Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 10:42:46

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  เรื่องเล่าจากความทรงจำที่หาฟังยาก  |  ตำนานสุนทราภรณ์ (1) - (5)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ตำนานสุนทราภรณ์ (1) - (5)  (Read 137 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 21 April 2026, 09:40:48 »

ตำนานสุนทราภรณ์ (1) - (5)





ตำนานสุนทราภรณ์
28 ธันวาคม 2564

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

*****************

หลักพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน) เป็นหนึ่งใน หัวใจพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดจะพ้นไปได้

หลักอนิจจังคือ ทุกสิ่งย่อม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป วงดนตรีก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะโด่งดังระดับโลก เช่น วงเดอะบีตเติล หรือ “สี่เต่าทอง” ของอังกฤษ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางใน “โลกเสรี” ทั่วโลก ไม่นานก็ถึงกาลต้องสลายวง ในเมืองไทยก็มีวงดนตรีมากมายที่โด่งดังขึ้นมาได้ระยะหนึ่ง แล้วก็แตกวงและเลือนหายไป เช่น วงดิอิมพอสสิเบิล, รอยัลสไปร๊ท์ , สุรพล สมบัติเจริญ, ไพรวัลย์ ลูกเพชร, พุ่มพวง ดวงจันทร์ ฯลฯ

มีแต่วงดนตรีสุนทราภรณ์ที่ยืนยงมาได้หลายทศวรรษ นับตั้งแต่ก่อตั้งมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 นับถึงปีนี้ก็เข้าปีที่ 83 แล้ว นับว่ายาวนานเป็นประวัติการณ์ ไม่เพียงแต่สำหรับวงดนตรีในประเทศไทย แต่น่าจะไม่มีวงดนตรีลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ในโลกที่มีอายุยืนนานมาได้ขนาดนี้

แน่นอนว่า ด้วยประวัติอันยาวนาน ย่อมมีเรื่องราวมากมายที่ควรแก่การ “เล่าขาน” หรือบันทึกไว้ทั้งเรื่องราวของบทเพลง ชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้องตลอดจนบทวิเคราะห์เชิงวิชาการว่าทำไมวงดนตรีนี้ถึงได้ดำรงอยู่มาได้อย่างยาวนานกว่า 8 ทศวรรษแล้ว

ธรรมดา สังคมไทยเป็น “สังคมคุย” ไม่ใช่ “สังคมอ่าน” นั่นคือมักจะไม่ใคร่มีการบันทึกเรื่องราวเอาไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะคติแต่โบราณสอนกันมาว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี” คนที่เก่งหนังสือแต่ก่อนก็มักได้เป็นเพียงเสมียนหรืออาลักษณ์ น้อยนักที่จะเป็นใหญ่เป็นโต หรืออาจเป็นเพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงปลูกบ้านใต้ถุนสูง กลางวันมักอยู่ใต้ถุนบ้านเพื่อรับลม ไม่อุดอู้อยู่ในบ้าน จึงมีโอกาสพบปะผู้คน ได้พูดคุยกัน ต่างจากในเมืองหนาว ที่ทุกปีจะต้องหลบหนาวอยู่แต่ในบ้านตลอด “ฤดูหนาวอันแสนนาน” ขนบเรื่องการอ่านหนังสือจึงปลูกฝังและบ่มเพาะขึ้นและสืบทอดต่อๆ กันมา

แต่น่ายินดีที่เรื่องราวของสุนทราภรณ์มีผู้ “เห็นคุณค่า” และ “เห็นการณ์ไกล” รวบรวมเรื่องราวไว้เป็นหนังสือถึง 8 เล่ม รวมแล้วถึง 4,762 หน้า คือ “คีตา พญาไท” ซึ่งเป็นนามปากกาของคุณไพบูลย์ สำราญภูติ ซึ่ง เป็นทั้ง นักบริหาร นักขาย นักการตลาดที่มีชื่อเสียงของไทย มีผลงานที่โด่งดัง โดดเด่น มากมาย รวมทั้งเป็นนักเขียน นักแปล และเป็นผู้ที่รู้จักคลุกคลีอยู่ในวงการดนตรี รวมทั้งเกี่ยวข้องโดยตรงกับวงดนตรีสุนทราภรณ์ด้วย

ซึ่งเมื่อหนังสือเล่มแรก ที่หนาถึง 692 หน้าออกมาในประเทศไทย ซึ่งเป็น “สังคมคุย” ไม่ใช่ “สังคมอ่าน” ดังได้กล่าวแล้ว จึง “มีปัญหาเรื่องจัดจำหน่าย” แต่คุณไพบูลย์ก็สามารถแก้ปัญหาได้โดยการจัดคอนเสิร์ต โดย “ขายบัตรคอนเสิร์ตแถมหนังสือ” หรือ “ซื้อหนังสือแถมบัตรคอนเสริต” จนประสบความสำเร็จถึงขั้น “ติดลม” เขียนเรื่องราวสุนทราภรณ์ต่อมาได้รวมถึง 8 เล่ม รวมพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2545 และได้พิมพ์ครั้งที่ 2 ในปี 2564

แน่นอนว่า การรวบรวมเรื่องราวของสุนทราภรณ์ในสังคมไทยที่ไม่ใคร่รู้จักหรือไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า archives หรือ “จดหมายเหตุ” เท่าไรนัก ทำให้มักจะไม่มีการเก็บหลักฐานสำคัญไว้ ปล่อยให้สูญหายไปกับกาลเวลา เอกสารสำคัญก็มักไม่มีการเก็บไว้อย่างเป็นระบบ ระเบียบ เรื่องราวต่างๆ จึงมักจะอยู่ในรูป “มุขปาฐะ” (oral tradition) หรือเป็นเรื่องเล่าแบบ “ปากต่อปาก” ซึ่งส่วนมากย่อม “ผิดเพี้ยน” หรือถึงขั้น “ผิดพลาดคลาดเคลื่อน” และสุดท้ายเรื่อง “ดีๆ” จำนวนมากก็ “ตายไปกับตัว” ของบรรดา “ผู้รู้” หรือ “ประจักษ์พยาน” นั้น

คุณไพบูลย์จึงได้บันทึกไว้ท้ายหนังสือ เล่มที่ 1 ว่า “เมื่อได้ลงมือรวบรวม ข้อมูล เอกสาร หนังสือต่างๆ ของบุคคล เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวงดนตรีสุนทราภรณ์แล้ว จึงพบว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการ เพราะข้อมูล ที่มีอยู่กระจัดกระจายหลายที่หลายแห่ง และไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเองเลย”

“บางเรื่องก็เป็นการบอกเล่า กล่าวขาน เขียนขึ้นจากความทรงจำ หรือได้ยินได้ฟังต่อๆ กันมา บางเหตุการณ์ก็สอดคล้องต้องกัน บางเรื่องก็ขัดแย้งหรือไม่ตรงกัน และที่สำคัญก็คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ ก็ลาจากพวกเราไปอยู่บนสวรรค์กันหมดสิ้นแล้ว”

“ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยราชการบางหน่วยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้โดยตรง เช่น กรมประชาสัมพันธ์ และ อ.ส.ม.ท. กลับไม่มีข้อมูล เอกสาร ที่จะสามารถอ้างอิงได้เลย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดเพลิงไหม้เมื่อหลายปีที่ผ่านมา จึงต้องอาศัยเอกสาร หนังสือจากห้องสมุดต่างๆ .... รวมทั้งเอกสารต่างๆ จากวงดนตรีสุนทราภรณ์ ฯลฯ เป็นหลัก”

ในที่สุด คุณไพบูลย์จึงเลือกใช้วิธีการ คือ “ได้พยายามค้นหา ศึกษาหาข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ในข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น และเห็นว่าข้อเขียนของผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ นั้น ล้วนมีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์หรือตำนาน เรื่องราวความเป็นมา จึงนำมาร้อยเรียงใหม่ให้น่าอ่านและเข้าใจง่ายขึ้น โดยจะไม่ไปแตะต้องหรือดัดแปลงข้อมูลเก่าใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติเจ้าของบทความหรือข้อเขียนนั้นๆ ให้เป็นที่ปรากฏ และจะได้เป็นแนวทางในการทำการค้นคว้าศึกษาวิจัยต่างๆ ในอนาคต”

ต้องขอบคุณคุณไพบูลย์เป็นอย่างยิ่งที่สร้างงานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งชุดนี้ออกมา ทั้งๆ ที่มีงานหลักคืองานด้านธุรกิจ มิใช่ “นักวิชาการ” งานนี้แม้มิใช่ “เรื่องแต่ง” (Fiction) ในวงวรรณกรรมไทย อย่าง “ผู้ชนะสิบทิศ” ของยาขอบ “ขุนศึก” ของไม้ เมืองเดิม “ล่องไพร่” ของน้อย อินทนนท์ “เพชรพระอุมา” ของ พนมเทียน แต่เรื่องราวที่ส่วนมากเป็น “เรื่องเล่า” จากชีวิตจริง ก็มีคุณค่ายิ่ง สามารถให้คติเตือนใจ และข้อสำคัญคือได้เรียนรู้ว่าวงดนตรีสุนทราภรณ์ ของเด็กหนุ่มน้อยจากอัมพวาคนนี้ มีกำเนิด เติบโต ยิ่งใหญ่ และยั่งยืนมายาวนาน ได้อย่างไร

**********

ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์
https://www.posttoday.com/columnist/671556

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 21 April 2026, 09:42:11 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (2)
04 มกราคม 2565

โดย...น.พ.วิชัย  โชควิวัฒน

**************

หนังสือเล่มแรกในชุด “82 ปี สุนทราภรณ์อนุสรณ์ฝากไว้” ชื่อ “พระเจ้าทั้งห้า : ตำนานความเป็นมาของ  สุนทราภรณ์” เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นปีที่วงดนตรีสุนทราภรณ์มีอายุครบ 63 ปี คำว่า “พระเจ้าทั้งห้า” เป็นชื่อเพลงสุดท้ายในชีวิตของสุนทราภรณ์ ที่ครูเอื้อ สุนทรสนานมอบให้สุรัฐ พุกกะเวส ประพันธ์คำร้อง เป็นเพลงสุดท้ายที่ครูเอื้อบันทึกเสียงไว้

พระเจ้าทั้งห้า คือ (1) บิดาและมารดร (2) ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (3) ครูอาจารย์ (4) ลูกรักเมียขวัญ และ (5) ซอสุดรัก “ไวโอลิน”

หนังสือเล่มนี้หนาถึง 692 หน้า เริ่มต้นสรุป “เส้นทางแห่งตำนาน 62 ปี ของสุนทราภรณ์” เรียงลำดับย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 ซึ่งเป็นวันเกิดพระเจนดุริยางค์ “นักดนตรีเอกของไทยยุครัตนโกสินทร์” จนถึง พ.ศ. 2544 ปิดท้ายด้วย รายการคอนเสิร์ต “ยอดขุนพลแห่งวงดนตรีสุนทราภรณ์” จัดที่ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม

“ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจาก หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ และข้อเขียนจากหนังสือที่ระลึก   สูจิบัตร  งานคอนเสิร์ตของบรรดาศิลปิน ครูเพลง นักร้อง นักดนตรีที่มีชื่อเสียง”

ต่อจากนั้นเป็นเรื่องราวตามลำดับ “พระเจ้าทั้งห้า” ตามหลักฐานเอกสาร คำบอกเล่า ทั้งเรื่องราวชีวิตเบื้องหลังความเป็นมาของเพลงบางเพลง รวมทั้งเนื้อเพลงสำคัญๆ จำนวนมาก โดยเนื้อเพลงได้ผ่าน “การสังคายนาเนื้อเพลง โน้ตเพลงสุนทราภรณ์ทั้งหมด” ที่ได้จัดทำในโอกาสงานฉลอง 60 ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์ ที่จัดเมื่อ ปี พ.ศ. 2542

ตลอดทั้งเล่ม มีเกร็ดตำนาน เรื่องราวที่ทรงคุณค่าน่าสนใจมากมาย เช่น รวงทอง ทองลั่นธม เดิมชื่อทองก้อน คนที่ช่วยกันคิดชื่อ “รวงทอง” ให้ คือ ม.ล.ขาบ กุญชร  ครูแก้ว อัจฉริยะกุล และ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ เมื่อครั้งได้มีโอกาสร้องเพลง “รักบังใบ” ที่ชอุ่ม ปัญจพรรค์ ตั้งใจแต่งให้ และได้บันทึกเสียงไว้เป็นคนแรก เมื่อพ.ศ.2499 หลังจากญาติผู้ใหญ่พาไปฝากฝังครูเอื้อให้ฝึกฝนด้านการขับร้องเพลง ในปี พ.ศ. 2497 เมื่ออายุได้ 17 ปี ครูเอื้อ  เล่าว่าตอนร้องเพลงรักบังใบส่งกระจายเสียงทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ “บรรดาแฟนเพลงในกรมประชาสัมพันธ์ ถึงกับวิ่งกันเกรียวกราวมาดูตัวผู้ร้อง ตลอดจนผู้หลักผู้ใหญ่และผู้อุปการะวงดนตรีได้ให้ความสนใจโทรศัพท์ มาไต่ถาม และขอฟังเพลงอีกหลายครั้งในรายการเดียวกัน” (หน้า 440) รวงทอง มีฉายา “ลูกเป็ดขี้เหร่”

สาเหตุเพราะ “เป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตนเองมาก แต่งตัวตามใจตน .... เพราะร่างโปร่ง สุ่มไก่ ใส่รองเท้าส้นสูง เวลาเดินแลดูคล้ายลูกเป็ด ส่วนคำว่า ‘ขี้เหร่’ นั้น เรียกด้วยความเอ็นดู” (น. 442) อีกฉายาหนึ่ง คือ นักร้อง      “เสียงน้ำเซาะหิน” มาจากข้อเขียนของรัตนะ ยาวประภาษ เจ้าของฉายา “กวีร้อยแก้ว” จากสำนวนกลอนเปล่าในนามปากกา “ราช รังรอง” ในนิตยสาร “ชาวกรุง”

“รวงทอง ทองลั่นธม ... เจ้าของเสียง ... น้ำเซาะหิน

ใสและเสนาะไปด้วยกังวาน

เสียงน้ำเซาะหิน

วิเวก ... และแผ่วหายไป ...

ดังบีบหัวใจให้เสียดลึก

กระแสเสียงเยี่ยงนี้ ... สร้างทั้ง

ความหลับ และความตื่น ...

สร้างทั้ง ความสุข และความวิโยค

... ที่สุด ... สร้างทั้งความเคลิ้มเผลอ

ต่อคนที่มีความหวังสูง ให้อาดูรไปกับความเปราะ

... และสูญของหัวใจ

... คนนี้คือ ... รวงทอง ทองลั่นธม

และคนนี้คือดรุณีนางที่ “สุนทราภรณ์” ถนอมและหวงแหน

ไม่ใช่ความบอบบางแห่งเรือนร่าง ... แต่

มนต์เสียงที่สะกดผู้ยินทั่วทิศ และคนนี้เอง

... ที่โลดสู่เวหาเพลง อย่างประหลาดล้ำ

ด้วยท่วงทำนองเสียงละม้ายมัณฑนา โมรากุล อยู่มาก (น.439)

ส่วนเพลง “จำได้ไหม” ที่โด่งดังอีกเพลงของรวงทอง เป็นเพลงรัก แต่ที่มาของชื่อเพลงนี้ “ครูธาตรี” คือ วิชัย โกกิลกนิษฐ์ เล่าว่ามาจากเป็นหนี้ค่าเหล้า เมื่อถามเจ้าของร้านว่า “ทำไมมากนักล่ะ” เจ้าของร้าน พลิกสมุดให้ดูแล้วถามว่า “ยังจำได้มั้ย” คำถามนี้เลยกลายเป็นชื่อเพลงที่ทำให้รวงทองโด่งดังครองใจผู้คนยาวนาน

นักร้องประจำวงสุนทราภรณ์คู่หนึ่งคือ เลิศ-ศรีสุดา นั้น คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเป็นสามีภรรยากัน เพราะ “ร้องคู่กันเป็นประจำ ... บอกไม่ใช่ก็หาว่าโกหก” (น. 381) เลิศ แต่งงานกับ ม.ล.ปราลี มาลากุล หลังจากรู้จักกันมาเกือบ 16 ปี คุณอาภรณ์ ภรรยาครูเอื้อ เล่าว่า ครูเอื้อ รักเลิศเหมือนลูก และครูเอื้อกับภรรยาเป็นคนไปสู่ขอ ม.ล. ปราลี กับคุณหญิงผู้เป็นมารดา ทำให้ “คุณเลิศได้คู่ครองที่ดี เป็นผู้มีสกุลรุนชาติ จนทำให้คุณเลิศสุขสบายจนวาระสุดท้ายของชีวิต (น. 382)

นักร้องในตำนานของวงดนตรีสุนทราภรณ์คนหนึ่ง คือ วินัย จุลบุษปะ เข้าสู่วงการเพลงและ “แจ้งเกิด”  จากการร้องเพลงหน้าเวทีที่โรงภาพยนตร์โอเดียน กับวงดนตรีสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง “ทาสน้ำเงิน” ครูสมาน (ใหญ่) นภายน ผู้ได้รับฉายา “คัมภีร์สุนทราภรณ์เคลื่อนที่” เพราะมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องราวของบุคคลที่อยู่ในวงดนตรีสุนทราภรณ์มากกว่าใครๆ เล่าว่าวันที่วินัยออกไปร้องเพลงทาสน้ำเงินนั้น ผู้คนในโรงภาพยนตร์ “พากันสงสัยว่าจะไปรอดหรือไม่ เพราะโดยรูปร่างหน้าตาแล้ว ไม่น่าจะมาเป็นนักร้องอะไรกับเขาได้เลย แต่พอวินัย จุลบุษปะ ขึ้นเพลงเพียงท่อนแรก ผู้ชมก็พากันเงียบกริบ เพราะน้ำเสียงที่ร้องนั้น นุ่ม ชัดเจน และมีความไพเราะมาก จึงปรบมือให้อย่างกึกก้องเมื่อร้องจบ” (น. 370) และตั้งแต่นั้นมาชื่อของวินัย จุลบุษปะ    ก็เป็นที่รู้จักและยอมรับกันไปทั่ว ปีนั้นราว พ.ศ. 2486 วินัย อายุได้ราว 21 ปี

อีกเรื่อง คือ “ชื่อเล่น” ของเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ที่ใครต่อใครเรียกว่า “พี่โจ๊ว” บ้าง “ป้าโจ๊ว” บ้าง ครูเอื้อเล่าไว้ตั้งแต่ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2509 ว่า  “เพ็ญศรีชอบแต่งตัวชุดสีเหลือง เป็นกระโปรงยาวๆ บ่อยครั้ง มัณฑนา โมรากุล นักร้องของวงในขณะนั้น พูดกับเพื่อนๆ แบบติดตลกว่า เพ็ญศรีแต่งตัวเหมือน ‘ฮุดโจ๊ว’ ซึ่งแปลว่าพระจีน ใครต่อใครขบขันนิคเนมของเพ็ญศรี ก็เลยพลอยเรียกกันเล่นตามที่มัณฑนาตั้งขึ้นว่า ‘ฮุดโจ๊ว’ เรื่อยมา ไม่ค่อยมีใครเรียกเพ็ญศรี นานๆ เข้าคำว่า ‘ฮุด’ ก็ค่อยๆ หายไป เหลือคำเดียวว่า ‘โจ๊ว’ คล้ายๆ เด็กผู้ชาย ก็เลยมีบางคนเรียกอย่างสนิทสนมว่า ‘ไอ้โจ๊ว’ และกลายเป็น ‘พี่โจ๊ว’ ของน้องๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน” (น.407)

เกร็ดเรื่องเช่นนี้มีมากมาย เล่าได้ไม่รู้จบ อยากรู้ต้องไปหาหนังสือมาอ่าน

.


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (2)
https://www.posttoday.com/columnist/671942

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 21 April 2026, 09:42:57 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (3)
25 มกราคม 2565

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

*************

ประเด็นสำคัญของตำนานสุนทราภรณ์ คือ ทำไมวงดนตรีนี้จึงโด่งดัง และยั่งยืนมายาวนานกว่า 8 ทศวรรษแล้ว หนังสือ “พระเจ้าทั้งห้า ตำนานความเป็นมาของสุนทราภรณ์” ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเขียนไว้มากมาย พอจะสรุปได้เป็นเบื้องต้นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จของวงดนตรีสุนทราภรณ์ก็คือตัวครูเอื้อ การวิเคราะห์ความสำเร็จของวงดนตรีสุนทราภรณ์จึงต้องเริ่มต้นที่การวิเคราะห์ความสำเร็จของครูเอื้อ ซึ่งพอจะสรุปได้ ดังนี้

ประการแรก คือ การได้ครูดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูคนแรกคือ พระเจนดุริยางค์ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนพรานหลวงที่สอนทั้งดนตรีไทยและดนตรีฝรั่งในภาคบ่าย โดยภาคเช้าเรียนวิชาสามัญ โดย “หลังจากสอบผ่านมัธยม 1 ผ่านขึ้นไปเรียนมัธยม 2 ในปี พ.ศ. 2465 พระเจนดุริยางค์ เห็นว่าครูเอื้อ มีความสามารถพิเศษ นอกจากหัดไวโอลินแล้ว ท่านอาจารย์ยังหัดเป่าแซกโซโฟนอีกอย่างหนึ่งด้วย และให้เปลี่ยนการเรียนดนตรีเป็นเรียนเต็มวัน ส่วนวิชาสามัญนั้นให้งดเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยม 2” (น. 495)

นอกจากพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งดนตรีสากลของไทย” (น.84) แล้ว ครูเอื้อยังได้มีโอกาสเรียนรู้กับ “ครูดนตรี” และ “ครูเพลง” จำนวนมาก ได้แก่ ครูพุ่ม บาปุยะวาทย์, ขุนวิจิตรมาตรา, หลวงวิจิตรวาทการ, พรานบูรพ์, หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์, พลโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร ณ อยุธยา, นารถ ถาวรบุตร, พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ, พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล, ท่านผู้หญิงพวงร้อย (สนิทวงศ์) อภัยวงศ์ เป็นต้น (น. 78)

ประการที่สอง การมีโอกาสเล่าเรียนทางดนตรี และฝึกฝนตั้งแต่ยังเล็ก โดย “ค้นพบ” ตนเองว่ารักดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก และอยู่กับดนตรีมาจนตลอดชีวิต ผิดกับวิชาภาษาอังกฤษ ที่พี่สะใภ้เคี่ยวเข็ญให้เรียนเมื่อพ่อส่งตัวเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เมื่ออายุได้เพียง 5 ขวบ ทนไม้เรียวของพี่สะใภ้ไม่ไหวก็หนีกลับบ้านที่อัมพวา

ส่วนวิชาการดนตรีนอกจากได้เรียนในโรงเรียน จากครึ่งวันเป็นเต็มวันแล้วยังทำเป็น “อาชีพ” โดยได้บรรจุเข้ารับราชการประจำในกองเครื่องสายฝรั่งหลวง ในกรมมหรสพ กระทรวงวัง รับพระราชทานยศเป็น “เด็กชา” เงินเดือน 5 บาท ตั้งแต่ พ.ศ. 2467 เมื่ออายุได้เพียง 14 ปี และได้เลื่อนตำแหน่งโดยลำดับ และสามารถตั้งวงดนตรีซึ่งเติบโตมาเป็นวงสุนทราภรณ์ได้ เมื่อ พ.ศ. 2482 ขณะอายุได้เพียง 29 ปี และอยู่กับดนตรีจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

ประการที่สาม การได้เพื่อนร่วมงานที่ดี เพราะวงดนตรีจะต้องประกอบด้วยองค์ 5 คือ นักแต่งทำนอง (Composer) กับนักแต่งคำร้อง (Lyricist) ซึ่งประกอบเป็นเพลง และยังต้องมีนักเรียบเรียงเสียงประสาน (Arranger) นักดนตรี และนักร้อง ที่มีความรู้ ความสามารถที่ “เข้าขั้น” เป็นศิลปิน (Artist) ซึ่งวงดนตรี สุนทราภรณ์มีครบ

โดยครูเอื้อเป็นแกนหลักที่ “ครบเครื่อง” ทั้งเป็นศิลปินนักแต่งทำนอง นักดนตรี นักร้อง และหัวหน้าวง เพื่อนร่วมงานของครูเอื้อ เช่น เวส สุนทรจามร, เอิบ ประไพเพลงผสม, คีติ คีตากร (ชาวฟิลิปปินส์) , แก้ว อัจฉริยะกุล, สมาน กาญจนผลิน, สง่า อารัมภีร์, ชาลี อินทรวิจิตร, สุวัฒน์ วรดิลก, สมศักดิ์ เทพานนท์, สรัฐ พุกกะเวส, สมาน นภายน, พยงค์ มุกดา, สุรพล โทณะวณิก, พรพิรุณ, ชอุ่ม ปัญจพรรด์, อาจินต์ ปัญจพรรด์ เป็นต้น (น. 184) ซึ่งมีจำนวนมากมีความสามารถสูงเด่นจนได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ

ประการที่สี่ การได้ศึกษาเล่าเรียนและฝึกฝนทั้งด้านดนตรีสากลและดนตรีไทย โดยมีผู้พยายาม “ผสมผสาน” ความงามและความไพเราะของดนตรีทั้งสองสายเข้าด้วยกันในลักษณะ “สังคีตสัมพันธ์” คือการ “นำดนตรีมาผสมกันจนไม่สามารถจะแยกได้ ซึ่งตรงกับการที่ได้นำดนตรีไทยกับดนตรีสากลมารวมกัน นั่นก็หมายถึงว่า การนำเอาเครื่องดนตรีสากล ซึ่งได้แก่เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน กลอง ฯลฯ มาบรรเลงร่วมกับดนตรีไทย ซึ่งได้แก่ระนาด ฆ้องวง ฯลฯ มาบรรเลงเพลงไทยที่มีมาแต่สมัยโบราณ .... แล้วมาเพิ่มสีสัน โดยการใส่จังหวะทางด้านดนตรีสากลเข้าไป เช่น จังหวะแทงโก้ รุมบ้า เป็นต้น” (น.93) ซึ่งวงดนตรีสุนทราภรณ์ เดินมาตามเส้นทางนี้ จึงสามารถจับใจผู้คนด้วยทั้งความหวานของดนตรีไทย และความเร้าใจของดนตรีสากล

โดยครูเอื้อสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความงามของดนตรีทั้งสองสาย นั่นคือ เรียนมาทางด้านดนตรีสากลเป็นพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง เช่น ไวโอลิน อยู่ในวงดนตรีคลาสสิคที่มีพระเจนดุริยางค์เป็นผู้กำกับอยู่ถึง 16 ปี ต่อมาได้รับมอบหมายให้บันทึกเพลงไทยเดิมลงไว้เป็นโน้ตสากล

เมื่อเพลงแจ๊สเข้ามาในเมืองไทย ก็ได้เพื่อนรุ่นพี่คือครูนารถ ถาวรบุตร เป็นครูและมีนักดนตรีฟิลิปปินส์มาร่วมเล่น ทำให้สามารถเข้าถึงดนตรีแจ๊ส และนำมาผสมผสานในวงดนตรีได้อย่างกลมกลืน โดยรากฐานด้านดนตรีคลาสสิก ทำให้เข้าถึงดนตรีนี้ได้อย่างดี เพราะแท้จริงแล้ว “ดนตรีแจ๊สไม่ได้ทิ้งรากของดนตรีคลาสสิกไปเลย” (น. 579) จึงแม้เมื่อแรกครูใหญ่คือพระเจนดุริยางค์ จะสั่งห้ามไม่ให้ไปเล่นดนตรีไทยและแจ๊ส เพราะเกรงว่าจะ “หู” เสีย แต่ครูเอื้อสามารถก้าวข้ามข้อห้ามนี้ไปได้อย่างงดงาม โดยผสมผสานความงามของดนตรีทั้งสามสายเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืมลงตัว และจับใจผู้คนมากมายได้อย่างกว้างขวางและยั่งยืนนาน

ประการที่ห้า สภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่บางครั้ง “บีบเค้น” ให้ศักยภาพทางดนตรีแสดงอัจฉริยภาพออกมาได้อย่างงดงาม โดยหลังกำเนิดวงสุนทราภรณ์ได้เพียง 2 ปีเศษ ประเทศไทยก็ตกอยู่ในภาวะสงคราม บางคืนนักแต่งทำนองและนักแต่งคำร้อง กลับบ้านไม่ได้ ต้องค้างที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ “กรมโฆษณาการ” ขณะนั้นคือ กรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยบางครั้ง “ท่านผู้นำ” คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็สั่งให้แต่งเพลงออกมาให้เสร็จโดยเร็ว ทั้งคู่ก็สามารถร่วมกันรังสรรค์เพลงที่ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทางศิลปะ และออกมาได้อย่างรวดเร็ว “ทันใจ” ด้วย

ประการที่หก ย่อมหนีไม่พ้นคือ อัจฉริยภาพของครูเอื้อ ที่ “เยี่ยมยอด” ทั้งการแต่งเพลง ร้องเพลงและเล่นดนตรี แล้วยัง “ดูคนออก” ว่า นักร้องคนไหน ควรจะร้องเพลงทำนองไหน เช่น เลิศ ประสมทรัพย์ เป็นคนชอบสนุก คุยเก่ง หัวเราะเก่ง ครูเอื้อจึงแต่งเพลงเร็วๆ ให้ร้อง (น. 381) เห็น รัชตพันธ์ พงศบุตร ร้องเพลงพร้อมดีดกีตาร์ ก็ทักว่า “อยากจะเป็นนักร้องหรือนักดนตรี อยากจะเป็นอะไร ควรเลือกเอาดีสักอย่าง” รัชตพันธุ์ จึงเลือกเป็นนักร้องต่อมา (น.476) กับเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ซึ่งครูเวส สุนทรจามรนำไปฝึกลองเสียง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงอายุ 14 ครูเอื้อเห็นแล้วก็มองออกว่าเธอ “เสียงพอใช้ ควรสนับสนุนให้เธอเป็นนักร้องดีเด่นในวันหนึ่งได้แน่นอน” (น. 560)

สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ เจ้าของเพลง “ฝากหมอน” เล่าว่า “บางครั้งเข้าไปหาครูเอื้อ แล้วเล่าให้ครูฟังถึงไอเดียของเพลงที่อยากจะแต่ง ครูเอื้อก็จะเอากระดาษมาจดโน้ตให้ แล้วก็เอาทำนองมาใส่เนื้อ บางเพลงใช้เวลาแค่ 5 นาทีเท่านั้น ...” (น.316) ครูเอื้อเอาใจใส่ลูกศิษย์อย่างดียิ่ง อย่างสุพรรณิกา ฉายาพรรณ เคยถูกครูสริ ยงยุทธ ดุและเคี่ยวเข็ญจนร้องไห้ ครูเอื้อ “จะเรียกเข้ามาปลอบและสอนวิธีการร้องให้ฟังก่อนออกรายการทุกครั้ง” (น. 489).............

.


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (3)
https://www.posttoday.com/columnist/673888

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 21 April 2026, 09:43:40 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (4)
01 กุมภาพันธ์ 2565

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

*******************

เหตุปัจจัยที่ทำให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ยิ่งใหญ่และยืนยงมายาวนาน ได้กล่าวไปแล้ว 6 ประการ จะได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยดังกล่าวต่อไป

ประการที่เจ็ด เรื่องความรัก ซึ่งครูเอื้อ มีประสบการณ์ความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม เพราะเป็นทั้ง “รักต่างชนชั้น” และ “รักต่างวัย” นั่นคือ คุณอาภรณ์ กรรณสูต ที่ครูเอื้อหมายปองตั้งแต่วัยหนุ่ม อายุ 23 ปี เป็นลูกสาวพระยาสุนทรบุรี

ขณะที่ครูเอื้อเป็นเด็กบ้านนอกจากอัมพวาและมีสถานะของ “คนเต้นกิน รำกิน” เพราะมีอาชีพเป็น “เพียง” “นักดนตรี” ที่ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเคยเรียกไปพบแล้วบอกว่า “เป็นอธิบดีฉันยังไม่ให้เลยคุณ” (น. 158) และฝ่ายหญิงก็ยัง “เด็กมาก” อายุเพียง 13 ปี เท่านั้น ยังเป็นนักเรียนโรงเรียน ขัตติยานีผดุง และต่อมาเข้าเป็นนักศึกษาเตรียมธรรมศาสตร์ มีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มารุมจีบมากมาย ทั้งนักเรียนญี่ปุ่น ทหาร นักเรียนนอก และนักศึกษาธรรมศาสตร์ (น.153) แต่ครูเอื้อมุ่งมั่น ใช้ความมานะพยายามมากมาย จนเกิดตำนานเพลง “บ้านเรือนเคียงกัน” และอื่นๆ เช่น “เพลงยอดดวงใจ” ที่มีเนื้อร้องซึ่งคนแต่งได้สะท้อนความในใจของครูเอื้อ เช่น “ดวงใจคนดี ที่ฉันห่วง โศกรุมเร้าทรวงหน่วงเหนี่ยว ดวงใจที่ฉันชื่นชม กลมเกลียว ฉันฝากรักเธอคนเดียว คนอื่นไม่เหลียว ไม่แล ปองรักก็แต่ดวงใจ ...”

ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่ประทับใจคุณอาภรณ์มากที่สุด (เล่ม 3 น.225) เพราะ “... เป็นเพลงที่ครูเอื้อแต่งให้กับดิฉัน สมัยที่เริ่มรักกัน ตอนนั้นเป็นช่วงประมาณปี พ.ศ. 2485 เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะจับใจ อาจเป็นเพราะเพลงนี้ ที่ทำให้ดิฉันมีความประทับใจในตัวครูเอื้อ และได้แต่งงานกับครูเอื้อในอีก 4 ปี ต่อมา” (เล่ม 4 น.377)

พยานสำคัญที่ยืนยันว่าคุณอาภรณ์ อยู่ใน “หัวใจ” ของครูเอื้อเสมอ คือ เมื่อครั้งครูเอื้อนำวงดนตรีไปเล่นที่โรงภาพยนตร์โอเดียน แล้วจำเป็นต้องตั้งชื่อวงใหม่เพื่อมิให้เป็นปัญหากับวงของ “ทางราชการ” คือ วงของ “กรมประชาสัมพันธ์” เมื่อ พ.ศ. 2486 ครูเอื้อ ก็คิดเสนอชื่อโดยนำคำแรกของนามสกุลบวกกับชื่อคุณอาภรณ์ จนเป็นชื่อ “สุนทราภรณ์” (น.498) และใช้ตลอดมา ก่อนจะได้แต่งงานกันอีก 3 ปีต่อมา

โดยในที่สุด ทั้งคู่ได้เข้าพิธีสมรสเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งขณะนั้นวงดนตรีสุนทราภรณ์มีอายุได้ราว 6 ปีครึ่งแล้ว

ความสมหวังในรักที่ไขว่คว้าและรอคอยมายาวนาน ย่อมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจให้ครูเอื้อสร้างทั้งครอบครัว และวงดนตรีสุนทราภรณ์มาได้ด้วยดีอย่างไม่ต้องสงสัย

เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับบุรุษที่ยิ่งใหญ่มาแล้วมากมาย เช่น ลีโอ ตอลสตอย นักประพันธ์เอกของโลก ก็สร้างวรรณกรรมเรื่องยิ่งใหญ่ คือ “สงครามและสันติภาพ” หลังจากผ่านชีวิตวัยหนุ่มอันโชกโชนจนมาตกหลุมรัก สาวน้อยต่างวัย เมื่อ พ.ศ. 2405 โดยตอลสตอยเป็น “หนุ่มใหญ่” อายุ 34 ปี ขณะที่เจ้าสาวอายุเพียง 18 ห่างกันถึง 16 ปี

ตอลสตอยใช้เวลาเขียนนวนิยายเรื่องสงครามและสันติภาพเป็นเวลาถึง 5 ปีเต็ม เริ่มเมื่อ พ.ศ. 2408 “ใช้เวลาห้าปีเขียนอย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกขัดจังหวะ” และทำด้วยความอุตสาหะภายใต้สภาพของชีวิตที่ดีที่สุด

สภาพของชีวิตที่ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่เขาแต่งงานกับโซเฟีย อองเดรเยฟนา เมอร์ส ซึ่งมาจากครอบครัวชั้นสูงได้ 3 ปี 15 ปีแรกของชีวิตแต่งงานเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุดของตอลสตอย เขาอุทิศตัวให้กับชีวิตสมรสและครอบครัว โดยมีลูกถึง 13 คน ช่วงที่เขียน “สงครามและสันติภาพ” นั้น ตอลสตอยนับว่ามีความเข้าใจโลก ชีวิต ความรัก และสงคราม ได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง โดยเขามีประสบการณ์จริงของสงครามจากการได้ไปเป็นอาสาสมัครในหน่วยทหารที่คอเคซัสตั้งแต่เมื่ออายุได้ 23 ปี ย้ายไปรบที่เซวัสโตโปลในสงครามไครเมีย เมื่ออายุ 26 ปี และลาออกจากกองทัพเมื่ออายุได้ 29 ปี

ตอลสตอยเกิดเมื่อสงครามระหว่างรัสเซียกับนโปเลียนผ่านไปแล้ว 15 ปี เมื่อเริ่มเขียนสงครามและสันติภาพ เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 52 ปี แต่ยังมีคนที่ผ่านสงครามจำนวนไม่น้อยที่ยังมีชีวิตอยู่ ตอลสตอยมีโอกาส “ทบทวนวรรณกรรม” จำนวนมาก เพราะเขามีความสามารถ อ่าน เขียน และพูดได้หลายภาษา ได้พบปะพูดคุยกับผู้ผ่านเหตุการณ์โดยตรงจำนวนมาก และได้ไปดูสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์จริงหลายแห่ง ฉากสงครามและชีวิตผู้คนจึงโดดเด่นอยู่ในสมองของตอลสตอย

ในเรื่องความรัก ชีวิตรักอันหวานชื่น ทำให้ตอลสตอยสามารถเขียนเรื่องความรักของตัวละครหลายคนได้อย่างลึกซึ้ง และงดงาม

บุคคลสำคัญที่จะขอกล่าวถึงอีกท่านหนึ่ง คือ อัลเบิต ไอน์สไตน์ ยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกที่นิตยสารไทม์เลือกให้เป็น “บุรุษแห่งศตวรรษที่ 20” (Man of 20th Century)

ช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์ที่สุดของไอน์สไตน์ คือ ปี ค.ศ. 1905 ซึ่งถือว่าเป็น “ปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์” เพราะสามารถตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ “เปลี่ยนโลก” ได้ถึง 4 เรื่องในปีนั้น เมื่ออายุได้เพียง 29 ปี ซึ่งรวมทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะ และสมการ E=mc2

ไอน์สไตน์มีสัมพันธ์รักกับเพื่อนสาวชื่อมิเลวา มาริก ตั้งแต่จบการศึกษาจากวิทยาลัยโพลีเทคนิคในปี ค.ศ. 1900 และได้ลูกสาวชื่อลีเซิร์ล เมื่อปี 1901 แต่เธอพิการหรือป่วยหนัก ก่อนจะถูกยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวหนึ่งและเสียชีวิตเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ ไอน์สไตน์แต่งงานกับมาริก เมื่อปี 1903 และปี 1905 ฮานส์ลูกชายก็เกิด สตีเฟน ฮอว์กิง อัจฉริยะทางฟิสิกส์ในยุคปัจจุบันเขียนถึงไอน์สไตน์ว่าช่วงนั้น

“เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของไอน์สไตน์ เพื่อนบ้านจำได้ว่ามักจะเห็นคุณพ่อวัยหนุ่มเข็นรถลูกอย่างใจลอยไปตามถนนในเมือง และบ่อยๆ ที่ไอน์สไตน์จะก้มลงไปหยิบแผ่นกระดาษเพื่อจดบันทึกบางอย่าง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าแผ่นกระดาษจดบันทึกในรถเข็นเด็กนั้นเป็นสูตรและสมการ ที่ต่อมากลายเป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพ...”

ไอน์สไตน์ กับครูเอื้อ เหมือนกันอีกอย่างหนึ่งคือ ไวโอลิน ไอนสไตน์เริ่มฝึกไวโอลินตั้งแต่เมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ และไวโอลินก็กลายเป็นชีวิตจิตใจตลอดชั่วชีวิตของเขา

แน่นอนว่า มันสมองอันล้ำเลิศ เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในงานทั้งด้านวิทยาศาสตร์ และศิลปะ แต่เบื้องหลังความสำเร็จจำนวนมาก คือ รักที่สมหวัง

คุณอาภรณ์ นอกจากเป็น “ดวงใจ” ของครูเอื้อแล้ว ยังเป็นคู่ชีวิตที่เป็น “หลักชีวิต” ให้แก่ครูเอื้อด้วย ดังกรณีที่ครูเอื้อกับมิตรรุ่นน้องคือคุณไพบูลย์ ลีสุวัฒน์ เจ้าของวงดนตรี “คีตะวัฒน์” ที่มีเรื่องที่ทำท่าจะ “ผิดใจ” กันคุณไพบูลย์ ไปขอพบเพื่อชี้แจงถึงบ้าน แต่ครูเอื้อไม่ยอมลงไปคุยด้วย ก็ได้คุณอาภรณ์ขึ้นไป “อ้อนวอนแกมบังคับ” ทำให้ครูเอื้อยอมลงมาคุยด้วย (เล่ม 2 หน้า 93) จนเข้าใจกันและเป็นมิตรที่ดีต่อกันสืบมา

*******************************


ที่มา : ตำนานสุนทราภรณ์ (4)
https://www.posttoday.com/columnist/674311

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 21 April 2026, 09:44:25 »





ตำนานสุนทราภรณ์ (5)
08 กุมภาพันธ์ 2565

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

*************

ปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในความยิ่งใหญ่ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ คือ พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ในเนื้อเพลง “พระเจ้าทั้งห้า” เพลงสุดท้ายในชีวิตของครูเอื้อที่ตั้งใจแต่งและร้องฝากไว้ กล่าวถึง “พระเจ้าองค์ที่สอง” ว่าคือ “ชาติ ศาสนา มหาทรงธรรม์ พระเจ้าอยู่หัวมิ่งขวัญราชันภูมิพล”

หนังสือชุดตำนานสุนทราภรณ์ เล่ม 2 ตั้งชื่อว่า “ดุริยกวีสี่แผ่นดิน” เพราะครูเอื้อมีชีวิตตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 9 ซึ่งครูเอื้อมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “พระเจ้าอยู่หัวมิ่งขวัญราชันภูมิพล”

ครูเอื้อในวัยเด็กได้เข้าเรียนใน “โรงเรียนพรานหลวง” ซึ่งก่อตั้งโดยรัชกาลที่ 6 ได้เรียนทั้งวิชาสามัญ และวิชาการดนตรี และได้เข้ารับราชการตั้งแต่เมื่ออายุได้ 14 ขวบ ในกองเครื่องสายฝรั่งหลวง กรมมหรสพ ได้รับพระราชทานยศเป็น “เด็กชา” ความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์จึงมีมาแต่เยาว์วัย ที่สำคัญสมเด็จ พระมหาธีรราชเจ้า ทรงเป็นกษัตริย์นักประพันธ์และทรงเป็นกวี เพลงที่ครูเอื้อแต่งตั้งแต่ช่วงแรกๆ ก็ได้ “พึ่งพระบารมี” จากบทประพันธ์ของรัชกาลที่ 6 ทั้งเพลงประเภท “ปลุกใจ” และเพลงรัก ได้แก่ “เพลงคำปฏิญาณ”

ที่ขึ้นต้นว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับใส ...” “เพลงไทยสามัคคี” ที่ขึ้นต้นว่า “อย่าเห็นแก่ตัวมัวพะวง ลุ่มหลงริษยาไม่ควรที่ ...” “เพลงไทยรวมกำลัง” ที่ขึ้นต้นว่า “ไทยรวมกำลัง ตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง ...” “เพลงไร้รักไร้ผล” ที่ขึ้นต้นว่า “เรานี้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง ควรคำนึงถึงชาติศาสนา ...” “เพลงปลุกไทย” ที่ขึ้นต้นว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์...”

ส่วนเพลงรัก ที่หลายคนไม่รู้ว่าเนื้อร้องมาจากพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ได้แก่ “เพลงสาส์นรัก” ที่ขึ้นต้นว่า “ในลักษณ์นี้ว่าน่าประหลาด เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า...” ซึ่งมาจากพระราชนิพนธ์เรื่อง “ท้าวแสนปม” เนื้อความเป็นสาส์นของนางอุษา ราชธิดาท้าวไตรตรึงย์ ที่ตอบสาส์นบอกรักของพระชินเสนยุพราชแห่งนครศรีวิไชย ที่ปลอมตัวเป็น “ท้านแสนปม” และอีกเพลงคือ “เพลงยอดดวงใจ” ที่ขึ้นต้นว่า “โอ้ว่าดวงใจ อยู่ไกลลิบ เหลือจะหยิบมาชมภิรมย์สวรรค์...” ก็มาจากพระราชนิพนธ์เรื่องท้าวแสนปม เป็นบทรำพึงรำพันถึงความรักของนางอุษา ที่มีต่อพระชินเสน

ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงได้รับยกย่องว่าเป็น “เอกอัครศิลปิน” ซึ่งทรงเชี่ยวชาญในศิลปะหลายสาขา รวมทั้งการดนตรีคือดุริยางคศิลป์ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยและทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อครูเอื้ออย่างยิ่ง ทรงเริ่มเรียนดนตรีกับครูชาวอัลซาส์ ชื่อนายเวย์เบรชต์ (Weybrecht) ตั้งแต่มีพระชนมพรรษา 13 พรรษา และทรงพระราชนิพนธ์เพลงแรกคือเพลงแสงเทียนเมื่อมีพระชนมพรรษา 18 พรรษา ใน พ.ศ.2489

ขณะนั้นวง สุนทราภรณ์ถือกำเนิดมาได้ 7 ปี และเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางแล้ว เพลงพระราชนิพนธ์ที่ “เชื่อมโยง” ครูเอื้อโดยตรง คือ “เพลงยามเย็น” ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ นิพนธ์ เนื้อร้อง แต่ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ “อ่านโน้ตไม่คล่อง จึงต้องอาศัยนักดนตรี โดยได้กราบบังคมทูลไว้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าตรงไปหานายเอื้อ สุนทรสนาน ให้เขาอ่านโน้ตให้ ข้าพเจ้าก็ได้ทำนองก่อนแต่งคำ .....นายเอื้อว่า ‘ของท่านดีเหมือนกันแฮะ จังหวะดีมาก ทำนองสมัยใหม่ แต่มีเสียงแหม่งๆ สองสามเสียงพิกลอยู่’” ซึ่งเรื่อง “เสียงแหม่ง” นี้ครูเอื้อกราบบังคมทูลว่า “ฟังทีแรกมันแหม่งจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ข้าพเจ้าต้องใช้หูประชาชนมาพิจารณาเพลง เพราะเคยชินกับการเสนอเพลงต่อประชาชน ฉะนั้นที่ว่าแหม่งสำหรับหูประชาชนทั่วไปฟัง แต่ในทางวิชาการ เสียงครึ่งหนึ่งของเพลงสากลเป็นธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ”

ครูเอื้อนำเพลงยามเย็นไปให้ “บิลลี่” นักดนตรีฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมามีชื่อไทยคือ คีติ คีตากร ซึ่งเป็นนักเรียบเรียงเสียงประสานที่มีฝีมือสูง ดูแล้วชมว่า “เจ้านายแต่งเก่งมาก...” ไม่ได้ว่าแหม่งเลย “นักดนตรีชอบมาก” และประชาชนก็ “พอใจและตื่นเต้นกันมากพ่ะย่ะค่ะ” (เล่ม 1 หน้า 62-63)

เมื่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จไปศึกษาต่อและเสด็จนิวัติพระนครเป็นการถาวรเมื่อ พ.ศ. 2493 ครูเอื้อได้แต่งเพลงถวายเป็นเพลงแรก คือ “เพลงราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น” โดยครูเอื้อ “นำเอาแนวของเสียงแตรสังข์ในพิธีพราหมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ และแตร Fanfare มาเป็นบทขึ้นต้นที่มีความสง่า โอ่อ่ามาก ...” (เล่ม 3 น.48) และต่อมาก็มีเพลงต่างๆ ออกมาอีกมาก ได้แก่ “เพลงฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา” แต่งเมื่อ พ.ศ. 2493 เพื่อขับร้องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม

“เพลงพระบารมีปกเกล้า” แต่งถวายเมื่อนิวัตพระนครจากการเสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2503 ต่อมาคือ “เพลงร่มเกล้า” ในภาพยนตร์เรื่อง “เงิน เงิน เงิน” ของบริษัทละโว้ภาพยนตร์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ “เพลงเหนือเกล้า” แต่งถวายในงานคีตมงคล พ.ศ. 2509 และในภายหลัง วงดนตรีสุนทราภรณ์ยังได้แต่งเพลงถวาย ได้แก่ “เพลงสยามราชันย์” นำเสนอในโอกาสงานพระราชพิธีกาญจนาภิเษกทรงครองราชย์ครบ 50 ปี “เพลงนวรัชจักรีมหาราชา” แต่งถวายในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา “เพลงถวายสัจจา” แต่งถวายในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เมื่อ พ.ศ. 2549 “เพลงถวายพระพร” แต่งในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี พ.ศ. 2550

นอกจากแต่งเพลงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ครูเอื้อยังแต่งเพลงถวายสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอ และพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะ “พระเจ้าองค์ที่สอง” ของครูเอื้ออย่างแนบแน่น

และครูเอื้อก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโดยเฉพาะจาก “พระเจ้าอยู่หัวมิ่งขวัญราชันภูมิพล” โดยเมื่อทรงเถลิงราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ได้ทรงดนตรีรวมวงกิตติมศักดิ์เป็นครั้งแรก ก็โปรดเกล้าฯ ให้ครูเอื้อร่วมวงด้วย ในการฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์เพื่อหารายได้เพื่อการกุศล ก็มีวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปร่วมแสดงเสมอ

“เมื่อทรงทราบว่าครูเอื้อป่วยด้วยโรคร้าย ก็ทรงพระราชทานพระเมตตา ทรงห่วงใยและทรงแนะนำในการบำบัดด้วยการควบคุมจิตใจให้สงบโดยอาศัยพระธรรม และแนวปฏิบัติทางจิตตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งช่วยให้ยังมีชีวิตยืนยาวต่อมาเกินความคาดหมายของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นเวลาแรมปี”

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ครูเอื้อและคณะกรรมการสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทบนพระตำหนักรับสั่งให้ครูเอื้อนั่งเก้าอี้เสมอพระเก้าอี้ที่พระองค์ท่านประทับขณะที่รับสั่งเกี่ยวกับเรื่องพระธรรม และการปฏิบัติจิตให้สงบด้วยวิถีทางแห่งพระพุทธศาสนา เป็นวาระสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อให้ครูเอื้อ ได้ยังชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เพื่อร่วมอาชีพและบรรดาศิษย์ทั้งหลายอีกต่อไป แล้วพระราชทานเหรียญหลวงปู่แหวน มีพระนามาภิไธย ภ.ป.ร. อยู่ด้านหลัง แด่ครูเอื้อ สุนทรสนาน ทั้งนี้เป็นการเฝ้าวาระสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2523 ของครูเอื้อ สุนทรสนาน” (เล่ม 1 น. 65)

ครูเอื้อร้อง “เพลงพรานทะเล” เป็นเพลงสุดท้ายในชีวิต เพื่อกราบบังคมลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2523 ก่อนจากโลกนี้ไป เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2524

****************


ตำนานสุนทราภรณ์ (5)
https://www.posttoday.com/columnist/674863

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.06 seconds with 16 queries.