Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 10:42:52

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  เรื่องเล่าจากความทรงจำที่หาฟังยาก  |  ตำนานสุนทราภรณ์ (11) - (15)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ตำนานสุนทราภรณ์ (11) - (15)  (Read 175 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 21 April 2026, 09:51:17 »

ตำนานสุนทราภรณ์ (11) - (15)





ตำนานสุนทราภรณ์ (11)
22 มีนาคม 2565

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

**********

หนังสือชุด 82 ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้ เล่มที่ 6 เป็นเรื่องราวของ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ พี่สาวคนโตของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ “คีตา พญาไท” (นามปากกาของคุณไพบูลย์ สำราญภูติ) ได้ตั้งฉายาชอุ่ม ปัญจพรรค์ โดยตั้งเป็นชื่อรองของหนังสือเล่มนี้ว่า “คีตกวีผู้สร้างสรรค์บทเพลงหวาน อันแสนไพเราะ” ซึ่งเป็นสมญานามที่เหมาะสม เพราะชอุ่ม ปัญจพรรค์ แต่งเนื้อร้องของเพลงหวานๆ ไว้ไม่น้อย และหลายเพลงได้รับความนิยมอย่างสูง

เช่น “เพลงถึงเธอ” ซึ่งขึ้นต้นว่า “จำเรียงถ้อย ร้อยคำ ทำเป็นเพลง ให้วังเวง เสนาะจิต คิดถวิล ...” เป็นเพลงสั้นๆ ด้วยคำกลอนเพียง 2 บท แต่งทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน ขับร้องโดย รวงทอง ทองลั่นธม เป็นเพลงที่ไพเราะ หวานซึ้ง ตรึงใจผู้คนมายาวนาน โดยเฉพาะถ้าเปิดตอนดึกๆ

ในหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเพลงนี้จากความทรงจำของหลายคนซึ่งแตกต่างกัน ล้วนน่าสนใจ โดยผู้เขียนเล่าว่า เพลงนี้ “เดิมทีนั้น ตั้งใจจะให้นักร้องฝ่ายชายเป็นผู้ขับร้อง แต่กลับกลายมาเป็นนักร้องฝ่ายหญิง เป็นผู้ขับร้องแทน และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นเพลงอมตะ ที่ฟังได้ไม่รู้จักเบื่อ เพราะมี ความไพเราะมีความหมายที่สอดคล้องต้องกัน และให้อารมณ์ในการฟังมาก ไม่แพ้เพลงอมตะอื่นๆ เลย”

ซึ่งตรงกับข้อความในเว็บไซต์บ้านคนรักสุนทราภรณ์ เขียนไว้ว่า “... ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เล่าไว้ในรายการศุกร์กันเถอะเรา ที่ช่อง 5 ว่า ครูเอื้อท่านแต่งเพลงนี้ให้ท่านขับร้อง แต่ในวันบันทึกเสียงคุณชายถนัดศรีท่านร้องหลายครั้ง จนเสียงแหบก็ยังไม่ถูกใจ จนใกล้เวลาต้องคืนห้องบันทึกเสียง จึงให้คุณรวงทองมาร้อง คุณรวงทอง ท่านร้องครั้งเดียวใช้ได้เลย ....” ซึ่งมีผู้ใช้นามว่า “คุณโย่ง” เขียนต่อว่า “คุณพี่รวงทอง เคยเล่าต่อให้ฟังว่า เหตุที่นักร้องชายท่านนั้น ... ร้องไม่ได้ดีเท่าที่ควร เพราะว่าเมื่อคืนก่อน ‘หนัก’ ไปหน่อย ท่านครูเอื้อฉุนขาด สั่งให้นักดนตรีดึงโน้ตให้สูงขึ้นไปอีก เสียงคุณพี่รวงทองจึงสูง ใสกังวาน มากครับ” (เล่มม 6 น. 146-149)

หากพิจารณาเนื้อร้อง แม้ผู้แต่งคือคุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ จะเป็นผู้หญิง แต่เนื้อความจะเป็นของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ทั้งนี้คุณชอุ่ม เขียนเพลงสำหรับผู้ชายไว้จำนวนมาก เช่น “เพลงจูบพี่ไม่มีพิษ” คุณชอุ่ม ก็เขียนเล่าไว้ในหนังสือ “คอนเสริต์ 82 ปี ชอุ่ม ปัญจพรรด์” ว่า “เพลงนี้ชอุ่ม แต่งเป็นคำกลอนให้ครูเอื้อไว้เป็นสิบๆ ปีแล้ว เพิ่งมาใส่ทำนองเพลงเกือบสุดท้าย เมื่อใกล้จากกัน เป็นเพลงที่ผู้ชายว่าผู้หญิงหลายใจหลายรัก ... เวลาแต่งเพลงชอุ่มมักสมมุติตนเองว่าเป็นผู้ชายทุกที ...” (น. 144)

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับเพลงถึงเธอนี้ ชอุ่ม ปัญจพรรด์ น่าจะจำผิด เมื่อเขียนเล่าไว้ในหนังสือ “รวมเพลง รวงทอง รวงทอง ทองลั่นธม ครึ่งศตรวรรษ” ว่า “พี่อุ่มแต่งให้น้องเล็ก ของพี่.... โดยเฉพาะ เพราะคำร้องเป็นความรู้สึกในใจของพี่ ที่มีต่อเพื่อนๆ คนรู้จักชอบพอ แฟนหนังสือ และแฟนเพลงทั้งหลาย ...”

“น้องเล็ก” ในที่นี้คือ รวงทอง ทองลั่นธม ซึ่งนับถือครูชอุ่ม ปัญจพรรด์ เป็นพี่ ชื่อเดิมคือ “ทองก้อน” ชื่อเล่น “เล็ก” ครูชอุ่ม คงจำสับสนกับอีกเพลงหนึ่งซึ่งแต่งให้ “น้องเล็ก” เป็นการเฉพาะ และทำให้ “น้องเล็ก” “แจ้งเกิด” ในวงการเพลงฉับพลันทันที คือ “เพลงรักบังใบ” ที่ขึ้นต้นว่า “กามเทพหลอกลวง เสียบศร ปักทรวง ให้ห่วงหา ให้รัก แล้วใยมา ลิดรักรา แรมไกล...” ซึ่งเพลงนี้ครูเอื้อเขียนไว้ในหนังสือ “รวมเพลงรวงทอง : รวงทอง ทองลั่นธม ครึ่งศตรวรรษ” ว่า สียง เมื่อสิ้นเสียงเพลง ของเธอ บรรดาแฟนเพลงในกรมประชาสัมพันธ์ถึงกับวิ่งกันเกรียวกราวมาขอดูตัวผู้ร้อง ตลอด

“รวงทองเป็นศิษย์ของผมคนหนึ่งในจำนวนหลายๆ คน ที่ผมภาคภูมิใจมาก... ตลอดเวลาที่อยู่ในความรับผิดชอบของผม ตั้งแต่อายุ 17 ปี ได้เริ่มต้นฝึกหัดร้องเพลงอยู่กับวงสุนทราภรณ์เพียง 2 ปี ได้ร้องเพลงแรกชื่อรักบังใบ จากคำร้องของชอุ่ม ปัญจพรรด์ ร้องส่งวิทยุกระจายเจนผู้หลักผู้ใหญ่และ ผู้อุปการะวงดนตรีได้ให้ความสนใจโทรศัพท์มาไต่ถามและขอฟังเพลงนี้อีกหลายครั้ง ในรายการเดียวกัน”

รวงทอง ทองลั่นธม พบครูชอุ่ม ปัญจพรรด์ ครั้งแรกในบ้านครูเอื้อ เมื่อพ่อแม่พามาฝากตัวอยู่ในวง สุนทราภรณ์ รวงทองอายุน้อยกว่าครูชอุ่มเกือบ 16 ปี เพิ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับ “พี่อุ่ม” เมื่อมีโอกาสขอตามพูลศรี เจริญพงศ์ ไปเที่ยวบางแสน โดยต้องอ้อนวอนขออนุญาตอยู่นาน ทีแรกยายจะไม่ให้ไปเพราะต้องไป “ค้างคืน” ด้วย

รวงทองเล่าไว้ในหนังสือ “อนุทิน ชีวิตและเพลงของข้าพเจ้ารวงทอง ทองลั่นธม” ว่า “ที่ชายหาดบางแสนนี้เอง ดิฉันได้พูดคุยกับชอุ่ม ปัญจพรรด์ เป็นเวลานาน เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเวลาที่ดนตรีบรรเลงอยู่ ดิฉันปูเสื่อที่นั่งเล่นอยู่ริมทะเล พี่ชอุ่มก็ร่วมไปเที่ยวในคณะด้วย เพราะพี่ชอุ่มกับครอบครัวคุณเอื้อ คุ้นเคยกันมาก มีเวลาก็มานั่งพักคุยกัน พี่ชอุ่ม สัญญาว่า จะแต่งเพลงให้ดิฉันร้องที่นี้เอง... วันแห่งสัญญาก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ... วันนี้คงจะเป็นวันดีมีโชคมาอำนวย เธอจึงนำเนื้อเพลงมามอบให้คุณเอื้อและบอกว่า แต่งให้ดิฉันร้อง ดิฉันอ่านดูแล้วรู้สึกเศร้ามาก ทำนองก็แสนเยือกเย็น เป็นเพลงไทยเดิมชื่อเพลง ‘บังใบ’ ”

ชอุ่ม ปัญจพรรด์ เล่าไว้ในหนังสือ “คอนเสิร์ต 82 ปี ชอุ่ม ปัญจพรรด์” ว่า “เพลงรักบังใบ แต่งท่ามกลางแดดเปรี้ยงที่บ่อเลี้ยงปลาที่อ้อมน้อย ขณะที่นั่งอยู่ใต้กะแอ (ไม้ปักมีแผงเล็กๆ บังแดด) ฮัมทำนองเพลงบังใบที่เคยร้องได้อยู่แล้ว แล้วใส่เนื้อร้องลงไปเป็นวรรคๆ ตอนนั้น รวงทอง ทองลั่นธม กำลังจะร้องเพลงเวทีเป็นครั้งแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง เลยพยายามใส่เนื้อเพลงให้เป็นพิเศษ คิดหาคำตอนท้ายๆ เพลงให้ซาบซึ้งใจคนฟัง ก็คิดไม่ออก จนเห็นตะวันตกดิน เกิดความเศร้า พลันคำว่า ‘น้ำตา ตกตามตะวัน’ ก็แวบขึ้นมาทันที และเป็นคำที่พอใจมาก...” (เล่ม 6 หน้า 158)

วรรคท้ายๆ ของเพลงนี้จึงจบลงที่ “น้ำตาตกตามตะวัน นึกแล้วหวั่น พรั่นใจ อกเอ๋ย ทำฉันใด เล่าเอย ; คู่ชื่นเคยเชย รักร้างเลย แรมรา ยิ่งพาให้หนาวไฉน ; ปองรักอย่างบัวบังใบ ต้องช้ำหัวใจเรื่อยมา”

ตำนานเพลงนี้ จึงต่างกันตามความทรงจำในวัยชราของหลายๆ คน ครูชอุ่ม เขียนว่า “อาเอื้อให้พี่แต่งเพลงบังใบ ให้ “ไอ้ก้อน” ร้อง พี่ก็เอาไปแต่งที่สวนอ้อมน้อยของอาเอื้อ”

ไอ้ก้อน คือ ชื่อเล่นที่คนในบ้านครูเอื้อเรียกรวงทอง ซึ่งชื่อเดิมคือ “ทองก้อน” ส่วนรวงทองเล่าว่าเพลงนี้ครูชอุ่ม “นำเนื้อเพลงมามอบให้คุณเอื้อ และบอกว่าแต่งให้ดิฉันร้อง”

ครูชอุ่มเล่าว่าแต่งเพลงนี้เพราะตอนนั้น “รวงทอง ทองลั่นธม กำลังจะร้องเพลงเวทีเป็นครั้งแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง” แต่ครูเอื้อบอกว่าเพลงนี้รวงทอง “ร้องส่งวิทยุกระจายเสียง ...” ที่กรมประชาสัมพันธ์

ข้อมูลเช่นนี้ในทางวิชาการให้ “ตรวจสอบสามเส้า” (Triangulation) ก็จะกลายเป็นเรื่องเคร่งเครียด แต่จะเป็นเรื่องสนุกเมื่อเป็น “ตำนาน”

*********************


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (11)
https://www.posttoday.com/columnist/678790

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 21 April 2026, 09:52:00 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (12)
30 มีนาคม 2565

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

************

เพลงรักบังใบ ซึ่งเป็นเพลง “แจ้งเกิด” ของรวงทอง ทองลั่นธม นั้น เป็นตัวอย่างของเพลงแบบ “สังคีตสัมพันธ์” คือ การผสมผสานของดนตรีไทยกับดนตรีสากล โดยนำมาจากเพลงบังใบ ซึ่งเป็นเพลงไทยเดิม

“เพลงรักหวาน อันแสนไพเราะ” ของชอุ่ม ปัญจพรรค์ ที่เป็น “เพลงอมตะ” ยังมีอีกหลายเพลง เช่น เพลงข้องจิต ชอุ่ม แต่งเนื้อร้อง ผู้แต่งทำนองคือ พลโทหม่อมหลวงขาบ กุญชร อดีตเสรีไทยสายอเมริกาคนสำคัญ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ช่วง 24 มีนาคม 2496 – 20 กันยายน 2500 โดยใช้นามปากกา “อ.ป.ส.” ซึ่งย่อมาจาก อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นั่นเอง ในหนังสือ “คอนเสิร์ต 82 ปี ชอุ่ม ปัญจพรรค์” เล่าว่า “เพลงข้องจิตนี้ ทราบว่า อ.ป.ส. ไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่ท่านรัก แต่ไม่พบ เพราะเธอผู้นั้นไปกับคนอื่นเสียก่อน จึงระบายความโกรธ โดยดีดเปียโนรวดเดียวออกมาเป็นทำนอง ส่งให้ชอุ่ม ปัญจพรรค์ ใส่บทร้อง...”

เพลงหวานอีกเพลงหนึ่งคือ เพลงรักเอาบุญ ที่ขึ้นต้นว่า “เคยชิด ชื่นนาง แม่เอ๋ยไม่จาง รักเอย ; เคยชิด ชื่นเชย ไม่เคยจืดใจ ...” เพลงนี้ครูเอื้อแต่งทำนอง และเช่นเคย คือ เป็นเพลงของผู้ชาย

อีกเพลงที่โด่งดัง และมีเบื้องหลังความเป็นมาน่าสนใจมาก คือ เพลงหนึ่งในดวงใจ ที่ขึ้นต้นว่า “พี่นี้มีน้องหนึ่งในดวงใจเท่านั้น หญิงอื่นหมื่นพันจะมาเทียมทันที่ไหน แต่รักของพี่ซ่อนอยู่กลางใจข้างใน หนึ่งในดวงใจคือเธอคนเดียวแท้เทียว...”

เพลงนี้ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ เล่าเบื้องหลังไว้ในหนังสือ “คอนเสิร์ต 82 ปี ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์” ว่า “มาทราบภายหลังว่าคนสนิทของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาขอให้ครูเอื้อแต่งเพลงรับขวัญท่านผู้หญิงวิจิตรา (ภริยาของท่าน) ซึ่งไปรักษาตัวที่อังกฤษแล้วไม่ยอมกลับเมืองไทย เพราะน้อยใจที่จอมพลสฤษดิ์นอกใจ จนต้องส่งทูตไปขอร้องอ้อนวอนจึงยอมกลับ ท่านจอมพลฯ จึงให้เตรียมการต้อนรับให้วงดนตรีสุนทราภรณ์บรรเลงและใช้เพลงหนึ่งในดวงใจนี้เป็นเพลงรับขวัญพิเศษ...”

ตอนนี้ครูชอุ่ม และคณะไป “ตากอากาศ” ที่พักที่บ้านรับรองของกรมประมง อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขณะกำลัง “นั่งเล่นไพ่กันสนุนสนานจน 3 ทุ่มเศษ อาเอื้อก็ลุกขึ้นจากวง... ‘อุ่ม ! แต่งเพลง!!’ อาเอื้อเรียก ฉันต้องวางไพ่มานั่งข้างๆ วงไพ่นั่นแหละ อาเอื้อก็ฮัมทำนอง ฉันก็ใส่เนื้อ.... ใส่คำร้องเป็นช่วงๆ แต่งเพลงเสร็จเรียบร้อยภายในชั่วโมงเศษ จากนั้นครูเอื้อก็นำเพลงเข้ากรุงเทพฯ ทันที...”

เพลงนี้เป็นเพลงคู่ ขับร้องโดย ครูเอื้อ และ ชวลี ช่วงวิทย์ นับเป็น “เพลงอมตะ” อีกเพลงหนึ่งของครูชอุ่ม ที่แต่งร่วมกับครูเอื้อ นอกจากเพลงหวานๆ แล้ว เพลงเด่นของครูชอุ่มอีกประเภทหนึ่งคือเพลงตามนโยบายของ “ท่านผู้นำ” คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เช่นเพลงวัฒนธรรม ที่ครูชอุ่มแต่งเนื้อร้อง ครูเอื้อแต่งทำนอง คำร้องขึ้นต้นว่า “วัฒนธรรม วัฒนธรรม เหมือนหลักปักนำ ที่คอยค้ำชาติ เฉิดฉาย ; วัฒนธรรมนั้น ทำให้ชาติ พ้นความมลาย....” เพลงนี้ชื่อเดียวกับเพลงที่แต่งเนื้อร้องโดยพระราชธรรมนิเทศ (เพียร ราชธรรมนิเทศ) ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น 4 “ปุโรหิต” ประจำตัวของจอมพล ป. ได้แก่ ยง-เถียร-เพียร-นวล [ยง คือ พระยาอนุมานราชธน เสถียรโกเศศ), เถียร คือ หลวงวิเชียรแพทยาคม (เถียร วิเชียรแพทยาคม), เพียร คือ พระราชธรรมนิเทศ และ นวล คือ หลวงสารานุประพันธ์ (นวล สารานุประพันธ์)

เพลงวัฒนธรรมของพระราชธรรมนิเทศ ขึ้นต้นว่า “วัฒนธรรมจะนำไทยแผ่ไพศาล ไทยต้องร่วมวิทยาการเป็นใหญ่ การแต่งกายมีระเบียบเรียบวิไล สุขภาพอนามัยดีทั่วกัน ...” เพลงนี้ครูเอื้อแต่งทำนองเช่นเดียวกัน เป็นบทเพลงที่กระชับ มีบทกลอนเพียง 3 บท และภาษาก็อลังการมาก แต่เพลงวัฒนธรรมของครูชอุ่ม ก็ “ถูกใจ” ท่านผู้นำมาก ดังครูชอุ่มเล่าว่า “เพลงนี้ เมื่อออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการครั้งแรก ก็ได้รับซองเหลืองและเงินสองพันบาทจาก ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นรางวัลในความไพเราะและมีสาระมาก ทั้งยังมีบัญชาให้บรรเลงทางวิทยุในคืนนั้นอีก 2-3 เที่ยว ทั้งชอุ่มและอาเอื้อดีใจมากที่ได้รับเกียรติ เงิน 2 พันบาท เวลานั้นซื้อทองได้ตั้ง 5 บาททีเดียว”

เพลงที่ครูชอุ่มแต่งและได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางมาก คือ เพลงหน้าที่ของเด็ก ที่สร้อยขึ้นต้นว่า “เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน (ซ้ำ) หนึ่ง นับถือศาสนา สอง รักษาธรรมเนียมมั่น ...” ครูชอุ่มเล่าว่า “วันเด็กเป็นวันสำคัญของโลก เป็นวันเด็กสากล รัฐบาลต้องจัดงานวันเด็กเป็นประจำทุกปี ซึ่งชอุ่มเป็นผู้บริหารของกรมประชาสัมพันธ์ไปประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กด้วยตนเองตลอดมาจนถึงเกษียณอายุ ครูเอื้อจึงให้ชอุ่มแต่งเพลงหน้าที่เด็ก เพื่อบรรเลงในงานวันเด็ก ชอุ่มได้นำเอาข้อบัญญัติของวันเด็กสากลมาเรียบเรียงเป็นเนื้อเรื่อง และครูเอื้อได้ใส่ทำนองเพลงหน้าที่เด็ก ซึ่งแพร่หลายมาจนทุกวันนี้” (เล่ม 6 หน้า 105-106)

อีกเพลงที่ควรกล่าวถึงคือ เพลงแม่ศรีเรือน ที่ขึ้นต้นว่า “โฉมเอย โฉมนางขอฟังคำ ...” และจบลงที่ “ชาติจะเลื่องลือชา เพราะวิชาการเรือน ดังแม่ศรีเรือน ครั้งโบราณกาล ก่อนเอย” เพลงนี้เวส สุนทรจามร แต่งทำนอง และขับร้องโดยวินัย จุลละบุษปะ แต่ไม่โด่งดังเท่าเพลงแม่ศรีเรือนที่แต่งคำร้องและทำนองโดยครูไพบูลย์ บุตรขัน ขับร้องโดยชาญ เย็นแข ที่ขึ้นต้นว่า “แม่ศรีเอย แม่ศรีเรือน น้องเป็นทั้งเพื่อนและเมียที่รัก บูชา...” เพลงนี้เป็นเพลงในภาพยนตร์เรื่องแม่ศรีเรือน เมื่อ พ.ศ.2497 (เล่ม 6 หน้า 49)

ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2464 ที่บ้านขุนรจนาเทวธรรม อดีตนายอำเภอบางปลาม้า ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเกิด “ท้องฟ้าชอุ่มฝน” จึงได้ชื่อว่า ชอุ่ม เรียนหนังสือที่อำเภอบางเลน และอีกหลายโรงเรียน จนได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้เลขประจำตัวหมายเลข 1 และเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ครูชอุ่มรักงานประพันธ์มาตั้งแต่เมื่อเป็นนักเรียน ได้แต่งเพลงเชียร์ให้โรงเรียนราชินีบูรณะ ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครปฐมเมื่อเรียนอยู่ที่นั่น เมื่อเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้มีโอกาสแต่งเพลงแรกในชีวิต คือเพลงแสนห่วง ซึ่งครูเอื้อเป็นผู้แต่งทำนอง เพราะเป็น “ญาติ” กัน โดยครูชอุ่ม มีศักดิ์เป็นพี่คุณอาภรณ์ กรรณสูต ที่ครูเอื้อหลงรัก ครูชอุ่ม เล่าว่า “เป็นเพลงแรกที่แต่ง ครูเอื้อให้ลองแต่งตามทำนองที่ผิวปากให้ฟัง เมื่อแต่งเสร็จครูเอื้อนำไปออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ต่อมาได้ทราบว่าชายผู้หนึ่งอยู่ที่ศรีราชา ได้ฟังเพลงแสนห่วงทางวิทยุจบ ก็รีบขับรถมาหาหญิงคนรักที่กรุงเทพฯ ทันที เพราะอานุภาพของเนื้อเพลง....”

เมื่อเรียนจบครูชอุ่มเลือกเข้าทำงานที่กรมประชาสัมพันธ์ เพราะต้องการเดินตามเส้นทางของรุ่นพี่ คือ ทรง สาลิตุล ทำให้ต้องรับเงินเดือนลดลงไป 30 บาท ซึ่ง “มากโข” ในสมัยนั้น เพราะตำแหน่งที่ได้รับมีเงินเดือนแค่นั้น ครูชอุ่มเล่าว่า “การที่ฉันเสียสละเงินเดือนไป 30 บาท ซึ่งนับว่ามากพอดูในสมัยนั้น ฉันไม่เสียใจเลย เพราะฉันได้มีโอกาสได้แต่งละครออกแสดงทางวิทยุกระจายเสียง แต่งนิทานให้เด็กๆ ฟังตอนเช้าวันอาทิตย์ แต่งสารคดีออกอากาศ ในเวลากลางคืน อาทิตย์เว้นอาทิตย์”

นอกจากแต่งเพลง นิทาน แล้วครูชอุ่มแต่งนิยายไว้ถึง 30 เรื่อง เฉพาะเรื่องทัดดาว บุษยา ได้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ถึง 5 ครั้ง

ครูชอุ่มจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2556 เมื่ออายุ 91 ปี 2 เดือน 13 วัน

*************


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (12)
https://www.posttoday.com/columnist/679449

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 21 April 2026, 09:52:39 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (13)
05 เมษายน 2565

น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

************

นักแต่งคำร้องเพลง (Lyricist) ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ซึ่งมีผลงานที่มากทั้งปริมาณและสูงด้วยคุณค่า แต่ครูแก้วอยู่กับวงสุนทราภรณ์ได้ราว 20 ปี ก็เกิด “ผิดใจ” กัน และจากไป หลังจากนั้นมีครูเพลงนักแต่งเนื้อร้องหลายท่าน นอกจากครูสุรัฐ พุกกะเวสแล้ว ที่โดดเด่นที่สุดท่านหนึ่ง คือ ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ ซึ่ง “คีตา พญาไท” นำผลงานและเรื่องราวมาเขียนไว้เป็นหนังสือเล่มที่ 7 ในชุด “82 ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้” โดยการพิมพ์เผยแพร่ครั้งนี้เป็นการพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2564 หนังสือเล่มนี้มีเรื่องราวมากมายตามผลงานจำนวนมากของศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ จึงหนารวมถึง 872 หน้า

คีตา พญาไท ตั้งฉายาศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ เป็นชื่อรองของหนังสือเล่มนี้ว่า “คีตศิลปิน ครูเพลง นักเลง กวี”

ฉายา “นักเลง” น่าจะมาจาก “สมัยเรียนหนังสืออยู่นั้น ครูศรีสวัสดิ์ ชอบกีฬาฟุตบอลมาก และเคยขึ้นชกมวยอาชีพที่สนามมวยราชดำเนินหลายครั้ง (เล่ม 7 น.9) นอกจากนั้นยังมีบุคลิกเป็นคน “ดุ” ดังรวงทอง ทองลั่นธม เล่าถึงครูศรีสวัสดิ์ในหนังสือ “อนุทินชีวิต และเพลงของข้าพเจ้า” ว่า “... เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีอารมณ์รุนแรง สมกับเป็นกวีจริงๆ เขาเคยโกรธดิฉันที่ร้องเพลงไม่ถูกใจเขา และเคยดุเสียด้วย แต่ดิฉันมีความนิยมในผลงานของเขามากกว่าจะตอบสนองด้วยอารมณ์ใดๆ เพราะเพลงของเขามีความหวานซึ้ง ... เศร้า ... ละเอียดอ่อน ... และมีโป๊บ้างอย่างผู้ดี เขาเขียนเพลงด้วยเขามีใจรักโดยแท้ ดูๆ เขาช่างแปลกเหลือเกิน ... เพราะ ... เขาไม่เหมือนใครในด้านอารมณ์ ...” (เล่ม 7 น. 564)

ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2464 จึงอายุน้อยกว่าครูเอื้อราว 11 ปี เรียนจบมัธยม 6 ที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม และจบมัธยม 8 ที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ เข้าเรียนต่อที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนได้ 2 ปี ก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารอยู่หน่วยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานประจำกองร้อยที่สามแยกไฟฉาย จากนั้นก็ออกไปทำงานหลายแห่ง

งานที่เกี่ยวข้องกับการประพันธ์คือ ได้ไปทำหนังสือประชาสัมพันธ์ให้กับองค์การสวนสัตว์ เขาดินวนา แล้วลาออกไปเป็นนักเขียนที่หนังสือพิมบางกอกโพสต์และใช้นามปากกาว่า ‘ศรีเสาวลักษณ์’ ในการเขียนกาพย์ บทกลอน กวีนิพนธ์ต่างๆ ส่งตามหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ เพราะเป็นงานที่ชอบและถนัดมาก (เล่ม 7 น.10)

ครูศรีสวัสดิ์ สร้างผลงานเพลงไว้มากมาย หลายเพลงกลายเป็นเพลงที่ประทับใจแฟนเพลงอย่างลึกซึ้ง เช่น เพลงฟ้าแดง ที่ขึ้นต้นว่า “สนธยา ฟ้าแดง สุรีย์ร้อนแรงโรยอ่อนรอนแสงหม่นมัว สกุณาเรียกหารังตัว ชะนีเรียกผัว รัวเร้าร่ำกำสรวล ...” เพลงดึกคืนนี้ขึ้นต้นว่า “โอ้ดึกดื่นคืนนี้ คนดีของพี่คงฝัน โอ้ เจ้าใจจอมขวัญ เธอฝันกระสันถึงใคร ...” เพลงพรจุมพิต ที่ขึ้นต้นว่า “อยากมีชีวิตเหมือนถูกจุมพิต ดื่มด่ำซ้ำซ้อน เคล้าคลอนจนอ่อนใจฝัน ...”

ครูศรีสวัสดิ์ แต่งเพลงเกี่ยวกับสถานที่ไว้เป็นจำนวนมาก หลายเพลงกลายเป็นเพลงที่คนที่นั่นรับไว้เป็นของตนมายาวนาน เช่น เพลงพัทยาลาก่อน ที่ขึ้นต้นว่า “ลมทะเล พัดมา หาดพัทยา ครวญคลั่ง ฟังเหมือนมนต์ ภวังค์ วอนหวีดหวัง ครางว่า ...” และจบลงว่า “ลาแล้วลา ขอลา โอ้พัทยา ลาก่อน ชีวิตคือ ละคร ฉันมันอ่อน โลกเอย” เพลงนี้สั้นๆ แต่ประทับใจคนพัทยาและคนไทยทั่วประเทศ นอกเหนือจากทำให้ รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส “นักร้องดาวรุ่ง” ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ แจ้งเกิดทันที

แน่นอนว่า ทุกเพลงที่ประทับใจคนฟัง นอกจากเนื้อร้องที่ยอดเยี่ยม ลงตัวแล้ว ครูเอื้อมีบทบาทที่สำคัญในฐานะผู้แต่งทำนอง (Composer) นอกจากนั้นยังเป็นผู้เลือกนักร้อง และฝึกร้องจน “ถึงขีด” ดังเพลงพัทยาลาก่อน หนังสือ “ร้องรำทำครัว รุ่งฤดี แพงผ่องใส” บันทึกไว้ว่า

“ครูเอื้อท่านจะเป็นผู้เลือกเพลงให้ร้อง ท่านจะมีหูพิเศษในเรื่องนี้ นักร้องแต่ละคนร้องคีย์ไหนถึงจะเพราะ แล้วลักษณะเนื้อเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแนวนี้ ท่านเป็นคนมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมมากๆ ...”

ตอนที่อัดแผ่นเสียงเพลงนี้ รุ่งฤดี ไปถึงห้องบันทึกเสียงกมล สุโกศล แต่เช้าตรู่ ครูเอื้อและนักดนตรีกว่า 10 ชีวิต มาถึงกันพร้อมหน้า “เธอออกอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด”

รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส เล่าว่า “... ยังจำได้เลยว่า ที่อัดเพลงพัทยาลาก่อนตอนนั้น ดิฉันยังใหม่กับวงการนี้มาก เคยร้องก็แต่ร้องให้เพื่อนฟังหรือร้องในโรงเรียน พอรู้ว่าจะต้องอัดเสียงให้คนทั่วไปฟัง รู้สึกตื่นเต้น สั่นไปหมด กว่าจะร้องอัดเสียงออกมาสำเร็จได้ เล่นเอาคนที่ช่วยเหลือหลายคนปวดหัวไปตามๆ กันทีเดียวแหละ นึกแล้วอดขำไม่ได้ ทำไมตอนนั้นพี่สั่นจนร้องไม่ได้ยังงั้น ...” (เล่ม 7 น. 611)

ในหนังสือ “นิตยสารราชาเสียงทอง” รุ่งฤดี เล่าไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 ว่า “เพลงพัทยาลาก่อน สไตล์การร้องครูเอื้อไม่บังคับ ปล่อยเราให้เป็นตัวเรา เพราะท่านอุตส่าห์ให้คนแต่งดูเนื้อ ลีลา แล้วว่า เพลงนี้ต้องรุ่งฤดีร้อง เพราะฉะนั้น ท่านก็ปล่อยให้เป็นลีลาของเรา ... เราร้องที่ท่อน ‘ลาแล้วลาขอลา โอ้พัทยา ลาก่อน’ เหมือนเราลาจริงๆ ‘ชีวิตคือละคร ฉันมันอ่อนโลกเอย’” (เล่ม 7 น. 612)

เกี่ยวกับเนื้อร้อง รุ่งฤดีกล่าวถึงสั้นๆ แต่ชัดเจนมากกว่า “ครูศรีสวัสดิ์ จะแต่งเพลงลักษณะเหมือนกวี เล่นคำเยอะ เล่นอักษร ‘กรีดและคว้านอารมณ์’ ไม่มีใครแต่งได้อย่างครูศรีสวัสดิ์” (เล่ม 7 น. 611)

****************


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (13)
https://www.posttoday.com/columnist/679974

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 21 April 2026, 09:53:17 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (14)
12 เมษายน 2565

โดย...นายแพทย์วิชัย  โชควิวัฒน
******************************

ลักษณะบทเพลงของครูศรีสวัสดิ์ ที่รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส สรุปว่า “เหมือนบทกวี เล่นคำเยอะ ‘กรีดและคว้านอารมณ์’ ไม่มีใครแต่งได้อย่างครูศรีสวัสดิ์” ปรากฏในบทเพลงหลายเพลง เช่น เพลงปีศาจวสันต์ ที่ขึ้นต้นว่า “เราจากกัน วันนั้นยังจำ จากกันวันฝนพรมพรำ พรางม่านกรรม คล้ำครึ้มคลุมเวร ลมครางฝนครวญ ไพรสั่นซวน รวนระเนน ความกดดันขั้นเดน เหมือนจะเค้น ฆ่าตาย...” แน่นอนว่าเพลงนี้จับใจและประทับใจคนฟัง นอกจากเนื้อเพลงของครูศรีสวัสดิ์ แล้ว ทำนองเพลงของครูเอื้อ  และนักร้องคือบุษบา รังสี ก็มีส่วนสำคัญยิ่ง

เช่นเดียวกับ เพลงเหมันต์รัญจวน ที่ขึ้นต้นว่า “หวีดหวีดวอนวอนอ้อนออดโอยมา โอ้อนิจจาอ่อนอาลัย เหมันต์ครวญคลั่งฟังคล้ายเสียงใคร เสียงใครครวญใคร่ ร้องร่ำไปในสายลม...” ส่วน เพลงรักของเธอ ที่ขึ้นต้นว่า “พี่ยังร้องเพลงรักของเธอ พี่ยังเพ้อเพลงร้างของเรา เสียงเพ้อพร้องยังร่ำเรียกร้องคล้องเคล้า ครวญคร่ำค่ำเช้าครางเคล้าลม ...” เป็นเพลงผู้ชาย ครูเอื้อแต่งทำนอง และขับร้องเอง

ทุกเพลง “เหมือนบทกวี เล่นคำเยอะ ‘กรีดและคว้านอารมณ์’ ไม่มีใครแต่งได้อย่างครูศรีสวัสดิ์” จริงแท้

เพลงที่เล่นคำ กรีดและคว้านอารมณ์เช่นนี้ ย่อมเข้าใจยาก และ “ตามอารมณ์เพลง” ได้ยาก จำเป็นต้องได้ทวงทำนองที่นำพา และนักร้องที่เข้าถึงอารมณ์เพลงได้อยางลึกซึ้ง เพียงพอ จึงจะทำให้คนฟังเข้าใจ จับใจ  และประทับใจได้ แน่นอนว่าบุคคลที่สำคัญที่สุดที่จะเชื่อมประสานสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันได้คือคนอย่างครูเอื้อ ดังครูศรีสวัสดิ์ได้ “ถอดหัวใจ” เล่าไว้เองว่า

“สามสิบปีแห่งดนตรีกาล อา มันช่างเป็นมหาอุปรากรชีวิตที่เกรียงไกร เกริกกราว และยาวนานอะไรเช่นนั้น ผมตายแล้วเกิดใหม่ ก็เห็นจะไม่มีปัญญามาอำนวยเพลง กำกับการดนตรีและควบคุมคนได้อย่างพี่เอื้อ มันเป็นสมรรถภาพ อัจฉริยภาพสัมพันธ์กันโดยแท้ ที่มีอยู่ในตัวพี่เอื้อ พิเศษไปจากคุณธรรม ความดี ... พี่เอื้อได้อบรมสั่งสอน และแนะนำผมอย่างกับเพลงจงทำดีนั่นทีเดียว พี่เอื้อเป็นคนดี พี่เคยทะเลาะมากับผมหลายหน ก็แน่ละ ผมคงจะเป็นคนไม่ค่อยดีนัก เพลงของผมมันไม่ดีเสียทุกเพลงไป พี่เอื้อจะให้ผมเขียนอย่างสุนทรภู่ ผมก็ดื้อ จะเขียนอย่างศรีปราชญ์ จึงเถียงกันบ่อย สำนึกแล้วพี่เอื้อก็จะให้ผมไปเขียนให้ดีมากๆ ขึ้นนั่นเอง คนที่บอกผมว่าอย่าไปโกรธเขาเลย ก็คือ สง่า อารัมภีร หรือพี่แจ๋วนั่นแหละ สามสิบปีแห่งดนตรีกาลของพี่เอื้อนั้น บรรเลงระเรื่อยรื่น ชื่นมื่นวิมานเมืองไทย พี่เอื้อเป็นคนวันเสาร์ที่แข็งแกร่ง ยืนหยัดกวัดคันชักไวโอลินคู่ชีพไฉไลตลอดกาล พี่เอื้อไม่เคยหยุดงาน พวกเรานักเขียนสองสามคน ดูจะเขียนไม่ทันพี่เอื้อที่แต่งทำนองออกมา ... วงดนตรีสุนทราภรณ์กำจรกำจายไพจิตรไปทุกทิศทุกทาง พวกเราชาวสุนทราภรณ์ได้แสวงหามาสร้างสรรค์ แล้วรักษาไว้ซึ่งอมฤตภาพของเพลงไทยสากล ในรูปลีลา จังหวะต่างๆ กันเป็นร้อยเป็นพันบท แม้ชีวิตจิตใจจะไม่รู้สึก วิญญาณของประชาชาติก็จะสำนึกว่า เราได้แสวงหามาสร้างสรรค์แล้วรักษาอะไรไว้ให้ ...” (เล่ม 7 น.10-12)

ครูศรีสวัสดิ์ไม่มีประวัติการเรียนทางด้านดนตรีโดยตรงอย่างครูเพลงหลายๆ คน แต่ “อาจเป็นเพราะครู  ศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ ได้มีโอกาสไปคลุกคลีอยู่กับเพื่อนรุ่นพี่ๆ ที่เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์มาก่อนในช่วงนั้น จึงทำให้ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ สนใจงานด้านการเขียน ไม่ว่าจะเป็นร้อยแก้วหรือ ร้อยกรอง และเนื่องจากเป็นผู้สนใจด้านภาษาทั้งไทยและอังกฤษ เพราะเรียนในสายอักษรศาสตร์ ... ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ จึงมีผลงานด้านฉันทลักษณ์ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ออกเผยแพร่ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นประจำนอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่” (เล่ม 7 น.13)

ทั้งนี้เพราะ “มัธยมภาษาของสำนักเทพศิรินทร์นั้นคุณภาพคับแก้วมาตั้งแต่รุ่น ศรีบูรพา, ยาขอบ, มจ. อากาศดำเกิง โน่นแล้ว ...” (เล่ม 7 น. 15)

ความดื่มด่ำในบทกวีของศรีปราชญ์ ปรากฏชัดจากการเลือกใช้นามปากกา “ศรีเสาวลักษณ์” ซึ่งอยู่ในบทแรกๆ ของ “นิราศนรินทร์” ว่า

“โอ้ศรีเสาวลักษณ์  แลโลม โลกเอย

แม้ว่ามีกิ่งโพยม  ยื่นหล้า...”

นิราศนรินทร์ แต่งโดยนายนรินทร์ธิเบศ (อิน) กวียุคต้นรัตนโกสินทร์ มีบทชมกรุงในแนวคิดเดียวกับ กำสรวลศรีปราชญ์ หรือ กำสรวลสมุทร ฝีมือกวีสมัยอยุธยา ที่ใช้ภาษาเก่ากว่า ลึกกว่า แต่งดงาม อลังการ และเฉียบคม เทียบเทียมกัน ซึ่งครูศรีสวัสดิ์ชื่นชอบ และนำมาใช้ในบทเพลงของตน

เพลงเกี่ยวกับสถานที่ที่ครูศรีสวัสดิ์แต่งมีมากมาย รวมทั้งเพลงของสถาบันต่างๆ ที่โดดเด่นเข้าขั้นเป็น “เพลงอมตะ” เพลงหนึ่งคือ เพลงเพชรบุรีแดนใจ ที่ขึ้นต้นอย่างพริ้งพรายตามสไตล์ครูศรีสวัสดิ์ว่า “บุรีเอ๋ยบุรีรมย์เรือง โฉมเอยโฉมเมือง งามประเทืองเปลืองฝัน พริ้งพราวราวพรหมภินันท์ เพชรบุรีหลั่นลอยฟ้ามาสู่ดิน ...”  เพลงนี้ขับร้องบันทึกเสียงครั้งแรกโดยมัณฑนา โมรากุล หลังจากที่ลาออกจากกรมประชาสัมพันธ์ไปนานหลายปี และผู้แต่งทำนองก็คือครูเอื้อ

เมืองที่ครูศรีสวัสดิ์แต่งเพลงให้มากที่สุด คือ สามพราน โดยแต่งเป็นเพลงสถาบัน คือโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน รวม 4 เพลง ได้แก่ เพลงสามพราน (โอ้งามสามพรานปานเสกสรร เทพนิมิตปั้นแต่งไว้ เพื่อชีวิตพราวดาวสุกใส ระเริงไปในแดนฟ้า ....” เพลงสนสามพราน (โอ้สนสยิวยืนต้นโอนอ่อน โยกคลอนพลางถอนใจใหญ่ โอ้สนครางเหมือนกับคนเป็นไข้ สนเอยอาวรณ์ไหวคล้ายเรา...) เพลงลาแล้วสามพราน (ลาแล้วสามพราน ถิ่นสถานวิมานของข้า จำร้างจำไร้ไกลตา จากดินฟ้า สถาบันใจ ...) อีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงสถานที่ คือ เพลงเยือนสามพราน (มาเยือนสามพรานแดนตระการดาลดื่มใจ ดังเทพนิมิตไว้แสนสดใสสล้างรมย์ ร่มกายร่มใจไปแม้เนาในแดดลม น่าชื่นชมสมเสพสุขสมรักภิรมย์หล้าฟ้า ...)

นอกจากนั้นมีเพลงของสถานที่และสถาบันต่างๆ มากมาย เช่น เพลงเพชรภูเก็ต (เฟื่องฝันขวัญตาอะร้าอร่าม เพชรภูเก็ตงามวาบวามท่ามกลางธาร...)  เพลงลาทีเพชรบูรณ์ (ลาทีเมืองศรีเมืองเรืองรื่นร่มเย็น ไม่ตายยังเป็นเห็นกันอีกนา ตาไกลเพชรบูรณ์พูนตา หัวใจจะมาใกล้ แดนไร่นาป่าเขา ...) เพลงอัมพวาพัฒนา (แดน อัมพวาโสภากว่าแดนใดไหน สมแดนฤดีที่อาศัย คุ้มใจกายเรา ชาวอัมพวาอยู่มาแต่คราเล็กเยาว์ ...) เพลงมาร์ชอุตรดิตถ์ (อุตรดิดถ์มิตรเราเริงเร้าฤดี ฝันไปในฟ้าเสรีที่มีตะวันจันทร์ฉาย...) เพลงอุทัยธานี (ศรีเอยศรีเมืองเรืองศรี ศรีอุทัยธานีโสภีพรายพร่าง ...) เพลงเกริกวิทยาลัย (เกริกวิทยาลัย เกรียงไกรเกรียงศักดิ์ศรีทนง....) เพลงบางแสนโสภา (หาดบางแสนแสนโสภา งามเอ๋ยงามตาน่าชม ...) เพลงประสานมิตร (วิทยาลัยไหนชื่อลือลั่น วิทยาลัยนั่นประสานมิตรเรา...) เพลงธรรมศาสตร์รักกัน (เพลงนี้เพลงเรา ธรรมศาสตร์พวกเราเจ้าของ ...) เพลงศิริราชขวัญ (ลาขอลาศิริราชขวัญ ลานิรันดร์ แต่นี้นับวันจะพลันไร้ร้าง...) ฯลฯ

.


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (14)
https://www.posttoday.com/columnist/680529

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 21 April 2026, 09:54:02 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (15)
19 เมษายน 2565

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

*****************

มีเพลงของวิทยาลัยวิชาการศึกษา ปทุมวัน เพลงหนึ่ง ชื่อเพลงศรีปทุมวัน “ไม่แน่ว่าเป็นผลงานของใคร ระหว่างครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ กับครูธาตรี (วิชัย โกกิลกนิษฐ์) ประเด็นนี้  “คีตา พญาไท” วินิจฉัยว่า “เมื่อครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการเป็นคนแต่งเพลงแก้วโกสุม ก็น่าจะเป็นคนแต่งเพลงศรีปทุมวันนี้ด้วยเหมือนกัน” (เล่ม 7    น.192)

เพลงแก้วโกสุม เป็นเพลงของวิทยาลัยวิชาการศึกษา ปทุมวัน ที่ชัดเจนว่าครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการแต่ง  คำร้อง ครูเอื้อแต่งทำนอง เพลงนี้ขึ้นต้นว่า “แก้วโกสุมปทุมวัน หยาดแย้มปานประชัน บัวสวรรค์พรรณกราย   เลื่อมลาวัณย์พรรณราย ชวนฝันฟายแฝงชม...”

เพลงศรีปทุมวัน ขึ้นต้นว่า “พวกเราชาวน้ำเงิน-ชมพู เหล่าฝึกหัดครูเกรียงไกร มา มาร่วมกายใจ เสริมศักดิ์และศรีไว้ให้คงอยู่...”

ด้วยความเคารพต่อคีตา พญาไท ผู้เขียนพิจารณาจากเนื้อร้องเพลงนี้แล้ว เห็นว่าน่าจะเป็นผลงานของครูธาตรีมากกว่า เพราะทั้งแนวคิด การใช้คำ และการเล่นคำแล้ว น่าจะเป็นสไตล์ของครูธาตรีมากกว่าครูศรีสวัสดิ์

ครูศรีสวัสดิ์แต่งเพลงเกี่ยวกับสถาบันและสถานที่ต่างๆ ไว้จำนวนมาก มัก “เล่น” กับอารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการมากกว่า ใช้ภาษาที่ลึกกว่า ยากกว่า มีสัมผัสอักษรมากกว่า และมักกล่าวถึงสถานที่ เอกลักษณ์ และสัญลักษณ์น้อยกว่า เช่น เพลงดาราเภสัช ไม่มีเนื้อความเกี่ยวกับวิชาเภสัชศาสตร์ สัญลักษณ์ หรือสถานที่ในคณะเภสัชศาสตร์เลย (เล่ม 7 น. 219) เพลงรักทันตแพทย์ ก็เช่นเดียวกัน (เล่ม 7 น.222)  เพลงลาจุฬาฯ พยาบาลก็ไม่มีเนื้อหาวิชาการพยาบาลและสถานที่ในคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลย (เล่ม 7   น. 231 ) เพลงศิริราชขวัญ ก็เป็นจินตนาการล้วนๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเพลงของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล หรือคณะพยาบาลศาสตร์ หรือคณะเทคนิคการแพทย์ (เล่ม 7 น. 262) เพลงเสน่ห์เภสัช ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงต้นไม้ 2 ต้น คือ กระถินณรงค์ และกอเตย (เล่ม 7 น. 266) เท่านั้น ฯลฯ

ลองเปรียบเทียบกับเพลงสถาบันของครูธาตรี จะกล่าวถึงสถานที่ สัญลักษณ์ต่างๆ มากกว่า เช่น เพลงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ขึ้นต้นว่า “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของเรา งามพร้อมสมภูมิลำเนา ...” จะกล่าวถึงสีม่วง ทองกวาว อ่างแก้ว (เล่ม 3 น. 163) เพลงมนต์มัฆวาน ของโรงเรียนนายร้อย จปร. ที่ขึ้นต้นว่า “เหล่าชายฉกรรจ์ ใฝ่ฝันนักรบ ครันครบมุ่งเพียรเรียนเรื่อยมา ...” ก็กล่าวถึง ซัมเมอร์, วันเสาร์, ถิ่นมัฆวาน (เล่ม 3 น. 179) เพลงถิ่นอาร์มทอง ของโรงเรียนนายร้อย จปร. ที่ขึ้นต้นว่า “ในถิ่นอาร์มทอง เราปองสมดังหวังมา...” ก็กล่าวถึง รั้วแดงกำแพงเหลือง, ดาวทอง, ศาลาวงกลม (เล่ม 3 น. 182) เพลงลาแล้ว จปร. ที่ขึ้นต้นว่า “ลาก่อน ต้องจรจากไกล แต่ตัวจากไป หัวใจไม่เลือน ...” ก็กล่าวถึง หอนอน หอกิน, รั้วงาม, สนามเล่น, ถิ่น จปร., ถิ่นมัฆวาน, (เล่ม 3     น. 185) เป็นต้น

เพลงศรีปทุมวัน ใช้คำง่ายๆ  ไม่เล่นสัมผัสอักษร กล่าวถึงสัญลักษณ์ชาวน้ำเงิน-ชมพู เหล่าฝึกหัดครู, พระเกี้ยวธรรมจักร เป็นสไตล์ของครูธาตรี ไม่ใช่สไตล์ของครูศรีสวัสดิ์

อีกเพลงหนึ่งที่ขอกล่าวถึงคือ  เพลงดำกฤษณา ซึ่งเป็นเพลงที่ครูศรีสวัสดิ์ แต่งทั้งคำร้องและทำนอง     ขับร้องโดยรวงทอง ทองลั่นธม เพลงนี้น่าสงสัยว่าจะมีความเข้าใจผิดหรือสับสนกับคำว่า “ดำฤษณา” ซึ่งพจนานุกรมฯ ให้ความหมายว่า ความปรารถนา, ความดิ้นรน, ความอยาก, ความเสน่หา, ภาษาสันสกฤษ คือ “ตฤษณา” และ บาลี คือ “ตัณหา” ส่วนคำว่า “ดำกฤษณา” ไม่มีในพจนานุกรมฯ

ตำราอ้างอิงสมุนไพรไทย เล่ม 3 (น. 56-59) กล่าวถึงประโยชน์ของกฤษณาที่เป็นไม้หอมว่ามี “กลิ่นหอมชวนดมคล้ายกลิ่นไม้จันทน์... เมื่อเผาไฟให้เปลวไฟโชติช่วงและมีกลิ่นหอม ชาวอาหรับและชาวปาร์ซี นิยมนำไม้หอมมาเผาไฟ เพื่ออบห้องให้มีกลิ่นหอม ไม้หอมชนิดรองลงไปมีเนื้อไม้และสีอ่อนกว่าในตลาดเรียกว่า กฤษณา (dhum) ชนิดนี้เมื่อนำมากลั่นได้น้ำมันระเหยง่าย เรียกว่าน้ำมันกฤษณา (agar attar) มีกลิ่นหอมเหมือนกุหลาบ ในยุโรปนิยมนำมาปรุงเป็นน้ำหอมชนิดคุณภาพดี ผงไม้หอมใช้โรยบนเสื้อผ้าหรือบนร่างกายเพื่อฆ่าหมัดและเหา

ยาพื้นบ้านของอินเดีย และอีกหลายประเทศในทวีปเอเชียใช้ไม้หอมเป็นส่วนผสมในยาหอม ยาบำรุง ยากระตุ้นหัวใจ และยาขับลม นอกจากใช้ไม้หอมแล้วยังใช้สิ่งสกัดด้วยแอลกอฮอล์ของไม้หอมเป็นยาอีกด้วย ในแหลมมลายูใช้ไม้หอมเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางและใช้บำบัดโรคผิวหนังหลายชนิด”

ในตำราการแพทย์แผนไทย ไม่ปรากฏว่ามีการใช้กฤษณาเป็นยาบำรุงกำหนัด เรื่องเกี่ยวกับความรักในเรื่องพระศิวะจากวรรณกรรมเรื่องกามนิด ก็เป็นเรื่องของความรักของพระศิวะที่ทรงดื่มยาพิษเพื่อช่วยโลกให้พ้นภัย     ไม่เกี่ยวข้องกับตัณหาราคะแต่อย่างใด เพลงนี้ที่เนื้อร้องกล่าวถึง “อาหารป่าโลกีย์” จึงน่าจะเป็นความเข้าใจผิด    คำขยายเพลงนี้ก็น่าจะไม่ถูกต้อง (เล่ม 7 น. 579-582)

ครูศรีสวัสดิ์ มีผลงานที่น่าชื่นชมมากมาย นอกจากการแต่งคำร้องแล้ว มีหลายเพลงที่ครูศรีสวัสดิ์แต่งทั้งคำร้องและทำนอง เช่น เพลงกุหลาบแดง ที่ขึ้นต้นว่า “กุหลาบแดง เด่นดอกดวง งามเหมือนจะทวง ดวงจิตภมร...” (เล่ม 7 น. 565) เพลงเกิดเป็นไทย (เราหนอเราเกิดมา พอสองตาลืมได้...) เพลงแก้วตา (แดดร้อนแล้ว เย็นแล้วแก้วตา...) เพลงครวญ (ครวญเอ๋ยครวญไป ใจเอ๋ยใจคราง...) เพลงดวงฤทัย (ดวงฤทัย นี่ใครผลาญ ทรมาน คว้านล้วง ทรวงเล่น...” เป็นต้น

ครูศรีสวัสดิ์มีผลงานมากมาย แต่ยังน้อยกว่าครูแก้ว อัจฉริยะกุลมาก การที่หนังสือเล่มนี้หนากว่าเล่มของครูแก้ว เพราะผู้เขียนพยายามค้นคว้าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องมาบรรยาย ขยายความ เพื่อเพิ่มความรู้และอรรถรสในการฟังเพลง เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับเพลงปากลัด ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ใน พ.ศ.2357 ที่ชาวมอญอพยพหนีพม่า เข้าไทยราว 4 หมื่นเศษ และเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือ ร.4) เสด็จเป็นแม่กอง พร้อมด้วยกรมพลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน แล้วให้ตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี), ปากเกร็ด และพระประแดง” นั้น ร.4 ทรงประสูติเมื่อ 18 ตุลาคม 2347 พ.ศ.นั้น พระองค์จึงมีพระชนมพรรษาเพียง 10 พรรษาเท่านั้น แสดงถึงสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชบิดาที่ทรงเตรียมพระโอรสเพื่อปกครองแผ่นดินตั้งแต่ยังมีพระชนมพรรษาเพียง 10 พรรษาเท่านั้น

*****************


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (15)
https://www.posttoday.com/columnist/680720

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.054 seconds with 16 queries.