Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 10:42:43

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เหนือเกล้าชาวสยาม  |  พระบรมโพธิสัตว์เจ้าแห่งแผ่นดินสยาม (Moderator: Smile Siam)  |  แม่เล่าให้ฟัง พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: แม่เล่าให้ฟัง พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  (Read 1026 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 01 April 2026, 21:29:05 »

แม่เล่าให้ฟัง พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์




   
แม่เล่าให้ฟัง
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คัดมาบางส่วนเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติใน "วันแม่"
.
 

ญาติทางพ่อ

            ปู่ของแม่ชื่อชุ่ม  ย่าชื่ออะไรไม่ทราบ  แม่ไม่เคยรู้จักทั้งสองท่าน ปู่ชุ่มและย่ามีลูกที่แม่รู้จัก ๓ คน  คนโตคือพ่อซึ่งชื่อชู  คนรองเป็นหญิงชื่อจาด  อาจาดของแม่แต่งงานกับคนจีนที่ทำการค้าขายและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสโมสรฯ  อาจาดและสามีไปอยู่เมืองจีนเสียนาน  เมื่อแม่เป็นเด็กไม่เคยรู้จัก เมื่อแม่เป็นผู้ใหญ่แล้วอาจาดและสามีได้มาหาที่วังสระปทุมและได้นำขันถมมาให้ด้วย  แม่บอกว่าด้วยเหตุที่อยู่เมืองจีนเสียนานมาก  อาจาดพูดไทยไม่ชัดซึ่งแม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ตลก อาจาดและหลวงสโมสรฯ มีลูกชายคนหนึ่งชื่อชื่น เป็นพ่อค้าสุรา ครั้งหนึ่งท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล ได้พาชื่นมาหาแม่ และชื่นได้บริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลจำนวนหนึ่ง  ลูกคนที่สามของปู่และย่าของแม่เป็นชายชื่อสอน  มีลูกอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งมาขอทำงานเมื่อแม่อยู่วังสระปทุม ปู่มีภรรยาอื่นนอกจากย่า เท่าที่รู้จักและจำได้ แม่มีป้าอีกหนึ่งคนและอาหญิงอีกหนึ่งคน


ญาติทางแม่

             ญาติของแม่บางคนเล่าว่าครอบครัวมาจากเวียงจันทน์ แม่บอกว่าอาจเป็นได้ เพราะที่บ้านชอบรับประทานข้าวเหนียว  ตาของแม่ชื่ออะไรไม่ทราบ  ยายชื่อผา พ่อและแม่ของยายผามีลูก ๖ คน คนโตเป็นชายชื่อคลี่ มีลูกหลานหลายคน ยายผาเป็นลูกคนสุดท้อง ตาและยายผามีลูก ๕ คน คนแรกชื่อมา  ซึ่งแต่งงานกับเจียม  มีนาที่มีนบุรี  และฐานะดีพอใช้ แต่ลูกหลานผลาญหมด ป้ามาของแม่มีลูก ๓ คน ปุ้ย (หญิง) แช่ม (ชาย) และช้อย (หญิง) สามีของปุ้ยเป็นผู้ดูแลเรือนจำมีนบุรี ต่อมาแม่ได้อุปการะลูกของปุ้ย ๓ คน ในจำนวน ๕ คนที่มี  แช่มมีลูก ๔ คน ซึ่งแม่รับมาเลี้ยงทุกคน พร้อมกับให้แช่มมาอยู่ในวังสระปทุม  คนโตเรียนการเกษตรที่ฟิลิปปินส์ และได้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนที่ ๒ เป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลกลาง แต่บัดนี้ถึงแก่กรรมแล้ว คนที่ ๓ คือคุณหญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ คนที่ ๔ เดิมชื่อทุเรียน ตามที่เชื่อกันว่าถ้าตั้งชื่อไม่เพราะๆให้เด็กที่ไม่แข็งแรง ผีจะไม่มาเอาตัวไป แต่เมื่อแม่เอาไปเลี้ยงให้เปลี่ยนชื่อเป็นอำไพ ช้อยมีสามีคนเดียวกันกับปุ้ย และมีลูก ๑ คน ซึ่งแม่ได้เลี้ยงขณะหนึ่ง ลูกคนที่ ๒ ของยายผาชื่อ ไข (หญิง) มีลูก ๔ คน ใย (ชาย) ชม (หญิง) พร (หญิง) และชุ่ม (ชาย) แม่เคยเลี้ยงลูกของใย ๒ คน ลูกคนที่ ๓ ของยายผาชื่อ ดี (ชาย) ไม่มีครอบครัว ลูกคนที่ ๔ ของยายผาชื่อซ้วย (หญิง) เคยมีสามีแต่ไม่มีลูก ลูกคนที่ ๕ ของยายผาชื่อคำ ซึ่งเป็นแม่ของแม่


ที่เกิด

             ผู้ใหญ่ได้เล่าให้แม่ฟังว่า แม่เกิดที่นนทบุรี วันอาทิตย์ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๓  ปีชวด ตรงกับ ค.ศ.๑๙๐๐  ต่อไปข้าพเจ้าจะใช้ ค.ศ. ควบไปกับ พ.ศ. เพราะจะทำให้ทราบอายุแม่ได้อย่างเร็ว เช่นถ้าพูดถึงปี พ.ศ.๒๔๕๓ (ค.ศ.๑๙๑๐) จะทราบได้ทันทีว่าแม่อายุได้ ๑๐ ปี  ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า "สังวาลย์" ในสมัยนั้นยังไม่มีนามสกุล  จะมีพระราชบัญญัติขนานนามสกุลในปี พ.ศ.๒๔๕๖  การใช้คำว่า "เด็กชาย" หรือ "เด็กหญิง" ก็ยังไม่มีจนกระทั่งมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยคำนำนามเด็ก ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๔ อันที่จริงพระราชกฤษฎีกานี้ได้ทรงยกเลิกเดือนเศษภายหลัง เพราะ "มิได้ให้คุณความสะดวกสมพระราชประสงค์ แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นเครื่องทำให้เปลืองเวลาและความคิดของข้าแผ่นดิน "  ถึงอย่างไรก็ดีทางราชการก็ยังได้ใช้ต่อมาในราชกิจจานุเบกษา การพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยคำนำนามเด็ก พ.ศ.๒๔๖๔ นี้ขึ้นมาเป็นเพราะว่าทรงมีพระราชดำริว่า "คำว่า "คุณ" ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อฟั่นเฝือ " ส่วนคำว่า "หนู" นั้น ทรงมีพระราชดำริต่อไปว่า "เป็นศัพท์ที่เพี้ยนมาจากภาษาจีว่า "อินู" ไม่สมควรใช้สำหรับเป็นคำนำนามเด็กที่เป็นเชื้อชาติสยามแท้" ("อินู" ภาษาจีนแปลว่า"ทาส")

             สำหรับผู้ชายนั้นคำว่า "นาย" มีอยู่แล้ว แต่คำว่า "นาง" และ "นางสาว" ยังไม่ได้ใช้จนถึงมีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้คำนำนามสตรี พ.ศ. ๒๔๖๐  จำใช้คำว่า "อำแดง" ซึ่งมิได้กำหนดว่าจะต้องเป็นโสดหรือไม่ แต่คนทั่วๆไปมักเข้าใจว่า "อำแดง" หมายถึงหญิงที่แต่งงานแล้วเท่านั้น

             แม่จึงชื่อสังวาลย์เฉยๆ ในการพูด หญิงไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะเรียกกันว่า "แม่" เช่น "แม่พลอย" ชายจะใช้คำว่า "พ่อ"
             มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นนทบุรี  คือครั้งหนึ่งแม่คำไปกินเห็ดเมาเข้า แม่เลยป่วยไปด้วยเพราะยังกินนมแม่อยู่




บ้าน

             เมื่อจำความได้แม่ก็อยู่ที่ธนบุรีแล้ว ที่ซอยซึ่งปัจจุบันเป็นซอยวัดอนงค์ "บ้าน" นั้นเหมือนห้องแถวชั้นเดียวแต่มีหลายห้อง แทนที่จะเป็นห้องเดียว "บ้าน" จะเป็นส่วนหนึ่งของอาคารซึ่งก่อด้วยอิฐ หลังคาเป็นกระเบื้อง และประกอบด้วยหลายชุด (Unit) ด้านหนึ่งของบ้าน มี ๔-๕ ชุด ซึ่งมีคนอยู่ อีกด้านหนึ่งพังไปแล้วและร้าง "บ้าน" ที่อยู่นั้นเก่าพอใช้และอยู่ในสภาพไม่ดีเพราะไม่มีการซ่อมแซมเลย บ้านนั้นเป็นบ้านเช่าแต่เช่าเพียงกำแพง ผนัง และหลังคา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไม้ เช่น พื้นนั้นผู้เช่านำมาเอง

             "บ้าน" อยู่ระหว่างบ้านพ่อชูและวัดอนงคาราม เดินสัก ๕ นาทีก็ถึงวัด และ ๑๐ นาทีก็ถึงบ้านเก่าของพ่อชู ข้างหน้าบ้านมีระเบียง พื้นเป็นไม้ปิดข้างๆ และมีหลังคามุงจาก ส่วนนอกก่อนถึงถนนเป็นอิฐแล้วจึงเป็นถนน  เมื่อเข้าไปในบ้านแล้วจะมีห้องโล่งๆ ด้านขวามียกพื้นซึ่งเป็นทั้งห้องพระและห้องประกอบอาชีพของพ่อแม่ ทุกเช้าผู้ใหญ่จะถวายข้าวพระพุทธรูป และหลังเที่ยงแม่จะเป็นผู้สวด "เสสังมังคะลังยาจามิ" เพื่อลาของถวายและนำอาหารที่บรรจุอยู่ในถ้วยชามเล็กๆ มากิน ถัดไปมีห้องซึ่งเป็นห้องนอนและข้างหลังจะมีห้องครัวยาวตลอดซึ่งกั้นด้วยกำแพง หลังกำแพงนี้มีที่โล่งๆ ซึ่งจะไปถึงได้ถ้าอ้อมไป เพราะทางครัวไม่มีประตูออก ในบ้านไม่มีห้องน้ำ การอาบน้ำนั้นอาบกันที่หน้าบ้าน  ตุ่มน้ำตั้งอยู่ที่ระเบียง หรือไปอาบที่คลองสมเด็จเจ้าพระยา ถึงแม่จะว่ายน้ำไม่เป็นก็ชอบเล่นน้ำที่คลอง ครั้งหนึ่งแม่คำไม่อยากให้ไปแต่แม่อ้อนวอนจนยอม แต่สั่งว่าจะบ้วนน้ำหมากลงพื้น ถ้ากลับมาเมื่อน้ำหมากแห้งแล้วจะถูกตี  แม่ก็สามารถไปเล่นน้ำอย่างเร็วพอที่จะไม่ถูกตี ผู้ใหญ่บอกว่าในน้ำมีสัตว์ร้าย ก่อนลงน้ำแม่จะต้องสวด "นโมนมัส กำจัดออกไป อย่าเข้ามาใกล้ เสมามณฑล ออกไปให้พ้น วินาศสันติ"

             สำหรับส้วมนั้นก็ไม่มีในบ้าน  ต้องไปที่ตึกร้างซึ่งอยู่ถัด "บ้าน" ไป หรือที่ห้องน้ำสาธารณะซึ่งเป็นกระต๊อบไม้บนคลอง และนับว่าเป็นห้องน้ำที่สะอาดและไม่มีกลิ่น


ผู้ที่พักอาศัยอยู่ที่ "บ้าน"

             ครอบครัวของพ่อของแม่และครอบครัวของแม่ของแม่ไม่ไปมาหาสู่กัน  เหตุที่ไม่ถูกกัน คงเป็นเพราะครอบครัวของพ่อชูฐานะดีกว่า และอาจเป็นเหตุที่ไม่พอใจกัน เมื่อพ่อชูมาแต่งงานกับแม่คำ

           -  พ่อชู  ถึงแก่กรรมเมื่อแม่ยังเล็กมาก แม่จำได้เพียงครั้งเดียว วันหนึ่งพ่อชูบอกให้แม่ไปนอนกลางวัน แม่ไม่ทำตามคำสั่งทันที พ่อชูจึงหยิบไม้มาเพื่อตี แม่คำรีบมาห้ามไม่ให้ตี
           -  แม่คำ  มีชีวิตอยู่จนถึงแม่จาก "บ้าน" ไป จะกล่าวถึงภายหลัง
           -  ลุงดี  ผู้ใหญ่เล่าว่า เคยมีพี่ชายของแม่คำซึ่งไม่มีครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยอีกคนคือ ลุงดี แต่ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่แม่จะจำความได้
           -  ป้าซ้วย  เป็นพี่สาวของแม่คำ จะมีชีวิตอยู่อีกนานและจะกล่าวถึงโดยเฉพาะภายหลัง
           - ยายผา  ยายของแม่แก่และหูออกจะตึง  แต่ถ้าใครว่าก็ได้ยินทันที ยายผามีชีวิตอยู่จนถึงแม่กลับมาแต่งงานและถึงแก่กรรมเมื่อแม่ไปอเมริกาครั้งที่สอง
       

พี่น้อง

             พ่อชูและแม่คำมีลูก ๔ คน คนโตเป็นหญิง แม่จำไม่ได้เลย คนที่สองเป็นชาย แม่จำได้นิดหน่อย คนที่สามคือแม่  คนที่สี่เป็นชายชื่อถมยา ถมยาอ่อนกว่าแม่ ๒ ปี ผู้ใหญ่เล่าว่า เมื่อเกิดร่างกายปกติ แต่ตั้งแต่แม่จำความได้ ถมยาก็หลังค่อม แม่เป็นผู้เริ่มสอนให้ถมยาอ่านหนังสือ ถมยาไปวิ่งเล่นในวัดอนงค์ และต่อมาเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อ่ำ พระวัดอนงค์ และเรียนหนังสือกับอาจารย์ด้วย ถมยาไม่ได้ไปโรงเรียนจนอายุ ๑๘ ปี เพราะครอบครัวจนเกินไปที่จะออกค่าเล่าเรียนให้ได้ แต่ก็อ่านหนังสือออก เมื่อแม่กลับมาแต่งงาน ถมยาได้มีโอกาสเข้าโรงเรียนบ้านสมเด็จและภายในไม่กี่ปีก็สำเร็จมัธยมปีที่ ๘  เมื่ออายุ ๒๓-๒๔ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก (ต่อไปนี้จะเรียกทูลหม่องฯ) ได้ส่งถมยาไปที่โลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยหวังว่าอากาศและแพทย์จะรักษาร่างกายให้แข็งแรงด้วย ถมยาอยากเรียนแพทย์ นอกจากเรียนภาษาฝรั่งเศส จึงเรียนภาษาลาตินอีก โดยบังเอิญเมื่อข้าพเจ้าไปเข้าโรงเรียนรัฐบาลที่โลซานน์ ๘-๙ ปีภายหลังข้าพเจ้ามีครูภาษาลาติน ชื่อมาดมัวแซล บรัว (Mlle Broye) ครูคนนี้เมื่อทราบว่าข้าพเจ้าเป็นคนไทย เล่าให้ฟังว่าท่านเคยมีลูกศิษย์ไทยคนหนึ่งที่มาเรียนภาษาลาติน มาดมัวแซล บรัว บอกว่าหนุ่มคนนี้เป็นลูกศิษย์ที่ฉลาด  ขยันและเรียนเร็วที่สุดที่เคยมี แต่น้าถมยาก็ไม่มีโอกาสจะเป็นหมออย่างที่ต้องการ หลังจากที่ไปอยู่โลซานน์ประมาณ ๓ ปี ก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)




การทำมาหากินของแม่คำและป้าซ้วย

             พ่อชูมีอาชีพเป็นช่างทอง ทั้งแม่คำและป้าซ้วยจะเป็นผู้ช่วยพ่อชู ในห้องที่มียกพื้นและตั้งพระพุทธรูปมีเตากลมๆ อยู่หนึ่งเตา เป็นเตาถ่านมีสูบติดอยู่สำหรับเป่าให้ถ่านร้อน ตรงกลางมีเบ้าหนึ่งเบ้า (ถ้วยดินเผาขนาดถ้วยแก้ว) สำหรับใส่ทอง แม่จำเตาได้ แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นพ่อแม่ใช้ ถึงอย่างไรก็ดีแม่มีแหวนทองคำฝังเพชรเล็กๆ หนึ่งวง เป็นผลงานของพ่อแม่ซึ่งรักษาไว้ได้มาจนให้ข้าพเจ้า เมื่อพ่อชูถึงแก่กรรม คงไม่มีการใช้เตานี้อีก แม่ไม่ทราบว่าทั้งครองครัวทำมาหากินอย่างไร เมื่อแม่คำถึงแก่กรรมแล้ว ป้าซ้วยรับจ้างมวนบุหรี่ นำยามาวางบนแผ่นกระดาษบางๆ ก่อน แล้วม้วนให้แน่น เอากระดาษออกและมวนด้วยใบตองอ่อนหรือกลีบบัว  บางครั้งแม่ได้ช่วยตัดปลายบุหรี่ให้เรียบและเท่ากัน  นอกนั้นป้าซ้วยทำขนมขายบ้าง


เพื่อนบ้าน

             ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ด้านหนึ่งของบ้านเป็นตึกพังๆ อีกด้านหนึ่งเป็นห้องแถวชุดที่มีคนอยู่ ชุดที่อยู่ติดกับ "บ้าน" ของแม่มีคนจีนอยู่  ถัดออกไปอีกเป็นร้านของ "ป้าสมบูรณ์" ป้าสมบูรณ์เป็นเพื่อนของป้าซ้วย  ไม่ได้เป็นญาติกันเลย แม่จำได้ว่าสามีของป้าสมบูรณ์มีภรรยาน้อยอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่นั่นด้วย ป้าสมบูรณ์ขายบุหรี่ซึ่งป้าซ้วยรับจ้างทำด้วย และมีหนังสือให้เช่า เมื่ออ่านหนังสือออกแล้ว แม่ไปอยู่บ้านป้าสมบูรณ์บ่อย และป้าสมบูรณ์อนุญาตให้อ่านหนังสือโดยไม่ต้องเสียสตางค์ ในร้านป้าสมบูรณ์นี้แม่ได้อ่านหนังสือหลายเรื่อง เช่น อิหนา พระอภัยมณี สังข์ศิลป์ชัย ฯลฯ ต่อมาลูกชายป้าสมบูรณ์ได้แต่งงานกับภรรยาม่ายคนหนึ่งของเจ้าพระยาพระเสด็จผู้เป็นแม่ของข้าหลวงของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร (ต่อไปนี้จะเรียกทูลหม่อมหญิงฯ) ร้านต่อไปเป็นร้านจีน ซึ่งขายน้ำหวาน จันอับ ฟักหวาน และมีการแทงหวยด้วย


เพื่อนเล่น

             แม่คำและป้าซ้วยไม่ชอบให้แม่ไปเล่นกับเด็กอื่นๆ เพราะเห็นว่าเด็กเหล่านั้นไม่ดีพอ แต่แม่ก็ไปเล่นด้วยอยู่ดี การเล่นมีหยอดหลุม วิ่งเอาเถิด ซ่อนหา มีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งแม่คำและป้าซ้วยไม่รังเกียจ และอนุญาตให้เล่นด้วยคือ พื้น บ้านพื้นอยู่ที่ไหนแม่จำไม่ได้ แม่เคยเดินไปโรงเรียนวัดอนงค์กับพื้น มีที่แห่งหนึ่งที่เพื่อนสองคนชอบไปมากคือที่โล่งๆ หลังครัว เขาลือกันว่าที่นั่นมีผี ทั้งสองคนกลัวแต่ก็ชวนกันไป ก่อนจะไปสวดมนต์กันทุกครั้ง ภายหลังพื้นได้แต่งงานกับลูกชายคนหนึ่งของพระยาชนินทรภักดี ซึ่งข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเมื่อแม่ไปอเมริกา  เมื่อแม่ไปเชียงใหม่สิบกว่าปีมาแล้ว พื้นซึ่งอยู่ที่เชียงใหม่เคยมาหา


การอ่านหนังสือ การเรียน

             แม่คำเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่อ่านหนังสือออก แม่คำเป็นผู้ที่สอนให้แม่อ่าน ครั้งหนึ่งแม่กำลังอ่านออกเสียงเรื่องสังข์ทอง ซึ่งมีหนังสืออยู่ที่บ้าน แม่ร้องไห้เพราะสงสารนางรจนาที่ถูกท้าวสามลไล่ไป แม่คำดุใหญ่เพราะหยุดอ่าน

             แม่ไปที่วัดอนงค์บ่อย เจ้าอาวาสเวลานั้นชื่อนวม ต่อมาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ครอบครัวของแม่ไปถวายของพระอีกองค์หนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า อาจารย์อ่ำ บ่อยๆ ด้วย
             หลังจากแม่แต่งงานแล้ว อาจารย์อ่ำมาหาและมาขอให้ช่วยสร้างห้องน้ำในวัดซึ่งแม่เต็มใจทำอย่างมาก เจ้าอาวาสนวมเป็นผู้เริ่มตั้งโรงเรียนชายในวัดอนงค์ ต่อมาท่านได้เปิดโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงโดยจ้างครูผู้ชายมาสอน ในโรงเรียนนี้มีสังวาลย์ถึงสามคน สังวาลย์ใหญ่ สังวาลย์ (แม่) และสังวาลย์เล็ก แม่ไปโรงเรียนไม่ถึงปีโรงเรียนก็ปิด ต่อมาแม่เข้าโรงเรียนศึกษานารี อยู่ได้เดือนกว่าก็ต้องออกเพราะทางบ้านไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าเล่าเรียน


สุขภาพ

             ถึงแม้ว่าครอบครัวจะจน แม่ไม่เคยต้องหิว จำไม่ได้ว่าเคยเจ็บป่วยอะไรอย่างหนัก ครั้งหนึ่งแม่เป็นลมหน้าบ้านเพราะเท้าไปสะดุดก้อนหินและตัวล้มลงไป เมื่อฟื้นขึ้นมาไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน




การออกจากบ้านไปอยู่สวนสี่ฤดู

             ถึงแม้ว่าจะไม่มีการไปมาหาสู่กันระหว่างครอบครัวของพ่อชูและแม่คำ ป้าซ้วยนานๆ ทีก็จะให้แม่เดินไปหาป้าและอาซึ่งเป็นพี่และน้องคนละแม่ของพ่อ อาแท้ๆ ของแม่เวลานั้นไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้น  เมื่อแม่ไปถึงและไหว้แล้วจะนั่งอยู่พักหนึ่งแล้วก็จะลากลับ แม่จำได้ว่าไม่ชอบไปเพราะน่าเบื่อ แต่ป้าซ้วยก็บังคับให้ไปเสมอ เมื่อแม่อายุได้ ๗-๘ ขวบ ป้ารอดซึ่งเป็นญาติๆของครอบครัวของพ่อชูแนะนำให้พาไปฝากให้คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นญาติและพระพี่เลี้ยงของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร (ทูลหม่อมหญิงฯ) เพื่อนำขึ้นถวายตัวเป็นข้าหลวง ทูลหม่อมหญิงฯ ทรงเป็นพระราชธิดาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาฯ และทรงเป็นพระเชษฐภคินี (พี่สาว) แท้ๆ ของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระยศตอนนั้น) ทูลหม่อมพ่อของข้าพเจ้า เมื่อแม่คำยินยอมแม่ก็ถูกนำไปถวายตัวที่สวนสี่ฤดูในสวนดุสิต  ทูลหม่อมหญิงฯ ประทับพระตำหนักเดียวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง แต่มีทางเข้าคนละทาง สมเด็จพระพันปีฯ ทรงมีแต่พระราชโอรสเหลืออยู่ เพราะพระราชธิดาสิ้นพระชนม์เมื่อยังทรงพระเยาว์ จึงทรงขอทูลหม่อมหญิงฯ พระราชธิดาสองสมเด็จพระพันวัสสาฯ ไปทางเลี้ยงเป็นพระราชธิดา ด้วยเหตุที่แม่ไม่ได้เป็นลูกขุนนาง แม่เป็นเพียงข้าหลวงชั้นสอง แม่บอกว่าคงมีข้าหลวงเด็กอื่นๆ แต่จำไม่ได้ว่าเคยเล่นด้วย อยู่ที่นั่นไม่มีอะไรทำมาก เมื่อทูลหม่อมหญิงฯ ตื่นบรรทมแล้วตอนบ่ายๆ จะเสด็จสรงน้ำข้างล่าง ในสมัยนั้นห้องน้ำในบ้านยังเกือบไม่มี  เมื่อสรงน้ำเสร็จแล้วจะเป็นเวลาที่ต้องขึ้นเฝ้า นานๆทีจะเดินตามเสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระพันวัสสาฯ ที่สวนหงส์ ผู้ที่ดูแลข้าหลวงเด็กๆ อย่างห่างๆ เป็นข้าหลวงผู้ใหญ่คนหนึ่ง วันหนึ่งผู้ดูแลคนนี้จะหัดให้แม่ว่ายน้ำ เขาดึงแม่ไปกลางคลอง และปล่อยตัวให้ว่ายกลับมา แม่ร้องเสียงดังจนถูกดุใหญ่ เพราะทูลหม่อมหญิงฯ ยังไม่ตื่นบรรทม


หนีกลับบ้านครั้งแรก

             เวลาผ่านไป แต่แม่รู้สึกคิดถึงบ้านและอยู่อย่างไม่มีความสุข  หลังจากที่มาอยู่ที่สวนสี่ฤดูแล้วเดือนกว่าๆ แม่เก็บเงินตามทางได้ ๑ เฟื้อง พอดีเวลานั้นทูลหม่อมหญิงฯ ตามเสด็จสมเด็จพระพันปีฯ ไปที่ไหนแห่งหนึ่ง แม่ก็ยิ่งไม่มีอะไรทำยิ่งขึ้น แม่เลยฉวยโอกาสหนีด้วยเงินที่เก็บได้ แม่ไปขึ้นรถรางแล้วไปลงเรือจ้างกลับไปบ้าน ทางบ้านเมื่อเห็นแม่กลับมาเองก็ไม่ได้แสดงความดีใจอะไรเป็นพิเศษ ในครอบครัวการแสดงความรู้สึกออกมาอย่างมากมายไม่มีกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกส่งตัวกลับไป แม่อยู่ที่บ้านได้หลายวันจึงถูกตามตัวกลับไปสวนสี่ฤดู


ไปโรงเรียน

             ต่อมาแม่ได้ถูกส่งไปเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนของหม่อมเจ้าหญิงมัณฑารพกมลาสน์ ซึ่งอยู่ในวังของเสด็จพ่อของท่าน กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร วังนี้อยู่ใกล้ๆ โรงพักสำราญราษฎร์ สี่กั๊กพระยาศรี หม่อมเจ้าองค์นี้ต่อมาทรงเป็นนายกคนแรกของสมาคมนางพยาบาล แม่ชอบอยู่ที่นั่นมาก เวลานั้นเป็นเวลาที่โรงเรียนหยุด แต่ก็มีเด็กอายุเท่าๆแม่ ๔-๕ คนมาพักอยู่รอให้โรงเรียนเปิด แต่ในที่สุดท่านหญิงมัณฑารพฯ ก็ทรงเลิกกิจการโรงเรียน และแม่ก็ไม่ได้เรียนที่นั่นเลย ไปอยู่ประมาณเดือนหนึ่งก็ต้องกลับสวนสี่ฤดู


โรงเรียนใหม่

             ต่อมาแม่ได้ถูกส่งไปอยู่พระตำหนัก ซึ่งเป็นชื่อของที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสาฯ เวลาเสด็จมาประทับในวังหลวง แม่อยู่ในความดูแลของคุณเริญ ข้าหลวงผู้ใหญ่ผู้ดูแลพระตำหนัก ทุกวันแม่ต้องเดินไปโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆวังหลวง ซึ่งแม่จำชื่อไม่ได้ แต่ ๒-๓ เดือนภายหลัง โรงเรียนนี้ก็ปิดไป นับว่าเป็นโรงเรียนที่ ๓ ที่ปิดไประยะที่แม่ไปอยู่




โรงเรียนสตรีวิทยา บ้านอาหวน

             คราวนี้แม่ถูกส่งเข้าโรงเรียนสตรีวิทยา เพื่อให้อยู่ใกล้โรงเรียนผู้ใหญ่ทางสวนสี่ฤดูส่งแม่ไปอยู่บ้านอาหวน หงสกุล ซึ่งแม่เรียกว่าอาหวน บ้านนี้อยู่ใกล้วัดชนะสงคราม อาหวนนี้เคยเป็นพระพี่เลี้ยงรุ่นเล็กของทูลหม่อมฯ และเวลานั้นเป็นข้าหลวงของทูลหม่อมหญิงฯ อาหวนแต่งงานแล้วและระหว่างที่แม่อยู่นั่นลูกคนแรกของอาหวนเกิดและได้รับชื่อว่ามหิดล อาหวนเป็นแม่ของหะรินด้วย (ปัจจุบัน พล.อ.อ.หะริน หงสกุล เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร) ทุกวันแม่เดินไปโรงเรียนสตรีวิทยากับเพื่อนบ้านคนหนึ่งซึ่งอายุมากว่าและเป็นญาติกับอาหวน ตอนกลางวันเพื่อนบ้านคนนี้จะแบ่งอาหารปิ่นโตให้กินด้วย แม่อยู่บ้านอาหวนปีกว่า


แม่คำถึงแก่กรรม

             เมื่ออายุประมาณ ๙ ขวบ ทางบ้านมาตามตัว เพราะแม่คำเจ็บอยู่ที่บ้านป้ามาที่มีนบุรี แม่ไปรับแม่คำกับป้าซ้วย และจำการเดินทางกลับจากมีนบุรีด้วยเรือพายทางคลองแสนแสบได้อย่างติดตา แม่คำนอนเจ็บหนักในเรือ ป้าซ้วยเป็นผู้พายและคัดท้าย แม่พยายามช่วยพายอยู่ข้างหน้าแต่ก็พายไม่ค่อยเป็น กลับถึงบ้านไม่นานเท่าไรแม่คำก็เสียชีวิตไป
             หลังจากที่เผาศพแม่คำแล้ว แม่อยู่บ้านไม่ถึงเดือน อาหวนก็ส่งคนมาตามกลับไป


ไปอยู่บ้านพระยาดำรงแพทยาคุณ

             วันหนึ่งขณะที่อยู่โรงเรียนสตรีวิทยา แม่ทำความสะอาดมือที่สกปรกมากเพื่อทำการฝีมือ โดยถูมือกับขอบซีเมนต์ของทางเดินใกล้ๆโอ่งน้ำ ที่ขอบถนนนั้นมีเข็มเย็บผ้าที่ใครทิ้งไว้ เข็มนั้นได้เข้าไปในฝ่ามือของแม่จนมิดเล่ม เมื่อกลับถึงบ้านอาหวนทุกคนตกใจไม่ทราบจะทำอย่างไร จึงพาแม่ไปที่สวนสี่ฤดู จากนั้นแม่ได้ถูกพาไปที่บ้านพระยาดำรงแพทยาคุณ (ฮวด วีระไวทยะ) ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์สมเด็จพระพันปีฯ พระยาดำรงฯ เตรียมตัวจะผ่ามือ แม่ร้องเสียงดังจึงผ่าไม่ได้ พระยาดำรงฯ ต้องใช้ความพยายามถึง ๓ ครั้ง และหลายวันจึงสามารถผ่าเข็มออกมาได้ ในบ้านนี้มีลูกสาวสองคน  คนพี่ชื่อจำนง คนน้องชื่ออุทุมพร ในภายหลังจำนงได้ไปเรียนพยาบาลที่อเมริกาคล้ายๆกับแทนแม่เมื่อแม่หมั้นแล้วในปี พ.ศ.๒๔๖๒ (ค.ศ.๑๙๑๙) ปัจจุบันเป็นคุณหญิงจำนงพิณพากย์พิทยเภท อุทุมพรเป็นแม่ น.พ.กุณฑล สุนทรเวช บ้านพระยาดำรงฯ เวลานั้นอยู่ที่คลองหลอด ต่อมาย้ายบ้านสองครั้ง และในที่สุดได้พระราชทานที่และสร้างบ้านให้ที่สามเสน จำนงและอุทุมพรไปโรงเรียนสตรีวิทยาเหมือนแม่แต่ไปด้วยรถม้า หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดสำเร็จแล้ว แม่พักผ่อนอยู่ที่บ้านพระยาดำรงฯ อีก และเมื่อคุณหญิงสงวน ภรรยาพระยาดำรงฯ ชวนให้อยู่ด้วยแม่ก็รับทันที แม่ก็ได้ไปโรงเรียนสตรีวิทยาพร้องกับจำนงและอุทุมพร แต่ในไม่ช้าจำนงและอุทุมพร ได้ถูกนำไปถวายตัวเป็นข้าหลวงเรือนนอกของสมเด็จพระพันปีฯ ทั้งสองได้เปลี่ยนโรงเรียนเป็นโรงเรียนราชินี ตั้งแต่ตอนนั้นแม่ก็ต้องเดินไปโรงเรียนอย่างเดิม

             ในระยะนั้นแม่ผอมมาก เพราะตอนกลางวันไม่ได้กินข้าว ในสมัยนั้นถึงจะมีสตางค์ก็ไม่มีของขายในโรงเรียน หนังสือก็ไม่มี จึงไม่ค่อยได้ทำการบ้าน ถึงอย่างไรก็ดีแม่ก็ไม่ขยันนักอยู่แล้วเอาแต่เล่น  เมื่อแม่อยู่ปลายประถมปีที่ ๓ ต้องสอบขึ้นมัธยมปีที่ ๑ แม่สอบตกต้องซ้ำชั้น เมื่อแม่อยู่โรงเรียนสตรีวิทยาเคยหนีโรงเรียนกลับบ้านตอนกลางวันหลายครั้ง แทนที่ไปโรงเรียนแม่ได้ขึ้นเรือจ้างข้ามไปฝั่งธนบุรี และจะกลับบ้านพระยาดำรงฯ ตรงกับเวลาที่โรงเรียนเลิก เมื่ออายุเกือบ ๑๓ แม่รู้สึกเบื่อๆ และไม่มีความสุขนัก จึงหนีกลับบ้านอีกครั้ง และคิดไว้ในใจว่าจะเปิดโรงเรียนสอนหนังสือเด็ก แต่ก็ถูกตามกลับไปอีก ในระหว่างที่เรียนซ้ำชั้นประถมปีที่ ๓ อยู่ เจ้าคุณดำรงฯ มาถามแม่ว่าอยากเรียนเป็นพยาบาลไหม แม่รับทันที ในสมัยนั้นผู้หญิงไม่มีอาชีพที่จะเลือกมากนัก เมื่อจบประถมปีที่ ๓ แล้วจะมีชั้นมัธยมปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๓ เท่านั้น ถ้าอยากเรียนต่อก็ต้องเรียนเป็นครู เวลานั้นโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชมีผู้หญิงเรียนอยู่น้อย ในการเข้าไม่มีกฎเกณฑ์มาก เพียงแต่อ่านออกเขียนได้ก็พอแล้ว เพื่อสนับสนุนให้มาเยนยังมีการให้เงิน เดือนละ ๑๕ บาทต่อคน จำนวนเงินนี้เพียงพอสำหรับค่าอาหารตลอดทั้งเดือน




เรียนพยาบาล

            แม่เข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ (ค.ศ.๑๙๑๓) คือเมื่ออายุเกือบ ๑๓ ปี ไม่ได้เข้าตอนต้นปีการศึกษา แม่เป็นนักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดของรุ่นนั้นและรุ่นต่อมาอีก

            นักเรียนพยาบาลทุกคนจะอยู่ด้วยกันในเรือนๆ หนึ่ง ซึ่งชั้นบนเป็นห้องนอนและชั้นล่างเป็นห้องเรียน ต่อมาเมื่อมีนักเรียนมากขึ้น ทั้งสองชั้นกลายเป็นห้องนอนและห้องเรียนย้ายไปอยู่เรือนใหม่ การเยนปีแรกเป็นการเรียนทฤษฎีกับครูซึ่งเป็นแพทย์ ปีที่ ๒ และปีที่ ๓ เป็นการฝึกงานภายใต้การควบคุมของนางพยาบาล ในปีที่ ๒ ของรุ่นของแม่ต้องเข้าไปฟังภาคทฤษฎีกับปีที่ ๑ ของรุ่นต่อไปอีกที การเรียนซ้ำโดยนั่งฟังอยู่เฉยๆ ท้ายชั้นแม่เห็นว่าน่าเบื่อ จึงเอาลูกโป่งไปเป่าเล่น แต่ครั้งหนึ่งลูกโป่งก็แตกในกลางชั้น การเรียนของแม่เป็นไปด้วยดี เพราะแม่เขียนและอ่านได้อย่างดี และงานปฏิบัติก็ทำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่แม่ยังเด็กมากและชอบเล่นชอบวิ่งอยู่ ครั้งหนึ่งแม่ต้องไปช่วยในการคลอดลูก คนต้องไปตามตัวลงมาจากต้นมะม่วง อีกครั้งหนึ่งถึงเวลาที่จะเข้าไปพยาบาลคนไข้ เมื่อคนไข้คนนั้นเห็นหน้าอันเด็กเหลือเกินของผู้ที่จะมาพยาบาลตนก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้ บางปีตอนปลายปีการศึกษาจะมีการถ่ายรูปเพื่อแลกเปลี่ยนกัน ส่วนเสื้อผ้านั้นก็ยืมกันใส่ถ่าย อัลบั้มรูปถ่ายเล่มแรกของแม่เต็มไปด้วยรูปครูและเพื่อนนักเรียนพยาบาล

             เมื่อเรียนพยาบาลอยู่ มีเพื่อนเรียนคนหนึ่งชื่อเนื่อง จินตดุล ซึ่งข้าพเจ้าจะกล่าวถึงอีกภายหลัง แม่เนื่องอายุมากกว่าแม่รอบกว่า เวลานั้นแม่ชอบแกล้งแม่เนื่องบ่อยๆ โดยมากแม่เนื่องนั่งข้างหลังแม่ ครั้งหนึ่งแม่หันไปหยิบขวดหมึกของแม่เนื่องออกไปเสีย แม่เนื่องก็จิ้มปากกาลงไปบนโต๊ะ วันหนึ่งแม่หลอกแม่เนื่องไปที่ก๊อกน้ำในสวน แล้วก็ไขน้ำรดขา อีกครั้งหนึ่งแม่เอากระดาษม้วนๆ มาพันตัวแม่เนื่องเป็นสไบ ครูมาเห็นเข้าแทนที่จะดุแม่ดุเอาแม่เนื่อง ถึงอย่างไรก็ดี แม่รักแม่เนื่องและช่วยลอกตำราให้บ่อยๆ เพราะแม่เนื่องเขียนไม่ค่อยทัน

             เมื่อเรียนจบหลักสูตร ๓ ปีแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ (ค.ศ.๑๙๑๖) แม่ก็ยังอยู่ที่ศิริราชต่อไปอีก จะกลับไปที่บ้านพระยาอำรงฯ เป็นบางครั้ง เช่นในวันหยุด


ได้ไปสหรัฐอเมริกา

             ในเวลานั้น พ.ศ.๒๔๖๐ (ค.ศ.๑๙๑๗) ทูลหม่อมฯ ประทับอยู่ที่อเมริกา ทรงศึกษาวิชาเตรียมแพทย์มาแล้วปีหนึ่ง และกลังทรงศึกษาวิชาแพทย์ปีที่หนึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมดิคัล สกูล (Harvard Medical School) เมืองบอสตัน รัฐแมสสาชูเสตต์ ประทับห้องชุด (แฟลต) อยู่พระองค์เดียว ที่ ๓๒๙ ถนนลองวู้ด จึงต้องพระประสงค์มหาดเล็กมารับใช้และในขณะเดียวกันจะให้เรียนหนังสือด้วย ทูลหม่อมฯ ทรงแจ้งกพระประสงค์กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมหมื่นไชยนาทนเรนทร (พระยศเวลานั้น ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๕ กรมขุนไชยนาทนเรนทร  พ.ศ.๒๔๙๓ กรมพระฯ  พ.ศ. ๒๔๙๔ สมเด็จกรมพระยาฯ ) พระโอรสในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงเคยเลี้ยงเหมือนกับพระโอรสแท้ๆ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ หลังจากที่เจ้าจอมมารดา ม.ร.ว.เนื่อง สนิทวงศ์ ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อพระชันษาเพียง ๑๑ วันเท่านั้น  เวลานั้นเสด็จเสด็จในกรมไชยนาทฯ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุขในกระทรวงมหาดไทย จึงทรงดำริที่จะส่งนักเรียนแพทย์ ๒ คน ซึ่งจะให้เป็นนักเรียนทุนของทูลหม่อมฯ และนักเรียนพยาบาล ๒ คน ซึ่งจะให้เป็นนักเรียนทุนของสมเด็จพระพันวัสสาฯ นักเรียนแพทย์ ๒ คน ที่ได้รับเลือกคือ นายลิ ศรีพยัตต์ (หลวงลิปิธรรมศรีพยัตต์) และนายนิตย์ เปาวเวทย์ (หลวงนิตย์เวชชวิศิษฐ์) ซึ่งเรียนแพทย์อยู่แล้วแต่ยังไม่จบ สำหรับนักเรียนพยาบาลนั้น เสด็จในกรมไชยนาทฯ ทรงเลือกผู้ที่เป็นข้าหลวงทูลหม่อมหญิงฯ และสมเด็จพระพันวัสสาฯ วันหนึ่งเสด็จในกรมไชยนาทฯ ไปที่โรงพยาบาลศิริราชและทรงเรียกให้แม่ไปเฝ้า ทรงถามว่าอยากไปเรียนเมืองนอกไหม แม่เล่าว่าจำความรู้สึกตอนนั้นได้ว่าอยากไปเหลือเกิน นักเรียนทุนหญิงอีกคนหนึ่ง คือ อุบล ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนพยาบาลอยู่ อายุมากว่าแม่ ๑ เดือน แต่ยังเรียนพยาบาลไม่จบ


การเตรียมตัว

             ในระยะ ๕- ๖ เดือนก่อนที่จะออกเดินทางไปสหรัฐฯ แม่ต้องเตรียมเสื้อผ้าและเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนวังหลัง โดยยังค้างอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช แม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาเล็กน้อยที่โรงเรียนพยาบาลแต่เป็นขนาด " เอ บี แอ๊บ"  เมื่อเรียนที่โรงเรียนวังหลังนี้แม่จะต้องอ่านเรื่องสั้นๆ แล้วย่อเป็นภาษาอังกฤษ ครั้งหนึ่งเป็นเรื่องคนจีนที่เดินทางไปประเทศอังกฤษ เมื่อถึงเวลาย่อแม่ไม่รู้จักคำว่าเดินทาง เลยต้องเขียนว่า "คนจีนไปปิ๊กนิกที่อังกฤษ"

             ในสมัยนั้นที่เมืองไทยยังไม่ได้ใช้นามสกุลอย่างแพร่หลายดังที่กล่าวแล้ว ในเวลานั้นแม่ไม่มีผู้ใหญ่ชายทางครอบครัวพ่อ จึงไม่มีใครไปจดนามสกุล เมื่อไปต่างประเทศจำเป็นที่จะมีนามสกุลในหนังสือเดินทาง ผู้ที่ไปกันก่อนบางท่านจะถูกเรียก มิสเตอร์ นาย...(Mr.Nai...) เช่น พระยาศัลวิธานนิเทศ เป็นมิสเตอร์ นายแอบ (Mr.Nai Aab) (ในสมัยนั้นชื่อนายแอบ) เมื่อไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.๒๔๕๑ ยังไม่มีการใช้หนังสือเดินทาง * และนามสกุล  การติดต่อระหว่างมหาวิทยาลัยและทางราชการกรุงเทพฯ คงใช้ นายแอบ (Nai Aab) เขาก็ลงทะเบียนถือเอาคำหลังเป็นชื่อสกุล (จากบันทึกของพระยาศัลวิธานฯ ) สมัยนั้นคงมีคนที่ชื่อ "นาย" หลายคน เมื่อแม่ไม่มีนามสกุลก็จำเป็นต้องหาให้ แม่จึงได้ใช้นามสกุลของข้าราชบริพารที่มีนามสกุลคนหนึ่ง ผู้นั้นคือ เจ้ากรมหลี ตะละภัฎ ขุนสงขลานครินทร์ เจ้ากรมของทูลหม่อมฯ เจ้านายที่ทรงกรมคือ เป็นกรมขุน หลวง ฯลฯ จะทรงมี "เจ้ากรม" ซึ่งจะมีบรรดาศักดิ์ตามเจ้านายของตน เมื่อหลังจากสิ้นพระชนม์แล้ว ทูลหม่อมฯ ได้เป็นกรมหลวงสงขลานครินทร์ ขุนสงขลานครินทร์ก็เลื่อนเป็นหลวงสงขลานครินทร์ ส่วนถมยา น้องชายของแม่ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปขอจดทะเบียนที่อำเภอใช้นามสกุล "ชูกระมล" ถึงแม้ว่าแม่ไม่เคยใช้นามสกุลชูกมล ก็อยากจะถือว่าแม่เกิดมาในสกุลนี้

............................

* หนังสือเดินทางเริ่มใช้ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ (ค.ศ.๑๙๑๐) เขียนเป็น ๔ ภาษา ภายหลังการประชุมสันนิบาตชาติ ( League of Nations ) เรื่องหนังสือเดินทาง (Passport) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ (ค.ศ.๑๙๒๖) ได้กำหนดให้ทุกประเทศใช้หนังสือเดินทางเป็น ๒ ภาษา สำหรับไทยใช้ ไทย-ฝรั่งเศส จนถึง พ.ศ.๒๕๑๙ เปลี่ยนเป็นใช้ ไทย-อังกฤษ (ข้อความจาก อาจิณ จุลศิริวงศ์ โดยหนังสือสราญรมย์)

.

.

ที่มา : แม่เล่าให้ฟัง
http://www.rspg.org/mom/kmom.htm

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 01 April 2026, 21:36:10 »

แม่เล่าให้ฟัง youtube


https://www.youtube.com/watch?v=AsjjsE-uJnc

แม่เล่าให้ฟัง ตอน 1/2 พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

https://youtu.be/AsjjsE-uJnc?si=OID_JDf_I0lD0Rrt

.

.......................

https://www.youtube.com/watch?v=LMbo3eECkrc

แม่เล่าให้ฟัง ตอน 2/2 พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

https://youtu.be/LMbo3eECkrc?si=bJMR3etMbRRgEBsb

.

....................








.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.056 seconds with 16 queries.