Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 10:42:39

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑ - ๕
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑ - ๕  (Read 925 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 20 March 2026, 16:20:23 »

ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๑ - ๕


ภาคสอง

๑ - ๒๐

..




เสียงใบระกา ต้องลมเวลาเช้ากรุ๋งกริ๋งอยู่รอบฉัตร เหนือยอดองค์พระธาตุเท่านั้น ที่ต้อนรับท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัด ขณะเมื่อเข้าสู่ลานวัดกุฏิใต้

ทั่วทั้งบริเวณเงียบเชียบเหมือนปราศจากทั้งพระทั้งเณรและลูกศิษย์ ตามศาลาและกุฏิก็ว่างเปล่า สุนัขที่เคยได้ยินเสียงเห่าหรือวิ่งพล่านก็หายไป วัดทั้งวัดเหมือนจะร้างมาเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ความวังเวงจากความเงียบและความว่างเปล่า รู้สึกวังเวงยิ่งขึ้นด้วยกลิ่นจำปาตามบริเวณลานพระบรมธาตุ และบุนนาคริมกำแพงชั้นในของวัดที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ

“เป็นไปได้ถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ คุณหลวง ?” ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพึมพำ โดยมิได้หันหลังกลับไปหา​นายอำเภอ ซึ่งยืนรวมอยู่กับคนอื่น ๆ ข้างหลัง “ทั้งบ้านไม่มีคนอยู่ ทั้งวัดไม่มีพระอาศัย ! นี่เป็นกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?”

“ปีเศษแล้วครับผม” นายอำเภอตอบ มือทั้งสองประสานกันอยู่ข้างหน้า ทั้ง ๆ ที่ท่านเจ้าคุณมิได้หันกลับมา “ระหว่างที่ใต้เท้าลงไปรักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ครั้งหลัง”

ทั้งขบวนหยุดอยู่ภายใต้ต้นมะม่วงใหญ่กลางลานวัด อันรกไปด้วยใบของมันที่ร่วงหล่นลงมากองอยู่ข้างล่าง สายตาทุกคู่สอดส่ายไปรอบกาย

“ในรายงานที่ผู้ช่วยเขามีไป บอกแต่ว่าที่นี่เป็นฝีดาษกัน จนถึงกับต้องเผาบ้าน ผู้คนหนีเข้าป่า ไม่ได้บอกเลยว่าจะร้างไปทั้งหมู่บ้านและทั้งวัดวาอารามเช่นนี้” สีหน้าซึ่งยังเหลืองเพราะพิษมาเลเรียเรื้อรังของท่านเคร่งเครียด ครั้นแล้วก็หันขวับกลับไปหานายอำเภอ “มีใครมาเยี่ยมเยียน สอบสวนกันบ้างหรือเปล่า ระหว่างนั้น ?”

ละเมียดซึ่งยืนอยู่หลังลูกสาวคนโตของท่าน ไม่เคยคิดว่าสุภาพบุรุษชราผู้ยิ้มแย้มแจ่มใส อ่อนโยน จนแลดูเกือบจะเป็นอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรผู้นี้ อาจแข็งกระด้างและดุดันไปได้เพียงใด เมื่อความรู้สึกของท่านกระทบกับความสะเทือนใจต่อภาพและเหตุการณ์ทั้งหลายแหล่ที่ผ่านมาแล้ว หล่อนชำเลือง​ดูนายอำเภอผู้องอาจเสมอ เป็นสง่าผ่าเผยเสมอ เมื่ออยู่แต่ลำพังกับผู้อื่น ยืนคอแข็งขาแข็ง ขณะที่ตอบ แล้วก็หันไปเสียทางอื่น

“ไม่ –– ไม่มีขอรับกระผม” วาจาเหล่านั้น ออกมาจากลำคอได้ด้วยความยากลำบากเต็มที

“เพราะอะไร ?”

“ท่านผู้ช่วยป่วยครับผม กระผมเองก็ป่วย ปลัดขวาก็ป่วย”

“และผู้ช่วยของผู้ช่วย ปลัดซ้ายของคุณหลวง ยกกระบัตร สัสดี คณะกรมการอื่น ๆ ใคร ๆ ก็ได้”

“นายเชิด อักษรเลข ข้ามมาครั้งหนึ่ง กลับไปได้สามวันก็ล้มเจ็บ จวนอยู่เจียนไป แต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าข้ามมาอีกเลย ครับผม” เมื่อได้พูดเสียครั้งหนึ่ง, ใจก็ค่อยมา เสียงของนายอำเภอ ขณะที่รายงานต่อไปจึงค่อยกล้าขึ้นเป็นลำดับ “อันที่จริงถามตาผู้เฒ่าผู้แก่ก่อน ๆ ก็ปรากฏว่า บ้านนี้เคยร้างมาหลายหนแล้วครั้งหนึ่งอหิวาตก์ ต่อมาก็รากสาด ฝีดาษนี่เป็นครั้งที่สาม เป็นเรื่องธรรมดาของคลองสวนหมาก”

“เรื่องธรรมดา!” ท่านเจ้าคุณคำรามอยู่ในลำคอคางสี่เหลี่ยมของท่าน หันกลับไปจากนายอำเภอด้วยความขัดใจ​จนไม่อยากแลดูหน้า “ถ้างั้นกำแพงก็ไม่ควรจะมีเจ้าเมือง ไม่ควรจะมีนายอำเภอ ผมรู้ดีก่อนที่ผมจะขึ้นมาอยู่ที่นี่ ว่าจะต้องพบกับอะไร เผชิญกับอะไร ผมเตรียมหม้อใหญ่ผูกคอผมมาอย่างท่านผู้ใหญ่เก่า ๆ ว่าสำหรับจะใส่กระดูกผมกลับไปเหมือนกัน ผมอยากจะให้ข้าราชการเมืองนี้ ทุกคนทำอย่างนั้น ถ้ายังจะรักกินเบี้ยหวัดเงินปี” สีหน้าที่แดงเรื่อขึ้นชั่วขณะหนึ่งกลับซีดลงไปอีก เมื่อหยุดนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ไม่มีใครเอ่ยพูดอะไรเลย แม้กระทั่งขุนปราบริปูหัวหน้าตำรวจภูธร ละออลูกสาวของท่าน หรือละเมียดซึ่งเจ้าคุณเรียกว่าหลานทุกคำ โดยไม่ต้องพูดถึงนายอำเภอ ซึ่งยืนคอแข็ง ขาแข็งต่อไป

“ผมทูลกับเสด็จเสนาบดีมหาดไทย ก่อนที่จะขึ้นมาคราวนี้เองว่า จะขอยกฐานะคลองสวนหมากขึ้นเป็นตำบล สมกับความสำคัญของหมู่บ้านใหญ่ ๆ เป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุซึ่งชาวเมืองสองฝั่งแม่น้ำนี้กราบไหว้บูชามาเป็นเวลาช้านานแล้ว ท่านก็เห็นด้วย รับสั่งให้ทำรายงานลงไป” ท่านเจ้าคุณพึมพำเหมือนปรารภกับตัวเอง พลางถอนใจ “ที่นี้จะเอาอะไรรายงานลงไป หมู่บ้านที่ไม่มีคน วัดที่ไม่มีพระ น่าขันที่กำแพงไม่พลอยไม่มีพลเมืองไปเสียด้วย โดยผมไม่รู้ – – ผมซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด !”

​“คุณพ่อคะ ?” ละออ ลูกสาวของท่านเอ่ย

“อะไรกันยายเล็ก ” ท่านเจ้าคุณหันกลับมาอีกสีหน้าซึ่งยังซีดของท่านบอกความเหน็ดเหนื่อย น้ำเสียงที่ถามบอกความอ่อนใจ

ละออยกมือชี้ไปทางกำแพงชั้นในซึ่งล้อมองค์พระบรมธาตุ และควันไฟที่ลอยกรุ่นอยู่เหนือหลังคาโบสถ์เบื้องหลังออกไป ทุกคนแลตามเป็นตาเดียว

“บางทีพระที่เหลือ จะไปจำวัดรวมกันอยู่ทางโน้นกระมัง?” นายอำเภอเสนอความคิดโดยมิได้เฉพาะเจาะจงว่าจะพูดกับผู้ใด “หรือไม่ก็เด็กวัดที่เราพอจะถามเรื่องราวได้”

“ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ไม่รู้ความเป็นอยู่ของผู้คนในปกครอง นายอำเภอที่ไม่รู้ว่าท้องที่ของตนร้างไปทั้งท้องที่” ท่านเจ้าคุณพึมพำอีกออกเดินตรงไปทางทิศนั้น ทุกคนก็ตามท่านไปหย่างเงียบๆ

ละเมียดชำเลืองดูกุฏิเหนือ และหอระฆังที่ว่างเปล่าหน่อยหนึ่ง ขณะที่ผ่านช่องกำแพงแลง เข้าไปในลานพระบรมธาตุ ความสงัดเงียบและอ้างว้าง ทำให้หล่อนรู้สึกว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก เมื่อคิดถึงอนาคตของคนเหล่านั้นโดยทั่ว ๆ ไปและเขาโดยเฉพาะ

​หล่อนรู้ นับแต่วินาทีแรกที่ขึ้นมาถึงกำแพงเพชรปลายปีนั้น พร้อมกับท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการ ถึงความพินาศของคลองสวนหมากทั้งหมู่บ้าน จากลูกค้าไม้ชาววังยางและหนองปลิง มากกว่าจากพวกข้าราชการ เพราะฉะนั้นจึงไม่ประสงค์จะแสดงอะไรออกไปในขณะที่หลวงราชบริการ นายอำเภอรายงานต่อท่านเจ้าคุณให้เป็นที่อึดอัด ชาวบ้านทั้งปวงบอกหล่อนว่าในวัดยังมีพระและคลองสวนหมากยังมีเขา แต่จนกว่าจะเจอะใครที่สามารถให้รายการละเอียดได้ หล่อนก็ยังไม่แน่ใจว่ารื่นยังอยู่ที่วังกระทะ หรือที่หนึ่งที่ใดในตำบลนั้น

ผ่านลานพระบรมธาตุ อันหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นจำปา ซึ่งเหลืองอยู่เต็มต้นจนพ้นองค์พระไปถึงพัทธสีมา หน้าโบสถ์ท้ายวัด ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเดินนำขบวนของท่านไปตามถนนอิฐที่เขียวไปด้วยตะไคร่ จนกระทั่งพ้นป่ากล้วย และถึงกลุ่มควันอันเกิดจากการเผากองหญ้าจึงแลเห็นประตูโบสถ์ข้างหน้าเปิดอยู่พร้อมด้วยกลิ่นธูปและควันเทียน ลอยออกมาก่อนที่จะตกลงใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป พระองค์หนึ่งผ่ายผอมและซูบซีดเหมือนเพิ่งฟื้นจากโรคภัยใหม่ ๆ ภายในสบงเก่าๆ และอังสะที่ดูเหมือนจะไม่เคยเปลี่ยน ก็เลี้ยวออกมาจากมุมโบสถ์ แล้วหยุดชะงักยืนดูคณะผู้ล่วงล้ำเข้าไปด้วยความแปลกใจ

​“ผมมาจากเมือง” ท่านเจ้าคุณก้มลงมนัสการ “ท่านเห็นจะเป็นองค์เดียวที่จำวัดอยู่ในโบสถ์นี้”

“เปล่า, ท่านพระครูกับท่านปลัดก็อยู่ที่นี่ – เราอยู่ด้วยกันสามรูปเท่านั้น”

“ไม่มีลูกศิษย์ลูกหา อะไรเลยหรือครับ ?”

“ไม่มี”

“ทำไม ผมจะได้พบท่านพระครู”

“เวลานี้กำลังสวดมนต์อยู่ข้างใน”

“งั้นกรุณาให้ท่านทราบสักหน่อยว่า พระยากำแพงมาเยี่ยม”

พระรูปนั้นก็ทำนองเดียวกับชาวบ้านทั่วไป ที่เกือบไม่มีโอกาสจะได้เคยพบหน้าค่าตาเจ้าเมืองมาแต่ก่อน เพราะฉะนั้นกิริยาอากาศของท่านจึงงก ๆ เงิ่นๆ ขยักขย่อน แม้กระทั่งอดก้มไม่ได้ ขณะที่ผ่านหน้าคณะท่านเจ้าคุณเข้าไปในโบสถ์ ได้ยินเสียงพึมพำปรากฏขึ้นข้างใน สักครู่ ท่านพระครูอยู่ในสภาพครองจีวรเรียบร้อยเพราะกำลังสวดมนต์ภาวนา หน้าตาและผิวพรรณท่านสดใสแม้อายุจะอยู่ในวัยเดียวกันกับท่านเจ้าคุณก็เดินอ้อมเบื้องหลังพระประธารออกมาที่หน้าประตู

“เชิญข้างใน เจ้าคุณ” ท่านปราศัยด้วยเสียงกังวาน​อันไพเราะ “นี่กลับมาจากบางกอกแต่เมื่อไหร่ ?”

“เมื่อวานซืนนี้เองขอรับ” ผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมด้วยคณะของท่าน ถอดรองเท้าแล้วตามหลังเข้าไป จนกระทั่งถึงกลางโบสถ์จึงก้มลงกราบพระพุทธรูป ซึ่งสุกเรืองอยู่กลางแสงเทียน และแสงสว่าง ที่ส่องลอดหน้าต่างโบสถ์เข้ามาจากภายนอกแลดูกระหึ่ม

“ผมกลับมา ได้ข่าวว่าปีกลายฝีดาษกินเสียเตียนไปทั้งคลองเหนือคลองใต้ ก็รีบข้ามมาเยี่ยม” ท่านเจ้าคุณบอกด้วยเสียงและสีหน้าสลด “อเนจอนาถอะไรเช่นนั้น ตั้งแต่คลองเหนือ บ้านไร่ คลองใต้ หาผู้คนอยู่สักบ้านไม่ได้ พะโป้เองก็ยังไม่กลับจากแม่พล้อ วัดท่าหมันก็ร้าง ทั้งตลาดคลองเหนือเหลือแต่เจ็กขายของอยู่สองสามครัว เมื่อเข้ามาที่วัดเห็นเงียบก็ใจหาย คิดว่าจะไม่ได้พบหน้าท่านพระครูเสียแล้ว”

“ก็หวุดหวิดไปเหมือนกัน เจ้าคุณ” ท่านเจ้าอาวาสบอก “ฉันออกฝีเหมือนกัน แต่อาการไม่ร้ายแรงอย่างคนอื่น ๆ เขาเป็นอยู่ราวเจ็ดแปดวันก็หาย ขณะที่พวกชาวบ้านตายกันเป็นเบือ ทั้งวัดไม่มีเหลือ นอกจากคุณไปล่ คุณปลัด กับฉันเท่านั้น เด็กเล็กที่ฝากไว้ก็หนีตามไปอยู่กับพ่อแม่พี่น้องหมด เมื่อผู้ใหญ่รื่นเขาพาอพยพออกไปอยู่ที่วังกระทะ – –”

​หัวใจของละเมียดเต้นแรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินนามนั้น หล่อนก้มหน้าซึ่งร้อนผ่าวลงมองดูพื้นไม่กล้าหันไปสบตาผู้ใด ในใจเร่าร้อนที่จะได้ฟังข่าวคราวละเอียดของเขาต่อไป และท่านเจ้าคุณทำให้ความปรารถนาของหล่อนเป็นไปได้ เหมือนถูกเทพยดาดลใจ

“นี่ยังอยู่กันที่นั่นทั้งนั้นหรือครับ ท่านพระครู?” ท่านถาม

“ยังอยู่กันที่นั่นทั้งนั้นเจริญพร” ท่านเจ้าอาวาสบอก “ช้าๆ นาน ๆ จะมีคนออกมาดูแลข้าวปลาอาหารที่นี่ ตลอดจนบ้านเรือนที่ยังเหลืออยู่สักครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าย้ายออกมาอยู่ทีเดียว ทุกคนกลัวยังไม่หาย มันไม่ใช่โชคร้ายอย่างเดียว แต่เรื่องคนตายด้วย เจ้าคุณก็รู้อยู่แล้วถึงเรื่องความเชื่อถือผีสางของคนบ้านนี้ พวกเวียงจันทน์ที่บ้านไร่ ยิ่งกว่าใคร ๆ”

“ครับ ผมเข้าใจ” ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพึมพำ “แต่จะปล่อยให้ร้างอยู่อย่างนี้กระไรได้ เราควรจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป เพื่อให้เป็นหมู่บ้านตำบลที่ผู้คนจะอยู่อาศัยได้”

“ก็เจ้าคุณจะทำอย่างไร ?” ท่านพระครูตั้งกระทู้ถาม “ฉันเองพยายามมาหลายครั้งแล้ว ถึงผู้ใหญ่รื่นก็เหมือนกัน ​คน ๆ นั้นน่ะ เหมาะสำหรับเกิดมาเป็นหัวหน้า ถ้าไม่ได้เขา ชาวบ้านที่เหลือก็คงแตกฉานซ่านเซ็นไป ไม่รู้ว่าไหนต่อไหน ฉันเองกับพระที่นี่ก็คงจะอยู่ในที่ลำบากอาจจะต้องข้ามไปบิณฑบาตรถึงในเมือง”

ท่านเจ้าคุณหันไปพิจารณาบรรดาผู้ที่อยู่ในคณะของท่าน แต่ละหน้ามีแต่งงงัน แต่ละหน้าไม่สามารถจะให้ความสว่างอะไรแก่ท่านได้ทั้งนั้นนอกจากละเมียด ซึ่งเงยขึ้นมองดูตาท่านเหมือนอยากจะพูด

“อะไรกัน แม่เมียด ?”

“ดิฉันเคยได้ยินจากพวกมิชชั่นนารีที่กรุงเทพฯ ค่ะ คุณลุงคะ ว่าฝีดาษต่อไปอาจป้องกันได้ด้วยการปลูกฝี” หล่อนบอก

“ข้อนั้นลุงก็ได้ยินมาเหมือนกัน” ท่านเจ้าคุณว่า “แต่ปัญหาเวลานี้มันอยู่ที่ว่า ทำยังไงถึงจะให้คนพวกนั้นเขาเชื่อได้ว่า โรคร้ายโรคนั้นคงหมดไปแล้วจากหมู่บ้าน ที่เขาละทิ้งไปเป็นเวลาแรมปี ไหนจะไฟที่เผาบ้านไหนจะกาลเวลา ไหนจะแดดและลม–ลุงเคยสนทนากับหมอฝรั่งเขาบอกว่า ถ้าสาดปูนขาวหรือรมด้วยควันกำมะถัน อย่างที่ทำกันตามบ้านที่กาฬโรคหรืออหิวาตกลงกิน บ้านนั้นก็จะปลอดภัยอยู่กันได้ต่อไป”

​“ผู้ใหญ่รื่นเขาลองจัดการหมดแล้วตามวิธีที่เจ้าคุณว่า แต่พวกนั้นก็ยังไม่กล้าอพยพกลับ” ท่านพระครูบอก “ตกลงก็ต้องอยู่ด้วยกันที่วังกระทะต่อไป จะทำไงล่ะ ขวัญเสีย ๆ หมดแล้วนี่พวกนั้น”

“กระผมยังเห็นอยู่ก็แต่ทางอำนาจบ้านเมือง–” หลวงราชบริการเสนอความเห็นสอด

“บ้านเมืองเคยให้ความช่วยเหลืออะไรเขาได้ ในเวลาตกอยู่ในอันตราย” เสียงของผู้ว่าราชการจังหวัดต่ำ ๆ แต่สายตาของท่านเป็นประกายจนนายอำเภอต้องหลบ “การใช้อำนาจทางบ้านเมือง ควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบสุขเรียบร้อยของราษฎรเอง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายปกครองที่จะทำรายงานไปถึงท่านผู้ใหญ่ได้เฉพาะๆ พวกนั้นอพยพจากบ้านนี้ไปเพราะความจำเป็นบังคับ การเผาบ้านช่องเหย้าเรือนวอดวายไปด้วยเหตุนั้น การกลับคืนสู่ถิ่นเก่า สำหรับจะทำกินต่อไปอยู่ที่ความสมัครใจของเขา ไม่ใช่อยู่ที่การใช้อำนาจของเรา นั่นไม่ใช่การปกครอง”

สายตาของท่านพระครู ที่มองดูคนโน้นทีคนนี้ทีเต็มไปด้วยความรู้สึก เพียงแต่ท่านไม่แสดงออกมานอกหน้าเท่านั้น

​“ถูกของเจ้าคุณ ฉันเห็นด้วย” ท่านพูดเรียบๆ “นอกจากนั้นการใช้อำนาจกับคนพวกนี้ จะไม่มีประโยชน์เลยตราบใดที่ยังมีผู้ใหญ่รื่นเป็นหัวหน้าของเขา คนเราจะจูงใจกันได้ด้วยศรัทธา อาตมาเอง – –” ท่านเปลี่ยนสรรพนามทันที ขณะที่หันไปหานายอำเภอ “จนปัญญาเหมือนกัน เมื่อปรากฏว่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลืออะไรเขาได้ในยามคับขัน ทางพระให้เพียงการปลอบใจ แต่ถึงพระก็ไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลืออะไรได้เมื่อความตายมาถึง เวลานี้ศรัทธาของพวกนั้นยังมีต่อพระศาสนาอยู่ ก็เพราะหมายถึงชีวิตอนาคตแต่ศรัทธาของเขาที่มีต่อผู้ใหญ่รื่นหมายถึงปัจจุบัน คุณหลวงสามารถทำให้คน ๆ นั้นศรัทธาต่อคนหลวง จนถึงกับยอมกลับมาอยู่บ้านเดิมได้เมื่อไรคนทั้งหลายที่วังกระทะก็จะติดตามมา–”

ท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัดเงยหน้าขึ้นชำเลืองดูพระพักตร์ของพระประธาน ความเปล่งปลั่งอิ่มเอิบของพระพักตร์นั้น ส่องความรู้สึกอบอุ่นเข้าไปในทรวงอกของท่าน ประกายสว่างขององค์พระ อันเกิดจากเปลวเทียน ที่จุดอยู่กับราวบูชาข้างหน้าส่องต้องก็เช่นเดียวกัน ภายในโบสถ์ซึ่งกระหึ่มอยู่เมื่อสักครู่ ดูสว่างไสวขึ้นด้วยความหวัง

“ถ้าท่านพระครูเชื่ออย่างนั้น พรุ่งนี้ ผมจะเดินทาง​เข้าไปพบกับผู้ใหญ่รื่นเอง” ท่านพึมพำพลางก้มลงกราบ

“คุณลุงคะ ?” ละเมียดพยายามกระอึกกระอักคำพูดไม่ค่อยจะล่วงพ้นออกมาจากลำคอได้ จนกระทั่งละออเองแปลกใจ

“ว่าอะไร หลาน”

“ดิฉัน – – ดิฉันขอติดตามไปด้วยคน !”

“สนุกอะไรนะแม่เมียด” ละออซึ่งอาวุโสกว่ากระซิบดุ

“เถอะน่า ฉันอยากรู้อยากเห็นว่า วังกระทะเป็นอย่างไร”

“ไหนนัดกับนายเสถียรเขาว่าจะไปเที่ยวเมืองเก่า”

“ให้เขาไปกะพวกที่มาจากกรุงได้”

“ก็ตามใจ” ท่านเจ้าคุณบอก

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 20 March 2026, 16:21:18 »




รื่น, ผ่าฟืนอยู่ที่โคนต้นซ่านกลางลานระหว่างเรือนและกระท่อมที่พัก ซึ่งเรียงรายอยู่เหนือลำห้วยวังกระทะ ได้ยินเสียงนั้นและแลเห็นขบวนของผู้ว่าราชการจังหวัด นับแต่วินาทีแรกที่เกวียนคัน หน้าเลี้ยวข้ามสันเนินมาหยุดอยู่ที่ใต้ซุ้มไผ่หน้าประตูรั้ว ซึ่งสะด้วยเรียวไผ่ แล้วใครต่อใครก็ตะเกียกตะกายลงมา

​เครื่องแต่งกายซึ่งเป็นที่สะดุดตาในภูมิประเทศบ้านป่าเช่นนั้น มากกว่าบรรดาผู้สวมเอง เรียกร้องความสนใจของเขา และทุกคนก้มหน้าทำธุระอยู่กับงานของตนเช้าวันนั้น ให้เงยหน้าขึ้นหันไปจับตาดูอยู่เป็นเป้าเดียวกัน แม้กระนั้น ร่างเล็ก ๆ ของหล่อนพร้อมด้วยใบหน้าอันเกลี้ยงเกลา และนัยน์ตาที่เป็นประกายวาวเพราะความตื่นเต้น ก็เป็นภาพแรกที่สะดุดสายตาเขา ในขณะที่คนอื่น ๆ บ้างยืนบ้างยังนั่ง ด้วยกิริยาท่าทางอันตื่นตะลึงต่าง ๆ กัน เมื่อปรากฏว่า ร่างของชายชราในชุดกางเกงขาสั้นสวมถุงน่องรองเท้า หมวกกันแดดและเสื้อราชปแตนต์ คนนำหน้าคือท่านเจ้าคุณกำแพง ผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยหลวงราชบริการนายอำเภอ ขุนปราบริปู หัวหน้าตำรวจภูธร และเสมียนหรือพนักงานอีกคนหนึ่ง ถัดกันเป็นลำดับไป

“เจ้าเมืองกะพวกนั้นมาทำไมกันถึงที่นี่ พี่รื่น ?” สุดใจซึ่งเขาไม่ทราบว่าลงจากเรือนมาอยู่ข้างหลังแต่เมื่อไร ถามด้วยเสียงตื่น ๆ หล่อนเคยเห็นท่านเจ้าคุณมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในงานเฉลิมพระชนมพรรษาซึ่งคนเรามีโอกาสจะได้พบหน้าค่าตาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองมาชุมนุมกันที่สนามหน้าศาลากลางมากกว่าในวาระและสถานที่อื่นใด และทั้งในเวลาหาบ​ของข้ามไปขายในเมืองแต่ก่อนมาขณะที่ผ่านหน้าจวน ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เท่ากับรั้ววังสำหรับความรู้สึกของชาวบ้านทั่วไป “นายอำเภอ กะนายตำรวจก็มา”

สามีสั่นศีรษะ ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อจากหน้าผาก ซึ่งอันที่จริงก็ลูบหนังตาเพื่อจะให้แน่ใจว่า หญิงร่างเล็กในชุดผ้านุ่งสีหมากสุก เสื้อมัสลินขาวนั้น คือหล่อนแน่

“ใครจะไปรู้!” เขาพึมพำ

ในขณะนั้นเอง สุดใจก็แลเห็นละเมียดเป็นครั้งแรก

“คุณนายคนนั้นก็มาด้วย” หล่อนยกมือข้างหนึ่งเกาะแขนสามีไว้แน่น

ตกมาถึงเวลานั้น ขบวนของท่านผู้ว่าราชการผ่านประตูรั้ว และลานกว้างเข้ามา ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่ยังเพ่งจับอยู่ด้วยความฉงนสนเท่ห์ ท่ามกลางเสียงสุนัขที่เห่าเกรียว แต่รื่นก็ยังมิได้เปลี่ยนอิริยาบถแต่อย่างใด สายตาของเขามิได้หันไปทางอื่นจนกระทั่งท่านเจ้าคุณมายืนอยู่ตรงหน้า ปักไม้เท้าหัวเลี่ยมเงินลงยันพักร่างซึ่งยังไม่หายปวดเมื่อยของท่าน

“เป็นอย่างไรบ้าง ฮึผู้ใหญ่?” เสียงของท่านที่ถาม ไพเราะ สุภาพ อ่อนโยน และบอกความเห็นอกเห็นใจ “ตั้งแต่ครั้งนั้น แล้วไม่ได้พบกันอีกเลย” ท่านหมายถึงคราวที่​เรียกเขาไปแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน

ในขณะนั้นเอง รื่นจึงได้ตื่นจากภวังค์ เขานั่งลงกระทำความเคารพท่าน และยังคงอยู่ในท่านั้นขณะที่ตอบ สุดใจปฏิบัติตาม

“สบายดี ครับผม”

สบายดี! ทั้งๆ ที่ต่างพากันพลัดที่นาคาที่อยู่มาเป็นเวลากว่าปีเศษ คิ้วของท่านเจ้าคุณเลิกขึ้นนิดหนึ่ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน แก้มของท่านเต้นเป็นริ้วรอย ด้วยความรู้สึกที่ขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอ สายตาอันเชื่อมของท่านแลกวาดไปที่ตัวเรือน ซึ่งพอจะเรียกได้ว่าเป็นเรือน ๒ หลัง และกระท่อมเล็กกระท่อมน้อยอันเรียงรายอยู่ติดๆ กันไป ๗–๘ กระท่อมแล้วก็ถอนใจ

“อยู่ด้วยกันเท่าไหร่ ?” ท่านถาม “เหลือมากี่ครัวเรือน ?”

“ทีแรกก็สิบสองครอบครัวครับผม มาตายที่นี่อีกสามคน ย้ายไปอยู่ที่นาน้ำลาดเมื่อกลางปีเสียสองครัวเรือน เหลืออยู่เท่าที่ใต้เท้าแลเห็น”

อเนจอนาถอะไรเช่นนั้น สำหรับหมู่บ้านใหญ่ซึ่งกำลังจะกลายเป็นตำบลที่รุ่งเรืองที่สุดตำบลหนึ่งบนฝั่งแม่ปิงอยู่แล้ว ท่านผู้ว่าราชการถอดหมวกกันแดดออกโบกลม หยิบผ้า​เช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อที่หน้า

“เกลี้ยงเลยเทียวหรือนี่ ” ท่านพึมพำ “คนเก่าแก่ที่เคยรู้จักกันมาแต่ก่อน ๆ เกือบมองไม่เห็นหน้า นอกจากครัวผู้ใหญ่....”

“ใต้เท้า คงจะไปตรวจราชการที่ไหนมา ? เชิญขึ้นไปพักบนเรือนก่อนครับผม รับประทานอาหารกลางวันเสียก่อนถึงค่อยไป” รื่นกุลีกุจอขึ้นไปจัดเสื่อสาดปูที่ระเบียงเรือนร้องสั่งภรรยาหาน้ำท่ามารับรอง และเร่งให้เข้าครัว

ท่านเจ้าคุณนำคณะของท่านตามขึ้นไป สายตาของท่านสอดส่ายดูสภาพอันซอมซ่อของเคหสถานบ้านช่อง และเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลาย ขณะที่นั่งอยู่ใต้ชายคาซึ่งร่มรื่นแล้วก็ถอนใจ

ขนบประเพณีพื้นเมืองของชาวบ้านนี้ เป็นที่น่าชื่นใจ ไมตรีจิตมิตรภาพในการต้อนรับ ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น ท่านรู้ว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นเจ้าคุณกำแพงผู้ว่าราชการจังหวัดหรือขอทานมา และไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพมั่งคั่งร่ำรวย หรือยากจนค่นแค้นแทบไม่มีอะไรจะกิน ย่อมจะได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างเดียวกัน

“อย่าไปลำบากลำบนอะไรเลยผู้ใหญ่” ท่านบอก “ฉัน​มาพักกินกลางวันกันที่ท้ายดงเศรษฐี เมื่อกี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว แม่เมียดเขาเป็นธุระเสร็จ มานั่งที่นี่ดีกว่า ฉันออกมานี่ก็เพราะอยากพบผู้ใหญ่เท่านั้นไม่ได้ไปตรวจงานการที่ไหน”

ความประหลาดใจปรากฏอยู่ที่เหนือคิ้วและนัยน์ตาของรื่นชำเลืองดูละเมียด หล่อนก็กำลังซุบซิบซักถามสุดใจด้วยเรื่องหนึ่งเรื่องใดอยู่ห่างออกไปทางปลายระเบียง มองดูนายอำเภอและขุนปราบริปูก็ดูเต็มไปด้วยปริศนาอย่างเดียวกัน

“ฉันกลับมาจากล่างเมื่อวานซืนได้ข่าวแล้วก็เสียใจด้วยผู้ ใหญ่” ท่านพูดต่อไปเรียบ ๆ สม่ำเสมอ และเต็มไปด้วยความปรานี “เสียใจแทนพวกเราทุกคน ที่เคราะห์ร้ายเสียใจเพียงใด ผู้ใหญ่คงจะเข้าใจ เพราะหลายคนฉันเคยรู้จักใช้สอยมาเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ หลายคนรู้สึกเหมือนจะเป็นญาติกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ญาติและหลายคนก็เกี่ยวพันกันเพราะย้ายมาจากเมือง มันเป็นเรื่องของเคราะห์กรรมและโชคชะตาที่เราช่วยไม่ได้ ฉันมาพบผู้ใหญ่ครั้งนี้นอกจากเพื่อเยี่ยมเยียนถามข่าวคราวทุกข์สุขแล้ว ก็อยากจะรู้ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป?”

สายตาของรื่นก้มลงมองมืออันใหญ่และหยาบซึ่งแบอยู่บนพื้นกระดานตรงหน้า ถึงกระนั้นหูของเขาก็สดับวาจาของ​ท่านทุกประโยค และเข้าใจความหมาย อันเต็มไปด้วยความจริงใจทุกประการ

“ทุกครัวที่นี่ ที่นาน้ำลาด กะท่าขี้เหล็ก ยังไม่มีใครกล้ากลับเข้าไปอยู่บ้านเก่า ครับผม” เขาเรียนท่าน

“ก็สำหรับผู้ใหญ่ล่ะ ?”

“สำหรับกระผม พวกนั้นอยู่ที่ไหน กระผมอยู่ที่นั่น–”

“งั้นคลองเหนือ บ้านไร่ คลองใต้ ตลอดจนหัวยาง ก็จะคงกลายเป็นหมู่บ้านร้างต่อไป เหย้าเรือนที่เหลือไม่มีใครอยู่อาศัย ไร่และสวนที่เคยทำมาหากินถูกปล่อยให้เปล่าประโยชน์”

“พวกเราทุกคน ต่างหักร้างถางพงกันใหม่ จนวังกระทะ นาน้ำลาดและท่าขี้เหล็ก กลายเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ไป เดี๋ยวนี้กล้วยอ้อยในไร่และข้าวในนามีพอที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันทั่วถึง–”

“แต่มันก็จะไม่มีวันกลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ หรือกลายเป็นตำบลไปได้อย่างบ้านเก่า เพราะไกลเมือง ไกลแม่น้ำ ไกลตลาดค้าขาย”

“กระผมเข้าใจครับผม แต่จะทำอย่างไรได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราก่อเราสร้างมาเกือบชั่วชีวิต แหลกลาญไปหมดแล้ว ​ศรัทธาของทุกคนไม่มีเหลือ เมื่อจะอยู่ในบ้านไม่ได้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่เขาจะจำใจอยู่ในป่า”

ท่านเจ้าคุณส่ายหน้าอันเป็นมันของท่านน้อย ๆ พลางถอนใจ

“เมื่อวานนี้เอง ฉันข้ามฟากมาพบท่านพระครูที่วัด” ท่านบอก “จากท่านฉันรู้ว่าทุกคนไม่กล้ากลับเข้าไปอยู่บ้านเดิม ก็เพราะยังหวาดเกรงทั้งฝีดาษและภูตผีปีศาจอะไรกันอยู่ ฉันรู้ต่อไปด้วยว่าทั้งท่านพระครูและผู้ใหญ่ พยายามจะชักนำให้คนพวกนั้นกลับไปแต่เห็นไม่สำเร็จ ผู้ใหญ่ก็จำต้องอยู่กับพวกเขา นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกสำหรับคนเราที่จะเป็นหัวหน้าคน แต่ในฐานะหัวหน้าคน ฉันคิดว่าผู้ใหญ่ยังยึดถือศรัทธาของชาวบ้านไว้มากพอที่จะชักจูงให้เขากลับมาได้ ถ้าผู้ใหญ่พยายามพอ ใช้เหตุผลพอ–”

“กระผมพยายามมาแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ ความกลัวของคนเราอยู่เหนือเหตุผล กระผมไม่สามารถจะบังคับเขาได้”

“ฉันไม่ต้องการให้บังคับ” ท่านเจ้าคุณเน้นประโยคนั้น “แต่ต้องการให้ทุกคนกลับไปอยู่บ้านเก่าด้วยความสมัครใจ ฉันรู้ว่าผู้ใหญ่รู้ว่าคลองเหนือ บ้านไร่ คลองใต้ปลอดภัยพอแล้วที่จะกลับเข้าอยู่อาศัยได้อีก ผู้ใหญ่ทำถูกที่สั่งให้รื้อถอนหรือ​เผาเหย้าเรือนที่ตายกันทั้งครอบครัวเสียก่อนที่จะอพยพออกมา ผู้ใหญ่ทำถูกที่พยายามทำความสะอาดราดด้วยน้ำปูนขาว และรมบ้านช่องด้วยควันกำมะถัน นั้นคงจะรู้มาจากพวกหมอฝรั่ง––”

“กระผมรู้มาจากหนังสือที่ซื้อมาจากในกรุง”

“ดีละ ผลก็อย่างเดียวกัน ฟังฉันให้ดี, ผู้ใหญ่” ท่านมองหน้าอื่น ซึ่งเงยขึ้นอย่างพินิจพิเคราะห์ และเต็มไปด้วยความหวัง “ลงไปรักษาตัวในกรุงคราวนี้ ฉันมีข่าวกลับมาบอกพวกเราที่นี่หลายเรื่องด้วยกัน บางทีมันอาจจะเป็นการตั้งต้นใหม่ของคลองสวนหมากที่วอดวายไปแล้ว และมันก็อาจจะเป็นการตั้งต้นชีวิตใหม่ของพวกเราที่ยังเหลืออยู่ด้วย ข้อแรก เสด็จเสนาบดี ทรงเห็นด้วยที่ฉันขอให้ยกฐานะ คลองสวนหมากขึ้นเป็นตำบล เพราะฉะนั้นคลองสวนหมากจึงจำเป็นต้องมีผู้คนอยู่อาศัย คลองสวนหมากที่ร้างจะเป็นตำบลขึ้นมาอย่างไรได้ นี่แหละ ฉันจึงขอมอบความไว้วางใจสำหรับผู้ใหญ่จะจัด การเป็นธุระต่อไป จริง, ความกลัวของคนเราโดยเฉพาะชาวบ้านนี้ ในเรื่องโชคลางสังหรณ์และผีเหย้าผีเรือน อยู่เหนือเหตุผลเหมือนกับชาวบ้านอื่นทั่วๆ ไป แต่ผู้ใหญ่รู้ไหมล่ะว่า คลองสวนหมากก่อนหน้าผู้ใหญ่เกิด ก่อนหน้าผู้ใหญ่จะมาอยู่เป็นอย่างไร ต้นตระกูลของฉันมาเป็นเจ้าเมืองอยู่ที่นี่นาน ​ท่านผู้ใหญ่เก่า ๆ เล่าให้ฟังเป็นเสียงเดียวกันทั้งนั้นว่า คราวไหนที่คลองสวนหมากร้าง จะกินเวลาช้านานเพียงใดก็ตาม ในที่สุดมันก็ต้องกลับเป็นบ้านมีคนอยู่อีกทุกครั้งไป ในชั้นแรกก็ครัวเดียวสองครัวก่อน มาตั้งรกรากอยู่ จนกระทั่งคนอื่น ๆ เห็นว่าปลอดภัย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนอื่น ๆ ก็อพยพตามไปอยู่ จนกระทั่งหมู่บ้านใหญ่ขึ้นมา ผู้ใหญ่เข้าใจความหมายของฉันไหมล่ะ – – ความกลัวของคนเรา แก้กันไม่ได้ด้วยเหตุผล ความกลัวของคน ต้องแก้กันด้วยตัวอย่าง และฉันต้องการ – ฉัน – ฉันขอร้องให้ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างนั้น ฉันรู้ว่าผู้ใหญ่ทำได้ ฉันรู้ว่าในเมืองนี้บ้านนี้ ไม่มีใครที่ชาวบ้านจะเชื่อถือเท่ากับผู้ใหญ่ เชื่อฉันเถอะผู้ใหญ่ เชื่อฉันเถอะ ผู้ใหญ่ย้ายเข้าไปเมื่อใดคนที่นี่ที่นาน้ำลาดและท่าขี้เหล็กอีกหลายสิบครัวเรือน ก็จะย้ายตามเข้าไป”

นัยน์ตาอันเต็มไปด้วยความรู้สึกของเขา มองดูนัยน์ตาอันเต็มไปด้วยอานุภาพแห่งความหวัง และความปรานีของท่านมีอานุภาพเหนือสิ่งอื่นใด ก็เพราะมันเป็นนัยน์ตาซึ่งบอกถึงศรัทธาที่เจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัดมีอยู่ต่อเขา รื่นหลบนัยน์ตาคู่นั้นหันไปสบตาละเมียดผู้กำลังตรับฟังคำตอบของเขาอยู่เหมือนกันอย่างเคร่งเครียด ครั้นแล้วก็ถอนใจ

​“ถ้ากระผมย้ายเข้าคลองสวนหมากก่อน ก็เหมือนหนีเขาไป” เสียงของเขาเหน็ดเหนื่อยและอิดโรย “นั่นเป็นตัวอย่างที่กระผมทำไม่ได้ เราทุกข์ยากตรากตรำมาด้วยกันนาน พอที่จะแยกไม่ออก พวกนี้อยู่กระผมอยู่ พวกนี้ยอมไปกระผมไป ในเวลานี้ทุกคนยังไม่มีใครพร้อมเลยที่จะเข้าไป–”

“แต่ฉันไม่ได้หมายอย่างนั้นผู้ใหญ่รื่น” ท่านเจ้าคุณรู้สึกอึดอัดเมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถจะทำให้เขาเข้าใจอย่างที่ท่านเข้าใจได้ “ฉันหมายความว่าต้องการให้ผู้ใหญ่เป็นผู้ชักจูงลูกบ้านเหล่านี้ มิใช่เพื่อตัวผู้ใหญ่เอง มิใช่เพื่อฉัน มิใช่เพื่อบ้านเมือง แต่เพื่อความเจริญ ความรุ่งเรืองในอนาคตของเขา ของตำบลที่เขาเกิด เขาอยู่และทำมาหากิน – – ทุกคนควรจะเข้าใจ”

“ครับผม ทุกคนควรจะเข้าใจ” รื่นทวนประโยคของท่านอย่างเลื่อนลอย “แต่เขาก็ต้องการเวลา ขณะนี้ยังไม่มีใครกล้าพอแม้เพียงจะย่างกรายผ่านคลองสวนหมากไปไหน”

“ปีเศษยังไม่เป็นการเพียงพออีกหรือรื่น ที่คนเราจะพยายามเอาชนะความกลัว ?” ละเมียดเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

“มันแล้วแต่ใจเขาครับคุณละเมียด” เขามองดูหล่อนอย่างครุ่นคิด “แล้วแต่ใจเป็นคน ๆ ไป – บางปัญหา และบาง​ราย ชั่วชีวิตคนเราก็ไม่อาจลืม...เอ้อ....ไม่อาจจะเอาชนะได้”

“ฉันเคยคิดแต่ว่ารื่นใหญ่พอ เข้มแข็งพอ ที่จะตัดสินใจแทน พวกเพื่อนบ้านได้” ความผิดหวังระคนอยู่ในกังวานเสียงของหล่อนอ่อน ๆ แต่ก็รุนแรงพอที่จะทำให้สีหน้าของผู้ฟังเปลี่ยนสีไป “ฉันเคยคิดแต่ว่ารื่นเป็นคนไม่กลัวอะไร ในเมื่อรู้ว่าตัวทำถูก – –”

“คุณละเมียดจะให้ผมทำอย่างไร ?” สายตาของเขายังจับอยู่ที่ใบหน้าหล่อน มือของเขากำแน่นแล้วก็คลายออกอยู่ตรงหน้า

“รื่นได้ฟังคุณลุงท่านว่าแล้วนี่ อนาคตของคนบ้านนี้อยู่ในกำมือของรื่นแล้วแต่จะชักนำไป กลับเข้าบ้าน รื่นก็จะชักนำเขาไปสู่ชีวิตใหม่ ขืนอยู่ที่นี่ นานวันนับแต่จะตายด้าน ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คนพวกนั้น หากอยู่ที่รื่นคนเดียว แล้วแต่รื่นจะเลือก –”

ศีรษะอันยุ่งของเขาส่ายไปมาช้า ๆ ครั้นแล้วก็ก้มหน้าลงมองดูมือทั้งคู่

“คุณละเมียดยังไม่รู้ว่ากลับเข้าไป ทุกคนจะเจออะไร เพราะไม่มีใครได้เคยเจอะชีวิตอย่างเรา” เขาพึมพำ

“ฉันเข้าใจดีรื่น – เข้าใจ” หล่อนตอบเสียงอ่อน “​แต่ความปวดร้าวขมขื่น ทนทุกข์ทรมานให้คุณอะไรแก่คนเราบ้าง ตราบใดที่ลืมมันไม่ได้ ฉันรู้ว่ารื่นและสุดใจต้องโศกเศร้าเสียใจเพียงใด ในการที่ต้องสูญเสียลูกคนหัวปีไป ฉันรู้ว่าทุกคนได้รับความทุกข์เพียงไหนด้วยการพลัดพรากจากผู้ที่ตนรักและทรัพย์สมบัติใดๆ ที่อุตส่าห์สะสมมาชั่วอายุ รื่นเองผ่านชีวิตมามาก ท่องเที่ยวมาไกล เข้าใจอะไรได้ดีกว่าใคร ๆ สมัยปู่ย่าตายายเราขึ้นไป ห่าลงกินคนตายทั้งเมือง ท่านยังสร้างใหม่ได้ สำมะหาอะไรกับหมู่บ้าน สำมะหาอะไรกับตำบล–”

ทุกคนไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าอะไรทำให้เขานิ่งงันไป รื่นได้แต่ก้มหน้า สายตาทั้งคู่จับอยู่กับมือทั้งสอง ไหล่อันกว้างยกขึ้นลงด้วยการถอนใจแรง ท่านเจ้าคุณกำแพงชำเลืองดูละเมียด ชำเลืองดูสุดใจ ในที่สุดท่านก็เอ่ยขึ้นอีก

“ข่าวดี – – บางทีมันจะช่วยให้ผู้ใหญ่เห็นแก่ฉันและคนบ้านนี้ขึ้นอีก ก็คือ ในหลวงจะเสด็จประพาสที่นี่ไม่ปลายปีนี้ก็ คงในราวปีหน้า – –”

สายตาทุกคู่หันไปมองท่านเป็นตาเดียวกัน นอกจากรื่นซึ่งยังคงอยู่ในอาการเดิม

“คุณลุงคะ” ละเมียดเอ่ยอย่างงงงัน “คุณลุงไม่เคยแพร่งพรายให้ดิฉันหรือใคร ๆ รู้เรื่องเลย”

​“เพราะลุงเองก็ยังไม่แน่ใจว่า ควรจะเปิดเผยหรือไม่ บางเสียงว่า ท่านจะเสด็จแต่ปีกลาย บังเอิญเคราะห์ร้ายลุงยังเจ็บอยู่ที่โน่น แล้วฝีดาษเกิดระบาดขึ้นที่นี่ บางเสียงว่าท่านจะเสด็จปีนี้ ยังเอาแน่ไม่ได้ จนกระทั่งก่อนหน้าจะขึ้นมากำแพง เข้าเฝ้าเสด็จเสนาบดีอีกที ถึงได้แน่ใจว่าเสด็จประพาสแน่ แต่จะเสด็จประพาสต้นไม่เป็นทางการ” ท่านหันกลับไปหารื่นอีก “คราวนี้ผู้ใหญ่เข้าใจหรือยังว่า จำเป็นเพียงไรที่เราจะต้องช่วยกัน ทำให้คลองสวนหมากเป็นหมู่บ้านหรือตำบลที่มีคนอยู่ แทนที่จะเป็นหมู่บ้านหรือตำบลที่ร้าง ?”

แต่รื่นยังคงนั่งนิ่ง อยู่ในอิริยาบถเดิมอีกนาน เหมือนไม่ได้ยินท่านพูดทั้ง ๆ ที่ได้ยิน และเข้าใจทุกถ้อยคำ ในที่สุดจึงเงยหน้าขึ้น

“กระผมจะลองพูดจากับคนบ้านนี้ดูอีกที” เขาตอบด้วยเสียงแหบ ๆ “กระผมจะพยายาม––”

และนั่นเป็นคำตอบอย่างมากที่สุดที่ท่านเจ้าคุณกำแพงจะได้รับจากรื่น ในการอุตส่าห์เดินทางออกไปหาเขาถึงวังกระทะแทนที่จะเรียกตัวไปในเมืองอย่างครั้งนั้น การกระทำของท่าน และผลที่ได้รับจากรื่น ก่อความข่มขื่นให้แก่นายอำเภอ ผู้ถือหลักการปกครองคนละตำราเพียงใด จะเห็นได้จากสีหน้าที่เคร่ง​เครียด และริมฝีปากที่เผยอเยาะ ขณะที่ลงบันไดเรือนตามหลังเจ้าคุณ โดยมิได้ร่ำลา หรือตอบรับการคารวะของสองผัวเมียผู้เป็นเจ้าบ้าน

“ขันไหมล่ะ ท่านขุน ?” หลวงราชบริการ กระซิบกระซาบกับหัวหน้าตำรวจภูธร ระหว่างนั่งเกวียนมาด้วยกัน

“ขันอะไรคุณหลวง ?” ขุนปราบริปูหันมาเลิกคิ้วอย่างฉงน

“คนชั้นเจ้าเมือง อุตส่าห์ถ่อกายออกมากราบกรานวานไหว้ ไพร่สารเลวให้มันช่วยเหลือ แทนที่จะสั่งการตามอำนาจที่มีอยู่ อย่างนี้เป็นเจ้าคุณปู่ของผมละก้อ หลังอ้ายรื่นลายแล้ว ––”

ขุนปราบริปู เคยรู้จักเจ้าคุณปู่ของหลวงราชบริการว่า เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ที่เคร่งครัดต่อหน้าที่และผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา จนบางเวลา และบางกรณีเกือบกลายเป็นโหดร้ายทารุณ ในขณะที่ท่านเจ้าคุณกำแพงปกครองคนด้วยความปรานี เพราะฉะนั้นถึงจะมีความเห็นใจกับหลวงราชบริการเพียงใด ก็ยากที่จะเห็นสอดคล้องต้องด้วยได้ในหลักการปกครองเจ้าคุณปู่หลวงราชบริการและหลวงราชบริการเอง ตกลงอย่างดีที่สุดที่ท่านขุนจะทำได้ในกรณีเช่นนั้นก็เพียงแต่ยิ้ม

​“ผมเกรงว่าต่อไป ใครในคณะกรมการจังหวัดขี้เยี่ยวไม่ออก เห็นจะหนีเจ้ารื่นไม่พ้น” หลวงราชปรารภต่อ

แก่คำปรารภข้อนี้อีกเหมือนกัน ท่านขุนได้แต่ยิ้มอยู่ในหน้า โดยมิได้ตอบว่าประการใด เพราะไม่จำเป็นต้องตอบ และไม่มีอะไรจะตอบ ขณะเดียวกันท่านเจ้าคุณซึ่งนั่งไปในเกวียนเล่มหน้ากับละเมียด มิได้ปริปากอะไรเลย จนกระทั่งย่างเข้าท้ายดงเศรษฐี

“บางทีจะถูกของแม่เมียด ที่ยกตัวอย่างเมืองร้างขึ้นมาเปรียบเทียบกับคลองสวนหมากในเวลานี้ให้นายรื่นเขาฟัง” ท่านเอ่ยขึ้นทั้ง ๆ ที่มิได้หันหลังกลับมา สายตาจับอยู่กับใบเสมา ซึ่งหักพังอยู่บนกำแพงหินแลงอันยั้วเยี่ยไปด้วยรากไทร และยอดเจดีย์ที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์หนาแน่น “สงครามและโรคภัยอาจจะทำให้เมืองหนึ่งนครใดย่อยยับไป แต่แล้วมันก็จะต้องเกิดขึ้นใหม่ ตราบใดที่มนุษย์เราจำเป็นจะต้องอยู่ ดูนายรื่น เขาจะสนใจในคำพูดของแม่เมียด มากกว่าการชักแม่น้ำทั้งห้าของลุง นั่นมันอย่างไรกัน ? บอกหน่อยได้ไหมว่าแม่เมียด รู้จักกะเขามาแต่เมื่อไหร่ ?”

“ก่อนหน้าดิฉันจะได้กะเสถียรเขาค่ะ” ละเมียดตอบ “นายรื่นเคยช่วยดิฉันกะคุณพ่อไว้ เมื่อคราวเราถูกโจรปล้นที่​หน้าบ้านลานดอกไม้ ตอนคุณพ่อถูกย้ายไปเมืองตาก”

“อ้อ” ท่านเจ้าคุณพึมพำ สายตากวาดดูภูมิประเทศของดงเศรษฐีขณะที่เกวียนเลียบชายเนินเหนือคูเมืองเก่าต่อไป “อยากให้หมอรับปากจริงๆ ว่าจะทำตามที่ลุงขอร้อง คน ๆ นั้นพูดอะไรเป็นนั่น ตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่บ้านมายังไม่เคยผิดคำมั่นสัญญา”

“แต่เขาก็บอกแล้วนี่คะ ว่าจะพยายาม ดิฉันคิดว่า อย่างไรเสียคงสำเร็จ”

“เพราะอะไร ?”

“เพราะ –” ละเมียดหยุดนิ่งไปครู่ใหญ่ เคราะห์ดีที่ท่านเจ้าคุณมิได้หันหลังกลับมาเห็นสีหน้าอันแดงเรื่อของหล่อน ฉะนั้นจึงสามมารถกล่าวต่อไปได้ โดยปราศจากความตะกุกตะกัก “เพราะอย่างที่คุณลุงพูดมาแล้ว นายรื่นเป็นคนที่จะไม่ยอมรับคำในเรื่องอะไรเป็นอันขาดเว้นไว้แต่เขาจะแน่ใจว่า จะไม่ไปเกิดผิดพลาดขึ้นภายหลัง แต่สำหรับเรื่องนี้ดิฉัน – – ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า เขาจงพยายามอย่างที่สุดที่จะให้พวกลูกบ้านของเขากลับไปตั้งภูมิลำเนาในที่เดิม ชีวิตคนเราเหมือนกับต้นไม้ ครั้งหนึ่งลงได้ตั้งรกรากอยู่ที่ไหนนาน ๆ รากแก้วของชีวิตก็ฝังลึกลงที่นั่นอย่างถอนไม่ขึ้น เพราะความเคยชิน การอพยพ​โยกย้ายไป มีแต่จะทำให้ชีวิตเฉา อย่างไรเสียเขาก็จะหาหนทางกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าที่คลองสวนมากจนได้ – –”

“แม่เมียด แน่ใจนักหนาทีเดียวหรือในข้อนี้ ?” เสียงท่านเจ้าคุณที่แว่วมาจากข้างหน้า นัยน์ตาค่อยแจ่มใสขึ้น

“ค่ะ, ดิฉันแน่ใจ” หญิงสาวตอบ

เกวียนทั้งสองเล่มเดินทางต่อไปตามทางที่สูง ๆ ต่ำๆ ประเดี๋ยวออกท้องทุ่งที่แดดจ้า บางขณะขึ้นไปอยู่บนเนินสูง ซึ่งมองลงไปเห็นท้องทุ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชานเมืองอันไพศาล เพียงแต่กาลเวลาและธรรมชาติเท่านั้น ที่แปรสภาพไปเป็นละเมาะไม้ใหญ่น้อย และบางขณะก็ลงไปสู่ลำห้วย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคูเมือง เขลอะไปด้วยใบไม้เน่าทับถมกันสูงแค่เข่า

นกเปล้าฝูงหนึ่งแตกฮือจากยอดมะค่า ขณะที่เกวียนเล่มหน้าข้ามพ้นสันกำแพงร้าง ละเมียดซึ่งนั่งอยู่หลังท่านเจ้าคุณบนเกวียนเล่มนั้นแหงนหน้าขึ้นดูหน่อยหนึ่ง แล้วนัยน์ตาและความคิดก็เลือนลอยไป ป่าขมุ ชะอม และก้างปลา สองฟากทางเกวียนกลายเป็นป่าไผ่, ไร่กล้วย และเหย้าเรือนที่วังกระทะขึ้นมาในมโนคติของหล่อน!

คำพยากรณ์ของละเมียด, ถ้าหล่อนหมายจะให้เป็นคำพยากรณ์ ที่ลั่นไว้กับเจ้าคุณกำแพงคราวนั้น ปรากฏเป็น​ความจริงทุกประการ เพราะอีก ๓ เดือนต่อมาขณะที่ลมเหนือเริ่มพัดและใบไม้เริ่มเหลืองร่วงหล่นเกลื่อนพื้นดิน รื่นก็อพยพครอบครัวของเขาออกจากวังกระทะ กลับเข้าคลองสวนหมาก พร้อมด้วยครอบครัวของเพื่อนบ้านทั้งปวง ภายหลังที่ได้ปรึกษาหารือกันอยู่เป็นเวลาช้านาน หลายคนคัดค้านความคิดนั้น เพราะความสยดสยองของเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง ยัง ใหม่ต่อความทรงจำเกินไป ทารุณโหดร้ายต่อความรู้สึกเกินไปที่จะต้องเผชิญหน้า แต่หลายคนก็ปลงตกว่า เรื่องโชคชะตาของคนเราถึงจะอยู่ที่ไหน ๆ ก็หนีไม่พ้น อย่างไรก็ดี ทุกคนไม่อาจฝืนคำชักชวนของรื่นได้ และซึ้งลงไปในใจของทุกคน ไม่มีใครจะสามารถขัดแย้ง หรือหักล้างเหตุผลที่เขายกขึ้นอ้างได้ คลองสวนหมากเป็นบ้านที่เขาเกิด เพราะฉะนั้นมันก็ควรจะเป็นเรือนตาย

ถูกอย่างละเมียดว่า รากแก้วของชีวิตเขาและคนพวกนั้นฝั่งลึกเสียแล้วในคลองสวนหมาก ขนบประเพณี ไร่ นา ป่า เขา ตลอดจนอากาศที่หายใจเข้าไป ผูกมัดรัดรึงใจเกินที่เขาจะปลีกตัวออกพ้น เกินกว่าเขาจะตัดขาด มันอาจจะเลือนหายหรือคลายความรบเร้าลงไปในครู่หนึ่งคราวใด แต่ในที่สุดมันก็จะอยู่ที่นั่นไม่ไปไหนเหมือนรากแก้วของต้นไม้ที่ฝังลึกลงไปในพื้น​ดิน ไม่มีผู้ใดรู้ ไม่มีผู้ใดเห็นว่าลึกแค่ไหน

“ถ้ามันถึงคราวตาย เราก็คงจะตายไปกะพวกนั้นแต่ครั้งนั้นแล้ว” รื่นบอกกับทุกคน “แต่จนเดี๋ยวนี้เราก็อยู่กันมาได้ จะลำบากตรากตรำเจ็บไข้ได้ป่วย อดอยากกันเพียงใด ก็ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนั้นอย่าลืมนึกถึงท่านพระครู ว่าระหว่างที่พวกเราหนีออกป่าเสียทั้งปี ท่านไม่เคยได้หนีไปไหน เพราะอะไร ? เพราะ ‘ที่นี่เป็นเรือนตายของฉัน ผู้ใหญ่’ อย่างท่านว่า ‘ปลงข้อนั้นตกแล้วนี่ ก่อนที่จะสละเพศฆราวาสเข้ามาพึ่งใบบุญของพระศาสนา ถ้ามันเป็นความประสงค์ของเทพยดาฟ้าดิน ที่จะให้ฉันได้รับใช้พระศาสนาต่อไป ก็คงรอด มิฉะนั้นก็ตาย และท่านก็ยังอยู่ ไม่ตาย น่าละอายอะไรเช่นนั้น ที่พวกเราปล่อยให้ท่านอด ๆ อยาก ๆ อยู่แต่ลำพังเสียนาน เพราะหวาดกลัวความตาย ในเวลามั่งมีศรีสุขสะดวกสบาย ทุกคนพากันทำบุญตักบาตร์เกร่อ จนเหลือพระฉันพระใช้ ในเวลาตก ยากสิ ต่างคนต่างดิ้นรนเอาตัวหนี ถึงข้าเองก็ยังละอายใจอยู่ จนเดี๋ยวนี้ ”

ความซื่อสัตย์ที่ปรากฏออกมาจากนัยน์ตา และวาจา ซึ่งเต็มไปด้วยความหนักแน่น จริงจังของเขามากกว่าวิธีพูด เรียกร้องศรัทธาของคนพวกนั้น เหนือสิ่งอื่นใด ความทนทุกข์​ทรมานที่ผ่านร่วมกันมา ยืนยันดีกว่าข้อพิสูจน์ใด ๆ ถึงน้ำใจและความปรารถนาดีที่รื่นมีต่อพวกเขา เพราะฉะนั้นเอง ราวอีกเดือนเศษ หลังจากพวกคลองใต้อพยพกลับเข้าสู่ถิ่นเดิม พวกบ้านไร่และคลองเหนือก็เริ่มอพยพกลับจากท่าขี้เหล็ก และนาน้ำลาด ชั้นแรกอย่างขลาดๆ และขยักขย่อน ค่ำลงก็ดับไฟนอน ไม่มีเสียงสรวลเสเฮฮา ไม่มีแม้แต่เสียงหมาเห่า แต่เมื่อนานเข้าและค่อยเคยชิน ชีวิตก็เริ่มเข้าสู่ร่องรอยเดิม หัวเราะ และร้องเพลงกันต่อไปได้

รื่นลงมือรื้อหลังคาเรือนของเขา ซึ่งเหลือจากไฟไหม้ จัดแจงมุงด้วยแฝกที่กรองใหม่ แล้วก็ตักน้ำล้างทำความสะอาดเป็นการใหญ่ ก่อนที่จะพาสุดใจและลูกๆ เข้าอยู่เรือน ป้าแคล้วและจำปา ซึ่งถัดไปก็เช่นเดียวกัน ถึงกระนั้นนับแต่วันแรกที่เขาย่างขึ้นสู่เรือน ก็ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะผิดแปลกไป มิใช่เกิดจากความระคาย และความแห้งแล้งของกลิ่นแฝก หรือความเงียบเหงาเพราะลูก และเพื่อนบ้านอันเป็นที่รักใคร่คุ้นเคยหลายคนพลัดพรากจากไป หากเป็นความผิดแปลกของคนหน้าใหม่และรุ่นใหม่ผู้ย่างเข้าสู่อาณาจักรเก่า ซึ่งไม่มีอะไรเหลือทิ้งไว้ นอกจากอดีตที่เต็มไปด้วยความหายนะ มันเป็นความรู้สึกทำนองเดียวกันกับชั่วขณะที่เขาเคยผ่านเข้าไปสู่​บริเวณกำแพงเมืองเก่าของสุโขทัย ของกำแพงเพชร ของวังพระธาตุ และดงเศรษฐี เขารู้ดีเท่า ๆ กับสายตา เห็นว่าภายในบริเวณรอบกายปราศจากผู้คนแต่ก็อดขนลุกเกรียว และเหลียวหน้าเหลียวหลังไม่ได้ ทุกคราวที่ย่างออกจากเงามืดเข้าสู่แสงสว่าง อดรู้สึกไม่ได้เหมือนเสียงฝีเท้าใคร หรือคนกระซิบกระซาบอยู่ข้างหลัง ขณะที่เดินอยู่ในบริเวณแต่ลำพังคนเดียว และทุกเสียงสุนัขที่เห่าเกรียวในเวลาค่ำคืนมืดดึกดื่น คอยแต่จะปลุกให้เขาตื่น ลุกขึ้นมาสดับตรับฟังด้วยความวังเวงใจ

เขารู้ดีว่า คลองสวนหมากใหญ่เกินไปสำหรับเขาและชาวบ้านเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ว่าจะต้องพยายามเอาชนะมันให้ได้ ถ้าเขามุ่งหมายที่จะยึดเอาเป็นบ้านอยู่เรือนตายต่อไป

“ฉันเคยคิดว่ารื่นใหญ่พอ แข็งแรงพอที่จะตัดสินใจแทนเพื่อนบ้านได้” วาจาของละเมียดประโยคนั้นผุดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ ในความคิดของเขา “ฉันเคยคิดแต่ว่ารื่นเป็นคนไม่กลัวอะไร”

และทุกคราวที่ระลึกขึ้นได้ หัวใจก็อบอุ่น เพราะโลหิตที่ฉีดแรงรู้สึกตัวโตขึ้นหลายเท่า คลองสวนหมากเล็กไปสำหรับเขา กำแพงเพชรเล็กไปสำหรับเขา โลกนี้เล็กไปสำหรับเขา ​“ฉันจะทำให้ปากคลองกลับเป็นบ้าน” เขาคิดทุกคราวที่อยู่ในอารมณ์นั้น “ฉันจะสร้างให้มันเป็นเมือง”

ความคิดเช่นนั้น สุดวิสัยที่เขาจะแบ่งให้ใครร่วมรับรู้ได้อีกต่อไป มันมิใช่เกี่ยวกับที่มาของความรบเร้าเย้ายวนใจอันเกิดจากละเมียดเป็นผู้เสริมใส่ให้ ในความทะเยอทะยานอยากของเขาอย่างเดียว หากนับวันนับแต่ภาระและทรรศนะในชีวิตของแต่ละคน ดูจะแตกต่างห่างกันไกลออกไปในความสำนึกของเขา สุดใจซึ่งเคยสาวและสดใส ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก สำหรับจะเป็นความปรารถนาที่หล่อนและเขาเคยร่วมรู้สึก และร่วมรับด้วยกันมา นอกจากภาระในการดูแลลูก ๆ และความสำนึกในกรรมสิทธิ์ที่หล่อนมีต่อเขาอย่างแรงกล้ายิ่งขึ้น ป้าแคล้วซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา วัยชราไม่เคยปรากฏชัดเท่ากับในปีนั้น ตั้งหน้าเข้าวัดเข้าวา ราวกับว่าอนาคตของลูก ๆ หลาน ไม่มีความหมายสำหรับแกอีกต่อไป จำปาเล่า นับแต่สูญเสียลูกชายคนเดียวของหล่อน อันเกิดจากสามีลิเกคนแรกไปแล้ว ก็สิ้นความสนใจต่อชีวิตใหม่ ซึ่งหล่อนร่วมรับมากับเรืองด้วยดี เป็นเวลาหลายปี ชีวิตวันหนึ่ง ๆ ของหล่อน อยู่ไปปราศจากจุดมุ่งหมาย การตายของอุ่นเรือนก็ส่งผลสะท้อนมาถึงแววเช่นเดียวกัน เขาไม่อาจบอกได้ถึงการ​ใช้ชีวิตของพัน ผู้ไม่เคยรู้สึกถึงความรับผิดชอบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการงานหรือการส่วนตัว

ทุกคนที่ผ่านความทนทุกข์ทรมานอย่างโหดร้ายทารุณของปีนั้นมา มิได้อยู่ในภาวะและสภาพเดิมอีกต่อไป ทั้งร่างกายและจิตใจ ไมใครก็ใครจะต้องมีอะไรผิดแปลกกว่าปกติไปสักอย่างหนึ่ง รื่นรู้ว่าถึงเขาเองก็ไม่มีข้อยกเว้น เรือนร้างทุกแห่งที่เขาเห็น มีแต่จะเร่งเร้าให้คิดวาดแผนการอนาคตของมันใหม่ เรือกสวนไร่นาทุกแห่งที่เขาพบ มีแต่จะจี้จุดหัวใจให้คิดรื้อฟื้น ทุกวันคืนรื่นไม่เคยอยู่เปล่า ว่างงานลงเมื่อไร ไม่ข้ามไปในเมือง ก็เข้าไปขลุกอยู่กับท่านพระครูที่วัด ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจว่าเขาไปทำอะไรที่นั่น นอกจาก “คุยกัน” อย่างที่เขาเคยบอกกับสุดใจ

อย่างไรก็ดี ก่อนที่ฤดูหนาวจะสิ้นสุดลง ปรากฏว่าพระหลายองค์จากวัดต่าง ๆ ในอำเภอพรานกระต่ายเดินทางมาจำพรรษาที่นั่น และท้ายแล้งนั้น ภายหลังที่ช่วยสุดใจถางไร่และเผาป่าเสร็จเรียบร้อย รื่นก็ล่องลงไปเยี่ยมบ้านเก่าของเขาที่วงแขม กลับมาได้ไม่ถึงเดือน ชาวคลองสวนหมากก็ได้เพื่อนบ้านใหม่เพิ่มขึ้นกว่า ๑๐ ครอบครัว ล้วนแล้วแต่เป็นพวกลาวพวน ที่ซัดเซพเนจรมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เกาะหมู วังคนธี และ​แม่ลาด ไม่มีใครรู้จนกระทั่งพวกนั้นตั้งปางพักลงที่สวนตลาดท้ายวัด และพ่อเฒ่าผู้เป็นหัวหน้าพาครอบครัวมาเยี่ยมรื่นที่บ้าน ว่าอะไรเป็นสาเหตุและชนวนที่ชักชวนให้เขาพากันอพยพมาแสวงหาภูมิลำเนาถาวร และถิ่นทำมาหากินถึงตำบลอันร้ายกาจที่สุด ตามคำเล่าลือของคนสมัยนั้น

“ท่านผู้ใหญ่อยู่ถึงวังแขม ยังขึ้นมาอยู่ได้ พวกเราจะกลัวอะไร” พ่อเฒ่าให้คำตอบแก่ชาวบ้านที่ซักถามด้วยความสนใจ “เห็นแล้วว่าที่ทำกินที่นี่มีหลายอย่าง ผู้ใหญ่ว่า น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์ เราจะอยู่ที่นี่ต่อไป”

บางครัวเข้าอาศัยทับที่เก่า ซึ่งบัดนี้ปราศจากเจ้าของ บางครัวสมัครใจที่จะออกไปตั้งชุมนุมอยู่ชายป่า เพราะใกล้ที่นากว่า แต่แม้จำนวนเรือนและผู้คนจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด คลองสวนหมากก็ดูค่อยแจ่มใส มีชีวิตและชีวาขึ้น

เมื่อขึ้นไปนมัสการท่านพระครูที่วัด ท่านพระครูอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้

“ทำยังไงผู้ใหญ่ ถึงชักจูงให้พวกนี้มาได้”

สำคัญอยู่ที่พ่อเฒ่านั่นคนเดียวครับ” รื่นหัวเราะ “แกเป็นคนเก่าแก่ของแม่ผม ได้ช่วยเหลืออุปการะแกมานานตั้งแต่แรกอพยพครอบครัวมาตั้งรากฐานลงที่แม่ลาดใหม่ ๆ พวกที่มาด้วย​กันเจ็บไข้ตายไปไม่รู้ว่ากี่ครัวต่อกี่ครัว แกไม่ยอมถอนเสาเรือน ผมลงไปชวนคำเดียวว่าขึ้นมาหากินที่นี่ดีกว่า แกก็มาเพราะเชื่อมั่นใจกัน บริวารนอกนั้นก็ฮือตามเท่านั้นเอง”

“ก็ดีแล้ว ที่เขามากันด้วยความสมัครใจของเขา” ท่านพระครูว่า “ดีกว่าวิธีเกณฑ์คน อย่างที่นายอำเภอแนะนำเจ้าเมือง”

“คน ๆ นั้นรู้อยู่อย่างเดียวแต่ในเรื่องจะบังคับให้คนไปตาย” รื่นพูดขรึม ๆ “คลองสวนหมากเป็นที่สำหรับคนสมัครใจ ใครขวัญเสียคนนั้นเป็นจอด กระผมได้ข่าวว่าท่านพระครูจะขึ้นไปสู่สุโขทัยอีก”

ท่านพระครูพยักหน้า “เป็นความจริง ฉันมีพระที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาอยู่ที่นั่นอีกหลายคน ตั้งใจจะชวนมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน”

รื่นรู้อย่างที่ท่านพระครูรู้ ตั้งแต่แรกปรึกษาหารือกัน เกี่ยวกับอนาคตของหมู่บ้านนั้น ว่าพระเป็นเครื่องหมายของความอุ่นใจแก่ชาวบ้าน และวัดพระบรมธาตุมีพระจำพรรษามากขึ้นเพียงใด ย่อมหมายถึงคลองสวนหมากจะเป็นที่น่าอยู่อาศัยสำหรับคนต่างถิ่นมากขึ้นเพียงนั้น

“เจ้าคุณกำแพงท่านก็ว่า เขียนหนังสือไปชวนพระที่​เป็นญาติของท่านในกรุงเทพ ฯ ให้ขึ้นมาจำพรรษาที่นี่เหมือนกัน แต่ฉันยังสงสัยในความสำเร็จ” ท่านพระครูเล่าต่อไป “แต่พระที่วัดคูยาง วัดเสด็จ วัดเจ๊ก ในเมืองเองแท้ๆ ลองทาบทามจะให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าหมันคลองเหนือ รายไหนรายนั้นยังสั่นศีรษะ แต่จะเอาอะไรกับพระหนุ่ม ๆ ––”

เมื่อสงกรานต์มาถึงในปีนั้น เสียงเพลงแม่ศรี พวงมาลัย และเสียงหัวเราะอันชื่นบานด้วยความบริสุทธิ์ ซึ่งเงียบหายไปนานนับแต่ปีกลาย ก็กลับมาสู่ชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง และรื่น ยืนมองดูเด็ก ๆ และหนุ่มสาว ทั้งชาวปากคลองและลาวพวนสรวลเสเฮฮากันอยู่ ณ วงแม่ศรี ช่วงชัย หรือรอบองค์พระทรายที่หน้าวัดคราวใด คราวนั้นก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ด้วยความรู้สึกอันตื้นตัน

ฉันเคยเห็นวันดีคืนดีของคลองสวนหมากยิ่งกว่านี้ ความรู้สึกนั้นสะอื้นออกมาจากภายใน ครั้นแล้วก็ประหลาดใจตนเอง ที่ได้คิดว่าเขารักตำบลนี้ยิ่งเสียกว่าวังแขมที่เขาเกิด ยิ่งเสียกว่าผู้หญิงทุกคนที่เขารัก และลูกทุกคนที่เขาให้กำเนิด มันมิใช่ความรักอันเกิดขึ้นชั่วแล่นด้วยอารมณ์หรือดำกฤษณา ผู้หญิงบางคนทำให้เขาหน้ามืด และบางคนทำให้เขาสว่าง แต่คลองสวนหมากพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ และความอดอยาก​พร้อมด้วยความสงบสุขและทุกข์ทรมาน พร้อมด้วยมรณะและปฏิสนธิของมัน–– ไม่ใช่อย่างนั้น ความรักของมันที่มีต่อเขา และเขาต่อมัน เหมือนจะไหลรินเข้าไปสู่เส้นเลือดและหัวใจซึ่งกันและกันตามขุมขน ที่สัมผัสกับอากาศทุกหยดตามพื้นดิน ทุกฝีเท้าที่เหยียบ จากความเงียบและเสียงลมพัด จากความมืดและความสว่าง แม้กระทั่งจากแสงเดือนและแสงตะวัน ล้วนแต่เป็นที่มาของมัน ความรักในผืนแผ่นดินถิ่นที่อยู่ ซึ่งรุมล้อมเข้ามาและแทรกซึมลงไปถึงส่วนลึกของหัวใจ จนรู้สึกเหมือนคลองสวนหมากเป็นส่วนหนึ่งของเขา และเขาเป็นส่วนหนึ่งของมัน อย่างแยกกันไม่ออก แม้กระทั่งชีวิต แม้กระทั่งความตาย !

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 20 March 2026, 16:22:07 »




เมื่อปีเก่าผ่านไปและปีใหม่มาถึง ข่าวเสด็จประพาสกำแพงเพชรของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งชั้นแรกรู้กันไม่กี่คน ก็ยิ่งแพร่ออกไปเพราะคำบอกเล่าจากญาติสนิทมิตรสหาย ผู้ระแคะระคายในข่าวนั้น หรือเสียงโจษขานกัน​หนาหูขึ้น รื่นยังคงข้ามฟากไปเมืองทุกวันที่ว่างงาน ถึงกระนั้น ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันจากพวกจวนเก่า ซึ่งนับว่าอยู่วงในเกี่ยวกับความเป็นอยู่และเป็นไปในกรุงเทพฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในราชสำนักหรือจากคณะกรมการจังหวัดให้เป็นการแน่นอนชัดแจ้งอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป จนกระทั่งเขาเองเริ่มสงสัยว่าข่าวที่ได้รับจากท่านเจ้าคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะคลาดเคลื่อนหรือมิฉะนั้นก็เป็นนโยบายอย่างหนึ่งอย่างใดของท่าน เพราะตั้งแต่ข่าวนั้นแพร่งพรายออกไป บ้านไร่ และปากคลองอุ่นหนาฝาคั่งคึกคักขึ้นทุกวัน ด้วยเพื่อนบ้านหน้าใหม่ บ้างอพยพจากภูมิลำเนาเดิมภายในบนฝั่งคลองสวนหมาก และบ้างก็จากพรานกระต่าย คลองเมือง ท่าไม้แดง ตลอดจนตำบลอื่น ๆ ในแขวงเมืองตากมาตั้งเหย้าเรือนลงที่นั่น ด้วยอยากได้ชมบารมีเจ้าชีวิตเหนือหัวของเขา

“เจ้าเมืองท่านจะพูดให้พวกเราดีใจเท่านั้นก็ไม่รู้” เขาบอกท่านพระครูขณะที่ไปนมัสการท่านในค่ำวันหนึ่ง

แต่ท่านพระครูไม่เห็นด้วยในข้อนั้น “ฉันรู้จักเจ้าคุณกำแพงมานาน” ท่านว่า “เป็นคนพูดอะไรเป็นนั่นถ้าข่าวการเสด็จคลาดเคลื่อนไป ก็ต้องมีใครทำให้ท่านเชื่อด้วยความแน่ใจอย่างนั้น นอกจากนี้ เมื่อวานซืนฉันข้ามไปเยี่ยมพวกจวนเก่า ​เจอะหลวงอภัยเขาเพิ่งขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ก็ว่าเสด็จแน่ แต่เรื่องเวลาเท่านั้นยังกำหนดเอาแน่ไม่ได้ ทางนครสวรรค์ก็กำลังวุ่นกันอยู่เหมือนกันในเรื่องเวลา จู่ ๆ พลับพลายังไม่ทันเสร็จ เกิดเสด็จมาถึงจะลำบาก”

“เรื่องนี้ผมรอคำสั่งจากทางเมืองด้วยความร้อนใจ” รื่นบอก “สงกรานต์แล้ว คนเข้าป่ากันหมด เกิดสั่งให้เกณฑ์ราษฎรสร้างพลับพลา จะหาคนที่ไหนไปให้ เคยเรียนถามคุณปลัด ๆ ให้ไปถามนายอำเภอ นายอำเภอให้ไปถามเจ้าเมือง เรื่องจึงยังคารังคาซัง ผมยังไม่รู้ว่าถ้าไปเรียนถามเจ้าเมืองเข้า ท่านจะให้ไปเรียนถามเทศาถึงปากน้ำโพหรือไม่”

ท่านพระครูได้ฟังก็หัวเราะ “ฉันจะลองถามเจ้าคุณท่านให้ เวลาพบกันคราวหน้า แต่ถ้าใจร้อนอยากจะรู้เร็วละก้อ ทำไมไม่ลองถามนางหลานสาวเจ้าคุณคนนั้น ฉันได้ข่าวว่าผู้ใหญ่ไปหาเขาที่จวนเก่าบ่อย ๆ ไม่ใช่รึ ?”

“ผม........ผมไปธุระเรื่องเกี่ยวกับป่าไม้ที่ผมจะทำต่อไปในปีหน้า หน้าผากของรื่นร้อนผ่าว ใบหูทั้งคู่ของเขาแดงเรื่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ท่านพระครูเงยหน้าจากถ้ำชา เลิกคิ้วด้วยความมหัศจรรย์อย่างจริงใจ

​“ฉันไม่ยักรู้ว่าทางบ้านเมืองเปิดให้ทำป่าไม้ในเมืองเก่าได้” ท่านว่า “ไหนวันหนึ่งฉันไปหาหลวงพิพิธเขา ถามถึงคุณละเมียด ก็บอกว่าไปเที่ยวเมืองเก่ากับผู้ใหญ่

“นั่นนายเสถียรเขาขอร้องให้ผมพาคุณละเมียดไป” รื่นถอนใจแรง “แต่ธุระที่ผมว่าเกี่ยวกับป่าไม้แม่ระกา กะป่าวังพระธาตุ เกาะขี้เหล็ก ปีหน้าผมจะลงมือค้าไม้ใหม่”

ข่าวนั้นอีกเหมือนกันเป็นที่แปลกใจท่านพระครู

“ฉันเคยรู้แต่ว่ารื่นกับนายเสถียร เหมือนน้ำกับน้ำมัน ท่านมองดูเขาพลางซดน้ำชาพลาง “แต่ก็ดีแล้วที่เข้ากันคบกันได้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใหญ่ต่อไปในกาลข้างหน้า ทั้งผัวทั้งเมียเป็นคนที่พวกทางเมืองเกรงใจ”

รื่นอยากจะร้องออกไป ว่ามันมิได้เกี่ยวกับนายเสถียรเลยจนนิดเดียว ที่ทำให้เขาต้องข้ามไปที่จวนเก่าและเข้าไปในเมืองร้าง และธุระการงานข้างหน้าซึ่งเจรจากันเป็นเครื่องพรางตาเท่านั้น ของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับละเมียด อันมีมาแต่ก่อน และยังคุกรุ่นอยู่ในใจโดยไม่มีวันเสื่อมคลาย

สำหรับเขา ใบหน้าของละเมียดที่แรกปรากฏขึ้นภายใต้ร่มเงาของกอไผ่ที่วังกระทะนั้น เหมือนแสงเดือนแสงตะวันซึ่งส่องลงไปในชีวิตที่มืดมน เพราะความทนทุกข์ทรมานและสิ้นอาลัย​ตายอยากต่อสิ่งแวดล้อมของเขา และทุกฝีก้าวที่หล่อนใกล้เข้ามา หมายถึงการยกตัวเขาลอยขึ้นมาเหนือขุมนรกเหล่านั้น วาจาของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในวันนั้นเกือบไม่มีความหมายสำคัญ การปลอบโยนของใคร ๆ ก็เช่นเดียวกันเมื่อสายตาของหล่อนแลจับอยู่ที่หน้า วาจายังกรอกหู และรู้อยู่แก่ตนทุกชั่วลมหายใจเข้าออกว่า ความรักและความปรารถนาดั้งเดิมของเขายังไม่สูญหายไปไหน

บ่ายวันหนึ่งขณะที่นั่งพักอยู่ด้วยกันแต่ลำพังในลานวัดร้างของเมืองเก่า ใต้ร่มเงาของใบเสมาศิลาแลง ซึ่งเอนทรุดลงมาชะโงกเง้อมอยู่เหนือศีรษะเหมือนหลังคาถ้ำ คอยนายเสถียรและเพื่อนชาวพระนครลงไปล้างหน้าและเช็ดตัวอยู่ที่สระน้ำ ก่อนเดินทางกลับ รื่นผวาเข้ารวบมือทั้งสองของหล่อนไว้ เพราะบังคับใจและความปรารถนาอันตื่นตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันไม่อยู่

“ผมคอยโอกาสอย่างนี้มาหลายปีเต็มที่ ตั้งแต่คืนนั้นหน้าวังพระธาตุ” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึก “คิดถึงคุณละเมียดหรือใจจะขาด – ว้าเหว่หรือเหมือนจะเป็นบ้าตาย”

“อย่า – – รื่น!” สีหน้าของหล่อนซีดเผือดมือที่อยู่ในการเกาะกุมของเขาเย็นเฉียบ แต่ก็มิได้ขยับเขยื้อนหรือดิ้นรน​อย่างไร “อย่ารื้อฟื้นสิ่งที่ล่วงไปแล้วแต่หนหลังกลับขึ้นมาอีก ถ้าเรารักจะคบกัน อยู่ใกล้กันต่อไปข้างหน้า เราต่างคนต่างมีภาระที่จะต้องทำ รื่น––ปากคลองและอนาคตของคนพวกนั้น ฉัน––กิจการป่าไม้ที่จะต้องรับช่วงมาจากเขา มันเป็นภาระยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา––ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต !”

“ตัวของเรา มีความหมายอะไร เมื่อปราศจากสิ่งที่ปรารถนา ชีวิตมีค่าอะไร เมื่อปราศจากซึ่งกันและกัน” เสียงของเขาสั่นและห้าว “ทุกคืนทุกวันผมฝันถึงแต่คุณละเมียด คิดถึงแต่คุณละเมียด ท่ามกลางนรกเหล่านั้น––คิดและฝันถึงสิ่งที่ไม่มีโอกาสจะเป็นของผมอีกต่อไป”

“มันเคยเป็นของรื่นมาแล้ว และจะเป็นของรื่นตลอดไป” หล่อนตอบปลอบใจอย่างอ่อนโยน “ความรักมิใช่สิ่งที่จะต้องแสดงออกนอกหน้าเสมอไปรื่น ฉันคิดว่าข้อนี้เป็นที่ตกลงกันแล้วแต่คืนนั้น คืนสุดท้ายที่หน้าวังพระธาตุ”

เขาคลายมือจากหล่อนทันที สีหน้ามิได้เปลี่ยนไปขณะที่นั่งกอดเข่าตัวตรง

“ขาดกันเพียงแค่นั้นเองหรือคุณละเมียด ?”

“เปล่าเลย, ความรักไม่มีขาดไม่มีหยุด เหมือนกระแสน้ำที่ต่อเนื่องกันไป เหมือนกระแสลมในอากาศขาดการ​ติดต่อทางกาย หรือห่างไกลกัน มิได้หมายความว่ารักนั้นพลอยขาดไปด้วย”

และอีกครั้งหนึ่ง รื่นก็กลับเป็นเด็กที่ว่าง่าย เพราะหมดหนทางที่จะเอาชนะเหตุผลและวาจาของหล่อนได้ เขารู้จากสีหน้า จากนัยน์ตา แม้กระทั่งหัวใจว่า ละเมียดหมายความตามที่หล่อนพูดด้วยความจริงใจ เขาเชื่อว่าหล่อนยังรักเขาอยู่ และจะรักต่อไป ถึงกระนั้นก็มิใช่ทางที่เขาต้องการจะให้หล่อนรัก

“จะให้ผมเชื่อได้อย่างไรว่า ผู้หญิงคนเดียว เป็นเมียผู้ชายสองคนแล้วก็รักเอาด้วย” เขาอดต่อท้ายไม่ได้

นัยน์ตาของละเมียดเป็นประกายวับขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินประโยคนั้น

“ฉันอาจจะเป็นเมียผู้ชายสองคน–นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ช่วยไม่ได้” เสียงของหล่อนต่ำและห้าว “แต่รักของฉันมีหนเดียว––ผู้ชายที่ฉันรักมีคนเดียว––ผู้ชายที่ตามืดมองไม่เห็นอะไร พูดจากันไม่รู้เรื่อง!”

ความขุ่นเคืองของหล่อนครั้งนั้นเป็นครั้งแรก ในความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนและเขาแต่เดิมมา มันเกือบจะเป็นชนวนของการวิวาทแตกร้าวไปชั่วกาลอวสาน แม้กระนั้นเมื่อพบกัน​อีกครั้ง ระหว่างที่นายเสถียรและเพื่อน ๆ ของเขายังไม่ล่องใต้ สีหน้าของละเมียดก็กลับยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติเหมือนเก่า

“คุณละเมียดคงหายโกรธผมแล้ว ?” รื่นกระซิบ ถามหล่อนเมื่อตอนจะอำลาจากมา

ยิ้มละไมอย่างเต็มไปด้วยความเวทนาปรานีของพี่เลี้ยงที่แสดงต่อเด็กในความเลี้ยงดู เป็นคำตอบอยู่บนใบหน้าของหล่อน

รื่นแลเห็นก็ถอนใจยาว “ผมจะไม่พูดจาอะไรที่ก้าวร้าวหยาบคายให้คุณละเมียดเคืองอีกเลย”

“รื่นไม่ใช่คนหยาบคาย” หล่อนกระซิบตอบปลอบใจเขา “แต่ก้าวร้าวหยาบคายอย่างไร ฉันก็โกรธและเกลียดรื่นไม่ลง”

จนกระทั่งเสถียรและเพื่อน ๆ ล่องใต้ และหล่อนยังอยู่ที่กำแพงเพชรเพื่อจัดธุระเรื่องตั้งสาขาที่ทำการของบริษัทใหม่ รื่นก็ยังคงข้ามไปมาหาสู่อยู่เป็นปกติ ในฐานที่รู้จักคุ้นเคยกันมา และ––ตามสายตาของชาวเมืองทั้งปวง––ติดต่อในเรื่องการค้าไม้

ไม่มีหนทางเลย ที่เขาจะเล่าให้ท่านพระครู หรือใคร ๆ ฟังถึงเรื่องเหล่านั้นได้ ไม่มีใครที่จะเข้าใจถึงความสัมพันธ์​ระหว่างละเมียดกับเขา บางคราวมองเห็นสุดใจกุลีกุจออยู่ในการอาบน้ำป้อนข้าวลูก หรือตักน้ำตำข้าวหน้าดำคร่ำเครียด ผมเผ้าเป็นกระเซิง ก็อดรู้สึกเสียวปลาบเข้าหัวใจไม่ได้ เมื่อคิดว่าหล่อนปล่อยปละละเลยตัวเองลงไปเพียงใด และเขาห่างเหินหล่อนไปเพียงใดในระยะหลัง ๆ นี้ แม้กระนั้นสีหน้าของหล่อนก็ดูเต็มไปด้วยความพอใจในชีวิตหล่อนบำเพ็ญด้วยการอุทิศเวลาทั้งวัน และแรงงานทั้งปวง เพื่อลูกและเขา

คืนวันหนึ่งค่อนข้างเมากลับจากบ้านไร่ ซึ่งเขาต้องไปเป็นเฒ่าแก่สู่ขอลูกสาวรายหนึ่ง ให้แก่ลูกชายของเพื่อนบ้านใกล้เคียง รื่นขึ้นบันไดเรือนเซเปะปะข้ามนอกชานไปถึงระเบียงได้ก็ล้มตัวลงนอน และเรียกหาสุดใจในเวลานั้น หล่อนกำลังกกลูกอยู่ในห้อง ซึ่งเพิ่งหยุดร้องไห้ไปใหม่ ๆ จะออกมาก็ไม่ได้ จะขานรับก็กลัวลูกจะตื่น รื่นเรียกและเรียกเสียงอ้อแอลิ้นไก่สั้น เหมือนเด็กแดง ๆ จนกระทั่งพื้นเสีย ตะเกียกตะกายลุกขึ้นได้ เซไปเกาะประตูไว้ มองดูสุดใจแล้วก็มองดูลูก

“อยู่แค่นี้แหละ ขานไม่ได้” เขาสะอึก

สุดใจเงยหน้าขึ้น ยกมือแตะริมฝีปาก เป็นสัญญาณเตือนให้เบา

“ให้มันเห่าไป––กลัวอะไรกะเด็กร้อง” เขาพยายาม​ยกเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปในห้อง พอมือหลุดจากขอบประตู ศีรษะซึ่งหนักก็ง้ำไปข้างหน้า เซถลาเหมือนจะล้มลงไปทับลูก ภรรยาก็ถลันลุกขึ้นรับไว้ประคองไปที่ ๆ นอน

“บอกว่าเงียบ ๆ อ้ายหนูมันเพิ่งหลับไปเดี๋ยวนี้เอง” หล่อนว่า

“โตเป็นวัวเป็นควายแล้ว จะต้องกกต้องกล่อมมันไปถึงไหน” รื่นบอก “มานอนกะข้าดีกว่า”

“โธ่ ยังไม่ได้อาบน้ำอาบท่าเลย เหม็นสาบไปทั้งตัว” สุดใจอิดเอื้อน

สามีจับมือหล่อนไว้ “อยู่มาด้วยกันลูกตั้งโขลงแล้ว กลัวอะไรกะเหม็นสาบ”

เขาผลักหล่อนลงนอนข้าง ๆ แสงสว่างจากตะเกียงลานที่หรี่ไว้บนโต๊ะเล็กเหนือหัวนอน ส่องต้องร่างอันเปลือยเปล่าของหล่อนและเขา ความปรารถนาใดๆ ซึ่งลุกโพลงขึ้นมาชั่วคราวด้วยฤทธิ์สุราก็อันตรธานหายไป ––– ไม่มีอะไรของสุดใจคนเก่าจะเหลืออยู่อีกในสุดใจคนนี้........ผมที่เคยละเอียดและหอมสะอาด ตามกลิ่นธรรมชาติเกรอะกรังไปด้วยรังแค และเกือบไม่เคยหวี ผิวที่เคยเปล่งปลั่งและเนียนแก่การสัมผัส หยาบกระด้างและกร้านไปด้วยการกรำแดด และกรำงาน ทรวงอก​ที่เคยเต่งตึงหย่อนยานจนหารูปไม่ได้ สุดใจนอนนิ่งอยู่ที่นั่น เหมือนเนื้อที่ขึ้นเขียง ยื่นคอรอพรานฆ่า เหมือนทาสที่คอยปฏิบัติหน้าที่ตามบัญชาสั่งของนาย – เหมือนอะไรทุกสิ่งทุกอย่างที่ปราศจากชีวิตจิตใจ นอกจากหญิงที่รอการแสดงความรักจากชาย หรือเมียที่คอยการเล้าโลมของผัว––! ชั่วขณะหนึ่ง เขากลั้นใจและก้มลงจูบที่แก้มซึ่งเริ่มย่นและเย็นชืด ด้วยความจำเป็น เพราะเห็นหล่อนนอนหลับตาคอยจูบนั้น อย่างที่เคย ๆ มามากกว่าเหตุอื่น แต่ทันทีที่สัมผัสกัน รื่นก็โถมเข้ากอดหล่อนไว้แน่น จนกระทั่งหล่อนลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ

“อะไรกันพี่รื่น ?” เสียงของหล่อนตื่นตระหนกตกประหม่า

ชั้นแรกสุดใจคิดว่าเป็นอุปทาน ครั้นแล้วจึงสำนึกแน่ว่า เป็นของจริงเมื่อน้ำตาอุ่น ๆ หยาดหนึ่ง หยดแหมะลงต้องใบหูหล่อน––รื่นกำลังร้องไห้ !”

“อะไรกัน, พี่รื่น?” สุดใจพยายามจะลุกขึ้นนั่ง พยายามเผยอศีรษะจะแลดูหน้าเขาให้ถนัด แต่ไม่สามารถจะพลิกตัวให้หลุดพ้นออกไปจากอ้อมแขนของเขาได้ หล่อนยื่นมือออกไปลูบแก้มเขา ซึ่งยังอุ่นอยู่ด้วยคราบน้ำตา

“สุดใจ !” เสียงเครือของเขาหลุดออกมาจากลำคอ ​ภายหลังที่สะกดกลั้นอยู่นาน เสียงนั้นกลับเป็นปกติ ปราศจากวี่แววของฤทธิ์เมา แม้กลิ่นเหล้าจะระคนอยู่ในลมหายใจ “นี่ ไม่ใช่ฝันไม่ใช่หรือสุดใจ ? ไม่ใช่การละเมอเพ้อพกอะไร มันเป็นความจริงทุกอย่าง เอ็งกับข้า ลูกแล้วก็เรือนนี้ เดือนและปีที่เราผ่านมาด้วยกัน–– ออกจะนานเหลือเกิน––นานเหมือนชั่วอสงไขย แต่มันก็เป็นความจริง เอ็งยังเป็นเอ็ง ข้ายังเป็นข้า ถึงแม้ว่าจะหลายคนและหลายสิ่งและหลายอย่างจะพลัดพรากไปจากชีวิต”

ลมเย็นวูบหนึ่งพัดเข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงฟ้าร้องมาแต่ไกล แสงไฟจากตะเกียงลานที่หรี่ไว้วอมแวมลุกเป็นควัน แล้วก็สว่างนวลต่อไป

“นานเหมือนอสงไขย แต่ก็เป็นความจริงทุกอย่าง” คางซึ่งระคายไปด้วยเคราของเขา เกลือกกลิ้งอยู่กับทรวงอกอันแฟบของหล่อน

สุดใจนอนลืมตาโพลง ดูอกไก่เบื้องบน ไม่พูดอะไร ไม่พยายามพลิกตัวอีกต่อไป อกไก่อันเดียวกัน ที่นอนก็เกือบจะแห่งเดียวกัน กับอกไก่ที่หล่อนดู และที่ซึ่งหล่อนนอนในคืนแรกของการแต่งงาน ก่อนที่นัยน์ตาอันหรี่ปรือจะหลับสนิท เพราะความรู้สึกซึ่งแทบสำลักไปด้วยความเสน่หา และเสียง​มโหรีกล่อมหอจะจางหายไปจากหู

“นานเหมือนอสงไขย” รื่นถอนใจเอ่ยขึ้นอีก หน้าของเขาในที่สุดก็ซบนิ่งอยู่กับซอกคอของหล่อน “แต่ดู ๆ ไปก็เหมือนเมื่อวาน––”

หล่อนไม่เข้าใจความหมายจนคำเดียวว่าเขาพูดถึงอะไร แต่นั่นไม่สำคัญ ตราบใดที่เขายังพูด และเปิดโอกาสให้หล่อนมีเวลาคิด ในชีวิตสาวของหล่อน สุดใจไม่เคยต้องการอะไร นอกจากผู้ชายคนหนึ่งซึ่งจะเป็นที่รัก ที่เคารพ เชื่อฟังและบูชา––ผู้ชายที่จะเป็นหลักประกันสวัสดิภาพของชีวิต ในอนาคตอันแสนไกลได้ แต่หลังจากได้ผู้ชายคนนั้นแล้ว หล่อนต้องการอีกหลายอย่าง ลูกที่สืบเชื้อสาย ที่ทางที่ทายาทเหล่านั้นจะได้ยึดเป็นหลักแหล่งที่ทำมาหากินต่อไป ไม่น้อยหน้ากว่าชาวบ้านที่อยู่เก่า หรือเพื่อนบ้านที่มาใหม่ หล่อนไม่เคยได้คิด จนกระทั่งบัดนี้ เมื่อคลื่นของคืนวันในวัยสาวหวนกลับมาสู่ความทรงจำรำลึกขณะที่มองดูอกไก่ได้คิดถึงความอบอุ่น ซึ่งดูเหมือนจะไม่เคยจางไปจากพื้นห้องตรงที่ตั้งเตียงวิวาห์ ว่าการได้ผู้ชายไว้เป็นกรรมสิทธิ์ กับเข้าใจในความรู้สึก และความต้องการของผู้ชายคนนั้น เป็นคนละเรื่อง คนละปัญหาต่างหากจากกันเพียงไร

​หลายต่อหลายปีมาแล้ว––นานจนกระทั่งหล่อนเกือบจะจำไม่ได้ รูปร่างหน้าตาและการแต่งกายของสุดใจเกือบไม่มีความหมายสำหรับหล่อนอีกต่อไป การตอบแทนความรักความต้องการของเขา ก็เกือบไม่มีอะไร นอกจากถือเป็นหน้าที่ เขาเป็นผู้ขอและหล่อนเป็นผู้ให้ ไม่มีการเอียงอาย ไม่มีจริตขบวน หรือบิดเบือน ที่จะเตือนความปรารถนาแต่อย่างใด

“เหมือนคนตาย –– เหมือนศพ” ครั้งหนึ่งเขาเคยพึมพำด้วยความผิดหวังและขมขื่น ลุกขึ้นและแต่งตัวออกจากบ้านไป

และสุดใจก็คิด “เขาไม่อยากได้ฉันแล้ว –– เพราะหมดสาวหมดสวยอีกต่อไป”

ผู้ชายคนเดียวกันนี้เอง กอดหล่อนแน่นไว้กับทรวงอกในขณะนี้ พึมพำภาษาที่หล่อนไม่เคยเข้าใจ พูดถึงสิ่งที่หล่อนเคยคิดเป็นปริศนา เพียงแต่ว่าครั้งนี้หล่อนทราบดีว่าเขาหมายถึงอะไร

“หลับแล้วหรือสุดใจ ?”

ปีใหม่ทุกปี สงกรานต์ทุกครั้งและเสียงเพลงแม่ศรีของทุกคน ไหลหลั่งถั่งมาท่วมท้นหัวใจหล่อน กลิ่นฟางกลางทุ่งนาน้ำลาด และควันจากป่าพงบนไร่เกาะผ่านไปในสมอง ห้อง​ทั้งห้องเต็มไปด้วยบุคคล และคืนวันซึ่งผ่านมาแล้วแต่หนหลัง–

รื่นพลิกตัว เผยอศีรษะขึ้นมองดูหน้าหล่อน ครั้นแล้วก็ลุกขึ้นนั่งด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นนัยน์ตาทั้งคู่ของภรรยาลืมโพลงอยู่

“คิดว่าเอ็งหลับ ถามอะไรไม่ตอบ พูดอะไรไม่ได้ยิน” เขาบอก ก้มลงพิจารณาหล่อนในระยะชิด “มองดูอะไรของเอ็ง สุดใจ ?”

“พี่รื่นกะฉัน !”

“ข้ากะเอ็ง ?” สามีผงะด้วยความพิศวงงงงัน

ครั้นแล้วเขาก็เข้าใจ เมื่อเห็นประกายรักในตาหล่อน เห็นยิ้มที่เต้นอยู่ที่ริมฝีปาก และความปรารถนาที่ร่ำร้องอยู่ในหัวใจ ชีวิตถอยหลังกลับไปสู่ยุคและวัยครั้งกระโน้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหล่อนยังเป็นเด็กสาวอายุ ๑๖ ปี สวมกำไลลงไปที่ท่าน้ำในวันนั้น และเขากลับเป็นรื่นหนุ่มฉกรรจ์ผู้ตัดใจยอมสละชีวิตโสด เพื่อหญิงคนแรกที่เขารัก ––

“เอ็งยังเป็นเอ็ง ข้ายังเป็นข้า, สุดใจ” รื่นก้มลงไปอีก จูบให้ทั้งที่แก้มซ้ายและแก้มขวา “ถึงเวลาจะล่วงไป วัยจะร่วงโรย”

​เวลามีความหมายอะไร วัยและสังขารมีความหมายอะไร สำหรับสายตาที่แจ่ม หัวใจที่จำ และความสงสาร ซึ่งมีอำนาจแรงกล้ายิ่งกว่าสิ่งใด ? จากความสำนึกในข้อนั้นเอง รื่นก็ตื่นขึ้นสู่ชีวิตใหม่ ซึ่งทุกสิ่งที่เป็นสุดใจ และของสุดใจ เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 20 March 2026, 16:23:02 »




จนกระทั่งสิ้นเดือนห้า และหน้าฝนจวนจะเริ่มอยู่แล้ว ข่าวเสด็จของในหลวงก็ยังคงเงียบหายไป แม้กระนั้น นายเสถียรซึ่งขึ้นมาจากปากน้ำโพก็ยืนยันว่า ที่นครสวรรค์กำลังเตรียมรับเสด็จกันเป็นการใหญ่

“ที่โน่นกำหนดรายการรับเสด็จไว้พร้อมแล้ว” เขาบอกละเมียดและบรรดาผู้ที่มาเยี่ยมเยียน “นอกจากนั้น ยังได้จัดเรือประพาส และเกณฑ์ช้างให้พวกกองพรานคอยตามถวายอารักขาขึ้นมาตลอดระยะทาง”

“งั้นเทศาท่านก็คงได้รับรายงานจากทางในแน่ แม้จะ​เป็นที่ทราบกันว่าทางกระทรวงจะไม่ออกคำสั่ง” หลวงราชบริการว่า “ทางจังหวัดเราเถอะจะทำอย่างไร ไม่เห็นผู้ว่าราชการท่านสั่งอะไรของท่านสักที”

“มันยากเหลือเกินที่เราจะทำอะไรลงไป โดยมิได้รับคำสั่งจากเทศาท่าน เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าเสด็จคราวนี้เป็นประพาสต้น ไม่ต้องการให้ผู้คนแตกตื่นมารับเสด็จเป็นการวุ่นวาย ไม่มีพระราชประสงค์จะให้เกณฑ์แรงราษฎรให้เดือดร้อนเสียเวลาทำมาหากิน”

“ถึงงั้น เวลาท่านเสด็จจริง เราก็จะต้องสร้างพลับพลาที่ประทับ ถางป่าสำหรับเป็นทางเสด็จเข้าเมืองเก่า” นายอำเภอเรียนท่าน “เราจะทำอย่างไร ?”

“ผมจะใช้แรงนักโทษ” ท่านเจ้าคุณตอบ แต่ก็ยังไม่ใช่เวลานี้ มิฉะนั้นพลับพลาก็เก่า ถนนหนทางที่เราทำไว้ก็รก เราพอจะเร่งได้เมื่อใกล้เวลา ข้อสำคัญผมอยากรู้กำหนดเวลาแน่นอนเท่านั้น ไม่มีใครจะบอกได้ นอกจากเทศาท่าน อ้ายจะลงไปเองเวลานี้หรือ ร่างกายมันก็ยังเต็มที”

หลวงราชบริการดูเหมือนจะเข้าใจในความหมายของท่าน

​“ถ้าใต้เท้าคิดว่าใช้กระผมลงไปจะได้ความก็อยากจะขออาสา” เขาบอก

“ก็ได้เหมือนกัน ผมจะเขียนหนังสือฝากคุณหลวงไปถึงท่านด้วย รีบกลับถ้าได้เรื่องราว ไม่งั้นก็ส่งข่าวให้ผมรู้ก่อน”

นายอำเภอล่องลงมาปากน้ำโพ พร้อมกับนายเสถียรในปลายเดือนนั้น ครั้นแล้วก็เงียบหายไปทำนองเดียวกับข่าวการเสด็จ เช่นเดียวกันรายงานฉบับเดียวที่ท่านผู้ว่าราชการได้รับ ก็เพียงยืนยันถึงเหตุการณ์ทางนครสวรรค์ตามที่นายเสถียรบอกเล่า ไม่มีใครทราบกำหนดแน่นอนของวันเสด็จนอกจากเทศา และเทศาก็กำลังลงไปกรุงเทพฯ

“ท่านพระครู ผู้ใหญ่รื่น กะพวกปากคลองคงบ่นกันแย่ว่าลุงหลอกเขา” ท่านเจ้าคุณผู้ว่าราชการจังหวัดบอกกับละเมียดในเย็นวันหนึ่ง เมื่อท่านแวะไปเยี่ยมหล่อนที่จวนเก่า “นอกจากนั้น ลุงยังได้ข่าวว่า ตาพะโป้ก็ดูเหมือนจะกลับจากตะโก้งมาถึงบ้านอยู่ในวันสองวันเพื่อให้ทันรับเสด็จเหมือน กัน เข้าใจว่าทางบ้านคงจะมีหนังสือบอกไป เอาละซี, ที่แรกได้ข่าวเสด็จ ให้เขาช่วยกันทำตำบลที่ไม่มีผู้มีคนให้เป็นตำบลคอยรับเสด็จคราวนี้ ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีในหลวงจะให้เขาชมบารมี”

ละเมียดเองรู้ว่า กำแพงทั้งกำแพงต่างคอยสดับตรับฟัง​กำหนดแน่ของข่าวนี้ และความล้มเหลวลงไปด้วยเหตุหนึ่งประการใด มิใช่หมายแต่เพียง – – ความผิดหวังของผู้ซึ่งปรารถนาจะได้ชมบุญญาบารมีของเจ้าชีวิตของเขาอย่างเดียว หากหมายถึงความเสื่อมศรัทธาต่อชายคนรักของหล่อน จากชาวบ้านผู้แห่กันมาตั้งภูมิลำเนาลงตั้งแต่หัวยางขึ้นไปจนถึงปากคลองเหนือ เพราะการบอกเล่ากล่าวขานจากเขา ถึงการเสด็จครั้งนี้ด้วย มันอาจจะเป็นเหตุการณ์เพียงนิดเดียวในชีวิตของมนุษย์เรา แต่ความหมายของมันมากมายเหลือเกินสำหรับคนอย่างรื่น

การพบระหว่างหล่อนและเขาในกาลต่อมา มิได้เป็นไปอย่างใกล้ชิดหรือบ่อยครั้ง เหมือนอย่างเวลานายเสถียรอยู่ และแม้โอกาสจะเปิดให้ได้อยู่สองต่อสองในบางเวลา เขาก็ไม่เคยรื้อฟื้นความแต่ครั้งก่อน ๆ ขึ้นมาให้เป็นที่อึดอัดและกระอักกระอ่วนใจ เมื่อเวลาล่วงนานไปและไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น หล่อนคิดว่า แม้จะลืมไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็คงจะเรียนรู้จักบังคับใจให้อยู่ในอำนาจ

ปัญหาบางประการเกี่ยวกับป่าไม้วังพระธาตุ เป็นเหตุให้หล่อนต้องขอร้องให้เขาลงไปเป็นเพื่อนด้วย ในปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งฝนเริ่มโชย และความชื้นลอยอยู่ในอากาศทั่วไป ​สุดใจพยักหน้าอย่างปราศจากความยินดียินร้ายใด ๆ เมื่อรื่นหันไปขอความเห็นในเรื่องนี้

“ก็ดีแล้วนี่ พี่รื่นจะได้ทวงถามเงินทองที่ยังติดค้างอยู่กับเจ้าบุญตามันด้วย”

ถ้าลูก ๆ เกิดมาจะทำให้หล่อนครุ่นคิดอยู่แต่ปัญหาสวัสดิภาพ ในอนาคตของแกเพียงใด หนึ่งปีที่วังกระทะก็ยิ่งทำให้หล่อนเข้มงวดกวดขัน ในเรื่องการเงินการทองขึ้นเพียงนั้น หล่อนเข้มงวดทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาและทุกบาททุกสตางค์ที่จะใช้ไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อการขายการบุญสุนทรทาน หรือการอุดหนุนจุนเจือ ผู้ซึ่งเคยต่อกันมาในทางหนึ่งทางใด

แต่สำหรับแม่เฒ่าแคล้ว แม้หูและตาในระยะหลังๆ นี้ จะเสื่อมโทรมลงไปเพียงใด ความคิดความสังเกตก็ฉับไวพอที่จะได้ระแคะระคายถึงบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งผิดปกติไปในหลานเขยของแก

“กูดูมันยังไงๆ อยู่ไม่รู้ อีใจ ระหว่างผัวมึงกับคุณนายคนนี้น่ะ” แกตำหมากไปพึมไป ในทันทีที่ร่างของสองชายหญิงลับประตูรั้วบ้าน

หลานสาวมิได้เงยหน้าขึ้นจากงานในมือเลย ขณะที่หล่อนตอบว่า “ป้าคิดมากไปเอง พี่รื่นกะฉันรู้จักคุณละเมียด​มานาน ตั้งแต่ช่วยแกจากพวกปล้นที่ลานดอกไม้เกือบสิบปีแล้วละมั้ง”

“เออ นั่นแหละระวังให้ดีเถอะ ยิ่งนานมันยิ่งสนิทนักละ” เสียงป้าแคล้วกระแทกกระทั้น “เขาว่าน้ำตาลใกล้มด แล้วก็ผู้หญิงตายังงั้น กูไม่ค่อยเชื่อน้ำมนตร์เลยวะ ถึงอ้ายทิดก็เถอะ ไวเป็นปรอท –– ไวเหมือนพ่อมัน”

สุดใจเงยหน้าขึ้นมองดูแกอย่างอัศจรรย์ใจ สายตาของหญิงทั้งสองแลสบกัน ครั้นแล้วแม่เฒ่าแคล้วก็กระแอม และก้มหน้าลงตำหมากต่อไป “ไวเหมือนพ่อมัน อย่างที่เขาว่า ๆ กัน”

“เชื่อฉันดีกว่าจ้ะป้า พี่รื่นกะคุณละเมียดรักและนับถือกันจริงๆ ไม่มีอะไรหรอก” หลานสาวบอก “นอกจากนั้น เขายังมีงานที่จะทำต่อไป ต้องติดต่อกันอยู่เสมอด้วย – –”

ริมฝีปากของแม่เฒ่า ขมุบขมิบโดยสุดใจไม่รู้ว่าแกพูดอะไร นอกจากประโยคเดียวซึ่งฟังเหมือน “อะไรของข้า” ตอนท้าย แล้วเสียงตำหมากก็ดังต่อไป แรงและถี่กว่าเดิม

เรือชะล่าประทุน ๒ พายพร้อมด้วยคนหัวท้ายและสาวใช้ของละเมียดพาหล่อนและรื่น ล่วงลงมาถึงวังพระธาตุใน​เวลาโพล้เพล้ใกล้พลบค่ำของวันเดียวกัน

“ฉันคิดว่าแวะจอดหุงข้าวปลากินกันที่ท้ายหาดนั่นเสียก่อนไม่ดีหรือรื่น” หล่อนบอกขณะเมื่อถึงหาดสูงริมฝั่งซึ่งป่ายางสูงละลิ่ว แลทะมึนทาบอยู่กับท้องฟ้าที่มืดลงโดยรวดเร็ว “แล้วค่อยเลื่อนลงไปค้างคืนบ้านผู้ใหญ่แม้น ที่เกาะขี้เหล็ก จะได้ไม่ต้องไปรบกวนให้เจ้าของบ้านเขาลำบาก”

รื่นยื่นศีรษะออกไปนอกประทุนเรือ เหลียวดูภูมิประเทศโดยรอบแล้วก็ถอนใจ

“นอกจากนั้น” ละเมียดยกมือชี้ไปที่สาวใช้ที่คนถือท้ายและคนพายหัว “กว่าจะไปถึงเกาะขี้เหล็กพวกนี้คงหิวตาย”

“ครับ ดีเหมือนกัน” เขาบอกคลานออกไปหยิบถ่อ ยืนขึ้นช่วยค้ำหัวเรือ ตัดร่องน้ำเบนเข้าหาฝั่ง “แต่ผู้ใหญ่แม้นรู้เข้าคงบ่นพึมแน่ การรับรองไม่เคยเป็นการรบกวนเลยสำหรับแก หรือทุกหลังคาเรือนบนฝั่งแม่ปิงคุณละเมียดรู้ข้อนั้นแล้ว”

“ฉันรู้” หล่อนหัวเราะ พลางกระโดดขึ้นไปบนหาดทราย ในทันทีที่เรือเทียบชายฝั่ง

ความวิเวกจากเงามืดของทิวไม้ และความวังเวงจากเสียงจักจั่น ที่เพรียกอยู่ตามทิวไม้บนตลิ่ง มิได้ต่างไปเลยจากความวิเวกวังเวงของป่าอื่น ๆ บนฝั่งแม่ปิง แม้กระนั้นหญิง​ชายทั้งคู่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า มันต่างกว่าแม่ปิง เพียงแต่ตอบไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร กระแสน้ำที่ไหลรินอยู่รอบกายตลอดเวลาผลัดผ้าอาบก็เช่นเดียวกัน พื้นทรายที่ยังไม่คลายความอบอุ่น ตลอดเวลาที่นั่งรอคนเรือและสาวใช้ก่อไฟหุงข้าวต้มแกงก็เช่นเดียวกัน

หล่อนและเขานั่งอยู่ที่นั่น บนเนินทรายสีขาวสะอาด ข้างกอตะไคร้น้ำดื่มด่ำไปด้วยความสุขและสงบ ซึ่งหลั่งไหลมากับความเงียบ จนกระทั่งแสงสว่างจากพระจันทร์ข้างขึ้นแก่สาดสู่ท้องฟ้า ก่อนที่สีแดงจ้าของมันจะโผล่พ้นทิวไม้ ไม่ได้พูดอะไรต่อกัน มิได้แสดงกิริยาอันใดต่อกัน พระจันทร์โคจรต่อไป จนกระทั่งในที่สุดแสงสว่างลำแรกก็พุ่งถึงกลุ่มยอดเจดีย์อันสลักปรักพังอยู่ระหว่างหมู่ตาลทางขวามือของหล่อนและเขา รื่นและละเมียดชำเลืองดูยอดเจดีย์เหล่านั้น ครั้นแล้วก็หันกลับพร้อมด้วยความสำนึก ซึ่งติดตามมาทันทีว่า อะไรที่ทำให้บริเวณป่าและเมืองร้างแห่งนี้ ผิดแผกแตกต่างไปจากทุก ๆ ป่าและเมืองร้างบนฝั่งแม่ปิง และพร้อม ๆ กับความสำนึกนั้น ต่างฝ่ายก็ต่างพยายามที่จะไม่มองดู เพราะความหวั่นเกรงซึ่งตนเองต่างรู้อยู่แก่ใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย

“วังพระธาตุ !” รื่นพึมพำ “คืนสุดท้ายของเรา”

​ละเมียดรู้ว่าเขากำลังคิดถึงอะไร หล่อนพยายามที่สุดที่จะไม่หันไปดูเขา แต่ก็อดไม่ได้ ขณะนั้นรื่นนั่งกอดเข่าตามนิสัยที่เขาชอบ คางเชิดและตัวตรง เพ่งออกไปสู่พื้นน้ำ ซึ่งเป็นประกายอยู่ข้างหน้า

“ฉันไม่ทันคิดเลย – – เป็นความสัตย์” หล่อนกระซิบ “ไม่ทันคิดจริงๆ เมื่อบอกให้แวะเรือเข้ามาที่นี่ว่าจะพาขึ้นมาเจอะชีวิตเก่าที่เราต่างคนต่างพยายามจะลืม ฉันยอมรับผิด ฉันเสียใจ”

เขาหันมาช้า ๆ ชำเลืองดูหน้าซึ่ง ๑๐ ปี นับแต่ลานดอกไม้ ประพิมพ์ประพายของนางกินรีบนพระปรางค์ร้างแห่งนครไตรตรึงษ์ยังมิได้จากไป ความยึดเหนี่ยวซึ่งแฝงอยู่หลังสีหน้าและนัยน์ตานั้นก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป

“เสียใจ ?” เสียงของเขาบอกอัศจรรย์ “ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนนั้น ? หรือในการที่พาผมกลับมาสู่ชีวิตที่นี่ ?”

อิริยาบถที่นั่ง และสีหน้าที่ซีดของหล่อน ทำให้แลดูเหมือนจะเป็นดวงหน้าของรูปสลักนางกินรีไปจริงๆ เพียงแต่ริมฝีปากที่สั่นระริก และทรวงอกที่สะท้อนขึ้นลงเท่านั้น ที่บอกว่านี่เป็นนางมนุษย์

​“พูดกับฉันดี ๆ หน่อยรื่น – – ถ้าเห็นแก่ฉัน ขออย่าได้ทรมานด้วยคำพูดอย่างนั้น”

คืนและวันครั้งกระโน้นยังไม่ไปไหน คืนที่กลางไร่ซากบนเกาะร้างพร้อมด้วยกลิ่นควันจากกองไฟ และกลิ่นคาวปลา ภายใต้ฟ้าเหมันต์ ซึ่งมีแต่ร่างของเขา เป็นเครื่องกำบังหยาดน้ำค้างที่ลงหนัก และลมที่พัดกล้า คืนที่หน้าวังพระธาตุ เกือบจะแห่งเดียวกันกับเรือชะล่าของหล่อนจอดอยู่ ณ บัดนี้ พร้อมด้วยเสียงระลอกที่ซัดภายนอกและพายุมืดที่พัดอยู่ภายใน นัยน์ตาของหล่อนพร่าไปด้วยความทรงจำ หัวใจของหล่อนเต็มไปด้วยรู้สึก หูทั้งสองก็อื้อไปหมดเพราะความอาวรณ์ถึงสิ่งเหล่านั้น

เสียงร้องเรียกจากนางสาวใช้ปลุกละเมียดตื่นจากภวังค์ หล่อนพยายามลุกขึ้นจากท่านั่ง แต่ก็ไม่สามารถจะลุกขึ้นได้ ใจสั่นและขาสั่นเหมือนจะเป็นลมเสียให้ได้ รื่นยื่นมือออกไปประคองไว้ การสัมผัสนั้นทำให้เขาสั่นเทิ้มไปทั้งตัวเช่นเดียวกัน

“ฉัน––ฉันไปเองได้” หล่อนบอก แต่ทันทีที่เขาเอามือออก ละเมียดก็เซไปอีก

“คุณละเมียดเป็นอะไร ?” คราวนี้เขากอดหล่อนไว้แน่น

​“ไม่รู้เลยรื่น” หล่อนบอก “แต่ปล่อยฉันดีกว่าเดี๋ยวทับทิมมาเห็นเข้า”

“งั้นก็ขานรับมันเสีย” เขาบอกด้วยเสียงดุๆ “ไม่งั้น ผมจะอุ้มคุณละเมียดออกไป”

“อย่ารื่น! หรืออยากให้ฉันตาย ?”

รื่นได้ฟังก็คลายแขนออกจากเอวหล่อนทันที ชั่วขณะหนึ่ง เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น งงงันจนไม่รู้ว่าจะพูดหรือทำอะไรต่อไป ทันใดนั้นเองทับทิมก็มาถึง

“ดิฉันเรียกหาคุณนายอยู่เป็นนาน” หล่อนบอก “อาหารเสร็จแล้วค่ะ”

“เออ, ได้ยินแล้ว เรียกเสียใส่คะแนนไม่ทัน จนขานรับเอ็งไม่ถูก” ละเมียดดุ “เข้ามาใกล้ ๆ ขอให้ข้าเกาะไปหน่อย”

นางสาวใช้ปฏิบัติตาม แต่ก็อดมองหน้านาย แล้วก็หันไปชำเลืองดูรื่นไม่ได้ “คุณนายเป็นอะไรไปคะ ?”

“หกล้ม” ละเมียดตอบสั้นๆ “เพราะรีบจะไปตามเสียงเรียกของเอ็ง!”

รื่นยืนนิ่งอยู่กับที่หน่อยหนึ่ง มองตามสองบ่าวนายประคองกันไป สักครู่ก็โคลงศีรษะแล้วออกเดินตามไป

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 20 March 2026, 16:23:48 »




​ธุระของละเมียดที่บ้านผู้ใหญ่บ้านแม้น เกี่ยวกับสัมปทานป่าไม้วังพระธาตุสำเร็จเสร็จสิ้นลงในวันรุ่งขึ้นด้วยความประหลาดใจของรื่น เรื่องที่เขาคิดว่าคงจะเสียเวลานาน และการเจรจาคงจะตกลงกันได้ด้วยความลำบากยากเย็นกลับเป็นไปด้วยความราบรื่นเรียบร้อย โดยเขาเกือบไม่ต้องทำหน้าที่ของทูตด้วยซ้ำไป เสน่ห์อันจงใจจากกิริยาวาจาของหล่อนเป็นประการต้น ความอ่อนโยนอะลุ้มอล่วยเมื่อเข้าสู่กรณีประณีตละเมียดละไมเป็นประการต่อไป และประการสุดท้ายแต่ไม่ที่สุด ความเข้าใจในชีวิตและธรรมชาติของมนุษย์ทุกชุมนุมที่หล่อนมีโอกาสอยู่ร่วมด้วย เป็นเหตุให้อุปสรรคทั้งหลายแหล่ผ่านพ้นไปโดยง่าย

ผู้ใหญ่แม้นซึ่งขึ้นชื่อลือชากันมาช้านานทั้งกำแพงว่าหัวแข็ง พูดจาเข้าใจกันยากที่สุดคนหนึ่งในบรรดาพ่อค้าไม้ด้วยกันสมัยนั้น งงงันไปหมดเมื่ออยู่ต่อหน้าหล่อน คำชี้แจงที่อ่อนหวานและจะแจ้งด้วยเหตุผลของละเมียด ทำให้แกไม่มีทางที่จะตอบโต้ได้ ข้อซักถามความข้องใจใด ๆ หรือการต่อรองก็เพียงแต่อุปมา​เหมือนราชเสาวนีย์ของนางพญาที่แกและพวกลูกบ้านจะพึงปฏิบัติตามเท่านั้น

“อย่างคุณนายว่า สัมปทานป่านี้ก็เหมือนไม่มี ใครอยากตัด–ตัด เพียงแต่ให้ได้ขนาดที่คุณนายระบุไว้และไม้นั้นต้องขายคุณนาย นอกจากจะเอาใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือนของตนเอง” แกพึมพำตอนหนึ่งเมื่อการเจรจาใกล้จะถึงอวสาน

ละเมียดฉวยโอกาสนั้นทันที

“ค่ะ ถูกของท่านผู้ใหญ่ ป่าไม้นี้เหมือนเรามีผลประโยชน์ร่วมกัน เพียงแต่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลแทนเท่านั้น นอกจากนี้ถ้าเห็นว่าจะขายให้ฉันได้ราคาไม่จุใจ จะเลือกขายกับใครที่ได้ราคาดีกว่าก็ไม่ว่า ปัญหาอย่างเดียวอยู่ที่ขอให้ตัดไม้ตามชนิดและขนาดที่เราจะได้ตกลงระบุไว้เป็นปีๆ ––”

“ทีแรกนายเสถียรจะให้มีหัวหน้ามาควบคุมดูแล” ผู้ใหญ่แม้นพึม

“เปล่า แต่นี้ต่อไป ท่านผู้ใหญ่นั่นแหละจะเป็นผู้ควบคุมดูแล เพราะมันเป็นผลประโยชน์ของท่านผู้ใหญ่เองและพวกลูกบ้าน”

“แล้วเรื่องสัญญา?”

“วาจาของท่านผู้ใหญ่กะฉันนั่นแหละสัญญา” ละเมียด​ยืนยัน “การปฏิบัติต่อไป จะพิสูจน์ให้เราเห็นได้เองว่า มันมั่นคงพอหรือไม่ นอกจากนี้สัญญามีประโยชน์อะไร ในระหว่างคนที่ทำงานด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกันเหมือนญาติ”

เท่านั้นเองการเจรจาก็ยุติ และปัญหาที่นายเสถียรประสบความล้มเหลวมาเป็นเวลาแรมปีก็อวสาน ผู้ใหญ่แม้นหน้าบานด้วยความภาคภูมิ บรรดาพวกลูกบ้านที่มาประชุมพร้อมหน้ากันพึมพำด้วยความพอใจ

เมื่ออำลาจากกันในตอนบ่าย และออกเรือพ้นหมู่บ้านมาได้ไม่ช้าไม่นาน ละเมียดก็หันไปหารื่นซึ่งนั่งกอดเข่านั่งเงียบ อยู่ตอนท้ายตั้งแต่ออกจากหน้าท่า ถามว่า

“ฉันทำผิดหรือถูกจ๊ะ รื่น?”

เขาหันมามองหล่อนด้วยกิริยาสงบเสงี่ยม “ที่ไม่ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับพวกนั้น? หรือการยกเว้นต่างๆ ระหว่างเจ้าของสัมปทานกับผู้เข้าทำครับ คุณละเมียด?”

“ทุกสิ่งทุกอย่าง ตลอดทั้งเรื่องสิ้นทั้งหมดแหละ”

“อ๋อ เก่งอย่างไม่มีใครเท่าเลย” เขาหัวเราะ “มันเรียบร้อยเสียจนกระทั่งผมอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ใหญ่แม้นถูกมนตร์คุณเมียดไปอีกคนหนึ่ง ถึงจะรู้อยู่ว่าคุณเมียดไม่เคยได้พยายามใช้อุปเท่เล่ห์กลอะไร นอกจากความมีใจนักเลง เปิดเผยและ​โอบอ้อมอารี อย่าหาว่าผมแกล้งยอหรือประจบ ถึงพะโป้เองก็ยังเอาชนะใจผู้ใหญ่แม้นไม่ได้ ทีนี้ว่ากันในทางการงาน โดยข้อตกลงนั้น คุณละเมียดเท่ากับยิงนกทีเดียวสองตัว ผู้ใหญ่แม้นกะพวกท่าขี้เหล็กรู้สึกเหมือนเขาเป็นเจ้าของป่านั้นแทนคุณเมียด และคุณเมียดก็ได้ทั้งคนงานและหัวหน้าควบคุมโดยไม่ต้องจ้าง – –”

แม้จะเป็นวาจาที่รื่นกล่าวออกมาด้วยความจริงใจ ความหมายของมันก็เป็นอภินันทนาการอันมีค่ายิ่งใหญ่สำหรับหล่อน ละเมียดนิ่งอยู่นาน มองดูทิวไม้และชายหาดสองฟากที่เรือผ่านไป ในที่สุดจึงเอ่ยขึ้นอีก

“ฉันพยายามจะทำหน้าที่ของฉันอย่างดีที่สุดที่จะดีได้เท่านั้นเองรื่น” หล่อนบอก “หน้าที่ของเมียตามขนบประเพณี และหน้าที่ตามความรู้สึกรับผิดชอบในชีวิตเรียกร้อง – –” นิ้วของมือหล่อนข้างหนึ่งราน้ำขณะที่เรือชะล่าแล่นไป นัยน์ตาทั้งคู่ของหล่อนจับอยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใด เหนือทิวไม้แลลิบๆ เหมือนกำลังระลึกถึงความหลัง “หน้าที่ทั้งสองเป็นคนละอย่างต่างกัน แต่การที่ทำให้ทั้งเสถียรเขาและชาวบ้านเกาะขี้เหล็ก ต่างฝ่ายต่างได้รับความพอใจนี่แหละเป็นความสุขของฉัน เสถียรเขาเคยบอกว่ามันเป็นงานของผู้ชาย แต่ฉันเองคิดว่าพอจะทำได้ ​เดี๋ยวนี้ก็ได้รับคำตอบแล้ว” หล่อนถอนใจอีก “ฉันคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกๆฝ่ายได้มากกว่านี้ ถ้าชีวิตยังไม่สิ้นสูญและกิจการของเรารุ่งเรืองต่อไป – – แต่อะไรก็ไม่รู้ ทำให้อดสังหรณ์ใจไม่ได้ว่า เวลาของฉันคงจะมาถึงในอีกไม่ช้าไม่นาน”

“อะไรทำให้คุณเมียดคิดอย่างนั้น ?” เขาชำเลืองดูหน้าหล่อน ความอ่อนระโหยโรยแรงซึ่งปรากฏขึ้นในน้ำเสียงอย่างกระทันหันทำให้เขาตื้นตันใจ สีหน้าที่บอกความสิ้นอาลัยตายอยากทำให้หวาดสะดุ้ง “คุณเมียดเป็นผู้หญิงแข็งแรงและทรหดอดทนที่สุดคนหนึ่ง ที่ผมได้เคยเห็น”

“สายตาของเราอาจหลอกตัวเองได้ง่ายนะรื่น” หล่อนพยายามหัวเราะ “ฉันบอกไม่ถูกจริง ๆ ว่าอะไรทำให้ฉันอดสังหรณ์อย่างนั้นไม่ได้ ทั้งที่ไม่เป็นโรคเป็นภัยอะไรนอกจาก –”

หล่อนหยุดนิ่งไปเฉย ๆ จนกระทั่งเขาต้องเงยหน้าจากกระแสน้ำที่ผ่านเรือชะล่าไปด้วยอัศจรรย์ใจ

“อะไรครับ คุณเมียด ?” เขากระซิบถามเบา ๆ จ้อง ดูหล่อนเขม็ง

“เปล่าจะ รื่น เป็นความคิดเหลวไหลแบบผู้หญิงทั่วๆ ไปของฉันเท่านั้นเอง คุยกันเรื่องอื่นดีกว่า พูดถึงเรื่องล้มตาย​ทำให้ไม่สบายใจเปล่าๆ ว่าแต่รื่นเถอะ ปีนี้จะค้าไม้อะไรกันแน่ กี่แพ?”

“ยังไม่แน่ครับ จนกว่าจะหลังจากการรับเสด็จแล้วและรู้กำลังทุนรอนเสียก่อน”

เขารู้ดีว่า แม้จะพยายามเปลี่ยนเรื่องสนทนาไปละเมียดก็ไม่เคยลืมความรู้สึกข้อนั้นได้ จนกระทั่งหลายวันต่อมาเมื่ออยู่ระหว่างบรรดามิตรสหาย และการว้าวุ่นในการเตรียมรับเสด็จตามข่าวที่หนาหูขึ้นทุกวันนั่นเอง อาการวิปริตผิดสังเกตที่ปรากฏอยู่บนสีหน้า ในแววตาและน้ำเสียงของหล่อนจึงอันตรธานไป

รื่นรู้อีกด้วยว่า ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของเขากับละเมียดมิได้เป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของนายเสถียร ซึ่งยังไม่เลิกพากเพียรที่จะชักชวนให้เขาร่วมกิจการบริษัทค้าไม้ที่นั่นด้วย แต่ไม่เคยมีจนครั้งเดียวที่หล่อนได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ เพราะรู้ดีอย่างที่เขารู้ว่าไม่มีทางจะเป็นไปได้ ความเข้าใจเขาและความเข้าใจชาวบ้านทุกคนที่หล่อนติดต่อด้วยเช่นนี้เอง นอกจากจะเพิ่มความรัก ความยำเกรงและบูชาในน้ำใจของหล่อนยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้การพบปะติดต่อ ระหว่างเขากับหล่อนและพวกลูกหลานของพวกที่จวนเก่าเป็นไปโดยปราศจากความอึดอัดอีกด้วย

​กรกฎาคมทั้งเดือนเต็มไปด้วยข่าวเสด็จ กำแพงเพชรทั้งเมืองตื่นตัวเหมือนปาฏิหาริย์เกิดขึ้น แต่ทำนองเดียวกับครั้งก่อน ๆ เมื่อนานไปและปราศจากการยืนยันจากแหล่งหนึ่งแหล่งใดให้เป็นการแน่นอน ทุกคนก็ได้แต่ถอนใจใหญ่หันกลับไปสู่ชีวิตประจำวันดังที่ได้บำเพ็ญกันแต่ไหนแต่ไรมา ครั้นแล้วจู่ ๆ วันหนึ่งปลายเดือนนั้นเอง หลวงราชบริการนายอำเภอก็กลับจากนครสวรรค์พร้อมด้วยคำสั่งของเทศา เย็นวันนั้นรื่นกลับมาจากเมืองด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุดใจไม่เคยเห็นนับแต่อยู่กินด้วยกันมา

“แน่แล้วละ สุดใจคราวนี้” เขาร้องบอกหล่อนตั้งแต่ก่อนที่จะก้าวพ้นธรณีประตูรั้วบ้านเข้าไป

ภรรยาซึ่งอยู่กับกระเดื่องใต้ถุนเรือน หยุดตำข้าวทันที หันมามองดูเขาด้วยความประหลาดใจ

“แน่อะไรกันพี่รื่น ?”

“พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จแล้วละ!” เขาปราดเข้าไปคว้าข้อมือทั้งสองของหล่อนมารวบไว้เหมือนเด็ก ๆ ที่ดีใจได้ของเล่นมาใหม่ ๆ นัยน์ตาทั้งคู่เป็นประกาย

เสียงของเขาเรียกป้าแคล้ว จำปาและเรื่องลงมาจากเรือนพร้อมกัน เพียงครู่เดียวรอบตัวรื่นก็แวดล้อมไปด้วยเด็กและผู้ใหญ่ ซักไซ้กันแซ่ดไปหมดจนฟังไม่ได้ศัพท์

​“เสด็จแล้วจริง ๆ !” เขาหันไปบอกทุก ๆ คน “วันนี้ข้าข้ามไปซื้อของในเมือง ผ่านศาลากลางเห็นคนมุงกันแน่นอยู่ แวะเข้าไปดูก็เจอะนายอำเภอกะเจ้าเมืองท่านพอดี ท่านว่าพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จจากบางกอกแล้ว กำหนดถึงนครสวรรค์ราว ๆ ต้นเดือนหน้า ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงราว ๆ ปลายเดือนก็คงถึงกำแพง”

ก่อนที่คืนนั้นจะผ่านไป ทั้งบ้านไร่และคลองเหนือก็รู้กันทั่ว เพราะการบอกเล่ากล่าวขานกันเป็นทอด ๆ ไป รื่นเรียกประชุมพวกลูกบ้านทันทีในวันรุ่งขึ้น เพื่อวางกำหนดหน้าที่ในการสร้างพลับพลารับเสด็จตามคำสั่งที่เขาได้รับมา

“เรายังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับไม่ให้ขายหน้าทางเมืองเขาได้” เขาบอกลูกบ้านทั้งหลาย “เจ้าเมืองท่านให้นายอำเภอใช้แรงนักโทษ กำหนดปลูกที่หน้าวัดชีนางเกา แต่สำหรับเราจะลงมือกันเอง ท่านกะขนาดและที่ ๆ จะปลูกให้แล้วที่ลานพระธาตุชั้นในใต้ต้นบุนนาค ใครขาดเครื่องมือมาเอาที่ข้า ข้าวปลาอาหารสำหรับออกป่าไม่พอเบิกได้ วัวควายหรือล้อสำหรับลากไม้ก็เหมือนกัน”

ภายใน ๗ วัน พลับพลาพื้นฟากมุงแฝกหลังนั้นก็สำเร็จเรียบร้อยเหมือนเนรมิต ประดับไปด้วยประตูป่าเฟื่องระย้า​ห้อยทั้ง ๔ ทิศแข็งแรงและกว้างขวางพอที่จะใช้เป็นท้องพระโรง สำหรับให้ชาวบ้านชาวเมืองเฝ้าได้ทั่วถึง ทั้ง ๆ ที่ตามหมายกำหนดการท่านเจ้าคุณเองก็ยังไม่แน่ว่าจะเสด็จประทับช้านานสักเพียงใด

ยืนพิจารณาดูพลับพลาหลังนั้น ๓ วันต่อมา ขณะที่ท่านข้ามไปตรวจราชการในเย็นวันหนึ่ง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดถึงกับอดยิ้มไม่ได้ ถอนใจใหญ่ หันไปหารื่นซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วว่า

“ถูกของแม่เมียดเขา คนอย่างผู้ใหญ่ให้ได้แต่ของดีที่สุด ผู้ใหญ่เกิดมาสำหรับจะเป็นหัวหน้าคน – – สำหรับจะปกครองตำบลนี้”

เป็นครั้งแรกที่ท่านเอ่ยถึงคลองสวนหมากในฐานะตำบล เพราะฉะนั้นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ทุกคนซึ่งชุมนุมอยู่ด้วยที่นั่น จะพากันคิดและซุบซิบต่อ ๆ ไปว่า เมื่อใดคลองสวนหมากถูกยกฐานะขึ้นเป็นตำบลตามทางการ เมื่อนั้นตำแหน่งกำนันจะไม่พ้นรื่น

อีก ๒ สัปดาห์ต่อมา ก่อนหน้าที่ขบวนเสด็จจะถึงกำแพงเพชรเพียงวันเดียว ความคาดคะเนของบรรดาบุคคลเหล่านั้นก็ได้รับการยืนยันจากละเมียด เมื่อหล่อนกระซิบบอกรื่นขณะ​เขาข้ามไปเยี่ยมที่ในเมือง

“คลองสวนหมากเป็นตำบลแน่รื่น หลังจากเสด็จกลับแล้ว คุณหลวงบอกฉันว่า คุณลุงรายงานลงไปที่เทศาเมื่อวานนี้เอง”

หล่อนมิได้เอ่ยปากกับเขาถึงตำแหน่งหน้าที่กำนันว่าจะได้กับใคร แต่ก็ไม่มีความจำเป็น เมื่อเกือบจะเป็นที่รู้อยู่ในใจด้วยกันทุกฝ่าย

เขาจากหล่อนมาด้วยสีหน้าสงบเป็นปรกติ แต่หัวใจเต้นเป็นตีกลอง คลองสวนหมากเป็นตำบล – – คลองสวนหมากเป็นตำบล ! ก้องอยู่ในหู รื่นรู้สึกเหมือนโลกที่เขาอยู่ขยายปริมณฑลกว้างขวางออกไปทั้ง ๆ ที่อะไรทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเดิมของมัน หมู่บ้านที่เรียงรายอยู่ภายใต้ดงมะพร้าว ไร่เกาะ หัวรอ และวัดพระบรมธาตุ พร้อมด้วยฉัตรใบระกาที่กรุ๋งกริ๋ง จำปาที่เหลืองจ๋อยอยู่ตามกิ่ง บุนนาคที่โปรยเกสรหอมกรุ่นลงมาเกลื่อนกลาดอยู่บนลานวัด พร้อมด้วยกระแสน้ำในแม่ปิงไหลรินเซาะตลิ่งและหาดทรายที่ยังไม่ถูกน้ำลบอยู่ไม่ขาดสาย เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งที่หาดทรายก่อนลงเรือข้ามฟากมาขณะนั้นเอง คลองสวนหมากที่ปรากฏแก่สายตาก็เปลี่ยนสภาพไปในจินตนาการ ​พร้อมด้วยหมู่บ้านที่เบียดเสียดเยียดยัด พร้อมด้วยผู้คนที่แน่นขนัด เสียงหัวเราะที่แจ่มใส เกราะและกระดิ่งที่คอควายแว่วมาในอากาศขณะเมื่อถูกต้อนลงมายังท่าน้ำเมื่อเวลาใกล้ค่ำ

ฉันคงจะมีชีวิตอยู่ได้ดูยุคนั้น ความคิดของเขาพล่านอยู่ในใจ ถึงจะช้านานสักเพียงใด ชั่วแสนกัลปกัปป์อนันตชาติก็จะขออยู่ให้จงได้ เพราะมันเป็นบ้านของฉัน งานของฉัน และพร้อมด้วยความคิดนั้นซ่านไปตามสายโลหิต รื่นก็ก้าวลงสู่เรือชะล่ารับจ้าง นั่งนิ่งเหมือนรูปสลัก ไม่ได้ยินเสียงทักจากคนถ่อ ไม่ได้สำนึกจากหยาดน้ำที่กระเซ็นมาต้องกาย – –

.

.

ที่มา : ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) ภาคสอง ๑ - ๕
https://vajirayana.org/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.082 seconds with 16 queries.