Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 09:43:15

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑๑ - ๑๕
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑๑ - ๑๕  (Read 891 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 20 March 2026, 16:30:07 »

ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑๑ - ๑๕


๑๑

ละเมียดก้าวขึ้นสู่บันไดท่าน้ำหน้าบ้านรื่นเช้าวันนั้นด้วยขาค่อนข้างสั่น มิใช่เพราะหัวใจวาบหวิวด้วยความสูงของมัน หรือรำลึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วแต่หนหลังหากหวาดหวั่นตัวเอง เมื่อคิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาซึ่งหล่อนและเขาต่างมีผลประโยชน์ผูกพันอยู่ด้วยกันทั้งคู่ หล่อนรู้ว่าการตกลงใจของท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัดมิได้เหลืออะไรไว้ให้เป็นที่สงสัยอีกเลย เมื่อท่านบอกว่าชาวคลองสวนหมาก, มิใช่ท่าน, คือผู้ที่จะวินิจฉัยลงไปเกี่ยวกับสัมปทานป่าไม้โป่งน้ำร้อน หล่อนรู้ต่อไปอีกด้วยว่า ถ้าชาวปากคลองจะต้องเลือกในทางหนึ่งทางใดหรือไม่เลือกเลย ผู้จะมีเสียงสุดท้ายจะหนีไม่พ้นรื่น

ตลอดคืน หล่อนพยายามทบทวนถึงเหตุการณ์ภายหลังที่จะออกจากจวนท่านเจ้าคุณมาแล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจข้ามมาที่นี่ เป็นครั้งแรกที่เสถียรสนับสนุนหล่อนอย่างเปิดเผยต่อหน้า หลวงราชบริการ ผู้คัดค้านตามเคยที่จะให้ติดต่อเจรจาปัญหาเรื่องนั้นกับรื่นโดยตรง

​“ทำไมเราจะต้องไปพะวงถึงคนๆ เดียวนั้น ในเมื่อมันเป็นเรื่องสำหรับคนทั้งตำบลต้องตัดสิน ?” เขาว่า

“เพราะกำนันรื่นเป็นกำนัน” ละเมียดตอบเรียบ ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงเลย เพราะเขาเป็นหัวหน้าที่คนพวกนั้นนับถือเชื่อฟังมาแต่ไหนแต่ไร”

“แต่ผมเป็นนายอำเภอ” หลวงราชบริการแย้ง “โดยตำแหน่งและหน้าที่เป็นความรับผิดชอบของผมเหมือนกันที่จะให้คนพวกนั้นได้ตกลงใจของเขาเอง โดยปราศจากความเกรงใจ โดยปราศจากการชักจูงให้เขาไปจากทางที่ถูกที่ควร”

“ก็ใครล่ะคะจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าอะไรถูกอะไรควร ?” ละเมียดถอนใจ “ไม่ใช่คุณหลวงหรือใครที่มีส่วนได้เสียอยู่กับบริษัทนี้แน่ แต่เอาเถอะค่ะ ตามความคิดของคุณหลวงจะทำอย่างไร ?”

นายอำเภอยกมือขึ้นเสยผมอันบาง สีหน้าท่าทางเหมือน กำลังใช้ความคิดหนัก

“ทุกคราวที่เกิดปัญหาสำหรับชาวบ้าน ไหนจะต้องคิดจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเขา ผมเป็นคนตัดสินให้เองตลอดมา นั่นเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่ดี ผมไม่ใช้วิธีตามบุญตามกรรมอย่างเจ้าคุณท่าน ชาวบ้านเหล่านี้มีปัญญาอะไรที่​จะคิด เราจะต้องคิดแทนเขา วินิจฉัยแทนเขา ว่าอะไรดี อะไรเลว อะไรถูก อะไรผิด เมื่อมีเรื่องทำนองเดียวกันนี้ ผมมักจะเรียกประชุมลูกบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันบอกเขาว่าผมต้องการให้เขาทำอะไรในเรื่องนั้น ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียบร้อย”

เสียงหัวเราะของละเมียด ทำให้เขาหยุดชะงักหันมามองด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

“ดิฉันภาวนา ––– ดิฉันอยากจะเชื่อเหลือเกินว่า มันจะสำเร็จง่ายดายอย่างนั้น”

“อ๋อ มันจะต้องสำเร็จง่ายดายอย่างนั้น” หลวงราชบริการยืนยันตาลุกเป็นไฟ

“ดิฉันเกรงว่าคุณหลวงจะผิดหวังในครั้งนี้ เสถียรเขาจะบอกคุณหลวงได้ดีว่า ปัญหาสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อนมีสภาพไม่ต่างอะไรกับรังแตน และรังแตนที่คิดได้เสียด้วย โดยไม่ต้องอาศัยใครคิดแทนเขา – –”

“ผมคิดว่าถูกของแม่เมียด” เสถียรซึ่งนั่งฟังอยู่ตลอดเวลาโดยมิได้ปริปากแต่อย่างใด เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก “วิธีของคุณหลวงอาจจะใช้ได้ในเรื่องอื่น กับคนบ้านอื่น แต่ไม่ใช่ป่าโป่งน้ำร้อนสำหรับชาวปากคลอง ซึ่งยังมีกำนันรื่นเป็นกำนัน”

​สีหน้าหลวงราชบริการแดงเรื่อขึ้นมาทันที เมื่อได้ฟังประโยคนั้น

“ตกลงคุณก็คิดอย่างเดียวกันกับคุณเมียดว่าคน ๆ นั้น เป็นใหญ่กว่าใคร ๆ ในเมืองนี้”

เสถียรสั่นศีรษะ “เปล่า ผมหมายเพียงว่าเขาเป็นใหญ่กว่าใคร ๆ ในปากคลอง และฟังตามเจ้าคุณท่านพูด เขาเป็นใหญ่กว่าใคร ๆ ในปัญหาสัมปทานป่าไม้โป่งน้ำร้อน”

นายอำเภอยกมือทั้งสองขึ้นเหมือนจะแสดงกิริยาคัดค้าน ครั้นแล้วก็ปล่อยให้มันตกลงข้างกาย พลางส่ายหน้า

“ก็ตามใจ ถ้ารักจะใช้วิธีคลานเข้าไปหาคนขอทานพรรณนั้น”

“เขาอาจจะเป็นขอทาน แต่เขาไม่ใช่ทาสที่เราจะใช้อำนาจบังคับได้” เสียงละเมียดกระด้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “ดิฉัน คิดว่าถ้าคุณลุงท่านเห็นดี ในฐานะที่เป็นเจ้าเมืองท่านก็คงจะ ปฏิบัติอย่างคุณ หลวงบอกแล้ว

และทำนองเดียวกับทุกครั้งมา การปรึกษาหารือภายใน บริษัท ลงเอยด้วย ความ กระเทือนใจ ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตาม เคย ละเมียดไม่มีความสงสัยเลยว่าการปล่อยให้หลวงราช บริการดำเนินงานนั้นไปตามความคิดความเห็นชอบของเขา ผล​จะไปลงเอยเช่นไร ท่วงที่ใหม่ของเสถียรซึ่งมีต่อกรณีเดียวกันนี้ เป็นกำลังใจหล่อนอย่างบอกไม่ถูก

“ทำไปเถอะตามที่แม่เมียดเห็นชอบ” เขาบอกหล่อนก่อนจะจากมา “อนาคตของเราเกี่ยวกับสัมปทานป่านี้อยู่กับคน ๆ นั้น เจ้าคุณท่านอาจจะพูดถึงพวกปากคลอง แต่ฉันรู้ว่า ท่านมองเห็นและหมายถึงใครในเวลาท่านพูด”

พวกปากคลองคือเขา หล่อนคิดแล้วคิดเล่า ชาวคลองสวนหมากคือรื่น ละเมียดตื้นตันใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่า วาจานั้นมาจากเสถียรเอง ความเปลี่ยนแปลงแห่งทรรศนะของเขาในเรื่องนั้น ทำให้เป็นการง่ายเข้าสำหรับหล่อนจะพึงปฏิบัติอะไรลงไป เพื่อเห็นแก่ประโยชน์สุขของทุกฝ่ายร่วมกัน

หล่อนข้ามลูกกระไดขั้นสุดท้ายก้าวขึ้น ไปสู่ลานโล่งใต้ต้นมะม่วงสายทองต้นนั้น แล้วก็มองลอดรั้วโปร่งเข้าไปในบริเวณบ้าน ไก่สองสามตัวคุ้ยเขี่ยหาอาหารอยู่ที่ใต้ถุนครัว สุนัขอีกตัวหนึ่งถูกล่ามโซ่ขกนั่งเฝ้าอยู่ที่เชิงบันได แต่ก็ไม่แลเห็นใครที่บนเรือน จนกระทั่งเปิดประตรั้วเข้าไป ได้ยินเสียงสุนัขเห่ากระโชก รื่นจึงโผล่หน้าออกมาจากครัว

ชั่วขณะหนึ่งเขายืนนิ่งอยู่กับที่ ความตื่นเต้นยินดีและอัศจรรย์ใจ ปรากฏอยู่บนใบหน้าอันขมุกขมอมเหมือนเพิ่งกลับ​มาจากงานดินใหม่ ๆ ละเมียดก้าวเข้าไปใกล้สุนัขตัวนั้น เงยหน้าขึ้นถามเขา

“ดุมากนักหรือรื่น ?”

“ไม่กัดหรอกครับ ดีแต่เห่า” เขาได้สติยกผ้าขาวม้าขึ้นเช็ดหน้าก้าวออกมาที่นอกชาน “เมื่อวานกินไก่ไปสองตัว สุดใจเขาเลยล่ามโซ่ไว้ เชิญคุณเมียดข้างบนเถอะครับ”

ในเวลาเช้าเช่นนั้น ที่ระเบียงเรือนเย็นสบาย ละเมียดชำเลืองดูชายผู้นั่งอยู่ข้างหน้าแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า นับแต่จากกันคืนนั้นเป็นต้นมา ดูเขาเกือบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปนอกจากแจ่มใสขึ้น อ้วนฉุ และกร้านแดดจนเกือบเป็นเกรียม

“ไปไหนกันหมดรื่น ?” หล่อนถาม ชำเลืองดูรอบ ๆ กาย รู้สึกได้รับความสงบ ในขณะเดียวกันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ อย่างทุกคราวที่อยู่ใกล้เขา

“สุดใจพาพวกลูก ๆ ไปเยี่ยมพวกบ้านเหนือครับ” เขาบอก “ป้ากับจำปาไปไร่ ผมเองลงไปฟันดินทางหลังบ้านอยู่พัก เพิ่งกลับมากินข้าว”

“งั้นก็เท่ากับฉันมาขัดจังหวะ” ละเมียดหัวเราะ “กลับไปทำธุระเสียให้เสร็จดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าฉันมาทำให้ผอม”

“ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว ขืนซ้ำอีกหน่อยก็คงลงพุงอ้วน​เป็นพ้อม” เขาบอกยิ้มยิงฟันขาว “เต็มที่เหลือเกิน ตั้งแต่คุณเมียดกลับมากำแพง ผมไม่เคยได้ข้ามไปเยี่ยมเลย ธุระมันยังยุ่งๆ อยู่อีกหลายอย่าง ชวนสุดใจเขาไว้หลายครั้ง แล้วก็เหลวไป วันนี้มีอะไรหรือครับ คุณเมียดจึงมาถึงที่นี่ได้ ?”

เขาพูดราวกับว่าไม่เคยมีอะไรต่อกันมาเลยกับหล่อน เขาพูดอย่างกำนันรื่นชาวปากคลองและหล่อนเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ข้ามมาจากเมือง ละเมียดรู้ดีว่าเรื่องทั้งหลายแหล่จะพูดกันได้ง่ายเข้า ถ้าหล่อนและเขาอยู่ในฐานะนั้น ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใด ๆ เป็นเครื่องผูกมัด นอกจากหล่อนในฐานะตัวแทนของบริษัท และเขาตัวแทนชาวปากคลองทั้งหลาย แทนที่จะเป็นหญิงและชายซึ่งหัวใจเต้นจังหวะเดียวกัน เป็นของกันและกัน ส่วนหนึ่งแห่งกันและกัน

“บางทีเราอาจจะต้องพูดกันนานสักหน่อย” หล่อนบอก “ฉันอยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันเหลือเกินเพื่อเป็นพยาน และช่วยกันวินิจฉัยว่าควรจะเป็นไปอย่างไร ?”

รื่นเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ แต่ทั้งหมดที่กระทำลงไปก็ได้แต่มองหน้าหล่อนเฉยอยู่

ฉันหมายถึงเรื่องเก่าแก่ ที่คาราคาซังกันมาหลายปีเต็มที” ​ละเมียดต่อ เรื่องที่รื่นจะช่วยได้มากที่เดียวถ้าเห็นชอบตามที่ฉันขอร้อง”

“คุณเมียดยังไม่ได้บอกผมว่าเรื่องอะไร ?”

เป็นการสุดวิสัยที่จะรีรอเหนี่ยวรั้งเรื่องนั้นไว้อีกต่อไป เมื่อไหน ๆ ช้าหรือเร็ว มันก็ต้องปรากฏออกมาในเวลาหนึ่ง

“อ๋อ เรื่องป่าโป่งน้ำร้อนที่พะโป้และบริษัทต่างขอสัมปทานไว้ซีรื่น”

อึดใจหนึ่งเต็ม ๆ เขานั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น หรือศิลาสลัก อึดใจหนึ่งเต็ม ๆ ละเมียดไม่อยากจะมองดูหน้านั้น หน้าอันปราศจากความรู้สึกใด ๆ นัยน์ตาทั้งคู่ปราศจากแววเหมือนหาชีวิตไม่ แต่ในที่สุดเสียงถอนใจยาวดังมาจากเขา

“ผมเข้าใจ” เสียงของเขาราวกับแว่วมาจากคนละโลก “คุณเมียดจะให้ผมช่วยอะไร ?”

หล่อนกระเถิบเข้าไปหาเขา ครั้นแล้วก็คิดได้ และถอยกลับออกมานั่งอยู่ในท่าและที่เดิม

“ฟังก่อน รื่น” เสียงของหล่อนเต็มไปด้วยความร้อนรน “ก่อนอื่นรื่นจะต้องเข้าใจความจริงเสียก่อนว่าเรื่องมันไปอย่างไรมาอย่างไรกัน รื่นรู้อยู่แล้วว่าพะโป้และบริษัทฉันต่างคนต่างขอสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อนไว้ด้วยกัน”

​“ผมรู้จากเจ้าเมืองท่านแต่ว่า ป่าโป่งน้ำร้อนจะไม่อยู่ในสัมปทานของใคร ตราบใดที่ท่านยังเป็นเจ้าเมือง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นที่เข้าใจกันแจ่มแจ้งมาแล้ว หลังจากเกิดเรื่องครั้งนั้น”

ละเมียดประสานมือทั้งสองเข้าใต้เข่า สีหน้ากังวลหนักขึ้น

“รื่นยังไม่เข้าใจ ป่าทั้งหลายจะเป็นสาธารณะอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อยังไม่มีใครจับจอง ไม่มีใครเข้าครอบครองหรือได้รับสัมปทาน ทันใดที่ป่านั้นได้รับอนุญาตผูกขาดเป็นทางการมันก็ไม่เป็นสาธารณะอีกต่อไป เรา – เสถียร – กะฉัน – พยายามวิ่งเต้นกันในเรื่องนี้ ก็เพื่อที่จะให้มันคงอยู่ในสภาพเดิมอย่างนั้น อย่างป่าวังพระธาตุ ลานดอกไม้ และแม่ระกาที่เราได้ทำมาแล้ว”

“แต่ป่าโป่งน้ำร้อนกับป่าเหล่านั้นไม่เหมือนกัน ป่าวังพระธาตุกับแม่ระกาเป็นแต่เพียงแขน เพียงขา หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของชาวบ้าน เพราะอาชีพอื่นสำคัญกว่ายังมีอยู่ตามแต่ฤดูกาล แต่โป่งน้ำร้อนไม่อย่างนั้น มันเป็นชีวิตทั้งชีวิตของพวกเรา”

“ก็เพราะข้อนี้ซีรื่น คุณลุง – – เอ้อ – เจ้าเมืองท่าน​จึงไม่ยอมพิจารณาสัมปทานป่านี้ เมื่อเสนาบดีส่งเรื่องกลับคืนมาให้ท่านวินิจฉัย ทางกระทรวงถือรายงานท่านเป็นใหญ่ว่าควรจะได้แก่ใคร ท่านว่าการตกลงใจเด็ดขาดอยู่กับพวกปากคลองเอง”

“งั้นก็ให้พวกปากคลองเขาตัดสินกัน” เสียงของเขาห้วน นัยน์ตาของเขาแห้ง

“แต่รื่นเป็นกำนันบ้านนี้ เป็นหัวหน้าของเขา รื่นตกลงเอาอย่างไรทุกคนจะทำตามนั้น ฟังฉันหน่อยรื่น –” ละเมียดมองหน้าเขาอย่างวิงวอน “ฟังฉันก่อน รื่นควรจะรู้ว่าฉันปรารถนาดีต่อรื่นและพวกปากคลองเพียงใด รื่นยังจำได้หรือเปล่าถึงเรื่องที่เราคุยกันคืนนั้น ที่บ้านฉันในกรุงเทพฯ ความประสงค์ของฉันในการที่ยอมรับเป็นผู้จัดการบริษัทนี้ แต่ละผลประโยชน์ของบริษัทเป็นหน้าที่ของฉันจะต้องดูแล แต่เฉลี่ยประโยชน์สุขซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้ร่วมงานทั้งหลายเป็นความปรารถนาชั่วชีวิตของฉัน สัมปทานป่าโป่งน้ำร้อนจะเปิดโอกาสให้ฉันได้เริ่มงานดังกล่าว เราจะไม่ทำตามแบบผู้ซื้อและผู้ขาย แล้วก็ไม่ใช่อย่างนายจ้างกับลูกจ้าง เราจะทำเหมือนงานในระหว่างครอบครัว ฝ่ายรื่นและคนบ้านนี้เป็นแรง ฝ่ายฉันเป็นทุนไม่เฉพาะแต่เรื่องไม้ ถึงสินค้าป่าทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน”

​“เป็นการเสี่ยงอันตรายเหลือเกิน ระหว่างปัญหาของเงินกับงาน” เขาพึมพำ สายตาเหม่อข้ามราวลูกกรงนอกชานออกไปในแม่น้ำ

หล่อนได้ฟังก็หัวเราะเบา ๆ “รื่นหมายความถึงการผิดใจกันในภายหลัง รื่นมองฉันอย่างเจ้าของเงินทั่ว ๆ ไป”

“ผมมองคุณเมียดในฐานะตัวแทนของบริษัท ซึ่งทุก าททุกสตางค์ที่ลงไป จะต้องได้ผลประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่าของมัน”

“แต่งานทุกอย่างต้องลงทุน ถึงแม้มันจะไม่ได้ผลอะไรตอบแทนในระยะแรก เราพูดกันในเรื่องนี้แล้ว – – หมายถึงเสถียรกับฉัน – – โป่งน้ำร้อนมิใช่ป่าที่จะทำกันหมดในวันสองวัน มันอาจจะกินเวลานานหลายสิบปี บางทีจะหลายชั่วอายุคน เรามองถึงผลที่จะได้รับในระยะนั้น – –”

รื่นหันมามองหล่อนนึ่งอยู่ครู่หนึ่งอย่างฉงนสนเท่ห์ ต่อมาก็สั่นศีรษะไปมาช้า ๆ

“ถ้าไม่รู้จักคุณเมียดมาก่อน รู้ใจคุณเมียดมาก่อน ผมอยากจะว่าคุณเมียดเจตนามาหว่านล้อมผมด้วยคำพูดเพราะ ๆ แล้วก็โครงการสวย ๆ เท่านั้น แต่ในฐานะที่รู้จักคุณเมียดดี ผมก็ได้แต่จะว่าคุณเมียดมีความฝันไกลเกินไป จนสุดวิสัยที่​ใคร ๆ เขาจะคิดว่าจะเป็นไปได้”

“ฉันตั้งใจและคิดว่าสามารถทำตามนั้นได้จริง ๆ” หล่อนค้าน

เขาก้มศีรษะรับรองประโยคนั้นเนิบ ๆ “ผมเข้าใจคุณเมียดเป็นคนมีความปรารถนาดีที่สุดต่อพวกเรา – – ดีอย่างจะหาอีกไม่ได้ในโลก ฉะนั้นจึงยากที่ใครจะเข้าใจได้ง่าย ๆ ในการค้าขายคนเรารู้กันแต่ว่า ซื้อได้ถูกเท่าไร ขายได้แพงเท่าไรยิ่งดี คนบ้านนี้เคยโดนมาแต่อย่างนั้น เขาเข้าใจและเชื่อว่า บริษัทคุณเมียดก็เข้าใจและเชื่ออย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็คงจะระแวงเสียแต่ก่อนงานจะเริ่มต้น และคนระแวงร่วมงานกันไม่ได้”

“แต่รื่นเป็นคนที่เข้าใจ อธิบายให้เขาเชื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเรียบร้อย”

“ผมไม่เคยทำให้คนเชื่อด้วยความฝืนใจ ศรัทธาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวของคนเราเอง ไม่ใช่ด้วยการชักจูง ไม่ใช่ด้วยการบังคับ”

ในที่สุดเรื่องก็มิได้ง่ายอย่างหล่อนเข้าใจ ละเมียดไม่สามารถจะบอกได้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เขาเป็นปฏิปักษ์ต่อความคิดใด ๆ เกี่ยวกับสัมปทานป่าไม้โป่งน้ำร้อน นอกจากนิสัย​และความเคยชินของชีวิตอิสระ ซึ่งสืบเนื่องกันมาแต่ดั้งเดิมอย่างชาวบ้านนั้นโดยทั่วไป พอใจในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ปราศจากการดิ้นรนขวนขวายต่ออนาคต หล่อนรู้สึกไม่ต่างอะไรกับบุคคลแปลกหน้าที่ล่วงล้ำเข้าไปในเขตที่หวงห้าม พยายามจะทำลายสิ่งที่เขาเชิดชูบูชาและหวงแหน เพราะมันเป็นวิถีชีวิตที่เคยชินและรสนิยมที่เคยชอบ ความสำนึกนั้นเป็นเหตุให้ท้อแท้ ในที่สุดก็เริ่มกระสับกระส่าย ความมั่นใจใด ๆ ละลายหายสูญไปทีละน้อย

“รื่นไม่ได้ให้ความหวังอะไรแก่ฉันเลย ในการที่จะให้ฉันได้มีส่วนร่วมงาน ซึ่งรื่นพยายามสานมาแต่ไหนแต่ไร” ละเมียดถอนใจก้มลงมองดูมือซึ่งประสานกันไว้บนตักอย่างสิ้นศรัทธา “ฉันหมายถึงความพยายามที่จะให้คลองสวนหมากขยายตัวออกไปยิ่งกว่านี้ และชาวปากคลองจะได้อยู่ในฐานะดีกว่าที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบัน”

เขานิ่งอยู่นาน ก่อนเอ่ยตอบ และเมื่อเขาเอ่ยเสียงนั้นห้าว เบาและจริงจัง

“ผมพร้อมที่จะรับใช้คุณเมียดทุกอย่างด้วยความยินดี” เขาบอก “ในเรื่องอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องนี้ สัมปทานป่าโป่งน้ำร้อน เป็นเรื่องที่ชาวปากคลองทุกคนตัดสินใจ ไม่ใช่ผมแต่ลำพัง–”

​“นั่นแสดงว่า รื่นยังไม่ไว้ใจพอ” หล่อนถอนใจขณะที่เงยหน้าขึ้น

“เปล่า มันไม่ได้เกี่ยวกับไว้ใจหรือไม่ไว้ใจ” เขาแย้ง “มันเกี่ยวกับว่าคนพวกนี้เขาจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไหน ชีวิตเก่าที่เขาใช้อย่างที่ปู่ย่าตายายเคยใช้มาแล้วตามแต่ความพอใจ ตามแต่เขาจะรักจะใช้ด้วยความรับผิดชอบของเขาเอง หรือชีวิตใหม่ ภายใต้ข้อผูกพัน ภายใต้การตกลง เงื่อนไขซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้อื่น––” เขามองหล่อนเต็มตาเหมือนพยายามจะค้นหาอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่สิ่งเดียวที่พบก็เพียงเจตนาอันแรงกล้า ซึ่งเป็นประกายอยู่ในม่านตาทั้งคู่เท่านั้น “บอกผมหน่อยคุณเมียด ทำไมคุณเมียดถึงได้เจาะจงมาทดลองงานใหม่ของคุณเมียดที่นี่ ? ทำไมไม่เลือกที่อื่นซึ่งมีอยู่ถมไป ? ใคร ๆ เขาคงพร้อมที่จะรับความช่วยเหลือในเรื่องเงินของคุณเมียดทั้งนั้น”

หล่อนมิได้หลบตาเขาเลย ขณะที่ตอบอย่างแผ่วเบาเกือบเป็นกระซิบ

“เพราะคนที่ฉันรักอยู่ที่นี่ !”

ความหมายของประโยคนั้นแจ่มแจ้งเกินไปที่เขาจะได้แย้งอะไรต่อไปอีก รื่นก้มหน้าลงดูพื้นระเบียง เสียงใด ๆ ที่​จะกล่าวออกมาหายกลับเข้าไปในลำคอ ขมับทั้งสองโปนไปด้วยเส้นโลหิตที่ฉีดแรง

“ผม– – ผมเสียใจจริง ๆ ที่ไม่มีทางจะทำอะไรให้คุณเมียดได้เกี่ยวกับเรื่องนี้”

เสียงเด็ก ๆ เกรียวมาจากทางเดินหน้าบ้าน ละเมียดหันไปทางเสียงนั้น มองเห็นสุดใจและลูก ๆ กำลังตรงมาที่ประตู หล่อนหันกลับมามองดูรื่น แล้วก็พูดเร็ว

“ฉันขอให้ช่วยฉันสักอย่างหนึ่งรื่น ราวมะรืนหรือมะเรื่องนี้แหละ คุณลุงคงจะนัดทุกฝ่ายไปพบพร้อมกันที่จวน–พะโป้ รื่น และบริษัทของฉัน เพื่อพูดจาหารือกันในเรื่องสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อน อย่างไรเสียท่านก็คงจะขอฟังความเห็นของรื่น ขอให้ยืนยันอย่างที่บอกฉันมาแล้วว่าขอฟังความเห็นจากพวกลูกบ้านก่อน เวลานานเท่าไรยิ่งดี เพื่อที่ฉันจะได้มีเวลาพูดจากับคนบ้านนี้ต่อไป––”

เขาไม่ตอบว่ากระไร คงนั่งนิ่งเหมือนรูปสลักซึ่งปราศจากความรู้สึกและชีวิตอยู่ในท่าเดิม

“รับซีรื่น ว่าจะช่วยฉัน” ละเมียดคะยั้นคะยอ เมื่อเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และเสียงดุของสุดใจใกล้เข้ามา

“ครับ, ผมจะพยายาม” เขาตอบพลางถอนใจ

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 20 March 2026, 16:30:55 »


๑๒

​สถานที่ราชการและข้าราชการเป็นความหวาดหวั่นของสุดใจมาแต่ไหนแต่ไร เพราะฉะนั้น ทันใดที่ก้าวเข้าสู่บริเวณสนามหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัด แลเห็นคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินพลุกพล่านอยู่ตามระเบียง เท้าของหล่อนก็เริ่มปัด เข่าทั้งคู่เริ่มอ่อนด้วยความประหม่าเหมือนจะเดินต่อไปไม่ได้

“เป็นอะไรไปวะ อีใจ ?” ป้าแคล้วหันมาถามด้วยความสงสัย

“ฉัน– – ฉันไม่อยากเข้ามาที่นี่” หล่อนบอก “เราออกไปคอยพี่รื่นอยู่ที่ศาลาท่าน้ำกะพวกโน้นไม่ดีกว่าหรือป้า ?”

“อย่ากลัวไปหน่อยเลยไม่มีใครเขากัดเอ็งหร็อก” หญิงชราหัวเราะ “เอ็งจำไม่ได้หรือ อ้ายทิดมันว่า พยายามเข้าไปใกล้ ๆ จะได้ฟังได้เห็นของดี”

หลานสาวยังคงรีรออยู่นั่นเอง สีหน้าหล่อนซีด ใจหล่อนสั่น หันซ้ายแลขวาไม่หยุดหย่อน

“งั้นก็พักอยู่ที่ใต้ต้นมะขามต้นนี้เถอะป้า เวลาเขาออกมาจากห้องเจ้าเมืองท่านแลเห็นได้ถนัดถมไป”

แม่เฒ่าได้ฟังยักไหล่ บ่นพึมอยู่ในลำคอ

​“ตามใจเอ็ง” แกนั่งปุกลงบนพื้นสนามใต้ต้นมะขามต้นนั้น ลงมือตะบันหมากต่อไป “เรื่องกลัวเจ้ากลัวนายของเอ็งนี่ เมื่อไรจะหายซักที” แกเงยหน้ามองเข้าไปที่ศาลากลางจังหวัดข้างหน้า แล้วก็หันกลับมาเหลียวไปดูผู้ซึ่งชุมนุมกันอยู่ตามใต้ต้นหว้าข้างศาลาท่าน้ำและต้นมะขามริมรั้วข้างหลัง “แห่กันมาทั้งวังยางหัวยาง บ้านไร่ ปากคลอง กูไม่รู้เรื่อง ว่ามันอะไรกัน”

“ฉันก็ไม่รู้” สุดใจว่า “พี่รื่นไม่บอกอะไรเห็นแต่ว่าให้มาก็แล้วกัน ฉันคิดว่าคงเรื่องโป่งน้ำร้อนอีกไม่งั้นนายห้างกะคุณนายละเอียดจะมาทำไม นอกจากนั้นวานซืนนี้ คุณนายละเมียดยังข้ามไปหาพี่รื่นเขาที่บ้าน”

แม่เฒ่าเงยหน้าขึ้นดูหลานสาวโดยเร็ว

“ไปหาหอกอะไรกันอีก ?”

“พี่รื่นว่าเกี่ยวกับเรื่องเจ้าเมืองท่านนัดพบวันนี้แหละ”

หญิงชราพึมพำอะไรอยู่ในคอ ทั้งหมดที่สุดใจได้ยินก็เพียง

“กูไม่รู้ว่าหลานสาวเจ้าเมืองเป็นนักการมาแต่เมื่อไร” แกหันกลับไปที่ศาลากลางจังหวัดอีก “นี่เมื่อไรจะรู้เรื่องราวกันซักที คอยมากี่ชั่วโมงแล้วละ ลมจะใส่ตาย – –”

​ชาวบ้านทุกคนที่ทยอยข้ามฟากมาตั้งแต่พระฉันเช้าจนกระทั่งจะได้เวลาฉันเพล อยู่ในฐานะเดียวกับสองป้าหลานทั้งนั้น ไม่มีใครรู้ถึงความมุ่งหมายว่าตนต้องข้ามฟากมาเมืองด้วยเรื่องอะไรกัน เพราะฉะนั้นก็ได้แต่จะคอยอยู่ด้วยความอึดอัดตลอดเวลาที่การเจรจาภายในห้องของผู้ว่าราชการจังหวัด ดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศอันเคร่งเครียดมาเป็นเวลาชั่วโมงเต็ม ๆ

ด้วยดวงหน้าอันเป็นมันเพราะความร้อน ซึ่งแม้พัดโบกจากเพดานเหนือศีรษะขึ้นไป ก็ไม่สามารถจะบรรเทาเบาบางลงไปได้เพียงไร ท่านเจ้าคุณนั่งอยู่ในเก้าอี้ของท่านอย่างสงบเสงี่ยม ชำเลืองดูพะโป้ผู้นั่งเป็นสง่าอยู่ตรงหน้าท่าน พร้อมด้วยคนใช้พับเพียบคอยโบกพัดหางนกยูงให้นายอยู่ที่พื้น รื่นนั่งตัวตรงอยู่ทางขวา นายเสถียรและละเมียดภรรยาอยู่ข้างซ้าย ไกลออกไปทางเบื้องหลัง ใกล้กับหน้าต่าง ซึ่งมองออกไปสู่สนามหญ้าและท่าน้ำ หลวงราชบริการยืนอยู่ มือทั้งคู่ประสานไว้ข้างหน้า กิริยาของเขาเคร่าเครียดกว่าใคร ๆ ในห้องนั้น ในที่สุดสายตาอันแจ่มใสของท่าน ก็หันกลับมาจับอยู่ที่ดวงหน้าอันเอิบอิ่มของพะโป้ พลางยิ้มน้อยๆ

“ฉันฟังพูดกันมานาน” ท่านเอ่ย “พอจะจับใจความได้​ว่า ทุกฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนดีพอด้วยกันทั้งนั้น นายห้างถือเสียว่าเคยทำประโยชน์ให้แก่คนบ้านนี้เมืองนี้มานาน ฉะนั้น จึงควรจะได้รับสัมปทานดังกล่าว ข้างบริษัทของนายเสถียรกับแม่เมียดก็ว่าจะทำประโยชน์ให้กับชาวบ้านนี้ได้มากเหมือนกัน ฉันเองเห็นใจทั้งสองฝ่าย – – –” ท่านหยุดถอนหายใจหน่อยหนึ่ง ทอดสายตามองข้ามคนทั้งปวงออกไปยังท้องฟ้าและทิวไม้ข้างนอก เมื่อเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกจนเกือบเป็นสั่นเครือ “แต่เห็นใจเจ้าของเดิมเขามากกว่า ฉันหมายถึงพวกที่ได้อาศัยป่านั้นทำมาหากินมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย จริงอยู่ป่าโป่งน้ำร้อนเป็นสมบัติของแผ่นดิน การเปิดสัมปทานให้แก่บริษัท หรือเอกชนในครอบครองจะเป็นประโยชน์หารายได้เข้าหลวงมากกว่าทิ้งไว้ให้เป็นสาธารณะ แต่ฉันเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนี้ หน้าที่ของฉันอยู่ที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรพลเมืองในความปกครองด้วย ระหว่างสองหน้าที่นั้นความสุขของราษฎรสำคัญกว่าและมาถึงก่อนรายได้ของแผ่นดิน เพราะเหตุนี้ ถึงเสนาบดี ท่านจะมอบอำนาจในการวินิจฉัยไว้กับฉัน ว่ามันควรจะเป็นของใคร ฉันก็จะไม่ใช้อำนาจนั้น ฉันจะให้เจ้าของเดิมเขาเป็นผู้ตัดสิน – –”

ทุกคนรู้ว่าท่านจะทำอย่างไรต่อไป ก่อนที่ท่านจะหัน​หน้ากลับมาที่รื่น และก่อนจะทันเอ่ยนามเขาด้วยซ้ำไป ตั้งแต่การเจรจาเริ่มต้นเขานั่งอยู่ในท่าไร เดี๋ยวนี้ก็ในท่านั้น มือทั้งสองประสานกันอยู่บนตัก ตัวตรงสายตาจับอยู่ที่ท่านเจ้าคุณไม่เหลียวซ้ายไม่แลขวา สีหน้าไม่บอกความรู้สึกใด ๆ

“กำนันรื่นจะเป็นคนบอกแทนพวกที่รออยู่ข้างนอกได้ว่าป่าโป่งน้ำร้อนมีความหมายสำคัญสำหรับพวกนั้นเพียงใด” ท่านพูดต่อไป “ในฐานะที่สมัยหนึ่งฉันเคยมีข้อผูกพันอยู่กับเขาโดยให้คำรับรองว่าตราบใดที่ฉันยังเป็นผู้ว่าราชการอยู่ที่นี่ จะไม่มีใครได้สัมปทานไป ฉันคิดว่านายห้างจะยังจำได้ – –” ท่านหันไปหาราชาป่าไม้ผู้นั้น

พะโป้ก้มศีรษะเนิบ ๆ รับรองวาจาของท่านโดยมิได้โต้ตอบประการใด

“ฉะนั้น การตกลงใจใดๆ ของกำนันรื่นฉันจะถือเป็นการตกลงใจ แทน – – อะไรกันคุณหลวง ?” ท่านเจ้าคุณหยุดชะงัก เมื่อเห็นนายอำเภอของท่านขยับกายทำท่าจะก้าวออกมา

“กระผมขอประทานโทษ !” หลวงราชบริการลั่นวาจาประโยคนั้นออกมาได้ด้วยความยากลำบากเต็มที “ในฐานะที่เป็นอำเภอ เคยเข้าใจใกล้ชิดติดต่อกับพวกนั้นมาเป็นเวลาช้านาน กระผมใคร่จะกราบเรียนใต้เท้าว่าบางทีจะเป็นการคลาด​เคลื่อนไปได้ ในการที่จะถือว่าราษฎรชาวบ้านทั้งสิ้นจะเห็นด้วยกับกำนันรื่น เกี่ยวกับการตัดสินใจใด ๆ ที่เขาจะกระทำลงไป”

สายตาของท่านเจ้าคุณแลจับใบหน้าอันแดงก่ำของนายอำเภอท่านอยู่นาน ในที่สุดก็ถอนใจพลางยิ้มน้อย ๆ

“คุณหลวงให้สติผมดี ผมเชื่อว่าไม่มีผลประโยชน์ของบริษัทซึ่งคุณหลวงมีหุ้นส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย”

“กระผม – – – – กระผมเรียนปฏิบัติตามหน้าที่เท่านั้น” หลวงราชบริการกระอึกกระอักยิ่งขึ้น

“งั้นผมต้องการคำปรึกษาเมื่อไรจะบอกคุณหลวงเอง” ท่านเจ้าคุณตัดบท “พูดไปรื่น ทุกคนกำลังรอฟังเราอยู่”

ทุกหูเงี่ยคอยสดับเขา ทุกตาเพ่งอยู่ที่ใบหน้าอันปราศจากความรู้สึกนั้นเขม็ง ละเมียดรู้สึกหัวใจของหล่อนเต้นแรงผิดปกติเหมือนรอคอยคำสั่งประหารชีวิต คำตอบที่ได้กระทำให้ทุกคนประหลาดใจ

“กระผมไม่มีอะไรจะพูด” เป็นทั้งหมดที่หลุดมาจากริมฝีปากของเขา

สายโลหิตเล่นขึ้นสู่แก้มและหน้าผากของละเอียด ความเคร่งเครียดคลายไปจากใบหน้าของเสถียร พะโป้ยกมือขึ้นป้องปากไอเบา ๆ ท่านเจ้าคุณมิได้เปลี่ยนอิริยาบถเลยขณะที่พูดต่อ

​“ฉันอยากจะฟังความเห็นของรื่น”

“กระผมเคยเรียนให้ใต้เท้าทราบแล้ว นายห้างก็เหมือนกัน คุณนายละเมียดก็เหมือนกัน ป่าโป่งน้ำร้อนตกไปอยู่ในสัมปทานเมื่อใด ชีวิตชาวปากคลองบ้านไร่ วังยาง หัวยางจะไม่เป็นอยู่อย่างเดิมได้ – –”

“หมายความว่ารื่นต้องการจะให้มันอยู่ในสภาพเดิมต่อไปอย่างที่ฉันได้พูดมาแล้ว”

“ความต้องการของกระผมเป็นเหตุผลส่วนตัว” รื่นตอบเบา ๆ “ถูกของนายอำเภอท่าน ความต้องการของกระผมไม่ใช่ความต้องการของชาวบ้านเหล่านั้นทั้งหมด”

“งั้นรื่นก็คงจะต้องการเวลาสำหรับปรึกษาหารือกับพวกลูกบ้านทั้งหลายก่อน” ละเมียดเกือบสะกดกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่ได้ นัยน์ตาของหล่อนที่มองเขาแจ่มใสไปด้วยความหวัง

แต่รื่นกลับสั่นศีรษะ สายตาคงจับอยู่ที่ท่านเจ้าคุณ “ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรในเมื่อชาวบ้านในตำบลเหล่านั้น มาชุมนุมกันพร้อมอยู่ที่นี่แล้ว ขอเชิญนายอำเภอเรียกเข้ามาถามเป็นรายตัวได้ ต่อหน้าใต้เท้านายห้าง นายเสถียรกะคุณนายละเมียด – –”

​เสียงหัวเราะร่วนดังมาจากพะโป้อย่างขบขัน แต่สุภาพ

“นั่นเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาเหมือนกันขอรับเจ้าคุณ เพราะมันจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าวาจาที่ผมเคยลั่นไว้ ถูกหรือผิดอย่างไร” แกบอก “ประเดี๋ยวเจ้าคุณจะเห็นได้เองว่าชีวิตของคนพวกนั้น ฝากไว้กับป่านี้เพียงไรไม่มีใครจะเห็นผิดไปจากกำนันเขาได้”

ท่านเจ้าเมืองมองดูผู้พูดอย่างหลากใจ

“ก็ไหนนายห้างให้เหตุผลมาหยก ๆ นี้เองว่า ป่านั้นสัมปทานควรจะได้แก่นายห้าง”

“เพราะสัมปทานอยู่กับผมหมายถึงไม่มีสัมปทาน หมายถึงมันจะเป็นป่าสาธารณะสำหรับพวกปากคลอง บ้านไร่ วังยาง ต่อไป กำนันรื่นรู้แก่ใจในข้อนี้ ชาวบ้านทั้งหลายก็เหมือนกัน ผมยอมสู้ตายถ้าเป็นการชิงสัมปทานกับรายอื่น ๆ แต่กับกำนันรื่นและพวกปากคลองไม่ต่างอะไรกับพวกพี่ ๆ น้อง ๆ ไม่มีความหมายแตกต่างอะไร –– ผมขอถอน !”

ยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากของเจ้าคุณกำแพง นัยน์ตาทั้งคู่ของท่านเป็นประกาย ในที่สุดก็หัวเราะออกมาเสียงลั่นห้อง อย่างที่ไม่ค่อยจะเคยมีใครได้ยินท่านหัวเราะในชีวิต

“เสียทีได้” ท่านหัวเราะต่อไป “ฉันควรจะทายใจ​นายห้างออก ตั้งแต่แรกที่ยื่นเรื่องราวแล้ว ฉันควรจะรู้ว่านายห้างก็เท่ากับชาวปากคลองคนหนึ่ง เดี๋ยวนี้จึงเหลือปัญหาระหว่างบริษัทของแม่ละเมียดและนายเสถียร กับพวกชาวบ้าน จะให้ฉันจัดการฟังเสียงคนพวกนั้นอย่างรื่นเขาว่าหรือจะเอาอย่างไร ?”

“ไม่มีความจำเป็นอะไรต่อไปค่ะ คุณลุงคะ” สีหน้าของหญิงสาวซีดเผือด นัยน์ตาของหล่อนแห้งผาก “เมื่อนายห้างขอถอน ดิฉันก็ขอถอน – –”

หล่อนมิได้เอ่ยถึงรื่น หรือพวกปากคลองอีกต่อไป ความแสลงใจทำให้หล่อนไม่อยาก แม้แต่จะมองหน้าเขา

“งั้นเราก็เห็นจะยุติเรื่องนี้ได้ ป่าโป่งน้ำร้อนคงอยู่ในสภาพเดิมของมันต่อไป” ท่านผู้ว่าราชการถอนใจ “ขอขอบใจด้วยกันทุกฝ่ายที่ทำให้เป็นการง่ายแก่ฉัน ในการที่จะรายงานเข้าไปที่กระทรวง บอกพวกนั้นกลับกันได้แล้วนี่รื่น อุตส่าห์มาตรากตรำลำบากกันตั้งแต่เช้า นายห้างล่ะ ? ถ้ายังไม่รีบร้อนไปไหนกินข้าวกลางวันเสียด้วยกันที่นี่เลยเป็นยังไง ? มีแต่ฉันไปเยี่ยม นายห้างเป็นเลี้ยง ที่นี้ถึงทีฉัน ขอให้ได้จัดการรับรองบ้าง”

นายห้างตอบรับด้วยความยินดี

​“ผมจะได้มีโอกาสเยี่ยมคุณหญิงด้วย ได้ข่าวว่าป่วยไป ค่อยสบายขึ้นแล้วหรือครับ ?”

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

“เป็นโรคธรรมดาเสียแล้ว ตั้งแต่ขึ้นมาอยู่ที่นี่ ๓ วันดี ๔ วันไข้” ท่านบอก

ทั้งสองชวนกันออกไป หลวงราชบริการ และนายเสถียรรีรออยู่หน่อยหนึ่ง ก็เดินตามหลังออกมา เหลือแต่ละเมียดซึ่งยืนหันหลังให้อยู่ที่หน้าต่าง คนใช้พะโป้ผู้กำลังเก็บกลี่ยาสำหรับนายใส่ย่าม และรื่นซึ่งรีบลุกขึ้นพยายามจะออกไปเสียให้พ้นจากห้องนั้น โดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ยังไม่ทันก้าวถึงธรณีประตูก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกของหล่อน

“ประเดี๋ยวก่อนรื่น!” ละเมียดมิได้หันหน้ามาเหมือนเกรงเขาจะเห็นสีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความปวดร้าวใจ “ทำไมรื่นถึงเล่นตลกกับฉันอย่างนั้น”

“ผมไม่ได้เล่นตลกกับคุณ” เขาค้านด้วยเสียงห้าวๆ

“แต่รื่นรับปากฉันว่าจะประวิงเวลาการตกลงใจไว้พอให้ฉันได้มีเวลาพูดจากับชาวบ้านบ้าง”

“ผมยังไม่ได้ตกลงอะไรจนอย่างเดียว”

​“ถูก, รื่นโยนความรับผิดชอบเองนั้นไปให้พวกชาวบ้าน ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าทุกคนเขาจะตอบอย่างไร”

“คุณเมียดน่าจะรู้ว่ามันเป็นความประสงค์ของนายอำเภอท่าน เมื่อใช้นักการไปบอกผมเมื่อวาน นายอำเภอกำชับนักกำชับหนาว่า ให้ผมนัดพวกลูกบ้านมาประชุมที่หน้าศาลากลางด้วย ท่านคงสั่งไปทางบ้านอื่นอย่างเดียวกัน คุณเมียดจะเห็นได้ว่ามิใช่จะมีแต่พวกปากคลองเท่านั้นที่มาที่นี่ พวกหัวยาง วังยาง ปากอ่าง ต่างแห่มาเหมือนกัน เพราะท่านเชื่อแน่ว่า อย่างไรเสียคนพวกนั้นก็ต้องเป็นฝ่ายท่านวันยังค่ำ นายอำเภอลืมไปอย่างหนึ่งว่าป่าโป่งน้ำร้อนเป็นชีวิตและหัวใจของพวกชาวปากคลอง มากกว่าพวกหัวยาง วังยาง ถ้าจะมีการเล่นตลกหรือหักหลังคุณเมียด คน ๆ คนนั้นไม่ใช่ผม –– ผมพยายามทำตามอย่างที่จะให้โอกาสคุณเมียด เพราะรู้ดีว่าชีวิตและอนาคตของพวกปากคลองทุกคนขึ้นอยู่กับโป่งน้ำร้อน ถึงจะเจรจาชักจูงหรือหว่านล้อมสักเท่าใด ก็คงไม่ทำให้ใครเปลี่ยนใจไปได้ข้อนี้ ผมควรจะรู้ดีกว่าใคร ๆ ถึงไม่ใช่ฐานะคนปากคลองโดยเลือดเนื้อเชื้อไข กายและใจผมก็เป็นชาวปากคลองมาเป็นเวลาช้านาน สุขด้วยกัน ทุกข์ด้วยกัน หัวเราะและร้องไห้มาด้วยกัน ตายร่วมกันมาแล้วหลายครั้ง เกิดร่วมกันมาแล้วหลายหน”

​ในท่าที่ยืนอยู่เช่นนั้น เขาไม่สามารถแลเห็นสีหน้า และนัยน์ตาหล่อนได้ นอกจากเบื้องหลังของไหล่ที่คุ้ม และศีรษะที่ก้ม ไม่มีใครเอาใจใส่กับเจ้ากะเหรี่ยงคนใช้ของพะโป้ ซึ่งค่อย ๆ เลี่ยงออกไปจากห้องนั้นด้วยกิริยาตื่น ๆ รื่นยืนรอคอยคำตอบอยู่นาน แต่ทั้งหมดที่ได้รับก็เพียงเสียงถอนใจ เขาก้าวออกไปที่ประตูหันกลับไปดูร่างนั้นอีกครั้งหนึ่ง อุปาทานทำให้รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงสะอื้นดังมาจากที่หนึ่งที่ใดในห้องนั้น เบาๆ ต่อมาเขาก็รีบสาวเท้าลงมาจากศาลากลางโดยเร็ว!

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 20 March 2026, 16:31:43 »


๑๓

ป่าโป่งน้ำร้อน พร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ของมัน พร้อมด้วยธรรมชาติอันสวยสดงดงาม ความไข้และอำนาจอันเร้นลับซับซ้อน ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของดงทึบทั้งหลายยังคงอยู่ในสภาพเดิมต่อไป ท้าทายความพยายามใดๆ ของน้ำมือมนุษย์ที่จะเอาชนะมัน ท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัดรู้อย่างผู้ที่มองการณ์ไกลทั้งหลายจะพึงรู้ว่า โดยการปฏิเสธสัมปทานป่าไม้แห่งนั้น ชาวบ้านปากคลองเท่ากับปฏิเสธอนาคตที่สดใส ​ปลอดภัย และสถาพรของเขาต่อไปอีกหลายปี บางทีอาจจะชั่วอายุคน แต่ประเพณีเป็นของตายยาก ศรัทธา และความเป็นไทก็เช่นเดียวกัน การฝืนความประสงค์ของชาวพื้นเมืองเหล่านั้น ด้วยการให้สัมปทานแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หมายถึงการหมดสิทธิ์อิสระของเขาที่จะอยู่อย่างเคยอยู่ กินอย่างที่เคยกินมาชั่วชีวิตชั่วยุคของปู่ย่าตายาย ความปลอดภัยมีประโยชน์อะไรสำหรับชีวิตที่แห้งแล้ง ? สถาพรภาพมีประโยชน์อะไรสำหรับบุคคลที่ถูกขีดวงให้อยู่ในกรอบอันจำกัด ? ธรรมชาติเป็นเครื่องทดลองชั้นอุกฤษฎ์ สำหรับความแข็งแกร่งของมนุษย์ และธรรมชาติไม่อาจแยกออกจากชีวิตของชาวปากคลองได้ เลือดในกายทุกหยดของเขาเต็มไปด้วยมัน ทุกลมหายใจเข้าออกของเขาเต็มไปด้วยมัน การเผชิญกับธรรมชาติแต่ละครั้งหมายถึงการอยู่หรือไป มันอาจเต็มไปด้วยความน่าอเนจอนาถใจจริงอย่างละเมียดอธิบาย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ ตราบใดที่คนเรายังยอมรับนับถือบูชาคุณค่าของประเพณี ศรัทธาและความเป็นไทของมนุษย์

 

“คนได้รับการเล่าเรียนมาอย่างแม่เมียดควรจะรู้ว่าการทำป่าและดงให้เป็นบ้านเป็นเมือง ไม่ใช่ของเหลือวิสัยอะไร” ท่านพร่ำแล้วพร่ำเล่าทุกคราวที่ได้ฟังหลานสาวปรารภ ด้วย​ความขมขื่นในความล้มเหลวของหล่อนครั้งนั้น “ปู่ย่าตายายของเราแต่เก่าก่อนเคยพิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ขอให้ดูสุโขทัย ขอให้ดูเมืองเก่า ขอให้ดูดงเศรษฐี อยุธยา แล้วก็วังพระธาตุ ป่าดงหรือบ้านเมืองไม่สำคัญ ปัญหามันอยู่ที่คนที่จะอยู่อาศัยต่างหาก บ้านเมืองสวยงาม สุขสบายราวกะสวรรค์ แต่ถ้าคนอยู่ไปกันไม่ได้ ให้แปลกถิ่นแปลกที่เหมือนกับชีวิตใหม่ตามกันไม่ทัน มันจะมีประโยชน์อะไร คนเราพอใจที่จะใช้ชีวิตตามความเคยชินของเขา เราจะกลายเป็นมารร้ายไปในการที่จะขัดขวาง ชาวปากคลองเขาเคยอยู่ของเขามาอย่างนั้น ท่ามกลางโรคภัยไข้เจ็บ หรือร้อยแปดอันตรายหรือรอบข้าง บางครั้งวอดวายไปเกือบ ๆ ทั้งหมู่บ้าน แต่เขาก็อยู่กันมาได้ ไม่มีใครย่อท้อ ไม่มีใครถอยหนี รอดชีวิตมาคราวไรมีแต่แกร่งขึ้น ทรหดอดทนขึ้น ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนจะไม่มีวันตาย นั่นเพราะอะไร? ความมั่นใจจากชัยชนะที่เขาได้รับในการเผชิญกรรมกับธรรมชาติละ – –”

และทุกคราวที่ได้ฟังท่านอธิบาย ละเมียดก็ได้แต่จะส่ายหน้า

“คุณลุงไม่นึกบ้างหรือคะว่า มันจะเป็นการทุ่นชีวิตคนพวกนั้นขึ้นอีกมากมายเพียงใด ถ้าเราจะได้มีโอกาสช่วยเหลือ​เขาบ้าง ?” หล่อนตั้งกระทู้

“ในการได้รับสัมปทานโป่งน้ำร้อน แล้วก็ทำลายป่านั้นลงไปงั้นรี ?” ท่านเลิกคิ้ว “อ๋อ, เปล่าเลย แม่เบียดเข้าใจผิด การทำชีวิตที่ยากให้ง่าย มิได้หมายถึงการช่วยเหลือเสมอไป มันอาจจะหมายถึงการทำให้คนที่เข้มแข็งแกร่งกล้า อ่อนแอปวกเปียกลงก็ได้ ลุงรู้ว่าลุงพูดถึงอะไร เป็นเจ้าเมืองนี้มานาน เข้าใจชาวปากคลองพอ พร้อมด้วยชีวิตที่เคยชินเหล่านั้น เขาก็จะไปกันได้ ทำอะไรให้ผิดแปลกแตกต่างออกไป เขาก็จะเหมือนเด็กที่หลงทาง ประเพณีและนิสัยเปลี่ยนกันไม่ได้ในวันสองวันดอกแม่เมียด มันต้องค่อยเป็นค่อยไป เราจะช่วยเขาได้มากทีเดียว ในการเปิดโอกาสให้เขาได้ช่วยตัวของเขาเองต่อไป โดยปราศจากการขัดขวาง ลุงมีความเชื่อแน่นแฟ้นเหลือเกินว่าเป็นไปได้อย่างนั้น วันหนึ่งเจตนาดีที่แม่เมียดมีต่อคนพวกโน้นจะเป็นผลสำเร็จ

“กว่าจะถึงวันนั้น ดิฉันคิดว่าชาวปากคลองมิหมดบ้านละกระมัง ?” หล่อนประชด

ท่านเจ้าคุณได้ฟังก็หัวเราะดัง พลางสั่นศีรษะ

“ปากคลองไม่มีวันจะหมดคน” ท่านยืนยันเสียงหนักแน่น “พวกปล้น โรคภัย ไฟป่า น้ำท่วม ฝนแล้ง หรือ​อดข้าว ไม่สามารถจะทำให้เขาทิ้งมันไปได้ ความกระทบกระเทือนจากมันบางคราว อาจจะทำให้แตกกระจัดพลัดพรายไปเหมือนผึ้งแตกรัง แต่ลงท้ายทุกคนก็จะต้องกลับมา ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ และชาวปากคลองตายยากเหลือเกิน บ้านและเมืองมีวิญญาณเหมือนคนเราเหมือนกัน วิญญาณของคลองสวนหมากไม่มีวันตาย ลุงและคุณพ่อของลุงเป็นพยานมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ไม่เคยมีอำนาจอะไรเอาชนะมันได้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของธรรมชาติหรือมนุษย์”

การสนทนามักจะสิ้นสุดลงแค่นั้น และอย่างนั้น มันอาจจะไม่เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการหวนกลับไปรื้อฟื้นพฤติการณ์เก่าซึ่งผ่านไปแล้วขึ้นมาอีก แม้กระนั้นได้ฟังท่านเจ้าคุณพูดอย่างนี้ทีไร ละเมียดก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าความคิด จิตใจของหล่อนใกล้ชิดกับชาวบ้านฝั่งโน้นยิ่งขึ้น รื่นอาจจะเป็นมูลเหตุสำคัญ แต่สัญญลักษณ์ของชาวปากคลองที่เขาเป็นตัวแทนอยู่สำคัญยิ่งกว่า ความขมขื่นที่หล่อนได้รับจากความผิดหวังในการเจรจาครั้งนั้นอาจจะยังไม่หายไปไหน แต่ในขณะเดียวกัน หล่อนก็รู้ว่าไม่มีใครควรแก่การตำหนิโทษ ความพยายามใดๆ ของหลวงราชบริการเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท รื่นเพื่อลูกบ้านของเขา ท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการ​จังหวัดและพะโป้ก็เช่นเดียวกัน

“ฉันจะไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกต่อไป” หล่อนตกลงใจอยู่คนเดียว ทุกคราวที่ออกไปยืนอยู่ที่ระเบียงหลังบ้านพัก มองดูยอดพระบรมธาตุ ดงมะพร้าว ทิวเขาและก้อนเมฆเหนือขอบฟ้าฝั่งตรงกันข้าม พยายามสะกดใจที่จะไม่รำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วสำหรับหล่อนและรื่น แต่ทุกคราวกลับปรากฏว่ามีแต่จะทำให้คิดถึงเขายิ่งขึ้น

หล่อนไม่ได้พบรื่นอีกเลยตลอดเดือนเต็มๆ นับแต่จากกันที่ศาลากลางจังหวัดวันนั้นเป็นต้นมา หน้าน้ำที่เริ่มต้น หมายถึงภาระและความกังวลเพิ่มขึ้น แม้กระนั้นรื่นก็ไม่เคยพ้นไปจากความคิดของหล่อนได้ ในที่สุดทั้งอาหารและการพักผ่อนที่มิได้เป็นไปตามปกติ ก็ทำให้สุขภาพของหล่อนกลับทรุดโทรมลงไปอีก จนสามีต้องคอยเตือนด้วยความเป็นห่วง

“จำเป็นอะไรแม่เมียด ที่จะต้องเคร่งเครียดเสียจนไม่เป็นอันกินอันนอนอย่างนั้น” เสถียรมักจะว่า “งานไหนแม่เมียดทำได้ ฉันทำได้ อย่างไหนมันหนักหนาเกินไป ปล่อยให้ฉันกะหลวงราชเขาเป็นธุระดีกว่า เดี๋ยวล้มเจ็บลงไปอีกจะลำบาก”

เปล่า, ไม่มีงานอะไรที่จะหนักแรง นอกจากการติดต่อ​กับพ่อค้าจากใต้ และเจ้าของไม้จากเหนือ หล่อนมีเวลาเหลือเฟือสำหรับจะเที่ยวเตร่และพักผ่อน แต่อย่างเดียวที่หล่อนกระทำก็เพียงขลุกอยู่แต่ในที่ทำการของบริษัทและบ้าน ซูบซีดและเวียนศีรษะซึ่งเป็นอาการของโรคเก่าเริ่มแสดงออกมา ถึงกระนั้น ละเมียด, ยิ่งกว่าใคร ๆ ก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่ ชั้นแรกหล่อนก็ได้แต่เพียงระแวงอาการเหล่านั้น ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายบางประการ จะเป็นสัญญาณถึงสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้หล่อนเนื้อตัวสั่นเทา เพราะความตื้นตันขณะที่คิดถึงมัน เมื่อนานวันไปและความเปลี่ยนแปลงของร่างกายปรากฏชัดขึ้นทุกที หล่อนก็แน่ใจ พร้อม ๆ กับความแน่ใจ ความตื่นเต้นต่าง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นพรั่นพรึงเพราะความจริงที่หล่อนรู้อยู่แต่ในใจผู้เดียว

เสถียรจะต้องไม่รู้ถึงเรื่องนี้ หล่อนพยายามอย่างยิ่งที่จะปิดข่าวนั้นไว้จากเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพราะหวาดเกรงเกินไปต่อการทนทุกข์ทรมาน จากความรู้สึกผิดชอบที่จะได้รับในอนาคต แต่ได้ประโยชน์อะไรในการปิดบังระหว่างคนเราที่ต้องเห็นหน้ากันตลอดเช้าตลอดเย็น ต้องอยู่ใกล้กันแต่หัวค่ำตลอดรุ่ง ด้วยประการฉะนี้เอง เย็นวันหนึ่งความก็แตกออกมา เมื่อสามีเปิดประตูห้องห้องน้ำเข้าไป และละเมียดยังไม่​ทันได้แต่งตัว

เสียงร้องกรีดจากหล่อน ก่อนที่จะซวนซบลงสิ้นสมปฤดี เป็นเหตุให้เสถียรยืนตะลึงเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ ชั่วครู่หนึ่งเต็ม ๆ ต่อมาเขาก็ถลาเข้าไปก้มลงช้อนร่างหล่อนขึ้นมาประคองไว้ในวงแขนคลุมด้วยผ้าเช็ดตัว แล้วพาเข้าไปในห้องนอน เขาวางหล่อนลงเบา ๆ ราวกับเด็กเล็ก ๆ นัยน์ตาทั้งคู่จับอยู่กับสีหน้าที่ซีดเผือดเหมือนถูกมนต์สะกด ละเมียดนอนแน่นิ่งราวกับหมดลมหายใจ นอกจากชีพจรที่เต้นตุบเท่านั้น บอกอาการว่าหล่อนยังมีชีวิตอยู่ แต่ภายหลังที่ยอดบรั่นดีเข้าไปในลำคอได้สองสามหยด หน้าผากและแก้มทั้งคู่ก็ค่อยแดงเรื่อขึ้น ริมฝีปากที่ซีดและเม้มสนิทค่อยเผยอออกจากกันช้า ๆ เสียงถอนใจยาว เสถียรเรียกนามหล่อนเบา ๆ ต่อมานัยน์ตาทั้งคู่ก็ลืมโพลงขึ้น ปราศจากความตื่นเต้น ปราศจากความรู้สึกใด ๆ นัยน์ตาทั้งคู่นั้นแลสบเขาอย่างเลื่อนลอยเหมือนจะจำไม่ได้ ในที่สุดก็กลับหรี่ปรือไปอีก

“บอกฉัน แม่เมียดเป็นอะไรไป ?” เสถียรละล่ำละลักราวกับเด็กที่รู้สึกผิด “ตกใจเพราะฉันพรวดพราดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเรื่องอื่น”

ศีรษะหล่อนโคลงไปมาน้อย ๆ อยู่บนหมอน พึมพำ​ทั้ง ๆ ที่ตาไม่ลืม

“เป็นความผิดของฉันเอง ที่ตกอกตกใจมากเกินไป––” เสียงหล่อนบอกความอ่อนใจ “มันไม่ใช่ความผิดของเสถียรจนนิดเดียว ฉันควรจะใส่กลอนประตูอย่างที่เคยใส่” นัยน์ตาคู่นั้นลืมขึ้นอีก คราวนี้แจ่มใสเหมือนได้สติเต็มตัวว่ากำลังอยู่ที่ไหน และในอาการเช่นไร หล่อนดึงผ้าเช็ดตัวที่เขาคลุมให้ขึ้นไปจนชิดคาง เสียใจที่ฉันพลอยทำให้เสถียรลำบากไปด้วย”

สายตาของเขาคงสอดส่ายอยู่บนใบหน้านั้น เมื่อเอ่ยขึ้นอีกครั้งเสียงพูดที่สั่น หน้าแดงเรื่อไปด้วยความรู้สึก

“เธอไม่เคยบอกฉันเลย แม่เมียด ว่ากำลังมีท้อง” เขาตะกุกตะกัก “ฉันกำลังจะได้ลูก––คนแรกของเราเสียด้วย ช่างหูป่าตาเถื่อนโง่ดักดานอะไรเช่นนั้น ที่ฉันไม่ได้สังเกตสังกาเสียเลย”

ละเมียดคงนอนนิ่งเฉย นัยน์ตาจับอยู่กับเพดานเบื้องบนตลอดเวลาที่เขาพูดต่อไป

ฉันปล่อยให้แม่เมียดแบกงานแทนฉันมานานแล้ว” เสถียรพล่ามไม่หยุดปาก “จะลำบากตรากตรำอย่างไรไม่เคยได้ปริปากสักคำ แต่นี้ไปฉันจะไม่ให้ทำอะไรอีก นอกจากรับ​ผิดชอบในเรื่องลูกของเรา”

ความกังวลและความเอาใจใส่ของเขาเป็นที่จับใจหล่อนอย่างที่ละเมียดไม่เคยรู้สึก

“วุ่นวายไปเปล่า ๆ เสถียร” หล่อนบอก เหยียดแขนออกมา วางฝ่ามือน้อย ๆ ลงบนหลังมืออันใหญ่ของเขา “ใคร ๆ รู้เรื่องเข้าคงจะพากันขันตาย ฉันจะไม่หยุดทำงาน จนกว่าจะไปไหนมาไหนไม่ไหว ไม่เห็นหรือคนเมืองนี้มีใครหยุดทำงานบ้าง นอกจากระหว่างอยู่ไฟไม่กี่วัน ?”

“จะเอาเธอไปเปรียบกับผู้หญิงบ้านนี้ เมืองนี้ได้อย่างไร ?” เขาค้าน “เกิดมาต่างกัน ใช้ชีวิตต่างกัน คนเคยทำงานแต่ในร่ม กับคนที่เคนทำงานกลางแจ้งมาตลอดชีวิตผิดกัน เชื่อฉันเถอะ แม่เมียดจะต้องอยู่เฉย ๆ แต่นี้ไป”

“ฉันก็คงเป็นง่อยตาย” หล่อนหันมาหาเขาด้วยนัยน์ตาวิงวอน “อย่าลืมว่า ฉันอยู่ในเมืองนี้มาจนรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นบ้านของตนเองอีกแห่งหนึ่ง สิ่งไหนที่คนเมืองนี้เขาทำได้ ฉันทำได้ ขอให้ฉันได้อยู่เงียบ ๆ สักพักเดียว ประเดี๋ยวก็หาย นี่มันเป็นอาการธรรมดาของคนท้องทั่วไป ไม่ใช่โรคไข้ภัยอะไร”

ความรักนำไปสู่การตามใจ เสถียรเอียงแก้มข้างหนึ่ง​ซบลงเหนือมือซึ่งเย็นเฉียบข้างนั้น ครั้นแล้วเขาก็ถูกขึ้น และกำชับก่อนที่จะออกจากห้องไป

“พยายามรักษาตัวดี ๆ หน่อย แม่เมียดเป็นอะไรไป ฉันจะเสียใจจนตาย ไม่เห็นแก่ใคร ก็ขอให้เห็นแก่ลูกของเรา”

ละเมียดได้ยินเสียงฝีเท้าเขาก้าวลงบันไดไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว เสียงสั่งสาวใช้ให้จัดอาหารขึ้นมาให้หล่อนแล้วก็เสียงร้องทักหลวงราชบริการ ซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาในบ้าน ความตื่นเต้นยินดีปรากฏอยู่ในกังวานเสียงเหล่านั้นอย่างแจ้งชัด ความรู้สึกเสียวปลาบก็แล่นเข้าสู่หัวใจ หล่อนนอนลืมตาโพลงจ้องดูประตูที่เขาผ่านออกไปราวกับได้สำนึกเป็นครั้งแรกว่า มันอยู่ที่นั่น ทั้ง ๆ ที่วันหนึ่ง ๆ เคยผ่านเข้าออกนับครั้งไม่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่ง จึงลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง ความรู้สึกของหล่อนยังปั่นป่วน ขมับทั้งสองข้างยังเต้นตุบๆ เพราะความสำนึกถึงความจริงเหล่านั้น มากกว่าความตกใจที่ได้รับอย่างกระทันหัน เมื่อเสถียรเปิดประตูพรวดพราดเข้าไป

หล่อนแน่ใจอย่างที่ไม่เคยมีครั้งใดเหมือน ว่าชีวิตจะไม่อยู่ในร่องรอยเดิมของมันอีกต่อไปเพราะเด็กคนนั้น ลูกเป็นความต้องการของเขามาแต่ไหนแต่ไร ลูกเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่เขาไม่เคยได้รับสมปรารถนา แต่ครั้งหนึ่งเมื่อได้มา ​สีหน้า กิริยา และน้ำเสียงอันเต็มไปด้วยความสุข ความตื่นเต้นอย่างไร้เดียงสาของเขานั่นเอง กลับเป็นความทุกข์ทรมานของหล่อนที่จะต้องทนรับบาปต่อไปชั่วอวสาน

หน้าต่างทุกบานของห้องนอนอันใหญ่เปิดอยู่ แต่ละเมียดรู้สึกมันอบอ้าวราวกับจะหายใจไม่ออก เพราะความคิดเหล่านั้น ฉันคงเป็นบ้าตายถ้าขืนอยู่ในนี้ หล่อนคิด ลุกขึ้นไปเปิดประตูออกช้า ๆ จากหน้าห้องนอนเฉลียงเล็กนำออกไปสู่นอกชานอันกว้างทางหลังบ้าน หล่อนเดินตรงไปที่นั้น ห้องนอนอาจจะเป็นแหล่งหลบภัยสำหรับคนเราทั้งหลายที่กำลังมีความทุกข์ แต่สำหรับหล่อนห้องนอนเป็นอนุสาวรีย์ของทุกสิ่งทุกอย่าง ที่หล่อนพยายามจะหลีกเลี่ยง ลูก, รื่น, เสถียร แม้กระทั่งตัวของหล่อนเอง

เสียงหัวเราะแว่วขึ้นมาตามทางลงของบันไดจากห้องรับแขกชั้นล่าง หล่อนจำได้ว่าเป็นเสียงหลวงราชบริการ ทำไมเสถียรปล่อยให้คน ๆ นั้นหัวเราะอยู่ได้ ในขณะที่หล่อนกำลังมีความทุกข์ และต้องการใช้ความคิด ? ประโยคหนึ่งจากเขา จะเมาและทีเล่นทีจริงเป็นเชิงสัพยอกเพียงไร ก็ทำให้หล่อนก้าวไม่ออกเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ ​“ไหนคุณเถียรบอกผมว่าเป็นหมัน ?”

ละเมียดรู้สึกเหมือนเข่าทั้งสองขณะนั้นกลายเป็นหิน และหัวใจหนักเหมือนตะกั่ว ด้วยความเงียบซึ่งปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งเต็ม ๆ ครั้นแล้วเสถียรก็หัวเราะตอบ ตัวทั้งตัวก็กลายเป็นสำลีไป

“นั่นเป็นแต่เพียงความเข้าใจ คนเราที่คิดว่าเป็นหมัน อยู่กินกันมาตั้งหลายปี ไปมีลูกเอาทีหลังก็ถมไป”

“ผมดีใจด้วย” เสียงนายอำเภอบอก กังวานสัพยอกหายไปจากเสียงนั้น “ผมคิดว่าคุณเถียรคงต้องการลูกผู้ชาย ?”

“อ๋อ, นั่นเป็นความปรารถนาของพ่อทุกคน สำหรับลูกคนแรก แต่ผู้หญิงหรือผู้ชายไม่สำคัญ ผมต้องการทั้งนั้น – –”

หล่อนผ่านทางลงบันไดไปสู่นอกชาน ซึ่งกำลังสลัวด้วยเพลาเข้าไต้เข้าไฟ ดวงดาวดวงหนึ่งเป็นประกายยิบ ๆ อยู่เหนือขอบฟ้าฝั่งตรงกันข้าม ลมจากแม่น้ำพัดมาต้องหน้าหล่อนวูบหนึ่ง แล้วละเมียดก็คิด ฉันยอมตายเสียดีกว่าที่จะให้เขาได้รับความกระเทือนใจว่ามันไม่ใช่ลูกของเขา –––– ไม่ใช่ลูกของเขา !

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 20 March 2026, 16:32:46 »


๑๔

​แม่เฒ่าแคล้วล้มเจ็บด้วยไข้หวัดใหญ่ในฝนต่อมาขณะที่น้ำกำลังขึ้นเอ่อ และฤดูล่องแพกำลังจะเริ่ม ชั้นแรกรื่นและสุดใจเองไม่สู้จะกังวลเท่าใดนัก คิดเสียว่าเมื่อแกได้พักงานประจำวันซึ่งไม่เคยทิ้ง ได้พยายามรักษาตัวอยู่กับบ้านเฉย ๆ ไม่กี่วันก็คงจะหาย โรคภัยไข้เจ็บกับแม่เฒ่าเป็นแขกแปลกหน้ากันมาแต่ไหนแต่ไร แกผ่านมาได้จากอหิวาตกโรค ซึ่งระบาดไปทั่วกำแพงเพชรในวัยสาว แกเอาตัวรอดมาได้จากรากสาดใหญ่ ซึ่งคุกคามไปทั่วสุโขทัยสมัยที่แกแต่งงานแล้ว และฝีดาษซึ่งกวาดชีวิตชาวคลองสวนหมากเตียนไปเกือบทั้งหมู่บ้าน ไม่สามารถจะทำอะไรแกได้เลยแม้แต่ล้มเจ็บ ร่างกายอันแข็งแกร่งและกำลังใจอันแรงกล้า เป็นเกราะป้องกันภัยสำหรับหญิงชราผู้นี้ ยิ่งกว่าหยูกยาและเวทย์มนต์คาถาใด ๆ แม้กระนั้นสังขารของคนเราก็มิใช่จะสร้างด้วยเหล็กหรือด้วยไหล ความร่วงโรยของวัยที่ชรา ไม่สามารถจะทำให้แม่เฒ่ายิ้มเยาะ ต่อบรรดาโรคาพยาธิได้อีกต่อไป ๘๐ ปีมิใช่ปูนที่คนเราจะพึงหวังได้ในความเหนียวแน่นของร่างกาย เท่ากับคนในวัย ๑๘ ​ด้วยประการฉะนี้ เพียงตรำฝนวันเดียวแกก็ล้มเจ็บ และภายหลังที่เริ่มเจ็บได้ไม่ถึง ๓ วัน อาการซึ่งคิดว่าจะดีขึ้น ก็หลับทรุดหนักลงไป จนกระทั่งรื่นต้องล้มความคิดที่จะขึ้นไปคุมแพลงมาจากลานดอกไม้และข้ามไปรับหมอมาจากเมือง

แม่เฒ่าอุตส่าห์ลืมตาขึ้นบ่นกะปอดกะแปดตามวิสัยของคนแก่ เมื่อรู้เรื่องเข้าตอนหลานเขยพาหมอไปถึง

“มากเรื่องมากราวไปเปล่า ๆ อ้ายทิด” แกว่านัยน์ตาที่แดงก่ำไปด้วยพิษไข้ยังแจ่มใส เสียงที่สั่นเครือยังฟังชัด “อ้ายโรคอ้ายภัยน่ะเป็นได้ มันก็หายได้ – แล้วแต่บุญวาสนา ลงถึงวาระสุดท้ายละก้อให้เทวดาเหาะลงมาช่วยมันก็หนีไม่พ้น”

ทั้งหลานเขยและหลานสาวต้องปลอบโยนกันอยู่ช้านานแกจึงยอมให้หมอตรวจและเจียดยา ต่อมาแม่เฒ่าก็หลับตาเหมือนจะเคลิ้มหลับไป รื่นรู้สึกใจคอไม่ดีเลยเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของหมอ

“เป็นยังไง หมอ?” เขากระซิบเบา ๆ

หมอเฒ่าผู้ขึ้นชื่อลือชาเป็นที่นับหน้าถือตายิ่งกว่าหมออื่นใดในยุคนั้น สั่นศีรษะเนิบ ๆ

“ต้องรอดูอีกสัก ๒–๓ วันก่อน กำนัน” แกตอบ “แต่ระหว่างนี้มีอะไรเกิดขึ้นขอให้ไปตามฉันด่วน”

​แต่ถึงจะกระซิบกระซาบกันเบาเพียงไร แม่เฒ่าซึ่งใคร ๆ คิดว่าหลับก็ได้ยิน

“อย่าไปกวนหมอแกเลยวะ อ้ายทิด” แกโพล่งออกมาโดยนัยน์ตาไม่ลืม อิริยาบถไม่เปลี่ยน “ข้าไม่เป็นไร ข้ารู้ว่าข้าจะหาย ยังไงเสียข้าก็ยังไม่ตาย เอ็งจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า”

ชายทั้งสองชวนกันย่องจากห้องกลับออกมาที่ระเบียงเรือน

“แกพูดเหมือนกะแกไม่เป็นอะไรเลย” หมอนั่งลงยกมือเช็ดเหงื่อที่หน้าผากอย่างอัศจรรย์ใจ “หลายคนที่มีอาการอย่างเดียวกัน อยู่ในวัยฉกรรจ์ด้วยซ้ำไป พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว”

รื่นหันกลับจากแม่น้ำที่กำลังเปี่ยมฝั่ง และสวะซึ่งลอยผ่านหน้าไปไม่ขาดสาย

“หมอคิดว่าร้ายแรงถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ หมอ?” เสียงของเขาสั่นเพราะความรู้สึก

“ฉันไม่ได้คิดกำนัน ฉันแน่ใจว่าจะไม่พ้นวันสองวันนี้ไปได้ มันไม่หวัดใหญ่อย่างเดียว โรคแทรกด้วย เห็นมาหลายรายแล้ว ไม่เคยรอดจนรายเดียว – –”

​นั่นเป็นวาจาประโยคสุดท้าย ก่อนที่หมอจะหิ้วล่วมยากลับไป

แต่อีก ๓ วันต่อมา แม่เฒ่าแคล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ อาการหอบและไอของแกอาจจะถี่ขึ้น ความร้อนสูงจัด ข้าวปลาอาหารไม่แตะต้อง แต่สติสัมปชัญญะของแกยังคงเป็นปกติทุกประการ ตื่นขึ้นมาเมื่อไรเป็นถามถึงพวกหลาน ๆ เมื่อนั้น พูดถึงการงานของรื่น และสั่งสอนสุดใจเหมือนอย่างที่แกเคยสอนมาแต่เด็กแต่เล็ก

“ปากคลองเป็นที่อยู่สำหรับคนเราที่แข็งและกล้าจริง ๆ เท่านั้น” แกมักจะบอกซ้ำ ๆ ซาก ๆ “เอ็งหันหน้าหนีจากมันอย่างพวกบ้านอื่น เมืองอื่นเมื่อไร เมื่อนั้นเอ็งก็อยู่ไม่ได้”

หมอเองต้อนรับข่าวนั้นจากรื่นด้วยความประหลาดใจเหมือนเห็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้น แกเจียดยาขนานสุดท้ายให้รื่น ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าจะไม่เกิดประโยชน์อะไร

“ฉันจนปัญญาจริง ๆ กำนัน เพราะอาการที่ตรวจพบมีแต่หนักลง แต่ทำไมดูทรงอยู่ได้อย่างวันแรกที่ฉันเห็น ยาทุกขนานเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย แต่ก็ต้องพยายามช่วยกันไปตามมีตามเกิด”

ไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรเป็นอำนาจที่ดลใจให้แกต่อสู้กับ​มฤตยูที่คุกคามอยู่ต่อหน้าอย่างกล้าหาญ ไม่มีใครบอกถูกว่าอะไรเป็นสายใยที่ผูกพันแกอยู่กับชีวิตนี้โดยปรโลกไม่มีความสามารถจะช่วงชิงไปได้ง่าย ๆ

รื่นและสุดใจรู้อย่างหมอรู้ว่า อวสานของแกคงจะมาถึงในไม่ช้าไม่นาน อาการทุกอย่างบ่งชัดไปในทางนั้น เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพยากรณ์หรือกำหนดได้ว่ามันจะมาถึงเมื่อไร ทุกวันที่ผ่านไปหมายถึงความทุกข์ทรมานสำหรับรื่นเพราะความสำนึกนั้นทุก ๆ วัน หมายถึงความวิตกถึงน้ำเหนือซึ่งขึ้นไม่รู้จักหยุดจนเลยระดับปีที่มันขึ้นสูงสุดแต่เขาขึ้นมาอยู่ที่นี่ ในไม่ช้าบริเวณบ้านที่ไม่เคยท่วมก็เจิ่งไปด้วยน้ำและทำท่าจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น บรรดาแพที่จอดอยู่ท้ายเกาะต้องชะลอเข้าเทียบฝั่ง วันหนึ่ง ๆ ศาลาท่าน้ำวัดที่พัง ซากช้างที่ล่ามโซ่ติดอยู่กับซุง ตลอดจนสัตว์เลี้ยงลอยผ่านไปไม่ขาดระยะ อีก ๒ วัน ต่อมาเท่านั้นระดับน้ำก็ถึงลูกบันไดขั้นสุดท้าย และถ้ามันขึ้นอยู่ในอัตรานั้นต่อไป พื้นยุ้งข้าวซึ่งอยู่ระดับเดียวกับพื้นนอกชานก็หนีไม่พ้น

คนเจ็บซึ่งนอนแซ่วอยู่แต่ในเรือนรู้เหตุการณ์เหล่านี้ได้ดีเหมือนมีพรายกระซิบ แกร้องเรียกสุดใจซึ่งสาละวนอยู่กับการจัดครัวเพื่อเตรียมรับข้าวเปลือกที่จะย้ายขึ้นมาจากยุ้งเข้าไป​ในห้อง มองดูหน้าหลานสาวด้วยนัยน์ตาอันแจ่มใสอย่างสพึงพิศวงบอกว่า

“อย่าวุ่นวายไปเลยอีใจ บอกอ้ายทิดมันเถอะ พรุ่งนี้น้ำก็จะลด” นัยน์ตาคู่นั้นหันกลับออกไปทางช่องหน้าต่างซึ่งเปิดกว้าง จับอยู่ที่ท้องฟ้าสีน้ำเงินอันเวิ้งว้างและนกกระทุงซึ่งบินผ่านไปเป็นฝูง พลางพึมพำต่อไป

“แต่เกิดมาข้าก็เพิ่งเห็นน้ำท่วมใหญ่คราวนี้แหละเป็นครั้งแรก แล้วก็จะเป็นครั้งสุดท้าย เอ็งอย่าตกอกตกใจ เสนียดจัญไรจะหมดไปเสียที แต่นี้ไปปากคลองจะอยู่เย็นเป็นสุข ถึงปีหน้าทุกหนทุกแห่งจะต้องรับทุกข์ข้าวจะยากหมากจะแพง ปากคลองก็ไม่เป็นไร” ยิ้มละไมปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากอันเหี่ยวย่นของแก ขณะที่แลตามนกกระทุงฝูงนั้นลับขอบหน้าต่างไป “รุ่ง!” ริมฝีปากของแม่เฒ่าขมุบขมิบ “ข้ารู้หรอกว่าแกต้องการข้า ถึงได้ส่งเจ้าพวกนั้นมารับ แต่ข้าจะยังไม่ไปจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้น้ำลดเมื่อไรข้าจะตามแกไป – –”

“สุดใจก้มหน้า หล่อนยกมือขึ้นป้ายตา แม่เฒ่าคงจะได้ยินเสียงสะอื้นซึ่งขึ้นมาติดอยู่ที่คอหอย เพราะแกหันกลับมาทันที

“ร้องไห้ทำไมวะอีใจ ยังกะข้าจะตาย” เสียงของแก​ปลอบโยน “อย่ากลัวไปหน่อยเลย ข้าไม่มีวันตายถึงตารุ่งลุงของเอ็งก็เหมือนกัน เอ็งรู้แล้วว่าเรารักกันมาก –– ข้ากะลุงเอ็ง –– คนเราที่รักกันไม่มีวันตายจะจากกันไป นานเท่านานเพียงใดก็ไม่มีวันลืม –– ” แกสะอึกเพราะอาการหอบ จึงยื่นมือซึ่งเหี่ยวแห้งเหมือนจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกออกมา “ขอน้ำข้ากินหน่อย – –”

หลานสาวยกถ้วยน้ำประคองศีรษะแกจิบได้สองสามอึก แม่เฒ่าพยักหน้า เมื่อหล่อนค่อย ๆ วางศีรษะลงกับหมอน แกก็หลับตาต่อไป แต่ริมฝีปากยังขมุบขมิบ

“บอกอ้ายทิดมันให้คอยดูแต่แพไม้ อย่าไปกังวลเรื่องยุ้งข้าว พรุ่งนี้เช้าน้ำก็จะลด”

สุดใจค่อย ๆ คลานออกมาข้างนอก เมื่อรื่นพาพวกลูก ๆ กลับจากผูกแพไม้และหล่อนบอกให้ฟัง เขาก็ได้แต่จะส่ายหน้าและถอนใจ

“งั้นก็รอไปถึงพรุ่งนี้” เขาบอก “อย่าไปขัดความประสงค์ของแก”

คืนนั้นทั้งคืนแม่เฒ่าเริ่มกระสับกระส่าย เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ล้มเจ็บเป็นต้นมา นอกจากรื่นและสุดใจกับพวกลูก ๆ ทั้งจำปา เรือง แววและพัน ตลอดจนเพื่อนบ้านใกล้เคียง​อีกหลายครัวเรือนต่างก็มาชุมนุมกันอยู่พร้อมหน้า เพื่อเป็นเพื่อผลัดเวรกันเฝ้าไข้ สำหรับทุกคนแม่เฒ่าแคล้วเป็นหัวใจมิใช่แต่เฉพาะภายในครอบครัว หากปากคลองทั้งตำบลไม่ว่าบ้านไหนจะเกิด บ้านไหนจะตายแกจะต้องไปอยู่ที่นั่น ดวงหน้าอันชราของแกเป็นสัญญลักษณ์สำหรับคลองสวนหมาก วาจาเหมือนขวานผ่าซาก แต่เต็มไปด้วยความปรานีของแก คือคำบัญชาที่ทุกคนจะต้องเชื่อฟัง

แกตื่นขึ้นกลางดึก ขณะที่ฝนเริ่มโปรยเม็ดเปาะแปะ และลมเย็นพัดวูบเข้ามาในห้อง นัยน์ตาของแกที่มองดูตะเกียงลานที่จุดหรี่ไว้แจ่มใสและสงบ มือทั้งคู่กำเข้าแล้วก็คลายออก เท่านั้นเองที่บอกว่าแกยังมีชีวิตอยู่

สุดใจแลเห็นความเคลื่อนไหวนั้น หล่อนไขตะเกียงลานขึ้นอีก พลางก้มลงไปหาแก

“กินยาอีกสักทีเถอะป้า” หล่อนบอก “ยาลมน่ะ จะได้มีกำลัง”

หล่อนจ่อถ้วยตะไลซึ่งละลายยาในน้ำดอกไม้เทศเตรียมไว้กับริมฝีปากของแก แม่เฒ่าอ้าปากรับพยายามกล้ำกลืนเข้าไปจนหมดด้วยความยากลำบาก ต่อมาก็ถอนใจ แกหลับตานิ่งไปอยู่สักครู่จึงได้ลืมขึ้นอีก

​“อ้ายทิดไปไหน อีใจ ?”

รื่นซึ่งเพิ่งส่องไต้ส่งเพื่อนบ้านที่มาเยี่ยมกลับไปกำลังก้าวเข้ามาในห้อง ทรุดตัวลงที่ปลายเท้าแกทันที

“ฉันอยู่นี่จ้ะป้า”

นัยน์ตาอันสุกใสของหญิงชราหันกลับมาเพ่งอยู่ที่หน้าเขาด้วยความสนใจ เหมือนได้เห็นเป็นครั้งแรก เหมือนเป็นคนแปลกหน้า ในขณะเดียวกันก็เหมือนกับคนที่อยู่ในความทรงจำของแกตลอดมาชั่วชีวิต

“ช่างเหมือนกันเสียนี่กระไร” แกพึมพำทำนองเดียวกับวันแรกที่เพิ่งเห็นหน้าเขาครั้งกระโน้น “เหมือนกันยังกะแกะ”

สองผัวเมียแลสบตากันอย่างงงงันเพราะไม่เข้าใจความหมายของแก ถึงกระนั้นก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะซักไซ้ไล่เรียงเลย

นัยน์ตาของแม่เฒ่าสอดส่ายไปทั่วตัวและหน้าของเขา นัยน์ตาซึ่งบอกถึงความรักและความเอาใจใส่อย่างสุดที่จะพรรณาออกมาได้

“เข้ามาใกล้ ๆ ข้าหน่อย อ้ายทิด เข้ามาตรงนี้ – – เออ ดีละ จับมือข้าขึ้นที แตะที่หน้าผากเอ็ง แล้วก็แก้ม แล้วก็​จมูก ปาก – – อึ้ย ! นี่เมื่อไรเอ็งจะโกนเคราเสียบ้าง จักจี้ออกจะตายไป”

รื่นรู้สึกมือข้างนั้นเย็นเฉียบเหมือนจะหาหยาดโลหิตและความรู้สึกไม่ได้ อาการหายใจของแกขัด ๆ และยากลำบาก เสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของแกแผ่วเบาและเหน็ดเหนื่อย ถึงกระนั้นนัยน์ตาของแกก็ยังเต็มไปด้วยประกาย เต็มไปด้วยชีวิต เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน และการหัวเราะ

“เอ็งยังจำหน้าแม่ของเอ็งได้ดีรึเปล่าอ้ายทิด ?”

“จำได้ จ้ะป้า”

“ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่จนถึงเวลานี้ลองนึกดูทีหรือว่าจะมีอะไรเหมือนข้าบ้าง ?”

“รูปร่างอาจจะผิดกันไป อายุอาจจะแก่อ่อนกว่ากันไม่กี่ปี แต่ป้ากะแม่มีนิสัยเหมือนกันเกือบทุกอย่างดุแต่ใจดีปรานีแต่ตามใจ”

ยิ้มละไมปรากฏขึ้นที่เหนือริมฝีปากอันย่นของแกอย่างเป็นสุข “ทุกคนเคยพูดเช่นนั้น ใครๆ ที่เคยเห็นเมียใหม่ของรุ่งพูดอย่างเดียวกัน ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าอะไรทำให้เขาผละจากอกฉันไปสู่อ้อมแขนของผู้หญิงอื่น” วันคืนครั้งกระโน้น หวนกลับมาสู่ความทรงจำอันชราของแกอีก เหมือนดาวประจำ​เมืองโผล่ขึ้นประดับท้องฟ้าอันมืดมิดของคืนข้างแรม ขณะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็แจ่มจรัสขึ้นในความคิดอันเหนื่อยอ่อนของแก แม่น้ำยมที่ไหลเอื่อย ปราสาทร้างที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์เสียงมโหรีอันซึ่งใจต่างประดังกันขึ้นมาในความทรงจำของแก

แม่เฒ่าปล่อยให้หนังตาอันหนักหรี่ลงปิดสนิท มิฉะนั้นน้ำตาจะไหลซึมออกมาให้คนอื่นเห็น ความทรงจำเหล่านั้นเป็นของแก ทุกข์และสุขตามแต่ยุคและสมัยของมันก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครจะล่วงรู้ถึงเรื่องราวเหล่านั้น รื่นจะต้องไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกของหญิงผู้ช่วงชิงความรักและหัวใจไปจากแก ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่น นอกจากเมียแกก็จะได้เป็นแม่และบางทีลูกคนนั้นก็อาจจะเป็นผู้ชายอย่างเขา เหมือนเขา ทั้งรูปร่างหน้าตาและอัธยาศัยใจคอ

“ข้ารู้จักพ่อเอ็งดี อ้ายทิด” นัยน์ตาที่ปิดสนิทเผยอปรือขึ้นอีก “รู้จักกันเหมือนญาติสนิทก็ว่าได้ ตารุ่งเป็นคนดี มีความทะเยอทะยานอย่างเอ็ง ใจนักเลงอย่างเอ็ง เสียแต่เทวดาลงตีนเขามากไป อยู่ที่ไหนไม่ค่อยติด”

“ป้าไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้ให้ฉันรู้เลย” เขายกมืออันแบบบางข้างนั้นของแกค่อยวางลงบนที่นอนข้างตัวเบาๆ เพราะเกรงจะเมื่อยล้าเกินไป

​แม่เฒ่ามิได้ตอบอะไรแก่วาจาปรารภเหล่านั้น นัยน์ตาอันพร่าไปด้วยฝ้าน้ำตาของแก คงจับอยู่ที่ใบหน้าของหลานเขย ราวกับจะไม่รู้สึกตัวเลยว่า ตลอดเวลาหลานสาวนั่งอยู่ด้วยที่นั่น

“กี่ยามแล้วล่ะนี่ ?”

เสียงไก่ขันมาจากเล้าหลังบ้านตามคำถามของแกก่อนรื่นจะทันเอ่ยอะไร

“อีกไม่ช้าไม่นานก็จะยาม ๓ จ้ะป้า” เขาชำเลืองดูนาฬิกาแมงดาซึ่งเดินเป็นจังหวะอยู่ที่ฝาผนัง

“น้ำกำลังลด ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะล่วงไป” แม่เฒ่าพึมพำ นัยน์ตาอันแจ่มใสเริ่มเป็นฝ้าหนักขึ้นทุกที “ชีวิตก็เหมือนกะน้ำ ไม่มีวันจะอยู่คงที่ แต่มันก็ไม่มีวันสิ้นสุด จากที่นี่จะไปสู่ที่อื่น – –” แกหยุดหน่อยหนึ่งเมื่อหายใจขัด ครั้นแล้วก็พูดเร็ว “บอกข้าหน่อยรื่นเวลาดูจะเหลือน้อยเต็มที บอกข้าหน่อยว่าเอ็งพอจะรักข้าอย่างแม่ แทนรักอย่างป้าได้ไหม ?”

เขาก้มลงกราบที่ฝ่ามืออันแบบบางซึ่งวางหงายอยู่ข้าง ๆ แก แล้วก็ซบหน้านิ่งอยู่

“ฉันรักป้าอย่างแม่บังเกิดเกล้าของฉันเองเสมอมา ไม่เคยนึกถึงป้าอย่างคนอื่นคนไกลเลย !” เขาพึมพำด้วยเสียงเครือ

​แม่เฒ่าถอนใจเป็นครั้งสุดท้าย

“เท่านั้นเองที่ข้าอยากได้ยิน” ริมฝีปากอันเหี่ยวแห้งขมุบขมิบ

และพร้อมด้วยยิ้มที่ยังปรากฏอยู่เหนือริมฝีปาก หนังตาอันหนักก็หรี่ปิดอีก อย่างไม่มีเวลาจะเปิดอีกต่อไป อีกอึดใจหนึ่งต่อมาเมื่อรื่นจับชีพจร และเอากระจกรอที่ขมูกของแก ชีวิตอันแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยประวัติการณ์ของแม่เฒ่าแคล้วออกจากร่างไปเสียแล้ว !

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 20 March 2026, 16:33:33 »


๑๕

น้ำยังลดต่อไป ด้วยความรวดเร็วในอัตราเดียวกันกับเมื่อมันขึ้น เพียง ๕ คืนและ ๖ วัน ระดับของมันก็ลงไปอยู่แค่ตลิ่ง ทิ้งพื้นดินอันเละเป็นเลนและโคลนตมไว้ทั่วทุกหนทุกแห่ง นาทุกแปลงตลอดสองฝั่งแม่น้ำปิงล่มพินาศ ไร่และสวนผลไม้ล้มลุกเกือบไม่มีอะไรเหลือจากเหนือจดใต้ จากพรานกระต่ายซึ่งเป็นอู่ข้าวของทุกจังหวัดบนฝั่งแม่ปิง จนจดตะวันตกมีแต่ความว่างเปล่า พวกผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังจำเหตุการณ์เมื่อ ๒๕ ปี​ก่อนได้เริ่มกระสับกระส่ายเมื่อคิดถึงความอดอยากยากแค้น หลังน้ำท่วมใหญ่คราวก่อนได้

“ถึงงั้น ครั้งกระโน้นมันก็ไม่ร้ายแรงอย่างนี้” มีผู้ที่ความจำดีอธิบาย “เพียงครึ่งเสาเรือนเท่านั้น ไม่ปริ่มพื้นนอกชานอย่างที่โดน แล้วเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ? ตั้งแต่ลานดอกไม้พรานกระต่าย บ้านโคน ลงไปถึงคลองขลุงกะวังแขม ยังต้องเล่นข้าวปนกลอยไปตาม ๆ กัน ข้าคิดว่าคราวนี้มันจะร้ายกว่านั้น”

รีนคาดไม่ถึงเลยว่าความรุนแรงของทุพภิกขภัยจะกระทบกระเทือนถึงความเป็นอยู่ของชาวจังหวัดต่าง ๆ บนฝั่งแม่ปิงและจังหวัดใกล้เคียงร้ายกาจเพียงไหน จนกระทั่งกลับจากขายไม้ ภายหลังที่ทำบุญให้แม่เฒ่าแคล้วและน้ำลดลงพอจะล่องแพได้แล้ว ผ่านขึ้นไปตามตำบลต่าง ๆ หมู่บ้านร้างที่เก้าเลี้ยวเป็นแห่งแรกที่ทำให้เขาได้สำนึกถึงผลต่อเนื่องจากอุทกภัยครั้งนั้น บ้านใหม่ หาดชะอม เกาะหมู แม่ลาดเป็นตำบลต่อไป แต่ละแห่งมีแต่เรือนที่ปราศจากคน พ้อมที่ปราศจากข้าว เล้าที่ปราศจากเป็ดและไก่ คอกที่ปราศจากควายและหมู ดูๆ ก็เหมือนโรคระบาดลงกินหมู่บ้านและตำบลเหล่านั้น คำบอกเล่าจากชาวบ้านเดิมที่อพยพไปอยู่ตามตำบลใกล้เคียงอย่างเดียว​ที่อธิบายภาพอันโหดร้ายทารุณของความทุกข์ทรมานที่บรรดาพวกเขาได้รับจากความอดอยากยากแค้นตลอดเวลา ๔–๕ เดือนที่แล้ว ว่าเต็มไปด้วยความเศร้าสลดสยองเพียงใด

เมื่อไร่และนาอันเป็นที่มาของอาหารประจำวันพินาศไปด้วยอุทกภัยครั้งนั้น อาหารที่เหลืออยู่ก็เพียงแต่ข้าวเปลือก ข้าวโพด ข้าวฝ้างและลูกเดือย ซึ่งเก็บไว้เฉพาะจะยังชีพไปพอชนกับฤดูเก็บเกี่ยวใหญ่ ทุก ๆ วันเสบียงสำรองเหล่านี้หมดไป ความแล้งอย่างทารุณของปีนั้น ทำให้ไม่สามารถจะลงพืชอะไรอีกได้ ในที่สุด เมื่อไม่มีพืชจะเก็บจากไร่ ไม่มีข้าวใหม่จะเกี่ยวจากนา และเข้าตาจน ทุกคนก็หันเข้าป่าพึ่งธรรมชาติ บรรดาเผือกมัน และกลอย ถูกขุดมาฝานตากแห้งสำหรับหุงปนกับข้าวตามวิธีและความเคยชินที่ปู่ย่าตายายของพวกเขาปฏิบัติกันมาแต่ไหนแต่ไร แต่พืชพันธุ์ธัญญาหารซึ่งเกิดด้วยน้ำมือธรรมชาติมิใช่จะมีปริมาณไม่จำกัด หรือมีทุกหนทุกแห่งไป ด้วยประการฉะนี้เอง แต่ละหมู่บ้านและแต่ละครอบครัวจึงต้องใช้ชีวิตของพระธุดงค์ ตั้งชุมนุมลงที่หนึ่งชั่วคราว พยายามอยู่และกินอย่างดีที่สุด และนานที่สุดที่เขาจะสามารถพยายามได้ เมื่อป่าไม่มีอะไรให้ต่อไป การอพยพไปสู่ภูมิประเทศและตำบลใหม่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น ผู้คนล้มตายเพราะความเจ็บไข้ ​หลายครัวตายเพราะความอดยาก และหลายสิบครัวก็เพราะเมากลอย ซึ่งเป็นสารทำนองเดียวกับผักหวานและทำนองเดียวกับมันบางชนิด

ความคิดถึงภาพอันน่าสมเพชเวทนาเหล่านั้น ทำให้รื่นอดใจสั่นไม่ได้ ทุพภิกขภัยครั้งแรกมาถึงลุ่มน้ำแม่ปิงขณะที่เขายังท่องเที่ยวอยู่ในภาคอื่น ฉะนั้นจึงพ้นจากความทุกข์ทรมานอันขื่นขม และภาพของเหตุการณ์อันเต็มไปด้วยความสะเทือนใจเหล่านั้นได้

“คราวนั้น ฉันกำลังอยู่ที่เชียงใหม่” เขาเล่าให้สุดใจฟัง “และเชียงใหม่เป็นเมืองที่ไม่เคยมีใครอดตายเว้นเสียแต่คนเราจะขี้เกียจ – –”

ข่าวที่เขาได้รับจากตำบลและอำเภอต่าง ๆ ระหว่างขึ้นไปอยู่บ้าน ล้วนแล้วแต่แสดงถึงความทุกข์ทรมานที่ผู้คนได้รับกันอย่างแสนสาหัสทั้งนั้น นอกเหนือไปจากทุพภิกขภัย บรรดาโจรผู้ร้ายต่างเกิดขึ้นทุกหัวระแหงราวกับดอกเห็ด กำแพงเพชรซึ่งสงบสุขมาชั่วระยะหนึ่ง เดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จนกระทั่งแม้กำลังปราบปรามทางฝ่ายบ้านเมือง ก็ไม่สามารถจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ พวกที่มีวัวมีควายต่างต้อนเข้าบ้าน ชีวิตของการเที่ยวเตร่หยุดชะงักลงทุกครอบครัวก็ได้แต่จะ​ดับไฟปิดประตูนอน ทั้งข่าวจริงและข่าวลือกระฉ่อนไปว่าผู้ร้ายจะยกเข้าโจมตีหมู่บ้านโน้น จะยกเข้าปล้นหมู่บ้านนี้ บางทีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่มีใครหรืออะไรจะช่วยไว้ได้ และบางทีก็เหลวเป็นข่าวโคมลอย

คลองสวนหมากเป็นตำบลเดียวที่รอดพ้นจากชะตากรรมของท้องที่อื่นในเขตอำเภอเมืองและอำเภออื่นมาได้ ข้าวเก่าซึ่งแต่ละครัวเรือนมีอยู่เต็ม พ้อมและฉางเป็นหลักประกันประการต้นสำหรับผจญกับทุพภิกขภัย รั้วรอบขอบชิดของเหย้าเรือนที่อยู่กันเป็นปึกแผ่นเป็นประการต่อไป สำหรับเผชิญกับพวกปล้นคณะใดที่ใจเด็ดเดี่ยวพอและกล้าเสี่ยงพอที่จะทดลอง หลายครั้งควายที่เด็กชาวบ้านพาออกไปเลี้ยงกลางทุ่งถูกต้อนไปต่อหน้าต่อตา แต่ทุกครั้งรื่นพร้อมด้วยลูกบ้านก็ออกติดตามได้ตัวกลับมาทั้งควายและคนร้าย หากเคราะห์ดี ยังมีชีวิตอยู่จากการต่อสู้กับเจ้าทรัพย์ ความเข้มแข็งของเขาในการควบคุมผู้คนและปราบโจรผู้ร้ายทั้งนี้ ในที่สุดก็อดล่วงรู้ไปถึงหูท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้ ทั้งๆ ที่รายงานตกอยู่แค่นายอำเภอเท่านั้น

“ถ้าได้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันอย่างอื่นทุกตำบลกำแพง ก็คงจะไม่เต็มไปด้วยพวกปล้น โจรผู้ร้ายอย่างนี้” ครั้งหนึ่งท่าน​บอกหลวงราชบริการที่ศาลากลางจังหวัด “นี่ก็ใกล้ฤดูทำนาเข้ามาอีกแล้ว ถ้าเรากำจัดเจ้าพวกนั้นให้เบาบางลงไม่ได้ ปีต่อไปจะเข้าตาร้ายยิ่งขึ้น ใครจะกล้าออกไปทำนา ในเมื่อตาของพวกอ้ายโจรคอยจับอยู่ที่ควาย ? พรานกระต่ายตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าที่อื่น เมื่อวานนายอำเภอเขาขอกำลังตำรวจเมืองไปเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่ทางเมืองก็ร่อยหรอ ถ้าเหตุการณ์ยังเข้าที่คับขันอย่างนี้บางทีเห็นจะต้องขอกำลังไปทางมณฑล หรือไม่ก็เกณฑ์คนเหมือนคราวศึกฮ่อกันอีกที – –”

แต่ก่อนที่ปีนั้นจะทันสิ้นลง และก่อนที่สงกรานต์ปีใหม่จะมาถึง ตำบลหนึ่งแล้วก็อีกตำบลหนึ่งก็ค่อยสงบจากการรบกวนของโจรผู้ร้าย บ้างว่าเพราะชาวบ้านไม่มีอะไรเหลือจะให้ปล้นสดมภ์อีกต่อไป และบ้างก็ว่าโจรผู้ร้ายเหล่านั้นย้ายไปหากินในท้องที่อื่น อย่างไรก็ดี เมื่อวันคืนล่วงไป และฤดูฝนเริ่มต้น ทุกบ้านและทุกตำบลในเขตจังหวัดกำแพงเพชร นอกจากพรานกระต่ายต่างก็ออกจากบ้านไปทำไร่ไถนากันได้อีกครั้ง พื้นแผ่นดินที่แล้งแห้งเกราะมาเป็นเวลาช้านานกลับชุ่มชื่น ความชื่นบานที่หายไป ค่อยปรากฏขึ้นบนทุกใบหน้า ในอากาศกลับก้องไปด้วยเสียงร้องเพลงพื้นเมือง และเสียงหัวเราะอันแจ่มใสไปด้วยความหวัง และอย่างภัยธรรมชาติอันร้ายกาจทุก​คราวมา อุทกภัยและทุพภิกขภัยครั้งนั้นอาจจะคร่าห์ชีวิตมนุษย์บนสองฝั่งแม่ปิงไปเป็นจำนวนร้อย ทำลายทรัพย์สินสูญเสียไปประมาณไม่ถ้วน ทิ้งริ้วรอยแห่งความทุกข์ทรมานจากภัยพิบัติไว้อย่างยากที่จะอธิบายถูก ถึงกระนั้นครั้งหนึ่งมันผ่านไป ทุกคนก็รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ พร้อมด้วยกำลังใจและเจตนาที่แกร่งกล้าเป็นทวีคูณ การทดลองขั้นอุกฤษฏ์เพิ่มอำนาจในการต่อสู้ดิ้นรนให้แก่มนุษย์ มิฉะนั้นก็ทำลาย

คราวใดที่ทบทวนความทรงจำกับสุดใจไปถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น รื่นเป็นอดคิดไม่ได้ถึงวาจาของแม่เฒ่า ซึ่งกล่าวแก่หล่อนก่อนที่วิญญาณอันเหนื่อยอ่อนของแกจะคลายออกจากร่าง

“–– แต่นี้ไปปากคลองจะอยู่เย็นเป็นสุข” แกว่าอย่างนั้น “ถึงปีหน้าทุกหนทุกแห่งจะต้องรับทุกข์ ข้าวจะยาก หมากจะแพง ปากคลองก็ไม่เป็นไร !”

อำนาจอันใดดลใจแม่เฒ่าให้เข้าถึงความจริงข้อนี้ ? ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า อะไรเป็นเหตุให้แกพยากรณ์อนาคตของคลองสวนหมากถูก เหมือนมองเห็นกาลข้างหน้าปรากฏชัดอยู่ในกระจก ? แต่จะเป็นด้วยอำนาจหรือสัญชาตญาณอะไรเตือนบอกแกก็ตาม คำพยากรณ์นั้นเป็นความจริง​ทุกประการ ไม่มีความทุกข์ยากซึ่งเหลือวิสัย หรือภัยที่รุนแรงใดๆ จะกล้ำกรายเข้ามาในท้องที่ตำบลนั้น สำคัญพอที่จะกำหนดจดจำอยู่ในความคิดของชาวปากคลองได้ อดีตซึ่งโหดร้ายทารุณนานัปการ ทำให้ภาวะของผลต่อเนื่องจากอุทกภัยและทุพภิกขภัยในปัจจุบันของคลองสวนหมากปราศจากความหมายไป

รื่นเชื่ออย่างที่แม่เฒ่าปรารภกับสุดใจ ว่าเสนียดจัญไรจะถูกชำระล้างสูญสิ้นไปเสียที่จากพื้นปถพีอันเก่าคร่ำของปากคลอง เขาอธิษฐานและภาวนาว่าอนาคตของตำบลนี้จะอยู่ในสภาพนั้นต่อไป

“ขอให้จบกันเพียงแค่นี้ ฝีดาษ ไข้ป้าง ไฟป่า โรคห่า น้ำท่วมและอดข้าว ขอให้ข้าพเจ้าได้ตั้งตัวติดสักทีจะได้เป็นที่พึ่งของพวกบ้านนี้ต่อไป” เขาพร่ำแล้วพร่ำเล่าทุกคราวที่สวดมนต์ไหว้พระก่อนจะเข้านอน

เสียงถอนใจเบา ๆ อยู่ข้างกายเขาในที่มืดของห้องบอกรื่นดีว่าสายตาและความสนใจของภรรยาจ้องจับอยู่ที่การกระทำของเขาตลอดเวลา

“อย่าลืมสวดมนต์อย่างข้า สุดใจ” เขามักจะบอกขณะที่เสร็จพิธีและล้มตัวลงนอน พลางถอนใจ “มันจะทำให้​เอ็งคลาดแคล้วจากโรคภัยไข้เจ็บและศัตรูทั้งหลาย อย่างน้อยมันก็จะทำให้เอ็งหลับสบาย เพราะเทพยดาท่านรักษาอยู่เบื้องบน”

ทุกคราวหล่อนก็มักจะตอบว่า “ฉันสวดและอธิษฐานเหมือนกัน พี่รื่น แต่สวดอยู่ในใจ ในเวลาที่พี่รื่นหลับแล้ว”

“เอ็งอธิษฐานว่าอย่างไร ?”

“ขอให้วิญญาณอ้ายหนู กะป้าไปสู่สุคติ แล้วก็ขอให้พี่รื่นกะคนอื่น ๆ เป็นสุขสบาย”

“ก็แล้วเอ็งล่ะ ?” เสียงของเขาบอกความประหลาดใจ

“พี่รื่นเป็นสุขสบาย ฉันก็พลอยสบายด้วย”

อายุที่ล่วงไป และวัยที่ร่วงโรยเป็นเหตุให้หล่อนได้สำนึกถึงค่าของความสันโดษ ความทุกข์ยากตรากตรำ และความเศร้าสลดของเหตุการณ์ที่หล่อนผ่านมาแล้วแต่หนหลังนับครั้งไม่ถ้วน เป็นเหตุให้มองเห็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น ความสุขใดที่ได้มาจะมีค่าเหมือนสุขจากเห็นผู้อื่นเป็นสุข เพราะการเสียสละของตนจะมากน้อยเพียงใดก็ตามเป็นไม่มี ความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนและรื่นซึ่งแต่แรกหนักไปในทางความยึดเหนี่ยวทางกายนับวันนับแต่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นทางใจ มันมิใช่เพราะว่าสังขารของคนที่วัยร่วงโรยมีความปรารถนา​ในรสสัมผัสน้อยกว่าคนที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ มากไปกว่าความจัดเจนจากชีวิตอันเต็มไปด้วยริ้วรอยของหล่อน สอนให้รู้สำนึกถึงค่าของความสุขอันบริสุทธิ์โดยแท้จริง หล่อนรู้ว่าสังขารของรื่นยังเต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่าและปรารถนาอย่างหรือยิ่งกว่าวัยหนุ่มที่เขาผ่านมาแล้ว ความแก่เฒ่าของคนเรามิได้อยู่ที่อายุ มิได้อยู่ที่วัย มิได้อยู่ที่สังขาร หากที่ใจและความรู้สึกอันยังอ่อนไหวต่อสัมผัสทั้งห้า ต่อความงามของท้องฟ้าเมื่อเวลาพระอาทิตย์แรกขึ้น และเริ่มจะตกดิน ต่อเสียงร้องไพเราะของนกที่บินผ่านไปในอากาศ ต่อแสงสี และกลิ่นของธรรมชาติซึ่งไม่เคยซ้ำ สมัยหนึ่งความกระปรี้กระเปร่าของเขาเคยทำให้หล่อนริษยาเมื่อคิดว่า นับวันนับแต่หล่อนเองจะเฉื่อยชา และเนิบนาบไปเพราะความร่วงโรย สมัยหนึ่งเสียงหัวเราะที่แจ่มใส และประกายวาวจากนัยน์ตาของเขา ทำให้หล่อนเป็นทุกข์เพราะความหวาดหวั่นว่า หล่อนจะไม่เป็นสุดใจคนเก่าที่เขารัก เขาบูชา ในสายตาของเขาอีกต่อไป หล่อนหวาดเกรงไปถึงรักใหม่ผู้หญิงใหม่ของรื่นว่า ในที่สุดจะทำให้หล่อนไม่มีที่อยู่ในชีวิตของเขา แต่ครั้งหนึ่งที่คนเราเสียสละได้ ความทุกข์ทรมานเพราะความหวั่นเกรงเหล่านั้นก็อันตรธานไป หมดความแสลงใจเมือเห็นเขาหยอกล้อเล่นหัวกับสาว ๆ ชาวบ้าน หมดความครุ่นคิด​ถึงเรื่องเก่า ๆ ที่ผ่านมาแล้วระหว่างเขากับจำปา กับใคร ๆ ตลอดผู้หญิงซึ่งสวนกับหล่อนที่บันไดที่พักแรม หน้าโรงหวยในกรุงเทพฯ ครั้งกระโน้น สิ่งเดียวที่แน่นแฟ้นอยู่ในดวงใจของหล่อนขณะนี้ มีเพียงแต่ปรารถนาจะได้เห็นเขาเป็นสุขอย่างเดียว แม้มันจะหมายถึงรื่นต้องไปซ้ำพฤติการณ์เก่าเหล่านั้นอีก

ฉันจะไม่ว่าเขาเลย หล่อนเคยรำพึง ลืมตาโพลงอยู่ในที่มืดของราตรีไม่ว่าจะมีเขาอยู่ข้างกายหรือไม่มี ชีวิตมีค่าอะไรในเมื่อคนเราไม่รู้จักค่าของการเสียสละ ถูกของพระท่าน รักคือทุกข์ ความสุขจะไม่เกิดแก่คนผู้หนาแน่นไปด้วยความหวงแหนและอิจฉาริษยา– ฉันจะไม่ว่าเขาจริง ๆ หล่อนมักจะคิดเป็นครั้งสุดท้าย และหมายความตามนั้น ก่อนที่หนังตาอันหนักไปด้วยความอิดโรย เพราะการอดนอน จะหรี่ปิด และหลับไปท่ามกลางเสียงหายใจแรงของเขาและแสงเดือนหรือแสงดาวส่องมัว ๆ อยู่ในห้อง––

จดหมายของต่วนด่ำในท้ายฤดูนั้น เหมือนพรอันประเสริฐซึ่งตอบคำอธิษฐานของรื่น และรื้อฟื้นความฝันตลอดจนโครงงานที่เขาวางไว้แต่เดิมขึ้นมาอีกครั้ง มันเหมือนแสงสว่างใหม่ที่ส่องลงมาในชีวิต และเปิดยุคทองของตลาดไม้ที่เขาพยายามตั้งใจคอยมาเป็นเวลานาน

​“––กำนันคงจะยังจำที่เราพูดกันครั้งนั้นได้ ว่าวันหนึ่งมันจะเป็นวันของไม้ยาง” เป็นตอนหนึ่งซึ่งต่วนด่ำเขียนมาในจดหมายฉบับนั้น “ฉันเองเชื่อแน่อย่างที่เคยบอกกำนันไว้แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะมาถึงเร็วอย่างนี้ และถึงเอาโดยไม่รู้ตัว แต่ก็เป็นธรรมดา เพราะว่าความเสียหายที่บรรดาเจ้าของไม้ได้รับจากน้ำท่วมใหญ่ ที่ผูกเป็นแพไว้แตกกระจัดกระจาย ที่ตัดโค่นไว้ในป่า หรือลากมากองไว้ที่ตลิ่งสูญหายไปนับไม่ถ้วนจากการจมน้ำและไหลเข้าป่าเข้าดงไป ทำให้ไม้ขาดตลาด โรงเลื่อยหลายโรงต้องปิดทำงาน อู่หลายอู่ว่างไม้ที่ได้กันไปเมื่อปีกลายป้อนไม่เพียงพอกับความต้องการ เพราะฉะนั้น ปีนี้อย่างไรเสีย ราคาไม้คงจะขึ้นใหญ่ และเท่าที่สำรวจตลาดดูแล้ว ปรากฏว่าพ่อค้าและโรงเลื่อยรายใหญ่ต้องการไม้เบญจพรรณทุกชนิด โดยเฉพาะไม้กว้าวและตะแบกซึ่งนับวันแต่จะหายาก ถัดไปก็ไม้ยางซึ่งกำลังได้รับความนิยมยิ่งขึ้นทุกที เชื่อฉันเถอะ, กำนัน, หันจากเสา เรือโกลน และไม้อื่นมาเพ่งเล็งทางไม้ยางให้มาก เพราะหาไม่ยาก ใกล้ฝั่ง แล้วก็ขนาดงาม ขอให้ลงมือเตรียมตัวเสียแต่ปีนี้ ก่อนที่จะตื่นตัวกันทั่วไป ในเรื่องจำนวนน่ะไม่อั้น การลงทุนทดลองก่อนก็เหมือนกัน สำหรับกำนันเองฉันเชื่อใจ ติดขัดอะไรในเรื่องทุนรอนขอให้บอกมาได้ทุกเมื่อ––”

.

.

ที่มา : ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) ภาคสอง ๑๑ - ๑๕
https://vajirayana.org/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.109 seconds with 16 queries.