่างกำลังช่วยอยู่ เดี๋ยวก็ออกมาได้ ไปเข้าห้องน้ำด้านหน้าแล้วกันนะคะ”

พลเมืองดีพยักหน้าเข้าใจ ก่อนเดินจากไป ไลล่ากับเพื่อนหัวเราะสะใจ มณีจันทร์ได้ยินเสียงไลล่าจำได้เจ็บใจมาก เลิกสนใจประตูห้องน้ำ หันไปหาทางออกทางหน้าต่างแทน...

มณีจันทร์หนีออกจากห้องน้ำสำเร็จ เห็นต้นหมามุ่ยที่ขึ้นปะปนกับต้นไม้รกๆด้านหลังห้องน้ำ ยิ้มดีใจ

“...ไฮโซนิสัยเสียพวกนี้ต้องโดนสั่งสอนหน่อยแล้ว”

ooooooo

งานแสดงการกุศลเริ่มขึ้นแล้ว โชว์ชุดต่างๆทยอยให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม ใกล้เวลาไลล่ากับเพื่อนๆจะขึ้นร้องเพลง จึงกลับมาที่ห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ต้องตกใจที่เห็นมณีจันทร์แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยนั่งยิ้มอย่างสบายอารมณ์ ไลล่าปราดเข้าไปถามออกมาได้อย่างไร

“ออกมาจากไหน...อะไรหรือ” มณีจันทร์ยิ้มยั่ว

เพื่อนของไลล่าอ้าปากจะพูดเรื่องที่พวกตนขังมณีจันทร์ไว้ในห้องน้ำ แต่ไลล่ารีบตะปบปากเพื่อนไว้ ห้ามไม่ให้พูดอะไรอีกที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวเป็นเรื่อง แล้วชวนกันไปแต่งตัวเตรียมขึ้นเวที โดยไม่รู้ว่าชุดที่พวกตนหยิบไปนั้นมีหมามุ่ยโรยไว้ มณีจันทร์มองตามยิ้มสะใจ...

ขณะมณีจันทร์กำลังจะเดินไปรอด้านหลังเวทีเพื่อเตรียมขึ้นแสดง ไรวัตเห็นเธอสวมสร้อยเพชรของเขาทั้งที่ยังสวมสร้อยห้อยนาฬิกาอยู่ ขอให้เธอถอดออก มณีจันทร์อิดออด

“เอ้อ...ไม่นะคะไม่...นาฬิกานี่สำคัญสำหรับฉันมาก ขอฉันเถอะนะคะ”

ไรรัตเอาสร้อยห้อยนาฬิกาออกจากคอมณีจันทร์จนได้ มณีจันทร์พยายามจะเอาคืน แต่ทีมงานเข้ามาเร่งให้รีบขึ้นเวที แล้วดึงตัวเธอออกไปเสียก่อน ไรวัตตะโกนไล่หลัง

“อย่าลืมนะเมณี่ เสร็จงานแล้ว ต้องไปกินข้าวกับคุณพ่อผม”

“ไรวัต นาฬิกานั่นสำคัญสำหรับฉันมาก อย่าทำหายนะไรวัต”

ไรวัตมองนาฬิกาในมือชักสงสัยทำไมมณีจันทร์หวงนักหวงหนา กดเปิดฝาดูเห็นรูปผู้ชายอยู่ด้านใน ไรวัตรู้สึกคุ้นๆ หน้าเหมือนเห็นที่ไหนมาก่อน พอนึกได้ว่าเคยเห็นนั่งรถไปกับมณีจันทร์ครั้งหนึ่ง ก็โกรธจะเอานาฬิกาทิ้งขยะ กุลวรางค์เดินผ่านมาพอดี จำได้ว่าเป็นนาฬิกาของมณีจันทร์ ถามไรวัตคิดจะทำอะไร

“นาฬิกาเนี่ย เมณี่ใส่ตลอดเวลา พอผมเปิดดูก็มีรูปผู้ชายอยู่ข้างใน”

กุลวรางค์เห็นรูป ร้องอ๋อทันที “โธ่เอ๊ย นึกว่าใคร...ท่านเป็นต้นตระกูลของฉัน มีชีวิตอยู่ในสมัย ร.5 เมณี่เห็นรูปท่านที่บ้านฉันก็เลยขอไป...แต่เอ เธอขอรูป ไม่ใช่นาฬิกาแล้วไปเอานาฬิกามาจากไหนใหม่เอี่ยมเลย”

“คุณหลอกผมหรือเปล่า ผมเคยเห็นผู้ชายคนนี้นั่งรถออกไปกับเมณี่ด้วย”

“เฮ้ย...คุณตาฝาดไปมากกว่า...แถวนี้ยิ่งมืดๆอยู่ ไปหาที่สว่างๆดีกว่าพูดให้ฉันกลัวอยู่ได้คุณนี่” กุลวรางค์พูดจบจ้ำพรวดๆออกไป ปล่อยให้ไรวัตยืนงง ก่อนจะเดินกลับห้องจัดงาน...

มณีจันทร์เป็นกังวลที่ต้องอยู่ห่างนาฬิกา เกิดประตูเวลาเปิดตอนนี้เธอจะทำอย่างไร...

ไรวัตเดินมานั่งข้างพ่อของเขาทันเวลามณีจันทร์ขึ้นแสดงพอดี พ่อของเขาชื่นชมมณีจันทร์ไม่หยุดปากว่าสวยสง่าดูดี สมกับที่ไรวัตอยากให้เขารู้จัก

ooooooo

ขณะเดียวกันที่อีกภพหนึ่ง หลวงอัครเทพถือเอกสารฉบับหนึ่งมายืนหน้ากระจกส่งกระแสจิตถึงมณีจันทร์

“วันนี้ได้เอกสารมา รู้สึกระลึกถึงหล่อน แต่เราสองช่างอาภัพ มิอาจพบปะพูดคุยได้ดังใจ จะได้พบกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าเท่านั้น” หลวงอัครเทพมองกระจกตรงหน้าอย่างเศร้าสร้อย

เหมือนมณีจันทร์จะรับรู้ถึงกระแสจิตนั้น อยู่ๆเธอหยุดร้องเพลงกลางคัน พยายามเงี่ยหูฟังเสียงจากนาฬิกา นักดนตรีมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ยังไม่หยุดบรรเลง ตรองกับกุลวรางค์ยืนอยู่ข้างเวที แปลกใจมณีจันทร์หยุดร้องทำไม หรือลืมเนื้อเพลง กุลวรางค์ตะโกนเรียกเพื่อนให้ได้สติ แต่เธอกลับยืนนิ่ง

มณีจันทร์ได้ยินเสียงเรียกจากนาฬิกาแม้ไม่ได้อยู่ใกล้ เสียงนั้นแยกจากเสียงดนตรีที่กำลังบรรเลงอย่างชัดเจน เสียงหลวงอัครเทพรำพึงรำพันเรียกหาเธอด้วยคิดถึงดังแทรกมากับเสียงนาฬิกา มณีจันทร์ก็คิดถึงเขามากมายเช่นกัน ได้แต่ร่ำร้องในใจว่า

“นับตั้งแต่นาทีที่เราได้รู้จักกันชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าจะมีนาฬิกาหรือไม่ ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหน ประตูแห่งโชคชะตาบานนั้นจะเปิดเพื่อเราเสมอ”

ผู้ชมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ทำไมนักร้องยืนนิ่งอยู่บนเวที ทิ้งเพลงไว้กลางท่อนเช่นนั้น ไรวัตทนไม่ไหววิ่งไปยืนหน้าเวที ตะโกนบอกมณีจันทร์ร้องเพลงต่อให้จบ

“ขอโทษค่ะ ฉันร้องต่อไม่ได้” มณีจันทร์อ้อนวอน

ดนตรีหยุดบรรเลงทั้งห้องจัดงานเงียบกริบ เสียงนาฬิกายังคงดังอย่างต่อเนื่องราวกับจะเร่งมณีจันทร์รีบกลับไปที่กระจก ไรวัตเห็นเธอขยับ รีบวิ่งมาดักหน้า กุลวรางค์กับตรองเข้ามาสมทบขอร้องให้มณีจันทร์ใจเย็นๆ

“ขอโทษทุกคนนะ...ฉันต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้”ณีจันทร์ ว่าแล้วออกวิ่ง ไรวัตโมโห คว้าข้อมือเธอไว้

“คุณไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น คุณสัญญากับผมแล้ว คุณจะอยู่กินข้าวกับพ่อผมหลังงานเลิก”

“ปล่อยนะ คุณมันบ้า มีทั้งเงินมีทั้งอำนาจ แต่กลับใช้ชีวิตเพื่อเอาชนะผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงไฮโซพวกนั้นก็เหมือนกัน พวกเธอจะรู้หรือเปล่า ที่เรามีแผ่นดินนี้ให้อยู่ให้อาศัย ที่เรามีประเทศนี้อยู่บนแผนที่โลก มีกี่ชีวิตที่ต้องตายไป” มณีจันทร์ชี้ไปที่กลุ่มของไลล่าที่รออยู่ข้างเวที

“เธออยากจัดงานนี้เพื่อช่วยมูลนิธิเด็กไม่ใช่หรือ เรากำลังทำประโยชน์ให้สังคมเหมือนกัน กลับไปร้องเพลงต่อ

เถอะนะ” กุลวรางค์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“งานวันนี้เราได้เงินบริจาคแล้วกุล ขาดฉันไปคนหนึ่งทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม...งานของมูลนิธิยังมีเธอ ยังมีคนอื่นๆอยู่ แต่ที่นั่น ไม่มีใคร ฉันต้องไป ฉันต้องไปจริงๆ” มณีจันทร์วิ่งลงจากเวที แต่ไรวัตกระชากเธอกลับ

“คุณหลอกผมจัดงานนี้ ผมไม่ให้คุณไป อย่าคิดหนีไปจากงานนี้ง่ายๆผมไม่ให้คุณไปเด็ดขาด”

มณีจันทร์หมดความอดทน เตะผ่าหมากไรวัตเต็มแรงทรุดลงไปกองกับพื้น แย่งนาฬิกาจากมือเขา แล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว กุลวรางค์มองหน้าตรองสีหน้าเป็นกังวลสุดๆ

“ด็อก...เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อนของเราเป็นโรคจิต”

ooooooo

เสียงนาฬิกายังดังไม่หยุด มณีจันทร์แทบจะกระโจนขึ้นบันไดบ้าน ตรงไปยืนหน้ากระจกเงาที่มีหมอกควันปกคลุม ด้านหลวงอัครเทพยืนหันหลังให้กระจกเงาทอดถอนใจไม่รู้วันนี้จะได้เจอมณีจันทร์ไหม เสียงมณีจันทร์ดังขึ้นก่อนตัว

“แม้ไม่อยู่ใกล้นาฬิกา ฉันก็ได้ยินเสียงนาฬิกา...แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ท่าน ฉันก็ยังได้ยินเสียงเรียกของท่าน”

หลวงอัครเทพยิ้ม หันไปเจอมณีจันทร์ยืนอยู่ หน้าของทั้งคู่เกือบจะชิดกัน ทั้งสองคนยืนสบตากันนิ่งงัน คราวนี้หลวงอัครเทพไม่ถอยหนียืนมองเธออยู่อย่างนั้นไม่มีคำพูดใด มีเพียงสายตาที่บอกความในใจ...

เอกสารที่ได้มาใหม่ทำให้หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ต้องรีบลงมือแปล ต่างคนต่างนั่งทำงานกันคนละโต๊ะเหมือนเคย หลังจากนั่งทำงานเงียบๆมาพักหนึ่ง หลวงอัครเทพหันมาทางมณีจันทร์

“งานมีปัญหาหรือไม่ เอกสารฉบับนั้นมาจากบุคคลระดับสูงเป็นทหารฝรั่งเศส น่าจะเป็นเอกสารสำคัญ”

“ภาษาโบราณพวกนี้ ฉันหาอ่านเพิ่มเติมมาล่วงหน้าพอจะรู้เรื่องแล้ว ฉบับนี้มาติดขัดเรื่องการเมืองในยุคสมัยนี้ ฉันไม่เข้าใจระบบการปกครองและสังคมยุคนี้...เฮ่อ...จะหาอ่านเพิ่มเติมได้ไหมนะ”

“หล่อนไปอ่านหนังสือเตรียมตัวมารึ” หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์อย่างชื่นชม

“หาอ่านได้ยากเหลือเกิน อดีตปิดตายสำหรับฉัน เช่นเดียวกับอนาคตปิดตายสำหรับคุณหลวง อะไรก็ตามที่เป็นอยู่ขณะนี้ เขาอยากให้เราแก้ไขด้วยสติปัญญาของเราเอง อะไรเหล่านั้นจะไม่ยอมให้รายละเอียดแก่เรา ไม่ยอมให้เรารู้มากเกินความจำเป็น”

“เราจะเปลี่ยนแปลงอดีตได้หรือไม่จึงยังเป็นปริศนาสินะ”

มณีจันทร์พยักหน้ารับคำ ระหว่างนั้น มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น มณีจันทร์สะดุ้งวิ่งปรู๊ดไปซ่อนหลังฉากไม้ ขาบรับ

คำสั่งจากคุณหญิงแสร์ให้มาเรียนเชิญคุณหลวงไปหอนก คุณหญิงสรเดชมา หลวงอัครเทพรอจนเสียงฝีเท้าขาบเงียบ บอกมณี–

จันทร์อย่าเพิ่งไปคอยก่อนเขาไปไม่นานก็กลับ เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเล่าถึงการมาที่นี่ของคุณหญิงสรเดชให้ฟังว่า คุณหญิงสรเดชเป็นเพื่อนกับแม่ของเขา เดิมมีชื่อว่าประสาน มีลูกสาวชื่อประยงค์เป็นข้าหลวงอยู่ในวัง คุณหญิงกับแม่ของเขาคิดว่าเขากับประยงค์ควรเป็นทองแผ่นเดียวกัน

มณีจันทร์หน้าตึงขึ้นมาทันที จำได้ว่าคุณหญิงสรเดชเคยส่งผลไม้มาเยี่ยมไข้หลวงอัครเทพแทนลูกสาว พูดประชดให้เขารีบไปพบคุณหญิงสรเดชเผื่อประยงค์จะมีของฝากอะไรมาให้อีก...

คุณหญิงสรเดชส่งแม่สื่อมาถามหลายครั้งแล้วว่าหลวงอัครเทพคิดอย่างไรกับลูกสาวของท่าน แต่หลวงอัครเทพไม่เคยตอบสักครั้ง คราวนี้คุณหญิงสรเดชเลยต้องมาด้วยตัวเอง ถ้าไม่ติดว่าเคยให้สัจจะไว้ว่าจะรอลูกชายคุณหญิงแสร์ ท่านคงไม่ตากหน้ามาถึงที่นี่ คุณหญิงแสร์เกรงใจเพราะเพื่อนเป็นใหญ่เป็นโตกว่ารีบออกตัว

“พ่อเทพไม่ได้ดูใครไว้ทั้งสิ้น หมายปองแต่แม่ประยงค์คนเดียว หากคุณหญิงไม่กรุณา เราสองแม่ลูกคงได้แต่เสียใจ”

“หากทุกอย่างเรียบร้อย ลูกๆของเราคงได้มีงานสมรสกันหนาวนี้ ดีไหมคะคุณหญิงแสร์”

หลวงอัครเทพมาทันได้ยินพอดี ตกใจ ร้องเอะอะ สร้างความไม่พอใจให้คุณหญิงสรเดชอย่างมาก

ooooooo

หลังจากคุณหญิงสรเดชกลับไปแล้ว คุณหญิงแสร์ขอร้องลูกชายให้มีน้ำใจกับฝ่ายคุณหญิงสรเดชบ้าง ทางนั้นยิ่งน้อยใจว่าเขาไม่ค่อยใส่ใจ หลวงอัครเทพเสียงแข็งขึ้นมาทันที ตอนนี้บ้านเมืองเสี่ยงภัยอยู่บนคมหอกคมดาบใครจะไปคิดเรื่องพรรค์นั้นได้ หลวงอัครเทพเดินคุยกับคุณหญิงแสร์มาถึงหน้าห้องตัวเอง รีบตัดบท

“ถึงห้องแล้วไว้พูดกันวันหลังนะขอรับ กระผมจะเขียนหนังสือต่อ ขออภัย” หลวงอัครเทพเข้าห้องปิดประตู

“เอ้า...ทำไมต้องปิดประตูห้องด้วย ไม่ร้อนรึพ่อเทพ” คุณหญิงแสร์ไม่สบายใจ ลูกทำตัวแปลกขึ้นทุกวัน...

มณีจันทร์แปลเอกสารเสร็จแล้วนั่งกับพื้นหลังฉากไม้

ไม่กล้าขยับไปไหน หลวงอัครเทพเดินมาดูยังเห็นเธออยู่ก็ดีใจ มณีจันทร์ลุกไม่ขึ้นนั่งนานจนเหน็บกิน ยื่นมือให้เขาช่วยดึง หลวงอัครเทพลังเลเล็กน้อย ก่อนจะจับมือมณีจันทร์ออกแรงดึง แต่ยืนไม่ถนัดทำให้เสียหลัก เซล้มไปด้วยกัน มณีจันทร์ทับไปบนร่างของชายหนุ่มจมูกแทบจะชนกัน ทั้งสองสบตากันนิ่งงันเหมือนต้องมนตร์สะกด มณีจันทร์ได้สติก่อนรีบลุกขึ้น

หลวงอัครเทพขอโทษเธอที่ทำให้รอนาน ความจริงคุณหญิงสรเดชกลับไปนานแล้ว แต่เขาไม่อยากให้แม่สงสัย

เลยอยู่คุยกับท่านพักหนึ่งก่อน หลวงอัครเทพตั้งข้อสังเกตระยะหลังๆ มณีจันทร์มาที่นี่ได้บ่อยขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น มณี–จันทร์ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน คงแล้วแต่กระจกแล้วหันไปมองกระจกเงาบานนั้น เธอเพิ่งสังเกตเห็นรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้น เดินเข้าดู หลวงอัครเทพตามมายืนข้างๆ

“แต่ก่อนกระจกไม่แตก แต่เมื่อหล่อนมาแล้วจากไป รอยแตกยาวขึ้นเรื่อยๆ”

“ฉันรู้แล้วล่ะว่าทวารแห่งทวิภพจะปิดเมื่อไหร่... กระจกแตกเมื่อไหร่เส้นทางจะถูกปิดทันที” มณีจันทร์หน้าเครียด หลวงอัครเทพหวั่นใจ เมื่อถึงตอนนั้น เราสองคนจะทำอย่างไร

มณีจันทร์ไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้ชวนเปลี่ยนเรื่องคุย คุยกันไปคุยกันมาวกมาลงที่เรื่องของประยงค์ มณีจันทร์ไม่เข้าใจหลวงอัครเทพยอมแต่งงานได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคยเห็นประยงค์มาก่อน หลวงอัครเทพไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก พ่อกับแม่ของเขาเห็นหน้ากันวันแต่งงาน การแต่งงานแบบนี้สมัยของมณีจันทร์เรียกว่าคลุมถุงชน

“คนในสมัยฉันถ้าไม่ทำอย่างนี้ ยังทำได้อีกอย่าง ขนของใส่ถุงหนีตามกัน เขาเรียก คนธรรพ์วิวาห์”

“สมัยฉันเรียกวิวาห์เหาะค่ะ”

หลวงอัครเทพยิ้มขำ ชื่อนี้เข้าท่าดี มณีจันทร์ว่าไม่ดีสักอย่าง คนในสมัยของเธอ ต้องรักใคร่ชอบพอกันก่อนแล้วถึงแต่งงานกัน หลวงอัครเทพมองหน้ามณีจันทร์เป็นนัยว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดหมายถึงเราสองคน

“รักใคร่ชอบพอพบปะพูดคุย ช่วยเหลือเจือจานกันก่อนใช่ไหม”

มณีจันทร์เห็นสายตานั้นแล้วเขิน “ถ้าฉันเป็นแม่ประยงค์ ฉันคงอยากเห็นท่านก่อน หากแม่ประยงค์ไม่ชอบพอท่าน แม่ประยงค์จะได้มีโอกาสไปพบกับคนใหม่ แบบนี้แหละค่ะ ให้สิทธิแก่สตรี” มณีจันทร์สีหน้าจริงจัง

ooooooo

กุลวรางค์ยังไม่ล้มเลิกที่จะสนับสนุนให้ตรองเป็นแฟนมณีจันทร์ ถึงขนาดลงทุนยกรถคันเก่าของเธอให้เขาใช้ ขี่จักรยานอย่างนั้นเขาจะพาเพื่อนของเธอไปไหนมาไหนได้อย่างไร

“ถ้าต้องไปด้วยกันก็ไปรถเมณี่ ไม่เห็นเดือดร้อน”

“แต่ตอนนี้นายต้องเดือดร้อน ฉันจะบอกเมณี่ว่านายอยากเปลี่ยนตัวเอง นายเลยมาซื้อรถฉันเพื่อเอาไว้รับส่งดูแลเมณี่ ผู้ชายน่ะไม่มีรถก็ไม่มีหน้ามีตา จีบผู้หญิงไม่ติดหรอก”

“แต่งตัวใหม่ผมลำบากแต่พอรับได้ ดอกไม้นั่นผมอึดอัดแต่ผมก็ยังไหว แต่ถึงขั้นเอารถคนอื่นมาบอกว่าเป็นของตัว ถ้าถึงขั้นนี้ก็เลิกแผนการนี้เสียเถอะครับ” ตรองฉุนจัด เดินหนี กุลวรางค์ไม่ยอมแพ้ตามมาต่อว่า

“นี่ นายโกรธฉันจริงหรือ ฉันช่วยนายอยู่นะ”

“คุณมาเป็นเพื่อนกับผมเพราะอะไร...ถ้าดูถูกความเป็นตัวผมนักล่ะก็ เราไม่ต้องเป็นเพื่อนกันก็ได้”

“ดร.จะให้บอกกี่ครั้ง ฉันไม่ได้ดูถูกนาย ถ้าฉันดูถูก นาย ฉันจะช่วยนายให้มาเป็นแฟนยายเมณี่ คนที่ฉันรักที่สุดได้ยังไง...หน็อย...คิดจะเลิกคบกับฉัน งั้นฉันก็จะเลิกคบนายเหมือนกัน” กุลวรางค์พูดจบเดินจากไป

ตรองใจหาย สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดเกิดขึ้นแล้ว กุลวรางค์ ไปจากเขา...

“ถ้าฉันเป็นแม่ประยงค์ ฉันคงอยากเห็นท่านก่อน หากแม่ประยงค์ไม่ชอบพอท่าน แม่ประยงค์จะได้มีโอกาสไปพบกับคนใหม่ แบบนี้แหละค่ะให้สิทธิแก่สตรี”

คำพูดประโยคนี้ของมณีจันทร์ ทำให้หลวงอัครเทพอยากจะให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่ประยงค์ เขาเห็นด้วยที่ผู้หญิงควรมีสิทธิเลือกผู้ชายที่จะแต่งงานด้วย จึงขอตามคุณหญิงแสร์ไปทำบุญที่วัดด้วย ทั้งคุณหญิงแสร์ ขาบ อิ่ม และม้วนต่าง เข้าใจผิดคิดว่าเขาจะไปวัดเพื่อดูตัวประยงค์พากันดีอกดีใจ ที่บ้านนี้จะได้มีงานฉลองใหญ่กับเขาสักที แต่ความจริงแล้ว หลวงอัครเทพจะไปวัดเพื่อให้ประยงค์ดูตัวต่างหาก...

ขบวนของพระองค์หญิงพร้อมด้วยท่านชายตัวน้อยๆ และเหล่าบริวารมาถึงวัดเป็นคณะสุดท้าย ทุกคนต่างตะลึงในความงามสง่าของประยงค์ รวมทั้งหลวงอัครเทพด้วย คุณหญิงสรเดชมากับท่านเจ้าคุณผู้เป็นสามีเห็นกลุ่มของหลวงอัครเทพชักสีหน้าไม่พอใจ ที่เขานึกอยากจะมาดูตัวประยงค์ โดยไม่บอกกล่าวกันก่อน...

หลังจากส่งเสด็จพระองค์หญิงเข้าโบสถ์ ประยงค์แวะมากราบพ่อกับแม่ คุณหญิงสรเดชกระซิบบอกลูกสาว วันนี้ หลวงอัครเทพมาดูตัวลูกด้วยยืนอยู่ทางโน้น ประยงค์ค่อยๆชม้ายตา เห็นหลวงอัครเทพก็นึกชอบทันที เขินอายมากรีบก้มหน้าไม่กล้ามองอีก

“งามใช่ไหมล่ะ คนข้างนอกเขาถึงพูดกันหนาหู รอดู คู่ตุนาหงัน หลวงเทพกับแม่ประยงค์ เพราะต่างก็งามราวกับเทวดานางฟ้า” คุณหญิงสรเดชยังเคืองหลวงอัครเทพไม่หาย แอบค้อนก่อนจะบ่นให้ลูกฟังว่า “หลวงเทพทำตัวแปลกนัก ให้แม่สื่อไปคุยก็ทำนิ่งเฉยจนแม่ต้องตากหน้าไปถามเองเมื่อคราวที่แล้วว่าจะเอาอย่างไร นี่จู่ๆนึกจะมาก็มา ไม่บอกสักคำ จะทำอะไรผิดธรรมเนียมไปหมด”

“ท่านร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนาเป็นคนหัวสมัย คงไม่ถือพิธี”

“คราวนี้แม่ก็ไม่ถือเหมือนกัน ถึงลุกมาจัดการเรื่องนี้ ด้วยตัวเองยังไงเล่า ปล่อยทางเราให้รอท่ามาหลายเพลา ลูกแม่ เพียบพร้อมออกอย่างนี้ ถ้าไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อน แม่จัดใส่พานถวายให้ท่านชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งไปแล้ว” คุณหญิงสรเดชบ่นไม่เลิก ขณะที่ประยงค์แอบมองหลวงอัครเทพ อีกครั้งอย่างเขินอาย

ooooooo

..



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #2 on: 16 July 2026, 15:21:46 »


https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep5/page1

ทวิภพ ตอนที่ 5

ขณะทุกคนกำลังฟังพระสวดอยู่ในโบสถ์ ท่านชายองค์น้อยแอบหนีออกมาด้านหลังวัด ประยงค์ เร่งฝีเท้าตาม ท่านชายรีบปีนต้นไม้หนี เธอร้องเรียกให้ลงมา ท่านชายกลับปีนหนีตามกิ่งไม้ท่อนเล็กๆซ้ำยังแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก กิ่งไม้เปราะทานน้ำหนักไม่ไหวหัก ท่านชายร่วงลงมา ประยงค์ใจหายร้องลั่น หลวงอัครเทพรอท่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รับท่านชายจอมซุกซนไว้ได้พอดี ประยงค์ปราดเข้าไปหาท่านชาย

“โอ๊ย...คุณพระคุณเจ้าช่วย เจ็บตรงไหนหรือไม่เพคะ”

ประยงค์ตรวจทั่วองค์ไม่เห็นบาดแผล ถึงกับถอนใจโล่งอก หลวงอัครเทพเกรงท่านชายจะเล่นซนปีนต้นไม้อีก เรียกเด็กชาวบ้านแถวนั้นมาเล่นเป็นเพื่อน และทำม้าก้านกล้วยถวายท่านชายและแจกเด็กๆทุกคน จากนั้นหลวงอัครเทพหันมาบอกประยงค์ซึ่งนั่งอยู่ที่พื้นให้ลุกขึ้นมานั่งบนแคร่ด้วยกัน และให้ทำตัวตามสบายไม่ต้องมีพิธี  เราสองคนไม่ใช่คนอื่นคนไกล

ประยงค์กราบขอบพระคุณที่เขามาช่วยรับท่านชายไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องโดนลงทัณฑ์แน่ๆ หลวงอัครเทพตั้งใจเดินตามเธอมาตั้งแต่แรกแล้ว ประยงค์ได้ฟังก็หน้าแดง ก้มหน้าเขินอาย

“แม้เราจะเป็นคู่หมาย แต่พี่ไม่ชอบข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า หากน้องไม่พอใจพี่ ไม่เต็มใจออกเรือน ขอจงบอกพี่ตามตรงเถิด...พี่พูดตรงเกินไปคงดูไม่งาม ขอให้น้องเห็นใน น้ำใจพี่ พี่ห่วงน้องจึงอยากถามไถ่ตรงไปตรงมา...ประเทศชาติกำลังเจริญรุดไป สตรีในภายภาคหน้าย่อมมีสิทธิ์เลือกชีวิตของตนเอง พี่นิยมให้ผู้หญิงเลือกคู่ด้วยใจ ได้โปรดจำไว้ว่าน้องมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะปฏิเสธพี่ โดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจ หรือเกรงบารมีในตัวพี่”

ประยงค์ได้แต่นิ่งอึ้ง ผู้หญิงในยุคสมัยเธอไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นเรื่องหาคู่ครอง แต่ถึงกระนั้น คำพูดของหลวงอัครเทพทำให้ประยงค์ซาบซึ้งใจมากที่เขาให้เกียรติ จึงหลงรักเขาในทันที...

คุณหญิงสรเดชไม่พอใจมากเมื่อรู้จากประยงค์ว่าหลวงอัครเทพเดินตามเธอไปหลังวัด ตำหนิเขาว่าทำอะไรไม่รู้จักเห็นหัวเธอกับท่านเจ้าคุณพ่อของประยงค์บ้าง ลักลอบไปพบประยงค์ในที่ลับตาคนอย่างนั้น จะเป็นที่ครหาได้ ประยงค์ รีบขอร้องแม่

“คุณแม่อย่าเอาเรื่องท่านนะเจ้าค่ะ ท่านเป็นคนหัวสมัย เช่นเดียวกับเจ้านายหลายพระองค์ที่ไปร่ำเรียนต่างประเทศ ธรรมเนียมทางโน้นเขาไม่ถือสาหาความกับเรื่องพวกนี้ ที่สำคัญท่านมาพูดคุยด้วยบริสุทธิ์ใจ”

คุณหญิงสรเดชเห็นลูกสาวอายหน้าแดงเป็นลูกตำลึง ซักไซ้ไล่เลียงคุยอะไรกัน ประยงค์ขวยเขินเกินกว่าจะพูดอะไรได้ เลยได้แต่ก้มหน้า

“อย่าว่าแต่เลือกคู่ด้วยตัวเอง แม้แต่จะพูดถึงผู้ชาย น้องยังมิอาจเอ่ยออกมาว่าหลวงเทพนั้นงามทั้งรูปงามทั้งน้ำใจ รู้จักห่วงใยจิตใจผู้อื่น แม้อยากจะบอกคนทั้งโลก

ยังบอกไม่ได้เช่นนี้ แล้วน้องจะเลือกคู่ด้วยตนเองได้อย่างไร” ประยงค์พึมพำในใจ คุณหญิงสรเดชมองลูกสาวงงๆ

ooooooo

ขณะขาบเดินตามหลวงอัครเทพมาถึงหน้าห้องของท่าน อดสอดรู้สอดเห็นไม่ได้ถามเจ้านายคุยอะไรกับประยงค์ที่หลังวัด เธอถึงได้อายกระมิดกระเมี้ยนขนาดนั้น หลวงอัครเทพหันขวับ ขู่ขาบถ้าพูดเรื่องนี้ ให้ใครได้ยิน โดนเฆี่ยนหลังลายแน่ เขาไม่ได้เกี้ยวพาราสีประยงค์ แค่มีเรื่องจะถามเท่านั้น หากขาบพูดเรื่องนี้ออกไปฝ่ายหญิงต้องเสียหาย ขาบสัญญาหากพูดเรื่องนี้ให้ถือว่าเขาเป็นลูกหมา หลวงอัครเทพชี้หน้า

“หากเอ็งพูด ขอให้เอ็งเป็นลูกหมา” หลวงอัครเทพ แช่งจบจะเปิดประตูเข้าห้อง นึกได้หันบอกขาบไม่ต้องตาม มีอะไรจะทำก็ไปทำ เขารอจนขาบลับสายตา จึงเข้าห้องปิดประตูยังไม่ทันจะลั่นดาน

มณีจันทร์เดินหน้าบึ้งเข้ามาถามไปเจอประยงค์มาหรือ ชายหนุ่มตกใจที่เธอแอบได้ยินเขากับขาบคุยกัน แต่

ยังไม่ทันจะอธิบายอะไร มณีจันทร์งอนเดินหนีไปยืนหน้ากระจกเงาขอกลับบ้าน หลวงอัครเทพตามมาจับมือไว้ ขอร้องให้ฟังเขาอธิบายก่อน มณีจันทร์มองมือของเขาที่จับมือเธออยู่ หลวงอัครเทพรู้สึกตัวรีบปล่อยมือ

“ฟังก่อนสิ...ที่ฉันไปก็เพราะหล่อนพูดนั่นล่ะ”

มณีจันทร์โวยวาย เธอพูดอะไรตอนไหน นึกไปนึกมาก็จำได้ อยากจะเขกหัวตัวเองนักที่ไปแนะนำเขาแบบนั้น หลวงอัครเทพรีบออกตัวถ้าเขาไม่พูด ประยงค์ซึ่งเกรงบารมีตำแหน่งคุณหลวงของเขา เกิดอยากจะปฏิเสธการแต่งงานก็คงไม่กล้า มณีจันทร์อยากรู้ประยงค์ว่าอย่างไรบ้าง

“เธอไม่กล้าตอบอะไร ใครจะเหมือนหล่อน คิดอะไรคนทั้งแผ่นดินรู้หมด”

“ไม่ได้ไปเพราะอยากเห็นแม่ประยงค์แน่นะคะ”

หลวงอัครเทพยืนยัน คนที่เขาอยากเห็นหน้ามีเพียงผู้หญิงที่ออกมาจากกระจกเงาเท่านั้น มณีจันทร์ถึงกับยิ้มเขิน...

ขาบสาบานดิบดีจะไม่พูดเรื่องที่หลวงอัครเทพแอบไปเจอประยงค์ แต่พอคุณหญิงแสร์ถามเขาว่าหลวงอัครเทพเป็นอย่างไรบ้าง  เขากลับเผลอพูดเรื่องนี้ คุณหญิงแสร์ตกใจมาก เกรงคุณหญิงสรเดชจะมาต่อว่า ซักอีกว่าสองคนนั่นคุยอะไรกัน คราวนี้ขาบปิดปากเงียบไม่กล้าเล่าอะไรอีกกลัวคำสาปแช่งของหลวงอัครเทพ

“ไอ้ขาบไม่เล่าไม่เป็นไร เพราะข้าจะไปถามลูกข้าเอง” คุณหญิงแสร์ว่าแล้วเดินฉับๆไปหาลูกชาย...

ขณะเดียวกัน มณีจันทร์ถามหลวงอัครเทพถึงการเลิกทาสที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาเล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ร.5 ทรงมีพระราชดำริให้เลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทาสจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี และลดค่าตัว เด็กทาสลงพออายุ 20 ปี ก็จะเป็นอิสระ กระบวนการเลิกทาส เริ่มตั้งแต่ต้นจบจะใช้เวลาทั้งหมด 31 ปี ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ทำให้การเลิกทาสของเราไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

จากนั้น ทั้งคู่คุยเรื่องสัพเพเหระกันต่ออย่างมีความสุข มีเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น เกิดหมอกควันออกมาจากกระจกเงา ถึงเวลาต้องร่ำลากันอีกแล้ว ครั้งนี้หลวงอัครเทพรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่งนักถึงขนาดจับมือมณีจันทร์ไว้ ขอร้องไม่ไปได้ไหม มณีจันทร์ตอบไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไม่ไปได้ไหม

“อย่าไปเลย อย่าไปเลยแม่มณี” น้ำเสียงเว้าวอนของหลวงอัครเทพทำให้มณีจันทร์ชะงัก

ทันใดนั้น คุณหญิงแสร์เปิดประตูห้องเข้ามาเห็นลูกชายกำลังจับมือหญิงสาวคนหนึ่งอยู่หน้ากระจกเงาต่างฝ่ายต่างตกตะลึง มณีจันทร์ได้สติ ย่อตัวลงไหว้แม่ของหลวงอัครเทพอย่างอ่อนช้อย ท่านถึงกับเข่าอ่อนเป็นลม หลวงอัครเทพปราดเข้าไปรับแม่ไว้ได้ทัน มณีจันทร์มองหลวงอัครเทพก่อนจะหายไปในกลุ่มควัน

หลวงอัครเทพอุ้มแม่ซึ่งหมดสติออกมารับอากาศที่ลานกว้างกลางเรือน อิ่มรู้งานรีบวิ่งเอายาหอม หลวงอัครเทพสั่งให้ม้วนมานวดตัวแม่ ม้วนปากไม่อยู่สุขถามหลวงอัครเทพเกิดอะไรขึ้น พอม้วนกับขาบรู้ว่าคุณหญิงแสร์เป็นลมเพราะเข้าไปในห้องคุณหลวง พากันหวาดกลัวร้องเอะอะคิดว่าท่านเป็นลมเพราะเห็นผี

อิ่มยกถ้วยยาหอมเข้ามาได้ยินคำว่า “ผี” มือไม้อ่อนทำถ้วยยาหอมหล่นแตก หลวงอัครเทพสั่งขาบไปชงยาหอมมาให้ใหม่ ขาบกลัวผีมากจนก้าวขาไม่ออก หลวงอัครเทพรำคาญสั่งม้วนไปหยิบหวายมาให้

“หวายมันช้าเจ้าค่ะ...ม้วนจัดการเอง” ม้วนว่าแล้วถีบขาบโครมเดียว กลิ้งหลุนๆเป็นลูกขนุน ขาบลุกขึ้นได้ชี้หน้าม้วนเป็นทำนองฝากไว้ก่อน แล้ววิ่งปรู๊ดไปยังเรือนครัว

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์ทรุดตัวลงนั่งที่เตียงในห้องตัวเอง ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่หาย

“นั่นคงเป็นแม่ของคุณหลวง คนที่พบเราเป็นคนที่สอง ป่านนี้ท่านจะตกใจสักแค่ไหน แล้วกระจกจะให้เราเดินทางได้อีกไหม...เฮ่อ” มณีจันทร์ถอนใจเฮือก เหนื่อยใจ...

พวกบ่าวไพร่พากันจับกลุ่มคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงแสร์ด้วยสีหน้าวิตกกังวล อิ่มเป็นห่วงเจ้านายจะเป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขาบถึงกับน้ำตาซึม ทุกคนกำลังจะเป็นบ้าตายเพราะนังผีตัวนั้น ซ้ำมันยังจะมาเอาคุณหญิงแสร์ที่รักและเคารพของพวกเราไปอีก เขาทนไม่ได้อีกต่อไป ปลุกระดมให้พวกบ่าวสู้กับผีตัวนั้นให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย แล้วคว้าท่อนไม้ใกล้มือ ลุกขึ้นประกาศอย่างฮึกเหิม

“บุกห้องคุณหลวง สู้กับผี ล้างแค้นให้คุณหญิง...เย้” ขาบว่าแล้ววิ่งนำ แต่บ่าวที่เหลือกลับยืนนิ่ง ปล่อยขาบไปสู้กับผีคนเดียว กว่าขาบจะรู้ตัวว่าฉายเดี่ยวก็มายืนอยู่กลางห้องหลวงอัครเทพที่ว่างเปล่า พลันมีแมวดำตัวหนึ่งกระโจนจากหน้าต่างห้องเข้ามา ขาบตกใจแทบสิ้นสติ...

ผ่านไปพักใหญ่กว่าคุณหญิงแสร์จะรู้สึกตัว หลวงอัครเทพรีบเข้ามาช่วยประคองให้แม่ลุกขึ้นนั่ง คุณหญิงแสร์ถามลูกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร หลวงอัครเทพหนีไม่ออก จำต้องเล่าเรื่องมณีจันทร์ให้ฟัง คุณหญิงแสร์ทั้งตกใจและประหลาดใจปนกันเมื่อรู้ว่ามณีจันทร์มาจากอนาคต ข้ามเวลามาทางกระจกเงา หลวงอัครเทพรับรองเธอไม่ใช่ผีเขาเคยถูกตัวเธอแล้ว คุณหญิงแสร์ถามเสียงเข้มเคยถูกเนื้อต้องตัวกันด้วยหรือ

“เอ่อ...เพื่อทดสอบแค่นั้นขอรับ แม่มณีตั้งใจช่วยบ้านเมือง ทุกครั้งที่มาเธอจะช่วยกระผมแปลเอกสาร”

“ทุกครั้งที่มา...มาหลายครั้งแล้วรึ” คุณหญิงแสร์ซักถามไม่หยุดจนหลวงอัครเทพอึดอัดใจ...

ขาบไม่ยอมแพ้ผีสาวง่ายๆ นิมนต์หลวงพ่อมาช่วยทำพิธีไล่ผี อิ่มอ้างคุณหญิงแสร์ต้องการให้หลวงพ่อสวดมนต์แผ่เมตตา ส่วนจะรดน้ำมนต์ไล่ผีหรือเสกควายธนูไปสู้ก็แล้วแต่ท่าน หลวงพ่อเห็นว่าเป็นคำขอร้องจากคุณหญิงแสร์จำใจเข้าไปทำพิธีในห้องหลวงอัครเทพให้ หลังเสร็จพิธีแล้ว ม้วน ขาบกับอิ่ม นิมนต์ท่านกลับวัดโชคร้ายเจอคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพเดินสวนมาพอดี หลวงพ่อรีบบอกคุณหญิงแสร์

“สวดมนต์ พรมน้ำมนต์ให้ทั้งห้องแล้ว หน้าที่ปราบผีไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่ในเมื่ออาตมามาถึงแล้ว แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลพอได้ แต่เสกควายธนูอะไรนั่น ทำไม่ได้ คุณหญิงเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีส่งเสริมพระพุทธศาสนาในทางที่ถูกต้อง หวังว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้อีกนะ” หลวงพ่อเทศน์สั่งสอนจบก็กลับวัด คุณหญิงแสร์โกรธมองพวกบ่าวอย่างเอาเรื่อง

“ฝีมือพวกเอ็งใช่ไหม...ไปตามบ่าวทุกคนมาพบข้า”

ไม่นานนัก บ่าวทุกคนมานั่งอยู่ต่อหน้าคุณหญิงแสร์ซึ่งถือหวายอยู่ในมือ ขาบยกมือไหว้ปลกๆ แก้ตัวที่ทำไปทั้งหมดเพราะหวังดีและเป็นห่วงเจ้านายทั้งสองท่าน เห็นหลวงพ่อพายเรือมาบ้านข้างๆ เลยนิมนต์มา

“หลวงพ่อท่านรดน้ำมนต์ห้องนั้นให้เรียบร้อย ป่านนี้ผีกระเจิดกระเจิงไปแล้ว เห็นไหมเจ้าคะ คุณหญิงลุกนั่งปร๋อเทียว ต้องให้รางวัลบ่าวไม่ใช่เฆี่ยนบ่าวนะเจ้าคะ” ม้วนช่วยขาบแก้ตัวอีกแรง

“ข้าบอกพวกเอ็งงั้นรึว่าข้าเห็นผี...ข้าขอยืนยันว่าบ้านนี้ไม่มีผี วันนี้พวกเอ็งแอบอ้างชื่อข้ากระทำการให้ข้าเสื่อมเสีย หากไม่โดนกำราบเสียบ้าง เห็นทีจะเหลิงไปกันใหญ่...หันประจัน หน้ากัน คู่ใครคู่มัน ยื่นมือขวา ยื่นมือซ้าย บีบคอคนที่อยู่ตรงหน้า บีบให้แรงขึ้นๆ คู่ของใครหน้าไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวคนที่บีบโดนหวาย”

พวกบ่าวทำตามสั่งบีบคอกันจนหน้าเขียวจะกลายเป็นม่วง หลวงอัครเทพเห็นท่าไม่ดีขอร้องให้แม่หยุด

“เอ้าหยุด...คราวนี้เข็ดหรือยัง ที่ข้าเป็นลมเพราะข้าเดินมากเกินไป ข้าไม่ได้เป็นลมเพราะเห็นผี พวกเอ็งคิดตีความเองเช่นนี้มันไม่ถูก เข้าใจกันหรือยัง...หา” คุณหญิงแสร์ยิ้มพอใจที่เห็นพวกบ่าวรับคำ

ooooooo

เช้าวันถัดมา ตรองกับกุลวรางค์แวะมาหามณีจันทร์ที่บ้านพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งสองคนยังมึนตึงต่อกันตั้งแต่วันที่ต่างฝ่ายต่างบอกเลิกคบ แต่ทั้งกุลวรางค์และตรองกลับช่วยกันต่อว่ามณีจันทร์ราวกับนัดแนะ มาก่อน ที่หนีงานแสดงคอนเสิร์ตการกุศลมากลางคันเพื่อกลับบ้าน

“เธอสองคนจะมาคุยเรื่องนี้เหมือนกันหรือ” มณีจันทร์แกล้งถาม

“เปล่า” ทั้งตรองและกุลวรางค์ตอบเป็นเสียงเดียวกัน

“เอ๊ะ...ยังไง นี่ทะเลาะกันมาหรือเปล่า”

“เปล่า” ทั้งคู่ตอบพร้อมกันอีก

“คำว่าทะเลาะใช้กับคนที่เป็นเพื่อนกัน แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่เพื่อนไม่ได้แยแสกันจะทะเลาะกันไปทำไม ฮึ...ยิ่งคิดยิ่งแค้น วันนี้แกคุยกับเขาไปแล้วกัน ฉันจะกลับ” กุลวรางค์พูดจบเดินออกไปดื้อๆ ยังไม่ทันจะถึงรถ นึกขึ้นได้ตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดจะต้องกลับทำไม เลยเดินกลับมาชี้หน้าตรอง เขาต่างหากที่ควรจะไปไม่ใช่เธอ

ตรองเคืองถ้าไม่อยากให้อยู่เขาก็ไม่อยู่ ผลุนผลันออกไปยังไม่ทันถึงหน้าบ้าน นึกถึงคำพูดของมณีจันทร์ที่บอกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง ในเมื่อตัวตนของเขาไม่ต้องการยอมแพ้กุลวรางค์ แล้วเขาจะกลับทำไม คิดได้ดังนั้น ตรองกลับมานั่งตามเดิม บอกกุลวรางค์ถ้าไม่อยากหายใจร่วมกับเขา เธอต้องเป็นฝ่ายไป เพราะเขามีเรื่องต้องคุยกับมณีจันทร์ ทั้งคู่โต้เถียงกันไปมาไม่มีใครยอมใคร ซ้ำพยายามยื้อแย่งมณีจันทร์ไปเป็นพวกของตน โดยดึงแขนเธอไว้คนละข้างบังคับให้เธอเลือกมาจะอยู่ข้างไหน มณีจันทร์ทนไม่ไหวสั่งให้พอได้แล้ว

“แกสองคนเป็นเพื่อนฉัน ฉันรักแกสองคนมาก แกสองคนมาทะเลาะกันอย่างนี้คนกลางอย่างฉันก็ลำบากสิ มานี่เลย มานี่ เข้าไปในนี้เลยนี่” มณีจันทร์ว่าแล้วลากตรองกับกุลวรางค์ยัดห้องน้ำปิดประตูล็อกด้านนอก ไม่สนใจเสียงโวยวายของเพื่อน เธอบอกอีกว่า “ฉันไม่รู้นายสองคนทะเลาะเรื่องอะไรกัน แต่ฉันอยากให้เคลียร์กันให้หมดเปลือก ก่อนที่จะมาคุยกับฉัน เพราะฉะนั้น แกสองคนต้องอยู่ในนี้จนกว่าเวลาอาหารเย็น”

กุลวรางค์ไม่พอใจอาละวาดปาข้าวของในห้องน้ำแตกกระจาย ตรองทนไม่ไหวสั่งให้หยุดบ้าได้แล้ว กุลวรางค์ ไม่หยุด ถ้าเธอโมโหขึ้นมาใครก็ห้ามไม่ได้แม้แต่พ่อแม่ นับประสาอะไรกับ ดร.สติเฟื่องอย่างเขา

“ใช่ คนอย่างผมคงห้ามอะไรคุณไม่ได้หรอก ว่าแล้วไม่ห้ามดีกว่าหาอย่างอื่นทำก็ได้” ตรองพูดจบเดินไปที่โถปัสสาวะ รูดซิปกางเกงลงทำท่าจะปัสสาวะต่อหน้า กุลวรางค์กรีดร้องลั่น ไม่รู้จะหนีไปไหน ได้แต่เอามือปิดตาเต้นเร่าๆ มณีจันทร์ แปลกใจที่เสียงพังข้าวของในห้องน้ำเงียบไปแล้ว มีแต่เสียงร้องกรี๊ดๆของกุลวรางค์แทน แสดงว่าตรองหยุดความบ้าของกุลวรางค์ได้ มณีจันทร์ยิ้มพอใจ...

ถึงเวลาอาหารเย็น มณีจันทร์ กุลวรางค์กับตรองยังไม่ทันลงมือกินข้าว ตรองนึกขึ้นได้ ขอคุยเรื่องสำคัญกับมณีจันทร์ก่อน เขากับกุลวรางค์กำลังสงสัย เพื่อนอาจจะป่วยทางจิต มณีจันทร์นิ่วหน้า

“ติดบ้าน หมกมุ่นประวัติศาสตร์ ถึงขนาดทิ้งคนตั้งร้อยคนกลางงานแสดง คนที่เริ่มแยกแยะไม่ออกว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ นี่แหละ คือคนเป็นโรคจิตซึมเศร้ารู้ตัวไหม” กุลวรางค์ขยายความ

“อยากไปหาหมอไหมเมณี่ เมณี่เป็นคนสมัยใหม่รู้ใช่ไหม การไปปรึกษาจิตแพทย์น่ะเป็นเรื่องธรรมดา”

มณีจันทร์ยืนยันตนเองไม่ได้เป็นอะไร ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ กุลวรางค์ไม่ว่าถ้ามณีจันทร์จะไม่ไปหาหมอ แต่ต้องรับปากจะออกไปเที่ยวกับเธอไม่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน และให้เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย ตรองอาสาจะมาอยู่เป็นเพื่อนมณีจันทร์เช่นกัน กุลวรางค์โวยวายใส่ตรองทันทีว่าใครชวน ตรองยิ้มยั่ว

“อยู่ร่วมห้องน้ำยังอยู่ร่วมได้ อยู่ร่วมบ้านทำไมจะไม่ได้... ขอเวลาเคลียร์งานสองสามวันแล้วมาวันไหน จะโทร.บอก” ตรองพูดจบลุกขึ้นออกไปทันที  กุลวรางค์ไม่พอใจตรอง สะบัดหน้าเดินกระแทกออกไปเช่นกัน มณีจันทร์บ่นอุบข้าวก็ไม่กินหนีกลับกันหมด แถมไม่มีใครถามเธอสักคำว่าเต็มใจให้มาอยู่ด้วยหรือเปล่า

“คุณหลวงขา ทางฝั่งฉันแย่แล้ว ทางฝั่งคุณหลวงจะเป็นยังไงบ้างคะ...เฮ้อ”

ooooooo

ทางฝั่งหลวงอัครเทพก็วุ่นวายไม่แพ้กัน อิ่มและม้วนแตกคอกัน อิ่มอยากกำจัดผีในห้องหลวงอัครเทพโดยใช้ตะปูปลุกเสกตอกเสาตกน้ำมันที่ผีสิงสู่ ม้วนกลับไม่คิดว่าร่างนั้นเป็นผีแต่เป็นนางฟ้า จึงอยากจะเอาน้ำอบไปทาเสาตกน้ำมันเพื่อเก็บไว้บูชา ทั้งคู่โต้เถียงกันอยู่หน้าห้องหลวงอัครเทพ แย่งชิงจะเข้าไปทำพิธีตามความเชื่อของตน คุณหญิงแสร์เพิ่งกลับเข้ามากับขาบเห็นอิ่มกับม้วนกำลังตบตีกัน ปราดเข้าไปเอาเรื่องทันที

“กินข้าวหม้อเดียวกัน ทะเลาะกันอยู่ได้ทุกวัน บอกมานะ มาตบตีกันด้วยเรื่องใด”

พอคุณหญิงแสร์รู้เรื่องนี้จากอิ่มและม้วน ไม่พอใจมาก ริบอุปกรณ์ทำพิธีของทั้งคู่ไว้ แล้วสั่งขาบไปหยิบหวายมาให้ จัดการเฆี่ยนอิ่มกับม้วนไม่ยั้ง  โทษฐานอุตริทำตัวเป็นหมอผีในบ้านของเธอ

“อย่าให้รู้นะว่าบ่าวคนไหนอุตริทำพิเรนทร์เยี่ยงนี้อีก จะให้บอกกี่ร้อยกี่พันหน เรือนคุณหญิงแสร์ไม่มีผี ไม่มีผีได้ยินไหม” คุณหญิงแสร์ประกาศลั่น พวกบ่าวกลัวหัวหดยิ่งกว่ากลัวผี...

ตกค่ำ หลังจากสั่งขาบจัดที่หลับที่นอนให้หลวงอัครเทพที่หอนกเรียบร้อย คุณหญิงแสร์ถือตะเกียงย่องเข้ามาในห้องนอนลูกชาย ส่องดูว่าเสาต้นไหนตกน้ำมัน แต่ไม่เห็นสักต้น ตัดสินใจเลือกเสาหนึ่งต้นใกล้กระจกเงา หยิบอุปกรณ์ของอิ่มขึ้นมาถือไว้ในมือ...

ระหว่างที่มณีจันทร์ในชุดกระโปรงสั้นแค่เข่ากำลังสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจกเงาโบราณ เตรียมจะออกไปดูหนังรอบค่ำกับกุลวรางค์และตรอง กระจกเงาเกิดหมอกควันขึ้น

“เอ๊า...คุณหลวง ฉันนัดเพื่อนไว้ แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ” มณีจันทร์ยืนลังเลคิดไม่ตก

ooooooo

มณีจันทร์ไม่อาจต้านพลังประตูทวิภพได้ ในที่สุด คุณหญิงแสร์ก็ได้เจอมณีจันทร์ ผู้หญิงซึ่งมาจากกระจกเงาอย่างที่คุณหลวงอัครเทพบอก หลังจากพูดคุยซักถามเบื้องต้น คุณหญิงแสร์มั่นใจมณีจันทร์ไม่ใช่ผีอย่างที่พวกบ่าวหวาดกลัว การแต่งตัวที่ดูแปลกตาของหญิงสาวจากกระจกทำให้คุณหญิงแสร์เข้าใจผิดว่าเธอมาจากเมืองลับแล มณีจันทร์ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย...

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านมโนวรรณ กุลวรางค์หน้าหงิกที่เห็นตรองหิ้วกระเป๋าใส่เสื้อผ้าจะมาค้างที่นี่เช่นเดียวกับเธอ และยิ่งไม่พอใจหนักที่มณีจันทร์ชวนเขาไปดูหนังด้วย ก่อนที่กุลวรางค์จะวีนใส่ตรอง

นุ่มออกมาต้อนรับเสียก่อน “มากันแล้ว...จะกลับมาค้างที่นี่เลยใช่ไหมคะ...นังดาว ยกกระเป๋าคุณๆไปเก็บไว้ที่ห้อง...นุ่มจัดห้องรับรองแขกไว้ให้แล้ว...รอที่ห้องรับแขกก่อนนะคะ เดี๋ยวนุ่มจะไปตามคุณหนูให้”

ครู่ต่อมา นุ่มเคาะประตูห้องบอกมณีจันทร์ว่ากุลวรางค์มารับแล้ว แต่เธอไม่ขานตอบ...

ฝ่ายคุณหญิงแสร์ซักถามมณีจันทร์เป็นการใหญ่ รู้ได้อย่างไรว่าในอนาคตหลวงอัครเทพจะได้เป็นท่านเจ้าคุณ  มณีจันทร์ออกตัว เธอไม่ใช่หมอดู แต่ที่รู้เรื่องนี้เพราะเห็นจากพงศาวดาร

“แล้วทำไมหล่อนรู้จักพ่อเทพในพงศาวดาร”

“เอ่อ...เพราะในยุคอิฉัน ท่านเป็นคนในพงศาวดารหมดแล้ว อิฉันเกิดหลังท่านร้อยกว่าปี”

คุณหญิงแสร์ตกใจ จับเนื้อตัวของตัวเองเพื่อให้มั่นใจก่อนจะร้องถาม “ฉันยังหายใจใช่ไหม”

“เจ้าค่ะ เหมือนท่านส่องกระจก ท่านบอกได้ไหมคะว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง เราคิดว่าตัวเราจริง หากเงาในกระจกอาจจะจริงก็ได้ ถ้าท่านเชื่อว่าเมืองลับแลมีจริง เราจะพูดได้อย่างไรว่า เมืองลับแลกับภพที่ท่านอยู่อะไรจริงกว่ากัน หรือมีจริงทั้งคู่ หากมีภพแห่งอนาคตและภพแห่งอดีตเหลื่อมซ้อนกัน”

คุณหญิงแสร์ไม่ค่อยเข้าใจที่มณีจันทร์พูดนักแต่ไม่ได้ซักถามอะไร...

กุลวรางค์กับตรองไม่เห็นมณีจันทร์ลงมาสักที ขึ้นไปช่วยนุ่มเคาะประตูห้องเรียกเพื่อนอยู่นานสองนานแต่เธอไม่เปิดรับ นุ่มตัดสินใจใช้กุญแจสำรองไขห้องเข้าไป ไม่เจอมณีจันทร์ พบแต่รองเท้าส้นสูงหนึ่งข้างตกอยู่หน้ากระจกเงาโบราณ

กุลวรางค์ไม่สบายใจมากที่เพื่อนหายตัวไปไม่บอกกล่าว สั่งทุกคนช่วยกันค้นหา...

มณีจันทร์เล่าเรื่องการข้ามภพให้คุณหญิงแสร์ฟังคร่าวๆว่า เธอไม่สามารถกำหนดเวลาไปหรือกลับได้ ขึ้นอยู่กับสัญญาณเรียกซึ่งมีเพียงเธอที่ได้ยิน คุณหญิงแสร์อยากให้ย้ายกระจกเงาไปที่ห้องนอนของตน มณีจันทร์ไม่แน่ใจทำได้ไหม ระยะห่างระหว่างกระจกเงาของเธอกับของที่นี่ไม่รู้มีอะไรสัมพันธ์กันหรือเปล่า

ถ้าระยะห่างเปลี่ยนไป เธออาจมาพบคุณหญิงแสร์ไม่ได้อีก มณีจันทร์เจ้าเล่ห์ ทำทีว่าไม่ได้อยากมาพบหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์จะได้ไม่ระแวงเกินไป

“พ่อเทพเขาอาจไม่ชอบ แต่การที่ผู้หญิงยิงเรือจะมาอยู่ในห้องผู้ชายมันไม่เหมาะ ฉันเลยจะจัดห้องให้พ่อเทพใหม่” คุณหญิงแสร์พูดลองใจมณีจันทร์ พอเห็นเธอทำท่าไม่สนใจ คลายความระแวงสงสัย...

ที่หอนก หลวงอัครเทพนอนไม่หลับ ห่วงมณีจันทร์มาแล้วไม่เจอกัน ทนอยู่เฉยต่อไปไม่ไหว เดินหงุดหงิดกลับไปห้องตัวเอง ขาบนอนเฝ้าหน้าห้องพลอยตื่นไปด้วย รีบวิ่งตาม...

ม้วนถูกสั่งให้มานอนเฝ้าหน้าห้องคุณหลวง คืนนี้คุณหญิงแสร์จะมานอนที่นี่ เธอวางหมอนหน้าประตูห้องยังไม่ทันจะล้มตัวลงนอน เห็นหลวงอัครเทพเดินหน้าคว่ำนำหน้าขาบตรงมาทางนี้ ม้วนรีบเก็บหมอนหลบ...

คุณหญิงแสร์ได้ยินเสียงกุกกักหน้าห้อง ตะโกนถามว่าม้วนใช่ไหม

“กระผมขอรับคุณแม่ เห็นแสงไฟลอดออกมา ทำไมยังไม่นอน”

“อ้อ...พ่อเทพ...คนอื่นไม่ต้องเข้ามา ให้พ่อเทพเข้ามาคนเดียว”

หลวงอัครเทพปิดประตูลั่นดาลทันทีที่เข้าห้อง มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพก็ยิ้มหน้าบานดีใจ แต่เขากลับเมินไม่มอง เพราะรู้ดีแม่จะไม่ชอบใจ มณีจันทร์หุบยิ้ม หน้าจ๋อย ขณะสองแม่ลูกกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะหาทางออกอย่างไรกับเรื่องของมณีจันทร์ มีเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น ถึงเวลาที่มณีจันทร์ต้องกลับ

คุณหลวงหนุ่มถึงกับอารมณ์เสียยังไม่ทันได้คุยอะไรกับมณีจันทร์ให้หายคิดถึง ปราดเข้าไปดึงมือเธอไว้ไม่ให้ไป คุณหญิงแสร์มองสงสัย ทำไมลูกสนิทสนมกับมณีจันทร์นัก หมอกควันปกคลุมตัวมณีจันทร์และหลวงอัครเทพ แต่เขาไม่ยอมปล่อยมือ หมอกควันพาร่างมณีจันทร์หายไปในกระจกเงาขณะที่มีพลังบางอย่างกระแทกร่างหลวงอัครเทพกระเด็นออกมา คุณหญิงแสร์ตกใจปราดเข้าไปดูลูกชาย เห็นปลอดภัยก็โล่งใจ...

ฝ่ายมณีจันทร์มาปรากฏตัวที่ห้องตนเอง มองไปยังกระจกเงาเห็นภาพหลวงอัครเทพมองมาที่เธอด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ก่อนภาพทั้งหมดจะจางหายไป กลายเป็นภาพสะท้อนของเธอเองตามปกติ มณีจันทร์ตระหนักแล้วว่า ประตูทวิภพเปิดให้เฉพาะเธอเท่านั้น

ooooooo

กุลวรางค์ ตรอง นุ่ม และดาวค้นหามณีจันทร์จนเหนื่อย พากันมานั่งพักที่ห้องรับแขก กุลวรางค์บ่นอุบ หาทุกซอกทุกมุมแล้วทำไมไม่เจอ ตรองแนะให้แจ้งตำรวจ

“แจ้งตำรวจข้อหาหลับลึกเลยไม่ได้ยินเสียงเรียกงั้นหรือ”

ทุกคนหันมองตามเสียง เห็นมณีจันทร์ยืนยิ้มแฉ่ง

กุลวรางค์กับตรองปรี่เข้าไปถามด้วยความเป็นห่วงว่าหายไปไหนมา มณีจันทร์โกหกว่าอยู่ในบ้านไม่ได้ไปไหน กุลวรางค์โวยลั่นว่าไม่จริง พวกเราหาทั่วทุกห้องแล้วไม่เจอ นุ่มเสียงอ่อยยอมรับว่ายังหาไม่ครบทุกห้อง ขาดไปหนึ่งห้อง มณีจันทร์เพิ่งนึกออกว่าห้องไหน

“ห้องพระ...เป็นห้องที่ปิดล็อกไม่เคยเปิด เพราะข้างในมีแต่ของเก่าแก่ แต่วันนี้ฉันเปิด พยายามจะเข้าไปสวดมนต์ แล้วมันหลับไง เอาเถอะ ฉันก็อยู่นี่แล้ว จะไปดูหนังได้หรือยัง”

แผนจะไปดูหนังของมณีจันทร์กับเพื่อนๆเป็นอันต้องพับไป เพราะไรวัตขับรถมาจอดหน้าบ้านมโนวรรณในสภาพเมาปลิ้น ตรองเข้าไปช่วยพยุงออกจากรถ เขากลับหาเรื่องจะชกต่อย ตรองหมั่นไส้เลยปล่อยมือ ไรวัตล้มหัวโขกพื้น กุลวรางค์กับมณีจันทร์ตกใจรีบเข้าไปช่วยกันประคองจะพาเข้าข้างใน

ตรองเกรงใจสาวๆอาสาจัดการให้เอง ไรวัตยังไม่สิ้นฤทธิ์ดิ้นไปมา ตรองคว้าก้อนหินใกล้ๆทุบหัวเปรี้ยง ได้ผลไรวัตสลบเหมือด

ตรองกึ่งพยุงกึ่งลากไรวัตมานอนที่โซฟาในห้องรับแขก ไรวัตคร่ำครวญหามณีจันทร์น้ำหูน้ำตาร่วงทั้งที่ไม่ได้สติ สองสาวอดสงสารไม่ได้ ตรองเห็นสองสาวเริ่มใจอ่อน เบ้หน้าเดินหนี กุลวรางค์พูดเสียงเศร้าว่า

“ตั้งแต่แกหนีลงจากเวทีคราวนั้น พ่อของเขาสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เขามาหาเธอ ตั้งแต่นั้น นายนี่ก็เมาหัวราน้ำทุกวัน งานการไม่ทำวันๆมีเรื่องชกต่อย ขับรถเฉี่ยวชนจนถูกสั่งพักงานสองอาทิตย์”

มณีจันทร์รู้สึกเสียใจ ที่เป็นต้นเหตุทำให้ไรวัตเป็น

แบบนี้ จังหวะนั้น ตรองหยิบขวดยาปรี่เข้าหาไรวัต กุลีกุจอจะกรอกยาใส่ปากให้อ้างกินแล้วจะได้หายเมา แต่กุลวรางค์แย่งมาอ่านฉลากเสียก่อน พอเห็นเป็นยาถ่าย ลากคอเสื้อตรองตรงไปยังห้องนอนรับรองแขกที่เตรียมไว้ให้เขา ผลักตรองเข้าไป แล้วเปิดฉากด่าๆๆ ตรองโต้ไม่ยอมแพ้ แถมคุยถึงเรื่องความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงผู้ชายราวกับเป็นกูรูด้านนี้

“เฮอะ...วันนี้ ดร.วิทยาศาสตร์เกิดจะเก่งเรื่องผู้ชายผู้หญิงขึ้นมา เชื่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” กุลวรางค์หยาม

“ผมยังเก่งอีกหลายเรื่องอยากลองไหมล่ะ” ตรองว่าแล้วเดินรุกไล่กุลวรางค์ไปชิดข้างฝา ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนเธอต้องเอนตัวหลบ เขากระซิบเบา “ผมไม่ได้โง่ ไม่ได้เพี้ยนอย่างที่คุณคิด เปิดใจกว้างๆเรียนรู้โลกใบอื่นผู้ชายคนอื่นที่ไม่เหมือนคุณดูบ้าง ไอ้ที่คิดว่าเก่งคิดว่ามั่น บางทีอาจจะพบว่าตัวเองเนี่ยก็แค่กบในกะลาครอบ”

กุลวรางค์ฉุนสั่งตรองไปห่างๆแต่เขากลับยืนนิ่ง เธอเลยโน้มคอเขาเข้ามาตีเข่า ตรองจุกทรุดฮวบ...

มณีจันทร์เช็ดเนื้อตัวหน้าตาให้ไรวัตเรียบร้อย วานดาวกับนุ่มประคองไรวัตที่เมาหลับไปที่ห้องนอนรับรองแขกอีกห้องหนึ่ง นุ่มรอจนดาวลับสายตา จึงหันไปบอกมณีจันทร์ว่าเมื่อครู่เธอไปเปิดห้องพระดู รู้ว่ามณีจันทร์ไม่ได้เข้าไป เพราะพื้นที่เปื้อนฝุ่นไม่มีรอยเท้าใครปรากฏ มณีจันทร์จนแต้ม ขอร้องนุ่มอย่าบอกเรื่องนี้กับกุลวรางค์เด็ดขาด เธอมีเหตุผลที่บอกใครไม่ได้ ขอให้นุ่มเชื่อใจกันสักครั้ง นุ่มพยักหน้ารับคำ...

ดึกคืนนั้น มณีจันทร์ฝันหวานเห็นหลวงอัครเทพข้ามประตูทวิภพมาหาที่ห้อง ขณะที่เขายื่นหน้าเข้ามาจูบปากเธอ มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น มณีจันทร์ตกใจตื่น มองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าฝันไป มีเสียงกุลวรางค์ร้องเรียก
“เมณี่ๆตื่นเดี๋ยวนี้ ตื่นๆที่ห้องฉันแอร์เสียน่ะ ร้อนชะมัด นอนด้วยคนนะ”

มณีจันทร์เดินไปเปิดประตูห้อง กุลวรางค์โผขึ้นเตียง หัวยังไม่ทันถึงหมอนก็หลับกลางอากาศ กรนครอกๆ มณีจันทร์นอนคิดถึงความฝันบ้าบอเมื่อครู่แล้วอายหน้าแดง

ooooooo

..

----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep6/page1

ทวิภพ ตอนที่ 6

คุณหญิงแสร์เห็นลูกชายนั่งกินข้าวเช้าท่าทางเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม คิดว่าหอนกคับแคบนอนไม่สบาย แนะให้เขากลับไปใช้ห้องเดิม แล้วย้ายกระจกเงาบานนั้นไปไว้ที่อื่นแทน หลวงอัครเทพส่งเสียงดังขึ้นมาทันที เขายินดีจะอยู่ที่หอนกตลอดไป ขอเพียงแม่อย่าเคลื่อนย้ายกระจกเงา อ่างล้างหน้าและเหยือกน้ำ

“ไม่ต้องเสียงดังก็ได้ แม่ได้ยินแล้ว”

หลวงอัครเทพรู้สึกตัว รีบขอโทษแม่ คุณหญิงแสร์ค้างคาใจท่าทีที่สนิทสนมของลูกชายกับมณีจันทร์ เลยลองหยั่งเชิงถามถึงประยงค์ วันนั้นเขาพูดอะไรกับเธอที่วัด หลวงอัครเทพแค่บอกว่า หากเธอไม่อยากออกเรือน เธอมีสิทธิ์ปฏิเสธได้ไม่ต้องเกรงใจเขา ผู้หญิงควรมีสิทธิ์เลือกคู่ชีวิตของตัวเองได้ คุณหญิงแสร์สงสัยที่เขาพูดเช่นนั้น เพราะห่วงประยงค์ หรือมีเหตุผลอย่างอื่น หลวงอัครเทพแก้ตัวเป็นพัลวัน

“กระผมยังไม่อยากออกเรือน ไม่อยากมาแต่ไหนแต่ไร ที่ไปวัดไม่ใช่ไปดูตัว แต่ต้องการไปบอกเรื่องนี้”

คุณหญิงแสร์กังวลใจ หลวงอัครเทพสนิทสนมกับมณีจันทร์จริงดังคาด ถึงได้บ่ายเบี่ยงเรื่องประยงค์...

กุลวรางค์ตื่นขึ้นแต่เช้าเห็นมณีจันทร์กำลังลองชุดผ้าไหมหลายสิบชุดอยู่หน้ากระจกเงา ถามไถ่ก็ได้ความว่า เมื่อคืนมณีจันทร์นอนไม่หลับ คาใจเรื่องสีเสื้อผ้าของคนสมัยก่อน เลยไปค้นหนังสือเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายไทยมาดู แต่ไม่ได้ เรื่องอะไร กุลวรางค์มองมณีจันทร์ด้วยความเป็นห่วง...

ไรวัตลงมาเจอตรองนั่งยิ้มหน้าเป็นอยู่ที่โต๊ะกินข้าว ปราดเข้าไปเอาเรื่องที่เขาบังอาจมาค้างคืนที่บ้านมณีจันทร์ ตรองฮึดสู้แต่สู้ไม่ไหว โดนไรวัตรดันไปติดผนัง กุลวรางค์ลงมาเห็นพอดีรีบเข้าไปห้าม เตือนไรวัตขืนวู่วามแบบนี้ มณีจันทร์ ต้องไม่ชอบใจแน่ ไรวัตจำใจปล่อยตรอง กุลวรางค์ลากตรองออกไปอีกห้องหนึ่ง เล่าเรื่องมณีจันทร์หมกหมุ่นกับเรื่องอดีตขนาดหนักจนไม่หลับไม่นอนให้ฟัง ตรองไม่สบายใจ เพราะการนอนน้อยเป็นจุดเริ่มต้นของอาการป่วย เราสองคนต้องหาทางช่วยมณีจันทร์ ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ กุลวรางค์เห็นด้วย...

ด้านมณีจันทร์สวมซิ่นกับเสื้อผ้าลูกไม้ของแม่ แต่ชุดหลวมไป เธอคว้าเข็มขัดหนังหัวทองมาคาดเอว ดึงซิ่นที่ยาวปิดตาตุ่มให้สั้นขึ้นเป็นสามส่วน มณีจันทร์มองตัวเองในกระจกเงาพอใจ แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ระยะหลังเธอหายไปอีกภพหนึ่งครั้งละนานๆ เกรงใครต่อใครจะเป็นห่วง หยิบกระดาษโน้ตมาเขียนข้อความว่า

“ถึงทุกคน ถ้าเมณี่หายไปไม่ต้องห่วง ไป ตจว.จ้ะ” มณีจันทร์เอากระดาษโน้ตสอดไว้ในหนังสือ

จากนั้น เธอเดินลงมาข้างล่าง เจอไรวัตนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก เขาขอโทษเธอเรื่องเมื่อคืนสัญญาจะทำตัวดีขึ้น ขอร้องมณีจันทร์ให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกครั้ง ต่อไปนี้เขาจะไม่ดื่มเหล้า จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนและจะกลับไปทำงาน มณีจันทร์ได้แต่มองอึ้ง ไม่รู้จะปฏิเสธเขาอย่างไร

ooooooo

ถึงเวลาเข้านอน คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพพามณีจันทร์มาส่งที่ห้อง ม้วนรีบเข้าไปจัดเตรียมที่นอนให้ คุณหญิงแสร์ ไม่ให้มณีจันทร์อาบน้ำ ไม่ให้เปิดหน้าต่าง เดี๋ยวลมโกรกจะไม่สบายมากขึ้น แล้วสั่งม้วนนอนเป็นเพื่อนมณีจันทร์ในห้อง ม้วนสะดุ้งโหยง หวาดกลัว คุณหญิงแสร์เอ็ดมีท้าวเวสสุวรรณเจ้าแห่งผีอยู่ในห้องแล้วไม่ต้องกลัว มณีจันทร์ไม่ใช่ผี ผีที่ไหนจะกินยากินข้าวได้ คุณหญิงแสร์ปล่อยให้มณีจันทร์ได้นอนพัก

หลวงอัครเทพขยับจะตามแม่ออกไป มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดมากระซิบใกล้ๆว่า กู๊ดไนต์ เขาแกล้งไม่ได้ยินก่อนจะหยุด ตอบกลับไปว่ากู๊ดไนต์โดยไม่มองหน้า มณีจันทร์ยิ้มแฉ่งล้มตัวลงนอนอย่างมีความสุข...

ฝ่ายหลวงอัครเทพมาถึงหอนก ยืนมองพระจันทร์สีหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความรัก เขาหยิบไวโอลินขึ้นมาสีบอกความรู้สึกผ่านบทเพลงไปยังห้องของมณีจันทร์ เสียงเพลงรักอ่อนหวานทำให้มณีจันทร์ลุกจากเตียงย่องไปเปิดหน้าต่างฟังอย่างมีความสุข...

ตรองตั้งสติทำใจให้กล้า ก่อนจะยกมือถือขึ้นมาโทร.หากุลวรางค์ พอเธอรับสาย ตรองใส่ทันที

“คุณกุล พรุ่งนี้เราไปคุยกันเรื่องเมณี่นะ เจอกันแปดโมง คุยยาวหน่อยถึงสองทุ่ม ถ้าไม่ว่างก็มะรืนนี้ แต่เราต้องเจอกันให้ได้...แค่นี้นะ” ตรองวางสายไม่รอฟังคำตอบ

กุลวรางค์งงยังพูดไม่ทันรู้เรื่องดันวางสาย เลยโทร.กลับ ตรองสะดุ้งโหยง เห็นเบอร์หน้าจอเป็นของกุลวรางค์ ตั้งสติก่อนรับสาย ทำเป็นถามเสียงเข้มว่ามีอะไร กุลวรางค์ยังไม่รู้เลยว่านัดเจอกันที่ไหน ตรองนัดเจอที่คลองโคน สักครู่เขาจะส่งแผนที่ไปให้ทางมือถือ แล้วรีบวางสายไม่เปิดโอกาสให้กุลวรางค์ถามอะไร...

นุ่มแปลกใจมณีจันทร์นอนหลับตั้งแต่ตอนสาย ค่ำมืดป่านนี้ยังไม่ยอมลงมากินอะไร ชวนดาวขึ้นไปดูเหมือนเช่นเคย มณีจันทร์หายไปไม่อยู่ในห้อง นุ่มหยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาเปิดดู เจอกระดาษโน้ตของมณีจันทร์ที่เขียนบอกว่าไป ตจว. นุ่มกับดาวงง คุณหนูของพวกตนออกไปตอนไหน

ooooooo

มณีจันทร์ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่แจ้ง หลังจากอาบน้ำ แปรงฟันด้วยไม้ข่อยจิ้มเกลือสะตุผสมสารส้มสะตุ ม้วนจับมณีจันทร์นุ่งโจง ห่มผ้าแถบ แล้วปิดท้ายด้วย กระแจะจันทร์ลูบบริเวณหัวไหล่ มณีจันทร์เคยได้ กลิ่นนี้ในฝันมาก่อน สูดดมอย่างชื่นหัวใจ ม้วนมองผลงานตัวเองแล้วยิ้มพอใจ มณีจันทร์ในชุดไทยงามราวเทพธิดา แต่พอเธอเริ่มก้าวเดิน ดูยุกยิกหลุกหลิกไปหมด ม้วนอดถามไม่ได้ทำไมเดินอย่างนั้น

“แหะๆชุดชั้นในไม่มีสักชิ้น กลัวหลุดน่ะ...เดี๋ยวนะ เอาใหม่ เก๊กกุลสตรี หนึ่ง...สอง...สาม”

สิ้นเสียงนับ มณีจันทร์วางท่าสง่างาม แอบฝันเฟื่องว่าหลวงอัครเทพเห็นท่วงท่าเดินของเธอถึงกับชมว่างามสง่ากว่าประยงค์ มณีจันทร์มัวแต่เดินยิ้มไม่ทันได้ดูทาง ม้วนจะร้องบอกแต่ไม่ทัน เจ้านายสาวก้าวพลาดร่วงตกจากบันไดลงไปนอนแผ่อยู่ที่เชิงบันไดชั้นล่าง ม้วนพยายามจะไม่ขำ แต่อดไม่ได้....

ในเวลาเดียวกัน กุลวรางค์ขับรถมาถึงรีสอร์ตแห่งหนึ่งตามนัด เห็นตรองรออยู่ เธอบ่นอุบ ทำไมต้องถ่อมาถึงที่นี่ แค่มาคุยเรื่องมณีจันทร์ไม่ใช่หรือ จังหวะนั้น รถบัสขนนักศึกษากลุ่มใหญ่แล่นมาจอดใกล้ๆ ตรองพานักศึกษาชมรมรักษ์ธรรมชาติมาทัศนศึกษาที่นี่ เลยอยากให้กุลวรางค์ได้รู้จักชีวิตในมุมอื่นบ้าง แล้วลากเธอไปลงเรือหางยาวที่เตรียมไว้สำหรับชมป่าชายเลน กุลวรางค์ร้องเอะอะลั่น พยายามขืนตัว

“เฮ้ย...มาคุยแค่คุยเรื่องเพื่อน ไม่ได้มาทำอะไร นี่เดี๋ยวสิ...เดี๋ยว”

ตรองลากเธอลงเรือหางยาวพร้อมกับนักศึกษาจนได้ ธรรมชาติสวยงามและอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนนำพาสัตว์ต่างๆมารวมตัวกันบริเวณนั้นมากมาย กุลวรางค์ไม่ชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับป่าชายเลน เพราะรังเกียจโคลน กลัวเปื้อน แต่ก็สนอกสนใจมองโน่นมองนี่ไม่วางตา ตรองถามกุลวรางค์ เคยลงไปในโคลนไหม

“โหย...ในโคลนน่ะนะ ฉันต้องตายแน่ๆ พื้นเละๆแฉะๆมีงูมีหอยมีแมลงอะไรก็ไม่รู้ ไม่เอาหรอก”

“ดีแล้ว...จัดการเลยพวกเรา” สิ้นเสียงตรอง นักศึกษาชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยตรองอุ้มกุลวรางค์ไปวางบนกระดานสำหรับไถไปบนโคลนซึ่งเจ้าหน้าที่รีสอร์ตนำมารออยู่ก่อนแล้ว กุลวรางค์เอาแต่ปิดตาร้องกรี๊ดๆไปตลอดทางที่เจ้าหน้าที่รีสอร์ตถีบกระดานไปตามป่าชายเลน ขณะที่ตรองถีบกระดานโต้ลมอย่างมีความสุข...

หลวงอัครเทพยืนคุยกับคุณหญิงแสร์อยู่มุมหนึ่งบนเรือน เห็นมณีจันทร์ในชุดไทยสวยงามเดินเล่นแถวโถงกลางเรือน ชะงัก มองเธออย่างชื่นชม คุณหญิงแสร์มองตามสายตาลูกชาย รู้สึกชื่นชมมณีจันทร์เช่นกัน...

มณีจันทร์เห็นพวกบ่าวกำลังเก็บดอกปีบเพื่อใช้มวนยาสูบอยู่ในสวน ชวนม้วนลงมาช่วยเก็บ พวกนั้นกลับวิ่งหนีหายไปหมด มณีจันทร์งงทำไมต้องหนี พอรู้จากม้วนพวกบ่าวคิดว่าเธอเป็นผี มณีจันทร์นึกสนุก จะแสร้งเป็นผีหลอกพวกนั้นให้เข็ด วิ่งปรู๊ดออกไปทันที ม้วนหันมาไม่เห็นเจ้านายสาว รีบเดินตาม

มณีจันทร์เอาดินมาป้ายหน้าให้เป็นสีดำ แล้วโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ หลอกโขมบ่าวอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังเก็บดอกไม้ใส่กระจาดจะเอาไปทำกับข้าว โขมตกใจโยนกระจาดทิ้งวิ่งหนี ร้องลั่น

“ผีๆๆๆ...ช่วยด้วย”

มณีจันทร์หัวเราะชอบใจ วิ่งไปหลอกบ่าวคนอื่นต่อ

ทั้งขาบและบ่าวในเรือนโดนมณีจันทร์ทำผีหลอกวิ่งหนีกันป่าราบ ขณะมณีจันทร์วิ่งไล่อิ่มออกมาหน้าเรือนครัว ไม่ทันสังเกตเห็นหลวงอัครเทพยืนอยู่ คิดว่าเป็นพวกบ่าว หันไปแลบลิ้นปล้ินตาหลอก หลวงอัครเทพเอ็ดตะโร

“ตื่นขึ้นมาก็หาเรื่องเลยนะ”

มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพยืนหน้าบึ้งตึงถึงกับหน้าเสีย คุณหลวงหนุ่มสั่งม้วนไปตามบ่าวในเรือนทั้งหมดมารวมตัวกันที่นี่ เขาจะเฆี่ยนผีให้พวกนั้นดู มณีจันทร์เข่าอ่อน งานเข้าเสียแล้ว

ครู่ต่อมา บ่าวทั้งหมดมานั่งอยู่ต่อหน้าหลวงอัครเทพ มณีจันทร์นั่งบนแคร่อีกตัวหนึ่งไม่ห่างนัก หลวงอัครเทพสั่งให้ม้วนอธิบายให้พวกบ่าวฟังว่ามณีจันทร์เป็นใคร ม้วนพยายามปั้นเรื่องให้ดูน่าเชื่อถือที่สุด

“คุณมณีเป็นหลานคุณท่านมาจากฝั่งขะโน้น เพิ่งมาเมื่อคืนคนทางฝั่งขะโน้นมาส่ง...คุณมณีไม่ใช่ผี ข้านอนเฝ้าคุณมณีทั้งคืน เนื้อตัวคุณท่านข้าก็จับมาแล้ว ท่านกิน อาบน้ำวิ่งกลางแดดก็ทำมาหมด ในห้องนั้นคุณหญิงก็เชิญท่านท้าวเวสสุวรรณเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นผีคุณมณีจะอยู่ได้ยังไง”

เสียงม้วนน่าเชื่อถือจนพวกบ่าวคลายความกลัวลง มณีจันทร์ขอโทษทุกคนด้วย เธอแค่แกล้งสนุกๆไม่มีผีสางนางไม้ที่ไหนทั้งนั้น เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย หลวงอัครเทพไล่บ่าวทุกคนกลับไปทำงานของตัวเอง มณีจันทร์มองหลวงอัครเทพกลัวๆ หาทางชิ่งหนี แต่เขารู้ทัน ฟาดหวายลงพื้นดังสนั่น มณีจันทร์สะดุ้งเฮือก

“ที่ไม่ได้เฆี่ยนไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะกลัวจะไม่งาม เพราะฉะนั้น...ยืนขึ้นแล้วหันไปทางโน้น”

มณีจันทร์หันหลังกอดอกเตรียมโดนหวาย หลวงอัครเทพเงื้อมือยังไม่ทันจะตี สาวจอมแก่นแกล้งร้องโอ๊ย ม้วนแอบมองห่างๆอดขำไม่ได้ หลวงอัครเทพเงื้อหวายขึ้นอีกครั้ง มณีจันทร์ร้องห้ามไว้ ก่อนเขาจะลงหวาย เธอมีอะไรจะบอก แล้วตะโกนสั่งให้ม้วนทำอย่างที่เธอสอนไว้

ม้วนไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำแปลว่าอะไรแต่ก็ทำตามสั่ง เธอยกแขนสองข้างโค้งเข้าหากันเหนือหัว ทำเป็นรูปหัวใจท่าเกาหลียอดฮิตของคนปัจจุบัน มณีจันทร์ทำหน้าละห้อยกระซิบบอกหลวงอัครเทพ
“ท่านี้แปลว่า ไอเลิฟยู...อย่าตีเลยนะ...นะๆ...เลิฟยู”

หลวงอัครเทพไม่ขำด้วย ตวัดหวายเข้าน่องมณีจันทร์ถึงกับร้องจ๊าก แล้วปรามเสียงเข้ม “จำไว้...โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ขืนซุกซนคราวหน้าจะไม่ไว้หน้า จะตีต่อหน้าบ่าวเลยคอยดู”

ooooooo
คุณหญิงแสร์เพิ่งกลับจากเอาแกงไปให้คุณพระข้างบ้าน ม้วนแอบเล่าเรื่องมณีจันทร์โดนหลวงอัครเทพลงหวาย เธอถึงกับหัวเราะขำในความแก่นกะโหลกของหญิงสาว ม้วนมองคุณหญิงแสร์แปลกใจ

“คุณหญิงก็หัวร่อรึเจ้าคะ...บ่าวนึกว่าคุณหญิงจะโกรธ คุณหลวงก็เถิดเหมือนไม่ได้โกรธจริง พอบ่าวทำท่าที่คุณมณีสอน คุณหลวงก็หน้าแดง ท่าทางคุณหลวงจะเมตตาคุณมณี คุณหญิงก็เช่นกัน...เอ...สนิทสนมกันมาแต่ปางไหนน้า...ทำไมอีม้วนไม่รู้”

คุณหญิงแสร์สั่งม้วนอย่าพูดมาก ส่วนเรื่องที่มณีจันทร์โดนหวายก็ห้ามไปเล่าให้ใครฟัง...

ทำกิจกรรมได้สักพัก ตรองชวนกุลวรางค์มากินข้าวที่กระท่อมกลางเลน เขาเตรียมข้าวปลาอาหารไว้มากมาย แต่กุลวรางค์ไม่มีอารมณ์จะกิน ดึงคอเสื้อตรองเข้ามาถาม ต้องการอะไรกันแน่ถึงหลอกให้เธอมาที่นี่ แทนที่ตรองจะบอกไปตรงๆว่าชอบกุลวรางค์อยากเป็นแฟนกับเธอ ไม่ได้ชอบมณีจันทร์

เขากลับยกเรื่องโลกของเขา โลกของเธอที่แตกต่างกันแล้วชวนเธอสร้างโลกใหม่ของเรา กุลวรางค์ยิ่งฟังยิ่งงง ทำไมต้องสร้างโลกของเรา เธอกับเขาแค่ตั้งใจช่วยมณีจันทร์ เท่านั้นเอง...

มณีจันทร์ไม่เห็นคุณหญิงแสร์มาร่วมวงกินข้าวกับเธอและหลวงอัครเทพก็ถามหา

“คุณแม่ท่านตั้งสำรับเช้าเพราะฉันต้องไปทำงาน ท่านจะรับประทานตอนสาย” หลวงอัครเทพพูดจบ เอามือจุ่มน้ำในอ่างแก้วลอยดอกกุหลาบ แล้วใช้นิ้วสี่นิ้วจับข้าวเข้าปาก

มณีจันทร์เพิ่งเห็นวิธีกินข้าวแบบไทยๆชัดเจนวันนี้เอง หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์นั่งเฉย ถามไม่หิวหรือ มณีจันทร์ ไม่กินข้าวเช้า ขอแค่กาแฟแก้วเดียวพอ หลวงอัครเทพไม่มีกาแฟให้ แนะให้เธอลองกินฟักร้อนๆต่างซุป แล้วชี้ไปที่ฟักแกะสลักสวยงามบนจานรอง ซึ่งข้างในมีซุปใส

“เวลาจะกินเนื้อฟักใช้ช้อนตักข้างๆอย่างนี้” หลวงอัครเทพใช้ช้อนทำให้ดู พอยกช้อนมีฟักติดขึ้นมา

มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปจะให้ป้อน ม้วนมองตะลึง หลวง อัครเทพเห็นม้วนมอง เขินรีบวางช้อนขอตัวไปทำงาน ม้วนรีบยกอ่างน้ำอีกใบมาให้ล้างมือ

“ถ้ายังไม่กลับ ควรอยู่กับคุณแม่ ฉันจะไปทำงานแล้วจะรีบกลับ...คงยังอยู่”

มณีจันทร์ไม่รับปาก แต่จะพยายามอยู่รอ หลวงอัครเทพ ขึ้นรถลากพ้นหน้าเรือนไปอึดใจเดียว เสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น มณีจันทร์ลุกพรวดถามหาคุณหญิงแสร์ พอรู้ว่าดูพวกบ่าวอยู่ข้างล่าง สั่งม้วนช่วยไปเรียนท่านด้วย เธอต้องกลับแล้ว แล้วเร่งฝีเท้ามายืนหน้ากระจกเงา เหลือบเห็นพานวางอยู่ที่โต๊ะ

ม้วนรีบรายงานก่อนมณีจันทร์จะอ้าปากถาม “ลูกจันเจ้าค่ะ อิฉันเก็บมาฝากคุณตั้งแต่เช้ามืด”

มณีจันทร์เดินไปหยิบลูกจันมาหนึ่งลูก ฝากม้วนบอกคุณหลวงด้วยว่าเธอจะรีบกลับมา ม้วนจะรอเธออยู่ในนี้ไม่ไปไหน หมอกควันลอยจากกระจกมาคลุมร่างมณีจันทร์ก่อนจะหายวับไป ม้วนถึงกับอึ้ง

ooooooo

..



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #3 on: 16 July 2026, 15:22:54 »


https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep7/page1

ทวิภพ ตอนที่ 7

ตรองหลอกล่อให้กุลวรางค์ร่วมทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลนต่อ กุลวรางค์ไม่อยากย่ำโคลน ขอตัวกลับก่อน ตรองไม่ให้กลับอุ้มเธอลุยโคลนออกไปทันที ได้ระยะห่างจากชายฝั่งพอสมควรเขาปล่อยเธอลง ขอให้เธอลองเดินย่ำโคลน กุลวรางค์ทั้งกลัวทั้งขยะแขยงไม่กล้าขยับไปไหน ตรองจับมือเธอไว้แน่น

“ฟังนะ ผมจะจับมือคุณไว้ตลอดเวลา ถ้ามีอันตราย ผมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ อยู่ตรงนี้ตลอดไป”

กุลวรางค์มองตาซึ้งๆคู่นั้นของตรองชักเอะใจ คิดอะไรกับตนหรือเปล่า แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตรองกับมณีจันทร์เป็นแฟนกัน เธอสะบัดมือออกแล้วผลักเขาสุดแรง ตรองเสียหลักคว้ากุลวรางค์ล้มลงไปด้วยกัน หน้าของทั้งคู่ใกล้ชิดกัน ตรองถึงกับเคลิ้ม ชมกุลวรางค์ผิวสวยมาก ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งสวย

หญิงสาวโกรธที่ตรองคิดจะจับปลาสองมือ กำโคลนละเลงตัวเขาเปรอะไปหมด แล้วเดินหนี ตรองตามติดขอร้องให้กลับมาคุยกันก่อน กุลวรางค์ไม่ยอมคุยด้วย ตรองคว้ามือเธอไว้ กุลวรางค์หันขวับ

“อย่ามาจับตัวฉัน วันนี้คุณจับตัวฉันบ่อยเกินไปแล้ว...ปล่อย จำไว้นะ ฉันกับคุณ เราก็แค่มีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน นอกไปจากนี้เราไม่ได้มีอะไรต่อกันทั้งนั้น...ได้ยินไหม” กุลวรางค์เดินหนีปล่อยให้ตรองยืนอึ้งคนเดียว...

มณีจันทร์ข้ามภพมาทันเจอไรวัตพอดี เขาแปลกใจเห็นเธอนุ่งโจงห่มสไบแต่ไม่ถามอะไร เอาแต่คุยอวดว่ากลับไปทำงานแล้ว และตั้งใจจะเลิกเหล้าเพื่อเธอจริงๆ มณีจันทร์อยากให้เขาปรับปรุงตัวเพราะเขาเชื่อว่าทำแล้วชีวิตจะดีขึ้น ไม่ใช่ทำเพื่อให้เธอกลับไปคบเขา ไรวัตยังดึงดันขอให้มณีจันทร์กลับมาเป็นเหมือนเดิม

“ไรวัตคะ...เรื่องของเรา ฉันยังยืนยันเหมือนเดิม อย่ารอฉันเลย...ฉันขอตัวค่ะ ฉันต้องจัดกระเป๋าเดินทาง บางทีอาจจะต้องเดินทาง...นุ่ม...ถ้าฉันหายไปอีก นุ่มไม่ต้องห่วงนะ” มณีจันทร์พูดจบเดินขึ้นห้อง

“คุณคิดว่าผมทำไม่ได้ใช่ไหม คอยดูไปแล้วกัน ผมจะเป็นคนดีเพื่อคุณนะ เมณี่” ไรวัตตะโกนไล่หลัง...

มณีจันทร์จัดเสื้อผ้าที่ลักษณะคล้ายชุดไทยสมัย ร.5 ซึ่งเธอดูจากหนังสือเครื่องแต่งกายไทย ชุดชั้นใน เข็มกลัด หนังสือเรื่องไทยเสียดินแดน ร.ศ.112 ใส่กระเป๋าเดินทาง โดยไม่ลืมของฝากติดมือไปด้วย หลังจากได้ของครบตามต้องการ มณีจันทร์เอากระเป๋าเดินทางไปวางไว้ที่ข้างอ่างล้างหน้าโบราณตรงข้าม กระจกเงา...

หลวงอัครเทพแวะไปหา มร.จอห์นพ่อค้าชาวอังกฤษผู้กว้างขวางที่ห้างขายของของเขา เพื่อแจ้งให้ทราบว่าทางราชการได้ออกกฎใหม่ จะสุ่มตรวจจดหมายที่ส่งไปอังกฤษและฝรั่งเศส มร.จอห์นหงุดหงิดขึ้นมาทันที

“ระเบียบใหม่วุ่นวายอะไรอย่างนี้ จดหมายส่วนตัวแท้ๆ...คุณหลวงๆ...อยู่ไหน”

มร.จอห์นตะโกนเรียกหลวงเจนพาณิชย์ซึ่งเขาใช้เงินฟาดหัวจ้างให้มาเฝ้าห้างออก มาจัดการเรื่องนี้แทนเขา แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปหลังห้าง หลวงเจนพาณิชย์เชิญหลวงอัครเทพไปที่มุมรับแขก ติดสินบนเขาให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่สำหรับจดหมายที่มาจาก มร.จอห์นและห้างของเขา หลวงอัครเทพด่าไม่ไว้หน้า

“น้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อหน้าพระพักตร์ยังจำได้ไหม เกิดเป็นข้าของพระเจ้าอยู่หัว กินเงินเดือนหลวง หน้าที่คือเฝ้าแผ่นดินเกิด แต่นี่อะไร กลับมานั่งเฝ้าห้างคนต่างชาติ”

หลวงเจนพาณิชย์โกรธมากจนเกือบจะมีเรื่องกัน

ooooooo

มณีจันทร์ข้ามภพมาปรากฏตัวที่ห้องหลวงอัครเทพในวันถัดมา ครั้งนี้เธอมีของมาฝากหลวงอัคร-เทพ คุณหญิงแสร์ และม้วน พัดทำจากไม้หอมแกะสลักสวยงามกับสร้อยหินสีสามเส้นสำหรับคุณหญิงแสร์ ที่โกนหนวดสมัยใหม่พร้อมน้ำยาโกนหนวดของหลวงอัครเทพ ส่วนของฝากของม้วนเป็นลิปสติกสีสวย

ของที่มณีจันทร์เตรียมมาอยู่ครบทุกอย่างยกเว้นหนังสือเรื่องไทยเสียดินแดน ร.ศ.112 มณีจันทร์เดินมาดูที่ข้างอ่างล้างหน้าตรงข้ามกระจกเงาก็ไม่เห็น เธอตระหนักแล้วว่ามีอำนาจบางอย่างไม่ต้องการให้เธอใช้ข้อมูลจากหนังสือเล่ม นั้น มณีจันทร์ตั้งใจจะใช้สติปัญญาของตัวเอง ทำให้สำเร็จและจะแก้ไขอดีตให้ได้...

หลังจากเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่เอาข้ามภพเข้าที่เรียบร้อย มณีจันทร์ออกมาที่หอนั่งช่วยหลวงอัครเทพแปลจดหมายของต่างชาติที่ทางราชการ สั่งให้ตรวจตราเข้มงวดเพราะคิดว่าพวกนั้นไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา อาจทำงานด้านการเมืองช่วยเหลือประเทศของตนไปพร้อมกัน มณีจันทร์หยิบจดหมายพวกนั้นขึ้นมาดู

“นี่คือจดหมายที่ได้จากเขาหรือคะ ได้ค่ะ ฉันจะแปลให้หมดเลย...ต้องเอาให้เสร็จไม่เสร็จก็นอนมันตรงนี้แหละ” มณีจันทร์เริ่มอ่านเอกสารตั้งอกตั้งใจ หลวงอัครเทพเผลอพูดถึงเหตุการณ์เมื่อคราวมณีจันทร์ฝันหวานเห็นเขาข้ามภพไปหา เธอถึงห้องนอน มณีจันทร์หันขวับ ถามว่ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หลวงอัครเทพแก้ตัวไม่ถูก

“หน็อย...หาว่าฉันฝันไปคนเดียว ท่านไปจริงๆท่านหลับฝันไป เราเจอกันในฝันอีกแล้วใช่ไหมคะ...ร้ายนักนะ...พอเราถามมาทำเป็นตาใสไม่รู้ เรื่องใส่เรา ที่แท้ก็แอบข้ามภพไปหาเราถึงเตียงนอน”

หลวงอัครเทพหน้าแดง มณีจันทร์รุกเข้าใกล้หวังจะแกล้งคนขี้อาย หลวงอัครเทพลุกหนีอ้างจะไปดูแม่แต่เธอขวางไว้ กระเซ้าว่าอายขนาดนี้ไปเรียนถึงยุโรปได้อย่างไร เวลาเจอแหม่มหอมแก้มทักทายไม่อายม้วนหรือ

“แก่นกะลานักนะ หล่อนนี่” หลวงอัครเทพอยากเขกกะโหลกมณีจันทร์นัก

“คราวนี้ท่านเอาไม้เรียวตีฉันไม่ได้ ฉันต่างหากที่ต้องตีท่านเพราะท่านเป็นคนรังแกฉัน” มณีจันทร์ชี้แก้มกับหน้าผากตัวเองที่ถูกเขาจูบในฝัน หลวงอัครเทพไม่ยอมถูกรุกไล่ฝ่ายเดียวนึกอยากแกล้งเธอกลับบ้าง

“หล่อนพูดเองว่า เป็นกิริยาทักทายของแหม่ม แล้วจะใช่รังแกได้อย่างไร ความจริงหล่อนก็เหมือนแหม่มไม่ถือสาเอาความกับเรื่องพวกนี้ งั้นเรามาทักทายกันไหม” หลวงอัครเทพว่าแล้วจับไหล่ทั้งสองข้างของมณีจันทร์ไว้ แกล้งเอียงหน้าเข้าหา คล้ายจะหอมแก้ม มณีจันทร์ร้องห้ามลั่น

คุณหญิงสรเดชหิ้วตะกร้าใส่กับข้าวขึ้นมาเห็นพอดี ตกใจตะกร้าหลุดมือโถใส่กับข้าวแตกกระจาย

“อุ๊ยตายเถร...ทำอะไรกันน่ะ กลางวันแสกๆไม่อายผีสางเทวดา” คุณหญิงสรเดชโกรธมาก...

คุณหญิงแสร์ร้องเอะอะเมื่อรู้ว่าคุณหญิงสรเดชไปที่หอนั่งซึ่งมณีจันทร์กับ หลวงอัครเทพนั่งทำงานอยู่ เธอคาดต้องมีเรื่องแน่ๆ รีบจ้ำอ้าวตามไปทันที เป็นจริงอย่างคุณหญิงแสร์คาด ทันทีที่คุณหญิงสรเดชเจอหน้าเธอตัดพ้อต่อว่ายกใหญ่ที่คิดอยากให้หลวงอัครเทพ ได้กับหลานสาวตัวเอง คุณหญิงสรเดชน้อยใจที่เพื่อนหักหลังถึงกับน้ำตาคลอ คุณหญิงแสร์งงหันไปถามลูกชายว่าเกิดอะไรขึ้นใครทำอะไรคุณหญิงสรเดช

“กระผม...เอ่อ...แนะนำแม่มณีให้คุณหญิงรู้จัก “หลวงอัครเทพอึกๆอักๆมีพิรุธ

“หลายปีดีดักมานี่ แม่ประยงค์มีผู้ใหญ่มาทาบทามกี่คนรู้ไหม บางคนยศสูงกว่าพ่อเทพก็มี แต่ฉันหาสนใจไม่ เก็บแม่ประยงค์ไว้ให้เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน แล้วนี่ดูที่แม่แสร์ทำกับฉันสิ แม่แสร์เคยเห็นแก่จิตแก่ใจฉันบ้างไหม...หา” คุณหญิงสรเดชกลับไปทั้งน้ำตา คุณหญิงแสร์งงลูกชายแนะนำแบบไหนถึงได้เป็นเช่นนี้

ooooooo

พอได้ฟังความจากลูกชาย คุณหญิงแสร์กลุ้มใจมาก ไม่รู้ต่อไปจะมองหน้าคุณหญิงสรเดชติดไหม หลวงอัครเทพกลับเห็นว่าดีเหมือนกันที่คุณหญิงสรเดชตัดเป็นตัดตายเขา ประยงค์จะได้มีโอกาสเลือกคนอื่นที่ดีกว่า คุณหญิงแสร์เตือนลูกว่าไม่ง่ายอย่างนั้น ใครๆก็รู้เขากับประยงค์เป็นคู่หมายกัน ฝ่ายนั้นคงจะเสียใจมาก

“กระผมไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ นอกจากจะกราบขออภัยคุณแม่”

คุณหญิงแสร์อ่อนใจไม่รู้จะดุด่าลูกอย่างไร ได้แต่บอกให้กลับไปทำงานต่อ เธอขอคิดดูก่อนจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร หลวงอัครเทพขยับจะออกไป อยู่ๆคุณหญิงแสร์ก็โพล่งขึ้นว่า

“บุพเพสันนิวาสคาดเดาได้ยาก แม่อุษาที่จู่ๆตกลงมากลางเรือนดูราวกับเทพอุ้มสมมาให้ก็จริง แต่เคยคิดหรือไม่ หากวันใดนางไปแล้ว ไม่กลับมา ลูกแม่จะทำเช่นใด”

“บุพเพสันนิวาสคาดเดายาก รักกับคนหนึ่งแต่ลงเอยกับคนหนึ่ง ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่คงไม่ใช่หลวงเทพ หากกระผมผิดหวัง กระผมคงไม่เผื่อใจไว้ให้คนอื่น กระผมยินดีจะโดดเดี่ยวในเวลากลางวัน เพื่อรอคอยฝันในยามกลางคืน ตราบจนชั่วชีวิต” น้ำเสียงที่มั่นคงจริงจังของหลวงอัครเทพทำให้คุณหญิงแสร์ถึงกับอึ้ง...

มณีจันทร์ไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น พอหลวงอัครเทพกลับมาที่หอนั่ง เธอรีบถามถึงคุณหญิงสรเดช เขาไม่เล่าอะไรให้ฟัง ได้แต่บอกให้ตั้งใจทำงานต่อ เสร็จแล้วจะได้กินข้าวอร่อยๆกัน หลวงอัครเทพยิ้มให้มณีจันทร์อย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบว่าไม่มีอะไรให้เป็น กังวล...

ฝ่ายคุณหญิงสรเดชแค้นใจมาก พอกลับถึงเรือนกระชากสร้อยมุกที่สวมอยู่ขาด มุกกระจายเกลื่อนพื้น ประยงค์ ตกใจรีบตามเก็บมุกพวกนั้น คุณหญิงสรเดชห้ามเก็บ สร้อยมุกเส้นนี้คุณหญิงแสร์เป็นคนให้เธอมา แต่ตอนนี้เธอไม่อยากเห็นอีกแล้ว ทิ้งไว้อย่างนั้น

“ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ ดูถูกแม่แม่ไม่ว่า ดูถูกเจ้าคุณพ่อดูถูกลูกแม่...แม่ยอมไม่ได้ กล้ามาทำกับเราเช่นนี้ แค้นใจนัก แม่จะไม่ยอมรามือง่ายๆ” คุณหญิงสรเดชหน้าตาเอาเรื่อง ประยงค์ได้แต่มองแม่งงๆ...

คุณหญิงแสร์ลงมือทำยำญวนด้วยตัวเองเพราะเห็นคราวก่อนมณีจันทร์ชอบกินยำทวาย มณีจันทร์ถูกใจยำญวนมากกินอย่างเอร็ดอร่อย และชมว่าเป็นยำที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมา คุณหญิงแสร์ยิ้มปลื้มใจที่มณีจันทร์ชอบอาหารที่เธอทำ แล้วหันไปทางลูกชาย

“เมื่อสองวันก่อน แม่ลองทำขนมใหม่ แป้งกวนกับน้ำตาลใส่ใบเตย ยังไม่รู้จะเรียกอะไร”

“หยกมณี” หลวงอัครเทพตอบแบบไม่ต้องคิด คุณหญิงแสร์เข้าใจแล้วว่าลูกชายรักมณีจันทร์มากแค่ไหน

“ดีจังค่ะ...มีชื่อฉันด้วย” มณีจันทร์ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ได้แต่ยิ้มหน้าบาน...

ถึงเวลาต้องเข้านอน แต่มณีจันทร์ยังไม่ง่วงชวนม้วนไปเล่นผีหลอกที่เรือนทาส ม้วนเกรงจะโดนหวายอีกเลยแนะให้เธอไปสวดมนต์ดีกว่า ครู่ต่อมา ม้วนพามณีจันทร์มาที่หอพระ แล้วยกพานใส่พวงมาลัยมาให้ มณีจันทร์เห็นพวงมาลัยที่ร้อยอย่างประณีตชมไม่หยุดปากว่าสวยมาก พร่ำพรรณาอีกว่า

“กินอาหารที่ทำอย่างประณีต ร้อยดอกไม้ไว้สวดมนต์ตอนกลางคืน นอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่ฟ้ายังไม่สว่าง วิถีชีวิต อย่างนี้นี่ล่ะที่เรียกว่าคนไทย บ้านอื่นเมืองอื่นจะมีที่ไหนสงบสุขไปได้มากกว่านี้”

ooooooo

มณีจันทร์ไม่ชอบห่มผ้าแถบเพราะกลัวจะหลุด หยิบเสื้อลูกไม้แขนกระบอกมาสวมแล้วเอาสไบห่มทับเหมือนสตรีในสมัย ร.5 แต่ม้วนกลับมองแปลกตา ที่จริงแล้ว มณีจันทร์ริเริ่มแต่งกายแบบนี้เป็นคนแรก จากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่ว มณีจันทร์มองตัวเองในกระจกรู้สึกมั่นใจขึ้น ม้วนเกรงคุณหญิงแสร์จะดุที่ปล่อยให้มณีจันทร์นุ่งแปลกๆแบบนี้ มณีจันทร์ไม่เห็นแปลกตรงไหน เธอจำมาจากในหนังสือ ใครๆก็นุ่งอย่างนี้กัน

“ที่ไหนมีเจ้าคะ...อิฉันเพิ่งเห็นคุณเป็นคนแรก” ม้วนยืนยัน มณีจันทร์งง เป็นไปได้อย่างไร...

คุณหญิงสรเดชไม่ยอมเสียหน้าเรื่องหลวงอัครเทพ เรียกอิ่มซึ่งเคยเป็นทาสในเรือนเบี้ยของเธอ ก่อนที่เธอจะขายให้คุณหญิงแสร์ตั้งแต่อิ่มยังเล็ก มาซักถามถึงมณีจันทร์ ทำไมหน้าตาท่าทางถึงพิกลนัก

“ไม่มีใครรู้เรื่องหรอกเจ้าค่ะ รู้แต่ว่าท่านไปๆมาๆแล้วก็มาช่วยงานจดหมายของคุณหลวง”

คุณหญิงสรเดชแปลกใจไม่อยากเชื่อ ผู้หญิงจะช่วยงานราชการผู้ชายได้อย่างไร แล้วให้เงินอิ่มไว้ใช้ สั่งให้คอยรายงานเรื่องมณีจันทร์ให้เธอทราบ อิ่มเห็นเงินตาโต ยอมเป็นพวกคุณหญิงสรเดชทันที...

มณีจันทร์สงสัยจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเขียนเป็นของมร.จอห์น เธออ่านทวนแล้วทวนอีกกับเอกสารฉบับอื่น ก่อนจะแจ้งหลวงอัครเทพว่า จดหมายฉบับนี้ดูเผินๆเหมือนเป็นจดหมายส่งถึงเพื่อน เล่าเรื่องปัญหาการเมืองในสยาม แต่ปลายทางของจดหมายกลับไม่ใช่เพื่อนธรรมดา เธอลองตรวจชื่อในทะเบียนดู พบว่าเพื่อนของ มร.จอห์นคนนี้เป็นถึงนายพล หลวงอัครเทพสนใจมาก รีบมานั่งใกล้ๆมณีจันทร์ ขอดูเอกสารฉบับนั้น

“แน่นอนแล้วว่า มร.จอห์น คือสายข่าวของคนต่างชาติ มิน่า จึงลงทุนเลี้ยงดูข้าราชการยศถึงคุณหลวงไว้ข้างกาย...อืม...ต่อไปนี้ต้อง จับตา มร.จอห์นให้มากขึ้น” หลวงอัครเทพสีหน้าครุ่นคิด...

ขณะเดียวกัน คุณหญิงแสร์กลุ้มใจมากไม่รู้จะไปง้อคุณหญิงสรเดชอย่างไรดี แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อบ่าวมารายงานว่าคุณหญิงสรเดชมาหา คอยอยู่ที่ศาลากลางสวน...

ด้านคุณหญิงสรเดชต้องการให้มณีจันทร์เห็นความงดงาม สวยสง่าราวกับนางฟ้าของประยงค์ จึงวางแผนให้ประยงค์เอาขนมจันอับไปให้หลวงอัครเทพที่หอนั่ง เพราะรู้ว่าเขานั่งทำงานอยู่กับมณีจันทร์ แต่ไม่ได้บอกอะไรลูก เกรงเธอไม่ยอมร่วมมือ ส่วนคุณหญิงสรเดชเองนั่งรอคุณหญิงแสร์อย่างสบายอารมณ์...

ระหว่างทางไปศาลากลางสวน คุณหญิงแสร์คิดหนักจะสรรหาคำพูดอะไรมาง้อคุณหญิงสรเดช โดยมีขาบ อิ่มกับโขมเดินตามมาห่างๆคอยเอาใจช่วย แต่พอพบหน้ากันคุณหญิงแสร์ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรคุณหญิงสรเดชเข้ามาจับ มือจับไม้ ยิ้มแย้มพูดดีด้วยราวกับไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน คุณหญิงแสร์งง พวกบ่าวที่ตามมาเอาใจช่วยพากันงงไม่แพ้เจ้านาย...

มณีจันทร์ร้อนมากทำงานต่อไม่ไหว ขอตัวไปเอาน้ำลูบเนื้อตัว ทาน้ำอบคลายร้อนอย่างที่ม้วนแนะนำ แต่คนแก่นกะโหลกอย่างมณีจันทร์จะให้แค่เอาน้ำลูบทาน้ำอบเหมือนคนอื่นคง ไม่ใช่ เธอเอาดินสอพองเขียนหน้าตัวเองกับม้วนให้เป็นลายเสือ เพื่อเอาไว้แกล้งพวกบ่าว ระหว่างเดินกลับหอนั่ง มณีจันทร์เห็นสาวสวยคนหนึ่งกำลังบ่ายหน้าไปที่หอนั่งเช่นกัน พอรู้จากม้วนว่าผู้หญิงคนนั้นคือประยงค์ เธอถึงกับตะลึง หยุดมอง

“ทำไม ไม่เห็นมีใครบอกว่าสวย...อย่างกับนางฟ้า”

ประยงค์คลานเข้าไปหาหลวงอัครเทพแล้วกราบอย่างอ่อนช้อย กิริยามารยาทช่างงดงามนัก มณีจันทร์ใจเสีย คู่แข่งของเธองดงามขนาดนี้เชียวหรือ ทำให้เธอไม่กล้าเข้าไปได้แต่แอบมองอยู่ตรงนั้น อิ่มเดินมาทักมณีจันทร์จงใจส่งเสียงดังให้ได้ยินถึงหูหลวงอัครเทพ เขาเลยเรียกมณีจันทร์เข้ามาหา มณีจันทร์จำต้องโผล่หน้าออกไป ประยงค์เห็นเธอก็ยิ้มให้ด้วยไมตรี หลวงอัครเทพแนะนำสองสาวให้รู้จักกัน

“นี่แม่ประยงค์ นี่แม่มณี...เอ่อ...น้องสาว...หลานคุณแม่น่ะ”

“ดูหน้าตาสิเจ้าคะ ฮึ...ไปตกถังแป้งมาทั้งนายทั้งบ่าวเชียวนะเจ้าคะ” น้ำเสียงของอิ่มเย้ยหยัน จนม้วนมองอิ่มตาเขียว มณีจันทร์หน้าเสียรีบเช็ดแป้งออกแทบไม่ทัน

“คุณประยงค์วันนี้ก็งามลอยฟ้ามาเลย ส่วนคุณมณีวันนี้ ฮึๆๆ...ก็ดีค่ะ” อิ่มเยาะเย้ยมณีจันทร์อยู่ในทีทำให้มณีจันทร์สมเพชตัวเอง รู้สึกด้อยค่าไม่อาจทนนั่งต่อไปได้ ขอตัวออกไปทันที ไม่นานนัก มีเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น มณีจันทร์มองหาม้วน เพื่อจะบอกว่าตัวเองต้องไปแล้ว...

คุณหญิงสรเดชได้ข่าวว่าหลานของคุณหญิงแสร์เก่งภาษาขนาดช่วยงานหลวงอัครเทพ ได้ เลยอยากจะให้ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ประยงค์บ้าง คุณหญิงแสร์แปลกใจ คุณหญิง

สรเดชรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไร ม้วนเข้ามารายงานคุณหญิงแสร์เสียก่อนว่ามณีจันทร์ให้มาเรียนว่าเธอไปแล้ว คุณหญิงสรเดชได้ทีตำหนิมณีจันทร์ยกใหญ่ จะไปไหนทำไมไม่มาลามาไหว้ ให้บ่าวมาบอกอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

“เอ่อ...คือแม่มณีไปๆมาๆฟากนี้กับฟากขะโน้น...ไม่แน่นอน” คุณหญิงแสร์แก้ตัวแทนมณีจันทร์

คุณหญิงสรเดชตัดปัญหา ถ้าเป็นเช่นนี้ เธอจะให้ประยงค์เป็นฝ่ายมาเรียนที่นี่เอง วันไหนอยู่ก็สอนวันไหนไม่อยู่ก็ให้

ประยงค์อ่านหนังสือเอง คุณหญิงแสร์ปฏิเสธไม่ออก

ooooooo

โชคดีที่มณีจันทร์ข้ามภพกลับมาทันเจอตรองพอดี ตรองมาขอคำปรึกษาเรื่องกุลวรางค์เพราะครั้งสุดท้ายที่เจอ เขากับกุลวรางค์มีปัญหากัน เขาพยายามให้กุลวรางค์ได้เรียนรู้ชีวิตแบบเขาอย่างที่มณีจันทร์แนะนำ แต่มันจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มณีจันทร์เห็นตรองหน้าเศร้า พลอยเศร้าไปด้วยเพราะเจอเรื่องคล้ายๆกัน

“ฉันเสียใจด้วย เฮ่อ...เขาคงมองว่าเราดีไม่พอ...ถ้ามีคนอื่นทำได้ดีกว่า เราก็ควรเป็นฝ่ายถอยออกมา”

ระหว่างนั้น กุลวรางค์เดินเข้ามาเห็นตรองอยู่กับมณีจันทร์ก็ชะงัก เพราะตั้งแต่วันนั้น ทั้งคู่มองหน้ากันไม่ติด มณีจันทร์ถามกุลวรางค์มีอะไรหรือเปล่า ได้ความว่าคุณย่าของกุลวรางค์อยากเจอมณีจันทร์มาก

“อ๋อหรือ...ที่จริงฉันก็อยากคุยกับคุณย่าพอดี...ตรองไปด้วยกันนะ”

ตรองเห็นกุลวรางค์ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา เลยไม่อยากเป็นตัวถ่วงขอตัวกลับก่อน...

จากนั้นไม่นาน กุลวรางค์พามณีจันทร์มาพบคุณย่าของเธอ การมาพบท่านครั้งนี้ทำให้มณีจันทร์ได้รู้เรื่องขนมหยกมณีว่าเป็นขนมที่ บรรพบุรุษของคุณย่าเป็นคนคิด นอกจากนั้น บรรพบุรุษของท่านยังเป็นผู้นำแฟชั่นใส่เสื้อห่มสไบซึ่งเป็นที่นิยมในสมัย ร.5 มณีจันทร์รู้สึกว่าเรื่องราวที่คุณย่าเล่าคุ้นหูตัวเองมาก

ยิ่งได้ฟังเรื่องที่ใครๆพากันเรียกหลวงอัครเทพว่า หลวงอุณรุท ตามตัวเอกในวรรณคดีเรื่องอุณรุท ซึ่งตกกลางคืนเทวดาจะอุ้มพาอุณรุทไปห้องนางอุษา พอตอนเช้าก็อุ้มกลับ ทิ้งให้นางอุษาเศร้าสร้อยคิดถึงอุณรุท มณีจันทร์ยิ่งเริ่มเข้าเค้าว่าต้องเกี่ยวกับตนเองแน่ๆเลยกลั้นใจถามคุณย่า

“เอ...แต่เรื่องของท่านเทพ นางอุษาเป็นฝ่ายมา แบบนี้ใช่ไหมคะ”

คุณย่ายิ้มพยักหน้า ตอนคุณย่าเด็กๆท่านรับรู้ตำนานที่โจษขานกันในสมัยนั้นเรื่องที่แม่มณีโผล่มากลางเรือนหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ถามอีกว่า สุดท้ายแล้วหลวงอัครเทพได้ใครเป็นคุณหญิง

“ท่านมามีคุณหญิงเอาก่อนจะไปนอก ตอนเข้ารับตรา ตอนถวายบังคมลาคนตามดูกันเกรียว งามเหมือนนางละเวง” คุณย่าเริ่มเล่าติดๆขัดๆมณีจันทร์งง ทำไมกลายเป็นนางละเวง

ไม่ใช่นางอุษา ตกลงคุณหญิงของหลวงอัครเทพเป็นใครกันแน่ ยังไม่ทันได้คำตอบ คุณย่าเกิดจำอะไรไม่ได้ขึ้นมาดื้อๆ มณีจันทร์ที่ลุ้นๆอยู่เหี่ยวทันที กุลวรางค์ไม่เข้าใจที่มณีจันทร์กับคุณย่าคุยกันได้แต่มองหน้าทั้งคู่สลับกันไปมา...

ขณะเดียวกัน หลวงอัครเทพตกใจเมื่อรู้จากคุณหญิงสรเดชว่าแม่ของเขารับปากจะให้มณีจันทร์สอนภาษาอังกฤษให้ประยงค์ คุณหญิงสรเดชรีบรวบรัดตัดความจะส่งประยงค์มาเรียนพรุ่งนี้เช้าเลย คุณหญิงแสร์ใจไม่ดีไม่รู้มณีจันทร์จะมาทันหรือเปล่า

ooooooo

วันรุ่งขึ้น คุณหญิงแสร์มารอมณีจันทร์ที่หน้ากระจกข้ามภพด้วยตัวเองโดยมีม้วนนั่งรออยู่ที่พื้นกระวนกระวายใจไม่แพ้เจ้านาย ม้วนแนะให้คุณหญิงแสร์ลองจุดธูปเรียกมณีจันทร์ คุณหญิงแสร์ยังไม่ทันจะหยิบธูปกระจกเกิดควันปกคลุมเสียก่อน อึดใจ มณีจันทร์ปรากฏตัวขึ้น คุณหญิงแสร์ไม่รอช้าสั่งม้วนรีบแต่งตัวให้มณีจันทร์ เอาให้งามที่สุด อย่าให้ขายหน้าชาววังเด็ดขาด

ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาอยู่ต่อหน้าคุณหญิงสรเดช ประยงค์ยกพานธูปเทียนให้มณีจันทร์เป็นการไหว้ครู มณีจันทร์ไม่รู้เรื่องเอาแต่ตื่นเต้นกับพานธูปเทียนที่วิจิตรสวยงามตรงหน้า ม้วนต้องกระซิบบอกว่าประยงค์เอามาไหว้ครู ไม่ต้องพูดอะไรแค่รับไว้เฉยๆ คุณหญิงสรเดชมองมณีจันทร์ไม่วางตา นึกสงสัยว่าเก่งจริงหรือเปล่า

“คุณหลวงไปทำงานแล้ว ท่านฝากหนังสือนี่ให้แม่มณีสอนแม่ประยงค์ หนังสืออะไรก็ไม่รู้ดูเอาเองเถิด”

มณีจันทร์รับหนังสือจากคุณหญิงแสร์มาอ่านหน้าปก “Easy English อ๋อ...หนังสือเรียนภาษาอังกฤษเบื้องต้นเจ้าค่ะ”

“เอ๊ะ หล่อนอ่านออกจริงรึ” คุณหญิงสรเดชเผลอตัวร้องเอะอะ

คุณหญิงแสร์รู้ทันที คุณหญิงสรเดชมาที่นี่ไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกเรียนภาษา แต่ต้องการมาลองวิชามณีจันทร์ต่างหาก คุณหญิงสรเดชไม่ยอมแพ้ ในเมื่อมณีจันทร์มีความรู้ด้านภาษามากกว่าประยงค์ จึงคิดหาทางข่มมณีจันทร์ด้วยการทำครัวประชันกัน แล้วให้พวกบ่าวชิมดูว่าของใครอร่อยกว่ากัน มณีจันทร์หนีไม่ออกจำใจรับคำท้า คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล...

พวกบ่าวตื่นเต้นกันใหญ่ที่จะได้เห็นการทำครัวประชันกันระหว่างมณีจันทร์กับประยงค์ มีเพียงม้วนกับขาบเท่านั้นที่เอาใจช่วยมณีจันทร์ นอกนั้นอยู่ข้างประยงค์กันหมด การทำครัวประชันกันเริ่มด้วยการแกะสลักผักผลไม้ก่อน มณีจันทร์ใจเสีย เกิดมายังไม่เคยจับมีดแกะสลักกับเขาสักครั้ง แต่ฮึดสู้เพื่อคุณหญิงแสร์

“อาหารไทยต้องเสพสามทาง ตาต้องเห็นงาม จมูกต้องได้กลิ่น ปากต้องลิ้มรส” คุณหญิงสรเดชอธิบาย

มณีจันทร์พยักหน้าเข้าใจ ม้วนเตรียมข้าวของมาวางไว้ให้มณีจันทร์สำหรับแกะสลัก ขณะที่อิ่มยกอุปกรณ์กับผัก

ผลไม้ไปให้ประยงค์ คุณหญิงแสร์เห็นท่าจับมีดแกะสลักของ

มณีจันทร์ถึงกับถอนใจเฮือก ดูท่าจะไม่ได้เรื่อง เป็นจริงอย่างคาด มณีจันทร์แกะสลักผลไม้ออกมาได้หน้าตาประหลาดดูไม่ออกว่าเป็นอะไรเหมือนวัตถุจากนอกโลก ขณะที่ประยงค์แกะสลักได้งดงาม สมกับเป็นชาววัง

จากนั้น ทุกคนย้ายมาที่ครัวกลางแจ้งซึ่งจัดไว้สองมุมข้างกัน มณีจันทร์กับประยงค์มายืนประจำที่ พวกบ่าวนั่งดูห่างออกมา มณีจันทร์ตั้งใจจะสู้เพื่อรักษาหน้าคุณหญิงแสร์ ม้วนทำเป็นเอาของมาวางให้ แอบถาม

“เอ่อ...คุณหญิงท่านให้มาถามว่า คุณมณีมั่นใจไหมเจ้าคะ”

“มั่นใจสิ...คุณหญิงสรเดชให้เราสองคนเลือกทำอาหารฝรั่งที่เก่งที่สุด แม่ประยงค์เลือกทำสตู ส่วนฉันเลือกทำซุปผัก พ่อแม่ฉันเคยลองกิน ชมเปาะไปเลย”

“เข้าใจแล้ว บังเอิญข้อนี้เป็นอาหารฝรั่งก็เข้าทางคุณ เพราะคุณรู้เรื่องฝรั่งมากกว่าคุณประยงค์”

มณีจันทร์พยักหน้า ม้วนยิ้มแป้นหันไปพยักหน้าให้คุณหญิงแสร์ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างคิด ที่นี่ไม่มีเตาแก๊ส

มณีจันทร์จุดเตาถ่านไม่เป็น จะหันไปดูประยงค์เป็นตัวอย่าง เตาของเธอไฟลุกพรึบแล้ว มณีจันทร์เอาถ่านแดงติดไฟแล้วจากเตาเล็กข้างๆที่บ่าวเตรียมไว้ให้ มาวางบนเตาขนาดใหญ่ที่มีถ่านอยู่ แล้วคว้าพัดมาพัด พัดเท่าไหร่ถ่านเตาใหญ่ก็ไม่ติดไฟ

ขาบเห็นมณีจันทร์จุดเตาไม่เป็น แอบย่องไปที่กองใบจากที่ผูกไว้เป็นตับสำหรับซ่อมหลังคาครัว เขาถือตับจากอันหนึ่งอำพรางตัวให้เข้ากับกองจากที่วางอยู่ด้านหลัง ด้วยความช่วยเหลือของม้วนทำให้ขาบรอดพ้นสายตาจับจ้องของคุณหญิงสรเดชเข้าไปใกล้มณีจันทร์สำเร็จ กระซิบบอกเธอว่าใช้บ้องไม้ไผ่เป่าเร่งไฟอย่าใช้พัด

มณีจันทร์ทำตาม ครู่เดียวไฟติดแดง เธอดีใจมากเต้นไปมายกมือยกไม้ปัดเอากิ่งไม้ติดไฟจากเตากระเด็นใส่ตับจากที่ขาบถือบังตัวเอง ไฟลุกพรึบอย่างรวดเร็วลามไปติดกองจากข้างๆ ขาบตะโกนลั่น “ไฟไหม้ๆ” มณีจันทร์คิดว่าขาบล้อเล่นไม่สนใจก้มหน้าก้มตาทำอาหารต่อ ทุกคนเริ่มแตกตื่น แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

คุณหญิงแสร์ตะโกนสั่งให้เอาน้ำมาดับไฟ มณีจันทร์หันไปเห็นไฟไหม้ ตกใจ วิ่งไปคว้าน้ำถังเดียวกับขาบหัวชนกันเปรี้ยงลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้า ประยงค์ลากมณีจันทร์ออกไป ขณะที่ขาบวิ่งมาคว้าหม้อแกงของประยงค์สาดใส่กองไฟ บ่าวคนอื่นๆ

ได้สติ วิ่งเอาน้ำมาดับไฟจนกองจากมอดสนิท

ooooooo

..

----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep8/page1

ทวิภพ ตอนที่ 8

คุณหญิงแสร์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้หลวงอัครเทพฟังด้วยท่าทางสบายๆ ทั้งที่ตอนแรก เธอทั้งตกใจทั้งโกรธ แต่ตอนหลังยิ่งนึกยิ่งขำมณีจันทร์ที่แก่นกะลากลับนั่งหน้าซีดอยู่มุมห้อง ได้แต่ยกมือไหว้ปลกๆขอโทษเธอ

“ทำตาแดงๆร้องไห้รึเปล่าก็ไม่รู้ นี่ก็หายไปอยู่ในศาลา ไม่รู้หายตกใจรึยัง”

หลวงอัครเทพฟังแล้วเป็นห่วงมณีจันทร์มาก รีบตามไปดูที่ศาลากลางสวน เห็นเธอนั่งหน้าเศร้าถอนใจเฮือกๆ แต่พอเธอหันมาเห็นเขา กลับร้องถามว่ามีเอกสารจากที่ทำงานมาให้ทำอีกไหม

“ยังถามเรื่องงาน แปลว่ายังดีอยู่”

“แค่อยากหาอะไรทำน่ะค่ะ เผื่อจะหายเซ็ง”

คุณหลวงหนุ่มงง เซ็งแปลว่าอะไร มณีจันทร์ไม่มีอารมณ์จะอธิบาย ถ้าเขาไม่มีอะไรให้ทำเธอขอตัวไปไหว้พระแล้วขยับจะลุกขึ้น หลวงอัครเทพเอ่ยขึ้นอย่างด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“คุณแม่เคยมีลูกสาว เป็นน้องสาว เธอตายไปตั้งแต่ยังเล็ก ฉันเป็นลูกชาย คงไม่เหมือนลูกสาว ฉันสังเกตว่าคุณแม่มีเมตตาต่อหล่อน ยามที่หล่อนถามนั่นนี่เล่นซนวุ่นวาย คงเหมือนท่านได้ลูกสาวของท่านคืนกลับมา”

มณีจันทร์ซึ้งใจที่หลวงอัครเทพพยายามพูดให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่ยิ่งรู้ว่าคุณหญิงแสร์เมตตาเธอยิ่งรู้สึกผิด

ooooooo

กุลวรางค์ราวกับจะรู้ว่ามณีจันทร์กลับมาภพปัจจุบันแล้ว เธอโทร.นัดเพื่อนออกมากินข้าวเที่ยงด้วยกัน มณีจันทร์รับปากดิบดีจะแวะไปรับกุลวรางค์ ที่ทำงาน จะได้ไปรถคันเดียวกัน แต่พอเธอขับรถผ่านโรงหนังซึ่งเคยมาดูสารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางติดป้าย หน้าโรงว่า “เลิกกิจการ” เธอรีบจอดรถลงไปถามแม่ค้าที่ขายของอยู่หน้าโรงหนังว่าที่นี่ไม่ได้ฉายหนัง แล้วหรือ ได้ความว่าโรงหนังแห่งนี้เลิกกิจการไปสองปีแล้ว มณีจันทร์งง

“เลิกกิจการสองปี...เป็นไปไม่ได้ ก็หนูเพิ่งมาดูหนังเรื่องพระยอดเมืองขวางเมื่อสามสี่เดือนที่แล้ว”

แม่ค้ายืนยันโรงหนังแห่งนี้ไม่มีหนังฉายมานานแล้ว มณีจันทร์เอะใจเหตุการณ์นี้เหมือนที่เกิดขึ้นกับร้านขายของเก่าที่ขาย กระจกเงาให้เธอ ต้องมีอะไรแน่ๆ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มณีจันทร์ตรงไปยังห้องสมุดใกล้โรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ เริ่มค้นหาหนังสือเกี่ยวกับพระยอดเมืองขวาง จังหวะนั้น กุลวรางค์โทร.มาตามเมื่อไหร่จะมาถึง มณีจันทร์ลืมนัดกินข้าวกับเพื่อนเสียสนิท

“เอ่อ...ฉันมีธุระนิดหน่อยที่ห้องสมุดแถวโรงเรียนแกน่ะ เปลี่ยนจากข้าวกลางวันเป็นข้าวเย็นได้ไหม ฉันขอเวลาแป๊บหนึ่ง” มณีจันทร์เห็นบรรณารักษ์ทำหน้าดุใส่ รีบขอตัววางสาย กุลวรางค์ถึงกับอึ้ง อยู่ๆเพื่อนเบี้ยวนัดหน้าตาเฉย ครู่ต่อมา มณีจันทร์ยกหนังสือกองใหญ่มาวางที่โต๊ะ ค้นหาเรื่องของพระยอดเมืองขวาง แต่ไม่พบข้อมูลในหนังสือเล่มไหนเลย

ทันใดนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีในชุดผ้าม่วงปรากฏตัวขึ้น เดินผ่านไปยังมุมหนึ่งด้านหลัง มณีจันทร์เห็นทางหางตา แต่พอหันไปมองเขาหายไปแล้ว หญิงสาวสังหรณ์ใจชอบกล เดินไปดูแต่ไม่เห็นใคร อยู่ๆเจ้าคุณวิศาลคดีโผล่มายืนด้านหลัง เธออีก คราวนี้ไม่เดินหนี มณีจันทร์หันมาเห็นสายตาดุของเขาจ้องมองมาถึงกับเข่าอ่อนต้องเกาะชั้นวาง หนังสือแถวนั้นไว้ เจ้าคุณวิศาลคดีเดินหนีอีกครั้งไปทางหลังห้องสมุดแล้วเลี้ยวหายเข้าหลืบ

มณีจันทร์ได้สติรีบเร่งฝีเท้าตาม “ไม่ว่าจะเป็นผีหรือคน วันนี้ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าคุณเป็นใคร”

ขณะหญิงสาวกำลังจะเลี้ยวตาม กุลวรางค์โผล่พรวดออกมาจากหลืบนั้นแทน มณีจันทร์ตกใจ ตั้งหลักได้รีบถามหาผู้ชายใส่ผ้าม่วงอยู่แถวนี้หรือเปล่า กุลวรางค์ไม่เห็นใคร มณีจันทร์ขัดใจมาก ไม่สนใจเพื่อนเดินหาชายคนนั้นต่อ เห็นหลังเขาไวๆแถวมุมนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ หัวข้อ “ร.ศ.112 ไทยเสียดินแดน”

เธอเดินไปถึงตรงนั้น กลับไม่มีทางเดินต่อ มีแต่รูปของชายในชุดผ้าม่วงคนนั้นแขวนอยู่ มณีจันทร์ถึงกับผงะ ถอยกรูดชนกองหนังสือร่วงระนาว กุลวรางค์ตามมาทันกระเซ้าว่าจะพังห้องสมุดหรือ มณีจันทร์ชี้ไปที่รูป

“ข้างฝานั่น ดูนั่นสิ...เจ้าคุณวิศาลคดี ผู้พิพากษาคดีพระยอดเมืองขวาง...นี่มัน...มัน”

มณีจันทร์จำได้ทันที ผู้ชายในภาพเป็นคนคนเดียวกับเจ้าคุณวิศาลคดี ผู้ซึ่งเป็นประธานผู้พิพากษาในภาพยนตร์สารคดีพระยอดเมืองขวาง มณีจันทร์ตระหนักแล้วว่า สารคดีเรื่องนั้นไม่ใช่การถ่ายทำ ไม่ใช่นักแสดง แต่คนในประวัติศาสตร์จริง และเป็นเหตุการณ์จริง เธอเดินเข้าไปหารูปนั้น

“ดิฉันทราบแล้วค่ะ ท่านพยายามจะบอก พยายามจะเล่าแต่เกินกำลังของท่าน อำนาจที่สูงส่งเกินกว่าที่เราจะฝืน แต่คงมีช่องทางใช่ไหมคะ ไม่เช่นนั้นดิฉันคงไปที่นั่นไม่ได้ ท่านเจ้าคะ ดิฉันอาจจะโง่ แต่ดิฉันเป็นนักสู้ ดิฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ”

กุลวรางค์มองมณีจันทร์งงๆ พูดอะไรที่เธอไม่เข้าใจอีกแล้ว บรรณารักษ์เข้ามาเชิญมณีจันทร์กับกุลวรางค์ออกจากห้องสมุดฐานส่งเสียงดัง มณีจันทร์ไม่ขยับ ยืนมองรูปเจ้าคุณวิศาลนิ่ง กุลวรางค์ต้องลากเธอออกไปไม่นานนัก สองสาว เพื่อนซี้มาถึงโรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ เจอไรวัตรออยู่ที่นั่นแล้ว ทันทีที่มณีจันทร์รู้ว่าไรวัตจะไปกินข้าวด้วย เธอรีบ โทร.ชวนตรองมาร่วมวงอีกคนหนึ่ง...

ในเวลาต่อมา ขณะมณีจันทร์ ตรอง กุลวรางค์กำลังนั่งอยู่บนรถของไรวัต ซึ่งขับมาถึงถนนใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณพระบรมมหาราชวัง มณีจันทร์เห็นชีวิตของผู้คนบนถนนที่ต้องปากกัดตีนถีบ เห็นรถติดยาวเหยียด ทำให้เธอคิดถึงชีวิตสงบๆและบ้านเรือนไทยของหลวงอัครเทพ เธอพูดขึ้นลอยๆว่า

“เมืองไทยเราเปลี่ยนไปเยอะเลยเนอะ...ฉันรู้สึกว่า นับวันโลกใบนี้ มันไม่ใช่ที่สำหรับฉัน”

ตรองนั่งอยู่เบาะหลังกับมณีจันทร์มองเธออย่างเป็นห่วง มณีจันทร์หลับตาคิดถึงบ้านหลวงอัครเทพ แล้วลืมตาขึ้น ถนนเบื้องหน้าหายไปกลายเป็นบ้านเมืองสมัยโบราณ มีบ้านหลวงอัครเทพปรากฏอยู่มุมหนึ่ง เธอดีใจมาก เปิดประตูรถผลัวะออกไปโดยไม่เห็นรถมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนมาเกือบชน เธอตกอยู่ในภวังค์เห็นแต่บ้านของหลวงอัครเทพ รีบวิ่งตรงไปที่นั่นไม่สนรถราที่วิ่งสวนมา กุลวรางค์ ตรองกับไรวัตรีบวิ่งตาม

สักพัก มณีจันทร์วิ่งไปถึงตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านหลวงอัครเทพหายวับไปต่อหน้า เธอกวาดตามองไปรอบๆยืนงง พึมพำว่าบ้านหายไปไหน ตรองมองมณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

หลวงอัครเทพทราบมาว่า มร.จอห์นไม่ยอมส่งจดหมายให้ทางการตรวจสอบ จึงชวนขาบมาซุ่มดูหน้าห้างของเขา เห็น มร.จอห์น โยนจดหมายให้หลวงเจนพาณิชย์ ซึ่งยืนจัดข้าวของอยู่หน้าร้าน สั่งให้เขาเอาไปส่งให้ มร.คล้ากที่คุมเรือสินค้า จดหมายจะได้ไปกับเรือวันพรุ่งนี้ หลวงเจนพาณิชย์จะจัดการให้เด็กเอาไปให้บ่ายนี้

“คุณไปเอง ห้ามใช้เด็ก ต่อไปนี้คุณหลวงต้องส่งจดหมายทุกฉบับให้ผมด้วยตัวเอง”

หลวงเจนพาณิชย์ทำท่าจะไม่ยอมไปให้ อ้างงานยุ่ง มร.จอห์นโวยลั่น ตนเสียเงินจ้างเขาแล้ว จะไม่ยอมทำตามสั่งได้อย่างไร หลวงเจนพาณิชย์กลัวหงอ รีบเก็บจดหมายไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทของตัวเอง หลวงอัครเทพเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง วางแผนกับขาบหาทางขโมยจดหมายฉบับนั้น...

หลวงอัครเทพกับขาบดักรอหลวงเจนพาณิชย์อยู่ที่ตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเขาจะต้องเดินผ่านทางนี้ไม่นานนัก หลวงเจนพาณิชย์เดินมาแต่ไกล หลวงอัครเทพรีบบอกขาบหลบไปก่อน อย่าให้หลวงเจนพาณิชย์เห็นเด็ดขาด เขาจะหาทางหลอกล่อหลวงเจนพาณิชย์เอง พอได้โอกาสเหมาะ ให้ขาบรีบขโมยจดหมายจากกระเป๋าเสื้อสูทของเขาทันที ขาบรับคำรีบหลบไปยืนหลังร้านขายยาดองเหล้า

ขำซึ่งเป็นเจ้าของร้านเป็นเพื่อนกันจึงชวนขาบแวะดื่มสักเป๊ก ขาบไม่ดื่ม วันนี้เขามาทำงานให้เจ้านาย แล้วคอยจับตามองหลวงเจนพาณิชย์ที่เดินผ่านหน้าร้านไปยังจุดซึ่งหลวงอัครเทพดักรออยู่ ทันทีที่หลวงเจนพาณิชย์เดินมาถึง หลวงอัครเทพแกล้งพูดจาหาเรื่องท้าตีท้าต่อย หลวงเจนพาณิชย์หลงกลรับคำท้า ขาบแทบไม่เชื่อหูตัวเองที่เจ้านายของตนบ้าดีเดือดขนาดนั้น หันไปสั่งยาดองเหล้าเรียกความกล้า

“ไอ้ขำ เอาแบบคึกๆมาเป๊กหนึ่ง ข้ามีงานใหญ่ต้องทำให้เจ้านายโว้ย”

แทนที่ขำจะเอายาดองเหล้าที่ดื่มแล้วคึกคัก กลับเอาชนิดที่ดื่มแล้วหลับมาให้ขาบ แก้แค้นที่ขาบเคยลักไก่ของเขา ขาบวิ่งมาได้ไม่กี่ก้าว ก็หลับกลางอากาศ...

ในเวลาต่อมา หลวงเจนพาณิชย์กับหลวงอัครเทพมาถึงสะพานหลังตลาด ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่ต่อสู้ ทั้งคู่ต่างถอดเสื้อออก แล้วหาเศษผ้ามาพันมือตัวเอง หลวงเจนพาณิชย์วางเสื้อสูทของตัวเองใต้ต้นไม้ไม่ห่างนัก สองคุณหลวงหนุ่มตรงเข้าชกต่อยกันอย่างดุเดือด ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ หลวงอัครเทพสู้ไปพลางคอยเหลือบมอบไปที่เสื้อสูทของ

หลวงเจนพาณิชย์ นึกสงสัยทำไมขาบไม่มาสักที...

ขาบหลับอยู่ดีๆ ก็สะดุ้งตื่นขึ้น มุ่งมั่นจะต้องไปเอาจดหมายที่เสื้อสูทของหลวงเจนพาณิชย์ ฮึดสู้ลุกขึ้นวิ่งต่อ สักพักก็มาถึงสะพานหลังตลาด เห็นเจ้านายกำลังต่อสู้อยู่กับหลวงเจนพาณิชย์ หลวงอัครเทพพยักพเยิดให้ขาบไปที่เสื้อสูทซึ่งวางไว้อยู่ใต้ต้นไม้ ขาบยังเดินไม่ถึงเสื้อสูทก็ล้มตึงหลับไปอีกครั้ง

หลวงอัครเทพเห็นไม่เข้าที ชกหลวงเจนพาณิชย์หน้าหงายแล้วอาศัยจังหวะนั้น เตะก้อนหินใส่หัวขาบอย่างแม่นยำ ขาบสะดุ้งตื่น พุ่งไปที่เสื้อสูทล้วงเอาจดหมายออกมาได้ หลวงอัครเทพเห็นแผนสำเร็จด้วยดี หันไปจัดการหลวงเจนพาณิชย์ขั้นเด็ดขาด โดดถีบเขากระเด็นกระแทกราวไม้สะพานหัก ตกลงไปในน้ำ

ooooooo

แผนกินข้าวกลางวันเป็นอันต้องยกเลิก ไรวัตขับรถพามณีจันทร์มาส่งบ้าน กุลวรางค์กับตรองเป็นห่วงมณีจันทร์มากที่ยิ่งวันยิ่งทำตัวแปลกๆ แถมเห็นภาพหลอนวิ่งทะเล่อทะล่าออกไปเกือบจะถูกรถชนตาย ทั้งคู่ แอบปรึกษากันต้องหาทางเอามณีจันทร์ไปหาจิตแพทย์ให้ได้ ขืนชักช้าเธออาจเพี้ยนหนักถึงขั้นฆ่าตัวตาย

“เราเคยบอกเมณี่ไปแล้วว่าให้ไปหาหมอ เธอยอมที่ไหน” กุลวรางค์บ่น

ตรองเสนอว่าพูดดีๆ แล้วไม่ไปก็ต้องหลอกไป กุลวรางค์เหน็บทันทีสงสัยตรองจะเก่งเรื่องหลอกใครๆ ไปโน่นไปนี่ ตรองฟังจากน้ำเสียง รู้ว่าเธอยังโกรธเขาอยู่พยายามง้อ กุลวรางค์ เห็นแววตาลึกซึ้งที่ตรองมองมายังตนเอง โวยวายลั่นห้ามเขาคิดแบบนั้นกับเธออีก ตรองขยับเข้าไปใกล้ สีหน้ากรุ้มกริ่ม

“แบบไหน คุณรู้ด้วยหรือว่าผมคิดกับคุณยังไง”

กุลวรางค์อดหวั่นไหวไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าเขาเป็นแฟนเพื่อนรักของตัวเอง เธอคว้าถาดใกล้มือฟาดหัวเขาเปรี้ยง ก่อนจะลุกหนี ตรองถึงกับเซ็ง...

ไรวัตเล่นบทคนดีจนมณีจันทร์หลงเชื่อ รับปากจะไปงานปาร์ตี้ซึ่งไรวัตอ้างว่าเป็นปาร์ตี้การกุศลที่บ้านของเขาอาทิตย์นี้ แต่เธอมีข้อแม้ ถ้าไม่ได้ไปไหน ไรวัตกระหยิ่มยิ้มย่อง ตามไปคุยอวดเรื่องนี้ให้ตรองฟัง ตรองไม่เชื่อมณีจันทร์จะตกปากรับคำอย่างที่เขาคุย ไรวัตยืนยันตนเองเปลี่ยนไปแล้ว และอยากเป็นเพื่อนกับตรอง

“คนอื่นเชื่อ แต่ผมไม่เชื่อ อย่าเหนื่อยเล่นละครเลย” ตรองรู้เท่าทันลูกไม้ตื้นๆของไรวัต

ไรวัตยังตีหน้าซื่อตาใส จังหวะนั้น กุลวรางค์เดินกลับมา ไรวัตร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่ามณีจันทร์รับปากจะไปงานปาร์ตี้ด้วยแล้ว ตรองรู้ว่ากุลวรางค์จะไปงานนี้ด้วยสนใจขึ้นมาทันที ไรวัตมองออก คิดหาทางแก้เผ็ดตรองที่ชอบขัดคอเขา เลยชวนตรองไปงานด้วย ตรองยังไม่ทันจะให้คำตอบ กุลวรางค์สะกิดถามเรื่องแผนเสียก่อน ทีแรกตรองงงแผนอะไร ทันทีที่นึกได้เขาลงไปนอนชักกระตุกทำเหมือนเป็นลมบ้าหมู พูดติดๆขัดๆ

“บอก...เมณี่...ไปหาหมอ...ให้เมณี่...พาไปหา...หมอ” ตรองว่าแล้วขยิบตาให้กุลวรางค์อย่างรู้กัน

กุลวรางค์รีบบอกให้ไรวัตพาตรองไปที่รถ ส่วนเธอจะไปตามมณีจันทร์เอง...

คืนเดียวกัน ชาวบ้านพบหลวงเจนพาณิชย์หมดสติอยู่ริมน้ำ เลยพามาส่งบ้าน ทันทีที่รู้สึกตัว หลวงเจนพาณิชย์คว้าเสื้อสูทตัวเก่งที่บ่าวฟาดไว้ข้างๆ มาค้นดู จดหมายของ

มร.จอห์นหายไป...

ตรองกับกุลวรางค์หลอกมณีจันทร์ไปที่แผนกจิตเวชจนได้ มณีจันทร์น้อยใจน้ำตาคลอเมื่อรู้ความจริง เธอยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้บ้า ไม่ได้อยากหาจิตแพทย์ กุลวรางค์กับตรองค้าน เพราะสิ่งที่เธอทำทั้งที่ห้องสมุดและบนถนนมันฟ้องว่าเธอไม่ปกติ ทั้งสามคนเริ่มโต้เถียงกัน ไรวัตได้ทีปราดเข้ามาจับมือมณีจันทร์ไว้

“คุณไม่ได้บ้าสำหรับผม กลับบ้านไปกับผมแล้วกันนะ”

มณีจันทร์สะบัดมือเขาออก “คุณก็เหมือนกัน ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันอยากอยู่คนเดียวแล้วอย่าตามมาล่ะ” มณีจันทร์ชี้กราดกุลวรางค์ ตรอง และไรวัต ก่อนจะเดินหนี ทั้งสามคนได้แต่มองหน้ากันเซ็งสุดๆ...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านสีหน้าเศร้ามาก พอมาถึงหน้ากระจกเงา เธอกลั้นน้ำตาต่อไปไม่ไหว ร้องไห้โฮเรียกคุณหลวง มาช่วย ทันใดนั้น เกิดหมอกควันขึ้นที่กระจกเงา ร่างของมณีจันทร์ข้ามภพไปปรากฏตัวที่ห้องหลวงอัครเทพ ม้วนนั่งรออยู่ที่นั่น ตกใจที่เห็นเจ้านายสาวร้องไห้ส่งเสียงเอะอะ หลวงอัครเทพรออยู่หน้าห้องได้ยินเสียงม้วน เปิดประตูผลัวะเข้ามาเห็นมณีจันทร์ร้องห่มร้องไห้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฉันเหมือนอยู่กลางสองโลก...โลกใบเดิมมองฉันเป็นคนบ้า ฉันไม่ใช่คนของโลกใบนั้นอีกแล้ว ส่วนโลกใบนี้ ฉันก็ไม่เหมือนคนอื่น  ฉันไม่ดีพอสำหรับโลกใบไหนทั้งนั้น” มณีจันทร์คร่ำครวญ

หลวงอัครเทพเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน ทั้งสองคนมองสบตากันลึกซึ้ง ม้วนรู้ว่าไม่งามแต่ด้วยความสงสารมณี–จันทร์ จึงปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน รีบออกไปยืนเฝ้าหน้าห้อง

หลวงอัครเทพปลอบมณีจันทร์ว่า “เพราะเราไม่สามารถทำตามใจใครได้ทั้งหมด โลกที่มีคนอื่นมากเกินไปจึงมักยุ่งยาก จำกัดโลกให้เล็กลงสิให้เหลือเฉพาะคนที่หล่อนรัก เมื่อโลกเล็กลง ย่อมจัดการง่ายกว่า”

“ฉันกับท่านบ่อยครั้งที่เราพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ไปๆมาๆคงเหลือแต่ท่านคนเดียวที่เข้าใจฉันมากที่สุด” มณีจันทร์ร้องไห้อีก หลวงอัครเทพดึงเธอมากอดไว้แนบอก

“แล้วถ้าหากมีแค่ฉันในโลกใบนั้น มันยังไม่สมบูรณ์อีกรึ...น้องน้อย...ชีวิตมีบางครั้งที่โดดเดี่ยวมีบางครั้งคนเขาเข้าใจ แต่ก็มีบ้างครั้งที่เขาไม่เข้าใจ แต่จะไม่เป็นเช่นนั้นตลอดเวลา หากคิดทำในสิ่งที่ดีที่ถูกแล้วก็จงอย่าท้อใจ” หลวงอัครเทพปลอบใจมณีจันทร์จนคลายเศร้า และหยุดร้องไห้ในที่สุด

จากนั้น ทั้งสองคนออกมานั่งคุยกันที่หอนั่งโดยมีขาบกับม้วนคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆเพื่อกันข้อครหา มณีจันทร์อยากรู้เรื่องเจ้าคุณวิศาลคดี หลวงอัครเทพเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นผู้พิพากษาคดีพระยอดเมืองขวาง หลังตัดสินคดีนี้ ท่านก็ล้มป่วยตรอมใจที่คนดีๆต้องถูกจำคุกด้วยคำตัดสินของท่าน เหตุการณ์ที่หลวงอัครเทพพูดถึงคดีพระยอดเมืองขวางเหมือนที่มณีจันทร์ดูในสารคดีทุกประการ

“มีเรื่องน่าแปลกเกิดขึ้น...ท่านนอนไม่รู้ความ แต่เมื่อฉันไปหา ท่านกลับตื่นขึ้นมาแล้วพูดถึงหล่อนได้อย่างถูกต้อง ทั้งที่ไม่มีใครรู้เรื่องหล่อน ท่านรู้ได้อย่างไร” หลวงอัครเทพนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเล่าอีกว่า

ภริยาของเจ้าคุณวิศาลคดีไปกราบสมเด็จที่วัด สมเด็จบอกกับเธอว่าที่เจ้าคุณนอนหลับไม่รู้ความเช่นนี้เป็นเพราะจิตวิญญาณรักชาติของเจ้าคุณท่องเที่ยวไปในภพอื่น มณีจันทร์พยักหน้าเข้าใจ เพราะเคยพบจิตวิญญาณของท่านไปปรากฏร่างเป็นคนขายของเก่า ขายกระจกเงาเหมือนที่อยู่ในห้องหลวงอัครเทพให้เธอ

“...เป็นคนขายกระจกในโลกโน้นรึ” หลวงอัครเทพตะลึง มณีจันทร์พยักหน้า ตั้งข้อสังเกตว่า

“เป็นไปได้ไหมคะ ความรู้สึกรุนแรงต่อการสูญเสีย จิตวิญญาณส่วนหนึ่งของท่านเร่งรุดไปหาคนมาช่วย ฉันก็ไม่รู้ทำไมเป็นฉัน เพราะฉันก็ไม่รู้อะไรมากนัก”

“เมื่อหล่อนมาแก้ไขอะไรก็ตามสำเร็จ แล้วจะกลับไปเลยใช่ไหม”

มณีจันทร์ตอบไม่ได้ คำตอบอาจจะมีในวันข้างหน้า แต่ไม่ใช่วันนี้ เธออยากพบเจ้าคุณวิศาลคดีสักครั้ง คงต้องขอให้เขาเป็นธุระเรื่องนี้ให้ หลวงอัครเทพรรับปากจะเชิญเจ้าคุณมาพบมณีจันทร์ที่นี่ บางทีเธออาจช่วยงานท่านได้

มณีจันทร์ยิ้มดีใจ

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงอัครเทพจัดกองเอกสารและจดหมายต่างๆมาที่ศาลา แล้วยื่นจดหมายของ มร.จอห์นให้มณีจันทร์ดูเป็นฉบับแรก เขาคิดว่าจดหมายนี้ต้องสำคัญมาก เพราะ มร.จอห์นให้หลวงเจนพาณิชย์ไปส่งที่ท่าเรือด้วยมือตัวเอง มณีจันทร์สังเกตเห็นมือของหลวงอัครเทพเป็นแผลช้ำตอนที่ยื่นจดหมายให้ รีบคว้ามือเขามาดูใกล้ๆ ม้วนกับขาบเห็นเจ้านายจับมือกันก็ ตกใจ หลวงอัครเทพอายพวกบ่าวสั่งให้เธอปล่อยมือ

มณีจันทร์จะปล่อยก็ต่อเมื่อเขาบอกมาก่อนว่าไปทำอะไรมา ขาบปากไวตอบคำถามแทนเจ้านายว่าเป็นเพราะจดหมายฉบับนี้ คุณหลวงถึงกับต้องท้าตีท้าต่อยหลวงเจนพาณิชย์ หลวงอัครเทพหันขวับจ้องขาบเขม็ง

แทนที่เขาจะหุบปาก กลับเล่าฉอดๆว่าเจ้านายของตนเก่งกาจถีบหลวงเจนพาณิชย์จนตกสะพาน ป่านนี้กินน้ำใบบัวบกทั้งคุ้งไม่รู้จะหายช้ำในหรือเปล่า พอมณีจันทร์รู้ว่าแผลช้ำที่มือไม่ทุเลาเพราะหลวงอัครเทพไม่ยอมแตะทั้งยากินยาทา เธอคว้าถ้วยใส่ยาหม้อมาถือไว้ ถามเสียงเข้มจะกินหรือไม่กิน หลวงอัครเทพไม่ยอมกิน

มณีจันทร์คลานเข้าไปนั่งตักเขาหน้าตาเฉย ม้วนกับขาบรีบเอามือปิดตาตัวเอง หลวงอัครเทพหน้าแดงรีบคว้ายามาดื่มแทบไม่ทัน มณีจันทร์ยิ้มพอใจ คลานไปหยิบลูกประคบในถ้วยอีกใบเข้ามา

“ยานี่ทาแผลใช่ไหมคะ...เอามือมา”

หลวงอัครเทพแก้เผ็ดให้มือมณีจันทร์พร้อมมะเหงกเขกหัวดังโป๊ก ม้วนกับขาบขำกันยกใหญ่ หลวงอัครเทพคว้าลูกประคบมาทำเอง จังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานหลวงอัครเทพว่าได้เวลาแล้ว หลวงอัครเทพเดินตามอิ่มไปทันที มณีจันทร์รู้จากขาบว่าทุกเดือนคุณหลวงจะนัดเพื่อนฝูงมาเล่นมโหรีก็สนใจ...

ครู่ต่อมา มณีจันทร์เข้าไปนั่งด้านหลังคุณหญิงแสร์ ฟังหลวงอัครเทพสีไวโอลินกับวงมโหรีอย่างชื่นชม ยังไม่ทันจบเพลงแรก คุณหญิงสรเดชกับประยงค์ก็มาถึง คุณหญิงสรเดชเห็นมณีจันทร์นั่งฟังอยู่ด้วย คิดจะอวดความสามารถของประยงค์ข่ม ยุให้ลูกไปตีขิมร่วมบรรเลงดนตรีกับหลวงอัครเทพ ทั้งคู่เล่นเข้าขากัน ยิ้มให้กันสนุกสนาน มณีจันทร์ทนดูต่อไปไม่ไหว หนีออกไปยืนเศร้าอยู่คนเดียว

“ท่านถามฉันว่าเมื่อเสร็จงานของฉันแล้วฉันจะอยู่หรือจะไป ฉันตอบไม่ได้จริงๆ แต่หากฉันไม่อยู่ ฉันก็ดีใจนะคะอย่างน้อย ฉันก็ได้เห็นว่าท่านมีผู้ดูแลที่สมบูรณ์เพียบพร้อมขนาดไหน” มณีจันทร์น้ำตาคลอ...

ตรอง ไรวัต และกุลวรางค์นัดกันมาหามณีจันทร์ที่บ้าน กลับพบว่าเธอไม่อยู่ไป ตจว. นุ่มเองก็ไม่รู้ออกไปตอนไหน เมื่อวานยังเห็นอยู่ พอมาดูอีกทีตอนเช้ามณีจันทร์ก็ไม่อยู่แล้ว ตรองสงสัยนุ่มรู้ได้อย่างไรว่าไป ตจว.

“คุณหนูเคยสั่งไว้ก่อนหน้านี้ค่ะว่าช่วงนี้มีธุระไป ตจว. ถ้าหายไปก็ไม่ต้องห่วง บางทีก็มีเขียนโน้ตไว้ เดี๋ยวสองสามวัน คุณหนูก็กลับมาเอง”

ตรองเดาออกนี่ต้องไม่ใช่ครั้งแรก ไรวัตกดมือถือหามณีจันทร์ นุ่มว่าไม่ต้องโทร.ให้เสียเวลา มณีจันทร์ไม่ได้เอามือถือไปด้วยทิ้งไว้ในห้องนอน กุลวรางค์ไม่สบายใจที่ติดต่อเพื่อนไม่ได้ ไรวัตโทษตรองเป็นต้นเหตุทำให้มณีจันทร์โกรธจนหนีไป ถ้าเธอเป็นอะไรไปเขาไม่ให้อภัยตรองแน่ๆ

“นี่...ไหนว่าจะเล่นบทพระเอกไง พอเมณี่ไม่อยู่ลายออกทุกทีเลยนะ”

ไรวัตไม่พอใจตรองที่รู้ทัน ทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่อง กุลวรางค์ขวางไว้ ขู่ไรวัตถ้าทำอะไรตรอง เธอจะฟ้องมณีจันทร์ ภาพคนแสนดีของไรวัตรับรองจบเห่แน่ ไรวัตจำต้องระงับความโกรธเอาไว้

ooooooo

..



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #4 on: 16 July 2026, 15:24:16 »


https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep9/page1

ทวิภพ ตอนที่ 9

หลังจากวงมโหรีกลับ ประยงค์มาเรียนภาษาอังกฤษกับมณีจันทร์ต่อ เธอเรียนรู้ได้เร็วมากจนมณีจันทร์ออกปากชม ประยงค์เองก็ชื่นชมครูสอนภาษาอังกฤษของตัวเองเช่นกัน แต่คุณหญิงสรเดชกลับไม่ชอบหน้ามณีจันทร์ คอยหาทางทำให้เธอรู้สึกด้อยค่า ครั้งนี้ก็เช่นกัน พอประยงค์ว่างจากการเรียน คุณหญิงสรเดชออกอุบายให้ลูกช่วยเจียนหมากพลูให้เธอหนึ่งชุด เจียนให้สวยที่สุดแบบชาววังที่เธอเคยสอน...

ขณะเดียวกัน คุณหญิงแสร์ไม่สบายใจนักเมื่อรู้ว่าลูกชายจะเรียนเชิญเจ้าคุณวิศาลคดีมา หารือข้อราชการที่บ้าน และมณีจันทร์จะร่วมวงปรึกษาหารือด้วยเพราะเธอเป็นคนแปลข้อราชการเหล่านั้น

“แล้วจะเรียนท่านว่ายังไงพ่อเทพ ผู้หญิงยิงเรือจะรู้ข้อราชการได้อย่างไร”คุณหญิงแสร์สีหน้าเป็นกังวล

“คิดจะกราบเรียนท่านว่าเป็นน้อง รู้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ท่านจะเข้าใจเอง”

คุณหญิงแสร์ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ...

มณีจันทร์นั่งเล่นอยู่กับกองพลูกองหมากอยู่บนเรือน มองหลวงอัครเทพที่นั่งคุยกับคุณหญิงแสร์อยู่ที่ศาลาแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ หยิบใบพลูมาเป่าเป็นเพลงเล่น ตั้งใจจะมอบเสียงเพลงนี้ให้หลวงอัครเทพ จังหวะนั้น คุณหญิงสรเดชเอาซองหมากพลูท่ีเจียนอย่างสวยงามของประยงค์มาอวดมณีจันทร์

“อุ๊ยตาย...นี่หรือคะที่เขาเรียกเจียนหมากพลู น่ารักจริง”มณีจันทร์มองอย่างชื่นชม

“หมากพลูน่ะเป็นของสำคัญนะมีเมียเจียนหมากจีบ พลูได้งาม ชีวิตผัวก็มีความสุขมากโขแล้ว...เอ้า...นังอิ่ม...เอาไปให้คุณหลวง”

มณีจันทร์อึ้ง เพราะรู้มาบ้างว่าผู้หญิงสมัยนั้นจะตั้งใจเจียนหมากพลูให้เฉพาะผู้ชายที่ตนสนใจ

“ฮิๆกินหมากทุกคำคิดถึงน้อง” อิ่มยิ้มกริ่ม รับซองหมากพลูแล้วเดินลงเรือน คุณหญิงสรเดชกับมณีจันทร์มองตามไม่วางตา...

ครู่ต่อมา อิ่มส่งซองหมากพลูให้หลวงอัครเทพ เรียนว่าคุณหญิงสรเดชให้เอามาให้ ทั้งคุณหญิงแสร์และหลวงอัครเทพเข้าใจผิดคิดว่าซองหมากพลูเป็นฝีมือคุณหญิงสรเดช หลวงอัครเทพหันไปค้อมหัวให้คุณหญิงสรเดชซึ่งยืนมองอยู่บนเรือน แล้วยิ้มให้ประยงค์โดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนหยิบหมากใส่ปากเคี้ยวสีหน้ามีความสุข คุณหญิงสรเดชยิ้มสะใจ ขณะที่มณีจันทร์หน้าเจื่อน

“คุณหลวงชื่นชมใหญ่ เอาใส่ปากเคี้ยวทันที ดูสิ...แม่ประยงค์ของแม่หน้าแดงก่ำ เขาเรียบร้อย เขาไม่ชอบให้แม่ทำอะไรแบบนี้ดอก”

อิ่มเดินกลับมาทันได้ยินก็สาระแนทันที“แหมเป็นคู่หมายจะเป็นไรเจ้าคะ เล็กๆน้อยๆจะปล่อยให้ผู้หญิงอื่นเป็นมดแดงแฝงมะม่วงประจบคุณหลวงอยู่ฝ่ายเดียวได้ยังไง”อิ่มแดกดัน มณีจันทร์ถึงกับหน้าเสีย...

ตกดึกคืนนั้น มณีจันทร์เก็บเอาเรื่องนี้ไปคิดจนนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมานั่งบ่นคนเดียว“ของเขาทั้งเจียนหมากจีบพลูให้กินจนวันตาย เราทำได้แค่เป่าใบพลูฝากสายลม...เฮอะ งี่เง่าชะมัด...คุณหลวงคะ...คุณประยงค์เหมาะกับคุณหลวงจริงๆด้วยค่ะ”มณีจันทร์ถอนใจเฮือก...

ooooooo

ทันทีที่หลวงเจนพาณิชย์ก้าวเข้ามาในห้าง มร.จอห์นชี้หน้าด่าลั่นที่เขาไม่เอาจดหมายสำคัญของตนไปส่งให้ มร.คล้าก ทำให้จดหมายลงเรือไม่ทันหรือว่าเขาทำจดหมายหาย หลวงเจนพาณิชย์ทำเป็นเพิ่งนึกออก

“อ๋อ...จดหมาย...ไม่ขอรับไม่หาย กระผมลืมเอาไว้ เดี๋ยวกระผมจะรีบเอาไปให้ มร.คล้ากวันนี้เลยขอรับ”

“ทำงานแย่มากเช้าชามเย็นชามเหมือนกันหมด พวกเรากระตือรือร้นกว่านี้มาก เราถึงได้ดิบได้ดี แล้วดูพวกคุณสิ ฮึ...แบบนี้เมื่อไหร่ประเทศคุณจะเจริญ...หา”มร.จอห์นไม่วายแดกดัน หลวงเจนพาณิชย์เปิดหมวกขอโทษแล้วรีบออกจากห้างฯ เดินบ่นพึมพำไม่รู้ไปทำจดหมายหายตอนไหน หาจนทั่วก็ไม่พบ แล้วนึกขึ้นได้ต้องเป็นฝีมือหลวงอัครเทพแน่ๆ แกล้งหาเรื่องตนแล้วแอบขโมยจดหมายไป เขาตรงไปบ้านของคู่อริทันที...

หลวงอัครเทพกำลังจะไปทำงานตอนที่เจอหลวงเจนพาณิชย์มาทวงถามจดหมาย เขาแกล้งถามจดหมายอะไร หลวงเจนพาณิชย์กำลังโมโหไม่ทันคิด ตะคอกใส่ว่าเป็นจดหมายของ มร.จอห์นจะส่งไปอังกฤษ

“จดหมายที่ต้องให้กรมท่าของกระผมตรวจก่อนใช่ไหมขอรับ”

หลวงเจนพาณิชย์รีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ จดหมายฉบับนั้นไม่เกี่ยวกับกรมกองไหน มร.จอห์นส่งผ่านเขาไปลงเรือ หลวงอัครเทพดักคอว่าจดหมายประสงค์ร้ายต่อบ้านเมืองหรือถึงได้ไม่รายงานให้ทางราชการทราบ หลวงเจนพาณิชย์ยิ่งพูด ยิ่งเข้าตัว ไม่อยากต่อความด้วยสั่งให้หลวงอัครเทพเอาจดหมาย มาคืน

“กระผมจะตอบเพียงครั้งเดียว กระผมไม่มีจดหมายที่ว่า เชิญออกไปได้แล้ว”

“แค่มองหน้าเอ็งก็รู้แล้ว จดหมายอยู่กับเอ็งแน่ๆไอ้เทพ” หลวงเจนพาณิชย์ชี้หน้าหลวงอัครเทพ ก่อนจะกลับไปอย่างหงุดหงิด หลวงอัครเทพไม่อยากใส่ใจ สั่งขาบรีบไปเตรียมรถลากเดี๋ยวเขาไปทำงานสาย มณีจันทร์แอบฟังอยู่กับม้วนได้ยินเรื่องทั้งหมด มองตามหลวงเจนพาณิชย์อย่างไม่ไว้ใจ

“แสดงว่าจดหมายนั่นสำคัญมาก หลวงเจนจึงมาขอคืน เราต้องรักษาจดหมายนั้นไว้ให้ดี...เอ...เราเอาไปทำงานตรงไหนนะ”มณีจันทร์กวาดตามองไปรอบๆสีหน้าครุ่นคิด...

หลวงเจนพาณิชย์รอจนหลวงอัครเทพไปพ้นสายตา ค่อยๆย่องขึ้นไปบนเรือนรอจนปลอดคน รีบค้นตามที่ต่างๆแต่ไม่พบจดหมาย เหลือบมองไปที่ศาลากลางสวน เห็นมีกองเอกสารวางไว้ เขาตรงไปที่นั่นทันที

ooooooo

มณีจันทร์กำลังจะลงไปที่ศาลาเห็นหลวงเจน-พาณิชย์บ่ายหน้าไปที่นั่นเช่นกัน เธอยอมให้เขาเอาจดหมายไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นหลวงอัครเทพต้องถูกกล่าวหาเป็นขโมยจะเป็นเรื่องใหญ่ ขยับจะเดินต่อ ม้วนรั้งมือเธอไว้

“คุณท่านออกไปไม่ได้เจ้าค่ะ”

“ฉันรู้ ผู้หญิงดีๆเขาไม่ทำกันหรอก แต่ผู้หญิงบ้า...เขายกเว้น”มณีจันทร์สะบัดมือม้วนออก รีบเดินไปยังศาลา ม้วนเห็นท่าไม่ดี วิ่งไปตามขาบมาช่วย

แต่เรื่องไล่คนแค่นี้สำหรับมณีจันทร์ไม่ต้องมีตัวช่วย เธอเด็ดดอกชบาสีแดงมาทัดหูสองข้างทำเหมือนคนบ้าอาละวาดใส่หลวงเจนพาณิชย์จนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง จดหมายเอาคืนก็ไม่ได้แถมโดนคนบ้าตบหัวหลายที หลวงเจนพาณิชย์เดินหัวเสียออกมาถึงประตูรั้วหน้าบ้านหลวงอัครเทพ เกือบชนประยงค์ที่เดินเข้ามากับยาวบ่าวหญิงรับใช้ของเธอ หลวงเจนพาณิชย์อารมณ์ดีขึ้นมาทันที เพราะแอบชื่นชอบเธอมานานแล้ว

“แม่ประยงค์ใช่ไหม...กระผมหลวงเจนพาณิชย์ขอรับ กระผมเห็นแม่ประยงค์ตามเสด็จบ่อยๆ ไม่เคยได้มีโอกาสคุยด้วยสักที วันนี้โชคดีของกระผมเหลือเกิน”

ประยงค์มองซ้ายมองขวา อายที่ต้องยืนคุยกับผู้ชายนานๆ เกรงจะถูกมองเป็นผู้หญิงข้างถนน เดินเลี่ยงจะเข้าบ้าน แต่หลวงเจนพาณิชย์รีบมาดักหน้า ถามประยงค์มาที่นี่มีธุระอะไร ประยงค์ตอบตามมารยาทว่ามาเรียนภาษาอังกฤษกับน้องสาวของหลวงอัครเทพ หลวงเจนพาณิชย์ดีใจมาก เพราะตัวเองชมชอบพวกฝรั่ง เลยนึกว่าเธอชมชอบพวกฝรั่งเหมือนกัน ขยับเข้าไปใกล้ๆยิ้มกรุ้มกริ่ม

“เรียนภาษาอังกฤษใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นคงรู้วิธีทักทายของพวกฝรั่ง shake hand” หลวงเจนพาณิชย์จับมือประยงค์เพื่อสอนการ shake hand ให้ เธอตกใจสะบัดมือถอยกรูด หลวงอัครเทพกลับมาเห็นพอดี ด่าหลวงเจนพาณิชย์ลั่นว่า ทำตัวน่าเกลียด ทั้งๆที่มียศศักดิ์ใหญ่โต ประยงค์กลัวมากวิ่งไปหลบหลังหลวงอัครเทพ

“แม่ประยงค์อุตส่าห์หัวสมัย ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เลียนแบบบ้านเมืองที่เขาเจริญกว่าเรา ข้าก็สอนให้หล่อน เอ็งนั่นแหละ มาหาเรื่องข้า” หลวงเจนพาณิชย์อ้างหน้าด้านๆ

“เอ็งมันบ้า เดินตามก้นฝรั่งไม่รู้จักคิด ความเจริญไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป บ้านเมืองเราไม่เหมือนเขา ดูผู้หญิงสิ กลัวจนตัวสั่นแล้ว ข้าว่าเอ็งต้องการฉวยโอกาสมากกว่า”

หลวงเจนพาณิชย์โกรธที่หลวงอัครเทพรู้ทัน ชกเปรี้ยงเต็มหน้าจนเซ แล้วจะตามเข้าไปซ้ำ หลวงอัครเทพตั้งหลักได้ถีบยอดอกกระเด็น เอาไม้ตะพดกดอกหลวงเจนพาณิชย์ไว้ไม่ให้ลุกขึ้น ขู่จะไปฟ้องเจ้านายของหลวงเจนพาณิชย์ให้ปลดเขาจากตำแหน่ง ถ้ายังไม่ออกไป คุณหลวงชั่วปัดไม้ตะพดออก ลุกขึ้นชี้หน้าหลวงอัครเทพ

“โธ่เว้ย...เอ็งมันก็ผู้ดีจอมปลอมเหมือนกัน ขโมยของของข้าหน้าไม่อาย เอ็งกับข้ายังต้องเจอกันอีกหลายยก วันนี้ฝากไว้ก่อนโว้ย” หลวงเจนพาณิชย์ถุยน้ำลายลงพื้นก่อนจะออกไป จากนั้นหลวงอัครเทพพาประยงค์ซึ่งยังกลัวตัวสั่นมาที่หอนั่ง ถามเธอว่าอยากให้เขาเอาเรื่องหลวงเจนพาณิชย์ที่ทำรุ่มร่ามกับเธอไหม

“ไม่นะเจ้าคะ หากเอาเรื่องคงไปกันใหญ่ คนที่ไม่รู้ก็จะรู้กันหมด” ประยงค์ทำท่าจะร้องไห้ ขอร้องหลวงอัครเทพอย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ โดยเฉพาะแม่กับพ่อของเธอ ถ้าท่านทั้งสองทราบต้องเอาเรื่องแน่ๆ ขาบนั่งฟังอยู่ด้วยคิดตาม แต่ด้วยนิสัยปากเสียเลยเผลอพูดความคิดตัวเองออกมา

“เอาเรื่องยังไงดี เป็นถึงคุณหลวงเจนไม่ใช่คนธรรมดา เผลอๆยกคุณประยงค์ให้หลวงเจนหาทางแก้หน้า”

ประยงค์ตกใจมาก ขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆหลวงอัครเทพ เอามือเขย่าแขนเขาอย่างลืมตัว “ไม่...ไม่เอานะเจ้าคะ อย่าบอกคุณแม่นะเจ้าคะ อิฉันจะไม่ออกเรือนไปกับหลวงเจน ไม่นะเจ้าคะ คุณหลวงอย่ายอมนะเจ้าคะ”

มณีจันทร์ซึ่งเพิ่งรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากม้วน รีบเดินมาหาประยงค์ด้วยความเป็นห่วงเห็นภาพนั้นพอดี ถึงกับหยุดกึก ประยงค์รู้สึกตัว ขออภัยหลวงอัครเทพ ก่อนจะเอามือออก หลวงอัครเทพเห็นใจประยงค์มาก ยอมทำตามที่เธอขอร้อง หันไปสั่งห้ามขาบกับพวกบ่าวไม่ให้พูดเรื่องนี้ แล้วส่งผ้าเช็ดหน้าให้ประยงค์เช็ดน้ำตา หญิงสาวมองเขาซึ้งใจมาก มณีจันทร์ไม่อาจทนดูได้ หันหลังเดินกลับ ม้วนมองตามงงๆ

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังสอนภาษาอังกฤษให้ประยงค์ อยู่ที่โถงกลางเรือน ม้วนยกน้ำมะตูมมาให้ดื่ม มณีจันทร์ถูกใจมากที่แต่ละวันจะมีสารพัดน้ำที่ทำจากต้นไม้  ดอกไม้มาให้เธอดื่ม ทำให้เธอลืมกาแฟและน้ำอัดลมที่เคยชอบไปเลย ประยงค์สงสัยน้ำอัดลมคืออะไร มณีจันทร์หัวเราะแฮ่ะๆ

“ช่างมันเถอะค่ะ คุณประยงค์ก็ทำน้ำพวกนี้อร่อยใช่ไหมคะ”

“แค่ทำได้ เรื่องอาหารไม่เก่งเท่าคุณน้าแสร์หรอกเจ้าค่ะ”

“แต่ก็ยังทำได้ คุณประยงค์ออกเรือนไปกับใครคนนั้นคงสบาย มีคนสวยไว้ให้มองไม่พอยังมีของอร่อยให้กินด้วย ไม่เหมือนฉัน ได้ไป...คงเหมือนมีตัวยุ่งอยู่ในบ้าน” มณีจันทร์พูดแล้วเศร้า

จังหวะนั้น ขาบวิ่งมารายงานมณีจันทร์ท่าทางตื่นเต้น วันนี้ท่านเจ้าคุณจะมา มณีจันทร์งง ท่านเจ้าคุณไหน พอนึกออกว่าเป็นใคร เธอรีบไปถามหลวงอัครเทพซึ่งกำลังเตรียมเอกสารอยู่ที่ศาลา ว่าเจ้าคุณวิศาลคดีจะมาเมื่อไหร่ หลวงอัครเทพตักเตือน ผู้หญิงไม่ควรถามถึงการมาของผู้ชาย

“จะให้บอกกี่ครั้งว่าฉันมาจาก พ.ศ.ที่เท่าไหร่” มณีจันทร์กระซิบเบาๆ เกรงม้วนกับขาบจะได้ยิน

หลวงอัครเทพกำชับอีกว่าเวลาที่พูดคุยกับเจ้าคุณวิศาลคดี มณีจันทร์ต้องใช้คำแทนตัวว่า “อิฉัน” และต้องลงท้ายว่า “เจ้าค่ะ” ทุกครั้ง ห้ามยอกย้อนเวลาท่านพูด อิ่มเข้ามารายงานว่าเจ้าคุณวิศาลคดีมาถึงแล้ว หลวงอัครเทพขยับจะไป แล้วนึกขึ้นได้หันมาสั่งมณีจันทร์ ห้ามออกไปพบท่านเอง ต้องรอให้เรียกก่อน

“ฉันจะไปคอยที่ห้องค่ะ” มณีจันทร์เดินนำม้วนกลับห้อง ม้วนเปิดหีบเสื้อผ้าออกจะแต่งตัวให้มณีจันทร์ใหม่ เจ้าคุณวิศาลคดีเป็นผู้ใหญ่ต้องสวมชุดเรียบร้อย ประยงค์ตามเข้าช่วยแต่งตัวให้มณีจันทร์อีกแรง

“ม้วนบอกว่าคุณมณีจะช่วยงานท่านเจ้าคุณ...อิฉัน...

เอ้อ ขอเรียกน้องนะเจ้าคะ น้องตื่นเต้นมากเจ้าค่ะ พระพุทธเจ้า– หลวงและคนไทยทั้งแผ่นดินพยายามบอกพวกฝรั่งต่างชาติว่า เราไม่ใช่ชาวป่าชาวเขา เราไม่ใช่คนเถื่อนให้พวกเขามาอ้างเหตุในการยึดครอง ตรงกันข้าม  อะไรที่เขารู้ เขาทำ เราก็ทำได้”

“ใช่ คนไทยทำได้ทุกอย่างถ้าอยากจะทำ คนพวกนั้นเวลาไปล่าอาณานิคมชอบอ้างว่าเอาความเจริญไปให้...เชอะ...เราไม่ใช่พวกด้อยพัฒนาขนาดนั้น ไม่ต้องมายุ่งกับเรา...เอ๊ะ คุณประยงค์ก็รู้เรื่องนี้”

“ที่น้องอยากเรียนภาษาอังกฤษก็เพราะอยากเป็นอย่างคุณพี่ ได้ช่วยชาติ...เกิดเป็นหญิงก็เป็นคนไทย หากชาติสูญสิ้น เราก็เจ็บปวดเหมือนชายอกสามศอกทุกคน”

มณีจันทร์มองประยงค์อย่างชื่นชมที่ไม่ได้มีแต่ความสวย เก่งการบ้านการเรือน เธอยังฉลาดและใฝ่รู้อีกด้วย ประยงค์บ่นอย่างท้อแท้ว่าเธอเรียนอ่านเขียนหนังสือหมดทุกเล่ม แต่น่าเสียดาย แม้มณีจันทร์จะตั้งใจสอนเธอเพียงใด สุดท้าย เธอก็คงได้แค่ออกเรือนทำหน้าที่เมีย หน้าที่แม่เท่านั้น

“โถ...ฟังนะคะ ในอนาคตผู้หญิงจะได้เรียนหนังสือ เรียนภาษา ได้เรียนแม้แต่วิชาช่าง เราจะทำงานมีอาชีพเหมือนผู้ชาย เราจะแต่งงานหรือไม่แต่งก็ได้ เราเลือกเองได้ทั้งหมด”

ประยงค์ฟังคำพูดของมณีจันทร์แล้วมีกำลังใจในการเรียนขึ้นมาก และตั้งใจจะแต่งตัวให้มณีจันทร์สุดฝีมือเพื่อเธอจะได้ไปช่วยเจ้าคุณวิศาลคดีทำงานให้บ้านเมืองอย่างเต็มกำลัง

ooooooo

คุณหญิงแสร์คอยสั่งการพวกบ่าวให้ทำอาหารอยู่ที่เรือนครัว ขาบเห็นสีหน้าไม่ค่อยสบายใจของคุณหญิงอดถามไม่ได้เป็นกังวลเรื่องใด

“ท่านเจ้าคุณวิศาลใครๆก็รู้ว่าท่านดุ ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นแล้วแม่มณีเหมือนคนอื่นที่ไหน...เกิดท่านเจ้าคุณฉวยไม่พอใจคงต่อว่ามาถึงข้า ถึงผัวข้าที่อยู่ในหลุม...เฮ่อ”คุณหญิงแสร์ถอนใจเฮือก เป็นกังวล...

หลวงอัครเทพคุยกับเจ้าคุณวิศาลคดีได้สักพัก ม้วนเดินนำมณีจันทร์เข้ามา ทั้งเจ้าคุณวิศาลคดีและมณีจันทร์ต่างมองสบตากัน มณีจันทร์ยิ้มให้เพราะท่านเป็นคนสำคัญที่พาเธอข้ามภพมา ส่วนเจ้าคุณวิศาลคดีจำเหตุการณ์ที่จิตวิญญาณของตนข้ามภพไปช่วยมณีจันทร์ไม่ได้ เพราะถอดจิตขณะที่ล้มป่วย จำได้เพียงว่าผู้หญิงคนนี้มีความสำคัญ

“ฉันคิดว่าฉันเคยเห็นหล่อนมาก่อนไหมนะ...ช่างเถอะ...

จะเอาอะไรกับความทรงจำของคนแก่ใกล้ตาย”

“คนแก่ที่ไม่เคยตาย มีกี่คนเจ้าคะ”มณีจันทร์ยิ้ม เจ้าคุณวิศาลคดีมองหน้าหญิงสาว รู้ว่าเป็นคำชม ถูกใจหัวเราะลั่น หลวงอัครเทพเห็นท่าทางของทั้งคู่ที่มองสบตากัน นิ่วหน้าสงสัยสนิทสนมอะไรกันนักหนา คุณหญิงแสร์แอบมองอยู่อีกมุมหนึ่งได้ยินเสียงเจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะชอบใจ ถึงกับโล่งอก

“ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะเป็นอมตะหรอกแม่หนู แก่แล้วยังไงก็ต้องตาย”เจ้าคุณวิศาลคดีตอบอารมณ์ดี

“ความเป็นอมตะในพงศาวดารก็เป็นอมตะอย่างหนึ่งนะเจ้าคะ อย่างท่านอาจเป็นอมตะในพงศาวดาร”

เจ้าคุณวิศาลคดีถูกใจในความฉลาดเฉลียวของมณีจันทร์ ยิ่งรู้ว่าเธอพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสยิ่งชื่นชม จากนั้น หลวงอัครเทพเชิญเจ้าคุณวิศาลคดีมายังศาลากลางสวนเพื่อดูเอกสารต่างๆ ที่เขากับมณีจันทร์รวบรวมไว้ มณีจันทร์หยิบจดหมายของ มร.จอห์นให้เจ้าคุณวิศาลคดีดู

“นี่คือจดหมายที่ มร.จอห์นฝากหลวงเจนไปส่ง อิฉันนั่งคิดอยู่นานว่าเหตุใดหลวงเจนจึงอยากได้มันกลับคงเป็นเพราะเนื้อหาจดหมาย หากมีคนใช้จดหมายนี้เอาผิด มร.จอห์น เขาก็อาจถูกขับไล่ออกนอกประเทศ”

เจ้าคุณวิศาลคดีสงสัยทำไมต้องกลัวขนาดนั้น มณีจันทร์รื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งขึ้นมารายงานว่า มร.จอห์นแสดงความโกรธแค้นที่มีการส่งเรือรบมาขู่พวกเรา คำพูดของเขาถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เธอแปลข้อความในหนังสือ– พิมพ์ให้เจ้าคุณวิศาลคดีฟัง

“สื่ออังกฤษและยุโรปต่างประณามการเข้ามาของเรือรบในครั้งนี้ มีภาพการ์ตูนล้อการเมืองเขียนว่า หมาป่าและลูกแกะ หมาป่าหมายถึงฝรั่งที่เอาเรือรบมา ลูกแกะหมายถึงสยาม”

เจ้าคุณวิศาลคดีชมมณีจันทร์ไม่หยุดปากที่สามารถอ่านภาษาอังกฤษแล้วแปลได้ในทันที หลวงอัครเทพรายงานเพิ่มเติมว่า มร.จอห์นเป็นผู้มีอิทธิพลสูงต่อรัฐและสื่อในประเทศเขาเอง พวกนั้นเชื่อถือเขามาก เขาอยากทำงานส่งข่าวส่งความคิดเห็น แต่ไม่อยากให้ทางเรารู้เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะคิดอย่างไร

“เขาเปิดห้างใหญ่โตลงทุนไปมากมาย หากเกิดอะไรขึ้นในสยามก็อาจกระทบต่อการค้าขายของเขา”

“คนอังกฤษห่วงผลประโยชน์ของตัวเองในสยาม ดีล่ะ แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ ทำเหมือนเขาเป็นแค่พ่อค้า ต่อไปต้องใช้นายคนนี้ให้เป็นประโยชน์”เจ้าคุณวิศาลคดีสั่งการ

“เจ้าคะ...งั้นต้องเก็บจดหมายนี้ให้มิดชิดอย่าให้ มร.จอห์นรู้ว่าเราได้มันมา”

เจ้าคุณวิศาลคดียิ้มพอใจที่มณีจันทร์กับหลวงอัครเทพทำงานได้ดีมาก มณีจันทร์ยิ้มตอบดีใจที่สามารถช่วยงานท่านได้ เจ้าคุณวิศาลคดีเผลอมองความงามของมณีจันทร์ ขณะที่หลวงอัครเทพเห็นแล้วชักเริ่มหึง

ooooooo

คุณหญิงแสร์ขอตัวไม่ร่วมวงกินข้าวกลางวันกับเจ้าคุณวิศาลคดีและหลวงอัครเทพ เพราะเธอต้องคอยกำกับพวกบ่าวที่เรือนครัวไม่เช่นนั้นจะเหลวกันหมด เจ้าคุณวิศาลคดีเลยหันไปเรียกมณีจันทร์มากินข้าวด้วยกัน คุณหญิงแสร์ขี้เกียจใจหายใจคว่ำชิงพูดขึ้นก่อน

“อย่าเลยเจ้าค่ะ...คงไม่เหมาะ”

“ฉันไม่ถือหรอก เราสองคนทำงานกับฝรั่งเยอะแยะ มีแหม่มมาร่วมโต๊ะอาหารคุยงานด้วยบ่อยครั้ง ฉันไม่ได้ถือว่าแม่มณีเป็นหญิงทั่วไป ให้มาร่วมวงเถิด”

คุณหญิงแสร์จำใจหันไปพยักพเยิดให้มณีจันทร์เข้าไปร่วมวงด้วย แล้วขอตัวลงไปที่เรือนครัว แต่ไม่มีจิตใจจะทำอะไรห่วงมณีจันทร์จะก่อเรื่อง คุณหญิงแสร์ทิ้งงานย่องกลับมาบนเรือนหามุมแอบมองเธออยู่ห่างๆ ยิ่งกินข้าวยิ่งไม่ไว้ใจ ถึงขนาดยกมือไหว้บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ได้ยินแต่เสียงเจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะชอบใจเป็นระยะๆ คุณหญิงแสร์ยิ้มสบายใจ...

ได้เวลาเจ้าคุณวิศาลคดีจะกลับ หลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์และมณีจันทร์ออกมาส่ง เจ้าคุณวิศาลคดีไม่วายปรึกษาข้อราชการกับหลวงอัครเทพตบท้าย เราได้ตัว มร.จอห์นพ่อค้าชาวอังกฤษมาคนหนึ่งแล้ว เขาอยากได้ชาวฝรั่งเศสอีกสักคนหนึ่ง หลวงอัครเทพรู้งานเสนอชื่อ “เมอร์ซิเออร์ปิแอร์”

“คิดตรงกัน...หากเราได้ใจของสองคนนี้ เราก็จะรู้ความคิดของพวกเขา เราจะใช้พวกเขาให้เป็นประโยชน์ ทำงานทางการทูต” สิ้นเสียงเจ้าคุณวิศาลคดี มณีจันทร์โพล่งขึ้นทันที

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”

คุณหญิงแสร์หันไปส่ายหน้าให้มณีจันทร์เป็นเชิงไม่ให้พูดอะไรอีก หญิงสาวรู้ตัว ดุด่าตัวเองที่พูดแทรกผู้ใหญ่ แล้วตบปากตัวเองวุ่นวายอยู่คนเดียว เจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะขำ

“แหม วันนี้วันดี ได้งานได้การ ได้กินของอร่อย ยังได้หัวเราะอีกด้วย”

“ถ้ามีอะไรผิดพลาดไป อิฉันต้องกราบขออภัยนะเจ้าคะ” คุณหญิงแสร์ยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณ

“อะไรกันแม่แสร์ พ่อเทพน่ะรอบคอบมีไหวพริบ ผู้ใหญ่ไว้วางใจ ลูกชายแม่แสร์คนนี้นะดูต่อไปเถอะ จะกิน ตำแหน่งไม่แพ้พ่อเขา ส่วนแม่มณี ต่อไปเรายังมีงานต้องทำด้วยกันอีกเยอะ แล้วเจอกันใหม่นะ” เจ้าคุณวิศาลคดีมองมณีจันทร์อย่างมีเมตตา ก่อนจะขึ้นรถลากกลับไป

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน ไรวัตแวะมาหามณีจันทร์ที่บ้าน ขัดใจมากเมื่อพบว่าเธอยังไม่กลับจาก ตจว. ทั้งที่รับปากเขาไว้แล้วจะไปงานปาร์ตี้คืนนี้ด้วยกัน ไรวัตสงสัยมณีจันทร์อาจจะอยู่กับตรอง รีบคว้ามือถือขึ้นมา โทร.หา แต่ไม่กล้าถามถึงมณีจันทร์ตรงๆตรองรู้ทันตามเคย

“ถ้าแกล้งโทร.มาถามล่ะก็ บอกได้เลย เมณี่ไม่ได้อยู่กับผม”

ไรวัตปฏิเสธว่าไม่ได้โทร.มาถามหามณีจันทร์ แค่จะถามตรองจะมางานหรือเปล่า พอตรองรู้ว่ากุลวรางค์ไปงานนี้แน่ๆ เขาสนใจขึ้นมาทันที ถามไรวัตต้องแต่งตัวอย่างไร ไรวัตเจตนาพูดกำกวมเพื่อให้ตรองเข้าใจผิด คิดว่างานนี้ต้องแต่งตัวหรูแบบพวกไฮโซ เขาจึงลงทุนไปเช่าชุดสูทหรู ผูกหูกระต่าย...

ตรองมาถึงงานปาร์ตี้กลับพบว่า ผู้มาร่วมงานทั้งหมดอยู่ในชุดนอน เพราะเป็นงานปาร์ตี้ชุดนอน แถมพนักงานเสิร์ฟอยู่ในเครื่องแบบสูทผูกหูกระต่ายเหมือนเขาไม่มีผิดเพี้ยน ตรองต่อว่าไรวัตที่ไม่ยอมบอกเรื่องเสื้อผ้า ไรวัต

โกหกหน้าตาเฉยว่าบอกแล้ว จากนั้นก็ขอตัวไปหาเพื่อน ทิ้งตรองไว้ตรงนั้นคนเดียว...

กุลวรางค์แปลกใจมากที่เห็นตรองมางานนี้ ทั้งที่มณีจันทร์มาไม่ได้ยังอยู่ ตจว. ตรองมางานนี้เพราะกุลวรางค์ไม่ใช่มณีจันทร์ เขาต้องการมาเรียนรู้ชีวิตของเธอ โลกของเธอและรู้จักเพื่อนๆ ของเธอ กุลวรางค์เหนื่อยใจที่ตรองยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ จังหวะนั้นเพื่อนของกุลวรางค์มาชวนเธอไปเต้นรำ กุลวรางค์ยัง เคลียร์กับตรองไม่เสร็จ บอกให้เพื่อนไปสนุกกันก่อน

“แหม...ทำไมล่ะ เพื่อนชวนทั้งที...ไป...ไปเต้นรำกัน” ตรองว่าแล้วลากกุลวรางค์ไปกลางฟลอร์

เธอกลับยืนนิ่งไม่ยอมเต้น เขาต้องคะยั้นคะยอ ผู้ร่วมงานบางคนเมาไม่ได้สติเต้นไปเต้นมาชนกับขี้เมาอีกคน เลยเปิดศึกกำปั้นกันกลางฟลอร์ ตรองเห็นท่าไม่ดีรีบลากกุลวรางค์ ไปทางอื่น ตรองกวาดตามองไปรอบงาน พยายามจะเรียนรู้สังคมของผู้หญิงที่เขาหลงรัก และพยายามหาข้อดี ทั้งที่ไม่ค่อยมีให้เห็น

ทั้งคู่หลบมายืนตรงมุมวางอาหาร แขกในงานคิดว่าตรองเป็นบ๋อย เอาจานอาหารใช้แล้วยัดมาใส่มือเขาจนล้น กุลวรางค์ทนไม่ไหวลากตรองไปห้องน้ำ สั่งให้เขาแปลงโฉมตัวเองใหม่ ไม่ให้เหมือนบ๋อย ตรองเอาหูกระต่ายออก ปลดกระดุมเสื้อลงสองเม็ด แล้วดึงชายเสื้อออกนอกกางเกง ส่องกระจกดูตัวเองอีกครั้ง

“แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่เหมือนบ๋อยล่ะ แหม อุตส่าห์ไปเช่ามา เฮ่อ”

“คุณลงทุนเช่าชุดเลยหรือ...คุณมันบ้า จะให้บอกกี่ครั้งว่าไม่มีประโยชน์ ฉันไม่ใจอ่อนกับคนอย่างคุณง่ายๆหรอก” กุลวรางค์เดินหัวเสียออกไป ผ่านหน้าขิงกับแฟนหนุ่มซึ่งเป็นพวกขี้ยา ขิงเสนอยาเสพติดราคาพิเศษให้กุลวรางค์ซึ่งไม่สนใจแถมด่าสั่งสอนก่อนจะผละจากมา ขิงไม่พอใจมาก

“หนอยนังกุลวรางค์ หมั่นไส้วะ ไปจัดเอาไอ้ที่ละลายน้ำได้มาสักชุด สนองนังนี่มันหน่อยสิ”

แฟนขิงเดินไปที่มุมเครื่องดื่ม แอบเอายาเสพติดละลายลงในเครื่องดื่มแก้วหนึ่ง มีแขกคนหนึ่งเดินมาจะหยิบ แฟนขิงร้องห้าม แก้วนี้ของกุลวรางค์ ตรองเดินมาได้ยินพอดี ถามแฟนขิงเห็นกุลวรางค์ไหม

“อ้อ...นายตามหาเธออยู่หรือ ดีเลยเอาเครื่องดื่มแก้วนี้ไปให้เธอที เธออยู่แถวโน้นน่ะ”

ตรองชะเง้อคอมอง เห็นกุลวรางค์นั่งอยู่แถวสระว่ายน้ำ คว้าแก้วเครื่องดื่มเดินเข้าไปหา ทีแรกกุลวรางค์ไม่ยอมดื่ม แต่ทนตรองรบเร้าไม่ไหวคว้ามาจิบ พอเธอรู้ว่าแฟนขิงเป็นคนชงเครื่องดื่มแก้วนี้ให้ บ้วนทิ้งแทบไม่ทัน

“มันเป็นเอเย่นต์ขายยาไอซ์ยาอี เอาน้ำมันมาให้ฉันกิน ได้ยังไง...โหย ไปล้วงคอจะออกไหมเนี่ย” กุลวรางค์เทน้ำในแก้วทิ้ง แล้ววิ่งไปเข้าห้องน้ำ ตรองโกรธแฟนขิงมากที่บังอาจวางยากุลวรางค์ เดินหน้าตาเอาเรื่องเข้าไปหา ขิงกับแฟนไม่เกรงกลัว มองตรองอย่างท้าทาย ตรองประกาศให้ทุกคนในงานรู้ว่าพวกนี้ค้ายาเสพติด และขอให้ใครก็ได้ช่วยแจ้งตำรวจให้ที ทุกคนในงานเลี้ยงยืนฟังนิ่ง แฟนขิงชี้หน้าตรอง

“ฮึ...ไอ้โง่ ใครเอาไอ้โง่ตัวนี้เข้ามาในงานวะ ไม่มีใครสนใจที่แกพูดหรอก เพราะครึ่งหนึ่งในนี้เป็นลูกค้าข้า”

แฟนขิงตะโกนสั่งให้สมุนของตนจัดการปิดปากตรอง สมุนไม่รอช้ารุมกระทืบตรองอ่วม ไรวัตรีบวิ่งมาห้ามบอกขิงว่า ตรองเป็นเพื่อนของเขา ขิงสั่งสมุนหยุดมือ กุลวรางค์เพิ่งรู้เรื่องวิ่งเข้าไปดู เห็นตรองสลบเหมือดเลือดเต็มหน้า ตกใจกรีดร้องลั่น

ooooooo

มณีจันทร์นอนไม่หลับได้ยินเสียงหลวงอัครเทพสีไวโอลิน เดินออกมาคุยด้วย หลวงอัครเทพเตือน ไม่ให้เธอเข้ามาใกล้ เดี๋ยวพวกบ่าวมาเห็นเข้าจะไม่งามแก่ตัวเธอเอง มณีจันทร์พยายามยืนห่างๆ ชวนเขาพูดคุยหลายเรื่อง ร่ายยาวไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงอัครเทพตกใจมาก ที่ทุกประเทศในโลกก่อสงครามกันถึงสองครั้งสองครา แล้วถามถึงสยามเป็นอย่างไรบ้าง

“ปลอดภัยทั้งสองครั้ง รวมทั้งคราวนี้ สุดท้ายเราเสียดินแดนไปมากมาย แต่เรายังคงเป็นประเทศเดียวในแถบนี้ที่รักษาเอกราชไว้ได้ ฉันจึงคิดว่าทำอย่างไรเราจะเสียน้อยที่สุด”

“ท่านเจ้าคุณแน่ใจอย่างนั้นเช่นกัน...หล่อนรู้ปัญหานี้ดีแค่ไหน”

“น่าแปลกนะคะ ประวัติศาสตร์หรือจะเรียกพงศาวดารไม่เคยรวบรวมรายละเอียดเรื่องนี้อย่างจริงจัง มักกระจัดกระจายอยู่ตรงนั้นตรงนี้ อย่างกับเราพยายามลืมกันอย่างนั้นล่ะค่ะ” มณีจันทร์สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที

“บางทีฉันก็ไม่เข้าใจหล่อน บางทีหล่อนพูดเล่น บางทีหล่อนพูดจริง บางทีมันปนกันไปหมด”

มณีจันทร์หัวเราะหน้าทะเล้น หลวงอัครเทพเตือนว่าเล่นบ้างจริงบ้างไม่ควรใช้กับผู้ใหญ่อย่างเจ้าคุณวิศาลคดี และเป็นเด็กต้องไม่ยิ้มกับผู้ใหญ่อย่างนั้น พูดจาอะไรก็ควรระมัดระวังปาก

“ท่านเจ้าคุณก็ชมอยู่หรอกว่า งามโฉมงามวิชาวาจาหาญ... ท่านยังถามเกี่ยวกับตัวหล่อนหลายประการ...คุณหญิงท่านสิ้นไปแล้ว มีแต่นังเล็กๆยังไม่ยกใครขึ้นมา”

“ฉันจะได้เป็นคุณหญิงหรือคะ” มณีจันทร์แกล้งถามน้ำเสียงตื่นเต้น

“ท่านมีอำนาจมากเสียด้วย เกิดท่านพอใจก็อาจจะได้เป็นกระมัง”

“คงดีนะคะ ฉันเป็นอะไรมาหลายอย่างแล้ว แต่ยังไม่เคยเป็นคุณหญิง”

หลวงอัครเทพหน้าตึงขึ้นมาทันที “คอยสักหน่อยได้ไหม อย่าเพิ่งเป็นเลยวันนี้ วันหน้าจะได้เป็น”

“คอยได้สิคะ คอยเมื่อไหร่ก็ได้” มณีจันทร์พาซื่อ ไม่รู้ ความนัยของคำพูดนั้น

“ขอให้จำไว้แล้วกัน” หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์มีเลศนัยราวกับจะสื่อให้รู้ว่าสักวันหนึ่ง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าคุณ เธอก็จะได้เป็นคุณหญิงของเขา แต่มณีจันทร์ไม่เข้าใจ ไม่รู้เขาจะให้เธอจำอะไร

ooooooo

..

-----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep10/page1

ทวิภพ ตอนที่ 10

กุลวรางค์อยู่เฝ้าตรองที่โรงพยาบาลทั้งคืน พอเห็นเขาฟื้นขึ้นมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากก็ดีใจ ตรองถามเธอว่าแจ้งตำรวจเรื่องนี้หรือยัง กุลวรางค์ส่ายหน้า

“ยายขิงนั่นเป็นลูกนักการเมืองใหญ่ เธอจะจ่ายค่ารักษาแล้วก็เงินชดเชยให้คุณ ตัวเลขหกหลัก เธอขอเราทั้งฉันทั้งไรวัต แม้แต่คนทั้งงานนั่นให้ปิดปากเงียบ”

“หา...มิน่าถึงกล้าค้ายา กล้าทำตัวเป็นนักเลง นี่หมายความว่า...”

“นี่ไง ชีวิตของฉัน อยู่กับไฮโซอภิสิทธิ์ชน นี่ไงชีวิตที่คุณอยากรู้จัก สะใจหรือยัง” กุลวรางค์อยู่ๆก็หงุดหงิดขึ้นมา เดินหนีออกจากห้องพักคนไข้ ตรองมองตามงงๆ กุลวรางค์เดินมาสงบสติอารมณ์ตรงระเบียงทางเดิน หยิบมือถือขึ้นมากดดูคลิปวีดิโอจากกล้องวงจรปิดภายในบ้านไรวัต  ซึ่งไรวัต ส่งมาให้เธอ พลันภาพเหตุการณ์ที่คุยกับไรวัตตอนที่แวะมาเยี่ยมตรองเมื่อเช้า ผุดเข้ามาในความคิดของกุลวรางค์

“ไอ้ ดร.นั่นมันทำเหมือนองครักษ์พิทักษ์คุณ มันบ้าดีเดือดเข้าไปโวยวายกับแฟนยายขิง จนโดนพวกนั้นรุมตื้บ สายตาของมัน...เอ...หรือว่าไอ้ ดร.จะ...” ไรวัตจะพูดว่าจีบคุณ แต่กุลวรางค์รีบตัดบทเสียก่อน

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น เขาก็แค่เพื่อน”

กุลวรางค์ตื่นจากภวังค์เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่รู้ตัว ยิ่งดูคลิปยิ่งสงสารตรองที่ทำเพื่อตนขนาดนี้...

มณีจันทร์กำลังกินอาหารเช้าอยู่กับหลวงอัครเทพ ตอนที่คุณหญิงแสร์แวะมาบอก วันนี้เธอจะลงไปคุมพวกบ่าวซ่อมเรือนแพ มณีจันทร์หูผึ่งวางช้อน ขออนุญาตหลวงอัครเทพไปดูเรือนแพกับคุณหญิงแสร์ หลวงอัครเทพทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้าก้มตากินข้าว หญิงสาวเลยหันไปออดอ้อนขอร้องคุณหญิงแสร์แทน คุณหญิงแสร์ยังไม่ทันจะพูดอะไร หลวงอัครเทพร้องห้ามไม่ให้มณีจันทร์ตามแม่ของเขา มณีจันทร์ไม่ยอมแพ้

“คุณแม่เจ้าคะ...มณีลงไปเย็นๆก็ได้เจ้าค่ะ”

ม้วนกับขาบซึ่งคอยรับใช้เจ้านายพากันหัวเราะขำมณีจันทร์ที่อยากไปเรือนแพถึง ขนาดลงทุนเรียกคุณหญิงแสร์ว่าคุณแม่ คุณหญิงแสร์ใจอ่อน บอกให้ม้วนพามณีจันทร์ไปที่เรือนแพต้นน้ำแต่ต้องรอให้สงบเงียบก่อน มณีจันทร์ดีใจปรบมือเย้ยหลวงอัครเทพที่ทำหน้าดุใส่ คุณหญิงแสร์สงสัยทำไมวันนี้ลูกชายไม่ไปทำงาน

“ท่านให้ทำงานให้เสร็จขอรับ หากมีอะไรจะให้บ่าวถือหนังสือมาให้” หลวงอัครเทพหันไปทางมณีจันทร์ “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเล่น รอช่วงบ่ายจะพาลงไป ทำงานให้เสร็จก่อน”...

หลังกินอาหารเช้าเสร็จ มณีจันทร์กับหลวงอัครเทพ

ลงมาที่ศาลากลางสวนเพื่อทำงานกันต่อ หลวงอัครเทพถามมณีจันทร์รู้จักเกาะเสม็ดไหม หาดสวย ทรายขาว ฝรั่งอยากได้อ้างหน้าด้านๆว่าเป็นของเขมร มณีจันทร์ตกใจ ถามว่าเราเสียเกาะเสม็ดหรือเปล่า หลวงอัครเทพแปลกใจ มณีจันทร์น่าจะรู้เรื่องแต่ทำไมถึงไม่รู้

“ฉันยังไม่เจอหนังสือเล่มไหนรวมเป็นเรื่องไว้ละเอียด นอกจากอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ฉันพยายามหยิบมา แต่เอามาไม่ได้ เฮ่อ...ฉันก็เคยพูดหลายครั้งแล้วแต่ขอพูดอีก...ฉันจะพยายามทำงานให้เต็มที่ ค่ะ”

หลวงอัครเทพจับกล่องใส่ยาสูบ แต่สายตากลับมองมณีจันทร์เพลิน หญิงสาวเห็นเขานั่งจับกล่องใบนั้นอยู่นานสองนานแล้ว ถามว่าไม่สูบหรือ หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์ลึกซึ้ง

“ของบางอย่างแค่ได้กลิ่นก็ยาใจ” หลวงอัครเทพบอกความนัยแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

“ไม่เห็นจะยกขึ้นมาดม ได้กลิ่นอะไรของเขา” มณีจันทร์บ่นพึมพำไม่รู้ว่าเขาหมายถึงเธอ เหลียวมองไปด้านหลังก็ไม่เห็นมีอะไร หลวงอัครเทพแอบยิ้มที่มณีจันทร์ไม่เข้าใจ

ooooooo

ตรองนอนหลับเมื่อกุลวรางค์กลับเข้ามาในห้องพักคนไข้อีกครั้ง เธอหยิบหนังสือมานั่งอ่านข้างเตียงปากก็ถามอาการเขาเป็นอย่างไรบ้างโดย ไม่รู้ว่าเขาหลับ ตรองฝันไปว่าได้จูบกุลวรางค์ ละเมอเรียกชื่อเธอ ยื่นมือสองข้างขึ้นมาเหมือนโอบกอดใครอยู่ แถมทำปากยื่นส่งเสียงจุ๊บๆๆ กุลวรางค์แทบกรี๊ด ทุบตรองไม่ยั้งจนตื่น

“ฝันอะไรบอกมานะ ฝันลามกใช่ไหม เรียกชื่อฉันอีกต่างหาก ไอ้หื่นไอ้ลามก” กุลวรางค์ทุบตรองอีก ตรองคว้ามือเธอไว้ รีบขอโทษ เขาไม่ได้ตั้งใจ ใครจะบังคับความฝันได้ กุลวรางค์ดึงมือออก เริ่มใจอ่อนหวั่นไหวไปกับความใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ตาม เธอจะไม่ยอมเป็นมือที่สามของเพื่อนแน่นอน...

พอถึงช่วงบ่ายหลวงอัครเทพพามณีจันทร์ลงไปที่แพริมน้ำตามสัญญา มณีจันทร์ตื่นเต้นกับวิวเบื้องหน้าไม่ทันมองทาง หลวงอัครเทพหันมาจะเตือนให้ระวังบันไดชัน แต่ไม่ทัน เธอลื่นหัวทิ่มไปข้างหน้าเข้าหาเขา ทั้งคู่เซล้มลงไปกับพื้น มณีจันทร์กองอยู่ในอ้อมแขนหลวงอัครเทพพอดี

คุณหลวงหนุ่มเขินสั่งให้ลุกขึ้น มณีจันทร์มองไปรอบๆ เห็นมีแต่ม้วนนั่งปิดตาอยู่คนเดียว เลยแกล้งเฉยไม่ขยับ

หลวงอัครเทพหยิกเธอหนึ่งที มณีจันทร์ร้องจ๊ากลุกขึ้นแทบไม่ทัน

“แหม...ก็แค่ล้อเล่น อยากเห็นหน้าแดงๆต่ออีกหน่อยเท่านั้นเอง” มณีจันทร์ยิ้มหน้าทะเล้นยั่ว หลวงอัครเทพโมโห ที่ถูกล้อเรื่องหน้าแดงสั่งให้เธอหยุดยิ้มเดี๋ยวนี้ เขาไม่ใช่เพื่อนเล่น...

ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเรือนแพที่เรียงต่อกันหลายหลังไปตามริมแม่น้ำอย่างมีความสุข หลวงอัครเทพเดินเลี่ยงไปนั่งใต้ร่มไม้ ขณะที่มณีจันทร์นั่งชมวิวอยู่ริมตลิ่ง หลวงอัครเทพเรียกเธอเข้ามานั่งในร่มโดนแดดเดี๋ยวไม่สบาย มณีจันทร์ไม่ขยับนั่งชมวิวเพลิน เขาร้องเรียกเธออีกครั้ง

“เข้ามาเถอะ แดดยังนายอยู่”

“แปลว่าอะไรคะ ทำไมแดดนายคะ แดดนางมีไหมคะ”

“แดดนายแปลว่าแดดจัด ตรงข้ามกับแดดวายแปลว่าเวลาเย็น แดดจะหมด แดดนางไม่มี”

มณีจันทร์หันไปคุยอวดม้วน วันนี้เธอได้คำศัพท์ใหม่หลายคำ...

กุลวรางค์นั่งปอกผลไม้ไปพลางคุยกับตรองไปด้วย ตรองถามย้ำอีกครั้งเธอกับไรวัตจะไม่เอาเรื่องพวกขายยาจริงๆ หรือ กุลวรางค์เอาผิดพวกนั้นไม่ได้เพราะพ่อแม่ของพวกนั้นเป็นเพื่อน บางคนก็เป็นญาติ

“เฮ่อ...คนชั่วถึงลอยนวลอยู่ได้เต็มบ้านเต็มเมือง”

“รู้แล้วสินะว่าโลกใบของฉันมันน่าเกลียดขนาดไหน เพราะฉะนั้นทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก คุณยิ่งเจ็บฉันยิ่งรู้สึกผิด...

เอ้า...นี่ฉันปอกให้แล้ว” กุลวรางค์ยกจานผลไม้มาวางตรงหน้าตรอง พร้อมเครื่องดื่ม ตรองยิ้มพึมพำกับตัวเองเบาๆ ถึงจะเจ็บตัว แต่มีกุลวรางค์มาคอยดูแลมารู้สึกผิด คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก

หลังจากนั้นกุลวรางค์ตั้งใจจะบอกมณีจันทร์เรื่องตรองเข้าโรงพยาบาล แต่ทั้งที่บ้านและทางโทรศัพท์มือถือ ก็ไม่สามารถติดต่อเธอได้ กุลวรางค์กับตรองรู้สึกเป็นห่วงไม่รู้ว่าเพื่อนรักไปอยู่แห่งหนตำบลใด

ooooooo

ประยงค์นั่งเย็บผ้าแพรเพลาะสำหรับห่มนอนสองผืน ผืนหนึ่งทำให้มณีจันทร์ ส่วนอีกผืนหนึ่งทำให้หลวงอัครเทพ ตอบแทนที่เขาช่วยเธอจากหลวงเจน-พาณิชย์ แต่พอถูกคุณหญิงสรเดชถามว่าเย็บให้ใคร ประยงค์อายไม่กล้าตอบหมด บอกแค่ทำให้มณีจันทร์ คุณหญิงสรเดชไม่ชอบใจนักที่ลูกไปสนิทสนมกับมณีจันทร์ แต่ประยงค์กลับชื่นชมที่เธอเก่ง ช่วยงานราชการแปลภาษาอังกฤษให้เจ้าคุณวิศาลคดี

“ฮึ...เป็นผู้หญิงแท้ๆ เสนอหน้าพิลึก แล้วแม่แสร์ยอมได้ยังไง”

“ใครๆ ในวังพูดกันว่าต่อไปจะให้ผู้หญิงเรียนมากขึ้น แหม่มที่ติดตามสามีมาก็ช่วยสามีทำงานทั้งนั้น ไม่ได้แปลกเจ้าค่ะ”

“เรียนไปทำไม ได้ใช้ที่ไหนกัน นี่...เรานี่หมู่นี้แปลกคนใหญ่แล้วนะ แม่ให้ไปเรียนภาษา แต่นี่เหมือนถูกแม่มณีจูงจมูก อย่าไปทำตัวซุกซนแบบแม่มณีล่ะ แม่ไม่ยอมจริงๆ ด้วย”คุณหญิงสรเดชเสียงเข้มเอาจริง...

หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์เดินไปดูคุณหญิงแสร์นั่งสานเสื่อสำหรับซ่อมเรือนแพ มณีจันทร์สนใจเข้าไปจับเสื่อใบเตยที่คุณหญิงแสร์เพิ่งสานเสร็จ ไม่เคยรู้มาก่อนเตยก็ทำเป็นเสื่อได้ คุณหญิงแสร์อธิบายว่า กกกับเตยใช้สานเสื่อได้ แต่ถ้าสานด้วยไผ่เป็นเสื่อรำแพน ถ้าสานด้วยกกไส้กลมๆเรียกเสื่อกระจูด

“แหม รู้จักแต่เสื่อจันทรบูรณ์...คุณแม่เอ๊ย...คุณหญิงไม่เคยหยุดมือที่ทำงานเลยนะเจ้าคะ”

“จะหยุดได้ยังไงก็งานมันมีให้ทำทั้งวัน นี่ว่าจะไปเย็บแพรเพลาะให้ใหม่ ไม่ได้ทำใหม่ตั้งนานแล้ว”คุณหญิงแสร์ว่าแล้วมองไปทางหลวงอัครเทพ มณีจันทร์สนใจอยากสานเสื่อเป็น ขอลองทำบ้าง คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์สายตาเต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู ยิ่งมองเธอยิ่งคิดถึงลูกสาวที่ตายจากไปตั้งแต่ยังเล็ก มณีจันทร์เหมือนมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ทำให้คุณหญิงแสร์มีความสุขมาก หลวงอัครเทพมองแม่อย่างเข้าใจ...

มร.จอห์นโกรธมากที่หลวงเจนพาณิชย์ทำเฉยเมยเรื่องจดหมาย พอเห็นเขาโผล่หน้ามาที่ห้าง มร.จอห์นเข้าไปกระชากคอเสื้อเขาอย่างเอาเรื่อง ทวงจดหมายคืน หลวงเจนพาณิชย์ขอร้องให้ใจเย็นๆก่อน

“ผมเย็นไม่ไหวแล้ว จดหมายนั่นสำคัญมาก คุณเอาจดหมายผมไปไหน เอาไปให้ทางการใช่ไหม”

หลวงเจนพาณิชย์เห็น มร.จอห์นกำหมัด ทำท่าจะซ้อมตนเอง ร้องลั่น“ไม่ขอรับ...ไม่ พวกนั้นมันหลอกมันขโมยจดหมายไปจากผมขอรับ...พวกหลวงอัครเทพขอรับ”หลวงเจน พาณิชย์สารภาพหมดเปลือก

มร.จอห์นถึงกับอึ้ง...

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์มีความสุขมากที่ได้กินข้าวบนเรือนแพกับหลวงอัครเทพ กินกันไปคุยกันไปเธอถึงได้รู้ว่าหลวงอัครเทพก็ทำกับข้าวเป็น ส่วนเธอทำไม่เป็นสักอย่าง ไม่ว่าจะปอกมะปรางริ้ว ละเลงขนมเบื้อง จีบพลูยาว หรือปั้นขนมจีบ คุณสมบัติของสตรีซึ่งประยงค์มีอยู่พร้อม มณีจันทร์ยิ่งคิดยิ่งเศร้า...

ooooooo

ประยงค์มีเรื่องร้อนใจจะมาปรึกษามณีจันทร์ แต่เขินอายไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มณีจันทร์ตะล่อมถามจนเธอยอมเปิดปาก แต่มีข้อแม้มณีจันทร์ต้องสัญญาก่อน จะไม่พูดเรื่องนี้กับใคร มณีจันทร์รับปาก

“อิฉันอยากฝากของคุณพี่ไปให้คุณหลวงเจ้าค่ะ”

มณีจันทร์ใจหายวูบ แต่พยายามฝืนยิ้ม ตั้งใจฟังประ–ยงค์พูดต่อ “อิฉันคิดกลับไปกลับมาหลายวัน เป็นเรื่องไม่เหมาะสมใช่ไหมเจ้าคะ ดูน่าละอายไหมเจ้าคะ” ประยงค์หน้าแดงตลอดเวลาที่พูด มณีจันทร์กลั้นใจถามจะฝากอะไรไปให้หลวงอัครเทพ ประยงค์หยิบผ้าแพรเพลาะสองผืนออกมาให้ดู

“อบร่ำหลายวัน เพิ่งเย็บเสร็จ อยากตอบแทนที่คุณหลวงท่านช่วยไว้คราวหลวงเจนเจ้าค่ะ”

“เข้าใจแล้ว แค่ให้ฉันเอาไปให้แล้วบอกว่าคุณประ–ยงค์ให้ใช่ไหมคะ” มณีจันทร์ยิ่งพูดยิ่งเจ็บ

“ไม่ต้องบอกก็ได้ค่ะ...เอ่อ...ผ้าห่มผืนนี้อบร่ำด้วยกลิ่นดอกประยงค์...ท่านคงทราบ...อิฉันทำมาอีกผืนให้คุณพี่ด้วย ผืนนี้เจ้าค่ะ”

มณีจันทร์รับผ้าแพรเพลาะมาดู ซาบซึ้งใจมาก ขณะมณีจันทร์คิดไม่ตกจะช่วยประยงค์ดีไหม ประยงค์กลับดึงผ้าแพรผืนที่จะให้หลวงอัครเทพคืน ล้มเลิกความตั้งใจ ทำท่าจะลุกเอาไปเก็บไว้ที่อื่น มณีจันทร์ทักท้วง

“เอางี้ๆ ขอให้สมองคิดแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะมาบอกว่าทำยังไงดี” มณีจันทร์พูดจบเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง สีหน้ายุ่งยากใจมาก พอถึงกลางสวนปลอดคน มณีจันทร์เต้นเร่าๆระบายความอัดอั้นตันใจ ถ้าไม่ติดผู้คนจะตกใจ เธอจะกรีดร้องให้บ้านแตกรู้แล้วรู้รอดไปเลย

“ปวดหัวๆๆๆ ทำไงดียายเมณี่ ถ้าช่วยเป็นแม่สื่อให้เขา เราก็โง่ยิ่งกว่าโง่ แต่ถ้าไม่ช่วยเราก็เห็นแก่ตัว โอ๊ย... สับสนๆๆๆ” มณีจันทร์เต้นเร่าๆไม่หยุด ม้วนเดินเข้ามาพร้อมไม้ปัดแมลง ปรี่เอามาปัดที่เท้าเจ้านายสาว

“อะไรของม้วน” มณีจันทร์งง

“มดแดงกัดเท้าใช่ไหมคะ แถวนี้มันเยอะ เดี๋ยวปัดออกก่อนเจ้าค่ะ” ม้วนปัดเท้ามณีจันทร์อุตลุด...

ไม่นานนัก มณีจันทร์กลับมาหาประยงค์ซึ่งยืนรออยู่อย่างตื่นเต้น เธอแนะให้เอาผ้าแพรไปวางหน้าห้องหลวงอัครเทพ แล้วเราสองคนคอยซุ่มแอบดู หลวงอัครเทพเห็นผ้าแพรแล้วจะพอใจหรือไม่ ถ้าสีหน้าไม่ดี เราสองคนก็ทำไม่รู้ ไม่ชี้ ใครถามอย่าบอกเด็ดขาดว่าผ้าแพรนี้มาได้อย่างไร

“จะเท่ากับปิดบังความจริงนะเจ้าคะ”

“โห...คนโบราณนี่ซื่อสัตย์จริงนะนี่ ไม่บอกไม่พูดไม่เรียกโกหกหรอกค่ะ”

ประยงค์ยิ้มออก เชื่อที่มณีจันทร์ว่า “คุณพี่ช่างเจ้าปัญญาจริงๆ”

“แต่ถ้าคุณหลวงชอบ พอได้กลิ่นว่าเป็นดอกประยงค์  ยิ้มออกมาก็เป็นอันว่า...น้ำตาตก” มณีจันทร์เศร้าจริงๆไม่ได้เล่นมุก ประยงค์งง น้ำตาตกคืออะไร มณีจันทร์โกหกกลบเกลื่อนหมายถึงทุกอย่างเรียบร้อย ใจสื่อถึงใจสำเร็จ ประยงค์พยักหน้าเข้าใจ

ooooooo

อีกมุมหนึ่งแถวเรือนครัว คุณหญิงสรเดชแยกมาคุยกับคุณหญิงแสร์ถึงเรื่องทำกับข้าวแต่เธอไม่วายคุยอวดประยงค์ข่มมณีจันทร์เช่นเคย คุณหญิงแสร์ไม่อยากฟัง รีบส่งของว่างให้กินเพื่อปิดปาก แต่พอคุณหญิงสรเดชปากว่างก็เริ่มพูดถึงมณีจันทร์ในแง่ไม่ดีอีก

“แม่ประยงค์ยังห่วงว่าแม่มณีเป็นคนแปลก”

“เอ๊ะ เห็นถูกคอกันดี มาทีไรก็เห็นนั่งคุยกันเพลิน” คุณหญิงแสร์ทักท้วง

“แม่ประยงค์หวังดี พยายามปรับ พยายามเตือนให้ แหม อีกหน่อยอาจต้องมาดองกัน แม่ประยงค์ก็ต้องคอยช่วยอบรมว่าไหม อุ๊ย...อิฉันพูดเกินไปหน่อย”

คุณหญิงแสร์แอบทำหน้าเบื่อหน่ายที่โดนว่ากระทบ ขาบเดินผ่านมาได้ยินทุกคำไม่ค่อยพอใจเช่นกัน...

มณีจันทร์ถือผ้าแพรเพลาะผืนหนึ่งเดินนำประยงค์บ่ายหน้าไปทางหอนกซึ่งเป็นห้องนอนใหม่ของหลวงอัครเทพ ม้วนเดินตามมากับยาว ร้องทักว่าทางที่จะไปเป็นเรือนฝั่งผู้ชายเจ้านายทั้งสองไม่ควรเข้าไป

“เออจริงด้วย งั้นม้วนเอาไปวางหน้าห้องคุณหลวงนะ วางเฉยๆไม่ต้องพูดไม่ต้องบอกใคร” มณีจันทร์พูดจบยื่นผ้าแพรให้ม้วน แล้วหันไปทางประยงค์

“คุณหลวงเป็นคนเงียบขรึม ไปถามเฉยๆไม่มีวันรู้

ความคิดท่านหรอก เราต้องแอบดู เอาให้เห็นหน้าเลยนะ สีหน้าแวบแรกที่เห็น นั่นแหละความรู้สึกที่แท้จริง”

“สีหน้าแวบแรก เราจะเห็นได้ยังไงล่ะเจ้าคะ...หอนก

อยู่เรือนฝั่งโน้น เราไปไม่ได้”

“เดินบนเรือนไม่ได้ ก็เดินบนอากาศสิคะ” มณีจันทร์ว่าแล้วหัวเราะคิกคัก สีหน้าเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ปีนต้นไม้ขึ้นไปหาทำเลเหมาะๆเพื่อจะได้เห็นหน้าห้องหลวงอัครเทพชัดๆ แล้วไล่ยาวกลับไปที่โถงกลาง เผื่อหลวงอัครเทพไปที่นั่นแล้วไม่เจอเธอกับประยงค์จะได้คอยรับหน้า อิ่มเดินผ่านมาเห็นมณีจันทร์อยู่บนต้นไม้ตกใจถึงกับเอามือตบอก

“ต๊าย คุณมณี ทำไมทำตัวอย่างนี้ แย่จริง แบบนี้ต้องฟ้อง” อิ่มเดินลิ่วไปที่เรือนครัว ด้านมณีจันทร์รอจนยาวเดินลับสายตา กวักมือเรียกประยงค์ปีนต้นไม้ตามเธอขึ้นมา ประยงค์ปีนต้นไม้ไม่เป็น มณีจันทร์จึงโดดลงจากต้นไม้มาช่วยสอนให้...

คุณหญิงแสร์ร้องเอะอะเมื่ออิ่มมาฟ้องเรื่องมณีจันทร์ปีนต้นไม้เล่น คุณหญิงสรเดชอาสาจะจัดการอบรมสั่งสอนให้เอง แต่คุณหญิงแสร์ต้องเงียบๆห้ามพูด ห้ามค้าน คุณหญิงแสร์หนีไม่ออกได้แต่พยักหน้า

“รับปากแล้วนะห้ามพูด ห้ามค้าน...ไปนังอิ่ม...อยู่ตรงไหนพาข้าไป ข้าจะไปจัดการ” คุณหญิงสรเดชว่าแล้วเดินตามอิ่ม โดยมีคุณหญิงแสร์ตามไปติดๆ...

ด้านประยงค์ค่อยๆปีนต้นไม้ขึ้นไปเรื่อยๆตามที่มณีจันทร์สอน เธอเริ่มสนุกเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน มณีจันทร์เห็นประยงค์ขึ้นต้นไม้ไปเรียบร้อยแล้ว จึงเลือกต้นไม้อีกต้นหนึ่งใกล้ๆก่อนจะปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว ประยงค์ร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่าคุณหลวงมาแล้ว

“ไหนๆๆ จริงด้วยเดินมาแล้ว โอ๊ยตาย ใจเต้นตึกๆ มณีจันทร์เอ๋ย วันนี้จะได้รู้กันเสียทีว่าหล่อนเข้าข้างตัวเองหรือเปล่า” มณีจันทร์ชะเง้อมองหลวงอัครเทพคอยืดยาว เห็นเขากำลังจะเดินเข้าห้อง แต่ชะงักเมื่อเห็นผ้าแพรเพลาะวางอยู่ มณีจันทร์พึมพำเบาๆ

“ถ้าคุณหลวงมีใจให้ดอกประยงค์ผู้งดงามดอกนี้จริงๆ ฉันจะเป็นยังไงคะคุณหลวง”

ประยงค์ใจเต้นตึกๆไม่แพ้มณีจันทร์ที่เห็นหลวงอัครเทพหยิบผ้าแพรขึ้นมาดม “คุณหลวงเจ้าขา แต่เล็กแต่น้อยใจของอิฉันเป็นของท่านผู้เดียว อย่าโกรธอย่าเกลียดอิฉันเลยนะเจ้าคะ”

สองสาวมองลุ้นอยู่อึดใจ หลวงอัครเทพก็ยิ้มออกมา ประยงค์ดีใจมากคิดว่าเขาเข้าใจความนัยที่เธอสื่อถึงเขาผ่านผ้าแพรผืนนั้น ขณะที่มณีจันทร์ใจหาย ตัวชาแทบร้องไห้

“ท่านยิ้ม...คงรู้แล้วว่าเป็นกลิ่นดอกประยงค์ ถึงยิ้มออกมา”

สองสาวอยู่ไกลเลยไม่ได้ยินเสียงหลวงอัครเทพเปรยขึ้นว่า “หอมจัง...ทำไมคุณแม่ทำเร็วนัก” เขาคิดว่าผ้าแพรเป็นฝีมือแม่  จำได้ว่าวันก่อนท่านเพิ่งบอกว่าจะเย็บผ้าแพรผืนใหม่ให้

ooooooo

อิ่มพาคุณหญิงแสร์กับคุณหญิงสรเดชมาหยุดแถวต้นไม้ที่ประยงค์อยู่ คุณหญิงสรเดชไม่ทันมองว่าใครอยู่บนต้นไม้ ร้องสั่งให้ลงมาเดี๋ยวนี้ ประยงค์มัวแต่ดีใจที่หลวงอัครเทพชอบผ้าแพรที่ตัวเองทำให้ ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าแม่มา เผลอปล่อยมือ เลยร่วงจากต้นไม้ลงมา คุณหญิงสรเดชไม่ได้มองเพราะคิดว่าเป็นมณีจันทร์เลยด่าอุตลุด

“ดี สมน้ำหน้า ทั้งดื้อทั้งซนตกลงมาจะได้เข็ด บอกไว้เลยนะแม่มณี ฉันจะไม่ให้ใครช่วยหล่อนทั้งนั้น...โตเป็นสาวแล้วยังเล่นเหมือนเด็ก พ่อแม่หล่อนมิได้สั่งสอนรึ” คุณหญิงสรเดชหันมองชัดๆเห็นลูกสาวตัวเองหล่นลงมากองอยู่ใต้ต้นไม้ตกใจ ร้องว้ายลั่น อิ่มก็เพิ่งเห็นเช่นกัน รีบวิ่งเข้าไปประคองประยงค์ลุกขึ้น

“นี่มันอะไรกันแม่แสร์...ทำไมไม่พูดล่ะแม่แสร์”

“เอ้า  ก็คุณหญิงสั่งไว้ ไม่พูดไม่ค้าน...พูดไม่ได้” คุณหญิงแสร์แอบยิ้มสะใจ คุณหญิงสรเดชโกรธ เหลียวหามณีจันทร์ให้ควั่ก อิ่มชี้ไปบนต้นไม้อีกต้นหนึ่งไม่ห่างกันนัก มณีจันทร์นั่งหน้าเศร้าไม่รับรู้อะไร คุณหญิงสรเดชเดินมาตะโกนเรียกเธอลงจากต้นไม้เดี๋ยวนี้ ทันใดนั้น กิ่งไม้ที่มณีจันทร์เหยียบอยู่ หักเปาะ ทั้งคนทั้งกิ่งไม้ร่วงลงมาใส่คุณหญิงสรเดชพอดิบพอดี คุณหญิงแสร์ทั้งขำทั้งตกใจปนกัน...

คุณหญิงสรเดช ประยงค์ และมณีจันทร์ต่างเนื้อตัวช้ำไปตามๆกัน คุณหญิงสรเดชโกรธมากที่ถูกมณีจันทร์หล่นลงมาทับ ขู่จะเอาเรื่องถ้าก้นกบเธอพัง คุณหญิงแสร์อยากรู้สองสาวขึ้นไปทำอะไรบนต้นไม้ มณีจันทร์มองหน้าประยงค์แล้วส่ายหน้า ประยงค์เอาแต่ก้มหน้าเขินอายไม่กล้าตอบเช่นกัน ขาบสาระแนทันที

“คุณหญิงท่านว่า คุณประยงค์จะมาอบรมคุณมณี  ไปๆ มาๆแทนที่คุณมณีจะเรียบร้อยเหมือนคุณประยงค์ กลายเป็นว่าคุณประยงค์เป็นลิงเป็นค่างเหมือนคุณมณี ไม่รู้ใครอบรมใคร” ขาบว่าแล้วหันไปหัวเราะคิกคักกับม้วน คุณหญิงสรเดชโมโหมาก ลุกพรวดขอตัวกลับ คุณหญิงแสร์ทักท้วง

“เดี๋ยวสิเจ้าคะ จะรีบร้อนไปไหน อยู่กินข้าวเย็นกันก่อนไม่ดีหรือเจ้าคะ”

“ไม่...ไม่กินอะไรทั้งนั้น แม่ประยงค์ต่อไปนี้ไม่ต้องมาเรียนแล้ว ขอบใจนะเจ้าคะแม่แสร์สำหรับทุกอย่าง” คุณหญิงสรเดชจิกสายตามองคุณหญิงแสร์ ก่อนจะเดินลงเรือน ประยงค์ตกใจมากที่แม่ห้ามไม่ให้มาที่นี่อีก รีบตามไปขอร้อง อิ่มเห็นท่าไม่ดี แอบตามไปอีกทอดหนึ่ง

ประยงค์เดินตามแม่ทัน พยายามขอร้องท่านอย่าห้ามเธอมาเรียนที่นี่ เธอสัญญาจะไม่ทำแบบนี้อีก แต่คุณหญิงสรเดชไม่ฟัง อิ่มเข้าไปกระซิบกระซาบคุณหญิงสรเดชขอให้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง

“ถ้าคุณประยงค์ไม่มา ทางนี้ก็ได้ใจสิคะ เกิดคุณหลวงใจอ่อนไปกับคุณมณี คราวนี้คุณหญิงกับคุณประยงค์จะทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ...ที่จริงเล่นซนกันอยู่แค่ในบ้าน คุณหญิงแสร์กับคุณหลวงท่านไม่แพร่งพรายไปไหนหรอกเจ้าค่ะ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่จะดีกว่านะเจ้าคะ”

คุณหญิงสรเดชคิดหนัก ก่อนจะเห็นคล้อยตามอิ่ม อนุญาตให้ประยงค์มาเรียนภาษาอังกฤษได้เหมือนเดิมแต่มีข้อแม้ ห้ามประยงค์ทำแบบนี้อีก ไม่เช่นนั้นเธอจะส่งกลับวังทันที
ooooooo

มณีจันทร์เปลี่ยนไปเป็นคนละคนตั้งแต่เข้าใจผิดคิดว่าหลวงอัครเทพมีใจให้ประยงค์ เธอเอาแต่นั่งหน้าเศร้าไม่ยอมแตะต้องอาหาร หลวงอัครเทพคะยั้นคะยอให้กินเธอก็อ้างว่าไม่หิว เขาแปลกใจมากถึงกับเอ่ยปาก

“อย่างหล่อนเนี่ยนะ ไม่หิว เห็นทุกทีตื่นเต้นเปิดโถนั้นโถนี้ดู”

“วันนี้มันตื้อไปหมด กินอะไรไม่ลง ขอตัวค่ะ” มณีจันทร์ พูดจบเดินกลับห้องมานั่งเศร้าอยู่หน้ากระจกเงา “เมื่อก่อนนี้ฉันเกลียดเสียงนาฬิกา แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันอยากได้ยินเสียงนาฬิกา ทำไมคราวนี้นานเหลือเกิน จะไม่ให้ฉันกลับไปแล้วหรือคะ...กุลจ๋า...ฉันคิดถึงกุล คิดถึงบ้าน ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”

มณีจันทร์ร้องไห้โดยไม่รู้ว่าหลวงอัครเทพมายืนแอบฟังอยู่หน้าห้อง ได้ยินทุกคำที่เธอพูด เขาถึงกับเข่าอ่อนทรุด

ลงนั่งกับพื้น เกิดอะไรขึ้นทำไมมณีจันทร์ถึงไม่อยากอยู่ที่นี่...

เสียงคร่ำครวญของมณีจันทร์ดังข้ามภพเข้ามาในหัวของกุลวรางค์ถึงกับตกใจผวาตื่น เธอบอกตรองว่าได้ยินเสียงมณีจันทร์ร้องเรียก แล้วลุกพรวดไปเปิดประตูห้องพักคนไข้ดูเพราะคิดว่าเพื่อนมา แต่กลับไม่พบใคร ตรองให้กุลวรางค์ ลองเช็กมือถือของเธอดู มณีจันทร์อาจฝากข้อความเสียงเอาไว้

กุลวรางค์หยิบมือถือขึ้นมาดู ก่อนจะส่ายหน้า “...บอกไม่ถูกแฮะ ที่จริงมันดังในหัวฉัน...ไม่ใช่ในหู”

“อืม...ป่านนี้เมณี่ยังไม่กลับ พรุ่งนี้ออกจากโรงพยาบาล เราไปหาเมณี่กันนะ”

“ดร. ที่เมณี่ร้องไห้บอกว่าอยากให้เราเชื่อ นายคิดยังไง”

“ผมก็ตกใจ แต่เราจะเชื่อเธอได้ยังไง เธอพูดเหมือนว่าเธอเข้าไปในโลกอดีต ทำงานเรื่องการเสียดินแดน  มันเชื่อได้หรือ”

กุลวรางค์ประหลาดใจ ตรองเป็นคนชวนมณีจันทร์ประดิษฐ์เครื่องย้อนอดีตแท้ๆ แต่พอเธอพูดเหมือนย้อนอดีตไปได้จริงๆเขากลับไม่เชื่อ ตรองจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อมณีจันทร์มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าไปได้จริงๆ และอธิบายได้ด้วยว่าไปอย่างไร แต่นี่ไม่มีคำตอบให้สักอย่าง เขาสรุปได้คำเดียวว่า มณีจันทร์ประสาทหลอน...

ในเวลาเดียวกัน หลวงอัครเทพต้องแปลกใจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อม้วนกับขาบยกของกินเล่นหลายอย่างมาวางตรงหน้า แต่มณีจันทร์กลับไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

“ไม่มีคำถามรึ...ทุกทีเห็นถามว่าอันนั้นอันนี้ทำยังไง วันนี้เอามาตั้งหลายอย่างไม่สงสัยสักอย่างรึ”

มณีจันทร์ไม่ตอบหลวงอัครเทพ คว้าหนังสือพิมพ์เก่าไปฉบับหนึ่ง จะเดินหนี หลวงอัครเทพร้องถาม

“ถ้าไม่อยากกินขนม ไปเที่ยวไหม”

“อย่าเลยค่ะ วันนี้ไม่อยากไปไหน ไม่ค่อยสบาย” มณีจันทร์เดินออกไปอย่างงอนๆ หลวงอัครเทพตามมาคว้ามือเธอไว้ ถามว่าเป็นอะไรไป มณีจันทร์ตำหนิเสียงเย็นชา จับมือเธอแบบนี้ไม่งาม

“โกรธอะไรใคร หรือโกรธฉัน” หลวงอัครเทพถามอย่างห่วงใย มณีจันทร์ยิ่งเศร้า น้ำตาคลอ

“ขอบคุณคุณหลวงนะคะที่พยายาม ยังไม่รู้ว่าเวลาของฉันจะเหลือเท่าไหร่ แต่ความเมตตาห่วงใยของคุณหลวงจะอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป”

“พูดแปลกๆ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่”

มณีจันทร์ยังไม่ทันจะตอบอะไร โขมเข้ามารายงานว่าเจ้าคุณวิศาลคดีมา ครู่ต่อมา มณีจันทร์กับหลวงอัครเทพเข้ามากราบเจ้าคุณวิศาลคดีซึ่งกำลังคุยกับคุณหญิงแสร์อยู่ที่หอนั่ง เจ้าคุณวิศาลคดีถามมณีจันทร์วันนี้แปลเอกสารอะไรอยู่

“อ่านหนังสือพิมพ์ไทยช่วงที่เรือรบเข้ามาในพระนครเจ้าค่ะ ท่านกับคุณหญิงเล่าให้ฟังได้ไหมเจ้าคะ อิฉันอยากทราบ เขาว่าชาวบ้านเครียดกันมากหรือเจ้าคะ”

คุณหญิงแสร์เล่าว่า “เรือรบฝรั่งเข้ามาถึงพระนครแถวสถานทูตของเขา ปากกระบอกปืนตรงมาที่พระบรม มหาราชวัง เรายิงต่อสู้กับพวกนั้น ฉันนอนไม่หลับอยู่หลายคืน...

ท่านเจ้าคุณผู้หนึ่งมีบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่านเกณฑ์บ่าวไพร่มาฝึกดำน้ำ หวังจะดำน้ำไปถึงเรือ แล้วใช้ขอเหล็กสับกับกราบเรือบุกขึ้นไปสู้”

“ระหว่างฝึกมีผู้ฝึกตายไปคนหนึ่ง ความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์ท่านทรงห้ามไว้ แผนการนี้จึงต้องยกเลิก” เจ้าคุณวิศาลคดีเล่าเสริม มณีจันทร์ซักถามเจ้าคุณวิศาลคดีถึงเรื่องเงินถุงแดง

“ฝรั่งเรียกร้องเงินจากเราสามล้าน...เงินตั้งสามล้าน ให้เวลาแค่สองวัน มิฉะนั้นจะปิดน่านน้ำของเรา เราไม่มีเงินมากขนาดนั้น เวลานั้นมีผู้นึกถึงเงินถุงแดง”

หลวงอัครเทพขยายความเรื่องเงินถุงแดงให้มณีจันทร์ฟังว่า ในสมัย ร.3 เรามีกำไรจากการค้าขายกับจีนมาก พระเจ้าอยู่หัว ร.3 ทรงสั่งให้เก็บเงินจำนวนหนึ่งไว้ในถุงแดง ทรงรับสั่งเป็นลางว่า “ไว้ไถ่บ้าน ไถ่เมือง” พอถึงสมัย ร.4 เกิดปัญหาทางการเงินขึ้น พระองค์ยอมให้ขุนนางกล่าวร้าย เมื่อไม่มีเงินเบี้ยหวัดก็เลาะทองเบญจาออกมาจ่าย แต่ไม่ยอมแตะต้องเงินในถุงแดง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระเนตรอันกว้างไกลของพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทำให้เงินจำนวนนี้ยังคงอยู่มาจนกระทั่งได้ใช้ไถ่บ้านเมืองจริงๆ

“เงินถุงแดงเมื่อเอาออกมานับก็มีจำนวนเพียงแค่สองล้านกว่า เชื้อพระวงศ์ ข้าราชบริพาร และประชาชนตกลงใจสละแก้วแหวนเงินทองของตนใส่ถุง เข้ามารวมไว้ที่ประตูวัง” เจ้าคุณวิศาลคดีเล่าด้วยสีหน้าเจ็บปวด หลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สละทรัพย์สินเพื่อการนี้

“ฉันไม่ได้เสียดายสมบัติ แต่มันแค้นใจ เงินทองข้าวของพวกนั้นจะสะสมไปทำไม ถ้าไทยไม่เป็นไท ต้องตกเป็นขี้ข้าของคนอื่น ลูกหลานของเราจะอยู่ยังไงกัน” คุณหญิงแสร์นึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วน้ำตาซึม

“ในที่สุดเราก็เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เขาไปจนถึงเวลานี้จันทบุรีก็ยังถูกยึดเอาไว้ใช่ไหมเจ้าคะ”

เจ้าคุณวิศาลคดีพยักหน้าให้มณีจันทร์แทนคำตอบ แล้วบอกด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เข้าใจหรือยัง...บรรพบุรุษของบ้านเมืองนี้ยอมเสียชีวิต เสียทรัพย์ เสียเกียรติยศ เสียน้ำตาไปมากมาย เพื่อจะรักษาเอกราชแห่งแผ่นดินเอาไว้ เราจึงได้แต่หวังว่า ลูกหลานในอนาคตจะเห็นคุณค่าของเอกราช อย่ายอมเป็นทาสของเขา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

มณีจันทร์รับคำ น้ำตาคลอ เจ็บปวดใจไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...

วันนี้เจ้าคุณวิศาลคดีมีนัดกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไว้ เลยขออนุญาตคุณหญิงแสร์พามณีจันทร์ไปด้วย

“มีงานอยากให้แม่มณีช่วย แต่ให้ถือว่าไปเที่ยวแล้วกัน”

หลวงอัครเทพกำลังจะอ้าปากเรียนท่านเจ้าคุณว่ามณีจันทร์ไม่ค่อยสบาย แต่มณีจันทร์ชิงพูดขึ้นก่อนว่าเธออยากไปช่วยงาน หลวงอัครเทพถึงกับอึ้ง

ooooooo

ก่อนไปบ้านเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ เจ้าคุณวิศาลคดีพามณีจันทร์กับหลวงอัครเทพแวะเที่ยวตลาดน้ำเรือนแพแล้วให้บ่าวรับใช้ของท่านไปตามเรือขายขนมจีนมาจอดใกล้ๆ พ่อค้าขนมจีนทยอยตักขนมจีนส่งให้ เจ้าคุณวิศาลคดีส่งต่อให้มณีจันทร์เป็นคนแรก มือของทั้งคู่แตะกัน กว่าท่านจะปล่อยมือดูเนิ่นนานมาก หลวงอัครเทพเห็นเหตุการณ์โดยตลอด สีหน้าหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากกินขนมจีนกันอิ่มหนำสำราญ  เจ้าคุณวิศาลคดีพามณีจันทร์เดินชมตลาดน้ำต่อ ขณะที่หลวงอัครเทพ ขาบกับม้วนนั่งคอยอยู่อีกมุมหนึ่ง หลวงอัครเทพมองท่าทางสนิท สนมของมณีจันทร์กับเจ้าคุณวิศาลคดีอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก ม้วนกลับสบายใจที่เห็นเจ้านายสาวยิ้มแย้ม เพราะเห็นเธอหน้าเศร้าตั้งแต่เมื่อวาน

“ท่านเจ้าคุณสีหน้าก็แช่มชื่นอย่างกับอะไร เอ็งไม่กลัวรึนังม้วน” ขาบกระซิบถาม

“กลัวอะไรวะ”

“ท่านเจ้าคุณน่ะมีแต่นังเล็กๆยังไม่แต่งตั้งใครเลย”

ม้วนคิดคล้อยตาม ส่วนหลวงอัครเทพได้ยินขาบกับม้วนคุยกันยิ่งเจ็บปวดใจ...

เจ้าคุณวิศาลคดีไม่พอใจมากเมื่อมาถึงบ้านเมอร์ซิเออร์ปิแอร์แล้วถูกปล่อยให้นั่งรออยู่ในห้องรับแขกนานสองนาน  ทั้งที่เมื่อวานเขาส่งคนมาแจ้งให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะมาหา ทำอย่างนี้เท่ากับวางอำนาจใส่ เหมือนตนเองเป็นนายไม่ใช่เพื่อน เจ้าคุณวิศาลคดีคิดแผนการบางอย่างได้ เรียกมณีจันทร์เข้ามานั่งใกล้ๆ ยื่นหน้ากระซิบบางอย่าง ขาบแอบนินทากับม้วน

“เฮ้ย ดูนั่น หัว....หัวหายไปไหน...อ๋อยังอยู่ หัวพันกันเฉยๆกระซิบอะไรกันวะ”

“เฮ่อ...ลีลาชายสูงวัยล้ำลึกนัก อย่าไปหลงเสน่ห์เข้าเชียวนะคุณมณีของอีม้วน”

หลวงอัครเทพเบือนหน้าหนีไม่อยากเห็นภาพบาดตา สักพัก บ่าวของเมอร์ซิเออร์ปิแอร์เข้ามาเรียนเชิญเจ้าคุณวิศาลคดี กับคณะเข้าพบ หลวงอัครเทพรอจังหวะที่เจ้าคุณวิศาลคดีไม่ได้สนใจมอง ปราดเข้าไปซักถามมณีจันทร์เมื่อครู่คุยอะไรกัน มณีจันทร์เล่นแง่ไม่ยอมบอก หลวงอัครเทพได้แต่หงุดหงิดใจ...

มณีจันทร์สร้างความประทับใจให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มาก เขามองเธอด้วยความหลงใหลและชื่นชมแทบไม่ยอมวางตา ไม่สนใจแขกผู้มาเยือนท่านอื่น เจ้าคุณวิศาลคดีพอใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นคนวางแผนให้มณีจันทร์ใช้เสน่ห์หญิงหลอกล่อเมอร์ซิเออร์ปิแอร์...

หลวงอัครเทพไม่ล่วงรู้แผนการนี้ด้วยยิ่งเคืองหนัก เก็บเอาไปคิดมากจนนอนไม่หลับ คว้าไวโอลินออกมาสีเป็นเสียง เพลงแห่งความโกรธเกรี้ยว แทบฟังไม่เป็นเพลง มณีจันทร์ได้ยินเข้าทนไม่ไหวต้องออกมาถามนั่นเป็นเพลงหรือเปล่า

“ถ้าเป็นเพลง หล่อนฟังแล้ว มันพูดถึงอะไร”

“ช่วงนี้ฉันนึกอะไรไม่ค่อยออก” มณีจันทร์หน้าเศร้าเหมือนคนอกหัก

“เนื้อเพลงนั้นถามว่า...ผู้หญิงในยุคของหล่อนชอบทำให้ใจชายเจ็บปวดงั้นรึ”

“เจ็บปวด...เรื่องอะไรคะ” มณีจันทร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจ “เนื้อเพลงนั้นโกรธขึงเกินไป ไม่ไพเราะ หากฉันอยากแต่งเพลง คงอยากแต่งเพลงรัก บางเวลาเหมือนพลังพิเศษแค่นึกถึงก็มีแรงทำอะไรมากมาย แต่ความรักตัวเดียวกัน บางทีก็เปลี่ยนเป็นมีดคมๆ แค่นึกถึง มันก็กรีดลึกลงไปที่หัวใจ”

“หล่อนนะรึเจ็บปวด วันนี้หล่อนดูมีความสุขด้วยซ้ำ ที่มีชายมากมายมารุมเอาใจ”

“บรรพบุรุษของเราอย่าว่าแต่เสียตัว เสียศักดิ์ศรี แม้ชีวิตเขาก็ยินดีเสียได้เพื่อรักษาแผ่นดินเกิด ท่านเจ้าคุณวิศาลท่านฉลาด ท่านจึงพาฉันไปพบเมอร์ซิเออร์ปิแอร์”

หลวงอัครเทพไม่เข้าใจมณีจันทร์พูดเรื่องอะไร เธอเล่าเรื่องที่เจ้าคุณวิศาลคดีกระซิบกระซาบแผนการให้เธอใช้เสน่ห์หญิงหลอกล่อเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ให้เขาฟัง

“หล่อนจงใจทอดสะพานให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์งั้นรึ”

“โห แค่นี้เรียกทอดสะพาน ไปเจอสาวยุคฉัน สงสัยต้องบัญญัติศัพท์ใหม่เลยมั้ง”

“สาวยุคหล่อนทำยิ่งกว่าหล่อนอีกรึ”

มณีจันทร์แสดงวิธีทอดสะพานของหญิงสมัยเธอให้ดูทันที ด้วยการกะพริบตาปริบๆให้ แล้วตามด้วยเอานิ้วโป้งกับนิ้ว ชี้ของมือทั้งสองข้างมาต่อกันเป็นรูปหัวใจที่อกแล้วส่งให้หลวงอัครเทพซึ่งทำท่าอึดอัดใจ จากนั้นเธอจูบฝ่ามือตัวเองแล้วเป่าให้เขาด้วยท่าทางดัดจริตสุดๆ คราวนี้หลวงอัครเทพอายหน้าแดง

“แฮะๆๆหน้าแดงเหมือนเคย ไม่มีพลาดสักครั้งสิน่า...

ท่านเจ้าคุณคงหวังว่าเมื่อสนิทกันฉันจะล่วงรู้ความคิดของ

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ ล่วงรู้นโยบายของประเทศเขา”

“ปิแอร์เป็นคนรอบคอบ ล้ำลึก คงไม่ได้อะไรมาง่ายๆ”

“เอาน่า...วันนี้ไม่ได้ โอกาสหน้ายังมี” มณีจันทร์สีหน้ามุ่งมั่น...

ooooooo

..



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #5 on: 16 July 2026, 15:25:34 »


https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep11/page1

ทวิภพ ตอนที่ 11

คุณหญิงสรเดชยังติดใจสงสัยประยงค์ปีนต้นไม้ขึ้นไปทำไม ตามมาถามคาดคั้นจนเธอยอมเปิดปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง คุณหญิงสรเดชพอใจมากแบบนี้ เท่ากับว่าหลวงอัครเทพมีใจให้ลูกสาวของเธอ

“แปลว่าที่พากันปีนต้นไม้ขึ้นไปดูน่ะ ไม่ใช่เพราะอยากจะเล่นซน จะไปดูคุณหลวงว่าอย่างนั้นเถอะ”

“อย่าดุลูกเลยนะเจ้าคะ ทีหลังลูกจะไม่ทำอีก ไม่ทำแล้วจริงๆเจ้าค่ะ”

“ถ้ารับปาก งั้นครั้งนี้ก็คาดโทษไว้ก่อน จริงสิ ขอถามอะไร หน่อยแม่มณีรู้สึกอะไรไหม เรื่องที่หลวงเทพมีใจให้กับลูกน่ะ”

“แม่มณีต้องรู้สึกอะไรด้วยหรือเจ้าคะ” ประยงค์งง

คุณหญิงสรเดชไม่อยากบอกลูกว่าเคยเห็นมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพชอบพอกัน เกรงลูกจะเสียใจ เลยเปลี่ยนเรื่องพูด ชวนลูกไปเรือนหลวงอัครเทพ คุณหญิงสรเดชมีแผนไว้จัดการกับมณีจันทร์แล้ว...

ไม่นานนัก คุณหญิงสรเดชกับประยงค์มาถึงเรือนอัครเทพ ประยงค์แยกไปหามณีจันทร์ ส่วนคุณหญิงสรเดชไปคุยกับ คุณหญิงแสร์ที่เรือนครัว เธอแนะให้คุณหญิงแสร์ส่งมณีจันทร์เข้าวังเพื่อขัดเกลากิริยามารยาทจะได้เลิก ทำตัวเป็นลิงเป็นค่าง คุณหญิงแสร์อึกๆอักๆไม่เห็นด้วยที่จะส่งมณีจันทร์ไปอยู่ที่อื่น

“ทำไมล่ะเจ้าคะ ถามจริงๆเถอะมีหลานอย่างแม่มณีน่ะ แม่แสร์ไม่อายเขารึ แล้วท่าทางแบบนี้เรื่องออกเรือนจะมีใครเอา”

คุณหญิงแสร์ลำบากใจที่จะปฏิเสธตรงๆ บ่ายเบี่ยงขอคิดดูก่อน คุณหญิงสรเดชไม่ยอมลดละ ถ้าคุณหญิงแสร์ยังไม่อยากส่งมณีจันทร์เข้าวัง เธอกับประยงค์จะช่วยอบรมกิริยามารยาทให้เอง แล้วถือวิสาสะสั่งให้ม้วนไปตามมณีจันทร์มาพบที่โถงกลางเรือน คุณหญิงแสร์หนีไม่ออกได้แต่พยักหน้าให้ม้วนเป็นเชิงอนุญาต แล้วจะตามไปดูคุณหญิงสรเดชอบรมมณีจันทร์ด้วย แต่เธอไม่ให้ไป

“ยิ่งแม่มณีเห็นว่าแม่แสร์อยู่ ก็รู้สิว่ามีคนให้ท้าย ไม่ใช่เพราะให้ท้ายกันหรอกรึ แม่มณีถึงเป็นแบบนี้ เชื่อใจอิฉันเถอะ หลานคนนี้ อิฉันจะดูแลให้แม่แสร์เอง” คุณหญิงสรเดชพูดจบ มุ่งหน้าไปที่เรือนใหญ่

อิ่มรีบตามมากระซิบถามว่าจะเสียเวลาอบรม

มณีจันทร์ทำไมกัน คุณหญิงสรเดชเห็นว่าหมู่นี้หลวงอัครเทพดูจะมีใจให้ประยงค์ เธอไม่อยากให้เขาลังเลอีก เลยจะพามณีจันทร์ไปเข้าวัง

“อูย...แต่ท่าทางคุณหญิงแสร์จะไม่ยอม”

“ก็นั่นน่ะสิ แต่ไม่เป็นไร เรื่องนี้ต้องค่อยๆพูด ข้านะอยากจะตอกย้ำให้ทุกคนรู้ว่าผู้หญิงที่ดีงามแท้จริงคือลูกข้าไม่ใช่แม่ ลิงค่างนั่น ความถูกต้องต้องเป็นความถูกต้อง เอ็งว่าถูกไหม”

“ถูกมันก็ถูกแหละเจ้าค่ะ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”

“หากแม่ประยงค์แต่งงานเข้ามาอยู่เรือนนี้ก็กลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกับคุณ หลวง แล้วลูกข้าก็เป็นคนหัวอ่อน ดูอย่างคราวที่แล้วนั่นปะไร แม่มณีให้ปีนต้นไม้ก็ปีนกับเขา อีกหน่อยอยู่ด้วยกันแม่ประยงค์มิต้องมาเสียคนเพราะแม่มณีรึ” คุณหญิงสรเดชอธิบาย อิ่มก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี

ooooooo

ทันทีที่คุณหญิงสรเดชเจอหน้ามณีจันทร์ สั่งให้ลองเดินให้ดู มณีจันทร์หันมองหน้าม้วนเป็นเชิงถาม นี่มันเรื่องอะไรกัน ม้วนพยักพเยิดให้ทำตามที่คุณหญิง สรเดชสั่ง มณีจันทร์เดินแบบตามสบายเหมือนคนยุค ปัจจุบัน คุณหญิงสรเดชโวยวายลั่นที่มณีจันทร์เดินลงส้นเท้าจนเรือนสะเทือน

“อิฉันเกิดในบ้านตึก คนสมัยอิฉันก็เดินแบบนี้ทั้งนั้น มีโอกาสเดินในบ้านไม้บ่อยๆที่ไหนล่ะเจ้าคะ”

คุณหญิงสรเดชสั่งให้มณีจันทร์เดินใหม่ เวลาเดินอย่าเอาส้นเท้าลงก่อน ให้ใช้ปลายเท้าเดิน มณีจันทร์นึกสนุกเต้น บัลเล่ต์ให้ดูเสียเลย ประยงค์ก้มหน้าขำ คุณหญิงสรเดชไม่ตลกด้วยหันมาเอ็ดลูกสาว

“หยุด...แม่ประยงค์...นี่แม่มณี หล่อนทำไมต้องเห็นทุกอย่างเป็นของเล่น“

“ก็อิฉันไม่ทราบนี่เจ้าคะว่าท่านจะให้ทำอะไร มาถึงท่านก็สั่งๆๆ” มณีจันทร์เถียงคำไม่ตกฟาก

“ต่อไปนี้ ฉันกับแม่ประยงค์จะมาปรับปรุงความประพฤติของหล่อน ถือเป็นการลงโทษเรื่องพาแม่ประยงค์ไปปีนต้นไม้คราวที่แล้ว...คราวนี้ได้ยิน ชัดไหม”คุณหญิงสรเดชเสียงลั่น มณีจันทร์หน้าจ๋อย...

ใช้เวลาไม่นาน มณีจันทร์เดินแบบกุลสตรีได้อย่างถูกต้อง เดินช้าๆ ค้อมหัวลงเล็กน้อยและใช้ปลายเท้าเดิน จากนั้น คุณหญิงสรเดชสอนเรื่องการพูดการจาต่อ มณีจันทร์ชิงถามขึ้นก่อน จะให้เธอพูดช้าๆเหมือนการเดินด้วยหรือเปล่า

“ใช่...พูดช้า...แต่ยังไม่พอต้องหยุดพูด”

“โอ๊ย...เอาอิฉันขึ้นลานประหารไปได้เลย ไปตามเพชฌฆาตมาเลยให้หยุดพูดเนี่ย ตายไปเลยง่ายกว่า นิ่งๆไม่พูดไม่จา สมองก็ฝ่อพอดี” มณีจันทร์โวยบ้าง คุณหญิงสรเดชสอนให้มณีจันทร์เข้าใจว่าการฟังนั้นได้ประโยชน์มากกว่าการพูด เพราะผู้ฟังเท่ากับเป็นผู้รับ ผู้พูดเท่ากับเป็นผู้ให้ ผู้รับจึงเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์

“คนฉลาด คนเก่งเป็นนักฟังที่ดีทั้งนั้น มีแต่คนโง่ที่ชอบพูดมากกว่าฟัง คราวนี้หล่อนยังคิดอีกไหมว่าการหยุดพูดจะทำให้สมองฝ่อ”

“ไม่แล้วเจ้าคะ โอเค...อิฉันจะพูดให้น้อยลงฟังให้มาก ขึ้น” มณีจันทร์เหมือนจะเชื่อฟัง จังหวะนั้น ม้วนเข้ามาถามว่า ถึงเวลาของว่างแล้วหิวกันหรือยัง มณีจันทร์นิ่งเงียบ ประยงค์อาสาจะไปจัดของว่างมาให้ ถามมณีจันทร์ต้องการอะไรพิเศษไหม มณีจันทร์นึกสนุกอีกเช่นเคยทำเสียงแบะๆๆเหมือนคนใบ้

คุณหญิงสรเดชทนไม่ไหว หยิกมณีจันทร์“นี่แน่ะ ให้หยุดพูดไม่ใช่ให้เป็นใบ้ มันเหมือนกันซะที่ไหน”

ประยงค์ ม้วนกับขาบขำกันยกใหญ่...

หลังฝึกมารยาทเบื้องต้นสำเร็จไปสองข้อ มณีจันทร์เตรียมตัวจะสอนภาษาอังกฤษให้ประยงค์ คุณหญิงสรเดชสั่งว่าวันนี้ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษ ให้ไปเรียนทำครัวแทน

“ได้เจ้าคะ อิฉันจะสอนคุณประยงค์เอง”มณีจันทร์ไม่วายป่วน คุณหญิงสรเดชเสียงเขียวทันที

“ไม่ใช่...ให้แม่ประยงค์สอนแม่มณี หัดเรียนการบ้านการเรือนบ้าง วิชาความรู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงคือการบ้านการเรือน ไม่ใช่ที่อยู่ในตำรานั่นสักหน่อย”

ooooooo

ประยงค์สอนการทำลูกชุบให้มณีจันทร์เป็นบทเรียนแรก เพราะทำง่าย เธอใช้ถั่วเขียวนึ่งสุกบดละเอียดใส่น้ำตาลทรายกับกะทิลงไปคนให้เข้ากันแล้วกวนด้วยไฟอ่อนๆจนร่อนไม่ติดกระทะ จากนั้น พักถั่วกวนไว้ให้เย็น แล้วนำมาปั้นเป็นรูปผลไม้ต่างๆ ประยงค์ปั้นเป็นผลไม้หนึ่งลูกอย่างคล่องแคล่วสวยงาม มณีจันทร์ถึงกับออกปากชมไม่หยุด คุณหญิงสรเดชได้ที คุยอวดลูกสาวตัวเองตามเคย

“แม่ประยงค์เป็นคนช่างประดิษฐ์ ลูกชุบของแม่ประยงค์คิดออกแบบรูปร่างและสีใหม่ๆไว้เยอะ นิสัยเจ้าความคิดสร้างสรรค์เป็นนิสัยที่หล่อนควรเอามาจากแม่ประยงค์”

“นิสัยเจ้าความคิดสร้างสรรค์งั้นหรือ โอเค...อิฉันจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์บ้าง เริ่มเลยนะเจ้าคะ” มณีจันทร์พูดจบหันไปคว้าถั่วกวนมาปั้นอย่างคล่องแคล่วว่องไวออกมาเป็นยอดมนุษย์อุลตร้าแมนกับก๊อซซิล่า คุณหญิงสรเดชมองตัวประหลาดในมือมณีจันทร์ สงสัยตัวอะไร

“ความคิดสร้างสรรค์ไงเจ้าคะ วันนี้มณีจันทร์ขอเสนอ ละครลูกชุบชุดอุลตร้าแมนปะทะก๊อซซิล่า” มณีจันทร์หยิบตุ๊กตาถั่วกวนสองตัวมาต่อสู้กัน โดยมีขาบช่วยถือตัวก๊อซซิล่าเป็นที่สนุกสนาน ม้วนกับประยงค์หัวเราะขำกันยกใหญ่ แต่คุณหญิงสรเดชไม่ขำด้วย เดินมานั่งตรงหน้ามณีจันทร์ พูดช้าๆชัดถ้อยชัดคำ

“ตลกแบบนี้นี่เอง คนที่หล่อนหมายปองถึงเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่น” สิ้นเสียงคุณหญิงสรเดช เสียงหัวเราะเงียบกริบ มณีจันทร์หน้าจ๋อยทันที คุณหญิงสรเดชได้ทีรุกไล่ต่อ

“จำอวดก็คือจำอวด นางเอกก็คือนางเอก ไม่มีวันที่จำอวดจะเป็นนางเอกไม่มีวันที่นางเอกจะเป็นจำอวด หล่อนถามตัวเองสิ หล่อนเป็นอะไร” คุณหญิงสรเดชจ้องหน้ามณีจันทร์เขม็ง มณีจันทร์หมดสนุก ขอตัวกลับไปทำงานแปลเอกสารให้หลวงอัครเทพ คุณหญิงสรเดชไม่ยอมรามือ ตามติดเพื่อจะกำราบมณีจันทร์ให้อยู่หมัด

“หล่อนมีความสำคัญตรงนี้สินะ ช่วยงานคุณหลวง ทั้งคุณหญิงและคุณหลวงถึงขาดหล่อนไม่ได้ หล่อนคิดอย่างนี้ ใช่ไหม ถือว่าตนมีดี คุณหญิงแสร์กับคุณหลวงจึงต้องลงให้หล่อน”

“ไม่...ไม่นะเจ้าคะ...อิฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองมีดี”

“เขาว่ากันว่าผู้หญิงอีกหน่อยจะได้เรียนหนังสือจะได้ทำงานเหมือนพวกแหม่ม ดูแต่แม่ประยงค์ลูกฉันยังมุมานะเรียนนั่นเรียนนี่ทั้งที่ไม่ได้ใช้”

“โลกจะเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เราคิด ในยุคสมัยของอิฉันเราจะได้เห็นผู้หญิงรู้หนังสือผู้หญิงเก่งมากมาย”

“ผู้หญิงเปลี่ยนแล้วผู้ชายเปลี่ยนด้วยหรือเปล่า...ถ้าผู้ชายไม่ได้เปลี่ยน ให้ผู้หญิงเปลี่ยนยังไงก็ไม่มีประโยชน์ อย่าถือดีอวดดีในความเก่งกล้าของตน เพราะวันหนึ่งหล่อนอาจจะพบว่ามันไม่ได้มีประโยชน์สำหรับผู้ชายที่หล่อนรัก ชีวิตของลูกผู้หญิงไม่ว่ายุคสมัยไหน ให้เก่งแค่ไหนต้องไม่ลืมหน้าที่ เป็นเมียและเป็นแม่”

“เหมือนแบบคุณประยงค์ เป็นเมียและเป็นแม่ที่ดี แถมยังเป็นคนฉลาดที่รู้จักเก็บความฉลาดของตนเองเอาไว้ ไม่เอาออกมาเที่ยวอวดใครต่อใคร”

“หล่อนเข้าใจแล้วนี่ เข้าใจสิ่งที่ฉันพูดได้ทะลุปรุโปร่ง หากผู้ชายคนไหนจะเปลี่ยนใจจากหล่อนมาชอบแม่ประยงค์ หล่อนก็คงไม่นึกสงสัยในตัวเขา คงยอมรับแล้วสินะว่าเขาคิดถูก” คำพูดของคุณหญิงสรเดชแทงใจดำมณีจันทร์ถึงกับเศร้าไป รวมทั้งความมั่นใจในตัวเองก็ถดถอยลงเช่นกัน...

ถึงเวลาอาหารเย็น หลวงอัครเทพตั้งหน้าตั้งตากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ออกปากชื่นชมอาหารตรงหน้าไม่หยุด แต่พอรู้ว่าอาหารทั้งหมดเป็นฝีมือทำครัวของประยงค์ เขาแทบจะสำลักรู้ตัวพลาดไปแล้ว วางช้อนหันมองหน้ามณีจันทร์ซึ่งสีหน้าหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด

“คุณหลวงท่าทางถูกปากในรสมือของคุณประยงค์มากนะคะ” มณีจันทร์พูดจบขอตัวลุกออกไปทันที หลวงอัครเทพพลอยกินข้าวไม่ลงไปด้วยรีบลุกตาม มณีจันทร์เดินมาเก็บเอกสารที่ศาลากลางสวน หลวงอัครเทพตามมาชวนคุยเรื่องงานแปลเอกสารไปถึงไหนแล้ว วันนี้มณีจันทร์จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะโดนคุณหญิงสรเดชปั่นหัวเลยไม่ได้งานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอโดนถามเรื่องงานเลยอารมณ์เสียใส่

“หล่อนหัวเสียเรื่องอะไร”

“ฉันไม่มีสิทธิ์หัวเสีย ที่นี่บ้านของท่าน ชีวิตของท่าน ฉันต่างหากเป็นส่วนเกิน” มณีจันทร์เดินงอนออกไป ทิ้งให้หลวงอัครเทพยืนงง

ooooooo

หลังจากคุณหญิงสรเดชทราบเรื่องจากอิ่มว่าหลวงอัครเทพชื่นชอบกับข้าวฝีมือประยงค์ เธอไม่รอช้าชวนลูกไปเรือนหลวงอัครเทพทันที ถึงจะไม่เจอหลวงอัครเทพเพราะออกไปทำงานแต่เช้า แต่คุณหญิงสรเดชก็ได้สะใจที่เห็นท่าทางเปลี่ยนไปของมณีจันทร์ที่เอาแต่นั่งซึมถามคำตอบคำ ไม่ฉอเลาะเหมือนเคย...

วันนี้คุณหญิงสรเดชอารมณ์ดีเป็นพิเศษเรื่องมณีจันทร์เสียความมั่นใจ จึงอนุญาตให้ประยงค์เรียนภาษาอังกฤษ แต่มณีจันทร์ไม่มีกะจิตกะใจจะสอน คุณหญิงสรเดชเลยให้ประยงค์สอนการทำครัวให้มณีจันทร์แทน โดยสอนตั้งแต่การเลือกเก็บผักจากสวนครัว ขาบ ม้วน และยาวช่วยกันพายเรือพามณีจันทร์กับประยงค์ข้ามคลองไปยังสวนครัวของที่นี่ มณีจันทร์ตื่นเต้นไม่รู้มาก่อนตรงนี้มีสวนผักด้วย

“สวนผักกับสวนสมุนไพรเจ้าคะ มีนาข้าวตรงนั้นด้วยของคุณหญิงแสร์ทั้งหมดแหละเจ้าค่ะ” ม้วนชี้มือประกอบคำพูด “มีทาสมาทำงานแล้วขนขึ้นเรือนไป คุณก็เลยไม่เคยลงมา”

มณีจันทร์กับประยงค์สนุกสนานกับการเก็บผักสารพัดชนิด ทั้งฟัก แตงโม ถั่วฝักยาว และพริก โดยมีขาบ ม้วนกับยาวหิ้วตะกร้าเดินตาม ประยงค์มองไปที่ริมฝั่งคลอง แถวท้ายสวนก่อนจะหันมาบอกมณีจันทร์

“คุณพี่อยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ เดี๋ยวน้องกับยาวจะไปเก็บ มะเขืออีกหน่อย ตรงริมคลองทางโน้น ที่มีอยู่คงไม่พอ” ประยงค์พูดจบเดินนำยาวแยกไป ระหว่างนั้น หลวงเจน– พาณิชย์นั่งเรือที่บ่าวพายผ่านมาเห็นประยงค์กับบ่าวรับใช้ เดินมาเก็บผัก ตาวาวขึ้นมาทันที

“เอ๊ะนั่นคุณประยงค์นี่หว่า...เฮ้ย...พายเรือไปจอดที่ท่าตรงโน้น...ข้าเจอคนรู้จัก”

พอขึ้นฝั่งได้หลวงเจนพาณิชย์ก็จ้ำพรวดๆไปหาประยงค์ เจตนาคว้ามะเขือลูกเดียวกับที่เธอเอื้อมมือจะเด็ดเลยกลายเป็นจับมือเธอ หญิงสาวตกใจ ขอร้องให้ปล่อยมือ

“พี่พายเรือผ่านมา ยังนึกสงสัยว่านางฟ้าที่ไหนมาอยู่ในสวนเงียบๆแห่งนี้ พอมาดูใกล้ๆถึงเห็นว่าเป็นน้องประยงค์นั่นเอง” หลวงเจนพาณิชย์สีหน้ากรุ้มกริ่มจับมือประยงค์ไม่ยอมปล่อย ประยงค์พยายามดึงมือออก เขายิ่งยื้อไว้ ยาวเกรงบารมีคุณหลวงได้แต่นั่งก้มหน้าทำอะไรไม่ถูก...

ด้านมณีจันทร์เดินเก็บผักช้าๆเนิบนาบไม่ปราดเปรียวเหมือนเมื่อก่อนจนขาบต้องบอกให้เธอเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ประยงค์หายไปเก็บผักนานแล้ว ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง ทันใดนั้นมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น ทั้งสามคนเร่งฝีเท้าไปยังต้นเสียง เห็นหลวงเจนพาณิชย์กำลังจับมือถือแขนประยงค์อยู่ท้ายสวน ขาบโกรธมาก ฮึดฮัดจะเข้าไปช่วย แต่ม้วนดึงมือไว้

“เฮ้ย...ไม่ได้ ท่านเป็นถึงคุณหลวง มีเรื่องขึ้นมาหัวเอ็งขาดแน่ ไปบอกคุณหญิงบนเรือนเร็ว”

“โฮ้ย...กว่าจะไปกว่าจะกลับทันที่ไหน ฮึ่ม...คุณหลวงคนนี้เจอคุณมณีกำราบมาแล้ว แค่นี้ไม่คณาดอก” ขาบว่าแล้วหันมองหน้ามณีจันทร์ มั่นใจว่าเจ้านายสาวจะจัดการหลวงเจนพาณิชย์ได้เหมือนครั้งก่อน แต่มณีจันทร์กลับทำหน้าเอ๋อไม่เก่งกาจเหมือนเคย ขาบรอมณีจันทร์คนเก่ากลับมาไม่ไหว แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าพากันเข้าไปหาประยงค์พร้อมกับส่งเสียงเอะอะ หลวงเจนพาณิชย์เห็นมีคนมาจำใจปล่อยมือ

“แหม...ทำหน้าทำตาตกใจกันไปได้ ฉันแค่ล้อเล่นนะ ตามประสาคนรู้จักกัน นี่หล่อน...สติสตังไม่ดี พากันมาถึงนี่ เดี๋ยวตกน้ำตกท่าไปจะลำบากนะ” หลวงเจนพาณิชย์มองหน้ามณีจันทร์ซึ่งยิ้มแหยๆให้

“แหะ...บังเอิญเป็นคุณมณีคนใหม่ จะโกรธเรื่องลวนลามคุณประยงค์ก็ไม่ได้ จะทำบ้าบอก็ไม่ได้ ผู้ใหญ่ท่านสอนมาเป็นกุลสตรีต้องรู้จักข่มใจ โกรธไม่ได้บ้าไม่ได้...แต่...ถ้าสุภาพ– สตรีไปเจอบุรุษที่ไม่มีความสุภาพจะเอาแต่ข่มใจก็คงไม่ถูก ผู้หญิงเราถึงยังไงก็ต้องรู้จักป้องกันตัว คิดได้ดังนี้แล้วก็ นี่แน่ะ”

ขาดคำมณีจันทร์ต่อยเปรี้ยงเข้าเต็มหน้าหลวงเจนพาณิชย์จนเซ ขาบกับม้วนดีใจที่มณีจันทร์คนเดิมกลับมาแล้ว กระโดดโลดเต้นตบมือส่งเสียงไชโยลั่น

“นี่เรียกว่าหมัดกุลสตรี ขอย้ำนี่คุณมณีคนใหม่นะเจ้าคะ ถ้าคุณมณีคนเก่าต้องกระทืบยอดอก ถึงจะหายแค้นที่มารังแกผู้หญิงเจ้าค่ะ” มณีจันทร์แกล้งบ้าเดินเข้าหา หลวงเจนพาณิชย์ยังขยาดคราวที่แล้วไม่หายถอยกรูด ม้วนสบช่องสั่งยาวซึ่งยืนมองตะลึงให้พาประยงค์หนี ยาวได้สติคว้ามือเจ้านายสาวดึงออกมายืนข้างหลังม้วน มณีจันทร์รุกไล่หลวงเจนพาณิชย์ห่างจากประยงค์ออกไปทุกที ม้วนตะโกนลั่น

“คุณหลวงเจ้าขา คุณประยงค์ลานะเจ้าคะ ท่านต้องรีบไปเก็บสายบัวเดี๋ยวแดดนายจะร้อนเจ้าค่ะ กราบลาเจ้าคะ...  ไปเร็วไป” ม้วนอ้างไปเรื่อย แล้วคว้ามือประยงค์วิ่งหนีไปกับยาว หลวงเจนพาณิชย์พยายามจะตามประยงค์ แต่มณีจันทร์ขวางไว้ แต่เขาหลบหลีกเธอไปจนได้ มณีจันทร์ชวนขาบวิ่งตาม

ฝ่ายประยงค์อารามรีบร้อนสะดุดก้อนหินหกล้มเดินต่อไม่ไหว ม้วนรีบพาเธอไปซ่อนตัว แล้วชวนยาวไปล่อหลอกหลวงเจนพาณิชย์ว่าประยงค์ลงเรือพายกลับไปเรือนใหญ่แล้ว หลวงเจนพาณิชย์หลงเชื่อ ลงเรือพายตาม มณีจันทร์วิ่งปรู๊ด มาถึงกระโจนลงเรือไปกับหลวงเจนพาณิชย์ ขาบโดดตามไม่ทันได้แต่ยืนมองอยู่บนฝั่ง

กว่าหลวงเจนพาณิชย์จะทันรู้ตัว มณีจันทร์คว้าไม้พายพายเรือพาเขาออกไปกลางคลองแล้ว หลวงเจนพาณิชย์ไม่รู้ จะทำอย่างไรคว้าไม้พายอีกอันหนึ่งมาพายบ้าง ต่างคนต่างพาย เรือเลยวนอยู่กลางคลองไม่ไปไหน หลวงเจนพาณิชย์สั่งให้ มณีจันทร์หยุดพายเรือ แล้วปล่อยให้เขาพายคนเดียว มณีจันทร์ ไม่สนใจ พายไปร้องเพลงไปอย่างมีความสุข

ooooooo

อีกด้านหนึ่งท้ายสวนผัก หลวงอัครเทพนั่งเรือที่บ่าวพายให้ผ่านมาทางนั้น เห็นเรือพายลำหนึ่งจอดอยู่ที่ท่าน้ำ สั่งให้บ่าวพายเรือไปจอดเทียบ บ่าวของหลวงอัครเทพตะโกนถามแทนเจ้านาย

“เฮ้ย...เอ็งเป็นใครวะ นี่คือหลวงเทพเจ้าของที่ดินแถวนี้”

บ่าวของหลวงเจนพาณิชย์ตกใจ รีบยกมือไหว้หลวงอัครเทพ แล้วแนะนำตัวเองก่อนจะบอกว่าหลวงเจนพาณิชย์

ขึ้นไปหาคนรู้จัก สั่งให้เขารออยู่ที่นี่ หลวงอัครเทพแปลกใจ สงสัย  แถวนี้มีแต่ทาสมาทำงาน จะมีคนที่หลวงเจนพาณิชย์รู้จักได้อย่างไร...

เรือที่มณีจันทร์นั่งยังคงวนอยู่กลางคลอง หลวงเจนพาณิชย์รำคาญเข้าไปแย่งไม้พายในมือมณีจันทร์ แต่เธอยื้อไว้สุดฤทธิ์ ทั้งสองคนแย่งไม้พายกันไปมาจนเรือโคลง อยู่ๆมณีจันทร์ก็ร้องโวยวายขึ้น

“โอ๊ย...ช่วยด้วย ผู้หญิงแรงน้อยอ่อนแอ กุลสตรีมณีจันทร์จะไปสู้แรงอะไรผู้ชายได้ โอ๊ย...สู้ไม่ได้ๆ” มณีจันทร์ว่าพลางยกไม้พายฟาดหลวงเจนพาณิชย์ไม่ยั้ง “ช่วยด้วยๆๆ กุลสตรีมณีจันทร์ถูกทำร้าย กุลสตรีมณีจันทร์น่วมไปทั้งตัวแล้ว” ขณะมณีจันทร์พูดยังคงใช้ไม้พายตีหลวงเจนพาณิชย์อยู่ตลอด

“เจ็บนะเว้ย...โธ่โว้ย...หยุด บอกให้หยุด”

มณีจันทร์สนุกมือฟาดไปเรื่อย หลวงเจนพาณิชย์ทนไม่ไหวลุกขึ้นกระชากไม้พายจากมือมณีจันทร์อย่างแรง คราวนี้หญิงสาวไม่ยื้อด้วย ปล่อยมือหน้าตาเฉย หลวงเจนพาณิชย์ไม่ทันตั้งตัวหงายหลังตกน้ำตามแรงกระชากของตัวเอง ขาบ ยาวกับม้วนหัวเราะชอบใจ มณีจันทร์ค่อยๆพายเรือกลับท่าน้ำอย่างสบายอารมณ์เพื่อจะมารับประยงค์กลับเรือนใหญ่ ปล่อยให้หลวงเจนพาณิชย์ลอยคอด้วยความแค้นใจอยู่กลางคลอง...

ทางด้านหลวงอัครเทพเดินมาเจอประยงค์นั่งกุมข้อเท้าอยู่เพียงลำพังกลางสวนผัก สอบถามได้ความว่า ออกมาเก็บผัก บังเอิญเหยียบพลาดหกล้มข้อเท้าแพลง ประยงค์ไม่กล้าเล่าเรื่องหลวงเจนพาณิชย์ให้ฟัง

“ไหนขอดูหน่อยซิ...อืม...เริ่มบวมแล้ว เดี๋ยวนะ เอายามาบดสักหน่อย สวนสมุนไพรอยู่ข้างหลังนี่เอง” หลวงอัครเทพพูดจบเดินไปอีกด้านหนึ่งของสวน อึดใจเดียว เขากลับมาพร้อมสมุนไพรในมือ จัดแจงบดสมุนไพรเข้าด้วยกัน แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อไว้ ก้มลงจะพันขาให้ประยงค์ หญิงสาวตกใจ

“โอ๊ะ...ไม่ได้เจ้าคะ ไม่เหมาะไม่ควรเดี๋ยวคาถาอาคมเสื่อมหมด ไปตามคนมาช่วยดีไหมเจ้าคะ”

“น้องไม่พูด พี่ไม่พูด ใครจะไปรู้ รีบเข้าเถอะ เดี๋ยวจะบวมมากกว่านี้...พี่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ครูแหม่มที่โน่นทั้งจับทั้งตีหัวพี่ ถ้าคาถามันเสื่อม มันเสื่อมไปตั้งนานแล้ว” หลวงอัครเทพพูดจบก็พันข้อเท้าให้ประยงค์เสร็จพอดี บอกให้เธอลองยืนขึ้น

ประยงค์ลุกขึ้นยืน พอทิ้งน้ำหนักลงเท้าก็เจ็บแปล๊บ เซจะล้ม หลวงอัครเทพเข้าไปประคองไว้ ทั้งสองมองสบตากันนิ่งงัน เป็นจังหวะเดียวกับ  ขาบ  ม้วน  ยาว และมณีจันทร์เดินมาถึง มณีจันทร์หน้าเสีย ม้วนกับขาบสงสารมณีจันทร์มากที่ต้องเห็นภาพบาดตา หลวงอัครเทพปล่อยมือจากประยงค์สีหน้า เป็นปกติ เพราะไม่ได้คิดอะไร ขณะที่ประยงค์ยืนเขินอายอยู่ฝ่ายเดียว

“เอ้า ไปไหนกันมา ทำไมทิ้งคุณท่านไว้คนเดียว”

หลวงอัครเทพต่อว่า แล้วถามว่ามีใครเห็นหลวงเจนพาณิชย์บ้างไหม ยังไม่ทันจะได้คำตอบ หลวงเจนพาณิชย์เดินตัวเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำเข้ามา หลวงอัครเทพตกใจ ทำไมเขาถึงมีสภาพแบบนั้น

“คุณหลวงเทพ ท่านต้องจัดการให้กระผม กระผมไม่ยอมจริงๆด้วย” หลวงเจนพาณิชย์มองหน้ามณีจันทร์หน้าตาเอาเรื่อง ส่วนมณีจันทร์เบือนหน้าไปทางอื่นทำไม่รู้ไม่ชี้

ooooooo

หลวงอัครเทพพาทุกคนกลับมาชำระความที่เรือนใหญ่ โดยมีคุณหญิงแสร์กับคุณหญิงสรเดชนั่งฟังอยู่ด้วย หลวงเจนพาณิชย์เล่าเหตุการณ์ที่ปั้นแต่งให้ฟังว่า

“เรื่องของเรื่องบ่าวของผมบอกว่า ทางลัดนี้อยู่หลังเรือนหลวงเทพ กระผมก็เลยอยากจะแวะมากราบมาทักทายคุณหญิงแสร์กับคุณหลวง แต่พอมาถึงพบคุณคนนี้เธอก็มายั่วกระผม มาแกล้งกระผมขั้นตกน้ำตกท่านี่ยังไม่นับที่เอาไม้พายตีกระผมนะขอรับ”

หลวงอัครเทพไม่เชื่อมณีจันทร์จะเที่ยวแกล้งใครโดยไร้เหตุผลอย่างนั้น แต่พอถามไถ่มณีจันทร์ เธอกลับยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้านว่าที่หลวงเจนพาณิชย์เล่าเป็นความจริง คุณหญิงแสร์ไม่เชื่อตะล่อมถาม

“แม่มณี...มีอะไรก็บอกมาตามตรงนะลูก”

“แม่แสร์นี่ ท่าทางแม่จะหลงใหลหลานสาวคนนี้มากนะ แม่มณีพูดออกมาเองว่าทำจริงๆแม่แสร์ก็ได้ยินแล้ว คนเราจะอบรมลูกหลานมันต้องใจแข็ง จะรักใคร่ไม่ลืมหูลืมตาไม่ได้” คุณหญิงสรเดชถือโอกาสสั่งสอน ประยงค์สงสารมณี–จันทร์อ้าปากจะบอกความจริง มณีจันทร์ไม่อยากให้ประยงค์ เสียหายชิงพูดขึ้นก่อน

“อิฉันน่ะเป็นผู้หญิงบ้าไม่รู้ประสีประสา คุณหลวงเจนจะต่อว่าต่อขานอย่างไรก็ได้ อิฉันไม่ถือ”

“ฉันไม่ได้ใส่ร้ายหล่อน” หลวงเจนพาณิชย์โกหกหน้าด้านๆ

“พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก อีกาตัวสีดำ นกแก้วตัวสีเขียวจุ๊กกรูๆ ความจริงเหล่านี้หนีไม่พ้น ความเลว คนเลว หนีไม่พ้น คนทำรู้อยู่แก่ใจตำแหน่งสูงส่งอาจปิดบังได้ แต่บาปกรรมย่อมหนีไม่ได้” มณีจันทร์ลอยหน้าลอยตาพูดจบ ลุกออกไป คุณหญิงสรเดชด่าไล่หลังมณีจันทร์ ทำผิดแล้วทำไมไม่รู้จักขอโทษ

“ช่างเถอะขอรับ กระผมไม่เอาเรื่องแม่มณีดอก แค่จะมาแจ้งให้ทราบเฉยๆ กระผมขอกราบลาเลยแล้วกัน...ลาขอรับ” หลวงเจนพาณิชย์ไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะกลับไป คุณหญิงแสร์ได้แต่มองตามกลุ้มใจ...

หลวงอัครเทพยังติดใจสงสัยเรื่องที่เกิดขึ้น ตามมาซักถามมณีจันทร์อีก เธอยังยืนยันคำเดิมว่าเธอแกล้งหลวงเจนพาณิชย์จริงๆ หลวงอัครเทพรู้จักมณีจันทร์ดีแม้เพิ่งจะพบกันไม่นาน หัวใจดีงามของเธอมีแต่จะช่วยเหลือคนอื่น ไม่เคยคิดกลั่นแกล้งใคร มณีจันทร์ซึ้งใจมากที่เขาเชื่อมั่นใน

ตัวเธอ แต่ภาพที่เขาประคองประยงค์เมื่อครู่ยังติดตา ทำให้ เธอเศร้าใจมาก ถึงกับน้ำตาคลอ

“คนที่เชื่อมั่นจำเป็นต้องเป็นคนที่รักกันไหมเจ้าคะ...มีคนที่รักกันในโลกนี้มากมายที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเป็นธรรมดาอย่างหนึ่งของโลก...ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครได้จริงในโลกนี้ ต่อให้เป็นคู่กันก็ไม่มีใครอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของใครได้ ฉันไม่ใช่ เจ้าของท่าน ท่านไม่ใช่เจ้าของฉัน”

“หล่อนพูดอะไรของหล่อน...ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่ หรือว่าคุณหญิงสรเดช...”

“วันนี้ท่านเชื่อมั่นในตัวฉันโดยไม่ต้องการคำอธิบาย สำหรับฉันมันเกินพอแล้ว ท่านจะมีใจให้ใครก็เป็นสิทธิ์ของหัวใจท่าน ฉันจะไม่เรียกร้องสิ่งใดจากท่านทั้งนั้น” มณีจันทร์มองชายที่ตนรักสุดหัวใจอย่างอาลัย ก่อนจะเดินจากไป หลวงอัครเทพงง ไม่รู้จริงๆ พักนี้มณีจันทร์เป็นอะไรไป

ooooooo

ประยงค์ไม่ค่อยสบายใจนักที่มณีจันทร์ถูกเล่นงานทั้งที่ทำไปเพราะช่วยเธอแท้ๆ บ่นกับม้วนและขาบว่า แบบนี้ไม่ถูกต้อง ไม่รู้หลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ จะเข้าใจมณีจันทร์ผิดๆหรือเปล่า

“นายของม้วนทั้งสองท่านกับคุณมณี...เอ่อ...จะพูดว่ายังไงดี...ท่านผูกพันเข้าใจกันแน่นแฟ้น ม้วนคิดว่าคงไม่กระไรเจ้าค่ะ...จะมีก็แต่...คุณหญิงสรเดช คุณแม่ของคุณประยงค์ นั่นแหละเจ้าค่ะ”

“นั่นสินะ ยังไงก็ขอบใจนะที่อุตส่าห์มาช่วย ไม่ได้พวกของม้วน ฉันก็แย่...อยากกินอะไรไหม เดี๋ยวทำให้ถือเป็นรางวัล” ประยงค์มองม้วนอย่างรอคำตอบ ม้วนยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไร

ขาบชิงตอบคำถามแทนม้วน “แกงคั่วที่เมื่อวันก่อน ทำให้คุณหลวงน่ะขอรับ กระผมลงมาถึงกินกันเรียบไปแล้ว ขนาดขอดกินแต่น้ำแกงก้นหม้อยังอร่อยติดปาก เมื่อคืนยังฝันถึงเลย”

ประยงค์รับปากจะทำให้ ม้วนกับขาบเถียงกันยกใหญ่ตกลงรางวัลจะเป็นของใครกันแน่...

คุณหญิงสรเดชยังไม่ยอมรามือง่ายๆ ยุให้คุณหญิงแสร์ กำราบมณีจันทร์จะปล่อยให้เที่ยวเกเรใครต่อใครแบบนี้ไม่ได้

“แม่มณีไม่ใช่คนเกเรหรอก แม่มณี...เอ่อ บางทีก็ไม่ใคร่เข้าใจว่าแบบไหนถูกหรือผิดสำหรับคนอย่างเราๆ”

“มีคำแก้ตัวให้อีกแล้ว ทำไมนะ...ทำไมถึงดูดายเรื่องนี้นัก”

“คุณหญิงไม่ค่อยสุงสิงกับก๊กหลวงเจน คือพ่อจุ้ยน่ะ ...คุ้นกันดีกับทางอิฉัน ตั้งแต่เด็ก...เอ่อ...เขาก็ออกจะ...อืม...เป็นคนใจร้อน หุนหันผิดเทือกเถาเหล่ากอของเขาอยู่สักหน่อย”

“ไฮ้...เอาที่ไหนมาพูด ท่านเป็นถึงคุณหลวงย่อมต้องเป็นผู้ใหญ่มีหลักการ แต่แม่มณีนี่สิ ฮึ...อุตส่าห์เสียเวลาอบรม แทนที่จะเชื่อฟังกันบ้าง ฉันว่านะ พาแม่มณีเข้าไปฝากให้เสด็จท่านดูแลในวังเถอะ ขืนทิ้งไว้แบบนี้ไม่พ้นเป็นสาวเทื้อคาบ้าน ไอ้ที่จะได้หวังพึ่งพาคงไม่มีทาง เอาอย่างนี้ ฉันจะรับเป็นธุระจัดการให้เอง ฉันจะเข้าไปคุยกับเสด็จในวังให้” น้ำเสียงและสีหน้าจริงจังของคุณหญิงสรเดชทำให้คุณหญิงแสร์พูดไม่ออก...

ไม่นานนัก แกงคั่วหอมกรุ่นน่ากินฝีมือประยงค์ก็เสร็จ ม้วนถือหม้อดินใส่แกงเดินไปยังเรือนทาสโดยมีขาบตามติดด้วยความอยากกิน อิ่มกำลังนินทามณีจันทร์ให้พวกบ่าวที่เรือนทาสฟังอย่างสนุกปากเรื่องเธอเกเรเอาไม้พายฟาดหลวงเจนพาณิชย์ ม้วนทนไม่ได้ปราดเข้าไปด่าอิ่มเป็นชุด ขาบเห็นท่าไม่ดีคว้าหม้อใส่แกงมาถือเอง ยังไม่จะเดินถอยพ้นรัศมี สองสาวคว้าไม้คานขึ้นมาตีกัน พลาดโดนหม้อแกงคั่วแตกกระจายเหลือแต่หู

“โฮ...เหลือแต่หู...ฮือๆๆแกงของข้าๆๆ...ฮือ” ขาบทรุดลงไปนั่งกับพื้นร้องไห้โฮ

ooooooo

เช้าวันใหม่ ที่บ้านมณีจันทร์ ขณะตรองกับกุลวรางค์แวะมาถามข่าวคราวเรื่องมณีจันทร์จากนุ่ม คุณหญิงมาลิดาโทร.ทางไกลจากต่างประเทศเข้าเครื่องโทรศัพท์บ้านพอดี กุลรางค์ถือโอกาสถามคุณหญิง มาลิดาว่ามณีจันทร์เคยบอกเรื่องที่ไป ตจว.บ้างไหมว่าไปจังหวัดไหน ไปทำอะไร

“เคยจ้ะ...บอกว่าไปทำงานการกุศลจ้ะ แต่ไม่ได้บอกว่าจังหวัดอะไร ทำไมหรือจ๊ะ ติดต่อเมณี่ไม่ได้หรือ”

กุลวรางค์ไม่อยากให้คุณหญิงมาลิดาเป็นกังวลเลยโกหกว่าติดต่อได้ แล้วเปลี่ยนเรื่องพูดถามถึงเหตุการณ์ในประเทศที่ท่านอยู่ เห็นในทีวีรายงานข่าวว่าจะเกิดสงคราม เช่นนี้ท่านคงยังกลับเมืองไทยไม่ได้ คุณหญิงมาลิดาเป็นห่วงท่านทูตณรงค์พ่อของมณีจันทร์และห่วงคนไทยที่นี่ คงยังกลับไม่ได้ แล้วนึกเอะใจขึ้นมา

“...เอ...กุล วันนี้ท่าทางแปลกๆนะมีอะไรหรือเปล่า”

“เอ่อ...ไม่มีอะไรค่ะ ไม่มี...เอาเป็นว่ากุลจะบอกเมณี่ให้นะคะ แค่นี้นะคะ สวัสดีค่ะ” กุลวรางค์รีบวางสายก่อนที่คุณหญิงมาลิดาจะจับพิรุธได้ ตรองสงสัยทำไมกุลวรางค์ถึงไม่บอกเรื่องมณีจันทร์หายไป

“ประเทศทางโน้นกำลังจะมีสงครามกลางเมือง ธุรกิจและคนไทยที่นั่นกำลังวุ่นวาย ท่านทั้งสองมีงานใหญ่ต้องทำ ฉันยังไม่อยากบอก บางทีเมณี่อาจจะกลับมาเองเหมือนที่เธอเคยทำ”

ตรองเป็นกังวลเพราะครั้งนี้มณีจันทร์หายไปนานกว่าปกติ กุลวรางค์นึกอะไรขึ้นมาได้ มือถือของมณีจันทร์ทีิ่ทิ้งไว้ในห้องนอนอาจจะมีเบาะแสบางอย่าง เธอจะเอากลับไปเช็กดูว่ามณีจันทร์ติดต่อใครบ้าง

ooooooo

ณ เรือนหลวงอัครเทพอีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพ มร.จอห์นร้อนใจมากต้องการจดหมายของตนคืนลงทุนขนทั้งผ้าตัดเสื้อ ยารักษาโรคและเครื่องเพชรมาเป็นของกำนัลให้คุณหญิงแสร์โดยมีหลวงเจนพาณิชย์เป็นคนพามา คุณหญิงแสร์รู้เท่าทันมร.จอห์น ยกข้าวของมีค่ามาให้มากมายแบบนี้จะให้ตนจ่ายด้วยอะไร

“ไม่ต้องจ่ายขอรับ กระผมขอไมตรีเล็กๆน้อยๆ พูดตรงๆนะขอรับ ผมอยากได้รับความสะดวกจากคุณหลวงเทพเรื่องเอกสารต่างๆ แค่นั้นขอรับ”

“แล้วบอกไม่ต้องจ่าย อืม...จ่ายมากโขอยู่ ของพวกนี้ราคาแพงจริงๆ อย่างที่คิดไม่ผิด”

“จ่ายมากโขยังไงขอรับ” มร.จอห์นนิ่วหน้าสงสัย

“จ่ายด้วยผลประโยชน์ของชาติ ด้วยเกียรติยศของข้าราชการในพระเจ้าอยู่หัว ด้วยศักดิ์ศรีของคนไทยแค่นี้น้อยอยู่รึ” คุณหญิงแสร์น้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาจับจ้องมร.จอห์นกับหลวงเจนพาณิชย์เขม็ง

มร.จอห์นถึงกับอึ้ง หลวงเจนพาณิชย์มองออกคุณหญิงแสร์ไม่ยอมรับสินบนแน่ๆ แอบลุกออกไปเพื่อหาทางขโมยจดหมายคืน ขาบเห็นท่าทางไม่น่าไว้ใจของหลวงเจนพาณิชย์ก็ลุกตาม จากนั้นหลวงเจนพาณิชย์เข้าไปรื้อค้นมาตามตู้ตามชั้นวางของ ขาบแอบมองโดยตลอด รีบวิ่งไปฟ้องมณีจันทร์

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ย่องมายืนข้างๆหลวงเจนพาณิชย์ที่กำลังค้นตู้โน้นตู้นี้ให้ควั่ก เขามัวแต่หาจดหมายไม่ทันเห็นเธอ หญิงสาวแกล้งส่งเสียงจุ๊ๆๆ หลวงเจนพาณิชย์สะดุ้งโหยง หันมาเห็นมณีจันทร์ยืนเกาะข้างฝาทำท่าเหมือนจิ้งจกแลบลิ้นแผล่บๆ แถมร้องเพลงเกี่ยวกับจิ้งจกลอยหน้าลอยตาเหมือนคนสติไม่ดี

“...เป็นจิ้งจกเหรอดีแล้ว งั้นจิ้งจกก็อยู่ส่วนจิ้งจกนะ เกาะข้างฝาไป นั่นๆแมลงมาแล้ว”

มณีจันทร์มองตามมือหลวงเจนพาณิชย์ที่ชี้ไปยังข้างฝาอีกด้านหนึ่ง พอหันกลับมาอีกทีคุณหลวงตัวดีหายไปแล้ว มณีจันทร์รีบเดินตาม เห็นหลวงเจนพาณิชย์ไปที่ศาลากลางสวน ตรงเข้าค้นกองเอกสาร หญิงสาวโดดผลุงมายืนเกาะเสาส่งเสียงจุ๊ๆๆอีก หลวงเจนพาณิชย์รำคาญไล่เธอไปพ้นหน้า

“โบราณว่า จิ้งจกทักเราต้องหยุด”

“ยายเด็กบ้านี้ ไปไป๊...ไปบ้าที่อื่น อย่ามายุ่งแถวนี้” หลวงเจนพาณิชย์ก้มหน้าก้มตาค้นเอกสารต่อ มณีจันทร์เห็นเขาไม่ยอมหยุด คว้าก้อนหินปาใส่หัวถึงกับร้องลั่น ขาบแกล้งวิ่งเข้ามาถาม

“คุณมณีทำอะไรขอรับ...เอ้า...คุณหลวง ต้องการอะไรตรงนี้ขอรับเดี๋ยวบ่าวจัดการให้ดีกว่าไหมขอรับ”

“เอ่อ...ฉันแค่ออกมาเดินเล่นน่ะ นี่เจ้านายเอ็งรึ ชื่อมณีรึ ท่านป่วยเป็นอะไรเหมือนสติจะไม่ใคร่ดี”

มณีจันทร์โยนหินใส่หัวหลวงเจนพาณิชย์อีกครั้ง ขาบปรี่เข้าไปขวาง บอกให้หลวงเจนพาณิชย์มาหลบหลังตัวเองจะได้ไม่โดนก้อนหิน แต่พอมณีจันทร์โยนก้อนหินใส่อีก ขาบกลับก้มหลบเลยโดนหลวงเจนพาณิชย์เต็มๆ กว่าจะรู้ตัวว่าโดนนายกับบ่าวร่วมหัวกันกลั่นแกล้ง หลวงเจนพาณิชย์หัวปูดหัวโปน จำต้องล่าถอย ขาบกับมณีจันทร์หัวเราะกันสนุกสนาน ก่อนจะนึกถึงคุณหญิงแสร์ขึ้นมาได้ รีบชวนกันขึ้นเรือนใหญ่...

ด้านคุณหญิงแสร์ขอให้ มร.จอห์นเอาของกำนัลพวกนี้กลับไป แต่เขายืนยันเสียงแข็งจะไม่ขนของกลับ จังหวะนั้น อิ่มยกถาดใส่จานของว่างหลายอย่างเข้ามาวาง คุณหญิงแสร์เชิญชวนให้ มร.จอห์นกินของว่างก่อนอย่าเพิ่งโมโห แล้ว

ยกกาน้ำชาร้อนๆจะรินให้ มร.จอห์นเห็นของที่อยู่ในจานมีหนอนไผ่ทอด น่าขยะแขยงลุกพรวด ปัดกาน้ำชาหกลวกมือคุณหญิงแสร์ถึงกับร้องลั่น มือแดงเถือก เขาไม่ขอโทษเธอสักคำ

ขาบกับมณีจันทร์เข้ามาเห็นภาพนั้นพอดี โกรธมาก ชวนกันลงเรือนคิดหาทางแก้เผ็ดไอ้ฝรั่งตาน้ำข้าว ด้าน มร.จอห์นอารมณ์เสียเพราะเกลียดเรื่องพวกนี้ของคนไทยโวยวายลั่น

“เนี่ยกระผมถึงไม่อยากออกไปไหน ไม่มีสุขอนามัยเลย กินหมากเลอะเทอะ พ่นเอาพ่นเอาน่าขยะแขยง อาหารพวกนี้อีก กินเข้าไปได้ยังไง ไหนจะห้องน้ำห้องท่าไม่มีอะไรถูกสุขอนามัยสักอย่าง กระผมเอาความเจริญมาให้แท้ๆทำไมต้องมองพวกกระผมเป็นศัตรู พวกกระผมน่ะ ไปที่ไหนมีแต่นำความเจริญ นำอารยธรรมไปให้ ช่วยให้ท่านพ้นความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน แล้วจะมาปฏิเสธทำไมนักหนาว่าของตัวดีของตัววิเศษ”

มร.จอห์นยังพาลหาเรื่องหลวงเจนพาณิชย์ที่เพิ่งเดินเข้ามา โทษว่าเป็นเพราะหลวงเจนพาณิชย์ เขาถึงต้องบากหน้ามาที่นี่ แล้วลงเรือนไปอย่างหัวเสีย

“นี่...เดี๋ยวสิพ่อจ้อน...” คุณหญิงแสร์ว่าแล้วลุกตาม มร.จอห์นโดยมีหลวงเจนพาณิชย์ตามมาอีกทอดหนึ่ง

ooooooo

..

-----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep12/page1

ทวิภพ ตอนที่ 12

มร.จอห์นลงมาจากเรือนหลวงอัครเทพ เจอมณีจันทร์ ขาบและบ่าวชายอีกสองคนนั่งอยู่ที่พื้นคล้ายจะรอส่งเขากลับ ขณะที่เขากับหลวงเจนพาณิชย์กำลังจะเดินผ่านหน้ามณีจันทร์ ทั้งสี่คนก็บ้วนน้ำหมากลงพื้นตรงหน้า มร.จอห์นสะดุ้งโหยง ทำท่ารังเกียจยกเท้าหนีแทบไม่ทัน

“คนไทยกินหมาก ไม่ชอบหมากก็ไปอยู่เมืองอื่นสิ” มณีจันทร์ไล่ตะเพิด

หลวงเจนพาณิชย์โมโห ปราดเข้าไประดมกำปั้นใส่หน้าขาบ มณีจันทร์รีบเข้าไปห้าม คุณหญิงแสร์สั่งให้หลวงเจนพาณิชย์หยุดทำร้ายขาบเดี๋ยวนี้ มณีจันทร์โวยวายลั่น พวกนี้ดูถูกเราไม่พอยังทำร้ายขาบอีก

“ใครกันแน่กระทำป่าเถื่อน รู้ว่าเขาไม่ชอบยังพาพวกมาแกล้ง หล่อนเองก็เถอะ แกล้งทำเป็นคนบ้า บ้าจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” หลวงเจนพาณิชย์โวยกลับ มร.จอห์นไม่พอใจมาก ด่ามณีจันทร์เป็นพวกไร้อารยธรรม แล้วชวนหลวงเจนพาณิชย์กลับ คุณหญิงแสร์ร้องเรียก มร.จอห์นไว้

“คุณน้า สิ่งที่ลูกชาย หลานสาว และบ่าวของคุณน้าทำกับพวกกระผม มันมากเกินไปแล้ว นี่อย่าบอกนะว่าคุณน้าจะเอาเรื่องพวกกระผมอีก” หลวงเจนพาณิชย์ต่อว่าคุณหญิงแสร์แทนนายฝรั่ง

“อิฉันจะไปเอาเรื่องพวกท่านได้ยังไง อยู่ต่ออีกสักนิดเถอะ อิฉันจะลงโทษบ่าวทุกคน” คุณหญิงแสร์สีหน้าจริงจัง มณีจันทร์และพวกบ่าวงง ทำไมพวกตนจะต้องโดนลงโทษด้วย

ooooooo

จากนั้น คุณหญิงแสร์เชิญ มร.จอห์นกับหลวงเจนพาณิชย์กลับขึ้นเรือนใหญ่ เรียกมณีจันทร์ ขาบ ม้วน อิ่ม และบ่าวชายอีกสองคนตามขึ้นมา สักพัก บ่าวชายอีกคนหนึ่งพร้อมหวายในมือ คลานเข้ามานั่งรอคำสั่งคุณหญิงแสร์อยู่ใกล้ๆ คุณหญิงแสร์สั่งให้ทุกคนนั่งพนมมือ อิ่มกับม้วนพลอยโดนหางเลขไปด้วย

“จะทำโทษบ่าวของท่าน ทั้งที่ท่านใช้มันทำเช่นนั้นรึ” มร.จอห์นมองเยาะคุณหญิงแสร์คงไม่ทำจริง

“คุณหญิงไม่ได้ใช้ฉัน ฉันโกรธที่ท่านทำกับคุณหญิง ชาร้อนที่หกใส่ที่มือเป็นแผลอยู่นั่นรู้จักขอโทษไหม”

หลวงเจนพาณิชย์ด่ากลับมณีจันทร์“แล้วที่ขโมยเอกสารไปล่ะ ขอโทษไหม”

“แล้วที่แอบเข้าเรือนเขา ค้นของเขา ขอโทษไหม”มณีจันทร์โต้ไม่ยอมแพ้ “แล้วที่ทำมาหากิน หาเงินจากคนไทย แต่ดูถูกว่าเขาป่าเถื่อน ขอโทษไหม...แล้วที่เที่ยวเอาเรือรบออกไปยึดดินแดนต่างๆมาเป็นของตัว ทั้งที่คนพวกนั้นอยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ...ขอโทษไหม”มณีจันทร์จ้องหน้า มร.จอห์นเขม็ง

คุณหญิงแสร์ขอร้องมณีจันทร์หยุดต่อปากต่อคำได้แล้ว แล้วสั่งให้ทุกคนกราบขอโทษแขกทั้งสองท่านเดี๋ยวนี้ พวกบ่าว ชะงักมองมณีจันทร์จะเอาอย่างไรดี คุณหญิงแสร์เห็นทุกคนต่างนิ่งเฉยไม่ทำตามสั่ง ตัดสินใจยกมือไหว้ขอโทษ มร.จอห์นกับหลวงเจนพาณิชย์แทนคนของตัวเอง มณีจันทร์ตกใจ

“ให้บ่าวขอโทษก็แย่แล้ว คุณหญิงยิ่งไม่สมควรต้องขอโทษพวกเขา เพราะเขาก็ไม่ขอโทษคุณหญิง ไม่ขอโทษเราเหมือนกัน” มณีจันทร์ยืนยันเสียงแข็ง คุณหญิงแสร์สั่งให้มณีจันทร์กราบขอโทษพวกเขาอีกครั้ง

มณีจันทร์ต้องการคำอธิบาย คนพวกนี้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มพวกเราอ้างจะนำความเจริญมาให้ จะให้เธอขอโทษข้างเดียวไม่ยุติธรรม จังหวะนั้น หลวงอัครเทพเพิ่งกลับจากที่ทำงาน นั่งฟังด้วยความสนใจ

คุณหญิงแสร์อธิบายอย่างใจเย็นว่า “ก็เพราะคำว่าความเจริญนี่ล่ะ ยิ่งเขาดูถูกว่าเราต่ำทรามไร้อารยธรรม เรายิ่งต้องทำให้พวกเขาเห็น คำว่าความเจริญ เริ่มต้นง่ายๆที่คำว่ามารยาท...เราเป็นเจ้าของบ้าน เขาเป็นแขกผู้มีความเจริญจะไม่เสียมารยาทกับแขก ท่านไม่ชอบหมากแต่เราชอบ สิ่งท่ีท่านเห็นว่าขาดสุขอนามัย แต่เราเห็นเป็นของดี ผู้มีมารยาทจะไม่โกรธ ไม่ดูถูก ไม่แสดงพฤติกรรมรังเกียจ ตรงกันข้ามหากเราเป็นแขก เราก็ต้องทำดุจเดียวกัน นั่นคือ เคารพต่อตัวตนของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ไม่อวดอ้างว่าตนนั้นวิเศษยิ่งกว่าเจ้าของบ้าน”

มร.จอห์นถึงกับหน้าเสียถูกคุณหญิงแสร์ด่าทางอ้อม หลวงอัครเทพแอบสะใจ แม่ของเขามักมีวิธีจัดการอย่างแยบยลเช่นนี้เสมอ คุณหญิงแสร์อธิบายอีกว่า

“เขาดูถูกว่าเราต่ำ เรายิ่งต้องกระทำสูงให้เขาเห็น ไม่ใช่กระทำต่ำๆให้เขายิ่งดูถูก คำอธิบายเหล่านี้เพียงพอหรือไม่” คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์อย่างเมตตา

“เขาจะขอโทษเราหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ผู้มีความเจริญจะขอโทษผู้อื่นเสมอ เป็นคำอธิบายที่ชัดเจน มณียอมแพ้” มณีจันทร์คลานไปนั่งหน้า มร.และหลวงเจนพาณิชย์ ยกมือไหว้ขอโทษ พวกบ่าวทำตามอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้น คุณหญิงแสร์สั่งให้บ่าวที่ถือหวายเฆี่ยนบ่าวทุกคนคนละหนึ่งที

มณีจันทร์คลานเข้าไปต่อแถวบ่าวที่ถูกเฆี่ยนเพื่อรับโทษเช่นเดียวกับคนอื่นๆ บ่าวที่ถือหวายไม่กล้าเฆี่ยนเจ้านาย มองหน้าคุณหญิงแสร์เป็นเชิงถาม คุณหญิงแสร์พยักหน้าให้เฆี่ยนได้ บ่าวยกมือไหว้มณีจันทร์ก่อนจะลงหวาย หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์อย่างชื่นชม

“คำว่าความเจริญไม่ใช่วัดแค่สุขอนามัย ไม่ได้วัดที่วัตถุที่ดีที่วิเศษกว่า แต่ต้องวัดที่คุณธรรมในใจ นี่คือสิ่งที่คนเถื่อนอย่างอิฉันจะบอกท่าน คราวหน้า หากท่านไปเยือนบ้านเมืองของใครก็ตาม อย่าลืมวัดคนที่จิตใจด้วยนะเจ้าคะ”คุณหญิงแสร์สั่งสอน มร.จอห์นอีกครั้ง

“ฮึ...ผู้หญิงไทยอยู่แต่ในครัว ในรั้วในวัง  ไม่นึกว่า...คุณหญิงทำให้กระผมทึ่งจริงๆ กระผมขออภัยสำหรับแผลนั่น” มร.จอห์นจำต้องยอมค้อมหัวให้คุณหญิงแสร์ มณีจันทร์ยิ้มพอใจเช่นเดียวกับพวกบ่าว ขณะที่หลวงเจนพาณิชย์มองกราดทุกคนอย่างแค้นใจ...

มร.จอห์นออกจากเรือนหลวงอัครเทพอย่างหัวเสีย จำต้องยอมขนหีบของกำนัลทั้งหลายกลับไปด้วย  เขาหันมาพาลใส่หลวงเจนพาณิชย์

“ที่กระผมต้องมานั่งให้คุณหญิงแสร์ด่า ก็เพราะท่านคนเดียว ต่อไปนี้ ไม่ต้องมาที่ห้างกระผมอีก กระผมไล่ท่านออก” มร.จอห์นเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป หลวงเจนพาณิชย์หน้าตื่น

“ไล่ออก...เดี๋ยวสิครับ มร.จอห์น กระผมจะหาจดหมายมาให้ อย่าไล่กระผมออกเลยนะขอรับ...ท่าน...ฟังกระผมก่อนขอรับ” หลวงเจนพาณิชย์รีบตามไปอ้อนวอน แต่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์...

หลังจาก มร.จอห์น กับพวกกลับไปแล้ว คุณหญิงแสร์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ลูกชายฟัง หลวงอัครเทพภูมิใจมากที่เกิดมาเป็นลูกของคุณหญิงแสร์ เพราะถ้าเป็นคนอื่น อาจรับสินบนเหล่านั้นไปแล้วและเขาคงถูกบังคับให้กลายเป็นพวก มร.จอห์นเหมือนหลวงเจนพาณิชย์

“เป็นทาสน้ำเงินคนอื่น ต้องพินอบพิเทายอมตามเขา อยู่อย่างลำบากแม่ไม่เอาหรอกพ่อเทพ น่าเสียดายหลวงเจน เดินตามเขาต้อยๆไม่มีศักดิ์ศรีเลย”

“ความขัดแย้งครั้งนี้คงบานปลายไปอีก” หลวงอัครเทพแอบถอนใจ

“แม่ทำให้พ่อเทพ ทำงานลำบากหรือเปล่า”

“อย่ากังวลเลยขอรับ เวลานี้เราเสียดินแดนไปมากมายแล้ว ยังไม่รู้จะเสียดินแดนให้ใครอีก เราเกินความลำบากไปมากแล้วขอรับ” หลวงอัครเทพปลอบแม่ แต่ตนเองก็อดเป็นกังวลใจไม่ได้ มณีจันทร์นั่งฟังอยู่ด้วยก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับหลวงอัครเทพ...

ขณะที่มณีจันทร์เป็นกังวลกับเรื่องจะเสียดินแดนเพิ่มอยู่ในอีกภพหนึ่ง เพื่อนรักทั้งสองคนของเธอ กุลวรางค์กับตรองกำลังเดินซื้อของอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตกลางกรุงเทพฯอย่างมีความสุขราวกับเป็นคู่รักกัน กุลวรางค์เห็นตรองเพิ่งออกจาก รพ.มือยังเจ็บทำอะไรไม่ถนัด เลยซื้อกับข้าวสำเร็จรูปตุนไว้ให้ ซ้ำยังตามไปจัดข้าวของเก็บใส่ตู้เย็นให้เขาถึงบ้าน ตรองมีความสุขและอบอุ่นมากที่กุลวรางค์เข้ามาในชีวิตตนเองขนาดนี้

“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับคุณในวันนี้คือ คุณเป็นไฮโซก็จริง แต่ก็เป็นแม่บ้านด้วย ซื้อของจัดของดูแลคนอื่นก็เยี่ยม” ตรองส่งตาหวานให้กุลวรางค์ ทั้งสองมองสบตากันนิ่ง แต่อยู่ๆเธอหน้าเครียดเมื่อนึกถึงมณีจันทร์

“ฉันทำเพราะเห็นว่านายเป็นเพื่อน ไม่ได้เห็นเป็นอย่างอื่น ...ฉันกลับล่ะ” กุลวรางค์พูดจบกลับไปดื้อๆ ตรองงง ไม่เข้าใจอะไรกันแน่ที่ขวางเขากับเธอ ทำไมอยู่ๆเธอถึงหยุดเรื่องระหว่างเราสองคน ด้านกุลวรางค์เดินมาที่รถตัวเองสีหน้าเศร้าสร้อย เวลาแห่งความสุขระหว่างตรองกับเธอต้องสะดุด

“เฮ่อ...เมณี่ รีบกลับมาเสียที มาดูแลแฟนเธอบ้างเถอะ นับวันฉันจะอยู่ใกล้เขาไม่ได้ ฉันคงอยู่ใกล้เขามากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว” กุลวรางค์พึมพำ

ooooooo

คุณหญิงสรเดชยังไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจจะส่งมณีจันทร์เข้าวัง มาหาคุณหญิงแสร์แต่ย่ำรุ่งจะชวนไปวัดเพื่อเฝ้าเสด็จพระองค์หญิงใหญ่ด้วยกันและจะได้ถือโอกาสนี้กราบทูลฝากฝังมณีจันทร์ คุณหญิงแสร์ตกใจ

“นี่คุณหญิงยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้อีกรึ”

“จะเลิกคิดได้ยังไง หลานแม่แสร์ก็เหมือนหลานฉัน ฉันบอกแล้วไง...เอ้าไป...นังอิ่มไปบอกแม่มณีให้เตรียมแต่งตัวได้”

อิ่มยิ้มสะใจ รีบทำตามคำสั่ง คุณหญิงแสร์คิดหนัก ไม่รู้จะปฏิเสธคุณหญิงสรเดชอย่างไร แต่คิดไม่ออกแกล้งเอามือกุมท้องร้องโอดโอย ขอเวลาส่วนตัวสักครู่ แล้วทำเดินตัวงอ ปวดท้องไส้จะขาดออกไป...

อีกมุมหนึ่งของเรือนหลวงอัครเทพ ม้วนเดินมาเจอถุงเงินตกอยู่ เห็นขาบเดินก้มๆเงยๆหาถุงเงินห่างออกไป นึกสนุกอยากจะแกล้งขาบ เธอรีบหยิบถุงเงินซ่อนไว้ข้างหลัง พอขาบมาถามหาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินหนี

“เอ้า จะรีบไปไหนวะ หรือว่า...หน็อย นังม้วน คิดจะฮุบอัฐข้างั้นรึ หยุดเดี๋ยวนี้นังม้วน” ขาบรีบวิ่งตาม...

ขณะคุณหญิงแสร์เดินไปเดินมาคิดไม่ตกเรื่องมณีจันทร์ ม้วนวิ่งหนีขาบเข้ามาเจอพอดี ยังไม่ทันจะอ้าปากถามอะไร คุณหญิงแสร์ชิงสั่งให้ม้วนไปบอกมณีจันทร์ทีว่าเธอไม่ได้ต้องการจะพามณีจันทร์ไปฝากในวัง

“เอ...ไปในวัง...จะไปฝากใครไว้ในวังเจ้าคะ หรือว่าคุณหญิงสรเดช...”

“เออนั่นล่ะ อย่าให้แม่มณีเข้าใจอะไรผิดๆ นังอิ่มมันไปแล้ว ป่านนี้ไม่รู้ไปบอกแม่มณีหรือยัง เอ็งน่ะเร็วเข้า รีบไปหานายเอ็ง อย่าให้แม่มณีเข้าใจผิด”

ม้วนรับคำ รีบวิ่งปรู๊ดไปหามณีจันทร์แต่ยังไม่ทันจะครึ่งทาง ขาบโดดมาขวางหน้า ม้วนรีบร้อนจะไปให้ถึงมณีจันทร์ก่อนอิ่ม คิดแต่จะหลบหลีกขาบลืมเรื่องถุงเงินสนิท ขณะม้วนกำลังจะหนีพ้น ขาบมือไวคว้าชายกระเบนม้วนไว้ได้ ม้วนยื้อไว้มือหนึ่งอีกมือหนึ่งตีมือขาบอุตลุด ร้องเอะอะให้คนช่วย หาว่าขาบจะทำมิดีมิร้าย

“โอ๊ย...เจ็บนะโว้ยอีบ้า ข้าจะไปทำเอ็งทำไม ข้าแค่ จะเอาถุงเงิน อัฐของข้า เอ็งขโมยไปข้าจะเอาคืน”

ม้วนนึกขึ้นได้ปลดถุงเงินจากเอว โยนคืนให้ขาบ รีบเก็บชายกระเบนก่อนวิ่งไปหามณีจันทร์ ขาบสงสัยม้วนรีบร้อนไปหามณีจันทร์ทำไม ด้วยนิสัยสอดรู้สอดเห็นทำให้ขาบรีบตามไปดู...

มณีจันทร์กำลังนั่งทำงานอยู่ที่ศาลากลางสวน ตอนที่อิ่มเข้ามาเรียนว่าคุณหญิงแสร์ให้มาตาม วันนี้เสด็จพระองค์หญิงใหญ่มาที่วัดแถวบ้าน คุณหญิงแสร์จะพามณีจันทร์ไปวัด ส่งตัวเธอเข้าวัง เพื่ออบรมกิริยามารยาท มณีจันทร์ตกใจมาก ถ้าต้องจากบ้านนี้ก็เท่ากับไปจากกระจกข้ามภพ

“คุณหญิงแสร์เนี่ยนะ ฉันไปอยู่ที่อื่นแล้วฉันจะกลับบ้านได้ยังไงล่ะ แล้วคุณหลวงรู้เรื่องนี้หรือเปล่า ท่านอยู่ด้วยหรือเปล่า” มณีจันทร์ถามรัวเป็นชุด

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ คุณหลวงอาจจะคิดอย่างนั้นด้วยก็ได้ ก็คุณหลวงท่านมีใจให้คุณประยงค์นี่เจ้าคะ อีกหน่อยคุณหลวงออกเรือนไป คุณมณีเคยคิดไหมเจ้าคะว่าคุณมณีจะอยู่ยังไง...เข้าไปอยู่ในวังเสียจะได้มีวิชาความรู้ติดตัว ไม่ดีหรือเจ้าคะ” อิ่มลอยหน้าลอยตาพูด มณีจันทร์น้ำตาคลอถูกจี้ใจดำ

ม้วนมาทันได้ยินทุกคำพูด ปราดเข้ามาชี้หน้าอิ่ม “อีอิ่ม เอ็งพูดอะไร...จะพูดจะจาอะไรเคยเห็นแก่น้ำจิตน้ำใจคนอื่นไหม หน็อย...เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนถ่ายเดียว มันน่านัก” ม้วนพูดจบ ตบตีอิ่มไม่ยั้ง สองสาวซัดกันอุตลุด ขาบรีบเข้ามาแยกทั้งคู่ออก

“เฮ้ย...เดี๋ยวนังม้วน...เดี๋ยวๆนี่มันเรื่องอะไรกัน มาตบกันตรงนี้ไม่เกรงใจคุณมณีหรือไง” ขาบหันไปมองอีกที มณีจันทร์หายไปแล้ว...

ระหว่างที่คุณหญิงแสร์หนีไปหลบอยู่ในห้องตัวเองเพราะยังหาทางออกเรื่องมณีจันทร์ไม่ได้ คุณหญิงสรเดชโผล่พรวดเข้ามาตาม คุณหญิงแสร์รีบเล่นละครตบตาลงนั่งกุมท้องร้องโอดโอย

จังหวะนั้น มณีจันทร์เดินร้องไห้เข้ามา “ถ้าอยากไล่มณีออกไปจากบ้าน บอกมาตรงๆก็ได้นะเจ้าคะ คุณหญิงสั่งมาคำเดียว มณีจะไม่มาให้เห็นหน้าอีกเลย...มณีไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ มณีคิดถึงแม่  มณีก็อยากกลับบ้าน  แต่กลับไม่ได้  แต่ถ้าคุณหญิงไม่ให้อยู่  มณีก็ไม่รู้จะทำยังไง  มณีไปอยู่ที่อื่นก็ไม่เป็น... ไปอยู่ที่อื่นไม่ได้” มณีจันทร์ปล่อยโฮ คุณหญิงแสร์รู้ทันทีม้วนไปไม่ทันอิ่ม ดึงมณีจันทร์มากอดไว้แน่น

“ไม่ใช่ลูก...เข้าใจผิดแล้ว แม่ไม่ได้ไล่ลูกนะ ไม่ได้ไล่... ฟังนะ คุณหญิงสรเดชท่านแค่ชวน แต่แม่น่ะตั้งใจจะปฏิเสธอยู่แล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะให้แม่มณีเข้าไปอยู่ในวัง” คุณหญิงแสร์เผลอหลุดปาก

“อ้าวไม่เคยคิด...นี่อย่าบอกนะว่าที่ปวดท้องนั่นน่ะไม่ได้ปวดจริงๆ แค่จะปฏิเสธเนี่ยรึ” คุณหญิงสรเดชโวยวาย คุณหญิงแสร์ขอโทษที่ไม่กล้าบอกตรงๆ จังหวะนั้น ม้วนลากอิ่มเข้ามาเรียนคุณหญิงแสร์ว่าตนตั้งใจจะไปบอกความจริงกับมณีจันทร์ตามที่คุณหญิงแสร์สั่ง แต่ไม่ทันนังอิ่มปากเสีย ที่แต่งเรื่องจนวุ่นวายไปหมด

“คุณหญิงไม่ได้จะให้มณีไปหรือเจ้าคะ” มณีจันทร์ถามทั้งน้ำตา

“แม่รักแม่มณีเหมือนลูก พูดคำไหนคำนั้น แม่มณีเป็นสมบัติของเรือนนี้ จะไม่มีวันให้ไปอยู่ที่อื่น”

“โอ๊ย...พะเน้าพะนอกันเสียจริง เอาล่ะๆ ฉันพูดเองเออเองคนเดียว ไม่เกี่ยวกับแม่แสร์ พอใจหรือยัง...แม่แสร์นะแม่แสร์ ฉันรึอุตส่าห์หวังดี” คุณหญิงสรเดชบ่นอุบ

“อิฉันกราบขอโทษคุณหญิงจริงๆ ต่อไปภายหน้าอย่าพูดเรื่องแม่มณีให้ไปอยู่ในวังอีกเลยนะเจ้าคะ”

“ได้สิจ๊ะ แม่แสร์ได้เลย ฉันมันเสนอหน้าไม่เข้าเรื่องไม่บอกนี่นาว่ารักใครให้ท้ายกันขนาดนี้ อยากจะให้แม่มณีเป็นผู้หญิงพิลึกแค่ไหนก็ตามใจ ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้วล่ะจ้ะ” คุณหญิงสรเดชงอนลุกหนี อิ่มแอบตามไปคุยด้วย คุณหญิงสรเดชยังบ่นไม่เลิกที่เห็นคุณหญิงแสร์รักใคร่มณีจันทร์ยิ่งกว่าแม่ลูกกันแท้ๆ อิ่มสาระแนทันที

“ก็บอกแล้วไงเจ้าคะ คุณหญิงแสร์น่ะเหมือนจะอยากได้คุณมณีมาเป็นลูกสะใภ้”

“นี่ยังดีนะ คุณหลวงเทพมีใจให้แม่ประยงค์ไม่อย่างนั้น ฉันคงต้องเสียหน้าไปมากกว่านี้”

“คุณหญิงใจเย็นๆเถอะเจ้าค่ะ หมั่นให้คุณประยงค์มาที่เรือนนี้ อีกหน่อยก็ได้ร่วมหอ เชื่ออิ่มเถอะเจ้าค่ะ”

ooooooo

ตั้งแต่ประยงค์เข้าใจผิดคิดว่าหลวงอัครเทพมีใจให้ตนเอง เธอกล้าพูดคุยกับเขามากขึ้นไม่เขินอายเหมือนก่อน ขณะร่วมกินข้าวกลางวันด้วยกัน ประยงค์ ก็จะคอยตักกับข้าวให้ และถามไถ่หลวงอัครเทพว่าอาหารที่เธอลงครัวด้วยตัวเองอร่อยถูกปากไหม

มณีจันทร์ซึ่งนั่งกินข้าวอยู่ด้วยเห็นท่าทีที่ประยงค์เอาอกเอาใจใกล้ชิดหลวงอัครเทพแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน...

ยิ่งประยงค์สนิทสนมกับหลวงอัครเทพมากเท่าไหร่ มณีจันทร์ยิ่งทำตัวเย็นชากับเขามากขึ้นเท่านั้น จนม้วนออกปากถาม ทำไมหมู่นี้เจ้านายสาวของตนกับหลวงอัครเทพถึงไม่ค่อยคุยกัน เห็นเจ้านายเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน

“ฉันอยากรีบทำงาน อยากทำให้เสร็จๆจะได้กลับบ้าน นี่ฉันหายมาเป็นอาทิตย์แล้วนะนี่”

อยู่ๆม้วนก็ร้องไห้กระซิกๆขึ้นมา มณีจันทร์แปลกใจม้วนร้องไห้ทำไม

“ก็คุณมณีพูดถึงบ้านบ่อยๆ หมู่นี้คุณอยากกลับบ้านแล้วถ้าคราวนี้คุณกลับไปแล้วไม่อยากมา คุณจะมาได้อีกหรือเจ้าคะ”

“จริงสิ” มณีจันทร์คิดคล้อยตาม

“เห็นไหมเจ้าคะ คุณคิดจะทิ้งที่นี่แล้วจริงๆด้วย”

มัวนปล่อยโฮมณีจันทร์ปลอบเท่าไหร่เธอก็ไม่หยุดร้อง...

ในระหว่างที่มณีจันทร์กำลังปลอบม้วนอยู่อีกภพหนึ่ง กุลวรางค์พยายามค้นหาเบาะแสจากมือถือที่มณีจันทร์ทิ้งไว้ในห้อง แต่ไม่ได้อะไรคืบหน้า เบอร์ที่มณีจันทร์ติดต่อด้วยมีแต่เบอร์ร้านหนังสือกับห้องสมุด

ooooooo

สายวันรุ่งขึ้น หลวงอัครเทพออกมาทำธุระแถวเรือนแพริมน้ำ เห็นหลวงเจนพาณิชย์นั่งดื่มเหล้าเมามายอยู่ที่แพขายยาดองเหล้า ท่าทางทรุดโทรมอมทุกข์ หลวงอัครเทพหันไปพูดกับขาบ

“นั่นหลวงเจนนี่ ทำไมมานั่งเมาอยู่ตรงนี้ ทุกทีใส่สูทโก้อยู่ห้าง มร.จอห์น”

“อ้อ...กระผมว่าจะบอกท่าน...คนแถวนี้พูดกันว่าหลวงเจนถูก มร.จอห์นไล่ออกขอรับ ก็เลยมานั่งเมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อวาน”

หลวงเจนพาณิชย์หันมาเห็นสองนายบ่าว เดินโซเซเข้ามาต่อว่าหลวงอัครเทพว่าเป็นต้นเหตุให้เขาต้องตกงาน แค้นครั้งนี้จนตายเขาไม่มีวันลืม หลวงอัครเทพทักท้วง หลวงเจนพาณิชย์จะตกงานได้อย่างไรในเมื่อเป็นถึงคุณหลวง งานในกรมกองของเขามีอีกมากมาย เขามีหน้าที่รับใช้ประเทศชาติไม่ใช่เฝ้าห้างของ มร.จอห์น

“ถุย...ชอบทำท่าอวดดีเหนือคนอื่น เนื้อแท้เอ็งมันก็แค่ไอ้ขี้โกง ขโมยของคนอื่นไม่พอ ยังให้น้องสาวมาหลอกเป็นบ้าแกล้งข้าอีก หลบหลังผู้หญิงนี่หว่า...มาเจอกันตัวต่อตัวไหมล่ะ” หลวงเจนพาณิชย์เสียงอ้อแอ้

“เป็นคนไทยเหมือนกันจะตีกันไปทำไม เก็บแรงไว้สู้กับต่างชาติจะดีกว่าไหมขอรับ”

หลวงเจนพาณิชย์โมโหเหวี่ยงหมัดใส่ หลวงอัครเทพเอี้ยวตัวหลบ หลวงเจนพาณิชย์ซึ่งเมาแอ่นอยู่แล้ว จึงเซเสียหลักล้มใส่แผงขายของ ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น ผู้คนแถวนั้นร้องวี้ดว้ายลั่น หลวงอัครเทพไม่สนใจผละจากไป หลวงเจนพาณิชย์มองตามอย่างเคียดแค้น...

..



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #6 on: 16 July 2026, 15:28:03 »


https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep13/page1

ทวิภพ ตอนที่ 13

กุลวรางค์ค้นตู้เสื้อผ้าของมณีจันทร์พบผ้านุ่งและสไบที่มณีจันทร์นุ่งติดตัวข้ามภพมาจากบ้านหลวงอัครเทพ เธอหยิบขึ้นมามองด้วยความสงสัย ตรองได้กลิ่นหอมจากสไบ ถามกุลวรางค์ว่ากลิ่นอะไร

“กลิ่นอบร่ำแบบโบราณ ชุดพวกนี้แปลกมากผ้าเหมือนย้อมสีธรรมชาติแถมอบร่ำอีก เราหาของแบบนี้ไม่มีแล้วนะ ไม่มีใครทำแล้ว เมณี่ไปเอามาจากไหน” กุลวรางค์ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องของโบราณอธิบายคล่องแคล่ว

“อย่าบอกนะว่าเมณี่เอามาจากอดีต แบบที่เธอบอกเราน่ะ”

ทั้งสองตกใจ หลักฐานต่างๆ ที่ค้นเจอบ่งชี้ไปในทางนั้น แต่ตรองยังไม่ปักใจเชื่อ ลองทบทวนอาการของมณีจันทร์ดูแล้ว อาจเป็นเพราะสมองของเธอมีเนื้องอกกดทับเส้นประสาททำให้เห็นภาพแปลกๆ

“แล้วไง ทำให้หายตัวได้หรือ แล้วผ้าไทยพวกนั้นอีกล่ะ”

“ภาพที่เมณี่เห็น ทำให้เธอคิดไงว่าเธอไปอยู่ในสถานที่นั้นๆ” คำพูดของตรองทำให้กุลวรางค์ฉุกคิด

“บ้าน...สถานที่ที่เมณี่เรียกว่าบ้านไง นึกอะไรออกแล้ว ไปกันเถอะ” กุลวรางค์ลากตรองออกไปทันที...

ไม่นานนัก กุลวรางค์กับตรองมายืนตรงจุดที่มณีจันทร์เคยเห็นภาพบางอย่าง แล้ววิ่งลงจากรถของไรวัตจนเกือบถูกมอเตอร์ไซค์ชน ทั้งคู่นึกย้อนไปถึงวันนั้น จำได้ว่ามณีจันทร์วิ่งเตลิดไปแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา รีบชักชวนกันไปยังจุดนั้น สักพัก ทั้งสองคนมายืนตรงหน้าอาคารแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่มณีจันทร์เห็นบ้านของหลวงอัครเทพตั้งอยู่ กุลวรางค์สีหน้าครุ่นคิดหาวิธี

“ดร.อธิบายคำว่าโทรจิตให้ฟังหน่อย”

“โทรจิตหรือ...อืม จิตเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นคลื่นสมองที่ถูกส่งออกมา ถ้าอยู่ในความถี่เดียวกัน มันก็รับกันได้เหมือนคลื่นวิทยุ...เอ๊ะ...ที่ถามนี่ คงไม่ได้หมายความว่าคุณจะ...”

“ถ้าเราโทรศัพท์หาเมณี่ไม่ได้ เราใช้โทรจิตได้ใช่ไหม” กุลวรางค์ว่าแล้วหลับตายืนนิ่ง “เมณี่จ๋า...ฉันขอให้พลังจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความห่วงใยของเพื่อนที่มีต่อเพื่อน เรียกหาเธอนะ เมณี่จ๋า ฉันคิดถึงเธอ เธออยู่ไหน บอกฉันได้ไหมเมณี่” กุลวรางค์ตั้งจิตมั่น เพ่งสมาธิ...

ขณะที่กุลวรางค์กำลังส่งโทรจิตเรียกหาเพื่อนรักอยู่ในภพปัจจุบัน มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีตก็กำลังคิดถึงกุลวรางค์เช่นเดียวกัน ด้วยแรงแห่งรักและความคิดถึงที่เพื่อนรักทั้งสองมีต่อกัน ทำให้มณีจันทร์เห็นจิตวิญญาณของกุลวรางค์มาปรากฏเป็นร่างของเธอยืนหลับตาอยู่บนถนนหน้าเรือนหลวงอัครเทพ

คล้ายกับที่เจ้าคุณวิศาลคดี ถอดจิตวิญญาณของท่านไปปรากฏเป็นร่างคนขายของเก่าให้มณีจันทร์เห็น เพียงแต่จิตของกุลวรางค์ไม่แกร่งเท่าของท่านเจ้าคุณ

“กุล...กุลวรางค์...นั่นกุลวรางค์นี่” มณีจันทร์ดีใจมาก รีบวิ่งลงไปหา

จิตวิญญาณของกุลวรางค์ที่ข้ามภพมาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ เห็นเรือนหลวงอัครเทพตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เห็นชาวบ้านนุ่งโจงห่มสไบ เห็นวิถีชีวิตของคนในยุคสมัย ร.5 และที่สำคัญเธอเห็นมณีจันทร์วิ่งมาหา พร้อมกับร้องเรียกเธอ “กุล...นี่เมณี่ไง...เมณี่อยู่ตรงนี้”

“เมณี่...เมณี่จริงๆด้วย”

ระหว่างที่จิตวิญญาณของกุลวรางค์ซึ่งอยู่ในอีกภพหนึ่งลืมตา แต่ร่างกายของเธอที่อยู่กับตรองในภพปัจจุบันกลับยังยืนหลับตา แต่ปากยังร้องเรียกมณีจันทร์อยู่ตลอดเวลา ตรองตกใจ รีบเข้าไปเขย่าตัวกุลวรางค์

“คุณกุล...เป็นอะไรไปคุณกุล”

เสียงเรียกของตรองปลุกกุลวรางค์ให้ตื่นจากภวังค์ ทำให้จิตวิญญาณของเธอที่ข้ามภพไปปรากฏให้มณีจันทร์เห็นหายวับไป เหมือนสัญญาณขาดการติดต่อและทันทีที่ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ กุลวรางค์ซึ่งยังถอดจิตไม่ชำนาญ จิตจึงรับไม่ไหวเป็นลมล้มทั้งยืน ดีที่ตรองเข้ามารับไว้ได้ทัน...

มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีต ตะลึงที่อยู่ๆร่างของกุล–

วรางค์หายไป เธออยากเจอเพื่อนรักอีกครั้ง รีบวิ่งกลับขึ้นเรือนใหญ่ ตรงไปยืนหน้ากระจกข้ามภพ คร่ำครวญทั้งน้ำตาคลอๆ

“กุล...ฉันเห็นเธอ เธอข้ามภพมาหาฉัน กระจกเจ้าขา เมณี่คิดถึงกุล จะไม่ให้เมณี่กลับไปแล้วหรือคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมสัญญาณถึงเงียบนักล่ะคะ จะไม่ให้เมณี่กลับบ้านแล้วหรือคะ”

ooooooo

ในเวลาต่อมา ตรองพากุลวรางค์กลับมานอนพักบนโซฟาภายในห้องรับแขกของบ้านมณีจันทร์ นุ่มเอายาดมมาจ่อจมูกกุลวรางค์ได้สักพัก เธอก็รู้สึกตัว ตรองดีใจมากที่กุลวรางค์ไม่เป็นอะไร โผกอดเธออย่างลืมตัว

กุลวรางค์รีบผลักเขาออก “ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

“คุยกันอยู่ดีๆ คุณก็หลับตา พูดอะไรแปลกๆ แล้วก็ล้มไปทั้งยืน ดีนะผมรับไว้ทันไม่งั้นหัวฟาดพื้นไปแล้ว”

“คุณกุลยืนกลางแดดใช่ไหมคะ บางทีอาจจะเป็นลมแดด นั่งสักพัก ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ต้องไปหาหมอหรอกค่ะ...เดี๋ยวนุ่มไปหาน้ำหวานมาให้ดื่มสักแก้วดีกว่า” นุ่มว่าแล้วเดินเข้าครัว

“ฉันเป็นลมแดดหรือ เป็นลมแดดแล้วเห็นภาพได้อย่างไร”

“เห็นภาพ...เห็นภาพอะไร” ตรองซักเป็นการใหญ่ กุลวรางค์เล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ฟัง ตรองหาว่ากุลวรางค์ติดโรคประสาทหลอนจากมณีจันทร์ กุลวรางค์ตีหัวเขาหนึ่งที

“นี่แน่ะ ่วาฉันบ้าหรือ ไหนบอกประสาทหลอนเกิดจากมีอะไรไปทับเส้นประสาทไง แล้วมันจะไปทับทั้งเมณี่ทั้งฉันได้อย่างไรล่ะ...ทุกทีก็เป็น ดร.เพี้ยน แล้วทำไมหมู่นี้ถึงคิดอะไรตรงไปตรงมานักล่ะ เอาอย่างนี้ นายลองคิดดีๆ งัดเอาไอ้พวกทฤษฎีบ้าบออะไรมาใช้ดูสิ มันไม่เสียหายไม่ใช่หรือที่จะลองคิดกลับด้านดูบ้าง”

“ทฤษฎีหรือ...อืม...มันก็มีอยู่เหมือนกัน...คือในช่วงภวังคจิต อย่างคราวที่แล้วที่คุณหลับ คุณได้ยินเสียงเมณี่ที่โรงพยาบาล หรืออย่างเมื่อกลางวันที่คุณตั้งใจเข้าสมาธิ พวกนี้มันคือเห็นภาพด้วยโทรจิต ถ้าทั้งสองฝ่ายกำลังคิดถึงกันอยู่ ก็เป็นไปได้ว่า คลื่นของทั้งสองฝ่ายจูนกันติด” ตรองอธิบายยืดยาว

“เห็นภาพทั้งสองฝ่าย...ใช่ๆๆ เมณี่ก็เห็นฉัน...ฉันรู้สึกอย่างนั้น”

“แต่กรณีของเมณี่ไม่เหมือนกับคุณ...คุณไปด้วยจิต แต่กายของคุณอยู่กับผม แต่ของเมณี่ เธอหายไป มีการย้ายร่างกายของเธอไป ไม่ใช่จิตอย่างเดียวเหมือนคุณ”

กุลวรางค์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกตรองด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ดร.ฉันตัดสินใจแล้วนะ ถ้าไรวัตไม่พบว่ามีคนเจ็บ คนตายที่มีลักษณะตรงกับเมณี่ หมายถึงถ้าเมณี่หายไปจริงๆเราจะลองเชื่ออย่างที่เมณี่เชื่อว่าตัวเมณี่เองเดินทางไปอดีตได้จริง และเราต้องหาเบาะแสนั้น เพื่อพาเมณี่กลับมาปัจจุบัน”

ตรองเห็นท่าทางมั่นใจของกุลวรางค์แล้วอดหวั่นใจไม่ได้

ooooooo

คุณหญิงแสร์เห็นลูกชายได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่บนเตียง เลยเข้ามาอยู่คุยเป็นเพื่อน

“เป็นอย่างไรบ้าง เบื่อไหม หลวงเวชท่านไม่อยากให้ลุก เชื่อท่านหน่อย อดทนหน่อยนะพ่อเทพ...เอ...ผ้าแพรนี่” คุณหญิงแสร์หยิบผ้าแพรผืนใหม่ที่หลวงอัครเทพห่มอยู่ขึ้นมามองสงสัย แต่ยังไม่ทันจะถามอะไร

หลวงอัครเทพกำลังกลุ้มใจเรื่องมณีจันทร์ชิงถามขึ้นก่อนว่า “ผู้หญิงที่จู่ๆโกรธมักจะคิดอะไรขอรับ”

“ผู้หญิงคนไหน”

“ใครไปทำอะไรให้ทำไมไม่พูดมาตรงๆทำเป็นไม่พูดไม่จาน่าอึดอัด”

คุณหญิงแสร์แนะ ถ้าผู้หญิงไม่พูดด้วย เขาก็ควรถามเธอไปตรงๆ หลวงอัครเทพคิดคล้อยตามคำแนะนำของแม่ รอจนปลอดคน แอบย่องออกจากห้อง ตามหามณีจันทร์...

ทางฝ่ายมณีจันทร์กำลังง่วนอยู่กับการแปลเอกสารอยู่บนศาลากลางสวน ตอนที่เจ้าคุณวิศาลคดีแวะมาถามถึงเอกสารที่ท่านฝากหลวงอัครเทพมาให้เธอแปลเสร็จหรือยัง

“อ๋อ นิตยสารภาษาฝรั่งเศสใช่ไหมเจ้าคะ เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” มณีจันทร์ค้นกองเอกสารบนโต๊ะทำงานตรงหน้า แต่หาไม่เจอ เจ้าคุณวิศาลคดีหันไปสั่งให้บ่าวของท่านไปดูที่โถงกลางเรือนทีเผื่อมีใครเอาไปวางไว้

พอท่านหันกลับมาอีกที มณีจันทร์ลงไปคลานหาเอกสารใต้โต๊ะทำงาน เจ้าคุณวิศาลคดีนั่งขำกับท่าทางซุกซนเหมือนเด็กๆของเธอ ม้วนผ่านมาเห็นมณีจันทร์คลานก้นโด่ง ทั้งที่เจ้าคุณวิศาลคดีนั่งอยู่ด้วย รีบเข้ามาเตือนมณีจันทร์ทำกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าท่านเจ้าคุณ ดูไม่งาม มณีจันทร์นึกขึ้นได้ คว้า เอกสารที่เพิ่งหาเจอ รีบลุกขึ้น แต่ด้วยความซุ่มซ่ามหัวชนโต๊ะโครม ถึงกับร้องเสียงหลง

“เอ้า...เบาๆไม่ต้องรีบ ฉันเริ่มคุ้นชินกับหล่อนแล้ว ไม่ว่าอะไรดอก” เจ้าคุณวิศาลคดีพูดไปหัวเราะไป

“โห...หัวเราะใหญ่เลย เห็นเราเป็นตัวตลกไปแล้ว อิฉัน มณีจันทร์น่ะนางเอกนะเจ้าคะ...นี่เจ้าค่ะ” มณีจันทร์ยื่นเอกสารให้ เจ้าคุณวิศาลคดียกมือเป็นทำนองจะไม่หัวเราะอีก แล้วรับเอกสารมาอ่าน

“อืม...เอ...ใต้รูปนี้เขาเขียนว่าอะไร”

“เดี๋ยวนะเจ้าคะ เดี๋ยวแปลให้เลยเจ้าค่ะ ขอหาปากกาก่อน” มณีจันทร์ทำท่าจะมุดใต้โต๊ะอีกทั้งที่ตัวเองเอาปากกาเหน็บไว้ข้างหู เจ้าคุณวิศาลคดีบอกว่าไม่ต้องมุดใต้โต๊ะ เดี๋ยวท่านจะช่วยหาให้ แล้วขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆมณีจันทร์เอื้อมมือ ไปหยิบปากกาที่เหน็บหูเธออยู่ พร้อมกับส่งยิ้มให้

“นั่งเฉยๆ...นี่ไงละ อยู่ตรงนี้ แม่นางเอกขี้ลืม”

มณีจันทร์ยิ้มเขิน โดยไม่รู้ว่าหลวงอัครเทพยืนหน้าเศร้ามองเห็นเหตุการณ์ระหว่างทั้งคู่อยู่ครู่หนึ่งแล้ว

“ถ้าสาเหตุที่หล่อนไม่พูดกับฉัน เพราะหล่อนมีชายอื่น อยู่ในใจ แล้วฉันจะทำอย่างไรเล่าแม่มณี...เฮ่อ” หลวงอัครเทพ พึมพำอยู่คนเดียว ก่อนจะเดินกลับหอนกอย่างหมดเรี่ยวแรง ทรุดลงนั่งบนเตียง พึมพำอีกว่า

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า รู้หรือไม่ ถูกเขาตีนอนป่วยหลายวัน ยังไม่เจ็บเท่าตอนนี้เลย”...

ขณะเดียวกัน ที่ปากทางเข้าบ้านหลวงอัครเทพ หลวงเจนพาณิชย์แวะมาดูอาการคู่อริ เจอประยงค์ซึ่งมาเฝ้าไข้หลวงอัครเทพพอดี เขาปรี่เข้าไปทักทาย ประยงค์ยังขยาดเรื่อง เมื่อครั้งก่อน ระวังตัวแจ หลวงเจนพาณิชย์หมายปองประยงค์อยู่ พอรู้ว่าเธอทำของว่างใส่โถมาให้หลวงอัครเทพก็เกิดริษยา แย่งโถของว่างไปจากมือบ่าวรับใช้ของประยงค์ แล้วแกล้งทำหล่นแตกของว่างหกหมด ก่อนเดินหัวเราะร่วนตรงไปเรือนใหญ่...

ขาบกำลังทำความสะอาดอยู่กับอิ่มแถวเรือนใหญ่ ถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อรู้ว่าหลวงเจนพาณิชย์มาเยี่ยมเจ้านายของตน อิ่มอดถามไม่ได้ทำไมต้องตกใจขนาดนั้น ขาบมั่นใจต้องใช่หลวงเจนพาณิชย์แน่ๆที่เป็นคนทำร้ายหลวงอัครเทพ และที่เขามาที่นี่ก็เพื่อมาเยาะเย้ยนายท่าน ขาบเจ็บแค้นใจมาก ทิ้งงานรีบตามคุณหลวงชั่วทันที

ooooooo

ครู่ต่อมา หลวงเจนพาณิชย์เดินดุ่มๆขึ้นไปหาหลวงอัครเทพที่หอนก เห็นสภาพบอบช้ำของคู่อริแล้วแอบสะใจ แต่แกล้งพูดดีด้วยทำเหมือนเป็นห่วงเป็นใย

“ได้ข่าวว่าเจ็บหนักก็เลยมาเยี่ยม...คนเขาพูดกันทั้งตลาด หลวงเทพคนดีคนสุภาพ คราวนี้ไฉนมาถูกนักเลงมือดีตีเอาได้...นี่อย่าหาว่าสอนเลย ทำงานตรงเกินไปไม่รู้จักโอนอ่อนผ่อนตามก็ลำบากอย่างนี้ล่ะ”

อัครเทพรู้ดีว่าหลวงเจนพาณิชย์เป็นคนตีหัวตนเอง จึงว่าประชดว่าเป็นหมอดูหรือ ถึงได้รู้ว่าเป็นเรื่องงาน หลวงเจนพาณิชย์ถึงกับชะงัก ทำเฉไฉถามว่าจะเอาเรื่องคนที่ทำร้ายหรือเปล่า แสร้งนิ่งคิด ก่อนจะพูดต่อ

“เอ...ถึงจะเอาเรื่องก็ยากอยู่นะ ตรงนั้นมืด พยานรู้เห็นก็ไม่มี งานนี้ถือว่าฟาดเคราะห์แล้วกัน”

“ที่จริงก็ไม่ยากดอกขอรับ เพราะกระผมมีนี่” หลวงอัครเทพพูดจบ ล้วงเข้าไปใต้หมอนตัวเอง หยิบนาฬิกาที่คว้ามาได้จากหลวงเจนพาณิชย์ตอนถูกทำร้ายขึ้นมา

“นาฬิกาแบบนี้ มีอยู่ไม่กี่เรือน ตอนที่ไอ้คนร้ายมันได้มาจาก มร.จอห์น มันเที่ยวไปอวดใครต่อใครทั้งวังหลวงบอกว่าในเมืองไทยมีเพียงแค่สามสี่เรือนเท่านั้น หลวงเจนคิดว่านาฬิกาเรือนนี้จะเป็นเบาะแสได้ไหม”

ขาบแอบฟังอยู่หน้าห้อง ดีใจมากที่เจ้านายของตนมีหลักฐานเอาผิดหลวงเจนพาณิชย์ จังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานหลวงอัครเทพว่า เจ้าคุณวิศาลคดีมาเยี่ยม แต่พอรู้ว่าคุณหลวงมีแขกก็เลยรออยู่ที่หอนั่ง

“เหรอ...ดีเลยกำลังอยากเจอ อยากคุยกับท่านเรื่องคนร้ายที่มันตีหัวข้าพอดี” หลวงอัครเทพคว้านาฬิกาเดินออกไปทันที หลวงเจนพาณิชย์หน้าซีดเผือด เหงื่อตก กลัวเจ้าคุณวิศาลคดีจะเอาเรื่องรีบลุกตาม ขาบกับอิ่มไม่รอช้าแอบตามไปเช่นกัน...

เหตุการณ์กลับตาลปัตร หลวงอัครเทพไม่ได้รายงานเจ้าคุณวิศาลคดีเรื่องที่ถูกหลวงเจนพาณิชย์ทำร้ายแถมยังบอกท่านเจ้าคุณอีกว่า เขาจะไม่เอาเรื่องคนที่ตีหัวเขา หากไอ้คนนั้นยินดีจะอยู่เฉพาะที่ทางของตัวไม่มาหาเรื่องเขาอีก แล้วหันจ้องหน้าหลวงเจนพาณิชย์เขม็ง เจ้าคุณวิศาลคดีเอะใจ หลวงอัครเทพพูดเหมือนรู้ว่าใครทำ ถ้ารู้ว่าใครเป็นคนร้าย ขอให้บอก ท่านจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

“เวลาที่ชาติบ้านเมืองมีข้าศึกล้อมอยู่ทั้งซ้ายทั้งขวาแบบนี้ ให้มานั่งรบกับคนไทยด้วยกัน กระผมทำไม่ลงขอรับ พวกบ้าดีเดือดเอาแต่อารมณ์เช่นนั้น ผมเชื่อว่าสุดท้ายชีวิตมันก็มีแต่จะตกต่ำ กระผมไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวมันก็พินาศด้วยตัวของมันเองขอรับ” หลวงอัครเทพยังคงจ้องหน้าหลวงเจนพาณิชย์ ขณะที่อีกฝ่ายหน้าเสียแล้วเสียอีก ส่วนเจ้าคุณวิศาลคดี ได้แต่สังเกตอาการของสองคุณหลวงด้วยความสงสัย

ครู่ต่อมา หลวงอัครเทพกับหลวงเจนพาณิชย์เดินมาส่งเจ้าคุณวิศาลคดีขึ้นรถลากกลับ ทันทีที่เจ้าคุณวิศาลคดีไปลับสายตา หลวงเจนพาณิชย์หันมาบอกหลวงอัครเทพว่า นาฬิกาเรือนนั้นไม่ใช่ของเขา

“เอ็งนี่มันหน้าด้านหน้าทน ความละอายแก่ใจหามีไม่ ยังมีหน้าปฏิเสธอีก...ครั้งนี้ข้ายอมยกให้ ต่อไปนี้ถ้าเอ็งไม่ยอมเลิกลา ข้าจะเอาหลักฐานนี้ออกมาจัดการ คราวนี้ถ้าไม่ถึงปลดออกจากตำแหน่ง ก็อย่ามาเรียกข้าว่าหลวงเทพ” หลวงอัครเทพเก็บนาฬิกาใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วเดินกลับขึ้นเรือน หลวงเจนพาณิชย์เจ็บใจมาก หวังจะมาเยาะเย้ยหลวงอัครเทพแท้ๆ กลับโดนเล่นงานเสียเอง...

ขาบรีบนำเรื่องนี้มาบอกคุณหญิงแสร์ มณีจันทร์และประยงค์ ซึ่งมานั่งล้อมวงฟังอยู่ที่เรือนครัว เขาเสียดายมากที่หลวงอัครเทพไม่เอาเรื่องหลวงเจนพาณิชย์ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจน

“พ่อเทพคงไม่อยากตัดอนาคตหลวงเจน หวังจะให้หลวงเจนรู้ดีชั่วด้วยตัวเอง” คุณหญิงแสร์ตั้งข้อสังเกต

มณีจันทร์ไม่เชื่อ คนอย่างหลวงเจนพาณิชย์จะรู้สำนึกได้เอง ประยงค์เสียดาย หลวงเจนพาณิชย์มีทั้งชาติตระกูล ทั้งยศศักดิ์ใหญ่โตไม่น่าทำตัวแบบนี้ คุณหญิงแสร์สั่งขาบ จากนี้ไปหลวงอัครเทพไปไหน เขาต้องตามไปดูแลท่านให้ดี อย่าเอาแต่เล่นสนุก แล้วนึกขึ้นมาได้ ทุกคนมัวแต่วุ่นวาย มีใครตั้งสำรับให้หลวงอัครเทพหรือยัง ประยงค์กำลังจัดเตรียมให้ แล้วชวนมณีจันทร์ไปกินข้าวด้วยกัน

“เอ้อ...ไม่ดีกว่ามีงานค้างอยู่ ขอตัวเจ้าค่ะ” มณีจันทร์ยิ้มเศร้าๆ...

ขณะที่คุณหญิงแสร์ ประยงค์ และหลวงอัครเทพกำลังกินอาหารกันอยู่ที่หอนั่ง มณีจันทร์แอบมานั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ม้วนสงสัยทำไมเธอถึงไม่ร่วมสำรับกับท่านอื่นๆ เหมือนจงใจจะหลบหน้าหลวงเทพ

“ท่านมีคุณประยงค์ดูแลอยู่แล้ว แล้วท่านก็ไม่สบายต้องพักผ่อน ฉันชอบคุณประยงค์นะ เธอเหมาะที่จะอยู่ข้างกายคุณหลวงที่สุดแล้ว”

“คุณท่านของบ่าวจิตใจงดงามเหลือเกิน อยู่อย่างนี้คงเจ็บนะเจ้าคะ ต้องทนเห็นผู้หญิงอื่นดูแลท่าน” คำพูดของม้วนบาดใจมณีจันทร์จนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ม้วนรักเจ้านายคนนี้ของตนมาก ก้มตัวลงไปจับขาเธอไว้เพื่อปลอบใจ ไม่กล้ากอด ร้องไห้ไปพลางพูดไปพลาง “คุณท่านของบ่าว ถ้ามันเจ็บนัก บ่าวก็จะยอม ถ้ากลับไปคราวนี้แล้วจะไม่มาอีก บ่าวจะไม่โกรธคุณท่านแล้วนะเจ้าคะ บ่าวไม่อยากเห็นคุณท่านเจ็บมากไปกว่านี้เจ้าค่ะ”

มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก ดึงม้วนมากอดร้องไห้โฮทั้งนายทั้งบ่าว...

ด้านหลวงอัครเทพนึกผู้ชายคนอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับมณีจันทร์ ทั้งตรอง เมอร์ซิเออร์ปิแอร์และเจ้าคุณวิศาลคดี ถึงกับกินข้าวไม่ลง วางช้อน ขอตัวกลับไปนอน ประยงค์กับคุณหญิงแสร์มองตามสงสัย

ooooooo

ตรอง กุลวรางค์ และไรวัต นัดมาเจอกันที่บ้านมณีจันทร์ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องมณีจันทร์ ไรวัตสั่งให้คนของเขาตรวจข้อมูลซํ้าๆหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพฯ และตจว.ไม่มีคนเจ็บคนตายลักษณะเดียวกับมณีจันทร์เลย

“อย่างที่คุณบอกไว้ ถ้าทางไรวัตไม่ได้เรื่อง เราจะลองคิดแบบเมณี่ดู” ตรองเสนอทางเลือกสุดท้าย

กุลวรางค์ขอคำอธิบายจากตรองชัดๆ อีกครั้งว่า การย้อนอดีตในทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นไปได้ไหม ตรองลุกขึ้นยืน ยืดแขนขวาออกไปเสมอไหล่ สมมติว่าแขนนั้นเป็นเส้นเหตุการณ์สมัย ร.5 แล้วดึงกุลวรางค์ให้ลุกขึ้นยืน บอกให้ทำท่าเหมือนเขา และสมมติว่าแขนของกุลวรางค์เป็นเส้นเหตุการณ์สมัย ร.9

“คนทั่วไปเข้าใจว่า เส้นเหตุการณ์สมัย ร.5 ต้องเกิดก่อนสมัย ร.9 ใช่ไหม...เส้นมันต้องต่อกันแบบนี้ ผมเกิดก่อน คุณเกิดทีหลัง” ตรองว่าพลางเดินไปยืนข้างกุลวรางค์ ให้รู้ว่าการยืนต่อกันคือการไล่ลำดับจากเขาไปหาเธอ กุลวรางค์พยักหน้าเข้าใจ ตรองอธิบายอีกว่า

“ทีนี้มีทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า เส้นเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ไม่ได้เกิดก่อนหลัง แต่เกิดซ้อนกันอยู่แบบนี้” ตรองเปลี่ยนจากยืนข้างกุลวรางค์ไปยืนซ้อนด้านหลังแทน “ทีนี้บางครั้ง เวลาที่เส้นเหตุการณ์พวกนี้ได้รับผลกระทบจากมวลสารอื่น บางทีเส้นเหตุการณ์ที่ควรวิ่งขนานกันก็เกิดบิดเบี้ยวไปทับกัน” ตรองหันไปบอกไรวัตให้หามวลสารอะไรมากระทบตามเขาว่าที ไรวัตจับแขนตรองไปวางทับแขนกุลวรางค์ ทำให้ทั้งคู่ตัวแทบชิดกัน

“แล้วไอ้มวลที่ว่า มันต้องเป็นยังไงล่ะ” กุลวรางค์สงสัย

“มวลก็คือมวล มันเป็นอะไรก็ได้ พลังงาน...พลังความรัก อย่างกรณีของเมณี่ก็เป็นพลังความรักชาติไง เป็นพลังความรักชาติของเมณี่เองหรือของคนอื่นก็ได้ ก็ช่วงนั้นชาติกำลังมีปัญหา เมณี่ก็เลยย้อนอดีตไปที่ช่วงเวลานั้นไงล่ะ” ตรองอธิบายยืดยาว กุลวรางค์พยักหน้าเข้าใจ

“แต่ผมไม่เข้าใจ คราวที่แล้วคุณสองคนยืนยันว่า เมณี่เป็นโรคจิตจะเอาเข้าโรงพยาบาล แล้วมาตอนนี้ ไหงมาเชื่อเองซะงั้น... ผมไม่เอาด้วยล่ะ เพื่อนที่เป็นตำรวจเขาบอกว่า

ให้ลองตามข้อมูลในบัตรเครดิต ผมให้นุ่มหาเอกสารบัตรเครดิตเมณี่มาแล้ว ผมไปจัดการเรื่องนี้ดีกว่า...ไปล่ะ” ไรวัต

พูดจบหยิบซองเอกสาร ผละจากไป

กุลวรางค์กับตรองไม่สนใจไรวัต หันมาปรึกษากันต่อ กุลวรางค์รู้เรื่องทฤษฎีย้อนอดีตแล้ว ทีนี้เธออยากรู้ว่ามณีจันทร์ข้ามไปอดีตได้อย่างไร เอาไทม์แมชชีนมาจากไหน

“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์บอกว่า จะข้ามอดีตได้ เราต้องเดินทางเร็วกว่าแสง คือต้องเข้าไปในหลุมดำ หรือรูหนอน ซึ่ง ณ ที่นั้น เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเวลา”

“แปลว่าต้องหาหลุมดำ อาจมีหลุมดำในบ้านนี้ ถูกต้องไหม”

ตรองพยักหน้า ตีหน้าตายก่อนจะชี้ที่อกข้างซ้ายของตัวเอง “ตรงนี้ไง หลุมดำในตัวผม ดึงดูดทุกสิ่งที่เกี่ยวกับกุลวรางค์ หน้าตา นิสัย คำพูด กลิ่นน้ำหอม มันทำให้ในนี้หวั่นไหวไปหมด”

กุลวรางค์โกรธเดินหนี ตรองรีบลุกตามมาตัดพ้อต่อว่า ทำไมเธอต้องโกรธทุกทีที่เขาพูดอะไรแบบนี้ กุลวรางค์ไม่ตอบ กลับบ่นพึมพำกับตัวเองว่า ตรองพูดเล่น ไม่ได้จริงจังอะไร ตรองยืนยันว่าพูดเรื่องจริง

“ก็บอกว่าพูดเล่นๆๆๆ” กุลวรางค์โวยวายจนแทบเต้น ตรองขี้เกียจเถียงด้วย เห็นกุลวรางค์เดินขึ้นบันไดบ้าน ร้องถามจะไปไหน

“เมณี่ชอบอยู่ในห้องนอน ถ้ามีหลุมดำ มันต้องอยู่ในห้องนอนนั่นแหละ” กุลวรางค์จ้ำพรวดๆเข้าห้องมณีจันทร์ โดยมีตรองตามไปติดๆ ทั้งสองช่วยกันค้นตามพื้นเปิดพรมดูจนทั่ว แต่ไม่พบหลุมดำสักหลุม...

ระหว่างที่เพื่อนรักทั้งสองคนของมณีจันทร์กำลังง่วนกับการค้นหาหลุมดำอยู่ในภพปัจจุบัน มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในอดีตภพเดินมาทรุดตัวลงนั่งหน้ากระจกข้ามภพ

“กี่อาทิตย์แล้วนะทางโน้นจะวุ่นวายสักแค่ไหนกัน... กุลจ๋า คราวที่แล้วเธอมาหาฉันด้วยอะไรในฝันหรือเปล่า” เสียงคร่ำครวญแห่งความคิดถึงเพื่อนรัก ทำให้กระจกข้ามภพฝั่งภพปัจจุบันเกิดหมอกควันจางๆขึ้น เงาสะท้อนที่ปรากฏบนกระจก กลายเป็นภาพมณีจันทร์นั่งอยู่ กุลวรางค์กำลังคลานไปตามพื้น เห็นทางหางตาแวบๆหันขวับไปมอง

“เมณี่...นั่นไงเมณี่”

สิ้นเสียงกุลวรางค์ ภาพสะท้อนในกระจกข้ามภพเลือนหายวับไปกลับเป็นภาพปกติ ราวกับตกใจเสียงเรียก ตรองได้ยินเสียงเอะอะหันมาถามว่าเจอหลุมดำแล้วหรือ กุลวรางค์ ไม่ได้เจอหลุมดำ แต่เห็นมณีจันทร์อยู่ในกระจกเงาบานนั้น ตรองตกใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

“จริงๆนะ ตาฉันไม่ได้ฝาด เมณี่นั่งอยู่ในชุดไทย เห็นอยู่แวบหนึ่งแล้วก็จางไป นายต้องเชื่อฉันนะ ดร.”

ตรองฉุกคิดถึงคราวที่มณีจันทร์เคยถามเขาว่ากระจกเงาเป็นไทม์แมชชีนได้ไหม แต่เขาไม่ได้สนใจ ตรองตื่นจากภวังค์ พึมพำกับตัวเอง “ไม่ใช่หลุมดำ แต่คือรูหนอน...คือกระจกเงาอันนี้นี่เอง”

ooooooo

ขณะเดียวกันที่หอนก หลังจากคุณหญิงแสร์ส่งประยงค์กลับบ้านไปแล้ว เธอหยิบผ้าแพรเพลาะที่ลงมือเย็บเองมาให้ลูกชาย หลวงอัครเทพมองสงสัย แม่ถือผ้าอะไรมา

“แพรเพลาะ ก็ที่แม่บอกว่าจะทำให้ ทำเสร็จแล้วเลยจะเอามาเก็บให้”

หลวงอัครเทพนิ่วหน้า หยิบผ้าแพรที่ตัวเองกำลังห่มขึ้นมาถาม ถ้าเช่นนั้นผ้าผืนนี้เป็นของใคร เห็นวางอยู่หน้าห้องนอนของเขา คุณหญิงแสร์เอะใจ เดินมาจับดู

“นี่มันกลิ่นดอกประยงค์นี่นา หรือว่า คนที่ทำคือแม่ประยงค์ แล้วทำไมไม่บอกล่ะ...เอ...หรือว่าวันนั้นวันที่แม่มณีชวนแม่ประยงค์ขึ้นไปบนต้นไม้ ถามเท่าไหร่ก็ไม่ตอบว่าขึ้นไปทำไมกัน ที่แท้ก็มีเหตุจะไปดูพ่อเทพ”

“ที่แท้สาเหตุก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ที่หล่อนไม่พูดด้วยก็เพราะเรื่องนี้ แม่มณี...แม่มณี” หลวงอัครเทพลุกพรวดจากที่นอน วิ่งปรู๊ดออกไปทันทีโดยไม่ฟังเสียงร้องเตือนของแม่ที่ไม่ให้วิ่ง เพราะเขายังไม่หายดี

ooooooo

ณ ภพปัจจุบัน ภายในห้องนอนของมณีจันทร์ตรองตื่นเต้นมาก ในที่สุดก็เจออุปกรณ์ที่พามณีจันทร์ข้ามภพ กุลวรางค์กับตรองไม่รอช้า ถลาไปเคาะกระจก เงาโบราณบานนั้นเป็นการใหญ่ ช่วยกันส่งเสียงเรียก

“เมณี่...เมณี่ได้ยินไหม”

เสียงร้องเรียกที่เปี่ยมด้วยความรักและความคิดถึงของกุลวรางค์ ทำให้ประตูทวิภพเปิดออก สัญญาณเรียกจากนาฬิกาดังระงม มณีจันทร์เห็นกระจกข้ามภพเกิดเป็นหมอกควัน รีบลุกขึ้นยืนเตรียมตัวกลับ

ทันใดนั้น หลวงอัครเทพเปิดประตูห้องเข้ามา เห็นกระจกข้ามภพกำลังจะเอาตัวมณีจันทร์ไป รีบพุ่งไปคว้ามือเธอไว้ ขอร้องไม่ให้ไป

“แต่สัญญาณเรียกมันดังขึ้นทุกที” มณีจันทร์ร้องบอก

หลวงอัครเทพไม่สนใจ ดึงมณีจันทร์มากอดไว้ไม่ว่าจะอย่างไร เขาไม่ยอมให้เธอกลับเด็ดขาด คุณหญิงแสร์ตามเข้ามาเห็นทั้งคู่ยืนกอดกันอยู่และที่กระจกเงากำลังเกิดควันปกคลุม ตกใจรีบงับประตูห้อง...

กุลวรางค์ยังคงส่งเสียงเรียกมณีจันทร์ไม่หยุด เสียงคร่ำครวญนั้นเหมือนจะเร่งให้กระจกข้ามภพรีบดึงมณีจันทร์กลับ แต่หลวงอัครเทพแข็งขืนไม่ยอมให้ไป กอดเธอไว้แน่น เสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังไม่หยุด

“ทางโน้น...ถ้าเขาไม่พบฉันนานๆ...”

มณีจันทร์พูดยังไม่ทันจบประโยค หลวงอัครเทพพูดแทรกขึ้นก่อน “ก็ช่างพวกเขาปะไร ให้เขาคอยเหมือนที่ฉันคอยหล่อน คอยตลอดมา...บางทีฉันกลัวด้วยซ้ำไปว่าหล่อนจะไม่มา”

เสียงสัญญาณเรียกจากนาฬิกาซึ่งมีเพียงมณีจันทร์เท่านั้นที่ได้ยินยังคงดังต่อเนื่อง มณีจันทร์เริ่มปวดหัว เพราะไม่เคยขัดขืนมาก่อน กุมขมับร้องโอดโอย หลวงอัครเทพใจเสีย

“อย่าไป...อย่าไปทั้งๆที่ไม่เข้าใจกัน อย่าไปทั้งแบบนี้ เพราะหล่อนอาจจะไม่กลับมา แม่มณี...แม่มณีจ๋า หลายวันนี้ฉันอึดอัดเหลือเกิน อย่าไป”

เสียงกระจกข้ามภพปริแตกเป็นทางยาวเพิ่มขึ้น คุณหญิง แสร์ตกใจเรียกให้หลวงอัครเทพดู ม้วนได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งเข้ามาดู มณีจันทร์ดิ้นทุรนทุรายปวดหัวแทบจะระเบิด คุณหญิงแสร์สงสารมณีจันทร์มาก กลัวเธอจะตาย ขอร้องหลวงอัครเทพปล่อยเธอไป หลวงอัครเทพกลับยิ่งกอดแน่นขึ้น

“ไม่...กระผมไม่ปล่อย...ม้วน...มาช่วยกันจับคุณไว้”

ม้วนปราดเข้ามาจับขามณีจันทร์ไว้ คอยเหลียวมองกระจกข้ามภพกลัวจะมาดึงมณีจันทร์ไป มณีจันทร์ปวดหัวมากจนทนไม่ไหว หมดสติ หลวงอัครเทพอุ้มเธอไปที่เตียง กอดเธอไว้บนเตียงราวกับเป็นของรักของห่วง กลัวกระจกข้ามภพจะมาพรากไป ควันที่กระจกข้ามภพเริ่มจาง จนกลับเป็นปกติ ยกเว้นรอยร้าว...

ในเวลาเดียวกัน ที่อีกภพหนึ่ง ตรองกับกุลวรางค์ทั้งเรียกทั้งเคาะกระจกเงาโบราณจนเหนื่อย ตรองโมโหหันไปคว้าเก้าอี้จะมาโยนใส่กระจก กุลวรางค์ร้องห้ามลั่น

“ไม่...อย่านะอีตาบ้า ถ้าประตูพังไป เมณี่จะใช้อะไรกลับมาล่ะ”

“โธ่...เมณี่ ทำไมฉันไม่คิดเรื่องนี้ ทำไมฉันไม่เชื่อเธอ ไม่ฟังเธอให้มากกว่านี้ ทั้งๆที่เธอบอกฉันแล้ว ไอ้โง่อย่างฉันไปทำบ้าอะไรอยู่ แทนที่จะอยู่ข้างๆเธอ...อยู่ช่วยเธอ...โธ่เว้ย” ตรองโกรธตัวเอง กระแทกตัวลงนั่งกับพื้นห้องอย่างเจ็บใจ กุลวรางค์ร้องไห้ที่กระจกเงาตรงหน้าไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ร่ำร้องอยากเห็นหน้าเพื่อนรักอีกครั้ง อย่างน้อยจะได้รู้เธอเป็นอย่างไรบ้าง ตรองกับกุลวรางค์มองหน้ากันกลุ้มใจ ไม่รู้ จะทำอย่างไรดี

ooooooo

กว่ามณีจันทร์จะรู้สึกตัวก็ดึกมากแล้ว หลวงอัครเทพยังคงกอดมณีจันทร์ไว้ตลอดเวลาไม่ยอมปล่อย คุณหญิงแสร์ซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ในห้องด้วย สั่งให้ม้วนรีบไปละลายยาหอมมาให้ อึดใจเดียว ม้วนอาถ้วยยาหอมมายื่นให้ หลวงอัครเทพรับยามาป้อนให้มณีจันทร์

“กระจกนั่น...ฉันได้ยินเสียงด้วย” มณีจันทร์พึมพำ ท่าทางเหนื่อยอ่อน

“เห็นแล้ว...มันร้าวเพิ่มขึ้น” หลวงอัครเทพบอกทั้งที่ยังไม่คลายอ้อมแขนออกจากหญิงสาว

“เมื่อคราวที่แล้ว พ่อเทพเหมือนถูกผลัก คราวนี้ แม่มณีเป็นลม แล้วยังกระจกแตกอีก เทวดาผู้คุ้มครองทางเข้าเมืองลับแล ไม่พอใจหรือเปล่าแม่มณี” คุณหญิงแสร์ยังคงคิดว่ามณีจันทร์มาจากเมืองลับแล

“มณีไม่รู้เลยเจ้าค่ะ กระจกจะเป็นยังไงต่อไป ถ้ามันแตกหมดจะไปมาได้อีกไหม แล้วตอนนี้ทางโน้นจะเป็นยังไง และมณีจะเป็นยังไงต่อไป ไม่รู้จริงๆเจ้าค่ะ”

คุณหญิงแสร์เตือนหลวงอัครเทพให้ปล่อยมณีจันทร์ได้แล้ว คราวนี้เขาทำตามคำขอของแม่

ooooooo

หลวงอัครเทพไม่อาจปล่อยให้มีปัญหาคาใจกับมณีจันทร์ต่อไปได้ สั่งม้วนไปตามมณีจันทร์มาพบแต่เช้า เพื่อคุยปรับความเข้าใจกันต่อหน้าคุณหญิงแสร์ ทันทีที่มณีจันทร์มาถึง หลวงอัครเทพหยิบผ้าแพรเพลาะที่ประยงค์เย็บให้ขึ้นมาวาง ถามว่ารู้ไหมแพรเพลาะผืนนี้มีกลิ่นหอมของอะไร มณีจันทร์พยักหน้ารับคำเศร้าๆ

“อ้อรึ...เก่งนะ เพราะฉันไม่ทราบ”

“หา...ท่านไม่รู้จักกลิ่นดอกประยงค์หรือคะ” มณีจันทร์ร้องเอะอะ

“ผู้ชายที่รู้จักกลิ่นดอกไม้จะมีสักกี่คน”

มณีจันทร์ถึงบางอ้อ แสดงว่าวันนั้นที่หลวงอัครเทพเห็นผ้าแพรแล้วยิ้มก็ไม่มีความหมายอะไร หลวงอัครเทพเห็นว่าผ้าแพรผืนนี้ทำให้เขากับมณีจันทร์มีปัญหาคาใจกัน สั่งม้วนไปหยิบกรรไกรมาให้ คุณหญิงแสร์ตกใจร้องห้าม ถ้าหลวงอัครเทพคิดจะทำอะไรขอให้นึกถึงหัวอกคนทำบ้าง จังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานว่า

“คุณหลวงเจ้าคะ คู่หมายของคุณหลวง คุณประยงค์มาแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวอิฉันไปหาน้ำมาต้อนรับคุณก่อนนะเจ้าคะ” อิ่มพูดจบรีบลงเรือนไป

“ดี...จะได้ออกไปคุยกัน” หลวงอัครเทพว่าแล้วลุกเดินไปทันที คุณหญิงแสร์รีบลุกตามแทบไม่ทัน มณีจันทร์เป็นห่วงประยงค์มาก ไม่รู้คุณหลวงจะคุยอะไรด้วย ชวนม้วนไปแอบฟัง...

ระหว่างเดินไปโถงกลางเรือน คุณหญิงแสร์ถามลูกชายจะคุยอะไรกับประยงค์ หลวงอัครเทพจะอธิบายเรื่องที่ประยงค์เข้าใจเขาผิดให้เข้าใจถูกต้องว่าเขาไม่เคยมีจิตผูกพันกับเธอแม้แต่น้อย

“ครั้งนี้แม่ประยงค์อุตส่าห์ข่มความละอาย เพลาะแพรมาให้ มาดูแลลูกถึงบ้าน แม่ประยงค์คงมั่นใจแล้วว่า หล่อนจะเป็นของพ่อเทพแต่เพียงผู้เดียว”

หลวงอัครเทพยิ่งได้รู้เรื่องนี้ ยิ่งต้องแก้ไขให้ถูกต้อง คุณหญิงแสร์ไม่อยากให้ลูกชายจัดการเรื่องนี้เหมือนจัดการเรื่องงานเพราะหัวใจคนเป็นสิ่งบอบบาง มณีจันทร์แอบตามมาด้านหลังได้ยินทุกคำพูด พึมพำเบาๆ

“ใช่...คุณประยงค์ต้องตายแน่ อย่าทำนะคุณหลวง”

ม้วนค้อนเจ้านายสาว ก่อนจะโวยวายอย่างลืมตัว “พิลึกคน ใจกว้างเป็นแม่น้ำ จะไปห้ามคุณหลวงทำไม...เอ่อ...ม้วนขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจดุคุณท่าน เพียงแต่คุณหลวงจัดการครั้งนี้ก็เพื่อคุณมณีนะเจ้าคะ”

สองนายบ่าวแอบฟังแม่ลูกคุยกันต่อ ได้ยินหลวงอัคร–เทพยืนยันคำเดิม ต้องพูดกับประยงค์ให้รู้เรื่อง...

ไม่นานนัก อิ่มพาประยงค์กับคุณหญิงสรเดชมาถึงโถงกลางเรือน หลวงอัครเทพไม่พูดพล่ามบอกประยงค์ว่าผ้าแพรผืนที่เธอทำให้ เขาตัดสินใจยกให้แม่ไปใช้แล้ว

คุณหญิงสรเดชกับประยงค์ตกใจมากเพราะนั่นหมายถึงการปฏิเสธการเป็นคู่หมั้นคู่หมาย คุณหญิงสรเดชกลั้นใจถาม เห็นเขาใช้อยู่ดีๆทำไมยกให้แม่“คุณแม่ทำผืนใหม่ให้แล้ว คงต้องใช้ของคุณแม่ขอรับ... เกิดเหตุเข้าใจผิดบางประการ กระผมกราบขอโทษคุณหญิง... แม่ประยงค์ พี่ขอโทษ สำหรับทุกอย่าง”

ประยงค์ร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนคุณหญิงสรเดชโกรธตัวสั่น “ได้...จะเอาอย่างนี้ใช่ไหมแม่แสร์ได้...ประยงค์ลูกแม่กลับบ้านเดี๋ยวนี้” คุณหญิงสรเดชเจ็บใจน้ำตาคลอ คุณหญิงแสร์พยายามจะอธิบายแต่คุณหญิงสรเดชไม่ฟัง โผกอดลูกสาวร้องไห้กันระงม ก่อนจะพากันลงเรือนไป มณีจันทร์สะเทือนใจมากรีบลุกตาม

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ตามสองแม่ลูกทันตรงประตูรั้วหน้าบ้าน ขอคุยกับประยงค์สักครู่ ทีแรกคุณหญิงสรเดชไม่อนุญาต แต่ทนประยงค์รบเร้าไม่ไหวจำใจยอมให้มณีจันทร์คุยด้วย

พอได้อยู่กันตามลำพัง มณีจันทร์ดึงประยงค์เข้ามา กอดปลอบใจว่า “คุณหอมไปทั้งตัว แต่จิตใจของคุณหอมไกลกว่า อย่าปล่อยให้ความรักทำลายชีวิตและจิตใจอันบริสุทธิ์ของคุณเลยนะคะ”

“คุณพี่...คราวนี้น้องอายแทบแทรกแผ่นดินหนี น้อง... พูดอะไรไม่ถูก” ประยงค์ร้องไห้อีก มณีจันทร์อธิบายให้ฟังว่าที่หลวงอัครเทพปฏิเสธประยงค์ ไม่ใช่เพราะโกรธเกลียด แต่ทำเพราะหวังดี ขอให้ประยงค์เชื่อมั่นในความดีงามของตัวเอง เรื่องครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย

“คุณพี่เจ้าขา คุณพี่สอนอิฉันตั้งมากมายสอนอีกอย่างได้ไหมเจ้าคะ ไม่ต้องเจ็บเพราะรักทำยังไงเจ้าคะ”

“ความรักทำให้เราเจ็บ แต่จะทำให้เราโตขึ้นเพราะความเจ็บนั้นเป็นครู สอนให้รู้ว่ารักตัวเองนั้นสำคัญแค่ไหน” มณีจันทร์ยิ้มให้ประยงค์อย่างจริงใจ ประยงค์รับปากจะพยายามทำอย่างที่มณีจันทร์สอน สองสาวร่ำลากันด้วยความอาลัยอาวรณ์ จากนั้น มณีจันทร์เดินกลับมาหาม้วนซึ่งยืนรออยู่ห่างๆ ม้วนดีใจที่ครั้งนี้เจ้านายสาวไม่ได้คิดจะยกหลวงอัครเทพให้ประยงค์อีก

“แหม...ใครมันจะไปทำอย่างนั้นเล่า ม้วนก็”

“แค่นี้ก็ได้บุญโขใหญ่โตมหาศาลแล้วเจ้าค่ะ ดูเมื่อก่อนสิเจ้าคะช่วยเขา ยกให้เขา บุญกุศลได้มาเป็นก่ายเป็นกอง แล้วเป็นไง หน้าตาดำหมองค้ำแทบป่วยไข้” ม้วนลืมตัวประชด เจ้านาย พอนึกขึ้นได้รีบกราบขออภัยเป็นการใหญ่ มณีจันทร์ไม่ถือสารู้ดีว่าม้วนพูดเพราะเป็นห่วง แล้วนึกสนุกแกล้งวิ่งไล่หอมแก้มม้วน

“อี้...บัดสี...ไม่เอาเจ้าค่ะ น้ำลายออกมาแล้ว อายผีบ้านผีเรือน ไม่เล่นเจ้าคะ” ม้วนหันหน้าเดินหนีมณีจันทร์ยิ่งสนุก วิ่งไล่หอมแก้มอุตลุด หลวงอัครเทพอยู่บนเรือนมองลงไปเห็นมณีจันทร์ยิ้มแย้มหัวเราะสนุกสนาน พลอยยิ้มมีความสุขไปด้วย บรรยากาศในบ้านดูดีขึ้นทันตาไม่อึมครึมหม่นเศร้าเหมือนหลายวันที่ผ่านมา คุณหญิงแสร์ยืนดูอยู่ข้างๆหลวงอัครเทพ นึกหมั่นไส้

“คุณหญิงสรเดช แม่ประยงค์ร้องไห้ไปคราวนี้ ข้างล่างยิ้มออก ข้างบนก็ยิ้มออกเหมือนกัน...ไม่ต้องมาทำหน้าแดงพ่อเทพ...ครั้งนี้แม่เสียเพื่อน เสียหลานไป สงสารสองแม่ลูกนั่นจริงๆไม่รู้จะชดใช้ยังไงแล้วลูกเอ๊ย” คุณหญิงแสร์ถอนใจเฮือก กลุ้มใจ หลวงอัครเทพเองก็เสียใจที่เกิดเรื่องเข้าใจผิดกันขึ้น

ooooooo

กุลวรางค์คิดไม่ออกจะทำอย่างไรกับเรื่องของมณีจันทร์ จึงตัดสินใจโทร.ทางไกลหาคุณหญิงมาลิดาโทร.อยู่หลายครั้งกว่าจะติด

“กุลเองค่ะ...ทำไมโทรศัพท์ไปหาคุณน้าไม่ได้คะ เพราะสงครามหรือคะ”

“สงครามรุนแรงกว่าที่คาด มีการยึดทำลายเครือข่ายโทรศัพท์ น้าเลยหาเบอร์ใหม่ส่งไปให้เมณี่กับกุลทางอีเมล์ เมณี่ให้กุลโทร.มาหรือ”

“เปล่าค่ะ กุลโทร.มาหาเอง เมณี่ยังไม่กลับจาก ตจว.เลย”

“นั่นสิ...น้ากำลังแปลกใจ เมณี่ไม่ได้ดูข่าวหรือไง ไม่ห่วงแม่ห่วงพ่อบ้างเลยเด็กคนนี้”

“เอ่อ...คุณน้าคะ...กุลก็ติดต่อเมณี่ไม่ได้เหมือนกันค่ะ กุลไม่รู้ว่าเมณี่ไปไหน...เธอไม่ได้เอามือถือไป ไม่ได้ติดต่อใครเลยมาพักหนึ่งแล้วค่ะ” กุลวรางค์เสียงอ่อย คุณหญิงมาลิดาตกใจมาก

“อะไรนะไม่ได้ติดต่อใครเลย หมายความว่ายังไง เมณี่หายตัวไปเฉยๆหรือ กุลไม่ได้คุยกับเธอเลยหรือ”

“ใจเย็นก่อนนะคะไรวัตเช็กให้ตลอด ไม่มีใครเจ็บตายลักษณะเดียวกับเมณี่เลย เธอน่าจะปลอดภัย”

“น้างงไปหมดแล้ว นี่มันอะไรกันลูก”

“กุล ตรอง ไรวัตกำลังจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่แทน คุณน้า แต่ถ้ากลับมาได้ กุลก็อยากเจอคุณน้าค่ะ มีอะไรหลายอย่างอยากเล่าให้ฟัง” กุลวรางค์ไม่กล้าเล่าเรื่องที่เห็นมณีจันทร์อยู่ในกระจกเงาทางโทรศัพท์

“ได้จ้ะ...น้าจะรีบไป แต่สนามบินที่นี่ยังปิดอยู่เลย ไม่รู้จะเปิดเมื่อไหร่”

“กุลเห็นทางทีวีแล้วค่ะ ยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะบอกดีไหม เพราะไม่รู้ว่าคุณน่าจะเดินทางได้เมื่อไหร่”

“เอาเป็นว่าน้าจะรีบหาทางบินกลับกรุงเทพฯให้เร็วที่สุดจ้ะ” คุณหญิงมาลิดาวางสาย รู้สึกใจคอไม่ดีที่มณีจันทร์หายไปเฉยๆโดยไม่มีใครรู้ว่าไปไหน

ooooooo

ขณะที่เพื่อนๆและแม่ของมณีจันทร์กำลังเป็นกังวลกับการหายตัวไปของเธออยู่ในภพปัจจุบัน มณี-จันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีตกำลังมีความสุขที่สามารถปรับความเข้าใจกับหลวงอัครเทพได้ในที่สุด...

ตกค่ำ หลังจากฟังหลวงอัครเทพสีไวโอลินเพลงแรกจบ มณีจันทร์ออกมาคุยกับเขาที่โถงหน้าหอนก

“วันนี้เพลงกล่อมนอนของฉัน หวานเหมือนเดิมแล้ว”

“วันนี้หล่อนยอมหยุดงานออกมาคุยกับฉันแล้ว” หลวงอัครเทพเลียนแบบ

“แหม...ยอกย้อน...เอ้อ...วันนี้ ฉันไม่เข้าใจหลายอย่างที่ท่านทำ”

“ถ้าไม่เด็ดขาด ปล่อยให้แม่ประยงค์เข้าใจผิด วันหน้าหล่อนจะเสียใจยิ่งกว่านี้”

“ไม่เสียดายคุณประยงค์คนงามหรือคะ ผู้ชายที่ไหนก็หวั่นไหวกับความงามของคุณประยงค์ทั้งนั้น”

“แม่ประยงค์ไม่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างหล่อนนี่” หลวงอัครเทพแหย่

“ฮึ...ประโยชน์คงมีแค่นี้เอง”

“อย่าพูดอย่างนั้น คนเราเกิดมามีประโยชน์ทั้งนั้นอย่างที่เขาพูดกันมีทั้งประโลมตาประโลมใจ หรือแม้แต่ประโลมโลก” หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์ทำหน้างงๆ อธิบายให้ฟังว่า

“ประโลมตา เข้าใจง่าย คือสิ่งที่ให้ความงดงามในทันทีที่เห็น”

“แปลว่าสุนทรีย์ทางตา เช่น คุณประยงค์นงนุชสุดสวาท”

หลวงอัครเทพพยักหน้า แล้วอธิบายต่อ “แต่ประโลมใจให้ความรู้สึกเป็นนามธรรม เพราะรู้ด้วยใจสัมผัสด้วยใจ ในขณะที่ประโลมโลก เป็นความสุขแก่โลกทั้งปวง”

มณีจันทร์อยากรู้ที่เขาอธิบายมายืดยาว สรุปแล้ว ประยงค์กับเธอใครงามตา ใครงามใจ   หลวงอัครเทพนิ่งเฉย จงใจไม่ตอบ มณีจันทร์แซวทันที

“เงียบ...ไม่มีเสียงตอบรับจากสายที่ท่านเรียก...อ๋อ...ลืมไป...สุภาพบุรุษไม่วิจารณ์ผู้หญิงสินะ”

หลวงอัครเทพทำเป็นชี้หน้ามณีจันทร์ “ยังไม่ได้จัดการเรื่องที่ทำกับหลวงเจนเลย ตกลงไอ้แกล้งทำเป็นคนบ้าเนี่ย หล่อนไปทำอีท่าไหน”

มณีจันทร์หัวเราะร่วน ทำบิดไปบิดมาเมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองทำบ้าๆบอๆ “อือ...อายอ่ะ...อย่าฟังเลย ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังหรอก ยังบอกม้วนบอกขาบว่าอย่าเล่า” มณีจันทร์พูดจบ หัวเราะคิกคัก

“ไม่เห็นจะอาย เห็นแต่หัวเราะชอบใจ”

“ก็แค่ทำท่าลิงบ้าง จิ้งจกบ้าง”

“ลิงอะไร”

“ลิงร้องเพลงคะ”

“เพลงอะไร”

มณีจันทร์อารมณ์ดี ลุกขึ้นไปเต้นลีลาประกอบเพลงที่ตัวเองร้อง “ลิงน่ะมาลิงจั๊กๆ รักน่ะมันรักจริงๆ ถ้าลิงไม่จั๊กเขาเรียกว่ารักไม่จริง...เพลงนี้ไม่ได้ร้องให้หลวงเจน  ร้องให้คุณหลวงอีกคนหนึ่ง” มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพเขินหน้าแดง แกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ

“ว่าไง...รักจริงป่ะ”

หลวงอัครเทพเขินหนักหันไปคว้าถ้วยน้ำชาใกล้มือ มณีจันทร์ร้องห้ามลั่นจะหยิบมาทำไม

“ไม่มีไม้เรียว...จะเอาไว้เขวี้ยงลิง”

“โอ้...แรงส์...แรงส์ขึ้นทุกทีไปดีกว่าเป็นบ้านี่ก็หมดราคาไปมากแล้วมาหัวแตกเพราะถ้วยชาอีก แม่มณีจันทร์ หล่อนคงต้องขายพร้อมข้าวสารแล้วล่ะ...กู๊ดไนต์ค่ะ” มณีจันทร์เดินกลับห้องตัวเอง ยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าวมีเสียงหลวงอัครเทพดังไล่หลัง

“เรื่องที่ถามน่ะ...จริง”

“ค่ะ...อะไรนะคะ”  มณีจันทร์หันกลับมามองงง  ตามไม่ทัน

“ที่ลิงช่างสงสัยมันถามไง...กู๊ดไนต์” หลวงอัครเทพพูดพลางส่งสายตาเปี่ยมด้วยความรักไปให้มณีจันทร์ ทั้งสองมองสบตากันนิ่งงัน แม้อยู่ห่างกันแต่มีความรักอบอวลอยู่รอบตัว จากนั้นมณีจันทร์เดินยิ้มแก้มป่อง หัวใจพองโตด้วยความรักเข้าห้องนอน  ม้วนมองหน้าเจ้านายสาวสงสัย

“เป็นอะไรไปเจ้าคะ”

“ใจมันสั่น โลกมันหมุน ตัวเหมือนจะลอยได้...เฮ่อ” มณีจันทร์ทิ้งตัวนอนลงบนเตียง สีหน้ายิ้มแย้ม

ม้วนเห็นมณีจันทร์เซร่วงลงบนเตียง เป็นห่วงมากรีบเข้าไปเขย่าตัว “ตายจริง...จะเป็นลมอีกไหมเจ้าคะ...เอายาหอมไหมเจ้าคะคุณท่าน...คุณท่าน”

มณีจันทร์กลับนอนยิ้มมีความสุข...

เสียงไวโอลินแห่งความรัก ดังตามสายลมมาถึงห้องนอนของคุณหญิงแสร์ เธอเป็นห่วงลูกชายมาก ยิ่งได้เห็นว่าเขารักมณีจันทร์มากเพียงใดยิ่งเป็นกังวล ถ้าวันหนึ่งเกิดมณีจันทร์กลับไปแล้วไม่มา เธอไม่อยากจะคิดเลยว่า ลูกชายของเธอจะเป็นอย่างไร

ooooooo

สายวันถัดมา ม้วนเห็นอิ่มนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวขณะที่บ่าวคนอื่นนั่งกินข้าวรวมกลุ่มด้วยกัน เลยถือชามข้าวไปนั่งกินเป็นเพื่อนท่าทีราวกับเห็นใจ แต่ปากกลับพูดแดกดัน

“ไม่รู้คุณประยงค์จะมาอีกเมื่อไหร่ ดูซิ นังอิ่มต้องมากินข้าวกับเราเพราะไม่มีรางวัลจากคุณหญิงสรเดช”

“เออนั่นสิ...ทุกทีท่านฝากอาหารชาววังมาให้นังอิ่ม มันแอบไว้กินคนเดียว อาหารที่เรือนทาสนี่มันเลยไม่แล” ขาบช่วยผสมโรงอีกคน

“นี่พวกเอ็งหาเรื่องข้ารึ...ข้ากินข้าวของข้าเฉยๆนะโว้ย” อิ่มจ้องหน้าขาบกับม้วนอย่างเอาเรื่อง

“คุณมณีท่านก็อยู่ของท่านเฉยๆเหมือนกัน เอ็งแดกดันท่าน ท่านยังไม่เคยด่าเอ็งสักคำ คราวนี้คุณหลวงปฏิเสธคุณประยงค์ เอ็งเสียหน้าไปมากโข สมน้ำหน้า” ม้วนได้ทีซ้ำเติม แก้แค้นให้เจ้านายสาวของตน

“นังอิ่มทนไม่ไหวแล้วโว้ย”  สิ้นเสียงตะโกน อิ่มคว้าจานข้าวโยนใส่ม้วน

คนอย่างม้วนไม่ยอมให้ใครทำร้ายฝ่ายเดียวโยนจานข้าวตัวเองใส่อิ่มคืนบ้าง จากนั้นทั้งคู่เหลียวหาอาวุธใกล้มือได้ผักมากำหนึ่งต่างฝ่ายต่างโยนทิ้งเพราะใช้เป็นอาวุธไม่ได้ ทั้งสองคนหันไปคว้ากระบุงกับตะกร้าชูขึ้นพร้อมกันมองกันไปมองกันมาโยนของในมือทิ้งอีกเพราะใช้ตีไม่สะใจ

“มีดเมิด อะไรไม่มีหรือวะ” อิ่มว่าพลางกวาดตามองหาทั่วบริเวณแต่ไม่พบมีดสักเล่ม

“ของนอกกายไม่มี ก็เอานี่แหละว่ะ” ม้วนพูดจบ ถีบอิ่มโครมจนเซถลาลงไปกองกับพื้น

อิ่มตั้งหลักได้พุ่งเข้าใส่ม้วน สองสาวตบตีกันอุตลุด บ่าวทั้งหลายล้อมวงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน ขาบคิดอะไรขึ้นมาได้ เอาโหลใส่น้ำ วางกะลาเจาะรูไว้ข้างใน ยกมาวางลงบนแคร่เพื่อจับเวลาหมดยก แล้วหยิบกระจาดเล็กๆสองใบมาวางลงตรงหน้า เปิดรับแทงพนันหน้าตาเฉย

“วันนี้ มีลุ้นโว้ยมาเลย ข้าเปิดรับแทงพนัน ใครว่านังม้วนชนะ จ่ายลงในกระจาดนี้ ใครว่านังอิ่มชนะจ่ายตรงนี้มาเลยๆ” ขาบประกาศเชิญชวน บ่าวทั้งหลายต่างโยนเศษเงินลงในกระจาดที่ตนคิดว่าจะชนะพนัน  แล้วกลับไปล้อมวงเชียร์ม้วนกับอิ่มต่อ ไม่สนใจเงินในกระจาดทั้งสองใบ

“นังม้วนสู้ๆๆ”

“นังอิ่มสู้ๆๆ”

“เอาโว้ยนังม้วน นังอิ่มสู้ๆๆ...ไอ้ขาบรวยๆๆ” ขาบเชียร์ลั่น พอเห็นไม่มีใครมองมาทางตนเอง แอบหยิบเงินในกระจาดเหน็บชายพกตัวเองทีละนิด ฝ่ายม้วนขึ้นคร่อมอิ่มมือตบผัวะๆ ปากด่าอิ่มไปด้วย

“นังอิ่ม เอ็งมันเห็นแก่ได้ คุณมณีไม่เคยทำอะไรให้เอ็ง หน็อย...เห็นแก่ข้าวของที่เขาให้ไปเข้าข้างคนอื่น”

“นังม้วนเป็นต่อแล้วโว้ย แทงเร็วๆ นังคนไหนแพ้ อีกฝ่ายเอาเงินในกระจาดนี้ไปแบ่งกันโว้ย” สิ้นเสียงขาบ ก็มีบ่าวเอาเงินมาลงพนันข้างม้วนกันมากขึ้น ขาบรอทีเผลอแอบหยิบเงินจากกระจาดเงินพนันข้างม้วนมาเป็นของตัวอีก ขณะขาบกำลังขโมยเงินพนันเพลิน อิ่มอาศัยจังหวะหนึ่ง ผลักม้วนกระเด็นแล้วโดดขึ้นคร่อม

“ข้าพูดเรื่องจริง คุณมณีสู้คุณประยงค์ไม่ได้ เอ็งนั่นล่ะที่ไม่ยอมรับความจริง” อิ่มพูดพลางตบม้วนไปด้วย

“แย่แล้วๆ นังอิ่มมันขึ้นมาเป็นต่อแล้ว ใครจะลงข้างนังอิ่มก็มาเร็วๆ” ขาบประกาศก้อง

พวกบ่าวกรูกันเอาเงินมาแทงพนันข้างอิ่มแล้วกลับไปล้อมวงเชียร์ ขาบแอบหยิบเงินพนันจากกระจาดเงินพนันข้างอิ่ม เก็บใส่ชายพกตัวเองอย่างมีความสุข ม้วนกับอิ่มยังตบตีกันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

“นังอิ่ม นังบ่าวทรยศ กินบนเรือนขี้บนหลังคา”

“ข้าว่านายเอ็ง เอ็งทำเป็นเดือดร้อน สะเออะเสนอหน้านัก” อิ่มว่าพลางถีบม้วนกระเด็น

“เฮ้ยสูสีโว้ยสูสี...เอาเว้ยนังม้วน นังอิ่มสู้ๆ...ไอ้ขาบรวยๆ” ขาบหลับหูหลับตาเชียร์อย่างมันในอารมณ์

ทันใดนั้น ม้วนยกมือเป็นเชิงขอพักยก แล้วเดินมายืนเท้าสะเอวหน้าขาบ เสียงเชียร์กับเสียงตบตีเงียบกริบ ทำให้ขาบลืมตาขึ้นมอง ต้องตกใจที่เห็นม้วนยืนอยู่ตรงหน้าท่าทางเอาเรื่อง

“ข้ากับนังอิ่มเจ็บแทบตาย เอ็งเห็นเป็นเรื่องสนุกรึ” ม้วนว่าแล้วแกล้งกระตุกผ้านุ่งขาบ เงินที่ซ่อนไว้ร่วงกราว อิ่มโวยวายลั่น ขาบขโมยเงิน เท่านั้นเอง ขาบถูกพวกบ่าวกรูกันรุมสหบาทา

“เฮ้ย...อย่าๆๆ...โอ๊ยๆๆ กลัวแล้วจ้า กลัวแล้ว” ขาบร้องลั่น

ooooooo

ที่บ้านของมณีจันทร์ในกรุงเทพฯ ตรองกับ

กุลวรางค์ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ได้แต่นั่งเฝ้ากระจกข้ามภพอยู่ในห้องนอนมณีจันทร์ กุลรางค์เข้าไปนั่งจ้องกระจกจนชิด

“เมณี่จ๋า...ทำไมไม่เห็นเมณี่อีกเลยล่ะ...เมณี่จ๋า...

เอ๊ะนั่น” กุลวรางค์ชี้กระจกข้ามภพ ดีใจนึกว่ากระจกกำลังจะเกิดปฏิกิริยาบางอย่าง ตรองส่ายหน้า

“แสงมันสะท้อน...มาจากข้างนอก...นกมันบินผ่านที่หน้าต่างด้านนี้ไง”

กุลวรางค์จ้องกระจกต่อ พลางถอนใจเซ็งๆ “เฮ่อ...ฉันจะไม่ได้เห็นเมณี่อีกแล้วหรือ”

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน ที่เรือนหลวงอัครเทพ มณีจันทร์เห็นคุณหญิงแสร์กำลังทำงานง่วนอยู่ที่โถงกลางเรือน รีบวิ่งปรู๊ดเข้ามาถามว่าทำอะไรอยู่ คุณหญิงแสร์เอ็ดเสียงเขียว ทำไมต้องวิ่งมาด้วย

“อูย...เห็นด้วยหรือเจ้าคะ ก็ชานมันร้อน วิ่งเร็วดีเจ้าค่ะ”

คุณหญิงแสร์กำลังทำแป้งสารภี โดยเอาแป้งนวลผสมกับเกสรดอกสารภี มณีจันทร์สงสัยแป้งพวกนี้ทำมาจากอะไร ได้ความว่าเป็นแป้งหินเอามาบด กรองจนละเอียด แล้วผสมเกลือตัวผู้ใช้แก้สิวรักษาผิว

“หา...เกลือมีตัวผู้ตัวเมียหรือเจ้าคะ มณีเคยเห็นแต่เกลือป่น”

“นั่นเกลือสะตุ...เกลือเม็ดจากนาเกลือ ถ้าเม็ดไหนแหลมๆคล้ายยอดเจดีย์เป็นเกลือจืด เขาเรียกเกลือตัวผู้ เอามาทำแป้งจะรักษาผิวหน้า ถ้าจะให้หน้าตึงเอามาผสมน้ำมะนาวพอกไว้แล้วล้างออก”

“โอ้โห...มิน่า...คนไทยเป็นเจ้าแห่งสปา ไม่แพ้ใครในโลก”

“ถ้าปวดหัวบ่อยๆ ให้ม้วนเอามะนาวฝานทั้งเปลือกทาปูนแปะขมับไว้ มันเป็นยา เดี๋ยวก็หาย”

“แล้วเกลือตุๆล่ะเจ้าคะ”

“สะตุ...เขาเอาเกลือละลายน้ำให้ผงออกให้หมด แล้วเคี่ยวใหม่ เกลือป่นจะสะอาด ไม่เหมือนสารส้มสะตุ นั่นเอาสารส้มทั้งก้อนใส่ฝาละมีตั้งไฟจนเดือด แล้วยกลง พอเย็นจะเป็นผงเอาไว้ทารักแร้ระงับกลิ่นตัว”

“มณีคิดว่าทาทั้งก้อน”

“มันกัดเนื้ออ่อนๆดำหมด เขาต้องสะตุ”

“มณีไม่มีกลิ่นเต่า ไม่ต้องใช้”

คุณหญิงแสร์อ้าปากจะดุ  มณีจันทร์รู้ทันแย่งพูด  “ผู้หญิง...ไม่พูดเรื่องกลิ่นตัว...ไม่งาม”

“นี่...ขอสักทีเถอะ” คุณหญิงแสร์หยิกมณีจันทร์หนึ่งทีด้วยความเอ็นดูรักใคร่ จังหวะนั้น ม้วนยกน้ำชุมเห็ดเข้ามาวางให้เจ้านายทั้งสองท่าน คุณหญิงแสร์รู้ใจรีบชิงอธิบายก่อนมณีจันทร์จะอ้าปากถาม

“ใบชุมเห็ดปิ้ง ต้มน้ำกินแก้โรคหลายโรค แก้พยาธิ ผิวดีสิวไม่ขึ้น...เอ่อ...ความรู้พวกนี้ ท่ามันจะตายไปกับตัว ไม่รู้จะถ่ายทอดให้ใคร”

“ถ้าได้คุณประยงค์มาเป็นลูกก็คงดี...เสียดายคุณประยงค์ไหมเจ้าคะ” มณีจันทร์แอบคิดว่าตัวเองไม่ดีเท่าประยงค์ คุณหญิงแสร์เหมือนจะรู้เท่าทันความคิดของมณีจันทร์ เอื้อมมือมาบีบมือเธอไว้

“เรื่องพวกนี้ เรียกว่าวาสนา เป็นบุพเพสันนิวาส จะเอาตามใจไม่ได้หรอก” คุณหญิงแสร์ปลอบมณีจันทร์ไม่อยากให้คิดมาก

ooooooo

..

-----------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep14/page1

ทวิภพ ตอนที่ 14

กุลวรางค์ยังคงนั่งมองกระจกข้ามภพอย่างตั้งอกตั้งใจเผื่อจะได้เห็นมณีจันทร์อีก แล้วนึกขึ้นได้เมื่อครั้งก่อน จิตวิญญาณของเธอสามารถข้ามภพไปเจอ

มณีจันทร์ได้ด้วยการเพ่งสมาธิใช้พลังจิต ชวนตรองให้ทำตาม ตรองเห็นดีด้วย นั่งหลับตาทำสมาธิแบบเดียวกับที่กุลวรางค์กำลังทำ อยู่ๆเขาสะดุ้งลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

“เห็นเมณี่แล้วหรือ” กุลวรางค์ถามอย่างตื่นเต้น

“มด...มดมันอยู่ตรงนี้...มันกัด” ตรองชี้ไปที่เก้าอี้

กุลวรางค์เคืองจัดตบตรองเปรี้ยงๆลงโทษฐานเห็นอะไรเป็นเรื่องเล่นไปหมด เขาถึงกับหน้าจ๋อยขอโทษกุลวรางค์ สัญญาจะไม่ส่งเสียงร้องขัดจังหวะอีก

กุลวรางค์ตั้งจิต เพ่งสมาธิอีกครั้ง ผ่านไปพักใหญ่ กระจกข้ามภพนิ่งสนิทไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กุลวรางค์ลืมตามองกระจกตรงหน้าเซ็งๆ ทำไมคราวนี้ไม่ได้ผล...

ระหว่างที่กุลวรางค์พยายามถอดจิตข้ามภพไปหาเพื่อนรักของเธอ มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีตกำลังสนุกสนานกับการชมคุณหญิงแสร์สอนวิธีหยดแป้งสารภีใส่กระจาดพร้อมกับอธิบายวิธีการทำขั้นต่อไปให้ฟัง

“เดี๋ยวเอาไปตากแดด พอแห้งแกะใส่โถอบควันเทียน ถ้าเป็นดินสอพองละลายน้ำอบไทย ทาตัวเย็นดี...อีกไม่กี่วันจะทำน้ำอบไทย เคยเห็นไหม”

มณีจันทร์ส่ายหน้าแทนคำตอบ คุณหญิงแสร์สั่งสอนว่าเวลาเด็กพูดกับผู้ใหญ่ ห้ามสั่นหัว ไม่สุภาพ มณีจันทร์รีบตอบว่าไม่เคย แล้วขอคุณหญิงแสร์ลองหยดแป้งดูบ้าง

ปรากฏว่าหยดออกมาก้อนใหญ่ยักษ์

“ตักแป้งมากไป น้ำหนักมันจะทำให้หยดลงหมด แตะปลายช้อนน้อยๆ”

มณีจันทร์ฟังคุณหญิงแสร์สอนแล้ว ลองทำอีกครั้ง

ก็ยังไม่สำเร็จ คุณหญิงแสร์เข้ามานั่งใกล้ๆ จับมือมณีจันทร์หยดแป้งทีละหยด สัมผัสอ่อนโยนของท่านทำให้มณีจันทร์คิดถึงแม่ของเธอ ทิ้งช้อนตักแป้งโผกอดคุณหญิงแสร์ร้องไห้สะอึกสะอื้น คุณหญิงแสร์รู้ว่ามณีจันทร์ทุกข์ใจ สงสารเธอจับใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่ลูบหลังปลอบใจ หลวงอัครเทพเพิ่งกลับจากที่ทำงาน กำลังจะเข้ามาหาแม่ ชะงักฝีเท้ายืนมอง...

เสียงร้องไห้คร่ำครวญของมณีจันทร์ ดังข้ามภพเข้าไปในฝันของคุณหญิงมาลิดาซึ่งนอนหลับอยู่ในบ้านรับรองทูตในต่างประเทศ เธอถึงกับสะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่ง ท่านทูตณรงค์พลอยตื่นไปด้วย หันมาถามว่าเสียงระเบิดหรือ คุณหญิงมาลิดาไม่ได้ผวาตื่นเพราะเสียงระเบิดจากสงครามกลางเมือง แต่เพราะเป็นห่วงมณีจันทร์

ท่านทูตณรงค์โอบไหล่คุณหญิงมาลิดาไว้ ปลอบใจว่า “ผมเชื่อว่าลูกจะไม่เป็นไร”

“ค่ะ...ฉันก็เชื่ออย่างนั้น” คุณหญิงมาลิดาอดกังวลใจเรื่องมณีจันทร์ไม่ได้

ooooooo

หลวงอัครเทพยืนดูอยู่อึดใจ ก่อนเดินมานั่งข้างๆ คุณหญิงแสร์สะกิดมณีจันทร์หยุดร้องไห้ได้แล้ว หลวงอัครเทพมาแล้ว หลวงอัครเทพห่วงมณีจันทร์มากอยากดึงเธอมากอดไว้เสียเอง แต่ทำไม่ได้ ได้แต่ถามเธอว่า

“งานหนักมากหรือ เอาล่ะ...ไม่ให้ทำอีกแล้ว”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันคิดถึงแม่ต่างหาก”

“แม่จะเป็นแม่ให้ อยู่ทางนี้มีแม่เหมือนกันจะเป็นไรมี... เขาว่าคนเมืองลับแลจู่ๆก็เกิดขึ้นกลางเรือน  หากตกในเรือนใด ถือกันว่าเป็นลูกเจ้าของเรือนนั้น”

มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมากที่คุณหญิงแสร์เมตตา โผกอดท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วนั่งสงบสติอารมณ์สักพัก เธอจึงหยุดร้องไห้ เช็ดหน้าเช็ดตา หันถามหลวงอัครเทพทำไมกลับเร็ว พอรู้เขากลับมารับเอกสารจะเอาไปให้เจ้าคุณวิศาลคดี มณีจันทร์กุลีกุจอลงไปที่ศาลากลางสวนเพื่อรวบรวมเอกสารให้ คุณหญิงแสร์มองตามมณีจันทร์จนลับสายตา ก่อนจะหันมาพูดกับลูกชาย

“ร้องไห้อยู่ดีๆ พอพูดเรื่องงานก็รีบไปทำทันที ไม่เหมือนผู้หญิงอื่นที่ถูกฝึกมาให้ทำแค่ดูแลบ้าน ทำกับข้าว อย่าไปยุ่งเรื่องงาน แต่แม่มณี เคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อเทพ พูดคุยกันได้ทุกวัน ติดใจแบบนี้ใช่ไหม”

คำพูดตรงไปตรงมาของคุณหญิงแสร์ทำให้หลวง

อัครเทพอายหน้าแดง ขณะที่ขาบกับม้วนก้มหน้าหัวเราะกันคิกคัก คุณหญิงแสร์ชอบที่มณีจันทร์เข้มแข็งไม่พิรี้พิไร

“เห็นแล้วขอรับ...ถ้าเป็นคนอื่นมานั่งร้องไห้ คงโดนคุณแม่ดุ”

“หล่อนจะอยู่กับเรานานแค่ไหนก็สุดรู้ ครู่นี้ร้องไห้คิดถึงแม่ ชาติกำเนิดเป็นอย่างไรเราก็ไม่รู้เหมือนกันตรองให้ดีๆนะพ่อเทพ” คุณหญิงแสร์สีหน้าเป็นกังวล หลวงอัครเทพก็รู้สึกกังวลเช่นกัน ถ้ามณีจันทร์คิดถึงแม่ของเธอมากๆ แล้วกลับไปจริงๆ เขาจะทำอย่างไร...

ครู่ต่อมา หลวงอัครเทพตามมณีจันทร์มาที่ศาลากลางสวน เธอหยิบจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งแปลเสร็จแล้วมาอ่านให้เขาฟัง หลวงอัครเทพเอาแต่จ้องมองมณีจันทร์ไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่เธออ่านแม้แต่น้อย พอเธออ่านจดหมายจบ เขากลับถามเมื่อครู่ร้องไห้ทำไม

“แหม...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันคิดถึงแม่ คุณหญิงท่านกับแม่มีส่วนคล้ายๆกัน”

“เรียกท่าน...คุณแม่จะเรียบร้อยกว่า อย่าเรียกคุณหญิง... อยู่นานๆคุ้นกับท่านแล้วจะรู้ว่าความจริงท่านใจดี ดุแต่ปาก ท่านเคยอยากมีลูกสาว ดูท่านรักหล่อนมากอยู่”

“ฉันก็ชอบท่าน แต่ฉันคิดถึงแม่ฉันนี่”

หลวงอัครเทพไม่อยากให้มณีจันทร์กลับ หาวิธีล่อหลอกให้เธอคลายความคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ ด้วยการชวนไปเที่ยว มณีจันทร์ได้ยินคำว่าไปเที่ยว ตื่นเต้นดีใจเหมือนเด็กได้ของถูกใจลืมเรื่องทางบ้านตัวเองเสียสนิท...

หลังจากหลอกล่อมณีจันทร์ให้ลืมเรื่องทางภพโน้นสำเร็จ หลวงอัครเทพกลับมาหาคุณหญิงแสร์ที่โถงกลางเรือนจังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานว่า

“มีบ่าวจากเรือน นายฝรั่งชื่อ ปิอันนึง...เขาจะมาเชิญคุณมณีไปที่เรือน คุณปิอันนึง ท่านจะเชิญไปกิน...เอ่อ...เชด” อิ่มไม่คุ้นภาษาฝรั่งเลยออกเสียงผิดๆถูกๆ

หลวงอัครเทพแก้คำที่อิ่มออกเสียงผิดให้ว่า “ชีส” ไม่ใช่ “เชด” และเจ้านายฝรั่งท่านนั้น ชื่อ “ปิแอร์” ไม่ใช่ “ปิอันนึง” คุณหญิงแสร์ไม่ยอมให้มณีจันทร์ไป เป็นสาวเป็นนางจะไปเรือนอื่นไม่ได้ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ทำแบบนี้เหมือนไม่รู้ธรรมเนียมไทย หลวงอัครเทพนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจบอกแม่

“คุณแม่ขอรับ...ท่านเจ้าคุณให้แม่มณีคอยสืบข่าวจากปิแอร์”

“น้องเป็นสาวเป็นนางนะพ่อเทพ เดี๋ยวลือกันหัวคุ้ง ท้ายคุ้ง แม่ไม่ยอม” คุณหญิงแสร์ค้านเสียงแข็ง

หลวงอัครเทพสั่งให้อิ่มไปบอกบ่าวของเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ว่าไม่งามที่ผู้หญิงไทยจะไปเรือนผู้ชาย ทางเราจึงขอเชิญเมอร์ซิเออร์ปิแอร์มาที่นี่แทน ขาบทักท้วง เกิดคุณฝรั่งไม่ พอใจขึ้นมา ทางเราจะไม่เสียงานหรือ

“ไปบอกตามนี้ นายปิแอร์จะมาหรือไม่ ก็ขึ้นกับตัวเขาเอง” หลวงอัครเทพสั่งเสียงเฉียบ

ooooooo

ณ ภพปัจจุบัน ตรองกับกุลวรางค์ยังคงนั่งเฝ้ากระจกข้ามภพอย่างต่อเนื่อง ตรองเริ่มเบื่อเพราะเฝ้ามาหลายชั่วโมงแล้ว คิดพิเรนทร์อยากจะลองแยกชิ้นส่วนกระจกเงาบานนี้ออกดู กุลวรางค์ร้องห้ามเสียงหลง

“อีตาบ้า...บอกแล้วไงว่าห้ามแตะต้อง ห้ามทำลาย เดี๋ยวเมณี่กลับไม่ได้”

“จริงสิ...ห้ามแตะต้อง ห้ามทำลายแต่รบกวนได้ใช่ไหม” ตรองยิ้มกว้าง คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชวนกุลวรางค์ลงไปที่รถของเธอ รื้อร่ม เก้าอี้พับได้ เครื่องมือสำหรับเปลี่ยนยางรถยนต์ ไฟฉายและเครื่องมือประจำรถที่เก็บไว้กระโปรงท้ายรถออกมากองที่พื้น กุลวรางค์สงสัยตรองคิดจะทำอะไร

“ทำลายไม่ได้ก็รบกวนไง หาพลังงานไปรบกวนการทำงานของรูหนอน”

ระหว่างนั้น รถของไรวัตแล่นมาจอดเทียบ ตรองยิ้มชอบใจ มีอุปกรณ์รบกวนรูหนอนเพิ่มอีกคัน เดินไปรื้อค้นรถของไรวัตให้ควั่ก แล้วทำท่าเอาเครื่องมือมางัดรถจะเอาล้อแม็ก ไรวัตตีหน้าซื่อตาใส หยิบปืนจากลิ้นชักเก็บของในรถยื่นให้ตรอง ถามจะเอาไอ้นี่ด้วยไหม ตรองถึงกับเข่าอ่อน หน้าจ๋อย

“แหะๆๆงั้นไม่ต้องจ้ะ...เอาเท่าที่มีอยู่ในรถ อะไรใช้ได้ก็ใช้ไปก่อนจ้ะ”

จากนั้น ตรองกับไรวัตช่วยกันขนข้าวของที่ค้นได้จากรถของกุลวรางค์กับของไรวัตเอามาวางกองไว้หน้ากระจกข้ามภพ กุลวรางค์เดินตามมายืนข้างๆ เล่าให้ไรวัตฟังว่าเธอกับตรองคิดว่ามณีจันทร์ย้อนอดีตด้วยกระจกบานนี้ ไรวัตไม่เชื่อจะเป็นไปได้

“ถ้าไม่เชื่อฉัน แล้วคุณได้เรื่องอะไรไหมล่ะ” กุลวรางค์ ย้อนถาม

“เมณี่ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตที่ไหนเลย”

“ไม่ได้ใช้เงินเลยทั้งที่อยู่ ตจว.เป็นเดือนเนี่ยนะ”

“เมณี่อาจจะเอาเงินสดไปก็ได้” ไรวัตตั้งข้อสังเกต กุลวรางค์ไม่สนใจไรวัตอีก หันมาบอกตรองว่าเหตุผลต่างๆ สนับสนุนความคิดของเราสองคนมากขึ้นทุกที ดังนั้น เราคงรอต่อไปไม่ได้รีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จๆ ตรองพยักหน้ารับรู้ เขาจะเริ่มรบกวนรูหนอนด้วยพลังงานแสง หยิบไฟฉายขึ้นมาส่องเข้าไปในกระจก แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรองจึงใช้พลังงานเสียงเป็นวิธีถัดมา โดยตะโกนใส่กระจกสุดเสียง ไรวัตกระแนะ–กระแหนทันที

“ไอ้ ดร.คนเนี้ย ถ้ามันย้ายไปประเทศอื่นนะ ผมว่าประเทศเราต้องเจริญขึ้นแน่”

ตรองไม่สนใจเสียงนกเสียงกา ในเมื่อพลังงานเสียงใช้ไม่ได้ผลขั้นต่อไปต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เขาหยิบสายไฟมาปอกเปลือกเหลือแต่ลวดทองแดง เสียบด้านหนึ่งกับเต้าเสียบไฟฟ้า แล้วชูสายไฟอีกด้านหนึ่งขึ้น

“ในกระบวนการทั้งหมด พลังงานไฟฟ้าน่าสนใจที่สุด ผมมั่นใจว่ามันจะต้องเกิดบางอย่างที่ปลายรูหนอน และมันจะเรียกเมณี่กลับมา” ตรองสีหน้ามุ่งมั่น ทำให้กุลวรางค์มีความหวังจะได้เจอเพื่อนรักอีกครั้ง

ตรองเอาปลายสายไฟที่เป็นทองแดงจี้ไปที่กระจกข้ามภพ แต่ไม่รู้ทำท่าไหนเกิดผิดคิว แทนที่กระจกข้ามภพจะเกิดปฏิกิริยา ตรองกลับถูกไฟช็อตร้องลั่น กุลวรางค์ตกใจไม่รู้จะช่วยอย่างไร ไรวัตรีบถอยหลังไปสองก้าว แล้วกระโดดถีบตรองเต็มแรง จนกลิ้งหลุนๆไปติดเตียง กุลวรางค์โวยวายลั่น

“อ๊าย...ชักใหญ่เลย...คุณถีบเขาทำไมอ่ะ”

“ก็เขาทำไฟช็อตตัวเองคุณก็เห็น ไม่ถีบ เขาก็ตายสิ” ไรวัตโวยกลับ กุลวรางค์รีบเข้าไปประคองตรองที่ชักกระแด็กๆ หัวฟูหน้าดำปี๋จากทดลองเพี้ยนๆของตัวเอง ไรวัตโวยไม่เลิก

“โอ๊ย...เลิกยุ่งกับไอ้กระจกนี่เสียทีเถอะไม่ได้ผลหรอก พ่ออัจฉริยะปัญญาอ่อน เดี๋ยวตายไปไม่รู้นะโว้ย”

“คราวนี้เท้าแก คราวหน้าเถอะ เท้าฉันบ้าง” ตรองชี้หน้าไรวัตอย่างอาฆาต

ooooooo

อีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพ หลวงอัครเทพคาดไม่ถึงเมอร์ซิเออร์ปิแอร์จะถูกอกถูกใจมณีจันทร์ถึงขั้นยอมมาถึงเรือนของตนเอง ครั้นจะไม่ให้เจอมณีจันทร์ก็เกรงจะเสียงาน จำต้องยอมให้มณีจันทร์ออกมาพบแต่พอหลวงอัครเทพอนุญาตไปแล้วกลับกลุ้มใจ เดินไปเดินมาสีหน้าเคร่งเครียด ขาบพูดขึ้นอย่างรู้ใจเจ้านาย

“เดินไปเดินมาไม่ไว้ใจคุณฝรั่งใช่ไหมขอรับ...จะออกไปคุมเองรึก็กลัวว่าคุณมณีจะทำงานสืบความลับไม่สะดวก จะไม่ออกไปดูก็เป็นห่วง...ถ้าเช่นนั้น กระผมกับพวกบ่าวจะจัดการให้เองขอรับ”

หลวงอัครเทพหันมองหน้าขาบ ชักสนใจแผนการนี้...

ด้านมณีจันทร์นั่งคุยกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์อยู่ที่โถงกลางเรือน โดยมีม้วนคอยตามติดเจ้านายสาวไม่ห่าง เมอร์ซิเออร์–ปิแอร์ขอโทษมณีจันทร์ที่ไม่รู้ธรรมเนียมไทย คราวก่อนเห็นเธอไปบ้านเขาได้ เลยนึกว่าเธอไปได้อีก

“คราวที่แล้วติดตามท่านเจ้าคุณกับคุณหลวงไปน่ะค่ะ เป็นครั้งเดียวที่ได้ออกไปข้างนอก”

“อ๋อ...อย่างนั้นนั่นเอง แล้วนี่อยู่คนเดียวหรือขอรับ”

“คุณหญิงไปวัดแต่เช้า คุณหลวงท่านยุ่งกับงาน ท่านฝากมากราบขอโทษที่ออกมารับแขกด้วยตนเองไม่ได้ หรือว่าคุณปิแอร์อยากเจอคุณหลวงเจ้าคะ” มณีจันทร์แกล้งถามลองใจ

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไม่ได้อยากเจอหลวงอัครเทพ ที่มาที่นี่เพราะวันก่อนมีเรือเข้ามาจากฝรั่งเศส มีชีสที่มณีจันทร์ชื่นชอบมาด้วย เขาเลยแวะเอามาให้ มณีจันทร์ต้องการให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์อยู่ที่นี่นานๆ เลยชวนกินข้าวด้วยกัน แล้วหลอกถามว่าฝรั่งเศสจะเอาอย่างไรกับสยาม เมอร์ซิเออร์–ปิแอร์เจ้าเล่ห์กลับชวนเธอพูดคุยเรื่องอื่น

มณีจันทร์เซ็ง หันไปป้องปากกระซิบกับม้วน “ไม่ยอมตอบเลย ไม่แสดงสีหน้าอะไรเลยด้วย ร้ายชะมัด”

“เอาไงต่อดีเจ้าคะ นั่งคุยนานๆไม่งามนะเจ้าคะ” ม้วนกระซิบกลับ มณีจันทร์นิ่งคิดอยู่อึดใจ ก่อนหันไปชวนเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ลงเรือนไปที่ศาลาด้านหน้า ขาบ กับพวกบ่าวชายอีกกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือลอบตามคุ้มครองมณีจันทร์ไปห่างๆโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

ooooooo

ขณะเมอร์ซิเออร์ปิแอร์นั่งดูมณีจันทร์ร้อยพวงมาลัยดอกมะลิด้วยความเพลิดเพลิน ขาบกับพวกบ่าวชายแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ศาลาเผลอทำเสียงดัง และยังทำให้พุ่มไม้ไหว เมอร์ซิเออร์ปิแอร์สังเกตเห็น

“เอ๊ะ...เสียงอะไรตรงนั้น”

มณีจันทร์กับม้วนหันมองตามมือเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ เห็นเท้าขาบกับพวกบ่าวโผล่ออกมา ตกใจมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ม้วนหัวไว รีบแก้ตัวว่า คงเป็นพวกบ่าวไพร่กำลังทำงานอยู่ เขาไม่ต้องไปสนใจ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์พยักหน้ารับรู้หันมาดูมณีจันทร์ร้อยพวงมาลัยต่อ ไม่นานนัก เธอก็ร้อยพวงมาลัยเสร็จ ยื่นให้แขกผู้มาเยือน

“นี่เจ้าค่ะเสร็จแล้ว รับไปแล้วอย่าตะลึงจนนอนไม่หลับนะเจ้าคะ อิฉันเตือนไว้ก่อน”

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ยื่นมือมายังไม่ทันจะรับ เชือกขาด ดอกไม้ร่วงกราว มณีจันทร์หน้าแตก คุยไว้เยอะ

“ต๊าย...น่าตะลึงจริงๆร่วงกราวเป็นดอกไม้ไหวน่ามหัศจรรย์จนนอนไม่หลับเลยนะเจ้าคะ” ม้วนพูดไปหัวเราะไป มณีจันทร์ค้อนบ่าวต้นห้องขวับ แล้วหันไปยิ้มแหยให้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ ก่อนจะหยิบพวงมาลัยที่พวกบ่าวร้อยเสร็จแล้วอีกพวงหนึ่งวางอยู่ใกล้ๆยื่นให้

“แหะ...เอาพวงที่ทำเสร็จแล้วดีกว่านะเจ้าคะ ไว้วันหลังไปเรียนเพิ่มมาใหม่ ค่อยจัดนิทรรศการโชว์ เดี๋ยวจะเอาให้อลังการเลย...วันนี้เอาแค่นี้ก่อน” มณีจันทร์ไหลไปเรื่อย ขณะที่เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มองเธอเอ็นดู...

หลังจากดูการร้อยพวงมาลัยเสร็จ มณีจันทร์พาแขกผู้มาเยือนเดินชมสวนต่อ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์เป็นคนที่ชื่นชอบต้นไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงรู้จักชื่อต้นไม้ทุกต้นที่เดินผ่าน มณีจันทร์ถึงกับอึ้งเพราะตัวเองไม่รู้จักสักต้น

“ต้นไม้พวกนี้ไม่มีสักต้นเหมือนต้นไม้เมืองหนาวในประเทศของท่าน แล้วท่านรู้ได้ยังไงเจ้าคะ”

“แล้วทำไมคุณถึงไม่รู้ล่ะขอรับ”

“อย่าว่าแต่รู้ชื่อ คนยุคอิฉัน ชอบที่สุดก็ตัดต้นไม้ บุกรุกป่า ทำลายอากาศ”

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์งงไม่เข้าใจสิ่งที่มณีจันทร์พูด ขณะที่ มณีจันทร์ชี้นกชมไม้อยู่กับคุณฝรั่งหัวทองอยู่ในสวน กลุ่มของขาบยังคอยซุ่มหลังพุ่มไม้แอบตามมณีจันทร์ไม่ลดละ ขาบเป็นห่วงเธอมาก จับจ้องตาไม่กะพริบ

“เดินคุยห่างๆหน่อยสิวะ แหม...อุ๊ยๆๆมดกัด” ขาบเผลอร้องเสียงดัง

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ได้ยินเสียงขาบ ชำเลืองมอง เริ่มแน่ใจมีคนสะกดรอยตามตน แอบยิ้มเจ้าเล่ห์...

ในเวลาเดียวกัน หลวงอัครเทพซุ่มดูอยู่บนเรือน เห็นเหตุการณ์โดยตลอดชักเคืองที่มณีจันทร์เดินคุยกับเมอร์ซิเออร์– ปิแอร์ท่าทางสนิทสนม แอบเหน็บมณีจันทร์

“ผู้หญิงยุคหล่อนนี่ ทอดสะพานกันเก่งนักสิท่า”

ooooooo

มณีจันทร์ยังคงเดินเล่นพูดคุยกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์อยู่ในสวน พอได้จังหวะเหมาะ หญิงสาววกถาม ถึงทหารฝรั่งเศสวางแผนจะอยู่เมืองไทยอีกนานไหม เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มองหน้า มณีจันทร์เลยถามเลี่ยงๆ

“เอ่อ...หมายถึงตัวท่านน่ะเจ้าค่ะ วางแผนจะอยู่ที่นี่นานไหม จะเอายังไงกับเรา...เอ่อ จะเอายังไงกับชีวิตตัวเองน่ะเจ้าค่ะ”

“ความจริงจะอยู่นานหรือไม่นานก็ขึ้นกับความพอใจ ถ้ามีแรงจูงใจอย่างผู้หญิงสวยๆกระผมก็อาจจะอยู่นาน” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ว่าแล้วเอื้อมมือไปแตะมือมณีจันทร์ หลวงอัครเทพซึ่งจับตามองอยู่บนเรือนถึงกับสะดุ้ง ขาบหลงกลตื้นๆของ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ โกรธลืมตัวโผล่ออกจากพุ่มไม้ชี้ปลายดาบไปที่หน้าคุณฝรั่งมือไวอย่างเอาเรื่อง เมอร์ซิเออร์ปิแอร์กลับยิ้มชอบใจ

“เอ้า...ยอมออกมาแล้วรึ...ถือดาบซะด้วย”

ขาบได้สติรีบกลบเกลื่อน หันไปตัดต้นไม้ด้วยดาบ ทำทีเป็นคนสวน เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ร้องถามถึงพวกบ่าวที่เหลือ ขาบโกหกหน้าตายไม่มีใครที่ไหนอีกแล้ว เมอร์ซิเออร์ปิแอร์แกล้งตะโกนลั่นว่า งูๆๆพวกบ่าวหลังพุ่มไม้ วิ่งหน้าตื่นพร้อมอาวุธครบมือออกจากที่ซ่อนวิ่งชนขาบกระเด็น เมอร์ซิเออร์–ปิแอร์มองมณีจันทร์ยิ้มๆ
“กระผมเชื่อแล้ว ผู้หญิงไทยได้รับการดูแลอย่างดี เบื้องหน้ามีบ่าวคนเดียวเบื้องหลังมีทั้งมีดทั้งดาบ...นี่ยังไม่นับสายตาดุๆที่มองลงมาจากบนเรือน” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์พูดจบ มองขึ้นไปบนเรือนใหญ่ หลวงอัครเทพรีบหลบเข้าหลืบแทบไม่ทัน เมอร์ซิเออร์ปิแอร์หันไปทางขาบ

“ไปเรียนนายของเอ็งบนเรือนเถิด ข้าเข้าใจแล้วต้องระวังตัวอย่างไร ต่อไปจะไม่รุ่มร่ามอีก”

ขาบยิ้มแหยๆก่อนจะรับคำ จังหวะนั้น อิ่มเข้ามาเรียนมณีจันทร์ว่าสำรับอาหารพร้อมแล้ว มณีจันทร์ชวนเมอร์ซิเออร์ปิแอร์กลับขึ้นเรือน โดยม้วนกับบ่าวของคุณฝรั่งตามมาคอยดูแล ระหว่างกินอาหารด้วยกัน มณีจันทร์ไม่วายชวน เมอร์ซิเออร์ปิแอร์คุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองอีก

“เมื่อเช้าอิฉันอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส เขาว่าเรือรบจากประเทศท่านยังจะอยู่แถวนี้อีกนาน อิฉันไม่เชื่อหรอก น่าจะเป็นข่าวลือ ท่านว่าไหมเจ้าคะ”

เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ทำหน้าเบื่อหน่าย ก่อนจะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาพอใจในมิตรภาพระหว่างเราสองคน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการคบหาของเราจะไม่มีเรื่องการเมืองมายุ่งเกี่ยว และต่อจากนี้ไป มณีจันทร์คงไม่ถามเขาเรื่องนี้อีก มณีจันทร์ถึงกับหน้าจ๋อย...

หลังจากเมอร์ซิเออร์ปิแอร์กลับไปแล้ว มณีจันทร์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ฟัง หลวงอัครเทพบ่นอุบ ถ้าเมอร์ซิเออร์ปิแอร์พูดแบบนี้ เท่ากับปิดประตู ตายชัดๆ มณีจันทร์เสียดายมาก อุตส่าห์พาเที่ยว เลี้ยงข้าวปลาอาหารสารพัด สุดท้ายหลอกถามอะไรไม่ได้สักอย่าง คุณฝรั่งคนนี้ฉลาดมาก

“พ่อเทพน่ะพ่อเทพ ถ้าแม่อยู่ อย่าหวังเลยว่าจะได้คุยกันสองต่อสองแบบนั้น” คุณหญิงแสร์ต่อว่า

“จู่ๆเขาก็มา ไม่มีใครรู้เจ้าค่ะ” มณีจันทร์ยิ้มเจื่อน คุณหญิงแสร์หันไปสั่งม้วนกับขาบห้ามพูดเรื่องนี้เด็ดขาด รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น คุยกับผู้ชายไทยสองต่อสองก็แย่พอแล้วนี่เป็นพวกฝรั่งยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

“เราต้องไม่ละความพยายาม สักวัน มันต้องหลุดปากออกมาบ้างสิน่า” มณีจันทร์สีหน้ามุ่งมั่น

“เอ้า...แม่มณีนี่ก็พิลึก ไม่ห่วงชื่อเสียงตัวเองเลยหรือไง ยังคิดจะมีวันหน้าวันหลังอีกรึ”

มณีจันทร์กระเถิบเข้าไปนั่งใกล้คุณหญิงแสร์ พูดเสียงออดอ้อน “มณีรู้แล้วว่าคุณแม่ห่วง แต่มันเป็นงานนี่เจ้าคะ อย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ”

ooooooo

ขณะเดียวกัน ที่เรือนคุณหญิงสรเดช ประยงค์นั่งเจียนหมากพลูอยู่กับคุณหญิงสรเดช หวนคิดถึงภาพในอดีต ตอนที่หลวงอัครเทพกินหมากพลูที่เธอเจียนให้และยิ้มมีความสุข ประยงค์ถึงกับร้องไห้ด้วยความเศร้า คุณหญิงสรเดชรู้ว่าลูกร้องไห้เพราะอะไร รีบปลอบใจ

“ไปคิดถึงคนพรรค์นั้นทำไมกัน คอยดู ลูกต้องออกเรืยนไปกับคนที่ดีกว่าหลวงเทพ คอยดูเถอะ”

จังหวะนั้น ยาวคลานเข้ามาหาประยงค์ พร้อมกับยื่นจดหมายให้ ประยงค์สงสัยมองออกไปหน้าเรือนเห็นหลวงเจนพาณิชย์ยืนมองมาทางตน ตกใจ รีบคว้าจดหมายมาถือไว้ คุณหญิงสรเดชมัวแต่ทำงานไม่ได้สนใจมอง ได้แต่ถามใครฝากอะไรมาให้

ประยงค์ปดว่าเพื่อนในวังด้วยกันฝากจดหมายมาให้ แล้วขออนุญาตแม่ลงไปดูของว่างในครัว คุณหญิงสรเดชพยักหน้าไม่สนใจ ประยงค์หามุมลับตาคน ก่อนจะเปิดจดหมายออกอ่าน

“ดอกประยงค์หอมไกลในใจพี่ กลอนยาวนี้บอกคนดีว่าคิดถึง ฝากคำรักแม่ประยงค์ที่คำนึง สักวันหนึ่งจะสอยมาประดับใจ”

ประยงค์หามุมเพื่อมองไปหน้าบ้าน เห็นหลวงเจนพาณิชย์ส่งยิ้มมาให้ ก่อนยกดอกประยงค์ในมือขึ้นมาดม ประยงค์กลุ้มใจมากที่เขากล้าส่งกลอนยาวมาถึงตน ถ้าแม่ของเธอรู้เข้าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่

ooooooo

ม้วนพามณีจันทร์มาขัดหน้าขัดตัวที่มุมสำหรับอาบน้ำหลังเรือนใหญ่แต่เช้า โดยใช้ขมิ้นผสมกับส้มมะขาม มณีจันทร์พอใจที่ผิวซีดๆของตัวเองดูผุดผ่องขึ้นมาก

“วันนี้ต้องแต่งตัวสวยๆนะเจ้าคะ คุณหลวงท่านว่าท่านจะพาออกไปข้างนอก” ม้วนขัดตัวให้มณีจันทร์ไปพลางคุยไปพลาง มณีจันทร์ฉีกยิ้ม ดีใจมากร้องตะโกน “ไชโยๆๆ” ลั่น ม้วนเตือนให้เบาเสียงลงหน่อย เดี๋ยวคุณหญิงแสร์ได้ยินเข้าจะเดือดร้อน แต่ไม่ทันเสียแล้ว เสียงร้องของมณีจันทร์ดังไปถึงเรือนครัว ซึ่งคุณหญิงแสร์กำลังเตรียมสำรับไว้ให้มณีจันทร์กับหลวงอัครเทพไปกินในเรือ ถึงกับส่ายหน้า

“เฮ่อ...พูดเท่าไหร่ไม่ฟัง...ดื้อจริงๆ” คุณหญิงแสร์บ่นเสร็จ สั่งให้อิ่มไปบอกมณีจันทร์อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วให้ไปพบที่ห้องของท่าน ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาพบคุณหญิงแสร์ตามคำสั่ง คุณหญิงแสร์ได้ยินหลวงอัครเทพบอกว่าวันนี้
จะพามณีจันทร์ไปเที่ยว มณีจันทร์รีบเข้าไปออดอ้อน

“ที่ดีใจก็เรื่องนี้แหละเจ้าค่ะ แต่สัญญาว่าจะไม่เสียงดังอีกแล้วเจ้าค่ะ จะพยายามนะคะคุณแม่”

“พูดซะยาว ว่าอะไรสักคำหรือยัง”

มณีจันทร์ถึงกับร้องอ้าว นึกว่าเรียกมาต่อว่า คุณหญิงแสร์เดินไปหยิบกล่องเครื่องประดับออกมาจากหีบ เอาเข็มกลัดนพเก้าขึ้นมากลัดสไบให้มณีจันทร์

“ทองกับหินสีๆมันติดกันได้ยังไงเจ้าคะ” มณีจันทร์ซักถามตามนิสัยอยากรู้อยากเห็น

“ไม่ใช่หินสี เขาเรียกนพเก้าเม็ดยอดน่ะเพชร เพชรซีกใหญ่นะเม็ดนั้น หินสีๆที่ว่าคือพลอย ติดกันด้วยยางไม้”

“ท่านใช้ของท่านประจำนะเจ้าคะ เวลาออกแขกเหรื่อ คุณหญิงท่านรักคุณมณีถึงได้ยกให้” ม้วนกระซิบกับมณีจันทร์ซึ่งมองคุณหญิงแสร์น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจ

“นี่ถ้าทำตาแดงๆอีก จะไม่ให้อะไรแล้วนะ” คุณหญิงแสร์แกล้งขู่

“ไม่เอาอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะ ขอแค่อย่างเดียว มีค่ากว่าเพชรพลอยทั้งหีบ”

“อะไรของหล่อน”

“ตักคุณแม่นี่ไงเจ้าคะ ให้นอนเล่นทั้งวันทั้งคืนก็ยังได้” มณีจันทร์ซุกหัวนอนตักคุณหญิงแสร์ ยิ้มมีความสุข คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์ด้วยสายตารักและเอ็นดูเหมือนลูกตัวเอง

“ดูซิ...แต่งตัวจนเสร็จ ผ้าจะยับซะหมด ไม่เอาแม่มณี รีบไปเถอะ เดี๋ยวสาย ไปไป๊”

ooooooo

ถึงเวลาออกเดินทาง หลวงอัครเทพ มณีจันทร์และขาบมาพร้อมกันที่ท่าเรือ มณีจันทร์ไม่เห็นคุณหญิงแสร์มาด้วยก็ถามหา ได้ความว่าท่านไม่ชอบลงเรือ เพราะว่ายน้ำไม่เป็น

“เรือออกใหญ่ ไม่ล่มหรอกค่ะ ฉันจะไปตามท่าน” มณีจันทร์หันหลังจะกลับเรือนใหญ่ ต้องชะงักเมื่อเห็นม้วนเดินนำโขมและบ่าวหญิงอีกสองคนถือห่อผ้าห่อใหญ่คนละห่อเดินเข้ามา เธอซักถามม้วนว่าหอบอะไรมา

“อาหารกลางวันเจ้าค่ะ ท่านให้เตรียมไป”

“ในห่อผ้านั่นหรือ”

“ก็โตกสำรับที่เรากินทุกวัน เวลาเดินทางจะห่อผ้าให้สะอาดเท่านั้น” หลวงอัครเทพตอบคำถามแทนม้วน

“อ๋อ...ม้วนไปกับเราด้วยหรือคะ”

“ผู้หญิง กุลสตรีไทยไปไหนต้องมีคนตามเสมอ” หลวงอัครเทพอธิบาย ครู่ต่อมาเรือของหลวงอัครเทพออกจากท่าล่องไปตามลำน้ำที่ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ ริมสองฝั่งแม่น้ำมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงราย

มณีจันทร์ยื่นหน้าออกไปมองอย่างเพลิดเพลินจนหลวงอัครเทพเตือนให้ระวังจะตกน้ำ มณีจันทร์ไม่กลัว คุยโม้ตัวเองว่ายน้ำเก่งแล้วหันมองหลวงอัครเทพที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยผิดจากเธอลิบลับ เธอยิ้มหน้าทะเล้นให้แล้วชมเขาว่าหล่อมาก แต่หล่อแบบเชยๆ หลวงอัครเทพทำหน้าดุใส่เป็นเชิงปรามไม่ให้ล้นมากนัก...

พอเรือล่องมาถึงศาลาริมน้ำ หลวงอัครเทพสั่งให้คนเรือเอาเรือเข้าจอดเทียบ ขาบกับคนเรือช่วยกันยกโตกขึ้นไปวางเตรียมไว้บนศาลา ส่วนม้วนปูเสื่อวางของที่เตรียมมาไว้เล่นกับหญ้าปล้องให้เจ้านายทั้งสองท่าน

ด้านหลวงอัครเทพเก็บหญ้าปล้องที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ เอาไม้กระทุ้งไส้ออกมาจะมีลักษณะกลมยาวเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ เขาเอาไส้ที่ได้มาชุบสี ติดไว้กับไม้ระกำ ใช้พู่กันวาดๆกลายเป็นตัวกุ้งตัวปลา มณีจันทร์ชอบใจมากเอาไปปักไว้ตามพื้น ปล่อยให้ล้อสายลม ยิ้มสนุกราวกับเป็นเด็กๆ

“พ่อสอนฉันเล่นแต่เด็ก นึกแล้วว่าหล่อนต้องชอบ”

“น่ารักจัง...ม้วนจ๋า เก็บเอาไปไว้มากๆเลย หญ้าปล้องเนี่ย” มณีจันทร์สั่งไปยิ้มไปอย่างมีความสุข

“ที่แพหน้าบ้านเรา ถมถืดไปเจ้าค่ะ” ม้วนพลอยมีความสุขไปกับเจ้านายสาว...

หลังจากเล่นหญ้าปล้องได้พักใหญ่ หลวงอัครเทพชวนมณีจันทร์ขึ้นไปนั่งกินอาหารบนศาลาริมน้ำ หญิงสาวผู้มาจากอีกภพหนึ่งมองวิวทิวทัศน์รอบตัวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ทุกอย่างเชื่องช้า เงียบสงบเสียจริง ไม่เหมือนโลกใบนั้น เร่งรัดเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ชีวิตหรือแม้แต่ดนตรี ทั้งที่ปลายทางความเร่งรีบนั้น ก็คือความตาย...ทุกคนต้องตายเหมือนๆกัน”

“หล่อนเคยบอกโลกใบนั้น...ฉันคือคนตายไปแล้ว”

“ฉันเคยคิด คนในยุคของท่านปล่อยให้เราเสียดินแดนมากขนาดนั้นได้อย่างไร แต่เมื่อมาเห็นด้วยตา คนในแต่ละยุคมีเหตุผลต่างกัน เราเอาเหตุผลของยุคหนึ่งไปประเมินอีกยุคหนึ่งไม่ได้”

“เราทำดีที่สุดแล้ว” หลวงอัครเทพสีหน้าหม่นหมองลงไปทันที

“ฉันเชื่อค่ะ...คนฉลาดทำงานหนักอย่างท่าน อย่างเจ้าคุณวิศาลและบรรพบุรุษอีกหลายๆคน ใช้ชีวิตทั้งชีวิต
เพื่อรักษาเอกราชไว้ให้ลูกหลานจริงๆ” มณีจันทร์มองหลวงอัครเทพอย่างชื่นชม...

มณีจันทร์สนุกกับการล่องเรือมาก นอกจากมีหญ้าปล้องให้เล่น มีวิวสวยๆตลอดสองฝั่งแม่น้ำให้ชมไม่รู้เบื่อแล้ว เธอยังได้กินมะกอกน้ำที่ม้วนช้อนขึ้นมาจากแม่น้ำด้วย

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังมีความสุขที่ได้มาล่องเรือเที่ยว กุลวรางค์ ไรวัตกับตรองซึ่งอยู่ในอีกภพหนึ่งยังคงทำทุกทางเพื่อให้ได้ตัวมณีจันทร์กลับมา วันนี้ก็เช่นกัน กุลวรางค์กับตรองนัดไรวัตมาเจอกันที่บ้านมณีจันทร์ ทันทีที่กุลวรางค์เจอหน้าไรวัต ถามว่าได้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมณีจันทร์เพิ่มเติมไหม

“ผมไปหาหมอประจำตัวเมณี่ ประวัติการรักษาของเธอขาวสะอาด ไม่เป็นโรคอะไรที่ทำให้หมดสติฉับพลัน ไม่มีทางความจำเสื่อม ไม่มีแม้แต่ประวัติว่าเครียด ซึ่งจะนำไปสู่โรคจิตต่างๆ ไม่มีเลย”

นุ่มปล่อยโฮ “นุ่มผิดเองดูแลคุณหนูไม่ดี แล้วนี่จะมีหน้าอะไรไปพบคุณหญิงได้อีก”

“แหม...ตอนคุณหนูหายไปอย่างกับหายตัวได้ มีบางทีประตูรั้วล็อกอยู่แท้ๆ คุณหนูยังหายไปได้ คุณแม่บ้านจะตามคุณหนูทันที่ไหนล่ะคะ...อย่าร้องไห้เลยนะคะ...ไม่งั้น...” ดาวหยุดพูดดื้อๆ ทำหน้าเบ้

“...เธอจะร้องไห้ด้วย” ตรองช่วยต่อประโยคให้ดาว

“ไม่งั้น...พื้นจะเปียก ขี้เกียจเช็ดค่ะ”

นุ่มหมั่นไส้ดาวมุกเยอะนัก ตบหัวเปรี้ยงไปหนึ่งที กุลวรางค์ส่ายหน้าเหนื่อยใจ ขอตัวขึ้นไปเฝ้ากระจกต่อ ตรองรีบวิ่งตามกุลวรางค์ จังหวะนั้น คุณหญิงมาลิดาโทร.เข้ามือถือของไรวัตถามข่าวคราวความช่วยเหลือ

“อ๋อ...คุณน้า...คุณพ่อของผมบอกว่าสนามบินที่นั่นปิด แต่ทางทหารเตรียมเรือไว้อพยพคนไทยแล้ว เรือคงพร้อมออกเดินทางอีกไม่กี่วันนี้ คุณน้าจะกลับมาพร้อมกับคนไทยที่อพยพชุดแรกนี้เลยไหมครับ”

“คงต้องกลับ เพราะตอนนี้น้าแย่ นอนไม่หลับเลย แต่กลับได้คนเดียวนะ ท่านทูตต้องอยู่ หน้าที่ของข้าราชการ ประเทศชาติต้องมาก่อนครอบครัว”

“ทำใจดีๆไว้นะครับ เราสามคนไม่มีใครอยู่นิ่งเฉย เราออกตามเมณี่ทุกทางทุกวันไม่ต้องห่วงนะครับ”

“จ้ะ...ขอบใจมาก” คุณหญิงมาลิดาวางสาย กังวลใจมาก ป่านนี้มณีจันทร์จะเป็นอย่างไรบ้าง

ooooooo

ระหว่างที่คุณหญิงมาลิดาเป็นห่วงมณีจันทร์แทบไม่เป็นอันกินอันนอนอยู่ในอีกภพหนึ่ง มณีจันทร์กลับกำลังสนุกสนานที่หลวงอัครเทพพามาเที่ยวห้างฯของ มร.จอห์น ภายในห้างฯมีผู้คนเข้ามาซื้อของกันหนาตา มร.จอห์นเห็นหลวงอัครเทพมาก็ตกใจ ส่วนหลวงอัครเทพร้องทักทายเขาสีหน้าปกติ

“วันนี้เป็นยังไงบ้าง ขายดีไหมขอรับ”

“เราแวะมาเที่ยว...โอ้โห...ของพวกนี้” มณีจันทร์ว่าแล้วเดินไปหยิบนั่นดูนี่สีหน้ายิ้มแย้ม

“เป็นบ้าไม่ใช่รึ...ออกมาเที่ยวได้ยังไง”

มณีจันทร์หุบยิ้ม นึกโกรธ มร.จอห์นขึ้นมาทันที เลยแกล้งบ้าให้สมกับที่โดนว่า หยิบแจกันยุคหมิงราคาแพงระยับเอามาโยนเล่น มร.จอห์นตกใจรีบวิ่งกระหืดกระหอบไปรับแทบไม่ทัน เท่านั้นยังไม่พอ มณีจันทร์คว้าปืนจะเอาไปทุบนาฬิกาที่วางเรียงรายอยู่ในกล่องสุดหรู มร.จอห์นถลาเข้าไปขวาง

“นั่นนาฬิกาสวิส...โฮ้ย...นี่คุณจะเอายังไงกับกระผมนี่” มร.จอห์นโวยลั่น หลวงอัครเทพยิ้ม ก่อนจะยื่นจดหมายที่
มร.จอห์นต้องการหนักหนา ถึงขนาดส่งหลวงเจนพาณิชย์ไปขโมยคืนจากเขา มร.จอห์นงงทำไมจู่ๆหลวงอัครเทพถึงเอาจดหมายมาคืนให้

“กระผมรู้ ท่านไม่อยากให้เราเห็นจดหมายนี่เพราะไม่อยากให้ทางการรู้ว่าท่านแอบทำงานการเมือง”

“จะมาเอาผิดกระผมรึ”

“จะมาบอกว่า เราไม่เคยกีดกันท่าน ท่านมีสิทธิ์แสดงความเห็นเรื่องเมืองสยามต่อฝ่ายทางการอังกฤษโดยเสรี เราจะไม่ยึดสัมปทาน ไม่มีบทลงโทษใดๆ”

“จริงรึ...แลกกับอะไร”

“ฮึ...ท่านสมเป็นพ่อค้า เราขอแลกกับความเห็นที่ตรงไปตรงมาไม่ปิดบังไม่ต้องเล่นละคร”

“ท่านอยากฟังความเห็นของคนอังกฤษเพื่อประกอบการทำงาน...ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเพื่อประกอบการตัดสินใจ ต้องการแบบนี้ใช่ไหม”

“ต่อไปนี้ขอให้ท่านสวมบทบาทของพ่อค้าและนักการเมืองอย่างเปิดเผยเถิด อย่าได้มีกังวลใดๆ เราจะนับท่านเป็นที่ปรึกษา เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของเรา” หลวงอัครเทพสีหน้าจริงจัง มณีจันทร์เห็น มร.จอห์นนิ่งเงียบไม่ยอมตอบรับข้อเสนอ แกล้งบ้าหันไปหาเครื่องประดับในตู้ใกล้ๆ เขาถึงกับสะดุ้งโหยง รีบเข้าไปกัน

“โอ๊ะ ไม่ได้ขอรับไม่ได้...จะให้ผมทำอะไรก็ได้ แต่ทีหน้าทีหลังอย่าเอาน้องสาวของท่านมาที่ห้างฯนี้อีกเลยกระผมขอร้องล่ะนะ” มร.จอห์นปาดเหงื่อ เหนื่อยใจกับหญิงบ้าๆบอๆคนนี้ ขณะที่ขาบกับม้วนแอบขำ...

เสร็จจากภารกิจกับ มร.จอห์น หลวงอัครเทพ กับมณีจันทร์และบ่าวทั้งสองขึ้นเรือเดินทางกลับบรรยากาศใกล้โพล้เพล้ ทำให้หลวงอัครเทพนึกครึ้ม ท่องเพลงกล่อมให้มณีจันทร์ฟัง

“เดือนเอ๋ยเดือนหงาย ดาวกระจายทรงกลด อุ้มเจ้าใส่รถ...เอ้อ...อุ้มเจ้าใส่เรือ เพื่อจะไปชมเดือน เจ้างามสุดใจ เดือนก็งามไม่เหมือน พาเจ้าชมเดือน ดาวเกลื่อนนะเจ้าอา” หลวงอัครเทพว่าพลางส่งสายตาเปี่ยมด้วยความรักมาให้มณี–จันทร์ เธอเองก็รับรู้ความรู้สึกนั้นได้ มองเขาตอบอย่างลึกซึ้งเช่นกัน แต่เธอทำซึ้งได้เพียงครู่เดียว ทำหน้าทะเล้นก่อนจะท่องประโยคที่ตัวเองเคยเห็นตามท้ายรถสิบล้อซึ่งคิดว่าเป็นกลอนให้เขาฟังบ้าง

“มีเงินนับเป็นน้อง มีท้องนับเป็นเมีย”

ขาบกับม้วนสะดุ้งโหยงแทบตกเรือ หลวงอัครเทพได้แต่ส่ายหน้าให้กับความล้นของมณีจันทร์...

กว่าเรือจะเทียบท่าบ้านหลวงอัครเทพฟ้าก็มืดแล้ว บนท่าเรือมีบ่าวชายคอยชูตะเกียงส่องทางให้มณีจันทร์ขึ้นจากเรือกลับหยุดมองไปรอบๆท่าน้ำไม่ยอมขึ้นเรือน หลวงอัครเทพสงสัยมีอะไรหรือเปล่า

“แค่อยากมองเมืองที่ไม่มีแสงไฟ มีแต่แสงตะเกียง มันช่างมืดและสุขสงบเสียจริงๆ”

กรุงเทพฯหรือที่เรียกในยุคนั้นว่า พระนคร มีแต่ต้นไม้ ไม่มีไฟตามท้องถนน มีเพียงพระจันทร์ที่ส่องแสงลงมากระทบลำน้ำ วัดอรุณเป็นแค่เงารางๆในความมืด หลวงอัครเทพเข้าไปยืนชิดมณีจันทร์กระซิบเบาๆว่า

“โลกจะงามไหม อยู่ที่เรายืนมองมันกับใคร”

“ถ้ายืนมองโลกอยู่กับคนที่เรารัก โลกจะงดงามเป็นเท่าทวีคูณ” มณีจันทร์กระซิบตอบ

ปลายนิ้วของหลวงอัครเทพแตะมือมณีจันทร์อย่างแผ่วเบา เนื่องจากมีบ่าวแถวนั้นหลายคน มณีจันทร์ก้มหน้าเอียงอาย แม้จะเป็นเพียงปลายนิ้วสัมผัสแต่ความอบอุ่นกลับแผ่ซ่านไปทั่วตัว...

ครู่ต่อมา หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์มาถึงโถงกลางเรือน เห็นคุณหญิงแสร์กำลังทำงานง่วนอยู่กับอิ่มและโขม มณีจันทร์ปราดเข้าไปนั่งชิดคุณหญิงแสร์ ถามออดอ้อนว่าทำอะไรอยู่

“จะอบข้าวตู นี่เขาเรียกเทียนอบ”

“มณีชิมได้ไหมเจ้าคะ”

“ไม่ได้ ไปเที่ยวมาหยกๆอาบน้ำเสียก่อน กินข้าวแล้วค่อยกินขนม”

มณีจันทร์อ้าปากจะเล่าเรื่องไปเที่ยวห้างฯ มร.จอห์นให้ฟัง แต่คุณหญิงแสร์ไม่ให้เล่า สั่งให้ไปอาบน้ำก่อน มณีจันทร์โผกอดคุณหญิงแสร์หนึ่งที แล้ววิ่งปรู๊ดออกไป คุณหญิงแสร์ส่งเสียงปรามไล่หลังให้เดินเบาๆ

“คนเดินฝีเท้าหนัก เงินทองมันจะตกใจจะหนีหมด”

“แหม...เงินทองมันคงขี้ตกใจจริงด้วยนะมันถึงอยู่กับใครไม่ค่อยนาน...อืม...ถูกๆ” มณีจันทร์บ่นไปเรื่อยแล้วเดินแบบเก้ๆกังๆเข้าห้องตัวเอง คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพอดขำกับความทะเล้นของมณีจันทร์ไม่ได้

ooooooo

หลวงเจนพาณิชย์ยังไม่ละความพยายามจะแย่งประยงค์ไปจากหลวงอัครเทพเพื่อแก้แค้น โดยไม่รู้ว่าทั้งคู่ไม่ได้เป็นคู่หมายกันแล้ว เช้านี้ก็เช่นกัน เขาแอบตามประยงค์ซึ่งไปเดินซื้อของในตลาดกับคุณหญิงสรเดช จ้างเด็กคนหนึ่งให้เอาจดหมายมาส่งให้ประยงค์ ข้อความในจดหมายเขียนมาเป็นกลอนว่า

“อยากให้เห็นใจพี่ ขอคนดีอย่าหันหาย รักประยงค์ไม่มีคลาย ชีพพี่วายหากน้องเมิน”

จังหวะนั้น คุณหญิงสรเดชหันมาถามประยงค์มีอะไรหรือเปล่า ประยงค์ตกใจปากคอสั่น สองจิตสองใจจะเล่าให้แม่ฟังดีไหม สุดท้ายตัดสินใจบอกว่าไม่มีอะไร คุณหญิงสรเดชไม่สนใจอีก หันไปเลือกซื้อผักต่อ ประยงค์กวาดตามองไปรอบๆ เห็นหลวงเจนพาณิชย์โผล่ออกมาจากเพิงขายของ หญิงสาวตกใจก้มหน้า ทั้งอายทั้งลำบากใจ รีบเดินหนี

ooooooo

เจ้าคุณวิศาลคดีอยากทราบเรื่องที่หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ไปพบ มร.จอห์น จึงเชิญทั้งคู่มาพบที่เรือนของท่าน แต่เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด ท่านเรียนเชิญคุณหญิงแสร์มาด้วย แต่เมื่อมาถึงเรือนของเจ้าคุณวิศาล คดีกลับพบว่าท่านไม่อยู่ ภรรยาทั้งสามคนของท่าน แม่เนื่อง แม่ชื่น และแม่ชมซึ่งแต่งตัวเหมือนกันราวกับแฝดสามมาคอยต้อนรับแทน

“เราสามคนน่ะแค่เมียบ่าว คุณหญิงท่านเสียไปหลายปีแล้ว บ้านนี้ไม่มีใครปกครอง ผิดพลาดก็ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ” แม่เนื่องรีบออกตัว

“ท่านเจ้าคุณให้คนมาบอกว่า เสด็จพระองค์ชายเล็ก ท่านเสด็จมาตรวจงานกะทันหัน เลยต้องอยู่เข้าเฝ้า เมื่อเสร็จแล้วจะรีบมาเจ้าค่ะ” แม่ชมรายงานให้หลวงอัครเทพทราบ

แม่เนื่องเห็นมีเวลาว่างระหว่างรอเจ้าคุณวิศาลคดี ขอร้องคุณหญิงแสร์ช่วยแนะนำเรื่องเครื่องคาวหวานให้ เธออยากได้สูตรใหม่ๆไว้ทำอาหารให้คุณท่าน คุณหญิงแสร์ดีเห็นด้วย

“ดีเลย...ไม่อยากนั่งว่างๆไปที่ครัวกันไหมล่ะ”

พวกผู้หญิงพากันไปยังเรือนครัว ปล่อยให้หลวงอัครเทพนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว...

ระหว่างที่คุณหญิงแสร์กำลังสอนแม่เนื่องทำครัวอยู่ที่มุมหนึ่ง มณีจันทร์กลับเล่นตลกตามประสาซุกซนให้แม่ชมกับแม่ชื่นดู สองสาวหัวเราะชอบใจเสียงแหลมปรี๊ด จนมณีจันทร์ต้องทัก

“แหม คุณสองคนหัวเราะอร่อยจังเลย”

สองสาวยิ่งหัวเราะเสียงแหลมขึ้นไปอีก มณีจันทร์แกล้งถามว่าร้องไห้ได้ไหม สองสาวเบ้หน้า ร้องไห้ทันที มณี–จันทร์ถึงกับสะดุ้ง

“เฮ้ย...ยอมด้วยอ่ะสิ มิน่าท่านเจ้าคุณถึงไม่ค่อยโกรธเวลาที่อิฉันทำอะไรเพี้ยนๆ...ชอบของแปลกนี่เอง” มณีจันทร์พูดจบแม่ชื่นกับแม่ชมแผดเสียงหัวเราะลั่น มณีจันทร์ยิ้มขำที่คนบ้าๆบอๆไม่ใช่มีแต่เธอคนเดียว...

หลังจากป่วนเรือนครัวพอหอมปากหอมคอ แม่ชมกับแม่ชื่นพามณีจันทร์ไปเที่ยวที่เรือนแพต่อ ระหว่างทางแม่ชมคุยว่ามีของดีอยู่ข้างในเรือนแพ อยากให้มณีจันทร์เห็น แต่ต้องแอบเข้าไปเงียบๆ เพราะปกติเจ้าคุณวิศาลคดีไม่เปิดให้ใครดูง่ายๆ มณีจันทร์ตื่นเต้นเมื่อเดินมาถึงหน้าเรือนแพ โดยไม่รู้ว่าหลวงอัครเทพปูเสื่ออ่านหนังสืออยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ๆพวกมณีจันทร์ไม่เห็นเขา แต่เขาได้ยินที่พวกเธอพูดคุยกันทุกคำ

“เราสองคนได้พบคุณมณีไม่นาน รู้สึกว่า คุณเป็นคนจิตใจดี เห็นแบบนี้ อีชื่นก็หายห่วง”

“ห่วงอะไรเจ้าคะแม่ชื่น”

“ทุกสิ่งที่เราทำ ล้วนอยากให้ท่านเจ้าคุณมีความสุข ถ้าท่านเจ้าคุณพาคุณมณีมาอยู่ที่เรือนนี้จริงๆ เราสองคนก็ยินดีมาก” แม่ชมสีหน้าจริงจัง มณีจันทร์งงจะพามาอยู่อย่างไร สองสาวยิ้มแย้มพูดขึ้นพร้อมกัน

“บ่าวทั้งสองคน ยินดีรับใช้คุณมณีเจ้าค่ะ”

แม่ชื่นกับแม่ชมหลบให้มณีจันทร์เดินเข้าไปในเรือนแพ โดยมีม้วนตามไปติดๆ หลวงอัครเทพนึกสงสัยทำไมแม่ชื่นกับแม่ชมพูดแปลกๆ...

ฝ่ายมณีจันทร์เข้าไปข้างในเรือนแพเห็นขาตั้งวาดรูป ถาดใส่สีกับรูปหลายใบวางอยู่ รูปทุกรูปมีผ้าดิบคลุมกันฝุ่นไว้ จังหวะนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีโผล่เข้ามา มณีจันทร์ตกใจ รู้ตัวว่าไม่ควรเข้ามาในนี้

“คือ เราเดินเล่นมาแล้วก็...เอ่อ...อิฉันไม่น่าเสียมารยาท อิฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ” มณีจันทร์ขยับจะเดินออก เจ้าคุณวิศาลคดีเรียกให้อยู่ก่อน

“แม่ชื่น แม่ชมเขาหวังดี คงอยากให้หล่อนเห็นรูปพวกนี้ หล่อนอยากรู้ไหมล่ะว่าฉันวาดรูปอะไร”

“เอาแบบกุลสตรีก็ต้องตอบว่าแล้วแต่ท่านจะกรุณา เอาแบบสตรีไม่มีสกุลก็คงตอบว่าอยากเห็นใจจะขาด” มณีจันทร์มุกเยอะอีกเช่นเคย เจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะชอบใจ เดินไปเปิดผ้าคลุมรูปทุกรูป เผยให้เห็นเป็นภาพวาดของมณีจันทร์ทั้งหมด ม้วนตะลึง ถึงกับอุทานว่าคุณพระช่วย ก่อนระรีบเอามือปิดปากตัวเอง

มณีจันทร์เองก็ตกใจไม่แพ้ม้วน หลวงอัครเทพแอบมองอยู่อีกมุมหนึ่งถึงกับหน้าเสีย ส่วนแม่ชื่นกับแม่ชมซึ่งรออยู่หน้าเรือนแพ  คิดว่าเจ้าคุณวิศาลคดีได้บอกความรู้สึกที่มีต่อมณีจันทร์แล้ว จึงส่งเสียงพร้อมกัน

“บ้านเราจะได้มีคุณหญิงก็คราวนี้แหละ” สองสาวประสานเสียงจบ หัวเราะร่วนเสียงแหลมบาดแก้วหู

ooooooo

เจ้าคุณวิศาลคดีเล่าที่มาที่ไปของรูปภาพพวกนี้ให้มณีจันทร์ฟังว่า มร.โรแบร์ครูสอนวาดรูปของท่านบอกให้วาดรูปผู้หญิงสวยๆจะได้มีกำลังใจวาดต่อจนเสร็จ และก็จริงอย่าง มร.โรแบร์ว่า ท่านวาดรูปเสร็จจนได้มณีจันทร์ไม่ได้คิดอะไร แค่รู้สึกว่าเจ้าคุณวิศาลคดีมีความผูกพันกับเธอเพราะเป็นคนพาเธอข้ามภพมาเท่านั้นและยิ่งเห็นท่านแก่คราวพ่อแถมมีเมียอีกตั้งสามคน เธอจึงพูดคุยกับท่านเหมือนปกติ

“เก่งจังเลยเจ้าค่ะ ไม่น่าเชื่อ ท่านทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลา ยังอุตส่าห์มีอารมณ์สุนทรีย์”

“ยิ่งงานหนักยิ่งต้องมีพวกนี้บ้าง วาดไปเพลินๆประเดี๋ยวก็คิดเรื่องงานออก”

มณีจันทร์หยิบรูปขึ้นมาหนึ่งรูป “อันนี้เสร็จแล้ว ยกให้อิฉันได้หรือยังเจ้าคะ”

“หล่อนเป็นสาวเป็นนาง อย่าเอาไปเก็บไว้เลย ไม่งามหรอก ที่ไม่ชอบให้ใครเข้ามาก็เพราะเหตุนี้ ให้ฉันเก็บไว้เองเถอะ” เจ้าคุณวิศาลคดีเข้ามายืนใกล้ๆมณีจันทร์ ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เอาไว้สักวันจะยกให้ทั้งหมด ยกให้ทั้งรูปพวกนี้และอย่างอื่น”

มณีจันทร์ยิ้มตอบไม่เข้าใจความนัยพวกนั้น ม้วนได้แต่ก้มหน้ากลุ้มใจมาก หลวงอัครเทพรู้สึกไม่ต่างจากม้วน จากนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีพามณีจันทร์ไปดูวิวริมน้ำ มณีจันทร์ชอบบรรยากาศแบบนี้มากถึงกับเพ้อ

“ได้อยู่ที่เรือนนี้ฟังเสียงน้ำไหล เสียงลมคงมีความสุขมากแน่ๆ”

“ถ้าชอบ ฉันจะสร้างต่อให้ยาวและใหญ่กว่านี้ แล้วจะยกให้หล่อน”

ม้วนใจเสีย ส่วนหลวงอัครเทพปวดใจมาก มีเพียงมณีจันทร์คนเดียวที่ไม่รู้เรื่อง เธอแทบจะโดดตัวลอยด้วยความดีใจ เจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะอารมณ์ดีกับท่าทางของหญิงสาว ก่อนจะมองเธออย่างหลงใหล

“ฉันรู้สึกว่าทุกครั้งที่เห็นหน้าหล่อน ฉันเคยเห็นหล่อนมาก่อนแน่ๆ”

“ในฝันหรือเจ้าค่ะ”

“ใช่...หลังตัดสินคดีพระยอด ฉันป่วย ฉันฝันถึงสถานที่แปลก อธิบายไม่ถูกหรอก จำฝันได้บ้างไม่ได้บ้าง”

“สักวัน ถ้าอธิบายได้อิฉันจะอธิบายให้ท่านฟังเจ้าค่ะ อิฉันก็รู้ดีว่าอิฉันมีความผูกพันบางประการกับท่าน”

เจ้าคุณวิศาลคดีดีใจมาก เข้าใจไปว่ามณีจันทร์มีใจให้ตน หลวงอัครเทพเจ็บปวดใจมาก ทนฟังต่อไปไม่ไหว เดินหนี มณีจันทร์สำนึกในบุญคุณของเจ้าคุณวิศาลคดีเสมอ เพราะท่านเป็นคนพาให้เธอมาพบกับทุกสิ่งทุกอย่างทุกคนที่นี่ เจ้าคุณวิศาลคดียังนึกเรื่องที่มณีจันทร์พูดไม่ออก เพราะความทรงจำเรื่องภพไม่ชัดเจน

“ท่านทำงานการเมือง ทุ่มเทกับงานเยือกเย็นสุขุม เจ้าเล่ห์นิดๆเหมือนพ่อ...อิฉันคิดถึงพ่อน่ะเจ้าค่ะ”

“ขอให้จำไว้ ในเมื่อเรามีความผูกพันกันจริงก็ขอให้ความผูกพันนั้นงอกเงยสมดังที่ฉันหวัง”

มณีจันทร์ยิ้มให้เจ้าคุณวิศาลคดี ต่างคนต่างเข้าใจผิดไปคนละทาง...

ทางด้านคุณหญิงแสร์ยังคงสอนแม่เนื่องทำครัวกันไปคุยกันไป แม่เนื่องได้ฟังเรื่องของมณีจันทร์มามาก เพิ่งเคยเห็นหน้าวันนี้ น่ารักน่าเอ็นดูสมคำร่ำลือ คุณหญิงแสร์สงสัยไปฟังเรื่องมณีจันทร์มาจากไหน

“จากท่านเจ้าคุณ วันไหนท่านไปเรือนคุณหญิงกลับมาเหมือนหนุ่มน้อยยิ้มแย้มทั้งวัน”

คุณหญิงแสร์รู้ความนัยดี ตกใจถึงกับทำมีดร่วงจากมือ “ท่านเจ้าคุณเล่าตรงๆ ไม่กลัวคุณโกรธรึ”

“แต่เดิมอิฉันเป็นต้นห้องของคุณหญิงคนเก่าที่เสียไป อิฉันมีสำนึกเสมอว่าตัวเป็นแค่บ่าว”

“แต่คุณก็ทำงานรับใช้ท่านมานาน ใครๆก็นึกว่าท่านเจ้าคุณจะยกคุณขึ้นมา”

“ต่อให้ท่านยก อิฉันก็ไม่เอา บ่าวก็ต้องอยู่ส่วนบ่าวสิเจ้าคะ นี่อิฉันยังนึกดีใจ ถ้าท่านเจ้าคุณเจอคนที่มาแทนคุณหญิงได้ อิฉันก็ตายตาหลับ”

คุณหญิงแสร์ยิ่งฟังยิ่งกลุ้มใจ ความวัวยังไม่ทันจะหาย ความควายเข้ามาแทรกเสียแล้ว...

ระหว่างกินข้าวกลางวันด้วยกัน เจ้าคุณวิศาลคดีถามเรื่องที่หลวงอัครเทพไปพูดคุยกับ มร.จอห์น หลวงอัครเทพ
มัวแต่ใจลอยคิดถึงเหตุการณ์ที่เรือนแพเมื่อครู่ คุณหญิงแสร์ต้องสะกิด เขาถึงได้รู้ตัว ถามเจ้าคุณวิศาลคดีว่าเมื่อครู่ท่านว่าอะไร เจ้าคุณวิศาลคดีถามถึง มร.จอห์นว่าอย่างไรบ้าง

“เอ่อ...เขาพูดเพียงสั้นๆ เขาห่วงเพียงสองอย่าง ผลประโยชน์ทางการค้าและดินแดนที่ประเทศของเขายึดไว้อยู่แล้ว หากฝรั่งเศสไม่ยุ่ง เขาก็จะอยู่เฉยๆ”

“ท่าทีอยู่เฉยๆ นี่เองทำให้เราลำบาก เมื่อคราวเรือรบมาปิดปากอ่าวเราเหมือนอยู่เพียงตัวคนเดียว เหมือนถูกปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่มีใครสนใจช่วยเหลือ” เจ้าคุณวิศาลคดีสีหน้าเจ็บปวดใจ

“จนถึงเวลานี้ ประเทศของเขาก็ยังยืนยันนโยบายแบบนั้น” มณีจันทร์เสริม

“ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทาง มร.จอห์นคิดอะไร แต่ที่เรายังไม่รู้คือทางเมอร์ซิเออร์ปิแอร์คิดอย่างไร”

หลวงอัครเทพจะให้ฝ่ายข่าวทางเขาพยายามสืบจนรู้ให้ได้ มณีจันทร์บ่นเสียดายเมื่อคราวที่แล้ว ที่หลอกถามเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไม่สำเร็จ เธอยืนยันจะลองสืบจากเมอร์ซิเออร์ปิแอร์อีกสักครั้ง...

ooooooo

ภายในห้องรับแขกบ้านมณีจันทร์ที่กรุงเทพฯ ตรองเห็นโฆษณาในทีวี มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน เขามองอย่างสนใจ ไรวัตแกล้งเดินมาบังหน้าจอทีวี ตรองเอนตัวหลบ สายตายังจับจ้องทีวีไม่วางตา ไรวัตมองตาม สงสัยตรองสนใจอะไรหนักหนา เห็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาว่า

“ปัญหาความรักหนุ่มสาว แก้ไขด้วยนี่ครับ...แหวนเพชรเอื้ออาทร เพื่อความรักของหนุ่มสาวทุกคู่”

ไรวัตถามตรองมีปัญหาความรักกับใครหรือ มณีจันทร์หรือกุลวรางค์ ตรองทำไก๋ไม่รู้ไม่ชี้ กลบเกลื่อนว่ารอดูบอลไม่ได้สนใจโฆษณาสักหน่อย ไรวัตขี้เกียจเซ้าซี้ ขอตัวขึ้นไปหากุลวรางค์ที่ห้องนอนของมณีจันทร์...

กุลวรางค์ยังคงนั่งเฝ้าอยู่หน้ากระจกข้ามภพ ตอนที่ไรวัตเดินเข้ามาหา เธอถามข่าวความคืบหน้าการเดินทางกลับเมืองไทยของคุณหญิงมาลิดาไปถึงไหนแล้ว

“เรือออกไปรับแล้วกว่าจะออกไปกว่าจะกลับ

หลายวันอยู่...พวกคุณสองคนนี่จริงจังกับเรื่องกระจกนี่มากเลยนะ เดี๋ยวคุณน้ากลับมาพวกคุณจะอธิบายกับท่านยังไง...กับไอ้กระจกนี่น่ะ”

กุลวรางค์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน จะอธิบายเรื่องนี้กับท่านอย่างไร...

ขณะที่กุลวรางค์ยังไม่รู้จะบอกเรื่องกระจกข้ามภพกับคุณหญิงมาลิดาอย่างไร ตรองกลับแว่บออกไปที่ร้านขายเพชร ลงทุนซื้อแหวนเพชรให้กุลวรางค์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น เขามีใจให้เธอจริงๆ แต่พอกลับถึงบ้านมณีจันทร์เห็นกุลวรางค์นั่งสีหน้าครุ่นคิดอยู่ที่เฉลียงหน้าบ้าน ตรองกลับไม่กล้าเข้าไปหา

“เหวย...นั่งอยู่ตรงนั้น แค่เห็นก็...ปะ...ปะ...ปากสั่น...

จะให้ยังไงดีวะ” ตรองกวาดตามองไปรอบบ้านเห็นต้นกุหลาบกำลังออกดอกสวยงาม ตรงเข้าไปเด็ดกุหลาบมาหนึ่งดอก กะจะเอาแหวนสอดไว้ที่ก้านดอกกุหลาบเวลาให้กุลวรางค์ ตัวเองจะได้ไม่ต้องเขินมาก ขณะเขากำลังจะยื่นดอกกุหลาบดอกนั้นให้กุลวรางค์ ไรวัตเดินนำดาวซึ่งถือถาดใส่แก้วน้ำเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ตรองตกใจที่เห็นไรวัตยังอยู่ ร้องเอะอะ

“เฮ้ย...ทำไมยังไม่ไป”

“เมื่อคืนเข้าเวร เลยงีบอยู่ข้างใน...เอ้า...ดอกไม้...ถือมาทำไม”

ตรองตกใจรีบเอาดอกไม้ซ่อนไว้ข้างหลังโกหกหน้าตาเฉยว่า “ดาวใช้ให้เด็ดให้หน่อย จะเอาไปใส่แจกัน”

ดาวงง ไปใช้ตรองตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สุดท้ายเธอรับสมอ้าง อาสาจะเอากุหลาบไปใส่แจกันให้ แล้วคว้าไปจากมือ ตรองกระชากกลับอ้างจะเอาไปใส่แจกันเอง ทั้งสองคนยื้อแย่งกุหลาบกันไปมา ในที่สุดตรองแย่งคืนมาจนได้ แล้วรีบเดินหนีเข้าครัว เจอนุ่มกำลังจัดของว่างง่วนอยู่ เขายื่นหน้าเข้าไปถาม

“ขนมอะไรครับ...น่ากินจัง”

“ขนมหม้อแกงค่ะ กำลังจะยกออกไปให้คุณๆพอดี เอ...ไม่รู้คุณไรวัตจะชอบขนมไทยไหม หาคุกกี้ให้แกอีกจานดีกว่า” นุ่มว่าแล้วหันไปหยิบคุกกี้มาจัดใส่จาน

ตรองเห็นขนมหม้อแกง ยิ้มออก คิดอะไรขึ้นมา รีบเอาแหวนเพชรยัดใส่ในขนมหม้อแกงทันที พอนุ่มเอาจานคุกกี้มาวางในถาดข้างๆขนมหม้อแกง ตรองอาสาจะยกถาดของว่างออกไปเอง

ooooooo

..


Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #7 on: 16 July 2026, 15:29:52 »


https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep15/page1

ทวิภพ ตอนที่ 15

ครู่ต่อมา ตรองเอาถาดของว่างออกไปวางที่โต๊ะเล็กๆหน้ากุลวรางค์ เชิญชวนให้เธอกินขนมหม้อแกงตามแผนการที่วางไว้ แต่เธอกลับจะกินคุกกี้ ขณะที่ไรวัตจะขอกินขนมหม้อแกง ตรองตาเหลือกร้องห้ามลั่น

“เฮ้ย...ไม่ได้ๆ คุณต้องกินหม้อแกงสิ ให้ไรวัตกินคุกกี้”

กุลวรางค์ยืนยันอยากกินคุกกี้มากกว่า ส่วนไรวัตไม่พูดพล่ามคว้าถาดขนมหม้อแกงทันที ตรองไม่ยอมให้ยื้อไว้สุดฤทธิ์ สองหนุ่มยื้อกันไปมาสักพัก ตรองเห็นท่าไม่ดี คว้าช้อนมาโกยขนมหม้อแกงใส่ปากอมไว้ไม่กลืน เพราะกลัวแหวนเพชรหลุดลงท้อง พริบตาเดียวขนมหม้อแกงเกลี้ยงถาด ไรวัตมองงงๆ

“เฮ้ย...ปากหรือเครื่องดูดส้วม สวาปามเข้าไปได้ยังไงวะ”

ตรองชี้หน้าไรวัตเป็นทำนองว่าฝากไว้ก่อน แล้วจ้ำพรวดๆออกไป ที่หมายคือห้องน้ำ เพื่อจะได้คายแหวนที่อยู่ในปาก ขณะเอื้อมมือจะจับลูกบิดประตูห้องน้ำ ดาวพุ่งมาขวางไว้

“เข้าไม่ได้ค่ะ ราดน้ำยาฆ่าเชื้อไว้ที่พื้นห้องน้ำ กรุณารอ 10 นาทีค่ะ”

ตรองขยับจะเดินไปเข้าห้องน้ำห้องอื่น ดาวเดาใจออก รีบรายงานว่า ห้องน้ำห้องอื่นๆ ก็ราดน้ำยาฆ่าเชื้อเช่นกัน ตรองชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปที่ห้องครัว ดาวร้องห้าม ห้องครัวก็เพิ่งเช็ด

น้ำยาฆ่าเชื้อต้องรออีก 10 นาทีเหมือนกัน ตรองอยากจะบีบคอดาวให้รู้แล้วรู้รอด ทำไมต้องมาล้างห้องน้ำตอนนี้ หันรีหันขวางไม่รู้จะทำอย่างไร ขนมหม้อแกงในปากเริ่มจะทะลัก ต้องรีบเอามือปิดปากไว้ ดาวเห็นตรองหน้าตาเลิ่กลั่ก สาระแนเป็นห่วง

“คุณเป็นอะไรคะ ตายจริงหรือว่าหายใจไม่ออก... เอ๊ะ...หรือว่าเป็นลมบ้าหมู” ดาวว่าแล้วคว้าแปรงล้างห้องน้ำจากถังที่หิ้วอยู่ในมือจะเอามางัดปากให้ ตรองปัดป้องผลักดาวพ้นทางแล้ววิ่งหนีไปทางหน้าบ้าน

“ว้ายๆ โถ...อาละวาดใหญ่น่าสงสารจริงๆ...ช่วยด้วยค่ะๆ...คุณ ดร.เป็นลมบ้าหมู” ดาวร้องเอะอะ วิ่งตามตรอง เสียงร้องโวยวายของดาวดังไปถึงหูกุลวรางค์กับไรวัตและนุ่ม ทั้งสามคนตกใจมากรีบวิ่งออกมาดู...

ด้านตรองวิ่งมาถึงสนามหญ้าหน้าบ้านมณีจันทร์ รีบคายขนมหม้อแกงทิ้ง ยังไม่ทันจะหยิบแหวนเพชรออกจากซากขนมหม้อแกง ดาว กุลวรางค์ ไรวัตกับนุ่มวิ่งมาถึงเสียก่อน ตรองรีบเอามือวางทับแหวนไว้ ทำทีนั่งเล่น กุลวรางค์เป็นห่วงตรองมาก ถามว่าเป็นอะไรไป ตรองส่ายหน้า ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น

“เมื่อกี้คุณอาเจียนออกมา หนูเห็น” ดาวสาระแนอีก

“ยายเว่อร์...ฉันไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น แค่จะล้างปาก พอดาวไม่ให้ล้าง ฉันก็ออกมานั่งรับลม” ตรองว่าแล้วผิวปาก ทำท่ารับลมชิลๆ นุ่มถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าตรองไม่เป็นอะไร

“ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ สบายดี จะไปไหนก็ไปกันเถอะ...ได้โปรดไปเหอะ ไปกันให้หมด เข้าบ้านไปเถอะ” ตรองแทบจะไหว้ทุกคนให้เลิกสนใจตนเสียที กุลวรางค์กับทุกคนเลยพากันกลับเข้าบ้าน ตรองถอนใจโล่งอก หยิบแหวนเพชรมาอย่างทะนุถนอม โดยไม่เห็นไรวัตแอบมองอยู่ตลอด ไรวัตฉุกคิดถึงตอนที่เห็นตรองนั่งดูโฆษณาขายแหวนเพชรในทีวี เขาเริ่มเข้าใจแล้ว ที่แท้ตรองชอบกุลวรางค์ไม่ใช่มณีจันทร์

ooooooo

ที่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพ หลวงอัครเทพคิดมากที่เจ้าคุณวิศาลคดีมีท่าทีสนใจมณีจันทร์ จึงไม่มีอารมณ์สีไวโอลิน มณีจันทร์แปลกใจ ออมมาถามทำไมคืนนี้ไม่เล่นไวโอลิน หลวงอัครเทพไม่ตอบ นั่งหน้าบูดบึ้ง มณีจันทร์ถามอะไรก็ทำเฉยซํ้ายังเมินหน้าหนี

“ไม่ได้เอาปากออกมาด้วยหรือคะ” มณีจันทร์กระเซ้า คราวนี้หลวงอัครเทพโกรธ ถอนใจเฮือกแล้วลุกหนี มณีจันทร์มองตามงง ไม่รู้เขาโมโหอะไร

ooooooo

เสียงตอกไม้ดังโป๊กๆมาจากเรือนแพแต่รุ่งสาง ทำให้มณีจันทร์สนใจ เดินลงไปดู ยังไม่ทันถึงท่าน้ำ ขาบแบกไม้ไผ่ลำยาวไว้บนบ่า เดินทางผ่านมาพอดี มณีจันทร์ร้องถาม

“ฉันได้ยินเสียงคนงานเอะอะทำอะไรกันหรือ...นายขาบ”

“อ้อ...คุณมณี คุณหลวงท่านให้คนงานมาต่อเติมเรือนแพขอรับ”

จังหวะนั้น ม้วนวิ่งหน้าตื่นมาจากอีกทางหนึ่ง “คุณมณี คนงานทำงานกันให้ครึด ลงมาทำไมเจ้าคะ”

ขาบได้ยินเสียงม้วนก็หันไปมอง ทั้งที่ยังแบกไม้ไผ่อยู่บนบ่า ไม้ไผ่หมุนตามส่งผลให้ปลายไม้ วิ่งเข้าหามณีจันทร์จนต้องหลบวูบไม้ไผ่ผ่านหัวไปอย่างหวุดหวิด อิ่มเดินมาจากอีกมุมหนึ่ง ร้องถามขาบว่า คุณหลวงอยู่ไหน คุณหญิงแสร์ให้มาตาม ขาบหันไปมองอิ่ม ไม้ไผ่ลำยาวหมุนตามไปด้วย

ม้วนหลบไม้ไผ่พ้นเช่นเดียวกับมณีจันทร์ แต่อิ่มไม่ทันตั้งตัว ปลายไม้ไผ่ลำยาวอีกด้านหนึ่งของขาบ ฟาดเปรี้ยงจนล้มทั้งยืน ม้วนตกใจรีบวิ่งไปดูอิ่ม มณีจันทร์สบช่องอาสาจะไปตามคุณหลวงให้ แล้วพุ่งไปที่เรือนแพอย่างรวดเร็ว ม้วนหันมองอีกที มณีจันทร์หายไปแล้ว...

ขณะหลวงอัครเทพกำลังขะมักเขม้นสั่งงานบ่าวอยู่บนเรือนแพ มณีจันทร์เข้ามาถามเขาว่ากำลังทำอะไรอยู่ หลวงอัครเทพทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจ หันไปทำงานต่อ

“อย่ามาทำเป็นใบ้อีกนะคะ เมื่อกี้ยังเห็นสั่งงานบ่าวอยู่” มณีจันทร์ว่าแล้วเดินมายืนตรงหน้าหลวงอัครเทพ

“หล่อนไม่ควรลงมาแถวนี้”

“คุณแม่ท่านให้หา”

“รู้แล้ว...เดี๋ยวไป” หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์ยืนนิ่ง ไล่ทางอ้อม “หมดเรื่องแล้วไม่ใช่รึ”

“เมื่อเช้าอ่านหนังสือพิมพ์ มีผู้ทำนายว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเกิดใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ทางราชสำนักคิดยังไงคะ” มณีจันทร์ชวนคุยต่อ

“แล้วไง” หลวงอัครเทพย้อนถามแบบไม่มองหน้า

“ถ้าพวกท่านไม่เชื่อ ให้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ แล้วยืนยันกับพวกท่านเหล่านั้นว่าเป็นเรื่องจริง เพราะฉันเห็นมันด้วยตาตัวเอง”

“แค่นี้ใช่ไหม” หลวงอัครเทพตัดบท มณีจันทร์รู้ว่าโดนไล่แต่ไม่ยอมไปง่ายๆ เล่าเรื่องขำขันให้เขาฟัง บ่าวที่อยู่แถวนั้นพากันหัวเราะขำ หลวงอัครเทพกลับเฉย มณีจันทร์ยั่วให้เขาหัวเราะไม่สำเร็จจำต้องกลับขึ้นเรือน

ooooooo

ระหว่างกินอาหารกลางวันด้วยกัน หลวงอัครเทพยังคงมีท่าทีที่เย็นชาต่อมณีจันทร์ เธอเลยแกล้งชี้ไปที่อาหารจานหนึ่งตรงหน้า ถามว่าอาหารจานนี้คืออะไร หลวงอัครเทพไม่ตอบก้มหน้าก้มตากินข้าวเหมือนไม่ได้ยินคำถาม ม้วนไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ตอบคำถามแทนว่าเป็นยำทวาย

“เหรอ...ฉันนึกว่าเรียก...ยำหน้าบูด” มณีจันทร์ว่ากระทบ ก่อนจะชี้ไปที่จานผัดผัก “แล้วนี่ล่ะ”

“ก็ตั้งเอาตามใจเถอะเจ้าค่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็” ม้วนบอกอย่างเหนื่อยใจ ไม่รู้เจ้านายสาวจะมาไม้ไหนอีก

“ฉันจะเรียกผัดนิ่งเฉย...โอเคไหมม้วน”

“เคก็เคเจ้าค่ะ...ม้วนนะเคอยู่แล้ว แต่ว่า...” ม้วนบุ้ยใบ้ไปทางเจ้านายใหญ่ หลวงอัครเทพรู้ตัวถูกมณีจันทร์แดกดัน หมดอารมณ์จะกินอาหาร กระแทกช้อนเสียงดัง แล้วลุกหนี มณีจันทร์หน้าหงิก แกล้งร้องเอะอะ

“อุ๊ย...นาฬิกาดัง...ไปก่อนนะ” มณีจันทร์วิ่งจู๊ดออกไปทันที หลวงอัครเทพตกใจ รีบเดินตามมณีจันทร์จนทัน ถามว่าเสียงนาฬิกาดังจริงหรือ

“ค่ะ ก็นาฬิกาเรือนนี้ไงคะ ดังทุกครั้งที่ครบชั่วโมง ท่านก็ได้ยินบ่อยๆไม่ใช่หรือคะ” มณีจันทร์ชี้ไปที่นาฬิกาตั้งพื้นเรือนใหญ่ที่วางอยู่ตรงทางเดิน หลวงอัครเทพเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอก

“นี่...หล่อนโกหก...”

“ก็จู่ๆ ท่านไม่พูดกับฉัน ฉันก็ลองดูว่าท่านยังสนใจฉันไหม” มณีจันทร์ยิ้มยั่ว หลวงอัครเทพโมโห คว้าข้อมือมณีจันทร์ไว้ ตัดพ้อต่อว่า ว่ามณีจันทร์นั่นแหละไปทำอะไรไว้ ยังเที่ยวมาโทษคนอื่นอีก มณีจันทร์นึกไม่ออกตัวเธอไปทำอะไรผิดตอนไหน หลวงอัครเทพหาว่าเธอสนุกกับการหว่านเสน่ห์ไปทั่ว มณีจันทร์ยิ่งงง

“หว่านเสน่ห์...กับปิแอร์หรือคะ...ก็คุยกันไปแล้วนี่คะว่าเป็นเรื่องงาน”

“เรือนแพนั่น ฉันจะสร้างให้ใหญ่ สร้างให้เสร็จก่อน อยากได้ไม่ใช่หรือเรือนแพใหญ่ๆน่ะ ฉันก็สร้างได้เหมือนกัน” หลวงอัครเทพปล่อยมือมณีจันทร์ แล้วผละจากไป มณีจันทร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้

“แย่แล้ว...คุณหลวงได้ยินที่เราคุยกับท่านเจ้าคุณเรื่องเรือนแพ” มณีจันทร์กลุ้มใจไม่รู้จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี คิดถึงคุณหญิงแสร์ขึ้นมาได้ รีบนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับท่านทันที...

หลังจากคุณหญิงแสร์ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากมณีจันทร์ ก็หัวเราะขำ มณีจันทร์งง ขำอะไร

“หล่อนนี่เก่งนะ ฉันเลี้ยงพ่อเทพมาตั้งแต่เด็ก เขาเรียบร้อยใจเย็นมาตั้งแต่ไหน ยังไม่เคยเห็นเขาตอนโมโหจัดสักที” คุณหญิงแสร์พูดไปขำไป

“โหย...คุณแม่เจ้าคะ นี่ไม่ได้เรียกว่าเก่งนะเจ้าคะ เรียกว่าซวยต่างหาก”

คุณหญิงแสร์งง ซวยแปลว่าอะไร แต่ไม่คิดจะถาม พูดเรื่องมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพต่อ “หนุ่มสาวก็อย่างนี้ คราวที่แล้วหล่อนไม่พูดกับเขา ทำให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจ หนนี้ เขาก็ทำเอาบ้าง ถือว่าชดใช้กรรม”

“คุณแม่อ่ะ...มณีมาขอความช่วยเหลือนะเจ้าคะ มณีไม่รู้จะทำยังไงดี มณีกับท่านเจ้าคุณ เฮ่อ...เอาเป็นว่ามณีไม่ได้คิดอะไรกับท่านเจ้าคุณ ที่รับปากรับคำไปวันนั้นเพราะ...อืม...คือมณีเห็นท่านเหมือนญาติผู้ใหญ่เหมือนพ่อน่ะเจ้าค่ะ”

“แต่ท่านเจ้าคุณท่านไม่ได้คิด”

“ก็นั่นน่ะสิ...ถ้าจะผิดก็ตรงมณีไม่ได้เฉลียวใจ แหม ท่านมีเมียตั้งสามแล้วนะเจ้าคะ”

“เฮ่อ...เรื่องนี้เป็นเรื่องลำบาก...ท่านเจ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ ถ้าท่านเอ่ยปากขอหล่อนจริงๆ ฉันหรือแม้แต่พ่อเทพก็ปฏิเสธไม่ได้”

มณีจันทร์ตกใจถึงกับร้องเสียงหลง เธอไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด ใครก็บังคับเธอไม่ได้ คุณหญิงแสร์เตือนว่าผู้หญิงสาวเป็นสมบัติของพ่อแม่ ถ้าออกเรือนไปแล้วก็เป็นสมบัติของผัว ถ้ายิ่งมียศศักดิ์ใหญ่โตอย่างเจ้าคุณวิศาลคดีจะปฏิเสธอะไรก็ต้องระมัดระวังผลที่จะตามมา มณีจันทร์อึ้ง คราวนี้ต้องเป็นเรื่องแน่ๆ

ooooooo

ที่เรือนคุณหญิงสรเดช หลังจากประยงค์เตรียมข้าวปลาอาหารไว้รับรองเพื่อนๆชาววังของคุณหญิงสรเดชเสร็จเรียบร้อย เธอตามขึ้นไปสมทบกับแม่และแขกของท่านบนเรือนใหญ่ จังหวะนั้น ยาวถือจดหมายของหลวงเจนพาณิชย์คลานเข้ามา พอเห็นมีแขกเต็มบ้าน จะคลานกลับ แต่คุณหญิงสรเดชเห็นเสียก่อน

“นังยาว มาแล้วก็เข้ามานี่เลย มาลับๆล่อๆทำไมกัน มาเอากาน้ำชาไปเติมน้ำร้อนเร็วเข้า”

ยาวหนีไม่ออก รีบคลานเข้ามาหาตามสั่ง โดยไม่รู้ตัวว่าทำจดหมายหล่นจากเอว เพื่อนของคุณหญิงสรเดชคนหนึ่งเห็นจดหมายตกอยู่ ถือวิสาสะหยิบมาเปิดอ่านเสียงดัง

“ประยงค์นงนุชสุดสวาท พี่ไม่อาจห้ามจิตพิสมัย”

ทุกคนที่อยู่ที่โถงกลางเรือนพากันตกใจ โดยเฉพาะประยงค์ คุณหญิงสรเดชถามเสียงเขียวว่าใครส่งจดหมายมา ได้ความว่าหลวงเจนพาณิชย์เป็นคนส่ง คุณหญิงสรเดชทั้งโกรธทั้งอาย โวยวายลั่น

“บังอาจนัก ใครเอาของพรรค์นี้เข้ามา เอามาได้ยังไง...หา”

ยาวตัวสั่นแทบร้องไห้ ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนนำจดหมายฉบับนี้มา แต่เป็นเพราะถูกหลวงเจนพาณิชย์บังคับ คุณหญิงสรเดชอับอายเพื่อนๆมาก ขณะที่ประยงค์หน้าซีดแล้วซีดอีก...

พอได้จังหวะเหมาะ คุณหญิงสรเดชลากประยงค์ออกมาคุยกันตามลำพัง ซักไซ้ไล่เลียงว่าแอบส่งจดหมายหากันตั้งแต่เมื่อใด ประยงค์ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย หลวงเจนพาณิชย์เป็นฝ่ายส่งมา เธอยังไม่เคยส่งไปสักฉบับ คุณหญิงสรเดชไม่พอใจที่ประยงค์ไม่บอกเรื่องนี้กับตน หรือรู้เห็นเป็นใจให้เขาทำเช่นนี้ ประยงค์ปฏิเสธเสียงหนักแน่น ไม่เคยมีใจให้หลวงเจนพาณิชย์แม้แต่น้อย...

ทางด้านเพื่อนๆชาววังของคุณหญิงสรเดชซุบซิบนินทาเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างสนุกปาก แล้วชวนกันชะเง้อคอมองหา เห็นหลวงเจนพาณิชย์ยืนลับๆล่อๆอยู่หน้าประตูรั้ว ต่างชี้ชวนกันดู คุณหญิงสรเดชเข้ามาพอดี ชะเง้อมองตามมือเพื่อน เห็นหลวงเจนพาณิชย์ยืนอยู่ที่นั่นจริงๆ

“โอย...ฉันล่ะอยากตายจริงๆ หมดกัน ชื่อเสียงวงศ์ตระกูล” คุณหญิงสรเดชเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่ง...

ขณะที่คุณหญิงสรเดชลมจะใส่อยู่บนเรือนใหญ่ หลวงเจนพาณิชย์เห็นพวกคุณหญิงสรเดชชี้มือมาที่ตน

“หรือว่าเห็นจดหมาย...เป็นไงเป็นกันวะ” หลวงเจนพาณิชย์ตัดสินใจเดินตรงไปที่นั่นทันที...

เมื่อหลวงเจนพาณิชย์ได้มาอยู่ต่อหน้าคุณหญิงสรเดช เขาตีสีหน้าสำนึกผิด อ้างที่ต้องเข้ามาพบท่านเพราะสำนึกได้ว่ากระทำผิดใหญ่หลวงเลยต้องเข้ามากราบขอโทษ

“คุณหลวงเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำแบบนี้ไม่คิดถึงหน้าท่านเจ้าคุณ ไม่คิดถึงหน้าอิฉันเลยนะเจ้าคะ...ท่านทำเหมือนเด็กๆ เหมือนคนสิ้นคิด ถ้าชอบพอกันทำไมไม่ส่งผู้ใหญ่มา ลูกสาวอิฉันไม่ใช่ผู้หญิงข้างถนนนะเจ้าคะ ทำแบบนี้ดูถูกกันชัดๆ” คุณหญิงสรเดชต่อว่าฉอดๆ

“เขาลือกันให้ทั่วว่าคุณประยงค์มีคู่หมายแล้ว กระผมก็เลยไม่กล้า ครั้นจะอยู่เฉยก็อดคิดถึงไม่ได้ ไปๆมาๆก็เลยริอ่านกระทำการด้วยตัวเอง ทำให้คุณหญิงต้องขุ่นเคืองใจในคราวนี้ กระผมสำนึกผิดแล้วจริงๆขอรับ กระผมยินดีรับผิดชอบเรื่องนี้”

“รับผิดชอบ...จะรับผิดชอบยังไงไหว”

“กระผมไม่ได้มีอะไรต้อยต่ำไปกว่าหลวงเทพ ทำไมคุณหญิงไม่พิจารณากระผมบ้าง กระผมจะจัดผู้ใหญ่มาสู่ขอคุณประยงค์ในเร็ววันขอรับคุณหญิง” หลวงเจนพาณิชย์สีหน้ามุ่งมั่น ขณะที่คุณหญิงสรเดชตกใจไม่คาดคิดมาก่อน เรื่องจะเลยเถิดไปกันใหญ่โต

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์ตามมาง้อหลวงอัครเทพถึงเรือนแพที่กำลังต่อเติมใหม่ ขอร้องให้เขาหยุดสร้างเรือนแพแล้วมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน หลวงอัครเทพกลับเดินหนี มณีจันทร์ตะโกนสั่งพวกบ่าวทั้งหลายให้หยุดทำงาน หลวงอัครเทพไม่ยอมแพ้สั่งให้พวกบ่าวทำงานต่อ แล้วตัวเองโดดลงไปช่วยอีกแรง ม้วนเตือนมณีจันทร์ทำอย่างนี้ไม่งาม ขอร้องให้กลับขึ้นเรือนใหญ่ มณีจันทร์ไม่สนคำเตือน

“ไม่งามหรือ...อืม...คิดก่อนทำอะไรบ้างนะ...ไม่งาม...อ๋อ...นึกออกแล้ว” มณีจันทร์นึกได้ เดินยิ้มหวานเข้าไปหาหลวงอัครเทพที่กำลังทำงานอยู่กับพวกบ่าวชาย ม้วนรู้ทันทีต้องมีเรื่องแน่ๆ เป็นจริงอย่างคาด มณีจันทร์ร้องเพลงลูกทุ่ง แถมเต้นลีลาประกอบเพลงอย่างเมามัน บางครั้งยิ้มยั่ว ส่งสายตาหวานเยิ้มให้หลวงอัครเทพ พวกบ่าวชายตะลึงงันอ้าปากค้าง ขณะที่ม้วนตกใจ วิ่งเข้ามาจับตัวมณีจันทร์ให้หยุดเต้น

“คุณมณีหยุดนะเจ้าคะ คุณมณีไม่เอานะเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวเอาไปลือหัวคุ้งท้ายคุ้ง...เดี๋ยวคุณหญิงมาเห็นเข้าอีม้วนหลังลาย”

มณีจันทร์กลับยิ่งสนุก คว้าหางกระเบนม้วนดึงออกมาเล่น ม้วนวิ่งหนีวุ่นวายไปหมด พวกบ่าวชายยืนมองไม่เป็นอันทำงานทำการ ขาบแนะให้หลวงอัครเทพหยุดทำงานก่อนจะดีกว่า

“ไม่ต้องหยุด...ไม่ต้องหยุดได้ยินไหม” หลวงอัครเทพตวาดลั่น พวกบ่าวสะดุ้งโหยงหันไปทำงานของตัวเองต่อ มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพไม่สนใจ เลยหยุดเต้น เดินเข้ามาหา อธิบายว่า

“เรื่องเรือนแพ เป็นการรับปากตามมารยาท ตอนนั้น ฉันไม่รู้นี่นาว่าท่านเจ้าคุณวิศาลคิดยังไงกับฉัน”

“โอย...เบาๆหน่อยเจ้าค่ะ บ่าวไพร่ได้ยินหมด ไม่งามนะเจ้าคะ” ม้วนเตือนอีกครั้ง พวกบ่าวชายหูผึ่งหยุดกึกหันมาฟัง ขาบเอ็ดพวกนั้นให้ทำงานต่อ มณีจันทร์ไม่สนม้วน ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ส่งเสียงดังกว่าเก่า

“ฉันไม่ได้อยากได้เรือนแพ ไม่ได้ตั้งใจยั่วยวนท่านเจ้าคุณได้ยินไหม”

“โอ๊ย...หมด...หมดกัน คุณท่านเจ้าขาไม่เอาเจ้าค่ะ เดี๋ยวเขาเอาไปลือกันนะเจ้าคะ” ม้วนขอร้อง

“โอ๊ย...กลัวที่ไหน ชื่อฉันน่ะไม่เสียเพราะแค่นี้หรอก ถ้ากลัวบ่าวเอาไปลือแค่เนี้ยลือไม่นาน อยากให้ลือนานๆ รู้ไหมต้องทำยังไง” มณีจันทร์พูดจบ ขยับเข้าไปใกล้ๆหลวงอัครเทพ กระซิบเบาๆได้ยินกันแค่สองคน “ก็แค่ยื่นหน้าไปหอมแก้มขาวๆของคุณหลวง”

หลวงอัครเทพตกใจ ถึงกับผงะ บ่าวชายทั้งหลายที่ยืนทำงานอยู่เมื่อครู่ มายืนรวมกันข้างหลังขาบกระซิบถามขาบกันใหญ่ว่ามณีจันทร์พูดอะไรกับคุณหลวง ขาบรีบไล่ตะเพิด พวกบ่าวไปทำงานต่อ

“แบบที่แหม่มทักทายกันน่ะ ฉันไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่คนพวกนี้น่ะสิ เขาต้องเอาไปลือจนชั่วชีวิตเขา เผลอเล่ากันชั่วลูกชั่วหลานจนโลกแตก แต่ยังไม่ลืมชื่อมณีจันทร์เลย” มณีจันทร์ลอยหน้าลอยตายั่ว

“นี่...ฉันจะทำอย่างไรกับหล่อนดี...ยางอายน่ะมีไหม” หลวงอัครเทพดุเสียงเข้ม

“ยางอาย...รู้สึกพ่อแม่จะไม่ได้ให้มานะ คงไม่มีหรอก ...ว่าไงคะ จะหยุดหรือไม่หยุด” มณีจันทร์ขู่ แต่หลวงอัครเทพ ยังนิ่งเฉยเธอเลยแกล้งเดินเข้าหาทำท่าเอาจริง เขาถอยกรูดจนขาข้างหนึ่งตกลงไปในน้ำ มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจ สุดท้ายแล้ว หลวงอัครเทพจำต้องสั่งให้ทุกคนหยุดทำงาน พวกบ่าวชายพากันเสียดายอดดูละครต่อ ขาบรีบต้อนทุกคนออกจากเรือนแพ

ooooooo

พอได้อยู่กันตามลำพัง มณีจันทร์อธิบายให้หลวงอัครเทพฟังว่า เธอเพิ่งรู้จากคุณหญิงแสร์ว่าเจ้าคุณวิศาลคดีคิดอะไรกับเธอ และเธอไม่เคยไปยั่วยวนท่าน ขอร้องให้เขาเข้าใจเสียใหม่

“ท่านรูปงาม จิตใจงาม เรือนท่านก็ใหญ่โต ภรรยาท่านก็พร้อมจะลงให้หล่อนได้เป็นคุณหญิงทันทีด้วยนะ ไม่สนใจแน่รึ”

“อุ๊ย...พูดจาประชดประชันก็เป็น ไอ้ที่ทำเรือนแพนี่ก็ประชดทั้งนั้น คิดๆไป เป็นมุมที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็น...มิน่า...คุณแม่หัวเราะแล้วหัวเราะอีก” มณีจันทร์เดินไปนั่งข้างหลวงอัครเทพ กระเซ้าว่า “ท่าทางหลวงอัครเทพจะหลงมณีจันทร์เอามากนะเนี่ย”

“เอ๊ะ...ทำไมถึงช่างยั่วอย่างนี้นะ”

“จะเป็นไรคะ ไม่ใช่หลวงเทพหลงแม่มณีฝ่ายเดียวเสียเมื่อไหร่ แม่มณีก็หลงหลวงเทพจนไม่มีตาไว้มองผู้ชายอื่นเหมือนกัน” มณีจันทร์ส่งสายตาจริงจังให้หลวงอัครเทพ ก่อนจะสารภาพอีกว่า

“ทุกวันนี้ ฉันทิ้งทุกอย่างที่โลกของฉัน ไม่ใช่เพื่อทำงานให้ชาติบ้านเมืองอย่างเดียว หากเพราะผูกพันกับคุณหลวงอัครเทพวรากรผู้นี้ด้วย คุณหลวงเจ้าขา ความผูกพัน ความรักที่ท่านมอบให้ฉัน ความผูกพัน ความรักที่ฉันมอบให้ท่าน แน่นแฟ้นกว่าเรือนแพหลังใหญ่ๆ มากกว่าลาภยศสรรเสริญทั้งปวง ท่านว่าจริงไหมคะ”

“แม่มณี” หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์ตอบอย่างซาบซึ้งใจ เธอกอดเขาไว้ยิ้มมีความสุข

“อ้อมกอดที่ท่านกอดฉันทุกครั้งยามกระจกนั่นเรียก คงไม่อาจหาอ้อมกอดใครมาเสมอเหมือนได้อีก”

“เรื่องครั้งนี้ ฉันหนักใจอยู่มากด้วยท่านเจ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ ฉันไม่แน่ใจจริงๆระหว่างเสียหล่อนให้กับกระจก กับเสียหล่อนให้ท่านเจ้าคุณ สิ่งไหนเป็นทุกข์มากกว่า”

“ฉันก็ตอบไม่ได้ คนเรามีชีวิตแต่หลายครั้งก็ไม่อาจเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง ทุกอย่างเหมือนถูกกำหนดมาแล้วโดยโชคชะตา”

“หากโชคชะตาไม่ได้กำหนดให้เราอยู่ด้วยกัน ฉันนึกไม่ออก...ฉันเอ้อ...ฉันจะอยู่ต่อไปอย่างไร” หลวงอัครเทพจูบหน้าผากมณีจันทร์ที่กำลังกอดตนเองด้วยความรักหมดหัวใจ

“คุณหลวงเจ้าขา ปัญหาของเราปัญหาของชาติ เราจะเปลี่ยนแปลงมันได้จริงไหมไม่มีทางรู้ ฉันรู้แต่ว่าหัวใจของฉันมีคุณหลวงแต่เพียงผู้เดียว” มณีจันทร์ยืนยันหนักแน่นทำให้หลวงอัครเทพคลายความหึงหวงลง

ooooooo

ประยงค์เสียใจมากถึงกับเป็นลมเมื่อแอบได้ยินพ่อกับแม่ของเธอคุยกันเรื่องจะให้เธอออกเรือนไปกับหลวงเจนพาณิชย์เพื่อลบข้อครหา ดีที่ยาวต้นห้องของประยงค์วิ่งมารับเธอไว้ได้ทันก่อนหัวจะฟาดพื้น คุณหญิงสรเดชได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งไปดูกับท่านเจ้าคุณผู้เป็นสามี เห็นประยงค์สลบไสลไม่ได้สติตกใจมาก

ooooooo

หลังจากมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพปรับความเข้าใจกันได้แล้ว ทั้งคู่พากันกลับเรือนใหญ่ ขาบปรี่เข้ามารายงานว่าเมอร์ซิเออร์ปิแอร์มาที่นี่อีกแล้ว มณีจันทร์ยิ้มดีใจ อยากเจอเขาอยู่พอดี หลวงอัครเทพหันขวับ

“นี่หล่อน...หล่อนเพิ่งบอกฉัน...” หลวงอัครเทพยังพูดไม่ทันจบประโยค มณีจันทร์พูดแทรกขึ้นก่อนว่า

“เรื่องงานไงคะลืมไปแล้วหรือ หลังจากทำงานตรงนี้มาคนอย่างมณีจันทร์ไม่มีทางชอบฝรั่งหรอกค่ะ คุณหลวงอดทนเอาไว้ให้มากๆนะคะ ปล่อยให้ฉันทำงานให้เต็มที่อย่าใจร้อนเข้ามาแทรกแซงเด็ดขาด รับปากสิคะ”

หลวงอัครเทพฮึดฮัดทำท่าจะไม่ยอม มณีจันทร์เสนอว่าถ้าเขาเป็นห่วงก็ให้ม้วนกับขาบตามดูแลเธอเหมือนครั้งก่อน แล้วจะให้ขาบคอยวิ่งมารายงานให้เขาทราบ ถ้ามีอะไรไม่ชอบ มาพากลเขาค่อยไปช่วย

หลวงอัครเทพจำใจยอมทำตาม จากนั้น มณีจันทร์ ขาบ และม้วนแยกไปพบเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ ระหว่างเดินมาตามทางบนเรือน มณีจันทร์เห็นตู้เก็บขวดเหล้าดองวางอยู่มุมหนึ่ง คิดแผนการออกทันที...

ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างมณีจันทร์ วันนี้เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มีชีสกับขนมปังบาแก๊ตที่มณีจันทร์ชอบติดมือมาฝาก หญิงสาวทำทีบ่นเสียดายที่เขาไม่ได้เอาไวน์มาด้วย เห็นที่เรือนของเขาสะสมไว้มากมาย เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไม่คิดว่าการมาดื่มที่เรือนคนอื่นจะเป็นการเหมาะสม เลยไม่ได้เอามา

“ไม่เป็นไร...เพราะเรามีกระแช่ มีเหล้าดอง เอ่อ ทำจากผลไม้ จากสมุนไพร เคยลองดื่มไหมเจ้าคะ”

“ยังขอรับ แต่คุณมณีจะให้ผมดื่มตอนนี้หรือขอรับ”

“วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน แต่ถึงอยู่ก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอกเจ้าค่ะ ท่านไม่ใช่คนอื่นไกล นี่มีอยู่หลายขนานเลยนะเจ้าคะ ลองไปเรื่อยๆต้องเจอที่ถูกปากสักตำรับ”

ขาบจัดขวดแก้วขวดเล็กที่มีกระแช่และเหล้าดองหลายขนานใส่ถาดมาวางให้ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไม่อยากดื่มเหล้าคนเดียว รอให้หลวงอัครเทพมาก่อนดีกว่าจะได้มีเพื่อนดื่ม มณีจันทร์เสนอตัวจะดื่มเป็นเพื่อนเขาเอง ขาบกับม้วนตกใจ ร้องเอะอะขึ้นพร้อมกัน มณีจันทร์หันไปป้องปากกระซิบบอกม้วนกับขาบว่าไม่ต้องเป็นห่วง เธอคอแข็ง รับรองเมอร์ซิเออร์ปิแอร์เมาก่อนแน่ แล้วเธอจะล้วงความลับจากเขาให้เข็ด

“ไม่เคยเห็นผู้หญิงไทยดื่มเลย คุณดื่มเป็นหรือขอรับ” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ถามอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก

“พ่อสอนค่ะไว้ออกงานสังคม จริงๆพ่อให้หัดดื่มไว้ เวลาจะมอมเหล้าผู้ชาย...เอ๊ย...จะถูกผู้ชายมอมเหล้าจะได้เอาตัวรอดได้ไงเจ้าคะ” มณีจันทร์ไหลไปได้เรื่อย

“เป็นความคิดอย่างตะวันตก ไม่นึกว่าคนไทยสอนเรื่องแบบนี้กันแล้ว...ก็ได้ครับ ถ้าได้ดื่มกับคุณมณีผมก็ยินดี” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ยิ้มหวานให้มณีจันทร์โดยไม่เฉลียวใจว่ากำลังถูกหลอก...

ข้างฝ่ายหลวงอัครเทพเดินไปเดินมากลุ้มใจมากเมื่อรู้จากขาบว่า มณีจันทร์วางแผนจะมอมเหล้าเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ ขาบรายงานเพิ่มเติมอีกว่า คุณมณีบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เธอคอแข็ง เดี๋ยวจะล้วงความลับจากคุณฝรั่งมาให้หมด หลวงอัครเทพไม่มั่นใจจะเป็นอย่างที่ขาบว่าหรือเปล่า

ooooooo

ผ่านไปไม่นานนัก มณีจันทร์กับเมอร์ซิเออร์-ปิแอร์ดื่มกระแช่หมดไปสองขวด มณีจันทร์เริ่มพูดลิ้นพันกันแถมหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่คนเดียวไม่พูดเข้าเรื่องการเมืองสักที ส่วนเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ยังคงนั่งนิ่งไม่แสดงอาการใดๆเดาไม่ออกเมาหรือไม่เมา หลวงอัครเทพแอบมองอยู่ห่างๆเห็นท่าไม่ค่อยดีคิดจะล้มเลิกแผนการ แต่แล้วต้องเปลี่ยนใจ เพราะมณีจันทร์เริ่มตั้งคำถามเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ได้ตรงประเด็น

“ตกลงนโยบายของทางท่าน จะเอายังไงกันแน่”

“เราจะไม่ยอมแพ้ แม้จะได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแล้ว” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ยอมเปิดปากในที่สุด หลวงอัครเทพ ขาบและม้วนยิ้มออก ขณะที่เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ยังจ้อไม่หยุด

“ตอนแรก เราห่วงอังกฤษเพราะทางโน้น มีการค้ามากกว่าทุกประเทศ แต่ในเมื่ออังกฤษวางเฉย ครั้งนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะรุกคืบเอาแผ่นดินนี้...เรือรบจะยังไม่ออกไป เราจะเอาดินแดนนี้” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ตบโต๊ะเปรี้ยง ก่อนจะเมาฟุบลงไปกับโต๊ะ หลวงอัครเทพปราดเข้ามาสะกิดเรียก

“นายปิแอร์ๆ...หลับสนิทเลย”

“เย้...ฉันชนะ ฉันทำสำเร็จ เขาแพ้แล้วเห็นไหม เขาพูดออกมาแล้วว่าเขาจะยังอยู่ที่นี่ เรือรบเขายังอยู่ เขาจะเอาดินแดนเรา...หา...เขาจะเอาดินแดนเราหรือ...ฮึ...ตายเสียเถอะ” มณีจันทร์คว้าถาดตีหัวคุณฝรั่งเปรี้ยงๆๆ หลวงอัครเทพปราดเข้าไปคว้ามือเธอไว้ร้องห้ามลั่น

“นี่อย่า...เราแค่จะสืบความคิดของเขาไม่ได้จะฆ่าเขา”

“โธ่...ฉันรู้หรอกน่า แค่ล้อเล่นไม่ได้เมาจริงๆสักหน่อย แค่เล่นละครให้เขาตายใจ ฮะๆๆ มณีจันทร์ชนะ มณีจันทร์ยังไม่เมา” มณีจันทร์ลุกขึ้นจะอวดให้ดูว่ายังไม่เมา แต่กลับทรุดฮวบ หลวงอัครเทพต้องรับเอาไว้

“นั่น...เมาขนาดนี้ยังจะเถียง...ม้วนกับขาบดูเอาไว้นะ อย่าให้คนขึ้นมาบนเรือน อย่าให้มาเห็นคุณมณีตอนนี้ ฉันจะอุ้มคุณมณีเข้าไปพัก...ส่วนนายปิแอร์ ขาบช่วยเอาท่านเข้าไปพักในห้อง พรุ่งนี้โน่นแหละถึงจะตื่น” หลวงอัครเทพสั่งเสร็จ อุ้มมณีจันทร์ไปที่ห้องนอนเก่าของเขา วางเธอลงบนเตียงแล้วเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ มณีจันทร์เพ้อถึงเรื่องจะเสียดินแดนให้ต่างชาติไม่หยุดปากทั้งที่ตาหลับ หลวงอัครเทพปลอบให้นอนพักได้แล้ว

“ฉันคิดถึงเพื่อน คิดถึงแม่...อยากเจอเขา...ไม่...ฉันจะอยู่กับคุณหลวง จะอยู่ช่วยท่านทำงาน ฉันต้องเข้มแข็ง” มณีจันทร์เพ้อทั้งน้ำตา หลวงอัครเทพสงสารเธอจับใจ กอดเธอไว้ด้วยความรักและขอบใจ

“แม่มณีจ๋า...พี่อยู่นี่แล้ว...น้องทำดีแล้วนะ หลับเสียเถิด หลับซะ พี่จะอยู่เป็นเพื่อนนะ” หลวงอัครเทพปลอบจนมณีจันทร์สงบและหลับสนิทในที่สุด...

คุณหญิงแสร์ถึงกับตบอกผางร้องลั่นว่าคุณพระช่วยเมื่อรู้จากหลวงอัครเทพว่ามณีจันทร์มอมเหล้าเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ แล้วพากันเมาหลับไม่รู้เรื่องไปทั้งคู่ ท่านจะรอให้ มณีจันทร์ตื่นขึ้นมาเสียก่อน จะได้เรียกมาคุยให้รู้เรื่อง ทำไมถึงทำอะไรพิเรนทร์ขนาดนั้น ขาบเล่าเสริมว่าเรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากขาบ ม้วน และคุณหลวง เพราะคุณหลวงไล่ทุกคนลงเรือนไปหมด

“โฮ้ย...พ่อเทพนะพ่อเทพ ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ แม่ไม่ยอมเด็ดขาด”

“แม่มณีทำสำเร็จทุกครั้ง หล่อนช่วยเราได้จริงๆขอรับคุณแม่ อย่าเอ็ดหล่อนเลยขอรับ”

“ฮึ่ย...กล้าแกร่งเกินหญิง ชื่อเสียงป่านนี้ป่นปี้ไม่มีเหลือ” คุณหญิงแสร์บ่นเพราะรักและห่วงมณีจันทร์

“เมื่อสมัยก่อน วีรสตรีไทย ท่านก็เกณฑ์ผู้หญิงออกมาเผชิญหน้าทหารข้าศึกเพื่อรักษาเมือง เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด คิดให้ได้อย่างนี้จะได้สบายใจนะขอรับ” หลวงอัครเทพปลอบ แต่คุณหญิงแสร์ไม่ชอบใจอยู่ดี

ooooooo

วันรุ่งขึ้น หลวงอัครเทพรีบเอาความลับที่มณีจันทร์ล้วงได้จากเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ไปรายงานให้เจ้าคุณวิศาลคดีทราบ ท่านเจ้าคุณพอใจมาก จะเร่งเอาเรื่องนี้ ไปรายงานผู้ใหญ่อีกทอดหนึ่ง แล้วฝากหลวงอัครเทพไปขอบใจมณีจันทร์ให้ด้วยที่ทำงานได้ดีมาก...

ขณะเดียวกัน ที่เรือนหลวงอัครเทพ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ฟื้นขึ้นมาโดยจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้ สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือกำลังคุยอยู่กับมณีจันทร์ แล้วถามคุณหญิงแสร์ที่มาคอยต้อนรับขับสู้ว่ามณีจันทร์ไปไหน

“แม่มณีพักอยู่ เดี๋ยวก็คงหาย ไม่ต้องห่วง รับข้าวต้มรองท้องหน่อยไหม”

“เอ้อ...ไม่ดีกว่าขอรับ กระผมลาเลยดีกว่า ลาเลยนะขอรับ” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ค้อมหัวให้คุณหญิงแสร์ก่อนจะยิ้มหน้าเจื่อนกลับไป นึกสงสัยไปตลอดทางเมื่อวานตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง...

ณ ภพปัจจุบัน กุลวรางค์เดินไปเดินมาสีหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องมณีจันทร์อยู่ในบ้านของตัวเอง แล้วนึกถึงคุณย่าของเธอขึ้นมาได้เลยแวะไปเยี่ยม คุณย่าเห็นกุลวรางค์หน้าเศร้าๆถามว่าเป็นอะไรไป

“ห่วงเพื่อนน่ะค่ะ คุณย่าจำเมณี่ได้ไหมคะ เพื่อนของกุลที่เคยมาหาคุณย่า...เมณี่ที่ไปป้อมพระจุลด้วยกัน...เธอหายไปคะ สงสัยโดนคุณทวดของเราลักพาตัวไป” กุลวรางค์ พูดเล่นเรื่อยเปื่อย

“หือ?” คุณย่ามองงง

“ก็ท่านเจ้าคุณเทพ...ท่านเป็นทวดอะไรสักอย่างของเราใช่ไหมคะ...เมณี่น่ะหนีไปอยู่กับท่านเสียแล้ว”

ที่กุลวรางค์เรียกหลวงอัครเทพว่า ท่านเจ้าคุณอัครเทพ เพราะหลวงอัครเทพได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา

อยู่ๆคุณย่าเหมือนจะจำอะไรขึ้นมาได้ ลุกพรวดจากเก้าอี้ “นึกออกแล้ว...พยุงทีๆ”

กุลวรางค์พยุงคุณย่ามาที่ตู้เก็บเอกสารหลายใบซึ่งตั้งอยู่ในห้องหนังสือตามที่ท่านบอก คุณย่าค้นตู้โน้นตู้นี้ให้ควั่ก กุลวรางค์จะช่วยหาให้ แต่คุณย่าเกิดนึกไม่ออกจะให้หาอะไร กุลวรางค์เกรงคุณย่าจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน กวักมือเรียกเด็กรับใช้มากระซิบสั่งให้ไปเอาน้ำส้มละลายยานอนหลับที่หมอให้คุณย่ามาที

พลันคุณย่ากลับมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาซ้ำยังจำได้ว่าจะค้นหารูป กุลวรางค์อาสาจะหาให้เอง คุณย่าไม่ยอมยืนยันต้องหารูปใบนั้นให้เจอ กุลวรางค์ช่วยหาไปอย่างนั้น เพราะไม่รู้ว่ารูปอะไร จู่ๆคุณย่าก็โพล่งขึ้นว่า

“รูปคุณมณี”

“โอเคค่ะ รูปคุณมณี...เอ๊ะ...คุณย่าบอกว่าหารูปใครนะคะ” กุลวรางค์ถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ไอ้เราก็นึกมาตั้งนานว่าเคยเห็นหน้าแบบนี้ที่ไหน วันนี้นึกออก ต้องรีบหา...หารูปคุณมณีน่ะ หาสิ”

กุลวรางค์ยืนงง ที่คุณย่าพูดหมายความว่าอย่างไรกันแน่...

ระหว่างที่กุลวรางค์กำลังงุนงงกับคำพูดของคุณย่าอยู่ในภพปัจจุบัน มณีจันทร์ซึ่งอยู่ในภพอดีต แต่งตัวสวยงามเพื่อเป็นแบบให้หลวงอัครเทพถ่ายรูป เธอเห็นกล้องถ่ายรูปใหญ่เทอะทะถามประชดนั่นใช่กล้องหรือ

“กล้องถ่ายรูป เอามาจากโน่น”

ข้างๆเก้าอี้ที่มณีจันทร์นั่งถ่ายรูปมีตุ๊กตาแมวนอนขดและตุ๊กตาสิงโตตั้งอยู่ ส่วนด้านหลังเป็นกระถางต้นไม้ หลวงอัครเทพคอยกำกับท่าทางให้เธออย่างขะมักเขม้น เพราะการถ่ายรูปในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เขาเห็นเสื้อผ้ามณีจันทร์ไม่เข้าที่เข้าทาง เดินมาขยับให้ มณีจันทร์ยิ้มขำท่าทางจริงจังของเขา หันไปนินทากับม้วนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา หลวงอัครเทพ ไม่เคยจับเนื้อจับตัวเธอต่อหน้าคนอื่น สงสัยวันนี้ลืมตัว แล้วร้องถามขึ้นว่า

“คุณหลวงคะ...ไอ้ต้นไม้ข้างหลังพอเข้าใจล่ะ จะทำให้ดูเป็นป่า แต่ทำไมต้องมีแมวกะสิงโตด้วยคะ มันอยู่ป่าเดียวกันที่ไหน...สิงโตตัวนี้หน้าตาคล้ายสิงโตจีนมากกว่าแอฟริกา แมวนี่ก็แมวขี้เกียจ”

“สิงโตแปลว่ามีอำนาจ แมวแปลว่ารู้อยู่...หรืออยากจะได้ลิงเกาะบ่าแถมอีกตัว” หลวงอัครเทพแหย่

ขาบกับม้วนได้ยินคำว่า “ลิง” พร้อมใจกันร้องเพลง “ลิงจั๊กๆ...รักจริงๆ” ที่มณีจันทร์สอนให้เป็นที่ครื้นเครง มณีจันทร์นึกสนุกขยับจะสอนเต้นลีลาประกอบเพลงนี้ให้ด้วย หลวงอัครเทพโวยวายลั่น

“นี่...ลุกไม่ได้...สองคนนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องเรียนทุกอย่างที่แม่มณีสอนหรอก” หลวงอัครเทพดุเสร็จ เข้าไปปรับกล้องถ่ายรูปวุ่นวาย มณีจันทร์ร้องถามเขาอีกว่าถ่ายรูปวันนี้จะได้ดูเมื่อไหร่

“ต้องส่งไปล้างที่ห้างโรเบิร์ตเลนส์...เอาล่ะ...นิ่งๆนะนิ่งๆ...สวย” หลวงอัครเทพสั่งเสร็จ กดชัตเตอร์...

รูปถ่ายของมณีจันทร์ที่หลวงอัครเทพเป็นคนถ่ายให้รูปนี้ คือรูปที่คุณย่าของกุลวรางค์ค้นเจอจากตู้เก็บเอกสารของท่าน แต่รูปถ่ายในมือคุณย่าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเก่าไปตามกาลเวลา กุลวรางค์รับมาดูแล้วตกใจมาก ถึงกับพูดอะไรไม่ออก จ้องรูปถ่ายเขม็ง

“เหมือนไหม ย่าคิดเรื่องนี้มาตั้งเป็นเดือนแล้ว วันนี้เพิ่งคิดออกว่าหนูเมณี่หน้าเหมือนใคร...เป็นไง...เหมือนจริงๆ ใช่ไหม” คุณย่ายิ้มดีใจที่จำเรื่องนี้ได้ กุลวรางค์ตั้งสติได้ถามคุณย่าเคยเจอคุณมณีไหม คุณย่าเริ่มสับสนเหนื่อยอ่อนจากการยืนค้นหารูปถ่ายอยู่นานชักไม่แน่ใจเคยเจอหรือเปล่า กุลวรางค์ซักอีกว่า

“แล้วท่านเป็นอย่างไรบ้างคะ ในนี้เขียนว่า คุณหญิงมณีในเจ้าคุณอัครเทพวรากร แปลว่าท่านเป็นภริยาของท่านเจ้าคุณใช่ไหมคะ”

“อื้อ...มันต้องอย่างนี้สิ ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงน่ะ... เอ๊ะ...ฉันจะพูดอะไรนะ...เอ...โอ๊ย...เจ็บขา” คุณย่ายืนนานเกินไป เข่าจะทรุด กุลวรางค์ต้องรีบเข้าไปประคองให้ลงนั่งคว้า ยาดมมายื่นให้ คุณย่าหอบเหนื่อย หมดเรี่ยวแรง โรคสมองเสื่อมกลับมาอีกครั้ง ลืมเรื่องที่จะเล่าหมดสิ้น ได้แต่นั่งดมยาดม

ooooooo

ในเวลาต่อมา ที่บ้านของมณีจันทร์ ขณะตรองกำลังวางแผนจะให้แหวนเพชรกุลวรางค์วิธีไหนดี กุลวรางค์โผล่พรวดเข้ามากอดเขาไว้ ร้องไห้สะอึกสะอื้นคิดถึงมณีจันทร์

“เมณี่...เมณี่อยู่ที่นั่นจริงๆด้วย...ดูรูปนี้สิ...เมณี่จะเป็นยังไงบ้าง...ยังอยู่ดีหรือเปล่า...ฉันคิดถึงเมณี่” กุลวรางค์ยื่นรูปถ่ายที่ได้จากคุณย่าของเธอให้ตรองดูทั้งน้ำตา ตรองพลิกดูหลังรูปถ่าย อ่านข้อความที่เขียนไว้

“คุณหญิงมณีในเจ้าคุณอัครเทพวรากร ทูตไทยประจำสหรัฐฯ...นี่รูปต้นตระกูลเมณี่หรือ”

“ไม่ใช่...ต้นตระกูลฉันต่างหาก ถ้าเมณี่อยู่ จับเธอแต่งตัวอย่างนี้ รับรองว่าเหมือน”

“ผมงงไปหมดแล้ว”

“ผู้ชายที่เมณี่ติดใจในภพโน้น คือท่านเจ้าคุณอัครเทพวรากร แล้วนี่ก็รูปภริยาของท่าน...คุณย่าจำได้ว่าเราเคยมีรูป แต่เพิ่งมานึกออกวันนี้ เมื่อเช้าฉันถามคุณย่าตั้งหลายอย่าง” กุลวรางค์พูดจบ เล่าเรื่องที่ไปพบคุณย่าของเธอให้ตรองฟังอย่างละเอียด ตรองถึงกับมึนตึบ

“นี่เรื่องจริงหรือนี่ หมายความว่าเมณี่ย้อนเวลาเข้าไปอยู่ในอดีตแล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้”

“นี่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเลยนะ ดร.”

ตรองสีหน้าครุ่นคิด พลิกรูปในมือไปมา ก่อนจะสรุปว่าคงไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้ คนเราหน้าเหมือนกันได้ และรูปนี้ก็เก่ามากแล้ว เหลืองซีดไปหมด กุลวรางค์พยักหน้าเห็นด้วย

“อยากรู้จังตอนที่เมณี่ถ่าย ถ้าเป็นจริงอย่างที่เราคิดนะ ดร. เมณี่คิดอะไรอยู่ แล้วเธอยิ้มกับใคร”

“ข้อที่สำคัญมากกว่านั้น เราจะได้พบเมณี่อีกไหม” ตรองกับกุลวรางค์มองหน้ากันเศร้าๆ

ooooooo

ที่ศาลากลางสวน ภายในบริเวณบ้านอันกว้างใหญ่ของหลวงอัครเทพ มณีจันทร์รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก วางมือจากงานแปลเอกสาร รีบขึ้นเรือนใหญ่ตรงไปยืนหน้ากระจกข้ามภพ ม้วนรีบตามมาติดๆถามเจ้านายสาวว่าผีกระจกเรียกอีกหรือ

“เปล่า...ทุกอย่างปกติ เพียงแต่วันนี้ใจคอฉันไม่ค่อยดี เหมือนทางโน้นจะมีอะไร...ทางโน้นมีอะไรหรือเปล่านะ” มณีจันทร์จ้องกระจกตรงหน้าไม่วางตาสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ...

มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นจริงในอีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพอย่างที่มณีจันทร์สังหรณ์ใจ วันนี้คุณหญิงมาลิดาแม่ของเธอเดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยมีกุลวรางค์ ตรอง ไรวัต นุ่ม และดาวมาคอยต้อนรับ ทันทีที่กุลวรางค์กับนุ่มเห็นหน้าคุณหญิงมาลิดาต่างโผเข้ากอดร้องไห้กันระงม นุ่มยกมือไหว้ขอโทษคุณท่านที่ดูแลมณีจันทร์ไม่ดี ปล่อยให้เธอหายไป แล้วทำท่าจะนั่งลงกราบ คุณหญิงมาลิดารีบพยุงนุ่มให้ลุกขึ้น

“ไม่เอาสิ อย่าโทษตัวเองอย่างนั้น เราทำงานด้วยกันมานานเป็นสิบๆปีแล้ว แม่นุ่มเป็นคนยังไงทำไมฉันจะไม่รู้ เรื่องในโลกนี้ บางอย่างเราก็บังคับไม่ได้” มาลิดาปลอบทุกคนด้วยท่าทางเข้มแข็ง แต่ในใจของเธอแทบจะร้องไห้ตามไปด้วย ยิ่งได้ฟังไรวัตรายงานว่าไม่พบร่องรอยของมณีจันทร์ทั้งที่ส่งตำรวจและเจ้าหน้าที่การข่าวไปสืบหา คุณหญิงมาลิดายิ่งเจ็บปวดใจเหลือเกิน

ตรองเห็นคุณหญิงมาลิดาท่าทางเพลียๆจากการเดินทาง แนะให้พักผ่อนก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องมณีจันทร์ พวกตนจะพยายามสืบหากันอย่างเต็มที่และจะไม่หยุดง่ายๆ คุณหญิงมาลิดาขอบใจทุกคนมากที่ช่วยเหลือ กุลวรางค์อาสาจะอยู่ค้างคืนเป็นเพื่อน คุณหญิงมาลิดาปฏิเสธว่าไม่ต้อง ตนอยู่คนเดียวได้

“งั้น พรุ่งนี้ผมจะพาตำรวจที่ดูแลคดีนี้โดยตรงมาคุยด้วยครับ”

“ขอบใจจ้ะไรวัต” คุณหญิงมาลิดายิ้มให้ทุกคน พยายามเก็บความรู้สึกปวดร้าวใจเอาไว้ภายใน...

หลังจากตรองกับไรวัตกลับไปแล้ว คุณหญิงมาลิดาชวนกุลวรางค์ขึ้นมาคุยกันต่อที่ห้องของเธอ

“ท่าทางคุณน้าเหนื่อยมาก” กุลวรางค์ทักด้วยความเป็นห่วง

“ครอบครัวของคุณน้าผู้ชายเป็นทูตมาหลายชั่วอายุคน ตลอดเวลาที่แต่งงานกันมา คุณน้าผู้ชายทำงานหนักมาก ที่ดีๆ

เขาไม่ส่งไปหรอก ส่งไปแต่ละที่มีแต่ปัญหา”

“เมณี่ภูมิใจในตัวพ่อและแม่ของตัวเองมาก เธออยากทำงานเพื่อชาติให้เก่งได้เหมือนพ่อและแม่”

“ใช่...เมณี่พูดบ่อยๆ ประเทศเหล่านั้นบางทีก็มีสงคราม เวลามีสงคราม พ่อแม่ลูกบ้านแตกสาแหรกขาดไม่มีใครรู้ว่ากระจัดพลัดพรายไปไหนบ้าง”

“เหมือนพวกเราเวลานี้ ไม่รู้อะไรเลย ทุกข์ทรมานเพราะไม่รู้ ไม่รู้ว่าเมณี่อยู่ดีมีสุขหรือทุกข์อย่างไรบ้าง”

“ที่นั่น ทุกๆวันมีแต่คนไทยโทร.มาหา ร้องไห้ที่ลูกของเขามาเรียน มาทำงานแล้วหายไป เราเห็นใจ เราทดแทนให้เขาด้วยการทำงานให้หนักขึ้น”

“คุณน้าถึงยังเข้มแข็งอยู่ เพราะเห็นมาจนชิน”

“ไม่เลย...การเห็นแตกต่างจากการเป็น สิ่งที่เห็นไม่ใช่พ่อแม่หรือลูกเรา พอถึงเวลา ถึงได้รู้ว่ามันไม่เหมือนกันสักนิด มันต่างกันมาก เวลาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง โดยเฉพาะกับลูก ลูก ที่เราเลี้ยงมา” พูดถึงตรงนี้คุณหญิงมาลิดากลั้นน้ำตาต่อไปไม่ไหวร้องไห้โฮ กุลวรางค์โผเข้าไปกอด ร้องห่มร้องไห้ไปด้วยกัน

ooooooo

..

------------------------------------------------------------------

https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep16/page1

ทวิภพ ตอนที่ 16

ม้วนเห็นมณีจันทร์มีสีหน้าไม่สบายใจ ชวนไปสวดมนต์ที่หอพระ ระหว่างที่นั่งสวดมนต์อยู่ดีๆมณีจันทร์ก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรากราวกับรับรู้ความเศร้าของคุณหญิง มาลิดาที่อยู่อีกภพหนึ่ง ม้วนตกใจ



“คุณท่าน...ร้องไห้หรือเจ้าคะ”

“ไม่รู้ทำไม มันอยากร้องไห้ขึ้นมาเฉยๆ”

“โธ่...คุณท่านของม้วน” ม้วนสงสารเจ้านายสาวจับใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่กอดปลอบใจ...

แม้จะสวดมนต์ไปหลายจบ มณีจันทร์ยังคงเศร้าใจไม่หาย ยิ่งได้เห็นกับข้าวมื้อเย็นมีโสร่งไข่ ถึงกับอึ้งถือช้อนค้างอยู่อย่างนั้น หลวงอัครเทพถามอย่างสงสัยทำไมมณีจันทร์ไม่กินข้าว

“แม่ชอบโสร่งไข่ แม่เคยทำตอนเลี้ยงทูตที่สวิส ฉันตามไปเรียนหนังสือน่ะค่ะ หลายปีนั้นเราได้อยู่พร้อมหน้า พร้อมตากัน พ่อแม่ลูกนานที่สุด”

หลวงอัครเทพรู้ว่าหญิงคนรักคิดถึงแม่ เลยบอกให้กินโสร่งไข่เยอะๆ เผื่อจะทดแทนความคิดถึงแม่ได้ มณีจันทร์พยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้สดชื่นด้วยการหันไปสนใจถามชื่ออาหารต่างๆตรงหน้า แต่ไม่สำเร็จ เธอวางช้อนไม่ยอมตักอาหารกิน หลวงอัครเทพเป็นห่วง ทำไมวันนี้มณีจันทร์ถึงดูเศร้าๆเป็นอะไรหรือเปล่า

“ไม่รู้สิคะ...คิดถึงแม่”

“แล้วทางโน้นไม่รู้หรือว่าหล่อนไปมาอย่างไร”

“ไม่รู้หรอกค่ะ แม่ไปอยู่กับพ่อ...พ่อเป็นทูตน่ะค่ะ แม่ต้องตามไป” ยิ่งพูดถึงแม่ มณีจันทร์ก็ยิ่งคิดถึง...

ขณะที่มณีจันทร์กำลังคิดถึงแม่ของเธออยู่ในภพอดีต คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่ในภพปัจจุบันก็คิดถึงมณีจันทร์เช่นกัน พอได้เข้ามาอยู่ในห้องของลูก ภาพอดีตที่สองแม่ลูกเคยอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ผุดเข้ามาในความคิดคำนึงของคุณหญิงมาลิดา เธอเดินไปนั่งบนเตียงนอนเอาหมอนของมณีจันทร์ขึ้นมากอด

“เมณี่จ๋า...ลูกอยู่ไหน หัวใจห่วงหาของแม่จะทำให้ลูกรับรู้และกลับมาได้ไหม...” คุณหญิงมาลิดาร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ด้วยแรงแห่งความรักและความคิดถึงที่แม่มีต่อลูก ทำให้กระจกข้ามภพเกิดหมอกควันขึ้นโดยที่คุณหญิงมาลิดาไม่ทันสังเกต

ooooooo

หมอกควันเกิดขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพเช่นกัน และมาพร้อมกับเสียงสัญญาณเรียกจากนาฬิกา มณีจันทร์กำลังนั่งอยู่กับหลวงอัครเทพถึงกับสะดุ้งเฮือก ผุดลุกขึ้นทันที

“ฉันต้องกลับบ้าน สัญญาณเรียก ฉันต้องไปล่ะ”

“ไม่ได้นะ กลับไม่ได้ แม่มณี” หลวงอัครเทพขอร้อง

มณีจันทร์ไม่สนใจ เร่งฝีเท้าไปยังกระจกข้ามภพ สีหน้ามุ่งมั่นจะกลับบ้านให้ได้ ครั้งนี้เธอจากบ้านมานานมากคิดถึงแม่เหลือเกิน หลวงอัครเทพเร่งฝีเท้าตามมาติดๆ มณีจันทร์หันไปเห็นเขาไล่หลังมา เปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งกลัวเขาจะตามทัน อารามรีบร้อน มณีจันทร์สะดุดธรณีประตูห้องซึ่งกระจกข้ามภพตั้งอยู่ ล้มข้อเท้าพลิก หลวงอัครเทพตามมาทัน ปราดเข้ามาประคองเธอไว้ ขอร้องไม่ให้กลับไป

“ไม่ค่ะ ฉันต้องกลับทางนั้นอาจมีอะไร” มณีจันทร์ยันตัวลุกขึ้นแต่เจ็บข้อเท้า ทรุดลงไปนั่งอย่างเดิม...

ด้วยพลังจิตผูกพันที่สองแม่ลูกส่งข้ามภพมาถึงกัน ทำให้คุณหญิงมาลิดาเหลือบมองไปทางกระจกข้ามภพ เห็นหมอกควันจับเป็นฝ้า เธอแปลกใจมากเดินมาดูใกล้ๆ ก่อนจะเอามือลูบฝ้าออก ภาพมณีจันทร์ปรากฏบนเงาสะท้อนของกระจกชัดเจน คุณหญิงมาลิดาทั้งกะพริบตาทั้งเช็ดตาตัวเองคิดว่าตาฝาดแต่ภาพนั้นยังคงอยู่ ทั้งดีใจและตกใจปนกัน ตัดสินใจเคาะกระจกเรียกลูก แต่ไม่มีใครได้ยิน...

เสียงร่ำร้องเรียกหาลูกของคุณหญิงมาลิดา ทำให้กระจกข้ามภพฟากอดีตเกิดหมอกควันลอยไกลกว่าทุกครั้งเข้าไปคลุมร่างมณีจันทร์ซึ่งนั่งกุมข้อเท้าตัวเองอยู่ห่างออกมา ม้วนเห็นพอดีโวยวายลั่น ชี้มือชี้ไม้ไปยังกลุ่มหมอกควัน หลวงอัครเทพตกใจพุ่งเข้าไปกอดมณีจันทร์ไว้ไม่ยอมให้กระจกเอาตัวไป

“ไม่...ฉันไม่ให้หล่อนไป”

“โอ๊ย...ปวดหัวอีกแล้ว เสียงมันดังอีกแล้ว” มณีจันทร์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

หลวงอัครเทพอุ้มมณีจันทร์หนีไปนอนบนเตียง กอดเธอไว้เหมือนครั้งก่อนที่เคยทำ มณีจันทร์ดิ้นทุรนทุรายร้องโอดโอยอยู่ในอ้อมแขนของเขา เสียงเรียกจากนาฬิกายังคงดังไม่หยุดยิ่งทำให้มณีจันทร์ปวดหัวมากยิ่งขึ้น ทันใดนั้น มีเสียงกระจกปริร้าวดังขึ้น รอยร้าวลากยาวทแยงมุมจากมุมหนึ่งมาเกือบสุดอีกมุมหนึ่ง หมอกควันเมื่อครู่ ลอยหายเข้าไปในกระจก มณีจันทร์หมดสติไปทันที...

เช่นเดียวกับเงาสะท้อนของกระจกข้ามภพด้านปัจจุบันก็กลับคืนสู่สภาพปกติ คุณหญิงมาลิดาเห็นเหตุการณ์ด้านมณีจันทร์โดยตลอดถึงกับยืนงง

“ภาพหายไปแล้ว...นี่มันอะไรกัน...กระจกบานนี้...เป็นไปไม่ได้”

คุณหญิงมาลิดาได้แต่ยืนตะลึงงันไม่สามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆได้ ไม่รู้ตัวเองประสาทหลอนไปหรือเปล่า หรือเป็นแค่ความฝัน

ooooooo

หลวงอัครเทพเห็นกระจกข้ามภพอยู่ในสภาพเป็นปกติ ตัดสินใจอุ้มมณีจันทร์ออกจากห้องตรงไปหอนกซึ่งเป็นห้องนอนใหม่ของเขา วางเธอลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม พอเขาเห็นม้วนตามมาสมทบ สั่งเสียงเข้มว่า

“ต่อไปนี้ให้คุณมณีมานอนที่ห้องนี้ ฉันจะกลับไปนอนที่ห้องเก่า...อย่าให้แม่มณีกลับไปห้องนั้น...อย่าให้ไปใกล้กระจกอีก”

“แล้วผีกระจกจะยอมหรือเจ้าคะ แล้วคุณมณีจะไม่เป็นไรหรือเจ้าคะ” ม้วนมองเจ้านายสาวสีหน้าเป็นกังวล หลวง อัครเทพยืนนิ่ง ไม่รู้จะเป็นอย่างไรเหมือนกัน ในเมื่อเขาตัดสินใจไปแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ooooooo

ตั้งแต่เมื่อวานที่ประยงค์แอบได้ยินพ่อกับแม่ของเธอตกลงใจจะให้เธอออกเรือนไปกับหลวงเจน-พาณิชย์ เธอไม่ยอมแตะต้องอาหาร เอาแต่นั่งร้องไห้ คุณหญิงสรเดชกลุ้มใจ เข้ามาถามไถ่ลูกด้วยความเป็นห่วง

“วันนี้ทั้งวันไม่มีข้าว ไม่มีน้ำตกถึงท้องเอาแต่นั่งร้องไห้ ถามอะไรก็ไม่พูดไม่จา เป็นอะไรไปลูก...ตั้งแต่เล็กลูกไม่เคยเป็นแบบนี้ ทำแบบนี้ทำไมกัน”

ประยงค์เอาแต่ร้องไห้ เพราะไม่รู้จะพูดให้แม่ฟังได้ อย่างไร เพราะผู้หญิงสมัยนั้นไม่มีใครกล้าปฏิเสธคำสั่งของพ่อแม่

ooooooo

เช้าแล้วมณีจันทร์ยังนอนหลับไม่ได้สติและเป็นไข้ตัวร้อนจัด หลวงอัครเทพนั่งข้างเตียงคอยจับมือเธอไว้ตลอด คุณหญิงแสร์เดินไปเดินมาร้อนใจมากเพราะมณีจันทร์สลบไสลไม่รู้สึกตัวตั้งแต่เมื่อวาน

“หล่อนจะตายไหม ตัวร้อนจัดเหลือเกิน” หลวงอัครเทพพึมพำเสียงสั่น

“ใจเย็นๆพ่อเทพ...หลวงเวชกำลังมานะลูก”

หลวงอัครเทพจับมือมณีจันทร์ขึ้นมาจูบ “กระผมรักหล่อนขอรับ คุณแม่”

“โธ่...พ่อเทพ แม่รู้แล้ว”

จังหวะนั้น มณีจันทร์ละเมอออกมาว่า “น้ำๆ” ม้วนมองหน้าคุณหญิงแสร์เป็นทำนองจะให้ทำอย่างไรดี คุณหญิงแสร์สั่งให้ไปเอาถ้วยยาสมุนไพรมาลองหยดให้สักสองหยด หลวงอัครเทพรับถ้วยยาจากม้วนมาจัดการเอง ตักยามาแตะที่ปากเธอเล็กน้อย มณีจันทร์เลียริมฝีปากแล้วหลับไปอีก หลวงอัครเทพใจคอไม่ดีขยับขึ้นไปบนเตียงดึงเธอมากอด คร่ำครวญน้ำตาคลอ

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า อย่าตาย หล่อนตายไม่ได้นะ...”

ในขณะที่มณีจันทร์สลบไสลเป็นไข้ตัวร้อนจัดอยู่ในอีกภพหนึ่ง คุณหญิงมาลิดาเองก็จับไข้ไม่สบายเช่นกัน นุ่มเดินมานั่งข้างเตียงเอามือแตะตัวเจ้านายเบาๆก่อนจะร้องเอะอะ

“ตายแล้ว คุณหญิงตัวร้อนเหลือเกิน เรียกรถพยาบาลดีไหมคะ”

“ไม่ต้อง เรียกหมอธรรมนูญ...เชิญท่านมาที่นี่”

นุ่มรีบออกไปทำตามคำสั่ง ขณะที่คุณหญิงมาลิดาเหลียวมองไปทางกระจกเงาโบราณบานนั้น

“กระจกนั่น มันเป็นความจริงหรือเพราะพิษไข้... เฮ่อ” คุณหญิงมาลิดาไม่แน่ใจกับสิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อวาน...

หลังจากคุณหญิงมาลิดาได้รับการตรวจรักษาจากหมอธรรมนูญเสร็จแล้ว เธอตัดสินใจสั่งให้นุ่มโทร.ตามกุลวรางค์มาพบทันที...

ไม่นานนัก ไรวัต ตรองกับกุลวรางค์มาถึงบ้านมณีจันทร์คุณหญิงมาลิดาชวนเพื่อนของลูกสาวทั้งสามคนขึ้นไปที่ห้องนอนของมณีจันทร์ แล้วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง

“ที่พูดนี่ไม่ใช่เพราะไข้ขึ้น น้าเห็นเมณี่ในกระจกเมื่อวาน”

“เฮ่อ...อีกคนแล้วหรือ อะไรกันเนี่ย” ไรวัตว่าพลางถอนใจเหนื่อยใจ เพราะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้

“อีกคนหมายความว่า มีคนเห็นแบบน้าหรือ”

“กุลเองค่ะ ครั้งแรกเห็นใน...เอ่อ...ไม่รู้จะเรียกอะไร... ในสมองมั้งคะ ครั้งที่สองก็ในกระจกนี่”

“ผมกับกุลไม่อยากเล่า ไม่อยากบอกเพราะเห็นคุณน้ากำลังเหนื่อย รับข้อมูลมากๆจะสับสนได้”

คุณหญิงมาลิดาฟังตรองพูดจบ สูดหายใจเข้าเต็มปอด พร้อมรับฟังข้อมูลแปลกประหลาด แล้วบอกให้ทั้งสามคนช่วยเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง เอาตั้งแต่เริ่มต้นวันแรกๆที่มณีจันทร์ หายตัวไป กุลวรางค์เริ่มเล่าคนแรก

“พวกเราทั้งหมด ทั้งป้านุ่มและดาว ต่างคิดเหมือนกันว่าเวลาเมณี่หายไป เธอเหมือนหายตัวไปได้เพราะไม่มีหลักฐานการเดินทางอะไรทั้งนั้น”

“สำหรับกระจกนี่ ผมกับกุลเคยมาเฝ้าอยู่สามวันสามคืน พยายามแล้วที่จะรื้อจะค้น ทำทุกวิถีทางก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา” ตรองเล่าเสริม กุลวรางค์ยื่นรูปถ่ายที่ได้มาจากคุณย่าของเธอให้คุณหญิงมาลิดาดู

“นี่เป็นรูปเก่าของครอบครัวกุล ในรูปคือคุณมณี ภริยาเจ้าคุณอัครเทพวรากร”

ไรวัตงงมาก เพราะมองผู้หญิงในรูปถ่ายที่กุลวรางค์ เอามาอย่างไรก็มณีจันทร์ชัดๆ ตรองหยิบรูปถ่ายที่วางอยู่ในข้างอ่างล้างหน้าโบราณมาให้คุณหญิงมาลิดาดู บอกว่านี่คือรูปของเจ้าคุณอัครเทพที่มณีจันทร์ขอมาจากกุลวรางค์ ผู้ชายคนนี้คือคนที่มณีจันทร์ฝันถึงบ่อยๆ

“ในกระจก น้าเห็นคนหน้าตาคล้ายๆอย่างนี้อยู่กับเมณี่...กระจกบานนี้น่ะหรือที่เมณี่ใช้เดินทางไป กระจกบานนี้เองหรือ”

“คุณน้าเชื่อเหมือนที่หนูกับตรองเชื่อใช่ไหมคะ” กุล–วรางค์ถามอย่างตื่นเต้น

“ถ้ากระจกบานนี้พาเมณี่ไป เขาก็ต้องพาเมณี่กลับมา เมณี่ต้องรู้สิว่าน้ารออยู่ เมณี่ต้องรู้และต้องกลับมา เมณี่จะกลับมาหาน้า น้าเชื่ออย่างนั้น” คุณหญิงมาลิดามองกระจกข้ามภพน้ำตาคลอเบ้า

ooooooo

มณีจันทร์ยังคงหลับด้วยพิษไข้ แม้จะกินยาฝรั่ง ที่ได้จากหลวงเวชแล้ว หลวงอัครเทพยังคงเฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่างเธอ คุณหญิงแสร์ทนนิ่งเฉยไม่ได้ เรียกพวกบ่าวในเรือนมาช่วยกันคิดหาหนทางช่วยมณีจันทร์ ม้วนกลับเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา ขาบถามอาการล่าสุดของมณีจันทร์จากม้วน ได้ความว่า

“ละเมอเป็นพักๆเพราะพิษไข้น่ะ ฮือๆ...ผีกระจกมันคงโกรธที่คุณหลวงไม่ให้คุณมณีไป ถ้าคุณมณีป่วยนานๆเข้า ข้ากลัวว่า คุณมณีจะ...จะ...” ม้วนพูดไม่ทันจบก็ปล่อยโฮ คุณหญิงแสร์รำคาญ ดุเสียงเขียว

“ไฮ้...นังม้วนปากเสีย ข้าล่ะเบื่อเอ็งนักเชียว นั่งร้องไห้ทั้งวี่ทั้งวันถามจริงๆ มันจะได้อะไรขึ้นมาหา”

ขาบแนะคุณหญิงแสร์ให้ทำพิธีไล่ผี โขมเห็นดีด้วย ตอนที่คุณหลวงพาคุณมณีออกไปเที่ยวข้างนอกวันก่อน จอดเรือใต้ต้นไม้ใหญ่ผีอาจจะเข้าสิงคุณมณีก็ได้ อิ่มสงสัยขาบจะใช้วิธีอะไรไล่ผี

“เดี๋ยวไปปรึกษากันก่อน ยังไงข้าไม่ยอมให้คุณท่านเป็นอะไรไปหรอก ขออนุญาตนะขอรับคุณหญิง” ขาบว่าแล้วเดินนำโขม อิ่มกับพวกบ่าวในเรือนทั้งหมดลงไปปรึกษาหารือกันที่เรือนทาส คุณหญิงแสร์มองตามหวั่นๆไม่รู้จะได้เรื่องหรือเปล่า...

ผ่านไปพักใหญ่ ขาบเชิญคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพมาเป็นประธานในพิธีปราบผี คุณหญิงแสร์ขู่ ถ้าไม่ได้เรื่องได้ราวมีหวังหลังลายกันหมดแน่ ขาบเสนอวิธีปราบผีของตัวเองเป็นคนแรก

“นี่ขอรับ หวายลงอาคม เขาว่าชะงัดนักแล ผีกลัวที่สุด”

“ใครแตะต้องแม่มณี ข้าจะเฆี่ยนมันให้หลังขาด” หลวงอัครเทพตวาดลั่น

ขาบสะดุ้งโหยงเก็บหวายแทบไม่ทัน บ่าวชายทยอยกันเสนอวิธีปราบผีในแบบของตัวให้คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพดู แต่ดูไปดูมาเหมือนเล่นปาหี่ ไม่น่าเชื่อถือสักราย คุณหญิงแสร์รำคาญ สั่งให้พวกที่เสนอวิธีปราบผีทั้งหลายตบหัวตัวเองคนละหนึ่งที อยู่ๆม้วนปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“เอ้านังม้วน แล้วเอ็งจะร้องไห้ทำไมอีก” คุณหญิงแสร์เอ็ดตะโร ม้วนชี้หน้าด่าพวกบ่าวชายทั้งน้ำตา

“พวกเอ็งทำเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่มีใครเอาจริงเอาจังสักคน จะไล่ผีน่ะ ต้องจริงจังทำเป็นเล่นไม่ได้”

“ข้าลืมไป นังม้วนก็แม่หมอเหมือนกันนี่ เอาล่ะเห็นว่าเอ็งเป็นคนสนิทรักใคร่แม่มณี เอ็งอยากจะทำอะไรก็ลองดู แต่เลือกไอ้ที่มันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ได้เรื่องได้ราวจริงเสียทีเถอะ ข้าล่ะหน่ายกับไอ้พวกนี้พอแล้ว” คุณหญิงแสร์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา...

ม้วนหายไปเตรียมข้าวของสำหรับทำพิธีไล่ผีได้สักพัก ก็กลับมาพร้อมกับไข่ดิบหนึ่งลูก หลังจากท่องคาถาเสกไข่เสร็จ ม้วนเอาไปจ่อที่ต้นแขนมณีจันทร์ ค่อยๆ กลิ้งไข่เสกไล่ลงไปตามแขนจนถึงปลายนิ้ว แล้วทำเช่นนี้กับแขนอีกข้างหนึ่ง เพื่อเรียกผีออกจากตัวมณีจันทร์ให้เข้าไปอยู่ในไข่ จากนั้น ม้วนยืนบริกรรมคาถาอีกครั้ง สะกดวิญญาณไม่หนีออกมา แล้วกระทืบเท้าเปรี้ยงๆๆสามที ก่อนหันไปรายงานคุณหญิงแสร์

“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวอิฉันจะเอาไข่นี้ไปต้มผีก็จะพินาศไปเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี เดี๋ยวคุณมณีก็หายไข้”

หลวงอัครเทพทนดูเรื่องไร้สาระต่อไปไม่ไหว ขอร้องแม่พอได้แล้ว ไม่ต้องทำพิธีอะไรอีก แล้วลุกเดินออกจากห้อง คุณหญิงแสร์ถอนใจเฮือก หันไปทางขาบ

“เอาอย่างนี้...ไอ้ขาบเอ็งไปอัญเชิญน้ำมนต์วัดระฆังมา เอาล่ะ พ่อมดหมอผีทั้งหลายกลับไปทำงานทำการกันเถอะพ่อ ขอให้จำเริญกันเถอะนะ วิชาอาคมเก่งกล้ากันทั้งนั้นนี่” สิ้นเสียงประชดประชันของคุณหญิงแสร์ พวกบ่าวพากันกลับเรือนทาส ทิ้งม้วนให้ปลาบปลื้มกับไข่เสกอยู่คนเดียว...

ค่ำวันเดียวกัน หลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์และม้วนยังคงนั่งเฝ้ามณีจันทร์ไม่ห่าง มณีจันทร์ละเมอเพราะพิษไข้ร้องหาแม่อย่างน่าเวทนา คุณหญิงแสร์สงสาร ปรี่เข้าไปนั่งข้างๆ เอามือลูบหัวมณีจันทร์ปลอบ

“โธ่...ลูกเอ๊ย...แม่มณี แม่อยู่นี่แล้วนะลูก”

หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์สีหน้าเคร่งเครียด ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ฟื้น...

อีกมุมหนึ่งไม่ห่างจากเรือนใหญ่นัก อิ่มกับพวกบ่าวชายช่วยกันสุมควันไล่ผีเพื่อที่มณีจันทร์จะได้ฟื้นจากอาการป่วยไวๆ โดยมีขาบเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ คอยกำกับทุกคน

“เอ้าสุมควันเข้า ไล่ผีโว้ย ผีป่า ผีห่าไปไป๊...คุณท่านไม่ให้เล่นคุณไสย เราก็เอางี้ล่ะวะ...เฮ่อ...อย่าเป็นอะไรไปนะขอรับคุณมณี ไม่งั้นคุณหลวงของกระผมไม่เป็นอันกินอันนอนแน่” ขาบกลุ้มใจไม่แพ้เจ้านาย...

เหมือนพลังแห่งความห่วงใยที่ทุกคนมุ่งมั่นเอาใจช่วย ส่งผลให้มณีจันทร์รู้สึกตัวลืมตาสะลึมสะลือขอกินน้ำ หลวงอัครเทพดีใจมากรีบเข้ามาประคอง ละล่ำละลักบอกคุณหญิงแสร์ว่ามณีจันทร์ได้สติแล้ว

“คุณหลวง...ฉัน...ยังไม่ไป” มณีจันทร์เสียงอ่อนแรงมาก

“ไม่...อยู่ด้วยกัน...อยู่ด้วยกันนะแม่มณี” หลวงอัครเทพกอดมณีจันทร์ไว้แน่น

คุณหญิงแสร์ก็ดีใจเช่นกัน รีบสั่งให้ม้วนเอาน้ำมนต์ที่ได้จากวัดระฆังมาหยดใส่ปากมณีจันทร์ โขมที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าหอนก วิ่งมาตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ด้านล่างเรือนใหญ่

“คุณมณีฟื้นแล้ว...ผีออกแล้ว”

พวกบ่าวที่เฝ้าเอาใจช่วย ต่างส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจ

ooooooo

บ้านมณีจันทร์... ตรองรู้ว่ากุลวรางค์มาอยู่ เป็นเพื่อนคุณหญิงมาลิดา จึงตามมาสมทบ เผื่อสบโอกาสเหมาะจะได้ให้แหวนเพชรกับเธอ แต่เขาต้องเสียเส้นดันเจอไรวัตอยู่ที่นั่นด้วย กุลวรางค์ชวนสองหนุ่มอยู่กินข้าวกลางวันเป็นเพื่อนกันก่อน วันนี้คุณหญิงมาลิดาคงไม่ลงมาข้างล่างจะอยู่เฝ้ากระจกข้ามภพ พอกุลวรางค์เข้าครัวไปทำอะไรมาให้กิน ไรวัตหันมาถามตรองทันทีว่าให้แหวนกุลวรางค์หรือยัง ตรองตกใจมาก

“เฮ้ย...นี่นายรู้ได้ไง นายบอกคุณกุลหรือเปล่า”

“เปลี่ยนใจมาชอบกุลตั้งแต่เมื่อไหร่...ไอ้คนใจง่าย”

“ฉันไม่เคยชอบเมณี่แบบนั้น ไม่เคยมาตั้งแต่ต้น แกคิดไปเอง ไอ้คนใจแคบ” ตรองไม่ยอมแพ้ด่ากลับ

“แปลว่าชอบกุลมาตั้งแต่ต้น...ปอดว่ะ ชอบเขาแล้วไม่กล้าบอก...อ่อน” ไรวัตเยาะเย้ย ตรองโกรธ จะบอกหรือไม่บอกกุลวรางค์มันก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับไรวัตสักหน่อย แล้วเดินหัวเสียออกมา

“ฮึ่ย...มันรู้เรื่องของเราได้ไงวะ วันนี้ก็ไม่ได้ให้คุณกุลอีกแล้วสิเนี่ย...เอ...แล้วถ้านายไรวัตไปบอกคุณกุลก่อน เราก็แย่สิ” ตรองบ่นพึมพำ สีหน้ากลุ้มใจ...

ขณะกุลวรางค์จัดสำรับขึ้นโต๊ะอาหารโดยมีนุ่มคอยเป็นลูกมือ ไรวัตหาเรื่องกระเซ้าเย้าแหย่ตรองอย่างสนุกสนาน กุลวรางค์สงสัยสองหนุ่มเล่นอะไรกัน ไรวัตตอบหน้าตาเฉยว่าเล่นเรื่องแหวนเพชรที่ตรองพกมา กุลวรางค์งง ตรองพกแหวนเพชรมาทำไม ไรวัตอ้าปากจะบอกว่าเอามาให้กุลวรางค์ แต่ตรองพุ่งเข้าไปปิดปากเขาไว้เสียก่อน ขู่ไรวัตถ้าไม่หยุดพูดจะต่อยให้ปากแตก ไรวัตปัดมือตรองออก ขู่ตรองกลับ

“แกต่อยฉัน ฉันก็จะต่อยแกเหมือนกัน”

“ดี...งั้นฉันจะจูบแก...จะหยุดหรือไม่หยุด” ตรองท่าทางเอาจริง ไรวัตขยะแขยง รีบลุกหนี...

หลังกินมื้อกลางวันกันเสร็จ ไรวัตยังไม่ยอมรามือจากตรอง เดินไปค้นหาของบางอย่างในรถตัวเองให้ควั่ก เจอถุงใส่แหวนเพชรที่แม่ของเขาเพิ่งซื้อมาแล้วลืมทิ้งไว้ ไรวัตเปิดถุงออกดู เห็นกล่องใส่แหวนเพชรยังอยู่ เดินยิ้มเจ้าเล่ห์กลับเข้าบ้านตรงไปกระซิบกระซาบตรอง ตกลงไม่มีอะไรให้กุลวรางค์ใช่ไหม เพราะถ้าตรองไม่ให้เขาจะให้เอง แล้วเดินไปนั่งคุกเข่าตรงหน้ากุลวรางค์ ยื่นแหวนเพชรให้

“กุลครับ...แหวนเพชรนี่สำหรับคุณ”

ตรองยัวะสุดๆโดดต่อยหน้าไรวัตเปรี้ยง แล้วด่าซ้ำ “ไอ้คนเลว ไอ้คนหน้าด้าน แกรู้ว่าฉันจะให้แหวนคุณกุล แกก็เลยมาตัดหน้าให้แหวนเธอก่อน แกเห็นฉันชอบคุณกุล แกก็เลยจะแกล้งฉัน แกนี่มันเลวได้ใจจริงๆ”

“ให้แหวนฉัน...นายจะให้แหวนฉันหรือ ดร.” กุลวรางค์นิ่วหน้ามองตรอง

“ฮะๆๆๆไม่ใช่ให้แหวนเฉยๆ มันบอกว่ามันชอบกุลด้วย กุลได้ยินไหม...มันพูดหมดเลย ผมหลอกให้มันพูดออกมาจนได้” ไรวัตหัวเราะชอบใจที่แผนการสำเร็จ “รำคาญโว้ย รักกุลทำไมไม่บอกไปตรงๆ มัวอ้ำอึ้งอยู่ได้ เห็นแล้วมันรำคาญ ไอ้แหวน เนี่ยของแม่ แม่ฉันลืมไว้ในรถก็เลยเอามาจัดการกับแก ฮะฮ่า... วันนี้ได้แกล้งแกมีความสุขจริงๆ ไปล่ะ” ไรวัตหัวเราะชอบอกชอบใจเดินหนีไปอยู่อีกห้องหนึ่ง ปล่อยให้ทั้งคู่เคลียร์กันเอง

“ไอ้ชั่วไอ้เลว ไอ้ไรวัต...แกกลับมานะ กลับมาเคลียร์กับฉันก่อน” ตรองตะโกนด่าไล่หลัง แต่ไรวัตไม่สนใจ กุลวรางค์ เดินหนีไปด้วยอารมณ์สับสน ตรองรีบวิ่งตามเธอจนทัน ยังไม่ทันจะอ้าปากอธิบายอะไร กุลวรางค์ขอดูแหวนวงนั้นเสียก่อน ยิ่งเธอเห็นแหวนเพชรที่ตรองตั้งใจซื้อให้ยิ่งซาบซึ้งใจน้ำตาซึม ทั้งๆที่เธอมีใจให้เขาเช่นกัน แต่จำต้องขอร้องให้เขาเอาแหวนไปคืน เธอรับมันไว้ไม่ได้ ตรองหน้าเสีย

“ทำไมล่ะ...ผมไม่ดีพอสำหรับคุณงั้นหรือ”

“เมณี่...เพราะเมณี่ต่างหาก”

ตรองไม่เข้าใจ มณีจันทร์เกี่ยวอะไรด้วย กุลวรางค์ตัดสินใจแน่วแน่ ต่อจากนี้ไป เธอกับเขาจะไม่พบเจอกันอีก ขอให้เราสองคนกลับไปที่เดิมเหมือนไม่เคยรู้จักกัน กุลวรางค์ จำต้องรีบตัดใจจากเขาก่อนจะทำไม่ได้

“ลาก่อน...ดร.” กุลวรางค์พูดจบ วิ่งหนีไปทั้งน้ำตา ตรองถึงกับทรุดลงนั่งกับฟื้น ความหวังพังครืน

ooooooo

อีกมุมหนึ่งของบ้านมณีจันทร์ ไรวัตหยิบรูปถ่ายของมณีจันทร์ที่ตั้งโชว์อยู่แถวนั้นขึ้นมาดู พึมพำกับรูป

“เมณี่...ผมคิดถึงคุณจัง ตอนที่คุณอยู่ ผมคิดหาแต่วิธีเป็นเจ้าของคุณ ช่วงเวลานั้น ผมเหมือนคนเห็นแก่ตัวเลยใช่ไหม เมื่อไม่มีคุณ ผมนึกถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ได้รู้ว่า คุณเคยสอนผมยังไงบ้าง” พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาใน
สมองของไรวัต...

วันนั้นเป็นวันหยุด ไรวัตมารับมณีจันทร์ที่บ้านจะชวนไปหาของอร่อยๆกิน ไปดูงานแสดงเครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุด แล้วไปดูหนังกันต่อ มณีจันทร์ทักท้วงที่ไรวัตชวนทำเป็นกิจกรรมในฐานะผู้รับทั้งนั้น ไรวัตมองงงๆ

“เป็นผู้รับ ตักตวงความสุขของโลกจากสังคม จากนั้นก็ตายไปพร้อมสร้างปัญหาให้กับโลกนี้มากมาย คุณพอใจชีวิตแค่นี้หรือคะ” มณีจันทร์อธิบาย

“ใครๆก็ทำกันแบบนี้ ผมไม่ได้ชวนคุณไปดื่ม หรือไปเสพยาสักหน่อย”

มณีจันทร์จะขอเป็นไกด์พาเขาไปทัวร์ที่อื่นบ้าง และสถานที่ที่เธอพาเขาไปคือ ห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติ เพื่อบันทึกเสียงจากการอ่านหนังสือต่างๆไว้ให้คนตาบอดได้ฟัง...

หลังจากบันทึกเสียงเสร็จ มณีจันทร์ชวนไรวัตเข้าไปดูในส่วนที่เป็นห้องสมุด เห็นคนตาบอดนั่งฟังเสียงจากแผ่นซีดีที่เธอกับเขาเพิ่งบันทึกเสียงไว้ให้

“มองดูพวกเขาสิ เขาได้เห็นโลกใหม่ที่เพิ่มขึ้น เพราะเราสองคน คุณมีความสุขไหมไรวัต”

“ก็ยังคิดถึงเครื่องเสียงใหม่อยู่ดี” ไรวัตพูดจบ โดนมณีจันทร์เอาศอกกระทุ้งสีข้าง ถึงกับยิ้มแหย รีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ทันที “ก็ดีแหละ ทำงานเหนื่อยๆ มาเห็นคนที่เขาลำบากกว่าเราก็ได้รู้ว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีตามองเห็น มีงานให้ทำ”

“นั่นล่ะใช่เลย...ความรู้สึกแบบนี้จะตามไปเมื่อคุณเหนื่อย คุณท้อ คุณจะได้เห็นคุณค่าของชีวิต ความรู้สึกแบบนี้ เครื่องเสียงใหม่แค่ไหนก็ให้คุณไม่ได้ การเป็นผู้ให้ ทำให้เรามีความสุขมากกว่าการเป็นผู้รับ เพราะเหตุนี้แหละ”

“เมณี่ ผมเคยคบกับดารา นางแบบที่สวยกว่าคุณ แต่วันนี้ผมเพิ่งรู้ว่าคุณน่ะสวยที่สุด” ไรวัตมองมณีจันทร์ด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความรัก...

ไรวัตคิดถึงความหลังครั้งนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ พึมพำกับรูปมณีจันทร์อีกว่า “วันนี้ ผมช่วยเขาสองคนเพราะคุณนะเมณี่ การได้รู้จักคุณช่วยทำให้คุณชายนิสัยเอาแต่ใจอย่างผม ได้พบชีวิตในมุมมองใหม่ มุมมองของการเป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับอย่างเดียว” ไรวัตน้ำตาคลอ กอดรูปถ่ายของมณีจันทร์ไว้ด้วยความคิดถึง

ooooooo

ที่หอนกภายในเรือนของหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ยังคงนอนอยู่บนเตียงเนื่องจากยังมีไข้ เธอไม่ค่อยชอบใจนักที่หลวงอัครเทพย้ายเธอออกมานอนไกลจากกระจกข้ามภพ ออดอ้อนม้วนว่าอยากกลับบ้าน ช่วยพากลับไปหากระจกที เธออยากกลับไปนอนห้องนอนเก่า

“เอาไว้วันพรุ่งนี้ดีไหมเจ้าคะ” ม้วนพยายามซื้อเวลา มณีจันทร์ร้องไห้โยเยเหมือนเด็กๆ

“แล้วถ้าเผื่อคืนนี้สัญญาณดังล่ะ ไปเถอะ...ไปแลกห้องนอนกัน”

“รอรุ่งเสียก่อนจะดีกว่า คืนนี้สงัดแล้วนะเจ้าคะ”

“งั้นพรุ่งนี้นะ พรุ่งนี้ต้องเปลี่ยนห้อง” มณีจันทร์ขอคำยืนยัน แต่ม้วนกลับบ่ายเบี่ยง บอกให้นอนพักผ่อนก่อน หลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ยืนอยู่หน้าห้องได้ยินทุกอย่าง มองสบตากันสีหน้าเป็นกังวล จากนั้น สองแม่ลูกมานั่งปรึกษาหารือกันที่โถงกลางเรือน คุณหญิงแสร์เป็นห่วงมณีจันทร์มาก ขืนปล่อยให้ตรอมใจคิดถึงบ้านแบบนี้ อาการป่วยอาจจะไม่หาย หลวงอัครเทพรักมณีจันทร์มากเกินกว่าจะยอมให้เธอกลับไป

“พ่อเทพแน่ใจหรือว่าจะอยู่กินกับแม่มณีได้”

“แน่ใจขอรับ”

“หล่อนเป็นคนลับแล พ่อเทพต้องรู้ไว้ คนลับแลถือสัจจะ พูดคำไหนคำนั้น ขนาดเคยมีคนหลงเข้าเมืองลับแลอยู่กินจนมีลูกด้วยกัน ลูกร้องไห้จะหาแม่ พ่อก็หลอกลูกว่านู้น...แม่มาแล้ว เท่านั้นเขาถือว่าโกหกไร้สัจจะ เขาให้ออกจากเมืองลับแล ตอนออกมา นังเมียให้หัวขมิ้นมาเต็มย่าม เจ้าผัวไม่รู้ พอเดินๆไปหนักเข้า เก็บทิ้งหมดเหลือไว้แง่งเดียว พอออกมาถึงได้รู้ว่าเป็นทอง” คุณหญิงแสร์ยังคงเชื่อว่ามณีจันทร์มาจากเมืองลับแล

“เอ...กระผมยังไม่ได้หัวขมิ้นจากแม่มณีเลย” หลวงอัครเทพแกล้งแหย่

“เรื่องของเรื่อง แม่มณีเป็นฝ่ายมา หากพ่อเทพถลาถลำทำไม่งาม เกิดหล่อนหนีกลับ พ่อเทพจะทำยังไง”

“กระผมถึงยอมให้หล่อนกลับไปไม่ได้”

“ทางโน้นแม่มณีก็มีห่วง หล่อนคิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน ใจของหล่อนไปทางโน้นแล้ว เราจะเอาโซ่ล่ามตัวหล่อนไว้หรือลูก เราจะใช้วิธีไหนผูกหล่อนไว้ บอกแม่ได้ไหม”

“กระผมจะผูกหล่อนไว้ด้วยความรักของกระผมขอรับคุณแม่” หลวงอัครเทพยิ้มอย่างมั่นใจ...

ครู่ต่อมา ขณะมณีจันทร์นอนหน้าเศร้าอยู่ในห้อง หลวงอัครเทพเข้ามาหา พร้อมกับซ่อนบางอย่างไว้ข้างหลัง ม้วนรู้งานรีบออกไปยืนเฝ้าหน้าห้อง ดูต้นทางให้เหมือนเคย หลวงอัครเทพนั่งลงข้างๆมณีจันทร์

“ยังไม่มีแรงร้องเพลงรึ”

“ร้องเพลงยังไม่ได้ แต่ฟังได้ เล่นไวโอลินสิคะ”

หลวงอัครเทพเอาของที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมา เป็นมะลิซ้อนร้อยกับทางมะพร้าวมีดอกรักสีขาวเป็นพวงผูกติดกันวางไว้ข้างหมอนที่มณีจันทร์นอนหนุน เพื่อบอกความรักและความจริงใจที่มีต่อเธอ มณีจันทร์มองสายตาลึกซึ้งของเขาแล้วเข้าใจได้ทันที ถึงกับน้ำตาคลอ

“ฉันเคยได้ยินคำบอกรักมามาก ไม่มีคำรักไหน ไม่มีทีท่าบอกรักใดๆเหมือนสิ่งนี้เลย” มณีจันทร์หยิบดอกรักกับมะลิพวงนั้นขึ้นมาดม เป็นเชิงว่ารับรักจากเขา หลวงอัครเทพจูบหน้าผากเธออย่างอ่อนโยน ก่อนเดินออกไป สักพักมีเสียงไวโอลินบรรเลงเพลงรักดังขึ้น มณีจันทร์มองดอกรักที่ร้อยมากับมะลิซ้อนยิ้มมีความสุข ความรักที่หลวงอัครเทพมอบให้ ช่วยให้เธอคลายความคิดถึงบ้านลงได้...

เสียงเพลงรักจากไวโอลินของลูกชาย ทำให้คุณหญิงแสร์ชะงัก วางมือจากงานที่ทำ พึมพำเป็นกลอนว่า

“โซ่ตรวนผูกรัดสักร้อยหุน ใจมั่นมุ่งหักทลายย่อมคลายได้ แต่ใยรักบางเบาสักเท่าใด ผูกพันไว้แนบสนิทนิจนิรันดร์”...

ขณะที่ความรักอบอวลไปทั่วเรือนหลวงอัครเทพ ที่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพ คุณหญิงมาลิดายังคงรอการกลับมาของลูกสาวอย่างใจจดจ่อ เธอเดินไปหยิบรูปถ่ายของหลวงอัครเทพที่วางอยู่ในห้องนอนมณีจันทร์ขึ้นมามองสำรวจ

“ยิ้มละไม ดวงตาซื่อ มั่นคง นี่หรือจ๊ะ เมณี่ยอมอ่อนข้อให้คนแบบนี้เองหรือลูก” คุณหญิงมาลิดาเอามือลูบรูปถ่ายของหลวงอัครเทพ พึมพำกับรูปถ่ายอย่างสงสัย “คุณจะเอาลูกฉันอยู่หรือ”

ooooooo

เช้าวันนี้ มณีจันทร์อาการดีขึ้นมาก ลุกได้แล้ว ม้วนเตรียมน้ำมนต์จากหอพระมาให้ล้างหน้าตามคำสั่งของคุณหญิงแสร์ ยิ่งคุณหญิงแสร์มีเมตตากับมณีจันทร์มากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เธอคิดถึงแม่ตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

“เรื่องกลับบ้านยังไงก็คงได้กลับ แต่จะทำอะไรก็สงสารคุณหลวงท่านบ้างเถอะนะเจ้าคะ” ม้วนว่าแล้วพามณีจันทร์ไปอาบน้ำ หลังจากแต่งตัวเสร็จ คุณหญิงแสร์แวะมาหา หยิบห่อผ้าห่อหนึ่งออกมาเปิดให้มณีจันทร์ดู

“วันนี้ได้หวายลูกนิมิตมา”

“เป็นยังไงเจ้าคะ”

“หวายที่ห้อยลูกนิมิต ลูกเอก พอเขาตัดลงหลุม ก็เหลือหวายไว้ตัดแจก หวายนี่กันผีได้ เดี๋ยวจะส่งไปให้ช่างทองเขาถักทองร้อยรัดไว้ แม่มณีจะได้ห้อยคอ”

มณีจันทร์ก้มกราบขอบพระคุณคุณหญิงแสร์ที่เมตตาเป็นห่วงเป็นใยตนเองเสมอมา จากนั้น คุณหญิงแสร์ชวนมณีจันทร์มากินข้าวด้วยกันที่โถงกลางเรือน มณีจันทร์เห็นกับข้าวเยอะแยะมากมาย มีทั้งกุ้งฝอยเชื่อมน้ำตาล ไข่แมงดาเชื่อมน้ำตาลเนื้อเค็มฉีกฝอยผัดกับน้ำตาล  และสุดท้ายปลาเค็มหั่นลูกเต๋าชุบไข่ทอดกินกับข้าวต้มร้อนๆ ล้วนเป็นอาหารสำหรับคนเพิ่งหายไข้ มณีจันทร์มองคุณหญิงแสร์ซาบซึ้งใจมาก

“ขนมามากมายขนาดนี้ กลัวมณีจะกินไม่ลงหรือเจ้าคะ... มณีจะพยายามกินให้เยอะๆจะได้หายเร็วๆ”

อิ่มนั่งกลุ้มใจมาตั้งแต่เช้า ยิ่งเห็นมณีจันทร์หายดียิ่งเป็นห่วงประยงค์ ถอนหายใจเสียงดัง คุณหญิงแสร์กับมณีจันทร์ถึงกับหันขวับมามอง ม้วนไม่พอใจออกปากไล่อิ่ม ถ้าไม่เต็มใจดูแลมณีจันทร์ก็ไปให้พ้นๆหน้า...

ขณะม้วนยกสำรับมาเก็บในเรือนครัว ยังคาใจที่อิ่มแสดงอาการไม่สมควรเมื่อครู่ หันไปเล่นงานอิ่มทันที

“นังอิ่ม...เอ็งจะเอายังไงกับนายข้า”

“เอ๊ะอีนี่...ข้าก็แค่มีเรื่องกลุ้มใจ ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักหน่อย งานการอะไรข้าก็ทำให้นายเอ็งหมดแล้ว อย่ามาหาเรื่องนะ” อิ่มหงุดหงิด

“กลุ้มใจเรื่องอะไร”

“เมื่อเช้าเจอนังยาวที่ตลาด มันว่าคุณประยงค์ไม่ยอมกินข้าวกินปลา เอ็งก็รู้เมื่อเล็กๆข้าอยู่กับคุณหญิงสรเดช ข้าก็ดูแลคุณประยงค์ท่านมาเหมือนกัน มีเรื่องแบบนี้ข้าก็ห่วงของข้า”

มณีจันทร์แอบฟังอยู่นาน โผล่พรวดออกมาถามอิ่ม “คุณประยงค์ไม่ยอมกินข้าวกินปลา ทำไมล่ะ”

ม้วนตกใจที่เห็นมณีจันทร์ ร้องเตือนเพิ่งหายไข้แท้ๆลงมาทำไม มณีจันทร์ไม่สนใจตัวเองอยากรู้เรื่องประยงค์ ในเมื่ออิ่มให้รายละเอียดเรื่องนี้ไม่ได้ เธอตัดสินใจจะไปหาประยงค์ด้วยตัวเอง

“โอ้ย...จะไปได้ยังไงเจ้าคะ” ม้วนติง

“ก็ให้อิ่มพาไปสิ...ไปอิ่ม พายเรือเป็นใช่ไหม” มณีจันทร์ว่าแล้วก้าวฉับๆจะไปที่ท่าน้ำ ม้วนรีบทักท้วง

“คุณหญิงสรเดชท่านเกลียดหน้าคุณมณีจะตาย ท่านจะให้คุณมณีไปพบคุณประยงค์ได้ยังไงเจ้าคะ”

อิ่มนึกขึ้นได้ วันนี้ขึ้น 1 ค่ำ คุณหญิงสรเดชอาจจะไปเข้าวัง มณีจันทร์สบช่องจะใช้โอกาสนี้แอบไปพบประยงค์ ถ้าอิ่มไม่อยากให้ประยงค์เป็นอะไรไป ต้องพาเธอไปเดี๋ยวนี้

“โอ๊ย...เพิ่งหายไข้นะเจ้าคะ อย่าเพิ่งวิ่งอย่าเพิ่งโดนแดดนะเจ้าคะ”

มณีจันทร์ไม่สนใจคำเตือนของม้วน  รีบลงเรือพาย  สีหน้ามุ่งมั่นจะไปหาประยงค์ให้ได้

ooooooo

ไม่นานนัก มณีจันทร์ ม้วนกับอิ่มมาถึงเรือนคุณหญิงสรเดช มณีจันทร์สั่งให้สองบ่าวดูต้นทางไว้ ส่วนเธอจะไปหาประยงค์ตามทิศทางที่อิ่มบอก  แล้วค่อยๆ ย่องขึ้นเรือนใหญ่อย่างระแวดระวัง ก่อนจะนึกขึ้นได้

“ฮึ...คุณหญิงสรเดชไม่อยู่สักหน่อย ไม่เห็นต้องกลัวอะไร”

มณีจันทร์เดินอย่างสง่าผ่าเผย แต่พอพ้นหลืบต้องสะดุ้งเฮือกเจอคุณหญิงสรเดชกำลังเดินดูต้นไม้ มณีจันทร์พุ่งกลับเข้าหลืบแทบไม่ทัน คุณหญิงสรเดชหันขวับมอง แต่ไม่เห็นใคร หันไปเดินดูต้นไม้ต่อ

“ไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะได้ลูกเสือได้ยังไง ตายเป็นตาย” มณีจันทร์ว่าแล้ว ค่อยย่องตามหลังคุณหญิงสรเดชไปเรื่อยๆโดยที่ท่านไม่เห็น จังหวะที่คุณหญิงสรเดชลงเรือนไป มณีจันทร์ก็ถึงห้องประยงค์พอดี รีบผลุบเข้าไปเจอประยงค์นอนร้องไห้กระซิกๆ สองสาวต่างโผกอดกันด้วยความคิดถึง คราวนี้ประยงค์ถึงกับปล่อยโฮ มณีจันทร์ทักท้วงว่าทำแบบนี้ไม่ดีเลย ทำไมไม่รู้จักรักตัวเองบ้าง เสียใจเรื่องหลวงอัครเทพขนาดนี้เลยหรือ

“เรื่องคุณหลวงเทพน่ะไม่กระไร แต่เรื่องหลวงเจน น้อง ไม่อยากออกเรือนไปกับหลวงเจน ถ้าต้องออกเรือนไปกับท่าน น้องคงตายเสียก่อน”

“แล้วทำไมไม่บอกพ่อกับแม่ล่ะคะ”

“เราพูดได้ด้วยหรือเจ้าคะ น้องกลัวคุณพ่อคุณแม่จะว่าเอา”

“ผู้หญิงน่ะชีวิตแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เช่นนั้นก็ต้องตายทั้งเป็น คุณประยงค์ยอมหรือคะ”

ประยงค์พยายามทำใจมาหลายวันแล้ว แต่ทำไม่ได้ไม่อยากพบหน้าผู้คน ไม่อยากแม้จะมีชีวิตอยู่ มณีจันทร์ปลอบใจว่า ผู้หญิงในยุคหน้าจะเลือกผู้ชายด้วยตัวเอง และถ้าชีวิตคู่ไปไม่รอดหล่อนมีสิทธิ์หย่า ประยงค์ตื่นเต้นที่ได้ยิน แต่ยังสงสัยถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วไม่มีใครว่าอะไรหรือ

“มีสิคะ แต่ชีวิตของเรา สุขทุกข์อยู่ที่เราจะไปสนใจขี้ปากคนทำไมกัน ถ้าสามีไม่ยอม เราก็มีสิทธิ์ฟ้องให้กฎหมายคุ้มครองเราด้วยนะคะ”

“ผู้หญิงพวกนั้นคงเข้มแข็งมาก น้องอยากเข้มแข็งอย่างนั้นบ้าง”

มณีจันทร์ยุให้ประยงค์ลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเอง อย่าอดอาหารอยู่อย่างนี้ ต้องลุกขึ้นสู้และพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ถ้าเห็นแล้วว่าสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ให้พูดออกไปเลย ประยงค์พยักหน้าเข้าใจ โผกอดมณีจันทร์อีก

“คุณพี่...มีแต่คุณพี่ที่เข้าใจน้อง ขอบคุณเหลือเกินนะเจ้าคะที่มาหาน้องในยามนี้”

“หากมั่นใจแล้วว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง พ่อแม่อาจโกรธตอนนี้ แต่จะเข้าใจในวันหนึ่งค่ะ” มณีจันทร์ย้ำ...

ข้างฝ่ายคุณหญิงสรเดชเดินดูต้นไม้เรื่อยเปื่อยมาใกล้ที่ที่อิ่มกับม้วนอยู่ ดีที่ม้วนตาไว ทั้งคู่จึงหลบได้อย่างเฉียดฉิว แต่เกิดทำเสียงดังขึ้นมา คุณหญิงสรเดชสงสัยเดินเข้ามาใกล้จุดที่สองสาวซ่อนตัวอยู่ จังหวะนั้น บ่าวคนหนึ่งของคุณหญิงสรเดชเข้ามารายงานว่ามีคนมาขอพบรออยู่ที่หอนั่ง  ม้วนกับอิ่มถอนใจ โล่งอก...

ครู่ต่อมา คุณหญิงสรเดชมาถึงหอนั่ง พบหลวงเจนพาณิชย์นั่งรออยู่ เขามาแจ้งให้ทางนี้ทราบว่าพ่อของเขาติดราชการยังไม่กลับ ที่หายหน้าไปไม่ใช่เพราะเมินเฉย หวังว่าทางคุณหญิงสรเดชคงจะเข้าใจ

“เข้าใจแล้วค่ะ ทางน้าเองก็ติดขัด” คุณหญิงสรเดชติดขัดที่ประยงค์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน แต่นึกขึ้นได้ไม่ควรพูดอะไร พอหลวงเจนพาณิชย์ถามติดขัดเรื่องอะไร คุณหญิงสรเดชรีบกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร

“น้องประยงค์...เอ่อ...ไม่อยู่หรือขอรับ” หลวงเจนพาณิชย์ชะเง้อคอมองหาประยงค์

“จะพบกันคงไม่เหมาะนะ หลวงเจนต้องระมัดระวังเรื่องนี้หน่อย จะมาทำหัวสมัยกับเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้”

หลวงเจนพาณิชย์รับปากคุณหญิงสรเดช เขาจะอดใจรอพบหน้าประยงค์ตอนแต่งงาน

ooooooo

ก่อนจะกลับขึ้นเรือนใหญ่ ม้วนอุตส่าห์คว้าตะกร้าใส่ดอกไม้ที่พวกบ่าววางทิ้งไว้ในสวนบ้านหลวงอัครเทพยัดใส่มือมณีจันทร์ นัดแนะเสียดิบดี ถ้าเกิดมีใครถามอะไรก็ให้บอกว่าไปเก็บดอกไม้ แต่พอมณีจันทร์ถูกคุณหญิงแสร์ถามว่าหายไปไหนมา กลับตอบหน้าตาเฉยว่าแอบไปพบประยงค์มา

ม้วนกับอิ่มตกใจหน้าซีด เกรงจะโดนหวาย คุณหญิงแสร์ไม่ได้เล่นงานบ่าวทั้งสอง เพราะมัวแต่สนใจเรื่องประยงค์ พอรู้ว่ามณีจันทร์แนะให้ประยงค์คุยกับพ่อและแม่ของเธอเรื่องไม่อยากออกเรือนไปกับหลวงเจนพาณิชย์ คุณหญิงแสร์ตกใจร้องเสียงหลง ถ้าประยงค์ทำอย่างนั้นจริงก็เท่ากับอกตัญญูพ่อแม่

คราวนี้มณีจันทร์เป็นฝ่ายตกใจบ้าง ไม่คาดคิดจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าคุณหญิงแสร์ได้เห็นเด็กในยุคของเธอ เถียงพ่อแม่ฉอดๆคงจะเป็นลมวันละหลายร้อยรอบ คุณหญิงแสร์เล่าว่าท่านได้พบหน้าพ่อของหลวงอัครเทพในวันแต่งงาน พ่อแม่ของท่านเป็นคนเลือกคู่ให้ มณีจันทร์งง คุณหญิงแสร์กับพ่อของหลวงอัครเทพแต่งงานกันได้อย่างไรทั้งที่หน้าตาไม่เคยเห็น ไม่เคยแม้แต่พูดคุยกัน

“แล้วความรักล่ะเจ้าคะ”

“อยู่ๆไปก็รักกันเอง”

มณีจันทร์ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานแบบคลุมถุงชน เหมือนเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล คุณหญิงแสร์อธิบายว่า การแต่งงานโดยพ่อแม่เลือกให้ไม่ใช่เรื่องไม่มีเหตุผล การเลือกคู่ให้ลูกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ พวกท่านต้องพิจารณาแล้วว่าเทือกเถาเหล่ากอของอีกฝ่ายต้องดีไม่มีประวัติด่างพร้อย

“เรื่องหน้าตานั้น ต่อให้หล่อสวยงามเป็นเทพบุตรเทพธิดา วันหนึ่งมันก็ต้องเบื่อ ต้องแก่ ถูกต้องไหม”

“แล้วนิสัยใจคอล่ะเจ้าคะ ถ้าเกิดเข้ากันไม่ได้”

“คนในรุ่นฉัน เชื่อในสิ่งที่พ่อแม่เลือก เพราะถือเป็นหน้าที่ ปรับตัวไม่ได้ถ้าพยายามต่อไปก็ปรับตัวจนได้ ในเมื่อไม่ละความพยายาม สุดท้ายย่อมต้องเข้าใจกัน อยู่ด้วยกันจนได้”

“เพราะตั้งใจว่าจะอยู่ให้ได้ ไม่ยอมหย่า สุดท้ายคู่ที่พ่อแม่เลือกให้ก็เลยอยู่กันยืด”

“อยู่กันยืดเสียยิ่งกว่าพวกที่หนีตามกันไป โดยถือเอาอารมณ์ปรารถนาเป็นเรื่องใหญ่ ในเมื่อหนีตามกันไปง่ายๆ เวลาเลิกราก็เลิกง่ายๆเพราะถือแต่อารมณ์ของตัว” คุณหญิงแสร์อธิบายจนมณีจันทร์เริ่มเข้าใจ

“การแต่งงานจึงต้องเริ่มจากตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยกัน แม้มีอุปสรรคแค่ไหนก็จะฝ่าฟันไปให้ได้”

“ตั้งใจจะแทนคุณพ่อแม่ เชื่อฟังพ่อแม่ ตั้งใจว่าจะมีผัวเดียวจะให้อภัยผัว ดูแลผัวจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ฉันไม่รู้หรอกว่าวิธีนี้ผิดหรือถูก แต่เราคิดของเราอย่างนี้”

“ถ้าอย่างนั้น ที่มณีแนะนำคุณประยงค์แล้วถ้าเกิดคุณประยงค์เชื่อ...จะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะ” มณีจันทร์อดหวั่นใจไม่ได้

ooooooo

..



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #8 on: 16 July 2026, 15:31:35 »


https://www.thairath.co.th/novel/tawipob/ep17/page1

ทวิภพ ตอนที่ 17

เป็นอย่างที่มณีจันทร์หวั่นใจ ประยงค์เชื่อคำแนะนำของเธอ รวบรวมความกล้าปฏิเสธพ่อกับแม่ตัวเองว่าจะไม่ยอมออกเรือนไปกับหลวงเจนพาณิชย์เด็ดขาด ขออยู่เป็นสาวเทื้อไม่มีคู่ดีกว่า คุณหญิงสรเดชอดสงสัยไม่ได้ ชาติตระกูล ยศศักดิ์ และหน้าตาของ หลวงเจนพาณิชย์ไม่ได้ด้อยกว่าหลวงอัครเทพ ทำไมประยงค์ถึงไม่ยอมออกเรือนด้วย หรือยังทำใจเรื่องหลวงอัครเทพไม่ได้

“เรื่องหลวงเทพ ลูกทำใจได้แล้ว แต่ที่แต่งงานกับหลวงเจนไม่ได้เพราะคุณธรรมในใจเจ้าค่ะ ผู้ไม่มีคุณธรรม สักวันย่อมพินาศ แม้เจริญด้วยบุญเก่าที่ทำมา แต่ชีวิตย่อมเร่าร้อนไม่เป็นสุข ลูกคิดด้วยเหตุผลแล้ว มิใช่ด้วยอารมณ์แต่อย่างใด คุณพ่อคุณแม่จะเชื่อลูกสักครั้งได้ไหมเจ้าคะ”

คำพูดที่หนักแน่นของประยงค์ทำให้ท่านเจ้าคุณพ่อของประยงค์ และคุณหญิงสรเดชถึงกับอึ้ง...

ที่เรือนหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ยังคงคุยกับคุณหญิงแสร์อย่างต่อเนื่อง เธอแปลกใจไม่หาย ประยงค์เพียบพร้อมขนาดนี้ ทำไมหลวงอัครเทพไม่ใจอ่อนกับประยงค์บ้าง

“เรื่องผู้หญิงของพ่อเทพ มีอะไรแผลงๆอยู่หลายอย่างเหมือนกัน” คุณหญิงแสร์ว่าแล้ว เล่าเรื่องในอดีตเมื่อครั้งที่หลวงอัครเทพต้องไปเรียนต่อที่ยุโรป ตอนนั้น คุณหญิงไม่สบายใจมาก เกรงลูกชายจะไปคว้าแหม่มมาเป็นเมีย ถึงขนาดบังคับให้ลูกสาบานต่อหน้าพระจะไม่คว้าเมียแหม่มกลับบ้าน

ครั้นหลวงอัครเทพเรียนจบกลับมา คุณหญิงแสร์หมั่นถามไถ่เรื่องประยงค์ แต่พอจะนัดไปดูตัว ลูกก็บ่ายเบี่ยงทุกทีไป ม้วนเล่าเสริมว่าเป็นเรื่องจริง บ้านอื่นเขามีเมียบ่าวก่อนเมียแต่งกันทุกคน พวกบ่าวหญิงที่นี่พากันระริกระรี้ แต่คุณหลวงไม่แลสักคน แถมมีทนายหน้าหอนอนเฝ้าหน้าห้อง ราวกับกลัวจะถูกเข้าหา

“สรุปว่าอย่างคุณหลวงเป็นโสดนี่แปลกกว่าคนอื่น” มณีจันทร์ถามยิ้มๆ

“แปลกมากเจ้าค่ะ ทีท่าเหมือนรอใครมานาน” ม้วนตั้งข้อสังเกต

“เพราะอย่างนี้ ตอนเรื่องแม่ประยงค์ ฉันถึงทำเฉย เสียเพื่อนเสียหลานไป ก็ได้แต่ทำใจ...แม่มณี หากไม่กระไรนัก ก็อย่าเพิ่งกลับไปทางโน้นเลยนะ แม่ขอร้อง” น้ำเสียงเว้าวอนของคุณหญิงแสร์ ทำให้มณีจันทร์ลำบากใจมาก ทางนี้ก็ห่วงส่วนทางโน้นก็เป็นกังวล...

ขณะเดียวกัน เจ้าคุณวิศาลคดีเรียกหลวงอัครเทพมาพบที่บ้านแจ้งข้อราชการให้ฟังว่า สายข่าวของท่านรายงานตรงกัน เรือรบฝรั่งเศสยังไม่ออกจากสยามง่ายๆ เพราะต้องการจะได้ทั้งลาว เขมร และสยามแต่ก็เกรงใจอังกฤษ ส่วนอังกฤษซึ่งครอบครองพม่าก็กลัวว่าหากฝรั่งเศสมีอำนาจในสยามจะกระทบถึงผลประโยชน์ของตัวเอง ในเมื่อเราตัวเล็กเกินกว่าจะทานอำนาจช้างสารได้ เราก็ต้องเสี้ยมให้ช้างสารชนกันเอง

“กระผมเข้าใจแล้วขอรับ คงได้เวลาไปเยี่ยม มร.จอห์นสักที” หลวงอัครเทพยิ้มเจ้าเล่ห์

ooooooo

หลวงอัครเทพไม่รอช้าเดินตามแผนเสี้ยมช้างสารทันที เขาแวะไปเตือน มร.จอห์นว่าเรือรบฝรั่งเศสยังจะจอดอยู่ที่สยามอีกนาน เพราะพวกนั้นมุ่งหมายจะเอาสยามให้ได้ มร.จอห์นทำท่าไม่สนใจ หาว่าเป็นแค่ข่าวลือ

“ท่านเห็นว่าทางเรามีการค้ามากที่สุดในสยาม เราจะตกใจกับการสงครามครั้งนี้ ท่านก็เลยอยากใช้พวกพ่อค้าอย่างกระผมเป็นเครื่องมือเพื่อสู้รบกับอีกฝ่าย แผนตื้นๆเช่นนี้ไม่ใช่กระผมไม่รู้”

“แสดงว่าท่านไม่เชื่อ”

“ก็ทำนองนั้น กระผมมีงานมาก หากสนใจสินค้าชิ้นไหนหยิบไปได้เลย กระผมขอมอบให้ด้วยความเคารพ ตัวกระผมคงต้องขอตัวก่อน” มร.จอห์นค้อมหัวให้หลวงอัครเทพ ก่อนจะออกจากห้างไปอย่างเร่งรีบ

หลวงอัครเทพสงสัยท่าทางร้อนรนของ มร.จอห์น ชวนขาบลอบตามไปติดๆ เห็นเขาตรงไปหาหลวงเจนพาณิชย์ที่ร้านขายเหล้าดอง ชักชวนให้หลวงเจนพาณิชย์กลับมาทำงานกับตนเองอีกครั้ง หลวงเจนพาณิชย์เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทองยอมก้มหัวรับใช้แต่โดยดี มร.จอห์นต้องการให้ทำงานอะไร ขอให้บอกมาได้เลย

“กระผมได้ยินมาว่า พวกฝรั่งเศสจะยังอยู่ในสยามอีกนาน ท่านไปรวบรวมข้อมูลจากทางราชการมาให้กระผมหน่อย” มร.จอห์นสั่งเสร็จ ผลุนผลันออกจากร้านขายเหล้าดอง หลวงอัครเทพได้ยินทุกอย่าง ที่แท้ มร.จอห์นต่อหน้าทำเป็นไม่สนใจ แต่ลับหลังกลับวิ่งวุ่นหาข้อมูลแบบนี้เข้าทางแผนของเรา จากนั้น หลวงอัครเทพชวนขาบสะกดรอยตาม มร.จอห์นต่อ เห็นเขาตรงลิ่วไปที่บ้านเมอร์ซิเออร์ปิแอร์

“เขาไม่ใช่แค่เดือดร้อน แต่ถึงขั้นเดือดร้อนมากทีเดียว แบบนี้แหละ จุดประสงค์ของเรา ให้พวกเขาลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง” หลวงอัครเทพยิ้ม พอใจที่แผนการสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง...

ด้าน มร.จอห์นไม่อ้อมค้อมทันทีที่เจอหน้าเมอร์ซิเออร์–ปิแอร์ ถามตรงๆว่าทางฝรั่งเศสมุ่งหมายจะเอาสยามให้ได้จริงหรือ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์บอกปัดว่าตัวเองเป็นแค่ข้าราชการระดับล่างไม่รู้นโยบายระดับสูง

“ไม่รู้หรือไม่อยากบอก...นิ่งเฉยเยี่ยงนี้ แสดงว่าเป็นจริง โอเคถือว่ากระผมรับรู้แล้ว คงต้องขอลากลับ”

“สมมติว่าท่านรับรู้แล้วท่านจะตอบโต้หรือไม่” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ถามหยั่งเชิง

“กระผมมาจากดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน กระผมคงไม่ยอมอยู่เฉยกับเรื่องนี้หรอก” มร.จอห์นว่าแล้วเดินยืดอกกลับไป เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มองตาม อดเป็นกังวลกับท่าทางหยิ่งผยองของ มร.จอห์นไม่ได้

ooooooo

ที่เรือนหลวงอัครเทพ เจ้าคุณวิศาลคดีได้ฟังรายงานจากหลวงอัครเทพแล้วพอใจมาก ถึงจะไม่รู้ว่า มร.จอห์นกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์คุยอะไรกัน แค่เห็น มร.จอห์นเดือดร้อนใจก็ถือว่าแผนสำเร็จแล้ว เจ้าคุณวิศาลคุยข้อราชการเสร็จยังไม่ยอมกลับ ได้ข่าวว่ามณีจันทร์ไม่สบายเลยถือโอกาสนี้ขอเข้าเยี่ยม คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพลอบสบตากันไม่สบายใจ เจ้าคุณวิศาลคดีให้ความสนใจมณีจันทร์มากขนาดนี้เลยหรือ...

ครู่ต่อมา เจ้าคุณวิศาลคดีไปหามณีจันทร์ซึ่งนั่งพักผ่อนอยู่ที่ศาลากลางสวนกับม้วน เห็นเธอหน้าตาสดใสก็ดีใจที่หายป่วย ขอบคุณฟ้าที่ประทานมณีจันทร์มาให้ เพราะเธอช่วยงานราชการได้มาก มณีจันทร์ปฏิเสธทันทีว่าไม่ใช่เพราะฟ้า แต่เพราะจิตวิญญาณของท่านเจ้าคุณต่างหากที่ไปตามเธอมา เจ้าคุณวิศาลคดีจำเรื่องตัวเองถอดจิตวิญญาณไม่ได้ ได้แต่มองหน้ามณีจันทร์งงๆ

“ท่านคงเข้าใจลำบาก แต่อิฉันรู้สึกเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ท่านช่วยให้อิฉันได้พบกับหลวงเทพ...อิฉันรักและเคารพท่านเหมือนพ่อ มิอาจเป็นอื่นไปได้” มณีจันทร์ตัดสินใจพูดตรงๆเพื่อตัดปัญหา

“ทำไมจู่ๆพูดเรื่องนี้...หรือว่าเพราะรูปพวกนั้น...หล่อนคงเข้าใจไปว่า...ฉัน...” เจ้าคุณวิศาลคดีเข้าใจความนัยที่มณีจันทร์พูดถึงกับหัวเราะชอบใจ คราวนี้มณีจันทร์เป็นฝ่ายงงไม่รู้ท่านหัวเราะเรื่องอะไร

“หล่อนพูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา ช่างกล้าหาญสมเป็นแม่มณีผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน”

“แปลว่าท่านเข้าใจอิฉันแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”

เจ้าคุณวิศาลคดีไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ได้แต่บอกว่าถ้าเป็นอย่างที่มณีจันทร์เล่าว่าท่านเป็นคนพาเธอมา แสดงว่าเราสองคนผูกพันกัน แล้วเดินหัวเราะเสียงดังกลับขึ้นเรือนใหญ่ ทิ้งให้มณีจันทร์นั่งงง จากนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีแจ้งคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพว่าเย็นนี้คงอยู่กินข้าวด้วยไม่ได้ มีนัดสำคัญเอาไว้

“เรื่องงาน คิดอ่านประการใดต่อขอรับ” หลวงอัครเทพถามอย่างร้อนใจ

“ยังมีอะไรให้ทำอีกมาก บางทีอาจจะต้องลงทุนจัดเลี้ยงพวกเขา เราจะไม่เสี้ยมแต่เฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส แต่จะเสี้ยมเยอรมัน โปรตุเกส ฮอลันดา หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา...

เอาล่ะ...คราวหน้าจะมาอีกจะมาคุยกับแม่แสร์เรื่องแม่มณี” เจ้าคุณวิศาลคดียิ้มมีเลศนัย คุณหญิงแสร์ตกใจท่านเจ้าคุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับตน

เจ้าคุณวิศาลคดีขอกลับไปเรียบเรียงก่อน คราวหน้าจะมาคุยด้วย วันนี้ต้องรีบไป คุณหญิงแสร์มองหน้าลูกชาย กลุ้มใจมากได้แต่หวังว่าคงไม่ใช่จะมาทาบทามขอมณีจันทร์

ooooooo

ณ ภพปัจจุบัน ทันทีที่ไรวัตรู้ว่าที่กุลวรางค์ไม่ยอมรับรักตรองเพราะคิดว่าตรองโลเล ชอบมณีจันทร์อยู่แล้วยังมากุ๊กกิ๊กกับเธออีก เขารีบไปหาตรองที่มหา- วิทยาลัยบอกเรื่องนี้ให้รู้ ตรองไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร เกรงไรวัตอาจเอาข้อมูลปลอมๆมาแกล้งเขาอีก

“ฉันมีหน้าที่มาบอกนายแค่นี้ นายจะเชื่อฉันหรือไม่เชื่อก็ตามใจ จะไขว่คว้าเธอหรือจะปล่อยให้หลุดมือไปเพราะความขี้ขลาดก็ตามใจนาย” ไรวัตพูดทิ้งท้ายแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ตรองยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้น

ooooooo

มณีจันทร์อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำ จึงเดินไปเล่นกับกลุ่มเด็กๆที่แอบเข้ามาเล่นในสวนบ้านหลวงอัครเทพ หัวหน้าพวกเด็กๆ ชื่อบัว เป็นลูกสาวของคุณพระอยู่ข้างบ้านนี่เอง และเป็นแม่ของคุณย่าของกุลวรางค์ที่มักจะเล่าเรื่องมณีจันทร์ให้คุณย่าฟังอย่างชื่นชม บัวสอนให้มณีจันทร์เล่นต้องเต ขณะมณีจันทร์ บัว และพวกเด็กๆกำลังเล่นกันสนุกสนาน หลวงอัครเทพโผล่เข้ามาขัดจังหวะ บัวเสียดายมากที่ไม่ได้เล่นกับมณีจันทร์ต่อ...

ระหว่างเดินกลับศาลากลางสวน หลวงอัครเทพถามโพล่งขึ้นว่า มณีจันทร์เห็นเขาเป็นอย่างไร มณีจันทร์แปลกใจทำไมอยู่ๆมาถามแบบนี้ หลวงอัครเทพกลุ้มใจเรื่องเจ้าคุณวิศาลคดีซึ่งดูห่วงใยมณีจันทร์เป็นพิเศษและไหนจะเรื่องกระจกข้ามภพนั่นอีก มณีจันทร์สงสัยหลวงอัครเทพมักจะได้ทุกอย่างที่ต้องการเสมอหรือ

“ไม่เสมอไป แต่ฉันรอได้”

“อย่างนั้น ถ้าสำเร็จงานทางนี้ ฉันจะกลับบ้าน”

หลวงอัครเทพไม่ยอม ที่บอกจะรอไม่ได้หมายความว่าจะให้กลับ มณีจันทร์ขอกลับไปบอกพ่อกับแม่ก่อน ไม่ใช่อยู่ดีๆ หายหน้าไปเฉยๆมันไม่งาม หลวงอัครเทพจะรู้ได้อย่างไรมณีจันทร์ไปแล้วไม่ไปลับ

“ฉันกล้าสาบาน”

“หล่อนสาบานไม่ได้ กระจกนั่นแตกมากขึ้นทุกที ไม่มีใครรู้มันจะแตกครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” หลวงอัครเทพถอนใจ กลุ้มใจ มณีจันทร์เองก็รู้สึกไม่ต่างจากเขา...

ขณะที่มณีจันทร์กำลังเป็นกังวลเรื่องกระจกข้ามภพที่ร้าวมากขึ้นทุกที คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่ในภพปัจจุบันกลุ้มใจไม่แพ้ลูกเช่นกัน เพราะหาคำอธิบายใดๆให้ท่านทูตณรงค์ซึ่งยังอยู่ในต่างประเทศฟังไม่ได้ว่าลูกสาวหายไปเฉยๆได้อย่างไร ท่านทูตณรงค์จะกลับมาช่วย คุณหญิงมาลิดาปฏิเสธว่ายังพอรับมือเองไหว เพียงแค่ขอเวลารวบรวมอะไรอีกหน่อย ท่านทูตณรงค์เชื่อมั่นในตัวคุณหญิงมาลิดาจะหาคำอธิบายเรื่องนี้จนได้...

คํ่าวันเดียวกัน คุณหญิงมาลิดานอนไม่หลับ เดินมาคุยกับหน้ากระจกข้ามภพสีหน้าเศร้าสร้อย

“เมณี่ลูกแม่ หาคำอธิบายดีๆให้แม่พูดกับพ่อหน่อยได้ไหม...ว่าไงหือ...เมณี่...”

เสียงร้องเรียกของคุณหญิงมาลิดาดังข้ามภพมาถึงมณีจันทร์ซึ่งกำลังนอนหลับ เธอผวาตื่นลุกพรวด ม้วนตกใจ ปราดเข้ามาถามว่าเป็นอะไรไป มณีจันทร์นอนไม่หลับ อยากกลับบ้าน ม้วนแนะให้ออกไปเอานํ้ารดตัวให้เย็นๆ แล้วเธอจะประแป้งให้จะได้สบายตัว มณีจันทร์เห็นดีด้วย ทั้งคู่พากันออกจากห้องเดินผ่านโถงกลางเรือน เจอหลวงอัครเทพออกมานั่งรับลม นอนไม่หลับเช่นกัน มณีจันทร์ถือโอกาสขอแลกห้องคืน

“ไม่ได้ บ่าวจะได้ลือ”

“งั้นให้ฉันกลับ พรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้าน แล้วจะมาอีกอย่างที่เคยมา ฉันไม่ไปเลยหรอกค่ะ”

“หล่อนจะ...ทิ้งฉันอย่างนั้นหรือ” หลวงอัครเทพเสียงอ่อย มณีจันทร์รีบเดินเข้ามาหา สัญญาไปแล้วจะรีบกลับ ขอไปหาแม่ คิดถึงท่านเหลือเกิน หลวงอัครเทพพยายามหาวิธีจูงใจไม่ให้มณีจันทร์กลับ

“หล่อนจะกลับไปทำไม เอกสารที่หล่อนแปลไว้รวบ รวมข้อสงสัยได้หลายประการ คงจะทำให้เราพิจารณาตีความสัญญาได้ ไหนจะที่หล่อนช่วยเรื่องปิแอร์ เรื่อง มร.จอห์น เราคงทำให้ฝรั่งเศสสะดุ้งไปเหมือนกัน แต่ยังมีเรื่องต้องทำหลายอย่าง เจ้าคุณท่านดำริจะเลี้ยงทูต ท่านอยากให้หล่อนไปฟัง”

มณีจันทร์หูผึ่ง สอบถามอย่างตื่นเต้นว่าอีกหลายวันไหมกว่าจะถึงงานเลี้ยง พอรู้ว่าอีกแค่สองสามวัน เธอตัดสินใจอยู่ต่อ รอให้งานเลี้ยงผ่านไปก่อนแล้วค่อยกลับบ้านก็ได้ หลวงอัครเทพโล่งใจที่สามารถดึงหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจเอาไว้ได้ มณีจันทร์บ่นพึมพำกับตัวเอง

“งานเลี้ยง...อืม ท่านเจ้าคุณต้องมีแผนแน่ คนอย่างท่านเจ้าคุณไม่เลี้ยงฝรั่งฟรีๆหรอก”

ooooooo

ใกล้ถึงวันงานเลี้ยงทูตเข้ามาทุกขณะ เจ้าคุณวิศาลคดีมาขอร้องคุณหญิงแสร์ให้ช่วยเป็นแม่งานจัดการเรื่องข้าวปลาอาหารให้คนที่เรือนของท่านฝีมือทำกับข้าวพอจะรับแขกได้ แต่นี่เป็นแขกระดับทูต

ขรตรีเศียร ท่านเลยอยากได้คนมีฝีมือระดับชาววังจะได้มีหน้ามีตาเป็นสง่าราศี คุณหญิงแสร์ยินดีเป็นอย่างยิ่งจะได้อวดให้พวกฝรั่งได้เห็น เราก็มีวัฒนธรรมไม่ได้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างที่พวกนั้นคิด

“อ้อ...ยังมีอีกเรื่อง...เรื่องแม่มณี...อยากขอ...” เจ้าคุณวิศาลคดีแกล้งหยุดพูดดื้อๆ

คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพพากันลุ้นระทึก แต่พอรู้ว่าท่านเจ้าคุณจะขอให้มณีจันทร์ไปร่วมงานด้วย สองแม่ลูกถึงกับถอนใจโล่งอก เจ้าคุณวิศาลคดียิ้มอย่างรู้ทัน ถามว่าถอนใจเรื่องอะไร คุณหญิงแสร์กลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร เวลานี้ชาติบ้านเมืองไม่ปกติ หากมณีจันทร์ช่วยได้ก็ยินดี

“งานนี้ผู้คนคงตกตะลึง ไม่มีกุลสตรีคนไหนมาออกงานที่มีคนมากมายอย่างนี้ ฉันจะใช้ความตกตะลึงนี้ให้เป็นประโยชน์ ฉันต้องขอบใจแม่แสร์ที่เข้าใจ” เจ้าคุณวิศาลคดีว่าแล้ว ขอตัวกลับ...

ทางฝ่ายมณีจันทร์ช่วงนี้ไม่มีงานเอกสารให้ทำ อยู่ว่างๆแล้วคิดถึงบ้านคิดถึงแม่ เห็นอิ่มกับม้วนกำลังทำขนมทองหยิบ กุลีกุจอเข้าไปช่วย ม้วนแปลกใจเจ้านายสาวนึกอย่างไรถึงลุกมาเข้าครัว มณีจันทร์บอกเสียงอ่อย ต้องอยู่ช่วยงานเจ้าคุณวิศาลคดีทั้งที่ใจเป็นห่วงทางบ้าน เลยต้องหาอะไรทำจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

สุดท้ายแล้วมณีจันทร์ก็อดใจไม่ได้ แอบหนีม้วนไปหากระจกข้ามภพ แต่พอถึงหน้าห้องนอนเก่าของหลวงอัครเทพกลับพบประตูถูกลั่นดานเอาไว้ จังหวะนั้นมีเสียงหลวงอัครเทพร้องทักดังขึ้นทางด้านหลัง

“ฉันลืมบอกหล่อนเรื่องนี้”

มณีจันทร์หันมาเจอหลวงอัครเทพยืนอมยิ้ม นึกอยากจะตะกุยหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอด หลวงอัครเทพรู้ว่าหญิงสาวเคือง รีบบอกคุณหญิงแสร์อนุญาตให้มณีจันทร์ไปงานเลี้ยงทูตได้ ไม่ได้ให้ไปนั่งฟังหลังฉากอย่างที่คิดกัน แต่ยอมให้เธอเป็นล่าม เป็นแขกคนหนึ่งของงาน มณีจันทร์แดกดัน เชื่อแล้วว่าเขาเป็นนักการทูตตัวจริง เพราะทั้งเจ้าเล่ห์ ทั้งหลอกทั้งลวง ครบเครื่อง แล้วตกลงเมื่อไหร่เธอถึงจะได้เข้าไปในห้องนี้อีก

“เอาไว้เข้าพร้อมกัน” หลวงอัครเทพยิ้มมีเลศนัย ก่อนผละจากไป

“เอ๊ะ...เข้าพร้อมกันแปลว่าอะไร...นี่มันห้องนอนนี่นา... บ้าจริง” มณีจันทร์ถึงกับเขินอายไปไม่เป็น...

สายวันเดียวกัน คุณหญิงแสร์ชวนมณีจันทร์เข้าไปเลือกเครื่องประดับเอาไว้ใส่ออกงาน มณีจันทร์เกรงใจ ทำท่าจะไม่เลือก คุณหญิงแสร์ไม่ยอม ขืนออกงานตัวล่อนจ้อนเสียชื่อหลานคุณหญิงแสร์หมด แล้วหยิบกำไลข้อเท้า กำไลต้นแขน และกำไลข้อมือส่งให้ม้วนเอาสวมให้มณีจันทร์

“นี่ต้องใส่หมดหรือเจ้าคะ” มณีจันทร์มองเครื่องประดับทองชิ้นใหญ่ๆตรงหน้า อย่างเหนื่อยใจ

“ก็เราต้องออกงานทูตขรตรีเศียร มันต้องแต่งเต็มยศ เลือกเครื่องแต่งตัวเสียก่อน เดี๋ยวจะได้ดูผ้าผ่อนแพรพรรณ” คุณหญิงแสร์ดูเครื่องประดับไปพลางยิ้มไปพลางมีความสุข

ครู่ต่อมา มณีจันทร์เดินเก้ๆกังๆออกจากห้องคุณหญิงแสร์ เพราะมีกำไลข้อเท้าถ่วงอยู่ เจอหลวงอัครเทพนั่งอ่านหนังสืออยู่แถวนั้น เห็นมณีจันทร์ใส่ทองเต็มตัว มองยิ้มๆแถมล้อเลียนเป็นการใหญ่ เลยโดนคุณหญิงแสร์เอ็ดเสียงดังออกมาจากในห้อง ไม่ให้ล้อมณีจันทร์ หลวงอัครเทพถึงกับหุบยิ้ม...

ทางด้านมณีจันทร์กลับถึงห้องตัวเอง สั่งม้วนให้ถอดกำไลออกให้หมด เคืองที่ถูกหลวงอัครเทพล้อ

“อย่าเลยเจ้าค่ะใส่ไว้ดีแล้ว ใครๆจะได้รู้ว่ายังไม่มีเรือน ยิ่งออกแขก บ่าวไพร่ผู้คนครึ่ดไป” ม้วนติง

“ที่แท้คุณแม่ต้องการรักษาเกียรติของฉันต่อหน้าแขกเหรื่อ กว่าจะชินกับนุ่งโจง เข่าก็เป็นรอยหมด... นี่ต้องมาชินกับกำไลลิเกนี่อีก...เอ้าๆ ใส่ซะให้เต็มยศ” มณีจันทร์บ่นอุบ

“ท่านรักคุณมณี เครื่องแต่งตัวชุดนั้น ท่านแต่งตอนตามท่านใหญ่เข้าไปถือน้ำสาบานที่วัดพระแก้วครั้งสุดท้าย อีกหน่อยคุณมณีก็คงต้องเข้าไป”

“ทำไมต้องเข้าไปล่ะ”

“กระเง้ากระงอดกันทุกวันแบบนี้ อีกหน่อยพอแต่งงานคงมีลูกหัวปีท้ายปี คงได้ตามท่านเข้าวังไงเจ้าคะ” ม้วนว่าแล้วหัวเราะคิกคัก มณีจันทร์เท้าเอวชี้หน้าม้วนแก้เขิน ม้วนยิ่งหัวเราะขำยกใหญ่

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน คุณหญิงสรเดชเชิญหลวงเจนพาณิชย์มาพบ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ท่านกับท่านเจ้าคุณพ่อของประยงค์ตัดสินใจไม่ยกประยงค์ให้ และประยงค์เองก็ยืนกรานกับท่านจะยอมตายดีกว่าออก เรือนไปกับเขา หลวงเจนพาณิชย์โมโหมาก ขอคุยกับ ประยงค์ให้รู้เรื่อง เดินดุ่มๆ ตามหาอย่างไม่เกรงใจใคร เจอเธอยืนหลบมุมแอบฟังเขาคุยกับคุณหญิงสรเดชอยู่ ประยงค์ตกใจจะเดินหนี แต่หลวงเจนพาณิชย์คว้ามือไว้

“นี่มาพูดกันให้รู้เรื่อง พี่มีอะไรสู้ไอ้เทพไม่ได้ คิดจะปฏิเสธพี่ คิดดีแล้วหรือ”

คุณหญิงสรเดชตามมาทันโวยวายลั่น “พ่อจุ้ยหยุดนะ...มาจับมือถือแขนน้องแบบนี้ใช้ไม่ได้นะ”

หลวงเจนพาณิชย์ระงับอารมณ์ไม่อยู่ พูดจาหยาบคายดูหมิ่นประยงค์ คุณหญิงสรเดชทนคนไร้คุณธรรมอย่างเขาไม่ไหว ขู่ถ้าไม่ปล่อยมือประยงค์จะเอาเรื่องถึงหลุดจากตำแหน่ง หลวงเจนพาณิชย์เห็นคุณหญิงสรเดชท่าทางเอาจริง ยอมปล่อยมือ ประยงค์ร้องไห้โผกอดแม่แน่น

“เชอะ...ไม่แต่งก็ไม่แต่ง มีผู้หญิงอยากออกเรือนกับหลวงเจนพาณิชย์เยอะแยะไป หล่อนคิดผิดเสียแล้วล่ะแม่ประยงค์ เชิญเป็นสาวเทื้อต่อไปเถอะ” หลวงเจนพาณิชย์แดกดันก่อนจะกลับไปอย่างหัวเสีย คุณหญิงสรเดชไม่เคยคิดว่าหลวงเจนพาณิชย์จะเป็นคนเช่นนี้ โชคดีที่ไม่หลงผิดยกลูกสาวให้...

มณีจันทร์ขะมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมพร้อมสำหรับงานเลี้ยงทูต แต่ยังคิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไร หลวงอัครเทพแนะ ในเมื่อเราไม่รู้อนาคต สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด...


บ่ายวันเดียวกัน พอคุณหญิงสรเดชทราบจากประยงค์ว่าคุณหญิงแสร์จะเป็นแม่งานทำอาหารในงานเลี้ยงทูตที่จะมีขึ้น เห็นเป็นโอกาสช่วยแผ่นดินเกิดเลยชวนประยงค์มาช่วย คุณหญิงแสร์ดีใจมากที่คุณหญิงสรเดชหายขุ่นเคืองใจ ระหว่างที่คุณหญิงแสร์กับคุณหญิงสรเดชกำลังพูดคุยกันด้วยดี มณีจันทร์แอบลากประยงค์ออกไปในสวนตามลำพัง ถามเรื่องแต่งงานเป็นอย่างไรบ้าง

“คุณพ่อคุณแม่เมตตา ยกเลิกการแต่งงานไปแล้วเจ้าค่ะ...น้องทำตามที่คุณพี่สอน ตอนแรกนึกว่าคุณพ่อคุณแม่คงโกรธ แต่ที่ไหนได้ ท่านรับฟังแต่โดยดี น้องคิดว่าต่อไปนี้ ท่านคงรับฟังน้องมากขึ้น น้องดีใจจนบอกไม่ถูกเจ้าค่ะ” สองสาวโผกอดกันด้วยความปีติ...

หลังจากความบาดหมางใจที่มีต่อกันหมดไป คุณหญิงแสร์กับคุณหญิงสรเดช ชวนมณีจันทร์และประยงค์ช่วยกันคิดจะทำกับข้าวอะไรเลี้ยงพวกฝรั่งดี คุณหญิงแสร์ คุณหญิงสรเดชกับประยงค์ลองทำลองชิมอาหารหลายๆ อย่าง โดยมีมณีจันทร์คอยเป็นลูกมืออยู่กับม้วนและบ่าวหญิงคนอื่นๆ...

ขณะมณีจันทร์ง่วนอยู่กับการเด็ดผัก คุณหญิงมาลิดาซึ่งงีบหลับอยู่ในภพปัจจุบันฝันเห็นมณีจันทร์ ละเมอร้องเรียก “เมณี่” ลั่น เสียงเรียกแห่งความรักและความคิดถึงที่แม่มีต่อลูก ทำให้เสียงนั้นดังข้ามภพไปถึงมณีจันทร์ถึงกับหันขวับมองตามเสียง เรียกของแม่แต่ไม่เห็นใครจึงหันกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อ...

ฝ่ายคุณหญิงมาลิดาสะดุ้งตื่น งุนงงกับภาพในฝันที่เพิ่งเห็น รีบคว้ามือถือโทร.หากุลวรางค์จะขอพบคุณย่าของเธอ...

ooooooo

ณ เรือนหลวงอัครเทพ งานเลี้ยงทูตที่จะมีขึ้น ทุกคนพากันตื่นเต้นมาก หลวงอัครเทพแจ้งให้มณีจันทร์รู้ล่วงหน้าว่า งานนี้เจ้าคุณวิศาลคดีจะเลี้ยงโต๊ะฝรั่งเป็นโต๊ะยาวมีเก้าอี้ ไม่ใช่เลี้ยงโตกนั่งพื้น มณีจันทร์พอรู้ธรรมเนียมการกินอาหารแบบฝรั่งอยู่บ้าง รับรองไม่ทำให้หลวงอัครเทพขายหน้า คุณหญิงแสร์เสริมว่า

“ท่านเจ้าคุณจะให้เลี้ยงที่ริมน้ำบ้านท่าน ของจะล่องเรือจากที่นี่เช้าไปอุ่นเอาตอนเย็น แม่มณีไปตอนเย็น พ่อเทพดูแลน้องให้ดี คนไทยไม่ใช่คนสัปเยกเขา จะมาไขว่คว้าถูกต้องตัวไม่ได้”

“สัปเยกแปลว่าอะไรเจ้าคะ” มณีจันทร์สงสัย หลวงอัครเทพอธิบายแทนคุณหญิงแสร์ว่า

“subject ไง แปลว่า คนในบังคับ...คือคนอยู่ภายใต้กฎหมายฝรั่ง อย่างเช่นคนในประเทศอาณานิคมที่ถูกเขายึดครองไป พวกนี้เวลาทำผิดต้องขึ้นศาลฝรั่ง เพราะถือว่าเป็นคนในบังคับของเขา เขาทำอะไรก็ได้...”

ระหว่างที่มณีจันทร์กำลังซักซ้อมเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงทูต คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพมาหาคุณย่าของกุลวรางค์ เพื่อสอบถามเรื่องคุณหญิงมณีกับเจ้าคุณอัครเทพ ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์สุดท้ายที่หลวงอัครเทพได้รับ คุณย่าเกิดไม่ทัน แต่แม่ของคุณย่าที่ชื่อบัว มักจะเล่าให้ฟังว่า ชอบคุณหญิงมณีมาก แม่ของคุณย่าชอบไปรวมกลุ่มเล่นกันที่บ้านเจ้าคุณอัครเทพ เพราะบ้านอยู่ติดกัน ได้เจอคุณหญิงมณีบ่อย

“คุณแม่ท่านว่า คุณมณีงามมาก บางคนเรียกนางละเวง เพราะเปิ๊ดสะก๊าด แต่งฝรั่งสวย สมัยก่อนผู้หญิงร่ำเรียนกันที่ไหน เขาว่าคุณหญิงพูดฝรั่งคล่อง ทูตขรตรีเศียรติดใจ...ท่านช่วยงานมากมาย ตอนบั้นปลายชีวิตดูเหมือนจะได้เป็นท่านผู้หญิง” คุณย่าวันนี้ความจำดีมาก เล่าเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างต่อเนื่อง

คุณหญิงมาลิดาถึงกับร้องไห้โฮ คุณหญิงมณีที่คุณย่าพูดถึงคือมณีจันทร์ชัดๆ เธอโผกอดกุลวรางค์ด้วยความดีใจที่มณีจันทร์ได้ดิบได้ดีมีความสุข คุณย่ายังเล่าต่ออีกว่า เจ้าคุณอัครเทพจะให้คุณหญิงมณีตัดผมให้ตลอด ในสมัยนั้นผู้หญิงจับหัวผู้ชายจะไม่เป็นมงคลกับผู้ชายคนนั้น แต่เจ้าคุณอัครเทพไม่ถือ

“ท่านเจ้าคุณว่าใครตัดก็ไม่ถูกใจเหมือนแม่มณี ไหนๆ มันจะซวยแล้ว ก็ซวยเพราะคนคนเดียวดีกว่า” คุณย่าเล่าไปหัวเราะไป คุณหญิงมาลิดากับกุลวรางค์ยิ้มปลื้มไปด้วย

ooooooo

ถึงวันงานเลี้ยงทูต มณีจันทร์แต่งตัวด้วยชุดไทยสวยงามเสร็จเรียบร้อย ขอร้องคุณหญิงแสร์อยากจะส่องกระจกยาวดูตัวเองชัดๆ อีกอย่างหนึ่งถ้าเผื่อแม่ของเธอทางโน้นดูอยู่อาจจะเห็น มณีจันทร์เห็นคุณหญิงแสร์อึ้งไป รับปากจะไม่หนีกลับ คุณหญิงแสร์ยอมตามที่มณีจันทร์ขอ สั่งให้ม้วนไปเรียนหลวงอัครเทพให้ทราบ

“แม่มณี หลังจากเสร็จงานวันนี้ ขอให้ตรองให้ดี เห็นจะมีเรื่องพูดกันนาน บ้านนี้ก็เหมือนบ้านแม่มณี จะกลับไปทำไม อยู่ให้อุ่นใจมิได้รึ” คุณหญิงแสร์พูดเผื่อลูกชาย มณีจันทร์เป็นฝ่ายอึ้งบ้าง ครู่ต่อมา มณีจันทร์มายืนหน้ากระจกข้ามภพ หลวงอัครเทพอยู่ในชุดสูทฝรั่งเดินเข้ามาจับข้อมือเธอไว้มั่น

“ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจใด ไม่ว่าภพใด ฉันจะตามติดไม่ลดละ”

มณีจันทร์มองเขาอย่างซาบซึ้งใจ แล้วหันไปจ้องกระจกข้ามภพ ทุกอย่างเป็นปกติไม่มีสัญญาณเรียกใดๆ ทั้งสิ้น มณีจันทร์ หน้าเศร้า คิดถึงแม่เหลือเกิน...

พลังแห่งความรักและความคิดถึงที่มณีจันทร์มีต่อแม่ ทำให้กระจกข้ามภพในฝั่งปัจจุบันเกิดหมอกควันขึ้น เงาสะท้อนของกระจกเป็นภาพมณีจันทร์ยืนอยู่กับชายหนุ่มท่าทางดีคนหนึ่ง คุณหญิงมาลิดายืนดูอยู่กับนุ่มถึงกับตะลึง พอได้สติ คุณหญิงมาลิดาตะโกนเรียกมณีจันทร์ด้วยความดีใจ เสียงเรียกนั้นดังข้ามภพไปถึงหูหลวงอัครเทพ แต่มณีจันทร์กลับไม่ได้ยินหรือเห็นอะไร

หลวงอัครเทพตกใจที่เห็นภาพสะท้อนในกระจกเป็นภาพของคุณหญิงมาลิดากับนุ่ม แต่ทำนิ่งเฉย คุณหญิงมาลิดาค่อยยื่นมือไปแตะมณีจันทร์ มือหายเข้าไปในกระจก นุ่มตกใจรีบดึงตัวเจ้านายถอยห่างเพื่อให้มือหลุดจากกระจก คุณหญิงมาลิดาน้ำตาคลอร้องเรียกมณีจันทร์อีกครั้ง แต่ลูกไม่ได้ยิน นุ่มรู้สึกคุ้นๆหน้าผู้ชายในกระจกมาก หลวงอัครเทพยิ้ม ก่อนจะก้มหัวให้คุณหญิงมาลิดาเล็กน้อย เพราะเกรงมณีจันทร์จะรู้ตัว

“นั่นไง...เขาทักทายฉัน” คุณหญิงมาลิดาร้องเอะอะ

หลวงอัครเทพบอกให้มณีจันทร์ออกไปได้แล้ว ยังมีงานต้องทำอีกมาก เดี๋ยวจะไปถึงงานเลี้ยงช้า มณีจันทร์ลังเล คุณหญิงมาลิดาฝากฝังมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพ คุณหลวงหนุ่มรับคำด้วยเสียงเบาๆ มณีจันทร์ได้ยินไม่ถนัดถามหลวงอัครเทพพูดอะไร เขารีบกลบเกลื่อนขอให้มณีจันทร์ออกไปก่อน เขาจะแต่งตัวต่อ พอเธอลับสายตา หลวงอัครเทพหันมาพูดกับภาพสะท้อนของคุณหญิงมาลิดาในกระจกอย่างองอาจมั่นใจ

“กระผมจะดูแลแม่มณีให้สมกับเป็นมณีดวงเดียวในชีวิต กระผมสัญญาด้วยเกียรติของอัครเทพวรากร”

คุณหญิงมาลิดาน้ำตาร่วง ทรุดลงกับพื้น พยักหน้า ปลาบปลื้มเมื่อได้เห็นทีท่าของหลวงอัครเทพ ทันใดนั้น เกิดหมอกควันขึ้นปกคลุมกระจกข้ามภพอีกครั้ง พอหมอกควันจาง ภาพสะท้อนของกระจกก็กลับเป็นปกติ นุ่มโผกอดเจ้านายร้องไห้โฮ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เห็น คุณหญิงมาลิดาพึมพำสีหน้าคลายกังวลลงมาก

“ท่าทางเขางามสง่า สมเป็นนักการทูต ท่าทางที่พูด ที่มอง ทำให้ฉันรู้ว่าลูกรักมีคนคุ้มครอง”

จากนั้น นุ่มประคองคุณหญิงมาลิดาไปนั่ง ถามเสียงสั่นว่า มณีจันทร์เข้าไปอยู่ในกระจกได้อย่างไร คุณหญิงมาลิดาไม่คิดว่าลูกอยู่ในกระจก แต่อยู่ที่ไหนสักแห่ง เธอไม่รู้ที่ไหน รู้แต่ลูกอยู่ในที่ที่ดี นุ่มนึกออกแล้วเคยเห็นผู้ชายในกระจกที่ไหน ปราดไปหยิบที่รูปถ่ายซึ่งวางอยู่ในห้องมณีจันทร์มาให้เจ้านายดู คุณหญิงมาลิดาอ่านข้อความที่เขียนไว้ที่รูปถ่ายนั้น

“เจ้าคุณอัครเทพวรากร...เจ้าคุณคะ...ช่วยดูแลเมณี่ด้วย” คุณหญิงมาลิดาพูดกับรูปถ่ายด้วยน้ำตาคลอเบ้า ไม่นานนัก คุณหญิงมาลิดาตัดสินใจโทร.ทางไกลไปเล่าเรื่องนี้ให้ท่านทูตณรงค์ฟัง ท่านทูตถึงกับอึ้ง

ooooooo

งานเลี้ยงทูตจัดขึ้นบริเวณริมแม่น้ำบ้านเจ้าคุณวิศาลคดี ในงานตกแต่งอย่างงดงาม อาหารฝีมือระดับชาววังหลากหลายชนิด แกะสลักด้วยฝีมืออันประณีตบรรจงของประยงค์เป็นที่ตื่นตาตื่นใจแก่เหล่าทูตทั้งหลาย ภายในงานมีพวงมาลัยดอกมะลิที่ร้อยอย่างสุดฝีมือมอบให้แก่แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน และมีวงมโหรีขับกล่อมตลอดงาน ทูตและภริยามาร่วมงานกันคับคั่ง รวมทั้งเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ มร.จอห์นและหลวงเจนพาณิชย์

มณีจันทร์เดินเกาะแขนหลวงอัครเทพเคียงคู่กันมาในงาน โดยมีเจ้าคุณวิศาลคดีเดินนำหน้า พวกทูตทั้งหลายชักชวนกันให้ดูมณีจันทร์ ซึ่งเป็นผู้หญิงสยามเพียงคนเดียว มร.จอห์นกระซิบถามหลวงเจนพาณิชย์ ตกลงน้องหลวงอัครเทพบ้าจริงหรือเปล่า หลวงเจนพาณิชย์เองก็งง ตอบไม่ได้เช่นกัน...

เจ้าคุณวิศาลคดี มณีจันทร์และหลวงอัครเทพแยกย้ายกันไปพูดคุยกับแขกแต่คนละกลุ่มตามแผนการที่วางไว้เจ้าคุณวิศาลคดีพูดเกลี้ยกล่อมทูตเยอรมนีให้เข้ามามีบทบาทในดินแดนแถบนี้มากขึ้น ส่วนมณีจันทร์ไปคุยกับกลุ่มที่มี มร.จอห์นกับหลวงเจนพาณิชย์ร่วมอยู่ด้วย คอยยุแยงให้แขกกลุ่มนี้เกิดความกลัวสงครามที่จะมากระทบการค้าของตน ทำให้พวกนี้ช่วยกันปกป้องไม่ให้ฝรั่งเศสเข้ามายึดสยามจนอาจก่อให้เกิดสงคราม

เสร็จจากยุแยงกลุ่มของ มร.จอห์น มณีจันทร์ไปยุแยงกลุ่มของเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ต่อ ขณะที่หลวงเทพแยกไปพูดคุยสมานไมตรีกับทูตจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา จากนั้น หลวงอัครเทพเข้าไปคุยกับทูตกลุ่มอื่นต่อ

“อังกฤษปกครองพม่า ฝรั่งเศสปกครองลาว ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายขยายอาณานิคมมาที่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของสยาม ที่จริงพวกเขาน่าจะทำสัญญากันสักฉบับให้สยามได้เป็นรัฐกันชน ทั้งสองประเทศก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากันโดยตรง โอกาสกระทบกระทั่งกันก็มีน้อย”

พวกทูตที่ได้ฟังแนวความคิดที่เป็นทางออกของหลวงอัครเทพแล้ว ต่างครุ่นคิดคล้อยตาม...

ในเวลาต่อมา มณีจันทร์เดินไปยืนหน้าวงมโหรี โน้มน้าวให้พวกทูตทั้งหลายเห็นว่า สยามมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมและประเพณีที่ดีงามมาแต่ครั้งโบร่ำโบราณ เรามีพระราชวังและวัดวาอารามที่งดงาม ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างพวกเขาคิด เรามีอารยธรรม และเราเชื่อว่าเราคือผู้เจริญไม่แพ้ชาติไหนในโลก

“ท่านทั้งหลายคะ เราไม่มีแสนยานุภาพใดๆ ที่จะต่อสู้กับพวกท่าน สิ่งเดียวที่เราทำได้คือการวอนขออย่าให้ความงามแบบนี้ถูกทำลายลง ได้โปรดให้ความเป็นมิตร ให้ความเข้าใจแก่เราในฐานะของมนุษย์ที่มีสิทธิในเสรีภาพ ภราดรภาพ เสมอเหมือนกับท่าน” มณีจันทร์กล่าวจบ มีเสียงปรบมือดังกึกก้อง มร.จอห์นกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์มีท่าทีเห็นใจอย่างเห็นได้ชัด เจ้าคุณวิศาลคดียิ้มพอใจและภูมิใจในตัวมณีจันทร์มาก พึมพำขึ้นว่า

“นี่ล่ะที่ฉันต้องการ แค่ให้ประเทศเล็กๆ ประเทศนี้มีศักดิ์ศรี...นี่ล่ะที่ฉันต้องการจากหล่อน”

ทางฝ่าย มร.จอห์นเดินเข้ามาคุยกับหลวงอัครเทพ “หากท่านเรียกตัวเองว่าประเทศเล็กๆ เราก็ขอบอกว่า เป็นประเทศเล็กๆที่ฉลาดมาก ดึงประเทศที่สามเข้ามาช่วย...ปล่อยข่าวให้ตกใจ ถือเป็นการทูตที่น่าสนใจ แต่ที่ส่งผู้หญิงสวยแกล้งบ้ามาหลอกพวกเราเนี่ย อันนี้ต้องบอกว่าเหนือชั้น...เหนือชั้นจริงๆ”

หลวงอัครเทพจะถือว่านี่เป็นคำชมจาก มร.จอห์น แล้วไหว้ขอบคุณเขา มร.จอห์นยิ้มตอบด้วยไมตรี...

งานเลี้ยงครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามแผน สิ่งที่มณีจันทร์ หลวงอัครเทพ และเจ้าคุณวิศาลคดีพูด เพียงพอให้ประเทศต่างๆ พากันวิตกกังวล หลวงอัครเทพเดินเข้ามาถามมณีจันทร์ว่า เธอเคยบอกว่ารู้อนาคต ถ้าเช่นนั้นบอกเขาได้ไหม อนาคตประเทศของเราจะเป็นอย่างไร

“อย่ารู้เลยค่ะ เดี๋ยวนี้ฉันรู้แล้วว่า บางอย่างในชะตากรรมเราแก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ นอกจากผ่อนปรน”

“พระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนโยบายไว้เช่นนั้น ยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาเอกราช”

“สบายใจเถอะค่ะ เราไม่ได้เป็นขี้ข้าฝรั่งเศสหรืออังกฤษ เราไปตลอดรอดฝั่ง เราจะดีกว่าหลายประเทศ วันนี้ของเราขมขื่น แต่เรารักษาความเป็นเอกราชไว้ได้” มณีจันทร์ยิ้มให้หลวงอัครเทพซึ่งยิ้มตอบให้เธอเช่นกัน

ooooooo

เช้าวันใหม่ คุณหญิงมาลิดาแวะไปเยี่ยมคุณย่าของกุลวรางค์อีกครั้งหนึ่ง คุณย่าเล่าเรื่องคุณหญิงมณีให้ฟังว่า หลังจากงานเลี้ยงทูตไม่นาน บ้านเจ้าคุณอัครเทพก็มีงานใหญ่ ท่านจำได้ว่าแม่ของท่านบอกว่าเป็นงานแต่งงานของเจ้าคุณอัครเทพกับคุณหญิงมณี คุณหญิงมาลิดาทั้งตกใจทั้งดีใจปนกัน ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า

คุณย่าเล่าต่ออีกว่า “เสด็จในกรมทรงเป็นเจ้าภาพ เพราะท่านกำกับกรมท่า เห็นว่าทางเจ้าคุณวิศาลคดีรับจะเป็นแม่งานฝ่ายหญิง เจ้านายเสด็จหลายพระองค์ ไม่รวมขุนน้ำ ขุนนาง ทั้งนั้นแหละไปกันหมด”

คุณหญิงมาลิดาดีใจมาก ได้ฟังแต่เรื่องดีๆของลูก...

ขณะคุณหญิงมาลิดากำลังปลื้มใจที่ลูกจะได้แต่งงานกับคนดีๆ และเพียบพร้อมอยู่ในภพปัจจุบัน ที่อีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพ หลวงอัครเทพกำลังปรึกษาคุณหญิงแสร์จะให้ทาบทามขอมณีจันทร์ให้ คุณหญิงแสร์เตือนลูกชายคิดให้ดีๆ เกิดอยู่กันไม่เท่าไหร่ มณีจันทร์หนีกลับไปทางโน้นแล้วเขาจะทำอย่างไร

“กรมหมื่นท่านปรึกษากับเจ้าคุณเรื่องทูตที่ไปประจำต่างประเทศ ท่านมาทาบทามกระผม กระผมคิดว่าจะรับ จะได้พาแม่มณีไปเสียให้ไกล...กระผมจะพาคุณแม่ไปด้วย”

“ไม่ได้ๆ บ้านเรือนบ่าวไพร่จะทิ้งไปได้ยังไง แม่ไม่ไป...ไปกันเถอะ”

หลวงอัครเทพหัวเราะขำที่แม่หลุดปาก เพราะถ้าให้ไปกันสองคนแปลว่าเขากับมณีจันทร์ต้องแต่งงานกันก่อน คุณหญิงแสร์ต้องถามมณีจันทร์ก่อนจะยินยอมหรือไม่ หลวงอัครเทพกราบตักแม่ด้วยความดีใจ...

ครู่ต่อมา หลวงอัครเทพเดินผ่านมณีจันทร์ ซึ่งกำลังหัดจีบหมากพลูโดยมีม้วนคอยสอน แต่พลูออกมาไม่สวย หญิงสาวบ่นอุบที่ตัวเองฝีมือไม่ดี หลวงอัครเทพยิ้มกริ่มตาวาว

“ถึงจะจีบพลูยาวไม่ได้ ค่าตัวหล่อนก็เกินแล้ว” หลวงอัครเทพเดินเฉไฉไปดูต้นไม้ มณีจันทร์งง ไม่เข้าใจ จังหวะนั้นมีเสียงคุณหญิงแสร์ดังออกมาจากห้องของท่าน สั่งให้ม้วนเชิญมณีจันทร์มาพบ มณีจันทร์ได้ยินเสียงท่านเช่นกัน คว้าพลูอันที่ตัวเองทำสวยที่สุดติดมือไปให้คุณหญิงแสร์ช่วยดู
คุณหญิงแสร์ดูแล้ว วิจารณ์ว่าพลูม้วนไม่แน่นซ้ำไม่รีดปลาย พลูถึงเบี้ยว มณีจันทร์สงสัยจีบพลูเกี่ยวกับค่าตัวอย่างไร เมื่อครู่หลวงอัครเทพบอกเธอว่าค่าตัวเธอเกินพลูจีบแล้ว คุณหญิงแสร์สบช่องถามมณีจันทร์ว่าอยู่ที่นี่มีความสุขไหม มณีจันทร์ไม่ใช่แค่มีความสุข แต่สนุกมากด้วย

“อยู่เลยได้ไหม อย่ากลับไปเลย อยู่เสียที่นี่ อยู่บ้านเรา แต่งงานกับพ่อเทพเสียเถอะแม่มณี...มันไม่ถูกหรอกที่บอกแม่มณี เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ควรพูดจากัน แต่มันจนใจ ฉันจะไปก็ไม่ได้ จะเชิญแม่หล่อนมาก็ไม่ได้ แม่มณีคงต้องตัดสินใจเอง ฉันเต็มใจรับแม่มณีเป็นลูก แม้แม่มณีจะปฏิเสธ ฉันก็ยังรักแม่มณีเท่าลูกเท่าหลาน พ่อเทพคงไม่หักหาญ” คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์ด้วยสายตารักและเอ็นดู

“ท่านเจ้าคะ มณีรักท่านเท่าๆกับที่เคยรักแม่ ถ้าท่านรักมณีอย่างลูกอย่างหลาน ท่านต้องตัดสินใจว่าควรยกมณีให้ใคร” มณีจันทร์ก้มกราบตักคุณหญิงแสร์ซาบซึ้งใจ คุณหญิงแสร์หัวเราะชอบใจ

“หล่อนน่ะ พูดจาฉลาด เอาเถอะ...จะพิจารณาพ่อเทพให้เป็นรายแรก”

มณีจันทร์งอนหลวงอัครเทพที่จะขอตนเองแต่งงานทั้งทีกลับให้แม่พูดให้ จึงขอร้องคุณหญิงแสร์อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ กับใคร คุณหญิงแสร์รับปาก แล้วถอดสร้อยออกจากคอตัวเอง

“สายสร้อยเส้นนี้มีตะกรุดสองดอก เป็นแผ่นทองดวงชะตาแม่กับเจ้าคุณพ่อของพ่อเทพ ทำไว้คู่กัน ขอให้เป็นของรับขวัญ เป็นความผูกพันว่า แม่มณีมีพ่อมีแม่รักษา ขอให้เจริญ ด้วยยศศักดิ์ อายุ วรรณะ สุขะ พละ รักษาเกียรติวงศ์ตระกูลให้ดี เพราะเท่ากับเป็นเชื้อสายเดียวกันแล้ว” คุณหญิงแสร์ลูบหัวมณีจันทร์เบาๆก่อนจะคล้องสร้อยให้ มณีจันทร์น้ำตาริน เย็นวาบไปทั้งตัว...

ด้านหลวงอัครเทพลุ้นหน้าเครียด ไม่รู้แม่จะพูดอย่างไรกับมณีจันทร์บ้าง พอเห็นมณีจันทร์เดินออกมาพร้อมสร้อยคอเส้นโปรดของแม่ที่เจ้าคุณพ่อของเขาสวมให้วันแต่งงาน เขารู้ทันทีว่าแม่พูดเรื่องแต่งงานให้แล้ว ถึงมณีจันทร์จะปั้นแต่งเรื่องว่าได้สร้อยนี้เป็นรางวัลจีบพลูสวย หลวงอัครเทพไม่เชื่อ เดินหนีไปอย่างสบายใจ มณีจันทร์เจ็บใจที่เขารู้ทัน เดินงอนกลับห้องตัวเอง...

ในขณะที่มณีจันทร์กำลังงอนหลวงอัครเทพ คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพโทร.ทางไกลรายงานท่านทูตณรงค์ถึงเรื่องที่ได้ฟังเพิ่มเติมจากคุณย่าของกุลวรางค์ ด้วยน้ำตาคลอเบ้า

“คุณจำชื่อเจ้าคุณอัครเทพวรากรได้ไหมคะ...ใช่ค่ะ ทูตไทยประจำสหรัฐฯ เคยเห็นรูปท่าน...จำได้หรือคะ คุณรู้ไหม คุณหญิงท่านชื่อมณีค่ะ...ค่ะ พ้องกัน เห็นรูปด้วยค่ะ หน้าเหมือนเมณี่...เราคงต้องเริ่มทำใจกัน เมณี่อาจได้กลับหรือไม่ได้กลับ ถ้าลูกไปอยู่ที่ดีจริงก็เป็นบุญของลูก”

ooooooo

ณ มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นที่ทำงานของตรอง พอไรวัตรู้ว่าตรองยังไม่ได้คุยเปิดใจกับกุลวรางค์สักที แถมอ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อย ไรวัตรำคาญรีบกดมือถือโทร.นัดกุลวรางค์ไปเจอเขาที่ดาดฟ้าของลานจอดรถแห่งหนึ่งในอีกครึ่งชั่วโมง อ้างมีเรื่องจะคุยด้วย ตรองสงสัยไรวัตมีเรื่องอะไรจะคุยกับกุลวรางค์

“ในเมื่อ นายไม่สนใจเธอแล้ว ฉันก็มีสิทธิ์จีบ ฉันจะจีบกุลวรางค์ล่ะนะ ไปล่ะ” ไรวัตว่าแล้ว ขับรถออกไปทันที ตรองเจ็บใจมาก ยอมไม่ได้เด็ดขาด คว้าจักรยานคู่ชีพปั่นสุดแรงเกิด หวังจะไปถึงที่นัดก่อนไรวัต แต่ไม่สำเร็จ พักใหญ่กว่าตรองจะไปถึงใต้อาคารจอดรถซึ่งไรวัตมาถึงก่อนแล้ว

พอเห็นตรองมา ไรวัตเดินมาหาพร้อมกับกดมือถือหากุลวรางค์ โดยเปิดสปีกเกอร์โฟนเอาไว้ ทำให้ตรองได้ยินเสียงกุลวรางค์ด้วย ไรวัตทำท่าเป็นทำนองให้ตรองอยู่เงียบๆ อย่าส่งเสียง แล้วหลอกถามกุลวรางค์ว่า ชอบผู้ชายแบบไหน ฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียง มีเกียรติในสังคมหรือที่หน้าตา กุลวรางค์ไม่ได้ชอบผู้ชายแบบนั้น ขอแค่มีความรักให้ต่อกันทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ เหมือนมณีจันทร์กับเจ้าคุณอัครเทพ ทวิภพไม่เป็นปัญหาของทั้งคู่ ขอเพียงมีใจรักให้แก่กัน ความแตกต่างใดๆก็จัดการได้ ไรวัตแกล้งซักอีก

“เวลาเราพูดกันว่าความรักน่ะ มันไม่เป็นรูปธรรมเอาเสียเลย พูดอะไรให้มันชัดๆหน่อยได้ไหม”

“มีผู้ชายคนหนึ่ง เขาไม่มีอะไรเลย ไม่มีทั้งเงินทองเกียรติยศ แต่เขาเข้าใจความเศร้าของฉัน มีเวลาให้กับความเศร้าของฉัน เราแตกต่างกันมาก ฉันเคยคิดว่า ถ้าอยู่กับเขา เราคงต้องทะเลาะกันตาย แต่กลายเป็นว่า เพราะไอ้ทะเลาะนี่แหละ ทำให้ฉันมีเรื่องคุยกับเขาไม่รู้จักจบจักสิ้น ทำให้เขาเหมือนหนังสือที่อ่านยังไงก็ไม่จบ เขาคอยเตือน ขัดเกลาทำให้ฉันสมบูรณ์ขึ้น”

ไรวัตวางสาย แล้วหันมองตรองเป็นทำนองจะเอาอย่างไร

“คุณกุลพูดถึงผม ผมมันโง่เองๆ” ตรองอยากเขกกะโหลกตัวเองนัก

“ฉันไม่ได้จีบกุล แค่อยากให้นายฮึดสู้มาฟังความจริง เห็นไหม ความจริงไม่ได้น่ากลัว ไอ้ที่ไปปอดแหกอยู่ไม่กล้ามาเจอเธอน่ะ โคตรโง่เลย”

ตรองซึ้งใจมากขอบใจไรวัตที่ช่วย แล้ววิ่งตรงไปขึ้นลิฟต์ไปหากุลวรางค์ ทั้งคู่เข้าใจกันในที่สุด ต่างโผกอดกันกลม ไรวัตดีใจที่ตรองกับกุลวรางค์ลงเอยกันด้วยดี

“โอ้...แฮปปี้เอ็นดิ้งจริงๆด้วย เฮ่อ...เมณี่จ๋า ผมทำได้แล้วนะ ผมมีความสุขกับการให้จริงๆด้วย เวลานี้ผมไม่มีคุณอยู่ข้างๆ แต่สิ่งที่คุณเปลี่ยนแปลงผม ความทรงจำอันงดงาม จะอยู่กับผมตลอดไป...”

ที่เรือนหลวงอัครเทพ เจ้าคุณวิศาลคดีมาแจ้งข่าวคืบหน้าว่างานเลี้ยงทูตครั้งนี้ประสบความสำเร็จ เราสร้างความวิตกให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวต่างชาติสมใจเรา แล้วหันไปถามหลวงอัครเทพตกลงจะไปทำงานในต่างแดนแน่หรือ หลวงอัครเทพ ตัดสินใจแล้วจะไปทำงานที่นั่น

“ก็ดีจะได้ทูลเสด็จในกรมท่านไปตามนี้...อ้อยังมีอีกเรื่องว่าจะคุยตั้งนานแล้ว เรื่องแม่มณี”

หลวงอัครเทพโพล่งขึ้นทันที “กระผมจะแต่งงานกับหล่อน แล้วพาไปด้วยกัน”

เจ้าคุณวิศาลคดีจ้องหน้าหลวงอัครเทพอยู่อึดใจ ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง บอกกับสองแม่ลูกว่าทีแรกท่านตั้งใจจะมาขอมณีจันทร์เป็นลูกบุญธรรม เพราะรู้สึกถูกชะตาด้วย เจอกันครั้งหลังสุด เธอบอกว่าท่านเหมือนพ่อของเธอ คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพมองหน้ากันงง เพราะคาดผิดไปอีกทางหนึ่ง

“คนที่เรือนฉันเอาไปลือว่าฉันเมตตาแม่มณีไปอีกอย่าง ก็มีสิทธิ์คิดไปได้นะ แต่ใจจริงแม่มณีเองก็พูด ฉันผูกพันกับแม่มณีแบบที่เข้าใจยากอยู่สักหน่อย แต่เอาเถิด ในเมื่อจะออกเรือนแล้วก็จะมีพ่อเทพปกป้องรักษา ฉันก็ไม่ต้องห่วงอีก ถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็ให้รีบจัดการเสีย เสด็จในกรมอยากให้พ่อเทพเดินทางเร็วๆ เอาอย่างนี้ ฉันจะเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงให้ดีไหม” เจ้าคุณวิศาลคดีเสนอตัว

“กราบขอบพระคุณแทนแม่มณีด้วยนะเจ้าคะ” คุณหญิงแสร์ว่าแล้วถอนใจโล่งอก

“แม่มณีเป็นมณีหยาดฟ้าจริงๆ ฉันดูคนไม่ผิด อย่าให้ หนีไปเสียล่ะเลือกมาให้แล้ว” เจ้าคุณวิศาลคดีพูดเป็นนัยๆ เพราะจำอะไรได้หลายอย่างแล้วว่าตนเองเชื่อมโยงกับมณีจันทร์อย่างไร...

หลังจากเจ้าคุณวิศาลคดีกลับไปแล้ว หลวงอัครเทพเข้ามานั่งข้างๆมณีจันทร์ ซึ่งกำลังหัดจีบหมากพลูอยู่ เล่าข้อราชการที่ได้พูดคุยกับเจ้าคุณวิศาลคดีให้ฟัง แล้วบอกว่าท่านเจ้าคุณเร่งให้จัดงานให้เรียบร้อย เป็นทูตต้องมีครอบครัว มณีจันทร์ทำไม่สนใจ เพราะยังงอนไม่หายเรื่องที่เขาให้แม่มาขอแต่งงาน แทนที่จะมาขอเอง

“งั้นดีล่ะ จะได้เรียนคุณแม่ให้ทราบล่วงหน้า เพราะจะต้องหาฤกษ์หายามเตรียมข้าวของ”

“ก็แล้วแต่ ฉันไม่ทราบ ครอบครัวของคุณหลวงก็ต้องเตรียมเอาเอง ฉันไม่ทราบอะไรด้วย หากจะให้ช่วยจีบหมากจีบพลูก็จะแสดงสุดฝีมือค่ะ” มณีจันทร์พูดจบลุกหนีหน้าตาเฉย หลวงอัครเทพได้แต่มองตามงงๆ...

คืนวันเดียวกัน มณีจันทร์ต้องล้มเลิกการสวดมนต์ เพราะเสียงสีไวโอลินของหลวงอัครเทพรบกวนสมาธิ หลวงอัครเทพหยุดสีไวโอลินทันทีที่เห็นมณีจันทร์ออกจากหอพระ ขอโทษที่รบกวนไม่รู้ว่าเธอสวดมนต์อยู่ มณีจันทร์ขอร้องให้เขาเล่นต่อ เสียงเพลงจากไวโอลินทำให้มณีจันทร์คิดถึงบ้านขึ้นมาน้ำตาคลอ พึมพำในใจ

“กุลจ๋า ตั้งแต่เล็กฉันเดินทางไปหลายประเทศ หลายครั้งที่ฉันบ่นว่าคิดถึงบ้าน แต่เมื่อฉันถึงบ้านจริงๆ ฉันก็เหมือนยังรอคอยอะไรสักอย่าง...คุณแม่ขา กุลจ๋า บางทีเมณี่อยากให้รู้ ณ ที่นี้ เมณี่รู้สึกเหมือนบ้านที่แท้จริงที่เมณี่รอคอยมานาน เมณี่พบบ้านแล้วจริงๆ”

ด้วยแรงแห่งความคิดถึงแม่และเพื่อนรักของมณีจันทร์ทำให้คุณหญิงมาลิดา ซึ่งอยู่อีกภพหนึ่งรับความรู้สึกนั้นได้ ถึงกับชะงักวางมือจากงานที่ทำ หันมองกระจกข้ามภพ และด้วยแรงแห่งความคิดถึงนั้นเช่นกัน ทำให้กุลวรางค์ที่กำลังนอนหลับอยู่ในห้องนอนตัวเอง ละเมอเรียกเมณี่ลั่น...

ฝ่ายมณีจันทร์น้ำตาไหลพราก หลวงอัครเทพวางไวโอลินเดินเข้ามาถามอย่างอ่อนโยนว่า เป็นทุกข์เรื่องอะไร มณีจันทร์คิดถึงแม่คิดถึงเพื่อนรักมาก หลวงอัครเทพตัดสินใจเล่าให้เธอฟังว่าเขาเห็นแม่ของเธอในเงาสะท้อนของกระจกข้ามภพ เมื่อวันงานเลี้ยงทูตตอนที่เราสองคนยืนหน้ากระจกด้วยกัน แม่ของเธอฝากเธอไว้กับเขาและเขาสัญญากับท่านจะดูแลเธอให้สมกับเป็นมณีดวงเดียวในชีวิตเขา มณีจันทร์ถึงกับปล่อยโฮ

“อย่าร้องไห้ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ทำให้หล่อนร้องไห้” หลวงอัครเทพปลอบ

ooooooo

หลังจากฝันเห็นมณีจันทร์เมื่อคืน กุลวรางค์ชวนตรองกับไรวัตไปถวายสังฆทานที่วัดแต่เช้า จากนั้น ทั้งสามคนร่วมกันกรวดน้ำ

“เราเชื่อว่าเมณี่ยังไม่ตาย แต่ไม่รู้จะใช้วิธีไหนส่งความรักไปหาเมณี่ นอกจากวิธีนี้ เมณี่จ๋า ฉันฝันเห็นเธอ ฉันตระหนักดีการพลัดพรากอยู่คู่กับความผูกพัน ไม่เคยห่างกันไปไหน เราสามคนแค่อยากบอกว่า เรารักและจะจดจำเมณี่ตลอดไป” กุลวรางค์อธิษฐานแทนตรองและไรวัต...

ขณะที่เพื่อนทั้งสามคนกำลังส่งจิตอธิษฐานไปให้มณีจันทร์อยู่ในภพปัจจุบัน มณีจันทร์ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพกำลังง่วนอยู่กับการเลือกเครื่องประดับและเสื้อผ้าสำหรับใส่ในงานหมั้นและงานแต่งงานที่จะมีขึ้น โดยมีคุณหญิงแสร์ ม้วนและอิ่มคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านมณีจันทร์ คุณหญิงมาลิดารู้สึกว้าวุ่นใจชอบกล สั่งนุ่มให้เตรียมของคาวหวานสำหรับใส่บาตรวันพรุ่งนี้แล้วขึ้นไปนั่งหลับตาทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบในห้องพระ พอเธอลืมตาขึ้นมา จิตวิญญาณของคุณหญิงมาลิดาข้ามภพไปอยู่ในหอพระเรือนหลวงอัครเทพ เธอตกใจมาก ค่อยๆเปิดประตูห้องออกไป เห็นโถงกลางเรือนไทยโบราณ มีพวกบ่าวไพร่จับกลุ่มทำงานแกะสลักผักผลไม้และงานดอกไม้อยู่

คุณหญิงแสร์กำลังคุมพวกบ่าวอยู่ใกล้ๆมองหางตาเห็นประตูหอพระเปิดออก หันขวับไปมองกลับไม่เจอใคร คุณหญิงมาลิดามองเลยไปที่คุณหญิงแสร์ รู้สึกประทับใจในทันทีที่เห็น ทันใดนั้น คุณหญิงมาลิดาสะดุ้งลืมตาขึ้นมองไปรอบๆอีกครั้ง คราวนี้กลับมาอยู่ในห้องพระบ้านตัวเองแล้ว เธอแปลกใจมาก พึมพำกับตัวเอง

“เหมือนวันสุกดิบของอะไรสักอย่าง...ผู้หญิงคนนั้น... เป็นคนจัดงาน เป็นผู้ดูแลเมณี่”

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังเตรียมตัวสำหรับพิธีหมั้นที่จะมีขึ้นในตอนบ่าย อิ่มเข้ามาแจ้งว่าประยงค์ก็เพิ่งเข้าพิธีหมั้นไปเมื่อวานกับหลวงไกร และที่มาช่วยงานที่นี่ไม่ได้เพราะคุณหญิงสรเดชเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร แต่ประยงค์ฝากอาหารคาวหวานสำรับใหญ่มากับอิ่ม พร้อมกับจดหมายถึงมณีจันทร์ฉบับหนึ่งเขียนมาเล่าถึงวันที่หลวงไกรกับพ่อของเขามาทาบทามขอประยงค์ ทีแรกที่เห็นหลวงไกร ประยงค์ยังไม่ค่อยแน่ใจในตัวเขานัก

แต่พอแอบได้ยินเขาบอกคุณหญิงสรเดชว่าหลังจากแต่งงาน เขาจะย้ายไปรับราชการทหารที่เมืองจันทบุรีเพราะต้องการรับใช้พระเนตรพระกรรณ ไปดูแลชาวเมืองจันทบุรีไม่ให้พวกเขาเสียใจว่าถูกทอดทิ้ง ประยงค์ประทับใจหลวงไกร มาก นอกจากจะงามกายภายนอกแล้ว เขายังมีจิตใจอันมั่นคงที่จะรับใช้ชาติ เมื่อเจ้าคุณพ่อของเธอกับคุณหญิงสรเดชถามเรื่องออกเรือนกับหลวงไกร เธอจึงยอมตกปากรับคำทันที

ประยงค์เขียนตบท้ายว่า “จดหมายครั้งนี้ถือเป็นจดหมายกราบลา ขอพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองคุณพี่ทั้งสอง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองให้น้องตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยความระลึกถึงเสมอ...ประยงค์”

มณีจันทร์อ่านจดหมายจบ พึมพำเบาๆด้วยความสงสาร “โธ่...คุณประยงค์ ในเมื่อเกิดเป็นหญิงไม่สามารถรับใช้ชาติด้วยตัวเอง ก็เลยคิดจะแต่งงานไปดูแลทหารผู้รับใช้ชาติสินะ...”

บ่ายวันเดียวกัน ขบวนขันหมากแห่มาถึงเรือนหลวงอัครเทพ ต้องผ่านประตูเงินที่มีบัวกับเพื่อนเด็กๆคอยกั้น ส่วนประตูทองประตูสุดท้ายภรรยาบ่าวของเจ้าคุณวิศาลคดีคอยกั้นอยู่ เสด็จในกรมเป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายคอยแจกถุงเงินเล็กๆให้ทุกคนที่มายืนกั้นประตู บรรยากาศในงานหมั้นเป็นไปด้วยความสนุกสนาน

จากนั้น ขบวนขันหมากเคลื่อนขึ้นเรือนใหญ่ สินสอดทองหมั้นทยอยเอามาวางตรงหน้าเจ้าคุณวิศาลคดี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เสด็จในกรมทรงเปิดขันหมากและของต่างๆ พร้อมกับพูดคุยเจรจากับเจ้าคุณวิศาลคดีถึงเรื่องแต่งงานที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้...

ตกเย็น คู่บ่าวสาวจะมานั่งเคียงคู่กันเพื่อฟังพระสวด มณีจันทร์นั่งก้มหน้าอายๆ ขณะที่หลวงอัครเทพสีหน้ายิ้มแย้มตลอด ขาบพลอยดีใจไปด้วย ในที่สุดเจ้านายของตนก็มีความสุขเสียที พอเสร็จพิธีสวดมนต์เย็น กลุ่มเพื่อนเจ้าสาวเข้ามาพา มณีจันทร์กลับเรือนแพ ซึ่งใช้เป็นที่แต่งตัวของเจ้าสาว

หลวงอัครเทพมองตามตาละห้อย

“โฮ้ย...ไม่ไปไหนเสียหรอก รอท่าอยู่สามเวลาก็แล้วกัน” เจ้าคุณวิศาลคดีกระเซ้า ทุกคนในงานพากันยิ้มขำ หลวงอัครเทพเขินหน้าแดงเช่นเคย...

ระหว่างที่มณีจันทร์กำลังมีความสุขและสมหวังในความรักอยู่ในภพอดีต คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่ในภพปัจจุบัน โทร.ทางไกลไปหาท่านทูตณรงค์ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าให้ฟัง

“ตอนฉันกราบพระวันนี้ ฉันเห็นเขากำลังเตรียมงานเหมือน วันสุกดิบอะไรสักอย่าง ฉันเห็นผู้หญิง เป็นผู้ทรงบรรดาศักดิ์คนหนึ่ง ฉันรู้สึกว่าเธอคือผู้คุ้มครองเมณี่...มือนั้นคงจะดูแลรักษาเอ็นดูลูกของเรา”

ท่านทูตณรงค์เริ่มรับรู้ทีละน้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูก “คุณหญิง...ผม...ผมพูดไม่ออก...”

“เราต้องคิดเหมือนเวลาเราต้องอยู่แยกกันคนละประเทศ แต่เราจะไม่เลิกตามเลิกหวัง สักวันหนึ่งลูกจะกลับมา...คุณคะ... ฉันบอกหรือยัง เมณี่จะเป็นคุณหญิงและจะเจริญขึ้นเป็นท่าน ผู้หญิงมณีค่ะ” คุณหญิงมาลิดาน้ำตาคลอเบ้า คิดถึงลูกเหลือเกิน อยากเจอหน้าลูกอีกสักครั้ง...

ที่เรือนหลวงอัครเทพ คืนนี้มณีจันทร์มานอนเฝ้าหอกับม้วนในห้องที่มีกระจกข้ามภพ เพราะเป็นห้องหอส่งตัว จึงมีมโหรีกล่อมทั้งคืน มณีจันทร์นอนมองกระจก แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ลุกขึ้นนั่งพนมมือ

“แม่จ๋า...วันนี้เมณี่หมั้น เมณี่อยากได้พรจากแม่ แม่อย่าโกรธเลยที่เมณี่ไม่ได้ขออนุญาตจากพ่อแม่ แต่เมณี่รู้ อะไรที่เมณี่รัก แม่จะรักด้วย” มณีจันทร์ตั้งจิตภาวนาเสร็จ กราบหมอนก่อนจะล้มตัวลงนอน

ooooooo

คุณหญิงมาลิดาลุกขึ้นใส่บาตรแต่เช้า แล้วเดินเข้ามากรวดน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนนึกขึ้นได้ ถ้าเมื่อวานที่จิตของเธอข้ามภพไปเห็นงานวันสุกดิบ วันนี้คงต้องเป็นวันแต่งงานแน่ๆ คุณหญิงมาลิดาคิดได้ดังนั้น รีบคุกเข่าลงบนสนามหญ้า รับแก้วใส่น้ำสำหรับกรวดน้ำจากมือนุ่มมาถือไว้

“แม่หลั่งน้ำพระพุทธมนต์ให้ตรงนี้นะลูก ขอให้น้ำและพรจงเย็นซาบซ่านไปถึงหัวใจลูก ขอให้ลูกรับรู้ถึงความรัก ความยินดีจากหัวใจแม่ด้วย ลูกจะอยู่ภพใดที่ไหน ขอให้รับรู้...แม่รักลูก” คุณหญิงมาลิดาเทน้ำในแก้วแล้วพนมมือหลับตาตั้งสมาธิ

“เมณี่ ขอให้มีชีวิตอยู่ยืนนาน ขอให้เจริญด้วยยศศักดิ์ อย่าให้มีสิ่งใดมาแผ้วพาน เจ้าคุณคะ...ฝากลูกด้วย เมณี่มีเจ้าคุณคนเดียวแล้ว รักษาลูกของฉันไว้ให้ดีสมวาจาที่เจ้าคุณลั่นไว้นะคะ”

ด้วยแรงแห่งรักที่แม่มีต่อลูก ทำให้มณีจันทร์ซึ่งกำลังนั่งฟังพระสวดอยู่ในอีกภพหนึ่งเห็นนิมิตว่า แม่กำลังรดน้ำและให้พร ถึงกับน้ำตาไหลทั้งที่หลับตา หลวงอัครเทพนั่งอยู่ข้างๆหันมองมณีจันทร์ด้วยความสงสัย...

หลังพระสวดเสร็จ คู่บ่าวสาวทำบุญตักบาตรร่วมกันตาม ประเพณี หลวงอัครเทพยอมเลื่อนมือลงมาให้มณีจันทร์จับทัพพีตักบาตรท่อนบน ผู้คนในงานซึ่งเฝ้าดูอยู่ ส่งเสียงฮือฮากันใหญ่

“ยอมกลัวตั้งแต่วันนี้เชียวเรอะ” เจ้าคุณวิศาลคดีกระเซ้า แขกเหรื่อในงานพากันหัวเราะชอบใจ...

ตกค่ำ มีพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์นั่งฟังคำอวยพรจากเสด็จในกรม เจ้าคุณวิศาลคดีและคุณหญิงแสร์จบก็เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้น ทั้งสามท่านปล่อยให้คู่แต่งงานได้อยู่กันตามลำพัง ทันทีที่ประตูห้องหอปิด มีเสียงสัญญาณเรียกจากนาฬิกาดังขึ้น กระจกข้ามภพเกิดหมอกควันปกคลุม มณีจันทร์ปราดไปยืนหน้ากระจก หลวงอัครเทพรีบตามมายืนข้างๆ จับมือมณีจันทร์ไว้มั่น บอกด้วยเสียงหนักแน่นว่า

“ฉันไม่ทิ้งแม่มณี...ไปไหนไปกัน”

หมอกควันเข้าปกคลุมมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพ ก่อนจะหอบร่างทั้งคู่หายวับไป...

ที่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพ คุณหญิงมาลิดาเข้านอนแล้ว พลันได้ยินเสียงเรียกของมณีจันทร์ดังขึ้น เธอสะดุ้งตื่น รีบเดินไปที่กระจกซึ่งตอนนี้มีหมอกควันปกคลุม พอหมอกจาง ปรากฏร่างของมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพยืนอยู่ตรงหน้า คุณหญิงมาลิดาถึงกับตะลึง มณีจันทร์ดีใจมากจะโผเข้าหาแม่ แต่หลวงอัครเทพดึงเธอให้นั่งลง มณีจันทร์บอกแม่ทั้งน้ำตาว่า มาเพื่อขอพรจากท่าน คุณหญิงมาลิดาทรุดตัวลงนั่ง

“แม่รักลูก เมณี่จะไปอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ แม่รักลูกเสมอ ขอให้ลูกมีความสุข ความเจริญ ขอให้พรของแม่ ความรักของแม่จงเป็นเกราะคุ้มครองลูกตลอดไป...คุณ...ฝากเมณี่ด้วย รักเธอให้มาก เธอจะไม่มีใครคุ้มครองอีกแล้วนอกจากคุณ” คุณหญิงมาลิดาหันมองหลวงอัครเทพซึ่งรับปากจะดูแลมณีจันทร์อย่างดี

“แม่ไม่มีอะไรจะรับไหว้...แหวนวงนี้คุณพ่อให้แม่” คุณหญิงมาลิดาว่าแล้วถอนแหวนออก ก่อนจะสวมที่นิ้วมณีจันทร์ ส่วนมณีจันทร์ถอนนาฬิกาที่ห้อยคอตัวเองให้แม่ จากนั้น สองแม่ลูกโผกอดกันร้องไห้

“ฝากกราบคุณพ่อด้วยค่ะ บอกท่านด้วย เมณี่รักและภูมิใจตัวท่าน เมณี่จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเหมือนที่พ่อและแม่ทำ” มณีจันทร์พูดทั้งน้ำตา
ทันใดนั้น กระจกข้ามภพเกิดหมอกควันขึ้นอีกครั้ง พร้อมเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น คุณหญิงมาลิดาคลายอ้อมกอดลูกแล้วถอยออกห่าง แต่ยังจับมือลูกไว้อย่างอาลัยอาวรณ์ หมอกควันลอยเข้ามาคลุมร่างหลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าต่อตา ทันทีที่ร่างของคู่แต่งงานปรากฏขึ้นที่อีกฟากหนึ่งในภพอดีต กระจกข้ามภพแตกเปรี้ยงเป็นเสี่ยงๆทั้งสองฝั่ง...

คุณหญิงมาลิดาตกใจตื่นเพราะเสียงกระจกแตก มองไปรอบตัวอย่างงุนงง คิดว่าตัวเองฝันไป แต่พอหงายมือออก ต้องแปลกใจที่เห็นนาฬิกาสำหรับห้อยคอที่มณีจันทร์ให้ไว้ เธอเปิดฝานาฬิกาออก เจอรูปหลวงอัครเทพอยู่ด้านใน

“ฉันดีใจ...เมณี่เลือกคนไม่ผิด” คุณหญิงมาลิดายิ้มให้รูปนั้นอย่างมีความสุข

ooooooo

มณีจันทร์มีความสุขมากตื่นมาในอ้อมกอดของชายที่เธอรัก เธอค่อยๆแกะมือหลวงอัครเทพออก แล้วเดินไปที่หน้าต่าง ยืนมองท้องฟ้ายามเช้าที่แสนสงบ สักพักหลวงอัครเทพเดินมากอดจากด้านหลัง ก้มหอมแก้มมณีจันทร์ ถามว่าเมื่อคืนนอนหลับไหม

“คุณหลวงล่ะคะ”

“หลับได้ดีเป็นครั้งแรก ปกติไม่หลับกลัวหล่อนแอบเข้ามาที่กระจกแล้วหายไป จากกันชั่วนิรันดร์”

มณีจันทร์สงสารเอื้อมมือไปจับแก้มหลวงอัครเทพ “โธ่...เราต้องออกเดินทางเมื่อไหร่คะ”

หลวงอัครเทพเร่งให้รีบเดินทาง มณีจันทร์คิดว่าเป็นเพราะเรือไม่ค่อยมี แต่กลับไม่ใช่ หลวงอัครเทพให้รีบไปเพราะเดี๋ยวมณีจันทร์เกิดท้องขึ้นมาก่อน หญิงสาวเอาศอกกระทุ้งเขาแก้เขิน

“บ้าจริง...เห็นเฉยๆ ร้ายเหมือนกันนะเนี่ย”

“บ้านเมืองยังมีปัญหา ยังคงเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี เรามีงานที่ต้องทำอีกมาก”

“ฉันจะช่วยท่านให้สุดกำลัง เมื่อแม่ได้เจอหลักฐาน แม่จะได้ภูมิใจว่าไม่ได้เสียลูกไปเปล่าๆ”

“เจ้าคุณท่านแน่ใจว่าหล่อนฉลาด”

“ท่านไม่แน่ใจงั้นสิ”

หลวงอัครเทพไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่ามณีแปลว่าเพชร และประยงค์แปลว่าดอกไม้ เพชรย่อมมีค่ากว่าดอกไม้ ในเมื่อเขาพบเพชรแล้วจะหยิบดอกไม้ทำไม

“งั้นถ้าไม่พบเพชรคงหยิบดอกไม้ล่ะสิ” มณีจันทร์เย้า

“แต่พบเสียแล้วนี่”

“เจ้าคุณกับคุณหลวงควรภูมิใจเพราะวันข้างหน้า ได้มีชื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์”

“ที่ดีไม่ใช่เพราะมีชื่อในประวัติศาสตร์ หากเพราะรู้ว่า สยามยังมีประวัติศาสตร์ต่างหาก”

มณีจันทร์พยักหน้าเห็นด้วย คู่แต่งงานใหม่ยืนมองวิถีชีวิตผู้คนเบื้องหน้าด้วยกันอย่างมีความสุข แม้สยามจะเสียดินแดนให้ต่างชาติ แต่อย่างน้อยทั้งคู่ก็ภูมิใจที่สยามยังเป็นเอกราชไม่เป็นเมืองขึ้นของชาติใด...

พ.ศ.2349 หลังวิกฤตการณ์เรือรบปิดปากอ่าว 3 ปี อังกฤษและฝรั่งเศสร่วมกันลงนามในสัญญาให้สยามเป็นรัฐกันชน ทั้งสองประเทศรับรองในเอกราชของสยาม สัญญาว่าจะไม่มีการรุกรานในดินแดนแถบนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการกระทบกระทั่งที่จะเกิดขึ้น หากมีชายแดนติดกัน

ในช่วงรัชกาลที่ 5 ไทยเสียดินแดนให้มหาอำนาจตะวันตกมากที่สุดถึง 6 ครั้ง ดินแดนเหล่านั้น ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเขมร ลาว และมาเลเซีย

ooooooo

โลกนี้มีสิ่งเกินฝัน อนันต์เหลือตรึกรำลึกได้

หากความฝันบรรเจิดเพริดพิไล ตื่นไย สนิทฝันชั่วกัลปา

ooooooo
­
–อวสาน–

..



Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.296 seconds with 17 queries.