Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 September 2026, 01:36:19

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
31,088 Posts in 15,338 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  หมวดหมู่ทั่วไป  |  ศาลาพักใจ  |  รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก  |  นิยายเรื่อง เพชรกลางไฟ (thairath.co.th)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: นิยายเรื่อง เพชรกลางไฟ (thairath.co.th)  (Read 1945 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« on: 24 June 2026, 12:15:06 »

นิยายเรื่อง เพชรกลางไฟ (thairath.co.th)


เรื่องย่อละคร เพชรกลางไฟ (thairath.co.th)
.




แนว         : โรแมนติก-ดราม่า-พีเรียด
บทประพันธ์โดย      : ว.วินิจฉัยกุล
บทโทรทัศน์โดย      : เอกลิขิต
กำกับการแสดงโดย      : อดุลย์ บุญบุตร
ผลิตโดย         : บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ช่องออกอากาศ      : สถานีโทรทัศน์ช่อง 3
นักแสดงนำ      : วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ, นิษฐา จิรยั่งยืน

.


เรื่องย่อละคร

“มิอาจประสบพบพักตร์    ใช่ว่าจักคิดหักใจ
คิดถึงทุกวันไป       แม้มิได้อยู่ใกล้กัน
ไม่ใกล้ก็เหมือนใกล้       เพราะดวงใจอันผูกพัน
เหมือนเห็นกันทุกวัน       เราพบกันนั้นด้วยใจ”


ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากการสิ้นพระชนม์ของ เสด็จในกรมฯ ผู้เป็นพระบิดา หม่อมเจ้าหญิงอุรวศี ก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตำหนักใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ หม่อมต่วน หม่อมใหญ่ของเสด็จพ่อ เพราะหม่อมต่วนเกลียดชัง หม่อมสลวย หม่อมแม่ของอุรวศี ที่มาแย่งชิงความรักของเสด็จฯ ไปจากเธอ แม้ว่าเสด็จฯ จะมี หม่อมเรี่ยม เป็นหม่อมอีกคน ก็ไม่ถูกชิงชังเท่าหม่อมสลวย

อุรวศีเป็นห่วงว่าห้องทรงพระอักษรของเสด็จพ่อจะไม่มีคนดูแลความสะอาด จึงขัดคำสั่งของหม่อมต่วน แอบเข้าไปทำความสะอาดห้อง แต่กลับพบว่าหม่อมต่วนให้คนมาเก็บหนังสือในห้องทั้งหมด ถวายแด่เสด็จเสนาบดี โดยมี อนล เป็นคนที่มาขนย้ายหนังสือตามคำสั่ง อนลเข้าใจว่าอุรวศีเป็นนางข้าหลวงในวัง จึงไม่ได้ใช้คำราชาศัพท์ด้วย อุรวศีไม่ได้แก้ไขความเข้าใจผิดนั้น และขอหนังสือของเสด็จฯ เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกไม่กี่เล่ม อนลพยายามจะสานสัมพันธ์ต่อด้วยการชวนให้อุรวศีมาดูเครื่องเรือนที่ต้องการเก็บไว้ แต่อุรวศีตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปที่ตำหนักใหญ่อีก เมื่ออนลรู้ความจริงว่าอุรวศีเป็นถึงหม่อมเจ้าหญิง จึงฝากจดหมายขอประทานอภัยมากับ จัน คนสนิทของอุรวศี อุรวศีรับจดหมายไว้ แต่ไม่คิดจะตอบเพราะจะไม่เหมาะสมหากถูกจับได้ว่าส่งจดหมายติดต่อกับชายหนุ่ม

หม่อมสลวยพาอุรวศีไปฝากไว้ที่ตำหนักของเสด็จพระองค์หญิงฯ ซึ่งเป็นเสด็จป้าของอุรวศี โดยให้เหตุผลว่าจะมีคนงานมาก่อสร้างกำแพงวัง กั้นระหว่างตำหนักใหญ่ของหม่อมต่วนกับเรือนที่เสด็จพ่อประทานให้หม่อมสลวยกับอุรวศี อีกทั้งหม่อมสลวยเองก็จะไม่อยู่สักพัก จึงเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่งามขึ้น ในตำหนักของเสด็จป้า อุรวศีต้องเผชิญหน้ากับพระธิดาของเสด็จพ่อกับหม่อมต่วนอีกสามองค์ คือ หม่อมเจ้าหญิงติโลตตมา หม่อมเจ้าหญิงอทริกา และ หม่อมเจ้าหญิงอรุณวาสี ในบรรดาเจ้าพี่หญิงทั้งสาม ท่านหญิงอรุณวาสีเป็นคนที่อุปนิสัยดีที่สุด ส่วนท่านหญิงติโลตตมาและท่านหญิงอทริกานั้น คอยจ้องแต่จะหาเรื่องอุรวศีอยู่เป็นประจำ แต่อุรวศีก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยพระเมตตาของเสด็จป้า

อุรวศีคอยให้หม่อมสลวยมารับออกไปจากตำหนัก แต่หม่อมสลวยก็หายไป อุรวศีจึงขอประทานอนุญาตจากเสด็จป้ากลับไปเยี่ยมบ้าน และได้รู้ความจริงจาก จางวางสม และ แสง ตากับยาย ว่าหม่อมแม่ของเธอแอบหนีไปแต่งงานใหม่กับเถ้าแก่ บุญทัน คนรักเก่าตั้งแต่ก่อนจะถวายตัว และอพยพไปอยู่ที่เมืองนครสวรรค์แล้ว ส่วนอุรวศีก็จะให้อยู่กับเสด็จป้าฯ เป็นการชั่วคราวเพื่อให้พ้นเงื้อมมือของหม่อมต่วน จนกว่า หม่อมเจ้าวิสสุกรรม พระเชษฐาของอุรวศีจะเสด็จกลับจากต่างประเทศมาอยู่ด้วยกัน หม่อมต่วนเรียกให้อุรวศีไปพบที่ตำหนักใหญ่และดูถูกเหยียดหยามหม่อมสลวยที่ใฝ่ต่ำ เป็นถึงหม่อม แต่กลับลงไปเกลือกกลั้วกับสามัญชน อุรวศีเสียใจมาก อนลมาพบอุรวศีกำลังร้องไห้ จึงพูดให้กำลังใจอุรวศี ทำให้อุรวศีรู้สึกดีขึ้นมาก อุรวศีได้ยินว่าอนลกำลังจะไปราชการที่หัวเมือง จึงแอบฝากจดหมายไปถึงหม่อมสลวย ก่อนจะกลับไปอาศัยกับเสด็จป้าระหว่างรอจดหมายตอบกลับมา

หม่อมต่วนเอาเรื่องที่หม่อมสลวยแต่งงานใหม่ไปฟ้องเสด็จป้า แต่เสด็จป้าไม่สนพระทัย ทำให้หม่อมต่วนโกรธแค้นมาก คิดจะพาหม่อมเจ้าหญิงทั้งสามกลับวัง แต่ท่านหญิงติโลตตมาเตือนว่าถ้าไม่มีใครอยู่คอยขวาง อุรวศีจะประจบเอาสมบัติของเสด็จป้าไปหมด หม่อมต่วนจึงอนุญาตให้ท่านหญิงติโลตตมากับท่านหญิงอทริกาอยู่ต่อไปได้ แต่ท่านหญิงอรุณวาสีต้องกลับวังเพราะเข้าข้างอุรวศีมากเกินไป หม่อมต่วนกำชับท่านหญิงทั้งสองให้หาทางกลั่นแกล้งอุรวศีจนอยู่ที่นั่นต่อไปไม่ได้ ท่านหญิงติโลตตมาและท่านหญิงอทริกาจึงสั่งห้ามนางข้าหลวงในตำหนักพูดจากับอุรวศี ทำให้ทุกคนคอยหลบหน้าหลบตาอุรวศี อุรวศีรู้เข้า ก็ตัดปัญหาด้วยการเข้าเฝ้าคอยถวายงานเสด็จป้าบ่อยๆ จะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร

ด้านอนล เมื่อไปถึงเมืองนคสวรรค์ ก็ได้พบกับ ดวงแข บุตรีของ พระยาไกรเพชรรัตน์ และ คุณหญิงไกรเพชรรัตน์ ซึ่งมีท่าทางสนใจเขาอย่างเห็นได้ชัด แต่อนลไม่ได้สนใจดวงแขเลย เพราะชายหนุ่มมีใจให้อุรวศี แม้จะรู้ดีว่าไม่มีหวัง เพราะอุรวศีเป็นถึงหม่อมเจ้าหญิง อนลสืบหาตัวบุญทันจากทนายหน้าหอของพระยาไกรเพชรรัตน์ และนำจดหมายจากอุรวศีไปมอบให้หม่อมสลวยด้วยตัวเองได้สำเร็จ

ขณะที่อุรวศีก็ถูกท่านหญิงทั้งสองแอบเข้ามาค้นห้อง และพบจดหมายที่อนลเขียนเพลงยาวส่งมาให้ อุรวศีไปทวงจดหมายคืน ท่านหญิงทั้งสองกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่กลับเอามาคืนให้ต่อหน้าเสด็จป้า เพราะหวังจะให้เสด็จป้ากริ้วอุรวศี ทว่าเคราะห์ดีที่อุรวศีไปปรึกษา สร้อย ข้าหลวงคนสนิทของเสด็จป้าก่อน เสด็จป้าทรงรู้ทัน จึงไม่ทรงเอาพระทัยใส่ข้อหาที่ท่านหญิงทั้งสองใส่ร้าย ทำให้ท่านหญิงติโลตตมาไม่พอพระทัยมาก คิดว่าเสด็จป้าเข้าข้างอุรวศีมากกว่า ขณะที่เสด็จป้าก็ทรงเป็นห่วงอนาคตข้างหน้าของอุรวศี จึงทรงฝากฝังให้สร้อยคอยดูแลอุรวศีหลังจากที่พระองค์มีอันเป็นไป และให้สร้อยมองหาคู่ครองที่เหมาะสมกับชาติกำเนิดของอุรวศีให้ด้วย

ในงานฉลองเสกสมรสระหว่าง หม่อมเจ้าหญิงเมรา พระธิดาของหม่อมเรี่ยม กับ หม่อมเจ้าอธิป พระโอรสของเสด็จในกรมฯ อีกวังหนึ่ง อุรวศีและเพื่อนๆ นางข้าหลวงต่างก็ไปร่วมงานนี้กัน โดยมีสร้อยไปคอยควบคุมดูแล อีกทั้งคอยสอดส่องหาชายหนุ่มเชื้อพระวงศ์ที่เหมาะสมคู่ควรกับอุรวศี ในที่สุดสร้อยก็ตัดสินใจว่า หม่อมเจ้าสุรคม พระอนุชาต่างมารดาของหม่อมเจ้าอธิป เป็นผู้ที่เหมาะสมกับอุรวศีที่สุด หม่อมเจ้าสุรคมเองก็ดูเหมือนจะพอพระทัยในตัวอุรวศีเช่นกัน ในงานเดียวกัน อนลถือจดหมายของหม่อมสลวยมาหาโอกาสมอบให้กับอุรวศี อุรวศีขอร้องอนลไม่ให้มาพบเธออีก เพราะเรื่องที่เกิดคราวก่อน เสด็จป้าเว้นโทษให้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น อนลผิดหวังที่ความรักระหว่างเธอกับเขา ช่างมีอุปสรรคมากเหลือเกิน

ที่บ้านของ พระยารัชปาลี บิดาของอนล มีผู้อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน คือ เกื้อ ผู้มีศักดิ์เป็นอาของอนล เกื้อขาพิการมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาอับอายที่ไม่เหมือนคนอื่น จึงมุมานะเรียนหนังสือจนเก่ง เกื้อเป็นคนหัวก้าวหน้า สนใจระบอบการปกครองที่เอาอย่างมาจากฝรั่ง และมองว่าระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ จะทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าได้ยาก ระหว่างที่อนลไปเยี่ยมเกื้อที่บ้าน ก็แอบได้ยินเกื้อ กับ อนึก พี่ชายของอนลที่เป็นทหาร กำลังสมคบคิดกันวางแผนบางอย่างซึ่งอนลยังจับใจความไม่ได้ชัดเจน จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ ขณะเดียวกัน ดวงแขกับคุณหญิงไกรเพชรรัตน์มาพักที่บ้านของพระยารัชปาลีโดยอ้างว่าเพื่อรักษาตัว คุณหญิงรัชปาลีเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะต้องการจับคู่ดวงแขกับอนล ดวงแขพยายามเอาตัวมาใกล้ชิดอนล แต่อนลก็ไม่ได้มีท่าทีชอบพอตอบกลับ

หม่อมเอื้อน หม่อมแม่ของท่านชายสุรคม คิดจะทาบทามอุรวศีให้กับท่านชายสุรคม เมื่อหม่อมต่วนรู้เข้าก็เกิดความริษยา ไม่อยากให้อุรวศีได้ดีไปกว่าลูกๆ ของตน จึงเล่าเรื่องที่หม่อมสลวยหนีไปแต่งงานใหม่ให้หม่อมเอื้อนฟัง และเสนอว่าหากท่านชายสุรคมเสกสมรสกับท่านหญิงอรุณวาสี จะแถมทรัพย์สินเงินทองให้ท่านชายสุรคมไปด้วย หม่อมเอื้อนลังเลเพราะเห็นแก่ทรัพย์สมบัติที่จะได้จากหม่อมต่วน เมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูเสด็จป้า ก็ทรงกริ้วมาก เพราะทรงหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้ท่านชายสุรคมเสกสมรสกับอุรวศี

ด้านคุณหญิงรัชปาลีเห็นว่าอนลไม่กระตือรือร้นเรื่องดวงแข จึงแอบไปตกลงกับคุณหญิงไกรเพชรรัตน์และรวบรัดหมั้นหมายอนลไว้กับดวงแขโดยที่อนลปฏิเสธไม่ได้ ขณะเดียวกัน อนลก็สังเกตเห็นความผิดปกติของอนึกกับเกื้อที่มักจะออกไปด้วยกันตอนกลางคืนบ่อยๆ ชายหนุ่มพยายามเลียบๆ เคียงๆ ถามเกื้อ ทว่าเกื้อก็ได้แต่อารมณ์เสียหงุดหงิดใส่ ทำให้อนลคิดจะหาคำตอบให้ได้ว่าอนึกกับเกื้อกำลังทำอะไรกันอยู่

เสด็จป้าประชวรหนักและทรงรู้พระองค์ดีว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เสด็จป้ารับสั่งกับคุณสร้อยให้ตามท่านหญิงทั้งหมดเข้าเฝ้า หม่อมต่วนจึงรีบนำท่านหญิงทั้งสามมาเข้าเฝ้าเพราะไม่อยากให้อุรวศีได้สมบัติจากเสด็จป้าไปคนเดียว เสด็จป้าจึงทรงแบ่งทรัพย์สินที่มีให้แก่หลานๆ ทุกคน อุรวศีได้ส่วนแบ่งจากเสด็จป้ามากที่สุด ทำให้หม่อมต่วนไม่พอใจเป็นอย่างมาก หม่อมต่วนวางอุบายจะฮุบสร้อยพระศอที่เสด็จป้าประทานให้อุรวศี แต่อุรวศีรู้ทัน เอาสร้อยพระศอคืนมาได้อย่างชาญฉลาด

ด้านเกื้อก็ทนเก็บความลับคับอกไว้ไม่ไหว จึงมาสารภาพกับอนลว่าเขากับอนึกและนายทหารอีกหลายคน กำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง อนลตกใจมาก เพราะนั่นเท่ากับว่าเกื้อกับอนึกมีส่วน

เกี่ยวข้องด้วย อนลรีบไปเตือนเกื้อให้ถอนตัวออกมาจากขบวนการ เกื้อขอร้องให้อนลไปตามตัวอนึกกลับบ้าน แต่ระหว่างนั้น ข่าวเรื่องขบวนการดังกล่าวได้เล็ดรอดออกไป และมีนายทหารบุกมาจับกุมตัวผู้ร่วมขบวนการดังกล่าว อนลโชคร้ายที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จึงพลอยติดร่างแหไปด้วย ขณะที่อนึกหนีเอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิด

ระหว่างการสอบปากคำ อนลไม่ยอมพูดอะไรเลยเพราะไม่อยากให้เกื้อกับอนึกได้รับโทษ แต่นั่นกลับทำให้พระยารัชปาลีโกรธจัด เพราะคิดว่าอนลมีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ พระยารัชปาลีจึงประกาศตัดพ่อตัดลูกกับอนล เกื้อร้อนใจมากที่อนลถูกจับตัว จึงไปปรึกษากับอนึก อนึกได้แต่บ่ายเบี่ยงเพราะกลัวความผิด และคิดจะหาทางหลบหนีออกจากพระนครสักพัก

ดวงแขมาโวยวายกับพระยารัชปาลีและคุณหญิงรัชปาลีเรื่องที่อนลถูกจับกุมตัวไป ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่วันจะถึงงานหมั้น อนึกสบโอกาส จึงขันอาสาเป็นเจ้าบ่าวให้ดวงแขเสียเอง จะได้มีข้ออ้างที่จะหลบหนีไปที่หัวเมืองสักพัก ดวงแขยินยอมเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวเพราะไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นหม้ายขันหมาก เกื้อเริ่มรู้สึกไม่ยุติธรรมที่อนลจะต้องรับผิดแทนเขากับอนึก จนกระทั่งถึงวันงานแต่งงานของอนึกกับดวงแข เกื้อจึงบุกเข้าไปประกาศความจริงกลางงานว่าเขากับอนึกเป็นผู้ร่วมขบวนการ ไม่ใช่อนล อนึกโกรธจัด ลงมือทำร้ายร่างกายเกื้อ พระยารัชปาลีจึงมั่นใจว่าอนึกทำผิดจริง อนึกสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป จึงเขียนจดหมายสารภาพความจริงและยิงตัวตายเพื่อชดใช้ความผิดที่ก่อขึ้น อนลได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากไม่มีส่วนรู้เห็นกับแผนการ แต่อนลก็สลดใจมากที่อนึกต้องมาเสียชีวิต และเกื้อก็ต้องถูกลงโทษด้วยการคุมขัง

หลังการสิ้นพระชนม์ของเสด็จป้า ตำหนักของเสด็จป้าก็ถูกปิดลง นางข้าหลวงในตำหนักต่างก็แยกย้ายกันไปตามทาง อุรวศีจึงต้องกลับมาอยู่ที่เรือนปั้นหยาที่เสด็จพ่อประทานให้ระหว่างรอให้ท่านชายวิสสุกรรมเสด็จกลับจากต่างประเทศ โดยมีสร้อยตามมาดูแลตามที่ได้รับปากกับเสด็จป้าไว้ ด้านอนลก็ผ่านมาที่เรือนของอุรวศีด้วยความบังเอิญและได้พบกับอุรวศีอีก ทั้งคู่ต่างแบ่งปันความทุกข์ที่มีให้กัน ทำให้ยิ่งรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น

เจ้าพี่หญิงทั้งสามเสด็จมาที่เรือนของอุรวศีเพื่อต่อว่าเรื่องที่ท่านชายสุรคมจะถอนหมั้นกับท่านหญิงอรุณวาสี เพื่อไปเสกสมรสกับอุรวศี อุรวศีจึงต้องไปพูดกับท่านชายสุรคมด้วยตัวเอง แต่ท่านชายสุรคมไม่ทรงฟัง และทรงยืนยันว่าจะรอจนกว่าอุรวศีจะเปลี่ยนพระทัย ขณะเดียวกัน อุรวศีก็ได้รับจดหมายจากท่านชายวิสสุกรรมว่ากำลังจะกลับมาถึงประเทศไทย ทว่าเมื่อถึงวันกลับ กลับมีแต่ หม่อมเจ้าอรชุน พระโอรสองค์โตของหม่อมต่วน เสด็จกลับมาเพียงผู้เดียว เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า ท่านชายวิสสุกรรม สิ้นชีพิตักชัย

ด้วยโรคท้องร่วงระหว่างทาง อุรวศีสะเทือนพระทัยมากเพราะเท่ากับไม่เหลือใครเป็นที่พึ่งแล้ว ถึงอย่างนั้นหม่อมต่วนก็ยังกลั่นแกล้งอุรวศีไม่ยอมเลิกราด้วยการไม่ยอมมอบพระอัฐิของท่านชายวิสสุกรรมให้อุรวศีไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี อนลช่วยอุรวศีด้วยการปล่อยข่าวลือว่ามีคนพบยมบาลมารับคนตายที่ยังไม่ได้ทำบุญตามประเพณี หม่อมต่วนหวาดกลัวมาก จึงรีบคืนพระอัฐิของท่านชายวิสสุกรรมให้กับอุรวศีทันที

นางแสง ยายของอุรวศี ล้มป่วยหนัก อุรวศีอาสามานอนเฝ้านางแสงโดยไม่บอกให้ใครรู้ นางแสงก็เสียชีวิตหลังจากที่เรือนปั้นหยาถูกไฟไหม้และรู้ว่าท่านชายวิสสุกรรมสิ้นชีพิตักชัย ที่เรือนของอุรวศีก็เกิดเพลิงไหม้ สาเหตุของไฟเกิดจากการเผากิ่งไม้ใบไม้ที่หม่อมต่วนเป็นคนสั่งให้เผา เมื่อไฟยังไม่ดับดี ก็เกิดลุกลามไปติดกับตัวเรือน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตสามคน คือ คุณสร้อย ผิน (แม่ของจัน) และบ่าวของคุณสร้อย แต่คนภายนอกเข้าใจว่าหม่อมสลวยกับอุรวศีอยู่ในบ้านหลังนั้นและเสียชีวิตไปแล้ว ทุกคนจึงปล่อยให้เข้าใจผิดไปแบบนั้น เพราะหวาดกลัวว่าหากหม่อมต่วนรู้ว่าหม่อมสลวยและอุรวศียังไม่ตาย ก็จะหาโอกาสทำร้ายกันอีกไม่มีที่สิ้นสุด จางวางสมเสนอให้หม่อมสลวยกับอุรวศีหนีไปอยู่ที่นครสวรรค์กับบุญทัน จะได้พ้นเงื้อมมือของหม่อมต่วน ขณะที่หม่อมต่วนก็ล้มเจ็บหนักเนื่องจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกัดกินจิตใจ

ที่บ้านของอนล คุณหญิงรัชปาลีที่ป่วยกระเสาะกระแสะหลังจากที่อนึกฆ่าตัวตาย ไม่นานคุณหญิงรัชปาลีก็เสียชีวิตลงเช่นกัน อนลได้ข่าวจากเกื้อว่าอุรวศีสิ้นพระชนม์ในกองไฟพร้อมหม่อมสลวย ก็ยิ่งสะเทือนใจมาก ดวงแขกับบิดามารดามาร่วมงานศพของคุณหญิงรัชปาลีเพราะหวังจะกลับมาสานสัมพันธ์กับอนลอีกครั้ง อนลตัดสินใจออกจากพระนคร ไปรับตำแหน่งอักษรเลขที่เมืองนครสวรรค์ตามคำชักชวนของพระยาไกรเพชรรัตน์ ดวงแขพยายามเข้ามาใกล้ชิดกับอนลมากขึ้น เพราะคิดว่าอนลอาจจะมีเยื่อใยอยู่บ้างจากตอนที่เคยเป็นคู่หมั้นกัน แต่อนลก็ไม่เคยเปิดใจให้ดวงแขเลยสักครั้ง

ด้านอุรวศีหลบหนีหม่อมต่วนไปอาศัยอยู่ในเรือนแพที่เมืองนครสวรรค์ และเปลี่ยนชื่อเป็นอุษา โดยมีจัน กับ ผ่อง พี่สาวของสลวยติดตามไปด้วย ผ่องมีฝีมือด้านการทำอาหาร จึงทำขนมจีนน้ำยาขายที่หน้าแพ ทำให้อุรวศีต้องออกมาช่วยงานบ่อยๆ ถึก กับ คล้อง บ่าวชายของอนลแวะมาซื้อขนมจีนน้ำยาไปให้จึงจึงหว่านล้อมให้อนลกินขนมจีน ระหว่างที่อุรวศีกับจันพากันไปเก็บผักเพื่อจะมาขาย ก็เกิดอุบัติเหตุเรือชนเข้ากับเรือของอนลเข้า อนลเห็นหน้าอุรวศีก็จำได้ทันที อุรวศีกับจันรีบกลับเรือนแพเพราะกลัวความแตก ผ่อง หม่อมสลวยและบุญทันช่วยกันโกหกเอาตัวรอด แต่อนลก็ไม่เชื่อ จึงสั่งให้ถึกกับคล้องคอยจับตาดูเวลาที่ผ่องกับจันออกจากบ้านไป เมื่อสบโอกาส ก็เข้าไปในเรือนแพเพื่อจับผิดให้อุรวศีปฏิเสธไม่ได้ อนลยินดีมากที่รู้ว่าอุรวศียังไม่ตาย และตั้งปณิธานว่าขอติดตามอุรวศีไปตลอดชีวิต

ดวงแขวางแผนรวบรัดอนลให้แต่งงานด้วยด้วยการเข้าไปในเรือนที่อนลพักอยู่ยามวิกาล อนลเห็นท่าไม่ดี จึงหลบไปอีกห้องก่อน เมื่อคุณหญิงไกรเพชรรัตน์เข้ามาตามที่ตกลงกันไว้กับดวงแข จึงเอาผิดอนลไม่ได้ แต่คุณหญิงก็ยังยืนยันให้อนลรับผิดชอบ อนลจึงขอลาออกจากตำแหน่งอักษรเลข เมื่อพระยาไกรเพชรรัตน์รู้เข้าก็ไม่พอใจคุณหญิงกับดวงแขมากที่สิ้นคิด ใช้วิธีต่ำช้าเพื่อมัดมือชกอนลให้เป็นลูกเขย พระยาไกรเพชรรัตน์ไปขอร้องอนลไม่ให้ลาออก แต่จะฝากฝังให้ไปทำงานกับเจ้าเมืองอุทัยธานีแทน

จางวางสมส่งข่าวว่าหม่อมต่วนตายแล้ว ที่ตำหนักใหญ่ก็กำลังวุ่นวายเรื่องแบ่งสมบัติกัน อนลถามอุรวศีว่าอุรวศีคิดจะกลับพระนครหรือไม่ อุรวศีไม่เห็นประโยชน์ที่จะกลับไป ในเมื่อตอนนี้ก็มีความสุขดี อนลบอกข่าวเรื่องที่เขากำลังจะย้ายไปเป็นอักษรเลขที่เมืองอุทัยธานี จึงจะขอแต่งงานกับอุรวศีก่อน หม่อมสลวยยกให้เป็นการตัดสินใจของอุรวศี อุรวศีตอบตกลง ทั้งคู่จึงพากันย้ายไปอยู่ที่อุทัยธานี ช่วยกันทำมาหากิน ครองรักกันอย่างมีความสุขโดยไม่มีช่องว่างระหว่างชนชั้นมาเป็นอุปสรรคอีกต่อไป

.


ที่มา : เรื่องย่อละคร เพชรกลางไฟ
https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai#google_vignette
.



« Last Edit: 24 June 2026, 12:55:09 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #1 on: 24 June 2026, 12:16:41 »


เพชรกลางไฟ ตอนที่ 1
https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep1/page1
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 1

ยุคสมัยรัชกาลที่ 6 เรือนปั้นหยาเป็นเรือนไม้ร่มรื่นสวยงามสะอาดสะอ้านตกแต่งเรียบๆ บ่งบอกถึงความเป็นผู้ดีมีชาติตระกูลของผู้อยู่อาศัย

ณ เรือนปั้นหยาหลังงามแห่งนี้ ภายในห้องโถง ประดับภาพเสด็จในกรมฯ อุ้มท่านหญิงหลงหรือหม่อมเจ้าหญิงอุรวศีวัยเด็ก ภาพคู่กับหม่อมสลวยและลูกๆทั้งในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว

เย็นวันหนึ่งหม่อมต่วน หม่อมเอกของเสด็จในกรมฯสั่งบ่าวตัดกิ่งไม้แห้งเอาไปเผานอกกำแพง โดยอ้างว่าไม่อยากให้ควันคลุ้งเข้ามาในห้องตน แต่แล้วการเผาครั้งนี้ก็ลามไปไหม้เรือนปั้นหยาอย่างน่าสะพรึงกลัว

ลูกหลานจางวางสมผู้เป็นตาของอุรวศี ซึ่งบ้านอยู่ไม่ห่าง มาช่วยกันดับไฟ อุรวศีร้องเรียกแม่ด้วยความเป็นห่วงจะวิ่งเข้าไปช่วยในเรือน จันคนสนิทดึงเธอไว้ไม่ให้เข้าไป

“เชื่อตาเถิดท่านหญิง อย่าเสด็จเข้าไปเลยมันอันตรายกระหม่อม” จางวางสมห่วงหลาน

อุรวศีร้องไห้เรียกแม่ไม่ขาดปาก ขณะเดียวกัน หม่อมต่วนมองมาจากตำหนัก ยิ้มหยันที่จะได้หมดเสี้ยนหนามตำใจเสียที ไฟลุกโชนจนน้ำที่ขนกันมาดับไม่เป็นผล อุรวศีขอร้องตาให้ปล่อยตนไปช่วยแม่ แล้วยังหันไปพูดกับจันว่าแม่ของเธอก็ติดอยู่ในนั้นไม่ห่วงหรือ จันน้ำตาร่วงห่วงจับใจแต่ไฟโหมหนักเกินกว่าจะเข้าไปได้ อุรวศีอาศัยช่วงที่ทั้งสองลังเล สะบัดตัวออกวิ่งฝ่าเข้าไปในเรือน ทั้งจางวางสมและจันตกใจมาก

ทุกคนในตำหนักตื่นตระหนกที่ไฟไหม้เรือนปั้นหยา แปลกบ่าวของหม่อมต่วนวิ่งหน้าตื่นมารายงานว่าหญิงหลงกับหม่อมสลวยติดอยู่ข้างใน แต่หม่อมต่วนนิ่งเฉยแววตาโหด

ภายในเรือนปั้นหยาที่ไฟกำลังโหม สร้อย ผินและรำเพยสำลักควันพากันร้องขอความช่วยเหลือ รำเพยเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอุรวศี เป็นคนรับใช้ประจำตัวของสร้อย นางข้าหลวงของเสด็จพระองค์หญิง พี่สาวเสด็จ ในกรมฯ อุรวศีได้ยินเสียงทั้งสามคนก็พยายามจะเข้าไปช่วย ทันใดคานเรือนก็พังถล่มลงมา พร้อมเสียงร้องตื่น ตระหนกของทุกคน ในขณะที่หม่อมต่วนหัวเราะสาแก่ใจ...

ooooooo

สองปีก่อน...ในปี พ.ศ.2454 ห้องทรงพระอักษรตำหนักเสด็จในกรมฯ หม่อมเจ้าหญิงอุรวศีแต่งชุดไว้ ทุกข์แบบชาววัง คือนุ่งผ้าพื้นม่วงห่มผ้าสีนวลเข้ามา จันถืออุปกรณ์ทำความสะอาดเดินตามหลัง เพราะต้องการทำความสะอาดห้องของเสด็จพ่อ เมื่อไม่มีใครทำก็คิดจะทำเอง

อุรวศีเดินดูรอบห้อง เห็นหนังสือเรื่องท้าวแสนปมก็หยิบขึ้นมาปัดฝุ่น นึกถึงคำสอนของเสด็จพ่อทุกคำที่สอนให้รักการอ่านและรักหนังสือ เธอมักจะอ่านเรื่องนี้บ่อยครั้งอย่างไม่รู้เบื่อ

“ดีแล้วที่หญิงชอบอ่านหนังสือ ถึงจะเพียงอ่านเล่นเอาสนุก แต่มันก็มีประโยชน์สอนใจเราได้ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเห็นประโยชน์ในหนังสือแต่ละเล่มแค่ไหน”

ทันใดเสียงหม่อมเจ้าหญิงติโลตตมาดังขึ้น โวยวายว่าเข้ามาขโมยของ อุรวศีและจันตกใจหันมอง หม่อมเจ้าหญิงอทริการ้องให้บ่าวไพร่มาจับขโมย อุรวศีถอนใจเพราะโดนหาเรื่องบ่อยจนเบื่อ สองสาวผู้กล่าวหาคือพระธิดาเสด็จในกรมฯที่เกิดกับหม่อมต่วน

หม่อมสลวยถูกเรียกมาฟังความผิดลูกสาวที่ตำหนัก อุรวศีเถียงอย่างสุภาพว่าของในห้องพระอักษรยังมีอะไรที่มีค่าเหลืออยู่ให้ขโมย ติโลตตมาอ้างว่าเธออาจจะเลยไปขโมยที่ห้องอื่น

“คนบนตำหนักทุกคนเป็นคนของหม่อมใหญ่ทั้งสิ้น อีกทั้งอยู่กันเต็มตำหนัก เป็นพี่หญิงกลางจะเข้าไปขโมยของหรือไม่ล่ะคะ”

ติโลตตมาเถียงไม่ออกเมื่อโดนย้อนอย่างสุภาพ หม่อมต่วนเห็นลูกพลาดก็ออกโรงช่วยเหลือ

“แต่ถึงยังไง ก็ไม่ควรเข้ามาในตำหนักโดยไม่บอกกล่าว”

“ตำหนักนี้เป็นของเสด็จพ่อ หญิงเข้าออกตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยมีใครมาสั่งห้าม”

“แต่เวลานี้ ตำหนักเป็นของฉันตามพินัยกรรมของเสด็จท่าน และฉันไม่ต้องการให้คนอื่นเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต” หม่อมต่วนประกาศกร้าว

“แต่หญิงหลงก็เป็นลูกของเสด็จพ่อเหมือนกันนะคะแม่ ทำแบบนี้...” หม่อมเจ้าหญิงอรุณวาสีแย้งเพราะสงสารน้องสาวคนละแม่ แต่โดนอทริกาผู้พี่กำราบเสียงเขียว

“อยู่เฉยๆเถอะน่าหญิงเล็ก เดี๋ยวนี้กล้าขัดคำสั่งแม่แล้วรึ”

หม่อมสลวยตัดบท “ถ้าหม่อมต้องการเช่นนั้นก็ตามใจเถิดค่ะ เป็นอันว่าหมดเรื่องแล้ว ฉันกับลูกหญิงขอตัวกลับก่อนนะคะ”

อุรวศีทำหน้าไม่พอใจที่แม่ยอมหม่อมต่วนอยู่เรื่อย

“ก่อนจะกลับ ฉันขอบอกแม่สลวยไว้ก็แล้วกันว่าฉันจะก่อกำแพงกั้นระหว่างตำหนักกับเรือนปั้นหยาของหล่อน และเรือนไทยของแม่เรี่ยม นับแต่นี้จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก”

อุรวศีเหลืออดโมโหที่หม่อมต่วนคิดจะกั้นกำแพงกีดกัน หม่อมสลวยจับแขนลูกกลัวมีเรื่อง แล้วบอกหม่อมต่วนว่า

“สุดแท้แต่หม่อมเถิดค่ะ เสด็จท่านยกตำหนักนี้ให้หม่อมแล้ว ฉันกับพี่เรี่ยมก็พอใจกับเรือนที่อยู่แล้วเช่นกัน ลาล่ะค่ะ”

หม่อมต่วนยิ้มสะใจ อุรวศีมองแม่ที่ยอมท่าเดียวไม่คิดสู้ ถอนใจเดินออกมาอย่างไม่พอใจ

ooooooo

หม่อมต่วนมีโอรสและธิดากับเสด็จในกรมฯถึงห้าองค์ หม่อมเจ้าอธิป หม่อมเจ้าหญิงอลัมพุษา หม่อมเจ้าหญิงติโลตตมา หม่อมเจ้าหญิงอทริกาและหม่อมเจ้าหญิงอรุณวาสี ส่วนหม่อมเรี่ยมเป็นหม่อมคนที่สอง มีธิดาคือหม่อมเจ้าหญิงเมรา สองแม่ลูกไม่มีปากเสียงกับใคร

ส่วนหม่อมสลวยเป็นหม่อมคนที่สามมีโอรสคือหม่อมเจ้าวิสสุกรรมและหม่อมเจ้าหญิงอุรวศี ที่เสด็จในกรมฯรักมากที่สุด จึงเป็นที่อิจฉาริษยาของหม่อมต่วนอย่างมาก...หม่อมต่วนไม่ค่อยเลี้ยงลูกเอง ส่งไปอยู่ในวังกับเสด็จพระองค์หญิง ซึ่งเป็นเสด็จป้าของลูกๆ และวันนี้ก็จะไปส่งลูกทั้งสามกลับเข้าวัง แล้วจะเลยไปถือศีลค้างคืนที่วัด จึงกำชับแปลกให้เฝ้าห้ามอุรวศีเข้ามาในตำหนักเด็ดขาด อรุณวาสีไม่เห็นด้วยเพราะอย่างไรเสียอุรวศีก็เป็นน้องร่วมบิดา

หม่อมต่วนตวาดสวนทันที “ไม่ใช่น้อง จำไว้นะหญิงเล็ก หญิงมีพี่สี่คนคือชายใหญ่ หญิงใหญ่ หญิงกลางและหญิงนิดเท่านั้น คนอื่นแม้จะมีเลือดเสด็จพ่ออยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ก็มีเลือดไพร่สถุลของแม่มันติดมาด้วย อย่านับพี่นับน้องให้แม่ได้ยินอีก”

จันมารายงานอุรวศีว่าหม่อมต่วนกับลูกๆออกไปแล้ว ส่วนแปลกก็กินข้าวอยู่ในครัว อุรวศีจึงให้จันรีบเอาอุปกรณ์ตามไปที่ห้องทรงพระอักษร...แต่พอมาถึงเห็นคนงานกำลังขนหนังสือใส่ลังไม้ ก็ตกใจรีบเข้ามาถามเสียงเข้มว่าทำอะไรกัน

“กระผมมาขนย้ายหนังสือตามพระบัญชาเสด็จเสนาบดี” อนลในชุดโจงกระเบนสีน้ำเงินแก่กับเสื้อคอกลมสีขาวเข้ามาอธิบายด้วยใบหน้าเปรอะเปื้อนฝุ่น พอเห็นหน้าอุรวศีก็ตะลึง จับจ้องไม่ละสายตาราวต้องมนต์

อุรวศีเห็นหน้าอนลก็นึกถึงกลอนจากเรื่องท้าวแสนปม...รุงรังดั่งหนึ่งอนาถา แต่ดวงตามิใช่ตาไพร่ จ้องดูไม่หลบตาไป นี่มิใช่คนทรามต่ำช้า...แล้วเผลอยิ้มพึมพำว่า ท้าวแสนเปื้อน ก่อนจะวางหน้าเฉยถามว่าเขาจะขนหนังสือไปไว้ที่ไหน อนลสะดุ้งหลุดจากความตะลึง

“เอ่อ หม่อมท่านถวายหนังสือทั้งหมดในห้องทรงพระอักษรให้เสด็จ หม่อมท่านสั่งให้คนมาขนย้ายวันนี้”

อนลไม่รู้ว่าเธอเป็นหม่อมเจ้าหญิงจึงไม่ได้พูดคำราชาศัพท์ จันไม่พอใจจะต่อว่า แต่อุรวศีปรามและบ่นไม่คิดว่าจะทำขนาดนี้ อนลคิดว่าเธอเป็นเพียงนางข้าหลวง พยายามชวนคุยถ้าเธอสนใจหนังสืออยากจะเก็บเล่มไหนไว้ก็เลือกได้เลย

อุรวศีเดินผ่านเขาไปเพื่อเลือกหนังสือ อนลได้กลิ่นน้ำปรุงก็อดสูดกลิ่นอย่างชื่นใจไม่ได้ ยิ่งสร้างความประทับใจแก่เขาอย่างมาก...อุรวศีเลือกเก็บหนังสือท้าวแสนปมแต่เผลอทำอีกเล่มหล่น อนลเก็บขึ้นมาเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องศกุนตลาแล้วยื่นให้ อุรวศีรับไว้อย่างระมัดระวังไม่ให้ปลายนิ้วสัมผัสกัน

อนลอยากพบเจอเธออีกจึงพูดขึ้นว่า วันนี้ขนหนังสือหมดแต่ต้องกลับมาขนโต๊ะเก้าอี้และตู้ เธอจะกลับมาดูอีกไหมเผื่ออยากเก็บชิ้นไหน อุรวศีหน้าเสียที่หม่อมต่วนทิ้งของเสด็จพ่อหมด

อุรวศีไม่ตอบกล่าวขอบใจแล้วกลับออกไป จันมองหน้าอนลอย่างไม่ชอบใจที่ไม่ใช้ราชาศัพท์กับเจ้านายตน ทิ้งค้อนก่อนจะเดินตาม...

อนลเป็นบุตรพระยารัชปาลีและคุณหญิงนวม เป็นครอบครัวที่อบอุ่น มีพี่ชายชื่ออนึกไปเรียนอังกฤษเสียนาน วันนี้จะเดินทางกลับ ทั้งครอบครัวเตรียมไปรอรับที่ท่าเรือ พระยารัชปาลีรักลูกชายคนโตมากจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษที่ลูกรักเรียนจบกลับมา

แต่พอเห็นอนึกกอดสาวแหม่มเอาหน้าแนบกันก็ตกใจจะโวย คิดว่าลูกพาเมียแหม่มกลับมา ครั้นได้ยินอนึกอธิบายว่าเป็นธรรมเนียมฝรั่งเวลาล่ำลา ก็โทษภรรยาว่าตื่นตูมไปก่อน คุณหญิงหน้างอที่มาโทษกัน ตนแค่ตกใจจะเป็นลม อนลยิ้มขำๆชวนทุกคนกลับไปคุยต่อที่บ้าน

คล้องคนรับใช้เห็นอนลเหม่อแอบยิ้มบ่อยๆก็เลียบเคียงถามว่าทำไมดูอารมณ์ดีแปลกๆ เขาจึงย้อนถามคล้องว่าเชื่อในรักแรกพบไหม คล้องมองเจ้านายอย่างเอะใจ

ooooooo

อุรวศีนั่งนึกถึงวันที่เสด็จพ่อป่วยหนัก เธอรีบเข้าไปหา ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันก่อนแล้ว ใบหน้าท่านซูบเซียวดูอ่อนเพลีย ติโลตตมาและอทริกาค่อนขอดว่าไม่รู้กาลเทศะถึงมาสาย

“เสด็จพ่อ หญิงขอประทานอภัยเพคะ หญิงได้ยินมาว่ามีหมอฝรั่งชำนาญการรักษาโรคไต จึงลองไปหาดู ไม่คิดว่าพระอาการเสด็จพ่อ...” อุรวศีพูดไม่ออกร้องไห้ออกมาแทน

เสด็จในกรมฯลูบหัวลูกสาวคนเล็กอย่างเอ็นดู หม่อมต่วนยิ่งหมั่นไส้ที่จะตายอยู่แล้วยังรักแต่ลูกคนเล็กมากที่สุด...เสด็จทรงพยายามพูดกับทุกคนว่าเรื่องทรัพย์สมบัติได้ทำพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกคนจะได้ตามศักดิ์และสิทธิ์ที่สมควร หม่อมเรี่ยมปล่อยโฮเพราะรักเสด็จมาก เธอเป็นเมียแรกอยู่กับเสด็จมานานที่สุด แต่ต้องมาเป็นหม่อมรองเพราะหม่อมต่วนเป็นเมียแต่ง

“แม่ต่วน...ฉันไม่ขออะไรแม่ต่วนมากหรอกนะ ขอเพียงความเป็นธรรมให้แก่ทุกคนที่จะพึ่งใบบุญ

แม่ต่วนต่อไปในภายภาคหน้า แม่ต่วนให้ฉันได้หรือไม่” เสด็จมองหน้าหม่อมต่วนนิ่ง

หม่อมต่วนหลบสายตาอย่างยำเกรง รับคำ แต่ในใจแฝงเลศนัย เสด็จยื่นมือหาหม่อมสลวย เธอคลานเข่าเข้าจับ “ขอบใจที่อยู่กับฉันมา 20 กว่าปี แล้วก็ขอโทษที่ทำให้แม่สลวยต้องลำบาก”

หม่อมสลวยไม่คิดว่าท่านจะพูดเรื่องนี้ในเวลาแบบนี้ กล่าวว่าเป็นบุญของตนที่ได้รับใช้เสด็จ...ท่านหันมองลูกๆทุกคนพยายามพูดทั้งที่น้ำเสียงแหบพร่า

“หญิงใหญ่เสกสมรสไปแล้วพ่อก็หมดห่วง ส่วนหญิงกลาง หญิงเล็กและหญิงนิด ก็มีพระบารมีของพี่หญิงคอยปกป้องไม่ต้องห่วงอะไรอีก หากชายใหญ่กับ ชายวิสสำเร็จการศึกษากลับมาเมื่อไหร่ ก็คงเป็นหลักให้ทุกคนได้ เหลือก็แต่...” ทรงมองอุรวศีด้วยความเป็นห่วง “จำคำพ่อไว้นะหญิง หาใช่แต่เพียงชาติกำเนิดแต่เพียงอย่างเดียวไม่ แต่เป็นเกียรติอันเกิดจากการกระทำในสิ่งที่ถูกที่ควร และละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร หากหญิงยึดถือตามนี้ หญิงก็จะรักษาทั้งเกียรติและก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวงไปได้”

อุรวศีรับคำและพยายามกลั้นเสียงสะอื้นบอกเสด็จป้ากำลังมา แต่เสด็จในกรมฯรู้ตัวว่าไม่ไหวแล้ว ลูบหัว ลูกสาวคนเล็กครั้งสุดท้ายก่อนจะปล่อยมือตกลงสิ้นพระชนม์ เสียงร้องไห้ดังระงม ขณะนั้นเองหม่อมต่วนลุกไปเปิดลิ้นชักหัวเตียง หยิบภาพหม่อมพิณซึ่งสวยสมกับเป็นนางเอกละครออกมาเข่นเขี้ยว

“ถึงกับเก็บรูปนังแพศยานี่ไว้ใกล้องค์จนสิ้นพระชนม์เลยรึ” ว่าแล้วก็ปาทิ้งแตกกระจายท่ามกลางความตกใจของทุกคน...

เสียงหม่อมสลวยเรียกทำให้อุรวศีหลุดจากความคิดคำนึงถึงเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน หม่อมสลวยรู้ว่าลูกไม่พอใจที่ตนอ่อนข้อให้หม่อมต่วนมาตลอด จึงพยายามอธิบาย

“ฟังแม่นะหญิง หม่อมต่วนมีทั้งทรัพย์สมบัติและบารมีมากมายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นี่ยังได้ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของเสด็จไปอีก แล้วหญิงจะให้แม่เอาอะไรไปสู้ล่ะลูก”

“ก็เอาความเป็นธรรมสิคะ การกีดกันไม่ให้ลูกเข้าไปในบ้านพ่อ หญิงยังมองไม่เห็นว่ายุติธรรมตรงไหน พูดให้ใครฟังเขาก็ต้องเข้าข้างเราทั้งนั้น”

“เข้าข้างแต่ก็ไม่มีใครออกหน้าช่วยเราหรอก เชื่อแม่เถิด เราได้เรือนปั้นหยากับเครื่องเพชรและเงินทองก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว รอแต่ชายวิสกลับมารับราชการ พวกเราก็สบายแล้ว อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับหม่อมต่วนอีกเลย ชีวิตจะสงบสุขกว่า”

อุรวศีประชดว่าต่อไปตนคงต้องทำหนังสือเป็นทางการขอเข้าตำหนักของเสด็จพ่อตัวเอง หม่อมสลวยอ่อนใจที่ลูกสาวเป็นคนแข็งเหลือเกิน

ooooooo

คุณหญิงนวมเห็นลูกชายเหม่อลอยก็แซวว่าใจลอยไปหาสาวที่ไหน อนลแก้ตัวพัลวันว่าวันๆทำแต่งานอยู่ที่กระทรวงไม่มีเวลาไปสนใจใคร คุณหญิงได้ทีบอกลูกรักว่า ในงานเลี้ยงต้อนรับอนึก ถ้าเขาสนใจหญิงคนไหนให้บอก อนลเกรงแม่จับผิดพอเห็นคล้องเดินมาก็ได้โอกาสเลี่ยง

“เจ้าคล้องไปเรียนคุณอาเกื้อเรื่องที่คุณพ่อจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพี่นึกหรือยัง”

คล้องทำหน้างุนงง แต่พอเห็นอนลยักคิ้วหลิ่วตาก็รับลูกว่ายังเลย อนลทำทีตำหนิแล้วอาสาว่าตนจะไปบอกเอง ว่าแล้วก็รีบเดินออกไป นวมรู้ทันว่าลูกหลบเลี่ยงไม่ยอมให้พูดเรื่องแต่งงาน

เกื้อเป็นน้องชายพระยารัชปาลี มีบ้านอยู่ในรั้วเดียวกันเพียงเดินตัดสวนไป เกื้อป่วยเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก ขาลีบข้างหนึ่งต้องใช้ไม้ช่วยพยุง อายุเขาห่างจากพี่ชายสิบกว่าปีเพราะเป็นลูกหลง จึงดูไม่แก่ราวกับเป็นพี่ชายของอนลก็ว่าได้ มีทรัพย์สมบัติมากพอเลี้ยงตัวไปจนตาย เกื้อมีความรู้มากจากการอ่านหนังสือ มีอาชีพแปลหนังสือภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส มีถึกเป็นคนรับใช้ประจำตัว...พออนลมาถึงรู้จากถึกว่าเกื้อมีแขกจึงฝากให้บอกเรื่องที่พ่อจะจัดงานเลี้ยง

พอดีเกื้อเดินออกมาส่งทับ อนลยกมือไหว้ สมัยนั้นยังไม่มีการกล่าวคำว่าสวัสดี เพิ่งมาเริ่มสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม...อนลพอจะรู้ว่าทับเป็นใครไม่ค่อยอยากให้มาสนิทสนมกับอาของตน เกื้อทักอนลคงมาเรื่องงานเลี้ยงเพราะรู้ว่าตนไม่ไป ตนไม่ชอบพบปะญาติๆเพราะไม่ชอบให้ใครมาทักหรือสมเพชความพิการของตน อนลหน้าเสียที่อามีปมด้อยขนาดนี้ เกื้อเห็นสีหน้าหลานก็เปลี่ยนเรื่องชวนไปเลือกหนังสือที่ทับเอามาฝากหลายเล่มให้เอาไปอ่าน

ด้านหม่อมต่วนรีบเข้ามาขอรับลูกๆทั้งสามออกจากวังเพื่อไปงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายพระยารัชปาลี เสด็จพระองค์หญิงป่วยบ่อยร่างกายไม่แข็งแรง แต่ก็รู้ทันว่าหม่อมต่วนต้องการพาลูกๆไปให้เขาดูตัว พอเห็นสีหน้าแววตาของอรุณวาสีก็เอ่ยถามว่าอยากไปกับเขาเหมือนกันหรือ เธอมองหน้าแม่อย่างกลัวๆ เสด็จรำคาญเอ่ยขึ้น

“ความกล้าสักนิดก็ไม่มี แล้วใครเขาจะอยากช่วย...จะหาคู่ให้ลูกก็ตามใจเถอะแม่ต่วน แต่อย่าประเจิดประเจ้อนักล่ะ นึกถึงพระองค์ชายบ้าง แล้วหญิงเมกับหญิงหลงไปหรือเปล่า”

หม่อมต่วนหน้าเครียดทูลว่าไม่ได้ไป อทริกาบ่นจะเอาไปทำไมให้ขายขี้หน้า เสด็จเอ็ดเสียงเข้ม

“ขายขี้หน้าตรงไหน หญิงเมกับหญิงหลงเป็นลูกน้องชายฉัน ศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าเท่ากับเธอ กิริยามารยาทก็ต้องถือว่าแม่เขาอบรมมาดีมากด้วยซ้ำ” เสด็จปรายตาเหน็บหม่อมต่วน

ติโลตตมาไม่พอใจที่เอาพวกตนไปเปรียบกับสองคนนั้น เพราะแม่ตนเป็นหม่อมใหญ่ได้ทรัพย์สมบัติมากกว่า เสด็จโต้อย่างเอือมระอา

“ถ้าจะยึดถือข้อนั้น ฉันก็คงไม่เถียงเธอหรอกแม่นางงามสามโลก แต่ในความเป็นลูกแล้ว ฉันเชื่อว่าพระองค์ชายรักลูกเท่ากันทุกคน และคงไม่สบายพระทัยที่เห็นเธอดูถูกน้องตัวเองอย่างนี้...พูดเรื่องทรัพย์สมบัติขึ้นมาก็ดีแล้ว พระองค์ชายทำพินัยกรรมไว้แล้ว ขอให้เป็นไปตามนั้นนะแม่ต่วน อย่าให้มีเรื่องอื้อฉาวฟ้องร้องแย่งสมบัติกันเหมือนคนอื่นให้อับอายขายขี้หน้าล่ะ”

หม่อมต่วนรับคำแต่แอบยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย...เหตุที่เสด็จประชดเรียกติโลตตมาว่านางงามสามโลก เพราะมีเรื่องเล่าว่า อสูรสองพี่น้องได้พรจากพระพรหมให้ไม่มีใครฆ่าได้ เว้นแต่จะฆ่ากันเอง ทั้งสองจึงกร่างเที่ยวฆ่าคนไปทั่ว พระพรหมเลยสร้างนางฟ้าชื่อติโลตตมาให้มีความงามเหนือใครในสามโลกขึ้นมา ทำให้อสูรสองพี่น้องหลงรักถึงขั้นแย่งชิงและฆ่ากันเอง...

และแล้วหม่อมต่วนก็แปลงสารพินัยกรรมว่าเสด็จในกรมฯยกเรือนปั้นหยากับที่ดินให้หม่อมสลวยแต่ไม่ได้ระบุถึงเครื่องเรือน จึงให้แปลกพาบ่าวมาขนย้ายออกไป อุรวศีไม่ยอมและจะเอาเรื่อง หม่อมสลวยห้ามไว้บอกเขาอยากได้อะไรก็เอาไปให้หมด เราหาใหม่ได้

จางวางสมซึ่งมีตำแหน่งหัวหน้าวงมโหรีหลวง และเป็นพ่อของหม่อมสลวยก็ให้คนยกเครื่องเรือนจากบ้านตัวเองไปที่เรือนปั้นหยาแทน แสงซึ่งเป็นแม่บอกลูกสาวว่าอยากได้อะไรก็ขนไปเลย บ้านเรามีมากมาย

“ขอบพระคุณพ่อกับแม่มากจ้ะ นี่ถ้าหญิงเข้าใจฉันอย่างนี้บ้างก็คงดี”

“ท่านหญิงยังเยาว์นักเลยไม่ทราบว่าหม่อมต่วนร้ายกาจแค่ไหน มีทั้งทรัพย์สมบัติทั้งอำนาจบารมี พวกเราจะเอาอะไรไปสู้ได้”

“หญิงเป็นลูกพ่อมากกว่าลูกแม่ คิดถึงแต่ความถูกต้องเป็นธรรม ช่างมิรู้เลยว่าทำไมแม่ถึงต้องทน จะพูดก็พูดไม่ได้ เหมือนน้ำท่วมปาก”

ระหว่างนั้นบุญทันผ่านมาเห็นกำลังขนของก็ทักถาม พอเห็นหน้าหม่อมสลวยก็ชะงักยืนอึ้งพูดไม่ออก ทั้งสองเคยเป็นคนรักเก่ากันมาก่อน ตอนนี้บุญทันกลายเป็นเศรษฐีค้าซุงแต่ยังไปมาหาสู่กับจางวางสมและที่มาวันนี้จะบอกเรื่องงานศพแม่ ต่างสบตากันด้วยหัวใจที่ยังโหยหากันอยู่...ทั้งสองมีโอกาสได้พูดคุยกัน จึงรู้ว่าบุญทันยังไม่มีครอบครัวตั้งแต่ผิดหวังจากเธอ

ooooooo

บ่ายวันที่จะมีงานเลี้ยง อนึกเดินมาหาเกื้อเพื่อคุยเรื่องจดหมายที่เคยส่งมาจากยุโรป เกื้อชะงักสั่งถึกให้ไปชงชาร้อนๆมาให้ พอถึกเดินไป เกื้อก็หันมาบอกหลานชายว่างานนี้ใหญ่เกินไป อนึกรีบบอกว่าไม่นานจะมีคนมาร่วมมากขึ้น เพราะสิ่งที่เราจะทำมันจำเป็นกับบ้านเมือง

เกื้อยังลังเลแต่อนึกรบเร้าว่าพวกตนต้องการความรู้ของเขาและสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ถูกต้องทุกอย่าง เพื่อนๆตนนับถือเขาทั้งนั้น เกื้อเครียดลังเลใจ

ด้านอุรวศีมาปรับทุกข์กับพี่หญิงเมรา แต่เธอกำลังจะออกไปงานเลี้ยงกับหม่อมเรี่ยม ซึ่งสนิทกับคุณหญิงนวมจึงได้รับเชิญ เมรารู้ทั้งรู้ว่าเป็นการดูตัวแต่ก็ยอมเพราะคิดว่า เจ้าพระยารัชปาลีกำลังรุ่งเรืองในกระทรวงมหาดไทย ถ้าตนมีคู่ที่ดีแม่จะได้หมดห่วง อุรวศีไม่ชอบเรื่องแบบนี้ถึงกับยืนกรานว่า ไม่มีคู่เราก็อยู่ได้ เมรายิ้มอย่างเอ็นดูน้องสาวต่างมารดา

“เด็กหนอเด็กช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย เสด็จพ่อสิ้นพระชนม์แล้ว เรื่องที่เราจะอยู่สุขสบายเหมือนแต่ก่อนคงไม่มีทาง เท่าที่ท่านแบ่งทรัพย์สมบัติมาให้แม่เธอกับแม่พี่ก็บุญหนักหนาแล้ว หากพี่อยู่เฉยไม่ทำอะไรก็คงไม่แคล้วเป็นอย่างท่านหญิงแดง”

“หญิงยอมเป็นอย่างท่านหญิงแดง กระเดียดกระจาดขายห่อหมกไปตามบ้านคนยังดีกว่า”

แต่เมรากลับเห็นว่าเงินทองทำให้ดูมีเกียรติมากกว่า ผู้หญิงเราจะมีคู่ต่ำกว่าก็ไม่ได้ รับราชการให้มีเกียรติเองก็ไม่ได้ อุรวศีไม่คิดอย่างนั้น เพราะคงไม่ทนอยู่กับคนที่ไม่รักตลอดชีวิต ถือคติที่ว่า หากไร้ชายที่พึงเชยไม่มีคู่เสียเลยจะดีกว่า เมราคร้านจะเถียงด้วยจึงขอตัว

บรรยากาศงานเลี้ยงยามค่ำที่บ้านรัชปาลีคึกคักแขกที่มาส่วนใหญ่เป็นคนในกระทรวงมหาดไทย พระยารัชปาลีหมายมั่นให้อนึกสนิทสนมกับดวงแขลูกสาวพระยาไกรเพชรรัตน์เพื่อนสนิท แต่ดวงแขกลับสนใจอนลมากกว่า

หม่อมเจ้าสุรคมซึ่งสนิทกับอนลมาร่วมงานพร้อมพี่ชายหม่อมเจ้าอธิป ทั้งสองเป็นโอรสเสด็จในกรมฯ แต่คนละมารดา

หม่อมต่วนและลูกๆมางานพอเห็นคุณหญิงนวมคุยอยู่กับหม่อมเรี่ยมและหญิงเมราก็ไม่สบอารมณ์ พอดีอธิปกับสุรคมเข้ามาทัก อธิปเป็นคนเจ้าชู้มองสาวๆด้วยสายตากรุ้มกริ่ม เคยเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ก็ทักว่า นี่ถ้าอุรวศีมาด้วยอีกคนก็คงเหมือนกินรีห้าพี่น้องในลักษณวงศ์ พูดแล้วชักอยากเป็นพระลักษณวงศ์เสียจริง ติโลตตมากับอรุณวาสีไม่ค่อยพอใจเดินหนี ต่างกับอทริกาที่หัวเราะคิกคักชอบใจถูกชมว่าสวย อธิปมีท่าทีสนใจเมรา ส่วนสุรคมมีโอกาสคุยกับอรุณวาสี

“นี่เจ้าพี่กลับจากยุโรปนานหรือยังคะ”

“เพิ่งกลับมาค่ะ พี่เพิ่งเริ่มงานที่กระทรวงมหาดไทยได้สองวันเอง”

อรุณวาสีเข้าใจแล้วว่าเขาถึงมางานนี้ แต่สุรคมกลับบอกว่าที่มาเพราะเป็นเพื่อนกับอนล พูดจบก็มีเสียงจะเข้ดังขึ้นเป็นเพลงลาวดวงเดือน ทั้งสองหันมองเห็นว่าคนเล่นคืออนลนั่นเอง...

ขณะเดียวกันที่เรือนปั้นหยา อุรวศีกำลังเล่นซอสามสายเป็นเพลงลาวดวงเดือนเช่นกัน หม่อมสลวยนั่งฟังยิ้มปลื้มที่ลูกมีความสุข แต่พอเล่นจบลูกสาวกลับบ่นว่าที่เล่นเพราะกลุ้มใจ จะมีกำแพงมากั้นให้ตนขาดออกจากวังทั้งที่ตนก็เป็นลูก หม่อมสลวยยิ้มแหยๆก่อนบอกลูกว่า ตนจะไปร่วมงานศพญาติที่ปากน้ำโพหลายวัน อยากให้ลูกไปอยู่กับเสด็จป้าในวังจนกว่าคนงานก่อกำแพงจะแล้วเสร็จ แต่อุรวศีไม่อยากไปอ้างว่ามีผินกับจันอยู่ด้วย ไม่อยากมีปัญหากับพี่ๆทั้งสาม

ooooooo

อนลคิดถึงแต่ใบหน้าหญิงงามที่เจอที่ตำหนักไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ไปขนของจะได้พบเธออีกไหม...และแล้วรุ่งเช้าพอเขาพาคนงานมาขนโต๊ะเก้าอี้ กลับเจอแต่จันและได้รู้ความจริงว่าหญิงงามที่เขาเจอเป็นหม่อมเจ้าหญิง อนลตกใจมากที่เสียมารยาทกับเธอวันก่อน

ถึงแม้จะรู้สึกอกหักเฉียบพลันเพราะหญิงสาวที่สนใจกลับมีศักดิ์ที่ต่างชั้นกว่ามาก และเกรงว่าเธอจะคิดว่าตนสามหาว จึงเขียนคำขอโทษเป็นบทกลอนฝากจันไปให้ โดยให้เงินเป็นค่าขนม

ระหว่างนั้นเมรากำลังสอนอุรวศีถักแท็ตหรือที่เรียกอีกอย่างว่าถักลูกไม้ คนรับใช้เข้ามารายงานว่าอธิปมาขอพบ เมราหน้าขรึมลงแต่ก็ออกไป อุรวศีแปลกใจเดินตามไปด้วย

พออธิปเห็นสองสาวก็ยิ้มกรุ้มกริ่มสนใจอุรวศี แต่เธอยิ้มตามมารยาทไม่ได้ปลื้มอะไร เมราชวนเขาอยู่ทานข้าวแช่ด้วยกัน เขารับคำทำตาเจ้าชู้ แถมพูดทีเล่นทีจริงว่าอยากเป็นพระลอมีทั้งพระเพื่อนพระแพง

อุรวศีโมโหที่พูดจาเหมือนดูถูกจึงตอกกลับว่า เขาอยากเล่นเรื่องพระลอหรือแต่ตนว่าอย่างเขาน่าจะเล่นเรื่องเงาะป่ามากกว่า อธิปหน้าตึงโดนจี้ใจเพราะในบรรดาพี่น้องตนหน้าตาขี้เหร่สุด เมรารีบไกล่เกลี่ยว่าน้องพูดเล่น แล้วทำให้เขาใจเย็นลง

บ่าวถือถาดใส่ขันเงินบรรจุน้ำผสมน้ำอบมาวางพร้อมผ้าซับพระพักตร์จีบอย่างประณีต อธิปหยิบผ้าจุ่มน้ำบิดหมาดๆเช็ดหน้า รู้สึกสดชื่นอารมณ์ดีขึ้น แต่อุรวศียังขุ่นเคือง

หลังจากอธิปกลับไป เมราบอกน้องร่วมบิดาว่าตนจะรับไมตรีอธิปถ้าเขาปูสะพานมาจริง อุรวศีตกใจไม่รู้ว่าพี่สาวเห็นรูปทองอะไรในกายเขา เมราตัดสินใจพูดความจริงว่า อธิปเป็นโอรสองค์ใหญ่จึงได้ทั้งวังและสมบัติของเสด็จลุงมากที่สุด หน้าที่การงานก็สูงกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกัน อุรวศีไม่สบายใจที่พี่สาวคิดแต่เรื่องภายนอกไม่ได้สนใจความรักเลย สำหรับตนยังยืนยันคำเดิม...แม้แผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า

“เธอจ๋า พูดราวกับว่าผู้หญิงอย่างเราเสน่หาใครได้ง่ายๆ ท่านอธิปพอพระทัยพี่ มีเงินทองมากพอให้พี่ใช้ได้สบาย พี่จะอยากได้สิ่งใดมากกว่านี้ล่ะน้อง อีกอย่างถ้าพี่ไม่รีบทำอะไร ต่อไปจะยิ่งลำบาก แม้แต่สวนที่เราใช้เดินถึงกันนี่ก็เถอะ หม่อมใหญ่ก่อกำแพงเสร็จเมื่อไหร่ก็คงไปมาหาสู่กันอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว ประสาอะไรกับเรื่องอื่น”

สิ่งที่เมราพูดทำให้อุรวศีอึ้ง แม้จะไม่เห็นด้วยแต่ก็ยอมรับว่าต่อไปตนคงลำบากกว่านี้แน่ พอเดินกลับเรือนปั้นหยาก็ต้องตกใจที่เห็นหม่อมต่วนยืนกางร่มสั่งคนงานก่อกำแพงชิดมาทางตัวเรือนก็เข้ามาต่อว่าไม่ทำตามพินัยกรรม ผินเดินนำหม่อมสลวยเข้ามาพอดี หม่อมต่วนพูดเสียงดังให้ได้ยินกันทุกคน

“เสด็จทรงยกเรือนปั้นหยากับที่ดินที่ปลูกเรือนให้เท่านั้น ไม่ได้บอกว่าที่ดินกว้างยาวเนื้อที่เท่าใด ฉันไม่ก่อกำแพงจนเหลือแต่เรือนอย่างเดียวก็ดีเท่าไหร่แล้ว...

มาก็ดีแล้ว ฉันจะก่อกำแพงถึงตรงนี้ หล่อนจะว่าอย่างไร”

หม่อมสลวยหน้าจ๋อยไม่ค้านใดๆ อุรวศีไม่ยอม “หม่อมแปลงสารตีความพินัยกรรมของเสด็จพ่อตามใจชอบ แต่ไหนแต่ไรมาก็ถือเอาเขตแนวสวนเป็นเขตของเรือนปั้นหยา หม่อมก่อกำแพงเลยเขตแนวสวนเข้ามามากขนาดนี้ จงใจกลั่นแกล้งกันชัดๆ”

หม่อมสลวยปรามลูก หม่อมต่วนโวยวายว่าอุรวศีมีเลือดสถุลของแม่จึงแสดงกิริยาต่ำๆแบบนี้ แต่เจ้าหญิงองค์เล็กก็เถียงสุดใจว่าถ้าหม่อมต่วนถือตัวในความเป็นผู้ดีก็ไม่ควรบิดเบือนพินัยกรรม หม่อมใหญ่โกรธจนตัวสั่นถลันเข้าผลักอุรวศีล้มหงาย แปลกรีบจับผินไว้ไม่ให้เข้าไปช่วย แล้วหม่อมต่วนก็สั่งคนงานให้ทำงานต่อไป อุรวศีไม่อยากเชื่อว่าจะทำกับตนขนาดนี้

หม่อมสลวยนั่งประคบรอยช้ำให้ลูกที่นั่งหน้าตูม รู้ว่าลูกโกรธที่ตนยอมหม่อมต่วนอีก พยายามอธิบายว่าหม่อมต่วนมีทั้งอำนาจ ทรัพย์สิน และญาติพี่น้องก็เป็นใหญ่เป็นโตมากมาย เราจะเอาอะไรไปสู้ ทำตัวอย่างหม่อมเรี่ยมกับหญิงเมราจะดีกว่า อุรวศีลุกพรวดพูดอย่างไม่ชอบใจก่อนเดินหนีไป

“ค่ะดี...ถ้าหญิงไม่ได้เป็นพระธิดาของเสด็จพ่อ ไม่ได้ถูกสอนให้อย่าก้มหัวกับความอยุติธรรม หญิงก็คงมีความสุขดีอย่างที่แม่ว่า แม่กลัวอำนาจและความร่ำรวยของหม่อมใหญ่ จึงเพียรสอนให้หญิงยอมอย่างที่แม่ยอมบ้าง ทำไมหญิงจะไม่เข้าใจล่ะคะ”

ooooooo

หม่อมสลวยมาดูแลแสงผู้เป็นแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ แสงเห็นสีหน้าลูกก็รู้ว่ากลุ้มใจเรื่องหลาน จึงติงว่าอย่ากลัวหม่อมต่วนจนเกินไป อย่างไรเสียก็ยังมีบารมีของเสด็จพระองค์หญิงอีกองค์ สลวยหน้าเครียดไม่รู้จะบอกแม่ว่าอย่างไรดี ได้แต่คิดถึงอดีต

เมื่อ 20 ปีก่อน หม่อมสลวยได้แอบเห็นหม่อมต่วนให้แปลกกับดำจับลือคนงานกรอกยาพิษด้วยคิดมารีดไถเงินค่าปิดปากที่ให้ฆ่าหม่อมพิณ...เหตุการณ์นั้นทำให้หม่อมสลวยหวาดกลัวหม่อมต่วนมากและไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง พอดีบุญทันแวะมา ทั้งสองพบกันอีกครั้งได้พูดคุยกันมากขึ้น แล้วหม่อมสลวยก็เห็นว่าบุญทันยังสวมสร้อยพระที่ตนเคยให้ในอดีตอยู่ ก็ยิ่งหวั่นไหวในใจ

กลับมาเรือนปั้นหยา หม่อมสลวยรีบไปค้นในหีบสมบัติ หากำไลเงินที่ไม่มีราคาค่างวดอะไรแต่เก็บไว้อย่างดีออกมา เพราะเป็นของที่บุญทันซื้อให้ครั้งยังรักกัน จ้องมองแล้วกล่าวเป็นคำกลอน...แม้นรักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย...

ด้านจันเมื่อรับเงินเขามาแล้วก็ต้องทำงานให้สำเร็จ ค่อยๆคลานเข่าเข้ามาหาอุรวศีเพื่อมอบจดหมายให้ อุรวศีแปลกใจเปิดอ่านข้อความซึ่งเป็นคำกลอน

“น้อมเศียรแทบพระบาท อนงค์นาถพิลาศพิไล เพื่อขอประทานอภัย ที่มิได้ระวังการ มีตาหามีแวว ผิดไปแล้วโปรดสงสาร รับผิดมิเนิ่นนาน จึงส่งสารมาทูลความ ขอรับซึ่งโทษทัณฑ์ ด้วยใจอันมิครั่นคร้าม

มิว่าคำประณาม หรืออภัยใจพร้อมรับ ขอเพียงฝ่าพระบาท ให้โอกาสทรงสดับ ถ้อยคำน้อมคำนับ ขอถวายให้จากใจจริง...ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด อนล”

อุรวศีอ่านจบครุ่นคิดถามจันว่าใครส่งมา พอรู้ว่าคือคนที่มาขนหนังสือก็พึมพำว่า ท้าวแสนเปื้อนนั่นเอง แต่ก็ยังตำหนิจันที่ไปคุยกับคนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า จันรีบแก้ตัวว่า อนลเป็นบุตรชายพระยารัชปาลี ทำงานอยู่กระทรวงมหาดไทย พอโดนซักมากขึ้นว่ายังนัดหมายพบกันอีกหรือไม่ ก็ปากสั่นตอบว่าต้องแจ้งเขาว่ามอบหนังสือให้ท่านหญิงแล้ว อุรวศีสั่งห้ามพบอีก

ด้านอนลนั่งเล่นจะเข้เพลงบุหลันลอยเลื่อนด้วยความคิดถึงท่านหญิง พระยาไกรกับลูกมาเยี่ยม ดวงแขทำอาหารเอาใจหวังได้ใกล้ชิดกับอนล พอได้ยินเสียงเพลงก็เปรยว่า อนลมีพรสวรรค์ทางดนตรีน่าจะตั้งวงมโหรี สมัยนี้ขุนน้ำขุนนางคนใดไม่มีวงมโหรีของตัวเองก็อายเขา พระยารัชปาลีคิดอยู่เหมือนกันว่าจะให้อนลไปเรียนเพิ่มเติมกับครูเพลงซึ่งเป็นจางวางเก่าในวัง ฝีมือหาตัวจับยาก พระยาไกรกระเซ้า อย่ามัวแต่เรียนเพลงจนลืมเรื่องคู่ครอง ถ้าอนลไม่ประสาก็พาไปดูตัวเพราะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่อยู่แล้ว พระยารัชปาลีหวั่นใจว่าเด็กรุ่นนี้จะไม่ยอมเล่นเพลงจบอนลมองเหม่อออกไปนอกเรือน พลันเห็นเกื้อใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินผ่านสวนก็แปลกใจว่าจะไปไหนค่ำมืด

คล้องกับถึกกำลังเถียงกันเรื่องนั่งหลับยาม พอเห็นเกื้อเดินมาก็หยุด ถึกถามเจ้านายจะไปไหนตนจะพาไป เกื้ออึกอักเล็กน้อยก่อนบอกว่าจะรีบไปหาเพื่อน ขณะนั้นเองอนึกเดินเข้ามาทำทีว่ากำลังจะออกไปข้างนอกพอดีเลยอาสาไปส่งเกื้อให้ คล้องกับถึกจึงเลี่ยงไป เกื้อถอนใจเพราะไม่คุ้นกับการต้องโกหก อนึกรีบพาเกื้อออกไปเพราะเพื่อนๆรออยู่นานแล้ว

ooooooo

เช้าวันใหม่ อุรวศีมาส่งหม่อมสลวยที่จะไปงานศพญาติพร้อมจางวางสมที่ขนมโหรีไปช่วยในงานด้วย หม่อมสลวยล่ำลากำชับลูกให้หลีกเลี่ยงหม่อมต่วน ถ้ามีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงก็ให้ไปพึ่งใบบุญเสด็จป้า แต่อุรวศีกลับบอกว่าไม่ต้องห่วงและตนจะหมั่นมาดูแลยายบ่อยๆ

หม่อมสลวยดึงลูกเข้ามากอดทำให้อุรวศีแปลกใจเพราะแม่ไม่เคยทำแบบนี้ แถมย้ำว่าแม่รักลูกมากไม่ว่าแม่จะทำอะไรลงไปก็ขอให้รู้ว่าแม่ทำเพื่อลูกๆ แม่รักลูกทั้งสองยิ่งกว่าชีวิต...

บุญทันยืนรอหม่อมสลวยไปลงเรือ อุรวศีเดินจะกลับเรือน จันวิ่งถือผ้าหลายพับมาบอกว่าหม่อมลืม อุรวศีเอาไปให้แม่เอง แต่แล้วต้องชะงักไม่พอใจ เมื่อเห็นแม่คุยกับบุญทันท่าทีสนิทสนม บุญทันเห็นอุรวศีเดินเข้ามาก็ถอยห่างอย่างนอบน้อม หม่อมสลวย ตกใจถามลูกว่ามีอะไร

“แม่ลืมผ้าที่จะเอาไปฝากญาติๆน่ะจ้ะ หญิงเจอจันระหว่างทางเลยเอากลับมาให้แม่”

หม่อมสลวยขอบใจและบ่นว่าตัวเองไม่น่าขี้ลืม อุรวศีถามว่าแม่คุยกับใคร หม่อมสลวยอึกอักหลบตาบอกว่าญาติห่างๆนานๆเจอกันที แล้วร่ำลาลูกอีกครั้งก่อนจะรีบเดินไปลงเรือ อุรวศีมองตามอย่างแคลงใจ กลับมาที่เรือนปั้นหยา จึงตะล่อมหลอกถามผินจนพอจะรู้ว่าบุญทันเป็นคนรักเก่าของแม่ ตอนนี้เป็นพ่อค้าใหญ่... พอดีหญิงเมรามาชวนเอาขนมจ่ามงกุฎไปให้อธิป ไปคนเดียวก็เกรงจะน่าเกลียด อุรวศีไม่อาจปฏิเสธได้จึงต้องไปเป็นเพื่อน

ที่กระทรวงมหาดไทยมีข้าราชการมากมายดูคึกคัก อนลเดินคุยมากับสุรคม เขาสมน้ำหน้าที่เปิ่นเทิ่นเห็นท่านหญิงเป็นนางข้าหลวง อนลบ่นอุบว่าแค่นี้ก็อายจะแย่ยังซ้ำเติม

“แต่ยังโชคดีที่เจอหญิงหลงเข้า เจอองค์อื่นคงไม่ได้มาเล่าให้ฉันขำเล่นอย่างนี้หรอก” อนลเพิ่งรู้ว่าเธอชื่อหญิงหลง “ฉันเดาว่านะ เสด็จวังนี้มีพระธิดาหกพระองค์ เสกสมรสไปแล้วหนึ่ง อีกสามอยู่ในพระบรม มหาราชวัง เหลือแค่หญิงเมกับหญิงหลงสองคน หญิงเม ก็เจอกับนายที่งานเลี้ยง ก็คงเป็นหญิงหลงพระธิดาองค์เล็ก ของเสด็จนั่นแหละ”

“เอ่อ แล้วไม่ทราบว่าท่านหญิงหลงมีพระนามจริง ว่าอะไรหรือกระหม่อม คราวหน้าคราวหลังหม่อมฉันจะได้ไม่เปิ่นเทิ่นมันเทศอย่างนี้อีก”

“อุรวศี...น่าจะใช่กระมัง เสด็จท่านทรงตั้งนามพระธิดาทุกพระองค์ตามชื่อนางฟ้าในวรรณคดี อลัมพุษา ติโลตตมา อทริกา เมรา อรุณวาสีแล้วก็อุรวศี แต่ฉันเคยเจอหญิงหลงครั้งเดียวตอนเด็กๆ จำได้ว่าร้องไห้โยเย น้ำหู น้ำตาไหลตลอด ไม่รู้ว่าโตขึ้นแล้วจะเหมือนเดิมรึเปล่า”

“ไม่เหมือนหรอกกระหม่อม แต่ที่เหมือนคือพระนาม สมพระนามมาก...นางฟ้า”

สุรคมเห็นอนลเพ้อฝันก็เรียกให้รู้สึกตัว เผอิญดวงแขถือปิ่นโตและกระติกน้ำเดินนำพระยารัชปาลีและพระยาไกรเข้ามาหาอนลก่อน สุรคมยิ้มแซวๆ ก่อนจะเลี่ยงไปไม่อยากเป็นก้างขวางคอ อนลเรียกไว้ไม่ทัน ดวงแขยิ้มแย้มบอกว่าไปช่วยแม่เขาทำอาหารจึงเอามาให้เขาชิม ท่านพระยาทั้งสองเดินมาสมทบทำให้อนลปลีกตัวไปไม่ได้ จำต้องเดินนำดวงแขไปหาโต๊ะที่จะจัดวางอาหาร ทั้งสอง พระยายิ้มให้กันอย่างชื่นชมว่าคู่นี้ช่างเหมาะสมกันดี

ooooooo

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #2 on: 24 June 2026, 12:17:40 »


เพชรกลางไฟ ตอนที่ 2
https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep2/page1
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 2

บนโต๊ะม้านั่งในกระทรวงมุมหนึ่ง ดวงแขจัดวางอาหารมากมายจนอนลอึ้ง เธอว่าไม่รู้เขาชอบอะไรจึงทำมาหลายๆอย่าง แล้วถามปกติเขาทานกลางวันตรงนี้หรือ เขาส่ายหน้าจะทานในห้องทำงานหรือไม่

ก็ในโรงอาหาร แต่วันนี้ไม่อยากให้เธอถูกคนอื่นๆมองจะไม่งาม

“พี่อนลนี่เป็นเจนเทิลแมนจังเลยค่ะ คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าผู้ชายฝรั่งจะให้เกียรติผู้หญิงเป็นเจนเทิลแมน คงจะเป็นเหมือนพี่นลนี่เอง” ดวงแขยิ้มปลื้ม

อนลไม่อยากแก้ตัวอะไร ก็พอดีอธิปเดินคุยยิ้มกรุ้มกริ่มมากับเมรา ที่เอาขนมมาฝากแล้วตัวเขาติดงานต้องเข้าพระราชวังจึงต้อนรับได้ไม่เต็มที่ พอเห็นสุรคมเดินผ่านก็วางอำนาจเรียกเสียงดัง ทำให้อนลกับดวงแขได้ยินหันมอง

สุรคมเข้ามาหา อธิปวางมาดข่มน้องต่างมารดา “น้องหญิงเมรากับน้องหญิงหลงจะกลับวัง แต่ไม่ได้เอารถม้ามาด้วย เธอไปส่งน้องหญิงทั้งสองที่วังแทนฉันที”

“แต่ชายมีงานราชการต้องทำ...”

“ฉันบอกให้ไปก็ไปเถอะน่า เธอเป็นแค่ข้าราชการชั้นผู้น้อย งานการเธอแม้แต่ไพร่ยังทำแทนได้เลย จะสำคัญอะไรนักหนา”

สุรคมหน้าเสียไม่พอใจแต่ไม่กล้าเถียง...ดวงแขเอ่ยถามอนลว่าสองคนนั้นเป็นพี่น้องกันแน่หรือ อนลไม่ตอบขอตัวเดินไป เมราเกรงใจรีบบอกอธิปว่าตนกลับกันเองได้ แต่อธิปไม่ยอมต้องการข่มน้องให้รู้ว่าตน

เหนือกว่า อนลเดินเข้ามาอาสาไปส่งท่านหญิงเอง อธิปไม่วายพูดข่มอีกว่าให้ดูคนอื่นยังมีน้ำใจมากกว่า สุรคมเสียหน้าแต่ก็ขอบใจอนล เมรายิ้มอย่างเกรงใจ

“ถ้าเช่นนั้นรอสักครู่นะ น้องฉันไปห้องสมุดของกระทรวง...อ้าว มาพอดี”

ทุกคนหันมอง อนลกับสุรคมตะลึงเมื่อเห็นอุรวศีที่เดินมาอย่างสง่างาม สุรคมนึกเสียดายที่ไม่ได้ไปส่ง อุรวศีวางท่านิ่งๆไม่แสดงท่าทีอะไร อนลร้อนใจอยากรู้เหลือเกินว่าเธอรู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับจดหมายขอโทษของตน

ขณะกำลังจะขึ้นรถม้า สุรคมตามมาขอโทษพี่หญิงเมราที่ไม่อาจไปส่งได้ เมรารีบบอกว่าไม่เป็นไร ไม่สบายใจด้วยซ้ำที่อธิปใช้เขา สุรคมได้โอกาสคุยกับอุรวศี “พี่ไม่ได้เจอหญิงหลงเสียนานพอๆกับที่พี่ไม่ได้ไปวังของหญิง หากมีโอกาสพี่คงได้แวะไปพูดคุยกับหญิงบ้างนะคะ”

“เชิญเจ้าพี่เสด็จได้ทุกเวลาเลยค่ะ หญิงยินดีต้อนรับ”

สุรคมยิ้มปลื้ม ยึดถือคำของอุรวศีไว้ในใจ...รถม้าผ่านย่านร้านค้า อนลแอบมองอุรวศีที่นั่งมองวิวทิวทัศน์ เหมือนตัวเขาเป็นอากาศธาตุ จนมาถึงหน้าตำหนัก อนลลงมายื่นมือให้เมราจับเพื่อลงจากรถม้า แต่พอยื่นมือให้อุรวศี เธอมองเขาตาเขียวแล้วลงด้วยตัวเอง เมรากล่าวขอบใจ ที่มาส่ง อุรวศีบอกลาเมรา อนลแปลกใจที่ทั้งสองไม่ได้ อยู่ตำหนักเดียวกัน เมรายิ้มๆ อธิบายว่า

“เราอยู่เรือนอื่นแยกออกไป ไม่มีวาสนาได้อยู่บนตำหนักใหญ่หรอก ต่อไปแม้แต่จะเดินเฉียดยังไม่ได้เลย”

อนลจึงขอไปส่งให้ถึงเรือน เมราให้ไปส่งอุรวศีแทนเพราะเรือนตนอยู่แค่นี้ อุรวศีหน้าตึงปัดไม่ต้อง เขาหน้าเสียถามเบาๆอย่างนอบน้อมว่า ยังทรงโกรธตนอยู่หรือ

“ทำไมฉันต้องโกรธด้วย มิใช่เรื่องสำคัญ ฉันลืมไปเสียนานแล้ว...ท้าวแสนเปื้อน” อุรวศีเชิดใส่เดินไป อนลยืนมึนสักพักก็ยิ้มขำคำที่เธอเรียกตัวเขา

กลับมาบ้าน อนลไม่เป็นอันทำอะไรนั่งเหม่อลอยคิดถึงแต่อุรวศี แต่พอเหลือบมองไปนอกหน้าต่างเห็นเกื้อกับอนึกเดินผ่านสวนไปกลางค่ำกลางคืนก็แปลกใจไปไหน กันอีก

ooooooo

ในบ้านจางวางสมมีลูกหลานซ้อมรำกันอยู่ อุรวศีมาดูแลยายซึ่งไม่ค่อยสบาย สีหน้าแสงมีความสุขที่หลานรักมาดูแล แม้ปากจะบอกว่าไม่ต้องลำบากมา แต่ก็สั่งคนทำอาหารของโปรดให้เสวยตลอด ระหว่างนั้นอุรวศีได้ยินเสียงคนเล่นจะเข้อย่างไพเราะก็แปลกใจที่ยังมีคนเล่นอยู่อีก

แสงบอกว่าลูกศิษย์คนใหม่ของจางวางสม แม้จางวางจะไม่อยู่แต่ก็ยังหมั่นมาซ้อม ถ้าโปรดจะให้มาเล่นถวาย ท่านหญิงยิ้มอย่างเกรงใจเพราะไม่ใช่ลูกหลานของตา แสงคิดว่าน่าปลื้มใจมากกว่าที่ได้เล่นถวายท่านหญิง...และ แล้วอุรวศีก็มาอยู่ในหอนั่ง มีคนช่วยกันยกจะเข้มาวาง ข้างหน้าไม่ห่าง แสงพับเพียบอยู่ข้างๆบนพื้นที่ต่ำกว่าท่านหญิง พออนลเดินเข้ามา

อุรวศีเบิ่งตาพึมพำกับตัวเอง “ฉันเชื่อแล้วว่าโลกกลม...”

แสงได้ยินไม่ถนัดถามท่านตรัสอะไร อุรวศียิ้มๆบอกยายไม่มีอะไร อนลยิ้มแป้นก้มคำนับแล้วสบตา “เป็นบุญของกระหม่อมเหลือเกิน ที่ได้เล่นจะเข้ถวายฝ่าบาท”

อุรวศีนั่งนิ่งราวรูปปั้นจ้องตอบเขม็งเหมือนจะจับผิดทำนองเล่นได้แค่ไหนกันเชียว แต่แล้วพออนลเล่นเพลงลาวแพนไปได้ช่วงหนึ่งก็หยุด ขอเปลี่ยนเพลงว่าแล้วก็บรรเลงเพลงสีนวล เนื้อเพลงเป็นการแสดงความคิดของชายคนหนึ่งที่มีต่อหญิงที่รัก เป็นการสื่อความหมายในใจตัวเองออกมา อุรวศีรู้สึกได้เขินอายอย่างบอกไม่ถูกจนต้องหลบสายตา ในขณะที่แสงและคนอื่นๆฟังเพลินไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร

บ่ายคล้อย อุรวศีจะกลับเรือน บอกแสงว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่ แสงจับมือหลานรักบอกยายไม่เป็นอะไรแล้วอย่าลำบากมา แต่เธอยืนกรานว่าจะมาดูแลยายทุกวันจนกว่าแม่จะกลับ อนลอาสาเดินไปส่ง เธอตาเขียวใส่ “ไม่ต้อง ฉันนัดให้จันมารับแล้ว...นั่นไงมาแล้ว”

พอจันเห็นอนลก็หลบตาทำเป็นไม่รู้จักเกรง ท่านหญิงตำหนิ อนลมองตามหลังอุรวศีตาละห้อยไม่รู้อีกนานแค่ไหนจะได้เจออีก

อุรวศีเดินนำจันอ้อมมาเข้าหลังเรือนเพราะไม่อยากผ่านตำหนักให้มีปัญหากับหม่อมต่วนอีก ไม่ทันไรได้ยินเสียงทะเลาะกันเอ็ดอึงก็รีบมาที่ส่วนครัว เห็นผินกำลังต่อว่า แปลกข่มเหงกันเกินไป แปลกตวาดแว้ดๆหาว่าผินขโมยของจากครัวตำหนัก จันวิ่งเข้ามาช่วยแม่ทันทีเกิดการผลักกัน อุรวศีห้ามไม่มีใครฟัง ผินถีบแปลกล้มคว่ำ แปลกโมโห หันไปยกหม้อน้ำที่ตั้งบนเตาร้อนๆสาดใส่ จันดึงผินหลบแต่ก็ยังโดนน้ำร้อนกระเซ็นใส่

อุรวศีตกใจเข้ามาผลักแปลกและสั่งเสียงเฉียบให้หยุด แปลกยังยำเกรงอยู่บ้างเพราะยังไงเธอก็เป็นหม่อมราชวงศ์ ผินร้องปวดแสบปวดร้อนที่แขน

เรื่องมาถึงหม่อมต่วน อุรวศีต้องการความเป็นธรรมที่คนของหม่อมทำร้ายผิน แต่หม่อมต่วนกลับหาว่าคนในครัวรู้เห็นเป็นพยานหมดว่าผินขโมยของสดในครัวตำหนัก อุรวศีหน่ายใจเพราะแต่ไหนแต่ไรผินก็เอาของสดของแห้งที่ครัวตำหนักมาทำอาหารที่เรือนปั้นหยาเองตลอด

แปลกแทรกขึ้นว่าตนไปทวงของ กลับโดนทำร้ายจึงต้องป้องกันตัว อุรวศีเอ็ดหน้านิ่ง ว่าตนพูดกับหม่อมใหญ่ ไม่มีใครสอนหรือว่าไม่ควรทะลุกลางปล้อง แปลกหุบปาก หม่อมต่วนหน้าตึงที่โดนว่ากระทบ ติโลตตมาจึงเถียงแทน

“นังแปลกมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ถ้าอย่างนั้นฉันพูดกับเธอเองจะได้คู่ควรเสมอกัน ว่าอย่างไรล่ะหญิงหลง เธอจะรับผิดชอบเรื่องที่บ่าวเธอขโมยของอย่างไร”

“พี่หญิงกลางวกเข้าเรื่องนี้อีกจนได้ เอาเถอะค่ะหญิงมาที่นี่ก็ไม่ได้มุ่งหวังความเป็นธรรมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พี่หญิงกลางอยากให้รับผิดชอบอย่างไรล่ะคะ”

อทริกาแทรกให้ชดใช้เงินทองไม่น่าถาม อุรวศีเห็นว่าแค่เอากับข้าวในครัวจะมากมายอะไร หม่อมต่วนสาธยายว่าตั้งแต่เสด็จสิ้นพระชนม์ ของทุกอย่างตนต้องหาซื้อมาเอง จะมาเอาไปเหมือนแต่ก่อนได้อย่างไร อุรวศีคิดหาทางเอาตัวรอดจึงรับว่างั้นตนจะรับผิดชอบตั้งแต่ที่เสด็จพ่อสิ้น อทริกายิ้มเยาะดีนะที่เสด็จพ่อสิ้นไปไม่กี่เดือน ไม่อย่างนั้นคงสิ้นเนื้อประดาตัว

อุรวศีนึกถึงหนังสือนิทานคติธรรมจีนที่เสด็จพ่อเคยให้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นตำราหรือนิทาน นิยายก็ให้อ่านหมด เพราะเราสามารถหยิบความรู้จากเรื่องเหล่านั้นมาใช้ได้ “ตกลงค่ะ หญิงจะชดใช้ค่ากับข้าวที่ผินเอาไปทั้งหมด แต่ ต้องชดใช้ในจำนวนที่แน่นอนนะคะ จะมาตีขลุมเอาตามใจคงไม่ได้”

หม่อมต่วนยิ้มเยาะตนไม่เอาเปรียบเด็กอยู่แล้ว อุรวศีให้แปลกคิดคำนวณมาว่าผินเอากับข้าวมาทั้งหมดเป็นน้ำหนักเท่าไหร่ แปลกนับนิ้วสีหน้าจริงจัง อุรวศีแย็บว่าประมาณน้ำหนักแขนข้างหนึ่งของแปลกได้ไหม แปลกรีบบอกว่าต้องมากกว่านั้น เธอจึงคิดให้ว่า

“งั้นแขนสองข้างกับขาอีกข้างหนึ่งล่ะ”

แปลกสบตาหม่อมต่วนเห็นยิ้มพอใจก็รับลูกตอบทันทีว่าหนักเท่านั้นได้ อุรวศีจึงหันมาพูดกับหม่อมต่วน “เช่นนั้นรบกวนหม่อมตัดแขนสองข้างและขาอีกข้างของแปลกมาชั่งด้วยค่ะ หญิงจะได้ชดใช้ตามนั้น”

ทุกคนตกใจไม่คิดว่าท่านหญิงองค์เล็กจะมาไม้นี้ อทริกาโวยว่าขาคนไม่ใช่กิ่งไม้ที่ตัดแล้วงอกใหม่ได้ อุรวศีโต้ว่าหม่อมต่วนตกลงเองว่าให้ตนชดใช้ในจำนวนที่แน่นอน ถ้าไม่ตัดมาชั่งจะได้น้ำหนักที่แน่นอนได้อย่างไร แปลกยกมือไหว้ขอร้องอย่าตัดแขนขาตน ติโลตตมาโมโหหาว่าเถียงข้างๆคูๆเป็นศรีธนญชัย อุรวศียิ้มๆหันไปพูดกับหม่อมต่วน

“หม่อมใหญ่เป็นผู้ดีทั้งชาติกำเนิด กาย วาจา ย่อมไม่ตระบัดสัตย์เอาเปรียบเด็กใช่ไหมคะ”

“แม่โฉมเอกเจ้าคารีสีคารมอย่างนี้นี่เล่า เสด็จถึงได้หลงลูกสาวคนนี้นัก เอาเถอะถือว่าฉันเสียรู้หล่อนก็แล้วกัน” หม่อมต่วนสะบัดหน้าพรืดไปด้วยความเจ็บแค้นใจ

อรุณวาสีเดินตามมาส่งอุรวศีหัวเราะชอบใจกับความเฉลียวฉลาดของน้อง เธอบอกว่าตนไม่ได้ฉลาดแต่เอามาจากนิทานที่เสด็จพ่อเคยให้อ่าน ถ้าคนอื่นๆเคยอ่าน แผนนี้ก็คงไม่สำเร็จ

อุรวศีเห็นว่าเย็นมากแล้วทำไมพวกพี่ๆยังไม่กลับเข้าวัง อรุณวาสีบอกว่าต้องอยู่อีกสองสามวันเพราะหม่อมแม่จะให้ออกงานอีก อุรวศีถอนใจรู้ว่าหม่อมต่วนบังคับให้พี่ๆไปดูตัว

ขณะนั้นเองรถม้าของสุรคมวิ่งมาจอดหน้าตำหนัก สองท่านหญิงยกมือไหว้ อรุณวาสีดีใจคิดว่าเขามาหาตน แต่พออุรวศีเชิญให้เขาขึ้นไปบนตำหนักกับอรุณวาสีแล้วตัวเองจะเดินไป

“อ้าว แล้วหญิงหลงไม่เข้าไปด้วยกันหรือคะ”

“หญิงคงเข้าตำหนักไม่ได้อีกพักใหญ่เลยค่ะ เชิญเจ้าพี่เถิดค่ะ”

สุรคมงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น มองตามหลังอุรวศีไปอย่างเสียดายที่อุตส่าห์มาหา อรุณวาสีเห็นสายตาเขาก็ชักเอะใจ

ooooooo

อุรวศีเข้ามาในห้องเห็นจันกำลังใส่ยาแผลที่โดนน้ำร้อนลวกให้ผิน จึงหอบเครื่องนอนออกมาวางให้ทั้งสองนอนด้วยกันในห้องตน เพื่อช่วยกันดูแลเผื่อว่าแผลจะอักเสบขึ้นมา สองบ่าวซาบซึ้งในความกรุณาของท่านหญิงจันปูเสื่อไม่ระวังชนโต๊ะทำให้หนังสือหล่นลงพื้น จดหมายของอนลที่ใช้คั่นหน้าหลุดออกมา อุรวศีหยิบหนังสือและจดหมายขึ้นมอง หน้าบึ้งลงเมื่อนึกถึงเจ้าของจดหมาย

ด้านอนลกลับจากเรียนดนตรีเหนื่อยๆเข้าไปไหว้นวมและอ้อนหิวเหมือนที่เคยทำประจำ ระหว่างนั้นดวงแขเรียนปักผ้าอยู่กับแม่ของเขา ดวงแขได้ทียกของว่างที่หัดทำวันนี้ยื่นให้ เขารับจานขนมมือสัมผัสมือเธออย่างไม่ตั้งใจ หญิงสาวเขินอายโดยที่ชายหนุ่มไม่รู้เรื่องจิ้มขนมกินหน้าตาเฉยแล้วเปรยว่าไม่ใช่ฝีมือแม่ นวมเฉลยว่าเป็นฝีมือดวงแข เธอเอียงอายถามเขาชอบรสไหนเพื่อทำให้ถูกใจ อนลไม่ได้ตอบแต่ชมว่าเก่งเป็นแม่บ้านแม่เรือนไม่ขาดตกบกพร่อง

คืนนั้น นวมเล่าให้พระยารัชปาลีฟังว่าดวงแขมีท่าทีชอบอนลแน่ แต่พอท่านเจ้าคุณถามถึงท่าทีของ

ลูกชาย เธอกลับถอนใจลูกคงไม่ได้คิดอะไรเกินเลย พระยารัชปาลีหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ นวมคิดบางอย่างปลอบให้ใจเย็น อีกไม่นานท่านเจ้าคุณต้องไปรับราชการหัวเมืองและอนลก็ต้องตามไปด้วย จงพาไปพักบ้านพระยาไกร แล้วน้ำตาลใกล้มดจะกลัวอะไร

“จริงของคุณหญิง ฉันไม่อยากข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า ถ้าชอบพอกันเองได้ก็คงดีที่สุด”

นวมมั่นใจว่าอนลต้องชอบดวงแขเพราะเธอเพียบพร้อมทุกด้าน ลูกยังไม่มีใครแล้วจะมีเหตุผลอะไรมาบอกปัด ท่านเจ้าคุณเริ่มวาดฝันตามแผนการของภรรยา

ในขณะที่ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงวาดฝันอยู่นั้น อนลกลับนั่งเขียนกลอนระบายความรู้สึกถึงหญิงผู้เป็นที่รักลงในสมุดบันทึกอย่างหวานฉ่ำ รำพึงกับตัวเองอย่างมีความสุขว่า

“แต่งกลอนไว้อ่านเองคงไม่ถือว่ากระหม่อมไม่เจียมตัวนะขอรับ”

ขณะเดียวกันที่เรือนปั้นหยา อุรวศีนั่งเล่นซอสามสายเพลงสีนวลเพลงเดียวกับที่อนลเล่นจะเข้ให้ฟังเมื่อกลางวัน พอจบเพลงก็พึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัวว่าช่วงนี้มักจะคิดคำนึงถึงเขา

“ฉันเล่นไพเราะกว่าเธอเสียอีก ท้าวแสนเปื้อน”

ooooooo

บรรยากาศยามเช้าในวัดที่นครสวรรค์ ชาวบ้านช่วยกันเตรียมของถวายเพลและของทำบุญก่อนถึงพิธีเผาศพแม่ของบุญทันตอนเย็น สมัยนั้นยังไม่มีการแต่งชุดดำ ประเพณีการใส่ชุดดำในงานศพเริ่มขึ้นปลายรัชกาลที่ 6

จางวางสมและหม่อมสลวยช่วยชาวบ้านจัดดอกไม้ แทงหยวกกล้วยเพื่อประดับโลงศพบุญทันเกรงใจ ชวนทั้งสองพักทานข้าวเช้า พอดีมีเสียงเอะอะขึ้น ชาวบ้านที่กำลังทำครัวแตกฮือไล่ตีคนบ้าออกมาล้มลงกลางลาน จางวางสมเข้าไปห้ามเตือนว่าที่นี่เป็นเขตอภัยทาน ชาวบ้าน ฟ้องว่าคนบ้าเข้ามาขโมยของกินที่เตรียมไว้ถวายพระ พวกเขาจึงโมโห หม่อมสลวยเข้าไปนั่งยองๆดูอาการอย่างสงสาร คนบ้าค่อยๆเงยหน้า พอเห็นหน้าเธอก็ตกใจสติแตกร้องลั่น

“หม่อมพิณ หม่อมพิณ อย่าๆฉันกลัวแล้ว อย่า...”

หม่อมสลวยถูกคนบ้าผลักล้มลง ท่ามกลางความตกใจของทุกคน บุญทันถลันเข้าประคองเธอลุกขึ้นพาไปหาที่นั่ง จางวางสมประคบรอยฟกช้ำให้ลูก หม่อมสลวยถามว่าจำได้ไหมคนนี้เป็นใครทำไมเรียกตนว่าหม่อมพิณ บุญทันได้ยินสงสัยว่าหม่อมพิณเป็นใคร

“หม่อมพิณเป็นหม่อมที่เสด็จท่านรักมากที่สุด แต่จู่ๆก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย คนลือกันว่าหนีตามผู้ชายไป เท็จจริงยังไงข้าก็ไม่รู้...แต่หม่อมพิณกับแม่สลวยหน้าตาละม้ายคล้ายกันมาก เสด็จถึงได้รับแม่สลวยไปเป็นหม่อมอีกคนยังไงล่ะ”

หม่อมสลวยกับบุญทันสบตากันทำนองนี่แหละคือที่มาทำให้เราต้องถูกพรากจากกัน แต่บุญทันยังแปลกใจทำไมคนบ้านั่นต้องกลัวหม่อมพิณ จางวางสมข้องใจ

เช่นกันทั้งที่หม่อมพิณเป็นคนใจดีมีเมตตากับบ่าวไพร่ทุกคน พอดีชาวบ้านมาตามว่าหยวกกล้วยแทงเสร็จแล้วจะทำอย่างไรอีก จางวางสมบอกตนไปดูให้เอง บุญทันหยิบ

ลูกประคบจะช่วยประคบรอยช้ำต่อให้ หม่อมสลวยเบี่ยงตัวออกขอทำเอง เขาน้อยใจคิดว่าเธอรังเกียจกล่าวขอประทานโทษ

หม่อมสลวยหน้าเสียหยิบกำไลเงินออกจากชายพก ดวงตาเขาวาวขึ้นด้วยความดีใจเธอยังไม่ทิ้งของไร้ค่านี้ หม่อมสลวยดักคอไว้ก่อนที่จะเก็บกำไลอย่างเดิม

“มันสายไปแล้วจ้ะพี่บุญทัน ถึงเสด็จจะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ฉันก็มีลูกเป็นหม่อมเจ้าถึงสององค์ ฉันไม่อาจให้เกียรติยศของลูกๆต้องมัวหมองได้”

“แค่รู้ว่าหม่อมยังจำได้เหมือนที่ผมไม่เคยลืม ผมก็สุขใจมากแล้วครับ” บุญทันกล่าวอย่างเจียมตัว

ทางด้านอุรวศีนั่งอ่านหนังสือเพลินๆอยู่ในเรือนปั้นหยา มีคนงานที่มาก่อกำแพงเดินเทิ่งๆขึ้นมาบนเรือน ทำให้เธอตกใจมาก ผินกับจันช่วยกันไล่กลับออกไป พอแสงรู้เรื่องเป็นห่วงหลานสาวมากให้ย้ายมาอยู่ที่เรือนตน แต่ท่านหญิงเป็นห่วงทรัพย์สมบัติ แสงจึงให้แบ่งคนที่เรือนนี้ไปอยู่เป็นเพื่อนแทน ดีกว่าอยู่กันตามลำพังผู้หญิงสามคน

หม่อมต่วนกับลูกๆหัวเราะชอบใจที่ทำให้อุรวศีกลัวถึงขนาดวิ่งแจ้นไปฟ้องยาย ต้องทำให้กลัวมากกว่านี้จะได้หนีไปพ้นๆ เมื่อถึงเวลานั้นอทริกาขอให้ยกเรือนปั้นหยาให้ตน อรุณวาสีไม่เห็นด้วย ติโลตตมาและอทริกาเห็นสีหน้าน้องก็ดักคอว่าคงไม่เข้าข้างพวกพี่ตามเคย

“ก็...หญิงหลงเป็นลูกเสด็จพ่อเหมือนกันนะคะ”

หม่อมต่วนขัดใจเสียงเขียวใส่ “เป็นลูกน่ะใช่ แต่เลือดแม่มันต่ำ แค่ลูกบ่าวในวังจะมาเทียบกับเชื้อสายพระน้ำพระยาของแม่ได้ยังไง แล้วแม่ก็เคยเตือนหญิงแล้วนะว่าไม่ให้นับพี่นับน้องกับมัน ตกลงหญิงจะขัดคำสั่งแม่ให้ได้อย่างนั้นรึ”

อรุณวาสีหน้าเสียเกรงกลัว ท่านหญิงพี่ทั้งสองยิ้มสะใจที่น้องโดนดุ ขณะนั้นเองแปลกเข้ามารายงานอย่างกลัวๆกล้าๆว่าอ้ายดำมา หม่อมต่วนหน้าเครียดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อนี้

ด้วยความที่จนตรอกจริงๆดำจึงกล้ามาขอเงิน หม่อมต่วนโกรธมากขู่อยากเป็นเหมือนเพื่อนหรืออย่างไร ดำไม่มีทางเลือกขู่กลับว่าถ้าตนตายก็อย่าหวังว่าความชั่วของหม่อมจะถูกปิดเป็นความลับอีกต่อไป แปลกตกใจไม่คิดว่าดำกล้าขู่ขนาดนี้ ดำประกาศกร้าวว่าหมาจนตรอกแล้วยิ่งกว่านี้ก็กล้า หม่อมต่วนจ้องหน้าดำด้วยสายตาโหดเหี้ยม

ooooooo

ที่กระทรวงมหาดไทย ดวงแขเอาอาหารมาให้อนลแล้วรีรอจนเลิกงานหวังได้กลับบ้านพร้อมเขา แต่อนลกลับอ้างว่ามีธุระกับท่านชายสุรคมกว่าจะกลับถึงบ้านคงค่ำมาก ดวงแขผิดหวังกลับไป อนลหันมาเจอสุรคมยืนจ้องที่เอาชื่อไปอ้าง

“ขอประทานอภัยกระหม่อม คือ...เอ่อ...” อนลไม่รู้ จะพูดอย่างไรว่าตนรำคาญดวงแข

“ฉันเย้าเล่น ต้องทำหน้าอย่างนั้นเลยเหรอ” สุรคมตบบ่าเบาๆ

อนลโล่งใจแต่สุรคมยังกระเซ้ามีลูกสาวเจ้าคุณมาชอบพอ กลับไม่รับไมตรี อนลไม่รู้จะอธิบายอย่างไรอ้างว่าเธอแค่จากบ้านมานานเลยอยากหาเพื่อนคุยเท่านั้น สุรคมไม่เชื่อ แต่ในเมื่อเอาชื่อตนไปอ้างก็ต้องทำให้เป็นจริง เขาต้องทำบางอย่างให้กับตน

อนลถือกล่องขนมเค้กเดินตามหลังสุรคมเข้ามาในตำหนักหม่อมต่วน ติโลตตมา อทริกาและอรุณวาสีออกมาต้อนรับชวนให้อยู่เสวยด้วยกัน

“ด้วยความเต็มใจเลยจ้ะหญิงเล็ก วันก่อนเห็น

พี่หญิงกลางบ่นว่าอยากรับขนมเค้ก ชายเลยให้คนไปซื้อมาให้ หวังว่าจะถูกปากพี่หญิงนะคะ”

ติโลตตมารับกล่องขนมและขอบใจแค่บ่นเล่นๆ ไม่คิดว่าได้จริง อทริกาแย็บคราวหน้าขอบ่นอยากกินอย่างอื่นบ้าง สุรคมออกตัวเพียงบอกคำเดียวจะจัดหามาให้ไม่ต้องบ่นเลย สองท่านหญิงผู้พี่หัวเราะชอบใจ ก่อนจะปรายตา มองอนลหัวจดเท้าด้วยไม่รู้ว่าเป็นใคร

แม้สุรคมจะแนะนำฐานะของอนลแล้วว่าไม่ได้ต่ำต้อยเป็นถึงลูกพระยา แต่สองท่านหญิงก็ยังดูแคลน และไม่ให้ร่วมโต๊ะเสวยด้วย สุรคมไม่สบายใจกล่าวขอโทษอนล เขายิ้มรับพูดเบาๆ

“ไม่เป็นไรกระหม่อม ดีเสียอีกจะได้ปลีกตัวไม่ยาก”

“ถ้าอย่างงั้นก็ฝากด้วยนะ” สุรคมตบบ่าเพื่อนร่วมกระทรวงอย่างมีนัย

อนลหน้าเครียดนิดๆกับสิ่งที่ต้องไปทำ...สิ่งนั้นคือให้หาเรือนของอุรวศี อนลเดินไปจนเห็นเรือนปั้นหยาจึงเข้ามาเมียงๆมองๆ ประตูเรือนเปิดแสดงว่าเจ้าของอยู่ ขณะนั้นเองได้ยินเสียงอุรวศีให้จันและลูกหลานจางวางสมช่วยกันปลูกผักบริเวณสนามข้างเรือน อนลคิดไม่ถึงว่าระดับท่านหญิงจะต้องปลูกผักกินเอง ผินถือขันน้ำออกมาเห็นอนลก็ตกใจคิดว่าเป็นพวกคนงาน ไล่ตะเพิดให้ออกไป อุรวศีกับจันหันมามอง

“อย่าครับอย่า ผมมากับท่านชายสุรคม แต่ตอนนี้ท่านชายเสวยอยู่ ผมเลยเดินเล่นมาเรื่อยๆจนหลงเข้ามาในเขตเรือน ไม่ได้คิดจะทำอะไรไม่ดีเลยครับ”

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะผิน นี่คุณอนลบุตรชายพระยารัชปาลี ไม่ใช่คนร้าย” อุรวศีกล่าวนิ่งๆ

ผินตกใจรีบขอประทานโทษ ตอนนี้หน้าสิ่วหน้าขวานไว้ใจคนยาก อนลยิ้มให้ไม่ถือสา แล้วอาสาช่วยปลูกผักโดยบอกว่าตนเป็นคนมือเย็น ปลูกอะไรก็งาม อยู่ที่บ้านทำเป็นประจำ ทั้งผินและจันชื่นชมความไม่ถือตัวของเขา มีเพียงอุรวศีหน้าตึงแขวะเบาๆ

“ถนัดเหลือเกินนะ พวกงานเปื้อนๆ”

อนลได้ยินไม่ถนัดถามท่านหญิงทรงตรัสว่าอย่างไร เธอทำไม่รู้ไม่ชี้เดินเลี่ยงออกมา อยากทำอะไรก็ทำไป ทุกคนช่วยอนลขุดดิน พรวนดินทำแปลงผัก ท่านหญิงแอบมองอย่างหมั่นไส้

เสร็จงานปลูกผัก ผินจัดโต๊ะกินข้าวให้อนลหน้าห้องเสวยของท่านหญิง อนลเกรงใจขอเพียงข้าวราดแกงจานเดียวก็พอ อุรวศีพูดลอยๆออกมาจากในห้อง

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ฉันไม่อยากให้ใครมาว่าเอาได้ ว่าคนมาช่วยงานทั้งทีแม้แต่น้ำใจหาข้าวหาปลาให้กินก็ยังไม่มี”

อนลขอบคุณผินแล้วนั่งลงที่โต๊ะ “ใครจะตำหนิฝ่าบาทที่มีน้ำพระทัยเหมือนนางฟ้าได้ ก็ใจร้ายเกินคนแล้วกระหม่อม”

“ยกยอปอปั้นเกินจริง” อุรวศีแอบยิ้มเล็กน้อย

“ไม่นะฝ่าบาทไม่เกินจริงเลย อย่างน้อยพระนามของฝ่าบาทก็เป็นนามของนางฟ้าไม่ใช่หรือกระหม่อม”

“เก่งนี่ที่รู้ว่าชื่อฉันตั้งมาจากอะไร แล้วรู้หรือเปล่าว่านางอัปสรอุรวศีในมหาภารตะได้กระทำอะไรลงไป”

“มิทราบกระหม่อม”

“ก็สาปผู้ชายเจ้าชู้ให้เป็นกะเทยน่ะสิ”

อนลหน้าเหยเก จันกับผินแอบหัวเราะคิกคัก อนลมองเข้าไปในห้องเสวยเห็นท่านหญิงอมยิ้ม สร้างความประทับใจแก่เขามากขึ้น พออุรวศีเห็นอนลมองก็ทำหน้าบึ้งไม่พูดคุยอีก

ooooooo

เย็นวันนั้นหม่อมสลวยถือใบตองห่อข้าวและกระบอกน้ำมาให้ลือด้วยความสงสาร บุญทันเดินมาเป็นเพื่อน ลือมีท่าทางหวาดกลัวหม่อมสลวยอย่างมาก บุญทันคิดวิธีเปิดปากลือด้วยการบอกให้กินข้าวแล้วจะเอาเหล้ามาให้ แถมโชว์ถุงใส่เงินถ้าตอบคำถามก็จะได้ถุงเงินนี้ด้วย

ลือคว้าข้าวและน้ำมาเปิบกินอย่างหิวโหย หม่อมสลวยเอ่ยถามรู้จักหม่อมพิณได้อย่างไร ลือชะงักตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัวขยับหนี บุญทันตะคอกถามย้ำ เขาปากคอสั่นร้องว่าหม่อมพิณตายแล้ว หม่อมสลวยตกใจเพราะที่ทราบกันหม่อมพิณหนีตามผู้ชายไป แต่ลือยังพร่ำพูดคำเดิม

บุญทันแกล้งขู่ “เอ็งฆ่าหม่อมพิณใช่ไหม ข้าจะเรียกตำรวจมาจับเอ็ง สารภาพมาซะดีๆ”

ลือปฏิเสธ บุญทันกระชากเสียงถามแล้วใครฆ่า ลือโพล่งออกมาว่าหม่อมต่วนเป็นคนฆ่า หม่อมสลวยใจหายพยายามนึกว่าลือเป็นใคร นึกย้อนไป 17 ปีก่อน

คืนนั้นตนออกมาส่งหมอที่มาดูอาการลูก แล้วได้ยินเสียงคนคุยกันเอ่ยถึงหม่อมต่วนก็แปลกใจเข้าไปแอบดู เห็นชายคนหนึ่งคุยอยู่กับแปลกด้วยท่าทีไม่พอใจ และชายอีกคนเอาเหล้าให้ชายที่กำลังโมโหดื่มรอหม่อม ชั่วอึดใจชายคนนั้นก็ชักดิ้นทุรนทุราย สักพักหม่อมต่วนเดินมา

“เป็นอย่างไรบ้างล่ะอ้ายลือ นี่ล่ะค่าที่เอ็งคิดจะรีดไถข้า สมควรตายแล้ว”

หม่อมสลวยกลัวจับใจเอามือปิดปากไม่ให้กรีดร้อง เห็นหน้าชายทั้งสองคนจำได้ว่าเป็นบ่าวของหม่อมต่วน... หม่อมสลวยถามลือรอดมาได้อย่างไร ลือเล่าเสียงสั่นว่าดำเป็นคนปล่อยตนตอนหม่อมต่วนให้เอาตนไปฝัง บุญทันตกใจทำไมคนในวังตายไม่มีใครสงสัย

หม่อมสลวยปะติดปะต่อเรื่องราวว่าหม่อมต่วนคงแต่งเรื่องหม่อมพิณหนีตามผู้ชายไป ทำให้เสด็จในกรมทรงเสียพระทัยมาก ส่วนคนในวังไม่กล้าพูดเรื่องเสื่อมเสียนี้ นานวันก็ลืมกัน

บุญทันเค้นถามลือว่าเอาศพหม่อมพิณไปไว้ไหน ลือเล่าด้วยสีหน้าหวาดกลัวย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน หม่อมต่วนให้ตนกับดำจับหม่อมพิณมัดมือไว้กับคานแล้วให้ตนเฆี่ยนด้วยข้อหาขโมยของจนสลบคาหวาย เอาร่างใส่หีบใบใหญ่สั่งเอาไปถ่วงน้ำกลางคลองที่ลึกสุด ไม่มีใครเห็นเพราะแปลกให้บ่าวในวังออกไปเที่ยวจนหมด แปลกต้องนั่งเรือไปกับพวกตนเพื่อดูให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย เธอร้องไห้ด้วยความกลัวไม่คิดว่าตัวเองจะร่วมมือทำเรื่องแบบนี้

บุญทันนึกไม่ถึงว่าหม่อมต่วนจะเหี้ยมโหด จับคนถ่วงน้ำทั้งเป็น หม่อมสลวยเป็นห่วงอุรวศีขึ้นมาจับใจ บุญทันโยนถุงเงินให้ลือ เขาดีใจเก็บถุงเงินมากอดแล้ววิ่งหนีไป

ooooooo

ในตอนค่ำ เรือยนต์ของสุรคมแล่นมาส่งอนลที่ท่าน้ำหน้าบ้าน อนลเล่าเรื่องที่เลียบเคียงถามผินและจันมาได้ ไม่มีโอกาสคุยกับอุรวศี สุรคมฟังเรื่องราวแล้วรู้สึกว่าสองบ่าวจะชังหม่อมต่วนเอามากๆ ต้องฟังหูไว้หู อนลเห็นด้วยแต่ก็เห็นกับตาว่าหม่อมต่วนกั้นกำแพงจริงๆ

“เรื่องบาดหมางกันเพราะสมบัติมีให้เห็นอยู่บ่อย ถึงจะจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าไม่อยากให้บาดหมางก็ต้องทำอย่างเสด็จพ่อฉัน ยกสมบัติทั้งหมดให้ลูกชายคนโตเสีย แล้วให้ดูแลน้องๆต่อไป แต่เสด็จพ่อคงไม่ทรงทราบว่าเจ้าพี่อธิปยึดสมบัติไว้คนเดียว ไม่แบ่งปันให้น้องสักคน”

“ฝ่าบาททราบเรื่องท่านหญิงหลงแล้วจะทำอย่างไรต่อไปหรือกระหม่อม”

“ก็ไม่ทำอะไร รอให้ก่อกำแพงเสร็จก็พอ ไปถึงแล้วไม่ขึ้นไปบนตำหนักใหญ่ก็น่าเกลียด ก่อกำแพงเสียก็ดีเหมือนกัน ต่อไปฉันจะได้ไปมาหาสู่หญิงหลงได้สะดวกหน่อย”

“กระหม่อมคงเข้าใจไม่ผิด ฝ่าบาททรง...”

“ก็อย่างที่เข้าใจนั่นแหละ ฉันชอบหญิงหลง จะเรียกว่ารักแรกพบก็ได้ แต่หาโอกาสใกล้ชิดไม่ได้ซักที รู้อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย” สุรคมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

อนลหน้าเจื่อนกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ เมื่อเรือแล่นกลับไป ก็พึมพำราวเตือนตัวเองให้พึงจำ...พระอาทิตย์ก็ต้องคู่กับพระจันทร์ มันถูกควรแล้วอนล

ขณะอนลเดินลัดสวนจะเข้าบ้าน ได้ยินเสียงอนึกดังมาจากบ้านเกื้อจึงหยุดฟังอย่างสนใจ อนึกคุยทำนองชื่นชมว่าสิ่งที่เกื้อคิดถูกต้องทั้งหมด แบบนี้พวกเขากับเพื่อนถึงยกย่องเกื้อ อยากให้มาให้ความรู้พวกเขาทุกคืน อนลฉุกคิดถึงที่เคยเห็นทั้งสองออกไปข้างนอกกลางดึกสองสามครั้ง เสียงเกื้อภูมิใจที่ตัวเองยังมีประโยชน์จะพยายามไปทุกคืน แต่กำชับอย่าให้ใครแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป อนึกรับคำแม้แต่พ่อกับแม่ก็จะไม่ให้รู้ อนลได้ยินยิ่งสงสัยต้องเป็นเรื่องร้ายแรงแน่

พออนึกเดินกลับ อนลดักรอ อนึกคิดว่าน้องชายเพิ่งกลับจึงกระเซ้าว่าแอบไปติดหญิงที่ไหนไม่บอกให้รู้

อนลปฏิเสธแล้วแย็บว่าคงเป็นพี่กับอาที่ติดหญิงถึงชวนกันออกไปค่ำมืด อนึกร้อนตัวกระชากคอเสื้อน้องถามเห็นตนกับเกื้อออกไปหรือ อนลฉุกคิดรีบแก้ตัวเผอิญมองออกมาจากห้องเห็น ทำไมต้องโกรธหรือพี่กับอาชวนกันไปเที่ยวหญิงโคมเขียว

อนึกผงะปั้นหน้าสมยอมว่าตนกับเกื้อยังหนุ่มแน่น ลูกเมียก็ไม่มี กำชับอย่าพูดไปเกรงจะโดนพ่อกับแม่ด่า เพราะสถานที่อโคจร ลูกผู้ดีมีตระกูลไม่ควรไป อนลรับลูกจะไม่บอกใครแต่ขอร้องอย่าไปบ่อยอาจติดโรคให้อับอายเสียยิ่งกว่า อนึกรับคำก่อนจะแอบถอนใจโล่งอก

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงลูกอย่างมากแต่เล่าอะไรให้พ่อฟังไม่ได้ หม่อมสลวยชวนกลับทันทีหลังเสร็จพิธีเผาศพ จางวางสมแปลกใจแทนที่จะค้างอีกสักคืน ล่องเรือค่ำมืดต้องแวะหุงหาอาหารกลางทาง บุญทันเข้าใจอดีตคนรักดีเร่งลูกน้องให้กลับถึงพระนครก่อนรุ่งสาง

ในคืนนั้น ติโลตตมากับอทริการ่วมกันให้แปลกเอาเงินไปว่าจ้างคนงานกลั่นแกล้งอุรวศี ด้วยการซุ่มปาก้อนหินใส่เรือนกลางดึก ให้ทุกคนในเรือนตกใจตื่น ลูกหลานจางวางสมนอนอยู่เป็นสิบคนจะจุดคบออกไปส่องดูว่าใครเป็นคนทำ อุรวศีห้ามไว้ ถ้าจุดไฟพวกนั้นก็หนีไปก่อน

“เท่าที่ฉันฟังเสียงดู มาจากทางด้านหน้าเรือนทั้งนั้น ให้พวกเราอ้อมไปทางหลังเรือนแล้วไปล้อมจับจะง่ายกว่า”

ทุกคนรับฟังอุบายของท่านหญิง เมื่อคนงานสี่คนที่ซุ่มปาก้อนหินอยู่นาน แปลกใจทำไมคนในบ้านไม่ตกใจตื่น หรือไม่มีคนอยู่ ไม่ทันไรลูกหลานจางวางสมเป็นสิบคนถือไม้โอบล้อมมาด้านหลังและรุมตีคนงานทั้งสี่คนจนสะบักสะบอมแล้วจับมัดไว้ ผินกับจันเห็นหน้าจำได้ว่าเป็นคนงานก่อสร้าง ชวนอุรวศีไปทวงถามความเป็นธรรมจากหม่อมต่วน

อุรวศีครุ่นคิด “มืดค่ำแล้ว ไปตอนนี้ก็รังแต่จะถูกโกรธว่าไม่รู้จักเวล่ำเวลา แล้วก็พาลเฉไฉไปเรื่องอื่นเสียเปล่า...จัดเวรยามเฝ้าไว้ให้ดี สว่างเมื่อใดฉันจะเอาตัวไปตำหนักใหญ่ทันที”

คืนเดียวกัน แปลกใช้ผ้าคลุมศีรษะออกมายืนกระสับกระส่ายรอดำ พอดำมาถึงก็โยนถุงเงินลงพื้นให้ ดำโวยบอกแล้วต้องการธนบัตรเพราะไม่เชื่อใจหม่อมต่วนอาจเอางูพิษใส่ถุงมาด้วย แปลกหงุดหงิดที่ดำระวังตัวมาก จำต้องควักธนบัตรยื่นให้แล้วติงว่าหายหัวไปเกือบ 20 ปีจะกลับมาอีกทำไม ดำนับเงินเสร็จสารภาพว่าลูกป่วยหนักไม่มีเงินรักษา ทันใดมีลูกดอกอาบยาพิษพุ่งมาปักคอของดำพอดี ดำสะดุ้งสุดตัวดึงลูกดอกออก พิษกระจายทำให้ตาพร่าทรุดลง

โตเดินหัวเราะออกมาบอกว่าพิษลูกดอกของตนไม่เคยมีใครรอด ดำยังพอมีสติชักมีดปาใส่โตแต่เขาหลบทัน ดำกระเสือกกระสนหนี แปลกให้โตตามแต่โตยิ้มกระหยิ่มเดินตามไปอย่างชะล่าใจ ดำหนีกระเซอะกระเซิงมาล้มริมคลอง โตตามมาถึงเตะเสยหน้าดำล้มหงาย แปลกวิ่งตามมาดูผลงาน พลันเห็นเรือลำใหญ่พายมาและส่องไฟขึ้นบนฝั่งว่าเกิดอะไรขึ้น โตชะงักวิ่งหนีเอาตัวรอด แปลกมองไปเห็นคนละม้ายคล้ายหม่อมสลวยก็ตกใจหนีไปอีกทาง

บุญทันกับจางวางสมและลูกน้องขึ้นฝั่งมาดูศพ เห็นมีเงินในตัวแสดงว่าไม่ใช่การฆ่าชิงทรัพย์ หม่อมสลวยเห็นหน้าดำก็แทบช็อกยิ่งเป็นห่วงอุรวศีมากขึ้น วิ่งกลับเรือนปั้นหยาไม่รอใคร บุญทันรีบสั่งลูกน้องไปแจ้งนครบาลและฝากจางวางสมดูแลแทน ก่อนจะวิ่งตามเธอไป

แปลกกลับมารายงานหม่อมต่วน ถูกตวาดลั่นที่ทำงานพลาดให้มีคนเห็น พยายามระงับอารมณ์ซักไซ้ว่าเป็นใคร แปลกไม่แน่ใจแต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนหม่อมสลวย หม่อมต่วนยิ่งโกรธตะคอกใส่ไล่ไปสืบให้แน่ชัด

เวลารุ่งสาง หม่อมสลวยวิ่งขึ้นเรือนไม่พบใครยิ่งตกใจจะร้องเรียกลูก มีมือหนึ่งมาปิดปากดึงไป...แปลกขึ้นมาบนเรือนปั้นหยาเดินด้อมๆมองๆไม่เห็นใคร ผินถือตะกร้ากับข้าวที่ซื้อจากตลาดกลับมาเห็นโวยวายหาว่าขโมยของ แปลกต้องขึ้นเสียงกลบเกลื่อนว่าหม่อมต่วนให้หม่อมสลวยไปหาที่ตำหนัก ผินเอะใจ

“หม่อมท่านไปปากน้ำโพ คนรู้กันทั้งวัง เอ็งมุดหัวอยู่ที่ไหนวะอีหน้าดำ”

“ก็กลับมาแล้วไม่ใช่รึ เมื่อตอนใกล้รุ่งข้ายังเห็นอยู่เลย” แปลกตีขลุม

ผินยืนกรานว่าหม่อมสลวยยังไม่กลับ ใครจะกลับมาตอนรุ่งสาง มิต้องออกจากปากน้ำโพกลางดึกให้นั่งสัปหงกมาทั้งคืนหรือ แปลกเห็นว่าจริงสะบัดหน้าลงจากเรือน ผินมองตามยิ้มเยาะทำเป็นอ้าง จะมาหยั่งเชิงเรื่องปาหินใส่เรือนเมื่อคืนมากกว่า ตนไม่โง่หรอก

พอผินเดินเข้าครัว บุญทันก็พาหม่อมสลวยออกจากที่ซ่อน ทั้งสองมั่นใจว่าเรื่องที่เกิดชายคลองต้องเกี่ยวข้องกับหม่อมต่วน หม่อมสลวยห่วงอุรวศีทำไมไม่อยู่เรือน

“ไม่ต้องห่วงหรอกหม่อม แม่ผินมีท่าทีปกติแสดงว่าท่านหญิงปลอดภัย คงมีธุระไปทำแต่เช้าเลยไม่อยู่เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ต้องเป็นห่วงตอนนี้คือตัวหม่อมเอง

มากกว่า ถ้าพวกมันสงสัยหม่อมขึ้นมา ที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับหม่อมอีกต่อไปแล้ว”

“ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับฉันกับลูกนับตั้งแต่วันที่สิ้นเสด็จแล้วล่ะ” หม่อมสลวยทิ้งท้ายด้วยความหนักใจ

ooooooo

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #3 on: 24 June 2026, 12:20:46 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep3/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 3
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 3

ภายในห้องโถงตำหนักหม่อมต่วน คนงานสี่คนถูกมัดมือผลักลงบนพื้นต่อหน้าหม่อมต่วนและลูกๆ อุรวศีเดินตามเข้ามาพร้อมจัน ย้ำเตือนหม่อมคงไม่ลืมว่าคนงานเหล่านี้เป็นคนของหม่อม หม่อมต่วนเมินหน้าหนีทำไม่รู้ไม่ชี้

จันสาธยายว่าคนพวกนี้เอาหินปาใส่เรือนปั้นหยากลางดึก ติโลตตมาตวาดกลับ เจ้านายจะคุยกันกล้าดีอย่างไรมาทะลุกลางปล้อง ไร้การอบรม อุรวศีกล่าวขอโทษแต่เรื่องที่จันพูดเป็นเรื่องจริง ติโลตตมากลับหาว่าไปทำอะไรไม่ดีไว้ พวกคนงานถึงแกล้งเอา

“หญิงไม่รู้จริงๆค่ะว่าทำอะไร คงต้องให้พวกเขาบอกออกมาเอง...จันไปแจ้งตำรวจทีซิ”

ติโลตตมาสบตาอทริกาทำนองจะทำอย่างไรดี หม่อมต่วนรำคาญไล่ให้ไปแจ้งจับกันนอกวัง อุรวศีรับคำ ที่มาเพราะเห็นว่าเป็นคนงานของหม่อมจึงบอกกล่าวให้ทราบก่อน

“จัน...บอกตำรวจด้วยนะว่าฉันเป็นหม่อมเจ้า เรือนที่ฉันอยู่แม้เราจะเรียกกันว่าเรือน แต่จริงๆแล้วต้องถือว่าเป็นวัง ทำลายวังของหม่อมเจ้ามีโทษเท่าไหร่กัน ฉันชักอยากรู้แล้วสิ”

พวกคนงานตกใจตื่นกลัวสารภาพหมดเปลือก อทริกาโวยวายว่าพวกหน้าโง่แค่โดนขู่พูดออกมาทำไม ติโลตตมาตวาดน้องให้หุบปากเช่นกัน ท่านหญิงน้องยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร หม่อมต่วนลมแทบจับ อรุณวาสีช่วยไกล่เกลี่ย

“ใจเย็นๆก่อนนะจ๊ะหญิงหลง อย่าให้ต้องเป็น

คดีความอับอายคนอื่นเลย” แล้วหันไปกระซิบเบาๆกับหม่อมต่วน “แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่เราก็ได้ไม่คุ้มเสียนะคะแม่”

หม่อมต่วนเจ็บใจจำต้องยอมรับผิดชอบค่าเสียหาย อุรวศีถือโอกาสต่อรองขออีกอย่างนอกจากค่าเสียหาย หม่อมต่วนจิกตามองจะเล่นอุบายอะไรกับตนอีก

อุรวศีถือหมอนปักเดินคุยมากับอรุณวาสี มีจันถือผ้าห่ม กลักใส่บุหรี่และเสื้อผ้าผู้ชายอีกสองสามชุดเดินตามกลับเรือนปั้นหยา อรุณวาสียังขำไม่หาย นึกว่าเรื่องที่น้องจะขอจากแม่เป็นเรื่องสำคัญกว่านี้ ที่แท้ก็อยากได้ของ

ของเสด็จพ่อ อุรวศียอมรับว่าอยากได้เป็นที่ระลึกเพราะเห็นว่าหม่อมต่วนยกของของเสด็จพ่อให้คนอื่นง่ายๆ อย่างไม่เห็นค่า

“สมแล้วที่เธอเป็นลูกรักของเสด็จพ่อ” อรุณวาสี ชื่นชม

จันเหลือบไปเห็นหม่อมสลวยยืนอยู่หน้าเรือนทูลบอกท่านหญิง อรุณวาสีเห็นว่าแม่ลูกจะได้สนทนากันจึงขอตัวกลับ อุรวศีรีบเดินขึ้นเรือน หม่อมสลวยน้ำตารื้นโผกอดลูกทันที ท่านหญิงงงแต่ก็กอดตอบไม่ทันสังเกตว่าแม่แอบร้องไห้

ด้านหม่อมต่วนตำหนิลูกหญิงทั้งสองยกใหญ่ว่าทำอะไรไม่ปรึกษา คิดว่าอุรวศีโง่หรืออย่างไร นอกจากทำไม่สำเร็จยังถูกประจาน ติโลตตมาโทษคนงานโง่เง่า หม่อมต่วนยิ่งโกรธหาว่าใช้คนไม่ดูหน้ายังไม่ยอมรับผิด พาลไล่ให้กลับเข้าวังไปให้หมด อทริกาบ่นอย่างหงุดหงิด

“ทำไมล่ะคะ แม่ให้เราออกจากวังก็เพื่อไปงานเลี้ยงไม่ใช่หรือคะ นี่งานก็ยังไม่ได้ไปจะให้เรากลับไปถูกเสด็จป้าดุด่าเอาอีกแล้วหรือคะ เสด็จป้าหงุดหงิดอยู่ตลอด ใครทำอะไรก็ไม่ถูกพระทัย หญิงเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”

“ยังจะอยากไปงานอีกรึ เสียท่าให้นังลูกเมียไพร่จนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว หรือต้องให้ฉันแทรกแผ่นดินหนีก่อน เธอถึงจะพอใจ”

“กลับหญิงนิด เมื่อแม่ไม่อยากให้เราอยู่เราก็ไม่ต้องอยู่ แต่แม่จำไว้นะคะว่าคนอย่างหญิงอาจจะพลาดก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่หญิงไม่มีวันแพ้หญิงหลงเด็ดขาด” ติโลตตมาเสียงเข้ม

หม่อมต่วนพยายามระงับอารมณ์ เหลือบไปเห็นแปลกนั่งพับเพียบรออยู่ก็เรียกให้เข้ามา แปลกรายงานว่าหม่อมสลวยยังไม่กลับ คิดว่าที่ตนเห็นในเรือแค่คลับคล้ายคลับคลา

หม่อมต่วนไม่เชื่อตวาดแว้ด “อีโง่ เพราะคิดอย่างนี้น่ะสิถึงต้องเป็นขี้ข้า นังสลวยมันตามพ่อมันเข้าออกวังนี้แต่เล็กแต่น้อย บ่าวไพร่ทุกคนมันกับพ่อมันต้องจำได้ อ้ายดำมันเป็นบ่าวข้ามาก่อน แล้วมันหายไปสิบกว่าปีจู่ๆโผล่มาตายแถวนี้ มีรึจะไม่ระแวงมาถึงข้า”

“ถึงระแวงก็ทำอะไรหม่อมไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ หม่อมมีบารมีล้นเหลือ แค่จางวางเฒ่ากับหม่อมปลายแถวจะทำอะไรได้เจ้าคะ”

แปลกพยายามประจบเอาใจเพื่อให้ตัวรอด หม่อม ต่วนพอใจที่ถูกยกยอ แต่กำชับว่าอย่าประมาทให้คอยจับตาดูไว้ถ้าใครมีพิรุธต้องรีบมารายงาน และย้ำด้วยแววตาอำมหิต ถ้าใครมีพิรุธตนจะทำให้ตายไม่ต่างจากหม่อมพิณ

ooooooo

เช้าวันใหม่ อนลตัดสินใจบอกพระยารัชปาลีเรื่องที่ตนเห็นอนึกกับเกื้อชอบออกไปนอกบ้านมืดค่ำ ไม่ทันจะเล่าสิ่งที่ได้ยินทั้งสองสนทนากัน ดวงแขโผล่เข้ามาขัดจังหวะ เรียนว่าแม่ของตนเดินทางมาจากหัวเมือง ท่านเจ้าคุณดีใจจะรีบออกไปต้อนรับ

“คุณพ่อครับ เรื่องที่ผมกราบเรียน...”

“เอาไว้คุยกันวันหลังแล้วกันเจ้านล ไป ไปกราบคุณหญิงไกรกับพ่อก่อน”

อนลมองพ่อกระตือรือร้นออกไปอย่างเสียดายเพราะคิดว่าเรื่องพี่กับอานั้นสำคัญ...พอออกมากราบ

คุณหญิงไกรภรรยาพระยาไกรเพชรรัตน์ คุณหญิงเห็นหน้าอนลก็แอบชื่นชมสมแล้วที่ลูกร่ำร้องให้มาดูตัว แต่จำต้องอ้างข้อราชการเพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด

“ที่ฉันมาเพราะมีราชการด่วนมาถึงท่านเจ้าคุณ จะไหว้วานคนอื่นก็ไม่ได้เลยต้องมาเอง”

นวมชวนให้พักอยู่หลายๆวัน แต่คุณหญิงไกรบ่นเสียดายเพราะต้องกลับพร้อมท่านเจ้าคุณ นวมจะให้บ่าวไพร่จัดห้อง อนลแทรกว่าตนสั่งให้เตรียมเรือนด้านหลังไว้แล้ว จะได้อยู่เป็นส่วนตัวทั้งครอบครัว พระยาไกรและคุณหญิงยิ่งปลาบปลื้มในความใส่ใจของอนล

ในเรือนรับรองแขก คุณหญิงไกรถอนใจเฮือกใหญ่ ต่อว่าลูกที่ให้ตนผิดศีลมุสา ดวงแขกอดอ้อนว่าอยากให้เจออนลแล้วถามแม่พอใจไหม คุณหญิงยอมรับทั้งกิริยามารยาท หน้าที่การงาน เชื้อสายเสมอกัน ดวงแขเศร้าลงสารภาพว่าอนลไม่ได้สนใจตนเลย ตนควรทำอย่างไรดี

“ลูกแม่เป็นคนสะสวย ชาติตระกูลก็ดี ผู้ชายที่ไหนจะไม่พอใจ แต่นิสัยผู้ชายเห็นผู้หญิงมีใจให้ก็มองเป็นของตาย เลยไม่กระตือรือร้นเสียมากกว่า...ของอย่างนี้มันต้องใจเย็นๆ เราเป็นหญิงประเจิดประเจ้อนักมันไม่งาม เชื่อแม่ แม่ดูท่าทางท่านเจ้าคุณรัชปาลีกับคุณหญิงนวมแล้ว ถ้าจะดองเป็นทองแผ่นเดียวกับเรา ก็เห็นจะพอใจมากอยู่”

“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่คุณแม่เถอะค่ะ ลูกกลัวอย่างเดียวว่าคุณพ่อจะยกลูกให้พวกข้าราชการบ้านนอกพวกนั้น ตามตื๊อตอแยอยู่ได้ น่ารำคาญจริงๆ”

“ไม่ต้องกลัวหรอกลูก ตระกูลพ่ออนลเป็นพระยากันมาสามชั่วคน ตั้งแต่รุ่นทวดมาจนถึงท่านเจ้าคุณรัชปาลี แถมตระกูลนี้ยังมีลูกน้อย ทรัพย์สมบัติก็ไม่กระเส็นกระสาย ร่ำรวยกว่าที่เราเห็นมากนัก แล้วคุณพ่อจะยกแม่ดวงแขให้คนอื่นได้อย่างไรกัน”

ดวงแขรู้ว่าอนลรวยมากยิ่งปลื้มในตัวเขามากขึ้น

ooooooo

สายวันเดียวกัน อนึกพาเพื่อนๆมาเจอเกื้อที่ร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง เกื้อยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้เพราะไม่อยากให้ใครรู้เรื่องที่จะสนทนากันมากนัก แต่พออนึกบอกว่าทุกคนรับราชการที่เดียวกับตน ทุกคนสนใจเรื่องของเกื้ออยากมาฟังด้วยตัวเอง เกื้อจึงขอให้เปลี่ยนสถานที่ให้มิดชิดกว่านี้

เรื่องของอนึกกับเกื้อทำให้อนลเครียด ทำงานไปถอนใจไป สุรคมเข้ามาทัก อนลอยากปรึกษาแต่ไม่กล้า เพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่าเรื่องที่พี่กับอาทำมันดีหรือร้าย สุรคมเห็นเพื่อนอึกอักจึงตัดบทอยากเล่าให้ฟังเมื่อไหร่ค่อยมาพูดกัน แต่ตอนนี้ตนมีข่าวดีมาบอก อนลตื่นเต้นไปด้วย

เรื่องดีของสุรคมคือเจ้าพี่อธิปจะเสกสมรสกับหญิงเมรา อนลยินดีด้วยแต่แล้วต้องหุบยิ้ม เมื่อสุรคมวาดฝันให้ฟังว่า “เท่ากับฉันกับหญิงหลงใกล้ชิดกันมากขึ้นไปอีกขั้น ต่อไปถ้าจะเป็นตาของฉันกับหญิงหลงบ้าง ก็คงจะง่ายขึ้น”

ด้านอุรวศีตกใจเมื่อรู้ข่าว พูดโพล่งออกมาต่อหน้าหม่อมสลวย หม่อมเรี่ยม และเมราว่าอย่างพี่หญิงของตนน่าจะได้คนดีกว่านี้ หม่อมสลวยตกใจเอ็ดเบาๆ แต่หม่อมเรี่ยมกลับขำ

“ท่านหญิงหลงยังเยาว์ คงเห็นท่านอธิปรูปไม่งามสมกับหญิงเม ก็เลยหวงพี่ขึ้นมาล่ะสิ”

“รูปไม่งามแต่ถ้าเป็นคนดีก็เหมือนมีรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน ไม่มีอะไรต้องตำหนิหรอกค่ะหม่อมป้า เจ้าพี่อธิป...การพูดการจาก็พิกล ดูเจ้าชู้กรุ้มกริ่มอย่างไรก็ไม่รู้ กลัวว่าพี่หญิงเมจะต้องเสียใจเพราะเจ้าพี่อธิปน่ะสิคะ”

เมรายิ้มอย่างเอ็นดู บอกน้องว่าผู้ชายจะหารักเดียวไม่เจ้าชู้ได้สักกี่คน ยิ่งร่ำรวยมหาศาลย่อมมีหม่อมเล็กๆ เป็นเรื่องธรรมดา สำคัญที่ตนเป็นเอกเหนือกว่าทุกคนก็พอ หม่อมเรี่ยมเสริม ถ้ากลัวว่าหญิงเมราจะถูกรังแก ไม่ต้องห่วงเพราะตนจะย้ายไปอยู่ที่วังด้วย หม่อมสลวยได้ยินตกใจไม่เหลือใครเป็นพวก ต้องโดนหม่อมต่วนเล่นงานหนักขึ้นกว่าเดิม หม่อมเรี่ยมเห็นว่าเมื่อกำแพงก่อเสร็จก็เหมือนถูกตัดขาดจากวัง จึงคิดเอาเรือนให้คนเช่า

คืนนั้นหม่อมสลวยร้อนใจอยากเล่าความร้ายกาจของหม่อมต่วนให้ลูกรู้แต่ก็กลัวเป็นอันตรายแก่ลูก ผินเข้ามารายงานว่าแปลกมาขอพบ หม่อมหน้าซีดท่าทางหวาดกลัวคิดหาทางเอาตัวรอด อุรวศีจับตามองแม่อย่างสงสัย

หม่อมสลวยใช้วิธีนอนซมเป็นไข้ไม่อาจไปพบหม่อมต่วนได้ แปลกไม่อยากเชื่อแต่โดนอุรวศีแดกดันถ้าอยากรู้เรื่องปลีกย่อยให้หม่อมต่วนมาถามด้วยตัวเอง... อย่างไรเสียแปลกก็ยังเกรงกลัวท่านหญิง ได้แต่สะบัดสะบิ้งกลับไป

หม่อมสลวยถอนใจเฮือกใหญ่ อุรวศีจ้องแม่ด้วยสีหน้ามีคำถามมากมาย หม่อมลำบากใจบอกกับลูกว่าไม่อยากไปเจอหม่อมต่วนตอนนี้ ท่านหญิงไม่เชื่อ เรื่องแค่นี้จะต้องโกหกเป็นคุ้งเป็นแคว จะไปถามหม่อมต่วนเองว่ามีเรื่องอะไร หม่อมสลวยตกใจดึงแขนลูกไว้ ห้ามไปพบหม่อมต่วนเด็ดขาด

ท่านหญิงผงะไม่เคยเห็นแม่ดุใส่แบบนี้ หม่อมสลวยตัดสินใจออกคำสั่ง

“หญิงเป็นคนฉลาดเฉลียวก็จริง แต่ก็เป็นคนเถรตรงเหมือนเสด็จพ่อ อย่างไรก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคนหรอก แม่ตัดสินใจแล้ว หญิงเตรียมตัวเข้าวังไปอยู่กับเสด็จพระองค์หญิงจะดีที่สุด”

“ไม่นะคะ เสด็จป้าไม่ทรงชอบหญิง คราวก่อนที่หญิงไปอยู่ด้วยก็โดนเสด็จป้ากริ้วไม่เว้นแต่ละวัน แล้วจะให้หญิงไปอีกหรือคะ”

หม่อมสลวยพยายามกล่อมว่าแต่ก่อนลูกยังเด็ก ตอนนี้โตแล้วไม่เหมือนกัน ท่านหญิงไม่ยอมไป หม่อมจึงสั่งเสียงเฉียบต้องไปอย่าดื้อ อุรวศีหน้าเสีย หม่อมเห็นรู้สึกเสียใจกล่าวขอโทษและอ้างเหตุผลว่าเกรงพวกคนงานมาระรานอีก ตนต้องไปทำธุระที่นครสวรรค์ เสร็จเมื่อไหร่จะไปรับออกจากวัง ท่านหญิงไม่เข้าใจเกิดอะไรขึ้นแต่ก็โอนอ่อนตามคำขอของแม่

ด้านหม่อมต่วนตวาดใส่แปลกโง่เง่าหลงเชื่อมารยาสาไถยของหม่อมสลวย ถ้าไม่ติดว่าดำเพิ่งตาย กลัวจะมีพิรุธหากมีคนตายติดๆกัน จะกำจัดหม่อมสลวยให้เหมือนกำจัดหม่อมพิณ สั่งแปลกรอดูสักสี่ห้าวัน ถ้ายังไม่รู้ว่าหม่อมสลวยมีปฏิกิริยาอะไร ได้เห็นดีกัน

ooooooo

วันต่อมา อธิปใช้อนลเอาเครื่องแก้วไปให้หญิงเมรา สุรคมไม่ค่อยพอใจที่พี่ชายใช้คนในกระทรวงทำเรื่องส่วนตัว อนลไม่คิดอะไร และเมื่อรู้ตัวว่าไม่คู่ควรกับอุรวศีก็อยากให้เธอมีคนดีเป็นคู่ครอง จึงถามสุรคมว่าอยากฝากอะไรถึงอุรวศีบ้างไหม สุรคมอยากฝากแต่คิดไม่ออก

เมื่ออนลมอบเครื่องแก้วให้หญิงเมรา เธอปลื้มใจที่อธิปทรงนึกถึง อุรวศีมาหาอยากให้หญิงเมราสอนถักลายใหม่แก้เครียด แต่เธอขอตัวเพราะติดธุระต้องไปทูลเสด็จพระองค์อื่นเรื่องเสกสมรส อนลเห็นสีหน้าอุรวศีซึมลง รู้สึกห่วงใยจับใจจึงเดินตามออกมา อุรวศีหันกลับมามอง

อนลค้อมหัว “กระหม่อมได้รับฝากของจากท่านชายสุรคมมาถวายฝ่าบาทกระหม่อม”

อุรวศีแปลกใจ พออนลหยิบแหวนที่สุรคมถอดออกจากนิ้วฝากมายื่นให้ อุรวศียิ่งงงที่เป็นแหวนผู้ชาย ฉุกคิดว่าสุรคมกำลังจีบตน หน้าบึ้งขึ้นทันที ถามอนลว่าท่านพี่ตรัสอย่างไรอีก

“ไม่ได้ตรัสว่าอะไรกระหม่อม เพียงแต่ให้กระหม่อมเอาแหวนวงนี้มาถวายเท่านั้น”

“แล้วเธอก็เอามาให้ง่ายๆอย่างนั้นเหรอ” อุรวศีรู้สึกโกรธอย่างไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

อนลหน้าเสียทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นท่านหญิงกริ้ว อุรวศีฝากไปทูลว่าตนขออภัยไม่อาจรับไว้ แล้วสะบัดหน้าเดินกลับเรือนปั้นหยา อนลยืนงุนงงทำไมท่านหญิงถึงโกรธขนาดนั้น

อุรวศีเข้าห้องด้วยความหงุดหงิด หยิบหนังสือท้าวแสนปมขึ้นมาพูดใส่ราวเป็นตัวแทนอนล “มากเกินไปแล้วท้าวแสนเปื้อน กล้าดียังไงถึงทำตัวเป็นพ่อสื่อพ่อชัก พอฉันไม่พูดก็เอาใหญ่ บังอาจมากขึ้นทุกที ถือตัวว่าเป็นลูกพระยาแล้วจะทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นรึ ถ้าไม่ติดว่ายกเลิกการทวนหวายไปแล้วนะ...น่าดู”

หนังสือถูกเหวี่ยงลงบนเตียง จดหมายอนลปลิวออกมา อุรวศีหยิบมาอ่านกลอนที่อนลเขียนอีกครั้ง ยิ่งรู้สึกโกรธอย่างบอกไม่ถูก

พอสุรคมได้รับแหวนคืนก็เศร้าเสียใจ เพราะหมายความว่าอุรวศีไม่รับสัมพันธ์ แต่อนลปลอบ อาจเป็นเพราะท่านหญิงเห็นว่าเป็นแหวนผู้ชายไม่เหมาะกับท่าน จึงไม่รับไว้

“อย่าซื่อนักเลยอนล ฉันถอดแหวนฝากไปให้ก็เพื่อสื่อใจให้เห็นว่าคิดอย่างไร ถ้าหญิงหลงมีใจตอบ เขาก็ต้องรับไว้ แต่นี่คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากเขาไม่ชอบฉัน”

อนลเผลอยิ้มออกมา สุรคมถามยิ้มอะไร เขารีบหุบยิ้มอ้างว่าไม่ทันคิด สุรคมส่ายหน้า พูดแทงใจ มิน่าทำไมคุณหญิงนวมถึงเพียรหาลูกสะใภ้ด้วยตัวเอง เพราะไม่ได้เรื่องแบบนี้นี่เอง

อนลยังยิ้มขณะนั่งเรือกลับบ้าน เหม่อลอยไม่ขึ้นจากเรือ จนคล้องกับถึกแปลกใจคิดเป็นอื่น แนะนำให้เจ้านายไปรดน้ำมนต์ที่วัดใกล้ๆ อนลเอ็ดกลบเกลื่อนว่าเหลวไหล

ooooooo

หม่อมสลวยแอบมาเล่าเรื่องที่แกล้งป่วยเพื่อหลบเลี่ยงการไปพบหม่อมต่วนให้บุญทันฟัง เขาไม่สบายใจอยากแจ้งนครบาลให้บ้านเมืองลงโทษหม่อมต่วน แต่หม่อมสลวยรู้ว่าไม่เป็นผลเพราะพี่น้องหม่อมต่วนเป็นคนใหญ่คนโตทุกกระทรวง ตนเองที่จะต้องเป็นเหมือนหม่อมพิณ

บุญทันหนักใจชวนหนีไปอยู่ด้วยกัน หม่อมสลวยส่ายหน้าไม่อาจทำอย่างนั้นได้ เพราะเป็นการดึงลูกให้ลงต่ำ ตอนนี้ตนให้อุรวศีเข้าไปอยู่ในวัง ส่วนตนจะไปตายดาบหน้า บุญทันอ้างถึงความรักที่มีให้เธอไม่เคยเสื่อมคลายและตอนนี้เสด็จท่านก็สิ้นพระชนม์แล้ว เราแต่งงานกันให้เป็นเรื่องเป็นราว เรื่องลูกๆถ้าทรงทราบถึงความจำเป็น ตนเชื่อว่าไม่มีท่านใดตำหนิเธอ

หม่อมสลวยคิดหนัก นำเรื่องมาปรึกษาพ่อกับแม่ แสงไม่เห็นด้วย การมีสามีเป็นพระองค์เจ้าถือว่าเป็นวาสนาสูงสุด น่าจะครองตัวเป็นโสดเพื่อรักษาเกียรติให้ลูก จางวางสมถามจะทนคำด่าประณามได้หรือ

“จ้ะพ่อ พวกเราทนทุกข์กันมายี่สิบกว่าปีแล้วเห็นใจฉันเถอะจ้ะ ส่วนเรื่องลูก ฉันจะไม่ให้เสื่อมพระเกียรติ ฉันไปอยู่ปากน้ำโพกับพี่บุญทัน ถ้าคนจะด่าก็ให้ด่าฉันคนเดียว”

“มันจะคนเดียวได้ยังไง แม่ลูกกันอย่างไรก็ต้องโดนด้วยอยู่แล้ว ท่านชายอยู่เมืองฝรั่งยังไม่เท่าไหร่ แต่ท่านหญิงคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแน่ แล้วแม่สลวยยังเห็นแก่ตัวได้อีกรึ”

หม่อมสลวยตัดสินใจแน่วแน่ที่จะไป แสงโมโห จางวางสมเอะใจให้ลูกกับบุญทันตามไปคุยในห้อง แสงโวยทำไมพูดให้ตนฟังด้วยไม่ได้ จางวางสมปรามจะเสียงดังให้รู้กันทั้งเรือนหรืออย่างไร แสงฮึดฮัดไม่พอใจ

พอฟังเรื่องราว จางวางสมก็เข้าใจและเห็นด้วย บุญทันอยากให้เล่าเรื่องหม่อมต่วนให้อุรวศีฟังจะได้ไม่โกรธที่แม่ทิ้งไป แต่ผู้เป็นพ่อคิดแบบเดียวกับหม่อมสลวย อย่าให้ท่านหญิงรู้เพราะหม่อมต่วนเป็นคนฉลาด ถ้าจับพิรุธได้ท่านหญิงจะไม่ปลอดภัย แต่ลูกจะต้องทนถูกตราหน้าเป็นคนเลว หม่อมสลวยน้ำตาไหลพราก

“เพื่อลูก ต่อให้ถูกตราหน้าว่าชั่วกว่านี้อีกร้อยเท่า ฉันก็ยอมจ้ะพ่อ”

ค่ำนั้น อุรวศีตกใจเมื่อหม่อมสลวยบอกให้เข้าวังในวันพรุ่งนี้ เมื่อกำแพงก่อเสร็จจะไปรับกลับ ท่านหญิงเฉลียวใจถามตกลงเพราะต้องไปทำธุระที่ปากน้ำโพ หรือเพราะเรื่องคนงานก่อกำแพง หม่อมสลวยหน้าเสียโกหกจนลืมรีบแก้ตัวว่าธุระที่ปากน้ำโพให้คนอื่นทำแทน แต่ห่วงเรื่องคนงานมากกว่า ท่านหญิงยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมแม่ถึงไม่อยู่ด้วยกันที่วัง

“แม่ไม่เป็นไรหรอก แม่แก่แล้วไม่ใช่สาวๆเหมือนหญิง”

“แม่ไม่เห็นแก่ตรงไหนเลย แม่ยังสาวพริ้งเหมือนแก่กว่าพี่หญิงเมสองสามปีเอง”

“วุ้ย นึกยังไงมาชมแม่ ไม่เอาล่ะหญิงไปเก็บข้าวของเถอะจ้ะ อะไรที่จำเป็นก็อย่าลืมเอาไปให้ครบถ้วนนะ”

อุรวศียิ่งสงสัยเหมือนแม่มีความลับบางอย่างที่ไม่ยอมบอก สักวันจะต้องรู้ความจริงให้ได้

ooooooo

เช้าวันใหม่ ครอบครัวพระยารัชปาลีพร้อมใจกันยืนส่ง พระยาไกร คุณหญิงและดวงแขกลับหัวเมือง ดวงแขพยายามพูดเป็นนัยๆทอดสะพานให้อนลแต่เขาไม่รับมุก อนึกนึกขันน้องชาย ช่างไก่อ่อนไม่รู้ว่าผู้หญิงมีใจให้ อนลยืนนิ่งๆไม่แสดงอาการใดๆ

คุณหญิงไกรปรามลูกสาวบอกแล้วว่าอย่าใจร้อน อีกไม่นานก็ได้เจอกัน ดวงแขหน้าเศร้าผิดหวังที่อนลไม่มีใจให้ตนเลย มีเพียงอนึกที่พูดคุยร่ำลา...พระยาไกรตบบ่าพระยารัชปาลีเบาๆ

“มีข่าวสำคัญอะไรในพระนครก็อย่าลืมแจ้งถึงกันบ้างล่ะ”

“อย่าห่วงเลย ถ้ามีเรื่องสำคัญจริงรับรองว่าท่านเจ้าคุณต้องรู้ข่าวก่อนเจ้าเมืองทุกคนแน่”

พระยาไกรหัวเราะชอบใจ หันไปร่ำลาเกื้อที่ออกมาร่วมส่ง พอเรือพระยาไกรแล่นออกไป เกื้อถามพี่ชายว่าข่าวอะไรที่จะส่งให้พระยาไกร พระยารัชปาลีแปลกใจ

“สนใจด้วยหรือเกื้อ ก็ข่าวเกี่ยวกับงานราชการนั่นล่ะ ใครจะขึ้นตำแหน่งอะไร นิสัยใจคออย่างไร ของพวกนี้มันต้องรู้ไว้จะได้หันหางเสือตามทิศทางลมถูก”

“เส้นสาย...เพราะอย่างนี้บ้านเมืองเราถึงไม่เจริญเหมือนบ้านเมืองอื่นเสียที” เกื้อดูถูกมาก

“น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอัชฌาสัย เป็นอย่างนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว แกอย่าขวางโลกหน่อยเลย”

ขณะนั้นเองถึกและคล้องเดินแข่งเบียดกันมา ถึกรายงานเกื้อว่าทับมาหา เกื้อรีบใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดิน กะเผลกไป นวมบ่นกับท่านเจ้าคุณว่าไม่ชอบเพื่อนขี้คุกของเกื้อคนนี้เลย ท่านเจ้าคุณออกรับแทนว่า ติดคุกคดีการเมืองไม่เสียหาย และเกื้อก็อยู่แต่กับตำรับตำราทั้งวัน จะคบเพื่อนที่ไหนได้นอกจากพวกหนอนหนังสือด้วยกัน นวมค้อนเล็กๆที่สามีออกรับแทนน้อง ท่านเจ้าคุณขี้เกียจเถียงด้วยหันไปถามคล้องมีอะไร

คล้องเรียนว่าท่านชายสุรคมมาหาอนล ท่านเจ้าคุณเอ็ดเสียงลั่น “อ้ายเวร เรื่องสำคัญอย่างนี้ทำไมไม่รีบบอก”

ทุกคนรีบเดินมาต้อนรับ สุรคมยิ้มแย้มไม่ได้โกรธเคืองที่ต้องรอ แค่มาชวนอนลเป็นเพื่อนไปทำธุระ พระยารัชปาลีโล่งอกคิดว่าลูกชายก่อเรื่องอะไร ท่านชายถึงต้องเสด็จมาเอง

ธุระของสุรคมไม่พ้นเรื่องอุรวศี อยากให้ไปสืบว่าเธอมีคนอื่นหรือถึงไม่ชอบตน อนลหน้าเจื่อนจะถามเรื่องส่วนตัวขนาดนั้นได้อย่างไร ถึงจะถามบ่าวก็คงโดนไล่เปิง

“หญิงหลงไม่ใจร้ายอย่างนั้นหรอก นะอนลช่วยฉันสักครั้ง ฉันไม่มีเพื่อนที่ไหนแล้วนอกจากนาย นายจะใจดำเห็นฉันนอนไม่หลับไปอีกกี่คืนกัน” สีหน้าท่านชายขอร้อง

อนลหนักใจที่ต้องช่วยท่านชายเรื่องนี้...อนึกแอบฟังทั้งสองคุยกันแล้วมาเล่าต่อเกื้อ ระแวงว่าอนลจะคุยเรื่องของเราแต่กลายเป็นเรื่องไร้สาระ เกื้อชมว่ารอบคอบดีเพราะเรื่องที่พวกเราทำอยู่ หวังจะให้คนอื่นเข้าใจคงยาก แต่ถ้าสำเร็จจะเป็นประโยชน์แก่ทุกคน ทับฟังอาหลานคุยกันแทรกถามเรื่องนี้หรือที่ให้ตนมาพบ เกื้อยิ้มรับเพราะทับมีสายตายาวไกลกว่า อยากได้ความรู้ของเขามาช่วย ทับปลื้มกับคำเยินยอและมีความเชื่อเดียวกัน อนึกกังวลกลัวความลับรั่วไหล เกื้อรับรองและเชื่อใจทับ อนึกจึงรีบไปปิดประตูหน้าต่างก่อนจะคุยรายละเอียดกัน

ooooooo

อนลถือตะกร้ามะม่วงเดินตามหลังสุรคมเข้ามาในตำหนัก หม่อมต่วนยิ้มแย้มต้อนรับเชื้อเชิญให้นั่ง สุรคมหันมากำชับอนลฝากทำเรื่องที่ขอให้สำเร็จ อนลหนักใจเดินไปยังเรือนปั้นหยา

ผินกับจันเดินออกมาจำอนลได้ จึงบอกว่าอุรวศีเข้าไปอยู่ในวังหลายวัน ไม่รู้จะออกมาเมื่อไหร่เพราะเสด็จพระองค์หญิงเข้มงวดมาก จะอยู่จะไปประเดี๋ยวประด๋าวคงไม่ยอม อนลหน้าเจื่อนผิดหวังที่ไม่ได้เห็นหน้าท่านหญิง

ด้านอุรวศีนั่งพับเพียบอยู่กับพื้นรอเสด็จพระองค์หญิงเสด็จออกมา หม่อมสลวยพยายามตั้งสติรู้ว่าต้องโดนตำหนิหนัก แต่อย่างไรก็จะต้องฝากลูกไว้ใต้พระบารมีให้ได้ เมื่อเสด็จพระองค์หญิงออกมาก็ดักคอทันที จะฝากลูกไว้เลยหรือชั่วคราว ที่นี่ไม่ใช่โรงพักแรมนึกอยากจะพามาก็มา นึกอยากจะพากลับก็กลับ หม่อมสลวยหน้าซีดไม่กล้าพูดอะไรเกรงจะเป็นการเถียง

“เหลือห้องเล็กอยู่ห้องเดียว อยู่ได้หรือไม่ล่ะ” อุรวศีรับว่าได้ “ดี ที่ไม่เรื่องมาก จัดการด้วยนะสร้อย” เสด็จสั่งสร้อย ข้าหลวงประจำพระองค์

สร้อยเดินนำอุรวศีกับหม่อมสลวยมาที่ห้อง แปลกใจที่มีข้าวของน้อยนิด ท่านหญิงบอกว่าตนมาอยู่ไม่กี่วัน หม่อมสลวยชำเลืองมองลูกอย่างสงสารที่ไม่รู้อะไร พอสร้อยกลับออกไป หม่อมก็ยื่นกุญแจให้อุรวศี กำชับเก็บไว้ให้ดี เป็นกุญแจหีบเครื่องทองและเงินจำนวนมากที่เสด็จพ่อประทานให้ ห้ามบอกให้ใครรู้เพราะเงินทองไม่เข้าใครออกใคร ท่านหญิงแปลกใจแม่เอาหีบสมบัติมาด้วยทำไมและตนก็ไม่อยากเก็บให้ยุ่งยาก หม่อมยัดลูกกุญแจใส่มืออุรวศี

“หญิงโตแล้วต้องรู้จักรักษาสมบัติไว้ให้ดี แม่เองไม่อยากเก็บไว้ให้คนครหานินทา อีกไม่เท่าไหร่พี่ชายจะกลับจากนอกแล้ว สมบัติส่วนของพี่ชายแม่ฝากยายกับตาไว้ หญิงก็จะได้อยู่กันตามประสาพี่ๆน้องๆ เวลานี้ก็อาศัยเสด็จไปก่อนนะลูก”

“แม่พูดอะไรหญิงไม่เข้าใจ ใครจะครหานินทาแม่ ของพวกนี้เสด็จพ่อประทาน หม่อมใหญ่จะมาว่ากระไรได้” อุรวศียิ่งงงหนัก

หม่อมสลวยพูดไม่ออกน้ำตาคลอท่วมตา ดึงลูกเข้ามากอดย้ำคำว่าแม่รักลูก แต่จนใจจริงๆ ท่านหญิงไม่เข้าใจว่าแม่เป็นอะไรแต่ก็กอดแม่ตอบด้วยความรักมากที่สุด...ไม่นานหม่อมสลวยลากลับไม่แม้แต่จะอยู่ทานข้าวเย็นกับท่านหญิง อ้างว่ามีธุระต้องทำหลายอย่าง ท่านหญิงเดินออกมาส่งแม่ แต่พอหันกลับเจอพี่สาว ทั้งสาม ติโลตตมาและอทริกามองอย่างเหยียดหยัน มีเพียงอรุณวาสีที่มองนิ่งๆไม่กล้าพูดคุยด้วยเพราะเกรงกลัวพี่ๆ อุรวศีเห็นความยุ่งยากที่กำลังมา

พอสุรคมรู้จากอนลว่าอุรวศีถูกส่งเข้าไปอยู่ในวังก็ยิ่งใจสลายเพราะไม่อาจพบหน้าเธอได้อีก อนลไม่เข้าใจ ฐานะอย่างหม่อมเจ้าสุรคม หน้าที่การงานก็ดีทำไมจะเข้าไปในวังไม่ได้

“ใช่ ฉันมียศศักดิ์หน้าที่ราชการ แต่ก็แค่หม่อมเจ้าจนๆ นายก็รู้ว่าเสด็จพ่อยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้เจ้าพี่อธิปเพราะเป็นโอรสองค์โต ถ้าเจ้าพี่ไม่แบ่งสมบัติให้ฉันก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากเรือนแคบๆหลังเดียว แล้วใครเขาจะอยากได้ฉันไปคู่กับลูกสาวกัน” สีหน้าสุรคมท้อแท้

อนลรู้สึกเห็นใจเพื่อนผู้มียศศักดิ์...เมื่อกลับมาบ้าน อนลได้แต่เหม่อลอยครุ่นคิดถึงอุรวศี นวมกับพระยารัชปาลีแอบมองกลับเข้าใจว่าลูกคงคิดถึงดวงแข ต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดีใจ

ooooooo

วันแรกอุรวศีก็โดนติโลตตมากลั่นแกล้ง ด้วยการบังคับให้อรุณวาสีร่วมมือ ทำเป็นป่วยเข้าเวรรับใช้เสด็จป้าไม่ได้ แล้วให้สำอางข้าหลวงในวังไปเชิญอุรวศีมาทำหน้าที่แทน ด้วยว่าอีกพวกตนไม่อยู่

อรุณวาสีไม่สบายใจที่ต้องร่วมมือกับพี่ๆโกหก สงสารน้องยังไม่ได้เรียนรู้อะไรจะต้องโดนเสด็จป้าดุว่าหนัก ติโลตตมาเอ็ด “พี่นึกแล้วว่าเธอต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนนังลูกบ่าวนั่น แม่พูดไว้ไม่ผิดเล้ย เธอนี่มันเกิดผิดท้องจริงๆ”

อทริกาประชดสงสารมากก็ให้ไปฟ้องเสด็จป้าว่าพวกพี่บังคับให้โกหก อรุณวาสีอ่อนใจเพราะพี่ๆก็รู้ว่าตนทำอย่างนั้นไม่ได้ ติโลตตมากับอทริกามุ่งมั่นจะทำให้อุรวศีโดนเสด็จป้าดุด่าจนทนไม่ไหวหนีกลับไปวันนี้พรุ่งนี้เลย แถมหาว่าที่เข้ามาอยู่ในวังเพราะหวังสมบัติของเสด็จป้า

ในห้องบรรทม เสด็จพระองค์หญิงลุกจากเตียงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยโรคปวดข้อ และมักจะเจ็บป่วยบ่อยๆ เป็นสาเหตุให้อารมณ์เสียง่าย อุรวศีเดินนำสำอางยกถาดสำรับอาหารเข้ามา สำอางจัดสำรับเสร็จก็คลานเข่าออกไป เสด็จถามเสียงดุวันนี้เป็นเวรอรุณวาสีทำไมไม่มา

“พี่หญิงเล็กไม่สบายเพคะ”

“แล้วแม่นางงามสามโลกล่ะ”

“ใครกันคะนางงามสามโลก”

“ก็แม่หญิงกลางน่ะสิ อาไร้พี่สาวตัวเองแท้ๆ ไม่รู้รึว่าชื่อมีที่มาอย่างไร”

อุรวศีเข้าใจแล้วหลุดขำ เสด็จมองอย่างไม่พอใจกิริยา ท่านหญิงหน้าเสียขอประทานอภัย เสด็จทิ้งค้อนขยับจะไปเสวย หน้าเหยด้วยเจ็บปวด อุรวศีเป็นห่วงขอช่วยพยุงกลับโดนเหน็บ

“รู้แล้วยังจะถามอีก ที่นี่มีคนอื่นหรือจ๊ะแม่โฉมเอก ทีหน้าทีหลังถ้าไม่เต็มใจจะช่วยเหลือก็ไม่ต้องถาม”

อุรวศีรีบเข้าไปพยุงพาไปนั่งโต๊ะเสวย สงสัยอดถามไม่ได้ว่าเมื่อเช้าเห็นเสด็จป้าทรงแข็งแรงดี เสด็จชี้แจงว่าถ้าอากาศอุ่นก็ไม่เป็นอะไร แต่พอเย็นค่ำอากาศเย็นลงก็จะปวดอย่างนี้ทุกวัน

เสด็จไม่เห็นมีจานข้าวของอุรวศี ไม่พอใจที่ให้ตนทานคนเดียว ท่านหญิงรีบขอประทานอภัยเพราะไม่ทราบว่าต้องร่วมรับประทานด้วย เสด็จเอ็ดอีก “พอๆเอะอะก็ขอประทานอภัย ฉันฟังคำนี้จนเบื่อแล้ว จะทำอะไรก็คิดเสียหน่อยสิ ฉันจะได้ไม่ต้องมาคอยอภัยให้เธอตลอดเวลา”

อุรวศีเครียดไม่รู้จะเอาใจอย่างไร ทำอะไรไม่ถูกใจไปหมดทุกเรื่อง

ooooooo

ผ่องลูกสาวคนโตของจางวางสมกับแสง ถูกเรียกตัวกลับบ้านเพื่อมาทำหน้าที่แทนแม่ ผ่องงงว่าเรื่องอะไรทำไมรีบร้อนขนาดนี้ บุญทันเล่าเองว่าตนกับหม่อมสลวยตกลงใจออกเรือนร่วมหอกัน ผ่องตกใจยกมือทาบอก

“อย่างไรข้าก็เป็นแม่ พูดจาไม่ดีออกไปก็จะไม่เป็นมงคลกับลูกตัวเอง แต่จะให้ข้าอวยชัยให้พร ข้าก็ฝืนใจทำไม่ได้ดอกโว้ย” แสงร้องไห้เดินกระแทกเท้าเข้าห้องไป

จางวางสมส่ายหน้าอ่อนใจ แม้ผ่องจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับน้องแต่ก็ทำหน้าที่ผูกข้อมืออวยพร “พี่ก็แค่มาทำหน้าที่แทนแม่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ก็ขอให้ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร รักกันจนแก่จนเฒ่าก็แล้วกันนะ...พี่ช่วยแม่สลวยได้เท่านี้ ที่แล้วมาแม่สลวยเป็นเกียรติเป็นศรีให้พ่อแม่พี่น้อง ต่อไปแม่สลวยก็ทำในสิ่งที่อยากทำก็แล้วกันนะ”

หม่อมสลวยกราบพี่สาวแล้วโผกอดร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง แม้พี่จะไม่รู้สาเหตุแต่ก็เข้าใจตน แสงแง้มประตูแอบมองน้ำตาพรั่งพรู ทั้งโกรธทั้งสงสารลูกคนเล็ก

หม่อมต่วนนุ่งขาวห่มขาวเพิ่งกลับจากวัด แปลกเข้ามารายงานด้วยความร้อนใจว่าหม่อมสลวยกำลังจะหนีตามผู้ชาย หม่อมตาโพลงอย่างคาดไม่ถึง ในขณะที่หม่อมสลวยล่ำลาพ่อกับพี่สาวลงเรือเพื่อเดินทางไปกับบุญทัน หม่อมต่วนกับแปลกเดินออกมาดูริมฝั่งคลอง หม่อมสลวยตกใจ บุญทันโอบบ่าปลอบไม่ต้องกลัว ผ่องตาโตทำอะไรประเจิดประเจ้ออย่างนั้น จางวางสมก็หน้าเครียดเดินหนีกลับเข้าเรือน หม่อมต่วนมองด้วยแววตาชิงชังเหยียดหยาม

“เสด็จเพิ่งสิ้นไม่นานก็ออกลายเสียแล้วนังสลวย สันดานต่ำข้าไม่น่าระแวงหญิงร้อนร่านผู้ชายอย่างเอ็งเลย”

แปลกอยากรู้ว่าทั้งสองรู้จักกันตอนไหนถึงได้กล้าหนีตามกันไป หม่อมต่วนท่าทางอารมณ์ดีขึ้นยิ้มอย่างเยือกเย็น “จะรู้จักตอนไหนสำคัญด้วยรึนังแปลก อย่างไรเสียก็ให้นังสลวยมันคบชู้ไปถูกต้องแล้ว” แปลกยังไม่เข้าใจ “นังโง่...ข้าต้องการให้เอ็งไปกระจายข่าวว่านังสลวยคบชู้หนีตามผู้ชายไปเหมือนที่นังพิณเคยทำ ส่วนเรื่องจริงจะเป็นเช่นไร ข้าไม่สน”

แปลกยิ้มรับ หม่อมต่วนย้ำไม่ว่าหม่อมสลวยจะรู้เรื่องดำหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว เพราะไม่มีใครเชื่อถือคำของหญิงคบชู้หนีตามผู้ชาย และไม่ใช่แค่นี้ตนจะทำให้อุรวศีไม่มีหน้าเจอผู้คนอีก

ด้านอรุณวาสีรู้สึกผิดมาสารภาพกับอุรวศีว่าร่วมมือกับพี่ๆทำให้เธอโดนเสด็จป้าเอ็ด อุรวศีไม่โกรธแถมซาบซึ้งน้ำใจ ปลอบให้สบายใจถึงตนไม่โดนวันนี้ก็ต้องโดนวันหน้า ตนอยากรู้ว่าเสด็จป้าชอบหรือไม่ชอบอะไร ตนจะได้ทำให้ถูกพระทัย อรุณวาสีถอนใจ ตนเข้าวังมาสิบปียังโดนดุไม่เลิก วันนี้ท่านโปรดอย่างนี้ อีกวันท่านไม่โปรดแล้ว เดาพระทัยไม่ถูก แต่มีคุณสร้อยที่โดนกริ้วน้อยที่สุด อุรวศียิ้มอย่างมีความหวัง

สร้อยกำลังเตรียมอาหารให้เสด็จอยู่ และอบรมสำอางไปด้วยที่สอนมานานยังทำให้เสด็จกริ้วอยู่เรื่อย พอสำอางออกไป อุรวศีก็เลียบเคียงถาม สร้อยเห็นว่าท่านหญิงทรงอยู่ไม่นานไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้ถูกพระทัยเสด็จ ถึงโดนกริ้วบ้างก็ประเดี๋ยวประด๋าว แต่

อุรวศีกลับบอกว่าตนถือคติเมื่อทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีที่สุด ถึงไม่สำเร็จแต่ก็ดีกว่าไม่พยายามเลย สร้อยยิ้มอย่างพอใจก่อนจะถามว่าทรงทำขนมกลีบลำดวนเป็นไหม วันนี้เสด็จอยากรับมื้อเที่ยง เธอยิ้มดีใจ

สร้อยบอกให้อุรวศีรู้ไว้ว่าเวลาเสด็จกำลังเสวย อย่าพูดคุยท่านไม่โปรด แล้วถ้าท่านรวบช้อนเมื่อไหร่ให้เก็บสำรับคาวและเอาสำรับหวานมาแทนทันที ในวันนี้สร้อยทำให้ดูก่อน พอเสด็จชิมขนมกลีบลำดวนนิดหนึ่งก็วางลงแล้วเปรยว่า

“ถ้าเดาไม่ผิดคงฝีมือเธอใช่ไหม ทีหน้าทีหลังอะไรที่ไม่ชำนาญก็อย่าทำ เสียของเปล่าๆ”

อุรวศีหน้าเจื่อนแต่ไม่ยอมแพ้ เอ่ยถามว่าทรงชอบรสไหนจะได้หัดทำให้ถูกพระทัย เสด็จเสียงเข้มไม่ต้องแล้วพลอยตำหนิสร้อยว่าให้คนอื่นทำแทนจนต้องทิ้งเสียของ อุรวศีแทบถอดใจ

สองท่านหญิงติโลตตมากับอทริกายังไม่เลิกกลั่นแกล้งอุรวศี สั่งสำอางไปบอกข้าหลวงทุกคนห้ามพูดกับอุรวศีแม้แต่คำเดียว

มีเพียงอรุณวาสีที่ปลอบใจ ชิมขนมกลีบลำดวนชมว่าอร่อยแต่คงไม่ถูกพระทัยเท่านั้น และเห็นด้วยกับที่สร้อยบอกไม่ต้องพยายามเอาใจเสด็จป้าเพราะอยู่ไม่นาน แต่ถ้าเหงาไม่มีอะไรทำก็เอาเด็กรับใช้มาอยู่เป็นเพื่อนสักคน อุรวศีขอบคุณกลับเข้าห้องพัก หยิบหนังสือมาอ่าน เห็นจดหมายขอโทษของอนลให้นึกถึง อดแปลกใจตัวเองไม่ได้ ทำไมมักจะคิดถึง...ท้าวแสนเปื้อน

ในขณะเดียวกัน อนลก็เฝ้าคิดถึงแต่อุรวศีทุกคืน แล้วคืนนี้เขาเห็นเกื้อเดินกะเผลกตัดสวนออกไปอีก จึงตัดสินใจแอบตามดูอาไปไหน เผอิญอนึกกำลังจะออกไปสมทบกับเกื้อ เห็นหลังคนด้อมๆมองๆก็คิดว่าเป็นคนร้ายจึงฟาดเข้าที่ต้นคอและเตะจนสลบ เกื้อได้ยินเสียงวกกลับมาดู อนึกบอกว่ามีคนแอบตามอาตนไม่อยากประมาทจึงจัดการไว้ก่อน แต่พอพลิกร่างขึ้นก็ตกใจที่เป็นอนล...อนึกตัดสินใจปลดสร้อยทองที่คอน้องชายออกและทิ้งร่างเขาไว้อย่างนั้น

เวลาผ่านไปสักพัก ถึกเดินยามมาเจอร่างอนลรีบหามเข้าบ้าน พระยารัชปาลีและนวมตกใจที่เห็นสภาพลูกชาย ปฐมพยาบาลจนฟื้น เกื้อห่วงหลานไม่น้อยทำทีเพิ่งรู้เรื่องจึงเอายามาให้

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #4 on: 24 June 2026, 12:23:20 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep4/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 4
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 4

เรื่องที่อนึกกับเกื้อร่วมมือกันทำชักจะบานปลาย เมื่ออนลเริ่มสงสัยสะกดรอยตามจนโดนทำร้ายสลบ เกื้อเอายานวดอย่างดีมาให้ด้วยความเป็นห่วงเพราะอย่างไรก็เป็นหลานแท้ๆ และจับสังเกตว่ารู้อะไรบ้าง ส่วนอนลรู้ว่าอาของตัวโกหกแต่ไม่มีหลักฐานจะพูดออกไป

อนึกเอาสร้อยพระและเงินของอนลวางลงบนโต๊ะต่อหน้าเกื้อ “ดีที่ผมเอาสร้อยและเงินของเจ้านลมาด้วย เลยไม่มีใครสงสัยคิดว่าเป็นโจรปล้นจริงๆ”

เกื้อไม่สบายใจคิดอยากดึงอนลเป็นพวก แต่อนึกค้านเต็มที่เพราะรู้นิสัยน้องชายดีว่าเป็นคนหัวเก่าเหมือนพ่อ ไม่มีทางคิดเห็นเหมือนเรา ตอนนี้ตนเชื่อว่าอนลยังไม่ สงสัยเพราะคิดว่าพวกเราแอบไปเที่ยวสำนักโคมเขียว เกื้อขอให้เป็นอย่างนั้น ตนไม่อยากให้ครอบครัวต้องมาแตกแยก

วันต่อมาอุรวศีรู้สึกว่าคนในวังไม่มีใครพูดหรือตอบคำถามตนเลย จนถึงเวลาทำอาหารเธอเห็นว่าสร้อยไม่อยู่ ถามข้าหลวงในครัวว่าใครทำเครื่องเสวยแทน แต่ก็ไม่มีใครตอบ ต่างหลบสายตา ชักมั่นใจว่ากำลังโดนแกล้ง สำอางแอบมองแล้วไปเล่าให้อทริกาฟังอย่างเป็นเรื่องตลกขบขัน อทริกาสะใจกับแผนการของพี่สาวที่จะบีบให้อุรวศีทนไม่ได้ออกจากวังไป

มื้อเย็นวันนั้น เป็นเวรติโลตตมาปรนนิบัติเสด็จ พอรับของคาวเสร็จไม่มีของหวานตามก็ทรงกริ้ว ติโลตตมา ทูลว่าสร้อยไม่อยู่ ไม่มีใครกล้าทำของหวานแทน เกรง ไม่ถูกพระทัย

“สร้อยไม่อยู่ก็เลยไม่ทำ ดีเหลือเกินนะจ๊ะ คนทั้งตำหนักต้องรอคนคนเดียว แล้วที่เหลือก็ไม่ยอมฝึกปรือต้องรอสร้อยสั่งไปเสียทุกอย่าง ไปๆรกหูรกตา แต่ละคนไม่ได้เรื่องได้ราวสักคน”

ติโลตตมาหน้างอทูลลา ข้าหลวงคนอื่นก้มกราบลา พอเปิดประตูออกเจออุรวศียืนอยู่ เธอได้ยินที่เสด็จป้ากริ้วใส่พี่สาว จึงครุ่นคิดบางอย่าง

ช่วงหัวค่ำเสด็จนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้โยก พอจะลุกรู้สึกปวดเข่าปวดข้อมาก พอดีอุรวศีถือถาดขนมกลีบลำดวนเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า ทูลว่าตนหัดทำตามที่คุณสร้อยสอนไว้ เห็นว่าเสด็จป้ายังไม่ได้เสวยของหวาน จึงนำมาถวาย เสด็จอารมณ์ไม่ดีจากอาการปวดเข่าเหลือบมอง

“ก็ฉันบอกแล้วยังไงว่าไม่ต้องทำ”

“หญิงจำต้องขัดรับสั่งเพคะ เพราะหญิงอยากฝึกฝนให้เก่งขึ้น คนเราถ้าผิดครั้งแรกก็ท้อเสียแล้ว คงไม่มีวันเก่งขึ้นได้หรอกเพคะ” แววตาอุรวศีมุ่งมั่น

เสด็จรู้สึกทึ่งแต่ยังรักษาหน้านิ่งดูไม่ออกว่าอารมณ์ไหน หยิบขนมขึ้นมาชิม อุรวศีลุ้น...เสด็จเอ่ยสร้อยคงบอกว่าตนชอบรสไหน ดีขึ้นแต่ยังไม่พอ ท่านหญิงยิ้มรับจะหัดทำให้ถูกใจ

“เรื่องอะไรต้องมาเอาใจฉันด้วย ชอบโดนดุหรือยังไง”

“ไม่มีใครชอบหรอกเพคะ แต่สิ้นเสด็จพ่อแล้ว เสด็จป้าก็เป็นพระญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่ หญิงจึงอยากรับใช้เสด็จป้าให้ดีที่สุดเพื่อทดแทนที่ไม่มีโอกาสได้รับใช้เสด็จพ่อเพคะ”

เสด็จพระองค์หญิงยิ้มมุมปากทิ้งค้อน เหน็บว่าปากหวาน จะคอยดู แล้วเสวยขนมกลีบลำดวนอีกชิ้น อย่างไม่สนใจท่านหญิงอีก

ooooooo

ผ่านไปสองอาทิตย์ จันยืนชะเง้อหน้าตำหนัก อยากพบอุรวศี ไม่มีนางข้าหลวงคนไหนพูดด้วยสักคน พักใหญ่อุรวศีเดินออกมา ต่างดีใจที่พบกัน จันรายงานเรื่องกำแพงก่อเสร็จ หม่อมสลวยยังไม่กลับ ตนจึงมาทูลให้ทราบ อุรวศีดีใจจะได้กลับเรือนปั้นหยาเสียที

จันไม่สบายใจแต่ต้องพูดอีกเรื่อง “หม่อมท่านไม่อยู่เพคะ ตั้งแต่วันที่มาส่งท่านหญิงเข้าวัง กลับไปหม่อมก็บอกว่ามีธุระรีบด่วนต้องไปทำ แล้วก็ยังไม่ได้กลับมาจนป่านนี้เลยเพคะ”

อุรวศีตกใจมากว่าแม่ไปไหน จันไม่ทราบถามจางวางสมก็ไม่พูด แต่มีข่าวลือไม่ดี

“พวกปากชั่วมันลือกันว่าหม่อมท่านหนีตามผู้ชายไปเพคะ”

ได้ยินเช่นนั้น อุรวศีไม่รอช้ามายืนกระสับกระส่ายลังเลหน้าห้องเสด็จ อยากเข้าไปขออนุญาตกลับบ้าน

ระหว่างนั้นอรุณวาสีเดินคุยมากับติโลตตมา อรุณวาสี ทักทายยิ้มแย้มในขณะที่ติโลตตมาชักสีหน้าไม่เป็นมิตร ถามดักคอน้ำเสียงเย้ยหยัน ว่าจะทูลลากลับหรือ ดีเหมือนกันเพราะรบกวนนานเกินไปแล้ว อุรวศีตอบหน้านิ่งๆ

“มิได้ค่ะ หญิงยังต้องอยู่จนกว่าแม่จะมารับ ต้องขอประทานโทษพี่หญิงกลางด้วยนะคะ”

อรุณวาสีกำลังจะถามมีเรื่องอะไร อทริกาเปิดประตูร้องไห้ออกมาจากห้องเสด็จ พอเห็นหน้าพี่สาวก็โวยวายว่าเสด็จป้าปวดข้อพระบาทมาก ทำอะไรทรงกริ้วไปหมด ตนทนไม่ไหวขอให้พี่เข้าไปแทน ติโลตตมาหน้าตึงไม่ยอมเข้าไปแล้วโบ้ยให้น้องคนเล็กเข้าไปแทน อรุณวาสีไม่อาจทำแทนได้เพราะต้องไปทำธุระแทนแม่ พี่ๆก็ทราบ

อุรวศีคิดสักครู่อาสาเข้าไปรับใช้เสด็จป้าเอง อรุณวาสีหน้าเสียเป็นห่วงน้องร่วมบิดา ติโลตตมายิ้มเหยียดสะใจ อยากหาเรื่องเดือดร้อนเองช่วยไม่ได้

เสด็จทรงหลับอยู่บนเก้าอี้โยก อุรวศีเปิดประตูเข้ามาแล้วปิดอย่างเบา สำอางกำลังใช้ลูกประคบประคบข้อเท้าเสด็จอยู่ สีหน้าหวาดกลัวที่ถูกทิ้งไว้คนเดียว อุรวศีจึงเอ่ยลอยๆว่าจะทำแทน มีอะไรให้ไปทำเสีย สำอางรีบวางลูกประคบก่อนจะคลานเข่าออกไปโดยเร็ว

อุรวศีประคบข้อเท้าเสด็จอย่างเบามือเกรงจะตื่นบรรทม ประคบอยู่ไปมาครู่หนึ่งก็ร้องเพลงออกมาเบาๆ ตามความเคยชิน ร้องไปสักพักเสด็จเปรยออกมาโดยไม่ลืมตาว่านางคนไหนร้องเพลง อุรวศีเอ่ยชื่อตัวเองแล้วเตรียมรับคำดุ แต่ผิดคาดเสด็จกลับบอกให้ร้องต่อไป อุรวศีค่อยๆร้องเพลงจนจบ เห็นสีหน้าเสด็จอมยิ้มบางๆ

“ชอบเพลงพัดชาหรือ เนื้อหามาจากเรื่องอะไรรู้หรือไม่”

“เรื่องกากีเพคะ”

“อุตส่าห์รู้กับเขาด้วย รู้จักไหมว่านางกากีมันเป็นยังไง”

“เพคะ เป็นหญิงชั่วมากชู้หลายผัว”

เสด็จตกใจว่าใครเล่าให้ฟัง ท่านหญิงตอบว่าเสด็จพ่อ ทรงหน้าบึ้งไม่คิดว่าน้องชายจะเล่าเรื่องแบบนี้ให้ลูกฟัง...อุรวศีเห็นเสด็จป้าพูดคุยด้วยจึงเอ่ยปาก ขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้านสักสองสามวัน เสด็จหน้านิ่งไม่ดุด่าอย่างที่คิด กลับเห็นว่าเป็นสาวไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วย จะถามสร้อยให้ว่าพอจะไปเป็นเพื่อนได้ไหม ท่านหญิงรับคำเบาๆ...พอกลับออกมา อุรวศีครุ่นคิดจะทำอย่างไรดี ถ้าสร้อยไปด้วยแล้วตนจะถามเรื่องแม่ได้อย่างไร

ด้านอรุณวาสีพาสุรคมมาดูที่ดินที่หม่อมต่วนจะขายให้กับกระทรวงมหาดไทย สุรคมเห็นว่าที่แปลงนี้สวยน่าเสียดาย ท่านหญิงบอกว่าแม่มีที่หลายแปลง ถ้าขายแปลงใหญ่ก็จะมีเงินไปซื้อแปลงเล็กที่งามๆได้อีกหลายแปลง แม่ย้ำเสมอว่าเงินต้องเอามาต่อเงิน สุรคมยิ้มย่อง

“มิน่า ใครจะขึ้นหรือลง หม่อมแม่ของหญิงก็ยังร่ำรวยเหมือนเดิม”

พลันมีลมพัดเศษผงปลิวเข้าตาอรุณวาสี สุรคมช่วยเขี่ยออกให้ หญิงสาวเห็นใบหน้าชายหนุ่มอยู่ชิดใกล้ก็หน้าแดงเขินอาย สุรคมเขี่ยผงออกเห็นเธอหน้าแดงคิดว่าอากาศร้อนชวนกลับ ท่านหญิงรีบปฏิเสธไม่ได้ร้อน ท่านชายจึงเลียบเคียงถามถึงอุรวศีว่าเข้าไปอยู่ในวังเป็นอย่างไรบ้าง อรุณวาสีโล่งใจที่เขาเปลี่ยนเรื่อง รีบตอบตามความเป็นจริงโดยไม่ทันคิด

สุรคมกลับถึงกระทรวงนำเรื่องมาเล่าให้อนลฟังว่าอุรวศีถูกพี่ๆกลั่นแกล้ง อนลไม่อยากเชื่อพี่น้องจะไม่รักกัน สุรคมหน้าเจื่อนนิดๆประชดไฉนเลยจะรักกันเหมือนพี่น้องพ่อแม่เดียวกันอย่างลูกพระยารัชปาลี อนลเข้าใจความรู้สึกท่านชาย เป็นห่วงอุรวศีป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

“คิดๆดูหญิงหลงก็ไม่ต่างจากฉันสักนิด เป็นลูกเมียรอง พี่น้องส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยชอบหน้า แต่ฉันยังดีที่เป็นผู้ชาย ยังได้เรียนหนังสือหนังหา รับราชการสร้างเนื้อสร้างตัวได้ แต่นี่...”

อนลเครียดตามแต่ก็พยายามปลอบว่าเสด็จพระองค์หญิงยังอยู่ทั้งองค์ อย่างมากก็แค่โดนกลั่นแกล้ง เท่านั้น สุรคมยังเป็นห่วงอยากเข้าไปรับกลับออกมาให้รู้แล้วรู้รอด อนลกลัดกลุ้มขนาดระดับหม่อมเจ้าสุรคมยังทำอะไรไม่ได้ แล้วอย่างตนยิ่งไม่มีทาง

ooooooo

เย็นวันนั้น อนลกลับบ้านทางเรือจึงต้องเดินผ่านสวน ได้ยินเสียงเกื้อคุยกับทับดังออกมาจากบ้าน จึงหยุดแอบฟัง เสียงเกื้อพูดว่าทับไม่เห็นด้วยกับตนก็ไม่เป็นไร แค่มาฟังที่ตนพูดก็ขอบคุณมากแล้ว เสียงทับตอบว่าไม่ใช่ไม่เห็นด้วยทั้งหมด

“แต่บางอย่างผมเห็นว่าเร็วเกินไป แล้วความคิดแบบนี้มันอันตราย ผมเป็นห่วงว่าวันหนึ่งคุณเกื้อกับหลานชายจะเดือดร้อน”

“แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมว่ามันจำเป็น นะครับคุณทับ”

ขณะนั้นเองอนลตัดสินใจเดินออกมาให้เห็น เกื้อทักทาย อนลไหว้ทั้งสองคนแล้วถามทับจะกลับหรือ ตนยินดีไปส่ง ทับเกรงใจแต่อนลอ้างว่ากำลังจะเอารถพ่อไปขับอยู่พอดีเพราะจอดไว้นานต้องนำไปวิ่งบ้าง เกื้อไม่ติดใจสงสัยยุให้ทับกลับไปกับหลานชาย

พอมาถึงบ้านทับ ภายในบ้านเล็กๆนั้นมีหนังสือมากมายจัดเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ทับเตรียมชงชาต้อนรับ อนลเกริ่นว่าสุขภาพอาของตนไม่ค่อยดี ไม่อยากให้ไปไหนคนเดียวแต่ห้ามก็ไม่ฟัง จึงอยากให้เขาช่วยปราม ทับหัวเราะรู้ทันดักคออย่ามัวพูดอ้อมค้อม ตนแก่แล้วเกรงจะตายก่อนเขาพูดจบ อนลจึงมีท่าทีจริงจังขึ้น ถามตรงๆว่าเกื้อไปที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ ทับเครียดแทนไม่อาจบอกได้ ควรรู้จากปากเกื้อเอง แต่รับรองได้ว่าไม่ต้องกังวล

“ตอนนี้ไม่ต้องกังวล แล้วภายภาคหน้าล่ะครับ”

“ฉันไม่รู้ คุณเกื้อมีหลักการของตัวเอง อย่างไรก็คงไม่เลยเถิด แต่พี่ชายของหลานฉันดูว่าเป็นคนใจร้อน และเรื่องที่คิดอยู่ก็เกินตัวนัก เห็นทีจะร้ายมากกว่าดี”

อนลเครียดมั่นใจแล้วว่าตัวเองคิดไม่ผิด...กลับมาเล่าให้พระยารัชปาลีฟัง แต่ท่านไม่เชื่อเพราะรักอนึกมาก อนลอ้างว่าถ้าเรื่องที่ทำดีจริงทำไมต้องหลบๆซ่อนๆ ตนไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน แต่เพราะตนเป็นห่วงพี่กับอาจริงๆถึงได้มากราบเรียน

“ถ้าคุณพ่อจะกรุณาไปกับผมสักครั้งนะครับ เราจะได้เห็นกันว่าพี่นึกกับอาเกื้อแอบไปที่ไหนและทำอะไรกันอยู่ ถ้ามันเป็นเรื่องไม่ดีจริง จะได้ช่วยกันห้ามปรามไงครับ”

พระยารัชปาลีครุ่นคิดตามคำลูกชายคนเล็ก... ตกดึกจึงซุ่มดูอยู่กับอนล เห็นอนึกเดินมีพิรุธตัดสวนออกไป ก็รีบเดินตามห่างๆไม่ให้รู้ตัว อนลเคยตามเกื้อไปจนถึงหัวถนน และคิดว่าอนึกคงไปที่นั่นเช่นกัน แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตรกลายเป็นอนึกยืนรอเพื่อนมายืมเงินเท่านั้น

พระยารัชปาลีตำหนิอนลจะไม่เชื่ออะไรอีก เพราะเชื่อว่าอนึกไปเรียนถึงเมืองนอก ไม่น่าทำอะไรนอกลู่นอกทาง สั่งเลิกระแวงและกลับไปตั้งใจเรียนดนตรีให้ตนได้มีวงมโหรีเสียที

ooooooo

เช้าวันใหม่ อุรวศียืนรอหน้าห้องอรุณวาสีไม่กล้าปลุกจนเธอออกมา เพื่อจะขอให้เธอเป็นคนพาตนออกจากวังแทนสร้อย อรุณวาสีไม่รู้เรื่องอะไรและตนก็ต้องออกไปพบหม่อมต่วนเรื่องที่ดินอยู่แล้ว จึงยินดีทูลขอเสด็จป้าให้

เมื่อผินกับจันเห็นอุรวศีกลับมาดีใจกันยกใหญ่ ท่านหญิงมองกำแพงสูงตระหง่านราวกำแพงคุกก็ให้สะท้อนใจ ตัดบทถามผินเรื่องแม่ ผินกับจันไม่ได้ข่าวจากหม่อมสลวย ได้ยินแต่ข่าวลือเสียๆหายๆ ถามจางวางสมทีไรก็พูดเหมือนเดิม แต่เรื่องนี้กระจายไปทั่วคุ้งน้ำ อุรวศีคิดว่าเรื่องไม่มีมูลจู่ๆจะเอามาลือได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนจงใจทำ จันฉุกคิดต้องเป็นฝีมือหม่อมต่วนแน่

“ตอนนี้จะฝีมือใครก็พักไว้ก่อนเถิด ฉันอยากรู้ ความจริงเรื่องแม่มากกว่า”

อุรวศีตรงมาเรือนจางวางสม ถามตาทันทีว่าอยากรู้เรื่องแม่ จางวางกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“เอ่อ แม่สลวยอยู่ปากน้ำโพกระหม่อม แม่สลวยลงทุนซื้อแพไว้ค้าขาย มัวยุ่งจึงยังไม่ได้กลับมา เพราะไม่มีสิ่งใดห่วงทางนี้แล้ว ท่านหญิงก็ประทับอยู่ในวังหลวง”

อุรวศีไม่อยากเชื่อว่าแม่จะหันไปค้าขายตัวคนเดียว จางวางสมถูกต้อนให้ต้องโกหกว่ามีญาติอยู่ทางโน้นจึงไม่ห่วงอะไร ท่านหญิงเหน็บ น่าแปลกตาเป็นคนสามเสน บ้านเดิมยายก็อยู่แค่ข้ามฟากไปบางยี่ขัน แต่ตนกลับมีญาติอยู่ปากน้ำโพ จางวางกระอักกระอ่วนตอบไม่ถูก ท่านหญิงน้อยใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้แม่ไม่บอกตนกลับให้ตนรอแม่มารับอยู่ในวัง

จางวางสมปลอบอย่าทรงห่วง ตนจะให้เจ้าแดงเจ้าจ้อนขึ้นไปเยี่ยมแล้วจะส่งข่าวเข้าไปทูลในวัง อุรวศีเห็นตากระอักกระอ่วนจึงไม่อยากคาดคั้นอีก ขอเข้าไปเยี่ยมแสง จางวางโล่งใจ

วันนี้อนลมาเรียนดนตรี ซ้อมเพลงไปพลางๆ รอจางวางสม ลูกหลานที่นั่งฟังเขาเล่นเพลิน บอกอนลว่า ท่านหญิงเสด็จมาคงอีกนานกว่าจางวางจะมา ถ้าเขามีธุระกลับก่อนได้ อนลตาวาวดีใจปฏิเสธไม่กลับ นั่งซ้อมด้วยใจสั่นรัว จนจางวางเข้ามา

“หยุดก่อนคุณอนล ท่อนนี้เสียงต้องสะอาดกว่านี้ คุณเกร็งเกินไปกระมัง ลองดูใหม่นะ”

อนลรู้ว่าไม่มีสมาธิ พยายามคุมสติเล่นใหม่ให้ดีกว่าเดิม ระหว่างนั้นผ่องเดินมานั่งด้านหลังอนลจึงไม่เห็นหน้ากัน จางวางสมเอ่ยปากให้ผ่องทำขนมจีนน้ำยาถวายท่านหญิง ไม่ไว้ใจคนอื่นทำ กลัวไม่ถูกปากเพราะแสงป่วยลุกมาทำไม่ไหว อนลได้ยินชื่อท่านหญิงก็เขวเล่นผิดอีก

ผ่องได้ยินจางวางสมบอกว่าท่านหญิงคุยอยู่กับแม่ก็ตกใจรีบดึงมือให้ออกมาจากบริเวณนั้น เตือนพ่อว่าป่านนี้แม่คงเล่าหมดไส้หมดพุงแล้ว จางวางร้อนใจรีบเดินไปที่ห้องแสง

แสงร้องไห้ดีใจกอดหลานรัก ท่านหญิงเลียบเคียงถามเรื่องแม่จนแสงพลั้งปาก “ถ้าค้าขายยายจะว่ากระไรเพคะ บ้านไหนๆ แม้แต่บ้านพระน้ำพระยาเขาก็ทำกัน ไม่เห็นเสียเกียรติตรงไหน มันคนละเรื่องกับมีผัวใหม่...”

อุรวศีผงะ แสงตกใจนึกได้เม้มปากก้มหน้านิ่ง ท่านหญิงแทบสิ้นสติที่ได้ยินคำนี้จากปากยาย แสดงว่าข่าวลือทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เอ่ยถามใช่คนชื่อบุญทันไหม แสงเข้าใจว่าหลานทราบเรื่องราวมาก่อน จึงเล่าว่าหม่อมสลวยชอบพอกับบุญทันมานาน จนเขาให้แม่มาทาบทามจึงได้รู้ว่าจางวางสมถวายลูกให้เสด็จในกรม ตอนนั้นก็สงสารลูกร้องไห้เสียใจจะเป็นจะตาย แต่ลูกมีบุญวาสนา พ่อแม่ที่ไหนจะขัดขวาง

อุรวศีแทรกถามว่าแม่ลักลอบติดต่อกับบุญทันมาตลอดหรือ

“มิได้เพคะ มิได้ แม่สลวยไม่ทำสิ่งใดให้เสียพระเกียรติถึงเสด็จในกรมดอกเพคะ อันที่จริงพ่อบุญทันก็เงียบหายไปยี่สิบกว่าปีเห็นจะได้ ถ้าแม่เขาไม่ตายก็คงไม่ได้เจอกันอีก"

อุรวศีโล่งใจที่แม่ไม่ได้คบชู้ แต่ยังเสียใจที่หลอกทอดทิ้งตนไว้ในวัง แสงปลอบให้คิดเสียว่าแม่มีบุญคุณแค่นี้ ต่อไปเขาจะรับเวรรับกรรมอย่างใดก็เรื่องของเขา ถ้าอับอายเรื่องนี้ตนก็จนใจ

อุรวศีประคองแสงออกจากห้องเพื่อมารับประทานอาหาร จางวางสมเห็นสายตาหลานก็รู้ว่ากำลังเคือง คงรู้เรื่องหมดแล้ว จึงหาทางเอาใจ “ตาทราบว่าคุณอนลเคยเล่นจะเข้ถวายท่านหญิง วันนี้คุณอนลมาเรียนพอดี ตาเลยไหว้วานให้เล่นถวายท่านหญิงอีกกระหม่อม”

อุรวศีเกรงใจ ขณะนั้นอนลเดินขึ้นมาบนเรือนพอดีกล่าว “มิได้เลยกระหม่อม กระหม่อมเต็มใจและถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงเสียด้วยซ้ำ”

ทั้งสองสบตากันนิ่งชั่วครู่ อนลค้อมหัวเป็นการให้เกียรติ ลงนั่งฝั่งตรงข้ามท่านหญิง เล่นเพลงกราวในสองชั้นอย่างไพเราะกินใจ แสงฟังแล้วชื่นชม จางวางสมเองก็ยิ้มปลื้มกล้าพูดเต็มปากว่าคนนี้เป็นศิษย์เอก

ooooooo

อรุณวาสีเดินคุยกับหม่อมต่วนในสวนเรื่องที่ดินที่พาสุรคมไปดู แปลกแทรกถามที่ดินนี้ได้ค่าเช่าทุกปีไม่เคยขาด ขายทิ้งน่าเสียดาย หม่อมต่วนจิกว่าแปลกโง่ ที่ดินนี้ตนยึดลูกหนี้มาได้ เก็บค่าเช่าจนคุ้ม ขายแล้วไปซื้อที่กว้างใหญ่กว่าเดิมไม่ดีกว่าหรือ แปลกจ๋อยลง

หม่อมต่วนถามอรุณวาสีจะค้างสักคืนไหม ท่านหญิงปฏิเสธเพราะมากับอุรวศี จะกลับเข้าวังพร้อมกัน หม่อมต่วนได้ยินว่าอุรวศีมาด้วยก็ยิ้มเหยียดขึ้นมาทันที

อนลเล่นจบเพลง อุรวศีชมว่าเล่นได้ดีมาก จางวางสมกำลังจะให้เขาเล่นอีกเพลง ผินกับจันวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมา คลานเข่าเข้าทูลว่า หม่อมต่วนให้หา ท่านหญิงจึงลาตาและยาย อนลหน้าเสียไม่ทันได้คุยกัน สงสัยเกิดอะไรขึ้น อุรวศีให้ผินกับจันกลับไปรอที่เรือนปั้นหยา

เมื่อประจันหน้ากับหม่อมต่วน หม่อมก็เปิดฉากน้ำเสียงดูถูก “เกิดเรื่องงามหน้าขึ้นมาแล้ว ไม่รู้ก็รู้เสีย แม่หนีตามชู้ไปแล้ว รู้กันหัวคลองจดท้ายคลอง ยังดีนะที่ทำกำแพงกั้นวังไว้เสีย มิฉะนั้นเสนียดคงเข้ามาถึงวัง”

อุรวศีวางมืออยู่บนตัก กำมือจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แปลกเสริมต่อคำพูดของหม่อมต่วน “อุ๊ย แต่แค่นี้ชาวบ้านเขาก็ลือกันไปทั่ว ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้วนะเจ้าค่ะหม่อม”

“นี่แหละเขาถึงว่า สันดอนนั้นขุดได้ แต่สันดานคนขุดไม่ได้ เลี้ยงให้ได้ดิบได้ดีอย่างไรก็เลี้ยงไม่ขึ้น ใจมันคอยแต่จะใฝ่ต่ำลงไปเกลือกกลั้วกับคนชั้นต่ำด้วยกัน”

อุรวศีขบกรามแน่นไม่ตอบโต้มองไปยังภาพเสด็จพ่อที่ผนัง อรุณวาสีสงสารน้องบอกแม่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับน้อง แปลกแทรกขึ้น ไม่เกี่ยวได้อย่างไร แม่ลูกกันสายเลือดเดียวกัน หม่อมต่วนเห็นด้วยจิกด่าว่าสันดานไพร่มันก็ไพร่วันยังค่ำ แล้วสั่งอรุณวาสีกลับวังให้ย้ายห้องไปอยู่กับพี่ ให้ห่างห้องพวกเสนียด ท่านหญิงเสียงอ่อยว่าพี่ๆไม่ยอมแน่ หม่อมต่วนกำชับว่าแม่สั่งให้อยู่ชั่วคราวจนกว่าอุรวศีจะหาที่อยู่ใหม่ อุรวสีสวน ทำไมตนต้องหาที่อยู่ใหม่

หม่อมต่วนตวาดแว้ด “ยังมีหน้ามาถาม ใครเขาจะยอมให้ท่านหญิงอยู่ให้ขายพระพักตร์เสด็จ รู้ถึงไหนอายเขาถึงนั่น”

“จะขายหน้าได้อย่างไร หญิงไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง หญิงเองก็เพิ่งรู้เรื่องแม่วันนี้เอง”

หม่อมต่วนโมโหที่กล้าเถียง ด่าว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว เสด็จไม่เลี้ยงให้ทำงามหน้าอีกคน แปลกเสริมคนเดียวก็เหลือทน ไม่รู้ว่าลือกันไปอีกกี่ปีคนถึงจะลืม อุรวศีเหลือทนจ้องหน้าแปลกนิ่งๆ เพียงแค่นี้แปลกก็หงอหลบสายตา ท่านหญิงยืนขึ้นพูดกับหม่อมต่วนด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ไม่ยุติธรรมเลย แม่ของหญิงไม่ได้มีชู้ แม่เป็นแม่ม่าย มีสามีใหม่ไม่เห็นผิดศีลตรงไหน หม่อมกล่าวหาอย่างนี้ไม่ถูก นอกจากนี้หญิงยังไม่ได้ทำอะไรเสียหาย หม่อมจะมาประมาทคาดหน้าหญิงไม่ได้”

หม่อมต่วนโมโหลุกขึ้นเผชิญหน้าเสียงดังลั่น “หยุดนะไพร่สถุลเหมือนแม่ บังอาจมาล่วงเกินถึงฉัน ถ้าเป็นบ่าวต้องเอากะลาตบปาก”

อรุณวาสีเห็นแม่โกรธจัดก็กลัว แต่อุรวศีไม่มีทีท่ากลัวใดๆ กลับโต้ว่า เธอไม่ใช่บ่าวแต่เป็นลูกเสด็จพ่อเท่ากับพี่ๆทุกองค์ หม่อมเต้นผางไล่อุรวศีให้ออกไปแล้วบอกอรุณวาสีเตรียมตัวกลับวัง ตนจะไปทูลให้เสด็จไล่นังลูกบ่าวไปจากวัง คิดแล้วให้แค้นตั้งใจเรียกมาเยาะเย้ยถากถาง กลับโดนความนิ่งเถียงอย่างมีเหตุผลย้อนคืน ทำให้แค้นใจอย่างที่สุด

อุรวศีเดินหน้าเครียดกลับเรือนปั้นหยา ผินกับจันวิ่งมารับด้วยความเป็นห่วง ท่านหญิงให้ผินจัดห้องตนคงไม่ได้กลับวังแล้ว ผินกับจันเข้าไปข้างใน ท่านหญิงนั่งที่ตั่งอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะนั้นเองรู้สึกเหมือนมีคนมายืนด้านหลัง คิดว่าผินจึงเอ่ยถามเสร็จแล้วหรือ

“ไม่ใช่แม่ผินดอกกระหม่อม”

อุรวศีตกใจลุกขึ้นหันกลับไปทันที เห็นอนลยืนมองด้วยท่าทีสำรวม ทั้งสองมองตากันสักพัก ท่านหญิงสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของเขาจึงหลบสายตา ถามเขามาหาใคร

“กระหม่อมเห็นฝ่าบาทรีบเสด็จกลับ เกรงว่าจะมีเหตุจึงตามมา เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้างกระหม่อม”

“ขอบใจคุณมาก แต่คุณคงช่วยฉันไม่ได้หรอก” อุรวศีหน้าเศร้าลง

อนลเห็นท่านหญิงไม่เล่าจึงเปลี่ยนเรื่องถาม

คืนนี้ประทับที่นี่หรือ เธอพยักหน้ารำพึง “ฉันไม่มีที่จะไป ฉันกลับเข้าวังไม่ได้ หม่อมต่วนเข้าวังไปฟ้องเสด็จป้า ฉันไม่อยากถูกเสด็จป้ากริ้ว”

“ถ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะกลัวอะไร ถึงใครจะประณามก็ไม่ได้ทำให้ถูกกลายเป็นผิดอยู่ดี”

คำพูดของอนลทำให้อุรวศีรู้สึกดีขึ้น “ถูกของคุณ ฉันไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ทำไมจะต้องกลัวล่วงหน้า แต่คุณรู้หรือไม่ อำนาจหม่อมใหญ่แผ่ไพศาลยิ่งกว่าวังนี้สักสิบเท่า แม้แต่ฉันออกมาอยู่นอกวังแล้ว ก็ไม่วายอยู่ใต้อำนาจท่าน”

“กระหม่อมยอมรับอำนาจเดียวคืออำนาจของความถูกต้องยุติธรรม ถ้าไม่ถูกต้องเรียกว่าข่มเหงรังแก ผู้นับถือเกียรติของตนเองไม่ควรจะยอมสงบได้โดยง่าย”

“ขอบใจคุณพูดถูก ฉันไม่ควรจะยอมแพ้โดยง่าย” อุรวศีคิดว่าตนก็เป็นลูกเสด็จพ่อ มีศักดิ์ศรีไม่ควรยอมก้มหัวให้คนที่มาใส่ร้าย

“ทรงสบายพระทัยขึ้นหรือยังกระหม่อม”

“ฉันหายกลุ้มใจแล้ว ขอบใจอีกครั้งคุณ...อนล ฉันเรียกถูกไหม”

อนลยิ้มรับว่าถูก อุรวศีไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ได้ยินแต่ชื่อพระนล อนลบอกชื่อตนแปลว่าไฟ ท่านหญิงรู้สึกฟังแล้วเป็นของร้อน อนลแย้ง

“หามิได้ ไฟเป็นของจำเป็นยิ่งแก่มนุษย์ หากขาดไฟหุงต้ม ฝ่าบาทจะขาดขนมจีนอย่างมื้อเที่ยง ขาดน้ำร้อนไว้ชงพระสุธารสชา หน้าหนาวชาวบ้านจะตายกันเป็นเบือเพราะขาดไฟผิง”

อุรวศีขำที่เขาช่างคิดเอาดีเข้าตัว อนลปฏิเสธไม่ใช่อย่างนั้น ทั้งสองเผลอสบตากันยิ้มๆ ท่านหญิงรู้สึกตัวว่าไม่สมควร หุบยิ้มเบนสายตาไปทางอื่น เท่านี้อนลก็มีความสุขเต็มหัวใจ

อุรวศีตัดสินใจกลับเข้าวัง อนลอาสาไปส่งทางเรือแต่เธอเห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เขาขอประทานอภัยไม่ทันได้คิดแล้วบอกว่ามะรืนเขาต้องไปตรวจราชการหัวเมืองตั้งแต่กรุงเก่าถึงพิษณุโลกหนึ่งเดือน ถ้ามีพระประสงค์จะใช้อะไรให้คนไปตามได้

ท่านหญิงได้ฟังถามสวนขึ้นว่าเขาไปนครสวรรค์หรือไม่ เมื่อรู้ว่าเขาไปก็อยากส่งข่าวถึงแม่ แต่ลังเลจะพูดอย่างไรไม่ให้เสียหาย

“ถ้าคุณสืบจนพบพ่อค้าชื่อนายบุญทัน เขาค้าขายล่องซุงที่ปากน้ำโพก็ช่วยส่งข่าวถึงแม่ฉันด้วย แต่...ฉันต้องรีบกลับเข้าวังคงเขียนหนังสือฝากคุณไปไม่ทัน”

“พรุ่งนี้ฝ่าบาททรงฝากหนังสือมากับเด็กก็ได้กระหม่อม ตอนเย็นๆเลิกงานแล้วสักห้าโมงเย็น กระหม่อมจะรออยู่แถวท่าราชวรดิฐ”

อุรวศีกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ อนลค้อมหัวทูลลาเดินเลี่ยงไป ผินและจันมองด้วยความอยากรู้ ท่านหญิงคิดว่าไม่อาจปิดบังอะไรได้อีก จันเป็นห่วงที่หม่อมต่วนรีบไปเฝ้าเสด็จคงเป็นเรื่องนี้ ท่านหญิงพยักหน้ารับว่าใช่

ooooooo

เมื่อมาถึงวัง อุรวศีพบอรุณวาสีกับสร้อยยืนรอสีหน้าร้อนใจ อุรวศีบอกสร้อยว่าพาจันมารับใช้เพราะที่นี่ไม่มีใครพูดกับตน สร้อยเข้าใจจัดหาห้องพักให้จัน อรุณวาสีกังวลใจเรื่องที่แม่กำลังทูลกับเสด็จ แต่ก็เป็นห่วงน้องชวนไปรับประทานอาหารเสียก่อน

“หญิงรับข้าวไม่ลงหรอกค่ะ อยากให้เสด็จป้าเรียกหญิงไปประหารเสียให้รู้แล้วรู้รอดมากกว่า นั่งรออยู่อย่างนี้แสนทรมานใจ”

“พูดเกินไปจะฆ่าจะแกงอะไรกัน รับข้าวแล้วอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นดีกว่าจ้ะ หน้าตาเหนื่อยอ่อนไม่น่าดูเลย เสด็จป้าไม่ชอบคนมอมแมมนะเชื่อพี่เถอะ”

จนใกล้ค่ำ อรุณวาสีปลอบใจอุรวศีอยู่ในห้องเพราะหม่อมต่วนยังคุยกับเสด็จไม่เสร็จ จู่ๆอทริกาเปิดประตูพรวดเข้ามา อรุณวาสีติงทำไมไม่เคาะประตู เธอกลับบอกว่าไม่จำเป็นเพราะไม่นานห้องนี้ก็จะไม่มีคนอยู่ ยิ้มเยาะบอกอุรวศีว่าเสด็จป้าให้หา อุรวศีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นึกถึงคำพูดของอนลที่ว่า...ถ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะกลัวอะไร ถึงใครจะประณามก็ไม่ได้ทำให้ถูกกลายเป็นผิดอยู่ดี...

คิดแล้วให้มีกำลังใจเดินออกจากห้อง อรุณวาสีตามไปด้วยความห่วงใยน้อง

อุรวศีเข้ามากราบเสด็จ มีสายตาหม่อมต่วน

ติโลตตมาและอทริกายิ้มเยาะอยู่ เสด็จเปิดเรื่องว่า

หม่อมต่วนมาฟ้องว่าเธอพูดจาอวดดีจะว่าอย่างไร

หม่อมต่วนแทรก ไม่เพียงอวดดีแต่ก้าวร้าวไม่รู้จักผู้ใหญ่ ตนแก่จนป่านนี้ไม่เคยพบเคยเห็น ไม่เคยคิดว่าเด็กเมื่อวานซืนจะถอนหงอกผู้ใหญ่ ถือตัวว่าเป็นเจ้า ที่แท้ก็เลือดแม่...

อุรวศีพยายามระงับอารมณ์ทูลแจกแจง

“หม่อมใหญ่เรียกหญิงไปว่าเสียดสีถึงแม่ แม่ใครใครก็รัก ใครก็เคารพเพราะเป็นแม่บังเกิดเกล้า ไม่อยากให้ใครมาเรียกแม่ว่าเป็นตัวเสนียด คำก็ใฝ่ต่ำสองคำก็คนชั้นต่ำ หญิงเป็นลูกหญิงก็ต้องปกป้องแม่ จะให้นิ่งเหมือนยอมรับหญิงทำไม่ได้”

หม่อมต่วนลืมตัวแว้ดกลับ “หน็อย...ปกป้อง ก็แม่ของตัวชั่วจริงไหมเล่า หนีตามชู้ไปคนเขารู้กันทั่วบ้านท้ายบ้าน”

“แม่ไม่ได้หนีตามชู้ เสด็จพ่อสิ้นแล้ว แม่เป็นแม่ม่ายมีคู่ใหม่ไม่ใช่มีชู้” อุรวศีจ้องหน้า

ติโลตตมาแกล้งพูดลอยๆว่าของพรรค์นี้มันเห็นกันแค่วันสองวันหรือ อทริกาเสริม ต้องลักลอบพบปะกันมานาน อุรวศีปรายตามองพี่ทั้งสองไม่อยากเสียเวลาเถียงด้วย แต่ติโลตตมาจะใส่ต่อ เสด็จจึงขัดขึ้นเสียก่อน

“แม่ต่วน ไม่ว่าแม่ชั่วช้าสารเลวอย่างไรก็เป็นเรื่องของแม่ ลูกไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ โจรถึงถูกจับตัดหัวฉันก็ไม่เห็นหลวงท่านพลอยประหารลูกมันไปด้วยเลยสักราย”

สามแม่ลูกตกตะลึงนึกไม่ถึงว่าเสด็จจะเข้าข้าง

อุรวศี หม่อมต่วนลืมตัวแสดงอำนาจเสียงกร้าว “หม่อมฉันกลับเห็นอย่างโบราณว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวเพคะ ถ้าเลือดแม่มันเลวลูกจะดีไปได้อย่างไรนึกไม่ออก ก็รู้ๆกันอยู่ว่านางสลวยก็แค่พวกเต้นกินรำกิน ใจง่ายรักสนุกถนอมเนื้อถนอมตัวไม่เป็น แม่เป็นอย่างไรลูกก็ต้องเป็นอย่างนั้น เลือดเดียวกัน”

อุรวศีประสานมือที่ตักจิกเล็บเข้าเนื้อข่มความโกรธ เสด็จเห็นก็พอเข้าใจใช้สายตาปรามไว้ ก่อนจะชิงพูด “พูดจบแล้วรึแม่ต่วน ที่เธอพูดว่าเลือดเดียวกัน เธอคงลืมว่าหญิงหลงมีเลือดน้องชายฉันอยู่ครึ่งหนึ่งในตัว เท่ากับลูกๆเธอเหมือนกันนะแม่ต่วน”

อทริกาโวยวาย “เสด็จป้าเปรียบอย่างนี้ไม่ถูกนะเพคะ หญิงหลงมีเลือดดีครึ่งเดียวไม่เหมือนพวกเรา”

“แล้วหล่อนคิดว่าเลือดดีของพ่อหล่อนจะแพ้เลือดไม่ดีอย่างนั้นรึ...พูดไม่คิด”

“แต่หญิงเห็นว่าปลาเน่าตัวเดียวก็ทำให้เน่าไปทั้งข้องแล้วเพคะ ขายพระพักตร์มาถึงเสด็จป้าด้วย” ติโลตตมาเห็นน้องเถียงไม่ออกก็ไม่ยอมแพ้

“นางสลวยไม่ใช่ข้าหลวงตำหนักนี้ จะขายหน้ามาถึงฉันได้อย่างไรล่ะแม่นางงามสามโลก ฉันอายุปูนนี้แล้ว ถ้าจะเถียงเอาชนะคะคานก็ไปเถียงกับเด็กโน่น ถ้าจะพูดด้วยเหตุด้วยผลค่อยมาพูดกับฉัน จับโน่นโยงนี่เอาตามใจแล้วจะมาให้ฉันเห็นดีด้วยไม่ได้หรอกนะ”

สามแม่ลูกอับจนถ้อยคำ ไม่รู้จะเถียงอย่างไร จะอาละวาดก็ไม่กล้า อุรวศีมองเสด็จป้าด้วยความปลาบปลื้มในความยุติธรรม แม้จะดุด่าตนตลอดแต่ก็เป็นที่พึ่งแก่ตนได้

สามแม่ลูกกลับออกมาด้วยความโกรธแค้น หม่อมต่วนระบายอารมณ์ฟาดงวงฟาดงากับลูกๆ สั่งเก็บของออกจากวัง อรุณวาสีเกรงเสด็จป้าจะกริ้ว หม่อมต่วนไม่สนใจในเมื่อท่านไม่เห็นหัวพวกเรากลับไปถือหางลูกบ่าว ก็ไม่ต้อง เกรงใจกันอีก แต่ติโลตตมาไม่เห็นด้วย ถ้าไปกันหมดจะเป็นการเปิดทางให้อุรวศีกอบโกยทุกอย่าง หม่อมต่วนฉุกคิดจริงอย่างที่หญิงกลางพูด จึงให้อรุณวาสีกลับเพียงคนเดียวเพราะชอบเข้าข้างคนอื่นไม่เห็นแก่พี่น้อง

ติโลตตมายิ้มเจ้าเล่ห์บอกแม่ว่าตอนนี้ตนสั่งคนทั้งตำหนักห้ามพูดคุยกับอุรวศี ดูสิจะทนไปได้อีกกี่น้ำ หม่อมต่วนเห็นว่าแค่นั้นไม่พอ ต้องทำให้สร้อยรังเกียจด้วยอีกคน อทริการับปากจะช่วยพี่เต็มที่ อรุณวาสีได้แต่มองด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

ในขณะที่สร้อยกำลังถวายโอสถให้เสด็จ ชมว่าท่านยังแข็งแรง เสด็จว่าถ้าไม่แข็งแรงคงลมตีจนล้มหมอนนอนเสื่อไปแล้ว และเปรยว่าสงสารอุรวศีที่ขาดพ่อแล้วแม่ยังทิ้งไปอีก สร้อยยิ้มทรงเป็นห่วงแต่ไม่ตรัสตามตรง เสด็จบอกถ้าดีด้วยก็จะได้ใจเสียคน ตนมีหลานสาวทั้งหมดหกคน ที่ห่วงที่สุดก็อุรวศี ส่วนเมราแม้ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะเสกสมรสกับอธิป แต่ด้วยทรัพย์สมบัติของเขาคงทำให้สุขสบายได้

สร้อยเห็นว่าท่านหญิงอุรวศีเฉลียวฉลาดน่าเอาตัวรอดได้

“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกสร้อย เกิดเป็นหญิงว่าลำบากแล้ว เป็นหญิงสูงศักดิ์ยิ่งต้องแบกรับเกียรติยศอันหนักอึ้งเอาไว้ให้ได้ เห็นทีข้าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยหญิงหลงเสียแล้ว”

ในขณะที่อุรวศีบ่นระบายความอัดอั้นกับจันใน ห้องนอน จันเห็นว่าถ้าลำบากก็กลับเรือนปั้นหยา แต่ ท่านหญิงคิดว่าไม่มีความปลอดภัยสำหรับตนเท่าที่นี่อีกแล้ว คืนนี้ท่านหญิงเขียนจดหมายถึงแม่เพื่อให้จันเอาไปฝาก

อนลวันรุ่ง เล่าถึงสิ่งที่ตนต้องเจอจากการกระทำของแม่

รุ่งเช้าหม่อมต่วนทูลลาเสด็จและขอพาอรุณวาสีกลับไปช่วยงานที่บ้าน เสด็จสบตาหลานก็รู้ว่าถูกบังคับ จึงประชดหม่อมต่วนเล็กๆว่าขอโทษที่ให้หญิงเล็กอยู่ด้วยหลายปีจนตำหนักที่หม่อมอยู่ขาดความเรียบร้อย หม่อมต่วนหน้าเจื่อนรู้ว่าโดนประชดรีบกราบลาไปอย่างโกรธๆ

อุรวศีรู้ว่าอรุณวาสีกลับตำหนักจึงเดินออกมาส่ง โดนคำถากถางสารพัดของพี่ๆและหม่อมต่วน ถึงขนาดแช่งว่าสักวันต้องตายเหมือนหมาข้างถนนเป็นผีไม่มีญาติ จึงตอบโต้

“เสด็จพ่อสอนฉันไม่ให้กล่าวร้ายต่อใคร ยิ่งกับคนที่เขาไม่ได้มุ่งร้ายต่อเรา ยิ่งไม่ให้สาปแช่งเพราะมันจะเข้าตัวเองก่อนคนอื่น” ท่านหญิงโกรธถึงขนาดแทนตัวเองว่าฉัน

หม่อมต่วนโกรธจนตัวสั่น อรุณวาสีเกรงจะเกิดเรื่องรีบดึงแม่กลับ อุรวศีกล่าวลาอรุณวาสีแล้วเดินเลี่ยงออกไป ติโลตตมาตาวาวด้วยความเกลียดชัง ประกาศกร้าวต่อหน้าหม่อมต่วน

“แล้วสักวันหญิงจะทำให้นังลูกบ่าว มันต้องคลานมากราบขอโทษแม่ให้ได้ค่ะ”

ได้ฟังลูกพูดแบบนี้ค่อยอารมณ์ดีขึ้น...ส่วนอุรวศีเข้ามาปรนนิบัติเสด็จป้าเพราะเห็นว่าวันนี้เป็นเวรอรุณวาสี แต่เธอไม่อยู่แล้วจึงมาทำแทน สร้อยแอบยิ้มให้กำลังใจ เสด็จเหน็บจะทำได้สักกี่วัน แล้วเอ่ยถามนอกจากขับเพลงแล้วเล่นกระจับปี่สีซอเป็นบ้างไหม ท่านหญิงรีบตอบว่าเล่นซอสามสายเป็น สร้อยจึงไปหยิบซอมาวางให้ อุรวศีตื่นเต้นเห็นเป็นซอชั้นเยี่ยม เสด็จให้เล่นเพลงลาวดำเนินเกวียน (ชื่อนี้เป็นทางการคือเพลงลาวดวงเดือนในปัจจุบัน) อุรวศีทั้งสีซอและร้องเพลงอย่างไพเราะ เสด็จนอนหลับตาอมยิ้มด้วยความพอพระทัย

ooooooo

อธิประเบิดอารมณ์ใส่สุรคมต่อหน้าอนลที่ติดต่อซื้อที่ดินของหม่อมต่วนไม่บอกกล่าว ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตา สุรคมอธิบายว่าเสด็จเสนาบดีรับสั่งให้ทำที่ดินของหม่อมต่วนตรงตามที่เสด็จต้องการ อธิปโกรธลำเลิกบุญคุณว่าเป็นคนส่งเสียให้เรียนจนจบนอกและได้รับราชการ

สุรคมสะกดอารมณ์ไม่พอใจกล่าวขอโทษ อธิปยังตะคอกใส่ถ้าเกิดขึ้นอีกจะไล่ออกจากมหาดไทยไปอยู่ที่อื่น คนอกตัญญูตนไม่เอาไว้ สุรคมหน้าชาอายอนลเป็นอย่างมาก

อนลเห็นใจถึงแม้อธิปโกรธเพราะต้องการขายที่ดินตัวเอง แต่อย่างไรก็ทำไม่ได้เพราะไม่ตรงตามเสด็จต้องการ ดันทุรังไปก็รังแต่มีเสียงติฉินนินทา สุรคมรู้แต่ที่เสียใจตรงชอบลำเลิกบุญคุณ ทั้งที่ความจริงเป็นไปตามพินัยกรรมระบุ ให้คิดถึงอุรวศี ถ้าได้คุยกับเธอคงเข้าใจตน คนหัวอกเดียวกัน โดนมาเหมือนๆกัน อนลอึดอัดอย่างมากที่ไม่อาจบอกใครได้ว่ารักท่านหญิงอุรวศี

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #5 on: 24 June 2026, 12:25:51 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep5/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 5
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 5

อธิปนำเอกสารการซื้อขายไปให้หม่อมต่วนด้วยตัวเองโดยบอกว่าอ่านเอกสารแล้วมีข้อสงสัยอะไร ให้แจ้งตนได้ไม่ต้องผ่านพวกชั้นผู้น้อย เขาปรายตามองสุรคมที่มาด้วยแบบข่มในที หม่อมต่วนบอกว่า ตัวเองอ่านหนังสือไม่คล่อง ยิ่งภาษากฎหมายยิ่งไม่เข้าใจ คงต้องให้ทนายช่วย

“ไม่เป็นไร เสด็จเสนาบดีท่านไม่ได้ทรงเร่งรัดอะไร หม่อมอ่านตามสบายเถอะ”

อรุณวาสีถือโอกาสเชิญท่านชายทั้งสองรับประทานอาหารเย็น อธิปขอตัวไปทานกับเมราที่เรือน แต่อดหยอดทีเล่นทีจริงไม่ได้ว่าอยากให้เธอไปด้วย หม่อมต่วนเหล่มองไม่พอใจ อรุณวาสีขอตัวเพราะเขาน่าจะคุยเรื่องเสกสมรสกับเมรามากกว่า สุรคมแอบขำที่พี่โดนย้อนนิ่มๆ

อธิปมาหาเมรากลับบ่นว่าโล่งใจ กว่าจะปลีกตัวจากหม่อมต่วนได้ เบื่อคุยด้วย หม่อมเรี่ยมยิ้มแย้มเชื้อเชิญให้รับประทานอาหาร อธิปทำรุ่มร่ามจับมือเมรา เธอหน้าเสียค่อยๆดึงมือออก

หม่อมเรี่ยมตัดสินใจเอ่ยปากถึงเรื่องสินสอด อธิปโอ้อวด “หม่อมไม่ต้องห่วง ฉันเตรียมไว้หมดแล้ว รับรองว่าสมเกียรติของหญิงเมทุกประการ ไม่ให้ใครมาดูถูกดูแคลนได้หรอก”

เมราหันไปยิ้มกับหม่อมเรี่ยมด้วยความดีใจ เรื่องที่กังวลก็จบลงเสียที...ด้านสุรคมคุยอยู่กับอรุณวาสีที่ตำหนักใหญ่ เล่าถึงสินสอดที่อธิปให้ตนจัดการให้เมรา นอกจากเงินมากมายแล้วยังมีที่ดินแถวหัวหมากและคลองตันร่วมร้อยไร่ เครื่องเพชรประจำราชสกุลอีกชุดใหญ่ คงเป็นที่กล่าวขวัญกันทั้งปี อรุณวาสีทึ่งอยากให้ถึงวันงานเร็วๆ สุรคมพูดอย่างน้อยใจว่า ถ้าเป็นงานตนคงมีแค่แหวนวงเดียว ไม่รู้จะมีใครต้องการ อรุณวาสีเห็นใจ

“จะมากจะน้อยก็ไม่สำคัญเท่าความรักที่มีให้กันหรอกค่ะ ถ้าเป็นหญิงถึงไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเลย แต่ถ้ามีความรักความซื่อสัตย์ให้หญิง หญิงก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วล่ะค่ะ”

“จริงหรือคะ ถ้าผู้หญิงทุกคนคิดเหมือนหญิงก็คงดีนะคะ”

อรุณวาสีเขินอายคิดว่าท่านชายมีใจให้ เขาเอ่ยถามเธอกลับมาอยู่บ้าน อุรวศีอยู่ในวังคงเหมือนอยู่คนเดียว อรุณวาสีไม่ได้เฉลียวใจคิดว่าทรงเป็นห่วงน้องสาว ทูลว่าอุรวศีมีจันอยู่เป็นเพื่อน แล้วพลั้งปากพูดเรื่องหม่อมสลวย แต่ก็คิดว่าไม่เป็นอะไรท่านชายอาจมีทางช่วยเหลือ

เย็นวันนั้น อนลได้รับจดหมายที่อุรวศีฝากจันมาเพื่อเอาไปให้หม่อมสลวย แล้วเขาก็ฝากจดหมายของตัวเองกลับไปให้ท่านหญิง จันไม่กล้ารับเกรงโดนเอ็ดอีก แต่พออนลยื่นเงินให้ถึงสามบาทก็อดคว้าไว้ไม่ได้...พอกลับมารายงานอุรวศี ก็ค่อยๆวางจดหมายของอนลไว้บนโต๊ะแล้วคลานเข่ากลับออกไปก่อนจะโดนเอ็ด

อุรวศีบ่นพึมพำว่าจันล้นขึ้นทุกวัน ก่อนจะหันมามองจดหมายของอนล ตัดสินใจอยู่นานกว่าจะหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน เป็นคำกลอนหวานล้ำระรื่นรส...อ่านแล้วให้ตงิดใจนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเพลงยาว “ไม่ต้องสงสัยแล้ว เธอบังอาจเกี้ยวฉันรึ ท้าวแสนเปื้อน”

ขณะเดียวกัน ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน อนลรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป พร่ำพูดกับต้นไม้ในสวน กลัวว่าท่านหญิงจะกริ้วที่ตนบังอาจ ตนจะทำอย่างไรดีต่อไป คล้องกับถึกแอบมองด้วยความหวั่นวิตกว่า เจ้านายของพวกเขาถูกผีเข้า คิดหาวิธีช่วยถึงขั้นจะไปหาน้ำมนต์ทุกวัดมาปราบ

ooooooo

หลายวันผ่านไป อธิปกับเมราเข้ามากราบเสด็จในวังทูลเชิญเป็นเกียรติในงานเสกสมรสที่กำลังจะมาถึง เสด็จไม่รับปากเพราะสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ให้ศีลให้พรและมอบของรับไหว้เป็นแหวนคู่ชายหญิง มรกตน้ำงามเม็ดใหญ่ อทริกาซึ่งอยู่เวรปรนนิบัติตาวาวด้วยความอิจฉา

หลังจากนั้นอทริกามาเล่าให้ติโลตตมาฟัง เธอแค้นใจมากเพราะเคยทูลขอแหวนนี้จากเสด็จแต่ท่านไม่ให้ กลับเอามาให้ลูกเมียน้อย ระหว่างนั้นอุรวศีเดินผ่านมาเห็นสีหน้าพี่ๆคุยกันเครียด ไม่อยากมีเรื่องด้วยจึงเดินอ้อมไปอีกทาง ไม่วายติโลตตมาแกล้งพูดลอยๆให้ได้ยินว่าพวกลูกเมียน้อยรู้จักแต่กอบโกย ไม่ได้ต่างจากริ้นไรน่ารังเกียจ อุรวศีชะงัก จันซึ่งเดินตามมาหันไปจ้องจึงถูกอทริกาตวาดใส่ที่กล้าดีมามองหน้า ท่านหญิงองค์พี่พูดกระทบเหน็บแนม

“แต่เป็นลูกเมียน้อยก็ยังดีนะหญิงนิด กลัวแต่ว่าจะไม่ใช่ลูกเท่านั้น ก็แม่มันมั่วไม่เลือกหน้า จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นลูกจริงๆ”

โดนด่าแม่เข้าอีกคราวนี้อุรวศีไม่ทน ทำทีพูดกับจันว่าพ่อลูกกันก็ควรมีนิสัยคล้ายกันใช่ไหม จันรับมุกใช่เพคะ “แล้วถ้านิสัยใจคอผิดพ่อผิดแม่เหมือนดำกับขาว เราจะเชื่อว่าไม่ใช่ลูกจริงๆได้ไหมจัน”

“ได้สิเพคะ มิแน่ว่าอาจจะเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงก็เป็นได้นะเพคะ”

ติโลตตมาโกรธตวาดถามหมายถึงใคร อุรวศีกล่าวยิ้มๆ “ก็คงหมายถึงคนเดียวกับที่พี่หญิงกลางพูดถึง เมื่อครู่กระมังคะ”

สองท่านหญิงผู้พี่เต้นผาง จันทูลเชิญอุรวศีรีบไปส่ง เมรีก่อนจะกลับไปเสีย อทริกาเข่นเขี้ยวน่าเอามะพร้าวห้าว ยัดปาก ติโลตตมาแค้นใจต้องมีวันนั้นสักวันแน่

เมราต้องไปที่วังอื่นอีกจึงไม่มีเวลาคุยกับอุรวศี อธิปยิ้มกรุ้มกริ่มแสดงท่าทีเจ้าชู้ชวนเธอย้ายไปอยู่ที่วังเดียวกัน จะได้คุยกับเมราได้ตลอด อุรวศีย้อนนิ่งๆว่า “ขอบพระทัยเพคะ แต่หญิงคิดว่าตำหนักของเสด็จป้าน่าจะปลอดภัยกว่า”

อธิปหน้าตึงเดินไปรอที่รถ หม่อมเรี่ยมหน้าเสียเกรงอธิปโกรธรีบเดินตามไป เมราเอ็ดน้องเบาๆ ไม่เจอตั้งนานปากคอไม่เปลี่ยน อุรวศีขอโทษไม่ชอบคนเจ้าชู้จริงๆ แต่เมรากลับคิดว่าจริงอย่างที่อธิปพูด เธอน่าไปอยู่ด้วยกันเพราะรู้เรื่องหม่อมสลวยแล้ว อุรวศีถอนใจขอพึ่งตัวเองให้ถึงที่สุดก่อน ถ้าไม่ไหวจะไปรบกวน เมรายิ้มยินดีและมีความคิดว่า

“แต่ถ้าจะให้ดี พี่ว่าเธอควรหาที่พึ่งพิงจะดีกว่า เอาไว้พี่เจอใครที่เหมาะสมกับเธอ แล้วพี่จะรีบมาบอกทันทีเลยนะ”

อุรวศีอ่อนใจไม่อยากคิดเรื่องนี้...ไม่เพียงเมราที่คิด เสด็จเองก็คิดจะหาคู่ที่เหมาะสมให้อุรวศี เพื่อจะได้ไม่ถูกใครรังแก สร้อยรู้ใจ เสด็จจะใช้งานเสกสมรสของเมรามองหาเจ้านายที่คู่ควรให้กับอุรวศี เสด็จยิ้มพอใจที่อยู่ด้วยกันมานาน พูดนิดเดียวก็เข้าใจ

ooooooo

พอเสร็จงานราชการที่พิษณุโลก พระยารัชปาลี พาอนลแวะบ้านพระยาไกรที่นครสวรรค์ คุณหญิงไม่ค่อยสบายแต่ก็ออกมาต้อนรับตามมารยาท ดวงแขตื่นเต้นดีใจจัดที่พักรับรองให้

อนลเห็นคุณหญิงไม่ค่อยสบายจึงช่วยประคองกลับห้องเพื่อนอนพัก คุณหญิงยิ่งปลื้มความอ่อนโยนมีน้ำใจของเขา ระหว่างประคองมือของอนลสัมผัสถูกมือของดวงแข หญิงสาวเขินอายโดยที่เขาไม่รู้สึกอะไร คุณหญิงรีบเปิดโอกาสบอกลูกสาวให้พาอนลเที่ยวชม ละแวกนี้ แต่อนลกลับขอตัวสะสางงาน ดวงแขหน้าหม่นปนน้อยใจ...คุณหญิงปลอบให้ใจเย็นยังมีเวลา

หลังมื้อเย็น พระยาไกรเอาเครื่องดนตรีจะเข้มาให้อนลเล่นแก้เหงา เขานึกได้ว่าต้องทำธุระส่งจดหมายของอุรวศีให้หม่อมสลวย ที่หน้าซองจ่าหน้าถึงบุญทัน ค้าขายซุง

รุ่งเช้า อนลเลียบเคียงถามดวงแข เธอเห็นว่าแค่พ่อค้าจะต้องไปด้วยตัวเองทำไม จะให้บ่าวไปตามตัวมาพบ เขาอ้างไม่อยากเอิกเกริกอีกอย่างเจ้านายทรงไหว้วานต้องทำด้วยตัวเอง ดวงแขได้ยินว่าเจ้านายก็เข้าใจว่าต้องเป็นราชการสำคัญอยากได้หน้าบ้าง จึงตามทนายหน้าหอให้มารับใช้อนล ชื่อนายผึ่งเป็นชาวปากน้ำโพ กว้างขวางรู้จักคนทั้งเมือง อนลยิ้มขอบใจ หญิงสาวปลื้มเป็นครั้งแรกที่เห็นรอยยิ้มแบบนี้จากเขา

นายผึ่งพาอนลพายเรือมาตามลำคลอง พูดอธิบาย “ละแวกโน้นเป็นย่านค้าขาย ผู้คนพลุกพล่าน เรือนแพของเถ้าแก่บุญทันใหญ่โตนัก ไม่มีใครไม่รู้จักดอกขอรับ เว้นแต่จะคนละบุญทันกันเท่านั้นเอง แต่ถ้าชื่อบุญทันเป็นพ่อค้าซุง น่าจะมีอยู่คนเดียวนี่ล่ะขอรับ”

อนลเริ่มมีความหวัง ยิ่งรู้ว่าบุญทันร่ำรวยมาก ก็รู้สึกสบายใจที่อุรวศีจะได้หมดห่วงหม่อมแม่ แต่ก็แย็บถามว่าบุญทันมีลูกเมียหรือยัง นายผึ่งเล่าว่า เมื่อก่อนไม่มี อยู่คนเดียว แต่เมื่อไม่นานได้ยินว่าเพิ่งแต่งเมียเข้ามา น้อยคนนักที่จะเห็นหน้าเมียของเขา

ระหว่างนั้น สลวยกำลังทำอาหารอยู่ในครัว บุญทันเข้ามาช่วยหยอกเย้าราวข้าวใหม่ปลามัน แต่พอมีเสียงคนมาเรียกหน้าเรือน สลวยรีบหลบด้วยยังไม่วางใจ...นายผึ่งบอกบุญทันว่าพาผู้ใหญ่จากพระนครมาหา พอบุญทันเห็นอนลในชุดข้าราชการก็รีบยกมือไหว้เชื้อเชิญขึ้นบ้าน นายผึ่งรอที่เรือ บุญทันนั่งพินอบพิเทาที่พื้น อนลต้องขอให้ขึ้นมานั่งข้างบน พระพุทธเจ้าหลวงท่านทรงยกเลิกการหมอบกราบแล้ว สลวยแอบมองด้วยความหวั่นใจ

อนลไม่รอช้าบอกว่าตนถือหนังสือมาจากหม่อม เจ้าหญิงอุรวศี บุญทันหน้าซีดทันที

“ไม่ต้องกลัวฉันไม่ได้บอกใครในเมืองนี้ ขอฉันพบหม่อมสลวยสักครั้งได้ไหม จะได้นำความกลับไปทูลท่านหญิง ท่านทรงคิดถึงหม่อมแม่มาก”

ทันใดนั้นเองสลวยตัดสินใจออกมาจากที่ซ่อน ถามทุกข์สุขลูกสาวทันที อนลดีใจที่ได้เจอมอบจดหมายแก่เธอ แต่เธอกลับให้เขาช่วยอ่านให้ฟัง

“ได้ขอรับ...ถึงแม่ หญิงฝากหนังสือมากับคนรู้จัก เรื่องของแม่รู้ไปถึงหม่อมใหญ่ หญิงจึงถูกเรียกตัวไปว่ากล่าว หม่อมใหญ่กล่าวโทษให้หญิงออกจากตำหนักเสด็จป้า อาศัยว่าเสด็จป้าทรงพระเมตตา หญิงจึงยังอยู่ต่อ แม่ไม่ต้องห่วง หญิงคิดถึงแม่มาก อยากจะไปหาแม่แต่จนใจมิรู้จะไปอย่างไร ขอให้แม่อยู่ดีมีสุข หญิงจะรออยู่ทางนี้จนกว่าพี่ชายจะกลับมา อุรวศี”

สลวยฟังแล้วน้ำตาไหลพรากคิดว่าลูกอยู่ในวังแล้วจะไม่ถูกรังแก สลวยให้อนลเลิกเรียกตนว่าหม่อม เพราะตนไม่ได้เป็นหม่อมแล้ว ส่วนเรื่องที่เขาถามว่าตนจะทำอย่างไรต่อไป ตนจนใจจริงๆ จะพาลูกมาอยู่ด้วยก็เป็นการหมิ่นเกียรติ

อนลเข้าใจขอให้ตอบจดหมายกลับไปให้ท่านหญิง สลวยบอกว่าตนพออ่านได้แต่เขียนไม่ได้ วานเขาช่วยเขียนแทน อนลยินดีและรู้สึกสงสารทั้งสลวยและอุรวศี

ผ่านไปสักครู่ บุญทันเดินมาส่งอนลที่ท่าน้ำ ขอร้องอย่าบอกใครเรื่องสลวยอยู่ที่นี่เพราะตนไม่อยากถูกพรากเธอไปอีก แล้วเล่าอดีตความรักของตนกับสลวยให้ฟัง อนลถามเขาไม่มีเมียมีลูกเลยหรือ บุญทันยอมรับว่าเคยถูกพ่อแม่จับเข้าหอ แต่ด้วยความไม่รักจึงไม่ใยดีจนเธอหนีไปมีผัวใหม่ อนลฟังแล้วทึ่งรับปากจะไม่แพร่งพรายให้ใครฟังและจะกำชับนายผึ่งไม่ให้พูดเช่นกัน

ooooooo

อุรวศีนั่งอ่านหนังสือเรื่องท้าวแสนปมซึ่งเป็นหนังสือที่โปรดปราน เห็นจดหมายที่อนลเขียนคั่นหน้าอยู่ ให้นึกถึงแม้จะเคืองที่เป็นเพลงยาวเกี้ยวพาราสี แต่ก็เห็นแก่ความดีที่ช่วยเรื่องแม่จึงอภัยให้ ขณะนั้นเองจันเคาะประตูเข้ามา จึงรีบเก็บจดหมายไว้ในหนังสือซุกเข้าใต้หมอน

จันเข้ามาทูลว่าเสด็จเรียกพบ อุรวศีจึงเดินนำออกจากห้องแล้วหันมาใส่กุญแจประตู จันแปลกใจอยู่ในวังไม่น่ากลัวขโมย ท่านหญิงให้เหตุผลว่าทำให้เป็นระเบียบติดเป็นนิสัย แต่พออุรวศีกับจันเดินไป ติโลตตมาก้าวออกมายิ้มอย่างมีเลศนัย ในมือมีกุญแจสำรองไขเข้าไปในห้อง

เสด็จเรียกอุรวศีมาทำหน้าที่แทนอทริกา ซึ่งลาป่วย

ท่านให้เธออ่านหนังสือให้ฟังเพลินๆ ระหว่างนั้นอทริกาไม่ได้ป่วยจริงแต่ออกไปดูละครปรีดาลัยกับสำอาง กลับมายิ้มแย้มพูดคุยถึงพระเอกละครว่าหล่อเหลือร้าย ติโลตตมาเดินมาได้ยินเอ็ดน้องร่วมมารดาที่ติดละครถึงขนาดโกหกเสด็จป้า แล้วหันไปต่อว่าสำอางเป็นคนเสี้ยม สำอางยกมือไหว้กลัวลานคลานหลบไป

ติโลตตมาโกรธที่น้องไม่อยู่ช่วยเหลือกัน อทริกางง มีเรื่องอะไร ท่านหญิงผู้พี่ชวนไปคุยในห้องลับตาคน ส่งจดหมายที่ค้นเจอในห้องอุรวศีให้ อทริกาอ่านแล้วสะใจจะเอาไปฟ้องเสด็จแต่ติโลตตมาว่าไม่ใช่ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นตนจะกลายเป็นขโมย ต้องทำให้อุรวศีรับโทษคนเดียว

คืนนั้นอุรวศีให้จันเข้ามานอนด้วย เพราะเห็นว่านอนรวมกับข้าหลวงคนอื่นก็ไม่มีใครคุยด้วย ขณะนั้นเองท่านหญิงเหลือบเห็นหนังสือที่ซุกไว้ใต้หมอนออกมาวางอยู่ข้างหมอน ก็รีบเปิดหาจดหมายของอนลแต่ไม่เจอ จึงแน่ใจว่ามีคนเข้ามาค้นห้อง คิดหนักหาวิธีแก้ปัญหาที่จะตามมา

อุรวศีมาเคาะห้องติโลตตมาขอกระดาษที่หยิบจากในห้องตนคืน ติโลตตมาเสียงดังข่มที่หาว่าตนเป็นขโมย อทริกาช่วยเสริมว่าขโมยต้องเป็นคนชั้นต่ำ อุรวศียิ้มอย่างมีเลศนัย

“หญิงเรียนคุณสร้อยให้ทราบแล้ว เธอเรียกข้าหลวงทุกคนมาถาม ทุกคนมีพยานยืนยัน เว้นแต่พี่หญิงนิดกับสำอางที่ออกไปข้างนอก ส่วนพี่หญิงกลางไม่ได้ลงไปข้างล่างเลยจนเย็นถูกไหมคะ”

ติโลตตมาโวยตนมีอะไรทำบนห้อง อุรวศีถือว่าถ้าอยู่บนห้องต้องเห็นว่ามีใครเดินผ่านไปยังห้องตนเพราะห้องอยู่ก่อน หญิงกลางปัดว่าไม่เห็น อุรวศีต้อน แสดงว่าไม่มีใครนอกจากเธอ

“เอ๊ะ! แม่คนนี้กล้าดียังไงมาซักไซ้ไล่เรียงฉัน ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ ข้าวของเธอไม่รู้จักดูแลให้ดีเอง จดหมายหายไปจะมาโทษใคร”

อุรวศีนิ่วหน้าไม่ได้พูดสักคำว่าเป็นจดหมาย แค่พูดว่ากระดาษ อทริกาช่วยเถียงแทนว่ากระดาษก็คือกระดาษจดหมาย อุรวศียิ้มอย่างมั่นใจว่าสิ่งที่คิดไม่ผิด ติโลตตมาโวยกลบเกลื่อนไล่ให้ไปพ้นหน้าอย่าให้เสนียดจัญไรมาติดห้องตน อุรวศีโต้นิ่งๆ

“ไม่จริงค่ะ เสนียดจัญไรอยู่ที่คนขโมยไม่ได้อยู่ที่เจ้าของทรัพย์”

ติโลตตมาโกรธมากแผดเสียงไล่ เจ็บใจที่เสียหน้าแล้วยังโดนย้อนให้เจ็บอีก...จันรู้สึกผิดที่เป็นคนเอาจดหมายของอนลมาให้ ทำให้ท่านหญิงต้องเดือดร้อน อุรวศีไม่โทษจันเพราะตนก็ผิดที่เก็บจดหมายไว้ แต่ถึงอย่างไรตนก็ไม่เคยตอบกลับหรือแสดงสิ่งใดให้เสื่อมเสีย นึกถึงคำพูดของอนลที่ว่าถ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะกลัวอะไร ถึงใครจะประณามก็ไม่ได้ทำให้ถูกกลายเป็นเรื่องผิดอยู่ดี ตนจะทูลเสด็จป้าตามจริง คำสัตย์เป็นดั่งเกราะกำบังตน

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสด็จแปลกใจที่สาวๆมาพร้อมหน้าหันไปเหน็บกับสร้อยว่าท่าทางฝนจะตกใหญ่เสียกระมัง อุรวศีเข้าช่วยประคองถามเสด็จป้าหายประชวรแล้วหรือ ท่านพยักหน้ารับแล้วว่าวันนี้มากันพร้อมหน้าก็ดี ให้อุรวศีขับเพลงให้ฟังกัน ติโลตตมาโพล่งขึ้นว่าไม่อยากฟัง

อุรวศีชะงักเตรียมใจตั้งรับ ติโลตตมากลับบอกว่าอยากฟังอุรวศีอ่านหนังสือนิทานมากกว่า แล้วเลือกพระราชนิพนธ์เรื่องท้าวแสนปม อทริการีบเสริมว่าหนังสือนี้อยู่ที่ห้องอุรวศี ตนกับพี่หญิงจะไปเอาเป็นเพื่อน สร้อยมองอย่างสงสัยว่าสองท่านหญิงจะมาไม้ไหน

ติโลตตมากับอทริกาเร่งให้อุรวศีรีบเดินไปหยิบหนังสือ เธอรู้ว่ากำลังจะเป็นเหยื่อให้พี่ๆตะครุบ พยายามใช้ความสงบตั้งรับ...พอเดินกลับเข้ามาในห้องเสด็จป้า ติโลตตมาก็แอบโยนจดหมายลงพื้นทั้งสองฉบับข้างหลัง อุรวศี อทริกาแกล้งทักเสียงดังให้เสด็จได้ยิน

“หญิงหลง เธอทำจดหมายตกจากหนังสือ”

อุรวศีรู้ว่าเริ่มแล้ว ติโลตตมาก้มเก็บแล้วยิ้มหยัน “เขียนไว้ยาวเหยียดทีเดียว เหมือนเพลงยาว เธอเล่นเพลงยาวกับใครหรือ”

“เราเดินมาด้วยกัน พี่หญิงเอาเวลาที่ไหนมาอ่านคะ ถึงได้รู้ว่าเขียนไว้ยาวเหยียด ไหนว่าเจอกระดาษตกจากหนังสือไม่ใช่หรือ”

อทริกาเถียงแทนหาว่าพวกตนโกหก เห็นชัดๆว่าทำกระดาษตกไว้ อุรวศีโต้ทันทีว่าตนไม่ได้ทำตกแต่พี่หญิงกลางเป็นคนเข้าไปค้นห้องนอนตนแล้วขโมยจดหมายมา ติโลตตมาโกรธที่ถูกชิงฟ้องก่อนจะโวย เสด็จปรามจะเถียงกันทำไม และให้เอากระดาษมาให้ดู อุรวศีสบตากับสร้อยเชิงรับมือได้ ติโลตตมารีบเข้าไปยื่นจดหมายทั้งสองฉบับให้เสด็จป้าแล้วทูลฟ้อง

“กระดาษนี่ตกจากหนังสือของหญิงหลงเพคะ เขียนเหมือนเพลงยาว มิรู้ว่าหญิงหลงเล่นเพลงยาวอยู่กับใคร”

เสด็จเปิดจดหมายอ่านจนจบทั้งสองฉบับครู่หนึ่ง แล้วพับวางไว้ข้างตัว เอ่ยกับอุรวศีว่า อ่านพระราชนิพนธ์ให้ป้าฟังดังๆ ติโลตตมาตกใจที่เสด็จเรียกแทนตัวว่าป้า แสดงว่าเข้าข้างอุรวศี

“เสด็จป้าทรงลำเอียง หลักฐานชัดขนาดนี้กลับไม่ยอมไต่ถามซักคำ”

สร้อยถอนใจรู้ดีว่าปกติเสด็จโกรธง่ายหายเร็ว แต่ถ้าโกรธจริงจะนิ่ง ท่านหญิงทั้งสองอยู่มานานไม่รู้พระนิสัยบ้างเลย เสด็จพูดกับสร้อย “ไปบอกนางสาวๆ พวกนั้นว่าไม่ต้องฟังคำสั่งของหญิงกลาง มีเรื่องใดอยากพูดจากับหญิงหลงก็พูดได้เหมือนเดิม”

อทริกาอุทานเสด็จป้าทรงทราบ ติโลตตมาถลึงตาใส่ทำนองพูดทำไม เสด็จหันมากล่าว “ส่วนเธอ หญิงติโลตตมา คราวหลังอย่าได้เข้าไปรื้อค้นห้องโดยเจ้าของเขาไม่รู้อีก ทำอย่างนี้มันเป็นการเสื่อมเกียรติของตัวเธอเองแล้วยังทำให้ญาติพี่น้องถูกครหาไปด้วยว่าไม่รู้จักอบรมเธอ”

ติโลตตมาโมโหมากยังยืนยันว่าไม่ได้ขโมย จดหมายหล่นมาจากหนังสืออุรวศี เสด็จเหลือทน “มีอย่างรึจดหมายหล่นบนพื้น หยิบขึ้นมาแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นเพลงยาว มันเกินไป ฉันยังต้องตั้งใจอ่านอยู่ครู่หนึ่งเลย ถึงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

“เสด็จป้าทรงเลือกที่จะเชื่อหญิงหลงไม่ทรงเชื่อหญิง หญิงก็จนใจทั้งที่แม่นังนี่เป็นคนใฝ่ต่ำหนีตามชู้ ลูกสาวก็เชื้อไม่ทิ้งแถว เสด็จป้าก็ยังทรงไม่เห็นความจริง หญิงไม่รู้จะทูลว่ากระไร”

อุรวศีกำมือแน่นอดทนเต็มที่ เสด็จส่ายหน้ากล่าวคำหนักหน่วง “คนไม่มีหัวคิด เสียดายไม่ได้เลือดพ่อมาสักนิด ถ้าได้เลือดพ่อจะไม่โง่ขนาดนี้”

สองท่านหญิงตกใจไม่คิดว่าจะถูกด่ารุนแรง ก้มกราบทูลลาคลานออกมาอย่างหัวเสีย เสด็จหันไปบอกอุรวศีให้ออกไปรอข้างนอกก่อน ตนมีเรื่องจะคุยกับสร้อย ท่านหญิงคลานออกมาด้วยสีหน้าหวั่นใจ หมดเรื่องพี่ๆแต่ยังต้องโดนซักเรื่องจดหมายอีกเป็นแน่

ด้านติโลตตมาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง สั่งอทริกาไปบอกแม่ให้มารับกลับ ตนจะไม่อยู่ที่วังอีกต่อไป

อทริกาท้วงแม่ให้เราเฝ้าสมบัติเสด็จป้า ถ้าเราไป อุรวศี ก็จะได้สมบัติคนเดียว ติโลตตมาจึงบอกให้น้องอยู่ขวาง ว่าแล้วก็สะบัดหน้าเดินฉับๆจากไป อทริกาทำหน้าเซ็งไม่อยากอยู่คนเดียว สำอางเห็นว่าเป็นการดี ต่อไปจะได้ไปทอดพระเนตรละครปรีดาลัยได้สะดวก ท่านหญิงคิดตามแล้วยิ้มชอบใจ ไม่มีพี่สักคนตนก็สบาย

ทางเสด็จซักไซ้เรื่องราวจากสร้อยจนรู้ว่าอุรวศีเล่าเรื่องจดหมายให้สร้อยฟังก่อนแล้ว และเรียกสอบถามข้าหลวงทุกคนไม่มีใครเห็น เสด็จอยากรู้ว่าผู้ชายที่เขียนเพลงยาวเป็นใคร

“ท่านหญิงเล่าว่าเป็นบุตรท่านเจ้าคุณรัชปาลีเพคะ รับราชการอยู่ในมหาดไทย”

“ต่อให้เป็นลูกพระยาก็ต้องถือว่าบังอาจมาก ถ้าพระองค์ชายยังอยู่ เจ้าคนนี้ไม่หัวขาดก็เกือบขาด...แต่ถ้าไปฟ้องเสด็จเสนาบดี เรื่องจะไปกันใหญ่ ถึงอย่างไรเราเป็นฝ่ายผู้หญิงก็เสียหายอยู่วันยังค่ำ” สร้อยรับคำ เสด็จให้ไปเรียกอุรวศีเข้ามาแล้วเฝ้าหน้าห้อง อย่าให้ใครแอบฟัง

อุรวศีกระสับกระส่ายรอพอสร้อยออกมาตามก็ถามว่าเสด็จทรงหายกริ้วหรือยัง สร้อยแปลกใจที่ทรงทราบ “ทรงช่างสังเกตมากนะเพคะ เสด็จทรงหงุดหงิดง่าย แต่ก็ไม่ถือสาอะไรใครจริงจัง แต่ถ้าเมื่อไหร่ทรงนิ่งและตรัสเรียบๆ ก็เหมือนทะเลสงบก่อนเกิดคลื่นใหญ่เลยเพคะ”

อุรวศีหวั่นใจ สร้อยยิ้มให้กำลังใจว่าตอนจะออกมาเสด็จทรงเหน็บตน แสดงว่าคลื่นสงบ ท่านหญิงโล่งอกตั้งใจจะพูดความจริงทุกอย่าง

เมื่อคลานเข้ามาอยู่ต่อหน้า เสด็จกล่าวข่มไว้ก่อน “คนเกิดมาต้องแบกทั้งบุญและกรรมจากกำเนิดเอาไว้ทั้งสองอย่าง มีบุญเกิดเป็นเจ้าก็ต้องรักษาบุญเอาไว้ คนอื่นที่เป็นไพร่เขาก็ทำบุญมาอย่างไพร่ ตัวนี่สิเป็นเจ้าหากไปทำตัวอย่างไพร่ บุญก็หมดเหลือแต่กรรม ตัวต้องรู้ตัวว่าเกิดมาเป็นเจ้า จะไปเกลือกกลั้วกับไพร่ไม่ได้...เจ้าผู้ชายมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็ช่างมันเถิด มันเกี้ยวตัวไม่ได้ก็ไปเกี้ยวผู้หญิงอื่นต่อ มันไม่เสียอะไร แต่ตัวสิมีแต่เสียหาย รู้ถึงไหนอับอายถึงนั่น”

อุรวศีกราบทูลตามจริงว่าไม่เคยคิดตอบจดหมายสักครั้ง ที่ไม่กล่าวโทษเขากับผู้ใหญ่แค่อ่านแล้วสอดคั่นหนังสือไว้ เพราะเห็นเป็นลูกผู้ดี ถ้าเฉลียวใจสักนิดว่าจะกลายเป็นเรื่องระคายเคืองถึงเสด็จป้า คงฉีกทิ้งไปนานแล้ว เสด็จถามย้ำว่าไม่เคยตอบจริงหรือ

“เป็นความสัตย์จริงเพคะ หญิงไม่เคยคิดเขียนตอบผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติ ครั้งแรกหญิงเข้าใจว่าเขาเขียนมาขออภัย หญิงก็ไม่ถือสา เมื่อเขาเขียนมาอีก หญิงก็เพิ่งจะเข้าใจ”

“ดีแล้วที่รู้จักไว้ตัว เกิดเป็นหงส์ต้องรู้ว่าเป็นหงส์ อย่าไปเกลือกกลั้วกับกา หญิงหลงเป็นสาวแล้ว ทางโน้นก็ผู้ชายหนุ่ม ขึ้นชื่อว่าชายหญิงย่อมเหมือนแม่เหล็กดึงดูดเข้าหากัน แต่คนดีย่อมรู้จักยับยั้งชั่งใจ เอาแต่ทำตามใจตัวเองไม่ได้...ไหนๆพูดแล้วก็พูดเสียให้หมด ถ้าจะมีคู่ก็ต้องดูให้ถี่ถ้วนด้วย เกิดมาเป็นเจ้านายก็เหมือนเพชร หาเรือนรับรองก็ต้องเรือนทองเนื้อเก้า ไม่ใช่ไอ้พวกทองชุบเสาชิงช้า” เสด็จส่งจดหมายคืนให้

อุรวศีรับมาแล้วฉีกทิ้งต่อหน้าทั้งสองฉบับ เสด็จยิ้มชื่นชม ท่านหญิงเชื่ออย่างที่เสด็จป้าตรัส ถ้าไม่รักศักดิ์ของตัวเอง ใครเขาจะมารักแทนให้

ooooooo

บ่ายวันหนึ่งพระยาไกรและพระยารัชปาลีกลับจากราชการหน้าเครียด ด้วยมีข่าวเสือป่วนอาละวาดปล้นฆ่ามาถึงปากน้ำโพ ต้องช่วยกันหาวิธีจัดการจับมันให้ได้ ดวงแขไม่พอใจที่ทุกคนเครียดจนไม่สนใจขนมที่เตรียมไว้ให้ บ่นกับอนลว่าทำไมไม่ปล่อยให้ตำรวจจัดการ

“หวังพึ่งตำรวจอย่างเดียวไม่ได้หรอก เพราะกำลังพลไม่พอ ถ้าช่วยได้ก็ต้องช่วยกันครับ”

ดวงแขยิ่งหงุดหงิดที่อนลไม่เห็นด้วยและไม่สนใจขนมของตนเช่นกัน ฉุกคิดแผนเรียกร้องความสนใจขึ้นมาได้ แกล้งโวยวายว่าเห็นงูแล้วโผเข้ากอดอนล ทั้งซบทั้งกอดหวังว่าเขาจะหลงอุบายติดใจเนื้อนวลของตน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่ามองหางูว่าหายไปไหน

พอดวงแขเล่าให้คุณหญิงไกรฟัง เธอแทบลมจับที่ลูกใจกล้าแตะเนื้อต้องตัวผู้ชายก่อน ทั้งที่ตัวเองไอโขลกแต่ด้วยความรักลูกไม่อยากให้ทำอะไรผิดพลาด จึงวางแผนชวนอนลไปทำบุญที่วัดด้วยกันเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับดวงแข

แม้ว่าไม่สบายหน้าตาซีดเซียวแต่คุณหญิงไกรจำต้องแข็งใจมาวัด อนลประคองเดินโดยมีดวงแขถือของถวายพระยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างพอใจ ไม่วายกระแอมเตือนให้แม่เข้าแผนเสียที คุณหญิงจึงบอกอนลว่าอยากคุยกับเจ้าอาวาสให้ท่านดูดวงเผื่อต้องสะเดาะเคราะห์ ให้เขาไปถวายเพลกับดวงแข อนลอึกอัก ดวงแขรีบมัดมือชกเร่งให้ไปใกล้จะเพลแล้ว อนลไม่มีทางเลือก

แต่พอทั้งสองเดินไปสักพัก คุณหญิงไกรก็ไอโขลกๆ จนหมดแรงนั่งพิงอยู่แถวนั้น...

ดวงแขยิ้มแย้มที่ได้ใส่บาตรร่วมขันกับอนล แต่ท่าทางชายหนุ่มเรียบเฉย เธอยังชวนเขาเดินเที่ยวตลาดต่อ เขาต้องเตือนให้ไปถามคุณหญิงก่อนว่าไปไหวไหม หญิงสาวยิ้มกริ่มแม่ต้องตามใจตนอยู่แล้ว

พอเดินกลับมาเห็นคุณหญิงไกรนั่งเอนพิงต้นไม้หมดสติอยู่ อนลเอะใจเข้าจับตัวรู้สึกร้อนจัดก็รีบบอกดวงแขตามบ่าวมาช่วยพาคุณหญิงกลับเรือน

ดวงแขตกใจลืมตัวแผดเสียงข่มบ่าวไพร่ลั่นวัด “โว้ยมีใครอยู่บ้าง แม่ข้าไข้ขึ้นจนเป็นลมไปแล้ว ไม่มีใครมาดูแลสักคน หายหัวไปไหนกันหมด อ้ายพวกสันหลังยาว” พอมีบ่าววิ่งมาก็จิกด่า “รีบไปดูแม่ข้าเร็วสิ อ้ายอีสถุลพวกนี้ทิ้งแม่ข้าอยู่คนเดียวได้ยังไง ไม่ใช้ก็ไม่ทำ เอาแต่อู้งานอย่างพวกแกเนี่ยต้องเป็นขี้ข้าไปจนตาย”

อนลอึ้งมองดวงแขกิริยาผิดไปจากเดิมราวคนละคน ไม่คิดว่าจะปากจัดเหยียดคนขนาดนี้ เมื่อกลับมาถึงเรือน ปฐมพยาบาลจนรู้สึกตัว พระยารัชปาลีเอายาฝรั่งที่ติดตัวมาให้รับประทานจนอาการดีขึ้น

พระยาไกรยังห่วงเพราะภรรยาเจ็บคราวนี้เรื้อรังมานาน พระยารัชปาลีจึงมีความคิดว่าให้คุณหญิงไปรักษาตัวที่พระนคร พักอยู่กับตนหาหมอฝรั่ง ตนจะดูแลอย่างดี แต่พระยาไกรไม่อาจทิ้งงานราชการไปได้นานขนาดนั้น พระยาผู้เพื่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย

“พุทโธ่พุทถัง ถึงขนาดนี้ยังต้องให้พูดออกจากปากตรงๆอีกรึ แก่แล้วแก่เลยจริงๆท่านเจ้าคุณ” พอเห็นหน้าเพื่อนคิดออก “เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ ค่อยสมกับที่เล่าเรียนมาด้วยกันหน่อย”

พระยาไกรยิ้มแย้มดีใจเป็นการเปิดโอกาสให้ดวงแขตามไปดูแลแม่และจะได้ใกล้ชิดกับอนล อยู่ด้วยกันทุกวัน ต่างฝ่ายต่างยังไม่มีใครแล้วจะกลัวอะไร ช้าเร็วคงได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน อนลแอบได้ยินผู้ใหญ่คุยกันเริ่มอึดอัดใจอย่างมาก เพราะไม่เคยคิดอะไรกับดวงแขเลยสักนิด

ด้านอนึกกับเกื้อเริ่มไม่ลงรอยกัน เกื้อไม่เห็นด้วยที่อนึกกับเพื่อนจะทำการรุนแรง เตือนและห้ามก็ไม่ฟัง จึงถอยห่างออกมา อนึกตามมาต่อว่าถึงบ้าน ถึกกับคล้องได้ยินเจ้านายถกเถียงกันเสียงดัง พอตอนเช้าเกื้อให้คล้องมาขออาหารเช้าเพื่อรับประทานกับทับ นวมไม่ชอบใจเพื่อนขี้คุกคนนี้ของเกื้อเอาเสียเลย เอ่ยถามเขามาทำไมแต่เช้า คล้องไม่ทราบ คิดว่าเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนแล้วสะดุ้งนึกได้ไม่ควรพูดออกไป แต่สายไปเสียแล้วเมื่อเห็นสายตาเจ้านาย...

นวมนั่งรออนึกกลับจากทำงานเพื่อสอบถามเรื่องทะเลาะกับเกื้อ อนึกไม่พอใจบอกแม่ว่าไม่ได้ทะเลาะแค่พูดคุยกันเสียงดังเพราะความเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ นวมจึงเตือนอย่างไรเสียเกื้อก็เป็นอา เขาสั่งสอนอะไรก็เชื่อฟังบ้าง เขาจะได้ไม่เอาไปว่ากับคนอื่น

เท่านั้นอนึกก็มาต่อว่าเกื้อถึงบ้านว่าเอาเรื่องของเราไปพูดกับใคร เกื้อบอกว่าทับเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ เป็นทั้งเพื่อนและอาจารย์ ไม่ต้องกลัวว่าจะนำภัยมาให้ อนึกกลัวบ่าวไพร่ได้ยินจะนำไปพูดต่อ เกื้อว่าไม่ต้องกังวลเพราะตนสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ และเรื่องนี้ทับก็รู้มาแต่ต้น

“คุณทับรู้เรื่องด้วยก็จริง แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับพวกเรา ถือว่าเป็นคนนอกอยู่ดีล่ะครับ”

“เหมือนที่อากำลังจะเป็นคนนอกของพ่อใหญ่กับพรรคพวกเพราะคิดคนละทางกันใช่ไหม” เกื้อเริ่มโกรธ

อนึกเห็นอาโมโหจึงเสียงอ่อนลงบอกว่าการประชุมคราวหน้ายังอยากให้เขาไปร่วม เกื้อเห็นว่าทุกคนไม่ฟังความคิดตนแล้ว อนึกสวนอย่าเพิ่งน้อยใจอายังเป็นมันสมองของพวกตนอยู่ ในเมื่ออาคิดว่าพวกตนเดินทางผิดแล้วจะปล่อยให้ถลำลึกไปอย่างผิดๆหรือ เกื้อฟังแล้วหนักใจ

ooooooo

เมื่อตัดสินใจจะออกจากวัง ติโลตตมาก้มกราบลาเสด็จป้า โดยอ้างเหตุผลว่า ที่ตำหนักไม่มีคนดูแล อรุณวาสีกลับไปช่วยดูแลเรื่องเก็บดอกเบี้ยและค่าเช่าที่ ตนจึงต้องไปดูแลตำหนักแทน เสด็จรู้ทันบอกอยากไปก็ไป ทำให้ติโลตตมาเจ็บใจที่ไม่ห้ามปรามบ้าง

เสด็จเอ่ยว่าตนมีหลานหลายคน อาจจะห่วงใยแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ก็รักและหวังดีกับทุกคนเหมือนๆกัน ติโลตตมาเผลอยิ้มมีความหวังว่าจะถูกรั้งให้อยู่ต่อ แต่เสด็จกลับบอกให้ไปดี ท่านหญิงเคืองหน้าบึ้งคลานเข่ากลับออกมา เจออทริกากำลังเห่อหนังสือนิยายเล่มใหม่อยู่กับสำอาง ก็ยิ่งให้โมโหดึงหนังสือมาโยนทิ้งหาว่าเป็นนิยายประโลมโลก แล้วบ่นว่าเพราะเป็นแบบนี้
นังลูกไพร่ถึงชูคออยู่ได้

ไม่ทันไร สร้อยเดินนำอุรวศีผ่านมา ติโลตตมามองด้วยสายตาเกลียดชัง อทริการู้ใจพี่แกล้งแขวะลอยๆ ตายยากตายเย็นจริงๆ พูดถึงไม่ทันไรก็มา

สร้อยรู้ว่าหมายถึงอุรวศี แต่แกล้งหันมาถาม ท่านหญิงตรัสถึงตนหรือ อทริกาหน้าเสียรีบปฏิเสธอุรวศีเม้มปากกลั้นหัวเราะรู้ว่าสร้อยจงใจแกล้ง ติโลตตมาไม่พอใจพูดลอยๆออกไป

“อย่าทะนงตัวว่าชนะ เลือดไพร่อย่างไรก็เป็นเลือดไพร่วันยังค่ำ สักวันเสด็จป้าจะต้องทรงทราบความจริงว่าไม่มีวันเปลี่ยนกรวดให้เป็นเพชรไปได้หรอก”

อุรวศีสวนลอยๆบ้าง “ค่ะ เปลี่ยนไม่ได้ เห็นมากับตาแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนได้จริงๆ”

ติโลตตมาโกรธจัดปากคอสั่น รู้ว่าโดนย้อนว่าตนเป็นกรวดที่เสด็จป้าพยายามเปลี่ยนให้เป็นเพชรนั่นเอง สร้อยเคาะประตูเปิดพาอุรวศีเข้าไปหาเสด็จเสียก่อนที่ติโลตตมาจะโวย

เสด็จให้สร้อยตัดชุดราตรีแบบตะวันตกให้อุรวศีใส่ไปงานเสกสมรสของอธิปกับเมรา ท่านหญิงปลาบปลื้มโดยไม่ได้เอะใจว่าเสด็จหวังให้เป็นที่หมายตาของเจ้านายในงาน แถมกำชับสร้อยให้คอยจับตามองหาคนที่เหมาะสมให้แก่อุรวศีด้วย

ผ่านไปสองสัปดาห์ พระยารัชปาลีและอนลเดินทางกลับพระนคร โดยพาคุณหญิงไกรกลับมาเพื่อรักษาอาการป่วย มีดวงแขตามมาดูแล ระหว่างอยู่ในเรือ อนลดูแลคุณหญิงอย่างดีจนเธอยิ่งชอบและอยากได้เขาเป็นลูกเขยอย่างมาก

ด้านอรุณวาสีเดินดูที่ดินแปลงใหม่อยู่กับหม่อมต่วน เป็นที่ดินแถวลาดพร้าว บางกะปิ หม่อมกำชับลูกสาวว่าต้องกดราคาเจ้าของที่ไว้มากๆ พวกเขาร้อนเงินอยากขาย แต่อรุณวาสีไม่เห็นด้วยเลย เพราะเห็นว่าควรให้ราคาสมน้ำสมเนื้อจะดีกว่า แปลกประจบประแจงสนับสนุนความคิดหม่อมต่วน ยิ่งถ้าพวกเขาเดือดร้อนจนต้องมากู้เงิน เราอาจจะได้ที่มาเปล่าๆเลยก็ได้

หม่อมต่วนเห็นวัดที่เพิ่งสร้างเสร็จ คิดจะแวะทำบุญเพื่อบุญกุศลจะช่วยให้ตนมั่งมีศรีสุขทุกๆชาติ ระหว่างเดินอยู่ในวัด แปลกพยายามพูดเอาใจว่าวัดนี้เทียบไม่ได้กับวัดประจำตระกูลของหม่อม ชาวบ้านแถวนี้โชคดีที่วันนี้หม่อมมาทำบุญที่นี่ หม่อมต่วนยิ้มภูมิใจกับคำยกยอ

“คนสร้างเป็นคุณหลวง จะมาเทียบบารมีอะไรกับเจ้าพระยาอย่างพ่อข้าได้ล่ะ ได้แค่นี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว”

แปลกประจบรับคำ อรุณวาสีได้ยินชาวบ้านคุยกันว่าคุณนายของคุณหลวงที่สร้างวัดมาทำบุญวันนี้พอดี จึงชวนแม่ไปทำความรู้จัก หม่อมต่วนเชิดใส่ “หญิงเป็นใคร แม่เป็นใคร ควรหรือที่เราจะลดตัวไปพบกะอีแค่เมียคุณหลวง อย่าพูดให้แม่ได้ยินอีกนะ”

อรุณวาสีจ๋อย แปลกรีบสอพลอบอกตนจะไปตามคุณนายให้มากราบหม่อมกับท่านหญิงเอง หม่อมต่วนเห็นด้วย...แปลกกำลังจะไปก็พอดีเห็นชาวบ้านทักทายผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินมาท่าทางสวยหวานดูดีมีสง่า หม่อมต่วนมองไปเห็นหน้าตาหญิงคนนั้นเหมือนหม่อมพิณไม่ผิดเพี้ยน ก็ตกใจสุดขีดเป็นลมล้มพับด้วยความหวาดกลัว

อรุณวาสีกับแปลกตกใจช่วยประคองพากลับตำหนัก ติโลตตมาเห็นแม่เป็นลมกลับมาก็เอ็ดน้องไม่ดูแลแม่ แต่พอหม่อมต่วนฟื้นขึ้นมากลับไล่ทุกคนออกไปเหลือแปลกไว้คนเดียว

ติโลตตมาบ่นอย่างไม่พอใจ “อุ๊ย ก็แค่คนแก่เป็นลม ฉันไม่น่าตื่นตูมตามเธอเลยหญิงเล็ก”

พอทุกคนไปหมด หม่อมต่วนยื่นมือไปบีบคอแปลกทันที เค้นถามว่าฆ่าหม่อมพิณกับมือหรือไม่ แปลกงงมากกลัวลานบอกว่าตนกับดำและลือช่วยกันถ่วงหม่อมพิณลงน้ำ ตนเห็นหีบจมน้ำกับตาจริงๆ หม่อมต่วนคลายมือออกพึมพำ

“หรือจะเป็นผี...ก็เอาสิวะอีพิณ ตอนมึงอยู่กูยังไม่กลัวมึงเลย มึงตายแล้วมีหรือกูจะต้องกลัวมึงด้วย”

แปลกได้ยินเรื่องผีหม่อมพิณก็หวาดผวาถอยไปชิดกำแพง ความรู้สึกกลัวที่ฆ่าคนกลับมา

จันฉวยโอกาสค้าขายด้วยการซื้อของพวกเครื่องสำอาง เครื่องประดับจากตลาดมาขายให้พวกข้าหลวงที่ไม่มีเวลาออกไปจับจ่ายอย่างตน อุรวศีดักคอพอคนในตำหนักพูดด้วยก็ทำกำรี้กำไรใส่ตัว จันยิ้มเรี่ยราด ท่านหญิงเตือนอย่าให้ประเจิดประเจ้อเดี๋ยวจะถูกดุ แล้วถามถึงนัดหมายกับท้าวแสนเปื้อน

จันทำหน้างง ท่านหญิงรีบแก้ว่าที่นัดกับอนลเมื่อไหร่ ตนอยากรู้ว่าแม่เป็นอย่างไรบ้างแม้แม่จะทิ้งตน แต่ไม่อาจไปพบด้วยตัวเองได้ จันบอกว่านัดพรุ่งนี้เย็น รับรองจะถามให้ละเอียดกลับมาทูลทุกคำไม่ให้ตกหล่น

ด้านอนลกลับมาถึงบ้านก็ตามหมอฝรั่งมาดูอาการคุณหญิงไกร แล้วขอตัวไปสะสางงาน ดวงแขหน้างอบ่นว่าเขาไม่สนใจตนเลย คุณหญิงปลอบอย่าห่วง จะหาทางทำให้ลูกสมหวังให้ได้

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #6 on: 24 June 2026, 12:28:38 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep6/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 6
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 6

คุณหญิงไกรให้ดวงแขเอาชุดชาสวยงดงามที่เตรียมมามอบให้คุณหญิงนวม สอนลูกให้ทำตัวให้ผู้ใหญ่รักและเอ็นดู เห็นดีเห็นงามกับเรา แล้วคนหัวอ่อนอย่างอนลคงไม่กล้าขัดใจพ่อแม่ ดวงแขเห็นว่าพระยารัชปาลีกับนวมรักใคร่ตนอยู่แล้ว คุณหญิงไกรส่ายหน้า

“แต่ยังชอบลูกของแม่ไม่มากพอที่ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงจะยอมบังคับใจลูกชายได้นะ...แม่ดวงแขจะต้องทำให้ท่านรักและเมตตามากยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ท่านจะได้เป็นฝ่ายเร่งรัดพ่ออนลให้เราเอง ทีนี้แม่ดวงแขก็จะสมหวัง โดยที่ฝ่ายหญิงอย่างเราไม่ต้องเสียหายอะไรด้วย”

อนลอึดอัดใจอย่างมากตั้งใจมาปรับทุกข์กับเกื้อ กลับได้ยินเสียงถกเถียงกันระหว่างเกื้อกับอนึกจึงหยุดฟัง เสียงเกื้อบอกอนึกว่าตนมีอุดมการณ์และจะไม่ทรยศต่อสิ่งที่ตนเชื่อ เตือนหลานอย่าถลำลึกมากไปกว่านี้ ให้ถอนตัวออกมา แต่อนึกสวนว่า ถ้าอาไม่ทรยศต่ออุดมการณ์ ตนก็ไม่ทรยศต่อเพื่อนเหมือนกัน

พูดจบอนึกเดินหน้าเครียดออกจากบ้าน เกื้อยังห่วงจึงเดินกะเผลกตามออกมา เจอเข้ากับอนลก็ชะงัก อนึกถามกลับมาเมื่อไหร่ ทำไมไม่มีใครมาบอก

“ผมกับคุณพ่อถึงได้ครู่ใหญ่แล้วครับ คุณพ่อก็ถามหาพี่ใหญ่อยู่เหมือนกัน แต่พวกบ่าวคงไม่รู้ว่าพี่ใหญ่อยู่กับอาเกื้อ เลยไม่มีใครมาเรียนน่ะครับ”

อนึกเดินหน้าบึ้งกลับบ้าน อนลหันมาถามเกื้อว่าเกิดอะไรขึ้น เกื้อไม่อาจเล่าอะไรให้อนลฟังได้ บอกเพียงว่า ตนมองอนึกผิดไป เขาทำตามความนิยมของเพื่อนในกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดอ่านมากพอ อย่างไรเสียตนจะคุยกับเขาอีกที อย่ากังวลไป

อนลเดินตามเกื้อเข้าบ้านเพื่อปรับทุกข์ของตัวเองเรื่องที่ผู้ใหญ่จะจับคู่ตนกับดวงแข เกื้อถามคำเดียวว่าเขารักใครอยู่ สีหน้าอนลตกใจปฏิเสธตะกุกตะกัก เกื้อรู้ทันดักคอถึงตนจะพิการแต่ก็อาบน้ำร้อนมาก่อน

“แม่ดวงแขหน้าตาสะสวย ชาติตระกูลก็ดี ถึงนลไม่ได้มีใจให้ แต่ถ้าคนรอบข้างเห็นดีด้วย ก็คงไม่ยากที่จะรับไว้พิจารณา เว้นไว้เสียแต่นลจะมีคนที่ชอบพออยู่แล้วเท่านั้น อาพูดถูกไหม”

“ครับ แต่มันไม่มีวันเป็นไปได้หรอกครับ ผู้หญิงคนนั้นเขาอยู่สูงกว่าผมมาก มากเกินกว่าที่ผมจะเอื้อมถึง หรือดึงให้เขาต้องลงมาตกต่ำกับผมด้วย”

เกื้อชักอยากรู้ว่าใครกันที่อยู่สูงกว่าบุตรชายพระยารัชปาลี อนลเม้มปากแน่นไม่อาจเผยให้ใครรู้ได้ เกื้อเห็นอนลไม่พูดแน่จึงแนะว่ามีทางเลือกสองทาง ฝืนใจตัวเองให้คนรอบข้างมีความสุขแล้วสักวันอาจจะรักกันเอง ส่วนอีกทางคือเลือกอยู่คนเดียวอย่างตน เพราะตนเชื่อว่ารักแท้เกิดขึ้นได้ครั้งเดียว ถ้าได้เจอแล้วก็นับว่าไม่เสียชาติเกิด เรื่องครองคู่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

อนลฟังแล้วรู้สึกว่าทางออกตนจะไม่สมหวัง เกื้อย้ำเตือนให้คิดเอา ทุกอย่างอยู่ที่เราตัดสินใจ

ooooooo

อทริการู้ว่าเสด็จทรงตัดชุดแบบตะวันตกให้อุรวศีใส่ในงานเสกสมรสของเมรา จึงรีบมารายงานหม่อมต่วน ทำให้หม่อมตัดชุดใหม่ทั้งหมดให้ลูกทั้งสามทันการณ์ ระหว่างลองชุดกันอยู่ แปลกเข้ามารายงานว่าท่านป้อมเสด็จมา อทริกาตื่นเต้นออก นอกหน้า

ท่านป้อม หม่อมเจ้าหนุ่มหน้าตาดี เป็นนักประพันธ์ชื่อดัง อทริกาชื่นชมผลงานของเขาอย่างมากถึงกับเอาหนังสือนิยายฝันสลายมาให้เขาเซ็น แถมบอกถ้ารู้ว่าเขามาจะเตรียมหนังสือทุกเล่มที่มีไว้ให้เซ็น ท่านป้อมให้ส่งไปที่วัง ตนจะเซ็นให้ทุกเล่ม ท่านหญิงดีใจมาก

ติโลตตมาและอรุณวาสีเดินตามหม่อมต่วนเข้ามา ติโลตตมาไม่ชอบพวกนักเขียน ยกมือไหว้อย่างเสียมิได้ แต่ท่านป้อมตะลึงในความงามของเธอ จนลืมรับไหว้อรุณวาสี หม่อมต่วนเรียกให้ท่านป้อมรู้สึกตัว แล้วให้ทุกคนออกไป เพื่อคุยธุระกันตามลำพัง...ท่านป้อมนำเงินที่กู้จากหม่อมต่วนไปพิมพ์หนังสือนิยายขายดีเป็นเทน้ำเทท่า วันนี้เขาเอาเงินต้นและดอกเบี้ยมาคืน

เย็นวันนั้น จันแอบมาพบอนลเล่าเรื่องจดหมายของเขาที่เขียนไปถึงอุรวศี มีคนลักเอาไปฟ้องเสด็จ ทำให้ท่านหญิงโดนตำหนิ ตนไม่กล้ารับจดหมายจากเขาอีก แม้อนลจะบอกว่าคราวนี้เป็นข่าวจากหม่อมสลวยแต่จันก็ไม่กล้ารับ เกรงทำให้ท่านหญิงเดือดร้อน

อนลนึกได้เลียบเคียงถามจนรู้ว่าอุรวศีไปงานเสกสมรสของอธิป ก็มีความหวังขึ้นมาว่าจะส่งจดหมายอย่างไร

อนลกลับบ้านกลัดกลุ้มที่ไม่เจียมตัวทำให้ท่านหญิงผู้เป็นที่รักต้องเดือดร้อน ระหว่างนั้นดวงแขมาตามให้ไปรับประทานอาหาร แต่พอเขาเปิดประตูห้องเธอก็รีบเบี่ยงตัวสวนเข้ามา ทำทีเดินชมห้องและชวนคุยว่าเป็นระเบียบดูเรียบง่าย อนลรู้สึกไม่พอใจในความจุ้นจ้านของเธอแต่ไม่อาจแสดงอาการได้ เธอยังเสนอจะตกแต่งห้องให้ใหม่ เขาได้แต่ยิ้มอย่างอึดอัด

บนโต๊ะอาหารที่ทุกคนนั่งรับประทานร่วมกัน พระยารัชปาลีเอ่ยขึ้นว่า งานเสกสมรสของอธิปกับเมรา อยากให้อนึกกับอนลไปร่วมงานแทนเพราะตนติดงานราชการและให้พาดวงแขออกงานด้วย

คุณหญิงไกรกับดวงแขตื่นเต้นดีใจ นวมถึงกับออกปากว่าให้เลือกชุดออกงานของตนได้ตามใจชอบ แล้วจะส่งช่างแก้ไขให้ อนึกไม่อยากไปเพราะไม่ชอบอธิปที่เป็นคนชอบคุยข่มคนอื่น ท่านเจ้าคุณไม่ยอมเพราะคราวงานเลี้ยงต้อนรับอนึก ท่านชายเสด็จมา

อนลรู้ว่าพี่ชายอึดอัดจึงบอกว่าเพื่อนๆของเขาไปกันหลายคน แต่ท่านเจ้าคุณแย้ง “ถ้าจะให้ดี พ่อใหญ่ต้องถือโอกาสเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ไปฝากเนื้อฝากตัวกับท่านเอาไว้นะ จะได้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานไงลูก”

ขณะนั้นเองเกื้อถือไม้เท้าเดินกะเผลกเข้ามา แย้งทันที “ทำอย่างนั้นก็ไม่ต่างกับการใช้เส้นสนกลใน ไม่ได้เจริญก้าวหน้าด้วยฝีมือตัวเอง ประเทศที่ศิวิไลซ์แล้ว เขาถือว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจนะครับ”

“แต่ที่นี่คือสยามโว้ย ผู้น้อยฝากตัวกับผู้ใหญ่ ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดแล้ว แกอย่าขวางโลกนักเลยวะเจ้าเกื้อ แล้วนี่มาทำไม”

เกื้อเหลือบมองอนึกก่อนจะบอกว่าเบื่อทานข้าวคนเดียว นวมรีบเชิญให้ทานด้วยกัน อนึกได้แต่นั่งหลบตา อนลจับสังเกตพฤติกรรมของทั้งคู่

คืนนั้นเกื้อแอบเดินตามอนึกออกไปหวังจะเตือนหลานอย่าถลำไปมากกว่านี้ แต่กลับโดนอนึกตอกกลับ คนเราจะทำการใหญ่ต้องเสียสละ ถ้าคิดอย่างอาไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เกื้อผงะเชื่อแล้วว่าหลานคนนี้ถลำมากเกิน คงช่วยอะไรไม่ได้อีก

ooooooo

งานเสกสมรสจัดขึ้นในวังโอ่อ่าของอธิป หม่อมเรี่ยมและสุรคมช่วยกันรับแขกที่ทยอยกันมา ล้วนเป็นพระญาติหรือบุคคลสำคัญทั้งสิ้น รถม้ามาจอด อนล อนึกและดวงแขลงจากรถเข้ามาทำความเคารพหม่อมเรี่ยม สุรคมเชื้อเชิญทุกคนเข้าไปในงานซึ่งจัดกลางสวนสวยงาม

ขณะนั้นบ่าวสาวในชุดหรูประดับเพชรพลอยสมยุคสมสมัย สีฟ้าตามวัน เดินออกมาทักทายแขก ดวงแขตื่นตาตื่นใจกับความสวยสง่า อนึกเห็นว่าคงไม่มาทักพวกตนแน่จึงชวนอนลเข้าไปในงาน แต่อนลกลับชะเง้อมองหาอุรวศีด้วยหัวใจใฝ่หา

ด้านอุรวศียังแต่งองค์อยู่กับเสด็จ โดยมีสร้อยเป็นผู้ช่วยและผู้ติดตาม เสด็จมอบเครื่องเพชรชุดใหญ่ให้ท่านหญิงสวมใส่ หวังให้เด่นกว่าใครๆในงาน

เข้าไปรื่นเริงไม่นาน อนลเบื่อหน่ายเดินออกมาข้างนอก สุรคมเห็นเข้าทักถามออกมาทำไมอาหารไม่ถูกปากหรือ เขารีบปฏิเสธแต่ไม่อาจพูดได้ว่ามารออุรวศี สุรคมเห็นสีหน้าอนลก็เข้าใจว่าเขาหลบดวงแข อนลยิ้มเจื่อน เพราะท่านชายเดาถูกครึ่งหนึ่ง

พอดีรถม้าของหม่อมต่วนมาถึง ทั้งหม่อมและลูกๆลงจากรถม้า ท่านหญิงทั้งสามอยู่ในชุดราตรีแบบตะวันตกดูสวยเด่นทุกองค์ จนอธิปอดพูดจาเกี้ยวพาราสีตามนิสัยไม่ได้ ติโลตตมาหน้าตึงไม่พอใจ มีเพียงอทริกาที่หัวเราะชอบใจจนโดนพี่สาวกระแอมให้สำรวม

อรุณวาสีทักทายสุรคมด้วยรู้สึกว่าคุยกับเขาสบายใจกว่า ไม่ทันไรมีรถม้าสามสี่คันมาจอดคันหน้าสุดสร้อยลงจากรถม้าคอยดูแลประคองอุรวศีให้ลง ส่วนรถม้าคันอื่นๆ เป็นบรรดาข้าหลวงและสำอางที่มาร่วมงาน

ทุกคนในงานมองอุรวศีที่อยู่ในชุดไทยเต็มยศ สวมเสื้อลูกไม้สะพายแพรบางๆ ไม่ใช่ชุดฝรั่งที่เสด็จให้ลองในวันก่อน อนลแอบมองตาไม่กะพริบ เมราเห็นน้องก็ชวนหม่อมเรี่ยมมาต้อนรับ หม่อมต่วนมองอย่างหมั่นไส้ แล้วต้องตะลึงเมื่อเห็นว่าที่คออุรวศีสวมใส่เครื่องเพชรชุดใหญ่ จำได้ว่าราคามหาศาล ยิ่งแค้นใจถึงขนาดหักด้ามพัดในมือเป็นสองท่อน

ติโลตตมาขุ่นเคืองที่อุรวศีไม่ได้ใส่ชุดราตรีฝรั่งอย่างที่อทริกาบอก ทำให้พวกตนสามพี่น้องกลายเป็นตัวตลกในงานเสียเปล่าๆ อทริกายืนยันว่าเห็นสร้อยตัดชุดให้จริงๆ ในขณะที่สร้อยกระซิบกับอุรวศีว่า

โชคดีที่เสด็จเปลี่ยนชุดให้เข้ากับเครื่องเพชร ดูสวยสง่ากว่าชุดฝรั่งอีก อุรวศียิ้มรับพลันเหลือบไปเห็นอนลยืนห่างออกไปค้อมหัวทำความเคารพ ก็พยักหน้ารับน้อยๆ

บรรยากาศในงานจัดเป็นซุ้มอาหารคล้ายบุฟเฟ่ต์ต่างกันตรงที่แขกในงานเดินไปเลือกแล้วมีคนรับใช้มาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ อีกฝั่งเป็นเวทีการแสดงซึ่งกำลังเล่นหุ่นกระบอก อีกเวทีเป็นวงมโหรีบรรเลงเพลงขับกล่อม อธิปกับเมราควงแขนเข้ามาในงานทักทายแขกเหรื่อ

ดวงแขสนุกกับการดูหุ่นกระบอก อนลคอยมองหาอุรวศีอยู่ตลอด เห็นสร้อยกำลังแนะนำให้ท่านหญิงรู้จักเจ้านายแต่ละพระองค์ อนลเผลอยิ้มไปกับกิริยาอ่อนหวานชวนมองของเธอ ดวงแขหันมาเห็นแปลกใจว่าเขายิ้มอะไร อนลกลบเกลื่อนทำเป็นมองทั่วงาน บอกว่าดูความโอ่อ่าหรูหราของงาน

หม่อมต่วนจับตามองอุรวศีที่เดินเฉิดฉายเด่นในงานด้วยความหมั่นไส้ ติโลตตมาแปลกใจทำไมแม่ถึงต้องมองให้เปลืองตา หม่อมแค้นใจน้ำเสียงห้วนใส่ลูกๆ

“พวกเธอตาบอดรึ ไม่เห็นเครื่องเพชรที่นังลูกเมียบ่าวใส่อยู่หรือยังไง”

“สวยมากเลยนะคะ สงสัยเสด็จพ่อจะประทานให้” อทริกาคาดเดา

“ใช่เสียที่ไหนเล่า นี่เป็นเครื่องเพชรที่พระพุทธ เจ้าหลวงทรงประทานให้เสด็จพระองค์หญิง ถือเป็นเครื่องเพชรประจำราชสกุลของเรา แล้วพระองค์หญิงทรงให้นังเลือดไพร่นี่ใส่มาได้ยังไง”

ติโลตตมาพาลเจ็บใจมากขึ้น “หญิงบอกแม่แล้วว่าเสด็จป้าลำเอียง ลูกนังสลวยมันจับเส้นถูกจนเสด็จป้าทรงลืมกำพืดชั้นต่ำของมันไปแล้ว”

หม่อมต่วนทนไม่ไหวยิ่งเห็นยิ่งแค้นใจลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินเลี่ยงไป อรุณวาสีเห็นบรรยากาศตึงเครียดจึงหาทางเลี่ยงบ้าง บอกพี่ๆว่าจะไปหาของมาให้รับประทาน ...อทริกาเห็นท่านป้อมเดินมาก็ดีใจชวนนั่งร่วมโต๊ะ ท่านป้อมจับจ้องมองติโลตตมาสายตากรุ้มกริ่ม แต่ท่านหญิงเชิดใส่

อรุณวาสีเดินเลือกอาหาร ชนเข้ากับสุรคมโดยบังเอิญ จึงสนทนากัน ระหว่างคุยสายตาเขาสะดุดที่อุรวศี แค่มองก็ยิ่งหลงใหล ไม่ต่างจากอรุณวาสีที่นับวันก็แอบชอบเขามากขึ้นแต่ไม่กล้าแสดงออก

ติโลตตมาเบื่อท่านป้อม เดินเลี่ยงมาซุ้มเครื่องดื่ม ไม่วายยังเดินตามมาคุยอวดว่าเคยอยู่ต่างประเทศนาน รู้ว่าไวน์แบบไหนเป็นอย่างไร ท่านหญิงตัดบทว่าเสด็จพ่อไม่โปรดให้ดื่มของมึนเมา แต่พอเหลือบไปเห็นอุรวศียืนคุยอยู่กับสำอาง เกิดความหมั่นไส้คว้าแก้วไวน์แดงเดินเข้าไปชนอุรวศี ไวน์แดงหกราดเสื้ออันสวยงามของเธอ เสียงอุทานของอุรวศีทำให้ทุกคนหันมองรวมทั้งอนลที่มองอย่างห่วงๆ ติโลตตมาถลึงตาปรามสำอางให้หุบปากก่อนตำหนิอุรวศี

“ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้ล่ะจ๊ะหญิงหลง พี่เรียกเธอเบาๆ ไม่เห็นต้องรีบหันกลับมาเลย”

ท่านป้อมอึ้งเห็นคาตาว่าติโลตตมาแกล้งอุรวศี แต่ด้วยความที่สนใจในตัวเธอจึงต้องเงียบไว้ เมราให้หม่อมเรี่ยมพาอุรวศีเข้าไปเลือกชุดของตนเปลี่ยนใหม่ อนลเป็นห่วงตามไปดักรอ

เมื่ออุรวศีเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเดินออกมา เห็นอนลยืนอยู่ห่างๆก็ชะงักมอง แต่พอหม่อมเรี่ยมกับสำอางเดินตามมา ท่านหญิงรีบโบกมือให้อนลหลบ หม่อมเรี่ยมขอตัวกลับเข้างาน สำอางรู้สึกผิดกล่าวขอประทานอภัยที่ไม่กล้าบอกความจริงใครๆ ท่านหญิงเข้าใจไม่ตำหนิ กลับขอให้สำอางไปรับหน้าสร้อย เกรงไม่เห็นตนจะตกใจ ขอตนอยู่แถวนี้สักพักแล้วจะตามเข้าไป สำอางโล่งใจขอไถ่โทษด้วยการซักฉลองพระองค์ให้สะอาดเอี่ยมไม่เหลือคราบ

พอเห็นว่าไม่มีใคร อนลออกจากที่ซ่อนเอาจดหมายยื่นให้อุรวศี เธอเปิดอ่านแล้วจำลายมือเขาได้ แม่คงบอกให้เขาเขียน อนลยิ้มรับดีใจออกนอกหน้า ท่านหญิงรู้สึกตัวไม่น่าให้เขารู้ว่าจำลายมือเขาได้ แสดงว่าตนอ่านจดหมายเขาบ่อย รีบเปลี่ยนเรื่องถามถึงแม่กินอยู่อย่างไร

“อยู่สบายมากกระหม่อม เถ้าแก่บุญทันเป็นเศรษฐี มีเรือนแพกว้างขวาง เขายกย่องหม่อมคนเดียว ไม่มีเมียอื่น”

ในจดหมายหม่อมสลวยจะลงมาคนเดียว อนลจะเอาเรือยนต์ไปรับที่ท่าช้างวังหน้า ส่วนบุญทันจะตามมาทีหลัง อุรวศีเศร้าใจที่ไม่สะดวกออกจากวังมารับแม่ อนลรับปากจะดูแลหม่อมสลวยอย่างดี ท่านหญิงมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ แล้วเบือนหน้าหลบเพราะรู้ว่าไม่เหมาะสม

“คุณคงทราบเรื่องจากจันแล้ว ครั้งนี้ถือว่าเสด็จป้าทรงพระเมตตา แต่ต่อไปโปรดอย่าเขียนจดหมายมาอีก”

“กระหม่อมเสียใจมากที่เป็นต้นเหตุ ไม่มีข้อแก้ตัวอย่างใดทั้งสิ้น โปรดอย่าทรงวิตก กระหม่อมจะไม่ทำ ให้ฝ่าบาททรงเดือดร้อนอีก”

อุรวศีเชื่อว่าเขาจะรักษาคำพูด ทันใดเสียงสุรคมเรียกหาอุรวศี อนลเสียดายโอกาสแต่ก็รีบหลบทันที สุรคมหน้าตาเป็นห่วงเพิ่งรู้ว่าเธอโดนไวน์หกรดเสื้อ ท่านหญิง บอกไม่เป็นอะไรกำลังจะกลับเข้างานเกรงสร้อยเป็นห่วง สุรคมยิ้มแย้มเดินเคียงคู่ไปกับเธอ สร้อยเห็นทั้งสองเดินคุยกันมาก็ยิ้มปลื้มเพราะอย่างไรเสียสุรคมก็มีศักดิ์มีเกียรติเป็นถึงหม่อมเจ้า

อนลเดินเศร้าพยายามเตือนตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้ ห้ามใจไม่ให้คิดถึงอุรวศี เห็นอนึกนั่งอยู่คนเดียวเข้าไปหา เขาบ่นเบื่อพวกคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองบ้าง อนลฟังแล้วมีความคิดว่า การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็ถือเป็นการทำเพื่อบ้านเมืองเหมือนกัน ฉะนั้นการคิดถึงแต่เรื่องตัวเองก็ไม่น่าเป็นความผิด

อนึกยิ้มเยาะหาว่าน้องชายคิดแบบนี้ถึงไม่อยากคุยด้วย ถึงวันแห่งการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่จะเข้าใจเอง อนลทำหน้างง อนึกรู้ว่าตัวเองพลั้งปากรีบกลบเกลื่อนว่าชีวิตคนเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเหมือนเดิมได้ตลอด อนลรู้ว่าพี่ชายเฉไฉแต่ไม่กล้าซักถาม อนึกชวนกลับ ทั้งสองเดินมาตามดวงแข เธอบ่นเสียดายงานกำลังสนุก อนึกจึงบอกว่าคราวหน้าจะพาไปงานสโมสรทหารของตน สนุกกว่านี้

อุรวศีกับสร้อยขอตัวกลับเช่นกัน เนื่องจากพระบรมมหาราชวังปิดหลังหกโมงเย็น เธอจึงพักค้างคืนที่เรือนหม่อมเรี่ยมแล้วกลับตอนรุ่งเช้า อธิปเสียดายเธอน่าจะอยู่จนงานเลิกหรือไม่ก็ค้างที่วังของตน สร้อยตัดบทว่าไม่เหมาะสม ท่านหญิงรับปากเสด็จว่าจะค้างที่เรือนหม่อมเรี่ยม ไม่ควรผิดคำพูด หม่อมเรี่ยมต้องอยู่ส่งตัวเมราเข้าหอก่อนแล้วจะตามไป

สุรคมอาสาขับรถของอธิปไปส่งอุรวศี ระหว่างนั้นอนลชะเง้อมองอุรวศีตลอด ดวงแขเห็นว่าเขาไม่สนใจตนเลยจึงเรียกร้องความสนใจแกล้งร้องว่าฝุ่นเข้าตาให้เขาช่วยดู อนลหลงเชื่อช่วยเป่าผงในลูกตาให้เธอ

อุรวศีหันมาเห็นความใกล้ชิดของทั้งสองก็เข้าใจผิดคิดว่าพลอดรักกัน หงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ ครั้นกลับมาถึงเรือนหม่อมเรี่ยม นั่งนึกถึงคำพูดของเสด็จป้าที่ว่า เกี้ยวเราไม่ได้ก็ไปเกี้ยวคนอื่น มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่จะเสียหาย หม่อมเรี่ยมกลับมาแวะคุยด้วย อุรวศีแปลกใจทำไมกลับเร็ว หม่อมบอกว่าไม่มีญาติอาวุโสให้ศีลให้พรจึงเสร็จเร็ว ท่านหญิงยิ่งสงสัยพระญาติของอธิปออกมากมายทุกคนก็พักอยู่ในวัง หม่อมถอนใจ

“ท่านอธิปทรงถือองค์ไม่นับญาติด้วย และทุกคนก็ต้องคอยช่วยงานอยู่ข้างหลัง แถมต้องคอยกันด้วย”

อุรวศีงงหมายความว่าอย่างไร หม่อมเรี่ยมหน้าเสียรู้ว่าตัวเองพลั้งปากก็อึกอัก

“เอ่อ...ท่านอธิปมี...มีหม่อมเล็กๆเพคะ”

“นี่พี่อธิปมีเมียน้อยตั้งแต่ยังไม่ได้เสกสมรสหรือคะ แล้วพี่หญิงเมทราบหรือเปล่าคะ”

หม่อมเรี่ยมพยักหน้า เมราทราบดีว่าคนบุญหนัก ศักดิ์ใหญ่มักมีเมียน้อยกันทั้งนั้น อุรวศีพึมพำ ผู้ชายช่างเหมือนกันทุกคน

ooooooo

เช้าวันใหม่ คุณหญิงไกรอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ฟังดวงแขเล่าเรื่องงานเมื่อคืนว่างานสนุกแต่อนลยังมีท่าทีเหมือนเดิมคือไม่สนใจตนเลย คุณหญิงปลอบลูกว่าได้ลองเกริ่นกับนวม ท่าทางเธอเห็นดีเห็นงามด้วย ฉะนั้นเราจะมีผู้ใหญ่ช่วยหนุนอีกแรง

ส่วนสร้อยกำลังรายงานเสด็จว่ามีใครเข้าตาบ้าง... พระองค์ชายอิศรากำลังรุ่งเรืองในกองทัพเรือ ทรัพย์สินบริบูรณ์มั่งคั่ง พระชายาเอกสิ้นชีพิตักษัยไปแล้ว เสด็จท้วงว่าแก่เกินไปตั้งยี่สิบปีแถมมีลูกถึงหกองค์ องค์โตอ่อนกว่าอุรวศีแค่ปีเดียว และมีหม่อมเล็กๆอีกแปดคน หลานตนลำบากแน่

สร้อยเสนออีกคน ท่านตุลย์ รับราชการอยู่กระทรวงวัง มีบริษัทค้าไม้อยู่เมืองแพร่ ร่ำรวย มีหม่อมอยู่สองคนยังไม่มีโอรสธิดา แต่เสด็จรู้มาว่า ท่านตุลย์มีหม่อมแม่ร้ายกาจเป็นที่เลื่องลือไม่แพ้หม่อมต่วน สร้อยถอนใจเหลืออีกคนคือท่านชายสุรคม อนุชาท่านอธิป ท่าทางสนใจท่านหญิงมาก รับราชการอยู่กระทรวงมหาดไทย ผนวชแล้วยังไม่มีคู่ ไม่เที่ยวสำมะเลเทเมา

“เสียตรงยากจนล่ะสิ...” เสด็จเห็นสีหน้าสร้อยก็ดักคอ

“แม่นยำราวกับเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองเลยเพคะ”

เสด็จรู้สถานะของสุรคมดี เป็นเพราะเสด็จพ่อของเขายกมรดกให้อธิปคนเดียวหวังว่าจะดูแลน้องๆ แต่คนอย่างอธิป อย่างมากก็แค่ให้บ้านเล็กๆไปคนละหลัง เรื่องนี้ไม่ถือเป็นข้อเสีย สำคัญที่สมศักดิ์สมตระกูล ส่วนเงินทองช่วยกันเก็บหาก็มั่งมีได้ไม่ยาก เพียงแค่หาทางให้ชอบพอกันก็พอ สร้อยคลายกังวล

เมื่อเสด็จเปิดทาง สร้อยจึงมาหยั่งเชิงบ้านสุรคมเพื่อดูความเป็นอยู่ ทำทีนำขนมหวานจากเสด็จมาขอบคุณน้ำใจสุรคมที่ขับรถไปส่งเมื่อคืนวันงาน หม่อมเอื้อนตื่นเต้นที่เสด็จกรุณาต่อลูกชายตน ยิ่งพอรู้เลาๆว่าเสด็จอยากเห็นอุรวศีเสกสมรสให้หมดห่วง ก็หูผึ่งรีบเล่าให้ลูกชายฟังหลังกลับจากทำงาน สุรคมไม่อยากเชื่อว่าเสด็จทรงเมตตาตน

“แม่เองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่คุณสร้อยพูดถึงขนาดนี้คงไม่ผิดหรอกจ้ะ เพียงแต่ท่านเป็นฝ่ายหญิง ออกหน้ามากกว่านี้ก็ไม่งาม”

สุรคมเสียดายที่ไม่ได้อยู่เจอสร้อย เขายอมรับกับแม่ว่ารักอุรวศีตั้งแต่แรกพบ แต่หม่อมเอื้อนกลับนึกถึงสมบัติของเสด็จ ถ้าได้ดองกันคงสบายไปทั้งชาติ

ต่างจากอนลที่พอแม่บอกเรื่องทาบทามดวงแขให้เขากลับเครียดขึ้นมาทันที นวมกล่อมว่าเขายังไม่มีใครชอบพอ ก็ขอให้มองดวงแขบ้าง เธอเหมาะสมทั้งฐานะและชาติตระกูล

ค่ำนั้นนวมคุยกับคุณหญิงไกรว่าได้บอกอนลไปแล้ว คุณหญิงตกใจเกรงจะกลายเป็นการบังคับ นวมส่ายหน้าถ้าให้พูดตรงๆ ตนไม่อยากเห็นลูกลอยชายอยู่แบบนี้ต่อไป คุณหญิงแอบดีใจ

ด้านอุรวศีไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจับคู่กับสุรคม เสด็จนัดแนะให้สร้อยชวนอุรวศีไปเลือกซื้อผ้าให้ท่าน พอเธอตกลงสร้อยก็พามาขออนุญาตเสด็จ เคาะประตูห้องแล้วเปิดเข้ามา ทั้งคู่ต้องตกใจเมื่อเห็นเสด็จนอนหมดสติอยู่กลางห้อง อุรวศีให้สร้อยตามหมอหลวงโดยด่วน

ooooooo

เช้าวันใหม่ อุรวศีกับสร้อยช่วยกันประคองเสด็จลุกขึ้นเสวยโอสถแล้วนั่งพักสบายๆ เสด็จยังให้อุรวศีออกไปซื้อผ้ากับสร้อยให้ ไม่ต้องห่วงตน ตนยังแข็งแรงและจะให้อทริกามาดูแลแทน อทริกาหน้าเสียรีบบอกว่าวันนี้ไม่ใช่เวรตน เสด็จไม่พอพระทัย

“ถ้าไม่ใช่เวรตัวก็ปล่อยให้ฉันอยู่ตามเวรตามกรรมอย่างนั้นรึ”

อทริกาหน้าจ๋อยรีบกราบทูลว่าไม่ใช่อย่างนั้น ตนอยู่ปรนนิบัติได้ อุรวศีก้มกราบแล้วทูลอย่างห่วงใยว่าจะรีบไปรีบกลับ เสด็จพยักหน้ารับทราบ สบตาสร้อยอย่างรู้กัน พอมองเลยมาเห็นสีหน้าอทริกาที่ดูเบื่อหน่ายก็ส่ายหน้าคิดในใจว่าหลานคนนี้พึ่งพาไม่ได้จริงๆ

พอเสด็จบรรทม อทริกาออกมาบ่นกับสำอางว่าไปดูละครวันนี้ไม่ได้ เสียดายไม่ได้เห็นหน้าพระเอก สำอางจ๋อยเพราะท่านหญิงไม่ไปตนก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นจะถูกหาว่าเลี่ยงงาน สำอางแปลกใจทำไมเสด็จถึงให้อุรวศีและสร้อยไปซื้อของในวันนี้ทั้งที่ทรงประชวร

ที่วังแห่งหนึ่ง มีพ่อค้าเอาของดีมีค่าและผ้าสวยๆ งามๆมาขายให้ผู้ดีมีตระกูลหรือระดับเจ้านาย เพื่อไม่ต้องออกไปเลือกซื้อปะปนกับคนทั่วไป สร้อยบอกอุรวศีว่ารับรองของทุกอย่างเป็นของดีมั่นใจได้ ท่านหญิงเลือกผ้าได้หลายชิ้นแล้วชวนสร้อยกลับเพราะเป็นห่วงเสด็จป้า สร้อยท่าทีมีพิรุธชะเง้อเหมือนมองหาใคร แล้วบอกว่ายังกลับไม่ได้ ต้องเลือกซื้อเครื่องหอมอีก

ไม่ทันไรหม่อมเอื้อนเดินนำสุรคมเข้ามา ทำทีทักทายสร้อย สร้อยจึงแนะนำให้รู้จักอุรวศี

“ท่านหญิงนี่เอง ได้ยินชายสุรคมเอ่ยถึงหลายครั้ง เพิ่งจะได้เจอองค์จริง เห็นทีหม่อมฉันต้องตีสุรคมเสียหน่อยแล้ว” อุรวศีแปลกใจทำไมต้องตี “ก็เรื่องที่บรรยายความงามของท่านหญิงไม่ถึงครึ่งขององค์จริงน่ะสิเพคะ”

อุรวศีรู้สึกกระอักกระอ่วนที่ชมกันตรงๆ สร้อยรีบชวนหม่อมเอื้อนไปเลือกซื้อของหอมเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ท่านชายท่านหญิงอยู่คุยกัน อุรวศีเริ่มรู้สึกว่ามีการเตี๊ยมกันมา สุรคมชวนไปนั่งดื่มชาริมระเบียงและชวนคุย เรื่องของเขาไม่พ้นความลำบากที่ผ่านมา แม้ได้ไปร่ำเรียนเมืองนอกแต่ต้องทำงานช่วยเหลือตัวเอง อุรวศีชื่นชมว่าเขาน่าจะภูมิใจที่สู้อุตส่าห์ร่ำเรียนกลับมารับราชการเป็นเกียรติแก่ตนเองได้

“หญิงไม่รู้สึกว่าพี่...เอ่อ...ยากจนหรือคะ”

“คนเราจนทรัพย์ไม่เท่าจนปัญญาหรอกค่ะ จนทรัพย์ถ้ามีปัญญาวันหนึ่งก็ร่ำรวยได้ แต่ถ้าจนปัญญาเสียแล้วต่อให้มีแก้วแหวนเงินทองกองสูงเท่าภูเขา ก็รักษาไว้ไม่ได้”

“พี่มองหญิงไม่ผิดจริงๆค่ะ” สุรคมยิ้มปลื้ม สายตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เปี่ยมล้น

อุรวศีเห็นสายตาแล้วหน้าเสีย เสหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเมินหน้าไปมองทางอื่น

ด้านอนลนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน ดวงแขพยายามปรนนิบัติสารพัดตั้งแต่เช้ายันบ่ายจนเขารู้สึกอึดอัด ตกเย็นยังทำกับข้าวตักทุกอย่างให้ชิม จะปฏิเสธก็เกรงใจคุณหญิงไกรที่นั่งยิ้มปลื้มปริ่มอยู่ พอค่ำเขาจึงหลบมาอยู่บ้านเกื้อ บ่นให้ฟังจนเกื้อหัวเราะท้องแข็ง สัพยอกถ้าดวงแขใช้ธรรมเนียมอินเดียคงส่งขันหมากมาสู่ขออนลไปแล้ว เขายิ่งเครียดขอหลบอยู่ที่นี่จนทุกคนเข้านอนหมดค่อยกลับ เกื้อให้นอนที่นี่ได้เลย อนลย้อนถามถ้าอนึกมาหาจะคุยกันสะดวกหรือ

“เขาไม่มานานแล้วล่ะ บางทีอาจจะไม่มาอีกแล้วก็ได้” แววตาเกื้อเครียดและเป็นห่วง

ในขณะเดียวกัน อนึกกำลังดื่มฉลองกับเพื่อนที่ยังคงรวมตัวอยู่ และสาบานกันว่าจะไม่มีใครถอนตัวออกไปอีก

ooooooo

รุ่งเช้าสร้อยรายงานความคืบหน้าว่าสุรคมมีท่าทางชอบพออุรวศีอย่างเห็นได้ชัด แอบชื่นชมท่านหญิงกับตนหลายครั้ง แต่พอเสด็จถามถึงท่าทีของอุรวศี สร้อยขรึมลงเพราะไม่ทรงแสดงท่าทีใดๆ และดูเหมือนจะรู้ทันว่าเสด็จหมายตาท่านชายไว้ให้

เสด็จเห็นว่าดีเพราะเป็นหญิงต้องสงวนท่าทีไว้ ถ้าไม่แสดงว่ารังเกียจรังงอนก็เบาใจได้ ไม่ทันคุยจบอุรวศีคลานเข่าเข้ามาขออนุญาตกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ เสด็จหน้าตึง สวน

“ไม่ต้องไป รู้ว่าเป็นลูกก็ต้องคิดถึงแม่ แต่คิดให้ไกลกว่านี้หน่อย ถ้าแม่เขาคิดถึงลูกเขาก็คงไม่เลือกสุขส่วนตัวเป็นใหญ่ ถ้าไปเป็นหม่อมของเจ้านายอีกสักองค์ก็ไม่สู้กระไรนัก แต่นี่...หญิงจงสำนึกเสมอว่าพ่อของหญิงเป็นใคร สูงยิ่งกว่านั้นคือปู่ของหญิงเป็นใคร”

อุรวศีก้มกราบ “หญิงขอรับโอวาทไว้ทั้งหมดเพคะ หญิงก็เห็นจริงตามนี้ เพียงแต่ถ้าหญิงไม่ทูลเสด็จป้าก็เหมือนหญิงโกรธเคือง ไม่ยอมพบแม่เสียเอง แม่จะตำหนิเอาได้เพคะ”

แม้เสด็จจะไม่พอใจหม่อมสลวย แต่ก็สงสารอุรวศี จึงสั่งสร้อยไปบอกหม่อมสลวยให้มาเยี่ยมลูกที่วังได้ ตนจะทำไม่รู้ไม่เห็น ไม่ต้องมาพบตน อุรวศีดีใจที่จะเจอแม่ ก้มกราบอีกครั้ง

สายวันนั้น เรือยนต์ของอนลพาหม่อมสลวยมาถึงเรือนจางวางสม ผินกับจางวางต้อนรับด้วยความดีใจ อนลเลียบเคียงถามผินว่าอุรวศีจะมาเมื่อไหร่ ผินบอกจันมารายงานว่าเสด็จไม่อนุญาตให้ท่านหญิงออกมา แต่ให้เข้าไปเยี่ยมในวังได้ อนลจ๋อยผิดหวังไม่ได้เห็นหน้าท่านหญิง

ผ่องโผกอดหม่อมสลวยด้วยความคิดถึง บอกน้องว่าแม่ป่วยกระเสาะกระแสะจึงมาดูแล หม่อมสลวยจึงบอกว่าจะอยู่ดูแลแม่จนกว่าอาการจะดีขึ้นเอง จางวางให้ผ่องไปดูว่าแสงตื่นหรือยัง หม่อมสลวยจะเดินตาม จางวางดึงมือไว้ เพราะจงใจให้ผ่องออกไปแล้วถามลูกสาวคนเล็กมาที่นี่ไม่กลัวหม่อมต่วนแล้วหรือ

“ตอนแรกฉันก็กลัวเหมือนกันจ้ะพ่อ แต่พี่บุญทันบอกว่าหม่อมต่วนเข้าใจว่าฉันหนีตามพี่บุญทันไป คนก็รู้กันทั่วแล้วว่าฉันมีผัวใหม่ ฉะนั้นถ้ากลับมาตอนนี้ หม่อมต่วนคงไม่ระแวงในตัวฉันอีกแล้วล่ะจ้ะ”

จางวางไม่เข้าใจ หม่อมสลวยยิ้มเจื่อนๆ ไม่รู้จะเล่าให้พ่อฟังอย่างไร...เป็นจริงอย่างที่คิด แปลกมารายงานหม่อมต่วน และหม่อมไม่คิดทำอะไรเพราะเชื่อว่าหม่อมสลวยไม่รู้เห็นการตายของดำ แต่กำชับให้แปลกเฝ้าดูว่าอุรวศีจะมาเยี่ยมแม่เมื่อไหร่ จะเอาไปทูลฟ้องเสด็จให้ลงโทษ ไม่ทันไรติโลตตมาเข้ามากะจะรายงานแต่พอเห็นหน้าแม่ก็คิดว่าคงรู้เรื่องจากแปลกแล้ว เธอยิ้มเยาะคงโดนผัวทิ้งถึงซมซานกลับมา อรุณวาสีซึ่งเดินตามพี่เข้ามา กลับคิดว่าหม่อมสลวยจะมาพาอุรวศีไปอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นน้องคงไปลำบากแน่ ติโลตตมาตวาดแว้ดทันที

“จะไปกลัวมันลำบากลำบนทำไม ห่วงเหลือเกินนะนังน้องนอกไส้นี่”

“แต่ที่หญิงเล็กพูดมาก็น่าห่วงอยู่ ถ้านังสลวยมันพาลูกไปอยู่ด้วยจริง ทรัพย์สมบัติที่เสด็จประทานให้มิต้องติดตัวมันไปด้วยรึ มีหวังคงถูกนังสลวยกับผัวใหม่ผลาญกันสนุกมือ”

ติโลตตมาคิดตามที่แม่บอกแล้วตกใจไปด้วย มีเพียงอรุณวาสีไม่เห็นด้วยที่จะไปยุ่งกับสมบัติที่เสด็จพ่อแบ่งปันกันแล้ว ติโลตตมาคิดจะไปฟ้องเสด็จป้าให้เรียกสมบัติคืน

“ถ้าพี่หญิงกลางไม่นับหญิงหลงเป็นน้อง แต่จะนับเฉพาะทรัพย์สมบัติของหญิงหลง หญิงก็ขอตัวนะคะหญิงอาย” อรุณวาสีตัดบทก่อนจะเดินหนีไป ปล่อยพี่สาวโกรธขึ้งลำพัง

ไม่ทันที่ติโลตตมาจะอาละวาด บ่าวถือดอกกุหลาบแดงมาบอกว่าท่านป้อมให้นำมาถวาย แม้จะไม่ชอบท่านป้อมแต่ติโลตตมาก็อดปลื้มที่มีผู้ชายให้ดอกไม้ไม่ได้ สั่งบ่าวห้ามไปบอกใคร

ooooooo

บ่ายวันนั้นหม่อมสลวยตัดสินใจจะเข้าไปเยี่ยมอุรวศีในวังด้วยความคิดถึง อนลคิดหาวิธีทำให้อุรวศีรู้ว่าตนคิดถึง ด้วยการฝากหนังสือพระราชนิพนธ์ นิทราชาคริตแก่หม่อมสลวยไปให้ท่านหญิง แต่อย่าบอกว่าตนฝากไป

พอหม่อมสลวยมาพบอุรวศี กอดกันร่ำไห้ด้วยความคิดถึง ซักถามว่าโดนกลั่นแกล้งอย่างไรบ้าง ท่านหญิงบอกว่าดีที่เสด็จเมตตาจึงไม่ลำบากอะไร หม่อมสลวยหอบของมาฝากมากมายและไม่ลืมให้หนังสือที่อนลฝากมาโดยบอกว่าเห็นลูกชอบอ่านจึงซื้อมาฝาก ท่านหญิงสงสัยถามซื้อมาจากไหนในเมื่อแม่ไม่เคยสนใจเรื่องหนังสือ หม่อมสลวยอึกอักๆ ท่านหญิงฉุกคิดต้องเป็นอนลแน่ที่ฝากมา ไม่อยากคาดคั้นแม่จึงเปลี่ยนเรื่องถามถึงอาการยาย หม่อมสลวยจึงบอกว่าแสงเอาแต่นอนไม่ลุกมากิน อยากให้ลูกไปเยี่ยมยายให้ดีใจบ้าง อุรวศีรับปาก

ระหว่างเดินคุยกัน สร้อยพาหม่อมเอื้อนจะเข้าไปพบเสด็จ หม่อมเอื้อนเห็นอุรวศีก็ปรี่เข้าไปทักทาย สร้อยหน้าเสียไม่อยากให้รู้เรื่องหม่อมสลวย แต่ความที่หม่อมเอื้อนช่างพูดคุยชมว่าอุรวศีได้ความสวยมาจากแม่นี่เอง สร้อยดึงหม่อมเอื้อนให้รีบไปเฝ้าเสด็จก่อนจะคุยมากกว่านี้ อุรวศีฉุกคิดที่มาต้องเป็นเรื่องจับคู่ตนกับสุรคมแน่

ตกค่ำ อุรวศีเปิดหนังสือนิทราชาคริตดูว่ามีจดหมาย อนลซ่อนมาบ้างหรือไม่ พอเห็นว่าไม่มีก็ยิ้มๆที่เขาไม่ผิดสัญญา ลูบหน้าปกหนังสืออย่างทะนุถนอม “แล้วเธอจะส่งหนังสือมาให้ฉันทำไมอนล จะบอกว่าเธอยังอยู่กับฉันเสมอรึ อย่าเลยฉันมองไม่เห็นปลายทาง มีแต่ความว่างเปล่ารออยู่เบื้องหน้า ให้มันจบลงเสียตรงนี้เถิด”

ด้านอนลพร่ำเพ้อมองจันทร์คิดถึงหน้าอุรวศี คล้องยืนมองเจ้านายงงๆ อนึกกลับมาถึง อนลทักทายพี่ชายที่วันนี้กลับเร็ว อนึกกลับระแวงตวาดกลับถึงขนาดขึ้นมึงกู คิดมาจับผิดตนหรือ ทำเอาถึกและคล้องตกใจ อนลย้อนถามว่าพี่ไปทำอะไรผิดถึงคิดระแวงคนอื่นไปทั่ว ยิ่งทำให้อนึกโกรธจะชกต่อยอนล พระยารัชปาลีออกมาเห็นหน้าเครียดเสียงดุ พี่น้องกันทำไมต้องลงมือ ผิดถูกก็สอนกันดีๆได้ อนึกอ่อนลงเอ่ยปากขอโทษ อนลแปลกใจพี่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

อนลมาเล่าให้เกื้อฟัง ถึกกับคล้องเสริมว่าพวกตนเจอรุนแรงกว่านี้ อนลขอให้เกื้อเล่าว่าอนึกกำลังทำอะไร จะได้ช่วยกันแก้ไข เกื้อไม่อาจเล่าได้เพราะสัญญาไว้ ได้แต่บอกอนลว่าตนจะเกลี้ยกล่อมอนึกให้กลับมาเป็นคนเดิม อย่าห่วงเลย

เช้าวันใหม่ หม่อมเอื้อนเล่าให้สุรคมฟังว่าไปเยี่ยมเสด็จในวัง สร้อยพูดเป็นนัยๆว่าเสด็จไม่รังเกียจอะไรลูกเลย แถมถามถึงหน้าที่การงาน แต่สุรคมรู้สึกว่าอุรวศีไม่สนใจตน หม่อมเอื้อนพูดให้ลูกสบายใจว่าท่านหญิงทรงสูงศักดิ์จะแสดงออกชัดเจนมันไม่งาม เขายิ้มมีความหวังขึ้น

พอมาทำงานไม่อยากฟุ้งซ่านจึงแย่งงานลูกน้องมาทำจนหมด อนลแปลกใจเลียบเคียงถาม สุรคมจึงเล่าด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่ม ว่าตนคงจะได้เสกสมรสกับอุรวศี อนลเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางใจ พยายามเก็บอาการฟังเพื่อนผู้สูงศักดิ์เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

พักเที่ยง ดวงแขทำอาหารมาให้ยิ้มแย้มชวนคุยเหมือนเคย แต่อนลไม่มีแก่ใจจะยิ้มแย้มด้วย ดวงแขคิดว่าเขากลุ้มเรื่องงานจึงบอกให้เขาหยุดคิดสักพัก ทานข้าวให้อิ่มเผื่ออารมณ์จะดีขึ้น อนลจึงหันมากินอาหารทุกอย่างที่ดวงแขทำมา เธอไม่ได้สงสัยอะไรกลับคิดว่า เขาคงเริ่มมีใจให้

กลับบ้านมาดวงแขเล่าให้แม่ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงของอนล คุณหญิงไกรยินดีด้วย สมัยตนตอนท่านเจ้าคุณเกี้ยวก็ทานอาหารที่ตนทำจนหมดไม่ปริปากว่าอร่อยหรือไม่ คุณหญิงให้ลูกอยู่เฉยๆ เรื่องนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ตน ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน...แผนการของคุณหญิงคือรีบมาคุยกับนวมให้เห็นดีเห็นงามมากขึ้นถึงขนาดจะเคี่ยวเข็ญให้อนลแต่งงานกับดวงแขในเร็ววัน

วันต่อมาบรรดาหม่อมและคุณหญิงมาทำบุญที่วัด รวมทั้งคุณหญิงนวม หม่อมเอื้อนและหม่อมต่วน กำลังพูดคุยถึงเรื่องลูกๆ นวมเปรยๆว่าอาจจะมีงานแต่งงานลูกชายแต่ไม่อยากคลุมถุงชน ปล่อยให้เขาดูๆ กันไป แต่หม่อมเอื้อนคุยจริงจังว่าลูกชายจะเสกสมรสกับท่านหญิงอุรวศี หม่อมต่วนได้ยินหูผึ่ง ได้โอกาสทำลายความสุขคนที่เป็นเสี้ยนหนามแทงใจ
“พูดอย่างนี้หม่อมคงไม่รู้จักนางสลวยแม่หญิงหลงล่ะสิ”

หม่อมเอื้อนงงกับน้ำเสียงหม่อมต่วนแต่ก็บอกว่าเคยเจอกันแล้ว สะสวยทั้งแม่ทั้งลูก หม่อมต่วนหัวเราะเยาะ “ถ้าเหมือนกันคงงามหน้าล่ะจ้ะ นางแม่เป็นหม่อมดีๆไม่ชอบ หนีตามชู้ไปอยู่ปากน้ำโพโน่น...ฉันก็ไม่อยากพูดให้เสื่อมเสียออกไปนอกวัง แต่เมื่อหม่อมจะมาขอลูกสาวไปเป็นสะใภ้ก็ต้องพูดเสียก่อนนะ ว่าทนตากหน้าได้ไหม”

ทุกคนอึ้งกับข่าวนี้ หม่อมเอื้อนร้อนรนทนไม่ได้ แปลกช่วยเจ้านายเสริมว่าตนเห็นกับตาวันที่หม่อมสลวยหนีตามชู้ นวมเองฟังแล้วยังรับไม่ได้ รู้สึกรังเกียจการกระทำของหม่อมสลวย

ooooooo




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #7 on: 24 June 2026, 12:31:11 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep7/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 7
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 7

หม่อมต่วนกลับตำหนักเล่าเรื่องสุรคมให้ลูกๆฟังอย่างสะใจ ที่ตนพูดให้หม่อมเอื้อนไม่ยอมรับอุรวศีเป็นสะใภ้ได้ ผู้หญิงม่ายขันหมากยังมีผู้ชายมาสู่ขอแต่ไม่ได้แต่งงาน นี่ผู้ชายถอนตัวไม่มาสู่ขอต้องอับอายขายหน้ากว่าหลายเท่า อรุณวาสีหน้าซีดเผือดเมื่อรู้ว่าสุรคมรักอุรวศี

ติโลตตมารู้ทันว่าแม่คงจะให้ลูกคนใดคนหนึ่งแต่งงานกับสุรคมแทน รีบออกตัวว่าตนแก่กว่าท่านชายหลายปี หม่อมต่วนมองไปยังอรุณวาสี เธอตกใจสุดขีดรู้ตัวว่าเป็นตนแน่ ร้องไห้ออกมาไม่อาจแย่งคนรักของน้องได้ หม่อมต่วนตวาดด้วยความหมั่นไส้

“อย่าบ่อน้ำตาตื้นนักเลย แย่งเยิ่งอะไรแม่ถามหม่อมเอื้อนมาหมดแล้ว หม่อมเอื้อนยังไม่ได้กราบทูลเสด็จเพราะเสด็จประชวรอยู่ ฉะนั้นไม่ถือว่ามีพันธะอะไร เรียกว่าแย่งไม่ได้หรอก”

อรุณวาสีร่ำไห้ถึงอย่างไรก็รู้แก่ใจ ติโลตตมารำคาญช่วยแม่พูดว่าหม่อมเอื้อนทนความฉาวโฉ่ของสองแม่ลูกไม่ได้เอง จะมาโทษเธอได้อย่างไร หม่อมต่วนไม่สนใจรวบรัดถ้าทนเห็นแม่อกแตกตายได้ก็ถือว่าเนรคุณ อรุณวาสีกลัวแม่มากไม่กล้าขัดใจอีกได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น

ด้านสุรคมพอรู้เรื่องราวจากหม่อมเอื้อน ก็ไม่ยอมเด็ดขาดที่จะแต่งงานกับอรุณวาสี ยืนกรานจะแต่งกับอุรวศีโดยไม่สนใจเรื่องหม่อมแม่ของเธอเพราะถือว่าคนละคนกัน

นวมเองพอได้ยินเรื่องหม่อมสลวยก็วิตกจริตกลัวลูกชายจะไปคว้าผู้หญิงที่พื้นเพครอบครัวเน่าเหม็นมาเป็นเมีย ปรึกษากับท่านเจ้าคุณจะไม่ยอมเสียดวงแขไป อยากได้เป็นสะใภ้ พระยารัชปาลีเองก็พอใจดวงแขเพราะเป็นลูกสาวเพื่อนรัก จึงยอมร่วมมือกับแผนของภรรยา

เย็นวันนั้นพออนลกลับถึงบ้าน คล้องรีบรายงานว่าคุณหญิงนวมป่วยกะทันหันตนกำลังจะไปบอกบ่าวไพร่ต้มยา อนลตกใจรีบเข้ามาดูอาการแม่ พระยารัชปาลีโกหกไม่เก่ง พยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ลูกจับได้ นวมทำทีเหนื่อยหอบพอลูกเข้ามาถามอาการก็บอกว่าตนคงอยู่ได้อีกไม่นาน เสียดายก็แค่อยากเห็นลูกมีเหย้ามีเรือนแต่ไม่อยากบังคับลูก ท่านเจ้าคุณรับมุกทันที

“โธ่คุณหญิงไม่เอาน่า อย่าร้องห่มร้องไห้ ประเดี๋ยวลูกมันจะไม่สบายใจ”

อนลเครียดจัดยิ่งเสียใจมาจากเรื่องอุรวศีจะเสกสมรสกับสุรคม จึงยอมรับแล้วว่าเรื่องของตนคงเป็นไปไม่ได้ หันมาเลือกทางกตัญญูต่อพ่อแม่จะดีกว่า ถ้าแม่ชอบใครจะไม่ขัดข้องอะไรอีก ทั้งเจ้าคุณและนวมสบตากันยิ้มปลื้มไม่คิดว่าจะง่ายดายขนาดนี้

ค่ำวันเดียวกัน เกื้อดักรออนึกที่ประตูหลังบ้าน ตั้งใจจะห้ามหลานอย่างเด็ดขาด แต่อนึกไม่เชื่อฟังหาว่าเดินมาไกลเกินกว่าจะถอย เกื้อจึงขู่จะเอาเรื่องไปเล่าให้พระยารัชปาลีฟัง เพราะสิ่งที่เขาทำมันผิด ตัวเขาเองก็รู้ว่าผิดแต่ทำไมไม่เอาชนะด้วยสิ่งที่ดีกว่าก่อนจะสายเกินแก้ อนึกโมโหท้าให้ไปฟ้องแล้วตัวเกื้อเองก็ต้องผิดด้วยฐานร่วมมือในตอนต้น

“นี่นอกจากจะไม่สำนึกแล้ว พ่อใหญ่ยังจะขู่อากลับอีกหรือ” เกื้อผิดหวังมาก

“ถ้าอาเกื้อไม่ขู่ผมก่อน ผมก็ไม่กล้าหรอกครับ ผมบอกแล้วว่าผมถอยไม่ได้ ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับอาเกื้อจะตัดสินใจก็แล้วกันครับ” อนึกจ้องหน้าด้วยแววตาท้าทายก่อนจะเดินไป

เกื้อถอนใจไม่คิดจะทำร้ายหลานจริง แค่ขู่เพื่อดึงให้เขาถอยออกมาอย่าถลำลึก

ooooooo

เช้าวันใหม่ อุรวศีนั่งพับเพียบสีซอกล่อมเสด็จจนหลับ สร้อยชะโงกมองว่าบรรทมแน่จึงบอกอุรวศีให้กลับไปพักผ่อนเสียที เฝ้าไข้มาทั้งคืน แต่ท่านหญิงกลับบอกว่าเต็มใจเพราะเป็นห่วง เสด็จป้าป่วยคราวนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา สร้อยชื่นชมที่ท่านหญิงมีความจริงใจ

อทริกากำลังหงุดหงิดที่สำอางพยายามชวนให้ออกไปหาพ่อพุ่มพระเอกละคร แต่ท่านหญิงเห็นว่าเสด็จป้าประชวรไม่กล้าทิ้งไปกลัวจะกริ้ว อุรวศีเดินมา อทริกายิ่งหงุดหงิดเพราะคิดว่ามาตามให้ทำหน้าที่เข้าเวร จึงเปรยลอยๆว่าเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ต่างจากติดคุกตรงไหน อุรวศีรู้นิสัยพี่สาว จึงบอกว่าเสด็จป้าบรรทมกว่าจะตื่นคงใกล้เที่ยง พี่อยากไปไหนไม่ไกลก็ไปได้ อทริกาหูผึ่งฉุกคิดกลัวมีความผิดจึงชวนแกมบังคับว่าอุรวศีต้องไปด้วย

“แล้วพี่หญิงนิดจะไปที่ไหนล่ะคะ”

“ฉันจะไปแค่เต๊งเท่านี้เอง ไม่ไกลหรอก”

อุรวศีนึกไม่ถึงว่าพี่จะไปสถานที่แบบนี้...เต๊งเป็นที่อยู่พนักงานชั้นในมีแต่ผู้หญิง นอกจากเป็นที่พักแล้วยังเปิดเป็นร้านขายของทั้งของกินของใช้คล้ายๆตลาดแต่อยู่ในพระบรมหาราชวัง เนื่องจากสาวชาววังออกไปข้างนอกลำบากจึงมักมาซื้อของกันที่เต๊ง มีทั้งข้าหลวงและเจ้านายหลายพระองค์ซื้อของกันคึกคักทั้งที่ไม่ใช่ของเกรดสูง

พุ่มเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเหมือนผู้ชายท่าทางเจ้าชู้ ชอบผู้หญิงด้วยกัน ขายผ้าด้วยการท่องกลอนเกี้ยวพาราสีหญิงสาวจนเขินอายควักเงินซื้อผ้าทีละหลายชิ้น...อุรวศีเดินมากับอทริกาและสำอางเห็นพุ่มก็ตกใจทำไมมีผู้ชายเข้ามาได้อย่างไร อทริกาหัวเราะกับสำอางก่อนจะบอก

“ไม่ใช่ผู้ชาย พุ่มเป็นหลานสาวคุณเถ้าแก่เจ้าของร้าน เป็นละครตัวพระของโรงละครปรีดาลัย”

“มิน่า กิริยาถึงดูพิกล ครึ่งชายครึ่งหญิง”

อทริกาไม่พอใจที่มาว่าคนที่ตนชื่นชอบ สำอางยิ้มแย้มเข้าไปแนะนำตัวกับพุ่ม และแนะนำท่านหญิงทั้งสอง ก่อนจะถามว่าวันนี้มีผ้าลายอย่างตกเข้ามาบ้างไหม พุ่มยิ้มแย้มมองสองท่านหญิงด้วยสายตาเจ้าชู้ อทริกาเขินอายแต่พอเจอสายตาอุรวศีที่มองกลับอย่างไม่พอใจก็ชะงักกลัวหลบตา หันไปแนะนำผ้าลายอย่างกับอทริกาและสำอาง

อุรวศีงงว่าอทริกาเป็นอะไรทำไมต้องมีท่าทีเช่นนั้น เมื่อซื้อของเรียบร้อยเดินกลับตัวตำหนัก อทริกายังพูดคุยถึงพุ่มกับสำอาง พอรู้ว่าพุ่มจะเป็นพระเอกเรื่องถัดไปก็คิดจะทูลลากลับบ้านและจะขอเอาสำอางไปด้วย สำอางดีใจ อทริกาหันมาถามอุรวศีจะไปด้วยกันไหม

“ขอบคุณค่ะ แต่หญิงชอบอ่านหนังสือมากกว่าไปดูละคร”

“อุ๊ย ลูกรักเสด็จพ่อ เอาเถอะแต่อย่างไรก็ขอบใจเธอมากนะที่ไปเป็นเพื่อน ถ้าไม่ได้เธอฉันคงไม่ได้มาเจอ...”

พูดไม่ทันจบอรุณวาสีเดินเข้ามาหา แต่พอเห็นว่าอุรวศีอยู่ด้วยก็ละอายใจหลบตา...อทริกาพาน้องมาคุยในห้อง อรุณวาสีร้องไห้ขอให้พี่ช่วยไปคุยกับแม่ ตนไม่อยากแต่งงานกับสุรคม อทริกาโวยวายถ้าทำอย่างนั้นตนอาจโดนจับแต่งเสียเอง พอดีอุรวศีมาบอกพี่ๆว่าเสด็จป้าตื่นบรรทมแล้ว อทริการีบขอไปทำหน้าที่เข้าเวร อรุณวาสีเช็ดน้ำตา อุรวศีเห็นตกใจเกิดอะไรขึ้นท่านหญิงผู้พี่หลบตาปัดว่าไม่มีอะไรตัดบทขอตัวไปเฝ้าเสด็จป้า อุรวศีงงว่าพี่ที่แสนดีเป็นอะไร

ด้านสุรคมเมื่อโดนหม่อมเอื้อนบีบให้แต่งงานกับอรุณวาสี จึงคิดมาขอความช่วยเหลือจากเมรา แต่พอเดินมาถึงวังอธิปซึ่งอยู่ติดกันมีรั้วกั้น ก็ได้ยินเสียงอธิปกับเมราเถียงกันเสียงดัง เรื่องอธิปเอาหม่อมเล็กๆมานอนในห้อง เมราไม่อาจทนได้มันหยามกันเกินไป

อธิปโมโหจะโวยใส่ แต่พอเหลือบเห็นสุรคมมาจึงชะงัก หม่อมเรี่ยมได้โอกาสไกล่เกลี่ยอย่าอารมณ์เสียแต่เช้าจะทำให้ขุ่นมัวทั้งวัน อธิปไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าสุรคม จึงบอกเมราว่า ตนจะสร้างเรือนใหม่ให้หม่อมเล็กๆทุกคน จะได้ไม่ต้องขึ้นมาเหยียบตำหนักนี้ แต่ถ้าตนไม่กลับมาค้าง จะมาตำหนิตนไม่ได้ พูดจบก็เดินหงุดหงิดออกไป

เมราฝืนยิ้มต้อนรับสุรคม หม่อมเรี่ยมกับเมราฟังเรื่องของสุรคมแล้วรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือหม่อมต่วนที่จะเอาชนะอุรวศีเป็นแน่ เมราเสนอให้รอเสด็จป้าหายประชวรแล้วตนกับแม่จะเข้าเฝ้ากราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ

เรื่องนี้ไม่น่าจัดการยาก สุรคมใจชื้นขึ้นคิดไม่ผิดที่มาปรึกษา เมรากับหม่อมเรี่ยม พอใจมากถ้าได้สุรคมมาเป็นน้องเขย

ทางหม่อมต่วนรู้จากติโลตตมาว่าสุรคมไม่ยอมแต่งงานกับอรุณวาสี แต่หม่อมไม่หวั่นเพราะคิดว่าถ้าแม่ยอมก็ไม่มีปัญหา ยิ่งหม่อมเอื้อนเป็นคนโลภ ให้สมบัตินิดหน่อยคงจัดการไม่ยาก ติโลตตมาไม่เห็นด้วยหวงสมบัติไม่อยากแบ่งให้ใคร

“อย่าตระหนี่ให้มากนักเลยน่ะหญิงกลาง ทรัพย์สมบัติเพียงเท่านี้เทียบกับการได้หักหน้าและกดหัวลูกนังสลวย มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม หรือเธอจะให้นังลูกเมียน้อยมันชูหน้าลอยคอเป็นเจ้าของวังโน้นกันทั้งพี่ทั้งน้องล่ะ” หม่อมต่วนเดินเชิดมีแปลกเดินตามออกไป

ติโลตตมายืนหงุดหงิดเสียดายเงินทอง พอดีเห็นคนรับใช้ถือดอกกุหลาบลับๆล่อๆอยู่ ก็รู้ว่าคงเป็นของท่านป้อม จึงเรียกให้เข้ามา คนรับใช้ส่งกุหลาบให้พร้อมจดหมายเพลงยาวหนึ่งฉบับ ท่านหญิงเปิดอ่านยิ้มเขินๆแล้วส่งคืน

คนรับใช้เอาจดหมายมาคืนให้ท่านป้อมและพูดตามคำสั่ง “มิใช่ไพร่ที่จะพอพระทัยแค่เพลงยาวเพคะ แต่ดอกไม้ทรงรับไว้เหมือนเดิมเพคะ”

ท่านป้อมคิดหนัก “รับดอกไม้ไว้ก็แปลว่าไม่รังเกียจ แต่เพลงยาวที่เขียนไปกลับส่งคืน แสดงว่าไม่ถูกใจ แล้วต้องให้อะไรถึงจะถูกใจล่ะ”

ติโลตตมาแอบมองลุ้นว่าท่านป้อมจะเข้าใจสิ่งที่ตนต้องการไหม

ooooooo

แม้คุณหญิงไกรจะทำให้อนลยอมแต่งงานกับดวงแข แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่คืบหน้า อนลยังคงหลบเลี่ยงไม่ไยดี จึงใช้แผนสุดท้ายคุยกับพระยารัชปาลีและนวมว่าก่อนกลับปากน้ำโพอยากให้ลูกๆหมั้นกันไว้ก่อน ไม่ใช่ไม่ไว้ใจแต่อยากให้ถูกต้องตามธรรมเนียมเท่านั้น

นวมเห็นว่าอีกไม่กี่วันจะเตรียมงานทันได้อย่างไร คุณหญิงไกรไม่ต้องการงานใหญ่โต แค่ญาติสนิทรับรู้ก็พอ งานแต่งค่อยทำให้สมเกียรติ

คืนนี้เดือนมืด อนลมองท้องฟ้าไม่เห็นดาวยิ่งรู้สึกเศร้า ขณะนั้นเองถึกกับคล้องประคองอนึกซึ่งเมามายเข้ามาทางประตูหลัง เพราะไม่กล้าพาเข้าประตูหน้าเกรงเจอท่านเจ้าคุณ พอพาเข้าห้องนอนได้ อนลก็ให้ถึกกับคล้องไปหาน้ำและผ้ามาเช็ดหน้าตาให้อนึก และให้เตรียมชาแก้เมามาด้วย ทั้งสองรีบวิ่งออกไป...อนึกเมาร้องขอเหล้าอีก ต้องดื่มให้เมาจะได้กล้า อนลแปลกใจ

“พี่ใหญ่จะทำอะไรถึงต้องใช้เหล้าย้อมใจให้กล้า”

“เปลี่ยนแปลง ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว”

อนลตกใจรีบถามเปลี่ยนแปลงอะไร อนึกพูดวกไปวนมา อนลพยายามถาม เขาพูดออกมาว่าไม่ยอมก็ต้องใช้กำลัง อนลงงใช้กำลังกับใคร แต่อนึกเมาหลับไปเสียก่อนอย่างน่าเสียดาย

ผ่านไปสี่ห้าวัน หม่อมเอื้อนร้อนใจ สุรคมยังยืนกรานไม่เสกสมรสกับอรุณวาสี ตัดสินใจมาบอกหม่อมต่วนไม่รู้จะทำอย่างไร หม่อมต่วนส่งสายตาให้แปลกพูดแทนตามที่เตี๊ยมไว้ “เรื่องมารยาสาไถยใครจะเก่งเหมือนนังสลวยเป็นไม่มี ท่านหญิงหลงก็คงได้ถ่ายทอดวิชามาบ้าง”

“ฉันเข้าใจและก็เสียดายเหมือนกันว่าจะรับไหว้ด้วยที่ดินติดแม่น้ำที่บางรัก พร้อมตึกที่ฝรั่งเช่าอยู่ แล้วก็เพชรทองส่วนที่เสด็จประทานให้ฉัน ฉันก็ตั้งใจจะยกให้ทั้งหมด” หม่อมต่วนทำทีถอนใจ หม่อมเอื้อนตาเบิกโพลงกับของรับไหว้ แปลกเสริมอีกว่าที่ดินนั้นตนเคยเห็น ใหญ่โตกว้างขวางไม่แพ้วังของท่านอธิป น่าเสียดายเหลือเกิน

ระหว่างนั้นหมอหลวงมาตรวจอาการเสด็จ ย้ำกับสร้อยและอุรวศีว่า โรคของเสด็จต้องระวังอย่าทรงกริ้ว พระอาการจะกำเริบ ท่านหญิงอยากรู้ว่าจะหายขาดเมื่อไหร่ หมอหลวงอึกอัก ตอนเดินออกมาส่ง หมอถึงบอกว่ายาที่ปรุงถวายเพียงแค่ประทังพระอาการเท่านั้น ช่วงนี้ต้องให้เสวยแต่ผักผลไม้ งดเนื้อสัตว์ หากจำเป็นก็เสวยเนื้อปลาได้ ต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย

หมอหลวงเดินไป อุรวศีกับสร้อยกำลังจะกลับเข้าห้อง หม่อมต่วนเดินนำติโลตตมา อรุณวาสี และหม่อมเอื้อนเข้ามา สีหน้าอรุณวาสีเหมือนโดนบังคับให้มา...อุรวศีเครียดขึ้นทันที รู้ว่าไม่ได้มาดีแน่ หม่อมต่วนบอกสร้อยว่าได้ข่าวเสด็จหายประชวรเลยมาขอเฝ้า

ติโลตตมายังเคืองไม่อยากเข้าเฝ้ามานั่งเล่นในห้องอทริกา เห็นหนังสือนิยายที่ท่านป้อมประพันธ์จึงขอให้น้องช่วยเล่าเรื่องของท่านป้อมให้ฟัง อทริกาสงสัยทำไมถึงสนใจขึ้นมา

เสด็จแปลกใจที่มีคนแห่มาเยี่ยม หม่อมต่วนออกตัวว่าหม่อมเอื้อนขอให้พามาเฝ้า มีเรื่องจะกราบทูลเรื่องท่านชายสุรคม เสด็จสบตาสร้อยทำนองไม่ใช่เรื่องดีแน่ หม่อมต่วนปรายตาไปที่หม่อมเอื้อนเป็นนัยให้พูดเอง หม่อมเอื้อนกลัวก็กลัว แต่ความงกมีมากกว่า

“เอ่อ ลูกชายของหม่อมฉันมากราบทูลว่า เอ่อเธอประสงค์จะเป็นทองแผ่นเดียวกับท่านหญิงเล็กเพคะ ทั้งนี้แล้วแต่เสด็จจะทรงพระกรุณา”

เสด็จหน้าตึง ตนเป็นถึงพระองค์เจ้า จะพูดแย่งสุรคมมาให้อุรวศีก็ไม่ได้ มองไปยังอรุณวาสี เธอหน้าเสียอายจนแทบแทรกแผ่นดินหลบตาทุกคน อุรวศีมองพี่สาวที่รักอย่างงงๆ

หม่อมต่วนยิ้มๆ พูดอย่างเกรงใจเสียเต็มประดา “หม่อมเอื้อนมาขอหญิงเล็กกับหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ตอบว่าต้องกราบทูลเสด็จก่อน เพราะหญิงเล็กก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นหลานทรงชุบเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็ก หม่อมฉันจึงได้พาหม่อมเอื้อนเข้ามาเฝ้าเพคะ”

เสด็จกล่าวน้ำเสียงเรียบๆ ถ้าจะขอต้องไปขอกับแม่เขา หม่อมเอื้อนรับคำ เสด็จมองอรุณวาสีถ้าคิดปฏิเสธก็จะช่วยแต่เธอกลัวแม่จนไม่กล้าทำอะไรเพื่อตัวเอง หม่อมต่วนสะใจที่เอาชนะอุรวศีได้ ปลายตามองอย่างดูถูกพูดน้ำเสียงเหยียดหยาม

“หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดขัดข้องเพคะ ถือว่าเป็นเรื่องมงคล ท่านสุรคมก็เป็นคนดี เป็นทั้งญาติไม่ห่างไกลกัน ทางฝ่ายหญิงเล็กก็มีสกุลทั้งทางพ่อทางแม่ ได้สะใภ้อย่างลูกหม่อมฉันคงไม่ทำให้ขายพระพักตร์ถึงวังโน้นดอกเพคะ”

เสด็จไม่พอใจรู้ว่าแขวะหลานรัก ปั้นยิ้มบอกหม่อมต่วนว่ายังขาดอยู่อย่าง แล้วหันไปถามอุรวศีว่ามีพานอยู่แถวนี้ไหม ท่านหญิงรู้ว่าเสด็จคิดอะไรจึงถามกลับไปว่าจะเอาไปทำสิ่งใด เสด็จยิ้มที่หลานชงกลับมาให้ “ฉันจะยกหญิงเล็กใส่พานถวายให้ชายสุรคมน่ะสิ”

หม่อมต่วน หม่อมเอื้อน และอรุณวาสีหน้าเสียรู้ว่าโดนเหน็บ เป็นการยกลูกสาวใส่พานให้เขาไม่มีศักดิ์ศรีเลย หม่อมต่วนโกรธกำพัดในมือแน่นไม่กล้ามีปฏิกิริยาตอบโต้...สร้อยรวบรัดขอให้ทุกคนทูลลาเพื่อเสด็จจะได้พักผ่อน พอทุกคนออกไป เสด็จก็มีอาการปวดพระชานุมากขึ้น อุรวศีรีบเข้าดูอาการเตือนว่าหมอกำชับแล้วอย่าทรงกริ้ว สร้อยรีบไปตามหมอหลวง

หม่อมต่วนเดินลิ่วออกมาด้วยความโกรธ หม่อมเอื้อนกับอรุณวาสีตามหลัง ติโลตตมากับอทริกาเดินสวนมาแปลกใจทำไมรีบกลับ หม่อมเอื้อนอายไม่กล้าพูดอะไรขอตัวไปตามบ่าวเอารถม้ามารับ อรุณวาสีน้ำตาร่วงว่าแล้วไม่ควรมา หม่อมต่วนตวาดเพราะเธอที่อ่อนตนจึงต้องมาจัดการให้จนโดนเหน็บเอาแบบนี้ แล้วหันไปเอ็ดท่านหญิงทั้งสองว่าหายไปไหนไม่มาช่วย

ติโลตตมากลับเห็นว่า “การที่เสด็จป้าทรงกริ้วก็แสดงว่าแม่จัดการเรื่องหญิงเล็กกับชายสุรคมสำเร็จไม่ใช่หรือคะ เสด็จป้ามีเลือดขัตติยะเต็มพระองค์ รับรองว่าจะไม่ทรงยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ให้เสื่อมเสียพระเกียรติแน่ และคงห้ามไม่ให้นังลูกบ่าวยุ่งเกี่ยว ถือว่าแม่ชนะโดยเด็ดขาดนะคะ”

หม่อมต่วนอารมณ์ดีขึ้น แค่นยิ้มแค่นี้เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่สาสมกับความสามหาวของอุรวศี

ooooooo

จันนำความมาเล่าด้วยความแค้นใจให้หม่อมสลวยและทุกคนในเรือนจางวางสมฟัง อนลมาเรียนดนตรีอยู่พอดีจึงรับฟังไปด้วย แสงร้องไห้สงสารหลานรัก ผินเตือนอย่าเชื่อจันมากเพราะยังไม่ได้ฟังจากปากท่านหญิง อนลสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นความลับ ทำไมข่าวอื้ออึงออกมาได้

จันบอกรู้มาจากสำอางข้าหลวงคนสนิทของอทริกา แล้วจันก็เล่าตั้งแต่ที่อรุณวาสีมาขอให้พี่สาวช่วยจนมาถึงหม่อมต่วนพาหม่อมเอื้อนมาพบเสด็จเอง ผินปรามให้ลูกสาวหยุดเล่าเพราะแสงร่ำไห้หนักขึ้น...ตกเย็นผินจัดผลไม้ให้จันนำกลับไปถวายอุรวศี อนลเห็นของมากมายจึงอาสาขับเรือไปส่ง หม่อมสลวยขอบคุณน้ำใจของอนล

พอเดินมาถึงท่าน้ำ จันออกตัวก่อนเลยว่าไม่ขอรับฝากจดหมายอีกแล้ว อนลบอกว่าตนรู้แค่อยากให้เล่าให้ฟังว่าหม่อมต่วนร้ายมากอย่างไร จันสาธยายหมดเปลือก

หัวค่ำ อุรวศีเห็นเสด็จบรรทมแล้วจึงค่อยๆ ออกจากห้อง เป็นเวรอทริกาเฝ้าในคืนนี้ อุรวศีรู้ว่าพี่สาวไม่เต็มใจจะเฝ้าจึงบอกว่าคืนนี้ตนทำแทนให้ได้ แต่อทริกาเกรงเสด็จป้าตื่นมาไม่เจอตนจะโดนตำหนิเอา สำอางแปลกใจทำไมเสด็จถึงประชวรอีก อทริกาพูดแบบไม่คิด

“ก็คงกริ้วเรื่องหญิงเล็กกับชายสุรคมน่ะสิ ที่จริงหม่อมเอื้อนก็อยากได้หญิงหลงนะ แต่พอรู้เรื่องแม่สลวยเข้าก็เลยไม่เอา”

อุรวศีหน้าตึงที่พาดพิงถึงแม่ อทริกาเห็นสีหน้าก็ยิ้มแหยๆบอกอย่าโกรธเลยตนพูดไปตามจริง อุรวศีรู้นิสัยพี่คนนี้จึงไม่โกรธ เพราะคิดอีกทีเป็นเรื่องน่ายินดีที่ตนไม่ต้องเสกสมรส

ด้านสุรคมพอรู้จากหม่อมเอื้อนว่าได้รับของรับไหว้จากหม่อมต่วนและได้กราบเรียนเสด็จแล้ว ก็โกรธมากประกาศไม่รับรู้ใดๆ แม้หม่อมเอื้อนคิดว่ามาพูดต่อหน้าอธิปแล้วสุรคมจะไม่กล้าปฏิเสธ เมรากับหม่อมเรี่ยมแอบยิ้มพอใจที่สุรคมไม่โอนอ่อน แถมประกาศก้องว่าจะเสกสมรสกับอุรวศีคนเดียวเท่านั้น

“ไม่ได้นะชาย ชายทำแบบนี้หญิงเล็กจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ไม่โดนหม่อมต่วนถอนหงอกเอาหมดหัวเลยรึ” หม่อมเอื้อนหวาดหวั่น

สุรคมไม่สนใจ แม่เป็นคนทำก็แก้ปัญหาเอาเอง ว่าแล้วก็เดินหนีไป อธิปตัดบทก่อนเดินหนีไปอีกคน “เป็นอันว่าแผนมัดมือชกของหม่อมไม่สำเร็จ ถึงจะมาพูดต่อหน้าฉันก็ไม่ช่วยอะไร ต่อไปไม่ต้องมารบกวนฉันอีกแล้วนะ ฉันมีงานการต้องทำไม่ได้อยู่ว่างๆ”

หม่อมเอื้อนอยากร้องไห้หันมามองเมรากับหม่อมเรี่ยมทำนองขอความช่วยเหลือ เมรายิ้ม “หม่อมใจเร็วด่วนได้เกินไปค่ะ ทีนี้พอชายสุรคมไม่ยอมก็ยิ่งเลยเถิดกลายเป็นเสียมากกว่าได้”

“พุทโธ่ ท่านหญิงเพคะ จะให้หม่อมฉันทำยังไง ก็หม่อมสลวยอื้อฉาวเสียขนาดนั้น ใครจะรับเข้าไปลง”

“หม่อมฟังความข้างเดียว หม่อมต่วนชังน้ำหน้าหม่อมสลวยมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็เลยพูดเกินจริง หม่อมสลวยมีผัวใหม่แต่ก็หลังจากเสด็จสิ้นพระชนม์ จะถือว่าคบชู้ไม่ได้หรอกค่ะ แถมยังย้ายหนีไปอยู่ปากน้ำโพ มิได้อยู่ด้วยกันกับลูก ใครจะมานินทาได้คะ” หม่อมเรี่ยมสาธยาย

หม่อมเอื้อนหน้าเสียที่เข้าใจผิด เมรายืนยันและนึกหมั่นไส้หม่อมเอื้อนจึงพูดให้เสียดาย “แล้วที่สำคัญคือ เสด็จป้าทรงโปรดหญิงหลงมากกว่าใคร วันเสกสมรสของหญิง ยังให้หญิงหลงยืมสร้อยเพชรประจำสกุลมาใส่ เสียดายที่หม่อมง่วนอยู่แต่ในครัวเลยไม่เห็น”

“หม่อมคิดดูนะคะว่าถ้าไม่โปรด เสด็จจะทรงทำอย่างนี้หรือ แต่พูดไปก็เท่านั้นล่ะค่ะ หม่อมทำแบบนี้คงเข้าพระพักตร์เสด็จไม่ได้อีกแล้ว” หม่อมเรี่ยมช่วยแกล้งตอกย้ำ

หม่อมเอื้อนแทบหมดแรง ทำให้สุรคมแต่งกับอรุณวาสีไม่ได้ ต้องโดนหม่อมต่วนเล่นงาน จะถอยกลับไปหาอุรวศีก็ไม่ได้อีก อยากจะบ้าตาย

ในขณะที่อุรวศีไม่เสียใจอะไรท่าทางมีความสุข สร้อยบอกว่าอาหารที่ทรงปรุงถวายเสด็จ ท่านเสวยจนหมด ท่านหญิงออกตัวว่ายังเก่งไม่เท่าญาติฝ่ายแม่ โดยเฉพาะป้าผ่อง ต้องถือว่าหาตัวจับยาก ขณะนั้นเอง จันเดินนำผินเข้ามากราบทูลว่าแสงอาการทรุด อุรวศีตกใจ เป็นห่วงเสด็จป้าก็ห่วง ห่วงยายก็ห่วง สร้อยเข้าใจจึงบอกให้ท่านหญิงไปเยี่ยมยาย ทางนี้ตนจะถวายรับใช้เอง ถ้าเสด็จทรงถามตนจะทูลตามความจริง อุรวศีขอบคุณแล้วรีบออกไป

ooooooo

พอแสงเห็นหน้าหลานรักมาเยี่ยมก็สดชื่นขึ้นยอมทานอาหารและยอมกินยาฝรั่ง หม่อมสลวยค่อยสบายใจขึ้นที่แม่ยอมกินยา อุรวศีย้ำกับแสงว่ายาฝรั่งจะช่วยให้หายเร็ว และควรให้หมอฝรั่งมาดูอาการด้วย

ได้กลับมาบ้านทั้งที อุรวศีจึงเดินเล่นบริเวณบ้าน รู้สึกเหมือนมีใครมาอยู่ข้างหลังจึงหันไปมอง ปรากฏว่าเป็นอนลยืนมองห่างออกไป ต่างฝ่ายยิ้มในหน้าด้วยไม่คิดจะได้เจอกัน อนลค้อมศีรษะให้ อุรวศีหุบยิ้มปั้นหน้านิ่งถามเขามาหาใคร

“กระหม่อมมาขอพบหม่อมท่าน กระหม่อมมีของมาฝากหม่อมท่านเพื่อส่งถวายต่อท่านหญิง ขอถวายในตอนนี้เสียเลยกระหม่อม” อนลส่งสมุดเก่าเล่มเท่าฝ่ามือ หน้าปกมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษว่า...Diary

อุรวศีเห็นจำได้ว่าเป็นของเสด็จพ่อ อนลบอกว่าใช่ตนเจออยู่ในลิ้นชักโต๊ะทรงพระอักษรในกระทรวง ไม่มีใครสนใจจึงขอมาเก็บไว้เพื่อถวายคืนท่านหญิง อุรวศีรับสมุดอย่างระมัดระวังไม่ให้ปลายนิ้วสัมผัสปลายนิ้วเขา อนลมองการไว้ตัวของท่านหญิงแล้วยิ้มอย่างมีความสุข... เพราะก่อนหน้าที่จะเอามามอบให้ เขารู้ว่ามือท่านหญิงจะต้องสัมผัสสมุด จึงประทับจูบไว้ที่ไดอารี่ตั้งแต่เมื่อคืน ท่านหญิงไม่รู้ถึงความเจ้าเล่ห์ของเขา ได้แต่กล่าวขอบใจ แต่แล้วมีกระดาษเล็กๆ ปลิวหล่นลงพื้นก็ทรงเก็บขึ้นมา เห็นกลอนสั้นๆที่อนลเขียนไว้

“มิอาจพบประสบพักตร์ ใช่ว่าจักคิดหักใจ คิดถึงทุกวันไป แม้มิได้อยู่ใกล้กัน ไม่ใกล้ก็เหมือนใกล้ เพราะดวงใจอันผูกพัน เหมือนเห็นกันทุกวัน เราพบกันนั้นด้วยใจ”

อุรวศีอึ้งเพราะเป็นกลอนเกี้ยว อนลทำทีตกใจทูลว่ากระดาษนั้นตนเขียนเพลินๆระหว่างนั่งอยู่บ้านครู คงเผลอสอดไว้ในสมุด อุรวศีค้อนเล็กๆในความเจ้าเล่ห์ของเขา อนลดึงกระดาษกลับคืนไป แต่บทกลอนนั้นอยู่ในความทรงจำของท่านหญิงเสียแล้ว

ระหว่างนั่งรถม้ากลับวัง อุรวศีเปิดไดอารี่ของ เสด็จพ่ออย่างทะนุถนอม ท่านทรงเขียนหนังสือตัวบรรจงถึงขั้นตอนการทำงาน หมายกำหนดการและผลที่ออกมา แสดงถึงความใส่ใจในการทำงานของท่าน ท่านหญิง

อ่านไปอย่างตั้งใจ แต่แล้วก็หวนนึกถึงคำกลอนของอนล ทำให้ต้องพึมพำกับตัวเองเบาๆ “นึกว่าฉันไม่รู้เท่าทันรึ ท้าวแสนเปื้อน”

ในขณะที่อนลยิ้มแย้มกลับบ้านด้วยหัวใจเต็มไปด้วยความสุข แต่พอเข้ามาในบ้านต้องแปลกใจเมื่อเห็นพ่อแม่และคุณหญิงไกรนั่งรออยู่พร้อมหน้า มีดวงแขนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น พระยารัชปาลีเรียกให้เข้าไปนั่งข้างดวงแข แล้วผู้ใหญ่คุยกันทำนองยินดีที่ให้เขากับดวงแขหมั้นกัน อนลตกใจสุดขีดทำอะไรไม่ถูก นวมพูดเตือนที่เขายอมให้แม่จัดการทุกอย่างตอนนี้ถึงเวลาแล้ว คุณหญิงไกรยิ้มปลื้มอกปลื้มใจ นวมรวบรัดหยิบกล่องแหวนออกมา

“สินสอดทองหมั้นอย่างอื่นเอาไว้ท่านเจ้าคุณลงมาพระนครเดือนหน้า ก็จะขอมอบเสียวันนั้น เพราะจะได้นำกลับไปสะดวกปลอดภัย ส่วนวันนี้ฉันเห็นฝรั่งเขานิยมมอบแหวนให้กัน ถ้าพ่อนลจะมอบแหวนให้หนูดวงแขเป็นส่วนหนึ่งของของหมั้น คุณหญิงคงไม่ขัดข้องนะคะ”

คุณหญิงไกรเห็นแหวนเพชรเม็ดเบ้อเร่อส่องประกายแวววาวก็หันไปยิ้มกับดวงแข ก่อนจะตอบว่าไม่ขัดข้อง ท่านเจ้าคุณกับนวมเห็นอนลกระอักกระอ่วนก็ช่วยกันพูดกลบเกลื่อนว่าลูกตื่นเต้นแล้วดันให้สวมแหวนแก่ดวงแข อนลหน้าซีดเหมือนฝันร้ายไม่มีรอยยิ้มสักนิดบนใบหน้า

คืนนั้นอนลนิ่งเฉยไม่พูดคุยกับดวงแขสักคำ ไม่ว่าเธอจะชวนคุยใดๆ เธอโมโหมาบ่นกับแม่ด้วยความเบื่อเต็มทน คุณหญิงไกรต้องปลอบว่าอยู่กินกันไปไม่นานก็รักกันเอง

ด้านอนลเศร้าจนหมดอาลัยตายอยาก นั่งเขียนบทกลอนที่เคยเขียนให้อุรวศีลงในสมุดบันทึกของตัวเอง แล้วบอกตัวเองว่าต้องทำตัวเหมือนสมุดบันทึกคือเก็บทุกอย่างไว้กับตัว

ooooooo

เช้าวันใหม่ อทริกาเข้าไปปรนนิบัติเสด็จไม่ทันไรก็วิ่งร้องไห้ออกมา สำอางวิ่งตามหลัง อุรวศีตกใจ ถามเสด็จป้าปวดพระชานุมากหรือ สำอางตอบแทนว่าใช่ ทำอะไรให้ก็กริ้วไปหมด อุรวศีจะเข้าไปปรนนิบัติแทนทั้งที่เพิ่งออกเวร

พอเสด็จเห็นอุรวศีเข้ามาก็ไล่ให้กลับออกไป แต่เธอกลับถอยมานั่งพับเพียบมุมห้อง บอกไม่อยากปล่อยให้เสด็จป้าอยู่พระองค์เดียว เสด็จอึ้งดีใจที่หลานเป็นห่วง แต่ยังทำเสียงดุอยากอยู่ก็อยู่เงียบๆอย่าส่งเสียงให้รำคาญ สักพักเสด็จพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ หันมามองหลานรัก

“วุ้ยนั่งนิ่งเป็นหุ่นปูนปั้น เห็นแล้วรกลูกตา ไปเอาซอมาเล่นไป๊”

อุรวศียิ้มรู้ว่าเสด็จป้าอารมณ์ดีขึ้น ลุกไปหยิบซอมาบรรเลงและร้องขับกล่อม...พอเที่ยง เสด็จมีความประสงค์เสวยอาหารที่ระเบียง สร้อยดูแลจัดการ เสด็จให้ทุกคนออกไป สร้อยรู้ใจทูลถามมีอะไรจะรับสั่ง เสด็จยิ้มพอใจสมกับที่อยู่ด้วยกันมานาน และกล่าวด้วยสีหน้าขรึมลง

“สร้อย...ข้าจะสั่งเสียวันนี้ที่ข้ามีเรี่ยวแรงพอจะสั่งได้ เมื่อข้าตายไป ตำหนักนี้ก็ต้องปิด เจ้าขยับขยายไปอยู่ข้างนอกเถิด ข้าจะให้เงินทองเจ้าไว้พอเลี้ยงชีพได้ พ่อเจ้าก็แบ่งมรดกไว้ให้พอสมควรคงอยู่ได้สบาย แต่ญาติพี่น้องคงพึ่งไม่ได้ ข้าดูแล้วมีแต่จะยกโขยงมาสูบเลือดเจ้าจนหมด”

สร้อยใจหายน้ำตารื้นขออย่าพูดแบบนี้ เสด็จต้องอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรพวกตนอีกนาน เสด็จรู้ตัวดี ย้ำกับสร้อยจริงจัง “ฟังข้านะ หลานทั้งหมดข้าห่วงหญิงหลงอยู่คนเดียว นอกจากจะเห็นแก่พระองค์ชายแล้ว ข้ายังเห็นว่าหญิงหลงเป็นคนมีน้ำใจ คอยสังเกตสังกาว่าข้าสบายหรือไม่สบาย ชอบไม่ชอบอะไร ไม่เหมือนคนอื่น แต่เดิมข้าหวังจะให้หญิงหลงมีคู่จะได้หมดห่วง แต่แม่ต่วนก็มาหักหาญเสียก่อน สิ้นข้าไปแล้วหลานข้าก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียว มิรู้จะโดนรังคัดรังแกอีกมากเท่าใด ก็เหลือแต่เจ้าที่ข้าพอจะฝากฝังให้ดูแลหลานข้าต่อไป”

“หม่อมฉันขอถวายสัญญาเพคะ จะดูแลท่านหญิงสมดังที่เสด็จไว้วางพระทัย”

เสด็จขอบใจสร้อย บ่นเสียดายและเป็นห่วงที่อุรวศียังไม่มีคู่ เกิดเป็นหญิงรับราชการก็ไม่ได้ ยิ่งเป็นหญิงสูงศักดิ์จะตากหน้าค้าขายก็เสียเกียรติ ไม่ง่ายเลยจริงๆ...

ในขณะที่หลานอีกคน ติโลตตมา...ซึ่งถือดีออกจากวังกลับมาอยู่ตำหนัก ในใจคิดแต่จะต้องได้ดีกว่าพี่น้องทุกคน พอได้รับกำไลทองของท่านป้อมฝากคนรับใช้มาให้ ก็คิดในใจว่ารวยจริงอย่างที่อทริกาบอก เลียบเคียงถามคนรับใช้ว่าท่านป้อมนัดอีกเมื่อไหร่

“ท่านป้อมทรงให้หม่อมฉันไปรอที่ท้ายสวนเพคะ ตรัสว่าคุยธุระกับหม่อมใหญ่เสร็จเมื่อไหร่จะมาพบ เพื่อฝากคำพูดมาให้ท่านหญิงกลางเพคะ”

ติโลตตมานึกไม่ถึงว่าท่านป้อมมาพบหม่อมแม่... ขณะเดียวกัน การมาของท่านป้อมครั้งนี้มาขอกู้เงินจากหม่อมต่วนอีกครั้ง โดยเขียนหนังสือค้ำประกันจะยกรายได้จากการขายนิยายที่ตีพิมพ์ล่าสุดให้ทั้งหมด หม่อมต่วนรู้แก่ใจว่ายอดขายหนังสือของท่านป้อมสูงมากจึงยอมให้กู้

เสร็จธุระ ท่านป้อมเดินมาที่นัดคนรับใช้ไว้ ติโลตตมาทำทีเดินเล่นมาเจอถามเขาคุยอะไรกับหม่อมแม่ ท่านป้อมได้ทีบอกว่าผู้ชายที่มีใจให้ผู้หญิง หมั่นมาพบแม่ฝ่ายหญิงเพราะอะไร ท่านหญิงเขินอายให้พูดออกมาว่าจะฝากคำพูดอะไรคนรับใช้ถึงตน ท่านป้อมยิ้มกรุ้มกริ่มอยากชวนไปกินอาหารด้วยกันเท่านั้น เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่สีลม ท่านหญิงโกรธเชิดหน้าถือตัว

“ร้านอาหารของพวกไพร่ ก็รู้อยู่ว่าหญิงไปสถานที่แบบนั้นไม่ได้ ก็ยังจะชวนหญิงไปเกลือกกลั้วกับพวกไพร่อีก”

“อย่าเพิ่งโกรธสิจ๊ะ พี่รู้ว่าหญิงถือตัว พี่เลยจะปิดร้านเพื่อให้หญิงกินกับพี่แค่สองคนเท่านั้น แค่นี้ก็ไม่ทำให้หญิงต้องเสื่อมเสียเกียรติแล้ว”

ติโลตตมาตาโพลงอย่างคาดไม่ถึง ท่านป้อมทำทีเรื่องเล็กน้อยจะตกใจทำไม แต่ขอร้องอย่าบอกใคร แม้แต่หม่อมต่วน เพราะเจ้าพี่ของตนเป็นคนบอริ่งมาก ท่านหญิงทำหน้างงคืออะไร ท่านป้อมแปลให้ว่า...น่าเบื่อ เจ้าพี่ของตนเป็นคนน่าเบื่อชอบจับตามอง และชายาเอกของเจ้าพี่ก็สนิทสนมกับหม่อมต่วน ติโลตตมารับคำจะไม่บอกใคร ท่านป้อมยิ้มแฝงเลศนัย

ooooooo

เย็นวันนั้นบุญทันคุมซุงมาขายที่พระนครเสร็จก็แวะมาหาหม่อมสลวยที่บ้านจางวางสม ผ่องต้อนรับชวนให้ทานอาหาร แสงหงุดหงิดไม่พอใจ สั่งผ่องเสียงเฉียบให้พาตนกลับห้อง ผ่องขอจัดอาหารให้บุญทันก่อน แสงประชดประชัน

“คนเจ็บป่วยอยากนอน จะต้องรอคนดีๆอิ่มหนำ สำราญก่อนหรืออย่างไร”

บุญทันหน้าเจื่อนบอกผ่องอย่าห่วงตนเลย จางวางสมไม่สบายใจแต่ก็รู้สาเหตุเพราะแสงรักหลานมากจึงยังเคือง บุญทันเข้าใจไม่อยากให้ใครผิดใจกับแสงจึงขอนอนค้างที่นี่แค่คืนเดียว พรุ่งนี้จะหาที่พักใหม่ หม่อมสลวยลำบากใจถ้าไม่ติดเรื่องลูกมีปัญหาคงกลับไปกับบุญทันแล้ว

เช้าวันใหม่ ดวงแขกับคุณหญิงไกรลากลับนครสวรรค์ ดวงแขน้อยใจที่อนลไม่พูดคุยด้วย นวมหนักใจหันไปหาอนึกหวังให้ช่วยคุยกับน้อง แต่เขากลับบอกว่าเห็นชัดๆว่าอนลไม่ไยดีเลย

อนลเครียดกับปัญหาที่รุมเร้า คนที่รักก็เปิดเผยไม่ได้ยังมาถูกบังคับให้หมั้นกับคนที่ไม่ได้ชอบ จึงเดินมาหาเกื้อหวังขอคำปรึกษา แต่กลับได้ยินเกื้อคุยอยู่กับทับท่าทางเคร่งเครียด

“ที่ผมรู้มาล่าสุดมันเลยเถิดไปมากจนผมกลัว ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วครับคุณทับ”

“อย่าเพิ่งร้อนใจไปคุณเกื้อ ยิ่งรุ่มร้อนก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ตอนนี้คุณเกื้อถอนตัวออกมาแล้วไม่น่าห่วง เหลือก็แต่หลานชายคนโตเท่านั้นเอง”

“พ่อใหญ่ดื้อเหลือเกินครับ ผมเพียรบอกให้ถอนตัวหลายครั้งแล้ว พ่อใหญ่ก็ไม่ยอมแถมยังข่มขู่ผมกลับอีก ผมยอมรับว่าผมขี้ขลาดไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่านี้ พ่อใหญ่คงรู้ข้อนี้ดีถึงไม่เกรงผม...”

อนลได้ยินแปลกใจที่พี่ชายกล้าขู่อา ทับบอกเกื้อว่าถึงเวลาเราก็ต้องกล้า เขาเป็นคนฉลาดมีสติปัญญาย่อมคิดได้ จะต้องทำอย่างไรก่อนจะสายเกินไป เกื้อถอนใจไม่แน่ใจว่าวิธีที่ตนคิดจะยับยั้งอนึกได้หรือไม่ ระหว่างนั้นอนลขยับตัวเหยียบกิ่งไม้ทำให้เกิดเสียงดัง จึงต้องทำที เป็นเพิ่งเดินมาหา บอกเกื้อว่าอยากปรึกษาเรื่องเดิมๆ ทับเห็นไม่สะดวกที่จะคุยต่อจึงขอตัวกลับ อนลไหว้ลา พอทับเดินไปเขาก็หันมาบอกเกื้อว่าตนลืมของขอไปเอา ประเดี๋ยวมา

อนลวิ่งตามมาถามทับว่าจะมีเรื่องอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น ทับยังยืนยันคำเดิมถ้าเกื้อไม่พูดออกมา อย่างไรเสียตนก็ไม่มีวันพูดแน่ อนลเดาว่าตอนนี้มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่ตนควรรู้ ทับยิ้มให้อย่างผู้ใหญ่ใจดี

“ถือว่าหลานชายถามฉันสองข้อ ข้อแรกถามว่าร้ายแรงไหม ฉันตอบไม่ได้ คุณเกื้อก็ตอบไม่ได้ เพราะคุณเกื้อไม่ได้เข้าไปคลุกคลีนานแล้ว เพียงแต่รู้จากคนที่พอจะถามได้เท่านั้นเอง แต่ก็รู้น้อยเต็มที ข้อสองถามว่าถึงเวลารึยัง ฉันว่าใกล้แล้วที่หลานชายจะได้ฟังจากปากคุณเกื้อเอง”

อนลตื่นเต้นถามว่าเมื่อไหร่ ทับตอบยิ้มๆว่าเมื่อเกื้อทนไม่ไหว เกื้อฉลาดแต่ไม่ใช่คนใจคอเข้มแข็ง ทนได้อีกไม่นานคงเล่าให้ฟังและขอความช่วยเหลือจากเขาด้วย แต่อย่าบังคับให้ตนเล่า เพราะตนไม่อยากผิดคำพูด... อนลยิ่งสงสัยว่าเรื่องร้ายแรงอะไร

หลายวันผ่านไป หมอหลวงตรวจอาการเสด็จ เสด็จเค้นถามทำไมตนทานยาพอยาหมดฤทธิ์ก็ปวดอีก ตกลงตนจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน สร้อยกับหมอตกใจ เสด็จเห็นว่าหมอตอบยาก จึงถามใหม่ว่าอาการของตนจะรักษาได้หรือไม่ หมอหลวงก้มหน้าไม่รู้จะตอบอย่างไร

เสด็จพอจะรู้ชะตากรรมตัวเองไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างไร ให้สำอางตามหม่อมต่วนกับลูกๆทุกคนรวมทั้งอลัมพุษา หม่อมเรี่ยมและเมราเข้ามาพบในวัง ติโลตตมาไม่อยากเข้าเฝ้าแต่หม่อมต่วนบังคับให้ไป โดยมีคุณท้าวสตรีสูงวัยเป็นข้าราชการฝ่ายในมานั่งเป็นสักขีพยาน เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า อุรวศีนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ สร้อยหยิบถุงผ้าหลายถุงมาวางข้างเสด็จ

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #8 on: 24 June 2026, 12:34:01 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep8/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 8
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 8

เสด็จเรียกทุกคนเข้ามาพบเพื่อมอบถุงผ้าและกล่าว “ของพวกนี้อยากจะแบ่งเสียให้หมดห่วง มีหลานอยู่กับเขาหลายคน หากไม่แบ่งให้เด็ดขาด เดี๋ยวจะตกลงกันไม่ได้ คุณท้าวช่วยเป็นพยานให้ฉันด้วยว่าฉันให้ใคร จะได้ไม่พูดกันผิดๆถูกๆภายหลัง”

“เสด็จเพคะ ทรงแบ่งให้ท่านหญิงองค์ไหน อย่างใดก็แล้วแต่พระเมตตา หม่อมฉันเป็นพยานได้” คุณท้าวรับคำ

หม่อมต่วนแอบยิ้มคิดไว้แล้วว่าคงแบ่งสมบัติ เสด็จพูดกับทุกคน “เงินในถุงมีถุงละสามสิบชั่ง ป้าให้หญิงใหญ่ หญิงกลาง หญิงนิด หญิงเม หญิงเล็กคนละถุง”

อลัมพุษากราบขอบพระทัยไม่คิดว่าจะได้ด้วยเพราะออกเรือนไปแล้ว เสด็จหันมาฝากของท่านชายอรชุนกับหม่อมต่วน และฝากของท่านชายวิสสุกรรมไว้ที่อุรวศี หม่อมเรี่ยมเห็นอุรวศียังไม่ได้จึงทูลถามทรงลืมหรือเปล่า ติโลตตมาสวนแทรกว่าเสด็จป้าหรือจะลืม แต่คงเห็นนิสัยใจคอไม่ผิดแผกจากแม่จึงไม่ประทานอะไรให้มากกว่า อุรวศีนิ่งไม่ได้สนใจทรัพย์ สมบัติ

“สร้อย หยิบหีบกับถุงใส่โฉนดให้ข้าที” เสด็จ สั่งสร้อย

สร้อยคลานเข่าไปหยิบถุงโฉนดใบใหญ่และหีบใส่เครื่องเพชรขนาดใหญ่พอควรเข้ามา เสด็จจับถุงและหีบบอกว่าทั้งหมดนี้ตนยกให้อุรวศี หม่อมต่วนกับติโลตตมาตาวาวทั้งแค้นทั้งอิจฉา เพราะรู้ว่าของเหล่านั้นมีค่ามหาศาล ส่วนคนอื่นยินดีกับอุรวศี แต่เจ้าตัวเห็นว่ามากเกินไป

ติโลตตมาอิจฉาจนทนไม่ไหว “เครื่องเพชรในหีบก็มากเกินพอแล้ว ยังมีที่ดินนครปฐมอีกพันไร่ เชียวหรือเพคะ”

“แม่ต่วน ทำไมไม่สอนแม่นางงามสามโลกบ้างว่าไม่ควรทะลุกลางปล้อง” เสด็จเอ็ด

หม่อมต่วนแค้นใจต้องเก็บอารมณ์กล่าวขอประทานอภัย เมรากับอรุณวาสีแสดงความยินดีกับอุรวศี อทริกาไม่คิดอิจฉายังบอกอีกว่า พระยานครชัยศรีเก็บค่าเช่ามาถวายเสด็จป้าทุกเดือน ต่อไปเธอสบายแล้ว หม่อมต่วนจิกตามองลูกอย่างไม่พอใจที่ไปญาติดีด้วยทำไม

เสด็จย้ำกับอุรวศี “หรือถ้ากลับไปอยู่บ้านแล้วไม่เป็นสุข เดือดร้อนนักก็ไปอยู่เมืองนครปฐม หญิงอยู่ตัวคนเดียวป้าเป็นห่วง”

อุรวศีน้ำตาคลอซาบซึ้งที่เสด็จป้าทรงเป็นห่วงอยากให้ตนพ้นจากหม่อมต่วนและมีรายได้จากค่าเช่าที่ จึงคลานเข้าไปกราบแทบเท้า เสด็จทรงลูบหัว หม่อมต่วนมองภาพนี้ยิ่งริษยาจับใจกำพัดในมือแน่น ติโลตตมานั่งค้อนหลายตลบทั้งแค้นและอิจฉา

กลับเข้าห้องนอนอทริกา หม่อมต่วนระเบิด อารมณ์ด้วยความแค้นใจ จะทำอะไรก็ไม่ได้เพราะที่ดินมีโฉนด แต่ที่ตนอยากได้มากที่สุดคือเครื่องเพชรประจำราชสกุล ไม่ควรตกเป็นของลูกเมียบ่าว อรุณวาสีเตือนว่ามีคุณท้าวเป็นพยาน อทริกาถามซื่อๆว่าหีบใหญ่ขนาดนั้นแม่จะแย่งเอามาได้อย่างไร หม่อมต่วนตาวาวไม่ได้อยากได้ทั้งหีบ ต้องการเพียงสร้อยเส้นนั้น ติโลตตมาเกิดความคิดพอมีวิธี แต่อรุณวาสีต้องร่วมมือ ท่านหญิงหน้าเสียส่ายหน้า แต่พอเห็นสายตาแม่ก็ได้แต่ก้มหน้าน้ำตาคลอ หม่อมต่วนให้หญิงกลางเล่าแผนการให้ฟัง

ooooooo

มีเพียงเมราและหม่อมเรี่ยมที่ยินดีด้วยอย่างจริงใจ แต่อุรวศีกลับไม่สบายใจที่เสด็จป้าแบ่งสมบัติเป็นลางไม่ดี หม่อมเรี่ยมปลอบใจว่าท่านคงอยากให้ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีการฟ้องร้องภายหลังให้อับอายขายขี้หน้า

ขณะนั้นเองอลัมพุษาเดินออกมาแสดงความยินดีกับอุรวศี ไม่อาจพูดอะไรได้มาก ได้แต่เตือนว่า “ทุกขลาภมีจริงนะจ๊ะ พี่ไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรได้มาก แต่พี่ก็ถือเสมอว่าเธอเป็นน้อง เป็นลูกของเสด็จพ่อเช่นเดียวกันกับพี่ พี่ย่อมอยากเห็นเธออยู่เย็นเป็นสุข ต่อไปเธอจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังตัวให้มากๆ อย่าประมาทเป็นอันขาด”

“หญิงจะน้อมรับคำสอนของพี่หญิงใหญ่ไว้ และจะปฏิบัติตามค่ะ” อุรวศีรู้ว่าพี่จริงใจ

เมื่ออลัมพุษากลับไป หม่อมเรี่ยมกับเมรารู้ว่าท่านหญิงมีพระนิสัยต่างจากหม่อมต่วน แต่คงไม่กล้าว่าแม่ตัวเอง ที่ทรงเตือนแสดงว่ารู้ว่าแม่ตัวไม่ยอมหยุดง่ายๆ เมราอยากชวนอุรวศีไปอยู่เสียด้วยกัน ชักไม่สบายใจเกรงทรัพย์สมบัติจะเป็นทุกขลาภแก่น้องจริงๆ

พอจันได้ฟังอุรวศีเล่าถึงคำเตือนของอลัมพุษาก็ตกใจหวั่นวิตก ไม่ทันไรหม่อมต่วนเคาะประตูเปิดเข้ามา ปั้นยิ้มวางท่าเป็นมิตร กล่าวขอบใจที่ดูแลเสด็จอย่างดี จันกระซิบจะมาไม้ไหนจึงถูกหม่อมต่วนมองด้วยสายตาดุ รีบก้มหน้าไม่พูดอีก หม่อมต่วนชวนคุยเล็กน้อยก่อนจะเข้าเรื่อง ขอดูสร้อยเพชรประจำราชสกุลให้เป็นขวัญตาสักครั้ง อุรวศีเดาว่าต้องมีแผนบางอย่าง หม่อมต่วนรีบพูดอีกว่าขอตนเอากลับไปดูที่ห้องเพราะพี่ๆของท่านหญิงก็อยากเชยชมด้วย

“หม่อมกลับไปรอที่ห้องก่อนนะคะ หญิงจะเอาไปให้” อุรวศียิ้มอย่างใจเย็น

หม่อมต่วนรับคำยิ้มแย้มกลับออกไป จันร้อนใจจะทรงยอมเอาไปให้เขาถึงห้องหรือ อุรวศีคิดว่าถ้าไม่ให้ดูก็คงหาเรื่องอื่นมาอีก เผลอๆจะหนักกว่าเดิม จึงวางแผนให้จันทำบางอย่าง

อุรวศียกหีบเครื่องประดับมาที่ห้องอทริกา ไขกุญแจเปิดหีบ ทุกคนตาโตเมื่อเห็นเครื่องเพชรในหีบมากมาย แต่ติโลตตมาถามหาสร้อยเพชรประจำราชสกุล อุรวศี

หยิบกล่องกำมะหยี่ขึ้นมาแล้วเปิดให้ทุกคนดู ต่างตะลึงกับความแวววาวของเพชร ทันใดอุรวศีก็ปิดกล่องท่ามกลางความตกใจของหม่อมต่วนกับทุกคน ติโลตตมาโมโหหาว่ากลัวใครแย่ง ท่านหญิงไม่ตอบ

“หญิงหลง เธอทราบใช่ไหมว่าพี่หญิงเล็กจะเสกสมรสกับท่านสุรคม หม่อมแม่ของท่านชายมาสู่ขอกับฉันแล้ว” หม่อมต่วนเริ่มการแย่งชิง

อุรวศีได้ยินหม่อมต่วนพูดโดยไม่ใช้คำราชาศัพท์เลยสักนิดก็ตั้งรับ หม่อมต่วนอยากจะพูดตรงๆว่าไม่อยากรอให้เสด็จสิ้นก่อนถึงจัดงานแต่ง เลี่ยงว่าเพราะเสด็จประชวรจึงจะจัดงานเล็กๆ อยากขอยืมสร้อยนี้ให้อรุณวาสีใส่วันงาน คงไม่ใจดำกับพี่ อรุณวาสีทนไม่ไหวจะปฏิเสธ ติโลตตมาแอบหยิกปรามไม่ให้พูดอะไร อุรวศีไม่ขัดข้อง ติโลตตมาคิดในใจว่าช่างโง่จริง

อุรวศีขอให้อรุณวาสีลองสวมสร้อยในตอนนี้ เพื่อจะได้ดูกันว่าสวยแค่ไหน หม่อมต่วนยิ้มกระหยิ่มใจ อุรวศีขอสวมให้เอง อทริกาส่งเสียงชื่นชมว่างามจริงๆ หม่อมต่วนกำลังจะรวบรัดไม่ให้ถอดคืน แต่อุรวศีไวกว่า ปลดล็อกสร้อยให้ร่วงลงในมือตัวเอง แล้วเก็บใส่กล่องตามเดิมอย่างรวดเร็ว ใส่หีบล็อกกุญแจ หม่อมต่วนโวยทำอะไรจะเอาสร้อยไปไหน

“ก็หม่อมขอยืมไปใช้วันงาน รอวันงานเสียก่อนสิคะ ของประทานหญิงไม่กล้าให้อยู่ห่างตัว ถ้าหายจะหามาใช้คืนไม่ได้” พูดจบอุรวศียกหีบเดินเร็วรี่ออกไป

ทั้งหม่อมต่วนและติโลตตมาจะตามไปแย่งชิง จันซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้องแกล้งรวบขาทั้งสองไว้ให้ตามท่านหญิงไม่ทัน อทริกาหัวเราะคิกคักเห็นเป็นเรื่องสนุก อรุณวาสีโล่งใจเช่นกัน

อุรวศีนำหีบเครื่องประดับมาฝากที่ห้องสร้อย เล่าเรื่องเมื่อสักครู่ให้ฟัง สร้อยถอนใจขนาดอยู่ในวังยังกล้าทำ แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร อุรวศีเครียดนี่คงเป็นเหตุให้เสด็จอยากให้ตนไปอยู่นครปฐม ให้พ้นจากคนเหล่านี้

ด้านหม่อมต่วนหงุดหงิดโทษลูกๆไม่ได้เรื่องสักคน อทริการีบปลีกตัวอ้างจะไปตามรถม้าให้ไปส่งตำหนัก ระหว่างที่หม่อมต่วนเดินหงุดหงิดตามออกมา เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินคุยกับข้าหลวง พอเห็นหน้าชัดว่าเหมือนหม่อมพิณ หม่อมต่วนตกตะลึงคิดว่าผีหลอก แต่ตั้งสติเดินลิ่วตามไปทันที อรุณวาสีแปลกใจแม่จะไปไหน...หญิงคนนั้นเดินเข้าไปอีกตำหนัก หม่อมต่วนจะตามเข้าไป แต่ถูกข้าหลวงถามจะมาพบเจ้าจอมมารดาหรือ ท่านไม่อยู่ จึงชะงักยอมกลับออกมา

เมื่อหม่อมต่วนกับลูกๆกลับไป อทริกาก็ออกไปดูละครปรีดาลัยกับสำอาง อุรวศีคิดจะไปเยี่ยมยายกับแม่ที่เรือน โดยสร้อยจะอยู่รับใช้เสด็จแทน จันหน้าเสียอึกอักๆกว่าจะทูลว่าบุญทันอยู่ที่เรือนจางวางสม อุรวศีหน้าเจื่อน แต่ถ้าไม่ไปวันนี้ก็จะไม่มีโอกาสอีก

พอได้เจอกับบุญทันใกล้ๆก็เห็นว่าเป็นชายสูงวัย มีสัมมาคารวะ พูดจาใช้คำราชาศัพท์ได้ดี โล่งอกขึ้นกล่าวขอบใจที่เขาดูแลแม่ของตนอย่างดี บุญทันจะลากลับ เพราะเช่าบ้านไว้ยังไม่ได้จัดแจงข้าวของ อุรวศีถึงรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่กับแม่ให้คนนินทาจึงให้แม่เดินไปส่ง แสงเห็นหลานรักไม่โกรธเคืองบุญทันก็เริ่มใจอ่อนลง ชื่นชมน้ำใจหลาน

“เรื่องแม่กับเถ้าแก่บุญทัน หญิงเองก็ไม่ได้เห็นด้วยนักหรอกจ้ะยาย แต่เรื่องที่ล่วงเลยไปแล้ว และแม่เองก็มีความสุขดี แล้วหญิงจะตั้งข้อรังเกียจเถ้าแก่ให้แม่ทุกข์ใจไปทำไมล่ะจ๊ะ”

แสงปลื้มปริ่มน้ำตาคลอ จันโล่งใจโพล่งออกมาว่า บอกแล้วท่านหญิงของตนพระทัยดี จางวางสมมะเหงกเคาะหัวจัน ใครนะที่มากระซิบให้ตนไล่บุญทันออกไปก่อนท่านหญิงจะมา อุรวศียิ้มแย้มหันมาป้อนยาให้ยายแสงยอมกินโดยดี

พอแสงหลับ อุรวศีลงมาเดินเล่น เห็นลูกหลานจางวางสมซ้อมดนตรี ซ้อมรำกันแข็งขันก็ยิ้มชื่นชมจางวางสมอยากให้ผ่องคอยอยู่รับใช้ อุรวศีรู้ว่าตารู้เรื่องกฎในวังฝ่ายในว่าเจ้านายผู้หญิงไม่ควรอยู่คนเดียว จางวางสมบ่นเสียดายที่วันนี้อนลไม่มาจะได้ให้เล่นจะเข้ถวาย ผ่องนึกได้

“ลูกพระยาคนนั้นน่ะรึพ่อ ฉันรู้มาว่าจะออกเรือนอยู่อีกไม่กี่วันนี้แล้ว อย่าว่าแต่มาเรียนจะเข้กับพ่อเลย ต่อไปจะมีเวลามาเรือนนี้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้”

อุรวศีตกใจเมื่อได้ยินว่าอนลกำลังจะแต่งงาน แม้ทำใจไว้แล้วว่าไม่อาจคิดอะไรต่อกัน แต่ก็อดเสียใจ ลึกๆไม่ได้

ooooooo

ในขณะที่บ้านพระยารัชปาลีมีการเตรียมงานกันคึกคัก จัดแจงเรื่องอาหารคาวหวาน ด้านมโหรีถึกก็บอกว่าได้ติดต่อคณะของจางวางสมไว้แล้ว นวมถามความเห็นอนลก็ได้แต่บอกว่าแล้วแต่แม่เห็นสมควร ท่าทางเขาไม่สนใจไยดีกับการแต่งงานนี้เลย

ตกค่ำอนลเอาแต่นั่งเขียนกลอนลงสมุดบันทึกของตัวเอง พรรณนาตอกย้ำความเสียใจของตัวเอง สุดท้ายก็ต้องพูดปลอบใจตัวเอง “เธอไม่ได้เกิดมาสำหรับเรา เราเองก็ไม่ได้เกิดมาสำหรับเธอ คนที่เหมาะสมกับเธอมีอยู่แล้ว อีกไม่นานก็คงจะลงเอยกัน”

ขณะเดียวกัน อุรวศีนั่งอ่านหนังสือท้าวแสนปมในห้องบรรทมที่วัง จิตใจเลื่อนลอยคิดถึงอนล พยายามดึงสติกลับมาแล้วเตือนตัวเอง “ฉันฉีกจดหมายเธอทิ้งไปตั้งนานแล้ว แต่ฉันกลับจำที่เธอเขียนได้ทุกถ้อยคำ ฉันเองก็ควรจะลืมมันใช่ไหม...อนล”...

เช้าตรู่ อนลเดินซังกะตายอยู่หน้าบ้าน เห็นอนึกกำลังจะออกไปทำงานไม่ใส่เครื่องแบบทหารกลับนุ่งโจงชุดราชปะแตน และมีชุดธรรมดาไว้เปลี่ยนจึงทักไปไหนแต่เช้า อนึกบอกมีงานที่กลาโหม เกื้อเดินเข้ามาทางด้านหลังถามกลับดึกอีกหรือ อนึกหน้าตึงที่โดนซักไซ้ อ้างว่าจะไปสโมสรต่อ เกื้อดักคออย่าทำอะไรที่จะนำความเดือดร้อนมาให้ตัวเอง อนึกหงุดหงิดผละเดินไปขึ้นรถ อนลแปลกใจวันนี้มีแต่คนตื่นเช้า ถึกกระซิบบอกว่าเกื้อเพิ่งกลับมายังอยู่ในชุดเมื่อวาน

อนลสงสัยเดินตามมาที่บ้านเกื้อ เห็นกำลังรินเหล้าดื่มด้วยหน้าตาเหยเก ยิ่งทำให้แปลกใจ เพราะเขาไม่ใช่คนดื่ม จึงถามว่าทุกข์ใจอะไร พูดกับตนได้รับรองไม่แพร่งพรายออกไป

เกื้อเครียดถอนใจ “ไม่ใช่ว่าอาไม่ไว้ใจนล แต่ที่อาไม่พูดเพราะหนึ่ง อาไม่อยากให้นลเดือดร้อนไปด้วย เรื่องพวกนี้รู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี สอง อารู้ว่านลคิดไม่เหมือนอา พูดกันไปก็ไม่เข้าใจ” อนลท้วงแต่เล่าให้ทับฟัง เกื้ออธิบาย “อาคิดว่าคุณทับจะคิดเหมือนอา แต่จริงๆแล้วก็เหมือนกันบางจุด หลายจุดต่างกัน คุณทับถึงไม่เคยมาข้องเกี่ยวและไม่รู้อะไรเกินกว่าที่อาเล่าให้ฟัง”

อนลอยากรู้ว่าอนึกถลำลึกแค่ไหน ถามทับก็บอกว่าสักวันอาเกื้อจะเล่าให้ตนฟังเอง เกื้อพยักหน้ายิ้มๆที่ไม่มีใครเข้าใจตนเท่าทับ อนลจี้ถามทำไมเขาไม่กลับบ้านทั้งคืน เกื้อนิ่งไปครู่ก่อนจะตัดสินใจพูดว่า เรื่องของตนไม่มีอะไรต้องห่วง ถ้าจะช่วยก็ช่วยดึงอนึกกลับมาดีกว่า

“พ่อใหญ่กับพรรคพวก วางแผนจะเปลี่ยนสยามให้ปกครองแบบลิมิเต็ด มอร์นากี้”

อนลช็อกนั่นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด เกินกว่าที่ตนนึกไว้ คงอยู่เฉยไม่ได้ เรื่องนี้คอขาดบาดตายเกินกว่าจะรอ อนลรีบอาบน้ำแต่งตัวไปขอลางานจากพ่อหนึ่งวัน แต่พระยารัชปาลีไม่อนุญาตเพราะวันนี้มีประชุมกับท่านเจ้าคุณอธิบดี เขาเป็นคนจัดเตรียมเอกสารทั้งหมดก็ควรให้ท่านรับรู้ จะทำให้รุ่งเรืองทางราชการไม่ใช่ปิดทองหลังพระ อนลเครียดอยากไปหาอนึกมากกว่าแต่ไม่อาจเรียนให้พ่อทราบเรื่องราวได้

ตลอดทั้งวันอนลไม่มีแก่ใจทำงาน หน้าเครียดอยากไปหาอนึกที่กลาโหมแต่พอไปไม่ได้ก็คงต้องตามไปที่บ้านเจ้านายตามแผนที่ที่เกื้อเขียนให้

ooooooo

ในสวนของตำหนัก เสด็จอยากออกมาเดินตากแดดบ้าง ให้อุรวศีประคองเดิน สีหน้าท่านหญิงไม่สบายใจ เสด็จดักคออย่าบ่นตนเลย ตนไม่ได้ออกมาเดินเห็นเดือนเห็นตะวันนานแล้ว ท่านหญิงเกรงจะประชวรหนักขึ้นอีก เสด็จยิ้มอย่างปลงตก

“หนักกว่านี้ก็แค่ตาย ป้าอยู่มาจนเห็นหมดทุกอย่างแล้ว ไม่เสียดายหรอก ดูทำหน้าอ๊ะไม่พูดก็ไม่พูด” เสด็จยิ้มรู้ว่าอุรวศีไม่ชอบใจ จึงชวนให้นั่งเล่นด้วยกัน เสด็จทรงลูบหัวท่านหญิงอย่างเอ็นดู “ถ้าจะมีเรื่องเดียวที่ป้าเสียดายก็คือ ไม่สามารถทำให้หลานเป็นฝั่งเป็นฝาได้ ถึงจะยกสมบัติส่วนใหญ่ไว้ให้หลานดูแลตัวเอง แต่มันก็คงดีกว่าถ้ามีคนดูแลหลานอีกที”

อุรวศีก้มกราบบอกตนกลับคิดว่า ตนควรเป็นที่พึ่งแห่งตน ถึงมีใครให้พึ่งพิงก็ไม่มั่นคงเหมือนยืนอยู่บนขาของตัวเอง เสด็จนึกไม่ถึงว่าหลานจะคิดแบบนี้

“หญิงไม่ได้อวดดีนะเพคะ แต่หญิงคิดอย่างนั้นจริงๆ เราพึ่งพิงคนอื่นก็ต้องขึ้นอยู่กับใจเขา ว่ายังรักยังเมตตาเราหรือไม่ ถ้าเขาสิ้นรักเราแล้ว ชีวิตเราก็อยู่ต่อไปไม่ได้เพราะหมดที่พึ่ง แล้วมันจะมั่นคงเหมือนอยู่ด้วยตัวเองหรือเพคะ”

“มันก็ถูก แต่เราเป็นผู้หญิง รับราชการไม่ได้เหมือนผู้ชาย เงินทองก็มีเพียงค่าเช่าจากที่ดินทรัพย์สินเท่านั้น อย่างไรก็ไม่พอกพูนเหมือนมีผู้ชายดูแล”

อุรวศีเห็นว่าตนมีวิชาความรู้ที่ผู้ชายไม่มี อย่างเรื่องกับข้าวกับปลา หรืองานเย็บปักถักร้อย แม้ไม่เก่งกาจแต่ก็ใช้หากินได้ เสด็จถามไม่อายหรือต้องทำงานตากหน้าค้าขาย

“หญิงจะอับอายกว่าเพคะ ถ้าต้องงอมืองอเท้าไม่ทำงานการ เสด็จพ่อเคยสอนหญิงว่าเราควรอับอายที่ทำงานทุจริต ไม่ใช่อับอายที่ทำงานสุจริตเพคะ”

เสด็จอึ้งหลานรักช่างแกร่งกว่าที่คิดไว้มาก รู้สึกสบายใจขึ้น หมดห่วง...

เสร็จจากการประชุม อนลเลี่ยงจะออกจากกระทรวงไปหาอนึกที่กลาโหม เจอกับสุรคมเข้าอีก เขาหน้าเครียดชวนไปทานข้าวและจะคุยเรื่องอุรวศี จากนั้นจะไปไหนตนไปส่งให้ อนลเกรงสุรคมจะรู้เรื่องอนึก จึงจำต้องบอกว่าตนกลับไปคุยกับพี่ชายที่บ้านได้

ขณะเดียวกัน หม่อมเรี่ยมนำจดหมายของสุรคมมาให้อุรวศีในวัง ท่านหญิงเปิดอ่านข้อความขอให้รอข่าวจากเขา เขากำลังทำทุกอย่างเพื่อปลดเปลื้องตัวเองจากพันธะที่ไม่ได้สมัครใจ หากแก้ไขปัญหาได้เราทั้งสองจะได้ลงเอยครองคู่กันจนชั่วอายุขัย...อุรวศีอ่านจบเครียดขึ้นทันที หม่อมเรี่ยมหยิบห่อผ้าออกมาส่งให้ บอกว่าสุรคมฝากมา เมื่อท่านหญิงเปิดดูเห็นกำไลทองเนื้อดีราคาไม่น้อย หม่อมเรี่ยมถามคิดเห็นว่าอย่างไร ถึงตอนนี้ท่านชายยังไม่ได้ยกขันหมาก คงจะปักใจกับท่านหญิงมากกว่า จันโพล่งออกมาถ้าทำอย่างนั้นหม่อมต่วนไม่คลั่งหรืออย่างไร

“เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง ใครจะช่วยได้” หม่อมเรี่ยมแอบสะใจ

อุรวศีห่อกำไลส่งคืนให้หม่อมเรี่ยม “ท่านชายสุรคมทรงหมั้นหมายกับพี่หญิงเล็ก รู้กันทั่วถึงแล้ว ท่านจะเต็มพระทัยหรือไม่ก็เป็นเรื่องของท่าน หญิงไม่ได้รู้เห็นด้วยมาแต่แรกจึงไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้อง ขืนทำก็มีแต่จะเดือดร้อนเพิ่มกันทุกฝ่ายค่ะ ขอได้โปรดจงเห็นใจหญิงด้วย”

หม่อมเรี่ยมกลับเข้าใจว่าอุรวศีคงมีใจให้สุรคมแต่เกรงจะเสียหาย จึงเน้นย้ำว่าท่านชายไม่ได้เอออวยไปกับหม่อมแม่ ท่านหญิงกระอักกระอ่วนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรปล่อยเลยตามเลย

เมื่อหม่อมเรี่ยมกลับไป จันถามอุรวศีไม่ทรงชอบพอสุรคมบ้างหรือ ถ้าทรงรับรักก็เท่ากับได้ล้างแค้นหม่อมต่วน ท่านหญิงเอ็ดเบาๆ “เห็นฉันเป็นหญิงสิ้นคิดขนาดนั้นเลยหรือ คนเราถ้าต้องทำร้ายตัวเองเพื่อเอาชนะคนอื่น ไม่มีคำสรรเสริญหรอกนะ มีแต่คำประณามเท่านั้น”

จันจ๋อยลงตบปากตัวเองเป็นการลงโทษที่พูดไม่คิด ทันใดสร้อยวิ่งหน้าตื่นมาทูลว่าเสด็จไข้ขึ้นนอนไม่รู้สึกองค์ อุรวศีตกใจสั่งให้เอาน้ำใส่อ่างพร้อมผ้าสำหรับเช็ดองค์ แล้วรีบวิ่งเข้าไปที่ห้องเสด็จด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

อนลทำงานในกระทรวงจนค่ำ พระยารัชปาลีให้คล้องกับถึกรอรับ แต่พออนลเสร็จงานออกมากลับให้ทั้งสองกลับบ้านไปก่อน อ้างต้องทำงานต่อ พอทั้งคู่กลับไป ก็หยิบแผนที่ที่เกื้อเขียนทางไปบ้านเจ้านายของอนึกขึ้นมาดู

รถสามล้อพาอนลมาถึงบ้านเจ้านายอนึก ประตูรั้วปิดมิดชิด เขาจึงตะโกนเรียกให้คนมาเปิด พออนึกเห็นก็ตกใจรีบดึงหลบมาคุย อนลโกหกว่าแม่ไม่สบายมาก อนึกบ่นแม่ป่วยก็น่าจะตามหมอมาตามตนทำไม อนลอ้างพ่อให้ตามพี่กลับบ้าน อาเกื้อบอกว่าพี่ไม่ได้ไปสโมสรแต่มาหาเพื่อน ตนเลยถามทางแล้วตามมา

อนึกโล่งอกที่เกื้อไม่ได้บอกอะไร จึงให้อนลรอตนจะไปขอเจ้านายกลับก่อน แต่พออนึกเดินขึ้นมาชั้นสอง มองออกไปทางหน้าต่าง เห็นทหารกลุ่มหนึ่งพร้อมปืนยาวติดดาบปลายปืนบุกเข้ามาก็ตกใจ รีบวิ่งหนีออกทางด้านหลังเอาตัวรอดลืมน้องชายและไม่คิดจะบอกพรรคพวกเลย

ทหารกรูเข้ามาจับทุกคนที่อยู่ภายในบ้านรวมทั้งอนล แม้เขาพยายามบอกว่าตนไม่เกี่ยวแต่ก็ถูกกระแทกด้วยปืนสลบลง...

ขณะเดียวกัน ในห้องนอนเสด็จ อุรวศีเฝ้าไข้ทั้งคืน ฝันไปว่าตนกำลังก้าวลงเรือของอนลที่จอดอยู่ พออนลสตาร์ตเครื่องทันใดก็มีลมพายุรุนแรงจนเรือโคลงไปมา เธอตกใจกลัว อนลเดินเข้ามาหาแต่เสียหลักพลัดตกจากเรือ เธอตกใจมากจะเข้าไปช่วยเขา กลับถูกลมกระโชกพลัดตกไปอีกคน เธอเห็นอนลพยายามว่ายมาหาแต่กลับลอยห่างออกไป จนกระทั่งจมหายไปต่อหน้า

อุรวศีสะดุ้งตกใจตื่น สร้อยซึ่งนั่งเฝ้าเสด็จอยู่เข้ามาถามทรงเป็นอะไร ท่านหญิงมองไปรอบห้องถอนใจโล่งอกบอกว่าตนแค่ฝันร้ายแล้วถามอาการเสด็จป้า สร้อยตอบว่าพระวรกายยังร้อนอยู่ ตนพยายามเช็ดพระวรกายให้ตลอดตามที่หมอสั่ง ท่านหญิงให้สร้อยไปพักบ้าง พอดีถึงเวรอทริกา เธอเปิดประตูเข้ามาเห็นอยู่กันพร้อมหน้าจึงพูดอย่างไม่คิดตามนิสัย

“อยู่กันครบเลยนี่ แหมแบบนี้ไม่ต้องให้ฉันมาก็ได้ ฉันจะได้นอนต่อ”

อุรวศีอ่อนใจพร้อมจะอยู่แทนให้ จันและสร้อยท้วงว่าท่านหญิงก็ยังไม่ได้พักน่าจะสรงน้ำสักนิด อุรวศีจึงขอให้อทริกาเฝ้าเสด็จป้าสักครู่ ตนจะรีบกลับมา...พอทุกคนออกไป อทริกาเข้ามาดูเสด็จใกล้ๆเห็นหลับสนิท ก็ยิ้มอย่างพอใจขอให้หลับตลอดตนจะได้ไม่ลำบาก ทันใดนั้นเองเสด็จหายใจแรงขึ้นเสียงดังฟืดฟาดเหมือนคนหายใจไม่ออก ท่านหญิงตกใจทำอะไรไม่ถูก ถอยกรูดออกมาร้องให้คนช่วย อุรวศี สร้อยและจันได้ยินรีบวิ่งกลับมา พอเห็นอาการเสด็จก็ตกใจ

“เกิดอะไรขึ้นเพคะ”

“จะไปรู้หรือ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ จู่ๆก็ทรงเป็นขึ้นมาเอง”

“เสด็จป้าเหมือนจะทรงหายใจไม่ออก คุณสร้อยไปตามหมอนะคะ จันไปต้มยาตามที่หมอสั่ง” อุรวศีประคองเสด็จลุกนั่งพิงตนไว้

สร้อยกับจันรีบออกไปทำตามที่ท่านหญิงสั่ง

อทริกากลัววิ่งตามไปด้วย เสด็จหายใจดีขึ้น ลืมตามองเห็นอุรวศีก็ยิ้ม เอื้อมมือไปกุมมือหลานรัก พยายามพูด “ป้า...ป้าห่วงหญิงจะโดนคนรังแก ถ้าสิ้นป้าแล้ว อยู่ไม่ได้ก็หนีไป อย่ายึดติดไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตหญิงเอง”

อุรวศีรับคำ เสด็จท่าทางอ่อนแรงลงเรื่อยๆพยายามยกมือจะลูบหัวท่านหญิง แต่แล้วพระหัตถ์ตกศีรษะพับลงสิ้นพระชนม์ในอ้อมอกอุรวศี ท่านหญิงตกใจร้องไห้กอดร่างเสด็จใจสลาย

ooooooo

อนลโดนสาดน้ำฟื้นขึ้นมา พบว่าตัวเองถูกมัดมือไพล่หลังบนเก้าอี้ ทหารสามสี่นายยืนคุมเตรียมสอบสวน อนลคิดว่าสิ่งที่ตนพูดอาจทำร้ายอนึกกับเกื้อ จึงนิ่งไม่ตอบใดๆ ทหารนายหนึ่งขู่ว่ารู้จักพ่อของเขา ตระกูลเขาเป็นพระยาติดต่อกันสามรุ่น ควรแก่ความภาคภูมิใจ

“...แล้วคิดว่าเจ้าคุณพ่อคุณจะทนอัปยศจากการถูกตราหน้าว่าเป็นพ่อของคุณได้อยู่อีกรึ”

อนลขบกรามแน่นเมื่อถูกจี้ถึงวงศ์ตระกูล แต่ต้องอดทนเพื่อไม่ให้เดือดร้อนถึงพี่และอา ทางบ้านรัชปาลีทหารบุกเข้าไปขอค้นบ้านและแจ้งเหตุว่า บุตรชายคนเล็กของเจ้าคุณกระทำความผิดร้ายแรง คิดก่อการใหญ่ในแผ่นดิน นวมตกใจถึงกับเป็นลม พระยารัชปาลีเข้าประคองตัวเองก็ตกใจมากไม่คิดว่าลูกกล้าก่อการกบฏ

คล้องกับถึกวิ่งมาตามเกื้อ เขาตกใจมากกลายเป็นอนลโดนจับได้อย่างไร ถามหาอนึก สองผู้รับใช้บอกว่ายังไม่กลับ เกื้อรีบเดินกะเผลกมายังเรือนใหญ่ ถามพี่ชายว่าอนึกกลับมาหรือยัง ทันใด อนึกเดินเข้ามาในชุดนอน เกื้อจะเอ่ยถามทำไมอนลถึงถูกจับ แต่อนึกชิงพูดก่อน

“ผมกลับมาแต่หัวค่ำแล้วแต่คงไม่มีใครเห็น พอดีรถมันเสียน่ะครับ ผมก็เลยจอดทิ้งเอาไว้ แล้วจ้างรถลากมาส่ง”

นวมร้องไห้ขอให้ลูกช่วยน้องด้วย อนึกหลบตาเกื้อปลอบแม่ให้ใจเย็น เรื่องนี้เรื่องใหญ่พรุ่งนี้ไปคุยกับอนลว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร เกื้อได้ยินตกใจมากไม่คิดว่าอนึกจะโบ้ยความผิดให้น้องแบบนี้ อนึกทำเป็นช่วยจัดการหันไปคุยกับทหารถ้ามาค้นตามหน้าที่ก็เชิญ

ooooooo

อทริกามาบอกข่าวเสด็จป้าสิ้นพระชนม์ หม่อมต่วนและติโลตตมานิ่งเฉยมีเพียงอรุณวาสีที่ร้องไห้เสียใจ อทริกาเห็นว่าพวกเราเป็นญาติสนิทควรไปงานแต่หัววัน ติโลตตมาสวนทันทีตนไม่ไป สมบัติก็ได้น้อยกว่าลูกเมียบ่าว ทำไมต้องไปให้ลำบาก หม่อมต่วนตวาดแว้ด

“ทุกคนต้องไป งานสำคัญอย่างนี้ พระญาติมากันครบทุกพระองค์แน่ ถ้าเธอไม่ไปแม่จะตอบทุกพระองค์ว่ายังไง และเธอก็ต้องโดนตราหน้าว่าอกตัญญูด้วย จะเอาอย่างนั้นรึ”

ติโลตตมาไม่กล้าเถียงสะบัดหน้าหนี หม่อมต่วนยิ้มหยันรู้ว่าตอนนี้อุรวศีดูแลตำหนักอยู่ ปล่อยให้ดูแลเสียให้พอ สิ้นเสด็จแล้วก็ต้องระเห็จออกมา ดูซิใครจะปกป้องได้อีก...

ในขณะที่อุรวศีทำความสะอาดห้องเสด็จป้าเหมือนปกติ เพราะรู้ว่าท่านชอบความสะอาดมีระเบียบ ยิ่งเห็นรูปท่านน้ำตาก็รินไหลออกมาไม่หยุด จันคลานเข่าเข้ามาทูลว่าอธิป เมรา สุรคม หม่อมเรี่ยมและหม่อมเอื้อนมา จึงออกไปพบที่ห้องรับแขก

หม่อมเรี่ยมกับเมราปลอบใจอุรวศี ส่วนหม่อมเอื้อนตะขิดตะขวงใจแต่ก็แสดงความเสียใจแล้วเลียบเคียงถามถึงสมบัติที่ได้รับ อุรวศีหน้าตึงทันที หม่อมเรี่ยมกับเมราปรายตามองเคืองๆ สุรคมรู้สึกอายมากสะกิดปรามแม่แต่เธอยังไม่รู้สึกตัว ซักถามต่ออีก อุรวศีตัดบท

“หญิงไม่ทราบว่าเอาไปลือกันอย่างไร แต่สำหรับหญิง มากหรือน้อยไม่สำคัญหรอกค่ะ แค่เสด็จป้าทรงมีพระเมตตาให้ก็เป็นบุญหาที่สุดไม่ได้แล้ว”

“หญิงหลงก็ถ่อมตัว พี่รู้มาว่าได้ที่ดินที่นครปฐมเป็นพันไร่ และยังได้เครื่องเพชรส่วนพระองค์อีก แค่เครื่องเพชรประจำราชสกุลของหญิงเส้นเดียวก็ซื้อวังพี่ได้ทั้งวังแล้ว” อธิปเย้า

อุรวศีไม่พอใจที่อธิปทะลุกลางปล้องแบบนี้ ในขณะที่หม่อมเอื้อนตาลุกวาว เมราทนไม่ไหวขัดขึ้น “เสด็จป้าเพิ่งสิ้นพระชนม์ ไม่มีเรื่องอื่นจะคุยกันแล้วหรือถึงได้คุยกันแต่เรื่องพวกนี้”

อธิปหน้าตึงที่เมราขัดจังหวะ ส่วนหม่อมเอื้อนหน้าเสียที่โดนรุ่นหลานตำหนิ เมราหันไปบอกอุรวศีว่าตนกับแม่จะมาช่วยงานทุกวัน ไม่ต้องกลัวว่าจะทำคนเดียว อลัมพุษาก็จะมาเช่นกัน

อุรวศีใจชื้นขึ้น สุรคมเอ่ยว่าตนคงมาไม่ได้ทุกวันเพราะงานที่กระทรวงยุ่งนิดหน่อย อธิปสวนทันควันยุ่งนิดหน่อยอะไร เรื่องคอขาดบาดตายไม่เห็นต้องอ้อมค้อม อุรวศีแปลกใจมีเรื่องอะไร

“ท่านหญิงทรงจำคุณอนลบุตรชายพระยารัชปาลีได้ไหมคะ เขาเคยไปที่วังสองสามครั้ง ก่อนที่ท่านหญิงจะย้ายมาอยู่กับเสด็จพระองค์หญิง” หม่อมเรี่ยมเล่า อุรวศีพยายามเก็บอาการทั้งที่ใจอยากรู้มากว่าเกิดอะไรขึ้นกับอนล

“เมื่อคืนอนลถูกจับเพราะร่วมกับกลุ่มที่คิดก่อการใหญ่เพื่อจะกระทำการร้ายแรงในแผ่นดินค่ะ” สุรคมเล่าต่อทำให้อุรวศีตกใจสุดขีด แม้ไม่บอกตรงๆ ก็รู้ว่าข้อหาอะไร

ผ่านไปครู่ใหญ่ เมราบอกอธิปว่าตนกับแม่คงต้องค้างที่วังจนกว่าจะเสร็จสิ้นงานพระศพ อธิปแอบยิ้มดีใจจะได้อยู่กับหม่อมเล็กๆ เมรารู้แก่ใจแต่ต้องทำเป็นไม่สน เมื่อทั้งสามเดินไป อธิปหันมาเตือนสุรคมเรื่องอนล จับได้คาหนังคาเขาอย่างนี้ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยอีกจะนำความเดือดร้อนมาให้ทั้งเขาและตน เพื่อนชั่วคนนี้ไม่พ้นโทษประหารแน่ สุรคมไม่พอใจเห็นว่ายังไม่มีการพิพากษาว่าอนลผิดจริง อธิปพูดใส่หน้า

“แล้วอย่าคิดว่าเจ้าคุณรัชปาลีจะช่วยได้ จับพลัดจับผลูจะโดนโทษไปด้วย จะบอกให้นะว่าท่านเจ้าคุณอธิบดีสุขภาพย่ำแย่มาหลายปีแล้ว อีกไม่นานคงต้องทูลลาออกจากราชการ คนที่จะขึ้นมาแทนคือเจ้าคุณรัชปาลี แต่เมื่อมีลูกชั่วอย่างนี้ก็หมดหวังแล้ว เท่ากับหมดประโยชน์ที่เราจะข้องแวะด้วย เข้าใจหรือยัง”

สุรคมไม่ชอบนิสัยแบบนี้ของพี่ชายเลย หม่อมเอื้อนเห็นสีหน้าลูกทั้งปลอบและย้ำว่าตนเห็นด้วยกับอธิป ใช่ว่าจะไม่สงสารอนล แต่ข้อหาเช่นนี้ไม่พ้นตาย อย่าเห็นแก่เพื่อนมากกว่าแม่

ooooooo

อนลได้รับการคุมตัวมาห้องสอบสวน เห็นพระยารัชปาลีอยู่กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็ให้สับสนว้าวุ่นใจ ทั้งกลัวทั้งเสียใจถามถึงแม่และอนึก พ่อพูดทำนองโกรธที่ทำให้แม่เสียใจและพี่ชายเสียชื่อเสียง อนลรู้ทันทีว่าอนึกไม่คิดช่วย ถ้าตนสารภาพก็จะทำให้เกื้อเดือดร้อนไปอีกคน

พระยารัชปาลีด่าว่าอนลเป็นลูกทรพีคิดก่อการร้าย ถ้าไม่สารภาพก็ไม่ต้องมานับเป็นพ่อลูกกันอีก อนลน้ำตาคลอนิ่งเงียบ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ส่งกระดาษคำถามสิบสามข้อให้เอาไปอ่านหากรักพ่อแม่รักหน้าตา วงศ์ตระกูล ก็ให้ตอบคำถามเหล่านี้ อนลไม่แม้แต่จะรับกระดาษมาดู ยิ่งทำให้พระยารัชปาลีโกรธจนแทบกระอักเลือดกระแทกเท้ากลับไป...น้ำตาอนลค่อยๆไหลริน

พอถึงบ้าน เกื้อแทบถลาเข้ามาถามพระยารัชปาลีถึงอนล ท่านเจ้าคุณโกรธแค้นใจสุดๆตวาดจะไปห่วงทำไม ตนจะถือว่าไม่มีลูกคนนี้อีก เกื้อเสียใจจะทำอย่างไรดีเพื่อช่วยอนลได้

พระยารัชปาลีอ่อนลงรู้ว่าน้องเป็นห่วงหลาน “ฉันเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดตามไปด้วย พรุ่งนี้ก็จะต้องตากหน้าไปให้เจ้าคุณปลัดทูลฉลองท่านสอบสวนเอาความว่ารู้เห็น เป็นใจกับไอ้ลูกระยำหรือไม่ เราทุกคนจะตายกันทั้งโคตร เพราะไอ้ลูกทรพีคนเดียว”

อนึกประคองนวมออกมาได้ยิน นวมพูดทั้งน้ำตา เป็นตายอย่างไรตนก็ไม่เชื่อว่าอนลจะทำเรื่องเลวทรามอย่างนั้น อนึกหน้าซีดกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เกื้อทนไม่ไหวโพล่งขึ้น

“เฉยอยู่ทำไมล่ะพ่อใหญ่ ตอนนี้มีพ่อคนเดียวที่ช่วยน้องได้ แค่พ่อใหญ่ยอมพูดเท่านั้น”

“จะให้ผมพูดกับท่านเจ้าคุณกลาโหมหรือครับ ผมพูดแน่ครับ ขอให้นลปลอดภัยเท่านั้น แต่เรื่องร้ายแรงเช่นนี้ผมก็ไม่กล้ารับปากนะครับว่าท่านเจ้าคุณจะช่วยได้” อนึกพูดโดยไม่สบตา

“พ่อใหญ่!” เกื้อผิดหวังสุดๆ อนึกทำทีเป็นห่วงอาให้กลับไปพักผ่อน ตนจะไปส่ง เกื้อขัดขืนไม่ให้มาประคอง แต่อนึกยื้อลากออกไปจนได้

เมื่อมาถึงบ้านเกื้อ อนึกปะเหลาะว่าตนก็เป็นห่วงอนลมากที่ต้องมารับเคราะห์แทน แต่จะช่วยบุ่มบ่ามไม่ได้ ไม่อย่างนั้นทั้งตนและอาต้องตายด้วย เกื้อไม่กลัวกล้าทำก็ต้องกล้ารับ อนึกตะล่อมซื้อเวลาไปเรื่อยว่ากำลังวางแผนช่วยน้องแต่บอกอาไม่ได้ เกื้อฟังอย่างระแวงไม่ไว้ใจ

เย็นวันนั้น อนลได้รับอาหารอย่างดีจากทหารชั้นผู้น้อย พร้อมคำพูดว่า “คุณขอรับรู้จักแม่จันหรือไม่ แม่จันวานกระผมให้มาบอกว่าเพื่อนของคุณฝากคำพูดแม่จันมาบอกอีกที...”

อนลฉุกคิดถึงอุรวศี ไม่คิดว่าเวลาแบบนี้ที่ทุกคนต่างกลัวเดือดร้อนไปด้วย แต่ท่านหญิงกลับมีน้ำใจฝากคำพูดมาถึงโดยไม่สนใจว่าตนเป็นคนผิดหรือถูก คำพูดของท่านหญิงคือ...ไม่ว่าจะถูกผิดอย่างไร ฉันก็ยังเหมือนเดิม...อนลปลาบปลื้มเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจน้ำตาริน ฝากทหารกลับไป “ฝากบอกแม่จันถึงเพื่อนฉันด้วย ว่าไม่ต้องส่งใครมาอีก ฉันไม่อยากเจอใคร”

เมื่อทหารกลับมาบอกจัน จันมอบเบี้ยอัฐเป็นสินน้ำใจแต่ทหารไม่รับบอกว่ามีญาติฝากตนทำแบบนี้ประจำ ตนเห็นใจทุกคน...จันรับคำของอนลมาทูลด้วยความสงสัยทำไมห่วงใยกัน

แม้จะแสดงออกว่าโกรธอนลมาก แต่ใจจริงพระยารัชปาลีแอบเสียใจคิดถึงอนลวัยเด็กที่น่ารักว่านอนสอนง่าย พูดอะไรก็ทำตาม แต่ทำไมถึงได้ทำให้พ่อแม่เสียใจได้ขนาดนี้ คล้องเข้ามาเห็นท่านเจ้าคุณปาดน้ำตา ก็แปลกใจไม่ทันถามก็โดนเอ็ด จึงเรียนว่าพระยาไกรและครอบครัวมา พระยารัชปาลีตกใจมัวเครียดเรื่องอนลจนลืมไปว่ามีงานแต่งงานของอนลกับดวงแขอีก

สถานการณ์ตึงเครียด พระยาไกรฟังท่านเจ้าคุณเล่าเรื่องและบอกว่ายังดีที่หลวงปิดเรื่องนี้ไว้ รู้กันแค่ข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ดวงแขทะลุกลางปล้องว่าตนต่างหากที่ต้องอับอาย คนทั้งเมืองจะมองตนอย่างไร นวมหน้าเสียเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ว่ายังไม่มีใครซัดทอดอนลคงแค่ติดร่างแหไปเท่านั้น ไม่นานคงได้ปล่อยตัว แต่ดวงแขพูดน้ำเสียงขุ่นมัวว่าข้อหาร้ายแรงอย่างนี้ มีหรือจะถูกปล่อย ยังมีหัวอยู่ก็บุญเท่าไหร่แล้ว คุณหญิงไกรเข้าข้างลูกสาวที่ต้องมาเป็นหม้ายขันหมาก แต่พระยาไกรยังเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ปรามลูกสาวกับภรรยาให้ใจเย็น

พระยารัชปาลีกับนวมเครียดหนัก ขณะนั้นเองอนึกเดินเข้ามาเสนอตัว “ถ้ามีสิ่งใดที่ผมทำแทนอนลได้ ขอให้ทุกคนสั่งมาเถิดครับ ผมเต็มใจจะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนพระคุณคุณพ่อคุณแม่ และคลี่คลายเรื่องคราวนี้ให้จบลงด้วยดี”

นวมมีความหวังขึ้นมาขอให้อนึกแต่งงานแทนอนล อนึกกุมมือแม่ยินยอมทำทุกอย่างให้พ่อแม่สบายใจขึ้น คุณหญิงไกรคิดทบทวน ว่าอย่างไรเสียก็ยังอยู่ในวงศ์สกุลเดิม สมบัติก็ได้เท่าเดิมหรืออาจจะได้มากกว่าเพราะเป็นลูกคนโต พระยาไกรไม่มีปัญหาใดๆ คุณหญิงไกรจึงบอกว่าให้ใช้ฤกษ์ยามเดิม ลูกสาวตนจะได้ไม่เสียหน้า ดวงแขคิดเหมือนแม่อนึกเป็นตัวเลือกที่ดี

“ขอบใจมากพ่อใหญ่ ถึงนลมันจะนอกคอกไปทำเรื่องอุบาทว์ชาติชั่ว แต่พ่อก็ยังโชคดีที่มีผู้สืบวงศ์ตระกูลอย่างลูก” พระยารัชปาลีกอดลูก อนึกเครียดถ้าพ่อรู้ ความจริงจะโดนขนาดไหน

อนึกจัดแจงให้บ่าวจัดที่พักให้พระยาไกรกับคุณหญิงห้องหนึ่งและดวงแขอีกห้องหนึ่ง คุณหญิงไกรชื่นชมความมีน้ำใจของเขา อนึกปากหวานเอาใจว่ายังไม่ได้เศษเสี้ยวที่เธอเมตตาตน ดวงแขยืนเก้กังรอให้อนึกไปส่งที่ห้อง เขาจึงมีโอกาสพูดคำหวานกับเธอ ทำให้เธอเคลิ้มปลื้มปริ่มไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้จากปากอนลมาก่อนเลย พินิจดูอนึกก็รูปหล่อ การงานดีมีชาติตระกูล

ด้านอนึกแอบนึกถึงคำแนะนำจากรุ่นพี่ทหารซึ่งเป็นมหาดเล็กของสมเด็จเจ้าฟ้า ว่าการที่อนลโดนจับข้อหานี้กระทบต่อหน้าที่การงานของอนึก ถ้าอยากก้าวหน้าต้องย้ายไปอยู่หัวเมือง โอกาสก้าวหน้ามีมากกว่าอยู่พระนคร โดยหาผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าเมืองตามหัวเมืองช่วยเรื่องย้าย...ช่างประจวบเหมาะถ้าได้แต่งงานกับดวงแข

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #9 on: 24 June 2026, 12:41:09 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep9/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 9
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 9

รุ่งเช้า หม่อมต่วนมาหาหม่อมเอื้อนถึงบ้านเพื่อทวงถามกำหนดวันที่จะยกขันหมากไปสู่ขออรุณวาสี หม่อมเอื้อนหนักใจมากอ้างยังติดงานพระศพเสด็จ หม่อมต่วนจิกตาเอาเรื่อง ไม่ได้ให้ยกมาวันนี้พรุ่งนี้ แปลกเสริมว่าขันหมากจะมากจะน้อยไม่สำคัญ ของรับไหว้ก็รับไปแล้ว

หม่อมเอื้อนเครียดหนักตัดสินใจพูดตามตรง ว่าไม่ได้คิดบิดพลิ้วแต่สุรคมยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่มีใจให้อรุณวาสี ตนยินดีคืนของรับไหว้ หม่อมต่วนโกรธมากหาว่าเป็นแม่ไม่เอาไหนสั่งลูกไม่ได้ เสียทีเกิดเป็นแม่ ที่ตนยอมยกลูกสาวให้เพราะไม่อยากให้ได้สะใภ้

มีราคีมีเลือดชั่วของแม่ กลับไม่คิดถึงน้ำใจ แปลกแกล้งเปรยทำนองคงเห็นว่าทางโน้นได้สมบัติมากมาย หม่อมเอื้อนหน้าเสียที่โดนเหน็บทั้งนายและบ่าว

ด้านสุรคมหาโอกาสพูดคุยกับอุรวศีเรื่องให้รอตนเคลียร์ปัญหาแล้วจะรีบจัดการเรื่องระหว่างเราให้เร็วที่สุด อุรวศีอ่อนใจไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เข้าใจเสียที ตัดบทว่าไม่ใช่เวลาคุยเรื่องส่วนตัว สุรคมชะงักแต่อยากคุยกับเธอนานๆจึงดึงเรื่องอนลมาคุย

ท่านหญิงปั้นหน้านิ่งในใจอยากรู้เรื่องของเขามาก จึงเอ่ยไปว่าตนอยู่แต่ฝ่ายใน ไม่ทราบเรื่อง จันรู้ใจแทรกถามว่าตอนนี้คงจับได้หลายคน สุรคมพยักหน้า

“หลายคนแล้ว แต่ที่จับได้ไม่ใช่เพราะมีการซัดทอดกันเลยนะ ข้อนี้ก็ต้องนับถือในน้ำใจ”

จันเห็นสายตาท่านหญิงมองก็เข้าใจรีบถาม “แล้วบุตรชายคนเล็กของท่านเจ้าคุณรัชปาลีล่ะเพคะ เป็นอย่างไรบ้าง หม่อมฉันเคยพบเจอสองสามครั้ง พอรู้ว่าต้องโทษก็อดใจหายไม่ได้”

สุรคมสลดลงยอมรับว่าเสียใจที่ไม่ได้ไปเยี่ยมอนลเลยเพราะแม่กับเจ้าพี่ขอไว้ อุรวศีถามอ้อมๆว่าอีกไม่นานคงมีการตั้งศาลตัดสินใช่ไหม สุรคมบอกว่าตั้งแล้ว ท่านเจ้าคุณปลัดทูลฉลองกลาโหมเป็นประธาน วันนี้ตอนบ่ายๆอนลคงโดนย้ายไปคุมขังที่กลาโหมและห้ามเยี่ยม อาจไม่ได้เห็นหน้ากันอีกแล้วในชาตินี้ อุรวศีใจหาย

สายวันนั้นเกื้อขอให้พระยารัชปาลีพาไปเยี่ยมอนล อนลไม่อยากให้เกื้อมาที่นี่เกรงจะติดร่างแห แต่เกื้อบอกว่าตนไม่กลัว ตอนนี้ตนทรมานใจมากไม่ต่างจากตกนรก ขอให้อนลสารภาพ เขาส่ายหน้าช้าๆ ไม่มีหลักฐานอะไรจะยืนยันว่าตนไม่เกี่ยวข้องเพราะถูกจับในที่เกิดเหตุ รังแต่จะดึงพี่กับอามารับผิดด้วย สู้ตนรับเคราะห์คนเดียวดีกว่า

เกื้อน้ำตาร่วงสงสารหลานจับใจ คิดจะสารภาพเอง อนลขอร้องอย่าทำเพราะเกื้อไม่ได้รับราชการ ไม่มีใครเชื่อว่าอาเป็นตัวก่อการ นอกจากอนึกจะเป็นคนสารภาพเอง แต่อนลก็ไม่ได้พูดออกไป เกื้อร้อนใจให้บอกว่านอกจากอะไร อนลตัดบทเปลี่ยนเรื่องว่าบ่ายนี้ตนจะโดนย้ายไปขังที่กลาโหม คงไม่มีใครเยี่ยมได้อีก เกื้อใจหาย

กลับมาถึงบ้าน เกื้อตัดสินใจจะคุยกับอนึกให้เด็ดขาด แต่พอมาถึงเรือนใหญ่เห็นคนรับใช้เตรียมงานวุ่นวาย ถามถึกกับคล้องว่าจะมีงานอะไรกัน ทั้งสองแปลกใจที่เกื้อยังไม่รู้ว่าจะมีงานแต่งงานของอนึกกับดวงแข เกื้อตกใจมากไม่คิดว่าอนึกจะเอาตัวรอดไม่สนใจอนลแม้แต่น้อย

อนึกเดินเล่นคุยกับดวงแขในสวน เอาใจพูดคำหวานจนหญิงสาวเขินอาย แล้วอนึกก็เข้าเรื่องบอกว่าแต่งงานแล้วอยากออกไปอยู่หัวเมืองกับเธอลำพัง มีลูกเมื่อไหร่ค่อยย้ายกลับมา หญิงสาวหัวใจฟูฟ่อง

ทันใดเสียงเกื้อดังขัดจังหวะ อนึกหน้าเสีย กลัวเกื้อพูดอะไรให้ดวงแขสงสัย จึงขอให้เธอกลับไปที่เรือนก่อน ดวงแขหน้าตึงไม่พอใจที่เกื้อมาขัดความสุข แต่ไม่กล้าโวย

เกื้อโมโหมากพูดขึ้นก่อนว่าอนึกจะแต่งงานกับคู่หมั้นอนลหรือ อนึกแก้ตัวว่าเป็นการขายผ้าเอาหน้ารอด ตนทำเพื่อพ่อแม่ไม่ให้โดนถอนหงอกและดวงแขก็ไม่ต้องกลายเป็นหม้ายขันหมาก เกื้อสวนแล้วอนลทำไมไม่คิดช่วย อนึกอ้างว่าตอนนี้ไม่มีใครซัดทอด อนลคงรอดแน่

“โทษร้ายแรงอย่างนี้น่ะหรือจะรอด รอดกลับบ้านนั้นไม่ต้องพูด เอาเป็นว่ารอดตายหรือไม่ดีกว่า อย่างเบามันก็ติดคุกจนตายน่ะแหละว่ากันตามจริง” เกื้อพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง

อนึกแก้ตัวจะให้ทำอย่างไร ตนหาทางช่วยทุกทางแล้ว เกื้อจับมือให้ไปสารภาพด้วยกัน อนึกตกใจสะบัดมือไม่ยอมไป เรื่องอะไรจะไปตายทั้งสามคน เกื้อมั่นใจแล้วว่าอนึกคิดให้อนลรับผิดแทนจริงๆ จึงยื้อยุดกระชากให้อนึกไปสารภาพ อนึกไม่ยอมเหวี่ยงเกื้อล้มลง หาข้ออ้าง

“ผมขอโทษครับ แต่ผมจำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องคุณพ่อคุณแม่ ถ้าสามคนในบ้านนี้ต้องโทษประหาร คุณพ่อจะทนไหวหรือครับ ที่สำคัญคุณแม่คงป่วยหนักจนเกินเยียวยา ท่านทำใจไม่ได้แน่ แต่ถ้าอาเกื้อไม่รักคุณพ่อคุณแม่แล้วก็ตามใจอาเถอะครับ ส่วนเรื่องนล นลไม่ได้ทำผิด ประเดี๋ยวหนทางรอดก็คงมีมาเองเมื่อถึงเวลา อย่ากลัวไปเลยครับ”

พูดจบอนึกเดินหนีไม่แม้แต่จะช่วยเกื้อลุกขึ้น

เกื้อมองตามหลังหลานชายด้วยความคับแค้นใจ

ดวงแขกลับมากระฟัดกระเฟียดใส่พ่อกับแม่ ที่เกื้อมาขัดจังหวะความสุขของตนกับอนึก พระยาไกรกังวลว่าเกื้อไม่เห็นด้วยที่เปลี่ยนเจ้าบ่าวจากน้องเป็นพี่ ดวงแขไม่สนใจบอกว่าจะมาโทษตนได้อย่างไร ถ้าอนลไม่ก่อเรื่อง คุณหญิงไกรเห็นด้วยกับลูก ดวงแขยิ้มพูดอย่างหนักแน่นว่า เปลี่ยนจากอนลเป็นอนึกดีแล้ว ไม่รู้ตนมองข้ามอนึกไปได้อย่างไร พูดจาอ่อนหวานกว่า ช่างเอาอกเอาใจ ไม่ทำตัวเหมือนท่อนไม้น่าเบื่อหน่ายอย่างอนล พระยาไกรท้วงอย่างไม่ชอบใจ

“พูดอะไรกันแม่ดวงแข ถึงจะคลาดแคล้วจากพ่อนลไปแล้วก็ไม่ควรพูดลับหลังอย่างนี้ ใครมาได้ยินเข้าจะตำหนิได้ว่า น้ำกลิ้งบนใบบอนหาความแน่นอนมิได้”

ดวงแขหันไปอ้อนแม่ว่าตนพูดตามจริงทำไมต้องมาเคือง คุณหญิงไกรบอกสามีว่าลูกรักชอบอนึกก็ดีจะได้สบายใจ แต่พระยาไกรหวั่นใจกับนิสัยลูกสาวตัวเองเสียจริงๆ

ooooooo

บ่ายวันนั้น อนลถูกนำตัวย้ายไปขังที่กลาโหม มีทหารสามสี่นายคุม รถแล่นมาช้าๆผ่านย่านร้านค้า มีรถเข็นแตงโมสามคันเข็นตัดหน้า คันหนึ่งล้มแตงโมกระจายเต็มพื้นทำให้รถแล่นไปไม่ได้ ทหารนายหนึ่งจะลงไปไล่แต่อีกนายบอกให้รอเพราะคิดว่าชาวบ้านไม่ได้ตั้งใจ

อนลมองออกไปที่ถนนเห็นบุญทันกับจันช่วยกันเก็บแตงโม ข้างทางมีจางวางสมและหม่อมสลวยชะเง้อมอง สายตาพวกเขาอยากล่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย อนลมองไปอีกฟากถนน แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เห็นอุรวศีในชุดชาวบ้านมีผ้าคลุมผมพรางผมอันยาวสลวยเพราะสมัยนั้นคนที่ไว้ผมยาวได้จะเป็นผู้มีอันจะกิน จึงไม่อยากให้เป็นจุดเด่น

อุรวศีมองอนลด้วยอยากจดจำเขาไว้ในความทรงจำ อนลน้ำตารื้นด้วยความซาบซึ้ง เวลาที่ตนตกอับถึงที่สุด ท่านหญิงยังยอมเสียเกียรติลดตัวมาส่งเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งสองสบตากันนิ่งนานจนกระทั่งบุญทันกับจันเก็บแตงโมเสร็จ รถทหารแล่นผ่านไป อนลมองอุรวศีจนลับตา

จางวางสม หม่อมสลวยและบุญทันเดินคุยกันกลับถึงบ้าน จันเดินตามหลัง จางวางสมกับหม่อมสลวยขอบใจบุญทันกับจันที่กล้าเสี่ยงทำแบบนี้เพื่อให้พวกตนได้ส่งอนลเป็นครั้งสุดท้าย จางวางสมไม่อยากเชื่อว่าอนลจะทำการร้ายเช่นนั้น ต้องโดนใส่ร้ายแน่ๆ บุญทันมองจันอย่างสงสัยทำไมคิดแผนการได้แยบยลขนาดนี้ แกล้งเปรยว่าจันคงสนิทกับอนลมากถึงได้อยากล่ำลา จันอึกอักบอกว่าทำเพื่อจางวางสม บุญทันพยักหน้าแย็บถามถึงท่านหญิงสบายดีไหม

จันสะดุ้งไม่คิดว่าจะถูกจู่โจมถาม “เอ่อ...สบายดีเจ้าค่ะ ถามทำไมเจ้าคะเถ้าแก่”

บุญทันยิ้มบางๆอย่างรู้ทัน บอกให้จันกลับวังได้แล้วก่อนประตูจะปิด...จันค้างคาใจกลับมาทูลเล่าให้อุรวศีฟังว่าบุญทันเหมือนจะสงสัย แต่ท่านหญิงไม่คิดอะไร

“ถึงอย่างไรฉันก็ต้องขอโทษจันด้วยนะ ที่ทำให้จันต้องทำเรื่องเสี่ยงเป็นภัยกับตัวไปด้วย”

“มิได้เพคะ ท่านหญิงอย่าทรงลดตัวมาขอโทษหม่อมฉันเลยเพคะ เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันที่ต้องถวายรับใช้ท่านหญิงอยู่แล้ว”

“ไม่ได้หรอก ฉันต้องขอโทษ เพราะฉันวางแผนนี้ขึ้นก็เพื่อลาอนลเป็นครั้งสุดท้าย และอยากลาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อตอบแทนน้ำใจที่อนลมีให้ แต่กลับทำให้ทุกคนต้องพลอยมาวุ่นวายไปด้วย และด้วยศักดิ์ฐานะของฉันจะให้ใครรู้ก็ไม่ได้นอกจากให้จัน ออกหน้าแทน”

“ท่านหญิงอย่าใส่พระทัยเลย หม่อมฉันเต็มใจทำเพื่อท่านหญิงเพคะ เอ่อ...แต่คุณอนลจะถึงกับถูกประหารเชียวหรือเพคะ”

“โทษร้ายแรงเช่นนี้ จันเคยได้ยินว่ามีใครรอดพ้นความตายไปได้บ้างเล่า” อุรวศีเศร้าใจ

ooooooo

ค่ำวันนั้น อนึกนัดเพื่อนๆมาเลี้ยงฉลองก่อนแต่งงาน แต่มีเพื่อนมาเพียงสองคน ก็รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องคดีอนล เพื่อนทั้งสองปลอบใจอีกไม่นานคนก็ลืม อย่าเสียใจเลยอนลโดนประหารดีกว่าอยู่ต่อไปโดยไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ซ้ำร้ายยังไม่รู้จะทำมาหากินได้อีกไหมมีแต่คนรังเกียจ

อนึกฟังแล้วยิ่งเครียดรู้สึกผิดที่น้องรับโทษแทนตน...อนึกกลับมาบ้านนั่งมองรูปถ่ายสมัยเด็ก คิดถึงความสุขของครอบครัว ความรู้สึกในใจขัดแย้งกันระหว่างกลัวตายกับอยากช่วยน้อง

ทางด้านอนล ทหารคนหนึ่งมาบอกว่ามีคนต้องการพบ อนลแปลกใจอยู่ในนี้ยังมีคนมาเยี่ยมได้อีกหรือ ทหารนายนั้นบอกว่าได้ ถ้าคนคนนั้นทำงานในกลาโหม อนลดีใจคิดว่าเป็นอนึก...แต่พอเข้ามาในห้องกลับพบชายสูงวัยท่าทางมีสง่าราศี คือเจ้าคุณกลาโหม

อนลไหว้ทำความเคารพ เจ้าคุณถามรู้จักตนหรือ อนลบอกไม่รู้จักแต่คิดว่าต้องมีอำนาจในกลาโหม มิฉะนั้นคงนำตัวตนออกมาไม่ได้ เจ้าคุณยิ้มย่องชอบในความฉลาดของเขา เจ้าคุณเกลี้ยกล่อมให้อนลรับสารภาพแล้วสัญญาจะกันเขาไว้เป็นพยาน แต่ต้องออกจากราชการ อนลนิ่งไม่พูดอะไร เจ้าคุณตบไหล่เบาๆเตือนว่าไม่คิดถึงตัวเองก็คิดถึงพ่อแม่บ้าง อนลขบกรามแน่น

“กระผมทราบว่าคุณแม่คงจะเสียใจมาก แต่ความตายของกระผมเพียงคนเดียว ถือว่าเล็กน้อยมากขอรับ”

เจ้าคุณกลาโหมกลับมาที่ห้องทำงาน พระยารัชปาลีกับภรรยารอฟังข่าวอยู่ พอรู้ว่าอนลไม่ยอมพูดสิ่งใด พระยารัชปาลีโกรธมากถึงกับออกปากว่าปล่อยให้ตายคาหลักประหารไป นวมร้องไห้โฮขอร้องเจ้าคุณกลาโหมให้ตนเข้าไปคุยกับลูกเอง พระยารัชปาลีปรามอย่าทำให้เจ้าคุณลำบากใจ เจ้าคุณบอกว่าต่อไปก็แล้วแต่ศาลจะตัดสินตามกฎหมาย

“โจรปากแข็งอย่างมันไม่ควรจะได้รับลดหย่อนอะไรทั้งนั้นล่ะ อย่าเสียใจไปเลยแม่นวม เราช่วยมันทุกทางแล้วมันไม่รับเอง จะให้ทำอย่างไร คิดเสียว่าเรายังโชคดีมีพ่อใหญ่อยู่อีกคน อ้ายนลเป็นลูกคนเล็ก ตายไปก็ไม่น่าเสียดายหรอก” พระยารัชปาลีขบกรามแน่นน้ำตาปริ่ม

ทหารพาอนลกลับเข้าห้องขังและบอกว่าศาลถูกตั้งขึ้นแล้ว อีกไม่กี่วันเขาจะถูกนำตัวไปพิจารณาคดี เขาต้องการอะไรบ้างไหม อนลส่ายหน้าสายตาสิ้นหวังพอใจแล้วที่ช่วยพี่และอาให้รอด พลันนึกถึงอุรวศี มีเพียงความทรงจำถึงท่านหญิงเท่านั้นที่ทำให้ยังมีลมหายใจอยู่ต่อไปได้

ooooooo

หม่อมเอื้อนยังคงอ้อนวอนขอร้องสุรคมให้เสกสมรสกับอรุณวาสี ถึงกับพูดหักหาญน้ำใจว่าไม่เห็นอุรวศีจะไยดีอะไรเขา แต่สุรคมกลับคิดว่าเป็น เพราะท่านหญิงกระอักกระอ่วนใจไม่อยากแย่งพี่สาว ตนจะต้องทำอะไรให้เด็ดขาดเสียที หม่อมเอื้อนใจหายลูกจะทำอะไร

สุรคมมาหาอรุณวาสีที่ตำหนักหม่อมต่วน อทริกาเห็นสุรคมก็พูดทันทีกำลังอยากถามเรื่องยกขันหมาก อรุณวาสีหน้าแดงปรามพี่สาวไม่ควรพูด สุรคมโพล่งขึ้นว่าที่มาวันนี้ก็จะพูดเรื่องนี้ แต่อยากพูดกับอรุณวาสีลำพัง อทริกาค้อนเล็กๆเดินออกไป ด้วยความอยากรู้จึงแอบฟัง

อรุณวาสีใจเต้นรัวรอฟังวันนัดหมายของสุรคม แต่แล้วเหมือนฟ้าผ่ากลางใจเมื่อสุรคมบอกว่าให้ตนถอนหมั้น “พี่ขอร้องหญิงจริงๆ มิใช่ว่าหญิงไม่ดีหรือมีความผิดใดหรอกนะ แต่พี่ไม่ได้รักหญิง หญิงเองก็ไม่ได้รักพี่ การหมั้นของเราเกิดจากผู้ใหญ่จัดการเอง และพี่ก็เห็นแล้วว่าพี่ไม่เหมาะสมกับหญิง อยู่ด้วยกันไปก็ไม่มีความสุข แต่ถ้าให้พี่เป็นฝ่ายเลิก หญิงก็จะเสียหาย ฉะนั้นหญิงเป็นฝ่ายขอเลิกพี่เองดีกว่า อ้างว่าพี่เลวอย่างไรก็ได้พี่ไม่ถือ”

อรุณวาสีกล้ำกลืนความผิดหวังเสียใจ ในขณะที่อทริกาตกใจรีบมาฟ้องติโลตตมา ระหว่างนั้นติโลตตมากำลังเชยชมสร้อยไข่มุกที่ท่านป้อมฝากคนรับใช้มาให้พร้อมจดหมาย พออทริกาวิ่งมาก็รีบเก็บของทั้งหมดหันมาเอ็ดน้องสาวไม่รักษากิริยา คนรับใช้คลานออกไป

หลังจากสุรคมกลับ อรุณวาสีเอาแต่ร้องไห้เสียใจ ติโลตตมากับอทริกาคอยยุแยงไม่ให้ถอนหมั้นอย่ายอมแพ้ลูกเมียบ่าว แต่อรุณวาสีเสียใจที่สุรคมประกาศโจ่งแจ้งว่ารักอุรวศี ติโลตตมาใส่ไคล้ว่าต้องเป็นอุรวศีที่ยุแยงให้สุรคมทำแบบนี้ แต่อทริกาคิดว่าหม่อมเอื้อนยุแยงมากกว่าเพราะรู้ว่าอุรวศีได้ทรัพย์สมบัติมากมาย อรุณวาสีฟังพี่ๆมากก็เริ่มโอนเอนคิดตาม

สามท่านหญิงมาเอาเรื่องอุรวศีถึงตำหนักเสด็จป้า อุรวศียืนยันว่าไม่รู้เรื่องใดๆ “ถ้าหญิงมีใจให้จริง หญิงคงรับปากแต่งงานไปแต่แรกแล้ว ถ้าลองมีการหมั้นหมายกันต่อหน้าพระพักตร์เสด็จป้า มีหรือคะที่หม่อมเอื้อนจะกลับคำได้ แต่เป็นเพราะหญิงไม่มีใจจึงทำเฉยเสียจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกถึงทุกวันนี้อย่างไรล่ะคะ”

อทริกาแทรกหาว่าเพราะอุรวศีไม่สนใจสุรคม ถ้าสนใจเขาก็ต้องเลือกเธอ อุรวศีเคืองการพูดไม่คิดของพี่คนนี้เสียจริง หันมายืนยันกับอรุณวาสีว่าตนไม่เคยมีใจให้สุรคมเลย ติโลตตมายุอรุณวาสีอย่าเชื่อ น้องที่เธอรักสนองคุณได้สมใจ ด้วยความเสียใจทำให้อรุณวาสีคิดตามที่พี่ๆยุแยง ต่อว่าอุรวศีรุนแรงแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น อุรวศีอ่อนใจไม่รู้จะพูดอย่างไร พอดีหม่อมสลวยเดินเข้ามาพร้อมจัน ทักทายท่านหญิงทุกองค์ อรุณวาสีแปลกใจที่หม่อมสลวยกล้ามา

“ต้องมาสิเพคะ เสด็จพระองค์หญิงมีบุญคุณกับหม่อมฉันล้นเหลือ ทั้งรักทั้งเมตตาแล้วยังทรงปกป้องหญิงหลงด้วยถ้าหม่อมฉันไม่มาฟังสวดพระอภิธรรมก็เป็นคนใช้ไม่ได้แล้วล่ะเพคะ”

จันรวบรัดบอกว่าใกล้เวลาสวดพระอภิธรรมแล้ว หม่อมสลวยจึงชวนอุรวศีเดินไป สีหน้าท่านหญิงอมทุกข์จนหม่อมสลวยคิดว่าควรทำบางอย่างเพื่อลูกเสียที

ooooooo

วันต่อมา หม่อมสลวยกับบุญทันมาบ้านสุรคม หม่อมเอื้อนหน้าตึงรังเกียจบุญทัน แต่ทักทายหม่อมสลวย หม่อมสลวยบอกไม่ต้องเรียกตนว่าหม่อมเพราะตนแต่งงานใหม่กับบุญทันหลังจากเสด็จในกรมสิ้นพระชนม์ บุญทันเริ่มเกริ่นว่ามีเรื่องกังวลใจจึงอยากมาพูดให้ชัดเจน

สุรคมร้อนตัว “ถ้าหมายถึงเรื่องที่ฉันหมั้นกับหญิงเล็กนั้น ขอให้วางใจ ฉันได้พูดกับหญิงเล็กจนเป็นที่เข้าใจแล้ว รับรองว่าจะไม่ให้เสื่อมเสียมาถึงหญิงหลงเป็นอันขาด”

หม่อมสลวยทำทีแปลกใจถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมอรุณวาสีมาต่อว่าต่อขานว่าอุรวศีอยู่เบื้องหลังการขอถอนหมั้น สุรคมตกใจเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร หม่อมเอื้อนกลัวเรื่องบานปลายรีบถามว่าท่านหญิงว่าอย่างไรบ้าง บุญทันตอบแทนว่าท่านหญิงไม่ได้ว่าอะไร แต่หัวอกคนเป็นแม่ไม่อยากเห็นลูกโดนรังแกโดยความผิดที่ไม่ได้ก่อ หม่อมเอื้อนระเบิดความกลัดกลุ้ม

“โอ๊ย ใช่ว่าทุกวันนี้ฉันจะมีความสุขนะคะ ถ้าฉันรู้ว่าเสด็จพระองค์หญิงจะทรงโปรดท่านหญิงหลงขนาดนี้ ฉันก็คงไม่หลงเชื่อคำหม่อมต่วนหรอก”

หม่อมสลวยแกล้งเหน็บ ถ้าไม่เชื่อหม่อมต่วนก็ต้องมาดองกับตน ไม่รังเกียจหรือ หม่อมเอื้อนสะอึกพูดไม่ออก สุรคมเครียดจะให้ตนทำอย่างไรเป็นการขอโทษ หม่อมสลวยจึงขอร้องว่าอย่าข้องเกี่ยวกับท่านหญิงอีกเลย มันไม่ยุติธรรมที่ท่านหญิงต้องมารับเคราะห์กับสิ่งที่ไม่ได้ก่อ...หม่อมสลวยปรายตามองหม่อมเอื้อนเป็นนัยว่าเพราะความโลภของเธอ สองแม่ลูกหน้าตึงโดนตอกใส่หน้าถึงบ้าน สุรคมพาลโกรธอรุณวาสีไปด้วย

ไม่รอช้า สุรคมมาต่อว่าอรุณวาสีถึงตำหนักหม่อมต่วน หาว่าโกรธที่ตนขอให้ถอนหมั้นจึงไปรังแกอุรวศี ท่านหญิงน้อยใจน้ำตารื้น คนอย่างตนหรือจะไปรังแกใคร เขาไม่มีเหตุผลเชื่อคำคนอื่นมาลงโทษตน สุรคมยิ่งโมโหที่หาว่าหูเบา หลุดคำพูดเหน็บแนมว่าเธอไม่ต่างจากแม่เลย อรุณวาสีสุดทนตวัดมือตบหน้าสุรคมฉาดใหญ่ แปลก ซึ่งสอดแนมอยู่ตกใจ อรุณวาสีร้องไห้อย่างหนักพรั่งพรูความกดดัน สุรคมได้สติเสียใจที่พูดกับเธอแรงเกินไป

“เจ้าพี่ก็ดีแต่โทษคนอื่น แล้วเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าที่ผ่านมา หญิงต้องหวานอมขมกลืนขนาดไหนถูกจับหมั้นทั้งๆที่รู้ว่าผู้ชายไม่มีใจให้ แต่ไม่ทำก็ได้ชื่อว่าอกตัญญู พอทำก็ถูกประณามหยามเหยียด ตกลงหญิงเป็นตัวอะไรบอกได้ไหมคะว่าหญิงเป็นคนหรือสิ่งของกันแน่”

สุรคมหน้าเสียรู้สึกผิดและเสียใจที่ตนเล่นงานอรุณวาสีหนักไป
ooooooo

อนลแปลกใจเมื่อทหารจะพาตัวออกจากห้องขังอีก จึงบอกว่าตนเกรงใจทุกคนที่มาสอบสวนเพราะตนไม่มีอะไรจะพูดทั้งสิ้น แต่ทหารก็เชิญให้ออกไปที่ห้องห้องหนึ่ง แล้วอนลก็ได้เห็นอนึกรออยู่ เขาดีใจมากคิดว่าพี่มาช่วยแล้ว

แต่อนึกกลับมาเพื่อบอกว่ากำลังหาทางช่วยอยู่ให้รอสักพัก เห็นสีหน้าอนลผิดหวังก็ตบบ่าเบาๆ “อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ อย่างไรพี่ก็ไม่ให้นลรับเคราะห์แทนพี่หรอก แต่ที่พี่ไม่สารภาพก็เพราะเกรงจะไม่มีคนเชื่อ แล้วจะกลายเป็นทั้งนลทั้งพี่ทั้งอาเกื้อต้องโดนโทษไปด้วยกันทั้งหมด”

อนลเข้าใจถึงไม่ปริปากแต่อย่างใด อนึกปลอบใจว่าวันนี้เริ่มการไต่สวน ไม่มีใครพูดถึงอนลเลยท่าทางจะรอดแน่ แต่อนลไม่คิดอย่างนั้น เพราะตนไม่อาจแก้ต่างได้ว่าไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นทำไมตอนมืดค่ำ อนึกกลัวอนลเปลี่ยนใจรีบกล่อมให้เชื่อว่าต้องรอด โดยอย่าพูดอะไรที่เหลือตนจัดการเอง อนลมองพี่ชายเหมือนจะมองให้ลึกถึงก้นบึ้ง อนึกละอายใจหลบสายตาแล้วขอตัวกลับ อนลพอจะรู้ชะตากรรมตัวเองจึงกล่าวคำอำลาอนึกด้วยเสียงสั่นเครือ ก่อนจะน้ำตาซึม

ด้านเกื้อเสียใจดื่มเหล้าจนเมามาหาทับที่บ้าน ทับตกใจไม่เคยเห็นเกื้อเป็นแบบนี้มาก่อน แต่ก็รู้ถึงสาเหตุ เกื้อขอให้เขาช่วยบอกทีว่าตนควรทำอย่างไร จะไปสารภาพก็เกรงไม่มีใครเชื่อแล้วห่วงพี่ชายกับพี่สะใภ้ด้วย ทับนิ่งคิดเรียบเรียงคำพูดให้ชัดเจน

“มีสองข้อที่ฉันอยากให้คุณเกื้อเก็บไปคิด หนึ่ง แม้ว่าเจ้าคุณกับคุณหญิงจะยิ่งโทมนัสขนาดไหนเมื่อรู้ความจริง มันก็ไม่ได้ลบล้างความเป็นจริงได้ เท็จก็คือเท็จ จริงก็คือจริง...สอง หลานชายคุณเกื้อเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถูกทำให้กลายเป็นคนผิด คุณเกื้อจะตายตาหลับหรือ ถ้าพ่ออนลได้รับโทษที่เขาไม่ได้ก่อ”

เกื้อฟังแล้วได้คิด กลับมาตั้งใจจะคุยกับอนึกให้รู้เรื่อง ระหว่างนั้นอนึกคุยอยู่กับพระยาไกร เกื้อจะเข้าไปหาจึงได้ยินการสนทนา พระยาไกรถามเรื่องที่อนึกอยากไปประจำหัวเมือง ทั้งที่อยู่พระนครสบายกว่า อนึกบอกว่า สบายกายแต่ไม่สบายใจ ตั้งแต่เกิดเรื่องอนล ตนโดนเพ่งเล็งจนไม่เป็นอันทำงาน มีคนแนะนำให้ย้ายออกหัวเมืองจะสบายใจกว่า มีโอกาสก้าวหน้ามากกว่า เพียงขอย้ายตามธรรมเนียมต้องรอนาน แต่ถ้ามีผู้ใหญ่อยู่ทางหัวเมืองช่วยจะง่ายขึ้น

เกื้อได้ยินขบกรามแน่นที่อนึกคิดหนีเอาตัวรอด แสดงว่าทิ้งอนลให้รับผิดแน่

ooooooo

เช้าวันใหม่ เป็นวันที่อนลจะต้องไปขึ้นศาล ทหารพาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายกาย อนลปลงแล้วว่าคงไม่พ้นโทษตายเป็นแน่ จึงเตรียมตัวเตรียมใจแม้แต่แววตาก็สิ้นหวัง...

วันนี้เป็นวันแต่งงานของอนึกกับดวงแข บรรยากาศในงานสวยงาม แขกที่มาล้วนเป็นคนใหญ่คนโต พระยารัชปาลีกับนวมฝืนยิ้มรับแขก พระยาไกรกับคุณหญิงไกรรับแขกอีกมุมหนึ่ง อนึกแนะนำดวงแขให้รู้จักญาติผู้ใหญ่ บางท่านถามคิดว่าเจ้าบ่าวเป็นอนล ดวงแขหน้างอเดินเลี่ยงไปหาพ่อกับแม่ อนึกมองตามหลังด้วยความรู้สึกจะต้องอดทนเอาใจเพื่อให้ตัวรอด...

ขณะเดียวกัน อนลถูกคุมตัวไปขึ้นศาล ในขณะที่ บ่าวสาวพนมมือหมอบรับน้ำสังข์อยู่บนตั่ง ผู้ใหญ่ต่างอวยพรให้มีความสุขรักกันยั่งยืน เกื้อใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินมาด้วยสีหน้าตึงเครียด พระยารัชปาลีเห็นน้องชายมาก็บอกให้เข้าไปรดน้ำหลาน อนึกเห็นอาก็มีท่าทีตกใจ เกื้อบอกพี่ชายว่าที่มามีเรื่องจะเรียนให้ทราบ ท่านเจ้าคุณผลัดไว้คุยทีหลังให้รดน้ำอวยพรหลานก่อน

เกื้อหันมาจ้องอนึกเขม็ง “ไม่ล่ะครับ มิรู้จะอวยพรให้มันมีความสุขความเจริญได้อย่างไร จะแช่งให้ฉิบหายตายโหงรึก็ไม่ได้ เลยไม่รดน้ำสังข์เสียดีกว่า”

อนึกได้ฟังลุกพรวดด้วยความโกรธ แขกเหรื่อพากันตกใจ พระยารัชปาลีเอ็ดเกื้อจะบ้าวันไหนไม่บ้ามาบ้าเอาวันมงคลของหลาน อนึกไม่สนใจสั่งถึกกับคล้องเอาตัวเกื้อออกไป เกื้อไม่ยอมตะโกนลั่นไม่ไป “คุณพี่ฟังผมก่อนครับ ได้โปรดฟังผมก่อน”

อนึกกลัวเกื้อพูดเข้าฉุดกระชากลากเกื้อด้วยตัวเอง เกื้อยื้อยุดแม้จะทานแรงหลานไม่ไหว ร้องลั่น “ไม่ ไม่ไปปล่อยข้า คุณพี่ฟังผม ผมเป็นคนใช้อนลไปเอง ผมให้นลไปเอาตัวอนึกกลับมา อนลไม่ใช่ผู้ก่อการ คุณพี่ได้ยินไหม ตัวการคืออนึกกับผม”

ทุกคนตกใจ อนึกหน้าซีดเผือดมองสายตาทุกคนที่จับจ้องมาที่ตน ปฏิเสธพัลวันไม่เป็นความจริง เกื้อสะบัดตัวออกเดินกะเผลกเข้าไปหาพระยารัชปาลี “ผมขอรับ ผมกับอนึกต่างหาก อนลไม่รู้เรื่อง แต่ผมเปลี่ยนใจทีหลังจึงบอกอนล ใช้เขาให้ไปตามพี่ชายกลับมา แต่ไม่คิดเลย...”

อนึกโกรธมากกระชากตัวเกื้อเหวี่ยงออกไปเต็มแรง เกื้อล้มหัวกระแทกเสาบ้านเลือดอาบ

ท่ามกลางเสียงร้องตกใจของแขกในงาน อนึกจะเข้าไปซ้ำพระยารัชปาลีตวาดให้หยุด อนึกชะงัก

ไม่เคยโดนพ่อดุรุนแรงมาก่อน ดวงแขเห็นท่าทีอนึกก็รู้ว่าเป็นเรื่องจริง รู้สึกอับอายมากวิ่งร้องไห้ออกไป คุณหญิงไกรห่วงลูกวิ่งตาม ท่านเจ้าคุณสั่งถึกกับคล้องให้หามเกื้อไปในห้องและตามหมอ แล้วหันมาสั่งอนึกขึ้นไปอยู่บนห้องไม่ต้องลงมาจนกว่าตนจะเรียก ให้ถึกตามไปเฝ้าไว้

นวมร้องไห้มองอนึกอย่างผิดหวังที่โยนความผิดให้อนล อนึกขบกรามแน่นรู้สึกโดดเดี่ยวไม่มีใคร... พระยาไกรเห็นใจเพื่อนช่วยเชิญแขกในงานกลับและขอบคุณที่มาเป็นเกียรติ

อนึกเข้ามาอยู่ในห้อง คิดทบทวนความผิดของตัวเองแล้วละอายใจ หยิบภาพครอบครัวออกมามอง นึกถึงคำพูดของเพื่อนที่ว่าโทษแบบนี้โดนประหารดีแล้ว เพราะอยู่ไปก็มีแต่คนรังเกียจ จะทำมาหากินอะไรก็ยาก ตายเสียดีกว่าอยู่...ใบหน้าอนลลอยมาให้เห็นวันที่น้องกล่าวคำอำลาราวกับรู้ว่าตนไม่คิดช่วยเหลือ เท่านี้ตนก็ไม่มีหน้าไปเจอกับน้องได้อีก

ด้านดวงแขร้องไห้โวยวายที่ต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้ ต้องกลายเป็นเมียนักโทษแผ่นดิน นวมเองก็เสียใจมากแต่ต้องปลอบใจดวงแขและคุณหญิงไกร ยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อกู้ชื่อเสียงกลับมา แต่ดวงแขตวาดกลับอย่างไม่มีความเคารพ “ยังจะกู้อะไรได้อีกล่ะคะ ลูกชายคุณป้าจะถูกกุดหัววันนี้พรุ่งนี้ก็ยังไม่รู้ ช่วยตัวเองยังไม่ได้เลย ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ดวงแขจะไม่มีวันรู้จักลูกชายคุณป้าเป็นอันขาด หาแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ เลวทั้งพี่ทั้งน้อง”

เจ้าคุณกับนวมสะอึกกับคำพูดคนที่พวกตนอยากได้เป็นลูกสะใภ้ ถ้าไม่ติดว่าฝ่ายตนผิดคงไม่ยอมแน่ พระยาไกรเดินเข้ามาได้ยินหน้าเครียดเอ็ดลูกสาวและภรรยาให้หยุดพูด คนกำลังมีความทุกข์จะพูดจาบั่นทอนกันอีกทำไม ไร้หัวคิดยังไม่พอกิริยาวาจายังทรามอีก ดวงแขร้องไห้โฮ คุณหญิงไกรกลัวสามีรีบพาลูกออกไป จากนั้นพระยาไกรหันมาถามเพื่อนรักจะทำอย่างไรต่อไป พระยารัชปาลีบอกว่าจะพาอนึกกับเกื้อไปสารภาพกับท่านปลัดทูลฉลองโดยเร็ว

พระยาไกรพูดด้วยความเป็นห่วง “เอ่อ มีแต่คำพูดของพ่อเกื้อ จะปลงใจเชื่อเสียทีเดียว...”

“เจ้าคุณอย่าคิดว่าผมสบายใจ ผมเป็นทุกข์มาก ไม่เคยทุกข์เท่านี้ ถ้าเกื้อเพ้อเจ้อไปเองผมคงทุกข์น้อยกว่านี้ แต่พอเจ้าใหญ่ผลักอามันล้มลงไป ผมก็ดูออกว่า...เกื้อพูดจริง”

นวมร้องไห้โฮ คล้องประคองเกื้อที่ทำแผลแล้วเข้ามาได้ยินพอดี เกื้อถึงกับร้องไห้ออกมาเพราะตนมีส่วนผิดที่ไม่สามารถช่วยหลานได้

อนึกตัดสินใจเขียนจดหมายสารภาพความผิดทั้งหมด โดยใช้สัจจะนายทหารรับรองว่าอนลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ตนรู้ว่าถ้าน้องรู้เรื่องนี้จะไม่ยอมร่วมมือด้วยแน่เพราะอนลเป็นผู้จงรักภักดีอย่างสูง แต่ด้วยความเป็นห่วงตนจะต้องรับโทษจึงไม่ยอมให้การตามจริง ตนเห็นผิดเป็นชอบตั้งแต่แรก รู้สึกเสียใจที่ไม่กล้าสารภาพตั้งแต่ต้นปล่อยให้น้องชายกลายเป็นผู้มีมลทิน ตนขอตัดสินโทษประหารให้ตัวเองโดยไม่ร้องขอความปรานีจากผู้ใด เพราะตนสำนึกแล้วว่าตนสมควรได้รับโทษนี้ทุกประการ

เขียนจบ อนึกใช้ที่ทับกระดาษทับจดหมายไว้ ลุกไปล้างหน้า จัดแต่งทรงผมให้ดูดีสีหน้าสงบนิ่ง...ในขณะที่พระยารัชปาลีจะขึ้นไปตามอนึกเพื่อพาไปสารภาพกับเจ้าคุณปลัดทูลฉลองพร้อมกับเกื้อ นวมขอไปด้วยเพราะอนึกก็เป็นลูกจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ และที่สำคัญตนต้องการอยู่เคียงข้างท่านเจ้าคุณ ตนรู้ว่าท่านเจ้าคุณรักและหวังในตัวอนึกมาก ความเสียใจครั้งนี้คงมีมากกว่าครั้งอนล ท่านเจ้าคุณซาบซึ้งใจดึงภรรยาเข้ามากอดที่ช่างเข้าใจความรู้สึกตน

พระยารัชปาลีกับนวมเดินมาถึงหน้าห้องอนึก ถามถึกที่เฝ้าหน้าห้องว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง ถึกรายงานว่าอนึกไม่พูดอะไรเลยเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง นวมเคาะประตูบอกลูกว่าแม่จะพาไปพบเจ้าคุณปลัดทูลฉลอง ไม่ทันพูดจบเสียงปืนดังเปรี้ยงขึ้น ทุกคนช็อกกับเสียงราวฟ้าฟาดนั้น...ดวงแขซึ่งร้องไห้อยู่กับคุณหญิงไกรสะดุ้งตกใจ ด้านเกื้อที่ยืนรออยู่ข้างล่างใจหายไม่คาดคิด

พระยารัชปาลีร้องลั่นให้ถึกเอากุญแจมาไขห้องเข้าไป นวมน้ำตาไหลพรากภาวนาขออย่าให้เป็นอย่างที่คิด แต่พอเปิดประตูเข้ามาเห็นอนึกนอนจมกองเลือด ปืนยังอยู่ในมือขวา ดวงตาเบิกโพลง นวมถลาเข้ากอดลูกชายคนโตร่ำไห้จนเป็นลม ท่านเจ้าคุณทรุดฮวบลงคุกเข่าก้มหน้าด้วยความอัดอั้นตันใจแม้แต่จะร้องไห้ยังทำไม่ได้ คนอื่นๆวิ่งขึ้นมาพอเห็นสภาพศพอนึกก็ตกใจสุดขีดไปตามๆกัน เกื้อทรุดลงจับมืออนึกร้องไห้ทำไมหลานถึงคิดสั้นเช่นนี้

ในบ่ายวันนั้น อนลได้รับการปล่อยตัว เขาตรงเข้ากราบเท้าพ่อและแม่ด้วยความดีใจ นวมกอดลูกร่ำไห้ พระยารัชปาลีสีหน้าเศร้าบอกกับลูกด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า พ่อได้เตรียมช่างตัดผมและสั่งแม่ครัวทำอาหารไว้รอที่บ้าน อนลถามหาอนึกกับเกื้อ เจ้าคุณกับคุณหญิงน้ำตาร่วงทันที ค่อยๆบอกอนลว่าเกื้อถูกคุมขัง ส่วนอนึกยิงตัวตายหนีความผิด อนลน้ำตาเอ่อไหลริน

ooooooo

ในวันเดียวกัน ก่อนจะไปทำบุญให้เสด็จที่วัด อุรวศี สุรคม หม่อมเอื้อนและจันคุยกันเรื่องคดีของอนล จันรู้ว่าท่านหญิงอยากทราบจึงทำทีซักถามสุรคมว่าศาลตัดสินอย่างไร หม่อมเอื้อนบอกว่าคดีอย่างนี้ประหารอย่างเดียว อุรวศีใจหายแต่เก็บอาการ สุรคมแย้งว่าต้องดูเหตุอีกที

จันสบตาอุรวศีเพราะไม่เข้าใจ ท่านหญิงอธิบาย “เจ้าพี่หมายความว่า อนลเอ่อ บุตรชายท่านเจ้าคุณรัชปาลีอาจจะได้ลดหย่อนผ่อนโทษ ไม่ต้องถูกประหารก็เป็นได้”

จันยิ้มอย่างเข้าใจ อุรวศีทำทีขอโทษสุรคมที่จันถามจุกจิก พอดีอรุณวาสีเดินมา อุรวศียกมือไหว้ยิ้มทักทายชวนไปทำสังฆทานพร้อมกัน หม่อมเอื้อนกับสุรคมหน้าเจื่อนๆ ท่านหญิงเองยังขุ่นเคือง หันไปพูดกับจันว่าตนจะไปรอในตำหนัก จันรับคำงงๆ สุรคมรู้ว่าท่านหญิงยังโกรธจึงเดินตามไป อุรวศีถอนใจหนักหันไปถามหม่อมเอื้อนว่า ตนกลายเป็นชนวนของเรื่องอีกแล้วใช่ไหม หม่อมอึกอักๆหยิบยาดมมาดม บอกเรื่องมันยาวไม่เกี่ยวกับท่านหญิงโดยตรง

“ถึงเรื่องยาวแต่ก่อนไปทำบุญให้เสด็จป้า หญิงคงพอฟังจนจบได้ค่ะ” อุรวศีไล่บี้

สุรคมตามมาคุยกับอรุณวาสีแต่เธอจะเลี่ยงหนี เขากล่าวคำขอโทษที่พูดจารุนแรงเมื่อวันก่อน แต่น่าจะเข้าใจกันแล้ว ทำไมยังทำกิริยาไม่พอใจ ท่านหญิงน้อยใจหาว่าเขาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนอุรวศี สุรคมว่าเธอพาล ท่านหญิงโกรธที่เขายังไม่รู้ตัวว่าเป็นคนทำให้ตนกับน้องต้องผิดใจกัน ทั้งที่แต่ก่อนรักกันมาก สุรคมฟังแล้วยังไม่เข้าใจอยากตามคุยกันให้รู้เรื่อง...

อรุณวาสีเดินออกจากตำหนักเพื่อไปฟังสวดที่หออุเทศทักษิณาในพระบรมหาราชวัง เจอกับอุรวศีเข้าพอดี ด้วยความโกรธจึงเชิดใส่จะเลี่ยงหนี แต่อุรวศีเดินตามขอให้เห็นแก่ความเป็นพี่น้องหยุดฟังตนสักครู่ อรุณวาสียอมหยุดหันกลับมามองหน้า อุรวศีพูดทุกอย่างตามความจริง ตนเพิ่งรู้เรื่องทั้งหมดจากหม่อมเอื้อน ขอยืนยันว่าไม่เคยมีใจให้สุรคมสักนิด และที่แม่ไปพูดกับเขาก็คงแค่อยากปกป้องตนเท่านั้น ไม่ได้คิดร้ายแต่อย่างใด อรุณวาสีเริ่มอ่อนลงถามย้ำว่าไม่คิดชอบท่านพี่บ้างจริงหรือ อุรวศียืนยันอีกครั้ง ไม่ทันพูดจบหม่อมต่วนเดินมากับติโลตตมา

อรุณวาสีสีหน้าหวาดกลัวแม่กับพี่ ถอยห่างจากอุรวศีแต่ไม่วายโดนตำหนิรุนแรงและไล่ให้เดินไปก่อน หม่อมต่วนหันมาจ้องอุรวศี ต่อว่าอย่าคิดว่าตนไม่รู้คิดจะดึงสุรคมกลับไปเพื่อฉีกหน้าตน ไม่มีวันสำเร็จ อุรวศีอ่อนใจตอบกลับไปว่าอย่าคิดว่าตนจะทำอย่างหม่อม เพราะตนมีศักดิ์ศรีพอ ติโลตตมาโกรธแทนตวาดว่าอุรวศีเลือดไพร่จะมีศักดิ์ศรีอะไร

“ศักดิ์ศรีของคนอยู่ที่การกระทำค่ะ ไม่ใช่อยู่ที่สายเลือด และหญิงก็ไม่เคยเกลียดใครจนไปยุแยงให้พี่น้องเขาทะเลาะกันด้วย”

“ปากเก่งเหมือนเคย ก็ดี หวังว่าจะเก่งให้มากกว่ากำพืดข้างแม่ จะได้ไม่ต้องไปเต้นกินรำกิน” หม่อมต่วนเหยียดปากดูถูก ก่อนจะพากันเดินไปพร้อมติโลตตมา

พ้นออกมาติโลตตมาหาว่าแม่ใจดีเกินไป น่าจะสั่งสอนให้หนักกว่านี้ หม่อมต่วนเห็นว่าช่วงนี้อยู่ในงานพระศพทำอะไรรุนแรงมีแต่จะถูกตำหนิ ที่สำคัญอย่าให้อรุณวาสีใจอ่อนเสียก่อน ตนไม่ปล่อยให้ลูกกาฝากลอยนวลได้นาน ถึงคราวต้นไม้ที่มันอาศัยโค่นลง มันก็ต้องตายตามอยู่ดี รอให้กลับเรือนปั้นหยาก่อนจะได้ทำอะไรถนัดมือ...แววตาหม่อมต่วนน่าสะพรึงกลัว

ooooooo

พิธีสวดศพอนึกคืนแรกผ่านไปอย่างเงียบเหงา นวมยังร่ำไห้นั่งมองโลงศพลูก อนลเข้ามากอดปลอบชวนกลับไปพักผ่อน นวมรำพันอยากอยู่เป็นเพื่อนอนึก เพราะแต่เด็กเขาจะเป็นคนเรียนเก่งทำอะไรเป็นผู้นำเสมอ แต่สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือกลัวถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว

พระยารัชปาลีสงสารภรรยาอาสาจะอยู่เฝ้าทั้งคืนเอง นวมส่ายหน้าเพราะเจ้าคุณตรากตรำมาทั้งวันน่าจะกลับไปพัก ท่านเจ้าคุณประคองภรรยาออกไป อนลหันมาจุดธูปกล่าวกับศพอนึก ขออโหสิกรรมจากเขาและตนก็อโหสิกรรมให้เขาเช่นกัน ขออย่าห่วงสิ่งใดอีก จงรับส่วนกุศลที่ตนจะทำอุทิศไปให้เถิด

เช้าวันใหม่ ครอบครัวพระยาไกรจะเดินทางกลับนครสวรรค์ ดวงแขหน้าตาบูดบึ้งลงเรือก่อนไม่สนใจใคร พระยาไกรรู้สึกเกรงใจกล่าวคำขอโทษพระยารัชปาลีกับคุณหญิง ทุกคนเข้าใจ สำหรับอนลนึกดีใจที่ไม่ต้องเกี่ยวดองกับดวงแขอีก

สุดท้ายพระยารัชปาลีตัดสินใจสวดศพอนึกเพียงคืนเดียว เพราะอยากให้ใครๆลืมเรื่องเขาโดยเร็ว ถึกรายงานอนลว่าท่านเจ้าคุณไปกระทรวง ส่วนคุณหญิงนอนพักผ่อน อนลเศร้าใจที่บรรยากาศในบ้านเงียบเหงาไม่เหมือนก่อน

สายวันนั้น อุรวศีทยอยขนของกลับมาไว้ที่เรือนปั้นหยา บุญทันจัดการทำความสะอาดเรือนไว้ให้ สร้อยรับปากเสด็จว่าจะไม่ทิ้งอุรวศีจึงตามมาอยู่ด้วย หม่อมสลวยจึงให้อุรวศีย้ายมานอนห้องตนและยกห้องเดิมให้สร้อย... นานๆจะกลับมา อุรวศีจึงออกมาเดินเล่นรอบเรือน ระหว่างนั้นรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ข้างหลังจึงหันไปมอง แล้วต้องตะลึงไม่คาดคิดว่าจะเป็นอนล ต่างคนต่างสบตากันนิ่ง แววตาบ่งบอกความคิดถึงความดีใจที่ได้เจอกันอีกโดยไม่ต้องเอ่ยปาก

อนลเดินตามอุรวศีด้วยท่าทางสำรวม อยากพูดคุยแต่ไม่กล้า ตะกุกตะกักเอ่ยไปว่า ไม่นึกว่าฝ่าบาทจะเสด็จกลับมาแล้ว อุรวศีแกล้งย้อนแสดงว่าเขาไม่ได้ตั้งใจมาหาตน แล้วมาหาใคร อนลหน้าเสีย ไม่กล้าบอกว่าใจจริงเพราะคิดถึงจึงมาแค่เห็นหลังคาบ้านก็ยังดี ท่านหญิงแอบขำชวนเขานั่งคุยกันตรงระเบียง อนลรักษากฎได้ดี นั่งห่างออกไปพอสมควร

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #10 on: 24 June 2026, 12:43:29 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep10/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 10
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 10

เมื่อได้พบเจอกัน อนลคิดว่าอุรวศีจะกลับมาอยู่เรือนปั้นหยา ท่านหญิงรับว่าใช่หลังเสร็จพระราชพิธีศพเสด็จป้า ตอนนี้ทยอยขนของมาแล้วท่านหญิงนึกได้ถามอนลถึงเรื่องที่เขาถูกนำตัวขึ้นศาล สีหน้าอนลเศร้าลงเล่าว่า

“ศาลตัดสินให้กระหม่อมพ้นผิด เพราะพี่ชายกระหม่อมเขียนหนังสือสารภาพผิดและยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดกระหม่อมไม่เกี่ยวข้องด้วย จากนั้นพี่ชายกระหม่อมก็อัตวินิบาตกรรม”

อุรวศีตกใจแสดงความเสียใจและเห็นใจที่เขาประสบเคราะห์กรรมหนัก อนลรับว่าทุกข์มากในวันแรก คิดว่าไม่นานพี่ชายคงมาช่วย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มา มันเลวร้ายตรงที่ความหวังเริ่มหมดไปทีละวันๆ แต่ก็ถือว่ายังมีบุญที่ได้

อนลสบตาท่านหญิง เพราะคือกำลังใจจากท่านหญิง อุรวศีอ่านสายตาเขาออก หลบตาและเปลี่ยนเรื่องถามทำไมเขาไม่พูดความจริงว่าพี่ชายเป็นคนผิด อนลนิ่งไปสักครู่ราวเรียบเรียงคำพูด

“เลือดข้นกว่าน้ำกระหม่อม ถึงไม่เห็นด้วยกับพี่ใหญ่ แต่จะส่งเขาขึ้นตะแลงแกงด้วยตัวเอง กระหม่อมก็ใจไม่แข็งพอจะทำได้ ใครเป็นพี่น้องกันก็คงเข้าใจ ขอประทานอภัยถ้ากระหม่อมจะทูลถามว่า ฝ่าบาทเองทำได้หรือไม่ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเจ้าพี่ของฝ่าบาท”

“ฉันเข้าใจคุณ ฉันคงไม่ใจแข็งพอจะทำเหมือนกัน...” อนลมองด้วยสายตารักใคร่ชื่นชม อุรวศีเขินเบือนหน้าหนีเปลี่ยนเรื่อง “คุณจะเข้ารับราชการอีกไหม”

“กระหม่อมทำหนังสือขอไปแล้วแต่จะได้หรือไม่ก็แล้วแต่ท่านเสนาบดี กระหม่อมผ่านทุกข์ใหญ่หลวงมาแล้ว เรื่องอื่นๆจึงเล็กลงไปถนัดใจ ต่อให้ราชการไม่เลี้ยง กระหม่อมก็คงหาทางเลี้ยงชีพได้ไม่อดตาย

จะว่าไปเวลาที่ถูกขัง มองให้เป็นโทษก็เป็นโทษ มองให้เป็นคุณก็เป็นคุณ ทำให้กระหม่อมเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น”

“ถูกขังน่ะหรือเป็นคุณ ข้อนี้ฉันไม่เข้าใจ”

“เมื่อก่อนกระหม่อมรู้จักทุกข์และสุขเพียงผิวเผิน เมื่อได้ดังใจก็เรียกว่าสุข ไม่ได้ดังใจก็เรียกว่าทุกข์ เมื่อถูกคุมขังวันแรกๆ กระหม่อมทุกข์เท่ากับภูเขาหลวง เหมือนอยู่ในนรกไม่มีผิด แต่มันก็ผ่านไปจนได้ วันๆ กระหม่อมเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ ไม่ว่าอารมณ์เท่าใดพุ่งขึ้นมา เมื่อรู้เท่าทันว่านี่คือทุกข์ มันก็ทำร้ายเราไม่ได้อีกต่อไป เหมือนตัวอะไรตัวหนึ่งบินมาเกาะ แล้วเราก็สลัดมันออกไป”

“คุณพูดมีคติน่าฟังมาก ฉันจะจำไว้ หากเมื่อใดที่เจอทุกข์มากๆ จะได้รู้วิธีสลัดออกไป ส่วนทุกข์เล็กๆ น้อยๆฉันไม่เก็บมาเป็นอารมณ์อยู่แล้ว” อุรวศีทึ่งกับความคิดของอนล

อนลรู้สึกสุขใจ แม้จะผ่านทุกข์ครั้งใหญ่มา แต่พอได้คุยกับท่านหญิงก็รู้สึกดีขึ้นมากอย่างน่าอัศจรรย์

ooooooo

ตำหนักหม่อมต่วน มีคุณหญิงท่านหนึ่งนำเครื่องเพชรชุดใหญ่มาขายให้ด้วยอับจนเงินทอง และขายให้ในราคาที่ไม่แพง ติโลตตมาเห็นเครื่องเพชรชอบใจมาก แต่หม่อมต่วนมีรึจะยอมจ่ายอะไรง่ายๆ ต่อราคาแค่แปดพัน คุณหญิงท่านนั้นไม่อาจขายให้ได้จึงนำเครื่องเพชรกลับ

ติโลตตมาเสียดายมากบอกแม่ว่าราคานั้นไม่แพงเลย หม่อมต่วนเอ็ด เธอไม่ได้เป็นคนหาเงิน อยู่เฉยๆ ตนได้กำไรจากเรื่องพวกนี้มานักต่อนัก ไม่ทันไรแปลกเข้ามารายงานว่าหม่อมเอื้อนกับสุรคมมา หม่อมต่วนยิ้มเหยียดสั่งแปลกให้ไปตามอรุณวาสี เรื่องแบบนี้ต้องพูดกันต่อหน้า

หม่อมเอื้อนนั่งหน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่ที่ระเบียงกับสุรคม เลื่อนกล่องเครื่องเพชรและถุงใส่โฉนดที่ดินที่เป็นของรับไหว้คืนให้หม่อมต่วน สีหน้าหม่อมต่วนนิ่งแต่แววตาดุดันจนหม่อมเอื้อนหวาดกลัว ยกมือไหว้ขอโทษที่สุรคมไม่มีวาสนาจะเป็นคู่ครองท่านหญิง สุรคมมองหน้าอรุณวาสีอย่างรู้สึกผิด บอกเธอว่าของหมั้นที่ให้ไปก่อนหน้า ตนไม่ขอคืน ถือเป็นค่าทำขวัญเพราะตนเป็นฝ่ายผิด

ท่านหญิงขบกรามแน่นอยากร้องไห้ ถูกชายที่รักถอนหมั้นอย่างไม่ไยดีราวกับคนไร้ค่า หม่อมต่วนหยิบกล่องเครื่องเพชร หม่อมเอื้อนโล่งใจคิดว่ารับคืน

แต่ทันใดนั้น หม่อมต่วนปากล่องเครื่องเพชรลงพื้นตกกระจาย ทุกคนตกใจรวมทั้งแปลกที่รีบคลานไปเก็บรวบรวมเครื่องเพชรใส่กล่อง อรุณวาสีไม่คิดว่าแม่จะทำขนาดนี้ จะอ้าปากพูด

“หยุดประเดี๋ยวนี้นะหญิงเล็ก ที่แม่ให้เธอมาก็เพื่อที่จะได้รู้ไว้ว่าแม่ไม่ยอมให้มีการถอนหมั้นเป็นอันขาด ไม่ว่าเธอหรือใครจะมาขอก็ตาม”

“แต่เจ้าพี่ไม่ทรงรักหญิง ถึงหมั้นกันต่อไปก็มีแต่จะเสียใจด้วยกันทุกฝ่าย แล้วแม่จะฝืนไปทำไมคะ” อรุณวาสีเสียงสั่นน้ำตานองหน้า

สุรคมแปลกใจที่ท่านหญิงกลัวแม่มากยังกล้าช่วยพูด หม่อมต่วนเอ็ดที่ตนทำเพื่อรักษาเกียรติยังไม่เข้าใจอีก แล้วย้ำ “ส่วนท่านชายก็ขอให้ทรงตระหนักไว้ด้วยนะเพคะ ว่าการหมั้นครั้งนี้เกิดจากที่หม่อมฉันสงสาร ไม่อยากให้ได้เชื้อสายผู้หญิงคบชู้มาเป็นชายา ถึงได้ยกหญิงเล็กให้ ทั้งๆที่หญิงเล็กก็เป็นลูกที่เกิดจากหม่อมเอก แต่ท่านชายเป็นโอรสที่เกิดจากหม่อมปลายแถว”

หม่อมเอื้อนลมแทบจับ สุรคมโกรธจัดขนาดพี่ชายตนที่ว่าร้ายกาจยังไม่เคยจิกด่าขนาดนี้ หม่อมเอื้อนชวนลูกกลับ สุรคมยืนจ้องหน้าหม่อมต่วนด้วยความโมโหหมดความนับถือกันอีก

“กลับแน่จ้ะแม่ เพราะชายได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว ว่ากิตติศัพท์หม่อมต่วนสมคำร่ำลือจริงๆ เอาเถิด เมื่อหม่อมไม่ยอมให้ถอนหมั้น ก็หมั้นกันไปอย่างนี้เรื่อยๆ แต่อย่าหวังว่าจะมีขันหมากจากฉันมาสู่ขอเลย เพราะฉันก็รังเกียจเกินกว่าจะดองกับหม่อมเหมือนกัน”

พูดจบสุรคมเดินหนีไปทันที หม่อมเอื้อนจะตามแต่แปลกเรียกไว้ให้รับกล่องเครื่องเพชรไปด้วย หม่อมเอื้อนสะบัดหน้าหนีอย่างเคืองๆ

หม่อมต่วนมองอรุณวาสีนั่งร้องไห้อย่างรำคาญในความอ่อนแอของลูกคนนี้ ก่อนจะยิ้มเย้ยสุรคม ยังอ่อนนักคิดจะงัดข้อกับตน แล้วพาลโทษว่าเป็นเพราะอุรวศียุแยง อยากจะให้ตนเสียหน้า เมื่อคิดแย่งสุรคม ตนอาจต้องใช้วิธีเดียวกับที่ทำกับหม่อมพิณ แปลกสะดุ้งมือไม้อ่อนกล่องเครื่องเพชรหล่นเพราะไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น

“หม่อมเจ้าขา จนถึงตอนนี้บ่าวยังกลัวอยู่เลยเจ้าค่ะ มันเสี่ยงนะเจ้าคะ คราวหม่อมพิณเป็นแค่นางเอกละคร หายไปก็ไม่มีใครสนใจไยดี แต่ท่านหญิงหลงทรงเป็นถึง...” แปลกเดินตามพูด

“หุบปาก นังเด็กนั่นก็ไม่ต่างจากนังพิณสักเท่าใดดอก เชื้อสายเต้นกินรำกินเหมือนกัน จะมีปัญญามาทำอะไรข้าได้” หม่อมต่วนขบกรามแน่นด้วยความเกลียดชัง

ในขณะที่ด้านหลังตำหนัก ติโลตตมาแอบมาพบท่านป้อม เธอเริ่มเคลิ้มไปกับคำหวานของเขา จนยอมให้ฝ่ายชายจับไม้จับมือ ขอคำมั่นสัญญาที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ใครๆรับรู้เสียที แต่ท่านป้อมยังอ้างไม่อยากมีปัญหากับท่านพี่ ท่านหญิงจึงอ้อนขอให้ซื้อเครื่องเพชรที่คุณหญิงนำมาขายแม่ ท่านป้อมรับปากจุมพิตมือท่านหญิง แต่ในใจไม่รู้เลยว่าจะหาเงินจากไหน

ooooooo

คำพิพากษาศาลออกมาว่าเกื้อถูกลงโทษจำคุกสิบสองปี อนลเป็นกังวลที่สุขภาพอาไม่ค่อยดี เกรงจะเป็นอะไรไปในคุก พระยารัชปาลีก็ห่วงน้องแต่พยายามทำใจถ้าเวรกรรมทำให้เป็นเช่นนั้น แล้วท่านเจ้าคุณหันมาบอกเรื่องทางกระทรวงเรียกตัวอนลกลับไปทำงานเดือนหน้า

คล้องหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่านวมเป็นลมล้มที่สวนหลังบ้าน ทั้งสองตกใจมากรีบไปช่วยปฐมพยาบาลจนฟื้นจะให้หมอมาดูอาการ แต่นวมห้ามไว้ขอแค่ยาหอมก็พอ นวมเล่าให้สามีกับลูกฟังว่า เมื่อครู่ฝันเห็นอนึกหน้าตาเศร้าหมอง ยืนมองไม่ยอมพูดจา ถามอะไรก็ไม่ตอบ

อนลรีบปลอบ “คุณแม่คงคิดถึงพี่ใหญ่น่ะครับก็เลยเก็บเอาไปฝัน ไม่มีอะไรมากหรอกครับ คล้อง...พรุ่งนี้ฉันจะใส่บาตรทำบุญให้พี่ใหญ่ แกไปจัดการให้ทีนะ”

พระยารัชปาลีเป็นห่วงนวมมากถึงขนาดออกปากว่า สะสางงานราชการหมดจะลาออกมาอยู่เป็นเพื่อน อนลตกใจ ท่านเจ้าคุณวิเคราะห์แล้วว่ารับราชการต่อไปก็ไม่ก้าวหน้า ออกมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยาดีกว่า นวมรู้ว่าสามีรักงานราชการมากจะห้าม แต่เจ้าคุณปรามไม่ให้พูดอะไร ตนตัดสินใจแล้ว อนลรับรู้ถึงความรักและความห่วงใยกันของพ่อกับแม่

แต่แล้วเหมือนฟ้าที่มืดมิดกลับสว่างขึ้นอย่างไม่คาดฝัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ลดหย่อนโทษทุกคนลง ไม่มีโทษประหาร ฉะนั้นเกื้ออยู่ในกลุ่มโทษน้อยที่สุดจึงได้รับการรอลงอาญาไว้ ทำให้ได้ออกจากคุก เขาปลาบปลื้มก้มกราบพื้นสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 6

ทุกคนที่บ้านรัชปาลีดีใจมาก เกื้อกราบพี่ชายและสัญญาจะจำเป็นบทเรียน เกื้อให้อนลพาไปไหว้ศพอนึกที่วัด เสียดายไม่น่าด่วนคิดสั้น อนลรู้ว่าพี่ชายเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี คงทนความตกต่ำและสายตาหยามเหยียดของคนอื่นไม่ได้ และที่สำคัญคือความรู้สึกผิดที่ทิ้งเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ทิ้งน้องชายเอาตัวรอด มันเป็นโทษทัณฑ์ที่หนักกว่าตายเสียอีก เกื้อเห็นจริงถ้าย้อนเวลาได้ตนก็คงทำแบบนี้อยู่ดี เพราะทนเห็นอนลรับผิดในสิ่งที่ไม่ได้ทำไม่ได้

ooooooo

วันนี้อุรวศี สร้อยและจันขนของมาไว้เรือนปั้นหยาอีก บุญทันกับหม่อมสลวยดูแลต้อนรับสร้อยอย่างดี ขณะคุยกันยิ้มแย้ม เสียงหม่อมต่วนขัดขึ้น ช่างครึกครื้นกันเหลือเกิน ทุกคนตกใจไม่คิดว่าหม่อมจะบุกมา ทุกคนยกมือไหว้หม่อมต่วนยกเว้นสร้อย หม่อมปรายตามอง

“ไม่คิดเลยนะคะว่าคุณสร้อยจะย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย”

“อิฉันทำตามรับสั่งของเสด็จค่ะ เสด็จทรงห่วงท่านหญิงหลง เลยให้อิฉันตามมาดูแล”

หม่อมต่วนยิ้มเยาะไม่เคยเห็นสร้อยอยู่ในสายตา หันไปมองบุญทันเหยียดๆ ก่อนจะถามว่านั่นใคร แปลกรีบรายงานว่าผัวใหม่หม่อมสลวย คงหลงกันมากถึงตัวติดกันไม่ยอมห่าง ผินกับจันไม่พอใจคำพูดของแปลก จึงเถียงแทน อุรวศีปรามคนของตัวเอง แม้จะไม่พอใจเช่นกัน

หม่อมต่วนออกตัว “ถึงไม่ใช่ตำหนัก แต่ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของตำหนักมาก่อน ทำไมฉันจะมาไม่ได้”

“เสด็จพ่อทรงแยกโฉนดเรือนปั้นหยาออกมาแล้ว และหม่อมเองก็เป็นคนสั่งก่อกำแพงให้เรือนนี้แยกออกจากกันกับตำหนักไม่ใช่หรือคะ แต่ถ้าหม่อมต้องการมาเยี่ยมเยียนก็เชิญค่ะ”

หม่อมต่วนหน้าตึงที่โดนย้อน หันไปเล่นงานหม่อมสลวยแทนว่าเอาผัวใหม่เข้ามาอยู่ ดวงวิญญาณเสด็จคงจะสงบสุขหรอก...หม่อมสลวยโต้กลับว่าบุญทันไม่ได้พักที่นี่ ไม่เคยค้างคืนที่นี่ หม่อมต่วนยิ้มเยาะ

“ก็ดีที่รู้ตัว ไพร่ก็ควรอยู่อย่างไพร่ มันก็ถูกแล้ว”

พ่นพิษเสร็จหม่อมต่วนก็เดินเชิดเข้าไปนั่ง คลี่พัดจีบออกพัด ปรายตามองทุกคนก่อนจะบอกว่าคนเยอะน่ารำคาญ อยากจะคุยกับอุรวศีสองคน สร้อยระแวงไม่ยอมไป หม่อมต่วนจึงให้แปลกชูจดหมายหลายฉบับที่มัดรวมกัน ขู่จะเอาจดหมายของท่านชายวิสสุกรรมไหม อุรวศีแปลกใจทำไมจดหมายไปอยู่ที่หม่อมต่วน หม่อมตวาดแว้ด

“อย่ามาทำน้ำเสียงใส่ฉันอย่างนี้นะ ฉันไม่ได้ขโมยมา จดหมายมันส่งไปที่ตำหนัก ฉันก็รับไว้ แต่ไม่ใช่เรื่องของฉันที่ต้องเอามาให้ไม่ใช่หรือ”

อุรวศีรู้ว่าหม่อมต่วนมีเรื่องต่อรอง จึงขอให้ทุกคนออกไปก่อน จันกับผินลากแปลกออกไปด้วย หม่อมต่วนเมินหน้ารำคาญต้องการเล่นงานอุรวศีลำพัง

พอทุกคนออกไป หม่อมก็โยนจดหมายลงตรงหน้า อุรวศีพยายามระงับอารมณ์หยิบจดหมายขึ้นมา หม่อมต่วนเปิดฉากต่อว่าอุรวศีคิดแย่งสุรคมกลับไป ท่านหญิงจะแย้งแต่หม่อมตวาดสวนไม่ต้องมาโกหก หาว่าเพราะมารยาสาไถยของเธอ สุรคมถึงกล้าขอถอนหมั้นอรุณวาสี อุรวศีสุดทน

“เท่านี้หรือคะที่หม่อมอยากบอก เอาเป็นว่าฉันรับรู้แล้วกันค่ะ หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ”

หม่อมต่วนโมโหลุกพรวดเอาพัดชี้หน้า “กล้าไล่ฉันรึนังเด็กเมื่อวานซืน สำเหนียกไว้บ้างเถอะนะ ว่าไม่มีใครคุ้มกะลาหัวแล้ว ยังจะจองหองอยู่อีก”

“การไม่ทนให้หม่อมด่าเอาเปล่าๆ เรียกว่าจองหองหรือคะ ขอโทษค่ะเพราะฉันเรียกว่าเป็นการปกป้องเกียรติของตัวเอง” อุรวศีใช้สรรพนามแทนตัวว่าฉันแสดงว่าโกรธ ท่าทางนิ่งสงบ

หม่อมต่วนจ้องกลับราวอยากฆ่าให้ตาย “ปากดี ฉันจะจำคำพูดของหล่อนไว้ แล้วหล่อนก็จำคำพูดของฉันไว้ด้วย หญิงเล็กต้องได้เสกสมรสกับชายสุรคมเท่านั้น ฉันไม่มีวันยอมให้หล่อนมาหักหน้าเป็นอันขาด หากหล่อนยังไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับชายสุรคม ก็ขอให้รู้ไว้เลยว่าเรือนปั้นหยาของหล่อนต้องร้อนเป็นไฟ หน้าไหนก็อยู่ไม่ได้ทั้งนั้น”

อุรวศีมองหม่อมต่วนที่สะบัดหน้าออกไปถอนใจรู้ว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆแน่...

ท่านหญิงถือจดหมายเดินมาหาหม่อมสลวย บุญทันจับมือหม่อมสลวยอยู่รีบปล่อยแล้วผละออกมายืนสำรวม ท่านหญิงยิ้มให้ที่เขารู้กาลเทศะ ยื่นจดหมายให้แม่ดู พี่ชายวิสสุกรรมเขียนมาบอกว่าเรียนจบแล้ว กำลังลงเรือกลับมาพร้อมพี่ชายใหญ่

อุรวศีจะไปตรวจสอบกับกรมท่าเรือว่าจะมาถึงวันไหน หม่อมสลวยดีใจมากที่ลูกจะมีพี่ชายดูแล แต่ใจจริง ท่านหญิงก็ไม่อยากให้พี่ชายกลับมาเจอเรื่องร้อนใจที่นี่ คงต้องจัดการบางอย่างให้เด็ดขาดเสียที

วันต่อมา อุรวศีมาพบเมราที่วัง เพื่อให้นัดสุรคมกับหม่อมต่วนมาคุยต่อหน้าให้เมราเป็นพยาน อุรวศีเห็นเมรามีอาการคลื่นไส้วิงเวียนก็ตกใจคิดว่าไม่สบาย แต่เมรากลับยิ้มบอกว่าตนท้อง อุรวศีดีใจมากซักถามยกใหญ่ เมราเศร้าลงอยากให้อธิปดีใจแบบนี้บ้าง แต่ก็หักใจได้

“ช่างเถิด คนไม่ได้รักกันได้เท่านี้ก็ดีแล้ว พี่ต้องการเงินทองความสุขสบาย เจ้าพี่ก็คงหลงรูปพี่และก็คงต้องการชายาที่ศักดิ์สมกันไว้ออกหน้าออกตา อันที่จริงพี่ก็ไม่ควรต้องการอะไรอีก ถ้าเพียงแต่...” ไม่ทันพูดจบก็มีเสียงกรีดร้องวางอำนาจดังขึ้น

หม่อมเล็กๆของอธิปทะเลาะด่าทอกันหยาบคาย ไม่ยอมลงให้กัน เมราต้องเข้าปรามถ้าไม่หยุดทะเลาะกัน จะให้บ่าวจับโยนออกไป ทั้งสองยังเกรงใจเมราซึ่งเป็นชายาเอก อุรวศีสงสารพี่สาวที่กำลังท้อง แปลกใจทำไมอธิปจะมีหม่อมเล็กถึงไม่ดูศักดิ์ตระกูลบ้าง

เมราเล่าว่าตนเคยถามกลับโดนตอกกลับว่า แม่ตนก็เป็นแค่ลูกคนขายบุหรี่หมากพลู ไม่เห็นสูงส่งตรงไหน ตนไม่อยากเล่าให้แม่ฟังเกรงจะเสียใจ อุรวศีโกรธแทนพี่ ถ้าอธิปอยู่ใกล้ๆคงมีเรื่องกันไปแล้ว

บ่าวเข้ามากราบทูลว่าหม่อมเอื้อนกับสุรคมมาถึงแล้ว สองท่านหญิงมาที่ห้องรับแขก อุรวศียืนยันหนักแน่นกับสุรคมว่าไม่ได้มีใจเสน่หาเขาเลย ขอให้เรื่องระหว่างตนกับเขาจบลงแค่นี้ เมราท้วงว่าพูดแรงไป อุรวศีขอประทานอภัย แต่ไม่อยากให้มีการตีความกันผิดอีก

หม่อมเอื้อนแทรก “เพราะท่านหญิงเล็กมีใจให้ชายสุรคมใช่ไหมเพคะ ท่านหญิงเกรงว่าจะอับอาย ที่พี่น้องต้องมาผิดใจกันเพราะผู้ชายคนเดียว”

ทุกคนตกใจกับคำพูดของหม่อมเอื้อน แต่หม่อมเชื่อว่าตัวเองมองไม่ผิด เพราะถ้าไม่พอใจกันถูกถอนหมั้น ก็น่าจะดีใจ ไม่ใช่นิ่งเฉยจนเรื่องราวลุกลาม อุรวศีอึกอักๆ บอกใช่หรือไม่ใช่ตนไม่รู้ แต่ตนไม่ปรารถนาจะเป็นทองแผ่นเดียวกับสุรคมจริงๆ

สุรคมนิ่งฟังอยู่นาน ถอนใจคิดสงสารอุรวศี สัญญาจะไม่ทำให้ต้องอึดอัดใจอีก จนกว่าตนจะปลดเปลื้องพันธะที่ตนเป็นผู้ก่อและจนกว่าเธอจะเห็นใจตน อุรวศีหุบยิ้มแทบไม่ทัน คิดว่าเขาเข้าใจกลับกลายเป็นเห็นตนเป็นแม่พระเสียสละให้พี่ไปเสียอย่างนั้น

จันหัวเราะคิกเมื่ออุรวศีเล่าให้ฟังตอนนั่งรถม้า กลับ จันเองก็แปลกใจทำไมท่านหญิงไม่นึกชอบท่านชายบ้างทั้งที่รูปงามชาติตระกูลก็ดี ท่านหญิงยอมรับ ว่าตนคงเป็นคนประหลาดพิกล ทันใดรถม้ากระตุกเอียง คนขับรถม้ากราบทูลว่าเพลาล้อหัก ขอเวลาซ่อมแซมสักพัก จันมองไปรอบๆเป็นย่านร้านค้า จะให้ท่านหญิงเดินปะปนกับคนทั่วไปได้อย่างไร

และแล้วท่านหญิงเข้ามากราบพระประธานในโบสถ์ภายในวัดที่อยู่ไม่ห่าง ทรงรำพึงถึงปัญหาของตัวเอง ว่าจะหาทางออกอย่างไรดี หรือจะบวชชี จะได้ไม่มีใครตามมายุ่งอีก...คิดแล้วก็หลุดขำตัวเอง คิดเข้าไปได้อย่างไร พลันรู้สึกว่ามีคนเข้ามาในโบสถ์ จึงปั้นหน้าเครียด ก้มกราบแล้วลุกจะเดินออก ทันใดต้องชะงักเมื่อเห็นหน้าคนที่เดินเข้ามาคืออนล ต่างฝ่ายต่างนึกไม่ถึง

ทั้งสองออกมาเดินคุยกันในบริเวณวัด อนลดีใจที่แวะมาเอายาเขียวจากท่านเจ้าอาวาสเพื่อไปให้แม่ และแวะไหว้พระจึงได้พบท่านหญิง อุรวศีเองก็ดีใจและ แสดงความยินดีเรื่องอาของเขาที่พ้นโทษ ไม่ลืมที่จะถามเขากลับเข้ารับราชการแล้วใช่ไหม เป็นอย่างไรบ้าง

“เหมือนเดิมกระหม่อม วันทั้งวันคนที่พูดคุยกับกระหม่อมนอกจากท่านชายสุรคมแล้ว ก็มีเพื่อนอีกสองคน แต่ก็ดีตรงที่กระหม่อมได้รู้ว่าใครเป็นมิตรแท้บ้าง”

“คุณคงลำบากมาก ข้าราชการต้องเข้ากับคนได้ทุกคน ไม่เกี่ยงว่าไพร่หรือผู้ดี จึงจะจำเริญในหน้าที่ราชการ แต่หากโดนเพื่อนข้าราชการตั้งแง่เสียแล้ว ก็ต้องถือว่าไม่ง่ายเลย”

“ฝ่าบาทตรัสเหมือนคุณพ่อของกระหม่อม คุณพ่อ เห็นว่าหากรับราชการในพระนครต่อไปคงยากจะก้าวหน้า เลยคิดจะให้กระหม่อมออกหัวเมือง ที่นั่นไม่มีใครสนใจเรื่องพี่ชายกระหม่อม มีโอกาสที่จะใช้สติปัญญาความสามารถมากกว่า”

อุรวศีใจหายพอรู้ว่าอนลจะออกหัวเมืองซึ่งอาจไม่ได้เจอกันอีก อนลเองก็ไม่อยากจาก จึงบอกว่ายังไม่ได้ให้คำตอบพ่อ ท่านหญิงแปลกใจในเมื่อมันเป็นโอกาสเจริญก้าวหน้า เขามองตาราวให้ท่านหญิงรู้เหตุผล ท่านหญิงเดาออกหลบสายตาเขินๆ

อนลตัดสินใจจะพูดความในใจ ก็พอดีเสียงจัน ดังขัดขึ้น เขาจึงรีบกล่าวคำอำลาไม่อยากให้จันเห็น จันเข้ามาทูลว่าล้อรถซ่อมเสร็จแล้ว อุรวศีเหลียวมองไปทางที่อนลเดินจากไปด้วยความไม่สบายใจ ถ้าเขาออกหัวเมืองจริงๆ

ooooooo

มีข้าราชการท่านหนึ่งมาคุยงานที่บ้านพระยาไกร พอเห็นดวงแขก็มีท่าทางตกใจรีบร้อนกลับไป ดวงแขแปลกใจทำราวกับเห็นผีทั้งที่แต่ก่อนคอยชะเง้อมองตนแทบทุกวัน คุณหญิงไกรถอนใจเฮือกใหญ่บอกลูกว่าก็เรื่องที่ลูกเป็นหม้ายผัวตายวันแต่ง คนร่ำลือจนผู้ชายกลัวตามๆกัน

ดวงแขหัวเสียมันไม่ใช่ความผิดตน อนึกโง่ยิงตัวตายเอง พระยาไกรสวนจะไม่ให้คนคิดได้อย่างไร ในเมื่อ หมั้นกับอนลแล้วอนลก็ไปติดคุก พอเปลี่ยนมาแต่งงานกับอนึก อนึกก็มาฆ่าตัวตาย แล้วจะไม่ให้คนอื่นเขาคิดได้อย่างไร

ดวงแขโวยวายแทรกว่าพ่อหาว่าตนเป็นผู้หญิงกินผัวอย่างนั้นหรือ คุณหญิงไกรพยายามปลอบลูก พระยาไกรเองก็สงสารลูกแต่ทุกอย่างเกิดขึ้นส่วนหนึ่งเพราะลูกทำตัวเอง

คุณหญิงไกรดึงดวงแขมาปลอบในห้องนอน บอกลูกว่าตนมีวิธีช่วย วันนี้มีจดหมายจากพระยารัชปาลี แจ้งให้ท่านเจ้าคุณไกรช่วยให้อนลออกมารับราชการหัวเมือง ถ้าดวงแขได้ลงเอยกับอนลก็จะลบข่าวลือต่างๆ ได้เอง ตนจะปล่อยข่าวว่าดวงแขกับอนลรักกันมาก่อนแต่มีเรื่องเข้าใจผิด จึงไปแต่งงานกับอนึก สุดท้ายก็กลับมา คู่กันจนได้ ดวงแขยิ้มวาดฝันไปตามแผนแม่

ด้านอุรวศีกับหม่อมสลวยกำลังดีใจที่ชายวิสสุกรรม จะกลับมารับราชการใหญ่โต หม่อมต่วนคงไม่กล้าทำร้ายท่านหญิงอีก แต่จางวางสมเครียดหาโอกาสเตือนหม่อมสลวยอย่าเพิ่งวางใจ

“ท่านชายวิสทรงเฉลียวฉลาด เรียนหนังสือเก่ง ตรงข้ามกับท่านชายใหญ่ ที่พระชันษาแก่กว่าถึงสิบกว่าปี แต่ก็ต้องมาเรียนด้วยกัน แล้วหม่อมใหญ่จะพอใจได้อย่างไร”

“พ่อหมายความว่าหม่อมใหญ่จะอิจฉาที่ชายวิสเกินหน้าเกินตาท่านชายใหญ่หรือจ๊ะ”

“ถูกแล้ว แม่สลวยจำได้ไหมว่าท่านชายใหญ่รับราชการอยู่นานก็ไม่ก้าวหน้า ทั้งๆที่เป็นโอรสองค์โตของเสด็จท่านซึ่งเป็นถึงเสนาบดีของกระทรวงแท้ๆ จนเสด็จท่านต้องส่งไปเรียนต่อเมืองฝรั่งพร้อมท่านชายวิส แล้วนี่จะกลับมารับราชการอยู่กระทรวงเดียวกันอีก หนีการแข่งขันกันไม่พ้นหรอก หม่อมใหญ่จะไม่ระแวงได้อย่างไร”

หม่อมสลวยคิดตามที่พ่อพูดแล้วเครียดเป็นห่วงลูกชายขึ้นมาทันที...ไม่ทันข้ามวัน จันวิ่งมาบอกผินว่าไก่ที่เลี้ยงไว้หลังเรือนตายหมด ไม่ทันไรรำเพยวิ่งมาอีกทาง บอกว่าแปลงผักที่ปลูกไว้พังเสียหายเหมือนมีคนเอามีดมาฟัน สร้อยกับผินตกใจรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือหม่อมต่วนแน่

ขณะเดียวกัน แปลกนั่งคุกเข่ารายงาน หม่อมต่วนยิ้มอย่างพอใจยื่นเงินรางวัลให้แปลก ก่อนจะเข่นเขี้ยว “นังน้องสาวมันกล้าเหิมเกริมกับข้าคนเดียวไม่พออ้ายตัวพี่ชายยังกลับมาแข่งบุญวาสนากับลูกชายข้าอีก สมควรแล้วที่พวกมันต้องโดนแบบนี้...มันผู้ใดที่คิดจะขวางทางชายใหญ่ของข้า ข้าจะกำจัดมันให้สิ้น”

บ่ายวันหนึ่ง ติโลตตมากำลังเลือกเครื่องเพชรที่บ้านคุณหญิงคนที่นำเครื่องเพชรไปขายให้หม่อมต่วน โดยท่านป้อมเป็นคนจะซื้อให้ ท่านป้อมยิ้มแย้มแต่ในใจนึกถึงวันที่ไปขอกู้เงินจากหม่อมต่วนเพิ่ม แต่หม่อมยื่นคำขาดมาว่า เงินเก่ายังคืนไม่หมดก็ไม่อาจให้ยืมใหม่ได้

เมื่อติโลตตมาได้เครื่องเพชรสมใจ ท่านป้อมให้เธอไปรอที่รถ แล้วหันมาขอบคุณคุณหญิงที่เชื่อใจยอมให้เอาเครื่องเพชรไปก่อนแล้วผ่อนชำระค่าของพร้อมดอกเบี้ยทีหลัง

ooooooo

อนลกลับจากทำงานเห็นนวมนั่งซึมเศร้าก็เข้าไปชวนคุย แต่นวมกลับเล่าว่าเมื่อกลางวันฝันถึงอนึกอีก เขาคงไม่มีความสุข อนลจึงชวนแม่ไปทำบุญที่วัดให้หายเหงา แต่นวมกลับบอกว่าถ้ากลัวแม่เหงาก็มีหลานให้แม่เลี้ยงสักคน อนลหน้าเจื่อนลง

“แม่เคยคิดว่าแก่ๆจะเลี้ยงลูกของพ่อใหญ่กับพ่อนล เป็นคุณย่าใจดีของหลานๆ แต่พ่อใหญ่ก็มาด่วนจากไป ส่วนพ่อนล...เกิดเรื่องนี้ขึ้นคงยากที่จะหาลูกผู้ดีมีตระกูลที่ไหนยอมมาแต่งงานด้วยแล้ว”

อนลเข้ากอดซบหน้าลงกับตักแม่ “ถ้าไม่ใช่ผู้หญิงที่ผมรัก ผมจะไม่แต่งงานกับผู้หญิงคนไหนทั้งนั้นล่ะครับ ผมขออยู่กับคุณแม่ไปจนแก่ดีกว่า”

นวมลูบหัวลูกอย่างรักใคร่เอ็นดู อนลพูดไม่ใช่เพราะเอาใจ แต่นึกถึงอุรวศี ไม่อยากแต่งงานกับใคร ถ้าไม่ใช่ท่านหญิง

ด้านอุรวศีจัดห้องรอรับพี่ชาย สร้อยอยากรู้ว่าท่านชายวิสสุกรรมหน้าเหมือนใคร ท่านหญิงบอกว่าเหมือนแม่มากกว่า สร้อยเย้าแบบนี้ต้องรูปงาม อาจมีเมียแหม่มกลับมาด้วย ผินตบอกตกใจเพราะพ่อแม่ทุกคนกลัวเรื่องนี้มาก แต่อุรวศีกลับไม่กลัว ถ้าพี่ชายรักใครตนก็รักด้วย ยิ่งถ้ามีหลานตนจะเลี้ยงให้ สร้อยยิ้มเย้าว่าไม่คิดเลี้ยงลูกตัวเองหรือ ท่านหญิงเขินหันไปทำงานไม่คุยอีก

วันต่อมา ที่ท่าเรือมีผู้คนมากมาย หม่อมต่วนกับลูกๆ ยืนรอรับท่านชายอรชุน อุรวศี หม่อมสลวย ผ่อง ผินและ จันยืนห่างออกมา รอรับท่านชายวิสสุกรรม ต่างคนต่างชะเง้อมอง สักพักเห็นอรชุนในชุดสูทแบบยุโรปถือกระเป๋าเดินทางมาแต่ไม่เห็นวิสสุกรรม อรชุนเข้าไปกราบหม่อมต่วน ทักทายน้องๆ...อุรวศีร้อนใจมองหาพี่ชายตัวเองไม่เห็น ตัดสินใจเข้าไปถามอรชุน

อรชุนสีหน้าไม่สบายใจ พูดสั้นๆว่า “ชายวิสป่วยตั้งแต่ออกพ้นอินเดีย ติดเชื้อไข้ท้องร่วงจากเมืองท่าถึงสิงคโปร์อาการทรุดหนักลง หมอประจำเรือแก้ไขไม่ทัน”

ทุกคนตกใจมาก หม่อมต่วนยิ้มสะใจที่คู่แข่งลูกชายตายไปเสียได้ อุรวศีถามย้ำไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน หม่อมต่วนสวน “ชายวิสสิ้นชีพิตักษัยยังไงล่ะ พูดขนาดนี้ยังฟังไม่เข้าใจอีกรึ”

หม่อมสลวยกอดผ่องร้องไห้ อรชุนตัดบทเหนื่อยมากอยากกลับไปพัก มีอะไรไว้คุยทีหลัง แต่อุรวศีจับมือขอถามอีก ติโลตตมาผลักออกตวาดใส่ ไม่ได้ยินหรือว่าพี่ชายอยากพัก หม่อมต่วนยิ้มเยาะก่อนจะเดินตามอรชุนไป อทริกาเห็นใจกล่าวคำเสียใจกับอุรวศี

อรุณวาสีสงสารน้อง “พี่รู้ว่ามีเรื่องที่เธออยากถามอีกมาก แต่คุยกันตอนนี้ก็คงไม่รู้เรื่อง รอให้พี่ชายใหญ่พักจนหายเหนื่อยแล้วค่อยพูดจากันอีกทีดีกว่านะ”

อุรวศียืนน้ำตาไหลรินมองแม่ร้องไห้แทบขาดใจ ขบกรามแน่นปาดน้ำตา ตนต้องเข้มแข็ง และจัดการเรื่องนี้ให้ได้ จะไม่อ่อนแอเด็ดขาด

กลับถึงเรือน แสงปล่อยโฮเมื่อรู้เรื่อง จางวางสมน้ำตาไหลไม่คาดคิดว่าหลานชายเพียงคนเดียวจะประสบชะตากรรมเช่นนี้ ผ่องปลอบแม่ทั้งที่ตัวเองก็น้ำตาไหลไม่หยุด มีเพียงอุรวศีที่นั่งนิ่งครุ่นคิด จางวางสมเห็นเอ่ยถามท่านหญิงทำไมไม่ตรัสอะไรสักคำ

“หญิงคิดถึงเรื่องของพี่ชายวิสน่ะจ้ะตา แต่ที่ไม่ร้องไห้เพราะหญิงไม่อยากจมทุกข์จนคิดอ่านอะไรไม่ออก ตอนนี้ที่อยากรู้มากที่สุดก็คือพี่ชายใหญ่เชิญพระอัฐิกลับมาด้วยหรือเปล่า แล้วข้าวของส่วนพระองค์ของพี่ชายวิสยังอยู่หรือทิ้งไปหมดแล้ว”

บุญทันชื่นชมความมีสติของท่านหญิง ถ้าเป็นตนคงเอาแต่ร้องไห้...จันวิ่งเข้ามานั่งพับเพียบ รายงานว่า แอบไปสอบถามบ่าวที่ตำหนัก ท่านชายใหญ่เชิญโกศพระอัฐิกลับมา ส่วนของใช้ส่วนพระองค์ทรงเอากลับมา หม่อมต่วนเอาไปไว้ที่ห้องเก็บของ หม่อมสลวยสะอื้นอยากไปเอาพระอัฐิกลับมาทำบุญอุทิศส่วนกุศล แล้วเก็บพระอัฐิไว้ที่เจดีย์รวมกับเสด็จพ่อและเสด็จป้า จันรายงานต่ออีกว่า ขณะนี้สร้อยกำลังเจรจาขอคืนให้ อุรวศีหวั่นใจ

“ถ้าหม่อมใหญ่จะให้ ก็คงให้ตั้งแต่ตอนอยู่ท่าเรือแล้วล่ะ ถึงขนาดนี้คงไม่ยอมให้ง่ายๆ”

“แต่คุณสร้อยบอกว่าหม่อมใหญ่ให้เกียรติเธอมาตลอดนะเพคะ ถ้าเธอไปเองอย่างไรหม่อมใหญ่ก็ต้องเกรงใจ”

ในขณะเดียวกัน สร้อยยืนอยู่หน้าตำหนัก มีแปลกขวางไม่ให้เข้าไปข้างใน ลอยหน้าลอยตาว่าท่านชายบอกไปหมดทุกอย่างแล้วน่าจะเข้าใจ สร้อยอ่อนใจที่จะเสวนากับแปลก จึงสะบัดหน้ากลับไป หม่อมต่วนแอบมองทุกอย่าง ยิ้มสะใจ อย่าหวังว่าจะได้อะไรคืนไป

สร้อยกลับมาเล่าให้อุรวศีฟังด้วยความขุ่นเคือง ท่านหญิงรู้ว่าหม่อมต่วนตั้งใจกลั่นแกล้ง จันจะไปขโมยพระอัฐิ ท่านหญิงห้ามไว้เรื่องจะบานปลาย ต้องหาทางที่มันละมุนละม่อมกว่านี้

ooooooo

อุรวศีนำเรื่องมาปรึกษาเมราที่วังอธิป พอดีหม่อมเอื้อนอยู่ด้วยอยากช่วยจะให้สุรคมไปเจรจาให้ อุรวศีเตือนว่าสุรคมเพิ่งมีเรื่องกับหม่อมต่วน หากทำเช่นนั้นเท่ากับเอาน้ำมันสาดเข้ากองไฟ หม่อมเอื้อนโอ้อวด

“ตอนนี้ไม่เหมือนก่อนแล้วเพคะ เพราะเพิ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าลงมา เลื่อนตำแหน่งให้ชายสุรคม ตำแหน่งราชการไม่ถือว่าเล็กแล้ว หม่อมต่วนคงไม่กล้าหรอกเพคะ”

อุรวศีตั้งท่าจะค้าน พอดีอธิปเดินเข้ามาโดยมีใยควงแขน อธิปไม่พอใจเพราะตนไม่ได้เลื่อนตำแหน่งด้วย เหน็บว่าตำแหน่งสุรคมยังเล็กอยู่ดี เที่ยวโอ้อวด คนเขาจะหัวเราะเยาะเอาได้ แต่พอเห็นอุรวศีก็ชะงัก ใยไม่สนใจใครเอ่ยปากขอเครื่องประดับที่เมราไม่ค่อยใช้มายืมใส่จะเก็บไว้เฉยๆทำไม อธิปดึงมือใยออกสบตายิ้มกรุ้มกริ่มให้อุรวศีก่อนจะหันไปเอ็ดใย

“หยุดแหกปากได้แล้วนะนังใย ฉันกำลังคุยกับหญิงหลงอยู่ไม่เห็นรึ ไม่มีสมบัติผู้ดี กำพืดต่ำนี่มันขุนไม่ขึ้นจริงๆ เห็นทีต้องส่งกลับไปอยู่ก้นครัวเหมือนเดิมท่าจะดี”

ใยหน้าเสียกลัวไม่กล้าพูดอะไรอีก อธิปหันมาคุยกับอุรวศี แต่ท่านหญิงไม่ชอบนิสัยเขาจึงไหว้ลาเมราและหม่อมเอื้อนขอตัวกลับ อธิปรีบบอกว่าถ้าอยากมาเมื่อไหร่มาได้ทุกเมื่อ หรือจะมาค้างก็ยินดีให้คนจัดห้องไว้ให้ ถือเสียว่าวังนี้เป็นวังของเธอ อุรวศีเดินหนี เมราแอบยิ้มสะใจ อธิปมองตามหลังอุรวศีตาละห้อย โทษเป็นเพราะใยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

จันยืนรออยู่ที่รถม้า หม่อมเอื้อนเดินตามอุรวศีมาถึงเลียบเคียงถาม เมื่อวันก่อนพบท่านเจ้าคุณนครชัยศรี ท่านบอกว่าเอาค่าเช่าที่นครปฐมมาถวายท่านหญิง อุรวศียิ้มๆทำนองได้รับแล้ว หม่อมมีท่าทีปลื้มออกนอกหน้าอยากรู้ว่ามากแค่ไหน ท่านหญิงตัดบทขอตัวกลับ...ระหว่างอยู่บนรถม้า จันถามเป็นอย่างไรบ้าง

“พรุ่งนี้พี่หญิงเมจะไปช่วยพูดให้ แต่นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ฉันจะมาที่นี่...ที่นี่มีแต่เรื่องร้อนอกร้อนใจ แค่เข้าใกล้ก็ไม่เป็นสุขแล้ว สงสารพี่หญิงเมเหลือเกิน” อุรวศีเศร้าลง

ค่ำวันนั้น หม่อมต่วนคุยกับแปลกยิ้มแย้มสะใจที่อุรวศีวิ่งวุ่นอยากได้พระอัฐิพี่ชาย ย้ำกับอรชุนว่าห้ามไม่ให้คืนอัฐิกับท่านหญิง

“แม่ไม่ต้องสั่งชายหรอก ชายเบื่อเรื่องนี้จะแย่อยู่แล้ว แต่แรกนึกว่าเผาเสร็จจะจบเรื่อง ก็กลับมีพวกข้าราชการจากสยามไปที่สิงคโปร์พอดี ชายก็เลยต้องเอากระดูกกลับมา ไม่อย่างนั้นคนก็เอาไปนินทาอีก ทั้งๆที่ใจชายไม่ได้อยากเอากลับมาเลย”

“เอากลับมาก็มีข้อดีเหมือนกัน อย่างน้อยแม่ก็เห็นพวกมันทุรนทุราย สาแก่ใจนัก ลูกตายพี่ตาย แม้แต่ จะทำบุญก็ทำให้ไม่ได้ ต้องทนเห็นวิญญาณไม่ไปสู่สุคติ” หม่อมต่วนสาแก่ใจ

พอรุ่งเช้า เมรามากับสุรคมมาที่ตำหนักเพื่อขออัฐิวิสสุกรรม หม่อมต่วนไม่มีความเกรงใจส่งเสียงดังแถมไม่ใช้คำราชาศัพท์กับทั้งสองพระองค์ “เห็นว่าต้องเอาโกศพระอัฐิไปบรรจุที่วัดประจำราชสกุล ก็เลยจะเป็นธุระจัดการให้ แล้วมาทวงเช้าทวงเย็นอย่างนี้หมายความว่า อย่างไร”

เมรารู้ฤทธิ์หม่อมต่วนดีจึงไม่ตกใจอะไร เพียงบอกว่าถ้าคิดเช่นนั้นก็น่าจะให้หม่อมสลวยกับอุรวศีมีส่วนร่วมด้วย หม่อมต่วนปัดว่าทำเมื่อไหร่จะแจ้ง สุรคมทวงถามว่าเมื่อไหร่ อรชุนรำคาญตวาดด้วยความหงุดหงิดว่าสุรคมมาเกี่ยวอะไรด้วย ญาติก็ไม่ใช่ สุรคมสวนกลับ

“จะคนนอกหรือคนในก็ทนเห็นความอยุติธรรมอย่างนี้ไม่ได้ทั้งนั้น คนตายไปแล้วแทนที่ญาติพี่น้องจะได้กระดูกไปทำบุญตามประเพณี ก็กลับหาเรื่องโยกโย้แกล้งได้กระทั่งคนตาย ถามจริงเถิด ตอนไปวัดไม่ละอายบ้างรึ”

หม่อมต่วนกับอรชุนโกรธลุกพรวดพร้อมกัน หม่อมต่วนชี้หน้า “สามหาวเกินไปแล้ว กล้าดีอย่างไร มาพูดจาอย่างนี้ต่อหน้าฉัน เลือดดีๆของเสด็จพ่อไม่คิดจะเอามาบ้างเลยรึ มิน่าถึงหลงใหลนังลูกบ่าวนัก ธาตุเดียวกันนี่เอง”

สุรคมหน้าชาลุกยืนโต้อย่างไม่กลัวเกรง “ดูเหมือน หม่อมจะชอบข่มคนที่สายเลือดเสียเหลือเกินนะครับ แล้วสายเลือดผู้ดีของหม่อมมิได้บอกหม่อมหรือครับ ว่าต้องใช้ราชาศัพท์กับผมที่เป็นเจ้า การพูดจาอย่างนี้มิทราบเลือดฝ่ายไหนของหม่อมอบรมมา”

หม่อมต่วนโกรธจนตัวสั่น อรชุนโมโหมากไล่สุรคมออกไปจากวังไม่ให้กลับมาเหยียบอีก สุรคมค้อมศีรษะบอกตนยินดีและดีใจเหลือเกินที่คิดถูกไม่ได้เกี่ยวดองเป็นเขยวังนี้ เมราลุกขึ้นกล่าวกับทั้งสองก่อนจะไปพร้อมสุรคม

“หญิงต้องกลับก่อนนะคะพี่ชายใหญ่ หม่อม แต่ต้องบอกก่อนว่าคงกลับมาอีกจนกว่าจะได้โกศพระอัฐิกลับไป แต่คราวหน้าอาจจะต้องรบกวนให้พระญาติองค์อื่นเสด็จมาด้วย”

พอสุรคมกับเมราเดินออกมา เจออรุณวาสียืนร้องไห้เพราะได้ยินคำพูดของสุรคมที่ตอกย้ำว่าตนไร้ค่า สุรคมรู้สึกผิดที่พูดออกไปด้วยโมโหอยากเอาชนะหม่อมต่วนเท่านั้น ไม่ได้จะทำร้ายจิตใจเธอ อรุณวาสีร้องไห้เดินหนีขึ้นห้อง อทริกาเห็นน้องร้องไห้ไม่คิดปลอบ กลับขอยืมเครื่องประดับแต่งออกมาพบกับพุ่มแถวย่านร้านค้า เพราะพุ่มขอยืมเงินอ้างว่าเอาไปรักษาแม่ที่ป่วย ท่านหญิงหลงเชื่อ ชื่นชอบในตัวพุ่มที่เป็นหญิงแต่มีท่าทีเป็นชาย ให้เงินโดยไม่หวังได้คืน

ในขณะที่ติโลตตมาแอบมาพบท่านป้อมหลัง ตำหนัก ท่านจะเดินทางไปต่างประเทศอีกนานกว่าจะกลับ อยากเห็นหน้าเธอสักครั้ง มอบจดหมายให้ฉบับหนึ่งกำชับว่ารอเจ็ดวันค่อยเปิดอ่าน ท่านหญิงแปลกใจทำไมต้องลับลมคมใน ท่านป้อมขอกอดเธอสักครั้ง ท่านหญิงอิดออดแต่พอได้ฟังคำหวานของเขาก็โอนอ่อน ท่านป้อมแอบน้ำตาซึมราวกับจะไม่ได้กลับมาหาเธออีก

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #11 on: 24 June 2026, 12:45:32 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep11/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 11
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 11

อนลมาเรียนดนตรีเห็นจางวางเหม่อลอยไม่เป็นอันสอน เขารู้ว่าเป็นเรื่องอุรวศี จึงเอ่ยถามว่าท่านชายสุรคมกับท่านหญิงเมราไปพูดให้ไม่สำเร็จหรืออย่างไร จางวางถอนใจไม่เพียงไม่สำเร็จกลับทะเลาะกันหนักกว่าเดิม ทำให้แสงเสียใจจนล้มป่วย ท่านหญิงต้องมาคอยดูแล

ในขณะที่อุรวศีแปลกใจว่าแม่ไปไหน...หม่อมสลวยกับบุญทันพากันมาขอร้องหม่อมต่วนขอพระอัฐิของวิสสุกรรมกลับไปทำบุญ กลับโดนด่าตวาดไล่ อรชุนและติโลตตมาร่วมดูถูกรังเกียจบุญทัน ให้แปลกไปเอาน้ำมาราดล้างเสนียดจัญไร หม่อมสลวยยอมก้มลงกราบเท้าหม่อมต่วนขอความเมตตา หม่อมต่วนสะใจเป็นที่สุด ยื่นเท้าออกไปถีบลำตัวหม่อมสลวยล้มลง บุญทันตกใจเข้าประคองภรรยาและมองหน้าหม่อมต่วนด้วยสายตาโกรธจัด แปลกยกกะละมังน้ำเข้ามา ติโลตตมาคว้าเอามาสาดใส่เสียเอง บุญทันหมุนตัวรับน้ำไม่ให้โดนหม่อมสลวย อรชุนยิ้มเยาะ

“อ้ายพวกไพร่ดื้อด้าน มันต้องสาดน้ำไล่เหมือนไล่หมูไล่หมาอย่างนี้ล่ะ”

บุญทันประคองหม่อมสลวยลุกพากลับ หม่อมต่วนพูดไล่หลัง อย่ากลับมาอีก ตำหนักนี้ไม่ต้อนรับพวกไพร่

พออุรวศีรู้ว่าแม่โดนอะไรมาบ้างก็ไม่พอใจ ถ้าตนรู้จะไม่ให้แม่ไป หม่อมสลวยรู้สึกผิด บุญทันห้ามแล้ว แต่ตนไม่เชื่อ ทำให้ลูกหญิงต้องเสื่อมเสียไปด้วย บุญทันโอบปลอบ

“อย่าเสียใจไปเลยแม่สลวย จำไว้เป็นบทเรียนก็แล้วกัน การยอมถอยใช้ได้กับคนดีเท่านั้น ไม่ใช่กับคนพาลที่เรายิ่งยอมมันยิ่งได้ใจ”

“หญิงคุยกับพี่หญิงเมและคุณสร้อยแล้ว เห็นทีพระองค์เดียวที่จะช่วยได้คือเสด็จเสนาบดีกระทรวงที่พี่ชายใหญ่รับราชการอยู่เท่านั้นค่ะ”

สร้อยเห็นด้วยว่าหม่อมต่วนน่าจะเกรงถึงงานราชการของอรชุนเป็นสำคัญ ถ้าเสด็จเอ่ยปาก เพียงแต่ตอนนี้เสด็จท่านไปราชการเมืองฝาหรั่ง ไม่ทราบว่ากลับวันไหน หม่อมสลวยหวั่นใจว่าหม่อมต่วนจะทำอะไรกับพระอัฐิลูกชายเสียก่อน

ค่ำวันนั้น จันและคนรับใช้ตำหนักหม่อมต่วน โดนผีนุ่งโจงกระเบนสีแดง ตัวดำเหมือนถ่าน มีเขี้ยวโง้งหลอก ส่งเสียงร้องวิ่งหนีกันกระเจิง...รุ่งเช้าแปลกนำความมาเล่าให้หม่อมต่วนฟังด้วยความหวาดกลัว กลับโดนหม่อมต่วนเอ็ดลั่น สั่งอย่าให้ใครเอาเรื่องโง่เง่านี้มาพูดให้ได้ยินอีกไม่อย่างนั้นจะโดนเฆี่ยนแม้จะเลิกทาสไปแล้วก็ตาม ทันใดภาพเสด็จในกรมที่ตั้งอยู่หล่นลงมาเสียงดังลั่น ทำเอาหม่อมต่วนและแปลกสะดุ้งสุดตัว แต่หม่อมต่วนโทษว่าเป็นเพราะลมพัด

แปลกอึกๆอักๆ “หม่อมอย่าโกรธบ่าวนะเจ้าคะ... แต่ก่อนไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเลย นับตั้งแต่เอ่อ หม่อมยึดโกศพระอัฐิท่านชายวิสไว้ก็...”

“เอ็งจะโทษข้าว่าเป็นคนเรียกผีมาอย่างนั้นรึ”

“มิได้เจ้าค่ะ แต่ผีที่นังเปลี่ยนนังสดเห็นมันเหมือนรูปยมบาลในผนังโบสถ์เลยนะเจ้าคะ และเสด็จท่านก็คงไม่พอพระทัยที่เราทำแบบนี้ก็ได้นะเพคะ” แปลกมองภาพเสด็จที่ตกลงมา

หม่อมต่วนหน้าเสียชักกลัวๆขึ้นมา

ooooooo

คุณหญิงไกรคุมคนรับใช้ทำความสะอาดเรือนหลังเล็ก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเรือนใหญ่ ดวงแขแปลกใจจะมีแขกที่ไหนมาพัก คุณหญิงตอบยิ้มๆว่าอักษรเลขคนใหม่ ดวงแขเหยียดปากดูถูก ตำแหน่งเล็กแค่นี้น่าให้ไปพักที่อื่น แต่พอรู้ว่าคืออนลก็ดีใจเกิดความหวังจะกลับมาครองคู่กัน

ในขณะที่อนลตกใจมากเมื่อรู้ว่าตัวเองจะถูกย้ายไปที่ปากน้ำโพ เพราะยังไม่พร้อมจะมองหน้าครอบครัวพระยาไกร สุรคมบอกว่าพระยารัชปาลีเป็นคนดำเนินเรื่องเอง คงอยากให้เขาไปรับราชการหัวเมืองโดยเร็ว อนลรู้สึกเศร้าไม่อยากไปห่างจากอุรวศี สุรคมเอ่ยว่าตนยังอิจฉาเขาอยากหลบไปทำงานที่อื่นสักพัก อนลไม่อยากเชื่อว่าระดับท่านชายจะมาอิจฉาตน

“มันมีหลายเรื่องนะอนล ยุ่งเหยิงจนฉันไม่รู้จะสางตรงไหนก่อน ไปๆมาๆกลายเป็นว่าฉันทำให้พี่น้องสองคนที่เคยรักกันมาก ต้องมาผิดใจกันเพราะฉัน แล้วฉันก็ยังแก้ไขอะไรไม่ได้เลย ไม่เคยคิดเลยว่าความรักมันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้...เป็นนายก็ดีนะไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องนี้”

อนลถอนใจตนกลุ้มเรื่องความรักไม่แพ้กัน แถมความรักของตนเปิดเผยให้ใครรู้ไม่ได้อีก

ในตอนค่ำขณะที่แปลกจะอาบน้ำ ด้วยความกลัวให้คนรับใช้ชายสามสี่คนมายืนเฝ้า ไม่วายโดนผีชายตัวดำนุ่งโจงกระเบนแดงมีเขี้ยวโง้งปรากฏตัวให้เห็น ทำให้คนรับใช้วิ่งหนีกระเจิง แปลกตกใจกลัวจนสิ้นสติคาท่าน้ำ

รุ่งเช้าที่วัด หม่อมต่วนนุ่งขาวห่มขาวถือศีลอยู่กับกลุ่มคุณหญิงคุณนาย ต่างพูดคุยเรื่องผียมบาลที่ปรากฏตัวในวังหม่อมต่วน คงอยากมาเอาดวงพระวิญญาณท่านชาย เรื่องนี้หม่อมต่วนก็กังวลอยู่ ไม่ทันไรคนรับใช้วิ่งมารายงานว่าแปลกโดนผีหลอกจนจับไข้ หม่อมตกใจรีบกลับวัง

แปลกนอนหัวฟูตาลอยยังไม่ได้สติ อทริกาเห็นแล้วพาลกลัวผีไปด้วย ติโลตตมาเอ็ดน้องไม่เชื่อว่าผีมีจริง สั่งคนรับใช้สลับเวรยามเฝ้าทั้งคืน แต่สีหน้าคนรับใช้หวาดกลัวเป็นแถว อรุณวาสีเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “ใจเย็นก่อนค่ะพี่หญิง พวกบ่าวกลัวกันขนาดนี้คงไม่มีใครกล้ายืนเวรยามหรอกค่ะ แม่คะ...ถ้าปล่อยไว้จะยิ่งวุ่นวายกันทั้งตำหนักนะคะ”

หม่อมต่วนไม่รู้จะทำอย่างไร ลงนั่งข้างแปลก “นังแปลกได้ยินข้าไหม สงบจิตสงบใจแล้วลุกขึ้นมาเล่าให้ข้าฟังทีซิว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง”

แปลกไข้ขึ้นจนเพ้อพูดสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกออกมา “หม่อม หม่อม หม่อมพิณ อย่า...อย่าหม่อมพิณ บ่าวกลัวแล้ว กลัวแล้ว...”

อทริกาแปลกใจหม่อมพิณตายไปนานแล้วจะพูดขึ้นมาทำไม หม่อมต่วนร้อนใจตวาดลูกให้หยุดพูด แล้วมองแปลกที่ยังเพ้อถึงหม่อมพิณไม่ขาดปาก ยิ่งสร้างความหวาดหวั่นในใจ

สุดท้ายอรุณวาสีนำโกศพระอัฐิของวิสสุกรรมมาคืนให้อุรวศี ทุกคนดีใจระคนประหลาดใจ อรุณวาสีไม่อยากพูดถึงเรื่องผี กล่าวขอโทษแทนแม่ อุรวศีอยากปรับความเข้าใจเรื่องสุรคม แต่เธอปัดไม่สะดวกคุยรีบเดินเลี่ยงกลับไป อุรวศีอ่อนใจ...หม่อมสลวยดีใจที่ได้อัฐิลูก สร้อยสงสัยทำไมหม่อมต่วนถึงยอมคืน อุรวศีเห็นผินกับจันหัวเราะกันคิกคัก นึกสงสัยบางอย่าง

เมื่ออรุณวาสีเดินกลับมาถึงตำหนัก ขณะเดียวกันคุณหญิงที่ขายสร้อยให้ท่านป้อมนั่งรถลากมาถึง ท่านหญิงคิดว่ามาพบหม่อมแม่ แต่คุณหญิงปฏิเสธทูลว่ามาขอเฝ้าท่านหญิงกลาง

ในห้องรับแขกหม่อมต่วนกับลูกๆนั่งพร้อมหน้า ติโลตตมาโมโหมากเมื่อคุณหญิงขอสร้อยเพชรคืนพร้อมยื่นเอกสาร “นี่คือหนังสือสัญญาที่ท่านป้อมทรงทำไว้ให้หม่อมฉันระบุว่าจะจ่ายค่าเครื่องเพชรทั้งหมดภายในเจ็ดวัน แต่หม่อมฉันทราบมาว่าท่านป้อมเสด็จหนีไปแล้ว”

ท่านหญิงหน้าซีด “ไม่จริง เงินหมื่นหนึ่งถึงจะมาก แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้ท่านชายต้องเสด็จหนีหรอก โกหก โกหกชัดๆ”

หม่อมต่วนรับหนังสือสัญญาจากคุณหญิงมาอ่านแล้วโมโหสุดขีด “โง่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก ท่านป้อมมีแต่เปลือก ทุกวันนี้จะตีพิมพ์นิยายยังต้องหยิบยืมแม่อยู่เลย แล้วจะเอาเงินหมื่นที่ไหนมาจ่ายค่าเครื่องเพชร”

ติโลตตมาตกใจทำอะไรไม่ถูก ในเมื่ออทริกาเป็นคนบอกว่าท่านป้อมร่ำรวยมาก วังที่อยู่ใหญ่โตกว่าวังเราเสียอีก และยังเป็นโอรสที่เกิดจากชายาเอกไม่ใช่หม่อม จะยากจนได้อย่างไร

“โง่ทั้งพี่ทั้งน้อง ไม่ได้เลือดฉันมาเลยสักนิดเดียว เสด็จพ่อท่านป้อมเคยร่ำรวยมากก็จริง แต่เอาเงินทองทั้งหมดไปลงทุนค้าขายแล้วขาดทุนหมดสิ้น จนตรอมพระทัยสิ้นพระชนม์ วังที่อยู่ตอนนี้ก็เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าท่านทรงพระเมตตาไถ่ถอนออกมาถึงได้มีที่อยู่ และที่ไม่รับราชการก็เพราะเรียนไม่จบต่างหากเล่า รู้ไว้ซะ”

อรุณวาสีแปลกใจ เหตุใดท่านป้อมถึงซื้อเครื่องเพชรราคาหมื่นให้พี่หญิงกลาง อทริกาโพล่งออกมาโดยไม่คิด หรือพี่แอบคบหาเป็นคู่รักกับท่านป้อม ติโลตตมาอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตน หม่อมต่วนลุกขึ้นชี้หน้าด่าทอ

“ฉันเคยไว้ใจเธอมาตลอด เพิ่งมารู้ประเดี๋ยวนี้เองว่าโง่เง่าขนาดไหน หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูลูกนังสลวย ฉันจะอยู่เป็นผู้เป็นคนได้อีกรึ ตายดับลงไปตรงนี้ยังไม่พ้นความอายที่มีลูกอย่างเธอ”

ติโลตตมากรีดร้องวิ่งหนีความอับอาย หม่อมต่วนแค้นใจกลัวอุรวศีรู้เรื่องนี้...ติโลตตมาวิ่งกลับมาที่ห้อง หยิบจดหมายที่ท่านป้อมมอบไว้ให้เปิดอ่านหลังเจ็ดวันผ่านไป

“หญิงกลางที่รัก เมื่อหญิงได้อ่านจดหมายฉบับนี้ พี่คงไปไกลแล้วพร้อมกับที่หญิงคงได้รู้เหตุผลทั้งหมด... พี่ไม่มีอะไรจะแก้ตัวและไม่กล้าขอให้หญิงอภัย แต่ที่พี่ทำลงไปก็เพราะพี่รักหญิง รักตั้งแต่แรกพบ แต่พี่รู้ว่า หญิงเป็นคนถือยศถือศักดิ์ คงไม่สนใจคนที่มีแต่ตัวอย่างพี่ พี่จึงไม่มีทางอื่นนอกจากหลอกลวงหญิงและหลอกลวงตัวเอง ด้วยหวังว่าความสุขนี้จะทอดยาวออกไปแม้สักนิดก็ยังดี แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่ให้อภัยคนโกหกอย่างพี่ พี่ถึงต้องรับกรรมที่พี่ก่อ แต่ถึงกระนั้นพี่ก็ยังคงรักหญิงและจะรักหญิงคนเดียวตลอดไป”

ติโลตตมาอ่านจบปล่อยโฮลั่น เสียใจที่โดนหลอก และรักนี้ก็เป็นรักแรกของตน

ooooooo

อาการไข้ของแสงหนักมากจนนอนนิ่งไม่รับรู้อะไร จางวางสมเสียใจแต่ก็พยายามทำใจ อุรวศีเข้ามากระซิบบอกยายว่า ตนได้เอาอัฐิของพี่ชายไปทำบุญและบรรจุไว้ในเจดีย์เดียวกับเสด็จพ่อและเสด็จป้าแล้ว ยายไม่ต้องเป็นห่วงอีก

แม้แสงจะนอนนิ่งแต่ก็มีน้ำตาไหลออกมา หม่อมสลวยกับจางวางสมปลื้มใจแสดงว่าเทวดาไม่อยากให้แสงมีห่วงอีก และเทวดาคงคุ้มครองถึงทำให้หม่อมต่วนกลัวผีสางจนยอมคืนโกศพระอัฐิให้ อุรวศีแทรกว่าไม่ใช่เทวดาแต่ตนว่าเป็นฝีมือคนมากกว่า ถึงเวลาสะสางเสียที

บ่ายวันนั้นขณะที่อนลนั่งซ้อมจะเข้อยู่บนเรือนจางวางสม รู้สึกมีคนยืนอยู่ข้างหลังจึงหันมอง แล้วต้องตะลึงเมื่อเห็นอุรวศียืนอยู่กับจันและผิน เขารีบลุกไปถามอย่างนอบน้อมมีอะไรให้ตนรับใช้ แต่พอเห็นหน้าจันกับผินจ๋อยๆ ก็พอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผินกล่าวขอโทษที่ตนกับลูกโกหกไม่เป็น จันรีบทูลว่าพวกตนทำไปเพราะหวังดีแล้วก็ได้ผลจริงๆ

“ฉันถึงไม่เอาโทษอย่างไรล่ะ...เล่ามาคุณทำอะไรลงไปบ้าง” อุรวศีคาดคั้นอนล

อนลเล่าว่าได้สั่งถึกกับคล้องให้ช่วยแต่งตัวแบบยมบาลไปหลอกเวลามีคนมาอาบน้ำที่ท่าน้ำของวังหม่อมต่วน จันเป็นคนพาสาวๆมาแล้วร้องนำว่าผีที่เห็นคือยมบาลมาตามหาเจ้าของโกศ ให้พูดกันปากต่อปาก เพื่อให้คนที่ไม่กลัวผีอย่างหม่อมต่วนหันมากลัวบาปกรรมที่เคยก่อไว้บ้าง...จันเสริมว่าได้ผลเกินคาด สาแก่ใจตนมากที่ทำให้แปลกกลัวจนจับไข้หัวโกร๋น

อุรวศีมองทั้งสามคนตาเขียว ใจจริงอยากขำแต่กลัวเสียการปกครอง อนลขอรับผิดแทนผินและจัน ท่านหญิงพึมพำว่าเขา...เจ้าอุบาย...อนลยิ้มแหยๆ

“ฉันก็อยากจะโกรธคุณเหมือนกัน แต่เพราะว่าคุณทำไปเพื่อช่วยพวกเราทุกคน และทำให้เราได้พระอัฐิของพี่ชายวิสไปทำบุญ ก็ถือเสียว่าหายกันก็แล้วกัน แต่ฉันจะไม่ขอบใจหรอกนะ”

“มิเป็นไรเลยฝ่าบาท กระหม่อมเต็มใจที่จะถวายรับใช้ เอ่อ...ซึ่งอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็เป็นได้ เพราะอีกไม่นานกระหม่อมต้องย้ายไปทำราชการที่หัวเมืองแล้ว” อนลเศร้าลง

อุรวศีใจหายสบตาเขานิ่ง สักพักหลบสายตากลัวมีพิรุธ หันไปสั่งจันไปเตรียมชาและของว่างมาให้อนล... ท่านหญิงกับอนลย้ายมานั่งที่ระเบียงเรือนปั้นหยา เมื่ออยู่กันลำพังอุรวศีกล่าวขอบใจอนลอีกครั้ง สำหรับเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา “...คุณช่วยฉันไว้มาก ถ้าไม่ได้คุณฉันมิรู้เลยว่าจะผ่านอุปสรรคทุกอย่างมาถึงวันนี้ได้หรือเปล่า”

“อย่าตรัสอย่างนั้นเลยฝ่าบาท สิ่งที่กระหม่อมทำ เทียบไม่ได้เลยกับน้ำพระทัยที่ฝ่าบาทมีให้” อนลสบตาคิดในใจถึงขั้นนี้แล้วขอพูดความในใจเป็นไงเป็นกัน

“และด้วยความสัตย์จริงที่กระหม่อมถวายรับใช้ นอกจากอยากช่วยแล้ว กระหม่อมยังอยากหาเหตุใกล้ชิดฝ่าบาทด้วย” อุรวศีตกใจไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดออกมา “กระหม่อมรู้ตัวว่าไม่คู่ควร แค่คิดก็ทำให้ฝ่าบาทมัวหมองแล้ว แต่กระหม่อมก็หักห้ามใจตัวเองไม่ได้ กระหม่อมไม่อาจโกหกตัวเองได้ว่ามิได้รักฝ่าบาท”

เสียงอุรวศีบอกว่าม้าห้อหมด มีแต่ขนมจีบให้ลองชิมดู อนลได้สติหน้าเหวอรู้ตัวว่าที่พูดไปเมื่อครู่อยู่ในความคิดไม่ได้กล่าวออกมา ท่านหญิงเห็นสีหน้าเขาเอ่ยถามเป็นอะไรทำไมไม่รับประทาน อนลรีบก้มหน้าจิ้มขนมจีบเข้าปากอย่างเขินตัวเอง

“ฉันขออวยพรให้คุณโชคดีและประสบความสำเร็จในหน้าที่ราชการนะ”

“ขอบพระทัย กระหม่อมก็ขอให้ฝ่าบาททรงโชคดีเช่นกัน นับแต่นี้อย่าได้มีเรื่องร้ายใดๆเกิดขึ้นอีกเลย” อนลสบตาท่านหญิงนิ่ง ต่างฝ่ายเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อกัน

ooooooo

ค่ำวันนั้น อนลเอาใจบีบนวดนวมซึ่งมีท่าทางอ่อนแอลงตั้งแต่อนึกจากไป ส่วนพระยารัชปาลีคุยเรื่องแปลหนังสือกับเกื้อ อนลห่วงแม่ไม่อยากย้ายไปหัวเมือง ท่านเจ้าคุณได้ยินจึงบอกลูกว่าไม่ต้องห่วงเพราะตนจะลาออกจากราชการมาอยู่เป็นเพื่อน

“แต่ถ้าจะให้ดีก็อย่าลืมหาเมียให้พ่อกับแม่เขาด้วยล่ะ เขาอยากอุ้มหลานเต็มแก่แล้ว” เกื้อเย้า ทำให้อนลหน้าเศร้าลง ท่านเจ้าคุณเห็นหน้าลูกก็บอกว่า

“ดูหน้ามันเข้า พ่อไม่บังคับแกแล้วล่ะนะ เพียงแต่ตอนนี้พ่อเหลือแกคนเดียว ทั้งเรื่องงานราชการทั้งเรื่องการสืบตระกูล นอกจากแกแล้วก็ไม่มีใครอีก”

“คุณพ่อ คุณแม่ อาเกื้อ โปรดวางภาระทั้งหมดลงบนบ่าของผมเถิดครับ ผมสัญญาว่าจะตั้งใจรับราชการให้จำเริญก้าวหน้าสมกับที่ทุกคนตั้งความหวังกับผมไว้” อนลก้มกราบที่บ่าพ่อ

หลังจากนั้นอนลออกมาเดินทอดอารมณ์ ย้ำเตือนตัวเองว่าชีวิตนี้คงห่างกับอุรวศีออกไป ตนมีหน้าที่ของลูกที่ต้องทำให้ดีที่สุด แต่ตนจะไม่มีวันลืม จะมีท่านหญิงอยู่ในใจตลอดไป

ในขณะเดียวกัน อุรวศียืนมองผิน จันและรำเพยเรียนการแกะสลักผักกับสร้อยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้พลอยสุขใจไปด้วย แต่อดสะท้อนใจนึกถึงอนลไม่ได้ คิดแล้วปลง ตนมีหน้าที่ต้องดูแลทุกคนที่ตนรัก คนเราเกิดมาจะมีสักกี่คนที่ทำตามใจตัวเองได้ สุดท้ายก็ต้องเดินไปตามทางของตัวเอง โดยมีเพียงความทรงจำระหว่างเราติดตัวไปเท่านั้น

ooooooo

สามสี่วันผ่านไป อนลพานวมไปทำบุญให้อนึกที่วัดแต่พระยารัชปาลีไม่ยอมไป นวมเข้าใจจิตใจสามีบอกกับอนลว่าอย่าโกรธพ่อ ใช่ว่าเขายังโกรธเคือง เพียงแต่เสียใจจนไม่อาจได้เห็นได้ยินชื่อลูกคนนี้ด้วยซ้ำ แม้แต่เกื้อก็เสียใจไม่น้อยเพียงแต่ไม่พูดออกมา

“คุณพ่อรักลูกเท่ากัน แต่ตั้งความหวังไว้กับพ่อใหญ่มากที่สุด เรื่องคราวนี้ไม่เพียงทำร้ายหัวใจคุณพ่อ แต่ยังทำลายความหวังทั้งชีวิตอีกด้วย คุณพ่อก็บอกใครไม่ได้ ยอมที่จะเจ็บคนเดียว แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาสมเพชเวทนา”

ขณะเดียวกันพระยารัชปาลีนั่งมองรูปอนึกในชุดสูททรงยุโรปดูหล่อเหลา แล้วกอดรูปนั้นแนบอกน้ำตาไหลซึมออกมา...ด้านเกื้อนั่งเขียนหนังสือรำลึกถึงอนึกหลานรักด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดึงหลานให้ออกมาจากสิ่งเลวร้าย จนหลานต้องจบชีวิตตัวเองลงแบบนี้

เวลาผ่านไปหม่อมต่วนเห็นว่าสุรคมได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่โตขึ้นยิ่งร้อนใจ เรียกหม่อมเอื้อนมาพบที่ตำหนักเพื่อทวงถามเรื่องยกขันหมาก หม่อมเอื้อนท่าทางหวาดกลัวแต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าสุรคมยืนกรานไม่ยอม หม่อมต่วนตวาดลั่นเป็นแม่ประสาอะไรบังคับลูกไม่ได้ อรุณวาสีเดินเข้ามาสีหน้าเด็ดเดี่ยว ประกาศว่าจะไม่เสกสมรสกับสุรคมเป็นอันขาด หม่อมต่วนโวย

“เธอบ้าไปแล้วหรือหญิงเล็ก หมั้นแล้วไม่ได้แต่งก็เท่ากับเป็นม่ายขันหมาก จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหน”

“เรื่องนี้หากแจกแจงตามเหตุผลแล้ว จะถือว่าหญิงเป็นม่ายไม่ได้หรอกค่ะแม่ และหญิงก็คิดรอบคอบแล้ว ที่ผ่านมาหญิงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทุกข์ใจกับเรื่องนี้มามากแล้ว ตอนนี้หญิงทำใจได้แล้วค่ะ ขอให้ทุกอย่างจบลงเพียงเท่านี้เถิดค่ะ” พูดจบอรุณวาสีเดินเลี่ยงไป

หม่อมเอื้อนถอนใจเฮือกโล่งอก แต่หม่อมต่วนไม่ยอมเดินตามไปดุด่า สั่งให้อรุณวาสีต้องเสกสมรสกับสุรคม ท่านหญิงร้องไห้ขอร้องสั่งตนเรื่องอื่นตนยินดีทำให้ทุกอย่าง เรื่องนี้จะทำให้ตนไม่เหลือศักดิ์ศรี หม่อมต่วนตวาด ต่อให้ไม่เหลือก็ต้องแต่งเพราะตนไม่ต้องการแพ้ลูกบ่าว อยากเห็นตนอกแตกตายที่อุรวศี

ลอยหน้าเยาะเย้ยหรือ อรุณวาสีร้องไห้หนักขึ้นเพราะแม่ห่วงเรื่องศักดิ์ศรีมากกว่าความรู้สึกลูก

อทริกา ติโลตตมา และอรชุนได้ยินเสียงเอะอะพากันออกมา พอรู้เรื่องต่างก็เข้าข้างหม่อมต่วนดุว่าอรุณวาสีให้ยอมเสกสมรสกับสุรคม

“ไม่ค่ะ หญิงทนทุกข์ทรมานเพราะเรื่องนี้มามากพอแล้ว ไม่มีใครเห็นใจหญิงซักคน แต่หญิงจะไม่ยอมทุกข์ใจไปทั้งชีวิตเด็ดขาด อภัยให้หญิงด้วยนะคะ”

ติโลตตมาโกรธแทนแม่ด่าทอ “โง่ที่สุด ตัวเองเสื่อมเสียคนเดียวไม่พอ ยังทำให้พี่น้องต้องพลอยเสียหน้าไปด้วยอีก”

หม่อมต่วนตวาดกราด พอกันหมดทั้งพี่ทั้งน้อง ติโลตตมาชักสีหน้ารู้ว่าแม่พาดพิงถึงตน อรชุนพาลโกรธอรุณวาสีไปด้วยที่ไม่เห็นแก่พี่น้อง...ความโกรธครั้งนี้ทำให้หม่อมต่วนตัดสินใจกระทำรุนแรงอย่างไม่เกรงกลัวใคร ตัดรากถอนโคนเสียให้สิ้น สั่งบ่าวชายตัดต้นไม้ริมกำแพงแล้วเอากิ่งไม้ไปเผานอกรั้ว โดยอ้างว่าไม่ต้องการให้ควันคลุ้งลมเข้าไปในห้อง

ขณะนั้นที่เรือนปั้นหยา สร้อยกำลังนั่งทำงาน รำเพยทำความสะอาดเรือน ผินเดินหงุดหงิดมาบ่นว่าหม่อมต่วนคิดแกล้งตัดต้นไม้มาเผาทิ้งใกล้เรือนหวังรมควันมาที่นี่ สร้อยปลอบให้อดทน อีกไม่นานเราจะย้ายไปอยู่นครปฐม ท่านหญิงเห็นว่าท่านชายวิสสุกรรมไม่อยู่แล้วก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อไป ระหว่างนี้ได้ให้ท่านเจ้าคุณนครชัยศรีปลูกเรือนไว้แล้ว ผินดีใจมาก

แปลกหายป่วยเห็นบ่าวชายขนกิ่งไม้แห้งไปกองนอกรั้วก็แปลกใจ หม่อมต่วนสั่งให้คอยเป็นหูเป็นตา คอยดูความฉิบหายของพวกเรือนปั้นหยา แปลกยังไม่เข้าใจว่าหม่อมจะทำการใด

เย็นวันนั้น อุรวศีดูแลแสงอยู่ที่เรือน หม่อมสลวยกับผ่องแย่งกันเฝ้าแสงในคืนนี้ ท่านหญิงให้ทั้งสองกลับไปพัก คืนนี้ตนจะเฝ้ายายเอง...กลางดึกผินเคาะประตูห้องสร้อยซึ่งนอนกับรำเพย เพื่อบอกว่ามีควันไฟคละคลุ้งไปหมดเกรงว่าจะเป็นไฟไหม้ ไม่ทันไรสถานการณ์เลวร้ายขึ้นไฟโหมหนักจนทั้งสามหาทางออกไม่เจอ รำเพยสำลักควันล้มหมดสติไปก่อน ที่เรือนจางวางสมมีเสียงปลุกให้ทุกคนลุกไปช่วยกันดับไฟที่เรือนปั้นหยา อุรวศีกับจันตกใจมากรีบวิ่งไปดู

อุรวศีเป็นห่วงแม่จะเข้าไปช่วยแต่จันกับจางวางสมจับตัวไว้ ท่านหญิงร่ำไห้ถามจันไม่ห่วงแม่ตัวเองหรือ จันลังเล ท่านหญิงฉวยโอกาสสะบัดตัวออกวิ่งเข้าไปในบ้าน ร้องเรียกหาแม่ลั่น ได้ยินเสียงสร้อยกับผินไอโขลกสำลักควันจะเข้าไปช่วย ทันใดคานบ้านที่ติดไฟแดงฉานหล่นโครมลงมาใส่ อุรวศีกรีดร้องสุดเสียง

หม่อมต่วนยืนมองจากตำหนักด้วยสีหน้าสาแก่ใจ “หมดสิ้นเสียทีเสี้ยนหนามตำใจข้า”

แปลกวิ่งมารายงานว่าไฟไหม้เรือนปั้นหยา หม่อมสลวยกับอุรวศีติดอยู่ข้างใน หม่อมต่วนยิ้มเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน อรชุน ติโลตตมา อทริกาและอรุณวาสีวิ่งมาด้วยความร้อนใจ อรุณวาสีแสดงความห่วงใยอุรวศี หม่อมต่วนไม่พอใจบอกพวกเทือกเถาเหล่ากอคงกำลังช่วยกันอยู่ อทริกาแปลกใจเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร หม่อมต่วนตอบหน้าตาเฉย

“เมื่อตอนเย็นพวกบ่าวมันเผากิ่งไม้ ใบไม้ แต่ก็ดับเรียบร้อยแล้วนะ ไม่คิดเลยว่าตกดึกไฟมันจะคุขึ้นมาอีกจนปลิวไปติดเรือนลูกนังสลวย...จริงไหมนังแปลก”

“จริงเจ้าค่ะ ไฟมันคุขึ้นมาเอง ไม่มีใครทำอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะ”

ติโลตตมานึกได้ว่าสมบัติเสด็จพ่อประทานให้กับเครื่องเพชรที่เสด็จป้าให้ป่านนี้คงไฟไหม้หมด หม่อมต่วนฉุกคิดขึ้นมาได้สีหน้าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ติโลตตมาสั่งบ่าวไพร่ให้ตามตนไปดูก่อนว่ากล่องเครื่องเพชรโดนไฟไหม้ไปแล้วหรือยัง อรชุนเอ็ดอย่าโลภนักเลย เป็นห่วงว่าไฟจะลามมาถึงวังเราหรือไม่ดีกว่า ท่านหญิงผู้น้องสวน

“ถ้ามันจะไหม้ก็ไหม้ไปนานแล้วล่ะค่ะ เจ้าพี่ไม่รู้อะไรก็อยู่เฉยๆเถิด สมบัติของนังเด็กนั่นรวมๆกันแล้วก็มีค่าไม่น้อยกว่าวังนี้หรอก”

บ่าวไพร่ไม่รู้จะฟังเจ้านายองค์ไหนดี สุดท้ายแยกเป็นสองฝ่ายเพื่อไปทำตามคำสั่ง อรุณวาสีเป็นห่วงอุรวศีอยากให้คนไปช่วยดับไฟ แต่หม่อมต่วนนิ่งเฉยท่าทียิ้มเยาะในหน้า

ooooooo

รุ่งเช้าอนลกำลังจะออกไปทำงาน สุรคมนั่งรถลากมาบอกเรื่องเรือนปั้นหยาไฟไหม้ อนลตกใจมากรีบไปกับสุรคมทันที

มุมหนึ่งของตำหนัก แปลกกำลังกำชับบ่าวไพร่ทุกคนว่าวันนี้จะมีนครบาลมาสอบถามเรื่องไฟไหม้เมื่อคืน หม่อมต่วนสั่งให้ตอบตรงกันว่า เผากิ่งไม้ใบหญ้าในเขตกำแพงวังหาใช่นอกกำแพงไม่ หากใครพูดเป็นอื่นจะถือว่าผู้นั้นเป็นต้นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้และจงใจวางเพลิงฆ่าท่านหญิงอุรวศี แถมหม่อมต่วนยังสั่งให้ถางหญ้า ขุดดิน ปลูกดอกไม้หอมตลอดแนวกำแพงเดี๋ยวนี้ แปลกชื่นชมเจ้านายตัวเอง ใครจะเฉลียวฉลาดเกินหม่อมต่วนเป็นไม่มี

เมื่อสุรคมกับอนลมาถึงเห็นสภาพเรือนปั้นหยาไหม้ไฟจนหมด ซักถามตำรวจที่ตรวจหลักฐานอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น มีใครเป็นอะไรบ้าง ตำรวจทำความเคารพทูลว่า มีคนตายสามคน ศพไหม้เกรียมจนจำหน้าไม่ได้ แต่เท่าที่สอบปากคำพยาน คาดว่าคนตายคือหม่อมของเสด็จในกรม และข้าหลวงชื่อสร้อย กับหม่อมเจ้าหญิงอุรวศีพระธิดาเสด็จในกรม

ทั้งอนลและสุรคมตกใจเข่าอ่อน ตำรวจนายหนึ่งทูลเชิญสุรคมไปสอบปากคำพยานด้วยตัวเอง ท่านชายรีบตามตำรวจไป อนลยืนเศร้าหมดอาลัยตายอยากเหมือนโลกทั้งโลกพังทลาย แม้จะรู้ว่าระหว่างตนกับท่านหญิงจะเป็นไปไม่ได้ แต่การได้เฝ้ามองหรือแค่รับรู้ว่าท่านอยู่ดีมีสุข ก็เป็นสุขมากแล้วสำหรับตน แต่ตอนนี้ไม่มีท่านหญิง น้ำตาเขาไหลเอ่อเสียใจราวชีวิตดับสูญสิ้น

ตำรวจสอบปากคำหม่อมต่วน หม่อมเล่าว่าเป็นคนสั่งบ่าวไพร่ตัดกิ่งไม้ระเกะระกะมาเผาภายในกำแพงตั้งแต่เย็นวาน ไฟดับสนิทหมดจะสอบถามบ่าวคนไหนดูได้ ให้แปลกพาไป แต่ไม่วายถามถึงเจ้าคุณพิทักษ์น้องชายที่เป็นเจ้านายพวกเขา ทำนองข่มให้รู้ว่าไม่อาจทำอะไรตนได้

บ่าวพูดไปทางเดียวกันว่าเผากิ่งไม้ในกำแพงวัง แต่มันปลิวไปไหม้ได้อย่างไรพวกตนไม่ทราบ สุรคมฟังแล้วไม่เชื่อแต่พอมองไป เห็นคนกำลังปลูกดอกไม้ริมกำแพง อ้างที่เผาหญ้าเพื่อเตรียมปลูกไม้ดอกนี้ ขณะนั้นเองอทริกากับอรุณวาสีนั่งรถม้ากลับเข้ามาหลังจากไปทำเรื่องแจ้งคนตาย อทริกาพูดไม่ยั้งคิดว่าสุรคมคงยังโกรธเรื่องเก่าๆถึงไม่ยอมเข้าไปในตำหนัก ท่านชายไม่ค่อยพอใจแต่ไม่อยากถือสา หันไปมองอรุณวาสีที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น

ไม่ทันจะสนทนาอะไร ติโลตตมาสีหน้าร้อนใจเดินมา “หญิงนิด หญิงเล็กมาก็ดีแล้ว มาช่วยกันหน่อยเร็วเข้า จนป่านนี้ยังหากล่องเครื่องประดับที่เสด็จป้าประทานให้นังเด็กนั่นไม่เจอเลย กล่องที่เสด็จพ่อประทานให้ก็ไม่มี ไม่รู้เมื่อคืนตอนญาติพวกมันมาช่วยดับไฟขโมยไปหมดเสียก็ไม่รู้ ถึงคอยกันไม่ให้ฉันกับบ่าวเข้าไป อ้างว่าไฟยังไม่ดับที่แท้ยังขโมยของไม่เสร็จมากกว่า เร็ว...มาช่วยฉันหาเร็วๆเลย”

อทริกาขอตัวอ้างเหนื่อยเพิ่งกลับมา ติโลตตมาตวาดไม่มีหัวคิด ของไม่ใช่สตางค์สองสตางค์จะให้คนอื่นขโมยไปได้อย่างไร สุรคมมองความใจดำของติโลตตมา อรุณวาสีไม่คิดจะเดินตาม สุรคมหันมาจะคุยด้วย เธอปัดว่าไม่อยากฟังอะไร น้องสาวตนเพิ่งเสียไปทั้งคน เขารู้สึกว่าเธอเสียใจจริงๆ เริ่มสงสารและเข้าใจเธอมากขึ้น

ooooooo

ภายในห้องของแสง จันทยอยยกหีบเครื่องประดับสามหีบใหญ่ กลางและเล็กเข้ามา ทั้งสามมีสภาพไหม้ไฟเล็กน้อย แสงยังนอนหลับสนิทอยู่ มีอุรวศีนั่งเสียใจ เธอรอดชีวิตจากกองไฟมาได้เพราะจางวางสมเข้าไปฉุดออกมาตอนที่คานบ้านถล่มลงมา ทำให้ทับแค่ร่างสร้อยและผิน

จันรายงานว่าตนรีบขนออกมาก่อนที่จะมีคนอื่นขโมยไป แต่โฉนดที่ดินนครปฐมไหม้ไฟหมดแล้ว ท่านหญิงหน้าเศร้าเอากุญแจที่เหน็บอยู่กับตัวออกมาไข เห็นของในหีบไม่เสียหาย น้ำตาไหลรินออกมาไม่ขาดสาย หีบใบเล็กเป็นของสร้อย ให้จันติดต่อญาติมารับไป แล้วถามถึงเรื่องศพเป็นอย่างไรบ้าง จันร้องไห้เพราะหนึ่งในสามศพคือผินแม่ของตน

“ยังไม่รู้ศพของใครเป็นใครเลยเพคะ เพราะแต่ละศพไหม้เป็นตอตะโกเหมือนกัน”

“แม่...หญิงน่าจะตายไปพร้อมแม่ จะได้ไม่ต้องเสียใจอย่างนี้” อุรวศีหันไปร้องไห้กับแสงซึ่งหลับอยู่ ว่าตนควรทำอย่างไรต่อไปดี

ทันใดประตูห้องเปิดออก จางวางสม หม่อมสลวยและผ่องเดินเข้ามา บุญทันนั่งรอหน้าประตู อุรวศีตกใจเมื่อเห็นแม่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสองโผกอดกัน ผ่องยกมือท่วมหัว “คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองแท้ๆ เมื่อคืนแม่สลวยไม่ได้ไปค้างที่เรือนปั้นหยา ไม่อย่างนั้นก็คงไม่รอดไปอีกคน”

อุรวศีแปลกใจ หม่อมสลวยลำดับเหตุการณ์ให้ฟัง เมื่อคืนบุญทันชวนไปกินข้าวบอกว่าไม่ได้ทานด้วยกันนานนับเดือน แต่พวกตนก็รู้กาลเทศะเกรงคนจะนินทา เมื่อกินข้าวเสร็จตนมานอนกับผ่องที่เรือน...ผ่องเล่าต่อว่า เดชะบุญที่ตอนมา เจอพ่อก่อนถึงรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นความคงแตก จันแปลกใจความอะไรแตก จางวางสมถอนใจ

“ก็ความเรื่องแม่สลวยยังไม่ตายน่ะสิวะ คืออย่างนี้ตอนนี้พบศพอยู่สามศพ คือศพคุณสร้อย แม่ผินและก็นังรำเพย แต่ยังไม่มีใครรู้ ทุกคนเข้าใจว่าคนที่ตายคือคุณสร้อย แม่สลวยและท่านหญิง” อุรวศีคิดตามตาหมายถึงให้ตนกับแม่สวมรอย “ใช่แล้วกระหม่อม ไม่ต้องให้มันรู้ว่าท่านหญิงรอดมาได้ เดี๋ยวมันจะตามร้างตามผลาญอีก เพียงแค่ประทับอยู่ที่นี่ก็ไม่เหมาะ เพราะคนพลุกพล่านเกินไปเกรงความจะแตกได้ จะให้ประทับที่อื่น ตาก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นที่ไหนดี”

ขณะทุกคนกำลังคิดหนัก เสียงบุญทันดังขึ้นว่า “ใต้เท้ามาได้อย่างไรกันขอรับ เป็นพระเดชพระคุณเหลือเกินขอรับที่ใต้เท้ามา”

ทุกคนในห้องได้ยิน อุรวศีคิดทบทวนว่าบุญทันเรียกใครว่าใต้เท้า แล้วนึกได้ว่าต้องเป็นอนล ก็รู้สึกดีใจระคนกังวลใจกลัวความจะแตก...บุญทันตั้งใจพูดเสียงดังให้ทุกคนรู้ตัว เชิญอนลไปนั่งที่ศาลาข้างล่าง อนล

กล่าวว่าตนมาแสดงความเสียใจเท่านั้นไม่นานก็กลับ อนลแปลกใจท่าทางบุญทัน เอ่ยชมว่าเขาช่างทำใจได้เร็วดูไม่เสียใจ บุญทันนึกได้ทำทีร้องไห้หันหน้าหนี อนลถามหาจางวางสม บุญทันอึกๆอักๆ สักพักจางวางออกมารับไหว้อนลและบอกว่า ตนมีเรื่องต้องสะสางมากมาย ขอบคุณที่แวะมา อนลเสียงเศร้าถามถึงพระศพท่านหญิงจะตั้งวัดไหน

“ศพคุณสร้อยกับแม่สลวยก็คงสวดที่วัดเทพธิดารามนี่ล่ะ ส่วนพระศพท่านหญิงอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์น่าจะตั้งที่วัดมกุฎ แต่หากเป็นที่อื่นฉันจะให้คนไปแจ้งนะ”

อนลรับทราบกล่าวลา เมื่ออนลลงจากเรือน ทั้งจางวางและบุญทันถอนใจเฮือก ไม่ทันไรอนลกลับขึ้นมา ทั้งสองสะดุ้งพร้อมกัน อนลกลับมาเพื่อถามถึงผินกับจันหายไปไหน ปลอดภัยหรือไม่ จางวางรีบบอกว่าผินถูกไฟลวกเจ็บไม่น้อย จันพาไปรักษาตัว อนลรับทราบหน้าเศร้า ลงกลับไป สองพ่อตากับลูกเขยถอนใจอีกเฮือก

ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องแสง บุญทันจะถอยออก อุรวศีเรียกไว้ให้เข้ามาปรึกษาหารือด้วยกัน...จันคิดว่าถ้าท่านหญิงเสกสมรสไปกับสุรคมก็คงมีคนคอยปกป้อง แต่ท่านหญิงกลับบอกว่าจะสร้างความชังให้หม่อมต่วนมากขึ้น เผลอๆจะพากันรับเคราะห์ไปด้วย บุญทันเสนอให้ท่านหญิงไปประทับที่เรือนแพของตน ด้วยเหตุและผล จางวางสมเห็นดีด้วย

ooooooo

สุรคมมาบอกข่าวการสิ้นพระชนม์ของอุรวศีกับเมรา เธอร้องไห้ไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ อธิปโพล่งขึ้นเวลานี้ไม่ใช่เวลาเสียใจ น่าจะนึกถึงทรัพย์สินของอุรวศีก่อน เมราฉุกคิดแม้ไม่ได้อยากได้สมบัติน้องแต่ก็ไม่อยากให้ตกไปเป็นของหม่อมต่วน คนที่ชิงชังทำให้น้องตนต้องตาย

ตกค่ำจันแอบนั่งร้องไห้ที่แม่จากไป อุรวศีได้ยินเข้าปลอบ และบอกว่าการตายของผินเป็นความรับผิดชอบของตน ผินต้องมารับเคราะห์และตนยังใช้ศพผินสวมรอยเป็นแม่อีก เรื่องนี้จะเป็นความผิดในใจตนตลอดไป จันนึกได้ทูลว่าอนลจะไปร่วมงานศพด้วย ตนคงต้องคอยหลบ คิดว่าเขาจะไปงานศพท่านหญิง อุรวศีรู้ใจอนลว่าที่ไม่ไปเพราะยังทำใจไม่ได้เกรงจะร่ำไห้ในงานให้คนสงสัย ...จริงอย่างที่อุรวศีคิด อนลนั่งเสียใจเขียนกลอนรำพันถึงท่านหญิง ก้มหน้าพูดกับกระดาษว่า ประทานอภัยให้ตนด้วย ตนไม่อาจไปงานพระศพได้เพราะคงร้องไห้ทำให้คนสงสัยเอาไปนินทาได้ ทำใจได้เมื่อไหร่ตนจะไป

วันต่อมา คุณหญิงไกรกับดวงแขเดินทางมาเพื่อรับอนลไปปากน้ำโพ และเยี่ยมอาการป่วยของนวม ดวงแขประจบเอาใจด้วยการนำยาบำรุงอย่างดีมามอบให้ เห็นอนลมีท่าทีเซื่องซึมก็พยายามชวนคุยแต่เขานิ่งเฉย ท่านเจ้าคุณอ้างว่าคงคิดถึงบ้านเมื่อต้องจากไปอยู่ที่อื่น

พอเข้ามาในห้อง ดวงแขหงุดหงิดที่อนลมีท่าทีไม่สนใจตนยิ่งกว่าเดิม คุณหญิงไกรปลอบให้อดทนเพื่อให้พ้นคำนินทาว่าเป็นผู้หญิงกินผัว ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามีคนรับใช้ชายคือคล้องและถึกตามไปดูแลอนล ไม่ใช่คนรับใช้หญิง แต่ดวงแขยังหวั่นใจกลัวเขาไปติดพันสาวอื่น ที่ไม่ใช่ตน คุณหญิงต้องยกยอว่าทั้งปากน้ำโพไม่มีใคร สวยเกินลูกสาวตน ดวงแขยิ้มปลื้มมั่นใจขึ้น

งานศพยังไม่เสร็จสิ้น อธิป เมราและสุรคมมาทวงสมบัติของอุรวศี อรชุน ติโลตตมาและอทริกาโกรธมากที่กล้ามาทวงถาม เถียงกันไปมาจนอรุณวาสีอายบ่าวไพร่ทนไม่ไหว

“เมื่อไม่เห็นแก่วิญญาณเสด็จพ่อกับหญิงหลง หญิงกำลังจะไปทำบุญที่วัด ไม่มีผู้ใหญ่ช่วยไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง หญิงจะนิมนต์ท่านเจ้าอาวาสมาให้เอง ให้มันรู้กันไปว่าจะไม่เห็นแก่พระ เห็นแก่คนตายกันบ้าง ถ้าราชสกุลจะเสื่อมเสียก็คงต้องยอม แต่หน้าที่ราชการใครจะเสียหายไปด้วย อันนี้หญิงไม่รับรู้ด้วยนะคะ”

อรชุนกับอธิปชะงักกลัวการงานเสียหาย เมราได้สติเสียงอ่อนลง “พี่ขอโทษจ้ะหญิงเล็ก พี่เพียงแต่อยากจะปกป้องทรัพย์สมบัติของหญิงหลงไว้เท่านั้นเอง”

ติโลตตมากับอรชุนยังขุ่นเคือง ต่อว่าอรุณวาสีอย่าคิดสาวไส้ให้กากิน อทริกาเห็นว่าไม่เกี่ยวกับตนก็เลี่ยงหนีไป ติโลตตมาเดินปึงปังขึ้นข้างบน อธิปกับเมราถอยกลับ สุรคมทึ่งที่เห็นอรุณวาสีกล้าพูดมากขึ้น แต่เธอก็เดินน้ำตาไหลพรากเลี่ยงออกมา สุรคมตามมาชมว่าทำดีมาก ไม่อ่อนแอเหมือนก่อน ท่านหญิงสะกดกลั้นความเสียใจไว้หันมากล่าว

“หญิงทำไปเพราะหญิงหลงต่างหากล่ะคะ หญิงไม่อยากให้วิญญาณน้องต้องมีห่วง แต่หญิงก็ทำได้เท่านี้” สุรคมพูดจี้ใจ ดูเธอรักอุรวศีมาก น้ำตาเธอไหลพราก “น้องทั้งคน หญิงจะไม่รักได้ไงล่ะคะ หญิงเสียใจที่สุดที่เสียน้องไปทั้งที่ยังขัดเคืองไม่ได้ทำความเข้าใจกันเลย”

สุรคมชะงักรู้สึกผิด เพราะที่ต้องมาเสียใจแบบนี้ เป็นความผิดตนด้วยเหมือนกัน

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #12 on: 24 June 2026, 12:47:41 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep12/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 12
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 12

หม่อมต่วนกลับจากวัด รู้เรื่องเมรากับอธิปมาทวงสมบัติของอุรวศีก็ไม่พอใจ แต่ต้องหักใจยอมแบ่งทุกอย่างตามส่วน ติโลตตมาไม่เห็นด้วย หม่อมต่วนเอ็ดอย่าตระหนี่จนหน้ามืด ที่ดินและทรัพย์สินต้องตกเป็นของพี่น้องทุกคน สู้คดีไปก็แพ้จะสู้ให้เปลืองเงินทองไปทำไม

อทริกาแทรกเอาหน้าทันทีว่าตนบอกแล้วจะเอาชนะคะคานกันไปทำไม ที่ดินนครปฐมจะมีราคาสักเท่าไหร่ แบ่งกันไปก็จบ หม่อมต่วนเอือมกับความคิดง่ายๆของลูกคนนี้ ถึงราคาที่ดินไม่เท่าไหร่แต่รายได้ค่าเช่าทุกปีก็ไม่น้อย อทริกาจ๋อยลง

ทันใดทุกคนต่างตกใจเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของแปลกดังลั่นเข้ามา รีบออกไปดูที่หลังตำหนัก พอมาถึงเห็นแปลกนั่งดมยาดมหน้าซีดเซียว บ่าวไพร่มุงดูศพบ่าวชายที่ตกลงมาจากหลังคา สภาพศพน่าสยดสยอง ติโลตตมาตกใจกรีดร้อง อทริกาตั้งสติได้ติงว่าพี่ร้องดังกว่าแปลกอีก

แปลกคลานเข่าเข้ารายงานหม่อมต่วนว่า เสิดขึ้นไปซ่อมหลังคาแล้วพลัดตกลงมาต่อหน้าต่อตาตน สงสัยจะเจอผีท่านหญิงผลัก บ่าวอื่นพากันตกใจ หม่อมต่วนเอ็ดแปลกให้หุบปาก แต่แปลกยังคุมสติไม่อยู่ พล่ามต่อ

“ก็มันเรื่องจริงนี่เจ้าคะหม่อม อ้ายเสิดมันเป็นคนเผากิ่งไม้ทำให้เรือนปั้นหยาไฟไหม้จนท่านหญิงตาย วิญญาณท่านหญิงหลงก็เลยมาแก้แค้น”

หม่อมต่วนโกรธจัดลากแปลกเข้าไปคุยในตำหนัก ขว้างปาข้าวของใส่โทษฐานพูดพล่ามจะให้เรื่องแดงแล้วโดนประหารหรืออย่างไร แปลกนึกได้ตบปากตัวเองหลายทีแต่ยังกลัวตัวสั่น

“จำไว้นะนังแปลก อ้ายเสิดมันตกลงมาคอหักตายเพราะมันเลินเล่อ ไม่เกี่ยวกับผีสางเวรกรรมตามสนองอะไรทั้งนั้น หรือถึงเป็นผีจริงข้าก็ไม่กลัว ตอนเป็นๆ ข้ายังกล้ากำจัดมัน ตายไปแล้วจะกลัวอะไร แน่จริงก็ให้มันมาหลอกข้าเลย” หม่อมต่วนย้ำอย่างไม่กลัว

ooooooo

ในคืนนี้อนลมากราบพระศพอุรวศีด้วยแววตาเศร้าสร้อย นั่งมองโลงอยู่นาน สุรคมกับหม่อมเอื้อนมาถึงเข้าทักทาย อนลขอประทานอภัยที่เพิ่งมาได้วันนี้ หม่อมเอื้อนรีบบอกไม่เป็นไรเพราะไม่ค่อยมีใครมาเท่าไหร่ มามากเพียงวันแรกเท่านั้น

สุรคมเสริมว่าเมราอยากมาแต่วันนี้แพ้ท้องหนัก หม่อมเรี่ยมจึงต้องอยู่ดูแลเพราะอธิปไม่ใส่ใจ หม่อมเอื้อนคันปากอยากนินทา

“ท่านอธิปก็อย่างนี้ล่ะ นี่ถ้าไม่ทรงร่ำรวยเสียอย่างเดียว แม่ยังไม่เห็นประโยชน์อะไรเลย”

สุรคมปรามแม่ อนลรู้สึกสงสารอุรวศีจับใจที่งานศพ เหมือนคนไร้ญาติขาดมิตร พลันอรุณวาสีเดินเข้ามาในงานคนเดียว หม่อมเอื้อนยิ้มแย้มทักทาย ดีใจที่ท่านหญิงมาทุกคืน ตนพอจะมีเพื่อนคุยบ้าง ท่านหญิงออกตัวจะไม่มาได้อย่างไร ในเมื่ออุรวศีเป็นน้องทั้งคน สุรคมมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนเห็นถึงความจริงใจของเธอขึ้นทุกวัน อนลเห็นสายตาสุรคมก็พอจะเข้าใจ

กลับถึงบ้าน อนลนอนไม่หลับแวะมาคุยกับเกื้อ เห็นกำลังจัดชั้นวางหนังสือเพราะนอนไม่หลับเหมือนกัน อนลยอมรับกับอาว่าตนใจหายเมื่อต้องจากไปอยู่ปากน้ำโพ เกื้อตบไหล่เบาๆ

อนลแย้มความรู้สึก “มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกครับอาเกื้อ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นผมบอกใครไม่ได้ บอกได้แต่ว่าตอนนี้ผมมีร่างกาย มีลมหายใจแต่ไม่มีวิญญาณ อยู่ไปวันต่อวันได้ก็เพราะคุณพ่อ คุณแม่เท่านั้นเองครับ”

“อาไม่เคยได้ยินนลพูดอะไรแบบนี้เลย แม้แต่ตอนที่นลติดคุก นลก็ไม่เป็นแบบนี้”

“ติดคุกถึงมันจะน่ากลัวและเสียใจที่ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ผิดหวัง แต่ผมก็ยังรู้ว่าตัวเองเป็นใครกำลังทำอะไรอยู่ และทำไปเพื่ออะไร แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตข้างหน้าของผมจะอยู่ไปทำไม”

แววตาอนลสิ้นหวังจนเกื้อหนักใจไปด้วย อนลย้ำว่าการไปปากน้ำโพตนทำเพื่อหน้าที่ของลูกเท่านั้น เกื้อสงสารรู้ว่าหลานยังไม่พร้อมพูดทั้งหมด อนลขอนั่งเล่นอีกซักพัก เกื้อยินดีจะได้มีเพื่อนทำงาน อนลไปนั่งอยู่มุมห้องด้วยความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างเมื่อไม่มีอุรวศี

ooooooo

ในขณะที่อุรวศีเช็ดตัวให้แสงเพราะมีไข้สูง จันเปิดประตูเข้ามาบอกว่ายังไม่มีใครกลับจากงานศพ ท่านหญิงร้อนใจกับอาการของยายจึงให้จันไปตามหมอ พอจันออกไป แสงค่อยๆลืมตาขึ้นยกมืออันสั่นเทา ท่านหญิงดีใจจับมือยายมาแนบแก้ม แสงพยายามพูดแต่คอตกพับไปก่อน

อุรวศีสะดุ้งตื่นหันมอง เห็นจันกำลังประคองแสงให้ลุกนั่งดื่มน้ำ ก็รู้ตัวว่าฝันไปรีบเข้ามาหา จันบอกว่าแสงเพิ่งรู้สึกตัว ท่านหญิงให้จันไปตามตากับแม่ พอจันออกไป แสงมองท่านหญิงด้วยสายตาห่วงใย เอื้อมมือไปจับใบหน้าหลานน้ำตารื้น

“แม่คุณของยาย ชันษาเท่านี้กลับต้องมาเผชิญกับคนร้ายกาจ พี่ชายที่หวังจะเป็นที่พึ่ง ก็ทรงมาด่วนจากไปเสียอีก ถ้ายายทำได้ยายจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายท่านหญิงได้เลย เสียดายที่ยายช่วยเหลือใครไม่ได้แล้ว”

อุรวศีซึ้งใจแต่ไม่อยากให้พูดแบบนี้ ขอให้ยายหายดีก็พอ แสงส่ายหน้าสายไปแล้ว

“ทูนหัวของยาย เชื่อยายนะลูก รีบหนีไปน่ะถูกต้องแล้ว และอย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าทรงเป็นใคร แม้จะสิ้นหม่อมต่วนแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ความโลภความริษยาทำให้คนทำได้ทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงสายเลือดและบาปกรรม จำคำยายไว้ว่าพระชนม์ชีพของท่านหญิงสำคัญกว่าทุกสิ่ง”

อุรวศีแปลกใจยายรู้ได้อย่างไรเพราะตอนคุยกันยายยังไม่รู้สึกตัว แสงยิ้มเศร้าๆ

ทันใดนั้นอุรวศีสะดุ้งตื่นอีกครั้ง เป็นฝันซ้อนฝัน รีบเข้ามาดูแสงซึ่งนอนนิ่งอยู่ แล้วต้องตกใจเมื่อพบว่าตัวยายเย็นเฉียบ ค่อยๆเอามืออังจมูกปรากฏว่าไม่มีลมหายใจ เธอร้องไห้เสียใจ เพียงไม่กี่วันตนต้องสูญเสียคนที่รักไปมากเหลือเกิน

เช้าตรู่จางวางสมรู้ว่าอุรวศีเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่ร่วมงานศพยาย จึงปลอบว่าทรงได้อยู่จนลมหายใจสุดท้ายของแสงก็ถือว่าทรงทำดีที่สุดแล้ว ท่านหญิงรับคำจะพยายามคิดอย่างนั้น...

ผ่องและจันช่วยหม่อมสลวยขนของลงเรือเพื่อพากันไปอยู่ที่เรือนแพของบุญทัน บุญทันบอกจางวางสมว่าตนให้คนเดินทางล่วงหน้าไปซื้อเรือนแพไว้ให้ท่านหญิงอยู่มิต้องปะปนกับใครให้เสื่อมเกียรติ อุรวศีปลงเสียแล้ว ไม่มีอะไรจะต้องให้กลัวเสื่อมเกียรติอีกต่อไป

ผ่องให้รีบลงเรือจะได้ไปถึงก่อนค่ำ ไม่วายอุรวศีจะมองหาใครบางคนด้วยความหวังลึกๆ แม้จะตัดใจไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน ระหว่างเราเป็นเส้นตรงที่แยกห่างกันออกไปทุกที นับวันมีแต่จะยิ่งห่างกันสุดขอบฟ้า นานไปเขาก็คงลืม ไปมีภรรยามีลูกอย่างผู้ชายทั่วไป

ooooooo

บ่ายวันนั้นพุ่มนัดอทริกาออกมาพบอีกครั้งเพื่อให้ช่วยพาตนเข้าไปอยู่เป็นบ่าวในตำหนัก แต่กลับมีสำอางพ่วงมาด้วยอีกคน ท่านหญิงไม่พอใจที่สำอางมาใกล้ชิดกับพุ่มได้อย่างไร

สำอางน้ำตาปริ่มอ้อนวอนขอความเมตตาให้ตนเข้าไปรับใช้ เพราะตั้งแต่ออกจากวังตนก็ไม่มีที่อยู่ พ่อมีเมียใหม่ ตนเข้ากับแม่เลี้ยงไม่ได้ ท่านหญิงหนักใจว่าแม่จะยอมไหม แต่เพื่อพุ่มจะลองดู

พอหม่อมต่วนฟังความจากอทริกาก็ตวาดแว้ด แม้สำอางจะเคยปรนนิบัติตอนอยู่ในวังแต่ไม่มีความจำเป็นที่ตนจะต้องสิ้นเปลือง ไล่ตะเพิดทุกคนออกไป อทริกากลัวมากลนลานออกไปหน้าตาเฉย พุ่มกับสำอางงงที่โดนทิ้งรีบคลานตามออกไปด้วยความกลัวหม่อมต่วน

อทริกามาบ่นกับติโลตตมา ทำไมหมู่นี้แม่ถึงอารมณ์เสียง่าย น่าจะอารมณ์ดีเพราะหมดเสี้ยนหนามแล้ว ติโลตตมาเองก็ไม่เข้าใจเพราะตัวเองก็เข้าหน้าแม่ไม่ติดเหมือนกัน

“หรือว่าแม่จะมีอะไรในใจที่ไม่ได้บอกพวกเราคะ คงเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว ถึงทำให้แม่เป็นได้ขนาดนี้” อทริกาสงสัย

“อย่างแม่น่ะหรือจะมีเรื่องใหญ่อะไรให้หนักอกหนักใจได้ ถ้ามีจริง เงินทองและอำนาจที่แม่มีก็พร้อมจะทำให้เป็นเรื่องเล็กได้ไม่ยากหรอก”

อทริกาเห็นจริงอย่างที่ติโลตตมาพูด แล้วเพราะอะไรแม่ถึงอารมณ์เสียแบบนี้...ในขณะที่หม่อมต่วนยืนมองภาพวาดเสด็จในกรมด้วยสายตาถมึงทึงเข่นเขี้ยว

“ไม่ใช่ความผิดของหม่อมฉันนะเพคะ ใครใช้ให้หนีไม่ทันเอง ถ้าหนีทันก็คงไม่ต้องตายหรอกเพคะ”

ooooooo

ค่ำวันเดียวกัน บุญทันพาอุรวศี ผ่องและจันมาที่เรือนแพที่นำมาเชื่อมต่อทางเดินถึงกัน เพื่อให้ท่านหญิงอยู่เป็นสัดส่วน ท่านหญิงขอบใจในความรอบคอบของเขา หม่อมสลวยเตือน

“แต่หญิงต้องไม่ลืมนะจ๊ะว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป หญิงต้องเป็นสาวชาวบ้านแล้ว พี่ผ่องกับจันก็เหมือนกันอย่าเผลอพูดราชาศัพท์ต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด”

จันรับคำ แต่ผ่องแย้ง “แค่นั้นพี่ว่ายังไม่พอนะแม่สลวย เพราะท่านหญิงมีสง่าราศีผิดชาวบ้านนัก นั่งอยู่เฉยๆก็รู้ว่าผู้ดี แม้แต่นังจันเองก็หน้าตาดีกว่าผู้หญิงหัวเมืองส่วนมากนัก”

บุญทันเห็นด้วย ให้ผ่องบอกใครๆ ว่าเป็นญาติห่างๆ ของหม่อมสลวยมีหลานมาด้วยสองคน ถ้าใครสงสัยกิริยามารยาทท่านหญิง ก็ให้บอกว่าตาของหลานๆเคยทำงานเป็นมหาดเล็กในวัง ลูกหลานจึงซึมซับการพูดจา ส่วนเรื่องท่านหญิงกับจันหน้าตาไม่เหมือนกัน ผ่องคิดจะบอกว่าเป็นลูกคนละพ่อแต่แม่เดียวกัน

ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน หม่อมสลวยให้ท่านหญิงตั้งชื่อตัวเองใหม่ให้ดูเป็นชาวบ้าน อุรวศีนึกถึงเรื่องท้าวแสนปม เป็นเรื่องของพระชินเสนกับนางอุษา จึงตั้งชื่อตัวเองว่าอุษา...ถึงแม้จะฟังเป็นชาวกรุงแต่ก็เข้ากับหน้าตาท่าทาง หม่อมสลวยเกรงชาวบ้านคงเรียกว่าแม่สา คงไม่ถือกระไร ท่านหญิงขรึมลง

“ไม่หรอกค่ะแม่ หญิงก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว ยังจะถือยศศักดิ์ไปเพื่ออะไรอีกล่ะคะ”

ooooooo

เช้าวันใหม่อนลกำลังจะเดินทางไปปากน้ำโพพร้อมคุณหญิงไกรและดวงแข ถึกกับคล้องขนของลงไปนั่งท้ายเรือ อนลร่ำลาพ่อและแม่ เกื้อใช้ไม้เท้าพยุงกายมาส่ง

คุณหญิงไกรรับรองจะดูแลอนลไม่ให้ตกระกำลำบาก ท่านเจ้าคุณกลับบอกว่าให้ลำบากบ้างก็ได้ อนลเป็นผู้ชาย

เกื้อบอกอนลไม่ต้องห่วงทางบ้านตนจะดูแลพ่อกับแม่ให้ และถ้าว่างจะขึ้นไปเยี่ยม ดวงแขยิ้มแย้มเข้ากราบลาทุกคนอย่างอ่อนช้อย พระยารัชปาลีกับนวมรับไหว้ไม่ปลื้มเหมือนก่อน ดวงแขลงเรือไปนั่งชม้ายตารออนลให้มานั่งข้างๆ เกื้อเห็นท่าทีแอบกระซิบอนล

“อารู้ว่าอนลไม่มีใจให้ แต่น้ำตาลใกล้มดมันอดใจยาก นลพึงระลึกไว้เสมอก็แล้วกัน ว่าการตามใจตัวเองเพียงชั่วครู่จะทำลายชีวิตนลไปทั้งชีวิต”

อนลฉุกคิดมองไปเห็นท่าทีดวงแข จึงเดินเลี่ยงไปลงท้ายเรือนั่งระหว่างกลางถึกและคล้อง ดวงแขมองด้วยความขัดเคือง

บาปกรรมเริ่มตามสนอง หม่อมต่วนเผลอหลับตอนกลางวันไม่วายฝันร้ายบีบคอตัวเองจนหายใจไม่ออก ดิ้นทุรนทุรายถีบข้าวของกระจัดกระจาย แปลกได้ยินเสียงรีบวิ่งเข้ามาปลุก หม่อมต่วนตื่นมาไอโขลกๆ ตั้งสติรู้ว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ก็ทำให้หวาดกลัวไม่น้อย พอเห็นสีหน้าแปลก รู้ว่ามีเรื่องร้อนมาอีก จึงถามอย่างรำคาญว่ามีอะไร

“คือเมื่อเช้าบ่าวไปตลาดมา เจอพวกรับจ้างมันบอกว่าอ้ายโตตายแล้วเจ้าค่ะ”

หม่อมต่วนงงว่าอ้ายโตเป็นใคร แปลกสีหน้าหวาดกลัวบอกว่าอ้ายโตคือนักเลงที่เราจ้างไปฆ่าอ้ายดำ ถูกคู่อริบุกฆ่า ตนกลัวเพราะคนที่ทำงานให้หม่อมทยอยตายติดๆกัน หม่อมต่วนผงะครุ่นคิดมันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเพราะอะไรกันแน่...

เมื่อต้องมาเป็นสาวชาวบ้าน อุรวศีตัดสินใจให้ผ่องตัดผมตนเองสั้นเหมือนชาวบ้านทั่วไป หรือจะต้องทาตัวด้วยเขม่าหม้อดินให้ผิวคล้ำลงก็ยอม จันไม่เห็นด้วยเสียดายผิวงามๆของท่านหญิง ผ่องเสนอให้ใส่เสื้อแขนยาวปกปิดผิวนวลแทน...เย็นวันนั้นอุรวศีขอรับทานมื้อเย็นที่ชานเรือนแพชมธรรมชาติ ระหว่างนั้นเรือที่อนลนั่งมาแล่นผ่าน ท่านหญิงหันหลังออกจึงไม่เห็นกัน

เมื่อมาถึงเรือนหลังเล็กที่เตรียมไว้ให้อนลพัก พระยาไกรยิ้มแย้มต้อนรับ ดวงแขเสนอจะทำอาหารอร่อยๆ มาส่งให้ทุกมื้อ อนลรีบปฏิเสธไม่อยากรบกวน จะให้ถึกกับคล้องเป็นคนทำ ตนเป็นคนกินง่าย ดวงแขหงุดหงิด คุณหญิงไกรเห็นรีบตัดบท ถ้าอนลไม่สบายใจก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าอยากได้อะไรไม่ต้องเกรงใจ อนลไหว้ขอบคุณ ท่านเจ้าคุณหน้าเสียรู้สึกทะแม่งๆ

กลับเข้าเรือนใหญ่ พระยาไกรตำหนิภรรยาที่จัดเรือนเล็กให้อนลอยู่เพราะมีแผนการ คุณหญิงยอมรับทำเพื่อลูก ไม่อยากให้ลูกต้องเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าเป็นผู้หญิงกินผัว ท่านเจ้าคุณเองก็สงสารลูกแต่เห็นสีหน้าอนลแล้ว เขาทำหน้าราวกับโดนลวงมาฆ่า คุณหญิงแย้ง

“ถึงตอนนี้พ่อนลจะดูไม่มีใจ แต่ใครจะรู้ล่ะคะว่าในใจคิดอะไรอยู่ คนเคยเป็นคู่หมั้นกันมา คงมีเยื่อใยกันบ้างล่ะค่ะ ถ้าพ่อนลเกิดมีใจให้แม่ดวงแขขึ้นมาจริงๆ ท่านเจ้าคุณจะไม่เห็นแก่ความสุขของลูกบ้างหรือคะ แม่ดวงแขทุกข์มามากแล้วนะคะ”

ท่านเจ้าคุณถอนใจไม่เห็นทีท่าว่าผู้ชายเขาจะมีใจให้ลูกสาวตนเลยสักนิด

ooooooo

วันต่อมา อนลมานั่งรอบนเรือนพระยาไกรแต่เช้า ท่านเจ้าคุณ คุณหญิงและดวงแขเดินออกมาตำหนิบ่าวไพร่ที่ไม่ไปบอก อนลแก้ตัวแทนว่าตนห้ามไว้เองไม่อยากรบกวน ดวงแขเอ่ยยิ้มๆไม่ต้องเกรงใจ เราไม่ใช่คนอื่นคนไกล อนลสวนทันทีว่า “ครับนับไปเราก็เป็นญาติกันจริงๆ”

ดวงแขหน้าตึงรู้ว่าอนลหมายถึงตนเป็นพี่สะใภ้ พระยาไกรรีบตัดบทชวนอนลไปทำงาน ดวงแขไม่พอใจที่พ่อไม่ให้เวลาตนกับอนลบ้าง คุณหญิงไกรปลอบว่าอย่าคิดมากชวนเข้าครัวเตรียมอาหาร ผู้ชายชอบให้ปรนนิบัติพัดวีทั้งนั้น เราก็หมั่นเอาใจจะไปไหนเสีย

ในขณะที่ผ่องไม่อยากอยู่เฉยๆที่เรือนแพ จึงลงทุนกับจันทำขนมจีนขายชาวบ้านที่พายเรือผ่าน หม่อมสลวยไม่เห็นดีด้วยเกรงมีคนมาเห็นอุรวศีแล้วบอกต่อจนเข้าหูหม่อมต่วน ท่านหญิงกลับชอบชีวิตแบบชาวบ้าน...ผ่านไปหลายชั่วโมงยังไม่มีใครมาอุดหนุน จันเห็นว่าเป็นเพราะชาวบ้านแถวนี้ทำขนมจีนกินกันเองเป็นประจำ แต่อุรวศีคิดว่าถ้าใครได้ชิมฝีมือผ่องจะต้องติดใจและกลับมาซื้อกันอีก

ด้านอนลแปลกใจที่ตำแหน่งอักษรเลขของตนดูใหญ่โตต่างจากในพระนคร ชาวบ้านและพ่อค้าวานิชอยากรู้จักมากมาย ยืนรอพบอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นมีบุญทันอยู่ด้วย ต่างมองกันอึ้งๆ

อนลพาบุญทันเข้ามาคุยในห้องทำงาน เห็นการงานเขาดูมีกำไรดี บุญทันยิ้มแย้มแต่พอถูกถามว่าทำใจกับการตายของหม่อมสลวยได้ไว ตนเสียอีกที่คงทำใจไม่ได้ไปทั้งชีวิต ก็ชะงักลืมเรื่องนี้ไปเลย รีบแก้ตัวว่ายังทำใจไม่ได้จึงต้องหางานทำให้ไม่คิดถึง แล้วเปลี่ยนเรื่องถามทำไมเขาถึงมาเป็นอักษรเลขที่นี่ อนลบอกตามจริงว่าพ่อเกรงจะไม่เจริญในหน้าที่การงานจึงให้ออกมาอยู่หัวเมือง ทันใดมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น อนลเชิญให้เข้ามา

ดวงแขถือปิ่นโตยิ้มแย้มแจ่มใสมาจัดวางให้บุญทันเห็นสีหน้าอนลกระอักกระอ่วนก็พอเข้าใจสถานการณ์ขอตัวแยกออกมา...พอกลับถึงเรือนแพก็เล่าให้หม่อมสลวยฟัง อุรวศีนั่งอยู่ด้วย ใจหายลืมเสียสนิทว่าอนลจะย้ายมาอยู่ปากน้ำโพ เกรงสักวันจะเจอกันหม่อมสลวยคิดตามเห็นว่าน่าจะบอกความจริงอนล เพราะเขาก็ช่วยเหลือพวกเรามาหลายเรื่อง

บุญทันค้าน “คุณอนลน่ะไม่เป็นไร แต่ลูกสาวท่านเจ้าเมืองน่ะไม่แน่ วันนี้ลูกสาวท่านเจ้าเมืองเอาข้าวเที่ยงไปให้คุณอนลถึงที่ทำงานเลยน่ะสิ ท่าทางเอาอกเอาใจกันน่าดู สมกับเป็นคู่หมั้นเก่ากันจริงๆ”

อุรวศีหน้าตึง นึกถึงที่อนลเคยเล่าถึงเรื่องการมั่นหมาย เพิ่งรู้ว่าคือดวงแข หม่อมสลวยชั่งใจถ้าอย่างนั้นไม่ควรบอกอนลเพราะเขาอาจพลั้งปาก เรื่องจะเข้าหูเจ้าเมือง อุรวศีแทรก “อย่าให้รู้เป็นดีว่าหญิงอยู่ที่ไหนอย่างไรหญิงก็เป็นคนตายไปแล้ว ก็ให้ตายจากกันไปเสียเลย”

หม่อมสลวยงงทำไมลูกถึงมีท่าทีโกรธ บุญทันชำเลืองมองนึกสงสัยความสัมพันธ์ของทั้งสองแต่ไม่กล้าปริปากบอกภรรยา

ค่ำคืนนั้น ทั้งอนลและอุรวศีต่างคิดถึงกัน อนลพูดกลอนระบายความเหงาในใจ เป็นบทกลอนนิราศอิเหนา...จะหักอื่นขืนหักก็จักได้ หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ...ด้านอุรวศี แม้จะฉีกจดหมายเพลงยาวของอนลทิ้งแล้ว แต่บทกลอนยังฝังใจให้รำลึกถึง จนนำมาเขียนลงสมุดบันทึก...

มิอาจพบประสบพักตร์ ใช่ว่าจักคิดหักใจ คิดถึงทุกวันไป แม้มิได้อยู่ใกล้กัน ไม่ใกล้ก็เหมือนใกล้ เพราะดวงใจอันผูกพัน เหมือนเห็นกันทุกวัน เราพบกันนั้นด้วยใจ...น้ำตาอุรวศีเอ่อด้วยความน้อยใจที่ไม่ทันไรเขาก็มีหญิงอื่น

ooooooo

นับวันหม่อมต่วนมีอารมณ์โมโหร้ายตลอด ขว้างปาข้าวของใส่แปลกจนลนลานหนี ลูกๆไม่กล้าเข้าหา มีเพียงอรุณวาสีที่นำบัญชีมาให้ตรวจ และเอ่ยปากชวน

“คนที่เช่าที่ดินเราเขาฝากมากราบเรียนแม่ว่าวัดที่แม่เคยไปเป็นลม สร้างโบสถ์ใหม่เสร็จแล้วจะมีการทำบุญ เผื่อแม่อยากจะไปร่วมทำบุญ”

ติโลตตมาติงวัดเล็กๆจะไปทำไม คงอยากจะได้เงินก็ไม่บอกตรงๆ...แปลกกล่าวตะกุกตะกักไปทำบุญก็ดีเผื่อบุญกุศลจะทำให้สิ่งไม่ดีไปพ้นๆจากตัว ติโลตตมาแหวใส่ สิ่งไม่ดีคือตัวแปลกนั่นแหละ แต่หม่อมต่วนกลับเห็นด้วยกับแปลก

วันต่อมา หม่อมต่วนบังคับให้ติโลตตมามาวัดด้วยกัน เพื่อสะสมบุญให้ได้เกิดมาสบายกว่าปัจจุบัน แต่ ติโลตตมากลับทำหน้าไม่ชอบใจ ไม่ขอเข้าไปในโบสถ์ด้วยขอรอข้างนอก แปลกจำต้องอยู่เป็นเพื่อน...หม่อมต่วนเดินขึ้นบันไดโบสถ์ลำพัง พอจะถึงบันไดขั้นสุดท้าย หม่อมพิณก้าวออกมาจากในโบสถ์ ต่างฝ่ายต่างตกตะลึง หม่อมต่วนตกใจผงะถอย ก้าวพลาดหงายหลังตกบันไดโบสถ์ลงมานอนแน่นิ่งหัวแตกหมดสติ ทั้งติโลตตมาและแปลกตกใจวิ่งกลับมาดู

บ่ายวันนั้น อรชุนรีบกลับจากทำงานมาดูอาการหม่อมต่วนที่ตำหนัก หมอกำลังรักษา ติโลตตมาออกตัวอย่ามาโทษตน ตนทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ทันไรหมอออกมาบอกอาการว่าหม่อมต่วนหัวแตกและมีแผลฟกช้ำหลายแห่ง แต่ที่หนักคือขาหัก ตอนนี้ดามขาไว้แล้ว ทันใดเสียงกรีดร้องโวยวายของหม่อมต่วนดังขึ้น ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปดูในห้อง

หม่อมต่วนดิ้นพลาดๆโวยวายเหมือนคนไร้สติ “ไป อย่ามายุ่งกับกู ไป...กูไม่กลัวมึงหรอก ไป ไปให้พ้น”

แปลกพยายามจับไม่ให้ดิ้น เกรงกระเทือนขาที่หัก อรชุนกับอรุณวาสีเข้าไปช่วยประคองพยายามบอกว่าขาหักต้องอยู่เฉยๆ หม่อมต่วนเห็นอรุณวาสีเป็นอุรวศีจึงผลักเต็มแรงล้มลง

“นังหญิงหลงแกจะทำอะไรฉัน คิดจะฆ่าฉันแก้แค้นเหรอ ชายใหญ่ช่วยแม่ด้วยชายใหญ่”

อทริกากลัวคิดว่าผีอุรวศีมาหลอกแม่ ติโลตตมาเอ็ดผีไม่มากลางวัน หม่อมต่วนหันมองชี้หน้าสองท่านหญิงตวาดแผดเสียงลั่นก่อนจะล้มลงสิ้นสติ “อีคุณสร้อย พวกมึงคิดจะรุมกูกันรึ...อีพิณ กูไม่กลัวมึงหรอก ไป ออกไปจากห้องกู...”

แปลกร้องลั่นว่าผีเข้า ทุกคนตกใจลังเลกับคำพูดของแปลก อรชุนไม่เชื่อเข้าไปดูแม่ คนอื่นยืนตัวสั่นหวาดกลัว

ในขณะเดียวกัน หม่อมพิณซึ่งปัจจุบันแต่งงานอยู่กินกับหลวงวิจักษ์ กลับมาเล่าให้สามีฟังด้วยท่าทางยังหวาดกลัวหม่อมต่วน ทั้งที่เหตุการณ์ร้ายผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว หลวงวิจักษ์ปลอบให้ใจเย็น หม่อมต่วนยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใครอยู่ที่ไหน จะหาตัวกันก็คงไม่ง่าย หม่อมพิณร่ำไห้ สู้อุตส่าห์หนีมาและเปลี่ยนชื่อไม่ให้ใครจำได้ คิดว่าบั้นปลายชีวิตจะเป็นสุขยังเวียนมาเจออีก

หม่อมพิณคิดถึงอดีตตอนที่ตนโดนเฆี่ยนจนสลบคาหวายและเอาตัวใส่หีบไปถ่วงน้ำ แปลก ดำและลือลืมเอาแม่กุญแจลงเรือมาด้วยจึงไม่ได้ใส่กุญแจ ทำให้หีบเปิดออกจนตนลอยขึ้นมาเหนือน้ำได้ หลวงวิจักษ์ซึ่งตอนนั้นกินตำแหน่งหมื่นอยู่ เป็นคนช่วยไว้

หลวงวิจักษ์ปลอบใจอย่าตีตนไปก่อนไข้ แต่หม่อมพิณอดหวั่นใจไม่ได้ตอนนั้นตนไม่กล้าแจ้งความเพราะเกรงจะเดือดร้อนไปถึงพ่อแม่ คุณหลวงดึงเข้ามากอดย้ำว่า แม้ตำแหน่งตนจะไม่ใหญ่โตแต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธอและลูกได้

ooooooo

หนึ่งเดือนผ่านไป อุรวศีได้รับจดหมายจากจางวางสม ว่าท่านหญิงสิ้นชีพิตักษัย หลวงท่านก็งดเบี้ยหวัด ถึงงดตนก็อยู่ได้ แต่ที่หลวงแทงบาญชีว่าหม่อมเจ้าหญิงสูญพระชนม์ไปแล้ว ตนเกรงจะสูญพระเกียรติแลพระยศไปด้วย ต้องอยู่เป็นไพร่ตลอดไป ตนเป็นห่วง

หม่อมสลวยฟังท่านหญิงอ่านจดหมาย แล้วคิดเห็นตามที่จางวางสมบอก อุรวศีอ่านจดหมายต่ออีกช่วง “หากทรงห่วงถึงพระยศก็รีบเสด็จกลับมาแจ้งหลวงเสียใหม่ว่ามิได้สิ้นชีพิตักษัย ชักช้าไปจะมิทันกาล หวังว่าจะตอบให้พ่อคลายวิตก...”

หม่อมสลวยอยากให้กลับไป แต่อุรวศีคิดว่าถ้าหม่อมต่วนหายป่วยขึ้นมา ตนต้องผจญเวรกรรมอีก หม่อมสลวยไม่ขัดใจ “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่หญิงเถิดจ้ะ หญิงได้พระสติปัญญาของเสด็จพ่อมา ต้องคิดอ่านรอบคอบกว่าแม่อยู่แล้ว”

ทั้งสองเดินมาที่เรือนแพเล็ก เห็นคนมากินขนมจีนมากมาย บางคนขึ้นมานั่งกินบนแพ บางคนกินอยู่ในเรือของตัวเอง อุรวศีดีใจเพราะคิดไว้แล้วว่าฝีมือป้าผ่องใครกินต้องติดใจ ท่านหญิงเข้าไปช่วยเช็ดใบตองเพื่อทำกระทงเพิ่ม หม่อมสลวยท้วงไม่ควรทำงานพวกนี้

“น้าพูดเหมือนป้าเลยนะจ๊ะ ให้ฉันทำเถิดจ้ะ อยู่แต่ในห้องเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”

อุรวศีเรียกหม่อมสลวยว่าน้าเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เพื่อให้ใครๆเข้าใจว่าเป็นหลานมาอาศัยอยู่ด้วย พลันมีหญิงวัยกลางคนพายเรือมาทักทาย

“อุ๊ย วันนี้โชคดีจริงๆเลยได้เจอแม่อุษา แหม ป้าล่ะชอบแม่อุษาจริงจิ๊ง สวยต้องตาต้องใจเหลือเกิน คนบางกอกเขาสวยอย่างนี้นี่เอง”

อุรวศียิ้มขอบใจ จันเอากระทงขนมจีนส่งให้ป้าแล้วขอให้รีบพายเรือออกไปคนอื่นจะได้เข้ามา ท่านหญิงยิ้มขำๆ หันมาบอกหม่อมสลวย

“น้าเห็นไหมจ๊ะ มีแต่คนคอยกันท่าคนอื่นให้ฉันตลอด อันที่จริงวันๆฉันก็ไม่ค่อยได้พูดกับใครอยู่แล้ว น้าไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ”

หม่อมสลวยไม่เห็นด้วยแต่ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่อยากให้ลูกต้องเสื่อมเสียเกียรติ...

ooooooo

แม้อนลจะพยายามเลี่ยงไม่ใกล้ชิดกับดวงแข แต่คุณหญิงไกรก็พยายามช่วยลูกสาว วันนี้เป็นวันหยุด อนลทานข้าวฝีมือคล้องที่เป็นไข่ต้ม ไข่เจียวแทบทุกวัน แต่เขาก็ไม่ปริปากบ่น

ขณะนั้นเอง คุณหญิงไกรกับดวงแขพาคนรับใช้สองสามคนเข้ามาทำความสะอาดเรือนของเขา อ้างว่าบ่าวชายของเขาทำไม่สะอาด อนลรีบรวบช้อนส้อมตัดสินใจจะไม่เกรงใจอีกต่อไป ยกมือไหว้ดวงแขขอบพระคุณคุณพี่ เรือนของตนมีแต่ผู้ชายไม่ควรให้สาวใช้ผู้หญิงเข้ามามันไม่งาม

“พี่อนลเรียกดวงแขว่าอะไรนะคะ แล้วทำไมต้องยกมือไหว้ดวงแขด้วย”

“อ้าว ก็คุณพี่เข้าพิธีวิวาห์กับพี่ชายของผมแล้ว ถือว่าเป็นพี่สะใภ้ ผมยกมือไหว้ก็ถูกต้องแล้วนี่ครับ” อนลกล่าวหน้าตาย ถึกกับคล้องแอบหัวเราะคิกคัก

ดวงแขกับคุณหญิงไกรหน้าเสียโดนอนลเตือนความจำทั้งเจ็บและอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เป็นการด่ากลายๆ ว่าเป็นพี่สะใภ้แต่ทำตัวไม่งาม พากันกลับเรือนใหญ่แทบไม่ทัน...

มาถึงดวงแขกรีดร้องดังลั่นด้วยความเจ็บใจไม่เคยมีใครหยามตนขนาดนี้ คุณหญิงไกรอายจนขอลามือไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีก แต่ดวงแขไม่ยอมประกาศกร้าวจะทำให้อนลมาคุกเข่ากราบพ่อกับแม่เพื่อสู่ขอตนให้จงได้ คุณหญิงเตือนอย่าเอาชนะคะคานกันเลย ถึงแต่งกันไปก็ไม่มีความสุข

“จะสุขหรือทุกข์ลูกไม่สนแล้วล่ะค่ะ รู้แต่ว่าลูกต้องเอาชนะให้ได้ ถ้าไม่สางแค้นครั้งนี้ ลูกคงไม่มีวันนอนตาหลับ” แววตาดวงแขเต็มไปด้วยความแค้น...

ความแค้นไม่เคยทำให้ใครมีความสุข แต่หม่อมต่วนก็ยังเพิ่มพูนความแค้นให้ตัวเอง เมื่อสุรคมรู้ว่าหม่อมป่วยก็แวะมาเยี่ยม กลับโดนเหน็บแนมมาดูว่าตายหรือยัง จึงระอาขอลากลับ ไม่วายหม่อมประชด

“เห็นไหมหญิงเล็ก มาไม่ทันไรพอเห็นฉันยังไม่ตายก็จะกลับเสียแล้ว”

ด้วยความโกรธ หม่อมต่วนลืมตัวลุกขึ้นไล่ ทำให้ขาที่หักเจ็บแปลบจนทรุดลง แปลกเข้าประคองก็โดนผลักกระเด็น...

อรุณวาสีเดินออกมาส่งสุรคม สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ

“หญิงต้องขอประทานอภัยเจ้าพี่ด้วยนะคะ แม่ล้มเจ็บคราวนี้ฉุนเฉียวขึ้นมาก นี่ถือว่าดีขึ้นแล้วนะคะ ตอนวันแรกๆ แม่เพ้อเห็นคนที่ตายไปแล้วด้วย หญิงใจคอไม่ดีเลยค่ะ”

สุรคมไม่ถือสา ถ้าถือคงไม่มาเยี่ยม แล้วถามถึงติโลตตมาและอทริกาไม่ช่วยดูแลหม่อมต่วนบ้างหรือ อรุณวาสีอึกอักไม่อยากประจานพี่ตัวเอง อ้างว่าตอนเสด็จป้าประชวร พี่ๆดูแลท่าน คราวนี้จึงเป็นหน้าที่ตน สุรคมมองเธอด้วยสายตาเห็นใจที่ต้องรับภาระคนเดียว เริ่มประทับใจในตัวเธอมากขึ้นที่เธอมีจิตใจดี ไม่พูดเอาดีเข้าตัวเอาความชั่วของพี่ๆมาประจาน

สุรคมกลับมาเล่าให้หม่อมเอื้อนฟัง หม่อมฟังแล้วรู้สึกสงสารอรุณวาสี จึงเลียบเคียงถามลูกไม่คิดจะยกขันหมากไปสู่ขอท่านหญิงหรือ สุรคมอึกอัก ใจตัวรักอุรวศีแต่ก็สงสารอรุณวาสี

“แม่ยอมรับนะชายว่าที่มันวุ่นวายมาถึงประเดี๋ยวนี้ ก็เพราะความโลภของแม่เอง หากทำได้แม่ก็อยากแก้ไขให้มันถูกต้องเสียที”

หม่อมเอื้อนได้แต่หวังว่าลูกชายจะโอนอ่อนผ่อนตาม

ooooooo

วันนี้ถึกกับคล้องได้กินขนมจีนฝีมือผ่องแล้วติดใจซื้อกลับมาฝากอนล แถมคุยให้ฟังว่าแม่ค้าหน้าตาสะสวย อนลเตือนเราเป็นคนต่างถิ่นอย่าทำตัวรุ่มร่ามจะโดนคมแฝกง่ายๆ พออนลได้ทานก็รู้สึกว่ารสชาติเหมือนที่กินบ้านจางวางสม อยากเห็นหน้าคนทำขึ้นมาทันที

ขณะเดียวกัน ผ่องเห็นว่าผักบุ้งเหลือน้อยจึงให้จันพายเรือไปเก็บผักบุ้ง อุรวศีได้ยินเบื่อกับการอยู่แต่ในห้องจึงแอบไปลงเรือรอ จันมาถึงตกใจจะห้ามแต่ขัดพระประสงค์ไม่ได้ ท่านหญิงมีผ้าคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าไว้ จันพายเรือไปบ่นไป ถ้าผ่องรู้คงเล่นงานตนตายแน่

ท่านหญิงบ่นว่าตนอยู่ที่นี่มาเดือนเศษไม่เคยไปพ้นเรือนแพเลยแค่ออกมานอกห้องก็โดนห้าม สีหน้าท่านหญิงเบิกบานจนจันเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ไม่เคยเห็นท่านหญิงแย้มสรวลมานานเต็มที

ทั้งสองเก็บผักบุ้งได้เต็มกระบุง ท่านหญิงเปรยออกมาว่า “ถ้าไม่นับเรื่องหม่อมต่วน ฉันก็มีความสุขกายสุขใจตามอย่างคนเกิดในรั้วในวัง แต่...ฉันไม่เคยรู้เลยว่าโลกจะกว้างใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวฉันเป็นสิ่งใหม่นะจัน เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน และก็ไม่คิดด้วยว่ามันจะทำให้ฉันสุขใจได้อย่างนี้”

“หม่อมฉันพอจะเข้าใจแล้วเพคะ ถ้าท่านหญิงโปรด เอาไว้หม่อมฉันไปทำธุระข้างนอกอีกเมื่อไหร่ หม่อมฉันจะรีบทูลบอกนะเพคะ แต่ท่านหญิงอย่าให้แม่นายกับคุณป้ารู้เรื่องเชียวนะเพคะ หม่อมฉันกลัว”

ท่านหญิงบอกจันว่าจะไม่ให้ใครรู้แน่เพราะตนเป็นถึงหม่อมเจ้าหญิงยังกลัวแม่กลัวป้าเลย...ทั้งสองหัวเราะอย่างมีความสุข ขณะนั้นเอง เรือของอนลที่คล้องกับถึกพายมาด้วยความเร็ว เลี้ยวหัวคลองออกมาไม่ทันเห็นเรือจัน จึงชนกันเข้าอย่างจังเรือคว่ำ ทั้งอุรวศีและจันตกน้ำ เรืออนลใหญ่กว่าจึงไม่เป็นอะไร

จันโผล่ขึ้นเหนือน้ำตกใจมากร้องเรียกท่านหญิงๆ แล้วดำลงไปหาอีกครั้ง อนลรีบกระโดดลงไปช่วยงมจุดที่เห็นคนจมหาย คล้องถีบถึกลงไปช่วยอีกแรง

คล้องตกลงไปในน้ำก็ว่ายไปหงายเรือของจันขึ้น จันโผล่ขึ้นมาโผไปเกาะกราบเรือไว้ อึดใจนึง อนลกอด อุรวศีโผล่ขึ้นมา ใบหน้าทั้งสองชิดใกล้กันมากจนปากจมูกอนลถูกแก้มท่านหญิงอย่างไม่ตั้งใจ ท่านหญิงรู้สึกองค์ลืมตามองพอเห็นว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดอนลก็ตกใจผละออก ดึงผ้าขึ้นคลุมใบหน้า แต่อนลดีใจมากเอ่ยเรียก...ฝ่าบาท

จันเห็นเพียงแผ่นหลังผู้ชายประคองอุรวศีก็โถมเข้าผลักเขาออก หลุดปากอย่างลืมตัว “อ้ายไพร่ไปห่างๆ ไปให้พ้น อย่ามาโดนองค์...”

อุรวศีปรามจันให้หยุด อนลเห็นหน้าจันก็เรียกชื่อ ท่านหญิงรีบปฏิเสธว่าเขาจำคนผิด ญาติตนชื่อผิว จันรีบว่ายน้ำให้อุรวศีเกาะหลังกลับไปที่เรือ คล้องช่วยจับเรือให้ทั้งสองขึ้น จากนั้นจันก็รีบพายเรือกลับไปด้วยความร้อนใจ อนลตั้งสติได้ ให้ถึกกับคล้องพายเรือตาม ถึกบอกอนลว่านั่นคือแม่ค้าขนมจีน แต่อีกคนงามมากตนเพิ่งเคยเห็น

เมื่อจันกับอุรวศีกลับถึงเรือนแพ ก็รีบบอกผ่องว่าเกิดเรื่องใหญ่ เจอลูกชายเจ้าคุณรัชปาลี เขาจำพวกตนได้ ผ่องตกใจให้ท่านหญิงเข้าไปอยู่ในห้อง พอคล้อยหลังอนลก็มาถึงเขาไม่เคยเห็นหน้าผ่องชัดๆมาก่อน

จึงแนะนำตัวเองกับผ่องว่าตนเป็นอักษรเลขจังหวัด ขอเข้าเฝ้าท่านหญิง

ผ่องปั้นยิ้มกลบเกลื่อนทำนองไม่เข้าใจ ตนอยู่เรือนแพกับหลานสาวสองคนชื่ออุษากับผิว อนลคาใจแต่ไม่อยากหักหาญบุกเข้าไป พอดีมองไปเห็นว่าแพนี้ต่อเชื่อมกับแพของบุญทัน จึงลากลับแล้วเดินไปทางเชื่อมนั้นทันที ผ่องตกใจวิ่งตามห้าม ถึกกับคล้องงงว่าเจ้านายตัวเองเป็นอะไร

หม่อมสลวยกับบุญทันกำลังตั้งสำรับ ยิ้มแย้มมีความสุข ทันใดเห็นอนลเดินลิ่วมา หม่อมสลวยตกใจรีบหลบ อนลเห็นหลังไวๆก็จำได้ บุญทันปรี่เข้าต้อนรับ อนลถามทันทีว่านั่นหม่อมสลวยใช่ไหม บุญทันหน้าซีดเหงื่อแตกปฏิเสธพัลวัน แม้อนลจะร้อนใจก็ไม่ผลีผลามกลับขอร้อง

“ได้โปรดเถิด เถ้าแก่คงไม่ทราบว่าผมทนทุกข์ทรมานมานานแค่ไหน ตั้งแต่ได้ข่าวท่านหญิงสิ้นชีพิตักษัย ผมไม่เหลือความหวังใดๆอีก อยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีห่วงคือคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นเอง...แต่วันนี้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่”

ผ่องตามมาทันพูดขัดขึ้นว่า คนคนนี้เข้าใจผิดว่าหลานตนเป็นท่านหญิง ตนบอกไม่ใช่ก็ไม่เชื่อมาถามบุญทันอีก บุญทันเออออรับมุกช่วยปฏิเสธ แต่อนลไม่เชื่อขอเห็นหน้าหลานสาวอีกสักครั้งเพื่อขอโทษ

บุญทันตัดบทไม่ต้องขอโทษเพราะมีคนทักผิดบ่อยจนชิน ผ่องเสริมว่าหลานตนมีคู่หมั้นแล้ว จะออกมาพบหน้าผู้ชายอื่นมันไม่งาม อนลแกล้งถาม

“แล้วแม่จัน บ่าวของท่านหญิงล่ะครับ มาอยู่ที่นี่ด้วยหรือ”

“ก็บอกแล้วอย่างไรเจ้าคะว่าไม่ได้ชื่อจัน ชื่อผิวเจ้าค่ะ” ผ่องก้มหน้าก้มตาแก้ตัว

อนลดักคอนี่คงหน้าเหมือนจนทักผิดอีกคนกระมัง ทั้งผ่องและบุญทันยิ้มแหยๆ พยักหน้าหงึกๆ

...เมื่ออนลยอมกลับไป อุรวศีกังวลใจว่าอนลไม่เชื่อแน่ ต้องกลับมาอีก จันเสนอให้บอกความจริงอนล แต่ท่านหญิงยังน้อยใจเรื่องดวงแข ปฏิเสธเสียงกร้าวไม่ให้บอก

ด้านอนลมั่นใจว่าต้องใช่อุรวศี ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทรงปิดบัง ตนจะไม่มีวันยอมถอยในขณะที่ถึกกับคล้องแปลกใจว่าทำไมอนลถึงตามแม่ค้าขนมจีนไปถึงเรือนแพ พอดีคนรับใช้เรือนใหญ่นำกระจาดมะม่วงมาให้ ได้ยินถึกกับคล้องคุยกันเรื่องอนล ก็ตั้งใจฟังเก็บข้อมูลนำมารายงานดวงแขกับคุณหญิง

ดวงแขเจ็บใจมากที่อนลใฝ่ต่ำไปหลงใหลแม่ค้าที่ต่ำศักดิ์กับตนมาก คุณหญิงปลอบประโลมลูกสาว

“ใจเย็นก่อนเถิดแม่ดวงแข แม่ว่าเรื่องนี้พิกลอยู่ กิริยาท่าทางพ่ออนลไม่ใช่คนเจ้าชู้ เรื่องที่จะหลงแม่ค้าจนตามไปถึงเรือนนั้น แม่ว่าเหลือเชื่อ”

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ลูกจะไปดูหน้าอีนังนั่นเองค่ะ อยากรู้นักว่ามันจะสะสวยสักแค่ไหน”

“แม่ดวงแขเป็นลูกผู้ดีมีสกุลจะตากหน้าไปได้อย่างไร ใครรู้เข้ามิอับอายแย่หรือลูก”

“โอ๊ย! ก็เพราะกลัวอับอายอยู่นี่ล่ะค่ะ อีพวกแม่ค้าหน้าตลาดถึงมาคว้าพี่อนลไปได้”

ดวงแขสะบัดหน้าเดินหนีไม่ฟังคำแม่อีก คุณหญิงหนักใจไม่สามารถห้ามปรามลูกได้

เย็นวันนั้นขณะที่อุรวศีกำลังเก็บผ้าที่ตากไว้หลังเรือนแพ เห็นอนลพายเรือมาจ้องมองตามลำพังก็รีบหลบ แต่พอค่อยๆโผล่ออกมากลับเห็นเขาจอดเรือส่งยิ้มให้ ท่านหญิงสะดุ้งรีบดึงผ้าคลุมหน้า ทำให้อนลมั่นใจว่าใช่อุรวศีแน่

หลังจากนั้นอุรวศีรีบมาที่เรือนแพบุญทันเพื่อเล่าเรื่องอนลให้แม่ฟัง บุญทันแอบขำเพราะคิดในใจไว้แล้วว่าอนลกับท่านหญิงมีบางอย่างต่อกัน

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #13 on: 24 June 2026, 12:51:05 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep13/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 13
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 13

ในขณะที่หม่อมสลวยหวั่นใจว่าอนลจะนำความเดือดร้อนมาให้ อุรวศีกลับบอกว่าเขาไม่มีอันตรายกับตน ที่เขามาวุ่นวายเพราะสงสัยใคร่รู้เท่านั้น เราหลบไม่สนใจสักพักคงเลิกราไปเอง แต่หม่อมสลวยกลัวเรื่องถึงหูหม่อมต่วน บุญทันยิ้มๆรู้แก่ใจ ปลอบภรรยา

“คุณอนลรู้ว่าหม่อมต่วนเป็นภัยต่อท่านหญิง อย่างไรก็คงไม่ให้หม่อมต่วนรู้เรื่องนี้หรอก แม่สลวยวางใจเถอะ อย่าเก็บเรื่องนี้มากังวลอีกเลย”

“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องอยู่เฉยๆสินะ แหม พ่ออนลนี่ก็เหลือเกิน ถ้าไม่รู้ว่าเคยหมั้นหมายกับลูกสาวท่านเจ้าเมืองและกำลังจะกลับไปคืนดีกัน ฉันคงคิดว่าต้องแอบมาชอบพอหญิงหลงแน่ๆ”

ท่านหญิงผงะเล็กน้อยพยายามเก็บความรู้สึก บุญทันอมยิ้มที่ภรรยาไม่ได้เฉลียวใจ...

ช่วงหัวค่ำ นวมยังคงฝันเห็นอนึกสีหน้าเศร้าหมอง ยืนนิ่งไม่เข้ามาใกล้ นวมจึงลุกไปหาแต่เขาก็ถอยห่างจนนวมร้องถามว่าโกรธแม่หรือ เขาหันกลับมาบอกว่า

“ผมจะกล้าโกรธคุณแม่ได้อย่างไรครับ เพียงแต่ผมทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียใจ ไม่มีหน้ากลับไปหาคุณแม่อีกแล้ว” นวมขอให้อนึกกลับมา เขาก้มกราบน้ำตาไหล “ขอบพระคุณครับคุณแม่ แต่ผมคงกลับมาอยู่กับคุณแม่ไม่ได้ ผมต้องอยู่ในที่ที่ผมควรอยู่เท่านั้นครับ”

“อย่างนั้นแม่จะไปอยู่กับลูกเองพ่อใหญ่” นวมน้ำตาไหล

“คุณแม่ยังไปไม่ได้ครับ ต้องรอก่อน เมื่อถึงเวลาผมจะมารับคุณแม่ไปอยู่ด้วยกันนะครับ อีกไม่นานหรอกครับแม่” อนึกน้ำตาไหลรินก่อนจะหันหลังเดินจากไป

นวมร้องเรียกอนึก สะดุ้งตื่นเพราะพระยารัชปาลี ปลุก เธอร่ำไห้บอกว่าลูกมาหา อีกไม่นานลูกจะมารับตนไปอยู่ด้วย ท่านเจ้าคุณใจหายวาบ สวมกอดภรรยาด้วยความรัก

เช้าวันใหม่ ขณะที่เกื้อมาช่วยทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้แทนอนล พระยารัชปาลีเปรยเรื่องความฝันของนวมด้วยความไม่สบายใจ เกื้อคิดว่าไม่มีอะไร นวมคงคิดถึงลูกมาก ถือโอกาสเตือนพี่ชาย การที่เขาหงุดหงิดทุกครั้งที่พูดถึงอนึก เพราะยึดติดเช่นกัน

“พ่อใหญ่ตายไปแล้วจะรับรู้ถึงความทุกข์ของคุณพี่ได้หรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่คุณพี่ย่อมรู้ถึงความทุกข์ของตัวเอง และทางเดียวที่จะหลุดพ้นก็คืออโหสิ อโหสิให้ตัวเองและอโหสิให้ลูก”

พระยารัชปาลีถูกจี้ใจดำพาลบ่นว่าเกื้อกลายเป็นคนพูดมากตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็คิดตาม...

ที่เรือนแพมีคนมากินขนมจีนคึกคักแต่เช้า ดวงแขให้คนรับใช้พายเรือพามาจอดดูหน้าแม่ค้า เห็นจันคอยส่งกระทงขนมจีนให้ลูกค้า ก็จ้องเขม็งราวจะกินเลือดกินเนื้อ จันถามอยากรับน้ำพริกหรือน้ำยา เธอกลับสะบัดหน้าสั่งคนรับใช้พายเรือกลับ จันงงทำไมมาจ้องหน้าแล้วไป

น้ำยาหม้อสุดท้ายถูกยกออกมาวาง อุรวศีช่วยเช็ดกระทงไว้ใส่ขนมจีน ผ่องยิ้มปลื้มที่วันนี้ขายดี ขณะนั้นเองมีชายร่างใหญ่สองสามคนจอดเรือเทียบแล้วขึ้นมาบนเรือนแพ ทำลายข้าวของทั้งหม้อขนมจีน เก้าอี้และของอื่นๆ ท่ามกลางความตกใจของทุกคน จันจะไปตามบุญทันแต่ถูกลากกลับมาผลักล้มลง อุรวศีจะเข้าไปช่วย ก็พอดีมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ทุกคนตกใจมอง เห็นอนลเป็นคนยิงปืนขึ้นฟ้า ท่านหญิงดีใจ พวกบุกรุกกลัวลานกระโดดกลับไปที่เรือ บางคนตกน้ำว่ายหนี...อนลหันมาสบตาอุรวศีนิ่ง ผ่องได้สติรีบบอกให้อุษากลับเข้าห้อง อุรวศีก้มหน้าเดินเข้าไปข้างใน อนลได้แต่ชะเง้อมองด้วยความคิดถึง

บุญทันสั่งลูกน้องตามไปดูว่าใครเป็นคนทำ ก่อนจะมาขอโทษอนลที่ปล่อยให้รอ อนลไม่ว่าอะไร จัดการธุระก่อนเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว บุญทันเสียดายที่ไม่เห็นหน้าคนร้าย เพราะคนทั้งปากน้ำโพไม่มีใครที่ตนไม่รู้จัก อนลถามผ่องเคยบาดหมางกับใครหรือไม่ บุญทันแก้ตัวแทนว่าไม่มี วันๆเอาแต่ขายขนมจีน หรืออาจจะเป็นพวกแม่ค้าที่อิจฉา จะให้ลูกน้องไปสอบถามดู

อนลกลับจะลงเรือ พยายามมองไปที่เรือนแพเล็ก เห็นอุรวศียืนคิดอะไรอยู่ก็ดีใจรีบเข้าไปหา ท่านหญิงรู้สึกตัวเห็นอนลจะเดินหนีเข้าห้อง แต่เขามาขวางทาง

“ฝ่าบาท...เอ่อ แม่อุษา แม่อุษาใช่ไหม ฉันจำได้ว่าป้าผ่อง เรียกอย่างนี้”

“ค่ะ คุณมีอะไรคะ”

“เอ่อ คือ ฉันเป็นห่วงแม่อุษาน่ะ...เมื่อครู่แม่อุษาตกใจไหม”

ท่านหญิงแอบดีใจแต่ต้องเก็บอาการกล่าวขอบคุณที่ช่วยพวกตน อนลยิ้มรับคำขอบคุณก่อนจะถามถึงผ่องและผิว ท่านหญิงบอกว่าทั้งสองกำลังให้ปากคำตำรวจ อนลมองด้วยสายตารักและห่วงใยไม่ละสายตา ทำให้อุรวศีทั้งเขินทั้งกลัวจะใจอ่อนปั้นหน้าดุสายตาไม่พอใจ

อนลรวบรวมความกล้า “อย่ามองฉันแบบนั้นเลย ถ้าแม่อุษาจะไปจริงฉันก็ไม่กล้าขวางทางหรอก เพียงแต่ฉันอยากคุยอยากเห็นหน้าแม่อุษาให้นานกว่านี้ก็เท่านั้น แม่อุษาคงไม่รู้หรอกว่า การที่ฉันได้เจอแม่อุษาอีกครั้งก็เหมือนหนึ่งต้นไม้ที่เหี่ยวแห้งเจียนตาย แล้วพลันได้รับน้ำฝนอย่างไม่คาดฝัน จนกลับมามีชีวิตได้ใหม่อีกครั้ง”

อุรวศีหน้าร้อนผ่าวเผลอจ้องตาอนล สัมผัสได้ถึงความรักความจริงใจของเขา น้ำตารื้นขึ้นมาจึงรีบเบือนหน้าหนี “คุณพูดเกินไป ฉันเป็นแค่แม่ค้าร้านตลาดและเราก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน ฉันจะไปมีความสลักสำคัญถึงขั้นนั้นได้อย่างไร”

อนลหัวเราะออกมา อุรวศีหันกลับมามองข้องใจ เขาตอบยิ้มๆว่าเพิ่งเคยได้ยินชาวบ้านเรียกข้าราชการว่าคุณ ปกติมีแต่เรียกใต้เท้า ท่านหญิงหน้าเสียแกล้งโมโหกลบเกลื่อน ว่าที่เรียกคุณเพราะเห็นว่าสนิทสนมกับบุญทัน ถ้าถือตัวต่อไปตนจะเรียกใต้เท้า พูดจบเดินหนีไป

อนลแกล้งพูดตามหลัง “งั้นต่อไปเรียกฉันว่าท้าวแสนเปื้อนก็แล้วกันนะ...เคยมีคนเรียกฉันลับหลังว่า ท้าวแสนเปื้อน แต่เขาไม่รู้หรอกว่าฉันรู้ แต่ฉันชอบชื่อนี้นะ ฟังดูสนิทสนมดี”

อุรวศีชะงักอีกครั้งไม่กล้าหันกลับมามองกลัวเขาจับได้ รีบเดินหนี อนลยิ้มอย่างมีความสุข การที่อุรวศีไม่ยอมรับก็ดีไปอีกแบบ ทำให้ตนรู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ooooooo

เมื่อคุณหญิงไกรรู้ว่าดวงแขให้บ่าวในบ้านไปพังข้าวของเรือนแพแม่ค้าขนมจีนก็ตำหนิลูกรุนแรง เพราะคนเหล่านั้นเป็นญาติบุญทันเศรษฐีใหม่เมืองเรา เรื่องคงจบไม่ง่ายแน่ ถ้าเรื่องถึงหูพระยาไกร ดวงแขเองจะลำบาก ดวงแขเริ่มหวั่นวิตกอ้างโมโหจนขาดสติ ขอให้แม่ช่วย

“ทีอย่างนี้มาขอให้แม่ช่วย...เอาเงินให้พวกบ่าวมันไปแล้วให้หลบไปอยู่ที่อื่นสักพัก รอเรื่องเงียบแล้วค่อยกลับมาก็แล้วกัน”

ดวงแขรับคำแต่ยังไม่พอใจที่อนลตามไปช่วยแม่ค้าขนมจีน ตนทนไม่ได้ที่ต้องแพ้คนชั้นต่ำ คุณหญิงหนักใจถ้าไม่ช่วยลูก ลูกก็คงทำเรื่องเลวร้ายอีก จึงรับปากจะหาทางช่วย

ค่ำวันนั้นที่เรือนพระยาไกร มีพ่อค้ามากันพร้อมหน้า รวมทั้งบุญทัน เพื่อปรึกษาเรื่องการจัดงานบุญใหญ่ประจำปี และปีนี้มีแขกสำคัญมาร่วมคือคุณพระศรีสมบัติ เผอิญไปราชการขากลับผ่านมาทางนี้จึงแวะร่วมงานบุญด้วย บุญทันหูผึ่งทันที

“คุณพระศรีสมบัติ ที่คุมเรื่องสัมปทานป่าไม้หัวเมืองเหนือน่ะหรือขอรับ”

“สมเป็นพ่อค้าซุงจริงๆนะพ่อบุญทัน พอเอ่ยชื่อก็รู้เลย พ่อบุญทันลองหาโอกาสคุยกับคุณพระในงานดูสิ หากประมูลสัมปทานได้ กินจนชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่หมดเชียวนา”

คุณหญิงไกรได้ฟังเกิดความคิดขึ้นมา ทักถามบุญทันถึงเรื่องขนมจีนที่คนโจษจันกันทั้งเมืองว่าอร่อย น่าจะทำเลี้ยงพระเพลในงานบุญนี้ บุญทันดีใจนอกจากจะได้หน้าแล้วยังได้โอกาสเจรจาการค้าง่ายขึ้น รีบรับปากจะจัดไม่ให้ขาดตกบกพร่อง คุณหญิงแอบยิ้มอย่างมีเลศนัย

เมื่อบุญทันมาบอกข่าวผ่อง จันดีใจเป็นโชคดีแม้โดนพังข้าวของแต่ก็ได้ลาภก้อนโต หม่อมสลวยยังหวั่นใจ เพราะป่านนี้ยังจับตัวคนทำร้ายอุษาไม่ได้ อุรวศีแย้ง

“อย่าเรียกว่าทำร้ายเลยค่ะน้า เรียกให้ถูกต้องเรียกว่ารังควานมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงนอกจากข้าวของเสียหายและป้าผ่องกับผิวเจ็บตัวคนละนิดละหน่อยแล้วก็ไม่มีอย่างอื่นอีก ผิดวิสัยคนที่จะมาทำร้ายนะคะ”

บุญทันเห็นด้วย ท่านหญิงคิดว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องเก่าที่แม่กังวล บุญทันไม่ได้นิ่งนอนใจส่งหนังสือไปถามข่าวคราวหม่อมต่วนกับจางวางสมแล้ว ถ้ามีอะไรคงส่งข่าวกลับมา

ด้านจางวางสมให้คนไปสอดส่องว่าหม่อมต่วนทำการใดบ้าง จึงรู้ว่าหม่อมป่วยเรื้อรัง เวรกรรมคงตามสนอง เพราะเพ้อเห็นคนที่ตายไปแล้วจนคนกลัวทั้งตำหนัก...ในขณะที่หม่อมต่วนร้องกรี๊ดๆให้บอกพวกมันเงียบ ลูกทุกคนแปลกใจเพราะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย อรุณวาสีกับแปลกช่วยกันจับตัวไว้ด้วยความเป็นห่วง แต่แรงหม่อมมากจนท่านหญิงขอให้อรชุนช่วยอีกแรง

“ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ แม่ไม่มีสติอย่างนี้ประเดี๋ยวฉันก็ถูกทำร้ายไปด้วยหรอก”

“เงียบ! ข้าบอกให้เงียบ ชายใหญ่...ชายใหญ่ไปบอกให้พวกมันเงียบเดี๋ยวนี้”

“บอกใครล่ะแม่ ทั้งตำหนักเงียบยังกะอยู่ในวัด ไม่เห็นจะได้ยินเสียงอะไรเลย”

“เสียงดนตรียังไง ไม่ได้ยินเสียงรึ เสียงดังออกขนาดนี้ ไป ไปบอกให้มันหยุดเล่น แม่ไม่อยากได้ยิน” หม่อมต่วนร้องลั่น

ติโลตตมาบ่นพึมพำว่าแม่บ้าไปแล้ว อรชุนส่ายหน้าเดินหนีไปพร้อมน้อง อรุณวาสีมองพี่ๆด้วยความผิดหวังที่ไม่ห่วงแม่บ้างเลย หม่อมต่วนตะโกนเรียกอรชุนให้กลับมาช่วย ดิ้นพราดคลุ้มคลั่งจะฆ่าให้หมดถ้าไม่หยุดเล่นดนตรี ท่าทางหม่อมไม่รับรู้รับฟังใดๆอีกแล้ว

ooooooo

ในตอนเย็น อนลทำทีมาขอซื้อขนมจีน ผ่องบอกว่าวันนี้ไม่ได้ขาย จันจะพาอุรวศีเข้าข้างใน อนลขัดขึ้น “ฉันตั้งใจจะเอาหนังสือมาให้ เกรงว่าแม่อุษาจะเหงา ก็เลยเอาหนังสือมาให้อ่าน ฉันคิดว่าแม่อุษาน่าจะชอบอ่านหนังสือ และหนังสือเก่าที่แม่อุษามีน่าจะไหม้ไฟไปหมดแล้ว”

ผ่องกับจันผงะแอบสบตากัน อุรวศีปั้นหน้านิ่งปล่อยให้อนลพูดต่อไป เขาบอกว่าหนังสือเรื่องท้าวแสนปม เป็นเรื่องของพระชินเสนกับนางอุษา ชื่อเดียวกับเธอ จันกระซิบกับผ่องว่าอนลเล่นพูดดักทุกทางจะเอาอย่างไรดี ผ่องคิดไม่ออกเหมือนกัน ถามอุษาจะรับหนังสือไว้ไหม

ท่านหญิงแอบซึ้งใจที่อนลไม่เคยลืมว่าตนชอบอ่านหนังสือเรื่องนี้ แต่ต้องตัดใจเพราะไม่อยากให้มีปัญหาตามมา “อิฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะใต้เท้า เพราะอิฉันมีคู่หมั้นหมายแล้ว มันไม่งามและก็ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะคะใต้เท้า อย่าดื้อดึงอีกเลย”

จันเอาหนังสือคืนให้อนล เขาแกล้งกล่าวขอบใจนะจัน...ทำเอาจันตกใจหลบตารีบเดินตามท่านหญิงเข้าไปข้างใน อนลชะเง้อมองด้วยแววตาจะไม่ยอมแพ้

ค่ำนั้นคล้องหาซื้อเครื่องดนตรีจะเข้ตามที่อนลสั่งมาให้ อนลหวังฝึกมือให้หายเหงา คล้องกับถึกดีใจที่จะได้ฟังเพลงเพราะๆอีก อนลเล่นเพลงสีนวลด้วยคิดถึงอุรวศี

ขณะเดียวกัน หม่อมสลวยนำซอมาให้อุรวศีไว้เล่นแก้เหงาเช่นกัน ท่านหญิงใจตรงกันเล่นเพลงเดียวกับอนล หม่อมสลวยยังซื้ออุปกรณ์ถักแท็ตมาให้ด้วย ทำให้ท่านหญิงคิดถึงเมรา พี่สาวที่มีฝีมือในการเย็บปักถักร้อย หม่อมสลวยปลอบใจ

“เอาไว้คลื่นลมสงบเมื่อไหร่ หญิงค่อยกลับไปหาท่านหญิงเมก็ได้ อย่างไรเสียหม่อมต่วนก็คงไม่อยู่ค้ำฟ้าหรอก หญิงไม่ต้องกลัว”

“ถึงหม่อมใหญ่เสีย หญิงก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับไปดีหรือเปล่านะคะ แม่ก็ทราบว่าคนที่ไม่ชอบหญิง ไม่ได้มีแต่หม่อมใหญ่ ยิ่งตอนนี้ที่ดินที่นครปฐมก็แบ่งกันไปหมดแล้ว ถ้าหญิงกลับไป พวกพี่ๆก็ต้องกลัวว่าหญิงจะกลับไปเอาคืน คงมีเรื่องราวไม่ได้หยุดหย่อนหรอกค่ะ”

หม่อมสลวยอ่อนใจทำไมพี่น้องกันแท้ๆถึงได้ผิดแผกกันนัก ไม่รักกันบ้างเลย...ในขณะที่อรชุนกับติโลตตมามองหม่อมต่วนด้วยสายตาเอือมระอา มีเพียงอรุณวาสีที่ปรนนิบัติดูแล อรชุนบ่นว่าแม่อาละวาดจนไข้ขึ้นสูงไม่รู้เป็นโรคอะไรกันแน่ อรุณวาสีบอกว่าเป็นโรคเกิดจากจิตใจเป็นสำคัญ คงมีเรื่องในใจที่ไม่ยอมบอกพวกเรา อรชุนตัดบทโรคแบบนี้ตนไม่เอาด้วย

ติโลตตมาเห็นพี่ชายไม่ยุ่งเรื่องในบ้านก็เกิดความคิดจะยึดอำนาจการเงินในบ้านไว้ จึงเอ่ยปากกับอรุณวาสี ทำทีอยากแบ่งเบาภาระ เห็นเธอวุ่นกับการดูแลแม่ จะช่วยดูแลบาญชีและเก็บค่าเช่าทั้งหมดแทนให้ อรุณวาสีรู้นิสัยพี่ไม่อยากขวาง ยกพวงกุญแจตู้ที่เก็บสมุดบัญชีทั้งหมดให้

ด้านอทริกา พอเห็นว่าแม่ลุกไม่ไหว ก็พาพุ่มกับสำอางเข้ามาอยู่ในตำหนัก โดยให้พุ่มพักห้องบนตำหนักส่วนสำอางให้อยู่รวมกับคนรับใช้ สำอางไม่พอใจที่พุ่มสบายคนเดียว พุ่มกอดเอาใจว่าหม่อมต่วนป่วยหนักไม่มี ใครขวางเราได้ อดทนอีกนิดตนสัญญาเราจะสบายด้วยกัน

ooooooo

หลายวันผ่านไป ถึงวันงานบุญ ชาวบ้านแต่งตัวสวยงามมาร่วมทำบุญที่วัด อนลช่วยดูแลงานให้เรียบร้อย คุณหญิงไกรกล่าวชมเชยอนลที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง อนลออกตัวว่าไม่ใช่ตนคนเดียว ข้าราชการตลอดจนพ่อค้าคหบดีที่นี่ให้ความร่วมมือช่วยกันถึงได้ราบรื่นดี

อนลขอตัวไปดูแลงานทางอื่น ดวงแขเบะปากหมั่นไส้บ่นกับแม่ว่า เขาคงรีบไปหาแม่ค้าขนมจีน คุณหญิงปลอบอย่าไปใส่ใจ ดวงแขยิ้มเหยียดอยากเห็นแม่ค้าขนมจีนต้องอับอายขายขี้หน้าจนหมดทางทำมาหากินที่นี่ได้อีก

ทางเรือนแพ หม่อมสลวยอ่อนใจเพิ่งรู้ว่าอุรวศีแอบไปช่วยงานบุญด้วย...ในโรงครัวของวัด ผ่องกับจันและชาวบ้านช่วยกันจัดของถวายพระ อุรวศียืนมองเพราะผ่องไม่ให้หยิบจับอะไร จันได้แบ่งขนมจีนไว้อย่างละหม้อสำหรับท่านหญิงเสวย

ที่ศาลาใหญ่ คุณหญิงไกรกับดวงแขต้อนรับพระศรีสมบัติกับภรรยาแทนพระยาไกรที่ยังติดงานราชการชาวบ้านปูเสื่อนั่งเป็นทิวแถวหลังจากถวายเพลพระเสร็จ คุณพระกับภรรยาชื่นชมอนลที่มีสัมมาคารวะดี ยิ่งพอรู้ว่าเป็นบุตรชายพระยารัชปาลีก็ยิ่งปลื้ม

บุญทันยกขนมจีนและน้ำยาน้ำพริกมาจัดวางเชื้อเชิญให้รับประทาน คุณหญิงไกรสบตากับดวงแขก่อนจะคะยั้นคะยอให้คุณพระกับภรรยาลิ้มลอง ภรรยาคุณพระยิ้มแย้มเพราะเป็นของโปรด แต่พอตักเข้าปากก็ต้องรีบบ้วนทิ้งเพราะเค็มมาก ชาวบ้านลองชิมจานของตัวเองก็เห็นพ้องกันว่าเค็ม

อนลแปลกใจ แต่พอตักชิมก็รู้ว่าเค็มจริง ผ่องหน้าเสียเพราะตนทำตามสูตรเดิมจนชินมือแล้วไม่น่าผิดพลาด คุณหญิงไกรหันมาเอ็ด อุตส่าห์ไว้ใจให้ทำงานใหญ่ กลับมักง่ายทำชุ่ยๆ ไม่กลัวบาปกลัวกรรมกันบ้าง ชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์ตามไปด้วย บุญทันขอโอกาสทำใหม่อีกครั้ง

“ยังจะแก้ตัวอะไรกันอีกพ่อบุญทัน ถ้าไม่เต็มใจมาร่วมทำบุญก็อยู่เฉยๆเสียไม่มีใครว่า แต่กลับทำอาหารแบบนี้ออกมา เหมือนอยากกลั่นแกล้งกันให้ได้อายเสียมากกว่า”

ดวงแขเสริมไล่ให้ออกไปให้พ้นหน้าหรือไปให้พ้น ปากน้ำโพเลยจะดีกว่า อนลค้าน ทันใดเสียงอุรวศีดังขัดขึ้น พร้อมยกถาดน้ำยาน้ำพริกออกมาใหม่ “ขอประทานโทษค่ะ อิฉันไม่ทราบจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น แต่น้ำยาน้ำพริกในหม้ออื่นไม่ได้มีรสเค็มจนทนไม่ได้อย่างที่พวกใต้เท้ารับประทานไป อิฉันจึงอยากขอความกรุณาให้ลองชิมดูอีกครั้งค่ะ”

จันรีบเข้าไปรับถาดจากอุรวศี อนลช่วยสนับสนุนให้ทุกคนลองชิม คุณพระกับภรรยาเห็นอนลรับรองจึงยอมชิมดู แล้วต่างก็ทึ่งในรสชาติที่แสนอร่อย ชมว่าราวกับอาหารในวัง อนลส่งยิ้มให้ท่านหญิง ดวงแขเห็นสายตาอนลก็สงสัยว่าคนที่อนลสนใจไม่ใช่ผิว...อุรวศีหยิบถุงที่ถักด้วยแท็ตใส่เครื่องหอมมอบให้คุณพระกับภรรยา

“อิฉันทราบจากเถ้าแก่บุญทันว่าคุณพระกับภรรยาจะมาร่วมทำบุญ อิฉันจึงทำถุงหอมนี้ให้เป็นของที่ระลึกค่ะ”

บุญทันรับมาส่งให้ คุณพระกับภรรยาดมแล้วชอบใจมาก ฝีมือการถักถุงประณีต เครื่องหอมก็หอมชื่นใจ คุณหญิงกับดวงแขหน้าเสียที่แผนการล้มเหลวแถมบุญทันยังได้หน้ามากขึ้น

กลับเข้าครัว ผ่องกับจันโล่งอกที่ทุกอย่างไม่ใช่ความผิดพลาดของพวกตน อุรวศีมั่นใจว่าเรื่องนี้มีการกลั่นแกล้งและต้องเกี่ยวข้องกับพวกที่ไปพังของที่เรือนแพ บุญทันเห็นด้วยแต่อดขอบพระทัยท่านหญิงไม่ได้ที่ช่วยแก้สถานการณ์ ตนคงคุยเรื่องสัมปทานได้ง่ายขึ้นด้วย ถ้าไม่ติดว่ามีเรื่องต้องปกปิดตนอยากจะกราบบัดเดี๋ยวนี้ ท่านหญิงยิ้มขำๆ

“อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลยค่ะ เถ้าแก่เองก็ดีกับฉันมาก ถือว่าฉันตอบแทนก็แล้วกันนะคะ”

อนลโผล่มาถามตอบแทนอะไรกัน อุรวศีปั้นหน้านิ่งเฉยเหน็บแนมกลับ

“เมื่อครู่ผู้หญิงที่นั่งติดกับคุณหญิง คือคุณดวงแขที่เป็นลูกสาวคุณหญิงใช่ไหมคะ ลือกันไปทั้งปากน้ำโพว่าเคยเป็นคู่หมั้นเก่าใต้เท้ามาก่อน...อิฉันยินดีด้วยนะคะ ที่ใต้เท้าจะได้สมหวังเสียที”

อนลหน้าเสียไม่รู้ว่าท่านหญิงรู้เรื่องขนาดนี้ รีบบอกว่าทรงเข้าใจผิด ท่านหญิงสวนกลับว่าผิดหรือถูกไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตนขอตัว บุญทัน ผ่องและจันยิ้มแหยๆ เดินตามท่านหญิงไป...

ห่างออกมาดวงแขยืนมองด้วยสายตาเคียดแค้น กลับมาหงุดหงิดเล่าให้แม่ฟังว่าตนเข้าใจผิดคน คุณหญิงไกรยอมรับว่าถ้าเป็นอุษาค่อยดูเหมาะสมกับอนล ดวงแขยิ่งโมโห จะยอมให้ตนซึ่งเป็นลูกเจ้าเมืองแพ้พวกไพร่อย่างนั้นหรือ ถ้าแม่ไม่ช่วยตนจะหาทางเอง คุณหญิงหนักใจมาก

ระหว่างพายเรือกลับเรือนแพ อนลให้ถึกกับคล้องพายเรือขนาบข้างเรือของอุรวศี จันกับผ่องกระซิบกันถึงความตื๊อของอนล ท่านหญิงหันมาถามจะตามทำไมพวกตนกลับเรือนถูก

“ฉันเป็นห่วงเกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นมาอีก ให้ฉันตามไปส่งเถิดนะแม่อุษา ถ้าไม่ได้เห็นแม่อุษากลับถึงเรือนกับตาตัวเอง ฉันคงกังวลจนนอนไม่หลับ”

อุรวศีทิ้งค้อนใส่ที่อนลกล้าหยอดคำหวานต่อหน้าใครๆ ถึกกับคล้องอมยิ้มไม่เคยเห็นเจ้านายตามจีบสาวไหนมาก่อน...เมื่อถึงเรือนแพ เรืออนลยังจอดเทียบ ท่านหญิงกล่าวประชดประชัน

“อิฉันถึงเรือนแล้ว ใต้เท้ารีบกลับไปเถิดค่ะ ประเดี๋ยวคุณดวงแขจะไม่พอใจเอาได้”

อนลร้อนใจกระโดดขึ้นเรือนอยากอธิบาย ผ่องกับจันตกใจไม่คิดว่าเขาจะกล้าจู่โจม

“เรื่องฉันกับน้องดวงแข ฉันไม่ปฏิเสธหรอกนะ แต่ด้วยความสัตย์จริง ฉันไม่อาจรักน้องดวงแขได้ เพราะหัวใจรักของฉันได้ยกให้ผู้หญิงคนหนึ่งไปหมดสิ้นแล้ว ผู้หญิงที่เปรียบเหมือนดอกฟ้าอยู่สูงสุดเอื้อม อย่าว่าแต่ หมายปองเลย เพียงแค่คิดถึงก็ผิดหนักหนาแล้ว...เหนือสิ่งอื่นใด ฉันต้องปกป้องศักดิ์ศรีของผู้หญิงคนนั้นไม่ให้มัวหมอง เรื่องนี้จึงอยู่ในใจฉันไม่อาจแพร่งพรายออกมาได้”

อรุวศีเขินรู้ว่าเขาให้เกียรติตนมาตลอด แต่ต้องตีหน้าตาย “แล้วใต้เท้ามาบอกอิฉันทำไม”

“ก็เพราะแม่อุษาไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นน่ะสิ ฉันถึงกล้าพูด” อนลยิ้มที่ได้เผยความในใจ

ท่านหญิงรำลึกว่าตอนนี้ตนอยู่ในฐานะอุษาทำอะไรอนลไม่ได้ ได้แต่ทิ้งค้อนใส่ อนลเอ่ยปากลากลับเพราะถึงเรือนแล้วก็หมดห่วง อุรวศีเหน็บ ขอบพระคุณทั้งที่ไม่จำเป็น

“ไม่จำเป็นสำหรับแม่อุษาแต่จำเป็นสำหรับฉันมาก แม่อุษารู้ไหมว่าฉันเคยคิดว่าตอนที่ฉันติดคุกคือทุกข์ที่สุดในชีวิตแล้ว แต่ฉันเพิ่งมารู้ว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับการที่ฉันต้องสูญเสียผู้หญิงที่เป็นดั่งแสงสว่างของฉันไปในกองเพลิง ฉันคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้หรอกแม่อุษาถ้าต้องสูญเสียผู้หญิงคนนั้นไปอีกครั้ง โดยไม่กระทำอันใดเลย”

อุรวศีน้ำตารื้นพูดอะไรไม่ออก จันอมยิ้มเพราะรู้อยู่นานแล้ว ต่างกับผ่องที่ยังตกตะลึง อนลก้มหัวคำนับก่อนจะกลับไปลงเรือ ถึกกับคล้องพายเรือออกไป ท่านหญิงได้แต่มองตามด้วยความอัดอั้นตันใจน้ำตาไหลซึมเพราะเรื่องนี้ตัวเองไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร

ooooooo

หม่อมเอื้อนกับสุรคมนำยาจีนบำรุงร่างกายมาฝากหม่อมต่วน พอเห็นอรุณวาสีมีท่าทางอิดโรยเพราะดูแลแม่ทุกวันก็เห็นใจ ทันใดมีเสียงพุ่มเอะอะให้บ่าวเอาชาจีนร้อนๆมาให้ หม่อมเอื้อนเห็นพุ่มก็ตกใจคิดว่ามีผู้ชายเข้ามาอยู่ในตำหนัก ท่านหญิงกระอัก-กระอ่วนที่ต้องอธิบาย

“ไม่ใช่ผู้ชายค่ะ ชื่อแม่พุ่มเป็นเอ่อ...เป็นเพื่อนของพี่หญิงนิดค่ะ”

ทั้งสองตกใจไม่คิดว่าจะมีเรื่องอย่างนี้ ติโลตตมาออกมาโวยไล่ทั้งพุ่มและสำอางให้ออกไปจากวัง อทริกา เดินลิ่วมาปกป้องว่าวังนี้เป็นของตนเท่าๆกับของพี่ ตนมีสิทธิ์ให้ใครมาอยู่ก็ได้ ท่าทางอทริกาไม่มีความเกรงใจติโลตตมาอีกต่อไป อรุณวาสีรู้สึกอับอายเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

อรุณวาสีเดินออกมาส่งหม่อมเอื้อนกับสุรคมหน้าตำหนัก หม่อมเอื้อนสังเวชใจ “ไม่นึกเลยจริงจิ๊ง หม่อมต่วนเจ็บไปคนเดียวจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ แล้วนี่ท่านชายใหญ่กับท่านหญิงใหญ่ทรงว่าอย่างไรบ้างเพคะ”

“พี่ชายใหญ่ไม่สนพระทัยหรอกค่ะ ไปทำงาน ราชการแต่เช้า พอเลิกงานก็ไปสังสรรค์ต่อจนมืดค่ำ ส่วนพี่หญิงใหญ่ก็ต้องดูแลลูกกับพระสามี ถึงจะไม่พอพระทัยแต่ก็ทรงทำอะไรมากไม่ได้หรอกค่ะ”

หม่อมเอื้อนสงสารออกปากว่าถ้ามีอะไรให้ตนกับลูกช่วยตรัสมาได้เลย ท่านหญิงไหว้ขอบคุณ สุรคมเอ่ยปากชวนว่าอาทิตย์หน้าตนมีงานราชการที่หัวหิน อยากให้ท่านหญิงกับแม่ไปเปิดหูเปิดตาแค่สองวัน จะได้สดชื่นขึ้นบ้าง อรุณวาสีรู้สึกดีใจที่สุรคมเป็นห่วงแต่ต้องปฏิเสธ เพราะไม่อาจทิ้งแม่ไปไหนได้ สุรคมยิ่งสงสารและเห็นถึงความกตัญญูของเธอ

ooooooo

ที่ปากน้ำโพมีข่าวแพร่สะพัดว่าเสือป่วงกลับมาปล้นละแวกนี้อีก ชาวบ้านต่างหวาดกลัว อนลปรึกษากับพระยาไกร ดวงแขแย้งไม่เห็นต้องทำอะไร ให้เจ้าหน้าที่ดูแลอย่าให้มาปล้นเขตปากน้ำโพ เท่านี้พ่อก็ไม่ต้องรับผิดชอบ อนลไม่เห็นด้วยควรช่วยกันปราบปรามมากกว่า

“อุ๊ย พี่อนลพูดอย่างนี้ อย่าบอกนะคะว่าจะช่วยกันจับอ้ายเสือป่วงกับเขาด้วย อันตรายจะตายไป ดวงแขไม่ให้ไปหรอกค่ะ”

“ขอบพระคุณคุณพี่มากครับ แต่ผมทำงานรับเบี้ยหวัดจากหลวง ถ้ามัวแต่กลัวแล้วจะมีหน้ารับราชการอยู่อีกหรือครับ”

ดวงแขชักสีหน้าที่อนลเรียกตนว่าคุณพี่ พระยาไกรกระอักกระอ่วนใจ รู้ว่าอนลปฏิเสธลูกสาวตนแบบผู้ดี พอดีบ่าวเข้ามารายงานว่ามีคนชื่อวอนมาขอพบ ท่านเจ้าคุณบอกอนลว่า วอนเป็นคหบดีใหญ่อยู่ทางใต้ อยากมาค้าขายที่ปากน้ำโพ วันนี้คงมาเยี่ยมคารวะตามธรรมเนียม อนลจึงขอตัวกลับเรือน ดวงแขขัดเคืองที่อนลไม่คิดจะพูดคุยด้วยสักนิด

วอนเป็นชายร่างท้วมอายุราวห้าสิบ ใส่ทองเต็มตัวเข้ามาไหว้พระยาไกร พอเห็นดวงแขก็จ้องตาไม่กะพริบ...

เมื่อเจรจาความเสร็จ ท่านเจ้าคุณมาบอกคุณหญิงไกรว่าวอนทาบทามสู่ขอดวงแข ตนเห็นว่าเขามีฐานะดีและเป็นพ่อม่ายไม่มีลูกติด ดวงแขด่าว่าวอนสารรูปน่าเกลียดไม่เจียมตัว ตนไม่ยอมเด็ดขาด คุณหญิงปลอบลูก เพราะตนก็ไม่เห็นด้วย

“อย่าเพิ่งเคืองฉันเลยคุณหญิง คิดดูนะว่าลูกเราก็ใช่ว่าจะไม่มีตำหนิด่างพร้อย หนุ่มๆที่ไหนจะกล้ามาสู่ขอ แต่ฉันเล่าเรื่องนี้ให้พ่อวอนฟังหมดแล้ว เขาก็ไม่ถือ
สาติดใจอะไร ฉันจึงว่าน่าสนใจ...อย่าหวังเรื่องพ่ออนลอีกเลยคุณหญิง ถ้าไม่หลอกตัวเองจนเกินไป ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่มีใจให้แม่ดวงแข ยิ่งดื้อรั้นก็ยิ่งมีแต่จะเสีย”

คุณหญิงเถียงไม่ออก ดวงแขขบกรามแน่น เจ็บใจถึงตายก็ไม่ยอมแพ้...แอบมาจ้างคนรับใช้สามสี่คนให้กระจายข่าวให้ทั่วคุ้งน้ำว่าที่เรือนแพแม่ค้าขนมจีนมีสมบัติมากมายเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง เอาให้โจษจันไปถึงหูเสือป่วงให้จงได้

เมื่อมีข่าวเสือป่วง ผ่องจึงเอาตะเกียงแขวนรอบเรือนแพให้สว่างไสว จันเย้าว่ามันสว่างจนนอนไม่หลับ และเรือนแพแบบนี้โจรที่ไหนจะมาปล้น ผ่องย้อนถามแล้วเรามีสมบัติจริงหรือไม่ จันชะงักเถียงไม่ออก อุรวศีขอนั่งเล่นริมน้ำสักพัก ขณะนั้นเองมีเสียงจะเข้เพลงลาวดวงเดือน

ดังขึ้น ผ่องกับจันชะเง้อมองว่าใครกันมาเล่นแถวนี้ อุรวศีได้ยินท่วงทำนองการเล่นก็จำได้ว่าใครเป็นคนเล่น แอบยิ้มบางๆมองจันทร์บนฟ้าอย่างเบิกบานใจ ในขณะที่อนลซุ่มนั่งเล่นอยู่ในเรือ

ooooooo

วันเวลาผ่านไป นวมยังนอนซมอ่อนแรง หมอตรวจอาการไม่มีโรคใดนอกจากสภาพจิตใจ พระยารัชปาลีทุกข์ใจ เกื้อเสนอให้ตามอนลกลับมาเยี่ยม นวมน้ำตารื้น “ก็ดีเหมือนกันจ้ะพ่อเกื้อ นลเองยังกลับมาบ้านได้ แต่พ่อใหญ่...พ่อใหญ่ไม่ควรเลย ลูกแม่...”

พระยารัชปาลีบอกเกื้อว่าตนตัดสินใจจะบวชเผื่อบุญกุศลจะทำให้นวมหายเจ็บไข้ เกื้ออนุโมทนาบุญ อนลจะได้กลับมางานบวชและเยี่ยมแม่ ท่านเจ้าคุณเอ่ยถามเกื้อ

“แกว่าบุญกุศลจากการบวชจะเผื่อแผ่ไปถึงเจ้าใหญ่ได้รึเปล่า...แกพูดถูก การที่ฉันโกรธเคืองเจ้าใหญ่จนไม่อภัยให้ มันจะรับรู้รึเปล่าก็ไม่มีทางรู้ แต่คนที่ทุกข์ใจที่สุดในเรื่องนี้คือฉัน ยิ่งเห็นแม่นวมล้มหมอนนอนเสื่อแล้วฉันยิ่งเสียใจ ว่าเป็นเพราะทิฐิของฉันรึเปล่าที่ทำให้ลูกให้เมียต้องเป็นแบบนี้”

“แค่คุณพี่อภัยให้พ่อใหญ่ วิญญาณพ่อใหญ่ก็เป็นสุขมากแล้วล่ะครับ ไม่มีลูกที่ไหนอยากเห็นพ่อแม่ทุกข์เพราะตัวเองหรอกครับ และเพราะเรื่องนี้เราก็สูญเสียกันมามากแล้ว มันควรจะต้องจบลงเสียที”

ท่านเจ้าคุณคิดตามแล้วเห็นจริง...ในขณะที่อนลเป็นห่วงอุรวศีมากถึงกับมาขอผ่องนอนเฝ้ารักษาความปลอดภัยที่เรือนแพ ผ่องไม่ยอมเพราะมันไม่งาม อนลจึงขอให้ถึกกับคล้องเฝ้าแทน ผ่องอ้างถ้ามีเรื่องร้ายบุญทันอยู่ใกล้ๆมาช่วยได้ อนลย้อนถามคราวก่อนบุญทันมาทันหรือผ่องเถียงไม่ออก จันขอร้องอย่าสร้างความลำบากใจให้พวกตนเลย อนลไม่สบายใจที่ไม่รับความช่วยเหลือของตน

หม่อมสลวยเพิ่งรู้ความจริง นึกตำหนิตัวเองที่ไม่เฉลียวใจบ้างเลยว่าอนลมาชอบลูกสาว ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย อุรวศีแก้ตัวแทนว่าเขาคงเห็นว่าตนเป็นอุษาไม่ใช่ท่านหญิงแล้ว หม่อมสลวยยังไม่สบายใจที่มีข่าวโจษจันว่าเรือนแพมีสมบัติซุกซ่อน ท่านหญิงก็แปลกใจมีคนรู้แค่พวกเราสี่คน แล้วข่าวลือออกไปได้อย่างไร

“ปากคนพูดให้คนตายฟื้นก็ยังได้ แม่ว่าเพราะหน้าตาท่าทางหญิงมากกว่า ใครเห็นเข้าก็ไม่มีทางเชื่อว่าจะยากจนไปได้ ลือกันหนักๆเข้าก็กลายเป็นว่าหญิงมีสมบัติซ่อนอยู่น่ะสิ ถ้าไม่จริงก็ไม่เท่าไหร่ แต่มันดันจริงนี่น่ะสิ” หม่อมสลวยกังวลใจ

อุรวศีพยักหน้าคิดตาม หม่อมสลวยบอกว่าพรุ่งนี้บุญทันจะให้ญาติผู้หญิง 6-7 คนมาค้างที่นี่เพื่อช่วยดูแลและกันท่านหญิงออกจากอนลด้วย ให้ทนอึดอัดเอาหน่อย

ด้านดวงแขเมื่อคนรับใช้มารายงานว่าอนลไปที่เรือนแพก็โมโหมาก จะไปตะเพิดให้ออกจากปากน้ำโพ คุณหญิงไกรเข้ามาปรามถ้าลูกทำอย่างนั้นรังแต่จะทำให้อนลเกลียดชังมากขึ้น ดวงแขไม่พอใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เดินกระแทกเท้าปึงปังออกไป

ในคืนนั้น อุรวศีนั่งชมจันทร์บนแคร่ จันยกถาดน้ำชามาถวายแอบกระเซ้าว่ารอฟังจะเข้อยู่หรือ ฟังติดๆ กันมาหนึ่งเดือนพอไม่ได้ฟังรู้สึกเหงาๆ ท่านหญิงทำตาดุใส่ ทันใดลูกน้องเสือป่วงบุกขึ้นมาบนแพ อุรวศีกับจันตกใจมาก พากันจะหนีแต่ถูกขวางทาง จันคว้ากาน้ำชาสาดใส่ เสือป่วงตามขึ้นมาร้องตะโกน ถ้าใครสู้ให้ฆ่าทิ้ง

ผ่องได้ยินเสียงตกใจวิ่งออกมาพร้อมมีดหั่นผักและตะหลิว จันพยายามกันให้ท่านหญิงหนีไปหลบในห้อง ...บุญทันกับลูกน้องวิ่งมา เกิดการตะลุมบอนใส่กัน ท่านหญิง เข้าห้องปิดประตูลงกลอน ไม่ทันไรมีเสียงทุบประตูโครมๆ

อุรวศีใช้ความคิด ตัดสินใจเอาหีบสมบัติออกมาเทแก้วแหวนเงินทองเกลื่อนพื้น แล้วถือหีบเป็นอาวุธป้องกันตัว พอโจรพังประตูเข้ามาเห็นเครื่องทองกระจายอยู่ก็ตาโตเข้าไปเก็บ ท่านหญิงใช้หีบกระหน่ำตีจนโจรสลบ แล้วหยิบปืนทั้งที่กลัวออกมาช่วยจันกับผ่อง

ทั้งสองกำลังพลาดท่าจะโดนทำร้าย พอดีอนลมาช่วยยิงใส่เสือป่วงกับลูกน้อง สองฝ่ายยิงใส่กันจนกระสุนหมด ต่างกระโจนเข้าต่อสู้กัน อนลโดนรุมแทบแย่ อุรวศีกำปืนออกมาหลับหูหลับตายิงขึ้นฟ้า ทำให้พวกโจรตกใจ อนลลุกขึ้นคว้าไม้พายตีเสือป่วง เสือป่วงชักมีดฟันสวนเข้าที่ท้องอนลทรุด

ท่านหญิงตกใจมาก เสือป่วงจะเข้าฟันซ้ำ บุญทันโผล่มายิงใส่เสือป่วงล้มคว่ำขาดใจตาย ลูกน้องเสือป่วงตกใจหนีกันกระเจิง ท่านหญิงเข้าประคองอนลด้วย
ความเป็นห่วงน้ำตาพรั่งพรู

“อนล เป็นอย่างไรบ้างอนล เธออย่าเป็นอะไรนะ ถ้าเธอเป็นอะไรไปแล้วฉันจะอยู่ยังไง ฉันขอสั่งเธอ เธอต้องไม่เป็นอะไร เธอต้องอยู่กับฉันนะอนล”

อนลกุมท้องที่เลือดไหลแดงฉานแต่แผลไม่ลึกจึงมีสติ รู้สึกตื้นตันลืมความเจ็บปวด “ตรัสอย่างนี้แสดงว่าทรงยอมรับแล้ว อย่ากลัวไปเลยฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินอย่างนี้ ต่อให้ตายจริงก็ต้องฟื้นกลับมาอยู่รับใช้ฝ่าบาทให้ได้ กระหม่อมให้สัญญา นับต่อแต่นี้กระหม่อมจะตามฝ่าบาทไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว จะไม่ยอมให้มีวันต้องพรากจากกันอีกแล้ว”

นับเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองได้เปิดใจจนหมดสิ้น ...ด้านดวงแขมาหาอนลที่เรือนแต่เช้า พอรู้ว่าไม่ได้กลับมาทั้งคืนก็ตวาดถามถึกกับคล้องว่าอนลไปไหน ทั้งสองหัวเราะคิกคักเล่าว่าอยู่ที่เรือนแพแม่ค้าขนมจีนเพราะเมื่อคืนมีการปล้น ดวงแขตาวาวคิดว่าแผนการสำเร็จ

“จริงรึ อ้ายเสือป่วงบุกปล้นจริงรึ อ๋อ ถ้าอย่างนั้นฉันก็เข้าใจแล้ว พี่อนลคงตามไปเก็บศพอีแม่ค้าขนมจีนล่ะสิ”

“มิได้ขอรับ คนที่เรือนแพไม่มีใครตาย ที่ตายก็มีแต่อ้ายเสือป่วงกับลูกน้องเท่านั้นเอง”

“และที่คุณอนลยังไม่กลับ คงเพราะเป็นห่วงคุณอุษา ก็เลยอยู่เฝ้าทั้งคืนมากกว่าขอรับ...ก็น่าอยู่หรอกนะอ้ายคล้อง ป่านนี้คุณอุษาคงขวัญเสียแย่แล้ว” ถึกแกล้งเน้นกับคล้อง

ดวงแขเจ็บใจทนไม่ไหว สะบัดหน้าเดินปึงปังกลับไป สองบ่าวหัวเราะคิกคักชอบใจ...

ที่เรือนแพ ทุกคนไปสถานีตำรวจ มีเพียงอุรวศีที่อยู่ทำแผลให้อนล อนลเกรงใจไม่อยากให้ทรงทำงานแบบนี้ ท่านหญิงเอ็ดให้อยู่เฉยๆแล้วพอกยาสมุนไพรให้ที่แผลก่อนจะใช้ผ้าพันแผลพันรอบตัวเขา ทำให้ใบหน้าท่านหญิงใกล้ชิดกับอนลมาก เขาแอบสูดดมความหอมจากเส้นผม

“มีอะไร ทำไมต้องสูดหายใจแรงอย่างนั้นด้วย” ท่านหญิงเงยหน้าถาม อนลอึกๆอักๆพูดคำราชาศัพท์ออกมา ท่านหญิงปรามให้เลิกใช้ เพราะตอนนี้มีเพียงอุษาหลานสาวแม่ค้าขนมจีนเท่านั้น อนลยิ้มบางๆพอใจมากที่จะได้ทำตัวสบายๆ

“แม่อุษารู้ไหม ถ้านี่เป็นความฝัน ฉันจะไม่ขอตื่นขึ้นมาอีกเลย” อนลเอื้อมมือจะจับมืออุรวศีแต่แล้วชะงักไม่กล้า ดึงมือกลับ ท่านหญิงยิ้มเขินๆเปลี่ยนเรื่องหันมาถาม

“ไม่สงสัยรึว่าทำไมฉันต้องหนีมาอยู่ที่นี่ เปลี่ยนชื่อใหม่แล้วหลบซ่อนตัวด้วย”

“ฉันพอเดาได้ ไฟไหม้คืนนั้นคงเป็นฝีมือหม่อมต่วน แม่อุษาถึงต้องหนีภัยมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ส่วนคนที่ตายในกองไฟ นอกจากคุณสร้อยแล้ว อีกคนคงเป็นแม่ผินเพราะฉันไม่เห็นแม่ผินที่นี่ ทุกคนคิดว่าท่านหญิงกับหม่อมสลวยตายในกองไฟแล้ว ยิ่งเป็นโอกาสดีที่จะซ่อนตัว”

“เก่งมาก เธอเดาไม่พลาดเลย ส่วนอีกคนที่ต้องมารับเคราะห์ก็คือแม่รำเพย เด็กรับใช้ของคุณสร้อย” อนลน้อยใจที่ไม่ยอมรับตอนพบกัน “ที่ไม่ยอมรับเพราะหนึ่ง ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อไปดี สองถ้าเธอรู้ อดีตคู่หมั้นเธอก็ต้องรู้ ฉันก็ต้องกันไว้ดีกว่าแก้”

อนลไม่ลังเลเอื้อมมือไปกุมมืออุรวศี “แม่อุษา เราผ่านเรื่องต่างๆมาด้วยกันมากถึงขนาดนี้ แม่อุษายังไม่รู้ใจฉันอีกหรือ ว่าฉันรักแม่อุษา รักเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่เคยรักหญิงใดมาก่อน แม่อุษาคือรักแรกและรักเดียวของชีวิตฉัน”

อุรวศีเขินอายไม่คิดว่าเขาจะกล้าบอกรัก ลุกเดินหนีออกจากห้อง อนลรีบตามออกไป

ooooooo



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,899


View Profile
« Reply #14 on: 24 June 2026, 12:53:37 »


https://www.thairath.co.th/novel/Petkrangfai/ep14/page1
เพชรกลางไฟ ตอนที่ 14 ตอนจบ
.

เพชรกลางไฟ ตอนที่ 14 ตอนจบ

อุรวศีเดินหนีอนลออกมาจากห้อง ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นดวงแขยืนหน้าตาดุดันอยู่กับสาวใช้ พออนลตามออกมาในสภาพไม่ได้สวมเสื้อมีผ้าพันแผลรอบลำตัว ดวงแขก็โมโหหึง

“อัปรีย์ บัดสีบัดเถลิง ผู้หญิงชิงสุกก่อนห่ามแบบนี้สินะที่พี่อนลชอบ”

อนลโกรธจัด “มากเกินไปแล้วนะครับคุณพี่ จู่ๆ คุณพี่ก็มาที่เรือนคนอื่น แล้วยังมาด่าทอเขาอย่างหยาบคาย ที่นี่ไม่มีใครเป็นบ่าวคุณพี่นะครับ”

“อย่ามาเรียกฉันอย่างนี้นะ ฉันไม่เคยถือว่าการรดน้ำกับคนชั่วอย่างอ้ายอนึกเป็นการแต่งงาน ที่ชีวิตฉันตกต่ำอย่างนี้ก็เพราะมัน เพราะมันคนเดียว”

อนลไม่พอใจที่ลามปามมาว่าพี่ชายตน อุรวศีปรามให้ใจเย็น โกรธไปมีแต่จะแย่ลง แล้วขอตัวไปที่เรือนแพบุญทัน ดวงแขเข้ากระชากไม่ให้ไปไหน อนลโกรธผลักดวงแขออกอย่างแรงจนเกิดอาการเจ็บแผลที่ท้อง ท่านหญิงจึงเข้าประคอง ดวงแขโมโหกับภาพบาดตาบาดใจโถมเข้าจะผลักอุรวศี ท่านหญิงเบี่ยงหลบทำให้ดวงแขพลัดตกน้ำกรีดร้องลั่น อนลไม่สนใจเดินเคียงคู่ท่านหญิงไปเรือนแพบุญทัน ดวงแขร้องลั่นเรียกอนลให้กลับมาช่วยตน

เย็นวันนั้น อนลกลับมาที่เรือน พระยาไกรชื่นชมยินดีที่อนลปราบเสือป่วงได้ บอกให้อนลพักนานๆ

กลับไปงานบวชและเยี่ยมคุณหญิงนวมได้ไม่ถือว่าขาดราชการ อนลทำหน้างง

“อ้าว ก็เมื่อเช้าอาเจอบ่าวบ้านพ่อนลที่ท่าน้ำ เขากำลังจะมาบอกอากับพ่อนลเรื่องงานบวช อาก็เลยให้แม่ดวงแขไปบอกพ่อนลอีกที นี่จนป่านนี้แล้วแม่ดวงแขยังไม่ได้เจอกับพ่อนลอีกรึ”

อนลกระอักกระอ่วนไม่รู้จะเล่าอย่างไร ในขณะที่ดวงแขถูกคุณหญิงไกรตำหนิอย่างแรงที่คิดจะทำการใช้เสน่ห์มารยากับอนล แต่เมื่อดวงแขยืนกรานถ้าแม่ไม่ช่วยตนจะฆ่าตัวตายเพราะอับอายที่ต้องแพ้แม่ค้าชั้นต่ำ ด้วยความรักลูก คุณหญิงจำต้องให้ความร่วมมือ

ooooooo

อรุณวาสีตรากตรำเฝ้าไข้หม่อมต่วนจนอ่อนเพลีย ให้แปลกไปนอนพักแต่แล้วตัวเองก็เผลอหลับ หม่อมต่วนกระสับกระส่ายเรียกหาน้ำกิน เมื่อไม่มีใครได้ยินก็โมโหคว้ากาน้ำชาปาใส่หัวอรุณวาสีอย่างจัง แถมตะคอกถ้าจะนอนหลับเป็นตายก็อย่าเสนอหน้ามาให้เห็น

หม่อมเอื้อนกับสุรคมแวะเอามะม่วงมาฝาก เห็นอรุณวาสีกำลังทำแผลหัวที่แตกให้ตัวเอง สุรคมปรี่เข้าไปช่วยทำให้ หม่อมเอื้อนถอนใจทำไมหม่อมต่วนถึงดุร้ายเพียงนี้ อรุณวาสีแก้ต่างแทนว่าแม่หงุดหงิดเพราะอาการป่วย ปกติไม่เคยทำร้ายตน เดี๋ยวตนก็ต้องกลับไปดูแลแม่เพราะไม่มีใครรู้ใจแม่เท่าตน หม่อมเอื้อนกับสุรคม

สงสารท่านหญิงจับใจ สุรคมตัดสินใจพูดเรื่องเสกสมรสระหว่างเรา หม่อมเอื้อนตาโพลงไม่รู้มาก่อนว่าลูกชายใจอ่อนแล้ว

อรุณวาสีน้ำตาคลอปลาบปลื้มและเสียใจระคนกัน ดีใจที่เขาเห็นคุณค่าของตน แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมีความสุข ตนต้องดูแลแม่ เพราะไม่มีใครสนใจไยดีแม่เลย สุรคมยิ่งประทับใจและมั่นใจว่าตัดสินใจเลือกคนสมรสด้วยไม่ผิด
เย็นวันนั้น อนลกำลังจะทานข้าวที่เรือนเล็ก บ่าวเรือนใหญ่มาตามถึกกับคล้อง คุณหญิงให้ไปช่วยขน

ผลไม้ในสวนเพราะจะมีคนมาซื้อ อนลเอะใจรู้สึกมีอะไรแปลกๆ แอบสั่งบางอย่างกับถึกและคล้อง...พอตะวันคล้อย อนลกำลังเล่นจะเข้อยู่ลำพัง รู้สึกเจ็บแผลจึงเดินมายืดเส้นยืดสายที่ระเบียง ทันใดต้องตกใจเมื่อเห็นดวงแขแต่งตัวสวยเดินกรีดกรายขึ้นมา เขาตั้งสติเอ่ยปาก

“คุณพี่มีธุระอะไรหรือครับ”

“พี่อนลยังจะพูดให้ดวงแขช้ำใจอีกหรือคะ คำก็คุณพี่สองคำก็คุณพี่ รู้ทั้งรู้ว่าดวงแขต้องเสื่อมเสียเพราะเรื่องนี้มากขนาดไหนก็ยังจะ...” ดวงแขบีบน้ำตาทำทีพูดไม่ออก

อนลเห็นว่ามืดค่ำจึงขอให้ดวงแขกลับไปก่อน แต่เธอกลับร่ำไห้หนักขึ้น ขอโทษที่เมื่อวานทำตัว

น่าอับอาย ไม่อยากให้เขาโกรธ อนลตัดบทโพล่งขึ้นว่ามีหนังสือจะฝากไปให้ท่านเจ้าคุณ ขอให้ดวงแขรอสักครู่ แล้วรีบเดินเข้าห้องทำงานปิดประตูลงกลอน...อนลเดินพล่านทำไมถึกกับคล้องยังไม่กลับมา ดวงแขเคาะประตูจะเข้าไปช่วยหา อนลกระอักกระอ่วนแก้ตัวไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้ยินเสียงคุณหญิงไกรดังขึ้น

“พ่ออนล พาลูกสาวฉันมาทำอะไรสองต่อสอง ไม่เกรงใจกันหรือไร”

แต่พอคุณหญิงเดินขึ้นมากลับเห็นดวงแขยืนหน้าตูมคนเดียว เอ่ยถามอนลอยู่ไหน อนลส่งเสียงออกมาว่าตนอยู่ในห้องเชิญนั่งรอสักครู่ ขณะนั้นเองถึกกับคล้องถือถาดน้ำมาจากข้างใน คุณหญิงหน้าเสียที่อนลไม่ได้อยู่คนเดียวบนเรือน อนลเดินออกมาจากห้องทำงานพูดดักคอก่อน

“ผมไม่ได้อยู่ลำพังสองต่อสองกับคุณดวงแขนะครับ ผมเข้าไปอยู่ในห้อง ส่วนคุณดวงแขอยู่ข้างนอกครับ บ่าวสองคนเป็นพยานได้ครับ”

ถึกกับคล้องรีบบอกว่าถึงพวกตนอยู่หลังเรือนแต่ก็ได้ยินทุกอย่าง ไม่มีอะไรเสียหายแน่นอน ดวงแขขยิบตาให้แม่เล่นงานต่อ คุณหญิงจึงทำเสียงดุว่า “ถึงกระนั้นก็เถอะ ใครผ่านมาเห็นก็ไม่งามอยู่ดี พ่ออนลเป็นผู้ชายไม่เสียหายแต่ลูกสาวฉันสิเสียหาย พ่ออนลจะรับผิดชอบอย่างไร”

อนลถูกรุกหนักเข้า กล่าวหน้านิ่งๆ “ครับ ถึงคุณดวงแขจะกรุณามาเยี่ยมถึงเรือนของผม ผมมิได้ไปถึงเรือนของเธอ แต่ถ้าใครทราบเข้าก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี ผมขอชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นครับ”

ดวงแขตาวาวคิดว่าแผนการสำเร็จ คุณหญิงหลบตาอายแทบแทรกแผ่นดินหนี อนลหน้าขรึมตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

รุ่งเช้าอนลพายเรือมาหาอุรวศีแต่เช้า ผ่องไม่กีดกันอีกต่อไป หันไปเรียกผิวแล้วนึกได้ไม่ต้องปิดบังอนลแล้ว จึงเรียกใหม่ให้จันไปตามท่านหญิง จันยิ้มขำๆ ไม่ทันจะไป อุรวศีเดินออกมาเสียก่อน ถามเขามีอะไรถึงมาแต่เช้า อนลส่งยิ้ม

“มีสองเรื่อง เรื่องแรกฉันจะมาบอกแม่อุษาว่าคุณพ่อของฉันจะบวช วันนี้ฉันคงต้องกลับพระนครเพื่อไปงานบวชและอาจต้องอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่สักหลายวัน”

“ดีแล้วค่ะ ฉันขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ แล้วเรื่องที่สองล่ะคะ”

อนลขรึมลงบอกว่าตนลาออกจากราชการแล้ว ท่านหญิง จันและผ่องตกใจตามๆกัน...อนลพาอุรวศี

พายเรือไปตามคลองลำพังสองคน เห็นเธอนิ่งเงียบจึงเอ่ยถามไม่พอใจอะไรตน ท่านหญิงยิ้ม เพียงแค่คิดว่าเขาทิ้งอนาคตเพื่อหนีผู้หญิงคนเดียวมันคุ้มกันไหม อนาคตราชการของเขายังไปได้ไกล แต่อนลกลับเห็นว่าแม้ไม่คุ้มก็สบายใจ เพราะไม่อยากให้พ่อกับอาต้องมามองหน้ากันไม่ติด และตนก็อึดอัดกับดวงแขมามากพอแล้ว ที่ผ่านมาตนไม่กล้ากราบเรียนพ่อแม่ว่าได้มอบหัวใจให้หญิงคนหนึ่งไปแล้ว ท่านหญิงหลบตาเขินอาย

“แม่อุษา...จะรังเกียจรึเปล่าที่ต่อไปฉันไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่มีเกียรติยศอะไรอีกแล้ว อย่างมากก็คงเป็นแค่พ่อค้าหรือไม่ก็เป็นเสมียนให้ฝาหรั่งเท่านั้นเอง”

“ฉันจะรังเกียจคนค้าขายหรือเสมียนได้อย่างไร ทุกวันนี้ฉันไม่ใช่แม่ค้าขนมจีนหรอกรึ”

อนลกล่าวอย่างจริงจังว่าต่อไปถ้าทุกอย่างสงบลง ท่านหญิงอยากกลับพระนคร ตนก็เข้าใจไม่เอาความ ปรารถนาของตัวเองมาดึงให้ต้องตกต่ำ แค่ได้รักตนก็พอใจแล้ว อุรวศีนิ่งไปชั่วครู่

“ฉันอยู่กับเกียรติยศและศักดิ์ศรีมาตั้งแต่เกิดนะอนล มันนานพอที่ฉันจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ มีค่าน้อยกว่าน้ำใจที่คนอื่นมอบให้ฉัน ถ้าให้ฉันเลือก ฉันขออยู่ท่ามกลางน้ำใสใจจริงของคนที่รักฉันจริง มากกว่าจะกลับไปอยู่ท่ามกลางกองไฟของความเกลียดชัง”

“ได้ยินอย่างนี้ฉันก็สิ้นกังวลแล้ว จะได้กล้าพูดเรื่องต่อไปเสียที” อนลหยิบแหวนทองราคาไม่แพงออกมา “มันฉุกละหุก ฉันจึงหามาได้เพียงเท่านี้ แต่ฉันก็อยากให้แม่อุษารับไว้”

“เธอคงไม่ได้ชวนฉันมาพายเรือเพราะตั้งใจทำอย่างนี้ตั้งแต่ต้นหรอกนะ” อนลยิ้มด้วยสายตาเปี่ยมรัก เรียกท่านหญิงของกระหม่อม อุรวศีเอ็ดไม่ให้ใช้ราชาศัพท์อีก

“ขอพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเถิดกระหม่อม กระหม่อมอยากทูลว่านับตั้งแต่วันแรกที่กระหม่อมได้เห็นพระพักตร์ กระหม่อมก็ตกหลุมรักท่านหญิงมาโดยตลอด หลายครั้งที่กระหม่อมพยายามหักห้ามใจเพราะรู้ตัวว่าไม่บังควร แต่ก็แพ้ใจตัวเองทุกครั้งไป ยิ่งนานวันเข้ากระหม่อมก็ยิ่งรักท่านหญิงมากขึ้น มากขึ้นเสียจนขาดไม่ได้ เหมือนเป็นลมหายใจของกระหม่อม...ท่านหญิงจะทรงรับรักกระหม่อมได้หรือไม่” อนลสบตาน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างจริงใจ

อุรวศีน้ำตาคลอพูดอะไรไม่ออก ค่อยๆยื่นมือซ้ายออกไปให้อนลสวมแหวนที่นิ้วนาง เขาบรรจงจูบที่แหวนอย่างอ่อนโยน น้ำตาท่านหญิงร่วงลงด้วยความซาบซึ้ง อนลเองไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันนี้ เขาจูบที่มือท่านหญิงอีกครั้งด้วยความรักหมดหัวใจ

พออนลพายเรือกลับมาที่เรือนแพ จันเข้ามาเรียนว่ามีคนมารอพบเขา พระยาไกรเดินเข้ามา อุรวศียกมือไหว้ตามมารยาทก่อนจะขอตัวเลี่ยงไป...ท่านเจ้าคุณรู้เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น รู้สึกละอายใจอย่างมาก แต่หยิกเล็บก็เหมือนเจ็บเนื้อ จึงมาขอเสนอจะทำเรื่องย้ายอนลไปรับราชการที่อื่นแทน มีที่ชัยนาทกับอุทัย อนลซาบซึ้งในความกรุณาขอเลือกที่อุทัยเพราะไม่ไกลจากที่นี่

ด้านดวงแข พระยาไกรตัดสินใจให้แต่งงานกับวอน คุณหญิงก็ไม่อาจช่วยอะไรลูกได้อีก เพราะท่านเจ้าคุณเอาเรื่องเสือป่วงมาขู่รู้ว่าเป็นฝีมือดวงแขที่ให้คนไปป่าว ประกาศจนโจรมาปล้นเรือนแพ ดวงแขร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่มีใครช่วยเหลือตนได้อีก

ooooooo

อาการหม่อมต่วนหนักขึ้นเรื่อยๆ เพ้อดิ้นทุรนทุรายว่ามีไฟไหม้ในห้องทั้งที่ไม่มีอะไร เห็นทุกคนที่ตนฆ่ามาปรากฏตัว กรีดร้องจนแปลกกลัวลาน สิ่งเดียวที่ทำให้หม่อมต่วนหยุดอาละวาดและก้มลงกราบท่าทางหวาดกลัว คือเห็นเสด็จในกรมมายืนต่อว่า

“แม่ต่วน เธอมันใจยักษ์ใจมาร ฆ่าผู้หญิงที่ฉันรักยังไม่พอ ยังฆ่าลูกสาวที่ฉันรักที่สุดอีก ฉันขอสาปแช่งเธอ” เท่านั้นหม่อมต่วนก็กรีดร้องสุดเสียง กลัวแล้วๆ

อรุณวาสีหลับใหลด้วยพิษไข้และฤทธิ์ยาจากอาการบาดเจ็บที่หัว สาวใช้พากันหวาดกลัว ติโลตตมาระอากับอาการหลอนของแม่ไม่ไปดูดำดูดีเอาแต่ชื่นชมเครื่องเพชรที่เอามาครอบครอง ส่วนอทริกาก็พากันออกเที่ยวกับพุ่มและสำอาง ไม่คิดจะไปดูแลแม่แต่อย่างใด...อรชุนอยากพักผ่อนต้องมาหงุดหงิดกับเสียงร้องของแม่ แปลกวิ่งเตลิดออกมาจากห้องชนเข้ากับท่านชายพอดี แปลกร้องไห้หวาดกลัวไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

อรชุนเข้ามาในห้อง หม่อมต่วนเกาะขาลูกชายให้ช่วยดับไฟ อรชุนหงุดหงิดก้มลงแกะมือ หม่อมต่วนเห็นสร้อยสภาพหน้าเละมีแผลไฟไหม้ยืนอยู่ข้างหลังลูก ก็ตกใจกรีดร้องถอยหนี

“คุณสร้อย ฉันไม่ได้ตั้งใจฆ่าคุณ ไปให้พ้น ฉันกลัวแล้ว ชายใหญ่ไล่พวกมันไป คุณสร้อย หญิงหลง พวกไฟคลอกตายมันมาทวงชีวิตแม่ ไล่มันไป...อีพวกศัตรูทั้งแม่ทั้งลูก เห็นมันก็เป็นหนามยอกอก ถ้ามันจมน้ำตายอย่างอีพิณเสียก็หมดเรื่อง ใส่หีบเอาก้อนหินถ่วงศพไว้ มันก็ไม่ลอยขึ้นมา”

อรชุนตกใจมากเมื่อรู้ว่าทุกคนตายเพราะฝีมือแม่ตัวเอง รวมทั้งหม่อมพิณที่ใครๆเข้าใจว่าหนีออกจากวังไป หม่อมต่วนเพ้อเล่าถึงการตายของหม่อมพิณจนหมดเปลือก อรชุนไม่คิดว่าแม่จะโหดร้ายขนาดนี้ตัดสินใจไม่ขอยุ่งเกี่ยว “โธ่แม่ช่างทำได้ ถ้าใครรู้เข้า หน้าที่ราชการของชายจะเหลืออะไร ทำไมแม่ถึงทำแบบนี้ ชายจะไม่รับรู้อะไรด้วยทั้งนั้น”

หม่อมต่วนเห็นลูกชายที่รักเดินออกจากห้องก็ร้องเรียกให้มาช่วยดับไฟก่อน ทันใดมีเสียงคนกระทืบเท้าจึงหันมองแล้วต้องหวาดกลัวมากขึ้นเมื่อเห็นเสด็จจ้องด้วยสายตาโกรธเกรี้ยวคำรามเสียงกร้าว “ไม่มีใครช่วยเธอได้ทั้งนั้นแหละแม่ต่วน ถึงเธอจะมีอำนาจวาสนาจนกฎหมายเอื้อมไม่ถึง แต่ไม่มีใครหนีกฎแห่งกรรมพ้นไปได้ กฎที่เที่ยงตรงและเป็นธรรมต่อทุกชีวิต”

หม่อมต่วนกลัวเกรงก้มลงกราบแทบเท้า “หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ โปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วยนะเพคะ”

ทันใดเกิดอาการเจ็บหัวใจจนต้องเอามือกุมอกล้มนอนหงายดิ้นไปมา วิญญาณคนที่ตายด้วยมือเธอยืนล้อมรอบ ร่างหม่อมกระตุกๆแล้วนิ่งลงขาดใจดวงตาเบิกโพลง

ooooooo

อนลกลับมาถึงบ้านรัชปาลี เกื้อเดินกะเผลกออกมารับด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ให้อนลรีบเข้าไปหานวม อาการนวมแย่ลงแต่พอได้เห็นหน้าลูกชายก็ยิ้มดีใจ อนลน้ำตาไหลพรากไม่คิดว่าแม่จะอาการหนักขนาดนี้ นวมบอกทุกคนว่าจะไปอยู่กับอนึกและจะคอยดูแลทุกคนเหมือนเดิม

“ท่านเจ้าคุณคะ ท่านเจ้าคุณยกโทษให้พ่อใหญ่ได้หรือเปล่าคะ” น้ำเสียงนวมแผ่วเบา

“ฉันยกโทษให้ลูกนานแล้ว นี่ก็ตั้งใจจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้ด้วยซ้ำ พ่อใหญ่ทำดีมาร้อยครั้งทำพลาดไปครั้งเดียวไม่ทำให้ฉันรักลูกน้อยลงหรอกนะ แต่ที่แล้วมาเพราะฉันถือทิฐิเลยไม่เคยพูดให้แม่นวมรู้ ทำให้แม่นวมต้องทุกข์ใจจนถึงวันนี้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ได้ยินอย่างนี้ฉันก็หมดเรื่องติดค้างในใจแล้ว” นวมยิ้มหมดห่วงกังวล ค่อยๆหลับตาลงสิ้นใจอย่างสงบ

อนลก้มกราบแทบเท้าร้องไห้จนตัวสั่นสะท้าน เกื้อจับบ่าหลานชายให้กำลังใจทั้งที่ตัวเองน้ำตานองหน้า ท่านเจ้าคุณปล่อยน้ำตาไหลรินไม่อาจกลั้นไว้ได้อีก

ด้านอุรวศีได้รับจดหมายจากจางวางสม ส่งข่าวการตายของหม่อมต่วน และถามว่าจะกลับคืนฐานันดรหรือจะอยู่ที่ปากน้ำโพต่อไป หม่อมสลวยเห็นว่าหมดเวรหมดกรรมเสียที ลูกน่าจะกลับคืนฐานันดร แต่ท่านหญิงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าไม่กลับ เพราะคิดแล้วว่ากลับไปพวกพี่ๆก็ต้องหวาดกลัวว่าตนจะเอาที่ดินนครปฐมคืน ถ้ากลับไปก็เหมือนกลับเข้าสู่ความเกลียดชังอีก

ในขณะที่ยังไม่เสร็จงานศพหม่อมต่วน ติโลตตมาก็อาละวาดใส่อรชุนต่อหน้าอลัมพุษา อทริกา และอรุณวาสี โดยมีพุ่มและสำอางเป็นลูกคู่ให้อทริกา เพราะอรชุนจะยึดสมบัติคนเดียวในฐานะเป็นพี่ชายใหญ่ ติโลตตมาไม่ยอม อทริกาเห็นด้วย พุ่มช่วยโวยว่าเป็นความคิดโบราณที่พี่ชายคนโตจะครอบครองสมบัติคนเดียว อรชุนโกรธตวาดใส่พุ่มอีคนลักเพศ อทริกาโกรธต่อว่าพี่ชาย อลัมพุษาคอยปรามแต่ละคนและพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

“พี่ชายใหญ่คะ หากเรื่องครั้งนี้มีพินัยกรรมหรือมีคำสั่งเสียของแม่ หญิงจะทำตามโดยไม่มีข้อแม้ แต่นี่แม่เสียโดยมิได้สั่งอะไรไว้เลย สมบัติก็ควรเป็นของเราห้าคนพี่น้องไม่ใช่หรือคะ”

อรชุนท้าให้ไปฟ้องเอา ติโลตตมาไม่กลัวแม้เขาจะไปขอร้องให้พระญาติองค์อื่นช่วย อรชุนตอกกลับที่เธอเอาบาญชีกับกุญแจห้องเก็บสมบัติจากอรุณวาสีไปเก็บไว้เอง นึกหรือว่าตนไม่รู้ อลัมพุษาปรามให้เบาเสียงอายบ่าวไพร่ อรชุนตวาดกลับว่าเธอไม่ควรมาเกี่ยวข้องเพราะออกเรือนไปแล้ว พระสวามีของเธอก็ร่ำรวย อลัมพุษาเถียงว่าสมบัติของท่านชายไม่เกี่ยวอะไรอย่ามาเอาเปรียบตน ติโลตตมาชี้หน้าอรชุนว่าตนไม่กลัวค้าความจะเอาให้ถึงที่สุด อทริกาเห็นด้วย มีเพียงอรุณวาสีที่ทนไม่ไหวเดินร้องไห้ออกไปไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องน่าอับอายนี้

เสร็จงานศพนวม อนลตัดสินใจบอกพ่อกับเกื้อว่าตนมีผู้หญิงที่รักและอยากแต่งงานด้วย เป็นหลานสาวจางวางสม เกื้อยิ้มขำๆเพราะเหตุนี้เองถึงทำท่าเหมือนจะตายตอนให้แต่งงานกับดวงแข พระยารัชปาลีถอนใจถ้าบอกแต่แรกป่านนี้คงได้แต่งงานจนมีลูกไปนานแล้ว

“ตอนนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่างครับ ผมจึงไม่กล้ากราบเรียนคุณพ่อคุณแม่ แต่หลังจากที่ไปเจอกันอีกที่ปากน้ำโพ ผมก็เลยแน่ใจ”

เกื้อบอกชะรอยจะเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ ท่านเจ้าคุณขอให้เกื้อจัดการไปสู่ขอหลังจากออกทุกข์แล้ว เพราะตนจะบวชตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ อนลชะงักแต่แล้วยกมือไหว้อนุโมทนาบุญ

ooooooo

ห้าเดือนผ่านไป อนลกับอุรวศีเข้าพิธีแต่งงานแบบเรียบๆ โดยมีเกื้อเป็นญาติฝ่ายอนล ยกขันหมากมาไม่น้อย ท่ามกลางความปลาบปลื้มยินดีของจางวางสม ผ่อง และบุญทัน มีเพียงหม่อมสลวยที่ไม่ยินดีที่ลูกต้องแต่งกับคนต่ำศักดิ์กว่า

ในขณะที่ทุกคนรดน้ำอวยพรให้บ่าวสาว พอถึงหม่อมสลวยกลับทำใจไม่ได้เดินหนีไปดื้อๆ เกื้องงว่าเกิดอะไรขึ้น บุญทันกับจางวางสมรีบตามไปคุย จางวางสมตำหนิ เป็นแม่แท้ๆกลับไม่ยินดีกับลูก บุญทันเห็นว่าอนลดีพร้อมทุกอย่าง หม่อมสลวยไม่เถียง ถ้าลูกเป็นคนธรรมดาได้คู่อย่างนี้ถือว่าประเสริฐสุด แต่นี่ลูกเกิดมาสูงศักดิ์ได้คู่ที่ต่ำกว่าจะให้ตนดีใจได้อย่างไร

อุรวศีตามมาแอบฟัง จางวางสมพยายามบอกว่าปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ต้องตามใจผู้นอน ในเมื่อท่านหญิงเลือกแล้ว แม่มาทำแบบนี้จะอึดอัดกันไปหมด หม่อมสลวยพรั่งพรูความเสียใจ “ฉันสู้อุตส่าห์ยอมให้คนประณามหยามเหยียดว่าใฝ่ต่ำหนีตามพี่บุญทันมา ก็เพราะอะไรถ้าไม่ใช่เพราะห่วงความปลอดภัยของหญิงหลง ตอนนี้หม่อมต่วนก็ตายแล้ว ฉันก็หวังว่าหญิงจะคืนสู่ศักดิ์ฐานะของตัวเอง แต่หญิงกลับเลือกทิ้งทุกอย่าง จะไม่ให้ฉันเสียใจได้ยังไง”

อุรวศีแปลกใจเปิดประตูเข้ามาถามว่าความปลอดภัยอะไร ทั้งสามตกใจ บุญทันตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ท่านหญิงฟัง ถึงเรื่องที่หม่อมต่วนฆ่าทุกคนและหม่อมสลวยเห็นเหตุการณ์ เกรงท่านหญิงจะไม่ปลอดภัยจึงพาไปอยู่ในวังและตัวเองหนีออกมา โดยไม่ปริปากบอกใคร ด้วยกลัวคนรู้มาก ความปลอดภัยก็น้อยลง ท่านหญิงน้ำตาคลอคุกเข่าลงกราบที่ตักแม่

“หญิงขอโทษค่ะแม่ที่เคยน้อยใจว่าแม่ทิ้งหญิงไป แม่อภัยให้หญิงด้วยนะจ๊ะ”

เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย จางวางสมจึงเผยความรู้สึกว่าตนเองก็เสียใจมานานแล้วที่ไม่รู้มาก่อนว่าลูกกับบุญทันรักใคร่ชอบพอกัน จึงยกลูกให้เสด็จเพราะคิดถึงความสุขสบายของลูก ฉะนั้นไม่อยากให้ท่านหญิงต้องพรากกับคนรักซ้ำรอยอีก หม่อมสลวยอึ้งกอดลูกน้ำตาไหลพราก

หม่อมสลวยรดน้ำสังข์ให้บ่าวสาว อนลรับปากต่อหน้าทุกคนว่าจะรักและภักดีต่ออุษาตลอดชีวิต หม่อมสลวยยิ้มบางๆเอ่ยขอให้มีหลานไวๆ ท่านหญิงเขินอาย ทุกคนหัวเราะชอบใจ

เสร็จพิธีแต่งงาน อนลพาอุรวศีนั่งเรือมาอุทัยธานีทันที เขาเป็นห่วงว่าเธอจะเหน็ดเหนื่อยแต่ท่านหญิงกลับเพลิดเพลินมองแม่น้ำสะแกกรัง...พอเข้าห้องหอ ต่างคนต่างเขินนั่งอ่านหนังสือคนละมุมห้อง อนลรวบรวมความกล้าเข้ามานั่งข้างๆชวนคุย

“พูดตรงๆนะแม่อุษา ฉันตื่นเต้นมากไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย คืนนี้เป็นคืนส่งตัว ฉันก็อยากหาเรื่องพูดคุย กับแม่อุษา แต่มันนึกอะไรไม่ออก ในหัวมันตื้อตันไปหมด”

อุรวศียิ้มขำๆ อนลบอกใจตนเต้นแรงมาก ดึงมือเธอให้มาสัมผัส ท่านหญิงเขินจะดึงมือออกแต่เขารั้งไว้ ท่านหญิงบ่น “คนเจ้าอุบาย มีใครรู้บ้างไหมคะว่าคุณพี่ ไม่ได้ซื่อสักเท่าไหร่เลย”

“พี่เจ้าอุบายแต่เฉพาะแม่อุษาคนเดียวเท่านั้น อย่ากลัวเลยว่าพี่จะไปใช้อุบายกับหญิงอื่น” อนลยื่นหน้ามาหอมแก้มอุรวศี เธอสะดุ้งเขินหน้าแดง อนลเอื้อนเอ่ยบทกลอนที่เคยเขียนให้

มิอาจพบประสบพักตร์ ใช่ว่าจักคิดหักใจ...ท่านหญิงกล่าวต่อ ต่างสลับกันต่อกลอนจนใบหน้าค่อยๆชิดใกล้ จบลงที่ริมฝีปากทั้งสองประกบกัน ไม่อาจหักห้ามใจที่มีต่อกันไว้ได้อีก

ooooooo

สามเดือนต่อมา หม่อมเรี่ยมมาดูแลชายเดียว บุตรของอธิปกับเมรา พลันได้ยินเสียงเมราทะเลาะกับอธิปเสียงดังลั่นวังโวยวายที่เมราขอหย่า หาว่ามาแต่ตัวยังเนรคุณ เมราโมโหสวน

“เจ้าพี่มีบุญคุณอะไรกับหญิงมิทราบคะ สินสอดทองหมั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องให้กันตามธรรมเนียมอยู่แล้ว และตั้งแต่เสกสมรสกันมา หญิงก็ทำหน้าที่โดยไม่ขาด ตกบกพร่อง แต่ที่ต้องหย่ากันก็เพราะเจ้าพี่เองต่างหาก”

“โทษฉันงั้นรึ ฉันทำอะไรผิดอย่ามาอ้างเรื่องเมียน้อยนะ เพราะก่อนจะเสกสมรส ฉันก็บอกเธอไปหมดแล้ว”

“เจ้าพี่จะมีผู้หญิงซักกี่คนหญิงไม่ใส่ใจหรอกค่ะ แต่ที่หญิงทนไม่ได้มันเป็นเรื่องอารมณ์ร้ายและความหยาบคายของเจ้าพี่มากกว่า หรือเจ้าพี่จะให้หญิงเรียกหมอมาเป็นพยานคะ ว่าหญิงถูกทำร้ายกี่ครั้งและโดนอะไรบ้าง”

หม่อมเรี่ยมยืนน้ำตาคลอเพิ่งเคยได้ยินว่าลูกเจอเรื่องแบบนี้ เมราหันมาเห็นแม่ก็หน้าเสีย อธิปมองตามเบะปากใส่ แล้วบอกว่าตนยอมหย่าให้แต่จะไม่ให้ทรัพย์สินอะไรอีก

“ก็ได้ค่ะ แต่วังนี้ต้องเป็นของชายเดียว เพราะชายเดียวเป็นลูกที่เกิดจากชายาเอก จะให้อยู่โดยไม่มีวังหรือต้องอยู่ร่วมกับลูกเมียน้อยไม่ได้เป็นอันขาด”

อธิปจะไม่ยอม เมราจึงท้าให้ไปเจอกันในศาล พระญาติจะได้ทราบกันทั่วหน้า อธิปแค้นใจ “อยากได้นักก็รอฉันตายก่อนก็แล้วกัน ฉันจะทำพินัยกรรมไว้ให้ แต่ถ้าฉันยังอยู่ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้นั่งชูคออยู่ในวังนี้อีก”

เมราน้ำตาคลอเดินเข้ากอดแม่ที่ยืนร้องไห้ด้วยสงสารตน หม่อมเรี่ยมติงทำไมไม่บอก ทำไมอดทนถึงเพียงนี้ ตนจะไม่ขวางการหย่าร้างอีก...

ด้านอุรวศีมีความสุขกับชีวิตคู่ที่เป็นอุษาสาวชาวบ้าน ปรนนิบัติอนลข้าราชการอนาคตยาวไกล มีจัน มาอยู่ด้วย ทำขนมจีนขายเลี้ยงตัวจนร่ำรวย...อนลมักจะกลับมากินข้าวกลางวันที่บ้าน และวันนี้เขากลับมาก็สวมกอดอุรวศีหอมแก้มฟอดใหญ่ ทันใดเสียงหม่อมสลวยกระแอมขัดจังหวะ อนลสะดุ้งถอยห่างยกมือไหว้ หม่อมสลวยยิ้มขำๆแต่ก็ปลื้มใจเห็นลูกมีความสุข

จันรีบปิดร้านเก็บขนมจีนที่ปกติจะขายหมด เอากลับมาให้หม่อมสลวยกับผ่องชิม ว่าฝีมือตนจะสู้ครูผ่องได้หรือไม่ ทั้งผ่องและหม่อมสลวยยอมรับว่าอร่อยไม่แพ้กัน หม่อมสลวยเป็นห่วงอยากส่งเรือนแพหลังใหญ่มาให้ จะได้กว้างขวางขึ้น ท่านหญิงปฏิเสธ

“อย่าเลยค่ะแม่ คุณพี่เป็นลูกพระยาคนอิจฉาก็มีมาก และตำแหน่งคุณพี่ก็ยังเล็ก ถ้าเรากินอยู่เกินตำแหน่งไป จะเป็นเรื่องให้ครหาเสียเปล่าๆ”

“อย่างนั้นก็ตามใจลูกเถิดจ้ะ...ตาฝากมาให้จ้ะ มีข่าวมาบอกหลายเรื่องเลย” หม่อมสลวยส่งจดหมายให้อุรวศี จันรีบถามมีข่าวท่านหญิงเมราบ้างไหม

อุรวศีอ่านจดหมายสักพักเล่าว่าเมราหย่าขาดกับอธิปแล้ว ได้สินสอดมากโขอยู่สบายไปทั้งชาติกับลูกชาย ผ่องถอนใจเล่าเรื่องที่ตำหนักหม่อมต่วน

“แต่เรื่องลูกๆหม่อมต่วนก็เป็นไปอย่างที่ท่านหญิงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ตอนนี้ฟ้องร้องเรื่องมรดกกันอีนุงตุงนัง พ่อบอกว่าเป็นข่าวครึกโครมกันไปทั่วพระนครเลยเชียว”

จันสมน้ำหน้าให้ แต่นึกห่วงอรุณวาสี อุรวศีบอกไม่ต้องห่วง ตาเขียนเล่ามาว่า ท่านหญิงสละสิทธิ์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกองมรดก และได้เสกสมรสกับสุรคมไปแล้ว จันดีใจที่ลงเอยกันได้เสียที

เย็นวันนั้น อนลนั่งเขียนกลอนลงสมุดบันทึกอยู่ที่สนามหน้าเรือน อุรวศีเข้ามานั่งข้างๆ อนลอ่านบทกลอนที่เขียนบรรยายความรักที่มีต่อเธอให้ฟัง ท่านหญิงปลาบปลื้มที่นิ้วนางซ้ายยังคงสวมแหวนทองวงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แสดงถึงความรักที่มีต่อเขาไม่ได้อยู่ที่ความมั่งมีแม้แต่น้อย ทั้งสองสวมกอดกัน มีแต่ความรักและความผูกพันให้แก่กันตลอดจนชั่วชีวิต

ooooooo

ผ่านมา 100 กว่าปี คำกลอนในสมุดบันทึกของ อนลถูกสลักบนหินอ่อนสีขาว ล้อมกรอบสีทอง วางประดับบนโต๊ะไม้เก่าแก่ที่ห้องโถงบ้านรัชปาลี สุรสายลูกชายคนเล็กของสุรคมวัย 90 ปี นั่งอยู่บนรถเข็นกำลังอ่านบทกลอนอย่างตั้งใจ โดยมีสุรางค์หลานสาววัย 22 ปียืนอยู่ข้างๆ

บ้านรัชปาลีปัจจุบันกลายเป็นบูทีคโฮเต็ลหรูหรา และเป็นร้านอาหารชื่อดัง ลูกค้าแน่นร้าน บนกำแพงมีภาพใหญ่แขวนประดับ เป็นภาพอนลในชุดข้าราชการเต็มยศ ยืนอยู่หลังอุษาที่นั่งบนเก้าอี้ ทั้งสองยังสวยสง่าทั้งที่วัยใกล้หกสิบ ถัดมาเป็นภาพหม่อมสลวย บุญทัน จางวางสม ผ่อง จัน ถึกและคล้องติดอยู่เต็มผนัง

อนุวัฒน์ หนุ่มหล่อวัย 25 ปีเหลนของอนลกับอุษาซึ่งเป็นเจ้าของบ้านรัชปาลีคนปัจจุบันและได้ดัดแปลงเป็นโฮเต็ลและร้านอาหาร ใช้เรือนของเกื้อเป็นบ้านพักอาศัย...อนุวัฒน์กำลังถ่ายเซลฟี่กับลูกค้าสาวๆอย่างไม่ถือตัว ยิ้มทักทายลูกค้าทั่วถึง จนนำเมนูมาส่งให้สุรสายที่รอโต๊ะอยู่ สุรสายทักถามว่าเขาเป็นเหลนของคุณพระนรารักษากับคุณอุษาหรือ

“ใช่ครับ ท่านรู้จักคุณทวดของผมด้วยเหรอครับ”

“ผมเคยเจอท่าน ท่านพ่อของผมเป็นเพื่อนกับพระนรา พอเกษียณท่านพ่อก็เลยให้ผมพามาเยี่ยมคุณพระ ตอนนั้นคุณพระท่านเกษียณจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ แล้วก็เพิ่งย้ายกลับมาอยู่บ้านหลังนี้ได้ไม่นาน”

สุรสายยิ้มแย้มเมื่อได้รื้อฟื้นความหลัง และชี้ไปยังภาพคู่อนล

“ตอนผมเจอท่าน ท่านอายุมากกว่าในรูปนี้นิดหน่อย มีเรื่องตลกด้วยนะ ท่านพ่อของผมเคยไปตู่ว่าคุณอุษาเป็นน้าของผม ผมต้องขอโทษขอโพยเสียแทบแย่ เอ้อ ลืมบอกไป ท่านพ่อผมชื่อหม่อมเจ้าสุรคม ส่วนท่านแม่ผมชื่อหม่อมเจ้าหญิงอรุณวาสี ส่วนท่านน้าผม...”

สุรางค์แทรกขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ชื่อหม่อมเจ้าหญิงอุรวศีค่ะ นี่เรื่องโปรดเลยนะคะ รำลึกความหลังทีไร ต้องเล่าเรื่องนี้ให้ฟังทุกที”

“เอ๊ะไอ้เจ้าคนนี้ ชอบขัดคอปู่ซะเรื่อยเลย”

สุรสายเอ็ดหลานด้วยความเอ็นดู อนุวัฒน์รู้ถึง ความสนิทสนมของปู่กับหลาน จึงนั่งร่วมโต๊ะคุยด้วยอยู่นาน อนุวัฒน์เล่าว่า เกื้อซึ่งเป็นเทียดของตน เป็นอาของคุณทวด ชอบเขียนไดอารี่ จดไว้ละเอียดยิบ ทำให้ตนรู้เรื่องที่ผ่านมาของรุ่นคุณทวด และรู้ว่ามีข่าวครึกโครมในสมัยนั้น

สุรสายจำได้ถ้าครึกโครมก็มีเรื่องมรดกเรื่องเดียว เรื่องเงินๆทองๆไม่เข้าใครออกใคร ญาติทางพ่อตนก็แตกกันจนมองหน้าไม่ติด ขนาดเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน สุรางค์ถามว่าเรื่องนี้ทำไมตนตกข่าว สุรสายส่ายหน้าบอกว่า

“ก็เรื่องมันไม่เป็นเรื่อง ตอนนั้นปู่ยังไม่เกิดท่านพ่อเล่าให้ฟังอีกที ฟังแล้วก็อ่อนใจ”

สุรสายเล่าถึงตอนที่สุรคม เมราและหม่อมเรี่ยมมาร่วมงานศพท่านหญิงทิพย์ขนิษฐาของอธิป แต่อธิปเอาแต่เมาหาว่าทุกคนมาเยาะเย้ยที่ตนไม่ได้เลื่อนยศตำแหน่งเหมือนสุรคม จนมีตำแหน่งต่ำกว่าและทนไม่ได้ลาออกมา

สุรางค์ฟังแล้วสงสัย ถ้าลาออกแล้วกินอยู่อย่างไร

“ท่านลุงเป็นคนหลงใครก็ทุ่มไม่อั้นจนสมบัติหมดเกลี้ยง ดีแต่ว่าสิ้นชีพิตักษัยไปก่อนเลยไม่ลำบาก ลูกแต่ละคนก็หนักหนาอยู่ เว้นแต่พี่ชายเดียวที่เกิดกับท่านป้าเมรา ได้ทั้งสมบัติของท่านป้าแล้วก็ยังได้วังของท่านลุงไปอีก”

อนุวัฒน์เคยอ่านหนังสือเจอว่าท่านป้าของสุรสายเป็นผู้ก่อตั้งห้องเสื้อเมรา สุรางค์เล่าเสริมว่าไม่มีการประกวดนางงามที่ไหนก็ต้องใช้บริการ เป็นแบรนด์ดังของไทยที่อยู่เป็นร้อยปี สุรสายเล่าว่าตอนก่อตั้งใช้ชื่อหม่อมเรี่ยมเพราะคนจะดูถูกว่าเจ้านายมาค้าขาย เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อรุ่นลูกหลานนี่เอง

อนุวัฒน์ตื่นเต้นที่ได้รู้เรื่องอดีตของบรรพบุรุษ สุรางค์แซวว่ายังไม่ถึงช่วงสำคัญสุด นี่เพิ่งปูเรื่องเท่านั้น สุรสายถลึงตาใส่หลานสาวที่ชอบดักคอ แล้วสุรสายก็เล่าต่อว่า

“ญาติทางพ่อผมว่าแตกกันแล้ว ทางแม่ต้องเรียกว่าไม่มีชิ้นดีเลย อย่างที่คุณว่ามันเป็นข่าวครึกโครมดังไปทั่ววงสังคม แต่มีไม่กี่คนหรอกที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังจริงๆ... ท่านลุงท่านป้าผมฟ้องร้องกันเรื่องมรดกของหม่อมยาย ทำให้ระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ไม่มีใครใช้เงินจากกองมรดกได้แม้แต่บาทเดียว ท่านลุงใหญ่รับราชการเลยไม่เดือดร้อน ส่วนพระสวามีของท่านป้าใหญ่ก็ทรงร่ำรวย มีแต่ท่านป้ากลางกับท่านป้านิดเท่านั้นที่ลำบาก...”

เงินใช้จ่ายหมดลงถึงขนาดในตำหนักต้องกินข้าวต้มผักดอง ท่านหญิงกลางก็ไม่ลดละเอาสมบัติส่วนตัวออกมากินใช้ ส่วนท่านหญิงนิดถูกพุ่มปอกลอกเงินจนหมดแล้วทิ้งไปมีความสุขกับสำอาง...

คดีความสู้กันยาวนานกว่ายี่สิบปี ท่านหญิงนิดสิ้นชีพิตักษัยไปก่อน ตอนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ท่านหญิงใหญ่กับพระสวามีพร้อมโอรสธิดาต้องลี้ภัยไปอยู่ปีนังและสิ้นชีพิตักษัยที่นั่น

สุรางค์แย็บว่ามีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้นในงานพระศพ สุรสายเหน็บว่าทีอย่างนี้จำแม่น ก่อนจะเล่าต่อยิ้มๆว่า ในศาลาสวดศพอลัมพุษาหรือท่านหญิงใหญ่ สองท่านหญิง เมรากับอรุณวาสีเดินคุยกันเข้ามาในศาลาหลังงานสวดคืนนั้นเสร็จสิ้น แล้วต้องแปลกใจที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกราบพระศพอยู่ จึงเอ่ยขอบคุณที่มา

แต่พอผู้หญิงคนนั้นหันมา ทั้งสองตกตะลึงที่หน้าเหมือนอุรวศีแม้จะมีอายุมากขึ้น ท่านหญิงเองก็ตกใจรีบก้มหน้าเดินหนี สองท่านหญิงรีบเดินตาม แต่อนลโผล่มาขวาง ทักทายราวกับตนเพิ่งมา สองท่านหญิงถามเขาว่าเห็นอุรวศีไหม อนลตีหน้าตาย
“ท่านหญิงอุรวศีสิ้นชีพิตักษัยไปนานแล้วนี่ กระหม่อม และตอนที่กระหม่อมเดินเข้ามา ก็ไม่มีใครเดินสวนออกไปแม้แต่คนเดียวนะกระหม่อม”

อรุณวาสีไม่เชื่อเพราะตนจำน้องสาวคนเดียวได้ อนลยืนกรานว่าไม่เห็นใครเลยจริงๆ เมราจึงคิดว่าวิญญาณ อุรวศีคงมารับวิญญาณอลัมพุษาไปอยู่ด้วยกัน อนลแอบถอนใจโล่งอก

สุรางค์ฟังเรื่องนี้ทีไรให้ขนลุกทุกที สุรสายเอ็ดว่าบรรพบุรุษของเราจะกลัวทำไม อนุวัฒน์ถามว่าท้ายสุดคดีใครชนะ สุรสายส่ายหน้าจะเรียกว่าชนะก็ไม่ได้ เพราะคดียังไม่สิ้นสุดก็ทยอยสิ้นชีพิตักษัยกันไป คนต่อมาคือ อรชุนหรือท่านลุงใหญ่ ตนได้ไปเยี่ยมตอนอายุราวสิบขวบ ท่านลุงพูดคุยกับท่านแม่ด้วยดีเพราะเป็นน้องที่ไม่คิดแย่งสมบัติ แถมชื่นชมท่านพ่อที่มีอนาคตราชการก้าวไกลเป็นถึงรองอธิบดีเพราะเป็นคนเก่งจริง ไม่เหมือนท่านลุงที่ถูกออกจากราชการก่อนกำหนด และยังต้อง
มาอยู่บ้านกับคนใจยักษ์

พูดไม่ทันไรหญิงกลางแหวเข้ามาว่าเมื่อไหร่จะตายๆไปเสียที แล้วทั้งสองก็ทะเลาะกันต่อหน้าน้องและหลาน จากนั้นไม่นานอรชุนก็สิ้นชีพิตักษัย สมบัติทั้งหมดตกเป็นของหญิงกลางไปโดยปริยาย แต่กรรมก็ตามทัน โจรบุกปล้นวังและแทงแปลกตายต่อหน้าหญิงกลาง ทำให้ทรงเสียสติ โชคยังดีที่ท่านหญิงเอาเงินทองทรัพย์สมบัติฝากธนาคารไว้ พวกโจรจึงได้ไปเพียงเล็กน้อย

หญิงกลางนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลตลอดชีวิตโดยมีท่านป้อมซึ่งกลายมาเป็นผู้ช่วยหมอคอยดูแลไปจนตายจากกัน สมบัติทั้งหมดตกเป็นของหญิงเล็กหรืออรุณวาสี

อนุวัฒน์ฟังแล้วทึ่ง แสดงว่าของของใครก็ต้องเป็นของของคนนั้น สุรสายพยักหน้ารับ

“ก็คงจะใช่ แต่ท่านพ่อท่านแม่ของผมกลัวว่าลูกๆจะแตกแยกกันเพราะสมบัติ ก็เลยเอาสมบัติทั้งหมดมาเป็นกองกลาง แล้วจ้างคนอื่นมาบริหาร ส่วนพวกเราก็รับแต่ดอกผล จนพี่ๆของผมขึ้นสวรรค์กันไปหมด พวกเราก็ไม่เคยทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้เลย”

อนุวัฒน์เห็นว่าสมบัติมากแค่ไหนก็ไม่คุ้ม ถ้าพี่น้องแตกแยกกัน ครั้นสุรสายเอ่ยถามทำไมที่นี่กลายเป็นร้านอาหาร อนุวัฒน์เล่าว่า ตอนคุณทวดเกษียณกลับมา ชวดจันกับชวดอุษาช่วยกันทำร้านอาหาร ส่วนที่เป็นโรงแรมตนเพิ่งทำเองได้สองปี

สุรางค์แซวปู่เรื่องอุษาอีก ทำให้อนุวัฒน์อยากฟังอย่างละเอียด สุรสายจึงเล่าถึงตอนที่ท่านพ่อสุรคมเกษียณแล้ว ตนพามาเยี่ยมบ้านรัชปาลีแล้วได้เจออุษา ท่านพ่อเชื่อว่าคืออุรวศีแน่ๆ ใครจะพูดอย่างไรก็ไม่เชื่อแล้วพาลโกรธทุกคนหมด

หลังจากนั้นหลายปี อุษาก็เสียชีวิตลงท่ามกลางความเสียใจของลูกหลาน อนลทำศพให้สมเกียรติ พอเสร็จสิ้นงานศพก็ล้มป่วยและเสียชีวิตตามไป ทุกคนโจษจันถึงความรักของทั้งสองจนเก็บกลอนเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความรักที่ยั่งยืนมีจริง

เมื่อการสนทนาจบลง อนุวัฒน์ออกมาส่งสุรสายและสุรางค์ที่หน้าโรงแรม เอ่ยปากชวนให้กลับมารับประทานอาหารโปรโมชั่นพิเศษอีก สุรสายได้แต่หวังว่าตนจะมีชีวิตได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่ก็ดีใจที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตให้คนรุ่นหลังได้รับฟัง

ooooooo

–อวสาน–




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.435 seconds with 17 queries.