|
|
|
|
|
ppsan
|
 |
« Reply #2 on: 16 May 2026, 09:40:30 » |
|
ส่วนพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เข้าใจว่าจะเป็นตอนขุนช้างขอนางพิม และตอนขุนแผนพานางวันทองหนี อยู่ต่อพระราชนิพนธ์ทั้ง ๒ ตอน
ผู้ที่แต่งเสภาครั้งรัชกาลที่ ๒ ถึงไม่รู้จักตัวได้หมด ก็เชื่อได้ว่าคงอยู่ในพวกกวีที่มีชื่อเสียงในรัชกาลนั้น ซึ่งเป็นผู้ที่ทรงหารือเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือพวกกวีชุดเดียวกันกับที่แต่งหนังสือบทละครในรัชกาลที่ ๒ มีเรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์เป็นต้น นั้นเองที่แต่งบทเสภา ถ้าสังเกตดูทำนองกลอนก็จะเห็นได้ว่า กลอนเสภาที่ตอนดีๆ คล้ายๆ กันกับบทละครในรัชกาลที่ ๒ ไม่ห่างไกลกันนัก
ผิดแต่ในข้อสำคัญที่เสภาไม่มีบังคับเหมือนอย่างบทละคร ที่จะต้องแต่งให้เข้ากับกระบวนคนรำ แต่เสถาบทจะยาวสั้นอย่างไรแล้วแต่จุใจของผู้แต่ง อยากจะว่าอย่างไรก็ว่าได้สิ้นกระแสความ อีกประการหนึ่ง สำนวนเสภาแต่งเป็นอย่างเล่านิทาน ถือเป็นข้อสำคัญอยู่ที่จะต้องแต่งให้เห็นเป็นเรื่องจริงจัง เป็นต้นว่า ถ้อยคำสำนวนที่พูดจากันในเสภา แต่งคำคนชนิดไรก็ให้เหมือนถ้อยคำคนชนิดนั้น และพูดจาตามวิสัยของคนชนิดนั้น
แม้กล่าวถึงที่ทางไปมาในเรื่องเสภาก็ว่าให้ถูกแผนที่สมจริง ข้อนี้ข้าพเจ้าเคยไปตามท้องที่ที่อ้างในเสภาหลายแห่ง ได้ลองสอบสวนเห็นกล่าวถูกต้องโดยมาก ดูเหมือนแต่งบทเสภาจะถึงต้องสอบถามแผนที่กันมิใช่น้อย ว่าโดยย่อการแต่งบทเสภามีกระบวนที่จะแต่งได้กว้างขวางกว่าบทละคร ทั้งเนื้อเรื่องขุนช้างขุนแผนเองก็เป็นเรื่องสนุก มีท่าทางที่จะแต่งเล่นได้หลายอย่าง ประกอบกับที่ไม่เปิดเผยชื่อผู้แต่งให้ปรากฏ ผู้แต่งได้อิสระเต็มที่
ด้วยเหตุเล่านี้ พวกกวีที่แต่งบทเสภาจึงแต่งประกวดกันเต็มฝีปาก ว่าเผ็ดร้อนถึงอกถึงใจ เป็นหนังสือซึ่งให้เห็นสำนวนกวีต่างๆ กันเป็นอย่างดี หนังสือเสภาจึงวิเศษในกระบวนหนังสือกลอน ผิดกับหนังสือเรื่องอื่นที่แต่งมาก่อน หรือที่แต่งในยุคเดียวกันนั้น จะเปรียบเทียบกับเสภาไม่ได้สักเรื่องเดียว หนังสือเสภาจึงเป็นเสน่ห์ ใครอ่านแล้วย่อมชอบติดใจตั้งแต่เดิมมาจนกาลบัดนี้
หนังสือเสภาที่แต่งเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๒ ก็แต่งเป็นตอนๆ แล้วแต่กวีคนใดจะพอใจแต่งเรื่องตรงไหน ก็รับไปแต่งตอนหนึ่งเหมือนจะกะพอขับคืนหนึ่ง ประมาณราว ๒ เล่มสมุดไทย ข้อนี้รู้ได้โดยสังเกตสำนวนหนังสือ และได้ทราบว่า เมื่อแต่งแล้วเอาเข้ามาขับถวายตัวเวลาทรงเครื่องใหญ่ จึงเป็นประเพณีมีขับเสภาถวายเวลาทรงเครื่องใหญ่ มีในรัชกาลหลังๆ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่านพิภพ ก็ทรงเจริญแบบอย่างครั้งรัชกาลที่ ๒ โปรดให้ขอแรงกวีแต่งเสภาเรื่องพระราชพงศาวดารขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับขับเวลาทรงเครื่องใหญ่ ใครจะแต่งบ้างหาทราบไม่ แต่สุนทรภู่ยังมีชีวิตอยู่ได้แต่งด้วย เสียดายที่หนังสือเสภาพระราชพงศาวดารแต่งคราวนั้น ฉบับสูญหายเสียหมด มีแต่ที่จำกันไว้ได้เป็นตอนๆ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ได้รวบรวมพิมพ์ขึ้นคราวหนึ่ง แต่อ่านสู้เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนไม่ได้ ด้วยเนื้อเรื่องหนังสือพระราชพงศาวดารไม่ชวนแต่งเสภาเหมือนเรื่องขุนช้างขุนแผน
นอกจากเรื่องพระราชพงศาวดาร ยังมีเสภาเรื่องเชียงเมี่ยง คือเรื่องศรีธนญไชยอีกเรื่องหนึ่ง เข้าใจว่าแต่งขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ เหมือนกัน แต่จะแต่งขึ้นเมื่อไร และใครจะแต่งหาทราบไม่ มีแต่ต้นฉบับอยู่ในหอพระสมุดฯ สังเกตสำนวนกลอนและลายมืออาลักษณ์ที่เขียน เป็นครั้งรัชกาลที่ ๔ ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ขอแรงกวีแต่งเสภาเรื่องนิทราชาคริตอีกเรื่องหนึ่ง โดยทำนองเดียวกับที่แต่งเสภามาในครั้งรัชกาลที่ ๒ และที่ ๔ ปรากฏตัวผู้แต่ง ๑๑ คน คือ
ตอนที่ ๑ หลวงพิศณุเสนย์ (ทองอยู่ ครูเสภา) ภายหลังเป็นพระราชมนู ตอนที่ ๒ พระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) ตอนที่ ๓ ขุนวิสูตรเสนี (จาง) ตอนที่ ๔ ขุนวินิจัย (อยู่) ภายหลังเป็นหลวงภิรมย์โกษา ตอนที่ ๕ หลวงบรรหารอรรถคดี (สุด) ภายหลังเป็นพระภิรมย์ราชา ตอนที่ ๖ ขุนวิสุทธากร (ม.ร.ว. หนู) ตอนที่ ๗ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ตอนที่ ๘ ขุนท่องสื่อ (ช่วง) ภายหลังเป็นหลวงมงคลรัตน์ ตอนที่ ๙ หลวงเสนีพิทักษ์ (อ่วม) ภายหลังเป็นพระยาราชวรานุกุล ตอนที่ ๑๐ หลวงสโมสรพลการ (ทัด) เดี๋ยวนี้เป็นพระยาสโมสรสรรพการ ตอนที่ ๑๑ หลวงจักรปาณี (ฤกษ์เปรียญ) ที่แต่งนิราศพระปฐมเจดีย์
หนังสือที่เรียกว่าเสภาหลวง จึงมี ๔ เรื่องด้วยกันดังแสดงมานี้ แต่เสภาเรื่องนิทราชาคริตที่ในหอพระสมุดฯ มีฉบับอยู่เพียง ๕ ตอนข้างต้น ถ้าตอนอื่นของท่านผู้ใดมี และยอมให้หอพระสมุดฯ คัดลอกรักษาไว้จะขอบคุณเป็นอันมาก
หนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่เราอ่านกันทุกวันนี้ ไม่ได้แต่งแต่เมื่อรัชกาลที่ ๒ ทั้งหมด บทที่แต่งต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ก็มีหลายตอน ข้อนี้รู้ได้ด้วยสังเกตในตัวความที่กล่าวในเรื่องเสภานั้น จะยกตัวอย่างเช่นตอนแต่งงานพลายแก้วกับนางพิม ในตอนที่ ๗ เล่ม ๑ นี้
กล่าวตรงขุนช้างแต่งตัวเมื่อจะไปเป็นเพื่อนบ่าวพลายแก้ว ในเสภาว่า “คิดแล้วอาบน้ำนุ่งผ้า ยกทองของพระยาละครให้” ตรงนี้เป็นสำคัญว่าแต่งในรัชกาลที่ ๒ ด้วยพระยาละครฯ มีแต่ในรัชกาลนั้น รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ เป็นเจ้าพระยาทั้ง ๒ รัชกาล
ต่อมาตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง ก็สังเกตได้ว่าแต่งในรัชกาลที่ ๒ ด้วยชมเรือนขุนช้างว่า “เครื่องแก้วแพรวพรรณอยู่ก่ายกอง ฉากสองชั้นม่านมุลี่มี” เพราะเล่นเครื่องแก้วกันเมื่อในรัชกาลที่ ๒
ส่วนตอนที่รู้ได้ว่าแต่งในรัชกาลที่ ๓ นั้น เช่นตอนทำศพนางวันทอง มีกล่าวว่า “นายแจ้งก็มาเล่นต้นปรบไก่ ยกไหล่ใส่ทำนองร้องฉ่าฉ่า รำแต้แก้ไขกับยายมา เฮฮาครื้นครั่นสนั่นไป” นายแจ้งนี้คือเสภาชั้นหลัง ที่มีอายุอยู่มาจนรัชกาลที่ ๕ เป็นคนต้นเพลงที่ดีมีชื่อเสียงในรัชกาลที่ ๓ จึงรู้ว่าเสภาตอนนี้แต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๓
ตอนอื่นที่มีที่สังเกตอย่างนี้ก็มีอีก แต่ได้ลองตรวจ จะให้รู้ชัดให้ตลอดเรื่องว่าตอนไหนแต่งในรัชกาลที่ ๒ ตอนไหนแต่งในรัชกาลที่ ๓ รู้ไม่ได้ ด้วยไม่มีที่สังเกตเสียมาก ลำพังสำนวนกลอนในรัชกาลที่ ๒ นั้นไม่ผิดกัน ด้วยกวีครั้งรัชกาลที่ ๒ ยังอยู่มาในรัชกาลที่ ๓ โดยมาก กวีที่มีขึ้นในรัชกาลที่ ๓ ที่แต่งดีถึงกวีครั้งรัชกาลที่ ๒ ก็มีมาก
จึงได้แต่สันนิษฐานโดยตำนาน คือในรัชกาลที่ ๓ นั้น ถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดการฟ้อนรำขับร้องก็จริง แต่ก็ไม่ทรงขัดขวางห้ามปรามมิให้ผู้อื่นเล่น การเหล่านั้น เจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่เล่นกันขึ้นหลายแห่ง เล่นละครบ้าง มโหรีปี่พาทย์บ้าง เสภานับว่าเป็นส่วนอันหนึ่งของปี่พาทย์ เพราะเป็นต้นบทส่งลำ จึงเล่นเสภากันแพร่หลายต่อมา บทเสภาสำนวนหลวงที่แต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๒ เห็นจะได้มาขับให้คนฟังแพร่หลายในตอนนี้ เป็นเหตุให้เกิดนิยมบทเสภาที่แต่งใหม่มาก จึงมีผู้ขวนขวายให้แต่งบทเสภาตอนอื่นๆ ซึ่งยังมิได้แต่งในรัชกาลที่ ๒ เพิ่มเติมขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๓ อีกหลายตอน
ผู้ที่แต่งเสภาในชั้นหลังนี้ จะเป็นใครบ้างๆไม่ทราบแน่ ทราบแต่ว่าคุณดั่นคนหนึ่ง คุณดั่นนี้เป็นลูกพระเจ้ากรุงธนบุรี ทำราชกาลทราบว่าได้เป็นที่หลวงมงคลรัตน์ เป็นผู้มีชื่อเสียงในการเล่นหนังว่าพากย์และเจรจาดีนัก เพราะเหตุที่เป็นกวีแต่งถ้อยคำได้เอง นอกจากคุณดั่น ผู้ที่แต่งกลอนดีในเวลานั้นยังมีมาก เช่นพวกที่มีชื่อเป็นผู้แต่งเพลงยาววัดพระเชตุพนฯ นั้นเป็นต้น
บทเสภาสำนวนหลวงนับว่าบริบูรณ์เมื่อในรัชกาลที่ ๓ แต่งขึ้นแทนบทเดิมเกือบจะตลอดเรื่องขุนช้างขุนแผน เมื่อมีบทสำนวนหลวงบริบูรณ์แล้ว เห็นจะมีเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรือขุนนางผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง ที่เล่นเสภาและปี่พาทย์เมื่อในรัชกาลที่ ๓ คิดอ่านให้รวบรวมเสภาเข้าเรียบเรียงเป็นเรื่องติดต่อกัน อย่างฉบับที่เราได้อ่านกันในทุกวันนี้
เหตุซึ่งรู้ว่าพึ่งเอาเสภามาเรียบเรียงกันเข้าเป็นเรื่องต่อภายหลังนั้น เพราะสำนวนเสภาที่แต่งต่างยุคสมัย มีหลักฐานที่จะรู้ได้บ้าง ดังกล่าวมาแล้ว คือมีสำนวนเดิมที่แต่งก่อนในรัชกาลที่ ๒ สำนวนหนึ่ง สำนวนที่แต่งในรัชกาลที่ ๒ สำนวนหนึ่ง สำนวนที่แต่งในรัชกาลที่ ๓ สำนวนหนึ่ง ในหนังสือเสภาเอาสำนวนเหล่านี้เรียบเรียงคละกัน สำนวนยุคหลังอยู่หน้าสำนวนยุคก่อนก็มี ดังเช่นสำนวนสุนทรภูแต่งตอนกำเนิดพลายงาม อยู่หน้าสำนวนเดิมที่แต่งตอนเจ้าเชียงใหม่ขอนางสร้อยทองนั้นเป็นต้น ถ้าได้เรียบเรียงเข้าเป็นเรื่องมาแต่ก่อน สำนวนกลอนคงจะต่อกันตามยุค โดยฐานที่แต่งกันต่อมาโดยลำดับ
ยังอีกสถานหนึ่ง ถ้าพิเคราะห์ดูหนังสือเสภาที่รวบรวมเป็นเรื่องแล้วนี้ ก็เห็นได้ว่าของเดิมเป็นท่อนเป็นตอน ผู้แต่งต่างคนต่างแต่งตามเรื่องนิทานที่ตนจำได้ ไม่ได้สอบสวนรู้เห็นกัน เรื่องที่กล่าวยังแตกต่างกันอยู่หลายแห่ง แม้ชื่อคนที่เรียกในเสภา เรียกผิดกันไปก็มี จะยกตัวอย่างเช่น เถ้าแก่ที่ขอนางวันทองให้ขุนช้าง ในตอนแรกเรียกชื่อว่า ยายกลอยยายสาย ครั้นต่อมาในตอนหลังๆ เรียกว่ายายกลอยยายสา หลักฐานมีอยู่ดังกล่าวมานี้ จึงเชื่อได้แน่ว่าบทเสภาแต่เดิมแต่งเป็นท่อนเป็นตอนไม่ติดต่อกัน และเชื่อได้ว่าพึ่งเอามารวมกันเข้าต่อชั้นหลัง
ที่ข้าพเจ้าประมาณว่าจะรวมเสภาเรียบเรียงเข้าเป็นเรื่องในรัชกาลที่ ๓ นั้น เพราะในบทเสภาที่เรียบเรียงเข้าไว้ มีบ้างตอนที่รู้ได้ว่าแต่งเมื่อรัชกาลที่ ๓ นี้ประการหนึ่ง ยังอีกประมารหนึ่ง หนังสือเสภาที่รวมไว้ได้ในหอพระสมุดสำหรับพระนคร มีต่างกันถึง ๘ ฉบับ ยังฉบับปลีกต่างหากเป็นเล่มสมุดไทยราว ๒๐๐๐ เล่ม ได้ตรวจดูลายมือเขียน ไม่พบฝีมือเก่าถึงเขียนในรัชกาลที่ ๒ เลยสักเล่มเดียว ฉบับเก่าที่สุดมีเพียงฝีมืออาลักษณ์ในรัชกาลที่ ๓ ฉบับนี้ได้มาจากในพระบรมมหาราชวัง ๒ เล่มสมุดไทย แต่เขียนเป็นเส้นดินสิขาว ถ้ามิใช่ฉบับหลวงคงเป็นฉบับของเจ้านาย เช่นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งปรากฏว่าโปรดหนังสือ
ด้วยเหตุเหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าการรวบรวมหนังสือเสภาเข้าติดต่อเป็นเรื่อง เห็นจะมารวมแต่เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ ที่ว่านี้ประมาณเป็นอย่างสูง อาจจะมารวมต่อเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ก็เป็นได้ และเชื่อว่ารวมเรื่องในต้นรัชกาลที่ ๔ ก็เป็นได้ และเชื่อว่ารวมเรื่องในครั้งแรกนั้นจบเพียง ๓๘ เล่มสมุดไทย คือตั้งแต่ขึ้นต้นเรื่องมาจนถึงขับนางสร้อยฟ้ากลับไปถึงเมืองเชียงใหม่ ด้วยเห็นสำนวนกลอนเป็นยุติมาเพียงเท่านั้น
เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ถึงหนังสือเสภาได้รวบรวมเข้าเป็นเรื่องแล้วดังกล่าวมา เมื่อหนังสือเสภายังมิได้ลงพิมพ์ ฉบับที่รวบรวมก็มีน้อย และคงอยู่แต่ของผู้มีบรรดาศักดิ์ ด้วยเหตุนี้ เสภาที่เล่นกันในพื้นเมืองในสมัยนั้น ยังขับเป็น ๒ สำนวน คนเสภาโดยมากยังขับได้แต่สำนวนเดิม มีที่ขับเสภาสำนวนหลวงได้น้อย ในสมัยนั้นจึงยังมีกวีที่ถือคติเนื่องมาแต่รัชกาลที่ ๓ คิดบทเสภาเพิ่มเติมขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ อีกหลายตอน คือตอนจระเข้เถรขวาด และตอนพลายเพชรพลายบัว เป็นต้น เสภาที่ครูแจ้งแต่งหลายตอนก็แต่งในสมัยนี้
ข้อนี้รู้ด้วยสำนวนกลอนผิดกัน กลอนแต่งชั้นหลังมักชอบเล่นสัมผัสในเอาอย่างสุนทรภู่ และกระบวนแผนที่ก็ไม่แม่นยำเหมือนแต่งรุ่นก่อน เข้าใจว่าเมื่อในรัชกาลที่ ๔ คงจะมีใครรวมหนังสือเสภาอีกครั้งหนึ่ง จึงสำเร็จรูปอย่างฉบับที่ตีพิมพ์ มีถึงตอนพลายแก้วพลายบัว คือต่อเรื่องเข้าอีก ๕ เล่มสมุดไทย รวมทั้งเก่าใหม่เป็น ๔๒ เล่ม
ครูเสภาที่มีชื่อเสียงปรากฏในรัชกาลที่ ๔ ก็มีหลายคน คือ
๑. ครูแจ้งที่กล่าวมาแล้ว ที่จริงในรัชกาลที่ ๓ เป็นแต่ร่ำลือกระบวนเพลง มาเป็นครูเสภามีชื่อเสียงเมื่อในรัชกาลที่ ๔
๒. ครูสิง เป็นบิดาของนายสัง จีนปี่พาทย์ที่ออกไปตายที่เมืองลอนดอนคราวไปกับปี่พาทย์ในเมื่อรัชกาลที่ ๕ และนายทองดีที่ได้เป็นหลวงเสนาะดุริยางค์เมื่อภายหลัง ครูสิงนี้ว่าขับตอนจระเข้ขวาดไม่มีตัวสู้เมื่อในรัชกาลที่ ๔
๓. หลวงพิศนุเสนี (ทองอยู่ เรียกกันว่าหลวงเพ็ดฉลู) ว่าดีหลายอย่าง ขับก็ดี แต่งเสภาก็ได้ และรู้ลำมากถึงบอกปี่พาทย์ได้ด้วย ถนัดขับตอนขุนแผนรบเมืองเชียงใหม่ หลวงพิศนุเสนีอยู่มาเป็นครูใหญ่อยู่ในรัชกาลที่ ๕
๔. ครูอินอู ว่าเสียงเพราะนัก ชอบขับตอนสังวาส เป็นคู่ขับกับหลวงพิศนุเสนี (ทองอยู่)
๕. ครูเมือง คนเสภาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ชมกันว่ากระบวนขยับกรับเข้ากับวิธีขับ ไม่มีตัวสู้(๓)
แต่การเล่นเสภาเมื่อในรัชกาลที่ ๔ กลายมาเป็นเล่นคู่กับปี่พาทย์ด้วย เล่นกันขึ้นแพร่หลาย พอใจจะฟังเพลงปี่พาทย์กับเสภาเท่าๆ กัน ไม่ฟังเสภาเป็นคนสำคัญเหมือนกันอย่างแต่ก่อน
ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๕ หมอสมิธพิมพ์บทเสภาขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีวอก จุลศักราช ๑๒๓๔ (พ.ศ. ๒๔๑๕) เมื่อมีบทเสภาพิมพ์แล้ว ใครๆก็อาจจะหาซื้อบทเสภาสำนวนหลวงได้โดยง่าย แต่นั้นมาพวกเสภาก็หันเข้าขับสำนวนหลวง คนขับสำนวนนอกมีน้อยลงทุกที บทเสภาก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดแต่งขึ้นใหม่ .
|
|
|
|
|
Logged
|
|
|
|
|
|
|
ppsan
|
 |
« Reply #4 on: 16 May 2026, 09:42:11 » |
|
อธิบายบทเสภา เล่มที่ ๓
บทเสภาที่ปรากฏแก่คนทั้งหลาย คือในฉบับหมอสมิธพิมพ์นั้นเป็นต้น สังเกตดูสำนวนกลอนเข้าใจว่า เมื่อกวีช่วยกันชำระตกแต่งใหม่ในรัชกาลที่ ๒ ทำแต่ต้นมาเพียงจบตอนกำเนิดพลายงาม ซึ่งจัดเป็นตอนที่ ๒๔ อยู่ในเล่ม ๒ ของฉบับหอพระสมุดวชิรญาณนี้ ครั้นกวีมาช่วยกันชำระตกแต่งบทเสภาอีกคราวหนึ่งเมื่อในรัชกาลที่ ๓ ไปจับตั้งแต่ตอนแต่งงานพระไวย คือแต่ตอนที่ ๓๓ ในเล่ม ๓ นี้ไปจนตอนที่ ๔๒ เพียงสิ้นเรื่องนางสร้อยฟ้าศรีมาลาลุยไฟ
แต่บทเสภาตอนกลางอันว่าด้วยเรื่องตีเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่พระเจ้าเชียงใหม่ขอนางสร้อยทอง จนสมเด็จพระพันวษาปล่อยพระเจ้าเชียงใหม่กลับไปเมือง เห็นจะไม่ได้ตรวจชำระใหม่ใน ๒ ยุคนั้น สังเกตดูเป็นสำนวนเก่า อยู่ข้างเร่อร่าไม่เรียบร้อยสนิทสนมเหมือนสำนวนในระยะข้างหน้าและข้างหลัง ความข้อนี้ทำนองจะปรากฏแก่กวีเมื่อรวบรวมบทเสภาเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน จึงมีกวีในรัชกาลที่ ๔ มีครูแจ้งเป็นต้น แต่งบทเสภาตอนตีเมืองเชียงใหม่ประชันบทเดิม ได้มาเมื่อหาต้นฉบับสอบชำระเสภาพิมพ์ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณคราวนี้หลายสำนวน
มีที่แต่งดีๆ จะทิ้งเสียน่าเสียดาย ด้วยการที่กรรมการหอพระสมุดฯ พิมพ์บทเสภาคราวนี้ ประสงค์จะรักษาหนังสือดีในทางวรรณคดีเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นเมื่อตรวจสอบเทียบเคียงกันเห็นว่าตอนใดบทแต่งประชันเขาแต่งดีกว่าบทเดิม เหมือนอย่างตอนกำเนิดกุมารทองลูกนางบัวคลี่ ที่พิมพ์ไว้ในตอนที่ ๑๖ เล่ม ๒ นั้นเป็นตัวอย่าง
บทเสภาในเล่ม ๓ นี้ ที่เป็นบทประชันเลือกลงมาแทนบทเดิม มีบางตอนจะชี้แจงต่อไปโดยลำดับ
ตอนที่ ๒๗ เรื่องพลายงามอาสา ใครแต่งหาทราบไม่ ข้างต้นใช้บทเดิม แต่งต่อใหม่ตรงที่สมเด็จพระพันวษากริ้ว ด้วยไม่มีใครอาสาไปตีเมืองเชียงใหม่ แก้ไขเรื่องพลายงามเข้าอาสาให้แยบคายขึ้น
ตอนที่ ๒๘ เรื่องพลายงามได้นางศรีมาลา เป็นสำนวนเดียวกับตอนที่ ๒๗ ต่อมา ความในตอนนี้เขาแก้เนื้อเรื่องแห่งหนึ่ง บทเดิมพอขุนแผนพลายงาทมขึ้นไปถึงเมืองพิจิตร พระพิจิตรก็ให้นิมนต์พระมาทำพิธีแต่งงานพลายงามกับนางศรีมาลา ทำให้เข้าใจว่าได้ขอร้องตกลงกันไว้แต่ก่อนนั้นแล้ว บทที่แต่งประชัน เขาแต่งให้พลายงามไปเห็นนางศรีมาลาแล้วมีความรักใคร่ จึงลอบเข้าหา เห็นว่าที่เข้าแก้เป็นเช่นนี้ถูกต้องสมต้นสมปลาย เพราะเมื่อกองทัพกลับ สมเด็จพระพันวษาทรงตั้งพลายงามเป็นจมื่นไวย แล้วมีรับสั่งให้แต่งงานกับนางศรีมาลา ขุนช้างมาช่วยงานจึงเกิดวิวาทกัน ก็ถ้าแต่งงานที่เมืองพิจิตรแล้ว ทำไมจะมาแต่งงานกันใหม่อีก
ถึงคำขุนแผนกราบทูลในบทเดิมก็ว่า “เมื่อไปทัพได้กับศรีมาลา ลูกพระยาพิจิตรบุรี แต่รักใคร่ยังมิได้ทำงานการ เขาผ่อนผันนัดงานมาเดือนสี่” เห็นว่าเรื่องที่ถูกควรเป็นอย่างที่แต่งในบทประชัน แต่หนังสือบทนี้ได้มาฉบับขาดเพียงพลายงามเข้าไปถึงเตียงนอนนางศรีมาลา ต่อนั้นต้องช่วยกันแต่งในหอพระสมุดฯ ไปจนถึงบทพลายงามชมดง จึงต่อบทของครูแจ้งไปจนตลอดตอน
บทที่ ๒๙ เรื่องขุนแผนพลายงามแก้พระท้ายน้ำ เป็นของครูแจ้ง ดูเหมือนจะสมมุติได้ว่า ตอนนี้เป็นดีอย่างยอดของสำนวนเสภาครูแจ้ง ส่วนตัวเรื่องแก้ไขบ้าง เช่นวิธีรบและชื่อแม่ทัพเชียงใหม่ ผิดกับในเสภาเดิม แต่เป็นเพียงพลความเท่านั้น
บทที่ ๓๐ เรื่องขุนช้างขุนแผนสะกดพระเจ้าเชียงใหม่ เป็นของครูแจ้งแต่งเหมือนกับตอนก่อน
บทที่ ๓๑ เรื่องขุนแผนพลายงามยกทัพกลับ ก็เป็นเสภาครูแจ้งเหมือนกัน แต่ต้องแก้ไขในหอพระสมุดฯ หน่อยหนึ่ง ตรงเมื่อขุนแผนพลายงามกลับมาถึงเมืองพิจิตร ให้เรื่องนางศรีมาลาเข้ากับตอนที่ ๒๘
บทที่ ๓๒ เรื่องถวายนางสร้อยทองสร้อยฟ้า ตอนนี้เป็นบทเดิม ครูแจ้งแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อย แต่ข้างท้ายตรงพระเจ้าเชียงใหม่ครวญขากลับขึ้นไปเมือง ครูแจ้งเอาแผนที่บางกอกว่า ไม่เข้าทีจึงตัดออกเสีย เอาบทเดิมเข้าแทน
บทเสภาฉบับหอพระสมุดวชิรญาณในเล่ม ๓ มีบทเสภาที่ยังไม่เคยพิมพ์มาแต่ก่อน ในเรื่องตีเมืองเชียงใหม่ ๕ ตอน กับเรื่องจระเข้เถนขวาดอีกตอนหนึ่ง รวมเป็น ๖ ตอนด้วยกัน นอกจากนั้นเป็นบทเดิมทั้งสิ้น เป็นแต่ตรวจชำระให้เรียบร้อย
บทเสภาตอนที่ ๔๓ เรื่องจระเข้เถนขวาดนั้น ที่จริงเป็นเสภาแต่แทรกเรื่อง เห็นจะแต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๓ แต่ฉบับที่พบในคราวนี้มีถึง ๓ ความ ความที่ ๑ ดูเป็นสำนวนเก่า กลอนไม่สู้ดีนัก ความที่ ๒ เป็นสำนวนแต่งใหม่ เกลี้ยงเกลาดีแต่ยังสั้น ครูแจ้งเอาความที่ ๒ นั้น มาแต่งแทรกเสริมขยายให้พิสดารออกไปเป็นอีกความหนึ่ง ของครูแจ้งดีกว่า ๒ สำนวนที่แต่งมาแต่ก่อน จึงได้เลือกเอามาพิมพ์ในสมุดเล่มนี้
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ จบเพียง ๓ เล่มเท่านี้ กรรมการเห็นว่าบทเสภาเดิมต่อไปนี้ ทั้งตัวเรื่องและสำนวนกลอน ไม่ควรนับว่าเป็นสาระในทางวรรณคดี จึงไม่ชำระพิมพ์
.........................................................................................
(๑) กลอนไหว้ครูนี้พิเคราะห์ดูความ เข้าใจว่าแต่ง ๒ คราว ไหว้ครูเสภาข้างตอนต้น เห็นจะแต่งก่อนตอนไหว้ครูปี่พาทย์นาน ชื่อครูเสภาชั้นหลัง เช่น ครูแจ้ง จึงมาปนอยู่ในตอนไหว้ครูปี่พาทย์
(๒) ประวัติครูเสภาและครูปี่พาทย์ตอนนี้ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงช่วยสืบประทาน
(๓) ประวัติครูเสภาตอนนี้และตอนต่อไป ได้ความจากพระประดิษฐ์ไพเราะ(ตาด)
(๔) เมื่อหอพระสมุดวชิรญาณชำระเรื่องขุนช้างขุนแผนแล้ว ได้จัดพิมพ์ขึ้นเป็น ๓ เล่มจบ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพระนิพนธ์คำอธิบายไว้ในตอนต้นของแต่ละเล่ม ในการพิมพ์ครั้งต่อมา ถึงแม้นได้แบ่งเป็น ๓ เล่ม แต่จะเรียบเรียงเปลี่ยนแปลงคำอธิบายที่ทรงพระนิพนธ์ไว้นี้ เข้าเป็นตอนเดียวก็เห็นว่าไม่เหมาะ จึงยกมาพิมพ์ไว้ต่อกันตามลำดับดังที่เห็น
โดย: กัมม์ .
ที่มา : ว่าด้วยตำนานเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=rattanakosin225&group=2
.
|
|
|
|
« Last Edit: 16 May 2026, 09:44:05 by ppsan »
|
Logged
|
|
|
|
|