|
ppsan
|
 |
« on: 19 April 2026, 10:41:21 » |
|
พันบุตรศรีเทพ กับเมืองศรีเทพ เกี่ยวข้องกันหรือไม่
วิพากษ์ประวัติศาสตร์ 22 พฤศจิกายน 2024 ·
พันบุตรศรีเทพ กับเมืองศรีเทพ เกี่ยวข้องกันหรือไม่
อีกหนึ่งในการตีความเกี่ยวกับขุนวรวงศาธิราชคือ อาจมีความเกี่ยวข้องหรือสืบเชื้อสายจากเมืองโบราณศรีเทพ โดยพิจารณาจากราชทินนามเดิมตอนเป็นผู้เฝ้าหอพระข้างหน้าคือ “พันบุตรศรีเทพ”
ดังเช่นในภาพยนตร์สุริโยไท (2544) มีการนำเสนอว่า พันบุตรศรีเทพเป็นบุตรของออกญาศรีเทพ เจ้าเมืองศรีเทพ
แต่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะไม่เกี่ยวข้องกัน .
เมืองโบราณที่ปัจจุบันเรียกว่าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ (ต.ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์) ไม่มีหลักฐานบันทึกชื่อเมืองดั้งเดิมชัดเจน
ในสมัยรัตนโกสินทร์เคยเรียกว่า “เมืองอภัยสาลี” แต่เป็นเพียงชื่อที่พระธุดงค์เรียกขานกัน
ใน พ.ศ. 2447 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการเมืองเพชรบูรณ์ จุดประสงค์หนึ่งคือไปสำรวจหา “เมืองศรีเทพ” ซึ่งมีในทำเนียบเก่าบอกรายชื่อหัวเมือง แต่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน
ภายหลังทรงพบสมุดดำอีกเล่มหนึ่งเป็นต้นร่างกะทางให้คนเชิญตราไปบอกข่าวสิ้นรัชกาลที่ 2 ตามหัวเมืองเป็นทางๆ ให้คนหนึ่งเชิญตราไปเมืองสระบุรี เมืองชัยบาดาล เมืองศรีเทพ และเมืองเพชรบูรณ์ จึงได้เค้าว่าเมืองศรีเทพน่าจะอยู่ทางลำแม่น้ำป่าสัก
เมื่อขึ้นไปสำรวจจึงทรงทราบว่ามีเมืองอภัยสาลีเป็นเมืองโบราณอยู่ใกล้เมืองวิเชียรบุรี (อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์) ต่อมาได้เสด็จไปเยี่ยมพระยาประเสริฐสงคราม อดีตผู้ว่าราชการเมืองวิเชียรบุรีที่ชราออกจากราชการแล้ว เพื่อสอบถามข้อมูล ได้ความว่า
“...ถามถึงเรื่องเมืองศรีเทพ ได้ความว่าเมืองวิเชียรนั้นเอง แต่โบราณเรียกชื่อเป็น ๒ อย่าง เมืองท่าโรงก็เรียก เมืองศรีเทพก็เรียก ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นที่พระศรีถมอรัตน (ตามชื่อเขาแก้ว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในจังหวัดนั้น) มาจนถึงรัชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งปราบกบฏเวียงจันทน์ พระศรีถมอรัตนมีความชอบมาก จึงโปรดให้ยกศักดิ์เมืองศรีเทพขึ้นเป็นเมืองตรี เปลี่ยนนามเป็นเมืองวิเชียรบุรี (คงเอาชื่อเขาแก้วเป็นนิมิต) และเปลี่ยนนามผู้ว่าราชการจังหวัดจากพระศรีถมอรัตนเป็นพระยาประเสริฐสงครามแต่นั้นมา ถามแกต่อไปถึงเรื่องเมืองอภัยสาลี แกบอกว่ามีเมืองโบราณใหญ่โตจริง แต่ชื่อที่เรียกว่าเมืองอภัยสาลีนั้นเป็นแต่คำพระธุดงค์บอก จะเอาเป็นแน่ไม่ได้ เป็นอันได้ความตามที่อยากรู้เรื่องตำนานเมืองศรีเทพ ถ้าหากพระยาประเสริฐสงครามไม่มีอยู่ในเวลานั้น เรื่องก็น่าจะเลยสูญ” (นิทานโบราณคดี - นิทานที่ 10 เรื่องความไข้ที่เมืองเพชรบูรณ์) .
จากการสำรวจของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พบว่าตำบลบ้านชานเมืองของเมืองโบราณอภัยสาลีในเวลานั้นยังเรียกกันว่า “ศรีเทพ” และทรงอาศัยชาวบ้านศรีเทพนั้นพาไปสำรวจเมืองโบราณ
ทรงวิเคราะห์ว่าเมืองโบราณนั้น ไม่ว่าจะมีชื่อเดิมว่าอะไรก็ตาม น่าจะเป็นที่มาของชื่อเมือง “ศรีเทพ” ที่กลายเป็นเมืองวิเชียรบุรีในยุคหลัง ภายหลังในลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงสรุปว่า “หม่อมฉันจึงยุติว่าเมืองสีเทพ หรือศรีเทพหรือสีห์เทพ คงเป็นชื่อเมืองโบราณนั้น” ใน พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรได้ทำการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองศรีเทพเป็นโบราณสถาน และเนื่องจากยังไม่พบหลักฐานชื่อเดิมของเมือง จึงเรียกเมืองนี้ว่า “ศรีเทพ” ไปก่อนมาจนถึงปัจจุบันนี้ .
จากการตรวจสอบเอกสารต่างๆ บ่งชี้ว่า ในสมัยอยุทธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ เมืองท่าโรง กับเมืองศรีเทพ แยกเป็นคนละเมืองกัน
“เมืองศรีเทพ” ปรากฏบันทึกเก่าสุดในจดหมายเหตุว่าด้วยตำแหน่งยศพระราชาคณะฐานานุกรม สมัยอยุทธยาตอนปลาย ระบุว่ามีเมืองฝ่ายเหนือที่ขึ้นกับเจ้าคณะซ้าย 49 เมือง โดยมี “...เมืองไชยบาดาล ๑ เมืองสระบุรี ๑ เมืองท่าโรง ๑ เมืองนครราชสีมา ๑ เมืองนางรอง ๑ เมืองพิมาย ๑ เมืองศรีเทพ ๑ เมืองเพชรบูรณ์ ๑...”
เอกสารสมัยรัชกาลที่ 3 คือ จดหมายเหตุราชการทัพเมืองเวียงจันทน์ ฉบับ 13 ระบุว่า “รย่ทางตังแตแกงคอยไปกำพรานวัน ๑ แตกำพรานไปใชบาดานวัน ๑ แตไชบาดาลไปบัวชุมวัน แต่บัวชุมไปศรีเทพวัน แต่สิเทบไปถาโรงครึงวัน แตทาโรงไปกองทูนวัน แตกองทูนไปรองคลาวัน แต่รองคลาไปนองชุมแสนครึงวัน แต่นองชุมแสนไปนายัมวัน แต่นายัมไปเพชบูนวัน แตเพชบูนไปลมศักคืน”
พิจารณาจากการบรรยายเส้นทาง เมืองศรีเทพควรจะอยู่ทางใต้ของเมืองท่าโรง (อ.วิเชียรบุรี) ใช้เวลาเดินทางครึ่งวัน .
อ้างอิงจากพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง เมืองท่าโรงเป็นเมืองชั้นจัตวา ตำแหน่งเจ้าเมืองคือ “พระศรีสมอรัตนราชภักดีศรีบวรพัช” ศักดินา 3,000 ไร่ พิจารณาจากราชทินนามมีความสัมพันธ์กับเขาถมอรัตน์ หรือเขาแก้ว ซึ่งจากการศึกษาทางโบราณคดีเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองโบราณศรีเทพ และน่าจะยังคงความสำคัญในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงมาจนถึงสมัยอยุทธยา จึงได้นำมาใช้เป็นราชทินนามเจ้าเมืองท่าโรง
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ระบุว่า ในรัชกาลสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระเจ้าละแวกยกทัพมาลาดตระเวนทางตะวันออก สมเด็จพระนเรศวรทรงให้เจ้าเมืองทางตะวันออกคือ เมืองชัยบุรี (ชัยบาดาล) และ “เมืองศรีถมอรัตน์” (พระราชพงศาวดารรุ่นหลังแก้เป็น ‘พระชัยบุรี’ กับ ‘พระศรีถมอรัตน์’ แต่ทั้งนี้ในสมัยอยุทธยา ‘เมือง’ หรือ ‘ออกเมือง’ เป็นบรรดาศักด์เจ้าเมืองจัตวาด้วย) เป็นนายทัพตีทัพละแวกแตกไป
จึงเข้าใจว่าเมืองท่าโรงในสมัยอยุทธยามีอีกชื่อหนึ่งคือ “ศรีถมอรัตน์” หรืออาจเป็นการนำราชทินนามเจ้าเมืองมาเรียกแทนชื่อเมือง
ในรัชกาลที่ 3 เปลี่ยนชื่อเมืองท่าโรงเป็น “วิเชียรบุรี” (เมืองแก้ว) ยังคงความหมายใกล้เคียงกับ “ถมอรัตน์” ซึ่งสื่อถึง เขาแก้ว (ถมอ แปลว่า หิน) .
ไม่ปรากฏชื่อ “เมืองศรีเทพ” ในทำเนียบพระไอยการตำแหน่งนาหัวเมืองว่าเป็นหัวเมืองชั้นเอกโทตรีจัตวา จึงเข้าใจเมืองศรีเทพในสมัยอยุทธยามาถึงต้นรัตนโกสินทร์เป็นเพียงเมืองขนาดเล็ก สันนิษฐานว่าคงเป็นเมืองขึ้นของเมืองท่าโรงอีกต่อหนึ่ง
สถานที่ตั้งเมืองศรีเทพในสมัยอยุทธยามาจนถึงรัตนโกสินทร์ คงอยู่ทางใต้เมืองวิเชียรบุรี บริเวณตำบลบ้านศรีเทพ ชานเมืองโบราณ ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปถึง อนุมานว่าเมืองศรีเทพในช่วงหลังรัชกาลที่ 3 คงลดสถานะกลายเมืองกลายเป็นเพียงชื่อตำบลบ้านเท่านั้น จนทำให้คนสมัยหลังเกิดความเข้าใจว่าเมืองท่าโรงกับเมืองศรีเทพเป็นเมืองเดียวกัน .
เมืองโบราณที่ถูกเรียกอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในปัจจุบัน จากการศึกษาทางโบราณคดีพบว่าน่าจะเริ่มหมดความสำคัญลงตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 และอาจถูกทิ้งร้างไปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 โดยอาจมีการเคลื่อนย้ายของประชากรลงมาอยู่ที่ศูนย์อำนาจแห่งใหม่ เช่น เมืองลพบุรีที่กลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมพระนครสมัยบายนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา-ลพบุรี หรือเมืองเพชรบูรณ์ที่กลายเป็นเมืองชุมทางการค้าสำคัญในลุ่มแม่น้ำป่าสัก
พิจารณาแล้ว พันบุตรศรีเทพ ที่เป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในปลายพุทธศตวรรษที่ 21 ไม่น่าจะมีความสัมพันธ์กับเมืองโบราณศรีเทพที่เสื่อมความสำคัญจนอาจจะร้างไปก่อนหน้านั้นนับร้อยปีแล้ว .
ส่วนเมืองศรีเทพที่ปรากฏชื่อในหลักฐาน ก็แทบไม่ปรากฏหลักฐานบทบาทในสมัยอยุทธยา และไม่ปรากฏความสัมพันธ์กับพันบุตรศรีเทพ นอกจากมีคำว่า “ศรีเทพ” อยู่ในชื่อเหมือนกัน
จากการศึกษาราชทินนามข้าราชการสมัยอยุทธยาในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนและนาทหารหัวเมือง คำว่า “ศรี” และ “เทพ” เป็นคำทั่วไปที่มักนำมาใช้ประกอบในราชทินนาม พบการใช้งานจำนวนมาก
หลายตำแหน่งที่มีราชทินนามว่า “เทพ” มักมีตำแหน่งที่ใช้คำว่า “ทิพ” เป็นคู่กัน เช่น กรมพระคลังวิเศษมีตำแหน่งราชปลัดกรมขวาซ้ายคือ ขุนสีทิพภักดี-ขุนสีเทพภักดี (เอกสารสมัยรัตนโกสินทร์สะกด ศรีทิพ ศรีเทพ) และมีตำแหน่ง ขุนทิพภักดี-ขุนเทพภักดี อยู่ในกรมเดียวกัน กรมนามี หมื่นทิพรักษา-หมื่นเทพรักษา หมื่นรัตทิพ-หมื่นรัตเทพ กรมท่ามี หมื่นทิพวาจา-หมื่นเทพวาจา กรมข้าพระมี ขุนทิพมลเทียร-ขุนเทพมลเทียร กรมช้างมี ขุนทิพราชา-ขุนเทพราชา กรมพระอาลักษณ์มี หมื่นเทพกระวี-หมื่นทิพกระวี กรมตะพุ่นมี ขุนเทพ-ขุนทิพ กรมพระกลาโหมมี พันทิพราช-พันเทพราช เมืองนครศรีธรรมราชมี หลวงโยธาทิพ-หลวงโยธาเทพ ฯลฯ
ราชทินนามที่มีคำว่า “ศรีเทพ” นอกจาก “ขุนศรีเทพภักดี” ราชปลัดซ้ายกรมพระคลังวิเศษ มีตำแหน่ง “หมอศรีเทพ” ในกรมหมอช้าง คู่กับ “หมอศรีทณ” เช่นเดียวกับหมอช้างตำแหน่งอื่นๆ อีกหลายสิบตำแหน่งที่ตั้งชื่อเป็นคู่เข้ากัน เช่น หมอไชยศักดิ-หมอไชยสิทธิ หมอยอดศรี-หมอยอดสัก หมอจำเรือนกัน-หมอจำเริญเกียด หมอบุญท้าว-หมอบุญไท หมอศรีนาถ-หมอศรีนนท ฯลฯ
ดังนั้นจึงดูมีน้ำหนักน้อยที่จะสรุปว่าข้าราชการที่ใช้ราชทินนาม “ศรีเทพ” จะจำเพาะต้องมาจากเมืองศรีเทพเท่านั้น
อาจจะต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่า เมืองศรีเทพในสมัยอยุทธยามีความสำคัญเช่นไรจึงต้องมาใช้ตั้งเป็นราชทินนาม และเหตุใดจึงไม่มีการนำชื่อเมืองอื่นๆ ซึ่งพบหลักฐานบทบาทความสำคัญชัดเจนกว่ามาตั้งเป็นราชทินนามในแบบเดียวกันบ้าง .
นอกจากนี้ หากพิจารณาตามพระราชพงศาวดารที่ระบุว่า นางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์สั่งพระยาราชภักดีให้เอาพันบุตรศรีเทพผู้รักษาหอพระข้างหน้า มาเป็นที่ขุนชินราชรักษาหอพระข้างใน แล้วให้ย้ายขุนชินราชคนเดิมออกไปเป็นพันบุตรศรีเทพรักษาหอพระข้างหน้าแทน
แสดงว่าพันบุตรศรีเทพไม่ได้เป็นตำแหน่งเฉพาะตัวบุคคล แต่น่าจะเป็นตำแหน่งของผู้เฝ้าหอพระข้างหน้าอยู่แล้วมากกว่า
พิจารณาแล้ว ผู้เขียนเห็นว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้อย่างชัดเจนว่าพันบุตรศรีเทพ (ขุนวรวงศาธิราช) มีความเกี่ยวข้องกับเมืองศรีเทพ ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ หรือเมืองศรีเทพในสมัยอยุทธยา . .
ภาพประกอบ : แผ่นดุนทองรูปพระวิษณุ พบที่ถ้ำเขาถมอรัตน์ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นอร์ตัน ไซมอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มาภาพ : Norton Simon Museum

.
-------------------------------------------------
บรรณานุกรม
ภาษาไทย - กรมศิลปากร. (2550). อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ - จดหมายเหตุ รัชกาลที่ 3 เล่ม 3. (2530). กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหประชาพาณิชย์. - ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2533). นิทานโบราณคดี. กรุงเทพฯ: หจก.เกษมการพิมพ์. - ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม 3 เรื่อง. (2553). กรุงเทพฯ: แสงดาว. - พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. (2553). นนทบุรี: ศรีปัญญา. - พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. (2558). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน). - สถาบันปรีดี พนมยงค์. (2548). กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ. - สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2557). ท้าวศรีสุดาจันทร์ “แม่หยัวเมือง” ใครว่าหล่อนชั่ว. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์. - อนุรักษ์ ดีพิมาย. (2563). พัฒนาการทางวัฒนธรรมของเมืองศรีเทพในฐานะเมืองตอนใน ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 19. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร.
.
ที่มา : พันบุตรศรีเทพ กับเมืองศรีเทพ เกี่ยวข้องกันหรือไม่ https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/pfbid02u9frfBrJZtyuVVELL6yWLNjeHW6dewZbfTZWsJ7Y49FCW2mfVGZtFj5dKdRoTPqzl
.
|