Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 15:37:12

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 6
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 6  (Read 278 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 13 May 2026, 21:50:15 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 6


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 6/1 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่ 6/1 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง

กล่าวถึงขุนช้าง ด้วยแรงฤทธิ์รัก คิด คะนึงถึงพิมพิลาไลยทุกลมหายใจเข้าออก เช้ายัน ค่ำ คร่ำครวญทุกเพลา

ตั้งแต่มาจากบ้านศรีประจัน อกหัก ทำให้ไม่เป็นอันกิน อันนอน ใจรัญจวนปั่นป่วน มิได้มีความสบายมาหลายวัน ลางครั้งคิดจะกลั้นใจตาย ได้แต่อยู่ในห้องร้องพิไรรำพัน ทุกเช้าค่ำ ได้แต่ นอนทอดถอนใจ เกลือกกลิ้งไปมา คิดเพียงสิ่งเดียวว่า

“ทำไฉนจะได้แนบชิด กับเจ้าพิมนิ่มน้องของพี่ เมื่อวันที่น้องอาบน้ำกับบ่าวไพร่ พี่ไปแอบมองที่ท่าน้ำ ช่างกระไรเจ้าไม่เห็น พี่เล่นตา เจ้าทำเมินหน้าเสีย ไม่เหลียวแล หลังจากขึ้นจากท่าน้ำพี่ตามไปที่บ้าน ได้ไปหาแม่ของเจ้า พูดคุยกับแม่ศรีประจัน  พูดจาลดเลี้ยว ตามกำลังปัญญาของพี่ที่มี
โดยบอกว่าจะมอบให้ทั้งเงินทอง ข้าวของอย่างเต็มที่ หวังว่าถึงแม้พี่นี้หัวล้านคงจะได้รับความเมตตาจากท่าน เหมือนจะประสบผลดังใจหมาย เป็นมั่นเหมาะ จะได้ไปสู่ขอในวันรุ่งขึ้น แต่กลับมิเป็นเช่นนั้น”

ขุนช้างเอาแต่คร่ำครวญเยี่ยงนี้จนรุ่งสาง  พระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องแสงกระจ่างตา ก็ล้างหน้าจัดแจงแต่งตัว ยกคันฉ่องมาส่องดูในกระจก ใจคิดวิตกกังวลเรื่องหัวล้าน จึงเอาเขม่ามาทาบริเวณที่ไม่มีผมให้มีสีดำ ชโลมแป้ง ทั่วทั้งกาย จากนั้นลุกออกมานอกห้อง นุ่งผ้ายกห่มกรองทอง เรียกบ่าว เด็กผู้ชายวัยรุ่น มากมายตามมาเป็นพรวน

ครั้นถึงเรือนนางศรีประจัน  รู้สึกดีใจ รีบก้าวขึ้นเรือน ศรีประจัน ครั้นเห็นขุนช้างมา ก็รีบต้อนรับขับสู้ รีบเรียกเข้ามาหา แล้วพูดคุยไต่ถามตามประสาเพื่อนบ้าน ส่งพานหมากเชิญให้กิน พร้อมกับกล่าวว่า

“ธุระอะไรว่าไปอย่าได้เกรงใจ แม่เจ้านั้นอยู่ดีดอกฤา”

ขุนช้างได้ยินดังนั้นเห็นได้ที รีบเข้าไปหมอบกล่าวว่า

“ลูกนี้จะมาขอเป็นข้า ให้แม่ใช้ต่างเกือก ต่างกะลา ลูกมิอาจกล่าวคำใดไปมากกว่านี้ ด้วยรักพิมนิ่มน้องนี้จริงจัง ขอให้แม่รับลูกนี้ไว้ใช้เถิดหนา ถ้าได้ครองรักด้วยพิมนิ่มน้อง จะเอาทองมาทาบตัว มิต้องกลัวเงินทองหมดสิ้น เงินทองของลูกมีถมไป

ยามเดินจะให้เดินแต่ในห้อง แม้แต่แสงเดือนก็ก็มิให้ส่องต้องตัวได้ จะกลัวยากจนไปทำไม แม่ท่านข้าขอไหว้วอนให้เลี้ยงลูกนี้ไว้ดูเถิด”

ครานั้นยายศรีประจันฟังคำกล่าวของขุนช้าง ยิ้มกริ่มใจยินดียิ่งนัก จนแทบระงับความดีใจไม่อยู่ ในการที่จะได้ลูกเขยเศรษฐี จึงกล่าวว่า

“พ่อช้าง พ่อทูนหัวของแม่ แล้วแต่บุญกรรมจะนำให้ วัน เดือน ปี ไปได้ด้วยกันได้ฤาไม่”

แล้วเรียกลูกสาวในทันที

“พิมเอ๋ย แม่พิมไปอยู่ไหน เป็นเยี่ยงไร จึงไม่ออกมาไหว้พี่ จะได้รู้จักกันไว้ มิมีสิ่งใดเสียหาย มาเร็วเถิดทูนหัวของมารดา”

ครานั้น พิมพิลาไลย ได้แอบดู แอบฟัง ตั้งแต่ขุนช้างมา รู้สึกขัดเคือง  แค้นใจเป็นหนักหนา

“อ้ายนี่มันทำกูวันนั้น จนฟังเทศน์ ฟังธรรมไม่ได้”

จึงร้องตอบแม่ไปในทันที

“ไม่ไปละ อย่าเรียกให้ยากเลย”

แล้วแกล้งเรียกข้าด่าประจาน

“อ้ายผลหัวล้านไปไหนเหวย ยกยอยศ ตัวเองยิ่งใหญ่ ดอกเตยฤาจะปลอมเป็นดอกพะยอมไพร จองหองทำเป็นเอาเงินมาอวด แม่มึงกูหาปรารถนาไม่ ขี้เกียจ ทำการงานเป็นที่สุด น้ำแห้งขอดโอ่งก็ไม่นำพา
อ้ายเจ้าชู้ลอมปอม กระหม่อมบาง ลอยชายลากหางเที่ยวเกี้ยวหมา ชิชะ ทาแป้งจันทร์ น้ำมันเขม่าดำ  หย่งหน้าสองแคมเหมือนหางเปีย
หมามันจะเกิด ชิงหมาเกิด มึงไปตายเสียเถิด อ้ายห้าเบี้ย หน้าตาเช่นนี้จะมีเมีย อ้ายมะม่วงหมาเลีย ไม่เจียมตัวเจียมใจ

มึงเหมือนแมงปอ อวดอ้างว่ามีฤทธิ์ คิดจะบินข้ามทะเลใหญ่แข่งกับครุฑ ก้อนเส้า หรือจะสู้เมรุใหญ่ แสงหิ่งห้อยในป่า ฤาจะสู้แสงพระอาทิตย์ ชาติชั่วตัวดังนกตะกรุม จะเอื้อมมาครองหงส์ ตัวเป็นตมกลับทะนงใจ”

ขุนช้างฟังนางกระทบด่า นึกอายบ่าว ข้า ไม่อาจอยู่ได้ รีบอำลานางศรีประจัน ลงไปจากเรือนทันที

การกระทำของพิม ยายศรีประจัน แค้นขัดใจเป็นอย่างมาก ลุกขึ้นได้ฉวยไม้ขึ้นทั้งตี ทั้งด่า พิมไม่ยั้ง

“มึงหยาบช้าชั่วชาติเหลือใจ ปากจัด คารมเยี่ยงนี้ ไหนเลยจะเลี้ยงมึงได้”

จากนั้นก็ตีกระหน่ำไม่ยั้งอีก พิมถูกตีรอยเป็นแนวยาว เลือดไหลชโลมหลัง เจ็บปวด สุดที่จะทนได้ น้ำตานองหน้า ร้องไปว่า

“ฉันกลัวแล้ว ฉันจะไม่ว่าอีกแล้ว”

พิมเจ็บปวดระบมไปทั้งตัว กล่าวจบวิ่งหนีไปเข้าไปในครัวไฟ รีบปิดประตูใส่กลอนด้วยความกลัว ทอดตัวลงแล้วสะอื้นไห้ ด้วยความรู้สึกทั้งเจ็บทั้งอาย เลือดที่แผ่นหลังก็ยังไหลไม่หยุด ร้องไห้สะอื้นร้องเรียกหาพี่สาว

“พี่สายทองไปไหน น้องถูกตีแทบตายไม่มาช่วย พี่สายทองเอ็นดูน้องด้วยเถิด”

สายทองฟังน้องรู้สึกรำคาญ และสงสารจึงเข้าไปหา เห็นประตูปิดอยู่ จึงแนบตัวชิดฝาเรือนถาม

“เรียกพี่ทำไม”

พิมที่ยังไม่หายตกใจกลัว ค่อยๆเปิดประตูโผล่หน้าออกมา กล่าวเสียงแหบสั่นเครือว่า

“พี่สายทอง น้องนี้ระทมใจนัก  ด้วยแม่เราแกจะขืนใจ ยกให้กับอ้ายขุนหัวครึ่ง น้องมิพึงใจนัก เรามาหนีไปวัด จะไปบอกให้เณรคิดอ่าน ถ้าเนิ่นนานเห็นจะย่อยยับเป็นแม่นมั่น”

พิมกล่าวจบ มองไปมาด้วยระแวงคน พอมีเสียงคล้ายคนมาก็หลบเข้าไปอีก รอจะกระทั่งคนเงียบ แน่ใจว่าไม่มีคนผ่านมา จึงค่อยๆ ย่องออกมา
พิมกับสายทองรีบเร่งหลบหลีกผู้คน มุ่งหน้าไปยังวัดป่าเลไลย พิมอาการเหมือนคนสิ้นหวัง เดินพลาง ร้องไห้พลาง

“ครั้งนี้ทั้งเจ็บ ทั้งอายเหลือเกิน แม่ดูช่างกระไรไม่เมตตา ปราณี ฮือๆ”

ทั้งสองรีบเดินทางจนกระทั่งถึงวัดป่าเลไลย ทบทวนความจำ มองหากุฎีของสามเณร ครั้นไปถึงรีบขึ้นไปทันที แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า ความผิดหวังประดุจดังมหาสมุทรท่วมทับร่างบังเกิดขึ้น อย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าฟาดเข้ากลางตัว  นางแทบจะทรงกายอยู่มิได้ ครั้นได้สติมองไปรอบๆ เห็นสามเณรรูปหนึ่ง ความหวังปรากฏแก่พิมอีกครา

“พ่อเณรแก้วอยู่นี่ฤาไปไหนเจ้าคะ”

สามเณรตอบพลันว่า

“ถูกสมภารตีหลบหนีไปอยู่วัดแค”

คำตอบที่ได้รับทำให้พิมตกใจ ระคนผิดหวัง ไม่เชื่อในคำตอบจึงถามย้ำไปอีกที

“จริงฤาลวงฉันหลวงพี่”

เณรยืนยันคำเดิมเป็นแม่นเหมาะ

“ถูกตีหนีไปจริงมิใช่คำลวงดอก”

คำยืนยันของเณร สร้างความเสียใจให้กับพิมยิ่งนัก เพลานี้พิมรู้สึกหมดสิ้นกำลังใจ สิ้นหวัง เหมือนคนตาบอดอยู่ในเหวลึก

“เวรกรรมจริงๆ ทุกข์ ระทมใจ ทั้งเจ็บหลัง ทั้งทุกข์ร้อนถึงเณรด้วย”

พิมยิ่งคิดยิ่งช้ำหม่นหมองใจ ทอดระทวย สิ้นแรง แต่ด้วยแรงความรักที่มีอยู่เป็นพลังกำลังใจ พยายามฝืนตัวขึ้นมาค่อยๆลงบันได จากนั้นเที่ยวถามข่าวคราวของเณรแก้วเรื่อยไป คิดเพียงว่า ใครบอกข่าวให้สำคำ อยู่ไกลเพียงใดก็จะดั้นด้นไปหา พอถึงวัดแคเจอพระมีเมตตาจึงก้มลงกราบแล้วถามว่า

“คุณเจ้าขา พ่อเณรแก้วอยู่แห่งใดเจ้าคะ”

พระเณรเห็นสีการูปงามพากันทยอยออกมาดู แออัด อื้ออึง ถามไถ่กันไปมาว่า

“นางเป็นชาววังฤา ไปไหนมา นางสองคนนี้เป็นใครพึ่งเคยเห็นหน้า”

ที่ไม่รู้ ก็ร้องเรียกกันมาดู ส่วนเณรแก้ว หลังเพลทำผงดินสอ ทบทวนสิ่งที่เรียนมา ได้ยินเสียงอื้ออึงจึงออกมาดูเห็นสีกาหน้าคุ้นๆ

“เอ๊ะ..นี่เจ้าพิมกับสายทองอุตส่าห์มาถึงที่นี่ พิมหน้าตาดู บวม เศร้าหมอง เหตุใดฤาจึงมา น่าประหลาดนัก”

พิมมองมาเห็นเณรแก้ว ก็คลายความกังวลใจยิ้มออกมาได้ สองสาวรีบขึ้นบันไดไปหาโดยทันที ครั้นพอนั่งเรียบร้อย รีบเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง จากนั้นเริ่มตัดพ้อ

“ชะใจกระไรใจพ่อเณรหนอ มาลวงล่อให้อาลัยรัก แล้วจากหนี ฉันหมายใจว่าพ่อเณรมีจิตใจดี กล่าวคำใดไว้แต่หนหลังจะไม่กลับคำ
พูดว่าจะมาขอหลอกให้รอแล้วก็ไม่ไป ฝ่ายเป็นหญิงจะทำกระไรได้ จนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา อ้ายขุนช้างไปขอกับแม่แล้วแกก็ยกให้ ฉันรู้สึกเสียใจปิ่มจะขาดใจตาย ไม่ยินยอมแม่ก็ตีจนหลังแทบพัง

แม่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ไม้เปรียะมิเคยระคายผิว แต่การครั้งนี้แม่กระหน่ำตีจนหลังแทบขาด ฉันเคยคิดว่าพ่อเณรดี หมายใจว่าจะไม่ทิ้งดังสารพัดคำที่พูดไว้ จะว่าอย่างไรอย่าได้ชักช้า”



เณรแก้วเห็นพิมหน้าหมอง ชุ่มด้วยน้ำตา คิดปลอบใจซับน้ำตาให้ กล่าวว่า

“ดูอ้ายช้างชาติชั่ว จัญไร มาทำให้น้องข้าต้องโดนด่าตี ดูสิน้อยฤารอยไม้เรียวเป็นริ้ว ย่อยยับทั่วทั้งกายา เออนี้ต้องผูกมือหิ้วเจียวฤานี่”

เณรแก้ว รู้สึกสงสารพิมจนมิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ กล่าวปลอบต่อไปว่า

“น้องพิมเจ้าอย่าได้เสียใจไปเลย น้องได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว พี่โดนสมภารตีก็ได้หนีไปหาแม่ แกได้หาให้สึกไม่ ด้วยไร้ทรัพย์อับจน จะได้เงินที่ไหนมาทำทุนรอน จึงมิอาจลาสิกขา

คิดไปก็เศร้าใจ ใจพี่ยังคิดถึงอยู่มิได้ขาด แม้ในยามจะกินยามจะนอน เงยหน้าขึ้นมาเถิดพิม แก้มเปื้อนจะเช็ดน้ำตาให้ อย่าโศกเศร้าไปเลย พี่ไม่เคยลืมคำสัญญา”

พิมฟังคำเณรแก้วรู้สึกไม่พอใจในคำแก้ตัวจึงจ้องหน้าพูดไปว่า

“เป็นอย่างไรจึงช้าอยู่หนักหนา ทำไมถึงไม่มีเงินทอง เป็นกล่าวแกล้งว่าแก้ตัวเพราะไม่รักฉันจริงต่างหาก”
ทอดถอนใจ สะอื้นกล่าวต่อไปว่า

“โอ้ว่าเวรกรรมของพิมเอ๋ย กระไรเลยเพราะเกิดมาเป็นหญิง หลงลมคำคนแล้ว เห็นจะต้องล้มลงเสียจริง เหตุถูกแกล้งทิ้งให้ทุกข์ระทมใจ
ค่ำวันนี้ไปบ้านเถิดพ่อเณร จะหาเงินประเคนให้ คิดมาคิดไป ก็ไม่น่าจะกลับไป หวั่นใจกลัวว่าแม่จะตี เป็นไรเป็นกันเถิดนะ ฉันไม่ไปละจะอยู่ที่วัด อยู่กับพี่เณรแก้วจะเป็นไรไป”

“อนิจจาแก้วตาของพี่ อย่าอยู่เลย พี่คงจะบิณฑบาตเลี้ยงไม่ได้”

จากนั้นเณรแก้วพูดจาปลอบประโลมเหย้าหยอกให้พิมคลายความกังวลใจ แต่พิมก็ยังร้องไห้ไป บ่นไป มิได้หยุด เณรแก้วจึงกล่าวว่า

“ค่ำวันนี้พี่จะกราบลาอาจารย์สึก เวลาดึกจะเข้าไปหาที่บ้าน ถึงแม้ท่านทัดทานก็จะหนีสมภารไปหา”

กล่าวพลางขยับจะต้องเนื้อตัวพิม

“เงยหน้าให้จูบนิดเถิดพิมพี่ เป็นเณรดอกหาเป็นอาบัติไม่ “

พิมรู้สึกตกใจ คิดว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องจึงกล่าวว่า

“อะไรกันนี่พี่ จะทำให้ช้ำใจอีกคราเป็นแน่ ระวังทำจู้จี้หยาบโลน โน่นมีคนดูอยู่ อึงไปเดี๋ยวจะถูกไล่เหมือนวัดโน้น ยิ่งห้ามยิ่งจะทำอะไรกันนี่ มาทำจู้จี้จะต้องโดดกุฎี ความสูงของกุฎี เกินที่จะโดดได้ ฉันจะลาละ อยู่ต่อไปมิได้แท้ ถ้าเรื่องรู้ถึงแม่เรื่องจะไปกันใหญ่”

พิมว่าพลางลุกด้วยใจอาลัยรัก แต่ยังหันไปกล่าวว่า

“ค่ำนี้สึกให้ได้นะ เข้าไปหาอย่าเลี้ยวลดเล่นปดกันนะ”

ว่าพลาง รีบเดินมากับสายทองไม่นานก็ถึงเรือน ค่อยๆ เดินไปแอบที่ข้างฝา มองดูลับตาแม่ กับสายทองพากันรีบขึ้นเรือน บังตัวอยู่ที่ประตูนอกชานชั่วครู่ ระมัดระวังแอบบังตัวขึ้นไปยังเรือนใหญ่จากนั้น รีบเข้าไปในห้องทันที

ครั้นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ยามโพล้เพล้ เสียงสัตว์ร้องก้องในไพรพนาคล้ายเสียงดังสนั่นครั่นครืน  กระตุ้นความสะดุ้งใจให้เณรแก้วยิ่งนัก เณรแก้วเพลานี้อยู่อารมณ์เจ็บปวด หวาดหวั่น เศร้าใจ สงสาร เป็นห่วงพิมน้อยกลอยใจ สุดที่จะทนได้

หลังจากที่ได้พบพิมเมื่อยามบ่าย ความรู้สึกในเพลานี้ ประดุจมีลูกศรมาเสียบคาอยู่ในทรวง ให้กระวนกระวายใจ รู้สึกมิมีความสุข จึงลุกมาหาอาจารย์กราบเท้าแล้วกล่าวว่า

“ลูกนี้มีทุกข์ใหญ่หลวง ผ้าเหลืองร้อนพาดตัวเข้าไม่ได้ เป็นดังกองเพลิงสุมทรวง ให้รู้สึกระทมใจยิ่งนัก คงจะสิ้นบุญที่จะบวชด้วยบาปที่เคยทำไว้ จะขอกราบลาฝ่าเท้าท่านอาจารย์ไป”

สมภารฟังคำให้รู้สึกช้ำใจ

“ตาอาลัยรักในหลานนัก คิดจะฝากผี ฝากไข้ด้วย แต่กลับมาหนีไปกลางทาง อย่างไม่มีเยื่อใย ฆราวาสนี้ชาติมันชั่วนัก จะสึกไปให้เขาสักเองฤาหวา ข้อมือดำแล้วระกำทุกเวลา ถ้ามูลนายรักเอ็นดู ยังจะพอทำเนา หาให้ทำการหนักไม่ แม้นชังจะใช้ให้ได้เจ็บใจ ลางทีเลื่อยไม้ ลากซุง ก็มี รูปร่างเองก็บอบบางดังแบบปั้น การงานอย่างนั้นจะทำได้ฤาหวา ฤาสึกไปหมายจะเป็นเจ้าพระยา ฟังตาเถิดอย่าเพิ่งสึกออกไปเลย”

“เจ้าประคุณทูนหัวของหลาน ตรองตามคำตาแล้วเห็นด้วย ไม่เถียงดอก แต่อย่าห้ามเลย ด้วยตัวเณรนี้สิ้นอาลัยในผ้าเหลืองแล้ว ขอให้ช่วยดูฤกษ์ยามให้หลานทีเถิด”

สมภารเห็นว่าเกินที่จะห้ามหลานได้แล้ว จึงหยิบกระดานขึ้นมาดูยาม คูณหาร ตามตำรา เอาวัน เดือน ปีของเณรพลายแก้ว บวกกันเข้าก็รู้ชัดแจ้งทันที

“ชะตาเจ้าดีนัก ที่ทหารเชียวหลานชาย เฮ้ย...เจ้าแก้วเอ็งปดกู ที่ว่าทุกข์วายวุ่น เพราะว่าเองไปเล่นชู้  เองจำคำตาไว้สึกไปจะได้อยู่ร่วมกันสมใจ สู่ขอเข้าห้องหอ แต่อยู่กินได้ไม่นานเท่าใด จะพลัดพรากจำจากกันไกล มันจะมีผัวใหม่ มันทิ้งมึง

เมื่ออายุยี่สิบห้าเบญจเพส จะมีเหตุคราวเคราะห์เข้ามาถึง ต้องจองจำโซ่ตรวนที่ขา อายุสี่สิบถึงจะได้ดี”

.
ตอนที่ 6 ยังมีต่อ...
.

Create Date : 26 กรกฎาคม 2563
Last Update : 26 กรกฎาคม 2563 9:28:23 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 6/1 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=07-2020&date=26&group=1&gblog=16

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 13 May 2026, 21:51:24 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 6/2 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่ ๖/๒ พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง

    เณรแก้วฟังคำเจ้าคุณคงจบ ก็กราบลงสามที จากนั้นก็ลาสึก กลั้นความเศร้าเดินเข้ากุฎีทันที แต่งตัวผูกลูกสะกด พร้อมกับเครื่องรางปรอท

นุ่งยกกระหนกเป็นแนว รูปสุบรรณบินเหยียบวาสุกรี เพลาะดำร่ำหอมห่มกระหวัด พู่ตัดติดห้อยข้างชายคลี่ คาดปั้นเหน่งแน่น เหน็บกริชมีหัวกา จัดเครื่องบัตรพลีชั้นเลิศ ข้าวสารเสก มือถือเทียนชัยแล้วเริ่มออกเดินทาง

    ทางเดินมีแสงจันทร์ส่องสว่าง ท้องฟ้าดาดาษด้วยดวงดาว แสงระยิบระยับยามส่องสว่าง พระจันทร์ทรงกลด อยู่ในกลางหาวเด่นกว่าทุกดวงดาว

    พลายแก้ว หลังจากรีบเร่งเดินทางไม่นานก็ถึงป่าช้า ปลูกศาลเพียงตาคาดผ้าขาวจากนั้นจุดเทียนให้แสงสว่าง ทิ้งสายสิญจน์ก้าวสะกดลง

เข้านั่งพับเพียบเชิงชุมนุมฤทธิ์ เกิดการสั่นสะเทือนทั่วทั้งป่า พายุพัดไม้ไล่ลู่โอนเอน บ้างก็หักสะบั้น เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง 

พื้นดินสั่นสะเทือนไหวเหมือนมีคนมาแกว่งไกว จนแทบจะแยกจากกัน ฝูงผีโขมดพราย ลุก ต่างพากันแปลงกายโจนทะยานวิ่งมา

ครั้นเข้าใกล้ไม่อาจจะทำร้าย ด้วยกลัวมนต์ของเจ้าพลายเป็นหนักหนา ต่างพากันก้มกราบถาม

    “เจ้าข้าท่านเรียกพวกข้าประสงค์อันใด”

    อ้ายผีตัวนายมาทีหลังกำลังโกรธ โลดแล่นตะโกนร้องว่า

    “นี่ใคร ถ้าไม่ลุกกูจะตีให้ป่นปี้เป็นผุยผง”

    พลายแก้วตวาดแล้วซัดข้าวสาร เสียงดังสะท้านก้องไปทั่วบริเวณ ถูกตัวผีพรายมิอาจยืนตรงได้ ก็ยอบตัวเล็กเท่าเหล็กใน พลายแก้วถามมันว่า

    “เฮ้ยเอ็งฤาเป็นใหญ่ในป่าช้านี้ ฤาว่าไม่มีแล้วที่เป็นนายมึง”

    ผีได้ฟังเสียงถาม ครั่นคร้ามแทบจะดำด้นแผ่นดินหายตัวไป

    “ข้าเป็นพรายเจ้าป่าช้า เป็นตัวนายผีภูติทโมนมาร ท้าวเวสวัณประทานแผ่นดินให้ เป็นข้ารับใช้องค์เทวราช อยู่ที่นี่มาช้านาน ตัวท่านมีธุระอันใดฤา”

    “กูฤา ...คือมีธุระใหญ่ เอ็งจะไปฤาไม่ไปให้เร่งว่ามา”

    พลางตวาดฟาดด้วยตำแยยา ผีพรายรีบกราบรับว่าจะพาไป แล้วจึงสักยันต์ตรีนิสิงเห เรียกผี ให้เข้ามาใกล้ๆ

จากนั้นเอายันต์ปิดที่ศีรษะทันที เข้าคล้องไหล่ผีให้น้อมลง โดดขึ้นบนบ่าผีพรายได้ มันก็พาไปอย่างรวดเร็วดังลมปลิว

ผ่านป่าข้ามทุ่งมุ่งลัดตัดพง หมายตรงเข้าเมืองสุพรรณ ผีพรายพาพุ่งทะยานมาถึงบ้านนางศรีประจัน

ข้ามรั้วสวนดอกไม้เข้าไปในทันที ลมพัดดอกไม้พัดพากลิ่นหอมโชยมา พลายแก้วลงจากบ่าผี แล้วกล่าวว่า

    “เอ็งอยู่นี่ คอยกูอยู่ในสวนจนกว่าจะกลับมา”



จากนั้นพลายแก้วรีบเดินไปที่บันได ส่วนพิมและสายทอง ทั้งสองหามีความสบายใจไม่

ครั้นถึงเพลาพระอาทิตย์ตกดิน เจ้าพิมน้อยนึกหวั่นใจด้วยรู้สึกว่าพลายแก้วจะหลอกลวง น้ำตาไหลคลอเบ้า รู้สึกกลัดกลุ้มอัดอั้นใจ ด้วยคิดไปว่า ได้ทำผิดคิดชั่ว เสียตัว เสียใจ ไปแล้วเป็นแน่

พิมรอพลายแก้วจนกระทั่งมืดค่ำ ก็ยังไม่เห็นมา เกิดความคิดว่าพลายแก้วคงจะลวงพิมเป็นแน่ จึงมิมาหา

แม้นค่ำวันนี้ยังมิมา คงต้องผูกคอตายเป็นแน่แท้
สายทองสงสารน้องเป็นหนักหนา คอยพูดจาเอาใจให้คลายความเศร้าโศก

“น่าแค้นจริงเจ้าเณรพลาย ดึกแล้วยังไม่เห็นมา ฤาเจ้ากูมาแล้วแต่อยู่นอกบ้าน  ซึ่งผู้คนก็พลุกพล่าน กลัวคนจะเห็นจึงยังมิเข้ามา ขอพี่ออกไปดูสักหน่อยเถิด”
ว่าพลางเปิดประตูออกไป เดินเที่ยวค้นหาพลายแก้วทันที พอเจอ

“เออ...ชะเจ้าคนรวย ไปยินเชเชือนอยู่อะไรนั่น แม่พิมคอยจนดึกดื่น อยู่ข้างบน  จนฉันนั้นต้องมาดู”

พลายแก้วยิ้มแล้วตอบสายทองว่า

“เอ็นดูน้องขอผัดผ่อนไปอีกหน่อยนะ พาให้พบเสียอีกคืนเถิดพี่ พรุ่งนี้เถิดฉันจะให้จริงจัง”

สายทองกางผ้าเพลาะคลุมเจ้าพลาย ผันกายขึ้นเรือนโดยหวังให้เจ้าพลายแอบบังร่างกาย

เจ้าพลายลองทำเป็นถูกนมสายทอง ครั้นเห็นนิ่งก็ขยำเอาเต็มที่ สายทองรู้สึกจักจี้ รำคาญ จึงผลักร้องว่า

“ไฮ้..ทำอันใดไม่น่าดู นมจู้แล้ว พอแค่นี้เถิด”

พลายแก้วเห็นสายทองโกรธ จึงทำเป็นพูดว่า

“ถูกนิดหนึ่งขอโทษเสียเถิดพี่ สำคัญคิดว่าพิม มันนิ่มดี ขอจูบทีเถอะ โอ๊ยฉันลืมไป”

“อือเออเก้อละเจ้าพลาย เชื่อฟังดีเคยมีที่ไหน ทำฉาวคราวนี้ก็เพราะคึกคะนองเกินไป เขานิ่งให้แล้วยังเละเล็มเข้ามา โน่นแน่ห้องย่องเข้าไปเองเถอะ ไม่อยากยุ่งแล้ว ไปนอนดีกว่า”

สายทองว่าพลางกระชากผ้ากลับมา สะบัดหน้าค้อนด้วยอาการงอน พลายแก้วครั้นสายทองไปแล้วไม่อาจอยู่นิ่งได้ รีบเยื้องย่องมาจนถึงห้องนอนใน เห็นบานประตูเปิดแง้มไว้ก็เข้าไป ค่อยๆ แหวกม่านมุ้งชม้ายมอง

เห็นพิมในท่ามกลางโคมแสงเทียน สว่างไสว ต้องผิวหน้าและผิวกาย ที่ขาวผ่องนวลเนียนเปล่ง นั่งก้มหน้าดูเศร้าสร้อย รู้สึกสงสารยิ่งนัก

แม้พิมในยามเศร้าก็ยังงาม ทั้งจริต และผิวกาย งามเกินกว่าจะห้ามใจได้ ปิ่มประหนึ่งจะเข้าไปประคองขวัญในบัดดล

พลายแก้วเกิดความคึกคะนอง คิดหยอกล้อ ให้พิมหายเศร้า จึงกระแอมเสียง พิมเงยหน้าลุกขึ้นเดินมา พอนัยน์ตาสบประสานกัน สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของผู้หนึ่งพุ่งมาหาเป้าหมายคือแก้มของพิม

อีกทั้งยังมีมือที่เหมือนมีเป้าหมายที่หน้าอก ด้วยความตกใจพิมพยายามหลบ ล้มลงร้องหวีดด้วยความตกใจ ครั้นชำเลืองเหลียวมองเห็นเจ้าพลายแก้วร้องว่า

“ชะ..มาแล้วดูฤาแอบนิ่งเสียได้ เมื่อตะกี้คิดว่าเป็นผี สิ่งใดดลใจให้ทำคะนองเยี่ยงนี้”

พลายแก้วฟังแล้วหัวร่อตัวงอ กอดคอประคับประคองพิมพาเข้าไปในห้อง ขึ้นเตียงนอนแอบเคียงข้าง

“เออนี่น้องคอยพี่นานแล้วฤา”

“อย่าพูดถึงเรื่องการคอยเลยคะ ที่ยิ่งกว่าคือความเศร้าโศกและความคิดถึง ถ้าแม้นว่าวันนี้พี่มิมา ฉันจะลาพี่สายทองผูกคอตาย”

“ชะ..กระไรใจคอพิมเอ๋ย จะทิ้งพี่เสียง่ายๆ เลยฤา จะให้พี่ต้องบวชไปจนตาย ด้วยน้องเจ้ามิหมายมีอื่น จะให้พี่ต้องบำเพ็ญภาวนา แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ตลอดชีวิตเลยฤา

ใช่ว่าพี่จะไม่มา ที่ช้าไปเพราะต้องลาท่านอาจารย์ พี่ปดท่านสารพัดท่านก็รู้ทัน โดนห้ามปรามทัดทานอย่างจริงจังแข็งขัน เป็นให้มาดึกดื่นถึงเพียงนี้”

ว่าพลางเอามือลูบโลมเล้า บรรจงจูบแก้มซ้ายขวา อกอิงแอบแนบชิด แนบหน้ามือประคองให้นอน เกิดกำเริบราคะ วุ่นวายกายกระฉ่อน ลมพัดคลื่นบ้าคลั่ง

สะท้อนกระทบฝั่งสะเทือน จวบจนเรือแล่นล่องเข้าคลองน้อย ฟ้าลั่น ฝนปรอย ไต้ก๋งบ่ายเรือ เบือนเข้าติดตื้นกับตอ พลายแก้วลุกแล้วชวนพิมว่า

“ร้อนนักไปอาบน้ำบ้างเถิด”

พิมได้ยินดังนั้นรีบจูงมือเจ้าพลายเดินย่องมา เกิดเสียงดังเกรียบกรอบลั่น นางศรีประจันทักไปว่า

“ใครหวา”

พลายแก้วสะกิดพิมให้เจรจา

“ฉันเองเจ้าคะ จะออกมาอาบน้ำ”

ครั้นถึงอ่างที่อยู่นอกชาน ทั้งสองมีใจเบิกบานขึ้นนั่งบนเตียงต่ำ จากนั้นไขน้ำจากบัวที่ทำจากตะกั่ว น้ำก็พรั่งพรูออกมา พลายแก้ว ชักชายสไบห่มพิมออก เจ้าของสไบร้องว่า

“ฉันอายนม ไฮ้..อย่าเล่น  ฉันยังไม่เคยอาบน้ำตัวเปล่า เดี๋ยวคนจะเห็นเข้า อย่ากวนฉันหน่อยเลย”
“อนิจจาอยู่แต่เจ้ากับตัวพี่ มิมีผู้เห็นดอกเจ้า อาบทั้งผ้าไม่น่าจะเย็น”

เจ้าพลายกล่าวพลางยังคงดึงผ้าห่มจากหน้าอกของพิม พระจันทร์กระจ่างบนท้องฟ้า ส่องสอดสว่างต้องเต้าเต่งตึงขาวนวล  สายน้ำไหลกระทบผ่านทรวง

ดั่งเพชรร่วงหรุบต้องกระจายพราวพราย เจ้าพลายยิ้มพลาง กล่าวชม

“เจ้าพิมพี่ผุดผ่องยิ่งนัก ยามเมื่อต้องแสงจันทร์ พี่จะช่วยขัดสีขี้ไคลให้เจ้าสบาย โดยมิให้ระคายเนื้อน้องสักนิดเดียว”

พิมขยับกายเข้าใกล้พลายแก้ว ยิ้มแล้วเหยียดแขนยื่นให้ เจ้าพลายสวมกอดโลมลูบไล้  ละมุนมือ พิมตกใจร้องขึ้น

“ไฮ้..อะไร จะขัดสีขี้ไคลที่แขน กลับมาขยำอย่างนี้ฤา”

จากนั้นทำเป็นปัดป้อง ให้ดูเหมือนว่ารำคาญ พลายแก้วพูดแก้ว่า

“ขอโทษเถิดหลงไปดอกนะเจ้า ดูสิมีแต่เง้าให้พี่ง้อทุกสิ่ง เจ้าอย่างอนไปเลย หากหนาวจริงอาบเท่านี้เถิด”
แล้วลุกมาผลัดผ้าทาแป้ง พิมก็แบ่งรินน้ำกระแจะให้

“พี่ขอจูบนิดนั่นพิมประทินกลิ่นอันใด”

พิมเขินอายหลบไปไม่พูดจา พลายเว้าวอนไปอีกว่า

“ผินหน้ามาเถิดพี่จะทาให้ จะอายไปใย”

พิมยื่นแก้มหันมากล่าวว่า

“แก้มขวาจงทาให้ดี”

“พิมน้องก็เอาแต่ใจน้อย เฝ้าคอยจับผิดเรื่อยไป”
 
 

จากนั้นประคองจูงน้องขึ้นบนเตียงนอน ทั้งสองสับยอกเย้ากัน ครานั้นพลายแก้วนึกถึงสายทองที่คอยทวงสินบน ครั้นจะหาเงินมาให้ก็คิดว่าจะเสียชั้นเชิงชาติเจ้าชู้ไป

ดังคำโบราณท่านว่าไว้ หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง อันเงินทองคงมิใช่สิ่งที่ต้องการเป็นแน่ คิดได้ดังนี้แล้วก็หันหน้ามายิ้มแย้มแกล้งลวงถามเป็นความนัย

“พี่รู้สึกหวั่นใจหนักหนา จะมาขอต่อแม่ของพิม ถ้าท่านไม่ให้พี่คงขาดใจตาย”

ครานั้นพิมไม่รู้ในกลอุบายของพลายแก้ว เบือนหน้ามาสัพยอกพลายแก้วว่า

“ฉันมิให้พี่ได้อายดอกอย่าได้ทุกใจไป มาตรแม้นปีเดือนมิได้กัน ตัวฉันคงจะหนีหาอยู่ไม่ ได้ชั่วทำผิดแล้ว คงต้องติดตามไป กลัวแต่ว่าพี่จะไม่มาขอฉันจริงต่างหาก”

“เออเป็นไรเจ้าจึงได้กล่าวเยี่ยงนี้ มีแต่คิดล่วงหน้าไปเองในทุกสิ่ง วานอย่าทำแสนงอนไป

แท้จริงแล้วแม่พิมเจ้าปีไร พี่จะได้บอกปีของพี่บ้าง ให้ต้องชะตานับนาคตัวเดียวกันได้ ถึงจะชั่วหรือดีเยี่ยงใด อย่าได้ถือเอาตำราเลย ที่เขาตามกันไปเป็นหนักหนา

ดูชะตาที่ไหนเล่าพิม เอากุศลหนหลังที่เคยทำมาเป็นเหตุต่างหาก ถ้าหากว่ามีกรรมแล้ว อย่าได้เอ่ยไปเลยพิม”

“ฉันฤา...ปีชวดนะพี่ สิบหกปีนี้”
“อ่อนกว่าพี่สองปีเจ้านะพิม พี่สายทองละปีไร”

พี่สายทองปีมะเมีย ได้ยี่สิบสองฉันจำได้ จะถามปีพี่สายทองไปทำไม ฤารักใคร่คิดสมสู่เป็นชู้กัน”



พลายแก้วรีบกอดกระชับพิมกล่าวว่า

“ดูสิพิมมีแต่พูด อุตริ บัดสี ค่อนขอด ข้อนั้นจงนิ่งเสีย วานอย่าได้ว่าเป็นชู้ผัวเมียเลย”

ว่าพลางพลายแก้วเริ่มกอดจูบ เล้าโลม ด้วยหมายให้พิมหลับใหล พลายแก้วครั้นมองว่าเห็นพิมหลับแล้ว ให้รู้สึกปั่นป่วนคิดถึงสายทองด้วยหมายใจไว้ ถึงแม้ว่าจะแก่วัยกว่าแต่ว่า การถูกเนื้อตัวเมื่อครู่นี้ ให้รู้สึกพอใจยิ่งนัก ด้วยคิดว่า

“แก่กว่าเพียงแค่ สี่ปีเท่านั้น ลอบออกไปหาดีกว่า ถึงไม่รักจะว่าเราข่มเหง ไหนจะกล้าร้อง ด้วยนางเป็นผู้ชักนำเราให้เข้ามาในเรือน”

คิดพลางค่อยๆลุกออกไปจากห้อง ค่อยๆ ย่อง ย่างเยื้องชำเลืองมอง เคลื่อนกายลงจากเตียง เกิดเสียงเดินสะเทือน พิมเหมือนรู้สึกตัวขยับก็รีบกลับเข้าหา ประคองสอดกอดแนบไว้กับอก พยุงยกแนบชิดให้พิมหลับในใจคิดว่า

“เฝ้าพลิกกายกลับมิใครหลับเจียวนะพิมเอย พี่เหงื่อไคลไหลย้อยแล้วเจ้ามิยอมหลับเลย”

พลางคลี่พัดจันทร์ออกมาพัดให้ พลางชมเชยลูบไล้

“สบายใจหลับบ้างเถิดพิม จนดึกดื่นป่านนี้มิหลับเลย”

ความพยายามของพลายแก้วในที่สุดก็ประสบผล เห็นพิมหลับสนิท พลายแก้วรีบออกจากห้องย่องมุ่งหน้าตรงไปห้องสายทอง

เมื่อถึงที่หมายก็เป่าคาถาสะเดาะกลอนเข้าห้องไปที่นอนใน นั่งใกล้ชมเชยนางจูบแก้ม นอนเอนเอียงสอดกอดนางเป่ามนต์พลางลูบหลังให้เบิกบานใจ

สายทองรู้สึกสุขสมใจในทันที เหลียวมองเห็นพลายแก้ว  ก็มีใจรัก ด้วยต้องมนต์เทพรัญจวน ให้รู้สึกปั่นป่วนเขินอาย ทำมารยาว่าไม่รัก แกล้งทักไปว่า

“นี่ใครมา”

พลายแก้วยิ้มแล้วตอบสายทองว่า

“วอนอย่าร้องไปเลย ฉันมาหาด้วยสุดกลั้นรักที่มีอยู่หนักอก ขอษมาเถิดอย่าถือว่าพี่เมีย

พี่ก็ไม่แก่วันกับฉันนัก ถึงร่วมครองรักกันก็ไม่เสียหาย บางคู่แก่กว่านี้ก็มีถมไป วอนอย่าห้ามให้ละเหี่ยใจไปเลย”

“แล้วพ่อแก้วมารังแก เป็นเด็กแต่กล้ามาเกี้ยวผู้ใหญ่ เคยได้มาง่ายๆ ก็เกิดความคึกคะนอง พ่อก็เป็นคนดีมีความคิด จะพาผิดถึงพี่เพลานี้แหละ

หากเรื่องรู้ถึงพิม จะไม่งาม กลับกลายเป็นว่านัดแนะให้เข้ามาหาสายทอง ก็จะชั่วไปทั้งตัวพ่อพลายแก้ว ที่มาคบกับสายทองให้มัวหมอง ลางทีอาจชวดเชยชมกระทิง ให้คิดดู ให้ดี ไปเสียจากห้องเถิดพ่อ”

“อนิจจาฉันคิดว่าพี่รัก จึงหาญหักเข้ามา กลับถูกต่อว่า ถึงพิมจะรู้อย่ากลัวไปเลย

จะไกล่เกลี่ยมิให้ผิดถึงพี่เลย ได้สงสารแล้วให้มีสิ่งนี้อยู่ตลอดกาลเถิดพี่ อย่าบ่นกล่าวอันใดเลย เพลานี้ก็ได้เข้ามาเชยชิดถึงเพียงนี้แล้ว”

“เออนี้จู้จี้จริงๆ จะให้ฉาวทั้งบ้านหรือพ่อแก้ว พูดดีๆ ก็ไม่ฟัง ฉันจะข่วนให้เป็นรอยบัดเดี๋ยวนี้ เออเคยหาว่าไม่ช่วย แต่ใครละเป็นข้าคอยรับใช้

เพลานี้มาหยิกหยอกหยาบช้าน่าบัดสี คิดว่าไม่ซุกซนเป็นคนดี ไม่คิดว่าจะมารังแกกัน ให้รีบไปเสียจากห้องถ้าขืนอยู่จะร้องให้ดัง ให้สาแก่ใจที่มาตอแย จะบอกให้แม่มาจับตัว”

.
ตอนที่ 6 ยังมีต่อ..
.

Create Date : 29 กรกฎาคม 2563
Last Update : 29 กรกฎาคม 2563 10:46:37 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 6/2 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=07-2020&date=29&group=1&gblog=17

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #2 on: 13 May 2026, 21:52:36 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 6/3 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง
.



ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

 ตอนที่ 6/3 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง จบตอน
 

    พลายแก้วได้ฟังคำสายทองดังนั้น รีบกระถดเข้าไปหาแล้วยิ้มให้ ร่ายมนต์เป่าเข้าไปให้ต้องตัว หยอกเย้า ให้นางเคลิบเคลิ้มใจ จากนั้นวิงวอนว่า

    “อนิจจาพี่สายทอง มิปราณีก็จะไม่ขออยู่ ฉันจะผูกคอตาย คอยดูใจน้องเถิดพี่สายทอง”

    ว่าพลางทำเป็นหยิบผ้า ผูกเข้ากับเซนฝาที่ในห้องเอาชายอีกด้านพันคอ ล้อ สายทองตกใจหวีดร้อง

    “อย่าพ่อพลาย มานี่พ่อจะว่าให้พ่อฟัง ควรฤาฆ่าตัวตายเสียง่ายๆ  การได้เกิดเป็นชายมิใช่เรื่องง่าย

ไม่เสียดายแม่พิมฤา รุ่นสาว ราวกินรี เจ้าก็รักนางอยู่แล้วด้วย จะมาตายเสีย ด้วยพี่ไปใย เป็นสาวใหญ่รูปก็ไม่งาม”

    พลายแก้วฟังแล้วยิ้ม
    “พี่ละม้ายคล้ายพิมหมดทุกอย่าง กิริยา วาจา งดงามชดช้อย ทรวดทรง เนื้อนม ก็สมตัว อันสาวใหญ่ ดีพร้อมเยี่ยงนี้หาได้ยากยิ่งนัก”

    ว่าพลางขยับเข้าใกล้ตัวสายทองประคองเคียงเอียงลงกับที่นอน บรรจงช้อนจูบถนอมมือ อกแอบแนบทับกับอก จากนั้นกล่าวอย่างแผ่วเบาอีกว่า

    “วานอย่าได้ดื้อดิ้น ได้โปรดเอ็นดู”

    สายทองก็ตอบคำว่า
    “มิต้องปล้ำดอกฉันยอมอยู่แล้ว กลัวแต่ว่าจะเล่นอย่างเช่นชู้ แม้นได้สมสู่แล้วจะทอดทิ้ง ถ้าแม้นมีใจรักอย่าหักหาญ ขอประทานความสัตย์สักสิ่ง ให้เห็นว่ารักฉันจริงๆ จะนอนนิ่งให้ตามใจ”

    “อนิจจาพี่สายทองต้องให้คำสัตย์ฤา ฉันไม่เล่นลิ้นปลิ้นปล้อนนอกใจ ไม่กลับกลอกจริงๆ  ฟ้าผ่าฉันเถิดหากผิดคำ”

    พลางเป่าปัถมังไปอีก สายทองง่วงงงวย นิ่งระทวย ทำตาปริบๆ ปรอยๆ เจ้าพลายอิงเอนทับลงกับเตียง ค่อยขยับเขยื้อนแต่น้อยๆ  ฝนปรอยฟ้าลั่น สนั่นเปรี้ยง ลมพัด ซัดคลื่น

สำเภาเอียง ค่อยๆ หลีกเลี่ยงแล่นเลียบตลิ่ง ครั้นพายุหนัก ชักใบได้ครึ่งรอก ได้แต่กลิ้งกลอกกลับกลิ้งอยู่หนักหนา ทอดสมอรั้งท้ายอยู่หลายครา เรือหยุดแล่นเป็นคราวๆ ไป
   

พิมนั้นดุจแม่น้ำตื้นไม่มีคลื่น แต่ระลอก กระฉอกฉาว ส่วนสายทองดุจต้องลมว่าว  พอออกอ่าวก็จมล่มไป

    กล่าวถึงพิมพิลาไลย เมื่อตื่นขึ้นมาผวาคว้าหาพลายแก้วก็หายไป ตกใจ

    “เหตุเป็นเยี่ยงไรหนอ”
    ลุกขึ้นดูเห็นประตูเปิดไว้

    “ทูนหัวของพิมหนีไปไหน รู้จักใครจะไปหาก็ไม่น่าจะมี เพลานี้ก็ดึกแล้ว หรือว่าแกล้งหลอกหยอกเย้าเราเล่น”

    นางแหวกม่านเขม้นมองหา ไม่เห็นผัวตกใจน้ำตาไหล ปริ่ม นั่งนึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา

    “อนิจจาน้องไม่รู้พี่อยู่แห่งใด หรือจะโกรธเรื่องอันใด ความผิดของเราก็หามีไม่ นึกประหลาดนักที่มาหนีไป หรือว่าสั่งสายทองไว้จะไปถามดู”

    พิมย่องมาห้องสายทองทันที ได้ยินเสียงพูดกันงึมงำอยู่ จึงแอบฟังที่บานประตู ก็รู้ว่านอนอยู่ในห้องสายทอง
สายทองเพลานี้ ใจหมองหม่นไหม้  ระทมระทวยใจหวาดระแวง เมื่อมีแรงก็พยายามพูดอ้อนวอนว่า

    “ได้ชั่วแล้วพ่อแก้วเลี้ยงฉันนะ  ถ้าละทิ้งสายทองคงได้อายเขา พิมรู้คงได้ข่มแหง อีกทั้งตามความจริงเป็นน้อยเขาคงจะต้องไหว้อีก”

    พลายแก้วพูดปลอบว่า
    “เออเป็นไรจึงพูดเยี่ยงนี้เล่า ฉันรักเท่ากันมิให้ใครใหญ่กว่ากันดอก เจ้าเงยหน้ามาจะกล่าวให้เห็นจริง ซึ่งความรักที่มีมา มาพูดเกี่ยวกับพิม เพราะรักเจ้าดอกจึงแกล้งพูด จะเกี้ยวก่อนเกรงเจ้าไม่พูดจา พี่รักเจ้ามากกว่าห้าเอาหนึ่ง”

    พิมแอบฟังอยู่ รู้สึกขัดใจ มิอาจหลบอยู่หลังประตูได้เอามือผลักบานประตูอย่างแรง พรวดเดียวก็ถึงเตียงนอน เปิดมุ้งมองเขม้นพอเห็น ทั้งสองกอดกันต่อหน้า พิมเกิดความแค้นเหมือนไฟรึง สายทองทะลึ่งลุกจากที่นอน ด้วยความตกใจ รีบแก้ตัว

    “พ่อแก้ว รังแกฉันจ๊ะแม่พิม จะขับไล่ผลักไสเยี่ยงไรก็ไม่ไป ว่าเท่าไรมีแต่จะยิ้มกริ่ม ครั้นจะร้องกลัวว่าจะผิดถึงแม่พิม ฉันลำบากใจจนเลือดตาแทบกระเด็น หวานอม ขมกลืนเพราะรักน้อง ความซื่อสัตย์ของสายทองใครจะเห็น ใครจะไปรู้ว่าพ่อแก้วจะเป็นคนเยี่ยงนี้  คิดมาน่าน้อยใจนัก”

    สายทองว่าพลางทำเป็นมารยาก้มหน้าลงแล้วร้องไห้ พิมฟังแล้วทั้งแค้น ทั้งหมั่นไส้จึงกล่าวประชดไปว่า

“ดิฉันขอบใจในน้ำใจ ในความอารี อารอบ ในทุกๆ สิ่ง พี่มีซื่อสัตย์ซื่อตรงยิ่งกว่างอนรถ พวกเราต่างหากที่คดไปเอง”

จากนั้นหันว่ากับพลายแก้ว
“ไม่รู้จักใคร่ครวญ คิดเอาแต่ได้ พี่ได้เลี้ยงฉันมาตั้งแต่เล็ก คิดดีแล้วหรือ จึงมาล่วงเกินข่มเหง เขาแก่เฒ่าคราวพี่ก็ไม่ยำเกรง

ผู้ใหญ่ฤาจะล่วงเกินข่มเหงเด็ก ช่างคึกคะนองจริงๆ เหมือนลิงตัวเล็กๆ เหมือนเจ๊กขี่ช้างพัง คงเป็นเพราะฉันมาดอกจึงผลักแยกกันออก ถ้าไม่มาคงจู๋จี๋กันต่อไป ดังราหูจับบังพระจันทร์ จนเขาเคาะระฆังจึงคายออก”
พลายแก้วแก้ตัวว่า

“มันไม่กระนั้นดอกนะแม่ อย่าเสียงดังไป จงดับความโมโหเถิด มิควรเคืองขุ่นข้องหมองใจอันใดให้วุ่นวาย อื้ออึงอับอายเปล่าๆไม่เข้ายา เป็นความสัตย์พี่มาผลัดแกดอกเจ้า เกี่ยวกับเรื่องสินบนมันหนักหนา พี่มิได้เป็นเช่นนั้นดอกขวัญตา อนิจจาเจ้าจะโกรธพี่จริงๆ ฤา”

พิมแข็งใจพูดไปว่า
“เจ็บใจจริงราวกะใครจะไม่รู้ ได้ยินทั้งหมดเต็มสองรูหู เพราะได้ยินดอกไม่ต้องบอกอันใดก็รู้สิ้น เพลานี้ความรู้สึกเหมือนเอาทองแท่งไปทิ้ง”

สายทองฟังพิมพูดทิ่มตำ เชิงประชด รู้สึกเจ็บช้ำยิ่งนัก รู้สึกขัดใจ มิอาจอดทนได้ จึงเบือนหน้ามากล่าวว่า

“ชิชะ ราวกับใครไม่รู้ทันคะ คงถูกทองเข้าทั้งแท่ง อย่างแรงสินั่น เห็นจะมีเยอะมากกว่าร้อยอัน ถึงจะแบ่งมาให้ก็มิเอาดอก นี่จะเป็นความคิดของนางเมียสอนให้มาแก้เบี้ยข้าฤาเจ้า กลัวจะต้องเสียเงินสินบน

ฉันก็พอจะรู้ทันเท่าอยู่บ้าง ได้ผัวแรกมัวกำลังเปรื่อง ต่อฟ้าเคืองจึงคิดถึงบุญคุณของพี่ เสียแรงที่เลี้ยงดูมา แทนคุณให้แล้วฤาน้องรัก”
พิมตอบโต้ไปอีกว่า

“ชิชะ มิเสียทีที่เป็นพี่สายทอง ช่างร้อยกรองคำพูดได้ดีนักแล ฟังแล้วน่าหัวร่อ อย่างนี้ฤาจะมิรักหลง รักจนพิมต่ำลงเห็นห้าเอาหนึ่งไป ด้วยไม่สู้ว่องไว ฉันขอบคุณแล้วที่พี่อุ้มชูมา อุ้มทั้งเขย ทั้งตัวฉันเข้าในห้อง โบราณท่านว่าเป็นพี่น้อง พลัดกันเข้าห้องเป็นตีนเป็นมือไป”

สายทองฟังคำน้องตอบกลับทันที
“สารพันว่ามิได้เกรงใจ จะเป็นอันใดก็เป็นไปเถิดตามบุญตามกรรม ปากกล้าก็ว่ามาอีกซิ จะได้ตบให้ล้มคว่ำ มันสึกละใครให้พี่ทำ อย่าว่าตัวโตกว่า ถึงข้าตัวเล็กกว่าก็ไม่กลัว ถึงกระนั้นจะตีก็ไม่ว่า

แต่เดี๋ยวนี้ข้าถือว่าเป็นผัว อีเมียน้อยถูกล่วงเกินก็ไม่เกรงกลัว จะจิกหัวลงมาตบด้วยกะลา”



พิมขุนเคืองระงับความโกรธไม่ได้
“ชิชะ ถ้อยคำกระไร เห็นจะต้องตีนางปากกล้า”

จากนั้นเข้าตบตีกันกับสายทอง พลายแก้วตกใจลุกขึ้น ด้วยกลัวจะเกิดเสียงดังในห้องเข้ายืนกางกั้นสายทองแล้วห้ามพิมว่า

“อย่าน้องพิม อดใจเถิดได้โปรดเอ็นดูพี่ ถ้าส่งเสียงดังจะเป็นเรื่องนะเจ้า”

ส่วนสายทองก็ยังมีท่าทีไม่ผ่อนคลายเพื่อเอาใจพิม ดังนั้นเหตุการณ์ในเพลานี้จึงเหมือนไฟที่ลุกแล้วใส่เชื้อไฟเข้าไปอีก ทำให้เกิดเสียงเอะอะ ทั้งสามเสียง ดังขึ้น  นางศรีประจันหลับอยู่ตกใจตื่น

“กูหนวกหูจริง เสียงดังเหมือนปืน ดึกดื่นแล้ว นี่พวกมันทำอันใดกัน”

สายทองสติดีคิดได้ บอกว่า
“แม่พิมด่าฉัน นอนหลับอยู่ หมาจู่กินน้ำมัน”
นางศรีประจันร้องว่า

“สาแก่ใจนัก”
พิมยิ้มพลางช่วยปดว่า
“ฉันมาไล่มันยังกินไม่หมดไห”

กล่าวพลางค้อนพลาง ด้วยรู้สึกขัดใจ จากนั้นกลับไปที่ห้องทันที พลายแก้วรู้ว่าพิมเคือง ก็รีบตามติดไปทันที เข้าไปแนบแอบชิดพัวพัน ปลอบขวัญเอามือประคองให้นอนเล้าโลมจูบปลอบให้หายโกรธ

“พี่ขอโทษเถิดเจ้าเนื้ออ่อน”
พิมผลักออกด้วยอาการงอน

“อย่ามานอนห้องนี้เลย มาจับต้องทำไมให้เสียมือ อย่าถูกถือลูบไล้มันไม่หอม ไม่เหมือนพี่สายทองแกดีพร้อม จริงไหมละคะหม่อมจอมมัวเมา”

“โออนิจจาเจ้าพิมมาว่าพี่ เพลานี้ยังไม่เชื่อใจกันอีกฤาเจ้า สารพันว่าได้ ก็ว่าเอา ยามมีทุกข์มิมีผู้ใดเห็น  ภายหน้าพี่จะมาสู่ขอน้อง เผื่อท่านไม่ปรองดองเล่าน้องเอ๋ย ทุกข์เยี่ยงนี้ จึงไม่รู้สึกสบายเลย

จึงไปเปรยปรับทุกข์กับพี่สายทอง ไม่ทันเคี้ยวหมากแหลกเสียด้วยเจ้า พอแม่พิมเข้าไปในห้อง ไปวุ่นวายกับสายทอง อนิจจาเจ้ามิมีอันใดอื่นดอก คิดมากไปใย”

“แหม แก้ตัวดีแท้ ฟ้าผ่าเถอะขี้ปดได้ไม่อายจริงๆ ฉันไปแอบฟังอยู่ตั้งนาน อย่าพูดแก้ตัวไปหน่อยเลย นี่หรือจะรักไปวันหน้า ถึงที่ว่าจะมาขอก็ปล่อยให้รอ แต่เพียงแค่นี้ยังปดเสียงแข็ง  คงเพราะเคยปาก เคยปดทุกสิ่ง


ฉันนี้หลง จงรักเพียงข้างเดียว พี่ช่างโป้ปดลดเลี้ยวหาตรงไม่ ได้พลั้งผิดคิดไปก็รู้สึกเสียใจ อกเอ๋ยได้แต่อกตรม เพราะไม่ฟังคำสุภาสิตที่ท่านสอน มาเชื่อลมลิ้นหวาน ท่านว่ามารยาของชายชาญ มีประมาณได้สามสิบสองกล ถ้าเทียบกับผู้ที่อยู่ต่อหน้าเพลานี้ มีถึงหกสิบสี่กลเป็นแน่แท้ พูดเพราะดังเคาะระฆัง ฆ้อง แต่นี้ไม่รักไม่เชื่อคำใดอีกแล้ว”

พลายแก้วกอดประคองพิมไว้กล่าวว่า
“นิจจาพิมเจ้าไม่รู้ว่าพี่รักเจ้าดังดวงใจ มิได้ชังดังที่เจ้าคิดไปเอง”

แว่วดุเหว่าร้องเมื่อจวนรุ่ง พลายแก้วสะดุ้ง ขยับเลื่อนลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่าง เห็นแสงสว่างรางๆ ในท่ามกลางดาราราย พระอาทิตย์เริ่มจะฉายแสง เมื่อคิดว่าจะต้องจากให้รู้สึกรันทด ใจหาย โศกซ้ำ น้ำตาพร่างพราย อาลัยดังโดนล้วงเอาใจไป

“จะจากเจ้าพี่เศร้านัก ด้วยมิตรอิจฉากันหมายปองเจ้าเป็นเหตุใหญ่ รักษาตัวเถิดเจ้า พี่จะลาจากไป ระวังตัวด้วย อย่าให้พลาดกับผู้ที่ไม่หวังดี

พี่รู้สึกวิตกกังวลด้วยแม่ของเจ้า จะบังคับเอาไปให้อ้ายเดรัจฉาน เพราะเป็นเขาลูกยากที่จะขัดได้ ลางก็อาจทุบตีให้เจ้าให้เสียใจ ประคองตัวอยู่เถิดพุ่มพวงดวงชีวิต  ฟ้าสางแล้ว”

พลางขยับตัวลุกทั้งที่ยังอาลัย ส่วนพิมก็เหนี่ยวรั้งไว้ มิให้จาก



“ใจหายพ่อพลายแก้วมาจากไป ยามดึกคงจะได้คิดถึงทุกเพลา ด้วยเคยชวนพิมพูดคุยที่นอนน้องจะเย็นเมื่อยามหนาว อกร้าวใจหมองหม่น เหมือนพระกาฬมาเอาชีวิต จากนี้ไปคงมีแต่จมในกองน้ำตา พ่อจะไปขอให้รอดถึงกาญจนบุรี สัตว์ร้ายมีมากหนักหนา

คนเดียวเดินทาง อีกทั้งเท้าคงระบมเพราะบอบบาง จะทนร้อนทนแดดได้ฤา
ยิ่งคิดยิ่งสงสารยิ่งนัก เมียรู้สึกพรั่นใจในการเดินทาง ในป่าเปลี่ยว ยามเห็นคงมีแต่ชะนีร้องก้องโหวย ๆ กระโดดไปมา เสียงผีหวี่ให้รู้สึกวังเวงใจนัก  สุดจะอาลัยแล้วพ่อทูลกระหม่อมของพิม”

ร้องไห้พลาง ในขณะที่หน้ายังนองน้ำตา ลุกขึ้นไปไขหีบ หยิบเงินมาห้าชั่งห่อด้วยผ้าสีทับทิม

“นี่ของพิมให้พ่อจงเอาไปเถิด เอาไปจ้างช้างขี่ไป ถึงเขาจะเรียกสักสิบตำลึงก็ให้ไปเถิด เชื่อเมียเถิดอย่าเดินไปเลย”

พลายแก้วรับเงินไว้ทั้งที่ใบหน้ายังนองด้วยน้ำตา เอาคางพาดบ่ากระซิบสั่ง

“เจ้าจงระวังตัวไว้ขอให้อยู่แต่ในห้อง หน้าต่างก็อย่าได้ไปเยี่ยมมอง อย่าได้เที่ยวไปบนแผ่นดิน พี่จะจากเจ้าไปใจเจียนจะขาด ด้วยห่วงเจ้ายิ่งนัก หากแบ่งกายได้ จะแบ่งไว้อยู่ด้วยกับเจ้า แต่พี่นี้ก็จนปัญญาด้วยมิได้มีฤทธิ์เหมือนพระนารายณ์”

เวลาจวนรุ่ง เสียงพระเคาะระฆังดังแว่วมา เสียงดุเหว่าร้องในป่ารู้สึกใจหาย จะจากพิม น้ำตาปริ่มกระจายลงบนบ่าพิม ลุกขยับกายมาที่หน้าต่างกล่าวว่า

“คอยพี่อยู่พลางเถิด เนื้อนิ่ม เจ็ดวันจะมาขอเจ้า”
จากนั้นยืนที่ริมหน้าต่าง เรียกผีให้มารับ ย่างลงที่บ่าทันที เอาเงินผูกไว้ที่คอผี จากนั้นเหลียวหลังหันมาสั่งเสียอีกคราด้วยแสนอาลัยรัก
“ดวงใจอยู่ดีเถิดหนาพี่ขอลา”

พิมได้แต่ร้องไห้ ยกมือไหว้น้ำตานองหน้า สะอื้นกลั้นใจกล่าวว่า
“จงไปดีเถิด”

เพลานี้ พลายเหมือนใจจะขาดรับไหว้ ในขณะที่น้ำตาหยดลงบนบ่าผี มันก็พาพุ่งไปในทันที ทั้งสองมีใจเศร้าโศกจ้องและกัน จนจากกันไปลับลิบสุดสายตา ลับสายตาไป พิมยิ่งเศร้าโศกมากกว่าเดิม ปิดหน้าต่างหันกายกลับเข้าไปในห้องนอน สะอื้นกับที่นอน

“โอ้พลายแก้วของน้องเอ๋ย เมื่อใดจะได้กลับมาเคียงหมอน”
พิมได้แต่เศร้าโศกอาวรณ์ สะอื้นระทวยอยู่เยี่ยงนี้

.
จบตอนที่ 6
.

Create Date : 05 สิงหาคม 2563
Last Update : 5 สิงหาคม 2563 9:22:37 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 6/3 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=08-2020&date=05&group=1&gblog=18

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.057 seconds with 16 queries.