Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 13:57:08

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 8
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 8  (Read 225 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 14 May 2026, 08:25:59 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 8


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 8/1 พลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

   
พระเจ้าพิชัยเชียงอินทร์ ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ มีหมู่อำมาตย์ ราชกวี ครบครัน ข้างฝ่ายในนางกำนัล ก็มากมาย บริบูรณ์พูนสุข ไม่ขัดสน ประชาชนยกย่องสรรเสริญ เมืองน้อย นอบน้อม ถวายเครื่องบรรณาการ

วันหนึ่งเสด็จออกมีขุนนางพร้อมหน้า พร้อมด้วยพระยาท้าวแสนหลวง เหล่าอำมาตย์เหล่าทหาร  หมอบกราบเต็มหน้าพระลาน จากนั้นมีคนนำข่าวหนังสือมากราบทูล ว่าเชียงทองคิดกลับกลอก ไม่เกรงพระบารมี นำเครื่องบรรณาการ ไปชึ้นกับกรุงศรีอยุธยา ดูแล้วเป็นการกำเริบ ลางทีจะนำอยุธยามาตีเชียงใหม่ก็เป็นได้

พระเจ้าเชียงใหม่ได้ทราบเรื่อง ให้ขุ่นเคืองดังโดนไฟสุม

“เหม่..อ้ายเชียงทองจองหอง ไปเข้ากับอยุธยาช่างไม่กลัว แต่เดิมมันขึ้นต่อเรา ถือดี หยิ่งกลายเป็นนกสองหัว

เฮ้ย..เกณฑ์ขบวนรบให้ครบหมื่น เครื่องศัตรา อาวุธ ปืนไฟ ทั้งน้อย ใหญ่ ให้เร่งจัดการ ให้พรั่งพร้อมเสร็จสิ้นภายในเจ็ดวัน

จงลงมือเตรียมกันตั้งแต่วันนี้ั ให้ปราบพระยาเมืองแมน เป็นแม่ทัพ ไปทำให้มันย่อยยับสิ้น แสน กำกอง ปลัดทัพฝีมือดี สองนายนี้นำไพร่กองหน้า ห้าพัน

พระยาฟ้าลั่น ให้เป็นทัพหลวง บัญชาการทั้งหมด สันบาดาลเป็นปลัด เร่งจัดการ เกณฑ์พลเข้ากองทัพจำนวนห้าพัน  นายรองกองทัพปีกซ้ายขวา ยกกระบัตร กองซุ่ม กองเล่น ให้มีมาก จงจัดหาเสบียงเลี้ยง กองทัพ และช้าง ม้า”

สั่งเสร็จแล้วก็เสด็จไปสู่เรือนทอง ฝ่ายท้าวพระยาผู้เป็นผู้ใหญ่ ก็เรียกหากะเกณฑ์พล ไพร่ ไม่ได้ผัว ก็เอาลูกเมียมา บ้างตีเป็นค่าจ้างใส่ให้ไปในกองทัพ บ้างจัดหาข้าวของมากองไว้  หอก ดาบ ปืนไฟ ไว้พร้อม ช้าง ม้า วัว ควาย มากมาย วางกอง ตามลำดับ ตามกระบวนไป

เมื่อถึงกำหนดพิชัยฤกษ์ ทัพใหญ่ออกเดินทางอย่างเอิกเกริก ดาบ หอก ปืนไฟ มากมาย ขบวนช้าง ขบวนม้า แน่นขนัด ธงชัย โบกไสว พลทหารโห่ร้อง กึกก้อง เร่งรัดเดินทาง ถึงเวลาหยุดพักกินข้าว ต่อด้วยเหล้า เพลากลางคืนก็ก่อกองไฟ เดินทางกลางป่าเป็นเวลาหลายวัน

ครั้นถึงแว่นแคว้นเชียงทอง ชาวบ้านพากันหนีเข้าป่า ด้วยความกลัว บางคนวิ่งล้มคว่ำ คมำหงาย ตะเกียก ตะกายไปก็มี พวกเชียงใหม่ไล่ยิง ล้มกลิ้งไปมากมาย

บ้านน้อยบ้านใหญ่ไม่สู้ด้วย บ้างหนีไป บ้างซ่อนตัว ด้วยความกลัว

กระทั่งถึงเมืองเชียงทอง ก็ล้อมเมืองไว้ ตั้งค่ายรอบเมือง จากนั้นยิงปืนกระหน่ำทำให้เกิดความหวาดกลัว ที่ประตูเมืองให้กองรักษาเฝ้าไว้ทุกแห่ง ด้วยต้องการจับตัวเจ้าพระยา หากมีผู้ใดออกมาให้ฆ่าฟัน อย่าให้หลบหนีออกไปได้

ลำดับนั้นพระยาเชียงทอง เห็นทหารมามากมายก่ายกอง ตั้งค่ายล้อมรอบไว้ ทำให้เข้าออกเมืองมิได้ จึงได้แต่นั่งร้องไห้ 

“จะเข้าออกบ่ได้ตายแน่”
ตัวสั่น ตกใจ
“สู้เขาบ่ได้สักสิ่ง สิพึ่งใครก็บ่ได้  จะโดนเขาเถือทั้งเชียงทองเป็นแน่”

จึงปรึกษากันลงความเห็นว่า

“ทำเป็นยอมนบนอบ ถวายดอกไม้เงินทอง โบกธงปรองดองขอเคารพ ขอประทานโทษ อย่าฆ่า อย่าตี ขอชีวิตข้อยน้อยไว้ ไม่หลีกหลบหากจะตีอยุธยาให้พินาศ จะขอสู้จนตัวตาย รอให้พวกเชียงใหม่ตายใจ ถ้าทัพไทยมาพร้อมเมื่อใดให้ตีคืน เราจะลวงพอให้รอดชีวิต ปลอดภัยเท่านั้น”

เมื่อเห็นชอบกลอุบายนี้ตรงกัน ให้คนปีนขึันไปบนกำแพง ร้องบอกออกไปยังนายทัพ แล้วให้ยกธงคำนับขึ้นกวัดแกว่ง

“ข้อยสู้บ่ได้อย่าแคลงใจ เชิญท่านแจ้งต่อผู้ใหญ่ให้จงดี ขอท่านให้จงมีเมตตา ขออย่าเพ่อหุนหันฆ่าฟัน จะขออาสาทำการแก้ตัว ตีอยุธยาให้ป่นปี้”

ฝ่ายพวกทหารเชียงใหม่ ได้ยินเชียงทองยอมแพ้ ก็ดีใจ จึงพาพวกเชียงทองไปด้วยกัน บอกเรื่องราวแก่พระยาฟ้าลั่น หลังจากปรึกษากันแล้วให้ไปส่งข่าว

“ถ้าเชียงของอ่อนน้อมยอมต่อเชียงใหม่ จะอดโทษให้สักคราวอย่าร้อนใจไป จงให้เจ้าเมืองกรมการออกมาหา จะได้ทำพิพัฒน์สัจจะกันใหม่ ขอให้เปิดประตูเมือง ให้พวกเราเข้าไปได้ทุกวัน มีอาวุธยุทธภัณฑ์ใดๆ จงทำบัญชีไว้ให้หมด อีกทั้งหาเสบียงมาเลี้ยงกองทัพของเราทั้งหมด จึงจะไว้ใจว่าภักดี”

ฝ่ายพวกกรมการเมืองเชียงของ ได้ฟังรับเรื่องทุกสิ่งก็ไม่ขัดข้อง ลากลับมายังเมือง แจ้งเรื่องตามที่ฟังมา
พระยาเชียงทอง ไม่ขัดข้องที่จะออกไปหา จึงสั่งให้เปิดประตูเมือง  แล้วพาคนออกไป หลังจากถือน้ำทำสัตย์สำเร็จแล้ว

ฝ่ายเมืองเชียงใหม่ก็ลดความสงสัยเคลือบแคลง ต่างเที่ยวแตร่ ไปมาหาสู่ ทั้งนาย ไพร่ เชื่อถือชาวเชียงทอง บางพวกเที่ยวเกี้ยวสาวชาวบ้าน บางพวกก็ดื่มเหล้าเมามาย ขับร้องฟ้อนรำ ส่งเสียงดังอึกทึกคึกโครม เข้าออก ไปมา ด้วยความสบายใจ

พระยาเถิน กับพระยาระแหง ทราบว่าทัพเชียงใหม่มามากมาย ตีเมืองเชียงทองได้อย่างง่ายดาย ตามข่าวว่าเจ้าเมืองไม่สู้รบ กลับใจไปเข้ากับเมืองเชียงใหม่ ทั้งยังรับปากว่าจะรบกับอยุธยาอย่างไม่หลีกหลบ

จึงจัดแจงแต่งคำบอกความเป็นไปทุกประการ ให้ม้าใช้ไปตั้งแต่พลบค่ำทั้งสองเมือง ม้าใช้ไปถึงเมืองกำแพงเพชร (ออกญารามรณรงคสงครามรามภักดีอภัยพิริยภาหะกำแพงเพชร)

พระยารามพอรู้เนื้อความทั้งหมด เห็นว่าเป็นข้อราชการ มีความสำคัญ จึงให้เรือเร็วลำเขื่องรีบล่องไปอยุธยา พอถึงวางบอกที่ศาลาทันที นายเวรต่อยกระบอกให้สัญญาณทันที  แล้วซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราชการที่มา พอเจ้าคุณผู้ใหญ่มาถึง นายเวรจึงกราบเรียนเรื่อง เจ้าคุณฟังเรื่องก็รู้สึกขัดเคืองใจ รีบเข้าไปที่ท้องพระโรงทันที

ฝ่ายขุนนางน้อยใหญ่ ทุกหมวดเหล่า เจ้ากระทรวง น้อยใหญ่ ที่คอยเฝ้า ต่างเข้ามาอยู่ที่หน้าท้องพระโรง เพื่อรอเวลาจะเข้าเฝ้า



เมื่อถึงเวลา สมเด็จพระพันวษา เสด็จที่แท่นมณีด้านหน้า เหล่าเสนา ผู้ที่รอเข้าเฝ้าก็เข้ามา หมอบกราบ ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่พอได้โอกาส จึงคลี่หนังสือบอกออกทูลสารว่า

“เพลานี้พระยาฟ้าลั่น เป็นแม่ทัพของเมืองเชียงใหม่ยกทัพ เข้ามาตั้งค่ายรายล้อมล้อมเชียงทองไว้ เจ้าเมืองไม่รบกลับรับเข้ามา ยินยอมถือน้ำพิพัฒน์สัจจะ คงคิดเป็นกบถแน่แท้ พระยาเถิน พระยาระแหง และเมืองกำแพงเพชร พอทราบเรื่องรีบรายงานมา แล้วแต่จะโปรดประการใด ชีวิตอยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระเจ้าข้า”

สมเด็จพระพันวษา ได้สดับทรงขุ่นเคืองเป็นหนักหนา จึงตรัสแก่ท้าวพระยา และที่เข้าเฝ้าว่า

“จงปรึกษาพร้อมกันในวันนี้ จะยกทัพใหญ่ หรือผู้ใดจะอาสา พรุ่งนี้มาว่ากันที่นี่”

สั่งเสร็จเสด็จไปคืนเข้าตำหนัก ทหาร พลเรือนทั้งสองฝ่าย ก็ออกพากันออกจากการเข้าเฝ้า กลับมานั่งที่ศาลา พากันปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับคดี สงคราม  กรมเมือง ทั้งสี่ คิดอ่านถกเถียงกันอย่างเต็มที่

แต่หาผู้ที่จะอาสาก็ไม่มี ตกลงกันไม่ได้ ขุนนางฝ่ายต่างๆ ก็พากันกลับบ้าน ฝ่ายทหารรู้สึกกังวลกับพระราชอาญาเป็นอันมาก เพราะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของตน หากมิมีผู้ใดอาสาจะเสียงานราชการ

วันรุ่งขึ้นสมเด็จพระพันวษา สถิตที่แท่นแก้วแพรวพรรณ พรั่งพร้อมด้วยพระสนม นางกำนัล นางใน ประดุจองค์อัมรินทร์สถิตบนเวชยันต์ปราสาท พรั่งพร้อมด้วยเทพธิดา กึกก้องไปด้วย กลองดนตรี

ทรงดำริตริตรองเกี่ยวกับเขตขอบเมืองรอบอยุธยา
“เชียงใหม่ ให้ทหารไป ราวี ย่ำยีถึงเชียงทอง เจ้าเมืองเชียงทองไม่ยอมรบ กลับหันไปเข้ากับเชียงใหม่ง่ายๆ จะกำเริบมากเกินไป เห็นจะคิดเป็นขบถเมือง  กำแพง ระแหง เถิน ที่่บอกมาก็มีความสวามิภักดิ์ จำเป็นจะต้องยกกองทัพไปตีเอาเชียงทองกลับคืนมา”

หลังจากดำริตริตรองเรียบร้อย ก็เสด็จออกพระที่นั่งข้างหน้า ประทับที่พระแท่นทอง มุขมนตรี พรั่งพร้อม จัตุสดมภ์

ข้าทูลละอองพระบาท ราชกวี เสนาน้อยใหญ่ หมอบกราบ ถวายพระพร เสียงประโคมฆ้อง กลอง เป่าสังข์ กระทั่งแตร ดังขึ้น จากนั้ันมีพระสีหนาทประกาศไปยังเสนาน้อยใหญ่ทั้งปวงว่า

“เชียงใหม่ หมิ่นประมาทกูนัก กล้ายกทัพมาห้อมล้อม เชียงทองซึ่งเป็นของอยุธยา เพลานี้เชียงทองพลัดตกเป็นของศัตรู รู้เพราะสามเมืองนั้นบอกมา

นิ่งเฉยอยู่เช่นนี้ก็มิได้ จะทำให้คิดว่ากูกลัวเป็นที่กำเริบใจ เฉกเช่นว่าอยุธยามิมีทหาร การเช่นนี้แต่ก่อนมา เคยใช้อ้ายขุนไกรที่เป็นผี มันตายไปเสียหลายปี ศึกครั้งนี้จะได้ผู้ใดไป”

จากนั้นตรัสถามผู้เข้าเฝ้า
“ลูกเต้ามันยังมีอยู่ฤาไม่ จางวางหกเหล่าคงพอจะรู้ ด้วยอ้ายขุนไกรอยู่กรมนั้น”

พระยารามจัตุรงค์ กราบลงแล้วรีบกราบทูล
“ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบมาว่า เมื่อครั้งขุนไกรดับสังขาร มีบุตรชายคนหนึ่งพึ่งคลอดออกมา อายุได้สักห้าปีปลาย

นางทองประศรีหนีจากเมืองสุพรรณ พาลูกน้อยนั้นไปข่าวคราวสูญหาย  มิได้รู้ว่าเป็นหรือตาย แต่ระคายว่าอยู่กาญจบุรี”

สมเด็จพระพันวษา ฟังเรื่องเกี่ยวกับนางทองประศรีจบ จึงตรัสถามขุนช้างทันที
“เองบ้านอยู่เมืองสุพรรณ ยังจะพอรู้เรื่องราวของทองประศรี ลูกของมัน ยังอยู่ดีหรือตายไปแล้วบ้างฤา เอ็งรู้เยี่ยงไร ก็ให้บอกพลัน จะได้ให้มันไปเชียงทอง”

ขุนช้างมหาดเล็ก ผู้เคยเข้าเฝ้ามาแต่เด็ก เพ็ดทูลได้คล่องแคล่ว ก็สมความปรารถนา ที่เคยคิดหมายครอบครองพิมพิลาไลย จึงคิดว่าจะทูลส่อพลายแก้วให้ไปทัพ แล้วจะได้กลับไปเกี้ยวเจ้าพิมใหม่ คิดได้ดังนี้ ก็ทูลไปทันทีว่า

“ ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท อันบุตรขุนไกรที่วอดวาย ชื่อว่าพลายแก้ว ได้เมียอยู่เมืองสุพรรณ แต่มารดาของเพื่อนอยู่กาญจนบุรี กล้าหาญ ชาญชัย เลี้ยงภูตพรายได้ อายุประมาณ 17 ปี ขอจงทราบธุลีพระบาท”

พอพระองค์ได้สดับคำของขุนช้าง ตรัสว่า
“อ้ายขุนช้าง ไปนำตัวมาให้ได้ ตำรวจเวรใดหวาให้ออกไป”

เจ้ากรมพระตำรวจก็รับสั่ง ถอยหลังออกมาทันที จัดขุนหมื่น ให้ขุนช้างเป็นผู้นำทาง ออกจากกรุงศรีอยุธยา ถึงเมืองสุพรรณเวลาพลบค่ำ ขุนช้างขึ้นเรือนมิได้กล่าวคำอันใด ไปอาบน้ำลูบตัวให้สบายใจ



เสร็จแล้วไปบ้านศรีประจัน เรียกให้คนจุดไต้ สายทองมองเห็นตำรวจในวัง ตกใจ
“เอ๊ะเหตุใดขุนช้างจึงนำตำรวจมา”

จึงไปบอกนางศรีประจัน จากนั้นรับตำรวจขึ้นมาบนบ้าน เชิญขุนหมื่นนั่งข้างบนสนทนา
“กินหมาก เถิดขา ตามแต่จะมี”

ตำรวจเล่าเรื่องให้นางศรีประจันฟัง ตามที่ได้รับสั่งมาครบถ้วน
“พระเจ้าแผ่นดินจะให้ขึ้นไปตีเมืองเชียงทอง ให้หาคนดีมีวิชา ขุนช้างบอกว่า พลายแก้วนี้ คล่องแคล่ว เห็นจะสมในพระทัย จึงต้องให้หาไปในวัง”

นางศรีประจันได้ฟังคำ ของตำรวจ ตกใจระรัวกับรับสั่ง ใจเต้น ลุกขึ้นจากบ้านละล้า ละลัง มายังหอของลูกในทันที ทรุดนั่งทอดตัวใกล้ผัวเมีย น้ำตารินไหลถอนใจใหญ่ สะอึกสะอื้น แกร้องไห้โฮ

“โอ้ลูกยา”
พลายแก้วและพิมพิลาไลย ไม่รู้ว่าเรื่องกระไร เห็นแม่ร้องไห้เป็นหนักหนา จึงถามว่า

“นี่ใครล้มตายฤา เป็นญาติของเราหรือว่าใครเป็นไร”
ยายศรีประจันตีอกเข้าผางๆ

“อ้ายขุนช้างมาทำเยี่ยงนี้ได้ ไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ว่าเจ้าแก้ว มีวิชาดี จึงมีรับสั่งจะให้ไปทัพ จับไอ้ลาวฆ่าให้เป็นผี เจ้าจะเข้าใจรู้สิ่งใดบ้าง จะไปทัพรบกับศัตรูฤา อ้อนแอ้นเอวบางเหมือนอย่างกับวาด แค่มันเด็ดก็จะขาดกระเด็น ดูแล้วน่าเอ็นดูมากว่า ความรู้อะไรจะได้มาจากไหน”

พิมพิลาไลยพอได้ฟัง ตกใจจนแทบจะเป็นบ้า น้ำตาไหลนองหน้า เดือดดาลด่าขุนช้าง

“อ้ายจัญไร ไม่กลัวบาป กลัวกรรม มันช่างทำได้ ที่หมายไว้ ไม่สมอารมณ์ มันจะทำให้ฉิบหาย ให้หนำแก่ใจ จะแกล้งกำจัดให้พลัดพราก ให้ได้รับความลำบากกลางป่าเขา ตั้งแต่นี้ต่อไปจะไกลกัน คงได้แต่นับวันไปจากแล้วแก้วของเมีย”

พลายแก้วเห็นเมียร่ำไห้ รู้สึกอาลัยสงสารเมียรักเป็นหนักหนา แต่ต้องทำใจแข็งพูดคุย

“จะเดือดด่าร้องไห้ไปใย อันงานราชการไปกองทัพ มีมาตั้งแต่พ่อของพี่ ถ้ายกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงทอง ถ้าสำเร็จการ อาจได้ดี ฟังคำผัวเถิดอย่าร้องไห้ไปเลย ตำรวจเขาได้มาถึงบ้านแล้ว เขาอดจะประจานให้ได้เจ็บใจ ไปหาข้าวปลาอาหารให้เขากินให้อิ่มหนำสำราญเถิด”

ว่าพลางสั่งคน รวมทั้งสายทอง ให้เข้าครัวใหญ่ สั่งเสร็จแล้ว พลายแก้วก็ออกไป นั่งใกล้ตำรวจกับขุนช้าง จากนั้นทักทายปราศรัย พาสองนายไปหอขวาง เดินไปตามนอกชานกลาง ไปที่หอพิมพิลาไลย นั่งลงบนเสื่อทั้งสามคน เรียกหาพานหมากทันที

พิมหยิบให้อย่างไม่เต็มใจ ไม่ยอมนำออกไปแต่กลับสอดลอดประตู ขุนช้างเขม้นตามองเห็นแขนพิม ชะแง้เงยแหงนจ้องมองยิ้ม อยู่เป็นครู่ จนนิ้วก้อยบิดงอไปนิ้วแหวนงู  แม้กระทั่งโดนยุงกัดก็ไม่ปัด

สายทองกับบ่าวไพร่ จัดเตรียมสำรับกันจ้าละหวั่น พริก มะนาว ข่า ตะไคร้ ใส่ปรุงต้มยำ ทอดมันกุ้ง และแกงอ่อมส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว สุกเสร็จจัดเป็นสำรับไว้ ผู้คนวิ่งไปมาคลาคล่ำ

ส่วนพิมคิดแค้นขุนช้าง จึงเรียกตาผลหัวล้านให้มาหา ส่งโต๊ะของคาวพร้อมกับข้าวให้ ตาผลเป็นผู้ใหญ่ให้เดินนำหน้า ขุนช้างเห็นเพ่งเขม็งตา เดือดดาลอยู่ในใจ
“ไอ้เจ้ากรรมนายเวรอีกแล้ว”
พลายแก้วยิ้มทำเป็นไม่เห็น

“เชิญกินข้าว ตามมีตามเกิดเถิดพ่อเจ้าเพลานี้มืดค่ำแล้ว”
ขุนช้างหยิบจอกน้่ำมาล้างมือ หลังจากกินอิ่มแล้วก็ยกสำรับกลับไป พูดจาปราศรัยกัน จะจับศัตรูมาอยุธยาให้เลื่องลือ

ขุนช้างก็อือเออผสมโรงไป พูดจากันจนดึก ก็พากันหาวง่วงนอนต้องจัดแจงฟูก หมอน ที่นอนกันอลหม่าน ให้นายทั้งสองได้พักผ่อนอย่างสบายใจ

จากนั้นพลายแก้วให้เรือนนอนแล้วลั่นดาล ทอดกายนอนลงกอดประคองพิม ใจระทวย ระทม ปานจะขาดกระเด็น เป็นท่อนท่อนเสียให้ได้ กระซิบสั่งสนทนาด้วยใจอาวรณ์

ขุนช้าง ขยับกาย นอนชิดฝาประจัน ชูคอ เงี่ยหู  ได้ยินเสียงกระดานลั่นเป็นไม่ได้ ต้องเอามือกุมหน้าแข้งขึ้นแกว่งไกว จนเหงื่อไหลโทรมเต็มหน้า นัยต์ตาลืมโพลง
พลายแก้วกอดพิมไม่คลายมือ โอบกอดจูบประโลมปลอบขวัญ พิมน้ำตานองซบอกผัว

“เมียกลัวไปรบจะแหลกล่ม”
พลายแก้วปลอบว่า
“อย่าคิดมากไปเลย”
จากนั้นก็ประคองจูบ ขุนช้างได้ยินเสียงกอดจูบ ทอดตัวกลิ้งหงาย

“ผีอำลูกแล้วพ่อคุณเอ๋ย ผีเรือนนี้ร้ายแรงนัก ข้ามาใหม่ก็ยังอำกัน”
ครั้นใกล้สว่าง เจ้าพลายแก้วกับพิมยิ่งใจปั่นป่วน ล้างหน้าแล้วไปหานางศรีประจัน พยายามกลั้นอารมณ์ความโศกเศร้า

“มีรับสั่งให้หาข้าพเจ้า จะหนักจะเบาเยี่ยงไร ก็จำจะต้องเข้าไปในพระนครดูก่อน ให้ทราบเรื่องว่าเป็นเยี่ยงไร”

พิมนำห่อผ้า และสิ่งจำเป็นสำหรับเดินทางมาให้ผัว พลายแก้วรับมาแล้วก็ลา ลงจากเรือนไปพร้อมกับบ่าว ตำรวจเตือน เร่งเร้า จึงมิอาจชักช้าได้ต้องรีบเดินทาง เพลาบ่ายก็พ้นป่า ไม่นานก็ถึงอยุธยา รีบไปที่ศาลา

ครั้นถึงก็หยุดนั่งลง ท่านผู้รับพระราชโองการรอคอยอยู่ จึงได้พูดคุยสนทนากัน ผู้รอรับ เห็นในความคมสัน ท่าทางเหมือนว่าจะเอาการเอางาน พูดจา คารมคมคาย  ตาดำกลม สมกับชาติทหาร ถ้าไปเห็นจะได้ราชการ สำเร็จตามพระราชโองการกลับมา

.
ตอนที่ 8 ยังมีต่อ….
.
 
Create Date : 22 สิงหาคม 2563
Last Update : 22 สิงหาคม 2563 9:29:40 น.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 8/1 พลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=08-2020&date=22&group=1&gblog=22

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 14 May 2026, 08:27:52 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 8/2 พลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ จบตอน
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่   8/2 พลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ  จบตอน

   
สมเด็จพระพันวษา ทรงนึกถึงเหตุราชการเกี่ยวกับบ้านเมือง พอแสงเงินแสงทองส่องฟ้า เสด็จออกท้องพระโรง
จางวางหกเหล่า รีบเข้าไปเฝ้าในทันที แล้วรีบกราบทูล

“ได้บุตรขุนไกรผู้ตายมาแล้ว ชื่อว่านายพลายแก้ว ได้สอบถามดูแล้วจะอาสา เป็นคนดีมีวิชา พูดจาห้าวหาญ ไม่พรั่นพรึงต่อผู้ใด”
ครั้นทรงฟังแล้วรับสั่งว่า
“ไปหาตัวมันมาไวๆ”

ตำรวจในเรียกคลานมาถวายบังคมในทันที ทอดพระเนตรอยู่เป็นครู่ ดำริว่า
“ รูปร่างมันดูงามเหมาะสม น่าเอ็นดู ตากลมเป็นมัน วิทยาอาคมคงจักเชี่ยวชาญ”

จากนั้นจึงตรัสว่า
“ฮ้า เฮ้ย อ้ายพลายแก้ว มึงเกิดแล้วในเลือดเนื้อเชื้อทหาร อย่าให้เสียศักดิ์ วงศ์ตระกูล จงทำราชการสืบต่อจากพ่อมึงไป หากแม้นตีเชียงทองชนะกลับมา เงินทองเสื้อผ้ากูจะให้ มึงจงคิดตรึกตรอง ให้แน่ใจ จะได้ฤามิได้ให้ว่ามา”

พลายแก้ว กราบบังคมทูลว่า
“ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ชีวิตข้าพระองค์อยู่ใต้ฝ่าพระบาท ขออาสาพระองค์ผู้ทรงชัย ตีทัพเชียงอินทร์และเชียงทอง ให้สมพระทัยให้จงได้ ถ้าข้าพระองค์ไม่ตาย ก็จะไม่ย่อท้อต่อการศึกสงคราม”
พระองค์ทรงตบเพลาผาง ตรัสว่า

“เออมึงทำให้มันพินาศ แหลกลงเป็นผุยผงไปเลย อย่าให้ได้คิดมาสู้กับอยุธยาอีก”
จากนั้นสั่งเกณฑ์ไพร่ผลทันที  ทั้งทหาร พลเรือน กรมน้อย ใหญ่ เร่งรัดจัดการในทันที ให้ครบถ้วนตามกำหนดการ แล้วประทานเงินตรา และเสื้อผ้า ส่งผลให้ทหารฮึกเหิมยิ่งนัก
พลายหลังจากได้รับพระราชทานสิ่งของเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลขอพระบรมราชานุญาตว่า

“กระหม่อมจะออกไปบ้านก่อน จะได้ปลุกเครื่องราง ที่จะนำไปใช้ จะรีบกลับมา มิชักช้า  จะกลับมาในสามวัน”
“เออเอ็งไปบ้าน อย่าอยู่นาน กูจะจัดการพลไพร่ไว้คอยท่า”
พลายแก้วกราบถวายบังคมลา บ่าวถือห่อเงินตราตามออกไป เจ้าคุณผู้ใหญ่ที่ได้รับสั่ง ออกมานั่งที่ศาลาลูกขุนใหญ่ สั่งงาน

“พันพุฒหวา มาไวๆ รีบไปเกณฑ์ ไพร่ ทหาร และพลเรือน  ตามหมายเกณฑ์”
ไพร่หลวง รี้พลถูกเรียกมามากมาย  กะเกณฑ์บอกไปทั้งใน และนอกเดือน ตักเตือน ตีเกราะ เรียกเอาตัวมา บางคนหลบหลีกหนีหาย ก็เรียกมูลนาย พ่อ แม่ มาต่อว่า


ส่วนเจ็บไข้ ก็นับจ่ายให้เป็นเงินตรา ได้ช้าง ม้ามากมาย แล้วเบิกปืน เครื่องอาวุธ และสิ่งจำเป็นสำหรับการรบ มีเสบียงเป็นต้น กำหนดอีกสามวันจะให้ไปเชียงทอง
พลายแก้วกลับมาบ้านเห็นหน้าพิม ไม่ยิ้ม ทักทาย แต่ตรงเข้าไปในห้อง บ่าวถือห่อเงิน และผ้ามาวางกองไว้ พิมเห็นผัว สีหน้าหมองเศร้าไม่นำพา รีบตามผัวเข้ามาในห้อง พลายแก้วเห็นหน้าพิมลุกขึ้นผวากอด น้ำตาปริ่ม

“สมเด็จพระพันวษา ตรัสใช้พี่ไปทัพ ด้วยเชียงทองเป็นกบถ คิดคดร่วมกับเชียงใหม่ จะขัดขืนรับสั่งก็มิได้ มีหวังหลังยับ พี่จึงแข็งใจรับอาสา เพราะมีผู้ทูลว่าอาคม แกล้วกล้า คงกระพัน แต่ถึงจะต้องไปพี่ก็ไม่คิดท้อถอย การศึกพี่ไม่เคยกลัว แค่พริบตาจะตีให้แหลกเป็นธุลี
แต่ห่วงอย่างหลังหนักใจพี่นัก ด้วยคิดจะเว้นว่างจากรักทุกคืนค่ำ เป็นแรมปีกว่าจะได้กลับมา คืนนี้พี่ยังกอดประคองเจ้า อีกสองวันคงจะเศร้าอาลัยหา หมอนข้างคงจะแทนพี่ ให้เจ้าโอบกอดทุกเวลา ยามที่ระลึกถึงคงจะคว้ามาแอบอิง ยามพูด จะพูดคุยกับผู้ใครได้ คงจะแค่ได้คลายใจด้วยสายทองที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน การซุบซิบพูดคุยคงเพียงแค่ได้คลายความเหงา เท่านั้น

ถึงยามนอนก็จะยิ่งว้าแหว่ เที่ยงคืนตื่นขึ้นมา คงจะวิตกกังวลสักร้อยส่วน ตัวเจ้าคงซูบผอมลงทุกวันคืน มิควรไซ้ให้เจ้าเป็นไข้ใจ ยามกินหันมองไม่เห็นพี่ จะกล้ำกลืนน้ำลงคอคงมิได้ ที่เคยสบายก็จะเลือนหายไป  ริ้วรอยจะผุดขึ้นทุกราตรี เส้นผมไหนจะได้พบกับแหนบน้อย เป็นร้อยวันคงไม่เจอ กระจก หวี แป้งกระแจะคงจะแห้งคาโถ เป็นแรมปี ถึงมีขมิ้นก็จะไม่หมั่นทา   

 ฟูกหมอนอ่อนนุ่มคงมิมีความอบอุ่น อกจะปวดร้าวด้วยใจคะนึงหา สองแก้มแย้มยิ้มที่เคยดูงามตา จะซูบซีดโรยราไม่เด่นนวล สารพัดความลำบากกาย และใจ ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ใจใหญ่นักหนา แสนอาลัยเป็นห่วงพิมพิลาไลย”
พิมซบอยู่กับอกพลายแก้วสะอื้นน้ำตาหลั่งไหลไม่ขาดสาย ด้วยความเป็นห่วงหาอาลัย

“จะเดินไปได้ฤาถึงเชียงทอง สองเท้าพ่อบางนุ่มนิ่ม คงจะระบม แตกพองทั้่งฝ่าเท้า ใจของพิมนี้ทุกข์ระทมเจียนแตกสลาย ผู้ใดจะช่วยบ่งเสี้ยนหนามที่เหน็บเนื้อเล่า
เมียนี้จนใจนัก หากไปด้วยจะช่วยพ่อแบ่งเบาความทุกข์ยาก อนาถนักพ่อต้องไปนอนอยู่กลางป่าเขา

พ่อเคยนอนบนฟูกอ่อนนุ่ม จะไปนอนบนดินดอนแข็งที่ไหนได้ คงคายคันด้วยต้องฝุ่นละอองในป่า จะมีผู้ใดจะช่วยดูแล

อกเอ๋ยเมียเคยทำกับข้าว ให้กินทั้ง เช้าเย็น พ่อกินได้เหมือนผู้ใดเมื่อไหร่หนา ผัก ปลา กินสิ่งละเล็ก ละน้อย อาหารมีเหลือเฟือวันละ สามเวลา ยังมิใคร่มีเนื้อ มีหนังเลย จะไปกิน ดิบๆ สุกๆ อีกทั้ง บุ กลอย ที่รสชาติจืดจาง ไม่อร่อย เยี่ยงนี้จะอิ่มได้ฤา คิดไปสงสารพ่อนี้เป็นที่สุด จะหิวโหย ด้วยตัวบอบบาง

ยามดึกคงจะเศร้าสร้อย เดียวดาย คิดถึงพิม ด้วยพลัดพราก จากสิ่งที่เคยเชยชม จะแลไปทางใดก็เจอแต่ชาย ยามรุ่งเช้าหนาวเหน็บ ฟังเสียงชะนีร้องจะระแวงว่าเป็นเสียงของน้อง

พอเวลาสายต้อง ตากแดด ตากลม ระบมไปทั้งกาย ต้องนอนทั้งเหงื่อไคลเพราะความเหน็ดเหนื่อย น้ำที่อาบเล่าก็เป็นน้ำในลำธาร หนาวเย็น สะท้าน เคยทาแป้งกระแจะจรุงใจ  ใครจะทาแป้งให้

โอ้พ่อพลาย สุดสวาทของน้อง มิเคยเลยจะห่างเสน่หา มานอนหอด้วยน้องสองเวลา พ่อเคยชวนพิมพูดคุย นั่นนี่ กระซี้ กระซิก หยอกเย้า  ยั่วหยอกมิใคร่ให้ไปไกลหมอน  แขนข้างซ้ายเคยให้เมียได้หนุนนอน

เห็นเมียร้อนพ่อก็พัดให้ พูดพลอดกอดจูบมิใคร่นอน ช้อนคางเมียเชยชมแล้วเสยผมจนรุ่งสาง เวลาสายไม่วายชม ไม่ห่างไกลจากน้อง ไม่พลิกหันหน้าไม่ทางอื่น  มิเคยบ่นว่าเหนื่อยหน่าย แนบน้องเคียงข้างอย่างเต็มใจ

พ่อไปแล้วผู้ใดเล่าจะก่ายกอด  เวลาจะกินข้าว ก็นั่งรอคอยพิม ให้มานั่งพร้อมหน้าก่อน หากเมียไม่กินพร้อมกัน พ่อก็อ้อนวอน ปลอบป้อนให้ปลื้มใจ เห็นคู่ผัวเมียมามาก จะรักเหมือนพ่อรักพิมก็หามีไม่ พ่อต้องมาพรัดพรากจากรักไป ยากจะได้ของรักไปเชยชม

เมียจนใจกลัวผิดไปไม่ได้ คงเอาไปได้แค่ผ้าห่ม ในกลางไพรพ่อจะได้เพียงเท่านี้่ สุดตรมอยู่เดียวดาย เมียคงต้องจะนอนคนเดียว มิมีผู้ใดแอบแนบแนบข้าง เฝ้าคอยกอดพิมให้คลายหนาว เมียจะขาดใจตายแล้วพ่อทูลกระหม่อมของเมีย
พลายแก้วปลอบประโลม

“อย่าโศกเศร้าไปเลย ตัวเจ้าจะซูบผอมไป เสียใจ เสียน้ำตา จะเสียกำลังแรงกาย แรงใจ เอาแต่งัวเงียอยู่ไม่เงยหน้ายิ่งทำให้เศร้าหมองใจ ยิ่งคิด ยิ่งจิตเจ็บ ด้วยจำจาก คงเป็นเพราะวิบากกรรมที่เคยทำไว้ ผู้ใดจะฝืนได้


ถ้าไปได้ผัวจะพาเมียไป ให้ได้สุขสำราญทุกวันคืน เลือกชม เด็ด ดอกไม้ให้เพลินใจ ดอกที่อยู่สูงก็สอยมาปลิดแซมผมให้เจ้า อาบน้ำให้สนุกสำราญในลำธารไหลเย็น ขี่ม้าชี้ชมแมกไม้ร่มรื่นในป่าเขียวขจี

ถึงจะเหน็ดเหนื่อยปานใด เห็นหน้าเจ้าอยู่ใกล้ๆ ชื่นใจหายเหนื่อยจนถึงเชียงทอง ถ้าทัพข้าศึกออกไล่ตี  จะแต่งตัวพิมพี่ ให้เป็นชาย ใส่เสื้อแนบเนื้อให้แนบเนียน หมวกฝรั่งปีกบังปกผม ถือกระบี่ เหน็บกริช ขี่ม้า แล้วพี่จะเสกผสมว่าน ให้ทนทานอาวุธเป็นอย่างดี ฟันข้าศึกเล่นให้แหลกเป็นผุยผง

ถ้าไปได้พี่จะพาไป แต่คงจะเป็นได้เพียงความคิด จะนิ่งนอนอยู่กอดน้องคงมิได้ อกเปล่าหว้าแหว่เศร้าใจนัก”
เสียงไก่ขันดังแว่วมา มองผ่านบานหน้าต่างเห็นแสงทองเรืองรอง ส่องสว่างในท้องฟ้า

“โอ้จะสว่างแล้วพิมของพี่”
พลายแก้วแนบหน้ากับพิม ประคองละมุนละม่อมถนอมไว้แนบกับอก ประโลมลูบไล้

“พิมจูบพี่บ้างเถิด”
ครั้นฟ้าสว่าง ทั้งสองยังหาได้ลดความโศกเศร้าไปไม่ พลายแก้วยังคงต้องปลอบพิมพิลาไลย
“มาเถิด พี่จะไปบอกเล่าเรื่อง กับแม่เจ้า”
กอดคอประคองออกจากมุ้ง พยุงอิงแอบแนบหน้า ออกจากห้องสองแก้มนองด้วยน้ำตา พอถึงไปถึงนางศรีประจัน ก็ยังสะอึกสะอื้นมิได้หยุด นางศรีประจัน เห็นลูกทั้งสองร้องไห้ถามว่า



“แก้วตาเจ้าเป็นไร จึงคร่ำครวญร้องไห้ตาแดง ไปเฝ้ากลับมาแต่เย็นเมื่อวาน ใยมิบอกเล่าให้แม่ได้รู้บ้าง อ้ายขุนช้างกราบทูลเบียดเบียน เสียดแทง จะต้องรบราฆ่าแกงกันเยี่ยงไร จะได้ไปฤามิได้ไปเป็นเยี่ยงไรบอกกันมั่ง ออกจากวังก็พากันร้องไห้ คิดดูแล้วน่าเบื่อเหลือใจ ดูซิพวกเจ้าน้ำตาไหลนองหน้ากันสองคน”
พลายแก้วบอกเล่าเรื่อง กับนางศรีประจันสารพัดเงื่อนไขความเป็นมา

“มีรับสั่งให้ไปทัพ สู้รบที่เมืองเชียงทอง เพลานี้ในกรุงได้มีการเกณฑ์พล เกลื่อนกล่นจำนวนเป็นพัน ที่มานี้เพราะทูลลามาเป็นเวลาสามวันก่อนที่จะไปทัพ ลูกนี้เป็นห่วงด้วยพิมพิลาไลย มิรู้เมื่อใดจะเสร็จสงครามกลับมา
เนื้อแท้แล้ววาสนาลูกอาภัพนัก นับเวลาอยู่เรือนได้เพียงสามวัน

พรุ่งนี้เช้าตรู่คงต้องจากไป ตกระกำลำบากในป่าทุรกันดาร นับวัน นับเดือนผู้ใดจะเป็นเพื่อนพิมพิลาไลย
คิดแล้วแค้นขุนช้างนัก มันรักพิมมานานนัก มันหมายจะเชยชมเสียให้ได้ เมื่อมีโอกาสจึงได้ทูลพระเจ้าแผ่นดิน ด้วยคิดแยบคายว่า ไปแล้วคงตายเป็นแน่แท้ จะได้คอยช่วงชิงเอาพิมพิลาไลยมา ความคิดนี้ไม่ผิดเป็นแน่
ตัวไปใจลูกยังอยู่กับพิม หามีใครช่วยปกป้องดูแลพิมไม่ เห็นมีแต่แม่เท่านั้น ช่วยดูแลจนกว่าลูกจะกลับมา

ถ้าผู้ใดมาบอกเล่าว่าลูกตายแล้ว แม่อย่าเพ่อคิดว่าเขาซื่อตรง เชื่อคำพูดมัน ให้สืบสาวให้แน่ใจเสียก่อน
อันตัวพิมพิลาไลย เป็นดังดวงใจของลูกแท้จริงหนา ขอให้แม่ช่วยรักษาปกป้องไว้อย่างมั่นคง ไว้จนกว่าลูกจะได้กลับมาอยุธยา อันมนุษย์หาจริงใจต่อผู้ใดอย่างแท้จริงไม่ มันกลับกลอก นอกใน เป็นหนักหนา ถึงจะอมทองมาพูด ขอแม่จงอย่าไปหลงคำของคนพวกนั้นหนา”

นางศรีประจันครั้นเห็นลูกพูดไป ร้องไห้ไป น้ำตาแกก็พลอยไหลไปด้วย ขยี้หน้าตา พูดจาเหมือนคนละเมอ
“อย่าเป็นทุกข์ถึงออพิมเลยออแก้ว เจ้าไปแล้วจะมิให้พิมเป็นอะไรดอก ลูกเต้าแม่รักษามาแต่ไร  แมลงมิให้ไต่ ไรมิให้ตอม มาแต่ไหนแต่ไร จงตั้งใจไป จะทุกข์ถึงคนอยู่บ้านไปใย พ่ออย่าประมาทในราชการ มิควรกล้าในสิ่งที่มิควรกล้า

อันค่ายคูควรดูให้มั่นคงแข็งแรง อย่าทะนงตัวติดประมาท ลางทีจะหลงกลผู้อื่นได้ ในราตรีอย่าเห็นแก่หลับนอน จงนั่งยามตามไฟ ลั่นฆ้องอย่าให้ขาด ขอให้เจ้าโชคดี ได้ชัยชนะกลับมา ต้อนวัว ต้อนควายไปไถนา พรุ่งนี้แล้วหนาที่ออแก้วจะต้องไป”

นางศรีประจันหลังจากปลอบ และให้ข้อคิดแก่พลายแก้ว แล้วก็หันไปเรียกคนในบ้านทั้งที่หน้ายังนองด้วยน้ำตา

“เจ้าพวกเด็กๆ เอ้ย มานี่ไวๆ ชวนกันออกไปสีข้าว หาปลา ซ้อมข้าวให้ขาวอย่าให้มีแกลบ รำเจือปน แล้วใส่กระสอบผูกมัด เร่งจัดแจงหวา”

แกตะโกนเสียงโหวกเวก
“พริก เกลือจัดหามา เอามาตำ  ข้าวต้ม ขนมทำไปให้ครบ สายทองไปข้างไหนไม่เห็นตัว กระไรชั่วชาติเหลือ อีเสือขบ การร้อนเป็นไฟ หาตัวไม่เจอ ไปหลบหัวเสียอยู่ที่ใด หมากพลู ปูนยา ไม่จัดแจง พลูนาบหมากแห้งยังกองเกลื่อน”

นางศรีประจันสั่งการงานบ่าวไพร่มิได้หยุด พิมกับพลายแก้วอยู่ในอาการเศร้า เข้าในเรือน อีมี อีรัก ควักปลาร้า บ่น
“อี้….เหม็นหวา มีขี้ขมวน (ตัวหนอนสีครีมหรือน้ำตาล)”
นางศรีประจัน ด่า
“อีขีั้คร้าน ปลากูใส่ได้สัดส่วน”

อีดำตำพริกขยิกขยี้  เสียงถี่โกกๆ ข่า ขิง พริก เกลือ ใส่ลงไป ตำจนละเอียดดี อ้ายมี อีกวย เอากระบุงไปโกยข้าวในยุ้งออกมาสี ตาก ตำ ทำซ้ำทันที ได้ที่ไว้ใส่ในกระสอบ กองเต็มไป บางคนเตรียม ปลาแห้ง ปลาย่าง ปลาชะโด ตัวโตๆ  บางคน เตรียม หอม กระเทียม ใส่ไปด้วย

บ้างก็เตรียม น้ำอ้อย น้ำตาลงบ  บ้างก็วิ่งขวักไขว่ อยู่ไปมา บ้างกวนขนม กาละแม บางคนไปปอกมะพร้าวไว้ และต่อยแตกฉ่า จากนั้นใช้กระต่ายขูดมะพร้าว คั้นน้ำกระทิแล้ว เทลงกระทะไป เอาแป้งมาขยำแล้ว กรองซ้ำ ใส่ไปในกระทะใหญ่ ตามด้วยน้ำตาล มันทำให้เหลวกวนง่ายยิ่งขึ้น เร่งไฟเพิ่มขึ้น ให้คนเคี่ยวไปเหนียวขึ้นเรื่อยๆ

“ผลัดกันบ้างเป็นไร ปวดหัวไหล่ เมื่อยแขนจะเป็นจะตายแล้ว อ้ายผี มึงทำติดกระทะ เลอะเทอะ อยู่เยี่ยงนี้ เอาพายป้ายไปที่ใบตองรองสิหวา”

จากนั้นมึงชิม กูชิม ช่วยกันชิม อยู่ข้างกระทะ จนเป็นมันย่องรสชาติหวานพอดี ชิมริมแล้วไปชิมกลางกระทะ พร่องไปครึ่งกระทะ
“หวานอร่อยแล้ว”

นางศรีประจันตะโกนไปว่า
“แม่พิมนี้เป็นกระไรเข้าไปนิ่งเงียบในเรือน ผัวมีที่จะไปไม่ไหวติง ช่วยกันวิ่ง ช่วยกันทำบ้างเป็นไร หมากพลู หยูกยา ก็ไม่จัดแจง จะร้องไห้อิดออดไปถึงไหน ผ้าผ่อน ท่อนสไบ ก็ไม่นำพา มัวแต่ร้องไห้  อย่างนี้ฤา ที่บอกว่ารักผัว แม้นไม่มีกูดูแลอยู่หนา ปลาสักชิ้นจะกินก็คงจะมิมี จะกัดก้อนเกลือกอดเข่า เยี่่ยงนั้นฤา”

พิมพิลาไลย ยังคงกอดผัวร้องไห้อยู่ จะหยิบ จะจับสิ่ีงใดก็ทำมิได้ ยิ่งพยายามกลั้นน้ำตา มันก็ยิ่งไหลมาก กว่าเดิม เสียงแม่บ่นทำให้ต้องลุกขึ้นมา ทั้งที่ยังสะอื้นร้องไห้อยู่ นั่งปอกหมาก พันพลู ใส่ขัน สลับหันไปมองผัวด้วยอาการเหมือนจะขาดใจตาย ก้มหน้าร้องไห้ ทำท่าจะจีบพลูต่อไม่ได้ สะอื้นไม่หยุด สำลีที่ถืออยู่ ก็ยังคาอยู่เยี่ยงนั้น
พลายแก้วเห็นอาการของเมียรู้สึกสงสาร จึงลุกไปนั่งแอบแนบข้าง ปลอบประโลม เช็ดน้ำตาให้

“อย่าครวญครางนักเลยเจ้า จีบพลูเถิดพี่อยู่กับพิมแล้ว ออแก้วจะได้กินที่กลางป่า อย่าโศกศัลย์ไป จงกลั้นน้ำตาเสียเถิด มาผัวจะช่วยเจ้าป้ายปูน”

จากนั้นสัพยอก เย้ายวน ชวนคุย แกล้งเย้า ให้คลายทุกข์ ได้นั่งใกล้ผัว ถูกสัพยอก แกล้งว่าฟกหัว อกบวม พิมยิ้มทั้งน้ำตา กล่าวว่า
“อย่าว่าฟกเลย มันคงจะน่วมแล้วละ”

จากนั้น รีบหยิบรวบรวมหมากพลู ใส่ล่วม ที่เหลือยัด ย่ามตะเครียว (ถุงตาข่ายที่ถักด้วยด้าย หรือไหมเป็นตาโปร่ง มีหูรูด) กล่าวว่า

“ขอให้พ่อทูนหัว จงกลับคืนมา หาเมีย ขออย่าให้ หมากพลูของพิมทันแห้งเหี่ยว ใบตองขอให้ยังคงเขียว บุหรี่ ยังคงฉุนจัดเถิด”

สีหน้าของพิมดีขึ้น  ด้วยผัวชวนพูดคุย อาการสะอื้่นลดลงไปมาก จึงเข้าไปพับผ้า บรรจงจีบกลีบสวยงาม นางจัดแจงหีบผ้า กระจก หวี ตามที่เคยทำ หยิบหมอนที่เคยหนุนนอนขึ้นมารู้สึกละห้อยใจ

“โอ้จะไกลจากน้องไปนอน คนเดียว หมอนของน้องหน้ากรองด้วยทองชุด เป็นเครือครุฑ กระชากนาคเกี่ยว”
 คิดไปรู้สึกใจเสียจึงนอนลงที่นอนอีกครา 
ฝ่ายนางทองประศรีผู้มารดาพลายแก้ว หลังจากจัดงานแต่งพลายแก้วแล้ว ยังคงยับยั้งที่สุพรรณ ลูกไปทัพจึงคิดจะไปตามส่ง เสบียงสิ่งของกองอยู่เต็มเรือน เรียกหาคนให้มาขนของ

“มึงอย่าเผอเรอเหนออีจัน”
ช่วยกันขนสิ่งของลงเรือกัญญา บ่าวชาย บ่าวหญิง วิ่งกันลนลาน เชิงกราน หม้อข้าวส่งกันไป นางทองประศรี งกงันขึ้นบันได พูดคุยกันไปมากับนางศรีประจัน

“จะไปด้วยกันฤาออจันเอ๋ย  หาไปส่งลูกเขยฤาไหมหวา จัดของเสร็จแล้ว ไปดูหน้าพลายแก้วหน่อยเป็นไร”
ศรีประจันตอบทองประศรีไปว่า
“บ้านเรือนหามีใครดูแลไม่ ข้าวของยังกองอยู่เต็มไปหมด ออเจ้ากับพิมไปส่งก็แล้วกัน”

ทองประศรีได้ฟังคำตอบดังนั้น ก็สั่งคนขนของลงเรือ พลายแก้วลุกออกมาข้างนอกทันที ไหว้ท่านศรีประจันผู้แม่ยาย แล้วนัดแนะกับแม่ทองประศรี

“ขอให้แม่ไปคอยในที่นัดหมายไว้อย่าลืม ลูกชายจะไปกรุงทางบก แล้วทูลลาพระเจ้าแผ่นดิน คงจะได้พบกันในวันพรุ่งนี้ ขอให้แม่ออกเรือไปก่อนมืด พรุ่งนี้ลูกจะตามไป”
ทองประศรีได้ฟังคำลูกชาย จึงกล่าวว่า
“ที่นัดกันนั้นแม่จำได้จ๊ะ”

จากนั้นลงเรือกัญญาพร้อมกับข้าไท โดยมีพิมพิลาไทยไปด้วย นั่งด้านในเรือกลางแคร่ กับแม่ผัว ฝีพายนำเรือบ่ายหัวออกจากท่า ไม่นานมีเสียงร้องขึ้น
“ยาวๆ ช้าๆ ไว้เป็นไร อ้ายดำชักหัวเรือ ทำเยี่ยงนั้น กูไล่ไม่ทัน ออพ่อ ข้าไหว้ละ ถือท้ายก็ไม่ถนัด คัดครูดไป ทางหัวเรือ วาดไว้บ้างเหวย เฮ้ย วาดไม่ทัน มันจะเลี้ยวเข้ารก มีคนตกน้ำ หรือไม่ก็ชนตอ หัวเรือพัง”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เรือหันเข้ารกมีคนตกน้ำ โขนหัวเสือชนเข้าที่ตอ เกิดการชุลมุนทั้งลำเรือ นางทองประศรีคว้าเสื่อได้เอามาคลุมหัว  พิมพิลาไลยได้กระสอบมุดเข้าไป     
         ฝ่ายพวกฝีพายตกใจ เก้ๆ กังๆ ส่วนเรือเพลานี้ปรากฏว่าเริ่มรั่วต้องช่วยกัน ลากเรือออกให้พ้นจากตอ เสียงร้องด่ากันอื้ออึงไป พอจวนรุ่งก็ใกล้ถึงจุดหมาย


.
ตอนที่ 8 จบ
.
 
Create Date : 01 กันยายน 2563
Last Update : 1 กันยายน 2563 6:49:57 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 8/2 พลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=09-2020&date=01&group=1&gblog=23

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.065 seconds with 16 queries.