Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 13:42:23

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 15
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 15  (Read 221 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 14 May 2026, 20:42:54 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 15


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 15/1ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง
.



ตอนที่   15/1 ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ขุนช้าง ขุนแผน

    อยุธยาในเพลานี้ เมืองเหนือจรดใต้ต่างยำเกรงในพระราชอำนาจ พระองค์ทรงประทับที่ปรางค์มาศปราสาทชัย นางสนมใน ก้มกราบ ประนมกร สำราญพระหฤทัยอยู่ในที่ประทับ
เพลาบ่ายแดดอ่อน ทรงเครื่องเรืองรอง เสด็จออกท้องพระโรง ตรัสราชการเกี่ยวกับบ้านเมือง มิมีเรื่องอันใดให้ขุ่นเคืองพระหฤทัย ทรงผันพระพักตร์ ตรัสว่า

    “ดูรา จมื่นศรี อ้ายพลายแก้วที่ตั้งเป็นขุนแผน เมื่อครั้งตี เชียงทองได้ ยังหนุ่มแน่น กล้าหาญชาญชัย ถ้าใช้สอยนานไปเห็นจะได้การ
เพลานี้ใช้ให้ตระเวนไพร ไม่เคยเอามาใช้ในราชฐาน ถ้าปล่อยปละละเลย ไปเป็นเวลานาน ไหนเลยจะได้เรียนรู้งานราชการบ้านเมือง ญาติวงศ์ พงศาของมันก็ไม่มี

    จมื่นศรี สันทัดในการฝึกหัดคน กูขอฝากอ้ายแผนด้วย ให้ช่วยเป็นครู ฝึกใช้งานในหมู่มหาดเล็ก ยังมีอ้ายขุนช้างชาวสุพรรณด้วย พ่อมันมาให้ไว้ เพื่อรับใช้ตั้งแต่เด็ก หัวล้านเลี่ยน เหมือนกระบาลเจ็ก
ขอฝากคนนี้ด้วยอีกคน ลองฝึกฝนดูเป็นไรไป ให้ไปทั้งกาญจนบุรี และที่สุพรรณ เอาอ้ายทั้ังสองคนนั้นมาไวๆ”

    พระหมื่นศรีหลังจากได้รับสั่ง ก็ถอยคลานออกมา บอกเจ้ากรมจัดพวกตำรวจใน รีบเร่งรัดให้ไปทันที ครั้นไปถึงเขาชนไก่ ตรงไปที่บ้านขุนแผน แจ้งพระดำรัสแก่ขุนแผนอย่างครบถ้วน

    “รับสั่งพระเจ้าแผ่นดิน ให้หาท่านไปยังอยุธยา จะได้ฝึกสอนราชการที่ในวัง”

    ขุนแผนได้ฟัง ก็รู้สึกพอใจยิ่งนัก จึงได้ไปแจ้งเรื่องกับมารดา

    “ลูกจะลาเข้ากรุงในเพลาพรุ่งนี้เช้า ด้วยรับสั่งของสมเด็จพระพันวษา ให้ลูกนี้เข้าไปเฝ้า จะได้ฝึกราชการ การงานหนักเบา ต่างๆ ลูกขอฝากลาวทองไว้กับแม่

เมื่อลูกมีบ้านช่องพร้อมแล้ว จะมารับแม่ไปไว้ใกล้ๆ ลูกไปอยู่กรุงหนทางไม่ห่างไกลจะไปมา จะไม่ทอดทิ้งมารดา”

    นางทองประศรี ได้ฟังคำที่ลูกว่า แกดีใจจนน้ำตาไหล ลูบหน้า ลูบหลังลูก ด้วยความเอ็นดู ปราณี

    “ไปเถิดเจ้า อย่าได้แต่เฝ้าเป็นห่วงใย เมียของเจ้านั้นไซร้ให้อยู่ที่นี่ แม่จะกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูอยู่ทางนี้ มิให้ได้เดือดร้อน รำคาญใจ
เจ้าจงอุตส่าห์ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ฝึกหัดราชการให้จงได้ ถ้าได้มีมียศเป็นที่ปรากฏ ก็เหมือนได้แทนคุณขุนไกร ผู้บิดา

    แต่ทว่าราชการงานเมือง จะสามารถปราดเปรื่องได้นั้น เป็นไปได้ยากหนักหนา โบราณท่านจึงมีคติมาว่า วุฒิสี่ประการ เมื่อนำไปปฏิบัติ ปัญญา ชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง งอกงาม

    หนึ่ง เป็นผู้ดีมีเชื้อชาติ กิริยามารยาทส่งสัณฐาน
    หนึ่ง ได้ศึกษาวิชาชาญ เป็นแก่นสารคือคุณอุดหนุนตัว
    หนึ่ง ว่าอายุเจริญวัย เข้าใจ ผิด ชอบ ประกอบทั่ว
    หนึ่ง ว่าปัญญาว่องไวไม่มีมึนมัว จึงจะรู้ดีชั่วในการงาน

    ท่านว่าผู้เป็นข้าฝ่าธุลี ต้องมีวุฒิทั้งสี่สถาน เจ้านี้ดูไปแล้วมีดีอยู่ทุกประการ จะไปสู่ร่มโพธิสมภารก็ควรแล้ว
    แต่ทว่าเจ้าอย่าทะนงตน องอาจจนเกินไป อย่าประมาทถือตัวว่า ข้าแกล้วกล้า ถ้าอยู่ในความประมาท ลางทีอาจเจอราชภัยได้ ขอให้ลูกแก้วจงจำคำของมารดา

    โบราณว่าเป็นข้าจอมกษัตริย์ ราชสวัสดิ์ ต้องเพียรเรียน รักษา ท่านมีมาช้านานเขียนไว้ในตำรา ตั้งแต่สมัยโบราณ

    หนึ่ง วิชาสามารถมีอย่างไร                ไม่ปิดไว้ให้ท่านทราบทุกสิ่งสรรพ์
    หนึ่ง กล้าหาญทำการถวายนั้น         มุ่งมั่นจนสำเร็จเจตนา
    หนึ่ง มิได้ประมาทราชกิจ                  ชอบผิดตริตรึกหมั่นศึกษา
    หนึ่ง สัตย์ซื่อถือธรรมจรรยา              เหมือนสมาทานศีลไว้ให้มั่นคง
    หนึ่ง เสงี่ยมเจียมตัวไม่กำเริบ             เอื้อเอิบหยิ่งเย่อเพ้อหลง
    หนึ่ง อยู่ใกล้ชิดติดพระองค์              ไม่ทำเทียมด้วยทะนงพระกรุณา
    หนึ่ง ไซร้ไม่ร่วมพระราชอาสน์          ด้วยอุบาทว์จัญไรเป็นหนักหนา
    หนึ่ง เข้าเฝ้าสังเกตซึ่งกิจจา             ไม่ใกล้ไกลไปกว่าสมควรการ
    หนึ่ง ผู้หญิงชาวในไม่พันพัว              เล่นหัวผูกรักสมัครสมาน
    หนึ่ง สวามิภักดิ์รักใครในภูบาล     ถึงถูกกริ้วทนทานไม่ตอบแทน

    ราชสวัสดิ์ทั้ง 10 ข้อ ขอให้พ่อจงจำไว้ให้หนักแน่น ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ พ่อแก้วของแม่จงใส่ใจ จงไปดีมาดี ศรีสวัสดิ์ พ้นจาก ความวิบัติ เสี้ยนหนาม การเจ็บไข้ได้ป่วย ขอให้พระองค์ โปรดปราน ประทานตำแหน่งให้เป็นพระยา”

     จากนั้นเดินออกมานอกห้อง ร้องเรียกผู้คน พวกบ่าว ข้า ทาส มา

    “พ่อแผนเอาอ้ายเต่า กับอ้ายมา ไปติดตามหน้าหลัง ทั้งสองคน”
    ขุนแผนรับคำของมารดา แล้วมาหาลาวทองเห็นหน้าตาหมองหม่น จึงลูบหลังสั่งเสีย

    “จะเอาแต่ร้องไห้ไปไยน้อง พี่ไปมิใช่จะทิ้งขว้าง พอมีเวลาว่างจะมาหาเจ้า”

    ปลอบพลาง ชวนลาวทองจัดเตรียมของไว้สำหรับการเดินทาง รุ่งเช้าขุนแผนพร้อมกับตำรวจ ก็ออกเดินทางจากบ้าน พอไปถึงสุพรรณ ก็ตรงไปยังเรือนของขุนช้าง
    ขุนช้างพอเหลือบเห็นขุนแผน รีบวิ่งไปปิดประตูทันที เข้าห้องกอดหมอนนอนคราง บอกวันทองด้วยความตกใจ

    “ขุนแผนขึ้นมาบนเรือน พาตำรวจมาด้วย เห็นจะเกิดความลุกลามใหญ่โตเป็นแน่แท้ หากมิมีรับสั่งใช้ฤาจะมา”

    วันทองครั้นได้ฟัง ตกใจ ละล้าละลังเป็นหนักหนา

    “จะทำฉันใดดีนะอกอา จะเอาหน้าไปฝาก หรือซ่อนไว้ในแห่งหนใด ถึงคดีความจะเป็นเรื่องใหญ่ดังไฟลาม

ถ้าหากว่าเสียเงินทองแล้วระงับได้หาทุกข์ไม่ กลัวว่าจะโดนจับคร่าไปศาลให้ได้รับความลำบากใจ นี่สิเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขได้ จะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรเล่าพ่อขุนช้าง”

    ขุนช้างได้แต่น้ำตาคลอ ครางฮือๆ กอดวันทองไว้
    “กรรมของเราแท้ๆ แม่วันทอง ถ้าเขาฟ้องร้องเห็นจะทำให้วุ่นวาย แต่ว่าเสียเงินทองเท่าใด ก็ไม่คิดเสียดายเลย ขอแต่ให้ได้ตัวน้องวันทองมาอยู่เคียงข้าง ตัวพี่นี้จะยอมไปศาลหลวง แต่ก็ยังเป็นห่วงด้วยตัวน้อง ทำให้พี่นั้นระทมเศร้าหมองใจนัก” 
 
    ตำรวจร้องเรียก เร่งเร้า
    “เจ้าช้างเถื่อน เข้าเรือนนอนเสียแล้วฤา ร้องเรียกเท่าไร ก็ไม่ขานรับ จะนิ่งดื้ออยู่ได้ หรืออย่างไร มีรับสั่งให้มาหาตัวไป จะพูดจาว่าเยี่ยงไร ก็ไม่ออกมาพูดคุยกัน ขอให้รีบเร่ง ไปเสียตอนนี้ ยังทันเวลา ถ้าหากชักช้าคงจะต้องฉุดคร่าไป”

    ขุนช้างได้ฟังคำของตำรวจยิ่งรู้สึกร้อนร้น ตัวสั่นงันงก เหงื่อไหลโทรมกาย ร้องตอบไปว่า

    “ข้าลุกนั่งไม่ได้เจ้าขรัวนาย หมอว่าเป็นไข้สันนิบาต วันนี้ต้องถึงฆาตในตอนบ่าย เมื่อตะกี้ ก็มิอาจขยับกาย เคลื่อนไหวใดๆ ได้ ขออย่าเพิ่งวุ่นวายไป”

    ตำรวจว่า
    “พูดปดไปได้ เห็นนั่งอยู่เมื่อตะกี้ ลุกหนีแล้วปิดประตู เมื่อไม่ออกมาก็แล้วไป จะไปดูข้างในให้เห็นว่าเป็นเยี่ยงไร”

    ขุนช้างตกใจสะกิดเมีย
    “ลั่นดาลเสียเถิด แม่ทูนหัว”
    วันทอง ขาสั่นระรัว ค่อยๆ ย่องมาชักหัวดาลลั่นเข้าทันใด ฝ่ายขุนแผนและตำรวจนั้น ลุกเข้ามาทันที ผลักดูประตู  พบว่าลั่นดาลแน่นหนา ไม่อาจเปิดได้ ขุนแผนเข้าใจทันทีว่าใส่กลอนอยู่ด้านใน

    จึงเป่าคาถามหาสะเดาะ กลอนหลุดผลุดเผลาะ ดังคนถอนออก ตำรวจกรูเข้าไปที่นอน ขุนช้างฉวยหมอนขึ้นได้ ออกหน้ายักษ์ โยกตัว โคลงหัว ให้ดูเหมือนว่าผีเข้า
    “กูนี้เจ้าพระประแดงกำแพงหัก”
    แล้วทำตาเหลือก ยักคอ หัวร่อคิกคัก
    “มึงรู้จักกูฤาไม่ ไอ้ขุนโรง”

    ตำรวจร้องว่า
    “ชะเจ้าขุนช้าง ลูกเล่นเยอะจริง อ้ายตายโหง”
    ขุนช้าง กระโดด โลดเต้น ไปมา ทั้งด่า ทั้งขู่
    “กูจะหักคอ อ้ายเหล่าพวกมึงไปข้างไหนมา อุกอาจนักหนาไม่กลัวพ่อ”

    แล้วทำยักคิ้ว หลิ่วตา ทำหน้างองิก กล่าวต่อไปว่า
    “พวกมึงมาล้อเล่นกับกู ต้องเจอดี”
    ขุนแผนรู้สึกแค้นใจขุนช้าง โกรธวันทอง ดังไฟสุม ที่ทั้งสองถ่อยเข้ากันได้ดี คิดจะผลาญชีวิตให้เป็นผี หากมีดาบคงได้ฟาดฟันให้ขาดกลางเป็นแน่

    จึงทำเป็นกลัวเจ้าจะหักคอ ต่อล้อ โลดเล่น เต้นโผงผาง แกล้งทำเป็นพลาดล้มเหยียบม่านขาดกลาง แล้วขาเตะไปโดน วันทองล้มคว่ำไป
    วันทองล้มคว่ำคะมำจุก เอามือกดท้องลุกขึ้นไม่ได้ ขุนช้างตกใจตัวสั่น เข้าไปกอดเมียไว้ พร่ำบ่นว่า



   “เวรกรมๆ”
    ตำรวจหัวเราะแล้วถามว่า
    “ออกแล้วฤาเจ้า ทำไมไม่เข้าไปจนถึงค่ำ หรือเป็นเพราะ ไข้ป่ากำเริบขึ้นตา หรือไม่ก็เป็นเพราะเลือดลมกำเริบทำให้งกๆเงิ่นๆ ไป

    บัดนี้มีรับสั่งให้เรามา หาตัวให้เข้าไปเฝ้าอย่าได้ช้า ด้วยบิดาของนายถวายตัวไว้ แต่ยังมิได้ใช้สอยราชการ จะเอาไปฝึกสอนให้เข้าใจ นี่ีคิดเห็นเป็นเยี่ยงไร จึงได้ทำผีเข้า ผีออก หลอก ออกยักษ์ ออกมารอยู่วุ่นวาย”

    ขุนช้าง เมื่อฟังไปก็รู้ว่ามิได้ถูกฟ้องร้องคดีความ รู้สึกหายใจทั่วท้อง ทุกข์ร้อนที่มีอยู่ได้มลายหายไป

    “ถ้ารู้แต่แรกว่ามิได้มีเรื่องวุ่นวายอันใด เจ้านายท่านจะเข้าเราทำไม จะให้ไปเข้าเวรเกณฑ์ใช้รับราขการ ข้าหาได้เกียจคร้านสักนิดไม่”

    จากนั้นไปหาเมีย เรียกหาบ่าวไพร่ มาสั่งเสียเรียบร้อยแล้ว ขุนแผน ขุนช้างก็ลงเรือนไปกับตำรวจ ตัดทางดั้นด้นลัดป่า เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา เข้าไปหาจมื่นศรีทันที
    จมื่นศรีเสาวรักษ์ พูดจาทักทาย บอกว่า

    “พระองค์ เหนือหัว มีรับสั่งให้ฝึกสอนงานพวกเจ้าทั้งสองคน ถ้าทำราชการนานไป ใครตั้งใจดีจะมีผล”
    ขุนช้างลนลานกล่าวว่า

    “ดีฉาน ขัดสนไม่เข้าใจเรื่องราชการเจ้านายนั้นหารู้จักไม่  เคยแต่ตวาดควายอยู่ปลายนา เล่นไม้หึ่งอื้ออึงไป คุกคลานเยี่ยงไรเจ้าขรัวนาย”

    พระหมื่นศรีหัวร่อ แล้วกล่าวว่า
    “อ้ายฉิบหาย ถนัดแต่เลี้ยงควาย เอ็งอย่าเพิ่งวุ่นวายไป ไม่เป็นไร ยังไม่เอาเข้าไปใช้สอยดอก จนกว่าจะสอนให้จำได้”

    จากนั้นก็ การฝึกสอนก็เริ่มขึ้นจากนั้นมา ขุนแผนนั้นสอนง่ายได้ดังใจ ส่วนขุนช้างสอนยากหนักหนา คุกคลาน เข้าเฝ้าทำได้ไม่ดีนัก เป็นเหมือนเต่านา

อยู่มาหลายวันจึงได้ไปเข้าเวร ถูกมหาดเล็กล้อเลียน หัวเราะกันเฮฮา ตั้งชื่อให้ว่าโฉมงามขุนเถน ต้องใช้เวลานานพอสมควรจึงใช้การได้ ได้เข้าเวรร่วมกันทั้งสองรา

    ขุนเพชร ขุนรามอินทรานั้น วันหนึ่งพากันมาพร้อมหน้า ที่เรือนพระหมื่นศรี จัดเหล้า ข้าว ปลา มาเลี้ยงกัน พระหมื่นศรี ขุนเพชร ขุนราม ขุนแผน ขุนช้าง รวมเป็นห้า กินเหล้าเมาได้ที่ รินเหล้าใส่เกลือลงสาบาน สารพัดว่าจะสัตย์ซื่อต่อกัน ด้วยความเมา จึงพูดจาโอ้อวด พอเหล้าหมดส่างเมา ก็ต่างคนต่างพากันกลับไปบ้าน

    ขอกล่าวถึงโฉมงาม ลาวทอง อยู่กับแม่ผัว ล้มไข้เจียนตายอยู่หลายวัน หาหมอมารักษาแต่ไม่หาย แม่ยายรู้สึกร้อนรน บวงสรวง บนบาน เซ่น ไหว้เป็นหนักหนา ทองประศรี พยายามดูแลรักษาจนสุดกำลัง ก็ได้แต่พอประทังชีวิตไว้ ไม่ให้ตายเท่านั้น จึงสั่งบ่าวในทันที

    “ไปหาขุนแผนให้จงได้ บอกความให้รู้เร็วไว”
    บ่าวยกมือไหว้แล้วลงเรือมา พอถึงเรือนหมื่นศรีที่นายอยู่ จึงรีบขึ้นเรือนไปหา บอกนายตามคำสั่งของนางทองประศรี ทุกประการว่า

    “ขอให้ไปเร็วๆ เถิดนาย”
    ขุนแผนฟังบ่าวบอกข่าวของลาวทอง ให้เป็นห่วงถึงอาการเป็นไข้ แล้วระงับใจให้นิ่ง ดูฤกษ์ยาม ตามนาที

    “วันเสาร์ข้างเช้าเป็นยามจันทร์ ไข้นั้นหนักเจียนจะเป็นผี  แต่ยามจันทร์ท่านทำนายว่าคลายดี ผู้มาบอกนั่งที่ก็ไม่ร้าย ผิดทั้งหลาวเหล็กราหูจร อยู่ข้างต้นศร ว่าพลันหาย ฤกษ์ยามตามตำราว่าไม่ตาย

    แต่แก้วตาจะกระวนกระวายใจ เจ็บไข้ผัวมิได้อยู่เห็นหน้า ถึงมีหมอมารักษาสักสิบคน ก็หาเหมือนดังเห็นหน้าผัวไม่ ที่เป็นเยี่ยงนี้เพราะห่างไกลจากผัว โรคจึงภัยจึงได้รุมเร้า แต่วันนี้เป็นวันเวรของตัวเรา จำจะฝากเวรเขาก่อนที่จะออกไป”

    คิดแล้วลุกมาด้วยใจกังวล นั่งถอนใจเฮือกใหญ่ใกล้ขุนช้าง

    “เกลอเอ๋ย เมียข้าเป็นไข้เหนือ บ่าวบอกว่าสุดกำลังที่จะรักษา จะขอฝากเวรไว้กับเกลอพลาง พวกเรารับราชการต่างได้รับความเอ็นดู นานไปเบื้องหน้าถ้ามิตาย เราก็ลูกผู้ชายเห็นกันอยู่ เกลอไม่มีธุระอันใด จึงใคร่จะขอไหว้วาน รู้จักคุณกันจนวันตาย”

.
ตอนที่ 15 ยังมีต่อ
.

Create Date : 02 ธันวาคม 2563
Last Update : 2 ธันวาคม 2563 15:59:46 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 15/1ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=12-2020&date=02&group=1&gblog=35

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 14 May 2026, 20:43:57 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 15/2ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง จบตอน
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่   15/2 ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง

   
ขุนช้างรับปากว่า
“เออจะเป็นไร พอทำแทนกันได้ไม่ยากดอก ไปเถิดไม่ต้องเป็นห่วง”
เมื่อฝากเวรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขุนแผนพร้อมบ่าวก็ออกมา ทั้งหมดรีบเร่งเดินลัดตัดป่ามา ถึงเขาชนไก่ในเวลาไม่นาน ขึ้นไปบนเรือนทันที กราบเท้ามารดา นางกล่าวว่า

“เมียเจ้าอยู่ที่นั่น ล้มไข้อยู่ แม่บนบาน หาหมอมารักษา อาการมิใคร่จะบรรเทา จนแม่ท้อใจ”

ขุนแผนลุกไปหาเมีย เห็นนางนอนซมอยู่จึงกล่าวว่า
“อย่าเสียใจไปเลย ผัวมาแล้วนะเจ้า เนื้อหอม ออเจ้าผอมลงกว่าเดิมนัก ข้าวปลากินมิได้เลยฤา เด็กไปบอก พอรู้ก็รีบมา ใช่ว่าพี่จะบิดเบือนนิ่งเฉย”

จากนั้นประคองลาวทอง ให้รู้สึกดีขึ้น นางเงยหน้าขึ้นมา กล่าวว่า
“น้องอยู่ได้เพราะยา แต่จะดับเสียในเพลาใดมิรู้ได้ น้องนี้ได้แต่ฝืนใจคอยท่า ถ้าช้าไปอีกหลายวันไม่เห็นมา หยูกยาน้องจะไม่กินให้ขมคอ ได้เห็นหน้าพี่มาเหมือนว่า จะหายไข้ ดียิ่งกว่าได้พระอินทร์มารักษา”

ขุนแผนเอนตัวหัวร่อตัวงอ ประคองคอให้นางผินหน้ามากินยา รักษาอยู่หลายวัน ก็หายไข้ ค่อยสบาย คลายทุกข์ใจ ขุนแผนนิ่งนึกตรึกตรอง คิดจะกลับอยุธยาในวันพรุ่งนี้ กลางคืนวันนั้นเข้านอนหลับ  อยู่กับลาวทอง ทัั้งสองสุขเกษมเปรมปรีดิ์ โดยมิได้คาดคิดว่า จะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น

กล่าวถึงพระองค์ผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน เสด็จออกประทับที่ข้างฝ่ายหน้า พร้อมด้วยอำมาตย์ ผาสุกสำราญพระหฤทัย พอเห็นขุนช้างตรัสว่า
“อ้ายขุนแผนนั้นหวามันไปไหน ไม่ร่วมเวรเกณฑ์กันฤา อ้ายนี่ใช้สอยเรียบร้อยดี”

ขุนช้างฟังรับสั่ง คิดถึงความหลัง เจ็บใจดังไฟจี้ คิดว่า
“ขุนแผนมีความแค้นอยู่ ถ้าหากได้ที คงไม่ละเว้นกู เพราะเอาวันทองของมันมา มันก็มุ่งหมายจะล้างทำลายอยู่ กูจะล้างผลาญเอาชีวิตดังพิษงู ครู่เดียวให้มันย่อยยับ ดังสับปลา คิดได้ดังนีั้แล้ว กราบทูลว่า

“ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าไม่มุสา เข้าเวรร่วมกันหลายวันมา เห็นบ่นถึงภรรยาอยู่ทุกวัน เมื่อวานนี้บอกว่าจะไปบ้าน เกล้ากระหม่อมทัดทานก็หุนหัน ขู่ ด่าว่าสารพัน
ครั้นดึกได้สักยามสามปลาย ขุนแผนปีนข้ามกำแพงวัง คิดว่าคงไปบ้านภรรยา ช่างเป็นการกระทำ ที่ชั่วช้าเหลือหลาย  หม่อมฉันยังคิดอยากจะฆ่าทิ้งเสีย พระเจ้าข้า”
พระองค์ พอฟังจบทรงกริ้วหนักหนา กระทืบพระบาท ตวาดว่า

“อ้ายนี่ มิเกรงใจใคร อ้ายขุนช้างว่ากล่าวกลับห้าวหาญ บังอาจปีนกำแพงออกไปได้ โทษมันถึงประหารชีวิต เสียบหัวประจาน เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพียงแต่ว่ามันมีความชอบอยู่บ้าง หาไม่คงจะได้ดับสิ้นชีวิตเป็นแน่แท้
อีเมียเป็นเยี่ยงไร จึงจากกันมิได้ ลอยมาจากสวรรค์ฤา จึงมิได้เกรงกลัว

เหวย ราชาอำมาตย์ ไปบัดเดี๋ยวนี้ พาอีลาวทองมาจากผัว  อ้ายขุนแผนกูไม่ขอเห็นตัว มันทำชั่วหนักหนา ให้มันอยู่ที่กาญจบุรี ให้คุมไพร่พลเที่ยวไปตระเวนด่าน ต่อมีราชการ หรือเกิดศึกในกรุงศรี จึงจะเกณฑ์ให้มันไปต่อตี ให้รีบไปแต่ในราตรีนี้”

ฝ่ายอำมาตย์ เมื่อได้รับสั่ง ออกมาจากวังอย่างรีบเร่ง ขึ้นม้า พาพวกตำรวจใน ออกมาจากเมืองภายในราตรี
กล่าวถึงลาวทอง อาการโรคค่อยคลายหายลง ตกกลางคืนนอนแนบแอบกับสามี สุขเกษมเปรมปรีดิ์ จนหลับไปกับที่นอน

นางฝันไปว่า ยักษ์ใหญ่เข้ามาในห้อง จับลาวทองมัดลากไปจากหมอน เอาไปใส่ไว้ในกรงเหล็ก ให้ได้รับความทุกข์ร้อน ชอกช้ำระกำใจ ตลอดชั่วนาตาปี ในฝันนั้นว่าผัวตามไป ก็ตกในห้วงเหวแห่งภูเขา ได้รับความลำบากยากแค้น ยิ่งนัก

ต่อมามีชายผู้หนึ่งเรืองฤทธิ์เกริกไกร มาอุ้มเอาลาวทองกับขุนแผน ออกมาจากแดนยักษ์นั้นได้ ครั้ัันสิ้นฝันพลันตื่นขึ้นก็ตกใจ ปลุกผัวให้ช่วยทำนายฝันพลัน
ขุนแผน นิ่งคิดตามที่ลาวทองฝัน

“เอ๊ะ ฤกษ์ยามร้ายเข้าพร้อมกัน ในวันพรุ่งนี้จะมีภัย กูกับลาวทองจะต้องพลัดพราก เกิดความใหญ่โต ต่อเนิ่นนาน จึงจะมีผู้แก้ไขให้ค่อยคลายสบายใจ และได้กลับมาพบกันในที่สุด

ครั้นจะทักว่าร้ายนัก กลัวว่าลาวทองจะเสียใจ จึงบอกเถลไถลแก้ไขไปว่า
“ฝันนี้ไม่ร้าย ไม่ดีนัก เพราะธาตุแปรปรวนด้วยน้องเป็นไข้ จึงฝันฟั่นเฟือนไปเรื่อยเปื่อย”

จากนั้นพูดจากลบเกลื่อน ชวนเมียรักพูดคุยเรื่องอื่นให้สบายใจ พระอาทิตย์ส่องสว่างแสงทองต้องขอบฟ้า ดุเหว่า เรไร ร้องก้อง  ลมอ่อนๆ พัดระรื่นมา เหล่าผีเสื้อบินคับคั่ง ดูละลานตา สดใส เพลิดเพลินตา

ขุนแผนสะกิดลาวทอง ชวนให้ฟังเสียง เพลานี้ฟังดู ให้รู้สึก วังเวง วิเวก น่าหวาดหวั่นใจยิ่งนัก หนูไล่จิ้งจกกระเจิง แมลงมุมทุ่มทรวงหาหยุดไม่ วิปริตหนักหนาเป็นที่ตระหนักแก่ใจ ดังจะบอกเหตุให้ประจักษ์แก่ตา
พอรุ่งสางตำรวจในก็ไปถึง ลงจากม้าหน้าบึ้ง ขึ้นมาบนเรือน ขุนแผนพอเห็นตำรวจมา ดังใครกระชากชีวิตออกจากกาย แข็งใจไปหาราชาอำมาตย์ ในท่ามกลางผู้คน เกลื่อนกลาดมากหลาย

“นายมีธุระอันใดฤา หรือว่าเกิดการวุ่นวาย ศึกสงคราม”
ฝ่ายราชาอำมาตย์ ได้ฟังคำถาม ก็บอกเรื่อราวความเป็นมาแก่ขุนแผนทั้งหมดว่า

“ขุนช้างกราบทูลสมเด็จพระพันวษา ว่านายปีนข้ามกำแพงหนีมา แม้ขุนช้างจะทัดทาน กลับห้าวหาญ หุนหัน จะฆ่าฟัน

โทษของนายถึงประหาร พระองค์ ทรงเมตตา ด้วยยังมีความดี ความชอบที่ได้เชียงทอง แต่ทรงห้ามมิให้เข้าไปในวัง สั่งให้พรากเมียไปเสียจากเรือน เพราะว่าผัวลำพองนัก จึงให้เอาเมียของท่านไป”

ขุนแผนได้ฟังคำ ของราชาอำมาตย์ ใจหวาดหวั่นดังจะเป็นไข้ ลุกเข้าไปในห้องทันที ทอดตัวบนที่นอนถอนใจ มือซ้ายก่ายหน้าผาก มือขวากอดลาวทองไว้

“อนิจจา ออเจ้าลาวทอง คงจะต้องจากกันแล้ว เป็นเหมือนดังใครเอาดาบมาฟาดให้ขาดกลาง ครั้งนี้อ้ายขุนช้างฆ่าพี่แล้ว เมื่อจะมาได้ลาฝากเวรไว้  มันคงจะเพ็ดทูลพระองค์ ใส่ความพี่ ความผิดของพี่ ที่ไม่คิดตริตรองให้รอบคอบ เป็นเหมือนแร้วที่ดักไว้ในดง

ส่วนพี่เหมือนนกผกผินกลางอากาศ คิดจะหาร่มหลบลมแรง จึงบินลัดลงมา แต่เป็นเพราะความประมาท จึงเสียเชิง เพราะสำคัญว่าแร้วเป็นกิ่งไม้ จำเพาะบินตรงเข้าแร้วของผู้ที่คิดปองร้าย สุดท้ายแร้วติดตีน ต้องดีดดิ้นจนเป็นผี
พระองค์ ทรงโกรธาคาดโทษพี่ถึงตาย แต่ด้วยมีความชอบ มาก่อน จึงยกโทษไว้ ให้เอาแต่ออเจ้าไป โอ้ที่ไหน ตายเป็นจะได้เห็นหน้ากัน สุดจิตสุดใจพี่แล้ว ออเจ้าเอย”

ลาวทองเมื่อได้รู้เรื่องความเป็นมา ที่ืเกิดขึ้น อาการเป็นดัง ถูกคมกริช กรีดอกแยกเป็นสอง สะอึกสะอื้่นน้ำตานอง กล่าวว่า

“พ่ออยู่ครองคู่เมียไม่ถึงปี จะต้องพลัดพรากจากกัน ดังพลัดตกในลงไปในห้วงเหวลึกกายถูกฟาดขาดลงกลายเป็นผี กระดูกเย็นดังเถ้าผงธุลีดิน ตราบสิ้นดินฟ้าก็มิอาจพ้นทุกข์ได้ ยามเดือนแรมตัวน้องนี้ คงจะมืดมิดไปตามเดือน ยามเดือนขึ้นคงฟั่นเฟือนมิมีความสุข ตราบจนสิ้นมิคสัญญีกลียุค  คงจมอยู่ในความเศร้าโศกไม่เคลื่อนคลาย

โอ้กรรมใดหนอ มาดลจิต ลองคิดดู ยังขุ่นเคืองไม่จางหาย หากมีศึกสงครามมาแล้ววายปราณ ถึงจะตายไปก็ไม่เสียใจเลย แต่การนี้รู้สึกเสียใจ น่าน้อยใจนัก เวรกรรมใดหนอ มาดลจิต ให้พ่อพลายเปิดทางให้เขา

คนมันคอยคิดแก้แค้นมาแต่หนหลัง รอคอยหาโอกาสอยู่แล้ว ในใจพ่อพลายไม่เห็นเขาว่าเป็นกริชคด ขุนช้างนั้น เป็นดังแมลงป่องหางชี้งองอน บ่งบอกว่ากูนี้พยศไม่มีตรง ทั้งแย่งวันทอง รื้อห้องหอ ทั้งชิงและทำลายของรัก ไม่เหลือหลอ

แต่พ่อพลาย ยังไปไว้เนื้อเชื่อใจ เหมือนเปิดช่องทางให้เขาได้สมความตั้ังใจ ทางเรียบเตียนฤา ไยกลับเวียนไปเข้าดง ต่อเดินหลงแล้ว จึงรู้ว่าผิดทาง ต้องเข้าตาจน เพราะผลแห่งความสัตย์ เมียคงจะต้องพลัดพรากจากกันไป”

ลาวทอง เพลานี้สุดแสนทุกข์ระทม ตรมตรอมใจ ร้องไห้พลาง ดุจดังคลุ้มคลั่ง เกลือกกลิ้งไปมาในท่ามกลางห้อง
ขุนแผนเข้าไปปลอบประโลม ให้กำลังใจว่า

“จะจากกันไกลแล้วหนา ด้วยเพราะพี่รักจึงได้มา เพราะพี่มา ถึงได้พรากจากกัน รักเมียแต่เหมือนเป็นเหตุนำพาให้รักร้าง ดังพี่เป็นผู้ขว้างออเจ้าไปลงทะเลใหญ่ น้องเอย ผลกรรมที่เราได้ทำไว้ จะร้องไห้ไปจนเลือดตากระเด็น อกพี่ อกน้องถึงพองพัง ใครเล่าจะหยั่งเห็น

รักษาตัวไว้เถิดหนา เรื่องชั่วร้ายใดๆ ขออย่าได้ทำ ผลบุญที่เราได้สร้างไว้แต่ปางก่อน คงจะมีวัน ได้บรรเทาเบาบางลง

สิ่งใดที่ดีๆ เจ้าจงจำ ทนชดใช้กรรมไปจนกว่าจะบรรเทา ท่านผู้ใดเป็นใหญ่ใช้สอยน้อง จงนอบน้อมฝากตัว เกรงกลัวเขา ปากคอ จงรู้จักที่หนักเบา ถือเอาแต่ความสัตย์ เป็นประมาณ อย่าโศกเศร้าไปเลย เพลานี้ช้านานนักก็ไม่ได้ ตำรวจในเขาจะรีบเดินทางไป”

ทั้งสองผัวเมียช่วยกัน จัดแจงสิ่งของเสร็จเรียบร้อยในเวลาไม่นาน จากนั้นทั้งสองเข้าไปหามารดา กราบที่เท้าทั้งน้ำตาอาบแก้ม ขุนแผนกล่าวกับมารดาว่า
“มีรับสั่งให้พรากลาวทองเสีย เกิดเหตุเภทภัยหนักหนานัก ต้องพรากจากเมียครั้งนี้เพราะขุนช้าง ลาวทองจะต้องไปอยู่วัง”

ขุนแผน เล่าเรื่องความเป็นมาทุกประการให้แม่ฟัง ลาวทองร้องไห้พิไร ว่า

“ตั้งแต่ลูกร้างแรมจากเชียงทองมา พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอยู่ห่างไกลหนักหนา ลูกก็ได้พึ่งพาคุณแม่ เอ็นดู ปราณี เผื่อแผ่ลูกนี้ ตั้งแต่วันที่มาถึง ได้อยู่อย่างเป็นสุข
เมื่อคราวลูกยากลำบาก เกิดป่วยไข้ ก็ได้อาศัยคุณแม่ทุกเช้า ค่ำ หาหมอ หายา มารักษาอย่างเต็มกำลัง ป้อนข้าว น้ำ ปลอบขวัญ ให้กำลังใจ

ลูกหวังว่า จะได้ทดแทนพระคุณ ช่างกระไรหนอ น่าจะให้ได้ทดแทนพระคุณบ้าง แต่นี่ต้องมาพรากจาก เหมือนดังตายจากกัน หาได้เห็นหน้าอีกกันไม่ ต่างคน ต่างอยู่ ห่างกันแสนไกล ลูกคงจะได้เห็นหน้ามารดาเพียงเท่านี้”
นางทองประศรี ฟังแล้วรู้สึกเวทนาสงสาร คนทั้งสองหนักหนา น้ำตาไหลรินดังสายน้ำ รำพันว่า
“ชะ เนื้อกรรมชักนำไปจริงเชียว  แม่จะเหลียวเห็นใครเหมือนลาวทองได้อีก ไม่มีแง่งอน สอนได้ดังใจแม่ โอ้ ต่อแต่นี้จะหายลับไม่เห็นหน้ากันแล้วลูกเอ้ย”

นางเข้ามากอดลาวทองร้องไห้
“แม่หมายใจจะให้เจ้าได้เผามารดา แต่เพลานี้เจ้าจะหนีไปไกลนัก คงจะมิได้กลับมาเผาแม่แล้ว จากกันไปไกล เช้า เย็น มิได้เห็นหน้า แม่คิดถึงนัก ถ้าอยู่ไปหลายเดือนเขาผ่อนปรนลง จงกลับมาหาแม่ให้ได้คลายคิดถึงบ้าง”
จากนั้นนางทองประศรีนับเงินออกให้ไปสามชั่ง กล่าวว่า

“หมดแล้วค่อยมาเอาใหม่ อีสี อีสา เร็วๆ อย่าช้า นางเวียง นางวัน เป็นผู้ใหญ่ ไปกับลูกข้าร่วมกันห้าคน อย่าได้รังเกียจเดียจฉันท์ ให้ผ่อนปรนกันและกัน”

เสร็จแล้วลุกออกมาหาตำรวจกล่าวว่า
“นายท่านขอให้เมตตาปราณี ลูกข้าเป็นสาวชาวไพรไม่รู้การ ผิด ชอบ ขอให้ว่ากล่าวตักเตือนตามควร”
ราชาอำมาตย์ตอบไปว่า

“เป็นไรมี ขุนแผนกับข้าก็ชอบกัน คงต้องไปแล้วหนา ช้าไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
ว่าแล้วก็ลุกไปทันที ลาวทองกราบนางทองประศรี สะอื้ืนหันมาลาสามี ยิ่งข่มใจ ยิ่งใจหวั่น เป็นดังเหยียบแผ่นดินผิดถล่มหนี

ขุนแผนนั้น ก็ชอกช้ำเสียใจ ไม่น้อยกว่ากัน ลาวทองโศกสะอื้นไม่หยุด สงสารตัวเอง ผัว บ้าน แม่ยาย คิดถึงสวนมวลไม้ร่มรื่น หอมหวน ข้าไทที่เคยได้อยู่ร่วม เห็นหน้ากัน
ขุนแผน รู้สึกสงสารเห็นใจลาวทอง เห็นห้องนอนฟูกหมอน ยิ่งทำให้คิดอาลัยลาวทอง ได้แต่มองตามผู้ที่รักค่อยๆ ลับสายตาไป และหายเข้าไปในเส้นทางที่เข้าไปสู่ป่า ยิ่งคิด ยิ่งเศร้าใจ ตัดใจ หันหลังกลับเข้าห้อง ร้องไห้บนที่นอน
ฝ่ายราชาอำมาตย์ มาตามทาง ลาวทองบนหลังช้างสะอื้นตลอดเวลา ใช้เวลา สองวันกับหนึ่งคืนถึงพระนคร บ่าวไสช้างกลับมาบ้านทันที

ราชาอำมาตย์เข้าไปในวัง ลาวทองติดตามมาข้างหลัง พาเข้าเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ ทรงผินพระพักตร์ชำเลืองมา

“เอออีนี่ฤา เมียอ้ายขุนแผน ดูอ้อนแอ้นเอวกลม ผิวผ่อง คิ้วคางหน้าตา สวยสำอางนัก งามไม่แพ้สนมในวัง
กระนี้ฤา อ้ายขุนแผนจะละเลยได้ ถึงได้ต้องปีนกำแพง เจ้าขรัวนาย จงมีหมายสั่งนายประตู คอยดูให้ดี อย่าให้ได้ออกไปนอกวัง ให้เป็นชาวสะดึงกรึงไหม”

เจ้าขรัวนายผู้ใหญ่ก็รับสั่งให้ลาวทองอยู่ที่ริมคลัง นั่งปักสะดึง ทุกเวลา ลาวทองเย็น เช้า เฝ้ารำพึงถึงแต่ผัว งานราชการของตนก็มากมายนัก ได้แต่ฝากตัวกับเจ้าขรัวทั้งหลาย อยู่ด้วยความเจียมตัวด้วยกลัวโทษทัณฑ์

.
จบตอนที่ 15
.

Create Date : 04 มกราคม 2564
Last Update : 4 มกราคม 2564 11:46:55 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 15/2ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=01-2021&date=04&group=1&gblog=36

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.052 seconds with 20 queries.