Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 13:42:25

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 14
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 14  (Read 227 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 14 May 2026, 20:39:41 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 14


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 14/1 ขุนแผนบอกกล่าว
.



ตอนที่   14/1 ขุนแผนบอกกล่าว
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ขุนช้าง ขุนแผน

    กล่าวถึงขุนแผน ผู้เรืองฤทธิ์ อยู่ร่วมกับลาวทอง ผ่านไปสองคืน เวลาเที่ยงคืนตื่นขึ้นมา อยู่ในห้อง ท่ามกลางความเงียบสงัด ปราศจากการพูดจาของผู้คน
เมื่อมองผ่านหน้าต่างไปเห็นแสงจันทร์ส่องสว่าง กระจ่างฟ้า เสียง หริ่ง เรไร ร้องระงม ก้องกังวาล น้ำค้างสีสุกใสเย็นฉ่ำ    ลมพัดเบาๆ ให้รู้สึกเย็นสบายใจ ให้หวนนึกถึงวันทอง

    “เอ๊ะดู กูนี้ประมาทจริง ควรฤาทิ้งเมียรักไว้ห่างกาย เมื่อวันที่หวงหึงกันกับลาวทอง เกิดขุ่นข้องหมองใจมากมายในวันนั้น

    อ้ายขุนช้างสร้างหอไว้รออยู่แล้ว ซ้ำร้ายน้องวันทองมาหุนหัน ขุ่นเคือง ซึ่งน่าจะสมอารมณ์มัน คิดไปแล้ว ก็ยิ่งพรั่นใจนัก อนิจจาความพยายามของขุนช้าง ที่มุ่ง หมายปองวันทอง เป็นเหมือนมารมาหาญหัก พอห่างหน่อยมันก็จ้องจะเข้าชิง ครั้นจะกลับคืนก็ไม่ทันเสียแล้ว

    พอได้เจอหน้าแล้วยังมามีเรื่องขุ่นเคือง ประหนึ่งว่ากำแก้วไว้ได้แล้ว กลับทำพลัดหลุดจากมือ ประจวบเหมาะพอดีกับโจรที่่จ้องตระครุบ น้องเจ้าคงเสียท่าเป็นราคีเสียแล้วกระมังหนา เนื้อตกถึงปากเสือฤาจะรอด มันคงกัดกินเหยื่ออย่างเอร็ดอร่อย ปล่อยทิ้งไว้ให้มันถึงสองเวลา

    แก้วตาของพี่จะเป็นประการใดบ้างหนา ยิ่งคิด ยิ่งแค้น อัดแน่นอก วิตกกังวลอึดอัดขัดใจยิ่งนัก พรุ่งนี้กูจะไปยังสุพรรณ กลางคืนมะรืนคงได้รู้ จะสะกดเข้าไปดูให้ได้รู้แน่ชัด

    ถ้าวันทองนอนอยู่กับมัน จะฟันคอให้ขาดเสียทัั้งสองคน ทั้่งอีศรีประจัน และอีเทพทอง มันเกี่ยวดองกัน พวกเฒ่าแก่ทั้งหลาย ที่มาทำการสู่ขอก็เช่นเดียวกัน กูจะมิให้พวกมันเหลือหลอ จะทำให้เป็นเหมือนหมาหางงอ สมกับความแค้นที่มีอยู่

    คิดพลางออกผลักหน้าต่างออกดู เป็นแสงทองยามเช้าท่ามกลางเสียงไก่ขันรับกันเป็นทอดๆ จึงรีบลุกออกมาล้างหน้าล้างตา ไม่นานแสงแดดยามเช้าก็สาดส่องมา จึงร้องเรียกบ่าวไพร่ ทั้งคนไทยและลาว สั่งการงานหาทันที

    “เร่งรัดจัดการให้เร็วไว เลือกคัดแต่คนที่มีฝีมือ ตามชื่อที่ให้ไว้ จำนวน 20 คน เตรียมม้า และอาวุธที่เคยถือให้ครบทุกคน ข้าวสารใส่ไถ้ (ถุงยาวใช้คาดเอว) ไว้สักสี่มื้อ

    กูจะไปลาดตระเวณถึงปลายด่าน จะละเลยงานราชการคงไม่เป็นการดี พวกเอ็งเคยไปทัพ มาก่อน ข้าได้พวกเอ็งตามไปด้วยกัน ข้ารู้สึกไว้ใจ”

    ว่าแล้วก็กลับเข้าไปในห้อง สั่งลาวทองว่า
    “พี่จะไปเที่ยวลาดตระเวน ตามที่ได้รับมอบหมายมา พี่ไปไม่นานจะกลับมา”

    แล้วจัดแจงแต่งตัวคาดเครื่องลาง ถือดาบออกไปจากบ้าน พวกไพร่ที่เตรียมพร้อม ก็ขึ้นม้า ทุกคนมีอาวุธครบมือ ทั้งข้าว ปลา คบเพลิง สิ่งของจำเป็นต่างๆ ใส่ไว้ในไถ้ เดินทางตัดกลางทุ่งไป สองคืนก็ถึงเมืองสุพรรณ

    หยุดม้าไว้ที่ชายป่า หุงข้าวเผาปลากันกินที่นั่น ครั้นพลบค่ำตะวันลับขอบฟ้า ให้ปลูกศาลขึ้นทันที จุดเทียนชัยระเบิดศาล โอมอ่านพระเวทย์อันศักดิ์สิทธิ์ ปลุกเครื่องรางของขลัง ข้าวสารเสก มะนาวมนตร์ สำเร็จเสร็จในเวลาไม่นาน
แต่งตัวผูกม้า เตรียมตัว เตรียมอาวุธ กันทุกคน พอฤกษ์บนส่องแสงขาว เปล่งประกาย ดุจดังแสงมณี   ขุนแผนแกว่งไกว ตวัดดาบเดินมาอย่างรีบเร่ง ขึ้นหลังม้าออกเดินทาง พวกพลไพร่ก็ตามมา

    ถึงบ้านศรีประจัน ประมาณสักสองยาม ดวงดาวสุกใสสว่างตาเต็มท้องฟ้า ขุนแผนลงจากหลังม้า ซัดข้าวสารเสกไป ขับผีพราย ทั้งพระภูมิเจ้าที่ เพลานี้จะมีผู้ใดตื่นก็หาไม่ พอถึงหอขุนช้าง จุดเทียนติดไว้ที่เสาต้นแรก เอามีดหมอตำฉับไปที่เสา ปลายเสาแตกออกเป็นสี่แฉก สะเดาะดาลหน้าต่างให้เปิดกว้าง
ข้าวสารแทรกกระดูกผี ก็ถูกซัดเข้าไป ผู้คนเกลื่อนกล่นบนเรือน ทุกคนต่างโงกง่วงนอน จนมิอาจทานทนได้ ตัวอ่อนพับ หลับระเน ระนาดเกลื่อนกล่นไป

    ขุนแผนปีนหน้าต่างใหญ่นั้นขึ้นมา กระโดดลงพื้นกลางห้องทางด้านใน แสงไฟสว่างรางๆ ทางด้านหน้า ตัดม่านออกกองไว้ แล้วไปเปิดมุ้ง เห็นหน้าวันทองหลับอยู่บนเตียงเคียงข้างกับขุนช้าง ขุนช้างกอดก่าย รึงรัดวันทองแนบแน่น

    “อุเม่ อีตัวดี อีหน้าด้าน กล้ามีผัวใหม่ไม่เกรงกลัวกู สารพัดคำพูด สัตย์สัญญาที่มึงได้ให้ไว้แต่เก่าก่อน มันยังคงฝังแน่นอยู่ในใจกู ผัวไปไม่ทันได้พ้นประตู มึงริอาจคบชู้ต่อหน้าต่อตา”

    จากนั้นขุนแผนก้าวขึ้นไปบนเตียงนอนทางด้านข้าง
    “ขอผลักออกมาให้ห่าง จากกัน ดูหน้าหน่อย”
    ขุนแผนเลิกผ้าที่ห่มปกปิดที่อกวันทองออกมา

    “ทุดสมน้ำหน้าอีหน้านวล ไม่รู้เลยว่า รูปงามจนกระชากใจ ดังจะกลืนกินได้ งามทุกสัดส่วน ทั้งจริตก้าน แต่มึงงามแต่รูป จูบไม่หอม อีหน้ามอมก้นหม้อ อีคอหงส์ ควรที่จะเลี้ยง เก็บรักษาไว้ฤา”

    จากนั้นถีบทั้งสองตกลงจากเตียง
    “จะให้พวกมึงมีชีวิตอยู่ไปไย”
    เงื้อดาบคิดจะฟันให้ทั้งสอง ขาดเป็นสองท่อน แต่เพลานั้นเอง เสียงจิ้งจกร้องทักขัดขวาง อยู่ไปไม่ห่างนัก ทำให้ขุนแผน หยุดชะงัก อดใจไว้ได้ทัน ไม่ฆ่าฟันได้ทันท่วงที

    “เคราะห์ดีแล้วมึงที่รอดตัว เพราะจิ้งจกทักกูไว้ หาไม่พรุ่งนี้เช้า หัวพวกมึงได้ขาดเหลืออยู่แต่ตัวเป็นแน่แท้ พวกมึงไม่รู้สึกกลัว ช่างกล้าทำได้ กูจะให้พวกมึงได้รู้ความผิดของตัวเองในวันนี้”

    จากนั้นไปเอาเชือกป่านมา
    “ถึงงดเว้นไม่ล้างผลาญให้เป็นผี  แต่ก็จะทำให้สมน้ำหน้าอีกาลี เชือกเส้นนี้แหละจะเล่นงานมึง”
    จากนั้นถีบทั้งสองให้แนบชิดติดกัน เอาเชือกผูกมัดทั้งสองเข้าหากันเข้าอย่างแน่นหนา เอาผ้าม่านคลุมหุ้มไว้ให้ดูเหมือนผี ปลายเชือกโยนโยงไปถึงหลังคา

    “ทุด อีอัปปรีย์สมน้ำหน้า”
    พอจวนใกล้รุ่งสาง ขุนแผนรีบลงจากเรือนไปทันที จากนั้นไปถอดมีดหมอออกจากเสา เรียกเหล่าไพร่มา ให้มัดคบครบมือจุดไฟถือไป แสงคบไฟมองดูเหมือนว่า มีเสด็จมา จากนั้นก็แก้มนต์สะกด คนในบ้านตื่นขึ้นกันทุกคน ขุนแผนขึ้นไปขี่ม้า เอาดาบตีไปที่ฝาเรือน ให้บ่าวไพร่ร้องเรียกเสียง ดังลั่น

    “นางวันทองอยู่ฤา หรือว่าไปข้างไหนเสียแล้ว ผู้คนที่อยู่ข้างใน ตื่นกันบ้างหรือยัง เข็นบันไดมารับเร็วๆ หวา ท่านขุนแผนมา”
    ครานั้นสายทองได้ยินเสียง
    “เอ๊ะ ใครมาเรียกหา”

     รีบลุกออกไปดู เห็นคนขี่ม้ามามากมาย ไต้คบส่องสว่างไปทั่วบริเวณ สายทองใจหายเกิดความกลัวขึ้นมา ค่อยๆ แอบมอง จ้องเพ่ง เห็นเป็นพลายแก้ว

    “คิดไว้อยู่แล้ว ต้องเป็นพลายแก้ว เรื่องคงจะวุ่นวายเป็นแน่ เสียน้องรักวันทองไป พลายแก้วกลับคืนมาหา กูจำเป็นจะต้องไปพูดจา แก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นต่อหน้าให้ผ่อนคลาย”

    คิดได้ดังนี้แล้ว ลุกมาเปิดประตู เห็นพลายแก้วยังโกรธอยู่ก็ใจหาย
    “นี่หากพลายแก้วหุนหัน ฟันกูคงจะตายเป็นแน่ แต่เขามิใช่คนใจร้าย คงมิเป็นไรดอกกระมัง”

    จึงเข็นบันไดลง แข็งใจลงมาถึงตรงหน้าขุนแผน ร้องไห้ฟูมฟาย แล้วก็ว่า

    “สุดเสียใจแล้วนะ พลายแก้ว ช่างกระไรใจคอ พ่อคุณเอ๋ย มาละทิ้งวันทองไปเสียง่ายๆ วันนั้นวันทองผูกคอตาย พ่อช่างไร้น้ำใจ ไม่อาลัย ไม่มาดูแล

    แม่ศรีประจันท่านหักหาญน้ำใจ ทุบ ตี วันทองเสียจนเลือดตก บังคับขืนใจ ฉุดกระชาก ลากถู ไปให้เป็นคู่กับอ้ายหัวล้าน วันทองต้องอดทน ต่อสู้ ไม่น้อย แต่ด้วยหนทางไกลเป็นหนักหนา จะไปบอกให้มาช่วยเหลือก็ทำมิได้ จึงเสียตัว เป็นคนชั่วช้า ด้วยความจำใจ ได้สองวันแล้วพลายแก้ว”

    ขุนแผนเพลานี้ยัง ขุ่นเคือง เดือดดาล ไม่หาย
    “สายทองไม่ต้องมาเจรจาดอก ข้ารู้ทันเล่ห์กลแล้วหนา ที่เป็นเยี่ยงนี้ เพราะข้ายากจน ไร้ทรัพย์ แม่ยายจึงได้ชิงพรากวันทองจากไป เพราะเห็นว่าไม่มีอะไร

    แต่มองว่าขุนช้างนั้นมั่งมี ดีกว่าฉัน จึงได้ประเคนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับมัน ที่มาหมายจะมารับไป ถ้ายังดี ไม่เสียหายก็ยังจะรักใคร่ แต่นี่มันเน่าแล้วจะเอาไปทำไม ถึงจะใส่ตะกร้าล้างก็ไม่มีเกลือ

วันทองนั้นจะว่าไปไยเล่า ถึงตัวเจ้านั้นนานไปก็จะไม่เหลือรอดเช่นเดียวกัน น้องสาวขัดข้องพี่สาวเข้าไปเจือจานแทน ด้วยเนื้อแท้น้ำใจเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันมา เข้านอกออกในได้ รับใช้ให้สอยอย่างคล่องแคล่ว กลัวว่าจะถูกใช้สอยบ่อยๆ จนแทบมิได้พัก เสียแรงรักใคร่ ให้คำมั่นสัญญา อยากจะขอดูหนังหน้าพวกสอพลอ

    คิดว่าจะฟ้องแต่คงป่วยการ ฟันทิ้งทั้งบ้านมิให้เหลือน่าจะดีกว่า เกี่ยวดองกันไป ก็ไม่มีประโยชน์ อีคนสู่ขอ คนอะไรๆ ก็ไม่ปล่อยไว้  ถึงตัวเจ้าเป็นเมียของข้า แต่กลับไปคบหาเป็นใจกับพวกนั้น เมื่อจวนตัวกลัวความผิดก็มาหากระนั้น คิดแต่ที่จะเอาความชอบมาใส่ตัว

    สายทองร้องว่า
    “อุแม่เอ๋ย อย่าได้พูดไม่เข้าหูไปเลย เหมือนปลาเน่าในข้องไม่มองดูให้ดี ก็คิดว่าเน่าเสียทั้งหมด ควรแยกให้ออกว่าปลาตัวไหนเน่า ตัวไหนดีต่างหากจึงจะถูกต้อง จวนแจ้งแล้วท่านขุนแผน ขอเชิญขึ้นมาบนเรือนใหญ่ ก่อนเถิด”

    ว่าแล้วก็กลับขึ้นเรือน เข้าไปในห้องนางศรีประจัน
    “ลุกขึ้นเร็วๆ คุณแม่ขา ขุนแผนมาอยู่ข้างบ้านนั่น ทั้งคน ทั้งม้า มากมาย หอก ดาบครบทุกคนเต็มไปหมด”
    ยายศรีประจัน ตัวสั่นตกใจปานจะมุดแผ่นดินหนีไปเสียให้ได้ ปาก คอ สั่นใจเสีย

    “เราจะทำกระไรดี ออสายทอง เขามิมาจับกูแล้วฤา ผู้คนอื้ออึงเต็มไปหมด ครั้ังนี้แย่แน่ ๆ เขาคงจะถองกูให้ย่อยยับลงไปกับพื้นดิน”

    “แม่เอ๋ย เขามาครานี้ มีดีจัดจ้านนัก เจ้านายโปรดปรานเขาทั้งสิ้น ฉันได้ยินเขาพูดกับไพร่ว่า จะฉีกเนื้อกินให้สิ้นทั้งบ้าน หอก ดาบ เชือกปอ ก็เตรียมพร้อม เอามาครบครัน เขาจะเอามาผูกคอจับไปเป็นแน่แท้ เขาบอกว่า เทพทอง ศรีประจัน จะฟันทิ้งไว้ให้คนดู”

    ศรีประจันได้ฟัง ยิ่งตัวสั่น ขวัญหาย เป็นดังลูกนก เหงื่อตก ไหลโซมลงมาเต็มหน้า น้ำหู น้ำตาไหลพรั่งพรู

    “ตัวกูคราวนี้คงถึงที่ตายเป็นแน่”
    แล้วกลับไปเข้ามุ้งเอาฟูกมาคลุมตัว เอาผ้าพันทับจนมิดกล่าวว่า

    “สายทองเอ็งช่วยไปร้องบอกพลายแก้วว่า กูเป็นลมจับตายไปหลายวันแล้ว”
    สายทองกล่าวแย้งว่า
    “นี่จะซ่อนเขาไปที่ไหนจึงจะพ้นได้ เขามิเข้ามาค้นหาฤานั่น”

    ว่าแล้วสายทองก็ออกมาข้างนอก ผลักดันประตูห้องวันทอง เห็นลิ่มกลอนซ้อนปิดแน่นสนิทอยู่ มิรู้หนทางที่จะเข้าไปในห้องได้เยี่ยงไร ได้แต่กลับมาที่ประตูบ้าน ร้องเชิญให้ขุนแผนขึ้นมา



    ขุนแผน และบ่าวไพร่ขึ้นไปบนเรือน ผู้คนเกลื่อนกล่นนักหนา ขุนแผนถามสายทองทันทีว่า
    “อย่างไร ไม่เห็นหน้าท่านแม่ยาย วันทองอยู่ฤาไม่ หรือว่าไปข้างไหนแล้ว ไยนอนหลับจนตะวันสาย”

    ขุนแผนแสร้งร้องเรียกหาวุ่นวาย เอาไม้ป่ายฝาเข้าเสียงดัง ปังปึง คนข้างนอก เสียงดังสนั่น อึงคะนึง ขุนช้างและวันทองได้ยินก็ตกใจยิ่งนัก ปรารถนาจะลุกขึ้นแต่ก็ทำมิได้ ด้วยถูกเชือกผูกขึงไว้ เชือกมัดรัดตึงอยู่รอบตัว

ทั้งสองถูกม่านคลุมหุ้มพันอยู่ชั้นนอก ชั้นในถูกผูกมัดอย่างแน่นหนา หายใจเป็นไปด้วยความยากลำบาก ใจสั่น หวั่นไหว ระทึกสั่นรัว รู้สึกกลัว แต่มิอาจทำอันใดได้ ได้แต่มองดูหน้ากัน ขุนแผนร้องว่า

    “วันทอง ยังไม่ออกมาจากห้องเจียวฤานั่น เวลากลางวันแล้ว ไยจึงยังไม่ลุกขึ้นมา ลุกออกมาพูดจากันบ้างเป็นไร”

    วันทองจำได้ว่าเป็นเสียงของผัว ความกลัวยิ่งมีมากขึ้น อกสั่นระทึก หวั่นไหว แต่ก็จนใจด้วยตัวติดกันสองคน จะร้องออกไปก็อับอาย ขุนแผนร้องต่อไปว่า

    “เฮ้ย อ้ายขุนช้าง สายมากแล้ว ไยไม่วางเมียกูลงหวา ตัวมึงวันนี้ถึงที่ตาย อย่าได้คิดว่าจะรอดชีวิตผ่านวันนี้ไปได้ กูไม่รู้ว่ามึงอยู่ข้างในฤาไม่ หาไม่แล้วกูจะเข้าไปบั่นหัวมึง”
 
    จากนั้นจับดาบขึ้นมากวัดแกว่ง ถีบฝาปึงปัง ให้ผู้ที่อยู่ด้านในตกใจกลัวเป็นที่วุ่นวาย ขุนช้างได้ฟังคำขุนแผน รู้สึกแค้นใจ แต่ก็ทำอะไรมิได้ ด้วยถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา ส่วนวันทองนั้นอายไม่กล้าแม้แต่ลืมตา สายทองร้อนใจร้องว่า

    “แม่ศรีประจัน ขุนแผนจะฟันวันทองแล้วหนา นอนนิ่งอยู่ไย ไม่ออกมา หลบเร้น ซ่อนตัวอยู่ คิดว่าจะรอดพ้นไปหรือไร”

    ยายศรีประจัน กลัวจนตัวสั่นรัว ใจมิอยากออกไป แม้สักนิดเดียว แต่ก็กลัวว่าเขาจะฟันลูกสาวตายไป จำต้องแข็งใจออกไป ด้วยคิดว่า ตามบุญ ตามกรรมเถอะ ถึงคราวตายก็ต้องตาย

แม้ความกลัวตายจะยังมีอยู่ หนักหนา แต่ใจที่เป็นห่วงลูกนั้นมีมากกว่า จึงเลิกฟูกใหญ่ขึ้นพันรอบตัว แล้วเอาเชือกรัดข้างนอก ดูแล้วกลมโตเหมือนเป็นหุ่น ด้วยใจคิดว่า

    “ถึงเขาจะฟันมาคงถูกนุ่นน่าจะไม่เป็นไร”
    แล้วเอาผ้ามาพันทับเข้าไปอีกห้าชั้น ส่วนหัวก็เอาผ้ามาพันซ้อนหลายชั้น ดูแล้วกลมใหญ่โต หู ตา ปิดมิด จากนั้นเอามือเข้าไปไว้ในฟูก ผ้าพันพอกหน้าตา หามองเห็นทางไม่ ย่างเท้าไปไม่ใคร่ถูก หกล้ม ล้มลุกคลุกคลาน

    “ลูกเอ๋ย สายทองมาช่วยกูหน่อย”

    สายทองได้ฟังรีบวิ่งไป แลเห็นฟูกม้วนกลมใหญ่โต อยู่ตรงหน้า ลมกลิ้งคาประตู สายทองเห็นแล้ว หัวเราะงอหาย ได้แต่เข้าไปปล้ำ กอดประคองทั้งม้วนผ้าฟูก ก้าวผิด ก้าวถูก เดินมาตัวสั่น งันงก

    แต่ก็ออกไปจากประตูไม่ได้ เพราะม้วนฟูกใหญ่เกินไป ต้องใช้แรงดันให้ผ่านช่องประตูไป แต่กลับล้มติดคาอยู่อย่างนั้น สายทองต้องช่วยทั้งผลัก ทั้งดัน ด้วยความทุลักทุเล
    พวกบ่าวไพร่ ของขุนแผนมองเห็นพากันหัวเราะดังลั่น บ้างก็ชี้แล้วหัวเราะ
    “อ้ายโม่ง”

    แม้แต่ม้า ลา เห็นแล้วก็สะดุ้งตื่นตกใจ กันเกรียวกราว ด้วยคิดว่าผีโป่งจะมากินมัน ในที่สุดยายศรีประจันก็ผ่านพ้นประตูไปได้ สายทองประคองออกมานอกชาน สภาพของยายศรีประจันเพลานี้ ทำให้ขุนแผนได้แต่อดกลั้นหัวเราะไว้

    “ร้องไปไย นี่เป็นอะไร ไยต้องเอาฟูกมาม้วนพัน สายทองแกล้งกันฤา อย่างไร ยายศรีประจันไปอยู่ที่ใดจึงไม่แลเห็น หากพบเจอจะฆ่าเสียทั้งเป็น หาได้เก็บไว้ไม่”

    นางศรีประจัน คิดว่าขุนแผนไม่รู้ จึงพิงฝาไม่พูดไม่จา ใดๆ ขุนแผนผู้มีความรอบคอบ เป็นอย่างยิ่ง จึงให้คนไปเชิญพันโชติ ผู้เป็นใหญ่ในแขวงนั้นมา



    “ตัวท่านเป็นพัน กำนันบ้าน เราไปราชการที่เชียงทองนั่น เรากับวันทองครอบครองกัน กี่เดือน กี่วัน ท่านก็รู้แจ้งแก่ใจ ครั้นเราไปทัพกลับมา ก็หาเห็นหอห้องของเราไม่ หอใหม่เก้าห้องนี่เป็นของผู้ใด ท่านรู้ฤาไม่ ขอให้ว่ามา”
    พันโชติกำนันบ้าน บอกการตามตรง ตามที่ได้รู้มา

    “เมื่อท่านขึ้นไปเชียงทองยังไม่กลับมา ตัวข้าได้รู้เห็นเป็นพยาน ด้วยขุนช้าง พายายกลอย กับยายสา มาให้บอกกล่าวว่า ตัวท่านนี้ตายแล้ว จึงให้นัดวันกันทันที ก่อนวันขันหมากจะมาถึงบ้าน นางศรีประจัน กับนางทองประศรี ได้ว่ากล่าว ทะเลาะซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับท่านขุนแผน ตายแล้วหรือไม่
นางทองประศรีได้ห้ามมิให้ทำการงาน ข้างนางศรีประจันหักหาญน้ำใจ หาได้ฟังไม่ ฝ่ายนางทองประศรี ก็กลับไป ได้บอกกล่าวข้าไว้ ให้ได้รู้เยี่ยงนี้”

    ขุนแผนได้ฟังนายบ้าน บอกทุกสิ่ง ก็นิ่งนึกตรึกตรองความไปตามเป็นจริง

    “วันทองนี้มิ่งเมียรักกู รักดังเป็นชีวิตเดียวกัน มันแกล้งตัดความอาลัยให้พลัดพราก ขุนช้างเป็นดังศัตรู ใช้กลลวงสู่ขอทำการงาน วันทองอุตส่าห์ครองรักไว้คอยท่า จนได้เลิกทัพกลับมาถึงบ้าน มาเกิดเหตุเพราะคนพาล แตกแยกหักหาญให้เสียของรักไป

    เพราะกูเองด่วนหุนหัน มุทะลุถือโทษเข้าใจผิด จึงเสียท่าให้ขุนช้าง ได้สมหวัง ขุนช้างได้ไปเชยชมไปแล้ว ก็เป็นเหมือนจะกินน้ำแต่มองเห็นตัวปลิงในทุกสิ่ง จะคืนดีให้เป็นดังเดิม เห็นจะเป็นไปได้ยาก

    ครั้นจะกราบทูลเกรงว่าวันทองจะได้รับความลำบาก อับอาย ขายหน้าเมื่อเรื่องอยู่ที่ศาล ได้ผิดพลาด ได้เสียตัว ก็เพราะคนพาล ถ้าคิดว่าให้เป็นทานเห็นจะเป็นเรื่องดีเกินไป สิ่งที่มันทำหาได้เกรงใจผู้ใดไม่ เพราะมันคิดว่าเงินทองมีมากมาย หากปล่อยไว้มันก็จะยิ่งกำเริบ เพลานี้เห็นจะทำอะไรมันไม่ได้  หากเอาคืนลางทีมันจะเล่นกูป่นปี้ คงทำได้แค่ขู่ให้พวกมันรู้ว่าชั่วหรือดี”

    คิดได้ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า
    “ตัวท่านพันโชติเป็นผู้ใหญ่  ควรเร่งไปหาตัวผู้ร่วมกระทำการครานี้ ทั้งยายเทพทองผู้มารดา ยายกลอย ยายสา มาว่ากล่าวตักเตือน”

    พันโชติ ได้ฟังรีบสั่งนายสอน
    “อย่าได้นิ่งนอนใจไป จงรีบไปเดี๋ยวเลย”
    จากนั้นนายสอนก็รีบไปบ้านเทพทองทันที ไปถึงก็พรวดพราดขึ้นไปบนเรือน ยายเทพทองร้องถามว่า
    “ไปไหนมา เหงื่อออกโทรมหน้านัยน์ตาเฝื่อน มีธุระอันใดจึงได้มา”

    จากนั้นแกก็เสือกเชี่ยนหมากให้
    “เชิญนายสอนกินหมากก่อน”
    นายสอนสอนบอกว่า

    “แน่คุณนาย เพลานี้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เรื่องใหญ่เหมือนไฟไหม้แผ่นดิน บ้านถิ่นเรานี้เห็นมิเป็นการ”
    นางเทพทองตกใจร้องว่า
    “ที่ไหนพ่อ พวกเด็กๆ หามีดพร้า ตะขอ เตรียมพร้อมไว้”
    แล้วแกก็ลุกขึ้นลนลาน นายสอนว่า
    “มิใช่ไฟดอก”
    นางเทพทองร้องว่า

    “เยี่ยงนั้นมีผู้ร้ายปล้น ฆ่าฤา แต่โดนปล้นสิบหน ก็ยังมิเท่าไฟไหม้ หนเดียว”
    จากนั้นแกกลับมานั่นลง แต่ยังคงตกใจ ปากสั่น ถามว่า
    “มีความมีอันใดอันใดฤา”
    นายสอนกล่าวว่า

    “ความเรื่องวันทอง ผัวของเขามาที่บ้านแล้ว เขาเป็นคนโปรดปราน ได้รับพระราชทาน บ่าวไพร่ เป็นพัน มียศศักดิ์ที่ขุนแผนแสนสะท้าน ขู่เข็ญนายบ้านอยู่เพลานี้ เขาจะจับตัวเอาไปอยุธยา กราบทูลพระพันปีให้ฆ่าฟัน
    เพลานี้พันโชติให้มาหาท่าน ทั้งยายกลอย ยายสายด้วย อันตัวขุนช้าง วันทอง และยายศรีประจันนั้น ได้ถูกมัดตัวไว้แล้ว”

    นางเทพทองกำลังตำหมาก ตกใจ ทิ้งสากลงโผง
    “ตายจริงแล้ว อีพ่อ ข้าขอไหว้ละ กรรมเอ๋ยกรรมข้า ได้ทำผิดอะไรไว้ เกิดมาแต่น้อยจนฟันหัก รู้จักแต่ทำนา กับทำสวน ปลูกเผือก ปลูกมัน รดน้ำพรวนดิน จนจวนจะตายห่า มาเกิดความ

เป็นเพราะอ้ายช้างคางเครา อ้ายขี้เค้า มันมิฟังคำแม่ห้าม อียายสา ยายกลอย พลอยเป็นไปกับมันด้วย เขาจะจับผูกล่ามเป็นวัววัดแน่แท้”

    จากนั้นแกร้องบอกยายกลอย ยายสา
    “อ้ายตายห่าขุนช้างมันสร้างเรื่องเข้าแล้ว ขุนแผนเขาจะจับมันมัด ให้กลิ้งไปมาเหมือนปูทะเล”

.   
ตอนที่ 14 ยังมีต่อ
.

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2563 7:53:30 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 14/1 ขุนแผนบอกกล่าว
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=11-2020&date=01&group=1&gblog=33

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 14 May 2026, 20:40:55 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 14/2 ขุนแผนบอกกล่าว จบตอน
.



ตอนที่   14/2 ขุนแผนบอกกล่าว
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
โดย ทักษภณ
 

   
ยายกลอยได้ฟังนายสอนแจ้งเรื่องก็ตกใจ ถึงกับตกบันไดเดินขาเป๋ นมยานฟัดพุงยุ่งเหยิง งกๆ เงิ่นๆ ค่อยๆ ขึ้นมาบนเรือนนางเทพทอง อย่างยากลำบาก

ยายสาตาไม่ดูกระดานที่ต่อกัน ร่วงพลัดตกไปในร่องกระดาน โก้งโค้งลากขามา ค่อยๆ ย่องขึ้นไปบนเรือน นางเทพทองถามว่า

“ยายสาเป็นกระไร”
“เจ็บขานิดหน่อยจ๊ะ”
นางเทพทองฉวยผ้ามาห่ม แล้วกล่าวว่า

“สายแล้วไปกันเถิด รีบไปให้การเถิดเหวยสู เรื่องหนักเบาเป็นเยี่ยงไรจะได้รู้”

ข้าไททั้งหลายตามหลังมาเป็นพรวน ต่างก็มองหน้ากันเดินทางมา ทั้งหมดยิ่งเดินไปใกล้เรือนศรีประจัน ใจยิ่งรู้สึกหวั่นกลัว  นางเทพทองหันมากล่าวว่า

“เจ้าสอนเอ๋ย จงเอ็นดูเถิดรา ได้โปรดช่วยฉันให้ได้รอดปลอดภัยเถิด ข้าจะไม่ไปแล้วอีพ่อคุณ ขอให้พ่อช่วยผ่อนปรน อย่าให้เกิดเรื่องได้ฤาไม่

ข้าจะขอบนบาน   ถือว่าช่วยเอาบุญเถิด ข้าจะให้เงินทองแก่พ่อคุณด้วยหนา บอกว่าแม่ออขุนช้างมันไปไกลแล้ว อพยพครอบครัวหนี

ผู้คนที่เรือนก็หามีไม่ ให้ยายกลอย ยายสาไปช่วยกันแก้ไขคดีความเถิด”
นายสอนว่า

“วอนข้าทำไม ข้าจะโกหกได้ฤา จะดี จะร้ายเยี่ยงไร ก็ต้องไปด้วยกัน เรื่องที่เกิดครานี้หนักหนานัก อย่าได้คิดบนบานไปเลย”

ในที่สุดทั้งหมดต้องเดินตามกันมา ไม่นานถึงบ้านศรีประจัน ลูกความทั้ง 3 ร้อนใจอยู่แล้ว ยิ่งเห็นผู้คนพลุกพล่านก็ตกใจ

นายสอนขึ้นเรือนไปก่อน นางเทพทอง ด้อมๆมองๆ อยู่ที่เชิงบันได หาขึ้นไปไม่ พันโชติถามว่า

“เป็นไรไม่ขึ้นมา”
ทั้งสามได้ยินเสียงพันโชติถาม เกิดอาการลนลานแย่งกันขึ้นบันไดมา ขุนแผนถือดาบไว้ไม่เงยหน้า ยืนขึ้นร้องไปว่า
“ใครมา”

นางเทพทองกำลังขึ้นบันไดอยู่ ตกใจร้อง
“จ้า”
หงายหลัง พลัดตกบันได ยายสา ยายกลอย พลอยตกจากบันไดตามไปด้วย ซ้ำร้ายกว่านั้น  แม่บันไดหงายขึ้น แล้วคว่ำตกลง คร่อมทับคอของทั้งสามยายไว้
พวกที่อยู่แถวนั้นพากันหัวร่อกันอื้ออึง ทั้งสามคนยังคงนอนแน่นิ่งไม่อาจลุกขึ้นได้ นางเทพทองร้องว่า

“ข้าจะมาให้การ พวกท่านไยมาใส่คา (เครื่องจองจำนักโทษทำด้วยไม้) ประจานกันเยี่ยงนี้ ถ้อยความอะไรข้าไม่เคย...”

แกกล่าวพร้อมกับเงยหน้าขึ้น จึงได้รู้ว่าบันได้ทับคร่อมคอแกอยู่ จากนั้น มีคนมาช่วยกันขยับบันไดออก ยายทั้งสาม ต่างคน ต่างลุกขึ้นจากที่ ด้วยความทุลักทุเล เนื้อตัวปี้ป่น แตกยับดังโดนมีดสับ

หลังจากลุกขึ้นได้ ช่วยกันยกบันไดใส่ที่นอกชาน นางเทพทองแข็งใจขึ้นไปก่อน ยายกลอย ยายสา ยังชักช้า งุ่นง่าน ขณะนั้นเอง มีเสียงตุ๊กแกร้องขึ้น นางเทพทองร้องตอบทันที

“ฉานเอง”
แกงกงันไม่ทันได้มองกลอนประตู หัวชนเข้าโครม สายทองร้องว่า

“ไม่เป็นท่า แล้วคุณแม่”
คนทั้งหมดต่างหัวเราะกันเป็นที่ครื้่นเครง เฮฮากันไป ยายกลอย ยายสามาข้างหลัง ในขณะที่นางเทพทองเก้ๆ กังๆ ขึ้นไปบนหอใหญ่



พอแกแลเห็นขุนแผน ก็ตกใจ รีบคลานเลี่ยงไปทางด้านข้างฝา เห็นฟูกที่พันนางศรีประจันอยู่ ตกใจอย่างแรง

“ตายจริงอกกู มาเจอผี”
ลุกโผน ตัวไปโดนฟูกเข้า นางศรีประจันล้มผาง ลงนอนราบยาวไปกับพื้นร้องขึ้นว่า
“ขอโทษด้วย ฉันกลัวแล้วพ่อ”

ตกใจ ตัวสั่น นัยน์ตาขาว หน้าป๋อหลอ รีบออกจากมาจากฟูกร้องว่า
“พ่อ ฉันขอโทษโปรดเถิดรา”

ขุนแผนยังคิดแค้นเคืองหนักหนา จึงถามความไปในมิช้า

“แน่ท่านมารดาของวันทอง เดิมเราได้เข้ามาสู่ขอ ท่านได้ยกลูกให้อยู่เป็นคู่ครอง เมื่อเราจากไกลไปเชียงทอง หอห้องยังคงอยู่

เราได้ฝากวันทองไว้ ฤาว่าได้อย่าร้างเมื่อไรนั่น ถึงได้ยกให้กับขุนช้างไปเสีย รังเกียจเดียจฉันประการใด ฤาเห็นว่าต่ำศักดิ์จึงหักหาญ จะโต้ตอบถ้อยคำหาได้ไม่

ทรัพย์สินเราน้อยกว่าทุกสิ่งไป น้ำหน้าไหน จะสนใจ อันลูกเขยใหม่สิยิ่งใหญ่ ทรัพย์สมบัติ มีมากกว่า ช้าง ม้า สารพัดสิ่งของมากล้นเหลือ

จึงคิดหยามหยันไม่เกรงใจ หอเก่ารื้อไปถวายวัด ปลูกหอใหม่ใหญ่กว่า แทนของเดิม ช่วยกันฆ่าฟัน เสียเป็นไร ให้สาสมใจที่มันจน”

นางศรีประจันฟังคำขุนแผน เกิดความรู้สึก ปากคอแห้งผาก  ขนพองสยองเกล้า ทั้งกลัว ทั้งทุกข์ร้อนใจ ดังไฟลนก้น

ยกก้นกระแทกฟาก (ลำไม้ไผ่ ที่ผ่าแล้วสับให้แตกออกเป็นอันเล็ก ๆ แต่ไม่ขาดจากกัน แล้วแบคว่ำออกเป็นแผ่น โดยมากใช้ปูเป็นพื้นเรือน)

ปากสั่น งันงก ถอนใจใหญ่ พลางครางฮือๆ สองมือขยี้หน้า น้ำตาไหลเจิ่งนองหน้า นั่งเช็ดขี้มูก ตีอก ชกหัวหัวตัว สั่นงก ๆ เหมือนลูกนก

“พ่อเจ้าประคุณ เดิมทียายกลอย ยายสา มาว่าพ่อตายอยู่วุ่นวาย เอากระดูกที่เผาไหม้เป็นจุณ ใส่หม้อมาให้ดู

แล้วก็ขอวันทองให้ขุนช้างเป็นผัวเมียกัน ด้วยกลัวว่าจะโดนจับไปเป็นหม้ายหลวง จึงไม่อาจหวงแหนเก็บไว้ได้ วันทองไม่ยินยอม ร้องไห้น้ำตาเป็นลูกเบี้ย (ชื่อหอยทะเลกาบเดี่ยว ใช้เป็นเงินตราสมัยก่อน)

บ่นเพ้ออยู่ทุกคืนวัน ถึงสิบห้าคืนจึงได้เข้าหอ พึ่งจะเข้าหอได้สองวัน มันจะทันสึกหรออะไรนั่น พ่ออย่าได้คิดรังเกียจ เดียจฉันเอาคืนไปเถิดหนา”

ยายกลอย ยายสา ฟังคำนางศรีประจันไม่อาจนั่งนิ่งได้

“อยู่เปล่าๆ พวกข้าจะเอากระดูกมาไย ยายเทพทอง วานให้ดิฉันนำมาต่างหากเล่า บอกว่าพ่อพลายแก้วไปทัพที่เมืองเชียงทอง

ได้ถูกลาวแทงตายเสียแล้ว ที่กลางป่า ผิดชอบเยี่ยงไร ได้โปรดเมตตา เขาสอนให้ว่า ก็ว่าไป”

นางเทพทองตัวสั่น งันงก ตีอกผาง
“ข้าไหว้ละ พ่อ อ้ายขุนช้างมันบอกดอก ข้าก็หลงคารมมันไป ผิดไปแล้วขอโทษด้วยหนา”

ขุนแผนได้ฟังคำ แก้ตัว งกงัน โยนความผิดให้กับผู้อื่นของแม่ยาย และคนอื่น ๆ ได้แต่กลั้นหัวเราะ

“เมื่อแรกทำผิดไม่คิดกลัว เขารู้กันไปทั่วทั้งสุพรรณว่า แม่ทองประศรีมาถึงบ้าน ห้าม การงาน ห้องหอ ทุกสิ่งสรรพ์ ข้างยายเทพทอง ศรีประจัน ดื้อดึง ไม่ฟัง กลับท้าทายให้ฟ้องร้อง

โดยบอกว่า เงินทองมีมากมาย พร้อมที่จะเสีย หากลัวไม่ เดี๋ยวนี้ไยถึงได้กลัว จะได้เห็นกันในวันนี้

ไหนอ้ายขุนช้างมันอยู่ไหน มุดหัวอยู่ไยไม่ออกมา ถ้าฮึกฮัดเจรจาจะได้เห็นดี ถ้าเจรจาดีๆ คงได้เป็นมิตรกัน ศรีประจัน เทพทอง ร้องเรียกดูที

เป็นเยี่ยงไร จึงไม่ออกมาหา มีความสุขกับการนอนได้เยี่ยงไร เป็นค่อนวัน  อ้ายชาติชั่วหัวควั่นจนท้ายทอย เรียกเท่าไรก็ไม่ขาน กูเค้นเรียกจนแสบคอหอยแล้ว”
ขุนช้างนัยน์ตาปรอย ร้องขานเบาๆ

“ขา เขาผูกฉันไว้เเสียทั้งตัว ออกไปมิได้”
นางศรีประจันรีบเข้าไปดันประตูห้อง ด่าว่า

“ช่างนอนร้องอยู่ได้ ไอ้ชาติชั่ว นี่คงเป็นเพราะมันอยู่ข้างในจึงได้ไม่เกรงกลัว เทพทองช่วยจิกหัวมันออกมาที”
เทพทอง และศรีประจันช่วยกันดันประตู

แต่ประตูลั่นดาลภายในแน่นหนานัก จึงมิอาจเปิดออกได้ ขุนแผน อัดลมให้ดี ตั้งสมาธิ บรรจงเป่าลมออก พุ่งตรงไปที่ประตู

ดาลด้านในลั่น คลายออก ประตูถูกเปิดออกได้โดยง่าย นางศรีประจัน เทพทอง รีบเข้าไปในห้อง แต่แล้วกลับร้องเสียหลง ตัวสั่นงันงก ล้มลง

“ใครเอาผีอ้ายเจ็กคงเข้ามาไว้ที่นี่”
ขุนช้างร้องว่า

“แม่อย่าตกใจไปเลยว่าเป็นผี มันมิใช่ดอก ช่วยแก้ให้ฉันที”
เทพทองได้ฟังยิ่งตกใจกว่าเดิม ร้องกลิ้งไปกับพื้น
“โอ้ย ผีพูดได้ดังว่าเป็นคน”

ศรีประจันร้องว่า
“อีแก่แดด ผีตายฝาแฝด กูไม่เคยเห็น”
เทพทองว่า

“มันตายเมื่อเวลาบ่ายเย็น อีเมียถ่อย พลอยเต้นดิ้นจนตาย”
ขุนช้างจุ๊ปาก ร้องว่า
“ดีฉันเอง”

สองยายสะดุ้งตกใจอีกครา กระโดดกลิ้งล้มหงายท้อง นางศรีประจันผ้าหลุด รีบฉุดชายผ้าไว้
แต่กลายเป็นว่าไปดึงชายผ้าของนางเทพทอง สองยายฉุดกระชาก ปลุกปล้ำกัน เป็นที่วุ่นวาย นางศรีประจันฉุกคิดได้ หันไปเหลียวดู ร้องว่า

“เป็นไรหางหนูหามีไม่”
เทพทองร้องแย้งลั่นว่า
“ก็นั่นฤา มิใช่ไว้เป็นหางเปีย”
ศรีประจันว่า

“นั่นวันทองดอก”
เทพทองร้อง
“นั่นแม่อ้ายเบี้ย ทำไมมาฆ่าตัวตายทั้งผัวทั้งเมีย ใครเอามาไว้ที่นี่ ไยไม่เอาไปเผาเสีย”
ขุนช้างร้องว่า
“ดีฉันเอง”

สองยายสะดุ้งเต้นเหยง หัวไปชนกับฝา
ศรีประจัน ภาวนา สวดมนต์ ท่องคาถา สองมือปิดหน้าร้องไปว่า

“สายทองเองช่วยกูด้วยรา”
สายทองร้องว่า
“อะไรนั่น”
แล้วลุกขึั้นเดินถลันไปในห้อง โดนศรีประจันล้มตึง แกร้องว่า

“มึงผลักกูไย”
นางเทพทองร้องว่า
“ช่วยกูด้วยที นี่อะไรผีเจ๊กฤามิใช่ เชือกปอตราสังรุงรังไปหมด”

สายทองแลเห็นทั้งสองเนื้อตัวไม่มีผ้าผ่อน โดนมัดติดกัน นอนร้องครวญครางก็ตกใจ ตีอกผางร้องว่า

“มิใช่ผีเจ๊กดอก แต่เป็นวันทองกับขุนช้าง”
เมินหน้าหนี พลางกล่าวว่า

 “เออนั่นช่างกระไร ผู้ใดบอกกับแม่ว่าเป็นผีเจ๊กคง ช่างหลงหลับตาพูดไปได้ เห็นคนเป็นผี ร้องให้ลั่นไป”

นางศรีประจัน และนางเทพทอง ได้ฟังคำของสายทอง ลองตั้งสติ เพ่งมองดู

“เห็นแล้วรู้สึกอดสู ขายหน้ายิ่งนัก จะหลับนอนนี่กระไร ถึงได้ปล่อยให้โขมยเปลื้องผ้าเอาเชือกผูกมัดติดกัน”
เทพทองฉวยได้มีดหมาก กระชากเถือ ศรีประจันร้องว่า
“บาดเนื้อเข้าแล้วกระมัง ระวังหน่อย”

แม่ผัว แม่ยาย วุ่นวาย ชุลมุน ช่วยกันตัดเชือกชักสาวลงมา ศรีประจันหยิบผ้าให้ลูกสาวบ่นไปว่า
“มันทำเรื่องฉาว ให้กูได้ขายหน้า น่าอับอายนัก”
แล้วบอกขุนช้างไปว่า

“ขุนแผนมาวุ่นวาย เขาบอกว่าจะไปกราบทูลให้เข่นฆ่า พ่อแม่จะพากันฉิบหาย ทรัพย์สินจะพลัดพราก กระจัดกระจาย

แต่ถ้าเจรจาแล้วดี จะถือว่าเป็นมิตรกัน ถ้าเอ็งดึงดัน เขาจะฆ่า เอ็งจงออกไปนอบน้อมไหว้ อ้อนวอนเขา

พูดจาขอโทษ ให้ความโกรธ หายคลายลง จะถือดีกันไปก็เท่านั้น จงโอนอ่อนผ่อนผันให้ความหายเถิด

เขาก็ได้เมียใหม่ไว้แนบกายแล้ว คงจะไม่เสียดายวันทองเท่าใดนัก เพื่อนมาเพื่อจะว่าให้เป็นที
เขาพูดในทำนองว่า เรานี้ทำการหาญหักนัก ง้อไปเห็นจะไม่กระไรนักดอก เอ็งอย่าชักช้า ยอกย้อน จงเร่งออกไปเร็วไว”

ขุนแผนเห็นว่า พวกที่อยู่ด้านในออกมาช้านัก จึงร้องเตือนไป
“เป็นไรไม่มาพูดจากัน ถ้ามาดีๆ มิเป็นไร ถ้าดื้อดึงคงได้ห้ำหั่นกัน”

นางเทพทองได้ฟังรู้สึกวิตกกังวลยิ่งนัก นางศรีประจัน เอาตีนป่าย ไปที่สีข้างของขุนช้างร้องว่า



“อ้ายขุนช้าง ยังทำเป็นตาปริบๆ อยู่อีก อ้ายฉิบหาย”
 เทพทองร้องสำทับอีกว่า
“ไปไอ้หัวบาง”

ขุนช้างยังแข็งขืน สั่นโคลงหัว ไม่อยากจะออกไป เทพทอง ทุบตีเข้าอย่างแรง แถมยังฉุดลาก ทั้งผลัก ถีบ ดัน ด่าว่า ให้ออกไป อย่างสุดกำลัง

“ฉุดมึงให้ออกไป ยากยิ่งกว่าฉุดเจ้าเงาะเสียอีก อ้ายตายโหง ผ้าผ่อน ก็ไม่ยอมนุ่ง ดูพุงก็โป่งพอง มึงจะเอาเรือนหลังนี้เป็นโลงฤา อ้ายอัปรีย์”

ขุนช้าง แหกฝา มองลอดช่องออกไป แล้วกล่าวว่า
“วันทองจงออกไปด้วยพี่เถิด ถึงเขาโกรธ จะฆ่าตี  ก็คงจะคิดปราณีบ้าง ถ้าแม่ออกไปด้วย”

วันทองกล่าวว่า
“มึงอย่าได้พูดเยี่ยงนี้ ถึงพระอินทร์ลงมา กูหาไปไม่ ยิ่งมึงถูกฆ่าฟันเสียที่นี่ กูยิ่งจะดีใจ อย่าหวังไปเลยว่า กูจะออกไปง่ายๆ”
ขุนช้างว่า

“แม่ไม่ออกไป พี่จะออกไปไยให้เขาฆ่า จะไปตายไกลทำไม เมื่อเจ้าไม่ไปด้วยกัน ผิดชอบชั่วดี ขอให้เห็นหน้า ตายด้วยกันเถิด จะได้ติดกันไปเกิดบนสวรรค์”

ว่าแล้วก็ลุกขึ้น ตรงเข้าไปกอดวันทองไว้ ไม่ยอมออกไป นางเทพทองโกรธจนตัวสั่น

“ทุดอ้ายกระยาจก มึงช่างทำไปได้ อ้ายจัญไร ผ้าก็ไม่ยอมนุ่ง”
จากนั้นแกเอาไม้แพ่นผางเข้าที่กลางตัว ขุนช้างร้องว่า

“อย่าตีลูกเลย เจ็บปวดเสียนี่กระไร จะออกไปแล้ว แม่ขา”

จากนัั้นฉวยเอาผ้ามาพันตัว สั่นระรัว เพลานี้ใจของขุนช้างเกิดความกลัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
แม้ไปถึงประตูแล้ว ก็ไม่ออกไป ได้แต่ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ที่นั้น  หลังจากแหกฝามองดู ไปมา เหมือนประหนึ่งว่าจะออกไป

แต่แล้วขุนช้างได้ทำสิ่งที่เกินกว่า ที่ทุกคนจะคาดคิด ก็คือคิดหลบหนีโดยการปีนฝาเรือนขึ้นไป ศรีประจันเห็นรีบฉวยตีนขุนช้างไว้ ร้องว่า

“อย่าปีนขึันไป”
นางเทพทองร้องด่า
“อ้ายกาก”

แกฉวยตีนข้างหนึ่งลากลงมาได้ ขุนช้างผ้าหลุด รีบฉุดชายไว้ ฉวยตะเกียงได้ทูนหัวมา ยกมือทั้งสองกางออกถึงหน้าผาก

“พ่อพลายขา ขอเชิญกินหมากก่อนเถิด”
จากนั้นกราบลงที่ตัก จับเท้ายกขึ้นทูนบนหัว

“ข้านี้ดีใจนัก อีพ่อเนื้อหอมทูลกระหม่อมแก้ว มีคนเขาบอกว่าพ่อตายแล้ว แต่ก็กลับมาได้ พ่อนี้มีบุญญาธิการชาญชัยนัก ใจของพ่องดงามดังดอกบัว”

แล้วเข้าเลิกผ้า ไขว่คว้าดุจดังจะเข้าจูบ จากนั้นเอามือลูบตรงนั้น ตรงนี้ มาขยี้หัวตนเอง

ประดุจว่าสูดดมกระแจะจันทร์ อันหอมหวลนักหนา ผู้ที่ดูอยู่รอบข้าง พากันหัวเราะครื้นเครง ขุนแผนทนไม่ได้ร้องว่า

“อย่า ๆ ขุนช้าง”
ผลักพลาง ปิดผ้าพลาง อยู่วุ่นวาย แต่ขุนช้างยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ ยังคงจูบ ลูบคลำ เป็นพัลวัน

นางเทพทอง ศรีประจัน มิอาจทนมองภาพอันอุจาดตาเบื้องหน้าได้ จึงได้แต่หันหน้าหนี ขุนแผน เพลานี้ รู้สึกแค้นเคือง ระคนหมั่นไส้ จึงร้องว่า

“เฮ้ย ขุนช้าง เพื่อนคิดเยี่ยงไร นางพิมพิลาไลยนี้ เป็นเมียเรา ยามเมื่อเราไปทัพยังไม่กลับมา ได้อย่าร้าง ซื้อขายให้แก่เจ้าแล้วฤา จึงได้รื้อหอของเราแล้ว ปลูกขึ้นใหม่ แทนของเดิม
แล้วพูดจาว่าเรานี้ได้บรรลัยไป เอากระดูกห่อผ้ามาถึงบ้าน ขุดต้นโพธิ์ที่เราได้ปลูกอธิษฐานไว้ ให้เป็นไข้ ทำตัวเป็นชู้โดยตั้งใจ เอ็งคิดอ่านเยี่ยงไร จงว่ามา”

ขุนช้างได้ฟังคำที่ขุนแผนถาม รู้สึก เกรงกลัว ครั่นคร้าม ขนพองสยองเกล้า เป็นหนักหนา แต่มิได้ว่ากล่าว ถุ่มเถียง แต่ประการใด

ได้แต่กอดขุนแผนไว้ไม่ลืมตา ขุนแผ่นซักถามถึง 3 หน ขุนช้างจนใจมิอาจตอบโต้ใดๆ ได้ ขุนแผนรู้สึกฮึดฮัดขัดใจ ร้องถามไปว่า

“ดูก่อนวันทอง กระไรเลย เจ้าเอ๋ย เรามาหา ช่างซ่อนเร้นหน้า นอนอยู่ได้แต่ในห้อง มีแขกมาหาจะปรองดอง น่าจะออกพูดจารับรองแต่โดยดี

เชี่ยนหมาก พานพลู น่าจะมีมาให้บ้าง ตามประสาคนเข็ญใจหรือเศรษฐี  ข้าวปลาอาหาร ก็ควรหามาเลี้่ยงดูกันตามที่มี โดยไม่ถือว่ามั่งมีหรือเข็ญใจ

แต่นี่ตั้งแต่เช้าจนจะพลบค่ำ ยังมิได้พบหมากพลูใดๆเลย ข้านี้รู้สึกเปรี้ยวปากนัก เห็นมีแต่ตะเกียง ไต้ ที่จุดไว้ อับอายชาวบ้าน ประการใด  หรือว่าคิดว่าไม่ควรพูดด้วยจึงไม่มา”

วันทอง หม่นหมองใจ เศร้าโศก สับสน อยู่ในห้อง ได้ยินเสียงร้องเรียก รู้สึกรำคาญใจเป็นหนักหนา คิดจะออกมาเจรจาด้วย
แต่รู้สึกขัดแค้น ระกำใจ จึงมิอาจออกไปได้
ทั้งยังกลัวว่า ขุนแผนจะผลุนผลันบุกเข้ามาในห้อง วันทองรู้สึกวิตกกังวลในข้อนี้นัก จึงกระถดมาที่ประตูทันที แล้วรีบขัดดาลประตูใส่ลิ่มกลอนให้แน่นหนา

ถึงแม้จะผลักก็ไม่ไหวแม้สักนิด จากนั้นกลับไปนั่งลง นิ่งคิดหวาดระแวง ด้วยใจเต้นระทึก ใจของนางเพลานี้เจ็บปวด รวดร้าว เจียนจะขาดใจ



“ไม่มาแล้วฤา วันทอง อยู่ในห้องคงคิดว่าเราจะเข้าไปไม่ได้ฤา เจ้าเอาลิ่มสลัก ทิ่มยัดแล้วอัดซ้ำอย่างแน่นหนา

เจ้าจะเล่นอะไรฤาวันทอง หรือว่าคิดจะลวงให้เราเข้าที่ลับ แล้วจะจับตัวไปกินตับเสียในห้อง

หรือคิดว่าเป็นตาย เราจะต้องปีนป่ายเข้าไปดู แล้วจะร้องสร้างเรื่องใส่ความเราเสียกระมัง”

ว่าพลางถอดดาบขึ้นยืนจ้อง ขุนช้างเข้ามากอดเท้าไว้ ร้องไห้กระซิก  ขุนแผนสลัดตวัดแตะอย่างแรง ขุนช้างกระเด็นไป รั้งผ้าหลุด ได้แต่ทรุดนั่งอยู่กับที่

ขุนแผนเอามือจับที่ชายพก ของขุนช้าง ยกดาบเงื้อขึ้น นางเทพทองร้องเสียงหลง ศรีประจันตกใจหกล้มทับยายคง ขุนแผนส่งเสียงตวาดว่า

“กูจะฆ่ามึงเสียทั้งผัวเมีย ระวังตัวให้ดี ทั้งสี่ห้าคน วันทองรักห้องไม่ยอมออกมา คงกลัวว่าหน้านวล จะหมองเพราะต้องลมพัด กระนี้แล สมชื่อแล้วว่าวันทอง เจ้าเป็นเนื้อทองแท้ๆเทียว

ครั้นจะพูดก็กลัว ดอกจำปาจะหลุดออกจากปาก ด้วยคำตัดขาดจากกันในวันนั้นยังมั่นคง เจ้านั้นตัดใจได้ ตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนเรายังคิดถึงความหลัง ยังมีเยื่อใยอยู่ เป็นเหตุให้พาซื่อหลงผิดมายังเรือนนาง

สำคัญผิดว่านางคงคิดถึงเราอยู่บ้าง ไม่ทันรู้ว่านางจะตัดขาดจนไม่เหลือเยื่อใยใดๆ ตัดปลียังมียางใย ส่วนเจ้านี้จางจืดแล้ว ก็ลืมหายไปสิ้น

เมื่อแรกเชื่อว่าเป็นทับทิมแท้ ไยมากลายเป็นพลอยหุงเสียได้ ดุจดังกาลวงให้หลงเชื่อว่าเป็นหงส์ ด้วยก่อนนั้นมิได้ดูแน่ชัด จึงคิดว่าเป็นหงส์แน่แท้

เพราะลุ่มหลงด้วยสีที่ย้อมทา ช่างปลอมแปลงท่วงท่า ได้แนบเนียนดีหนักหนา

รักหลงถิ่นมุจลินท์ไม่คลาดคลา ครั้นหลับตาฝูงหงส์ก็ลงโคลน โสมม ย้อม เคล้าเคลียแต่สิ่งเน่า ๆ ชั่วๆ เจ้าช่างถอดหัวเปลี่ยนตัวได้ดังเล่นโขน เมื่อยามจะรำก็ให้ตีกลองตะโพน แล้วเล่นรักโลดแล่นให้คนดู มิเสียที ที่ได้

พยายามเรียนเพียรฝึกหัด สันทัด แคล่วคล่องดี มิมีผู้ใดสู้ได้  แคล่วคล่อง แยบคาย ตามแบบของครู

เมื่อพี่อยู่ไม่มีใครสอนให้ แค่เพียงได้ครูใหม่ ขยันขันแข็ง ใครมาประชันก็คงจะแพ้เจ้าทั้งบ้าน  เขาออกชื่อลื่อไปทั่ว ว่าเจ้าเป็นตัวการ ไม่ช้านานคงจะหาเจ้าไปรำ

คงจะถูกหน่วงเหนี่ยวเคี่ยวเข็ญ ให้รำเรื่อยไป คงจะมิให้ถอดชฎาจนกว่าจะย่ำค่ำ  วันนี้มาหานางเป็นการเฉพาะ กลับไป จะทำโรงเตรียมไว้รอท่า จงอยู่ดีเถิดเจ้าสีชบา”

จากนั้นขุนแผนหุนหัน ลุกขึ้ันมาอย่างขัดใจ ผลุนผลันขึ้ันหลังม้า พากันไป ฝ่าดงพงไพร กลับไปเขาชนไก่ กาญจบุรี

ส่วนขุนช้าง อยู่กับแม่ยายโดยมิได้หลีกหนีไปที่ใด เมื่อไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเภทภัย เหตุการณ์สงบเรียบร้อยดี ได้เวลาประมาณสักเดือนปลาย จึงกราบลาแม่ยายไปบ้าน

“ขอลูกกราบลาไปบ้าน อยู่ที่นานนัก เงิน ทอง ช้าง ม้า จะศูนย์หาย พลัดพรากกระจัดกระจายไป”

ขุนช้าง วันทองก็ไปด้วยกัน อยู่บ้านของขุนช้างทั้งผัวเมีย อยู่ครองเรือน ถิ่นฐานของตัว เป็นที่สุขสำราญใจ

ขอกล่าวถึงเจ้าขรัวสุโขทัย ต้องเร่งส่งเงินพินัย (เงินค่าปรับ) เข้าคลัง ได้ส่งไปแล้วแต่ยังค้างอยู่ 15ต้องทนทุกข์ เวทนาอยู่ในที่คุมขัง จึงปรึกษากับลูกสาวว่า

“ช่วยหลังพ่อด้วยเถิดแก้วกิริยา”
ลูกสาวก็ยินยอมพร้อมใจ

“จะขายไว้กับใครคุณพ่อขา”
เจ้าขรัวบอกไปทันทีว่า
“ลูกของเกลอข้าที่อยู่สุพรรณ”

ด้วยเหตุนี้ จึงประกันเชิงลาออกมาได้ จากนั้นพาลูกสาวไปหาขุนช้าง ด้วยใจเป็นทุกข์ร้อน ขุนช้างไต่ถามความเป็นมาทันที
“พ่อท่านกับน้องมาทำไม”

เจ้าขรัวบอกไปว่า
“พ่อมีเรื่องทุกข์ร้อนใหญ่โตหนักหนา จึงจะเอาน้องมาฝากไว้ เพราะต้องเร่งหาเงินพินัยที่ยังไม่พอ ลูกของเกลอก็เหมือนดังลูกตัวเอง

ทูนหัวเจ้าจงเอ็นดูพ่อ จะเอาเงินสิบห้า อย่างเร่งด่วน ขอเขียนกรมธรรม์ ฝากไว้”

ขุนช้างจึงเรียกวันทอง ให้เอาเงินมากองนับส่งให้พร้อมกับกล่าวว่า
“จะต้องทำกรมธรรม์ ไปทำไมเล่า จะเลี้่ยงไว้เหมือนน้องร่วมท้องกันมา”

จากนั้นเจ้าขรัวก็ลาทั้งสองไป
“ฝากน้องด้วยเถิดหนา ผิดพลั้งเยี่ยงไร ก็ได้โปรดเมตตา ขอให้ออแก้วกิริยาอยู่ดีมีสุข เจ้าจงสงบเสงี่ยมเจียมตัว

ให้สมกับเป็นข้าของท่าน การงาน จงเอาใจใส่ให้ถ้วนถี่ อย่าได้ข้องแวะสิ่งชั่วร้าย อย่าให้ตัวเป็นราคี เข้าของในบ้านท่านก็ให้ช่วยดูแล

ตัวเป็นข้า อย่าให้ผ้านั้นเหม็นสาบ จงสุภาพเจียมตน อย่านอนตื่นสาย จงยำเกรงนาย ข้าวน้ำ ผัก ปลา จงหาให้นาย เสียสินทรัพย์ดีกว่า

แต่อย่าเสียศักดิ์ อย่าได้หมายปองผู้ที่ต่ำศักดิ์กว่า ให้รักนวลสงวนตัว รักศักดิ์ศรี อย่าได้กระทำในสิ่งที่น่าละอาย สามเดือนปลายพ่อจะกลับมารับเจ้า”

แก้วกิริยา น้อมรับคำแนะนำ สั่งสอน กราบไหว้บิดา ด้วยความเศร้าสร้อย พร่ำพิไร รำพันว่า

“พ่อไปแล้วอย่าได้ทิ้งลูกไว้ข้างนี้ช้านัก สามเดือนแล้วขอให้บิดาจงมารับหนา”

เจ้าขรัวสุโขทัย ร่ำลาลูกเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นไปด้วยใจอาลัยหนักหนา  เมื่อถึงอยุธยา เข้าไปส่งเงินที่ยังคงค้างเป็นที่สำเร็จเรียบร้อย ตามความตั้งใจ


.
จบตอนที่ 14
.

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2563 8:56:46 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 14/2 ขุนแผนบอกกล่าว จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=11-2020&date=14&group=1&gblog=34

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.059 seconds with 17 queries.