User Info
Welcome,
Guest
. Please
login
or
register
.
06 May 2026, 10:42:47
1 Hour
1 Day
1 Week
1 Month
Forever
Login with username, password and session length
Search:
Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ
http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914
Posts in
14,763
Topics by
70
Members
Latest Member:
KAN
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
|
เรื่องราวน่าอ่าน
|
เรื่องเล่าจากความทรงจำที่หาฟังยาก
|
ตำนานสุนทราภรณ์ (6) - (10)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
« previous
next »
Pages:
[
1
]
Author
Topic: ตำนานสุนทราภรณ์ (6) - (10) (Read 162 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
ตำนานสุนทราภรณ์ (6) - (10)
«
on:
21 April 2026, 09:46:08 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (6) - (10)
ตำนานสุนทราภรณ์ (6)
15 กุมภาพันธ์ 2565
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
********************
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ยิ่งใหญ่และยืนยงอยู่มายาวนานจนบัดนี้คือ ความมีอายุยืนยาวพอสมควรของครูเอื้อ
ครูเอื้อเกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2453 และจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 สิริรวมอายุได้ 71 ปี 2 เดือน 11 วัน โดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 ครูเอื้อจึงมีเวลา ฟูมฟัก พัฒนา และประคับประคองวงดนตรีของตนอยู่ได้อย่างยาวนานถึง 41 ปีเศษ ยาวนานเพียงพอที่จะทำให้วงดนตรีมีความมั่นคง เข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ และยืนยง
โดยครูเอื้อ สร้างและพัฒนาวงดนตรีอย่างเป็นระบบ เพราะนอกจากวงดนตรีแล้ว ครูเอื้อยังก่อตั้งโรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2512 หลังจากวงดนตรีสุนทราภรณ์เกิดและเติบโตมาอย่างเข้มแข็งจนมีอายุเกือบครบ 30 ปี
เวลานั้นวงดนตรีสุนทราภรณ์ มีพรั่งพร้อมทั้งผู้ประพันธ์ ทำนอง คำร้อง เพลง นักดนตรี นักร้อง ที่ครูเอื้อสร้างและพัฒนามากับมืออย่างพรั่งพร้อม ซึ่งไม่เพียงให้ความบันเทิงแก่ประชาชนคนไทยโดยได้รับความรักความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วประเทศแล้ว ยังมี “องค์ความรู้” (Body of knowledge) ที่ “ครบเครื่อง” “บริบูรณ์” พร้อมที่จะถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นต่อๆ ไป
นับเป็น “แบบอย่าง” ที่ดี ของการสร้างและสืบทอด “ศาสตร์และศิลป์” ทุกแขนง ไม่เฉพาะเพียงด้านการดนตรีเท่านั้น
ในทางการแพทย์มีกรณีที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ คือ กรณีของ “เมโยคลินิก” ของพี่น้อง “เมโย” ที่เริ่มต้นจากการสร้างโรงพยาบาลให้บริการทางการแพทย์ที่ดีแก่ประชาชน โดยไม่เพียงการใช้ “ศาสตร์และศิลป์” หรือความรู้ที่มีอยู่เดิมๆ ในการดูแลรักษาคนไข้เท่านั้น แต่ยังมีการ “วิจัยและพัฒนา” (Research and Development) วิธีการรักษาคนไข้ให้มีประสิทธิผลและคุณภาพดียิ่งขึ้น จนถึงจุดหนึ่งก็มีความรู้สึกว่า ไม่ควรจะเก็บความรู้ไว้ในวงแคบๆ เท่านั้น จึงเริ่มต้น “การฝึกอบรม” (Training) แก่ “แพทย์ทั่วไป” เพื่อฝึกให้เป็น “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”
เมื่อมีประสบการณ์ทั้งด้าน “เวชปฏิบัติ” (Medical practice) ที่ดี และการสอนแบบ “ฝึกอบรม” (Training) จนมั่นใจถึงขีด และมี “องค์ความรู้” มากพอจึงเปิดโรงเรียนแพทย์ เพื่อ “สอน” (Teach) นักเรียนให้เป็น “แพทย์”
คำว่า “องค์ความรู้” นั้น มักใช้กันพร่ำเพรื่อ เรียกความรู้เป็น “ชิ้นๆ” (piecemeal) ว่าเป็น “องค์ความรู้” (Body of knowledge) แท้จริงแล้ว “องค์ความรู้” หมายถึง “ชุดที่สมบูรณ์ชุดหนึ่งของกรอบความคิด นิยามศัพท์ และกิจกรรมต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นวิชาชีพแขนงหนึ่ง ตามที่นิยามโดยสมาคมวิชาชีพหรือสมาคมของผู้ทรงความรู้ที่เกี่ยวข้อง” (A body of knowledge is the complete set of concepts, terms, and activities that make up a professional domain, as defined by the relevant learned society or professional association)
โรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรีถือกำเนิดขึ้นด้วยลักษณะเช่นว่านี้ และค้ำจุนซึ่งกันและกันกับวงดนตรี สุนทราภรณ์ให้เข้มแข็ง มั่นคง ยืนยาว
นอกจากโรงเรียนแล้ว ครูเอื้อยังได้ร่วมก่อตั้ง “ชมรมดนตรี” กับบุคคลสำคัญ เช่น ม.จ.จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์, หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์, นายชมพู อรรถจินดา, ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, ครูสง่า อารัมภีร ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น “สมาคนดนตรีแห่งประเทศไทย” และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ รับไว้ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งครูเอื้อได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมในช่วงหนึ่งด้วย (เล่ม 1 น. 499)
แท้จริงแล้ว ครูเอื้อมีชีวิตที่ยากลำบาก และตรากตรำทำงานหนักในวัยเด็กและวัยหนุ่ม โดยเป็นเด็กบ้านนอกจากอัมพวา บางครั้งถึงขั้น “อดมื้อกินมื้อ” เล่ากันว่าบางครั้งถึงขั้นต้องไปเก็บมะขามจากสนามหลวงมาประทังหิว ทำให้สมัยหนุ่มผอมมาก และ “ท้องไส้” ก็ไม่ใคร่ปกติ ท้องเสียง่าย นอกจากนั้นยังสูบบุหรี่และไป๊ป์ ซึ่งทำให้บั้นปลายชีวิตต้องจากโลกนี้ไปด้วยมะเร็งปอด
ตลอดชีวิตนักดนตรีที่ “รับราชการ” ตั้งแต่อายุได้เพียง 14 ขวบ จนเกษียณอายุ ครูเอื้อต้องแบกรับทั้ง “งานหลวง” และ “งานราษฎร์” กลางวันทำราชการ ตกเย็น-ค่ำ ต้องไปทั้งเล่นดนตรี ร้องเพลง และเมื่อตั้งวงดนตรีตอนอายุได้ 29 ขวบ ก็ต้องคุมวงดนตรีซึ่งมีผู้คนอีกนับสิบชีวิตให้ต้องดูแล ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ต้องทั้งหลบระเบิด และอดหลับอดนอนเพื่อแต่งเพลงปลุกใจให้ “ทันใจ” ผู้นำคือจอมพล ป. พิบูลสงครามด้วย
ชีวิตของครูเอื้อจึงเป็นบทพิสูจน์หนึ่งของคติของท่านศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ที่บอกว่า “ชีวิตที่ลำบาก คือชีวิตที่เจริญ” รวมทั้งทฤษฎีของนายแพทย์โนชิโนะริ นะงุโมะ นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่เขียนหนังสือขายดีเล่มหนึ่ง ชื่อ “ยิ่งหิว ยิ่งอายุยืน” และคติที่ว่า “กินน้อยอยู่นาน”
ชีวิตนักดนตรีที่ต้องทนหิวนั้น มิใช่เกิดกับคนทั่วไปเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ทรงพระราชนิพนธ์เพลงเพลงหนึ่งที่สะท้อนความหิวของนักดนตรี คือ เพลง H.M.Blues ที่คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า คือ His Majesty Blues (ความเศร้าของฝ่าพระบาท) ความจริงคือ Hungry Men Blues (ความเศร้าของคนหิว)
เบื้องหลังความมีอายุยืนยาวของครูเอื้อประการหนึ่งคือ เมื่อได้แต่งงานกับคุณอาภรณ์ กรรณสูต เมื่ออายุได้ 33 ปี คุณอาภรณ์เป็นศรีภริยาที่ทำหน้าที่แม่ศรีเรือน ทำหน้าที่ “แม่บ้าน แม่เรือน” อย่างแท้จริง คอยดูแลด้านอาหารการกิน ตามปกติเมื่อไปทำงานที่กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งสมัยก่อนอยู่ตรงหัวถนนราชดำเนินกลาง ใกล้บ้าน ปกติทุกวันจะต้องกลับไปกินข้าวกลางวันที่บ้าน โดยคุณอาภรณ์ดูแลทั้งนักร้อง นักดนตรี ทุกคน ที่ไปเป็นแขกประจำที่บ้านด้วย
นอกจากดูแลเรื่องอาหารการกินแล้ว คุณอาภรณ์ยังดูแลเรื่อง “ธุรกิจ” ต่างๆ เช่น เมื่อห้างแผ่นเสียงตกลงทำแผ่นเสียงจำนวนเท่าใดก็จะต้องไปนับจำนวน และเซ็นชื่อกำกับไว้ทุกแผ่น ป้องกันการโกง
เมื่อมีการรับเงิน จ่ายเงินให้แก่ผู้ใด คุณอาภรณ์จะลงบัญชีอย่างละเอียดป้องกันปัญหามิให้เกิดขึ้น โดยมีการ “เก็บออม” และ “ลงทุน” เช่น ซื้อที่ดินไว้ เป็นต้น
เป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญที่ทำให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ยิ่งใหญ่ มั่นคง และยืนยงมายาวนาน
****************************
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (6)
https://www.posttoday.com/columnist/675487
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
Re: ตำนานสุนทราภรณ์ (6) - (10)
«
Reply #1 on:
21 April 2026, 09:46:54 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (7)
22 กุมภาพันธ์ 2565
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
************
หนังสือชุด “82 ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้” เล่ม 2 ชื่อว่า “เอื้อ สุนทรสนาน ดุริยกวีสี่แผ่นดิน” เป็นภาคขยายความเรื่องราวของวงดนตรีสุนทราภรณ์ ต่อจากเล่มแรก ที่ตั้งชื่อว่า “พระเจ้าทั้งห้า ตำนานความเป็นมาของสุนทราภรณ์”
ชื่อหนังสือเล่มนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ คำว่า “ดุริยกวี” และคำว่า “สี่แผ่นดิน”
คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการเรียกนักแต่งเพลงว่า “คีตกวี” เพราะศิลปะการดนตรีมักเรียกว่า “คีตกรรม”
ความจริงนักแต่งเพลงจะมี 2 ประเภท คือ ผู้แต่งทำนองเพลง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Composer และผู้แต่งคำร้องภาษาอังกฤษเรียกว่า Lyricist
คำว่า Composer เป็นคำนาม คำกริยาคือ Compose พจนานุกรม Merriam Webster ให้ความหมายเกี่ยวกับดนตรีว่า to formulate and write (a piece of music) แปลว่า “สร้างหรือเขียนดนตรี” ส่วน Lyricist นั้น พจนานุกรมฉบับเดียวกันให้ความหมายหนึ่งของ Lyric ว่า “the words of a song” คือ “คำร้องของเพลง” และ Lyricist คือ “a writer of lyrics” คือ “ผู้เขียนคำร้องของเพลง” นั่นเอง
ครูเอื้อเป็นทั้งนักแต่งทำนองเพลง นักร้อง และนักดนตรี โดยเล่นดนตรีได้หลายชนิด แต่ที่โดดเด่นจนเป็นสัญลักษณ์คือ ไวโอลิน และในความเป็นศิลปินทั้ง 3 ประเภทนั้น งานที่ครูเอื้อสร้างสรรค์ไว้มากที่สุดและโดดเด่นที่สุด คือ การแต่งทำนองเพลง มิใช่นักแต่งคำร้องของเพลง ครูเอื้อจึงเป็น Composer มิใช่ Lyricist ขณะที่ครูแก้ว อัจฉริยะกุล เป็นศิลปินเพลงในฐานะ Lyricist
คำสองคำนี้ พจนานุกรม Oxford River Books English-Thai Dictionary (พจนานุกรมออกซฟอร์ด-ริเวอร์ บุ๊คส์ อังกฤษ-ไทย) แปลคำ Composer ว่า “นักประพันธ์เพลง ; นักประพันธ์บทกวี” ส่วน lyricist ให้ความหมายว่า “ผู้แต่งเนื้อเพลง , กวีที่เขียนงานประเภทระบายอารมณ์”
คำถามต่อไปคือ สองคำนี้ควร “บัญญัติศัพท์” ภาษาไทยว่าอย่างไร ระหว่าง “คีตกวี” กับ “ดุริยกวี”
คำ “คีตะ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายสั้นๆ ว่า “เพลงขับ , การขับร้อง” ส่วน “ดุริยะ” ให้ความหมายว่า “เครื่องดีดสีตีเป่า” และ “ดุริยางคศาสตร์” ให้ความหมายว่า “วิชาว่าด้วยการบรรเลงเครื่องดุริยางค์ รวมถึงวิชาว่าด้วยทฤษฎีและการปฏิบัติด้านดนตรี”
จึงชัดเจนว่า สำหรับการดนตรีนั้น นักแต่งทำนองหรือ Composer ที่มีฝีมือสูงเข้าขั้นกวี ควรเรียกว่า “ดุริยกวี” ส่วนนักแต่งคำร้อง หรือ lyricist ที่ฝีมือเข้าขั้นกวี ควรเรียกว่า “คีตกวี”
ดังบทกวี “คีตาญชลี” ของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ซึ่งเป็นบทรำพึงรำพันของผู้มีศรัทธาเปี่ยมล้นพูดกับพระผู้เป็นเจ้าของตน ในภาษาอังกฤษ คือ Gitanjali มาจากคำว่า “คีตะ” สนธิกับคำว่า “อัญชลี” หมายความว่า การอัญชลี คือ การไหว้ หรือการกราบไหว้บูชาด้วยบทเพลง
จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่คุณไพบูลย์ สำราญภูติ ผู้ใช้นามปากกา “คีตา พญาไท” ยกย่องครูเอื้อ เป็น “ดุริยกวี” มิใช่ “คีตกวี”
ส่วนคำว่า “สี่แผ่นดิน” เป็นประเด็นของข้อเท็จจริง ที่ครูเอื้อมีชีวิตอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย 4 พระองค์ คือ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 9 คล้ายคลึงกับ “แม่พลอย” ในนวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ที่เกิดในรัชกาลที่ 5 และจากโลกนี้ไปในวันที่รัชกาลที่ 8 สวรรคต
แต่มีประเด็นที่ “ดูเผินๆ” อาจมีข้อสงสัย เพราะครูเอื้อเกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2453 และถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524
วันที่ 1 เมษายน 2524 อยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ชัดเจน แต่ครูเอื้อเกิดเมื่อ 21 มกราคม 2453 อาจมีคำถามว่าเป็นรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 หรือที่ 6 เพราะรัชกาลที่ 5 สวรรคตเมื่อ 23 ตุลาคม 2453
คำตอบคือ เมื่อปีที่ครูเอื้อเกิดใน พ.ศ. 2453 นั้น วันขึ้นปีใหม่คือวันที่ 1 เมษายน ฉะนั้น วันที่ 21 เมษายน 2453 จึงเป็นช่วง ปลายปี 2453 มิใช่ต้นปี เมื่อรัชกาลที่ 5 สวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม 2453 นับเป็นเดือนที่ 7 ของ พ.ศ. 2453 เพราะนับต้นปีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เมื่อครูเอื้อเกิดในวันที่ 21 มกราคม 2453 จึงเป็นช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 สวรรคตไปแล้ว 2 เดือนกับ 29 วัน ครูเอื้อจึงเกิดเมื่อ “ต้นรัชกาลที่ 6” การที่ตั้งสมญานามครูเอื้อว่า “ดุริยกวีสี่แผ่นดิน” จึงถูกต้องแล้ว
คนรุ่นเรา อาจเกิดความสับสน เพราะการนับวันตั้งต้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม ตามสากลนิยม เริ่มในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2484 ปี พ.ศ. 2483 จึงจบที่เดือนธันวาคม นับรวมจากเดือนแรกคือเดือนเมษายน 2483 จึงมีเพียง 9 เดือนเท่านั้น ทั้งนี้ตาม “พระราชบัญญัติ ปีประติทินพุทธศักราช 2483” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 57 หน้า 419-422 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2453 ซึ่งมาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติว่า “ปีซึ่งเรียกว่า ปีพุทธศักราช 2483 ให้สิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ และปีซึ่งเรียกว่า ปีพุทธศักราช 2484 ให้เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม ต่อไป”
เรื่องราวของครูเอื้อและวงดนตรีสุนทราภรณ์เป็น “ประวัติศาสตร์ระยะใกล้” ซึ่งหลายเรื่องมีลักษณะเป็น “ตำนาน” หรือ “เรื่องเล่า” จึงน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่คุณไพบูลย์ได้ใช้ความวิริยะ อุตสาหะ และความอดทนอย่างสูงในการเขียน “ภาคต่อ” จนเป็นหนังสือหนาถึง 468 หน้า โดยหนังสือเล่มนี้ “น่าจะมีความถูกต้อง สมบูรณ์ครบถ้วนมากกว่าที่เป็นมา” เพราะคุณไพบูลย์ “ได้รับความกรุณาจากท่านที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับครูเพลงแต่ละคน ช่วยตรวจทานเรื่องราวให้เป็นกรณีพิเศษ.... เช่น คุณประสานจิตต์ วาทยะกร กันตังกุล ทายาทพระเจนดุริยางค์, คุณอติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์ ทายาทครูเอื้อสุนทรสนาน, คุณสินี ช่วงสุวนิช ทายาทของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์, คุณวันเพ็ญ บุญทรง ทายาทของครูเวส สุนทรจามร, รองศาสตราจารย์ นภาภรณ์ อัจฉริยะกุล ทายาทของครูแก้ว อัจฉริยะกุล, คุณอุษา พุกกะเวส ภริยาของคุณสุรัฐ พุกกะเวส ฯลฯ (น.467-468)
จึงเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
.
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (7)
https://www.posttoday.com/columnist/676341
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
Re: ตำนานสุนทราภรณ์ (6) - (10)
«
Reply #2 on:
21 April 2026, 09:47:33 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (8)
01 มีนาคม 2565
โดย....น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
*************
วงดนตรีสุนทราภรณ์สร้างสรรค์เพลงไว้มากมาย ราว 2 พันเพลง ซึ่งจำนวนมากอยู่ในความรักและความนิยมของประชาชนอย่างกว้างขวาง และมีคนจำนวนไม่น้อยนอกจากชอบฟังแล้ว ยังอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาหรือภูมิหลัง เบื้องหลังของเพลง ทั้งเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงและเพื่อการสนทนากันในหมู่แฟนเพลงหรือในครอบครัว จึงแม้จะมีการรวบรวม ศึกษา ค้นคว้า จนออกมาเป็นหนังสือ 2 เล่ม เนื้อหารวมกันถึง 1,332 หน้าแล้ว ก็ยังมีเรื่องราวมากมายให้สืบค้นและนำมาเสนอต่อทั้งแฟนเพลงสุนทราภรณ์และผู้สนใจทั่วไป หนังสือชุด 82 ปี สุนทราภรณ์ฝากไว้ จึงมีเล่ม 3 ในชื่อ “100 เพลงดี 100 ปี เอื้อ สุนทรสนาน”
หนังสือเล่มนี้มีงานแถลงข่าวเปิดตัวเมื่อวันอังคารที่ 12 มกราคม 2553 ที่ห้องพุทธคยา ชั้น 22 อาคาร อัมรินทร์พลาซ่า เป็นการโหมโรงก่อนวันเกิดครบ 100 ปี ครูเอื้อในวันที่ 21 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นปีมหามงคลของครูเอื้อด้วย เพราะได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การยูเนสโก และมูลนิธิสุนทราภรณ์ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองตลอดปี 2553 โดยหนังสือ “100 เพลงดี 100 ปี เอื้อ สุนทรสนาน” เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ร่วมการเฉลิมฉลองครั้งนั้น
หนังสือเล่มนี้ แต่แรกคุณไพบูลย์ สำราญภูติ ใช้นามปากกา ศรี อยุธยา เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ และเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์มาตั้งแต่เดือนเมายน พ.ศ. 2542 “โดยคัดเลือกเพลงที่เกี่ยวข้องกับสถาบันชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันการศึกษา 8 แห่ง คือ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตร เชียงใหม่ 4 เหล่าทัพ และเพลงอมตะที่เป็นผลงานของครูเอื้อ สุนทรสนาน ในการประพันธ์ทำนอง และการขับร้องในนามของสุนทราภรณ์ แฟนเพลงสุนทราภรณ์จากเว็บไซต์บ้านคนรักสุนทราภรณ์โหวตมาเป็นหลักรวมทั้งสิ้น 100 เพลง แถมเพลงพิเศษอีก 6 เพลง รวมทั้งสิ้นเป็น 106 เพลง...” (น. 350)
แสดงว่าเพลงดี “ในดวงใจ” ของแฟนเพลงสุนทราภรณ์มีมากกว่า 100 เพลง จึงแม้ความตั้งใจของคุณไพบูลย์จะต้องการคัดสรรเพลงเพียง 100 เพลง เพื่อให้ตรงกับวโรกาส 100 ปี ชาตกาลครูเอื้อ แต่ก็ต้องยอมรับทั้ง 106 เพลง โดยคงชื่อ “100 เพลงดี 100 ปี สุนทราภรณ์เอาไว้” ก็เหมือนกับนวนิยายเรื่องยิ่งใหญ่ของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนรางวัลโนเบล คือ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” (One Hundred Years of Solitude) นั้นแท้จริงเวลาในเหตุการณ์ของนวนิยายเรื่องนี้เกิน 100 ปีไปมาก แต่หนังสือก็ยังคงชื่อ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เอาไว้ เพราะตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำ แม้จะสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่ในทางวรรณกรรมนั้นตัวเลขประมาณการก็ยอมรับได้
คุณไพบูลย์ได้ “เปิดใจ” ไว้ในตอนท้ายเล่มของหนังสือเล่มนี้ว่า ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมของ คณะกรรมการมูลนิธิสุนทราภรณ์ในการประชุมตอนต้นปี พ.ศ. 2551 ให้เป็นผู้เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ของวง สุนทราภรณ์เพื่อร่วมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งกำลังมีการเสนอให้ได้รับ ยกย่องเป็นบุคคลสำคัญดีเด่นของโลกจากองค์การยูเนสโก ใน พ.ศ. 2553 แสดงว่าหนังสือเล่มนี้มีเวลาเตรียมการราว 2 ปี
ความเป็น “มืออาชีพ” ของคุณไพบูลย์ จึงได้เสนอแนวคิดหลัก คือ Theme หรือ “อรรถบท” โดยตั้งชื่อเพื่อให้สอดคล้องกับ 100 ปีชาตกาลครูเอื้อว่า “100 เพลงดี 100 ปี เอื้อ สุนทรสนาน” โดยตั้งกรอบ (Framework) ไว้ใน “เบื้องต้น” ว่า (1) เป็นผลงานเพลงที่เกี่ยวข้องกับประวัติของวงดนตรีสุนทราภรณ์ เช่น เพลงประจำวง (2) เป็นผลงานที่เทิดทูนสถาบันชาติให้เกิดความรักชาติ เช่น เพลงปลุกใจต่างๆ (3) เป็นผลงานที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ บรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ (4) เป็นผลงานเกี่ยวกับสถาบันการศึกษา โดยคัดเลือกมาเพียง 8 สถาบันเท่านั้น (5) เป็นผลงานเพลงที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่นเพลงที่สุนทราภรณ์เป็นผู้ขับร้องทั้งเพลงเดี่ยวและเพลงหมู่ และ (6) เป็นผลงานเพลงที่ครูเอื้อ สุนทรสนานแต่งทำนองร่วมกับครูเพลงท่านอื่นๆ เช่น ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, ครูเอิบ ประไพเพลงผสม, ครูสุรัฐ พุกกะเวส, ครูชอุ่ม ปัญจพรรด์, ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ, ครูธาตรี, ครูสมศักดิ์ เทพานนท์, ครูพรพิรุณ และครูเพลงท่านอื่นๆ
โดยที่เนื้อหาของ 106 เพลง ที่นำมาเสนอเดิมตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ที่กำหนดความยาว “เพียง 1 หน้ากระดาษเท่านั้น .... จึงต้องศึกษา ค้นคว้า เรื่องราวต่างๆ ของครูเพลง บุคคล เหตุการณ์ สถานที่ โดยแทรกความคิดเห็นบางประการตามความเหมาะสม โดยพยายามที่จะรักษาแนวเขียนตามที่กำหนดเอาไว้แต่เดิม” (น. 360)
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้แม้จะมีส่วนที่ซ้ำกับในเล่ม 1 และ เล่ม 2 อยู่ส่วนหนึ่ง แต่ก็มีเรื่องราวใหม่ๆ ที่น่ารู้ และผู้เขียนได้นำมาเสนออย่างน่าอ่าน น่าติดตามตลอดทั้งเล่ม เช่น เพลงคิดถึง ซึ่งจัดเป็น “เพลงที่สุนทราภรณ์ขับร้องได้ไพเราะที่สุด” เชิด ทรงศรี ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย เขียนถึงภูมิหลังของเพลงนี้ว่า “ครูแก้ว อัจฉริยะกุล เขียนขึ้นเพื่อถ่ายทอดความในใจที่ตนเองมีต่อ ‘คุณน้อง’ สาวที่ตนเองหมายปองอยู่ และได้รับแรงเชียร์จากครูเอื้อ สุนทรสนาน เพื่อนซี้ที่รู้ใจมากกว่าใครๆ แต่เธอต้องไปแต่งงานมีครอบครัวกับชายอื่นตามความประสงค์ของผู้ใหญ่ เพื่ออนาคตที่สดใสกว่า
ครูแก้ว อัจฉริยะกุล จึงเขียนบอกเอาไว้ด้วยว่า ‘ผู้แต่งขออุทิศให้แก่ใครคนหนึ่ง ซึ่งนับวันจะห่างจากกันไปทุกที’ จนชื่อคุณน้องกลายเป็นขนิษฐา ตัวเอกในบทละครโทรทัศน์เรื่องคิดถึงที่ครูแก้ว อัจฉริยะกุลแต่งขึ้นในเวลาต่อมา จะเห็นได้ว่า ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ใช้คำว่าคิดถึง ซ้ำกันอยู่ถึง 11 คำ เพื่อตอกย้ำและสื่อความในใจให้สาวที่ตนหมายปองอย่างลงตัว ... ความไพเราะและการสื่อความในใจจากเพลงคิดถึงนี้ เป็นเหตุให้ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ต้องแต่งเพลงใหม่อีกเพลงหนึ่ง คือ เพลงลืมเสียเถิดอย่าคิดถึง ขับร้องโดยรวงทอง ทองลั่นธม ... ตามคำขอร้องของคุณน้อง ... ซึ่งโทรศัพท์บอกกับครูแก้วว่า ‘ได้ฟังเพลงคิดถึงทีไรอดร้องไห้ไม่ได้ ทำไมต้องแต่งเพลงนี้ลืมเสียเถิดอย่าคิดถึงดีกว่า’ จึงเป็นที่มาของเพลงลืมเสียเถิดอย่างคิดถึง” (น. 223-224)
อีกเรื่อง เช่น เรื่องเมืองสามพราน หนังสือเล่มนี้เสนอว่า “ตามประวัติในตำนานที่เล่าขานกันมาว่าอำเภอสามพรานนี้แต่เดิมเป็นป่ารกชัฏ เป็นที่อาศัยของเหล่าสัตว์ป่านานาชนิด รวมทั้งโขลงช้างขนาดใหญ่ที่ชอบเข้ามาเหยียบย่ำหากินในบริเวณนี้ จนกลายเป็นชื่อของตำบลบางช้างในปัจจุบัน หัวหน้าโขลงช้างนี้ เมื่อเวลาตกมัน จะมีความ ดุร้ายมาก และนำโขลงช้างเข้ามาทำลายพืชผลและทำร้ายชาวบ้าน แต่ชาวบ้านก็ไม่สามารถปราบมันได้ จึงต้องอาศัยฝีมือของนายพราน 3 นาย ที่ข้ามมาตรงคลองปากลัด หรือวัดท่าข้ามในปัจจุบัน ช่วยเหลือ บริเวณที่นายพรานทั้งสามปราบโขลงช้างได้ จึงได้ชื่อว่าสามพรานตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา”
หนังสือเล่มนี้นำเสนอ “ที่สุด” ของเพลงสุนทราภรณ์ไว้หลาย “ที่สุด” โดยเพลงที่คุณอาภรณ์ กรรณสูต หญิงที่ครูเอื้อ “หมายปอง” ประทับใจมากที่สุดคือเพลงยอดดวงใจ ที่ขึ้นต้นว่า “ดวงใจคนดีที่แสนห่วง โศกรุมเร้าทรวงหน่วงเหนี่ยว....” ซึ่งเป็นเพลงที่ “ชนะใจ” คุณอาภรณ์ ในที่สุด และได้แต่งงานกันใน 4 ปีต่อมา
**************
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (8)
https://www.posttoday.com/columnist/676984
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
Re: ตำนานสุนทราภรณ์ (6) - (10)
«
Reply #3 on:
21 April 2026, 09:48:53 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (9)
08 มีนาคม 2565
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน
***************
การที่เพลงแต่ละเพลงจะไปถึงหูผู้ฟังได้นั้น จะต้องมีผู้สร้างและผู้นำเสนอรวม 5 ส่วนด้วยกัน คือ ผู้แต่งทำนอง (Composer) ผู้ประพันธ์คำร้อง (Lyricist) ผู้เรียบเรียงเสียงประสาน (Arranger) นักดนตรี (Musicians) และนักร้อง (Singer)
เพลงสุนทราภรณ์มีครูเอื้อเป็นผู้แต่งทำนองหลัก และผู้ประพันธ์คำร้องคนสำคัญคือ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ซึ่งมีผลงานมากมายนับพันเพลง และแทบทุกเพลงเป็นผลงานที่งดงาม ประณีต ลงตัว และได้รับความนิยมยกย่องจากทั้งในวงการดนตรีและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ผลงานและเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงของครูแก้วจึงมีมากมาย และ “คีตา พญาไท” ผู้เขียนหนังสือชุด “82 ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้” ได้นำมาเขียนไว้เป็น เล่มที่ 4 ในชุดนี้ ซึ่งเป็นเล่มที่ใหญ่ที่สุดเล่มหนึ่ง มีความยาวเฉพาะส่วนเนื้อหาถึง 814 หน้า กับส่วนคำนำและ คำนิยมอีก 52 หน้า มีเนื้อเพลงจำนวนมาก และเรื่องราวภูมิหลังอันน่าสนใจของเพลงและผู้เกี่ยวข้องมากมาย เต็มอิ่ม
ผู้เขียน คือ “คีตา พญาไท” ตั้งสมญานามของครูแก้วว่า “อัจฉริยะคีตกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” เพราะในบรรดานักประพันธ์เนื้อร้องเพลงของไทย คงไม่มีใครมีผลงานมากเท่า ได้รับการยอมรับและความนิยมอย่างกว้างขวางมากมายเท่าครูแก้ว โดยผลงานเพลงของครูแก้วจำนวนมาก ผู้เขียนได้นำมาวิเคราะห์ทั้งความและคำ ที่งดงาม ลงตัว เข้าขั้นเป็น “บทกวี” ซึ่ง “คีตะ” คือ “เพลงขับ”
ตามความหมายในพจนานุกรม ครูแก้วจึงเป็น “คีตกวี” (ในขณะที่ครูเอื้อเป็น “ดุริยกวี”) และผลงานมากมายของครูแก้วแสดง “อัจฉริยภาพ” ของครูแก้ว สมนาม “อัจฉริยะกุล” ครูแก้วจึงเป็นคีตกวีอัจฉริยะ และผู้เขียนผูกคำในสมญานามที่ตั้งให้ว่า “อัจฉริยะคีตกวี” ซึ่งคล้ายคลึงกับนามสกุล “อัจฉริยะกุล” ของครูแก้ว ซึ่งยังคง สระ “ ะ ” เอาไว้ ส่วนคำขยายความว่า “แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” นั้นนัยหนึ่งบ่งบอกว่าในยุคกรุงรัตนโกสินทร์คงจะไม่มีใครที่มีผลงานยิ่งใหญ่เทียมเท่าครูแก้วอีกแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งบ่งบอกว่าครูแก้วมีชีวิตและสร้างผลงานในยุครัตนโกสินทร์ เหมือนครูเอื้อเป็น “ดุริยกวี” ในยุคสมัยครอบคลุม 4 รัชกาล
ความจริงแล้ว ผลงานของครูแก้วมากทั้งปริมาณและสูงด้วยคุณภาพและคุณค่า จะหา “คีตกร” ผู้ใดในแผ่นดินสยามเทียมเท่ามิได้ ไม่เพียงในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เท่านั้น
ครูแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2458 จึงเป็นรุ่นน้องครูเอื้อราว 4 ปีเศษ บิดาเป็นชาวกรีก ชื่อคอนสแตนติน ปาปายาโนปูโลส ต่อมามีชื่อไทยคือนายใหญ่ อัจฉริยะกุล แม่เป็นคนไทยชื่อนางล้วน เหรียญสุวรรณ บิดาครูแก้วเป็นคริสต์ แต่ครูแก้วศรัทธาในพระพุทธศาสนา และบิดายอมให้บวช (เล่ม 4 น. 4, 776) โดยบวชที่วัดมหาธาตุ
โดยพื้นฐานครูแก้วเป็นคนกรุงเทพฯ บิดาเป็นคหบดี เปิดห้างขายบุหรี่และซิการ์กลิ่นรสต่างๆ อยู่ที่ถนนเจริญกรุง ก่อนจะย้ายไปสร้างตึกใหม่ที่ถนนสี่พระยา ขยายกิจการเปิดโรงงานขนาดใหญ่ บิดามีโอกาสใกล้ชิดกับเจ้านาย เช่น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทางด้านการศึกษา เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนครูสว่าง ในซอยสว่าง ถนนสี่พระยา แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเยนเฮส์ เมมโมเรียล ซึ่งเป็นโรงเรียนของมิชชันนารี ต่อที่โรงเรียนเซนต์ปีเตอร์ของชาวอังกฤษ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จนจบชั้นมัธยม 8 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด
ครูแก้วแสดงแววอัจฉริยะ ตั้งแต่เมื่อเรียนหนังสือที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน สอบภาษาอังกฤษได้คะแนนถึง 99% ทางด้านภาษาไทยก็เก่งถึงขั้นแต่งกลอนจนครูยอมรับต่อหน้านักเรียนในชั้นว่า “มันแน่” เรื่องเพลงก็สามารถร้องเพลงจากละครเรื่องจันทร์เจ้าขา ของพรานบูรพ์ทั้งๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้าไปดูละครในโรงเลย และยังแต่งเพลงได้ตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยม รวมทั้งแต่งเรื่องสั้นส่งไปลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ ของเทพ มหาปารยะ (ชื่อเรื่อง “นาถจ๋า”)
ครูแก้ว อยากเป็นนักเรียนนายเรือ แต่ไม่ผ่านการตรวจโรคเพราะสายตาไม่ดี จึงคิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่บิดาป่วยหนัก จึงเข้าไปเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง พร้อมกับเริ่มทำงานที่กรมไปรษณีย์โทรเลข ขณะเดียวกันก็เริ่มแต่งเพลงและร่วมคณะละครวิทยุ
ครูแก้วร่วมแต่งเพลงกับครูเวส สุนทรจามร โดยครูแก้วแต่งคำร้อง ครูเวสแต่งทำนอง มีผลงานร่วมกันหลายร้อยเพลง ซึ่งกลายเป็นเพลง “ดัง” และเพลง “อมตะ” จำนวนมาก เช่น เพลงพรหมลิขิต เพลงฟ้าคลุ้มฝน เพลงริมฝั่งน้ำ เพลงอาลัยลา เพลงคำหอม เพลงดอกไม้ใกล้มือ เพลงหงส์เหิน ฯลฯ
ต่อมาครูแก้ว ยังแต่งเพลงร่วมกับหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ สร้างเพลง “อมตะ” หลายเพลง เช่น เพลงคะนึงครวญ เพลงไม่อยากจากเธอ เพลงเมื่อไรจะให้พบ “ครูเพลง” อีกท่านหนึ่งที่ครูแก้วร่วมแต่งเพลงด้วย คือ ครูนารถ ถาวรบุตร ซึ่งมีเพลง “อมตะ” หลายเพลง เช่น เพลงมาร์ชกองทัพบก เพลงมาร์ชพิทักสันติราษฎร์ ส่วนเพลง “หวาน” เช่น เพลงอาลัยรัก เพลงลุ่มเจ้าพระยา
ครูแก้วแต่งเพลงร่วมกับครูเพลงอีกหลายท่าน เช่น ครูสริ ยงยุทธ ครูสุรัฐ พุกกะเวส ครูสมพงษ์ ทิพยกะลิน ครูธนิต ผลประเสริฐ ครูสมศักดิ์ เทพานนท์ และที่แต่งร่วมกันมากที่สุดก็คือกับ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ทั้งเพลงใน “แนวสุนทราภรณ์” และ “เพลงไทยลูกกรุง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผลงานในยุคต้นๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2” โดยทั้งสองท่านร่วมกันแต่งเพลงในช่วงต้นๆ ราว พ.ศ. 2483 เรื่อยมาจนครูแก้วลาออกจากวงดนตรี สุนทราภรณ์ไปเมื่อ พ.ศ. 2497 (เล่ม 4 น. 131-132)
เพลงที่ครูแก้วกับครูเอื้อร่วมกันแต่ง มีความ “ลงตัว” และ “งดงาม” เป็นที่ชื่นชมของประชาชนมากที่สุด จนสุวัฒน์ วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ ที่ร่วมงานกับครูเอื้อทั้งโดยตนเองและคู่ชีวิต คือ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี สรุปคำยกย่องไว้อย่างกระชับว่า เพลงที่ถูกใจประชาชนมากที่สุดคือ เพลง “ทำนอง-เอื้อ เนื้อ-แก้ว”
ครูแก้วกับครูเอื้อ ร่วมกัน รังสรรค์ เพลงหลากหลายประเภท เริ่มตั้งแต่ เพลงปลุกใจตามนโยบายของผู้นำประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น เพลงบ้านเกิดเมืองนอน, เพลงไทยต้องทำ, เพลงไทยวิวัฒน์, เพลงสดุดีบรรพไทย, เพลงสร้างไทย; เพลงสดุดีเทิดทูนสถาบันพระบรมมหากษัตริย์ เช่น เพลงฑีกายุโก โหตุ มหาราชา, เพลงราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น, เพลงนเรศวรมหาราช; เพลงสอนเด็ก เช่น เพลงหนูเล็ก เพลงลูกแก้วสกุลไทย; เพลงประจำสถาบันการศึกษาต่างๆ; เพลงเกี่ยวกับจังหวัดและสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เพลงกรุงเทพราตรี, เพลงเจ้าพระยา, เพลงผาเงอบ, เพลงภูกระดึง, เพลงหาดสงขลา; เพลงที่เกี่ยวกับคติธรรมที่สะท้อนชีวิตในสังคม เช่น เพลงคนเหมือนกัน, เพลงจังหวะชีวิต, เพลงจันทน์กระพ้อร่วง ฯลฯ
น่าเสียดายที่ครูแก้ว มีอายุไม่ยืนยาว ครูแก้วจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2524 สิริรวมอายุได้ 66 ปี 4 เดือน 23 วัน โดยเสียชีวิตที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญเรื่องโรคติดเชื้อ ขณะที่ ครูแก้วป่วยและจากไปด้วยโรคไม่ติดเชื้อ โดยช่วงท้ายของชีวิตมีความทุกข์ทรมานอยู่มากพอสมควร
ครูเอื้อเขียนถึงครูแก้วว่า “เราแต่งเพลงด้วยกัน ส่งวิทยุด้วยกัน (ยังไม่มีโทรทัศน์) ผมแสดงหน้าเวที แสดงตามงาน โรงภาพยนตร์ ครูแก้วอยู่หลังเวที หลังฉาก ผมพากย์หนัง ครูแก้วก็เขียนบทให้ผมพากษ์ ครูแก้วเป็นเพื่อนที่ใจกว้าง รักเกียรติ มิตรภาพมาก่อนเงินตรา ผมทำงานกับครูแก้ว สบายใจ ได้ผลดีมาตลอดรอดฝั่ง แล้วผมจะลืมวันเวลาที่ผมได้ทำงานร่วมกับครูแก้วได้อย่างไร ครูแก้ววางตัวเป็นแก้วประดับวงดนตรีสุนทราภรณ์จริงๆ”
******************
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (9)
https://www.posttoday.com/columnist/677570
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 12,725
Re: ตำนานสุนทราภรณ์ (6) - (10)
«
Reply #4 on:
21 April 2026, 09:49:34 »
ตำนานสุนทราภรณ์ (10)
15 มีนาคม 2565
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
**************
หนังสือชุด 82 ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้ เล่มที่ 5 เป็นเรื่องของสุรัฐ พุกกะเวส ซึ่ง “คีตา พญาไท” ผู้เขียนตั้งฉายาไว้เป็นชื่อรองของหนังสือว่า “ยอดขุนพล เพลงสุนทราภรณ์”
ฉายาดังกล่าวนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในบรรดา “คีตกวี” ผู้รจนาบทเพลง (Lyricist) ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล นับว่าโดดเด่นที่สุด เพราะเป็น “มือชั้นครู” ที่มีผลงานขั้น “เลอเลิศ” ที่ “อยู่ในหัวใจ” คนไทยจำนวนมากมายแล้ว สุรัฐ พุกกะเวส ซึ่งเป็นศิษย์เอกคนหนึ่ง ก็มีผลงานที่เป็นที่ยอมรับอย่างสูง จำนวนมาก นับเข้าขั้นเป็น “ยอดขุนพล” คนหนึ่งของสุนทราภรณ์
ประกาศนียบัตรสำคัญที่รับรองความเป็นเลิศในการแต่งเนื้อเพลงของสุรัฐ พุกกะเวส คือ การได้รับความไว้วางใจให้แต่ง “เพลงพระเจ้าทั้งห้า” ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายในชีวิตของครูเอื้อ โดยคุณสุรัฐ สามารถ “ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความในใจของครูเอื้อ สุนทรสนาน ที่มีต่อวงการเพลงไว้อย่างไพเราะ มีความหมายที่กินใจ” (เล่ม 5 หน้า 111) นับว่า “ถอดหัวใจ” ของครูเอื้อ ออกมาได้อย่างแท้จริง โดยเนื้อเพลงมีความงาม เปี่ยมด้วยสาระสำคัญที่ครบถ้วน ชัดเจน (clear) กระชับ (concise) และง่ายแก่การเข้าถึงและเข้าใจ (simplicity)
และคุณสุรัฐได้เป็น 1 ใน 17 คน ที่ครูเอื้อนำเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2512 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 30 ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเหรียญรูปเสมามีพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. โดยนักประพันธ์เพลง 5 คนที่ได้รับพระราชทานเหรียญดังกล่าว คือ ครูเอื้อ, ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, ครูเวส สุนทรจามร, ครูสุรัฐ พุกกะเวส และ ครูชอุ่ม ปัญจพรรด์
นอกจากเพลงพระเจ้าทั้งห้าแล้ว ยังมีอีกหลายเพลงที่คุณสุรัฐ “ถอดหัวใจ” ครูเอื้อแต่งเป็นเพลงที่โดดเด่นและครองใจผู้คนมากมาย เช่น “เพลงศึกในอก” ที่ขึ้นต้นว่า “เมื่อยามรักเลือนไกล สุดใคร่หาใดแทน ศึกอื่นหมื่นแสน หรือจักแม้นศึกหัวใจ ความรักกลัดกลุ้มรุ่มร้อน จะกินหรือนอนร้องไห้ ร้อนแทบจักขาดใจสุดเปรียบอันใด กลั้นไว้เต็มทน...”
และจบลงว่า “เฝ้าห่วงรักลวงเลือน เด่นเดือนนั้นเตือนตา จะคอยอยู่ชั่วฟ้า เฝ้าใฝ่หาคู่ชื่น ได้แต่หวนอาลัย รักก็ไม่เยือนคืน โศกจนเหลือทนกลืน ทุกค่ำทุกคืน คอยคู่ชื่นคืนมา”
เพลงนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง พยายาม “แยก” ให้คนที่ครูเอื้อหมายปองไปอยู่ต่างจังหวัดห่างไกล คุณสุรัฐจึงถอดหัวใจครูเอื้อแต่งเป็นเพลง และครูเอื้อก็ถอดหัวใจ แต่งทำนองและขับร้องเอง
ส่วนเพลงที่คุณสุรัฐ ถอดหัวใจตนเองแต่งเนื้อร้อง และครูเอื้อก็ “รู้ใจ” แต่งทำนองและร้องเพลงนี้เอง คือ เพลงอุษาสวาท ที่ขึ้นต้นว่า “ยาม อุษาฟ้ากระจ่าง ทั่วนภางค์ สว่างแล้ว ตื่นนิทรา เสียเถิด น้องแก้ว สว่างแล้ว นะแก้วตา ....”
เนื้อเพลงเป็นการปลุกหญิงคนรักให้ตื่นขึ้นยามเช้าตรู่ เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า (พจนานุกรมฯ ให้ความหมายของคำอุษาว่า “แสงเงินแสงทอง, เช้าตรู่, รุ่งเช้า) แต่เบื้องหลังเพลงนี้ คุณสุรัฐ ให้สัมภาษณ์ไว้เองว่า “.... เพลงนี้เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2504 มันก็หนีไม่พ้นความรักหรอก คือ ผมเกิดมีความรัก คุณอุษา บุญญรักษ์ ช่วงนั้นผมเลิกกับภรรยาเก่าเพราะไม่ค่อยมีเวลาให้เขา คุณอุษาอายุน้อยกว่าผมมาก เพิ่งจบพาณิชย์มา ก็มาของานผมทำ เมื่อรับเข้าทำงานแล้ว ก็เห็นว่าคุณอุษามีความสามารถสูงมาก ทำงานได้เท่ากับคนสองคน ก็เกิดชอบพอกัน แต่กว่าจะลงเอยได้ก็นานมาก เพราะเขายังเป็นเด็กสาว ผมอายุมากแล้ว เขาก็เลยทดสอบใจเรา...”
ตอนนั้นคุณสุรัฐอายุได้ 37 ปี เดิมชื่อ “สุรัสน์” เกิดที่พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ตอนเรียนธรรมศาสตร์ได้สมัครเข้าไปเป็นนักศึกษาวิชาดุริยางค์ของมหาวิทยาลัย จึงได้เรียนดนตรีกับครูสำเภา (เปียโน), ครูพร้อม (ทรัมเป็ต), ครูเล็ก (คลาริเน็ต), ครูสาโรจน์ รุ่งเรือง (แซกโซโฟน) และพระเจนดุริยางค์ วงดนตรีดังกล่าวเป็นวงใหญ่ มีเครื่องดนตรีกว่า 80 ชิ้น คุณสุรัฐ ได้รับคัดเลือกให้มีหน้าที่เป่าแตรเดี่ยว เชิญธงชาติสู่ยอดเสาทุกเช้า เวลา 8.00 น. เป็นประจำทำวัน
คุณสุรัฐ เป็นแฟนเพลงของวงดนตรี “กรมโฆษณาการ” ที่ครูเอื้อเป็นนายวง โดยตั้งวงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2482 แล้ว คุณสุรัฐเล่าว่า “คืนไหนก็ตาม พอเพลงใหม่จากวงดนตรีนี้ถูกกระจายเสียงออกอากาศ รุ่งเช้าพวกเราเป็นต้องร้องกันได้ทุกคน เพราะเราจดคำร้องด้วยชวเลขของพิทแมน ที่เราศึกษากันอยู่ แล้วก็มาต่อทำนองกันตามโน้ตที่เราเรียนกันอยู่ทุกวัน”
เมื่อเรียนจบธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2486 ก็สอบเข้าทำงานที่ “องค์การโรงแรมและภาพยนตร์” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ด้วยวิชาชวเลข พิมพ์ดีด ซึ่งข้าพเจ้าคะแนนอันดับหนึ่งเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัย ทำให้ตำแหน่งประจำแผนกของข้าพเจ้า พุ่งปรี๊ดปร๊าดราวกับจรวด” จนได้ตำแหน่งเลขานุการองค์การโรงแรมและภาพยนตร์ ซึ่งผู้อำนวยการขณะนั้นคือ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ โดยที่ทำงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ทำให้คุณสุรัฐได้มาใกล้ชิดกับวงดนตรีกรมโฆษณาการของครูเอื้อ เพราะ “ผู้นำ” ประเทศขณะนั้น มีบัญชาให้วงดนตรีกรมโฆษณาการแต่งเพลงปลุกขวัญประชาชน จึงต้องไปกินนอนอยู่ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งคุณสุรัฐถูกมอบหมายให้ “ดูแล” ครูเอื้อ และคณะ ทั้งที่พักและอาหาร
ความรักในดนตรีอยู่แล้ว ทำให้คุณสุรัฐ ได้ฝากตัวเป็น “ศิษย์คนแรก” ของครูเอื้อ เพราะตอนนั้นครูเอื้อมีแต่ “ลูกน้อง” ยังไม่มีลูกศิษย์ ส่วนครูเวส สุนทรจามร มีลูกศิษย์อยู่แล้วหลายคน เช่น วินัย จุลละบุษปะ, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, ธนิต ผลประเสริฐ, คุณสุรัฐ ก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย สำหรับครูแก้ว อัจฉริยะกุล คุณสุรัฐ ก็ขอฝากตัวเป็น “ศิษย์คนแรก” ด้วยเช่นกัน
คุณสุรัฐยังเล่าว่า “ข้าพเจ้าได้เปรียบครูแก้ว ที่อ่านโน้ตคล่อง เพียงครูส่งโน้ตมาแผ่นหนึ่งก็เอากลับไปนอนฝันใส่คำร้อง ตั้งชื่อเสร็จได้แล้วก็ส่งไป บางเพลงครูก็แก้ บางเพลงก็ผ่านไปเรียบร้อย”
เมื่อวงดนตรีกรมโฆษณาการไปแสดงที่โรงภาพยนตร์โอเดียนครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2486 คุณสุรัฐ เป็นคนเสนอทางออกให้ตั้งชื่อวง “สุนทราภรณ์” ขึ้น เพื่อมิให้เป็นวงกรมโฆษณาการ ซึ่งเป็นของราชการ วงสุนทราภรณ์จึงถือกำเนิดและเติบโตเรื่อยมา
เรื่องราวรายละเอียดของทั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ และคุณสุรัฐ พุกกะเวส มีมากมาย ล้วนน่าอ่าน หนังสือเล่มนี้หนารวมแล้ว 480 หน้า ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน
*********************
ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (10)
https://www.posttoday.com/columnist/677950
.
Logged
Pages:
[
1
]
« previous
next »
SMF 2.0.4
|
SMF © 2013
,
Simple Machines
| Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.072 seconds with 16 queries.
Loading...