Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 13:42:04

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 16
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 16  (Read 249 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 14 May 2026, 20:45:50 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 16


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 16/1กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่   16/1 กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่

   
กล่าวถึงขุนแผนผู้เรืองฤทธิ์ นอนอยู่บนเตียงถึงเวลาเที่ยงคืน เกิดผวาตกใจตื่น รู้สึกใจไหวหวั่น ด้วยนอนอยู่ผู้เดียวเปลี่ยวใจมาหลายวันคืน ให้รู้สึกคิดถึงเมียรักเป็นยิ่งนัก

“อนิจจาอ้ายขุนแผนช่างร้างรัก มีแต่ถูกควักดวงใจเอาไป แม้แต่คนที่เคยเป็นเพื่อนกัน ยังทำเรื่องผิดน้ำใจกัน แกล้งมาแย่งเอาเมียไปเสียได้  มิหนำซ้ำ ยังไปทูลยุแยง ว่าปีนกำแพงเมืองหนีออกมาหาเมีย

คงเป็นคราวเคราะห์ ผลกรรมมาดลให้พระหฤทัย มิให้ไต่ถามหาความจริง ทรงพิโรธ โปรดปรับเอาเป็นความผิด จนลาวทองต้องถูกขังอยู่ในวัง ทั้งยังห้ามมิให้เข้าไปในวัง มิให้เข้าเฝ้า ซ้ำยังรับสั่งให้เที่ยวตระเวนไพร

ยิ่งคิด เหมือนจะขาดใจตายเสียให้ได้ อ้ายขุนช้างเจ้ากรรม ช่างทำกันได้ ถ้ามิได้ทดแทนมันทำให้หนำใจ ให้ตายเสียยังดีกว่า ฝืนมีชีวิตอยู่

กูจะไปลักวันทองของกูคืนมา ถ้ามันติดตาม จะฆ่าเสียให้ปี้ป่น เกรงก็แต่พระองค์เหนือหัว จะให้ยกรี้พลติดตามเท่านั้น แต่ถ้าเขาไม่เมตตาฆ่าฟัน จะป้องกันเยี่ยงใดได้ ถ้าพลาดพลั้งลงไป คงได้บรรลัยแหลกลงเป็นผงธุลี

ที่ในป่าเขา จะหมายพึ่งผู้ใดได้เล่า เห็นมีแต่โหงพราย กับหุ่นผี แต่ก็เก่าแก่ ฤทธิ์มีแต่เสื่อมถอยลง จะตีต่อ เห็นจะไม่ได้ดังใจนึก จำจะต้อง ตีดาบ ซื้อม้า หากุมาร ทบทวนวิชาให้เชี่ยวชาญ ถ้าได้สิ่งของสามสิ่งนี้ ตามที่ได้คิดไว้ จะอึกทึกมาเยี่ยงไร ก็ไม่กลัว”

ขุนแผน ยิ่งคิด ยิ่งเดือดดาล พลุ่งพล่าน จนฟ้าสางใกล้รุ่งขมุกขมัว รีบลุกขึ้นล้างหน้า จัดเตรียมสิ่งของสำหรับตัวเอง เรียกตาบัวคนเก่าแก่ ให้เข้ามา

“กูจะไปราชการที่ด่านไพร เจ้าเป็นผู้ใหญ่ในเรือนนี้ แต่ผู้เดียว กูจะด้นดั้นเข้าป่า จะเร็วช้าเยี่ยงไร ก็ไม่รู้ได้”

จากนั้นสั่งกำชับผู้คน จัดแจงเอาสิ่งของใส่ในย่าม  กับเงินสามสิบใส่ในไถ้(ถุงยาวสำหรับคาดเอว) เหน็บกริช ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาครู
พอเวลาเช้าตรู่ก็เดินทางมุ่งหน้าเข้าดงดอน นอนค้าง รอนแรม เที่ยวซอกซอน ดั้นด้นไปตาม ตรอก ป่า ซอกเขา เข้าบ้านกะเหรี่ยง ข่า ละว้า มอญ เพื่อเที่ยวค้นหาของสิ่งของที่ต้องการ สามประการ

กล่าวถึงนายเดช กระดูกดำ อยู่บ้านถ้ำ ตั้งตนเป็นซ่องใหญ่ ได้เป็นหมื่นหาญ ชาญชัย เห็นหัวไม้มีฝีมือ เป็นที่เลื่องลือ สูงเกือบสี่ศอก ตากลอกโพลง หนวดโค้งปลายงอนทั้งซ้ายขวา ขอบตาแดงฉาดดังเอาชาดทา ร่างกายแข็งแกร่งกำยำดูน่ากลัว ผมหยิก ยักศก หน้าอกเต็มไปด้วยขน ทนทรหดยากจะผู้ใดเทียบได้
ปลุกเศกเครื่องรางฝังไว้ทั่วตัว เป็นปมปุ่มทั่วไปทัังกาย ยืนยงคงกระพัน ทนทานทุกอาวุธ เหยียบ สะดุด ขวาก หนามปัก ก็หักปี้ป่น

มีทหารตัวดี อยู่ยี่สิบคน ล้วนอยู่ยงคงกระพันทุกคน มีโค กระบือ ช้าง ม้า และข้าไท ออกเกลื่อนกล่นพลุกพล่าน ในบ้านที่ใหญ่โต ตั้งบ้านเรือน เรียงรายกันไป หลายหลัง เครื่องใช้ไม้สอย โต๊ะ ตั่ง ต่าง ๆ อย่างครบครัน

มีสาวๆ ทั้งลาว และไทย รับใช้พรั่งพร้อม ทุกคนล้วนวัยรุ่น สวยคม หอนั่งปูเสื่ออ่อน พร้อมไปด้วยหมอน พรม เครื่องนาก เงิน ทองถม มีอยู่ทั้งสิ้น

ได้นางสีจันทร์เป็นภรรยา มีลูกสาวชื่่อบัวคลี่เป็นสาวรุ่น อายุราว 17 ปี ดูผุดผ่องสวยสำอางดุจนางใน เจ้าเมือง กรมการ ต่างๆ ได้แต่งคนมาสู่ขอ แต่พ่อไม่ยกให้ผู้ใด ได้ช่วยดูแล บ่าว ข้า ทั้งยังช่วยงาน พ่อแม่คุมผู้คน ทำไร่   ทุกๆ วัน

ถ้าแม้นมีแขกแปลกหน้ามาในเขตแดน พวกทหารจับจำไว้ไม่มีเว้น พอพลบค่ำ ก็พาไปป่าแล้วฟันทิ้งฝังดิน บางคนลักช้างเขาหนีมา ถ้าหนีเข้าไปในซ่องต้องห้ามนี้ ถึงเจ้าของเห็นก็ไม่กล้าตาม ต้องหาคนมาเจรจาไถ่ถอน

รุ่งเช้า บัวคลี่ เรียกบ่าวไพร่ไปไร่ สวน บ่าวหนุ่มสาวติดตามมากมาย  ไปรดน้ำผัก ผลไม้ บ้าง
เอาจอบเจาะดินเป็นร่องน้ำบ้าง บางพวก ทำหอห้างไว้ที่กลางไร่ ไว้เวลาแดดร้อนได้นอนนั่ง เป็นที่สบายใจ คอยดูแลข้า ไท ให้ทำงาน

ขุนแผนนั้น เดินทางไปทุกตรอก ทุกบ้าน ตัดลัดป่าเขามาช้านาน จนกระทั่งมาถึงไร่ของหมื่นหาญ พบว่ามีการตัดต้นยางยูงลงขวางลำ ทำเป็นแนวเขตไว้รอบๆ ไร่ เห็นคนทำงานพลุกพล่าน  ให้รู้สึกประหลาดใจ

จึงได้ลัดเลาะ แฝงตัวเข้ามาดู เห็นบัวคลี่อยู่ที่ห้าง นางดูสวยสำอาง ผิวพรรณผุดผ่องนัก ทั้งยังเป็นสาวรุ่น กะทัดรัด ดูงามตา ทำให้ขุนแผนถึงกับตื่นตะลึง ปลาบปลื้ม ลืมตัว ก่อให้เกิดดวงจิตคิดรักใคร่ อยากได้ไว้เป็นคู่เชยชิดชม ครั้นเพ่งพินิจดู ก็เห็นว่า

“นางนั้นต้องตามตำรับนัก เห็นแจ้งตามเป็นจริงทุกสิ่ง ถ้าเกิดบุตรด้วยกัน คนหัวปี จะเป็นชาย นี่นางเป็นลูกเต้าของผู้ใด ถึงได้มีบ่าวไพร่ให้ใช้สอยมากมายหนักหนา ทำไฉนจะได้รู้แจ้งให้มากไปกว่านี้ จะเข้าไปถาม ไถ่ บ่าวไพร่ดู”

คิดแล้วก็แหวกป่า แหวกหนามเข้าไปในไร่ เห็นพวกลาว ไทยนั่่งเล่นเป็นหมู่ๆ พอเห็นคนแปลกหน้ามาด้อมๆ มองๆ ชายหญิงทั้งหมดก็วิ่งพรูเข้ามา บ้างโบกมือร้องบอก

“ออกไป ๆ ไยเข้ามาทางนี้ ลูกสาวท่านอยู่บนห้างข้างต้นงิ้ว  ยังไม่รู้ตัวอีกว่า หัวจะปลิวไปจากตัว
เขาร้องบอก ยังไม่ยอมออกไปทางอื่นอีก กลับมายืนทำตาปริบๆ อีกอ้ายฉิบหาย พ่อของนาง ดุราวกับเสือร้าย เดี๋ยวจะมาตายเสียเปล่าๆ”

ขุนแผนได้ฟังคำบ่าวที่ตะโกนมา ก็แกล้งทำเป็นยอบตัวกลัวลนลาน

“ดีฉานมิได้ทราบว่าเป็นผู้ใด ที่คอยกำหราบ ห้ามผู้ชาย  แล้วนี่ลูกสาว เจ้านาย บ้านเมืองไหน ฉันเป็นคนชาวดง อยู่ป่า อยู่เขา ขออภัยเถิดที่เดินล่วงเกินเข้ามา”

อ้ายพวกบ่าวลาว ไทย ได้ฟังเสียง เห็นว่าสำเนียงการพูด และกิริยาท่าทางผิดไปจากชาวป่า จึงร้องบอกไปโดยพลัน

“ถ้าบิดาของนาง มาเห็นจะเดือดร้อนได้  นี่เซอะซะ เซ่อซ่า มาแต่ไหน แม่บัวคลี่นี่ไซร้ เป็นลูกสาวของหมื่นหาญ มิได้กลัว รั้วของแขวง กรมการใดๆ ใครผ่านมาแถวนี้ ต้องมาตายไปเสียหลายคน
เอ็นดูดอกนะ จึงได้บอกเอาบุญ ถ้าเจ้าคุณท่านมาเห็นจะลำบาก จงเร่งหนีออกไปเสียให้พ้น ข้าเห็นเจ้าเป็นคนกิริยามารยาทดี ถึงได้บอก”

ขุนแผนเมื่อรู้ว่านางชื่อบัวคลี่ เป็นลูกสาวหมื่นหาญอยู่บ้านนี้ เป็นคนดี มีฝีมือเป็นที่เลื่องลือ คิดจะบนบานบ่าวไพร่ให้ชักสื่อ คิดว่าคงจะไม่พ้นมือ ได้ครอบครอง สมอารมณ์หมายเป็นแน่
แต่กลัวว่า ผู้เป็นพ่อคงจะไม่ยินยอมง่ายๆ จะไม่ได้กันจริงจัง แล้วต้องแตกแยกจากกันไป

ครั้นจะสู้รบ ก็เกรงว่าจะอื้อฉาว แตกร้าวกันเสียเปล่าๆ ทั้่งยังจะไม่สมกับที่ได้คิดไว้ จำเป็นต้องไปทอดสนิท กับบิดาของนาง สู้ถ่อมตัว ยอมให้แกใช้สอย อยู่ไปสักหน่อย จะให้แกพอใจ ยอมยกให้เป็นภรรยาได้ไม่ยาก

เยี่ยงนี้น่าจะได้การ คิดดังนี้แล้ว ก็ลาบ่าว ผู้ที่หวังดี ลุกเดินบุกป่า ลัดดงตรงมายังบ้านหมื่นหาญ มาถึงศาลาหน้าตรอก หยุดอยู่นอกประตู เพื่อจะได้บอกกล่าวกับชาวบ้าน ก่อนที่จะเข้าไป อ้ายพวกซ่องมองเห็นก็จ้องมา คุกคามถามว่า



“จะไปไหน”
ขุนแผนบอกกลับไปว่า
“นายเขาใช้งานหนักหนา ทนไม่ไหว ก็เลยหนีมา หมายจะพึ่งพาอยู่ในซ่องของเจ้าคุณ จะได้พึ่งบุญ ไว้ป้องกันตัวในวันข้างหน้า”

พวกซ่องกล่าวว่า
“ถ้าเป็นจริงดังคำที่พูดมา อยู่ที่ศาลาก่อนอย่าได้เที่ยวซุกซนไปที่ใด หากแม้น เซอะเซ่อ เร่อร่า เข้าไป พวกทหารเข้าจับได้อาจดับสิ้นชีวิตได้ เราจะไปบอกกล่าวพวกที่อยู่ข้างใน ให้เข้าไปเรียนท่านหมื่นหาญก่อน”

ว่าแล้วก็ลุกตรงเข้าไปในวงบ้าน บอกกล่าวพวกเหล่าทหารว่า
“มีคนหลบหนีมูลนาย หมายจะมาพึ่งบุญเจ้าคุณเรา”
พวกทหารเข้ามาไต่ถามจนได้ความ ก็วิ่งเข้าไปประนม ก้มเกล้า แจ้งว่า

“มีชายหนีนายมา นั่งซึมเซาอยู่ ฉันห้ามไว้มิให้เข้ามาในประตู”
หมื่นหาญได้ฟังจึงสั่งทหารว่า
“ไปเอาตัวมาบ้านกู ขอดูตัวมันหน่อย”

ทหารรับคำจับหอกได้วิ่งออกไป เข้าไปลากถู ฉุดแขนขุนแผนมา พาขึ้นไปหมอบลงศอกอยู่นอกชาน  หมื่นหาญนิ่ง เพ่งพินิจดูหน้าตา แกเป็นคนเคยเรียนรู้ตำรา เห็นว่ามีลักษณะ ราศีแยบคาย มิใช่คนเซอะ สถุนชาติ

ผิวพรรณละเอียดอ่อนสะอาด น่าประหลาดนัก คาดว่าคงเล่นเบี้ย เสียถั่ว เสียวัวควาย จนหมดตัว เป็นเหตุให้ตะเกียกตะกาย กระเซอะ กระเซิงมา คิดได้ดังนี้แล้ว ร้องถามไปว่า

“มึงเป็นข้าเจ้าบ่าวใครที่ไหน ชื่อเรียง เสียงไร ไปไหนมา จึงเซ่อซ่า ซมซาน มาบ้านเรา”
ขุนแผนบอกไปว่า

“ฉันชื่อแก้ว อยู่กองข้างหกเหล่า งานราชการที่ด่านมากหนักหนา เหนื่อยจนทนไม่ไหวก็เลยหนีมา พ่อแม่ ภรรยาก็หามีไม่ ยากจน ขัดสน ไปทุกอย่าง จึงได้ดั้นด้นหลบหนีมาเพราะความยากจน

ด้วยกลัวว่าจะหนีเขาไม่พ้นจึงได้มาทางนี้ หมายใจจะอยู่ในซ่องของเจ้าคุณ  ได้พึ่งบุญคุ้มภัยในภายหน้า ถ้าเจ้าคุณเมตตา ปราณี ฉันจะอยู่เป็นข้าไปจนตาย”

พลางเป่าละลวยล่อง ให้ต้องหมื่นหาญ งวยงง สิ้นความสงสัย เพราะฤทธิ์เดชเวทมนต์เข้าดลใจ ทำให้เกิดความรักใคร่ขุนแผน ดุจดังลูกของตน

“นี่แน่ เจ้าเราจะอยู่ด้วยกันไป ถ้าทำดี จะได้รับผลตอบแทนที่ดี ถ้าแม้นมีจิตคิดไม่ซื่อ คงจะป่นเป็นแป้งในแขวงเรา”

ว่าแล้วก็จัดที่พักให้อยู่ ให้ยายไข่ เป็นคนหาข้าวปลา ขุนแผนทำเป็นกลัว หมอบพินอบพิเทา แกล้งลงเข่า ลงศอกหลอกอยู่ทุกวัน จนหมื่นหาญรักใคร่ ไม่คิดหวาด ระแวง เอาไปไว้ใช้ใกล้ชิด

ในซ่องหมื่นหาญนี้ ลูกเมีย ข้า คนใช้ อยู่ปนด้วยกัน ขุนแผนนั้นต้องอดกลั้นใจไว้ ส่วนบัวคลี่นั้น เรียกขุนแผนว่าพี่ทุกครั้ง หาหมากพลูมาไว้ให้ ท่านผู้หญิงก็เอ็นดู โดยไม่ได้หวาดระแวงใดๆ

วันหนึ่ง หมื่นหาญคิดจะไปเที่ยวยิงกระทิงป่า เรียกพลายแก้วเข้ามาถามว่า
“เจ้าจะไปกับข้าฤาว่าไร”
ขุนแผนรับคำว่า
“เจ้าคะ จะไปด้วย”

หมื่นหาญ ฉวยเอาย่าม กับหอกคร่ำสำหรับไปเที่ยวป่า ยื่นมาให้ แล้วสวมใส่เสื้อกั๊ก กางเกงดำ เต้าชนวน สำหรับติดไฟ ใส่คาดไว้ที่เอว จากนั้นแกหยิบปืน และกระสุนแล้วแบกนำหน้าเข้าป่า

ขุนแผนถือหอก ออกไปตามข้างหลัง เข้าดง เดินลัดมาตามป่าไผ่ แลเห็นวัวแดงแฝงอยู่  จึงย่องเข้าไปแอบที่โคนต้นลำแพน ใส่กระสุนปืน เข้าไปบังตัวที่ซุ้มหวาย ยกปืนประทับกับไหล่อย่างมั่นใจ โดยไม่ได้สังเกตว่า วัวมันขยับแหงนหน้าขึ้น

พอแกลั่นไกไป ประกายไฟปราดลั่นเปรี้ยง เสียงสนั่น ปรากฏว่ายิงผิด วัววิ่งสวนขวิดมาทันควัน  หมื่นหาญล้มลงผางกลางแปลง วัวกระทิงวิ่งพุ่งเข้าจะชนซ้ำ

ขุนแผนเห็นรีบโผนจับคางกับเขาง้างไว้ วัวกับคนต่อสู้กันอย่างเต็มกำลัง วัวขวิด คนแข็งขืนไว้ ต่างไม่ยอมแพ้
ขุนแผนหลบเขาลอดขาเข้าคว้าหาง ชุลมุน วุ่นวาย เกิดขึ้นรวดเร็ว ดุจดังกังหัน ขุนแผนกระโดดว่องไว หลบได้หวุดหวิด วัวขวิดไม่ทัน

วัวแหงนหน้าขึ้น ขุนแผนถลันเข้าไปดั้นคอ พอวัวกระโดด ก็กระแทกเข้าเต็มแรง วัวสะดุ้งเฮือก นัยน์ตาเหลือกย่อตัวลง หมื่นหาญแทงซ้ำที่ซอกคอด้วยหอก วัวร้องมอๆ เหมือนจะล้มลง แต่กลับทะลึ่งตัวพุ่งขึ้นมาอีก

หมื่นหาญแทงซ้ำจนวัวเลือดไหลโทรมไปทั้งตัว แล้วมันก็กลิ้งเกลือก ดิ้นจนสิ้นใจตายไป หมื่นหาญถอนหอกออกแล้วออกปากว่า
“หากออแก้วไม่มาช่วยแก้ไข กระโจนเข้าจับได้อย่างว่องไว  กูคงได้บรรลัยในป่าเป็นแน่แท้”

แกเคืองขัดใจไม่เถือเนื้อกระทิง
“แทงทิ้งเสียเถิดออเจ้า เราไปบ้านกันเถอะ”
แล้วจับปืนขึ้นพาดบ่า เดินกลับอย่างลนลาน เดินง่านๆงกๆ บุกป่ามา ลัดเลาะอยู่ไม่นานก็มาถึงบ้าน ขึ้นบันไดได้ก็เดินตรงเข้าบ้าน ทิ้งปืนลงผาง พลางบอกกับภรรยาว่า

“พี่ไปป่าครานี้ เคราะห์ร้ายเกือบตาย ตอนที่เล็ดลอดดอดไปยิงกระทิงผิด มันสวนเข้ามาไล่ขวิดทันควัน ได้ออแก้วเข้าประจันไว้ เราสองคน ต่างออกแรงช่วยกัน มันถึงได้ตาย ถ้าเป็นคนอื่นมิใช่แก้ว เห็นแววว่าชีวิตพี่คงสิ้นเป็นแน่แท้ คุณเขามีอยู่กับเรามากมาย

แน่ ท่านยายอย่าได้น้อยใจไป เราจำเป็นต้องเกื้อหนุนแทนคุณเขา ข้าเห็นว่า ออบัวคลี่ลูกของเรา เหมาะสมเป็นผัวเมียกับแก้ว จึงอยากจะยกให้ ยายอย่าเสียใจ เห็นเยี่ยงไรให้ว่ามา”

ยายสีจันทร์พอได้ฟัง ก็สมดังใจที่คิดไว้ ด้วยแกรักพลายแก้วดังแววตา ครั้นผัวมาปรึกษาก็ดีใจ จึงตอบไปว่า

“ตามใจ สุดแต่ท่านจะปัน ฉันไม่ขัดข้อง ทัดทานใดๆ ถ้าเห็นว่าดีแล้ว ก็ตามใจ ด้วยแก้วมิใช่คนพาล ทุรพลชาติ”
ผัวเมียหลังจากปรึกษากันแล้ว  จึงเรียกพลายแก้วเข้ามาพูดจา

“เจ้าจะอยู่กับข้าไปช้านาน ฤาคิดจะกลับบ้านประการใด ข้าคิดจะปลูกฝัง ให้เป็นลูกเต้า เราจะยกออบัวคลี่ให้แก่ออเจ้า ชอบ ฤาไม่ชอบใจกัน ฉันใด อย่าได้เกรงใจขอให้บอกตามความเป็นจริงเถิด”

พลายแก้วพอได้ฟังดังนั้น รู้สึกสมใจที่คิดไว้ ตอบไปว่า
“ฉันเป็นคนลำบาก ยากจน เซซัง ท่านคิดจะปลูกฝังเป็นลูกชาย ถ้าเจ้าคุณเอ็นดู จะอยู่ด้วย จนกว่าจะตายเป็นผี ก็จะไม่หนีหายไปไหน ฉันเป็นคนกำพร้า ตัวผู้เดียว หมายใจว่าจะฝากชีวิตไว้ ไม่คิดจะไปที่ใดดอก”

หมื่นหาญและสีจันทร์ผู้ภรรยา ได้ฟังคำของพลายแก้ว รู้สึกดีใจยิ่งนัก รีบเรียกข้าไท ให้เข้าไปจัดแจงเรือนชาน เครื่องถ้วย โถ โอ ชาม กระถาง ถาด ทุกสิ่ง ถูกนำมาทำความสะอาด ตั้งวางในเรือนอยู่เกลื่อนกลาด

รวมทั้งโต๊ะ ตั่ง เตียบ ม่าน มุ้ง  ฟูก หมอน ที่นอน ของดีๆ และเครื่องประดับสำหรับห้อง อีกทัั้ง กระโถน ขัน คันฉ่อง กระจก หวี ก็มีพร้อมเพรียง คิดจะจัดให้มีสวดมนต์ แต่ก็ติดขัดที่ไม่มีวัด

“เราเซ่นผี เซ่นสาง อย่างโบราณก็แล้วกัน”
ยายสีจันทร์ผู้มารดา จัดแจงข้าวปลาอาหาร เนื้อหมู ปู ปลา สุรา มากมาย สำเร็จเสร็จสิ้น เรียบร้อยทุกสิ่ง


วันรุ่งขึ้น วันพฤหัสก็จัดแจงตกแต่ง เซ่นวัก แล้วทักขวัญ อวยพร สั่งสอนสารพัด สอนให้กล่อมเกลี้ยง เลี้ยงดูกันจนวันตาย  เมื่อเซ่นวัก ตกแต่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้พลายแก้วเข้าไปอยู่ในเรือนใหญ่ จากนั้นมอบทรัพย์สิน เงินตรา พร้อมทั้งข้าไท

ท่านผู้เฒ่าเข้าไปปูที่นอน พลายแก้ว ประนมมือไหว้ ก้มกราบ ผู้ใหญ่ สั่งสอน หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว ก็พากันกลับ เป็นเวลาสิ้นแสงตะวันพอดี

ดึกสงัด เป็นเวลานอน พระจันทร์ส่องแสงสว่างสุกใส ยายสีจันทร์เข้าไป ปลอบประโลมลูกสาว ว่า

    “ดวงใจเจ้าจะไปอยู่กับผัว ให้รักษาตัว ทำตามคำที่แม่สอนสั่ง ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว อย่าได้อาวรณ์ไปเลย แม่จะพาออเจ้าไปส่งตัวแล้วหนา”

    บัวคลี่ ยังคิดวิตกกังวลกับการเข้าห้องหอ แม้ได้ฟังคำมารดา ยังรู้สึกประหม่า ใจสั่นกลัว
    “แม่ทูนหัวของลูก ขอจงได้เมตตา แม่จะไปมอบหมายให้ชายเชยชม ลูกนี้ไม่เคยรู้เดียงสา กับการมีคู่ ขอได้โปรดผ่อนผันก่อนเถิด ขอเวลาอีกสักหน่อยจึงได้ไปเถิดหนา”

    ยายสีจันทร์ ปลอบขวัญลูกสาวว่า
    “ประเวณี มีผัว ออเจ้ากลัวไปไย ไปเถิดแก้วตา อย่าได้กลัวไปเลย อันซึ่งการประเวณี ไม่ต้องมีครู เกรงแต่ว่าจะรู้มากเกินไปเสียมากกว่า ประเดี๋ยวใจจะได้สุข สิ้นทุกข์ร้อน พ่อแม่แต่ก่อนก็เป็นเช่นดังนี้

    ยามเมื่อยายออเจ้า เอาแม่ไปส่งตัว พอเข้าไปชิดใกล้ คิดกลัวจนตัวสั่น แต่พ่อแกช่างฉอเลาะ ออเซาะหนักหนา เฝ้าวอนว่าสารพันจะเอาใจ แม่ฟังไม่เท่าไรใจก็รัก ไม่ช้านักก็หย่อนผ่อนลง ประเวณีเช่นนี้ มีมาแต่ไรๆ จึงได้มีลูกเต้ามากมาย ไม่ต้องเรียนจากครูดอก เรื่องนี้เรียนรู้ได้ง่ายดายนักแล

    เหมือนหนึ่งร้อยด้ายสนเข้ากับเข็ม ยังพึ่งหัดเย็บต้องค่อยๆ เก็บเล็ม พอรู้รสก็หมดเล่มแล้วหนา ไปเถิดอย่ากังวลใจไปเลย ฝ่ายผัวเขาคงจะทำให้ออเจ้าได้เบาใจลงบ้างดอก คงจะได้รู้กันในเวลาชั่วครู่ เสียงไก่ขันมาแล้วลูกแก้วของแม่อา”

    จากนั้นแกเร่งรัด ให้ลูกสาวอาบน้ำแล้ว แต่งตัว หวีผม ผัดหน้า พอเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็นำนางเยื้องย่างมาให้เข้าห้องหอโดยทันที

.
ตอนที่ 16 ยังมีต่อ..
.

Create Date : 31 มกราคม 2564
Last Update : 31 มกราคม 2564 7:08:43 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 16/1กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=01-2021&date=31&group=1&gblog=37

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 14 May 2026, 20:47:47 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 16/2กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่

ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่   16/2 กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่



    พลายแก้วนอนรอคอยบัวคลี่ ไม่ได้หลับ นอนผ่านไปค่อนราตรี ได้แต่คิดคำนึงว่า เหตุไฉน ป่านฉะนี้นางจึงยังไม่มา ครั้นได้ยินเสียง สายยูประตูดังกริก รีบขยับพลิกตัว ผงกหัวขึ้นเงยหน้า มองเขม้นเห็นมารดา พานางมาส่ง จึงได้ลงจากเตียง

    นางสีจันทร์เข้าไปถึงในห้อง มองไปที่พลายแก้วแล้ว ให้เสียงโดยการกระแอมไอ ภายในห้องแสงตะเกียงสว่างจ้า บัวคลี่เฝ้าคอยมองแต่มารดา ตลอดเวลาที่เข้ามา พอถึงที่ มารดาก็นั่งลง พลายแก้วพนมมือกราบไหว้ ส่วนบัวคลี่ เข้าไปแฝงม่านด้วยใจพลุ่งพล่าน เขินอาย ด้วยยังไม่เคยมือชาย มารดากล่าวกับพลายแก้วว่า

    “ขอให้กล่อมเกลี้ยง เลี้ยงดูกันไปจนวันตาย สารพัดโรคภัยอย่าได้เข้ามาย่ำกราย จงคับคั่งมั่งมีขึ้นทุกๆ วัน
    ลูกข้ายังเด็กเล็กหนักหนา ค่อยๆ สั่งสอน ทั้งสองจงเป็นสุขตลอดกาล เสียงไก่กระชั้นเซ็นแซ่เข้ามาแล้ว แม่คงต้องลาไปแล้วหนา”

    พลายแก้วคำนับรับพร นางสีจันทร์ลุกจะออกไปจากห้อง บัวคลี่รีบกอดแม่ไว้ ไม่ให้จากไป มารดาต้องปลอบประโลมลูกสาว เพื่อให้คลายมือจากการเกาะกุม รอจนกระทั่งลูกสาวคลายความวิตกกังวลลง จากนั้นมารดาก็ค่อยๆ ออกไปจากห้อง

    เมื่อมารดาจากไปแล้ว บัวคลี่เกิดความกลัว ตัวสั่นเทาขึ้นมาอีกครา คิดจะติดตามมารดากลับไป แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว อีกทั้งพลายแก้วก็ไปกั้นขวางทางไว้ ไม่ให้ออกไปได้ บัวคลี่เมื่อไม่อาจออกไปได้ จึงเข้าไปแฝงม่าน หลบอยู่ติดกับฝาเรือน พลายแก้วจำต้องกล่าวปลุกปลอบขวัญนาง

    “ออเจ้ามานั่งนิ่ง ก้มหน้าอยู่ไปไย นี่แน่ พี่จะเล่าความจริงจากใจ คราแรกที่ได้พบออเจ้าในกลางไร่ ใจของพี่นั้น กำเริบรักขึ้นหนักหนา จึงได้มาให้พ่อท่านได้ใช้ โดยไม่คิดกลัวเกรง ทั้งนี้คงเป็นเพราะบุญกุศลเข้าดลใจ ท่านจึงยกออเจ้าให้อยู่กัน เป็นเมียผัว จงทำใจให้สบาย สนทนากันเถิด อย่ากลัวไปเลย”

    พอดูเหมือนว่า นางจะคลายความสั่นกลัวบ้างแล้ว แต่เมื่อพลายแก้วแตะต้องตัวเท่านั้น นางก็เกิดตัวสั่นงันงกขึ้นอีก

    บัวคลี่รู้สึกวาบหวามใจปนสะท้าน ยามเมื่อชายต้องตัวสั่นงกเป็นดังลูกนก ประหม่า ไม่พูดจา พลายแก้วเห็นนาง เมินหมาง สะเทินหนี จึงได้พูดเว้าวอน เพื่อให้ความวิตกกังวล ลดน้อยลง จากนั้นแนบกายนาง พลางเป่าลมละลวย เสกประสมเนตร ทางในเพลาที่พูดจาปราศัย

    “พี่รักเจ้าเท่าชีวิตหนา ออเจ้าจะค้อนควักผลักไสพี่ไปไย”

    แล้วอุ้มนางขึ้นวางบนที่นอน วิงวอน หยอกเย้า
    “จงผินหน้ามาข้างนี้เถิด เสียแรงที่พี่นี้รักออเจ้าเท่าดวงใจหนา”

    บัวคลี่ครั้นถูกเว้าวอน ปลอบประโลมไม่หยุดหย่อน มิอาจทนทานการเว้าวอนได้ จึงค้อนควัก สะบัดหน้าเบือนแล้วกล่าวว่า

    “อะไรนี่ มาเฝ้าแต่เซ้าซี้ ก็รู้ว่าคุณพ่อยอมยกให้ จะพ้นมือพี่ไปได้ฤา ขอให้งดน้องไว้สักสองสามราตรีเถิด ประเวณีเป็นเยี่ยงไร ฉันมิเคย”

    พลายแก้วฟังนางอ้อนวอนจึงกล่าวว่า
    “จะผัดผ่อนไปไยเล่าออเจ้า อย่ากังวลกับการชมเชยไปเลย ถึงไม่เคยก็จะรู้ในครู่เดียว”

    ว่าพลางเป่าเทพรัญจวน ให้บัวคลี่รู้สึกปั่นป่วนซาบซ่านเสียวในทรวง จูบแก้มแนบกายเข้ากลมเกลียว แล้วกล่าวว่า

    “อย่าบิดเบี้่ยวหลีกเร้น ไปให้กายชอกช้ำเลยหนา”

    บัวคลี่ต้องอาคมลมละลวย อ่อนระทวย ด้วยคาถา ความประหม่าจางหายไป แต่ในใจร้อนรักยังคิดอาย จึงทำเป็นชมดชม้อย เมินหน้า ไม่พูดจา

    พลายแก้วเข้าโอบกอด นางก็ผลัก หยิก ข่วน แล้วพลิกหนี พลายแก้วต้องนาง ก็ปัดป้องพอเป็นที แต่ในที่สุดทั้งสอง ก็เสร็จสมอารมณ์หมาย

    พลายแก้วครองคู่อยู่กับบัวคลี่ ไม่มีเรื่่องขัดข้อง เคืองใจอันใด ผ่านไปหลายเดือน บัวคลี่ก็ตั้งครรภ์

    ทุกคนไม่ว่าจะเป็นทหาร บ่าว ทาส ต่างทำหน้าที่ ช่วยกัน ทำมาหากิน มีเพียงพลายแก้วเท่านั้น ที่นิ่งดูดาย อยู่กับเรือน ทำเป็นเหมือนคน ทำอะไรไม่เป็น หูหนวก ตาบอด
    นางสีจันทร์ กับหมื่นหาญ ดูการกระทำของลูกเขย ที่ไม่ใคร่ทำการงานใดๆเลย ทำเป็นเฉยเมย เฉื่อยชาเป็นเวลาหลายเดือน

    “กูประมาทคาดผิดคิดว่ามันดี ช่างย่อยยับอัปปรีย์ยิ่งนัก มัวแต่นอนมุด คุดคู้อยู่กับเรือน จะให้เตือนด้วยศอกเข่าหรือกระไร”

    หลังจากผัวเมียปรึกษาหารือกันแล้ว เรียกพลายแก้วเข้ามาหา

    “เพลานี้เจ้าคิดอ่านประการใด จึงจะได้เลี้ยงตนเองจนวันตาย ไม่ดูเยี่ยงพวกเราเหล่าทหาร เห็นว่าสิ่งใดได้การก็ไปทำ

    แม้แต่เที่ยวปล้น ชิงชัย ก็ทำ เพื่อให้ได้เงินตรา แพรพรรณ ผ้าผ่อน วัวควาย ช้าง ม้า ทำการให้คนมาไถ่ถอน เอาทั้งหมด ทั้งสิ้น ทำการทุกอย่างให้ได้กิน โดยไม่ลำบากยากเย็นเท่าใด ไม่เว้นแต่ละวัน ได้มาแบ่งปันกันบ่อยไป

    ตัวเจ้ามาอยู่บ้านนี้ ก็ช้านาน เงินสักเฟื้องหนึ่งก็หามามิได้ ไม่อับอายขายหน้าพวกข้า ไท บ้างเลยฤา พวกเรานั้น แกล้งดูใจออเจ้ามาเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มิเห็นทำการอันใด เพื่อจะเลี้ยงตัวเองเลย”

    ขุนแผนตอบหมื่นหาญไปว่า

    “ฉันคิดจะมอบกาย มอบใจกับพ่อแม่ ไปจนวันตาย ด้วยหมายว่าท่านจะชุบเลี้่ยงอย่างแท้จริง ถ้าฉันทำผิด สิ่งใดขอให้สั่งสอน หากแม้นฉันมิฟังถ้อยคำ ขัดขืน บิดเบือน แกล้งเชือนแช
ท่านจงทำให้หนำใจเถิด ซึ่งการลักช้าง ขโมยคน ปล้นตีบ้าน ล้วนแต่เป็นการโจรกรรม ฉันทำไม่ได้ ถ้าเกิดเหตุ เภทพาลประการใด จะมิให้เดือดร้อนถึงท่าน ฉันจะรับทำแทนหนา”

    หมื่นหาญ พอได้ฟังคำขุนแผนกล่าวว่า
    “ชิชะ พูดแก้ตัวเอาตามแกน เจ้านี้รู้หลักสักเพียงไร อันพวกทหารในบ้านกู ล้วนอยู่ยงคงกระพันทุกคน จะฟันแทงเยี่ยงไรไม่ไหวติง คนเดียวก็สู้ได้ถึงสิบคน

    ส่วนเจ้านั้นตัวอ้อนแอ้น เอวบาง ดูกิริยาท่าทางอย่างกับผู้หญิง ไม่เห็นจะสู้ใครได้ เพียงแค่ลมพัด ก็คงจะล้มกลิ้งลงกลางดิน ยังมากล้าอวดอ้างได้”

    ขุนแผนฟัง หมื่นหาญ ด่าว่า หมิ่นประมาท ทั้งยังอวดอ้าง ทหารของตนว่า ชาญชัย ใจกล้า ยืนยงคงกระพัน กันทุกคน จึงยิ้ม แล้วตอบหมื่นหาญไปว่า

    “ถึงทหารของท่าน จะอยู่ยงคงกระพัน เหลือเกิน แต่ฉานคิดว่ายังไม่พอการ ที่ว่าเรี่ยวแรงแข็งขัน ฟันไม่เข้า จะนับเอาว่าเป็นดียังมิได้ ถ้าเขารุมแทง ฟันเรื่อยไป คงได้ช้ำใน กระดูกหักป่น ไม่พ้นตายเป็นแน่

    หากแม้นมีวิชาดีจริง ต้องแคล้วคลาด จากศาสตราวุธทั้งหลาย ทั้งสิ้น ต่อให้ยิงปืนอัดยัดเข้ารอบกาย ต้องไม่ระคายเคือง ปลายเส้นขนแม้แต่นิดเดียว”

    หมื่นหาญ ได้ฟังคำของพลายแก้ว โกรธจนตัวสั่น ตาเขียว

    “อ้ายนี่อวดหยิ่งจริงๆ เจียว เออประเดี๋ยวจะเล่นให้ได้เห็นกัน”

    แกลุกขึ้นลงบันได ตรงไปกลางบ้าน เรียกพวกเหล่าทหาร บ่าว ข้า เป็นจ้าละหวั่น

    “เอาปืนที่เคยถือมากันให้ครบมือ มาลองลั่นพิสูจน์เจ้าตัวดี”

    พวกทหารฟังนายว่า พากันรีบคว้าปืน ยืนขึ้นยัดปัศตัน (ปัศตัน ลูกปืนที่บรรจุดินและแก๊ปในตัว) อย่างรีบเร่ง ขึ้นนกสองชั้นไว้ พร้อมทั้งยี่สิบกระบอกวิ่งออกมา หมื่นหาญเรียกพลายแก้วดั่งลั่น

    “เป็นกระไรมิไคร่ลงมาจากเรือน อย่าทำเป็นหลอกเล่น คุยโว โอ้อวด ให้รีบลงมา ถ้ามีวิชาดีจริง อย่าได้พรั่นพรึงไปเลย แม้นแคล้วคลาด จากศาตราเหมือนที่ว่าจริง ถึงปืนยิงก็ไม่ถูกสักลูกหนึ่ง ถ้าไม่ดีจริงเหมือนที่คุยโอ้อวดไว้ วันนี้คงได้ตายเป็นผี ตัวของมึงจะปรุประเป็นรวงผึ้งไปทั้งตัว”



    พลายแก้วได้ฟังทำเป็นนั่งนิ่ง
    “จะยิงจริงๆ เจียวฤาคุณพ่อขา ของด พักผ่อนไปก่อนสักหน่อยเถิด ให้ได้ฤกษ์ก่อน จึงค่อยลองเถิดหนา”
    หมื่นหาญโกรธฮึดฮัด ชี้ัหน้ากล่าวว่า

    “เจรจาอวดเยี่ยงไร อ้ายจองหอง หากแม้นมึงมิลงมาให้ลองยิง กูจะถองเสียให้ยับ ขับไล่มึงออกจากเรือน”
    พลายแก้ว แกล้งล้อพ่อตาจนหน้าเฝื่อน เห็นแกเรียกหลายคำ ซ้ำๆ หลายครา จึงทำเป็นค่อยๆเลื่อนตัวลดลงบันไดไป พลางคิดไปว่า

    “ด้วยลืมตัวพูด พลั้งปากออกไป หากมิให้ท่านลองวิชา คงจะถองแล้วขับไล่ออกจากเรือนไปเป็นแน่แท้”
    ครั้นคิดได้ดังนี้แล้ว จึงรีบลุกขึ้นเดินมาโดยเร็ว

    “อย่าขัดเคืองไปเลย เจ้าคะ จะให้ยิงแล้วท่านพ่อขา”
    จากนั้น สงบใจโอมอ่านพระคาถา ภาวนาตั้งจิตให้นิ่ง เป็นสมาธิ เป็นหนึ่งแน่วแน่ ไม่ไหวติง พยักหน้ากล่าวว่า

    “ให้ยิงมาพร้อมกันเลย”
    หมื่นหาญร้องสั่งว่า
    “เอา เจ้าพวกทหารยิง”

    ทหารทุกคนยกปืนขึ้น ยืนกรานประทับปืนมั่น ปืนยี่สิบกระบอก ยิงตรงเข้าไปเป็นจุดเดียวกัน พร้อมกัน เสียงนกปืน สับฉับวับวับตึงๆ เอ็งลั่น กูลั่น ควันฟุ้ง ฝุ่นตลบ เสียงดังเปรี้ยงๆ ยิงไปแล้วยัดลูกปืนเข้าไปใหม่ อย่างรวดเร็ว รีบเร่ง ไม่ขาดตอน

    เสียงปืนดังกึกก้อง สนั่นหวั่นไหว ไปทั้งหมู่บ้าน ผู้คนทั้งชายหญิง ต่างวิ่งพรูเข้ามาดูการเล่น ได้เห็นเพียงแต่ฝุ่นตลบคละคลุ้ง หามองเห็นพลายแก้วไม่ บางคนคิดว่าคงตายแล้วเป็นแน่แท้  ด้วยเสียงปืนมิได้ขาดช่วง ดังสนั่นหวั่นไหว ยิงแล้ว ยัดลูกปืนเข้าไปใหม่ กระหน่ำใส่ไม่หยุด ยิงกันจนกระทั่งลูกปืนหมดสิ้น

    พอฝุ่นตลบคละคลุ้ง ค่อยๆ จางลง ทุกคนมองเห็นว่า พลายแก้วยังคงนั่งนิ่งอย่างไม่กลัวเกรง ไม่มีส่วนใดของร่างกายย่อยยับ รอยขีดข่วนแม้สักเล็กน้อยก็ไม่มี
    พวกนักเลงทุกคน ต่างพากันสั่นหัว ยอมรับ หวาดหวั่น พลายแก้วกันทุกผู้คน พวกชาวบ้านบ้างก็ว่า

    “ท่านผู้นี้ดีจริง เขายิงปืนยัดดังห่าฝน หมดสิ้นลูกปืน ก็ไม่ถูกสักนิด ไม่ระคายแม้แต่ปลายเส้นขน เป็นคนมีดีจริงๆ”

    หมื่นหาญเห็นพลายแก้วแคล้วคลาด ในใจคิดขยาดหวั่นไหว

    “อ้ายแก้วนี้เก่งกาจ บังอาจนัก เดิมสำคัญว่ามันเป็นคนเคอะ เดินซมซานมา แต่มันกลับซุกซ่อนมิให้รู้แจ้ง แกล้งทำเป็น ถ่อมตนเหมือนดังคนบ้า กูก็เป็นคนดีมีวิชา แต่อ้ายนี่ มันยังดีกว่า น่าน้อยใจนัก เหมือนดังพญาราชสีห์อันเกรี้ยวกราดสองตัว อยู่ถ้ำเดียวกันเห็นจะเป็นไปมิได้”

    หมื่นหาญยิ่งคิด ยิ่งแค้น อัดอั้นใจ จากนั้นเดินขึ้นบันไดไปบนเรือนทันที ส่วนพลายแก้ว ใจเป็นหนึ่งแน่วแน่ ไม่ไหวหวั่น พอเสียงปืนสงบเงียบลง ก็ลืมตาขึ้นทันที แกล้งพูดท้าทายว่า

    “เป็นไร ไม่ยิงปืนยัดเข้ามา กระไรจึงพากันยืนนิ่งงันไปหมด จะยิงอีกฤา ไม่เล่าพวกเจ้าทั้งหลาย อย่าได้เสียดายชีวิตของข้าไปเลย ปืนทุกกระบอกจงยิงกรอกยัดเข้ามา”

    พวกทหารพากันกลัวพลายแก้ว รีบกราบราบลงกับพื้น
    “ลูกปืนสิ้นแล้วคุณพ่อขา ที่ได้ตั้งใจยิงพ่อไปแล้ว ขมาโทษเถิด ขอได้เมตตาอย่าได้โกรธเอาโทษทัณฑ์อันใดเลย”
    พลายแก้วตอบว่า

    “พ่อตาใช้ มิใช่เพราะพวกเจ้าจะทำตามใจตัว แต่เป็นเพราะขัดไม่ได้จริงๆ จึงต้องยิง ข้าจะโกรธ พวกเจ้าด้วยเหตุอันใด”

    ว่าพลางลุกขึ้นผลัดผ้า หน้าตาดำ ดังทาด้วยเขม่า เพราะดินปืนเปรอะเปื้อนไปทั่วกาย แต่พลายแก้วมิได้เดือดเนื้อร้อนใจอันใด พวกทหารยิงไปกว่า ห้าร้อยนัด มิได้พลัดหลงเข้าไปต้องกายแม้แต่สักปลายขน

    พวกทหารสั่นหัว หวาดกลัว กันทุกคน ต่างกล่าวกันว่า เลิศล้ำเกินมนุษย์ที่สุดในปฐพี พลายแก้วเข้ามาในเรือน หยิบผ้ามาผลัดแล้ว อาบน้ำ เอาน้ำรดล้างดินปืน ขัดสีตัวจนกระทั่งสะอาดหมดจด

    บัวคลี่เข้ามาคลอเคล้าเอาใจ บิดผ้าให้แห้งแล้วตากเป็นที่เสร็จสิ้น จากนั้นพาผัวเข้าไปในห้อง นั่งประคองเคียงข้าง หาได้ห่างจากกายผัวไม่

    ฝ่ายหมื่นหาญ รู้สึกรุ่มร้อนใจ ยิ่งนัก มิได้กินข้าว เหล้ายา ปลาปิ้ง เวลาจะนั่งนอน รู้สึกร้อนกาย ใจระส่ำ ระส่าย จนทนไม่ได้ จำต้องเรียกยายสีจันทร์มาปรึกษาหารือ

    “อ้ายแก้ว จัดเจนวิชา มันเก่งกาจเกินหน้าเราไปมากมายนัก มันเป็นดังช้างงา อันกล้าหาญ เราก็เป็นคชสารอันสูงใหญ่ จะอยู่ป่าเดียวกันนั้นได้เยี่ยงไร นานไปคงจะได้ย่อยยับกันไปข้าง ช้าง ม้า วัว ควาย ผู้คนและลูกเมีย จะเป็นของมันไปเสียสิ้นทั้งบ้าน แต่เพียงนี้มันยังทำเย่อหยิ่ง จองหอง ฉันคิดว่าจะทำให้มันตายเสีย”

    สีจันทร์ผู้ภรรยาได้คำหมื่นหาญ รู้สึกอกสั่นขวัญหาย
    “มันเป็นชาติอสรพิษฤทธิ์ร้ายแรง ได้ทำแล้วต้องให้มันตายวายปราณ หากไม่เป็นไปตามที่มุ่งหมาย ถ้าพลาดพลั้งเสียที จะเป็นเหมือนตีงูให้หลังหัก มันคงจะพยาบาทหวนมาทำร้ายเรา จงตริตรองคิดอ่านให้จงดีเถิด”

    หมื่นหาญกล่าวว่า
    “เราจะไม่ผลุนผลัน ฟัน แทง ฆ่ามันด้วยอาวุธ ให้อึงมี่ เพราะมันมีเวทย์มนต์วิเศษดี เราจะทำให้สนิทใจโดยคิดวางยา”

    ว่าพลางใช้ให้ทาสีไปเรียกตัวบัวคลี่เขามาหา ค่อยๆ พูดจา เล้าโลมเอาใจลูกสาว

    “พ่อขอถามแก้วตาอย่างจริงใจ ด้วยพ่อแม่เลี้ยงออเจ้ามาตั้งแต่เป็นตัว ส่วนผัวพึ่งมาพบกันเมื่อเติบใหญ่ พ่อใคร่ถามเนื้อความในใจออเจ้า รักใครมากกว่ากัน ขอให้ว่าตามความเป็นจริง”

    บัวคลี่ตอบไป ด้วยใจที่คิดแน่วแน่มั่นคง ว่า

    “ฉันไม่แกล้งเจรจาดอกหนา ถึงรักผัวก็ไม่ยิ่งเท่าพ่อของตัว อันสามีเขาจะรักเราสักเพียงไหน ลงบันไดไปสามขั้นก็ขาดจากความเป็นผัว ส่วนพ่อแม่ จำต้องอยู่ด้วยกันจนแก่ตัว ถึงลูกชั่วฉันใดก็ไม่ขาดจากกัน”

    หมื่นหาญ นางสีจันทร์ ได้ฟังคำของลูกสาว ที่กล่าวมาจากใจจริง จึงลูบไล้ประคองขวัญว่า

    “มิเสียแรงที่พ่อรักเจ้าเท่าชีวิต ถ้าลูกมีใจเยี่ยงที่พูดจริงๆ พ่อก็ขอบใจ เพลานี้พ่อแต่งลูกปลูกเรือนผิด จำจะคิดปลูกฝังลูกเสียใหม่ อ้ายแก้วมันเป็นคนยากจนเข็ญใจ พ่อจะมิให้มันเลี้ยงดู อยู่ด้วยกันอีกหนา

    พ่อจะให้เจ้าได้ตั้งตัว มีผัวใหม่ พ่อจะมอบทรัพย์สินที่มีอยู่ ให้แก่ออเจ้าทั้งหมด จะหาที่คนที่เขาเป็นผู้ดี มีเผ่าพันธ์ุ เงินทองกองมากมีให้ถึงใจ ออเจ้าก็ยังงามอยู่ทั้งตัว ทำไมจะมีลูกผัวใหม่มิได้ เราจะวางยาฆ่ามันให้บรรลัย เจ้าเห็นเป็นเยี่ยงไรให้ว่ามา”

    บัวคลี่ได้ฟังคำบิดา เว้าวอน แม้ว่าเพลานี้ กำลังรักพลายแก้วอยู่หนักหนา ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ก็มิมีเรื่องขัดเคืองใจอันใด

    เพียงแต่ว่าบัวคลี่มีใจมักมาก นึกอยากจะได้สิ่งของ ด้วยเป็นบิดาเอาเงิน ทองเข้าล่อ และด้วยเป็นเวรกรรม ที่จะต้องตายทั้งกลม จึงดลใจ ให้เชื่อคำพ่อของตัวทุกสิ่ง ใจโน้มเอียงไปในฝ่ายที่เป็นอกุศล

    ให้เกิดเปลี่ยนใจ เบื่อหน่ายผัว คิดไปว่าตนเองนั้น ยังสาวดูสดใส ถ้าคลอดลูกไปแล้ว ก็คงไม่ต้องกลัวสิ่งใด ยังจะมีคนไขว่คว้า ยื้อแย่งกันมาสู่ขอทุกวี่วัน คิดแล้วก็ตอบคำของบิดาไปว่า

    “สุดแต่พ่อเถิด ฉันไม่ขัดใจ”
    หมื่นหาญเห็นลูกยินยอมพร้อมใจ จึงประกอบยาพิษหาช้าไม่ เป็นตำรับใหญ่ได้มาจากตาครู ใช้หลายสิ่งประกอบเข้าด้วยกัน ดีนกยูง ดีหนู ดีงูเห่า บดให้ละเอียด บีบน้ำมะนาวปนเข้าไป คลุกเคล้าด้วยกันกับสารหนู แล้วปั้นเป็นก้อน ห่อใบพลูส่งให้ลูกสาวทันที

    “ออเจ้าจงไปแต่งสำรับข้าวแกง เอายานีั้ใส่แทรกเข้าไปในทุกสิ่ง จงระมัดระวัง ปกปิดไว้ให้มิดชิด วางยาเสียวันนี้แหละ อย่าได้นอนใจไป”

    บัวคลี่รับห่อยามาแล้วก็ลาพ่อ เอาผ้ามาห่อปิดไว้ทันที ค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปในห้องใน นำไปซุกซ่อนไว้ในที่ลับ แล้วกลับมาเข้าครัว จัดแจงแกงเนื้อตะพาบน้ำ ยำแย้ ห่อหมก คั่วนก ข้าวหุงสุกใหม่ๆ ใส่ในชามกลีบบัว พอเห็นว่าปลอดผู้คน ก็เอายานั้นโรยไปทั่วทุกสิ่ง

    ครั้นจัดแจงสำรับเป็นที่เรียบร้อย ยกออกมาทันที กระโถน ขันน้ำ ตั้งไว้พร้อมเพรียง โหงพรายของพลายแก้ว เห็นว่าบัวคลี่เอายาพิษใส่ รีบไปกระซิบบอกนายในทันที

    “เพลานี้เมียมันเปลี่ยนใจไปแล้ว ไม่ซื่อตรง ข้าวแกงที่แต่งใส่ในสำรับ มันประกอบผสมโรยยา ล้วนพิษร้ายแรงทั้งนั้น เป็นที่แน่นอน พ่อจงระวังไว้ อย่าได้กิน”

    พลายแก้วได้ฟังคำของโหงพรายแล้ว เกิดใจหวาดหวั่น ให้เกิดจิตคิดถวิล

    “ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ไม่เคยมีเรื่องบาดหมองใจ ไยนางจึงใจทมิฬ หมายคิดจะล้างชีวิตกัน”
    ใจใคร่จะให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง จึงหยิบทุกสิ่ง จากทุกขันในสำรับ เอามาปนกันปั้นเป็นก้อนเดียว โยนขึ้นไปบนหลังคา อีกาบินโฉบมารับไป พอกลืนปับ ก็ดิ้นปัดขาดใจตายในทันที

    “เชื่อโหงพราย หายสงสัยจริงๆ เจียว มึงจะแกล้งฆ่าผัวอีตัวร้าย อยู่ด้วยกันมาเกือบปี ไม่มีผิดใจกันสักครา เห็นจะเป็นความคิดของอ้ายหมื่นหาญ เหตุที่มิตายครานี้ เพราะรู้ก่อน จากโหงพราย เห็นจะต้องตรองการ ทำตอบแทนให้หนำใจ จำจะต้องฆ่ามันทิ้งเสีย จะเลี้ยงไว้เป็นเมียเห็นจะมิได้”

    จากนั้น ทำใจให้สงบ แกล้งกลบเกลื่อน ปกปิดเงื่อนงำ ทำเป็นสนิทใจ ออกอุบายบอกบัวคลี่ว่า



    “พี่เจ็บ เมื่อยเหน็บ ไปทั้งตัว พอข้าวตกถึงท้อง สองสามคำ จะกินซ้ำอีกก็ไม่ได้ ให้เกิด คลื่นเหียน อาเจียน ขอให้ยกสำรับไปวางข้างโน้นก่อน พี่จะนอนให้สบาย พอหายคลื่นเหียน เพลานี้ รู้สึกวิงเวียนนัก จะนั่งอยู่ก็ไม่ได้”

    บัวคลี่ไม่ได้ระแวงสงสัยใดๆ เอาฝาชีมาปิด ยกสำรับไป แล้วลุกกลับมานั่งนวดหลังให้ พลายแก้วไม่ได้แสดงอาการใดๆให้เป็นที่ระแวง สงสัย จนกระทั่งสิ้นแสง ตะวันเย็น    พลายแก้วตีสนิท ปกปิดเงื่อนงำไว้ เฝ้าเล้าโลมเคล้าคลึงบัวคลี่ จากนั้นออกปากว่า

    “ลูกน้อยที่ในท้องของน้องนี้ ขอให้พี่เถิดเป็นไร จงให้ปัน”
    บัวคลี่พาซื่อ ไม่ถือสา ตอบไปว่า

    “ไยพ่อมาขอฉัน ลูกรักกำเนิดในครรภ์ มิใช่ลูกของพ่อนั้นฤาฉันใด”

    พลายแก้วเห็นบัวคลี่รู้ไม่เท่าทัน ค่อยๆ โลมเล้าลวงเมีย แล้วแกล้งพูดไกล่เกลี่ย

    “ลูกรักเกิดด้วยกันก็จริง แต่พี่อยากได้เป็นสิทธิ์ จึงคิดขอออเจ้า ลูกหัวปี ผู้เป็นพ่อควรจะได้ พี่นี้จึงขอ แก้วตาอย่าได้ขัดใจไปเลยหนา ถ้ายังรักพี่ไม่จืดจาง ขอให้ออเจ้าจงอนุญาตอย่าได้ขัดใจกัน”

    บัวคลี่ฟังคำผัวแล้วหัวร่อ
    “ช่างวอนขอฉันไปได้เยี่ยงไรนั่น ลูกรักให้กำเนิดเกิดมาด้วย ก็คงเป็นลูกของท่าน ฉันพูดผิดอันใด”

    พลายแก้วได้ฟังคำของนางแล้วตอบไปว่า
    “อนิจจา ออเจ้าเฝ้าแต่ขัดใจ พี่ขอเท่านีั้ก็มิยอมให้ เสียแรงที่พี่เฝ้ารักใคร่ ขอให้น้องเอ่ยปากออกมาว่า ยอมให้ พี่จะได้เอาไว้เป็นกรรมสิทธิ์ จะกล่อมเกลี้ยงเลี้่ยงดูไว้เป็นคู่ชีวิต ออเจ้าไม่คิดถึงข้อนี้ก็แล้วไป”

    บัวคลี่ถึงคราวจะสิ้นชีวิต จึงดลใจให้พลั้งปากแกล้งพูดประชดไปว่า

    “ฉันยอมให้ละ ตามแต่ความคิดของพี่เถิด มาค่อนขออยู่ได้”
    ขุนแผนรับว่า
    “เออ ให้เป็นสิทธิ์”

    เพราะมารดาอนุญาตจึงประสาทฤทธิ์ ก็สมใจพลายแก้วที่ได้คิดไว้ จึงได้เข้าอิงแอบ ทำยวนยี บัวคลี่ไม่ได้หม่นหมอง หวาดระแวงใจใดๆ พลายแก้วอิงแอบ แนบชิดกอดจูบลูบต้องให้ตายใจ

.
ตอนที่ 16 ยังมีต่อ
.

Create Date : 20 เมษายน 2564
Last Update : 20 เมษายน 2564 5:28:48 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 16/2กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=04-2021&date=20&group=1&gblog=38

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #2 on: 14 May 2026, 20:48:53 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 16/3 กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่ จบตอน
.

ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่   16/3 กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่ จบตอน



    ครั้นเวลาดึกสงัด ผู้คนต่างนอนหลับไหล ก็เป่าคาถาสะกดประกับใจ แล้วรีบลุกไปเตรียมการ เอาเครื่องอานสารพัดยัดลงในย่าม รวมทั้งเทียนสามเล่ม กลักเหล็กไฟ สายสิญจน์ เลขยันต์ พร้อมสรรพในเวลาไม่นาน

    จากนั้นหยิบเอามีดคร่ำด้ามกัลปังหา ตรงไปที่ร่างบัวคลี่ แหวกม่านตลบมุ้งขึ้น ท่ามกลางแสงไฟริบหรี่จากอัจกลับ (อัจกลับ โคมไฟอย่างหนึ่งทำด้วยทองเหลือง) มองเห็นเพียงรำไร ก้าวขึ้นไปบนเตียงทางด้านข้าง เพ่งมองนางที่นอนหลับสนิท แล้วถออนใจใหญ่

    “ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า นางจะสิ้นรักไร้เยื่อขาดใย มีใจคิดฆ่าผัวเสียได้”

    แล้วชักมีดตั้งท่าเงื้อ เกิดใจอ่อน สงสารนาง แต่เมื่อนึกถึงนางวางยาพิษ หมายฆ่าให้ตายผุดขึ้นมา

    “เอาชีวิตนางเสียเถิด อย่าได้ไว้เลย”

    จากนั้นเอามีดคร่ำปักลงไปที่อกเข้าดังอั๊ก เลือดทะลักพุ่งออกมา นางสะดุ้งเฮือก ดิ้นได้สักครู่ก็สิ้นชีวิต เลือดไหลนองแดงฉาน แล้วผ่าแผ่แล่ไปตลอดทั้งอก แหวะตัดรกให้สายขาด เพ่งตรวจตราจนแน่ใจว่าเป็นชาย รู้สึกดีใจ สมดังที่คิดไว้ ไม่รอช้ารีบอุ้มเอาทารกออกมาจากท้องบัวคลี่

    “กุมารทองมาเถิดไปกับพ่อ”
    แล้วหยิบเอาย่ามใบใหญ่ขึ้นมาสวมคอ เอาผ้าห่อลูกชายใส่ไปในย่าม สะพายเดินจากไป เปิดประตูออกมานอกบ้าน รีบเดินผ่านป่าตัดเข้าไปในวัดใต้ เปิดประตูวิหารแล้วลั่นดาลทางด้านใน ใส่ลิ่มกลอนเพิ่มเข้าอีกให้แน่นหนา วางย่ามลงเปิดกลักแล้ว ชักชุดไฟออกมา ตีเหล็กไฟ จุดเทียนขึ้น เปลวเทียนเปล่งแสงแดงร่า

    เอาไม้ชัยพฤกษ์พระยายา ปักเป็นขาพาดกัน เอากุมารวางลง ยันต์นารายณ์ ปิดที่ศรีษะ ยันต์ราชะปะที่พื้นล่าง ยันต์นารายณ์ฉีกอกปิดตรงกลาง ยันต์ธรณีที่พื้นดิน เอาไม้รักปักเสาขึ้นสี่ทิศ ยันต์ปิดปักธงวงสายสิญจน์ ยันต์สังวาลอำมรินทร์เป็นเพดาน ทั้งหมดเสร็จสิ้นถูกต้อง ตามตำรา

    เอาไม้มะริด กันเกรา เถากันภัย จุดก่อไฟใส่ไปที่พื้นด้านล่าง ตั้งจิตเป็นสมาธิ นั่งภาวนา ย่างกุมารทอง ร้อนทั่วทั้งตัว เสียงน้ำมันดังฉ่า กลับหน้าหลังทั้งสองด้านจนแห้งสมความตั้งใจในเวลารุ่ง แสงทองส่องขอบฟ้า

    รุ่งเช้า ยายลาวบ่าวของบัวคลี่ อยู่ในทับดินใต้ถุนบ้านใหญ่ เห็นเลือดโซมสาดลาดออกไปเป็นบริเวณใหญ่ ก็ตกใจวิ่งร่าขึ้นมาดู เห็นมุ้งถูกแหวกขึ้น มองไปเห็นบัวคลี่นอนตายอยู่ข้างใน ตัวซีดเผือดเลือดไหลนองกาย ตกใจวิ่งร้องกรี๊ดๆ ไปตีประตูเรียกผู้คนเสียงโหวกเหวก

    “แม่บัวคลี่ ตายแล้วคุณพ่อขา เขาฟันเสียยับไปทั้งตัว ทั้งพลายแก้วก็หายตัวไปด้วย”
    หมื่นหาญ นางสีจันทร์พอได้ฟัง ลุกทะลึ่งขึ้นตึงตังทั้งสองคน ต่างตกใจวิ่งงกๆ ออกมา เห็นลูกสาวของตนนอนตาย ร่างโดนผ่าเชือดเป็นถ่องแถวเลือดนองไปทั่วบริเวณ

    “ชะอ้ายแก้ว ชิงคมกูเอาจนได้”

    หมื่นหาญรีบออกจากบ้านไปเรียกข้าไท บ่าวไพร่ทุกคนวิ่งกันลนลาน

    “อ้ายแก้ว ฆ่าบัวคลี่แล้วหนีไป พวกมึงตามกูมาให้ทั้งบ้าน”
    พวกบ่าวไพร่ทุกคนทั้งในบ้าน นอกบ้านวิ่งกันให้พล่านไปทุกทิศทาง ถือหอก ดาบ ง้าว ศาสตรา ทุกชนิด รวมทั้งปืน ยา มีด ตรี (หลาวสามง่าม) กระบี่ กริช ธนู หน้าไม้ ใส่ยาพิษ

    พากันตามรอยเลือดไป เห็นรอยเลือดติดหญ้าอยู่ห่างๆ ตรงเข้าป่าที่ตัดเข้าไปทางวัดใต้ พากันไปถึงประตูวิหาร พบว่าด้านในถูกลั่นดาล ค่อยๆ ย่องเข้าไปดูตามช่องดาลของประตู มองเห็นแสงไฟวับแวม มีพลายแก้วนั่งอยู่ในวิหาร จึงได้เรียกกันมาล้อมรอบวิหารไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นกระทุ้งบานประตู ในทันทีเสียงดังกังกัง สนั่นหวั่นไหว

    ขุนแผนไม่สะทกสะท้าน นั่งอ่านมนต์ปลุก ผีลูก ทันใดนั้นกุมารทองก็ลุกขึ้นพูดจ้อ ขุนแผนรีบกระโดดโผนขึ้นขี่คอ
    “กุมารทอง ลูกพ่อช่วยพ่อให้พ้นภัยด้วย”

    ด้วยฤทธิ์ไสยเวทย์ กุมารทอง พาขุนแผน โลดปึงวิ่่งปร๋อ ลอดรูดาลออกมา ข้ามหัวพวกหมื่นหาญไปโดยที่มองไม่เห็น พอมาถึงข้างนอกของวิหาร ขุนแผนคิดว่าควรทำให้ปรากฏตัวกับพวกหมื่นหาญ ให้รู้ฤทธิ์ว่ามีดีเพียงใด แล้วจึงจะไปบ้านกาญจนบุรี คิดได้ดังนี้แล้วก็คลายมนต์ให้คนเห็น ยืนเด่นผงาด มือขวาถือกฤช มือซ้ายจูงผีกุมารทอง

    เสียงผู้คนเซ็งแซ่เมื่อได้แลเห็นตัวขุนแผน พากันโวยวาย ตะโกนบอกกันดั่งลั่นไปทั่วบริเวณ บางคนถือธนู ดอกอาบยาพิษ ดาบ ไม้พลอง วิ่งตะบึงพรูตรงเข้าไปหา ขุนแผนตวาดอำนาจครุฑ พวกที่วิ่งเข้ามา พากันหกล้ม คว่ำคะมำหงาย อาวุธหลุดมือ ไม่อาจลุกขึ้นได้ หมื่นหาญถือง้าววิ่งเข้าไป สั่งการพวกไพร่ให้บุกเข้าไป ขุนแผนร้องว่า

    “อ้ายไพร่ พวกเจ้ามิมีความผิด กูจะล้างชีวิตแต่หมื่นหาญ อย่าดื้อดึงเชื่อฟังนาย จะหัวขาดหล่นลงพื้ืนดิน เอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่า”

    พวกทหารเคยเห็นแล้วว่าขุนแผนเก่งกล้าแคล้วคลาด จึงไม่อาจกล้าไปต่อสู้ได้ แต่ความกลัวนายจะโกรธก็ยังมีอยู่ จึงได้แต่เต้นแร้งเต้นกาเป็นที่ชุลมุน หมื่นหาญ โกรธโมโหนัก ชี้หน้าขุนแผน ด่าว่า

    “เหวย เฮ้ยอ้ายสถุล มึงอกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณ เสียแรงเลี้ยงดูมาเท่าไร กูให้กินข้าว น้ำ ทุกเช้า ค่ำ แม้แต่ลูกสาวในอกยังยกให้ มึงยังทรยศขบถใจ ครั้งนี้กูจะไม่ไว้ชีวิตมึง”

    ขุนแผนเดือดดาลยิ่งนัก ถอดกริช รำคว้างย่างเข้ามา ตะโกนโพนทะนาเสียงดังว่า

    “โทษของมึงนั้น คงมิต้องเจรจากัน มึงทรยศทุกอย่าง วางยาพิษ พ่อลูกคบคิดกันวางแผน มึงเป็นพ่อตา ถ้าซื่อสัตย์ กูก็ซื่อตอบต่อกัน แต่เพราะมึงคิดคดต่อกูก่อน จึงได้ฆ่าลูกมึงตาย อย่าได้ดื้อดึงถือว่ามีฤทธิ์ แล้วคิดจะรอดชีวิตกลับไปหาได้ไม่ พวกมึงหัวจะขาดทั้งบ่าวและนาย”

    ว่าพลางร่ายกริชเดินเข้ามา หมื่นหาญย่างเท้าเงื้อง้าวฟาดลงไป แต่ก็แคล้วคลาดมิได้ถูกต้องแม้แต่ปลายเส้นขน พลายแก้วเอากริช แทงปั๋งสวนไป แผ่นผิวหนังหมื่นหาญย่นยุบไป แต่ไม่เข้า หมื่นหาญฟันผับกลับมา ขุนแผนเอากริชรับไว้ แทงฉัวะแล้วหันไหล่ปิดป้อง อย่างคล่องแคล่ว พัลวัน ทั้งสองต่อสู้กันพักใหญ่ ไม่มีใครเสียที

    หมื่นหาญถือง้าวยาวกว่ากริช ขุนแผนชิดเข้าขยับโยกหนี กริชแทง ง้าวฟาดมาพลาดทุกที หมื่นหาญฟาดมา ขุนแผนแทงด้วยกริช หมื่นหาญฟันขุนแผนรับไปทุกครา ขุนแผนเอากริชแทงเข้าไป หมื่นหาญเซ ขุนแผนซ้ำหมื่นหาญล้มคว่ำ ขุนแผนกระโดดขึ้นเหยียบคอหมื่นหาญไว้

พวกทหารบางคนโหมเข้ามาหวังจะช่วยนาย บางคนกลัวตายก็แอบตามต้นไม้ ส่วนพวกที่ขี้ขลาดทิ้งศาสตราวุธ วิ่งหนี คนที่ไม่กลัวเข้ามาก็ย่อยยับปี้ป่นไม่เหลือหลอ

    หมื่นหาญ ใช้แรงดิ้นรนกระเสือกกระสน แต่ไม่อาจหลุดไปได้ ส่วนทหาร และไพร่ ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้ได้ขุนแผนเงื้อกริชง่าแล้วกล่าวว่า

    “มึงเห็นฤทธิ์กูฤาไม่ อ้ายทมิฬ อย่าถือว่าอยู่ยงคงกระพัน หอก ดาบ แทงฟันไม่เข้าทั้งสิ้น กูจะเอากริช กรอกปากลากเอาลิ้นมึงออกมา เฮ้ย ถ้ามึงดีจริง ก็ดิ้นให้รอดตัว”

    หมื่นหาญดิ้นสุดกำลัง จนกระทั่งหลังไหล่ถลอกไปทั่ว เพลานี้หมื่นหาญให้ครั่นคร้ามต่อความตายยิ่งนัก จึงร้องว่า

    “กลัวแล้วพ่อ ขอชีวิตเถิด ความจริงเป็นเพราะยิงพ่อไม่ถูก จึงได้ผูกใจโกรธแล้วตรองการล้างผลาญชีวิต ด้วยการวางยาพิษ ข้อนี้ผิดจริงพ่อขอโทษเถิด”

    ขุนแผน เห็นหมื่นหาญกลัวตาย จึงกล่าวคำสำทับไปทันทีว่า
    “โทษของมึงต้องตาย หากกูคิดนิดหนึ่งว่ามึงเคยมีคุณ ได้เกื้อหนุนเลี้ยงดูให้อยู่ในบ้าน เจือจาน ข้าวแกง พริกเกลือ จะไม่ฆ่าเสียในวันนี้เพราะคิดถึงคุณที่เคยทำมา ทั้งท่านผู้หญิงสีจันทร์ ผู้เป็นภรรยา เคยให้เงินตรา เสื้อผ้า

ถ้ามิได้คิดถึงข้อนี้ ชีวิตของมึงจะต้องป่นปี้เป็นจุณ ครั้งนี้เป็นเพราะบุญของมึงยังมี จึงได้ไม่ตาย มึงอยู่เถิด กูจะไปบ้าน”

    จากนั้นขุนแผนก็เรียกกุมารทอง ผีโขมด โหงพรายรวมทั้งผีอื่นๆ ทั้งสิ้น มาอยู่ข้างกาย ขุนแผนขึ้นคอกุมารทอง วิ่งปร๋อหายไปในบัดดล ข้ามคลองหนองน้ำและลำธาร พาผ่านเข้าป่า รวดเร็วมองเห็นเหมือนควันปลิว จนกระทั่งเข้าบ้านกาญจนบุรี

หนทางพันกว่าใช้เวลาเพียงครู่เดียว ฤทธิ์ของกุมาทองนั้นปราดเปรียวเรี่ยวแรงดียิ่งนัก จากนั้นขึ้นไปบนเรือนทันที ด้วยความดีใจยิ่งกว่าได้เพชรนิลจินดาใดๆ

    ฝ่ายหมื่นรู้สึกสะท้านใจ เมื่อได้เห็นฤทธิ์ของพลายแก้ว แสนประเสร็ฐเลิศดีมีศักดานุภาพ ทั้งกำลังวังชาก็เหลือล้น

    “กูก็คนเรืองฤทธิ์ผู้หนึ่ง จะเปรียบสักเสี้ยวซีกของมันก็หาได้ไม่ หากยังจะคิดต่อกรกับมัน อ้ายพวกบ่าวไพร่ที่ยังอยู่จะตำหนิติเตียนได้ ถึงจะรอดชีวิตมาได้ แต่ก็อายอย่างเป็นที่สุด

หากว่าเรื่องนี้แพร่กระจายไปถึงที่ใด คงได้อับอายถึงนั้น เสียแรงเป็นคนเลื่องชื่อลือชา จะเสื่อมเสียชื่อเสียงไปอีกนาน ยิ่งคิดยิ่งแค้นให้อึดอัดใจ”

    คิดได้ดังนี้แล้วก็ได้ร้องเรียกบ่าว ไพร่ ให้ไปบ้าน ให้คนต่อโลงใส่บัวคลี่ จากนั้นให้ทหารเอาไปฝังเสียหลังวัด หมื่นหาญยังคงเดือดดาล ไม่หาย ด้วยวิชาของขุนแผนประเสริฐกว่าสารพัด ให้ตรมตรอมกลัดกลุ้มใจไม่วายวาง

    ส่วนขุนแผน เป็นหนึ่งในเรื่องเรืองเวทย์ ได้ลูกชายเก่งกาจเป็นกุมารทอง ก็สมความตั้งใจที่คิดไว้แต่ก่อนมา จึงคิดตีดาบไว้ออกศึก ตรึกตรองเกี่ียวกับการหาเหล็กไว้มานาน เมื่อได้ครบเรียบร้อยตามตำรา ที่ท่านวางไว้ในมหาคมศาสตรา

    ใช้เหล็กยอดเจดีย์มหาธาตุ เหล็กยอดปราสาท เหล็กขนันผีพรายที่ตายทั้งกลม เหล็กตรึงโลง ตรึงปั้นลม สลักเพชร หอกสัมฤทธิ์ กริชทองแดง พระแสงหัก เหล็กปฏัก สลักประตู ตะปูเห็ด พร้อมด้วยเหล็กเบญจพรรณ กัลเม็ด (แหวนมีหัวเป็นเกลียวถอดได้) เหล็กบ้าน พร้อมครบครัน ทุกสิ่ง

    เอาเหล็กไหลไปหลอมที่บ่อพระแสง เหล็กกำแพง เหล็กน้ำพี้ เหล็กแร่ ทองคำ สัมฤทธิ์ นาก เงิน ทองแดง เอามาสุมคุมควบเข้าเป็นแท่ง เผาให้แดงตีแผ่ แล้วแช่ยาผง เก็บไว้สามวันซัดเหล็กนั้นให้เล็กลง ให้ยังคงพองามตามตำรา ซัดเหล็กเสร็จครบเจ็ดครั้ง

จนกระทั่งฤกษ์เข้าเสาร์สิบห้า ก็ตัดไม้ปลูกศาลเพียงตา แล้วจัดหาเครื่องบัตรพลีต่างๆ ติดตั้งเทียนทองคู่ หัวหมู เป็ด ไก่ บายศรี เอาสูบลม และทั่ง (ทั่ง แท่งเหล็กสำหรับรองตีโลหะ) ตั้งไว้ในพิธี ถ่านที่ถูกต้องตามตำราวางไว้เช่นกัน ช่างเหล็กฝีมือดี มีชื่อเสียง นุ่ง ห่มผ้าขาว วางสายสิญจน์เสกลงเลขยันต์ มีคนคอยดูฤกษ์ดี

    พอได้พิชัยฤกษ์ราชฤทธิ์ พระอาทิตย์เที่ยงตรง ฤกษ์ราชสีห์ ขุนแผนสูบเหล็กให้แดงดี นายช่างตีเหล็กรีดให้ได้รูปปลายเรียว ที่ตรงกลางกว้างสามนิ้วกึ่ง ยาวถึงศอกกำมาถึงหน้าลูกไก่ เผาชุบสามแดง แล้วแทงตะไบ

    อาน (ลับมีด) ไม่นานก็เกลี้ยงดีเป็นมันวับ มิได้มีแม้แต่รอยขนแมว เลื่อมปราดเนื้อเป็นสีเขียวดูคมกริบ เลื่อมพรายคล้ายแสงแมลงทับ เปล่งปลั่ง แสงวาววับยามต้องแสงตะวัน ด้ามนั้นทำด้วยไม้ชัยพฤษ์ จารึกยันต์พุทธจักรที่เหล็กกั่น เอาเส้นผมพรายดุร้ายประจุลง แล้วเอาชันกรอกด้ามทันที

    ครั้นเสร็จสรรพ ลองจับกวัดแกว่ง แสงเงาวะวับ เกิดท้องฟ้าโกลาหลมืดครึั้ม เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ อื้ออึงดังเอิกเกริก ฟ้าคำรน ฝนตกอยู่ครั่นครื้น ขุนแผนได้ฟังเสียงให้เกิดจิตใจเฟื่องฟู แช่มชื่น ที่ได้นิมิตฟ้าเปรี้ยงดังเสียงปืน จึงให้ชื่ออันเกรียงไกรว่า ดาบฟ้าฟื้น

    จากนั้นยกขึ้นกลางศาลอ่านพระเวทย์ โดยเดช ดาบไหวดิ้น เห็นด้วยตาว่าอิทฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ดีใจยิ่งนักที่ได้ในสิ่งที่หมายใจไว้ เอาไม้ระงับสรรพยา มาทำเป็นฝัก ลงรักให้สวยงาม กาบหุ้มต้นและปลายฝัก ทำเป็นลายจำลอง ด้วยทองบางตะพาน จำนวนถ้วนบาท จากนั้นขุนแผนเทเงินออกสิบห้า ส่งให้นายช่างแล้วว่า

    “ฝีมือดีล้นเกินที่คาดคิดไว้ ขอปูนบำเหน็จให้ท่าน”
    ขุนแผนเห็นต้นรังขนาดสามกำกึ่ง ลองหวดก็ขาดพับลงในกับที่ รู้สึกเบาไหล่คล้ายกับหวดหยวกกล้วย จากนั้นเดินทางกลับทันที

    ได้ดาบดังเทพศาสตรา ต้องตามตำรา ฤทธิแรงกล้า ครั้นมาถึงเรือน ตั้งไว้ในที่เคารพบูชา แล้วคิดอ่านจะไปหาม้าสำคัญ จึงเอาเงินห้าชั่ง มาใส่ไถ้ เดินทางไปทั่วประเทศเขตขัณฑ์ ยังไม่พบม้าที่ถูกใจ ก็หาต่อไปทุกวี่วัน ทั้งราชบุรี สุพรรณ เพชรบุรี

    กล่าวถึงหลวงทรงพลกับพัณภาณ มีพระโองการตรัสใช้ไปตะนาวศรี ไปมะริดกับไพร่ที่ตามไปสามสิบสี่คน อยู่ได้ครึ่งปี ด้วยหลวงศรีวรข่านไปซื้อม้า ถึงเมืองเทศเป็นเวลาช้านาน แต่ยังไม่กลับมา ต้องรออยู่จนฤดูฝนมีลมแล่นใบ เรือที่ไปเมืองเทศจึงกลับมาได้

    หลวงศรีได้ม้ามามอบให้ ทั้งม้าเทศ ม้าไทย ทั้งหมดหกสิบห้าตัว มีม้าเหลืองเมืองมะริดพลอยติดมาด้วย เขาว่าเห็นม้าหลวงข้ามน้ำก็ตามมา ตัวผู้เป็นม้าน้ำ มีลูกหนึ่งตัวชื่อสีหมอก มันออกวันเสาร์ขึ้นเก้าค่ำ นัยน์ตาดำร้ายกาจหนักหนา ถึงด่านสิงขรก็หยุดพัก ปล่อยม้าให้กินหญ้า

กรมการกุยบุรีส่งต่อเนื่องมา ผ่านชะอำ ถึงท่าเมืองเพชรบุรี เลี้ยงม้าอยู่ศาลาบ้านแตงแง บันไดอิฐติดกับคิรีศรี สีหมอกลองเชิง เริงฤทธิ์ เข้ากัดฟัดขยี้ม้าเทศ

    หลวงทรงพลแกขัดใจ ให้ไพร่ไล่ตีม้าผีเปรต นิสัยมันดุร้าย ซุกซน เป็นม้าพันธ์ุเทศ เข้าไปที่ใด ก็ถูกไล่ออกไป ม้าสีหมอกจะเข้าไปหาแม่ ถูกเขาไล่ต้องวิ่งออกมา พอคนเผลอมันก็วิ่งเข้าไป คนต้องคอยวิ่งไล่ รำคาญเบื่อหน่ายกันทั้งกอง

    ขุนแผนเห็นม้าสีหมอก ลำพอง ท่วงทีแคล่วคล่องว่องไว ลักษณะถูกต้องตามตำราทั้งสิ้น ดังองค์อินทร์ประทานมาให้ ก็สมตามที่คิดปรารถนาไว้ ก็เข้าไปหาหลวงทรงพลพลัน

    “อาชาตัวน้อยของท่านฤา จะซื้อขาย หรือเก็บเอาไว้อย่างไรนั่น หากกระไรจงเมตตากัน จะขอปันซื้อม้าสีหมอกไป”
    หลวงทรงพลเล่าเรื่องขยายความว่า

    “อันม้าสีหมอกน้ันไซร้ มิใช่เป็นม้าหลวงที่หวงห้ามดอก มันเป็นลูกม้าเมืองมะริด ติดแม่มาแต่เมืองมะริดนั่น รูปร่างท่าทีก็ดูดี แต่ว่ามันซุกซนจนรู้สึกระอา เผลอมิได้ มันต้องไปไล่กัดเอาม้าหลวง ต้องคอยเป็นห่วงอยู่หนักหนา หากท่านซื้อเราจะหย่อนผ่อนราคาให้ เอาแค่สิบห้าตำลึง”

    ขุนแผนได้ฟังคำที่เจ้าของว่า รู้สึกถูกใจนัก แก้ถุงเงินนับให้ในทันที แล้วเดินมาที่ม้าสีหมอก เสกหญ้าด้วยมหาละลวยใหญ่ เข้าใกล้ม้าสีหมอกแล้วบอกว่า

    “จะไปกับเราก็เข้ามา”
    แล้วยื่นหญ้าให้ทันที สีหมอกเข้ามารับหญ้าเคี้ยวกลืนกิน เกิดความชื่นชม มีใจรักภักดี เดินติดตาม ขุนแผนลูบหลังม้าสีหมอก ผูกอานเสร็จ เดินไปด้านหน้าใส่บังเหียน ซองหางขลิบทองเป็นของใหม่ แล้วดูสวยงามยิ่งนัก

    ขุนแผนเหยียบโกลน ขึ้นขี่ ม้ายกหน้าพาโผนโจนทะยาน ควบมา พร้อมกับบ่าวไพร่ตามหลังสะพรั่งไป เดินทางกลางป่าเป็นเวลา 3 วัน ถึงบ้านเขาชนไก่ในเวลาเย็น จากนั้นสั่งบ่าวไพร่ทำโรงให้ม้า ขุนแผนเข้าไปในบ้าน บอกเล่าเรื่องกับมารดาจนครบถ้วน เกี่ยวกับการได้กุมาร ม้า และศาสตราดี

    นางทองประศรีเห็นลูกชายสบายใจ จึงชวนกันกินข้าว อิ่มแล้วลุกไปหอนั่งสั่งอ้ายจัน
    “ผลัดกันกับอ้ายเกลี้ยงเลี้ยงม้ากู”

    อ้ายเกลี้ยงกับอ้ายจันได้ฟังคำของนาย ช่วยกันจัดแจงตกแต่งคอกม้า วางหญ้า ก่อกองไฟไว้ที่ใกล้ประตู เลี้ยงดูม้าตามคำสั่งของผู้เป็นนาย

.
จบตอนที่ 16
.

Create Date : 10 มิถุนายน 2564
Last Update : 26 มิถุนายน 2564 21:10:37 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 16/3 กำเนิดกุมารทองบุตรนางบัวคลี่ จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=06-2021&date=10&group=1&gblog=39

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.061 seconds with 16 queries.