Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 13:57:10

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 3
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 3  (Read 273 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 13 May 2026, 16:50:24 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 3


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 3/1 พลายแก้วบวชเณร



ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน

ตอนที่  ๓/๑  พลายแก้วบวชเณร

    กล่าวถึงพลายแก้วแววไว เมื่อบิดาเสียชีวิต แม่พาหนีไปอาศัยอยู่ที่กาญจนบุรี มีใจหวนคิดถึงพ่อที่จากไปอยู่ทุกขณะจิตจนเจริญวัยได้ ๑๕ ปี มีความคิดอยากจะเป็นทหารเหมือนพ่อขุนไกรที่ได้ตายจากไป หลังจากตรึกตรองมาปีกว่า จึงได้อ้อนวอนมารดาว่า

    “ลูกนี้ใคร่รู้วิชา พระสงฆ์องค์ ใดมีวิชาดี ขอให้แม่พาลูกนี้ไปฝากท่าน ให้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ จะได้บวชลูกเป็นเณร”

    นางทองประศรีผู้เป็นมารดาได้ฟังหาขัดความประสงค์ของลูกไม่

    “สิ่งที่เจ้าคิดดีแล้ว สมภารท่านขรัววัดส้มใหญ่ ชำนาญทางใน แลดูดีครันแม่จะพาเจ้าไปฝากท่าน ลูกจะได้รู้วิชาการและคงกระพันให้เหมือนกับพ่อขุนไกร”

    จากนั้นจึงสั่งพวกบ่าวไพร่

    “ช่วยกันเร็ว กูจะบวชลูกชาย พวกเอ็งจงไปเที่ยวหาผ้าเนื้อดี มาทำสบงจีวร รวมทั้งหาย่าม บาตร รีบทำพร้อมกันในวันนี้ อ้ายถี อีล่า มาช่วยกู”

    ข้าไททั้งหลายไปหาของหมากพลูใบตอง บ้างก็ไปช่วยกันเย็บกรวย ปอกหมาก พันพลู ฟั่นเทียน ช่วยเอาผ้าขาวมานั่งล้อมวงช่วยกันเย็บ ตัด สบง จีวร ส่วนอังสะใช้แพรหนังไก่นุ่ม รังดุมทำด้วยไหม ทั้งหมดพร้อมเพรียงกันทำอย่างเอิกเกริกด้วยความตั้งใจศรัทธา

    บางคนออกมาหาขมิ้น จัดการโขลกย้อม พรมน้ำส้ม แก้ไขผ้าที่มีสีซีด จนได้สีเป็นที่น่าพอใจ ตากให้แห้งแล้วจัดเป็นไตรไว้บนพาน

    ฝ่ายแม่ครัวจัดการหุงต้มรวดเร็วอลหม่าน หน้าดำคล้ำอยู่ที่เชิงกราน บ้างซาวข้าวสารใส่กระทะ บ้างต้ม บ้างพะแนง บ้างแกงขม บางพวกคั่วยำ ทำขนม จัดแจงผลไม้ใส่กระบะเรียงรายละลานตา

    ครั้นเตรียมการเสร็จตามที่นางทองประศรีต้องการ นางก็ได้เรียกคนให้ไปเอาขันน้ำใบใหญ่มา

    “อ้ายโม่งอีมาช้าอยู่ใย มึงไปเอาขันใบใหญ่มาใส่น้ำ ขมิ้นดินสอพองเอาไปไว้ไหน เมื่อวานกูใส่ไว้ในถ้ำ (ภาชนะที่โดยมาก ทําด้วยตะกั่วชนิดหนึ่ง สําหรับใส่ใบชา รูปร่างคล้ายขวดมีฝาปิด) พวกแกอาบน้ำลูกข้า ชำระเหงื่อไคลให้สะอาด ทาขมิ้นดำ จากนั้นหวีผมแต่งตัว ผัดหน้าให้ผ่องใส นุ่งผ้ายกจีบ สวมเสื้อครุย คาดเข็มขัดถักสายลายทอง สวมแหวนเพชร ให้ถือธูปเทียน ดอกบัว”

    จากนั้นทองประศรีเรียกนายดำที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ให้มาแบกลูกชาย อีกทั้งยังให้คนเอาร่มกั้นร่วมเดินทางไปวัดส้มใหญ่ เอาสิ่งของทั้งหลายวางไว้ที่ศาลา จากนั้นนางทองประศรีพาพลายแก้วไปกราบสมภาร

    “ท่านเจ้าขาดิฉันพาลูกมาบวช  ช่วยเสกสวดสอน วิชาการอ่านเขียน ให้ได้ร่ำเรียนตั้งแต่เยาว์ ด้วยขุนไกรผู้บิดาได้จากไปแล้วจะได้รับส่วนแห่งบุญ”

    ฝ่ายสมภารบุญทอดใจใหญ่ ครุ่นคิดทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า

“อนิจจาขุนไกรตายแล้ว อ้ายลูกชายเหมือนพ่อหนักหนา อาตมาเห็นแล้วก็รู้สึกคิดถึงขุนไกร วางใจเถอะ วางใจได้อาตมาจะเลี้ยงดูลูกของสีกาอย่างดี”

จากนั้นหันไปสั่งเณรคง

“เณรนิมนต์พระสงฆ์ลงไปข้างล่าง ปูเสื่อ อาสนะ โกนหัวเจ้าพลายแก้ว แล้วพามา”

สมภารลงมาศาลาใหญ่ พระสงฆ์ลงไปอยู่พร้อมหน้า พลายแล้วอุ้มผ้าจีวรไปกราบ ท่านขรัวบุญ จากนั้นให้บรรพชาเป็นสามเณร หลังจากบรรพชาเสร็จ นางทองประศรี เร่งแม่ครัว เตรียมข้าวปลาอาหาร ยกขันข้าวตักบาตรทันที พระสงฆ์สวดมนต์ถวายพรพระ ฉันภัตตาหารเสร็จแล้วก็ให้พร เณรแก้วทองประศรีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บิดา

หลังจากที่สามเณรแก้วบวชแล้ว ร่ำเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียร มีปัญญาว่องไว เรียนสิ่งใด ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วง่ายดาย จนอาจารย์นึกขยาดในความฉลาดเฉลียว เณรทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ จะเปรียบเทียบเณรแก้วนั้นไม่มี บวชยังไม่ถึงปี ก็เรียน เขียน แปลหนังสือได้คล่องแคล่ว จนสิ้นความรู้สมภาร ไม่อาจสอนได้อีก วันหนึ่งสมภาร นั่งลูบที่หน้าและหลังของของสามเณรเบาๆ กล่าวว่า

“สิ้นความรู้กูแล้วเณรแก้ว แต่ยังมีสมุดตำรับใหญ่ เป็นหัวใจพระคาถา กูเก็บไว้ตั้งแต่หนุ่ม เป็นของหวงเก็บไว้จนชราไม่ให้ใคร ความรู้นอกนี้กูไม่มีแล้ว กูรักเณรแก้วจะยกให้เจ้า วิชาคงกระพัน ปล้นสะดม เลี้ยงโหงพราย”

เณรแก้วได้ตำรับของท่านขรัว เรียนแล้วคิดอยากให้เรียนให้ยิ่งไปกว่านี้ วันหนึ่งจึงเข้าไปหาท่านขรัว กราบลาขอไปสุพรรณบุรี เพื่อไปสืบหาวิชาเรียนต่อไป ท่านสมภารหัวเราะชอบใจกล่าวว่า

“ท่านสมภารวัดป่าเลไลย์นั้นน่าจะดี รู้จักกับสีกาทองประศรี”

เณรแก้วจึงกราบลาไปหาแม่ นางทองประศรีรีบมาต้อนรับ

“พ่อเณรมามีเหตุอันใดรึ”

“โยมแม่ขาขรัวท่านให้ลูกมา เพราะว่าร่ำเรียนวิชาจากท่านจบแล้ว ท่านบอกว่าวัดป่าเลไลย์ดีหนักหนา ได้ยินว่ารู้จักมานานกับโยมแม่ ขอให้พาลูกเณรไปฝากไว้”

นางทองประศรีดีใจหัวเราะดังลั่น

“จริงแล้วพ่อเณรหนา แม่นึกได้ที่เมืองสุพรรณนั้น ทางในท่านมีดีอยู่สององค์ วัดป่าเลไลย์ท่านสมภารมี และท่านขรัวที่วัดแค แม่กับขุนไกร พ่อของเณรคุ้นเคยกันดี พาลงไปฝากจะยากกระไร”

ว่าพลางนางทองประศรีสั่งบ่าวไพร่

“เอ็งรีบไปเรียกช้างมา เขาผูกพังบู่ให้กู อ้ายพลายกางผู้ไว้ให้พ่อเณร ข้าวของจัดใส่สัปคับ(ที่นั่งผูกติดบนหลังช้าง) ทั้งข้าวและกับรีบหาให้พอเพียงเลี้ยงพระทั้งเช้าและเพล ให้อ้ายแสนกับตาพุ่มคุมไป”

ครั้นตระเตรียมเสร็จเรียบร้อย พากันออกจากบ้านเขาชนไก่ เดินทางตัดผ่านทุ่ง ป่าพงไพร สามวันถึงสุพรรณ แวะเข้าวัดป่าเลไลย์ ตรงไปยังกุฏีขรัวมี นางทองประศรีรีบกราบท่านสมภาร

“ดีฉันมิได้มาหาท่านเลย”

ท่านขรัวดีใจหัวเราะร่า

“ไม่เห็นหน้าหลายปีนะสีกา เณรนี้เป็นลูกใครไม่คุ้นเคย”



นางทองประศรีกล่าวว่า

“ลูกฉันเองเจ้าคะ แต่เพียงขุนไกรแกวอดวาย ดีฉันเพลานี้เป็นหม้าย ให้ลูกบวชเรียน ก็อยู่ไกลไม่ได้การ จึงเอามาฝากให้ขรัวปู่ โปรดบอกความรู้เอ็นดูหลาน ถ้าเกียจคร้านไม่ร่ำเรียน ให้ทำโทษ ตีโบยได้”

“สีกาอย่าร้อนใจไป ถ้าไม่ฟังคำสอนเลี้ยงได้รึ ข้าไม่ใคร่โบยเท่าใดนัก แต่จะสั่งสอนให้ตามสติปัญญาของเณร ถ้าเณรดีก็จะมีคนชม ชั่วก็จะมีคนทับถม เณรก็เป็นเผ่าพันธุ์ผู้ดี จะผ่าเหล่าเสียนั้นเห็นผิดไป”

ทองประศรีฟังท่านขรัวกล่าวหัวเราะร่า

“พ่อเณรจำไว้หนาเอาใจใส่”

หลังจากฝากลูกแล้ว นางทองประศรีก็กราบลากลับเขาชนไก่

เจ้าเณรแก้วมีปัญญาคล่องแคล่วหาใครเหมือน ขยันหมั่นศึกษาเล่าเรียนมิให้ต้องเตือน หัดเทศน์ขึ้นใจในสามเดือน มหาชาติ ทำนองธรรมวัตร ไพเราะ เปรื่องปราดไม่มีใครเทียบได้ เสียงมีเสน่ห์ดุจดังเรไร เทศน์ที่ใดคนชมนิยมฟัง ชาวบ้านร้านตลาดคลั่งไคล้ สามเณรอดเพลไปรอฟัง 

เณรแก้วอุตส่าห์ศึกษา เขียน อ่าน ท่อง ได้แล้ว ไต่ถาม ตำรับใหญ่พิชัยสงคราม เรื่องฤกษ์ยามก็รอบรู้ วิชาคงกระพัน ล่องหน ผูกยนต์ใช้ให้ต่อสู้ เสกเป่า ผูกจิตหญิง ท่านขรัวหัวร่อร่า

“เณรแก้ว เรื่องเจ้าชู้ เมียของเขาอย่าได้ข้องเกี่ยว ดูทีเณรจะมีดีพอ กูจะให้วิชาสารพัด เวทมนต์ พระคาถา”

แล้วคายชานหมากมาให้เณรกิน เณรแก้วรับแล้วกินชานหมาก ท่านขรัวต่อยด้วยสาก หัวไม่แตก ไม่ยุบ ดังทุบหิน ท่านขรัวหัวเราะอย่างอารมณ์ดี สามเณรหมั่นปรนนิบัติพัดวี ท่านขรัวยิ่งมีความรักใคร่ ฝึกสอนทดสอบทุกวันเรื่อยมา

จะกล่าวถึงขุนช้างเมื่อหนุ่ม หัวเหมือนนกตะกรุมล้าน หนักหนา เคราคาง ขนอก ขึ้นดกดำ หน้าตาดุจดัง ลิง ค่างในป่า ไปติดพันกับ เจ้าแก่นแก้ว ลูกตาหมื่นแผ้ว สู่ขอพ่อแม่ก็ปลงใจ ขุนช้างจึงได้มาเป็นภรรยา มาอยู่กับเรือนเป็นเพื่อนนอน

ร่วมเรียงเคียงหมอนได้ปีกว่า ล้มเจ็บจับไข้หลายเพลา ต่อมากลายเป็น บิด ริดสีดวง ผอมแห้ง หน้าแข้งเป็นเกล็ด ตากลวง อยากกินเป็ด ไก่ ของแสลงทั้งปวง ขุนช้างเศร้าเหงาหงอย เป็นทุกข์ร้อนเห็นเมียจับไข้ก็ใจหาย เที่ยวตามหาหมอมารักษา เอาเงินใส่พานตั้งข้างที่นอน อ้อนวอนให้หมอด่อนมารักษา แต่หมอกล่าวว่า

“เป็นการเจ็บป่วยระยะสุดท้ายแล้ว รักษาเยี่ยงไรก็มิหาย แต่แรกใยไม่เรียกให้ข้ามาดูเมื่อไข้หนักใกล้ตายจึงเรียกให้มาดู”

ว่าแล้วหมอก็จากไป ขุนช้างสงสารเศร้าโศกอยู่ ร้อนรุ่มกลุ้มใจดังไฟ ไม่รู้จะคิดแก้ไขประการใด ต่อมา แก่นแก้ว ก็ตายจากไป ขุนช้างได้แต่นั่งร้องไห้ จากนั้นก็ทำพิธีปลงศพ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เนืองๆ

ทีนี้จะกล่าวถึงเมืองสุพรรณ เทศกาลสงกรานต์มาถึง ผู้คนมากมายมาทำบุญที่วัดป่าเลไลย์ ช่วยกันขนทรายเข้าวัด ก่อเจดีย์ทรายเรียงรายไป จากนั้นนิมนต์พระสงฆ์สวดฉลองพระทรายเพลาบ่าย  แล้วกลับบ้านเตรียมจังหันเลี้ยงพระในวันรุ่งขึ้น 

บรรยากาศอลหม่านกันทั่วไป ทำของปิ้ง น้ำยาแกง พะแนงไก่ ห่อหมก ไข่ต้ม  ผัด ปลาแห้ง แกงบวน บ้างก็ทำวุ้นสาคู ข้าวเหนียวหน้าหมู ข้าวเม่ากวน ผลไม้สวนต่างๆ ส้ม มะปราง ลางสาด ลูกหวาย หว้า ส้มโอ กล้วยไข่ จนดึกดื่นพักผ่อนหลับใหลกันไป ครั้นรุ่งเช้าต่างแต่งตัว หนุ่ม สาว คนตลอดจนคนเฒ่า คนแก่มาพร้อมกันที่วัดป่าเลไลย์

ฝ่ายนางพิมกับมารดา พาบ่าวไพร่ออกมาแต่เช้าจัดหาข้าวปลา ธูปเทียนใส่พาน มาถึงวัดนั่งลงตรงพระทรายแล้วถวายนมัสการ หญิง ชายเต็มวัด ปูเสื่อนั่งคอยพระสงฆ์


.
ตอนที่ ๓ ยังมีต่อ โปรดติดตาม
.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 3/1 พลายแก้วบวชเณร
https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=sut0000&month=06-2020&date=20&group=1&gblog=7

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 13 May 2026, 16:53:27 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 3/2 พลายแก้วบวชเณร



เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่  ๓/๒  พลายแก้วบวชเณร

 
ฝ่ายพระสงฆ์สามเณรห่มครองผ้าเสร็จแล้วลงมาศาลาใหญ่ นั่งถัดกันไปตามลำดับผู้คนกราบไหว้ด้วยความยินดี ต่างถวายสิ่งของที่จัดเตรียมมา จากนั้นอาราธนาศีล สมภารให้ศีล สวดถวายพรพระจบแล้ว ช่วยกันประเคนบาตร และสิ่งของที่เตรียมมา จากนั้นคอยสำรวจตรวจมิให้บกพร่อง

พิมพิลาไลย ผู้เปี่ยมด้วยศรัทธา เอากล้วยขนมใส่ถาดใหญ่ หยิบขันข้าวบาตรเดินไปใส่บาตรตั้งแต่หัวลงมา ครั้นมาถึงเณรแก้ว เห็นแล้วรู้สึกเหมือนรู้จักกัน นางจึงตักจังหันมากกว่าเดิม หมูผัด ปลาแห้ง ทั้งแกงไก่ ไข่ซีกใหญ่ ไส้กรอกปลาแห้ง แตงโม แกงหนึ่งโถแถมให้อีก

ส่วนเณรแก้วนั่งก้มหน้าสำรวม เห็นของมากก็เงยดูปะหน้าสีกาพิมที่ยิ้มมองมา จึงคิดว่า

“สีกานี้แกล้งหรือไร ตักบาตรจนล้นของหวานคาวเต็มไปหมด ของที่ชอบก็ไม่มี”

นางพิมเห็นสีหน้าสามเณรแก้วจึงยิ้มกล่าวว่า

“ดิฉันคิดว่าหลวงเณรจะให้ตักใส่เยอะๆ ขืนว่าจะเสียศรัทธาไป”

เณรแก้วนึกในใจเป็นครู่ รู้สึกจำได้เหมือนเคยเล่นด้วยกันเมื่อยามเป็นเด็ก คือ พิมพิลาไลย นางเป็นสาวสวยขึ้นบาดตาบาดใจ

ครั้นพระสงฆ์ฉันเสร็จ ก็อนุโมทนาทุกผู้คนกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลด้วยใจยินดีปรีดา เสร็จแล้วกลับบ้าน บ้างร้องรำ บ้างฟ้อนฉลองทานสำราญครัน

พอถึงปีระกาสัปตศก (ปีที่ ๗ แห่งรอบ ๑๐ ปีของจุลศักราช) ถึงเดือนสิบจวนวันสารท ทายกในเมืองสุพรรณ คิดจะมีเทศน์ด้วยศรัทธาพระมหาชาติทั้งสิบสามกัณฑ์ ที่วัดป่าเลไลย์ วันพระหน้า

ตาปะขาว คนแก่คนเฒ่า พร้อมหน้านั่งปรึกษากัน ที่วัดนั้น บ้างก็รับกัณฑ์ทศพรหิมพานต์ บ้างก็รับทานกัณฑ์ คนที่ลูกดกรับชูชกกัณฑ์กลางวัน ยายศรีประจันรับกัณฑ์มัทรี บ้างรับกัณฑ์มหาราชพันชาติกัณฑ์กลางคืน หัวเราะกันครึกครื้น

ฉกษัตริย์สงัดเงียบดี ตาหมื่นศรีรับไป นางวันรับกัณฑ์จุลพน เณรอ้นหัดเทศน์กัณฑ์มหาพน ตาไทรับไป วันประเวศ ท่านวัดแคเทศน์ เป็นของตาแพยายคลี่ อีกกัณฑ์หนึ่งใหญ่ให้ใครดี ยากที่ใครจะรับได้ กัณฑ์กุมารให้เจ้าขรัวหัวล้านบ้านใหญ่

“นายบุญแกคุ้นเคยกัน รีบไปยื่นฎีกาให้ขุนช้าง บอกว่าจะมีเทศน์พระมหาชาติ สิบสามกัณฑ์ ที่วัดป่าเลไลย์วันพระหน้า ตามแต่ใจพ่อจะศรัทธาทำบุญบ้างเป็นไร นางพิมศรีประจันรับกัณฑ์มัทรี ส่วนกัณฑ์กุมารหามีใครรับไม่”

ครั้นนายบุญแจ้งเรื่องขุนช้างได้ฟังหัวเราะชอบใจ

“ถึงเป็นกัณฑ์ใหญ่เราก็ยินดี มิเคยคิดความสิ้นเปลือง ถึงจะสิ้นถึงห้าชั่งเราก็ไม่ถอยหนี เกิดชาติใหม่จะได้มั่งมี เรื่องทำบุญเยี่ยงนี้เราเต็มใจ”

นายบุญดีใจรีบกลับมาเผดียงพระ เอาฎีกาไปส่งให้จนครบทั้งสิบสามกัณฑ์ตามลำดับ จากนั้นชาวบ้านทุกคนต่างเตรียมการ

ขุนช้างผู้มีน้ำใจกว้างขวาง รู้สึกกระตือรือร้น ฟุ้งซ่าน สั่งงาน บ่าว ข้า ไพร่



   “เด็กทั้งหลาย อย่าได้ชักช้า ตระเตรียมจักสานกระจาด เอาเงินตราไปซื้อสังเค็ด (ทานวัตถุ มีตู้พระธรรม โต๊ะหมู่ เป็นต้น) มาให้ไว ช่วยกันหาผ้าเนื้อดีมาทำไตร พวกผู้หญิงไปหาเครื่องกัณฑ์เทศน์ ตำแป้งทำขนม อย่างน้อยอย่างละร้อยอัน อย่ากลัวเปลืองน้ำมันรีบไปหาซื้อมา หาผลไม้สวน แพงเท่าใดก็ให้สู้ราคา อย่าทำเป็นคนใจแคบให้เขานินทา อย่าให้ข้าเสียหน้าได้”

ฝ่ายนางศรีประจัน เรียกคนเสียงดังอึงมี่

“แม่พิมมาช่วยแม่บ้างทางข้างนี้ เข้ามาจะได้ช่วยให้ทันกาล”

บ่าวไพร่เร่งทำขนม ผสมแห้ง ปั้นทอดทำน้ำมันเสียงดังฉ่าๆ มีเสียงหนึ่งตะโกนมา

“ไฟร้อนนักชักฟืนออก”

อีคงตักขึ้นมาดูกล่าวว่า

“เกรียมกำลังดี”

การทำขนมจัดวางตามชนิดของขนม ขนมชะมด  ขนมกงเกวียน จัดระเบียบเป็นอย่างดีไม่ให้บุบบี้ ขนมทุกชิ้นกรอบกำลังดี คลุกน้ำตาลเสร็จแล้วจัดเข้าที่ บ้างกวนข้าวเม่า ชุบแป้งทอด แล้วเอาไม้แทงใส่หยอดไข่ ไส้ในเป็นมะพร้าวคลุกน้ำตาล สุกแล้วแทงยกขึ้นมา บ้างแบ่งแป้งกัน การทำงานเสียงดังอึงมี่ นางศรีประจันร้องตะโกน

“ค่อยๆ ส่งมาอย่าโยน ของจะย่อยยับ”

เจ้าของกัณฑ์ทศพรตื่นนอนแต่เช้ามืด ขนเครื่องกัณฑ์เทศน์ไปได้อรุณวัดป่าเลไลย์ ขนขึ้นไปบนศาลาการเปรียญ  จุดธูปเทียน ชีต้น (พระสงฆ์ที่เป็นอาจารย์) ให้ศีลบอกส่วนบุญ แล้วว่าบทจุณณีย์บาลี(คำภาษาบาลีสั้นๆ ก่อนเทศน์) ทศพร หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จนถึงกัณฑ์มหาพน จบแล้วกลับกุฎี

ส่วนขุนช้างนอนตื่นสาย รีบลุกขึ้นมาล้างหน้า โวยวาย วุ่นวาย จ้าละหวั่น

“เด็กทั้งหลาย เจ้าขา มาพร้อมกัน หมากประจำกัณฑ์กูลืมไป ตัวกูเป็นพ่อหม้ายมาหลายปี ของเยี่ยงนี้คงจะมิมีใครทำได้ ใครแกะมะละกอเป็นรูปสัตว์ได้ ถ้ามิมีใครทำได้ ก็ไปหาช่างมา”

นางเมืองได้ยินดังนั้นรีบอาสา

“อีฉันนี่แหละ พอทำได้เจ้าค่ะ”

จากนั้นนางรีบเอามะละกอ และมะระจีน มาหยักหั่นควั่นอย่างรีบเร่ง วางเรียงราย เป็นต้นว่า หลวงชีขี่ตาเถน มีสามเณรรวมด้วย แกะแร้งกินผีดูแล้วน่ากลัว ดอกรักปักบนดาวเรือง ขุนช้างเห็นแล้วชอบใจให้รางวัลเป็นแหวนทองเหลือง ราคาหลายเฟื้องนางเมืองรับไปใส่พอดีนิ้วมือ จากนั้นขุนช้างสั่งกับข้าไทว่า

“พวกเอ็งยกเครื่องกัณฑ์ไปให้อึงอื้อ แห่แหนไปในถนนให้คนเลื่องลือ ของประจำกัณฑ์เทศน์ก็ถือไปให้ดี ถ้าพวกมึงทำหายตกหล่น กูจะถอง กำด้น(ส่วนคอกับศีรษะต่อกัน)ให้มันล้มกลิ้ง”

พวกบ่าวแบกเครื่องกัณฑ์ไปในทันที โห่เสียงเสียงอื้ออึงไปวัดป่าเลไลย์ บรรดาเครื่องกัณฑ์ที่เอามา วางเรียงไว้ที่หน้าศาลาใหญ่ ผู้คนมากมายแออัด มาดูเครื่องกัณฑ์เทศน์ของขุนช้าง

ฝ่ายนางพิมพิลาไลยก็เร่งรีบจัดเตรียมเครื่องกัณฑ์เทศน์เช่นเดียวกัน

“พวกเจ้ามานี่ ทำหมากประจำกัณฑ์ให้ฉันที หมากพลู  สำลี ไปหามา”

จากนั้นข้าไทช่วยกัน เอามะละกอมาผ่า ช่วยกันแกะสลักแล้วย้อมสีงดงาม บ้างประดับประดาเป็นรูปภูเขา แกะเป็นรูปฝูงสิงโต ยืนเรียงราย แกะเป็นพระพรหม พระอินทร์ถือแก้วเหาะมา พระนารายณ์ทรงสุบรรณ (ครุฑ) ประดุจล่องลอยบนท้องฟ้า

เสร็จแล้วยกอนุโมทนา จากนั้นแห่ไปยังวัด ครั้นถึงแล้วตั้งไว้บนศาลา คนทั้งหลายพากันวิ่งไปดู ต่างยกย่องชมเชยในความวิจิตรพิสดาร ดูเด่นเป็นสง่า มีความสมจริง

ครานั้นขุนช้างเมื่อจวนถึงเวลา สั่งให้ข้าตักน้ำใส่ขันใบใหญ่ พวกข่าวรีบไปหาบน้ำมาใส่ให้เต็มในทันที จากนั้นขุนช้างอาบน้ำด้วยความสบายใจ ข้าไทเข้ากลุ้มรุมขัดสี เอาขมิ้นถูตัวให้ทั่ว ขี้ไคลไหลออกมาเรื่อยๆ แม้ผิวหนังยังเขียว เวลาก็จวนแล้ว

ในเพลาจวนจบกัณฑ์มหาพน ขุนช้างรีบเข้าห้องเอาดินสอพองละลายทาทั่วตัว  ควักเอา มุหน่าย (น้ำมันตานีเป็นเครื่องหอมสำหรับใส่ผม ผสมจากเขม่าและปูน) มาป้ายผมดำให้ปกกบาลบรรเทาหัวล้านให้หายไป พยายามเยี่ยงไรก็ยังโล่งเลี่ยนเตียนเช่นเดิม ได้แต่บ่นกับตนเองว่า

“หัวกูน่าละอายใจ”
 
จากนั้นรีบนุ่งผ้าลายกระหนกเหมหงส์ เป็นผ้าที่ผู้ใดมิอาจมีได้ ผ้าเช็ดเหงื่อเป็นสีชมพู ลายปักดอกเป็นสีทอง ตั้งใจจะแต่งตัวให้ยิ่งยวดเพื่อไปอวดเรียกรอยยิ้มจากนางพิม นิ้วก้อยใส่แหวนงู นิ้วชี้เป็นแหวนเพชร นิ้วนางใส่แหวนทับทิม เดินไปส่องกระจกใหญ่ เห็นหัวตัวเองด่าว่า

“ทุด ไอ้หัวจังไร”

แต่ยังก็ยังปลอบใจตัวเองว่า

“ถึงหัวจะชั่ว จังไร แต่ตัวก็เป็นผู้ดี อ้ายพวกเด็กๆ มาเอาเสื่อไป พวกมึงอยู่ด้วยกูสักสิบคน  ตามมากูมาอย่าได้ไปไหน คนโท ถาดหมาก เครื่องนาก อ้ายจืด พวกมึงช่วยกันถือไป”

ขุนช้างลงจากเรือน เดินส่ายบิดตัวเชิดหน้า ทักทายคนไปตลอดทาง ทำให้เหงื่อท่วมตัวสภาพเหมือนควายขวิดกัน หลังจากมาถึงศาลาการเปรียญหลังใหญ่ ทายก ทายิกา ทั้งหลายอยู่พร้อมหน้า ต่างก็แหวกหลีกทางให้ขุนช้าง ได้เข้ามายังภายในศาลาการเปรียญ ข้าบ่าวรีบปูเสื่อคล้าขุนช้างนั่งอย่างภาคภูมิใจ

เพื่อนฝูงเห็นก็เข้ามาหาทักทาย บางคนพูดมากปากไว ทำนองว่ากระไรเหงื่อไหลปานนี้ สร้างความขุ่นเคืองให้ขุนช้างยิ่งนัก แต่มิอาจตอบโต้กระไรได้ จึงหันเหไปสั่งบ่าวไพร่ ให้จัดเครื่องกัณฑ์เทศน์

“หมอนอยู่ที่ใด เอามา เผือก มัน ของเรามีมากมาย อ้อยขาว อ้อยแดง แตงโม ส้มโอ มะดูก(ผลขนาดฟองไข่ รสหวานเอียนๆ) มะไฟ แตงโมลูกใหญ่ๆ ขนมชะมด กงเกวียน ข้าวเหนียวแดง หินฝนทอง ครองแครง ข้าวของที่กองไว้นอกศาลา จัดไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เอาผ้าไตรกับบาตร เสื่อ สาด ฟูก เบาะ หมอน เข้ามาด้านใน พานหมากประจำกัณฑ์ ยกไปตั้งหน้าผ้าไตร”

จากนั้นขุนช้างจุด ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย ชีต้นเริ่มแสดงธรรมเทศนา ทายกจุดเทียนปักดอกไม้บูชา

.
ตอนที่ ๓ ยังมีต่อ
.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 3/2 พลายแก้วบวชเณร
https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=sut0000&month=06-2020&date=23&group=1&gblog=8

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #2 on: 13 May 2026, 16:57:31 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 3/3 พลายแก้วบวชเณร จบตอน




ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง
.

ตอนที่  ๓/๓  พลายแก้วบวชเณร (ต่อ)
   
ครานั้นนางพิมพิลาไลยเร่งแม่ว่า

“จวนกัณฑ์เราแล้วรีบไปเถิดแม่ขา”

แล้วรีบไปอาบน้ำผลัดผ้าเอาขมิ้นมาทาทั่วตัว ทาแป้ง แต่งไรผม ใส่น้ำมัน ผัดหน้าให้นวลแดง เอาซี่ (ยาสีฟันโบราณ ทำให้ฟันดำ) สีฟันดำเป็นมันส่องกระจกเห็นเป็นวาววับ นุ่งผ้ายกลายกระหนกพื้นสีแดง  ก้านทองงามระยับดูจับตา ชั้นในห่มสไบสีชมพู ชั้นนอกเป็นสีทับทิม มีริ้วทองเป็นดอกพรรณราย ชายเห็นแล้วเป็นที่เจริญตาเจริญใจ ใส่แหวนเพชรประดับทับทิมพลอย นิ้วก้อยสวมใส่แหวนงู

จากนั้นสั่งให้คนเอาหีบหมาก เครื่องนาก ขันถมยา ส่วนข้าไท พากันทาแป้งแต่งตัว หวีผมใส่น้ำมันกันถ้วนหน้า ทันเวลาพอดี จากนั้นรีบออกมารอหน้าเรือน นางศรีประจันครั้นเห็นลูกสาวแต่งตัวสะสวยจึงกล่าวว่า

“กูนี้หัวหงอกหัวขาวแล้ว จะแต่งตัวไปทำไม”

จากนั้นคว้าผ้ายกตานีห่มดอกคำ ลูกสาวหัวเราะร่า ว่า

“คุณแม่ ช่างไม่อายเขาเลย มันผิดแล้ว”

นางศรีประจันครั้นมองเห็นร้องอย่างตกใจ ผลัดผ้าทำการห่มใหม่ จากนั้นผู้เป็นแม่เดินนำ นางพิมเดินตาม ดูเหมือนหนึ่งนางห้ามงามหนักหนา บ่าวไพร่เดิมกันมาเป็นลำดับ บางพวกก็แบกเครื่องกัณฑ์เทศน์

ครั้นมาถึงศาลาการเปรียญ สว่างไสวไปด้วย แสงธูปเทียน รีบปูเสื่อนั่ง แม่ลูกก้มกราบด้วยใจปิติยินดี
ครั้นพระสงฆ์เทศน์จบกัณฑ์กุมาร เจ้าขรัวหัวล้านขุนช้างรีบประเคนเครื่องกัณฑ์เทศน์ ปี่พาทย์บรรเลงเพลงเฉลิมฉลอง

ลำดับนั้นนางพิมและแม่ ให้บ่าวรีบยกเครื่องกัณฑ์เทศน์ บาตรย่าม บริขาร พานผ้าไตร ส้มสูกลูกไม้ทั้งหลาย ขนมนมเนยหลายอย่าง เข้าไปวางไว้เป็นลำดับ ข้างหน้าวางหมากประจำกัณฑ์ ปี่พาทย์ตีบรรเลงรับทันที

กล่าวถึงสมภาร เรียกเณรแก้วแล้วบอกว่า

“กูป่วยมาหลายวันไม่หายสักที เณรไปเทศน์มัทรีแทน”

เณรแก้วกราบแล้วรีบลุก หยิบคัมภีร์กัณฑ์มัทรีมาอ่านทาน ว่าท่องตามทำนองของท่านครู ซ้อมดูจนคล่องขึ้นใจ ทั้งคาถาบาลีจุณณีบท จดจำด้วยความแม่นยำ แล้วเรียกเณรอ้นบอกให้ถือคัมภีร์ไปให้ เณรอ้นรับคำแล้วไปครองผ้าสไบหนังไก่ รับเอาห่อคัมภีร์คอยอยู่ที่หน้าบันได

ครานั้นเณรแก้ว เย็นแล้วจะไปเทศน์ก็ผลัดผ้า ห่มดอง เรียบร้อย แล้วไปกราบลาท่านขรัวมี ลุกออกจากห้องท่านสมภาร อธิษฐานแล้วแสกขี้ผึ้ง ให้เณรอ้นเดินนำพร้อมกับคัมภีร์ จากกุฏี จนกระทั่งถึงศาลาการเปรียญ นั่งสำรวม อยู่ต่ำกว่าพระสงฆ์ ชม้ายตาไปเห็นนางพิม

ฝ่ายพิมน้อยชม้อยปะสายตา เอียงอายก้มหน้านิ่ง เณรพลายจึงร่ายละลวยซ้ำ กำลังแห่งมนต์ดลใจ ให้นางพิมยินดี เงยขึ้นสบตา เกิดน้ำใจผูกพันทันที เณรแก้วพยักหน้าเรียก

“เชิญสีกามาทางนี้เถิด ท่านสมภารไม่มาเพราะอาพาธ จึงได้ให้ข้าเจ้ามาเทศน์แทน ท่านเจ้ากัณฑ์จะว่าเยี่ยงไร”

นางพิมยิ้มตอบในทันใด

“ผู้ใดเทศน์ก็เหมือนกันฉันไม่รังเกียจดอก เณรหรือขรัวไม่ต่างกัน ทุกประการเป็นไปตามพระคาถา”

พูดพลางยิ้มเหลือบไปปะตาเณรแก้ว ก็เสือกพานหมากมาให้สายทอง ก้มกราบตั้งพานหมากอังคาส เณรแก้วขึ้นธรรมาสน์มือจับคัมภีร์ถือประคอง จ้องอ่านต้องตามบทจุณณีย์ จนเรื่องถึงตอนพระนางระหว่างทาง เจอพญาราชสีห์ขวางทาง พระนางอ้อนวอนขอผ่านทาง จนย่ำค่ำถึงราตรีพระจันทร์ส่องแสง

ครั้นได้ทางกลับถึงอาศรม ไม่เห็นลูกรัก ทรงกันแสงดังจะขาดใจตาย จากนั้นเสด็จตามหาลูกยา ผู้ฟังหญิง ชาย ครั้นได้ฟัง ให้เสียงสาธุการ ทุกผู้คนบังเกิดศรัทธา ทันใดนั้น นางพิมเปลื้องผ้าทับทิม ยกขึ้นจบสามที วางลงในพาน แล้วกราบอธิษฐานด้วยศรัทธา ว่า

“สาธุ ด้วยบุญกุศลที่ข้าทำทาน ขอให้มั่งมีศรีสุข พร้อมด้วยยศบริวารไปในภายหน้า”

จากนั้นนั่งฟังด้วยตั้งใจต่อไป

ขุนช้างเห็นนางถวายผ้าคิดว่าเขาเป็นหญิงยังทำได้ จะมานั่งนิ่ง ดูแล้วน่าอดสูใจ เราควรมิให้น้อยหน้า จะโดนติฉินนินทาได้ จึงว่า

“สาธุอนุโมทนา ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส ถึงตัวเรามิได้เป็นเจ้าของกัณฑ์ ก็มีความศรัทธาอย่างยิ่งยวด”

ว่าแล้วเหลียวมองหน้าพิมพิลาไลย ยิ้มเปลื้องผ้ากรองที่ห่ม จีบจับพับถือประนม ยกเหนือหัวแล้วอธิษฐานไป

“สาธุ เดชะเมตตาจิต ของให้สมปรารถนาโดยเร็วพนัน ทันใจ ได้แต่ในค่ำคืนนี้เถิด”

จากนั้นนำผ้าไปวางเคียงข้างผ้าของพิมพาลาไลย กล่าวอีกว่า

“ขอให้ผ้าทับทิมอย่าแคล้วคลาด จงดลบันดาลให้เคลื่อนคล้อยล่องลอยมา แต่เพลาค่ำวันนี้อย่าเนิ่นนานไป”

พิมพิลาไลยพอได้ฟัง เกิดความรู้สึกอัดอั้น หมั่นไส้ แค้นคลั่ง สุดจะทนได้ ทุดถ่มน้ำลายด้วยรู้สึกอาย สั่งให้ข้าไทไปหยิบเอาพานมา อีพรม อีปู รู้ใจนาย เดินเข้าไปหยิบเอาพานผ้า โดยข้ามหัวขุนช้าง ขุนช้างมองดูด้วยอาการขัดใจ สายทองร้องว่า

“ฮ้า อีพรม ทำสิ่งใดไม่ดูชายผ้าปัดผมท่าน เป็นกิริยาที่ชั่วถ่อย ไปเถิดหนอแม่พิม มิต้องฟังเทศน์แล้ว”

พิมบ่นด่าว่า อับอายขายหน้าจริง ตลอดทางที่เดินกลับบ้าน 



ส่วนเณรแก้ว เมื่อสีกาพิมกลับไปแล้วรู้สึกปั่นป่วน ด้วยความรักที่เกิดขึ้นตรึงจิตผูกพัน ก็ตัดบั่นหั่นเนื้อความให้สั้นลง พออ่านคาถาครบจบบท ก็รีบจบเทศนา แล้วลงจากธรรมมาสน์ ถึงกัณฑ์สักบรรพอย่างรวดเร็ว และดำเนินต่อไปจนครบ สิบสามกัณฑ์ ทายก ทายิกาทั้งหลาย ต่างกรวดน้ำกรวดท่าด้วยจอกขัน อนุโมทนา ชื่นชมสมภาร ครั้นถึงสองยาม ก็เสร็จเรียบร้อยทุกประการ ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน

วัดป่าเลไลย์ ยามดึกที่เงียบสงัดสายลมพัดมาอ่อนๆ ในค่ำคืนพระจันทร์ส่องแสงสว่างกระจ่างใส เณรน้อยมีจิตใจละห้อยให้คิดถึงแต่นาง

“โอ้พิมนิ่มนวลของเณรแก้ว เจ้าไปแล้วจะระลึกถึงพี่บ้างไหมหนอ ฤางามปลื้มแม่จะลืมน้ำใจจาง”

เณรแก้วได้แต่ครุ่นคิดถึงนางจนค่อนคืน ทำไฉนจึงจะได้นางพิมชม ให้คลายอารมณ์ร่ำสะอื้น ในเพลานี้รักนางเหมือนจะกลืนกินได้ หญิงอื่นหมื่นแสนหาได้นำพา ได้ร่วมหมอนพี่จะช้อนขึ้นชมชื่นทุกค่ำคืนมิได้ขาดเสน่หา

ทำเยี่ยงไรจึงจะได้สนทนา กับพิมแก้ว บ้านของน้องมิรู้ว่าอยู่แห่งใด ได้เพียงชมนางแค่เมื่อเพลาแสดงธรรม อ้ายขุนช้างเจ้ากรรมทำวุ่นวาย เจ้าเดือดดาลด่าแล้วพาบ่าวเข้าบ้าน พี่พลุ่งพล่านเทศน์พลาดพลั้งไปหลายหน

พอลับเจ้าไป พี่นี้ทุกข์ใจสุดจะทนได้ พรุ่งนี้จะด้นเดาหาหนทางไปหาเจ้า ถึงเจ้าจะอยู่ซอกห้วย หุบเหว หรือหน้าผาใด พี่จะเสาะหาให้พบเจ้า ความคิดถึงเพิ่มขึ้นตลอดเพลา เยี่ยงไรมิอาจลดลงได้ ในราตรีเฝ้าแต่กอดผ้าทับทิมของพิม จูบประคองยิ่งให้เกิดอารมณ์ซาบซ่าน ยิ่งคิดยิ่งรัญจวนหา จนกระทั่งรุ่งสาง

ครานั้นนางพิมเกิดนิมิตชัดเจนในยามรุ่งสางว่า ได้ว่ายข้ามน้ำไป กับพี่นางสายทองถึงฝั่งน้ำตื้นพอยืนได้ตัวตรง สายทองส่งบัวทองให้ หอมห่อผ้าห่มรู้สึกชื่นใจแล้วว่ายกลับ ฝันถึงเพียงนี้ก็รู้สึกตื่นขึ้นมา พิมมองไม่เห็นบัวทอง รู้สึกเสียดาย จึงขยับไปปลุกสายทองอย่างเร่งรีบ จากนั้นเล่าความฝันให้ฟัง แล้วถามว่า

“ความฝันจะเป็นเยี่ยงไร พี่สายทอง ทำนายให้น้องหน่อยหนึ่งเถิด”

สายทองได้ฟังความฝันของน้อง ก็รู้ความหมายของความฝันนั้นในทันที

“จากที่ได้เคยสังเกตมา แก้วตาอย่าได้วิตกกังวลไป ซึ่งฝันว่าได้ดอกบัวชม จะได้คู่ชมสมใจ ชายนี้คงอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกล ในเร็ววันเป็นที่แน่นอน ส่วนฝันว่าพี่เด็ดดอกบัวส่งให้ คงจะได้พึ่งแม่พิมในภายหน้า เมื่อใดแม่ได้ดังความฝัน แม่โปรดเมตตาสายทองด้วย”

นางพิมได้ฟังร้องว่า

“ไฮ้...พี่สายทอง ทำนายน้องกระไรเยี่ยงนี้ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี พี่เห็นไปเห็นวี่แววจากที่ใด ฤาเห็นน้องนี้แล้วร้อนรนเป็นกังวล จึงแกล้งว่า บัวทองที่น้องฝันเห็นยังติดตา พี่ทำนายว่าได้ผัว น้องไม่เออออด้วย

ที่ฝันว่าพี่เด็ดดอกบัวส่ง จะได้พึ่งพา ถ้าตรงตามคำทำนายคงได้หัวร่อ ผิว่าพี่ทำนายว่า น้องพิมจะได้หม้อเงินหม้อทอง น้องดูจะพอใจมากกว่า”

    ฝ่ายขุนช้าง คิดคำนึงนางนอนไม่หลับ นอนพลิกคว่ำคร่ำครวญ ใจกระสับกระส่าย รำพึง รำพัน

    “โอ้..แม่พิมพิลาไลย ของขุนช้าง พี่ฟังเสียงเกลี้ยงกลมของเจ้า เมื่อเจ้าว่า วาจาฟังดูเจื้อยแจ้ว ดังจันทร์กระจ่าง เจ้าช่างอรชรอ้อนแอ้น ดูบอบบาง นางอื่นหมื่นแสนก็มิมีเหมือน เจ้าห่มสไบสีทับทิม ขลิบทอง สอดสองซับในสไบเขียว ดูงามตายิ่งนักเมื่อเจ้าเหลียวชำเลืองมา

ทำเยี่ยงไรจึงจะได้แนบชิดนาง จะทูนเหนือเกล้า จะเฝ้าคลอเคลียคลึงเคล้า ป้อนข้าวป้อนน้ำ ยามเดินจะให้ขี่ช้าง ยามนอนจะให้นางหอมประทิน ยามอาบน้ำจะทำสุหร่ายริน (เต้าน้ำสำหรับโปรยน้ำให้เป็นฝอยอย่างฝักบัว) จะมิให้ต้องเท้าของเจ้าต้องแผ่นดิน จะรักเจ้าเท่าเทียมชีวิต ถึงข้าจะรักเจ้าปานใด แต่ใจกลัวว่าคิดไปจะเสียเวลาเปล่า ด้วยรูปชั่วกลัวว่าเจ้าจะรังเกียจ”
 
จากนั้นเกิดฮึดคิดขึ้นมาว่า

“ถึงจะรูปชั่วจะขอลองดูก่อน ถ้ามีโอกาสจะตื้อเข้าเว้าวอน คงจะได้มีโอกาสให้เจ้าใจอ่อนบ้าง”

จากนั้นเปิดมุ้งดูว่ารุ่งสางหรือยังหนอ เห็นพระจันทร์ยังอยู่สูงส่ง คิดต่อไปว่า

“อย่างไรเสีย พี่จะต้องไปหาเจ้าให้ได้ พิมเอย”

.
ตอนที่ 3 จบแล้วครับ
.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 3/3 พลายแก้วบวชเณร จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=06-2020&date=25&group=1&gblog=9

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.072 seconds with 16 queries.