Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 15:37:12

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 7
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 7  (Read 284 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 13 May 2026, 21:54:25 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 7


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 7/1 พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ 7/1 พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม

    พลายแก้วเมื่อพิมลับไปจากสายตาก็รู้สึกใจหาย แต่ผีก็ยังคงพุ่งพาห่างไปเรื่อยๆ ทำให้ต้องตัดใจ มันพาลัดดงข้ามทุ่ง ละลิ่วเร็วปานลมพัด เลาะลัดหนองน้ำ แนวท่า จนกระทั่งเข้าเมืองสู่กาญจนบุรี

เมื่อถึงบ้านผีก็หายตัวไป พลายแก้วดีใจยิ่งนัก รีบเข้าไปในบ้านแม่ สำรวจมองไปรอบๆ พร้อมกับเดินเข้าไป ในขณะที่เดินขึ้นเรือน มีจิตจดจ่ออยู่ที่เมืองสุพรรณ เศร้าโศกคิดถึงแต่พิม ได้แต่รำพึงกับตนเองว่า

    “พี่นี้จากเจ้ามาด้วยตั้งใจมาไหว้แม่ โอ้เจ้าพิมผู้เพื่อนชีวิตของพี่  เพลานี้คงจะเศร้าโศกอาลัยรัก เพราะพี่นี้จากมาไกล สุดจะคิดถึงทุกข์แท้แล้วเจ้าพิมของพี่เอ๋ย ผู้ใดหนอจะช่วยปลอบเจ้าให้หายทุกข์โศก”

    พอเดินเข้าเรือนแลเห็นแม่ ก็ตรงเข้าไปกอดเท้าน้ำตานองหน้า นางทองประศรี เห็นลูก็ตกตะลึงไป

    “เออแก้วของแม่เยี่ยงไรจึงสึกมา เป็นไรพ่อจอมกระหม่อมของแม่ เจ้าเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ไม่เงยหน้า เงินทองเจ้าได้แต่ใดมา”

    นางถามลูกรักพลางน้ำตาไหลโดยไม่รุู้ตัว พลายแก้วก้มกราบมารดาที่เท้า

    “แม่ขาครั้งนี้ฉันทุกข์หนักสุดทน เพราะรักใคร่กับน้องพิม ก่อนจากน้องพิมให้เงินห้าชั่งมาทำทุน ให้ไปสู่ขอต่อแม่ศรีประจัน แม่บังเกิดเกล้าโปรดเอ็นดูลูกเถิด พิมเศร้าโศกคอยลูกอยู่ สงสารน้องต้องกินแต่น้ำตา ขอแม่อย่าเฉยเมยไปเลย”

    นางทองประศรีน้ำตารื้นปลอบลูกว่า
    “กรรมเอ๋ยกรรม พ่อแก้วตาของแม่ เจ้าบวชก่อนเถิดอย่าเพ่อมีเมียเลย แม่จะได้ชมเชยชายจีวร พ่อของเจ้าเขาก็ตายไปนานแล้ว ลูกแก้วโปรดพ่อเสียก่อนจะดีกว่า เจ้าบวชสักสองพรรษาเถิด สึกมาแม่จะหาเมียให้ จะขอให้เป็นลูกเขยเจ้าพระยาเสียก็ยังได้

    แก้ว..ฟังคำแม่ อย่างอีพิมไม่น่าเอามาเป็นเมีย จงทิ้งไปเสียเถิด หญิงงามกว่านี้ก็พอมีอยู่ ฤาลูกจะเอาชาววังแม่จะขอให้ ถวายจานเงินให้ต้องพระทัย ก็พอจะได้นางในที่งดงาม”

    พลายแก้วได้ฟังคำมารดารีบกราบเท้าฟูมฟายว่า
    “นางสวรรค์ลูกก็มิปรารถนา นางในงามแต่กิริยา จะเปรียบกับพิมคงมิได้ พิมงามประเสริฐเลิศล้ำ คมขำ งามหน้า  งามนมเนื้อ ทั้งสุพรรณบุรี มิมีผู้ใดเทียบได้ ขอแม่อย่าได้ทัดทานเลย มีเมียแล้วก็ยังบวชได้ดอก มิได้ห้าม ถ้าแม่ไม่ตามใจ ลูกคงตรอมใจตายเป็นแน่”



    นางทองประศรีได้ฟังคำของลูกแล้ว รู้สึก สงสาร จนใจ รำคาญ ลูกของนางยิ่งนัก จึงปลอบว่า
    “อย่าทุกข์เลยแก้วตา เมื่อเจ้าไม่ฟังแม่ว่าก็ตามใจ ขอเขา เขาก็ให้ดอกลูกอา เราเป็นเพื่อนบ้านกันมา ไม่มีอันใดผิดพลาด ก็คงจะได้มาเป็นเมีย อย่าเสียใจ ร้องไห้ คิดมากไปเลย เจ้าไปกินข้าวกินปลาเถิด”
    พลายแก้วฟังแล้วดีใจ หยุดร้องไห้ ไปอาบน้ำที่ท่าน้ำเสร็จแล้ว กินข้าวปลา นางทองประศรีเรียกบ่าวไพร่

    “มาไวไว เอ็งเอาเงินไปสามชั่ง ไปท่าเลื่อยโรงกระดาน ซื้อ เรือนห้าห้อง ที่เขาทำขึ้นใหม่ ซื้อให้ได้แล้วรีบกลับมา”
    บ่าวรับคำ จับควายเทียมเกวียนสองเล่ม มาด้วยกัน ครู่หนึ่งก็ซื้ออกลับมาถึง ทองประศรีจัดแจงซื้อน้ำตาล ของเปรี้ยว ของหวาน หมาก มะพร้าว มากมาย เป็นจำนวนถึง 10 เล่มเกวียน 
    พอตะวันค่ำ นางทองประศรี ก็เรียกบ่าวไพร่ เข้ามาพร้อมหน้า พูดจาสั่งกำชับกับข้าไท แบ่งคนผู้ใดอยู่เฝ้าเรือน ผู้ใดไป

    “พวกผู้ชายให้อยู่ดูบ้านช่อง นางมี นางเหมือน เก็บข้าว เก็บของให้ดี”
    จากนั้นนางก็เข้าไปในเรือน เจ้าพลางรีบลุกเข้าหอกลาง เข้าห้องปิดประตูขังตัวอยู่คนเดียว นอนกอดหมอนข้าง คิดคะนึงถึงแต่พิมจนกระทั่งหลับไป

    ทันทีที่เป็นเวลารุ่งเช้า นางทองประศรีรีบลงจากเรือนใหญ่ ให้บ่าวไพร่ หญิงชาย ห้าสิบคนขนของมากองไว้ แล้วจัดแจงของสำหรับเดินทาง โดยให้พลายแก้วขี่เกวียนเล่มหนึ่ง ที่เหลือก็จัดไปตามที่นางทองประศรีสั่ง

เมื่อพร้อมก็เริ่มเดินทาง ผ่านป่าดงจนกระทั่งแดดเริ่มแรงจึงให้พักควาย กินข้าวแล้วก็ขับไปจนสาย เพลาตะวันเที่ยงหยุดพักผ่อนคลาย

    เพลาบ่ายก็เริ่มเดินทางอีกครา ในท่ามกลางป่าใหญ่ เสียงนกร้องก้องไพร เรไร หริ่ง ดังสนั่นวนรอบ ลางครั้งพลายแก้วได้ยินเสียงชะนีโหย รู้สึกเหมือนเสียงพิม มองดูเห็นอยู่คู่ลูกน้อย ถัดไปเห็นค่างเคียงคู่กัน ดูแล้วเตือนให้คิดประหนึ่งว่าพิมนั่งอิงแอบพูดคุย ยิ่งเห็นยิ่งให้อดคิดมิได้ว่าเพลานี้เจ้าจะเป็นเยี่ยงไรหนอ

    ในเวลาที่เกวียนหยุด อันเป็นจุดใกล้หนองน้ำ ทั้งหมดรีบพักควาย บ่าวข้าแบ่งหน้าที่กัน บางคนหาฟืนมาสุมไฟ ที่เหลือก็ทำหน้าที่ของตนตามที่ได้จัดไว้ ไม่ช้าก็ถึงเมืองสุพรรณ พักขบวนที่ท้ายสวนนางศรีประจัน นางทองประศรีสั่งบ่าวไพร่ให้ปลูกโรง บางคนไปตัดไม้ในป่า

เสียงถาก ฟัน ไม้ เสียงดังลั่น บางคนแบก บางคนวาง วุ่นวายไป เสียงตอกไม้ เสียงขุดตึงตัง จากนั้นปักเสา จนกระทั่งมุ่งหลังคา และฝา ด้วยแฝก ทั้งห้าหลัง เสร็จแล้วนางทองประศรีและที่เหลือทั้งหมดก็เข้าพัก

    ส่วนพลายแก้ว เมื่อถึงเพลาค่ำ เพลานี้จิตใจยินดีปรีดายิ่งนัก ด้วยความคิดถึงพิมที่จากไปไกลนานวัน
    “ห่วงว่าเจ้าคงจะคอย เศร้าโศกเพราะความคิดถึง คงสะอึกสะอื้นร่ำไห้ ทุกคืนวันเป็นแน่”



    คิดพลาง เดินพลางไปหาพิม ชำเลืองไปในท้องฟ้า เห็นพระจันทร์ที่ส่องกระจ่างกลางฟ้า ไม่นานก็เดินมาถึงบ้านศรีประจัน บริเวณรอบๆ บ้านเพลานี้เงียบสงัด

ปราศจากเสียงสัตว์ใดๆ จึงค่อยๆ ย่องมาถึงข้างหอกลาง กลิ้งครกตั้งแล้วยกเท้าขึ้นไปทันที สะเดาะกลอนถอนลั่นออก พอบานหน้าต่างเปิดออก ก็ปีนเข้าไปถึงห้องพิม แสงสว่างจากไฟระย้า

    ผู้ที่อยู่ในห้องนอนหลับสนิท มีขยับตัวบ้าง บางคราวละเมอ เพ้อ  บางคราวเกา บางคราวดิ้นจนผ้าเปิด พลายแก้วไปถึงประตูฝาประจันซึ่งถูกใส่กลอนไว้ จัดแจงสะเดาะลิ่มหลุด เดินเข้าไปบรรจงรูดม่านเผยให้เห็นพิมหลับ จึงเลื่อนกายเข้าไปนั่งใกล้ กอดพลาง ปลุกให้ตื่นขึ้น

    “เจ้าอย่าหลับไหลไปเลย ตื่นขึ้นเถิดรา”
    พิมตกใจผวาตื่นขึ้น คิดว่าเป็นขโมยเข้ามาจึงร้องหวีดจะวิ่งออกไป พลายแก้วรีบจับมือไว้กล่าวว่า

    “เจ้าจะสะบัดหนีพี่ไปไหน พี่มาแล้วเจ้าจะตกใจไปใย เพราาะเป็นห่วงอยู่ด้วยเจ้า พี่จึงเข้ามา ตั้งแต่วันจากไปใจพี่วิตกกังวล ห่วงหา ด้วยคิดว่าเจ้าจะคอยท่า พอถึงบ้านรีบกราบวิงวอนให้แม่พาพี่มา ถึงมารดาคัดค้านเยี่ยงไรพี่ก็ไม่ฟัง

เอาแต่ร้องไห้จนเป็นลมล้มฟุบ ในทีสุดท่านก็รับคำดังใจหวัง จากนั้นรีบเดินทางจากบ้าน ผ่านป่าดงรอนแรมกระทั่งเช้าวันนี้ก็มาถึง”

    พิมได้ฟังหายสงสัย ยิ้มดีใจขยับเข้าไปหา อิงแอบแนบซบกล่าวว่า
    “ถ้าแม่ท่านมิเมตตาฉันคงต้องตาย หากแม้นพี่มิจริงจังเหมือนดังว่า ฉันไม่ขออยู่ดูหน้าผู้ใด ไม่คิดอยู่ให้ได้อาย โอ้พ่อพลายแก้วพี่จงกรุณาฉันด้วยเถิดรา”


.
ตอนที่ 7 ยังมีต่อ….
.

Create Date : 12 สิงหาคม 2563
Last Update : 12 สิงหาคม 2563 11:02:44 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 7/1 พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=08-2020&date=12&group=1&gblog=19

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 13 May 2026, 21:55:30 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 7/2 พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม
.



ตอนที่  ๗/๒ พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
โดย ทักษภณ
 

    คำกล่าวของพิมทำให้พลายแก้วซาบซึ้งใจยิ่งนัก
    “พี่รักเจ้ายอดเสน่หา อย่าสงสัยในความจริงใจ หากแม้นผ่าอกได้ พี่จะผ่าให้ดู แต่นี่สุดคิดจะปลิดให้ดูได้ ถึงตัวจากไปแต่ใจก็ยังอยู่กับเจ้า ห่วงหน้าพะวงหลังด้วยขุนช้างเป็นศัตรู

อุตส่าห์สู้รีบรัดมาจัดงาน อย่าเศร้าโศกไปเลย พรุ่งนี้กำหนดแน่ คุณแม่ท่านจะมาหาถึงบ้าน ขอน้องเจ้าให้ถูกต้องตามคำโบราณ”

    พลางยกพิมขึ้นวางบนตัก ความกำเริบรัก เชยชิดชม ปั่นป่วน กระสันเสียวแนบแน่น ก็เกิดพายุใหญ่ประลัยกัลป์ พัดกระพือปานล้างโลก พระสุเมรุโอนเอน สั่นสะเทือนทั่วท้องน้ำ ป่าเขา บดบังพระอาทิตย์ พระจันทร์

พฤกษาดอกงอกงามอยู่ตามฝั่ง ก็ย่อยยับพังราบไป ฟ้าร้องเปรี้ยงก้องฟ้า แต่พอฝนตกพายุหายไป สำเร็จตามประสงค์พลายแก้วมาเปิดหน้าต่าง

    “เอ๊ะนี่มิสว่างขึ้นแล้วฤา”
    เข้าไปสวมกอดพิมทั้งสองมือ เสียงไก่กระพือปีกขันดังมา ดุเหว่าส่งเสียงร้อง

    “พี่จำใจจากเจ้า ขอให้อยู่ดีเถิดพี่ขอลา เจ้าจงมาส่งพี่ เพียงบันไดเถิด”

    พิมจับจูงข้อมือพลายแก้ว พาเดินมาเปิดประตูหอกลาง บ่าวหญิงหลับสนิท ทั้งสองผ่านไป อย่างคลาดแคล้วปลอดถภัย ถึงนอกชานเปิดบานประตูให้ พลายแก้วยังอาลัย เหลียวหลังหันมาร่ำลาอีกครั้งว่า

    “เจ้าจงอยู่ดีเถิด พี่ขอลา”
    แล้วหันหลังลงบันไดไปทันที พอพ้นเรือนแสงเดือนเริ่มจางหาย ออกประตูรัั้วใหญ่ ครู่หนึ่งก็ถึงที่พัก เข้าไปพักในโรงอย่างสำราญใจ

    ในเวลารุ่งเช้า นางทองประศรีตื่นขึ้นล้างหน้า ตำหมากใส่ปากนั่งเคี้ยว นึกตรึกตรอง การงาน จากนั้นเรียก ตาสน กับตาเสา ยายมิ่ง กับยายเม้า ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันมา ปรึกษาว่า

    “ดูข้า จะขอวานขอลูกสาวนางศรีประจัน”
    เถ้าแก่รับคำแล้วอำลากลับไปบ้านแต่งตัว นุ่งผ้าตามะกล่ำ(ผ้าฝ้าย สีคล้ำมีลายเล็กๆ ใช้เป็นผ้านุ่ง) ห่มผ้าปักไหม นางทองประศรี นุ่งผ้าบัวปอก (ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ชาวบ้านใช้ โดยเฉพาะผู้หญิงใช้เป็นผ้านุ่ง) ห่มผ้าพุดดอกสีขาว ดูเหมาะสม

    พอพร้อมหน้ากันก็ออกเดินทาง บ่าว ข้า ถือสมุกหมาก (สมุก งานจักรสานด้วยกก สี่เหลี่ยม หรือหกเหลี่ยม) มีพร้อมทั้งสาก และตะบัน

    พลายแก้วเสกขี้ผึ้งให้ เถ้าแก่รับเอามาสีทันที นางทองประศรีนำหน้าขบวน ไม่นานถึงบ้านศรีประจัน ส่งเสียงร้องเรียกให้คนดูหมา นางศรีประจันเปิดหน้าต่างออกมาดู เห็นแล้วเรียกข้าเสียงดังอื้ออึง

    “อีนั่น อ้า...อีนี่ อีขี้ครอก แขกมาหา มิยอมบอกแก่กู”
    บ่าวกลัวตัวสั่นรีบลงบันได วิ่งไปรับขึ้นเรือนพลัน แล้วเอาเสื่อมาลาดปู จัดหมากพลูใส่ในเซี่ยนขมีขมัน หลังจากแขกผู้มาเยือนนั่งพร้อมหน้า นางศรีประจันทักทายว่า

    “ดูนึกสงสารออทองประศรี จากกันไปหลายปีดีดัก รูปร่างซูบผอมลงนัก ผมหงอก ฟันหัก เมื่อคราวต้องโทษ ท่านโปรดให้ฆ่าผัว ครั้งนั้นตัวออเจ้า กับลูกชายไปอยู่ที่ใด หายไปสิบเอ็ดปีถึงได้เจอกัน เพลานี้มีสุขทุกข์เยี่ยงไรหนอ ทำมาหากินพอกิน หรือขัดสน มาที่บ้านนี้ด้วยเหตุใด”

    ทองประศรีตอบคำศรีประจันว่า
    “ทุกวันนี้เราทุกข์ หาสุขไม่  ยากลำบากยิ่งนักออเจ้าย่อมแจ้งใจแต่ไรมา ตกยากจากเมืองสุพรรณไป เมื่อครั้งขุนไกรดับชีวิต ถูกริบทรัพย์สมบัติ วัว ควาย ไร่นา ทั้งบ้านเรือนหมดสิ้น ได้เงินใส่สมุกกับลูกรัก

    ด้วยความกลัวจึงหนีเข้าป่าไปเป็นเดือน ต่อมาได้เจอคนที่เขาเอ็นดู เมตตาต้อนรับไว้ ยกเหย้าเรือนให้อยู่ ยากลำบากนับพันครั้ง อุตส่าห์สู้แบกหน้ามา จะขอพันธ์ุฟักแฟง แตง น้ำเต้า จากออเจ้าไปปลูกที่ไร่ของข้า

    ด้วยเหตุที่อัตคัดขัดสนจนเงินตรา จะมาขายออแก้วให้รับใช้ อยู่รองเท้านึกเอาว่าเป็นเกือกหนัง หากไม่เชื่อฟังก็จะหาประกันให้ ได้บากบั่นมาถึงเรือนอย่าได้ปฏิเสธเลย  จะได้ฤา มิได้ ให้ว่ามา”

    นางศรีประจันได้ฟังก็หัวเราะ
    “ทำเป็นมาพูดอ้อมค้อมไปใย เราก็เป็นเพื่อนบ้านกันนานมา ลูกข้า จะหวงไว้ทำไม ถึงยากจน กำพร้า ขัดสน เยี่ยงใดก็ไม่ว่า ถึงจะมีเพียงมีดพร้าเหน็บหลังมา ข้าก็จะยกให้ อุตส่าห์ทำมาหากินไป รู้ทำ รู้ได้ก็ไม่ยากดอก ถึงเงินทองเป็นของพ่อแม่ให้ มิรู้จักรักษาไว้ก็ฉิบหาย”

    จากนั้นหันไปหาเถ้าแก่ที่มาด้วย
    “ขอถามความท่านยายสักหน่อย ลูกชายนั้นดีฤา ไม่เล่นเบี้ย กินเหล้า เมากัญชา ฝิ่นมันสูบบ้างฤาไม่ สูงต่ำ ดำขาว เยี่ยงไร ขอให้ว่าไปตามความจริง”

    ครานั้น ตาสน กับ ตาเสา ยายเม้า ยายมิ่ง ตอบไปว่า
    “ลูกทองประศรีคนนี้ ดีเลิศ ประเสริฐยิ่งนัก ว่านานสอนง่าย ชาญฉลาด อีกทั้งรูปร่างก็หมดจด สำอาง รุ่นหนุ่มน้อยเรียบร้อยดี ความชั่วมิมีสักสิ่ง นานไปท่านจะได้พึ่งพิง

    เมื่อเป็นเณร ก็เทศน์กัณฑ์มัทรี ได้ไพเราะจับใจยิ่งนัก เมื่อปีกลายคุณยายเป็นเจ้ากัณฑ์ วันนั้นเจ้าพิมได้ฟังยังชอบใจ เปลื้ืองผ้าออกบูชา ซึ่งกัณฑ์เทศน์ แต่มีเหตุขุนช้างมันเปลื้องผ้าทับผ้าของพิม คุณยายจำมิได้ฤา”

    นางศรีประจันได้ฟัง ก็ชอบใจตอบว่า
    “อ่อ..นึกได้แล้วเรื่องที่พวกท่านว่า”
    แกนิ่งคิดชั่วครู่ กล่าวสืบไปว่า



    “ ส่วนเรื่องพิม เราก็คิดรำคาญมานานแล้ว ด้วยลูกข้าคนนี้ดังดวงใจ อยากจะตกแต่งเสียให้ไวๆ ตัวเรานั้นก็แก่ชราแล้ว มักเจ็บไข้ อายุคนเรานี้จะยืนยาวสักปานใด

ถ้าหากมิมี ก็จงทำตามที่มีเถิด ข้าจะให้ลูกข้าสักสิบห้าชั่ง ขันหมาก มากน้อยมิเป็นไร ผ้าไหว้หนึ่งสำรับ หอฝา กระดาน มีห้าห้อง ข้าขอกำหนดวัน เดือนสิบสอง วันเสาร์ขึ้นเก้าค่ำ กำหนดงานให้ท่านคิดอ่านเองเถิด”

    นางทองประศรีตอบรับคำทันที
    “ตามที่ท่านคิดเถิดหนา” 

    พอได้เวลาสมควร ก็ชวนกันลากลับ นางทองประศรีใช้เวลาไม่นาน ก็กลับเข้าถึงที่พัก บอกลูกชายให้ได้รู้การ


    นางศรีประจันจัดแจง สั่งบ่าวข้า ให้จัดหาข้าวของกันอลหม่าน ซื้อหมาก มะพร้าว จาวตาล และของคาวหวานอื่นๆ มากมาย
    จากนั้นเอา หมาก พลูใส่พาน เรียกบ่าวข้า ลงเรือใหญ่ไปวัดแค เมื่อถึงก็ขึ้นไปบนกุฎี เห็นสมภารนั่งหันหลังอยู่ จึงนั่งลงแล้วไหว้ กราบเรียนว่า

    “ท่านเจ้าคุณคะ ดิฉันมาหมายว่าจะนิมนต์ท่านไปทำบุญ”
    สมภารเหลียวมาเห็นศรีประจันก็ยิ้ม ถามเนื้อความที่ได้มาในวันนี้ นางศรีประจันกล่าวว่า

    “ดิฉันมีงานทำบุญ ขออาราธนาพระสงฆ์สวดมนต์สักสิบองค์ จะแต่งงานออพิมพิลาไลย ขอให้พระคุณท่าน กำหนดวันไว้ อย่าลืมเทียว ตัวฉันนี้แก่เฒ่าแล้ว ถ้างานเสียคงได้อายเขา”

    สมภารได้ฟังก็ตอบไป
    “มันมีผัวได้แล้วฤาหวา เมื่อปีกลายกูได้เห็นมันมา ยังอาบน้ำแก้ผ้าตาแดงๆ ผูกจับปิ้งเที่ยววิ่งเล่นอยู่ในวัด มันมาหักตัดไม้เล่นไล่ยื้อกัน กูเอาไม้เท้าง่ามไล่ ข้าเกลียดน้ำหน้านัก ด่าแช่งอยู่ทุกวัน ไม่เห็นหน้ามาสองปี ก็มีผัว เร่งคิดถึงตัวเองเถิดเราท่าน สีกายายก็เปลี่ยนไปไม่น้อย มันก็ก็แก่ลงด้วยกันแล้วสีกา”

    นางศรีประจันเห็นคล้อยตามสมภาร
    “จริงดังท่านว่าเจ้าข้า สังขารไม่เที่ยงแท้จริงเทียว อีกไม่นานก็จะพากันตายไป การนิมนต์ขอให้ท่านจดจำให้แม่น ดิฉันขออำลา นะเจ้าค่ะ”

    จากนั้นนางก็ลงจากกุฎีไป ครู่หนึ่งก็ถึงบ้านขึ้นบันได จัดข้าวของไว้เป็นจำนวนมากมาย

    ส่วนพลายแก้ว ครั้นถึงกำหนดวันนัดหมาย บอกแขก เพื่อนผู้ชายช่วยปลูกเรือน มายังบ้านยายศรีประจัน ให้ขุดหลุม จัดระดับ สำหรับปักเสาหมอ (เสาที่ใช้รองรับ รอด รา มีขนาดเล็กกว่าเสาจริงเล็กน้อย)

บางพวกเอาเครื่องเรือนมารอไว้ ฤกษ์ยกเสาตีสิบเอ็ดใกล้รุ่ง ครั้นถึงเวลาก็ทำขวัญยกขึ้นทันที เสร็จในเจ็ดนาที  จากนั้นลั่นฆ้อง  โห่ ยกเสาต้นอื่นๆ ให้เข้าที่  บางพวกสับขื่อพรึง ให้ติดสนิทดี ตีตะปู ช่วยกันยกเสาขึ้นตั้งไว้ ใส่เต้าเข้าแปลาน เอาจันทันเข้ารับกับอกไก่ ใส่จั่ว เข้าฝา บ้างเจาะ ถาก ผ่า ฟัน

บางคราก็เถียงกันเอะอะ เสียงกบใสไม้ดังไม่ขาดระยะ ใช้เวลาวันเดียวก็เสร็จ
    ศรีประจันเรียกบ่าว ข้า ให้ยกสำรับ ทั้งอาหาร หวาน คาว เลี้ยงดูคนทำงาน อิ่มแล้วก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน

.
ตอนที่ 7 ยังมีต่อ..
.

Create Date : 14 สิงหาคม 2563
Last Update : 14 สิงหาคม 2563 8:30:07 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 7/2 พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=08-2020&date=14&group=1&gblog=20

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #2 on: 13 May 2026, 21:56:31 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 7/3 พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม จบตอน
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน

   
รุ่งเช้าซึ่งเป็นวันดีตามที่ได้กำหนดไว้ นางทองประศรีจัดเรือกัญญาลำใหญ่ (เรือมีเครื่องบังแดดหลังคาทรงจั่ว) ให้บ่าว ข้า ขนขันหมากลงเรือ  เอามโหรี ไปอยู่ด้านท้ายของเรือ

ผู้ที่ถือขันหมากเอก เลือกเอาคนที่จัดว่าสวยๆ ให้นุ่งยกห่มผ้าผวย (ผ้าฝ้ายนุ่ม) ที่งามจับเข้ากันกับผิว   หลังจากจัดการ ทุกสิ่งทุกอย่าง เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ฤกษ์ออกเรือพอดี

ครู่หนึ่งขบวนขันหมาก ก็ถึงท่าบ้านศรีประจัน จึงจอดเรือไว้ที่หน้าสะพานใหญ่ ตาผลวิ่งไปเอาไม้กั้น ต้องเสียเงินทอง ขบวนขันหมาก จึงได้ขึ้นบนบันได ยายเป้าเป็นเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าสาว นับขานเงินตราและผ้าไหว้
เห็นว่าครบถ้วนตามจำนวนที่ได้สัญญากันไว้ จึงให้คนขนเข้าไปไว้ในเรือนทันที

จากนั้นฝ่ายเจ้าของงาน ให้คนยกข้าวปลาอาหาร มาเลี้ยงดู คนในขบวนขันหมาก ครั้นกินอิ่มหนำเป็นที่เรียบร้อย ก็พากันกลับมาที่เรือ พอกลับไปถึงท่า ก็แยกย้ายกันไป
เวลาบ่าย พลายแก้ว เอาเหล้ามาทั้งไห ทั้งกับแกล้ม ต้มแกงที่ได้เตรียมไว้ จากนั้นเรียกอ้ายไทยมาสั่งทันที

“เอ็งจงรีบไปบอกขุนช้าง ว่ากูเชิญให้ไปด้วยกัน วานท่านมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวกู”

อ้ายไทยรับคำแล้ว รีบเร่งไปบ้านขุนช้าง ครั้นถึงแล้วมองดู จากนั้นก็ขึ้นเรือนไป เพลานั้นขุนช้าง มานั่งเล่นอ้ายไทย มองเห็นรีบยกมือไหว้ แจ้งเรื่องที่รับหน้าที่มา

“เดี๋ยวนี้พลายแก้วผู้แววไว ได้สู่ขอแม่พิมในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน พลายแก้วขัดสนเพื่อนเจ้าบ่าว ให้ฉันมากราบเท้าท่าน ขออย่ารังเกียจ พลายแก้วขอเชิญพ่อไปในวันนี้  ขอให้แต่งตัวไปในเพลานี้เลยขอรับ”

ขุนช้างได้ฟังคำอ้ายไทย เหมือนโดนใครเอาดาบมาผ่ากลางกบาล รู้สึกเสียดายพิมที่ตนชอบพอผูกพันมานานปี ใจเต้นสั่นรัว น้ำตาไหลพราก รีบหันหน้าเข้าข้างฝา คิดว่า

“โอ้ว่าอนิจจาแก้วตาของพี่ เพลานี้เห็นจะไม่ได้เจ้ามาครองดังใจหวัง แต่พี่จะไม่ยอมแพ้ ถึงเจ้าจะเป็นเมียผู้อื่นแล้ว ก็ช่างมันเป็นไร”

จากนั้นไปอาบน้ำ นุ่งผ้ายกทอง ที่พระยาละครให้ ห่มผ้าส่าน (ผ้าขนสัตว์) ปักทอง เสร็จแล้วออกไปทันที พร้อมสะพรั่งด้วยบ่าวไพร่

ครั้นขุนช้างถึงที่อยู่ของพลายแก้ว  เพื่อนเจ้าบ่าว มาถึงแล้ว  นั่งกันพร้อมหน้า จึงชวนกันนั่งดื่มสุรา พอเมามายพูดจากันอื้ออึงไป ตอนหนึ่งพลายแก้วกล่าวว่า

“เจ้าเกลอเอ๋ย อย่าถือสาเลยที่เรากับพิมรักใคร่กัน รู้ว่าเป็นเมียเอ็งกูเกรงใจ เอ็นดูเถิด จงให้แก่เรา”

ขุนช้างได้ฟังดังนั้น งุนงง ทำหน้าเก้อ
“อนิจจา...เป็นของเกลอดอก หาไม่จะไม่ให้เจ้า หากแม้นเอ็งไม่รัก กูจักเอาเอง”

ว่าแล้วก็กรอกเหล้าเข้าปากอย่างสำราญใจ
ครั้นเวลาบ่าย พลายแก้ว พร้อมกับเพื่อนเจ้าบ่าว ออกจากบ้าน ไม่นานก็พร้อมลงเรือ



จากนั้น พากันรีบมายังบ้านศรีประจัน ทั้งหมดก้าวขึ้นบนหอ พบว่าพระสงฆ์สำรวมรอพร้อมสวดมนต์แล้ว เพื่อนเจ้าสาวเข้าห้อมล้อมกัน ออกจากเรือนมาทันที นั่งลงตรงหน้าท่านสมภาร

จากนั้นท่านส่งด้ายมงคลให้ ขุนช้างเห็นพิมกระหยิ่มใจ ตะลึงเขม็งตาเพ่งดู หยิบหมากจากพานจะกิน ผิดจากปาก กลับส่งไปในรูหู เคี้ยวเล่นทั้งที่ไม่มีแม้แต่พลู เพื่อนๆ มองเห็นพากันหัวเราะเฮฮา

พระสงฆ์เริ่มสวดมนต์ กระหน่ำไป เอาน้ำซัดสาดฉุ่มฉ่ำ นางมั่น แม่แปรก แทรกเข้ามา ขุนช้างฉุดข้อมือไว้ นางมั่น ดึงดันจะแทรกไปให้ได้ หันมากล่าวกับขุนช้าง

“พ่อเงาะวางมือฉัน”
ขุนช้างคว้าผ้าจิ้มสะดือ
“ไม่วางฤาไอ้ถ่อย”

ขุนช้างโดนต่อยล้มกลิ้งคะมำหงายท้อง พระสงฆ์สวดมนต์จบลง  ประเคนน้ำชา พระท่านฉันเสร็จเรียบร้อย ก็กลับวัด
นางศรีประจันให้คนยกอาหารหวานคาว เลี้ยงพวกเจ้าบ่าว กินกันอิ่มหนำ ก็พากันกลับ พร้อมของที่ยกมา วางเรียงราย มีตลับถมตะทอง(ถมทอง) กระทงเมี่ยง เป็นต้น

พอตะวันพลบค่ำ ขุนช้าง ก็ลากลับบ้าน เจ้าพลายแก้ว และเพื่อนเจ้าบ่าวคนอื่นๆ พากันมาหานางทองประศรี พูดกับมารดาว่า

“งานเสร็จแล้วจะอยู่ไปใย ช้าง ม้า วัว ควาย  ไร่ นา รวมทั้่งบ้านเรือน หามีใครอยู่ไม่”

นางทองประศรีตอบทันทีว่า
“ค่อยๆ ไปเถิดคงช้า สักห้าวัน ผู้คนทำงานเหน็ดเหนื่อย พึ่งจะเสร็จงานยังไม่ควรเดินทาง เจ้าจงไปอยู่บ้านศรีประจัน ไป กิน นอน อยู่ที่นั่นเถิด เจ้าพลาย”

ครานั้นพลายแก้ว ครั้นถึงเพลาตะวันบ่าย แต่งตัวเรียบสำอางแล้วไปยังบ้านศรีประจัน ขึ้นบนบันไดเข้าไปในหอ ก็มืดค่ำพอดี นอนหอรอครบวันที่กำหนด ด้วยความสุดคิดถึงพิมพิลาไลย

พอครบสามวัน นางศรีประจัน กอดลูกประโลม ด้วยไม่รู้ในกลมารยา

“โอ้เจ้าพิมนิ่มนวลของแม่เอ๋ย  เจ้าไม่เคยให้ชายเสน่หา ร้อยชั่งจงฟังคำของแม่ นี่เป็นคู่เคยครองของเจ้ามาแต่ก่อนแล้ว ร้อยคน พันคน ไม่เคยดลใจ จำเพาะเจาะจงมาได้พลายแก้ว แม่เลี้ยงมิให้สิ่งใดแผ้วพานเจ้า

แม้แต่แนวไม้เปรียะหนึ่งมิเคยต้องตัว พอโตเป็นสาวจะไปเสียจากอก แม่วิตกอยู่ด้วยเจ้า จะทำผิด เนื้อเย็นการจะเป็นซึ่งแม่เรือน ให้ทำเหมือนแม่สอนมาแต่หนหลัง

เข้านอกออกในให้ระวัง จะลุก จะนั่ง ให้นบนอบแก่สามี อย่าหึงหวง จ้วงจาบ ประจานผัว แม่เลี้ยงเจ้ามาก็หวังว่าจะให้ได้ดี ขอให้เจ้ามีความสุขความเจริญทุกเพลาเถิด”

    ศรีประจันสอนลูก จนล่วงเลยเข้ายามแรก ใจคิดว่าพลายแก้วจะคอย จึงกอดปลอบโยนเอาใจ แล้วพาพิมเข้าไปในหอ พอมองเห็น พลายแก้ว เสียงกรุกดังขึ้นพร้อมกับพลายแก้วลุกขึ้นจากเตียง

พิมเมียงมองแอบแฝงแม่ ใบหน้าต้องแสงชวาลา (เครื่องตามไฟชนิดหนึ่ง) ขาวนวลเด่นท่ามกลางแสงไฟ พอสบตาพลายแก้ว ก็ชม้อยก้มหน้าหลบตา นางศรีประจันกล่าวว่า

    “แม่พาพิมมาส่ง จงกล่อมเกลี้ยงดูแลกัน และกัน ให้ยาวนาน ตราบนานเท่านาน จนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากผิดพลั้งพลาดไป ให้สั่งสอนกันและกัน ก่อนหนา อย่าตี ด่ากันอึงมี่ หาดีไม่ อยู่ดีเถิดเจ้าทั้งสองมารดาจะไปละ”

    พิมเหนี่ยวดึงแม่ไว้ไม่ปล่อยมือ ฉุด ผลัก วิ่งหมุน ไปมา
    “แม่จะทิ้งฉันไว้ที่นี่ฤา”

    ศรีประจันต้องปลอบนางอีกครา พิมจึงปล่อยมือ จากนั้นนางศรีประจันค่อยๆ เปิดประตูห้อง ย่องออกไป
    พลายแก้วเห็นผู้ใหญ่ไปแล้ว กระหยิ่มยิ้มผ่องใส ด้วยเห็นพิมพิลาไลยนั่งนิ่ง จึงเข้านั่งแอบแนบใกล้ชิดแล้วกล่าววิงวอน

    “ร้อยชั่ง นั่งนิ่งเสียไปใยเล่า พี่อยู่รอคอยเจ้าที่นี่ ถึงสามวัน เข้ามา ร่วมมุ้ง ร่วมหมอนเถิด ร้อนฤา พี่จะพัดให้นอน”

    พลางกระถดเข้านั่งชิดกอดประทับแล้วจูบรับขวัญ
    “นั่งไปใยเล่า ไปนอนเสียด้วยกันเถิด”

    พิมรู้สึกสะดุ้งจั๊กจี้ จึงยิ้มหันหน้ามากล่าวว่า
    “ไฮ้..อย่าเล่นเยี่ยงนี้ ฉันทนไม่ได้ สะกิด เซ้าซี้ จี้ไช อยู่ได้ ไปนอนเถิด ฉันจะยังไม่นอน”
    พลายแก้วลุกเข้าไปในมุ้ง
    “ยุงเจ้าเอ๋ย จุดเทียนมานี่ก่อน”

    พิมยิ้มยืนขึ้นถอดกลอน
    “ร้อนนักจักไปนั่งเล่นให้เย็นๆ”
    เสียงกรุก พลายแก้วฉวยชายผ้าพิมไว้

    “ฟ้าผ่าเถิดเจ้าแก้ว ช่างเป็นคนน่ารำคาญนัก ใช่ว่าจะเร้นหนีไปไหน มาจับมือยื้ออยู่ หิวเหมือนอยากข้าวเจียวฤา ฉันร้อนเหลือเหงื่อตกประปรกกระปรอย มีแป้งหอมน้ำอบลูบตัวบ้าง เอามาทา พอให้เย็นใจบ้างเถิด”



พิมเปิดผ้าออกเห็นหน้าอกกลมเปล่งปลั่งดังดอกบัว แม้ว่าแสงสว่างในเพลานี้จะน้อยนักยังดูกระจ่างตา
    “พี่จะหยิบแป้ง ฤาจะแย่งผ้าห่มไว้ นี่กระไร จะสว่างแล้ววฤา เมื่อตอนหัวค่ำทำเป็นซึม”

    พลายแก้วจำใจปล่อยผ้า เปิดโถน้ำอบยื่นให้ กลิ่นหอมตระหลบไปทั่วห้อง
    “รินให้เยอะหน่อย แบ่งกันทา”

    พลายแก้วกล่าวแล้วย่องไปด้านหลัง พิมรู้สึกได้ รินน้ำอบสั่นกระฉอก
    “โอ๋ย..รินรั่วเสียแล้วพิม

    พิมยิ้มละไม
    “มิใช่การวาน อย่ามาจู้จี้ หกแล้วของยังมี จะรินใหม่ อย่ามากวนฉันถอยออกไป ลูบไล้ตัวแล้วค่อยกลับมา”
    “ฟังพี่ว่า เอามานี่้เถิดพี่จะทาให้ ทาด้วยกันเถิดจะเป็นไร”
    ว่าพลางละลายแป้งทา
    “ผินหน้ามาจะผัดให้เป็นนวล”

    จากนั้นจับพัดมากระพือให้แป้งแห้ง ดูดังแตงร่มใบ กอดเคล้าเย้าหยอก เฝ้ายียวน เอาแป้งปะกันไปมา
    “พี่ช่างแกล้งน้องนัก ดูน่าเวทนาเหลือเกิน แต่จะนั่งทาแป้งก็มิได้ ทาตัวให้เย็นหน่อยจะเป็นไร เหงื่อไคลมันน่ารำคาญ”

    “ไหน..เหงื่ออยู่ที่ใด พี่มองไม่เห็นสักนิด เจ้าลวงพี่จริงๆ มาไปนอนเถิด อย่าให้วอนอยู่เนิ่นนาน”

    จากนั้นพลายแก้วกอดสะพาน สะพัก (ระหว่างไหล่กับหน้าอก) จูบเบาๆ พิมยิ้มค้อนด้วยอาการงอน
    “ไฮ้..เหงื่อไคลเปื้อนแก้มเขาแล้วเจ้า”
    “ไหนเหงื่อเจ้าช่างว่าเอา ส่องกระจกดูเอาจะเป็นไร ในมุ้งยุงอออกบินว่อน พี่จะไปดูเสียก่อน”

    พลายแก้วว่าพลางยังคงแอบชิด จะอุ้มไปให้ได้ แม้โดนพิมผลักปัดป้อง แต่ความพยายาม และเรี่ยวแรงของพลายแก้ว มีมากกว่า สุดที่พิมจะขัดขืนไหว

    ครั้นนำพิมเข้าไปในม่านมุ้งได้แล้ว พลายแก้ว ยิ้มระรื่น ประโลมจูบลูบไล้ผมชมชื่น พูดคุยกระซิกกระซี้ด้วยใจเบิกบาน พูดพลอด กอดเคล้า เล่นนิทาน

    พระนารายณ์ อวตารเป็นพระราม เที่ยวตามหานางในท่ามกลางป่าเขา เพราะความงามของนาง ต้องทุกข์ยากลำบาก ตรอมใจจนผอมเหลือง มายังเกาะลังกา ล้างผลาญยักษ์ให้ตายไปมากมาย สิบสี่ปีจึงได้นางกลับมาคืนเมือง พอจบเรื่องก็หลับลงไปด้วยกันทั้งสองคน

.
จบตอน ที่  7
.

Create Date : 16 สิงหาคม 2563
Last Update : 16 สิงหาคม 2563 10:16:20 น.

.

ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 7/3 พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=08-2020&date=16&group=1&gblog=21

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.059 seconds with 17 queries.