Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 13:42:06

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 9
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 9  (Read 230 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 14 May 2026, 08:29:52 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 9


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 9/1 พลายแก้วยกทัพ
.



ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่   9/1 พลายแก้วยกทัพ

    พลายแก้วเมื่อแม่และเมียไปแล้ว ก็จัดการเครื่องอาน ว่านยาต่างๆ สำหรับป้องกันอาวุธ และสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจ กราบลาแม่ยายแล้วไปขึ้นช้าง ติดตามด้วยบ่าวไพร่ ออกจากเมืองสุพรรณไปอยุธยาทันที รีบไปหาท่านผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แล้วพักอยู่ที่นั่น รุ่งเช้าก็เข้าเฝ้า

    พระองค์ประทับที่พระที่นั่ง มีเสนาอำมาตย์ เข้าเฝ้าอยู่พร้อมกัน แน่นขนัดท้องพระโรง ทอดพระเนตรแลมาเห็นพลายแก้ว แย้มพระสรวล ตรัสว่า

    “เออเอ็งจงเร่งยกพล จงไปเป็นสุขสวัสดี ปราบข้าศึกให้ละเอียดลงเป็นแป้ง ถึงจะเรืองฤทธิ์ มีเรี่ยวแรงดังราชสีห์ กูจะให้อาวุธไปต่อสู้  ดาบเล่มนี้ ที่ด้ามประจุพราย”

    จากนั้นประทานผ้ายกสีสะอาด สนับเพลา เจียระบาด (ผ้าคาดเอวชนิดหนึ่ง มีชายห้อยลงที่หน้าขา) หมวกตุ้มปี่ มีระบาย พลายแก้วกราบถวายบังคมลา ออกไปยังศาลาลุกขุน ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุม พวกพหลพลอาสา ตรวจความพร้อมเพรียงแล้วรับตราสั่งการ กราบลาท่านผู้ใหญ่ และรับพรจากท่าน

    ได้ฤกษ์ออกเดินทาง ยกทัพ เกลื่อนกลาดคับคั่ง ออกมาถึงนอกพระนคร ทั้งช้าง ม้า หมู่นักรบ ถือศัตราวุธ เสื้อแดง ดูดีมีสง่าราศี ธงชัยดู ฆ้องตีหึ่ง

ผสมกับเสียงโห่สนั่นยาวนาน ถึงปากบางลาง ยกพลข้ามไปอีกฟากของหมู่บ้าน ปลงหาบ ถอดคานลงพักการเดินทาง กินอาหารกันคึกคักเสร็จแล้ว

พลายแก้วสั่งให้เร่งเคลื่อนพลต่อ ส่วนเองไปที่ต้นทาง ต่อมาให้พักกองทัพ ช้าง ม้า ที่ท่ากู ส่วนตัวไปเตร็ดแตร่อยู่ที่วัดฝ้าย

    พลายแก้วอยู่คนเดียว มองไปเห็นเรือแม่และพิมจอดอยู่ที่นั่น จึงลงจากศาลามาหา ทั้งสามได้ปรึกษาเรื่องสำคัญ

    “ไปทัพทางไกลมิรู้ข้างหน้าจะเป็นประการใด จะทำข้อสังเกตโดยปลูกโพธิ์ไว้ สามต้น ถ้าแม้ย่อยยับ ขอให้โพธิ์มีอันเป็นไปเช่นเดียวกัน”

    นั่งปรึกษากันมินาน ก็ไปเที่ยวหาหน่อต้นโพธิ์ เจอแล้วค่อยๆ ขุด มิให้รากขาดพอกดินไว้อย่างดี นำไปที่เรือแล้วก็ข้ามฟาก ผลักหัวเรือให้ชิดฝั่ง

ขึ้นบกพร้อมกับหน่อโพธิ์  ปลูกในตำแหน่งที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นสำคัญ จึงแต่งเครื่องบัตรพลี เพื่อบวงสรวงเทวดาที่สถิตอยู่ที่นั้น ขุดหลุมแล้วอธิษฐาน ปลูกคนละต้น
    ทองประศรีนั้นอธิษฐานก่อน

    “ถ้าตัวข้าตายไป ขอให้ต้นโพธิ์นี้ตายไปด้วย ถ้าตัวข้าเป็นไข้ ขอให้ต้นโพธิ์เป็นไข้เหมือนกัน หากแม้นตัวข้านี้อยู่ดีมีสุข ความทุกข์ ลำเข็ญไม่เกิด ขอให้ต้นโพธิ์ ชุ่มชอุ่มเย็น ให้เป็นประจักษ์อยู่แก่ตา”

    จากนั้นก็ยกต้นโพธิ์ปลูกลงไป     พลายแก้วไหว้อ้อนวอนต่อเทวดาว่า

    “ตัวข้านี้จะขึ้นไปชิงชัย หากแม้นจะได้รับชัยชนะ ขอให้ต้นโพธิ์นี้เจริญงอกงามไสว แม้นตัวข้านี้ตายไป ขอให้ต้นโพธิ์นี้ตายตาม แม้นตัวข้ามิป่วยไข้ ขอให้ต้นโพธิ์สดใสเรืองอร่าม ถ้าสำเร็จการสงคราม ขอให้งามเขียวชอุ่มเป็นพุ่มรก”

    อธิษฐานแล้วยกต้นโพธิ์ลงหลุมปลูก จัดต้นให้ดีเอาดินลง ทำให้ดินแน่น น้ำตาพิมไหลหยด ยกมือกราบเทพารักษ์ สะอื้นร้องไห้ ค่อยๆ ประคองต้นโพธิ์ลงปลูกจากนั้น อธิษฐานว่า

    “ข้าแต่ท่านเทวดาผู้ทรงฤทธิ์ ขออธิษฐานต้นโพธิ์ของพิม ถ้าตัวข้าพเจ้าตายให้ต้นโพธิ์จงตายตามเถิด หากแม้นยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ต้นโพธิ์จงงามร่มรื่น ถ้าตัวข้าไข้ผอม ตรอมใจ ขอให้ใบโพธิ์สลดลง”

    จากนั้นปลูกลง ด้วยน้ำตานองหน้า พูนดินให้เรียบร้อยทุกหลุม เอาน้ำรด ปลดผ้าสไบทั้งสามผืน ลงมา ตั้งใจห่มที่ต้นโพธิ์ของตน

    “ขอเดชะผ้านี้ผูกพัน ห่มต้นโพธิ์สำคัญของทั้งสามคน ต่างคน ก็ต่างจะไปไกล ยามกลับขอให้ได้พบกัน แม้นตัวข้าตายไป ขอให้ได้ไปสู่สวรรค์ หากเกิดในภพชาติหน้า ขอให้ข้าได้พบกันให้จงได้ ร้อยกัป แสนกัลป์ เป็นอนันตกาล ก็ขอให้ได้พบกันตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน”

    ครั้นห่มต้นโพธิ์เสร็จเรียบร้อย ทั้งสามจากที่อธิษฐาน กลับมาลงเรือในเวลามินาน บ่าวค้ำหันเรือออกพายไป เข้าจอดที่่ท้ายเขื่อนวัดป่าฝ้าย เร่งให้คนขนของขึ้นบรรทุกหลังช้างทันที พลายแก้วไหว้มารดา นางทองประศรี อวยพร

    “เจ้าจงโชคดีไปในภายหน้า”
    พิมไหว้พลายแก้วกลั้นน้ำตา สะอื้น

    “จงไปดีเถิดพี่”
    พลายแก้วสั่งพิมว่า
    “เจ้าจงสงวนใจไว้รอท่าพี่เถิดหนา”

    แล้วตัดใจเดินจาก ก้าวขึ้นจากเรือ บ่าวไพร่ก็ผลักหัวเรือทันที พลายแก้วและพิมพิลาไลย ทั้งน้ำตา ชะแง้มองดูกันและกัน จนกระทั่งลับสายตาไป

บ่าวไพร่ พูดคุยสนุกสนานเฮฮา ส่วนพิมเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ ทำให้นางทองประศรีต้องคอยปลอบจนถึงเมืองสุพรรณ

    พลายแก้วหลังจากแม่และเมียกลับไปแล้ว รู้สึกใจหายแต่ก็ต้องรีบตระเตรียมการเดินทางให้ทันเวลา



การเดินทางได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง ขบวน ช้าง ม้า หาบ คอน สลอนไป ภายในหาบที่แกว่งไกว คอนหาบที่ยวบยาบ หัวปลาที่ถูกเบียดเสียด กลักพริก กลักเกลือ กระทบกัน เสียงดังกริ่งกร่าง

    เจ้าของหาบที่เหนื่อยล้าแข้งขาแทบจะขัดกัน     บางคนถึงขั้นบ่นว่าลูกสะบ้าไม่ขยับ บ้างต้องหยุดกินยา หรือไม่ก็ทาน้ำมันยาที่พกมา ลุกขึ้นได้ก็ไล่กันให้รีบไป

มีบางคนแอบนั่งชักกัญชานัยน์ตาปรือ โงกหลับหาวนอน ผ้าผ่อนถูกไฟไหม้ ลุกขึันงัวเงียรีบตามขบวนข้ามทุ่งมุ่งเข้าสู่ทางเดินในป่า

    พลายแก้วขี่ช้างสูงตระหง่าน ในท่ามกลางป่า วันหนึ่งของการเดินทาง ผ่านทุ่งงามตาให้หวนนึกถึงพิมที่จากมา และคิดถึง บ้านกระทง ตรงข้ามท่าที่ปลูกต้นโพธิ์

    “โอ้ว่าต้นโพธิ์ทั้ง สามต้น ยังเป็นต้นอ่อนหนา”
    ถึงเพลาค่ำก็ปลงทัพหยุดพักหลับนอน  รุ่งขึ้นก็ยกพลข้ามแม่น้ำไป ลัดล่วงถึงนครสวรรค์  ดั้นด้น ตัดทางไปหาลงตามน้ำไม่ เส้นทางร่มรื่น เต็มไปด้วยพรรณไม้ ดอกไม้ ก่อให้พลายแก้วละห้อยถึงเมียกรักอีกครา

    “โอ้เจ้าพิมของพลายแก้ว มาส่งแล้วกลับไปดูเจ้าหน้าตาไม่สู้ดี หากมาด้วยกันจะได้พาชี้ชม พูดคุยเล่น ในดงเย็น ที่เต็มไปด้วยเสียงนกร้องขับกล่อม ไพเราะ งดงามเยี่ยงนี้

    นกเขาจับอยู่เคียงคู่ ผัวมาอยู่ไกลพิมเจ้า ห่างไกลต้องอยู่ในพงไพร คับแคทำรังบนต้นแค นกกระลุมพู จิกพวงชมพูเทศ ดูเหมือนเป็นผ้าสีชมพูของเจ้า ดอกพยอมหอมชวนเย้ายวนใจ เหมือนกลิ่นสไบเจ้ายังติดมา กลิ่บุปผชาติดาษดง เหมือนกลิ่นแก้มที่พี่หลงคะนึงหา

    นกแก้วร้องเจรจา หวนคำนึงน้องเจ้าจะเอื้อนเอ่ยกับผู้ใด นกขมิ้นบินจับต้นมะเดื่อ โอ้คิดไปว่าผิวเจ้าจะหม่นหมองไม่ผ่องใส เพราะเมินหมางห่างจากขมิ้น



โอ เจ้าพิมพิลาไลยของผัวอา มองดูพรรณพฤกษาตามรายทาง ผลมะปรางเปรียบดังแก้มเจ้าทั้งซ้ายขวา เห็นพุ่มกระทุ่มสะบัดตั้ง เหมือนผมพิมเจ้าสะพรั่งเพราไสว คิดไปแล้วให้เปล่าเปลี่ยวใจ เมื่อใดหนอจะได้กลับมาพบเจ้าหนา”

    พลายแก้ว คิดคำนึงพลาง เร่งพลให้เดินทาง ถึงป่าใหญ่ไม้มากมายหลายชนิด ต้นพฤกษา ยางสูงโอนเอนในสายลมพัด เสียงลมกระแทกเสียงดัง ถูกรังหนูพุก ที่กำลังเคียงคู่ ปลายยอดยางบางยอดเป็นตะใคร่คราบเครอะ กระแตตามกระรอกเข้ารู

งูเขียวเลี้ยวไล่ไม่ลดละ บางต้นล้มรากหักหงายแทงขึ้น ยอดหวายพันคลุมอยู่ซุ้มเชิง ลางต้นโกร๋นร่อนจนเห็นเปลือก เพราะถูกช้างเอาข้างถู บางต้นถูกแมงภู่ไชข้างในข้างนอกเป็นโพรง ค่าง ลิง วิ่งเล่นไปมา บางครั้งไม้หัก ต้องรีบกระโดด เกาะเถาวัลย์ที่พันย้อย

    พอถึงระหว่างเขาชะโงก เป็นโตรกเตียนตลอดถ้ำ เป็นแผ่นเพิงตระพักชะงักง้ำ ด้านที่ต่ำแสงกระทบเป็นระยิบระยับ  บ้างเป็นสีแดง บ้างเป็นสีเขียว

แทรกด้วยสีม่วง ลวดลายดั่งเบญจรงค์ ที่เด่นแดงดังแสงปัทมราช ที่เป็นสีขาวเป็นดังเม็ดเพชร น้ำซัดเป็นระรอก ฝอยน้ำกระเซ็นมา กระทบเสียงก้องสะเทือนไพร

    พอเข้าดงเดินลงธารน้ำ ผ่านลานหิน น้ำไหลสะอาดใส กรวดเป็นเม็ดเป็นมูลไป

    “โอพิมพิลาไลยของพี่อา ถ้าเจ้ามาด้วย พี่จะเก็บก้อนกรวดให้ อันใดชอบพี่จะเก็บให้มากหนา กรีดเล็บเก็บเล่นดูงามตา อนิจจาเจ้านี้อยู่ไกล

เจ้ามักรักของเล่น เห็นสิ่งใดงามแล้วอดมิได้ ถ้ามาด้วยแล้วในพงไพร จะพานั่งร้อยมาลัยบนหลังช้าง จะห้อยห้อมล้อมรอบสัปคับ เป็นสร้อยแซมประดับ คิดๆ ไปสุดแสนจะเสียดายเป็นหนักหนา ที่เจ้ามิได้มาด้วย

    ครั้นเดินทางถึงกำแพงระแหงเถิน วางตราผู้รั้งแล้ว มีเรื่องเนิ่นช้าอยู่บ้าง มีการจัดกองทัพทั้งสามเมือง และงานเลี้ยงต้อนรับ

    พอได้ฤกษ์พิชัยสงคราม ทุกคนจับอาวุธ ตีฆ้องลั่นปืน โห่ร้อง ขบวนแออัดด้วย กองช้างม้า ไม่นานก็ถึงเขตขันฑ์เมืองเชียงทอง

ให้กองหน้าเที่ยวหาพวกเชียงใหม่ เจอที่ใดให้กระหน่ำเข้าตีทุกที่ ห้ำหั่นฆ่าฟันตายไปมากมาย ริบข้าวของได้มากมาย ตีไปมิได้ยั้งมือ กระทั่งถึงเชียงทอง

    ทัพไทยไล่ฟันตะลุยไป พวกเชียงใหม่หลายทัพรับมือไม่ทัน เพราะความประมาท คิดว่าเชียงทองไม่สู้ ยอมยกธงขาว นาย ไพร่ พากันเที่ยวไปทั่วเมือง

บ้างเที่ยวหาผัก หาปลา ห่างจากค่าย ถูกกองทัพไทยฆ่าตายไปมากมาย ต่อเมื่อรู้ว่ามีข้าศึกมา จึงเรียกรวมพลเป็นที่อลหม่าน รีบกลับเข้าค่าย ขอบคู ชาวเชียงทองดูเห็นว่าเป็นกองทัพไทย ดีใจรีบปิดประตูเมืองทันที

.
ตอนที่ 9 ยังมีต่อ
.

Create Date : 07 กันยายน 2563
Last Update : 8 กันยายน 2563 19:54:23 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 9/1 พลายแก้วยกทัพ
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=09-2020&date=07&group=1&gblog=24

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 14 May 2026, 08:30:48 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 9/2 พลายแก้วยกทัพ จบตอน
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่   9/2 พลายแก้วยกทัพ จบตอน

    ทัพไทยมาช่วยทันเวลา ข่าวนี้สร้างความดีใจให้กับเจ้าเมืองเชียงทอง และชาวเมืองยิ่งนัก

    “กูจะตัดหัวพวกเชียงอินทร์ แต่ต้องมีผู้ออกไปบอกกล่าวเรื่องราวต่อแม่ทัพไทยให้ทราบว่า พวกเรามิได้ขบถต่ออยุธยา”

    คนอื่นๆได้ฟังก็เห็นด้วย จึงไปนินมนต์พระสังฆราช ซึ่งมีวิชาพอตัว ติดตามด้วยพระอีกสองรูป ออกด้านทางประตูหลังของเมือง พวกทหารเชียงใหม่เห็นว่าเป็นพระสงฆ์ ไว้ใจไม่เข่นฆ่า สามารถไปถึงทัพอยุธยาโดยง่าย

    จากนั้นเรียกให้ผู้คนเปิดประตูรับ พวกไทยเห็นพระสงฆ์ท่าทางองอาจรู้สึกประหลาดใจ ให้คนเปิดประตูค่าย พาตัวไปพบแม่ทัพ ให้นั่งเป็นลำดับกันลงไป พระยากำแพง ระแหง เถิน กล่าวว่า     

    “โทษสอดแนมกองทัพมีโทษถึงตาย พระคุณท่าน ทำเกินไปแล้วเก็บไว้ไม่ได้”

    พลายแก้วร้องห้ามว่า
    “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งทำอันใด”
    แล้วถามไปว่า

    “พระคุณเจ้ามาใยในเพลาใกล้ค่ำ ขอให้รีบบอกตามความจริง อย่าอำพราง เป็นผู้ใดให้ท่านออกมา”

    ครานั้น    ท่านพระสังฆราช เมืองเชียงทองแก้ไขไปว่า
    “สาธุ ตัวข้านี้เป็นนักบวช เจ้าเชียงทองให้มาหา ท่านผู้ถืออาญาถึงที่นี่ ขออวยพรให้ท่านเป็นสุขสวัสดี”

    จากนั้นแจ้งความตามที่มีข้าศึกมาล้อมเมืองเชียงทองว่า

    “พวกมันมีจำนวนมากมาย ทำศึกล้มตายกันหลายเพลา ก็ไม่เลิกทัพกลับไป อีกทั้งในเมืองนั้นข้าวปลาหมดสิ้น จะออกไปหาอาหารกินก็ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องทำเป็นยินยอมพร้อมใจเข้าด้วยเชียงใหม่ เพื่อมิให้โดนฆ่าฟัน

    ครั้นจะบอกข่าวไปอยุธยา พวกเชียงใหม่ตรวจตราเข้มงวด ได้รับความขัดสนยากลำบากยิ่งนัก วันนี้ดีใจที่เห็นไทยมา จึงให้ข้อยมาบอกว่าจะออกรบ ตีตลบหน้าหลัง

ขอให้ท่านแม่ทัพให้สัญญาวันใดทัพไทยตี ได้โอกาสจะได้เข้าตีด้วย ท่านอย่าได้กังขาไปเลย อันถ้อยคำทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความจริง

    ถ้าหากแม้นเชียงทองคิดคดเป็นขบถ จงฆ่าให้ตายสิ้นทั้งชายหญิง แม้แต่เด็กตัวเล็กๆก็ให้ฆ่าฟันทิ้งไปเถิด จะไม่ร้องขอชีวิตเลยหนา”

    ลำดับนั้นเจ้าพลายแก้ว ฟังคำพระสังฆราชก็ยิ้ม หัวเราะ แล้วกล่าวว่า

    “ทัพเราชาวใต้มิได้กลัวผู้ใด ถึงเชียงทองคิดขบถเข้ากับเชียงใหม่ ทั้งเชียงใหม่และเชียงทองก็ยังคงจะย่อยยับเป็นแน่แท้

    เพลานี้ชีต้นได้มาเจรจา เราเชื่อถือด้วยว่าเป็นพระสงฆ์ คงจะซื่อตรง ไม่กล่าวมุสา ท่านจงกลับไปในเมือง บอกพระยาเขียงทองให้แจ้งใจ

พรุ่งนี้เวลาตะวันบ่าย จะทำลายทัพเชียงใหม่ให้จงได้ จงเร่งรัดจัดทัพให้พร้อม ได้ฤกษ์เมื่อใดให้เคลื่อนทัพพร้อมกัน”

    พระสังฆราชารับคำแล้วอำลา รีบกลับเข้าไปในกำแพงเมือง บอกความตามที่ได้รับมา เจ้าเมืองเชียงทอง พอพลบค่ำ ทำตามคำบอกของสังฆราชาทันที ลากปืนขึ้นบนป้อม จัดเตรียมอาวุธน้อยใหญ่ คอยเวลา

บางคนปลุกเครื่องราง รดน้ำว่านมนต์ ปลุกใจให้หาญกล้า พวกผู้ชายเกิดความฮึกเหิม ตีฆ้อง กลองดังสนั่นทั้งเชียงทอง

    ฝ่ายเชียงใหม่มีฟ้าลั่น และสันบาดาล ยอดทหารเชียงใหม่ทั้้งสอง และปราบเมืองแมนแสนกำกอง ร่วมกันปรึกษาราชการ

    “บัดนี้ไทยขึ้นมาล้อมทัพเรา อ้ายเชียงทองก็กลับทำห้าวหาญ ปิดประตูลากปืนใหญ่ขึ้นมา ยิงโต้ตอบเป็นโกลาหล ทัพไทยโอบหลังตั้งดัก จะกักทัพเราไว้มิให้หนี นั่งดูอยู่เฉยๆ จะเสียท่าได้ ลางทีมันอาจตีเข้าถึงแดนเรา”

    บางเสียงแย้งกล่าวว่า
    “หวั่นไปใย ถึงไทยมาสักกี่หมื่น จะตีให้ทัพพวกมันให้แตกตื่นไปติดตีนเขา แล้วจับส่งไปเชียงอินทร์ทั้งกองทัพ ตัวอ้ายเชียงทอง กล้าจองหอง จะจับลูกเมียพวกมันมาแล้วเอาดาบสับมิให้เหลือ”

    จากนั้นแบ่งหน้าที่กัน กำชับ เมืองแมน และแสนกำกอง

    “ทั้งสองคอยต้านทางด้านกำแพง รับพวกอ้ายเชียงทองยิง แทง รบ รุก อุดช่อง เราสองนายนี้จะเข้าตีไทย กำลังพลพวกมันมีเล็กน้อยไม่กี่หยิบมือ หาต้องรบขับเคี่ยวเท่าใดไม่”

    เมื่อยินยอมพร้อมใจกันเรียบร้อยแล้ว ต่างก็ไปเตรียมทัพทันที กองม้าล้วนเก่งกล้า แข็งแกร่ง เบาะอานอาบน้ำยาหว่าน สวมเสื้อแดงคาดสีชมพู ดูทะมัดทะแมง บ้างมีดาบตะพายพร้อมฟัน บ้างมีทวนทองถือประจำกาย หรือไม่ก็หอกซัดเตรียมพร้อม

    เครื่องเบาะอานดูเฉิดฉายสวยงาม บ้างปลุกย้อมเครื่องอาน ด้วยอาบน้ำยาว่าน วิเศษสุดประกาศศักดากล้าหาญ ทนายปืนปั้นล่ำตะแบงมาน คนทั้งหมด ล้วนเคยได้รบประจัญบาน



    ครั้นได้พิชัยเพชรฤกษ์ โห่ร้องเอิกเกริกดังสนั่นหวั่นไหว แล้วออกจากค่ายทันที ดูสะพรั่งไปด้วยขบวนไพร่พล สองนายขึ้นนั่งบนหลังม้า ด้วยท่าทีร่าเริงฮึกเหิมยิ่งนัก แสงดาบ แสงปลายทวนแวววาวปลาบแปลบ จวนถึงค่ายไทยให้คนปักธง

    ฝ่ายพลายแก้วผู้แม่ทัพ เยื้องย่างดังพญาราชหงส์ เรืองฤทธิ์เชี่ยวชาญการรบ เห็นทัพเชียงใหม่ยกตรงมา จึงให้ผู้รั้งทั้งสามคนจัดแจงทัพ เตรียมตัว อย่างขมีขมัน เตรียมกำลังพล เครื่องรบให้พร้อม

    จากนั้นพลายแก้วเสกน้ำมัน ให้ทานายทั้งสาม รวมทั้งไพร่พลทั้งหมด จากนั้นแต่งตัวขึ้นม้าดูสง่างามยิ่งนัก เตรียมพร้อม รอคอยฤกษ์ยามการสงคราม

    ถึงเวลามหาพิชัยฤกษ์ ก็เคลื่อนทัพเป็นที่เอิกเกริก โห่ร้อง ลั่นฆ้อง ระดมยิงปืนเสียงดังกึกก้อง ควันคละคลุ้งมืดมิด ประดุจว่า เป็นเวลากลางคืน จนฝ่ายตรงข้ามแตกตื่นตกใจ พอเข้าใกล้ทัพเชียงใหม่ก็หยุดดูท่าที

    กล่าวถึงเจ้าเมืองเชียงทอง กับพวกพ้องเตรียมการไว้อย่างพร้อมเพรียง พอได้ยินเสียงปืนเปิดการรบ เห็นทัพไทยเข้าตีประจัญบาน ก็พากันเปิดประตู กรูออกไปนอกเมือง มากมายลำพังทัพนับได้ห้าพัน 

    นอกนั้นชาวเมืองออกช่วยรบ ล้วนมีปืน หอก ทั้งไพร่และนาย แหกค่ายควันฝุ่นตลบคละคลุ้ง บ้างช่วยกันถอนขวาก บ้างลากปืนออกมายิงเผาค่ายฝ่ายตรงข้าม

    ฝ่ายปราบเมืองแมน แสนกำบอง เห็นพวกเชียงทองเข้ามาใกล้ ยิงปืนควันคลุ้งไปทั่ว พวกที่มีทวนแทงประจัญบานกัน บ้างเสี้ยมไม้รวกเป็นหลาวแหลน แทงเสียงดังปับๆ บ้างเข้ารุมกระหนาบเอาดาบฟัน บ้างถลันเอาหอกแทงแย้งขวาซ้าย

    ทั้งสองฝ่ายต่างยิงกันเสียงดังครืนๆ แรงลูกปืนเข้าปะทะค่ายพังพินาศ ถูกคนล้มตายระเนระนาด บ้างแข้งขาขาดกระจุยกระจายไป พวกเชียงทองมีค่ายปิหลั่นรับ ลูกปืนหาเข้าไม่ รบกันปั่นป่วนเสียงดังสนั่น ไม่ยังไม่มีใครแพ้ชนะ

    ฟ้าลั่น สันบาดาล คุมพลทหารแข็งขัน เห็นแม่ทัพไทยคุมทัพมา รูปร่างสำอางคมสันขี่ม้ามา ท่าทางองอาจ ดังราขสีห์ ดูท่าที ร่าเริง สบายใจ ใคร่ถามดูท่าที ว่าจะมีความรู้ดีเพียงใด จึงร้องตวาดไปว่า

    “เหวย..เฮ้ย อ้ายไทยเล็ก พึ่งรุ่นเด็กยังไม่ครบปีบวช เราดูรูปร่างเจ้าก็พอจะเข้าใจได้ว่าเรียนได้แต่ว่าวิชาเสน่ห์ เล่ห์ ลวง ได้นิดหน่อย มิควรที่จะมาทำศึกเยี่ยงนี้ ฤาถูกเพื่อนฝูงยุยง จึงอาสาซานซม กระเซอะ กระเซิงมา เจ้ามีชื่อว่ากระไร เจ้าอยุธยาจึงเชื่อท่านหนักหนา

    เราขอถาม จงบอกตามความเป็นจริง เมืองเชียงทองนั้นเป็นของใคร แดนลาวต่อลาวเขาขึ้นชนถึงกัน อ้ายเชียงทองหาซื่อตรงไม่ โกหกยกเมืองไปขึ้นไทย

    เจ้าเชียงอินทร์จึงใช้ได้เรามา จับอ้ายเชียงทองผู้เป็นขบถ พร้อมด้วยลูกเมียทั้งหมดไปเข่นฆ่า ใช่การของเจ้าอยุธยา มารุกรานด้วยเหตุอันใด มีพลขึ้นมาแค่หยิบมือ ไม่พอมือทัพเมืองเชียงใหม่ แค่เหยียบก็จะราบเรียบไป ไม่ต้องทันถึงได้ประจัญบาน”



    พลายแก้ว ยิ้มแล้วตอบไปว่า
    “เรานี้ฤาคือองค์พระกาฬ ยอดทหารในอยุธยา ชื่อว่าพลายแก้ว มีดี มั่นใจแน่แล้วจึงรับอาสา เจ้าเชียงทองถวายเมืองกับอยุธยาแล้ว กลับมาขึ้นเมืองเชียงใหม่ เป็นขบถตีสองหน้า สร้างความขุ่นเคืองพระบาท เจ้าเมืองกำแพง ระแหง แจ้งบอกไป พระองค์จึงใช้เรามาฟาดฟัน

    ครั้นมาถึงเชียงทอง ก็ปรองดองเหมือนดังเดิม มิแปรผัน เจ้าเชียงทองบอกว่าถูกล้อมไว้หนีไม่ทัน จึงแกล้งล่อลวงท่านให้ตายใจ บัดนี้ออกมาช่วยเรารบ พวกท่านต้องย่อยยับเป็นแน่แท้ ท่านอย่าประมาทไทย ถ้าไม่มีดี เราคงไม่กล้ามา

    ท่านเล่าชื่อเรียงเสียงไร คารมใหญ่ อวดกล้า โอหัง ช่างเจรจายิ่งนัก อีกพริบตาเดียวพวกท่านก็จะบรรลัย จะพากันสิ้นชาติวาสนา ทัพที่ยกมาจะหาเหลือกลับไปไม่ ขอบอกท่านเอาบุญ จงอ่อนน้อมยอมไทยเถิด นี่เป็นหนทางเดียวที่พวกท่านจะรอดชีวิต”

    พระยาฟ้าลั่นได้ฟังพลันตบมือหัวเราะแล้วกล่าวว่า
    “ชะด้า ช่างกล้าพูดมาได้ เขารู้กันทั่วทุกแคว้นว่า เมืองเชียงทองตั้งแต่โบราณ ถิ่นฐานเดิมเคยขึ้นกับเมืองเชียงใหม่ หากเป็นเพราะมันคิดคดเป็นขบถ จึงมีภัยมาถึงตัว

เขาจะทำการประสาข้ากับเจ้า ใช่ธุระอย่าได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ขืนสู่รู้ทำเป็นคึกคะนอง อย่าคิดว่าจะรอดไปสักคน เราฤาชื่อพระยาฟ้าลั่น เพื่อนเรานั้นสันบาดาล”

    ว่าพลาง พร้อมสั่งเคลื่อนกองทหารเกลื่อนกล่นกระชั้นเข้ามา พวกไทยโห่ร้องเอาปืนยิง บ้างฉายหอกวิ่งเข้าหา ต่างฝ่าย ต่างพุ่งเข้าหากัน บ้างตะโกนว่า

    “รบรับมัน ไม่ต้องไปกลัว”
    บางคนถูกปืนซวนเซไม่อาจลุกขึ้นได้ สิ่งของถูกทิ้งกลาดเกลื่อนไป เปลวไฟแดงลุกโชน บรรยากาศ ในเพลานี้ เป็นที่โกลาหลยิ่งนัก ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายกันไปไม่น้อย

    ในขณะที่ไทยถูกลูกปืนถอยร่นมา ฝ่ายตรงข้ามก็ไล่ตามอย่างไม่ลดละ พระยาฟ้าลั่น สันบาดาล นำทหารกระโจนเข้าไล่ กวัดแกว่ง หอก ดาบโห่ร้องกึกก้อง เข้าไล่ฝ่ายไทย

    พลายแก้ว รีบเร่งม้าเข้ามา มือถือดาบที่ได้รับพระราชทาน ตรงเข้าใส่สันบาดาลที่นำกองทหารมา ฟันฉับสันบาดาลรับด้วยปลายทวน ฉับพลันสันบาดาลเปลี่ยนรับเป็นรุกแทงสวนมา พลายแก้วหลบได้อย่างว่องไว ฝ่ายที่แทงพลาดขุ่นเคือง ร้องด่าท้าทาย

    “หมาซี้แม่ เข้ามาเลย”
    พลายแก้วพุ่งเข้าฟาดฟัน  จังหวะหนึ่งฟันสันบาดาล ที่คอสะพายแล่งตลอดบ่า ฟ้าลั่นเห็นเหตุการณ์รีบเข่นม้า ตรงเข้าฟันพระยากำแพงเพชร แต่พลาดเป้าโอนเอน ทำท่าจะตกจากหลังม้า พลายแก้วพุ่งเข้ามาฟัน หัวขาดตกจากหลังม้า

    ส่วนไพร่เห็นนายตายก็แตกหนี ไทยไล่ตามตี บาดเจ็บ ล้มตายกลาดเกลื่อน มิอาจนับจำนวนได้ ทั่วบริเวณ

เพลานี้ เลือดคละคลุ้งไปด้วยเลือดไหลนองสีแดงฉาน ช้าง ม้า อาวุธ สิ่งของต่าง ๆ ถูกปล่อยทิ้งเรี่ยราดไปทั่วบริเวณ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไม่ต่อสู้ ผู้คนต่างทิ้งบ้านเรือน ครอบครัว หลบหนีเข้าป่า

    ทัพไทยยึดค่ายได้โดยไม่ยากลำบากเท่าใดนัก ส่วนหนึ่งไปสกัดทางหลบหนีไปเชียงใหม่ บางพวกค้นเก็บทรัพย์สินเป็นจ้าละหวั่น ยกเว้นบ้านจอมทองไม่ถูกทำร้าย รื้อค้น แต่อย่างใด และได้รับการป้องกันอย่างแข็งขัน

    เหมือนจะเป็นการดลใจของสิ่งศักดิ์ก็เป็นได้ ด้วยจะได้ลาวทองในภายหน้า จึงทำให้มีน้ำใจ ให้อยู่ เข้า ออกได้อย่างสบายใจ ส่วนพวกไพร่บางคน ได้เสียเมียสาวหรือแก่ แล้วแต่วาสนา เป็นที่สุขสำราญใจ รอคอยวันเวลาที่จะกลับอยุธยา

.
จบตอนที่ 9
.

Create Date : 09 กันยายน 2563
Last Update : 9 กันยายน 2563 9:49:31 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 9/2 พลายแก้วยกทัพ จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=09-2020&date=09&group=1&gblog=25

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.05 seconds with 16 queries.