User Info
Welcome,
Guest
. Please
login
or
register
.
06 May 2026, 10:42:43
1 Hour
1 Day
1 Week
1 Month
Forever
Login with username, password and session length
Search:
Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ
http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914
Posts in
14,763
Topics by
70
Members
Latest Member:
KAN
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
|
เรื่องราวน่าอ่าน
|
เรื่องเล่าจากความทรงจำที่หาฟังยาก
|
ตำนานสุนทราภรณ์ (16) - (20)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
« previous
next »
Pages:
[
1
]
Author
Topic: ตำนานสุนทราภรณ์ (16) - (20) (Read 176 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
ตำนานสุนทราภรณ์ (16) - (20)
«
on:
21 April 2026, 09:55:50 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (16) - (20)
ตำนานสุนทราภรณ์ (16)
29 เมษายน 2565
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
*************
หนังสือชุด “82 ปี สุนทราภรณ์อนุสรณ์ฝากไว้” เล่มที่ 8 ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายในชุดชื่อว่า “สุนทรียะ มาร์เก็ตติ้ง กรณีศึกษา เสรีเซ็นเตอร์ : สุนทราภรณ์” เป็นเรื่องราวของการนำวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปทำ “การตลาด” ให้กับศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็น “งานครีเอตีฟว์” หรือ “งานสร้างสรรค์” ของผู้เขียนคือ คุณไพบูลย์ สำราญภูติ นักบริหารธุรกิจ-นักการตลาด มืออาชีพ ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้บริหารศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ที่กำลัง “ซบเซา” ให้ “มีชีวิตชีวา” ขึ้นมา
ดังที่คุณเสนีย์ แดงวัง ประธานกรรมการบริษัทลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ได้เขียนคำนิยมไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า “เมื่ออาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติได้เข้าไปบริหารงานในด้านอสังหาริมทรัพย์ ของกลุ่มธุรกิจพรีเมียร์ (โอสถสภา) โดยเฉพาะที่ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ (พาราไดซ์พาร์ค ถนนศรีนครินทร์) โดยนำวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปแสดงฟรีคอนเสิร์ต ตามแผน Music Marketing ที่ได้ผลดีเกินคาด จนศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ได้กลับคืนฟื้นชีพมาอีกครั้งหนึ่ง” (เล่ม 8 น. [32])
หนังสือ “สุนรียะมาร์เก็ตติ้ง” คือการ “ถอดบทเรียน” จาก “ความสำเร็จ” นี้ออกมาเป็นหนังสือเล่มหนาพอสมควร นั่นคือความหนารวมทั้งสิ้น 508 หน้า นับเป็นตำราวิชาการตลาดจากตัวอย่างของจริงที่ควรค่าแก่การอ่าน ทั้งเพื่อเป็นตำราประกอบการศึกษาวิชาการตลาด และเพื่อประดับความรู้เรื่องราวของวงดนตรีสุนทราภรณ์ หนังสือเล่มนี้ ไม่เพียงเล่าเรื่องราวของการทำการตลาดให้แก่ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์
แต่ที่สำคัญคือเป็นการศึกษาและจัดระบบให้แก่ผลงานของครูเอื้อ สุนทรสนาน และวงดนตรีสุนทราภรณ์จนมีความถูกต้อง สมบูรณ์ มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นการ “สังคายนา” ใหญ่ครั้งหนึ่งของวงดนตรีสุนทราภรณ์เลยทีเดียว โดยเป็น “ประสบการณ์ตรง” ของอาจารย์ไพบูลย์ “ที่ได้ประสบพบเห็นมาด้วยตนเองในเวลา 3 ปีเต็ม” ซึ่งน่ายินดีสำหรับคนไทยและสังคมไทยที่อาจารย์ไพบูลย์ได้เขียนเล่าเอาไว้ เพื่อ “เหตุการณ์หรือเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ก็อาจกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันต่อๆ ไป จะถือว่าเป็นเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังหรืออะไรก็ได้ แล้วแต่จะว่ากันไป เพราะนับวันเหตุการณ์แบบนี้ คงจะเกิดขึ้นได้ยากเต็มที” (เล่ม 8 น. 3)
คุณไพบูลย์ได้รับการติดต่อให้เข้าไปบริหารศูนย์การค้าแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2536 ซึ่งเวลานั้นศูนย์การค้าแห่งนี้ “กำลังประสบปัญหาที่จะต้องแข่งขันกับโครงการซีคอนสแควร์ของกลุ่มธุรกิจซอโสตถิกุล (เจ้าของรองเท้านันยาง และโครงการสยามสแควร์ ที่มีโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยมากในอดีต คือ สยาม ลิโด้ และสกาลา มีเนื้อที่ 100 ไร่ อยู่บนถนนศรีนครินทร์ด้วยกัน และอยู่ดักหน้าลูกค้าก่อนจะมาถึงศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์เสียด้วย” (เล่ม 8 น.5-6)
คุณไพบูลย์ เป็นนักบริหารมืออาชีพ มีประสบการณ์มากมาย “เกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก่อนหลายแห่ง เช่น บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด แห่งประเทศไทย จำกัด (บริหารด้านสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันใน กทม.) บริษัทสากลเคหะธนาธรจำกัด ... หมู่บ้านเสนานิเวศน์ ... หมู่บ้านศรีนครแลนด์ , หมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์, เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ , นิคมอุตสาหกรรมบางปู” (เล่ม 8 น.5)
คุณไพบูลย์ วิเคราะห์ธุรกิจของศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ และคู่แข่งโดยรอบอย่างเป็นระบบรอบด้าน ออกตระเวนไปดูของจริงจนทะลุปรุโปร่ง พบ “โจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย” มากมาย โดยเฉพาะเมื่อไปเปรียบเทียบกับศูนย์การค้าอย่างซีคอนสแควร์ ซึ่ง “ได้เปรียบ เพราะมีพื้นที่ใหญ่กว่ามาก หน้ากว้างติดถนนใหญ่ยาวกว่า มีร้านค้า กิจกรรมหลากหลายกว่า และมีกลุ่มลูกค้ามากกว่าผสมกันทุกระดับ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ผู้มีรายได้ปานกลาง ระดับต่ำ และระดับสูงอีกด้วย” (เล่ม 8 น. 21)
ในที่สุด ได้ข้อสรุปฟันธงว่าต้องยึด “กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเดิม และปรับแผนการทำกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงในด้านการส่งเสริมการตลาด และการส่งเสริมการขาย เพื่อดึงดูด จูงใจ ชักชวน ให้ลูกค้าเข้าศูนย์ โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าวัยทำงาน ซึ่งเป็น พ่อ แม่ หรือครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ อยู่ในวัยเรียนเป็นสำคัญ ..... กิจกรรมที่น่าสนใจส่วนใหญ่ที่ทำกันในตอนนั้น ก็จะเป็นโรงเรียนกวดวิชา, โรงเรียนสอนพิเศษ, โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ, โรงเรียนสอนกีฬา วิชาป้องกันตัว เช่น มวยไทย, คาราเต้, เทควันโด, สอนงานศิลปะ ดนตรี ขับร้อง เต้นรำ บัลเลต์ ฯลฯ และจัดเตรียมร้านอาหาร และตลาดสดติดแอร์ เพื่อบริการบรรดาผู้ปกครอง ที่มารับส่งลูกๆ เรียนพิเศษโดยเฉพาะ” (เล่ม 8 น. 24)
เมื่อคิดจะลองเอาโรงเรียนสอนดนตรีเข้าไปในศูนย์การค้า คุณไพบูลย์คิดถึงโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอย่างสยามดนตรียามาฮ่า ก็พบว่า “ลำบาก” เพราะช่วงนั้น “สยามดนตรียามาฮ่า มีนโยบายที่จะขยายไปในแนวทางการสร้างดีลเลอร์ หรือตัวแทนจำหน่าย มากกว่าลงทุนทำเอง” (เล่ม 8 น.25)
ตัวเลือกที่สองคือ ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้สร้างวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งสามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ต่อมาก็ “ปิดฉาก” ลง ตามหลักอนิจจัง เมื่อศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ “เปลี่ยนเจ้าของ และเปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่ โดย (โรงเรียนดนตรีของ ดร.สุกรี) ย้ายไปอยู่ที่ชั้น 4 ของศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ซึ่งเป็นคู่แข่งขันกับศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์มาตั้งแต่ต้น” (เล่ม 8 น.35)
กิจกรรมต่อไปคือ การจัดแสดงดนตรีเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าศูนย์การค้า ซึ่งเดิมมักจะเน้นไปที่การแสดงดนตรีของพวกวัยรุ่น ซึ่งมิใช่ “กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย”คือ “คนทำงาน อายุประมาณ 35 ปี ขึ้นไป” ซึ่งปกติมักจัดกันที่หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หรือศาลาเฉลิมกรุง คุณไพบูลย์จึงไปปรึกษากับสุเทพ วงศ์กำแหง ในฐานะที่เป็น “ศิลปินแห่งชาติและเป็นนายกสมาคมนักร้องแห่งประเทศไทย รวมทั้งเป็นพี่เอื้อยอยู่ในวงการ” เพราะต้องจัดหาวงดนตรี และบรรดานักร้องทั้งหลายทั้งปวง แวะเวียนกันไปขับร้อง กันเป็นประจำทุกอาทิตย์ตลอดทั้งปี” (เล่ม 8 น.36)
มีการพิจารณาเลือกวงดนตรี 3 วง แต่ “ไม่ลงตัว” และมา “ลงตัว” ที่วงสุนทราภรณ์ ซึ่งก็มี “เงื่อนปม” ให้ต้องแก้ไขอีกมากพอสมควร เพราะเดิมวงดนตรีสุนทราภรณ์ ถือกำเนิดจาก “วงดนตรีบริษัทไทยฟิล์ม ที่ครูเอื้อยกเข้ามาสังกัดกรมโฆษณาการ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 ตามคำชักชวนของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ซึ่งถือเป็นวันก่อตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์”
วงดนตรีนี้ ครูเอื้อเป็นหัวหน้าวงจนเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยถ้าไปบรรเลงเป็นทางการก็ใช้ชื่อว่าวงดนตรีกรมโฆษณาการในตอนแรก และเปลี่ยนเป็นวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์เมื่อชื่อกรมเปลี่ยน แต่เริ่มตั้งชื่อเป็นสุนทราภรณ์เมื่อ พ.ศ. 2486 เมื่อ “รับงานราษฎร์” และมีการแยกบทบาทกันชัดเจน โดยวงดนตรีเดียวกันนั้นเอง
ครูเอื้อได้เตรียมการหลังเกษียณไว้อย่างดี โดยการตั้งโรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรีขึ้นในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นปีที่เกษียณอายุ แต่ครูเอื้อได้ต่ออายุราชการ 2 ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์จึงเป็นอิสระจากราชการกรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2514 แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะนักร้องที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ยัง รับราชการอยู่ในกรมประชาสัมพันธ์ต่อไปอีกหลายปี จึงเกิดปรากฏการณ์วงดนตรีสุนทราภรณ์ 2 วง อยู่หลายปี
************
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (16)
https://www.posttoday.com/columnist/681759
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
Re: ตำนานสุนทราภรณ์ (16) - (20)
«
Reply #1 on:
21 April 2026, 09:56:36 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (17)
03 พฤษภาคม 2565
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
************************
วงดนตรีสุนทราภรณ์ยุคหลังจากที่ครูเอื้อเกษียณอายุจากกรมประชาสัมพันธ์มี 2 วง คือ วงของกรมประชาสัมพันธ์กับวงสุนทราภรณ์ของครูเอื้v
วงของกรมประชาสัมพันธ์ มีชื่อว่า วงดนตรีสังข์สัมพันธ์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสังคีตสัมพันธ์ มีโลโก้เป็นรูปเทวดาเป่าสังข์ สวมเสื้อทีมใหญ่เป็นสีเขียว ส่วนวงสุนทราภรณ์ของครูเอื้อตราโลโก้เป็นตราดั้งเดิมคือ รูปท้าว ปัญจสิขรดีดพิณ และเสื้อทีมเป็นสีเลือดหมูดั้งเดิม
วงดนตรีสังข์สัมพันธ์ หรือสังคีตสัมพันธ์ ของกรมประชาสัมพันธ์เป็นวงดนตรี “ที่สามารถบรรเลงเพลง สุนทราภรณ์ได้ทุกเพลง นักดนตรีทุกคนเป็นนักดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์ โน้ตเพลงก็เป็นโน้ตชุดเดียวกันกับที่เคยเล่นกันมาตั้งแต่ครั้งที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นหัวหน้าวงและสร้างไว้ใช้บรรเลง ที่สำคัญก็คือนักร้องทุกคนล้วนแต่เป็นตัวจริงเสียงจริงที่เคยร้องเพลงสุนทราภรณ์ เคยสังกัดวงดนตรีสุนทราภรณ์มาก่อนด้วยกันทุกคน” (เล่ม 8 น. 42)
นักร้องที่เป็นที่รู้จักและนิยมของแฟนเพลงส่วนใหญ่ในเวลานั้น ยังรับราชการอยู่ในกรมประชาสัมพันธ์ เช่น วินัย จุลละบุษปะ, ศรีสุดา รัชตะวรรณ, วรนุช อารีย์, เลิศ ประสมทรัพย์, สมศักดิ์ เทพานนท์, มาริษา อมาตยกุล ส่วนวงดนตรีสุนทราภรณ์ ของครูเอื้อ นักร้องส่วนใหญ่เป็นรุ่นใหม่ ยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเท่า เช่น บรรจงจิตต์ พัฒนาสันต์, เจือนศักดิ์ น้อยสุวรรณ, พรศุลี วิชเวช ผู้ว่าจ้างที่ต้องการวงสุนทราภรณ์ไปบรรเลงในงานต่างๆ มักกำหนดตัวนักร้องที่ชื่นชอบด้วย วงดนตรีที่ได้ไปบรรเลงจึงมักเป็นวงสังข์สัมพันธ์หรือสังคีตสัมพันธ์เป็นส่วนมาก วงดนตรีสุนทราภรณ์จึงไม่เข้มแข็งมั่นคงเช่นเดิม โดยเฉพาะเมื่อครูเอื้อเริ่มป่วยและจากไป แต่ยังประคับประคองตัวต่อมาได้โดยมี ครูดำ หรือครูพูลสุข สุริยพงษ์รังสี ซึ่งเป็นหลานตาของครูเอื้อมารับหน้าที่ และมีครูสริ ยงยุทธ ทำหน้าที่หัวหน้าวง
ครูสริ ยงยุทธ เป็นนักดนตรีรุ่นเดียวกับครูเอื้อ เป็นศิษย์พระเจนดุริยางค์รุ่นเดียวกัน “เป็นนักเปียโนฝีมือฉกาจหาใครทานได้ยาก จึงมีทั้งอาวุโสและบารมีเป็นที่รู้จักยาวนานเท่าครูเอื้อ สุนทรสนาน และเป็นนักดนตรีที่ได้ร่วมวง อส. ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาโดยตลอด และยังได้รับพระราชทานเสมาเงินเนื่องในโอกาส 60 ปี วงสุนทราภรณ์” (เล่ม 8 น. 48)
เพลงต่างๆ ที่เป็นผลงานของวงดนตรีสุนทราภรณ์สูงด้วยคุณค่าของทั้งคีตศิลป์และดุริยางคศิลป์ จับใจผู้คนมายาวนาน แม้จะไม่ยิ่งใหญ่และเข้มแข็งเหมือนสมัยที่ครูเอื้อยังอยู่ แต่ก็ยัง “ครองใจ” คนจำนวนไม่น้อย ดังรายการชีวิตกับเพลง ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี ได้ขอให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ไปออกรายการเป็นประจำทุกเดือน รายการวิทยุ “ชีวิตกับเพลง” ของ เมธี ยิ่งยวด ดีเจชื่อดัง ก็เปิดเพลงของสุนทราภรณ์เป็นประจำ
ในที่สุดอาจารย์ไพบูลย์ ก็ตัดสินใจ เลือกวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปทำ “สุนทรียะมาร์เก็ตติ้ง” ให้กับศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ ไม่เลือกบรรดานักร้องชื่อดังเวลานั้น เพราะ “ล้วนแต่เป็นนักร้องอิสระ ไม่ได้สังกัดค่าย การติดตามดูแลการฝึกซ้อมน่าจะไม่ราบรื่น ที่สำคัญก็คือ งบประมาณค่าใช้จ่ายที่สูงเอาการ” (เล่ม 8 น.50)
แต่ในตอนแรกครูพูลสุข สุริษพงษ์รังสี หรือ ครูดำ หัวหน้าวงดนตรีสุนทราภรณ์ ไม่กล้ารับปาก “เพราะไม่แน่ใจว่าลูกค้าที่มาซื้อข้าวซื้อของ ในศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ จะให้ความสนใจ จะฟังและชมการแสดงของวงดนตรีสุนทราภรณ์หรือไม่ หากลูกค้ามัวแต่เดินไปเดินมา วงดนตรี นักดนตรี นักร้อง ก็คงหมดกำลังใจแน่ๆ ที่สำคัญวงดนตรีสุนทราภรณ์เคยเล่นแต่งานบอล งานเต้นรำ หรือเป็นสถานที่ที่จำกัด เป็นสัดเป็นส่วน ไม่เคยคิดที่จะต้องมาเล่นในศูนย์การค้าแบบนี้มาก่อนเลย”
แต่ในที่สุดครูดำก็รับ เมื่อได้รับฟังแผนงานและรายละเอียดต่างๆ ซึ่งมีการวางแผนและเตรียมการอย่าง “มืออาชีพ” โดยแท้ คือ
ประการที่หนึ่ง การจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นการจัดดนตรีในแนวใหม่ ที่มีความทันสมัย ระบบแสง สี เสียง บรรยากาศเป็นกันเอง สะดวก อากาศเย็นสบาย เพราะอยู่ในศูนย์การค้าติดแอร์ ไม่ใช่แบบดนตรีในสวนที่ สวนลุมพินี หรือสังคีตศาล
ประการที่สอง เป็นฟรีคอนเสิร์ต ไม่เก็บเงินค่าดู และจัดเป็นประจำตลอดปี ทำให้วางแผนที่จะเข้าชมได้ตามใจชอบ
ประการที่สาม มีเก้าอี้นั่งที่ระบุหมายเลข โดยลูกค้าจะต้องมาลงทะเบียนจองตามที่กำหนด เพื่อให้เป็นระเบียบ ไม่ต้องแย่งชิงที่นั่ง หรือจองที่นั่งกันแบบไทยๆ คือเอากระเป๋าหรือถุงข้าวของวางบนเก้าอี้แทนตัว ล่าสุดเห็นในเวบไซต์โดยใช้รองเท้าวางจองคิวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ส่วนเจ้าตัวนั่งรออยู่บนเก้าอี้ ไม่ต้องยืนเข้าคิวให้เมื่อยขา
ประการที่สี่ จะพิมพ์สูจิบัตร ขนาด 16 หน้ายก บอกรายชื่อเพลง นักร้อง เรื่องราว รายละเอียดของเพลง และเนื้อเพลงแต่ละเพลง แจกให้ฟรี ติดมือเอาไว้อ่าน ร้องคลอ และถือกลับบ้านอีกด้วย
ประการที่ห้า การแสดงจะเริ่มประมาณ 13.30 น. ซึ่งน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะที่สุด เพราะมารับประทานอาหารกลางวันที่ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์แล้วมาดูคอนเสิร์ตได้สบาย โดยลงทะเบียนจองล่วงหน้า การแสดงจะสิ้นสุด 16.30 น. ก็น่าจะเป็นเวลาที่เดินซื้อของกิน ของใช้ หิ้วกลับได้พอดี
ประการที่หก การบรรเลงในแต่ละครั้ง จะมีเพลงที่คัดสรรให้เข้ากับแนวของเพลง ประมาณ 30 เพลง เป็นอย่างต่ำต่อครั้ง
ประการที่เจ็ด เพลงที่จะใช้บรรเลงจะมีทีมงานคอยคิด กำหนด แนวเรื่อง แนวเพลง ให้เล่น ที่เรียกว่า Theme เช่น วันเกิดครูเอื้อ สุนทรสนาน (เดือนมกราคม) ; วันเกิดครูแก้ว อัจฉริยะกุล (เดือนพฤษภาคม) ; เพลงเกี่ยวกับวันนักขัตฤกษ์ ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง ; เพลงเกี่ยวกับสถาบัน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ; สถาบัน 4 เหล่าทัพ : นายร้อย จปร. , นายเรือ, นายเรืออากาศ, ตำรวจ ; เพลงเกี่ยวกับความรัก ; เพลงเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เรียกว่า ได้ฟัง อิ่มทั้งหู ได้ความรู้ ความเพลิดเพลิน พร้อมกันไปด้วย
ประการที่แปด รายการนี้จะจัดตลอดทั้งปี ทุกบ่ายวันเสาร์ โดยเซ็นสัญญากันตลอดทั้งปี ในอัตราค่าจ้างที่เป็นธรรม ซึ่งมากกว่าที่วงดนตรีสุนทราภรณ์เคยได้รับ เพราะต้องทำการบ้าน ต้องซักซ้อมเพลงที่คิดค้นกันมาให้บรรเลง
ประการที่เก้า ในกรณีที่ต้องเชิญนักร้องอาวุโสในวงการ เช่น รวงทอง ทองลั่นธม, รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส, ดาวใจ ไพจิตร หรือนักร้องศิษย์เก่า ของครูเอื้อ สุนทรสนาน จากกรมประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นวินัย จุลละบุษปะ ศรีสุดา รัชตะวรรณ, วรนุช อารีย์, มาริษา อมาตยกุล ฯลฯ ก็จะมีงบพิเศษให้เป็นครั้งคราวไป
ประการที่สิบ ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ รายการฟรีคอนเสิร์ตนี้อย่างต่อเนื่องตลอดปี สรุปว่า รายการฟรีคอนเสิร์ตนี้ ทุกคน วิน วิน วิน (3 วิน) กันหมด คือทีมงานของศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยออกแรงในการติดต่อประสานงานมากเหมือนเมื่อก่อน
วงดนตรีสุนทราภรณ์มีงานเล่นประจำเป็นหลักแหล่ง แฟนเพลงสุนทราภรณ์ทุกกลุ่มทุกรุ่นก็จะได้สัมผัสกับฟรีคอนเสิร์ตอย่างใกล้ชิด และมีโอกาสได้ยืดเส้นยืดสาย หากเป็นรายการลีลาศ รำวง
ส่วนร้านค้า ที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญของศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ก็น่าจะได้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เข้ามาอุดหนุนซื้อของกันอีกด้วย (เล่ม 8 น.53-55)
.
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (17)
https://www.posttoday.com/columnist/682052
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
Re: ตำนานสุนทราภรณ์ (16) - (20)
«
Reply #2 on:
21 April 2026, 09:57:16 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (18)
13 พฤษภาคม 2565
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
******************
งานส่งเสริมการตลาดด้วยดนตรีสุนทราภรณ์ของอาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ เป็นงานทางความคิด ที่ใช้วิชาการ และการเตรียมการอย่างเป็นระบบโดยแท้ ตั้งแต่การตั้งชื่อโครงการว่า “รายการสุนทราภรณ์รำลึก” และเปิดโรงปฐมฤกษ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ด้วยธีม (Theme) ชื่อ “เอื้อ สุนทรสนาน กับผลงานเพลงอมตะตลอดกาล” โดยเลือกแนวเพลงที่เป็นผลงานการขับร้องของครูเอื้อล้วนๆ ตั้งแต่เพลงของเรา, เพลงโยสลัม, เพลงยอดดวงใจ, เพลงคิดถึง, เพลงใจรัก, เพลงนางฟ้าจำแลง, เพลงระบำชาวไร่, เพลงในฝัน, เพลงยามดึก, เพลงดำเนินทราย, เพลงชะตาฟ้า, เพลงพระเจ้าทั้งห้า, เพลงแด่ที่รักใคร่ ฯลฯ
การเริ่มเบิกโรงปฐมฤกษ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2538 เป็นการปรับแผนจากเดิมจะจัดตอนบ่ายวันเสาร์ เป็นเย็นวันอาทิตย์แทน ตั้งแต่ 17.00-20.00 น. ณ เวทีการแสดงชั้น 2 ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์
นอกจากเลือกเพลงที่จะสร้างความประทับใจแก่ผู้ฟัง ผู้ชม ซึ่งจะค่อยๆ ลืมเลือนไปในเวลาไม่ช้า สิ่งที่จะดำรงอยู่ที่สำคัญ คือสูจิบัตรขนาด 16 หน้ายก 30 หน้า ที่มีเนื้อเพลง และประวัติความเป็นมาของเพลงที่จะบรรเลงแต่ละเพลง
สูจิบัตรของรายการปฐมฤกษ์ มีการอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 9 ที่พระราชทานแก่วงดนตรีสุนทราภรณ์ในวันครบรอบ 30 ปี เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512 มาเพื่อเป็น “พระบรมราโชวาท” และเพื่อความเป็นสิริมงคล
“.... จึงขอให้พยายาม รักษาอุดมคติที่วางไว้แต่ต้นว่าวงดนตรีสุนทราภรณ์นี้จะปฏิบัติเพื่อศิลปะแท้ๆ คือ หมายความว่า จะเล่นดนตรีเพื่อให้เป็นศิลปะที่ดี ให้เป็นที่นิยมของประชาชน และเพื่อให้ประชาชนได้มีความบันเทิง ให้ประชาชนรู้จักว่าดนตรีคืออะไร นั่นก็เป็นหน้าที่ของศิลปินที่ดี ...”
“.... จงนึกว่า สุนทราภรณ์เป็นครอบครัวใหญ่ ต้องเห็นใจกัน นับวันครอบครัวนี้จะใหญ่ขึ้นทุกที มีผู้มาสมทบมากขึ้น และการปฏิบัติเพื่อชื่อสุนทราภรณ์ ดนตรีสุนทราภรณ์นั้น เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่เป็นของเอื้อ สุนทรสนาน แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
“ขอให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ อยู่ยงต่อไป ด้วยความสามัคคี ด้วยความตั้งใจเชิดชูความดี และให้เป็นศิลปะโดยแท้ ...”
สำหรับประวัติของเพลง เช่น เพลงเพลงของเรา ที่ครูเอื้อแต่ทำนอง และครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ แต่ง คำร้อง มีประวัติสั้นๆ ว่า “เพลงนี้ประพันธ์ขึ้น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512 เพื่อใช้ในวันเกิดของวงดนตรี สุนทราภรณ์ครบ 30 ปี คำร้องที่ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ แต่งขึ้น มีถ้อยคำที่สัมผัสทั้งคำและเสียงหลายตอน ซึ่งมีความหมายที่เหมาะสมมาก เช่น พระพรเทพพลีเวทย์หวาน หรือ หวานปานทิพย์ ลิบฟ้า ท่วงทำนองที่ให้ก็ฟังแล้วสนุกและเร้าใจไม่น้อยเลย...”
การจัดคอนเสิร์ตอย่างมีแนวคิดชัดเจน และมีการศึกษา ค้นคว้าจัดทำสูจิบัตรอย่างตั้งใจ และอย่างมืออาชีพ คอนเสิร์ตที่มุ่งทำเพื่อ “การตลาด” ตามแนวคิด “สุนทรียะมาร์เก็ตติ้ง” จึงเป็นคอนเสิร์ตที่มี “สารัตถประโยชน์” ต่อแฟนเพลงผู้ชมและต่อสังคมโดยแท้
หลังรายการเบิกโรงปฐมฤกษ์ในวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2538 แล้ว รายการสุนทรณ์รำลึกก็มีกำหนดการต่อเนื่องไปจนสิ้นปี โดยครั้งที่ 2 จัดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2538 เป็นรายการ “รวงทอง ทองลั่นธม เจ้าของเสียงน้ำเซาะหิน” ซึ่งรวงทองยังเป็น “แม่เหล็ก” ให้แก่แฟนเพลงสุนทราภรณ์จำนวนมาก และการจัดก็มีการเตรียมการอย่างดี
ครั้งต่อๆ ไป จัดต่อเนื่องไปจนสิ้นปี พ.ศ. 2538 โดยมีชื่อรายการได้แก่ เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย : สุปาณี พุกสมบุญ, เพลงรักหวานซึ้ง : วรนุช อารีย์, บทเพลงแห่งความหลัง, ลีลาศกับสุนทราภรณ์, ขี่ความขี่เก๋งก็ เหมือนกัน : เลิศ ประสมทรัพย์, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ฝากใจกับจันทร์, ทำนองเอื้อ เนื้อแก้ว, กวีรสในบทเพลง, สุนทราภรณ์กับเพลงสถาบัน, เอื้อ สุนทรสนาน ชอุ่ม ปัญจพรรด์ : อาหลานสร้างสรรค์เพลง, ลีลาศใต้แสงจันทร์ วันลอยกระทง : พรีเมียร์ พระราม 9, วินัย จุลละบุษปะ ศรีสุดา รัชตะวรรณ : น้ำตาลใกล้มด, 56 ปี วงดนตรี สุนทราภรณ์, โปรดฯ ให้บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์, จังหวะชีวิต, คิดถึงละคร และ เที่ยวทั่วไทย
รายการนี้มีผู้ชม ผู้ฟัง เป็นขาประจำที่เหนียวแน่นมาก “จึงไม่ต้องการฟังเพลงซ้ำ และต้องการเพลงลึกๆ ที่ไม่ค่อยเคยได้ยินได้ฟังกันมาก่อน ซึ่งก็เป็นผลดีต่อวงดนตรีสุนทราภรณ์เองโดยตรง ที่ได้นำเพลงหลายเพลงมาจัดทำโน้ตใหม่ ต่อเพลงใหม่ จนได้รับคำชมและกล่าวขวัญกันทั่วหน้า” (เล่ม 8 น.61)
งานนี้ผู้ที่มีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลัง คือ รัษฎา เอี่ยมมีศรี เจ้าของนามแฝง “เขมราษฎร์” ซึ่งได้เขียนเล่าเรื่องราวไว้ว่า
“ผมโชคดี ที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมทำ โครงการ ฟรีคอนเสิร์ต สุนทราภรณ์รำลึก ที่ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ ถนนศรีนครินทร์ ระหว่าง พ.ศ. 2538-2539 กว่า 60 ครั้ง หน้าที่หลักของผม คือ การวางแผนงาน กำหนดแนวทางของเพลง และ ชื่อของรายการ ในแต่ละตอน ติดต่อประสานงานกับนักร้องรับเชิญในแต่ละครั้ง โดยในช่วงแรกนั้น มี คุณจารุลินทร์ มุสิกะพงษ์ เป็นผู้คิดและกำหนดเพลงให้ หลังจากนั้นผมก็เหมาเองเพียงคนเดียว”
อาจารย์ไพบูลย์ สรุปชี้ประเด็นสำคัญของงานนี้ว่า
“ เพลงในแต่ละตอนที่กำหนดให้บรรเลงนั้น เกือบทั้งหมดจะไม่ซ้ำกัน เพราะต้องแสดงทุกวันเสาร์ในแต่ละสัปดาห์ เดือนละประมาณ 4-5 ครั้ง ผมจึงให้ แฟนเพลง ผู้ฟัง ผู้ชม ได้เห็นและประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ ที่มีเพลงเป็นของตัวเองมากมายกว่า 2,000 เพลง จึงไม่ต้องการเน้นเล่นให้เฉพาะเพลงที่ฮิต หรือเพลงที่ติดตลาดทั่วไป
จากแนวคิดนี้ ผมและทีมงานต้องทำงานหนัก ที่ต้องค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อกำหนดแนวทาง กำหนดเพลง และทำสูจิบัตรแจกฟรี รวมทั้ง วงดนตรีสุนทราภรณ์ โดยเฉพาะ ครูดำ หรือ คุณพูลสุข สุริยพงษ์รังษี หัวหน้าวงก็ต้องทำงานกันหนักขึ้น โชคดีที่ทุกคนตั้งใจทำงานนี้อย่างจริงจัง อย่างน่าปลื้มใจ ทั้งส่วน ทีมงาน พิธีกร นักร้อง นักดนตรี
เพลงหลายเพลง ต้องเขียนโน้ตขึ้นมาใหม่ เพราะต้นฉบับสูญหาย เพลงหลายเพลงนักร้องต้องต่อใหม่ เพราะไม่เคยร้อง หรือเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
คุณชวลี ช่วงวิทย์ ครอบครัว คุณเลิศ ประสมทรัพย์ ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ และ ครูพรพิรุณ ฯลฯ
เป็นอันว่าผลของ สุนทรียะมาร์เก็ตติ้ง โดยนำเอาวงดนตรีสุนทราภรณ์ เพลงสุนทราภรณ์ ไปใช้ที่ ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ ได้รับความสำเร็จ เป็นที่กล่าวขวัญกันมากแม้กระทั่งทุกวันนี้
อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า แนวคิดหรือแผนงานของคนเก่าคนเดิมนั้น ไม่ควรมองข้าม ควรให้ความสำคัญหรือยอมรับ แล้วนำมาวิเคราะห์ แก้ไข ปรับใช้ ให้เหมาะสม ไม่ควรทิ้งไปโดย ไร้ประโยชน์
การศึกษาวิจัยก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากในด้านวิชาการ อย่างน้อยก็เป็นแผนที่เดินทาง (Road Map) อยู่แต่ว่าจะอ่านและตีความ จะได้ไม่หลงทางกันอย่างไรมากกว่า ไม่ควรทำงานโดยอาศัยประสบการณ์ หรือ ความเชื่อมั่นเฉพาะตัวหรือกึ๋นเพียงอย่างเดียว
ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ และอีกหลายโครงการที่ผมได้มี โอกาสทำ และประสบความสำเร็จ ในระดับหนึ่งนั้น ก็เพราะผมเห็นความสำคัญ นำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาผสมกันให้สอดคล้องเหมาะสมลงตัว จึงจะออกดอกออกผลเป็นไปอย่างที่ต้องการ
จะเรียกว่าเป็น Mix Strategies การผสมกลยุทธ์ หรือ กลยุทธ์ลูกผสม ก็น่าจะได้ ไม่ผิดกติกา อันใด
********************
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (18)
https://www.posttoday.com/columnist/682897
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
Re: ตำนานสุนทราภรณ์ (16) - (20)
«
Reply #3 on:
21 April 2026, 09:57:57 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (19)
24 พฤษภาคม 2565
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
****************
น่ายินดีที่การนำวงดนตรีสุนทราภรณ์มา “ทำการตลาด” แก่ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ของอาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ ไม่เพียงทำให้ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ฟื้นจากสภาพซบเซาเท่านั้น แต่ยังมีผลสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาวงดนตรีสุนทราภรณ์ให้กลับมาอยู่ในความนิยมของสังคมไทย เพราะการนำวงดนตรีสุนทราภรณ์มาทำการตลาดตามแนวคิด “สุนทรียะมาร์เก็ตติ้ง” ของอาจารย์ไพบูลย์ เป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบและตามหลักวิชาการด้านการตลาดอย่างดียิ่ง
ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing mix) ตามทฤษฎีของฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ประกอบด้วย 4 พี (4 P) ได้แก่ (1) ตัวผลิตภัณฑ์ หรือสินค้า (Product) (2) ราคา (Price) (3) ช่องทางการจำหน่าย (Place) และ (4) การส่งเสริมการตลาด (Promotion)
หลักการดังกล่าวนี้ อาจารย์ไพบูลย์ ได้นำมาใช้ในการวิเคราะห์ “ส่วนผสมทางการตลาด” ของวงดนตรีสุนทราภรณ์อย่างทะลุปรุโปร่ง และวางแผนการดำเนินงานอย่างมืออาชีพ ทำให้เกิดผลในการพัฒนาวงดนตรีสุนทรภรณ์อย่างเป็นระบบครบวงจร มีลักษณะที่เรียกว่าเป็น “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable development) อย่างน่าทึ่ง
พีที่หนึ่งคือ ตัวผลิตภัณฑ์หรือสินค้า คือวงดนตรีสุนทราภรณ์นั้น “มีคนสบประมาทว่าเป็น Dead Product” เพราะเป็นแบรนด์เก่า ยี่ห้อเก่า อยู่ในตลาดเก่า จากกลุ่มลูกค้าเก่า (แก่) ... (เล่ม 8 หน้า 89) แต่อาจารย์ไพบูลย์ มองว่าวงดนตรีสุนทราภรณ์ “ถือได้ว่าเป็นสมบัติชาติ เป็นหน้าตา เป็นศักดิ์ศรี ของวงดนตรี ครูเพลง นักดนตรี นักร้องไทยที่มีผลงานสู่สาธารณะมากมาย มีระยะเวลายาวนานต่อเนื่องกันนานกว่าเกือบ 60 ปี (ตอนนั้นยังไม่ถึง พ.ศ. 2542) นานกว่าวงดนตรีใดในโลก ...” (เล่ม 8 น.90) จึงเข้าตำรา
สองคนยลตามช่อง
คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
คนหนึ่งตาแหลมคม
เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย
(บทกวีของ เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ แห่งโรงเรียนอัสสัมชัญ นักบวชชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาอยู่เมืองไทยเพียง 9 ปี ก็สามารถแต่งแบบเรียนภาษาไทย ชุด “ดรุณศึกษา” ที่ยังนำมาปรับปรุงใช้สอนกันจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยท่านสามารถแต่งบทกวีที่ใช้ภาษาง่ายๆ แต่ไพเราะ ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ และมีความหมายลึกซึ้งกินใจ)
ประเด็นจึงอยู่ที่จะนำผลิตภัณฑ์เก่า(แก่) นี้มา “ปัดฝุ่น อาบน้ำ ประแป้ง แต่งตัวเสียใหม่ที่ภาษานักการตลาด เรียกว่า Re-launch” (เล่ม 8 น.89) ได้อย่างไร
เพลงสุนทราภรณ์มี “แฟนเพลงพันธุ์แท้ที่มีความเป็นนักอนุรักษ์นิยมสูงมาก หากจะไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพลงสุนทราภรณ์ให้ผิดไปจากเดิม โดยเฉพาะนักร้องหน้าใหม่ที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของวงดนตรี สุนทราภรณ์ที่แท้ดั้งเดิม ไม่ได้อย่างเด็ดขาด” (เล่ม 8 น.96) เพราะมีประสบการณ์ชนิดที่ “เลียนแบบกันไม่ได้” คือ เพลงของแนท คิง โคล ที่ “ค่ายเพลงชื่อดังของโลก ให้ นาตาลี โคล (Natalie Cole) ลูกสาวของแนท คิง โคล (Nat King Cole) นักร้องผิวหมึกผู้เป็นพ่อ มาร้องประกบกันในชุด Unforgettable … with Love แล้วขายดีเป็นเทน้ำเทท่าหลายล้านแผ่นทั่วโลก”
แต่เมื่อเจ้าสัววรชัย ธรรมสังคีต แห่งค่ายเมโทรฯ ได้ “คิดผลิตแผ่นซีดีชุดพิเศษบ้าง โดยนำเอาอังศนา ช้างเศวต นักร้องสาวเสียงดีชื่อดังมาประกบกับสุนทราภรณ์ (ครูเอื้อ สุนทรสนาน) ที่ใช้เพลงเดิม เสียงร้องเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเสียงนักร้องหญิงมาเป็นอังศนา ช้างเศวต เท่านั้น ปรากฎว่าแฟนเพลงไม่ยอมอุดหนุน ซ้ำยังต่อว่าต่อขานอีกหลายขนาน จนเจ้าสัว วรชัย ธรรมสังคีต เข็ดเขี้ยว ไม่กล้าปรับเปลี่ยนอะไรกับเพลงสุนทราภรณ์ผิดไปจากเดิมอีก”
บทสรุปในเรื่องนี้ของอาจารย์ไพบูลย์คือ “วางแผนที่จะใช้กลยุทธ์สินค้าเดิม ตลาดเดิม เป็นหลัก เพราะมีฐานลูกค้าเดิมรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่ให้ยึดแนวเพลงเดิม ดนตรีต้นฉบับดั้งเดิม และรักษาแนวการร้อง การเอื้อน การเก็บ การรวบคำ ฯลฯ เหมือนต้นฉบับเอาไว้อย่างเคร่งครัด แม้จะไม่ไพเราะเท่าเจ้าของผลงานเดิม เช่น มัณฑนา โมรากุล, วินัย จุลละบุษปะ ฯลฯ ก็ขอให้เป็นเพลงในแนวของเพลงสุนทราภรณ์แบบเดิม เป็นใช้ได้” (เล่ม 8 น.96-97)
สำหรับพีตัวที่สอง คือ ราคา (Price) อาจารย์ไพบูลย์วิเคราะห์ว่า ดูแล้วไม่น่าเป็นปัญหา เพราะวงดนตรี สุนทราภรณ์เวลานั้น “รับจ้างเล่น หรือบรรเลงให้ตามงานต่างๆ ในราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ ราคาค่าตัวของนักร้อง นักดนตรีถูกมากอย่างน่าใจหาย จ่ายรายหัวกันแค่เรือนร้อยหรือพันเท่านั้น ไม่ได้เป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนนักร้องรุ่นใหม่ๆ ของค่ายเพลงดังในตลาด เป็นราคาเหมาทั้งนักร้อง นักดนตรี เครื่องดนตรี เครื่องเสียง เพลง โน้ตเพลง เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาฝึกซ้อม เพราะเล่นหรือบรรเลงเพลงเดิม หมุนเวียนกันในแต่ละงานจนขึ้นใจ” (เล่ม 8 น.93)
ส่วนช่องทางการจำหน่าย (Place) “ก็ไม่น่าหนักใจ เพราะวงดนตรีสุนทราภรณ์ไม่ได้ลงทุนผลิตสินค้าเอง เพียงแต่มอบลิขสิทธิ์ให้บริษัทเมโทรแผ่นเสียงและเทป ของเจ้าสัววรชัย ธรรมสังคีต เอาไปทำเทป ซีดี วีซีดี ขายแทน จึงไม่ต้องเสี่ยงเหมือนค่ายเพลงอื่นๆ” (เล่ม 8 น.93)
สิ่งที่ “น่าจะเป็นโอกาสมากกว่าอย่างอื่น ก็คือ พีตัวที่ 4 คือ การส่งเสริมการตลาด (Marketing Promotion) ที่ “วงดนตรีสุนทราภรณ์ยังไม่เคยทำมาก่อนเลย เพราะเคยแต่รับจ้างเล่นหรือบรรเลงอย่างเดียวมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยครูเอื้อ สุนทรสนานโน่นแล้ว”
อาจารย์ไพบูลย์ แยกแยะระหว่างคำสองคำคือ การส่งเสริมการตลาด (Marketing Promotion) กับคำว่าส่งเสริมการขาย (Sale Promotion) นั่นคือการส่งเสริมการตลาด “มีกิจกรรมสำคัญรวมอยู่ด้วยกัน 4 อย่าง คือ การประชาสัมพันธ์ (Public Relation) การโฆษณา (Advertising) การส่งเสริมการขาย (Sales Promotion) และการขายโดยพนักงานขาย (Personal Selling) เพื่อทำให้ลูกค้ารู้จัก คุ้นเคย ชอบพอ สินค้า ผลิตภัณฑ์ เป็นเบื้องแรก แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ ... การส่งเสริมการขายจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งในสี่ของการส่งเสริมการตลาด (Marketing Mix) เป็นการส่งเสริม จูงใจ ชวนเชื่อ กระตุ้น ให้ลูกค้าอยากซื้อ ไม่ว่าจะเป็น การลด แลก แจก แถม หรือชิงโชค...” (เล่ม 8 น. 95)
การนำวงดนตรีสุนทราภรณ์ไป “ทำการตลาด” ให้แก่ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ครั้งนั้น จึงเป็นการทำอย่างมืออาชีพโดยแท้ ต้องเริ่มต้นที่แนวคิด ทฤษฎี และการวิเคราะห์สถานการณ์ และส่วนผสมทางการตลาดอย่างลึกซึ้งถึงแก่น หลังจากนั้นจึงมีการเตรียมการและลงมือทำ ซึ่งก็ต้องใช้หลักวิชาการบริหารและการตลาดอย่างต่อเนื่อง
****************
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (19)
https://www.posttoday.com/columnist/683981
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
Re: ตำนานสุนทราภรณ์ (16) - (20)
«
Reply #4 on:
21 April 2026, 09:58:33 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (20)
31 พฤษภาคม 2565
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
*****************
อันที่จริง การนำวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปทำการตลาดให้แก่ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ ตามแนวคิด “สุนทรียะมาร์เกตติ้ง” ของอาจารย์ไพบูลย์ นับเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญในการพัฒนาวงดนตรีสุนทราภรณ์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง งานนี้เริ่มประเดิมการแสดงครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งมีผลเป็นการสร้างพื้นฐานสำคญในการจัดงาน 60 ปี สุนทราภรณ์อีก 4 ปีต่อมา
วันที่ถือเป็นวันกำเนิดวงดนตรีสุนทราภรณ์คือวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 วันครบรอบ 60 ปี ของวงสุนทราภรณ์ จึงเป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
อาจารย์ไพบูลย์เริ่มตำนาน “60 ปีสุนทราภรณ์” ว่า “การที่จะทำงานอะไรไม่ว่าเล็กว่าใหญ่ เงินหรือ Money เป็นปัจจัยสำคัญของทฤษฎี 3 M ที่รู้จักคุ้นเคยกันดี นอกจาก Man (คน) Management (การบริหารจัดการ) ที่ต่อมา เพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง เช่น Market (ตลาด ลูกค้า) Morale (ขวัญ กำลังใจทีมงาน) Machine (เครื่องมือเครื่องไม้) ฯลฯ” (เล่ม 8 น. 98)
จึงจำเป็นต้องคิด “แผนการหาเงินหารายได้มาไว้เป็นกองทุนต่อเอาไว้ให้ด้วย เพื่อให้แต่ละโครงการสามารถเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะการพัฒนาปรับปรุงวงดนตรีสุนทราภรณ์ซึ่งเป็นสินค้าเดิม (Existing Product) ที่จะจับตลาดเดิม ลูกค้าเดิม แฟนเพลงเก่า (Existing Market) ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยคิดขยายฐานของกลุ่มลูกค้าใหม่ แฟนเพลงรุ่นใหม่ (New Market) ในอนาคต”
ในเดือนมีนาคม 2542 อาจารย์ไพบูลย์จึงทำ “โครงการเทปเพลงอมตะ 60 เพลงดี 60 ปีสุนทราภรณ์ เสนอให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. เป็นเจ้ามือจัดทำเทปชุดพิเศษชุดนี้ ออกขายตามปั๊มน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ เพื่อหวังที่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายและเป็นทุนสำหรับพัฒนาวงดนตรีสุนทราภรณ์...”
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากคุณกร ทัพพะรังสี รองนายกรัฐมนตรีและคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. (ต่อมาได้ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่) โครงการดังกล่าว ได้ระบุหลักการเหตุผลว่า
“ในโอกาสที่วงดนตรีสุนทราภรณ์จะมีอายุครบ 60 ปี ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 นั้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานผลงานด้านวรรณศิลป์และคีตศิลป์ของบรรดาครูเพลง นักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้อง ของวงสุนทราภรณ์ที่มีผลงานเป็นอมตะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานสืบไป... โดยจะนำเงินรายได้จากการจำหน่ายเทปเพลงอมตะ 60 เพลงดี 60 ปีสุนทราภรณ์ดังกล่าว ไปใช้เป็นกองทุนการจัดงานฉลองในวาระครบรอบ 60 ปี ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ด้วยกัน 4 งาน คือ งานรวมใจอาสากาชาด ถวายราช 72 พรรษา : 60 เพลงดี 60 ปีสุนทราภรณ์ ผู้จัด สำนักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 ณ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานคอนเสิร์ต 35 ปี มช. 60 เพลงดี 60 ปี สุนทราภรณ์ ผู้จัด สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 งานสุนทราภรณ์วิชาการ วันเพลงสุนทราภรณ์ครั้งที่ 2 ผู้จัด ภาควิชาดนตรี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2542 ณ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานสุนทราภรณ์ สดุดีคีตกวี มหาจักรีบรมราชวงศ์ ผู้จัด มูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทย วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2542 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย” (เล่ม 8 น.99-100)
การจัดทำเทปเพลงอมตะ 60 เพลงดี 60 ปี สุนทราภรณ์ มีการคัดเลือกเพลงยอดนิยมของวงดนตรี สุนทราภรณ์ 60 เพลง จากที่มีอยู่กว่า 2,000 เพลง โดยวิธีการให้แฟนเพลงโหวตผ่านเว็บไซต์บ้านคนรัก สุนทราภรณ์แล้วนำมาบันทึกเสียงใหม่โดยเพิ่มดนตรี จากเดิมที่เป็นระบบโมโน ให้เป็นระบบสเตอริโอ แต่ใช้เสียงร้องเดิมโดยให้ครูดำ พูลสุข สุริยพงษ์รังสี ปรับปรุงเพิ่มเติมเสียงดนตรีให้เกิดความไพเราะมากขึ้น
ส่วนช่องทางการจำหน่าย (Place) คือ ปั๊มน้ำมัน ปตท.ทั่วประเทศ ซึ่งเวลานั้นมีมากกว่า 500 แห่ง โดยกำหนดให้แฟนเพลงสุนทราภรณ์หรือผู้สนใจ ที่ซื้อน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์ของ ปตท. ในมูลค่า 300 บาท จะสามารถซื้อเทปเพลงชุดนี้ ซึ่งมีเทป 4 ม้วน 60 เพลง จากราคาชุดละ 300 บาท เหลือ 200 บาท ปรากฏว่าเทปเพลง 100,000 ชุด ขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึงเดือน (เล่ม 8 น. 100-101) ได้กำไร 10,000,000 บาท ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย 2,500,000 บาท เป็นรางวัลในการขายให้ปั๊มน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ 2,500,000 บาท ส่วนหนึ่งมอบให้วงดนตรีสุนทราภรณ์เป็นกองทุนเพื่อพัฒนาปรับปรุงวงดนตรี และการแต่งกายของบรรดานักร้องในงานคอนเสิร์ตครั้งต่อๆ ไป
ส่วนงานคอนเสิร์ต 4 ครั้ง ตามที่แผนวางไว้ มีปัญหาอุปสรรคต่างๆ กัน เช่น คอนเสิร์ตของคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่วางแผนจะจัดบรรเลงเพลงเป็น 4 แบบ คือ แบบวงออร์เคสตรา, แบบขับร้องประสานเสียง, แบบวงดนตรีแนวแจ๊ส และแบบคีตสัมพันธ์ ไม่สามารถจัดได้ เพราะต้องใช้งบประมาณสูงมาก ต้องเริ่มต้นเขียนโน้ตใหม่ และฝึกซ้อมใหม่ จึงไม่อาจจัดได้ตามที่ “ฝัน” ไว้
แต่อีก 3 งาน ก็มีปัญหา ทำให้ต้องมีการปรับแผน และจัดได้อย่างยิ่งใหญ่ เช่น งานคอนเสิร์ตรวมใจอาสากาชาด ถวายราช 72 พรรษา : 60 เพลงดี 60 ปีสุนทราภรณ์ ; งานคอนเสิร์ตคีตนิทัศน์สุนทราภรณ์สดุดี : คีตกวี มหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งอาจารย์ไพบูลย์ได้เล่าไว้แล้ว ทุกเรื่องเป็นการสรุปบทเรียนทั้งความสำเร็จ ท่ามกลางปัญหาอุปสรรค ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งสิ้น
ปัจจัยความสำเร็จประการหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงไว้คือ การที่คุณอติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์ บุตรสาวคนเดียวของครูเอื้อ ได้ตัดสินใจลาออกจากงานที่สถานทูตอังกฤษเพื่อมาดูแลวงดนตรีสุนทราภรณ์อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น
*****************************
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (20)
https://www.posttoday.com/columnist/684341
.
Logged
Pages:
[
1
]
« previous
next »
SMF 2.0.4
|
SMF © 2013
,
Simple Machines
| Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.063 seconds with 16 queries.
Loading...