Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 10:42:42

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑๖ - ๒๐ จบ.
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑๖ - ๒๐ จบ.  (Read 1635 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 20 March 2026, 16:35:52 »

ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑๖ - ๒๐ จบ.


๑๖

“เท่านั้นแหละผู้ใหญ่ ที่ฉันต้องการรู้” หลวงราชบริการเอ่ยเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าของเขาตาย กังวานเสียงก็ปราศจากความรู้สึก

ผู้ใหญ่แม้นนึกไม่ออกว่าเคยได้เห็นสีหน้าเช่นนี้ และน้ำเสียงเช่นนั้นของนายอำเภอมาจากที่ไหนครั้งหนึ่งแล้ว ต่อมาก็ถอนหายใจเมื่อจำได้ว่าในคราวสร้างพลับพลารับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงเกือบไม่ทันกำหนดเวลา เพราะได้รับคำสั่งจากจังหวัดล่าช้าไปนั่นเอง

“อย่างนี้มันต้องโบยหลังกัน” หลวงราชบริการเคยพูดครั้งนั้นด้วยเสียงและสีหน้าอย่างเดียวกัน ท่ามกลางชาวบ้านทั้งหลายที่ไปประชุมพร้อมอยู่ ณ วังพระธาตุ

มันเกือบจะเป็นชนวนวิวาทบาดหมางระหว่างนายอำเภอกับผู้ใหญ่บ้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาในกาลก่อน ความอดทนอย่างเหลือวิสัยเท่านั้นที่ทำให้ผู้ใหญ่แม้นอดเอาเบาสู้เพื่อถนอมน้ำใจลูกบ้านของแกไว้

“ใช้คนยังกะใช้ควาย” ชาวเกาะธำมรงค์คนหนึ่งพึมพำ ​น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึก

“เฮ่ย, นึกเสียว่าหวายหลวงเถอะวะ อ้ายเจือ” ผู้ใหญ่แม้นปลอบ “อย่าไปนึกถึงอะไรหรือใคร”

บัดนี้ หลายปีมาแล้ว แกกลับต้องเผชิญกับสีหน้าและน้ำเสียงนั้นอีกอย่างไม่ได้คาดฝัน และโดยที่มันไม่ใช่ความผิดของแกเลยจนนิดเดียว

“ไปได้ !” นัยน์ตาอันเยือกเย็นของนายอำเภอจับอยู่ที่หน้าแกเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน “น่าเสียดายที่ฉันคิดว่าผู้ใหญ่เป็นพวกของฉันตลอดมา”

ในท่าที่นั่งพับเพียบตามระเบียบและประเพณีสมัยโน้น เป็นการยากที่คนเราจะแสดงไว้ตัวให้แจ้งชัดออกมาได้ แต่ตามความรู้สึกของนายเสถียรและละเมียดสองผัวเมีย ผู้ใหญ่แม้นก็ทำได้อย่างน่าพิศวง ไหล่ของแกตรง คางของแกเชิด นัยน์ตาอันเป็นประกายมิได้หลบหรือละจากนัยน์ตาอันเย็นชาคู่นั้น

“ผมไม่ใช่พวกของใคร” แกตอบเสียงเบา ไม่ก้าวร้าวหรือรุนแรงอะไร แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น “ไม้ยางเหล่านั้นกำนันรื่นตกลงไว้กับพวกชาวบ้านตั้งแต่ปากอ่าง เกาะขี้เหล็ก เกาะธำมรงค์ จนกระทั่งถึงท่าพุทรา ผมไม่รู้ว่าเขาตกลงกันไว้แต่เมื่อไร ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง และทุกรายก็ได้แก่​เจ้าของที่ตกยางอยู่เป็นประจำ ใต้เท้าจะให้ผมทำอย่างไร ?”

“พวกเกาะขี้เหล็กเป็นลูกบ้านของผู้ใหญ่” เสียงหลวงราชบริการแสดงว่าอ่อนใจเต็มที่ “ผู้ใหญ่เพ็งปากอ่าง ผู้ใหญ่แก้วเกาะธำมรงค์ และผู้ใหญ่เหมือนท่าพุทราก็เป็นเพื่อนกัน”

“ครับ” สีหน้าผู้ใหญ่แม้นเคร่งเครียด

“แล้วการตกลงระหว่างกำนันรื่นกับพวกตัดยางเหล่านั้น ก็ไม่มีสัญญิงสัญญาอะไรต่อกัน”

ยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากผู้ใหญ่บ้านเกาะขี้เหล็ก ด้วยความรู้เท่าทันในความหมาย

“ผมทำไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านไม่มีหน้าที่จะไปบีบคั้นความสมัครใจของลูกบ้านได้ นั่นไม่ใช่นิสัยของพวกเราเมืองนี้ ใต้เท้ารู้ดี ขออย่าให้ผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”

“ขอบใจ” เสียงของนายอำเภอเบาลงไปกว่าเก่า “ผู้ใหญ่กลับได้ !”

ละเมียดซึ่งนั่งฟังการโต้ตอบอยู่ข้างสามีตลอดเวลาโดยมิได้ปริปากแต่ประการใด อดรนทนอยู่ไม่ได้ถึงกับต้องลุกขึ้นในตอนนี้

“เดี๋ยวก่อนผู้ใหญ่” หล่อนท้วงขณะที่ผู้ใหญ่แม้น​ยกมือไหว้อย่างแสนฝืน “วันนี้คงกลับไม่ทันแล้ว คืนนี้พักอยู่กับฉันที่นี่ดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะให้เด็กมันเอาเรือไปส่ง”

สายตาของแกที่แลดูหล่อน กลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาด

“เป็นพระคุณของคุณนายละครับ” แกบอก “แต่วันนี้มีเรือพวกปึกมะกรูดที่ขนมาเมืองแต่วาน เขาจะกลับพอจะอาศัยเขาไปได้”

“ฉัน –– ฉันอยากจะให้ผู้ใหญ่รู้ไว้ว่า ฉันไม่ติดใจอะไรเกี่ยวกับตัวผู้ใหญ่เลย” ละเมียดพูดต่อไปโดยมิได้เอาใจใส่ต่อสายตาของสามีและนายอำเภอซึ่งจับอยู่ที่หล่อนเขม็ง “ฉันนับถือผู้ใหญ่ในฐานกันเองตลอดมา จะถือเหมือนว่าเป็นเครือญาติของฉันตลอดไป”

“เป็นพระคุณของคุณนาย” ละเมียดแว่วอาการสั่นเครือในสำเนียงของชายชรา “ถึงเมื่อนี้ และเมื่อหน้าขอให้คุณนายคิดว่า ผู้ใหญ่แม้นบ้านเกาะขี้เหล็กเหมือนเป็นข้าช่วงใช้ของคุณนายอยู่เสมอ”

พร้อมด้วยประโยคสุดท้าย แกยกมือไหว้อีกครั้ง ครั้นแล้วร่างอันชราแต่ยังแข็งแรงของแกก็ลับประตูไป

ดุษณียภาพปกคลุมอยู่ในห้องนั้นอึดใจหนึ่งเต็ม ๆ ไม่​มีใครกล้าจะเอ่ยอะไรขึ้นก่อน เหมือนกลัวจะได้ยินเสียงของตัวเอง แต่ลงท้ายเสียงถอนหายใจจากนายเสถียรก็ทำลายความเงียบขึ้นก่อน เสียงนั้นเป็นเหตุให้หลวงราชบริการหันกลับมาจากช่องประตูที่ชายชราเพิ่งผ่านออกไป สีหน้าของเขาไม่น่าดูเสียเลย ขณะที่เงยขึ้นมองละเมียด ต่อมาก็หันไปจับอยู่ที่หน้าของเสถียร มือที่เทอะทะของเขาเพียรยกขึ้นป้ายเหงื่อ ซึ่งซึมออกมาเกาะอยู่ที่เหนือคิ้วสลัดแล้วสลักเล่า จนแลดูเกินความจำเป็น

“เห็นไหมล่ะว่า คนดีของคุณเมียดเป็นอย่างไร ?” ริมฝีปากอันหนาของเขาเกือบมิได้เผยอ แต่เสียงที่ล่วงพ้นออกมาปร่าและแปร่งจนฟังดูเป็นเยาะ “ไม่ว่าจะจดลงไปที่ไหน เกี่ยวกับเรื่องอะไรในเมืองนี้ ดูไม่มีวันจะหนีกำนันรื่นพ้น ชั้นต้นสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อน คราวนี้ป่าไม้ยาง มันอย่างไรกัน ผมไม่เข้าใจ ไหนคุณเสถียรว่าเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ในระหว่างพวกเราเท่านั้น”

สีหน้าของเสถียรบอกความอัศจรรย์ใจ สายตาเขาเหม่อออกไปทางหน้าต่างของห้องทำงานขณะที่ตอบ

“มันเป็นความจริง” เขายืนยัน “ตั้งแต่คุณหลวงขึ้นมาจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยข่าวนั้น ผมไม่เคยได้แพร่งพรายกับ​ใคร แม่เมียดก็เหมือนกัน เรารู้มานานแล้ว ว่าวันของไม้ยางจะมาถึงสักเวลาหนึ่ง เพียงแต่กำหนดแน่ไม่ได้ว่าจะเป็นเมื่อไร จนกระทั่งได้ข่าวจากคุณหลวง เราก็รีบลงมือติดต่อ กับพวกนั้นทันที ผลที่ได้รับก็คือเราสายไป ––”

หลวงราชบริการถอนใจ “สายตามเคย – – จนกระทั่งผมอดคิดไม่ได้ว่า ไปอย่างไรมาอย่างไรกันคน ๆ นั้น –– คนดีของคุณเมียด จึงรู้เรื่องนี้ ลงมือล่วงหน้ามาก่อนเราตั้งกว่าปี”

“คนเรามีหัวคิดด้วยกัน ––” ละเมียดเอ่ย แม้จะพยายามบังคับเพียงไร เสียงก็อดสั่นไม่ได้ “คุณหลวงอย่าลืมข้อนั้น แล้วก็ขอได้โปรดเข้าใจว่า เขาไม่ใช่คนดีของฉัน”

หลวงราชบริการเลิกคิ้ว พลางหัวเราะ

“เปล่า – – เปล่า อย่าเข้าใจผมผิด ว่ามีเจตนาไปก้าวร้าวล่วงเกินอะไร” เขาออกตัว “ผมหมายแต่เพียงว่า คุณเมียดอาจเผลอไปในบางเวลา ระหว่างพบปะสนทนาหรือขอให้ช่วยติดต่อในเรื่องการงาน ผมไม่ปฏิเสธว่ากำนันรื่นเป็นคนดี สำหรับพวกปากคลองและสำหรับผู้ที่ติดต่อคบหากับเขาทั่วไป แต่ในเรื่องการงานเราควรจะแยกไว้จากเรื่องส่วนตัว”

“อีฉันรับรองคุณหลวงได้แต่ว่า กำนันรื่นไม่เคยได้​ข่าวอะไรไปจากฉันในเรื่องนั้น” สีหน้าของละเมียดแดงเรื่อ เสียงพูดชักดัง....จนกระทั่งสามีอดประหลาดใจไม่ได้

“ผมเข้าใจ ผมเชื่อ !” นายอำเภอโบกมือวุ่นวาย “ผมคิดว่าเรายุติเรื่องนั้นได้ แต่ไม่ใช่ในเรื่องไม้ยาง”

“คุณหลวงจะทำอย่างไรต่อไป?” เสถียรสงสัย

“คุณเสถียรอย่าลืมว่าผมเป็นนายอำเภอ.............. อย่าลืมว่ากฎหมายป่าไม้อาจจะคุ้มครองไม่ถึงไม้ยาง แต่ผมยังมีอำนาจกฎหมายในเรื่องอนุญาตหรือไม่อนุญาตการจับจองที่ดินใดๆ ในท้องที่อำเภอเมือง”

เสถียรมองดูสหายและหุ้นส่วนของเขาด้วยอาการตะลึง

“นั่น...นั่นจะทำให้เกิดเรื่องอีกกับพวกชาวบ้าน”

หลวงราชบริการหัวเราะ “อ๋อ, เปล่า กับกำนันรื่นโดยเฉพาะ เว้นไว้แต่ชาวบ้านพวกนั้นไม่ต้องการจะจับจองที่ดิน ซึ่งเป็นท้องที่ ๆ ป่ายางตั้งอยู่ คุณเถียรเข้าใจหรือยัง? ใครจับจองที่ดินเหล่านั้น จะได้เป็นเจ้าของทั้งที่ดินสำหรับทำไร่ และไม้ยางสำหรับจะโค่น คนไหนต้องการจับจอง การอนุญาตต้องไปจากผมไม่ต้องถึงเจ้าเมือง”

ความภาคภูมิใจซึ่งปรากฏอยู่ในน้ำเสียงและสีหน้าของเขาดูราวกับว่าความคิดนั้นเหมือนเทพยดาประทานให้ ละเมียด​รู้สึกใจสั่นและสะอิดสะเอียนจนกระทั่งทนนั่งอยู่ไม่ได้ หล่อนหันไปหาสามี ซึ่งมองดูหล่อนด้วยสายตาแสดงความเห็นใจ

“ถึงเวลาให้นมตาหนู เสถียรคุยอยู่กับคุณหลวงก่อนก็แล้วกัน” ครั้นแล้วหล่อนก็ออกจากห้องไป

หลวงราชบริการประสานมือทั้งสองไว้กับอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แลตามหล่อนด้วยความสนใจจนลับตา

“ดูเหมือนคุณเมียดจะไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญเสียเลย” เขาบอก

เสถียรถอนใจ “แม่เมียดไม่ชอบใช้วิธีใดๆ ที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกับพวกชาวบ้าน ถึงมันจะเกิดประโยชน์แก่การงานของเราสักเพียงใดก็ตาม”

“แต่คุณเถียรเห็นไหมล่ะ ว่าคราวนี้ผมมีอำนาจทุกอย่างตามกฎหมายที่ดิน” นายอำเภอค้าน

“ถึงงั้นมันก็ทำให้พวกตักยางเหล่านั้นเดือดร้อน” เสถียรอึดอัดใจ “บอกคุณหลวงตามตรงว่าถึงผมเองเมื่ออยู่กำแพงนานไป เข้าใจคนพวกนี้นานไป รู้สึกไม่ค่อยจะชอบเหมือนกันในวิธีการรุนแรง มันอดรู้สึกไม่ได้ ผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้มาจากความเดือดร้อนของคนอื่นมักไม่ค่อยจีรัง”

ริมฝีปากของหลวงราชบริการเม้มแน่น เสียงที่เน้น​ออกมาระหว่างไรฟันฟังดูเกือบเป็นดุดัน

“ผมไม่คิดว่าคุณเถียรอย่างคนอ่อนไปอย่างนี้” เขาบอก “ผมเคยแต่คิดถึงคุณเถียรอย่างคนที่เข้มแข็ง คนที่มีลักษณะเป็นคน – –” เสียงนั้นพึมต่อไปในขณะที่ชายเจ้าของบ้านนั่งนิ่ง เหมือนหูไม่ได้ยิน และสติไม่อยู่กับตัว “คิดดูว่าชั่วชีวิตการค้าไม้ของเรา ไม่มีคราวไหนที่โอกาสจะมีเหมือนครั้งนี้ ไม้ยางขนาดดีสักหนึ่งพันต้นสองพันต้นในปีหน้าจะดีกว่าเก้าปีสิบปีของการค้าไม้อื่นที่เราทำกันมาแล้ว ความสำเร็จของเรามองเห็นอยู่ตรงหน้า แต่คุณเถียรจะต้องพยายามใจแข็งหน่อย ขืนปล่อยตามใจคุณเมียดเราจะไม่ได้โอกาสอย่างนั้นอีก”

เสถียรขยับตัวกระสับกระสับกระส่าย ชายผู้เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจ กลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความลังเล

“ผมจะพยายาม – –” เขาตอบตะกุกตะกัก “แต่พูดด้วยความจริงใจ ผมไม่ชอบวิธีนั้นเหมือนกัน ทำอย่างไรได้ เป็นงานและผลประโยชน์ของคุณหลวงด้วย สุดแล้วแต่คุณหลวงจะจัดการ !”

การสนทนายุติลลงแค่นั้น และหลวงราชบริการก็คิดขณะที่เดินทางกลับบ้าน โดยไม่ยอมอยู่รับประทานอาหารตามคำ​ชวนของนายเสถียร

“เพราะผู้หญิงคนนั้นทีเดียว!....” เขางุ่นง่าน เพราะผู้หญิงคนนั้นเหตุการณ์จึงกลับกลายไปเป็นเช่นนี้ ไม่คิดเลยว่าชีวิตของการมีครอบครัวจะทำให้ผู้ชายที่แข็งกร้าวกลายเป็นปวกเปียกไป ใจอ่อนและหวาดเกรงในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ เสถียรไม่เคยเป็นคนเช่นนี้ ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนชีวิตโสดมาแต่งงานกับละเมียด หลวงราชบริการไม่เคยชอบภรรยาของสหายเขามาแต่ไหนแต่ไร มิใช่เพราะลักษณะหรืออุปนิสัยใจคอส่วนตัว มากไปกว่าฐานะที่หล่อนดำรงอยู่ในครอบครัว และชีวิตก็คลุกคลีกับชาวบ้านทั่วไป ที่อยู่ของผู้หญิงในทรรศนะของหลวงราชบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีเชื้อสายวงศ์ตระกูลควรจะเป็นภายในขอบเขตของคนชั้นเดียวกัน และหน้าที่สำคัญของภรรยาควรจะเป็นการมีลูกและเป็นช้างเท้าหลัง เพราะฉะนั้น ทันใดที่นายเสถียรแสดงความปรารถนาขอลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการ และที่ประชุมใหญ่ของบริษัทเลือกตั้งละเมียดขึ้นดำเนินงานแทน ภาวะนั้นก็ถึงขีดที่เขารู้สึกว่าสุดแสนที่จะอดทนได้ จำนวนหุ้นและอำนาจบริหารที่เสถียรมีอยู่ในบริษัทนั้นเป็นอย่างเดียวที่ทำให้การคัดค้านของเขาไร้ผล

เพราะผู้หญิงคนนั้น! เขาเดือดพล่านต่อไป ท่ามกลาง​อากาศสลัวของเพลาเข้าไต้เข้าไฟ และเสียงเกราะที่ดังออกมาจากเรือนจำข้างทาง นับแต่ละเมียดย่างเข้ามาในชีวิตของเสถียร ทุกสิ่งทุกอย่างดูเปลี่ยนไป ความแน่นแฟ้นระหว่างมิตรภาพส่วนตัว ซึ่งหมายถึงหลวงราชบริการชี้นกเป็นนก ไม้เป็นไม้ ไม่คงที่ และความตื่นตัวของพวกชาวบ้านในเขตปกครองของเขาก็เป็นที่น่าอึดอัด อำนาจของคนเรามีประโยชน์อะไร ถ้าไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ นั่นคือคติของหลวงราชบริการ เขาคิดถึงผู้ใหญ่แม้นด้วยความขมขื่น เขาคิดถึงกำนันรื่นและละเมียด ทันใดนั้นเองก็หยุดชะงัก เมื่อรถม้าจากท้ายเมืองคันหนึ่งผ่านไป

นายอำเภอหยุดยืนอยู่ใต้เงาต้นมะขามข้างทางเป็นครู่ เสียงเกราะจากในเรือนจำยังแว่วอยู่ในหู ภาพมัว ๆ สับสนอลม่านอยู่ในความทรงจำอันวุ่นวาย ต่อมาก็ถอนหายใจแรงแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความดุเดือด นึกได้แล้วว่าเหตุไฉนรถม้าคันนั้นจึงสะดุดใจเขาอย่างที่ไม่เคยสนใจมาก่อน หลวงราช บริการนึกถึงคืนวันหนึ่งเมื่อ ๒ ปีก่อน ขณะที่ลงไปราชการกรุงเทพฯ และนั่งรถกลับจากสโมสรกับเพื่อนนายทหารผ่านไปทางหน้าคุกมหันตโทษสวนกับผู้หญิงคนนั้น แพรเพลาะที่คลุมศีรษะหล่อนอาจจะทำให้แลเห็นหน้าไม่ถนัด ส่วนรูป​พรรณสัณฐานก็เพียงแต่คลับคล้ายคลับคลา แต่กิริยาท่าทางเดินนั้นไม่ผิดแน่ ถึงจะอยู่ที่ไหนก็จำได้ ท่ามกลางแสงไฟหรือแสงดาว ท่ามกลางผู้คนหรืออยู่เดี่ยว อาการเดินของหล่อนไม่เคยเหมือนกับใคร ในจำนวนหมื่นจำนวนพัน

ทำไมฉันถึงมานึกขึ้นได้เอาเดี๋ยวนี้ ? สีหน้าหลวงราชบริการร้อนผ่าวอยู่ในที่มืด ออกเดินต่อไปโดยหัวใจอันลิงโลด ละเมียดเดินอยู่กลางถนนหน้าคุกมหันตโทษยามวิกาล – – และขณะนั้นรื่นพักอยู่ที่หน้าโรงหวย !

เขาจะต้องตอบแทนการเหยียบหยามต่าง ๆ ที่ได้กระทำต่อฉันมา นายอำเภอคิดด้วยความดุเดือด เขาจะได้สำนึกว่าคนอย่างฉันไม่ใช่ผู้ชายใจอ่อนเปราะ ปวกเปียก และหูหนวก ตาบอดอย่างผัวของเขา........

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 20 March 2026, 16:36:39 »


๑๗

ประกาศของอำเภอออกไปไม่กี่วัน ความปั่นป่วนก็เริ่มปรากฏขึ้น ระหว่างชาวบ้านผู้มีอาชีพในการตักยางอยู่บนสองฝั่งแม่ปิงในท้องที่อำเภอเมือง ไม่ต้องสงสัยว่ามันจะไม่ต่อเนื่องมาถึงรื่นด้วย หลายรายที่รับปากคำและเงินมัดจำจาก​เขาไว้เกี่ยวกับไม้ยางตามตำบลเหล่านั้นพากันลงมาปรับทุกข์กับเขา หลายรายถูกบุกรุกจากบุคคลใหม่เข้าครอบครองยึดถือกรรมสิทธิ์ และรายกำลังมีคดีพัวพันอยู่ที่โรงศาลฐานก่อการวิวาทหรือทำร้ายร่างกาย

“ใครจะไปทนมันได้ จู่ ๆ ก็เข้าไปจับจองเอาโดยพลการ” ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งจะต้องโค่นและเข็นไม้ยางมากองไว้ให้เขาริมฝั่งในปีนั้นเล่า “ป่านั้นน่ะทำกันมาแต่ครั้งพ่อ ครั้งปู่จนเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งเมืองว่าอยู่ในความดูแลของฉัน ยางที่ตักได้มันก็ไม่มากมายอะไรถึงกะจะร่ำรวย พอกินไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น”

“ไหนว่าทางอำเภอเขาปิดประกาศ เปิดให้คนจับจองกันได้ไม่ใช่หรือ ?” รื่นถาม “แล้วก่อนคนใหม่จะเข้าถือกรรมสิทธิ์ก็ปิดประกาศให้รู้ล่วงหน้า”

เจ้าทุกข์ถอนใจ “มันได้ประโยชน์อะไร พ่อกำนัน ? ฉันเองน่ะพอได้อ่านประกาศก็รีบเปิดไปขอจับจองตามระเบียบ แต่ทางอำเภอเขาไม่อนุญาต อ้างว่ามีไร่มีนาพอทำกินแล้ว ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นบ้าง เอาละ, ถ้าเป็นคนบ้านเรา ฉันก็จะไม่ว่ากระไร นี่ใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ทางอำเภอกลับสั่งตูม ปิดประกาศแล้วก็ออกใบเหยียบย่ำให้มันจะไม่เจ็บใจยังไง ใน​เวลานี้ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าคนที่จะอยู่ใหม่ด้วยซ้ำไป !”

“อ้ายใยเองถูกคดีหาว่าพยายามทำร้ายร่างกายก็เพราะว่ามันทนไม่ไหวจริงๆ เหมือนกัน” ชาวบ้านอีกคนหนึ่งชี้แจง “อยู่ ๆ วันหนึ่งก็มีอ้ายใครจากไหนไม่รู้หอบลูกหอบเมียมาปลูกกระต๊อบลงในไร่ของมัน อ้ายใยไปต่อว่าเข้าก็เอาใบเหยียบย่ำให้ดู บอกว่าทางอำเภออนุญาตให้เข้าครอบครองได้แล้ว นั่นแหละเรื่องมันถึงได้เกิด...”

แต่ละรายลงรอยเดียวกันทั้งนั้น ส่วนน้อยที่ได้รับใบเหยียบย่ำในการจับจอง และเข้าครอบครองที่ของผู้ทำมาหากินมาก่อนเป็นคนบ้านเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่มาจากที่อื่น การคัดค้านไม่เคยได้รับผลอะไร ผู้ใหญ่บ้าน กำนันท้องถิ่น หมดความสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือ รื่นรู้ว่าถ้าเหตุการณ์ยังคงดำเนินอยู่เช่นนั้น ก่อนที่ลมเหนือจะผ่านไป และฤดูแล้งเริ่มต้น เมื่อฝนเริ่มชุกและฤดูน้ำปีหน้ามาถึง โครงการค้าไม้ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาก็คงจะล้มเหลวอย่างไม่มีปัญหา เขารู้ต่อไปอีกว่าใครและอะไรอยู่เบื้องหลังพฤติการณ์เหล่านี้ แต่ตรงกันข้ามกับกรณีสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อน รื่นมิได้ตีโพยตีพายหรือแสดงความขมขื่นเคียดแค้นอันใดออกไปให้ปรากฏ เขารู้ว่าความอดทนเป็นสิ่งจำเป็นเพียงไร ก่อนที่จะวางไพ่ตัวเก็งลงไป​ในกรณีพิพาทครั้งนี้ รู้ดีจนกระทั่งคู่ปรปักษ์ของเขาจะต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ซ้ำความผิดพลาดของสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อนได้ อำนาจโดยไม่มีกฎหมายเป็นอำนาจที่ร้ายแรงพออยู่แล้วสำหรับคนเราจะเผชิญด้วย อำนาจที่อาศัยกฎหมายจะร้ายยิ่งไปกว่านั้น และการกระทำใดที่เขาแสดงออกไปผิดจังหวะ จะไม่ต่างอะไรเลยกับวิ่งเอาหัวชนกำแพง หรือนอนขวางกระแสอันแรงของน้ำป่า

รื่นอดคิดถึงละเมียดไม่ได้ แม้โดยความจริงใจจะไม่เคยเชื่อว่าหล่อนมีมือเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในการกระทำครั้งนี้ เขาไม่เคยหวังความเห็นอกเห็นใจหรือความเมตตาปรานีอันใดจากหลวงราชบริการ นายเสถียรก็เหมือนกัน ผู้เดียวที่เขามั่นใจหนักหนาว่าจะให้ความเป็นธรรมได้ก็แต่เจ้าคุณผู้ว่าราชการเท่านั้น แต่ท่านก็ลงมาราชการเสียกรุงเทพฯ โดยไม่มีใครทราบกำหนดกลับ ปลัดจังหวัดผู้รักษาการแทนก็หวังพึ่งไม่ได้ ตราบใดที่ยังรักชีวิตสำราญและตกอยู่ในอิทธิพลแห่งการปรนปรือของนายอำเภออย่างหนีไม่พ้น

จนกระทั่งฤดูหนาวผ่านไป และการค้าไม้ประจำปีสิ้นสุดลง รื่นก็ยังไม่สามารถจะตัดสินใจให้เด็ดขาดลงไปได้ เกือบทุกวันข่าวที่เขาได้รับจากบรรดาเจ้าของยางที่เคยติดต่อไว้เหล่า​นั้นยิ่งเพิ่มความร้อนใจ เมื่อปรากฏว่าผู้ที่เข้ามาครอบครองใหม่ เริ่มลงมือตัดไม้เพื่อเตรียมตัวไว้รับฤดูน้ำหน้า แทบทุกป่ายางบนฝั่งแม่ปิงตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ถึงกระนั้นรื่นก็ยังไม่ลงมืออะไร

ชาวบ้านโขมงหักท้ายกำแพงเพชรคนหนึ่งซึ่งทนดูอยู่ไม่ได้ ถึงกับแล่นไปหาเขาในเวลาค่ำวันหนึ่งด้วยความเป็นเดือดเป็นแค้นแทน

“นี่กำนันจะปล่อยมันเป็นไปยังงี้หรือไง ?” ชายผู้นั้นเป็นคนเก่าคนที่รู้จักเขามาแต่แรกเริ่มลงมือค้าไม้ใหม่ ๆ “อีกหน่อยป่าทั้งป่าจะไม่มีอะไรเหลือนอกจากตอ ของก็ไม่ได้ เงินก็สูญเปล่า––”

“แล้วพี่เปรมจะให้ฉันทำยังไง ?” เสียงของรื่นมิได้บอกความกระตือรือร้นสนใจอะไรมากไปกว่าธรรมดา

“ทำยังไง ? ก็ส่งคนของเราตัดให้มันเกลี้ยงป่าไปเท่านั้นเอง ใครจะมาว่า” หน้าตาเปรมแดงก่ำ “นายอำเภอทำยังงั้นใช้ได้ที่ไหน เป็นไรเป็นกันฎีกาให้ถึงหลวงเลย ราษฎรเดือดร้อนนี่––”

“ฉันรู้พี่เปรม––รู้ดี ! แต่ถึงงั้นสิ่งใดที่เขาทำไปตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ เราก็หมดหนทางที่จะทำอะไรได้ การ​แก้ไขต้องแก้กันที่ต้นตอ นายอำเภอเป็นคนออกประกาศอนุญาตการจับจองที่ดินเฉพาะป่ายางเหล่านั้น นายอำเภอจะต้องเป็นคนออกประกาศแก้ไขคืนมันให้กับเจ้าของเดิมเขาไป”

ตาเปรมเงยหน้าขึ้นมองดูเขาอย่างอัศจรรย์ใจ

“กำนันพูดอะไรของกำนัน––” แกตั้งกระทู้ ชะโงกหน้าเข้ามาจนใกล้ กล่าวต่อไปด้วยเสียงกระซิบ “บอกให้ฉันจัดการเวลาออกไปตรวจท้องที่ยังจะพอเข้าใจ แล้วก็ง่ายกว่าเป็นกอง––”

รื่นหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “แล้วก็มีประโยชน์อะไร นอกจากในคุกเพิ่มนักโทษอีกคนหนึ่ง หรือในป่าเพิ่มโจรอีกพวก––”

“ก็จะแปลกอะไร ?” นัยน์ตาและเสียงของตาเปรมดุขึ้นมาตามนิสัย “ถ้าไม่มีหลวงราชเป็นนายอำเภอจะทำให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุขทั้งโขมงหักและปากคลอง!”

รื่นมองดูแกอย่างพินิจพิจารณาแล้วก็สั่นศีรษะ

“อย่าปล่อยให้ความคิดอย่างนั้นเข้ามาอยู่ในหัวพี่เปรม” เขาบอกเสียงแสดงความอ่อนใจ “อย่าปล่อยให้ความคิดอย่างนั้นมาทำให้เราเขวไป กำแพงร้ายอยู่แล้วด้วยโรคภัยไข้เจ็บ โจรผู้ร้ายและอ้ายเสือที่มาจากถิ่นอื่น อย่าให้มันร้าย​ขึ้นไปกว่านั้นอีกด้วยอ้ายเสือที่เกิดขึ้นในถิ่นเรา อย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ใครได้ยินเข้าจะไปกันใหญ่ เชื่อฉันเถอะพี่เปรม เราบวชเรียนมาด้วยกันแล้วควรจะรู้ว่าความอาฆาตจองเวรไม่ให้คุณอะไร นิสัยฉันไม่ใช่คนกลัวคน ไม่เคยยอมอ่อนข้อให้กับใครมาแต่ไหนแต่ไร แต่เราต้องระวังตัวให้อยู่ในที่ๆ ถูก ฝ่ายที่ถูก”

“เราเป็นฝ่ายที่ถูก” ตาเปรมว่า

“นั่นตามความรู้สึกของเรา แต่ไม่ใช่ตามสายตาของกฎหมาย”

“กฎหมายบ้าบออะไร ให้นายอำเภอเที่ยวยกที่ของเขาไปให้คนอื่น”

“กฎหมายดูบ้าบอไปเสมอ เมื่อคนปฏิบัติไข้วเขวเราจะต้องแก้ไข”

“กำนันจะทำอย่างไร ?”

“อย่างที่บอกพี่เปรมมาแล้ว นายอำเภอออกประกาศให้ราษฎรจับจองที่ดินป่ายาง แล้วอนุญาตให้เฉพาะคนที่เป็นของนายอำเภอ นายอำเภอจะต้องเป็นคนออกประกาศคืนที่ดินป่ายางเหล่านั้น ให้แก่ผู้ครอบครองเดิมด้วยตนเอง ฟังดูอาจจะเป็นหนามบ่งหนาม แต่มันก็เป็นไปตามกฎหมาย”

​ตาเปรมยกมือขึ้นเกาะศีรษะ ยังไม่เข้าใจ รื่นกล่าวต่อไปด้วยเสียงและสีหน้าเดิม

“ฟัง! พี่เปรม ––– ฉันทุ่มเทเงินทองลงไปในการว่าไม้ยางตามป่าเหล่านั้นไว้จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ถามสุดใจ...” เขาชี้มือไปที่ภรรยาซึ่งนั่งอยู่ในเงามืดของเฉลียงข้างหลัง “ทองหยองเครื่องแต่งตัวมีอยู่เท่าไรจำนำจองเขาไปทั้งนั้น ไหนยังจะกู้ยืมมาจากคนอื่นเขาอีก นึกหรือว่าฉันจะยอมปล่อยมือไม้เหล่านั้นง่าย ๆ มันจะล้มเหลวไม่ได้ ไม่งั้นฉันก็ฉิบหาย พวกนั้นจะกินเข้าไปแต่ละมือก็ทั้งยาก จะเอาอะไรมาชดใช้ฉัน แต่นั่นยังไม่สำคัญ ถ้างานครั้งนี้สำเร็จ ฉันเกือบจะเลิกค้าไม้ได้ ถ้าเหลวฉันก็หมดตัว ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ ไม่มีวันเสียละที่ฉันจะยอมถอยหลัง ที่ดินเหล่านั้นจะต้องเป็นของคนพวกนั้น และไม้ยางทุกต้นจะต้องตกเป็นของฉันถึงมันจะหมายถึงต้องเดินทางไปถวายฎีกาก็ตาม ฉันจะพยายามต่อสู้อย่างที่สุดเพื่อความเป็นธรรม แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ใช่กฎหมายป่า ก่อนถึงทูลเกล้าถวายฎีกาเรายังมีวิธีอื่น ๆ อีก เรายังมีเจ้าเมือง เรายังมีเทศา เรายังมีเสนาบดี....”

“กว่าเรื่องของกำนันจะถึงที่สุด ไม้ยางเหล่านี้ก็กลาย​เป็นขึ้นายอำเภอไปหมดแล้ว” ตาเปรมกระแทกกระทั้นอย่างขัดใจ

รื่นยิ้มละไม “เปล่า, ฉันได้ข่าวจากเมืองวันนี้เองว่าเจ้าคุณท่านกำลังเดินทางขึ้นมากำแพง.....”

ตาเปรมยกมือทั้งสองขึ้นแล้วก็ทิ้งลงข้างกายอย่างยอมจำนน

“ตามใจ ถ้ารื่นอยากทดลองอย่างนั้น แต่....” แกส่ายหน้า “สู้ให้ฉันจัดการอย่างว่าง่ายกว่าเป็นกองแล้วก็ทันใจดี”

“พอที่สำหรับเรื่องนั้นพี่เปรม” เขาเตือน ก่อนที่แกจะลาจากไป “ไว้เป็นธุระของฉันเอง พวกเราทุกคนแหละ อย่าเอะอะวุ่นวายอะไรมีแต่จะหาร้ายใส่ตัว”

“ตาเปรมไม่เคยเป็นคนมุทะลุดุดันอย่างนี้เลย” สุดใจเอ่ยภายหลังที่นักเลงเก่าบ้านโขมงหักกลับมาแล้ว “แกทำให้ฉันไม่สบายใจ, พี่รื่น, ฉันไม่ชอบให้มีเรื่องราวต่อกัน การค้าไม้ยางของเราครั้งนี้ พอเริ่มต้นก็จะมีอุปสรรคเสียร่ำไป ชักอ่อนใจเสียแล้ว” สามีหันไปมองดูหล่อนด้วยสายตาอันครุ่นคิด

“คนใจอ่อนไม่มีโอกาสจะไปไหนไกลได้” เขาบอกหล่อนเรียบ ๆ อุปสรรคก็เป็นสิ่งที่คนเราจะต้องเอาชนะ เอ็งอย่าว่าแต่ตาเปรมเลยสุดใจ ถึงคนอื่นๆ ก็รู้สึกอย่างแกทั้งนั้น ​ถึงข้าก็เหมือนกัน แต่ข้าเป็นกำนันไม่งั้นเรื่องที่ตาเปรมแนะนั่นแหละข้าจะลงมือก่อน คนมีแต่ทำความเดือดร้อน, ความทุกข์ทรมานให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองอย่างหลวงราชไม่ควรจะอยู่หนักแผ่นดิน....”

มันเป็นการระบายความรู้สึกที่คุกรุ่นรุนแรงอยู่ภายใน ซึ่งนานทีปีหนสุดใจจะได้ฟังจากเขาสักครั้ง ในระยะหลังๆ นี้อายุที่ล่วงไป และวัยที่จัดเจนขึ้น ทำให้ความขมขื่นเป็นของที่ชีวิตทนรับได้ แม้กระนั้นพิษสงของมันก็ไม่ไปไหน รื่นรอโอกาสของเขาอยู่เงียบ ๆ ในขณะที่เหตุการณ์ระหว่างบริษัทและชาวบ้านเป็นไปอย่างวุ่นวาย จนกระทั่ง ๓ วันผ่านไปแล้วหลังจากท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัดถึงกำแพงเพชร จึงตกลงใจข้ามฟากไปขอพบที่จวน

เคราะห์ดีที่ปลอดคนเป็นโอกาสให้เขาได้เข้าเรียนเรื่องราวแก่ท่านแต่ลำพัง เขาไม่มีร่างของเรื่องราวที่จะร้องทุกข์ไม่มีหลักฐานอะไรจะยืนยันประกอบเรื่องราวเหล่านั้น ข้อสำคัญเขาเองมิใช่คู่กรณีกับบรรดาผู้ที่เข้าไปครอบครองที่ดินอยู่ใหม่ อย่างมากที่เขาเกี่ยวข้องอยู่ก็ด้วยก็ในฐานคู่สัญญาในเรื่องไม้ยางกับเจ้าของป่าเดิมเท่านั้น

“–– กระผมเกรงใจพระเดชพระคุณที่สุดที่จะมารบกวน​ในเรื่องนี้” เขาเรียนท่านในตอนหนึ่ง “แต่ไม่มีหนทางจะหันไปพึ่งใครได้ ขอให้ชาวบ้านเหล่านั้นมากราบเรียนเองก็ไม่มีใครกล้า ล้วนแต่กลัวนายอำเภอกันทุกคน ถึงกระผมเองถ้าผลประโยชน์ในเรื่องไม้ยางที่ตกลงไว้กับเจ้าของเดิมไม่ผูกพันอยู่ ก็คงไม่มาเอ่ยขึ้น”

“ฉันเข้าใจกำนันรื่น – – – ฉันเข้าใจ” ท่านเจ้าคุณเอ่ยอย่างตรึกตรอง สีหน้าของท่านหม่นหมองและอึดอัด เหมือนได้ข่าวซึ่งเคยคาดคะเนไว้นานแล้วว่าจะเกิดขึ้น “ฉันเชื่อว่าทุกอย่างที่กำนันรื่นบอกให้รู้ อย่างไรเสียก็ต้องเป็นความจริง ฉันรู้จักคนในบังคับบัญชาของฉันดี เพียงแต่ไม่คิดว่าเขาจะถือเอาความปรานีของฉันไปเป็นความรู้ไม่เท่าทัน หูหนวก ตาบอด อย่างนั้น นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นการกระทำไปในนามของคณะกรมการจังหวัดและอำเภอเมือง นั่นหมายถึงปลัดจังหวัดร่วมงานด้วย” ท่านถอนใจ ความอิดโรยซึ่งไม่หายดีจากการเดินทางปรากฏขึ้นมาอีก ทั้งจากกิริยา นัยน์ตา และน้ำเสียง “เป็นกันไปได้––เป็นไปอย่างไม่น่าเชื่อ ! เอาชื่อฉันเข้าไปพัวพัน –– แต่ไว้ใจฉันรื่น” ท่านหันมามองดูเขาด้วยนัยน์ตาอันสุกใสมองด้วยความปรานีเหมือนบิดาจะพึงมองดูบุตร “เรื่องนี้อาจต้องถึงเทศา มิเช่นนั้นก็กระทรวง ฉันเท่ากับตก​เป็นจำเลยคนหนึ่งของรื่นเหมือนกัน แต่ฉันอยู่ในฐานะไหน หรือเรื่องจะไปไกลถึงทูลเกล้าถวายฎีกา รื่นไว้ใจได้อย่างหนึ่งว่ารื่นจะได้รับความเป็นธรรม ฉันจะพยายามดูแลให้มันเป็นไปตามนั้น ถ้าฉันไม่ตายเสียก่อน – –”

วาจาอันจับใจของท่าน ทำให้เขาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ด้วยความตื้นตันใจ รื่นกราบลงที่เท้า พูดไม่ออกชั่วครู่ใหญ่ ๆ

“ใต้เท้าเหมือนร่มโพธิ์ ร่มไทรของพวกกระผม” เขาพึมพำ “ของกำแพงทั้งกำแพง – – –”

สายตาของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทอดข้ามศีรษะเขาออกไปภายนอกกำแพงเมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ยังท้องฟ้าอันใสสะอาดเป็นสีครามเข้ม และต้นพิกุลซึ่งต้องลมอ่อนโอนกิ่งก้านเอนไปมา ยิ้มละไมปรากฏขึ้นบนดวงหน้าของท่าน ยิ้มอย่างเศร้าๆ เหมือนระลึกถึงคืนวันที่ผ่านมาแล้วในอดีต ซึ่งไม่มีใครสามารถทราบได้

“ร่มโพธิ์ ร่มไทร !” ท่านพึมพำ “รื่นทำให้ฉันนึกถึงคุณแม่ของฉัน ท่านอวยพรอย่างเดียวกัน เมื่อฉันจะขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองที่นี่ แต่เจ้าเมืองทุกคนควรจะมีความหมายอย่างนั้น ไม่ใช่หรือรื่น สำหรับราษฎรที่ตนปกครอง เหมือนพี่, เหมือน​น้อง, เหมือนลูกเหมือนหลานในครอบครัวเหมือนคนกับคน ไม่ใช่บ่าวกับนาย ฉันอยู่เมืองนี้มานาน จนรู้สึกเหมือนเป็นบ้านเกิดอีกแห่งหนึ่งของฉัน ฉันรู้จักชาวเมืองนี้มานาน จนรู้สึกเหมือนทุกบ้านอยู่ในวงศาคณาญาติ ฉันอาจจะบอกได้ว่าบ้านไหนมีใครกี่คน บอกได้จนกระทั่งชื่อของเด็กคนใหม่ที่เกิด สุขของเขาคือของฉัน ทุกข์ของเขาคือทุกข์ของฉันด้วย ข้าราชการในบังคับบัญชาทุกคนเคยได้รับอบรมให้ใกล้ชิดสนิทสนมกับราษฎรพลเมืองอย่างนี้ทั้งนั้น ฉันเสียใจที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น และเกิดในท้องที่ของเมืองที่ฉันปกครองดูแลทุกข์เสียด้วย – –” พูดแล้วท่านก็ลุกขึ้นยืนช้า ๆ สายตายังคงจับอยู่กับภาพต่างๆ ตรงหน้า “แน่ละ, เรื่องนี้จะได้รับการสอบสวนโดยด่วน ขอเวลาให้ฉันคิดสัก ๒–๓ วัน ว่าควรจะจัดการอย่างไรต่อไป –”

รื่นกราบลาท่านออกมากึ่งโล่งใจกึ่งอึดอัด ความปริวิตกใด ๆ ปัดออกไปจากความกังวลได้ แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของท่านสุภาพบุรุษชราผู้ได้รับความสะเทือนใจอย่างหนักก็ไม่พ้นจากความคิดของเขาไปได้

ฉันควรจะเขียนเป็นหนังสือเสนอเรื่องราวขึ้นมาแทนที่จะพบท่านด้วยตัวเอง เขาคิดตลอดทางที่เดินออกมาจากจวน ท่านควรจะมีโอกาสเตรียมตัวรับข่าวเหล่านั้น แทนที่จะได้ทราบ​จากเขาอย่างกระทันหัน แต่ภายหลังจากคืนที่รอคอยมาเป็นเวลาช้านาน เป็นการสุดวิสัยที่เขาจะทนคอยต่อไปอีกได้ การร่างเรื่องราวมิใช่ของง่ายสำหรับเขา และการเจรจาด้วยปากคำระหว่างคนเราเปิดโอกาสแก่การซักถาม และทำความเข้าใจในปัญหาใดๆ ได้ละเอียดกว่า และดีกว่าลายลักษณ์อักษร

เขาก้มหน้าเดินดุ่มมาท่ามกลางแสงแดดที่กล้าบนถนนที่ร้อน ก่อนที่จะทันพ้นจากเชิงสะพานระหว่างจวนกับศาลากลาง ร่างหนึ่งซึ่งยืนขวางหน้าเป็นเหตุให้เขาหยุดชะงัก มันอาจจะเกิดจากสีแดงฉานของเครื่องแต่งกายภายใต้ร่มคันนั้น และบางทีมันก็อาจจะเกิดจากความกระทันหันของการพบปะอย่างมิได้คาดฝันมากกว่าอื่น ทำให้รื่นยืนงงอยู่เป็นครู่ก่อนที่จะได้คิดว่าเป็นใคร

“คุณเมียด !” เขาร้องทัก สาวเท้าเข้าไปหาโดยมิได้เอาใจใส่ต่อสายตาของผู้ที่นั่งอยู่ในศาลาท่าน้ำหน้าศาลากลาง “แหม! ไม่ได้พบกันเสียนาน”

ความแจ่มใสในน้ำเสียงที่หล่อนทักทายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ความสนิทสนมอย่างเคยก็เช่นเดียวกัน ความจริงนั้น เขาอดคิดไม่ได้ว่า ตั้งแต่จากกันละเมียดดูเปล่งปลั่งขึ้น​จนแปลกตา ความร่าเริงก็เป็นไปอย่างบริสุทธิ์มากขึ้นกว่าเก่า บางทีการมีลูกจะทำให้หล่อนมีความสุขขึ้น รื่นคิดด้วยความเสียวปลาบเข้าหัวใจ ลูกกับผู้ชายคนนั้น !

“ฉันรู้ว่ารื่นไปไหนมา” ละเมียดกล่าวต่อไป “รู้ด้วยว่าเรื่องอะไร ตั้งแต่เห็นผ่านเมื่อตะกี้ ตั้งใจจะตามมาให้ทันที่จวน แต่ก็เห็นได้ว่าเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว”

อากาศอันแจ่มใสเมื่อสักครู่มืดมัวลงทันทีเหมือนพยับหมอกที่ตกลงมาปกคลุมอารมณ์รื่น

“ท่านเจ้าคุณยังอยู่ที่นั่น ถ้าคุณเมียดต้องการจะเข้าไปพบท่าน” เขาบอก สีหน้าเคร่งขึ้น

“เปล่าเลยรื่น” หล่อนหัวเราะ สีแดงซึ่งแสงแดดสาดลอดร่มกำมะหริดลงมา เต้นรัวอยู่ที่ใบหน้าอันยิ้มละไม “ไม่ใช่คุณลุง ฉันพบท่านแล้วตั้งแต่กลับจากกรุงเทพ ฯ วันแรก รื่นต่างหากที่ทำให้ฉันรีบมา – –”

“เพราะอะไร ?” เขารู้สึกตัวดีว่า เสียงนั้นปร่าโดยไม่สามารถจะบังคับได้

“เพราะไม่อยากจะให้มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นระหว่างรื่นกับฉัน” หล่อนบอก “เรื่องจับจองป่ายางเหล่านั้นไม่ใช่ความคิดของบริษัทเรา เป็นความคิดของเขาคนเดียว”

​“คุณเมียดหมายความว่าบริษัทของคุณเมียดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ? จะไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลยจากการกระทำเหล่านั้น ?”

“มันคนละเรื่องรื่น ฟังฉันให้ดี” หล่อนหันรีหันขวางเหลียวไปรอบ ๆ กาย “พูดกันที่นี่ไม่เหมาะ ใครต่อใครกำลังมองกันอยู่นั่นแน่ะ มีเวลาไหมล่ะ รื่นแวะที่บ้านฉันสักครู่เถอะ จะอธิบายให้ฟัง”

เขาสั่นศีรษะช้า ๆ ตอบทั้ง ๆ ที่สายตาจับอยู่กับหน้า ๆ หนึ่งซึ่งโผล่ออกมาจากหน้าต่างของศาลากลางเลยต้นหูกวางเข้าไป

“ผมคิดว่ามันจะไม่เกิดประโยชน์อะไร”

“แต่ฉันต้องการให้รื่นเข้าใจฉันว่ามันไม่ใช่ความคิดของฉัน หรือเสถียร – –”

“ครับ แล้วไป เราเอาไว้ดูผลต่อไปกันดีกว่า – –”

หล่อนก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง จนกระทั่งเงาสีแดงจากร่มคันนั้นสาดลงมาต้องศีรษะและหน้ารื่นด้วย

“ฉันรู้ว่ารื่นไปหาคุณลุง เพื่อเรียนท่านด้วยเรื่องอะไร ฉันไม่เอาใจใส่ ฉันไม่คัดค้าน ฉันไม่เกี่ยวข้องด้วยมันเกี่ยวกับเรื่องอื่น – เสียเวลาสักนิดเถอะ รื่น ฉันอยากพบจริง ๆ อยาก​พบมานานแล้วที่จะบอกเรื่องนี้

“ผมจะต้องรีบไปรับสุดใจที่ร้านหน้าเรือนจำ”

“งั้นก็ค่ำวันนี้” กิริยาและวาจาของหล่อนเต็มไปด้วยการวิงวอน “บางทีเสถียรเขากลับจากคลองเมืองทันจะเป็นพยานอีกคน – – ขอให้ฉันได้พูดกับรื่นสักหน่อยเถอะ ไม่งั้นทั้งเขาและฉันจะไม่มีสบายใจเลย”

“จำเป็นด้วยรีครับ คุณเมียด ถ้าเพียงเรื่องเท่านั้น ?”

“อ๋อ, จำเป็นมากทีเดียวรื่น สำหรับฉัน สำหรับเสถียร เรื่องเพียงนั้นแหละอาจจะสำคัญยิ่งกว่าอะไรในมิตรภาพของเราในอนาคต อย่าลืมว่าบางทีมันอาจจะยิ่งกว่านั้น”

เขาถอนใจ ใบหน้าที่เคร่งเครียดคลายลง

“งั้นผมจะพยายาม”

“ย่ำค่ำหรือทุ่ม อย่าให้เกินนั้น ฉันไม่อยากจะให้ลำบากแก่รื่นด้วย” หล่อนบอก

“ครับ อย่างเร็วย่ำค่ำ อย่างช้าไม่เกินทุ่ม” เขาบอก

รื่นรู้ ว่าความลำบากของเขาที่หล่อนเอ่ย หมายถึงความปลอดภัยของหล่อนเอง จากสายตาที่สอดส่ายจากปากที่พล่อยของคนใช้ในบ้าน และผู้คนที่ผ่านไปมาไม่ขาดสาย แม้กระนั้นครั้งหนึ่ง ละเมียดก็ไม่เคยเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านี้

​การมีลูกคงจะทำให้เขารักกันมากขึ้น เขาคิดอย่างขบขันมากกว่าจะรู้สึกขมขื่น หรืออิจฉาริษยา ครั้นแล้วก็กลับประหลาดใจตนเอง เมื่อได้คิดว่าความสำนึกนั้นทำให้ตื้นตันคอหอยไปชั่วครู่ใหญ่ ๆ ก่อนที่จะถึงร้านค้าที่สุดใจนั่งคอยอยู่ และระงับความฟุ้งซ่านไว้เสียทันท่วงที

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 20 March 2026, 16:37:31 »


๑๘

เสียงแมลงที่ร้องเพรียกอยู่ตามต้นไม้ในสนามต้อนรับละเมียด ขณะที่ออกจากห้องน้ำ หล่อนมองออกไปในความมืดนอกเฉลียงชั้นบนอยู่ครู่หนึ่ง ยังร่มไทรซึ่งครึ้มกระหึ่มที่สามแพร่งปากทางเข้าเมืองเก่าและพรานกระต่าย ยังกลุ่มดาวที่ปรากฎระยิบระยับอยู่เหนือยอดไทรนั้น ตามนิสัยอันเคยชินมากกว่าความสนใจ ก่อนที่จะเข้าห้องแต่งตัวและให้นมลูกกิน แล้วก็คอยเวลาที่รื่นจะมาต่อไป

นาฬิกาแมงดาที่ข้างฝาบอกเวลาอีก ๓๐ นาทีจะทุ่มตรง บ้านทั้งบ้านเงียบสงัดเหมือนตั้งอยู่ในป่าชัฏ เพราะแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ใกล้ที่สุดของที่พักอาศัยซึ่งมีมนุษย์อยู่ได้แก่​โรงพักตำรวจภูธร ซึ่งห่างลงมาทางใต้ไม่ต่ำกว่า ๕ เส้น กระท่อมของจีนเจ้าของไร่ซึ่งเพิ่งมาหักร้างถางพงลงใหม่ ๆ ริมฝั่งแม่น้ำเป็นที่สองรองลงไป นอกจากยายแม่ครัวผู้กำลังขลุกอยู่กับการทำความสะอาดกับถ้วยชามอยู่คนเดียวที่หลังบ้าน เวลานั้นไม่มีใคร เด็กคนใช้เข้ามาที่ตลาดหน้าวัดบาง คนสวนก็ยังไม่กลับจากงานทำบุญที่บ้านญาติ อีกสองคนตามนายเสถียรขึ้นไปที่คลองเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามชีวิตประจำวันธรรมดา ไม่ได้ตระเตรียม ไม่มีวางแผนการอะไรทั้งนั้น

ต่างกว่าการพบปะกับรื่นทุกคราวมา ละเมียดรู้สึกว่าเต็มไปด้วยความมั่นใจในเรื่องที่จะพูด และการบังคับความรู้สึกขณะที่จะพบ หล่อนไม่เคยได้คิดจนกระทั่งกำเนิดเด็กคนนั้น ว่าการคบกันอย่างญาติสนิทและมิตรที่รักอาจเป็นไปได้ ระหว่างหญิงชายผู้ซื่อสัตย์ต่อตัวของตัว และสุจริตต่อการเสียสละเพื่อหน้าที่ใด ๆ ความรู้สึกตามสัญชาตญาณมารดา ซึ่งมีทั้งต่อสามีผู้พยายามกลับตัว และต่อทารกผู้เกิดใหม่เปลี่ยนเพลิงเสน่หาซึ่งคุกรุ่นรุนแรงอยู่ในทรวงอกมาแต่ไหนแต่ไร ให้แปรลักษณะไปเป็นความรักอันบริสุทธิ์ผุดผ่องที่หล่อนมีต่อรื่น––ความรักซึ่งทำให้คืนวันครั้งกระโน้นเป็นแต่เพียงอนุสาวรีย์แห่งความหลัง ปราศจากความรุ่มร้อนของกามารมณ์และความ​ปรารถนา กาลเวลาที่ล่วงไป วัยที่จัดเจนขึ้น สอนให้หล่อนรู้จักค่าของการเสียสละ และความสุข ซึ่งได้รับจากความรู้สึกนั้น หล่อนคอยการพบปะครั้งนี้อย่างมิตรที่คอยมิตรผู้จะปรับความเข้าใจกันได้ ไม่มีอะไรปกปิด ไม่มีอะไรเป็นที่ซ่อนเร้น มิไยใครจะเห็น มิไยใครจะซุบซิบนินทา ไม่เคยอยู่ในความสนใจ

“เขากับฉันจะเป็นเพื่อนกันต่อไป” หล่อนคิดแล้วคิดเล่าด้วยความปลอดโปร่งใจขณะที่วางลูกลงเปลกล่อมให้นอน

ท่ามกลางความคิดและอารมณ์เช่นนั้นเอง ที่เสียงระฆังประตูรั้วชั้นนอกดังขึ้น

รื่น ! หล่อนคิดด้วยความแน่ใจ ค่อย ๆ ชักผ้าห่มคลุมอกทารกผู้กำลังหลับพริ้มอยู่ในเปล แล้วย่องกริบออกไปข้างนอก

ครั้งหนึ่งเมื่อถึงชั้นล่าง หล่อนหยุดฟังเสียงพึมพำของยายแม่ครัวอยู่หน่อยหนึ่ง เห็นได้ว่าความสนใจของแกหมกมุ่นอยู่กับงานในมือจนไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น ครั้นแล้วก็เดินลงไป ผ่านสนามที่สลัวด้วยแสงไฟจากโคมตั้งในห้องรับแขกชั้นล่าง แล้วก็เปิดประตูออก

“รื่น !” หล่อนทักเบา ๆ พลางหลีกทางให้เขา

​แต่ทันใดที่ร่างนั้นก้าวจากความมืดของนอกถนนเข้ามาข้างใน เห็นใบหน้าที่แดงก่ำ เห็นนัยน์ตาที่เป็นประกาย พร้อมด้วยริมฝีปากหนาและศีรษะที่เถิก ละเมียดก็ยกมือขึ้นกุมทรวงสะอดกลั้นวาจาที่จะกล่าวต่อไปไว้ทันท่วงที

“คุณเมียดคงประหลาดใจที่กลายเป็นผม แทนที่จะเป็นกำนันรื่น ?” เสียงต่ำ ๆ เอ่ยขึ้น หล่อนคิดไม่ได้ว่ากังวานหัวเราะระคนอยู่ในเสียงนั้น มันอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศที่เย็นในกลิ่นเหล้าที่คลุ้ง ขณะที่เขาเดินต่อไป โดยมิได้พยายามแม้แต่จะมองดูหน้าหล่อน จนถึงบันไดเรือนและในที่สุดก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องรับแขก

ละเมียดเดินตามเขาไปโดยรวดเร็ว

“อิฉันนัดกำนันรื่นมาที่นี่ เพื่อที่จะปรับความเข้าใจกันในเรื่องนั้นเท่านั้น โปรดอย่าสำคัญผิด” หล่อนบอก สีหน้าที่ซีดเพราะความกระทันหันจากการที่เขาไปปรากฏขึ้นกลับเป็นปรกติ เสียงที่พูดก็อย่างเดียวกัน

หลวงราชบริการเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ หรี่ตาลงข้างหนึ่งเคืองแสงโคมที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ละเมียดไม่เคยคิดเลยว่าลักษณะกิริยาท่าทีของคนเราในเวลาเมาอาจเต็มไปด้วยความน่าเกลียดสพึงชังได้เพียงใด

​“เปล๊า !” เขาหัวเราะ “ผมไปว่าอะไร ผมแวะเข้ามาที่นี่อย่างที่ผมเคยไปเคยมาต่างหาก นอกจากนั้นคิดว่าคุณเถียรคงกลับแล้ว”

“กำหนดเขากลับคืนนี้ แต่บางทีก็อาจจะเลื่อนไป” ละเมียดมิได้แสดงความยินดียินร้ายอะไรต่อวาจาเหล่านั้น ถ้าคุณหลวงอยากพบเสถียรเขา อิฉันคิดว่าพรุ่งนี้จะดีกว่า––”

นายอำเภอหรี่ตาอีกข้างหนึ่ง ปากของเขายื่น จมูกของเขาบาน “แต่ไม่เป็นไร ในเรื่องคุณเสถียรรอได้” เขาพึมพำ “ขอให้ผมพูดกับคุณเมียดสักหน่อยก่อนที่จะจากไป––”

“รอไว้พรุ่งนี้ไม่ดีกว่าคะ คุณหลวง ?” หล่อนพยายามบังคับใจ บังคับเสียงอย่างหนัก “ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนนัก รอไว้พูดพร้อมกันกับเสถียรเขาดีกว่า”

หลวงราชบริการยกมือขึ้นป้องปากเสียงสะอึกล่วงพ้นออกมา

“เห็นจะเป็นการกีดหน้าขวางตาคุณเมียด ที่ผมจะอยู่ต่อไป” นัยน์ตาอันแดงของเขาจับอยู่ที่ใบหน้าของหล่อนเขม็ง “หรือเกรงว่า––”

ความเหนี่ยวรั้งชั่งใจอันตรธานไปจากการควบคุมของละเมียด

​“อิฉันไม่เกรงอะไรทั้งนั้น นอกจากเห็นว่าจะพูดจากันไม่รู้เรื่อง !” หล่อนตอบอย่างรุนแรง หันหลังให้แล้วก็ขึ้นบันไดไปชั้นบน เมื่อได้ยินเสียงร้องจ้าของทารกดังลงมาจากห้องนอน

หล่อนอุ้มลูกขึ้นมาให้กินนมด้วยอารมณ์อันหงุดหงิด เห่กล่อมแกจนหลับไปกับอก กำลังวางลงในเปลจะเห่กล่อมต่อไป ก็พอได้ยินเสียงพื้นกระดานลั่นขึ้นข้างหลัง ละเมียดหันกลับไปดูทั้งที่มือยังไม่วางจากสายเชือก ต่อมาก็รีบดึงเสื้อวินาทีแรก มือทั้งสองยกขึ้นเกาะกรอบประตู นัยน์ตาอันแดงทั้งคู่ หรี่ ริมฝีปากอันหนาเผยอหน้าผากอันกว้างของเขาต้องแสงไฟเป็นมัน

“คุณเมียดคิดหรือว่าจะทำอย่างนั้นได้กับหลวงราชบริการ นายอำเภอ อย่างที่ทำกับผู้ชายตาบอดหูหนวกอย่างคุณเถียร – –”

“อิฉันไม่รู้ว่าคุณหลวงหมายถึงอะไร ?” นัยน์ตาของละเมียดลุกแดง ความชิงชังใด ๆ ที่เคยสะกดกลั้นไว้ได้เกี่ยวกับชายผู้นี้ปรากฏออกมาโดยสิ้นเชิง

“คุณเมียดคงจะไม่สะบัดหน้าหนี คงจะมีเวลาพูดกับผม และพูดได้เพราะ ๆ กว่านั้น ถ้ารู้ว่าผมหมายความว่า​กระไร” เขาส่ายหน้าไปมาช้า ๆ อย่างเวทนาปรานี อย่างอสรพิษที่พยายามจะสะกดจิตนางนกซึ่งเกาะอยู่เหนือซุ้มไม้ให้ตกลงมา “คุณเมียดคงจะไม่พยายามขัดขวางทำลายงานที่ผมสร้างมาเกือบชั่วชีวิตตลอดเวลา ถ้ารู้ว่าผมรู้อย่างที่คุณเถียรไม่มีวันจะรู้ เอาเนื้อผัวไปใส่เนื้อชู้สอดแนมตลอดมา หาหนทางบั่นทอนความเจริญของบริษัทตลอดมา ผมจะไม่พยายามเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ถ้าไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องด้วย เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง แต่นี่ทุกบาททุกสตางค์ของผมอยู่ในบริษัทนี้ มันเป็นชีวิตของผม ความหวังของผม อนาคตของผม จะให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้อย่างไร ผมจะไม่ยอมให้ใครฆ่าผมอย่างเลือดเย็น –– ” เขาก้าวเข้ามาจนกระทั่งเผชิญหน้าหล่อนในระยะชิด ยกมือทั้งสองขึ้นจับไหล่หล่อนไว้อย่างค่อนข้างแรง ละเมียดมิได้ถอยหลังจนก้าวเดียว ความเกรี้ยวกราดของหล่อมมิได้น้อยไปกว่าเขา

“ปล่อยอิฉัน – –!” เสียงของหล่อนขู่ฟ่ออย่างน่ากลัว จนกระทั่งเขาต้องวางมืออย่างน่าประหลาดใจ แต่ในพริบตาเดียวต่อมามืออันใหญ่เทอะทะคู่นั้นก็ยกขึ้นอีก คราวนี้รวบไว้รอบลำคอพลางลูบคลำอยู่ไปมา

“น่าขันอะไรเช่นนั้น ว่าเสียงของผู้หญิงอาจมีอำนาจ​เหนือการตัดสินของผู้ชายเราเพียงใด” เขาหัวเราะร่วนอยู่ในลำคอ ขมขื่นและเคียดแค้น “คอนี่ก็เหมือนกัน คออันสวยงามนุ่มนิ่มน่ารัก จะเป็นที่น่าสังเวชสักเพียงใด ถ้าจะมาหักเสียเพราะมือของผม หลายคนคงจะร้องไห้ หลายคนคงจะคร่ำครวญถึง เจ้าผัวที่โง่เง่าเต่าตุ่นเป็นคนหนึ่ง เจ้าชายชู้ผู้เป็นคนป่าคนดงคงจะเป็นคนต่อไป – –” นัยน์ตาอันหรี่ปรือของเขากลับเหลือกถลนขึ้นฉับพลันทันใดเหมือนเพิ่งได้สำนึกจากการสัมผัสนั้น ครั้นแล้วสีหน้าก็เปลี่ยน “รู้เดี๋ยวนี้เองว่าอะไรทำให้คนพวกนั้นกลายเป็นแมวไปได้ต่อหน้าคุณเมียด รู้เดี๋ยวนี้เองว่าอะไรทำให้คนเราเดี๋ยวเกลียดเดี๋ยวรัก เดี๋ยวเปลี่ยนใจ เดี๋ยวไม่เป็นตัวของตัว – –”

นัยน์ตาที่ลืมอยู่ตลอดเวลาของละเมียด มองเห็นความเกลียดจากแววตาอันน่ากลัวของเขาเปลี่ยนไปเป็นอื่น ซึ่งน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งขึ้น หล่อนพยายามแผดเสียสุดเสียงว่า “ช่วยด้วย !” แล้วยกมือขึ้นผลักเขาเต็มแรง ผลที่ได้รับก็เพียงแต่เสียงหัวเราะของชายผู้ยื่นมือหนึ่ง ซึ่งหลุดจากคอเอื้อมไปโอบสะเอวหล่อนไว้ ในพริบตาต่อมาฝ่ามืออีกข้างหนึ่งก็ซัดฉาดเข้าเต็มหน้า จนหล่อนเซถลา ศีรษะหมุนคว้างเหมือนจะเป็นลม หล่อนพยายามจะเรียกให้คนช่วย ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีใครจะ​สามารถช่วยหล่อนได้นอกจากในเปลทารกและแม่ครัวผู้อยู่ไกลเกินไป และสนใจเกินไปในงานของแก อีกฉาดหนึ่งที่ขากรรไกร เข่าทั้งคู่ของหล่อนก็อ่อนปวกเปียกลงไป นัยน์ตาทั้งสองพร่า หล่อนแลเห็นนัยน์ตาเหมือนอสรพิษก้มลงมาใกล้ หล่อนได้กลิ่นลมหายใจที่คลุ้งไปด้วยเหล้า รู้สึกตัวเบาเมื่อเท้าหลุดจากพื้นขึ้นไปอยู่ในอ้อมแขน รู้สึกจมูกอันบานและริมฝีปากอันหนาของเขาจูบไซ้ไปตามหัวไหล่ ซอกคอ และทรวงอก โดยมิเอาใจใส่ต่อเสียงทารกที่ร้องจ้า มิได้เอาใจใส่ต่อเสียงระฆังที่ดังมาจากประตูรั้ว

ละเมียดรู้ตัวดีว่าสติสัมปชัญญะที่ยังเหลือติดตัวอยู่จะอันตรธานไปในพริบตาใดก็ได้ หล่อนพยายามควบคุมความคิดเป็นครั้งสุดท้าย และพร้อม ๆ กับหลังสัมผัสที่นอน พร้อม ๆ กับเสื้อชั้นในของหล่อนถูกกระชากอย่างไม่ปรานีปราศรัย หล่อนก็นึกขึ้นได้ถึงปืนกระบอกนั้น แขนขวาอันเป็นอิสระของหล่อน ค่อย ๆ สอดเข้าไปลูบคลำมันโดยมิได้ลืมตา หรือแสดงกิริยาขัดขืนแต่ประการใด

“ที่นี้ละ ทุกสิ่งทุกอย่างจะไปกันได้” เสียงซึ่งไม่เป็นเสียงของนายอำเภอพึมพำไม่เป็นศัพท์ “ไม่มีการคัดค้าน ไม่​มีการขัดแย้งในเรื่องการงาน เพราะมันจะผลประโยชน์ของผัวอีกคนหนึ่งของคุณเมียดต่อไป––”

หล่อนลืมตาขึ้นนิดเดียวเท่านั้นเพื่อให้มั่นใจ ทันพอที่จะเห็นอากัปกิริยาและใบหน้าซึ่งนานทีปีหนจะได้เคยเห็นในฝันร้าย พร้อมกับการโถมเข้าใส่ของหลวงราชบริการ ปืนกระบอกนั้นก็ลั่นเปรี้ยงออกไป ขาดใจตายโดยมิได้ร้องสักอิเดียว ก่อนที่ร่างอันเทอะทะของเขาจะสัมผัสที่นอน

หล่อนเกือบไม่รู้ตัวเลยว่าลงมายืนอยู่ข้างเตียงได้อย่างไร เหตุการณ์ต่อไปนั้นสับสนอลหม่านจนไม่สามารถจะลำดับให้เข้าที่ได้ ในความทรงจำอันรางเลือนของหล่อน ละเมียดรู้สึกแต่ว่า อาวุธที่ยังอยู่ในมือถูกแย่งไปโดยใครคนหนึ่ง ซึ่งเหมือนจะแห่กันเข้ามาเต็มห้อง เสียงใครคนหนึ่งร้องออกมาเสียงแหลมด้วยความตกใจ และเสียงใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งเจนแก่ความทรงจำกระซิบที่หูเบา ๆ ว่า “ไม่เป็นไร แม่เมียด ปลอดภัยแล้ว ใจดีๆ ไว้ –– ใจดีไว้” ต่อมาก็สิ้นสติไปในอ้อมแขนของเขา

ตลอด ๓ วัน ๓ คืนเต็ม ๆ หล่อนอยู่ในอาการละเมอเพ้อพกเพราะพิษไข้ ตลอด ๓ วัน ๓ คืนเต็ม ๆ หล่อน​ไม่สามารถที่จะคิด จะพูด หรือรู้สึกอะไรได้ ภาพต่าง ๆ บ้างรางเลือน บ้างไขว้เขว และสับสนลอยวนเวียนอยู่ตรงหน้า บางภาพลอยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป บางภาพยังคงอ้อยอิ่งอยู่ใน ห้องนั้นเหมือนฝันร้าย ดวงหน้าอันเต็มไปด้วยความน่าเกลียดสพึงกลัวของหลวงราชบริการก่อนจะพบอวสาน ความประหลาดใจที่ปรากฏอยู่บนใบหน้านั้น ขณะที่เขาสิ้นใจ ใบหน้าของเสถียร ของรื่น ของคุณพ่อ และของใครต่อใคร จนกว่าพิษไข้ค่อยเริ่มลด ความร้อนค่อยปรกติ และหล่อนหลับได้สนิทเป็นครั้งแรก

เสถียรนั่งอยู่ที่นั่น เมื่อหล่อนลืมตาขึ้นในเช้าวันที่สี่ ด้วยความรู้สึกซึ่งค่อยแจ่มใส นอกหน้าต่างออกไปสว่างไสวไปด้วยแสงแดดต้นฤดูหนาว ความอิดโรยที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา บอกถึงความอดตาหลับขับตานอนในการนั่งเฝ้าพยาบาลหล่อนมาตลอดเวลา

“อิฉันนอนเจ็บมานานทีเดียวหรือคะ เสถียร ?” เสียงหล่อนเกือบไม่ล่วงพ้นลำคอออกไปได้

“นี่เป็นวันที่สี่” สามีตอบก้มลงจับมือหล่อนไปลูบเบา ๆ ด้วยความรัก “ไม่มีอะไรมากนอกจากตกใจเกินไป หมอว่าแต่นี้ไปแม่เมียดจะหายวันคืน”

​นัยน์ตาหล่อนชำเลืองกวาดดูรอบ ๆ กาย

“นี่ไม่ใช่ห้องนอนของเรา” คิ้วหล่อนขมวด “เปลตาหนูไปไหน ?”

“อยู่ข้างล่าง” เขาตอบเสียงประเล้าประโลม “ถูกแล้ว นี่ไม่ใช่บ้านของเรา ฉันย้ายแม่เมียดมาอยู่จวนเก่าตั้งแต่คืนนั้น”

หล่อนหลับตาถอนใจแรง เลือดที่แดงเรื่ออยู่ตามหน้าผากและแก้มทั้งสองเมื่อสักครู่กลับซีดไปอีก

“คืนนั้น –– คืนนั้น –– อิฉัน – –” หล่อนกำมือทั้งสองแน่น

“นิ่ง ๆ เถอะ แม่เมียด มันผ่านไปแล้ว อย่านึกถึงอะไรอีก อย่าถามอะไรอีก – –”

“แต่เขาจะทำอย่างไรกับอิฉันในฐานฆ่าคนตาย” หล่อนร้อง กลับลืมตาโพลง “นายอำเภอเสียด้วย”

“คนระยำ ?” เสถียรขบกรามชั่วขณะหนึ่ง เขากลับไปเป็นเสถียรคนเก่า ซึ่งไม่มีใครหรืออะไรจะควบคุมและบังคับได้ แต่ภายในครู่เดียวก็ถอนใจ ยิ้มอย่างเศร้า ๆ ปรากฏขึ้นแทนความเคร่งเครียด “แม่เมียดไม่มีความผิดอะไร กำนันรื่นเขายอมรับว่าเป็นคนยิงนายอำเภอเอง”

“ไม่จริ๊ง––ไม่จริง อิฉันต่างหากเป็นคนยิงเขา ?” ​หล่อนร้องสุดเสียงพยายามดิ้นเร่าจากมือสามีที่ยึดไว้จะลุกขึ้นมาให้ได้ ในเวลานั้น รื่นไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วยซ้ำไป”

เสถียรถอนใจ “ฉันรู้ แม่เมียดรู้ดี” เขาบอก “เพราะขณะที่ฉันถึงประตูรั้ว กำนันรื่นเพิ่งถึงเชิงบันไดเสียงปืนก็ลั่นมาจากข้างบน”

“ถ้างั้นทำไมเสถียรปล่อยให้คนไม่มีความผิดไปรับเคราะห์แทนฉัน” ยิ่งพูดก็ยิ่งหอบ “มันไม่เป็นการยุติธรรม––”

“ฉันรู้ !” เขาพึมพำอย่างเลื่อนลอย “แต่เมื่อเขารับสารภาพ ทางตำรวจก็ต้องจับตัวไว้ ตามคำให้การของเขาก็ดูจะไม่มีอะไร”

สีหน้าและน้ำเสียงของหล่อนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ

“เขาให้การว่าอย่างไร ?”

เสถียรยกมือขึ้นลูบหน้าเหมือนจะปัดฝ้าที่บังอยู่ระหว่างหล่อนและเขาออกไปให้พ้น เสียงตอบของเขาเหมือนคนที่เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาแต่ไกล

“เขาว่าแม่เมียดนัดให้เขามาเพื่อพูดจาเรื่องการงาน เขาว่าเมื่อมาถึงบ้านเราไม่เห็นใคร เขาว่าได้ยินเสียงแม่เมียดร้องให้ช่วยก็รีบขึ้นไป เห็นอ้ายหลวงบ้านั่นกำลังทำร้ายแม่เมียดอยู่จึงยิง เท่านั้นเอง”

​“นั่นเป็นความจริงทุกอย่าง นอกจากเขาเป็นคนฆ่านายอำเภอ”

“กำนันรื่นเองเป็นคนให้การอย่างนั้น”

“แล้วตำรวจก็เชื่อ” หล่อนร้องไห้ “ทั้ง ๆ ที่ปืนกระบอกนั้นเป็นของอิฉัน – –?”

“ตำรวจยอมเชื่อทั้งนั้น ในสิ่งที่ฉันต้องการให้เขาเชื่อ” เสียงของเสถียรดุดัน

“หมายความว่า เสถียร – –” สายตาของเขาบังคับให้ละเมียดยุติลงเพียงแค่นั้น ซบหน้าลงกับหมอนแล้วก็ร้องไห้

“พยายามอยู่นิ่ง ๆ ดีกว่า แม่เมียด” เขาปลอบด้วยเสียงอ่อนอกอ่อนใจ “พักผ่อนต่อไปให้แม่เมียดมีแรงกว่านี้ค่อยพูดกันใหม่ ฉันจะยังไม่ยอมให้ตำรวจสอบสวนปากคำใด ๆ จากแม่เมียด จนกว่าเราจะได้พูดกันอีกครั้ง” ครั้นแล้วเขาก็ออกไป

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 20 March 2026, 16:38:17 »


๑๙

ละเมียดไม่ได้พบเขาอีกเลยตลอดวันนั้น จากนางสาวใช้ หล่อนได้รับรายงานว่าคุณผู้ชายไปขลุกอยู่ที่บ้านใหม่ ​ไม่มีใครทราบว่าเขาไปทำอะไรอยู่ที่นั่น เมื่ออีกทั้งคืนผ่านไปและเขายังไม่กลับบ้าน ความหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูกก็โจมเข้าจับหัวใจหล่อน ความคิดฟุ้งซ่านไปร้อยแปดพันประการ จนนอนอยู่กับที่ไม่ได้ หล่อนลุกขึ้นแต่งกายอย่างโผเผตั้งแต่เพิ่งแรกสว่าง แต่ยังไม่ทันพยายามจะออกจากบ้านไป เสถียรก็ก้าวเข้าประตูรั้วมา

ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง และหน้าตาที่ซีดเซียวของเขาแสดงอยู่ว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืน อาการเดินอย่างขยักขย่อนอ่อนเพลียก็เช่นเดียวกัน แม้กระนั้นนัยน์ตาทั้งคู่ของเขาก็แจ่มใส มีอะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้น ซึ่งบอกถึงการตกลงใจอย่างเด็ดขาด ละเมียดเสียวปลาบเข้าหัวใจ เมื่อเขาปราดเข้ามาที่หล่อน และประคองไว้เหมือนกลัวจะล้มลง

“ใครให้แม่เมียดลุกขึ้นมา ไม่ควรเลย บอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าขอให้พักอยู่เงียบ ๆ ในห้องก่อน” เสียงของเขาดุ ๆ แต่ระคนกังวานซึ่งเคยทำให้หล่อนหวาดกลัว

ละเมียดซบหน้าลงกับไหล่ของเขา แล้วก็ร้องไห้ –– ร้องอย่างปราศจากความอับอายว่าอยู่ต่อหน้านางสาวใช้และคนในบ้าน ซึ่งชำเลืองดูอย่างขลาด ๆ ก่อนที่จะเบือนหน้าหนีขณะที่สองผัวเมียประคองกันขึ้นไปชั้นบน

​“ไม่ควรเลย” เขาบอกอีก ขณะที่อุ้มหล่อนวางลงบนเตียงเหมือนเด็ก ๆ และสอดหมอนให้หนุน “เป็นอะไรไปฉันจะไม่ยกโทษให้แม่เมียดเป็นอันขาด”

หล่อนจะบอกเขาได้อย่างไรถูก ถึงความหวาดกลัวนานัปการตลอดคืนกับวันที่ผ่านมา ? หล่อนจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้อย่างไรถึงความทุกข์ทรมานใจที่ได้รับมาตลอดเวลาเหล่านั้น ? – – ทุกข์ทรมานเพราะรู้ว่าเขารู้ เพียงแต่ไม่พยายามแสดงออกมา ถึงความลับที่หล่อนปรารถนาและตั้งปณิธานไว้อย่างเด็ดขาดว่าจะพาติดตัวไปพร้อมด้วยความดับสูญของชีวิต

“บอกฉันหน่อย ว่าเสถียรไปทำอะไรอยู่ที่บ้านของเราตั้งคืนตั้งวัน ?” หล่อนพึมพำ เอื้อมมือออกไปวางไว้เหนือมืออันใหญ่และร้อนผ่าวของเขา “หายไปจนฉันอดคิดไม่ได้”

นัยน์ตาของเขาจ้องหล่อนเหมือนจะพยายามค้นหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังใบหน้าอันซีด

“แม่เมียดคิดอะไร ?”

“คิด –– คิดไปร้อยแปด – –”

“ว่าฉันจะไประเบิดขมองตัวเอง ? ไปผูกคอตาย ? หรืออะไรทำนองนั้น ?” เสถียรหัวเราะอย่างแห้งแล้ง “ก็เกือบไปเหมือนกัน ถ้าฉันหลงผิดคิดสั้นไปนิดเดียว – –”

​“เดี๋ยวนี้เล่า ?” หล่อนถามอย่างขลาด ๆ

สามีสั่นศีรษะกิริยาของเขาเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นตาแก่สักสองร้อยปี “คืนกับวันที่ฉันตกนรกอยู่ที่นั่นพอแล้วสำหรับการตกลงใจทั้งที่เกี่ยวกับการทำลายตัวเองและ –– และเรื่องอื่น ๆ”

หล่อนและเขาเงียบกันไปครู่ใหญ่ ๆ ไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยขึ้นก่อนเหมือนหวาดกลัวว่ากิริยาใดที่แสดงออก และวาจาใดที่กล่าวออกมา จะเปิดเผยให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นสิ่งที่ตนต้องการปกปิด แต่ในที่สุดละเมียดก็อดอยู่ไม่ได้

“พูดต่อไปเสถียร !” หล่อนพึมพำ “พูดต่อไปขอให้ฉันได้ยินเสียงเสถียรพูด แทนที่จะนั่งอมพะนำกันอยู่อย่างนี้ บอกเถอะ ว่าอะไรบ้างเกิดขึ้นในบ้านนั้น บอก ! ว่าเสถียรตกลงใจอะไรบ้างเกี่ยวกับฉัน”

สามีถอนใจ “ฉันยังไม่ได้หารือกับแม่เมียด แต่ก็คิดว่าคงจะเห็นสอดคล้องกับฉัน ว่าภายหลังที่เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนั้นแล้ว อยากจะขายบ้านให้มันรู้แล้วรู้รอดไป – กิจการบริษัทส่วนที่เป็นของเราก็เช่นเดียวกัน–”

ละเมียดชันศอกเผยอกายขึ้นมองดูเขาเขม็ง เสียงที่เอ่ยตะกุกตะกัก

​“นั่นหมายถึงอวสานของงานที่เสถียรพยายามก่อร่างสร้างตัวมาเกือบชั่วชีวิต !”

เขาหันมาสบตาหล่อนอย่างดุดัน “มันมีประโยชน์อะไรในเมื่อมีแต่ทุกข์ทรมาน พอกันทีสำหรับชีวิตอย่างนั้น ฟัง–– แม่เมียด ฉันได้รับบทเรียนมาพอแล้ว ว่าคนเราที่ปรารถนาจะไปให้ถึงที่หนึ่งที่ใดโดยทางลัด หลีกเลี่ยงไม่พ้นเลยต่อการเบียดเบียนผลประโยชน์ของคนอื่น เงินที่ได้มาง่ายและความร่ำรวยที่ถึงตัวเร็ว อาจจะเป็นความสุขของคนไม่กี่คน แต่ก็นำความขมขื่นปวดร้าวไปสู่คนอีกเป็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ถูกอย่างที่แม่เมียดเคยบอกฉัน คนที่น่าสงสารที่สุดในโลกนี้ไม่ใช่คนที่ยากจน ไม่ใช่คนขี้คุกขี้ตะราง หรือไพร่กระฎุมพี แต่คือคนอื่นที่ไม่มีใครรัก คนที่แพ้ใจของตัวเอง ตกเป็นทาสความปรารถนาของตัวเอง”

เขาหยุดถอนใจ นัยน์ตาจับอยู่ที่หล่อนอย่างเงียบ ๆ และเยือกเย็นปราศจากความปวดร้าว ปราศจากความแสลงใจใด ๆ อีกต่อไป

“ฉันบอกแม่เมียดไม่ถูกหรอกว่าตกลงไปในนรก​ขุมตลอดวันกับคืนนั้น ฉันบอกได้อย่างเดียวก็แต่ว่า เมื่อมันผ่านไปแล้วก็เหมือนคนเกิดใหม่ สมองที่มืดแจ่มใส นัยน์ตาที่บอดก็สว่าง บางทีมันอาจจะเป็นเพราะฉันรู้จักตัวของฉันดีขึ้น หรือบางทีก็อาจจะเป็นเพราะได้รับความขมขื่นสะเทือนใจจากชีวิตมาเสียเหลือพอ จนไม่มีความขมขื่น ความทุกข์ ความสะเทือนใจใดจะทำให้ประสาทที่มึนชาและความรู้สึกที่ตายด้านแล้วอ่อนไหวต่อการสัมผัสหรือกระทบกระทั่งจากมันอีกได้––”

เป็นที่น่าสมเพชเวทนาอะไรเช่นนั้น ในความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับตลอดเวลา หล่อนพยายามจะหยั่งความคิดความรู้สึกจากส่วนลึกของหัวใจเขา และตลอดเวลาเสถียรก็พยายามหลีกเลี่ยงในการที่จะเผชิญกับมันตรง ๆ หล่อนพิจารณาดูทั่วใบหน้าเขา ไม่มีอะไรเลยจะเหลืออยู่เป็นอนุสาวรีย์ของเสถียรคนเก่า ผู้หล่อนแรกแต่งงานด้วยใหม่ ๆ ไม่มีอะไรเลยเหลืออยู่ในเสถียรผู้เคยปรารถนาอะไรจะต้องเอาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยเล่ห์หรือด้วยกล ไม่ว่าจะโดยอะลุ้มอล่วยหรือหักโหม

“เสถียรไม่คิดบ้างหรือ ว่าบางทีมันก็อาจจะเป็นเพราะเสถียรให้อภัยต่อความขมขื่นใด ๆ ที่ได้รับมาแต่หนหลังแล้ว” ​หล่อนกระซิบ

สายตาเขาเงยขึ้นชำเลืองดูหล่อนทั่วใบหน้า ที่คิ้วซึ่งขมวด ที่ขนตาซึ่งหลุบ และริมฝีปากที่เม้นแน่น ครั้นแล้วก็ถอนหายใจ

“อาจจะเป็นได้ ถ้าการให้อภัยหมายถึงความพยายามที่จะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง” เขาบอก

ลมหายใจละเมียดเข้าและออกเร็วขึ้นเหมือนคนกำลังสำลักน้ำ

“มันหมายอย่างนั้น และยิ่งกว่านั้น” เสียงของหล่อนเกือบไม่พ้นลำคอออกมาได้ “แต่บอกหน่อยได้ไหมเสถียร ว่าความพยายามของเธอสำเร็จแน่แล้วหรือ ในการลืมความหลังเหล่านั้น ? ฉันต้องการรู้ความจริงข้อนี้ ยังมีความแสลงใจจะเกิดจากความผิดของใครก็ตาม อะไรอีกบ้างที่เสถียรยังลืมไม่ได้ ? มีความผิดอะไรบ้างไหมที่คนเรายกโทษให้กันไม่ได้”

“มันแล้วแต่ความผิดสถานไหน ?” เสียงของเขาเนิบ ๆ แช่มช้า นัยน์ตาเป็นประกายแจ่มใส “ทางกายหรือทางใจ ? แม่เมียดรู้ดีว่าน้ำหนักระหว่างอย่างแรกกับอย่างหลังแตกต่าง​กันเพียงใด แม่เมียดรู้ดีว่าร่างกายมนุษย์เราเหมือนสร้างด้วยดินเหนียว อาจยุ่ยหรือหน่ายได้ง่าย เพราะความผิดพลาดพลั้งเผลอใด ๆ นิดเดียว ฉะนั้นจึงไม่เป็นการยากแก่การให้อภัย แต่ความผิดทางใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับเจตนา นั่นเป็นปัญหาที่ต้องการเวลา และความพยายามอยู่สักหน่อย”

ละเมียดได้ฟังก็ผุดลุกขึ้นนั่งโงนเงนอยู่บนเตียงนอน เสียงของหล่อนแหบและเครือจนเกือบไม่ได้ยิน นอกจากความหมายที่อ่านจากริมฝีปากเท่านั้น

“ฉัน––ฉันหมายถึงความผิดระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย นัยน์ตาหล่อนเบิกโพลงร้อนผ่าวราวกับรุมรึงด้วยพิษไข้ “ความผิดในระหว่างผัวกับเมีย – – อย่างระหว่างเสถียรกับฉัน”

“จยุ้––จยุ้” เขายกมือขึ้นแตะปากหล่อนเบา ๆ สั่นศีรษะไปมาช้า ๆ “อย่าพยายามพูดอะไรต่อไปดีกว่า พยายามอยู่นิ่ง ๆ และพักผ่อนนั้นเป็นทั้งหมดที่แม่เมียดต้องการเวลานี้”

“ฉันนิ่งต่อไปอีกไม่ไหว!” เสียงที่กระซิบของหล่อนหลุดออกมาเต็มแรง เพราะอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ภายใน “นิ่งอยู่อย่างไรได้ ในเมื่อรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเสถียรรู้ว่าเราต่างคน​ต่างไม่กล้าเผชิญกับความจริง ? นิ่งหมายถึงเล่นละครต่อไป ฉันยอมไม่ได้ มันจะทำให้ฉันเป็นบ้า เสถียรจะต้องรู้ว่ารื่น ลูกฉัน––”

เขาเขยิบตัวเข้าไปหาหล่อน ประคองร่างอันสั่นเทาเหมือนลูกนกเข้าไว้ในวงแขน ปลอบโยนเหมือนปลอบเด็ก ๆ ที่หลงทางกลับมาถึงบ้าน

“ฉันรู้! แม่เมียด––รู้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นอย่าพยายามพูดอะไรต่อไป”

นัยน์ตาหล่อนที่แลสบนัยน์ตาเขา เต็มไปด้วยความหวาดกลัว คลางแคลงไม่แน่ใจ

“รู้?” หล่อนพยายามที่จะผละออกมาให้พ้นจากอ้อมแขนนั้น แต่เสถียรคงกอดไว้ ไม่บังคับ ไม่หักโหม หรือใช้กำลังอะไร แต่หนักแน่นพอจะบอกให้หล่อนได้สำนึกว่า แขนคู่นั้นมีความหมายที่จะเป็นแหล่งหลบภัยสุดท้าย ซึ่งหล่อนจะหวังพึ่งได้

“รู้ทุกอย่าง” เขายืนยัน แววตาคู่นั้นเป็นประกาย ความขมขื่นปวดร้าวอาจจะทิ้งร่องรอยไว้ แต่สีหน้าของเขาก็​เต็มไปด้วยความมั่นใจ ว่าวันหนึ่ง มันจะไม่เหลืออยู่อีก “รู้ตั้งแต่คืนนั้น แม่เมียดไม่รู้หรอกว่า ตลอดเวลาที่ฉันนั่งเฝ้าพยาบาล แม่เมียดละเมอเพ้อพกอะไรออกมาบ้าง ? พูดอะไรออกมาบ้าง ?” เขาพยักหน้าเนิบๆ ชั่วขณะหนึ่งนัยน์ตาคู่นั้นกลับดูเลื่อนลอยไป “ฉันพอจะเข้าใจว่า อะไรเป็นเหตุให้เรื่องมันเกิดขึ้นระหว่างแม่เมียดกับกำนันรื่น ฉะนั้นถึงจะขมขื่นปวดร้าวแสลงใจเพียงใด ยังพอจะทนได้ – – เขาก้าวเข้ามาในชีวิตของแม่เมียดก่อนฉัน เหตุการณ์ต่อมาล้วนแต่บังเอิญมากกว่าจะเป็นเจตนา แต่ – – แต่ – –” เขาหลับตากลืนน้ำลายด้วยความยากลำบากนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง น้ำตาก็ออกมาคลอหน่วยทั้งคู่ “แต่เหตุไฉนจะต้องพยายามปิดบังว่า เด็กคนนั้น ไม่ใช่ลูกของฉัน ? มันเกือบสุดวิสัยที่จะทนได้ เกือบสุดวิสัยที่ฉันจะพยายามหักห้ามใจ ไม่ให้ยกปืนขึ้นจ่อที่ขมับแล้วก็ลั่นไก หรือสวมห่วงเชือกนั้นคล้องคอโดดลงมาจากขื่อ ตลอดคืนตลอดวันเต็มไปด้วยความคิดเหล่านั้น แต่ละความคิดไม่ต่างอะไรกับขุมนรก บอกไม่ถูกเลยว่าผ่านมาได้อย่างไร และอะไรอีกยังเป็นสายใยเส้นสุดท้ายของชีวิตฉัน ​แต่พร้อมกับแสงเงินแสงทองของวันใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ผ่านไปเหมือนภาพประดิษฐ์ของปีศาจร้ายในฝัน ฉัน –– ฉันมาได้คิด จะผิดหรือถูกก็ตาม ว่าสิ่งเหล่านั้นคงจะไม่ใช่อะไรอื่นไกลนอกจากกรรมเก่าที่ฉันทำไว้ และบาปใด ๆ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องตามไปสนองในชาติหน้า สำหรับฉันมันสนองแล้วในชาตินี้”

เขาหยุดนิ่งไปอีก คราวนี้หยุดอยู่นาน ละเมียดรู้สึกเย็นวาบเข้าหัวใจ เมื่อรู้สึกว่าน้ำตาอุ่น ๆ หยาดหนึ่งหยดแหมะลงต้องแก้มหล่อน ความหวาดกลัวใดๆ เกี่ยวกับความคิดที่ว่าเขาจะทำลายตัวเอง หรือความรุนแรงที่เขาจะแสดงต่อหล่อนไม่เหลืออยู่อีก อย่างเดียวที่เสียวแสยงเหมือนปลายดาบอาบยาพิษ และเข็มสักร้อยเล่มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ภายในดวงใจ เกิดจากความสมเพชเวทนาเขา และเกลียดชังตนเอง

“ฉันบอกแม่เมียดแล้วว่าฉันปลงตก” เสถียรพึมพำต่อไป เสียงของเขาแผ่วเบาลงทุกที “ไม่ใช่แต่ยกโทษให้แม่เมียด ไม่ใช่ยกโทษให้เขา หากตลอดถึงยอมรับเด็กคนนั้นเป็นลูกของฉันต่อไป เราตกลงกันเป็นการส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ––”

​“เรา ?” นัยน์ตาอันฝ้าฟางของละเมียดเกือบมองไม่เห็นหน้าเขา

“ฉันหมายถึงกำนันรื่นกับฉัน ทางโรงพักเขาปล่อยตัวกลับบ้านเมื่อเช้านี่เอง ด้วยคำสั่งของเจ้าเมืองท่าน เมื่อฉันสารภาพความจริงให้ฟังว่า หลวงราชนายอำเภอตายเพราะมือแม่เมียดในการป้องกันตัว คณะกรมการเขาคงจะมาไต่สวนสอบถามปากคำแม่เมียดอีกตอนบ่ายวันนี้ ตั้งแต่รู้จักท่านมา ฉันยังไม่เคยเห็นสีหน้าเจ้าคุณปั้นยากเหมือนอย่างเวลาท่านฟังฉันเล่า คำเดียวที่ท่านปริปากออกมาเวลาจบลงก็เพียง “คนชาติหมา !” ไม่ต้องสงสัยการตายของหลวงราชจะเปิดโอกาสให้เจ้าของป่ายางเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์ของเขาได้ทันที คนใดที่หลวงราชยุยงส่งเสริมช่วยเหลือด้วยอำนาจหน้าที่ให้เข้าไปแย่งจับจองที่ดินเหล่านั้น ทับเจ้าของเก่าจะร้องทุกข์ขึ้นมาท่านจะรับพิจารณาเอง ––– ใส่ตะรางถ้าสืบได้ว่าบุกรุกโดยพลการ ! เรียกหลักฐานมาทำเรื่องเสนอเทศาขึ้นไป ถ้าได้ความว่าไม่มีส่วนร่วมรู้ในความคิดนั้นกับหลวงราชด้วย ลงเวลาท่านเอาจริงเอาจัง ใครบ้างจะกล้ายื่นคอมาขึ้นเขียง คอยดูกันต่อไป​ก็แล้วกัน แต่เราก็อาจจะอยู่ไม่ทันดูผลกรรมที่หลวงราชทำไว้ และ– –และอนาคตของกำนันรื่น!”

เสียงสะอื้นกระซิกดังมาจากศีรษะที่ซบอยู่กับซอกคอของเขา เสถียรยกมือขึ้นลูบผมอันละเอียดอ่อนไปมาเบา ๆ

“ร้องไห้ทำไม ?” เขาบอก นัยน์ตาจับอยู่กับท้องฟ้าและยอดไม้ภายนอกอย่างเหม่อลอย “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามพรหมลิขิต วิถีชีวิตบังคับให้เป็นไปอย่างนั้น”

“เสถียรจะคิดถึงฉันอย่างที่เคยคิดมาแต่ก่อนได้สนิทต่อไปอย่างไร เมื่อเรื่องราวทั้งหลายแหล่เป็นอย่างนี้” ละเมียดพึมพำโดยไม่เงยหน้า

“นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า แม่เมียดจะคิดถึงฉันอย่างไรในเวลาต่อไป” เขาตอบ “แล้วก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่าเราจะพยายามลืมเรื่องนี้ได้สนิทแค่ไหน ? สำหรับฉันเองพยายามแล้วและจะพยายามต่อไปอย่างที่สุด แม่เมียด มันอาจจะไม่สำเร็จเด็ดขาดในเวลานี้ แต่อย่างไรเสียก็คงสำเร็จในวันหนึ่งข้างหน้า ขอเวลาฉันสักหน่อย ปล่อยฉันตามลำพัง อย่าเพิ่งเร่งรัดนัก ฉันแน่ใจว่าไม่มีอะไรเหลือความสามารถสำหรับคนเราที่มีความรัก – –”

ความรัก ! ฟังดูมันแปร่งหู ผิดทั้งสถานที่และกาล​เวลาอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกล่าวออกมาจากปากชายผู้รู้สึกตัวว่าถูกทรยศ แก่หญิงซึ่งปล้นชีวิตทั้งชีวิตไปจากเขา ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์เพิ่งผ่านไปใหม่ ๆ ละเมียดรู้ว่าวาจาเหล่านั้นออกมาจากส่วนลึกของความรู้สึกที่จริงใจ หล่อนรู้ว่าไม่มีความผิดใดทั้งที่ล่วงมาแล้ว หรือจะเกิดต่อไปในกาลข้างหน้า ที่เขาไม่สามารถให้อภัยหล่อนได้ และเพราะรู้ด้วยความมั่นใจในความจริงข้อนั้น หล่อนก็รู้ต่อไปด้วยว่าวิถีชีวิตของรื่นและหล่อนจะต้องแยกทางกันนับแต่นี้ไปชั่วกาลอวสาน หล่อนรู้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความยากลำบากเพียงใด ในเมื่อเด็กคนนั้นทั้งคนยังเป็นพยานรักอยู่ แต่ชีวิตเกิดมาสำหรับต่อสู้ อย่างไรเสียมันก็คงจะสำเร็จในวันหนึ่งไม่เมื่อนี้ก็เมื่อหน้า

ขอให้ช่วยฉันพยายามลืมเราหน่อยเถอะรื่น หล่อนภาวนาท่ามกลางการสะอื้นซึ่งขึ้นมาตื้นตันคอหอย ซุกศีรษะเกลือกกลิ้งไปมาอยู่ในซอกอกของสามี ขอให้ช่วยฉันปะติดปะต่อชีวิตของเขาที่ฉันทำลายแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปขึ้นมาใหม่ ขอให้ช่วยฉันเป็นเมียและแม่ที่ดีต่อไป ขอให้ช่วยฉันเป็นตัวของฉันเอง – – –

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 20 March 2026, 16:39:03 »


๒๐

​แม่น้ำปิงหน้าคลองสวนหมากไหลต่อไป เอ่อท่วมหาดทราย ตะไคร้น้ำและป่าอ้อกอพงบนเกาะต่าง ๆ อย่างที่มันท่วมมาแล้วทุกฤดูล่องแพ เพียงแต่ปีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยความสงบและความเป็นระเบียบ สวะและฟองน้ำผ่านไปอย่างเงียบ ๆ ฝูงนกบนท้องฟ้าอันสว่างก็เช่นเดียวกัน อะไร ๆ ดูเต็มไปด้วยความราบรื่นทั้งนั้น เมื่อความคิดความพยายามของคนเราบรรลุความสำเร็จ และอารมณ์ปราศจากการรบกวน

รื่นรู้สึกเหมือนย่างเข้าไปสู่โลกใหม่ เมื่อพาสุดใจโผล่จากประตูรั้วออกไปที่เชิงบันไดหน้าท่า ภายใต้สาขาของมะม่วงสายทองต้นใหญ่ – – ต้นเดียวกันกับที่เขาแลเห็นในวันแรกพบสุดใจ สายตาเขาอาจจะจับอยู่ที่แพไม้ทั้งห้า ซึ่งจอดเรียงรายกันอยู่ที่ชายโคนท้ายเกาะหน้าบ้าน แต่ต้นมะม่วงสายทองต้นนั้นไม่หายไปไหน ถึงจะไม่แลเห็นด้วยตาก็สำนึกด้วยใจ เพราะปรากฏอยู่ในอนุสติตลอดเวลาเหมือนอยู่ในเส้นเลือด เหมือนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ เพราะว่ามันเป็นเครื่องหมายแรกแห่งชีวิตรัก และหลักฐานซึ่งเขามาตั้งลงที่นี่ ​เพราะโดยมันหมายถึงความทรงจำของเดือนปีที่ผ่านมาแล้วในอดีต และโดยมันหมายถึงชีวิตต่าง ๆ ที่ล่วงลับดับสูญไป และชีวิตใหม่ ๆ ปฏิสนธิขึ้นมาแทนที่ หลายและหลายปีดีดักหนักหนา เขาผ่านไปและผ่านมาภายใต้ร่มเงาของมันนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีวันใดที่เขาจะสำนึกถึงมันเด่นชัดขึ้นในความทรงจำเหมือนวันนี้

เขามิได้เอ่ยกับสุดใจเลยถึงมัน ขณะที่ยืนอยู่ด้วยกันที่นั่น ต่อหน้างานและความหวังชั่วชีวิตที่เขาฝันถึง แม้กระนั้นก็อดยื่นมือออกไปลูบคลำไปมาที่เปลือกสีเทาอันอบอุ่นจากแสงแดดตอนเช้าไม่ได้ ความกร้าวกระด้างของเปลือกที่แตกระแหง เหมือนผิวกายที่เหี่ยวย่นของมนุษย์ผู้ชรา มิได้ทำให้เขารู้สึกระคายมือมากไปกว่าความละมุนละไมในความรู้สึก ราวกับมะม่วงสายทองต้นนั้นมีชีวิตขึ้นมาด้วยการสัมผัสของเขา เข้าใจกันได้ หายใจได้

“นั่นหรือพี่รื่น จากคลองเมือง ท่าไม้แดง เกาะสีเสียด ลงมาถึงลานดอกไม้” สุดใจเสียงสั่นไปด้วยความรู้สึก สายตาจับอยู่กับแพไม้กลางแม่น้ำตรงหน้าเอ่ยขึ้นเบา ๆ

​และรื่น ทั้ง ๆ ที่นัยน์ตาจับอยู่จุดเดียวกับภรรยาก็ตอบด้วยเสียงเลื่อนลอยเหมือนความคิดไม่อยู่กับตัวว่า

“นั่นแหละ – – ห้าพื้นสำหรับทางเหนือ อีกห้าพื้นสำหรับทางใต้ ตั้งแต่ขโมงหัก บ้านโคน เกาะขี้เหล็กลงไป จนถึงปึกมะกรูด ท่าพุทรา ปีนี้แหละปากน้ำโพ ตั้งแต่หน้าผาขึ้นมาจนถึงวัดไทรจะเต็มไปด้วยแพของเรา – –ปีนี้แหละตลอดแม่ปิงจะพูดถึงกันแต่ชื่อกำนันรื่น––”

วาจาของเขาเหมือนกล่าวออกมาจากคนที่กำลังหลับๆตื่นๆ จนกระทั่งสุดใจอดเงยหน้าขึ้นดูไม่ได้

“ฉันดูพี่รื่นเหมือนไม่เห็นค่อยดีใจอะไรทั้ง ๆ ที่เหนื่อยยากลำบากกายลำบากใจมาแทบล้มประดาตาย จู่ๆ งานมันสำเร็จขึ้นยังกะเกิดปาฏิหาริย์” หล่อนว่า “ฉันเองรึเนื้อเต้นไปทั้งตัว เพราะไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ ฉันยังทายไม่ออกว่าพี่รื่นจะทำยังไง ถ้านายอำเภอยังไม่ตาย นายเสถียรกับคุณนายละเมียดไม่ยุบเลิกบริษัทบอกขายกิจการก่อนย้ายไปใต้ และเจ้าเมืองท่านไม่ประกาศคืนป่ายางเหล่านั้นให้เจ้าของเก่า ––”

“พระท่านเข้ากับเรา” เขาพึมพำ “ข้าเชื่อและถือ​อย่างนี้ของข้าตลอดมา ถึงในเวลาที่ดูอะไรมันมืดมนไปหมด ข้าก็เชื่อของข้าอย่างนี้ – –” หันมาดูหล่อน ถอนใจขณะที่มือยังเท้าอยู่กับต้นมะม่วงสายทอง “นอกจะนั้น ข้าไม่เคยดีใจกับความเคราะห์หามยามร้ายของคนอื่น ถึงมันจะหมายถึงโชคของข้าเอง – –”

สุดใจได้ฟังก็นิ่งไปนาน ความคิดของหล่อนขณะนั้นดูจะไม่พ้นจากแพไม้ทั้งห้าไปได้ ทันใดนั้นเองมือของหล่อนที่เกาะอยู่กับแขนของเขาก็กำแน่นเข้า

“นั่นตาฉันเห็นไปเอง หรือเป็นความจริง พี่รื่น ?”

ความตื่นเต้นของหล่อน ปลุกให้เขาตื่นตัว

“อะไรกัน สุดใจ ?”

“ธงที่เหนือพะองขาหย่างแพพื้นหน้าน่ะซีพี่รื่น ไม่ใช่ธงของเรา ดูคล้าย ๆ กับธงบริษัทเก่าของนายเสถียรกับคุณนายละเมียด – – ใช่แน่แล้ว !” หล่อนร้องด้วยความตื่นเต้น

สามีพยักหน้า รู้อยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่ภรรยาเห็นเป็นอะไรแน่

“ธงของเรามันขาดไปผืนหนึ่ง เลยเอาของที่คุณนาย​ละเมียดให้มาเป็นที่ระลึกขึ้นติดแทนเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะแปลกอะไร บริษัทล้มไปแล้ว ธงอย่างนั้นใคร ๆ ก็ใช้ได้ – –”

สุดใจคิดอยู่หน่อยหนึ่งแล้วก็พยักหน้า

“ดีเหมือนกัน มันจะได้ทำให้เราคิดถึงคุณนายละเมียดต่อไป – คนดีๆ อย่างนั้นหาได้ยาก – –”

เปลือกอันแห้งผากของมะม่วงสายทองค่อย ๆ ชุ่มขึ้นมาด้วยเหงื่อจากฝ่ามือของเขา รื่นกล้ำกลืนความรู้สึกซึ่งผะผ่าวอยู่ในทรวงอกได้อย่างยากลำบาก สุดใจพูดออกมาด้วยความคิดความรู้สึกอันไร้เดียงสาของหล่อน สุดใจจะไม่พูดเช่นนั้นเลย ถ้าหล่อนรู้ว่าวาจาเหล่านั้นเหมือนไปกระตุกสายใยแห่งความในใจ ที่เขาพยายามจะลบเลือนแม้ไม่มีวันจะลืม

แน่ละ เขาจะคิดถึงละเมียดต่อไปไม่ว่าจะด้วยธงนั้นหรือปราศจากธงนั้น เป็นการโง่เขลาเสียนี่กระไรที่เขาไม่ได้คิดเสียก่อนว่า เครื่องหมายใด ๆ ที่จะเป็นชนวนให้หวนกลับไปสู่ความทรงจำถึงหล่อน ไม่ควรจะได้รับโอกาสให้กลับมาปรากฏขึ้นอีก แน่ละ, เขาจะคิดถึงหล่อนไป ตราบใดที่กระแสน้ำในแม่น้ำยังไม่ขาดสาย และตราบใดที่เรือนกายของเขายังไม่ขาดแห้งไปด้วยสายโลหิต

​แม่น้ำปิงในคลองสวนหมากไหลต่อไป หาดทรายไร่เกาะ ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในฤดูนี้ แต่รื่นรู้ว่าอีกไม่ช้าไม่นาน มันก็จะโผล่ขึ้นเมื่อน้ำเริ่มลด ทำนองเดียวกับความทรงจำถึงความรักของคนที่หลุดพ้นจากการอดกลั้น แน่ละ เขาจะคิดถึงละเมียดต่อไป ไม่มีอะไรจะมาทำให้เขาลืมหล่อนได้ – ไม่มีอะไร แม้กระทั่งความตาย – –!

.
จบ
.

.

ที่มา : ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) ภาคสอง ๑๖ - ๒๐
https://vajirayana.org/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.08 seconds with 17 queries.