Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 September 2026, 01:36:24

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088 Posts in 15,338 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  หมวดหมู่ทั่วไป  |  ศาลาพักใจ  |  รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก  |  เรื่องย่อ ปดิวรัดา (thairath.co.th)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: เรื่องย่อ ปดิวรัดา (thairath.co.th)  (Read 1847 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« on: 10 July 2026, 21:33:49 »

เรื่องย่อ ปดิวรัดา (thairath.co.th)


ปดิวรัดา




….ย้อนกลับไปพุทธศักราช 2500….

บราลี และ บุรณี บำรุงประชากิจ สองพี่น้องสาวสวยแห่งพระนครได้ใช้เวลาตลอดช่วงฤดูร้อนลงไปเที่ยวหัวเมืองทางภาคใต้ไปจนถึงปีนัง โดยมี นายพณิช ชวาลา เศรษฐีหนุ่มชาวใต้ให้การต้อนรับเอาอกเอาใจราวกับสองสาวพี่น้องราวกับเป็นเจ้าหญิง นายพณิชให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ บราลีสาวคนพี่ที่มีความสวยสะคราญเต็มไปด้วยเสน่ห์รัดตรึงใจชาย

ที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา ศรัณย์ ศิวเวทย์ ชายหนุ่มรูปงาม ร่างสูงใหญ่พา ดวงสวาท เสริมสาคร บุตรสาวคหบดีประจำจังหวัด คนรักของเขามาไหว้พระ เขาเอ่ยปากขอแต่งงานกับดวงสวาท แต่ดวงสวาทกลับปฏิเสธ เพราะเธอไม่อยากแต่งงานกับคนจนๆ อย่างศรัณย์ ทำให้เขาผิดหวังเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

บราลีกับบุรณีสองพี่น้องไปไหว้พระที่วัดเช่นกัน ทั้งสองบังเอิญเดินชนกับ ศรัณย์และดวงสวาท ดวงสวาทโวยวายหาว่าสองพี่น้องชนแล้วไม่ขอโทษ ศรัณย์กับพณิชจึงต้องเข้ามาห้ามศึกระหว่างสามสาว ก่อนจะแยกย้ายกันไปโดยไม่มีใครรู้ว่าชะตาชีวิตจะต้องเข้ามาข้องเกี่ยวกันอย่างไม่อาจเลี่ยงในไม่ช้า

-------------------------------------

เมื่อ บราลี และ บุรณี เดินทางกลับมายังพระนครโดยมีนายพณิชติดตามมาส่ง เจ้าคุณบำรุงประชากิจ และ คุณหญิงเพ็ญแข จัดงานต้อนรับลูกสาวทั้งสองและว่าที่ลูกเขยโดยมีหนุ่มสาวสังคมมาร่วมงานมากมาย คุณหญิงเพ็ญแขปลาบปลื้มในความร่ำรวยของนายพณิชเศรษฐีหนุ่มเป็นอันมาก จึงคิดจะยกลูกสาวคนงามให้เป็นศรีภรรยา

คุณหญิงเพ็ญแข เลี้ยงดูบุตรสาวทั้งสองมาอย่างตามใจ ด้วยฐานะบริบูรณ์พูนสุข บราลี และบุรณีแทบไม่ต้องหยิบจับอะไรเพราะมีบ่าวไพร่บริวารรองมือรองเท้าเต็มบ้าน บราลีนั้นเมื่อเรียนจบมัธยมปลาย เธอลาออกมาอยู่บ้าน ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเข้าสังคมและเที่ยวเตร่กับเพื่อนหญิงชายชาวกรุง ส่วนบุรณีเข้าเรียนต่อยังมหาวิทยาลัย วิชาการบ้านการเรือนที่คุณหญิงเพ็ญแขสั่งสมมาจึงตกไปอยู่กับ ริน เด็กสาวรับใช้คนสนิทของคุณหญิงเพ็ญแขเมื่อ 18 ปีก่อน มีหญิงคนยากชื่อ เรียง อุ้มเด็กอ่อนวัยไม่ถึงเดือนเข้ามาหา

คุณหญิงเพ็ญแข เธอเอ่ยปากยกเด็กหญิงตัวน้อยให้อยู่ในความอุปการะของคุณหญิงเพ็ญแขเพราะเธอเองต้องร่อนเร่ไปไม่รู้อนาคต คุณหญิงเพ็ญแขรับเลี้ยงเด็กน้อยไว้ด้วยความสงสาร เธอเลี้ยงดูเด็กหญิง ริน ระพี ซึ่งเป็นชื่อที่ เรียง แม่ของรินบอกไว้ก่อนจะหายสาปสูญไปโดยไม่กลับมาอีกเลย

คุณหญิงเพ็ญแขถ่ายทอดวิชาเย็บปักถักร้อย การจัดดอกไม้ การทำอาหารให้ริน ทั้งยังส่งเสียรินให้เรียนจนจบ รินเป็นเด็กดี ขยันขันแข็ง และเอาใจใส่ดูแลปรนนิบัติเจ้าคุณกับคุณหญิง และคุณหนูทั้งสองเป็นอย่างดีจนเป็นที่รักใคร่ของเจ้านายทั้งสี่ ชีวิตของรินจึงมีความสุขตามอัตภาพมาจนถึงวันหนึ่งที่เหมือนสายอสุนีบาตฟาดลงกลางชีวิตของริน!

คุณหญิงแก้ว นิติศาสตร์ธำรง ส่งจดหมายมาหาเจ้าคุณบำรุงประชากิจ เพื่อทวงสัญญาที่เจ้าคุณบำรุงประชากิจเคยมีไว้กับ เจ้าคุณนิติศาสตร์ธำรง ว่าจะให้บุตรชายและบุตรสาวของทั้งสองฝ่ายแต่งงานกัน ซึ่งครั้งในอดีตนั้นเจ้าคุณนิติศาสตร์ธำรงถือได้ว่าเป็นขุนนางที่มีอำนาจวาสนาและฐานะมั่งคั่ง คุณหญิงเพ็ญแขจึงร่ำร้องให้เจ้าคุณสามียอมรับเครื่องเพชรที่เจ้าคุณนิติศาสตร์ธำรงส่งมาเป็นของหมั้นบราลี ด้วยหวังจะให้ลูกสาวได้สุขสบายไปตลอดชีวิต

แต่ไม่กี่ปีหลังจากนั้น เจ้าคุณนิติศาสตร์ถูกฟ้องล้มละลายและป่วยจนเสียชีวิต คุณหญิงแก้วซึ่งหมดเนื้อหมดตัวต้องหอบหิ้วลูกชายคนเดียวย้ายไปอยู่หัวเมืองทางใต้ จนเวลาผ่านไป ลูกชายของคุณหญิงแก้วเติบใหญ่ เรียนจบและเข้ารับราชการ เป็นปลัดอำเภอ มีนามว่า ศรัณย์ ศิวเวทย์ คุณหญิงแก้ว จึงกลับมาทวงสัญญาเรื่องหมั้นหมายกันของสองตระกูลอีกครั้ง!!!

-------------------------------

คุณหญิงเพ็ญแขถึงกับกุมขมับ เพราะไม่อยากให้ลูกสาวสุดสวาทต้องตกระกำ ลำบากเป็นภรรยาข้าราชการบ้านนอกจนๆ ...เธอซึ่งเจ้าคุณบำรุงประชากิจ สามีให้ฉายาว่า คุณหญิงเจ้าความคิดแสนกล จึงวางแผนย้อมแมวขายโดยการสลับตัว ริน สาวใช้กับคุณหนูบราลี !!!

รินตกปากรับคำขอของคุณหญิงเพ็ญแขด้วยความกล้ำกลืน แต่ด้วยสำนึกในพระคุณที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย คุณหญิงเพ็ญแขให้รินสัญญาว่าจะเก็บความลับนี้ไว้กับตัวจนวันตาย แม้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันกับศรัณย์ไปกี่สิบปีก็ห้ามบอกกับทางศรัณย์เป็นอันขาด

---------------------------------

ริน ในชื่อใหม่ว่า บราลี บำรุงประชากิจ เดินทางไปจังหวัดทางใต้ พร้อมกับคุณหญิงเพ็ญแข เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับ ศรัณย์ ปลัดอำเภอหนุ่มไฟแรง

เมื่อแรกพบ...รินรู้สึกว่าปลัดหนุ่มรูปงามร่างสูงใหญ่มองเธอด้วยสายตาตกตะลึงแล้วแปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มหมิ่นจนเธอรู้สึกร้อนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย!!!

หลังจากแต่งงาน รินต้องพบกับความโดดเดี่ยวในความต่างบ้านต่างเมือง เพราะศรัณย์ผู้เป็นสามีไม่มีแม้แต่ความรัก ความเมตตาให้เธอ จะมีก็แต่ความเย็นชาและมึนเฉย แต่รินก็ใช้ความอดทนและเข้มแข็งของเธอรับมือกับศรัณย์

ศรัณย์แยกห้องนอนกับรินตั้งแต่คืนแรกที่เข้าหอ รินได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าได้ทดแทนผู้มีพระคุณอย่างดีที่สุดที่เธอทำได้

เมื่ออาศัยอยู่ในบ้านของศรัณย์ รินดูแลบ้านเรือนได้อย่างเรียบร้อยไม่มีที่ติ ตกแต่งบ้านจนสวยงามสะอาดตา ข้าวปลาอาหารที่เคยเป็นฝีมือของแม่ครัวซึ่งศรัณย์บอกว่า “ทำจนตายก็ไม่ได้ดี” กลายเป็นอาหารรสเลิศถูกปากด้วยฝีมือของริน เสื้อผ้าของศรัณย์ก็ถูกซักรีดอย่างดี รินเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของคุณหญิงแก้ว ศรัณย์เองที่ถึงแม้จะทำเย็นชาใส่ริน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกพอใจกับความสวยงามสบายตาที่เกิดขึ้นภายในบ้าน

-------------------------------------

เวลาว่างนอกจากงานบ้าน รินเปลี่ยนที่ดินโล่งข้างบ้านให้กลายเป็นสวนดอกไม้นานาพันธุ์ หอมหวลไปด้วยกลิ่นมะลิและกุหลาบ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่รินชอบ

ถ้าไม่นับความเย็นชามึนตึงที่ศรัณย์แสดงกับริน...ดูเหมือนรินจะมีความสุขดีกับชีวิตเรียบง่ายที่มีคุณหญิงแก้วและงานบ้านเป็นเครื่องปัดเป่าความเหงา แต่รินสงบสุขไม่ได้นาน ดวงสวาทหญิงคนรักเก่าของศรัณย์กลายมาเป็นแขกประจำของบ้านเพราะแอบสืบรู้มาว่าศรัณย์กำลังจะได้เลื่อนขั้นได้ดิบได้ดีมีอนาคตทางราชการ ดวงสวาทเลยเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในตัวศรัณย์ ราวกับไม่เห็นรินผู้เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ในสายตา แถมยังบอกรินว่าเอาเข้าจริงแล้วรินต่างหากที่เป็นเมียน้อยของเธอ

ศรัณย์เองแม้ไม่มีใจให้ดวงสวาทแล้ว แต่เขาก็รู้สึกสนุกที่ได้แกล้งรินที่ทำทีท่าเหมือนไม่แคร์ ไม่ใส่ใจในตัวเขา เขาจงใจทำดีกับดวงสวาทเพื่อแกล้งให้รินชอกช้ำใจ แต่รินหรือจะแสดงออกให้ศรัณย์ได้เห็นแถมแกล้งเอาคืนเขาแบบนิ่มๆเสียด้วย

-------------------------------

ศรัณย์ได้ชื่อว่าเป็นปลัดอำเภอหนุ่มไฟแรง ยิงปืนแม่นราวกับจับวาง เขาเคยออกไล่ล่าเสือขาวและสมุน ขุนโจรโฉดที่ออกปล้นชาวบ้านสร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ศรัณย์ออกปราบปรามเสือขาวและพรรคพวกเสือขาวอย่างจริงจัง ศรัณย์ ยิงเสือบาง สมุนมือขวาของเสือขาวเสียชีวิต เสือขาวจึงอพยพย้ายไปหากินที่ถิ่นอื่น !!!

คืนหนึ่ง….ลูกน้องของศรัณย์มาส่งข่าวว่าเสือขาวกลับคืนถิ่น วางแผนจะเข้าปล้นหมู่บ้าน ศรัณย์จึงวางแผนออกไปซุ่มเตรียมจับเสือขาว รินเป็นห่วงศรัณย์ เดินออกไปส่งศรัณย์ที่หน้าประตูบ้าน ศรัณย์เอ็นดูที่รินแสดงความเป็นห่วงในตัวเขา เขาแกล้งเดินชนและแอบหอมแก้มริน ทำเอารินใจสั่นไปทั้งคืน

ศรัณย์ออกตามล่าเสือขาวเข้าไปในป่าไปจนถึงเย็นอีกวันก็ยังไม่มีข่าวคราว รินได้แต่เป็นห่วงเงียบๆเพราะเกรงว่าจะทำให้คุณหญิงแก้วเป็นกังวลใจ ดวงสวาทเข้ามาถามหาศรัณย์ พอรินบอกว่าศรัณย์ไปตามเสือขาวยังไม่กลับ ดวงสวาทร้องตีโพยตีพายขึ้นว่าที่สโมสรลือกันว่าปลัดโดนยิงพรุน...คงต้องเป็นศรัณย์แน่แท้ คุณหญิงแก้วได้ยินดังนั้นก็เป็นลมไปทันที

ศรัณย์ดวลปืนกับเสือขาว เสือขาวตายคาที่ ศรัณย์ได้รับบาดเจ็บสาหัสมีเพียงรินที่เฝ้าดูแลศรัณย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยขอแค่ศรัณย์สามีกำมะลอของเธอรอดชีวิตเท่านั้น

-----------------------------------

หลังจากออกจากรพ. เขาต้องอยู่พักฟื้นบนเตียงที่บ้าน ดวงสวาทรีบทำตัวเป็นพยาบาลพิเศษ คอยดูแลเอาใจศรัณย์ตั้งแต่หัวรุ่งไปจนค่ำมืดดึกดื่นทุกวัน

รินเป็นห่วงศรัณย์ จึงปรุงอาหารพิเศษยกเข้ามา แต่พอเจอพยาบาลดวงสวาทที่กำลังประจ๋อประแจ๋อยู่บนเตียงศรัณย์ รินหันหลังยกถาดอาหารกลับทันที ศรัณย์เห็นหลังรินไวๆ จึงเรียกไว้ไม่ทัน ตั้งแต่นั้นมา รินไม่ยอมเหยียบเข้ามาในห้องพักของศรัณย์อีก

กลางดึกคืนวันหนึ่ง รินได้ยินเสียงคร่ำครวญโอดโอยดังออกมาจากห้องของศรัณย์ พอรินเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง ศรัณย์บ่นว่าหิวน้ำ รินจับตัวดูก็พบว่าตัวศรัณย์ร้อนราวกับไฟ เธอจึงช่วยเช็ดตัวและเฝ้าไข้จนหลับไปข้างเตียงศรัณย์

จนเช้า ดวงสวาทเข้ามาก็รีบไล่รินออกไปจากห้อง รินได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้ไม่แสดงออก ศรัณย์เริ่มรำคาญความเจ้ากี้เจ้าการของดวงสวาทแต่ความเป็นสุภาพบุรุษเขาจึงไม่กล้าพูดทำลายน้ำใจของดวงสวาท

----------------------------------

ที่พระนครในงานแต่งงานของคุณหนูบราลี ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บารนีเข้าพิธีแต่งงานกับ นายพณิช ชวาลา มีแขกมาร่วมงานมงคลสมรสมากมาย

อรุณฤกษ์ ไกรสีห์ เพื่อนสนิทของครอบครัวบำรุงประชากิจ แนะนำ ชรัตน์ ระพินพันธุ์ ทายาทเศรษฐีชาวเหนือให้รู้จักกับ บารนี และ บุรณี ...อรุณฤกษ์ เผลอหลุดชื่อเดิมของบารนี ว่า บราลี แต่บุรณีรีบบอกว่าบราลีเปลี่ยนชื่อเป็นบารนีแล้ว จากนั้นเธอรีบกลบเกลื่อนชวนคุยเรื่องอื่นจนไม่มีใครสังเกต

ชรัตน์ ถูกใจในความสดใสน่ารักของบุรณี ชรัตน์บอกบุรณีว่า เขากำลังจะลงไปเยี่ยมเพื่อนที่ใต้ และตามหาน้องสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกภรรยาน้อยของบิดา

คุณพระพิจารณ์ธุรกิจ บิดาของชรัตน์นั้นมีบุตรกับภรรยาหลวงก็คือ ชรัตน์ เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน อนุภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ เกิดน้อยเนื้อต่ำใจหลบหนีไปและไม่ส่งข่าวคราวกลับมา เขาตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนไม่นานมานี้ อนุภรรยาได้ส่งจดหมายมาหนึ่งฉบับจากจังหวัดสตูล บอกว่า เธอแต่งงานมีครอบครัวใหม่และกำลังเจ็บป่วยหนักใกล้เสียชีวิต แต่ก่อนตาย อยากบอกให้คุณพระพิจารณ์ธุรกิจรู้ว่ามีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ ริน ระพี

-------------------------------

ชรัตน์ได้รับคำสั่งจากบิดาให้ตามหาน้องสาวที่หายไป เขาจึงตั้งใจจะไปตามหาที่จังหวัดสตูล บุรณีได้ยินชื่อ ริน ระพี เธอจึงนึกออกทันทีว่าคือเด็กรินสาวใช้ของเธอนั่นเอง แต่บุรณีลังเลใจไม่กล้าบอกความจริงกับชรัตน์ เพราะกลัวว่าถ้าความจริงแตกว่ามีการสลับเปลี่ยนตัวบราลีพี่สาวของเธอกับริน ครอบครัวของเธอจะเสื่อมเสียชื่อเสียงซักแค่ไหน…บุรณีซึ่งเป็นคนยุติธรรมซื่อตรงจึงได้แต่อึดอัดใจ

ชรัตน์เดินทางมาถึงบ้านศรัณย์ เขาเข้าใจผิดนึกว่าดวงสวาทคือภรรยาของเพื่อนรัก เพราะดวงสวาททำตัวเจ้ากี้เจ้าการ ทั้งยังปรนนิบัติศรัณย์มิห่าง ศรัณย์จึงเรียกรินมาแนะนำให้ชรัตน์รู้จัก ชรัตน์ถึงกับตะลึงเมื่อพบกับริน เพราะเธอมีเค้าหน้าผิวพรรณคล้ายกับตัวเขาเองเป็นที่สุด ชรัตน์ถึงกับออกปากว่า รินหน้าตาเหมือนน้องสาวที่เขาไม่เคยพบ

ไม่ว่าดวงสวาทจะแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในตัวศรัณย์มากเท่าไหร่ รินได้แต่เก็บอาการไม่พอใจสมกับได้รับการอบรมมาจากบ้านผู้ดี หากวันหนึ่งที่จุดโกรธของรินถูกสะกิดจนระเบิดขึ้น!!!

เมื่อดวงสวาทไปตัดดอกกุหลาบพันธุ์พีชสุดหวงของรินมาเล่น รินเฝ้าทะนุถนอมรดน้ำใส่ปุ๋ย รอจนผลิดอกมาให้ชื่นชม ดวงสวาทถือวิสาสะตัดมาโดยไม่ขออนุญาต ถือว่าตนมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ในบ้านของศรัณย์ ศรัณย์เองก็ตำหนิดวงสวาทไม่เต็มปากเพราะเกรงใจที่มาดูแลเขาทุกวัน รินโกรธจัด เชือดเฉือนดวงสวาทด้วยคำพูดแบบผู้ดีจนดวงสวาทโกรธฟาดงวงฟาดงากระทืบเท้ากลับไป

รินกลับขึ้นไปบนห้องนอน ขว้างน้ำหอมที่ศรัณย์เคยให้เป็นของขวัญจนแตกกระจาย ศรัณย์จึงได้รู้ว่าภรรยาตามกฎหมายของเขาแท้จริงก็มีใจหึงหวงเขาเหมือนกัน

-------------------------

ชรัตน์ชวนศรัณย์ไปสตูลและปีนัง ดวงสวาทซึ่งเกาะติดศรัณย์แจ พยายามตื้อขอตามไปด้วย ศรัณย์ไม่ให้ไป ดวงสวาทก็ดื้อเพ่งจะเอาชนะ เธอไปดักรอที่สถานีรถไฟ คาดว่าศรัณย์คงต้องจำยอมให้เธอไปด้วยจนได้ แต่เธอคิดไม่ถึงว่าศรัณย์จะกลับบ้านไปพารินร่วมเดินทางไปด้วย ดวงสวาทขัดใจมาก เพราะรินแกล้งขัดขวางไม่ให้เธอใกล้ชิดกับศรัณย์ตามใจชอบเช่นเดิม ศรัณย์เองก็ชอบใจที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับรินมากขึ้นกว่าทุกที

เมื่อไปถึงปีนัง คณะของรินพบกับ บารนีและพณิช ซึ่งมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์โดยบังเอิญ รินถึงกับหน้าซีดตกใจเจียนตายด้วยเกรงว่าความลับจะเปิดเผย รินกับบารนีแสร้งสวมบทบาทพี่สาวน้องสาวที่จากกันมานานภายใต้การจับตามองของศรัณย์ แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ทุกครั้งที่รินสบตากับศรัณย์ รินต้องรู้สึกร้อนๆหนาวๆกับสายตาหมิ่นๆระคนเหยียดของศรัณย์ทุกคราไป

รินเห็นว่าบารนีแต่งงานไปแล้วเธอก็ไม่จำเป็นต้องรักษาการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเธออีกต่อไป รินจึงขอหย่ากับศรัณย์ แต่ศรัณย์ปฏิเสธ ทั้งยังแจ้งข่าวการเลื่อนตำแหน่งเป็นนายอำเภอและย้ายไปประจำที่จังหวัดสงขลา

ศรัณย์พูดเป็นนัยว่า “ไม่ดีรึ เธอจะได้ไปหาบารนี น้องสาวของเธอบ่อยๆ” รินใจคอไม่ดี กลัวศรัณย์รู้ความจริงแล้วจะทำให้คุณหญิงเพ็ญแขผู้มีพระคุณของเธอต้องอับอาย

-----------------------------------

ทันทีที่ศรัณย์ย้ายมาอยู่ที่สงขลา บารนีซึ่งเงียบเหงาอยู่แต่ในบ้าน เนื่องด้วยพณิชนั้นวุ่นวายกับธุรกิจจนไม่มีเวลาให้กับภรรยาคนสวยเช่นเคย บารนีเรียกรินไปพบที่บ้านบ่อยๆ เพื่อระบายความอึดอัดที่ต้องอยู่กับบรรดาลูกๆและเมียน้อยของพณิชที่ร้ายกาจ

ศรัณย์พบว่าพณิชทำธุรกิจการค้าลักลอบส่งข้าวและสินค้าออกนอกประเทศโดยไม่ขออนุญาตซึ่งมีความผิดรุนแรง เขาเห็นว่าพณิชเป็นน้องเขยของริน จึงให้รินไปเตือนบารนีก่อนที่ทางการจะลงมือปราบขั้นเด็ดขาด

รินกำลังจะไปเตือนบารนี แต่บารนีแย่งขอร้องรินตามที่พณิชสั่งมา ให้ศรัณย์รับสินบนและอำนวยความสะดวกให้กับการส่งข้าวเถื่อนของพณิช รินอึกอักและบอกปฏิเสธ ทำให้บารนีโกรธจัด บารนีหาทางทำลายรินโดยไม่ทันคิดถึงผลเสียที่จะตามมาอย่างใหญ่หลวง

บารนีเรียกดวงสวาทมาพบแล้วเล่าความลับของรินทั้งหมด ว่าแท้จริงนั้นรินไม่ใช่บราลี บุตรีเจ้าคุณบำรุงประชากิจ หากเป็นเพียงเด็กสาวรับใช้ที่ครอบครัวเธอเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น !!!!

-------------------------------

ดวงสวาทนำความที่ได้จากบารนีบุกเข้าไปหาริน ขู่รินว่าถ้าไม่ยอมเลิกกับศรัณย์โดยดี เธอจะแฉความจริงทั้งหมดให้ศรัณย์และคุณหญิงแก้วรู้ เมื่อนั้น เรื่องราวก็จะฉาวโฉ่ไปทั่วเมืองถึงความหลอกลวงฉ้อฉลของตระกูลบำรุงประชากิจ รินซึ่งเป็นเด็กกตัญญู ทนไม่ได้ที่จะให้เกิดเรื่องดังกล่าว

เธอเขียนจดหมายเล่าความจริงใส่ซองวางไว้ในห้องของศรัณย์ซึ่งเดินทางไปติดต่องานที่กรุงเทพ แล้วเก็บข้าวของหนีกลับมาพระนครแต่เพียงลำพัง

บุรณีนั้นได้รับข่าวจากบารนีว่า พณิชถูกตำรวจจับ และรินกำลังเดินทางกลับมา พระนคร บุรณีจึงตัดสินใจเล่าความจริงให้ชรัตน์ฟัง ชรัตน์ดีใจมากที่ได้รู้ว่า ริน ระพีที่เขากำลังตามหา คือ บราลี ศิวเวทย์ ภรรยาของเพื่อนรักนั่นเอง

ชรัตน์พารินมาพบคุณพระพิจารณ์ธุรกิจผู้เป็นบิดา ทั้งสามดีใจที่ได้พบกัน คุณพระพิจารณ์ฯ พารินไปอยู่ด้วยที่ปางไม้ทางภาคเหนือ ทิ้งให้ศรัณย์ร้อนใจเที่ยวตามหารินไปทั่วกรุงเทพจนหมดหวังที่จะได้พบเจอรินอีก ทั้งชรัตน์และบุรณีต่างก็ปิดปากเงียบไม่ยอมบอกให้ศรัณย์รู้ว่ารินได้กลายเป็นบุตรีเศรษฐีใหญ่แห่งเมืองเหนือไปแล้ว!!!

------------------------------

เวลาผ่านไป…ชรัตน์เดินทางไปหาศรัณย์ที่สงขลา พบว่าบ้านที่เคยสะอาดสวยงาม กลายเป็นบ้านรกเรื้อสกปรกด้วยขาดแม่บ้านที่ขยันขันแข็งเช่นริน ศรัณย์กลายเป็นคนเคร่งขรึมหมองเศร้า ชรัตน์ชวนศรัณย์ไปร่วมงานต้อนรับน้องสาวของเขาที่กรุงเทพ ศรัณย์รับปากไปร่วมงานอย่างไม่เต็มใจโดยไม่คิดว่าเขาจะได้พบหัวใจของเขาที่ตามหามาแสนนาน

ในงานเลี้ยง หนุ่มสังคมพากันให้ความสนใจคุณหนูริน หากใจของรินนั้นกลับจดจ่ออยู่ที่นายอำเภอหนุ่มที่พอประสบพบหน้ารินก็ทำหน้ามึนตึงจะกลับสงขลาท่าเดียว

รินแกล้งขังศรัณย์ไว้ในห้องพักเพื่อปรับความเข้าใจ ศรัณย์ยอมรับสารภาพว่าเขารู้ความจริงมาตั้งแต่ต้นว่า ริน ไม่ใช่บราลี บำรุงประชากิจ เพราะเขาเคยเจอบราลีตัวจริงมาก่อน แต่ที่ยอมแต่งงานกับรินเพราะตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ เขารอเสมอมาว่าเมื่อไหร่รินจะยอมเล่าความจริงแล้วทั้งสองจะได้ปรับความเข้าใจกัน ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดไป รินดีใจที่ไม่ใช่เธอฝ่ายเดียวที่ทนทุกข์ทรมานกับการพรากจากกัน

…รินบอกศรัณย์ว่า ที่ใดมีศรัณย์ ที่นั่นย่อมมีริน....ศรัณย์กับรินจะไม่พรากจากกันอีกต่อไป….

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #1 on: 10 July 2026, 21:34:46 »


ตอนที่ 1

เสียงข่าวจากวิทยุ...ข่าวด่วน! เสือชินแหกคุก เมืองราชบุรีออกมากับสมุนคนหนึ่ง เดือดร้อนถึงท่านผู้ว่าฯต้องลงพื้นที่ด้วยตัวเอง จึงขอให้ประชาชนโปรดระมัดระวัง ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และหากได้เบาะแสของเสือร้ายรายนี้ ขอได้โปรดแจ้งทางราชการด้วยความรวดเร็ว...

และในวันนั้นก็มีการปล้นบ้านคหบดี โดยเสือชินและสมุนเข้าทำร้ายแม่ครัวกับสามีและจับมัดไว้ จากนั้นก็รื้อค้นทรัพย์สิน เปลี่ยนเสื้อผ้าสลัดชุดนักโทษออก เสียงเรือขายกาแฟมาจอดที่ท่าน้ำ คนขายตะโกน

“โกปี๊มาแล้ว โกปี๊มาแล้วครับ ลุงขมป้ามี...”

เสือชินมองออกมาจากหน้าต่าง เห็นคนขายร่างสูงใหญ่ใส่หมวกปีกกว้างบดบังใบหน้า คนขายตะโกนว่า

“ป้ามีเอาแต่ฟังวิทยุไม่ได้ยินอีกแล้ว เดี๋ยวผมเอาเข้าไปในบ้านเลยนะครับ”

เสือชินเอาเงินให้สมุนไปจ่ายคนขายกาแฟเพื่อไม่ให้เข้ามาในบ้าน สมุนวางท่าเป็นคนในบ้านเอาเงินมาส่งให้และจะรับกาแฟ เห็นใบหน้าคนขายสะอาดสะอ้านหล่อเหลาก็ทักว่าไม่น่ามาขายกาแฟ ดูหน่วยก้านเป็นลูกผู้ดี คนขายตอบยิ้มๆ

“พ่อผมเป็นมหาเศรษฐี แต่ฆ่าตัวตาย ผมเลยตกอับต้องมาขายกาแฟ”

สมุนตื่นเต้นถามจริงหรือ คนขายเงยหน้าตอบว่าจริงครึ่งเดียว สมุนแปลกใจครึ่งไหน คนขายชกหน้า

สมุนอย่างรวดเร็วก่อนจะยืนมาดเท่เอ่ยว่า

“พ่อฆ่าตัวตายจริง ที่ไม่จริงคือไม่ได้ขายกาแฟ เป็นปลัดอำเภอ!” ว่าแล้วก็จับหัวสมุนกระแทกพื้นจนสลบเหมือด

ชายกลางคนคนขายกาแฟตัวจริงโผล่ออกมาเอาเชือกให้มัดคนร้าย ศรัณย์ถอดหมวกคืนให้พร้อมสั่ง

“รีบไปสถานีตำรวจ บอกว่าปลัดศรัณย์เจอตัวเสือชินที่แหกคุกออกมาแล้ว ขอกำลังเสริมมาที่บ้านคุณหลวงพินิจด่วน”

ศรัณย์...ปลัดหนุ่มฝีมือดีย่องเข้าไปในบ้านเพื่อจัดการเสือชิน ทั้งสองประจันหน้ากัน เกิดการต่อสู้ดุเดือด ศรัณย์เก่งทั้งหมัดมวยและยิงปืนแม่น ทั้งสองยื้อแย่งปืนกันจนเกิดเสียงดังปัง! ตำรวจมาถึงยังไม่ทันเข้าไปในบ้าน ปลัดหนุ่มก็ลากร่างเสือชินออกมาโยนให้ ทุกคนร้องเฮ...

“ปลัดศรัณย์จับเสือชินได้แล้ว...” ต่างปรบมือแสดงความยินดีกันใหญ่

ศรัณย์ควงปืนท่าประจำตัวแล้วเหน็บที่เอว ยิ้มรับความชื่นชมของทุกคน

ooooooo

วันต่อมาศรัณย์ในชุดปลัดอำเภอเต็มยศ เข้ารายงานตัวที่กรมการปกครองในกรุงเทพฯ กับท่านอธิบดีเทพ เขาตบโต๊ะปังอย่างไม่พอใจเสียงเข้มต้องการกำราบ

“บุกเดี่ยวเข้าไปจับเสือชิน ต้องการอะไร!”

“เงินรางวัล ตำแหน่ง เกียรติยศ ชื่อเสียง ผมต้องการทั้งหมด” ศรัณย์ยืนตรงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพราะรู้ว่าอธิบดีเทพมีความเมตตาต่อตนเป็นพิเศษ

“ผมเตือนดีๆ ใจร้อน มุทะลุแบบนี้รังแต่จะอายุสั้นนะ...คุณหนู” เทพอ่อนใจเสียงเบาลง

ศรัณย์เจ็บปวดกับคำเรียกคุณหนู บอกตนไม่ใช่อีกแล้ว...เทพคิดถึงอดีตเมื่อตอนที่ศรัณย์อายุ 16 ปี เขาแวะเอาน้ำผึ้งจากทางเหนือมาฝากเจ้าคุณนิติ บิดาของศรัณย์ นั่งคุยกันได้ชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงคนรับใช้เอะอะว่า...คุณหนูลงมา อันตราย...หยุด คุณหนู...หยุด...

ตามด้วยเสียงศรัณย์หัวเราะร่า เพราะเสนอวิ่งมาขวางแล้วต้องกระโดดหลบหน้าทิ่มไปในดิน

“ไอ้เหนอหน้าดำเป็นเงาะเลยเอ็ง ร้องกันลั่นบ้าน ห่วงรถหรือห่วงฉันกันแน่หา...นี่รถฉัน พ่ออุตส่าห์ซื้อให้

ฉันต้องขับเป็นอยู่แล้ว โวยวายโหวกเหวกน่ารำคาญ...”

ศรัณย์แอบขับรถโดยที่ยังขับไม่เป็น จอดรถลงมาหัวเราะเยาะเสนอแล้วทำท่าหล่อลูบผม พอจะเท้าแขนที่รถก็รู้สึกมันโล่งหายไป หันมองจึงรู้ว่ารถไหล ร้องลั่น

“เฮ้ยๆๆ...รถไหลๆ!”

คนรับใช้ร้องกันลั่นเมื่อเห็นรถไหลเข้าไปในพุ่มไม้ ควันพวยพุ่ง ศรัณย์ร้องด้วยความเสียดาย...โธ่!

รถฉัน...เจ้าคุณนิติกับเทพวิ่งมา หัวเราะกันใหญ่อย่างเอ็นดูศรัณย์...

เสียงศรัณย์เศร้าเพราะเป็นปมอันยิ่งใหญ่ในชีวิต ขัดภาพอดีตในห้วงคำนึงของเทพ “คุณหนูตกอับอย่างผม ถือคติ ยอมตายไม่ยอมแพ้”

“เพราะคุณพ่อใช่ไหม ท่านเลือกทั้งตาย...ทั้งแพ้...” เทพรู้สึกเห็นใจ

ศรัณย์หน้าเครียดคิดถึงอดีตอันเจ็บปวด...

เจ้าคุณนิติสภาพทรุดโทรม เมามายเอาปืนออกมายิงตัวตายฟุบคาโต๊ะทำงาน ทำให้ศรัณย์กับคุณหญิงแก้วผู้เป็นแม่ต้องระเห็จออกจากบ้านด้วยทรัพย์สินและบ้านโดนยึด ทนายความเอาเงินส่วนที่เหลือจากการขายของในบ้าน หักลบกลบหนี้เหลือเพียงไม่เท่าไหร่ให้แก่แก้ว เธอน้ำตาร่วงเผาะด้วยสงสารลูกและอเนจอนาถกับชีวิตตัวเอง

แก้วให้ศรัณย์ไปอยู่กับหลวงตาที่วัดเพื่อจะได้ร่ำเรียน ส่วนตนจะไปอาศัยน้าแสงที่คลองหกทำมาหากินส่งเงินมาให้ เธอเห็นลูกน้ำตาคลอจึงปลอบ

“พ่อโชคร้าย โดนโกงจนหมดตัว...ลูกต้องเข้มแข็ง ความยากจนไม่ทำให้ใครตาย มีแต่ทำให้คนเข้มแข็งขึ้น เชื่อแม่นะ”

ศรัณย์ต้องกล้ำกลืนสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ทำงานในวัด ทุกอย่าง ตื่นเช้าเดินตามพระบิณฑบาต ตกค่ำก็อ่านหนังสือตั้งใจเรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้...เสียงเทพขัดจังหวะความคิดคำนึงถึงอดีตของศรัณย์ว่า

“บ้าบิ่นทะเยอทะยานแบบนี้ ผมเห็นมาเยอะ”

“ไม่ตายก็ได้ดี ผมรู้...แต่ที่สงสัยคือ อย่างไหนเยอะกว่าครับ”

“ตาย! นี่เงินรางวัลที่จับเสือชินได้ มากโขอยู่ เอาไปทำอะไรดีล่ะ” เทพวางซองเงินให้

ศรัณย์กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะเกิดแววตาสดใสขึ้นตอบว่า

“แหวนหมั้นครับ ผมจะขอผู้หญิงที่สวยที่สุดในพระนครแต่งงานครับ”

อธิบดีเทพผู้เคยเป็นคนใกล้ชิดของเจ้าคุณนิติ ยิ้มเอ็นดูและยินดีกับลูกชายเจ้านายเก่า

ooooooo

คฤหาสน์ครอบครัวดวงสวาท สาวที่ศรัณย์หมายหมั้นจะแต่งงานด้วย เธอเดินมาหาเขาอย่างงามสง่าจนศรัณย์ต้องเอ่ยปาก “นางฟ้าจำแลงของผม...”

ดวงสวาทชมว่าเขามาได้ตรงเวลาดีมาก ศรัณย์เอ่ยเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าว่าตนขอเข้าไปกราบคุณพ่อคุณแม่ของเธอ แต่คนรับใช้บอกว่าไม่อยู่ ท่านทั้งสองไม่อยากเจอตนใช่ไหม หญิงสาวหน้าเครียดทันที

“มีเรื่องนิดหน่อยค่ะ ดวงกำลังจะเล่าให้คุณฟัง ไปกันเถอะค่ะ”

ดวงสวาทเดินนำ ศรัณย์เหลียวมองเข้าไปในบ้านเห็นสายตาของมหินท์และนิจ พ่อแม่หญิงสาวที่แอบมองอย่างไม่พอใจ เขาใจหายวาบต้องมีเรื่องไม่ดีแน่

ในสถานลีลาศริมแม่น้ำ สองศรีพี่น้อง บราลีกับบุรณี บำรุงประชากิจ มาเที่ยวกับสองชายหนุ่ม คนหนึ่งคือพณิช คนรักของบราลีผู้พี่ อีกหนึ่งหนุ่มคืออรุณฤกษ์ เพื่อนบ้านที่โตมากับสองสาว บุรณีที่มาเพื่อเป็นเพื่อนพี่สาวจึงไม่สนใจการลีลาศใดๆ นั่งอ่านหนังสือเสียงเจื้อยแจ้ว...

“จะเลือกหญิงภรรยาจงสดับ เมียสับปลับอำมหิตคิดคบชู้ เสมอด้วยเพชฌฆาตลองตรองดู อย่าสมสู่เมียเสมอด้วยโจรี เมียเสมอด้วยนายแสนเหนื่อยหน่าย ไม่สมชายถูกขู่เข็ญสิ้นศักดิ์ศรี เมียเสมอด้วยมารดาผู้ปรานี เมตตามีแก่เราจนชีพวาย...”

บราลีสะดุดหูหน้าแดงติงน้องอ่านอะไร พณิชยิ้มรู้ทัน บุรณีเย้าว่า

“ภรรยาเจ็ดแบบ แบบเพชฌฆาต แบบโจร แบบเจ้านาย แบบแม่...ถ้าดุอย่างพี่บราลีแต่งงานจะเป็นภรรยาแบบไหนนะ”

พณิชผายมือเชิญบราลีออกไปเต้นรำ เธอห่วงน้องจึงบอกอรุณให้พาบุรณีไปเต้นรำด้วย แต่บุรณีปฏิเสธเพราะอยากอ่านหนังสือมากกว่า อรุณยิ้มอย่างเข้าใจรับปากจะดูแลให้ หญิงสาวอ่านต่อ

“เมียเสมอด้วยน้องนี้น่ารัก ใจสมัครโอนอ่อนตามที่หมาย เมียเสมอด้วยเพื่อนคือเพื่อนตาย ไม่เดียวดายเสมอกันทุกสิ่งไป เมียเสมอด้วยทาสผู้ต่ำต้อย ทุกวันคอยรับใช้ไม่ไปไหน บรรดาเมียทุกเมียที่แจ้งไป เมียยิ่งใหญ่มีหนึ่งนางตามตำรา”

อรุณข้องใจถาม เมียที่ยิ่งใหญ่กว่าเมียทุกแบบเป็นอย่างไร บุรณีคิดถึงริน...สาวกำพร้าที่แม่ของตนเลี้ยงมาแต่เล็ก เติบโตมาพร้อมกัน ตนรักเหมือนพี่น้อง เรียบร้อยเป็นแม่บ้านแม่เรือน ดูแลปรนนิบัติพ่อและแม่ได้ดั่งใจ ก่อนจะตอบว่า

“เธองามนอก งามใน งามมรรยาท เฉลียวฉลาดสมรักสมเสน่หา ซื่อสัตย์ภักดีทุกเวลา ปดิวรัดาหมายถึงเธอ”

“อืม...ปดิวรัดา...ภรรยาผู้ซื่อสัตย์ ผู้ชายคนไหนได้ เมียอย่างนี้ ถือว่าได้ขึ้นสวรรค์ตั้งแต่ยังไม่ตาย”

อรุณพยักหน้าเข้าใจความหมายของคำว่าปดิวรัดา (ปะ-ดิ-วะ-รัด-ดา)

ooooooo

ในขณะเดียวกัน ศรัณย์และดวงสวาทยืนอยู่ริมน้ำของสถานลีลาศ ศรัณย์บอกแก่หญิงผู้เป็นที่รักว่า “แต่ไหนแต่ไร ดวงคือเจ้าชีวิตของผม ทำหน้าอย่างนี้ผมใจคอไม่ดีเลย”

ดวงสวาทสลัดความเครียดออกแล้วชวนชายหนุ่มไปเต้นลีลาศ บอกตนอยากเปิดสมอง...เต้นรำไปได้ไม่เท่าไหร่ ดวงสวาทกับบราลีเกิดชนกัน ดวงสวาทตวาดแว้ดหาว่าบราลีเป็นคนผิด บราลีเถียงว่าเธอเต้นผิดจังหวะมาชนเอง ศรัณย์เห็นท่าไม่ดีดึงดวงสวาทออกมากล่าวขอโทษบราลีและพณิช ดวงสวาทไม่พอใจฮึดฮัดจะไม่ยอมไป พณิชจึงชวนบราลีกลับไปนั่งพัก

บุรณีแปลกใจถามพี่สาวเกิดอะไรขึ้น บราลีบ่น “พวกผู้ดีจอมปลอมน่ะสิมาชนพี่ แทนที่จะขอโทษดันหันมาตวาดเราแว้ดๆ”

อรุณปัดว่าเรื่องเล็กๆอย่าไปสนใจ ทานอาหารกันดีกว่า...ดวงสวาทกลับมานั่งที่ด้วยอารมณ์หงุดหงิด ชรัตน์เดินตามหาจนเจอเข้ามาทัก ศรัณย์เห็นเพื่อนก็ดีใจรีบเชื้อเชิญให้นั่ง ชรัตน์ทักดวงสวาท เธอพยายามสงบอารมณ์ทักทายตอบแล้วขอตัวไปห้องน้ำ

ความจริงแล้วดวงสวาทอารมณ์ไม่ดีเพราะเรื่องที่จะต้องพูดกับศรัณย์วันนี้แต่ยังหาโอกาสเริ่มต้นไม่ได้ พอเจอเรื่องอื่นจึงพาลอารมณ์เสีย

ชรัตน์มองไปเห็นบราลีก็ชี้บอกศรัณย์ว่า “ในที่สุดก็เจอหล่อน บราลี บำรุงประชากิจ สาวชุดสีโอลด์โรสนั่นไง” ศรัณย์กำลังเทน้ำให้เพื่อนตะลึงมองจนน้ำหกรดชรัตน์ “เฮ้ย! เปียกหมด ตกใจขนาดนั้นเลยหรือวะ... สวยใช่ไหมล่ะ”

ศรัณย์นึกถึงอดีตที่ยังร่ำรวย คุณหญิงแก้วเอาแหวนทับทิมออกมาบอกว่า

“แหวนวงนี้มีคู่ของมัน อีกวงมีเพชรล้อมด้วย ทั้งชุดอยู่กับครอบครัวบำรุงประชากิจ จำชื่อนี้ไว้นะลูก ท่านเจ้าคุณบำรุงประชากิจเป็นเพื่อนของพ่อ อุตส่าห์ยกลูกสาวให้หมั้นหมายกับลูกตั้งแต่ยังแบเบาะ ข้อตกลงของผู้ใหญ่จะทำเฉยไม่ได้นะลูก”

ศรัณย์ขอปฏิเสธ แก้วตำหนิเป็นเพราะสาวข้างบ้านใช่ไหม...

เสียงชรัตน์ถามว่าไม่เคยเห็นหน้าบราลีมาก่อนเลยหรือ ศรัณย์หยุดคิดถึงอดีตบอกไม่มีใครอยากสมาคมกับปลัดจนๆอย่างตน สัญญาเก่ารุ่นพ่อแม่ป่านนี้คงลืมไปแล้ว ชรัตน์เล่าว่าเคยเจอกับบราลีในงานสมาคมนักเรียนเก่าแต่ไม่ได้เข้าไปทัก ว่าจะเล่าให้ฟังคงลืม ศรัณย์ปัดว่าไม่มีใครอยากมาดองกับคนที่พ่อฆ่าตัวตายบนกองหนี้สิน ชรัตน์รู้จักเพื่อนดีดักคอ

“นายก็ไม่อยากดองกับเขาเหมือนกัน หัวใจของนายเต็มไปด้วยคุณดวงสวาท เป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมายังรักกันอีก ถามจริงๆไม่เบื่อหรือวะ”

ศรัณย์บอกว่าวันนี้จะขอเธอแต่งงาน ชรัตน์ตกใจไม่คิดว่าจะกะทันหันแบบนี้...ศรัณย์ตามออกมาหาดวงสวาทที่ยืนอยู่ริมน้ำ คิดว่าเธอยังหงุดหงิดเรื่องเมื่อครู่ เขาตัดสินใจเข้ายืนตรงหน้าหันหลังให้แม่น้ำ ถอยไปจนหมิ่นเหม่และกล่าว

“คนไม่มีต้นทุนอย่างผม มีแต่กำลังกายเท่านั้นเป็นที่พึ่ง ของธรรมดาสักชิ้น ถ้าผมอยากได้ผมก็ต้องสู้ ยิ่งถ้าเป็นของพิเศษถ้าผมอยากได้ ผมก็ต้องเสี่ยง...”

ดวงสวาทตกใจว่าเขากำลังจะทำอะไรบอกให้ขยับเข้ามา “ผมชอบทำในสิ่งที่คนอื่นกลัว ผมบอกกับตัวเอง ผมต้องไม่ตาย ผมต้องไม่แพ้” ศรัณย์เอากล่องแหวนเพชรออกมา “ผมเสี่ยงชีวิตแลกมันมาเพื่อเป็นหลักประกันว่า การแต่งงานของเรานับจากนี้ ผมจะเอาชีวิตทั้งชีวิตเข้าแลกเพื่อดูแลคุณ แต่งงานกับผมนะครับ”

ดวงสวาทอึ้งปฏิเสธไม่ออก ร้องไห้โฮแทนก่อนจะบอกเขาว่า พ่อกับแม่บังคับให้แต่งงานกับคุณชาย

นริศสิ้นเดือนนี้ ศรัณย์คิดถึงสายตาท่านทั้งสองที่มองมา แล้วถามคนรักว่าจะแต่งหรือไม่ หญิงสาวสะอื้นอ้างไม่อยากเป็นลูกอกตัญญู และกล่าวคำขอโทษที่ไม่อาจแต่งงานกับเขาได้

“ต่อให้เอาชีวิตเข้าแลกผมก็แพ้อยู่ดี เขามีมากกว่า ผมทุกอย่าง ชาติตระกูล เกียรติยศ เงินทอง เพราะแบบนี้ ใช่ไหม”

ดวงตาศรัณย์เจ็บปวด รู้สึกต่ำต้อยและพ่ายแพ้ที่สุดในชีวิต ปล่อยตัวหงายหลังตกน้ำตูมจมหายไป

ดวงสวาทกรีดร้องให้คนช่วยศรัณย์ เจ้าหน้าที่ของร้านกระโดดลงไปสองสามคน ชรัตน์วิ่งมาเห็นสีหน้าเพื่อนที่ถูกช่วยขึ้นมา รู้ว่าเพื่อนเจ็บปวดหมดอาลัยตายอยาก

ooooooo

ในคฤหาสน์บำรุงประชากิจ ริน...สาวสวยที่ถูกเลี้ยงมากึ่งคนรับใช้ คอยดูแลบราลีและบุรณี รวมทั้งไปเรียนหนังสือด้วยกัน เธอเป็นทั้งแม่บ้านแม่เรือน ได้รับการอบรมจากเพ็ญแขเป็นอย่างดี เธอปลูกต้นมะลิไว้มากมายเพื่อนำมาร้อยมาลัยทุกวัน

วันนี้รินกำลังนั่งร้อยมาลัย บุรณีนั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ห่าง อรุณสอนบราลีเต้นรำ เพ็ญแขเดินนำแจ๋วยกของว่างมาวางแล้วติงลูกสาวเต้นอะไรไม่น่าดูเลย เหมือนแหม่มกะปิน่าเกลียด อรุณขำอธิบายว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว สาวๆต้องเข้าสังคม เพ็ญแขตัดบทไม่อยากเข้าใจ ชวนให้ลูกๆมาช่วยร้อยมาลัยถวายพระดีกว่า วันนี้วันพระ สองสาวยิ้มแหยๆฝากรินจัดการให้แทน

“ได้ค่ะ แต่คืนนี้ต้องไปสวดมนต์เองนะคะ พรุ่งนี้จะสอบจะได้สมองโปร่งไงคะคุณบุรณี”

“ตกลงวิชาความรู้ของคุณหญิงเพ็ญแขตกเป็นของคนใช้หมดสินะ ไม่มีลูกคนไหนคิดจะสืบทอดสักคน” เพ็ญแขติง

“ยัยรินนี่ไงคะผู้สืบทอด แม่ของเขาเอามาทิ้งให้คุณแม่เลี้ยง ก็เท่ากับยกให้เป็นลูก ยัยรินได้วิชาอาหาร ดอกไม้ เสื้อผ้า เดี๋ยวเขาก็สืบทอดให้คุณหญิงเพ็ญแขเองล่ะน่า” บราลีกระเซ้า

รินออกตัวว่าตนเป็นเพียงคนรับใช้ บุรณีแย้งว่าพ่อกับแม่ส่งเสียให้เรียน คนใช้ที่ไหนจะเรียนสูง แจ๋วเห็นด้วยเพราะส่งตนก็คงไม่เรียนมีผัวสนุกกว่า เพ็ญแขหยิกแจ๋วที่พูดจาน่าเกลียดแล้วเดินนำแจ๋วออกไป อรุณเหน็บว่า

“ยัยบุบอกรินเป็นพี่สาวนี่พอเข้าใจ แต่ยัยราลีเนี่ย ใช้งานรินตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน อันนี้พี่ยังแคลงใจนะ”

“คุณอรุณล่ะก็ อย่าแกล้งคุณราลีสิคะ ดิฉันทำได้ค่ะ” รินปราม

บราลีโกรธที่ถูกขัดคอไล่อรุณให้ปีนรั้วกลับบ้านไปเลย เขาหัวเราะแอบกระซิบกับรินว่าการบ้านการเรือนเพียบพร้อมแบบนี้มีคนจองหรือยัง ถ้าไม่มีตนจอง รินส่ายหน้าอย่ามาล้อเล่น เดี๋ยวลูกผู้ดีคนไหนมาได้ยินเขาจะหมดโอกาส อรุณยิ่งขำเอ็นดูความน่ารักเพียบพร้อมของริน

ooooooo

ในขณะที่ศรัณย์เศร้าซึมอิดโรยอยู่กับบ้านพักที่ราชบุรี ชรัตน์กับแก้วยืนมองอ่อนใจ แก้วบ่นว่าศรัณย์ลาพักร้อน วันๆไม่พูดจากับใคร ข้าวก็ไม่กินเอาแต่นั่งเหม่อ ชรัตน์รู้ว่าเป็นเพราะดวงสวาทจะแต่งงานอาทิตย์หน้า แก้วหนักใจ

“ความสวยของดวงสวาทเหมือนมีมนต์ ศรัณย์ตกเป็นทาสของเธอตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนพ่อแม่ของดวงสวาทก็ยินดี แต่พอตอนหลัง...” ชรัตน์บอกหลังจากที่เจ้าคุณนิติสิ้น แก้วพยักหน้า “ท่านเจ้าคุณติดหนี้จนต้องฆ่าตัวตาย จากคนรวยกลายเป็นคนจน เพื่อนแทบทุกคนกลายเป็นคนไม่รู้จัก รวมทั้งพ่อแม่ของดวงสวาทด้วย”

“คุณชายนริศเพิ่งกลับจากนอก ชาติตระกูลไม่มีที่ติ พ่อแม่ทุกคนคงอยากจับลูกสาวใส่พานถวายให้ แล้วเราจะทำยังไงต่อไปล่ะครับคุณน้า”

แก้วคิดว่าวิธีแก้อกหักที่ดีที่สุด คือการมีรักครั้งใหม่ ชรัตน์อึ้งจะเป็นไปได้อย่างไร...

แก้วจัดแจงเขียนจดหมายถึงเจ้าคุณบำรุงประชากิจเพื่อทวงสัญญาหมั้นหมายของลูกๆ...พอศรัณย์ได้อ่านจดหมายก็ไม่พอใจ ต่อว่าแม่ทำอะไรไม่คิดถึงหน้าตนบ้าง ปลัดจนๆอย่างตนไปทวงสัญญาขอลูกสาวเขาแต่งงาน แก้วท้วงให้อ่านดีๆแม่เป็นคนขอไม่ใช่เขา

“พ่อของลูกกับท่านเจ้าคุณเป็นเพื่อนรักกัน ตอนลูกอายุได้สามสี่ขวบ พอได้ข่าวว่าท่านเจ้าคุณมีลูกสาว ทั้งสองก็ทำสัญญาให้ลูกๆได้แต่งงานกัน”

“คำว่าเพื่อนรักเราไม่มีมาตั้งแต่เราหมดตัว ทางนั้นก็หายจากชีวิตเราไปตั้งนานแล้ว เขาจะเรียกเราว่าเพื่อนรักอีกเหรอครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ปกติคุณแม่ไม่เคยพูดเรื่องนี้”

แก้วปลอบว่าดวงสวาทแต่งงานไปแล้ว ให้เขาหัดมองหญิงอื่นบ้าง ศรัณย์อึ้งอ้างป่านนี้ทางนั้นลืมสัญญาไปแล้ว ไม่มีทางยกลูกสาวให้ตน แก้วจึงบอกถ้าทางนั้นไม่ยอมตนก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ายอมขึ้นมาเขาต้องแต่งงาน เขาส่ายหน้า แก้วย้ำว่าเป็นความต้องการของพ่อ ถือเสียว่าทำให้พ่อ ศรัณย์ชะงักในใจดื้อแพ่ง

“ก็ได้ แต่ผมจะย้ายไปเป็นปลัดที่หัวเมืองปักษ์ใต้ คำสั่งลงมาแล้ว ผมต้องไปสิ้นเดือนนี้”

แก้วตกใจในเมื่อเขายังต้องอยู่ราชบุรีอีกสองปี ศรัณย์ยอมรับว่าอาสาไปเอง และให้แม่เขียนจดหมายบอกเจ้าคุณด้วยว่า แต่งงานกับตนแล้วต้องใช้ชีวิตที่ปักษ์ใต้ ถ้ายอมตนก็จะแต่ง ศรัณย์ชี้ไปที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านว่าจดหมายจะมาส่งทุกวันพฤหัสฯ ถ้าสี่สัปดาห์ไม่มีจดหมายตอบรับ แม่ต้องลืมเรื่องนี้และหยุดเซ้าซี้ตน

แก้วคิดสักครู่ก่อนจะตกลง ศรัณย์มั่นใจว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนยอมให้ลูกสาวมาลำบากกับปลัดจนๆที่ปักษ์ใต้แน่ แก้วงงมีอะไรกันแน่ที่ปักษ์ใต้

ooooooo

เจ้าคุณบำรุงได้รับจดหมาย แล้วจำความสัมพันธ์อันดีของตนกับเจ้าคุณนิติได้ดี เพ็ญแขเอาเครื่องชุดทับทิมออกมาดูอย่างไม่เห็นด้วย บอกผู้เป็นสามีว่าลูกสาวกำลังสดใส จะตัดใจส่งไปแต่งงานจริงหรือ ทั้งสองมองไปที่บราลีที่กำลังหัดเต้นรำอย่างสนุกสนาน

“เราไม่เคยบอกเรื่องนี้กับบราลี เพราะไม่นึกว่าเขาจะมาทวงสัญญา”

“ศักดิ์เขาเป็นเพื่อนรักชนิดตายแทนกันได้ ทุกวันนี้ฉันยังเสียใจที่เขาไม่ให้โอกาสฉันเลย เขาไม่ควรคิดสั้นแบบนั้น น่าจะให้โอกาสฉันได้ช่วยเขาบ้าง”

“ท่านเจ้าคุณบำรุงกับท่านเจ้าคุณนิติมีภาระต้องรับราชการต่างจังหวัดทั้งคู่ คนหนึ่งขึ้นเหนือ อีกคนต้องไปอีสาน พออีกคนไปอีสานอีกคนก็ลงใต้ จำต้องห่างกันไปโดยปริยาย พ่อศรัณย์ที่ว่าเห็นครั้งสุดท้ายก็ยังแบเบาะ”

เจ้าคุณบำรุงบอกว่าตนตามข่าวอยู่ได้ยินว่าศรัณย์เรียนจบธรรมศาสตร์ การงานก้าวหน้า แต่เพ็ญแขก็ไม่เห็นด้วยที่จะส่งลูกไปเป็นคุณนายปลัดตามหัวเมืองแบบนั้น เจ้าคุณคิดว่าจะคุยกับบราลีเองเพราะอยากตอบแทนความเป็นเพื่อนรักกับเจ้าคุณนิติที่ตายจากไป...ก็พอดีพณิชมาขออนุญาตพาบราลีออกไปทานข้าวเย็น ด้วยกลัวจะน่าเกลียดจึงชวนอรุณฤกษ์มาด้วย เจ้าคุณบำรุงให้บุรณีไปเป็นเพื่อนบราลี และถามรินอยากไปก็อนุญาต แต่รินขอไม่ไปอยากอบผ้าให้เสร็จ

เพ็ญแขถือโอกาสที่รอบุรณีไปแต่งตัวชวนบราลีมาคุยลำพัง ถามลูกคิดอย่างไรกับพณิช หญิงสาวเขินอายไม่คิดว่าแม่จะถามตรงๆ จึงบอกว่าเขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่เอาอกเอาใจดี

“งั้นบอกเขานะให้พาผู้ใหญ่มาสู่ขอลูกซะ”

“ให้ลูกถามแล้วมันไม่น่าเกลียดหรือคะ ปกติคุณแม่ให้ลูกระมัดระวังเรื่องพวกนี้”

“ทำซะ ถ้าชอบพณิชเขาจริงๆก็รีบทำ แม่ช่วยหนูได้เท่านี้”

บราลีงงกับคำพูดเร่งรัดของแม่...ในขณะที่รินนำพวงมาลัยที่ร้อยมาไหว้พระสวดมนต์เช่นเคย แจ๋วเห็นรินกราบพระห้าครั้งก็แปลกใจถาม รินตอบว่า ตนไหว้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เจ้าคุณและคุณหญิงซึ่งเปรียบเหมือนพ่อและแม่ สำหรับตนยินดีให้ทั้งชีวิตแก่ท่านทั้งสองที่เลี้ยงดูตนมา แจ๋วติงพูดต่อหน้าพระระวังจะได้ถวายชีวิตจริงๆ รินยินดีอย่างจริงใจ

สัปดาห์แรก แก้วมองบุรุษไปรษณีย์ที่ขี่จักรยานผ่านบ้านไป ศรัณย์แอบขำ แก้วค้อนขวับ

ด้านพณิชพาลุงมาพบเจ้าคุณบำรุงและเพ็ญแข เพราะพ่อแม่ของเขาเสียหมดแล้ว

“พณิชมีกิจการค้าขึ้นล่องภาคใต้กับพระนคร ฐานะของเราจัดว่าดีพอจะเลี้ยงดูคุณหนูให้มีความสุขได้ หากไม่รังเกียจผมใคร่จะสู่ขอหนูบราลีให้กับพณิชหลานชายของผม”

เจ้าคุณบำรุงอึกอักอ้างว่าลูกยังเด็ก บราลีขัดขึ้นว่าตนไม่เด็กแล้ว ตนตกลง บุรณีซึ่งแอบดูอยู่กับรินตกใจที่พี่สาวกล้าพูดออกไปแบบนั้น รินหวั่นใจจะโดนเพ็ญแขเอ็ด แต่กลับเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเพ็ญแข บุรณียิ่งตกใจถามรินเห็นอย่างที่ตนเห็นไหม รินพยักหน้าอย่างงงๆ

เจ้าคุณถามบราลีว่าชอบพณิชขนาดนั้นเลยหรือ หญิงสาวยิ้มอายๆ เพ็ญแขสรุปว่า

“อย่างนี้ดีไหมคะ เอาเป็นว่าหมั้นกันไว้ก่อน ในเมื่อท่านเจ้าคุณเห็นว่าลูกยังเด็กก็รอสักสองสามปีค่อยแต่ง”

พณิชยินดี เจ้าคุณคิดหนักจะทำอย่างไรกับเรื่องสัญญาเก่า รินกับบุรณีลุ้นว่าเจ้าคุณจะตอบอย่างไร แล้วท่านก็ตอบออกมาว่าตามใจ...เพ็ญแขโล่งอก

สัปดาห์ต่อมา แก้วลุ้นเมื่อเห็นบุรุษไปรษณีย์มาหยุดก้มๆเงยๆอยู่หน้าบ้าน จึงร้องถามว่ามีจดหมายบ้างไหม เขาเงยหน้ามาพร้อมดอกพุดเสียบคาจมูก ชมว่าช่างหอมเหลือเกิน แก้วเคืองประชดอยากได้ก็เอาไปทั้งกระถาง เขากลับยกไปจริงๆ ศรัณย์หัวเราะร่าบอกแม่ว่าเหลืออีกสองพฤหัสฯ แก้วค้อนให้อีกหนึ่งวง

ooooooo

แม้อะไรจะเปลี่ยนไปแต่เจ้าคุณบำรุงก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจ เอ่ยปากกับเพ็ญแขว่ายังเหลือบุรณีอีกคน เพ็ญแขชะงักหน้ามุ่ยไม่พอใจ “นี่ท่านเจ้าคุณยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจอีกหรือคะ”

“เมื่อคืนฉันฝันถึงนายศักดิ์ ฝันถึงตอนรุ่นหนุ่มที่ไปเที่ยวตกปลาด้วยกัน เขาคงมาทวงสัญญา ถ้าฉันทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ฉันคงตายตาไม่หลับ ข้อสัญญาไม่ได้บอกว่าลูกสาวคนไหน บุรณีก็เป็นเด็กน่ารัก ทางเขาคงไม่ว่าอะไร”

“คุณฝันร้ายถึงคนที่ตายไปแล้ว แล้วลูกเรายังมีชีวิตอยู่ ถ้าต้องแต่งงานไปกับคนเลวคนชั่ว คุณคิดรึคะว่าคุณจะตายตาหลับ”

รินซึ่งนั่งทำงานอยู่มุมหนึ่งได้ยินเรื่องราวรู้สึกสงสารบุรณี...เพ็ญแขไม่ไว้ใจที่จะให้ลูกสาวไปแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ เจ้าคุณเน้น “ฉันสอบถามมาแล้วจากคนที่เชื่อถือได้หลายคน ศรัณย์เรียนเก่ง จบรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ เจ้านายและเพื่อนๆรักเขาทุกคน ที่สำคัญเขาขยันทำงานมาก เป็นเด็กที่มีอนาคต บุรณีก็เป็นลูกฉันเหมือนกันจะยกเขาให้ใครฉันก็เป็นห่วง”

เพ็ญแขยอมจำนน ให้ลองถามความสมัครใจลูกก่อน...เจ้าคุณจึงเรียกบุรณีมานั่งคุย ปูเรื่องว่าลูกเรียนจบแล้วมีแผนจะทำอะไร ดูแล้วลูกเป็นคนสบายๆมีหนังสือเล่มเดียวก็อยู่ได้ บุรณียิ้มๆ

“คุณแม่พูดเสมอผู้หญิงเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่หนูอยากสอบชิงทุนไปเรียนต่อเมืองนอก กลับมาจะได้เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย”

เพ็ญแขแย็บว่าควรคิดเรื่องแต่งงานบ้าง บุรณีคิดว่าการแต่งงานเหมือนกรงขัง เจ้าคุณติงคิดพิลึก รินทำทีเด็ดดอกมะลิแต่ที่จริงแอบฟัง บุรณีถามทำไมจะเรียน สูงๆแบบผู้ชายบ้างไม่ได้

“เพราะจะเก่งเกินหน้า ไม่มีผู้ชายที่ไหนอยากแต่งงานกับผู้หญิงที่เก่งกว่าตัวเองหรอก”

“สมัยนี้ไม่เหมือนยุคคุณแม่แล้ว นับจากนี้ต่อไปผู้หญิงจะเข้ามาทำงานเป็นหลักให้กับชาติบ้านเมืองมากขึ้น”

เจ้าคุณถามถ้าลูกต้องแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อเลือกเพื่อแสดงความกตัญญูจะได้ไหม พ่อกับแม่พบกันครั้งแรกก็วันแต่งงาน เป็นเรื่องธรรมดาของคนยุคเรา และสอน “ชีวิตที่นำด้วยอารมณ์ อารมณ์จะพาไปขึ้นสวรรค์ พาไปลงนรก เป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ชีวิตที่นำด้วยหน้าที่ หน้าที่ความรับผิดชอบจะพาไปทิศทางเดียว คือพาไปสู่สิ่งที่ดีงาม”

รินอึ้งกับคำสอนของเจ้าคุณ มันช่างน่าฟังมากในความรู้สึกตน แต่บุรณีกลับร้องไห้พูดไม่ออก...คืนนั้นรินต้องกอดปลอบบุรณีที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น บราลีเข้ามาฟังเรื่องราวแล้วเครียด เหตุนี้เองแม่ถึงเร่งให้ตนแต่งงาน บุรณีสะอื้นที่ตนไม่มีคนรักแม่ถึงช่วยไม่ได้ เพ็ญแขแอบฟังลูกๆปรับทุกข์กันด้วยความสงสาร

เช้าวันใหม่ แก้วเฝ้ารอจดหมายจนบุรุษไปรษณีย์ผ่านมา จึงแกล้งถามจะเอาอะไรอีก เขาบอกว่าเอาจดหมายมาส่ง แก้วดีใจรีบรับมาชูให้ศรัณย์ดู ทวงสัญญา “ลูกผู้ชายในยุคของพ่อรักษาสัจจะ เพราะถือว่าเป็นศักดิ์ศรี ท่านเจ้าคุณไม่มีทางลืมสัจจะของท่าน”

ศรัณย์กลืนน้ำลายเถียงไม่ออก จู่ๆบุรุษไปรษณีย์กลับมาดึงจดหมายจากมือแก้วแล้วโค้งคำนับ “ผมกราบขอโทษครับคุณปลัด คุณหญิง จดหมายของบ้านนั้นครับ ผมส่งผิด”

ศรัณย์หัวเราะก๊าก แล้วบอกว่าจะไปเริ่มเก็บของ พฤหัสฯหน้าถ้าไม่มีจดหมาย ตนจะออกเดินทางไปปักษ์ใต้ทันที

ขณะเดียวกันเจ้าคุณบำรุงจดๆจ้องๆจะเริ่มเขียนจดหมายอย่างไรดี รินยกน้ำชามาวางให้ เจ้าคุณถามถึงบุรณีหยุดร้องไห้หรือยัง เธอบอกว่าหยุดเป็นพักๆ เจ้าคุณเปรยอย่างทุกข์ใจ ถ้าบุรณีไม่ยอมตนตายไปคงไม่มีหน้าไปพบเพื่อน...รินเดินออกมารู้สึกในบ้านเต็มไปด้วยความทุกข์ เพ็ญแขนั่งเศร้าอยู่ในห้องพระ รินจึงเอาผ้าคลุมไหล่มาคลุมให้เพราะเห็นว่าอากาศเย็น

เพ็ญแขถาม ตนนั่งอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้ รินก้มลงนวดขาให้เกรงจะเป็นเหน็บ เพ็ญแขมองความเอาใจใส่ของรินแล้วเปรยว่า พ่อแม่ที่ทิ้งเธอคิดอย่างไรนะถึงทิ้งเด็กดีอย่างเธอไว้บ้านเรา

“มารหัวขนอย่างหนูเขาไม่สนใจหรอกค่ะ ถ้าวันนี้ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงไม่เมตตา หนูคงไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีชีวิตที่ดีอย่างวันนี้”

“กิริยามารยาท ความขยันความซื่อสัตย์ จะทำให้หนูมีชีวิตที่ดีขึ้น ผู้ชายที่ได้หนูไปต้องโชคดีกว่าสามีของ บราลีและบุรณีแน่”

รินไม่ได้นึกถึงตัวเองสักนิด กลับเป็นห่วงบุรณีที่ร้องไห้ไม่หยุด เพ็ญแขโพล่งขึ้น ถ้าอยากช่วยพวกเราให้หมดทุกข์จริงๆ ช่วยแต่งงานกับศรัณย์แทนบุรณีได้ไหม รินตาโพลงด้วยความตกใจ เพ็ญแขลูบแขนลูบไหล่รินทวงบุญคุณ “เราสองคนเลี้ยงหล่อนเหมือนลูกหลาน ความรู้การศึกษา การอบรมไม่มีอะไรด่างพร้อย ถ้าหล่อนตกลง ท่านเจ้าคุณก็ไม่เสียสัจจะ ยัยบุก็ไปเรียนหนังสือต่อตามที่ตั้งใจได้...เป็นคุณนายปลัดอำเภอมันก็ไม่เลวนะริน”

รินอึ้งไม่อาจปฏิเสธใดๆได้ เพ็ญแขยิ้มอย่างมีความหวังขึ้น...จากนั้นเพ็ญแขก็นำความมาบอกเจ้าคุณบำรุง อ้างว่าเราเลี้ยงรินมาเหมือนลูก เจ้าคุณตกใจเพราะอย่างไรก็ไม่ใช่ลูก เพ็ญแขสวน “ก็ทำให้มันใช่! จดทะเบียนรับรินเป็นลูกบุญธรรมสิคะ”

เจ้าคุณกังวลใจว่ารินยอมหรือไม่ เพ็ญแขมองหน้ารินซึ่งนั่งพับเพียบอยู่เชิงถาม รินใช้คำสอนของเจ้าคุณเป็นคำตอบ “ชีวิตที่นำด้วยอารมณ์ อารมณ์จะพาไปขึ้นสวรรค์ไปลงนรก เป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ชีวิตที่นำด้วยหน้าที่ หน้าที่ความรับผิดชอบจะพาไปทิศทางเดียว คือพาไปสู่สิ่งที่ดีงาม...หน้าที่ของเด็กที่แม่เอามาทิ้งอย่างรินมีเพียงอย่างเดียวคือตอบแทนพระคุณท่านทั้งสอง”

“เจ้าเป็นเด็กฉลาด มีหัวคิดเหมือนเคย” เจ้าคุณชมเชย เพ็ญแขยิ้มพอใจ

เจ้าคุณลงมือเขียนจดหมายตอบรับ รินเป็นคนนำไปหยอดตู้กับมือด้วยความเศร้าใจ ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าบ้าง

ooooooo

ขณะที่ศรัณย์กำลังจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทาง เสียงไปรษณีย์ร้องเรียก เขารีบวางมือวิ่งออกมา แก้วกำลังรับจดหมาย บุรุษไปรษณีย์บอกว่าคราวนี้แน่นอน ตนตรวจสอบแล้ว

แก้วตื่นเต้นดีใจเปิดอ่านแล้วบอกลูกชายว่า ทางนั้นตอบตกลง ศรัณย์หน้าเสีย “เป็นไปได้ยังไง เขาส่งลูกสาวมาแต่งกับผมทำไมหรือเขาไม่รู้ข่าว”

แก้วชักสงสัยว่าทางปักษ์ใต้มีข่าวอะไร ศรัณย์ไม่ตอบบอกแต่ว่าพรุ่งนี้จะเดินทาง ตนให้แม่อยู่ด้วยแค่เดือนเดียวแล้วต้องกลับพระนคร แก้วไม่ยอมจะอยู่จนกว่าจะเสร็จงานแต่งงาน...

เมื่อสองสาวรู้เรื่องที่รินต้องไปแต่งงานแทนก็รู้สึกผิด รินพยายามปลอบใจตัวเองและบราลีกับบุรณีว่าตนดีใจที่ได้ทดแทนบุญคุณทุกคน...รินต้องมาเปลี่ยนชื่อที่อำเภอเป็นบราลีและจดทะเบียนเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแข ส่วนบราลีเปลี่ยนชื่อเป็น...บรานี

วันต่อมา รินก้มกราบเจ้าคุณบำรุงและเพ็ญแขเพื่อเดินทางไปปักษ์ใต้ เจ้าคุณย้ำว่าความดีจะปกป้องคุ้มครอง จงเป็นคนดีให้ผู้อื่นเมตตาเหมือนที่ทำมา รินรับคำ บุรณีให้รินเขียนจดหมายมาทุกอาทิตย์ บรานีบ่นว่าไม่มีรินตนต้องแย่แน่ๆ แจ๋วร้องไห้โฮเพราะต้องทำงานหนักขึ้น...

บนรถไฟ รินนอนไม่หลับครุ่นคิดว่าจะต้องพบเจออะไรบ้าง คิดถึงคำสอนของเจ้าคุณ คำบอกเล่าของเพ็ญแขที่ว่าตัวเธอก็พบหน้าสามีวันแต่งงานเช่นกัน รินอยากรู้ว่าเธอกลัวอย่างที่ตนกลัวอยู่หรือไม่...พอรถไฟมาถึงสถานีสงขลา รินลงมามองไปรอบๆอย่างเดียวดาย

ที่บ้านพักปลัดซึ่งยังมีต้นไม้รกรุงรัง เสนอขับรถมาจอดเห็นแก้วยืนกังวลใจอยู่ เขารีบรายงานว่าศรัณย์หายไปไหนไม่รู้ ตนเลยรีบกลับมาก่อน แก้วถอนใจ “แย่จริงๆ เขาเดินทางจากพระนคร จากพ่อจากแม่มาแทนที่ให้การต้อนรับอย่างดี นี่อะไร วันแรกที่เจอกันก็สายเสียแล้ว”

เสนอรีบขับรถพาแก้วมารับรินที่สถานีรถไฟ แก้วเรียกบราลี เธอสะดุ้งยังไม่ชินกับชื่อนี้เท่าไหร่ และยังพูดตะกุกตะกักเรียกแก้วว่าคุณหญิงแทนที่จะเรียกว่าคุณแม่ ต้องเรียกเจ้าคุณกับเพ็ญแขว่าพ่อแม่ก็เรียกผิดๆถูกๆเป็นเจ้าคุณกับคุณหญิง แถมยังแย่งเสนอถือกระเป๋าเองด้วยความเคยชินที่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองและรับใช้คนอื่น

ศรัณย์แอบกลับมาบ้านนั่งชื่นชมปืน สายเดินมาเจอแปลกใจถามไม่ไปรับเจ้าสาวหรือ เขาไม่ตอบถือปืนเดินไปฝึกยิงหลังบ้าน...แก้วพารินกลับมา รินลงจากรถมองบ้านที่ดูรกด้วยรู้สึกว่านี่หรือชีวิตใหม่ของตน แก้วพอเข้าใจความรู้สึกจึงบอกว่าที่นี่ไกลปืนเที่ยงเหลือเกินคงไม่สะดวกสบายเหมือนที่บ้าน รินรีบแก้ตัวว่าตนอยู่ได้เพียงแค่ไม่เคยจากบ้านไปไหนไกล แก้วเอ็นดูสงสาร

“โถ...ลูกมีแม่คนนี้อยู่ มีอะไรก็ปรับก็แก้กันไปนะลูก” แก้วจับมือรินสร้างความอบอุ่นใจและสาธยายว่าที่นี่ตนเพิ่งย้ายมาอยู่ได้สองสามวัน และแนะนำเสนอว่าเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงดูแลศรัณย์แต่เล็ก นิสัยไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เดี๋ยวก็คงรู้เอง ไม่ทันไรเสนอก็ร้องลั่นเพราะโดนประตูรถหนีบมือ ทั้งสองขำ แก้วบอกว่าเสนอเป็นคนซุ่มซ่ามและดวงซวยมาก

เสริมลูกชายของสายวิ่งมาบอกศรัณย์ว่าเจ้าสาวมาถึงแล้ว สวยมากอย่างกับนางฟ้า ศรัณย์เดินมามองทำท่าไม่ไยดีเท่าไหร่แต่แล้วต้องตะลึงเมื่อสบตาริน รินเองก็มองทำนองนี่หรือคือสามีในอนาคต แก้วแนะนำกับรินว่านี่คือ...ศรัณย์ ศิวะเวทย์ และแนะนำกับศรัณย์ว่านี่คือ...บราลี บำรุงประชากิจ

ศรัณย์อึ้งพึมพำว่าไม่ใช่ แล้วหัวเสียที่คิดจะมาหลอกกัน จึงเผลอหันกระบอกปืนไปทางเธอ รินสะดุ้งกลัวมาก แก้วเอ็ดลูกชายทำไมไม่รับไหว้ แถมยังหันปืนมาอีก เสนอวิ่งมารับปืนไปเก็บ บ่นทักทายอะไรแบบนี้ใจหายไปถึงตาตุ่ม แก้วถามลูกเป็นอะไร

ศรัณย์ตอบกำกวม “ตอนที่เราหมดตัว จู่ๆคนรู้จักก็เมินเฉยใส่เรา นั่นเรียกว่าเจ็บแล้ว แต่วันนี้ผมเพิ่งรู้ ระหว่างเมินเฉยกับเสแสร้งโกหกเพราะสมเพชเวทนา อันหลังเจ็บกว่าหลายเท่า!”

แก้วไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกพูด รินหวั่นใจ แก้วพารินมาที่ห้องพักซึ่งเป็นเรือนหลังเล็ก บอกแก่เธอว่าเรือนหน้าไว้เป็นเรือนหอตอนนี้อยู่กับตนที่เรือนหลังไปก่อน รินถามทำไมแก้วถึงไม่อยู่เรือนหน้า แก้วตอบว่ามันมีสองห้องเท่านั้น อยู่เรือนหลังมีทั้งเสนอและสายกับเสริม ทั้งสองเพิ่งมาอยู่เมื่อวาน มีอะไรก็ค่อยๆตักเตือนกันไป รินยิ้มรับคลายความกังวลเรื่องศรัณย์ลงบ้าง

เสริมชื่นชมความสวยหวานของรินอย่างมาก เสนอกับสายทำความรู้จักกัน สายโอ้อวดว่าตนเคยทำงานบ้านผู้ว่ามาก่อน ฉะนั้นฝีมือทำอาหารของตนไม่ต้องห่วง เสนอแอบชิมแกงส้มแล้วต้องถุยทิ้ง แอบบ่นเจ้านายตนผอมแน่คราวนี้

เมื่ออาหารจัดขึ้นโต๊ะ แก้วชวนรินและศรัณย์ให้ทานข้าว ทั้งสามตักอาหารเข้าปากแล้วต่างชะงักกับรสชาติที่ไม่เอาไหนแต่ไม่กล้าติเตียน รินพยายามจะสบตาศรัณย์ทำความรู้จักแต่เขากลับพูดขึ้นลอยๆว่าหน้าหวาน...รินเขิน แก้วแย็บถามหมายถึงสวยใช่ไหม ศรัณย์ลุกเดินไปอุ้มลูกสุนัขที่วิ่งเข้ามา

“มาจากไหนก็ไม่รู้...น่ารัก น่ารักมากๆ ว่าไง...”

รินหน้าเสียที่เขาหมายถึงสุนัข เสริมวิ่งเข้ามาขอโทษที่มันมาวุ่นวาย ตนเจอมันหลงมาจึงจับอาบน้ำให้ข้าวมันกิน แล้วขออนุญาตเลี้ยง ศรัณย์ไม่ว่าอะไรกลับบอกว่ามันตัวเมียให้ชื่อมันว่าหน้าหวาน เสริมชอบใจ แก้วเคืองลูกชายสงสารริน ศรัณย์ไม่สนใจขอตัวไปทำงานแล้วเดินไปราวกับรินไม่มีตัวตน เธอหน้าซีดเหมือนจะร้องไห้

คืนนั้นรินนอนหน้าเตียงแก้ว เธอฝันว่าศรัณย์ต่อว่าเธอหลอกลวง เธอไม่ใช่บราลี แล้วยิงเข้ากลางอกเธอ รินสะดุ้งตื่นหายใจหอบมือสั่นด้วยความกลัว ไม่รู้ชีวิตต่อไปจะเจออะไร

เช้าวันใหม่ เพ็ญแขไปตลาดได้ยินคุยกันเรื่องโจรเหิมเกริมที่ปักษ์ใต้ก็ตกใจมาก กลับมาบ้านต่อว่าเจ้าคุณบำรุงรู้เรื่องนี้แล้วทำไมไม่บอกยังส่งรินไปอีก

บรานีกับบุรณีพลอยตกใจไปด้วย เจ้าคุณอธิบายว่า

“ที่ฉันปกปิดเพราะความกังวลไม่ก่อประโยชน์อะไรแก่ใครเลย เสือขาวมันกำเริบขึ้นมา เพราะคำลือของชาวบ้าน ลือว่าโจรก๊กนี้มันเรียนวิชาอาคม...ขุนโจรที่เป็นหัวหน้าชื่อว่าเสือขาว ตั้งตนเป็นพี่ใหญ่ ขุนโจรที่เหลือมีเสือบาง เสือกิจและสมุนอีกหลายคน”

แก้วเพิ่งเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ โวยศรัณย์นี่ใช่ไหมเรื่องที่ปกปิด รินได้ยินหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน...ปักษ์ใต้เดือด เสือขาวเหิมเกริมหนัก ออกปล้นฆ่าไม่เว้นวัน...ศรัณย์เล่าว่าเดิมเสือขาวก็ปล้นควายปล้นคนเดินทาง แต่พักหลังร่วมก๊วนกันเหิมเกริมเริ่มเข้ามาในเมืองปล้นฆ่าชาวบ้าน ไม่มีข้าราชการเก่งๆยอมลงมาทำงาน ชาวบ้านต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว

ก่อนหน้านี้อธิบดีเทพทักท้วงไม่ให้ศรัณย์ไป เขาไม่ฟังอ้างว่าตัวเองถูกฝึกมาทุกอย่าง ไม่ยอมแพ้คนเถื่อนพวกนั้น เทพหาว่าเขาบ้าบิ่นจะเอาเงินรางวัลนำจับไปขอผู้หญิงแต่งงานหรือ เขาสลดลงบอกไม่มีผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว และย้ำคำสอนของเทพทำให้เขาต้องอึ้ง “ผมจำได้ ข้าราชการเป็นข้าพระเจ้าอยู่หัว เป็นบ่าวของประชาชน ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป ผมจำได้ไม่เคยลืม”...

เสียงเจ้าคุณบำรุงยังเล่าให้ภรรยาและลูกๆฟังว่า ตนอดชื่นชมในตัวศรัณย์ไม่ได้ ตนสอบถามหลายคน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าศรัณย์เป็นคนเก่ง เป็นปลัดนักบู๊ที่มีฝีมือ แต่เพ็ญแขถอนใจปลงๆ “คนเราอยู่ที่ไหนถ้าถึงคราวตายก็ตายได้ ท่านเจ้าคุณพูดเสมอ”

เจ้าคุณรับว่ารินก็เหมือนลูก ไม่อยากให้เป็นอันตราย ตนมั่นใจว่าธรรมมะย่อมชนะอธรรม

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #2 on: 10 July 2026, 21:35:54 »


ตอนที่ 2

ครอบครัวบำรุงประชากิจยังพูดคุยเรื่องโจรใต้ บรานีเป็นห่วงว่ารินจะรู้เรื่องหรือยัง ถ้ารู้คงตกใจมาก เจ้าคุณบำรุงมั่นใจว่ารินจะช่วยศรัณย์ให้รอดปลอดภัย เพ็ญแข บรานีและบุรณีไม่เข้าใจ เจ้าคุณอธิบาย

“ผู้ชายที่บุ่มบ่ามอย่างศรัณย์ ถ้ามีผู้หญิงรอคอยเขาอยู่ที่บ้าน เขาจะรักชีวิตของเขา และพาตัวของเขากลับบ้านเสมอ”

เพ็ญแขเข้าใจแล้วว่าสามีห่วงศรัณย์ อยากดูแลเขาแทนเพื่อนที่จากไป เจ้าคุณพยักหน้ารับบอกบุรณีให้เขียนจดหมายไปบอกรินว่า...ทำตัวให้เป็นของมีค่า ทำบ้านให้เป็นบ้าน ศรัณย์จะปลอดภัยและตัวรินเองก็จะปลอดภัย...เพ็ญแขยิ้มเชื่อว่าผู้หญิงอย่างริน ถ้าไม่ติดเรื่องชาติตระกูล จะทำบ้านให้เป็นบ้านได้แน่นอน ตนมั่นใจ บรานีกับบุรณีเห็นด้วย

ด้านรินแทบเข่าอ่อนเมื่อฟังเรื่องโจรใต้ ตนต้องผจญความเกลียดชังยังไม่พอ ยังมีเสือสางอีกหรือ...แก้วยืนกรานกับศรัณย์ว่าจะไม่ไปไหน จะอยู่ที่นี่กับเขา ไม่อาจทนรอฟังข่าวที่ไหนได้

หน้าไปรษณีย์พระนคร ชรัตน์นำจดหมายมาส่งเพราะเป็นห่วงศรัณย์จึงเขียนจดหมายไปถามไถ่ทุกข์สุขทั้งที่รู้ว่าเพื่อนไม่ชอบการเขียนจดหมาย ขณะเดียวกันบุรณีนำจดหมายที่เขียนถึงรินมาจะส่งเช่นกัน เกิดลมพัดวูบ ฝุ่นทรายเข้าหน้าบุรณี จดหมายในมือปลิวไปปะทะตัวชรัตน์ เขาคว้าไว้ทันแล้วต้องแปลกใจที่จดหมายจ่าหน้าซองเป็นที่เดียวกัน ต่างแต่ชื่อผู้รับ

บุรณีปัดฝุ่น ตั้งตัวได้มองหาจดหมาย จนเห็นว่าอยู่ในมือชรัตน์ ทั้งสองประสานสายตากันสักพัก หญิงสาว ก็กล่าวขอจดหมายคืน ชรัตน์รีบเก็บจดหมายตัวเองลงกระเป๋าและคืนจดหมายให้บุรณี เห็นเธอยังขยี้ตาจึงควักผ้าเช็ดหน้าส่งให้ เธอสงวนท่าทีอย่างผู้ดีระวังตัว

“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวผ้าสวยๆจะสกปรก ขอบคุณนะคะ”

ชรัตน์ยังสงสัยทำไมเธอถึงส่งจดหมายถึงบราลีที่บ้านศรัณย์จึงตามมานั่งมองหน้าครุ่นคิดว่าเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อน หญิงสาวเริ่มระแวงเอาหนังสือมาบังหน้าทำทีเป็นอ่าน ชรัตน์ยิ่งชอบใจกับการวางตัวของเธอ แล้วเขาก็นึกได้รีบบอกเธอว่าเคยเจอเธอมากับบราลีที่สถานลีลาศ

“ไม่ยักกะจำได้ คุณเป็นเพื่อนพี่ราลีหรือคะ” บุรณีวางหนังสือครุ่นคิด

“พี่บราลี แสดงว่าคุณเป็นน้องสาว” บุรณีรับว่าใช่และแนะนำตัว “ผมเจอคุณบราลีที่งานเลี้ยงสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ผมจบที่นั่นครับ...ผมเห็นพี่สาวคุณแต่ไม่ได้ทักทายอย่างเป็นทางการน่ะครับ” ชรัตน์อมยิ้มไม่กล้าเล่าว่าตนตื่นตาสาวสวยทุกคนโดยเฉพาะบราลี

บุรณีครุ่นคิดสร้างความจำให้เขาใหม่ “พี่สาวคนนั้นชื่อบรานีค่ะ ไม่ใช่บราลี...ชื่อบรานี”

ชรัตน์งงเป็นไปได้อย่างไร บุรณีรีบบอกว่าพี่สาวที่ชื่อบราลีแต่งงานไปแล้วเขาคงสับสน พอดีเจ้าหน้าที่เรียกบุรณีให้จ่ายเงิน เธอจึงรีบลุกไป เผอิญลืมกระเป๋าไว้ ชรัตน์คิดหาวิธีสานสัมพันธ์ต่อ จึงแอบเอาผ้าเช็ดหน้าหย่อนไปในกระเป๋าเธอ บุรณีนึกได้กลับมาเอากระเป๋าไม่พูดจา

ขณะออกมาหารถกลับ บุรณีเปิดกระเป๋าเห็นผ้าเช็ดหน้าชรัตน์ก็แปลกใจ หันมองหาเขาก็ไม่เจอแล้ว ชรัตน์ซุ่มดูยิ้มย่องจะได้กลับมาเจอเธออีก

ooooooo

วันนี้เสนอเดินนำรินมาทานกลางวันที่เรือนใหญ่ บอกว่าเป็นคำสั่งคุณหญิงเพราะท่านไปพบนายอำเภอเรื่องงานแต่งงาน ศรัณย์พยักหน้ารับแต่ก็ไม่สนใจ เอาหนังสือพิมพ์มากางอ่าน ไม่แม้แต่จะมองหน้าริน เสนอกระซิบว่าคุณหญิงต้องการเปิดโอกาสให้คุยกัน

ศรัณย์พับหนังสือพิมพ์หันมาทานอาหารไม่พูดคุย เสนอเกริ่นให้ “คุณหญิงท่านฝากคำถามมาครับ ว่าเรื่องงานแต่งงานจะใช้ชุดไหนครับ ให้ทั้งสองคุยกันครับ”

ศรัณย์ทำเป็นไม่ได้ยิน เสนอเกาหัว “ขอย้ำอีกครั้งครับ ให้คุยกันครับ ไม่ใช่ทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นมดเป็นปลวก ไม่ถูกครับ”

ศรัณย์จึงให้บอกแม่ว่าตนให้ท่านจัดการ ตนไม่มีปัญหา เสนอกางกระดาษที่จดคำถามของแก้วอ่าน “ข้อสอง ท่านถามว่าจะหยุดงานกี่วัน ให้คุยกันครับ” ศรัณย์สวนว่าไม่หยุด “คำถามที่สาม ท่านถามว่าต้องการอะไรเพิ่มไหมครับ” ศรัณย์สวนอีกว่าไม่มี เสนอยิ้มเก้อๆ “ไม่ได้ถามคุณครับ...ถามคุณบราลี”

“ดิฉันอยากได้ของใช้ส่วนตัวค่ะ บอกทางมาก็ได้ค่ะพี่ ดิฉันไปเอง”

“นี่เลยครับ ท่านเขียนว่าหากคุณนายต้องการอะไรให้คุณศรัณย์พาไป...นี่ครับนี่” เสนอชี้ในกระดาษ ศรัณย์โกรธตบโต๊ะปังลุกพรวดเก้าอี้ล้มโครม เสนอถอยห่าง รินผวาลุกถอยเช่นกัน

ศรัณย์มองหน้ารินและเสนอด้วยสีหน้าดุดันก่อนจะเดินออกไป เสนอบอกให้รินตาม เธอกลัวๆกล้าๆ เสนอพารินมาที่หน้าบ้านเห็นศรัณย์นั่งรออยู่ในรถ ก็ดันให้เธอไปขึ้นรถอย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกันอีกนานต้องคุยกัน รินจึงเดินไปเอื้อมมือจะเปิดประตูรถ จู่ๆศรัณย์ก็ออกรถพรืด รินผวาถอยกรูดไปชนพุ่มไม้ เสนอตกใจเข้าดูว่าเธอเป็นอะไรไหม รินโกรธตะโกนไล่หลัง

“ฉันจากบ้านมาไกล มาเจออะไรบ้าง ข้างนอกมีเสือสาง ข้างในบ้านยังมีคนใจร้าย!”

ศรัณย์ไม่ได้สะใจกับการกระทำ แต่เครียดกับเรื่องอกหักแล้วยังโดนบังคับให้แต่งงานอีก รินเข้าห้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าด้วยความโกรธ เผอิญเห็นจดหมายจากบุรณี จึงเปิดอ่านคำสอนของเจ้าคุณบำรุง ที่ให้ทำตัวเป็นของมีค่า คนบ้าบิ่นอย่างศรัณย์จะปลอดภัย ตัวเธอก็ปลอดภัยและชีวิตจะมีความสุข...รินนั่งมองกระเป๋ากลัดกลุ้ม เสนอเข้ามาเห็นก็อ้อนวอนอย่าไปเลย

“ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นฉันต้องเป็นบ้าแน่” รินเดินออกไป เสนอรีบตามรินมาคว้ามีดพร้าจากกองอุปกรณ์ เสนอตกใจจะเอาไปทำอะไร สีหน้ารินดุ เดินฉับๆราวกับจะไปฆ่าใคร เสนอรีบปราม เรื่องแค่นี้อย่าให้ถึงเลือดตกยางออกเลย...รินเดินมากลางสนาม เสริมยืนอยู่ตกใจ เสนอร้องบอกอย่าทำเด็กครับคุณนาย...รินลงมือตัดกิ่งไม้ที่รกรุงรัง เสริมห้ามบอกนี่เป็นงานของตน รินไม่สนให้ช่วยๆกัน ว่าแล้วก็นั่งลงถางหญ้าฉับๆ

ตกดึกศรัณย์อ่านจดหมายชรัตน์แล้วไม่รู้จะตอบอะไร จึงมายืนมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นรินยังถางหญ้าโดยมีเสริมถือตะเกียงเจ้าพายุ ตบยุงเปาะแปะขอร้องให้พอได้แล้ว ระวังจะเจองูเงี้ยวเขี้ยวขอ แต่เธอก็ไม่หยุด ศรัณย์รู้สึกว่าเธอน่าสนใจขึ้นทุกวัน มีอะไรเกินกว่าที่คาด

ooooooo

เช้าวันใหม่ ศรัณย์ในชุดข้าราชการนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟกับโชติ มองไปเห็นรินออกมาซื้อของกับเสนอ เธอแย่งถุงช่วยเสนอถือดูทะมัดทะแมงจนเขารู้สึกแปลกๆ

ตกค่ำที่โต๊ะอาหาร แก้วมองศรัณย์ตักกับข้าวชิมทุกอย่างทำหน้าเซ็งๆ รินนั่งกินเงียบๆ แก้วทนไม่ไหว “ใจคอจะไม่พูดกันเลยหรือ เรื่องงานแต่งงานให้แม่ทำคนเดียวเลยใช่ไหม”

ศรัณย์รวบช้อนบอกอิ่มแล้วลุกไป...วันต่อมา ศรัณย์ก็ไม่คิดจะคุยกับริน เอาแต่ซ้อมมวยอยู่หลังบ้าน แก้วอ่อนใจเดินมาหน้าเรือน เห็นรินลงแปลงต้นมะลิสีหน้ามีความสุข แก้วถอนใจที่สองคนเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกเดียวกัน

ตกบ่ายศรัณย์ยืนมองรินลงแปลงต้นไม้ท่าทางชำนาญ ดูแล้วไม่น่าเป็นคุณหนู ชักสงสัยว่าเธอเป็นใคร... พอสายซักผ้า รินก็มาช่วยท่าทางคล่องแคล่วจนสายเขม่นรู้สึกถูกแย่งงาน เสร็จจากซักผ้ารินก็มาทำน้ำอบไทยใส่ขวด ต้มหม้อสมุนไพรและดอกไม้ทำบุหงารำไป กลิ่นหอมชื่นใจ ศรัณย์จับตามองมาตลอด จนวันต่อมา รินยังแย่งสายเก็บผ้าที่ตากแห้งแล้วมาที่เรือนเล็ก

“เอาแล้ว เอาหล่า...มาแย่งงานกัน แทนที่จะอยู่สวยๆบนเรือน ฮึ่ย...” สายบ่นไม่พอใจ

รินเอาผ้าทั้งหมดมาอบร่ำในหีบก่อนจะนำไปเก็บตามห้อง...แก้วได้กลิ่นหอมทึ่งกับความประณีตของรินอย่างมาก “ผ้าอบร่ำ! หนูทำเองหรือจ๊ะ”

“เจ้าค่ะ อบด้วยบุหงารำไป คุณหญิง เอ้อ! คุณแม่ท่านสืบทอดเรื่องเครื่องหอมชาววังมาน่ะค่ะ ชอบจริงหรือคะ งั้นคราวหน้าหนูทำให้อีกนะคะ”

“ขอบใจมาก นี่ล่ะ...สิ่งยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ” แก้วชื่นชมอย่างยิ่งศรัณย์เปิดตู้หยิบเสื้อ รู้สึกถึงกลิ่นหอมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เดินออกมาเห็นรินกำลังเย็บผ้าม่านด้วยมือท่าทางมีความสุข เสนอเข้ามากระซิบ จะแอบดูทำไม สงสัยก็เข้าไปถาม เขาหันขวับมายิ้มเยาะ “ถามอะไรจากคนโกหก แกคิดว่าจะได้อะไร”

เสนอตอบว่าได้คำโกหก ศรัณย์พยักหน้าทำนองนั่นสิแล้วจะถามทำไม...พอกลางวัน รินเข้าครัวทำน้ำพริกลงเรือ สายหน้างอบ่น “เอาแล้ว เอาหล่า... มีคนมาท้าเสียแล้ว”

พออาหารตั้งโต๊ะ ศรัณย์ทานอาหารได้มากโข ชมเปาะว่าสายทำน้ำพริกลงเรือได้อร่อย สายหน้าบึ้ง เสริมจะบอกว่าแม่ไม่ได้ทำแต่รินปรามไม่ให้พูด แก้วพลอยชมสายว่าฝีมือดีขึ้น

หลังอาหาร ศรัณย์นั่งดูปืน แก้วตามมาถามผ่านไปอาทิตย์หนึ่งแล้วทำไมไม่คุยกับรินบ้าง เขามองปืนเฉย แก้วโมโหดึงปืนมาวางแล้วกล่าวเสียงเข้ม “คุยกับน้องเขาเดี๋ยวนี้ นี่เป็นคำสั่ง”

ศรัณย์ลุกยืนรับคำแล้วเดินไป เสนอปรี่เข้าบอกแก้วให้รีบตามไปดู...สายกำลังตากผ้า เสริมวิ่งมาบอกว่าปลัดจะคุยกับคุณนายแล้ว สายวางมือทันทีดูเป็นเรื่องตื่นเต้นกับทุกคน

รินง่วนกับต้นมะลิที่ปลูก มีเจ้าหน้าหวานนั่งอยู่ไม่ห่าง ศรัณย์เดินมายืนข้างๆ รินหันมาตกใจ ทั้งสองประจันหน้ากัน ทุกคนลุ้นว่าศรัณย์จะคุยอะไรกับริน แล้วเขาก็โพล่งขึ้น

“คนใช้! เป็นคนใช้ใช่ไหม” รินตกใจทิ้งของในมือ อึกอัก ศรัณย์ยิ่งสะใจ “ใช่จริงๆด้วย”

แก้วงงว่าลูกชายหมายถึงอะไร เสนอส่ายหน้าไปมา ศรัณย์ปักใจว่าใช่แน่ หันไปอุ้มลูกสุนัขมาเล่น เอ่ยถามไม่มองหน้าว่าทำไมต้องเป็นมะลิ ปลูกอย่างอื่นสลับกันบ้างก็ได้ เห็นรินเงียบจึงถามอีก ถามแล้วทำไมไม่ตอบ รินโมโหเสียงเข้ม “ก็คุณคุยกับหมา ไม่ได้คุยกับฉัน!”

ศรัณย์หันขวับ “หมาไม่ได้ปลูกมะลิ ถามเรื่องมะลิ หรือมะลิแท้จริงแล้วปลูกโดยหมาล่ะ”

“ถ้าจะถามฉัน ต้องมองหน้าฉัน อย่าทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน เพราะฉันมีศักดิ์ศรี เป็นคนเหมือนกับคุณ...ฉันเกลียดความรู้สึกแบบนี้ เขาไม่ต้องการเราคุณเคยโดนไหม” รินจ้องหน้าเขม็ง

เสนอตื่นเต้นบอกแก้วว่าทั้งสองประจันหน้ากันแล้ว ด้านเสริมกระซิบบอกสาย คุณนายเห็นหงิมๆท่าทางเอาเรื่องเหมือนกัน สายพยักหน้าเห็นด้วย

ศรัณย์ตอบรินว่าเคย...รินเห็นสายตาจริงจังของเขา จึงพยักหน้าเราไม่รู้ว่าเราทำผิดอะไร ทำไมถึงปฏิเสธเรา...รินนึกถึงตัวเองที่โดนทิ้งแต่แบเบาะโดยมีชื่อติดไว้ว่า ริน ระพี... รินมองต้นมะลิเศร้าๆตอบคำถามของศรัณย์ “มะลิเป็นดอกไม้ที่หาง่าย ขึ้นง่าย ไม่มีความพิเศษไม่น่าจดจำ และใครๆก็มักจะมองข้ามไป...เหมือนตัวฉัน” รินน้ำตาไหลด้วยอึดอัดเต็มทน

ศรัณย์ชะงักที่ทำให้เธอร้องไห้ แก้วหวั่นใจว่ารินร้องไห้แบบนี้จะอยู่ถึงวันแต่งงานไหมเกรงจะหนีไปเสียก่อน เสนอหน้าเสียไปด้วย

ooooooo

ศรัณย์ตัดสินใจตอบจดหมายชรัตน์...ชรัตน์เพื่อนรัก นายถามฉันว่าฉันเป็นอย่างไร เหมือนที่ใครคนหนึ่งพูด เมื่อเขาไม่ต้องการเรา ความรู้สึกเช่นนี้แสนเจ็บปวด ฉันคิดถึงดวงสวาท ยิ่งถูกเขาปฏิเสธยิ่งคิดถึง...ศรัณย์คิดถึงห้วงเสน่หาในอดีตน้ำตาคลอ

ผิวเนียนนุ่ม ใบหน้าสวย ริมฝีปากอวบอิ่ม ความทรงจำพวกนั้นกำลังจะฆ่าฉัน...ศรัณย์พยายามเขียนความรู้สึกให้ชรัตน์รับรู้ว่าการอกหักครั้งนี้เป็นครั้งแรกและยิ่งใหญ่ในชีวิต

วันต่อมาศรัณย์กลับมาบ้านเห็นแปลงดอกมะลิปลูกสลับกับดอกไม้ไทยอื่นๆดูสวยงาม ขึ้นบ้านมาก็เห็นความสะอาดรื่นรมย์ เห็นรินกำลังนั่งเย็บผ้าม่านก็ทึ่ง แก้วเข้ามากระซิบถามว่าสวยมากใช่ไหม เขาทำหน้างงๆ แก้วขยายความ

“ผู้หญิงบางคนมีเอาไว้ตรึงกาย เอาไว้ตักตวงให้อิ่มกาย แต่ผู้หญิงบางคนสวยตรึงใจ มีเอาไว้ตักตวงให้อิ่มใจ ลูกของแม่ชอบอย่างไหน” ศรัณย์แทรกว่าไม่เข้าใจ “เข้าใจอยู่แล้ว ไม่งั้นหน้าจะแดงได้อย่างไร ดูสิ...บ้านน่าอยู่ขึ้นมาด้วยมือของเธอแท้ๆ”

ศรัณย์มองไปรอบๆคิดตาม...บ่ายวันนั้น แก้วเดินเข้ามาในครัวเห็นรินทำครัวอยู่คนเดียว จึงเปรย นึกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ฝีมือสาย รินยิ้มแหยๆอ้างว่าอยู่ว่างๆ แก้วเปิดฝาหม้อข้าวชมเปาะ

“ขนาดข้าวเปล่ายังหอมกว่าปกติ อาหารสูตรชาววังใช่ไหม”

“คุณหญิง เอ้อ! คุณแม่เคยบอก กินอาหารดีๆชีวิตก็จะดีตาม”

“ขอบใจนะ ขอบใจมาก...ศรัณย์ไปไหนไม่รอดแน่นอน ฉันมั่นใจ”

รินยิ้มเก้อเขิน...พออาหารจัดตั้งโต๊ะ ศรัณย์ทานข้าวหลายจาน ชมว่าน้ำพริกอร่อยมากให้สายทำบ่อยๆ ทุกวันได้ยิ่งดี สายหน้าบูด เสริมจะบอกว่าใครทำ รินส่งสายตาห้าม แก้วยิ้มขำๆเย้าว่าสองสามวันมานี้เขาทานข้าวได้เยอะแม่ก็ดีใจ เสริมเกาปากยิกๆอยากจะพูดความจริง

เช้าวันใหม่ รินกับเสริมช่วยกันติดผ้าม่านที่เย็บเสร็จ รินปีนขึ้นไปเอง พอเห็นศรัณย์เดินมาก็รีบทิ้งม่านร่วงลงหัวเสริม ลงมานั่งวางท่าคุณนาย ชี้ให้เสริมทำ เสริมร้องด้วยความเจ็บหัว รินทำทีสั่ง “ไปตามแม่สายมาช่วย ฉันบอกวิธีเธอแล้วนี่”

เสริมงงเล็กน้อยก่อนจะรับคำ...ครับพี่...รินเอ็ดต้องเรียกตนว่าคุณนายเพราะตนเป็นเมียปลัด เสริมร้องเอ้า! ก็คุณบอก...รินทำตาดุกำชับให้เรียกคุณนาย เสริมแซวทำไมหน้าแดง รินเงอะงะฝากเสริมดูแลติดม่าน ตนจะลงไปดูสวน เสริมล้อ “เอ้าๆแดงเป็นลูกตำลึงเลยคราวนี้”

ศรัณย์แอบขำ จากที่เคยสงสัยเปลี่ยนมาเป็นชอบใจอยากรู้จักเธอให้มากขึ้น จึงแกล้งเดินตามมานั่งมองเธอในสวน เสนอเห็นรีบหลบแอบมอง...รินเห็นศรัณย์ยิ้มกรุ้มกริ่มก็ไม่พอใจถามมองหน้าตนทำไม ศรัณย์เย้า “คราวที่แล้ว หล่อนบอกฉันไม่ยอมมองหน้าหล่อน ต่อไปนี้ฉันจะมองหน้าหล่อนทุกครั้งที่มีโอกาส”

รินจะโวย ศรัณย์ชิงพูดต่อ “เจ้าคุณพ่อฉันกับเจ้าคุณแห่งบ้านบำรุงประชากิจสนิทกัน ท่านให้ลูกชายลูกสาวแต่งงานกันเพื่อสืบทอดความเป็นเพื่อน แต่มาตอนนี้ในสายตาของเจ้าคุณประชากิจ ท่านมองหลานคนนี้เป็นอะไร...สงสารจนกลายเป็นสมเพชใช่ไหม”

รินไม่เข้าใจเขาหมายถึงอะไร ศรัณย์จึงถามเธอมีชื่ออื่นอีกไหมนอกจากบราลี รินอึกอักก่อนจะบอกว่าเรียก...รินก็ได้ ศรัณย์ว่าชื่อธรรมดาเหลือเกิน รินรับว่าใช่ ธรรมดาเหมือนตัวเธอ

“เอาแล้ว เอาหล่า...ชักยังไงเสียแล้ว รีบไปเรียนคุณหญิงดีกว่าว่าเรามีหวัง” เสนอเลียนคำพูดของสาย ดีใจรีบเดินออกไป

ooooooo

วันต่อมา รินเข้าครัวจะทำอาหาร ถูกสายต่อว่าว่าแย่งงาน เธอจะลาออก รินรีบวางมือขอโทษบอกจะไม่ยุ่งในครัวอีก สายยิ้มย่องลงมือทำน้ำพริก พึมพำมันจะยากอะไร

พอตั้งโต๊ะ ศรัณย์ตักเข้าปากก็บ่นไม่อร่อยเหมือนเดิม สายโวยว่าตนทำตามคุณนายทุกอย่าง ศรัณย์ชะงักเพิ่งรู้ว่าสองสามวันที่ผ่านมารินเป็นคนทำครัว แก้วจึงอธิบายกับสาย

“หล่อนทำยังไงก็ไม่เหมือนหรอกแม่สาย หล่อนทำงานสักแต่ว่าให้เสร็จ หล่อนไม่ได้ใส่หัวใจลงไป”

ศรัณย์อ้าปากค้าง เสนอเสริมว่าคุณนายไม่ได้ทำสวนอย่างเดียว น้ำพริกที่เขาชอบ ผ้าที่อบ เครื่องเรือนในบ้าน ฝีมือคุณนายทั้งหมด สายโวยว่ารินแย่งงานทุกอย่าง รินหน้าเสีย สายยื่นคำขาดให้ศรัณย์ตอบว่าชอบทุกอย่างที่รินทำหรือที่ตนทำ เสริมสะกิดเตือนแม่ถามออกไปได้อย่างไร ศรัณย์ตัดบทรวบช้อนลุกออกไป รินทนไม่ไหวลุกขึ้นพูดเสียงเข้ม

“อย่าเดินหนี ฉันอยากได้คำตอบ...อยู่ในที่ที่คนไม่ต้องการเรา ไม่มีใครอยากอยู่หรอก คำตอบของคุณสำคัญกับฉันมาก”

ศรัณย์จะเดินหนี รินมาดักหน้าถามย้ำ เขาจึงโพล่งออกมาว่า ไม่ชอบทุกสิ่งที่เธอทำ เสนอขัด เห็นๆอยู่ว่าชอบ รินเจ็บปวด ขอบคุณสำหรับคำตอบที่ตรงไปตรงมาของศรัณย์แล้วเดินไป แก้วรีบถามจะไปไหน ศรัณย์เองก็ยืนนิ่งไม่รู้ทำไมตัวเองตอบออกไปอย่างนั้น

รินเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า เสนอร้อนใจถามแก้วจะปล่อยเธอไปหรือ เสริมต่อว่าสายไม่น่าพูดให้เป็นเรื่อง สายหน้าเสียโทษปลัดเป็นคนไล่ เสนอถามแก้วจะปล่อยรินไปแล้วงานแต่งงานที่แจกการ์ดออกไปแล้วจะทำอย่างไร แก้วถอนใจ

“เอาลูกเขามาทรมานฉันก็ละอายใจเป็นนะ ฉันจะไปส่งเขาให้ถึงพระนคร ไปเตรียมรถ...”

เสนอรับคำเอากุญแจรถออกมา แล้วต้องแปลกใจที่เห็นศรัณย์ยืนอยู่ที่รถ เขาบอกเสนอว่าจะไปส่งเอง เสนอจึงยื่นกุญแจให้...รินถือกระเป๋าเสื้อผ้าออกมา หันมองตัวบ้านเศร้าๆก่อนจะเดินตรงไปยังประตู ศรัณย์เลื่อนรถตาม

แก้วรู้จากเสนอก็แปลกใจที่ศรัณย์ขอไปส่งรินเอง มองผ้าม่านผ้าปูโต๊ะที่รินเย็บแล้วเปรย “เรื่องเล็กๆน้อยๆ มีสิ่งยิ่งใหญ่อยู่ในนี้ ความรัก...ใครก็ตามที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ก็เหมือนได้รับความรัก ศรัณย์เพิ่งเจ็บปวดมา คนแบบนี้แพ้ความรัก เขาย่อมกลัวที่จะได้ความรักอีกครั้ง”

รินเห็นศรัณย์ขับรถมาเทียบก็ถามจะตามมาทำไม เขาบอกเขาเป็นปลัดมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร รินหมั่นไส้ เห็นมีรถผ่านมาจึงวิ่งไปโบกขออาศัยไปด้วย สองตายายจอดรับ ศรัณย์ลงจากรถมาดึงเธอไว้แล้วบอกตายายว่าภรรยาตนงอนเราทะเลาะกัน ตายายยิ้มว่าผัวหนุ่มเมียสาว แบบนี้ลูกดกแน่ รินหน้าชาด้วยความเขินอาย ตาเคลื่อนรถออกไป

ศรัณย์บอกรินว่าจะไปส่งเอง เธอมองหน้าเหน็บ “ละอายใจที่ต้องปล่อยผู้หญิงเดินกลับงั้นหรือ ถ้าอยากให้ดิฉันไปมากแล้วตามดิฉันมาแต่งงานทำไม” ศรัณย์บอกว่าเป็นความคิดของแม่ “เข้าใจแล้ว คุณไม่ได้เต็มใจ คุณไม่ได้อยากแต่งงาน เพราะอะไรคะ ที่เคยบอกว่าถูกปฏิเสธ...ผู้หญิงใช่ไหม” เขาพยักหน้า “คุณลืมหล่อนไม่ได้ น่าจะบอกกันตรงๆตั้งแต่แรกว่าไม่อยากแต่ง”

ศรัณย์ตัดบทให้ขึ้นรถ รินมองนาฬิกาเห็นว่าอีกครึ่งชั่วโมงรถไฟจะออก จึงยอมให้เขาไปส่ง...แต่แล้วเขากลับขับรถไปที่ทุ่งทานตะวันบอกเพิ่งเจอที่นี่วันก่อน รินตะลึงกับความสวยงาม ศรัณย์เอ่ย “ใช่สวยจริงๆ ทานตะวันเกิดมาเพื่อทิศทางเดียวกับแสงอาทิตย์ของมัน หล่อนมีแสงอาทิตย์ของหล่อนไหม”

“บ้าน ฉันมาที่นี่เพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ของฉัน”

แววตาศรัณย์เศร้าลง “ดอกทานตะวันในตอนกลางคืนคงเศร้ามาก จู่ๆแสงอาทิตย์นำทางก็ดับวูบไป” รินถามถึงดวงตะวันของเขาไปไหน ศรัณย์กลับตอบเฉไฉ “ที่ทำงาน ฉันวางแผนตามล่าพวกเสือขาว ที่บ้านซ้อมยิงปืน ต่อยมวยตอนโมโห ถ้าวันไหนทนไม่ได้ก็ขึ้นมาบนนี้ ฉันบอกกับตัวเองจะไม่กลับไปเป็นทานตะวัน ของผู้หญิงคนไหนอีก”

“ไม่ต้องห่วง ไปส่งดิฉันที่สถานีรถไฟ ดิฉันจะไปจากคุณตลอดกาล”

ศรัณย์ดึงรินลงเอนทาบกับรถ ใช้ลำตัวกดตัวเธอยื่นหน้าเข้ามองใบหน้าสวยจนรินใจสั่นกลัว เขาชมว่าเธอสวยมาก ทั้งผม ผิว ดวงตา รินโวยจะทำอะไร เขาเยาะ

“ผู้หญิงสวยขนาดนี้หลอกผู้ชายได้ทั้งโลก แล้วฉันล่ะในสายตาหล่อน ฉันดูเป็นยังไง” ศรัณย์จับมือรินแตะที่หน้า “ใบหน้าผู้ชายไม่เหมือนของผู้หญิง หล่อนไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง จนกว่าหล่อนจะแต่งงานและนี่หล่อนก็กำลังจะแต่ง” ศรัณย์ยิ้มกรุ้มกริ่มขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

“ปล่อย! คุณทำให้ฉันกลัว ปล่อยฉัน”

“แม่บอกว่าหล่อนสวยตรึงใจ ที่หล่อนทำทั้งหมดนั่น อาหารบ้านสวนเพื่อยั่วยวนฉันรึ”

“บ้าสิ คนหลงตัวเอง ดิฉันทำทุกอย่างเพราะ...มะลิทำให้คิดถึงบ้านที่พระนคร ที่นั่นมีแต่มะลิ บุหงารำไปคือสิ่งที่คุณแม่สอน อาหารพวกนั้นคือของโปรดคุณพ่อ ฉันคิดถึงบ้านคิดถึงบ้านได้ยินไหม...” รินร้องไห้ออกมา

ศรัณย์ตกใจปล่อยตัวริน ถามย้ำแน่ใจหรือว่าไม่ได้ทำเพื่อตน รินประกาศลั่นว่า ไม่มีวัน ตนจะทำเพื่อเขาทำไมแล้วรำพัน “ถ้าคุณไม่ให้ฉันทำ ฉันก็หยุดคิดถึงบ้านไม่ได้ คุณหยุดคิดถึงผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ ฉันก็หยุดคิดถึงบ้านไม่ได้เหมือนกัน”

ศรัณย์อึ้งครุ่นคิด แล้วพารินกลับมาส่งบ้าน เธอถามทำไมไม่ส่งตนที่สถานีรถไฟ เขาอ้าง “หล่อนใจร้อนเกิน พ่อแม่ส่งมาเป็นเมียเขา จู่ๆก็หนีไปแล้วพ่อแม่หล่อนจะเอาหน้าไปไว้ไหน”

รินหาว่าเขาไล่ ศรัณย์แก้ตัวว่าตนตอบคำถามสาย ถ้าสายถามว่าชอบเธอไหม รินหน้าแดง ศรัณย์ขยับเข้าประชิดทำตากรุ้มกริ่ม “ถ้าถาม ฉันจะตอบแม่สายไปว่า...ไม่แน่!”

ศรัณย์มองรินด้วยสายตาพิฆาตนารี รินหน้าซีด เขาหัวเราะออกมาเดินฮัมเพลงไปหน้าตาเฉยด้วยสะใจที่ได้แกล้งเธอ แต่ก็รู้สึกสุขในใจ...รินสบถ คนบ้าอะไรกันนี่ เสริมวิ่งมาเห็นรินก็ดีใจร้องบอกทุกคนว่าปลัดพาคุณนายกลับมา แก้วเดินรี่มาต่อว่าริน ใจคอจะไปไม่ล่ำลาเลยหรือ รินกราบขอโทษที่ไม่ทันคิด แก้วเตือนถ้ากลับไปจะทำให้พ่อแม่เสียชื่อเพราะทิ้งสัจจะ ตัวเธอก็เป็นม่ายขันหมาก จะถูกลือติฉินไม่จบสิ้น...เสนอบอกรินว่ารถไฟวันนี้หมดแล้วกลับเข้าบ้านเถิด เสริมกระซิบตำหนิแม่เกือบเป็นมือที่สามทำลายการแต่งงานเจ้านายแล้ว สายตบหัวลูกไม่ยอมรับ

ooooooo

คืนนั้นรินนอนไม่หลับคิดถึงการกระทำของศรัณย์ เมื่อกลางวันที่ทุ่งทานตะวัน...ศรัณย์เองก็เครียดกับความรู้สึกของตัวเอง คิดถึงอดีตหอมหวนกับดวงสวาท คืนพระจันทร์สวยงามริมทะเล คืนที่ทั้งสองได้เสียกัน เขาไม่อาจลืมค่ำคืนนั้นได้

ในขณะที่ดวงสวาทแต่งงานไปกับนริศ ทั้งสองกลับจากฮันนีมูน นั่งแท็กซี่มาจอดหน้าวัง นริศไขประตูเปิดวังด้วยตัวเอง แล้วขนกระเป๋าเข้าไป ดวงสวาทหาวหวอดบ่นง่วงนอนไม่รู้จะปรับเวลานอนได้เมื่อไหร่ ถ้าไม่ติดเขาต้องกลับมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ตนจะชวนอยู่ต่อ นริศให้เธอไปอาบน้ำให้สบายตัวเขาจะเก็บข้าวของก่อน ดวงสวาทแปลกใจทำไมไม่มีคนรับใช้มาทำให้ และบ้านก็ดูเงียบราวป่าช้า นริศสีหน้าไม่สบายใจก่อนจะบอกว่า เรามีเรื่องต้องคุยกัน...

ดวงสวาทตาโพลงตกใจอย่างยิ่งเมื่อได้รับฟังว่า นริศขายวังไปแล้ว “เงินค่าวังหมดไปกับการเรียนหนังสือของผมที่อังกฤษ แต่เราอยู่ได้อีกอาทิตย์หนึ่งนะ ผมจะซื้อเครื่องเรือนดีๆไปไว้ที่บ้านพักอาจารย์ ผมไปดูมาแล้ว บ้านพักน่าอยู่มาก”

ดวงสวาทต่อว่าทำไมไม่บอกเรื่องนี้ก่อนแต่งงาน นริศหลบสายตาเพราะรักเธอมากจริงๆ อ้อมแอ้มถามว่าเรื่องขายวังสำคัญด้วยหรือ เธอวีนแตกด้วยความผิดหวังสุดๆ “ถามออกมาได้ว่ามันสำคัญไหม คนข้างนอกจะพูดกันว่าคุณชายนริศจนกรอบจนต้องขายวัง คุณไม่อายเขาหรือ”

“แต่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนะ มีบ้านฟรีได้เดินทางไปเมืองนอก มีเกียรติยศทุกอย่าง เราไม่ได้น่าอายอะไรนะ”

ดวงสวาทกราดเกรี้ยวใส่ว่าตนและพ่อแม่ตนอาย หาว่าเขาโกหกจงใจปกปิด เอาเปรียบ ตนไม่อาจอยู่กับเขาได้อีก นริศเครียดไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี

ในวันเดียวกัน แก้วโทรศัพท์หาชรัตน์เพื่อชวนมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว เขาตกใจเพิ่งรู้ว่าศรัณย์กำลังจะแต่งงานกับบราลี แก้วบ่นนึกแล้วว่าศรัณย์ไม่เล่าให้ฟัง

ขณะนั้นศรัณย์มาที่ห้างหรูในตัวเมืองกับโชติ มาที่ร้านขายของนอกที่เพิ่งโดนปล้นเมื่อเดือนที่แล้ว ศรัณย์เอ่ยขึ้นว่า เป็นหลังที่สามแล้วใช่ไหม โชติไม่เข้าใจ ศรัณย์ขยายความว่า

“สังเกตดูสิ หลังแรกเป็นโรงงานรับซื้อยาง หลังที่สองเป็นภัตตาคาร หลังนี้เป็นห้างขายของหรู มันมุ่งมั่นปล้นกิจการของคหบดีเก่าแก่ในเมืองนี้ทั้งนั้น”

โชติทึ่งที่ศรัณย์ช่างสังเกต ศรัณย์บอกพอเจ้าของร้านมาให้ช่วยกันเก็บรายละเอียด เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญ ระหว่างนั้นศรัณย์หันมาเห็นน้ำหอมก็คิดจะซื้อไปฝากริน...

เมื่อเสร็จงานกลับบ้าน เสนอเอาน้ำหอมมาให้รินบอกว่าศรัณย์เห็นเธอซื้อผ้ามาแต่งบ้าน ซื้อกับข้าวมาทำครัวจึงมอบน้ำหอมเป็นของกำนัล รินถึงกับอึ้งเดินมามองศรัณย์ซึ่งนั่งอ่านเอกสารท่าทางเคร่งเครียด ศรัณย์แอบขำทำทีไม่เห็นริน

ในวันนั้น รินได้รับจดหมายจากบรานีเล่าถึงความสุขที่ได้รับการเอาใจจากพณิช แม้เป็นเพียงคู่หมั้นรอวันแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ทำให้เธอหัวใจพองฟูไปกับชีวิตใหม่ แล้วถามถึงรินว่ารู้สึกเหมือนเธอไหมที่กำลังจะแต่งงานวันพรุ่งนี้...

รินน้ำตาซึมตอบจดหมายบรานีว่า งานแต่งงานตนตรงข้ามกับเธอ เพราะเป็นงานเล็กๆเหมือนงานบุญ เจ้าบ่าวคุยแต่เรื่องชาวบ้านถูกเสือปล้น เจ้าสาวอย่างตนได้แต่แอบอยู่บนห้องเหมือนนักโทษรอวันประหาร

เช้าวันใหม่ แก้วกับเสนอไปรอรับเพ็ญแขที่สถานีรถไฟ เธอบอกว่าเจ้าคุณบำรุงป่วยกะทันหันจึงมาไม่ได้ และต้องทิ้งลูกสาวสองคนให้ดูแลท่าน

บรรยากาศงานแต่งงานที่บ้าน แขกที่มาคือชาวบ้านละแวกนั้น ศรัณย์วางพานขันหมากพร้อมเปิดกรวยให้เพ็ญแข เธอตรวจนับเงินและเครื่องประดับกล่าวคำมงคลตามพิธี

“เงินทองมาจากไหนอีกไม่รู้ งอกเงยออกมานับ ไม่ไหว”

แขกเหรื่อช่วยกันโรยข้าวตอกดอกไม้และงาลงบนกองสินสอด ชรัตน์เห็นศรัณย์หน้าเศร้าจึงกระซิบให้ทำหน้าดีๆให้สมกับบรรยากาศที่ดูอบอุ่น ศรัณย์ยอมรับว่าภาพแบบนี้ตนเคยฝันว่าเจ้าสาวคือดวงสวาท แต่พอไม่ใช่ใจมันหาย ชรัตน์มองเพื่อนอย่างเข้าใจ แต่พอพระสงฆ์เข้ามานั่ง ประตูห้องเปิด เจ้าสาวเดินออกมา ศรัณย์ตะลึงกับความงามของเธอ ชรัตน์รำพึง

“โอ้โห...แกไม่เห็นเคยบอกเลยว่าเจ้าสาวสวยขนาดนี้ แต่เอ๊ะ! นี่ไม่ใช่บราลีนี่”

ศรัณย์จุ๊ปากให้เพื่อนเงียบไว้ ชรัตน์งง ศรัณย์คลานเข้าไปนั่งหน้าหิ้งพระ เพื่อนเจ้าสาวพารินมานั่งข้างเพื่อจุดธูปเทียน ทั้งสองต่างแอบชำเลืองมองกันเขินๆ

แก้วยกมือพนมอธิษฐาน “คุณพระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณของดิฉัน ขอให้งานแต่งงานครั้งนี้ราบรื่น ขอให้ลูกของเรามีแต่ความสุขนะคะ” สักพักเกิดลมพัดแรงเข้ามา เทียนล้มลง สองบ่าวสาวตกใจ ขณะเดียวกันที่สถานีรถไฟ ดวงสวาทก้าวเท้าลงจากรถไฟหารถพาไปบ้านปลัดศรัณย์ คนขับถามมางานแต่งงานปลัดศรัณย์หรือ เธอตาโพลงตกใจมาก

เสนอเข้ามาตั้งเทียนและบอกว่าเป็นเรื่องเล็ก แก้วหน้าเสีย พระเริ่มสวด...เสร็จพิธี เจ้าสาวกลับเข้าห้อง เพ็ญแขตามเข้ามา รินโผกอดเรียกคุณหญิง เพ็ญแขให้เรียกใหม่ว่าคุณแม่ แล้วทักว่าเธอผอมไปมากและบอกว่าพ่อไม่สบาย สองสาวจึงต้องอยู่ดูแล รินพยักหน้ารับถามเสียงสั่น

“คุณแม่ขา คุณแม่เห็นคุณพ่อในวันแต่งงานคุณแม่รักคุณพ่อได้ยังไงคะ”

เพ็ญแขยิ้มขำๆว่าเด็กสมัยนี้คงคิดว่าการแต่งงานจะเหมือนในนิยาย รินถามอีกว่ามันไม่เหมือนหรือ เพ็ญแขขออธิบายว่า สามีภรรยาทุกคู่มีทั้งความรัก มีทั้งความเกลียด บางวันก็คิดถึงกัน บางวันก็เหม็นหน้ากัน รินเข้าใจแล้วว่าเหมือนลิ้นกับฟัน เพ็ญแขพยักหน้า “คนรุ่นเราไม่ได้แต่งงานด้วยความรัก แต่แต่งงานด้วยสัจจะ ด้วยความตั้งใจว่าจะมีคู่ผัวตัวเดียว เมื่อมีความตั้งใจก็มีความอดทน มีความพยายามที่จะแก้ปัญหา”

“ใครๆมองว่าหนูใจเย็น แต่ที่จริงหนูไม่มีความอดทนเลย”

“นับจากวันนี้อย่าหนีอีก อย่ายอมแพ้ ทำหน้าที่ของตนเหมือนที่เคยทำ ต่อให้ไม่รัก รินก็จะได้ความเคารพไปจนตลอดชีวิต เข้าใจไหมลูก” เพ็ญแขอบรมด้วยความรักจริงใจ

ooooooo

บ่าวสาวเปลี่ยนเป็นชุดไทย นั่งตั่งรดน้ำ นายอำเภอสวมมงคลและกล่าวอวยพร “มงคลแฝดนี้ขอให้ร้อยรัดคุณทั้งสองไว้ด้วยกัน อย่าได้มีอะไรมาทำลายไป”

ผู้ใหญ่สวมพวงมาลัยให้บ่าวสาว แก้วรดน้ำอวยพร “น้ำเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่มันใส่ น้ำจึงไม่มีอัตตาตัวตนเมื่อหลอมชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็ขอให้อภัยต่อกัน ใช้ความเมตตาต่อกันนำทางไปนะลูก”

เพ็ญแขรดน้ำศรัณย์กล่าว “ผู้หญิงคนนี้คือปดิวรัดา ภรรยาที่หาได้ยากยิ่ง คุณจะค่อยๆเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด ขอให้รักษาเธอเอาไว้ให้ดีนะคุณปลัด” จากนั้นหันมารดน้ำรินที่น้ำตาคลอ “คำว่าภรรยาเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ หน้าที่เป็นหลักใจให้แก่สามี หลักชีวิตให้แก่ลูกหลานดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่ล่ะหน้าที่ของผู้สร้างโลก”

รินก้มหน้ารับน้ำตาร่วงเผาะ ศรัณย์รู้สึกซาบซึ้งไปด้วย แขกเหรื่อทยอยเข้ารดน้ำอวยพร ไม่ทันไร ดวงสวาทในชุดดำโผล่เข้ามาทิ้งกระเป๋าเดินทางโครม มองศรัณย์น้ำตาไหล ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริด ศรัณย์ลุกพรวดมงคลบนหัวร่วงหล่นลงพื้น เพ็ญแขตกใจติงใครกันแต่งชุดดำมางานมงคล แก้วอุทานชื่อดวงสวาท ชรัตน์ได้สติกดศรัณย์ให้ลงนั่งสวมมงคลคืนแล้วกระซิบบอกว่าจะไปจัดการให้ ศรัณย์ยอมพนมมือตามเดิม โชติบอกแขกทุกคนว่าไม่มีอะไร

ชรัตน์ปรี่ไปดึงมือดวงสวาทออกไปที่สวนบ้าน ต่อว่าทำไมแต่งชุดดำมาร้องไห้กลางงานแบบนี้ ดวงสวาทสะอึกสะอื้นบอกตนไม่รู้ว่าศรัณย์แต่งงาน ชรัตน์บอกตนก็เพิ่งรู้ว่าเขาต้องแต่งงานกับคู่หมั้นตั้งแต่เด็ก หญิงสาวปล่อยโฮขอให้ช่วยตนด้วยแล้วเล่าเรื่องว่านริศเป็นพวกสิบแปดมงกุฎหลอกให้ตนแต่งงานด้วย ชรัตน์ติง แต่งงานเดือนเดียวหนีมาหาคู่รักเก่านี่มันเรื่องใหญ่ แล้วครุ่นคิด บอกจะพาเธอไปพักโรงแรมที่จองไว้ ดวงสวาทขอนั่งพักสักครู่

“งั้นก็ได้ อยู่รอผมตรงนี้นะครับ อย่าเข้าไปในงานของเขาอีก แค่นี้ก็เสียฤกษ์มากพอแล้ว”

ดวงสวาทหน้าเสียไม่รับปาก ชรัตน์กลับเข้าไปในงาน...ถึงพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ แก้วกำชับศรัณย์ไม่ให้ออกมาจากห้องจนกว่าจะพรุ่งนี้เช้า พอทุกคนออกจากห้องหมด รินก็เอ่ยปากถามศรัณย์ว่าผู้หญิงคนนั้นคือแฟนเขาใช่ไหม เขาพยักหน้าบอกว่าเธอแต่งงานไปก่อนหน้า

“แต่เขาก็มาถึงที่นี่...ทั้งน้ำตา คุณคงห่วงเธอมาก”

“เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ บ้านเราอยู่ติดกัน” ศรัณย์รู้ว่าไม่ควรออกจากห้องแต่ทนไม่ไหว “ฉันขออนุญาตต่อหล่อน แค่อยากรู้ว่าเขาร้องไห้ทำไม แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขา”

รินเหวอเขาจะออกไปได้อย่างไร ศรัณย์ถอดเสื้อและโจงกระเบนเปลี่ยนชุดทะมัดทะแมง ปีนลงทางระเบียง หญิงสาวไม่พอใจที่เขาไม่ให้เกียรติในวันสำคัญ...พอลงมาถึงข้างล่างไม่ทันที่ศรัณย์จะเดินไปไกล ดวงสวาทก็วิ่งเข้ามากอดร้องไห้บอกว่าจะหย่ากับนริศ เขาหลอกลวงตน

ชรัตน์เดินมาต่อว่าหาดวงสวาทตั้งนาน มาอยู่นี่เอง และโวยศรัณย์ที่ออกมาจากห้องหอ แล้วไล่ให้กลับขึ้นไปพรุ่งนี้ค่อยคุยกัน ไม่ต้องห่วงตนจะดูแลเธอให้เอง ดวงสวาท ร้องว่ายังไม่ได้เล่าเรื่องให้เขาฟังเลย แต่ศรัณย์เชื่อเพื่อนวิ่งกลับไป หญิงสาวร้องไห้โฮอย่าทิ้งตน ชรัตน์กำชับให้ดวงสวาทรอตรงนี้แล้วเดินตามไปดูศรัณย์ว่าลงมาได้อย่างไร ศรัณย์เอาบันไดพาดปีนขึ้นไป ชรัตน์เงยมอง

“ชะอุ้ย! เจ้าสาวคนสวยยืนตาเขียวอยู่โน่น เขาจะถีบบันไดแกไหม”

“เขาอยู่บ้านนี้มาเป็นเดือนแล้ว เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก ฝากคุณดวงด้วยนะ”

ขาดคำศรัณย์ปีนขึ้นไปกลางบันได รินมองลงมาด้วยสายตาคมกริบ ข่มใจว่าจะไม่โกรธๆ แต่มือมันยื่นออกไปผลักบันได เสียงศรัณย์ร้องเฮ้ย...ตามด้วยเสียงตุ้บ ชรัตน์โดดหลบเอาตัวรอดกลัวเพื่อนหล่นมาทับ ศรัณย์ร้องโอดโอย

แก้วกำลังคุยชื่นชมกับเพ็ญแขว่ารินเป็นเด็กเรียบร้อย จิตใจดี พลันต้องสะดุ้งกับเสียงร้องของศรัณย์ เสนอกระซิบว่าคงไม่มีอะไร...ศรัณย์นอนแอ้งแม้ง ชรัตน์ถามไหนบอกว่าเจ้าสาวไม่ใช่คนอย่างนั้น แล้วหัวเราะชมรินเป็นผู้หญิงใช้ได้ทีเดียว ศรัณย์โวยไปชมทำไม ทำตนแสบนัก รินมองลงมานิ่งๆก่อนจะสะบัดหน้ากลับเข้าไป ศรัณย์เจ็บใจแต่ก็ต้องปีนขึ้นทางเดิม

รินไม่คิดว่าเขาจะกลับขึ้นมาจึงไม่ทันปิดประตูระเบียง ทั้งสองยื้อดันประตูกันแต่รินสู้แรงศรัณย์ไม่ได้จะล้มหงายหลัง ศรัณย์โดดเข้าคว้าตัวเธอไว้ทัน ข้างล่างสะดุ้งอีกครั้งกับเสียงร้องของริน นายอำเภอยิ้มๆทำนองแบบนี้ลูกดกแน่...รินตั้งตัวได้ผละออกจากศรัณย์ เขาต่อว่า

“เอาบันไดออก กล้ามากนะ...คิดอีกที ดีใจจัง” รินงงดีใจอะไร “หล่อนมีหัวใจ ฉันนึกว่าหัวใจหล่อนอยู่ที่ต้นไม้ อยู่ที่ม่าน อยู่ที่มีดในครัวนั่นเสียอีก”

“ดิฉันเห็นคุณกอดกับผู้หญิงคนนั้น” ศรัณย์ฟังแล้วหัวเราะ เธอโวย “หัวเราะอะไร!”

ศรัณย์ยื่นหน้ามากระซิบข้างหูรินว่า “หล่อนหึงฉัน...” รินร้องอ๊าย...ผลักเขาเต็มแรงไปกระแทกตู้ ของตั้งโชว์หล่นแตกเพล้ง

แขกเหรื่อข้างล่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพ็ญแขกับแก้วยิ้มแหยๆ...รินโวยศรัณย์มองอะไร เขาบอกว่ามองหน้าเธอเหมือนที่เธออยากให้มอง รินให้หยุดไม่ต้องมองอีก แต่เขายั่วว่าหยุดไม่ได้เพราะชอบ หญิงสาวหน้าแดงสะบัดหน้าจะออกไปห้องนอนเล็กที่ประตูเชื่อมกันแต่เปิดไม่ออก

“ห้องนอนเล็กเป็นห้องของดิฉัน ดิฉันต้องเข้าได้สิ”

ศรัณย์บอกว่าแม่สั่งให้ล็อก รินแบมือขอกุญแจเขาชี้ว่าอยู่ในลิ้นชัก แต่พอเธอเปิดดูกลับไม่มี รู้ว่าเขาหลอกก็โกรธเดินเข้าหาจะเอาเรื่อง ศรัณย์แกล้งยื่นขาให้สะดุด เธอล้มมาในอ้อมกอดเขา รินยิ่งปรี๊ดทุบเขาอั้กๆ ร้อง “อี๊ เอามือสกปรกออกไปนะ เมื่อกี้คุณเพิ่งไปกอดคนอื่นมา”

ศรัณย์แก้ตัวเขาไม่ได้เริ่ม เธอมากอดเอง รินดิ้นผลักไส เขาจึงแกล้งยื่นหน้ามาใกล้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “วันนี้เป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเรา ชีวิตเราในวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไงไม่รู้เลย”

รินถามกลับเขามีความเป็นมนุษย์อยู่แค่ไหน ชายหนุ่มงง “สัตว์มีความอยาก แล่นไปตามใจอยาก มนุษย์มีความข่มใจ ข่มใจเพื่อรักษาหน้าที่ รักษาคุณธรรม ถ้าคุณมี ชีวิตก็เป็นสุข แต่ถ้าไม่ ชีวิตก็จะวุ่นวายไม่จบสิ้น อยู่ที่คุณคนเดียว”

ศรัณย์อึ้งกับคำสั่งสอนศีลธรรม รินสะบัดตัวออกวิ่งไปคว้าพวงกุญแจทั้งพวงของเขา พยายามไขทีละดอกจนเปิดประตูได้ ศรัณย์นั่งมองยิ้มๆ รินเข้าห้องได้ก็ล็อกประตูโล่งอก

ศรัณย์ตะโกน “นั่นกุญแจผมนะ กุญแจทุกอย่างของผมอยู่ในนั้น”

รินดึงลูกกุญแจห้องออกไว้ “คนเจ้าชู้ อย่าหวังเลยว่าฉันจะเข้าไปวุ่นวายกับรักเศร้าเคล้าน้ำตาของพวกคุณ ต่างคนต่างอยู่เถอะ” ว่าแล้วรินก็เปิดประตู ไถลพวงกุญแจออกมาตามพื้น แล้วรีบปิดประตูล็อกตามเดิม ศรัณย์ยิ่งขำกับการกระทำของริน

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #3 on: 10 July 2026, 21:36:56 »


ตอนที่ 3

อรุณฤกษ์กลับจากเที่ยวเชียงรายกับเพื่อนๆถึงสองเดือน หอบของมาฝากสาวๆบ้านบำรุงประชากิจ จึงเพิ่งรู้เรื่องรินเปลี่ยนชื่อเป็นบราลีจะแต่งงานวันนี้ ส่วนบราลีเปลี่ยนชื่อเป็นบรานีแถมถูกกำชับห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร อรุณตกใจทิ้งกำไลหยกที่เอามาฝากรินตกแตก

บรานีเล่ารายละเอียดที่รินต้องไปแต่งงานให้ฟัง อรุณหน้าเครียดจะไปดูให้เห็นกับตาว่ารินมีความสุขดี ถ้าไม่ตนจะพากลับ บรานีตกใจรีบมาบอกบุรณีเพื่อช่วยกันหาทางห้ามเกรงความจะแตก บุรณีตำหนิพี่สาวดูไม่ออกเลยหรือว่าอรุณชอบรินมานานแล้ว

เช้าวันใหม่ รินลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นศรัณย์อยู่ในชุดทำงานยืนมองอยู่ปลายเตียง ก็สะดุ้งลุกพรวดดึงผ้าห่ม กายโวยเข้ามาได้อย่างไร ศรัณย์ชูอุปกรณ์ที่ใช้งัด รินถามเข้ามานานเท่าไหร่แล้ว

“วันนี้หล่อนตื่นสายกว่าปกติ ฉันรู้คนเดียวว่าหล่อนเหนื่อยจากงาน แต่คนในบ้านคนอื่นคงคิดไปไกลว่าหล่อนเหนื่อยเพราะอะไรกันแน่”

รินหน้าแดง “ถ้ามาพูดอะไรบ้าๆแบบนี้ก็ออกไป เลยนะ”

“เฮ้อ...ภรรยาคนอื่นต้องกราบสามีก่อนนอน แต่หล่อนทำก้นกบฉันเกือบหัก ต่อไปนี้ฉันจะไม่คิดแล้วว่าหล่อนแสนดีเรียบร้อย หล่อนน่ะยัยผู้หญิงร้ายลึก”

“ดี...ระวังตัวไว้ให้มากๆเถอะ”

ศรัณย์แกล้งนั่งบนเตียง รินถดหนี เขาขำวางซองเงินให้บนหมอน บอกเมื่อวานเงินเดือนออกจึงเอามาให้ทั้งหมด รินถามแล้วเขาจะเอาที่ไหนกินใช้ เขาให้เธอจัดสรรให้กับเสนอเพราะเป็นคนซื้ออาหารกลางวันให้ตน รินข้องใจทำไมต้องทำแบบนี้

“ไม่รู้สิ คุณพ่อทำแบบนี้กับคุณแม่ ฉันก็ทำตาม ฉันเห็นหล่อนใช้เงินส่วนตัวทำนั่นนี่ให้บ้านนี้มาตลอด ฉันไม่อยากให้พ่อแม่หล่อนเอาฉันไปนินทา ฉันเองไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเท่าไหร่ เอาไปเถอะ” พูดจบ ศรัณย์กลับออกไป รินรู้สึกดีกับเขาขึ้นมาบ้าง

ด้านครอบครัวดวงสวาท นริศมารายงานว่าดวงสวาทหนีไป มหินท์กับนิจตกใจเพราะลูกไม่ได้กลับมาบ้าน จึงถามทะเลาะอะไรกัน เขาเล่าว่าเรื่องขายวัง ทั้งสองยิ่งตกใจเพราะเห็นเรื่องเกียรติยศเงินทอง เป็นหลัก โวยวายนริศทำแบบนี้ไม่อายใครๆบ้างหรือ เอาสมบัติของราชสกุลมาขาย นริศเห็นว่ามันเป็นของ นอกกายไม่เกี่ยวกับเรื่องดวงสวาทหายไป พอดีคนรับใช้ เอาโทรเลขจากดวงสวาทมาให้ มหินท์รีบเปิดอ่าน “ไม่ต้องห่วง จะพักอยู่บ้านสุนันทา สบายใจแล้วจะกลับ”

นริศโล่งใจขึ้นเมื่อรู้ว่าดวงสวาทปลอดภัยไปอยู่กับลูกพี่ลูกน้องที่นครศรีธรรมราช แต่มหินท์กับนิจ ยังซักฟอกเรื่องที่เขาขายวัง...

ในขณะเดียวกันดวงสวาทยังเสียใจเรื่องศรัณย์แต่งงาน บอกชรัตน์ว่าจะไปอยู่กับน้องสาวที่นครศรีธรรมราช ชรัตน์จะแวะไปหาศรัณย์ก่อนขึ้นรถไฟกลับพระนคร ถามมีอะไรจะฝากบอก

“เขามีเจ้าของแล้ว ไม่ใช่ผู้ชายของฉันอีกต่อไป ฉันจะพูดอะไรได้อีกล่ะคะ” ดวงสวาทน้ำตาไหล ชรัตน์ ส่งยิ้มให้กำลังใจ...

ชรัตน์เล่าเรื่องนริศไม่ได้รวยจริงและดวงสวาทไม่รู้ว่าศรัณย์แต่งงานเลยใส่ชุดดำมา ให้ศรัณย์กับแก้วฟัง แก้วเปรยยุคสมัยนี้จะมีเจ้านายสักกี่คนที่รักษาสมบัติไว้ได้ แก้วย้ำกับศรัณย์ต้องตัดใจต่างคนต่างแต่งงานไปแล้ว ปัญหาใครใครต้องแก้ เราจะช่วยอะไรไม่ได้ ศรัณย์รับคำ แก้วสบายใจขึ้นจะไปทอดกฐินกับภรรยานายอำเภอสักสี่ห้าวัน ลูกมีภรรยาดูแลแล้วค่อยหมดห่วง

ศรัณย์เดินมาส่งชรัตน์หน้าบ้าน ชรัตน์นึกได้เล่าเรื่องก่อนหน้านี้ที่เจอบุรณี เธอบอกว่าตนจำผิดว่าพี่สาวคนที่ตนเจอชื่อบรานีไม่ใช่บราลี ตนแน่ใจว่าเจ้าคุณมีลูกสาวสองคน ศรัณย์หัวเราะ

“เขาคงเตรียมการมาบางอย่าง ดูเอาเถอะ ท่านเจ้าคุณคนนี้ไม่กล้ามางานแต่งฉันด้วยซ้ำ คนต่ำต้อยอย่างฉันจะไปว่าอะไรท่านได้ ท่านให้เราแต่งกับคนไหนก็ต้องแต่งกับคนนั้น”

“ถ้าแบบนั้น เจ้าสาวของนายเป็นใครวะ”

“เอาเป็นว่า ถ้าเจอพวกบำรุงประชากิจอีก นายก็รีบเข้าไปทำความรู้จัก ไปสืบมาให้ได้ว่าเรื่องราวมันยังไงกันแน่”

ชรัตน์รับปากทันทีเพราะถนัดเรื่องเข้าหาสาวๆอยู่แล้ว บุรณีก็สวยถูกใจ พูดแล้วคิดถึง ศรัณย์ดีดหูเรียกสติเพื่อน ชรัตน์ร้องลั่นด้วยความเจ็บ

ooooooo

ที่ว่าการปลัดอำเภอ ศรัณย์คุยกับโชติเรื่องเสือขาวเวลาปล้นมีการปิดหน้าตา ทำให้ไม่มีใครรู้จักว่าเป็นคนจากที่ไหน บ้างก็ว่าเป็นคนพัทลุง บ้างก็ว่าหาดใหญ่ นับเป็นโจรที่รอบคอบวางแผนมาดี โชติเห็นด้วยและบอกพักหลังชาวบ้านไม่ยอมให้ปากคำ ส่ายหน้าหนีกลัวมันหัวหด

ศรัณย์คิดว่าชาวบ้านไม่ได้กลัวแต่ไม่อยากยุ่งมากกว่า เพราะพักหลังเสือขาวปล้นแต่คนรวยไม่ได้ปล้นวัวควายหรือทรัพย์สินชาวบ้านอีก แล้วพวกเขาจะหาเรื่องเดือดร้อนทำไม โชติชื่นชมว่าศรัณย์พูดตรงดี ชาวบ้านผิดหวังกับคนส่วนกลางมานานจึงต้องปกป้องตัวเอง

“ที่ผมขอตัวคุณมาเนี่ย เพราะรู้ว่าคุณตั้งใจทำงาน เรามาช่วยกันนะครับคุณโชติ ทำให้ข้าราชการเป็นที่พึ่งของประชาชนอีกครั้ง”

“ผมเป็นคนที่นี่ ถ้าคุณจริงใจกับชาวบ้านอย่างเราๆ ผมช่วยเต็มที่”

ศรัณย์ยิ้มรับแล้วถามไม่มีใครรู้จักพวกเสือขาวบ้างเลยจริงหรือ โชติบอกว่ามีเสือบางที่พอจะรู้ว่าเป็นลูกเขยของกำนันคล้าย แต่ไม่ได้ญาติดีต่อกัน เคยเอาปืนไล่ยิงกัน ศรัณย์แปลกใจ

“ลูกสาวกำนันรักกับเสือบางก่อนที่เขาจะเป็นเสือ ทีนี้กำนันกีดกันเพราะเห็นว่าไอ้บางไม่ทำงานทำการ ไอ้บางโมโหมันเลยปล้นควายบ้านกำนันแล้วฉุดลูกสาวกำนันไป ประกาศตัวเป็นเสือบางตั้งแต่คืนนั้นครับ”

ศรัณย์เห็นว่าข้อมูลแน่นขนาดนี้ทำไมไม่พาตำรวจไปจับ โชติยิ้มแหยๆ ไว้ไปเจอกำนันคล้ายแล้วจะเข้าใจ...เสนอขับรถพาศรัณย์กับโชติมาบ้านกำนันคล้าย เขามีท่าทางกวนประสาทมาก ไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ศรัณย์แปลกใจเป็นกำนันทำไมไม่ดูแลชาวบ้าน โชติเล่าว่าเสือบางเข้าปล้นหมู่บ้านหลายครั้ง กำนันกับลูกชายพาพวกไปปกป้องชาวบ้าน ทำให้ลูกชายคนเดียวถูกยิงตาย ศรัณย์เข้าใจแล้วว่ากำนันเลยกลัวเสือบางหัวหด เสียงกำนันคล้ายดังลั่น

“เฮ้ย!พูดให้ดีๆนะ เป็นปลัดก็ใช่ว่าจะมาพูดหมาๆได้ คนแถวนี้มันแรง รู้ไว้ด้วย”

โชติปรามกำนันให้ใจเย็น กำนันด่าศรัณย์ไอ้ลูกหมา ศรัณย์ชักปืนออกมายิงไปที่กระป๋องนมที่แขวนอยู่ไกลพอควร เป็นการแสดงให้เห็นว่าตนมีดีพอที่จะมาปราบโจร กำนันยังไม่เชื่อ

“สำอาง สะโอดสะองอย่างคุณ กลับไปลีลาศต่อพระนครเถอะ”

“มาช่วยก็ว่า ไม่มาก็หาว่าทอดทิ้ง จะเอาไง หา...” ศรัณย์เริ่มฉุน กำนันตวาดอยากตายด้วยความคึกคะนองก็ไปตายที่อื่นให้ไกลเมืองนี้ และว่าเสือพวกนี้มันเลิกปล้นชาวบ้านแล้ว มันจะเอาแต่เงินคนรวย ศรัณย์สวน แล้วเมื่อคนรวยถูกปล้นหมด มันจะไม่วกกลับมาปล้นชาวบ้านหรือ และที่ลูกชายตายไม่อยากแก้แค้นให้หรือ กำนันเสียงอ่อนลงว่าปล่อยไปตามบุญตามกรรม ศรัณย์รู้ว่ากำนันเห็นตนแล้วนึกถึงลูกชายตัวเองที่ตายเลยโกรธ

กำนันโดนจี้ใจดำยิ่งโมโห เสนอช่วยพูดว่าตนเป็นพี่เลี้ยงศรัณย์ตั้งแต่เด็ก ตนรับประกันว่าเขาชกต่อย ยิงปืนเก่งมากไม่แพ้โจรคนไหน กำนันมองหน้าแล้วบอกต้องทดสอบ กำนันให้เสนอถือของในมือ กางแขนเพื่อให้ศรัณย์ยิง เสนอขาสั่นพั่บๆ แต่แล้วศรัณย์ก็ยิงได้อย่างแม่นยำ ศรัณย์รู้ว่ากำนันต้องการให้พิสูจน์ฝีมือให้ชาวบ้านได้เห็น จากนั้นกำนันก็ยอมร่วมมือ...

ooooooo

บ่ายวันนั้นดวงสวาทโทรศัพท์ติดต่อญาติที่จะไปพักด้วย ปรากฏว่าทั้งครอบครัวไปเที่ยวหาดใหญ่ จึงเคว้งไม่รู้จะไปไหน

สายหอบกระเป๋าเสื้อผ้ามาลาออกกับริน เสริมหน้าเสียไม่อยากไป รินตกใจบอกแม่แก้วไม่อยู่จะมาลาออกแบบนี้ แม่กลับมาตนจะบอกว่าอย่างไร สายย้อนถามไม่คิดจะไล่ตนออกหรือ เพราะเห็นเธอแย่งทำงานทุกอย่าง รินอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะยกมือไหว้ขอโทษสาย บอกที่ตนทำงานทุกอย่างเพื่อแก้เหงาไม่คิดจะแย่งงานเธอ สายรับไหว้แทบไม่ทันร้องลั่น เป็นคุณนายอะไรมาไหว้คนใช้ รินถอนใจบอกตนไม่ใช่ผู้ดีมาจากไหน สายเลือดคือๆกับเธอ สายงง รินเฉไฉ

“เกิดมาไม่มีชาติตระกูลค้ำคอมันก็สบายอย่างนี้แหละ จะไหว้ใครก็ได้นะ แม่สายอยู่ช่วยงานที่บ้านนี้

ไปก่อน ที่ผิดที่พลาดไปก็มาเริ่มกันใหม่นะ”

เสริมดีใจหอบกระเป๋ากลับห้องพัก สายยิ้มแหยๆ ไม่คิดว่ารินจะใจดีแบบนี้ ไม่ทันไรเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น รินเดินมาเปิดประตู ทันใดก็พบดวงสวาทยืนหน้าเข้มพร้อมกระเป๋าเดินทาง แล้วเธอก็เป็นลมล้มลง รินตกใจเข้าประคองร้องให้คนในบ้านมาช่วย

ดวงสวาทฟื้นขึ้นมาบอกรินว่า เมื่อคืนนอนไม่หลับ ข้าวก็ไม่ได้ทาน แล้วเล่าว่าจะไปพักกับเพื่อนแต่เขาไม่อยู่ ไม่อยากนอนโรงแรมต่อไปคนเดียวเลยมาที่นี่ สายซึ่งแอบดูอยู่กับเสริมตื่นตูมตามนิสัยอุทาน “เอาแล้วเอาหล่า เมียเก่ากับเมียใหม่มาเจอกัน จะตบกันไหมล่ะฮึ”

ดวงสวาทร้องไห้จับมือรินขอโทษเรื่องเมื่อวาน รินปลอบว่าเดี๋ยวศรัณย์ก็กลับมา

“งานแต่งงานของคุณเป็นงานเล็กๆแต่กลับอบอุ่นเหลือเกิน งานแต่งงานของดิฉันมีแต่เรื่องหลอกลวง ฉันโชคไม่ดีเหมือนคุณ” ดวงสวาทร่ำไห้

สายผิดหวังที่ไม่มีการตบกันอย่างในละคร รถศรัณย์แล่นเข้ามา เสริมออกไปรายงาน ศรัณย์ตกใจรีบเข้ามาในบ้าน รินวางอาหารที่จัดให้ดวงสวาทแล้วจะเลี่ยงออกไป ดวงสวาทห้ามไว้ บีบน้ำตาเล่าเรื่องให้ศรัณย์ฟัง

“ดวงคลาดกับคุณชรัตน์ คุณจำสุนันทาได้ไหมคะ จะไปหาเขาเขาก็ไม่อยู่ คืนนี้คงต้องขอพักที่นี่ก่อน ดวงไม่เคยพักโรงแรมคนเดียว แต่ถ้าคุณจะให้ไป ดวงไปก็ได้ค่ะ”

ศรัณย์อ้ำอึ้งเกรงใจริน รินจึงเอ่ยปากให้ดวงสวาทพักที่เรือนเล็กได้ แล้วปล่อยให้ทั้งสองคุยกัน เสนอนั่งนิ่งไม่ยอมออก ศรัณย์เรียกชื่อ เสนอทำซื่อรับว่าตนชื่อเสนอ ชื่อเต็มว่าเสนอหน้า ศรัณย์ตบหน้าแข้งตัวเองเป็นการขู่อยากโดนใช่ไหม เสนอหน้าเสียคลานดุ๊กๆออกไป

เสนอออกมาติงรินไม่น่าปล่อยทั้งสองอยู่กันตามลำพัง รินเห็นใจที่ดวงสวาทมีปัญหากับสามีและที่เธอมาก็ไม่ได้มีเจตนามาขัดขวางงานแต่งงานของตน เสนอถอนใจเกรงถ่านไฟเก่าจะคุ

“ถ้าไว้ใจไม่ได้ก็ปล่อยมันคุขึ้นมาเสียตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าอยู่ๆไปไปคุเอาตอนหลัง ตอนที่เอ้อ...อะไรๆก็แก้ไขไม่ได้แล้ว”

เสนอเกาหัวแกรกๆที่รินใจดีเกินไป...ขณะเดียวกันดวงสวาทออดอ้อนให้ศรัณย์ป้อนข้าว อ้างไม่มีแรงจะสู้กับปัญหาชีวิต แล้วพยายามพูดคุยรำลึกความหลังที่จับมือกันครั้งแรก จูบกันครั้งแรก ศรัณย์จำได้แต่ทำเป็นปัดว่าลืม หญิงสาวจับใบหน้าชายหนุ่มอย่างสุดแสนเสียดาย เอ่ย

“ความอ่อนหวานของคุณ ความผูกพันแบบนั้น ดวงไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของแล้ว ดวงไม่มีสิทธิ์อีกแล้วใช่ไหม”

“เจ็บปวดใช่ไหม เพิ่งรู้สึกหรือ ผมเจ็บแบบนี้มาเดือนนึงแล้ว คุณแต่งงานก่อนผมเสียอีก จำไม่ได้หรือไง” แววตาศรัณย์โกรธกึ่งน้อยใจ

ดวงสวาทน้ำตาไหลพรากสารภาพว่าเลือกคนผิด อ้างเพราะเชื่อพ่อแม่ ขอให้เขาอภัยให้ ระหว่างนั้นอรุณเดินทางมาถึงตะโกนเรียกหารินหน้าบ้าน รินตกใจรีบออกมาเปิดประตูรับ เสริมมารายงานศรัณย์ว่ารินมีเพื่อนมาคุยอยู่ในสวน จับมือถือแขนเหมือนที่เขากำลังทำอยู่ ศรัณย์ผละออกขอตัวทันที ดวงสวาทหน้าเจื่อนรีบตามออกไป

อรุณจับมือรินบอกตนเป็นห่วง รินพยายามดึงมือออกบอกตอนนี้ตนมีหน้าที่รับผิดชอบ ที่มานี่ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณ ขอให้เขาเข้าใจและช่วยปกปิดความลับให้ด้วย อรุณบอกเข้าใจแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ อยากรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ศรัณย์เดินเข้ามายืนข้างๆ รินจึงแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน ศรัณย์เอ่ย เด็กไปบอก นึกว่าญาติที่ตกค้างจากงานแต่งงาน

“ผมไม่ใช่ญาติ แต่สนิทกันยิ่งกว่าญาติ บ้านเราอยู่ติดกัน หน้าที่ของผมตั้งแต่เด็กคือดูแลสามสาวบ้านบำรุงประชากิจ” ท่าทางเอาเรื่องของอรุณทำให้ศรัณย์อึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากขอบคุณที่มาแสดงความยินดี อรุณกลับบอกว่าจะยินดีมากน้อยขึ้นอยู่กับว่ารินมีความสุขแค่ไหน

รินหน้าเสียตัดบทบอกอรุณว่าจะให้เสริมพาไปพักโรงแรมในเมืองเพราะเรือนหลังเล็กให้ดวงสวาทพักแล้ว อรุณสงสัยว่าใคร รินอึกอักๆ บอกเป็นเพื่อนศรัณย์ แล้วหันมาขออนุญาตศรัณย์ให้อรุณพักที่เมืองนี้สักสองวัน อรุณแทรกว่าอาทิตย์หนึ่งเป็นอย่างน้อย ศรัณย์หงุดหงิดใจ

ด้วยข้องใจอรุณจึงใช้เงินง้างปากเสริมให้บอกว่าดวงสวาทเป็นใคร เสริมเล่าหมดเปลือก อรุณยิ้มย่องจะคอยดูว่าศรัณย์จะใจแข็งไปได้ขนาดไหน

ooooooo

มื้อเย็น ทั้งอรุณและดวงสวาทมาร่วมรับประทานที่เรือนใหญ่ ศรัณย์แปลกใจที่ไม่มีน้ำพริกลงเรือ สายรีบรายงานว่าคุณนายมอบหน้าที่ทำอาหารแก่ตน เขาชำเลืองมองรินเห็นหน้านิ่ง ก็รู้ว่าคงงอน สายสาธยายว่ามีมัสมั่น เสนอแทรกถ้าไม่บอกนึกว่าซุบไก่เพราะน้ำเจิ่ง เสริมขำ

รินหันมาถามดวงสวาททานไหวไหมหรืออยากทานข้าวต้ม เธอบอกทานได้ หญิงสาวเอื้อมมือไปตักอาหารพร้อมกับอรุณ ต่างชะงักที่ใจตรงกันแต่ตักคนละอย่าง อรุณตักให้ริน ดวงสวาทตักให้ศรัณย์ ทั้งสองยิ้มให้กันที่ใจตรงกันอยู่ดี ดวงสวาทคุยว่าตนเป็นเพื่อนกับศรัณย์แต่เด็กเพราะบ้านติดกัน เลยรู้ว่าเขาชอบกินแตงกวา อรุณอวดว่าตนก็รู้ว่ารินชอบกินสับปะรด

ศรัณย์มองรินหน้าเข้ม รินวางหน้าไม่ถูก ดวงสวาทตอกย้ำว่าศรัณย์เป็นเด็กที่ร่าเริงสดใส

“ก่อนที่จะกลายเป็นคนซึมเศร้าเพราะครอบครัวล้มละลาย” ศรัณย์ต่อให้ด้วยแววตาเจ็บปวด รินตกใจเพิ่งรู้เรื่องนี้

ดวงสวาทไม่สนใจกลับเล่าถึงเรื่องที่ศรัณย์เอาใจดำน้ำจับกุ้งมาให้ตนกินทั้งที่ฝนตกฟ้าร้อง อรุณแทรกว่าตระกูลศิวะเวทย์ของศรัณย์ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะจับกุ้งเป็น ศรัณย์บอกว่าเห็นไข่กุ้งจึงรู้ว่าต้องมีแม่กุ้ง แค่ดำลงไปตามเสาของท่าน้ำก็เจอ ดวงสวาทหัวเราะเสียงใสเล่าต่อพอเจ้าคุณนิติรู้ ใช้ไม้เรียวตีเขาจนหลังลายพร้อย แต่เขากลับบอกว่าคุ้มที่ได้กินกุ้งกับตน...อรุณชมเปาะว่าซาบซึ้งจริงๆ เสนอพึมพำกับเสริมว่าทั้งสองจะพูดความหลังขึ้นมากันทำไม

อรุณรื้อฟื้นความหลังบ้างว่ารินเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสาร เห็นเพื่อนโดนนักเรียนชายแกล้งแย่งปิ่นโตไปก็ยกของตัวเองให้ ตอนหลังมารู้ความจริงว่าสองคนนั้นเป็นพี่น้องกัน วางแผนจะหลอกเอาอาหารกลางวันของรินทุกวัน ตนจึงเข้าไปต่อยนักเรียนชาย ดวงสวาทฟังแล้วหัวเราะร่าศรัณย์กับรินนั่งอึดอัด เสนอทนไม่ไหวถามโพล่งขึ้นว่าดวงสวาทจะกลับกรุงเทพฯเมื่อไหร่ ตนจะเตรียมรถไปส่งที่สถานีรถไฟ หญิงสาวอึ้งสบตาศรัณย์ แต่เขานิ่งเฉยจึงบอกว่าพรุ่งนี้ก็ได้

คืนนั้น รินให้เสนอมาทำกลอนห้องนอนให้ใหม่ ศรัณย์เข้ามาเห็นมองหน้าเชิงตำหนิ เสนอรู้ตัวรีบบอกเองว่า ตนไม่ได้ชื่อเสนอเฉยๆ แต่คือเสนอหน้า ศรัณย์ย้ำจะเขียนชื่อนี้บนป้ายหลุมฝังศพเขา แล้วชี้ที่เท้าเป็นการเตือน เสนอรีบวางกลอนลง ทำทีหาวหวอดขอตัวไปนอน รินร้องอ้าว ยังทำไม่เสร็จเลย ศรัณย์เปรยกลอนซับซ้อนแค่ไหน ตนใช้ปืนยิงทีเดียวก็พัง

“งั้นฉันจะทำเอง” รินโกรธหยิบกลอนขึ้นมา ศรัณย์จับมือต่างชะงักเหมือนโดนไฟช็อต รินทิ้งกลอนลงดึงมือออกบอกพรุ่งนี้จะให้อรุณมาทำให้ ศรัณย์โกรธกระชากเธอมากอด โวย

“พูดอะไรออกมา! ฉันเป็นเจ้าของบ้าน ให้ผู้ชายอื่นมาซ่อมบ้าน ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ให้เกียรติกันบ้างสิ”

“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ คุณให้เกียรติฉันแค่ไหน”

ศรัณย์โต้ว่าเธอเป็นคนให้ดวงสวาทพักที่นี่ รินนึกได้จ๋อยไป ศรัณย์เหน็บต้องขอบคุณแฟนเก่าเธอที่มาเล่าว่าเธอเป็นคนอย่างไร ไม่อย่างนั้นตนคงงงเพราะเมื่อวานยังโกรธแทบฆ่าตน รินสวนว่าอรุณไม่ใช่แฟนเก่า ดวงสวาทต่างหากที่เป็นแฟนเก่าเขา ถึงขนาดเสี่ยงตายลงไปงมกุ้งให้ ทีกับตนอะไรนักหนากับน้ำพริกลงเรือ ศรัณย์ยิ้มออกมา แหย่

“เขาเรียกงอนใช่ไหม หน้าตาแบบนี้ น่ารักดี ยังไงนายอรุณฤกษ์ก็ได้แต่มอง ส่วนฉันน่ะจับได้หยิกได้” ว่าแล้วศรัณย์ก็หยิกแก้มริน เธอร้องว่าเจ็บ เขายิ่งหัวเราะ เธอจึงหยิกแก้มเขาบ้าง ศรัณย์ร้อง “โอ๊ย...ยัยผู้หญิงร้ายลึก ไหนบอกไม่สู้คนไง”

“พี่อรุณเขาไม่รู้หรอกว่าฉันเปลี่ยนไปมากแค่ไหนตอนมาเจอคุณเนี่ย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอใครกวนโมโหเหมือนคุณเลย ออกไปนะ ออกไปจากห้องฉันได้แล้ว ไม่ออกใช่ไหม นี่แน่ะ นี่ๆ” รินคว้าไม้กวาดไล่ปัดเขาให้ออกไป ศรัณย์หัวเราะเสียงดังวิ่งหนีรอบห้อง

ดวงสวาทยืนอยู่สนามหน้าบ้านได้ยิน รู้สึกใจหายที่จะเสียเขาไปแน่แล้ว หวนคิดถึงอดีตที่เคยหยอกล้อกับศรัณย์ และเขาเคยบอกว่าตนเป็นผู้หญิงคนเดียวในโลกที่ทำให้เขาหัวเราะได้...เสียงศรัณย์บอกรินว่าทำร้ายเจ้าพนักงานมีความผิด รินโต้ยินดีเสียค่าปรับ

“รู้ไหมนี่มันของต่ำ ไหนบอกว่าเรียบร้อย กุลสตรีเขาไม่ทำรู้ไหม”

“ข้อยกเว้นกับคุณ ยกเว้น ยกเว้นทุกอย่าง นี่แน่ะจะออกหรือไม่ออก ออกไปได้แล้ว”

เสียงศรัณย์หัวเราะทำให้ดวงสวาทน้ำตาไหลพราก ตนไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้เขาหัวเราะอีกแล้ว รู้สึกเจ็บปวดใจมาก ด้านรินเมื่อศรัณย์ออกไปจากห้องก็ลากตู้มาดันประตูไว้

ooooooo

เช้าวันใหม่ ดวงสวาทลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัว ยืดอกเพราะผ่านพ้นความเจ็บปวดมาได้ สีหน้ามุ่งมั่น “คุณเคยบอกว่าคุณเจ็บเพราะฉัน เจ็บแล้วอยู่เฉยๆ นั่นคือคุณ...ศรัณย์ แต่คนอย่างดวงสวาทไม่เคยเจ็บแล้วอยู่เฉยๆ”

รินลืมตาตื่นเห็นศรัณย์ยืนยิ้มที่ปลายเตียงเหมือนวันก่อนก็รีบลุกพรวดมองไปเห็นตู้ถูกผลักเลื่อนออก จึงโวยถามจะเอาอะไรอีก ชายหนุ่มยิ้มๆ บอกว่าเย็นนี้ต้องมีน้ำพริกลงเรือ เธอสะบัดหน้าว่าไม่...เขาโพล่งออกมา

“คนบ้านหล่อนทั้งบ้านเลย หลอกลวงผิดสัญญา เอาเปรียบ!”

“นี่พูดดีๆนะ แล้วที่ว่าบ้านฉันน่ะ บ้านฉันหลอกอะไรคุณ” รินสังหรณ์ใจ

ศรัณย์ปัดไปเรื่องอื่น “หน้าที่ของสามี ฉันยกเงินเดือน ทั้งหมดให้หล่อน แล้วหล่อนล่ะทำหน้าที่ของภรรยาได้ดีแค่ไหน”

รินโต้ว่าเขาไม่ชอบทุกอย่างที่ตนทำ มีคุณแม่คนเดียวที่ชอบ เมื่อท่านไม่อยู่ตนก็ไม่ต้องทำอะไร ศรัณย์แถว่าไม่ได้ชอบแต่รักษาสิทธิ์ เธอต้องทำหน้าที่ของภรรยา เย็นนี้ต้องมีน้ำพริกลงเรือไม่อย่างนั้นมีเรื่อง พูดจบก็เดินออกไป รินแทบกรี๊ดไล่หลัง...

อรุณและดวงสวาทมาเรือนใหญ่แต่เช้า ทั้งสองนั่งร่วมโต๊ะอาหาร ดวงสวาททำหน้าเศร้าขออนุญาตอยู่ที่นี่ต่อ สายอุทาน “เอาแล้วเอาหล่า อยู่ชั่วนาตาปี ชั่วนิจนิรันดร”

ทุกคนหันมอง เธอสะดุ้งนึกว่าตัวเองคิดเฉยๆ จึงกล่าวขอโทษที่คิดดังไปหน่อย ดวงสวาทอ้างว่าอรุณกลับเมื่อไหร่จะกลับด้วย อรุณจึงบอกว่าจะอยู่ดูว่ารินสุขสบายแน่หรือไม่ แล้วหันมาถามดวงสวาทว่าเธอมีปัญหาชีวิตแต่งงานอะไร เธอเศร้าลงถือโอกาสยั่วยุ

“พวกคุณไม่ได้รู้จักกันมาก่อน คุณทั้งสองแต่งงานกันด้วยหน้าที่เหมือนฉัน ฉันกับสามีก็แต่งงานกันด้วยหน้าที่ งานพิธีพวกนั้น หน้าที่พวกนั้น จะผูกพันชีวิตคู่ของเราได้นานแค่ไหนคะ”

ศรัณย์ถามว่าถามทำไม ดวงสวาทบอกว่าตอนนี้ตนไม่อยากเห็นหน้าสามี อยากหนีไปให้ไกลจากชีวิตคู่ รินเอ่ยถามจะหนีตลอดไปหรือ หนีจากคำสั่งของพ่อแม่ หนีจากสังคมที่รับรู้แล้วว่าทั้งสองแต่งงานกัน จะหนีได้จริงหรือ ดวงสวาทตอบว่าตนถามตัวเองจนนอนไม่หลับมาหลายคืน ถ้าตนทำตามใจพ่อแม่และสังคม แล้วชีวิตที่ไม่มีความสุขของตนใครจะรับผิดชอบ

“หน้าที่และอารมณ์สินะ” รินนึกถึงคำสอนของเจ้าคุณบำรุง “ชีวิตที่นำด้วยอารมณ์ อารมณ์จะพาไปขึ้นสวรรค์พาไปลงนรก เป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ชีวิตที่นำด้วยหน้าที่ หน้าที่ความรับผิดชอบจะพาไปทิศทางเดียว คือพาไปสู่สิ่งที่ดีงาม”

อรุณกับดวงสวาทบอกว่าพวกตนเลือกแล้ว เลือกความสุขของตัวเอง เพราะมันอาจมีแค่ครั้งเดียว ศรัณย์กับรินนิ่งอึ้งตอบไม่ถูก สายตบเข่าฉาด “เอาแล้วเอาหล่า น่าคิดจริงๆ”

เวลาผ่านไป รินนั่งเย็บผ้า อรุณเข้ามานั่งคุย รินบอกเขาไม่ต้องห่วงตน ตนอยู่มาเป็นเดือนแล้วไม่เดือดร้อนอะไร อรุณว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมายังบอกอะไรไม่ได้ ตนจะเฝ้าดูให้แน่ใจแต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากบอกรักเธอ รินอ่อนใจ

ศรัณย์ไม่ค่อยมีสมาธิทำงานเท่าไหร่ โชติเข้ามาเตือนว่าวันมะรืนต้องไปพบนายอำเภอเพราะนัดจดทะเบียนสมรสไว้ เขาลืมเสียสนิท โชติติงเจ้าสาวสวยขนาดนั้นลืมได้อย่างไร น่าจะอยากผูกมัดไว้ ศรัณย์ถามโชติที่เคยจดทะเบียนมาก่อนรู้สึกอย่างไร พิธีกรรมและกฎหมายผูกพันใจให้รักกันได้ไหม โชติตอบว่าผูกใจใครไม่ได้แต่มันเป็นหลักประกันว่าจะอดทน จะแก้ปัญหาจะสร้างความรักให้มากขึ้นทุกๆวัน ศรัณย์อึ้งคิดตาม

บ่ายวันนั้นดวงสวาทดักรอศรัณย์กลับมาเพื่อถามเขาคิดอย่างไร เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียนกับรินและยังแยกห้องนอนกันอยู่ ตนได้ยินและรู้ว่าเขายังไม่รักเธอ ศรัณย์ตอบไม่ถูกเดินหนีไปออกกำลังลงนวมหลังบ้าน ไม่วายอรุณเมามาท้าชกชิงตัวริน ศรัณย์ยิ่งหงุดหงิด อรุณวาดลวดลายท่ามวยต่างๆแต่เซไปเซมา ศรัณย์จึงใช้ท่ากวางเหลียวหลังซัดเขาลงไปกอง รินเห็นวิ่งเข้ามาห้าม เสนอวิ่งตามมา ตกใจหลุดคำอุทานของสาย “เอาแล้วเอาหล่า...”

รินต่อว่าศรัณย์ทำร้ายคนเมา เขาโต้ว่าอรุณมาท้าตนก่อนและบอกว่าเขารักเธอแล้วเธอรักเขาไหม รินอึกอัก ศรัณย์หงุดหงิดใจตะโกนลั่น “ผมไม่รู้เรื่องของคุณกับเขา แต่จู่ๆเขามาระรานผมแบบนี้มันไม่ถูก เขายังบอกอีกว่า เขาจะพาคุณหนี...อยากหนีหนีไปเลย พาเขาหนีไปเลย”

รินงงกับท่าทางศรัณย์แต่ก็เป็นห่วงอรุณจึงช่วยกับเสนอประคองพาไปอนามัย...ศรัณย์มานั่งหงุดหงิด ดวงสวาทเข้ามายั่วยวน พยายามเป่าหูว่าอรุณกับรินรักกันมาก่อน เธอจะไม่มีความสุขถ้าอยู่กับคนไม่มีหัวใจอย่างเขา ศรัณย์ย้อนถามใครบอกว่าตนไม่มีหัวใจ

“ก็หัวใจของคุณอยู่ที่ดวงไงคะ ส่วนหัวใจของดวงก็อยู่ที่คุณ” ดวงสวาทกุมมือศรัณย์

ศรัณย์ว่าเธอเอาแต่ใจตัวเองตั้งแต่เด็กไม่เคยหาย ดวงสวาทเกลี้ยกล่อมให้เขาเลิกเป็นปลัดแล้วไปทำไร่ที่เชียงใหม่กับตน ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ศรัณย์ใจหวิวเพราะนั่นเคยเป็นความฝันของเขา

รินนั่งมองหน้าอรุณที่นอนสลบยังไม่ฟื้น คิดถึงอดีตที่เขาไปต่อว่าเพื่อนที่หลอกเอาปิ่นโตตนไปแล้วชกหน้าพี่ชายเธอ แต่แล้วก็ล้มไม่เป็นท่าเพราะได้แต่วาดลวดลายเหมือนครั้งนี้ แต่เธอก็เสียใจที่เขาต้องมาเจ็บตัวเพราะตนอีก

พออรุณฟื้นก็จับมือรินแน่นขอให้หนีกลับพระนครไปกับตน ไปฟ้องที่บ้านว่าศรัณย์พาผู้หญิงเข้าบ้าน เขาดูถูกเธอ รินไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ อรุณจึงตัดสินใจบอกว่าตนจะแต่งงานกับเธอ รินตกใจไม่ทันตอบอะไร อรุณก็น็อกไปด้วยฤทธิ์ยา...เสนอเข้ามาชวนรินกลับบ้าน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ แล้วเสนอก็พยายามอธิบายว่าที่ดวงสวาทมาคงแค่อยากมาตั้งสติเพราะมีศรัณย์เป็นเพื่อนคนเดียวแต่เด็ก รินเข้าใจว่าทั้งสองผูกพันกัน เสนอแย้ง

“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ คุณเป็นเมียแต่ง ทั้งสวยทั้งแสนดี คุณรัณยังหลงเสน่ห์ปลายจวักคุณ ไม่สังเกตหรือครับ ถ้าไม่ใช่กับข้าวฝีมือคุณ เธอจะทานน้อยมาก”

“นายเหนอล่ะก็ ไอ้แบบนั้นมันหน้าที่แม่ครัว เขาหาแม่ครัวเก่งๆก็สิ้นเรื่อง คุณดวงเป็นคนสวยมาก ผ่องไปทั้งตัว ฉันสู้เขาไม่ได้หรอก” รินเดินเศร้าๆนำไปเสนอรำพึงถึงคุณหญิงแก้ว ว่าความรักกับความเสน่หา ความดีกับเสน่ห์ยั่วยวนใจ คุณหนูจะเลือกอะไร เสนอถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม

รินกลับมาถึงห้องนอน มองกลอนที่พังว่าจะซ่อมอย่างไรดี เงี่ยหูฟังห้องศรัณย์ไม่ได้ยินเสียงอะไร จึงออกไปหาอุปกรณ์ซ่อมกลอนที่เรือนเล็ก ทันใดได้เห็นดวงสวาทพยายามเย้ายวนศรัณย์ ทั้งสองกอดจูบกัน เสียงดวงสวาทบอกคืนนี้เป็นคืนของเรา เธอจะทำให้เขามีความสุข

รินชะงักรีบหลบน้ำตาไหลไม่รู้ตัว วิ่งกลับมาที่เรือนใหญ่...ศรัณย์นึกถึงคำสอนของแม่ที่ว่าผู้หญิงบางคนมีเอาไว้ตรึงกาย แต่ผู้หญิงบางคนสวยตรึงใจ มีเอาไว้ตักตวงให้อิ่มใจ จะเลือกแบบไหน เขาผงะผละออกจากดวงสวาท เธอตกใจพร่ำขอโทษที่ทิ้งเขาไป ขอกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ ศรัณย์นึกถึงคำที่พูดกับรินในวันแต่งงานว่าพรุ่งนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไร และเธอย้อนถามว่าเขาเป็นมนุษย์แค่ไหน เพราะสัตว์มีความอยาก แล่นไปตามใจอยาก มนุษย์มีความข่มใจ ข่มใจเพื่อรักษาหน้าที่ รักษาคุณธรรม ถ้าเขามี...ชีวิตก็เป็นสุข ถ้าไม่มี...ชีวิตก็จะวุ่นวายไม่จบสิ้น

ศรัณย์รวบรวมความกล้าเหวี่ยงดวงสวาทออกจากการกอดรัด กล่าวขอโทษแล้วเดินจากไป หญิงสาวร้องไห้โฮให้เขากลับมา

รินเหนื่อยใจจนหลับไป ศรัณย์เข้ามามองหน้าเธอ คลานขึ้นเตียงด้วยความแปลกใจทำไมเธอถึงขี้เซาแบบนี้ จึงดึงผ้าห่มมาห่มตัว รินรู้สึกหนาวดึงกลับ เขาจึงกอดเธอไว้แล้วถามอุ่นไหม เธอพึมพำว่าอุ่นแล้ว เขาจึงนอนกอดเธอตลอดทั้งคืน รู้สึกมีความสุขมาก

รุ่งเช้า รินตื่นขึ้นมารู้สึกอายที่ตัวเองฝันถึงศรัณย์ แต่พอดึงผ้าห่มออกกลับพบเขานอนอยู่ข้างๆ ถามเธอฝันว่าอะไร หญิงสาวตกใจพลิกตัวหนีพลัดตกเตียง ศรัณย์คว้าไม่ทันหัวเราะร่า สมน้ำหน้ากรรมตามทันที่เคยทำเขาก้นกบแทบหัก รินลุกขึ้นโวยเข้ามานอนตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วหน้าแดงเมื่อรู้ว่าเมื่อคืนไม่ได้ฝัน ชายหนุ่มยักไหล่บอกเรียกเธอแล้วไม่ตื่นเอง ทำหน้าทะเล้นชมว่าน้ำหอมที่ตนซื้อให้หอมดี รินหน้าแดงโวย “หยุดพูดไปเลยคุณไปนอนกับคุณดวงมา”

“นึกแล้วไม่มีผิด รู้กันทั้งบ้านจริงด้วย” ว่าแล้วศรัณย์เลยเปิดเผย เดินมายืนริมหน้าต่างเห็นเสริมทำสวนอยู่จึงร้องเรียก เขาเงยหน้ามาอรุณสวัสดิ์แล้วนึกได้ว่านั่นห้องนอนคุณนาย เท่านั้นเสริมก็ตะโกนให้คน

ทั้งบ้านได้ยิน รินอายหน้าแดง คว้ากระป๋องแป้งปาใส่ศรัณย์ เขาหลบกระป๋องลอยลงมา เสริมเห็นรีบหลบ เสนอเดินมาโดนเข้าอย่างจัง รินตกใจโผล่หน้ามาขอโทษ

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #4 on: 10 July 2026, 21:37:57 »


ตอนที่ 4

เสนอไม่รู้อีโหน่อีเหน่เดินมาโดนกระป๋องแป้งที่รินปาใส่ศรัณย์แต่หลุดออกนอกหน้าต่างหล่นมาโดนหัวอย่างจัง เงยหน้ามองเห็นรินยืนคู่กับศรัณย์ก็ยิ้มกริ่มบอก “ไม่เป็นไรครับ โอว ดูหน้าตาทั้งสองคนแล้วฝันดีแน่เลย”

รินอายหน้าแดงหลบเข้ามานั่งหน้างอ ศรัณย์ตามมาถามเมื่อคืนเธอรู้เห็นอะไร ใครพูด รินสวนไม่มีใครพูด ตนเห็นด้วยตาตัวเอง ชายหนุ่มชะงักก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าไม่มีอะไรเกินกว่าที่เห็น รินทำหน้าสงสัย ศรัณย์จะเดินออกไปจู่ๆก็หันกลับมาทำหน้ากรุ้มกริ่ม

“อืม ห้องนี้เตียงนิ่มดี ผ้าห่มเล็กไป...ยิ่งดี คืนนี้จะมานอนอีก”

รินร้องว้าย! คนบ้า! แล้วไล่ ศรัณย์หัวเราะเปิดประตูออกไป รินนึกถึงที่ตื่นมาเจอเขานอนกอดอยู่แล้วโมโหตัวเองทำไมถึงนอนขี้เซาอย่างนี้

ตอนสายรินมารับอรุณออกจากสถานอนามัย เขาบอกเธอว่าพอจะจำได้เลาๆแล้วว่าเขาบอกรักเธอ รินชะงักหันมาพูดจริงจังว่า ถึงเจ้าคุณบำรุงจะเมตตาตนเหมือนลูก แต่ตนก็รู้ตัวดีว่าเป็นเพียงคนรับใช้ ไม่คู่ควรกับลูกเจ้าสัวอย่างเขา แต่เล็กจนโตตนเห็นเขาเป็นเพื่อนเจ้านายมาตลอด อรุณอึ้งนี่เป็นการปฏิเสธของหญิงสาว รู้สึกเจ็บกว่าตอนโดนศรัณย์น็อกเอาเสียอีก

รินส่งอรุณกลับโรงแรมก่อนจะกลับมาบ้าน เจอดวงสวาทนั่งทานกลางวันอยู่ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจจะเลี่ยงหนี แต่เธอโพล่งขึ้นว่า “เรื่องเมื่อคืน คุณอาจจะคิดว่าฉันเห็นแก่ตัว แต่ฉันกำลังทำเพื่อเราทุกคน” รินทำหน้างง ดวงสวาทขยายความ “คุณไม่อึดอัดกับการคลุมถุงชนหรือ ฉันไม่น่าเชื่อคุณพ่อคุณแม่ยอมแต่งงานเลย ถ้าฉันไม่แต่งงานซักคน ศรัณย์ก็ไม่เสียใจ คุณหญิงแก้วก็ไม่ตามคุณมา...ฉันจะแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง ฉันจะคืนอิสรภาพให้คุณ”

รินแปลกใจกับคำว่าคืนอิสรภาพ สายซึ่งยืนอยู่ด้วยทำหน้ารังเกียจบ่นพึมพำว่าเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ไม่ถามสักคำว่าเขาอยากได้คืนไหม...ดวงสวาทเข้าจับมือริน ขอให้เอาไปคิดดู อรุณก็เป็นคนดี อยู่กับคนที่เรารักย่อมดีกว่าอยู่กับคนที่เพิ่งรู้จักจริงไหม หรือเธอรักศรัณย์ รินสะดุ้งปฏิเสธทันควัน ดวงสวาทพยายามชี้แนะ

“เอางี้ คิดถึงภาพตัวเองต้องอยู่ตามลำพังกับผู้ชายสักคน ระหว่างคุณศรัณย์กับคุณอรุณฤกษ์ เห็นภาพตัวเองไหมคะ ลองคิดวาดภาพดูแล้วคุณจะรู้เองว่าคุณมีความสุขที่สุดตอนอยู่กับใคร...คิดถึงภาพตัวเองออกแล้วใช่ไหมคะ” ดวงสวาทเห็นรินทำท่าคิด

รินส่ายหน้าคิดไม่ออก ดวงสวาทถามแล้วคิดอะไรอยู่ รินตอบว่าคิดถึงหน้าพ่อแม่ ท่านคงเสียใจที่เห็นเราไม่เชื่อฟัง ตั้งแต่เล็กท่านดุด่าว่ากล่าวก็เพื่อให้เราได้ดี ถ้าตนทำอย่างที่เธอว่า คนอื่นก็จะว่ากล่าวท่านได้ ว่าไม่รู้จักสั่งไม่รู้จักสอน ตนทำไม่ได้จริงๆ...ดวงสวาทเหมือนโดนด่ากลับ สายตบมือสะใจแสบเข้าไปถึงทรวง รินเดินเลี่ยงไป ดวงสวาทยังงงๆหันมาถามสายว่าเจ้านายเธอด่าตนหรือเปล่า สายรีบบอกว่าไม่ได้ด่าเธอ แต่...ถ้าพ่อแม่เธอก็ไม่แน่ หญิงสาวตาโพลง

รินกลับห้องทำกลอนเองจนนิ้วเจ็บ แล้วชูกุญแจยิ้มย่อง ไม่ทันไรเสริมเข้ามารายงานว่าคืนนี้ศรัณย์จะนอนค้างในหมู่บ้าน รินร้องโธ่...เสริมเข้าใจว่าเสียดาย ที่สามีไม่กลับมานอนด้วย จึงบอกให้อดใจไว้ รินหน้าเสียแก้ตัวไม่ใช่อย่างนั้น แต่เสริมหัวเราะคิกเดินออกไปเสียแล้ว

ooooooo

ศรัณย์ โชติและเสนอหมั่นเข้ามาคุยกับชาวบ้าน เพื่อสร้างความสนิทสนม กำนันคล้ายแนะว่าต้องสร้างความน่าเชื่อถือก่อน ด้วยการปราบโจรปล้นควาย มันเป็นพวกวัยรุ่นนักเลงปลายแถว และเขาต้องจับคนเดียว โชติกับเสนอจะค้าน แต่ศรัณย์รับปากคล้ายสาธยายว่าโจรก๊กนี้ปล้นควายมาเรื่อยไล่ขึ้นมาจากสตูล คืนนี้เดือนมืด พรรคพวกส่งข่าวมาบอกให้ระวังตัว บ้านนายเปลี่ยนหลังนี้มีควายเยอะที่สุด ตนว่าจะพาเปลี่ยนและลูกเมียออกไปพักที่อื่น ให้ศรัณย์นอนบ้านนี้คนเดียวเพื่อแสดงฝีมือจับโจรให้ชาวบ้านเห็น

ศรัณย์วางกับดักเอาเชือกกล้วยและเสื้อผ้าเก่ามาทำหุ่นฝางสามสี่ตัว แล้วนั่งรอพร้อมปืนคู่กายที่หน้าบ้าน... เสนอกับโชติร้อนรนอยู่ที่บ้านกำนันคล้าย เห็นเขาเล่นกับนกเขาอย่างสบายใจ ก็แอบพยักพเยิดจะพากันไปช่วยศรัณย์ คล้ายหันมาดักคอถ้าคิดจะไปช่วยปลัดหน้าหล่อ ชาวบ้านก็จะคิดว่าได้ดีเพราะลูกน้อง เสนอห่วงว่าโจรตั้งหลายคนปลัดคนเดียวอาจพลาดท่าถึงตาย คล้ายเรียกชาวบ้านให้เข้ามา บอกว่าทุกคนมารอฟังผล เสนอโวยแทนที่จะไปช่วยจับโจร

ด้านดวงสวาทพอรู้ว่าศรัณย์ไปดักจับโจร เห็นรินเอาแต่นั่งร้อยมาลัยก็เคืองไม่รู้จักเป็นห่วง ไม่ท้วงให้เขาใช้ลูกน้องไปแทน...รินร้อยมาลัยจนเสร็จนำมาไหว้พระ อธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองศรัณย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ปลอดภัย

ในขณะที่ศรัณย์นั่งกอดปืน ผวาตื่นเพราะเสียงนกรอบๆบินพึ่บพั่บ ทำให้รู้ว่าพวกโจรมาจริง ศรัณย์เห็นโจรคนหนึ่งเปิดคอกควาย เสียงประทัดดังเปรี้ยงปร้าง โจรตกใจร้องลั่นว่าโดนยิง ควายวิ่งออกจากคอกด้วยตกใจ เหยียบโจรบาดเจ็บ โจรคนที่สองร้องบอกว่าพวกมันรู้ตัวสั่งถอย ศรัณย์กระตุกเชือกทำให้หุ่นฟางตั้งขึ้น โจรทั้งสามตกใจกราดยิงใส่ ศรัณย์เห็นประกายไฟก็รู้ว่าเป็นปืนไทยประดิษฐ์สองกระบอก ลูกซองหนึ่งกระบอก จึงดึงหุ่นฟางขึ้นอีกทีละตัวเพื่อหลอกให้โจรยิงจนหมดแม็ก แล้วถึงคราวที่เขาเผยตัวยิงใส่สามโจรร่วงทีละคนอย่างเท่

ฟ้าสาง เปลี่ยนกับเนื่องนั่งไหว้ศรัณย์ปลกๆที่ช่วยให้พวกตนไม่โดนปล้นหมดตัว ชาวบ้านเฮกันมาหอบผลไม้ให้เป็นของกำนัล คล้ายบอกเปลี่ยนให้ประกาศ ออกไปว่าปลัดคนใหม่ปราบโจรด้วยตัวคนเดียว ศรัณย์แย้งต้องการให้ปล่อยข่าวอีกอย่างคือ
“ปลัดศรัณย์จับพวกของเสือขาวที่มาปล้นควายได้”

โชติแปลกใจเพราะพวกนี้ไม่ใช่พวกเสือขาว คล้ายเข้าใจความคิดของศรัณย์ “ฉลาดมาก บอกออกไปตามที่คุณปลัดสั่ง บอกว่าเสือขาวมันไม่ได้ปล้นแต่คนรวย มันเปลี่ยนแผนแล้ว คนรวยคนจนมันไม่เว้น มันกลับมาปล้นควายชาวบ้านอีกแล้ว”
เสนอให้ย้ำด้วยว่า ปลัดจับโจรสี่รุมหนึ่งด้วย

ตัวคนเดียว เปลี่ยนรับคำแค่ไปคุยที่ร้านกาแฟ ไม่กี่วันก็รู้ไปถึงไหนๆ โชติเข้าใจแล้วว่าชาวบ้านจะได้หันมาเป็นหูเป็นตา คอยส่งข่าวมาให้ ไม่ใช่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เหมือนก่อน ศรัณย์พยักหน้ายิ้มๆ

ooooooo

บ่ายวันนั้น ดวงสวาทเห็นรินนั่งซักผ้าท่าทางทะมัดทะแมงก็แปลกใจถาม ลูกสาวท่านเจ้าคุณ บ้านไหนให้ลูกซักผ้าเอง รินสะดุ้งทำทีเรียกเสริมให้มาทำต่อ บอกตนทำให้ดูแค่นี้พอ ดวงสวาทแกล้งชี้ว่าเสื้อตัวนั้นตนซื้อให้ศรัณย์ และชี้อีกหลายตัว ทำให้รินใจเสียพยักหน้ารับรู้

จากนั้นรินเข้าครัวเด็ดผัก พอเห็นดวงสวาทเดินมาก็รีบเรียกสายให้ทำต่อเกรงจะโดนจับผิดอีก ดวงสวาทเปรยเห็นศรัณย์ติดใจน้ำพริกลงเรืออยากรู้ว่าอร่อยแค่ไหน รินบอกรสชาติพื้นๆ

ดวงสวาทเกทับ “เมื่อก่อนรัณกินแต่ไข่ดาว ไข่เจียว พอเริ่มสนิทกัน ฉันก็สอนให้เขาทานผักทานน้ำพริก ฉันขู่ว่าจะไม่นั่งกินไข่ไปตลอดชีวิตนะ เขาเลยยอม” เห็นรินหน้าเจื่อนจึงตะล่อม “คุณอรุณท่าทางเป็นคนสนุกสนานนะคะ ฉันชอบอัธยาศัยเธอ ดูจริงใจอยู่ด้วยแล้วคงมีความสุข คุณอรุณเป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะ”

“แล้วสามีที่คุณแต่งงานด้วยล่ะคะเป็นคนยังไง” ดวงสวาทสะอึกสวนว่าถามทำไม รินตอบ “เราคุยกันเรื่องนิสัยใจคอของคนอยู่ไม่ใช่หรือคะ”

“ดิฉันเริ่มแน่ใจแล้วว่าคุณไม่ได้เรียบง่ายใสซื่อ เหมือนชุดจืดๆที่คุณใส่”

“ดิฉันก็คิดมาทั้งคืนเหมือนกัน ว่าคุณเป็นคนยังไงกันแน่”

“ฉันกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว เพราะรักศรัณย์!”

“จริงค่ะ คุณดูเศร้า ดูมีเหตุผลที่กลับมาหาศรัณย์ จนบางครั้งฉันสงสารคุณจับใจ แต่ที่น่าเสียใจคือคุณไม่มีดิฉัน ไม่มีพ่อแม่ดิฉัน พ่อแม่คุณศรัณย์อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย”

“นี่สินะตัวจริงของคุณ คุณไม่ได้อ่อนแอหลบอยู่ หลังราวตากผ้า คุณเป็นคนฉลาดมีสติปัญญาพอตัวทีเดียว”

รินกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่าเธอเตือนสติให้ตนคิดถึงชีวิตตัวเอง ตนเลยเตือนสติเธอบ้างเท่านั้นเอง... ดวงสวาทอึ้งที่ต่อไปคงต้องเหนื่อยเพราะหล่อนน่ากลัวกว่าที่คิด

ขณะเดียวกันที่บ้านกำนันคล้ายจัดเลี้ยงฉลองที่ศรัณย์จับโจรได้ ชาวบ้านช่วยกันล้มหมูมาร่วมวงทั้งหมู่บ้าน เสนอแอบกระซิบกับโชติว่าทีอย่างนี้หัวเราะร่วน คราวหน้าจะแกล้งอะไรอีก คล้ายได้ยินแทรกเสียงเข้มว่า ศรัณย์เป็นคุณหนูของเขาแต่เป็นปลัดของอำเภอ ถ้าใจเสาะก็กลับบ้านไป แต่ตอนนี้ชื่อของปลัดศรัณย์ดังไปทั้งปักษ์ใต้ ชาวบ้านเฮเห็นด้วย

โชตินึกได้ว่าวันนี้ศรัณย์มีนัดกับนายอำเภอเพื่อจดทะเบียนสมรส ศรัณย์ปัดเอาไว้วันหลัง วันนี้ตนจะค้างที่นี่อีกคืน โชติแซวนึกว่าอยากกลับ เห็นกำลังข้าวใหม่ปลามัน เสนอกระซิบ

“แกคงกลัวโดนผู้หญิงเข้าหาน่ะครับ” โชติตื่นเต้นใครกัน เสนอร้อง “เอ๊...พวกคุณนี่ บ่าวดีๆเขาไม่นินทานายหรอกครับ...แฟนเก่าแกนั่นล่ะมาอยู่ที่บ้าน”

คล้ายเงี่ยหูฟังเสนอนินทานาย ในขณะที่ศรัณย์เดินแยกออกมายืนมองวิวมองฟ้า นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนกับดวงสวาท เสนอรู้ใจเจ้านายดีบ่นกับโชติ

“เฮ้อ คุณดวงนะคุณดวง น่าจะมีความละอาย ยอมกลับกรุงเทพฯไปเสียที”

“เกิดมาหล่อเลยต้องกลัวผู้หญิงเข้าหา น่าสงสารจริงๆปลัดผม” โชติรำพึง

“มีที่ไหนวะผู้ชายกลัวผู้หญิง ไม่มีหรอกโว้ย ที่ไอ้กลัวๆน่ะ กลัวใจตัวเองทั้งนั้น” คล้ายพูดอย่างผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน

พอศรัณย์สงบจิตใจได้ คล้ายถามถึงแผนต่อจากการกระจายข่าวให้ชาวบ้านกลับมาเป็นศัตรูกับเสือขาว ศรัณย์ขอข้อมูลของเสือบางว่ามีญาติพี่น้องที่ไหนบ้าง รายละเอียดเหล่านั้นจะช่วยได้มาก คล้ายจึงเล่าให้ศรัณย์ โชติและเสนอฟัง

ooooooo

ในวันเดียวกัน แก้วกลับจากงานบุญ สายกับเสริมรายงานเรื่องดวงสวาทเป็นมือที่สาม คอยนั่งเฝ้าประตูรอศรัณย์กลับ ไม่ทันไรอรุณเดินเข้ามา สายบอกนั่นก็มือที่สี่หายไปสองวันมาอีกแล้ว แก้วกลัดกลุ้มถามหาตัวศรัณย์

ในสวน รินนั่งปักผ้า อรุณเข้ามาขอเป็นฝ่ายรักรินคนเดียว ขออยู่ในเมืองนี้ต่อไป สัญญาจะไม่เมา ไม่หาเรื่องอีก รินทำหน้าไม่ถูก แก้วเป็นห่วงจึงเรียกรินมาช่วยทำกับข้าว แก้วเน้นว่าให้ทำอาหารอร่อยๆหลายๆอย่างเพื่อเลี้ยงสั่งลาแขกที่มาเยือน ทั้งอรุณและดวงสวาทหน้าเสีย

แก้วให้เหตุผลว่า “พ่อศรัณย์กับบราลีไม่ได้รักกันมาตั้งแต่ต้น ฉันเป็นคนขอให้เขามาแต่งงานกันเทียบกับความสัมพันธ์ยาวนานที่พวกเธอมี เวลาเดือนกว่าๆที่นี่ คงสร้างความผูกพันไม่ได้มากนักหรอก ฉันอยากขอโอกาสให้เขาทั้งสองคน...โอกาสที่พวกเธอทิ้งไป”

ดวงสวาทเหน็บว่าแก้วตรงประเด็นเสมอ อรุณงงตนทิ้งโอกาสตอนไหน แก้วแจงว่าเขาสนิทสนมกับรินมาก่อน ทำไมไม่ให้พ่อแม่มาสู่ขอ สายร้องโป๊ะ! แสกหน้าเลย ทุกคนสะดุ้ง สายแก้ตัวว่าเฉาะมะพร้าวน้ำหอม...แก้วหันมาสอนดวงสวาท เสียใจด้วยที่การแต่งงานไม่เป็นดั่งที่หวัง มีปัญหาแล้วหนี ความทุกข์จะหายไปได้อย่างไร ต้องกลับไปพระนคร ไปแก้ที่ตัวปัญหา...

สายเฉาะมะพร้าวอีกลูกร้องโป๊ะ! อีกแล้ว ดวงสวาทแย้งเสียงเข้ม “คุณน้าอ้างสิทธิ์ความเป็นสามีภรรยาที่งานแต่งงาน แล้วสามีภรรยาในแง่อื่นล่ะคะ มีสิทธิ์แค่ไหน”

คราวนี้แก้วเป็นฝ่ายอึ้ง ศรัณย์เดินขึ้นเรือนมากับเสนอ หยุดชะงักฟัง แก้วถามดวงสวาทหมายถึงอะไร เธอประกาศกร้าวว่าเธอกับศรัณย์เป็นสามีภรรยาโดยพฤตินัย...ศรัณย์หลับตาถอนใจที่แม่รู้จนได้ รินเสียใจอย่างเห็นได้ชัด เสนออุทาน “โอ๊ะ! เหนอหน้าตกใจ”

ดวงสวาทสาธยายให้แก้วฟังว่า เหตุเกิดเมื่อตอนไปเที่ยวหัวหิน แม้ไปกันหลายคนแต่ความรักของตนกับศรัณย์ก็หยุดไม่อยู่ ความผูกพันทางกายของเรา ศรัณย์ไม่มีวันลืมได้ สายตาโพลงถือพร้าค้าง โป๊ะไม่ออก ดวงสวาทหันมาพูดกับริน

“คุณบราลีคงคิด ไม่มีผู้หญิงคนไหนมานั่งพูดเรื่องนี้...ค่ะ ดิฉันคนหน้าไม่อาย มันถึงคราวจำเป็นแล้วที่ดิฉันจะต้องพูดความจริง ความจริงที่เจ็บปวดที่มันคาอยู่ในใจเราทั้งสองคน”

แก้วช็อกเดินหนีออกมา เจอศรัณย์ทำหน้าขอโทษ แก้วให้ตามไปคุยในห้อง...ด้วยความผิดหวัง แก้วต่อว่ายกใหญ่ที่ชิงสุกก่อนห่ามแจงข้อเสีย “ผู้ชายเสียยังไงรู้ไหม เสียโอกาส เสียอนาคต แทนที่จะมีเวลาค่อยๆเลือก ค่อยๆหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง นี่ต้องมานั่งชดใช้กรรมที่ทำไปกับผู้หญิงคนหนึ่งด้วยอารมณ์” ศรัณย์รับว่ากำลังรับกรรมนั้นอยู่ “ใช่...จะรับไปตลอดชีวิตนับจากนี้ คอยดูไปเถอะ...แล้วเมื่อคืนนี้กับแม่ดวงสวาทน่ะมันยังไง ใจอ่อนกับเขาอีกแล้วใช่ไหม”

ศรัณย์ยืนยันว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนอยู่ในห้องกับดวงสวาท ตนเห็นผ้าม่าน เห็นดอกไม้ ได้กลิ่นบุหงารำไปที่อยู่รอบตัว เหมือนผู้หญิงคนนั้นมายืนมองเธออยู่เต็มบ้านไปหมด...แก้วยิ้มคลายความโกรธลงทันที สิ่งที่ตนคิดเป็นจริง เรื่องเล็กน้อยมีสิ่งยิ่งใหญ่อยู่ในนี้...ความรัก ใครก็ตามที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ก็เหมือนได้รับความรัก ...แก้วตบเข่าฉาด ความรักชนะเสน่หา

“รักเลยหรือครับ ผมว่ายังห่างไกลนะ เอาแค่ความเกรงใจดีกว่าไหม ผมคุ้นเคยกับดวงสวาทมากกว่า แค่หล่อนมองผมก็รู้แล้วว่าหล่อนต้องการอะไร ความรักที่มีต่อดวงสวาท บ่มเพาะมาสิบๆปี แต่กับบราลีแค่เดือนกว่าๆ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นใคร” แก้วให้ใช้เวลาพิสูจน์ ดูกันยาวๆว่าใครกันแน่คือภรรยาที่ดีที่สุด ศรัณย์ข้องใจ “ธรรมชาติของคน รักและผูกพันกับผู้หญิงได้หลายคน แต่ลูกผู้ชายที่แท้จริงจะมีเมียแค่คนเดียว เราควรเลือกใคร จะรู้ได้ยังไงครับแม่”

“เลือกเมียด้วยอารมณ์รัก ถ้ารักนั้นมั่นคงก็อยู่ได้ตลอดชีวิต แต่เมียที่เป็นเมียแก้วเมียขวัญ คือสมบัติอันล้ำค่า อยู่ด้วยแล้วมีแต่ความเจริญ นอกจากรักแล้ว จะต้องมีความเหมาะสมกันด้วย”

แก้วยกตัวอย่างช้อนกับส้อม ปากกากับกระดาษ ศรัณย์ยิ้มพอจะเข้าใจ...ศรัณย์เดินกลับเรือนใหญ่ มีน้ำบางอย่างราดลงมาจากหน้าต่าง เขาชะงักเพราะมันคือน้ำหอม เขาโกรธมากรีบเดินเข้าเรือนไปต่อว่าริน รู้ไหมว่าน้ำหอมนั่นแพงแค่ไหน ทิ้งแบบนั้นได้อย่างไร เธอจึงสวนว่าไม่ทิ้งก็ได้เอาไว้แพ่นหัวคนจะได้สมราคา รินทำท่าเอาขวดจะแพ่นหัว ศรัณย์จับมือเธอยื้อกันไว้

“หล่อนแก้ไขอดีตได้ไหม หรือเกิดมาหล่อนไม่เคยทำผิด”

“ดิฉันเพิ่งเข้าใจ ทำไมถึงผูกพันกันนักหนา ทั้งเป็นเพื่อนเล่น เป็นเพื่อนเรียน มาเป็นคู่รักแล้วยังจะ เอ้อ...” รินกระดากปากที่จะพูด

ศรัณย์แย้งว่าตอนนั้นตนกับดวงสวาทไม่ใช่เด็ก เรียนจบแล้ว นึกว่าอย่างไรก็ต้องแต่งงานกัน เราคุยกันถึงเรื่องแต่งงานไปจนถึงเรื่องลูก รินสะเทือนใจบอกเรายังไม่ได้จดทะเบียนกัน งานแต่งก็เล็กๆอยู่ปักษ์ใต้ สังคมของเราอยู่พระนคร เราหยุดทุกอย่างยังทัน ศรัณย์อึ้ง รินบอกอีกว่าเขาเคยบอกว่าลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ ตนคิดว่าตนควรกลับบ้าน เขาใจหายวูบพาลโกรธหาว่าเธอทำเป็นโมโหเพราะอยากกลับไปกับอรุณ ไปเป็นเศรษฐินีดีกว่าเป็นเมียปลัด

“บ้าสิ ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นสักหน่อย”

ศรัณย์ไล่ให้รินกลับไปเลย เสนอโผล่เข้ามาพอดี ศรัณย์จึงบอกให้เขารอรับรินกลับไปพร้อมอรุณ สั่งเสร็จเดินปึงปังเข้าห้อง เสนอหัวเราะคิกนี่แหละลมเพชรหึง รินอายเดินหนี

คืนนั้น อรุณคุยเครียดกับดวงสวาท ต่างไม่อยากกลับ เสนอเสนอหน้าเข้ามาบอกว่าพรุ่งนี้รถไฟจะออกบ่ายโมง ให้ทั้งสองเตรียมตัว...ส่วนแก้วเปรยกับสายว่าพรุ่งนี้จะมีคนกลับสักกี่คน สายเกรงว่าจะไม่มีใครกลับเลย อยู่เป็นสี่คนผัวเมีย แก้วหน้าเสียหวั่นใจ

ooooooo

ค่ายโจรในป่า เสือขาวเป็นคนมีอาคมมนต์ดำ ทำให้ใครๆเกรงกลัว มีลูกน้องคนสนิทคือเสือบาง เสือกิจ มีนางบำเรอสี่ห้าคนในค่าย ยกเว้นเสือบางที่มีเมียเดียวคือนิ่มลูกสาวกำนันคล้าย ข่าวเสือขาวปล้นควายชาวบ้านมาถึงหูทำให้เขาปักใจว่าคล้ายเป็นคนปล่อยข่าว จึงคิดจะสั่งสอน

เช้าวันใหม่ รินกำลังแต่งตัวอยู่ในห้อง ศรัณย์เคาะประตูให้เปิด เธอถามมีอะไร ขาดคำเขาก็ถีบประตูโครมเข้ามา รินโวยว่าตนทำกลอนทั้งวัน ศรัณย์ให้เธอเก็บของใส่กระเป๋า เธอหน้าเจื่อนต้องการให้กลับพระนครจริงหรือ เขาปรี่เข้าเก็บของให้เธอเอง รินเข้าแย่งตนเก็บเองได้

“คนบ้า หาว่าฉันอยากไปพระนคร คุณต่างหากที่อยากจะไล่ฉัน คุณต่างหากที่อยากอยู่กับคู่รักเก่า ก็ดี ฉันจะได้กลับบ้านเสียที” รินตาแดงกลั้นน้ำตา

ศรัณย์ถามออกจากบ้านแค่นี้ต้องทำตาแดงๆด้วยหรือ รินเสียงแข็งไม่ได้ร้องไห้ จะได้กลับบ้านจะร้องทำไม ศรัณย์แอบขำ...เสนอรับกระเป๋าไปใส่รถ รินเห็นมีกระเป๋าอยู่ในรถอีกใบก็แปลกใจ ศรัณย์เร่งให้รีบขึ้นรถก่อนจะสายมาจนถึงทางเข้าหมู่บ้าน รินจึงรู้ว่าไม่ได้ส่งตนสถานีรถไฟ ศรัณย์ว่าเธอคิดเองเออเอง คิดหรือว่าตนจะให้กลับไปเสวยสุขกับอรุณ รินโวยตนไม่ใช่คนมักง่ายอย่างเขา เสนอขับรถไปหัวเราะเจ้านายไปบอก “เอาเถอะครับ ออกมาแบบนี้จะได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง”

“ไอ้นี่วอนถูกเตะ เวลาส่วนตัวอะไร ฉันแค่ไม่อยาก เสียหน้า แต่งงานไม่ถึงอาทิตย์ เมียหนี คนเขาจะหาว่าไร้น้ำยาโว้ย...”

รินมานั่งในบ้านกำนันคล้ายอย่างงงๆ ศรัณย์ให้คล้ายหาบ้านพักให้ บอกมีแผนจะทลายก๊กเสือขาว คล้ายงงมาปราบโจรแต่เอาเมียมาด้วย ศรัณย์อ้ำอึ้งอ้าง

“เอามา...เอ้อ...ก็ผมเพิ่งแต่งงาน ยังไม่รู้ต้องค้างที่นี่นานเท่าไหร่ ก็เอามาด้วยไม่ได้หรือ”

“อ้อ ผู้หญิงคนที่จะเข้าหา เราไม่อยากให้เข้า แต่คนนี้เราอยากเข้า เราเลยพกติดตัวมาด้วยว่างั้น ฮ่าๆๆ” คล้ายพูดเสียงดังจนรินอายหน้าแดง ต่อว่าพูดถึงผู้หญิงควรมีมารยาทกว่านี้ คล้ายเบรกเสียงหัวเราะเอี๊ยดจ้องรินหน้าดุ เธอรีบขอโทษอึกอักๆว่าตนกับศรัณย์ยังไม่ได้...คล้ายโพล่งออกมา อ๋อ...ยังไม่ได้เป็นผัวเมียกันจริงๆ รินอายหนักกว่าเดิมเอ็ดว่าเขาจะเสียงดังแบบนี้ทุกเรื่องไม่ได้ คล้ายว่าจะอายทำไม “นี่แม่หนูรู้ไหม คนมุสลิมน่ะมีบทบัญญัตินะ คุณโชติบอกไปสิ เสียงดังๆนะเบาๆแม่หนูคนนี้ไม่ชอบ”

รินค้อนเล็กๆที่คล้ายแปลความหมายเป็นอื่น โชติอธิบายว่า พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างชายและหญิงให้มีลักษณะแตกต่างกัน เมื่อหลอมรวมกันแล้วจึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ แต่หากแยกจากกันก็จะมีความบกพร่องที่ต้องได้รับการเติมเต็ม ด้วยเหตุนี้ หน้าที่ของภรรยาจึงต้องยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์ ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย”

คล้ายตบเข่าฉาด บอกแล้วว่ามีเรื่องเพศสัมพันธ์ รินอายมากที่ทุกคนหันมองรีบลุกเดินหนี คล้ายแกล้งเสียงดังไล่หลังจะอายทำไมกับเรื่องธรรมชาติ กลับมาคุยให้รู้เรื่องก่อน ทุกคนหัวเราะ

ooooooo

ทางบ้านศรัณย์ อรุณกับดวงสวาทถือกระเป๋ามองเข้าไปในบ้าน แก้วเอ่ยอย่าหาว่าเสียมารยาท บ้านนี้เล็กจะอยู่หลายคนคงลำบาก และไม่ต้องมองหาศรัณย์กับริน เพราะทั้งสองเข้าไปค้างในหมู่บ้านตั้งแต่เช้า ศรัณย์ต้องไปจับโจรหลายวันจึงพาเมียไปด้วย

ดวงสวาทกำหมัดแน่นเจ็บใจ อรุณเป็นห่วงรินเมื่อรู้ว่าที่นี่มีโจร แก้วให้ทั้งสองคนตัดใจแล้วกลับพระนครไปตั้งต้นชีวิตใหม่...เสนอขับรถไปส่งทั้งสองที่สถานีรถไฟ แล้วกล่าว ไปแล้วไปลับ ไม่กลับมาอีก แล้วยกมือไหว้ลา ดวงสวาทเคืองบ่นกับอรุณว่า แก้วพูดเหมือนง่ายให้เราตัดใจจากคนที่เรารัก อรุณเห็นด้วยคิดว่ากลับไปคราวนี้จะต้องหาอะไรทำสักอย่าง

แต่ดวงสวาทกลับคิดอีกแบบ ไม่ยอมกลับไปอย่างผู้แพ้แน่ๆ คิดแล้วก็หอบกระเป๋าลงจากรถไฟขณะที่อรุณเดินไปเข้าห้องน้ำ...พออรุณกลับมาก็แปลกใจเธอหายไปไหน รถไฟเคลื่อนขบวน อรุณมองไปนอกหน้าต่างเห็นดวงสวาทถือกระเป๋าเดินอยู่ที่ชานชาลา...

บริเวณบ้านกำนันคล้ายมีเรือนหลังเล็ก น้อยพาศรัณย์กับรินมาพัก ซึ่งเดิมเป็นเรือนที่ปลูกให้ลูกชายที่เสียไป น้อยยอมรับว่าตนกับสามียังเสียใจมาก รินปลอบใจ ว่าเขาเป็นคนดีคงไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว รินเห็นมีห้องนอน ห้องเดียวจึงขอมุ้งเพิ่มอีกหลัง น้อยแปลกใจศรัณย์เปลี่ยนเรื่อง บอกว่ารินขอใช้ครัวอยากทำน้ำพริกลงเรือ รินงงตนพูดเมื่อไหร่ น้อยให้ไปทำที่เรือนใหญ่ รินไม่พอใจจึงดึงศรัณย์ให้มาเป็นลูกมือ

ศรัณย์ทำอะไรไม่เป็น รินสอนให้หั่นผัก ทำให้เขารู้ว่าการทำอาหารยุ่งยากไม่เบา รินคิดถึงที่ดวงสวาทบอกเป็นคนสอนให้ศรัณย์กินผักน้ำพริกเป็น จึงเอ่ยถาม “ทุกครั้ง ที่คุณทานน้ำพริก คุณจะคิดถึงหล่อนไหม” ศรัณย์งงหมายถึงใคร รินกลบเกลื่อน “ท่านเจ้า เอ้อ คุณพ่อดิฉันเคยบอกว่า คุณรักงานมาก คุณตั้งใจจะปราบเสือขาวจริงๆหรือคะ”

ศรัณย์แปลกใจที่เจ้าคุณบำรุงรู้เรื่องของตน รินเน้นว่าท่านคิดว่าเขาเป็นหลานเสมอมา เขาบอกจะพยายามเชื่อ เพราะหลังจากที่พ่อตาย ไม่เคยเห็นใครสักคนโผล่มา รินบอกว่าตอนนั้นท่านอยู่ต่างประเทศ แล้วรินเอ่ยถามถึงเรื่องพ่อเขาล้มละลาย เขายอมรับว่าเพราะถูกโกงโดยคนที่เป็นข้าราชการด้วยกัน ศรัณย์นึกถึงอดีตอันเจ็บปวด

มีเพื่อนมาชวนให้พ่อเอาเงินที่มีทั้งหมด รวมทั้งโฉนดบ้านมาซื้อที่ดินที่บอกว่ามีสายแร่ มีสัมปทาน สุดท้ายก็ถูกหลอกทำให้พ่อเสียใจดื่มเหล้าจนเมาแล้วยิงตัวตาย...ด้วยเหตุนี้ทำให้ศรัณย์ต้องการเป็นข้าราชการมือสะอาด ช่วยเหลือชาวบ้านไม่ให้เสียประโยชน์ แผ่นดินจะได้สงบสุข รินฟังแล้วทึ่งในตัวเขามาก ศรัณย์เห็นรินมองก็ส่งสายตาเจ้าชู้ขยับเข้าใกล้ “มองหน้าฉันแบบนี้ สายตาแบบนี้หลงรักฉันแล้วล่ะสิ” รินว่าบ้าผลักอกเขา ศรัณย์ขำบอกที่จริงงานพวกนี้ก็สนุกดี

“ซ้อมยิงปืน อาจจะทำให้เครียด ทำงานพวกนี้ จิตใจอาจจะสบายกว่านะคะ”

ศรัณย์ยอมรับว่าเพลินจริงๆ ทั้งสองดูสนิทสนมกันมากขึ้น ศรัณย์เริ่มสนุกเมื่ออยู่กับริน...เมื่อคล้ายได้ลิ้มรสฝีมือของรินก็ชมเปาะ เหตุนี้เองถึงพามาด้วย รินหน้าแดงอายๆ

ค่ำนั้น รินไม่กล้าเข้านอน นั่งรอศรัณย์ซึ่งคุยอยู่ที่เรือนของคล้าย พอเขากลับมาเห็นเธอนั่งหาวก็ติงจะรอทำไม รินทำทีให้เขาเข้านอนก่อน ศรัณย์มองไปเห็นมีมุ้งกางคู่กันสองหลังก็เย้า

“อ้อ มุ้งห่างกันแค่นี้ ถ้าเข้านอนก่อนกลัวโดนลักหลับ เลยให้ฉันหลับไปก่อนว่างั้น”

รินนึกคำเถียงไม่ออก ศรัณย์ได้ทีแกล้งถาม ตนทำหน้าที่สามีที่ดีตามที่โชติบอกแล้ว เธอทำหน้าที่เมียที่ดีหรือยัง รินโวยลั่น “นี่เลิกพูดเรื่องนี้เสียทีได้ไหม รู้ทั้งรู้ว่าคุณลืมดวงสวาทไม่ได้ และคุณไม่มีวันคิดกับฉันแบบนั้น คุณไม่มีวันเป็นดอกทานตะวัน ไม่มีชีวิตเพื่อพระอาทิตย์ดวงไหนอีก จำไม่ได้หรือ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง หล่อนจะหนีไปเป็นเศรษฐินีกับนายอรุณฤกษ์วันใดวันนึงใช่ไหม”

“ฉันก็กลับบ้านฉันสิ พระอาทิตย์ของฉันอยู่ตรงนั้น ที่ฉันอยู่เพราะคุณพ่อกับคุณแม่ต้องการให้ฉันทำเพื่อท่าน ในหัวใจของฉันไม่มีทางมีคุณหรือผู้ชายคนไหน คุณไม่มีทางเป็นดอกทานตะวันของฉัน และฉันไม่มีวันเป็นดอกทานตะวันของคุณ!”

“งั้นเราก็ต้องอยู่กันแบบเพื่อน”

รินเสียงอ่อนลงว่าได้ใช่ไหม ตนจะมีความสุขมาก ศรัณย์ถามเป็นเพื่อนทำอะไรได้บ้าง รินสาธยายว่า นั่งคุยแบบนี้ ทำกับข้าวด้วยกันได้ แต่ต้องไม่ทำอะไรแบบโผล่มาตอนเช้าถึงเตียง เขาหยิกแก้มเธอสองข้างถามแบบนี้หรือ รินร้องให้ปล่อย ศรัณย์อ้างว่าเพื่อนเล่นเพื่อน เธอจะเล่นกับตนบ้างก็ได้ แล้วจับมือเธอมาแนบแก้ม ดึงตัวมาใกล้ รินจึงหยิกหน้าเขาอย่างแรงจนร้องลั่น

“สมน้ำหน้า เห็นฉันเป็นของเล่นทุกทีเลย” รินสะใจ ศรัณย์หัวเราะมีความสุข บอกให้รินไปนอนให้สบายใจ ตนไม่มีวันขืนใจผู้หญิงคนไหน เพราะไม่ใช่วิสัย เพราะไม่ใช่วิสัยของลูกผู้ชาย ตนจะรอจนกว่าหัวใจเธอพร้อม รอวันที่เต็มใจ เต็มใจเปิดประตูด้วยมือเธอเอง รินยิ้มขอบคุณเขาอย่างจริงใจ ศรัณย์มุดมุ้งเข้านอน รินจึงเข้าอีกมุ้งนอนบ้าง ในใจคิดว่าจะมีวันนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเขามีดวงสวาทอยู่เต็มหัวใจ

รุ่งเช้า ศรัณย์กับโชติไปเฝ้าดูบ้านของใบซึ่งเป็นพ่อของเสือบาง จึงรู้ว่าเขาแก่จนตาฝ้าฟาง ไม่มีใครคบหาเพราะโกรธที่ลูกเป็นโจร ศรัณย์รู้มาว่า เสือบางส่งข้าวส่งน้ำให้พ่อเป็นประจำ ด้านรินคิดหาทางช่วยศรัณย์อีกแรง จึงเลียบเคียงน้อยถึงเรื่องนิ่มลูกสาวที่ถูกฉุดไปเป็นเมียโจร น้อยเล่าว่าเพราะบางเป็นคนไม่ทำงานทำการ คล้ายจึงไม่ชอบ สิบปีแล้วที่ลูกถูกฉุดไป ตนเฝ้ารอให้ลูกกลับมา ชาตินี้คงตายตาไม่หลับถ้าไม่ได้พบหน้าลูก รินคิดว่านิ่มคงไม่กล้ากลับมามากกว่า...


โชติเห็นว่ารอมาทั้งวันแล้ว เสือบางคงไม่โผล่มา แต่ศรัณย์บอกว่าตนได้ยินเสียงกะลาตักข้าวสารขอดถัง แสดงว่าข้าวจะหมด เสือบางต้องมาส่งข้าวพ่อแน่ โชติทึ่งที่ศรัณย์สังเกตขนาดนี้

ผ่านไปหนึ่งคืน รินสวดมนต์ให้พระคุ้มครองศรัณย์และโชติ...เช้าวันใหม่ น้อยพาคนในหมูบ้านมาพบรินเพราะพวกเขาอยากเห็นภรรยาคนสวยของปลัด รินจึงใช้วิธีผูกมิตรกับทุกคนด้วยการแนะนำให้รู้จักถึงการดูแลหน้าตาผิวพรรณให้สวยสะอาดเพื่อสามีจะได้สบายตาสบายใจ

คล้ายเล่นกับนกเขาเพลิน หันมาเห็นน้อยและสาวๆ หน้านวลผ่องก็ตกใจ หาว่าเป็นฝูงลิง รินไม่พอใจตำหนิว่า ภรรยาแต่งตัวสวยก็เพื่อให้สามีดู น่าจะมีน้ำใจชมกันบ้าง คล้ายย้อนว่า ผู้หญิงสวยสรรพเมื่อไฟดับ...รินโวยว่าดูถูกผู้หญิง ไม่เห็นจะจริง แต่สาวๆกับเห็นด้วยกับคล้าย

“คุณเพิ่งแต่งงาน เรื่องพวกนี้อย่าให้ขาดเชียวนะ ทำงานเหนื่อยๆมา นี่ล่ะกำลังใจที่ดีที่สุด ก้นถึงฟาก ปากถึงข้าว...บนฟูกก็ต้องให้ถึงใจ” ว่าแล้วสาวๆก็หัวเราะกันครืน

รินหน้าแดง น้อย เนื่องและสาวๆพารินมาหัดทำพวกจักสาน ต่างเล่าเรื่องรันทดที่ถูกพวกเสือขาวปล้นบ้านฉุดคร่าลูกสาวไป บ้างก็สามีถูกฆ่าตายจนตัวเป็นบ้า รินตกใจจึงรับปากจะบอกปลัดให้จับโจรให้ได้และช่วยลูกหลานกลับมา

เย็นวันนั้นศรัณย์กลับมา รินพาสาวชาวบ้านมาขอร้องให้เขาจับเสือขาวให้ได้แล้วพาลูกหลานพวกเธอกลับมา ศรัณย์รับปาก ทุกคนกลับไป เขาหันมาติงรินว่าทำแบบนี้มันเป็นการกดดัน รินแย้งนี่คือการให้กำลังใจต่างหาก เขาจะได้มีเป้าหมาย ศรัณย์ถอนใจ เตือนอย่าใจอ่อนแบบนี้อีกเพราะอาจถูกหลอกเข้าสักวัน รินชี้แจงว่าที่ทำเพื่อให้เขารู้ว่าทุกคนเชื่อมั่นในตัวเขา

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #5 on: 10 July 2026, 21:38:50 »


ตอนที่ 5

ดวงสวาทไม่ยอมแพ้มาเช่าบ้านที่อยู่ติดกับบ้านพักศรัณย์ แก้วแปลกใจที่เห็นมีช่างมาซ่อมแซมบ้านข้างๆ จึงทำกับข้าวให้สายเอาไปทักทายเพื่อนบ้านใหม่เป็นน้ำใจ ไม่ทันจะไป ดวงสวาทก็เดินยิ้มร่าเข้ามาพร้อมจิ้มลิ้มที่ยกหม้อเดินตาม

“นิสัยเอื้อเฟื้อแบบนี้ หนูยังยึดเป็นแบบอย่างและทำตามเสมอ นี่ไก่อบหนูเอามาฝากค่ะ”

จิ้มลิ้มวางหม้อลง แก้วตกใจไม่คิดว่าดวงสวาทจะดันทุรังขนาดนี้ เธออ้างว่าเธอออกจากบ้านตามคำสั่ง แต่ไม่มีที่ไปจริงๆ กลับพระนครก็ไม่ได้ ขอให้เห็นใจ จิ้มลิ้มรีบรายงานตัวว่าเป็นผู้ช่วยดวงสวาท สายเหน็บก็คนใช้นั่นแหละ แก้วข้องใจถาม

“ทำแบบนี้มั่นใจสินะว่าศรัณย์จะใจอ่อนกับเธอ คิดจริงหรือว่าเสน่หาจะผูกหัวใจคนได้”

“รัณชอบกับข้าวฝีมือคุณบราลีมาก คุณแม่ว่าอาหารกับเสน่หา อะไรจะผูกใจคนได้ดีกว่ากันล่ะคะ”

“อาหารกินวันละสามเวลา...แต่เสน่หาไม่มีกินก็ไม่ตาย”

“อาหารซื้อได้ตามตลาด เสน่หาขอได้จากเมียเท่านั้น เมียที่ไม่มีให้จะผูกใจผัวได้ยังไง น้ำพริกลงเรือน่ะคาวไม่พอหรอกค่ะ” ดวงสวาทหัวเราะเยาะก่อนจะเดินกลับไป

แก้วอึ้งไม่คิดว่าเธอจะร้ายขึ้นขนาดนี้ ชักเป็นห่วงลูกชาย...ดวงสวาทกลับมาที่บ้านโทรศัพท์หาสุนันทาซึ่งกลับจากต่างจังหวัดแล้ว เพื่อบอกว่าตอนนี้ตนอยู่ปักษ์ใต้ ถ้าที่บ้านโทร.หาช่วยโกหกให้ด้วยว่าอยู่กับเธอ...

ในขณะที่ศรัณย์อาบน้ำแต่งตัวใหม่ เตรียมเป้เข้าป่า รินทำอาหารใส่ห่อให้เขาติดไป ศรัณย์ขอร้องคราวหลังอย่าได้พาใครมาร้องห่มร้องไห้แบบนั้นอีก และเตือนว่าเธอใจอ่อนเกินไประวังจะโดนหลอกเข้าสักวัน รินบอกว่าอุตส่าห์ยอมเสียเครื่องสำอางไปเพื่อผูกมิตรชาวบ้านให้ไว้ใจในงานของเรา ศรัณย์ฉงนกับคำว่างานของเรา รินสาธยาย

“คุณแม่เลี้ยงมาให้ทำงานเพื่อคนอื่น ดิฉันไปยิงปืนจับโจรอย่างคุณไม่ได้ ไปรับราชการแบบคุณพ่อก็ไม่ได้ การที่ได้ช่วยคุณพ่อ ช่วยคุณเท่าที่จะช่วยได้ก็ถือว่าได้ช่วยชาติ งานนี้จึงเป็นงานของเราค่ะ...ฉันบอกเขาไปแล้วว่าคุณเก่งแค่ไหน คุณจะทลายก๊กเสือขาวได้แน่นอน”

ศรัณย์ทึ่งกับความคิดของริน ทำไมเชื่อมั่นขนาดนั้น รินตอบว่าเพราะเขาเป็นคนดีมีมานะ พยายามฝึกฝน ศรัณย์ปลาบปลื้มกุมมือรินที่ถือห่อข้าว มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน เริ่มมีใจรัก คิดถึงคำที่คุยกับแก้ว ว่าลูกผู้ชายที่แท้จริงจะมีเมียแค่คนเดียว แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเลือกใคร แก้ว ให้คำแนะนำว่า...เลือกเมียด้วยอารมณ์รัก ถ้ารักนั้นมั่นคงก็อยู่ได้ตลอดชีวิต แต่เมียที่เป็นเมียแก้วเมียขวัญคือสมบัติอันล้ำค่า อยู่ด้วยแล้วมีแต่ความเจริญ นอกจากรักแล้วจะต้องมีความเหมาะสมกันบางอย่าง เช่นช้อนกับส้อม กระดาษกับปากกา ที่สำคัญเอาใจเขามาใส่ใจเรา

ศรัณย์เริ่มเข้าใจแล้วว่าต่อให้รินมีศรัทธาเดียวกันกับตน ถึงอย่างไรก็ต้องมีความรักขนาดรักกันมาเป็นสิบปีอย่างดวงสวาทยังไปไม่รอด รินคือกระดาษของตน...

รินพยายามดึงมือออก เขาหัวเราะบอกว่าเราเป็นเพื่อนกัน เพื่อนเล่นเพื่อน รินยิ่งเขินหยิกมือเขาอย่างแรงจนเขาต้องปล่อย รินโวยตนไม่ใช่ของเล่นของเขา อย่าแตะเนื้อตัวตนอีก เขาขำเชิงเอ็นดูที่เห็นเธอหน้างอ

ศรัณย์กลับมาตรงที่โชติซุ่มอยู่แถวบ้านของใบ และแล้วก็มีคนเอาข้าวของมาส่งให้ใบจนได้ เป็นลูกน้องของเสือบาง ท่าทางใบไม่พอใจไม่ต้องการรับของโจร ขุนส่ายหน้าบ่นว่าด่าแบบนี้ทุกครั้งที่เอาของมาให้ จากนั้น ศรัณย์กับโชติก็สะกดรอยตามขุนเพื่อไปให้ถึงค่ายโจร...ขุนเดินเข้าป่าอย่างคล่องแคล่ว โชติแปลกใจที่ทางนี้ไม่ใช่ทางไปเขากุดที่คิดว่าเสือขาวปักหลักที่นั่น

ooooooo

ภายในค่ายโจรเสือขาว มีโต๊ะหมู่บูชา กะโหลกผีและของขลังมากมาย เสือขาวนั่งสมาธิตามประสาคนเล่นของ จับยามสามตาดูฤกษ์ดูยาม แล้วเขาก็ลืมตาขึ้นสั่งลูกน้องให้ออกไปรับขุนปากทางเข้าถ้ำ คืนนี้ฤกษ์ไม่ดีอาจมีเรื่อง กิจจึงบอกว่าจะออกไปกับบาง
ระหว่างนั้นขุนเริ่มรู้ตัวว่ามีคนสะกดรอยตาม

จึงหลบเข้าพุ่มไม้เตรียมอาวุธกะปะทะ ศรัณย์กับโชติแปลกใจที่ขุนหายไป โชติจะลงไปดูที่ลำธาร ศรัณย์ห้ามเพราะเห็นว่าเขามีลูกเล็ก จะลงไปเอง โชติซึ้งใจในตัวเขามาก...ศรัณย์เดินลงมาไม่เห็นขุนที่หลบอยู่ ขุนจับปืนมั่นเตรียมยิง จู่ๆบางกับกิจแหวกพุ่มไม้เข้ามา ดึงขุนออกไปบอกคืนนี้ฤกษ์ไม่ดีที่จะปะทะ

ศรัณย์ได้ยินเสียงเดินก็รีบซ่อนตัว เห็นสามโจรเดินออกไป โชติย่องตามมาสมทบบอกตกใจเพราะเห็นโจรซุ่มอยู่ตรงทางที่เขาเดิน ศรัณย์บอกถ้าตนเดินต่อไปอีกนิดโดนส่องแน่ โชติให้รีบตามพวกโจรไปแต่ศรัณย์เห็นว่ามันเสี่ยงเกินไป พวกโจรมีมากกว่าและรู้ตัวแล้ว

ฟ้าสางไก่ขัน รินสะดุ้งตื่นมองไปที่มุ้งของศรัณย์ ไม่เห็นเขานอนอยู่ก็เป็นห่วงรีบวิ่งลงจากเรือน ศรัณย์แบกเป้กลับมาพอดีถามจะไปไหน วิ่งแบบนั้นเดี๋ยวตกบันไดคอหัก รินยิ้มดีใจ เขาดักคอว่ามารอตนหรือ รินชะงักอึกอัก แก้ตัวว่าตนกระตือรือร้นทุกเช้าจะไปทำอาหาร

“กระตือรือร้นทุกเช้าเนี่ยนะ พูดออกมาได้ จะโดนลักหลับเพราะขี้เซาล่ะสิไม่ว่า” ศรัณย์เดินหัวเราะขึ้นบ้าน รินอายแต่ก็โล่งใจที่เห็นเขาไม่บาดเจ็บตรงไหน

ที่ค่ายโจรเสือขาว ทุกคนนั่งประชุมเรื่องที่ขุนมีคนสะกดรอยตาม กิจตำหนิคราวหลังให้ระวังมากขึ้น เสือขาวบอกว่าคนนั้นเป็นปลัดที่ปล่อยข่าวว่าพวกเราปล้นควายชาวบ้าน กิจเป็นห่วงที่พวกนั้นเข้ามาใกล้ค่ายเกินไป แต่เสือขาวไม่กังวลเพราะทางเข้าค่ายลึกลับพิสดารมาก บางเสนอให้จัดการปลัดไฟแรงนั่นเสียและอาสาจะลงมือเอง เสือขาวพยักหน้ายินยอม

ด้านศรัณย์คุยกับคล้ายและโชติ โดยมีรินกับน้อยนั่งฟังอยู่ด้วย คล้ายทึ่งที่เสือขาวปล่อยข่าวว่าค่ายของมันอยู่เขากุดทางเหนือ แต่ความจริงอยู่ทางใต้ ศรัณย์ถามแถวนั้นเรียกว่าอะไร

“เขาน้ำเย็นครับ ถัดเข้าไปจะมีน้ำตกน้อยใหญ่หลายจุด น้ำแถวนี้เย็นมากเลยเรียกว่าเขาน้ำเย็น” โชติแจงให้ฟัง

คล้ายเสริมต่อว่าแถวนั้นลือกันมาแต่ปู่ย่าว่ามีผีเจ้าป่าชอบหลอกคนไปกระโดดน้ำตกตาย ชาวบ้านจึงไม่ค่อยไป ศรัณย์ชี้ชัดนี่ถึงเหมาะเป็นที่ซ่อนตัว โชติจะกลับไปเอาตำรวจมาทลายซ่อง น้อยดีใจจะได้เจอลูกสาวเสียที รินยิ้มยินดีด้วย

ทุกคนแยกย้ายกลับที่พัก รินนั่งมองศรัณย์กินน้ำพริกลงเรืออย่างเอร็ดอร่อย ก็ถามใจคอจะกินทุกวันเลยหรือ เขารับว่าใช่แล้วเปลี่ยนเรื่องถามจริงจัง “ฉันเล่าเรื่องพ่อแม่ฉันแล้ว เล่าเรื่องพ่อแม่หล่อนหน่อยสิทำไมพ่อแม่ถึงใช้งานหล่อนเหมือนเป็นคนใช้ล่ะ”

ท่าทางรินมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด บอกตนไม่ใช่คนใช้ตนเป็นลูกสาว ศรัณย์ว่าไม่เห็นต้องทำเสียงดัง แล้วบอกให้เล่าเรื่องน้องทั้งสอง รินหน้าเจื่อน เขาถามเวลามีความสุขกับครอบครัวคืออะไร รินตอบว่าพูดคุยกันถามสารทุกข์สุกดิบ ทุกครอบครัวก็เป็นอย่างนั้น ศรัณย์วางช้อนทำท่ากรุ้มกริ่ม “สามีภรรยา มีเวลาที่สนุกกว่าพูดคุย หน้าที่ที่มีต่อกันเหมือนคุณโชติบอก”

รินตอกกลับว่าเวลาแบบที่เขาอยู่กับดวงสวาทหรือ ศรัณย์จ๋อย รินเฉไฉเล่าว่ามีครั้งหนึ่ง บ้านเพื่อนน้องสาวมีงานเต้นรำ พวกเราตัดชุดกันเป็นเดือน ชุดพ่อแม่และน้องสาว ศรัณย์ดักคอไม่มีชุดเธอหรือ รินอึกอักเพราะตัวเองไม่ได้ไปจริงๆ แก้ตัวว่าตนไม่ชอบออกงาน เขาจึงถามแล้วเธอทำอะไร รินตอบว่าตนเข้าครัวทำอาหารสำหรับวันรุ่งขึ้น ศรัณย์ยิ่งสงสัยว่าเป็นลูกจริงๆหรือ รินเสียงสูงว่าจริง...แต่แววตาเศร้า ศรัณย์สังเกตเห็นถาม แบบนี้เธอมีความสุขหรือ เธอพยักหน้า

“คราวหน้า เมื่อไหร่ที่หล่อนต้องอยู่ในครัวในขณะที่คนอื่นต้องไปงานเลี้ยง ฉันจะไปนั่งหั่นผักเป็นเพื่อน เพื่อนจะไม่มีวันทิ้งเพื่อน ต่อไปนี้เธอจะมีฉัน” ศรัณย์ส่งยิ้มอบอุ่นให้ริน

ooooooo

ที่สถานลีลาศในพระนคร พณิชพาบรานีกับบุรณีมาเที่ยว บุรณีเห็นชรัตน์อยู่ท่ามกลางสาวๆที่กรี๊ดกร๊าดกับความหล่อเหลาของเขาก็หมั่นไส้ บรานีถามน้องมองอะไร

“พ่อเจ้าชู้ไก่แจ้ ท่าทางจะเป็นขวัญใจสาวๆ”

บรานีมองเหยียดๆไม่ปลื้มพวกเจ้าชู้เหลาะแหละ พณิชให้สาวๆสั่งอาหาร บุรณีเลี่ยงไปนั่งอ่านหนังสือริมน้ำตามเคย ชรัตน์เห็นบุรณีเดินออกก็รีบผละจากสาวๆตามออกไป...พณิชคุยกับบรานีอยากเปลี่ยนงานหมั้นให้เป็นงานแต่ง เพราะความรักมันจุกอกเต็มทน บรานีเขินอายเพราะตัวเองก็อยากให้เป็นเช่นนั้น

ชรัตน์แกล้งเข้ามาแซวบุรณีว่าสถานลีลาศไม่ได้มีเอาไว้อ่านหนังสือ เธอย้อนกลับว่าเอาไว้คุยกับสาวๆสวยๆ หรือ ชายหนุ่มร้อนตัว “โฮ้ย เพื่อนๆกันทั้งนั้น ผม...ชรัตน์ รพิพันธุ์ จำผมได้ไหมครับ ผมน่ะจำคุณแม่นเลย คุณบุรณี บำรุงประชากิจ”

บุรณีหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าออกมายื่นให้ชรัตน์ทำทีตกใจเล็กน้อยทำนองไปอยู่กับเธอได้อย่างไร หญิงสาวรู้ทันว่าเขาจงใจเอามาใส่กระเป๋าตนไว้ เขาทำหน้าเซ็งที่เธอรู้ทัน บุรณีจะเดินหนี ชรัตน์เดินตามตอแยถามอ่านหนังสืออะไร เธอบอกว่าจะสอบ เขาทึ่งถามปริญญาตรีหรือ

“คุณไม่ได้เรียนหรือคะ”

“ผมจบที่ปีนังแล้วไปต่ออังกฤษ พ่อแม่อยากให้เรียนแต่ผมคิดถึงเพื่อนคิดถึงบ้านเลยกลับก่อน” บุรณีทำเสียงผิดหวังว่าเลยเรียนไม่จบ “ทำเสียงแปลกๆ...เฮ้อ นายชรัตน์ รพิพันธุ์ ไม่เคยดูแย่ขนาดนี้ในสายตาสาวๆเลยนะนี่ คุณเป็นคนแรกเลยที่ทำให้ผมรู้สึกผิดขนาดนี้”

“นามสกุลคุณ เศรษฐีร่ำรวย คุณเลยคิดว่าการศึกษาไม่สำคัญ เพราะถึงยังไงคุณก็มีเงินถุงเงินถังอยู่แล้ว จริงไหมล่ะคะ”

“แล้วคุณล่ะ เป็นผู้หญิง การศึกษาก็ไม่จำเป็น คุณจะเรียนไปทำไม”

“เพราะความรู้สำคัญกว่าเงิน มีความรู้ก็หาเงินได้ รักษาเงินเป็น แต่มีเงินโดยไม่มีความรู้ พูดออกมาแต่ละคำก็มีแต่คนเขาดูถูก พรุ่งนี้ฉันสอบขอตัวนะคะ” บุรณีตัดบทเดินจากไป

ชรัตน์เกาหัวแกรกๆเถียงไม่ออก พลันนึกได้ว่าจะสืบเรื่องบราลี จึงกลับเข้าไปทักทายบราลี เธอรีบปฏิเสธบอกว่าตนชื่อบรานี บราลีคือพี่สาว พณิชกับชรัตน์ทำความรู้จักกัน พณิชจำได้ว่านามสกุลรพิพันธุ์เป็นเจ้าของปางไม้ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชรัตน์บอกนั่นของพ่อคือพระพิจารณ์...พณิชแนะนำตัวว่าตนทำธุรกิจส่งออกอยู่สงขลา ชรัตน์ยินดีที่รู้จัก พอเขาเดินไป บรานีก็บอกพณิชว่าต้องระวังคนนี้ให้มาก พณิชบ่นรักษาความลับเรื่องรินไม่ใช่ลูกสาวนี่ไม่ง่าย

ooooooo

ระหว่างทางที่รถศรัณย์แล่นกลับเข้าเมือง ผ่านทุ่ง ทานตะวัน ศรัณย์ให้โชติจอดรถแล้วลงไปที่ทุ่ง โชติ แปลกใจอารมณ์ไหน รินจึงบอกว่าศรัณย์ชอบดอกทานตะวัน ก่อนจะตามลงไป ศรัณย์ให้รินช่วยเก็บเมล็ดทานตะวัน ห่อผ้าเช็ดหน้า ฝากให้ช่วยปลูกที่บ้าน รินเหน็บ

“ทานตะวันคือจงรักและภักดี คุณพูดมาตลอดว่าคุณไม่อยากจงรักภักดีกับใครอีกแล้ว”

“ฉันเปลี่ยนใจไม่ได้หรือ จัดการให้ทีนะ...เอ้า มองหน้าฉันอยู่นั่น หล่อนเก็บด้วยสิ ของแบบนี้ต้องช่วยกันทำ ...เก็บสิ” ศรัณย์ส่งสายตาเจ้าชู้ โชติแอบยิ้มเอ็นดูสองหนุ่มสาว

พอถึงบ้าน เสนอรายงานทันทีว่าดวงสวาทมาเช่าบ้านข้างๆ ศรัณย์ชำเลืองมองหน้ารินอย่างเกรงใจ แก้วเข้ามาบอกอย่าไปสนใจ อีกหน่อยเธอก็ไปเอง ย้ำกับศรัณย์ต้องหนักแน่น ทันใดเกิดเสียงโครมดังสนั่นที่บ้านดวงสวาท ทุกคนตกใจ ศรัณย์วิ่งไปไม่ฟังเสียงท้วงของแก้ว มาถึงก็ปรี่เข้าถามว่าดวงสวาทเป็นอะไรหรือเปล่า เธอดีใจมากออดอ้อนว่านั่งร้านพังลงมาเฉี่ยวหัว เขาจับตัวเธอสำรวจว่าเจ็บตรงไหนบ้าง รินเห็นท่าทางห่วงใยของศรัณย์ก็รู้สึกปวดใจ ดวงสวาทเห็นสีหน้ารินยิ่งสะใจ จิ้มลิ้มต่อว่าคนงาน ดวงสวาทบอกให้ชดใช้ด้วยเงินแล้วเก็บของออกไป

คนงานแย้งว่าเธอเป็นเพียงผู้เช่าไม่ใช่คนว่าจ้างไม่มีสิทธิ์มาไล่พวกเขา ดวงสวาทโวยว่าเฟอร์นิเจอร์ตนเสียหายและยังทำงานล่าช้า ถ้าเป็นช่างที่พระนครทำเสร็จไปนานแล้ว คนงานไม่พอใจที่ดูถูกกัน โวยกลับพูดจาแบบนี้ระวังจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ ดวงสวาทสวนก็ไม่ได้อยากอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ ศรัณย์ปราม “พอแล้วคุณ ใจร้อนไม่เคยหายเลย เข้าบ้านไปเถอะ”

“ก็มันกวนประสาทดวง ทำผิดแล้วว่าไม่ได้แบบนี้ไม่ถูก คอยดูถ้าฉันไม่ได้ค่าเสียหายนะ ฉันจะฟ้องตำรวจ”

ศรัณย์ต้องโอบเพื่อดึงดวงสวาทเข้าบ้าน ลืมสังเกต ว่ารินอยู่ตรงนั้นด้วย แก้วสงสารรินพากันเดินกลับบ้าน พยายามปลอบว่าศรัณย์ทำตามหน้าที่ รินบอกเข้าใจว่าดวงสวาทเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว เสนอบ่นอยากให้ดวงสวาทกลับพระนครเสียที

ด้านศรัณย์เตือนดวงสวาทว่าเราเป็นคนต่างถิ่นพูดจาแบบนั้นเท่ากับสร้างศัตรู เธอไม่สนใจแต่ถ้าเขาห่วงตนก็กลับพระนครด้วยกัน ตนเป็นห่วงทุกครั้งที่เขาออกไปจับโจร ชายหนุ่มบอกว่าตนเป็นปลัดอำเภอ มันเป็นหน้าที่ หญิงสาวคิดเข้าข้างตัวเอง

“คุณย้ายมาเพราะประชดที่ดวงหนีไปแต่งงาน ตอนนี้ดวงอยู่ที่นี่แล้ว กลับไปพระนครกันนะคะ เรื่องคุณบราลีก็เหมือนกัน ปล่อยเธอไปซะ ไหนๆก็ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส เราถอยไปที่จุดเริ่มต้น ตอนที่เรารักกันได้ไหมคะ”

“เวลาเหมือนสายน้ำ ไหลไปแล้วไม่มีวันไหลกลับคืน เก็บข้าวของกลับพระนครไปเสียเถอะ เชื่อผม”

ดวงสวาทน้ำตาปริ่ม “เมื่อก่อนเราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา คุณเคยบอกว่าคุณเร่งให้ถึงตอนเช้าทุกวัน เพื่อจะมาหาดวง แต่วันนี้คุณไล่ดวงกลับ แถมยังพาผู้หญิงคนนั้นติดตัวไปกับคุณด้วย”

“ผู้หญิงคนนั้นติดตัวผมในฐานะเพื่อน แต่คุณกับสามีที่ไปฮันนีมูนเมืองนอกน่ะอยู่ในฐานะอะไร...ผมไล่คุณกลับพระนคร แต่คุณไล่ผมออกไปจากชีวิต ยอมรับความจริงเถอะ เรื่องของเรามันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” พูดจบศรัณย์เดินกลับบ้าน

ศรัณย์เห็นรินยืนมองห่อผ้าที่ใส่เมล็ดทานตะวันก็เข้ามากุมมือเธอบอกว่าจะช่วยกันปลูก รินเสียงกร้าวว่าอย่ามาแตะเนื้อตัวตน เขาถามโกรธหรือ เธอโพล่งออกมา

“ที่คุณกับคุณดวงตัดกันไม่ขาดทุกวันนี้เพราะผูกพันทางกาย คุณกับฉันจะให้เป็นแบบนั้นอีกไม่ได้” ศรัณย์ใจเสียบอกตนไม่รู้เรื่องที่ดวงสวาทมาอยู่ข้างบ้าน “ทุกอย่างที่คุณดวงสวาททำ แสดงให้เห็นว่าเธอต้องการคุณมาก นี่คือสิ่งที่เราต้องตระหนัก”

ศรัณย์ยืนยันไม่อาจกลับไปรักดวงสวาทได้อีก รินแย้งเขาเคยบอกว่าจะไม่มีวันเป็นทานตะวันของพระอาทิตย์ดวงไหน จำได้ใช่ไหม เขารับว่าจำได้ รินชูเมล็ดทานตะวันบอกเราสองคนจะไม่ปลูกความจงรักภักดีต่อกัน รินสะบัดผ้าทิ้งทำให้เมล็ดทานตะวันกระจายลงดิน ศรัณย์สะเทือนใจที่นี่คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความรู้สึก รินประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน

“เมื่อไหร่ที่แน่ใจว่าจะกลับไปหาคุณดวงสวาทได้โปรดบอกฉันตรงๆ ระหว่างนี้คุณต้องระมัดระวังกายและใจของคุณให้ดี รักซ้อนไม่ใช่เรื่องน่าสนุก ฉันจะไม่มีวันเข้าไปในวังวนรักซ้อนของใครทั้งนั้น”

ศรัณย์ใจหาย สายกลับจากตลาดเข้ามาบอกว่าซื้อกะปิมาให้ทำน้ำพริกลงเรือแล้ว แต่รินกลับปัดวันนี้ไม่ทำจะทำแกงต้มข่าให้แม่แก้ว สายทำหน้างงๆ ศรัณย์ยิ่งเซ็งหนักขึ้น

ooooooo

พณิชกับบารนีช่วยกันขอร้องเจ้าคุณบำรุงให้ยอมให้พวกตนแต่งงานแทนการหมั้นจนท่านอ่อนใจ...แจ๋วเข้ารายงานว่ามีคนมาขอพบ ชื่อชรัตน์ รพิพันธ์ุ บรานีตกใจกลัวเขามาจับผิด

บุรณีเดินมาเจอชรัตน์นั่งอยู่ก็แปลกใจมาได้อย่างไร เขาบอกตั้งใจมาหาเธอแต่ความจริงชรัตน์ต้องการมาสืบเรื่องบราลี แจ๋วออกมาเชิญให้เข้าไปในห้องรับแขก...ชรัตน์มอบของฝากเป็นน้ำผึ้งป่าและเครื่องเงิน เจ้าคุณท้วงทำไมเอาของแพงมาฝาก บุรณีเหน็บว่าเขาเป็นเศรษฐี ของพวกนี้ไม่เรียกว่าของแพง ชรัตน์ชำเลืองมองทำนองรู้ทันไปหมด จึงเปลี่ยนมาสรรเสริญ

“ผมได้ยินชื่อเสียงของท่านเจ้าคุณว่าเป็นข้าราชการที่ทำประโยชน์มากมายในแวดวงการศึกษา รู้สึกนับถือน่ะครับ แล้วผมก็เป็นเพื่อนคุณบุรณี”

บุรณีแย้งไม่ถึงกับเพื่อน เพิ่งจะรู้จัก ชรัตน์มองไปรอบๆด้วยแววตานักสืบ เห็นรูปถ่ายครอบครัวที่ไม่มีรินก็เอะใจ ทำทีเป็นเกริ่นว่าถ้าอยากซ่อมแซมบ้านติดต่อตนได้ บุรณีรู้สึกถึงการมองสำรวจของเขาจึงขยับตัวมาบังรูปที่ตั้งโชว์ เจ้าคุณบำรุงดึงความสนใจของชรัตน์กลับมาด้วยการถามถึงพ่อ เขาเลียบเคียงอีกว่าเจ้าคุณมีลูกสาวสามคนที่น่ารัก เพ็ญแขชะงักทำทีหยิบอัลบั้มที่มีรูปรินออกมาให้ดูว่ามีลูกสาวสามคน บุรณีและบารนีชี้ให้ดูว่ารินเรียนโรงเรียนดีที่สุด และสอบได้ที่หนึ่งทุกปี แถมได้รับการอบรมอย่างดีเยี่ยม ชรัตน์รู้ตัวว่าจับผิดไม่สำเร็จจึงลากลับ

ooooooo

ศรัณย์ทำแผนที่ค่ายเสือขาวให้แก่ตำรวจ สารวัตรหนักใจเพราะที่นี่มีแต่ตำรวจฝึกหัด ไม่มีตำรวจฝีมือดีมาประจำการ นายอำเภอหวั่นใจว่าถ้าบุกเข้าไปจะเสียเปรียบเพราะไม่ชำนาญทาง ศรัณย์บอกว่าตนมีแผนจะไม่ให้เสียเลือดเนื้อฝั่งเรา

วันต่อมาศรัณย์หาช่างชุดใหม่มาให้ดวงสวาท เธอดีใจมากที่เขายังเป็นห่วง เข้าไปกอดพาดูจุดต่างๆ ที่ต้องซ่อมแซม แล้วพยายามเล้าโลมแต่ศรัณย์ระวังตัวระวังใจไว้แล้วไม่ใจอ่อน หญิงสาวชักชวนให้เขาหันมาทำการค้ากับพ่อของเธอ อ้างแม่จะได้หมดห่วงนอนหลับ ...ศรัณย์สวน

“เหมือนที่คุณแม่พูดไม่มีผิด ช้อนคู่กับส้อม คุณคือนักตักตวงตั้งแต่กำเนิด...ถ้าคุณจะอ้างว่าเราเป็นผัวเมียกัน คุณยังมีสามีอีกคนรออยู่ที่พระนคร คุณต้องจำเอาไว้ด้วย” ว่าแล้วก็ผละออกจากการกอดของดวงสวาทแล้วเดินไปทันที

ค่ำนั้นแก้วนั่งจัดขนมลงขวดโหล ตำหนิศรัณย์ว่าให้ไล่ดวงสวาทกลับ สุดท้ายก็ไปช่วยเธอ ศรัณย์บ่นว่ารินไม่พูดด้วยมาสามวันแล้ว แก้วปิดฝาขวดโหลขนมแล้วเปรียบเปรย ถ้าความรักใส่ขวดโหลพวกนี้ได้ รักเก่ากับรักใหม่ ตอนนี้คงสูสีกันน่าดู ศรัณย์ถอนใจเพราะกับรินจะเรียกว่ารักใหม่ได้จริงหรือ เธอพร้อมจะทิ้งไปทุกเมื่อ ที่อยู่ด้วยกันก็เพราะหน้าที่เพราะความเป็นเพื่อนที่ปรารถนาดีต่อกันเท่านั้น แก้วย้อนถาม

“แล้วลูกคิดว่าเนื้อแท้ของสามีภรรยาคืออะไร ซาบซ่านหวือหวาเหมือนในละครงั้นสิ นั่นน่ะแค่ช่วงแรก ที่เหลือทั้งหมดก็คือเพื่อน เพื่อนแท้เพื่อนตาย มันก็แค่นี้แหละ”

ศรัณย์นึกถึงที่เคยคุยกับรินเรื่องอยู่กันแบบเพื่อนแล้วเขาหยิกแก้มเธอ เธอหยิกกลับ ทำให้เขาสนุกมีความสุข รินมีหลายอย่างที่ผูกใจเขาได้เรื่อยๆ...ศรัณย์กลับมาที่ห้องแอบย่องเข้าไปดูริน เห็นหลับสนิทก็นั่งมองอย่างเอ็นดู ก่อนจะมาเขียนบางอย่างในกระดาษแล้วพับเป็นรูปนก ใส่ลงในกระเป๋าเดินทางของเธอ มองใบหน้าเธอสักพักอย่างเพลินๆ

รุ่งเช้าศรัณย์แต่งตัวไปทำงานลงมาเห็นอาหารตั้งบนโต๊ะ มีน้ำพริกลงเรือพร้อมข้าวสวยก็นั่งรับประทาน ไม่นานรินกับสายยกสำรับเดินมา สายถามรินว่าศรัณย์ทานอาหารใคร ทันใดดวงสวาทเดินเข้ามาบอกว่าตนสั่งจากร้านในเมือง จิ้มลิ้มเสริมว่าเป็นร้านตำรับชาววัง มีสมองไม่ต้องมานั่งตำโป๊กๆ ให้เหงื่อท่วมตัว รินบอกสายปล่อยให้ศรัณย์ทานไปแล้วเธอก็เดินออกไป

ดวงสวาทตามมาเยาะว่าบ้านตนหรือเรียกว่าบ้านเราสำเร็จได้เพราะศรัณย์คุมงานด้วยตัวเอง รินย้อนถาม นี่คือตัวตนจริงๆของเธอใช่ไหม เธอกำลังสู้สุดตัวเพื่อเอาเขากลับคืนไปโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ดวงสวาทสวน “ไม่จริง ฉันทำเพื่อคุณด้วย ฉันบอกแล้วไงว่าคนที่เหมาะกับคุณคือคุณอรุณฤกษ์ คนที่รักคุณจริงๆ”

“คนเห็นแก่ตัวทุกคน ไม่มีใครพูดว่าทำเพื่อตัวเอง ทุกคนมีข้อแก้ตัวให้ตัวเองดูดีเสมอ”

ดวงสวาทโกรธเดินไปจับผ้าม่านที่รินเย็บ แล้วบอกว่ามันหลุดต้องเอาลงมาซ่อม ว่าแล้วก็กระตุกพรวดหล่นมาทั้งราว สายเห็นตกใจร้องว้าย...ดวงสวาทเยาะหยัน

“ผ้ามันขาดง่ายเพราะทำด้วยมือ ทำโดยเมียสมัครเล่น ลองไปดึงม่านที่บ้านฉันสิ เย็บแน่นด้วยช่างมืออาชีพ ด้วยเมียที่เป็นเมียจริงๆ เมียทั้งกลางวันกลางคืน นอกเตียงและบนเตียง รับรองมันไม่ขาดง่ายแบบนี้หรอก”

รินตั้งสติได้โต้ “คุณเป็นคนที่น่ากลัว ไม่สิ...หน้าด้านหน้าทน พูดเรื่องบนเตียงได้เหมือนเรื่องธรรมดา เฮ้อ... ให้แข่งอะไรฉันคงแข่งได้ แต่ให้แข่งหน้าด้านหน้าทนฉันคงแข่งไม่ไหว”

จิ้มลิ้มอุทาน...เจ็บว่ะ! คำพูดของรินทำให้ดวงสวาทอึ้งด้วยความละอาย สายกระซิบถามรินไม่ได้คิดยอมแพ้ใช่ไหม ดวงสวาทตอกกลับ “ฉันไม่ได้อยากทำร้ายหล่อน แค่อยากบอกว่าอาหารอร่อยๆ สวนดอกไม้ ม่าน เสื้อผ้า ฉันหาคนมาทำได้หมด โดยที่ฉันไม่ต้องลงมือสักนิด วิธี ของหล่อนที่จะผูกมัดใจผู้ชาย ที่จริงแล้วง่ายมากเลย แค่มีเงินเท่านั้น”

“ฉันไม่ได้ทำเพื่อผูกใจใคร”

“ความรักที่อยู่รอบบ้านนี้ฉันมีให้รัณเท่ากับหล่อน หล่อนต่างหากไม่เคยให้เขาในสิ่งที่ฉันให้ ความเป็นเพื่อนเหมาะกับหล่อนที่สุดแล้วและหล่อนกับรัณก็คงหยุดอยู่แค่นี้นานเท่านาน”

รินหน้าเสียเพราะมันเป็นความจริง สายโกรธแทนร้องขึ้น “โว้ย! อยากถีบคนโว้ย...”

จิ้มลิ้มออกหน้าท้าเหยงๆ ดวงสวาทปราม ไม่ใช่วันนี้แล้วเดินนำจิ้มลิ้มกลับไป...รินอ่อนแรงลงหันมาเปรยกับสายว่าดวงสวาทพูดถูก ถ้าเขาต้องการผู้ชายมากขนาดนั้น ตนควรตัดสินใจบางอย่าง สายรีบเตือนอย่าอ่อนแอ ผู้ชายต่างหากที่เป็นคนเลือก เราเป็นเมียแต่งอย่ายอมแพ้ รินรำพึงทำไมชีวิตตนต้องมาเจอคนแบบนี้ ถอนใจคิดถึง บ้าน ทันใดมีเสียงรถแล่นเข้ามา

อรุณส่งเสียงทักทาย สายตบอก อย่างกับเสก แค่คิดถึงบ้าน บ้านก็มา...สีหน้ารินยินดีศรัณย์โผล่หน้ามาเห็นไม่พอใจ อรุณเข้ามาไหว้แก้ว ขอโทษที่เสียงดังแล้วโอ้อวดรถหรูคันใหญ่ที่ขับมาเอง แถมบอกว่าที่กลับมาอีกเพราะดวงสวาทยังโดดรถไฟกลับมาได้ แก้วอุทานคงไม่คิดมาอยู่ที่นี่อีกคน อรุณรีบบอกว่าตนกล่อมเตี่ยให้มาเปิดสาขาร้านทองที่นี่ได้สำเร็จ ว่าแล้วก็แจกนามบัตร รินถามไหนไม่ชอบค้าขาย ชอบรับราชการแล้วทำไมถึงย้ายมาที่นี่

ศรัณย์ประกาศไม่มีเงินซื้อทอง อรุณยักไหล่ไม่เป็นไร วันนี้ตั้งใจพาทุกคนนั่งรถหรูไปทานบักกุ๊ดเต๋ที่ภัตตาคารในเมือง ศรัณย์ดักคอ รถคันนี้คงอยากพาเมียชาวบ้านกลับพระนครมากกว่า รินหน้าเสีย อรุณฟ้องแก้วว่าตนไม่ได้พูด ลูกชายเธอพูดเอง ศรัณย์จะปรี่เข้าเล่นงาน เสนอรั้งไว้ แก้วเอ็ดทั้งสองคนทำตัวเป็นเด็กๆ ศรัณย์จ๋อยยอมขอโทษแล้วเชื้อเชิญอรุณเข้าบ้าน เสริมกับสายงงทำไมเปลี่ยนใจง่าย ศรัณย์ยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินแยกออกมาที่รถหรูของอรุณ

ศรัณย์ยืนมองเสนอกับเสริมปล่อยลมยางทั้งสี่ล้อของรถหรู แล้วกลับเข้าบ้าน อรุณกำลังบ่นห่วงรินเมื่อรู้ว่าดวงสวาทมาเช่าบ้านอยู่ข้างๆ เอามาเป็นข้ออ้างว่าต้องมาดูแลเธอบ่อยขึ้น

“ผมคงต้องพาเมียเข้าไปในหมู่บ้าน ขอตัวรินก่อนนะครับ” ศรัณย์เข้ามาดึงรินดื้อๆ รินยื้อเพราะยังโกรธ ศรัณย์บอกนายอำเภอให้เข้าไปถล่มค่ายเสือขาว รินปัดให้เขาไปคนเดียว เขาอ้างว่าเธอต้องไปรับหน้าชาวบ้าน เนื่องและน้อยที่ไปรับปากอะไรไว้มากมาย รินลังเล ศรัณย์รำคาญยกมือไหว้แก้วแล้วอุ้มรินพาดบ่าออกไป แก้วกับอรุณตกใจบอกให้ระวัง เสนอยกกระเป๋าเสื้อผ้าใส่รถให้เรียบร้อย สายอุทาน

“เอาแล้วเอาหล่า รักรุนแรงขึ้นทุกวัน นี่...ได้อย่างใจ”

สายรีบมาขวางไม่ให้อรุณตาม อรุณบอกให้แก้วจัดการ แก้วบ่น “คนหนึ่งมาอยู่ข้างบ้าน อีกคนเอารถมารอถึงหน้าบ้าน ไม่มีใครฟังคำคนแก่สักคน ฉันไม่ยุ่งแล้ว พอกันที”

อรุณใช้ความคล่องแคล่วหลบหลีกสายมาได้ แต่พอมาถึงรถก็เห็นว่ายางแบนทั้งสี่ล้อ จึงวิ่งตามรถศรัณย์ เสนอวิ่งตาม อรุณสะดุดล้ม เสนอหยุดไม่ทันสะดุดล้มไปด้วย ศรัณย์มองกระจกหลังสมน้ำหน้า รินต่อว่าเขาบางทีก็ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ บางทีก็ทำตัวเป็นเด็กไปแกล้งอรุณ ศรัณย์ย้อนว่าผู้ชายดีๆที่ไหนมาดักรอเมียคนอื่น รินขู่ถ้าอรุณเป็นอะไรตนจะหนีไปกับเขา

“ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ฉันไม่ยอมให้ใครมาหยามได้ง่ายๆหรอก”

“แล้วที่คุณทำกับฉันล่ะ บอกแล้วไงว่าห้ามแตะต้องตัวฉัน ที่อุ้มมาแบบนั้นฉันอายนะ คนอยู่เต็มบ้าน คุณแม่ก็อยู่ แล้วฉันจะมองหน้าพวกเขาติดไหมล่ะ ยิ่งคิดยิ่งแค้น” รินทุบศรัณย์รัว

ศรัณย์ร้องลั่นเดี๋ยวรถชน รินหมั่นไส้บีบคอเข้าให้อีก เขาไอแค่กๆรถส่ายไปมา รินประกาศลั่นจะไม่พูดกับเขาอีกเลย

กำนันคล้ายแปลกใจที่ศรัณย์กลับมาเร็ว ไหนว่าจะมาอาทิตย์หน้า ศรัณย์พูดอะไรกับรินเธอนิ่งเฉย คล้ายแซวหูหนวกขึ้นมาเฉยๆหรือไปกินรังแตนที่ไหนมา ไม่มีใครตอบ คล้ายจึงบอก

“ผัวเมียมือใหม่มันก็ลำบากอย่างนี้ล่ะ มันยังไม่ลงตัว อีกหน่อยก็ดีขึ้น ใจเย็นๆนะนังหนู อีกหน่อยก็เข้าที่” รินอายสะบัดหน้าเดินหนี ศรัณย์หัวเราะร่าไล่หลัง คล้ายหัวเราะตามศรัณย์กับคล้ายหันมาคุยงาน น้อยถามขึ้นว่าปลัดพาคนมาช่วยนิ่มแล้วจริงๆหรือ คล้ายเอ็ดไม่ให้พูดชื่อลูกอกตัญญูในบ้านอีก น้อยเจ็บปวดไม่ทนอีกต่อไปโวยไม่สนใจ ตนคิดถึงลูก โทษคล้ายเป็นคนทำให้บางฉุดนิ่มไป คล้ายโกรธจัดประกาศถ้านิ่มกลับมาจะฆ่าด้วยมือตัวเอง ศรัณย์เพิ่งรู้ว่าครอบครัวคล้ายมีปัญหาซับซ้อน

ooooooo

ในขณะที่บางฝึกมวยให้ลูกน้อง นิ่มเข้ามาถามว่าเขาจะไปจัดการปลัดใหม่ แล้วจะทำร้ายพ่อกับแม่ตนหรือเปล่า บางสวนจะไปห่วงทำไม เขาตัดขาดเธอแล้ว นิ่มอึ้งกลุ้มใจ

ตกเย็น ศรัณย์ รินและโชตินั่งทานข้าวร่วมกัน รินเอ่ยถามโชติว่าทำไมคล้ายถึงจะฆ่าแกงลูกตัวเอง โชติบอกตนก็เพิ่งมายังไม่รู้เรื่องอะไร ศรัณย์คาดเดาว่า หลังจากนิ่มถูกฉุดไปเป็นเมียคงหาทางหนีกลับมาไม่ได้ หรือก็รักกันมาก่อนด้วย อาจไม่อยากหนีก็เป็นได้ รินพยักหน้าแต่หันมาพูดกับโชติว่าคล้ายคงน้อยใจจึงโกรธ โชติทำหน้างงไม่รู้ว่าสองคนโกรธกัน ศรัณย์แย้ง

“สามีเป็นโจรนะคุณ ฆ่าฟันปล้นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เขาลือกันว่าบางทีแม่นิ่มออกปล้นสะดมเคียงข้างผัว มีลูกสาวแบบนี้ เป็นใครใครก็โกรธ”

รินคิดว่าน้อยมีสิทธิ์คิดถึงลูกจริงไหม เธอหันมาถามโชติ เขาทำหน้าไม่มีความเห็น รินถามอีกว่าเขาจะช่วยนิ่มออกมาใช่ไหม โชติมองหน้าศรัณย์ขอคำตอบ ศรัณย์ขำตอบรินล้อๆว่า

“ใช่ครับคนสวย ยังไงก็ไม่ลืมสัญญาครับ” ศรัณย์ให้ใครก็ได้ไปตามน้อยและบรรดาแม่บ้านเจ้าน้ำตามาฟังแผนจากตน ถ้าอยากจะช่วยลูกๆ

โชติถามใครก็ได้หมายถึงตนหรือเปล่า รินรวบช้อนแล้วบอกว่าตนไปเอง โชติบ่น “โอย ปวดหัว ผัวเมีย คู่อื่นเขาไม่เห็นวุ่นวายขนาดนี้ แล้วจะอยู่กันยังไงเนี่ยคุณ ผมไม่ได้อยู่เป็นหนังหน้าไฟคั่นกลางให้ตลอดหรอกนะ”

อรุณมาเล่าให้ดวงสวาทฟังที่ศรัณย์อุ้มรินหนีไป จิ้มลิ้มโพล่งออกมาว่าเขาหนีดวงสวาทเข้าป่า ดวงสวาทโวยจะตอกย้ำทำไม อรุณเห็นดวงสวาทร้องไห้ รู้สึกเห็นใจ เธอรำพันว่าศรัณย์รู้ว่าตนเป็นคนกรุงอยู่แบบนี้ไม่ได้ แต่กลับไม่สนใจ อรุณคิดว่าเขายังโกรธที่เธอหนีไปแต่งงาน

“คุณรู้จักอาการเมาหมัดไหม ถ้าวันหนึ่งเราชกไปเรื่อยๆเหนื่อยจนแทบขาดใจ ถึงจุดหนึ่งเราจะชาชินกับความเหนื่อยมันจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ถึงตอนนั้นเราจะกลายเป็นนักสู้ที่แท้จริง”

“อาการบ้าเลือดผมเป็นอยู่ เฮ้อ เปิดร้านทองในจังหวัดที่เป็นชุมโจร ถูกปล้นขึ้นมาเตี่ยต้องเอาผมตายแน่ๆ” อรุณถามดวงสวาทไม่คิดจะทำอะไรรินของตนใช่ไหม ดวงสวาทบอกไม่ต้องห่วง ตนต้องการแค่ตัวศรัณย์ แล้วหงุดหงิดหาว่ารินเอาการช่วยงานศรัณย์มาบังหน้า

ด้านศรัณย์บอกแผนการกับบรรดาแม่ๆว่า ถ้าน้อยอยู่บ้าน นิ่มคงไม่กล้ามาหา ให้เนื่องและคนอื่นๆปล่อยข่าวออกไปทั้งตลาด ว่าน้อยนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล เพื่อนิ่มจะได้ออกมาเยี่ยมแล้วให้น้อยเลียบเคียงถามค่ายโจรอยู่ที่ไหน...คล้ายแอบฟังแผนการของศรัณย์หน้าเครียด

คืนนั้นศรัณย์พับกระดาษเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ทุกตัวมีข้อความเขียนอยู่ด้านใน เขาพยายามง้อชวนรินคุยแต่เธอไม่ตอบสักคำ จนเขาเล่าว่าก่อนมาตนขอพรจากแม่แก้ว สายตารินสนใจขึ้น ศรัณย์เล่าว่าเห็นแม่นอน

ไม่หลับเพราะเป็นห่วงตน จึงกราบขอโทษและขอพรเพราะโจรก๊กที่จะไปปราบมีเวทมนต์คาถา พรจากคนที่รักศักดิ์สิทธิ์กว่าทุกอย่าง แก้วจึงอวยพรว่า

“พลังในโลกนี้ พละทั้ง 5 คือที่สุด ศรัทธาพละมีความเชื่อถือ วิริยะพละมีความเพียร สติพละไม่ประมาท สมาธิพละตั้งใจมั่นและปัญญาพละรอบรู้อย่างแท้จริง หากลูกมีพร้อมหมดแล้ว ยังไงลูกก็ต้องชนะเวทมนต์ต่ำๆพวกนั้นได้”...ศรัณย์บอกรินอีกสองวันจะต้องไปสู้กับโจร ขอให้รินอวยพรให้บ้าง เธอนิ่งลุกไปเข้ามุ้งนอน เขาถอนใจที่ง้อไม่สำเร็จ

ในขณะเดียวกันข่าวน้อยป่วยก็มาถึงหูนิ่ม เธอครุ่นคิดไม่กล้าจะออกไปเยี่ยมแม่...เสือขาวทำพิธีอาบน้ำว่านบริกรรมคาถาเพื่อให้ทุกคนอยู่ยงคงกระพัน...ส่วนรินเกณฑ์แม่บ้านมาช่วยกันทำอาหารห่อเป็นเสบียงไว้ให้ไปแจกตำรวจ โชติบอกศรัณย์ว่าคุณนายไม่พูดกับเขาแต่ก็ยังเป็นห่วง

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #6 on: 10 July 2026, 21:39:51 »


ตอนที่ 6

ศรัณย์เห็นรินทำเสบียงไว้ให้ก็ปลาบปลื้ม จึงเข้ามากระซิบข้างๆ “มีหลายคำ หลายครั้งพูดออกมาไม่ได้ แต่ปากกาจะเขียนไว้ที่กระดาษเสมอ” รินสะบัดหน้ากลับเรือนไปจัดเป้ให้เขา

ศรัณย์ตามมาเอ่ย “หล่อนไม่พูดกับฉัน ไม่ให้ถูกตัวเพราะกลัวว่าจะผูกพันกัน ที่หล่อนทำอาหาร ดูแลเสื้อผ้าอย่างดี พวกนี้หล่อนไม่ได้สร้างความรักความผูกพันให้ฉันงั้นสิ” รินโกรธเทของออกจากเป้ ศรัณย์หัวเราะ “ผู้หญิงสร้างความรักไว้ในบ้านที่หล่อนดูแล ผู้ชายปกป้องดูแลให้บ้านปลอดภัย ทำให้ผู้หญิงอบอุ่นใจ นอนกันห่างๆ

อย่างนี้ทุกคืน หล่อนก็อุ่นใจใช่ไหมล่ะ”

รินเดินหนีไปเปิดมุ้งเข้านอน ศรัณย์แหย่ “ไม่ต้องถูกเนื้อต้องตัว ฉันน่ะก็ทำให้ผู้หญิงใจสั่นได้เสมอ หล่อนว่าไหม” รินเอาผ้าคลุมโปงไม่อยากฟัง เขากระเซ้า “เวลาหล่อนหลับ หล่อนนอนขี้เซาที่สุด มีกี่คืนรู้ไหมที่ฉันย่องมาดูหล่อนโดยที่หล่อนไม่รู้ตัวสักนิด”

ศรัณย์มุดมุ้งไปนอนข้างๆ รินเปิดผ้าออกมาเห็นลุกพรวดร้องไล่ให้เขาออกไป เขายิ้มกริ่มบอกไม่ได้ยินเสียงเธอตั้งหลายวัน คำแรกเป็นเสียงกรี๊ดก็ยังดี รินไล่ให้ออกไปทวงคำสัญญา

เขาโต้ “สัญญาจะอยู่กันอย่างเพื่อน นี่ก็เพื่อนแล้วไง คืนนี้อยากนอนในมุ้งนี้ แค่นอนข้างๆกัน ไม่แตะไงสัญญา นะนะ...ขอนอนด้วย...นะนะ”

รินมุดมุ้งออกมา ศรัณย์ดึงหมอนเธอมากอดหอม บอกไม่ได้ชื่นใจกลิ่นบุหงา ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมแต่เป็นกลิ่นเนื้อกายเธอ รินยิ่งเต้นเร่าๆให้วางลง เขาปรามให้เบาเสียง แล้วแกล้งหอมหมอนอีกหลายฟอด รินโวยให้หยุด ไหนบอกให้ตนทำหน้าที่ของตน ตนก็ทำแล้วยังจะเอาอะไรอีก ศรัณย์ขอ “แค่อยากให้อวยพร คำอวยพรของคนที่ห่วงใย คือความเข้มแข็งของผมนะ ผมได้จากแม่มาคนหนึ่งแล้ว คุณอวยพรให้หน่อยไม่ได้หรือ พรุ่งนี้แล้วนะผมจะพาตำรวจเข้าป่า”

รินบอกไม่มีกะจิตกะใจจะอวยพร ไล่เขาออกจากมุ้งให้เอาหมอนไปด้วย ตนไม่เอาแล้ว มีน้ำลายเขาติดอยู่ เขาถามแล้วเธอจะเอาหมอนไหน หมอนเขาก็มีน้ำลายเขาอยู่ดี รินขัดใจไม่นอนจะนั่งอยู่แบบนี้ ศรัณย์ขำที่ได้แกล้งแล้วล้มตัวนอนกอดหมอนของเธอ ทำเสียงหอมชื่นใจ รินฮึดฮัดแทบอยากฆ่าเขาให้ตายคามือ...

รุ่งเช้ารินตื่นขึ้นมาไม่เห็นศรัณย์และเป้ เห็นแต่กระดาษที่พับเป็นสัตว์ต่างๆวางบนโต๊ะ

ศรัณย์นำกำลังตำรวจเดินไปตามทางโดยแยกเป็นสองกลุ่ม ติดต่อกันทางวิทยุสื่อสาร...ด้านเสือขาวยังบริกรรมคาถา กิจบอกบางว่าเสือขาวจะอยู่ปกป้องค่าย ตัวเขาจะอยู่ที่น้ำตก ให้บางยกกำลังส่วนใหญ่ออกไป บางเชื่อว่าแค่พวกตนก็เอาอยู่ เสือขาวหวังจะรอตลบหลังพวกตำรวจ

ขณะเดียวกัน นิ่มมาเยี่ยมน้อยที่โรงพยาบาล น้อยดีใจมากคิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นหน้าลูกอีก นิ่มบอกแม่ว่าอยู่ที่ค่ายสุขสบายดี มีอาหารหยูกยาไม่ต้องห่วง น้อยอดบอกลูกไม่ได้ว่าทางการจะเข้าปราบปรามไม่กลัวตายหรือ นิ่มบอกว่าค่ายของตนอยู่เขาโอบ มีภูเขาล้อมรอบ พวกตนไม่กลัว...ตำรวจนายหนึ่งแอบฟังอยู่รีบส่งข่าวบอกพรรคพวก

เสียงวิทยุที่หลังศรัณย์ดังขึ้น...แจ้งทุกหน่วย พิกัดเป้าหมายคือเขาโอบ...ศรัณย์ครุ่นคิดไม่น่าเชื่อถือจึงรีบกลับไปทางเดิม เพราะเขาโอบอยู่ทางด้านโชติ

นิ่มถามแม่ป่วยหนักจริงหรือ น้อยสารภาพว่าไม่ได้เป็นอะไรแค่อยากเห็นหน้าลูก นิ่มไม่พอใจโวยเหมือนที่บางพูดไว้ไม่มีผิด ว่าพ่อกับแม่จะใช้ตนเป็นเครื่องมือ คล้ายแอบฟังอยู่โผล่เข้ามาเอ็ด “นังลูกอกตัญญู เอ็งรักผัวมากกว่าพ่อแม่ พ่อแม่ก็อยู่ที่เดิมไม่เคยคิดจะดูดำดูดี”

นิ่มสวนว่าพ่อเป็นคนกีดกันทำให้เป็นแบบนี้จะมาว่าตนได้อย่างไร คล้ายถามนอนกับผัวเคยคิดถึงหน้าพี่ชายที่ถูกบางยิงตายบ้างไหม นิ่มท้าให้ฆ่าตนเพื่อแก้แค้นให้พี่ได้เลย คล้ายโกรธจัดชักปืนออกมา น้อยกรีดร้องลุกขึ้นเกาะแขนห้าม นิ่มน้ำตาคลอระเบิดความเจ็บปวดในใจ

“ตั้งแต่เล็ก พ่อกับแม่รักแต่พี่นุ้ยไม่เคยรักฉัน ฉันอยากไปอยู่กับพี่บางพ่อก็กีดกัน จะมาว่าฉันไม่ได้นะที่ทำแบบนี้กับพ่อกับแม่”

“เอ็งไม่ได้ทำกับข้าคนเดียว เอ็งสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ข้าเป็นกำนัน...จับโจรเป็นหน้าที่ข้า”

นิ่มท้าให้ยิง น้อยจับปืนห้ามน้ำตาไหลพราก คล้ายมองหน้าเมีย สติกลับมาลดปืนลง ไล่นิ่มและตัดขาดความเป็นพ่อลูก ตายก็ไม่ต้องมาเผาผี นิ่มกล่าวทิ้งท้ายว่าเกิดเป็นหญิง เป็นเมียใครก็เท่ากับตกเป็นสมบัติของคนคนนั้น ต้องจงรักภักดีต่อผัวจนกว่าชีวิตจะหาไม่ คล้ายยิ่งช้ำใจไล่ให้ไปรอรับศพผัว นิ่มเยาะศพใครเดี๋ยวก็รู้ คล้ายเอะใจถามค่ายโจรไม่ได้อยู่เขาโอบใช่ไหม

นิ่มยิ้มเยาะ “พ่อคิดจะฆ่าผัวฉันมาตลอด ถ้าคราวนั้นพี่นุ้ยไม่ตาย พี่บางก็ต้องเป็นคนตาย พ่อบีบให้ฉันต้องทำแบบนี้”

“อีลูกชั่วมึงต้องพินาศ นี่คือคำแช่งจากพ่อมึง” คล้ายตกใจมากด่าแล้วรีบวิ่งออกไปช่วยศรัณย์และพวก น้อยเสียใจกับการกระทำของนิ่มคล้ายกลับมาเอาปืนที่บ้านและบอกพวกชาวบ้านว่านิ่มทรยศ รินได้ยินตกใจเข่าอ่อน

ooooooo

เขาโอบเป็นหุบเขาที่มีภูเขาล้อมรอบ โชติและพวกตำรวจอยู่ในหุบเขา ซึ่งพวกของบางอยู่บนเนินสูงกว่า ทำให้ได้เปรียบยิงถล่มใส่พวกโชติ บางสะใจมากที่นิ่มทำตามแผนที่ตนวางไว้ พอโชติรู้ว่านี่เป็นกับดักก็บอกให้ทุกคนหาที่หลบยิงต่อสู้ แต่อย่างไรก็เสียเปรียบ

ศรัณย์ได้ยินเสียงปืนยิ่งเป็นห่วงโชติกับพวกตำรวจ รีบบอกทุกคนให้ไปช่วย...บางกับขุนเข้าใจว่าโชติคือปลัดศรัณย์ ขุนกับพวกยิงตำรวจตายไปสามคน บางจ้องยิงใส่โชติเพราะเข้าใจว่าเป็นปลัด ศรัณย์อ้อมขึ้นมาบนเนินยิงใส่ขุนล้มลง แล้วควงปืนด้วยท่าประจำยิงโดนหัวไหล่บาง

“โอ๊ย...มึงเป็นใครวะ” บางร้องลั่นหาที่กำบัง

“ข้างล่างไม่ใช่ปลัด กูนี่ต่างหากปลัดศรัณย์ มึงนั่นแหละที่ต้องไปนรก” ศรัณย์ร้องบอกก่อนจะไล่ล่าบาง ทั้งสองยิงใส่กันจนกระสุนหมด

บางเด็ดใบไม้มาคาบเสกคาถาพรางตัว ศรัณย์แปลกใจที่เกิดหมอกปกคลุมขึ้นมาทำให้ไม่เห็นตัวบาง เขาหลับตานึกถึงพรของแม่ก่อนจะตัดสินใจมุ่งหน้าต่อไป...บางกำลังหนีข้ามลำธาร ได้ยินเสียงนกร้องจึงหันมอง ทันใดก็เห็นร่างศรัณย์โหนเถาวัลย์พุ่งตัดหมอกมาอย่างเท่ เสยเข่าเข้าปลายคางล้มกลิ้ง ศรัณย์โดดตามไปชกต่อย “ไหนว่าโจรก๊กเสือขาวยิงฟันไม่เข้าไง...”

บางควานมือเจอก้อนหินเอามาฟาดหัวศรัณย์เลือดอาบล้มไป แล้วรวบรวมกำลังขึ้นคร่อมร่างสลบของศรัณย์ เอาก้อนหินจะทุบหน้าอีกครั้ง แต่ศรัณย์ลืมตาพร้อมดึงมีดจากกางเกงแทงเข้าที่กลางอกบางเลือดทะลัก ตาเหลือกล้มหงาย ศรัณย์เหนื่อยหอบยืนมองร่างบางที่ไร้วิญญาณ

“โจรหนังเหนียวไม่มีจริง มีแต่ไอ้เสือเดรัจฉานที่มันปล้นฆ่าคนอื่น”...

ที่บ้านพัก รินใจคอไม่ดีเป็นห่วงศรัณย์อย่างมาก เดินไปเดินมาเห็นนกกระดาษในกระเป๋าเสื้อผ้าก็แปลกใจ หยิบออกมาวางรวมกับตัวอื่นๆบนโต๊ะ พลันนึกถึงคำพูดของศรัณย์ได้ว่า...มีหลายคำหลายครั้งพูดออกมาไม่ได้ แต่ปากกาจะเขียนไว้ที่กระดาษเสมอ จึงเอานกมาคลี่ออกเห็นข้อความ...ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกัน...รินรีบคลี่กระดาษที่เขาพับทุกตัวออกก็เห็นคำว่า...ขอบคุณทุกตัว ถึงกับทรุดลงร้องไห้โฮ “ฉันขอโทษ ขอโทษที่ไม่ได้อวยพรคุณ...อย่าตายนะ...”

เนื่องเข้ามาเห็นตกใจปลอบว่าคนในหมู่บ้าน ออกไปช่วยปลัดแล้ว เขาต้องปลอดภัย...ริน เนื่อง น้อยและกลุ่มชาวบ้านผู้หญิงออกมารอคอยการกลับของพวกผู้ชาย น้อยยังคงร้องไห้แค้นใจที่ลูกหลอกได้แม้กระทั่งแม่ ไม่ทันไรรถคล้ายแล่นกลับมา เนื่องร้องบอกทุกคน รินพยายามมองหาศรัณย์ น้อยโผเข้าหาคล้ายโล่งอกที่ไม่เป็นอะไร รินละล่ำละลักถามหาศรัณย์

ทันใดศรัณย์ซึ่งนอนมาในรถลุกขึ้นนั่ง บนหัวมีผ้าพันแผลร้องบอกว่าตนอยู่นี่ รินดีใจจะเป็นลม เขารีบลงจากรถมาประคอง เธอถามเขาไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม

“แค่แผลที่หัว เขาพาไปทำแผลแล้ว”

รินน้ำตาคลอเอื้อมมือไปจับแก้มศรัณย์ด้วยอยากแน่ใจว่าตัวเขาจริงๆ เขากุมมือเธอแนบแก้มสบตาเธออย่างซึ้งใจ...พากันมานั่งร่วมวงกับคล้ายและคนอื่นๆ ศรัณย์เสียใจที่ตำรวจตายไปสามนาย ที่บาดเจ็บโชติดูแลอยู่โรงพยาบาล คล้ายบอกน้อยว่าพวกเสือบางตายหมด นังนิ่มต้องอกแตกตายแน่ ตนก็คงตายตาหลับที่แก้แค้นให้ลูกได้

ศรัณย์กับรินกลับมาที่เรือน ศรัณย์เห็นว่ากระดาษที่พับถูกคลี่ออกอ่านแล้วก็ดีใจ รินบอกเขินๆว่า พับกลับคืนให้ได้แค่บางตัว เขายิ้มกริ่มล้อว่าเธอร้องไห้จนตาบวม ร้องทำไม หญิงสาวแก้ตัวอึกอักๆว่า สงสารตำรวจ เขายิ้มอย่างรู้ทัน “หล่อนไม่ให้ฉันแตะเนื้อต้องตัว เพราะกลัวว่าจะผูกพันกันมากขึ้น ฉันก็ทำตามใจหล่อนแล้ว แต่สุดท้ายหล่อนก็ผูกพันกับฉันอยู่ดี”

รินแก้ตัวว่าไม่จริง ตนเป็นคนขี้สงสารไปหมด ศรัณย์หน้าเครียดขึ้นบอกว่าพรุ่งนี้ต้องกลับบ้าน ตนจะไปหาพ่อแม่ตำรวจทุกคนที่ตาย เวลานั้นเป็นเวลาที่ตนลำบากใจที่สุด รินปลอบใจว่าทุกคนจะต้องภูมิใจกับการเสียสละของลูกหลาน

“แล้วหล่อนล่ะ หล่อนแต่งงานกับปลัดบ้าบิ่นอย่างฉัน เสือขาวเจอแบบนี้มีแต่จะยิ่งดุร้าย หล่อนจะเข้มแข็งหรือจะยิ่งท้อใจ จะยิ่งใกล้หรือยิ่งถอยห่าง” ศรัณย์ส่งสายตารักและอบอุ่น แต่รินกลับบอกว่าคนที่อยากอยู่ใกล้เขารออยู่ที่บ้าน พรุ่งนี้ก็ได้เจอ ศรัณย์สะดุดใจเล็กน้อยจึงดักคอ “ฉันแค่ใช้ปากกาเขียนบนกระดาษก็ทำให้หล่อนใจเต้นแล้ว ไม่เห็นต้องแตะเนื้อต้องตัวเลย นี่แค่เริ่มต้นนะ ยังมีอีกหลายวิธี ระวังหัวใจของหล่อนไว้ดีๆเถอะ”

ศรัณย์บรรจงจูบบนกระดาษที่พับเป็นเครื่องบินแล้วร่อนมาบนตักริน ทำตากรุ้มกริ่ม รินเขินทำหน้าไม่ถูกหยิบมันโยนลงพื้นแล้วหันหน้าหนี ในใจโล่งอกที่เขาปลอดภัย

ด้านนิ่มร้องไห้แทบขาดใจเมื่อรู้ว่าเสือบางตาย เสือขาวแค้นใจมาก ถีบโอ่งน้ำมนต์ที่ปลุกเสกกับมือแตก เข่นเขี้ยว “ปลัดศรัณย์ ต่อไปกูจะจำชื่อมึงไว้ กูจะจองเวรกับมึง นับจากวันนี้ไป”

ศรัณย์กับรินกลับถึงบ้าน สาย เสนอและเสริมดีใจมาก รินเห็นมีต้นทานตะวันเล็กๆงอกขึ้นมาที่แปลงที่ว่างอยู่ก็แปลกใจรีบถามว่าใครปลูก ทั้งสามส่ายหน้า ศรัณย์เปรย

“จงรักและภักดี งอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ต่อให้ห้ามใจอย่างไรมันก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ!” รินให้เสริมเด็ดทิ้ง ศรัณย์เสียงเข้ม “ห้ามเด็ด ใครแตะต้นอ่อนพวกนี้ ฉันเอาเรื่อง...หล่อนก็เหมือนกัน” รินหน้าเสียมองศรัณย์ ต่างรู้ความหมายดีเพราะต่างเริ่มมีความผูกพันต่อกัน

วันต่อมา ศรัณย์กับโชติมารายงานตัวต่อนายอำเภอ เขาบอกกับทั้งสองอย่างเครียดว่า

“ท่านสารวัตรร้องเรียนไปที่พระนครว่าตำรวจตายไปสามนายเป็นเรื่องใหญ่มาก ท่านหาว่าคุณทำงานพลาด สารวัตรขอให้ย้ายคุณออกจากพื้นที่เพื่อเป็นการลงโทษ”

โชติบ่นอุบ “คุณปลัดทำดีที่สุดแล้ว น่าจะเห็นใจกันบ้าง จะมีข้าราชการกี่คนที่กล้าไปลุยพวกมันขนาดนี้ ทำแบบนี้ไม่ให้กำลังใจกันเลย” ทั้งศรัณย์และนายอำเภอต่างเครียด...

จิ้มลิ้มได้ยินที่บ้านศรัณย์คุยกันรีบมารายงานดวงสวาทว่าศรัณย์ถูกคำสั่งย้าย ตอนนี้เอาแต่ชกกระสอบทรายไม่พูดไม่จากับใคร ดวงสวาทรู้ว่าเขาคงเสียใจเพราะตั้งใจทำงานนี้มาก สั่งจิ้มลิ้มไปเรียกรถรับจ้าง...ดวงสวาทหอบขนมมากมายมาสวัสดีท่านผู้ว่าและคุณหญิงถึงจวนผู้ว่า

รินทำน้ำพริกลงเรือมาเอาใจศรัณย์ แต่เขาไม่อยากทานอะไร เธอต้องปลอบใจว่าคำสั่งย้ายยังไม่ลงมา อย่าตีตนไปก่อนไข้ รินรู้ว่าครั้งนี้ศรัณย์เครียดจริง รู้สึกเห็นใจ

ooooooo

เมื่อโดนบุรณีตอกหน้าว่าเรียนไม่จบ ชรัตน์รู้สึกเสียศูนย์อย่างบอกไม่ถูก มาหาช้องนางที่บริษัทรพิพันธ์ค้าไม้ ช้องนางแปลกใจที่หลานเข้ามาเพราะยังไม่ สิ้นเดือนที่จะรับเงิน เขาอ้อนว่าไม่ได้กลับบ้านใหญ่หลายวัน อยากกินข้าวฝีมืออาและเยี่ยมพ่อ

ช้องนางติงนี่บริษัทของพ่อเขา ไม่ใช่ของตน ไหนๆ จะไม่เรียนต่อแล้ว ก็มาช่วยงาน เลิกลอยชายเสียที ชรัตน์ย้อนถามตนควรเรียนต่อหรือ ช้องนางแปลกใจ

“มีคนๆหนึ่งเขาหาว่าผมโง่ที่ไม่เรียนต่อ เขาว่าคนเรียนน้อย คนจะดูถูก อาว่าจริงไหม”

ช้องนางดักคอว่าผู้หญิงสวยใช่ไหม ชรัตน์พยักหน้าหงึกๆ ช้องนางบอก เรื่องเรียนจะเรียนภาษา เรียนบัญชีที่นี่ก็ได้ แต่ตนว่าปัญหาใหญ่คือน่าจะทำงานเลิกเป็น พ่อพวงมาลัยลอยไปลอยมามากกว่า เขาถามย้ำว่าอาคิดอย่างนั้นจริงๆหรือ ช้องนางชี้ชัด “ผู้หญิงที่มาเยินยอสรรเสริญเธอ เขาก็อยากได้ผลประโยชน์จากเธอ แต่ผู้หญิงที่ต่อว่าเธอคนนี้ดูจริงใจนะ”

“จริงใจด้วย สวยด้วย คิดถึงอีกแล้ว...ฮือ”

“งั้นก็ลำบากแล้ว เพราะถ้าเธอดีเธอเก่งสู้เขาไม่ได้ เขาก็คงไม่สนใจเธอ อาว่าถ้าสนใจผู้หญิงคนนี้จริงๆก็ต้องทำตัวใหม่ ให้ดีให้เหมาะสมกับเขา”

ชรัตน์เห็นจริงมุ่งมั่นจะเริ่มงาน ช้องนางบ่นตนพูดปากเปียกปากแฉะตั้งนานไม่สนใจ ถูกผู้หญิงตอกหน้าทีเดียวยอมทำงานเลย ชักอยากเจอผู้หญิงคนนี้เสียแล้ว ชรัตน์ยืดอกยิ้มจะตั้งใจเรียนและทำงานให้บุรณีเห็นตนในมาดใหม่ให้ได้...

ช้องนางกับชรัตน์เข้ามาที่คฤหาสน์ใหญ่ พระพิจารณ์ธุรกิจบิดาของชรัตน์นอนป่วยเป็นอัมพาต มีพยาบาลคอยดูแล พอเห็นหน้าชรัตน์ก็พยายามจะพูด แต่พูดได้เป็นคำๆ ว่า พะ...ยุง...พะ...ยุง...พยาบาลจะพลิกตัวให้ ท่านส่ายหน้านิดๆ กลอกตาไปมา ชรัตน์ถามไม่ใช่พยุงหรือ ท่านส่ายหน้า เขาสงสัยหรือพยุงเป็นใคร ช้องนางก็ไม่รู้ ชรัตน์สบตาพ่ออยากจะบอกอะไรตน

ooooooo

อรุณเห็นรินกลับมาก็ดีใจ ยังเชื่อว่าศรัณย์พาเธอไปเพราะต้องการเอาชนะตน คิดว่าเธอคงลำบากมาก เธอบอกว่าไม่เลย ทุกคนที่นั่นน่ารักมาก อรุณจึงบอกว่าบารนีกำลังจะแต่งงานแทนการหมั้น อยากให้เธอกลับไปช่วยงาน ฝากตนให้รับเธอกลับไปด้วย

“รินแต่งงานออกมาแล้ว คงต้องปรึกษาคุณศรัณย์กับคุณหญิงแก้วก่อนค่ะ”

อรุณเหน็บ มีเมียเก่ามาอยู่ข้างบ้าน กลางคืนออกมาหากันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำร้ายจิตใจกันแบบนี้จะอาลัยอาวรณ์ทำไม รินให้เหตุผลที่ทำให้เขาเซ็ง “คนอื่นจะรักเกียรติรักหน้าของเขาหรือไม่ก็เรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาเกียรติของเราไว้ ยังไงก็ต้องเรียนให้เขาทราบก่อนค่ะ”

วันต่อมาศรัณย์ทำงานอยู่ เสนอเข้ามารายงานว่า ท่านผู้ว่าเชิญไปประชุมด่วนที่จวน ทางด้านแก้ว มีรถจากจวนผู้ว่ามารับ คนรถเรียนว่าท่านผู้ว่ากับภรรยาเชิญคุณหญิงแก้วไปรับประทานอาหารและขอให้พาแม่ครัวที่ทำน้ำพริกลงเรือไปด้วย แก้วเข้าใจว่าเชิญรินอีกคน

เมื่อรินกับแก้วมาถึงจวนผู้ว่า เห็นว่าศรัณย์ยังมาไม่ถึงจึงชวนกันไปที่ครัวก่อน แต่แม่บ้านเกรงท่านผู้ว่าจะเอ็ดเอา รินจึงให้แก้วเข้าไปพบท่านก่อน ตนจะไปเตรียมของในครัว แม่บ้านเชิญแก้วไปยังห้องรับแขก... คุณหญิงพิมยิ้มแย้มต้อนรับขอโทษที่เชิญโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่ทันไรศรัณย์เดินนอบน้อมเข้ามา ขอโทษที่มาช้าเพราะมีงานเอกสารต้องเซ็น

ผู้ว่าเกริ่นวันนี้มีเรื่องด่วนเข้ามาตนใจร้อนเลยอยากเชิญทุกคนมาปรึกษา นายอำเภอคิดว่าเป็นเรื่องตำรวจที่ตายจึงบอกกำลังทำรายงานเสนอ ท่านขัด

“เรื่องนั้นพอจะรู้แต่ที่จะพูดคือกำลังใจของคนทำงานในพื้นที่ โชคดีที่ภรรยาคุณปลัดมาแจ้งเรื่องนี้กับคุณหญิง ไม่งั้นคงไม่ทันการ”

ทั้งศรัณย์และแก้วงง คุณหญิงแซวว่ามีภรรยาสวยและเข้าใจสามี น่าอิจฉาจริงๆ แก้วกำลังจะเอ่ยชื่อบราลี ดวงสวาทถือถุงขนมเข้ามาขัดจังหวะ ขอโทษที่ตนมาช้า คุณหญิงทักทายอย่างสนิทสนม แล้วแนะนำให้คนอื่นๆ รู้จัก “นี่คุณดวงสวาท ภรรยาของคุณปลัดศรัณย์”

นายอำเภออุทาน เอ๊ะ! มองหน้าศรัณย์ ศรัณย์บอกทุกคนว่าไม่ใช่ ดวงสวาทจ้องหน้าถาม “ไม่ใช่อะไรคะ บอกมาสิคะว่าไม่ใช่อะไร”

คุณหญิงกับผู้ว่ามอง ศรัณย์จึงพูดไม่ออกเกรงคุณหญิงจะเสียหน้า นายอำเภอตัดบทว่ามากันครบแล้วเริ่มคุยกันดีกว่า แล้วกระซิบบอกศรัณย์ให้เอาไว้ก่อน แก้วเห็นด้วย ดวงสวาทสบตาศรัณย์ทำนองเป็นต่อ แก้วหน้าเสียเป็นห่วงรินที่อยู่ในครัว

จิ้มลิ้มถือถุงขนมเข้ามาในครัวกล่าวเสียงดังว่าเป็นขนมจากคุณนายปลัด รินชะงัก จิ้มลิ้มดึงรินออกมาให้มองเข้าไปในห้องรับแขกว่าใครคือเมียศรัณย์ แล้วยกยอดวงสวาทว่าช่างเข้าผู้ใหญ่ได้เก่ง เอาของแพงๆ มาให้คุณหญิงพิมจนท่านเอ็นดูสนิทสนมกันเร็ว รินหน้าเสีย จิ้มลิ้มย้ำ

“คุณดวงสวาทก็เป็นเมียคนหนึ่ง เมียอย่างคุณทำเพื่อผัวแล้วจะให้คุณดวงสวาทอยู่เฉยได้ยังไงล่ะคะ เธอก็ทำเพื่อผัวของเธอเหมือนกับคุณนั่นล่ะค่ะ ฟังดูสิคะ”

เสียงดวงสวาทกล่าว “เรื่องการปราบเสือขาวครั้งนี้ สามีดิฉันตั้งใจอย่างมาก เสี่ยงชีวิตเข้าไปกินนอนในป่าเป็นอาทิตย์ๆ ดิฉันก็เลยมากราบท่านผู้ว่ากับคุณหญิงและทุกๆ ท่าน กรุณาอย่าย้ายศรัณย์ออกจากพื้นที่เลยนะคะ”

ศรัณย์มองอย่างไม่คาดคิดเพราะปกตินิสัยเธอไม่ทำอะไรแบบนี้...จิ้มลิ้มลอยหน้าพูดกับริน ดวงสวาทเป็นคนมาพบคุณหญิงพิม ขอให้เชิญผู้ใหญ่ทั้งหลายมา คุณหญิงก็จัดให้ ช่างมีบารมีแท้ๆเจ้านายตน รินเจ็บแปลบ รู้สึกตัวเองต่ำต้อยมาก เสียงดวงสวาทยังพูดยกยอศรัณย์ นายอำเภอเสริมถ้าย้ายศรัณย์ไปก็อาจจะได้คนที่ไม่เต็มใจมาทำงานในพื้นที่อันตรายนี้ จึงอยากขอร้องท่านสารวัตรให้ทบทวนอีกครั้ง สารวัตรถามความสมัครใจของศรัณย์แล้วตกลงไม่ย้าย

ศรัณย์ดีใจหันมายิ้มขอบคุณดวงสวาท รินเห็นภาพบาดใจนั้นแล้วถามจิ้มลิ้มว่าให้คนไปตามตนมาทำไม จิ้มลิ้มจีบปากจีบคอตอบ “คุณดวงสวาทค่ะ เธอเป็นคนเสนอว่าที่บ้านมีแม่ครัวมือดีจะให้ทำอาหารวันนี้...ก็คุณแค่ทำอาหาร ดูแลบ้านแค่นั้น ไม่ใช่หรือคะ”

รินพยักหน้าเข้าใจแล้ว สีหน้าห่อเหี่ยวเดินกลับไป จิ้มลิ้มยิ้มสะใจเดินตามไปถามจะกลับเลยไหม รถรับจ้างของตนรออยู่ รินหันกลับมาบอกว่าต้องทำหน้าที่ให้เสร็จก่อน ตนไม่เคยทิ้งงานไว้ครึ่งๆกลางๆ จิ้มลิ้มได้ทีฝากจัดการขนมให้ด้วยอ้างตนถนัดทำงานด้วยปาก

เมื่อการเจรจาเรียบร้อยด้วยดี คุณหญิงพิมเชิญทุกคนรับประทานอาหาร แก้วกระซิบบอกศรัณย์ว่ารินอยู่ในครัว เขาตกใจมองหน้าดวงสวาทก่อนจะขอตัวไปห้องน้ำ หญิงสาวรู้ทันรีบตามออกไป...ศรัณย์รีบเดินมาหาริน เห็นนั่งร้องไห้อยู่ พอเธอเห็นเขาก็จะเดินหนีบอกต้องไปทำหน้าที่ในครัว เขาดึงจะพาเธอเข้าไป
ในห้องอาหาร เธอยื้อตัดพ้อว่าที่ของตนอยู่ในครัว อยู่คนเดียวมาตลอด ตนรู้ตัวเองดี ศรัณย์ไม่สนใจดึงรินให้ไป ดวงสวาทเข้ามาขวาง

“คุณจะออกไปบอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเมียอีกคนก็ได้นะคะ แต่คุณก็คงต้องอธิบายเรื่องของฉันด้วย”ศรัณย์ต่อว่าทำเกินไปแล้ว “ฉันไม่ได้โกหก ไม่งั้นคุณก็คงบอกทุกคนไปแล้วว่าฉันไม่ใช่เมีย คิดดีๆนะ ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น คงตกใจกันน่าดู ต้องไล่เรียงกันเยอะหน่อยใครเมียหลวงเมียน้อย ใครมาก่อนมาหลัง เรื่องนี้อธิบายลำบากมากนะ”

ศรัณย์ไม่สนใจขอร้องให้รินไปกับเขา รินตัดสินใจดึงมือออก บอกเท่านี้ก็แย่พอแล้วตนไม่อยากเป็นทั้งเมียหลวงเมียน้อย ผู้หญิงทุกคนต้องการเป็นเมียเฉยๆ จะมีก็แต่ดวงสวาทที่ไม่เจ็บปวด หัวใจเธอกระด้างเหลือเกิน ดวงสวาทโต้ที่ทำวันนี้เพื่อให้ศรัณย์เห็นว่าตนช่วยงานเขาได้มากกว่าริน ศรัณย์แย้งว่าเธอไม่เคยชอบงานเขา

“ฉันไม่ชอบอยู่ที่นี่ ไม่ชอบอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้ฉันทำทุกอย่างได้ ฉันจะอยู่ที่นี่ ชอบงานของคุณ ฉันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อแสดงให้คุณเห็นว่า...ฉันรักคุณแค่ไหน”

“เราคุยกันแล้ว บอกไปแล้วว่าผมไม่มีทางกลับไป”

“ฉันก็เหมือนกัน สายน้ำของฉันก็ไม่ไหลกลับ!” ดวงสวาทย้ำหนักแน่น

พอดีแม่บ้านมาบอกว่าท่านผู้ว่าอยากคุยเรื่องงานกับศรัณย์และดวงสวาท ศรัณย์บอกไว้คุยวันหลัง รินตัดบท “ไปคุยเถอะค่ะคุณศรัณย์ ฉันไม่เป็นไรหรอก โอกาสที่จะได้เจอผู้ใหญ่พร้อมหน้ามีน้อยมาก คุณควรจะคุยปัญหาทุกอย่างให้เรียบร้อย คิดถึงเรื่องเสือขาวเอาไว้ ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์...คนที่หมู่บ้านและฉันรอคุณอยู่ จัดการธุระของชาวบ้านก่อน เรื่องของเราสามคน ของผู้หญิงบ้าเลือดคนนี้ เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความทุกข์ของชาวบ้าน”

รินถอดผ้ากันเปื้อนเดินไป ศรัณย์มองอย่างเสียใจ ดวงสวาทดึงเขากลับเข้าไป...จากนั้นรินก็แอบกลับบ้านพักด้วยความรู้สึกต้อยต่ำของตัวเอง ในขณะที่ดวงสวาทพยายามแสดงออกว่าเป็นภรรยาที่แท้จริงของศรัณย์ แก้วรู้สึกกังวลใจมาก

ooooooo

กลับมาถึงบ้าน พบอรุณรอถามว่าแก้วกับศรัณย์ยอมให้กลับไปงานแต่งงานบรานีไหม รินหน้าเศร้าขอตัวไปเก็บกระเป๋า อรุณแทบไม่เชื่อหูตัวเองกระดี๊กระด๊าดีใจมาก

ด้านศรัณย์เป็นที่เอ็นดูของท่านผู้ว่าถึงกับเอ่ยปากว่าถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรให้คนมาบอกได้ตลอดเวลา ดึกแค่ไหนก็ได้ คุณหญิงพิมชื่นชม “สบายใจแล้วนะคะคุณหญิง...คุณดวงสวาทหนูนี่เป็นภรรยาที่เข้าใจสามีจริงๆ เป็นคนอื่นคงอยู่พระนคร ไม่ยอมมาตกระกำลำบากที่นี่หรอก เมียแบบนี้หา
ไม่ได้แล้วนะคะคุณปลัด”

ดวงสวาทยิ้มสมใจที่แผนสำเร็จ ต่างจากศรัณย์ที่ยิ้มแหยๆ...กลับถึงบ้าน สายรีบรายงานว่ารินเก็บกระเป๋าตามอรุณกลับพระนครไปแล้ว ดวงสวาทสะใจ เสนอเอาจดหมายมาส่งให้ แก้วรีบเปิดอ่าน “ที่บ้านคุณพ่อต้องการตัวดิฉัน ขออนุญาตกลับบ้านที่พระนคร...
บราลี”

ศรัณย์โมโหเตะถีบเก้าอี้แถวนั้นจนทุกคนสะดุ้ง เดินเข้าบ้านมาหยิบปืน แก้วตกใจถามจะเอาไปทำอะไร สายอุทาน “เอาแล้วเอาหล่า คุณดวงสวาทตายโหงแน่!”

“อีบ้า เขาไม่มีทางยิงฉันหรอก!”

ทันใดเสียงปืนดังเปรี้ยงๆ กระถางนอกบ้านแตกกระจายพร้อมเสียงสบถของศรัณย์ “ไอ้อรุณฤกษ์ ไอ้ตี๋ ชาตินี้แกกับฉันอย่าอยู่ร่วมโลกกันเลย!”

แก้วตำหนิดวงสวาท “สะใจใช่ไหม ทำลายครอบครัวเขาได้ สบายใจไหม”

ดวงสวาทเชิดคอแข็ง ทั้งสาย เสนอและเสริมมองเธออย่างตำหนิ ดวงสวาทยังคาใจเดินตามมาคุยกับแก้ว “ศรัณย์กับคุณบราลีไม่ได้จดทะเบียนสมรส ดิฉันกับสามีก็เหมือนกัน เราสี่คนต้องทนเจ็บเพื่อจัดการบางอย่างให้ถูกต้อง ดิฉันทำเพื่อศรัณย์กับคุณบราลีอยู่นะคะ”

แก้วสวนนี่ไม่ใช่ความถูกต้องแต่เป็นความเห็นแก่ตัว ดวงสวาทหน้าชาโต้ไม่อาจบังคับให้เธอชอบตนเหมือนที่ชอบบราลีได้ ขอแค่ความเมตตาให้กับความรักของตนบ้าง แก้วอ่อนใจ...

เย็นวันนั้น ดวงสวาทให้จิ้มลิ้มแอบเข้าไปเก็บเสื้อผ้าศรัณย์ออกไปไว้ที่บ้านตน เพราะเชื่อว่าคืนนี้จะทำให้ศรัณย์นอนกับตนที่นั่นได้ พอเห็นศรัณย์นั่งมองต้นทานตะวันครุ่นคิด จึงเข้ามาใส่ไฟว่ารินคงอยากไปกับอรุณอยู่แล้ว เขาน่าจะให้โอกาสเธอได้ทบทวนจิตใจ ศรัณย์สวนว่าตัวเขาก็กำลังทบทวนจิตใจอยู่ ดวงสวาทยังพูดเข้าข้างตัวเองว่าแต่ก่อนตนไม่ชอบอาชีพของเขา เขาจึงลังเล ตอนนี้ตนพร้อมจะเป็นเมียปลัดตลอดชีวิตเพราะตนรักเขา ตนเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา

“คนที่เสียหน้า คนที่โกรธ...คุณต่างหาก ผมรู้จักคุณดี คนเพียบพร้อมอย่างคุณมาแพ้ผู้หญิงธรรมดาอย่างริน ความโกรธทำให้คุณทำได้ทุกอย่าง”

“ความรักต่างหาก! ไม่ใช่ความโกรธ เรารักกัน เราต่างหากที่รักกัน ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น!”

ศรัณย์อ่อนใจเอามือลูบหน้า “เฮ้อ บังคับลูกปืนแค่ซ้อม แค่คำนวณลม ระยะทาง ยิงยังไงก็ไม่พลาด แต่บังคับหัวใจตัวเอง ไม่ให้เป็นบ้าเพราะความรักยากมากเลยใช่ไหม”

“ใช่ ดวงกำลังเป็นบ้าเพราะรักคุณ คุณเองก็เคยเป็นบ้าเพราะรักดวง ผู้หญิงคนเดียวที่คุณรักมาตลอดชีวิต ฉันเก็บข้าวของคุณไว้ที่บ้านโน้น ไม่มีคุณบราลีแล้ว ให้โอกาสดวงบ้าง ไปนอนที่บ้านดวงนะคะ...คืนนี้”

ดวงสวาทเล้าโลมเพราะเข้าใจว่าที่ศรัณย์พูดหมายถึงตนศรัณย์อ่อนใจขออยู่คนเดียวก่อน ดวงสวาท จึงบอกว่าจะรอเขาที่บ้าน ตนจะทำให้เขารู้ใจตัวเองกับรินมันคงไม่ใช่ความรัก ว่าแล้วก็หอมแก้มเขาก่อนจะเดินกลับไป

ในคืนนั้นศรัณย์ครุ่นคิดถึงผู้หญิงทั้งสองว่ารู้สึกรักใครในตอนนี้ แก้วมองลูกชายอย่างหวั่นใจว่าเขาจะเลือกความรักสิบกว่าปี หรือที่เกิดขึ้นสี่ห้าเดือน

ooooooo

เมื่ออรุณกับรินกลับมาถึงพระนคร รินให้เขากลับบ้านไปก่อน เขาย้ำให้เธอเล่าเรื่องดวงสวาทให้เจ้าคุณบำรุงฟัง จะได้ยกเลิกการแต่งงาน รินแย้งว่าที่ตนมาเพื่อช่วยงานแต่งงานบารนีและอยากจะห่างบ้านออกมาเพื่อคิดอะไรให้กับชีวิตตัวเอง อรุณถอนใจยอมกลับไป

ทุกคนดีใจมากพอเห็นริน ทั้งบรานีและบุรณีดึงรินมาที่ห้องข้างบน เพื่อให้เห็นว่าตอนนี้รินอยู่ห้องเดียวกับบุรณี ไม่ได้อยู่เรือนคนใช้ และได้กำชับญาติ

ทุกคนให้พูดว่ารินชื่อบราลีเป็นลูกสาวคนโตของบำรุง–ประชากิจ บุรณีเล่าถึงชรัตน์ที่ดูท่าจะสืบเรื่องริน รินรีบบอกว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทศรัณย์ บุรณีตบเข่าว่าแล้วเชียว เจ้าเล่ห์ไม่บอกความจริง ไว้ใจไม่ได้ รินหน้าเศร้า

“ต่อให้บอกคนอื่นยังไง แต่รินก็ยังไม่ลืมค่ะว่ารินเป็นแค่เด็กที่พ่อแม่ทิ้ง เป็นแค่คนใช้ รินไม่มีทางจะสู้คนมีชาติตระกูล คนมีเงินคนไหนหรอกค่ะ”

บุรณีรู้สึกว่ารินพูดเหมือนใครทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ เธอส่ายหน้า บรานีบอกต่อให้ศรัณย์กับแม่มางาน ความลับก็ไม่มีวันรั่วไหล แล้วถามทั้งสองจะมาไหมตนส่งการ์ดไปให้แล้ว รินบอกยังไม่ได้รับ บรานีแปลกใจแล้วเธอมาได้อย่างไร รินตอบว่าอรุณเป็นคนบอกและรับตนมา

รินเข้ามากราบเจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแข ทั้งสองดีใจแต่สังเกตเห็นว่ารินเศร้าๆ บรานีบอกถามเท่าไหร่ก็ไม่เล่า ปากแข็งมาก รินยิ้มและกล่าวว่าเวลานี้เป็นเวลาที่ทุกคนมีความสุข อย่ากังวลกับเรื่องไร้สาระของตนเลย

เช้านี้ดวงสวาทผิดหวังที่ศรัณย์ไม่ไปหาเมื่อคืน รีบมาที่บ้าน เสนอรายงานว่าศรัณย์ลากิจไปพระนครหนึ่งอาทิตย์ เธอถามไปทำไม สายตอบเยาะๆ ว่าอุตส่าห์ไม่อยากบอกกลัวจะสะเทือนใจว่าไปหาเมีย ดวงสวาทกรี๊ด...ไม่จริง อาละวาดคว้ากระถางแถวนั้นปาทิ้งแล้วสั่งจิ้มลิ้มหยิบเงิน

“นี่ค่าเสียหาย! ดวงสวาทเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณมหินท์เศรษฐีที่ดิน คนอย่างฉันอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากทำลายอะไรก็ต้องได้ทำ” ดวงสวาทเห็นแก้วเดินออกมาก็มองด้วยสายตาไม่เกรงใจ สะบัดหน้ากลับอย่างไม่แคร์ ถึงบ้านเธอนั่งน้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดเข่นเขี้ยว “ศรัณย์...นอกจากฉันจะหยุดรักคุณไม่ได้แล้ว คุณยังทำให้ฉันรู้สึกอีกอย่าง ฉัน...รู้...สึก...เกลียด!”

แก้วอ่อนใจกับความร้ายขึ้นทุกวันของดวงสวาท แต่พอเดินมาเห็นว่า ศรัณย์ทำรั้วล้อมต้นทานตะวันที่งอกขึ้นมาทั้งคืน ก่อนจะขึ้นรถไฟเข้าพระนครตอนเช้ามืด ก็ยิ้มปลื้ม ที่ความรัก...ความผูกพันที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งสองพยายามห้ามใจแล้วแต่ก็ห้ามไม่อยู่ เสนอเห็นด้วยแต่ห่วงกังวลเรื่องที่ศรัณย์เอาปืนพกไปด้วย แก้วตกใจ

บ่ายวันนั้น ศรัณย์ก็มาถึงบ้านบำรุงประชากิจ รินตกใจมากเมื่อเห็นหน้าเขา ศรัณย์เข้าต่อว่า “ใครจะแต่งงาน หล่อนหรือ หน็อยกล้าหนีฉันมา กล้ามากนะ” รินปรามให้เบาเสียง เขายังตะโกน “ไอ้อรุณฤกษ์อยู่ไหน มันว่ามันอยู่ข้างบ้านคุณ ข้างตรงไหน ข้างหน้าข้างหลัง ข้างซ้ายข้างขวา บอกมา” ศรัณย์เดินพล่านจะหาบ้านอรุณให้ได้

รินดึงรั้งไว้ รีบบอกว่าคนที่จะแต่งงานคือน้องสาว ศรัณย์ยังโวยว่ารินรับรักอรุณแล้วหรือถึงหนีมาด้วยกัน ตนจะฆ่าเขา เธอปฏิเสธว่าแค่มาช่วยงานน้องและว่าเขาเป็นผู้รักษากฎหมายจะฆ่าใครได้อย่างไร เขาโต้ว่าผู้ชายที่หยามศักดิ์ศรีผู้ชายด้วยกัน เอาไว้ไม่ได้ รินทนไม่ไหวเสียงเข้ม

“นี่หยุดบ้าเสียที ฉันไม่ได้หนีตามเขามา ฉันแค่อยากมีเวลาคิดอะไรหน่อยก็เท่านั้นเอง”

“เมื่อคืนอยู่บนรถไฟคุยอะไรกัน จับมือกันรึเปล่า นั่งติดกันใช่ไหม แวะที่ไหนรึเปล่าบอกมานะ”

“คุณมันใจสกปรก อย่าเอาที่คุณทำกับผู้หญิงคนอื่นมาป้ายสีฉัน ฉันไม่เคยจับมือกับใครทั้งนั้น ฉันกลับบ้านเลยไม่ได้แวะไหน ไปถามใครดูก็ได้”

“ดี เพราะหล่อนเป็นของของฉัน ฉันไม่เคยทรยศหล่อน หล่อนก็ทรยศฉันไม่ได้ มือนี้เป็นมือของฉัน ไอ้อรุณฤกษ์มันไม่มีสิทธิ์มาจับ” รินดึงมือออกจากการจับกุมศรัณย์ยังพร่ำ “ฉันเป็นลูกคนเดียว ของในบ้านทุกชิ้นมันเป็นของฉันคนเดียว ตอนเด็กๆ ฉันต่อยกับเพื่อนทุกวัน เรื่องเดียวเลยเรื่องเพื่อนมายุ่งกับของเล่นฉัน” รินโวยตนไม่ใช่ของเล่นเขา “ฉันเคยรับปากหล่อน ไม่ให้ถูกเนื้อต้องตัว ให้เป็นแค่เพื่อน ต่อไปนี้...ยกเลิก!”

ว่าแล้วศรัณย์ก็จู่โจมเข้าหอมแก้มริน ขยี้แก้มซ้ายแก้มขวา แถมบอกว่าแก้มทั้งสองเป็นของตน ไอ้บ้านั่นไม่มีสิทธิ์ยุ่ง และไม่ใช่แค่แก้ม รินตกใจเอามือปิดปาก เสียงแจ๋วกรี๊ดตาเถรตก ทั้งสองตกใจผละออกจากกัน แจ๋วร้องให้คนช่วยว่ามีโจรเข้ามาข่มขืนริน รินตกใจพยายามห้ามแต่แจ๋ววิ่งตะโกนไปแล้ว รินหันมาต่อว่าศรัณย์ “อีตาบ้า! ฉันจะไม่ให้อภัยคุณเลย”

ศรัณย์ได้สติรีบวิ่งตามรินเข้าไปในบ้าน เจ้าคุณและทุกคนตกใจ รินหน้าเจื่อนทำตาปริบๆ

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #7 on: 10 July 2026, 21:40:49 »


ตอนที่ 7

เมื่อรินอธิบายให้ทุกคนในบ้านบำรุงประชากิจเข้าใจว่าศรัณย์ไม่ใช่โจร ศรัณย์ยืนมาดนิ่งแนะนำตัวว่าเป็นสามีของรินและกราบสวัสดีเจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแข “ผมต้องกราบขอโทษ เมียหนีมาไม่บอกไม่กล่าว เลยร้อนใจ ไม่ได้เข้ามากราบท่านทั้งสองก่อน”

เพ็ญแขติงคิดแล้วเชียวว่าทะเลาะกันมา ศรัณย์ฟ้องว่ารินหาว่าตนมีผู้หญิงอื่น รินปรามไม่ให้พูดมาก เขาสวนว่าตนเป็นคนพูดตรง ถามมาก็ตอบตรง บุรณี ขำที่แต่งงานไม่กี่เดือนดุเดือดเลือดพล่านขนาดนี้เลยหรือ บรานีเสริม “พระเอกของตัวงามหยดขนาดนี้ ก็ต้องมีผู้หญิงเป็นธรรมดา รินก็ทำคิดมากไปได้”

เพ็ญแขปรามไม่ควรล้อพี่ เจ้าคุณยินดีอย่างยิ่งที่ได้เจอลูกชายเพื่อนรัก เชื้อเชิญให้ทานข้าวด้วยกัน...เพ็ญแขเพิ่งรู้ว่าทางศรัณย์ยังไม่ได้รับการ์ดเชิญจึงขอโทษที่มันฉุกละหุก ศรัณย์บอกตนค่อยสบายใจคิดว่ารินหมดรักตนแล้วหนีตาม...เพื่อนมา เจ้าคุณขำแซวรินด้วยความเอ็นดู

“อยู่บ้านก็ดูหงิมๆ พอออกเรือนไปก็แสนงอนขนาดนี้เชียวรึ คนใจเย็นคนใจดีของฉันหายไปไหนเสียแล้ว หือแม่ริน”

“นั่นสิ ทีหลังไม่เอานะลูก มีอะไรก็คุยกันเสีย ทำคุณปลัดเสียงานเสียการต้องมาตามถึงพระนคร แบบนี้ไม่ถูก” เพ็ญแขตำหนิ รินค้อนศรัณย์ที่ทำให้ตนโดนดุคนเดียว

เจ้าคุณบอกศรัณย์ว่าตนเสียใจที่ตอนพ่อของเขามีปัญหาตนอยู่อังกฤษถึงหกปีจึงไม่รู้เรื่องไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ศรัณย์กราบขอบคุณ และว่าเท่านี้ก็เมตตาแล้ว เจ้าคุณเน้นจริงใจ

“รินเป็นคนสำคัญของพวกเราทุกคน ที่ยกให้เพราะมั่นใจว่าศรัณย์จะได้ของขวัญที่ดีที่สุดจากครอบครัวเรา ในอนาคตไม่ว่าจะได้ยินอะไรมา ขอให้เชื่อคำอา ลูกสาวอาคนนี้เป็นของมีค่า อายกให้เพราะหวังดีต่อศรัณย์”

ศรัณย์รับคำ เพ็ญแขเห็นว่าค่ำมืดจึงถามเขาพักที่ไหน เขายิ้มกริ่มขอนอนกับภรรยาเพราะไม่มีบ้านในพระนคร รินจะแย้งแต่พอเห็นสายตาทุกคนที่มองมาก็พูดไม่ออก...ศรัณย์ได้เข้ามาในห้องนอน ก็สำรวจเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ เห็นถึงความแตกต่างระหว่างของบุรณีกับของริน รวมถึงภาพถ่ายที่ไม่มีรูปแบบออกงานสังคมเหมือนบรากับบุรณี รินอ้างว่าตนไม่ชอบออกงาน เสื้อผ้าก็ชอบตัดเย็บเอง ศรัณย์ยิ้มๆทำนองรู้ทัน รินร้อนตัว

“ไม่เชื่อใจฉันหรือ คิดว่าคนบ้านนี้หลอกคุณหรือ งั้นก็ปล่อยฉันไว้ที่นี่ กลับไปซะ คุณดวงสวาทรอคุณอยู่ ฉันสาบานจะไม่กลับไปให้คุณเห็นหน้าอีก”

“ไม่ ฉันตีตราจองหล่อนไว้แล้ว ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวา อ้อ โดนขัดจังหวะเสียก่อน ยังมีอีกที่” ศรัณย์ดึงรินมาจะจูบปาก รู้สึกว่าเธอนิ่งก็แปลกใจ ทันใดได้ยินเสียงคลิก ก้มมองเห็นมีดพับที่เธอใช้จ่อที่ท้องก็สะดุ้งโหยงถอยกรูดร้องลั่น “เฮ้ย! เกือบโดนแล้วนะคุณ โห นี่จะฆ่ากันเลยหรือ”

รินบอกถ้าอยู่กันแบบเพื่อนไม่ได้ ตนก็จะพกนี่ไว้ตลอดเวลา ศรัณย์ยิ้มแหยๆ บอกล้อเล่น จะรอจนกว่าเธอจะเปิดใจ ว่าแล้วก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ

อาบน้ำเสร็จ ศรัณย์เดินตามหารินมาเจอทำขนมอยู่ในครัว เธอบอกให้เขาไปนอนก่อน ตนต้องทำขนมมงคลไว้ใช้ในงานแต่ง เขามองไปรอบๆ ถามไม่ได้นัดอรุณมาพบกลางดึกใช่ไหม รินตาเขียววางมือเลิกทำ เดินปึ่งๆขึ้นนอน ศรัณย์ยิ้มแฉ่งดีใจ

ในห้องแยกเป็นสองเตียง ศรัณย์นอนมองมาที่ริน ทำให้เธอไม่กล้าหลับตากลัวโดนขโมยหอมแก้มอีก ทนไม่ไหวจึงหันหลังให้ เขาล้อไม่ใช่เธอคนเดียวที่ไม่ลืม ตนก็ไม่ลืม คิดถึงแก้มเธอจนนอนไม่หลับ รินลุกขึ้นร้องอ๊าย...หยิบของใกล้มือขว้างใส่ เขาหลบกลิ้งตกเตียงโวย

“เฮ้ย! เหล็กทั้งดุ้น ตายได้นะ เดี๋ยวก็มีดเดี๋ยวก็เหล็ก”

“อุตส่าห์หนีมาอยู่เงียบๆคนเดียว ยังตามมากวนประสาทอยู่ได้ นี่ขอให้ฉันได้ใช้ชีวิตสงบสุขบ้างไม่ได้หรือไงหา...” รินล้มตัวนอนหันหลังให้อย่างโกรธๆ

ศรัณย์เข้ามาคุกเข่าข้างเตียง เธอหันมาเจอตกใจจะทำอะไร เขาถามว่าอยู่เงียบๆชั่วคราวหรือตลอดไป

รินตอบไม่ได้ ถามกลับที่เขามาตาม...ตนมีความหมายอะไรสำหรับเขา ศรัณย์อึ้ง

“คุณก็ไม่มีคำตอบใช่ไหม ฉันก็เหมือนกัน ถ้าเราหาคำตอบให้คำถามนี้ไม่ได้ ชีวิตเราสองคนแย่แน่... หน้าเครียดเลย ตลกไม่ออกแล้วสิ...ชิ...” รินเยาะเมื่อเห็นสีหน้าเขาอึ้ง

ศรัณย์ครุ่นคิดว่ารินมีความหมายอะไร รินย้ำถ้ามีคำตอบให้ ตนถึงจะยอมกลับไปกับเขา

ooooooo

ในห้อง พระพิจารณ์นอนป่วยอยู่ ชรัตน์เอาเอกสารงานมานั่งศึกษาเฝ้าไข้พ่อไปด้วย ท่านพยายามจะพูดคำเดิม เขา...พะ...ยุง...ชรัตน์ถามหมายถึงต้นพยุงหรือ เขาส่ายหน้านิดๆ เผอิญชรัตน์อ่านเอกสารเจอคำว่าลานเขาพยุง สัมปทานป่าไม้ของบริษัทเมื่อยี่สิบปีก่อน ก็ถามที่นี่ใช่ไหม

พระพิจารณ์ร้องไห้ออกมาส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ สะอื้นจนชรัตน์ต้องเข้าปลอบและบอกจะจัดการทุกอย่างที่พ่อต้องการ ท่านส่งสัญญาณด้วยการกระดิกนิ้วมือขวา น้ำตาไหลริน

ชรัตน์มาสอบถามช้องนางว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ลานเขาพยุง เธอบอกตอนที่ได้สัมปทานที่นั่นเป็นระยะเวลาสั้นๆ ตนเรียนอยู่ปีนังจึงไม่รู้เรื่องอะไร ต้องไปถามลุงฉมคนเก่าแก่ของบริษัท พอมาถามลุงฉม เขาบอกว่าตัวเขาประจำอยู่พระนคร แต่ได้ยินคนลือกันว่าท่านเจ้าคุณมีเมียมีลูกที่นั่น ทั้งชรัตน์และช้องนางตกใจถามลูกหญิงหรือชาย ลุงฉมส่ายหน้า

รุ่งเช้าดวงสวาทได้รับโทรศัพท์จากสุนันทาว่าพ่อกับแม่กำลังเดินทางมานครศรีธรรมราชจะถึงในวันนี้ ให้รีบนั่งรถรับจ้างที่เร็วที่สุดมาบ้านเธอโดยด่วน

บุรณีเห็นรินทำขนมมีศรัณย์กับแจ๋วเป็นลูกมือ ก็บอกว่าพวกตนจะไปค้างโรงแรมฝากพ่อกับแม่ด้วย และถามจะฝากอะไรไปก่อนบ้าง รินจะเดินนำไปเอาของที่โต๊ะในสวน ศรัณย์รีบถามสวนอยู่ติดบ้านอรุณหรือเปล่า อ้างจะไปช่วยยก รินเสียงเข้มไม่ให้ตาม ศรัณย์จ๋อยลงนั่งที่เดิม

บุรณียินดีด้วยที่ศรัณย์รักรินมาก ตามเฝ้าอย่างกับกลัวเธอหาย รินบอกเขาแค่คิดว่าตนเป็นของเป็นสมบัติของเขาเท่านั้นไม่ใช่ความรัก บุรณีไม่เข้าใจ รินเล่าว่าศรัณย์ไม่ถูกกับอรุณ บุรณีฟันธงว่าต้องหึงแน่ๆ รินแย้งหึงเขาใช้กับคนที่รักกันแต่ศรัณย์แค่กลัวเสียหน้ากลัวแพ้อรุณเท่านั้น ขาดคำ
เสียงอรุณดังเข้ามาถามรินคิดถึงตนหรือ รินหน้าเสียจะมาทำไม เขาอ้างมาช่วยงาน เธอจึงให้เขาช่วยยกขนมไปส่งที่รถ อรุณกลับบอกว่าหิว แล้วเดินตรงไปยังครัว รินห้ามไม่ทัน

อรุณโผล่เข้ามาในครัวเจอศรัณย์เดินงุ่นง่านอยู่ พอทั้งสองประจันหน้าก็ต่อว่าต่อขานยกใหญ่ เปิดศึกชกกันทันที ปาเครื่องของใส่กันเลอะเทอะ บุรณีกับแจ๋วช่วยกันห้ามไม่สำเร็จ รินโกรธมากหยิบถาดปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ แล้วฟาดหัวชายหนุ่มทั้งสองอย่างแรง บุรณีกับแจ๋วตะลึง สองหนุ่มชะงักกุมหัวร้องอูยๆ ต่างโวยไม่เคยเห็นโหดแบบนี้มาก่อน รินสั่งเสียงเฉียบ

“แยกกันเดี๋ยวนี้ พี่อรุณจะไปเข้าห้องน้ำก็รีบไปเลย แล้วอย่าเดินมาที่นี่ คุณศรัณย์นั่งลง ห้ามออกไปจากครัว ได้ยินไหมคะ...ไปสิคะ!”

บุรณีขำเข้าใจแล้วว่าแมวกับหนูเมื่อเจอกันเป็นอย่างไร แล้วเดินตามอรุณออกไป แจ๋วปิดปากหัวเราะ รินมองข้าวของที่หกเกลื่อนกลาดด้วยความเสียดาย

เมื่อสุนันทารับมหินท์ นิจและนริศจากสถานีรถไฟมาบ้าน มหินท์ถามหาดวงสวาททำไมไม่ไปรับพวกตน ใจดำ โทร.มาก็ไม่คุยกับพ่อแม่ จนพวกตนต้องถ่อมาถึงที่นี่ หรือจะตัดขาดกัน

ดวงสวาทซึ่งมาถึงก่อนหน้าสักครู่ ทำทีลงมาจากข้างบนเข้ามากราบขอโทษ รำพันว่าบุญคุณพ่อแม่ท่วมหัว ใครจะกล้าตัดขาด เพียงแต่ตนไม่สบายใจอยากอยู่เงียบๆ มหินท์ต่อว่าเรื่องที่แต่งงานใหญ่โต คนรู้ทั้งพระนคร เท่ากับมีชีวิตเดียวกันต้องอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันให้ได้ แล้วสั่งให้กลับพระนคร ดวงสวาทมองหน้านริศประกาศกร้าว ไม่กลับถ้าไม่ได้ชีวิตอย่างที่ฝัน

นริศถามชีวิตที่เธอฝันหมายถึงอะไร ดวงสวาทกล่าวจริงจัง “ดวงแต่งงานกับคุณทั้งที่ไม่รู้จักกัน เพราะคิดว่าคุณจะให้ความมั่นคง ให้เกียรติยศ ดวงยกชีวิตทั้งชีวิตให้คุณ แต่เป็นได้แค่เมียอาจารย์จนๆ ถ้าจะให้ได้แค่นี้ ดวงขอเลือกคนที่ดวงรักดีกว่า”

นิจเอ็ด ผู้หญิงดีๆมีผัวเดียวทั้งนั้น อย่าทำเป็นวันทองสองใจ นริศออกตัวว่ากำลังคิดจะลาออกจากการเป็นอาจารย์ ทราบมาว่ามหินท์มีแผนจะทำห้างสรรพสินค้าใจกลางพระนคร จึงอยากขอโอกาสบริหารงานนี้ มหินท์งงเพราะห้างสี่กั๊กพระยาศรีที่จะทำยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย นริศเสนอตัวว่าตนโตที่ยุโรป เห็นห้างทำนองนี้มามาก รู้วิธีบริหารดี ตนจะทำให้ครอบครัวเขาได้ทั้งความมั่นคงและเกียรติยศ...นิจเห็นว่าดี ได้คนมาบริหารที่ไว้ใจได้ บอกดวงสวาทให้กลับพระนครได้ แต่เธอกลับขอเวลาหกเดือน ถ้าทุกอย่างไปได้ดีตนถึงจะกลับ อ้าง

“ฉันจะไม่เชื่อคำพูดของคุณชายอีกแล้ว ในสายตาดวงไม่รู้จักคุณเลย ภายนอกคุณดูน่าเชื่อถือ แต่คุณมักจะมีเรื่องลึกลับแอบซ่อนไว้เสมอ ต่อไปนี้ดวงจะดูที่การกระทำของคุณเท่านั้น”
นริศรับปากกลับไปจะลาออกถ้ามหินท์ตกลง

มหินท์รู้สึกลังเลแต่ภาวะจำยอมต้องเออออ ดวงสวาทบอกจะรอที่นี่สั่งห้ามใครมายุ่งกับตน นิจแปลกใจลูกคิดทำอะไร...มหินท์บ่นเมื่ออยู่กันลำพังว่า เราให้ลูกแต่งงานเพราะหวังขยายความมั่นคงให้ครอบครัว ไปๆมาๆ

นริศกลับมีแต่ตัว แล้วยังมาเป็นกาฝากทำงานกงสีเราอีก นิจปลอบไหนๆก็เสียลูกให้เขาไปแล้ว จะทำอย่างไรได้

ooooooo

งานแต่งงานของบรานีกับพณิช จัดในโรงแรมหรู แขกมากมายมารดน้ำสังข์ เจ้าคุณบำรุงรดน้ำและอวยพร “ห้าคาถาไว้ครองคู่ จำไว้นะ...อดทน ไม่พูด ซื่อสัตย์ แกล้งโง่ ลืมง่าย”

อรุณเดินมาที่โต๊ะเครื่องดื่ม เปรยกับแจ๋วว่ารินสวยมาก ศรัณย์ได้ยินหมั่นไส้ แกล้งเด็ดใบไม้มาบี้ใส่ในแก้วเครื่องดื่มเขา อรุณมัวพร่ำเพ้อมองริน คว้าแก้วมาดื่มแล้วถุยทิ้งแทบไม่ทัน หันมาเห็นหน้าศรัณย์ยิ้มๆ ก็รู้ว่าเป็นคนแกล้งจะเอาเรื่อง แจ๋วต้องห้ามและทวนคำสั่งของรินที่ให้ทั้งสองคนอยู่ห่างๆกัน อรุณทำปากขมุบขมิบทำนองฝากไว้ก่อน

หลังพิธีรดน้ำก็เป็นงานรื่นเริง บ่าวสาวเต้นรำกลางฟลอร์ เจ้าคุณบำรุงเปรยกับเพ็ญแขว่า น่าแปลกที่ญาติทางฝ่ายพณิชมีเพียงลุงคนเดียว ทั้งที่เขาบอกว่าญาติเขาอยู่แค่ปีนัง น่าจะมางานได้ ศรัณย์เต้นรำกับริน เธอพลาดเหยียบเท้าเขาบ่อยๆ จนเขาแกล้งบ่นว่า พี่น้องเธอก็ดูเต้นรำเก่ง แต่เธอเต้นรำได้แย่ ตนถามญาติๆทุกคนยืนยันว่าเจ้าคุณมีลูกสาวสามคน รินสวนก็มันเป็นความจริง

“เพื่อนอย่างหล่อนจะไม่หลอกลวงเพื่อนอย่างฉันใช่ไหม” รินหลบตารับว่าใช่ “ดวงตาทุกคนตอนพูดถึงหล่อนมีพิรุธ ฉันขอถามหล่อนในคำถามที่สำคัญมาก สำหรับความเป็นเพื่อนระหว่างเรา หล่อนมีอะไรปิดบังฉันไหม...หล่อนมองครอบครัวหล่อน นั่นคือคนที่หล่อนรักใช่ไหม คนที่หล่อนมองกับคนที่จับมือหล่อนอยู่นี่ หล่อนจะเลือกใคร”

รินเงยหน้าสบตาศรัณย์อ้ำอึ้งตอบไม่ได้ ศรัณย์ย้ำว่าคำตอบของเธอสำคัญกับตนมาก รินครุ่นคิดอยากบอกความจริงแต่ไม่กล้าจึงตอบไปว่าไม่ได้มีอะไรปิดบัง เขาถามย้ำว่ามั่นใจหรือ เธอรับคำ ศรัณย์ผิดหวังหยุดเต้นปล่อยมือเธอ รินใจหายเห็นสายตาบ่งบอกว่าเสียใจของเขา

“ทานตะวันหันสู่พระอาทิตย์ได้แค่ดวงเดียว ครอบครัวของหล่อนสำคัญมากกว่าฉัน!” ศรัณย์เดินออกจากฟลอร์ เหลือเพียงรินที่ยืนคว้าง บุรณีมองมาด้วยความสงสัยสองคนคุยอะไร

ศรัณย์มายืนเครียดข้างโต๊ะเครื่องดื่ม อรุณได้ทีแก้แค้นแอบเอาพริกไทยใส่ในแก้วของเขาแล้วรอดูอย่างสะใจ ศรัณย์มีสติพอที่เห็นว่าน้ำขุ่นก็สาดทิ้งไปในพุ่มไม้โดนหน้าอรุณเต็มๆ โดยไม่ตั้งใจ อรุณยิ่งเจ็บใจเดินไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้า...ชรัตน์เข้ามาคุยกับศรัณย์มองสามสาวพี่น้องที่ยืนคุยกัน เพ้อว่างามหยดทั้งสามคน แต่งงานไปแล้วสอง เหลืออีกหนึ่ง ตนจะมีสิทธิ์ไหม

ศรัณย์กลับเปรยว่า เมื่อวานรินถามตนว่ามาตามเขากลับทำไม ชรัตน์หันขวับมาด้วยความอยากรู้เช่นกัน เพราะถ้ารักดวงสวาทจริงก็น่าจะใช้โอกาสนี้จัดการปัญหาเสีย ศรัณย์โวยว่าตนไม่ใช่คนมักง่าย ทำแบบนั้นผู้ใหญ่จะเอาหน้าไปไว้ไหน ชรัตน์ย้อนถาม “งั้นที่อยู่กันนี่อยู่ เพราะความรับผิดชอบใช่ไหม คุณบราลีเขาคงอยากถามนายเหมือนที่ฉันถามนี่ล่ะ”

“เขาถามฉันแล้วเมื่อคืน เขาบอกว่าถ้าไม่ตอบ...เขาไม่กลับ” ชรัตน์รีบถามจะตอบว่าอะไร ศรัณย์ส่ายหน้า “ไม่มีคำตอบ เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดเลย ชรัตน์เอ๊ย”

ชรัตน์เตือน “คนเรายังไงก็ต้องมีความรัก เวลาเจออุปสรรคอย่างเรื่องดวงสวาทเนี่ยเพราะไม่มีความรักกับบราลีนายถึงสับสนไง ถ้ามีความรักให้กันเวลาเจออุปสรรคมันถึงจะมีแรงสู้”

“ตอนพ่อตาย บ้านถูกยึดฉันต้องไปอยู่วัด ฉันเหลือเพื่อนแค่สองคนคือนายกับดวงสวาท แต่ในที่สุดดวงสวาทก็หวั่นไหวแพ้ความมั่นคงเลือกไปแต่งงานกับคนอื่น ถ้าฉันจะมีรักครั้งใหม่ ฉันอยากเชื่อใจเขาได้จริงๆ ไม่มีความลับ ไม่มีวันทิ้งกัน ถ้ารินทำให้ฉันเห็นฉันคงรักเขาได้”

ชรัตน์ถามจะพิสูจน์อย่างไร ศรัณย์เครียด ตราบใดที่รินโกหกเลือกครอบครัวก่อนตน ตนจะรักเธอได้อย่างไร ชรัตน์ตบไหล่เพื่อนเบาๆอย่างเห็นใจ

ด้านริน บุรณีถามเมื่อครู่คุยเครียดอะไรกับศรัณย์ รินเศร้าลงบอกว่าเขาอยากรู้ความลับของตน ความลับที่ตนเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ทิ้ง บุรณีปลอบให้เลิกคิดเรื่องนี้เสียที รินระบายความอัดอั้นว่า แฟนเก่าของศรัณย์เป็นคนสวย ร่ำรวย มีชาติตระกูล ตนเทียบไม่ติด บารนีเตือน

“ตัวต้องมั่นใจมากกว่านี้นะ มั่นใจในตัวเอง ถ้ารู้สึกต่ำต้อยไม่เลิก ผู้หญิงคนนั้นจะใช้เรื่องนี้ทำร้ายจิตใจตัว”

บุรณีเห็นด้วยบอกรินมีความรู้ มันจะทำให้เธอสง่างาม ไม่จำเป็นต้องมีชาติตระกูล เลิกน้อยใจเสีย รินถอนใจนึกถึงคำของเจ้าคุณบำรุง “คุณพ่อบอกว่า ขอให้รินรักษาหน้าที่ แม้ไม่มีความรักรินจะได้รับความยกย่องชื่นชมไปตลอดชีวิต...แต่รินต้องการมากกว่ายกย่องชื่นชม ชีวิตที่ไม่มีความรัก ไม่มีความหมายกับเขารินจะอยู่ได้ยังไง”

บุรณีถาม “คำตอบที่คุณศรัณย์ต้องหามาให้ริน คือความรักใช่ไหม”

รินพยักหน้า บอกเมื่อกี้ที่เขาจับมือ มันเย็นเหลือเกิน มือคู่นั้นเยือกเย็นเพราะเป็นเพียงหน้าที่ ไม่ใช่ความรัก... บารนีกับบุรณีเห็นใจโอบกอดปลอบริน เพ็ญแขแอบได้ยิน ถอนใจ บุรณีเห็นชรัตน์ยืนอยู่ ก็เข้ามาต่อว่าที่เขาไม่เคยบอกว่าเป็นเพื่อนกับศรัณย์ เขาตอบกวนๆ ไม่รู้ว่าต้องบอกว่ามีเพื่อนชื่ออะไรบ้าง ถ้าให้บอกต้องมีเวลาให้กันมากกว่านี้ เธอมีให้ไหม

“คุณมีความลับ คุณไว้ใจไม่ได้ เราเป็นอะไรกันไม่ได้ทั้งนั้น เป็นเพื่อนยังไม่ได้เลย”

ชรัตน์เหวอถามว่าโกรธขนาดนี้เชียวหรือ บุรณีโต้ว่า โกรธใช้กับเพื่อน แต่กับเขาแค่คนรู้จักจะโกรธทำไม ชรัตน์โอดโอยว่าตนเปลี่ยนตัวเองกลับไปเรียนรู้งานเลิกเที่ยวเพราะเธอ...แค่ขอความเป็นเพื่อน หญิงสาวบอกทุกความสัมพันธ์เริ่มต้นด้วยความไว้ใจแล้วสะบัดหน้าเดินจากไป ชรัตน์เศร้าเดินมาปรับทุกข์กับศรัณย์ แต่ก็ยืนยันจะไม่เลิกจีบบุรณี

ooooooo

ในค่ายเสือขาว ลูกน้องเริ่มระส่ำว่าคาถาอาคมของเสือขาวเสื่อม บางถึงถูกปลัดฆ่าตาย เสือขาวต้องสร้างความมั่นใจแก่ลูกน้อง ด้วยการท้าให้คนที่เริ่มพูดมาสู้กับตน ให้เห็นว่าไม่อาจฟันแทงตนเข้า และย้ำว่าคาถาอาคมต้องรักษาหมั่นภาวนา ไม่กินเหล้าเพราะจะทำให้ขาดสตินิ่มยอมรับความจริงว่าบางติดเหล้า ต้องกินทุกวัน เตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง จึงเป็นเหตุให้อาคมในตัวสลายไป ลูกน้องทุกคนเริ่มมีความมั่นใจขึ้น เสือขาวปลุกเร้าให้ทุกคนฮึกเหิม ล้างแค้นให้พรรคพวกที่ตาย สิงห์สงสัยขึ้นมาว่าปลัดศรัณย์จะมีคาถาอาคมเหมือนกัน เสือขาวจึงบอกว่าได้ทำของล้างอาคมในตัวศรัณย์ไว้แล้ว คือผ้ายันต์ที่เปื้อนเลือดสกปรกของสตรี...

พอเสร็จสิ้นงานแต่งงาน พณิชจะพาบารนีไปอยู่ใต้ ชวนศรัณย์ให้กลับพร้อมกันจะได้เป็นเพื่อนคุยกันบนรถไฟ ศรัณย์บอกว่ารินยังไม่กลับตนก็จะอยู่รอ บารนีบอกรินกลับไปใต้เมื่อไหร่ให้ไปเป็นพี่เลี้ยงตนที่บ้านพณิช เพื่อช่วยจัดบ้านเพราะตนทำอะไรไม่เป็น รินรับปาก

บ่ายวันนั้น ศรัณย์นั่งอ่านเอกสารงานที่นำมาด้วย อรุณคอยจ้องแกล้งดึงเก้าอี้ออกเพื่อให้เขาล้มก้นจ้ำแล้วทำท่าเอาคืนสำเร็จเย้ย ศรัณย์ลุกขึ้นได้จะเอาเรื่อง อรุณดึงเอกสารมาดูแล้วถามลางานมากี่วัน เขาตอบอีกสองวัน

อรุณบอกรินคงไม่กลับเพราะกลับไปก็ต้องไปรบกับดวงสวาท ป่านนี้ทุกคนในเมืองคงคิดว่าภรรยาปลัดศรัณย์คือดวงสวาท ส่วนรินเป็นเพียงแม่ครัว แล้วต่อว่าเขาทำให้รินเจ็บ ศรัณย์ไม่พอใจพูดแบบนี้ต่อยกันดีกว่า อรุณอ้างวันนี้แต่งตัวราคาแพง แค่จะมาบอกว่าทั้งตนและรินไม่กลับไปใต้แล้ว ศรัณย์ถามถึงร้านทอง อรุณบอกให้ลูกน้องดูแลและตอกย้ำว่าในเมื่อไม่รักรินก็ไม่ควรลากเธอไปในวังวนรักสามเศร้าอีก ทำเอาศรัณย์เถียงไม่ออก

และแล้วคืนนั้น เสือขาวทำพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ใต้แสงจันทร์ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ลูกน้องและตักน้ำราดตัวทุกๆคน บริกรรมคาถาสร้างความมั่นใจแก่ลูกน้องทุกคน

ooooooo

คืนนี้เป็นฤกษ์สำคัญราหูย้ายเรือน รินจึงชวนศรัณย์เข้ามาสวดมนต์ในห้องพระ เขาแปลกใจที่เธอเชื่อเรื่องฤกษ์ยาม รินบอกว่าปกติไม่สนใจแต่เห็นว่าพวกเสือขาวมีคาถาอาคม ศรัณย์ว่าตนไม่กลัวคุณไสยเพราะเชื่อว่าคนที่มีศีลธรรมหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ คุณไสยทำอะไรไม่ได้

“คุณเข้มแข็งอย่างนี้นี่เองถึงกล้าอาสามาปราบเสือขาว”

ศรัณย์บอกตนเป็นข้าราชการทำเพื่อประชาชน พระสยามเทวาธิราชจะปกป้องคุ้มครอง ท่านคือเหล่าเทวดาที่ปกป้องบ้านเมือง...แต่รินก็ยังห่วงเพราะคนดีก็คนละชั้นกับโจร ศรัณย์เชื่อว่าพวกโจรใช้คาถาอาคมย้อมใจให้พวกพ้องเข้มแข็งหลอกคนอื่นให้กลัว ถ้าพวกมันสะกดจิตตัวเองได้ ตนก็สะกดจิตตนเองได้เหมือนกันให้ตนต้องชนะเท่านั้น รินทึ่งเขาถึงไม่มีของขลังใดๆ จึงถอดสร้อยคอให้ บอกพระองค์นี้สำคัญมากติดตัวตนมาแต่เด็ก รินชะงักไม่กล้าเล่ามากกว่านี้

ศรัณย์เข้าใจว่าแม่ให้เธอมาจึงไม่ขอรับ รินกล่าวรู้สึกผิดมากที่ไม่ได้อวยพรเขาครั้งก่อน ขอให้เขาสวมสร้อยตนไว้ ปราบเสือขาวเสร็จค่อยเอามาคืน ศรัณย์หาว่าที่รีบให้เพราะจะบอกลาไม่กลับปักษ์ใต้แล้วใช่ไหม รินอ้ำอึ้งขอร้องให้เขาสวมสร้อยไว้แล้วชวนให้สวดมนต์

เช้าวันใหม่ แจ๋วหน้าตาตื่นพาเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมาพบศรัณย์ในบ้าน เจ้าหน้าที่มาแจ้งว่า มีวิทยุด่วนรายงานว่าที่ปักษ์ใต้เกิดเรื่องใหญ่ ข่าวออกทางวิทยุไปทั่ว...อรุณนั่งจิบกาแฟอยู่อาแปะที่เฝ้าร้านโทร.มารายงาน เจอประกาศขู่จากเสือขาวจะปล้นร้านทอง เขาตกใจมาก

ศรัณย์สะพายเป้กำลังลาเจ้าคุณบำรุงและเพ็ญแข รินตกใจถามมีเรื่องอะไร ศรัณย์ขอให้เธออยู่ที่พระนครไปก่อน เพ็ญแขติงผัวเมียไม่ควรอยู่แยกกันนาน ศรัณย์ขอร้องและว่าตนต้องรีบไปให้ทันรถไฟ รินเดินตามมาส่งอย่างห่วงๆ อรุณท่าทางร้อนใจเดินเข้ามาเห็นศรัณย์สะพายเป้ก็รีบบอกว่ากำลังมาชวนไปพร้อมกัน ศรัณย์กล่าวพักรบชั่วคราว อรุณพยักหน้ารับ รินยิ่งงง

“ทำไมต้องพักรบ เกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ไม่งั้นสองคนนี้ไม่มีทางญาติดีกัน เกิดอะไรขึ้นคะ”

สองหนุ่มกล่าวพร้อมกันว่า...ไม่มี! อรุณถอนใจบอกรินให้อยู่ที่นี่ไปก่อนดีแล้ว ศรัณย์กล่าวลาแล้วเดินจ้ำออกไป รินมองตามงงๆ ก่อนหน้านี้ ที่ว่าการอำเภอมีถุงผ้าถูกมีดปักติดที่ประตู แม่บ้านมาพบตกใจรีบตามโชติไปดู เป็นถุงผ้าสกปรกมีเลือดหยดออกมาลงพื้น...ศรัณย์ได้รับแจ้งจากโชติระหว่างที่นั่งรถไฟมากับอรุณ ทั้งสองคุยกันเรื่อง

ที่เกิดขึ้น ศรัณย์บอกว่าถุงนั่นเป็นวิธีล้างอาถรรพ์ ทำลายคุณไสย เสือขาวคงคิดว่าตนมีคุณไสย เลยต้องการสร้างความมั่นใจให้พวกเดียวกัน อรุณคิดว่าเสือขาวคงต้องการแก้แค้นให้เสือบาง แต่ทำไมจะมาปล้นร้านทองของตน หรือมันรู้ว่าเรารู้จักกัน ศรัณย์คิดว่า

“มันไม่ได้ออกปล้นนาน เงินคงขาดมือ ปล้นร้านทองรวยเร็วที่สุด ที่สำคัญคุณเป็นคนต่างถิ่น ปล้นคุณเท่ากับไม่ได้สร้างศัตรู ไม่เหมือนปล้นคนในท้องถิ่น”...

เมื่อศรัณย์เดินเข้าบ้าน ทุกคนดีใจกันใหญ่ แก้วถามหาริน ศรัณย์รู้สึกได้เลยว่าพอบ้านไม่มีรินอยู่ดูเงียบเหงา สายและเสริมเศร้าลง เสนอส่ายหน้า คุณนายไม่มาคนในบ้านนี้แย่แน่ ขาดคำดวงสวาทเดินเข้ามาโผกอดศรัณย์ตีหน้าเศร้าร้องไห้ เป็นห่วงที่เขาโดนเสือขาวขู่ ศรัณย์แกะมือเธอออกด้วยอายคนอื่นๆ ดวงสวาทเช็ดน้ำตาป้อยๆ ทึกทักเอาเอง

“เป็นเมียข้าราชการต้องอดทน ต้องไม่ร้องไห้ ดวงขอโทษค่ะ”

แก้วตัดบทให้ศรัณย์ไปพักผ่อน ดวงสวาทรีบบอกจะไปจัดอาหารเครื่องดื่มให้ แก้วปัดไม่ต้องแต่เธอแย้ง “คนงานจะดูแลได้ดีกว่า...เมียได้ยังไงคะ บ้านนี้ไม่มีใครดูแล รัณกลับมาคนเดียว ดวงจะเข้ามาดูแลคุณน้ากับคนในบ้านนี้เอง” พูดจบก็เดินไป

“เอ๊า...ดูสิ...” แก้วโวย สาย เสนอ เสริมส่ายหน้าระอา ศรัณย์กลัดกลุ้ม ดวงสวาทตามมาที่ห้องศรัณย์ ถามทำไมรินไม่กลับมา เขาย้อนให้ถามตัวเอง เธอยิ้มเยาะ“บราลีเป็นผู้หญิงฉลาด เธอเลือกในสิ่งที่ถูกต้องแล้วสำหรับเราสามคน ลืมเธอเสียเถอะค่ะ”

ดวงสวาทเข้ามาเล้าโลม ศรัณย์ถอยหนีบอกมีเรื่องในเมือง ตนจะต้องนอนค้างที่อำเภอ เธอโกรธลืมตัวอาละวาดปาดข้าวของบนโต๊ะลงพื้น ศรัณย์หันมาจ้องตำหนิ เธอข่มอารมณ์กล่าวขอโทษ วางท่าผู้ดีบอกจะให้เวลาเขาและทุกคนในบ้านลืมรินให้ได้ก่อนแล้วตนจะเข้ามาแทนที่ แต่พอดวงสวาทเดินออกมาจากห้องก็หยุดชะงัก ทำนบน้ำตาพังทลายร้องไห้เข่นเขี้ยว

“ไม่ โอกาสของฉันมาถึงแล้ว ศรัณย์ไม่มีผู้หญิงคนนั้นแล้ว ฉันต้องเข้มแข็ง ฉันต้องกลับมาเป็นที่หนึ่งในใจของศรัณย์ให้ได้”

ดวงสวาทเดินกลับเข้ามาในห้องศรัณย์ เห็นเขาถอดสร้อยของรินแขวน ยิ้มทำนองคิดถึงคนให้ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำ ดวงสวาทอิจฉาเข้ามาหยิบสร้อยพระไป

ooooooo

ทางเจ้าคุณบำรุงถามเพื่อนที่เป็นหน่วยข่าวเรื่องทางปักษ์ใต้ จึงรู้ว่าเสือขาวขู่ทางการ อาละวาดจะปล้นร้านทอง รินตกใจมาก เพ็ญแขเป็นห่วงบ้านบารนี รินบอกว่าบ้านพณิชอยู่คนละอำเภอ เธอค่อยโล่งใจ เจ้าคุณและเพ็ญแขเห็นว่ารินควรไปเป็นกำลังใจให้สามี รินอ้างเหนื่อย

บุรณีรีบบอกพ่อกับแม่ว่ารินไม่อยากกลับไปรบกับแฟนเก่าของศรัณย์ เพ็ญแขพยักหน้าเข้าใจแล้ว เตือนจะกลัวพวกมือที่สามทำไม ตนเคยจัดการมาแล้ว เจ้าคุณร้อนตัวรีบขอตัวขึ้นห้อง สองสาวสนใจถามแม่ว่าเรื่องเป็นอย่างไร เธอจึงเล่าว่าเจ้าคุณเคยมีแหม่มชื่อแคทธาลีนมาวอแว รินจำได้ว่าเพ็ญแขตามไปอยู่กับเจ้าคุณที่อังกฤษสามปี โดยอ้างว่าท่านป่วย เธอพยักหน้ายิ้มๆ

“การเปลี่ยนแปลงคือธรรมชาติของโลกใบนี้ ใครที่คิดว่าความรักจะยืนยงตลอดกาลเหมือนในนิยายน่ะคิดผิด” สองสาวไม่อยากเชื่อว่าพ่อชอบแหม่มคนนั้นจริง “เอ๊า พระเอกต้องเป็นพระเอกวันยังค่ำงั้นหรือ นั่นมันนิยาย มนุษย์มันก็ต้องมีวันหลงผิด มีวันเผลอใจไปกับคนอื่นบ้าง” รินถามไม่เสียใจหรือ “เสียใจสิ ทำใจไม่ได้เป็นเดือน คิดว่าถ้าพ่อเขาไล่แม่กลับเมื่อไหร่ แม่จะกลับแล้วเลิกกัน แต่พ่อก็ไม่ไล่ ยังดูแลแม่อย่างดี สุดท้ายแหม่มคนนั้นก็ล่าถอยไปเอง”

บุรณีโยงมาว่าเหมือนศรัณย์ ถ้าชอบผู้หญิงคนนั้น คงไม่ลางานมาตามริน เพ็ญแขย้ำ “ใช่ รินฟังแม่นะ ถ้าอยากได้คำตอบจากชีวิต ต้องออกไปใช้ชีวิตไม่ใช่หลบซ่อนตัวเองอยู่กับบ้านแบบนี้ ต้องออกไปใช้ชีวิตซักตั้งนะลูก”

ในวันนั้น ศรัณย์ยืนมองต้นทานตะวันคิดถึงริน เข้าบ้านก็ชื่นใจกับกลิ่นบุหงารำไปที่ผ้าม่านและหมอน ด้านรินเข้ามาคุยกับเจ้าคุณบำรุงในห้องพระ ขออนุญาตถามถึงเรื่องที่เพ็ญแขเล่า เจ้าคุณรับว่าจริง รินถามตอนนั้นท่านรักทั้งสองคนพร้อมกันหรือ เจ้าคุณย้อนถามเธอยังรักพ่อกับแม่ บารนีและบุรณีพร้อมกันได้ รินพอเข้าใจแล้ว เจ้าคุณบอกว่า

“มนุษย์รักเดียวใจเดียวเพราะคุณธรรมเพราะจารีต ประเพณี ทีนี้เวลาอยู่ด้วยกันไปนานๆก็อืม...แปรเปลี่ยนเป็นธรรมชาติ ความรักจึงเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง ต้องช่วยกันสร้างขึ้นใหม่ทุกวันพอแม่มาหาพ่อมาเตือนสติพ่อก็คิดได้ ก็เลยให้แม่อยู่ต่อเพื่อสร้างความรักของเราขึ้นมาใหม่” รินคิดตาม เจ้าคุณให้จำไว้ “คนที่รอความรัก จะต้องรอไปตลอดชาติ คนที่คาดหวังในชีวิตจะผิดหวังเสมอ แต่คนที่สร้างความรักด้วยตัวเอง ไม่รอไม่ยอมแพ้ เขาจะมีความรักอยู่รอบตัว”

รินอ่อนใจเพราะผู้หญิงอีกคนทั้งสวย เก่ง มีชาติตระกูล เข้าสังคมคล่อง ช่วยงานศรัณย์ได้ เจ้าคุณขอให้ศรัณย์เป็นคนตัดสินว่าอะไรคือความรักสำหรับเขา รินควรทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด อย่าให้ใครตำหนิได้ว่าไม่มีความรับผิดชอบ รินรับคำแต่แอบเหนื่อยใจ

ooooooo

ดวงสวาทเริ่มเข้ามาก้าวก่ายการดำเนินชีวิตในบ้านศรัณย์ ตัดดอกไม้ที่รินปลูกจนเกลี้ยงอ้างว่าดอกไม้จะสวยเมื่ออยู่ในแจกัน ตอกหน้าสายว่าทำอาหารไม่ได้เรื่อง ไม่มีใครกล้าบอกเพราะมัวรักษาความเป็นผู้ดี ตนจะหาแม่ครัวคนใหม่เสนอมารายงานแก้วว่าดวงสวาทเข้ามาวุ่นวายที่เรือนใหญ่ แก้วอ่อนใจตัวเองแก่ลงทุกวันจนหันหน้าเข้าวัด จะให้มางัดกับลูกสะใภ้ก็คงไม่ไหว สายหน้าเสียเตรียมตัวกลับบ้านเก่า ในขณะเดียวกันบุรณีจัดการเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าของริน บอกว่าบารนีบังคับให้ลงไปหาที่ใต้

ศรัณย์ อรุณ นายอำเภอ สารวัตรและเจ้าหน้าที่อื่นๆประชุมเครียดเรื่องเสือขาว ศรัณย์คาดการณ์ว่าเสือขาวจะปล้นในคืนวันเสาร์นี้เพราะพวกมันถือฤกษ์งามยามดี และวันนั้นเป็นโจโรฤกษ์ และคิดว่ามันจะต้องปล้นร้านทองก่อน นายอำเภอให้วางกำลังรักษาร้านทองไว้ให้ได้

เช้าวันใหม่ รินเดินทางมาถึงบ้านพณิช ซึ่งเป็นบ้านสไตล์โบราณ บารนีเล่าว่าพณิชซื้อต่อจากคุณหลวงเจ้าเมืองคนก่อน มันใหญ่โตจนตนทำอะไรไม่ถูก จึงเรียกเธอมาช่วย พณิชพยายามพูดถึงศรัณย์ว่าเป็นคนดีน่าคบ บารนีบอกพรุ่งนี้ให้รินมาช่วยซื้อของเครื่องใช้ในบ้าน วันนี้จะไปส่งกลับบ้านก่อน รินแปลกใจจะส่งที่ไหน บารนีบอกว่าบ้านศรัณย์ รินอึกอักขอนอนค้างที่นี่

“ไม่ได้นะ ตัวแต่งงานแล้วก็ต้องนอนกับหวานใจตัวเองสิ จะมานอนบ้านเราได้ไง กลัวเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม เมื่อก่อนตัวคนเดียวก็สมควรต้องกลัว แต่ตอนนี้ตัวมีเรา มีคุณพณิช ใครรังแกตัวเราสองคนจะช่วยเอง”

“ผมมีความคิดดีๆ แฟนเก่าคุณศรัณย์ต้องโดนดัดหลังบ้าง ถ้าคุณรินพร้อมสู้ เราสองคนจะช่วย” พณิชให้รินนอนที่บ้านได้ ขอเวลาเตรียมตัวหนึ่งวัน

บารนีบอกรินว่า พณิชเชื่อว่าศรัณย์ไม่อยากเลิกกับเธอ ตนไม่รู้แผนของพณิชแต่คิดว่าต้องยอดเยี่ยม รินมองหน้าทั้งสองคนด้วยความสงสัย

วันต่อมาหลังเสร็จสิ้นการประชุมวางแผนรับมือการปล้นของเสือขาว นายอำเภอบอกศรัณย์ว่า คู่เขยเขาที่ค้าขายอยู่ปีนังมาตั้งรกรากที่ใต้ แวะมาแนะนำตัวกับตนเมื่อวาน และเชิญทุกคนไปทานข้าวที่บ้านเขา โดยส่งรถมารับด้วย ศรัณย์แปลกใจไม่ทันไร เสนอก็เดินนำพณิชเข้ามา

“ผมไม่ได้เรียนคุณปลัดก่อนเลยแวะมารับด้วยตัวเอง ขอโทษที่กะทันหันไปหน่อย” พณิชเชิญทุกคนไปขึ้นรถ

ส่วนบารนีมารับแก้วที่บ้านด้วยตัวเอง จิ้มลิ้มแอบฟังเอาไปรายงานดวงสวาท...ก่อนหน้านี้ บารนีเตรียมชุดสวยและเครื่องสำอางวางไว้ให้ริน เน้นย้ำว่าเราเป็นลูกเจ้าคุณต้องรักษาหน้าตาวงศ์ตระกูล รินแย้งว่าไม่ใช่ความดีหรือ บารนีบอกว่า “ความดีเป็นเกียรติยศแท้จริง แต่สำหรับคนในสังคมที่มีทั้งปัญญามากและปัญญาน้อย มีคนดีมีคนเลว เปลือกนอกก็สำคัญ...”

ทุกคนนั่งคุยกันในบ้านพณิช รวมทั้งผู้ว่า ภรรยาและแก้ว ทุกคนชื่นชมว่าขนมอร่อย บารนีบอกว่าเป็นฝีมือภรรยาปลัดศรัณย์ คุณหญิงพิมเข้าใจว่าดวงสวาทมาจึงมองหา บารนีเอ่ย

“พี่สาวดิฉันเป็นลูกสาวคนโตของท่านเจ้าคุณบำรุงประชากิจ เป็นภรรยาที่แต่งงานอย่างถูกต้องกับคุณศรัณย์ เธอชื่อบราลีค่ะ”

ทันใดรินเดินนำคนรับใช้ถือถาดอาหารมาวาง ทุกคนตะลึง แก้วกับศรัณย์ดีใจมาก ผู้ว่าและภรรยาเหวอ นายอำเภออธิบาย “ผมตั้งใจจะไปเรียนให้ทราบ มัวแต่ยุ่งๆ เอ้อ...คุณดวงสวาทเป็นเมียคนก่อน คนนี้เป็นเมียแต่งครับ”

ผู้ว่า ภรรยาและสารวัตรหัวเราะเข้าใจแล้วว่า คนหล่อเหลาอย่างปลัดจะมีเมียสองก็ไม่แปลก ถึงว่าคราวก่อนทำหน้ายุ่งเป็นยุงตีกัน คราวนี้ยิ้มหน้าบาน คุณหญิงพิมรู้สึกหน้าแตก แก้วรีบอวดว่ารินทำอาหารไทยทั้งคาวหวานเก่งมาก ถ้าอยากทานอะไรแวะไปบอกที่บ้านได้เลย ศรัณย์ปลื้มอดไม่ได้ที่จะจับมือรินมากุมไว้ คุณหญิงพิมชี้ให้สามีดู รินอายพยายามจะดึงมือกลับ พณิชออกตัวว่าสองพี่น้องสนิทกันมาก บารนีจึงขอยืมตัวรินมาช่วยดูเครื่องเรือน วันนี้คงต้องส่งคืน ศรัณย์รีบรับคำว่าอยากได้คืนใจจะขาด นายอำเภอแซวว่าช่างเป็นทั้งนักรักและนักบู๊

เสนอไม่วายเสนอหน้าบอกว่าคุณหนูของตนยังเป็นนักร้อง เล่นกีตาร์ได้เก่งมาก พณิชรีบเอากีตาร์มายื่นให้เขาโชว์ ศรัณย์เล่นและร้องเพลงหวาน ส่งสายตาง้อรินเต็มที่จนเธอเขินอาย ทุกคนชื่นชมและยิ้มปลื้มกับความรักของหนุ่มสาว

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #8 on: 10 July 2026, 21:41:43 »


ตอนที่ 8

พอรินอยู่ในครัวบ้านพณิชตามลำพัง แก้วเข้ามาหาโอบกอดด้วยความคิดถึง ถามที่ทำทั้งหมดนี่เพื่อดัดหลังดวงสวาทใช่ไหม รินบอกเป็นแผนของพณิช ตนเองคงไม่กล้า แก้วชอบใจยกคำพระมาอ้างว่า... พระพุทธเจ้าสอนให้ปรามคนที่ควรปราม

“...กลับบ้านเรานะลูก ที่โน่นวุ่นวายไปหมด แม่สายนายเสริมจะลาออกถ้าหนูไม่กลับ ดอกไม้ดอกไร่ถูกแม่ดวงสวาทตัดหมด หนูไม่ห่วงดอกไม้ของหนูเหรอ...ฟังให้ดีๆนะ พ่อศรัณย์ตั้งแต่กลับมา ไม่เคยนอนบ้าน นอนที่อำเภออย่างเดียว เขาต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจเพื่อรอหนูกลับมา ให้หนูเห็นว่าไว้ใจเขาได้”

รินยิ้มขอบคุณ แก้วเดินออกไปแตะมือกับศรัณย์ เขาเข้ามาจับมือรินชมว่าวันแต่งงานก็สวย วันนี้ก็สวย สวยทรมานใจตนมาก รินเหน็บ เห็นแล้วใช่ไหมว่าตนอยู่บ้านมีแต่ความสุข แต่อยู่กับเขามีแต่เรื่องเหนื่อยใจ แล้วยกมือที่เขาจับขึ้นบอกมือที่จับกันนี่ จะจับกี่ครั้ง นับยังไงก็ห้า ว่าแล้วก็นับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า...รินปลดมือออก ศรัณย์มองชุดที่เธอใส่แล้วกล่าวอย่างจริงใจ

“ชุดราคาแพงที่ไหนก็ไม่เหมือนชุดธรรมดาที่อยู่หลังครัว นั่งทำครัว ทำสวน ปักผ้า เวลากลับบ้านมาตอนเย็น เห็นหล่อนทุกครั้ง ฉันรู้สึกว่าฉันถึงบ้านแล้ว...บ้านที่เป็นบ้านจริงๆ ขอโทษที่หล่อนเหนื่อย แต่ฉัน...หายเหนื่อยทุกครั้งที่กลับบ้าน เราไม่มีคำตอบให้กันและกันในวันนี้ แต่ได้โปรดอยู่ด้วยกันก่อน หาความหมายของหล่อน หาความหมายของฉัน อยู่ด้วยกันก่อนนะ”

รินรู้สึกซาบซึ้งมองศรัณย์ด้วยหัวใจที่อ่อนลง...ในขณะเดียวกัน ดวงสวาทให้จิ้มลิ้มถือกระเป๋าเสื้อผ้าตามมาที่อำเภอ พูดจาวางก้ามกับเจ้าหน้าที่ที่อำเภอว่าตนเป็นภรรยาปลัดศรัณย์ ต้องการมาอยู่กับเขาที่นี่ เจ้าหน้าที่บอกว่าปลัดไม่อยู่แต่เธอก็ดึงดันจะไปรอที่ห้องพัก มีชายคนหนึ่งใช้หนังสือพิมพ์บังหน้า นั่งกลมกลืนไปกับชาวบ้าน แอบมองด้วยสายตามาดร้าย

ในขณะที่บ้านพณิช คุณหญิงพิมชื่นชมศรัณย์ที่ปราบเสือบางได้ เอ่ยถามเขามีของขลังอย่างที่ใครๆร่ำลือจริงหรือ เขาตอบอย่างหนักแน่นว่ามีเพียงความศรัทธากับพรของแม่ ผู้ว่าถามว่าพวกข้าราชการยังมีขวัญกำลังใจกันหรือไม่ นายอำเภอเล่าว่า เมื่อวานศรัณย์พูดให้กำลังใจเรียกขวัญเจ้าหน้าที่ทุกคนกลับมาได้ คำกล่าวของศรัณย์ “ผมไม่ได้เล่นคุณไสยเพราะผมถือในอำนาจสูงสุด ผมมีศรัทธา มือของโจรก่อกรรมทำเข็ญผู้คน มีแต่คนสาปแช่ง มือสกปรกเช่นนี้ ต่อให้มันสวดภาวนาอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เทียบกับมือของเราทุกคนไม่ได้”

นายอำเภอชี้ที่ตราครุฑอันศักดิ์สิทธิ์ ศรัณย์ย้ำ จงคิดถึงศรัทธาที่ทำให้เรามาเป็นข้าราชการ ศรัทธาต่อศาสนา ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน ศรัทธาที่ขาวสะอาดจะต้องชนะศรัทธาสกปรก...ทุกคนเฮพร้อมกันว่าต้องชนะ...ชนะ

ระหว่างนั้นอรุณนั่งหาวเฝ้าร้านทองกับอาแปะ มีตำรวจนายหนึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์คุ้มกัน ไม่มีลูกค้าตั้งแต่เสือขาวขู่จะปล้น ไม่ทันไรสิงห์ปลอมเป็นชาวบ้านเข้ามาทำทีจะซื้อทองแล้วจู่ๆก็ชักปืนออกมายิงใส่นายตำรวจ กิจและนิ่มตามเข้ามากวาดทองใส่กระเป๋า อรุณกับแปะตกใจมุดไปกอดกันตัวสั่นอยู่ใต้โต๊ะ กิจประกาศกร้าวว่านี่คือการปล้นของเสือขาว

โชติได้รับข่าวการปล้นก็รีบแจ้งไปที่สารวัตร และยกกำลังไปปกป้องชาวบ้าน ทำให้ที่ว่าการอำเภอเหลือเพียงดวงสวาทกับจิ้มลิ้มอยู่ในห้องทำงานศรัณย์...เสือขาวบุกเข้ามาจับดวงสวาทเพราะได้ยินประกาศตัวว่าเป็นเมียศรัณย์ จิ้มลิ้มร้องกรี๊ดๆด้วยความกลัว เสือขาวคิดบางอย่างได้

“ห้ามส่งเสียงอะไรออกมาทั้งนั้น...ตอนแรกว่าจะทิ้งมีดไว้เป็นที่ระลึกในห้องนี้เฉยๆ แต่ตอนนี้ฝากรอยแค้นไว้ที่เมียรักของมันดีกว่า...มันฆ่าน้องชายกู ระวังเมียกับแม่มันให้ดี กูจะฆ่าเมื่อไหร่ก็ได้” ว่าแล้วเสือขาวก็ตวัดมีดฉับ เสียงดวงสวาทและจิ้มลิ้มกรีดร้องลั่น

ooooooo

สารวัตรได้รับแจ้งก็รีบบอกทุกคนว่าเสือขาวปล้นร้านทองกลางวันแสกๆ ศรัณย์เตรียมการไว้แล้ว กางแผนที่ที่นำติดตัวมาด้วย “คำนวณจากเวลาที่มันปล้น มีสามเส้นทางที่มันจะเดินทางกลับค่ายของมัน นี่ครับจุดนี้ จุดนี้และจุดนี้ ต้องตั้งจุดสกัดดักชิงทองคืนทั้งสามจุด”

เสนอรีบไปเตรียมรถ ศรัณย์ชี้จุดหนึ่งเป็นจุดที่ใช้เวลาเข้าป่ากลับค่ายน้อยที่สุด สารวัตรอาสาดูแลจุดนี้ นายอำเภอดูแลจุดที่สอง ศรัณย์ดูแลจุดที่สาม เขาให้รินดูในแผนที่ จำแล้วนำไปบอกกำนันคล้ายให้พาชาวบ้านมาช่วยตนที่จุดนี้ รินรับคำหันไปขอร้องพณิชให้ช่วยขับรถพาตนไปบ้านคล้าย รินขอให้แก้วอยู่กับบารนี คุณหญิงพิมตื่นเต้นที่เห็นรินสามารถช่วยงานศรัณย์ได้

“บราลีเขาคุ้นเคยกับชาวบ้านค่ะ ตามปลัดไปนอนในหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ ไม่มีรังเกียจรังงอนเลยค่ะ” แก้วเล่าให้ฟัง พิมชื่นชมบอกให้รอรับรางวัลภรรยาดีเด่นไปเลย

พณิชขับรถมาจอดรอรับริน เธอกำลังจะก้าวขึ้นรถ จู่ๆศรัณย์เข้ามาดึงเธอไปกอดอำลากระซิบขอให้เธออวยพร เธอเสียงเข้มว่าไม่อวยพร เขาผงะถอยออกงงๆ สีหน้ารินจริงจัง

“มีแต่คำสั่ง! ฉันจะกลับไปพักที่บ้าน เพราะฉะนั้นฉันขอสั่งคุณ คุณต้องกลับมาเจอฉันที่บ้าน” ศรัณย์ซาบซึ้งดึงรินเข้ามากอดแนบแน่น พณิชรับปากจะดูแลรินไม่ต้องห่วง

ด้านดวงสวาทถูกเสือขาวใช้มีดตัดผมขาดแหว่งไปครึ่ง นั่งร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เจ้าหน้าที่และนักข่าวสอบถามอะไรก็พูดไปร้องไห้ไปจนฟังไม่รู้เรื่อง จิ้มลิ้มฟูมฟาย

“โฮ้ย ตอนนั้นกรี๊ดกันลั่น นึกว่ามันจะเชือดคอ มันตัดผมฉับเดียวเลย มีดคมมาก แล้วก็หนีไป โชคดีนะคะเนี่ยนรกยังไม่ต้องการตัว” ดวงสวาทหันขวับมองหน้า จิ้มลิ้มแก้คำพูดใหม่ “หมายถึงยังไม่ถึงคราวน่ะค่ะ แถวบ้านจิ้มลิ้มพูดแบบนี้”

เจ้าหน้าที่ถามว่าคนร้ายหนีไปทางไหน ดวงสวาทโวย ไอ้พวกบ้ายังจะมาถาม ตนเกือบตาย หายไปไหนกันหมดรู้บ้างไหม เจ้าหน้าที่ถามถึงรูปพรรณสัณฐานคนร้าย ดวงสวาทร้องไห้โฮด่าเปิงยังจะถามอีก ไล่ให้ไปตามศรัณย์ บอกเขาว่าตนเกือบตายเขาต้องมาหาตน นักข่าวถ่ายภาพเธอโวยวาย ไม่มีใครสนใจสิ่งที่เธอเรียกร้อง

จุดสกัดที่หนึ่ง สารวัตรตั้งด่าน มีรถบรรทุกฟางแล่นมา ตำรวจขอตรวจค้น เห็นแต่ฟางจึงโบกให้ไป ทันใดสารวัตรเห็นเลขทะเบียนก็โวยลั่นว่าคันนั้น ตำรวจไล่ยิง รถคนร้ายแถลงข้างทาง คนขับฟุบหน้ากับพวงมาลัย ตำรวจปีนขึ้นค้นท้ายรถไม่พบอะไร สารวัตรจึงรู้ว่าถูกหลอก

อีกด้าน เสือขาว สิงห์และสมุนแต่งตัวเป็นชาวบ้านนั่งรถขนส่งปะปนไปกับชาวบ้าน...จุดสกัดที่สอง นายอำเภอและโชติประจำการอยู่ กิจและนิ่มทำตัวเป็นชาวบ้านผัวเมียขับเก๋งเก่าๆผ่านมา โชติขอตรวจค้นให้เปิดกระโปรงหลัง นิ่มยั่วยวนรีรอไม่เปิดกระโปรงรถ กิจทำเป็นโกรธทะเลาะกัน โชติต้องห้ามทัพ กิจบอกไม่เอาแล้วเมียแบบนี้ยกให้ ว่าแล้วก็ขึ้นรถขับออกไป นิ่มโวยวายวิ่งตาม โชติเอะใจเรียกให้จอดก่อน แต่กิจบึ่งรถออก โชติกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์กวดตาม นายอำเภอวิทยุบอกให้ทุกหน่วยสกัดจับ นิ่มชักปืนยิงใส่จึงโดนโชติยิงดับ กิจตกใจไหนเสือขาวบอกว่าพวกเราหนังเหนียว ทันใดรถนายอำเภอตีคู่มา ยิงใส่ที่หัวกิจตายคาพวงมาลัย

โชติเข้าเปิดท้ายรถพบกระเป๋าใส่ทอง นายอำเภอทึ่งเชื่อคำของศรัณย์ที่ว่า ศรัทธาเลวๆไม่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนคุ้มครอง

ทางด้านศรัณย์ที่อยู่จุดสกัดที่สาม มีหญิงชาวบ้านแห่กันมามุงดู ส่งเสียงบอกกันให้ดูปลัดรูปหล่อยิ่งกว่าพระเอกหนังมาปราบเสือขาว ทำให้การทำงานของศรัณย์ลำบากขึ้น พอรถขนส่งที่เสือขาวกับลูกน้องนั่งมาถึงด่าน ตำรวจขึ้นไปตรวจค้น เด็กคนหนึ่งชี้ที่ปืนตำรวจแล้วร้องว่าเหมือนของพี่บนรถเลย เท่านั้นเสือขาวกับพวกก็ชักปืนยิงสู้กับศรัณย์และตำรวจ ชาวบ้านแตกฮือหนีลงจากรถ ศรัณย์ต้องรอให้ชาวบ้านหนีไปให้หมดถึงกล้ายิงใส่พวกเสือขาว...สิงห์กับพวกถูกยิงดับ เสือขาวยังกระหน่ำยิง ศรัณย์จึงหยิบระเบิดออกมาใช้ปากดึงสลัก

“ได้เวลาพิสูจน์คุณไสยของพวกแกกันแล้วว่ากันไฟได้หรือเปล่า มาดูกัน” ว่าแล้วก็กลิ้งระเบิดไปใต้ท้องรถ ระเบิดเปรี้ยงดังสนั่น ทุกคนเฮกันใหญ่

ศรัณย์เห็นเหมือนมีคนกระเด็นออกไป จึงสั่งให้ทีมล้อมไว้อย่าให้ใครรอดไปได้ ตัวเขาวิ่งไปดูอีกฟาก เห็นมีรอยเลือดหายเข้าไปในป่ายางจึงรีบตามเข้าไปอย่างระมัดระวัง...ร่างเสือขาวเต็มไปด้วยเลือดสะบักสะบอมพยายามหนี เขาเด็ดใบไม้มาคาบไว้เสกคาถาพรางตัวเกิดหมอกควันทำให้ศรัณย์มองไม่เห็นจึงยิงปืนออกไป นกกระพือบินขึ้นฟ้า ทันใดเสือขาวปรากฏตัวขึ้น ยิงใส่ขาศรัณย์ทั้งสองข้างล้มลง เขาหันมายิงกลับแต่กระสุนหมด เสือขาวร่างอาบเลือดหัวเราะ

“คาถามหาอุดของกูทำให้ปืนใช้ไม่ได้ กระสุนต่อไปจะเจาะเข้าที่หัวใจมึง” และแล้วเสือขาวลั่นไกแต่ไม่ออกเช่นกัน

“มหาอุดของกูใหญ่กว่ามึงเยอะ อยากรู้ไหมล่ะ ศรัทธาเพื่อชาติโว้ย” ศรัณย์เยาะกลับ

เสียงเสนอร้องเรียก ศรัณย์ตะโกนบอกว่าตนอยู่ตรงนี้ ทำให้เสือขาวชะงักตัดสินใจวิ่งหนีเข้าป่าไป เสนอมาถึงพร้อมชาวบ้าน เห็นสภาพศรัณย์ก็ตกใจรีบเข้าช่วยเหลือ

ooooooo

รินและพณิชรออยู่ที่บ้านคล้าย พอรถคล้ายกลับมา น้อยไม่เห็นคล้ายก็ตกใจ ลูกน้องบอกว่าคล้ายไปรอรับศพ น้อยรีบถามว่าศพใคร พอลูกน้องตอบว่าศพนิ่ม น้อยก็ทรุดฮวบร้องไห้โฮ...รินถามถึงศรัณย์ ลูกน้องบอกว่าโดนยิงตอนนี้อยู่โรงพยาบาล รินหน้าซีด พณิชรีบอาสาพาไป

ที่บ้านศรัณย์ แก้วเห็นสภาพดวงสวาทยังขวัญเสียหวาดผวา จิ้มลิ้มเล่าว่าเธอร้องไห้ทั้งคืน ไม่ทันไรเสนอรีบมาบอกเรื่องศรัณย์ ทั้งแก้วและดวงสวาทช็อกไปตามๆกัน

ภายในค่ายเสือขาวเหลือเพียงพู่และหญิงในค่ายอีกสองสามคน ต่างนั่งรอเสือขาวและบรรดาผู้ชายกลับมา มีม้าวิ่งมาสองสามตัว พู่บอกเพื่อนๆว่าเสือขาวผูกม้าไว้ที่ทางเข้าทำไมไม่มีใครมาด้วย ไม่ทันไรม้าตัวที่สี่มีร่างเสือขาวพาดหลังกลับมา พู่กับพวกตกใจช่วยกันเอาเขาลง

“ทำไมพี่กลับมาคนเดียวล่ะ ที่เหลือไปไหนหมด!”...

เสือขาวหน้าเครียดเจ็บใจ บาดแผลของเขาอักเสบทำให้มีไข้สูง พู่กับพวกช่วยกันหาสมุนไพรมาบดทำยารักษา คงต้องใช้เวลาเป็นเดือน...ต่างเริ่มหมดความเชื่อมั่นกับคาถาอาคมของเขา พู่แอบปรึกษาเพื่อนๆว่าค่ายเราเหลือแต่ผู้หญิงกับเด็ก จุดจบเสือขาวคงมาถึงแล้วจึงชวนกันหนี สมุนคนหนึ่งบอกว่าเสือขาวใส่ยาสั่งให้พวกเรากิน ถ้าหนีเราจะตาย พู่สุดเซ็ง

ด้านอรุณได้รับทองกลับคืนมาทั้งหมดก็ขอบคุณตำรวจและพวกศรัณย์ที่ช่วยเหลือ ผู้ว่าชื่นชมการทำงานของศรัณย์ที่ประเมินทุกอย่างถูกต้อง

การผ่าตัดศรัณย์ผ่านไปหลายชั่วโมง ริน แก้วและดวงสวาทกระวนกระวายรอหน้าห้องผ่าตัด จนหมอออกมาบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังเข้าเยี่ยมไม่ได้ ดวงสวาทฮึดฮัดไม่พอใจ กลับมาบ้านปิดประตูหน้าต่างด้วยความกลัวเพราะรู้ว่าเสือขาวรอดไปได้ เสนอต้องมาบอกว่าเสือขาวบาดเจ็บหนักคงมาทำร้ายเธอไม่ได้ และตอนนี้นายอำเภอก็ส่งคนมาคุ้มกันหน้าบ้าน

โชติรายงานแก้วว่าดวงสวาทเป็นคนบอกว่าเสือขาวขู่ไว้จะทำร้ายแม่และเมียปลัด จึงต้องให้ตำรวจมาคุ้มกัน แก้วถอนใจรู้ว่าการทำร้ายแม่และเมียจะทำให้ศรัณย์เจ็บหนักกว่าหลายเท่า รินดูเข้มแข็งโอบปลอบแก้วให้คลายความหวาดกลัว

รุ่งเช้าแก้วกับรินมาเยี่ยมศรัณย์ เขาดีใจมาก หมอบอกว่าโชคยังดีที่กระสุนไม่โดนเส้นประสาทสำคัญ ให้หมั่นทำกายภาพก็จะกลับมาเดินได้ปกติ รินกล่าวขอบคุณที่เขากลับมา

“ก็หล่อนสั่งฉันนี่ ฉันหรือจะเลี่ยงได้”

รินยิ้มปลื้มเปลี่ยนเรื่องมาคุยว่าอรุณได้ทองคืนทั้งหมด พวกเสือขาวตายหมดเหลือเพียงตัวเสือขาวที่รอดไปได้ “คุณรักษาเกียรติยศของข้าราชการไว้ได้ เก่งมากๆเลยค่ะ”

ศรัณย์ยิ้มรับแต่ก็เสียดายที่เสือขาวรอดไปได้...ทางบ้านมหินท์เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ภาพดวงสวาทฟูมฟาย ข่าวลงว่าเธอเป็นภรรยาปลัด มหินท์โกรธมากที่ลูกหลอกตนมาตลอดเวลา ไม่ทันไรนริศถือหนังสือพิมพ์เข้ามาต่อว่า

“ผมต้องการคำอธิบาย คุณดวงสวาทบอกว่าตัวเองอยู่นครศรีธรรมราช แต่ภาพข่าวนี่คืออะไรครับ ดวงสวาทเป็นเมียของปลัดคนไหน เรื่องมันเป็นยังไงครับ”

ในขณะที่นายอำเภอมาที่บ้านศรัณย์ เพื่อแจ้งกับแก้ว ริน ดวงสวาทและอรุณว่าเพื่อความปลอดภัย อยากให้ทั้งสี่คนออกจากพื้นที่นี้ เพราะเสือขาวขู่ไว้ว่าจะทำร้ายแม่และเมียศรัณย์ ดวงสวาทหวาดผวาถามเสือขาวมาที่อำเภออีกหรือ นายอำเภอบอกมันบาดเจ็บหนักเหมือนกัน แต่คนลือกันว่าวิชาคงกระพันของมันสุดยอด

“ศรัณย์ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์เหมือนกัน มีพระคุ้มครอง” แก้วแทรก

อรุณบอกตนต้องปิดร้านเก็บทองเอาไปคืนพ่อ ชวนรินกลับไปพร้อมกัน รินเสนอให้พาศรัณย์กลับไปรักษาตัวที่พระนคร แก้วมองหน้านายอำเภอ เขายิ้มนิดอย่างรู้คำตอบก่อนแล้ว...

พอทุกคนมาถามศรัณย์ที่โรงพยาบาล ก็ได้คำตอบว่า “ผมไม่ไปครับ ถ้าไปไอ้เสือขาวมันจะย่ามใจว่าผมหนีมัน เพราะปราบมันไม่สำเร็จ”

แก้วขอร้องแค่ไปรักษาตัว ศรัณย์กลับขอให้แม่พารินกับดวงสวาทกลับไป ตนจะได้หมดห่วง ตนมีนายอำเภอคอยดูแล แก้วลังเล ศรัณย์รีบขอร้องว่าตอนนี้ตนปกป้องแม่กับทุกคนไม่ได้ เสือขาวบาดเจ็บขนาดนั้นต้องกลับมาเอาคืนแน่ๆ...เพื่อความสบายใจของลูก แก้วจึงยอม อรุณรับปากจะดูแลทุกคนให้เดินทางโดยสวัสดิภาพและขอบคุณที่ศรัณย์นำทองกลับมาคืนได้

แก้วกับอรุณพากันเดินออกไป ดวงสวาทน้ำตาคลอบอกศรัณย์ว่าตนเป็นห่วงเขามาก เขาจึงถามว่าเธอไปหาที่อำเภอหรือ เธอพยักหน้าว่าไปประกาศว่าตนเป็นเมียเขา ตอนโดนมีดจ่อคอเหมือนอยู่ใกล้ความตายนิดเดียว ศรัณย์ถอนใจบอกให้เธอพอเสียทีหยุดเสียที ดวงสวาทกลับเอนหัวมาซบเขาร่ำไห้ รินแอบมองอยู่หน้าประตู

“บอกรักดวงเหมือนเมื่อก่อนได้ไหม เมื่อก่อนคุณบอกรักฉันทุกวัน เล่นกีตาร์ร้องเพลงบอกรักฉัน เพราะฉันทำให้คุณเล่นกีตาร์เป็น บอกรักฉันเหมือนเมื่อก่อนสิคะ”

รินได้ยินรู้สึกเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าเขาเคยบอกรักดวงสวาททุกวัน และที่เขาว่าผู้ชายทุกคนหัดเล่นกีตาร์ร้องเพลงก็เพราะผู้หญิง...เป็นดวงสวาทนี่เอง

ดวงสวาทยังรำพันกับศรัณย์ว่าคนเห็นแก่ตัวอย่างตนไม่เคยทำเพื่อใครขนาดนี้ ให้กำลังใจบอกรักตนสักคำไม่ได้หรือ ศรัณย์ตอบว่า “เวลานี้ผมไม่เหมือนเดิม ความรัก เป็นเรื่องน่ากลัว น่าเข็ดขยาด”

“คุณไม่เคยบอกรักผู้หญิงคนนั้นใช่ไหมคะ”

“ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะรักใครได้อีกไหม ไม่ว่าคุณหรือใคร ตัดใจจากผมเสียเถอะ”

“คุณบอกรักบราลีไม่ได้ เพราะคุณไม่ได้รักเธอ กาลเวลาและความพยายามของฉันจะทำให้คุณหายโกรธ ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะรอเพลงรักของคุณอยู่ตรงนี้” ดวงสวาทหอมแก้มศรัณย์ รินซึ่งแอบมองอยู่น้ำตาคลอเพราะเป็นความจริงที่ศรัณย์ไม่เคยบอกรักตนสักครั้ง

ooooooo

วันต่อมา พณิชได้รับออเดอร์สั่งข้าวลอตใหญ่ บารนีพลอยดีใจไปด้วยที่ชีวิตตนจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่อดหวั่นใจเรื่องเสือขาวไม่ได้จึงชวนเขากลับพระนคร พณิชกลับบอกว่า

“เรื่องค้าขายข้าวของผมกำลังไปได้ดี ผมต้องอยู่คุยกับปลัด ขอความช่วยเหลือบางอย่าง ผมยังกลับไม่ได้”

บารนีแปลกใจค้าขายข้าวเกี่ยวอะไรกับงานปลัด พณิชยิ้มๆอย่างมีเลศนัย...ในวันเดียวกัน มีคนมาทุบประตูบ้านดวงสวาทโครมๆ เธอผวาหวาดกลัว จิ้มลิ้มบอกมีตำรวจเฝ้าจะกลัวอะไร ว่าแล้วก็เปิดประตูหน้าต่าง ทันใด มหินท์กับนิจพรวดพราดเข้ามา นิจถลาเข้าตบดวงสวาท

“นังลูกไม่รักดี แกโกหกพวกเรา”

มหินท์มองสภาพบ้านแล้วโวยว่าหลงกันขนาดนี้เชียวหรือ บ้าไปแล้ว บ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ยังอยู่เข้าไปได้ ดวงสวาทละล่ำละลักถามรู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่นี่ นิจตวาดว่าหนังสือพิมพ์ลงหรา แม้แต่นริศก็รู้และเสียใจมาก มหินท์ว่าถึงนริศจะมีแต่ตัว ก็ยังดีกว่าศรัณย์

ในขณะที่ศรัณย์ตื่นขึ้นมาเห็นรินถือปิ่นโตเข้ามาก็ดีใจหลุดปากออกมาว่าตนฝันเห็นนางฟ้าใช่ไหม รินยิ้มนิดๆบอกให้เขาลุกขึ้นทานข้าวต้ม เขารีบถามว่ากลับพระนครพรุ่งนี้ใช่ไหม เธอพยักหน้าไม่สบตา บอกเขาว่าได้ทำน้ำพริกแห้งเก็บไว้ให้กิน ศรัณย์ย้ำไม่ต้องเป็นห่วง ตนมีเสนอและนายอำเภอดูแล ทุกคนกลับกันหมดตนจะได้หมดห่วง เพราะเสือขาวมันไม่ธรรมดา

“เขามีคุณไสยจริงๆใช่ไหมคะ!”

“แววตาแรงกล้าเข้มแข็งกว่าคนทั่วไป ความศรัทธาในมนต์ดำของมันมั่นคงมาก ใจมันขนาดนี้ ร่างกายก็แข็งแกร่งตาม คมมีดคมดาบบางทีทำอะไรมันไม่ได้ เลยดูเหมือนมันมีคุณไสย”

“คุณปะทะกับเสือขาวตัวต่อตัวคราวนี้ ดูคุณเป็นกังวล ขนาดหลับหน้ายังเครียด”

“ฉันทำให้คนของมันตายหมด มันกับฉันจะเปิดศึกครั้งสำคัญ เจอกันคราวหน้าถ้ามันไม่ตาย ฉันก็ตาย”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ คุณต้องชนะมัน ศรัทธาของคุณก็มั่นคงมากเช่นเดียวกัน”

“ใช่ ฉันอยู่ด้วยความเชื่อ มันนั่นแหละต้องตาย แต่หล่อนไม่เกี่ยวหล่อนต้องกลับ พอฉันเสร็จงานฉันจะไปรับ หล่อนบอกเราต้องค้นหาความหมายของกันและกัน หล่อนเจอความหมายของหล่อน ฉันเจอความหมายของฉัน นี่คือภารกิจของเรา” ศรัณย์กุมมือริน

รินสลดใจคิดถึงคำที่เขาพูดกับดวงสวาท ว่าเวลานี้เขารู้สึกว่าความรักเป็นเรื่องน่ากลัว น่าเข็ดขยาด...เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะรักใครได้อีก...แววตารินเศร้าสะเทือนใจ มองมือศรัณย์ที่จับมือตนแล้วนับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ศรัณย์ไม่เข้าใจความหมายว่านับทำไม เธอยิ้มแห้งๆไม่ตอบอะไร

คืนนั้นรินกลับมาบ้าน จัดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เห็นมีกระดาษพับเป็นดอกไม้วางอยู่ใต้หมอน จึงคลี่ออกเจอข้อความว่า...คิดถึงบ้าน เธอสงสัยเดินสำรวจตามตู้เสื้อผ้าก็เจออีกสองสามชิ้น ทุกชิ้นมีข้อความว่าคิดถึงบ้าน เธอพยายามคิดหาความหมาย ออกมาที่แปลงต้นทานตะวันเห็นว่ามีการล้อมรั้วอย่างดี มีนกกระดาษปักอยู่สองสามตัวก็เก็บมาคลี่ดู ทุกใบมีคำว่าคิดถึงบ้าน

เช้าวันใหม่ ทุกคนมาพร้อมหน้าที่บ้าน แก้วประกาศว่าศรัณย์จะไปพักบ้านนายอำเภอ ที่นี่จะไม่มีงานให้ทำ ตนให้เงินเดือนสายสองเดือนเพื่อเป็นทุนหางานใหม่ รินขอแก้วอยู่ที่นี่ต่อไป แก้วเป็นห่วงถ้าเกิดอะไรขึ้นตนจะรู้สึกผิดต่อพ่อแม่เธอ ดวงสวาทเดินเข้ามาโวยถ้ารินไม่กลับตนก็ไม่กลับ แก้วย้อนถามว่าพ่อแม่มารอรับไม่ใช่หรือ ดวงสวาทไม่สนใจด่าว่าริน

“ยังไงเธอก็ต้องแย่งผัวฉันให้ได้ใช่ไหม จะถือ โอกาสนี้แย่งศรัณย์ไปจากฉันใช่ไหม”

“ฉันไม่ได้แย่ง เขาเคยเป็นของคุณ แค่เคยเป็น...” รินฮึดสู้โต้กลับ

“วันนี้กล้าเถียง คงสมน้ำหน้าฉันอยู่ล่ะสิเรื่องเสือขาว”

“ไม่เคยแม้จะคิด ความคิดร้ายของคุณทำร้ายตัวคุณเอง ถ้าคุณคิดดีกับฉัน คุณจะไม่มีทางพูดประโยคนั้นออกมา นอนเจ็บปวดมากี่คืนแล้วล่ะเรื่องฉันสมน้ำหน้าคุณ กี่คืนแล้ว”

ดวงสวาทเต้นผางชี้หน้า “แก...แกคิดว่ารัณเขารักแกรึ ถ้าเขารักแกเขาจดทะเบียนสมรสกับแกไปนานแล้ว”

รินหน้าเสียเช่นเดียวกับแก้ว แต่รินก็ฝืนสู้ “ฉันมาที่นี่เพราะหน้าที่ ไม่ใช่เพราะอารมณ์ นี่ก็หน้าที่ของฉัน ช่วงที่คุณศรัณย์พักฟื้น เขาต้องอยู่บนรถเข็น นายเสนอคนเดียวอาจจะไม่ไหว”

แก้วซาบซึ้งแต่ดวงสวาทไม่เชื่อตรงเข้าผลักริน หาว่า ต้องการแย่งศรัณย์ไป แก้วเอ็ดที่ใช้กำลัง จิ้มลิ้มวางท่าแต่พอเห็นสาย เสริมและเสนอถลกแขนเสื้อก็หงอถอยมาหลบหลังดวงสวาทสะกิดให้กลับ สายชูมีดท้าเหยงๆ ดวงสวาทเห็นมีดก็ผวานึกถึงมีดที่จ่อหัวของเสือขาวร้องกรี๊ดๆ รินตกใจรีบบอกให้สายเก็บมีด แก้วรู้สึกสมเพช

“หลอนเรื่องมีดจากเสือขาวยังจะฝืนอยู่อีก กลับไปรักษาตัวก่อนเถอะแม่ดวงสวาท”

ดวงสวาทชี้หน้ารินโวยลั่น “ฝากเอาไว้ก่อน รัณไม่ได้รักแก บอกรักเขาก็ไม่เคยบอก ไม่เหมือนฉันที่เขาเคยบอกรักทุกวัน แต่เขาไม่เคยบอกแก ไม่เคยได้ทะเบียนสมรส เขาไม่ได้รักแก เขารักฉัน...เขารักฉัน...” จิ้มลิ้มดึงตัวออกไป

รินสะเทือนใจกับทุกคำด่าเพราะมันมีส่วนจริง... จิ้มลิ้มกลับมาเล่าให้มหินท์กับนิจฟังเรื่องที่ดวงสวาทกลัวมีด ทั้งสองอ่อนใจต้องให้ที่บ้านเก็บของมีคมให้พ้นสายตา จิ้มลิ้มบอกว่ารถมาจอดรอแล้ว ทุกคนเดินทางกลับพร้อมกัน ดวงสวาทยังหน้าตื่นพร่ำถามย้ำๆว่ารินกลับใช่ไหม ตนจะไม่ยอมให้มันอยู่ทำคะแนน ในใจดวงสวาทมีแต่ความแค้น

ooooooo

และแล้วในวันนั้น รินมาทำอาหารให้บารนีที่บ้าน จดสูตรอาหารไว้ให้พร้อม บารนีรู้สึกเสียดายที่แต่ก่อนไม่เรียนรู้วิชาจากแม่ ตอนนี้อยากเอาใจสามีก็ทำไม่เป็น แล้วถามจะกลับแน่แล้วหรือ รินลังเลขอความคิดเห็น บารนีบอกว่าถ้ารินอยู่ ดวงสวาทคงแค้นอาฆาตไม่เลิก

“นี่ล่ะที่เบื่อที่สุด ตอนนี้เหมือนเขาไม่ได้ทำเพราะรักคุณศรัณย์ แต่เขาทำเพราะอยากเอาชนะฉันมากกว่า ความเกลียดฉันดูจะแซงหน้าความรักคุณศรัณย์ไปแล้ว”

บารนีแนะนำให้กลับพระนครเพื่อให้ศรัณย์หมดห่วงเพราะเสือขาวต้องการให้เขาเจ็บเหมือนที่มันเจ็บ ไม่กลัวบ้างหรือ รินยิ่งคิดหนัก

บ่ายวันนั้นบนโบกี้รถไฟ มหินท์กับนิจนั่งประกบดวงสวาท สีหน้าเธอเคียดแค้นไม่มีความสุข ส่วนแก้วนั่งมาตามลำพัง ในใจภาวนาขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองลูกๆ...

วันต่อมาเสนอรับศรัณย์ออกจากโรงพยาบาลและรายงานว่าคุณหญิงแก้วโทร.มาบอกว่าถึงบ้านน้ากล่ำแล้ว ศรัณย์แทรกถามว่าทุกคนเดินทางไปหมดแล้วใช่ไหม เสนอเลี่ยงตอบ

“ร้านทองปิดไปแล้ว นังจิ้มลิ้มมันเฝ้าบ้านนั้นอยู่ คุณดวงสวาทร้องไห้ไม่อยากไป แต่พ่อแม่แกดุมากเลยนะขอรับ ไม่ยอมพูดกับคุณหญิง ขอให้จองตั๋วรถไฟคนละโบกี้ด้วย ร้ายจริงๆ”

ศรัณย์บอกพวกเขาไม่พูดกับตนและแม่นานแล้ว ยิ่งตอนนี้คงหาว่าตนทำให้ลูกสาวเขาเดือดร้อน...เสนอส่ายหน้าเข็นรถเข็นพาศรัณย์ไปขึ้นรถ แล้วศรัณย์ก็ให้เสนอพากลับบ้าน

“คุณหลอกคนอื่นว่าจะไปพักบ้านนายอำเภอ เพื่อไม่ให้คุณหญิงเป็นห่วงใช่ไหมครับ”

“ถ้าฉันปิดบ้านนี้หนีไปอยู่กับคนอื่น ไอ้เสือขาวมันจะสมน้ำหน้าว่าฉันกลัวมัน ฉันปิดบ้านไม่ได้หรอก อย่าบอกแม่นะ ให้แม่เข้าใจว่าฉันไปอยู่บ้านนายอำเภอน่ะดีแล้ว”

เสนอยกกระเป๋าเข้าบ้าน ศรัณย์นั่งมองบ้านเห็นเจ้าหน้าหวานกระดิกหางเดินมาหา ทำให้คิดถึงริน คิดถึงที่เขาแกล้งพูดกับมันแทนที่จะพูดกับเธอ เข้ามาในบ้านเห็นผ้าม่านผ้าปูโต๊ะ ยิ่งทำให้คิดถึง...ในมุมหนึ่งรินนั่งปักผ้าอมยิ้ม ศรัณย์เผลอมองด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก คิดว่าเป็นภาพลวงตา แต่พอเธอเงยหน้ามามอง ส่งยิ้มหวานให้ เขาถึงกับน้ำตาคลอที่เธอไม่ทอดทิ้งเขา

ศรัณย์นั่งหน้าตูม รินยกผลไม้มาวางให้ เขาถามทำไมไม่กลับพระนคร เธอตอบว่าเขาเขียนคำว่าคิดถึงบ้านไว้ทั่ว คำว่าบ้านมีความหมายกับเขามากใช่ไหม ศรัณย์คิดถึงที่เคยพูดกับเธอตอนไปเจอเธอที่บ้านพณิช “ชุดราคาแพงที่ไหนก็ไม่เหมือนชุดธรรมดาที่อยู่หลังครัว นั่งทำครัวทำสวน ปักผ้า เวลากลับบ้านมาตอนเย็น เห็นทุกครั้งฉันรู้สึกว่าฉันถึงบ้านแล้ว...บ้านที่เป็นบ้านจริงๆ ขอโทษที่หล่อน เหนื่อย แต่ฉัน...หายเหนื่อย ทุกครั้งที่กลับบ้าน”

ศรัณย์ต้องกลบเกลื่อนความรู้สึกต่อว่ารินที่ขัดคำสั่งไม่กลับพระนคร...ท่าทางเขาโกรธจริงๆ ตลอดทั้งวัน รินเอาใจใส่ป้อนข้าวป้อนน้ำ พาเข้าห้องนอน แต่เขาก็ปั้นหน้าโกรธไม่พูดจา

ในขณะเดียวกัน แก้วจุดธูปคุยกับเจ้าคุณนิติขอบคุณที่หาลูกสะใภ้ซื่อสัตย์ไม่ทิ้งสามีในยามป่วยไข้ ยามอันตราย จะมีภรรยาที่ไหนดีเท่านี้อีกคงไม่มี...ด้านบารนีพยายามทำหน้าที่ภรรยาแต่ก็เก้กัง เย็บกระดุมเสื้อก็ถูกเข็มตำมือจนท้อ บ่นทำไมเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบ แบบแม่แบบรินมันช่างยากเย็น พลันมีโทรศัพท์เข้ามา เธอรับสายได้ยินเสียงผู้หญิงปลายสายพูดห้วนๆถามหาพณิช แล้วหันไปเอ็ดลูกที่กำลังร้องไห้งอแงให้เงียบ บารนีจึงถามจะให้บอกว่าใครพูดสาย

หญิงสาวตวาด “ไปตามมาเถอะน่า...นี่ลูกบอกให้เงียบๆได้ยินไหม”

พณิชเดินเข้ามาพอดี บารนีจึงส่งโทรศัพท์ให้เขารับสายแล้วต่อว่า “ฮัลโหล...ไปเอาเบอร์นี้มาจากไหนเนี่ย ทีหลังไม่ต้องโทร.มา เออๆรู้แล้วเดี๋ยวให้เด็กเอาเงินไปให้ แค่นี้นะ”

บารนีแปลกใจ พณิชทำหน้าเรียบเฉยบอกว่าแม่บ้าน ที่บริษัท ลูกไม่สบายจะเบิกเงินล่วงหน้าทำทีบ่นไม่รู้จักกาลเทศะเลย บารนีเห็นใจขออย่าไปไล่เธอออก พณิช เปลี่ยนเรื่องเอาเอกสารออกจากซองให้เธอดู ว่าเป็นสัญญาสั่งข้าวราคาเป็นล้านบาท บารนีตื่นเต้นดีใจไปด้วย

ooooooo

เมื่อดวงสวาทกลับถึงบ้านที่พระนคร นริศรอถามว่าปลัดศรัณย์เป็นแฟนเก่าหรือ เธอคงรักเขามาก ดวงสวาทยังอารมณ์ไม่ดีจึงท้าให้หย่า แล้วนึกได้เองว่าไม่ได้จด ทะเบียนกัน นริศโผเข้ากอดไม่ยอมเลิก เพราะรักเธอมาก ตนลาออกมาทำงานให้พ่อเธอแล้ว เราจะเริ่มต้นกันใหม่

ดวงสวาทนิ่วหน้าถามไม่โกรธหรือ นริศตอบไม่... เพราะรักเธอ ให้อภัยเธอได้เสมอและว่าศรัณย์แต่งงานไปแล้วจะไปไยดีเขาทำไม นิจกับมหินท์ช่วยยุให้เชื่อนริศ จะหาผู้ชายใจกว้างแบบนี้ได้ที่ไหน นริศกุมมือดวงสวาทบอกตนเข้าใจว่ารักเก่าลืมยากแต่ตนจะรอ เธอเริ่มสับสน

ถึงเวลาเช็ดตัวให้ศรัณย์ เสนอยกอ่างน้ำเข้ามา รินบ่นว่าศรัณย์ยังไม่ยอมพูดกับตน เสนอปลอบเป็นเพราะเขาเป็นห่วงกลัวจะปกป้องเธอไม่ได้ ศรัณย์แกล้งสั่งให้รินเป็นคนเช็ดตัวให้ เสนอถามหงุดหงิดอะไร ตนทำให้ ล้วงควักเหมาะมือกว่า รับรองสะอาดหมดจดแล้วจะติดใจ

“พูดมาก จะไปไหนก็ไปเลยไป หล่อนนั่นล่ะถ้าอยากอยู่ก็ต้องมาทำ ถ้าไม่ทำก็กลับไปเลยไป อยากเป็นเมียอยากปรนนิบัติผัว ก็ต้องเช็ดตัวให้ผัวสิ” ศรัณย์เริ่มถอดเสื้อติดๆขัดๆ

เสนอถอยออกไปจากห้อง รินจำต้องเข้าช่วยศรัณย์ถอดเสื้อ แล้วเช็ดตัวให้ด้วยความเขินหน้าแดง ศรัณย์เอ็ดจะเขินทำไมอยากอยู่เอง รินเริ่มไม่พอใจบ้าง ถามเขาจะกลัวอะไรในเมื่อมีตำรวจ เฝ้าอยู่หน้าบ้าน อีกอย่างเสือขาวก็เข้าใจว่าดวงสวาทเป็นคุณนายปลัด ตนแค่แม่ครัวไม่ต้องมาห่วง ศรัณย์โกรธดึงเธอมานั่งตัก โวย

“หล่อนจะเอายังไงกับฉัน เวลาฉันไปตามให้มาก็ไม่มา พอคราวนี้ฉันบอกว่าไม่ต้องอยู่ ก็ดันจะอยู่เสียนี่”

“แล้วคุณล่ะ เวลาฉันอยู่ก็แกล้งฉันสารพัด พอฉันจะกลับคุณก็ไปตาม กี่ครั้งแล้ว”

ศรัณย์ชะงักเพราะรินพูดถูก บ่นเราสองคนคงมีกรรมต่อกัน รินเตือนให้เขาหันมาห่วงชาวบ้าน รีบหายไวๆ เพราะเสือขาวคงมีความแค้นเป็นยาชูกำลัง คงเร่งวันเร่งคืนให้หายกลับมาแก้แค้น อย่ามัวแต่โกรธหงุดหงิดอยู่เลย ศรัณย์สับสนไม่รู้ว่าโกรธหรือเปล่า เขาจ้องหน้ารินโน้มหน้าจะจูบ เสนอเดินกลับมาแล้วต้องสะดุ้ง สองคนผละออกจากกัน เสนอตบหัวตัวเองที่ดันมาผิดเวลา รินจึงถามว่ามีอะไร เสนอบอกว่าพณิชกับบารนีมาหารินดีใจแต่ศรัณย์สีหน้ามีกังวล

รินเข็นรถศรัณย์เข้ามาในห้องรับแขก พณิชชวนคุยตามมารยาท ก่อนจะเริ่มเกริ่นว่า อยากให้ศรัณย์มีรายได้มากขึ้นจึงมาชวนเปิดบริษัท ศรัณย์แย้งว่าเงินเดือนข้าราชการอย่างตนไม่พอลงทุน พณิชรีบบอกว่าไม่ต้องลงทุนอะไร แค่ลงชื่อขายข้าว ได้กำไรเท่าไหร่ค่อยว่ากัน บารนีชื่นชมคิดว่าสามีใจดีช่วยเหลือญาติตน แต่ศรัณย์กลับเอ่ยขึ้นว่า

“เอาชื่อผมไป ลำพังชื่อเฉยๆคงไม่มีประโยชน์คุณคงหมายถึงตำแหน่งของผมมากกว่า”

พณิชอึกอักบอกแค่เป็นกรรมการแล้วยื่นเอกสารให้เซ็นถือว่าเป็นบริษัทครอบครัว ศรัณย์ปฏิเสธ พณิชให้คิดถึงอนาคตจะได้มีเงินเลี้ยงลูก บารนีเห็นด้วย ศรัณย์สรุป “ใจรักจะเป็นข้าราชการสมัครเข้ามาเอง ก็ต้องรู้สิครับว่าสมัครเข้ามาเป็นลูกจ้างของแผ่นดิน โกงบริษัทก็บาปพอแล้วนี่โกงแผ่นดิน โกงเงินประชาชนทั้งชาติ ชีวิตจะเจริญได้ยังไงกันครับ”

พณิชคอแข็งขึ้นด้วยความโกรธ บารนีงงถามเกี่ยวกับการโกงอย่างไร พณิชลุกพรวดเสียงเข้ม “ผมให้โอกาสคุณแล้ว ในเมื่อคุณเลือกเอง ทีหลังอย่ามาง้อผมก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็เดินออกไป

บารนียังไม่เข้าใจวิ่งตามสามีออกไป ถามเขาโกรธอะไร พณิชโวยว่าศรัณย์ไม่เห็นแก่หน้าตนบ้างโง่จริงๆ บารนีถามธุรกิจเขาโกงประเทศชาติหรือ เขาตวาดว่าไม่เป็นความจริง

รินเองก็งงๆถามศรัณย์มันเรื่องอะไรกัน ศรัณย์บอกว่าตอนนี้รัฐบาลประกาศห้ามส่งข้าวออกนอก คนในชาติกำลังอดอยาก ตลาดข้าวต่างประเทศราคาดีกว่าหลายเท่าตัว ญาติของพณิชอยู่ปีนัง อยู่สิงคโปร์ และอำเภอที่เราอยู่นี่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน รินตกใจมากเมื่อรู้ว่าพณิชต้องการเอาตำแหน่งศรัณย์มาบังหน้าส่งข้าวออกนอก เขาย้ำว่าแค่มีลายเซ็นของตนไปถึงด่านก็ขนออกไปได้ง่ายดาย รินเริ่มเป็นห่วงอนาคตของบารนี เธอต้องไม่รู้แน่ว่าสามีทำอะไร

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #9 on: 10 July 2026, 21:42:48 »


ตอนที่ 9

บารนีเริ่มสงสัย แอบมาค้นเอกสารของพณิช ก็ได้รู้ว่าเขากำลังจะส่งข้าวออกนอก จึงมาต่อว่าเขาฉ้อราษฎร์บังหลวง เขาเป็นคนไทยหรือเปล่า ชายหนุ่มโวยกลับจะโมโหอะไรขนาดนี้ บารนีบอกว่าพ่อตนเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ สอนพวกตนเสมอเรื่องความซื่อสัตย์

พณิชย้อนว่าตนไม่ได้คิดฆ่าใคร บารนีบอกการโกงชาติหนึ่งบาทจากการสร้างถนน สร้างโรงพยาบาล ไฟฟ้าน้ำประปาก็เท่ากับฆ่าประชาชนชัดๆ พณิชถามแล้วการเป็นข้าราชการตัวอย่างอย่างพ่อเธอ สุดท้ายมีอะไรบ้าง เงินต่างหากที่สามารถซื้อความสุขสบายได้ บารนีสวนว่าใช่ แต่ไม่ยั่งยืน ชีวิตต้องหลบๆซ่อนๆจะมีความสุขได้อย่างไร พณิชหน้าเสียเธอรู้อะไรมา

“คุณมีเรื่องปกปิดเอาไว้มากมาย ขนาดฉันคนที่คุณรัก คุณยังไม่เคยบอกความจริงว่าคุณหาเงินมาด้วยวิธีไหน แล้วสิ่งที่คุณปกปิดไว้ล่ะ ยังมีอะไรอีก...” บารนีน้อยใจเข้าทุบตี

พณิชโมโหผลักเธอกระเด็น ตวาดว่าจู่ๆเป็นคนคิดมากขึ้นมาได้อย่างไร โวยว่าไม่อยากอยู่บ้านนี้แล้ว บารนีหน้าเสียเขาจะไปไหน เขาว่าจะไปตั้งสติ ถ้าคนเป็นเมียไม่สนับสนุนผัว เมียอย่างเธอก็ไม่ต้องมี หญิงสาวกรี๊ดลั่นฟูมฟายว่าเขาอย่าไป ตนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา...

วันต่อมาเมื่อศรัณย์เห็นว่ารินยังอยู่ที่นี่ก็ต้องเรียนรู้วิชาป้องกันตัว จึงให้เสนอสอนยิงปืน เสนอตั้งท่าบอกเธอว่าวางขาให้มั่น วางร่างกายให้เหมาะ ท่ายิงถูกต้องก็จะยิงแม่น รินทำตาม เขาชมว่าใช้ได้ ศรัณย์เห็นด้วย แต่การจับปืนของเธอยังดูกลัวๆ จึงดุว่า มัวแต่ตาขาวกลัวปืนแบบนั้นก็ตายพอดี รินโวยทำไมต้องดุด้วยเขาสาธยาย

“ให้ปืนกับคนขี้ขลาดแบบนี้ มีหวังโดนโจรมันแย่งปืนไปเป็นประโยชน์กับมันเสียอีก ฮึ่ย...” รินให้ใจเย็นอ้างเพิ่งเรียนวันแรก “ไม่เอาปืนละ วางปืนๆมาเรียนป้องกันตัวก่อน ริน...กำหมัดขึ้นมา นายเสนอยืนเฉยๆนะ เป็นผู้หญิงใช้กำลังไม่ได้ เพราะยังไงทำอะไรร่างกายผู้ชายที่แข็งแกร่งกว่าไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องใช้ความเร็วโจมตีที่จุดอ่อน อย่างเช่นท้อง...” รินทำตามต่อยเข้าที่ท้องเสนอเต็มแรง เสนอตัวงอร้องโอย เธอรีบยกมือไหว้ขอโทษ ศรัณย์โวย “จะขอโทษทำไมแถมยกมือไหว้อีก ไม่ใส่บาตรสวดมนต์แผ่เมตตาให้ไปเลยล่ะ ใจเธอต้องเหี้ยมกว่านี้”

เสนอบอกว่าจริง ต้องเกลียดต้องโกรธ สงสารไม่ได้ เอาใหม่ ศรัณย์บอกให้เตะหน้าแข้ง รินเตะเปรี้ยง เสนอทำหน้าเจ็บแต่ก็ยังบอกว่าต้องเกลียดต้องโกรธ รินจึงทำตามที่ศรัณย์สั่ง พอเขาบอกว่าขมับ เธอก็ใช้สองมือตบขมับ เสนอร่วงผล็อย ลุกขึ้นมามีเซแต่บอกให้เธอเกลียด โกรธอีก ศรัณย์บอกดั้งจมูก รินชกเปรี้ยงเข้าที่ดั้งจมูก เสนอหงายไปพอหันกลับมามีเลือดกำเดาไหลแต่ยังบิ้วให้เธอทำต่อไป ศรัณย์บอกหว่างขา รินตั้งท่าจะเตะเสนอร้องลั่นแล้วทรุดลงไปก่อน ทำท่านอนกลิ้ง รินหน้าเหวอยังไม่ทำอะไรเลย

“ไม่ต้องครับไม่ต้อง แค่ความเกลียดความโกรธที่พุ่งมา ผมก็ถึงใจถึงอารมณ์แล้วครับ”

รินขำเข้ามาประจบศรัณย์ให้อารมณ์ดีขึ้น บอกให้เขาชมบ้าง เขาเห็นใบหน้าสวยๆของเธอมาอยู่ใกล้ก็ใจอ่อน แกล้งพูดว่าดั้งจมูก หญิงสาวกุมจมูกตัวเองทันที เขาตีลงมาเบาๆแล้วชมว่าปฏิกิริยาไวใช้ได้ ทั้งสองหัวเราะให้กัน เสนอแอบมองพึมพำ

“ยาอะไรก็ไม่สู้...ยาใจ กำลังอะไรก็ไม่สู้...กำลังใจ เพื่อนอะไรก็ไม่สู้...เพื่อนใจ ฮู้ยขนลุก”

ooooooo

วันต่อมาบารนีร่ำไห้ไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะพณิชไม่กลับบ้าน หญิงสาวคนเดิมโทร.มาอีก พอบารนีบอกว่าพณิชไม่อยู่และเขาห้ามเธอโทร.มาอีกจำไม่ได้หรือ พลันได้ยินเสียงเด็กๆดังว่า...พ่อกลับมาแล้วๆ หญิงสาวก็บอกแค่นี้แล้ววางสายไป ทำให้บารนียิ่งคิดหนัก

บารนีมาปรับทุกข์กับรินน้ำตานองหน้าเล่าว่าพณิชไม่เคยโกรธแบบนี้มาก่อน เขายอมรับว่าโกง “เรารับไม่ได้ตัวก็รู้ พ่อสอนพวกเราว่าอะไร แต่พอเขาโวยวายออกจากบ้าน เราเหมือนจะตาย ตัวรู้ไหมเรานอนไม่ได้เลย ได้ยินเสียงกุกกักก็คอยสะดุ้งตื่นตลอด เพราะคิดว่าเขาจะเปิดบ้านเข้ามา แต่แล้วก็ไม่มี”

รินถามคบกันมาตั้งนานไม่เฉลียวใจอะไรเลยหรือ บารนีบอกมีบ้าง เขามักจะระมัดระวังไม่ให้ใครเห็นเอกสาร เวลาทำงานพนักงานจะมาหาที่บ้านบ้าง โทร.มาบ้างแล้วมีผู้หญิงคนหนึ่ง บารนีชะงักไม่เล่าต่อเพราะคิดว่าไม่มีอะไร ยอมรับว่าความรักมันบังตา คิดว่าเขาเป็นคนดีแต่ตนก็อยู่โดยขาดเขาไม่ได้ รินกอดปลอบอย่างเห็นใจ...ศรัณย์แอบฟังรู้สึกสงสารไปด้วย

เมื่อบารนีกลับไปแล้ว รินเอายามาให้ศรัณย์และเปรยว่า ทำไมพณิชกลายเป็นคนใจดำไปได้ บารนีต้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองกับคนงานสองสามคนไม่มีโทร.หา สามีแบบนี้จะมีทำไม ศรัณย์ขยับขาบริหาร รินนั่งลงช่วยขยับให้ เขาซาบซึ้งขอบใจที่เธอไม่รังเกียจ และบอกว่า

“นิสัยหล่อน ข้างนอกดูอ่อนแอ แต่ข้างในหัวแข็งน่าดู แล้วหล่อนจะยุให้เขาเลิกกันรึไง”

รินรับว่าใช่ จะชวนบารนีกลับพระนคร ไม่ถูกหรือ ศรัณย์ย้อนถามถ้าเราสองคนไปกันไม่รอด เธอคงคิดหนี เลิกราง่ายๆเหมือนกันใช่ไหม เธอตอบอย่างมั่นใจ มีสามีไม่ดีจะอยู่ทำไมอย่างเราถ้าไม่รักกันจริงตนก็ยินดีปล่อยเขากลับไปหาดวงสวาท ชายหนุ่มพยักหน้า

“อืม...เด็ดขาดไม่ไว้หน้ากันเลยทีเดียว หล่อนไปว่า ดวงสวาทว่าไม่แคร์คนครหานินทา หล่อนก็ไม่แคร์เหมือนกัน ฉันอยากรู้ว่าครอบครัวหล่อนจะทนได้ไหม บารนีแต่งงานไปเดือนกว่าๆก็หย่าแล้วหนีกลับพระนคร”

“คุณพ่อคุณแม่ของเรา สอนให้เราเป็นคนมีเหตุผลค่ะ ท่านจะต้องเห็นด้วยกับดิฉันเชื่อไหมคะ” ศรัณย์ย้อนถามแล้วบารนีจะทนได้หรือที่ถูกตราหน้าไปตลอดชีวิต รินถอนใจมองที่คอศรัณย์แล้วนึกได้ “จริงด้วย...ฉันว่าจะถาม สร้อยคอที่ฉันให้ไปอยู่ไหนเสียล่ะคะ”

ศรัณย์หน้าเสียสารภาพว่าทำหาย รินถามเขาไม่ได้ใส่ตอนสู้กับเสือขาวใช่ไหม เขารับว่าใช่ โทษว่าเธอไม่ให้พร ตนเลยบาดเจ็บกลับมา แล้วถามว่ามันสำคัญมากไหม รินไม่อยากเล่าอดีตจึงบอกว่าไม่เป็นไร ชีวิตตนอยู่กับปัจจุบันอยู่กับบ้านบำรุงประชากิจจนวันตาย ศรัณย์ถามไม่ใช่บ้านศิวะเวทย์หรือ รินย้อนว่าไม่ได้จดทะเบียนสมรส ตนยังใช้สกุลเดิม เขาอึ้งเถียงไม่ออก

ooooooo

ชรัตน์ตัดสินใจสืบหาภรรยาและลูกของพ่อ เขาเดินทางมาที่ลานเขาพยุง พบกำนันท้องถิ่นให้พาไปที่บริษัทรพิพันธ์ค้าไม้สาขาลานพยุงที่ปิดตายมานาน ภายในไม่เหลือเครื่องใช้มีค่า แต่ยังมีเอกสารกองพะเนินฝุ่นเขรอะ เขาค้นหาหลักฐานที่จะสืบหาต่อไป มีสายตาคู่หนึ่งแอบดู

จนเช้าวันใหม่ กำนันมาพบว่าเขายังรื้อค้นอยู่ ชรัตน์คิดว่าคงต้องไปสอบถามชาวบ้าน กำนันย้อนถามจะเริ่มต้นอย่างไร ทันใดมีเสียงเหมือนคนทำของหล่น ชรัตน์วิ่งมาดูไม่เห็นอะไร

ชรัตน์เที่ยวเดินสอบถามชาวบ้านสูงอายุที่พอจะรู้จักพ่อของตน แต่ละคนหลงๆลืมๆ จำไม่ค่อยได้...

ชรัตน์อ่อนใจเขียนจดหมายระบายกับศรัณย์

“ศรัณย์เพื่อนรัก ฉันเขียนจดหมายมาหาแก ขณะกำลังกระทำการใหญ่บางอย่าง เพื่อแสดงกตัญญูกตเวทีต่อพ่อผู้ให้กำเนิด...ความหวงแหนทรัพย์สมบัติ ไม่อยากแบ่งปันกับพี่น้องคนไหน ฉันก็มีอยู่ แต่เมื่อนึกถึงน้ำตาของพ่อวันนั้น ฉันยินดีมาเชียงใหม่และตั้งใจทำภารกิจให้ลุล่วง ชนิดถ้าไม่เจอน้องของฉัน ฉันไม่กลับ...”

รินยกน้ำล้างหน้ามาวางให้ศรัณย์ พร้อมเสื้อผ้าที่จะ เปลี่ยน ถามเขาทำไมยังไม่นอน ศรัณย์บอกว่าอ่านเรื่อง

น่าสนใจของชรัตน์ น่าตื่นเต้นเหมือนในนิยายไว้รอเขามาเล่าให้ฟังเอง รินจึงขอตัวไปนอนก่อน ศรัณย์เตือนให้ล็อกประตูหน้าต่างแน่นหนา เธอรับคำยิ้มบอกให้เขาหลับให้สบาย...พอเข้ามาในห้อง เธอก็สำรวจหน้าต่างทุกบาน ทันใดได้ยินเสียงโครมครามในห้องศรัณย์ จึงรีบเปิดประตที่เชื่อม ห้องเข้ามา เห็นเขาแอ้งแม้งอยู่กับพื้น จึงเข้าประคอง

ศรัณย์บอกว่าจะหัดเดิน รินเอ็ดว่าหมอยังไม่ให้ลุก ทำไมดื้อแบบนี้ถ้าแผลปริจะทำอย่างไร แล้วประคองเขาให้ขึ้นเตียงนอน ศรัณย์เซ็งบ่นว่าเธอวุ่นวายแล้วไล่ให้กลับห้อง ไม่ทันไรรินกลับมาพร้อมหมอนมาวางลงหน้าเตียงล้มตัวลงนอน สั่งห้ามเขาดื้ออีก ศรัณย์โวยว่าพื้นเย็นให้เธอขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกัน เห็นเธอนิ่งจึงเอื้อมตัวจะไปดึงแล้วร้องโอ๊ยเจ็บแผล

รินเอ็ดไม่อยากหายหรือ เขาบอกให้เธอขึ้นมานอน ขาตนเป็นแบบนี้ไม่มีทางทำอะไรเธอได้ แล้วว่านอนด้วยกันก็ดีจะได้ไม่ต้องห่วง ใครบุกมาเจอปืนใต้หมอนนี้แน่...รินรู้สึกเขาไม่ค่อยทำเจ้าชู้ จึงยอมขึ้นมานอนด้วย เขาเปรย

“ฉันนอนใกล้หล่อนมากี่คืนแล้ว มันจะต่างกันตรงไหน ตอนนี้ยิ่งเหม็นขี้หน้าหล่อน ฮึ”

รินหลับตาลง กลางดึกพลิกตัวมาเจอหน้าศรัณย์ก็สะดุ้ง เขาจ้องมองอยู่ถามกลัวอะไรตนไม่ใช่ผี เธอว่าตาเขาโต เขายิ้ม “อ๋อ...สายตาพิฆาตนารี”

รินเขินอาย ศรัณย์รู้ตัวว่าได้เปิดใจกับรินแล้วนึกถึงคำสัญญาที่จะรอให้เธอพร้อมเต็มใจเปิดประตูระหว่างห้องด้วยมือเธอเอง

ooooooo

วันต่อมา พณิชกลับมาบ้านด้วยสีหน้าเครียด บารนีดีใจมาก เขาบอกเธอว่าบริษัทคู่ค้าเร่งเอาข้าว ถ้าตนส่งให้เขาไม่ได้จะโดนปรับสองเท่า ตนต้องหมดตัว เธอต้องช่วยพูดกับรินให้เอาลายเซ็นศรัณย์มาให้ได้ บารนีแย้งว่าศรัณย์ไม่ทำเพราะเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง

พณิชโกรธมากประกาศตนจะไม่กลับมาอยู่กับเธอเพราะอยู่เมืองไทยต่อไปไม่ได้ คู่ค้าต้องมาทวงเงิน บารนีให้พาตนไปด้วย เขาเสียงเข้ม “เพราะคุณเป็นเมียถึงต้องทำเพื่อผม คุณยึดอุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมือง แล้วอุดมการณ์ของเมียล่ะ คุณทนเห็นผัวหมดตัว หนีหนี้สินหัวซุกหัวซุนได้หรือ คุณไม่รักไม่สงสารผมบ้างหรือ”

บารนีเห็นพณิชเดินจากไปก็ร้องไห้โฮให้เขากลับมา...บ่ายวันนั้น บารนีมาร้องไห้กับรินอีก ศรัณย์เลื่อน รถเข็นมาแอบฟัง บารนีเล่าให้รินฟังว่าพณิชผอมทรุดโทรม ลง คงกลุ้มใจเรื่องข้าว รินติงทิ้งบ้านหนีหนี้ ยังพอเข้าใจ แต่ทิ้งเมียทั้งที่เป็นหน้าที่ตนไม่เข้าใจ บารนีขอให้รินช่วยพูดกับศรัณย์ ขอความเห็นใจสักครั้ง แล้วต่อไป ตนจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยอีก รินรู้ว่าศรัณย์ไม่ยอมแน่

บารนีแทบเขย่าตัวรินขอร้อง “เขารักตัวถ้าตัวพูด หรือตัวขอร้องเขาจะเกรงใจ เราเป็นพี่น้องเป็นครอบครัวนะ ไม่รักเราแล้วหรือ ไม่ช่วยเราจริงหรือริน”

“ทุกๆคนในบ้านบำรุงประชากิจเป็นแก้วตาดวงใจของริน รินจะไม่รักได้ยังไงกันคะ”

บารนีคะยั้นคะยอให้รินช่วยถึงจะเรียกว่าครอบครัว ศรัณย์ได้ยินแล้วเครียดหนัก...วันต่อมา เสนอฝึกให้รินชกมวยแต่ตัวเองก็พลาดล้มบ่อยๆ รินเหนื่อยใจขอพักดื่มน้ำ เสนออาสาไปเอาให้ ศรัณย์มองหน้ารินว่าจะพูดอะไรกับตนบ้าง แต่เธอนิ่งจึงลองใจถามว่าบารนีมีปัญหาอะไรรินเลี่ยงตอบว่าปัญหาครอบครัวทั่วไป ศรัณย์ชี้ให้ดูข่าวหนังสือพิมพ์

“โชคดีคราวที่แล้วผมไม่ได้ช่วยเขา ตอนนี้ทางการปราบปรามพวกลักลอบส่งข้าวเถื่อนอย่างหนัก ถ้าวันนั้นส่งข้าวออกไป ด่านตรวจอาจจะไม่ยอม ผมคงเข้าปิ้งหมดอนาคตทางราชการ เผลอๆติดคุกไปกับคุณพณิชซะแล้วก็ไม่รู้”

รินอ่านข่าวหน้าเสีย ศรัณย์ถามว่าบารนีขอให้พูดกับตนใช่ไหม เธออึกอัก เขาถามเธอจะขอร้องตนไหม ระหว่างตนกับบารนีเธอคงรักบารนีมากกว่า ดวงตะวันของเธอคือครอบครัวไม่ใช่ตน ตนจะติดคุกอย่างไรเธอก็คงไม่สนใจ รินสวนว่ายังไม่ได้ขอเลย อีกอย่างถ้าตนอยากให้เขาลำบาก คงไปตั้งนานแล้วไม่อยู่ดูแลแบบนี้ ศรัณย์ต้องการความชัดเจน

“หน้าที่ของคนดีกับหน้าที่ของเมีย บารนีต้องเลือก เหมือนหล่อน หล่อนก็ต้องเลือก ระหว่างฉันกับครอบครัวของหล่อน” รินถามหมายความว่าอย่างไร “ฉันดูออก หล่อนและครอบครัวมีเรื่องปิดบังฉัน หล่อนรักครอบครัวของหล่อนมากและเห็นฉันเป็นคนนอก หล่อนจึงไม่บอกความลับนั้นกับฉัน...ฉันเข้าใจหล่อนนะ เพราะฉันเองก็มีปัญหามากมาย เมื่อไหร่ที่เราสองคนเห็นกันและกันเป็นครอบครัว เป็นสามีภรรยา มีหัวใจดวงเดียวกันได้จริงๆ ฉันจะพาหล่อนไปจดทะเบียนสมรส”

รินมองหน้าศรัณย์อึ้งๆพูดไม่ออก เขาให้เธอเอาเอกสารมาถ้าต้องการให้เซ็น รินถามเขาจะเซ็นให้จริงหรือ เขาพยักหน้าบอกเธอทำเพื่อตนมามาก เรื่องดวงสวาทรังแกเธอตนก็เกรงใจคิดหาทางตอบแทนอยู่ ถ้าเธอสัญญาว่าให้ทำครั้งนี้ครั้งเดียว ตนก็จะทำให้...รินคิดหนัก

คืนนั้น ศรัณย์ตอบจดหมายชรัตน์ เล่าว่ากำลังลองใจเมีย ถ้ารินเลือกครอบครัวขอให้ช่วยตนก็จะเซ็นให้และปล่อยเธอไป ขอเลือกอยู่คนเดียวอย่างที่เคยคุยกัน อย่าสร้างครอบครัวกันเลย ชรัตน์อ่านจดหมายศรัณย์แล้วเข้าใจได้ว่าเพื่อนรักรินและไม่อาจปล่อยเธอไปได้แน่...

ชรัตน์เจอรูปหมู่ของคนทำงานปางไม้ที่ลานเขาพยุงตอนนั้น จึงเอามาให้ชาวบ้านดูว่ารู้จักใครบ้าง ชาวบ้านคนหนึ่งชี้ว่า มีสิงกับอินแต่ตายแล้วทั้งคู่ ชรัตน์เริ่มห่อเหี่ยวใจเดินกลับออกมา

รื่น...หญิงสูงวัยคนหนึ่งที่เฝ้าแอบมองชรัตน์มาตลอด เธอยังคงตามดูเขา แล้วเห็นเขาหายไปก็ยืนเคว้ง จู่ๆชรัตน์ก็โผล่มาจับแขนถามเธอเป็นใครสะกดรอยตามตนทำไม เธอตกใจจะหนี

“คุณน้าตามผมตั้งแต่วันก่อนที่สำนักงานแล้ว ผมเห็นรอยเท้า ถ้าไม่บอกผมดีๆผมจะจับส่งโปลิสนะ”

รื่นหน้าตื่นบอกแค่อยากรู้ว่าเขามาตามหาใครที่ปางไม้ ตนเคยเป็นคนส่งปิ่นโตที่สำนักงาน แต่ปัดว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยแล้วรีบเดินหนีไป...ชรัตน์เริ่มมีความหวัง

ในคืนนั้นรินครุ่นคิดนอนไม่หลับจนแทบเช้าพลิกตัวไปมาทำให้ศรัณย์บ่น เพิ่งรู้ว่านอนสองคนไม่ดีเลย เวลาคนหนึ่งขยับตัว อีกคนก็ต้องตื่นไปด้วย รินรีบขอโทษ เขาสบตาถามมีเรื่องอะไร เธอหลบสายตาตอบว่าแค่เป็นห่วงบารนี และรับปากจะไม่ขยับตัวให้เขารำคาญอีก

“ภาษาไทยนี่ดีมากนะ...ไว้วางใจ คือเอาหัวใจไปวางไว้ในมือเขา มั่นใจว่าเขาจะไม่ทำลาย เพราะเราไว้ใจเขาไง”

รินเห็นด้วย “เข้าใจ...คือเอาใจของเราไปใส่ไว้ในใจของเขา ตนรู้จัก รู้ใจเขาว่าเขาเป็นคนอย่างไร เมื่อเข้าใจเขา เราก็จะไว้ใจ เชื่อใจเขาได้”

ศรัณย์เลื่อนหมอนที่รินเอามาคั่นกลางลง ขยับเข้าใกล้กล่าวขอบใจที่เข้าใจตน...รินเคลิ้มสบตาเขาสักพัก เขาได้ใจยื่นหน้าเข้ามาจะจูบ รินใช้สันมือสับบนดั้งจมูก คางและลูกกระเดือก ศรัณย์สะดุ้งร้องโอดโอยว่าเป็นชุดเลย ขยับกลับมานอนตามเดิม รินบอกเขาเป็นคนสอนเองให้เล่นงานจุดอ่อนของร่างกาย เขาพึมพำว่าเธอใจร้าย รินตัดพ้อ

“เห็นว่าป่วยหรอกนะถึงยอมอยู่ตรงนี้ เดินได้เมื่อไหร่ฉันจะกลับห้องแล้ว...เชอะ...”

“ฮึ่ย ใจแข็ง! ใจแข็งเกินไปแล้ว” ศรัณย์โวย รินเอาหมอนมากั้นกลางตามเดิม...

รุ่งเช้า ชรัตน์แอบมาดูรื่นที่กำลังหุงข้าว เขาถ่ายรูปเธอหลายรูป รื่นหันมาเห็น ชรัตน์ทำทีเข้ามาคุยด้วยชมว่าตอนสาวๆเธอคงสวยมาก รื่นนิ่งไปสักพักก่อนจะโพล่งขึ้น

“เอาล่ะๆ ฉันเป็นเมียพ่อคุณ เป็นเมียคุณหลวง นี่ใช่ไหมที่อยากได้ยิน”

ชรัตน์ดีใจรีบถามเรื่องลูก รื่นบอกว่าตนมีลูกสาวกับพ่อเขาหนึ่งคน เขาถามตอนนี้อยู่ไหน รื่นย้อนถามจะเจอไปทำไมแล้วถามถึงคุณหลวง ชรัตน์บอกพ่อไม่สบายมาก พูดไม่ได้แต่อยากเจอเธอกับลูกมาก รื่นอึกอักว่าลูกไม่ได้อยู่กับตนเพราะตนลำบากมากจึงฝากคนอื่นเลี้ยง จะให้ไปตามก็ต้องใช้เวลาใช้เงิน ชรัตน์จึงให้เงินจำนวนหนึ่ง รื่นวางท่าว่าถ้าไม่ลำบากก็ไม่ขอรับเงิน และขอเวลาหนึ่งอาทิตย์จะพาลูกมาพบ ชรัตน์พยักหน้าด้วยความตื่นเต้น

ooooooo

วันต่อมาบารนีมาหาริน รินคืนเอกสารให้บอกไม่อาจให้ศรัณย์ทำผิดได้ บารนีน้ำตาคลอเพราะพณิชคงโกรธมาก ตนอาจจะกลับบ้านไม่ได้อีก รินจึงบอกถ้าเป็นอย่างนั้นตนจะพาเธอ กลับพระนครเอง บารนีตกใจไม่ยอมเลิกรากับพณิชเด็ดขาด รินให้เหตุผลว่า

“ฉ้อราษฎร์บังหลวงคิดว่าไม่เป็นไรหรือคะ สมมติว่าคุณโดนโจรปล้น แล้วกำลังตำรวจมีไม่พอ ที่มีไม่พอก็เพราะเงินภาษีมีน้อย แบบนี้ยังบอกอีกหรือว่าโกงประเทศน่ะไม่เกี่ยวกับเรา ประเทศที่ผุกร่อนทุกวันนี้ ก็เริ่มมาจากโกงกินทั้งนั้นแหละค่ะ”

บารนีฟูมฟายว่าไม่ได้ลายเซ็นศรัณย์ พณิชต้องเลิกกับตนแน่ ตนไม่ยอมเลิก รินคิดว่าที่พณิชแต่งงานด้วยเพราะผลประโยชน์ ไม่ได้แต่งเพราะความรักและคิดจะดูแล สามอาทิตย์แล้วที่เขาทิ้งไป อย่าไปรักเขาอีกเลย บารนีร้องไห้โฮ ศรัณย์แอบฟังครุ่นคิดว่ารินจะตัดสินใจอย่างไร

ด้านดวงสวาท เริ่มเห็นการทำงานของนริศ เขาพามิสเตอร์จิมมาพบมหินท์ บอกว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ทำห้างในลอนดอนมาก่อน เขาเอาแบบร่างมาให้ดู มหินท์กับนิจชื่นชม นริศเห็นสีหน้าดวงสวาทยังไม่มีความสุข จึงถามไม่ชอบฟังเรื่องเงินๆทองๆหรือ เธอว่าน่าเบื่อ เขาจึงชวนไปเต้นรำเปิดหูเปิดตา เธอดีใจที่เขาสละเวลาให้บ้าง

“ผมวางแผนชีวิตเอาไว้ จะหาเงินให้ได้สักก้อน จะซื้อวังกลับคืนมาให้คุณ...คุณโกรธที่ผมขายวังประจำตระกูล โกรธที่ผมมีแต่ตัวไม่ใช่หรือครับ ผมสาบานกับตัวเอง ผมจะต้องทำให้คุณมีความสุขเหมือนที่คุณเคยฝันเอาไว้ให้ได้”

ดวงสวาทซาบซึ้ง นริศถามว่าเธอคิดถึงแฟนเก่าหรือ หญิงสาวฉุกคิดตอนนี้ตนไม่ได้คิดถึงศรัณย์ แต่กลับคิดถึงรินมากกว่า เจ็บแค้นทำไมตนต้องแพ้ผู้หญิงธรรมดาอย่างนั้น

วันต่อมา ศรัณย์ตื่นขึ้นมาเห็นซองเอกสารวางอยู่โต๊ะข้างเตียง ก็หน้าตึงเข้าใจว่ารินเอามาวางไว้ พอรินเข้ามาจะประคองเขาลงไปเดินในสวน เขาสะบัดแขนออกบอกไม่ต้องมาจับ เธองงเป็นอะไร ศรัณย์บอกถ้าอยากให้ตนติดคุกมาก ตนจะทำตามสัญญา จะเซ็นให้เดี๋ยวนี้ แต่พอเขาดึงเอกสารออกมาจากซองก็ต้องตกใจ...เสนอยกกาแฟเข้ามาให้พร้อมบอกว่า ใบลาป่วยตนเอามาให้เซ็นแล้วจะเอาไปส่งให้ตามระเบียบราชการ ศรัณย์เหวอที่ไม่ใช่เอกสารของพณิช

“เอกสารอันนั้น ฉันคงไม่รบกวนคุณหรอกค่ะ ฉันทำไม่ได้จริงๆ”

ศรัณย์ไม่อยากเชื่อทั้งที่บารนีลำบากขนาดนั้น ปกติเธอเลือกครอบครัวก่อนเสมอ รินบอก “คุณเหมือนคุณพ่อ ที่บ้านของเราไม่มีของฟุ่มเฟือย โทรศัพท์ก็ไม่มี ทรัพย์สมบัติของคนซื่อสัตย์ไม่ใช่เงิน แต่เป็นชีวิตที่สงบสุข ปลอดภัย ฉันเข้าใจค่ะ คนอย่างคุณซื้อด้วยเงินไม่ได้ ถ้าฉันให้คุณเซ็นคงฝืนใจคุณมาก”

“เข้าใจ...เอาใจเข้ามาในใจ จึงเข้าใจ” ศรัณย์ยิ้มขอบคุณ สบตารินด้วยสายตาเปี่ยมรัก

รินเข็นรถศรัณย์เข้ามาในสวน มีเจ้าหน้าหวานเดินเล่นอยู่ รินนั่งลงมองเพลินๆ ศรัณย์ชมนกชมไม้แล้วมองใบหน้ารินที่อยู่ข้างรถเข็น อดใจไม่ไหวเอียงตัวเข้าไปหอมแก้มเธอฟอด รินสะดุ้งมองโกรธๆ เขาอ้างว่าชะโงกดูต้นทานตะวันกลัวเจ้าหน้าหวานไปคุ้ยเล่น แต่แก้มเธอมาขวาง...รินยกมือจะตี เขาจับมือเธอสอดนิ้วประสาน เธอมองด้วยความแปลกใจที่ครั้งนี้เขาจับมือถูกต้อง จึงนับนิ้ว

“หนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเก้าสิบ วันนี้นับได้สิบไม่ใช่ห้าเหมือนเมื่อก่อน”

ศรัณย์เพิ่งเข้าใจ รู้สึกปลื้มปริ่มจนเก็บไว้ไม่อยู่ เขียนจดหมายไปเล่าให้ชรัตน์ฟังว่า โลกนี้ไม่ได้เลวร้ายเกินไปสำหรับคนอาภัพอย่างตน โอกาสสำหรับรักครั้งใหม่มาถึงแล้วจริงๆ

ไม่วายดวงสวาทยังเจ็บแค้นอยากทำอะไรสักอย่างให้รินเจ็บปวด จึงโทรเลขไปหา นิจคิดว่าลูกสาวยังติดต่อศรัณย์ก็จะต่อว่า แต่เธอสวนว่าไม่ได้โทรเลขหาศรัณย์แต่เป็นเมียแต่งของเขา

ooooooo

ชรัตน์ส่งรูปรื่นไปให้ช้องนางเพื่อเอาให้พ่อดูว่าใช่ภรรยาท่านไหม พอเวลาผ่านไปเกือบอาทิตย์ ชรัตน์กลับมาที่เพิงที่พักของรื่นแต่ดูมันรกร้างก็แปลกใจ กลับมาโรงแรม ช้องนางโทร.เข้ามาพอดีว่า พระพิจารณ์ร้องไห้กว่าจะฟังว่าท่านพูดให้เข้าใจว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ภรรยา

ชรัตน์ตกใจเมื่อรู้ว่าถูกหลอกเอาเงินไปเสียแล้ว แต่ก็แปลกใจที่ทำไมรื่นถึงรู้ว่าพ่อมีลูก ท่าทางเธอมั่นใจจนเขาหลงเชื่อ ช้องนางเตือนให้ใจเย็น อย่าเปิดทางให้โดนหลอกอีก ชรัตน์รับคำจะไม่กลับจนกว่าจะเจอน้อง

เช้าวันใหม่ ชรัตน์นั่งดื่มกาแฟอยู่ในโรงแรม มองออกมาเห็นรื่นเดินเมาอยู่ริมถนน ก็รีบวิ่งออกมาจับตัวเธอไว้ รื่นตกใจสร่างเมารีบคืนเงินที่เหลือแก่เขา สารภาพว่ารู้เรื่องลูกเมียพ่อของเขาจริงๆ ศรัณย์โวยยังจะมาหลอกอีกจะเอาตัวส่งตำรวจ รื่นลนลานจะเอาหลักฐานให้ดูเธอเทของในกระเป๋าหารูปใบหนึ่ง เป็นรูปพระพิจารณ์จับมือกับเรียงถ่ายรูปคู่กัน รื่นจะพาไปหาเรียง

“จะพาไปหรือ เขาอยู่เชียงใหม่นี่หรือ”

รื่นพยักหน้าพาชรัตน์มาที่วัดแห่งหนึ่ง เล่าว่า “นังเรียงเป็นเพื่อนสนิทฉัน เราสองคนเป็นชาวป่าชาวดง เราลงมาในเมืองทำงานรับจ้างทั่วไป สุดท้ายก็มาช่วยงานร้านอาหารอยู่ใกล้ๆกับสำนักงานปางไม้ของพ่อคุณนั่นแหละ นังเรียงเขาหน้าตาสวยในที่สุดเขาก็ตกเป็นเมียพ่อคุณ”

รื่นเล่าอดีตของเพื่อน ว่าคุณพระสวมสร้อยพระประดับพลอยให้เรียงก่อนที่ทั้งสองจะถ่ายภาพคู่กัน แล้วชี้ไปที่กำแพงวัดซึ่งมีรูปเรียงแปะอยู่ ชรัตน์หน้าเสียเมื่อรู้ว่าเธอเสียชีวิตไปแล้ว

“พอสัมปทานหมด พ่อคุณก็กลับพระนคร นังเรียงมันถึงรู้ตัวว่ามันท้อง...พ่อคุณแอบส่งเงินมาให้เรียงทุกเดือน แต่พอเด็กคลอดได้ไม่นานพ่อคุณก็หยุดส่งแล้วก็หายไปจากชีวิตนังเรียง”

ชรัตน์บอกว่าพ่อประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ เจ็บออดแอดจนเป็นอัมพาตไม่สามารถพูดและเดินได้ คุณปู่คุณย่าเข้ามาดูแลกิจการแทน รื่นเล่าต่อว่าชีวิตเรียงลำบากมาก อดอยากจึงหอบลูกไปตามหาคุณพระที่พระนคร แล้ววันหนึ่งก็ส่งจดหมายมาบอกว่าไม่สบายอยู่โรงพยาบาล ตนมีเงินน้อยนิดแต่ก็ลงไปหา เรียงพยายามจะบอกว่าทิ้งลูกไว้ที่บ้านเศรษฐีไหนแต่ก็สิ้นใจเสียก่อน...

ชรัตน์นำภาพเรียงกลับมาให้พ่อดู สายตาท่านสื่อสารว่าใช่ แต่พอเขาบอกว่าเธอเสียไปหลายปีแล้ว น้ำตาท่านไหลพรากพยายามถามเรื่องลูก ชรัตน์รีบบอกว่า “แม่เรียงมีลูกสาวครับ แต่แม่เรียงยกให้คนที่พระนครไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร แกตายเสียก่อนที่จะบอกใคร”

ช้องนางเศร้าใจแต่ชรัตน์ยืนกรานจะยากแค่ไหนก็จะตามหาน้องให้เจอ พระพิจารณ์ดีใจ

และแล้วรินก็ได้รับโทรเลขจากดวงสวาทว่ามีเสื้อและข้าวของศรัณย์อยู่ในห้องนอนเธอ รินอึ้ง เสนอถามมีอะไร เธอจึงส่งโทรเลขให้อ่านเอง เสนอไม่เชื่อให้ไปถามศรัณย์ รินย้อนถามถ้าเขาโกหกไม่ยอมรับล่ะ

เสนอตัดสินใจต้องพิสูจน์ไปดูให้เห็นกับตา...ว่าแล้วก็มาที่บ้านเช่าของดวงสวาท จิ้มลิ้มนอนหลับคาวิทยุอยู่ ทั้งสองจึงเดินผ่านขึ้นไปบนห้องนอนดวงสวาท เสนอเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นเสื้อศรัณย์สองสามชุดจริงก็ตกใจรีบปิดตู้ รินบอกว่าตนเห็นแล้ว เสนอหน้าเจื่อนอ้างจิ้มลิ้มต้องหยิบผิดมาแน่ ทั้งสองเถียงกันพอหอมปากหอมคอ สรุปไม่ได้ว่ามันมาได้อย่างไร

ทันใดรินมองไปเห็นสร้อยพระของตนแขวนอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก็รีบหยิบออกมาบอกเสนอว่านี่เป็นของตน เสนอหน้าซีดตีหัวตัวเองไม่น่าพาเธอมาเลย แล้วขอโทษแทนเจ้านาย...ทั้งสองเดินกลับมา ศรัณย์ใช้ไม้เท้ายันหัดเดินอยู่ที่สนาม ถามทั้งสองไปไหนมาตนเรียกหาตั้งนาน

รินชูสร้อยพระให้ดูบอกว่าตนเจอแล้ว เขาดีใจถามเจอที่ไหน รินหันไปคว้าเสื้อจากมือเสนอ “ที่ห้องคุณดวงสวาทและเสื้อผ้านี่ด้วย คุณคงลืมไว้ตอนไปค้างที่นั่น”

ศรัณย์สวนว่าไม่เคยไปค้าง รินไม่เชื่อเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เขาจ้องหน้าเธอ

“ไม่รู้ ไม่มีทางรู้...ต้องเข้าใจ เอาใจของหล่อนเข้ามาในใจฉันว่าฉันเป็นคนยังไง เมื่อเข้าใจก็จะไว้วางใจ เอาหัวใจของหล่อนวางไว้ในมือฉันและเชื่อใจฉันว่า ฉันจะไม่ทำลายมัน”

รินร้าวรานใจ ยืนประจันหน้าศรัณย์อยู่อย่างนั้น

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #10 on: 10 July 2026, 21:43:39 »


ตอนที่ 10

ตกเย็น เสนอจัดสำรับให้ศรัณย์และบอกว่ารินซ่อมเสื้อผ้าอยู่ให้เขาทานไปก่อน ศรัณย์น้อยใจบ่นกับเสนอ ถ้ารินกลับพระนครคราวนี้ตนจะไม่ตามกลับมาอีก ชีวิตอย่างตนคงเหมาะที่จะอยู่คนเดียว ด้านรินนั่งเหม่อครุ่นคิดเรื่องราวที่ผ่านมา

กลางคืน รินยังคงนอนร่วมเตียงกับศรัณย์เพื่อไม่ให้เขาเป็นห่วงเรื่องเสือขาวจะบุกมา แต่เธอวางหมอนขั้นกลางเพิ่มขึ้น ศรัณย์พยายามคุยถามคืนนี้อากาศเย็น ผ้าห่มพอไหมแต่รินนิ่ง

“ไม่ตอบ เดาว่าคงพอ แต่ของฉันไม่พอ ฉันรู้สึกหนาว หล่อนหยิบผ้าให้อีกสักผืนสิ” รินนอนนิ่ง “เกลียดคนรู้ทัน ใช่ ผ้าห่มกี่ผืนก็ไม่พอหรอก แต่งงานกับหล่อนมาเจ็ดเดือนแล้ว ยังไม่เคยได้รับความเมตตาปรานีจากหล่อน ก็ต้องนอนหนาวอย่างนี้แหละ ได้ยินไหม หนาวๆๆๆ”

รินไม่สนใจแสดงว่ามุกนี้ของศรัณย์ใช้ไม่ได้... รุ่งเช้า รินนั่งครุ่นคิดทบทวนอยู่ในสวน ศรัณย์มองออกมาจากในบ้าน สั่งเสนอถ้ารินเก็บกระเป๋าให้มาบอกตนด้วย จะได้ทำใจ เสนอถอนใจทำไมดวงสวาทต้องทำลายความสุขด้วย รินครุ่นคิดถึงวันที่กลับมาและแก้วบอกว่า ศรัณย์ไปนอนค้างที่อำเภอตลอดเวลาที่ตนไม่อยู่ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ต้องการให้ตนไว้ใจ

เมื่อคิดได้ รินตัดสินใจเดินเข้ามาในบ้าน เห็นศรัณย์กำลังหัดเดิน ก็เข้ามาคุยด้วยเหมือนไม่มีอะไร “คุณเดินได้เกือบจะปกติแล้ว หายเร็วกว่าที่หมอคาด เก่งมากค่ะ”

ศรัณย์ฉงนถามไม่พูดกับตนมาหนึ่งวันหนึ่งคืน นี่จะมาลากลับพระนครหรือ รินมองหน้าเขาสักพักก่อนจะบอกว่ามีอะไรให้ดู รินประคองศรัณย์เดินมาดูต้นทานตะวันที่กำลังบานสะพรั่ง แล้วกล่าวลอยๆ “คุณดวงสวาทจู่ๆก็ส่งโทรเลขมา ถ้าเป็นเรื่องจริงเธอคงบอกฉันตั้งแต่เกิดเรื่องแล้ว นี่คงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ก็เลยคิดจะปั่นหัวฉันเล่น”

ศรัณย์ย้อนถามรู้แบบนี้แล้วจะยอมให้แกล้งหรือจะทำอย่างไรต่อไป รินสวนไม่ใช่รอแต่ต้องสร้าง รินทวนคำพูดของเจ้าคุณบำรุงที่เคยสอน “ความรักเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง คนที่รอความรัก จะต้องรอไปตลอดชีวิต คนที่คาดหวังในความรัก จะผิดหวังเสมอ แต่คนที่สร้างความรักด้วยตัวเอง ไม่รอไม่ยอมแพ้ เขาจะมีความรักอยู่รอบตัว”

รินจับมือศรัณย์ด้วยการประสานนิ้ว เขายิ้มปลื้มปริ่มที่แสดงว่าเธอตอบรับความรัก “เป็นครั้งแรกที่หล่อนจับมือฉันด้วยความเต็มใจ” ศรัณย์นับนิ้วหนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเก้าสิบแล้วขอบคุณที่เข้าใจกัน เชื่อใจกัน เขากุมมือรินมาแนบหน้า สายตาขอบคุณอย่างไม่คาดฝัน

คืนนั้นสองคนนอนร่วมเตียงยังคงมีหมอนกั้นกลาง ศรัณย์นอนตาค้างด้วยอารมณ์ชายที่เพิ่งถูกรับรักจึงชวนรินคุย ถามก่อนแต่งงานเธอฝันว่าสามีเป็นใคร รินตอบว่า เอลวิสหรือเจมส์ดีน เขาหัวเราะร่าถามอีกว่าเธอเห็นตนเป็นคนไหน รินเหน็บเขาเล็งปืนใส่ ตนควรเห็นเขาเป็นคนไหน ศรัณย์ขำถามถึงความรู้สึกตอนนี้ รินเลี่ยงว่าง่วงอยากนอน

“อะไร หล่อนหลับลงได้ยังไง วันนี้หล่อนจับมือฉัน หล่อนหลงใหลฉัน หล่อนไม่ตื่นเต้นบ้างรึ” รินหาว่าเขาช่างหลงตัวเอง ศรัณย์สอดมือมาจับมือเธอประสานกันไว้ “เราจะจับมือเป็นหนึ่งเดียวอย่างนี้ตลอดไป” รินรับคำ เขาถามอีก “ริน...ในเวลาที่เราจับมือกันอยู่ฉันถามคำถามหนึ่ง หล่อนมีอะไรปิดบังฉันไหม” ศรัณย์หวังให้รินสารภาพเรื่องที่ไม่ใช่ลูกเจ้าคุณบำรุง
แต่รินคิดว่าตนเป็นลูกสาวคนหนึ่งของครอบครัวบำรุงประชากิจจริง จึงบอกเขาว่าไม่มีอะไรปิดบัง ศรัณย์ไม่ติดใจบอกเธอว่าคืนนี้ตนคงนอนฝันดี

ooooooo

เมื่อมีความหวังปาฏิหาริย์ก็เกิด พระพิจารณ์มีสีหน้าดีขึ้นให้ความร่วมมือทำกายภาพไม่ขัดขืน ช้องนางดีใจปลุกชรัตน์ให้ลุกมาดู พยาบาลยังบอกอีกว่าท่านทานข้าวได้มากขึ้นด้วย

ชรัตน์เอารูปพ่อกับเรียงให้ช่างทองดูสร้อยพระ เพื่อจะถามว่าเป็นของแท้หรือเปล่า ช่างทองสูงวัยเอากล้องส่อง “โฮ้ยคุณ ใครเขาดูทองจากรูป เอามาชั่งน้ำหนักสิครับ เอ๊ะ!ทองแท้ครับ สร้อยเส้นนี้ผมทำกับมือ”

ชรัตน์ตื่นเต้น ช่างเล่าว่าตนเป็นช่างทองของครอบครัวเขาเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว คุณท่านได้บุษราคัมมาจากพม่า ให้ตนทำแหวนที่เขาใส่วงหนึ่ง กำไลทองอันหนึ่ง แล้วก็สร้อยพระเส้นนี้ ชรัตน์มองแหวนที่นิ้วตัวเอง จำได้ว่ากำไลพ่อให้แม่ แสดงว่าสร้อยพระให้กับเรียง และบอกอีกว่าสร้อยเส้นนี้หายไปจากตระกูล ฝากถามเพื่อนฝูงร้านทอง ถ้ามีใครครอบครองหรือรับจำนำมา ช่วยบอกตนด้วย ตนอยากได้ข้อมูลบางอย่าง...ช่างรับคำ

พอความรักก่อตัว ทุกอย่างก็ดูเป็นสีชมพู ศรัณย์นั่งมองรินอมยิ้มตลอดเวลาที่เธอทานข้าว รินติงเอาแต่มองหน้าไม่ทานข้าวแล้วจะอิ่มได้อย่างไร เขาเพ้อว่าข้าวเป็นสีชมพู น้ำก็เป็นสีชมพู เสนอร้องฮิ้ว...ศรัณย์หันมาถามว่าหอนอะไร เสนอแกล้งถามหน้าตนเป็นสีอะไร เขาบอกสีข้างแล้ววาดขาออกไป เสนอหลบแว้บหัวเราะหยอกเย้า

“วันนี้ออกไปที่อำเภอกันนะ” ศรัณย์ชวนริน

เธอถามเขาจะไปทำงานแล้วหรือ เขาขอไปจัดการเซ็นเอกสารบางอย่าง รินเห็นว่าไม่ได้ข่าวเสือขาวมาเกือบเดือน อาจจะตายหรือยังรักษาตัวอยู่ ศรัณย์หยิกแก้มรินบอกจะรีบไปรีบกลับ

ศรัณย์มาอำเภอในชุดไปรเวท ใช้ไม้เท้าพยุงเดิน เจ้าหน้าที่ออกมาห้อมล้อมยินดีที่เขากลับมา และยังหล่อเหมือนเดิม โชติออกมาต้อนรับ พอดีนายอำเภอเดินเข้ามาจึงทักทาย

“บุญรักษาแท้ๆพ่อคุณ เอ...นายเสนอบอกคุณจะมาเซ็นเอกสารกับผม เรามีเอกสารอะไรด้วยหรือ”

โชติแทรกว่าใบลาก็เซ็นแล้ว ศรัณย์โพล่งขึ้นว่าจะมาจดทะเบียนสมรส รินตกใจ ทุกคนเฮแสดงความยินดีกันใหญ่...รินเขินนั่งมองเอกสารตรงหน้า ศรัณย์กระซิบถามไม่อยากแต่งงานกับตนหรือ เธอท้วงทำไมจู่ๆถึงอยากเซ็น

“ความหมายของกันและกัน อย่างที่หล่อนต้องการไง...ฉันเจอความหมายนั้นแล้ว เข้าใจ ไว้ใจและเชื่อใจ หล่อนล่ะเจอรึยัง ถ้าเจอแล้วก็เซ็น ถ้าไม่เจอก็ไม่ต้องเซ็น”

รินนึกถึงวันที่ศรัณย์มาตามตนกลับบ้าน ตนให้เขาตอบว่าตนมีความหมายอะไรสำหรับเขา...รินยิ้มปลื้มก้มหน้าเซ็นชื่ออย่างเต็มใจ ทุกคนปรบมือเฮ ศรัณย์เซ็นตาม นายอำเภอมอบใบทะเบียนสมรสให้คนละใบและอวยพร “ทะเบียนสมรสช่วยให้ชีวิตคู่คงอยู่ไม่ได้ แต่ช่วยเตือนสติให้ระลึกถึงวันนี้ วันที่คนสองคนมีหัวใจเดียวกัน ความเข้าใจ ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ให้เกียรติกัน ขอให้รักษามันเอาไว้ คุณทั้งสองจะมีใจเดียวกันตลอดไป”

ทั้งสองยกมือไหว้ขอบคุณนายอำเภอ

ศรัณย์กับรินกลับมาถึงบ้าน สายและเสริมรออยู่ก่อนเพราะศรัณย์ให้กลับมาทำงานตามเดิม รินดีใจมาก ศรัณย์กล่าวว่าต่อไปนี้ บ้านนี้เป็นบ้าน...เป็นบ้านแล้วจริงๆ

ooooooo

ค่ำนั้น รินนั่งหวีผมหน้ากระจก นึกถึงคำพูดของโชติที่ว่า พระเจ้าสร้างชายหญิงให้มีลักษณะแตกต่างกัน เมื่อหลอมรวมกันจะกลายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ หน้าที่ภรรยาคือยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์...

รินตาโพลงลุกขึ้นหยิบหมอนจะกลับไปนอนห้องตัวเอง แต่พอดึงประตูมันล็อก

ศรัณย์ถามจะไปไหน เธออ้ำอึ้ง เขาบอกประตูนั้นล็อกไว้เพื่อความปลอดภัย รินหน้าเสีย ศรัณย์ทำทีบ่นว่าวันนี้เดินเยอะขาคงบวม รินวางหมอนลงแล้วเข้าไปดูขาเขาอย่างห่วงใยถามว่าเจ็บตรงไหน แต่ดูแล้วไม่เห็นบวมจึงบอกให้เขานอน กำชับพรุ่งนี้อย่าเดินมาก

รินยังเอาหมอนกั้นกลางแล้วล้มตัวนอน ศรัณย์แอบยิ้มกริ่ม เอ่ยปากถามก่อนแต่งงานเธอคิดถึงเอลวิสกับเจมส์ดีน พอหลังแต่งงานเธอคิดอะไร รินตอบว่าคิดถึงดวงสวาทคู่รักเก่าของเขา

“อื้อ...พูดขึ้นมาทำไม ฉันน่ะคิดเรื่อง...ลูก”

รินว่าเขาฟุ้งซ่านแล้วหันหลังให้ ศรัณย์ทำเป็นนับว่าจะมีลูกกี่คนแต่ที่จริงดึงหมอนออกทีละใบ รินรู้สึกตัวหันมาแล้วโวย เขาขยับเข้ากอดอย่างอ่อนโยน เธอเกร็งตัวทำอะไรไม่ถูก เขากระซิบต่อไปนี้ไม่มีหมอน ไม่มีมีด ไม่มีดั้งจมูกแล้วนะ รินอ้างลุกไปจะปิดหน้าต่างเกรงเสือขาวมา ศรัณย์ลุกตามมายืนประชิด รินหันเจอแปลกใจที่เขาไม่ต้องใช้ไม้เท้าแล้ว เขาสวมกอดเธอ

“ถ้าหล่อนยอมใช้ห้องนอนนี้ ฉันจะวิ่ง จะกระโดดให้ดู ราวกับเสกเลยล่ะ” ศรัณย์จูบแก้มรินทั้งซ้ายและขวา ดันตัวให้ถอยไปนั่งบนเตียง รินโวยที่หลอกมาตลอดว่ายังเดินไม่ได้ เขาสวน “เดินได้ ทำได้ทุกอย่างมาตั้งนานแล้ว ไม้เท้านั่นเขาเรียกโรคสำออยอ้อนเมีย”

รินตีแขนที่ปล่อยให้เป็นห่วง ศรัณย์อ้อนให้สงสาร คืนนี้ถ้าปฏิเสธตนจะตายให้ดู รินถามเขาแข็งแรงแล้วจริงหรือ เขากระซิบข้างหูว่า ได้ใช้ชีวิตคู่กับเธออย่างนี้ ไม่ยอมตายง่ายๆ ว่าแล้วก็พรมจูบไปทั่วใบหน้าริน แล้วหยุดนิ่งที่ริมฝีปาก หญิงสาวไม่ขัดขืนปล่อยตามใจปรารถนา

รุ่งเช้า รินยืนมองพระอาทิตย์ขึ้น ศรัณย์เข้ามาสวมกอด บอกไม่อยากให้พระอาทิตย์ขึ้น อยากนอนกับเธอแบบนี้ไปนานๆ หญิงสาวถามไม่หิวหรือ เขากระซิบว่า หิวเธอมากกว่า แล้วหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ รินเขินอายชี้ให้ดูพระอาทิตย์

“ต่อไปนี้ดวงตาโตๆของฉันจะมองที่หล่อนคนเดียว และตาโตๆของหล่อนก็ต้องมองที่ฉันคนเดียว แก้มป่องๆนี่ก็ของฉัน...” ศรัณย์ชี้ทุกจุดบนใบหน้ารินบอกเป็นของตนหมด

รินยิ้มอายๆ ศรัณย์ย้ำให้ตอบตกลงไม่อย่างนั้นจะจูบปากเธอจนไม่ได้พูดอีกเลย รินรีบบอกว่าตกลงๆ ชายหนุ่มเอาจมูกชนจมูกหญิงสาว ยิ้มให้กันท่ามกลางแสงสีนวลของดวงอาทิตย์

วันต่อมาแก้วกลับมาเห็นลูกชายเดินเข้ามากราบก็ดีใจ บอกว่าได้ข่าวทั้งสองจดทะเบียนกันแล้ว ตนจึงกลับมาอยากเห็นด้วยตาว่าทั้งสองมีความสุขแค่ไหน ศรัณย์เป็นห่วงไม่อยากให้กลับจนกว่าเรื่องเสือขาวจะจบ แต่เมื่อแม่มาแล้วจึงบอกว่า “ผมกำลังจะกลับไปทำงานพรุ่งนี้ครับ นายอำเภอจะจัดงานสมโภชศาลประจำอำเภอ เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจของชาวบ้าน”

แก้วเห็นว่าดีเลยตนจะได้ไปช่วยงาน แล้วกล่าวกับลูกทั้งสองว่า ต่อไปนี้ชีวิตคู่เป็นของจริง “ความหวานชื่น ก็เหมือนทุกอย่างในโลก ย่อมเปลี่ยนแปลง เมื่อมีวันเพิ่มขึ้นก็ต้องมีลดลง ไม่เหมือนกันในแต่ละวันแต่ละปีของชีวิตคู่ บทพิสูจน์ความรักในนิยายจบลงเมื่อรักกัน แต่ในชีวิตจริงคือ...การเริ่มต้น” ศรัณย์ว่าพวกตนจะไม่เปลี่ยน “คนทุกคนเปลี่ยนทุกวัน แค่ออกไปข้างนอก อ่านหนังสือ ดูละครหรือรู้จักคนใหม่ๆสักคน กลับเข้ามาคู่ของเราก็เปลี่ยนเป็นคนละคนแล้ว”

คำเตือนของแก้วทำให้ศรัณย์กับรินเริ่มกังวล แต่ก็พร้อมจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

ooooooo

เมื่อเจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแขทราบเรื่องของบารนี ก็ให้อรุณพาเดินทางมาปักษ์ใต้ ระหว่างนั่งรอรถมารับที่สถานี บุรณีหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจะซับหน้า เกิดลมพัดวูบ ผ้าปลิวไปแปะหน้าคน คนหนึ่ง เธอรีบวิ่งไปเก็บ ปรากฏว่าเป็นชรัตน์ เขาดีใจมากที่พบเธอ คิดว่าเป็นบุพเพสันนิวาส

บุรณีถอนใจถามเขามาทำอะไรที่ใต้ เขาบอกว่ามาหาศรัณย์ ถ้ารู้ว่ามาขบวนเดียวกันคงเดินมาคุยด้วยนานแล้ว บุรณีถามตามมารยาทว่ามีรถมารับไหม อรุณกำลังไปหารถ ถ้าไม่มีไปด้วยกันได้ ชรัตน์ปลื้มปริ่มดีใจ หญิงสาวดักคอว่าเป็นมารยาทไม่ใช่บุพเพสันนิวาส

ชรัตน์มาถึงบ้านศรัณย์ บอกเพื่อนว่าเจ้าคุณกับครอบครัวมารับบารนีกลับ ศรัณย์บอกรินเขากลัวบารนีจะเป็นบ้าไปเสียก่อนจึงตามพ่อแม่ลงมา

บารนีตกใจไม่คิดว่าพ่อแม่จะมา เพ็ญแขโผกอดลูก พอบารนีรู้ว่าทุกคนจะให้กลับพระนครก็โวยวายที่จะให้ตนทิ้งสามี ไหนพร่ำสอนให้เป็นภรรยาที่ดีที่ซื่อสัตย์ คำสอนเหล่านั้นไม่สำคัญแล้วหรือ ทุกคนมองหน้ากันพูดไม่ออก...รินทำข้าวต้มตั้งโต๊ะ บุรณีบอกบารนีว่าแม่ทำผักดองของชอบมาให้ด้วย บารนีอ่อนลงขอบคุณ เพ็ญแขจึงเอ่ยว่า ก่อนพณิชจะเซ็นสัญญาขายข้าว ก็ต้องรู้ว่ามันเสี่ยงแต่ยังทำ พอถึงเวลาจะมาบีบให้คนอื่นทำผิดด้วยแบบนี้เขาเรียกว่าเห็นแก่ตัว

“คุณแม่...คุณพณิชเขาสัญญาว่าจะให้คุณศรัณย์ทำแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คนเราตัดสินใจผิดพลาดได้ไม่ใช่หรือคะ” บารนีแก้ตัวแทน

“เท่าที่พ่อฟัง นายพณิชไม่ใช่คนซื่อสัตย์นักนะลูก คนดีๆไม่มีใครเขาทำตัวลึกลับขนาดนี้หรอก คงเคยชินกับการทำอาชีพเสี่ยงๆผิดกฎหมายแล้วก็คงรวยมาด้วยวิธีนี้”

บารนีย้อนว่าจะให้ตนหนีกลับก็เท่ากับทิ้งให้เขาต่อสู้กับปัญหาตามลำพัง คนจะครหาว่าพอยามมีหนี้สินเราก็ทิ้งเขา เพ็ญแขถามแล้วจะอยู่ตัวคนเดียวต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ได้อย่างไร บารนีเชื่อว่าพณิชจะต้องกลับมา เจ้าคุณจึงขอให้กลับไปรอที่พระนคร เมื่อเขากลับมาก็ไปตามที่นั่น และตนจะได้คุยกับเขาด้วย ถ้าเขาไม่เลิกคดโกงก็จะให้เลิกรากันเสีย

“คุณพ่อ!ตอนคุณศรัณย์เจ็บ คุณพ่อให้รินมาอยู่ข้างๆ ตอนนี้คุณพณิชกำลังลำบาก ทำไมคุณพ่อให้บารนีทิ้งคุณพณิชล่ะคะ”

เจ้าคุณสอน “สามีภรรยาเป็นเข็มทิศให้แก่กันและกัน สามีชักนำชีวิตภรรยา ภรรยาเป็นศูนย์รวมจิตใจของสามีและลูกๆ ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ สามีภรรยาจะต้องชักนำกันและกันไปในทางที่ถูกต้อง”

เพ็ญแขอธิบายว่าถ้าลูกมีสามีเป็นคนโกง ชีวิตจะมีแต่ความเดือดร้อนตามมา พ่อกับแม่คงยอมไม่ได้ ส่วนรินทำถูกแล้ว อรุณโพล่งขึ้นถ้าเลิกกันจะอับอายญาติมิตร บำรุงแย้ง คนไทยมีญาติมีพรรคพวกเพื่อนฝูง แต่ถ้าไม่มีชาติบ้านเมือง ไม่มีสังคมส่วนรวม ประเทศจะน่าสงสาร เพ็ญแขย้ำเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้าเดินทางผิดแล้วไม่เตือน ครอบครัวจะสงบสุขได้อย่างไร บารนีร้องไห้โฮส่ายหน้าไปมาไม่ยอมกลับพระนคร รินรู้สึกว่าบารนีโกรธตนและศรัณย์มาก

ooooooo

เช้าวันใหม่ รินเตรียมเสื้อผ้าให้ศรัณย์ วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเริ่มไปทำงาน ท่าทางเขาตื่นเต้นเล็กน้อย รินคุยเรื่องบารนีว่าดูยังโกรธๆตน ศรัณย์ปลอบให้ค่อยเป็นค่อยไปและให้ชวนเจ้าคุณบำรุงกับครอบครัวไปเที่ยวงานสมโภชด้วย

รินรับคำแล้วบอกเขาว่าให้เสนอเอากระเป๋าไปใส่รถให้แล้ว ศรัณย์นึกได้ว่าลืมแผนที่ไว้ที่ห้องโถง รินบอกว่าเก็บใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยแล้ว เขากอดหอมที่เธอช่างรู้ใจ เธอบอกเห็นเขาหมกมุ่นกับแผนที่หาค่ายเสือขาวจนแทบนอนกอด เขาอ้อนว่าตอนนี้กอดแต่เมีย เธอปัด

“หยุดเลยค่ะ กระเป๋าเงินค่ะ ใส่เงินไว้ให้แล้ว กระเป๋าอะไรไม่มีเงินเลย ทีหลังเงินหมดต้องบอกนะคะ ถ้าเกิดมีเรื่องใช้ด่วนเปิดมาไม่มีให้เขาจะทำไงคะ”

ศรัณย์ยิ้มๆบอกก็ให้มาเอาที่เมีย เพราะเมียเป็นกระเป๋าเงิน เป็นปิ่นโต เป็นที่นอน เป็นที่รัก รินตัดบทเอาสร้อยพระสวมให้เขาพร้อมกำชับห้ามลืมอีก เขาพนมมือไหว้พระ บอกมีพระองค์นี้ มีพรของเธอ ต่อไปตนจะปลอดภัย รินพยักหน้ายิ้มให้

รินยืนโบกมือส่งศรัณย์นั่งรถออกไป อรุณยืนมองเศร้าๆ พอเธอหันมาเจอก็แปลกใจ เขาบอกมาสักพักคุยกับเสนอ ถึงรู้ว่าเธอจดทะเบียนกับศรัณย์แล้ว รินเห็นใจบอกตนเป็นน้องสาวเขามาตลอดเหมือนบารนีและบุรณี ความสุขของตนจะเป็นความสุขของเขาด้วย อรุณจำต้องรับคำ ในขณะเดียวกัน นริศพาดวงสวาทมาเที่ยวสถานลีลาศ เห็นเธอหัวเราะมีความสุขขึ้นก็ดีใจ เขาสัญญาจะทำงานหาเงินมาซื้อวังคืนให้ได้ ภายในสถานลีลาศมีพนักงานบริษัทของชรัตน์แฝงตัวเที่ยวอยู่ด้วย สองสาวสมรกับโฉมนั่งเม้าท์พวกไฮโซ แล้วก็เม้าท์เรื่องนริศเป็นคุณชายถังแตกขายวัง สมรบอกว่าดวงสวาทเป็นเพื่อนสมัยเรียน น่าสงสารที่มาแต่งกับคุณชายสิ้นเนื้อประดาตัว

พอดีนริศเดินไปห้องน้ำ สมรจึงเข้ามาทักทายดวงสวาท แล้วถามว่าทำไมยอมให้นริศขายวัง ดวงสวาทหน้าเสียแต่ยังวางท่าเริ่ดเชิด อวดว่าตอนนี้กำลังร่วมทุนสร้างห้างสรรพสินค้าหลายล้าน วุ่นวายจนไม่ค่อยได้ พักผ่อนแล้วตัดบทหันมาถามเรื่องของสมรบ้าง สมรบ่นว่าไปเที่ยวต่างประเทศเลยพลาดงานแต่งก๊กเจ้าคุณบำรุง แล้วเริ่มนินทาตามนิสัยว่ามีข่าวหลุดออกมาว่าจู่ๆครอบครัวนี้ก็ประกาศว่ามีลูกสาวสามคนทั้งที่แต่ก่อนมีแค่สองคน แต่ใครๆก็รู้ว่าเป็นเด็กในบ้านที่เก็บมาเลี้ยง แล้วบราลีก็เปลี่ยนชื่อเป็นบารนีเฉยเลย ดวงสวาทตาวาวกับข่าวนี้มาก

พอนริศกลับมาที่โต๊ะ เธอก็บอกว่าอยากกลับบ้านเดี๋ยวนี้...คืนนั้นเธอขอให้นริศไปนอนห้องรับแขกโดยอ้างว่าไม่สบาย แต่พอเช้ามืดเธอก็แอบหนีไปปักษ์ใต้ โดยไม่บอกใครในบ้าน

มาถึงบ้านที่ปักษ์ใต้ เห็นจิ้มลิ้มเอาเสื้อผ้าตนมาใส่ก็ชี้หน้าเอ็ด จิ้มลิ้มยกมือไหว้ขอโทษบอกกำลังจะไปเที่ยวงานสมโภชศาลประจำอำเภอ เห็นคุณแก้วกับคุณนายปลัดแต่งตัวสวยจึงแต่งบ้าง ดวงสวาทคิดแผนร้ายในทันที

ooooooo

บริเวณลานจัดงานสมโภชศาลประจำอำเภอมีเวทีลิเกป่า มีการออกร้านทั้งอาหารและขนม ผู้ว่ากับคุณหญิงพิมคุยกับเจ้าคุณบำรุง เพ็ญแขและแก้ว ว่า ชาวบ้านไม่ได้สนุกอย่างนี้มานาน แก้วยกมือไหว้ท่วมหัวขอให้เสือขาวตายไปแล้วตามคำร่ำลือ นายอำเภอบอกได้วางกำลังไว้รอบ

คุณหญิงพิมชี้ให้ดูศรัณย์กับรินที่ดูหนุงหนิงกันน่าเอ็นดู ทั้งสองโอบกอดกระซิบกันชี้ชวนให้ดูรอบงาน

กลุ่มชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ศรัณย์ระเบิดรถเสือขาว กรูกันมาชื่นชม ส่วนใหญ่เป็นหญิงสูงวัย ศรัณย์จึงแนะนำว่ารินเป็นภรรยา ป้าคนหนึ่งโพล่งขึ้น

“โอ้ย...รู้ค่ะ เขาลือกันว่าปลัดพิฆาตนารีมีเมียสอง”

ศรัณย์สะดุ้งยิ้มแหยๆด้วยความเกรงใจริน “หาเรื่องให้ผมแล้วไหมล่ะครับป้า เมียเดียวเท่านั้นแหละครับ คนนี้คนเดียว”

“แหม สูงใหญ่แข็งแรงกำลังวังชาขนาดนี้ กี่คนก็ช่างแกเถอะค่ะ ถือว่าทำทานนะคะคุณนาย ขอกอดทีนะ คุณปลัด” ป้าเข้ากอด ศรัณย์ดึงรินมากอดขวางเป็นเกราะกำบัง

“โอว ไม่ได้ครับไม่ได้...หล่อนก็หัวเราะอยู่ได้ สามีทั้งคนจะแบ่งคนอื่นหรือไง”

สาวสูงวัยทั้งกลุ่มแย่งกันจะกอดศรัณย์อย่างสนุกสนาน เขาร้องว่าตนกอดเมียได้คนเดียว รินเอาแต่หัวเราะ ในใจมีความสุข

บุรณีกับอรุณพาบารนีเดินดูของกินมากมาย แต่เธอยังหน้าเศร้าเดินเหมือนคนไม่มีหัวใจ สุดท้ายก็ขอไปนั่งพัก อรุณจึงตามไปดูแล ชรัตน์ได้ทีเข้ามาชวนบุรณีคุย

“รักเป็นพิษ น่าเห็นใจนะครับ เหมือนที่เช็คสเปียร์กล่าวว่า จะหักอื่นขืนหักก็จักได้ หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ”

บุรณีแย้งว่านี่เป็นกลอนของสุนทรภู่ ชรัตน์เหวอ แล้วกล่าวกลอนอีกบท “ความเอยความรัก เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน แรกเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ หรือเริ่มในสมองตรองจงดี”

บุรณีบอกอันนี้แหละเช็คสเปียร์ พระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 แปลจากเวนิสวาณิช ชรัตน์ยิ้มแหยๆ อ้างว่าสับสนแล้วถามเธอเริ่มตรงไหน หญิงสาวงง เขาทำหน้ากรุ้มกริ่ม “ความรักไง เมื่อจะเกิดเป็นไฉนใครรู้บ้าง อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่”

“เรียนไม่เก่ง ความรู้ไม่ค่อยมีเพราะมัวแต่เจ้าชู้นี่เอง เฮ้อ...เสียดายเวลา” บุรณีส่ายหน้าเดินหนีไปดื้อๆ ชรัตน์ทึ่งกับสาวคนนี้ยิ่งขึ้นทุกวัน ที่เธอสามารถโต้ตอบไม่มีเขินอาย

ชายหนุ่มเดินตามมานั่งดูลิเกป่าข้างบุรณี แต่ก็แสดงความเปิ่นออกมาจนได้ หญิงสาวอธิบายเป็นฉากๆ ทำให้ชรัตน์ต้องยอมรับว่าเพราะการเป็นนักอ่านของเธอจริงๆที่ทำให้รู้ทุกอย่างในโลก ฉลาดแบบนี้ใครจะกล้าจีบ บุรณีสวนว่าก็คนฉลาดด้วยกัน เขาตาโตช่างทันคน เธอย้ำรู้แบบนี้ก็อย่าเสียเวลามาจีบ ไปหาลูกหลานท่านผู้ว่าจะดีกว่า ชรัตน์โวย

“เห็นผมเป็นอะไร เอาน่าถึงผมจะเรียนน้อยไปนิด เพราะรักสนุกไปหน่อย แต่ผมก็มีความดีอย่างอื่นนะ เช่น...เอ...อะไรบ้างนะ...สักวันเถอะ คุณจะเห็นความดีด้านอื่นของผม”

บุรณีขำบอกให้เขาพยายามเข้า ตนจะรอดูชายหนุ่มสมองกลวงไปไม่ถูกเอาเลย...ทั้งสองมานั่งร่วมโต๊ะกับศรัณย์ ริน อรุณและบารนี มีชาวบ้านเข้ามาทักทายศรัณย์ไม่ขาดสาย อีกโต๊ะเป็นโต๊ะผู้ว่า ภรรยา แก้ว เจ้าคุณบำรุง เพ็ญแขและนายอำเภอ ทุกคนมองศรัณย์อย่างชื่นชม

พอเพลงรำวงดังขึ้น โชติเข้ามาดึงศรัณย์กับรินให้ออกไปร่วมวงกับท่านผู้ว่าและผู้ใหญ่คนอื่นๆ...มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาคุยกับบารนีว่าได้ไปงานแต่งงานของเธอ แล้วถามถึงพณิช บารนีหน้าเสียบอกติดงานที่ปีนัง อรุณเห็นเข้ามาแทรกชวนบารนีออกไปรำวง เหลือชรัตน์กับบุรณี เขาจึงชวนเธอออกไปบ้างแต่เธออ้างกลัวจะคิดว่าเป็นบุพเพสันนิวาสอีก เขารีบบอกว่าเป็นมารยาท

ด้านรินแซวศรัณย์ว่ารำได้เก้งก้างมาก เขาโวยตนเป็นเด็กวัดทำไมจะรำวงไม่เป็น รินแย้งบุคลิกเขาเป็นลูกผู้ดีเป็นคุณหนู ถึงอย่างไรเขาก็เป็นศิวะเวทย์ให้มั่นใจในตัวเองไว้

“ศิวะเวทย์ที่พอใจจะเป็นแค่ปลัดจนๆ ไม่มีทางกลับไปเป็นคุณหนูอีกแล้ว นี่ถ้าไม่ติดว่ามีผู้ใหญ่มาเยอะ ฉันพาหล่อนหนีกลับบ้านไปนานแล้ว ไปนอนกอดกันสองคนสนุกกว่าเยอะ”

รินค้อนอายๆไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีเรื่องยิ่งใหญ่ในชีวิต...ดวงสวาทยิ้มเหยียดแอบมองอยู่ อีกคู่คือบารนีที่บ่นว่าอยู่ถึงนี่ยังมีคนถามถ้ากลับพระนครคงเป็นขี้ปากชาวบ้าน อรุณอยากปลอบแต่พูดไม่เป็นบอกพรุ่งนี้ไม่สาย ชีวิตไม่เที่ยง มีตั้งหลายคนที่แต่งงานใหญ่โตแล้วหย่าร้าง บารนีสะเทือนใจเดินร้องไห้ออกไป รินเห็นบอกศรัณย์และอรุณว่าจะไปปลอบเอง ศรัณย์เดินไปหาชรัตน์ ทั้งสองเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ ศรัณย์เปรยว่าบารนีคงโกรธตนมากไม่พูดไม่จาด้วยเลย ชรัตน์เห็นสร้อยพระที่คอเพื่อนห้อยออกมาก็ตาโพลงรีบขอดู

ศรัณย์ถอดให้พร้อมบอกว่าเป็นของริน ท่าทางชรัตน์ตื่นเต้น รีบเอามาเทียบกับรูปภาพในที่ที่แสงสว่างเพียงพอ แล้วรีบเดินตามหาริน...ระหว่างนั้นรินกำลังปลอบบารนี แต่เธอสติแตกต่อว่าเป็นเพราะรินที่ทำให้ชีวิตคู่ตนต้องพังพินาศ รินหน้าเสีย บารนีวิ่งร้องไห้ออกไป ชรัตน์มองรินพยายามตั้งสติก่อนจะเข้าถามว่าสร้อยเส้นนี้เป็นของเธอใช่ไหม ซื้อมาจากไหนหรือได้จากใคร

“ไม่ได้ซื้อค่ะ เป็นของส่วนตัวดิฉันเอง ได้มาจากแม่... เอ้อ คุณหญิงเพ็ญแขน่ะค่ะ”

ชรัตน์ถามย้ำว่าเพ็ญแขซื้อมาจากไหน รินบอกไม่ได้ซื้อ เป็นสมบัติของตนแต่เกิด เขายิ่งงงจะเอาอย่างไร “อายุของคุณนับไปนับมาก็พอดี...คุณทำท่าแปลกๆชวนให้ผมสงสัยว่าคุณเป็นแค่ลูกบุญธรรมคุณหญิงเพ็ญแขใช่ไหมครับ”

รินตกใจ ไม่ทันไรดวงสวาทโผล่เข้ามา ทั้งสองแปลกใจมาได้อย่างไร ดวงสวาทว่าตนมาได้อย่างไรไม่สำคัญเท่ากับมาทำไม และว่าวันนี้ไม่ได้มาหาศรัณย์แต่มาเพราะเธอและครอบครัว รินถามเรื่องอะไร ดวงสวาทเยาะเรื่องแบบนี้คุยสองคนไม่สนุก ให้ตามเข้าไปในงาน รินรีบเดินตามดวงสวาทไป ชรัตน์งงว่าเรื่องอะไรจึงเดินตามไปอีกคน

ดวงสวาทเดินเข้ามากลางลานรำวง ทำตัวเป็นพิธีกรประกาศว่ามีนิทานสนุกๆมาเล่าให้ทุกคนฟัง สนุกไม่แพ้ลิเกข้างนอก ทุกคนงง เสียงดนตรีของลิเกดังเข้ามาปลุกเร้า อารมณ์ให้อยากรู้ แก้วมองหน้าเพ็ญแขกับเจ้าคุณบำรุง... ดวงสวาทเริ่มเล่า

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นเพื่อนรักกัน ในวัยหนุ่มทั้งสองสัญญาจะให้ลูกชายและลูกสาวของตนมาแต่งงานกัน แต่พอถึงเวลา อีกฝ่ายสงสารลูกสาวที่ต้องไปแต่งงานกับลูกชายของเพื่อนที่ยากจน ก็เลยส่งคนใช้ เอ่อ...เด็กในบ้านไปแต่งงานแทน เด็กในบ้านที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ถูกยกขึ้นมาเป็นบุตรบุญธรรมอย่างเร่งด่วน แถมยังเปลี่ยนชื่อใหม่ เปลี่ยนการแต่งตัว เปลี่ยนกิริยาท่าทางทั้งหมดก็เพื่อสร้างเรื่องหลอกลวง โกหกแม้แต่เมียของเพื่อน ลูกของเพื่อน นี่หรือคะที่เรียกว่าเพื่อนรัก บ้านบำรุงประชากิจ ข้าราชการสัตย์ซื่อแต่ใจคดจอมลวงโลก”

บุรณีโวยให้ดวงสวาทหยุด แต่เธอกลับชี้หน้ารินว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีสิทธิ์แต่งงานกับศรัณย์ เพราะไม่ใช่บำรุงประชากิจ ว่าแล้วก็เข้าไปผลักรินกระเด็น ไล่ให้ออกไปจากชีวิตศรัณย์

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #11 on: 10 July 2026, 21:44:36 »


ตอนที่ 11

ชรัตน์รับร่างรินที่ถูกดวงสวาทผลักเซมา แก้วเสียใจมากถามเจ้าคุณบำรุงว่าที่ดวงสวาทพูดว่ารินเป็นคนรับใช้เป็นเรื่องจริงใช่ไหม บารนีเข้ามาผลักดวงสวาทกระเด็นบ้าง ชี้หน้าว่าไม่มีสิทธิ์มาด่าว่าครอบครัวตนเพราะเธอไม่เคยรู้เรื่องในครอบครัวตนจะพูดบ้าแบบนี้ไม่ได้

ดวงสวาทท้าให้ไปอำเภอไปตรวจสอบทะเบียน ทุกคนเงียบ แก้วผิดหวังมองหน้าลูกชายอย่างสงสาร แต่ศรัณย์กลับบอกว่ารู้เรื่องนี้นานแล้ว เขาสบตารินด้วยแววตาเสียใจ เพ็ญแขยืนยันว่ารินเป็นลูกสาวที่ดีที่สุดถึงได้ส่งไปให้ด้วยความหวังดี แก้วสวนแต่ก็ไม่ใช่ลูก เจ้าคุณกล่าว

“ทุกสิ่งที่เราทำลงไปเพราะรินคือลูกสาวและศรัณย์คือลูกของเพื่อน เพื่อนรักก็คือเพื่อนรัก นี่คือความรู้สึกของผมส่วนคนอื่นที่มองมาจะมองรินและครอบครัวเราเป็นยังไงก็สุดแล้วแต่”

ดวงสวาทประกาศว่าการแต่งงานต้องเป็นโมฆะต้องยกเลิก โกหกแบบนี้จะนับเป็นเมียอีกหรือ คนเป็นเมีย คนที่รักกันเขาไม่โกหกกัน ศรัณย์มองรินอย่างเสียใจเพราะได้ประสานมือถามครั้งสุดท้ายแล้ว เธอก็ไม่ตอบ รินสบตากุมมือขอให้เขาเชื่อใจและฟังตน อรุณดึงดวงสวาทจะให้ออกไป แต่เธอสะบัดโวยลั่นว่าความจริงก็คือความจริง รินต้องกลับไปเป็นคนใช้ตามเดิมเพราะสายเลือดเธอคือคนใช้ ชรัตน์ทนไม่ไหวออกมาประกาศกร้าว

“ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนใช้ อยากฟังนิทานตอนต่อไปไหมล่ะ”

ดวงสวาทตวาดเขาเกี่ยวอะไรด้วย ชรัตน์จึงบอกว่าลิเกหรือนิยายมักมีจุดหักมุมของเรื่อง “คนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่คุณบอก แท้จริงคือน้องสาวของผม ลูกสาวคนเดียวของมหาเศรษฐีคุณพระพิจารณ์ เจ้าของกิจการค้าไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แปลกไหมทายาทที่หายไปของรพิพันธ์ น้องสาวที่ฉันตามหาแทบพลิกแผ่นดิน ที่แท้กลับเป็นคนใกล้ตัวเป็นเมียที่รักของแกนั่นล่ะ”

ศรัณย์ช็อกมองหน้าริน ปล่อยมือลงจนเธอใจหายไม่เข้าใจความคิดของเขา ดวงสวาทโวยว่าโกหก อรุณอุทานด้วยคำของสาย...เอาแล้วเอาหล่า...ชรัตน์ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และใครก็มาดูถูกรินอีกไม่ได้ว่าเธอไม่มีหัวนอนปลายเท้า

นายอำเภอตัดบทลุกขึ้นปรบมือแสดงความยินดี ทุกคนจึงปรบตาม ผู้ว่ากระซิบกับภรรยาว่า นิทานเรื่องนี้พิสดารกว่าลิเกจริงๆ

ทุกคนแยกย้ายกันไป มีเพียงผู้ที่เกี่ยวข้องคุยกันในห้องรับแขกของอำเภอ ชรัตน์ถามเจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแขถึงสร้อยพระพร้อมเอารูปเรียงให้ดู เพ็ญแขจำได้ว่าเคย เจอเรียงก่อนที่จะมีเด็กมาทิ้งหน้าบ้าน ตนไม่ได้เฉลียวใจเลย ตอนนั้นที่ตลาดเรียงอุ้มทารกแต่งตัวซอมซ่อมาขอข้าวแม่ค้ากินแต่โดนแม่ค้าไล่ ตนจึงซื้อข้าวให้เธอ หลังจากนั้นรุ่งเช้าก็มีทารกมาวางหน้าบ้านมีสร้อยพระเส้นนี้และกระดาษที่เขียนชื่อว่า...ริน ระพี ซุกอยู่ในเบาะ

อรุณเดาว่าเรียงคงเห็นความเมตตาจึงมั่นใจว่าจะดูแลลูกได้ ชรัตน์เล่าว่าตอนนั้นเรียงป่วยหนักไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งลูก เพ็ญแขซาบซึ้งใจที่ลำบากแค่ไหนเรียงก็ไม่คิดขายลูกกิน รินน้ำตานองหน้าลูบไล้รูปแม่ขอโทษที่คิดน้อยใจ เจ้าคุณบอกว่าให้คนสืบหานามสกุลระพีมาตลอดไม่พบเบาะแสอะไร คงเพราะเรียงเขียนหนังสือไม่ค่อยเป็นจึงสะกดไม่ถูก ทำให้ตนหาไม่เจอ

ดวงสวาทโวยว่านิยายน้ำเน่า บุรณีกับบารนีสมน้ำหน้า ที่คิดจะทำให้รินได้อาย แต่กลับกลายเป็นลูกเศรษฐี ดวงสวาทโกรธถลาจะเข้าตบ รินเข้ายืนเคียงข้างสองสาว บอกลองแตะพี่น้องตนดู สามสาวยกมือรอ ดวงสวาทชะงัก ถอยไปเกาะแขนศรัณย์ยุแยง

“ถึงยังไงเขาก็ไม่ใช่บำรุงประชากิจ เขาหลอกคุณนะคะศรัณย์ คุณน้าคะคุณน้าต้องจัดการนะคะ ศิวะเวทย์มีเกียรติยศเหมือนกัน จะยอมให้ถูกหลอกง่ายๆหรือคะ”

แก้วสบตาเพ็ญแขเห็นสายตาขอความเห็นใจ จึงหันไปมองศรัณย์ถามเขาคิดอย่างไร ดวงสวาทยุให้เลิก ศรัณย์โพล่งขึ้น “ผมมึนไปหมด คืนนี้หนักหนาสำหรับทุกคนแล้ว แยกย้ายกันก่อนเถอะครับ” ว่าแล้วศรัณย์ก็เดินออกไปทันที

ดวงสวาทวิ่งตามโวยเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทิ้งเฉยไปไม่ได้ พวกนี้รวมหัวกันหลอกเขายอมได้อย่างไร แก้วตัดสินใจบอกว่าศรัณย์แต่งงานกับรินแล้ว มันซับซ้อนเกินกว่าจะมาเลิกรากัน อรุณสนับสนุนว่าเห็นรินมาแต่เล็กขอยืนยันว่าเจ้าคุณเลี้ยงรินมาอย่างลูกหลานไม่ใช่คนใช้ รินวิงวอน

“ดิฉันไม่เคยคิดเรื่องแม่เรื่องชาติกำเนิด ชีวิตฉันมีแต่ครอบครัวนี้ไม่ว่าแม่แท้ๆของฉันจะเป็นเศรษฐีหรือชาวป่าก็ไม่มีความหมาย ชีวิตที่บ้านบำรุง ชีวิตกับคุณศรัณย์ต่างหากที่สำคัญ”

ศรัณย์สบตาริน ดวงสวาทด่าว่าหน้าด้าน โกหกแล้วยังมาพูดว่าไม่โกหก รินสวนว่าเธอต่างหากที่หน้าด้าน ดวงสวาทกรี๊ดทนไม่ไหว บุกเข้าจะตบแต่โดนรินจับมือล็อกแล้วผลักจนเธอหน้าคะมำ ชรัตน์ร้องโห...คล่องแคล่วสมเป็นเมียปลัดนักบู๊ ดวงสวาทเต้นเร่าๆชี้หน้าจะด่า แต่รินชิงสวนเสียก่อน

“เลิกยุ่งกับชีวิตคู่ของคนอื่น หันไปสนใจชีวิตคู่ของตัวเองเสียทีเถอะค่ะ คุณจมอยู่กับความอิจฉาริษยาจนหาชีวิตตัวเองไม่เจอแล้ว”

“เคยได้ยินไหมสำหรับบางคน ความแค้นคือลมหายใจ ฉันสนุกที่จะอยู่ตรงนี้ สนุกที่ได้สั่งสอนหล่อน” ดวงสวาทไม่สำนึก

รินโต้ สนุกที่ได้เอาชนะตนใช่ไหม ตนไม่ยอมแพ้และเธอไม่มีวันได้สนุกด้วย ดวงสวาทบอกคนที่จะตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะคือศรัณย์ ให้ดูหน้าเขา ตนคบเขามาสิบกว่าปี สีหน้าเขาเดาได้ว่าตอนนี้เธอไม่มีวันได้เขากลับคืนไป...ทุกคนมองไปที่ศรัณย์ แววตาเขาสับสนเจ็บปวด รินเห็นแล้วใจหาย แก้วเองมองลูกแล้วต้องจับมือให้กำลังใจ ดวงสวาทหัวเราะร่า

“ในที่สุดฉันก็ชนะ วันนี้สำหรับฉันช่างสนุกจริงๆ นับจากนี้ความรู้สึกของศรัณย์ที่มีต่อหล่อนจะไม่มีวันเหมือนเดิม ฉันรับประกัน” พูดจบก็หัวเราะร่าเดินจากไป

รินหันมาถามศรัณย์ว่าโกรธตนหรือ แก้วเห็นลูกชายนิ่งจึงบอกว่าแม่ก็โกรธ โกรธทุกคน เจ้าคุณหน้าเสียรีบยืนยันว่าศรัณย์เป็นลูกชายเพื่อนรัก ตนคิดดีแล้วถึงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ เพ็ญแขเสริมว่ารักรินเหมือนลูก ให้การศึกษาการอบรมเลี้ยงดูอย่างดี ไม่ใช่คนงานในบ้าน แก้วยอมรับว่าความดีของรินทำให้ตนยอมแพ้ รินจับแขนศรัณย์กล่าว “รัก เชื่อใจ เข้าใจ...เอาใจเข้าไปในใจ”

ศรัณย์สบตารินก่อนจะเอ่ยว่า กลับบ้านเถอะตนเหนื่อย ท่าทางเขายังช็อก...ศรัณย์นั่งเงียบมาตลอดทางจนถึงบ้าน รินใจคอไม่ดี แก้วบอกรินว่าที่ศรัณย์พูดว่าไม่มีอะไร จงอย่าเชื่อ รินฉงน

“ชีวิตคู่อย่าพูดคำว่าไม่มีอะไรทั้งๆที่มี อย่าปล่อยให้ความโกรธอยู่ข้ามวัน มีอะไรต้องพูดกันให้จบ ทะเลาะกันให้จบ ยิ่งทะเลาะก็จะยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น ที่แม่พูดอย่างนี้หนูเข้าใจใช่ไหม”

รินรับคำก่อนจะเดินตามศรัณย์ไปที่ห้องนอน เห็นศรัณย์กำลังถอดเสื้อจึงเข้าช่วย แล้วถามเขารู้มาตลอดเรื่องตนหรือ เขารับว่าใช่ตั้งแต่ก่อนเจอเธอ รินเพิ่งเข้าใจว่าที่เขาไม่พูดไม่มองหน้าตนเป็นเดือน ไม่ใช่เพราะเรื่องดวงสวาท ศรัณย์สวนเพราะเธอโกหก รินจึงถามแล้วทำไมยอมแต่งงาน เขาชะงักตอบไม่ได้ ตัดบทเปลี่ยนมาถามรินว่าเป็นอย่างไรเมื่อรู้ความจริงเรื่องแม่

“ชีวิตฉันมีความสุขดีมาตลอด ไม่เคยอยากรู้เรื่องของแม่ รู้หรือไม่รู้ แม่ก็ได้ตายไปแล้ว”

“แต่หล่อนยังมีพี่ชาย มีพ่อ ตระกูลรพิพันธ์รวยติดอันดับประเทศเลยนะรู้ไหม”

“นาทีนี้มีแต่ความรู้สึกของคุณที่สำคัญสำหรับฉัน” ศรัณย์พูดไม่ออก รินให้พูดออกมา เขาปัดเดินหนีจะเข้าห้องน้ำ รินตามมาขวางบอกยังไปไหนไม่ได้ “ฉันทำตามที่คุณแม่คุณสั่ง ถ้าวันนี้คุยไม่จบ เราจะไม่นอน คุณสงสัยอะไรก็พูดออกมา อยากต่อว่าฉันเรื่องอะไรก็ว่ามาสิคะ”

ศรัณย์บอกไม่มีแต่รินไม่เชื่อ เขย่าตัวเขาให้พูดออกมา อย่าซ่อนปัญหาไว้ใต้คำว่าไม่มีอะไร ศรัณย์โพล่งออกมา “หลายครั้งฉันเคยถามเธอแล้ว ทำไมเธอถึงไม่ยอมบอกฉัน!”

“เพราะฉันคิดเสมอว่าฉันเป็นลูกสาวบ้านบำรุง–ประชากิจ ฉันอยากเป็นมาตลอด อยากเป็นมาตั้งแต่เด็ก พอถึงเวลาที่ได้เป็น ฉันก็หวงแหนความรู้สึกนี้ ฉันอายที่จะบอกคุณว่าฉันเป็นแค่เด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยง” รินน้ำตาไหลพราก

“อายหรือ เด็กเก็บมาเลี้ยงกับเด็กวัดมันต่างกันตรงไหน เหมาะสมกันดีออก ไม่เห็นน่าอายเลย”

“ฉันไม่ได้ปกป้องครอบครัว ไม่ได้อยากจะหลอกคุณ แค่ไม่อยากยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็น”

ศรัณย์ถามทำไมบารนีกับบุรณีถึงไม่ยอมแต่งงานกับตน รินบอกตามจริงว่าบารนีรักอยู่กับพณิช ส่วนบุรณีสอบชิงทุนได้ต้องการไปเรียนต่อ คุณแม่ขอให้ตนแต่งงานแทน คุณพ่อสั่งให้ตนดูแลเขาอย่างดีเพราะเขาเป็นลูกชายเพื่อนรัก ไม่ใช่เพราะรังเกียจ ศรัณย์ถามถึงการจดทะเบียนรับเธอเป็นลูกบุญธรรมเพื่อหลอกตนใช่ไหม รินย้อนถามว่าเขาเชื่อเอกสารหรือความรู้สึก ที่บ้านตั้งแต่เด็กถึงตนจะไม่ใช่ลูกแต่ก็ไม่ใช่คนใช้ รินเข้าสวมกอดศรัณย์

“ความรู้สึกระหว่างเรา เกิดขึ้นมาด้วยตัวเรา ไม่ใช่เพราะเราเป็นใคร เราต่างหาความหมายของกันและกันจนเจอ ที่ฉันเลือกคุณ ยอมทรยศต่อบารนี เพราะคุณคือครอบครัวของฉัน”

คืนนั้นศรัณย์นอนมองเพดานครุ่นคิด รินเอ่ยถามว่าเรายังกอดกันเหมือนเดิมได้ไหม เขาขยับเข้ากอด เธอขออีกขอเข้านอนโดยไม่มีอะไรค้างคาใจ เขาจูบที่ผมเธอแต่ไม่พูดอะไร รินจำคำเตือนของแก้ว ถามเขาไม่คิดจะพูดอะไรบ้างหรือ เขาบอกให้เธอนอน ในใจเขามีบางอย่างค้างคาจริงๆแต่ไม่อาจบอกเธอได้

ooooooo

รุ่งเช้า รินเดินออกมาส่งศรัณย์ไปทำงานเจอชรัตน์นั่งรออยู่ เขาตื่นเต้นที่มีน้องสาวจนนอนไม่หลับ ศรัณย์ให้ทั้งสองคุยกันตนขอตัวไปทำงาน ชรัตน์เอาแต่นั่งจ้องรินจนเธออึดอัดเอ่ยถาม แน่ใจหรือว่าแม่เรียงตายแล้วไม่ใช่เรื่องที่เขาปะติดปะต่อเอาเอง ชรัตน์ให้พ่อเป็นคนตัดสิน

รินเกรงว่าท่านไม่ได้ตั้งใจมีภรรยามีลูก แค่อารมณ์ชั่ววูบ ชรัตน์บอกไม่จริงเพราะพ่อคงไม่สร้างปาฏิหาริย์หายวันหายคืน ท่านป่วยหนักถึงทิ้งเรียงไว้ที่ปางไม้ ตนอยากให้เธอไปพบพ่อด้วยกันก่อนจะสายเกินไป รินใจหายเข้าใจความต้องการของชรัตน์ดี

ด้านดวงสวาทกลับมาบ้านที่พระนครหงุดหงิดใส่นริศ มหินท์เอ็ดที่หนีไปหาศรัณย์มาอีก เธอสวนไม่ได้ไปหาศรัณย์แต่ไปทำธุระ นริศรีบถามเธอไม่ได้รักศรัณย์แล้วใช่ไหม เธอจะไม่หนีตนไปอีกใช่ไหม หญิงสาวกล่าวเสียงเข้มว่า “ฉันก็ไม่ได้รักคุณเหมือนกัน ฉันรักแค่ตัวเอง ความผิดหวังที่คุณกับศรัณย์ยัดเยียดให้ ทำให้ฉันรักแต่ตัวเอง”

นิจเอ็ดลูกสาวให้พูดจารักษาน้ำใจสามีบ้าง ดวงสวาทบอกว่ามันเป็นความจริง นริศสัญญาจะซื้อวังกลับมา จะทำห้างของพ่อให้สำเร็จ ถ้าเขาพลาดอีกตนจะไม่ให้อภัย นริศรับปากขอให้เชื่อใจแล้วสวมกอดดวงสวาทด้วยความรักใคร่ มหินท์กับนิจส่ายหน้าระอา

ด้านศรัณย์มาทำงานมีแต่คนซุบซิบเรื่องของเขา จึงเดินมาคุยงานเสียงเข้ม “ภารกิจหลักของเราเวลานี้คือการตามหาค่ายโจรของเสือขาว ตามสืบร่องรอยว่าเสือขาวถูกระเบิดตายจริงไหม ตราบใดที่ไม่พบศพเราจะไม่หยุดค้นหา ทุกคนต้องเร่งทำงานอย่าสนใจเรื่องไร้สาระ”

ทุกคนจ๋อย เสนอกับโชติแอบขำ...ในขณะที่เสือขาวตั้งใจจะเข้าพระนครตามหาเพื่อนเก่าที่มีฝีมือ มีกำลังคนมาช่วยถล่มปลัดศรัณย์ พู่กับหญิงในค่ายต่างกังวลว่าจะถูกเสือขาวทิ้งลอยแพ แถมเสือขาวกำชับว่าห้ามใครหนีออกจากค่าย เพราะยาสั่งของตนจะออกฤทธิ์ ตายอย่างอนาถ

ชรัตน์แวะมาหาบุรณี มาขอคำปรึกษาด้วยตื่นเต้นที่มีน้องสาวขึ้นมา ตนทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าน้องชอบไม่ชอบอะไร และพรุ่งนี้ตนจะพาน้องไปพระนครไปพบพ่อ หญิงสาวขำแนะนำว่าเวลาเขาอยู่กับคนรักทำอย่างไรก็ทำแบบนั้น ชายหนุ่มรู้ เธอว่าตนเจ้าชู้จึงบอกว่ามันไม่เหมือนกัน บุรณี ถามไม่กลัวน้องจะมาแบ่งสมบัติ ความรักและทุกอย่างที่เขามีหรือ เขาบอกตนมีเยอะ ความรวยอยู่ที่ใจว่าพอเมื่อไหร่ บุรณีไม่อยากเชื่อว่าเขาจะคิดได้อย่างนั้น แกล้งถามจำมาจากไหน

“แหม ก็คิดเองได้บ้างสิครับ ในโลกนี้น่ะมีอะไรตั้งเยอะที่เงินซื้อไม่ได้ เอาง่ายๆ คุณเกิดมามีพี่น้อง มีพ่อแม่แต่ผมลูกคนเดียว พ่อป่วยแต่เด็ก แม่ต้องทำงานหนักแทนพ่อจนไม่มีเวลาให้ผม ความรักน่ะใช้เงินซื้อไม่ได้หรอกนะคุณ ...คุณไม่เคยหยุดมองผมเลย ถ้าไม่มองหนังสือก็มองอย่างอื่น นี่เป็นครั้งแรก”

จริงอย่างที่ชรัตน์พูด “ถ้าฉันเป็นรินฉันคงดีใจ แค่คุณตั้งใจที่จะดูแลรินอย่างดี แค่นี้ก็พอแล้ว ความตั้งใจที่เหลือมันก็จะเป็นไปเองตามธรรมชาติ”

ชรัตน์คิดตาม มีกำลังใจขึ้นมาก รู้สึกว่าคบผู้หญิงฉลาดดีอย่างนี้นี่เอง เขายกมือไหว้ขอบคุณ บุรณีร้องลั่นที่มาไหว้ ชายหนุ่มชมว่าเธอทั้งฉลาดทั้งเข้มแข็ง ใจดี ตนคิดไม่ผิดที่มาปรึกษา โชคดีที่เราจะเป็นครอบครัวกัน หญิงสาวตัดบทว่าเป็นมารยาทไม่ใช่บุพเพสันนิวาสเขาขำที่เธอรู้ทันอีกจนได้ ทั้งสองหัวเราะกัน บารนียืนมองจากในบ้าน รู้สึกเบื่อโลกไม่เชื่อมั่นในความรัก

อรุณยืนอยู่ด้วยบอกตระกูลรพิพันธ์เป็นเศรษฐีลำดับต้นๆ รินจะกลายเป็นเจ้าหญิง บารนีเยาะแล้วบุรณีก็จะเป็นเจ้าหญิงอีกคนหรือ อรุณไม่วายสมเพชตัวเองเปรยออกมา “หมาเน่าอย่างพี่ชายข้างบ้านคนนี้ คงไม่เหลือราคา”

“ผู้หญิงผัวทิ้งอีกคนหนึ่งด้วย!”

อรุณติงทำไมว่าตัวเองแบบนั้น คนที่ควรว่าคือพณิชมากกว่า บารนีให้อรุณเตือนบุรณีอย่าไปเชื่อผู้ชายเจ้าชู้อย่างชรัตน์ แต่อรุณแนะให้เธอคิดในแง่ดี หญิงสาวกร้านชีวิตคิดว่าความรักน่ากลัว อรุณถอนใจลูบหัวบารนีอย่างเห็นใจ “โธ่...จิตใจน้องแย่ขนาดนี้เลยหรือ”

ooooooo

ศรัณย์มาส่งรินกับชรัตน์ที่สถานีรถไฟ รินขอบคุณศรัณย์ที่อนุญาตให้ตนไป เขาบอกว่าไว้ใจชรัตน์เพราะเป็นเพื่อนกันมานาน ฝากความระลึกถึงคุณพระพิจารณ์ แต่แววตาเขามีพิรุธบางอย่าง รินรับคำบอกจะไปสองสามวัน เป็นห่วงบารนีที่ยังไม่ยอมกลับทำให้พ่อแม่กลับไม่ได้

ศรัณย์รับปากจะดูแลเจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแขให้ และบอกชรัตน์ให้ดูแลรินให้ดี ชรัตน์โวย

“เฮ้ย เขาน้องสาวฉัน สายเลือดข้นกว่าน้ำโว้ย...” แล้วหันไปตะโกนบอกคนอื่นๆว่านี่น้องสาวตน ศรัณย์กับรินขำความขี้เห่อของชรัตน์

เสนอยืนรอศรัณย์ที่จอดรถ ผิวปากแซวสาวๆไปเรื่อย เผอิญเสือขาวสวมหมวกสะพายเป้เดินมาชน เสนอหันมาขอโทษแต่กลับโดนมองอย่างดุ เสนอถอยหลบให้แล้วเอะใจว่าเคยเห็นหน้าที่ไหน

รินล่ำลาศรัณย์ในขณะที่ชรัตน์ยกกระเป๋าขึ้นรถไฟไปก่อน ศรัณย์บอกเธอว่าจะอยู่ดูแลพ่อกี่วันก็ได้ ท่านแก่แล้วคงดีใจที่พบลูก รินยิ้มปลื้ม ขอบคุณที่เข้าใจกัน ศรัณย์กล่าวหนักแน่นว่า

“หล่อนคือบ้านของฉัน”

“เราเป็นบ้าน ไม่ว่าไปไหนอยู่ที่ใด เราสองคนจะกลับบ้าน”

ศรัณย์จูงมือรินมาส่งขึ้นรถไฟ อวยพรให้เดินทางปลอดภัย รินสัมผัสได้ว่าเขามีอะไรบางอย่างในใจ หวั่นจะเป็นอย่างที่ดวงสวาทพูดใส่หน้าไว้ว่า ความรู้สึกเขาที่มีจะไม่มีวันเหมือนเดิม ขณะเดียวกันเสือขาวเดินขึ้นอีกโบกี้ ศรัณย์เห็นตอนที่รถไฟเคลื่อนออกไป เสนอวิ่งมาบอกว่าเห็นคนหน้าเหมือนเสือขาว ศรัณย์ยิ่งแน่ใจตกใจมากรีบวิ่งกลับไปขึ้นรถ

มาถึงที่ว่าการอำเภอ ศรัณย์วิ่งเข้ามาบอกโชติให้แจ้งการรถไฟสกัดจับเสือขาวสถานีหน้า พอถึงสถานีถัดไป ชรัตน์กับรินแปลกใจที่มีตำรวจขึ้นมาตรวจค้น เสือขาวรู้ตัวกระโดดหนีเข้าป่าด้วยความเคียดแค้น...

เมื่อศรัณย์รู้ว่าเสือขาวหนีไปได้ก็ครุ่นคิดว่ามันจะเข้าพระนครทำไม ตั้งหน้าค้นประวัติเสือขาวว่ามีญาติที่พระนครตรงไหนบ้าง

และแล้วเสือขาวก็เดินทางมาถึงพระนครจนได้นัดเจอกับคนทำระเบิดที่ร้านกาแฟในตลาด สั่งทำชุดใหญ่ ตั้งใจแก้แค้นให้พี่น้องที่ตาย

ooooooo

ช้องนางเห็นพระพิจารณ์ลืมตาตื่นขึ้นก็รีบบอกชรัตน์ เขาเข้ามาบอกพ่อว่ามีข่าวดีแต่ห้ามตื่นเต้นมาก ช้องนางให้พี่ชายคลายความตื่นเต้นบอกหลานพาใครบางคนมาพบ พระพิจารณ์เห็นรินเดินเข้ามา ภาพเรียงในอดีตซ้อนขึ้นมาทันที ท่านถึงกับน้ำตาไหล

ช้องนางเห็นอย่างนั้นก็ดึงมือรินให้เข้าไปใกล้ พระพิจารณ์ยกมือขึ้นสูงกว่าที่เคยทำได้ รินรับมือท่านไว้ ชรัตน์ปลื้มใจบอกพ่อให้หายใจลึกๆ ค่อยๆมองว่ารินใช่ลูกสาวที่หายไปหรือไม่

“น้อง...น้อง...ใช่...ใช่...ใช่...”

ช้องนางกับชรัตน์ดีใจ รินน้ำตาคลอไม่คิดว่าผู้เป็นพ่อจะป่วยหนักขนาดนี้ ชรัตน์ค่อยๆเล่าเรื่องของเรียงให้ฟัง บอกรินว่านี่คือประวัติของเธอ ไม่มีใครติดใจว่ารินไม่ใช่ลูกสาวเรียง...มีเพียงตัวรินที่ไม่คาดฝัน ช้องนางบอกรินว่าหลายปีมานี่พี่ชายตนหมกมุ่นกับเรื่องเรียง ดีที่สมองท่านไม่มีปัญหา เมื่อท่านบอกว่าใช่ก็ไม่มีทางพลาด รินเก้อเขินมองความโอ่อ่าของคฤหาสน์

“น้องเป็นทายาทโดยชอบธรรม ทุกอย่างที่นี่ต้องถือว่าเป็นของน้อง”

“ดิฉันไม่ต้องการอะไร ดิฉันมีความสุขมากเมื่ออยู่ที่บ้านบำรุงประชากิจ”

ช้องนางว่าเธอคงลำบากมาก ตนกับชรัตน์จะชดเชยให้ รินกราบขอบคุณและงงๆกับชีวิตใหม่...ยิ่งพอมาที่ห้องอาหาร มีอาหารเรียงบนโต๊ะมากมายจนเธอเกรงใจไม่เห็นต้องทำอะไรพิเศษ ตนทานอะไรก็ได้ง่ายๆ ช้องนางบอกว่าไม่ได้พิเศษ นี่เป็นเรื่องปกติของบ้านนี้

ชรัตน์พารินมาที่ห้องนอน คนใช้ถือกระเป๋าเข้ามาจัดเก็บให้เรียบร้อย ชรัตน์บอกว่าปีกซ้ายนี้เป็นของริน ปีกขวาเป็นของตน อาช้องนางอยู่ชั้นบน รินอึ้งที่อยู่กันกว้างขวางขนาดนี้

ในขณะที่ศรัณย์รู้สึกเหงามองอาหารบนโต๊ะพึมพำ ว่าป่านนี้รินคงทานอาหารมื้อละหลายสิบ คงไม่มากินน้ำพริกผักต้มเหมือนตน แก้วสงสารลูกจับใจ...ศรัณย์ยังเดินมาดูต้นทานตะวัน

เสนอบ่นกับแก้วว่าคงคิดถึงเมีย แก้วเปรย “เมื่อเราแต่งงานกับใครสักคน เท่ากับเราแต่งงานกับครอบครัวเขา แต่งงานกับสิ่งที่เขารัก สิ่งที่เขาเกลียด”

“ชีวิตของคุณหนูกับคุณนาย ไม่ได้มีแค่สองคนแล้วใช่ไหมครับ”...แก้วพยักหน้ากลัดกลุ้ม

วันต่อมาบ่าวไพร่เอาเสื้อผ้าสวยหรูมาใส่ตู้เรียงไว้ให้ริน ชรัตน์พาช่างมาวัดตัวเพื่อตัดเพิ่มให้อีก และยังเอาเครื่องเพชรของเก่าแก่มาให้เธออีกหลายชุด รินบอกไม่คุ้นกับการใส่ของพวกนี้ เขาย้ำนี่เป็นของเธอที่ควรได้และยังมีอีกมากที่จะชดเชยให้ รินเขียนจดหมายหาศรัณย์ด้วยคิดถึง

“คุณศรัณย์ที่รักและคิดถึง คุณพระพิจารณ์ป่วยหนักจนดิฉันรู้สึกสงสาร จึงตัดสินใจขออยู่ต่ออีกสักสัปดาห์ เพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่กับท่าน ดูแลท่านนะคะ...ดิฉันทราบข่าวเสือขาวขึ้นมาพระนคร ได้แต่หวังว่าคุณจะตามขึ้นมาสืบข่าวต่อที่นี่ อยู่ที่นี่ดิฉันไม่ต้องทำงานบ้าน พี่ชายกับคุณอาช้องนางดูแลดิฉันอย่างดี บางครั้งดีเกินไปจนดิฉันอึดอัด ต้องระมัดระวังกิริยามารยาทต่อหน้าบ่าวไพร่ น่าแปลก ชีวิตที่เพียบพร้อมยิ่งทำให้คิดถึงใครคนหนึ่งอย่างมากมาย อยากนั่งทำครัวด้วยกัน อยากพูดคุยกันก่อนนอนเหมือนที่เราเคยทำ คิดถึงและรอคอยคุณเสมอ...ริน”

ศรัณย์หันมาทำงานหนักเรื่องเสือขาวไปหาใครที่พระนคร โชติพาชายคนหนึ่งมาให้เบาะแส...กลับมาบ้านได้อ่านจดหมายริน แก้วถาม อยู่แยกกันแบบนี้จะดีหรือ เขาตอบแม่ว่าเราไม่ได้ทะเลาะกัน แค่ต่างคนต่างทำหน้าที่ แก้วติง “ทำหน้าที่จนเหนื่อย พอเหนื่อยก็ไม่คุย ไม่คุยก็เหินห่าง เหินห่างก็เฉยชา รู้ตัวอีกทีคุยกันไม่รู้เรื่องซะแล้ว”

ศรัณย์เปลี่ยนเรื่องมาคุยเรื่องเสือขาว ว่าโชติพาเพื่อนนักเรียนของเสือขาวสมัยเรียนที่พระนครช่วงสั้นๆมาให้เบาะแส เราต้องสืบว่าเวลาเสือขาวอยู่พระนครพักที่ไหน แก้วชวนศรัณย์ไปพระนครทันที จะได้ไปหารินด้วย ศรัณย์ไม่อยากไปบ้านพระพิจารณ์อีก แก้วถอนใจถาม

“เรื่องระหว่างรพิพันธ์กับศิวะเวทย์ ทำใจยากใช่ไหม”

“ตอนเด็กผมเป็นคุณหนูที่มีทุกอย่างพรั่งพร้อม ผมมีเพื่อนอย่างชรัตน์อย่างดวงสวาท แต่พอโตขึ้น วันที่ฐานะเราเปลี่ยนไปผมกลายเป็นเด็กวัด ต่อให้เขาดีกับผมแค่ไหน เรากับเขาก็มีช่องว่างอยู่ดี”

ศรัณย์นึกถึงอดีต ชรัตน์ขับรถหรูมาที่บ้านดวงสวาท ตนนั่งฟังเพลงอยู่กับเธอ ดวงสวาทเรียกให้ชรัตน์มาเต้นรำ และเร่งให้เขามาร่วมด้วย แต่รองเท้าเขาเกิดขาดพื้นหลุด ทั้งสองหัวเราะขำที่เขายังใส่รองเท้าเก่าๆ โดยลืมไปว่าบ้านเขาล้มละลาย ตัวเขากลายเป็นเด็กวัด....ศรัณย์ยังเล่าให้แก้วฟังอีกว่า พอมาเป็นเด็กวัด ตนก็ทำอะไรไม่เป็น ถูกเด็กวัดหัวเราะเยาะ สุดท้ายก็ไม่มีเพื่อน จึงหันมาตั้งหน้า ตั้งตาอ่านหนังสือ เพราะไม่รู้จะเข้าสังคมไหนดี

แก้วสงสารเพราะถ้ารินเป็นรพิพันธ์ก็จะอยู่สังคมเดียวกับชรัตน์ เขาพยักหน้า “ที่จริงผมดีใจซะด้วยซ้ำที่รินเป็นคนใช้ ดีใจที่รู้ว่าเขาไม่มีหัวนอนปลายเท้าแต่พอรู้ว่าเป็นรพิพันธ์...เฮ้อ...”

“นี่ยังไม่นับที่รพิพันธ์ทำบางอย่างกับศิวะเวทย์” แก้วเปรย

ศรัณย์บอกว่าชรัตน์ไม่เคยรู้ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่สำหรับตนกับแม่ลืมเรื่องนี้ไม่ได้ แก้วขอให้ศรัณย์ขึ้นไปพระนคร ไปจัดการเรื่องเสือขาวให้เรียบร้อยก่อน เขาครุ่นคิดหนัก

ooooooo

ทุกวันรินเฝ้ารอจดหมายตอบจากศรัณย์...ด้านบารนีก็เฝ้ารอการกลับมาของพณิช บุรณีพยายามกล่อมให้กลับพระนครด้วยกันเพราะสงสารพ่อกับแม่ ทันใดเสียงรถพณิชแล่นเข้ามา บารนีดีใจมากรีบวิ่งออกไปรับ

พณิชเดินเข้ามาในสภาพทรุดโทรมกว่าก่อน หนวดครึ้มผมเผ้ารุงรัง พอเห็นบารนีเขาก็กล่าวขอโทษที่ทิ้งเธอไป บารนีนึกได้ถึงความเจ็บปวดที่เขาทิ้งไปเกือบสี่เดือน จึงเผลอตบหน้าเขาฉาดใหญ่ ต่อว่าแม้แต่โทรศัพท์สักครั้งก็ไม่มี พณิชโวยกลับ

“ผมถูกเจ้าหนี้ตาม ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ทั้งหมดเพราะใคร เพราะญาติคุณทั้งนั้น!”

อรุณไม่พอใจจะเข้าไปต่อว่า บุรณีรั้งไว้ให้ปล่อยเขาคุยกันเอง เสียงบารนีโวยกลับที่พณิชมาโทษกัน พณิชเสียงกร้าวตนต้องมีหนี้เป็นล้านๆ สิ้นเนื้อประดาตัว ต้องลำบากที่สุดในชีวิตเข้าใจกันบ้าง บารนีอ่อนลงขอไปอยู่ กับเขาด้วย พณิชย้อนถาม “มันอยู่ที่คุณรับได้หรือเปล่า...”

บารนีงงเรื่องอะไร พณิชเดินนำออกมา ชี้ไปที่รถ ข้างรถมีหญิงชาวบ้านหน้าตาดีและเด็กอีกสองคนวิ่งเล่น พณิชบอกว่านั่นคือภรรยาและลูกของตน บารนีช็อก

“คนที่โทรศัพท์มาตามหาคุณนี่เอง คุณโกหกฉัน คุณมีเมียอยู่แล้ว!”

ทั้งเจ้าคุณบำรุงและเพ็ญแขได้ยินเช่นกัน พณิชบอกบารนีว่าเขาเป็นแม่บ้านบริษัทของตนจริงๆ เขาพร้อมจะลงให้ถ้าเธอยอมรับชีวิตของตน ตนจะพาเธอไปด้วย บารนีแทบหมดแรงน้ำตารินไหล ชีวิตเหมือนพังลง กราดเกรี้ยวใส่ “คุณหลอกฉันตั้งแต่ต้น คุณมีเมียมีลูกมาก่อนแล้ว”

“ผมรักคุณคนเดียว เขาจะอยู่ส่วนของเขา เราก็อยู่ส่วนของเรา คุณรีบตัดสินใจเถอะ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่นานเดี๋ยวเจ้าหนี้จะตามมา เราต้องรีบไปสิงคโปร์”

บารนีถามเขาอยู่ปีนังไม่ใช่หรือ พณิชตอบว่าบริษัทที่นั่นปิดแล้วเพราะเจ้าหนี้ตาม ตนกำลังไปเริ่มงานใหม่ที่สิงคโปร์ ให้เธอไปเก็บของเอาแต่ที่จำเป็น บารนีชั่งใจ หลายเดือนที่ผ่านมาเขาหลอกทั้งเรื่องงานและเรื่องชีวิตจนตนไม่แน่ใจว่าเรื่องรักจะเป็นเรื่องจริง พณิชโต้แล้วอย่ามาร้องไห้คร่ำครวญทีหลัง เธอเองก็ไม่ได้รักได้ห่วงตนแล้วตนจะเห็นหัวเธอไปทำไม บารนีกรีดร้อง เข้าตบตีเขาอย่างบ้าคลั่งที่หลอกลวง พณิชโกรธผลักเธอกระเด็น อรุณถลาเข้ารับไว้

“ไอ้พณิช อย่าคิดทำอะไรน้องกูนะ!”

“มากันทั้งบ้าน คอยยุแยงให้ครอบครัวเขาแตกกัน พวกคุณใช่ไหมที่สอนให้บารนีดื้อกับผม” พณิชมองทุกคนที่ก้าวออกมา

“ไอ้คนขี้โกง ความผิดคนอื่นเท่าภูเขาของตัวเท่าเส้นผม อย่ามาโทษพวกเรานะ”บุรณีโวย

พณิชหาว่าบารนีเป็นเมียตน พวกเธอมายุแยงให้ครอบครัวพังพินาศ เพ็ญแขบอกเป็นเมียหย่าก็จบแต่เป็นพ่อแม่จะบอกเลิกได้อย่างไร เจ้าคุณบำรุงเสียงเข้ม ว่าเขาโกงเงินคนอื่นจนร่ำรวย อยู่อย่างหลบๆซ่อนๆหนีไปโน่นไปนี่จนเคยชิน แต่ลูกสาวตนตนยอมไม่ได้ พณิชสวน

“ดี งั้นก็เลิกกัน เชิญกินอุดมการณ์ยากจนกันต่อไป ไอ้ปลัดจนๆอย่างศรัณย์ มันก็เหมาะเป็นเขยเจ้าคุณจนๆอย่างเจ้าคุณ ไอ้พวกโง่เหมือนกันหมด”

อรุณด่าแทนว่าพณิชคงฉลาดตาย กอดเงินแต่ไม่มีความสุข สงสารลูกโตมาจะเป็นคนอย่างไร บอกบารนีไม่ต้องเสียน้ำตาให้คนพรรค์นี้ พณิชสวนเมียไม่มีประโยชน์ ไม่จงรักภักดีไม่ช่วยผัว ครอบครัวยังมาวุ่นวาย ตนก็ไม่อยากมีเหมือนกัน ว่าแล้วก็เดินปึงปังออกไป บารนีร้องไห้โฮ บุรณีต้องกอดปลอบพี่สาวด้วยความสะเทือนใจ

ooooooo

เช้าวันใหม่ รินตื่นเพราะได้ยินเสียงเพลง คิดว่าชรัตน์เปิดเพลงดัง แต่พอตั้งใจฟังว่าเป็นเพลงที่ศรัณย์เคยเล่นกีตาร์และร้องก็ลุกพรวดตาสว่างรีบวิ่งออกมาจากห้อง ลงมาที่ห้องโถง พอเห็นเป็นศรัณย์จริงๆก็โผเข้ากอดจนเขาชักกีตาร์ออกแทบไม่ทัน ชรัตน์แซว

“โอ้โห ฉันว่าผู้ชายทั้งโลกต้องอิจฉาแกแน่ๆ”

รินสะดุ้งหันมาเห็นชรัตน์ก็รีบผละออกจากศรัณย์ ลงไปนั่งก้มหน้าเขินๆ ศรัณย์ยิ้มปลื้มเพราะคิดถึงเธอไม่แพ้กัน ชรัตน์ขำบอกผู้หญิงเรียบร้อยเวลาทำแบบนี้ก็น่ารักดี ศรัณย์เห็นด้วย

“ฉันก็ไม่นึกเหมือนกัน ว่าท่าทางหลงใหลของภรรยาจะส่งผลต่อหัวใจของสามีขนาดนี้ ถ้าไม่มีคนอยู่ ก็จูบไปแล้ว”

รินเอนหน้าหนีอายๆ ชรัตน์หมั่นไส้ ศรัณย์เอ่ยปากให้ช่วยหายตัวไปสักสองสามชั่วโมง เขาโวยว่าไม่ได้เพราะรินต้องไปบริษัทวันนี้ และตัวศรัณย์ก็ต้องไปประชุมที่กรมเรื่องเสือขาว จำไม่ได้หรือ ศรัณย์เซ็งทำตัวเรียบร้อย รินรีบถามเขาได้ที่อยู่ของเสือขาวแล้วหรือ เขาว่าได้เบาะแสมาบ้าง รินจึงถามแล้วเขาจะกลับมาพักที่นี่ไหม ศรัณย์มองไปรอบๆ ชรัตน์ว่าตอนเด็กก็นอนบ่อย

“บ้านป้าของเสือขาวอยู่ถึงเมืองมีน ต้องออกไปตามหาว่าหลังไหนอีก สองสามวันนี้ฉันคงต้องนอนวัดคงมานอนบ้านนี้ไม่ได้” ศรัณย์หาข้ออ้าง

รินบอกแค่รู้ว่าเขาอยู่ในพระนครใกล้ๆก็พอใจแล้ว ศรัณย์กุมมือยิ้มๆ...ในวันนั้น ชรัตน์พารินมาประกาศตัวที่บริษัทกับผู้บริหารทุกคนว่าบราลีเป็นลูกสาวอีกคนของ พระพิจารณ์ จะมาดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการ โดยช้องนางเป็นผู้อำนวยการ สมรกับโฉมนั่งฟังด้วยความอิจฉา

สมรกับโฉมรีบมาเล่าให้ดวงสวาทฟัง เธอตาโพลงด้วยความเจ็บใจถามรินได้สมบัติอะไรบ้าง สมรซึ่งอยู่ฝ่ายกฎหมายบริษัทจึงรู้ว่ารินได้สมบัติหลายอย่างและบ้านหลังใหญ่อีกหลัง

ศรัณย์ประชุมงานเสร็จเดินออกมาเจอดวงสวาทนั่งรออยู่ก็แปลกใจ เธอชวนเขาไปหาที่นั่งคุย และบอกเขาว่า “ไม่มีใครรู้ใจคุณเท่าฉัน ถ้าไม่มีเรื่องงานคุณไม่มีวันขึ้นมาพระนครหรอก”

ศรัณย์ย้อนถามว่าทำไม ดวงสวาทสาธยายว่า ถ้าเขาขึ้นมาพระนครจะต้องไปบ้านรพิพันธ์ แต่นี่เขาไม่ไปเพราะมีความหลังบางอย่าง แล้วจู่ๆเมียแต่งก็กลายเป็นทายาทบ้านรพิพันธ์ เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง กับชรัตน์เป็นเพื่อนกันได้เพราะไม่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต แต่เมียแต่งนี่สิ ชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป...ดวงสวาทรู้ว่าศรัณย์เป็นคนหยิ่งและมีปมกับบ้านหลังนั้นจึงตอกย้ำ

ศรัณย์พยายามเชื่อมั่นในตัวริน ถามดวงสวาทคิดจะทำอะไร หญิงสาวว่ากำลังเตือนเพื่อเขาจะได้เตรียมตัวรับมือ เขาแย้งตนกับรินรักกัน ไม่มีปัญหากันแน่ ดวงสวาทเยาะว่าเงินเปลี่ยนคนได้ ตอนนี้รินไม่ใช่คนใช้หลังครัวอีก กลายเป็นคุณหนูมหาเศรษฐีแล้วจะไม่เปลี่ยนไปหรือ

“คุณดูถูกว่ารินเป็นคนใช้ไม่ใช่หรือ นี่ล่ะคือสิ่งที่ผมชอบที่สุดในตัวเขา เขาไม่เคยสนใจเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง นามสกุลรพิพันธ์เปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้หรอก...รินรู้ดีว่าความสุขของผมอยู่ที่ไหน เขาจะรู้เองว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร”

“คุณเชื่อใจภรรยาของคุณว่างั้น”

“ความรักครั้งแรกทำเอาผมเกือบตาย ผมตั้งใจกับความรักครั้งสุดท้ายของผมมาก” ดวงสวาทเหน็บว่าชีวิตที่สมบูรณ์แบบในนิยายไม่มีจริง “ไม่...ครั้งนี้ผมยอมให้ผิดพลาดไม่ได้ ผมเจ็บต่อไปไม่ไหวแล้ว เจ็บอีกครั้งที่สองผมคงตายทั้งเป็น”

“ความคาดหวัง...ที่คุณพูดมาทั้งหมด เราเรียกว่าความคาดหวัง” ดวงสวาทจะตีให้แตก

ศรัณย์สุดทนถามที่มาวันนี้มีเรื่องอะไรกันแน่

ดวงสวาทว่าตนเจ็บมาก่อนรู้จักมันดี ความคาดหวัง...คิดไปเองว่าคู่ของเราจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอมันไม่เป็นอย่างที่หวังก็รับไม่ได้ เราก็ทำลายชีวิตคู่ของเราเพราะความผิดหวัง ศรัณย์ชะงักแต่ยังมั่นใจว่ารินจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเธอเข้าใจตนที่สุด เราเกิดมาเพื่อกันและกัน ดวงสวาทหมั่นไส้ หาว่าเป็นคำสวยหรูที่หลอกตัวเอง คนเราเปลี่ยนได้ทุกวัน ศรัณย์ถามต้องการให้ชีวิตคู่ของตนพังเหมือนเธอใช่ไหม ดวงสวาทเยาะ

“ชีวิตคู่ของคนส่วนใหญ่ในโลก ข้างนอกสวยหรู ข้างในมันก็พังทั้งนั้นแหละค่ะ”

ในขณะเดียวกัน รินนั่งมองรายการทรัพย์สินที่ชรัตน์ และช้องนางยกให้ แล้วมาสะดุดที่คฤหาสน์ศิวะเวทย์ ชรัตน์ยอมรับว่าเจ้าหนี้ของศิวะเวทย์คือตระกูลรพิพันธ์ และเล่ารายละเอียดว่าแต่ก่อน บ้านเราสามตระกูลอยู่ในละแวกเดียวกัน คือบ้านศรัณย์ บ้านดวงสวาทและบ้านตน เวลาที่เจ้าคุณนิติขาดเหลืออะไรก็มาหยิบยืม จนเป็นหนี้สินพอกพูน บริษัทต้องขอร้องให้ชำระคืน พอไม่มีจึงยึดบ้าน รินตกใจถามแล้วเขากับศรัณย์ยังเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร

ชรัตน์บอกนั่นเป็นเรื่องของพ่อแม่ ตนกับศรัณย์ไม่เห็นต้องโกรธกัน มาตอนนี้ตนเห็นทรัพย์สินนี้จึงยกให้รินเพื่อจะได้อยู่กับศรัณย์และคุณหญิงแก้ว รินคิดตามแล้วปลาบปลื้ม ต่อไปศรัณย์กับคุณแม่ขึ้นมาพระนครจะได้มีบ้านเป็นของตัวเอง ชรัตน์ให้ช่วยกันเนรมิตศิวะเวทย์กลับมา โดยจะจัดทำบุญบ้านให้ญาติมาร่วมงานและประกาศคืนบ้านให้ศรัณย์ รินยิ้มคิดเพียงว่าต่อไป แม่แก้วก็ไม่ต้องระหกระเหินตามศรัณย์ไปไหนอีก ครอบครัวจะมั่นคงและศรัณย์ต้องดีใจ

“ใช่ อีกหน่อยรินก็ต้องมีลูก ศรัณย์กับรินก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก”

ด้านบารนีเอาแต่ร้องไห้ฉีกรูปแต่งงานทิ้ง อาละวาดร้องกรี๊ดๆ บุรณีและเพ็ญแขพยายามปลอบให้กลับไปอยู่พระนคร แต่เธอกลัวเสียงครหา เจ้าคุณบำรุงบอกว่า ถ้าร้องไห้คร่ำครวญกลัวเสียงครหาแบบนี้ คนเขาก็จะมองอย่างสมเพช แต่ถ้าเราเข้มแข็งเชื่อมั่นในสิ่งที่เป็น คนเขาก็ไม่กล้าเยาะเย้ย เราต้องทำให้เขาเห็น ไม่ใช่รอให้เขาบอก...บารนีร้องไห้กระซิกๆ อรุณแทรก

“เรากลับพระนครกันพี่จะจองรถพรุ่งนี้เลย เราจะทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่แล้วไปเริ่มต้นใหม่”

ส่วนดวงสวาทกลับเข้าบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิด พาลใส่นริศที่มาเอาอกเอาใจ มหินท์กับนิจกลับเข้ามา บอกนริศว่าได้พบคุณหญิงเอมอรเจ้าของที่ดินสี่กั๊กแล้ว เธอถามทำไมเราไม่ติดต่อกลับไป แล้วจะซื้อที่หรือไม่ นริศทำหน้างงเพราะฝากเรื่องไว้กับมิสเตอร์จิม มหินท์โวยจะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะเขาเป็นผู้จัดการ เป็นคนมาขอทำงานนี้ เป็นผู้จัดการจะไม่รู้เรื่องสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร สั่งเสียงเฉียบให้โทร.ไปถามมิสเตอร์จิมเดี๋ยวนี้ นริศเกรงใจเห็นว่าสองทุ่มแล้ว

มหินท์ตวาดจะเป็นอะไรให้โทร.ไปหามิสเตอร์จิมที่โรงแรม นริศรับคำเดินออกไป นิจชักหวั่นใจว่าให้นริศถือเงินจะทำงานเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ มหินท์หันมาสั่งดวงสวาทให้เข้าไปช่วยสามีดูแลกิจการ อย่ามัว แต่ตะลอนๆ ดวงสวาทเซ็งไม่อยากทำงาน

วันต่อมา รินดูแลให้บ่าวไพร่มาทำความสะอาดบ้านศิวะเวทย์ ส่วนศรัณย์พาพวกไปซุ่มดูบ้านที่คิดว่าเสือขาวมาพัก เห็นเสื้อผ้าตากอยู่ก็ค่อยๆย่องเข้าไป แต่พอเปิดประตูบ้านกลับมีแต่นกบินฮือออกมา ในบ้านมีจานข้าวที่กินค้างไว้ทำให้นกมาจิกกิน ศรัณย์คิดว่าพวกมันอาจไม่อยู่จะไปลองสอบถามชาวบ้านแถวนี้ดู ว่าเสือขาวมาทำไม

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #12 on: 10 July 2026, 21:45:55 »


ตอนที่ 12

ขณะที่ศรัณย์กับตำรวจสามนายเดินออกจากบ้านที่คิดว่าเสือขาวมาพัก เพื่อจะไปสอบถามชาวบ้านแถวนั้น ตำรวจทั้งสามคุยกันว่าอากาศแปรปรวนจู่ๆเย็นลงมีหมอก ได้อย่างไร ศรัณย์หันขวับไปมองแล้วตะโกนให้ทุกคนระวังและหลบ ว่าแล้วก็ยิงเข้าไปในกลุ่มหมอกด้วยมาดเท่

ตำรวจที่หลบซ่อนตัวแปลกใจว่าศรัณย์ยิงอะไร ทันใดก็มีเสียงเปรี้ยงๆออกมาจากหมอกควันพร้อมร่างกำยำของเสือขาวที่ปากพึมพำมนต์คาถา ศรัณย์โดดหลบ ตำรวจทั้งสามยิงใส่แต่ปืนขัดลำกล้อง ทั้งสามคนจึงเชื่อว่าเสือขาวมีอาคมแน่ มีเพียงศรัณย์ที่ยิงสวนได้ เสือขาวยืนผงาดไม่หลบ ทั้งสองยิงใส่กันจนหมดแม็กซ์ ตำรวจนายหนึ่งร้องว่าปลัดมีอาคมเหมือนกัน

ศรัณย์อารมณ์เสียตะโกนว่า “โว้ย ปืนพวกคุณไม่เคยทำความสะอาดส่วนอีกคนกระสุนก็เก่ามาก ตำรวจท้องที่อย่างพวกคุณใช้ปืนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ล่ะ” ตำรวจนายหนึ่งบอกจำไม่ได้ อีกคนบอกพกปืนไว้ขู่ ไม่เคยทำความสะอาด ศรัณย์สวน “ก็นั่นไง...มนต์คาถาไม่แน่นอน สติปัญญานี่สิแน่นอนกว่า ตอนนี้กระสุนผมหมด และของมันก็หมดเหมือนกัน”

ศรัณย์บ้าเลือดพอกับเสือขาว ต่างทิ้งปืนเดินออกไปประจันหน้ากัน ศรัณย์ท้าให้ต่อยกันตัวต่อตัว เสือขาวเยาะเจ็บหนักคราวก่อนยังไม่เข็ด หนีมานี่ยังตามมาอีก ศรัณย์ถามมาที่นี่ทำไม เสือขาวกวนว่ามาเที่ยวผู้หญิง อยากเจอขาวๆอวบๆจะทำไม ศรัณย์เยาะ

“โดนระเบิดคราวที่แล้ว ป่านนี้คงด้วนไปแล้วมากกว่า กูไม่เชื่อหรอก ว่าไง มึงกับกูจบความแค้นกันตรงนี้ตัวต่อตัว หมัดแลกหมัดไม่มีปืน ไม่มีระเบิด”

“หมัดแลกหมัดไม่มีปืน ไม่มีระเบิด ระหว่างมึงกับกู วันนี้ วันตาย! มึงตายกูรอด กูรอดมึงต้องตาย!” เสือขาวประกาศกร้าวติดๆกันราวท่องมนต์ แล้วท่องคาถาธนูมือแต่ว่าไม่ทันจบ

ตำรวจทั้งสามตะโกนเตือนศรัณย์ให้ระวังตัว ศรัณย์เสียงกร้าวจะเล่นกลอะไรอีก น่าขันสิ้นดี ตนไม่กลัว ...ทั้งสองวาดลวดลายแม่ไม้มวยไทยกันดุเดือดไม่มีใครยอมใคร จนศรัณย์เสียทีถูกเสือขาวใช้ไม้กระบองกดคอลงกับพื้น คำรามใส่

“ถ้ากูตายวันนี้มึงก็ได้ยศ ได้เงินค่าหัว แต่ถ้ามึงตายกูก็ได้แค่สะใจ ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมา”

พูดจบเสือขาวมองไปที่ถนนข้างหน้าซึ่งมีแต่หมอก ศรัณย์รู้ในทันทีว่ามีคนมาช่วยจึงร้องว่า ไอ้เสือไม่มีสัจจะ! พร้อมกับถีบเสือขาวออกก่อนจะกระโจนหลบหาที่กำบัง เสียงปืนรัวมา มีรถปิกอัพวิ่งฝ่าหมอกออกมา คนบนรถคาบใบไม้ยิงรัว เสือขาวกระโดดขึ้นรถตะโกนก้อง

“มึงกับกูเจอกันคราวหน้า...คราวหน้าวันตาย! มึงตายกูรอด กูรอดมึงต้องตาย!”

รถแล่นออกไป กลุ่มตำรวจวิ่งกรูเข้ามาหาศรัณย์ “คุณปลัด คุณปลัด ตายรึยังครับ”

ศรัณย์เจ็บใจว่าเสือขาวนัดพวกมาทำอะไร สามตำรวจดูตามเนื้อตัวศรัณย์และเชื่อว่าเขาหนังเหนียวมีอาคมเช่นเดียวกับเสือขาว ศรัณย์โวยด้วยความโกรธ “เฮ้ย ถ้าอยากใช้ปากทำงานนัก ก็เอาปากไปถามชาวบ้านแถวนี้ ไปสืบมาให้ได้ ว่าไอ้เสือขาวมันมาทำอะไรแถวนี้”

สามตำรวจรับคำลนลานไปสอบถามชาวบ้านได้ความว่า แม้นเป็นป้าของเสือขาว เสียไปเมื่อปีก่อน ถ้ามีคนมาพักที่บ้านน่าจะเห็นแสงไฟบ้าง แม้นมีลูกชื่อเสือชินแต่ถูกจับได้ที่ราชบุรีเข้าเรือนจำไปแล้ว ศรัณย์นึกได้ทันทีเพราะตนเป็นคนจับเสือชินเอง เพิ่งรู้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเสือขาว แต่ตอนนี้ถูกย้ายเข้าเรือนจำที่พระนคร ศรัณย์นึกบางอย่างได้ทันที

“หรือว่า...แย่แล้ว! รีบไปเถอะคุณตำรวจ” ศรัณย์วิ่งนำทุกคนไป...

พอเปิ่นซึ่งเป็นนักทำระเบิดช่วยเสือขาวมาได้ ทั้งสองก็ทำการติดตั้งระเบิดที่รั้วเรือนจำด้านนอก เพราะภายในเรือนจำกำลังมีการก่อสร้างระเบิดถนน เสือขาวจึงใช้โอกาสนี้ระเบิดกำแพงเข้าไปช่วยเสือชินพร้อมพรรคพวกจำนวนหนึ่งออกมา

ระหว่างนั้นศรัณย์รีบมาแจ้งที่กรมการปกครองว่าเสือขาวจะแหกคุกแต่ไม่ทันการ เสือขาว เปิ่น เสือชินและพวกพากันหนีเข้าป่าไปได้...อธิบดีตำหนิเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ปล่อยให้นักโทษแหกคุกหนี ศรัณย์คาดว่าพวกมันต้องกลับปักษ์ใต้แน่ ขอให้อธิบดีสั่งทุกหน่วยทุกเส้นทาง ตรวจรถไฟและรถประจำทางทุกคันทุกเส้นที่ลงปักษ์ใต้ ตนจะต้องจับมันให้ได้

เสนอมาบ้านพระพิจารณ์เพื่อรายงานชรัตน์กับรินว่าคืนนี้ศรัณย์นอนที่บ้านน้ากล่ำกับแม่ พรุ่งนี้เช้าถึงจะมาหา รินรีบถามว่างานเรียบร้อยดีไหม เขาตอบว่าวุ่นมากคงต้องอยู่พระนครสักพัก ชรัตน์กล่าวกับรินว่า พรุ่งนี้ทำบุญบ้านกันเลย ตนใจร้อนอยากให้ศรัณย์เห็นบ้านเร็วๆ เสนอถามบ้านอะไร แต่ชรัตน์ไม่บอกอยากให้ศรัณย์มาเห็นแล้วตื่นเต้น รินยิ้มให้เสนอที่ทำหน้างง

ด้านบารนีกลับบ้านพระนครก็เก็บตัวเงียบมาหลายวัน อรุณแวะมาถามไถ่ก็พอดีบารนีแต่งตัวจะออกไปเที่ยวเต้นรำ บุรณีเตือนว่าพรุ่งนี้ต้องไปทำบุญบ้านริน บารนีไม่สนใจเดินกรีดกรายออกไป อรุณเป็นห่วงจึงตามไปดูแล...บารนีดื่มหนักจนเมา มีนักเที่ยวเข้ามาเกาะแกะ อรุณต้องกันบอกอย่ายุ่งกับน้องตน นักเที่ยวสำรอก “จะไปรู้ได้ไง ผู้หญิงดีๆเขาก็ต้องอยู่บ้านสิวะ ถุย”

“ไอ้ตัณหากลับ ไอ้พวกผู้ชายเจ้าชู้ ไอ้ผู้ชายไม่รู้จักพอ ฮือ...มีเมียแล้วก็มาโกหก ไอ้คนเลว ฮือ...มาหลอกกันทำไม ผู้ชายเลวทุกคน ฮือ...” บารนีเมาโวยวาย อรุณเห็นใจรู้ว่าเธอประชดชีวิต

ooooooo

เช้าวันใหม่ ศรัณย์กับแก้วมาหารินที่บ้านพระพิจารณ์ แต่กลับเจอคนรับใช้รายงานว่าเธอไปทำบุญบ้านใหม่ มีคนขับรถรอพาทั้งสองไปที่บ้านนั้น...พอรถมาจอดหน้าบ้าน ศรัณย์กับแก้วก็ตะลึงเพราะมันคือบ้านศิวะเวทย์ ชรัตน์ออกมาต้อนรับ ศรัณย์ถามนี่มันอะไรกัน

“เซอร์ไพรส์ เดี๋ยวนายก็รู้ เชิญครับคุณน้า เร็วเข้าศรัณย์เข้าไปเลย” ชรัตน์ดุนหลังศรัณย์

ทั้งศรัณย์และแก้วตกใจเมื่อเห็นในบ้านมีแขกผู้ใหญ่ที่คุ้นหน้าจำนวนหนึ่ง ทุกคนยกมือไหว้แก้ว เสียงคนประกาศ “ขอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติเข้าสู่งานทำบุญบ้านใหม่ของคุณหนูบราลี เจ้าของคนใหม่ของบ้านศิวะเวทย์ค่ะ”

รินเดินลงบันไดมาอย่างงามสง่า ด้วยเสื้อผ้า ทรงผมและเครื่องประดับราวกับเจ้าหญิง แก้วกับศรัณย์ยืนช็อก หมายความว่าอย่างไร ชรัตน์เฉลย

“คุณพ่อท่านจัดการยกทรัพย์สินให้ริน ยกให้หลายรายการรวมทั้งบ้านหลังนี้ด้วย มองไปรอบๆสิ ฉันเชิญญาตินายมาเพื่อให้รู้ว่า บ้านศิวะเวทย์ได้กลับคืนมาเป็นของนายแล้ว พวกนั้นจะได้เลิกโทษพ่อนายเสียทีที่ทำให้บ้านประจำตระกูลหลุดมือไป”

แก้วรับไหว้ญาติและเพื่อนบ้าน ชรัตน์กระซิบกับศรัณย์ “คนพวกนี้ตอนแกล้มละลาย เขาเคยดูถูกแก แกล้งทำเป็นไม่รู้จัก แกจำไม่ได้หรือ”

รินเข้ามากราบแก้วและทักศรัณย์ ญาติๆทักทายชื่นชมแก้วกับศรัณย์ว่าวิญญาณเจ้าคุณนิติคงดีใจต้องขอบคุณบราลี เสียงชื่นชมทำให้ศรัณย์เครียดจัดด้วยเป็นคนถือศักดิ์ศรีไม่ต้องการเกาะเมียกิน แต่ต้องนิ่งฟังพระสวดจนจบ ระหว่างนั้นเขามองไปตรงไหนของบ้านก็เห็นแต่ภาพอดีต รินเอามือแตะที่ขาเขาถามเป็นอะไรหรือเปล่า เขาไม่ตอบหน้าเครียด

เวลาผ่านไปแขกทยอยกลับ ชรัตน์ชวนศรัณย์ไปดูข้างบนว่าจะใช้ห้องไหนบ้าง ศรัณย์เก็บอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไปหันมาตำหนิริน “หล่อนรู้ได้ยังไงว่าฉันจะย้ายมาอยู่ที่นี่!”

“เอ้า ก็นี่บ้านรินก็เท่ากับบ้านแก ฉันบอกรินให้ย้ายมาอยู่กับแกที่นี่ จะให้คนขนของเข้ามาวันนี้แหละ แกก็ด้วยมาอยู่ซะคืนนี้เลย งานเสร็จแล้วไม่ใช่หรือ” ชรัตน์ยังไม่รู้ความรู้สึกเพื่อน

รินตกใจกับสายตาสามี ศรัณย์บอกถ้ารินอยากอยู่ก็อยู่โดยไม่มีตน แล้วชวนแก้วกลับ ชรัตน์งงวิ่งตามศรัณย์สั่งเสนอเอารถมารอรับ รินตามมาถามว่าเขาโกรธอะไร เขาเหน็บ

“เมื่อครู่คุณเดินลงมาจากชั้นบนราวกับเจ้าหญิง คุณกลายเป็นเจ้าหญิงสูงศักดิ์ไปแล้ว สูงจนผมเอื้อมไม่ถึงอีกต่อไป” ชรัตน์ยังงงจับแขนถามเป็นอะไร ศรัณย์สะบัดออก “นายเป็นแบบนี้อีกแล้ว เป็นแบบนี้ทุกที ฉันต้องเป็นฝ่ายทนนายมาตลอด แต่ครั้งนี้มันสุดๆแล้วว่ะชรัตน์ หัดคิด ถึงจิตใจคนอื่นบ้างสิวะ คนที่เขาจนคนที่เขาเกิดมาไม่มีเท่าแก แกเคยคิดถึงจิตใจคนอื่นบ้างไหม”

ชรัตน์ยังงงถามต้องทนคบตนมาตลอดสิบกว่าปีหรือ ศรัณย์พรั่งพรูความอัดอั้น ว่าตั้งแต่พ่อตายบ้านและทรัพย์สินถูกยึด ตนต้องไปอยู่วัด เวลานั่งรถไปเรียน ตนยอมอ้อมเพื่อไม่ต้องผ่านบ้านนี้ ไม่ต้องการให้ความทรงจำเรื่องพ่อตายย้อนคืนมา ทันใดดวงสวาทโผล่มาทำเสียงปัง!

“เสียงปืน...ปัง มันยังดังลั่นในความรู้สึกทุกครั้งที่เห็น ยังได้ยินเต็มสองหูทุกครั้ง”

บุรณีโวยดวงสวาทเกี่ยวอะไรด้วย รินถามศรัณย์จริงอย่างที่ดวงสวาทพูดหรือ ดวงสวาทยิ้มเยาะว่าจริงทุกคำเพราะเขาเป็นคนบอกตน แปลกที่ภรรยากลับไม่รู้ ไหนว่ารักกันมาก ชรัตน์ไม่เคยคิดมาก่อนถามแก้วว่ารู้สึกอย่างนั้นหรือ เธอพยักหน้าเล่าว่า วันที่ทนายครอบครัวเขามาแจ้งยึดบ้าน วันนั้นเจ้าคุณก็ยิงตัวตาย ชรัตน์ตกใจไม่รู้มาก่อน ดวงสวาทตอกย้ำอย่างสะใจ

“รพิพันธ์ครอบครองทุกอย่างของศิวะเวทย์ และเป็นเหตุให้เจ้าคุณนิติตาย หล่อนกลายเป็นรพิพันธ์ไปแล้ว คราวนี้จะทำยังไงดีล่ะจ๊ะ คุณหนูคนสวย”

รินรู้สึกแย่ที่รู้ว่าได้ทำร้ายจิตใจคนรัก ชรัตน์ท้วงว่าตนหวังดี ต่อให้รพิพันธ์เป็นเจ้าหนี้ศิวะเวทย์ เราก็เป็นเพื่อนรักกันมาตลอดไม่ใช่หรือ ศรัณย์ระบายความอัดอั้น “เวลาที่นายมีรถเก๋ง มีแผ่นเสียงใหม่ ไปเที่ยวหรูหรา นายสู้อุตส่าห์พาฉันในคราบยาจกไปด้วย ต่อให้คนมอง ฉันก็อดทนเพราะรู้ว่านายไม่คิดอะไร แต่วันนี้คนที่มางานทุกคน สายตาที่มองฉันเหมือนมองหนูตัวใหญ่ๆที่ตกถังข้าวสารของเมีย ฉันรับไม่ได้จริงๆ”

รินใจหายวาบ น้ำเสียงดวงสวาทเยาะหยันขนาดเพื่อนยังเจ็บ แล้วที่เป็นผัวเมียกันจะขนาดไหน ลำบากแน่แม่เศรษฐีคนใหม่...ชรัตน์แก้ต่างว่าศรัณย์ถือทิฐิไม่เข้าเรื่อง สายตาคนนอกจะสำคัญกว่าความรู้สึกของเมียและเพื่อนหรือ เขาควรยินดีกับรินถึงจะถูก ที่เมื่อก่อนไม่มีพ่อไม่มีอะไรเลย ศรัณย์โต้และเดินเข้ามาหาริน “เรื่องดีใจฉันดีใจด้วยอยู่แล้ว ดีใจจนไม่อยากให้ตัวเองเป็นตัวถ่วงความเจริญของเขาด้วยซ้ำ หล่อนอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ ดูแลคุณพ่อเป็นเพื่อนพี่ชาย บริหารจัดการความร่ำรวยพวกนี้ไปก่อน ฉันยังมีงานต้องทำ ไว้เสร็จงานของฉันแล้วเราค่อยคุยกัน”

“ไม่ๆ คุณจะเดินหนีไปไม่ได้นะคะ” รินไม่ยอมเดินตามมาดักหน้าศรัณย์ “เรื่องระหว่างรพิพันธ์กับศิวะเวทย์ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”

“ตอนนี้หล่อนมีพี่ชายที่ดูแลหล่อนอย่างดี มีทรัพย์สมบัติที่ใช้ชาตินี้ก็ไม่หมด ปลัดจนๆอย่างฉันไม่คู่ควรกับหล่อนอีกต่อไปแล้ว”

รินน้ำตาร่วงเผาะ ดวงสวาทตบมือสะใจยืมคำของสายมาพูด...เอาแล้วเอาหล่า เสนอหมั่นไส้อยากผลักกระถางล้มใส่ ศรัณย์ระบายความอัดอั้นอีกว่า ไม่เคยนึกฝันว่าจะได้กลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีก เงินเดือนข้าราชการจนๆไม่มีปัญญาซื้อบ้านให้รินได้ เธอโชคดีแล้ว รินบอกตนทำเพื่อเขาและแม่แก้ว...แก้วเอ่ยปากขอบใจ บุรณีช่วยพูดว่าที่ชรัตน์ยกบ้านนี้ให้เพราะความเป็นเพื่อน ชรัตน์มองด้วยสายตาขอบคุณ รินกล่าวทั้งน้ำตา

“ฉันขอโทษที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่เราจะโกรธกันด้วยเรื่องนี้จริงหรือคะ”

ชรัตน์เริ่มทนไม่ไหวบอกรินไม่ต้องขอโทษ ความ ผิดทั้งหมดอยู่ที่ตน ตนเพิ่งรู้ว่าความเป็นเพื่อนของตนไม่มีค่าเลย ศรัณย์อึ้งตัดบทขอตัวกลับไปทำงาน ไม่วายดวงสวาทเยาะอีก

“ไปแล้ว หันหน้าหนีไม่มีอาลัย ไม่มีคำตอบว่าจะทำยังไงกับเมียคนนี้ จะเลิกก็ไม่ได้ จะอยู่ต่อก็ไม่มีใจ อนิจจา...ความรัก”

เสนอสุดทนผลักกระถางล้มกลิ้งใส่ ดวงสวาทโดดหลบแทบไม่ทัน โวยวายลั่น บุรณีกอดปลอบริน แก้วมองด้วยความสงสารและเข้าใจ...หลังจากนั้น รินกราบขอโทษแก้ว เสียใจที่กลายเป็นแบบนี้ ความรักอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้เรารู้จักกันมากขึ้นเลย แก้วขอให้ให้เวลาศรัณย์สักพัก

ด้านชรัตน์เสียใจไม่น้อย บุรณีมาปลอบว่าเห็นใจที่เขาทำดีไม่ได้ดี ท่าทางศรัณย์เป็นคนคิดมาก จะกลับมาใช้ชีวิตกับรินอีกไหม เพราะรินกลายเป็นรพิพันธ์ไปแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ชรัตน์กุมขมับปวดหัว...ศรัณย์เองก็เครียดคิดหนักเรื่องรินจนไม่มีกะจิตกะใจจะประชุม

ooooooo

ตกดึก อรุณเห็นบารนีย่องออกจากบ้านก็รู้ว่าหนีเที่ยวอีกจึงตามไปด้วยความเป็นห่วง ไม่วายพอได้ยินนักเที่ยวคุยกันว่าหนีเมียมาคลอเคลียกับสาวอื่น บารนีก็เข้าไปด่าว่าทั้งสองยกใหญ่อรุณต้องเข้าไปขอโทษจ่ายเงินค่าเสียหายให้ ก่อนจะลากเธอออกมากอดปลอบให้สงบอารมณ์

ไม่ต่างจากศรัณย์ที่ตั้งด่านดักจับเสือขาวอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาอดคิดถึงรินไม่ได้จนทนความเจ็บปวดไม่ไหว ร้องไห้ออกมาท่ามกลางความมืดคนเดียว...รินเองก็ทนทุกข์กับความเจ็บปวด นั่งร้องไห้เฝ้าพระพิจารณ์เงียบๆ

รุ่งเช้า เสนอเอาปิ่นโตมาให้ศรัณย์ถึงที่ด่านตั้งจุดสกัด และบอกเขาว่ารินได้ปิดบ้านศิวะเวทย์ไปแล้ว เอาแต่ร้องไห้ อยากให้เขากลับไปคุยกันให้รู้เรื่อง ศรัณย์นิ่งไม่รู้จะทำอย่างไรดี...

ดวงสวาทเริงร่าเข้ามาหารินที่บ้านรพิพันธ์ อ้างเอาของมาฝากชรัตน์กับช้องนาง รินจะไปตามทั้งสองมาให้ เธอกลับเรียกไว้ “ยังไม่หมดจ้ะ อันนี้แพงสุด ผ้าเช็ดหน้ากรุด้วยลูกไม้ฝรั่งเศส ไว้ให้หล่อน...ซับน้ำตา”

รินหันกลับมามองหน้านิ่งไม่แสดงอาการโกรธหรือเศร้า ถามช่วงนี้เธอคงมีความสุขมาก ดวงสวาทรับว่าที่สุด เพราะคนโกหกไม่สมควรได้คนดีๆอย่างศรัณย์ไป รินสวนเชือดนิ่มๆ

“ความสุขจอมปลอม ความเชื่อก็ปลอม หลอกตัวเองว่ามีเหตุผลที่จะทำร้ายฉัน ทั้งที่ทั้งหมดเกิดจากความอิจฉาริษยา เกิดจากความเลวในใจของคุณเอง”

“หล่อนด่าฉันอีกแล้วนะ!” ดวงสวาทเป็นฝ่ายโมโหเสียเอง

“ก่อนหน้าที่คุณมา ฉันไม่มีแรงเลย แต่ตอนนี้ผ้าเช็ดหน้านี่ ฉันจะเก็บเอาไว้กับตัว เก็บเอาไว้เตือนใจ จะระลึกเอาไว้ว่า ชีวิตชีวิตหนึ่งมีคนรอเหยียบเรามากมายแค่ไหน และเราจะไม่มีวันทำให้เขามีความสุข...ขอบคุณ นะคะ” รินมองผ้าเช็ดหน้าแล้วถือเดินออกไป

ดวงสวาทเต้นเร่าๆด่าไล่หลังว่าจะไม่มีวันได้ใช้ชีวิตกับศรัณย์อีก เพราะเขาไม่มีทางทำใจได้ รินหันมาโต้ “หัวใจคุณมีแต่ความโกรธเกลียด ชีวิตน่ะมีขึ้นมีลง วันไหนคุณตกต่ำ ความโกรธเกลียดมันจะโถมใส่ตัวคุณ คิดถึงหน้าฉันเอาไว้นะคะ คิดถึงคำพูดที่คุณเยาะเย้ยฉัน เวลาคุณลำบาก คุณจะเห็นหน้าฉันเยาะเย้ยคุณ เหมือนที่คุณทำกับฉันวันนี้ จำเอาไว้!”

ดวงสวาทยืนแค้นใจที่ผิดหวังไม่อาจทำให้รินโกรธได้...กลับเข้าบ้านเห็นพ่อกับแม่กำลังวุ่นวายกับการโทรศัพท์ จึงถามมีปัญหาอะไรกัน มหินท์รีบบอกว่ามิสเตอร์จิมผู้จัดการห้าง จู่ๆหายตัวไป บริษัทได้เซ็นเช็คให้เขาไปซื้อที่ดินเป็นล้าน มาหายตัวไปไม่เข้าบริษัท ไม่ทันไรนริศเดินหน้าเครียดเข้ามารายงานว่ามิสเตอร์จิมไม่อยู่ทั้งที่โรงแรมและบริษัท มหินท์ถามเสื้อผ้ายังอยู่ไหม นริศตอบว่าไม่ทราบ กลัวเสียมารยาทที่จะเข้าไปค้น มหินท์ลุกพรวดหมั่นไส้นริศขึ้นทุกที

“โฮ้ย! ยังมามัวสนใจเรื่องมารยาทอะไรอีก ใช่สิมันเงินครอบครัวผม ไม่ใช่เงินคุณชาย ถึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ได้ ไปๆ กลับไปโรงแรมไปเฝ้ามันจนกว่ามันจะกลับ ผมจะไปด้วย”

นิจพยายามโทร.ต่อ ดวงสวาทเซ็งไม่อยากเอาความทุกข์มาเพิ่มในหัวอีก ปลอบๆแม่ไปว่ามิสเตอร์จิมท่าทางรวยคงไม่โกงเรา อาจไปเที่ยวไหนเดี๋ยวก็กลับ

ooooooo

ปัญหาหนักอก รินครุ่นคิดจนตัดสินใจมาพูดต่อหน้าพระพิจารณ์ ช้องนางและชรัตน์ ว่าความรัก ของตนกับศรัณย์เราแทบไม่รู้จักกันมาก่อนแต่งงาน เหตุนี้จึงเกิดเรื่องเพราะรู้จักกันไม่มากพอ ช้องนางปลอบอย่าเพิ่งเสียกำลังใจ อายุยังน้อยค่อยๆเรียนรู้กันไป แต่รินกลับบอกว่า

“คุณศรัณย์เป็นคนแปลก เขาอุทิศทั้งชีวิตเพื่อปราบปรามโจรโดยไม่สนใจต่อลาภยศ สรรเสริญ การที่หนูเป็นแค่ลูกชาวป่าชาวดง กลับทำให้เขารู้สึกอบอุ่นปลอดภัย” ชรัตน์ไม่เข้าใจ

“ชีวิตคู่อยู่ด้วยความรักอย่างเดียวไม่ได้หรอกค่ะ หนึ่งบวกหนึ่งต้องรวมเป็นหนึ่ง รวมเป็นสองไม่ได้ ดิฉันอยากจะขออนุญาตคืนทรัพย์สินต่างๆให้กับรพิพันธ์ ไม่ขอรับทั้งบ้านทั้งตำแหน่งต่างๆ คุณศรัณย์จะได้สบายใจ”

พระพิจารณ์ส่งเสียงอ้อแอ้ไม่ยอม ชรัตน์ไม่รับคืน เธอต้องให้โอกาสพวกเราชดเชย รินน้ำตาคลอ “โธ่คุณพ่อ... ช่างกรุณาหนูเหลือเกิน”

ช้องนางบอกว่าพี่ชายตนไม่ใช่คนเจ้าชู้ เป็นสุภาพบุรุษ ทุกอย่างที่ทำลงไปจะรับผิดชอบ ชรัตน์โทษคนผิดคือศรัณย์ไม่ใช่ริน ขอให้รินเห็นแก่พ่อ ท่านเจ็บมากเมื่อรู้ว่าเธอเป็นคนใช้ ชีวิตยังอีกยาวไกลให้เก็บทรัพย์สมบัติพวกนี้ไว้อาจจำเป็นในอนาคต พวกตนไม่ยอมให้เธอลำบากอีก ช้องนางย้ำว่าจะไม่รับคืนและปลอบว่าให้เวลาศรัณย์คิดสักพัก เขาต้องคิดได้...พระพิจารณ์ดิ้นรนร้องว่าของริน...ของริน... ทำให้รินน้ำตาร่วงเข้าไปกอดพ่อ ตระหนักในความรักของพ่อ

เช้าวันใหม่ นิจกับมหินท์ปลุกดวงสวาทให้ตื่นมาเก็บของไปสนามบิน เพราะมิสเตอร์จิมเชิดเงินบริษัทหนีออกนอกประเทศไปแล้ว เราต้องหนีเจ้าหนี้ หนีกรรมการบริษัทคนอื่นๆ ตอนนี้เรายังเอาทรัพย์สินออกไปได้บ้าง ถ้ารอเขาฟ้องจะไม่เหลืออะไรเลย...ดวงสวาทตกใจถามหานริศ นิจโวยไม่รู้อยู่ไหน เป็นตัวต้นเหตุแท้ๆ บริหารผิดแถมโง่โดนเขาหลอกอีก มหินท์ใส่ยับ

“พ่อไม่ฆ่ามันตายก็ดีเท่าไหร่แล้ว อยากจะทำห้างอยากจะเอาฝรั่งมาแล้วไง เจอฝรั่งซี้ซั้วพลอยทำให้เราลำบากไปด้วย”

ดวงสวาทหวั่นใจถ้าหนีแล้วจะกลับมาไม่ได้อีก ชีวิตตนต้องอยู่เมืองไทย โวยตนไม่เกี่ยวข้องด้วยตนจะไม่หนี มหินท์กับนิจอ่อนใจจึงบอกถ้าโดนยึดบ้านยึดรถหมดแล้วก็บินตามไปแล้วกัน ทั้งสองหอบกระเป๋าลงมาข้างล่าง เจอนริศนั่งซึมอยู่ นิจโมโหก็อดด่าว่าไม่ได้

“จำเอาไว้ ครอบครัวฉันพินาศเพราะแก ขอให้แกถูกตำรวจจับ ขอให้แกล้มละลาย ขอให้ตกนรกหมกไหม้เพราะคำสาปแช่งของฉัน”

นริศรู้สึกผิดจริงกราบขอโทษ ทั้งสองไม่สนใจพากันออกไป ดวงสวาทลงมาถึงพุ่งเข้าถามนริศนี่มันอะไรกัน เขาบอกว่ามิสเตอร์จิมมีสิทธิ์จัดการเรื่องเงินทุกอย่าง เขาวางแผนมาโกงเรา ตนคิดไม่ถึงจริงๆ หญิงสาวสุดทนด่าว่าผู้เป็นสามีว่าโง่อย่างที่พ่อบอกจริงๆ นริศร้อนรนบอกที่ทำทั้งหมดก็เพื่อเธอ เพื่อให้ได้วังคืนมาให้เธอ ไม่อย่างนั้นตนคงเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างที่ตั้งใจไว้ ดวงสวาทตวาดอย่ามาโทษ นริศเกาะแขนภรรยาร่ำไห้อย่าโกรธอย่าเกลียดตนเพราะตนทนไม่ได้ เธอเน้นทีละคำด้วยความเกลียดชัง “ไป...ตาย...ซะ!”

นริศผงะ ดวงสวาทย้ำว่าเขาหลอกตนว่าเขามีทุกอย่าง เขาสวน “ผมไม่เคยหลอก คุณต่างหากที่คิดไปเองว่าผมมี ตำแหน่งคุณชายไม่ใช่หรือที่คุณต้องการ”

“คุณหลอก! คุณหลอกด้วยการไม่พูดไงล่ะ นี่แหละคือการหลอกลวง!”

“คุณพ่อคุณแม่ของคุณต่างหากที่ไม่เคยถาม ทุกคนเชื่อเปลือกของผม ทุกคนมีแต่ความโลภ และความโลภพวกนั้นก็บังตา ผมไม่ผิด!”

ดวงสวาทโกรธเข้าทุบตีที่มาด่าว่าพ่อแม่ และโทษว่าเขาทำลายชีวิตตนพินาศไม่เหลืออะไร หญิงสาวร้องไห้วิ่งหนีไปเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า ขับรถออกไป ทิ้งนริศไว้ลำพัง

สุดท้ายดวงสวาทก็ไม่รู้จะไปไหนนอกจากมาหาศรัณย์ที่กรมการปกครอง เขาตกใจและพอรู้เรื่องของเธอ ก็พาเธอมาพักกับแม่ที่บ้านน้ากล่ำ แก้วปลอบดวงสวาทด้วยเคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาก่อน และจัดที่นอนให้เธอได้พัก

ooooooo

เมื่อรินยอมรับสมบัติไว้ พระพิจารณ์ก็มีกำลังใจขึ้น ตั้งใจทำกายภาพบำบัดจนพยาบาลเอ่ยปากกับรินว่าท่านมีกำลังใจรักษาตัวเพราะเธอ พระพิจารณ์พยายามพูดว่า รักริน รักชรัตน์ และรักน้อง รินยิ้มปลาบปลื้มยิ่งเข้าใจความหมายที่เจ้าคุณบำรุงสอน

“คนที่รอความรัก จะต้องรอไปตลอดชาติ คนที่คาดหวังในความรัก จะผิดหวังเสมอ แต่คนที่สร้างความรักด้วยตัวเอง ไม่รอไม่ยอมแพ้ เขาจะมีความรักอยู่รอบตัว... วันนี้รินจะออกไปสร้าง ออกไปสู้เพื่อความรัก คุณพ่ออวยพรให้รินนะคะ”

พระพิจารณ์บีบมือรินพูดว่า รัก...รัก...ยิ่งทำให้รินมีกำลังใจมุ่งมั่น ในขณะเดียวกัน ชรัตน์เห็นข่าวครอบครัวดวงสวาทก็เป็นห่วง รีบมาที่บ้านเธอ พบนริศนั่งซึมเศร้า พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่าทุกคนหนีไปแล้ว ตนไม่รู้จะหนีไปไหน ดวงสวาทเกลียดตน ชรัตน์จะพาหนีไปพักที่บ้านแต่นริศไม่ไป จะอยู่รับผิดชอบ แม้เจ้าหนี้จะฆ่าก็ยอม ตนอยากให้ดวงสวาทรู้ว่าตนรักเธอมาก

ขณะเดียวกัน รินให้คนขับรถพามาที่บ้านน้ากล่ำ เพื่อมาสร้างความรักกับศรัณย์ ตนจะสู้เพื่อความรัก แต่แล้วมาเห็นศรัณย์กำลังป้อนข้าวดวงสวาท กอดเธอท่าทางห่วงใย ดวงสวาทให้เขาสัญญาว่าจะไม่ทิ้งตน เขาสัญญา... รินได้ยินน้ำตาร่วงเผาะถอยกลับ ไม่ทันฟังที่ดวงสวาทพูด

“คุณหมดสิ้นทุกอย่างเพราะดวงหมดรักคุณ สิ่งที่ดวงทำกับคุณวันนั้น วันนี้ดวงโดนกรรมสนองแล้ว...ดวงขอโทษนะคะศรัณย์”

แก้วเห็นรถแล่นออกไปจากบ้านแต่ไม่รู้ว่ารถใคร ก็คิดว่าคงเป็นรถที่มาผิดบ้าน...รินมาร้องไห้กับบุรณีและบารนี บุรณีให้รินอ่านข่าวครอบครัวดวงสวาทว่าเธอคงกำลังลำบาก แต่บารนีกลับโวยวายว่าถ้าเป็นเพื่อนกันทำไมต้องกอดกันด้วย แถมว่าศรัณย์โกรธรินที่รินกลายเป็นเจ้าหญิง แต่ตัวเองมาทำแบบนี้ช่างเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัว รินรู้สึกว่าที่บารนีพูดก็มีส่วนถูก

“ช่วงนี้รินจะไม่ถามอะไรเขา จะรอให้คุณดวงสวาทดีขึ้นก่อน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรก็ไม่รู้ เรื่องเก่ายังไม่ได้คุยกันเลย หรือบางทีเราคงไม่มีวาสนาต่อกัน” รินสะอื้นสมเพชตัวเอง

ooooooo

วันต่อมา ศรัณย์มาประชุมที่กรมการปกครองตามปกติ ขณะที่เสือขาวพาพรรคพวกเสือชินข้ามแม่น้ำมาด้วยแพ ในใจเคียดแค้นศรัณย์มากที่ทำให้พวกตนต้องเดินทางลำบากขึ้น

แก้วคอยดูแลหาข้าวหายาให้ดวงสวาท แต่เธอก็คร่ำครวญจะหาศรัณย์ ไม่ฟังแก้วอธิบายว่าเขาไปทำงาน สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหวแต่งตัวแอบหนีไปนั่งดื่มที่คลับแห่งหนึ่ง เผอิญเจอกับบารนีที่เมานิดๆ จึงโดนบารนีประจานเสียงดัง “เจ้าข้าเอ๊ย มาดูผู้หญิงตกอับที่ถูกฝรั่งโกงลงข่าวในหนังสือพิมพ์กันเร็ว หน็อย...ยังกล้าออกมาเจอหน้าผู้คนไม่กลัวตำรวจจับเลยนะ”

ดวงสวาทเห็นผู้คนมองมาและซุบซิบ เห็นสมรกับโฉมนั่งอยู่ไม่ห่างก็โบกมือหาพรรคพวก แต่สองสาวเมินหน้าทำเป็นไม่รู้จัก บารนีหัวเราะเยาะ ว่าเมื่อก่อนทะนงตนไม่เห็นหัวใคร ถึงเวลาตกต่ำทุกคนยิ่งเหยียบให้จมดินเป็นสองเท่า...ดวงสวาทตวาดจะหาเรื่องกันใช่ไหม

“ยัยรินน่ะเขาผู้ดี เขาด่าหล่อนอย่างผู้ดี แต่คนอย่างหล่อนด่าแบบนั้นไม่รู้สึกตัวหรอก มันต้องเจอฉัน... เลิกยุ่งกับศรัณย์! เลิกทำร้ายจิตใจคนอื่น เพราะตอนนี้หล่อนไม่มีอะไรเหลือให้คนอื่นเขามาสนใจแล้ว” ดวงสวาทเต้นเร่าๆเงื้อมือจะตบ บารนีสวน “ยังไม่เลิก ยังไม่เข้าใจอีก ที่ผ่านมาคนคบหล่อนเพราะเกรงใจในวงศ์ตระกูลเกรงใจอำนาจเงิน แต่ตอนนี้ถ้ายังไม่รีบทำความดี เพื่อนทุกคนก็จะตีจากไปแม้แต่ศรัณย์ เขาจะทนหล่อนไม่ได้ เขาไม่ต้องการหล่อนอีกแล้วรู้ไว้”

ดวงสวาทตะโกนลั่นไม่จริง บารนีลากตัวออกไปบอกอย่าทำให้คนอื่นเขาหมดสนุก เธอร้องกรี๊ดๆให้ปล่อย บารนีจึงผลักล้มลงหน้าทางเข้าและไล่ให้ไสหัวไป ไปจากสังคมนี้ ไปจากชีวิตคนรอบข้างตน ดวงสวาทร้องไห้โฮ บารนีสะใจบอกคนเลวอย่างเธอต้องเจอคนเลวอย่างตน

แก้วเห็นดวงสวาทหายไปก็ตกใจ ศรัณย์กลับมารู้เรื่องรีบไปตามที่บ้านมหินท์ เจอนริศยังนั่งเบลอถามว่าเป็นนักข่าวหรือกรรมการ หรือทนายความ เขาจึงแนะนำตัวว่าชื่อศรัณย์ นริศเงยหน้ามองรีบถามว่าดวงสวาทอยู่กับเขาหรือเปล่า ศรัณย์บอกว่าตนก็มาตามหาเธอ นริศยอมรับว่าศรัณย์ดูดีกว่าตน เหตุนี้ดวงสวาทถึงตัดใจจากเขาไม่ได้ ศรัณย์รีบบอกว่าตนแต่งงานแล้วไม่มีทางกลับไปหาเธอได้อีก นริศหัวเราะเยาะตัวเองแล้วร้องไห้ออกมา ศรัณย์แปลกใจว่าเขาเป็นอะไร แล้วฉุกคิดว่าดวงสวาทเคยพูดถึงสะพานที่ตนเคยโดดน้ำตอนโดนเธอบอกเลิก จึงผลุนผลันไป

ด้านรินพยายามจะหักใจ ให้คนรถขับพามาที่บ้านศิวะเวทย์ นั่งคิดอะไรมากมายแล้วเดินเข้าไปในห้องพระนิติ เห็นบนโต๊ะทำงานมีกล่องไม้วางอยู่ บนกล่องมีพระพุทธรูปตั้งทับ ข้างหน้ามีกระถางธูปและเชิงเทียน ดูเผินๆเหมือนหิ้งพระ จึงพนมมือไหว้บอกเจ้าคุณ

“หากท่านยังอยู่ที่นี่ ได้โปรดรับคำขอขมาจากดิฉัน ผู้ที่ได้ครอบครองบ้านหลังนี้โดยไม่ศึกษาประวัติให้ดี เพราะท่านดิฉันจึงได้แต่งงานกับคุณศรัณย์ แต่แล้วดิฉันก็ทำให้เขาเสียใจ ดิฉันขออโหสิกรรมจากท่านในทุกการกระทำเจ้าค่ะ” รินกราบแล้วยกพระพุทธรูปลงเพื่อเปิดกล่องดู แล้วต้องตกใจ ในนั้นมีปืนที่ท่านเจ้าคุณใช้ยิงตัวตาย รินหยิบปืนขึ้นมามองด้วยดวงตาทุกข์ระทม

“ชีวิตที่ไม่มีอะไรเหลือ กระสุนเพียงนัดเดียวจบความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่อยู่ในหัวของเรา”

แก้วร้อนใจนั่งรอฟังข่าว เสนอถามว่าดวงสวาทจะฆ่าตัวตายเหมือนท่านเจ้าคุณไหม แก้วถอนใจบอกเวลาความทุกข์ถึงที่สุด คงมีชั่วขณะที่คิดทำแบบนั้น ระหว่างที่แก้วสนทนากับเสนอ รินยังกำปืนไว้ในมือ ดวงสวาทเดินร้องไห้มาบนสะพานอย่างหมดสิ้นทุกอย่าง แก้วบอกเสนอว่า

“บางคนตายเพราะอยากจบชีวิตที่คิดไปเองว่าไม่มีทางออก คนบางคนตายเพราะอยากอยู่ในชีวิตของคนที่เขารัก ให้จดจำไปตลอด คนพวกนี้คือตายเพื่อประชด เขาถึงเรียกว่าคิดสั้น คิดสั้นๆด้วยความอ่อนแอและเขลาเบาปัญญา คนที่เราประชดเขาร้องไห้ไม่นาน จากนั้นเขาก็ลืมเราไปใช้ชีวิตกับคนรักใหม่ ธรรมชาติชีวิตมันก็เป็นของมันอย่างนั้น”

ด้านนริศยังร้องไห้คร่ำครวญว่าตนผิดเอง ที่ทำทุกอย่างเพราะรักดวงสวาท...คำพูดของรินยังก้องอยู่ในหูดวงสวาท ที่ว่าชีวิตมีขึ้นลง วันไหนที่ตกต่ำ ความโกรธความเกลียดมันจะโถมเข้าใส่ ให้จำหน้าตนไว้ คิดถึงคำที่เคยเยาะหยัน เวลาที่ลำบากจะเห็นหน้าตนเยาะเย้ยเหมือนที่ทำกับตน จำเอาไว้...ดวงสวาทยังคิดถึงคำด่าของบารนีที่ว่าศรัณย์ไม่ต้องการตนแล้ว ยิ่งทำให้สิ้นหวัง ตัดสินใจกระโดดลงไปในแม่น้ำ

เสียงแก้วยังให้แง่คิดกับเสนอว่า “ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีอะไรเหลือนั่นยิ่งแล้วใหญ่ ตกเป็นทาสของอารมณ์ชั่ววูบจนมองไม่เห็นใครที่เขารักเรา ไม่เห็นแม้หนทางอีกหลายร้อยวิธีที่จะแก้ปัญหา เสนอเอ๊ย คนเรามีลมหายใจไว้แก้ปัญหา ไว้มีความสุขนะ ไม่ใช่เอาไว้ทุกข์”

รินเก็บปืนลงกล่องอย่างเดิมและกลับบ้านรพิพันธ์ ส่วนนริศทานยาเข้าไปมากมายเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง... ศรัณย์โดดน้ำลงไปช่วยดวงสวาทขึ้นมาได้และพาส่งโรงพยาบาล พอเธอรู้สึกตัวก็ร้องไห้ฟูมฟายว่าช่วยตนทำไม ศรัณย์ให้เธอทำใจให้สงบ ก่อนจะบอกว่านริศกินยาฆ่าตัวตาย ตอนนี้ศพอยู่ที่โรงพยาบาล ดวงสวาทช็อกนิ่งอึ้งน้ำตาไหลพราก เพราะตนที่ให้เขาไปตาย

เมื่อรินกลับมาบ้านด้วยสีหน้าเศร้า ชรัตน์บอกข่าวนริศ เธอตกใจมาก ชรัตน์เป็นห่วงดวงสวาท รินจึงบอกว่าไม่ต้องห่วงเธอมีศรัณย์คอยดูแล ชรัตน์ชวนรินไปเยี่ยม ที่โรงพยาบาล

ooooooo

ดวงสวาทเสียใจนอนอยู่โรงพยาบาล เสนอถามแก้วด้วยความหวั่นใจ แค่ศรัณย์ไปทำงานเธอยังฆ่าตัวตาย แล้วถ้ากลับไปหาริน เธอจะทำร้ายตัวเองอีกไหม แก้วหนักใจ “นั่นสิ เรื่องคราวที่แล้วก็ยังเป็นปัญหาอยู่ มาเจอแม่ดวงสวาทเอาชีวิตเข้าแลกแบบนี้อีก ศรัณย์คงปวดหัวน่าดู”

ศรัณย์นั่งเศร้าอยู่ในสวนของโรงพยาบาล รินเดินมาเพราะไม่อยากเข้าไปให้ดวงสวาทเห็นหน้า ปล่อยชรัตน์เข้าไปคนเดียว ศรัณย์เห็นรินต่างสบตากันด้วยความคิดถึง เธอถามว่าดวงสวาททำร้ายตัวเองเพราะเขาใช่ไหม ศรัณย์ส่ายหน้าคงมีหลายเรื่องที่รุมเร้าเข้ามารินตัดสินใจบอกเขาว่า

“เมื่อวานฉันได้คิดอะไรบางอย่าง คุณพ่อไม่ยอมรับบ้านศิวะเวทย์คืน ฉันเลยคิดจะยกให้รัฐบาลเอาไปทำโรงพยาบาลสำหรับทหาร ตำรวจ” ศรัณย์หน้าตื่น “แบบนี้ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ฉันเองก็คงอยู่บ้านนั้นไม่ได้ เป็นการทำบุญให้คุณพ่อคุณ ให้แม่เรียงเจ้าของสมบัติชิ้นนี้”

ศรัณย์ถามแล้วเธอจะเหลืออะไร ให้คนเช่าก็ได้ รินบอกว่าตนยังมีที่ดินอีกนิดหน่อย แล้วก็เงินเดือน “ให้เขาเช่าแล้วคุณจะกลับมาอยู่กับฉันไหม เราจะได้อยู่เป็นสามีภรรยากันอีกไหม” เห็นศรัณย์นิ่ง “ทำไมถึงนิ่งไป ถึงยังไงคุณก็ยอมรับฉันไม่ได้งั้นหรือคะ หรือเพราะคุณดวงสวาทเธอไม่เหลือใครแล้ว เมื่อไหร่ที่คุณทิ้งเธอเธอก็คงฆ่าตัวตายอีก คุณเลยทิ้งเธอไม่ได้ เป็นแบบนี้ใช่ไหมคะ”

ศรัณย์สวน “ไม่ใช่ดวงสวาท ไม่ใช่ใครทั้งนั้น เพราะหล่อน เพราะหล่อนต่างหาก ชีวิตของฉันมีหล่อนเป็นดวงตะวันมานานแล้ว” รินตะลึง “เพราะฉันดึงหล่อนลงมาให้ตกต่ำไม่ได้ แม่คนใช้ก้นครัว ชั่วชีวิตของเธอลำบากมามากแค่ไหนแล้ว นั่งอยู่ในครัว ปรนนิบัติล้างห้องน้ำล้างเท้า ดูแลคนอื่นมามากขนาดไหน หล่อนไม่เหนื่อยหรือ ไม่อยากมีชีวิตที่มีความสุขรึไง”

“คุณคิดอย่างนี้จริงหรือคะ”

“อย่ายกบ้านให้การกุศลเลย หันมาทำอะไรให้ตัวเองบ้าง ฉันก็ไม่ต่างจากชรัตน์ ฉันอยากเห็นหล่อนเจริญขึ้น ดูหล่อนสิ ผิวพรรณกิริยามารยาทหล่อนเหมือนเจ้าหญิงของฉัน ของทุกคน”

รินน้ำตาไหลพรากบอกตนเป็นคนเดิม เป็นนางก้นครัว เป็นบราลี ศิวะเวทย์ ตนพอใจเป็นแบบนี้ ศรัณย์โต้แต่ความจริงเธอคือริน รพิพันธ์ ตอนนี้เธอต้องเป็นดวงตะวันของพ่อ ตนแย่งเธอจากท่านมาไม่ได้ คำว่าหน้าที่ที่เธอยึดถือมาตลอดจำไม่ได้หรือ รินสะอื้นว่าหน้าที่ที่ทำให้ห่างจากสามีที่รักสุดหัวใจ ศรัณย์แย้งว่าตอนนี้เสือขาวบ้าเลือดมาก กลายเป็นเสือร้ายที่ไม่กลัวความตาย ถ้ามันเข้าเขตปักษ์ใต้เมื่อไหร่คงล้างแค้นทั้งเมือง ตนยอมไม่ได้ ตนมีหน้าที่ต้องขัดขวาง รินถามเขาจะไปในเวลาที่ดวงสวาทเป็นแบบนี้ ได้หรือ ศรัณย์เห็นแก่ชาวบ้านจะทรยศพวกเขาไม่ได้

ศรัณย์คุกเข่าลงกับพื้น จับมือรินมากุมด้วยรู้สึกว่าครั้งนี้ตนจะรอดกลับมาได้หรือไม่ก็ไม่รู้ จึงไม่อยากมีภาระเป็นใครทั้งนั้น “เจ้าหญิงของฉัน เมื่อขึ้นไปอยู่ที่สูงแล้ว ก็จงใช้ชีวิตอย่างสง่างาม ให้สมกับความรักของพ่อของพี่หล่อน อย่าได้อาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งที่จะทำให้เธอตกต่ำลงไปอีก ยิ่งเธออยู่ในที่สูงเท่าไหร่ ฉันยิ่งมีความสุขเท่านั้น จำเอาไว้นะคนดีของฉัน” ศรัณย์จูบที่มือริน เธอร้องไห้ออกมามองสามีที่รักลุกเดินจากไปด้วยหัวใจโหยหา

ด้านเสือขาวพาเสือชิน เปิ่นและพวกเดินป่าไปยังค่าย พอเห็นหน้าผา เสือขาวก็บอกว่าข้างล่างคือปักษ์ใต้ ทุกคนมีกำลังใจขึ้นเซ็งแซ่จะถล่มทั้งเมืองให้จำพวกเราไปอีกนาน ในวันนั้น พู่เก็บสมุนไพรมาเต็มกระบุงเพื่อนหญิงอีกสามคนถามทำไมไปนานนึกว่าหนีไปแล้ว ท่าทางพู่มีพิรุธ เธอทำอะไรบางอย่างในป่า แต่บอกเพื่อนว่าจะหนีได้อย่างไร ยาสั่งของเสือขาวคงทำให้ตนเลือดออกทวารทั้งเจ็ดแน่ แต่ก็แปลกใจที่เสือขาวหายไปนาน

ไม่ทันไรเสียงม้าดังเข้ามา สี่สาวรีบออกไปดู สามสาวดีใจที่เสือขาวกลับมา พู่เข่นเขี้ยวในใจทำไมไม่ตายๆไป ยังพาพรรคพวกชุดใหม่มาอีก..บรรดานักโทษที่หนีมากับเสือชินพอใจกับทางเข้าค่ายที่สุดยอด พวกตำรวจหาทั้งชาติก็ไม่เจอ พอเห็นสาวๆก็กระชุ่มกระชวยขึ้น เสือขาวให้ทุกคนรับรองพวกของตนอย่างดี พู่ทำทีดีใจเข้ามาบีบนวดให้เสือขาว...

ด้านดวงสวาทเมื่อออกจากโรงพยาบาลก็มาเคารพศพนริศที่วัด คิดถึงความหวานชื่นกับเขาตอนไปฮันนีมูน คิดถึงที่เขาพาเที่ยวเต้นรำ และคำสัญญาที่เขาจะดูแลตนไปตลอดชีวิต จะหาเงินมาซื้อวังคืนเพื่อตน เธอทรุดลงร่ำไห้ “ฉันทำให้คุณตาย ฉันเองเป็นคนฆ่าคุณ ฉันขอโทษ”

ดวงสวาทนึกถึงคำพูดของตนที่บอกให้เขาไปตายเสีย เธอก้มลงกราบสะอึกสะอื้นแทบขาดใจอยู่ตรงนั้น ด้วยรู้สึกผิด

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #13 on: 10 July 2026, 21:46:57 »


ตอนที่ 13

สามสาวริน บุรณีและบารนี คุยกันเรื่องศรัณย์ รินเสียใจมาก บารนีโวยวายว่าศรัณย์พูดออกมาได้อย่างไรว่าจะวางรินอยู่ในที่สูง มันคือคำบอกเลิกชัดๆ แสดงว่าจะกลับไปคบคนเก่าเพราะเป็นหม้ายผัวตายแล้ว บุรณีปรามพี่สาวและปลอบริน

“คุณปลัดบอกแล้วไง ว่าเขาห่วงงาน เขาขอกลับไปทำงานก่อน เบาๆหน่อยพี่บารนี ที่ดวงสวาทฆ่าตัวตายน่ะ ส่วนหนึ่งก็เพราะปากของพี่นี่แหละ อย่าลืมสิคะ”

บารนีสะอึกแก้ตัวว่าไม่ได้ตั้งใจ รินเศร้ากังวลใจ ที่ศรัณย์ไม่ตัดสินใจให้แน่นอนลงไป ตนก็มีแต่ร้อนใจจนแทบจะเป็นบ้า บารนียุให้รินเลิกสนใจ เพราะยังสาว ยังสวย แถมรวยอีกต่างหาก ใช้ชีวิตให้มีความสุข คบผู้ชายคนใหม่ดีกว่า รินทำไม่ได้ เพราะนั่นเท่ากับตนมีชู้ บารนีฮึดฮัดเซ็งกับความคิดโบราณของริน ในที่สุดรินก็คิดออก จะหยุดคิดมากจะทำหน้าที่ของตนต่อไป

หลังจากวันนั้น รินก็ออกงานสังคมกับชรัตน์และช้องนางมากขึ้น เข้าทำงานในบริษัท มีคนถ่ายภาพให้ทุกอิริยาบถ แล้วรินก็เอาภาพเหล่านั้นมาให้พระพิจารณ์ดู

“ดูสิคะหนูสวยไหม สวยสมกับเป็นลูกสาวคุณพ่อ เป็นรพิพันธ์เลยเห็นไหมคะ...ชีวิตที่พ่ออยากให้หนูเป็น หนูได้ทุกอย่างตามที่คุณพ่อต้องการแล้วเห็นไหมคะ ไม่ต้องกลัวแล้วนะคะว่าคุณพ่อไม่ได้ชดเชยให้หนู”

พระพิจารณ์ยิ้มหน้าตาสดชื่นพยายามเปล่งเสียงว่า ดี...ดี...ดีใจ ด้านดวงสวาทยังเศร้าเสียใจที่เป็นเหตุให้นริศฆ่าตัวตาย แก้วต้องคอยปลอบ ศรัณย์เองก็เอาแต่ซึมเศร้าเหม่อลอย เสนอเห็นแล้วถอนใจ ที่ไปบอกเลิกเมียแล้วก็มาเศร้าเอง

คืนนั้นรินนอนไม่หลับ เดินออกมายืนมองบ้านที่ตระหง่านตรงหน้า ชรัตน์ออกมายืนเป็นเพื่อน เธอรำพึง “บ้าน สมบัติพัสถาน ที่ผู้คนดิ้นรนอยากได้ถึงกับเอาชีวิตเข้าแลก แต่เมื่อได้มาแล้วต้องเสียครอบครัวไป บ้านก็เป็นได้แค่ก้อนอิฐและกองปูน”

ชรัตน์ถามคิดถึงศรัณย์ใช่ไหม รินโผเข้ากอดพี่ชายบอกคิดถึงบ้านไม้ บ้านพักข้าราชการหลังนั้นที่สุด ชรัตน์จึงปลอบว่า สักวันมันต้องมีทางออกให้อดทนไว้

เช้าวันใหม่ รินนั่งทำงานอยู่บริษัท บุรณีมาหายื่นหนังสือบัญชีเบื้องต้นให้ รินรับหนังสือมาแล้วขอบคุณ เพราะเมื่อวานมีการประชุมฝ่ายบัญชี ตนฟังไม่รู้เรื่องเลยต้องรบกวนให้ช่วยหาหนังสือมาให้ บุรณีบุ้ยใบ้ไปทางชรัตน์ที่นั่งหลับอยู่โต๊ะถัดไป ว่าคนนั้นเขาเข้าใจไหม รินยิ้มๆ

“เมื่อวานก็หลับแบบนี้เหมือนกันค่ะ”

“ตัวเป็นรองผู้จัดการไม่รู้เรื่อง ตัวยังขอหนังสือมาอ่าน แล้วนายคนนี้เป็นผู้จัดการ ช่างไม่เดือดร้อนอะไรเลย” สองสาวหัวเราะคิก

ชรัตน์งัวเงียพึมพำว่าฝันดี ฝันเห็นบุรณี แล้วสะดุ้งพรวดขึ้นมา “เฮ้ย! คุณมาจริงๆนี่”

บุรณีบอกกำลังจะกลับแล้ว เวลาทำงานไม่อยากรบกวนนาน ชรัตน์ลุกขึ้นห้าม บอกตนเป็นเจ้าของบริษัท ใครจะมาว่าได้ บุรณีตำหนิ เพราะเป็นเจ้าของถึงทำไม่ได้ เจ้าของไม่รักษาระเบียบวินัย แล้วองค์กรจะมีระเบียบวินัยได้อย่างไร ชรัตน์หน้าเจื่อนที่เธอพูดถูก

บุรณีเดินไปชรัตน์วิ่งตามมา “งั้นผมพาคุณออกไปนอกบริษัท ไปทานไอศกรีม นั่งคุยกันไม่ให้พนักงานเห็น แบบนี้ได้ใช่ไหมครับ”

“คุณจะคุยกับฉัน คุยเรื่องอะไรคะ”

“ก็เรื่องทั่วไป เยอะแยะออก ผม...เอ้อ คิดถึง...”

บุรณีตัดบท “คุณเลิกสนใจฉันเถอะค่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก”

ชรัตน์โอดโอยที่โดนตัดหนทาง บุรณีบอกว่าตนกำลังจะเรียนจบปริญญาตรีและสอบชิงทุนไปเรียนต่อจะหายไปหลายปี เขาควรหาผู้หญิงที่มีเวลาดูแลเขาไม่ใช่ผู้หญิงบ้าเรียนอย่างตน

“พูดตรงตีเข้าแสกหน้าเลยทีเดียว”

“ฉันไม่อยากให้คุณเสียเวลา เสียประโยชน์ ผู้ชายอย่างคุณมีคนดีๆ คนสวยๆรอเข้าคิวมากมาย ให้ฉันเป็นน้องสาวคุณเหมือนกับริน แบบนี้ดีแล้ว ว่าไหมคะ”

ชรัตน์ยืนตัวชา “นี่เราโดนบอกเลิกตั้งแต่ยังไม่คบเลยนะนี่”

บุรณีเดินออกมาสีหน้าเศร้าลงเพราะไม่เห็นชรัตน์ตามออกมา ก็หลับตาตัดใจเดินฉับๆไป ในขณะที่ชรัตน์กลับเข้ามาในห้องทำงาน รินเห็นหน้าเศร้าจึงทักเป็นอะไร เขารำพันอกแตกหักเป็นเสี่ยงๆ ท่าทางเขายังช็อกอยู่

ooooooo

กลางดึกหน้าบ้านพักศรัณย์ มีรถปิกอัพคันหนึ่งแล่นมาจอด เสริมซึ่งเข้านอนแล้วได้ยินเสียง เดินออกมาดู ตะโกนถามมาทำอะไร เสือชินเป็นคนขับตะโกนตอบว่ามาส่งของให้ปลัดเสริมจึงบอกจะออกไปรับ เสือชินร้องบอกไม่ต้องออกมาจะโยนเข้าไปให้ เสริมร้องเดี๋ยวแตก

สิ้นเสียง เสือขาวและสมุนก็ลุกยืนพรึบ พร้อมกับจุดคบเพลิงโยนใส่บ้าน ร้องตะโกนว่าเสือขาวบุก เสริมตกใจกระโดดหลบ เสือขาวเสียงกร้าวสั่งเสริม

“ฝากไปบอกไอ้ปลัด...มึงไม่ตาย กูตาย มึงตาย กูไม่ตาย!” จากนั้นรถแล่นไปอย่างรวดเร็ว

เสริมตั้งสติได้ออกมามอง เห็นไฟไหม้เป็นหย่อมๆที่สนามและแปลงดอกไม้ หันไปเห็นหลังคาเรือนคนใช้ของตนกับแม่ไฟลุก ก็รีบร้องบอกให้สายหนีออกมา แต่สายห่วงสมบัติพยายามหอบข้าวของ จึงโดนไม้หล่นใส่ บาดเจ็บที่แขน เสริมมัวแต่ดับไฟได้ยินแม่ร้องก็ตกใจ

จวบจนสว่าง ชรัตน์ได้ยินข่าวทางวิทยุก็รีบมาบอกริน เธอใจหายวาบ อุทานบ้านของริน ชรัตน์บอกอีกว่าในข่าวยังว่าเสือขาวส่งหมายท้าศรัณย์ด้วย...ด้านเสนอรู้เรื่องรีบมารายงานแก้ว เธอแทบลมจับ ส่วนศรัณย์แค้นใจระบายอารมณ์ด้วยการยิงกระป๋องนมที่วางเรียงเป็นแถวคำราม

“กูไม่มีวันตาย คนดีทำเพื่อประชาชน ต้องไม่ใช่ฝ่ายที่ตายโว้ย...”

ศรัณย์จะกลับปักษ์ใต้ แก้วขอไปด้วยเพราะทนรอฟังข่าวที่พระนครไม่ไหว เสนอแทรกถามจะทิ้งดวงสวาทไว้ได้หรือ จะพาไปด้วยก็คงลำบาก แก้วเลยเครียดจะเอาอย่างไรดี

ก่อนไป ศรัณย์แวะมาหาอรุณ เพื่อฝากให้เขาดูแลรินด้วยถ้าตนเป็นอะไรไป อรุณท้วงจะไปจับเสือขาวอย่าพูดเป็นลางแบบนี้ ศรัณย์พูดจริงจัง “ไม่มีใครบังคับให้ผมเป็นข้าราชการ ผมเลือกเอง ผมแทบรอไม่ไหวที่จะบู๊กับมัน แต่สำหรับริน เขาไม่ได้เลือก ผมให้เขาไปเผชิญหน้าเสือขาวกับผมไม่ได้”

อรุณถามรินจะยอมหรือ ศรัณย์นิ่ง อรุณรับปากจะดูทั้งสามสาวบ้านบำรุงประชากิจอย่างดี ขอให้เขาไปทำงานให้เต็มที่ ศรัณย์จับมือขอบคุณ ทั้งสองดูเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

พอศรัณย์กลับมาถึงบ้านพัก เห็นเถ้าถ่านที่สวนก็เสียใจมาก เพราะรั้วทานตะวันไหม้หมด ส่วนแก้วแวะเยี่ยมสายที่นอนป่วยอยู่อนามัย บอกไม่ต้องห่วงค่ารักษา ศรัณย์รับผิดชอบเอง

ooooooo

วันต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดนำการประชุมเรื่องเสือขาว ที่ผ่านมาคิดว่าตำรวจที่พระนครจะจับมันได้ จึงไม่ได้ให้ชาวบ้านรู้ว่าเสือขาวยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อมันพาพรรคพวกกลับปักษ์ใต้มาอีก พวกเราต้องรับมือหนักกว่าเก่า ศรัณย์แทรกว่า ในหัวมันเวลานี้คือการปล้นเพื่อหาเงิน

ศรัณย์คิดว่าพวกเสือขาวต้องปล้นย่านการค้าไม่ปล้นชาวบ้าน นายอำเภอว่ามันจะปล้นทั้งทีต้องเอาให้ใหญ่ เพื่อให้พวกเรากลัวมันด้วย ศรัณย์รับว่าใช่ ผู้ว่าจึงสั่งเตรียมพลและอาวุธ

กลับมาบ้านพัก ศรัณย์ลงมือซ่อมรั้วแปลงทานตะวัน ทันใดก็มีคนยื่นไม้มาให้ เขาหันมองแล้วต้องตกใจระคนโกรธเพราะคนส่งไม้มาคือริน

“สวนตรงนี้ฉันถางหญ้าพรวนดินด้วยตัวเอง มันเหยียบเข้ามาเผา พอฉันรู้ข่าวฉันต้องลงมาบ้านของฉัน ฉันไม่ยอม” เห็นศรัณย์ทำเหมือนไม่มีตนอยู่ด้วย “ตอนฉันมาที่นี่ใหม่ๆ คุณทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน ตอนนี้เราจะกลับไปเป็นอย่างนั้นอีกใช่ไหม...นี่คือบ้านที่เราสร้างมาด้วยกัน ถ้าต้องซ่อม ฉันต้องมาซ่อมด้วยตัวเอง”

รินหยิบอุปกรณ์จะซ่อม พลันเห็นดวงสวาทเดินอยู่บนบ้านก็รู้สึกโมโห ถามเขาต้องการกลับไปคบกับเธอใช่ไหม ศรัณย์ไม่หันมองไม่ตอบ ทำงานง่วน รินโกรธมากบอกตนจะกลับ แต่พอเดินไประยะหนึ่ง หันมองศรัณย์ซึ่งยังไม่สนใจจึงเปลี่ยนเป็นความแค้นเดินฉับๆจะออกประตู แต่แล้วนึกถึงคำพูดของศรัณย์ตอนเจอกันที่โรงพยาบาล ว่าเขาจะทรยศต่อชาวบ้านและกำนันคล้ายไม่ได้ จึงได้สติขึ้นมาบอกตัวเอง

“ไม่ใช่...ต้องไม่ใช่แบบนี้ คิดจะหลอกฉันรึคุณศรัณย์ ฉันไม่โง่ให้คุณหลอกหรอก”

รินเดินไปหาดวงสวาทบนเรือน เธอหน้าตาตื่นคิดว่าจะมาเยาะเย้ย รินรู้ทันบอก “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะคะ คุณคงคิดว่าฉันจะมาเยาะเย้ยสินะ”

“แล้วจะทำไหมล่ะ”

“คุณไม่เคยมีความหมายสำหรับฉัน ทำไมฉันต้องทำด้วยล่ะคะ ฉันแค่จะถามว่าที่คุณตามคุณศรัณย์มาที่นี่ คุณสองคนมีความสัมพันธ์อะไรกัน”

“ฉันมากับคุณน้า นี่เป็นครอบครัวเดียวที่ฉันมีความหมาย ฉันก็แค่คนไม่มีที่ไป”

“ตกลงว่า คุณกับคุณศรัณย์ตอนนี้จะเรียกว่าอะไรดี”

“รู้ไหมทำไมฉันถึงหันมาเล่นงานคุณ เพราะศรัณย์ไม่เคยสนใจฉันเลยยังไงล่ะตั้งแต่มีคุณ ตอนนี้ฉันมาอยู่ที่นี่เพราะหนีเจ้าหนี้และฉันอยากทำบางอย่างก่อนที่จะเดินทางไปเมืองนอก ไปหาพ่อแม่ และคงไม่กลับมาที่นี่อีก” น้ำเสียงดวงสวาทดูจริงจัง

“คุณยอมตัดใจแล้วจริงหรือคะ”

“ฉันแต่งงานกับคุณชายนริศเพราะเห็นแก่ประโยชน์ แล้วในที่สุดฉันก็ทิ้งเขาไป ฉันทำลายชีวิตคุณนริศด้วยมือของฉันเอง คนทั้งคนต้องตายเพราะฉัน ฉันคงทำแบบนี้กับศรัณย์ กับใครอีกไม่ได้แล้ว”

รินถอนใจโล่งอก เข้าไปจับมือให้กำลังใจ “ในสายตาฉัน คุณเคยเป็นผู้หญิงที่สวย มีเสน่ห์น่าหลงใหล ขอให้คุณกลับมาเข้มแข็งในเร็ววันนะคะ”

ดวงสวาทพยักหน้าขอบคุณ และบอกไม่ต้องห่วง ท่านผู้ว่าจะพาตนกับแก้วไปอยู่ที่จวนเพื่อความปลอดภัย ที่นี่จะมีแต่ศรัณย์อยู่คนเดียว รินขอบคุณที่บอก...จากนั้นรินก็มาเยี่ยมสายที่อนามัย จึงรู้ว่าพอสายออกจากที่นี่ก็ต้องไปอยู่ที่จวนผู้ว่าเช่นกัน รินบอกสายให้สบายใจว่าตนจะชดใช้ข้าวของที่เสียหายให้ เสริมชมว่ารินสวยสง่าไม่เหมือนคุณนายคนเดิม สายก็เห็นด้วย

“ฉันคือคุณนายปลัดคนเดิม ที่มีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นก็เท่านั้นเอง” รินยืนยันกับทั้งสอง

ooooooo

เมื่อดวงสวาทตกอับ จิ้มลิ้มก็หันมาเป็นคนของรินเพราะได้รับเงินเดือนจากเธอ รินสั่งให้จิ้มลิ้มหาคนงานมาซ่อมบ้านศรัณย์ กำชับต้องทำให้เสร็จในสองสามวัน ถ้าเสือขาวมาเผาอีกเธอก็จะสร้างใหม่อีก ศรัณย์ฟังแล้วหมั่นไส้ ที่ตอนนี้เธอเป็นเศรษฐีจะเนรมิตอะไรก็ได้

“แหม คุณมีงานเยอะแยะ ทำกันเองเดือนหนึ่งจะเสร็จหรือคะ จ้างคนน่ะดีแล้ว จะไปว่าคุณนายทำไมล่ะคะคุณปลัด” จิ้มลิ้มแก้ตัวให้ริน เจ้านายใหม่อย่างไม่เคอะเขิน

“ฮึ่ย ไหนว่ารักบ้านหวงบ้าน ทำได้แค่วันสองวันก็เลิกแล้ว” ศรัณย์สบถ

“เอ๊า รักบ้านนี่แปลว่าต้องลงเสาเข็ม ผูกขื่อ ต้องล้างท่อระบายน้ำเองไหมล่ะคะ มีเงินก็ใช้เงินสิคะ ไม่ได้ไปปล้นใครมาเสียเมื่อไหร่”

ศรัณย์อึ้งเพราะจิ้มลิ้มพูดถูก ตนมีทิฐิเรื่องรินรวยจนหน้ามืดตามัว พอพักทานกลางวัน ศรัณย์เดินมาที่ครัว เห็นรินกำลังทำกับข้าว ท่าทางเป็นรินคนเก่าก็ตะลึงมอง รินเปรย

“สำหรับคุณพ่อและพี่ชาย ฉันจำเป็นต้องเปลี่ยน เพื่อให้พวกท่านสบายใจ แต่สำหรับคนที่เป็นสามี ฉันจะไม่เปลี่ยน น้ำพริกลงเรือของคุณ คุณจะได้กินทุกวัน เสื้อผ้าของคุณข้าวของทุกอย่าง ฉันจะดูแลให้คุณด้วยตัวของฉันเอง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ศรัณย์ซาบซึ้ง แต่พยายามตัดใจเดินหนี รินมองตามอย่างหมายมาด ดูซิใครจะชนะ...ขณะนั่งทานอาหาร ศรัณย์ก็ก้มหน้าก้มตากินไม่พูดไม่จาทำเหมือนไม่มีใครอยู่ด้วย รินแค้นใจอะไรจะร้ายกาจนัก แต่ตนยังมีวิธีเอาชนะ

ตกค่ำ ศรัณย์ในชุดนอนเดินเข้าห้องนอน จิ้มลิ้มโผล่จากที่ซ่อนมาล็อกประตูด้านนอก ศรัณย์ได้ยินเสียงกลับมาเขย่าประตู ร้องถามว่าใครล็อก ย้ายมาดันประตูที่เชื่อมต่อห้องริน ก็ล็อกเช่นกัน รินเดินออกมาจากหลืบ บอกเขาว่าเป็นฝีมือจิ้มลิ้ม ศรัณย์มองหน้าไม่พอใจ

“ถ้าคุณไม่พูดกับฉัน เราก็ไม่ต้องไปไหน จิ้มลิ้มจะไม่เปิดจนกว่าฉันจะสั่ง...หน้าที่ภรรยา นอกจากดูแลสามีเรื่องอาหารการกิน เรื่องส่วนตัวแล้ว ยังมีหน้าที่อีกอย่างที่สำคัญ”

รินเข้าโอบคอศรัณย์ ยิ้มยั่วยวนใช้มือไล้ไปตามตัวเขา ศรัณย์ตกใจรีบจับมือเธอไว้ ทำหน้าดุให้หยุด เธอยังกระซิบเย้ายวนข้างหู “คุณพยายามหยุดฉัน หรือหยุดหัวใจตัวเองกันแน่คะ”

ศรัณย์ไม่คิดว่ารินจะแสบขนาดนี้ บีบมือเธอแรงขึ้น มองด้วยสายตาตำหนิ รินแกล้งหอมแก้มเขาทำให้เขาต้องหลับตาเพื่อข่มความรู้สึก รินยั่วอีกว่าเขาทนไม่ได้หรอก ตนใช้เวลาไม่กี่เดือนก็เอาชนะใจเขาได้ คราวนี้ตนก็จะชนะอีก ศรัณย์จ้องหน้าเธอสักพักรู้สึกถึงความสุขที่ผ่านมาแต่ไม่พูดอะไร รินไม่กล้าพอที่จะทำมากกว่านี้จึงผละตัวออกบ่นอย่างน้อยใจ

“เงินทอง เกียรติยศในฐานะทายาทมหาเศรษฐี มันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงฉัน เปลี่ยนแปลงเรา คุณจะยังเป็นคุณ เป็นสามีและฉันจะยังเป็นภรรยา...อย่าไล่ฉันไปไหนอีกนะคะ ให้ฉันอยู่เคียงข้างคุณ ถ้าคุณจะต้องตายเพราะเสือคนไหน คุณต้องตายโดยมีฉันอยู่เคียงข้าง และถ้าฉันจะตาย คุณก็จะเป็นผู้ชายคนเดียวที่อยู่เคียงข้างฉัน ที่ฉันจะบอกก็มีแค่นี้” พูดจบรินจะเดินออก

ศรัณย์คว้ามือเธอดึงกลับมา ดันตัวเธอชิดผนังแล้วก้มจูบอย่างรุนแรง สักพักก็ถอนหน้าออก ทำเสียงดุดัน “หล่อนเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจที่สุด ร้ายกว่าดวงสวาทหลายร้อยเท่า ผู้หญิงอย่างหล่อนชนะผู้ชายได้ทั้งโลก แต่บังเอิญเป็นฉัน ฉันที่เป็นสามีหล่อน ถ้าฉันเอาหล่อนไม่อยู่ ฉันก็คงเป็นสามีหล่อนไม่ได้” ศรัณย์ใช้ความเข้มแข็งในใจประกอบกับคิดถึงความปลอดภัยของริน จึงสะบัดตัวเธอเซไปแล้วหันไปหยิบปืน ร้องบอกจิ้มลิ้มให้ถอยห่างประตู

ศรัณย์ยิงเปรี้ยงใส่ประตู จิ้มลิ้มตกใจร้องลั่นไม่อยู่แล้ววิ่งโล่ไป เขาหันมาหน้าเข้มใส่ริน “ข้าราชการที่ทำงานอย่างฉัน ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวและประชาชนปลอดภัย เป็นไปไม่ได้ที่หล่อนจะมาอยู่เคียงข้างฉัน ในเมื่อหล่อนไม่ออกไปจากบ้านนี้ ฉันก็จะเป็นฝ่ายออกไปเอง หล่อนจะไม่ได้เห็นหน้าฉันอีก” พูดจบศรัณย์เดินหน้าเครียดออกไป รินอึ้งที่ปั่นหัวเขาไม่สำเร็จ

ooooooo

เจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแขเริ่มเอือมระอากับการออกเที่ยวเตร่กลางคืนของบารนี จึงตำหนิว่าเป็นหม้ายคนครหาเหยียดหยามก็มีแต่พวกปากมาก แต่เที่ยวกลางคืนติดเหล้าเมาหยำเป คนทั้งโลกไม่ใช่แค่เยาะเย้ย แต่ยังจะรังเกียจด้วย บารนีเถียงว่าใครๆเขาก็เที่ยวกัน

“เที่ยวแต่พอสมควรคงไม่มีใครว่า แต่เที่ยวทุกวันอย่างลูก แม่ว่าไม่ถูกต้อง”

“สถานที่อโคจร คือที่รวมของความเสื่อมทุกอย่าง คนไม่ดี ของไม่ดีจะฉุดให้เราตกต่ำ ลูกต้องหยุดและนี่คือมาตรการขั้นแรก ตัดเงิน ไม่มีเงินก็ไม่ต้องเที่ยว” เจ้าคุณบำรุงสั่งเด็ดขาด

เพ็ญแขเสริมถ้ายังไม่ดีขึ้น มาตรการถัดไปคือ ให้ออกไปจากบ้าน บารนีโวย ตนถูกผัวทิ้งแล้วพ่อกับแม่ยังจะทิ้งตนอีก เพ็ญแขว่าคนไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน ทำตัวไร้ประโยชน์และยังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ต้องโดนทำโทษ บารนีร้องไห้โฮวิ่งออกจากบ้านไปหาอรุณ

อรุณตกใจว่าบารนีเป็นอะไร เธอมาถึงตรงไปเทเหล้าจะดื่ม เขาดึงไว้ให้คุยกันก่อน เธอโผกอดเขาฟูมฟาย “คุณพ่อ คุณแม่น่ะสิคะ ฮือๆ พี่อรุณ บานีไม่มีใครเหลือแล้ว ฮือๆ”

อรุณกอดตอบงงๆ แล้วนั่งดื่มเป็นเพื่อนเพื่อไม่ให้เธอไปเที่ยวเมาที่อื่นจนผล็อยหลับ กลางดึกสะดุ้งตื่นขึ้นมาเห็นบารนียังนั่งเมาร้องไห้ฟูมฟาย พ่อแม่ไล่ออกจากบ้าน ด่าว่าตนเป็นคนไร้ค่า ใครจะดีสมบูรณ์แบบอย่างริน แล้วถามว่าตนชั่วจริงๆหรือ อรุณพาซื่อตอบ

“ตอนนี้ยัง แต่ถ้าเที่ยวแบบนี้ทุกคืนเป็นแน่”

บารนีร้องไห้โฮที่อรุณยังว่า อรุณรีบปลอบ “หยุดเที่ยวเถอะนะ ทุกวันนี้พี่เหนื่อยเหลือเกิน ต้องคอยเงี่ยหูฟังว่าเราน่ะหนีออกไปเที่ยวรึเปล่า เพราะถ้าเราออกพี่ก็ต้องออกตามไป พอออกไปก็ตื่นไปทำงานไม่ไหว เตี่ยด่าพี่ทุกวันเลย เรื่องไปร้านสายเนี่ย”

บารนีมองอรุณอย่างซาบซึ้ง มีเขาคนเดียวที่ดีกับตน อรุณขอให้ลืมอดีตเสียเอามาเป็นบทเรียน เริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอขยับเข้าประชิดถามเริ่มอย่างไร จะมีใครสนใจตนเท่าเขา ด้วยความเมาทำให้บารนีโน้มคออรุณลงจูบ อรุณเผลอตัวจูบตอบ สักพักรู้สึกตัวรีบผละออกลนลาน

“เอ้อ ไม่ พี่ทำไม่ได้ พี่จะไม่ทำแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนเพราะเหล้า พี่ไม่ทำ พี่ทำไม่ได้”

บารนีสร่างเมา รู้สึกอับอายรีบขอตัวกลับ อรุณเสียใจคลึงขมับตัวเองเรียกสติกลับมา...

รุ่งเช้า อรุณมาที่บ้านเจ้าคุณบำรุง เห็นบารนีนั่งเครียดอยู่ก็ชะงัก ต่างคนต่างเขินต่อกัน อรุณเอ่ยปากก่อนว่ามาขอข้าวกิน ที่บ้านไม่มีใครอยู่ บารนีจะไปสั่งแม่ครัวให้ แต่แล้วทั้งสองก็พูดพร้อมกันว่า...เรื่องเมื่อคืน... ต่างหยุดอึ้ง อรุณเอ่ยก่อน

“เราลืมมันไปซะเถอะนะ ดีแล้วที่ไม่เกิดอะไรขึ้น พี่กลัวจะเสียน้องสาวทั้งสามคนของพี่ไป ถ้าเรามองหน้ากันไม่ติด พี่คงทนไม่ได้”

บารนีบอกตนก็เสียใจที่ปล่อยอารมณ์ไปแบบนั้น เพราะตนเหงา อรุณเตือนว่าถ้าเราทำอะไรลงไปเพราะความเหงาก็จะไม่ต่างจากเรื่องพณิช แค่ถูกใจแต่ไม่รัก เมื่อเวลามีปัญหาก็ทิ้งกันไปง่ายๆ บารนีรู้สึกอายมาก ถ้าเมื่อคืนไม่ใช่อรุณ ชีวิตตนคงตกต่ำกว่านี้ อรุณเข้ากอดปลอบอย่างน้องสาวว่าไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาต้องมีคู่ คนตั้งครึ่งโลกที่มีชีวิตโสดและมีความสุข บารนียิ้มเข้าใจ

ooooooo

เสนอทำตามคำสั่งศรัณย์ มารับรินไปอยู่จวนผู้ว่ากับแก้วเพราะกลัวเสือขาวจะย้อนกลับมา รินถามเมื่อคืนศรัณย์นอนที่ไหน เสนอบอกไม่ได้เพราะถูกสั่งห้ามไว้ รินอ่อนใจ

ศรัณย์มาประชุมที่จวนผู้ว่าจึงเข้ากราบแม่ แก้วกอดด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง ถามเจอรินหรือยัง ได้ปรับความเข้าใจกันไหม เขาหน้าเครียดบอกแม่ว่าไม่มีเวลาจะคิดเรื่องนี้ แก้วเตือน

“คู่ที่ใกล้ชิดและรักกันมากๆจะมีความกลัวชนิดหนึ่งอยู่ในใจ กลัวว่าใครจะตายก่อนและส่วนใหญ่ขอเป็นคนตายก่อนทั้งนั้น เพราะตายก่อนไม่ต้องทรมาน ถือว่าโชคดี คนที่เหลืออยู่นี่สิ ชีวิตเหมือนถูกสาปให้จมอยู่กับความเหงาสุดหัวใจ...แม่อยู่คนเดียวมาสิบกว่าปีแล้ว ไม่มีวันไหนที่แม่ไม่คิดถึงพ่อ”

“แม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไมครับ”

“เอาไปคิดดูนะ แม่จะไปห้องพระสวดมนต์ให้ลูก” แก้วเดินไป ปล่อยให้ศรัณย์ครุ่นคิด

ถึงเวลาเข้าประชุม ศรัณย์กางแผนที่อธิบายแผนการเคร่งเครียดว่าเราต้องเป็นฝ่ายโจมตีเสือขาวก่อน ขอแบ่งกำลังพลที่ปกป้องเมืองส่วนหนึ่ง ตนจะไปสำรวจเส้นทางเขาน้ำเย็นหาทางเข้าค่ายพวกมันให้ได้ ผู้ว่าอนุมัติแต่กำชับถ้าไม่เจอต้องรีบกลับ

โชติขับรถพาศรัณย์และกำลังพลออกไป สวนกับรถเปิ่นคนของเสือขาว ทำทีเอาอาหารมาส่งโรงเรียน ต่างไม่เคยเห็นกัน เปิ่นผ่านด่านตำรวจไปอย่างง่ายดาย...พอมาถึงโรงเรียนครูออกมามองๆที่ไม่ใช่คนส่งอาหารคนเดิม เปิ่นทำทะเล้นใส่ครูจนครูรำคาญให้ยกไปไว้ที่โรงอาหาร เปิ่นยิ้มกริ่มดำเนินงานตามแผน สักพักพอเดินออกมาหน้าโรงเรียน โรงอาหารก็ระเบิดตูมขึ้น

รถดับเพลิงและรถพยาบาลรีบมาที่โรงเรียน รถเสนอที่ขับพารินและจิ้มลิ้มจะไปจวนผู้ว่าผ่านมาทางตลาด เห็นความโกลาหลของชาวบ้านที่เป็นห่วงลูกๆเพราะโรงเรียนไฟไหม้ก็ตกใจ ไม่ทันไรเสือชินขับรถกระบะเข้ามาจอดอย่างรวดเร็ว เสือขาวและสมุนอีกสิบคนที่อยู่ใต้ผ้าใบหลังกระบะลุกขึ้นยิงกราดไปทั่วพร้อมตะโกน...

ไอ้เสือบุก เสนอรีบบอกให้รินกับจิ้มลิ้มหลบ จิ้มลิ้มเห็นหน้าเสือขาวก็จำได้ ร้องลั่นชี้บอกว่าคนนั้นคือเสือขาว ทำให้เสือขาวเห็นริน

พวกมันเข้าทุบกระจกร้านค้าเข้าไปเอาทรัพย์สิน รินเข่นเขี้ยว “คนชั่ว คนเลว คนอื่นเขาทำมาทั้งชีวิต หน้าด้านปล้นเอาแบบนี้ แย่จริงๆ”

เสนอดึงปืนออกมา บอกให้รินและจิ้มลิ้มออกจากรถแล้วคลานหนีหลบไปทางตรอก ตนจะอยู่ช่วยชาวบ้าน จิ้มลิ้มกลัวจนสติแตก เสนอต้องบอกให้ตั้งสติ รินเป็นห่วงเสนอแต่เขาขอร้องให้เธอรีบหนี ประจวบกับนายอำเภอพาตำรวจมายิงต่อสู้...เสือขาวเห็นรินหนีเข้าไปในตรอก รินเห็นเด็กยืนร้องไห้อยู่ก็วิ่งกลับไปอุ้มเด็ก จิ้มลิ้มกลัวลานหาที่ซ่อนตัว เสือขาวเข้ามาดักหน้าริน เธอรีบดันเด็กให้วิ่งหนีไปก่อน บอกเสือขาวว่าตนมีเงินทองจะให้เขาหมด

“ฉันเคยเห็นหล่อน หล่อนเป็นเมียของไอ้ศรัณย์!” เสือขาวหัวเราะสะใจ “โชคเข้าข้างฉันให้ฉันกระทืบมันที่ยอดดวงใจ งานนี้มันจะเจ็บยิ่งกว่าตายอีก...มานี่!” เสือขาวลากรินไป

เสนอเห็นรีบวิ่งมาช่วย แต่กลับโดนเสือขาวยิงเข้ากลางท้อง รินกรี๊ดลั่น เสือขาวชกท้องรินสลบอุ้มขึ้นรถพร้อมสมุนหอบถุงใส่ทรัพย์สินที่ปล้นมาได้

ooooooo

ศรัณย์ผล็อยหลับในรถที่แล่นไปยังเขาน้ำเย็น สะดุ้งตื่นจากการที่โชติจอดรถเพราะด่านตำรวจโบก นายตำรวจวิ่งมาทำความเคารพแล้วรายงานว่ามีวิทยุด่วนจากในเมือง เสือขาวปล้นเมือง นายอำเภอให้สกัดรถปลัดเพราะภรรยาถูกเสือขาวจับเป็นตัวประกัน

ศรัณย์ตกใจมาก โชติถามจะทำอย่างไรดี ศรัณย์บอกว่ากลับก็ไม่ทัน เชื่อว่าพวกมันต้องเอาสมบัติกลับค่าย ตนจะดักจับแถวนี้ ว่าแล้วก็ขอตำรวจใช้วิทยุสั่งการ... นายอำเภอบอกว่าพวกเสือขาวใช้เส้นทางบ้านดง ศรัณย์เห็นว่าเส้นนั้นเข้าป่าได้หลายทาง ต้องกระจายกำลังกันสกัด

“ตอนนี้ทางตำรวจกำลังจัดม้าให้ผมเข้าป่า ถ้าได้เห็นร่องรอยผมว่าไม่ยาก มันเอาเมียผมไป ผมจะล่ามัน มันไม่มีสิทธิ์แตะต้องผู้หญิงของผม ว่าแต่...รินไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไงครับ”

“โชคไม่ดีเลย นายเสนอขับรถเข้ามาในเมืองพอดี นี่นายเสนอก็เจ็บอยู่โรงพยาบาล...นายเสนอบอกคุณบราลีหนีออกไปได้แล้ว แต่ก็วกกลับมาใหม่” นายอำเภอเล่าไม่ทันจบศรัณย์แทรก

“เห็นชาวบ้านร้องไห้...”

“ครับ...คุณรู้ได้ยังไง สมเป็นผัวเมียกันจริงๆ”

“เจอกันจะหยิกให้แก้มหลุด เขาทำให้ผมเสียสมาธิอยู่เรื่อย”

“เขาคือพลังของคุณต่างหาก ภรรยาที่ดีคือพลังของสามี ผมสังหรณ์ว่าจะเป็นรบครั้งสุดท้ายระหว่างเรากับมัน มันจับคุณบราลีไป คราวนี้คุณจะมีพลังเต็มเปี่ยมที่จะจัดการพวกมัน ทลายค่ายมันแล้วก็เอาผู้หญิงทุกคนที่มันจับตัวไปออกมา”

“ครับนายอำเภอ คราวนี้มันถึงฆาตแน่ ไอ้เสือขาว!” สีหน้าศรัณย์เต็มไปด้วยความแค้น

ศรัณย์ขี่ม้านำโชติและตำรวจหลายนายเข้าไปในป่าโปร่ง มุ่งหน้าเขาน้ำเย็น...รถบรรทุกเสือขาวจอดขนของลง เสือขาวอุ้มรินที่สลบขึ้นหลังม้า เสือชินเห็นแล้วสะใจที่ศรัณย์ต้องคลั่งตายเพราะเมียสวยขนาดนี้หายไป เสือขาวเสียงเข้มห้ามใครแตะต้อง เธอเป็นของตน ทุกคนเปลี่ยนมาขึ้นม้าที่ผูกทิ้งไว้

ด้านศรัณย์ขี่ม้ามาเจอผ้าสีแดงลักษณะคล้ายพู่ผูกติดต้นไม้อยู่ สังเกตดูผูกไว้เป็นระยะๆทำนองบอกทาง ฉุกคิดถามโชติว่าผู้หญิงในหมู่บ้านที่โดนจับตัวไปมีใครบ้าง โชติคิดๆแล้วนึกออกว่ามีหลานสาวเนื่องชื่อพู่... ศรัณย์ปักใจว่าต้องเป็นเด็กคนนี้แน่

ในขณะที่พู่และเพื่อนๆในค่ายโจรได้ยินเสียงม้าและเกวียนเข้ามา พู่เจ็บใจที่เสือขาวและพวกกลับมาได้ เสือขาวอุ้มรินไปที่กระท่อมตน รินสะดุ้งตื่นพบว่าตัวเองถูกมัดมือไว้ รีบถามที่นี่ที่ไหน เสือขาวเยาะว่าตนปล้นเมืองสำเร็จและจับตัวเธอมาได้ เขาเชยคางเธอขึ้น รินโวย

“เอามือสกปรกของแกออกไป มันยังไม่จบ ศรัณย์ไม่เคยยอมแพ้ง่ายๆ เดี๋ยวเขาจะตามมาฆ่าแกเอง”

“ค่ายโจรของฉันอยู่ในหุบเขาลึกลับ ไม่มีใครหาเจอ หรอก ผัวหล่อนนอนกอดแผนที่ตามหามากี่เดือนแล้วล่ะ”

รินหวั่นใจที่ตรงนี้เป็นหุบเขา เสือขาวเข้าลวนลาม รินดิ้นรนต่อสู้ใช้ขาถีบ เสือขาวโมโหเงื้อมือจะตบแล้วชะงักกลัวแก้มช้ำ แล้วบอกต้องไปจัดการนับเงินก่อน ยังมีเวลาจัดการเธออีกมาก รินหวาดกลัวร้องให้คนช่วย... เสือขาวออกมาถามพรรคพวกได้ของมากน้อยแค่ไหน เสือชินบอกเป็นของเก๊เสียครึ่ง เงินสดก็ได้ไม่มาก เสือขาวจึงบอกว่าคราวนี้ปล้นได้น้อยคราวหน้าปล้นใหม่ และเข่นเขี้ยวจะต้องฆ่าศรัณย์ให้ได้

ทางศรัณย์กับพวกตามรอยพู่ที่ผูกไว้มาถึงลำธารลอดใต้หน้าผาใหญ่ โชติบอกว่านี่เป็นลำธารศักดิ์สิทธิ์เขาน้ำเย็น พวกตำรวจทำท่าหวั่นเกรง ศรัณย์จึงถามมีอะไร โชติสาธยาย

“แถวนี้ล่ะครับที่เขาลือว่ามีผีเจ้าป่าเจ้าเขาชอบมาหลอกหลอนลวงคนไปกระโดดน้ำตก”

“ก็เลยกลัวกันล่ะสิ ผีเจ้าป่าเจ้าเขาก็ต้องคุ้มครองคนสิ จะมาหลอกคนทำไม อย่างมงายกันนักเลย นี่ไงรอยม้าใหม่ๆ พวกมันมาแถวนี้แน่” ศรัณย์ให้โชติบอกพิกัดแจ้งขอกำลังเสริมมาที่นี่

ตรงนี้ไม่มีสัญญาณตำรวจต้องไปหาตรงอื่น ศรัณย์สำรวจหน้าถ้ำเห็นมีพู่ติดอยู่ เท่ากับระดับน้ำ มองภาพรวมของเส้นทาง ตรงนี้เป็นทางแยก จะไปซ้ายหรือขวาดี โชติบอกว่าไม่มีพู่อีกเลย ศรัณย์ครุ่นคิดสั่งการตำรวจ “แบ่งกำลังออกไป ชุดของคุณไปทางนี้ ผมกับคุณโชติจะรอฟังคำสั่งจากนายอำเภอทางวิทยุ”

ศรัณย์ยังวนเวียนดูหน้าถ้ำ วักน้ำลูบหน้าแล้วคิดถึงริน เปรยออกมาว่า 41 วันแล้ว โชติงง ศรัณย์เงยหน้ามองฟ้าถอนใจ “41 วันที่เราแยกกันอยู่ ตั้งแต่เขาไปดูแลพ่อของเขาที่พระนคร ใน 41 วันมีบางวันที่เราเจอกันบ้าง แต่พูดไม่ดีกัน หรือไม่ก็ไม่พูด...41 วันที่ผมไม่มีความสุขเลย”

โชติจับไหล่ปลอบว่าเราต้องช่วยรินออกมาได้แน่ แล้วศรัณย์ก็เห็นบางอย่างผิดสังเกต...

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #14 on: 10 July 2026, 21:48:05 »


ตอนที่ 14 ตอนจบ

เผอิญน้ำเริ่มลดลง ศรัณย์เห็นพู่อีกอันติดอยู่ใต้อันเดิม จึงเข้าใจแล้วว่าเด็กพู่กำลังบอกให้รู้ว่าใต้ถ้ำนี้เป็นทางเข้าเวลาน้ำลด เขารีบกางแผนที่ดูแต่มันไม่ระบุว่าหลังหน้าผาธารลอดนี้คืออะไร โชติให้รอจนน้ำลด แต่ศรัณย์ทนรอไม่ได้จะว่ายน้ำเข้าไปดู โชติท้วง

“อันตรายนะครับ ข้างในมืดมากแล้วถ้ามันเป็นถ้ำยาวไปไม่สิ้นสุด คุณจะได้กลับออกมาอีกรึเปล่าผมก็ไม่รู้”

“พวกมันรอเวลาที่จะได้ล้างแค้นผม รินอยู่กับมัน ผมรอไม่ได้” ศรัณย์โดดตูมลงไปทันทีโชติร้องลั่น ใจร้อนอีกแล้ว...

ศรัณย์ว่ายน้ำมาโผล่ที่ปลายถ้ำ แล้วเขาก็ได้เห็นค่ายโจรจริงๆ จึงรีบหลบหลังก้อนหิน ก่อนจะวิ่งหลบมาหลังที่พักเพื่อหาว่ารินถูกขังไว้กระท่อมไหน

พวกโจรนั่งดื่มกินอยู่ที่ลานกว้าง ศรัณย์ย่องหาจนพบรินนั่งร้องไห้อยู่ในกระท่อมเสือขาว เขาถลาเข้ากอดเธอด้วยความห่วงใย คำรามแค้น “ผมจะสับมันเป็นชิ้นๆ ถ้าคุณเป็นอะไรไป”

“ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉันกำลังหาวิธีฆ่าตัวตายอยู่เลยถ้ามันแตะต้องฉัน”

ศรัณย์บอกรินว่าต้องออกไปอย่างเงียบๆ แล้วรอกำลังเสริมมาจัดการกับมัน ทันใดพู่ยกอาหารเข้ามาให้ริน ตกใจทำจานร่วง ศรัณย์ปรี่เข้าปิดปากพู่ก่อนที่เธอจะกรีดร้อง บอกเธอว่าตนเป็นปลัดมาช่วยพวกเธอ พู่พยักหน้าหงึกๆ พอมีโอกาสพูดก็รีบบอกว่าตนชื่อพู่ถูกพวกโจรจับมา

“เธอคือคนที่ส่งสัญญาณบอกทางพู่สีแดงใช่ไหม”

พู่รับว่าใช่ ศรัณย์ขอบใจที่ทำให้ตนหาทางเข้าเจอ พู่เล่าว่าตนถูกจับมาสี่ห้าปีแล้ว ตนคิดถึงแม่ รอคนมาช่วย ศรัณย์บอกว่าตอนนี้ต้องรอกำลังตามมา ตนอยากรู้ที่เก็บคลังอาวุธก่อน พู่ชี้ไปที่กระท่อมหนึ่ง ศรัณย์ให้เธอทำตัวปกติ กระซิบบอกเพื่อนๆที่ไว้ใจได้พากันไปหาที่กำบัง จากนั้นเขาก็พารินมาที่คลังอาวุธ ส่งปืนให้เธอกระบอกหนึ่ง ถามจำวิธีใช้ได้ไหม เธอพยักหน้า

ศรัณย์เอาระเบิดห้อยตามตัวและเหน็บอาวุธเท่าที่จำเป็น งัดฝาลังระเบิดยิ้มย่อง เข่นเขี้ยวจะเผาพวกมันให้วอด แล้วพารินออกไปแอบหลังต้นไม้ใหญ่ห่างจากคลังอาวุธ เขากระซิบบอก

“หล่อนต้องวิ่งไปที่จุดนั้น ว่ายน้ำข้ามไป ว่ายเป็นไหม ไม่เป็นก็ต้องเป็นวันนี้แหละ”

รินรับว่าว่ายพอเป็น ศรัณย์มองระยะทางเห็นว่าเป็นที่โล่งยากที่รินจะผ่านไปได้ รินหันไปเห็นหญิงคนหนึ่งจึงพยักเพยิด “ข้างหน้าอันตรายกลัวคนเห็น แล้วข้างหลังล่ะคะ”

หญิงคนหนึ่งถือถาดอาหารยืนตะลึง ศรัณย์พยายามส่งสัญญาณให้เงียบแต่เธอกับพูดว่า “ไม่มีหล่อๆ อย่างนี้แน่นอนอย่างกับพระเอกหนังขนาดนี้ไม่มีแน่ๆ อร๊าย...คนนอกเข้ามาในค่าย”

“โธ่โว้ย!” ศรัณย์ห้ามไม่ทัน จึงหยิบปืนปักหลักยิงกับพวกเสือขาว

วงอาหารแตกพวกเสือขาวกระโดดเข้าที่กำบังยิงใส่ ศรัณย์ตัดสินใจดึงระเบิดออกมาปาใส่พวกเสือขาวล้มตายไปส่วน เสือขาวสั่งให้พวกไปเอาระเบิดที่คลัง...

พู่พาเพื่อนที่อยากหนีหาที่หลบภัย ศรัณย์เห็นพวกโจรไปที่กระท่อมคลังอาวุธจึงโยนระเบิดใส่ ทำให้เปิ่นกับสมุนตาย เสือชินและเสือขาวเจ็บใจมาก เสือขาวให้ที่เหลือตั้งสติร่ายคาถาเสียงงึมงำ เกิดหมอกปกคลุม

“หมอก หมอกมาจากไหนคะ!” รินตกใจ ศรัณย์ไม่กล้ายิงและปาระเบิดก็กลัวโดนผู้หญิง

ด้านโชตินำกำลังตำรวจล่องแพลอดถ้ำเข้ามาขณะน้ำลง เห็นหมอกปกคลุมจนแทบมองทางไม่เห็นแต่ก็ไม่ย่อท้อ...ศรัณย์พารินฝ่าหมอกควันหาที่หลบ เสือขาว เสือชินพาสมุนที่เหลือตามมาล้อมทั้งสองไว้ ศรัณย์กระซิบกับริน “เอาล่ะเราได้ตายเคียงข้างกันสมใจหล่อนแล้ว”

รินตะโกนลั่น “ไอ้พวกชั่ว ต่อให้เหลือแต่วิญญาณ ฉันก็ไม่มีวันก้มหัวให้พวกแก”

เสือขาวเยาะ ยังมีหน้ามาปากเก่ง ให้นับดูว่าปืนที่จ่ออยู่กี่กระบอก เสือชินคำรามใส่ศรัณย์ว่าต้องชดใช้ชีวิตในคุกให้ตนอย่างสาสม ขาดคำเสียงโชติดังขึ้น

“ไอ้พวกโจรชั่ว พวกแกต่างหากที่ต้องตาย” ว่าแล้วก็กราดยิงใส่

ศรัณย์กระชากรินหลบ เสือขาวและพวกหันไปยิงสู้ เสือชินให้พวกท่องคาถาไว้ หมอกยังหนาทึบ ศรัณย์พารินหาที่ปลอดภัย เจอม้าจึงดึงรินขึ้นพาควบออกไป เสือขาวเห็นกระโดดขึ้นม้าตามติด เสียงรินให้ศรัณย์ระวังเพราะยังมองทางไม่เห็น ทันใดม้าหยุดตรงหน้าผา หินร่วงกราวลง ศรัณย์บังคับม้าหันกลับมาเจอเสือขาวหัวเราะร่า “วันนี้วันตาย มึงไม่ตายกูตาย กูตายมึงไม่ตาย”

พูดจบเสือขาวดึงระเบิดปาไปตกตรงหน้าม้า ทั้งศรัณย์และรินกระโดดลงจากหลังม้าเสียงระเบิดตูม...ร่างทั้งสองลอยออกไปกระแทกพื้นเคียงข้างกัน เสียงแก้วดังก้องหูศรัณย์ “คู่ที่ใกล้ชิดและรักกันมากๆจะมีความกลัวชนิดหนึ่งอยู่ในใจ...กลัวว่าใครจะตายก่อนและส่วนใหญ่จะขอเป็นคนตายก่อนทั้งนั้น ตายก่อนไม่ต้องทรมาน คนที่เหลืออยู่เหมือนถูกสาปให้จมความเหงา...”

ตามด้วยเสียงเสือขาว “คาถาอาคมของกูไม่มีใครเทียบแล้ว กูไม่มีวันตาย แต่มึงน่ะต้องตายวันนี้”

ศรัณย์พึมพำคาถาในใจ “พระพุทธคุณจงมาปกเกศอยู่เหนือเกล้า บิดา มารดา ผู้เป็นที่รัก จงมาอยู่เบื้องหลัง” หมอกจางลงเพราะการตั้งจิตอธิษฐานของศรัณย์

เสียงโชติตะโกนว่าคาถาอาคมมันจางลงแล้ว ตำรวจมีกำลังใจฮึกเหิมขึ้นยิงใส่เสือชินตาย เสือขาวไม่ทันสังเกตว่าหมอกจางลงเดินเข้ามาจ่อปืนใส่ศรัณย์ เสียงศรัณย์พึมพำ “ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาจงมาอยู่เบื้องข้าง ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต ดวงจิตผู้ทนทุกข์จงมาอยู่เบื้องหน้า”

ศรัณย์ลืมตาพรวดกระโดดตัวลอยเตะปืนขึ้นรับอย่างสวยงามแล้วยิงใส่ช่วงอกเสือขาวหลายนัด มันสะดุ้งพรวดถอยไปตามแรงกระสุน ก้มมองตัวเองหัวเราะร่า

“ฮ่าฮ่าฮ่า...คาถาคงกระพันยิงไม่เข้าโว้ย”

ศรัณย์ท่องมนต์สุดท้ายเสียงดังฟังชัด “สิ่งดีงามทั้งปวง จงพร้อมหน้ามาต่อสู้ ขอให้อาคมอันเสื่อมทรามจงวิบัติฉิบหาย!” หมอกควันหายเกลี้ยง เลือดที่อกเสือขาวทะลักออกมาจากแผลและทางปากจนสำลัก

เสือขาวตาเหลือก ศรัณย์กระโดดถีบเขาล้มหงาย สิ้นใจจมกองเลือด

เสียงปืนสงบลง พู่พาเพื่อนๆออกมามองแล้วตะโกนทั้งน้ำตา “พวกมันตายหมดแล้ว เราได้กลับบ้านแล้ว เราชนะแล้ว...”

ศรัณย์พุ่งเข้าหารินที่ยังสลบอยู่อุ้มขึ้นกอดร้อง “รินๆ อย่าเป็นอะไรนะ รินๆ...”

ooooooo

วันต่อมา รินนอนบนเตียงในห้องพยาบาล อาการหนักพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ยังไม่ฟื้น ศรัณย์นั่งกุมมือด้วยความห่วงใย...

ทุกคนทราบเรื่องต่างมาเยี่ยมริน เจ้าคุณบำรุงลูบหัวรินอย่างรักใคร่ “ลูกของพ่อ ตื่นขึ้นมาเสียทีนะ เราทุกคนรอเจ้าอยู่”

ด้านเจ้าคุณพิจารณ์รู้ข่าวริน หัวใจแทบสลายนอนน้ำตาไหลอยู่บนเตียง...วันใหม่รินก็ยังไม่ฟื้น ศรัณย์เข้ามาจับมือเธอประสานนิ้ว คิดถึงภาพหวานชื่นตั้งแต่วันแรกที่พบกันจนปัจจุบัน

“นับถึงวันนี้ 50วันพอดี 50วันแล้วที่เราแยกกันอยู่ ฉันไม่ชอบเลยชีวิตที่อยู่ในความมืด หาดวงตะวันไม่เจอ ฉันไม่มีความสุขเลยจริงๆ หล่อนตื่นขึ้นมาเสียทีเถอะ” ศรัณย์ซบหน้าลงขอบเตียงด้วยความเสียใจ ทันใดมือของรินที่ประสานกันก็ค่อยๆบีบมือเขา

รินค่อยๆลืมตามอง เปล่งเสียงเรียกศรัณย์ เขาเงยหน้ามาน้ำตาเอ่อแล้วเปลี่ยนเป็นร้องไห้ออกมาอย่างตื้นตันพูดไม่ออก รินกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “คุณไม่พูดกับฉันอีกแล้ว...”

ศรัณย์ส่ายหน้าน้ำตาร่วงเผาะ ยิ้มออกมาด้วยความดีใจไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ รินมองเขาแล้วมองเลยไปรอบห้องด้วยความดีใจเช่นกัน...

ศรัณย์กับชรัตน์ฟังหมอบอกผลเอกซเรย์ของริน ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหาที่จะย้ายไปรักษาตัวต่อที่พระนคร แต่คงต้องพักฟื้นที่นั่นอีกสักพัก ชรัตน์ตบไหล่ศรัณย์โล่งอก

หลายวันผ่านไป เสนอยังมีผ้าพันแผลเล็กน้อยมองชาวบ้านดีใจที่ลูกหลานกลับมาสู่อ้อมอก ต่างพามาให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ รวมทั้งศรัณย์ก็มาร่วมพิธีด้วย พู่ไม่ยอมรดน้ำมนต์ น้อยบอกศรัณย์ว่าทุกคนเชื่อสนิทใจว่าเขามีคาถาอาคมเช่นกัน ศรัณย์ยืนกรานว่าตนไม่มี คล้ายบอกว่า

“พวกนังพู่ที่ออกมาจากค่าย มันกลัวว่ายาสั่งของเสือขาวจะทำให้พวกมันตาย แต่พวกมันเชื่อในตัวคุณปลัด”

ศรัณย์มองโถน้ำมนต์แล้วบอกว่าหน้าที่เสกน้ำมนต์เป็นของพระไม่ใช่ตน พู่ขอร้องให้ศรัณย์ร่ายคาถา คล้ายยุให้ทำๆ ไป ศรัณย์อ่อนใจนึกบางอย่างได้ จึงถอดสร้อยพระที่รินให้ออกมาพนมมือไหว้แล้วหย่อนลงไปในโถน้ำมนต์ “ฉันใส่พระองค์นี้ตอนสู้กับเสือขาว”

หลวงพ่อกล่าว “สาธุ ไม่มีคาถาอาคมใดสู้พระพุทธคุณได้ดอก...เอ้ามา”

พู่และพวกยินยอมเข้ารับการประพรมน้ำมนต์โดยดี คล้ายกล่าวกับศรัณย์ว่าในที่สุดเขาก็ทำได้ นุ้ยลูกชายตนคงตายตาหลับเสียที น้อยนำทีมแม่บ้านขอบคุณศรัณย์อย่างปลาบปลื้ม แฟนคลับจับกลุ่มโบกมือให้หยอยๆ เสนอแอบแซว “พิฆาตโจร พิฆาตนารีด้วย ฮ่าๆๆ”

ในวันเดียวกัน ศรัณย์เดินมาอีกมุมหนึ่งของวัด บรรยากาศร่มรื่นสุขสงบสะอาดตา เห็นแม่ชีหลายคน บางคนกวาดลานวัด บางคนทำสวน บางคนเดินจงกรม บางคนนั่งสมาธิ ศรัณย์เดินมาหาดวงสวาทที่นั่งทำสมาธิอยู่ เธอบวชชีพราหมณ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับนริศ และเพื่อความสงบในจิตใจของเธอด้วย ศรัณย์เอ่ยไม่เคยนึกจะเห็นภาพอย่างนี้เลย ดวงสวาทยิ้ม

“เมื่อก่อนแค่เข้าวัดยังหงุดหงิดเลย...ที่นี่ ตอนนี้ดีกว่าอยู่บ้าน ดีกว่าอยู่โรงพยาบาล ดีกว่าอยู่พระนคร ไม่เคยสุขสงบอย่างนี้มาก่อนเลย”

“สีหน้าคุณบอกอย่างนั้นชัดเจนทีเดียว”

“เมื่อคืนดวงฝันถึงคุณชายนริศด้วย เขามาขอบคุณที่บวชให้”

“คุณชายนริศเหมือนพ่อผม คนดีที่ยอมแพ้อย่างไม่น่าเชื่อ”

“บาปกรรมที่ดวงทำกับเขาหนักหนา ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็คงอยู่ไม่ได้หรอก”

ศรัณย์ถามจะอยู่อีกนานแค่ไหน ดวงสวาทตอบว่าสักพักใหญ่ จากนั้นจะบินไปอยู่กับพ่อแม่ที่อังกฤษ ช่วยท่านทำมาหากินส่งเงินมาใช้หนี้ ศรัณย์เข้าใจชีวิตมากขึ้น

“หลังพ่อผมฆ่าตัวตาย ผมต้องไปอยู่วัด ตอนนั้นนึกว่าโชคร้าย เอาเข้าจริงผมว่านี่คือโชคดี ไม่งั้นผมก็คงเป็นแค่คุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่มีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้”

“ฉันจะจำคำของคุณไว้”

“ไม่ว่าคุณไปอยู่ไหน โปรดเอาความปรารถนาดีของผมไปด้วย คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ความรักของคุณชายนริศและผมจะอยู่กับคุณเสมอ แค่มันเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น”

ดวงสวาทพยักหน้าขอบคุณจากหัวใจ

ooooooo

ด้านบารนีนั่งซึมอยู่กับบ้านจนเพ็ญแขเอ่ยถาม อาทิตย์หนึ่งแล้วที่ไม่เห็นเธอออกไปเที่ยว เธอรับว่าใช่จะไม่ออกไปบ่อยๆอีกแล้ว แต่ตนเบื่อที่ชีวิตดูไม่มีความหมายอะไรกับใครเลย

เจ้าคุณบำรุงปลอบ “ถ้าชีวิตอยู่เพื่อรับ ลูกก็จะมีแต่ความว่างเปล่า แต่ถ้าชีวิตอยู่เพื่อให้ ลูกก็จะมีจนล้นเหลือ”

“บานีไม่ใช่รินหรือยัยบุ ฟังไม่เข้าใจหรอกค่ะ”

“ลูกเข้าใจอยู่แล้ว พ่อรู้”

“รักพ่อแม่ รักเพื่อน รักในงานที่ทำ รักสัตว์ รักต้นไม้ รักการเต้นรำ รักการอ่าน รักของพวกนี้หนูจะไม่มีวันอกหัก” เพ็ญแขให้แง่คิด

บารนีบอกว่าอรุณชวนให้ไปทำงานที่กระทรวงต่างประเทศที่เขาเคยทำ เจ้าคุณถามแล้วคิดอย่างไร บารนีหันมายิ้มให้พ่อกับแม่ “ชีวิตไม่สิ้น ต้องดิ้นต่อไป ลูกจะไปทำค่ะ...เป็นผู้หญิงทำงาน แต่งตัวสวยๆ มีเกียรติ มีเงิน มันก็โก้ไม่หยอก ว่าไหมคะ”

เจ้าคุณบำรุงกับเพ็ญแขยิ้มปลื้มที่ลูกคิดได้ ทั้งสองเข้าโอบกอดให้กำลังใจ...ในขณะที่รินเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลในพระนคร บุรณีคอยดูแลป้อนซุป ชรัตน์หิ้วปิ่นโตมาเยี่ยมชะงัก

“เอ้า...ทานแล้วเหรอ ที่บ้านเขาทำโจ๊กมาฝาก”

รินรีบบอกให้วางไว้ ยกให้บุรณีเธอชอบทานโจ๊ก บุรณีทำหน้าเจื่อนๆ รินแปลกใจถามทะเลาะกันหรือ... บุรณีนึกถึงที่ผ่านมา เธอบอกชรัตน์ว่า “ถ้าฉันสอบชิงทุนได้จะหายไปหลายปีเลยนะ คุณควรจะหาผู้หญิงคนอื่นที่มีเวลาดูแลคุณ ไม่ใช่ผู้หญิงบ้าเรียนอย่างฉัน”

“พูดตรงตีเข้าแสกหน้าเลยทีเดียว”

“ดิฉันไม่อยากให้คุณเสียเวลา เสียประโยชน์ ผู้ชายอย่างคุณมีคนดีๆ คนสวยๆ รอเข้าคิวมากมาย ให้ดิฉันเป็นน้องสาวคุณเหมือนกับริน แบบนี้ดีแล้วว่าไหมคะ”

“นี่เราโดนบอกเลิกตั้งแต่ยังไม่คบเลยนะนี่” ชรัตน์หน้าม้านผิดหวังเสียใจ...

ทั้งชรัตน์และบุรณีทำหน้าไม่ถูก ชรัตน์บอกรินว่าจะออกไปหาช้อนมาให้จะได้ทานด้วยกัน รินมองทั้งสองคนอย่างสงสัย...

สุดท้ายชรัตน์ก็เศร้าซึมไม่อยากออกงานสังคมจนช้องนางผิดสังเกต แซวว่าสาวๆ คงคิดถึงแย่ เขาบอกว่าไปแล้วไม่สนุกเหมือนก่อน ช้องนางถามเพราะอะไร

“เพราะคุณบุรณี สาวๆกี่คนก็ทำให้หยุดคิดถึงคุณบุไม่ได้ ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเขาบอกเลิกผม” ช้องนางแกล้งท้วงจะสนใจผู้หญิงบ้าเรียนทำไม “ตอนแรกผมก็คิดอย่างนั้น แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ ผู้หญิงคนอื่นเขาตามใจผม ยกย่องผมแต่ผมกลับคิดว่าหนุ่มเจ้าสำราญอย่างผมคงไม่เจริญถ้าคบกับพวกหล่อน”

“แล้วคบกับบุรณี จะเจริญขึ้นอย่างนั้นรึ” ช้องนางแอบขำแล้วรีบวางมาดเข้ม

“เธอนิสัยดีกว่าผม เหล้าบุหรี่ไม่แตะ ใจก็เย็นคุยก็สนุก ฉลาดกว่าผมตั้งเยอะ เธอต้องพาชีวิตผมไปดีแน่ๆ”

“แต่เขาดุนะ แล้วก็ไม่ตามใจเธอด้วย ขนาดทรัพย์–สมบัติ นามสกุลของเราเขายังไม่สนใจเลย อาว่าเขาจะทำให้ชีวิตเราจืดชืด ไม่สนุกสนานไม่เหมือนผู้หญิงพวกนั้นนะ”

“ถ้าผมไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเอง ผมคงต้องไปแต่งกับพวกนั้น จะได้มีเพื่อนเที่ยวสำเริงสำราญ แต่ถ้าไม่เอา อยากมีครอบครัวดีๆ มีลูกดีๆ เก่งๆ คุณบุรณีนี่แหละดีที่สุด”

ช้องนางหัวเราะตบมือชอบใจ ชรัตน์แปลกใจ ช้องนางบอกว่าบุรณีพลาดครั้งใหญ่ที่คิดว่าเขาโง่ ที่จริงเขาฉลาดที่สุดและปลอบใจ อย่ายอมแพ้ถ้าคิดจะรักต้องต่อสู้ ชรัตน์มีกำลังใจขึ้น

“ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือมีเมียดี”

“จริงด้วย ถ้าอยากได้ดีต้องมีเมียดี ได้คุณบุมาผมสบายแน่ๆ ต้องสู้ครับ ต้องสู้ ฮึบ...เอาใหม่” ชรัตน์ทำท่าพร้อมสู้ ลุกขึ้นกระฉับกระเฉง ช้องนางหัวเราะความซื่อของหลานชาย

วันต่อมา ชรัตน์มาที่บ้านบำรุงประชากิจ เห็นบุรณีนั่งอ่านหนังสืออยู่ก็เอาสร้อยทองคล้องแหวนบุษราคัมยื่นไปตรงหน้าเธอ หญิงสาวสะดุ้ง ชายหนุ่มขออนุญาตสวมสร้อยคอให้เธอ

“นี่คุณทำอะไรเนี่ย!”

“แหวนผม...ให้คุณ”

“เอาของแพงๆ มาให้ฉันอีกแล้ว แหวนบุษราคัมนี่มันแหวนที่เข้าคู่กับ...”

“สร้อยของริน ในเมื่อสร้อยบุษราคัมของรินอยู่กับศรัณย์ แหวนของผมต้องอยู่กับคุณถูกแล้ว” บุรณีย้ำเราจะเป็นเพื่อนกัน ชรัตน์กุมมือเธอที่กำลังจะถอดสร้อยบอกยังไม่หมด เอาแหวนเธอด้วย บุรณียื้อ เขาถอดแหวนที่นิ้วเธอ “เอามานี่เลย ไม่รู้แหวนคุณเอามาจากไหน แต่ผมเห็นคุณใส่ตลอด ผมจะเอา”

บุรณีจะแย่งคืน บอกแหวนนั้นพี่สาวซื้อให้ แต่ชรัตน์เก็บใส่กระเป๋าเสื้อเรียบร้อย สรุปความเอาเอง “คุณเรียนเท่าที่คุณอยากเรียนไปเถอะครับ ผมจะรอ เราแลกแหวนกันเพื่อเตือนให้เรารอกัน รอจนกว่าคุณจะเรียนจบ”

“คุณจะรอหรือคะ!”

ชรัตน์รับว่าใช่ตนตัดสินใจแล้ว บุรณีแอบดีใจแต่กลบเกลื่อนหาว่าเขาคิดเองเออเองไม่ถามสักคำ ชรัตน์สวน “เอ๊า ก็คุณให้รอ ผมก็รอแล้วไง”

“รอเฉยๆไม่ได้ ต้องทำอย่างอื่นด้วย”

ชรัตน์หน้าเหวอจะต้องทำอะไรอีก หญิงสาวหน้าเข้ม จริงจังดูมีอำนาจเหนือชรัตน์ชัดเจน บอกให้เขาต้องทำงานมากกว่านี้ นั่งหลับแบบเดิมไม่ได้ แล้วเผลอพูดจริงจัง “เมื่อไหร่จะทำงานเป็น ถ้าฉันมีลูก ลูกของฉันต้องมีพ่อเป็นตัวอย่างที่ดี รู้จักรับผิดชอบงาน”

“โฮ้ย...คุณนี่ ได้คืบเอาศอกจริง แต่เอ๊ะ! นี่แปลว่าคุณตกลงแล้วใช่ไหม เฮ้ย พูดไปถึงลูกแล้วนะคุณ ผมยังไม่คิดเลย”

บุรณีนึกได้หน้าแดง ตีเขาผัวะ “บ้า...ก็ฉัน...ฉันเผลอ”

“เฮ้อ...ดีใจที่สุดเลย ขอบคุณนะครับ แค่ได้โอกาส แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ”

บุรณีจึงตั้งกฎตามมาอีก ห้ามเที่ยวดึก...ห้ามโกหก...ห้ามนอกใจ...ห้ามทำเจ้าชู้ เขาแย้งทันทีว่าไม่ได้ เธอหน้าเสีย เขาหอมแก้มเธอฟอด “ไม่ทำเจ้าชู้กับคุณ ทำไม่ได้ ยอมตายดีกว่า”

“คนบ้า ขโมยหอมแก้มฉัน ฉันไม่ยอม” บุรณีเอาหนังสือไล่ตี ชรัตน์วิ่งหลบไปมาเสียงหัวเราะมีความสุขสุดๆ

ooooooo

แก้วมาดูแลรินที่โรงพยาบาล บอกข่าวดีแก่เธอว่าหมอจะให้กลับบ้านได้ เธอดีใจอยากกลับโดยเร็ว แต่แก้วบอกว่าต้องอาทิตย์หน้า รินเบื่อเพราะนอนโรงพยาบาลมาหนึ่งเดือนแล้ว แก้วบอกอีกว่าศรัณย์คงดีใจ รินสลดลงเพราะต้องกลับไปหาพ่อก่อน ศรัณย์คงไม่ยอมไปอยู่ด้วย

“แล้วศรัณย์ไม่เคยคุยกับลูกหรือจ๊ะ ว่าจะเอายังไง” แก้วถามอย่างห่วงใย

“รินไม่กล้าถามค่ะ กลัวว่าคุณศรัณย์จะทำใจไม่ได้ที่ต้องมาอาศัยบ้านเมียให้คนครหา”

“เอ...หรือจะกลับลงไปปักษ์ใต้ดี”

“ยังไงรินก็คงต้องไปหาคุณพ่อพิจารณ์ก่อน ท่านถามถึงรินทุกวัน ถ้าไม่ได้เห็นหน้ารินท่านจะไม่มีกำลังใจ”

“ทางหนึ่งก็พ่อ ทางหนึ่งก็ผัว วุ่นน่าดู อืม...แม่ว่าจะคุยกับศรัณย์” รินหน้าตื่นถามจะคุยอะไร “ก็เขาอึดอัดที่หนูเป็นเศรษฐีไม่ใช่หรือ ก็อยากจะถามเขาว่า ต้องให้หนูกลับไปเป็นนางก้นครัว ใส่เสื้อผ้าเก่าๆอีกใช่ไหมถึงจะพอใจ”

รินยิ้มๆไม่ได้คิดอะไรมาก...วันต่อมา แก้วกลับมาบ้านปักษ์ใต้ ศรัณย์กลับจากทำงานเห็นแม่ก็ยกมือไหว้เข้ามากอด ถามถึงรินเป็นอย่างไรบ้าง เธอตอบว่าหมอให้กลับบ้านได้แล้ว และถามลูกเพิ่งออกมาจากป่าหรือ

“ครับ มาประชุมรอกำลังเสริม นี่เดี๋ยวก็ต้องเข้าไปอีก ยังไม่ได้นอนบ้านสักคืนเลยครับ”

ศรัณย์เห็นแก้วซื้อของมาจากพระนคร เป็นแก้วน้ำใบใหม่ออกมาจัดวาง จึงทักว่าสวยดีเอามาใช้ที่นี่หรือ แก้วย้อนถามว่าสวยหรือ เขาพยักหน้ารับ แก้วจับแก้วน้ำสองใบมากระทบกันอย่างแรง เกิดการแตกร้าวขึ้น ศรัณย์ตกใจกึ่งแปลกใจว่าแม่ทำอะไร แก้วยกทั้งสองใบขึ้น

“อันหนึ่งแตก อันหนึ่งร้าว อยู่ด้วยกันอย่างหัวใจสลาย อยู่กันตามหน้าที่ไม่มีความรัก”

“ไม่ใช่เรื่องแก้ว...” ศรัณย์เริ่มเข้าใจความหมายของแม่

“เรื่องชีวิตคู่ ใจฉันก็เป็นแก้ว ใจเธอก็เป็นแก้ว นั่นนี่ก็อ่อนไหวไปหมด ทำผิดนั่นก็โกรธ ทำผิดนี่ก็เสียใจ กระแทกนิดกระแทกหน่อยก็เจ้าคิดเจ้าแค้นไม่รู้จักให้อภัย แบบนี้อยู่กันไม่ได้หรอกลูก”

“คุณแม่หาว่าผมเจ้าคิดเจ้าแค้น...”

แก้วเอาน้ำเทใส่แก้วใบใหม่ที่ไม่แตกร้าว แล้วสอนว่า “ถ้าทั้งสองรู้เวลาที่จะทำตัวเป็นน้ำ ไม่ใช่ทำตัวเป็นแก้ว เอาแต่ชนะกันตลอดเวลา ชีวิตก็จะไม่มีปัญหา”

ศรัณย์นึกถึงคำสอนวันที่แม่รดน้ำสังข์...น้ำจะเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่มันใส่ น้ำจึงไม่มีอัตตาตัวตน เมื่อหลอมชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว ก็ขอให้ให้อภัยต่อกัน ใช้ความเมตตาต่อกันนำทางไปนะลูก...

แก้วเลื่อนแก้วน้ำมาตรงหน้าศรัณย์ เขาได้คิดว่าคำสอนของแม่วันนั้นหมายถึงสิ่งนี้นี่เอง

ooooooo

รินกลับจากโรงพยาบาล คนรับใช้เข้าประคองไปกราบพระพิจารณ์ เธอบอกพ่อว่าเธอปลอดภัยดี

พระพิจารณ์ดีใจน้ำตาเอ่อพยายามพูด “ลูก...ลูกกลับมาแล้ว ลูกปลอดภัย”

รินโผกอดบอกไม่ต้องห่วง ตนไม่เป็นอะไร ตนอยู่ที่นี่แล้ว...หลังจากนั้น รินออกมานั่งคุยกับชรัตน์ เขาถามว่าเธอจะอยู่บ้านนี้กี่วัน เธอส่ายหน้าช้าๆ

“ยังไม่ได้คุยกับคุณศรัณย์เลยค่ะ เขาเข้าป่าเรื่องจับไม้เถื่อนอะไรสักอย่างค่ะ”

“มิน่าหายไปเลย มีคดีใหม่นี่เอง ยังไม่ทันได้พักเลยนะนี่”

“รินคงต้องเป็นฝ่ายลงไปหาเขา แต่ไม่กล้าบอกคุณพ่อ กลัวท่านเสียใจ”

“รินขึ้นไปเก็บของเถอะ พี่จะบอกคุณพ่อให้เอง พี่เกรงใจ น้องกับศรัณย์มีแต่เรื่อง ต้องแยกกันอยู่มาตลอด พี่จะอธิบายให้พ่อฟังเอง”

ไม่ทันไรพยาบาลหน้าตื่นเข้ามา “คุณคะ รบกวนเอารถออกไปโรงพยาบาลค่ะ ท่านเจ้าคุณอาเจียนหนัก”

ทั้งสองตกใจ รินรีบวิ่งไปดูพ่อ ชรัตน์สั่งคนเอารถออกและให้คนมาช่วยกันอุ้มพ่อ...

คุณหมอตรวจอาการแล้วบอกว่า พระพิจารณ์ติดเชื้อในลำไส้ ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงต้องนอนโรงพยาบาลให้หมอดูอาการ รินคิดหนักเพราะยังไม่อาจกลับไปหาศรัณย์ได้...กลับมาบ้านถามคนรับใช้ว่ามีโทรศัพท์ถึงตนบ้างไหม คนรับใช้บอกว่าไม่มี รินเสียใจที่ศรัณย์ไม่คิดจะโทร.มาหาบ้าง เธอกลัดกลุ้มจะต้องอยู่ดูแลพ่ออีกระยะ

กลางดึกคืนนั้น รินนอนหลับอยู่ในห้องนอน มีคนเดินเข้ามา วางกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วเข้ามาเรียกเธอเบาๆ เธอส่งเสียงในคอ...หือ...แต่ก็หลับอย่างคนขี้เซาตามเคย เสียงผู้มาเยือนกล่าว

“ขอนอนด้วยนะ...หล่อนนี่ชอบใช้ผ้าห่มเล็กนะ แต่ไม่เป็นไร” ศรัณย์ลงนอนกอด ซุกตัวเข้าในผ้าห่มผืนเดียวกับเธอ เสียงรินงัวเงียว่า...ฝันดีจัง...ศรัณย์หัวเราะเบาๆกับความขี้เซาของเธอ

ทันใดรินสะดุ้งจะพลิกตัวหนี ศรัณย์ดึงเธอกลับมากอดไว้ บอกให้ระวังตกเตียง รินช็อกมองหน้าเขาอึ้ง ก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปจับใบหน้าแล้วโพล่งขึ้น “ไม่ได้ฝันนี่!”

ศรัณย์จูบมือรินและบอกว่าตัวจริง รินหันมองรอบห้องแล้วบอกเขาว่า นี่มันบ้านพ่อ เขาพยักหน้า “อื้อบ้านเศรษฐีของเมีย สำหรับปลัดจนๆ จับเสือทั้งชาติยังซื้อไม่ได้เลย”

รินมองไปเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของศรัณย์ “กระเป๋าคุณ...”

ศรัณย์พยักหน้า “ทำจดหมายลาพักร้อนไปนานแล้ว แต่มันมีคดีจับไม้เถื่อนขึ้นมา อยู่ในป่าตั้งอาทิตย์พอออกจากป่าก็รีบกระโดดขึ้นรถไฟมานี่ให้เร็วที่สุด”

“คุณจะมานอนที่นี่!”

ศรัณย์รับว่าใช่ รินแย้งเขาไม่กลัวคนครหาว่าอยู่บ้านเมียอีกหรือ เขาจูบปากเธอก่อนจะบอกว่า “ช่างคนนินทา”

รินผลักเขาออกบอก “ฉันไม่ย้ายออกจากบ้านนี้นะคะ ฉันจะอยู่ดูแลคุณพ่อ”

“ฉันก็จะอยู่กับหล่อน” ศรัณย์พูดจบจูบปากเธออีกครั้ง รินรั้งไว้

“ฉันจะไม่เปลี่ยนตัวเองกลับไปมาเพื่อเอาใจคุณนะคะ เสื้อผ้าแบบเก่าแบบใหม่อะไรนี่ การใช้เงินก็อีกอย่าง ฉันจะทำทุกอย่างตามเหตุผลอันสมควร”

“ก็ดีแล้ว...” ศรัณย์ไม่สนใจกอดเธอแนบแน่น รินไม่อยากเชื่อถามอีกแน่ใจหรือ “อื้อ...ต่อไปนี้นอนที่ไหนก็ได้ เพราะหล่อนคือบ้าน บ้านของฉัน”

“แต่ว่างานของคุณ...อุ๊บ”

ศรัณย์ไม่ปล่อยให้รินได้พูดอีก เขาไม่อาจทนความเสน่หาและหัวใจที่คิดถึงเธอได้อีก ทั้งสองมีความสุขร่วมกันตามหัวใจปรารถนาอีกครั้ง โดยไม่มีอะไรมากีดขวางความ ต้องการได้อีก

รุ่งเช้าอันสดใส ศรัณย์เดินออกมาชมบ้าน รินยกกาแฟมาเสิร์ฟ เขาติงว่าเธอตื่นเช้ากว่าตนวันนี้ รินย้อนถามว่ากี่โมงแล้ว เขานอนตื่นสายที่สุดจนนึกว่าไม่สบายเสียอีก ศรัณย์ยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้นอนหลับสนิทที่สุด แสดงว่าคงเป็นบ้านจริงๆ รินปลาบปลื้มถามเขาอยาก ทานอะไร ตั้งแต่อยู่บ้านนี้ตนไม่มีโอกาสได้ทำครัวเลย แต่วันนี้จะไม่ยอม จะต้องทำอาหารให้เขาทาน

“ขอโทษที่หล่อนลงไปคราวที่แล้ว ฉันไม่พูดด้วย ตอนนั้นคิดแต่เรื่องเสือขาว แค่เรื่องงานก็ปวดหัวมากแล้ว คิดแต่ว่ารอก่อน เรื่องของหล่อนเอาไว้ก่อน”

รินถามทำไมจู่ๆถึงรับชีวิตของตนขึ้นมาได้ ศรัณย์ยอมรับว่าตอนที่เธอโดนเสือขาวจับไป ตนโกรธตัวเองมากที่มัวแต่รอนั่นนี่ไม่พูดกับเธอ ถ้าเธอเป็นอะไรไปตนต้องพลาดโอกาสนั้น รินถามแล้วตอนตนอยู่โรงพยาบาลไม่ฟื้น ศรัณย์บอก “นั่นแทบเป็นบ้า นั่งบอกกับตัวเองถ้าหล่อนตื่นขึ้นมา 50 วันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะแยกกันอยู่ เราจะไม่แยกกันอยู่เกิน 50 วันอีกแล้ว”

รินรีบบอกว่าเราจะอยู่ด้วยกัน คุยกันทะเลาะกัน อะไรก็ได้ แต่จะไม่แยกจากกัน ศรัณย์จะไม่คิดเรื่องฐานะที่แตกต่างอีก ไม่คิดถึงศิวะเวทย์ คำครหานินทาอีกเรื่องเดียวที่ใหญ่ที่สุดคือไม่มีเธออยู่เคียงข้าง รินกล่าว “ไม่ใช่ทุกคนได้พบคู่ ไม่ใช่ทุกคู่มีความรัก ฉันมีวาสนาได้พบทั้งคู่ได้พบทั้งความรัก ฉันจะพยายามรักษาเอาไว้”

“ภรรยาที่แสนดีอย่างหล่อนคือวาสนาของฉัน เราจะให้อภัยกันแล้วให้อภัยกันอีก ทำแล้วทำอีกจนกว่าจะตายจากกันนะ”

ศรัณย์และรินสวมกอดกันด้วยความรักและความเข้าใจ ซึ่งไม่อาจมีอะไรมาทำลายได้อีก

ooooooo

—อวสาน—

.


ที่มา : เรื่องย่อละคร ปดิวรัดา
https://www.thairath.co.th/novel/Padivaradda/synopsis

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.233 seconds with 17 queries.