Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 09:43:39

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  เรื่องเล่าจากความทรงจำที่หาฟังยาก  |  ตำนานสุนทราภรณ์ (21) - (22)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ตำนานสุนทราภรณ์ (21) - (22)  (Read 113 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 21 April 2026, 10:07:25 »

ตำนานสุนทราภรณ์ (21) - (22)





ตำนานสุนทราภรณ์ (21)
27 มิถุนายน 2565

โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
************************

ดนตรีเป็นทั้งศาสตร์และศิลป และเป็นสากล ยุคสมัยหนึ่งเกิดวงดนตรีเพื่อชีวิตหลายวง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 วงดนตรีเหล่านี้เกิดจากความรักในดนตรีและฝึกฝนด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ผ่านการเรียนอย่างเป็นระบบหรือกิจจะลักษณะ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  หลายคนต้องเข้าป่า และถูกมอบหมายให้ใช้ดนตรีเป็นอาวุธ ซึ่งถึงจุดหนึ่งก็พบว่า ต้องมีการเพิ่มพูนความรู้และทักษะโดยไปเข้า “หลักสูตรเร่งรัด” ในประเทศจีน

หนังสือ “ปฏิบัติวัติเบาๆ” ของศิลา โคมฉาย ได้บันทึกเรื่องราวนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

“หลักสูตรทางดนตรีที่พวกเราต้องเข้ารับการอบรมทั้งเร่งรัดและพิเศษ มีเวลาเพียง 4-6 เดือน เอาเพียงหลักการสำคัญๆ ไปค้นคว้าและปรับใช้กับลักษณะเฉพาะของไทย...”

 “ประเทศจีนให้ความสำคัญกับดนตรีกาลสูง ผู้คนที่ผ่านโรงเรียนระดับมัธยม มักจะรู้ทฤษฎีขั้นพื้นฐานและอ่านโน้ตเพลงได้ มีโรงเรียนเฉพาะสาขาดนตรีและศิลปการแสดง ผลิตนักเรียนผู้มีความสามารถพร้อม กระจายบรรจุในหน่วยโฆษณาคณะศิลปินประจำอำเภอ เรียนรู้จากการปฏิบัติสั่งสมประสบการณ์ พัฒนาฝีมือ หากส่อแววจะรุ่ง เตะตาแมวมองจากวงดนตรีระดับจังหวัดหรือเขตปกครองตนเอง ก็จะถูกคัดไปร่วมงาน”

“วงมณฑล...วงกองทัพ...วงระดับชาติ ประจำมหานครก็คัดคนโดยวิธีเดียวกันนี้ เลือกจากวงดนตรีระดับจังหวัด ส่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก่อนจะได้บรรจุงาน เป็นการไต่เต้าที่ต้องอาศัยฝีมือและความรักจริงในดนตรี”

สำหรับ “นักดนตรี” จากเมืองไทยเวลานั้น พวกที่เข้าหลักสูตรพิเศษจะเป็นการเรียนกับครูแบบตัวต่อตัว “แต่ละคนมีครูของตนเอง... นักเรียนกลุ่มเครื่องสาย เรียนซอ ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล่ เครื่องเป่ามีโอโบ คลาริเน็ต ฟลุต ทรัมเปต และเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่พัฒนาเสียงให้เป็นสากลแล้ว เช่น ขิมจีน พิณพระจันทร์ แคนน้ำเต้า อีกสามกลุ่มเรียนเรียบเรียงเสียงประสาน-แต่งเพลง การขับร้อง และพื้นฐานบัลเล่ต์”

สำหรับกลุ่มที่ต้องเตรียมเรียนเครื่องเป่า “หนักหนาและสาหัสกว่าใคร ด้วยเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีใครเคยหยิบจับมาก่อน นักร้องนำจากมหิดลเป่าโอโบ มือกีตาร์โคมฉายเรียนคลาริเน็ต มือกลองกรรมาชนเป่าทรัมเป็ต หลักการคือการฝึกระบบหายใจใหม่ บรรจุลมลงท้อง... หายใจแบบคนนอนหลับ สร้างรูปแบบของริมฝีปากให้สามารถบังคับลมที่เป่าออกสั่นสะเทือนลิ้นไม้ หรือ หมุนวนไปตามท่ออย่างทรงพลัง ต้องฝึกให้คงรูปตลอดเวลา ... ฝึกแบบมีแต่เป่ากับเป่า สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อใบหน้าบริเวณปากและแก้ม...สร้างจนอยู่ตัวจึงสามารถบรรเลงเพลง และยิ่งกล้ามเนื้อแกร่ง ยิ่งสามารถเป่าได้เสียงสูงขึ้น ประดาศิลปินเรา นักเป่าอ่อนหัด เมื่อต้องการเป่าเสียงสูง ถูกสัญชาตญาณกระตุ้นให้กดริมฝีปากหนักขึ้น...หนักขึ้น แทนการเกร็งเหยียดกล้ามเนื้อ... ไม่นานริมฝีปากด้านในปริฉีกอมเลือดกันเป็นทิวแถว” จึง “อาจต้องจารึกไว้สำหรับหน่วยเครื่องเป่าว่า... เพลงในเวลานั้นได้มาด้วยเลือดทีเดียวเทียว”

คณะนักดนตรีจากไทยรุ่นนั้น ไปเรียนที่มณฑลยูนนาน ครูคือคณะศิลปินของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา สำหรับหน่วยเรียบเรียงเสียงประสานและแต่งเพลง “เรียนรู้เรื่องคอร์ด คุณสมบัติเฉพาะทางของคอร์ด การใส่คอร์ดให้บทเพลงและการต่อคอร์ดเกลาทางเดินระหว่างคอร์ดให้ราบรื่น มีลักษณะเป็นแนวทำนองหลายแนว... เรียนเรื่องการประสานงานและความสมดุลกลมกลืนของเสียง ทำความรู้จักกับเครื่องดนตรีแต่ละประเภทในส่วนกระแสเสียงต่ออารมณ์ความรู้สึก... การประกอบวงดนตรีขนาดเล็กและขนาดกลาง”

ครูหน่วยนี้เป็นวาทยากรของวงดนตรีประจำหน่วยศิลปินแต่งเพลงประกอบรำ เรียบเรียงเสียงประสานและดำเนินการฝึกซ้อม ครูทักทาย “นักเรียนพลัดถิ่น” ด้วยประโยคอมตะ และหลักปรัชญาแห่งการดนตรี

“ดนตรีไม่ใช่การทำเสียงอึกทึก... แต่หากคือการจัดการข้อขัดแย้งอย่างเป็นระเบียบแบบแผน... ระหว่างเสี่ยงสูงกับเสียงต่ำ เสียงสั้นกับเสียงยาว หนักกับเบา ช้ากับเร็ว... เป็นเหตุเป็นผล ในกรอบจังหวะที่แน่นอน... จัดการอย่างสร้างสรรค์ มีศิลปะ เหมือนกับการทอผ้า ด้ายในแนวตั้งแนวนอนต่างคือองค์ประกอบของคอร์ด และแนวทำนองเพลงซึ่งต้องประดิษฐ์ดอกลายให้งามวิจิตร”

“เมื่อเป็นศิลปะ สิ่งที่เราต้องทำคือยึดหลักการนำเอาไปพัฒนา ตามแต่วิถีของใครของมัน...ตามแต่ลักษณะประจำชาติ อันมีรสนิยมทางศิลปะเฉพาะ... บนรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตน”

“ในส่วนของการแต่งเพลง เรียนรู้ถึงหลักการสร้างท่วงทำนองเพลง อันดับแรกต้องค้นให้พบหัวใจอันเป็นบทสรุปทำนองของบทเพลง ตรงนื้คือวรรคแรกของทำนอง...อย่างเช่นบทเพลงชื่อ “ชะตากรรม” ของบีโธเฟน ที่เปิดฉากวรรคแรกโดยเลียนเสียงการเคาะประตู...เมื่อความตายมาเคาะประตูเรียกหา... จากนั้นก็ขยายทำนองออกไปโดยวิธีการต่างๆ เท่าที่ปฏิบัติกันอยู่ในโลกซึ่งถูกสรุปให้เห็นเป็นรูปธรรม มันถูกขับเคลื่อนโดยอารมณ์ไปสู่กระแสสูง และถึงจุดคลี่คลายในจุดจบอันประทับใจ...”

“เนื้อหามักกำหนดอารมณ์เพลง ให้ท่วงทำนอง คำร้องที่ดีคือการบอกเล่าเรื่องราวที่อยู่ในใจคนส่วนข้างมาก แต่ไม่อาจกรองเรียงร้อยออกมาได้ ด้วยมันคือวรรณกรรม ถือโอกาสพูดแทนให้ตรงใจ... ตรงความรู้สึก...เมื่อใดนักประพันธ์สามารถประสานเนื้อหาและทำนองได้กลมกลืมลงตัวพอเหมาะพอดี อย่างมีบทบาทสนับสนุนต่อกัน บทเพลงมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง”

“เพลงยอดนิยมมักมีองค์ประกอบเช่นนี้”

“คำครูเน้นหนักหนาให้ยึดเฉพาะหลักการ เพราะการรังสรรค์บทเพลงคือการทำงานศิลปะที่ต้องสัมผัสด้วยอารมณ์ความรู้สึก ประสบการณ์และวุฒิภาวะ”

ศิลา โคมฉาย บันทึกไว้ด้วยความขมขื่นว่า “หลายปีต่อมาผมจึงได้ทราบว่า หลักการนี้ใช้ไม่ได้กับประเทศไทย เพราะที่นี่ต้องสัมผัสด้วยการตลาด.... เพลงถูกทำมาเพื่อขายเท่านั้น”

แต่วงดนตรีสุนทราภรณ์ได้พิสูจน์ผ่านกาลเวลาอันยาวนานว่าสามารถสร้างศิลปะที่เยี่ยมยอด เพราะสร้างขึ้นบนพื้นฐานของหลักวิชาการสากลอันแน่นหนาด้วยการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างยาวนานเพียงพอ บวกกับการเข้าถึงดนตรีไทย สังคมและจิตใจคนไทยอย่างลึกซึ้งดื่มด่ำ ผสมผสานกับวิชาการการตลาดที่เยี่ยมยุทธ จึงสามารถครองใจคนไทยจำนวนมากมาได้อย่างยาวนาน และเชื่อมั่นว่าจะคงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป

.


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (21)
https://www.posttoday.com/columnist/686446

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 21 April 2026, 10:08:07 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (22)
29 มิถุนายน 2565

โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

*********************

บทสรุปผลงานของครูเอื้อ และวงดนตรีสุนทราภรณ์นั้น อาจารย์ไพบูลย์ได้นำมาเขียนไว้ในตอนที่ว่าด้วย อนุสรณ์สถานครูเอื้อ สุนทรสนาน และ โครงการคอนเสริต์การกุศลวงดนตรีสุนทราภรณ์ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. (เล่ม 8 น. 249-259)

โดยหลักการและเหตุผลในการจัดคอนเสิร์ตการกุศลดังกล่าว ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า

“... ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นนักดนตรี นักร้อง ผู้ประพันธ์ทำนอง และผู้ก่อตั้ง วงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งเป็นวงดนตรีที่มีอายุยืนยาวมานานกว่า 60 ปี มีผลงานเพลงมากกว่า 2,000 เพลง เมื่อผสมผสานกับคำร้องจากบรมครูชั้นนำ เช่น ครูแก้ว อัจฉริยกุล, ครูเวส สุนทรจามร, ครูสุรัฐ พุกกะเวส, ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ, ครูธาตรี, ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ ฯลฯ ก็ยิ่งทำให้บทเพลงแต่ละบทมีความสอดคล้องกลมกลืน ไพเราะน่าฟัง เป็นที่ชื่นชอบของพี่น้องประชาชนชาวไทยมานานกว่า 60 ปี เป็นผลงานที่เป็นอมตะและเชิดหน้าชูตา ในความเป็นอัจฉริยะ ด้านคีตศิลป์ และ วรรณศิลป์ ของคีตกวีไทยเจ้าของผลงานเพลงดังกล่าว

“ผลงานเพลงที่เป็นอมตะของ วงดนตรีสุนทราภรณ์ นั้น มีความหลากหลายมากมายหลายแนว เช่น เพลงชื่นชมธรรมชาติ, เพลงรัก, เพลงปลุกใจ, เพลงสนุกสนานรื่นเริง, เพลงรำวง, เพลงเต้นรำ ในจังหวะบอลรูมหรือลาติน และจังหวะแปลกๆ ใหม่ๆ รวมทั้งเพลงที่เทิดทูน เชิดชู สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ เพลงประจำสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งล้วนแต่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดตลอดมา

“ยิ่งไปกว่านั้น ครูเอื้อ สุนทรสนาน ยังได้นำเอาทำนองเพลงไทยเดิมที่มีอยู่ มาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีสากล ที่เรียกว่า สังคีตสัมพันธ์ อันมีความไพเราะยิ่งนัก และเป็นการอนุรักษ์บทเพลงไทยเดิมไว้ได้อย่างน่าชมเชย และยังสร้างเสริมให้ผู้ฟังได้คุ้นเคยกับท่วงทำนองเพลงไทยเดิมเหล่านั้น อันเป็นอัจฉริยะที่ปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจน

“ในด้านการขับร้อง ครูเอื้อ สุนทรสนาน หรือ สุนทราภรณ์ ก็มีผลงานมากมายหลากหลายลีลา ทั้งจังหวะและอารมณ์ มีน้ำเสียงที่หวานนุ่ม ออดอ้อนชวนฟัง มีวิธีการขับร้องที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีการเอื้อนทอดเสียงแบบไทยๆ ที่ชวนฟังและฟังได้ไม่รู้เบื่อ มีความสามารถในการสอดใส่อารมณ์และตีความของบทเพลงแต่ละเพลงได้อย่างเยี่ยมยอด

“ส่วนการควบคุมวงดนตรีนั้น ครูเอื้อ สุนทรสนาน จัดได้ว่าเป็นหัวหน้าวงดนตรี ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการได้เป็นเยี่ยม สามารถควบคุมดูแลนักดนตรีและนักร้องติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน สั่งสอนอบรมให้รู้จักรักษาเวลา มีความรับผิดชอบ รู้จักพัฒนาตนเองและหมั่นฝึกซ้อมอยู่เสมอ ผลักดันให้ นักดนตรี นักร้อง และผู้ประพันธ์เพลงแต่ละคน ให้ผลิตผลงานคุณภาพออกมาติดต่อกันไม่ขาดสาย โดยเฉพาะการแต่งและคัดเลือกเพลงให้เหมาะกับบุคคลิกและระดับเสียงของนักร้องแต่ละคน การเรียบเรียงเสียงประสานเพื่อให้ดนตรีแต่ละชิ้นมีความสอดคล้องกลมกลืน จนสามารถถ่ายทอด ความหมาย ความรู้สึกของบทเพลงนั้นๆ ได้สมบูรณ์เต็มที่

“ทั้งยังจัดตั้ง โรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรีขึ้นเพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านดนตรีให้แก่ผู้สนใจทั่วไป เป็นการสร้างคลื่นลูกใหม่ให้กับวงการเพลงเรื่อยมาจนปัจจุบัน

“ครูเอื้อ สุนทรสนาน และ วงดนตรีสุนทราภรณ์ ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ถวายงานรับใช้ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในโอกาสต่างๆ เป็นประจำเสมอมา ทั้งงาน เพลงพระราชนิพนธ์ งานแสดงดนตรีเพื่อประชาชน ที่สถานีวิทยุ อ.ส. เวทีลีลาศสวนอัมพร และงานฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ในที่ต่างๆ เป็นระยะเวลาอันยาวนานติดต่อกัน จนได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทาน เพลงพระมหามงคล ให้เป็นเพลงประจำวง และพระราชทานธง ภ.ป.ร. เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับ วงดนตรีสุนทราภรณ์ อีกด้วย

“ส่วนตัวของ ครูเอื้อ สุนทรสนาน นั้น ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานรางวัลในโอกาสต่างๆ ตราบจนบั้นปลายของชีวิต เพราะครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีและซาบซึ้งในน้ำพระทัยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตลอดมา

“นอกจากนี้ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ยังเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้งสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ร่วมกับ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ และชมพู อรรถจินดา ทนายความชื่อดัง เพื่อพัฒนาส่งเสริมให้นักดนตรีไทยมีความรู้ความชำนาญสามารถแข่งขันกับนักดนตรีต่างชาติได้ ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมดนตรีฯ สมัยหนึ่งอีกด้วย”

คอนเสิร์ตครั้งนั้น จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2544 งานนั้น มีประวัติความเป็นมาสืบย้อนไปได้ถึง 20 ปี นั่นคือ เมื่อครูเอื้อเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 นั้น ข่าวการเสียชีวิตของครูเอื้อถูกข่าวที่ใหญ่กว่ามาก “กลบ” ไปแทบหมด เพราะวันนั้นเกิด “กบฏยังเติร์ก” ที่มีการนำกองทหารออกมายึดกรุงเทพฯ ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่สถานการณ์พลิกกลับเมื่อกลุ่มผู้ก่อการยอมปล่อยตัวพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ออกจากบ้านสี่เสาเทเวศร พลเอกเปรมได้ถอยไป “ตั้งหลัก” ที่โคราช และนำทัพปราบผู้ก่อการลงได้สำเร็จ ข่าวมรณกรรมของครูเอื้อจึงถูกกลบไปแทบหมด

แต่แน่นอนว่าครูเอื้อนั้นเป็นบุคคลสำคัญอย่างมากในทางดนตรีเกินกว่าที่ข่าวใหญ่ใดๆ จะกลบได้หมด และก็มีคนที่มีวิสัยทัศน์อย่างคุณสมัคร สุนทรเวช ที่ต่อมาได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และต่อมายังได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรี ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า “ถ้าวันหนึ่งวันใดท่านมีอำนาจวาสนา ท่านจะสร้างรูปครูเอื้อไว้ในที่สาธารณะให้เหมือนนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ เช่น โยฮันน์ ชเตราสส์”

ต่อมา เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และได้รับเชิญมาเป็นนักร้องกิตติมศักดิ์ให้กับวงดนตรีสุนทราภรณ์ คุณสมัครได้กล่าวบนเวทีว่า พร้อมแล้วที่จะทำรูปปั้นครูเอื้อไว้ที่สวนลุมพินี เพราะเป็นสถานที่ที่วงดนตรีสุนทราภรณ์แสดงเป็นประจำ และท่านก็ยังถามออกไมโครโฟนว่า มีใครที่จะให้การสนับสนุนบ้าง

ซึ่งในวันนั้น ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. นั่งฟังเพลงอยู่ด้วย จึงเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วตอบว่า อ.ส.ม.ท. ยินดีให้เวลาสุนทราภรณ์จัดรายการเพื่อหารายได้เป็นทุน ซึ่งประสบความสำเร็จ มีผู้บริจาคเงินให้รวม 2 ล้านบาท โดยคุณอาภรณ์ กรรณสูต ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของครูเอื้อประเดิมบริจาคเป็นคนแรก 1 แสนบาท ได้เงินเพียงพอ ค่ารูปปั้น และอนุสรณ์สถานครูเอื้อก็ดำเนินการต่อมาจนสำเร็จด้วยดี มีคำจารึกประวัติครูเอื้อที่ไว้อย่างสมบูรณ์งดงาม รูปปั้นเป็นฝีมือครูกนก บุญโพธิ์แก้ว ช่างจากกรมศิลปากร น้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม สูง 2.55 เมตร เด่นสง่าให้ประชาชนไปชมและชื่นชมอยู่ในสวนลุมพินี สืบมา

*******************


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (22)
https://www.posttoday.com/columnist/686576

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.049 seconds with 16 queries.