Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 10:42:56

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคหนึ่ง บทที่ ๑๑ - ๑๔
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคหนึ่ง บทที่ ๑๑ - ๑๔  (Read 841 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 20 March 2026, 15:31:59 »

ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ บทที่ ๑๑ - ๑๔


บทที่ ๑๑

– ๑ –

จากประตูใหญ่ ริมคลองระหว่างรั้วซึ่งใช้ไม้สักทั้งต้นแทนเสา กระทู้ปักเรียงรายมิดชิด มั่นคง และแข็งแรงประดุจป้อมปราการของเจ้าของผู้ครองนครสมัยโบราณ บ้านสามชั้นหลังนั้นดูสูงตระหง่าน และมหึมาเหมือนปราสาทในเทพนิยาย รื่นไม่เคยคิดมาก่อนเลย จนกระทั่งก้าวเข้าไปในบริเวณนั้นแล้ว ว่าความกว้างขวางใหญ่โตของสถานที่ และผู้คนซึ่งพลุกพล่านอยู่ในบริเวณนั้น จะทำให้เขารู้สึกตัวเล็กลงไปเพียงใด ราวกับเด็กที่เดินอยู่ในดงเปลี่ยว ถึงกระนั้น เขาก็ไม่เคยเหลียวหน้าเหลียวหลัง นับแต่ย่างเข้าประตูนั้นไป เดินอยู่บนถนนปูกระเบื้อง ระหว่างกอเข็ม และพุดซ้อน ซึ่งเรียงรายอยู่ ๒ ฟากทาง กะเหรี่ยงหญิงชายหลายคนวางมือจากงานที่กลางสนาม และหน้า​เรือนเล็กเลยเข้าไปเงยหน้าขึ้นภูเขาอย่างสงสัย หลายคนหันไปซุบซิบซึ่งกันและกัน เหมือนจะรู้ระแคะระคายอะไรล่วงหน้า กิริยาของผู้ใหญ่พูนเริ่มประดักประเดิดขึ้นมาอีก การเดินก็ชักจะตะกุกตะกัก แต่รื่นก็คงรุนหลังแกเรื่อยไป

“อย่างทำเหมือนคนที่เขากำลังพาตัวไปตะแลงแกงหน่อยเลย” เขากระซิบดุ ๆ “แล้วก็อย่าลืมว่าผู้ใหญ่เป็นคนพาฉันมานี่––”

“มัน–––มันรู้สึกใจคอไม่ดียังไงบอกไม่ถูก” สำเนียงชาวเวียงจันทร์ของผู้ใหญ่บ้านปรากฏออกมาจนฟังชัด อย่างที่มักจะปรากฏทุกครั้งที่แกไม่เป็นตัวของแกเอง

ทั้งสองคนผ่านจำปีต้นใหญ่ ซึ่งปลูกอยู่ที่เชิงบันได ล้างเท้าแล้วก็ก้าวขึ้นไปบนนอกชาน หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนั่งเจียนหมากอยู่ที่ระเบียงเงยหน้าขึ้น และจำผู้ใหญ่พูนได้ หล่อนวางมือจากงานลุกขึ้นทันที

“นายห้างสั่งไว้แล้ว ฉันจะไปบอกเดี๋ยวนี้แหละผู้ใหญ่ คอยประเดี๋ยวนะ” หล่อนบอกแล้วก็กลับเข้าไปข้างใน

นั่งลงที่ระเบียงอันร่มรื่น พื้นกระดานขัดเป็นมัน รื่นมองดูทั่วบริเวณนั้น แล้วก็พิศวงงงงวยไปด้วยความสะอาดสะอ้านและโอ่โถ่ของสถานที่ ตามผนังเหนือเฟี้ยมซึ่งเปิดโล่ง​เข้าไปข้างใน และเสาแต่ละต้นใหญ่ขนาดโอบไม่รอบ ติดเขาและศีรษะสัตว์ป่าซึ่งหายาก ภาพวาดของพระตะโก้ง และภูมิประเทศอันสวยงามต่าง ๆ ของพม่าประดับอยู่ที่ฝาชั้นในเข้าไป นอกจากนั้นก็เรียงรายไปด้วย หอก ดาบ ง้าว โล่ และอาวุธโบราณต่าง ๆ จนดูเกือบเป็นพิพิธภัณฑ์

“นั่นน่ะ หลานสาวนายห้าง” ผู้ใหญ่พูนกระซิบ รื่นมองเลยเข้าไปในห้องโถงชั้นใน

“ไหน ? รูปที่ใส่เสื้อเสียสุดแขนบนเสากลางน่ะรึ”

“ไม่ใช่ !” ผู้ใหญ่พูนบอก “คนที่ลุกเข้าไปเมื่อตะกี้ไงล่ะ”

“อ๋อ ! หน้าเหมือนคนไทย”

“ก็เหมือนซิ แม่เป็นไทย”

“แล้วไงมาเป็นหลานพะโป้”

“ก็แกเป็นลูกสาวพญาตะก่า”

รื่นส่ายหน้า สั่นศีรษะอย่างไม่เข้าใจ แต่ก่อนที่จะทันซักอะไรผู้ใหญ่พูนต่อไป หญิงสาวผู้นั้นก็กลับออกมาอีก ย่อตัวลงพูดอย่างสุภาพ น้ำเสียงไพเราะ

“นายห้างให้ผู้ใหญ่ขึ้นไปข้างบนจ้ะ––– กะ––– คนนั้นด้วย”

​รื่นแลสบตาหล่อนอย่างจัง ก่อนที่หล่อนจะหันหลังกลับเดินนำผู้ใหญ่พูนและเขาขึ้นบันไดไปชั้นบน

“เหมือนใคร ?” เขาคิดอยู่ในใจขณะที่เดินตามหล่อนไป ทันใดนั้นเองก็นึกขึ้นได้ถึงหญิงอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเขาเคยช่วยไว้ที่หน้าบ้านลานดอกไม้––– หญิงผู้ทำให้เขานึกถึงรูปนางกินรี ที่เจดีย์วังพระธาตุ ซึ่งคนธรรพ์พากันมาตายเสียมากต่อมาก––ละเมียดผู้เอวบางร่างเล็ก ผมดำ ตาดำ ปากค่อนข้างกว้าง และทรวงอกอวบผิดปกติ เพียงแต่ละเมียดบรรลุวัยสาวเต็มตัว ขณะที่ผู้หญิงนี้ยังเพิ่งสาวรุ่น และพร้อม ๆ กับที่นึกขึ้นได้ ก็รู้สึกประหลาดใจตนเอง ตลอดจนน้ำเสียงหล่อนยังแม่นยำอยู่ในความทรงจำ

“นายห้างนั่งอยู่นั่นแน่ะรื่น” ผู้ใหญ่พูน ซึ่งถึงชั้นบนก่อนกระซิบพลางนั่งลงยกมือไหว้

และนั่นเอง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้แลเห็นพะโป้ด้วยสายตาของตนเอง

ภายในห้องนั้นกว้าง หน้าต่างทุกบานเปิดออกไปสู่ท้องฟ้าอันสว่างและทิวมะพร้าวที่แกว่งทางไสว ชายผู้หนึ่งขัดสมาธิอยู่บนพรมสีทับทิมเหนือระเบียงชั้นบน เบื้องหลังออกไปเป็นที่บูชาพระ ซึ่งควันธูปยังลอยกรุ่น แม้ความคิดของเขา​จะกำลังงุนงงไปด้วยความระลึกถึงละเมียด ขณะเมื่อเปรียบเทียบกับหญิงสาวซึ่งเพิ่งจากไป รื่นก็อาจจะบอกได้ แม้ผู้ใหญ่พูนจะไม่กระซิบบอก นับแต่วินาทีแรกที่เหลือบไปเห็นว่าชายผู้นั้นเป็นใคร มิใช่รูปร่างซึ่งสมบูรณ์สมกับคนเจ้าเนื้อ หรือการแต่งกายตามประเพณี มากไปกว่าความเป็นสง่าราศีของใบหน้า ของนัยน์ตา และผิวพรรณ พะโป้ขณะนั้นล่วงเข้าวัยกลางคนแล้ว แต่สีหน้ายังเอิบอิ่มเหมือนคนหนุ่ม น้ำเสียงที่พูดก็แจ่มใสไพเราะเหมือนเสียงเด็ก

“คนนี้หรือ รื่น ที่เขาพูดกัน ? รื่นที่ทำให้พวกคนงานของฉันขอย้ายจากฝั่งใต้คลองสวนหมากไปประจำป่าฝั่งเหนือ ?”

“ครับ นายห้าง” เสียงของผู้ใหญ่พูนเริ่มสั่นขึ้นมาอีก

นัยน์ตาอันเล็ก แต่คมวาวเหมือนเปลวไฟ เหมือนประกายเหล็กกล้าของพะโป้จับอยู่ที่ใบหน้าของเขาไม่วางตา พูดต่อไปด้วยเสียงเดิม ปราศจากความรู้สึกใด ๆ โดยมิได้เอาใจใส่ต่อวาจาของผู้ใหญ่พูนเลย

“ฉันอยู่ปากคลองมานาน จนคนบ้านนี้ทั้งบ้าน เมืองนี้ทั้งเมือง ถือเหมือนฉันเป็นลูกกำแพงคนหนึ่ง ยังไม่เคยปรากฏว่ามีใครทำกะคนงานฉันได้อย่างนั้น........นอกจากเรา–– รื่น !”

เขายังคงนั่งพับเพียบอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ได้​ตอบประการใด แต่สายตาไม่ละจากใบหน้าของบุรุษเจ้าบ้าน เหมือนกันนัยน์ตานั่นบอกอะไรหลายอย่าง ซึ่งผู้ชายที่ผ่านชีวิตมาอย่างพะโป้เท่านั้นจะอ่านออก

“พอฉันกลับมาถึงบ้านเมื่อคืน ก็ได้รับรายงานทันที ว่ารื่นทำร้ายคนงานของฉัน แผลเป็นที่หน้าผากอ้ายชะนูยังเป็นประจักษ์พยานอยู่จนเดี๋ยวนี้” พะโป้พูดต่อไป “รื่นรู้หรือเปล่าว่า ถ้าฉันนำเรื่องขึ้นดำเนินคดีที่โรงศาล ผลจะเป็นอย่างไร ?”

เขาไม่ตอบ นัยน์ตาไม่กระพริบ ในห้องนั้นเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงถอนใจแรง

“นี่เราไม่มีอะไรจะพูดเลยหรือรื่น ?” เสียงของพะโป้บอกว่าพื้นขึ้นมาเป็นครั้งแรก

“มีประโยชน์อะไรครับนายห้าง ที่ผมจะพูด ?” เขาเอ่ย “ในเมื่อนายห้างถือตัวเป็นโจทก์ และผมเป็นจำเลยเสียแล้ว”

“ไม่ใช่ยังงั้น–– ฉันไม่ได้ตั้งข้อหาอะไรรื่น ฉันเพียงแต่เล่าถึงเรื่องราวที่นายเสถียร เขารายงานฉันเมื่อคืน และสมมุติถึงผลการดำเนินคดีให้ฟัง”

“ก็อย่างเดียวกัน ถ้านายห้างฟังรายงานนายเสถียร เรื่องทางผมก็ไม่จำเป็น”

​บุรุษเจ้าบ้าน โน้มตัวลงมาข้างหน้าอย่างกระทันหัน มือที่ท้าวพรมกำแน่น แล้วก็คลายออกจากกัน ในที่สุดก็ถอนใจ

“อย่าให้ฉันโกรธ รื่น” แกพึมพำ “อย่ามาทำให้ฉันเป็นศัตรูเราไปอีกคน เล่าเรื่องของรื่นไป ฉันอยากจะฟัง––”

“ป่วยการเปล่า ๆ นายห้าง ฟังนายเสถียรดีกว่า” เขาขยับชันเข่าข้างหนึ่งตั้งท่าจะลุกขึ้น

“อย่า รื่น––อย่าเพิ่งไปเราจะเสียใจไปจนวันตาย”

“อ๋อ, ไม่มีวันเสียละ” กังวานกร้าวเหมือนเหล็กกล้ากระทบกันปรากฏออกมาจากเสียงนั้นเป็นครั้งแรก “ผมเข้ามาในบ้านนี้ ตามที่นายห้างให้ผู้ใหญ่ไปตามก็ด้วยความหวังว่าจะพบนายห้างอย่างกิตติศัพท์ที่คนเขาพูดกัน แต่ครั้นมาถึงเข้าจริง กลับพบอีกคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่นายห้างที่ผมตั้งใจจะมาพบ”

พะโป้เอนหลังกลับไปพิงหมอนขวานอย่างแช่มช้า นัยน์ตาทั้งคู่เป็นประกายอย่างขบขัน

“คนเขาพูดถึงฉันว่าอย่างไร รื่น”

“ปากคลองทั้งปากคลอง กำแพงทั้งกำแพง แม่ปิงทั้งแม่ปิงรู้กันแต่ว่านายห้างพะโป้ เป็นคนมีเมตตาอารีแก่คนยาก เขาว่านายห้างเป็นคนยุติธรรม ใจบุญ หนักแน่นไม่หูเบา––”

“เขาพูดของเขาถูก––”

​“เปล่าเลย, ผิดทั้งเพ” รื่นขึ้นเสียงเกือบเป็นตะโกน “ถ้าเป็นคนอื่นเล่าให้ฟัง ผมจะไม่เชื่อ แต่นี่มาได้เข้ากับตัวเอง––ผมจะบอกให้นายห้างฟังว่า ใครข่มเหงใคร ไม่ใช่ผม ไม่ใช่พวกปากคลองก่อเหตุ นายห้างกะคนของนายห้างตังหาก ก่อเรื่องเกี่ยวกับสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อน”

“ป่านั้นเป็นเขตสัมปทานของฉัน”

“งั้นทางกรมการจังหวัดก็ควรจะประกาศให้พวกเรารู้ ปากคลองอยู่กันมาก่อนที่นายห้าง หรือพญาตะก่าจะมาตั้งภูมิลำเนาลงที่นี่ ป่านั้นเป็นชีวิตของเขา เท่าๆ กับไร่เกาะ เท่าๆ กับแม่น้ำ หวงห้ามป่านั้นเมื่อไร ก็เท่ากับตัดอาชีพหนึ่งเขาออกไป”

“ไม่จริงเลย ปากคลองไม่มีอะไรนอกจากป่า และความตาย ก่อนที่ฉันและแซงพอพี่ชายฉันจะมาอยู่ที่นี่ไม่มีผู้มีคน จนกระทั่งฉันมาอยู่แล้วตั้งนาน ถ้าพวกปากคลองจะถืออะไรเป็นชีวิต สิ่งนั้นคือฉัน ทุกคนที่นี่ฟังฉัน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่ กำนัน กรมการจังหวัด และอำเภอ––”

“งั้นก็ยังมีอีกคนหนึ่ง ที่จะไม่ฟังนายห้าง!” รื่นผลุดลุกขึ้นอย่างเสียกิริยา หน้าตาแดงก่ำไปหมด เขาไม่มองดูผู้ใหญ่พูน ไม่มองดูพะโป้ แม้กระทั่งหญิงสาวผู้โผล่ออกมา​จากฉากชั้นใน ด้วยสีหน้าประหลาดใจ หันหลังได้ก็ก้าวลงบันได

เสียงหัวเราะก้องของพะโป้ เป็นเหตุให้เขาหยุดชะงัก เหลียวกลับไปอย่างโกรธจัด

“กลับมาก่อน ! เรียกแล้วบุรุษเจ้าของบ้านก็หัวเราะต่อไป หัวเราะจนน้ำตาไหล “กลับมาก่อน”

อย่างอัศจรรย์ และงงงันเหมือนคนถูกสะกดจิตเขาหันกลับไปที่ระเบียงใหม่

“นั่งลง” พะโป้นั่งตัวตรง คราบน้ำตายังเปรอะแก้ม ยิ้มอย่างกว้างจนเห็นฟันทอง “ฉันเข้าใจละว่าเพราะอะไรอ้ายชะนูกะคนงานของฉันมันถึงได้ขอร้องหนักหนาให้ย้ายมันไปประจำป่าอื่น ฉันเห็นแล้วรื่น ว่าเราเป็นคนดื้อถือทิฐิเพียงไร จะไปก็ไม่ลา เมื่อมาก็ไม่ไหว แต่ฉันไม่ถือโกรธ คนเราไม่มีความนับถือกันแล้วจะกราบไหว้ทำไม ฉันเองก็ใจอย่างนั้น ถึงครองตัวมาถึงเดี๋ยวนี้ได้”

แกมองหน้ารื่น ซึ่งยังไม่หายงง หัวเราะต่อไป แล้วจึงพูดต่อ

“กิตติศัพท์ที่เราได้ยินเกี่ยวกะฉันน่ะ ไม่ผิดหรอกรื่น ในทันทีที่กลับมาถึงบ้าน ฉันสั่งลงโทษอ้ายชะนูกะพวกคนงาน​เหล่านั้นทุกคน สำหรับนายเสถียรเองก็ไล่ออก–ส่งรายงานไปที่สำนักงานใหญ่ปากน้ำโพแล้ว”

“แต่นายห้างรู้ได้อย่างไร โดยยังมิได้ไต่สวนว่าคนพวกนั้นเป็นฝ่ายผิด ไม่ใช่ผมกะพวกปากคลอง?”

นัยน์ตาที่มองดูเขาเป็นประกายไปด้วยความขบขัน

“ไต่สวนทำไมกัน ในเมื่อฉันรู้แน่” แกตอบ หยุดนิ่งไปหน่อยหนึ่ง แล้วก็ถอนใจ “ฉันจำเป็นต้องรู้แน่ ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ไม่งั้นก็ปกครองคนนับจำนวนพัน มานานนับสิบๆ ปีไม่ได้หรอกรื่น พูดสั้น ๆ ในคืนที่ฉันกลับมาถึงนั่นเอง รู้เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างรื่นกับคนของฉันมาก่อนแล้ว”

“นายห้างหมายความว่าคนทางบ้าน ล่วงหน้าไปบอกนายห้าง ?”

“เปล่า คนสนิทที่ฉันไว้วางใจรายงานไปที่ตะโก้งอยู่ตลอดเวลา”

เขามองหน้าบุรุษผู้นั่งหัวเราะต่อไปอยู่ต่อหน้าขณะนั้น ครั้นแล้วก็ได้คิดขึ้นมาด้วยความสะท้านสะเทือนใจว่านี่เอง พะโป้ผู้ยิ่งใหญ่ พะโป้ผู้มีคุณแก่ชาวกำแพงเพชรโดยทั่วไป และคลองสวนหมากโดยเฉพาะ พะโป้ผู้นำฉัตรทองแต่ตะโก้งมาประดิษฐาน ณ ยอดพระบรมธาตุเป็นสัญญลักษณ์ แห่งพระบวร​พุทธศาสนา ซึ่งประชาชนทั้งเหนือและใต้ได้กราบไหว้กันต่อมา สำหรับจะอยู่คู่ฟ้าต่อไปในอนาคต รื่นรู้สึกตื้นตันคอหอย ไม่สามารถจะพูดอะไรออกมาได้ นอกจากก้มลงกราบชายผู้เมื่อไม่ถึงอึดใจมานี้เอง เกือบจะแยกทางกันไปชั่วชีวิต

“ได้พบรื่น และรู้จักรื่นแล้วอย่างนี้ ฉันรู้ดีว่าเพราะอะไร นายเสถียรจึงต้องยอมจำนน” พะโป้พูดต่อไป “ตั้งแต่อ้ายชะนูกะพวกคนงานของมันโดนรื่นเล่นงานคราวนั้นแล้ว ไม่มีคนงานคนไหนอีกเลย จะยอมเข้าไปในโป่งน้ำร้อน มันกลัวรื่นเสียยิ่งกว่าผีปู่ย่าตายายของมัน นอกจากนั้นเพิ่งจะมารู้กันเมื่อฉันมีคำสั่งมาจากตะโก้งว่า ไม่เคยหวงห้ามป่านั้น ถึงฉันจะได้เคยขอสัมปทานไว้จากเสนาบดีท่านทางวาจา ถามผู้ใหญ่เขาดู ถามคนรุ่นปู่ย่าตายายของคนบ้านนี้ดูว่า นับแต่พญาตะก่ากะพะโป้มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เคยมีใครได้รับความเดือดร้อนเพราะเขาบ้าง เปล่าเลย ฉันอาจจะเคยใช้พระเดชกับพวกคนงานของฉัน แต่สำหรับเพื่อนบ้านทั่วไปฉันใช้แต่พระคุณ หรืออย่างไรผู้ใหญ่พูน?”

“จริงทีเดียวครับ นายห้าง!” ผู้ใหญ่บ้านปากคลองรีบรับคำ

พะโป้ยิ้มอย่างเข้าใจ “แกมันก็ดีแต่ประจบผู้ใหญ่ ​ค่อยยังชั่วหน่อยที่ไม่ถึงสอพลอ........เกิดเรื่องเดือดร้อนแก่ลูกบ้านถึงขั้นนั้นแล้ว ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ฉันเป็นแกขอลาออกแน่”

“ผม – – ผมก็กำลังจะคิดลานายอำเภอท่าน เพราะรู้สึกว่าสังขารร่วงโรยลงไปเต็มที”

“ดีทีเดียว รื่นเขาจะได้เป็นต่อไปฉันจะพูดกะเจ้าเมืองท่านเอง”

“แต่ผมไม่ต้องการจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน” รื่นค้านมองหน้าพะโป้อย่างจริงใจ

“งั้นเราอยากจะเป็นอะไร ? ตำแหน่งหัวหน้าป่าไม้ภาคนี้ของฉัน เอาไหมล่ะ ?”

“ผมขอบใจนายห้าง” เขาตอบตะกุกตะกัก “แต่ผมไม่อยากเป็นเหมือนกัน”

“งั้นจะเป็นอะไร?”

“นายรื่น พ่อค้าไม้เล็กๆ อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้แหละครับ นายห้าง”

พะโป้เอนหลังพิงร่างอันสมบูรณ์ของแกกับหมอนขวานใบนั้น หน้ากำมะหยี่สีเลือดหมูของมันพราวระยับไปด้วยดิ้นทอง ที่ปักเป็นรูปนกยูงแพนหาง มือข้างหนึ่งของแก​ยกขึ้นลูบคางอยู่ไปมา ขณะที่นัยน์ตาทั้งคู่ดูซึ่งไปด้วยความครุ่นคิด เมื่อเอ่ยขึ้นอีกครั้งเสียงของแกกึ่งคาดหวังกึ่งลังเล

“เท่านั้นเองหรือรื่น ที่เราอยากจะเป็น ?”

“ครับนายห้าง” เขาตอบเรียบๆ

“ฟังก่อนรื่น” พะโป้พูดต่อไปด้วยเสียงเล็กๆ ไพเราะและสม่ำเสมอ “เรากับฉันไม่เคยพบกัน รู้จักกันมาก่อนเลย ไม่เคยรู้ว่ารื่นมาจากไหน หรือมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำไป แต่บอกตามตรงว่าในทันทีที่ได้เห็นรื่นฉันก็ชอบใจ ในลักษณะของเราบอกว่ารักที่จะเป็นใหญ่ต่อไปในกาลข้างหน้า นัยน์ตาของเราบอกว่าเป็นคนตรง และซื่อ กิริยาของเราเปิดเผยและไม่กลัวใคร ฉันอยากจะได้ไว้ร่วมงานด้วยกันจริงๆ เพราะแน่ใจว่าเราเป็นคนที่ฉันไว้วางใจได้ งานของฉันใหญ่รื่น, และฉันต้องการคนใหญ่สำหรับดูแล ฉันรับรองว่าจะอุปถัมภ์รื่นให้มีฐานะไม่แพ้ใคร มิใช่แต่ในกำแพงเท่านั้น หากตลอดทั้งสองแคว ฉันมีตำแหน่งหน้าที่สำหรับจะให้รื่นทำ นับแต่หัวหน้าป่าไม้ทุกภาค คนควบคุมแพตลอดจนกระทั่งผู้ดูแลป่าไม้ทั่วไป ตำแหน่งนั้นใหญ่ เป็นรองเฉพาะผู้จัดการใหญ่ของฉันเท่านั้น บอกมาเถอะรื่น ว่าเราต้องการอย่างไหน ?”

“ขอบพระเดชพระคุณครับ, นายห้าง” เขาตอบ “แต่​ผมบอกนายห้างแล้วว่าผมต้องการอะไร ?”

“หมายความว่า เรายังอยากจะเป็นพ่อค้าไม้เล็ก ๆ อยู่อย่างนี้ ขณะที่โอกาสสำหรับจะร่ำรวยรอคอยอยู่ข้างหน้า?” พะโป้เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

“ผมอยากเป็นชาวบ้านปากคลองต่อไป ทุกข์ด้วยกัน สุขด้วยกัน ผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาจะต้องผ่าน”

“ข้อนั้นน่ะ ถึงเราทำงานกะฉันก็ยังจะเป็นได้อยู่”

“ทำงานกะนายห้าง ผมก็จะต้องทิ้งเขาไป อยู่ในคนละโลก ใช้ชีวิตคนละอย่างคบคนๆละชั้น” เขาไม่สามารถจะอธิบายออกไปให้ละเอียดถี่ถ้วนถึงความรู้สึกของเขาได้ ว่าชาวคลองใต้ทุกคนต้องการเขา สำหรับจะเผชิญกับอุปสรรคนานัปการไม่มีวันจะมาจากธรรมชาติหรือมนุษย์

ชั่วอึดใจหนึ่ง ความเย้ายวนของคำชักชวนของพะโป้ ทำให้เขามองเห็นตนเองในฐานะของนายเสถียร และใหญ่กว่านายเสถียร พร้อมด้วยอำนาจในการบังคับบัญชาคนงานนับร้อยนับพัน อยู่บ้านมุงกระเบื้องฝากระดาน พรั่งพร้อมไปด้วยบริวารสำหรับจะช่วงใช้ พรั่งพร้อมไปด้วยช้างสำหรับจะขี่ และเรือแพสำหรับจะเป็นพาหนะ พ่อค้าและข้าราชการจะยอมรับนับถือยกย่องเขาอยู่ในระดับเดียวกัน มันเป็นความเย้ายวน​อย่างยากที่เขาจะสลัดทิ้งง่าย ๆ แต่ในชั่วอึดใจต่อมา เมื่อนึกถึงตัวเอง ในฐานที่เป็นรื่นลูกแม่ปิง เป็นคนหนึ่งและส่วนหนึ่งของชายหญิงที่เกิดมาและตายไปในลุ่มแม่น้ำนั้น มนต์อันเกิดจากวาจาพะโป้ก็คลาย

เขามองเห็นตนเองกับหญิงชายชาวปากคลอง บนไร่เกาะหน้าบ้านและในนาน้ำลาด ท่ามกลางกระแสลมที่พัดแรง และแสงแดดที่ส่องกล้า ทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่ออนาคตอันไกล แต่เต็มไปด้วยความหวังว่าวันหนึ่งคลองสวนหมาก จะเป็นอาณาจักรที่ทุกคนจะอยู่ได้โดยสวัสดิภาพและความปลอดภัย เขามองเห็นตัวเองและสุดใจในท่ามกลางอาณาจักรนั้นในป่าสูง ซึ่งบางแห่งแสงเดือนและตะวันส่องไม่ถึง บางแห่งอื้ออึงไปด้วยศัพท์สำเนียงเสียงสัตว์จตุบาททวิบาท และบางแห่งก็เงียบสงัดแม้กระทั่งขนนกตกลงมาก็ได้ยิน สุดใจกับเขาในปางข้างกองไฟ สุดใจกับเขาบนล้อลากไม้...สุดใจกับเขา และน้าแดง ทิม มั่ง เรื่อง แววและพัน ในแพกลางแม่น้ำ........สุดใจกับเขาในที่ทุก ๆ แห่ง ซึ่งจะได้ร่วมกันสร้างโลก ชีวิตและอาณจักรนั้นขึ้นมา ต่อหน้าอุปสรรค ความทุกข์ยาก ตรากตรำนานาประการ มิใช่เพื่อหล่อน เพื่อเขา และลูกโดยเฉพาะเท่านั้น หากเพื่อชาวปากคลองทั้งตำบล–––

​เป็นการสุดวิสัยที่เขาจะผละจากคนพวกนั้นไปได้ ในขณะที่ทุกคนต้องการเขาหนักหนา พะโป้อาจจะไม่เข้าใจความหมายของวาจาที่เขาอธิบายออกไป แต่นัยน์ตาคู่นั้นแจ่มใสชัดเจนพอที่จะบอกแกว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะชักชวน หรือเหนี่ยวรั้งเขาให้เข้าไปร่วมงานด้วยได้ และอย่างชายผู้เคยแต่ชีวิตของกษัตริย์ ซึ่งความปรารถนาของแกไม่มีใครกล้าปฏิเสธ พะโป้รู้ดีว่าชายหนุ่มฉกรรจ์ผู้นั่งอยู่ต่อหน้าของแกในขณะนั้น ไม่มีวันที่จะยอมอยู่ในการบังคับปกครองของใครเป็นอันขาด นอกจากความปรารถนาและสติสัมปชัญญะของตัวเอง

“ฉันพยายามจะช่วยเรา อย่างที่ไม่เคยช่วยใครเลยนะรื่น” น้ำเสียงของแกบอกความเสียดาย “เพราะแน่ใจเหลือเกินว่า รื่นนี่แหละจะเป็นหลักสำหรับคนปากคลองจะได้ยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งต่อไปได้ในกาลข้างหน้า แต่จนใจจริง รื่นไม่พยายามจะเข้าใจความปรารถนาดีของฉันสักอย่างเดียว”

“ผมเข้าใจตัวของผมดีครับนายห้าง ว่าจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนบ้านเหล่านี้ ด้วยการอยู่ร่วมกับเขา และทำงานร่วมกับเขา มากกว่าที่จะปลีกตัวออกไปแต่ลำพัง ขอให้ผมได้ทำงานของผมต่อไปตามที่ผมได้ปักใจไว้แล้วแต่ต้น” เขามองดู​พะโป้อย่างเต็มหน้า “ผมเข้าใจในปรารถนาของนายห้าง แต่การอุปการะผมคนเดียว จะไม่เกิดประโยชน์อะไร นายห้างจะอุปการะทุกคนไปหรือก็ไม่ได้ ขอให้ผมกะพวกนั้นได้ช่วยตัวของตัวเองดีกว่า เพราะโดยวิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เราผ่านความเป็นอยู่ในปัจจุบันไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ขึ้นไปได้ด้วยความภาคภูมิใจ––”

พะโป้ก้มศีรษะเนิบ ๆ อย่างเข้าใจ ยิ้มละไมปรากฏอยู่ที่เหนือริมฝีปาก สีหน้าและนัยน์ตาของแกแจ่มใส

“ฉันพอจะเข้าใจละทีนี้, รื่น....ฉันพอจะเข้าใจ” แกว่า “เราเป็นคนที่ไว้ตัวของเรา ไม่ต้องการอยู่ในบังคับบัญชาใคร ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร เราต้องการความเป็นไทแก่ตัวเอง ที่จะทำอะไรตามแต่ใจจะสั่ง....บ๊ะ !” แกหัวเราะเบา ๆ “ช่างเหมือนอะไรยังงั้น เหมือนแซงพอพี่ชายฉัน และตัวฉันเองเมื่อหนุ่ม ๆ ดีละ, ฉันเอาใจช่วยพวกเรา รื่น, แต่อย่าลืมว่าได้รับความเดือดร้อนในเรื่องทุนรอนหรือการกดขี่ข่มเหงจากใคร ขอให้คิดถึงฉันบ้าง....ขอให้ฉันได้มีโอกาสช่วยเหลือ”

“ขอบพระเดชพระคุณนายห้างที่ไม่ได้คิดรังเกียจเดียดฉัน ว่าพวกเราจะมาเป็นคู่แข่งแย่งอาชีพเดียวกัน”

“แย่งอาชีพของฉัน!” พะโป้หงายหลังพิงหมอนขวาน ​แหงนหน้าขึ้นหัวเราะงอหาย “คุณพระช่วย ! พวกเราชาวปากคลอง และกำแพงจะมาเป็นคู่แข่งของพะโป้ ในการค้าไม้.... โอย ! ฉันจะขันตาย ไม่มีใครในตอนนี้หรือแควไหน ไม่มีใครในเมืองไทย ที่ฉันคิดว่าพอจะเป็นคู่แข่งกะฉันได้ อย่า....รื่น, อย่าไปวิตกกังวลในเรื่องนั้น กว่าคนที่จะมาเกิด พอเป็นคู่แข่งขันกับฉันได้ยังอีกนานนัก” แกหยุดหัวเราะพลางมองหน้าชายหนุ่มอย่างปรานี “ถือฉันเหมือนเพื่อน หรือพี่น้องคนหนึ่งของเราและคนบ้านนี้, รื่น, อย่าไปถือฉัน เหมือนนายเสถียร เพราะว่าฉันไม่ใช่นายเสถียร และนายเสถียรไม่มีวันจะเป็นฉันได้”

พะโป้หยุดนิ่งไปหน่อยหนึ่ง ยกมือทั้งสองขึ้นถูกัน นัยน์ตาเป็นประกาย

“พูดถึงนายเสถียร ฉันคิดว่ารื่นคงจะเข้าใจว่าคนอย่างนั้นไม่ใช่คนที่จะละทิ้งความพยายามง่าย ๆ ฉันรู้ตั้งแต่แรกที่เขาขึ้นมาอยู่ที่นี่แล้ว ว่าเขาหมายจะสร้างเมืองลงที่นี่เหมือนกัน นายเสถียรมองการณ์ไกล เขาเห็นแม่วัง โป่งน้ำร้อน และเขาใหญ่เป็นขุมทรัพย์พระศุลีที่คนเราไม่มีวันจะขนหมด เขาไม่ได้คิดจะทำงานอยู่กับฉันหรือบริษัทนาน หากรอคอยคืนวันที่เขาจะปีกกล้าขาแข็งเพื่อปลีกตัวออกไปทำการค้าส่วนตัวของเขา​เอง เคราะห์ร้ายที่นายเสถียรใจเร็ว และสำคัญคนบ้านนี้ผิด เพราะฉะนั้นโครงการของเขาจึงล้มเหลวลงไปชั่วคราว แต่ถ้าฉันดูคนไม่ผิด เขาจะกลับมาอีก น่ากลัวกว่าเก่า เป็นอันตรายกว่าเก่าเพราะจะไม่มีใครเป็นนายเขา ระวังคน ๆ นี้หน่อยรื่น”

“ขอบพระคุณ นายห้างครับ” เขาตอบเรียบ ๆ “นายห้างหมดธุระกะผมแล้วกระมัง ?”

พะโป้พยักหน้าช้า ๆ พลางถอนใจอีก “หมดแล้ว แต่ อ้อ, เรื่องนั้นเราจะว่าอย่างไร รื่น?”

ยกมือขึ้นไหว้ชายเจ้าของบ้านจะลุกขึ้นยืนอยู่รอมร่อแล้ว เขาก็ต้องกลับนั่งลงอีก

“เรื่องอะไรครับ นายห้าง ?”

“ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านคลองใต้ที่จะว่างในปีหน้า” พะโป้หัวเราะตาจับอยู่กับผู้ใหญ่พูน ซึ่งไม่ยอมสบตาด้วย

“ผม........ผมบอกนายห้างแล้วว่าผมไม่สนใจ กับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านกำนันอะไรที่ไหน”

“ถ้าพวกคลองใต้เขาต้องการรื่น?”

“ผมช่วยเหลือได้ ถึงจะไม่ต้องเป็นผู้ใหญ่บ้าน”

“มันไม่ใช่อย่างนั้น” พะโป้ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน รื่นจะเป็นประโยชน์แก่ลูกบ้านได้เกิน​กว่าที่อื่นคิด....... เข้าใจไหมล่ะ ? ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้ใหญ่บ้านน่ะ ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นควายใคร ๆ ก็สนตะพายได้ แต่ช่างเถอะ ยังมีเวลาพอ สำหรับรื่นจะตรึกตรองดูใหม่ ถ้าความต้องการของพวกคลองใต้ยังไม่ทำให้รื่นเปลี่ยนใจได้ เอาไว้ฟังเจ้าเมืองหรือนายอำเภอท่านดีกว่า–––”


– ๕ –

โชคชะตาของคนเรา เป็นของประหลาด รื่นไม่เคยคาดหมายเลยว่า ทั้งๆ ที่ราคาไม้ปีนั้นตกต่ำเพราะความต้องการของตลาดไม้ในกรุงเทพ ฯ และตามโรงเลื่อยต่าง ๆ บนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจะชะงักไปชั่วคราว เมื่อแพไม้ของเขาไปถึงปากน้ำโพ ต่วนด่ำก็คอยอยู่แล้ว และตกลงราคากันเกือบจะในทันใดที่เขาไปถึง

“ฉันจะไม่ตัดราคาของพ่อรื่นอย่างพ่อค้ารายอื่นเขาเกี่ยงงอนกัน” แกบอก ในวันที่ลงไปเยี่ยมเขาที่แพขณะจอดอยู่ใต้หน้าผา “ถ้าตามราคาปีกลายยังเป็นที่พอใจของพ่อรื่น ก็เป็นอันตกลง”

​อ๋อ, แน่นอน รื่นยังพอใจในราคานั้น เพราะมันหมายความว่า ภายหลังที่คิดหักต้นทุนและค่าโสหุ้ยทั้งปวงแล้ว เขาจะยังเหลือกำไรอย่างงาม ความใจกว้างและเอื้ออารีของต่วนด่ำ ทำให้เขาประหลาดใจถึงกับอดถามขึ้นไม่ได้

“พูดกันง่าย ๆ และเปิดเผย, พ่อรื่น” แกตอบพลางหัวเราะพลาง “ฉันได้เปรียบพ่อค้าอื่น ที่กุมตลาดไม้ในกรุงเทพฯ ไว้ในกำมือเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ นอกจากไม้ของบริษัทฝรั่งเขา เป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อพวกพ่อค้าเราเอาแต่ซื้อ......ซื้อเข้าไว้ไม่มีทางขาย ไม่มีทางออก ราคามันก็จะลด แต่ถ้าเราอดทนไปอีกหน่อยปล่อยให้ไม้มันแช่น้ำอยู่ในอู่........และฉันมีทุนรอนอยู่พอที่จะทำเช่นนั้น........เมื่อไม้ของพ่อค้าอื่นที่เขามีกันพอที่เข้าโรงเลื่อยหมดแล้ว ความต้องการเกิดใหม่ โรงเลื่อยทั้งหลายก็จะต้องซื้อตามราคาของฉัน”

“งั้นราคาไม้ปีหน้าก็คงจะดียิ่งขึ้นกว่าปีนี้ ?” รื่นจับความหมายได้

ต่วนยกมือตบเข่าตนเองอย่างชอบใจ “แน่นอน ใคร ๆ จะพากันเข็ด และขาดทุนขาดรอน ไม้จะเหลือน้อยลง พ่อค้าอื่น ๆ จะรามือกันไปชั่วคราว นั่นเป็นโอกาสของเราพ่อรื่น จนกว่าตลาดจะไหวตัว ฉันบอกกับพ่อรื่นอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ​เพราะมีความรักน้ำใจ พูดอย่างง่าย คำไหนคำนั้น ให้ฉันบอกไหมล่ะ ว่าไม้ของพ่อรื่นปีกลายนะบอกว่ามีโพรง ๒ ต้นก็ ๒ ต้นจริงๆ”

“ปีนี้มีถึง ๑๐ เพราะมากต้นด้วยกัน” เขาบอก

“เรื่องนั้น พ่อรื่นบอกฉันแล้วและก็เชื่อว่าจะตรงตามนั้น ต่างกันกว่าคนอื่นที่ฉันเคยติดต่อมาก่อน บอกสองกลายเป็นสิบ ถ้าบอกสิบเห็นจะโพรงทั้งแพ ลำพังตาเท่านั้นดูกันทั่วถึงเมื่อไหร่ บางรายฉลาดในการเจาะจมูกผูกคาน หันไม้ด้านมีตำหนิจมน้ำเสีย ตรวจกันไปเถอะซี เคาะกันไปเถอะซี เว้นไว้แต่ที่โพรงเข้าไปตั้งครึ่งค่อนต้น คนไหนบ้างจะรู้นอกจากเจ้าของ เชื่อฉันเถอะพ่อรื่น คนเราที่คิดจะค้าขายต่อไปไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่ากับยึดถือความซื่อตรงเข้าไว้ แล้วก็ให้ฉันบอกด้วยว่า ไม้ใหญ่ ๆ ปีหน้าราคาจะขึ้นกว่าปีนี้ มีพรรคพวกพี่น้องที่รักใคร่ชอบพอกันก็บอกต่อๆ ไป.......... ไม้ปีหน้าจะราคางาม เพราะว่านอกจากตลาดกรุงเทพ ฯ จะดีขึ้น เมืองนอกยังต้องการอีกมาก”

ข่าวนั้นทำให้โครงการใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาในความคิดของเขา เพราะฉะนั้นในทันใดที่รับเงินเสร็จและมอบหมายแพกันเรียบร้อยแล้วนั่นเอง เขาก็พาสุดใจและลูก เดินทางกลับ​บ้านโดยเรือเมล์ ปล่อยให้เรือง แววและพันพร้อมด้วยตาแดง มั่งและทิมดูแลจัดการซื้อของใส่เรือเดินทางตามไปภายหลัง

ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงบ้าน เขาก็ขยายโครงการที่คิดไว้ในใจ ให้ภรรยาและป้าแคล้วฟังทันที

“เฉพาะเงินทุนและกำไรที่เราได้ปีนี้ พอจะซื้อไม้ผูกได้สองแพพอสบาย ๆ” เขาบอก “ถ้าคิดค้างกันไว้ด้วย กำหนดชำระหมดต่อเมื่อขายไม้แล้วคงจะได้ถึงสาม แต่ความต้องการของฉันอยากได้ถึงห้า นี่แหละถึงได้รีบขึ้นมาปรึกษาป้าว่า จะมีทางกู้ยืมใครเขาได้บ้าง อีกสักสิบชั่งยี่สิบชั่ง ฉันแน่ใจเหลือเกินว่าถ้าเป็นอย่างต่วนด่ำแกบอกเรา เป็นฟื้นแน่ บ้านนี้จะกลายเป็นเรือนมุงกระเบื้องฝากระดาน เราจะทอดกฐินกันให้เป็นการเอิกเกริกสักครั้ง แล้วก็อยากจะสร้างศาลาที่วัดอีกสักหลัง....”

แม่เฒ่า นิ่งฟังเขาอยู่ตลอดเวลาด้วยความสนใจ ในทันใดที่เขาพูดจบลง แกก็เอ่ย

“ก็ถ้ามันไม่เป็นไปอย่างนายต่วนด่ำเขาว่าละรื่น ?”

“ต่วนด่ำเป็นคนดีนะป้า เขาบอกข่าวให้ก็เพราะเอ็นดูฉัน เขาไม่ใช่คนพูดพล่อยหรือกลับกลอก”

“เปล่า ข้าไม่ได้ว่ายังงั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับต่วนด่ำ ​แต่เกี่ยวกับเอ็ง” ป้าแคล้วว่า นัยน์ตาของแกเต็มไปด้วยความครุ่นคิด “อ้ายเรื่องทุนรอนที่ยังขาดนะพอจะออกปากกะพ่อชื่นแม่ปรางเขาได้ แต่อย่าลืมว่าเอ็งเพิ่งล่องไม้มาสองน้ำเท่านั้น เพียงแพสองแพนะ พอจะหาคนที่ชำนาญแล้วก็ไว้วางใจได้ แต่ห้าแพมันจะเกินกำลังเอ็งไปละมั้ง รื่น ?”

เขาหยุดคิดอยู่หน่อยหนึ่ง เมื่อได้ฟังคำทักท้วงของหญิงชรา แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ

“เรื่องนี้ก่อนขึ้นมา ฉันปรึกษาน้าแดงดูแล้วละจ้ะ, ป้า คนน่ะแกรับว่าพอหาได้ แต่ฉันคิดว่าจะล่องทยอยกันลงไป หัวน้ำงวดหนึ่ง ท้ายน้ำงวดหนึ่ง จะสะดวกกว่า ส่วนเรื่องอื่น ๆ นะ มันแล้วแต่โชค”

ป้าแคล้วถอนใจ “งั้นก็แล้วแต่ใจเอ็ง รื่น ข้าไม่ขัดเอาเถอะ, เรื่องเงินทองจะเป็นธุระจัดการให้เอง”

รื่นมีเวลาพักผ่อนอยู่กับบ้านไม่ได้ถึงเดือนดี ขณะที่แพ ไม้ เสา และเรือโกลน ยังล่องผ่านหน้าบ้านไปไม่เว้นแต่ละวัน เพราะฤดูของการล่องแพยังไม่สิ้นลงนั่นเอง เขาก็ออกเดินทางไปติดต่อตกไม้กับบรรดาขาประจำเก่าๆ ทางเหนือ แล้วก็เลยลงไปทางใต้ โดยมิได้คิดเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งฤดูหนาวผ่านไปอีกปีหนึ่ง การตระเตรียมต่างๆ จึงเสร็จสิ้นลง

​เรือของเขาบรรทุกสินค้า เครื่องนุ่งห่มและของกินจากปากน้ำโพตามมาถึงทีหลัง พร้อมด้วยข่าวนายเสถียรเป็นครั้งแรก นับแต่รื่นได้พบกับพะโป้วันนั้น ตามรายงานของตาแดง เมื่อถูกส่งตัวกลับไปบริษัทใหญ่ที่เกาะยมแล้ว นายเสถียรลาออกจากงานลงไปอยู่บ้านเดิมที่กรุงเก่าชั่วคราว ครั้นแล้วก็กลับขึ้นมาปากน้ำโพอีก

“ฉันพบเขาที่ตลาด เมื่อรื่นขึ้นมาแล้ว” ตาแดงเล่า “เห็นเขาว่ามาตรวจลาดเลาของทำเล เพื่อตั้งสำนักงานหรือบริษัทค้าไม้ของเขาเองขึ้นที่นั่น รื่นคงยังไม่รู้ละมังว่าเขาได้สัมปทานป่าไม้ที่แม่ระกา วังพระธาตุ แล้วก็โป่งน้ำร้อน ?”

ข่าวนี้ถึงกับทำให้รื่นตะลึงไปเป็นครู่

“จะเป็นไปได้อย่างไร น้าแดง ?” เสียงของเขาบอก ความหลากใจสงสัย และลังเล “ทั้งหลวงทั้งราษฎร์รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วไม่ใช่หรือว่า ชาวบ้านได้อาศัยทำมาหากินกันมาแต่ไหนแต่ไร หลวงท่านคงไม่ปล่อยให้เป็นไปอย่างว่าเป็นแน่ นอกจากนั้น พะโป้เองยังเคยบอกฉันว่า สำหรับป่าโป่งน้ำร้อน แกเคยทาบทามขอสัมปทานกับเสนาบดีท่านไว้แล้ว แต่พะโป้ก็ไม่เคยมีเจตนาที่จะหวงห้ามชาวบ้านตัดไม้ในป่านั้น นอกจากไม้สักของแก...”

​ตาแดงยกมือขึ้นเกาศีรษะ

“นั่นแหละ รื่น ความจริงจะเป็นอย่างไร ฉันก็ไม่รู้ แต่เห็นนายเสถียรเขาบอกยังงั้นนี่ นอกจากนี้เขายังสั่งมาด้วย––”

“สั่งอะไร ?”

“สั่งว่าเขาฝากความคิดถึงมายังรื่น – – – บอกว่าถ้าไม่ตายปีหน้าฟ้าใหม่คงจะได้พบกันอีก เขาหมายความถึงอะไรนะรื่น ?”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง แต่ความรักใคร่ระหว่างเขากะฉันน่ะไม่มีแน่” เขาหัวเราะ

รื่นรู้ดีทั้ง ๆ ที่ตอบออกไปเช่นนั้น ว่ามันหมายความถึงอะไร ข่าวใหม่ที่ได้รับทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า วิถีชีวิตของเขากับนายเสถียรไม่มีทางจะหลีกกันพ้น จนกว่าจะได้เผชิญกันแล้วในกลางสนาม และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดราข้อไปเอง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปก็ตาม เขารู้แน่แต่ว่าฝ่ายนั้นจะต้องไม่ใช่เขา

“จริงของพะโป้เหลือเกิน” เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ นึกได้ถึงคำเตือนของราชาป่าไม้ผู้นั้น

ข้อเดียวที่รื่นไม่สามารถจะเข้าใจได้ก็คือ เหตุไฉนนาย​เสถียร จึงจำเพาะเจาะจงต้องการเข้าครอบครองป่าเหล่านั้นในขณะที่ป่าอื่น ๆ ยังมีอยู่ทั่วเมืองไทย ? เหตุไฉนนายเสถียรจึงมุ่งร้ายหมายขวัญถือเขาเป็นศัตรูแต่ผู้เดียว ในขณะที่ผลประโยชน์ของมันเกี่ยวกับทุกคนบนฝั่งแม่ปิง ?

“ฉันจะไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาเลย จะเป็นเทวดามาแต่ไหนก็ตาม” รื่นคิดด้วยความขมขื่น อิดโรยและอ่อนใจ

ความตรากตรำงานโดยปราศจากการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และความกังวลถึงงานใหญ่ที่รอคอยอยู่ข้างหน้า ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปนับแต่กลับจากค้าไม้นั้นเป็นต้นมา หน้าตาที่เคยยิ้มแย้มแจ่มใส กลายเป็นหมกมุ่นครุ่นคิด การเล่นหัวและเสียงหัวเราะ ที่ทุกคนได้ยินอยู่เสมอก็เงียบหายจนกระทั่งสุดใจเองก็พลอยกระวนกระวายใจไปด้วย

“เป็นอะไรไปหรือพี่รื่น ?” หล่อนเคยถาม และแทนคำตอบ ทุกคราวเขาก็ได้แต่จะหันไปยิ้ม ยกมือขึ้นลูบหลัง ลูบไหล่หล่อน แล้วก็ถอนใจ

“ไม่มีอะไร สุดใจ” เขามักจะตอบ “ไม่มีอะไร ข้าเพียงแต่คิดถึงการค้าไม้ของเราในปีหน้าเท่านั้น”

วันหนึ่งเมื่อกลับจากฟังเทศน์มหาชาติที่วัดด้วยกันในปีนั้น เขาพาหล่อนหลบเข้าไปเดินเล่นอยู่ในลานพระบรมธาตุ​เป็นเวลานาน ความสงบเงียบของบริเวณนั้นตลอดจนกลิ่นจำปาที่เรียงรายอยู่รอบฐานองค์พระและบุนนากต้นใหญ่ที่โปรยเกสรลงมาตามลม หล่นอยู่เกลื่อนชานกำแพงชั้นในและใบเสมา ทำให้สีหน้าและนัยน์ตาอันร่วงโรยมีชีวิตขึ้น รื่นชวนหล่อนคุกเข่าลงนมัสการองค์พระนั่งอยู่นานเหมือนจะไม่มีเวลาลุกขึ้น

“อธิษฐานอะไรหรือ พี่รื่น ?” สุดใจหัวเราะเบา ๆ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นในที่สุด

“ขอให้เองรักข้าตลอดไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า” สามีหันมาหัวเราะตอบโดยไม่ต้องคิด และเมื่อเขาหัวเราะสีหน้านั้น ก็อ่อนโยนลงเหมือนเด็ก ๆ ไม่เดียงสา แต่ก็ชั่วเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น ต่อมามันก็เปลี่ยนไปเป็นจริงจัง

“อยากรู้นักหรือสุดใจ ว่าข้าคิดถึงอะไร ? อธิษฐานว่าอะไร ?” ถามพลางถอนใจ “จะบอกให้ฟัง – –ปู่ย่าตายายเคยเล่าให้ข้ารู้ว่า แต่ก่อนที่นี่มีพระเจดีย์อยู่สามองค์ ไม่มีใครรู้ว่ามีมาแต่ครั้งไหน ไม่มีใครรู้ว่าใครมาสร้างไว้ ? นอกจากในเรื่องชาดกปรำปราหรือเทพนิยาย แต่ทุกคนรู้ว่าใครเป็นผู้มารวมพระเจดีย์สามองค์นั้นสร้างขึ้นเป็นองค์เดียวกัน ทุกคนรู้ว่าใครยกยอดฉัตรทอง แต่ก่อนมาข้ามอง ๆ ดูแล้วเคยคิด​อัศจรรย์ใจว่า สุดวิสัยที่มนุษย์ธรรมดาสามัญสมัยนี้ จะทำอย่างนั้นได้! – – มาเมื่อกี้นี้เอง ทันใดที่ก้มลงกราบองค์พระ ข้าก็นึกถึงพะโป้ได้ สุดใจ ภายหลังที่ได้พบปะพูดจากับแกครั้งนั้นแล้ว ข้าคิดว่าข้าเข้าใจว่า ทำไมพระธาตุองค์นี้จึงเป็นเจดีย์มหึมาขึ้นได้ และทำไมการยกยอดฉัตรทองจึงสำเร็จ คนอย่างพญาตะก่าพี่ พะโป้น้อง หาอีกไม่ได้ในชาตินี้ แกไม่ใช่คนไทย แต่แกก็รักเมืองไทย รักคนไทย เพราะมันเป็นถิ่นฐานที่สร้างแกขึ้นมา และเป็นคนที่แกจะหาความสุข ความรักด้วยได้ เอ็งยังจำคืนแรกที่เราพบกันได้ไหมสุดใจ ? ยังจำที่ข้าพูดได้ไหมว่า พญาตะก่ากะพะโป้สร้างพระธาตุ แต่ข้ากะเอ็งจะสร้างปากคลองให้เป็นของพวกเราต่อไป”

เขาหยุดนิ่งไปนาน เมื่อเงยหน้าขึ้นชำเลืองดูเขา หล่อนรู้สึกอัศจรรย์ใจ ที่แลเห็นหน้านั้นและตานั้นแจ่มใสเสียนี่กระไร เหมือนชายที่มองเห็นความหวังและอนาคตที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า

“นั่นเป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของข้าขณะนี้สุดใจ” เขาพูดต่อไป สายตาจับอยู่กับใบระกา ซึ่งกวัดไกวกรุ๋งกริ๋งอยู่บนยอดเจดีย์อันเป็นประกายวาววับ ขณะที่ต้องแสงแดดยามเย็น “ข้าต้องการจะเห็นทุกครอบครัวและทุกคนในคลองใต้ได้อยู่และ​กินกันอย่างคนควรจะอยู่ไม่ใช่อย่างวัวอย่างควาย เจ็บได้เจ็บไป ตายได้ตายไป ไม่มีการเยียวยา ไม่ได้รับการรักษาเพราะหาหมอไม่ได้ หาคนเหลียวแลไม่ได้ ในเมืองกับปากคลอง ห่างกันเพียงชั่วแม่น้ำคั่นเท่านั้น แต่เราก็อยู่กันเหมือนคนละโลก และเกิดมาคนละยุค ข้าอธิษฐาน, สุดใจ, ขอให้ข้ามีน้ำใจเข้มแข็งเหมือนพะโป้ เก่งกล้าเหมือนพะโป้ เพื่อจะได้พาพวกเราไปสู่คืนวันที่ดีกว่านี้ อย่างที่พะโป้พาไพร่กะเหรี่ยงของแกมาตั้งรากฐานลงที่คลองเหนือ”

“แต่พี่รื่นก็เป็นคนเข้มแข็งเสมอมา เก่งกล้าเสมอมา” ภรรยาพึมพำ

“เปล่า, สุดใจ ความแข็งแรงของร่างกายไม่ได้หมายความว่าคนเราจะเข้มแข็งเสมอไป ความเก่งความกล้ามีประโยชน์อะไร เมื่อหัวใจปวกเปียก” เขาค้าน “ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าข้าในข้อนั้น หลายครั้งข้าเกิดความท้อแท้ เมื่อมองเห็นงานข้างหน้า หลายครั้งข้าอยากจะเลิกล้มความพยายามที่จะทำดี เมื่อคิดว่าไม่มีคนเห็น นั่นไม่ใช่ความเข้มแข็งแน่ สุดใจ ใคร ๆ เขาเห็นแต่ว่าข้าเป็นคนที่จะไม่ยอมให้ใคร ไม่ลงให้ใคร คนพวกนั้นเข้าใจผิดถนัด ยังมีอีกคนหนึ่งที่ข้ายังไม่สามารถจะเอาชนะได้”

​“ใครกัน พี่รื่น ? ใครจ๊ะ”

“ตัวข้าเอง !” ตอบแล้วเขาก็นิ่งไปอีก สีหน้าและนัยน์ตามิได้เปลี่ยนแปลง “ไม่มีใครในบ้านนี้จะอ่อนแอเท่ากับข้าเลย สุดใจ, เหมือนขี้ผึ้งเมื่อถูกลนไฟ เมื่อใกล้คนที่ข้ารัก ข้าชอบ แล้วก็เหมือนเพชฌฆาตหรือเสือร้ายเมื่อใกล้คนที่ข้าเกลียด ข้าชัง ทำอะไรจะเอาให้ได้ยังใจ ทำยังไงเสียข้าก็ตัดนิสัยนี้ไม่ขาด ผู้ชายอย่างนั้นเป็นใหญ่ไม่ได้ สุดใจ และข้าก็ต้องการเป็นใหญ่อยู่ที่นี่ – –”

“พี่รื่นเป็นใหญ่กว่าใคร ๆ อยู่แล้วในคลองใต้” หล่อนบอก “พี่รื่นจะเป็นใหญ่ต่อไป – –”

รื่นมิได้ตอบประการใด นอกจากลุกขึ้นยืนหันหน้าเดินกลับออกมาจากลานพระบรมธาตุช้า ๆ สุดใจก็ตามไป หล่อนไม่สามารถจะบอกได้ว่า เขากำลังคิดอะไร และเมื่อเขาอยู่ในอารมณ์นั้น สุดใจก็ไม่พยายามที่จะเซ้าซี้ซักถาม

แต่ท่ามกลางความสงัดเงียบของลานพระบรมธาตุเบื้องหลัง เสียงใบระกาต้องลมดังอยู่เป็นจังหวะ ฟังเหมือนพรที่เทพยดาเบื้องบน กำลังประทานให้ตอบคำอธิษฐานของเขา


– ๖ –

อย่างไรก็ดี, เมื่อฤดูของการล่องไม้ครั้งใหญ่ในชีวิตของเขาเป็นครั้งแรกมาถึงเข้าจริง และทุกๆ อย่างเป็นไปตามความคาดหมาย ความยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริงและเสียงหัวเราะ ก็กลับมาสู่รื่นอีกครั้งหนึ่ง

เขากลับจากปากน้ำโพ ปีนั้นพร้อมด้วยของทำบุญและเครื่องกฐินที่จะทอดในพรรษาต่อไป บรรดาเพื่อนบ้านทั้งหลายได้รับของฝากกันทั่วหน้า บ้างเป็นเสื้อผ้า บ้างเป็นของเล่น ของกินและของใช้ ตามแต่ความเหมาะสมของวัยและเพศ

โชคชะตาและวาสนา ซึ่งน้อยครั้งจะได้เคยปรากฏแก่น้อยคนมาถึงรื่น ราวกับคนที่ลืมตาตื่นขึ้นพบตนเองในเมืองลับแล หรือถ้ำขุมทรัพย์มหาศาลของปู่โสม กำไรจากการค้าไม้ในปีนั้น เป็นไปมิได้ผิดพลาดจากต่วนด่ำบอกเล่า และเขาคาดคะเนไว้ เพราะฉะนั้นจึงมากพอสำหรับยุคและสมัยที่เขาอยู่ จะบำเพ็ญตนเป็นเศรษฐีย่อย ๆ นอนกินไปจนตาย หรือเป็นพ่อค้าไม้รายใหญ่ขึ้นอีกคนหนึ่งแห่งลุ่มน้ำแม่ปิง แต่รื่น​ไม่ยอมเลือกสักอย่างเดียว เขาไม่เคยลืมวาจาที่เขาลั่นไว้ เขาจะปลูกเรือนใหม่ เขาจะสร้างศาลาวัด เขาจะทอดกฐิน และเขาก็ปรารถนาจะทำตามนั้น แม้มิใช่ด้วยเหตุอื่นใด ก็ด้วยความพอใจของเขาเอง

“เราจะสร้างศาลาวัดก่อนให้ทันรับและฉลองพร้อมกับกฐินปีนี้” เขาบอกสุดใจ “สำหรับปลูกเรือนใหม่ เอาไว้ทีหลังได้”

แต่ในขณะที่บอกบุญขอแรงชาวบ้านไปแล้ว และกำลังเตรียมการจะยกศาลาวัดอยู่นั่นเองข่าวใหม่ก็มาถึง ผู้ใหญ่พูนมาหาเขาที่บ้านในเย็นวันหนึ่ง ด้วยสีหน้าซึ่งยิ้มแย้มแจ่มใส ตามอารมณ์ดีของแก ขณะที่รื่นและครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากัน

“ฉันเอาข่าวดีมาบอกรื่น” แกเอ่ยเกือบจะในทันใด ที่นั่งปุกลงบนระเบียงเรือน

“ข่าวอะไรกัน ผู้ใหญ่ ?” สีหน้าและเสียงของเขาแสดงความประหลาดใจ

“ฉันลาออกจากผู้ใหญ่บ้านแล้วละ”

“อ้าว, ลาออกทำไมกัน ?”

“ก็–––ก็” กิริยาของผู้ใหญ่พูนกลับอึดอัดขึ้นมาใหม่ “ก็รื่นจำที่นายห้างบอกครั้งนั้นไม่ได้หรือ ว่าฉันไม่เหมาะ​สำหรับจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่นั้นมาฉันคิด ๆ ดูแล้วก็เห็นจริงอย่างแกว่า พยายามหาเหตุผลที่จะลาออกก็ไม่รู้จะไปอ้างกะนายอำเภอท่านว่ายังไง จึงได้รีรออยู่เรื่อยมา เคยปรึกษาใคร ๆ เขาว่าจะเขียนเป็นหนังสือไปดีหรือไม่ ใคร ๆ เขาก็ว่าไม่เหมาะ ครั้นจะไปพบนายอำเภอท่านเองก็ไม่กล้า มาจนเมื่อเช้านี้แหละ ฉันถูกเรียกตัวไปเมืองพบกับนายอำเภอ พอเห็นหน้าฉัน ท่านก็ว่าฉันพ้นตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านคลองสวนหมากใต้ จะตั้งรื่นเป็นแทนต่อไป ฉันดีใจจริง ๆ รื่น จึงได้รีบ มาหา–––”

“นั่นผู้ใหญ่ไม่ได้ลาออกนี้ นายอำเภอท่านปลดตังหาก ผู้ใหญ่มีความผิดอะไร ?”

“เปล่า ไม่เคยมี” ผู้ใหญ่พูนตีหน้าเซ่อ “เมื่อวานซืน นายอำเภอท่านไปเยี่ยมนายห้างที่คลองเหนือ แล้ววันนี้ฉันก็ถูกเรียกตัวไปเท่านั้นเอง ท่านให้ฉันบอกรื่นให้ไปเมืองวันพรุ่งนี้”

ในที่สุดพะโป้ก็มิได้ลืมวาจาที่แกลั่นไว้ ในที่สุดสิ่งที่เขาไม่ปรารถนาด้วยความจริงใจก็มาถึง รื่นนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนแปลกใจที่เห็นใบหน้าของเขาเรื่อ มิใช่ด้วยความยินดี หากด้วยความเดือดดาลที่พลุ่งพล่านคุกกรุ่นอยู่ภายใน

​“ผู้ใหญ่” ในที่สุดเขาจึงเอ่ย มองดูผู้ใหญ่พูนด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย จนแกเองต้องหลบตา “ผู้ใหญ่ยังจำได้ไหมว่า ฉันบอกพะโป้ไว้อย่างไร ?”

“จำได้ รื่น––จำได้” กิริยาผู้ใหญ่พูนอึดอัดยิ่งขึ้น “แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะ ที่รื่นจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้านต่อไป ฉันดีใจจริง ๆ เป็นความสัตย์”

“ฉันรู้ว่าผู้ใหญ่พูดด้วยน้ำใสใจจริง” เขาตอบขรึม ๆ

“งั้นยังมีอะไรอีกล่ะ ในเมื่อมันเป็นความปรารถนาของนายอำเภอ ท่านจะให้รื่นเป็นผู้ใหญ่บ้านแทนฉันต่อไป?”

“มันเป็นความปรารถนาของพะโป้ ที่นายอำเภอรับคำสั่งมาตังหาก” อารมณ์อันร้อนแรงของเขาอดปรากฏออกมาในกังวานเสียงไม่ได้ “ฉันไม่อยากจะให้คนบ้านนี้คาดหน้าตราชื่อฉันได้ ว่ามาแย่งตำแหน่งจากท่านผู้ใหญ่”

“ไม่มีใครเขาจะว่ายังงั้นหรอกรื่น”

“แล้วถึงจะรักนับถือแกสักเพียงใด ฉันก็ไม่ต้องการจะเป็นผู้ใหญ่บ้านที่พะโป้ตั้ง”

“รื่น!” แม่เฒ่าแคล้วซึ่งนั่งตำหมากอยู่ทางปลายระเบียงด้านหนึ่งข้างหลานสาว เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก “เอาไว้ฟังจากนายอำเภอท่านให้มันเป็นการแน่นอนเสียก่อนไม่ดีรึ ​ ข้าฟังเจ้าพูนพูดมานานแล้ว ยังไม่รู้เรื่องว่ามันพูดอะไรของมัน เดี๋ยวว่าลา เดี๋ยวว่าไล่ เดียวว่าดีใจ เดี๋ยวดูยังจะเสียดาย––”

“ฉันดีใจกะรื่นจริงๆ” ผู้ใหญ่พูนยืนยัน

ข้อนั้นรื่นเชื่อแกอย่างไม่มีที่สงสัย ถึงกระนั้นข่าวนี้ก็ไม่ทำให้เขายินดียินร้ายอะไรมากไปกว่าความอึดอัดใจที่ได้รับ

“พรุ่งนี้แหละป้า ฉันจะไปหานายอำเภอท่าน” เขาบอก “ฉันรู้ว่าพะโป้แกมีเจตนาดีต่อฉัน แต่ก็พูดกันไว้รู้เรื่องแล้วนี่ ว่าฉันไม่อยากจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน ให้ฉันอยู่ของฉันอย่างนี้จะเป็นประโยชน์แก่พวกปากคลองมากกว่า––”

แต่เมื่อถึงเวลาไปพบกับนายอำเภอเมืองเข้าจริงในวันรุ่งขึ้น เกือบเป็นการสุดวิสัยที่รื่นจะหาเหตุผลอธิบายให้เข้าใจได้ ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เขาปฏิเสธตำแหน่งนั้น หลวงราชบริการมารับตำแหน่งนายอำเภอด้วยความโปรดปรานของเสนาบดีมหาดไทย มากกว่าจะด้วยความสามารถในการปกครอง และอย่างคนของเสนาบดี ไม่เคยมีอะไรที่แกปรารถนาแล้วจะไม่ได้ ไม่เคยมีใครที่แกสั่งแล้วจะไม่ปฏิบัติตาม จึงไม่ต้องสงสัยว่าความอิดเอื้อนของรื่น จะไม่ทำให้บรรยากาศในห้องทำงานเคร่งเครียดขึ้น ภายหลังที่การพบปะเจรจาดำเนินไปเพียงชั่วอึดใจเดียว

​“แกเห็นจะลืมไปว่า แกกำลังพูดอยู่กับใคร” ใบหน้าของคุณหลวง ซึ่งตามปกติก็แดงเรื่ออยู่แล้ว ด้วยเลือดฝาดเพราะความสมบูรณ์ แดงจัดยิ่งขึ้นด้วยความไม่พอใจ “ทุกคนที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับแก จะตรงเข้ามากราบตีนฉันทันทีที่รู้เรื่องนี้ มันเป็นโชคดีอย่างที่ในชีวิตแกจะไม่ได้พบอีก และฉันไม่เคยยกย่องใครโดยไม่ทันเห็นหน้าค่าตาอย่างแก ในชีวิตฉัน”

รื่นคิดว่า เสียงของเขาคงสั่นไปบ้าง เพราะควบคุมสติไว้โดยยากในขณะที่ตอบ

“กระผม–กระผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใต้เท้าขัดเคืองเลยจนนิดเดียว เป็นความสัตย์ แต่อย่างที่ได้กราบเรียนมาแล้ว กระผมยังไม่อยากเป็นผู้ใหญ่บ้านคลองใต้”

“เพราะอะไร ?” เสียงหลวงราชบริการเยาะ ๆ ความอบอ้าวภายในห้องนั้น ทำให้ศีรษะของแกที่เถิกขึ้นไป แลดูเป็นมันไปด้วยเหงื่อ “เพราะมันยังเล็กไปสำหรับคนอย่างแก ? อย่ากลัว บ้านเรือนมากขึ้นอีกสักหน่อยในไม่กี่ปี ครองใต้ก็จะมีกำนัน หรือต้องการตำแหน่งใหญ่กว่านั้น ?”

เขานิ่งอยู่นาน เพราะเป็นการสุดวิสัยที่จะเอ่ยตอบออกมาในขณะนั้นได้ โดยไม่แสดงกิริยาอันใดออกไป ซึ่งจะเป็น​ภัยแก่ตัวเองต่อไปในภายหน้า

“ใต้เท้าครับ” เมื่อเอ่ยอีกครั้ง เสียงที่รื่นพยายามบังคับฟังดูแปร่งไป จนตนเองก็เกือบจะจำไม่ได้ “ขอให้กระผมเรียนถามสักหน่อยว่า ผู้ใหญ่พูนมีความผิดอะไร ถึงได้ถูกปลดออก”

“ไม่มี” คุณหลวงตอบอย่างง่ายที่สุด “ถามทำไม”

“งั้นทำไมไม่ให้แกเป็นต่อไป ?”

“นั่นมันเรื่องของฉัน ฉันไม่ต้องการผู้ใหญ่บ้านคลองสวนหมากอย่างผู้ใหญ่พูน ฉันต้องการคนอย่างแก”

“แต่กระผมเรียนให้ทราบแล้วว่า กระผมยังไม่อยากจะเป็น” รื่นอ่อนใจ “กระผมยังมีงานอีกหลายอย่างที่จะทำ ไหนจะค้าไม้ ไหนจะทำไร่ ไหนจะทำนา เวลาจะอยู่กับบ้านเกือบไม่มีเลย ผู้ใหญ่บ้านจะมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีเวลาจะอยู่ดูแลลูกบ้านโดยใกล้ชิด”

“ก็ผู้ใหญ่พูนเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านมาได้อย่างไร”

เขาไม่มีทางจะตอบได้เลยแก่กระทู้ถามข้อนั้น โดยปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ชายผู้เป็นคน หนึ่งในจำนวนเพื่อนที่ได้อ้าแขนออกต้อนรับเขา นับแต่วันแรกที่ได้มาตั้งรกรากลงที่นั่น

​“ฟังฉันก่อน รื่น” คุณหลวงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อที่ศีรษะ “ฉันเคยได้ยินแต่กิตติศัพท์ของแกจากชาวบ้าน จากนายเสถียร และจากนายห้าง เพิ่งจะได้เห็นหน้าเห็นตาก็วันนี้แหละ ถ้าฉันทายไม่ผิด แกก็คงไม่ใช่คนบ้านนี้ เพราะฉะนั้นจึงยังคงไม่รู้จักฉันดีพอ ในชีวิตแกคงจะได้ท่องเที่ยวมามาก รู้จักอะไรต่ออะไรดีกว่าหลายคนที่นี่ เพราะฉะนั้นแกถึงคิดว่าโตพอแล้ว สำหรับจะพูดกะฉันอย่างนั้น”

“มิได้ครับ ใต้เท้า” หน้าที่แดงของเขาซีดลงเพราะความเดือดดาลที่คุกรุ่นอยู่ภายใน เมื่อสำนึกถึงความคุกคามที่ปรากฏอยู่ในเสียงนั้น “ไม่มีอะไรที่กระผมจะได้ดีใจเท่ากับได้เป็นใหญ่บ้านคลองสวนหมากใต้ ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้กระผมลืมพระเดชพระคุณที่ใต้เท้ามีต่อกระผมได้ แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ ขอเวลาให้ผมอีกสัก 2–3 ปี กระผมยินดีสนองพระเดชพระคุณอย่างสุดความสามารถทีเดียว”

หลวงราชบริการลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างขัดใจ เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าต่าง มองดูวัดชีนางเกา และวิหารร้างท่ามกลางแสงแดดที่แผดเปรี้ยงอยู่ข้างนอก เอ่ยขึ้นโดยมิได้หันมามองดูรื่นเลย

​“ฉันรอไม่ได้ เมื่อแกไม่รับ ยังมีคนอีกถมไปที่จะแทนผู้ใหญ่พูน”

การสนทนายุติลงเพียงแค่นั้นเอง รื่นกราบลงกับพื้น ทางเบื้องหลังนายอำเภอด้วยความจำใจ มากกว่าจะด้วยความเคารพยำเกรง

ตลอดทางที่ลงจากที่ว่าการมาในท่ามกลางเวลากลางวัน ซึ่งลมตกและพื้นดินผะผ่าวไปด้วยไอแดด ความคิดของเขาเดือดพล่านไปด้วยเหตุการณ์ที่ประสบมาแล้ว

“ทำตัวยังกะเจ้าเมืองก็ไม่ปาน” อารมณ์ของรื่นพล่านต่อไป ไม่ได้เอาใจใส่ต่อตะวันที่แผดกล้าอยู่ในท้องฟ้าอันปราศจากเมฆ ไม่แยแสต่อพื้นดินและหาดทรายที่ร้อนราวกับจะเผาเท้าที่เปลือยเปล่าให้สุก จนกระทั่งถึงชายน้ำและเรือชะล่า ซึ่งจะพาข้ามฟากไปส่งที่ท่า หน้าป่าช้าท้ายวัดพระบรมธาตุ ขณะนั้นเองเขาจึงเหลือบไปเห็นควันกลุ่มนั้นเป็นครั้งแรก

มันลอยอยู่เหนือทิวไม้เบื้องหลังดงตาล และพระเจดีย์กลางทุ่งออกไป ในชั้นแรกก็เป็นสีเทาและจับกลุ่มเป็นก้อนอยู่เฉพาะตอนนั้น แต่ภายในชั่วอึดใจที่เขายืนดูอยู่เท่านั้น ลมก็เกิดและควันก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ขยายอาณาบริเวณลามออกไปทั้งข้างซ้ายและข้างขวา จนกระทั่งท้องฟ้าของพระบรมธาตุเป็น​พยับครึ้ม เหมือนเมฆมืดลอยลงมาปกคลุม

รื่นหันไปมองคนเรือทันที “เป็นมาตั้งแต่เมื่อไร ตาพุ่ม ?”

“ซักกะเดี๋ยวนี้เอง รื่น” เป็นคำตอบ

เวลายิ่งล่วงไป ควันไฟก็ยิ่งหนาแน่นขยายขึ้นไปทางเหนือเป็นลำดับ และลมซึ่งโหมแรงขึ้นทุกขณะ ก็พัดออกแม่น้ำ เหนือหัวรอขึ้นไปรื่นมองเห็นสีเหลืองของสะบงและอังสะพระกับเณร วิ่งขึ้นลงขวักไขว่อยู่ที่บันไดอันสูงของศาลาท่าวัด อีกพริบตาเดียวต่อมา ควันอีกกลุ่มหนึ่งดำมืดและมหึมาขนาด ภูเขาย่อม ๆ ก็ปรากฏขึ้นที่เหนือขอบฟ้าทางบ้านไร่

“เร็ว! ตานุ่ม นั่นมันไฟไหม้ป่าหรืออ้ายบ้าคนไหนไปจุด ให้มันลามเข้ามาในหมู่บ้าน” รื่นร้อง “ส่งถ่อมาให้ฉันเถอะ, เร็วเข้า – – ตาพุ่มคอยถือท้าย”

เขาคว้าถ่อที่คนเรือจ้างส่งให้มาถือไว้เกือบเป็นอาการกระชาก ผลักหัวเรือเบนออกจากชายหาดได้ ก็ค้ำเสียอย่างที่ไม่เคยค้ำในชีวิต ความคิดจดจ่ออยู่ที่บ้าน ที่ลูก และสุดใจ เหมือนไฟจุด

รื่นรู้ อย่างที่ชาวบ้านนั้นทุกคนควรจะรู้ว่า ในหน้าแล้งซึ่งดงหญ้าคาหลังบ้านออกไป แห้งเกราะ และลมไม่​เปลี่ยนทิศเช่นนั้น เป็นการสุดวิสัยที่กำลังคนเพียงไม่กี่สิบหลังคาเรือน จะช่วยกันตัดต้นไฟไว้ได้ และลูกไฟลูกหนึ่งลูกใดที่หล่นลงบนหลังคาเรือนที่ล้วนแต่มุงแฝกและหญ้าคา ย่อมหมายถึงความวอดวายของหมู่บ้านนั้นทั้งหมู่บ้าน เว้นไว้แต่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเองในทันทีที่หัวเรือพุ่งเข้าเกยตื้นที่ชายโคลนนอกหน้าท่าเขาก็เผ่นโครมท่องน้ำขึ้นตลิ่งไป

“คุณพระช่วย !, รื่นวิ่งพลางภาวนาอยู่ในใจ สายตาจับอยู่กับกลุ่มควัน ซึ่งลมพัดไล่หลังใกล้แม่น้ำเข้ามาทุกขณะ “ขอให้ไปถึงเสียก่อน – ขอให้ไปเห็นหน้าลูกหน้าสุดใจ !”

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:16:18 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 20 March 2026, 15:32:54 »


บทที่ ๑๒

– ๑ –

บึงใหญ่ ซึ่งน้ำไม่เคยแห้ง และเต็มไปด้วยกอบัว หยียดยาวจากชานดงเศรษฐีด้านใต้ ไปจนกระทั่งจดหลังดงตาล หน้าพระเจดีย์กลางทุ่งเท่านั้นที่สกัดกั้นทางไฟ ช่วยกู้วัดพระบรมธาตุไว้ได้ ถึงกระนั้นลูกไฟที่ปลิวมาตกลงติดกอหญ้าแห้งในไร่กล้วยของชาวบ้านที่เจ้าของดายทิ้งไว้หลังเขื่อนวัดออกไป ก็ทำให้พระเณรและลูกศิษย์วัด วุ่นวายในการดับกันอยู่พักหนึ่ง

เมื่อรื่นวิ่งผ่านป่าช้า ศาลาวัด และองค์พระบรมธาตุไปถึงหน้าสำนักเหนือ มันเพิ่งจะสงบลงใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันเหนือวัดขึ้นไป ดงมะพร้าวทั้งดงที่ปกคลุมหมู่บ้านคลองสวนหมากใต้ไว้ ตระหลบไปด้วยควันไฟตามทางที่เขาผ่าน เต็มไปด้วยเป็ดไก่และสุนัขที่วิ่งพล่าน ชาวบ้าน​หลายคนอุ้มลูกจูงหลานลงไปหาที่พึ่งจากชายหาดในแม่น้ำหลายคน แบกตุ่ม และที่นอนลงมากองไว้กลางลานบ้าน น้อยคนจะได้คิดหรือรู้ตัวว่าตนกำลังทำอะไร ทุกคนที่แลเห็นเขา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ

“ทำไงล่ะ รื่น? ทำไง” พวกผู้เฒ่าผู้ใหญ่ร้องบอกด้วยเสียงสลด “หมดกันคราวนี้เอง––หมดแน่”

“เกิดมาจากท้องพอท้องแม่ ก็เพิ่งเคยพบเคยเห็นนี่แหละ” ชาวบ้านอีกคนหนึ่งส่ายหน้า “ไฟบ้าไฟบออะไรก็ไม่รู้ ซักหม้อข้าวเดือดได้กระมัง ทิดอินกลับจากป่า บอกว่าไฟไหม้ป่าไผ่วังกระทะ เดี๋ยวเดียวแหละลามมาถึงดงเศรษฐี นาตาเลิศ แล้วก็ดงหญ้าคา ถ้าลมยังแรงอยู่ยังเดี๋ยวก็ถึงที่นี่”

รื่นรู้ ว่าถ้าลมยังพัดแรงอยู่อย่างในขณะนั้น ไม่มีอะไรเลยจะช่วยหมู่บ้านคลองสวนหมากใต้ เพียงหยิบมือเดียวไว้ได้จากเปลวไฟที่พวยพุ่งอยู่หลังม่านควันทางหลังบ้านออกไป เขาพอจะคิดวาดภาพได้ว่า ป่าหญ้าคาป่านั้นจะไม่ผิดอะไรเลยกับแดนนรก ไม่มีอะไรจะสกัดกั้นมันไว้ได้ ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องกีดขวาง มันจะลุกลามแลบเลียไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้า จนกว่าจะหมดเชื้อ

ขณะนั้นเอง รื่นก็นึกขึ้นได้ถึงทางเกวียนแคบ ๆ สายนั้น ​มันเป็นทางเส้นเดียวที่กั้นอยู่ ระหว่างป่าหญ้าคาและไร่กล้วยทางทิศตะวันตก กับเหย้าเรือนทั้งหลายทางทิศตะวันออก เขารู้ดีว่า ถ้าสามารถตัดเชื้อเพลิงที่ลูกไฟจะปลิวข้ามมาตกลงติดต่อได้ทันท่วงที ความหวังก็ยังมีอยู่ว่าหมู่บ้านจะรอดพ้นจากความวอดวายไปได้

“ทำไมถึงไม่มีใครคิดตัดต้นไฟ อย่าให้มันลุกลามเข้ามาที่นี่ ?” เขาตะโกน “มัวแต่มาขนของเอาตัวรอดกันอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวก็วอดไปด้วยกันทั้งบ้าน พวกผู้หญิงเอาครุตักน้ำช่วยกันสาดหลังคาอยู่ทางนี้ พวกผู้ชายออกไปหลายหลังคากะฝาเรือนริมทางล้อให้หมด––”

“แล้วจะอยู่กันยังไงล่ะ พี่รื่น ?” ใครคนหนึ่งร้องถาม

“เอาไว้มุงกันทีหลัง” เขาร้องตอบ “ขืนปล่อยไว้ ลูกไฟหล่นลงลูกเดียว มึงจะไม่เหลือแม้แต่เสา อ้ายจัน”

เสียงของเขาเรียกขวัญกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวคนพวกนั้น ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ชายหรือหญิง วิ่งพล่านปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ กัน ตามคำบอกเล่า มิได้เอาใจใส่ต่อควันที่ลอยซ่านตามลมเข้ามา ทำให้แทบสำลักหรือเสียงโผงผางอันเกิดจากไม้ปะทุ

​รื่นวิ่ง –– วิ่ง –– และวิ่งต่อไป จนกระทั่งถึงบ้านของ เขาค่อยรู้สึกโล่งใจที่ปรากฏว่า ทุกคนขนของออกมายืนออกันอยู่นอกรั้วบ้านหมดแล้ว ป้าแคล้วนั่งนับโตก พานและขันลงหินของเก่าแก่ที่แกรักและหวงแหน ด้วยกิริยาสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดใจยืนอุ้มลูกอยู่ถัดไป ด้วยใบหน้าอันค่อนข้างซีดเพราะความตื่นเต้น เรืองและพันกำลังช่วยจำปาขนชาม จาน หม้อ ไห แม้กระทั่งครกน้ำพริกจากครัวไฟลงมารวมไว้ที่โคนต้นมะม่วงสายทอง

“อ้ายแววไปไหน ?” รื่นร้องถาม

สุดใจได้ยินหล่อนผินหน้ามามองเขา แล้วก็วิ่งเข้ามาหา

“ไปช่วยทางบ้านไร่เมื่อตะกี้จ้ะ พี่รื่น”

สามีได้ฟังก็สบถอยู่ในลำคอ

“คนชิบหาย ! ควรจะเป็นห่วงทางนี้ว่าไม่มีใครกลับไปช่วยอีอุ่นเรือนทางโน้น คนที่คอยช่วยมันหรือทั้งบ้านไร่ –– สุดใจ เอ็งส่งลูกให้ป้า สองคนกับจำปาเอาครุกะสูบฉีดหลังคาบ้านอยู่ทางนี้ อ้ายเรืองอ้ายพันมากะข้า”

เขาพาคนทั้งสองกลับเข้าไปในบ้าน วิ่งผ่านสวนส้มและละมุดออกไปที่ทางเกวียนข้างหลัง ยกมือให้ดูม่านเพลิง ซึ่งกำลังแลบเลียใกล้เข้ามาทุกขณะ

​“อย่างมากที่มันจะมาได้ก็แค่ทางล้อนี้เท่านั้น นอกจากลูกไฟจะปลิวไปติดข้างใน” เขาบอก “เอ็งสองคนช่วยกันรื้อหลังคาเพิ่งเก็บหวายกะยุ้งข้าวให้หมด ก่อนที่ไฟมันจะมาถึงไร่กล้วย – –”

เขาวิ่งต่อไปตามทางเกวียนสายนั้น ร้องตะโกนบอกให้ทุกบ้านรื้อหรือทำลายสิ่งซึ่งจะเป็นเชื้อไฟลง และทุกคนก็ปฏิบัติตามจนกระทั่งถึงบ้านผู้ใหญ่พูน

รื่นรู้สึกประหลาดใจ ที่ไม่แลเห็นแกเตรียมขนของ หรือป้องกันแต่อย่างใด ลูกสาวคนใหญ่ลงมายืนเต้นร่าอยู่ที่กลางลานบ้าน ลูกสาวคนรองเดินหน้ามุ่ยกลับไปกลับมา เหมือนไม่มีอะไรจะทำ เมียของแกซึ่งเป็นคนเวียงจันทร์เหมือนกัน นั่งกอดเข่าตาลอยอยู่ที่ประตูรั้ว

“อะไรกัน ริ้ว?” เขาร้องถามด้วยความประหลาดใจ “พ่อเขาไปไหน ถึงไม่ขนของ ไม่เตรียมดับไฟ”

หญิงสาวหยุดเต้น โคลงศีรษะไปมาอย่างอ่อนใจ “โอ๊ย อารื่น ฉันจะเป็นบ้าตาย แม่กะโรยกะฉัน เห็นไฟลามมาถึงดงเศรษฐีเท่านั้น เตรียมห่อข้าวห่อของสำหรับจะขนกันแล้ว แต่พ่อกลับห้ามไว้ บอกว่าไม่เป็นไร มีของดีของวิเศษ อย่างไรเสียไฟก็คงไม่มาถึงบ้าน เวลานี้กำลังสวดมนต์อยู่ในเรือนนั่นแน่ะ––”

​“แต่พ่อเขาไม่รู้หรือริ้ว ว่ามันติดป่าหญ้าคา จะถึงไม่ถึงทางล้ออยู่รอมร่อแล้ว ?” รื่นร้อง “ของดีหรือวิเศษอย่างไรก็ช่วยไม่ได้ นอกจากเราช่วยตัวของเราเองเอาน้ำราดหลังคาเรือน อย่าให้ลูกไฟปลิวมาตกลงไหม้ได้ อะไรๆ ที่จะเป็นเชื้อไฟใกล้ทางล้อ ต้องทลายให้หมด........”

“ป่วยการพูดกะมัน บักหมาซีแม่มัน” ยายอ่อนจันทร์ภรรยาผู้ใหญ่พูนเอ่ยอย่างทอดอาลัยมาจากที่ ๆ แกนั่ง “คลั่งผ้าประเจียด ลูกประคำ น้ำมนต์อะไรของมันก็ไม่รู้ ไฟไหม้บ้าน กูจะเอาสากตอกหัว”

รื่นฟังแกโดยไม่ได้เอาใจใส่ ก้าวขึ้นบันไดไปทีละ ๒–๓ ขั้น จนกระทั่งถึงนอกชานเรือน

“ผู้ใหญ่!” เขาร้องเรียก

ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีเสียงขาน เสียงปล้องไผ่ระเบิดและปะทุ ดังใกล้หลังบ้านเข้ามาทุกระยะ กลิ่นแห้งๆ ของหญ้าที่ไหม้และกลิ่นอับๆ ของใบไม้เน่า ในไร่กล้วยที่ลุ่มลอยมาตามควันไฟ ไม่ขาดระยะ

“ผู้ใหญ่ !” รื่นตะโกนจนสุดเสียง ขณะนั้นเองผู้ใหญ่พูนจึงโผล่หน้าออกมาได้จากห้องชั้นใน

“อะไรกันรึ รื่น ?” แกถาม ด้วยเสียงตื่น ๆ “กลับ​มาจากเมืองแต่เมื่อไร ? นายอำเภอท่านว่ายังไง ? แล้วก็รื่นว่ายังไง ?”

ความใจเย็น หรือโง่เง่าเบาเต็งของแกก็ตาม ทำให้ชายหนุ่มทั้งหัวเสียและขบขัน แทนการเป็นกังวลกับพระเพลิงที่กำลังจะเผาผลาญบ้านแก และบ้านของลูกบ้านแกอยู่ในปัจจุบัน ผู้ใหญ่พูนกลับไปพะวงอยู่ด้วยราชการที่นายอำเภอสั่งไว้ เขาพยายามสงบใจอย่างยิ่ง เพื่อมิให้วาจาหรือกิริยาก้าวร้าวใด ๆ ปรากฏออกไป

“ผู้ใหญ่ !” เขาเอ่ย “ฉันแปลกใจเหลือเกินว่าไฟป่าเกิดถึงวังกระทะกว่าจะลามมาถึงนี้ก็ตั้งนาน ทำไมผู้ใหญ่ไม่ตีเกราะเคาะกลองเรียกประชุมลูกบ้านให้ช่วยกันตัดต้นไฟ ?”

“ช่วยยังไงรื่น? ไฟออกยังงั้นต่างคนต่างเป็นห่วงบ้านเรือนมันข้าวของ ๆ มัน ถึงตีให้เกราะแตกก็คงไม่มีใครมา”

“นั่นเพราะว่า ผู้ใหญ่ไม่เคยทำให้ใครเขาเชื่อถือหรือศรัทธาอะไรได้เลย” รื่นรู้สึกว่าเสียงของเขาขมขื่นแข็งกร้าวโดยมิได้ตั้งใจ “ผู้ใหญ่ไม่เคยที่จะทำอะไรที่จะให้คนบ้านนี้เขารู้สึกว่ามีผู้ใหญ่บ้านอยู่–ผู้ใหญ่บ้านที่เขาจะพึ่งพาอาศัยได้ ผู้ใหญ่บ้านที่จะเป็นหัวหน้าชักนำหรือชี้ช่องทางให้ ในเวลาเข้าที่คับขันหรือจนปัญญา”

​“ฉันกำลังสวดมนต์อธิษฐานอยู่แล้วนะรื่น เพื่อไม่ให้ไฟมันลุกมาติดถึงที่นี่” เสียงของแกบอกถึงศรัทธาและความเลื่อมใส เหมือนกับว่านั้นเป็นอย่างดีที่สุดที่แกได้ปฏิบัติหน้าที่ของแกแล้ว เป็นการสุดวิสัยที่เขาจะไปตัดพ้อต่อว่าอะไรกับผู้ชายเช่นนั้น รื่นหันกลับลงมาจากนอกชานทันที แต่เมื่อถึงลานกลางบ้านเขาก็หันกลับไปหาแกอีก พลางตะโกนบอก

“เราทุกคนกำลังช่วยกันทลายบ้านหรือเพิงที่อยู่ติดกะทางล้อ เพื่อไม่ให้ลูกไฟปลิวมาติดได้ ถ้าฉันเป็นผู้ใหญ่ฉันจะรีบรื้อเพิงเก็บไต้ทางหลังบ้านเสียให้หมด ก่อนที่มันจะสายไป–”

เมื่อกลับไปถึงบ้าน รื่นได้รับความพอใจ ที่เรืองและพันทลายหลังคาโรงเก็บหวายและยุ้งข้าวลงมาเสร็จแล้ว สุดใจและจำปาก็กำลังใช้สูบฉีดน้ำขึ้นไปบนหลังคาเรือนทั้ง ๓ หลัง อยู่เป็นพัลวัน

หันไปมองดูทางทิศใต้ ม่านไฟที่ลามทุ่งหญ้าคาเข้ามา ยังคงลุกโชติช่วงอยู่เหนือขอบฟ้า ฟากดงมะพร้าวออกไป ความเบาใจของเขาอยู่ที่มันลดความรวดเร็วลงไป และลมก็เริ่มอ่อน

“คงติดอยู่แค่ทางล้อ” เขาพึมพำ “ถ้าทุกคนทำตามที่กูบอก ก็คงไม่เป็นไร ลมเบาลงแล้วละ อ้ายเรือง”

ยอดมะพร้าวที่โอนเอนไปมาไหวช้าลง เมื่อลมที่กระโชก​พัดสงบลงชั่วคราว เขามองดูควันไฟซึ่งแผ่กระจายไปทั่วขอบฟ้า แล้วก็ถอนใจ

“เห็นจะหมดอันตรายกันละมัง พี่รื่น ?” พันยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่หน้า ยังไม่ทันที่รื่นจะตอบว่าประการใด เสียงสุดใจ จำปา ก็ร้องเรียกลงมาจากบนเรือน

“ดูโน่นแน่ะ พี่รื่น !”

เขามองดูตามมือหล่อนชี้ เกือบจะในทันทีทันใดนั้นเอง ก็วิ่งนำหน้าเรืองและพันออกไปที่ทางเกวียนหลังบ้านอีกครั้ง สบถพึมตลอดทาง

ระหว่างลมที่สงบลง เพียงอึดใจเดียวเท่านั้นป่าไผ่หลังบ้านผู้ใหญ่พูนลุกโพลงขึ้นโดยเชื้อไฟ ที่แลบเลียมาตามพื้นดินโดยไม่มีใครรู้ตัว ก่อนที่รื่นจะไปถึงประตูรั้วหลังบ้านแก ลมซึ่งเกิดขึ้นอีกอย่างกระทันหัน ก็ส่งท้ายออกแม่น้ำ ทำให้เพิงเก็บไต้พลอยเป็นเหยื่อแม่พระเพลิงไปด้วย โดยมิได้มีใครคิดป้องกัน ต่อจากนั้นทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เต็มไปด้วยความโกลาหลอลหม่าน ไม่มีใครรู้ว่าเรือนหลังไหนถูกลูกไฟติดขึ้นก่อน แต่ทันใดที่มันลุกฮือ และลมส่งท้ายแฝกและหญ้าคา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในฤดูร้อนจัดเช่นนั้น ก็ลามติดกันต่อ ๆ ไป ภายในไม่ถึงชั่วโมง เรือน ๔–๕ หลังในละแวกบ้านของผู้ใหญ่พูนก็กลายเป็นทะเลเพลิง

​ท่ามกลางความร้อน กลุ่มควันและเสียงเอะอะที่เซ็งแซ่อยู่ในละแวกนั้น เสียงของรื่นห้าวและแหลมก้องออกมาเหนือเสียงใดๆ

“ทลายหลังคาบ้านน้าบัวไหล – – ขืนติดอีกบ้านเดียว ทั้งหมู่บ้านชิบหายหมด” เขาโดดขึ้นไปบนนอกชานเรือนหลังนั้น ชายฉกรรจ์อื่น ๆ ก็วิ่งตามขึ้นไป ภายในพริบตาเดียวต่อมา หลังคาเรือนและครัว ก็ถูกกระชากลงมากองอยู่กลางลานบ้าน บรรดาพวกที่มีถังน้ำอยู่ในมือ ก็ช่วยกันสาดจนเปียกโชกไปหมด

ทำนองเดียวกับที่มันเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ไฟตอนนั้นดับลงภายในไม่กี่อึดใจต่อมา เหลือแต่เสาเรือนที่ไหม้เกรียม ดวงหน้าที่ปราศจากความรู้สึกและนัยน์ตาที่เลื่อนลอย รื่นเดินสำรวจต่อไป ทักทายคนโน้นปลอบโยนคนนี้ จนกระทั่งถึงครอบครัวผู้ใหญ่พูน


– ๒ –

ยายอ่อนจันทร์ยังคงนั่งกอดเข่าอยู่ที่โคนต้นมะพร้าวหลังลูกสาวทั้งสองของแก ซึ่งยืนกระสับกระส่ายในขณะที่ผู้ใหญ่​พูนเหม่อมองดูเสาตอม่อ และซากสลักหักพัง ซึ่งครั้งหนึ่ง เมื่อไม่กี่นาทีมานี้เองเคยเป็นบ้านที่แกและปู่ ย่า ตา ยาย ก่อนหน้าแกขึ้นไป ได้อาศัยเป็นเรือนตายมาเป็นเวลาช้านาน แกหันมาหาทันที ขณะที่ชำเลืองเห็นรื่น

“หมดกัน!” แกพยายามยิ้มอย่างน่าสงสาร แต่ริมฝีปากอดสั่นไม่ได้ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่อุตส่าห์สะสมมาแต่ครั้งไหนๆ วอดวายไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออีกเลย นอกจากเสื้อผ้าที่พันตัว– ”

“กูจะเอาสากต่อยหัวมึง ––” ยายอ่อนจันทร์พึมพำอยู่ข้างหลัง แต่แกคงนั่งอยู่ในอิริยาบถเดิม ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเหมือนเป็นเหน็บชาหรือตายไปทั้งตัว “กูจะเอาสากต่อยหัวมึง ––”

รื่นก้าวเข้าไปใกล้แก รู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออกไปเป็นครู่

“ทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่ยอมให้เขาขนของออกมาเสียจากในเรือน ?”

สีหน้าและนัยน์ตาอันเลื่อนลอยของแกไม่แสดงว่าเข้าใจความหมายของกระทู้ถามข้อนั้นเลย

“หมดกัน – – หมดตัวคราวนี้เอง” แกพึมพำต่อไป “ไม่มีอะไรเหลือนอกจากเสื้อผ้าที่พันตัว”

​เป็นการเปล่าประโยชน์ที่เขาจะซักไซ้ไล่เลียงแกต่อไป รื่นหันไปหาริ้วผู้พี่และโรยผู้น้อง ซึ่งได้แต่ยืนจ้องดูเขาเขม็ง

“พาพ่อกะแม่เขาไปอยู่ที่เรือนจำปาก่อน แล้วค่อยคิดแก้ไขกันต่อไป –”

“ที่นอน เตาไฟ หม้อไห โอ่งน้ำ ข้าวสาร ไม่มีอะไรเหลือทั้งนั้น” ยายอ่อนจันทร์คร่ำครวญต่อไปอีก

“ไปเถอะ ไปรวมกันอยู่ที่นั่นก่อน ฉันจะเลยไปดูเขาทางบ้านใต้” รื่นบอกเป็นครั้งสุดท้าย

ทุกสิ่งทุกอย่างมิได้ผิดไปจากความคิด ที่เขาคาดคะเนไว้ เมื่อหญ้าคาป่านั้นราบเป็นเหยื่อพระเพลิงไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับที่จะเป็นเชื้อให้ลุกลามอีก มันก็หยุดอยู่เพียงแค่ทางเกวียน ควันกรุ่น เหมือนไฟสุมขอน ขี้เถ้ายังคงปลิวว่อนไปตามกระแสลมพัด แต่หมดพิษสงที่จะเป็นอันตรายแก่สิ่งใดอีก ต่อไป หลังคาเรือนหลายหลังที่ถูกทลาย กำลังได้รับการซ่อมแซม และมุงกันใหม่ ข้าวของต่างๆ บนบ้านลงไปกองอยู่ถึงหาดทราย ในแม่น้ำและบ้างก็กลางลานบ้าน ถูกขนกลับขึ้นเรือนอีก เมื่อเห็นว่าพ้นจากอัคคีภัยที่คุกคามอยู่เมื่อสักครู่แน่แล้ว ทุกคนก็ยิ้มออก แห่ห้อมล้อมเข้ามาที่อื่น

“เอาแต่ตื่นกันแทบล้มประดาตาย ไฟจะคลอกเสียหมด​แล้ว ถ้าไม่ได้รื่นก็แย่” ตาถมซึ่งเป็นคนเก่าแก่คนหนึ่งของคนสวนหมากใต้เอ่ย “ดูอ้ายแม่นกับอีวอนเถอะ อารามตกใจแบกตุ่มน้ำลงมาได้ทั้งใบ ทีเวลาจะเอากลับขึ้นเรือนสองคนยังไม่ไหว”

“เห็นว่าบ้านผู้ใหญ่พูน บ้านของคำกอง บ้านของอ้ายแพว กะบ้านใครๆ ในละแวกนั้นอีกสองสามหลังเหลือแต่ขี้เถ้า” ใครอีกคนหนึ่งเอ่ย

“สมน้ำหน้ามัน อ้ายหะ – – นั่น” ตาแมนคำราม “รื่นเขาบอกให้รื้อเพิงไว้ไต้หลังบ้านออก รื้อเสียเมื่อไหร่ เวลาชิบหายไม่ชิบหายแต่คนเดียว พาเพื่อนบ้านพลอยย่อยยับไปด้วย”

“เมื่อเช้านี้เห็นเจ้าพูนเขาว่า ลาออกจากผู้ใหญ่บ้านแล้ว นายอำเภอท่านจะตั้งให้รื่นเป็นแทนต่อไป รื่นพบท่านได้ความว่ายังไง?”

แต่รื่นมิได้อยู่ ณ ที่นั้นเสียแล้ว เขารีบปลีกตัวออกไป นับแต่ได้ฟังประโยคแรก แหวกชาวบ้านที่ห้อมล้อมเข้ามาฟังข่าวด้วยความกระตือรือร้น กลับมาถึงบ้านเห็นสุดใจ จำปาและป้าแคล้วกำลังขนของกลับขึ้นเรือนอยู่ ก็พากันเข้าช่วย

“มันจะไม่ลามมาถึงแน่แล้วไม่ใช่หรือ พี่รื่น ?” สุดใจ​ร้องถาม

“เห็นจะไม่ลามมาแน่ ดูเมฆฝนนั่นแน่ะ ตั้งเค้ามาโน่นแล้ว” เขาตอบ

เป็นความจริงอย่างว่า ขณะนั้นท้องฟ้าทิศตะวันตกซึ่งควันยังลอยอ้อยอิ่งอยู่เป็นหย่อมๆ เริ่มมืดครึ้มขึ้นทุกขณะ และมืดใกล้เข้ามาเป็นลำดับ จนกระทั่งทุกคนอาจได้สำนึกถึงความเย็นที่ระคนปนมากับกระแสลมอย่างผิดปกติ ต่อมาอีกไม่ช้าไม่นาน ก่อนที่จะทันขนของชิ้นสุดท้ายขึ้นเรือนเสร็จ ฝนก็ เริ่มโปรยเม็ด ชั้นแรกอย่างเปาะแปะก่อน ต่อมาก็ซัดซู่ใหญ่ จนกระทั่งลืมหูลืมตาไม่ขึ้น

รื่นมองดูท้องฟ้าที่ฉ่ำ และน้ำซึ่งนองพื้นดิน แล้วก็ยกมือขึ้นท่วมศีรษะ

“เรารอดแล้ว” เขาพึมพำพลางถอนใจ “สิ้นเคราะห์ไปที ––”


– ๓ –

จากการสำรวจในวันรุ่งขึ้น รื่นจึงรู้ว่าบ้านไร่ได้รับความพินาศยิ่งกว่าคลองสวนหมากใต้ บรรดาไร่กล้วยนอกหมู่​บ้านออกไปย่อยยับ เพราะเป็นดงหญ้าคา และเรือนหลังเดียวที่เหลืออยู่จากการตกเป็นเหยื่อของไฟป่า คือเรือนของเจ้าลีและนางสีดา ซึ่งหมายถึงอุ่นเรือนที่ชายหนุ่มในหมู่บ้านทุกคนต่างแห่กันไปช่วย

หลายไร่กล้วยในคลองสวนหมากใต้ นับแต่เหนือวัดบรมธาตุออกไปถึงหน้าดงเศรษฐี หนีไม่พ้นจากชะตากรรมอันเดียวกัน ถึงกระนั้นก็เพียง ๕ หลังคาเรือนเท่านั้น ที่วอดวายไปในอัคคีภัยครั้งนี้

“กว่าสิบปีมาแล้วมั้ง เพิ่งเจอะเข้าคราวนี้แหละ” ตาโสมซึ่งเป็นคนเก่าแก่คนหนึ่งของบ้านไร่บอกเขา “ถึงงั้นคราวโน้นก็ไม่น่ากลัวเหมือนครั้งนี้ ไหม้อยู่แค่ดงเศรษฐี ก็พอฝนตกดับไปเอง”

ตลอดวันนั้นทั้งวัน ผู้ใหญ่พูนไม่ได้โผล่หน้ามาที่บ้านของเขาเลย แม้จะอยู่ที่เรือนจำปาเพียงคนละฟากรั้ว รื่นได้ยินแต่เสียงยายอ่อนจันทร์รำพันไป ตะบันหมากไปอยู่แต่ลำพังคนเดียว

“กูจะเอาสากต่อยหัวมึง – – กูจะเอาสากต่อยหัวมึง” แกบ่นพร่ำ ซ้ำๆ ซาก ๆ และจากที่หนึ่งที่ใดในเรือนนั้น ช้าๆ นานๆ ก็ได้ยินเสียงผู้ใหญ่พูน เอ่ยออกมาเสียทีหนึ่งว่า “นิ่ง ๆ ​เสียดีกว่าน่า”

จนกระทั่งหลังจากอาหารเย็นวันนั้น ขณะที่นั่งล้อมวงสนทนากันอยู่กลางนอกชาน แกจึงเข้ามาในบ้านก้าวขึ้นบันไดไปนั่งลงอย่างเชื่องช้าและอิดโรย นิ่งอยู่เป็นครู่ใหญ่

รื่นรู้สึกประหลาดใจ เมื่อแลเห็นสิ่งที่แกถืออยู่ในมือถึงกับอดถามไม่ได้ “เอาโปงมาทำไมกันผู้ใหญ่ ?”

“มันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ที่ฉันเหลืออยู่ รื่น” แกบอก “นอกนั้นไม่มีอะไรอีกเลย” นัยน์ตาของแกยังเลื่อนลอยยิ้มที่แห้งแล้งยังคงปราศจากความหมาย “รื่นจะขัดข้องไหมถ้าฉันจะขออาศัยตีเกราะเรียกประชุมพวกลูกบ้านที่นี่สักหน่อย”

“เรื่องอะไรหรือ ผู้ใหญ่ ?”

“เอาเถอะ เรื่องนั้นน่ะ ไว้แล้วค่อยรู้ทีหลัง ว่าแต่รื่นขัดข้องไหมล่ะ ? นึกว่าเห็นแก่ฉันสักครั้งเถอะ”

เปล่า เขาไม่มีอะไรจะขัดข้อง ความหม่นหมองที่ปรากฏอยู่บนสีหน้า ตลอดจนกิริยาที่เงื่องหงอยของแกทำให้รื่นไม่อยากจะปฏิเสธอะไร ได้แต่มองดูแกด้วยความอัศจรรย์ใจ ขณะที่ผูกโปงเข้ากับชายคา แล้วก็ลงมือรัวอย่างหนักหน่วงและเร่งร้อน

“หนวกหูจะตาย” เรืองบ่น “มาตีหาหอกอะไรเอาเวลา​นี้ ทีอีตอนไฟไหม้ ไม่ยักเรียกลูกบ้าน”

“จะแก้เผ็ดยายอ่อนจันทร์ ที่เอาสากกะเบือตีหัวละมัง ?” พันหัวเราะ

เกราะใบนั้นคงดังรัวต่อไป เดี๋ยวถี่ยิบ แล้วก็เว้นจังหวะห่าง เดี๋ยวช่วงยาว แล้วก็สั้น หน้าของผู้ตีเป็นมัน นัยน์ตาเป็นประกาย ตั้งแต่ได้รู้จักแกมา ไม่เคยครั้งใดเลยที่ใครจะได้เห็นผู้ใหญ่พูนตื่นเต้น และเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นเช่นนั้น บางครั้งริมฝีปากของแกสั่นระริก จนกระทั่งต้องเม้มแน่น บางครั้งเงื้อไม้เสียสุดแขน ก่อนที่จะเข่นลงไป เสียงรัวของโปงไม้ไผ่กังวานไปในเพลาเย็น อันสงบเงียบหลายต่อหลายคุ้งน้ำ ท่ามกลางป่ามะพร้าวที่โยนทางไสว ท่ามกลางซากบ้านและไร่ที่ไฟป่าทิ้งไว้เบื้องหลัง ท่ามกลางความชื้นของพื้นดินและความเย็นสุขุมของท้องฟ้าอากาศ ซึ่งฝนเพิ่งจากไปใหม่ ๆ

และทีละคนสองคน ชาวบ้านทั้งหลายก็ทยอยกันเข้ามาสู่ภายในบริเวณบ้านของรื่น บ้างยืนบ้างนั่ง ตามแต่จะถนัด แต่ละคนเห็นได้ชัดว่าแปลกใจ แม้กระทั่งรำคาญในการที่ถูกรบกวน ขณะเมื่อต่างคนต่างต้องการจะพักผ่อน หญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่ง ซึ่งกระต๊อบเล็กหลังบ้านยายบัวไหล พลอยตก​เป็นเหยื่อของไฟป่าไปด้วย หันไปกระแทกกระทั้นกับเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งว่า “ถ้าแกจะประชุมเรี่ยไรปลูกเรือนแกละมั้ง!”

เสียงเกราะคงรัวก้องต่อไป แม้ในลานบ้าน จะเต็มไปด้วยผู้คนแล้วทั้งหญิงและชาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่และแม้ต่างคนต่างเริ่มกระสับกระส่ายเพราะความโอ้เอ้ล่าช้าของการประชุมที่จะเริ่มขึ้น

“หยุดได้ละมังผู้ใหญ่” รื่นร้องบอก “พวกลูกบ้านมากันพร้อมแล้วนี่”

สีหน้าของผู้ใหญ่พูนเคร่งเครียด นัยน์ตาของแกเป็นประกาย เหงื่อเม็ดโป่ง ๆ ซึ่งเกาะอยู่ที่หน้าผากไหลหยดลงมาบนอกเสื้อ แกเงื้อไม้ขึ้นสุดแขน รัวเกราะอย่างสุดแรงเกิดอีกครั้ง แล้วก็ปลดมันลงมาถือไว้ หันขวับกลับมาด้วยกิริยาอันดุดัน

“ในชีวิตผู้ใหญ่บ้านของฉัน เพิ่งได้ตีเกราะเรียกประชุมลูกบ้านคราวนี้แหละเป็นครั้งแรก” แกบอกรื่นด้วยเสียงซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกจนสั่น “มันจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย!”

แกเดินผ่านหน้ารื่นไป โดยมิได้เอาใจใส่ต่อสายตาของบรรดาผู้ที่นั่งล้อมวงอยู่กลางนอกชาน ซึ่งจ้องดูแกราวกับคนแปลกหน้า จนกระทั่งถึงเชิงบันได ยืนกวาดสายตาดูผู้คนที่​จับกลุ่มชุมนุมอยู่ในลานบ้านนิ่งอยู่เป็นนานจึงได้เอ่ยขึ้น

“ข้าเรียกพวกเรามาพร้อมกันวันนี้ ก็เพื่อจะบอกว่า ข้าพ้นจากผู้ใหญ่บ้านแล้ว”

รื่นอดรู้สึกไม่ได้ว่า ในกระแสเสียงนั้น เหมือนจะมีอาการสะอื้นตื้นตันระคนอยู่ แต่ก็เพียงครู่เดียว ต่อจากนั้นไป เสียงของแกก็แจ่มใส ฉาดฉานอย่างที่ไม่มีใครเคยได้ยินแกพูด ไม่ว่าในชีวิตผู้ใหญ่บ้าน หรือชีวิตส่วนตัว

“ถูกยายอ่อนจันทร์ เล่นหัวด้วยสากกะเบือทีเดียวกลายเป็นคนละคนไปได้” เรืองพึมกับพัน

“เงียบ !” รื่นดุ “ฟังแกต่อไป”

“ในชีวิตข้า ไม่เคยอยากเป็นอะไรเท่ากับผู้ใหญ่บ้าน” เสียงชายผู้น่าสงสารดังต่อไป “แต่ได้เป็นเข้าแล้ว ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร อย่าว่าแต่ช่วยเหลือหรือป้องกันพวกลูกบ้านให้อยู่เป็นสุขสบาย ถึงจะช่วยตัวเองก็ยังไม่ได้ แล้วจะอยู่ไปทำไม ข้ารู้ว่าใคร ๆ พูดถึงข้ายังไง ด่าข้ายังไง แต่ข้าก็ไม่โกรธ เพราะมันจริงยังงั้น ผู้ใหญ่บ้านควรจะเป็นที่พึ่งแก่ลูกบ้านได้ ผู้ใหญ่บ้านควรจะเป็นคนอย่างรื่น ไม่ใช่คนอย่างข้า––”

“ผู้ใหญ่ !” รื่นลุกจากวงสนทนาปราดเข้าไปหาแก

“ฉันพูดด้วยความจริงใจ รื่น เป็นความสัตย์” แกหัน​ไปหาเขาด้วยนัยน์ตาอันวาววาม “ถูกของนายอำเภอท่านแล้วรื่น คนอย่างฉันมันเหมาะสำหรับจะเป็นหมา เหมาะสำหรับจะเป็นขี้ข้าเมีย ยังไงๆ ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ดีไม่ได้––”

“เอาไว้สบาย ๆ ใจ ถึงค่อยพูดค่อยจากันใหม่ดีกว่า ผู้ใหญ่”

“ขอให้ฉันพูดต่อไปเถอะรื่น –– พูดกะพวกนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะต่อไปฉันจะไม่ได้พูดอีก” แกหันกลับลงไปหาลานบ้านใหม่ “พวกเราคงยังไม่รู้กระมังว่า เมื่อวานนี้นายอำเภอท่านเรียกตัวขึ้นไปที่เมืองทำไม ?”

สายตาทุกคู่พุ่งขึ้นมาจับอยู่ที่รื่น เสียงที่จ้อกแจ็กแจจันเงียบลงฉับพลัน

“ฉันจะบอกให้ฟัง” ผู้ใหญ่พูนตะโกน “นายอำเภอท่านตั้งให้รื่นเป็นผู้ใหญ่บ้านแทนฉันแล้ว”

“ผู้ใหญ่บ้าน !” รื่นจับแขนแกเขย่าแต่ชายผู้อาวุโสกว่ากล่าวต่อไป โดยไม่เอาใจใส่

“สำหรับฉันน่ะ เห็นว่าไม่มีใครอีกแล้วจะเหมาะยิ่งไปกว่ารื่น คนอื่น ๆ ล่ะ จะว่ายังไง ?”

เสียงต่าง ๆ ระเบ็งเซ็งแซ่ออกมาจนอื้อไปหมดเหมือนทำนบซึ่งทลายด้วยน้ำเหนือ

​“พี่รื่นดีแล้ว––เราอยากได้พี่รื่นเป็นผู้ใหญ่บ้าน” บรรดาหนุ่มสาวต่างร้องเป็นเสียงเดียวกัน

“ตั้งแต่รู้จักกันมา เพิ่งเห็นเอ็งพูดจาเป็นมนุษย์มนาวันนี้แหละ อ้ายพูน” พวกผู้เฒ่าผู้แก่แซ่ตามมา


– ๔ –

ชั่วอึดใจหนึ่งเต็ม ๆ รื่นยืนนิ่งอยู่ในท่ามกลางเสียงต่าง ๆ ที่อื้ออยู่รอบกาย ต่อหน้าสายตาทุกคู่ที่จ้องดูเขาอย่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง สำนึกดีว่าร่างอันสมบูรณ์ของผู้ใหญ่พูน ซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าโอนเอนอยู่บนเท้าทั้งสอง แกไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย ถึงกระนั้นรื่นก็อดคิดไม่ได้ว่า สายตาของแกเพ่งไปไกลกว่าบรรดาผู้คนในลานบ้าน

“ฉัน––ฉันก็คิดอย่างนั้น” เสียงของแกเอ่ยขึ้นอีก คราวนี้หมดสั่นหมดตะกุกตะกัก และดังพอที่จะก้องไปในท่ามกลางเสียงอื้อที่กลบเสียงอื่น ๆ อยู่เมื่อสักครู่ “ฉันบอกนายอำเภอท่านอย่างที่บอกพวกเราอยู่เดี๋ยวนี้เหมือนกัน ว่ารื่นเหมาะที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้านยิ่งกว่าฉัน ยิ่งกว่าพวกเราชาว​ปากคลองทุกคน ––”

“ผู้ใหญ่ !” รื่นก้าวออกไปข้างหน้าแก จ้องเขม็งเหมือนจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง นัยน์ตาอันเลื่อนลอย และริมฝีปากที่สั่นระริก “ผู้ใหญ่รู้ดีว่าฉันไม่มีความปรารถนาที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้าน ฉันต้องการให้ผู้ใหญ่เป็นผู้ใหญ่บ้านต่อไป – –”

“ไม่มีใครอยากได้ฉันเลย” แกพึมพำ “ไม่มีใครอยากให้ฉันเป็นผู้ใหญ่บ้านต่อไป นายห้างแกไม่ต้องการ นายอำเภอก็ไม่ต้องการ ลูกบ้านทุกคนก็เหมือนกัน – –”

“ยังมีฉันอยู่อีกคนหนึ่งผู้ใหญ่” รื่นอดรู้สึกหวาดหวิวขึ้นมาไม่ได้เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าอันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดนั้น ซีดลงเป็นลำดับเหมือนคนไข้ที่อาการของโรคกำเริบขึ้นมาโดยฉับพลัน “ฉันอยากให้ผู้ใหญ่เป็นผู้ใหญ่บ้านต่อไป – – แต่ไว้พูดกันวันหลังดีกว่า กลับไปพักเสียเถอะผู้ใหญ่ ฉันจะ พูดกะพวกนี้เอง”

“ไม่มีประโยชน์อะไรรื่น” แกส่ายหน้าอย่างทอดอาลัย “ไม่มีใครต้องการฉันเลย – –”

โดยมิได้รอฟังเขาต่อไป และโดยมิได้เอาใจใส่ต่อสายตาของบรรดาหญิงชายที่มองดูแกด้วยความพิศวง ผู้ใหญ่​พูนก้าวลงบันไดไปอย่างเชื่องช้า พร้อมด้วยโปงกอดแจอยู่ในอ้อมแขนขวา ราวกับของที่รักหวงแหน สายตาของแกเพ่งไปข้างหน้า มิได้เหลียวซ้าย มิได้แลขวา จนกระทั่งร่างนั้นพ้นจากประตูรั้ว และลับกายไปภายในความมืดสลัวของเพลาโพล้เพล้เข้าไต้เข้าไฟ

ไม่มีใครปริปากหรือขยับเขยื้อนเลยตลอดเวลาเหล่านั้น นอกจากเด็กที่วิ่งเล่นไล่กันอยู่กลางลานบ้าน และทารกที่อ้อแอ้อยู่ในอ้อมอกของมารดา รื่นรู้สึกเหมือนว่าอากาศที่ยังเยือกเย็นอยู่ด้วยละอองฝน กลับเต็มไปด้วยความอบอ้าวและอึดอัด จนกระทั่งเสียงของสุดใจเอ่ยขึ้นใกล้ ๆ

“ฉันดูยังกะแกจะไม่สบายยังไงไม่รู้พี่รื่น” หล่อนบอก “คงจะเสียใจมากทีเดียว ที่ต้องออกจากผู้ใหญ่บ้าน”

เขาหันไปหาหล่อนช้า ๆ พลางถอนใจ “ทำยังไงได้ สุดใจ มันเรื่องของทางบ้านเมือง แต่ข้าน่ะไม่ยอมรับแน่ – – ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านต่อจากแกน่ะ”

“ก็ถ้านายอำเภอท่านสั่งล่ะ”

“ไม่มีใครจะสั่งข้าได้” รื่นยืนยัน “ปฏิเสธท่านไปแล้ว เมื่อเช้า”

“แต่รื่น––” เรืองซึ่งนั่งอยู่บนนอกชานข้างหลัง​ได้ยินเข้าก็ร้องค้าน “อย่าลืมนะว่าท่านเป็นเจ้าเป็นนาย – –”

“เออ กูไม่ลืมหรอก อ้ายเรือง” เขาหันไปบอก “แต่คนอย่างกูแย่งของที่คนอื่นเขารัก เขาหวงไม่ได้ กูรู้ดีตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ว่าผู้ใหญ่พูนแกภูมิใจในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของแกแค่ไหน แกอาจจะเป็นผู้ใหญ่บ้านที่เลว เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ใช้ไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยคดโกงใคร แกเป็นผู้ชายคนแรกในบ้านนี้ ที่ยอมรับนับถือพวกเราเป็นเพื่อน กูทำกับเพื่อนยังงั้นไม่ได้ นายอำเภอท่านเอาแกออกจากผู้ใหญ่บ้าน ก็ให้ตั้งคนอื่นแทนต่อไป แต่กูเองไม่ยอม – –”

“มันไม่ใช่รื่นไปยื้อแย่งตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจากแกนี่ !” พันสอด “เป็นหน้าที่นายอำเภอท่านเห็นเอง จัดการเองตังหาก – –”

“เออ เห็นเอง จัดการเอง ตามที่พะโป้เห็นและสั่งให้จัดการ” เขาหัวเราะอย่างขมขื่น “กูรู้ดีกว่าพวกมึงหรอกวะ อ้ายพัน”

“แต่พวกคลองใต้ทั้งบ้านต้องการรื่นจริง ๆ นะ” ตาถม ซึ่งเป็นหัวหน้าของบรรดาคนเก่าของชาวปากคลองร้องบอกขึ้นมาจากข้างล่าง “รื่นได้ฟังแก่หู ได้รู้แก่ใจอยู่แล้วนี่ อย่ามัวไปคิดถึงมันเลย อ้ายลาวเวียงจันทน์นั่นน่ะ เป็นประสีประสา​อะไรกะมัน เชื่อฉันเถอะ –– อย่าปฏิเสธคำสั่งนายอำเภอท่าน พวกเราต้องการรื่นเป็นผู้ใหญ่บ้านจริง ๆ”

เขาหันกลับไปทางบันได ยืนนิ่งอยู่สักครู่ท่ามกลางแสงไต้ที่สว่างเรือง แล้วก็ก้าวลงไปข้างล่าง ทุกคนยินนิ่งคอยสดับตรับฟังแทบกลั้นลมหายใจ

“ฉันรู้นะลุงถม ว่าทุกคนที่นี่ให้ความรักใคร่เอ็นดูแก่ฉันเพียงใด” เสียงของรื่นมิได้ดังไปกว่าปกติธรรมดา แต่ความหนักแน่นแจ่มชัดของมัน แล่นเข้าไปในความสำนึกของผู้ฟังก้องเสียกว่าฟ้าร้อง “แต่ฉันบอกแล้วว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ ฉันเองไม่ใช่ลูกบ้านนี้ ไม่มีใครที่นี่จะนับว่าเป็นลูกบ้านนี้ได้อีกต่อไป คนเก่าแก่ดั้งเดิม บ้างตาย บ้างหนีโรคภัยไข้เจ็บไปอยู่ที่อื่น ทุกคนที่นี่ล้วนมาจากสุดหล้าฟ้าเขียว บ้างจากมอญ บ้างจากลาว บ้างจากเมือง จากหนองปลิง ลานดอกไม้ พรานกระต่าย คลองขลุง และวังแขม ฉันจะมาจากไหนเลยไม่สำคัญ ––– ทุกคนมาจากไหนไม่สำคัญ ––– เมื่อใจฉันและทุกคนอยู่ที่นี่ เราเหมือนมาจากสายเลือดเดียวกัน ถ้าใครจะมีอันเป็นอย่างไรไป การที่จะคิดแก้ไขมันก็ควรจะอยู่ในระหว่างพวกเรา ไม่ใช่ให้คนอื่นมาเจ้ากี้เจ้าการ ผู้ใหญ่บ้านอย่างผู้ใหญ่พูน อาจจะมีข้อบกพร่องอื่น ๆ แต่แกก็เป็นคนซื่อหรือบ้านเมืองเห็น​ว่า ฉันมีความเหมาะสมมากกว่าแก การแต่งตั้งก็ควรจะมาจากบ้านเมือง–––”

“ก็นายอำเภอท่านตั้งรื่นไม่ใช่รึ ?”

เขาพยักหน้ารับอย่างขรึม ๆ

“นายอำเภอตั้งฉัน เพราะความต้องการของพะโป้” เขาตอบ “อย่าเข้าใจผิดว่าฉันคิดเป็นอื่นไกล พะโป้เป็นคนมีความตั้งใจดีต่อชาวปากคลองโดยทั่ว ๆ ไป และต่อฉันโดยเฉพาะ ฉันชอบใจแกในข้อนั้น แต่ฉันก็ยอมรับไม่ได้ ตราบใดที่ผู้ใหญ่พูนยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะไม่ยอมรับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ขอให้ฉันสมนาคุณความรักใคร่เอ็นดูที่พวกปากคลองมีต่อฉัน ตามทางของฉันต่อไปดีกว่า”

อีกหลายคนพยายามคัดค้าน และหลายคนก็ขอร้อง แต่รื่นคงยืนกรานกระต่ายขาเดียว จนกระทั่งอ่อนอกอ่อนใจไปตาม ๆ กัน บรรดาชาวบ้านเหล่านั้นต่างก็ทยอยกลับ ชั่วเวลาไม่ช้าไม่นาน ลานบ้านทั้งลานบ้านก็ว่างเปล่า”

“ใจเอ็งแข็งเกินไปแล้วอ้ายทิด” ป้าแคล้วเอ่ยขึ้นแก่เขา ขณะที่กลับขึ้นไปนั่งล้อมวงกลางนอกชานใหม่ “แต่ข้าก็ดีใจที่เอ็งทำอย่างนั้น เห็นหน้าอ้ายพูนวันนี้แล้วอดสังหรณ์ไม่ได้เลยว่ากลัวจะมีอะไรเกิดขึ้น”

​คืนนั้นทั้งคืน ผู้ใหญ่พูนไม่กลับบ้าน ไม่มีใครบอกถูกว่าแกไปที่ไหน ทั้งริ้วและโรยตามไปที่บ้านไร่ เปล่า, แกไม่ได้แวะไปที่นั่น สองพี่น้องเลยไปถึงคลองเหนือก็ได้ความอย่างเดียวกัน เมื่อหล่อนกลับมา สีหน้าบอกความไม่สบายใจเลย หล่อนแวะเข้าไปที่บ้านรื่น ปรารภกับเขาด้วยความร้อนใจว่า

“ฉันลืมเล่าให้อารื่นฟังว่า ตั้งแต่กลับมาจากเมืองวันนั้น พ่อไม่ค่อยพูดค่อยจาอะไรเลย ยิ่งไฟไหม้บ้านถูกแม่บ่นกับเอาสากตีหัว ก็ยิ่งผิดไปเกือบคนละคน ไม่กินข้าวกินปลา พูดแต่ว่าจะกลับเวียงจันทน์ท่าเดียว–”

“อย่าเพิ่งวุ่นวายอะไรไป” รื่นปลอบโยน “พ่อเอ็งกำลังกลุ้มใจ คงจะไปขลุกอยู่ที่บ้านใครสักแห่งหนึ่ง ปล่อยเถอะ พรุ่งนี้ค่อยคลายกลัดกลุ้มก็คงกลับมาเองหรอก”

แต่แม้จะบอกไปอย่างนั้น ใจของเขาก็อดสั่นไม่ได้ เมื่อคิดถึงสีหน้าซึ่งซีดเผือดเหมือนผีตาย และกิริยาอันแปลกประหลาดของผู้ใหญ่พูนเมื่อตอนจะจากไป รื่นเข้านอนด้วยความกระสับกระส่าย จนกระทั่งสุดใจเองก็ผิดสังเกต

“เป็นไรไปหรือ พี่รื่น ?” หล่อนถามมาจากความมืด

“เรื่องผู้ใหญ่พูนซี สุดใจ” เขาบอก “ลองทายทีว่า แกไปที่ไหนของแก ?”

​“ถ้าบ้านไร่กับคลองเหนือไม่มี ก็เหลือแต่ที่วัดหรือบ้านใต้” สุดใจออกความเห็น

บางทีก็จะเป็นได้อย่างว่า เมื่อพิจารณาถึงความแก่วัดของแก คิดเช่นนั้นรื่นก็ค่อยสบายใจ เขาหลับไปได้ตื่นใหญ่ ๆ ก็พอรู้สึกถูกจับแขนเขย่า จึงลืมตาขึ้นในเวลาดึกสงัด

“อะไรกัน สุดใจ ?”

ในขณะนั้น สุดใจลุกขึ้นนั่ง หล่อนกำลังเงี่ยหูฟังสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ด้วยความตื่นเต้น

“ฟังนั่นแน่ะ พี่รื่น” หล่อนกระซิบ “ได้ยินตั้งแต่ฉันตื่นเมื่อชั่วครู่ใหญ่ ๆ แล้ว หรือว่าหูฉันฟังผิดไป”

แม้จะเป็นในเวลาอันงัวเงีย เพราะเพิ่งแรกตื่น หูของรื่นก็แว่วเสียงนั้น ชั้นแรกอย่างรางเลือน เหมือนเกิดจากเสียงลมซึ่งลวงหูตนเองก่อน แล้วต่อมาก็ค่อยชัดขึ้นเป็นลำดับ จนเชื่อว่าฟังไม่ผิดแน่

“ใครตีเกราะ ?” เขาผลุดลุกขึ้นนั่งอย่างเดียวกับหล่อน “ตีมาจากไหน ?”

ในท่ามกลางความสงบเงียบของเพลาดึกสงัด และอากาศกำลังเย็นสุขมเช่นนั้น เสียงรัวของมันเหมือนจะสะท้านเข้าไปในหัวใจ แม้ตามสำเนียงมันจะต้องข้ามน้ำมาแต่ไกล​จากความทรงจำมากกว่าความสังหรณ์หรืออุปาทานอื่นใดอื่น รื่นจำได้เกือบจะในอึดใจต่อมา ว่ามันเป็นฝีมือของผู้ใด

“ผู้ใหญ่พูน !” เขาพูดพึมพำ “แต่ทำไมไปตีอยู่ฝั่งโน้น?”

เสียงเกราะคงรัวต่อไป เดี๋ยวถี่ เดี๋ยวห่าง เดี๋ยวจังหวะสั้น เดี๋ยวจังหวะยาว ทำนองเดียวกันกับแกเรียกลูกบ้านเมื่อตอนหัวค่ำ ครั้นแล้วก็เนิบช้าและแผ่วเบาลงเป็นลำดับ จนกระทั่งในที่สุดก็เงียบหายไป

“ทำไมไปที่อยู่ที่ป่าพุทรา ?” รื่นพยายามตรับฟังจนจับทิศที่เสียงนั้นแว่วมาได้ถนัด

“พี่รื่น ?” สุดใจผวาเข้ามาหาเขา กอดแขนไว้แน่น

“ทำไม ?”

ร่างของหล่อนสั่นเทิ้ม ขนลุกเกรียวไปทั้งกายขณะที่กล่าวตอบ

“นึกไม่ได้หรอกรึพี่รื่น ตรงนั้นน่ะ ป่าช้าที่ฝังศพพวกบ้านนี้มาแต่ไหนแต่ไร ?”

แขนข้างหนึ่งของเขาโอบหล่อนไว้โดยมิได้เอ่ยตอบประการใด ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เขาจะต้องตอบ เข้าใจดีเสียยิ่งกว่าจะฟังคำอธิบายต่อไปในความหมายที่หล่อนอุทาน

​“เป็นไปได้ถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ สุดใจ ?” เขากระซิบ อีกหลายอึดใจต่อมา “เป็นไปได้ทีเดียวหรือ ?”

แต่คำตอบที่เขาได้รับมีแต่ความเงียบสงัดเหมือนป่าชัฏที่ปกคลุมอยู่ในห้องนั้น และอากาศที่เย็นจัดขึ้นเป็นลำดับ ในยามที่น้ำค้างตกหนักอยู่ข้างนอก สุดใจกอดเข่าแน่นขึ้น ขณะนั้นเองรื่นจึงได้ยินเสียงสะอื้นออกมาจากลำคอของหล่อนถนัด........

เขาและชาวคลองสวนหมากใต้ ข้ามไปพบผู้ใหญ่พูนแขวนโตงเตงอยู่ข้างเกราะของแกที่ต้นหมัน ข้างป่าช้าฟากโน้นในวันรุ่งขึ้น นัยน์ตาทั้งคู่ถลน ลิ้นห้อยออกมาคาปาก แต่มือของแกยังคงกำไม้ที่ตีไว้แน่น เหมือนเป็นสายใยเส้นสุดท้ายที่ชีวิตและหัวใจของแกแขวนอยู่ !

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:16:43 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 20 March 2026, 15:34:50 »


บทที่ ๑๓

– ๑ –

พิธีทิ้งกระจาดของพวกจีนในตลาด เพิ่งจะผ่านไป แม้กระนั้น ปากน้ำโพก็ยังแน่นไปด้วยผู้คนซึ่งตกค้างอยู่ ภายหลังที่สุดของการค้าไม้เสร็จสิ้นลงแล้ว บ้างเพลินอยู่ด้วยการมหรสพ ขอเวลาแสวงหาความรื่นรมย์ซึ่งในชีวิตเกือบไม่เคยพบ หลังจากตรากตรำการงานมามาก และบ้างก็ยังติดพันอยู่ด้วยการเงินการทอง เกี่ยวกับการซื้อขายหรือซื้อของ หลายคนมาจากเหนือ และหลายคนก็มาจากใต้ แควใหญ่ และปากน้ำโพ ซึ่งสลบซบเซามาตลอดฤดูแล้ง มีชีวิตกระปรี้กระเปร่าขึ้นในระยะนั้น

จากโต๊ะอาหารชั้นล่างของเหลา ๔ ชั้นหน้าวัดโพธิ์ รื่นมองดูบรรดาผู้คนที่ผ่านไปในท้องถนน แล้วก็อดคิดอย่างที่เคยคิดทุกครั้งไม่ได้ว่า เขาอาจจะบอกจากสีหน้าและ​เครื่องแต่งกาย แม้ไม่ทันฟังสำเนียงว่า คนไหนมาจากภาคไหน และน้อยรายที่เขาจะทายผิด

“หน้าตากับเครื่องแต่งตัวของคนเราเป็นของประหลาด มันจะบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่เอ็งอยากรู้” ขณะนั้นเขากำลังพูดกับพัน “ผู้หญิงที่อุ้มลูกกะเตงหาซื้อผ้าอยู่หน้าร้านนั่นนะ เอ็งบอกได้ไหมล่ะ ว่ามาจากไหน ? เปล่า ไม่ใช่คนแควเรา การแต่งตัวอย่างนั้นควรจะเป็นพวกแควใหญ่ ถ้าข้าจำไม่ผิด ก็เห็นจะมาจากพิจิตร อย่างไกลก็พิษณุโลก”

“พี่รื่นเป็นคนเที่ยวไกล” พันพึมพำตามนิสัยคนพูดน้อยของเขา พลางหยิบกับใส่ปากแกล้มเอ้หมึง ซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าต่อไป

“เฮ่ย เที่ยวมากเที่ยวไกลเฉย ๆ ไม่ใช้ความสังเกตก็เท่านั้นแหละวะ” ตาแดงซึ่งหน้าที่กร้าวแดดอยู่แล้ว แดงเป็นผลตำลึงสุกยิ่งขึ้น ถอนใจ “ดูแต่เอ็งกะอ้ายแววไปบางกอกมาสี่ครั้ง เพียงแต่หน้าโรงหวยไปสะพานหันยังหลงได้––”

“เจ้าทิดที่ถือขวดเซแซด ๆ อยู่หน้าตลาดน่ะ ลักษณะกับการแต่งตัวบอกว่าเป็นคนใต้ แต่ก็คงแค่อุทัยหรืออ่างทอง ไม่ถึงกรุงเก่า” รื่นพูดต่อไป สายตายังจับอยู่กับกระแสธารของผู้คนที่ผ่านไปมา

​“พี่รื่นเที่ยวมาแต่หนุ่ม ๆ” พันหยิบกับแกล้มอีกโดยไม่เงยหน้า

ตาแดงหันไปดูมันแล้วก็ส่ายหน้า “มึงทำได้สองอย่างเท่านั้นเอง อ้ายพัน พูดคำกินคำ”

รื่นหัวเราะ “ปล่อยมันตามสบายเถอะน้าแดง” เขาบอก “แต่อ้ายสองคนนั้น ทำไมโอ้เอ้เต็มที ป่านนี้ควรจะมาแล้ว” เขาชะเง้อดูผู้คนในถนนหน้าร้านต่อไป

“ยังขนของลงเรือไม่หมดละมั้ง?” พันให้ความเห็น ยกแก้วเอ้หมึงขึ้นจิบ

“งั้นเอ็งก็ควรจะกลับไปช่วยมัน ก่อนที่เอ้หมึงนั่นจะหมดไปเป็นขวดที่สอง” ตาแดงประชด

“โธ่ อาก้อ นานทีปีหน ฉันทนมาได้ตลอดทางตั้งเจ็ดคืนเจ็ดวัน” พันออด หันไปมองหน้าอื่นขอความเห็นอกเห็นใจ

แต่ในขณะนั้น สายตาของรื่นกำลังเพ่งออกไปข้างหน้า ทั้งพันและตาแดงรู้สึกว่า กิริยาของเขาเคร่งเครียดขึ้นโดยกระทันหัน

“อะไรกันพี่รื่น ?”

ชั่วอึดใจหนึ่งเต็ม ๆ เขาไม่ตอบว่ากระไร ครั้นแล้วจึง​ได้หันกลับมายกมือชี้ไปที่กลุ่มคนหน้าร้านอาหารคนละฟากถนนตรงกันข้าม

“มองดูทีหรือวะพัน ตาข้าฝาดไป หรือว่ามันเป็นจริง?”

“อะไรกันรื่น ?” ตาแดงยกมือป้อง มองตามมือเขาชี้ ตาที่ชราของแกหยีเพราะประกายยิบของแสงแดดกล้า ขณะนั้นเองก็พอดีคนหนึ่งในกลุ่มชายเหล่านั้นหันมาแลสบตาแกเข้าพอดี รื่นเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยน ได้ยินเสียงร้องทักมาจากฟากโน้นแล้วก็ปลีกตัวจากคนอื่นเข้ามาหา

“นั่น – นั่นมันนายเสถียรนี่” ตาแดงว่า

ก่อนที่รื่นจะตอบประการใด ร่างสูงของชายชราผู้นั้นก็ก้าวเข้ามาในร้าน

“ใครจะคิดจะฝันว่าจะได้พบลุงแดงอีกที่นี่” เสียงของเขาแจ่มใส นัยน์ตาของเขาบอกความยินดี “ไหนว่าจะลงไปเยี่ยมฉันที่บ้านสักที คอยแล้วคอยเล่าเหลวทุกครั้ง คราวนี้เป็นไม่ยอมเด็ดขาด แต่อ้อ–” เขาเหลียวไปหารื่น ราวกับเพิ่งแลเห็นเป็นครั้งแรก “ลุงไม่ได้มาคนเดียว ก็ดีเหมือนกัน ฉันขอเชิญทั้งสองคนเลย เวลานี้ย้ายขึ้นมาอยู่ที่นี่แล้วละ”

สีหน้าและกิริยาที่เปิดเผยของเขา ราวกับว่าพบเพื่อน​สนิท ซึ่งจากกันมานาน มันทำให้รื่นอีดอัดใจกับพูดไม่ออกอยู่เป็นครู่ จึงเอ่ยขึ้นได้

“ขอบใจนายเสถียรละครับ” เขาบอก “แต่น้าแดงกับผมจะต้องรีบกลับไปดูจัดข้าวของลงเรือ –– เราจะออกเดินทางพรุ่งนี้”

“อ๋อ ยังมีเวลาถมไป ผู้ใหญ่ ?” นายเสถียรเน้น เสียงหนักที่ “ผู้ใหญ่” แม้กระนั้นทั้งสีหน้า และกิริยาอันร่าเริงของเขาก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป “อย่าแปลกใจที่ฉันรู้ความเป็นไปของเพื่อนฝูงที่กำแพงอยู่ทุกระยะ ถึงจะจากมาสี่ห้าปีแล้ว เชิญเถอะ ไปด้วยกันเดี๋ยวนี้ทีเดียว”

“ผมจะต้องไปดูให้จัดข้าวของลงเรือกันให้เรียบร้อย” รื่นยังยืนยันประโยคเดิม

ได้ยินดังนั้นนายเสถียรก็ก้าวเข้าไปหาอีกก้าวหนึ่ง มือทั้งสองซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อกุยเฮงของเขา ในขณะเดียวกันรื่นก็ลุกขึ้นยืน ทุกคนสำนึกถึงความเคร่งเครียดของสีหน้าและบรรยากาศรอบกายของชายทั้งสอง แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นมันก็ผ่านไป

“ฉันคิดว่าฉันพอจะรู้สาเหตุ ที่ทำให้ผู้ใหญ่ปฏิเสธคำเชิญของฉัน” นายเสถียรหัวเราะ และเมื่อหัวเราะทั้งหน้าและเสียงนั้นก็กลับร่าเริงแจ่มใส “อย่าไปคิดถึงมันผู้ใหญ่..........อย่า​ไปคิดถึงเรื่องครั้งนั้น มันแล้วไปแล้วฉันไม่เคยเอาใจใส่ ผู้ใหญ่อาจจะถูก และฉันอาจจะผิด แต่อย่าไปคิดถึงมัน เท่ากับไปรื้อฟื้นให้เป็นเรื่องร้าวรานใจเปล่า ๆ – ขอให้เราพบ และคบกันใหม่เถอะนะ ผู้ใหญ่........คบอย่างเพื่อน อย่างลูกผู้ชายต่อลูกผู้ชาย !”

รื่นมิได้เอ่ยตอบอะไรเลยจนคำเดียว เพราะไม่รู้ว่าจะตอบประการใด........สายตาที่เพ่งจับอยู่กับใบหน้าของนายเสถียร เหมือนจะพยายามค้นหาความจริงที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังความแจ่มใสและความร่าเริงเหล่านั้น แต่ก็ไม่สามารถจะอ่านออก ตลอดเวลา ๔–๕ ปีที่จากกันมา นอกจากสีหน้าที่รู้จักยิ้มแย้ม นอกจากผิวพรรณที่ดูเปล่งปลั่งแจ่มใส และกิริยาที่เป็นไปอย่างกระปรี้กระเปร่าแล้ว นายเสถียรดูจะไม่มีอะไรผิดแปลกไปกว่าเก่า ทุกอาการชำเลืองของเขา ยังเต็มไปด้วยความลึกลับ และทุกวาจาก็เต็มไปด้วยความหมาย

ตาแดง ซึ่งนั่งพิจารณาชายทั้งสองอยู่ทุกอิริยาบถด้วยความกระสับกระส่าย เอ่ยขึ้นว่า

“แวะไปเยี่ยมเสียหน่อย ก็ดีเหมือนกันรื่น” แกบอก แล้วหันไปหานายเสถียร “อยู่ไม่ไกลไม่ใช่รีครับ ?”

“เหนือสะพานดำแค่นี้เอง ลุงแดง” เป็นคำตอบ

​“ก็ตามใจ” รื่นหันไปหาตาแดง “แต่อย่าลืมว่าเราอยู่ช้าไม่ได้ พัน, เอ็งไปช่วยอ้ายสองคนนั่น เสร็จแล้วให้ถอยเรือไปจอดใต้หน้าผาที่เก่า”

โดยรถม้าซึ่งมีให้เช่าอยู่เกลื่อนกลาดทั่วทั้งตลาดปากน้ำโพ รื่นและตาแดงไปถึงบ้านนายเสถียรในครึ่งชั่วโมงต่อมา

เพียงพิจารณาจากความกว้างใหญ่ไพศาลของบริเวณ และความโอ่โถงของตัวบ้าน ซึ่งเป็นสำนักงานอยู่ในตัวเท่านั้น รื่นก็บอกได้ด้วยสัญชาตญาณถึงฐานะของนายเสถียรในปัจจุบัน ตลอดจนกิจการที่เขากำลังสนใจแม้จะไม่ต้องอธิบาย

“หลายปีมาแล้วฉันเป็นแต่เพียงลูกจ้าง และคนงานของบริษัทฝรั่ง” เขาชี้แจง ขณะที่พารื่นและตาแดงผ่านห้องทำการแผนกต่าง ๆ ซึ่งอยู่ชั้นล่าง “ผลที่ได้รับมีอะไร ? อย่างดีก็เพียงพอกินพอใช้ อย่างเลวก็ถูกเขาเคี่ยวเข็ญบังคับ และสบประมาทจนทนอยู่ด้วยไม่ได้ต้องย้ายที่ทำงานเรื่อยไป” เขาหยุดอยู่ที่เชิงบันใดหน้าบ้าน ยกมือไปยังท้ายเกาะยม ซึ่งเป็นอวสานของแม่น้ำใหญ่ ๒ สาย ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นเบื้องต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา “นั่นแหละให้ความคิดฉันเป็นครั้งแรกในการที่ลาออก แยกมาตั้งเป็นบริษัทค้าไม้ขึ้นที่นี่ ถ้าแม่น้ำเจ้าพระยา ยังเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่อย่างนี้ แหล่งที่ทำมาหา​กินโดยไม่ต้องแย่งกันหายใจ ก็ยังมีอยู่ถมไป และถ้าพวกฝรั่งเขาอยู่ถึงไหน ๆ ยังเข้ามากอบโกยไปได้ปีละหมื่น ปีละแสน ทำไมเราผู้เป็นคนไทยเจ้าของถิ่นจะมายอมงอมืองอเท้า เป็นแต่ลูกจ้างหรือคนงาน ให้เขาใช้เหมือนทาส ฉันอาจจะไม่ใช่คนมั่งมีสีสุขอะไรอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจและคิด แต่ต้นตระกูลของฉันเป็นตระกูลใหญ่ ความช่วยเหลือเกื้อหนุนเล่า ก็หาได้ไม่ยากนัก เพราะฉะนั้นแหละบริษัทนี้จึงตั้งขึ้นได้” เขาหันมายิ้มกับรื่น “เราคงจะได้ติดต่อกันต่อไปในวันข้างหน้า, ผู้ใหญ่”

อีกครั้งหนึ่ง คำนั้นปลาบเข้าหัวใจ โดยไม่สามารถจะอธิบายได้ว่าเกิดจากอะไร เขาพยายามสะกดใจระงับความรู้สึกให้เป็นปกติก่อนที่จะตอบ

“ครับ เราคงได้ติดต่อกันต่อไป”

นายเสถียรนำเขาและตาแดงผ่านหน้ามุขอันกว้างเข้าไปในห้องนั่งเล่น ซึ่งด้านหนึ่งเปิดออกไปสู่สนามหญ้าที่เขียวขจี อีกด้านหนึ่งเห็นแม่น้ำเป็นประกายวับอยู่ในกรอบหน้าต่างอันสูง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อสังเกตเห็นความตื่นเต้นปรากฏอยู่ในสีหน้าของรื่นและตาแดง

“เป็นบ้านเก่าที่เราซื้อได้ด้วยราคาค่อนข้างถูก เพราะฝรั่งเจ้าของเดิมรีบร้อนขายเพื่อเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่อย่าง​กระทันหัน เขาอธิบาย “เราตกแต่งเสียใหม่อีกนิดหน่อย ก็ใช้เป็นทั้งบ้านและสำนักงานได้ทีเดียว––เราตั้งมาได้สามปีแล้ว”

เขาพูดถึงแผนงานและความหวังที่จะแข่งขันกับบริษัทป่าไม้ฝรั่งต่อไปในอนาคต โดยทุนรอนอาจจะสู้ไม่ได้ แต่เพราะว่ามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และเจ้านายสนับสนุนอยู่ เกี่ยวกับสิทธิพิเศษ และสัมปทานป่าไม้ ฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นความเสียเปรียบเขาก็อาจจะชดเชยได้ด้วยอีกสิ่งหนึ่ง

“เพราะเหตุนี้แหละ ฉันจึงหวังพึ่งเพื่อนฝูงเก่า ๆ ทั้งสองฝั่งแม่ปิง” นายเสถียรอธิบาย “ผู้ใหญ่กับลุงแดงเข้าใจไม่ใช่หรือว่า ฉันหมายถึงอะไร? ฉันต้องการรับเหมาแพไม้ทั้งหมดที่จะสามารถล่องลงมาได้ บริษัทฝรั่งผูกขาดตัดตอนไม้สักได้ ให้เขาผูกขาดไป แต่ฉันไม่ต้องการจะให้ไม้เบญจพรรณ กระยาเลย เสาและเรือโกลนกระเด็นไปถึงพวกนั้นจนชิ้นเดียว”

“แต่หลายคนเคยมีพ่อค้าจากล่างติดต่ออยู่ก่อน” รื่นบอก “นายเสถียรจะไปหวังให้เขาถอนตัว เลิกค้าขายกับพากนั้นอย่างกระทันหันได้อย่างไร ?”

สีหน้าของชายเจ้าของบ้านเต็มไปด้วยความครุ่นคิด “การติดต่อกับพ่อค้าเหล่านั้นไม่เคยมีข้อผูกพันสัญญาอะไร​สักอย่างเดียว” เขาแก้ “ทำไมจะต้องไปกังวล รายไหนเขาให้ราคาดีกว่าก็ควรจะขายรายนั้น สำหรับฉัน ฉันรับรองได้ว่าเรื่องราคาไม่ต้องพูดกัน ฉันจะต้องให้สูงกว่าเสมอไป”

แต่ไมตรีจิตมิตรภาพเป็นของมีค่าสูงกว่าเงินตราเป็นไหน ๆ และวาจาของคนเร ก็เป็นสิ่งที่ควรถนอมยิ่งกว่าคำมั่นสัญญาหรือข้อผูกพันใด ๆ รื่นคิดถึงต่วนด่ำผู้เอื้ออารี แล้วก็ถอนใจ ไม่มีอำนาจเงินหรือความเย้ายวนใด ๆ เลย จะสามารถทำให้เขาเปลี่ยนการติดต่อซื้อขายกับพ่อค้าอื่นได้ ตราบใดที่พ่อค้าใหญ่แห่งบางอ้อคนนี้ยังมีชีวิตอยู่

“ผมดีใจด้วย ที่นายเสถียรมีเจตนาดีต่อพวกเราพ่อค้าไม้กระจอกงอกง่อยทั้งหลาย” เขาพยายามที่จะเน้นน้ำหนักและความหมายลงไปในวาจาเหล่านั้น แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการสุดวิสัย สำเนียงที่กล่าวออกไปจึงฟังปร่าและเลื่อนลอยเต็มทน “เอาเถอะครับ ผมจะพยายามบอกพวกเราทางโน้นทุกคนที่ผมพบ––”

นัยน์ตาของนายเสถียร เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น จนบังคับไว้ไม่ได้

“ฉันขอขอบใจรื่นเป็นอย่างยิ่ง” เสียงนั้นบอกความยินดีอย่างจริงจัง มิได้เรียกว่าผู้ใหญ่อีกต่อไป “นึกแล้วว่ารื่น​เป็นผู้ชายอย่างนั้น ฉันเคยนึกเสมอว่าเราควรจะรักใคร่ชอบพอกันได้ แทนที่จะเป็นไม้เบื่อไม้เมาอย่างครั้งนั้น––นั่น––นั่นอะไร ?”

สายตาของรื่นมองเลยไปจากเขา ขณะที่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ปรากฏขึ้นที่ประตู นายเสถียรหันหลังไปดู ครั้นแล้วก็หัวเราะ เมื่อเห็นผู้ซึ่งย่างเข้ามาอย่างเนิบ ๆ แช่มช้า ที่สุดก็นั่งอยู่กับที่ สีหน้าเผือดลงนิดหน่อย แต่ต่อมาก็แดงเรื่อขึ้นเมื่อแลเห็นรื่นนั่งอยู่ตรงหน้า

“ละเมียด–เมียของฉันเอง, รื่น” นายเสถียรบอกเสียงและสีหน้าแสดงความภาคภูมิใจเต็มที่ เหมือนจะว่า นี่แหละ ราชินีแห่งราชินี หรือนางพญาแห่งหญิงทั้งหลาย !


– ๒ –

ชั่วอึดใจหนึ่งเต็ม ๆ รื่นมองหล่อนอย่างที่จะพึงมองดู ความฝันอันปรากฏขึ้นมาอย่างกระทันหัน –มองโดยไม่ได้คิดว่าจะเป็นการเสียกิริยา หรือน่าเกลียดประการใด และหล่อนก็จ้องตอบด้วยนัยน์ตาที่ดำสนิทคมวาว และเบิกกว้างคู่นั้น ​อย่างเปิดเผยอัศจรรย์ใจ จนเขาเองกลับกระดากหลบลงมองต่ำ ก็เป็นการประหลาด ที่ก่อนอื่นมโนภาพของเขาจะหวนกลับไปหารูปนางกินรีที่เจดีย์วังพระธาตุ เป็นความคิดแรก แทนที่จะระลึกถึงหล่อนอย่างหญิงผู้เขาได้พบเหนือหมู่บ้านลานดอกไม้ในคืนอันเต็มไปด้วยเหตุการณ์ครั้งกระโน้น ตลอด ๔–๕ ปีที่ไม่ได้พบกัน ละเมียดจะได้ผ่านชีวิตอะไรมาบ้างก็ตาม ความซูบซีดของสีหน้าและทรวดทรงของหล่อน ซึ่งแน่งน้อยอยู่แล้ว แล่นสะท้านเข้าไปในความรู้สึกของเขาอย่างบอกไม่ถูก แม้กระนั้นความงามอันเกิดจากความลึกลับของเพศ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่เขาไม่สามารถจะอธิบายได้ก็ยังอยู่ที่นั่น บนดวงหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึก แต่เหมือนปราศจากความรู้สึก ที่นัยน์ตาอันแข็งกร้าว แต่บางคราวก็อ่อนโยน ตลอดจนอิริยาบถที่อาจดูกระด้างทั้ง ๆ ที่เต็มไปด้วยความละมุนละไม – – เป็นความงามของกินรีนางนั้น ซึ่งบรรดาคนธรรพ์พากันมาเพื่อตายเสียมากต่อมาก ในการรบราฆ่าฟันเพื่อช่วงชิงหล่อนไปเป็นคู่ครอง

สายตาของหล่อน ยังคงจับอยู่ที่หน้าของเขา ขณะที่ก้าวเข้ามา และสามีลุกขึ้นยืนเลื่อนเก้าอี้ให้

“รื่นเป็นเพื่อนเก่าของฉัน ตอนขึ้นไปทำงานอยู่กับ​พะโป้ที่กำแพง” เขาบอก “นั่นลุงแดง ที่ฉันพูดถึงเสมอ ว่าจะลงมาเยี่ยมเราสักวันหนึ่ง”

“ฉันยินดีที่จะได้รู้จักกับเพื่อนของเสถียรเขาทุกคน” ละเมียดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างแช่มช้า สีหน้ากลับเป็นปกติ นัยน์ตาทั้งคู่ที่มองดูชายทั้งสองเป็นประกาย “แต่ฉันคิดว่าฉันยังจำนายรื่นได้ – –”

“ขอบพระคุณ คุณนายครับ” เขาตอบเรียบ ๆ สงบนิ่งอยู่ในท่าเดิม

นายเสถียรหันมามองดูภรรยาอย่างประหลาดใจ “ไม่ยักรู้เรื่องว่าละเมียดเคยรู้จักกับรื่นเขามาก่อน รู้จักกันเมื่อไหร่ ? ที่ไหน ?”

“ผู้ชายคนที่ช่วยฉันกะคุณพ่อไว้จากพวกปล้น ที่บ้านลานดอกไม้คราวนั้นไงละ เสถียรรู้เรื่องแล้วนี่ ” ภรรยาหัวเราะ

“แต่ไม่ยักรู้ว่าเป็นรื่น” เขาหันกลับมา ความยินดีอย่างเปิดเผยปรากฏอยู่บนใบหน้า “ดีละ คนเก่าคนแก่มาเจอะกัน นานทีมีครั้ง วันนี้ต้องรั้งตัวเอาไว้กินข้าวเย็นด้วยกันที่นี่ให้ได้ นอกจากนั้น ฉันยังอยากจะขอแรงให้ลุงแดงช่วยดูพระที่ได้มาใหม่สักหน่อย นับแต่เจอะกันคราวนั้น ฉันได้มา​อีกหลายร้อยองค์ ที่จำได้ก็มี ที่ยังหาคนดูให้แน่ไม่ได้ก็อีกแยะ ต้องขอตาลุงแดงหน่อย – –”

“ตาผมมันไม่ถึงท่านนักเลงเก่าๆ ในบางกอกหรอกครับ” ตาแดงออกตัว “สะสมไว้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ในฐานที่เคารพบูชา”

“ถ้างั้นก็ขอทางพระสมัยเชียงแสนกะสุโขทัย” นายเสถียรคะยั้นคะยอ “ข้อนี้ลุงแดงปฏิเสธไม่ได้แน่ ตั้งแต่ดูพระสัมฤทธิ์องค์นั้นให้ฉันแล้ว ไม่เคยเชื่อตาใครอีกเลยเกี่ยวกับพระสองแบบสองสมัยนั้น ลุงแดงรู้ไหมว่า เวลานี้ห้องพระของฉันที่นี่น่ะ จะเรียกว่ากรุ หรือพิพิธภัณฑ์ก็ได้”

“ผมกะน้าแดงยังเตรียมของลงเรือไม่เสร็จเลยครับ” รื่นเอ่ยเรียบๆ “พรุ่งนี้ เราก็จะต้องออกเรือแต่เช้า นอกจากนั้น เรามารบกวนนายเสถียรกะคุณนายอยู่ที่นี่นานแล้ว”

ชายเจ้าของบ้านได้ฟังก็เลิกคิ้ว “เหลวไหลนะรื่น! รบกวนอะไรกัน ฉันเองยังไม่ได้ขอบใจแทนละเมียดเขาเลย”

“ก็ไม่จำเป็นอะไร เรื่องนิดเดียวเท่านั้น”

“ถ้างั้นฉันก็ต้องขอรั้งตัวไว้ให้ได้ หรือละเมียดว่ายังไร ?”

“นั่นมันแล้วแต่ใจของนายรื่นกะลุงแดงนี่เสถียรก้อ”

​หล่อนมองดูเขาอย่างท้าทาย “เรื่องใจไปบังคับกันได้เมื่อไหร่”

สามียกมือขึ้นเกาคางอย่างลังเลใจและตรึกตรอง

“ขอร้องสักครั้งไม่ได้รึ ลุงแดง ?”

“ต้อง...ต้องแล้วแต่รื่นเขาครับ”

“เอางี้ดีกว่า ถ้าไม่อยากอยู่ถึงเย็นจริง ๆ ฉันขอเวลาลุงแดงขึ้นไปห้องพระด้วยกันสักครู่ เดี๋ยวเดียวแหละรื่นคงจะไม่ขัดข้องอะไรไม่ใช่รึ ?”

เปล่า, เขาไม่ขัดข้อง ถ้ามันเพียงเท่านั้น –––

“ละเมียดรับแขกแทนฉันก่อน” นายเสถียรลุกขึ้นจากเก้าอี้ นำหน้าตาแดงขึ้นบันไดไป “แต่อันที่จริงก็แขกเหรื่อที่ไหน กันเองทั้งนั้น....”

เกือบจะในทันทีทันใด ที่ชายทั้งสองลับกายขึ้นไปชั้นบน รื่นจึงหันกลับมาพิจารณาดูหล่อนได้อย่างเต็มตาอีกครั้งละเมียดคงนั่งอยู่ในอิริยาบถเดิม มือทั้งสองประสานกันอยู่บนตักอย่างสงบเสงี่ยม หน้าผากและแก้มซึ่งค่อนข้างซีดเผือดเรื่อขึ้นนิด ๆ อีกครั้งหนึ่ง เขาคิดถึงรูปนางกินรีคนนั้น คิดถึงหลานสาวพะโป้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่หญิงเอวบางร่างน้อยผู้นั่งอยู่ต่อหน้า ณ บัดนี้เป็นตัวแทน

​“ผมไม่คิดเลยว่า จะได้มาพบกับคุณละเมียดที่นี่” เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอึดอัด

“เพราะฉะนั้นกระมัง รื่นจึงมองดูฉันอย่างประหลาดเหลือเกิน ยังกะมองคนแปลกหน้า ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน” หล่อนหัวเราะเบาๆ พื้นซึ่งขาวสะอาดปราศจากคราบหมากและปูนเกาะ ตามความนิยมของหญิงทั่วไปในสมัยนั้น

“ตลอดเวลาตั้งแต่จากกันมา สี่หรือห้าปีแล้วก็ตาม ผมยังคิดแต่ว่าคุณละเมียดยังอยู่เมืองตากกะคุณหลวงท่าน”

ความหม่นหมอง แวบเข้ามาในตาคู่นั้นหน่อยหนึ่ง ละเมียดขยับตัวอยู่บนเก้าอี้อย่างเศร้า ๆ แล้วก็ถอนใจ

“คุณพ่อเสีย ๆ แต่ในปีนั้น ภายหลังที่เราขึ้นไปอยู่ตากได้ไม่ถึงปี” หล่อนชี้แจง “ฉันกลับลงมาอยู่ที่บางปะอินกะคุณป้าเรื่อยมา จนแต่งงานกะคุณเสถียรเขาเมื่อปีกลาย....”

“ผมเสียใจด้วยครับ” รื่นพึมพำสายตาอันกล้าพิจารณาทั่วร่างของหล่อน

“เสียใจ ?”

“ผมหมายถึงข่าวคุณหลวง ไม่ใช่ข่าวนายเสถียร” เขาแก้ สายตามิได้ละจากดวงหน้าของหล่อนเลย “คุณละเมียด​สบายดีหรอกครับ ?”

“ถ้ารื่นหมายถึงการแต่งงานของฉันก็อยากจะว่าเรื่อย ๆ” หล่อนตอบเรียบ ๆ “เป็นเรื่องระหว่างผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่จัดการกันเอง เรา, ฉันกับเสถียรเขา เป็นญาติกันห่างๆ.... แต่....” หล่อนถอนใจอีก มองสบตาของเขาอย่างเต็มไปด้วยความครุ่นคิด แล้วหน้าซึ่งซีดลงหน่อยหนึ่งขณะที่เอ่ยถึงเรื่องบิดา ก็กลับแดงขึ้นอีก “ขอให้ฉันได้ฟังเรื่องทางรื่นบ้างดีกว่า คิดบ้างหรือเปล่าว่าตลอดเวลาเหล่านั้น ฉันไม่เคยลืมบุญคุณของรื่น และคืนที่ลานดอกไม้เลย”

ชีวิตของคนบ้านนอก อย่างเขาแม้จะเป็นพ่อค้าไม้ก็รายย่อยกะจิดริด จะมีอะไรนอกจากงานหนักตรากตรำประจำวัน งาน....งาน....งาน.... แล้วก็งาน ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออกร้อนหรือหนาว ฐานะของเขาอาจจะดีขึ้น ครอบครัวเป็นปึกแผ่นและปกติสุข แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังหนีงานไม่พ้น คนอย่างเขาต้องตกเป็นทาสของงานตลอดไป จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต

“ลูกหัวปีของผม ที่คุณเคยอุ้มเคยกอด เดี๋ยวนี้โตแล้ว ซนเป็นกรด แต่ก็ฉลาดพอใช้” เขาเล่าให้หล่อนฟังในตอนหนึ่ง เมื่อละเมียดถามถึงชีวิตในครอบครัว “สุดใจเขาไม่ได้ลง​มาด้วยคราวนี้ ก็เพราะกำลังตั้งท้องลูกคนที่สี่ จวนคลอดเต็มที – –”

“เกือบปีละคนทีเดียวหรือรื่น ?” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของละเมียดบอกความตื่นเต้นอย่างจริงใจ

“ก็....ก็ไปแท้งเสียคนหนึ่งครับ ท้องที่สาม” รื่นหลบตา เลือดแล่นขึ้นสู่หน้าแดงก่ำ

ละเมียดเอนกายพิงพนักเก้าอี้อันใหญ่ สายตาของหล่อนมองข้ามศีรษะเขาออกไปยังทิวเขา ซึ่งปรากฏอยู่ในกรอบหน้าต่างข้างนอก อย่างเลื่อนลอย

“เป็นชีวิตที่น่าภาคภูมิใจอะไรเช่นนั้น” หล่อนพึมพำ “ตรงกันข้ามกับรื่น ฉันกลับเห็นว่า คืนวันที่เต็มไปด้วยความลำบากตรากตรำนั่นแหละ เป็นคืนวันของความสุข เพราะมันหมายถึงชีวิตอิสระ........ ชีวิตของความเป็นไท ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจใคร ไม่ต้องถูกผูกพันด้วยขนบประเพณีที่ไม่จำเป็น ชั่วชีวิตของฉัน ไม่มีครั้งไหนเลยจะได้รับความสุข เท่ากับตามคุณพ่อขึ้นไปเมืองตากครั้งนั้น....”

“ทั้ง ๆ ที่คุณละเมียดเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียที่ลานดอกไม้ เพราะอ้ายพวกปล้น ?” รื่นมองหล่อนอย่างอัศจรรย์ใจ

“จ้ะ, ทั้ง ๆ ที่ฉันเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเสียที่ลานดอกไม้​เพราะพวกปล้น” หล่อนทวนคำ “ชีวิตมีค่าอะไร ถ้ามันจะราบรื่นไปเสียทุกอย่าง ปราศจากอุปสรรคที่จะดิ้นรน ปราศจากอันตรายที่จะต่อสู้ และปราศจากผู้ที่จะร่วมรับความสุข ความภาคภูมิใจ เพราะชัยชนะที่เราได้รับมา เมียของรื่น, ผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาที่สุดในโลกนี้”

“ถ้าเขารู้เข้า สุดใจก็คงจะพูดถึงคุณละเมียดอย่างเดียวกัน”

“ฉัน?” หล่อนกลับนั่งตัวตรงอีก เลิกคิ้วอย่างอัศจรรย์ใจ ครั้นแล้วก็ยิ้มละไม “งั้นเขาก็เข้าใจผิดถนัดรื่น, ไม่มีอะไรเลยที่จะน่าภาคภูมิใจในชีวิตอย่างฉัน ไม่มีอะไรเลยจะน่าอิจฉาในชีวิตของผู้หญิงที่เกิดมาอยู่ในกรอบของขนบประเพณีที่บังคับให้ผู้หญิงเราเป็นแต่ช้างเท้าหลังอยู่เพื่อตัวของเขา และผัวแล้วต่อไป ก็อาจจะลูกโดยเฉพาะเท่านั้น ต่างกว่าชีวิตของรื่นและเขา อย่างที่ฉันรู้....”

“คุณละเมียดรู้อะไร ?” สายตาของรื่นเลื่อนขึ้นไปจับอยู่ที่ใบหน้าของหล่อนอีก ยิ้มอย่างท้าทายปรากฏอยู่เหนือริมฝีปาก

“รู้มากพอเท่าๆ กับที่นายเสถียรเขารู้” หล่อนตอบอย่างฉาดฉาน “รู้แหละ จนกระทั่งว่ารื่นเคยเป็นศัตรูคนหนึ่ง​ที่เขากลัว ระหว่างขึ้นไปทำงานอยู่ที่โน่น........”

รื่นหัวเราะเบา ๆ “งั้นทั้งนายเสถียร กะคุณละเมียดก็รู้มากเกินไป แม้กระทั่งในสิ่งที่ผมไม่เคยรู้–”

หล่อนจ้องเขาอย่างจริงจัง “เป็นอันว่ารื่นไม่ยอมรับงั้นรี ว่าเรื่องเหล่านั้นได้เกิดขึ้น ? การต่อสู้ระหว่างรื่นและพวกปากคลองกับเขา และคนงานของเขาเกี่ยวกับป่าไม้โป่งน้ำร้อน” หล่อนโน้มกายยกมือขึ้นเท้าโต๊ะชะโงกหน้าใกล้เข้ามา “รื่นอย่าลืมว่า ปากน้ำโพเป็นหัวใจของตลาดไม้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่ไหนในโลกนั้น ทุกคนที่นี่ที่สนใจจะต้องรู้ ฉันเองเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น เพราะฉันเป็นเมียของเขา นี่แหละ ถึงได้ประหลาดใจ ที่จู่ ๆ ก็มาเจอะรื่นเข้าที่นี่ ชั้นแรกก็เห็นรื่นนั่งอยู่ที่เก้าอี้ยังไม่แน่ใจแม้ได้ยินเขาเรียกว่าเป็นเพื่อนเก่า และฉันทักทายด้วยก็ยังไม่แน่ จนกระทั่งได้ยินเรื่องของรื่นเอง ––”

“ศัตรูเป็นคำแรก สำหรับใช้กับเรื่องของเรา” ยิ้มของเขามิได้ละไปจากดวงหน้าอันท้าทาย “จริงอย่างคุณละเมียดว่า นายเสถียรกับผมเคยมีเรื่องผิดใจกันมานิดหน่อย เกี่ยวกับปัญหาป่าไม้โป่งน้ำร้อน แต่มันก็เสร็จเรื่องเสร็จราวไปแล้ว ผมรักษาผลประโยชน์ของผม นายเสถียรรักษาผลประโยชน์ของ​เขา เราอาจจะเป็นศัตรูกันตามสายตา และความรู้สึกของคนอื่น แต่ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น ถึงเขาก็จะดูเหมือนกัน มิฉนั้นผมคงจะไม่ได้มาอยู่ที่นี่ครับ, ผมยอมรับรองข่าวที่คุณละเมียดได้ฟังจากปากตลาดไม่ได้ ถ้ารับก็หมายความว่าผมจะได้คุณละเมียดเป็นศัตรูอีกคนหนึ่ง.... ศัตรซึ่งผมไม่มีทาง จะต่อสู้เลย––”

ลมเย็นจากแม่น้ำ พัดเข้ามาในห้องนั้นวูบหนึ่ง อากาศและอารมณ์ซึ่งร้อนอ้าวอยู่ก็ค่อยบรรเทาเบาบางลง แม้กระนั้น สีหน้าอันเคร่งเครียดของละเมียดก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป

“รื่น” หล่อนเรียกเบา ๆ

“ครับ”

“เขาพูดกับรื่นว่าอย่างไรบ้าง ? ก่อนหน้าที่ฉันจะเข้ามาในห้องนี้น่ะ”

“นายเสถียรขอให้พวกเรา–– ผมกับพ่อค้าไม้ชาวเมืองตากและกำแพงขายไม้ให้บริษัทเขาทั้งหมด”

“แล้วรื่นตอบว่าอย่างไร”

“ผม–– ผมบอกว่าจะพยายามบอกพวกพ่อค้าอื่น แต่สำหรับผมยังไม่แน่ เวลายังมีอีกถมไป สำหรับการตกลงใจ”

สายตาของละเมียดกลับเลื่อนลอยไปจับอยู่ที่ทิวเขาระหว่างกรอบหน้าต่างอีก

​“ก่อนที่บริษัทนี้จะตั้งขึ้นมา การค้าไม้ในลำแม่ปิงก็ดำเนินไปได้ไม่ใช่หรือรื่น ?” เสียงของหล่อนเบาเหมือนกับปรารภกับตนเองมากกว่าจะเจตนาพูดกับเขา

ฝ่ายชายพยักหน้า พิศวงงงงันไปด้วยวาจาของหล่อน จนกระทั่งไม่รู้ว่าจะตอบกระไร จะซักอะไร

“ก็อาจจะฟังดูเป็นของประหลาด ที่ฉันจะพูดเรื่องนี้กับรื่น” ละเมียดพูดต่อไปในเรื่องเดิม “แต่ก็อดไว้ไม่ได้ ไม่มีเมียคนไหนที่เขาจะกล้าแสดงออกนอกหน้าให้คนอื่นรู้ว่าผัวเป็นคนชนิดไหน ฉันไม่ต้องการให้รื่นบอกใคร และไม่ต้องการบอกอะไรรื่นเกินไปกว่านี้ นอกจากว่าขอให้คิดกันให้ดี ระหว่างการค้าที่เป็นเสรีกับการค้าที่ถูกผูกมัด อย่างไหนจะให้ประโยชน์แก่รื่นมากกว่ากัน ฉันถือรื่นเหมือนเพื่อนสนิท เหมือนมิตรผู้เคยมีอุปการะต่อฉัน ฉะนั้นจึงทนดูไม่ได้ ถ้าจะมีอะไรมาเปลี่ยนฐานะของรื่น จากกษัตริย์ในกระท่อม มาเป็นทาสในวัง รื่นจะตกอยู่ในฐานะนั้น ในทันทีที่ทำสัญญาผูกมัดจะซื้อขายไม้กับบริษัทของเสถียรเขาโดยเฉพาะ....”

เขามองดูหล่อนอย่างอัศจรรย์ใจเกือบไม่รู้เลยว่าหล่อนกำลังพูดถึงใคร และหมายถึงใคร

“ทำไมคุณละเมียด ถึงบอกให้ผมรู้ในข้อนี้” รู้ดีเสียง​ที่ถามออกไปแหบห้าว แทบจำเสียงของเขาเองไม่ได้ “ทำไม ทำไมคุณละเมียดถึงแต่งงานกับเขา ถ้ารู้ว่านายเสถียรเป็นผู้ชายอย่างนั้น ?”

“รื่นเป็นเพื่อนฉัน––ถึงจะรู้จักกันชั่วเวลาเล็กน้อยเพียงใด ก็เป็นเพื่อนที่ฉันคิดว่าไว้วางใจได้ในขณะที่เขาเป็นผัว ซึ่งฉันไม่เคยรู้จักตัวจริงเลย–” หล่อนส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ “บางเวลาดีเหมือนพระ บางเวลาร้ายเหมือนมาร ฉันจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าแต่งงานกับใคร แต่พูดทำไมในเรื่องนั้น ถึงอย่างไร เขาก็ได้ชื่อว่าผัว อย่างเดียวที่ฉันรู้แน่ ตั้งแต่มาอยู่ใต้ชายคาบ้านนี้ก็คือ บริษัทที่เขาตั้งขึ้น มิได้เป็นหลักฐาน หรือมั่นคง อย่างที่คนภายนอกเข้าใจ”

“งั้นคุณละเมียดก็ไม่ได้รับความสุขสบาย อย่างที่พยายามจะแสดงให้ใคร ๆ เห็น ?”

“ก็อะไรล่ะ ความสุข ความสบายอย่างที่รื่นเข้าใจ " หล่อนยิ้มละไม

เขาพยายามจะตอบตามความรู้สึกของเขา แต่ก็ไม่สามารถจะลั่นวาจาออกมาได้ สายตาทั้งสองคู่แลสบกันอย่างจัง หมดความกร้าว หมดความกระด้าง หรือท้าทายอีกต่อไป ในท่ามกลางความเงียบของห้อง ซึ่งลมเย็นโชยพัดเข้ามาอ่อน ๆ ​นั้น ต่างคนต่างพยายามจะอ่านหัวใจของแต่ละฝ่าย สำหรับรื่น หล่อนมิได้เป็นละเมียดหญิงประหลาด มีอำนาจเสน่ห์ลึกลับ ซึ่งเขาพบที่ลานดอกไม้คืนนั้นอีกต่อไป หากเป็นรูปนางกินรี ณ เชิงเจดีย์วังพระธาตุนางนั้น แปรสภาพจากศิลาสลักกลายมาเป็นนางกินรี ผู้มีลมหายใจ เลือดเนื้อ และความปรารถนา ซึ่งบรรดาคนธรรพ์และมนุษย์เดินดินอย่างเขา พร้อมที่จะเสียสละชีวิตเพื่อหล่อนได้ทุกเมื่อ

“ผม––” เขาเอ่ยแทบกลั้นหายใจ “ผม––”

ในทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าและเสียงสนทนาก็ปรากฏลงมา ตามบันไดจากชั้นบน

“ผมอยากจะว่า เขาเป็นคนที่เคราะห์ดีที่สุด” รื่นพูดต่ออย่างเร่งรีบ “แต่เคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้าย เขาก็ควรจะตายเสียดีกว่า ถ้าทำให้คุณละเมียดไม่สบายใจหรือเป็นอะไรไปสักนิดเดียว”

ก่อนที่หล่อนจะทันตอบอะไรต่อไป นายเสถียรและตาแดงก็เข้ามาในห้อง

“นี่แหละ ที่เขาเรียกว่าผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ชายเจ้าของบ้านตบแขนชายชราเบา ๆ หน้าตาแดงก่ำไปด้วยความตื่นเต้น “รู้หรือเปล่าละเมียด พระที่ฉันได้มาจากไชยาคราวนั้นน่ะ ใคร ๆ ว่าสมัยศรีวิชัย ลุงแดงคนเดียวเท่านั้น ว่าสมัยเชียงแสน ตรง​กับข้อสันนิษฐานของในกรมท่าน พูดตามหลักฐานที่ลุงแดงให้ ก็ไม่มีข้อโต้เถียงได้เลย

ภรรยาเงยหน้าขึ้นชำเลืองดูสามี จากสีหน้าซึ่งพยายามยิ้มอย่างอิดโรยนั้น รื่นได้สำนึกเป็นครั้งแรกว่าหญิงชายคู่นี้จะไม่มีวันรู้รัก และเข้าใจตัวจริงของกันและกันได้ตราบเท่าวันตาย

“ฉันนัดกับลุงแดงแล้วละผู้ใหญ่” เขาเรียกตำแหน่งของรื่นอีก ขณะที่หันหน้ามาหา “ว่าฉันจะขึ้นไปกำแพงในแล้งหน้า ถ้าเป็นไปได้ก็แล้งนี้ บางที – บางทีถ้าข่าวที่ฉันได้รับไปจากคุณหลวงแกว่า ทางบ้านเมืองจะยกคลองใต้เป็นตำบล ฉันก็คงจะเจอะผู้ใหญ่บ้านในฐานะกำนัน เห็นว่าเจ้าเมืองท่านกำลังโปรดปรานรื่นเหลือเกินนี่”

รื่นได้ฟังก็หัวเราะ

“ฟังตามนายเสถียรว่า ถ้าผมยังไม่ตาย นานไปอีก หน่อยคงได้เป็นนายอำเภอ”

ทุกคนพากันหัวเราะตาม แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้นเอง ละเมียดอดคิดไม่ได้ว่า เหมือนมีกังวานของเหล็กกล้าระคนอยู่ หล่อนหันไปชำเลืองดู ก็เจอะสายตาอันกร้าวของรื่น กำลังเพ่งเขม็งอยู่ที่นายเสถียร ซึ่งเพลินอยู่กับการยกยอปอปั้นตาแดงอย่างน่ากลัว !


​– ๓ –

ปีนั้นชาวเมืองกำแพงเพชรและราษฎรตลอดสองฝั่งแม่น้ำปิง ได้รับความตื่นเต้นขนานใหญ่ เมื่อเรือกำปั่นท้องแบนระหัดข้าง จักรท้าย ลำแรกของบริษัทป่าไม้ฝรั่งแล่นจากพระนครขึ้นไปถึงเมืองตาก มันเป็นพฤติการณ์ที่โจษขานกันติดปากอยู่ช้านาน แม้จะผ่านวัน สัปดาห์และเดือน หรือตำบลหนึ่งตำบลใดไปแล้ว ในความมหัศจรรย์ของยุคแห่งจักรยนต์กลไก และไอน้ำที่เริ่มศักราชใหม่ในเมืองไทย ซึ่งในชั่วชีวิตของชาวบ้านชาวเมือง ตามลุ่มแม่น้ำนั้นยังไม่เคยมีใครเห็น

ยืนอยู่คู่กับสุดใจ ห่างไกลออกมาจากคนทั้งหลายในวันที่เรือมหัศจรรย์ลำนั้นผ่านคลองสวนหมากไป เสียงระหัดวิดน้ำสนั่นหวั่นไหวไปหลายท้องคุ้ง มองดูฟองน้ำที่แตกกระจาย และธงแถบลายประดับดาวดารดาษสะบัดชายอยู่บนยอดเสาแล้ว รื่นก็ถอนใจ

“ดูไว้ สุดใจ” เขาบอก “ยุคของการเดินทางวันละร้อยโยชน์พันโยชน์ อย่างในชาดกท่านว่ากำลังจะมาถึง”

นัยน์ตาของหล่อนบอกความตะลึง ตื่นเต้นต่อภาพที่เห็น ​แทบไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

“เรือของใครพี่รื่น ?” หล่อนพึมพำ “ไม่ต้องใช้ถ่อ ไม่ต้องใช้ใบ ฉันไม่เคยได้ยินจากใคร นอกจากในเรื่องพระอภัย”

“กำปั่นในพระอภัยกำลังจะกลายมาเป็นความจริง” เขาตอบ “นั่น, เห็นเขาว่าเป็นกำปั่นของห้างมิสหลุยส์–สมัยเรือถ่อจะถอยหลัง เรือไฟจะแทนที่ เวลานี้ในบางกอกเป็นของธรรมดา อีกหน่อยมันจะมาถึงเมืองเรา คนเดินทางจากปากน้ำโพถึงที่นี่โดยเรือเมล์ไปรษณีย์ถ่อที่ว่าเร็วอยู่แล้วจะล้าสมัย เรือไฟใช้ฟืนจะมาแทนต่อไป ข้าเคยได้ยินข่าวมานาน แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะมาถึงเร็วถึงเพียงนี้”

กำปั่นลำนั้น เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในคลองสวนหมากใต้ นับแต่เขากลับจากปากน้ำโพครั้งสุดท้าย ไม่มีอะไรเลยจะอยู่คงที่ของมัน ผู้คนหลายครอบครัวจากหลายบ้านหลายตำบลและเมือง โยกย้ายมาตั้งภูมิลำเนาลงที่นั่น ภัยธรรมชาติและโรคระบาดที่หายไป นาน ทำให้ปากคลองเป็นแหล่งเงินแหล่งทองที่เรียกร้องความกระตือรือร้นของคนที่ปรารถนาจะวางรากฐานการทำมาหากินลงไปเป็นปึกแผ่น บ้านไร่ซึ่งร้างไปชั่วคราว เพราะไฟป่าเผา​ผลาญกลับแน่นยิ่งกว่าเก่า ข่าวลือเรื่องบ้านเมืองจะยกฐานะคลองสวนหมากขึ้นเป็นตำบลหนาหู และพร้อมกับข่าวนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ข่าวเลื่อนรื่นจากผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นเป็นกำนัน จะติดตามมาด้วย แต่ทุกครั้งที่ได้ฟังเล่าจากชาวบ้านหรือมิตรสหายคนใดที่ไปธุระในเมืองมา รื่นก็ได้แต่เพียงหัวเราะ

“ตามแต่วาสนาจะเป็นไป” เขาบอก “หมู่บ้านหรือตำบลมีความหมายอะไรนักหนา เมื่อคนที่อยู่และชีวิตที่ครองยังคงเดิม ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันมีความหมายอะไรสำหรับฉัน ในเมื่อเดี๋ยวนี้ทั้งเลือดในกายและใจกลายเป็นคนปากคลองไปแล้ว – –” รื่นถอนใจ “พูดถึงเรื่องนี้ทีไร อดคิดถึงผู้ใหญ่พูนแกไม่ได้ ถ้าแกยังมีชีวิตอยู่ และได้เป็นกำนันจะมีความสุขอีกสักเพียงไร”

แต่ไม่มีอะไรเหลือไว้เป็นอนุสาวรีย์แก่คนเคราะห์ร้ายผู้นั้นอีกต่อไป นอกจากหลุมศพในป่าพุทราฟากโน้นและความทรงจำถึงแกซึ่งฝังแน่นอยู่ในใจของเขา ริ้วและโรยมีผัวไปแล้วทั้งสองคน ฝ่ายแรกลงมาอยู่ที่ปากอ่าง ฝ่ายหลังขึ้นไปอยู่ท่าไม้แดง ยายอ่อนจันทร์ภรรยาของแกตามผู้ใหญ่พูนไปด้วย ไข้ป่าในปีต่อมา ที่ทางบ้านช่องกลายเป็นของคนอื่น รื่นรู้ว่า​ครั้งหนึ่งลงยอมรับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดถึงกับเรียกตัว ภายหลังที่ความพยายามของนายอำเภอล้มเหลว เขาจะถูกผูกมัดอยู่กับความรับผิดชอบนั้นต่อไป เพื่อสวัสดิภาพ เพื่อความเป็นปึกแผ่นของชาวคลองสวนหมากใต้เท่า ๆ กับเพื่อความทรงจำรำลึกถึงชายชาวเวียงจันทน์ผู้น่าสงสาร

นายเสถียรกับละเมียดขึ้นไปกำแพงแล้งนั้นตามที่เขากำหนดไว้ รื่นไม่รู้ข่าวอิโหน่อิเหนล่วงหน้าเลย จนกระทั่งสองผัวเมีย พร้อมด้วยหลวงราชบริการเข้ามาหาเขาที่บ้านในเย็นวันหนึ่ง

“เราตั้งใจจะเลยขึ้นไปให้ถึงคลองเจ้า” นายเสถียรบอก “นอกจากติดต่อกับพวกเจ้าของไม้ต่าง ๆ อย่างที่เคยบอกรื่นแล้ว มีเวลาอยากจะขึ้นป่าแม่ระกากับคุณหลวงเขาสักพัก ถ้าหากมีเวลาขากลับจะแวะที่นี่อีก ต่อไปก็วังพระธาตุ ––”

วาจาเหล่านั้นนำคืนวันเก่ากลับมาสู่ความทรงจำของรื่นอีกครั้งหนึ่ง – – นายเสถียรที่ลานบ้าน พร้อมด้วยคำคาดคั้นขู่เข็ญก่อนที่เขาจะเดินทางเข้าไปในป่าโป่งน้ำร้อน ซึ่งถูกหวงห้าม และถ้อยคำของตาแดง ขณะที่แกกลับจากปากน้ำโพปีนั้น พร้อมด้วยเรือบรรทุกสินค้าของเขา

​“งั้นข่าวที่เราได้ยินว่านายเสถียรได้สัมปทานป่าไม้ที่แม่ระกา, โป่งน้ำร้อนแล้วก็วังพระธาตุก็เป็นความจริง” เขาพึมพำ

นายเสถียรเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

“ใครเป็นคนบอกรื่น ?”

“หรือ ไม่จริง ?” เขาพยายามเลี่ยงกระทู้ถามข้อนั้น

“มันอาจจะเป็นจริงไปได้ แต่ในขณะเดียวกันมันอาจจะเหลวแล้วแต่เสนาบดีท่าน” นายเสถียรหัวเราะ “ระหว่างนี้อยู่ในขั้นทาบทามเท่านั้น เสนาบดีท่านว่าถ้าชาวบ้านไม่คัดค้านก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าขัดข้องก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ท่านจะอนุญาตไม่ได้ พวกชาวบ้านเขาว่าอย่างไร คุณหลวง ?” เขา หันไปหานายอำเภอ

หลวงราชบริการ ภูมิฐานควรแก่ลักษณะของเทศา มองหน้าผู้พูดนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบสนอง

“ก็ไม่เห็นมีอะไร พวกนั้นควรจะดีใจด้วยซ้ำไปที่จะได้ทำงานกับนายเสถียร แทนที่จะดิ้นกระแด่วไปแต่ลำพังตัวเองด้วยการที่ใครตัดไม้ได้ก็ตัดไป ไม่รู้ว่าจะขายให้ใครได้ราคาดีหรือไม่ได้

รื่นก้มหน้าตาจับอยู่กับยาเส้นที่เขากำลังมวนใบตองสูบ

“แต่เขาทำกันมาอย่างนั้นชั่วชีวิตปู่ย่าตายาย” เขา​พึมพำ “หลายคนสมัครที่จะเป็นนายของตัวเองมากกว่าที่จะไปเป็นลูกจ้างคนอื่น”

“ผู้ใหญ่รื่นว่าอย่างไรฉันไม่เข้าใจ ?” เสียงของนายอำเภอผู้ภูมิฐาน ควรแก่ลักษณะของเทศาชักเปลี่ยนไป

“ผมว่าป่าเหล่านั้นตกไปเป็นสัมปทานของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจะทำให้ชาวบ้านท้องถิ่นเดือดร้อน” “รื่นตอบเรียบๆ และเปิดเผย โดยไม่เงยหน้า

“ฉันคิดว่า ผู้ใหญ่รื่นเอาธุระแต่ในท้องที่ของตัวดีกว่า ไม่มีใครจะรู้ความเป็นอยู่หรือเป็นไปของผู้คนในท้องที่เหล่านั้นดีไปกว่าฉัน”

“ครับ, ผมไม่เคยไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของท้องที่ไหน แต่บังเอิญโป่งน้ำร้อนเป็นหัวใจของคนบ้านนี้ นายเสถียรก็เคยรู้ดี ผมถึงได้เรียนให้คุณหลวงทราบ – –”

ละเมียดซึ่งสนทนาอยู่กับสุดใจ ไต่ถามทุกข์สุขของหล่อนและลูกอยู่ทางหนึ่งหันมาหัวเราะว่า

“อย่าเพิ่งไปพูดกันเรื่องนั้นดีกว่ารื่น เป็นเหตุการณ์ภายหน้า ยังมีเวลาปรึกษาหารือกันได้ถมไป”

สามีได้ฟังก็ถอนใจ “จริงของละเมียดเขา เปล่า, คุณหลวงท่านช่วยเป็นธุระ ก็เพื่อความเจริญก้าวหน้าของราษฎร​ในตำบลนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่ประโยชน์ของฉันข้างเดียว รื่น ฉันจะไม่ทำอะไรโดยฝืนใจอีกต่อไป อย่าได้กลัวฉันในข้อนั้น เหตุการณ์อย่างคราวก่อนจะไม่เกิดขึ้นอีก––”

ฟังดูก็เหมือนนายเสถียรคนใหม่ มิใช่ชายผู้เผชิญหน้ากับเขาอย่างเสือร้าย และนักเลงที่ลานบ้านวันนั้น รื่นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ จุดยามวนสูบ ชำเลืองดูละเมียดแล้วก็อดสะท้านปลาบเข้าที่หัวใจไม่ได้

ใบหน้าของหล่อนระรื่นไปด้วยอาการหัวเราะ ขณะที่สัพยอกหยอกล้อลูกคนเล็กของเขา ถึงกระนั้นรื่นก็อดสังเกตเห็นนัยน์ตาอันเศร้า และกังวลของหล่อนไม่ได้ การขัดจังหวะของหล่อน อาจทำให้ความคร่ำเครียดของสีหน้า และน้ำเสียงหลวงราชบริการคลายลงไป ทุกคนกลับหัวเราะกันได้อย่างเก่า แต่รื่นรู้อย่างที่ทุกคนรู้ ว่าซึ้งลงไปในใจความคุกกรุ่นของอารมณ์ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกันมิได้หายไปไหน

เมื่อสองผัวเมีย และนายอำเภอเมืองลาลงเรือแม่ปะเดินทางต่อไป สุดใจเอ่ยขึ้นกับเขา ขณะที่ยืนอยู่บบตลิ่งหน้าท่า สายตาจับอยู่กับภาพเรือซึ่งกำลังจะลับท้ายเกาะหน้าบ้านไปสู่คุ้งธารทองแดงฟากโน้นว่า

“แปลกแท้ ๆพี่รื่น ทำไมผู้หญิงอย่างคุณนายละเมียด​ถึงไปได้กับผู้ชายอย่างนายเสถียร ?”

“แปลกยังไง สุดใจ ?” เขาหันมาหาภรรยาอย่างอัศจรรย์ใจ

“คุณนายละเมียดนะ เอวบางร่างน้อย ยังกะนางฟ้า กิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน ส่วนนายเสถียรยังกะยักษ์ กิริยาวาจาโฮกฮากเหมือนมหาโจร”

รื่นได้ฟังก็หัวเราะขรึม ๆ อยู่ในลำคอ “อ้ายมหาโจรมีเมียยังกะนางฟ้าถมไป อย่างโจรใหญ่ในจันทโครบของจำปามัน กับนางโมรา อย่างเจ้าโปร่งกับจำปา หรืออย่างข้ากะเอ็ง”

สุดใจซัดเผียะเข้าไปที่ต้นแขนของเขาอย่างกระฟัดกระเฟียด

“พี่รื่นไม่ใช่มหาโจร, แล้วข้าก็ไม่ใช่นางฟ้า”

“แต่จำปามันเป็น” สามียืนยัน “ตั้งแต่เราแรกเจอะกันยังจำได้ไหมล่ะ ?”

“เขาพูดถึงคุณนายละเมียดตังหาก เถลไถลไปถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว” หล่อนบอก หยุดคิดอย่างตรึกตรอง “มอง ๆ ดูแกแล้ว รู้สึกยังไงไม่รู้ พี่รื่น”

“รู้สึกยังไง?”

​“รู้สึกเหมือนกะแกจำใจแต่งงานกับนายเสถียรนั้นแหละ”

“เอ็งเข้าใจผิดหมด สุดใจ” เขาหัวเราะ “จริงอยู่ ผู้ใหญ่อาจจะเป็นฝ่ายจัดการให้ได้กัน แต่คุณละเมียดก็ไม่เคยคัดค้านนี่ ความจริงน่ะ เขาเป็นพี่น้องกันด้วยซ้ำไป”

หล่อนเงยหน้าขึ้นดูเขาอย่างสงสัย

“ทำไมพี่รื่นถึงได้รู้ ?”

“แก–– แกเล่าให้ฟังเอง เมื่อเจอะกันที่ปากน้ำโพ”

สุดใจมิได้ตอบประการใด สายตาของหล่อนหันกลับไปจับอยู่กับเรือแม่ปะลำนั้นอีกครั้ง ขณะที่มันวกไปวกมาระหว่างรั้วจิบ ซึ่งกันร่องน้ำจากชายฝั่งตะวันออกไปจดตลิ่ง ประกายอันเกิดจากน้ำติดปลายถ่อกระทบกับแสงแดดวาววับอยู่ทุกระยะที่คนถ่อเดินสับเปลี่ยนกันจากหัวเรือลงมากลางลำ จน กระทั่งที่สุดมันก็ลับคุ้งไป

“พี่รื่น” สุดใจเอ่ยขึ้นอีก มือของหล่อนเกาะแขนเขาไว้แน่น

“ทำไม ?” เขาก้มมองดูหล่อนอย่างแปลกใจ

“พี่รื่นสังเกตเห็นหรือเปล่าว่า ตลอดเวลาที่พี่รื่นคุยกะนายอำเภอ กะนายเสถียร คุณนายละเมียดคอยมองดูไม่วางตาเลย”

​“เปล่า, ไม่ได้สังเกต”

“มองอย่างชอบกล เหมือนกะคนที่หวาดกลัวอะไรอยู่ คุณนายละเมียดเป็นอย่างนั้นเมื่อไหร่ ตอนที่เราเจอะแกที่ลานดอกไม้ กล้าหรือยังกะอะไร ดูเหมือนว่าในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่แกจะกลัว”

สามีหัวเราะอีก “เอ็งจะคิดมากไปกะมัง สุดใจ ข้าไม่เห็นอะไรแปลก ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยน แต่ก่อนคุณนายละเมียดเป็นอยู่อย่างไร เดี๋ยวนี้ก็อย่างนั้น––”

“บางทีฉันจะคิดมากไปเองอย่างที่พี่รื่นว่า” หล่อนถอนใจ “บางทีฉันจะเห็นในสิ่งที่ไม่มีใครเห็น แต่ก็อดคิดไม่ได้จริงๆ พี่รื่น––อดคิดไม่ได้ว่า คุณนายละเมียดแกเสียใจที่เป็นเมียนายเสถียร––”


– ๔ –

ฤดูน้ำมาถึงอีกครั้งหนึ่งอย่างที่มันเคยมาถึงทุกปีมา ต่างแต่คราวนี้รื่นรู้สึกว่าอุปสรรคคอยต้อนรับเขาทุกฝีก้าว จำนวนไม้ที่ตกเงินและปากคำกันไว้กับผู้ลากเข็นจากคลองเจ้าเกาะ​ฤษี คลองเมือง ลงมาถึงลานดอกไม้ไม่ได้ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ บางรายคืนเงินให้เพราะว่าลากมาถึงตีนท่าไม่ทัน และบางรายก็เกี่ยงงอนในเรื่องราคา และเพราะว่าเกือบทุกรายถือวาจาเป็นใหญ่กว่าสัญญา ซึ่งทำกันเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมิฉะนั้นก็เลิกแล้วต่อกันไป เมื่อน้ำเหนือเริ่มขึ้น และฤดูล่องแพใกล้เข้ามา อย่างมากที่จะสามารถรวบรวมได้ก็เพียง ๓ แพเท่านั้น – – เป็น ๓ แพที่คละเคล้ากันทั้งไม้ดีและเลว ถัวแล้วไม่ถึง ๘ กำ

มันเป็นการผิดหวังครั้งแรกในชีวิตการค้าไม้ของเขา มิใช่เกี่ยวกับการขาดทุนหรือได้กำไร หากวาจาที่ให้ไว้แก่ต่วนด่ำ ซึ่งมุ่งจำนวนและคุณภาพของไม้จากเขาไว้เป็นมั่นเหมาะในปีนั้น

“ฉันจะดูหน้าแกอย่างไรได้ น้าแดง” รื่นปรารภอย่างข้องใจในวันนั้น ระหว่างคัดไม้ลงน้ำเป็นงวดสุดท้าย “ต่วนด่ำต้องการไม้กว้าวตะแบก กะอินทนิลจากฉัน ๕ แพด้วยกัน คิดถัว ๑๐ กำ เพราะรับปากกับโรงเลื่อยหรือบริษัทไม้ในบางกอกไว้ก็ไม่รู้ได้ เรื่องจำนวนน่ะยังพอแก้ไข แต่ขนาดของไม้แล้ว ก็ไม่มีโอกาสดัดได้เสียด้วย” เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ – “ไม่รู้เลยว่าพวกนั้นเป็นอะไรกันไป มันไม่ควรจะรับคำฉัน ถ้าไม่แน่นอน แต่ก่อน ๆ มาเคยเป็นอย่างนี้เมื่อไหร่”

​ตาแดงซึ่งวุ่นอยู่กับการสั่งผูกไม้ที่ลงน้ำแล้ว หาได้ตอบเขาทันทีทันใดไม่ แกนิ่งอยู่นาน นัยน์ตาอันชราเต็มไปด้วยการตรึกตรอง ในที่สุดจึงได้เอ่ยขึ้น

“รื่นอยากรู้รึ ว่าคนพวกนั้นมันเป็นอะไรไป ? อ้ายริด อ้ายสุก ผู้ใหญ่แหว่ว ตลอดจนกระทั่งทิดบุญ” แกทิ้งระยะเหมือนจะพยายามให้น้ำเสียงที่พูดคลายความขุ่นมัว “อยากรู้ไหมล่ะ ? มันจะอะไรกัน นอกจากเงิน”

“ฉันไม่เคยติดค้างเขาจนสตางค์แดงเดียว ฉันให้ความพอใจเสมอในเรื่องราคา”

“รื่นเอาอะไรวัด ในเรื่องความพอใจของคนเรา ?” ตาแดงยกมือขึ้นเกาคางอย่างครุ่นคิด “ลงเงินเข้าตาแล้ว อย่าว่าแต่อ้ายริด อ้ายสุก ผู้ใหญ่แหว่ว หรือทิดบุญเลย อีกหน่อยคนที่เคยติดต่อกับรื่นมาแต่แรกก็คงไปอย่างเดียวกัน ฉันเตือนรื่นแล้วไหมล่ะ นับแต่เห็นพวกคลองเหนือ กับในเมืองขึ้นไปคลุกคลีกับพวกนั้นจนเป็นที่ผิดสังเกต ฉันเตือนแล้ว ว่าคนพวกนั้นกำลังขึ้นราคาไม้กันใหญ่ เขาให้เกินกว่ารื่นให้ตั้งครึ่งค่อน – – – ฉันอ้อนวอนให้รื่นทำสัญญาผูกมัดกับพวกอ้ายห่านั่นเสีย แต่รื่นก็ใจเย็น – –”

“เพราะว่าฉันไม่คิดว่าจะเป็นกันไปได้เช่นนั้น” เสียง​ของเขาบอกความแสลงใจ “แต่ไหนแต่ไรมาเราตกลงอะไรกันด้วยวาจาทั้งสิ้น ใครเขาจะคิดว่าจู่ ๆ มันจะมากลับตาลปัตร สำหรับเรื่องราคาน่ะ ถ้าฉันยอมไปแข่งกับพวกนั้นด้วยก็ชิบหายอย่างไม่ต้องสงสัย อย่าว่าแต่เรื่องกำไร เพียงจะเอาทุนขึ้นก็ทั้งยาก ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ น้าแดง ว่าพ่อค้าใหม่ของกำแพงเหล่านั้น เขาต้องการอะไร ?”

“ถามนายเสถียรกับนายอำเภอ” ตาแดงหัวเราะอย่างขุ่น ๆ อยู่ในลำคอ

เวลายิ่งนานไป ความตื่นตัวของราคาไม้กระยาเลยและเบญจพรรณในย่านจังหวัดกำแพงเพชรก็ยิ่งปรากฏแจ้งชัดยิ่งขึ้น ยิ่งนานวันนามของนายเสถียรในฐานะพ่อค้าไม้ใหญ่ของปากน้ำโพ ซึ่งเป็นสถานีปลายทางของบรรดาไม้เหล่านั้นก็ยิ่งหนาหู หลายคนบอกว่าเขายินดีสู้ราคาด้วยไม่ว่าจะกับพ่อค้าเก่า หรือพ่อค้าใหม่ และหลายคนที่เป็นพ่อค้าย่อยอยู่ในลำแม่ปิง ห่างไกลจากความเคลื่อนไหวของตลาดข้างล่าง ต่างก็บ่ายหน้าไปหาเขา

รื่นต้อนรับข่าวเหล่านี้ด้วยสีหน้าและกิริยาอันสงบ

“เราเคยค้าขายกับต่วนด่ำมาแต่ต้น” เขาบอกสุดใจวันหนึ่ง ขณะที่ผูกไม้เข้าแพอยู่ที่หน้าบ้าน “เราจะค้าขายกับแก​ต่อไป ถึงนายเสถียรจะใช้คนออกกว้านซื้อไม้ทั่วทั้งแม่ปิงเราก็จะพยายามทำไม้เอง ล่องจนได้ ถึงนายเสถียรจะให้ราคาแก่พ่อค้าไม้อื่น ๆ ดีอย่างไร ใครเขาจะขายก็ขายไป สำหรับเราไม่มีจะเปลี่ยน”

“อย่าลืมนะพี่รื่น นายเสถียรเขามีนายอำเภอหนุนหลังอยู่ทั้งคน” สุดใจให้สติ “ครั้งหนึ่ง เขาใช้อำนาจเพราะคิดว่าอาจจะทำให้เราแหลกไปได้ แต่พี่รื่นอยู่ยงคงทนเกินไปเขาก็มาไม้ใหม่ คราวนี้เอาน้ำเย็นเข้าลูบก็ด้วยหวังอยากจะได้เป็นพรรคพวก ถ้าพี่รื่นยังยืนกรานต่อไป แข็งกระด้างกะเขาต่อไป ฉันเห็นว่าลงท้ายเราคนเดียวจะตกที่นั่งลำบาก”

เขาวางมือจากหวาย เงยหน้าขึ้นดูหล่อนนิ่งอยู่หน่อยหนึ่ง ในที่สุดก็ลุกขึ้นยืนยิ้มอย่างปลอบใจ

“อย่าวิตกไปหน่อยเลย สุดใจ” เขาบอก “เราตกที่นั่งลำบากมามากพอแล้ว จนไม่มีอะไรที่จะทำให้เราลำบากไปกว่านั้นได้ ไม่ว่าจะไปหานายเสถียรหรือนายอำเภอ คอยดูต่อไปดีกว่าว่าการค้าไม้ของนายเสถียรอย่างนี้จะไปลงเอยวิธีไหน อีกหน่อยเถอะพวกพ่อค้าไม้เหล่านั้นจะไปรู้สึกเสียใจและเราจะเป็นฝ่ายหัวเราะภายหลัง”

ภรรยาถอนใจ “ได้ฟังพี่รื่นทีไรฉันก็เบาใจ แต่ไป ๆ ​มันก็อดกังวลขึ้นมาอีกไม่ได้” หล่อนว่า “พยายามระมัดระวังหน่อยพี่รื่น––ระมัดระวังหน่อย”

“เออน่ะ ปล่อยไว้เป็นธุระของข้าดีกว่า” เขาหัวเราะ

ต่อมาอีก ๕ วัน แพทั้ง ๓ ก็เคลื่อนออกจากคลองสวนหมากใต้


– ๕ –

รื่นได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไปถึงปากน้ำโพ และปรากฏว่าต่วนด่ำ ต้องรีบกลับไปล่างด้วยธุระสำคัญก่อนหน้าเขาไปถึงเพียง ๓ วัน ตัวแทนที่อยู่ทำการติดต่อ และตกลงในการซื้อขายเล่า ก็พิถีพิถันและเกี่ยงงอนไม่เป็นอันตกลงกันได้

“ไม้พูดกันไว้น่ะห้าแพ เฉลี่ยแพละร้อยยี่สิบห้าต้น ถัวสิบกำ แต่เอาเถอะถึงจำนวนจะไม่ครบก็ไม่เป็นไร แต่นี่ทั้งขนาดและลักษณะไม้ผิดไปจากที่ผู้ใหญ่รับปากไว้ทุกอย่าง จะให้ฉันทำยังไง ?”

เขาเป็นชายหนุ่มที่ต่วนด่ำอาจจะไว้วางใจใช้สอยเพราะเป็น​คนคล่องแคล่วและละเอียดละออ แต่ก็เพราะความไว้วางใจที่ได้รับจากพ่อค้าใหญ่ผู้เป็นนายจ้างนั่นเอง เป็นเหตุให้ระมัดระวังตัวแจเกินไป ในการรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตน จนเกือบจะดูเป็นการเอารัดเอาเปรียบไป

รื่นอธิบายถึงอุปสรรคที่เขาได้รับ และความจำเป็นนานัปการ ที่ทำให้เขาไม่สามารถจะหาให้ตามขนาด ชนิด และคุณภาพที่ตกลงกันไว้ให้ครบตามจำนวนภายในน้ำนั้น

“แต่ผมไม่ขัดข้องเลยในการที่ฝ่ายนายห้าง จะตีราคาต่ำไปกว่าที่ตกลงกันไว้” เขาบอกตอนสุดท้าย

“เรื่องราคาไม่สำคัญ” ชายหนุ่มผู้เป็นตัวแทนของต่วนด่ำ ตอบอย่างอ่อนใจ “นายห้างมอบให้ฉันวินิจฉัยได้โดยสิทธิ์ขาด แต่เรื่องไม้ผิดขนาด โพรง แล้วก็คด ๆ งอ ๆ จะให้รับไว้ยังไง ผิดสัญญาที่เราทำไว้กับโรงเลื่อยในบางกอก นอกจากจะขาดทุน ไหนยังจะเสียชื่อ”

การขอร้องของเขาเพื่อให้รับซื้อไว้ และขอโอกาสแก้ตัวใหม่ในน้ำหน้า ไม่เป็นผลสำเร็จ ชายหนุ่มตัวแทนต่วนด่ำ ให้เหตุผลถึงความเสียหายทางฝ่ายเขาอย่างน่าฟัง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้รื่นอดสะเทือนใจไม่ได้

“ฉันเสียใจจริง ๆ ผู้ใหญ่” เขาอธิบายอย่างเห็นอก​เห็นใจ “สัญญาที่ให้ไว้กับโรงเลื่อย ในบางกอกระบุรายการละเอียด ผูกมัดไว้ทุกอย่าง ไม่เหมือนกับการตกลงปากเปล่า จะได้ว่าหลงลืมไป”

“แต่ผมไม่เคยหลงลืม นับแต่ค้าขายกับนายห้างมา” เสียงของรื่นบอกความแสลงใจ “ผมไม่เคยผิดถ้อยคำที่ให้ไว้ ไม้ดีบอกดี ไม้เลวบอกเลว ผมไม่เคยย้อมแมวขาย นายห้างต่วนด่ำรู้ดี”

“ฉันเข้าใจ ผู้ใหญ่––เข้าใจ แต่ก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้จริง ๆ เพราะผิดสัญญาที่ทำไว้กับโรงเลื่อย” ตัวแทนต่วนด่ำยืนยันประโยคเดิมก่อนที่จะจากไป

เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่รื่นเริ่มสำนึกถึงความแตกต่างระหว่างคุณค่าของวาจา และสัญญาที่ทำกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในการค้า เจ้าของไม้และบรรดาพวกลากเข็น บิดพลิ้วจนกระทั่งเขาต้องผิดพลาดไป ก็เพราะความเชื่อใจและวาจาที่ให้ต่อกันไว้ ความผิดหวังที่เขาได้รับเมื่อแพตกถึงปากน้ำโพแล้วก็เช่นเดียวกัน

ทุก ๆ วันปากน้ำโพตั้งแต่วัดไทยลงมาถึงหน้าผา เพิ่มขึ้นด้วยแพไม้เกือบทุกราย ติดธงเครื่องหมายของนายเสถียรแทบทุกรายล้วนแต่ไม้ที่ได้ขนาดและงามกว่าของเขาทั้งสิ้น ประเดี๋ยว​แพหนึ่งล่องใต้ ประเดี๋ยวแพใหม่ลงมาแทนที่ ไม่ว่าจะแลไปทางไหน จะพบแต่ธงสีไพรวงดำของนายเสถียรทั้งสิ้น

ทุก ๆ วันพ่อค้าจากล่างขึ้นลงแพเหล่านั้นไม่ว่างเว้นในขณะที่ ๓ แพของเขาเงียบเหงา ไม่มีใครติดต่อ ไม่มีใครเหลียวแล เมื่อเดือนหนึ่งผ่านไปโดยไม่มีข่าวจากต่วนด่ำ และความหวังจากพ่อค้าอื่น ความขมขื่น กระสับกระส่ายของรื่นก็ยิ่งแสดงออกจนปรากฎนอกหน้า

“ฉันควรจะเชื่อน้าแดงในเรื่องทำสัญญาผูกมัดกันไม่ว่าในการซื้อหรือขาย” เขาปรารภในเย็นวันหนึ่งขณะที่นั่งกินข้าวอยู่พร้อมกันในทับ “นับวัน นับแต่วาจาสัตย์ของคนเราจะเสื่อมค่าลง––”

ความขมขื่นเหล่านั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งทำให้เขาเงียบขรึม และเก็บตัวอยู่แต่ในทับแพ ระหว่างที่คนอื่น ๆ ขึ้นไปแสวงหาความสนุกสนานในตลาด การดื่มซึ่งห่างไปนานก็จัดขึ้น การพูดจาเล่นหัวน้อยลง

ท่ามกลางภาวะและบรรยากาศเช่นนี้เอง ที่เย็นวันหนึ่งนายเสถียรลงไปพบเขาที่แพแต่ลำพัง

กิริยาท่าทางอันกระปรี้กระเปร่า และความร่าเริงจากเสียงหัวเราะร่วนของเขาขณะที่ร้องทักรื่น บอกถึงความยินดี​อย่างจริงใจ ถึงกระนั้น ชายผู้อ่อนอาวุโสกว่าก็อดเสียวแปลบเข้าไปในทรวงอกไม่ได้ เพราะความริษยา

“ฉันเพิ่งมาจากกรุงเก่ากับละเมียดเขา เมื่อเช้านี้เองรื่น” นายเสถียรบอกนั่งลงที่ประตูทับ “รู้ข่าวจากลุงแดงกับพวกนั้นที่ตลาดว่า รื่นอยู่ที่นี่ถึงได้เลยมาเยี่ยม ละเมียดเขาจะมาด้วยแล้ว บังเอิญมีคนลงมาจากเมืองตากด้วยเรื่องที่ทางบ้านช่องอะไรของเขาทางโน้นก็ไม่รู้ ต้องอยู่รับรองพูดเรื่องธุระกัน สั่งฉันให้บอกรื่นว่าฝากความคิดถึงมาด้วย”

“ขอบพระคุณนายเสถียรกับคุณนายละเมียดละครับ” เขาตอบ นัยน์ตายังแดงก่ำ เพราะฤทธิ์สุราซึ่งร่ำมาแต่ตอนบ่าย

นายเสถียรพิจารณาดูเขาอย่างหลากใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงเอ่ยขึ้นอีก

“เป็นไงไปรื่น ฉันรู้จากลงแดงว่า ต่วนด่ำเขาไม่ยอมรับไม้ของรื่นหรือ ?”

“น้าแดงเข้าใจผิด”

“คือยังไงกัน รื่น?”

“ต่วนด่ำไปบางกอก ให้แต่คนอื่นไว้ติดต่อแทนเขาเป็นคนไม่ยอมรับซื้อไม้ผม”

นายเสถียรถอนใจ “มันมีความหมายอย่างเดียวกัน...”

​“มันไม่เหมือนกัน––” เขายืนยัน “ต่วนด่ำจะเป็นคนที่เข้าใจผมดีกว่าใคร ๆ ที่แกตั้งไว้เป็นตัวแทน”

“ตกลงนี่รื่นก็ยังคงคิดว่า ถ้าได้พบต่วนด่ำ จะทำให้ เรื่องต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปได้” เขาส่ายหน้าไปมาช้า ๆ “ขอให้ฉันบอกหน่อยได้ไหมรื่น ว่าผู้แทนคนนั้นแหละตกลงซื้อไม้ของฉันไปแล้วทั้งห้าแพ––”

ภายในทับนั้นเงียบเหมือนกับป่าช้า นัยน์ตาอันแดงของรื่น มองดูหน้าของคู่สนทนาอย่างไม่เชื่อหูตนเอง ต่อมาก็ก้มลงจับนิ่งอยู่กับแก้วเหล้าในมือ

“เขาเซ็นสัญญาซื้อขายกับฉันเมื่อตะกี้นี้เอง” นายเสถียรควักกระดาษม้วนหนึ่ง คลี่ออกต่อหน้าเขา รื่นมิได้พยายามแม้แต่จะเหลียวไปดูข้อความ ในหนังสือสัญญานั้นเขายกแก้วเหล้าขึ้นกรอกใส่ปากช้า ๆ พิจารณาดูมันนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่ง ก็โยนทั้งแก้วและขวดออกไปนอกทับ

“ผมดีใจด้วยกับนายเสถียร––” เสียงของเขาแหบห้าวจนเกือบฟังไม่รู้เรื่อง “เงินของนายเสถียรชนะ และความปรารถนาดีของผมแพ้......”

“แต่นี่มันการค้าขาย รื่น” สีหน้านายเสถียรประหลาดใจ “ค้าขายกันอย่างตรงไปตรงมา”

​“ครับ, เพราะฉะนั้นบรรดาพวกเจ้าของไม้ กับพวกลากเข็นถึงได้ผิดคำมั่นสัญญาที่รับไว้กับผม เฮโลกันไปขายให้แก่ตัวแทนของนายเสถียรกะหลวงราชบริการ เพราะฉะนั้น ไม้ไล่ที่ผมได้มาจึงได้ผิดพลาดไปจากที่ผมให้คำมั่นสัญญากับต่วนด่ำไว้ เพราะฉะนั้นตัวแทนของต่วนด่ำ จึงไม่ยอมพิจารณาหรือให้โอกาสผมแก้ตัวเลย – – ครับ, มันเป็นการค้าขายกันอย่างตรงไปตรงมา สีหน้าของเขาเป็นมันไปด้วยเหงื่อซึ่งซึมออกมาเกาะอยู่เต็มหน้าผาก น้ำเสียงของเขาห้าวและกร้าวยิ่งขึ้น แต่นายเสถียรอย่าเข้าใจผิด ว่าผมจะยอมแพ้ง่าย ๆ ผมจะยอมขาดทุน ให้ไม้เหล่านี้มันจมอยู่ตลอดไป ขาดทุนย่อยยับยังไงก็ช่างมัน น้ำหน้าผมจะแก้ตัวใหม่ – –”

“รื่น !” เสียงตาแดงเรียกมาจากตีนท่า เขาหยุดนิ่งอยู่หน่อยหนึ่งจนกระทั่งแกเข้ามาถึงหน้าทับ “ฉันพบนายชื่นเขาที่หน้าตลาด บอกว่าสุดใจสั่งมาว่าเจ้าแดงลูกคนโตของรื่นป่วยหนัก ขอให้รีบขึ้นไปโดยเร็ว – –”

หน้าอันแดงเป็นมันของเขามิได้เปลี่ยนไป นัยน์ตาอันช้ำของเขามิได้แสดงว่า เข้าใจความหมายของวาจาเหล่านั้นชั่วขณะหนึ่งเขามองดูตาแดงอย่างมิได้เอาใจใส่ ครั้นแล้วชั่วขณะต่อไปก็เต็มไปด้วยความพิศวงงงงันพึมพำอยู่ในลำคอเหมือนคนละเมอเพ้อพก ครึ่งหลับครึ่งตื่น

​“ได้ยินลุงแดงไม่ใช่หรือรื่น ?” เสียงของนายเสถียรแหลมเข้าไปในความสำนึกของเขา “ลูกคนโตของรื่นเจ็บหนัก สุดใจสั่งมา ขอให้รีบขึ้นไปโดยเร็ว – –”

“ครับได้ยิน” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของเขายังเลื่อนลอย “เจ้าแดงของผมเจ็บหนัก สุดใจเขาให้รีบขึ้นไปโดยเร็วแต่ไปยังไง?”

“มะรืนนี้ กำหนดเรือเมล์ไปรษณีย์ขึ้น” ตาแดงว่า “อย่างช้าสามวันรื่นก็จะถึงกำแพง แทนที่จะเป็นหกเจ็ดวันอย่างเรืออื่น”

“แต่หน้าน้ำอย่างนี้ บางทีก็จะช้ากว่านั้น” นายเสถียรบอก ในทันใดนั้นเอง สีหน้าของเขาก็แจ่มใสขึ้นเหมือนนึกอะไรได้ “รื่น, พรุ่งนี้จะมีเรือเมล์ของบริษัทฝรั่ง ขึ้นไปเมืองตากเป็นครั้งแรก – – เรือไฟ ไม่ใช่เรือถ่อหรือเรือจักรข้าง เขายังไม่รับผู้โดยสาร เพียงแต่เป็นการทดลองเท่านั้น ถ้าเรียบร้อยก็จะรับผู้โดยสารเดินประจำต่อไป ฉันรู้จักกับผู้จัดการใหญ่ของเขาประจำที่นี่ดี ไปเรือลำนี้เถอะรื่น ฉันจะพูดกับเขาให้เอง–

แม้ว่าจะเป็นการทดลองเดินทางครั้งแรก เรือไฟลำนั้นก็เต็มไปด้วยผู้โดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวมิตรสหาย​หรือคนรู้จักกันกับผู้จัดการและพนักงานประจำเรือที่นั่น

ในทันใดที่ก้าวลงไปที่โป๊ะท่าน้ำ ท่ามกลางหมอกตอนเช้าตรู่ ท่ามกลางเสียงผู้คนที่จอแจ และเครื่องยนต์ซึ่งดังอยู่เป็นระยะ ๆ รื่นต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ชั่วครู่ใหญ่ ๆ เมื่อได้ยินเสียงทุ้ม ๆ ซึ่งถึงจะอยู่ที่ไหนก็จำได้วันยังค่ำ ทักขึ้นมาจากในเรือซึ่งยังจุดไฟสลัวว่า

“ลงมาทางนี้รื่น ฉันจัดที่ไว้ให้แล้ว”

ละเมียด ! รื่นนึกอยู่ในใจ อึดอัดและลังเลอย่างบอกไม่ถูกว่าอะไรทำให้เขาอึดอัดและลังเลไป เพราะพบหล่อนที่นั่น–โดยไม่ได้คาดฝัน และในขณะที่ลืมมาได้เป็นเวลาช้านานแล้วว่ามีหล่อนร่วมอยู่ด้วยในโลกนี้

“ผม––ผมไม่ยักนึกว่าจะเจอะคุณละเมียดที่นี่” เขาเอ่ยตะกุกตะกัก เมื่อก้าวขึ้นไปบนเรือและนั่งลงตรงที่ว่า ซึ่งหล่อนเลื่อนกระเป๋าเดินทางและชะลอมของฝากให้

ในแสงสลัวของตะเกียงรั้ว และควันไฟ ที่แผ่ซ่านออกมาจากห้องเครื่องข้างหลัง ใบหน้าของหล่อนแลดูรางเลือน เหมือนภาพที่ปรากฏขึ้นในความฝัน หัวใจที่สงบมานานก็สั่นขึ้นมาอีกอย่างช่วยไม่ได้

“ฉันเพิ่งตกลงใจเมื่อคืนนี้เอง ว่าจะขึ้นไปเมืองตากกับ​เรือเย็นเที่ยวนี้” หล่อนบอก “มีธุระเรื่องที่ทางซึ่งคุณพ่อซื้อไว้จะต้องจัดการให้เรียบร้อยไปที่โน่นสักสองสามวัน ฉันไม่รู้หรอกว่า รื่นจะไปเรือลำนี้ด้วย จนกระทั่งเสถียรเขาบอกเมื่อจวนจะออกจากบ้าน” หล่อนหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง มองดูหน้าเขานั่งอยู่นาน “ฉันเสียใจด้วย รื่น ที่รู้ว่าลูกของรื่นเจ็บมากแล้ว––แล้วก็เรื่องแพไม้ของรื่น–”

ความขมขื่นเก่า ๆ คุกรุ่นขึ้นมาในใจของเขาอีก แต่ก็พยายามข่มสติไว้ได้

“ขอบพระคุณคุณนายละครับ” เขาพยายามจะหัวเราะ “มันเป็นคราวเคราะห์ของผมเอง”

ละเมียดโบกมืออย่างอ่อนใจ

“ขอเสียทีเถอะรื่น อย่าได้เรียกฉันเป็นคุณหญิงคุณนายหน่อยเลย ไม่ใช่เมียขุนน้ำขุนนางที่ไหน นอกจากนั้น ฉันกับรื่นเหมือนจะไม่ใช่คนอื่นไกลอีกต่อไป ชอบกันนับถือกันฐานเพื่อนหรือญาติดีกว่า”

เพื่อนหรือญาติ....! ในขณะที่หล่อนเป็นภรรยาของชายผู้ครั้งหนึ่งเป็นศัตรูคู่แข่งขันตัวฉกาจของเขา รื่นอยากจะหัวเราะออกมาเสียให้ได้ ถึงกระนั้นในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ว่าไม่มีอะไร จะคล้ายคลึงกันระหว่างหญิงชายคู่นี้ ไม่มีอะไร​จะเหมือนกันเลยทั้งอุปนิสัยใจคอรสนิยม และหลักในการครองชีวิต....


– ๖ –

หมอกที่ปกคลุมมืดมิดอยู่เหนือท้องน้ำมาตั้งแต่รุ่งสว่างค่อยจางลงไปเป็นลำดับ ขณะที่เวลายิ่งสายและเรือไฟผ่านเกาะตาเทพ หาดทรายงามและเขาดินราวน้อง ๆ เพล เมื่อพ้นหัวคุ้งเก้าเลี้ยวเข้าสู่ท้ายหมู่บ้านหูกวาง แสงแดดก็ส่องลงมาสว่างไสวไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก หมดวิตกต่ออันตรายจากการชนกับซุงและสวะในการเดินเรือ ท่ามกลางภาวะของดินฟ้าอากาศเช่นนั้น

“มันเหมือนกับปิดตาเดินดง ไม่รู้ว่าเราจะไปโดนอะไรเข้าเมื่อไร” ผู้จัดการใหญ่บอกละเมียด “ต่างแต่ว่าคนเราชนตอ หรือต้นไม้หัวแตกคนเดียว แต่เรือชนสวะหรือซุงล่มหมายถึงชีวิตคนทั้งลำ”

เขาเป็นคนชาวกรุงเทพฯ ที่บริษัทส่งมาประจำอยู่ที่ปาก​น้ำโพ เพื่อดูแลการเดินเรือในลำแม่น้ำปิงต่อไป ยังหนุ่มใจดี แต่ก็มีความชำนาญมามาก และเด็ดขาดเมื่อถึงคราวจำเป็น ความเอาใจใส่ของเขาที่มีต่อละเมียด นับแต่ออกเรือเป็นต้นมาเป็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าหล่อนจะลุกจะนั่งหรือต้องการอะไร เป็นได้รับการดูแลอย่างกระปรี้กกระเปร่าจากเขาเสมอ จนกระทั่งรื่นเองอดเอ่ยขึ้นไม่ได้เมื่ออยู่ด้วยกันแต่ลำพัง

ผมเกรงใจเหลือเกินที่ต้องมาเป็นภาระแก่คุณละเมียดพลอยให้ผู้จัดการใหญ่แกต้องวุ่นวายไปด้วย

หล่อนได้ฟังก็หัวเราะ

“เหลวไหลไปเปล่า ๆ รื่น นายปรีชาเขาคุ้นเคยกับนายเสถียรมานานแล้ว ก่อนหน้าที่เราจะแต่งงานกันด้วยซ้ำไป ตั้งแต่ย้ายขึ้นมาอยู่ปากน้ำโพไม่เคยขาดที่บ้านได้ เป็นคนสุภาพ แล้วก็เอาใจใส่ต่อผู้หญิงเช่นนั้นเอง ไม่เฉพาะฉัน........”

ซึ่งก็เป็นความจริง นอกจากละเมียด บรรดาผู้หญิงอื่น ๆ ไม่ว่าแก่เฒ่าหรือสาวรุ่นอีก ๓–๔ คน ในเรือลำนั้น ได้รับการดูแลและความสะดวกจากเขาโดยทั่วถึง

ราวเที่ยงวัน ขณะที่นั่งกินอาหารซึ่งลูกเรือยกมาเลี้ยงอยู่ด้วยกันหล่อนบอกว่า

“เห็นนายท้ายเขาว่า ถ้าเดินเรือสะดวกอย่างนี้บางที​ไม่ทันค่ำก็คงถึงขาณุ”

ในอัตราความเร็วเช่นนั้น ไม่ทันค่ำของเย็นวันรุ่งขึ้น เขาก็คงจะถึงกำแพงเพชรและบ้าน แต่เวลาดูจะหาความหมายสำคัญอะไรสำหรับรื่นไม่ได้ ความร้อนใจในข่าวเจ็บไข้ได้ป่วยของลูกหัวปีอาจจะมีอยู่ แต่ความกังวลถึงภาวะที่จากมา ก็มีอยู่มากกว่า ช้าหรือเร็วของเวลามีความหมายอะไร ในเมื่อไม้ทั้ง ๓ แพนั้น จะเป็นปัญหาที่หนักอกเขาอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะยังอยู่ที่ปากน้ำโพหรือถึงกำแพงแล้ว ด้วยความประหลาดใจของตนเอง รื่นรู้สึกด้วยความสะท้านใจ แต่ก็ไม่สามารถจะหนีพ้นความจริงได้ว่า น้ำหนักของปัญหาไม้ ๓ แพนั้น เหนือกว่าอาการเจ็บไข้ของลูกเขา เพราะมันหมายถึงอนาคตของเขา ของสุดใจ ของลูก และทุกคนซึ่งวิถีชีวิตของเขาสัมพันธ์อยู่ ไม่ทางหนึ่งก็ทางใด

อย่างไรก็ดี, ความคาดหมายของนายท้ายเรือและผู้จัดการใหญ่ที่ว่าจะไปถึงขาณุ ซึ่งเป็นกึ่งทางระหว่างปากน้ำโพกับกำแพงเพชรก่อนค่ำวันนั้นเป็นอันล้มเหลว เมื่อเรือซึ่งเดินสะดวกเรียบร้อยมาตลอดครึ่งวันแรก เริ่มทำพิษเพราะเครื่องขลุกขลัก ประเดี๋ยวเร็ว ประเดี๋ยวช้า ประเดี๋ยวต้องหยุดแก้ ออกแล่นไปไม่ได้กี่คุ้ง ก็ต้องลอยลำอีกจนกระทั่งเพลาเย็น และ​ตะวันรอนใกล้เพลาเข้าไต้เข้าไฟ เรือลำนั้นก็ยังคงแล่นตะกุกตะกัก อยู่ระหว่างบ้านไร่ กับบางแก้วเท่านั้น ขณะเดียวกันหมอกก็เริ่มลงปกคลุมพื้นน้ำ ชั้นแรกบาง ๆ ก่อน ครั้นแล้วเมื่อเวลาล่วงไปก็ยิ่งหนาขึ้นทุกที

“น่าเจ็บใจ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงอยู่แล้ว” ผู้จัดการใหญ่บนด้วยความหัวเสีย เขาเดินกลับไปกลับมาอยู่ระหว่างอินยิเนียร์ ซึ่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับการแก้เครื่อง และนายท้ายเรือผู้ไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรได้ “ปรับเครื่องมาหรือไม่รู้ว่ากี่วันต่อกี่วัน ครั้นเอาจริงเอาจังเข้า กลับเหลวบรมไม่เป็นรส ลงเล่นยักกระบวนอยู่ยังงี้ละก้อ อีกกี่ทุ่มกี่ยามถึงจะถึงขาณุ”

รื่นเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้าที่สงบและหมอกซึ่งเริ่มแผ่กระจายขึ้นจากพื้นน้ำ แล้วก็ยื่นมือออกไปสัมผัสกับอากาศนอกเรือ ในที่สุดก็โคลงศีรษะ

“อะไรกันรึ รื่น ?” ละเมียดซึ่งมองดูกิริยาของเขาอยู่ด้วยความสนใจเอ่ยขึ้น

“น่ากลัวจะเกิดพายุ” เขาบอก

“ทำไมถึงรู้” ผู้จัดการหันมาตั้งกระทู้ด้วยเสียงขุ่น ๆ

“บอกไม่ได้ครับ.........มันอดคิด”

​“งั้นก็อย่าคิด” ผู้จัดการใหญ่เดินต่อไปที่นายท้ายอย่างหงุดหงิดบ่นพึมพำตลอดทาง “พายุหน้าหนาว !”

“อย่าไปถือเขาเลยรื่น กำลังพื้นเสีย เพราะเป็นห่วงแทนพวกเราทุกคน” ละเมียดบอกเอาใจ

เขาได้ฟังก็หัวเราะ “ครับ, ผมรู้ แต่ก็แน่ใจเหลือเกินว่าเกิดพายุแน่ ท้องฟ้าโปร่งแต่ลมอับเหลือเกินแล้วก็อบอ้าว ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าหนาว ทุกคราวที่ผมล่องแพ วันไหนเป็นอย่างนี้ วันนั้นเป็นหนีพายุไม่พ้น”

เมื่อเลยบ้านไร่ ความมืดของเพลาเข้าไต้เข้าไฟและหมอกที่ลงจัดทุกที เป็นเหตุให้เรือต้องแล่นเลียบฝั่งอาศัยเกาะแนวตลิ่งแจ แม้กระนั้น ก็ไม่วายที่จะถูกกระแสน้ำพัดออกไปจากวิถี ทุกคราวที่เลี้ยวกุ้ง แสงไฟฉายที่พุ่งจากหัวเรือไม่สามารถจะผ่านทะลุกลุ่มหมอกข้างหน้าไปไกลกว่าสองสามวา ได้ ในขณะเดียวกัน อากาศที่อบอ้าวอยู่เมื่อสักครู่ก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นเย็น และเย็นขึ้นทุกที อีกไม่กี่อึดใจต่อมาลมก็เริ่มพัด

“ถ้าผมเป็นนายท้ายเรือหรือผู้จัดการใหญ่ ผมจะแวะจอดนอนที่นี่เสียสักคืนดีกว่า” รื่นเอ่ยขึ้นอีก

“แต่นี่เป็นการแล่นทดลอง กำหนดเวลาเดินเรือของบริษัทต่อไปนี่รื่น” ละเมียดบอก “นายปรีชาเขาบอกฉันอย่าง​นั้น มันจะเป็นการชี้ขาดว่าบริษัทจะตั้งที่พักค้างคืนไปกำแพงไว้ที่ขาณุหรือบางแก้ว”

“เท่าที่เขาแล่นทดลองมาตลอดวัน ก็พอจะกำหนดได้แล้ว” เขาว่า “ขืนฝ่าความมืดกับพายุไปอย่างนี้........” เขาหยุดทันที เมื่อเห็นผู้จัดการใหญ่ เดินกลับมาที่ห้องเครื่องอีก พร้อมด้วยเสียงสบถพึมอยู่ในคอ และเมื่อสบถเขาอาจรุนแรงได้ พอ ๆ กับที่เคยสุภาพ

“รื่น........เอ้อ........ฉันคิดว่าพายุคงมาแน่ นายปรีชา” ละเมียดบอกเขา

ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่กับที่ มือหนึ่งเกาะราวลูกกรงบนดาดฟ้า อีกมือหนึ่งเกาคาง

“ครับ, ถูกของนายคนนั้น น่ากลัวจะเกิดพายุ” เขาสารภาพโดยชื่นตา “แต่ถึงอย่างไรก็ต้องไปให้ถึงขาณุ จะดึกดื่นค่ำคืนอย่างไรก็ต้องไปให้ถึง........เป็นคำสั่งนายห้าง”

หล่อนรู้ดีว่าในฐานะผู้อาศัยและผู้โดยสาร หล่อนไม่มีทางจะทัดทาน หรือตัดสินใจแทนเขาได้เลย เพราะฉะนั้น หนทางที่ดีจึงได้แต่นิ่ง ขณะที่เรือแล่นตะกุกตะกักต่อไป และลมเริ่มพัดแรงขึ้นไปเป็นลำดับ เสียงไม้ไล่หักโผงผางดังมาจากป่าบนฝั่งได้ยินชัด หลายครั้งเรือลำนั้นเอียงกะเท่เร่ไป เมื่อ​กระทบสายน้ำพุ่งปะทะหัวและลมกระแทกส่ง หลายครั้งถูกโยนขึ้นลงเพราะกำลังคลื่น แต่ความสามารถของนายท้ายผู้ชำนาญในการเดินเรือมาแล้วจากล่าง ก็คงฝืนลำไว้ได้ทุกคราว

“ใจดี ๆ ไว้ไม่เป็นไร....ใจดีๆ ไว้” เสียงผู้จัดการใหญ่ร้องบอกมาจากหัวเรือ “จวนเข้าท้ายบางแก้วแล้ว บางทีเราจะจอดพักที่นั่นชั่วคราว จนกว่าพายุจะหาย”

ผู้โดยสารทุกคนถอนใจยาวด้วยโล่งอกได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าเครื่องเริ่มเดินสะดวก และเรือแล่นได้เร็วขึ้น หมอกในท้องน้ำก็อันตรธานไปด้วยแรงพายุ แต่ในขณะเดียวกันทั้งคลื่นและลมต่างก็โหมหนักมือขึ้นทุกที

“เคราะห์ดีที่ไม่มีฝน” รื่นพึมพำตาเพ่งมองออกไปยังท้องน้ำที่เป็นบ้าอยู่ภายนอก “เหลืออีกคุ้งเดียวเท่านั้นก็จะเข้าบางแก้ว”

“งั้นก็คงจะไม่เป็นไร” ละเมียดว่า

“ครับ, คงจะไม่เป็นไร” เขาตอบ

แต่ท่ามกลางความราบรื่น ของระยะทางช่วงสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่แลเห็นแสงไฟจากหมู่บ้านบางแก้ววอมแวมอยู่ข้างหน้านั้นเอง เหตุการณ์ซึ่งไม่น่าจะเกิดก็เกิดขึ้น ไม่มีใครบอกได้แม้จะเป็นเวลาหลายปีและหลายสิบปีต่อมาภายหลัง ว่าเกิดจาก​ความชะล่าใจของนายท้ายผู้หลับตามองเห็นธงแดงของร้านเหล้าและการพักผ่อนหย่อนใจรอคอยอยู่ข้างหน้า หรืออุบัติเหตุอันเกิดจากเครื่องยนต์หรือความตื่นตระหนกตกใจของคนโดยสารทั้งปวง แต่ครั้งหนึ่งเมื่อมันก็เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน แทบไม่มีเวลาที่ใครจะทันรู้สึกตัว ชั้นแรกก็เพียงแต่กระแสน้ำอันเชี่ยวกราก ที่หัวคุ้งสุดท้ายใต้บางแก้ว พุ่งเข้าใส่กลางลำเรือเมล์ ซึ่งเหหัวเรือออกกลางแม่น้ำ แทนที่จะแล่นเกาะฝั่งเข้าไว้อย่างที่ปฏิบัติตลอดมา น้ำไหลซู่เข้ากราบซ้ายซึ่งเอียงกะเท่เร่ กำลังที่นายท้ายเรือผู้เสียหลักพยายามฝืนเรือจะให้ตรง ผู้โดยสารที่ขวัญอ่อน และเปียกปอนไปตาม ๆ กันก็เฮมาที่กราบขวา ถูกคลื่นอีกก้อนหนึ่งกระแทกโครมเข้ามา ก็เฮกลับมากราบซ้าย เสียงร้องกรีด เซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ ก้องไปในกลางเสียงคลื่นเสียงลม และเสียงร้องห้ามของผู้จัดการ

“อยู่นิ่งๆ ใจดี ๆ ไว้....นิ่งๆ!” เขาร้องจนเสียงหลง แต่ก็สายเสียแล้วเพราะน้ำที่ท่วมอยู่เกือบครึ่งลำ ทำให้เป็นการสุดวิสัยที่ผู้โดยสารคนใดจะมองเห็นสวัสดิภาพของตนบนเรือลำนั้นได้อีกต่อไป หลายคนตะเกียกตะกายกลับมาทางกราบตรงกันข้าม และเกือบทุกคนก็ติดตามไปเป็นครั้งสุดท้าย ทันใดนั้นเองเรือทั้งลำก็จมวูบลงท่ามกลางเสียงกระแสคลื่น และความมืดอันดำเหมือนสีหมึก !


– ๗ –

ละเมียดไม่รู้เลยว่า หล่อนหลุดออกมาจากเรือลำนั้นได้อย่างไร ตลอดเวลาเพียงอึดใจเดียวที่เหตุร้ายเกิดขึ้น หล่อนไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายมาถึง และถูกความดูดของเรือที่จมลง ดึงดิ่งลงไปใต้พื้นน้ำ หล่อนพยายามตะเกียกตะกายดิ้นรนหลุดออกมาจากวังวนของมัน ซึ่งแวดล้อมอยู่โดยรอบ เหมือนปลอกเหล็ก หรือหนวดปลาหมึกยักษ์

“ฉันกำลังจะตาย” หล่อนคิดท่ามกลางการสำลักน้ำ สองมือขวักไขว่เพื่อหาสิ่งใดสำหรับเกาะทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะไม่มีอยู่ที่นั่น

มันไม่มีอะไรทั้งนั้น นอกจากคลื่นที่เย็นเฉียบ ลมที่พัดแรง และความมืดเหมือนอยู่ในถ้ำ หล่อนมองไม่เห็นอีกต่อไป ว่าเรือลำนั้นจมลงที่ตรงไหน เบื้องบนขึ้นไปดาวหลายร้อยดวงส่องระยิบระยับ

“ฉันคงจะได้เห็นมันเป็นครั้งสุดท้าย” หล่อนคิดอีกครั้นแล้วหัวใจก็วาบหวามไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ใต้ท้องน้ำต่างถิ่นนี้ จะเป็นหลุมฝังศพและที่พักแหล่งสุดท้ายในชีวิตหล่อนห่างไกลจากญาติสนิทและมิตรที่รักทั้งปวง

​“คุณละเมียด !” เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือคลื่นที่เย็นเฉียบ เหนือเสียงลมที่พัดแรง และความมืดอันทะมึน แขนทั้งสองของหล่อนยังขวักไขว่พยุงตัวและศีรษะไว้เหนือพื้นน้ำ เพื่อหายใจและฟัง ครั้งแรกคิดว่ามาจากข้างหน้า ต่อมาคิดว่าข้างหลัง มิฉะนั้นก็จากกลุ่มดาวเบื้องบน

“ฉันอยู่ที่นี่” หล่อนพยายามตะโกนตอบ แต่อย่างมากที่เสียงนั้นจะเปล่งออกไปได้ ก็เหมือนบุคคลผู้จวนจะสิ้นใจไปเพราะความเหนื่อยอ่อนและอิดโรย

นัยน์ตาของหล่อนพร่า แขนและขาที่กระทุ่มน้ำเหมือนจะหมดความรู้สึก หล่อนนึกถึงคุณพ่อ ต่อมาก็คุณแม่ และในที่สุดก็เขา ก่อนที่คลื่นก้อนใหญ่จะกลิ้งเข้ามาท่วมทับหล่อนดิ่งลงไปข้างล่าง ท่ามกลางเสียงอื้อของพายุ ความกระแทกกระทั้นของกระแสน้ำ และกังวานแหลมของเสียงนั้น เมื่อเรียกนามของหล่อน

รู้สึกเหมือนสิ่งหนึ่ง ดึงผมของหล่อนไว้ ต่อไปแขนที่แข็งแรงก็สอดเข้าใต้แขนอันหมดกำลังทั้งสองข้างของหล่อน เมื่อลืมตาอีกครั้ง กลุ่มดาวเหล่านั้นยังส่องแสงอยู่ในท้องฟ้า และสิ่งที่หล่อนหายใจเข้าไป เป็นอากาศที่เย็นยะเยือก มิใช่น้ำอีกต่อไป

​“อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องดิ้น ไม่ต้องทำอะไร” เสียงนั้นกรอกหูหล่อนและอย่างเหนื่อยอ่อน หมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะอยากหายใจ หล่อนก็นอนหงาย หลับตา และปฏิบัติตาม

“นี่ฉันไม่ตายจริง ๆ หรือว่าเพียงแต่ฝันไป, รื่น” หล่อนพึมพำอีกอึดใจใหญ่ ๆ ต่อมา ขณะที่รู้สึกพาตัวตีกรรเชียงฝ่าไปในกลางกระแสคลื่นและลม

“คุณละเมียดยังไม่ตาย คุณละเมียดจะต้องไม่ตาย ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่” เสียงนั้นตอบ

หล่อนหลับตา ปล่อยให้เขาพาร่างอันหมดเรี่ยวแรงของหล่อนแหวกว่ายต่อไปใหม่ ภายในอุ้งมือและอ้อมแขนของเขา วาจาเหล่านั้นมีความหมายยิ่งขึ้น เพิ่มน้ำหนักยิ่งขึ้น ละเมียดหมดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อความสยดสยองของคืนนั้นอีกต่อไป หล่อนหมดความกลัวแม้กระทั่งต่อความตาย ตราบใดที่อ้อมแขนข้างนั้นยังโอบอยู่รอบกายหล่อน

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ละเมียดรู้สึกว่าเขาหยุดว่ายแขนขวากลับมาประคองหล่อนช่วยแขนซ้าย แล้วร่างอันเปียกโชกของหล่อนก็ถูกอุ้มขึ้นพ้นจากผิวน้ำ

“ถึงไหนจ๊ะรื่น ?” หล่อนลืมตาขึ้นช้า ๆ เหลียวดูรอบกาย แลไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด และมืดทั่วไป “ถึงไหน ?”

​“ถ้าผมจำไม่ผิด ก็คงจะเป็นเกาะหน้าบ้านไร่” เขาบอก “แต่ถึงจะเป็นที่ไหน เราก็รอดตายแล้ว”

หล่อนรู้สึกว่าสูงพ้นน้ำยิ่งขึ้น เมื่อเขาผ่านจากชานเกาะที่ตื้นขึ้นไปถึงตลิ่ง ใบอ้อหรือพงที่คมและคายปัดป่ายใบหน้าและแขนขาที่เปลือยเปล่าของหล่อน ขณะที่เขาบุกลึกเข้าไปในไม่ช้าป่านั้นก็บางเข้า จนกระทั่งออกที่โล่ง เหมือนเป็นไร่ซากเก่า ๆ เงาของต้นไม้ใหญ่สองสามต้นดำทะมึนอยู่ข้างหน้า ขณะนั้นเองที่รื่นมองไปเห็นไฟกองนั้น

มันปราศจากทั้งเปลว และปราศจากทั้งควัน เพียงแต่ถ่านสองสามก้อนยังลุกแดงอยู่ ระหว่างไม้ขอนที่ถูกพรากออกจากกันที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งข้างซ้ายมือ

“คงจะเป็นบ้านคน” ละเมียดพึมพำ มิได้พยายามหรือแสดงกิริยากระดากกระเดื่องแต่อย่างใดที่จะให้เขาวางหล่อนลง “ไม่งั้นคงไม่มีไฟ”

รื่นสั่นศีรษะอย่างไม่แน่ใจ

“ผมผ่านไปผ่านมาทุกปี ไม่เคยปรากฏว่ามีบ้านคน ถึงเมื่อต้นน้ำนี้ก็เหมือนกัน” เขาบอก “คงจะเป็นชาวบ้านมาลงเบ็ดราว เมื่อตอนเย็นก่อไฟผิงทิ้งไว้แล้วก็กลับไป”

เมื่อถึงกองไฟเห็นก้นยาเส้นมวนใบตอง และกระป๋อง​ใส่ลูกปลาสำหรับเป็นเหยื่อกลิ้งอยู่เรี่ยราด รื่นก็ยิ่งแน่ใจว่าความคาดหมายของเขาเป็นความจริง เขายืนนิ่งอยู่กับที่ แลกวาดดูรอบบริเวณอันว่างเปล่าเหมือนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จนกระทั่งได้ยินเสียงหล่อน

“วางฉันเสียทีเห็นจะได้ละกระมังรื่น ? ยืนอยู่อย่างนี้ ไหนรื่นจะเมื่อย ไหนฉันยังจะหนาว”

เขาวางหล่อนลงช้า ๆ ชั่วขณะหนึ่ง ละเมียดรู้สึกเหมือนจะล้มเพราะขาชาไปหมดทั้งคู่ ครั้นแล้วก็ค่อย ๆ หย่อนตัวลงบนขอนไม้และถอนใจยาว

“คุณละเมียดคงจะหนาวเหลือเกิน” รื่นก้มลงหยิบกิ่งไม้แห้งทิ้งลงไปบนถ่าน พลางคุกเข่าลงเป่าไฟจนลุกโพลงขึ้น

“ถึงจะหนาวอยู่บนเกาะก็ยังจะดีกว่าลงไปหนาวอยู่ใต้พื้นน้ำ” หล่อนหัวเราะขากรรไกรกระทบกัน เพราะลมที่ยังพัดโหมอยู่ไม่ขาดสาย

รื่นถอดเสื้อออกบิด แล้วก็กางออกองไฟ “ประเดี๋ยวคุณละเมียดก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่เปียก ๆ อยู่อย่างนั้น เดี๋ยวเปลี่ยวดำจับตาย” เขาบอก

ใบหน้าที่ซีดของหล่อนแดงเรื่อขึ้นในกลางแสงไฟ

“เปลี่ยนยังไง ?” หล่อนพยายามหัวเราะ “ใส่เสื้อ​ตัวนั้นของรื่นน่ะรึ ? เทวดาท่านจะได้หัวเราะตาย”

“ให้เทวดาท่านหัวเราะ ดีกว่าคุณละเมียดเปลี่ยวดำจับตาย” เขายืนยัน ก้มหน้าง่วนอยู่กับการอังเสื้อตัวนั้นกับแสงไฟ ในที่สุดก็ลุกขึ้นยืนส่งเสื้อที่เพียงแต่แห้งหมาด ๆ ให้หล่อน

“เปลี่ยนเสียชั่วคราวก่อน จนกว่าคุณละเมียดจะตากเสื้อผ้าแห้ง” เขาบอก “ผมจะออกไปหาฟืนทางโน้น เสร็จเมื่อไรร้องเรียกผมก็แล้วกัน”

หล่อนรับเสื้ออันใหญ่โตโคร่งคร่างตัวนั้นไว้ ยังไม่ทันที่จะทักท้วงหรือตกลงใจอย่างไร ร่างอันสูงของเขาก็หันหลัง เดินดุ่ม ๆ หายไปในความมืดของบริเวณป่าโดยรอบ

ชั่วชีวิตหล่อนไม่เคยคิดเลยว่าจะมาตกอยู่ในภาวะและสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ มันเป็นครั้งแรกที่จะได้เคยมีผู้ชายคนหนึ่งพูดอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาอย่างรื่น ความรู้สึกนั้นทำให้ละเมียดหน้าแดงเรื่ออยู่ตลอดเวลา ขณะที่ย่างเสื้อผ้าของหล่อนอยู่แต่ลำพัง จนกระทั่งแห้งสนิทและนุ่งห่มเสียใหม่

ความแรงของลม ที่พัดกระหน่ำค่อยคลายลงไปเป็นลำดับ เมื่อเวลาล่วงนานไป แต่ในขณะเดียวกัน หมอกซึ่งอันตรธานไปชั่วคราวก็เริ่มลงอีก อากาศเย็นจัดขึ้น เสียงฟืนที่ปะทุอยู่ในกองไฟ และเสียงปลาลิ้นหมา ซึ่งอยู่ตามชายเกาะ ​ทำให้บริเวณวังเวงอย่างน่าสะท้านสะเทือนใจ หล่อนร้องเรียกเขาเบา ๆ ตามที่บอกไว้เมื่อครู่ใหญ่ ๆ ผ่านไป และรื่นก็ไม่ปรากฏหรือขานตอบ อารมณ์หญิงก็เริ่มอ่อนไหว ต่างว่ารื่นเป็นอะไรไป ? ต่างว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นแก่เขา และหล่อนถูกทอดทิ้งอยู่บนเกาะนี้แต่ลำพัง ท่ามกลางความเงียบ ท่ามกลางน้ำล้อมรอบ วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่าโดยไม่มีใครจะมาพบเห็น ?

เสียงแกรกกรากของนาก ซึ่งขึ้นมาจากชายน้ำหรือสัตว์เลื้อยคลานอย่างหนึ่งอย่างใด ปรากฏออกมาจากใต้พุ่มไม้ที่มืดข้างหน้า ละเมียดผวาลุกขึ้นยืน ตัวสั่นด้วยความตระหนกตกใจถึงขนาด ร้องเสียสุดเสียงว่า

“รื่น – – ช่วยฉันด้วย !”


– ๘ –

เกือบไม่ทันที่เสียงของหล่อนจะสิ้นสุดลงเขาก็ปราดถึง ละเมียดรู้สึกว่าแขนอันกำยำล่ำสันข้างหนึ่งโอบไหล่หล่อนไว้ ก่อนที่จะเซถลาไปข้างหลังหรือเสียหลักล้มลง เสียงห้าว ๆ เยือกเย็นและปลอบโยน เอ่ยขึ้นข้าง ๆ หูว่า

​“อะไรกัน, คุณละเมียด ? เป็นอะไรไป ?”

“ฉัน – – ฉัน” หล่อนซุกศีรษะลงกับไหล่อันกว้างและเปลือยเปล่าของเขา เนื้อตัวยังสั่นเทาไปด้วยลมที่ยังพัดยะเยือก และความหวาดหวั่นที่ยังไม่หายไปไหน “ฉันคิดว่าฉันเห็นเสือ !”

เสียงของเขาก้องไปในอากาศอันว่างเปล่า

“เสือ ! บนเกาะนี้ ? เหลวไหล, แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยได้ยินว่าบนเกาะนี้มีเสือ มันจะอยู่ได้อย่างไร ไม่มีอะไรจะเป็นอาหารสักอย่าง นอกจากหญ้า เสือไม่เคยกินหญ้า”

“งั้น – – งั้นอะไรกันล่ะ รื่น ?” หล่อนถอนใจยาวยังซบศีรษะอยู่กับไหล่ของเขาเหมือนเป็นแหล่งหลบภัยแห่งเดียวที่จะแสวงหาได้ในขณะนั้น

“ยังไงก็ไม่ทราบครับ บางทีจะเป็นนากกินปลา บางทีจะเป็นตะกวด บางทีจะเป็นเต่า แต่ก็อาจจะเป็นผมเที่ยวควานหาเบ็ดราวตามชายเกาะว่าจะมีปลาติดอยู่บ้างหรือไม่”

“รื่นกำลังหัวเราะเยาะฉัน”

“เปล่าเลยครับ มันเป็นความจริง ผมได้ปลากดตัวโต” เขายกปลาตัวนั้นขึ้นชูกลางแสงไฟให้หล่อนดู นิ่งอยู่สักครูก็โยนลงไปดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนพื้นดิน “อาหารเช้าของเรา – – –” ​เขาบอก “หลุดไปเสียตัว เมื่อผมได้ยินเสียงคุณร้อง” แล้วก็ยกมือข้างนั้นขึ้นเช็ดขากางเกงพลางหัวเราะร่วน

ละเมียดรู้ ว่าเขากำลังหัวเราะในความอ่อนแอของหล่อน และความอ่อนแอเป็นอย่างหนึ่งซึ่งหล่อนไม่ต้องการแสดงให้ใครเห็น ถึงกระนั้นแทนที่จะโกรธเขา หล่อนกลับพลอยหัวเราะไปด้วย

“รื่นคงเห็นฉันเป็นคนขี้ขลาดหรือโฉดเขลาสิ้นดี” หล่อนว่า เงยหน้าขึ้นมองดูฟันขาว ๆ และเคราเขียว ๆ ของเขาจากดวงหน้าซึ่งก้มอยู่เหนือหล่อน “ขี้ขลาดเหมือนเด็ก ๆ ที่กลัวความมืด

“คุณละเมียดไม่ใช่เด็ก แล้วก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด” เขาบอก “คุณละเมียดเป็นคนที่กล้า แล้วก็ฉลาดยิ่งกว่าผู้หญิงคนไหน ที่ผมเคยรู้จักมาแล้ว”

“รื่นกำลังจะพูดเอาใจฉันเท่านั้นเอง”

“ผมกำลังพูดความจริง”

หล่อนนิ่ง ไม่ได้ตอบประการใดอีกต่อไป สายตาสอดส่ายเหมือนจะหาความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง จากสายตาที่เป็นประกายของเขา และทั้ง ๆ ที่แลสบตากันอยู่เช่นนั้น หล่อนก็รู้ว่าแขนอันกำยำที่โอบไหล่ของหล่อนอยู่ รัดแน่นเข้า และ​นัยน์ตาอันคมวาวก้มลงมาหา หล่อนมิได้เปลี่ยนอิริยาบถที่จะแสดงว่าพยายามดิ้นรนผละห่างเขาออกไป หรือหลับตา จนกระทั่งหน้านั้นก้มลงซบนิ่งอยู่กับศีรษะหล่อน ลมหายใจอันร้อนผ่าวของเขาต้องแก้มและใบหูในการจูบอย่างเกรงใจ และจนกระทั่งเขาเงยหน้าขึ้นยิ้ม ตัวตรงอย่างขลาด ๆ และหวาดเกรงแล้ว ละเมียดก็ยังคงยืนแข็งทื่ออยู่ในอากัปกิริยาเดิม

“เป็นอย่างไร” ริมฝีปากอันกว้างของหล่อนเผยอจากกันนิด ๆ และเสียงที่ถามสงบเป็นปกติ เพียงแต่อาการหายใจเท่านั้น ที่จะแสดงถึงความรู้สึกใด ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

แขนของรื่นคลายจากไหล่หล่อนทันที สีหน้าที่เคร่งเครียดเปลี่ยนเป็นอัศจรรย์ และหลากใจขณะที่ผงะไปข้างหลัง

“เป็นยังไง ?” เขาทวนคำ “ผมคิดว่าคุณละเมียดจะทุบตี หรือตบหน้าผม มิฉะนั้นก็จูบตอบ แต่....แต่....เป็นยังไง? ผม...ผม”

นัยน์ตาของหล่อน แห้งแล้งและปราศจากความรู้สึกใดๆ จับอยู่ที่ใบหน้าของเขา

“มันเป็นสิ่งที่เรา – – รื่นและฉัน – – ควรจะรู้ตัวล่วงหน้าดีอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่ใช่หรือรื่น ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรเสียมันก็คงจะเกิดขึ้น ต่างแต่จะช้าหรือเร็ว ไม่วันนี้ก็วัน​หน้า ไม่ที่นี้ก็ที่อื่น เว้นไว้แต่รื่นกะฉันจะไม่มีเวลาพบกัน”

เขาก้าวกลับไปหาหล่อนอีก มืออันใหญ่ทั้งคู่จับต้นแขนหล่อนไว้ ละเมียดได้กลิ่นคาวปลาที่เขายังเช็ดไม่หมดจากมือข้างนั้น คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน งงงันต่อความหมายในวาจาของหล่อน นอกจากประโยคท้ายประโยคเดียว

“ผมไม่เคยรู้อะไรทั้งนั้น” เสียงที่ห้าวอยู่แล้วถึงกับแหบ จนฟังเกือบไม่รู้เรื่อง “นอกจากว่าตั้งแต่พบคุณละเมียดที่ลานดอกไม้ ได้เห็นหน้าได้ยินเสียงพูด ผมไม่มีวันจะลืมคุณละเมียดได้ ผมไม่กล้าถึงจะไปหวังอะไรจากคุณละเมียด รู้ดีว่าอยู่คนละโลก เกิดมาคนละชั้น ถึงงั้นผมก็อดใจไม่ได้ ได้อยู่ใกล้ชิดเข้าอย่างนี้ก็ลืมตัวไป ผม....ผมอยากให้คุณละเมียดตบหน้า หรือด่าทอผม ยังดีเสียกว่าที่จะถามว่า ‘เป็นยังไง ?’”

“เพราะอะไรรึรื่น?” นัยน์ตาของหล่อนที่มองเขา อาจจะเต็มไปด้วยการท้าทาย แต่น้ำเสียงที่พูดก็ปรกติ

“เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นกิ้งกือหรือไส้เดือน ที่ไม่มีความหมายอะไรแก่คุณละเมียดเลย”

“ก็แล้วรื่นเป็นอะไร ?” คราวนี้ถึงจะอยู่ในบังคับหรือสะกดกลั้นไว้ไม่ได้ก็ตาม น้ำเสียงนั้นบอกอาการเยาะเต็มที่

มันเหมือนกับจะไปจี้จุดอ่อนของรื่น จนเขาไม่สามารถ​จะบังคับยับยั้งไว้ได้ ชั่วขณะหนึ่งหน้าของเขาซีด เหมือนจะไม่มีเลือดเหลืออยู่สักหยดเดียว ครั้นแล้วชั่วขณะต่อไป หน้านั้นก็กลับเรื่อขึ้นมาจนแดงก่ำอยู่กลางแสงไฟที่วอมแวม ความกระดากหลากใจและหวั่นเกรงมิได้เหลืออยู่อีกบนใบหน้านั้น ละเมียดได้ยินเสียงลมหายใจเขาขัดๆ เหมือนสำลักน้ำ ภายในพริบตาเดียวต่อมาก่อนที่หล่อนจะทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เท้าทั้งสองก็หลุดจากพื้นดิน เมื่อถูกอุ้มขึ้นไปอยู่ในอ้อมแขน ซึ่งแข็งแรงเหมือนปลอกเหล็ก แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

“ผมเป็นอะไร ?” เสียงของเขาขุ่น ๆ แผ่วเบาห้าวและเครือ “คุณละเมียดคิดถูก ที่บอกผมเมื่อตะกว่าเห็นเสือ ผมนี่แหละ อ้ายสัตว์ตัวนั้น––”

เขาก้มลงจูบหล่อนอย่างดุดัน โดยไม่เลือกที่––จูบ จนกระทั่งอิริยาบถที่เฉื่อยเฉยของละเมียด เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างด้วยการดิ้นรน......จูบจนกระทั่งนัยน์ตาที่เบิกกว้างหรี่หลับ ริมฝีปากที่เผยอก็เม้มแน่น ในที่สุดนิ้วของมือทั้งสองของหล่อน ซึ่งจิกอยู่กับต้นแขนของเขาด้วยความพยามที่จะผลักให้พ้นออกมาก็หยุดนิ่ง

ทุกสิ่งทุกอย่างเลือนหายไปจากความทรงจำของหล่อนชั่วคราว ลมหนาวที่พัดยะเยือก ไม่มีความหมายอีกต่อไป ​เคราที่ระคายผิวเนื้ออันละเอียดอ่อนของหล่อนไม่มีความหมายอีกต่อไป หล่อนยังได้กลิ่นเหงื่อและคาวปลาจากมืออันใหญ่ของเขา พร้อมด้วยเสียงพึมพำอย่างไม่มีความหมาย ความกระด้างของพื้นดินและใบไม้ เปลวไฟ และดวงดาว ที่ดารดาษอยู่บนท้องฟ้า หาความหมายอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะสำคัญอีก นอกจากหล่อนกับเขา นั่นเป็นความรู้สึกแรก และความรู้สึกเดียวที่หล่อนจำได้ภายหลังที่ลืมตาขึ้นช้าๆ แลเห็นฟันขาว ๆ และเคราเขียว ๆ จากดวงหน้าที่ก้มอยู่เหนือหล่อน

“เป็นยังไง?”

เปล่า ไม่มีกังวานเยาะ หรือวี่แววอันใด ที่จะแสดงว่าเขาต้องการแก้แค้นตอบแทนหล่อน ไม่มีระแคะระคายอันใดทั้งสิ้น ที่จะส่อไปในทางนั้น นอกจากความรู้สึกอันท่วมท้นหัวใจ จนเจ้าตัวเองไม่สามารถจะกลั่นออกมาเป็นวาจาได้

ละเมียด ประสานมือทั้งสองของหล่อน เข้าใต้ศีรษะและผมอันสยายยุ่ง เปลวไฟในกองซึ่งกลับลุกโพลงขึ้นมาอีกด้วยการเป่าของเขา ส่องให้เห็นปลายจมูกน้อย ๆ ที่เป็นมัน แก้มซึ่งแดงเรื่อเป็นจุดๆ นัยน์ตาที่เชื่อมและริมฝีปากที่เผยอจากกันอย่างอ่อนโยน

​“คนอะไร!” หล่อนพึมพำเบาๆ ปราศจากความยินดียินร้ายใดๆ ทั้งสิ้น “รื่นเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวที่สุดที่ฉันเคยรู้จักมา ถ้าเป็นเสือเข้าป่าไหน เนื้อก็จะหมดป่านั้น”

เขาเท้าศอกข้างๆ หล่อน ก้มลงจูบต้นแขนอันเปลือยเปล่า แล้วก็ยิงฟันขาว

“เปล่าเลย ผมเป็นเพียงผู้ชายที่บูชาผู้หญิงที่เขารัก อย่างมอบกายถวายชีวิตเท่านั้นเอง”

ละเมียดได้ฟังก็ถอนใจ

“รื่นพูดถึงความรัก ในขณะเดียวกัน ก็ปฏิบัติกับฉันเหมือนกะนางเชลย ชอบใจจะทำอย่างไรก็ตามใจ”

“ก็คุณละเมียดรึ เฉยยังกะอะไรดีจนผมไม่รู้ว่าจะทำยังไง ?”

“เพราะฉะนั้น รื่นจึงได้ทำอย่างที่ทำไปแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นการหักหาญ ปวดร้าวแสลงใจแก่ใครหรือไม่”

“ผม–––––ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นการข่มเหงใจอย่างนั้น” ครั้งหนึ่งเมื่อสติสัมปชัญญะเหตุผลคืนที่ รื่นก็กลับตะกุกตะกักไปอีก “แต่เห็นคุณละเมียดนิ่งเหลือเกิน แล้วก็ไม่ด่าทอทุบตีผมแต่อย่างไร ได้แต่เงียบท่าเดียว”

“ผู้หญิงเล็ก ๆ อย่างฉัน จะไปขัดขืนทัดทานอะไรผู้ชาย​อย่างรื่นได้บนเกาะเปลี่ยวอย่างนี้”

ชั่วขณะหนึ่ง ต่างนิ่งเงียบไปทั้งสองคน จนกระทั่งฝ่ายชายต้องชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ เพื่อจะดูว่าหล่อนยังตื่นอยู่หรือหลับแล้ว แต่ละเมียดยังลืมตาโพลง มองดูกิ่งไม้ที่ร่มครึ้ม และดวงดาวเบื้องบนขึ้นไป

“คุณละเมียด” เขาเรียกเบา ๆ

“ทำไมรึรื่น ?” หล่อนตอบนัยน์ตายังคงเพ่งจับอยู่กับกิ่งไม้ และท้องฟ้า

“คุณละเมียดคงโกรธผม เกลียดผมไปจนตาย”

เงียบกันไปอีกอึดใจเต็ม ๆ ฝ่ายชายกระสับกระส่ายยิ่งขึ้น เขาพยายามเขยิบเข้าไปอีกจนใกล้

“ใช่ไหมครับ คุณละเมียด ?”

“ใช่อะไรกันรื่น ?”

“คุณละเมียดจะโกรธจะเกลียดผมไปจนตาย”

“ความโกรธ ความเกลียด ของฉันสำคัญอะไรแก่รื่นด้วย ในเมื่อรื่นก็ได้สิ่งที่ต้องการจากฉันสมประสงค์แล้ว”

“ผม – – ผมไม่อยากได้อย่างนั้น” เสียงที่ห้าวของเขาสั่น มือข้างหนึ่งกำแน่นยกกำปั้นทุบดินอยู่เป็นระยะ ๆ “ผมอยากได้สิ่งที่คุณละเมียดสมัครใจยินดีจะให้ผมเอง ไม่ใช่ได้มา​ด้วยการหักโหมเอาด้วยกำลัง”

“ก็รื่นยังอยากได้อะไรจากฉันอีก ?”

“ความรักของคุณละเมียด”

นัยน์ตาอันเชื่อมคู่นั้น หันจากกิ่งไม้ และท้องฟ้าเบื้องบนไปหาเขา เพ่งอยู่ที่ดวงหน้าอันร้อนรนกระวนกระวายของชายร่างใหญ่ แล้วขนตาก็เริ่มกระพริบถี่

“รื่นเข้าใจว่าอย่างไร ในเมื่อพูดถึงความรัก”

“คุณ – – – คุณละเมียดอยากรู้นักหรือครับ ?” ความกระสับกระส่ายเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

“จ้ะ, รื่น เพราะตามความเข้าใจของฉัน ผู้ชายอย่างรื่นและผู้หญิงของรื่น ควรจะคิดว่ามันเป็นอย่างเดียวกันกับความต้องการทางกาย”

เขาส่ายหน้าไปมาช้า ๆ อย่างตรึกตรอง เหมือนพยายามจะสรรหาคำพูดที่เหมาะเจาะให้สมใจ

“เปล่าครับคุณละเมียด ผู้ชายอย่างผม และผู้หญิงของผม อาจมีความรู้สึกได้อย่างคุณละเมียด” เสียงของเขาเศร้า ๆ และจริงจังจนหล่อนรู้สึกประหลาดใจ “ความอยากได้ของทางกายเป็น แต่ความรู้สึกชั่วแล่น แล้วแต่อารมณ์จะบังคับ แต่เมื่อพูดถึงความรัก ผมหมายถึงสิ่งที่จะยืดเยื้อจีรังไปชั่วกาล​อวสาน ผม – – – ผมภาวนาอยากให้เทวดาท่านดลบันดาลให้คุณละเมียดเข้าใจคำพูดของผมเหลือเกิน ว่าเมื่อผมพูดว่ารักคุณละเมียด ผมหมายความว่าผมบูชาคุณละเมียดไว้เหนือสิ่งหนึ่งซึ่งชีวิตผมจะขาดมิได้ คุณละเมียดเป็นยิ่งเสียกว่าส่วนหนึ่งของร่างกายและหัวใจของผม ––– โธ่, ทำอย่างไรจะให้คุณละเมียดเข้าใจได้ดีกว่านี้”

กิริยาที่งกเงิ่นเหมือนเด็กโค่งซึ่งจนปัญญาต่อสูตรเลขยาก เรียกยิ้มขึ้นมาสู่ริมฝีปากอันกว้างของหล่อน นัยน์ตาที่เชื่อมเต็มไปด้วยประกายของความขบขัน หล่อนชักแขนข้างหนึ่งซึ่งหนุนศีรษะอยู่ออกมา เอื้อมมือขึ้นไปโอบท้ายทอยเขา โน้มลงไปหา พลางส่ายหน้า

“ฉันเข้าใจดี ว่ารื่นหมายถึงอะไร โดยไม่ต้องบนบานศาลกล่าวเทวดาท่าน” หล่อนบอก “ฉันรู้หรอกรื่นว่าผู้หญิงอื่น ๆ –– ผู้หญิงทุกคน –– ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือกรุง พยายามจะแยกความรักกับความปรารถนาออกจากกัน แต่สำหรับฉัน” หล่อนเผยอศีรษะขึ้นนิดๆ ยกมืออีกข้างหนึ่งไปประสานไว้กับมือแรกแล้วก็จูบที่แก้มซึ่งเป็นมันและเย็นชืดของเขาเบา ๆ “สำหรับฉัน – – – มันเป็นอย่างเดียวกัน เพราะ​ฉะนั้นสิ่งใดที่รื่นต้องการจากฉัน รื่นได้ไปหมดแล้วทั้งกายและใจ”

ลมหายใจ อันร้อนผ่าวของเขาต้องซอกคอ และทรวงอกของหล่อนขณะที่เขาอู้อี้ พยายามจะพูดอะไรออกมา

“อย่าพูด –– อย่าอธิบายอะไรอีกดีกว่า รื่น” ละเมียดกระซิบอีก คลายแขนทั้งสองออกจากลำคอของเขาแล้วก็เอนตัวลงนอน ประสานกับศีรษะอย่างเก่า “อย่านึกอะไร อย่านึกถึงใคร นอกจากรื่นและฉันเหมือนเวลานี้มีแต่เราสองคนเท่านั้นที่เหลืออยู่ในโลก”

เขามองดูทรวงอกอันอวบของหล่อน ซึ่งสะท้อนขึ้นลงอยู่ตรงหน้าของลูกนัยน์ตาที่แจ่มประดุจดวงดาวแล้วก็ลุกขึ้นนั่งกอดเข่า ตาจับอยู่กับไฟที่แตกปะทุอยู่ในกองและนิ่งอยู่นานในท่านั้น

“รื่น !” หล่อนเรียกเบาๆ

“ครับ, คุณละเมียด !” เขามิได้หันหน้ามาหาหล่อนเลย

“ผมคิดถึงกาลข้างหน้าของเรา คิดถึงสุดใจเขา แล้วก็คิดถึงนายเสถียร – –”

​หล่อนชักแขนข้างหนึ่งออกจากใต้ศีรษะอีก เอื้อมไปจับข้อมือเขาไว้

“คิดทำไม ? ฉันบอกแล้วว่าอย่าคิดถึงใคร นอกจากเราสองคน”

“มันอดไม่ได้จริงๆ ครับ คุณละเมียด” เสียงของเขาสั่นเครือไปด้วยความรู้สึก “แต่ก่อนมาผมไม่เคยรู้ตัวเลย จนกระทั่งคืนนี้ และเดี๋ยวนี้ว่าคุณละเมียดสำคัญแก่ชีวิตของผมเพียงไร ต่อจากนี้เป็นต้นไป อย่างไร ๆ เสียผมก็ขาดคุณละเมียดไม่ได้ ห่างคุณละเมียดไม่ได้”

นัยน์ตาของหล่อนที่มองเขากระพริบถี่ขึ้น

“อย่าเอ่ยถึงเขา อย่าเอ่ยถึงสุดใจอีกรื่น” หล่อนพึมพำ “ขอให้คืนนี้เป็นคนของเราโดยเฉพาะ ขอให้เกาะนี้เป็นสวรรค์ของเราแต่ลำพัง นอนลงข้าง ๆ ฉันนี่แน่ะรื่นจะพูดให้ฟัง – –”

อย่างเด็กที่ว่าง่าย แทนที่จะเป็นชายร่างยักษ์ปักหลั่นปราศจากความหวั่นหวาดต่อภัยธรรมชาติ และมนุษย์เดินดินไม่ว่าหน้าไหน รื่นผวากลับไปหาหล่อนซบหน้าลงนิ่งอยู่กับทรวงอกอันอบอุ่นเป็นครู่ใหญ่ ๆ

“ฉันเคยคิดแต่ว่า รื่นเป็นผู้ชายที่ใจแข็ง เหี้ยมเกรียม จนบางครั้งเกือบจะเป็นทารุณ” ละเมียดพึมพำต่อไป “ไม่เคย​คิดว่าจะใจอ่อนจนเกือบดูเป็นเด็ก ๆ อย่างนี้”

“ผมรู้สึกเหมือนเป็นเด็กไปทันทีทุกครั้งที่อยู่ใกล้หรือต่อหน้าคุณละเมียด” เขาบ่นอู้อี้ฟังเกือบไม่ได้ความ

“นอนลงดี ๆ เถอะรื่น” หล่อนปลอบ “แล้วก็ขอแขนให้ฉันหนุนสักข้าง”

เขาปฏิบัติตามหล่อนแต่โดยดี รู้สึกศีรษะของหล่อนเบาเหมือนขนนกอยู่บนแขนอันกำยำข้างนั้น ฟันซี่เล็ก ๆ และขาวสะอาดเป็นประกาย ในเมื่อหล่อนเผยอปากพูด

“อย่างนี้สบายขึ้นเป็นกอง” หล่อนหัวเราะ มือข้างหนึ่งยื่นไปลูบแก้มและคางที่ระคายไปด้วยเคราซึ่งแรกขึ้นของเขา “คืนของเรา สวรรค์ของเรา เมื่อความมืดหายไปแสงสว่างวันใหม่มาถึง เราก็พากันหันหลังให้กับสิ่งเหล่านี้ – –”

“แต่สำหรับผม มันจะอยู่ที่นี่” เขาบอกด้วยเสียงซึ่งค่อนข้างดุ พลางจับมือหล่อน ทาบไว้ที่ทรวงอกเบื้องซ้าย “ในหัวใจซึ่งไม่เคยลืมอะไรง่าย ๆ”

“ในหัวใจฉันก็เหมือนกัน” หล่อนบอก “มันจะเป็นรอยจารึกถึงความสุขครั้งเดียวที่ฉันได้รับในชีวิตตลอดไป––”

“ผมคงจะขาดใจตาย ถ้าไม่ได้พบคุณละเมียดอย่างคืนนี้อีก” รื่นวิงวอน

​“เราจะต้องไม่พยายามพบกันอย่างคืนนี้อีกต่อไป เว้นไว้แต่จะช่วยไม่ได้”

“งั้น คุณละเมียดก็ไม่ได้รักผมมากพอ อย่างที่ผมรักคุณละเมียดเลย”

“ฉันรักรื่นมากเกินไป ถึงได้ขอร้องเช่นนี้” หล่อนกระซิบ “ที่อยู่ของรื่นคือระหว่างคนพวกนั้น ที่อยู่ของฉัน–แต่ช่างเถอะ ที่อยู่ของฉันจะที่ไหน ไม่สำคัญรู้ไว้อย่างเดียวก็แล้วกันว่าถึงจะอยู่ที่ไหน ฉันจะไม่ลืมคิดถึงรื่น รักรื่นอย่างผู้ชายคนเดียวที่ฉันเคยรักในชีวิต การกระทำของเราอาจจะผิด ไม่ยุติธรรมต่อคนพวกนั้น แต่ฉันบอกแล้วว่า รู้ตัวมาล่วงหน้าว่ามันเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้น ฉันรู้ว่าฉันและรื่นเกิดมาเพื่อกันและกัน เพียงแต่ไม่สามารถจะให้เป็นไปได้อย่างคู่ผัวตัวเมียธรรมดาสามัญทั้งหลาย ขอให้เผชิญต่อไปเถอะรื่นกับอุปสรรคที่จะมีมาข้างหน้า ชีวิตของฉันเป็นเพียงสนามหญ้าธรรมดา แต่ชีวิตของรื่นเป็นทุ่งใหญ่–ทุ่งมหาราช ซึ่งใครต่อใครต้องพึ่งเพื่อดำรงชีวิตอยู่ด้วยกัน ถ้าฉันยอมตามใจฉัน และรื่นยอมให้ฉันตามใจรื่น ลักพากันหนีไป สำหรับฉันอาจจะกลายเป็นคนชั่วเพราะทรยศต่อผู้ชายคนเดียวที่ได้ชื่อว่าผัว แต่รื่น จะเป็นคนทรยศต่อคนพวกนั้น – – เป็นการทรยศ ซึ่งฉันจะไม่ให้อภัยรื่น​หรือให้อภัยตัวเองเป็นอันขาด”

นัยน์ตาของเขาหรี่หลับตลอดเวลาที่หล่อนพูด มืออันใหญ่และหยาบกระด้างข้างที่กุมมือหล่อนอยู่ ก็หยุดนิ่งจนกระทั่งละเมียดต้องชำเลืองขึ้นดูหน้าเขา

“รื่นเข้าใจที่ฉันพูดไม่ใช่หรือ?”

“ครับ, ผมเข้าใจ” เขาบอก นัยน์ตาคู่นั้นกลับลืมขึ้นใหม่ พลิกศีรษะหันไป จนจมูกจดอยู่กับหน้าผากอันเกลี้ยงเกลาของหล่อน “เป็นการยากเหลือเกินที่ผมจะทำตามคุณละเมียดได้”

“แต่รื่นก็ทำมาแล้ว ตั้งแต่ต้น” หล่อนค้าน

“มันเป็นเวลาก่อนที่ผมจะพบคุณละเมียด ได้คุณละเมียดอย่างคืนนี้”

“งั้นการพบของเรา ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ความรักที่ฉันได้มอบให้แก่รื่นโดยสิ้นเชิงก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้ามันมีแต่จะนำความผิดหวังปวดร้าว แสลงใจ มาให้คนอีกเป็นอันมาก”

มือของหล่อนเย็นชืดอยู่ในมือของเขา หน้าผากที่จมูกสัมผัสอยู่ก็เช่นเดียวกัน ศีรษะและไหล่บนท่อนแขนอันล่ำสันข้างนั้นก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที

​เขาเผยอหน้าขึ้น พิจารณาดูนัยน์ตาอันเยือกเย็นของหล่อนที่จ้องเขม็ง ครั้นแล้วก็ผวากลับลงไปหาหล่อนใหม่

“ผม––ผมจะจำคำคุณละเมียดไว้” เขาซุกศีรษะกับซอกคอหล่อนพึมพำเกือบไม่เป็นศัพท์

“แล้วต้องทำตามที่ฉันพูดได้ด้วย”

“ครับ, ผมจะทำตามที่คุณละเมียดบอกด้วย”

ยิ้มอย่างเป็นสุขปรากฏขึ้นเหนือริมฝีปาก และนัยน์ตาของหญิงผู้แหงนหน้าขึ้นสู่เงาสลัวของกิ่งไม้และท้องฟ้าเบื้องบน แสงไฟจากกองข้างล่างสว่างวอบแวบอยู่หน่อยหนึ่งที่กิ่งไม้นั้น ก่อนที่มันจะปะทุเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็ดับวูบลง เหลือแต่เถ้าถ่านที่ลุกแดง และความมืดปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ

ท่ามกลางความมืดนั้น เสียงปลาฮุบโผงมาจากกอพงชายตลิ่ง กระแสน้ำที่เงียบไหลผ่านไปมาไม่ขาดสาย ไม่มีใครรู้ว่ากี่ชีวิตได้เสียไปในกระแสน้ำนั้นจนในกาลต่อมา ไม่มีใครเลยจะรู้ว่าเหตุการณ์อะไรบ้างเกิดขึ้นบนเกาะน้อยหน้าบ้านไร่ พายุที่กระหน่ำมาแต่เย็นตลอดหัวค่ำซาลงแล้ว แต่ลมหนาวยังคงพัดต่อไป ประกายไฟลุกขึ้นอีกแวบหนึ่ง ในกลางดึกสงัดแล้วก็มืดต่อไป

จากโคนต้นไม้ ซึ่งกิ่งก้านอันร่มครึ้มของมันพอกำบัง​น้ำค้างจากเบื้องบน และข้างกองไฟซึ่งให้ความอบอุ่นได้พอสมควร เสียงทุ้ม ๆ ของฝ่ายหญิงซึ่งหยุดนิ่งมานานพึมพำว่า

“กำลังคิดอะไร ? คิดถึงใคร ?”

และเสียงซึ่งง่วงงัวเงียของฝ่ายชายก็ตอบเหมือนคนที่อยู่ในละเมอยามเพ้อฝันว่า

“คืนของเรา สวรรค์ของเรา !”


– ๙ –

เรือหมูของชาวบ้านที่มาลงเบ็ดราวไว้ รับหล่อนและเขาจากเกาะข้ามไปฝั่งบ้านไร่ในเช้าวันรุ่งขึ้น และเรือเมล์ไปรษณีย์จากล่างรับโดยสารต่อไปยังกำแพงในอีก ๒ วันต่อมา

กว่า ๒๐ ชีวิตวางวายไปในการอับปางของเรือไฟลำนั้นพร้อมด้วยผู้จัดการใหญ่ นายท้ายและช่างเครื่องลูกเรือเพียง ๓ คนว่ายน้ำขึ้นฝั่งตะวันตกได้ หลายศพเกยอยู่ที่หัวเกาะ ซึ่งละเมียดและรื่นขึ้นพักแรมและหลายศพก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าจะขึ้นเมื่อไร และลอยไปติดอยู่ที่ไหนบ้าง

ทุก ๆ วันระหว่างที่หล่อนและเขาพักอยู่ด้วยกันบนบ้านไร่​มีแต่ข่าวร้าย และทุก ๆ ข่าว มีแต่จะทำให้รื่นและละเมียดได้คิดยิ่งขึ้นว่า ชีวิตหล่อนและเขารอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ความสำนึกนั้นเหมือนกันยิ่งเพิ่มความสัมพันธ์และความรู้สึกถึงกรรมสิทธิ์ในกันและกัน ทั้งกายและใจอย่างแยกไม่ออก

“ผมคิดว่า พอรู้ข่าวเรือแตกเข้า นายเสถียรก็คงจะรีบขึ้นมา” รื่นบอกหล่อนวันหนึ่ง “บางทีอาจจะพรุ่งนี้ บางทีอาจจะมะรืน แล้วคุณละเมียดก็คงจะต้องกลับไปปากน้ำโพ”

หล่อนได้ฟังก็สั่นศีรษะ นัยน์ตาที่เพ่งไปข้างหน้าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นเพราะการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

“เขาจะต้องลงไปกรุงเก่า กว่าจะได้รับข่าวจากสำนักงานใหญ่ ก็คงหลายวัน นอกจากนั้น........” หล่อนหันกลับมามองดูเขาเต็มตา “นอกจากนั้น ฉันตั้งใจจะเดินทางต่อไปเมืองตาก”

รื่นรู้ ว่าโดยการตัดสินใจนั้น จะทำให้หล่อนและเขามีเวลาอยู่ร่วมกันและใกล้ชิดกันอีกหลายวัน จนกว่าเรือจะผ่านกำแพงเพชรแล้ว

ตลอด ๓ วันเต็ม ๆ บนบ้านไร่ หล่อนและเขาเกือบไม่ได้คิดอะไรเลยถึงกาลข้างหน้า หรือเวลาที่ผ่านมาแล้วแต่​อดีต ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความหวังความสุข และความปรารถนาชั่วชีวิต เหมือนจะรวมอยู่ในคืนวันเหล่านั้นทั้งสิ้น ชาวบ้านไร่ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน และเหมือนอยู่คนละโลก ออกมาต้อนรับหล่อนและเขาอย่างสองผัวเมีย ซึ่งเคราะห์ดีที่รอดชีวิตมาได้จากเรือแตก และอย่างสองผัวเมียหล่อนและเขาก็แสดงต่อกัน ด้วยความอ่อนหวานและอ่อนโยน ราวกับบุคคลที่ตายแล้วเกิดใหม่ ความสำนึกผิดหรือคิดอดสูใจใด ๆ ในพฤติการณ์ที่ผ่านมาแล้วและกำลังเป็นอยู่ ปลาสนาการไปได้ก็โดยความคิดนั้น พันธะใด ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อใครอื่นมาแต่เดิม ควรจะสูญสิ้นไปพร้อมกับความตายและชีวิตใหม่เป็นของหล่อนและเขาโดยเฉพาะแต่ลำพัง

อย่างไรก็ดี เมื่อเรือเมล์ไปรษณีย์มาถึง และใกล้จุดหมายปลายทางที่หล่อนและเขาจะต้องแยกทางกันต่อไป ความกระวนกระวายของรื่นยิ่งเพิ่มภาระในการปลอบโยนเขาให้แก่ละเมียดยิ่งขึ้น

“อย่าลืมนะรื่นว่า เวลานี้เราควรรู้จักกันและกันยิ่งกว่าหญิงชายคู่ใด จะได้เรียนรู้จากกันในชั่วชีวิต” หล่อนบอกเขา ขณะเมื่อเรือจอดพักนอน หน้าวังพระธาตุเป็นคืนสุดท้าย “ถึงผัวเมียคู่ไหนก็คงจะไม่รู้จักกันอย่างที่ฉันรู้จักรื่น และรื่น​รู้จักฉันชั่วเวลาไม่กี่วันที่แล้วมา เพราะฉะนั้นรื่นควรจะรู้ว่า ถึงจะอยู่ห่างไกลกันเพียงไร ใจของเราก็คงจะอยู่ใกล้ชิดเหมือนดาวบนฟ้าคู่นั้น––”

“แต่ผมก็คงจะอดใจได้ยากเหลือเกิน เมื่อคิดว่าตลอดเวลาที่เราอยู่ห่างกัน คุณละเมียดจะต้องอยู่ในบ้านนั้น ในมือของเขา ในอ้อมแขนของเขา บนที่นอนเดียวกับเขา” รื่นพึมพำเหมือนเด็ก ๆ

มืออันเย็นชืดของหล่อนลูบไล้ไปมา ตามใบหน้าอันร้อนผ่าว และแก้มที่เคราขึ้นเขียว

“จะแปลกอะไร ในเมื่อฉันไม่เคยรู้สึกเป็นของเขาเลยจนนิดเดียว” หล่อนตอบเบา ๆ

“แต่คุณละเมียดก็เป็นเมียของเขา โปรด–อย่าลืมข้อนั้น”

หล่อนได้ฟังก็ถอนใจ

“ฉันไม่เคยบอกรื่นดอกหรือว่า การแต่งงานของเราเกือบไม่มีอะไรเป็นที่หมาย เขาอยากได้ฉัน เพราะว่าต้องการจะมีเมียสักคน และฉันยอมแต่งงานกับเขา ก็เพราะว่าผู้ใหญ่เห็นอายุสมควรแล้วที่จะมีเรือน โดยความรู้สึกเราควรจะมีความสัมพันธ์กันบ้าง ในฐานะเพื่อน ก่อนที่ความรักจะเกิดขึ้น​ภายหลัง แต่คืนแรกเท่านั้น เขาก็ทำลายความรู้สึกและความหวังของฉันข้อนี้โดยสิ้นเชิง เราไม่มีวันจะเป็นอะไรต่อกันได้ นอกจากผัวเมียตามกฎหมาย และบ่าวกับนายตามความเป็นจริง เขาในฐานะเจ้าของทาส และฉันในฐานะเป็นความปรารถนา ที่เขาจะปราศจากเสียมิได้ ความรักของเขาหมายถึงสิ่งเดียวนั่น เท่านั้น––”

“มันคงจะเป็นความทรมานใจคุณละเมียดสิ้นดี” รื่นครางอยู่ในลำคอ

“ทรมาน แต่ฉันก็ทนรับมาแล้วและคิดว่าจะทนรับได้ต่อไป” ละเมียดถอนใจ “จริงอยู่ บางครั้งเขาดีต่อฉันใจหาย ดีจนคิดว่าพอจะกลับรักเขาได้ แต่แล้วครั้งต่อไปก็กลับไปสู่ชีวิตเดิมอีก นี่แหละเป็นความลำบากยากใจอย่างที่สุด สำหรับฉัน มันเป็นความทรมานที่บางครั้งฉันต้องทนรับ และบางครั้งก็ด้วยความยินดี รื่นจะช่วยให้ฉันทนรับได้ดียิ่งขึ้น ถ้าจะพยายามทำใจให้เข้มแข็งกว่านี้––ความอ่อนแอของรื่น มีแต่จะทำให้ฉันลำบากใจพลอยอ่อนแอไปด้วย”

“เพราะความรักคุณละเมียดถึงได้ทำให้ผมเป็นคนอ่อนแอ”

หล่อนได้ฟังก็หัวเราะ

​“เปล่าเลยรื่น ความรักไม่เคยทำให้คนเราอ่อนแอ เว้นไว้แต่คนเราจะมีความเห็นแก่ตัว เมื่อคนเราเห็นแก่ตัวมันก็ไม่ใช่ความรัก หากเป็นความปรารถนา ที่จะเป็นเจ้าของ ที่จะครอบครอง และที่จะทำลายอย่างเสถียรเขาเป็นอยู่ในเวลานี้”

เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เขาก็นิ่งไป มือที่ปัดป่ายเปะปะไปทั่วร่างอันอบอุ่นละมุนมือก็หยุดนิ่งไปด้วย

“บางทีมันก็จะจริงของคุณ” เขาพึมพำ พลางถอนใจ “แต่ผมก็ยังอยากที่จะได้อยู่กับคุณละเมียดตลอดไป ไม่มีใครมาเป็นเจ้าของ ไม่มีใครมาครอบครองนั่นเอง”

“ฉันเข้าใจรื่น, ฉันพอจะเข้าใจ” หล่อนบอก “แต่ต่อไปรื่นจะรู้ได้เองว่า นอกจากมันจะเป็นไปไม่ได้ ฉันในฐานะที่เป็นเมียเขา จะเป็นประโยชน์แก่รื่น และคนทั้งปวงที่หวังพึ่งพาอาศัยรื่นยิ่งกว่าในฐานะอื่นเป็นไหน ๆ”

หล่อนทำให้เขานิ่งไปด้วยการยอมจำนนต่อเหตุผล และเหนือสิ่งอื่นใด หล่อนทำให้เขารู้สึกเหมือนกลายเป็นเด็กไปด้วยทรรศนะในความรัก รื่นไม่เคยรู้จักจนกระทั่งบัดนั้น ว่าผู้หญิงที่มีความรักจริง จะทำอะไรได้บ้างระหว่างฐานะ เกียรติยศ และชื่อเสียง กับความหวังและความปรารถนาส่วนตัว ​เขาไม่เคยรู้จักว่าความรักอย่างหล่อนร้อนแรง และอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน จะสามารถทำให้ชายฉกรรจ์อย่างเขาอ่อนไหว กลายเป็นคนโง่เขลาลงหรือฉลาดขึ้นได้เพียงใด

ภายในความมืดของประทุนเรือน้อยนั้น ร่างอันอรชรอ้อนแอ้นของละเมียดสั่นเทิ้มไปหน่อยหนึ่ง เมื่อสำนึกถึงความอุ่นของหยาดน้ำตาของเขาที่หยดเผาะลงต้องซอกคอหล่อน

“รื่นร้องไห้ !” หล่อนกระซิบที่หูเขาเบา ๆ ใจของหญิงแม้จะหนักแน่นปานใดก็อดหวั่นไหววาบหวามไปไม่ได้

“ครับ!” เขาสารภาพด้วยเสียงเครือ “เป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อมาคิดว่าคืนนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ แต่คุณละเมียดอย่ากลัว ผมจะพยายามทำตัวทำใจให้เข้มแข็งที่สุดและดีที่สุด เพื่อให้สมกับความรัก ความหวังดี ของคุณละเมียดต่อไป––”

เสียงใบระกาจากเจดีย์ใหม่หน้าวัดบนฝั่ง ทำให้วาจาของเขาขาดห้วนหายไปเพียงนั้น ร่างอันละมุนของละเอียดเคร่งเครียดขึ้นจากเสียงของมัน ขณะเดียวกันความคิดของรื่นก็หวนกลับไปสู่รูปของนางกินรีบนเจดีย์ร้างข้างใน เข้าไป–ภายในบริเวณซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองไตรตรึงษ์อีก บอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าอะไรทำให้คิดถึงรูปสลักรูปนั้นขึ้นมา​อีก ครั้นแล้วลมหายใจที่สัมผัสแก้ม และอาการเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะจะโคนของทรวงอกเบื้องซ้าย ภายใต้มืออันใหญ่และหยาบของเขาก็บอกรื่นในทันที ว่าไม่มีวันที่เขาจะเลี่ยงพ้นจากความทรงจำรำลึกถึงหน้านางกินรี เจ้าของรูปศิลาสลักบนเจดีย์ร้างนั้นได้ ตราบใดที่หญิงผู้อยู่ในอ้อมแขนของเขาในปัจจุบัน ยังเป็นตัวแทนแห่งความทรงจำรำลึกนั้น

เขาคิดถึงละเมียดในคืนแรกที่พบกันเหนือลานดอกไม้ คิดถึงหล่อนในคืนซึ่งตื่นขึ้นในชีวิตใหม่ บนเกาะน้อยหน้าบ้านไร่ หลังจากที่เรือไฟอับปางลง พร้อมด้วยความสำนึกถึงร่างที่กำลังสัมผัส พร้อมด้วยความรู้สึกอึดอัด ถึงการเบียดเสียดกันอยู่บนเรือน้อยลำนั้น ครั้นแล้วรูปนางกินรีในความฝันบนเจดีย์ร้างวังพระธาตุก็อันตรธานไป กลายมาเป็นนางมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยเลือดด้วยเนื้อ ด้วยความปรารถนา และความเสน่หาท่วมท้นหัวใจอยู่ข้างกายเขา และต่อหน้าเขา ท่ามกลางความเงียบ แม้เสียงหัวใจเต้นก็ได้ยินท่ามกลางความมืดของเที่ยงคืน ซึ่งคลื่นของอากาศฤดูเหมันต์ สะท้านเยือกในขณะและอารมณ์เช่นนั้นเอง ปัจจุบันก็หวนกลับไปสู่อดีต !


– ๑๐ –

ไม่มีใครทางบ้านคิดว่า จะได้พบหน้าเขาอีกโดยกระทันหัน หลังจากข่าวความอับปางของเรือกลไฟลำนั้นแพร่ไปโดยทางหนึ่งทางใดทั่วกำแพงเพชร เพราะฉะนั้นเองขณะชั่วระยะแรกที่รื่นก้าวขึ้นบันไดเรือนไป ใบหน้าของสุดใจป้าแคล้ว แวว พัน และจำปา ซึ่งกำลังอยู่พร้อมหน้ากัน จึงเต็มไปด้วยความตกตะลึงจังงัง เหมือนคนที่อยู่ในความฝัน

ไม่มีใครอีกเหมือนกัน จะเข้าใจในความเฉื่อยชาและเลื่อนลอยของเขา ขณะที่เขาไปคุกเข่าอยู่ข้างที่นอนของลูก ผู้นอนเจ็บอยู่ในห้อง นัยน์ตาของรื่น ที่จ้องดูลูกรักปราศจากความรู้สึกใด ๆ ไม่ว่าจะในทางเสียใจหรือยินดี ไม่มีใครเลยจะแปลความหมายออก เมื่อเขากลับมายืนอยู่ที่นอกชาน แลตามเรือเมล์ไปรษณีย์ลำนั้นไปจนลับตา

ละเมียดพยายามปฏิเสธ และหลีกเลี่ยงที่จะแวะขึ้นไปเยี่ยมภรรยาและบุตรของเขา

“ขอให้เราจากกันตรงนี้เถอะนะรื่น” หล่อนบอกขณะ​ที่เขาก้าวขึ้นจากเรือ “เล่าเถอะ เล่าให้สุดใจฟังเท่าที่มันจะไม่ทำให้เขาคิดมาก หรือกระทบกระเทือนใจ ขอให้เหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ระหว่างเราในคืนนั้นและคืนต่อๆ มา บนเกาะบ้านไร่ และในเรือลำนี้เป็นอนุสาวรีย์อยู่เฉพาะเราสองคน

การพยักหน้าเป็นอย่างเดียวที่เขาจะแสดงได้ ความตื้นตันใจทำให้เขาพูดไม่ออก

ฉันจะบอกสุดใจเขาอย่างไร, รื่นคิดด้วยความวุ่นวายเมื่อก้าวพ้นประตูรั้ว แต่ผู้หญิงที่ซื่อถือสัตย์ยึดมั่นอยู่ในกรอบประเพณีเก่าอย่างสุดใจ ไม่มีอะไรสงสัย ไม่มีอะไรจะระแวงเลย ต่อเหตุการณ์เหล่านั้น การรอดชีวิตกลับมาของรื่นเป็นอย่างเดียวที่หล่อนสนใจ จะด้วยใคร หรือกับใคร มีความหมายสำหรับหล่อนอย่างเดียวกัน

แก่เพื่อนบ้านที่มาเยี่ยมเยียนถามข่าว เขาไม่พูดอะไรมากนัก นอกจากเรื่องย่อๆ ของเหตุร้ายที่เกิดขึ้นและความเสียหายที่บริษัทเรือไฟได้รับ ตลอดจนชีวิตที่รอดพ้นมา

“ถ้าฉันไม่ส่งข่าวลูกไปบอก พี่รื่นก็คงจะไม่ต้องรับเคราะห์อย่างนี้เลย” สุดใจตีโพยตีพาย อาการของลูกที่ทุเลาขึ้นเป็นลำดับ ทำให้หล่อนมองดูเหตุร้ายครั้งนั้นเหมือนมันจะ​อยู่ในความรับผิดชอบของหล่อนยิ่งขึ้น

และรื่น, ด้วยยิ้มที่ยังเลื่อนลอยและวาจาปลอบโยนซึ่งหาน้ำหนักอะไรไม่ได้ ก็เพียงแต่จะโอบไหล่หล่อนด้วยมือและแขนอันอ่อนเปียกบอกว่า

“เรื่องเคราะห์ คนเราหนีพ้นเมื่อไร”

เขาพูดออกไปอย่างนั้น แต่ใจนึกไปอีกอย่างหนึ่งถึงชั่วขณะที่เขาไม่สามารถจะลืมได้ ท่ามกลางกระแสลมและคลื่นในคืนที่หนาวเย็น มองไม่เห็นอะไร ท่ามกลางความว่างเปล่าบนเกาะ ข้างกองไฟ ซึ่งชีวิตของเขาเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ท่ามกลางสายตาอันซื่อแสนซื่อ เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจสมเพชเวทนาของชาวบ้านไร่ และในระหว่างความเพ้อฝันกับความจริงบนเรือน้อย ขณะที่จอดอยู่หน้าวังพระธาตุ

ข่าวที่ได้รับจากตาแดง ในปลายเดือนเดียวกันว่าต่วนด่ำกลับขึ้นมาปากน้ำโพและรับซื้อแพทั้ง ๓ ไป มิได้ทำสีหน้าและอิริยาบถของเขาเปลี่ยนไปเป็นอื่น สุดใจรับจดหมายที่เขาส่งให้อ่านจบ แล้วก็มองหน้า

“พี่รื่นไม่ดีใจหรอกหรือ ที่เรื่องมันเรียบร้อยไปเสียที” หล่อนถามด้วยความแปลกใจ

​“ทำไมข้าจะไม่ดีใจ สุดใจ” เขาบอก “เพราะถึงมันจะไม่มีกำไร อย่างน้อยที่สุดเราก็จะไม่ขาดทุนยุบยับอย่างที่ข้าคิดไว้”

ภรรยามิได้ซักไซ้ไต่ถามอะไรอีกต่อไป ความกระทบกระเทือนทั่วทั้งทางร่างกายและจิตใจที่เขาได้รับจากการอับปางของเรือลำนั้น พร้อมด้วยความอับโชคในการค้าและข่าวเจ็บของลูก คงจะเป็นสาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงของเขา, หล่อนคิด แล้วพูดออกมาตามนั้น ในการตอบกระทู้ถามของคนอื่น ๆ ซึ่งสังเกตเห็นความผิดแปลกเปลี่ยนไปของรื่นเช่นเดียวกัน

“อีกไม่นานหรอกป้า พอเขามีเวลาพักผ่อนสักหน่อย พี่รื่นก็คงจะกลับเหมือนเก่า” หล่อนอธิบายแก่แม่เฒ่าแคล้ว

“แต่อย่างอ้ายทิด มันไม่น่าจะตกอกตกใจอะไรมากมายถึงเพียงนั้น น่ากลัวตายร้ายกว่านี้ยังเคยผ่านมาแล้ว” แกส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ และเพราะว่าไม่มีอะไรที่ใครจะช่วยเขาได้ ทุกคนก็ได้แต่จะปล่อยให้อยู่แต่ตามลำพังพยายามเลี่ยงออกห่างเมื่อเห็นอารมณ์เริ่มหงุดหงิดหรือนั่งอย่างครุ่นคิด อยู่ที่ท่าน้ำในยามเย็นสงัด

​จนกระทั่งความเย็นของอากาศในเหมันต์ เปลี่ยนเป็นอบอุ่นเมื่อต้นฤดูร้อนมาถึง และเผชิญกับภาระประจำวัน ซึ่งชาวบ้านทุกคนจะต้องเผชิญ ไม่ว่าจะมั่งมีดีจนประการใด ความเครียดของอารมณ์ของรื่น จึงค่อยคลาย นัยน์ตาที่เลื่อนลอยก็ค่อยมีประกายและชีวิตขึ้น ถึงกระนั้น รื่น, ยิ่งกว่าใครๆ ก็รู้จักใจของเขาดีว่า ชีวิตนี้ทั้งชีวิตไม่มีทางที่จะกลับไปเป็นอย่างเก่าอีกได้ ละเมียดและความรักที่หล่อนมอบให้ ได้ยกความคิดจิตใจและชีวิตที่เขาอยู่ขึ้นไปจากระดับที่เคยมี สุดใจ จำปาและบรรดาผู้หญิงที่เขารักอยู่ร่วมด้วย แม้จะพยายามแสนพยายามเพียงใด ที่เขาจะหวนกลับไปสู่ชีวิตนั้น อย่างที่เขาเคยผ่านมาแล้วกับสุดใจพร้อมด้วยลูก ๆ อันเป็นพยานรัก อย่างที่ผ่านมากับจำปา พร้อมด้วยความทรงจำถึงความปรารถนา ซึ่งแม้สุดใจก็สามารถที่จะให้ได้ ลงท้ายก็เพียงแต่จะพบตัวอยู่ในตรอกอันจนปัญญา จนความคิดที่จะพยายามอีกต่อไป

“คุณละเมียดไม่รู้หรอกว่ากรีดแผลไว้ในหัวใจผมลึกเพียงใด” เขาเคยคิดแล้วคิดอีก วันแล้ววันเล่าเดือนแล้วเดือนเล่า ไม่ว่าจะทอดแหอยู่กลางแม่น้ำ ทำนาทำไร่ ตัดไม้หรือล่าสัตว์อยู่ในป่า

​กาลเวลาอาจจะเป็นโอสถขนานเอกสำหรับสมานแผลหัวใจ แต่สำหรับรื่น ทุกวินาทีที่ผ่านไป หมายถึงความรุนแรงของความรักและความปรารถนาที่เขามีอยู่ต่อหล่อนอย่างไม่มีอะไรจะทดแทนกันได้ ไม่ว่าจะเป็นความรักที่มีต่อสุดใจ และของสุดใจ, ลูก ๆ หรือจำปา !

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:17:05 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 20 March 2026, 15:36:16 »


บทที่ ๑๔

– ๑ –

เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทำนองเดียวกับกระแสน้ำในลำแม่ปิง ไหลเซาะเกาะและตลิ่งทลายเปลี่ยนรูปไปทุกฤดูน้ำ คลองสวนหมากก็กำลังจะแปรสภาพจากหมู่บ้านขึ้นไปเป็นตำบล ผู้คนที่อพยพจากล่างและจังหวัดอื่นไปตั้งภูมิลำเนาลง ณ ที่นั้น เท่า ๆ กับสำมะโนครัวของชาวบ้านที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับตลอดเวลาที่ผ่านไป เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น และพร้อมกับข่าวที่แว่วกันมาจากเมืองเกี่ยวกับเรื่องยกฐานะคลองสวนหมากขึ้นเป็นตำบล ข่าวระบุตัวบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันก็ติดตามมา

“เห็นเขาว่าท่านเจ้าเมืองเจาะจงตัวรื่นแน่” ตาถมบอกแคล้ว ขณะที่แวะเข้าไปเยี่ยมแกที่บ้านในเย็นวันหนึ่ง “มีแต่นายอำเภอเท่านั้นคัดค้านไว้ เขาว่านายอำเภอวารื่น​ไม่ใช่คนบ้านนี้ นายอำเภออยากได้นายศรีเป็นกำนัน แต่นายศรีเพิ่งข้ามจากเมืองมาอยู่ที่นี่ได้ปีเดียวเท่านั้น แล้วก็ไม่ใช่คนบ้านเราเหมือนกัน”

“แต่เขาก็เป็นคนของนายอำเภอ ป้าแคล้วพึมพำ ป้ายน้ำหมากจากมุมปากเช็ดกับขอบกระโถน “ลืมเสียแล้วรึ คราวตั้งรื่นเป็นผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอแกโปรดปานนักเมื่อไหร่ ดีใจเสียด้วยละกะมัง เมื่ออ้ายทิดมันบอกไม่ยอมรับ คราวแรกเพราะเห็นแก่อ้ายพูน ต้องเจ้าเมืองท่านเรียกตัวอีกครั้ง รื่นมันถึงขัดไม่ได้ นายอำเภอท่านโกรธ หาว่าอ้ายทิดมันเล่นตัว”

แต่เมื่อเวลาล่วงไป ข่าวลือซึ่งแพร่งพรายออกมา เพราะครั้งหนึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดปรารภถึงรื่น ในการประชุมคณะกรรมการที่ศาลากลางเกี่ยวกับการปราบปรามโจรผู้ร้าย ผู้ใดก็ตามซึ่งฟังผิดไปบอกเล่ากันต่อ ๆ มา ไม่ปรากฏเป็นความจริง ข่าวนั้นก็ถูกทอดทิ้ง และลืมเลือนไปในท่ามกลางของชีวิตประจำวันอันแห้งแล้ง

รื่นคงทำงานของเขาต่อไป มิได้สนใจไยดีต่อข่าวเหล่านี้ มากไปกว่าภาวะที่เขาเผชิญอยู่ในตลาดของการค้าไม้ บทเรียนที่เขาได้รับจากพวกลูกค้า และบรรดาผู้ที่เคยติดต่อกันมา​ครั้งสุดท้าย ทิ้งรอยความผิดหวัง และขมขื่นไว้ในควลมทรงจำของเขา อย่างไม่สามารถจะลืมได้ง่าย ๆ เขาหยุดค้าไม้ทุกชนิดในปีต่อมา ด้วยเจตนาที่จะพิจารณาสถานการณ์และเตรียมตัวรับงานต่อไป มากกว่าจะยอมพ่ายแพ้ด้วยความท้อถอย เขารู้ดีว่าพ่อค้าเล็ก ๆ และกำลังทุนน้อยอย่างเขา ไม่มีหนทางเลยในการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่างนายเสถียร และบรรดาพ่อค้าซึ่งเป็นตัวแทนของเขา ตลอดสองฟากแม่น้ำนั้น และการขอความช่วยเหลือหรือร่วมมือจากผู้อื่น ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาประสงค์

เขารู้ และเชื่อในความปรารถนาดีของพะโป้ เมื่อพ่อค้าใหญ่ใจกว้างผู้นั้น เอ่ยปากอนุญาตไว้ในการที่จะช่วยเหลือ เขารู้และเชื่อ เมื่อต่วนด่ำแสดงความไว้วางใจเขาเช่นเดียวกัน ในจดหมายที่เขาได้รับในกาลต่อมา แม้กระนั้นรื่นก็ไม่สามารถจะเอาชนะทิฐิของเขา พอที่จะยอมรับความช่วยเหลือ หยิบยืมทุนรอนจากสองพ่อค้าใหญ่นั้นได้

ด้วยประการฉะนี้เอง รื่นปล่อยให้ปีหนึ่งล่วงไปอย่างเกียจคร้านตามสายตาของคนทั้งปวง และหมดอาลัยไยดีต่ออนาคตของชีวิตตามสายตาของครอบครัว

“ผัวเอ็งเห็นจะคอยให้วิมานลอยมาหา” ป้าแคล้ว​ปรารภกับหลานสาว ภายหลังที่พิจารณาดูการใช้ชีวิตประจำวันของหลานเขยมาเป็นเวลาช้านาน “กูดูมันวิปริตผิดไปทุกวัน ตั้งแต่รอดชีวิตมาจากเรือแตกครั้งนั้น”

แต่ในฐานภรรยาผู้มีศัรทธาต่อสามี ไม่ว่าเขาจะดีหรือร้ายตามสายตาของคนอื่น สุดใจมิได้ปริปากแก่รื่นเลยในเรื่องนี้

“เห็นพี่รื่นว่าอยากจะพักสักปีสองปี เพราะเหนื่อยเต็มทน” หล่อนพยายามอธิบาย

แม่เฒ่ายกไหล่อย่างผิดหวัง

“หลังจากปีสองปี ไปจับงานเข้าอีกครั้ง เอ็งก็มีแต่จะอยู่สุดโด่ง” แกบ้วนน้ำหมาก “อยากค้าไม้เอ็งหยุดไม่ได้ ถึงจะเหนื่อย––เอ็งเหนื่อยไม่ได้ ถ้ารักจะเป็นใหญ่อยู่บ้านนี้”

รื่นมิได้เอ่ยตอบประการใด เมื่อได้ฟังเรื่องนี้จากสุดใจ แต่เมื่อถูกกรอกหูบ่อยเข้า อย่างไม่มีทางเลี่ยงพ้น เพราะบริเวณบ้านอยู่ภายในรั้วเดียวกันเช่นนั้น เขาก็ถอนใจ

“คอยดูต่อไป สุดใจ” เขาบอกด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน “ข้าไม่โทษป้าแกหรอกที่เห็นข้าเป็นคนอย่างนั้น ต่างคนต่างคิดกันคนละอย่าง ป้าอยากจะให้ข้าทุ่มตัวเข้าไปแข่งกับพวกนั้น จนกว่าจะชิบหายกันไปข้างหนึ่ง นั่นเป็นเลือดของป้า มันเป็น​เลือดของข้าด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าเราโจนเข้าไปแข่งขันในตลาดไม้กับเขาเวลานี้ มันก็เหมือนแมงเม่าโจนเข้าสู่กองไฟ เหมือนพยายามกันน้ำเหนือในเวลาขึ้นจัด เปล่า, นั่นไม่ใช่วิธีฉลาดเลย ที่เราจะสู้กับคนที่มีทั้งเงินและอำนาจ อย่างนายเสถียร เรามีอย่างเดียวเท่านั้นที่จะชนะเขาได้ สุดใจ”

“อะไรกันจ๊ะ พี่รื่น ? อะไรกัน ?” ภรรยามองหน้าสามีอย่างเต็มไปด้วยความคาดหวัง

รื่นยกนิ้วชี้ขึ้นที่ทรวงอกเบื้องซ้ายค่อนข้างแรง สีหน้าที่เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย เคร่งเครียดขึ้นมา

“ใจของข้า !” เขาตอบดุ ๆ “นิสัยของข้า–ประเพณีของเรา ! เสมอต้น เสมอปลาย พูดอะไรเป็นนั่น สัญญาหรือไม่สัญญาไม่สำคัญ”

ประกายซึ่งวับขึ้นในตาคู่นั้นเป็นไปอย่างน่ากลัว แต่อีกครู่เดียวต่อมา รื่นก็หัวเราะ

“นายเสถียรทำให้ข้าหายจากตาบอดมาเป็นเวลาช้านาน นายลูกจ้างต่วนด่ำคนนั้นก็เหมือนกัน–เขาทำให้ข้ารู้จักตัวของข้าและคนพวกนั้นดีขึ้น คนบ้านนี้ เมืองนี้ จะดีต่อเอ็งรักเอ็งตราบใดที่เอ็งยังเป็นประโยชน์ต่อเขา แต่ทันใดที่เห็นเงิน ตาก็ฝ้าฟางไป เอ็งกลายเป็นคนอื่น และคำพูดก็เป็นเพียงลมปากที่หาค่า​ไม่ได้––”

ความขมขื่นของเขาปรากฏอยู่ในวาจาเหล่านั้น มันทำให้หล่อนรู้สึกใจสั่น เมื่อรู้สึกเหมือนเขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากรื่นผู้ยอมเสียเปรียบเพื่อนไม่ว่าใคร มาเป็นรื่นผู้ไม่ยอมให้อภัยแก่ใคร ไม่ว่าเพื่อนหรือไม่เพื่อน

“เอ็งคอยดูต่อไป สุดใจ” เขาพูดอีก “คอยดูว่าเมื่อไม่มีข้าอยู่เป็นก้างขวางคอเขาพวกเหล่านั้นจะได้รับการปะเหลาะเอาใจจากนายเสถียรและคนของเขา อย่างที่เป็นแต่แรกหรือไม่ –– เอ็งคอยดูกันไป––”

คำพยากรณ์ของเขา ถ้ามันจะเป็นคำพยากรณ์, ไม่มีผิดเพี้ยนเลย เพราะในแล้งต่อมาเท่านั้น บรรดาพวกตัดไม้ที่เคยติดต่อกับรื่นมาแต่แรกและหันไปหานายเสถียร ก็เริ่มระส่ำระสาย ประเดี๋ยวพวกท่าไม้แดง และประเดี๋ยวก็พวกคลองเมืองให้มีอันเป็นไป ที่จะต้องลงมาธุระที่กำแพง เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดา ที่ขากลับจะต้องแวะเยี่ยมรื่นขาประจำเก่า

“ทำไมวางมือเสียง่าย ๆ รื่น?” เป็นประโยคที่เขาได้รับกระทู้ถามซ้ำ ๆ ซาก ๆ “ตลาดไม้กำลังตื่นตัวเหมือนน้ำกำลังขึ้น เป็นโอกาสเหลือเกินที่ควรจะรีบตัก”

และด้วยยิ้มที่กร้าวอยู่เหนือริมฝีปาก รื่นก็เพียงแต่​ส่ายหน้า ตอบโดยมิได้เฉพาะเจาะจงกับใครว่า

“หิ้งห้อยอย่างข้า จะไปแข่งอะไรกับพระอาทิตย์อย่างนายเสถียรไหว?”

ตามธรรมดาในกรณีเช่นนั้น ผู้ตั้งกระทู้ถามก็มักจะเงียบไปอึดใจหนึ่ง พร้อมด้วยสีหน้าที่เปลี่ยน และกระแสเสียงที่อึดอัดใจ

“รื่นคงจะยังไม่รู้กระมังว่าพวกเราหลายคน ถูกนายเสถียรเล่นงานเสียงอม”

เขาเลิกคิ้วอย่างอัศจรรย์ใจ ทั้ง ๆ ที่คาดคะเนอยู่ล่วงหน้าแล้วว่า อะไรคือเรื่องต่อไปที่เขาจะได้ยิน

“ทำไมล่ะ ?”

“จะทำไม ? ราคาไม้ที่เขาเคยให้อย่างงามถูกกด กำหนดชำระเงินก็คลาดเคลื่อน “หลายคนต้องขายเกวียนขายควายไป เพราะต้องให้ค่าจ้างคนงานพวกเรามันไม่ทันเขาเอง ทำสัญญาส่งไม้ให้เขาทันกำหนด ตามรายการที่บังคับ มิฉะนั้นจะถูกปรับแต่ที่เราไม่ได้เงินตามข้อตกลงกลับทำอะไรเขาไม่ได้ มันไม่มีระบุไว้ในสัญญา”

รื่นหัวเราะอยู่ในลำคอด้วยความขมขื่น แทนสมเพชเวทนา ความรู้สึกสมน้ำหน้า เป็นอย่างเดียวเท่านั้นที่เขาจะ​ให้แก่พวกนั้นได้ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยแสดงกิริยาอันใดออกไปให้ปรากฏ แม้บางครั้งจะคิดด้วยความดุเดือด จนเกือบเป็นคนโหดร้ายและทารุณ

ไม่มีอะไรจะมาทำให้เขารู้สึกต่อพวกลูกค้าไม้เหล่านั้นอย่างที่เคยมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกันมาแต่กาลก่อนต่อไปอีกได้ ไม่มีอะไรอีกเหมือนกัน ที่จะมาเป็นอุปสรรคกีดกั้นมิให้เขาปฏิบัติตามบทเรียนใหม่ที่ได้รับ เมื่อขึ้นแล้งใหม่ และวิธีการติดต่อค้าขาย นายเสถียรและตัวแทนของเขายิ่งปรากฏชัดขึ้น บันไดบ้านรื่นก็ต้อนรับพวกตัดไม้แทบไม่เว้นแต่ละวัน

“ปีกว่าแล้วรื่น ฉันยังไม่ได้เงินค่าไม้จากคนของนายเสถียร” คนหนึ่งปรารภ

“เดิมตกลงทำสัญญากันไว้อย่างหนึ่ง ถึงคราวชำระเงินไปเสียอีกอย่างหนึ่ง” อีกคนหนึ่งอุทธรณ์

แต่ละเรื่องแต่ละรายล้วนแต่เป็นเครื่องหมายในการค้าของนายเสถียรทั้งนั้น ความเข้าใจที่ว่ารื่นราข้อไปแล้วจากการชิงชัยอันไม่คู่ควร เป็นเหตุให้ชายผู้นั้นคิดว่าตนรวบตลาดไม้เบญจพรรณบนสองฝั่งแม่ปิงไว้ในกำมือได้โดยสิ้นเชิง

รื่นรับฟังรายงานเหล่านี้ ด้วยกิริยาสงบเสงี่ยมแม้ความรู้สึกภายในจะเดือดพล่าน ความเห็นอกเห็นใจปรานี และ​สงสาร ยังคงอยู่ที่นั่น แต่สัญชาตญาณแห่งการแก้แค้นทดแทน ก็ไม่หายไปไหน

เขาไม่เคยปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือพวกนั้น แต่การให้ทุกกรณีจะต้องมีการรับเสมอไป เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ตกไม้ตกข้าวหรือยาสูบ จะต้องมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร สิ้นสุดกันทีสำหรับค่าของวาจา สัญญา–สัญญา–และสัญญาเท่านั้นจะเป็นประกันฐานะของเขาให้อยู่ในที่ปลอดภัย

ฉันจะทำให้คนพวกนี้กินจากมือของฉันตลอดไป เขาคิดด้วยความดุเดือด ฉันจะทำให้ทุกคนรู้ว่าค่าของฉันอยู่ที่ไหน พร้อมด้วยฉันเขาจะตั้งตัวอยู่ได้ด้วยดี ปราศจากฉันทุกคนก็มีแต่จะถอยหลังกลับไปสู่โลกเก่าซึ่งคนเราพร้อมที่จะเป็นทาสมากกว่าจะคิดเป็นนาย

“รู้รสเสียได้ยังงสักครั้ง จะได้เข็ดไปจนวันตาย” เขาคิดแล้วคิดอีก

หลังจากสงกรานต์ปีนั้น รื่นขึ้นไปลานดอกไม้ด้วยเรือชะล่ากาบแป้นของเขา พร้อมด้วยสุดใจ และลูกชายทั้ง ๓ คน มณี มิลินทร์ และอรุณ เพื่อตรวจไม้ที่เขาตกไว้แต่ปลายปี ความพิถีพิถันในการพินิจพิจารณาของเขา เป็นที่หลากใจแก่บรรดาพวกลากไม้เหล่านั้น รื่นตรวจแล้วตรวจเล่า ทั้งในเรื่อง​ขนาดเรื่องความโพรกหรือตัน อย่างที่พึงจะตรวจลักษณะม้า นกกระทา หรือนกเขาสำหรับเลี้ยง

“ฉันมีชื่อเสียงที่จะต้องรักษาไว้เหมือนกัน” เขาบอกแก่เจ้าของไม้รายหนึ่ง ซึ่งยืนยันในขนาดและคุณภาพของไม้ที่ลากมาไว้ริมตลิ่ง

ไม่มีอะไรในโลกนี้ จะทำให้เขาสามารถเผชิญหน้าต่วนด่ำได้อีกครั้งพร้อมด้วยความบกพร่อง อย่างที่ได้ผิดพลาดมาแล้ว ไม่มีอะไรในโลกนี้ จะทำให้เขาสามารถเผชิญกับตนเองได้ด้วยความรู้สึกถึงความบกพร่องทำนองนั้นอีกต่อไป

๗ วันที่ลานดอกไม้ เพียงพอที่จะทำให้เขาแน่ใจถึงความสำเร็จของภาระ ที่ขึ้นมาจากคลองสวนหมาก ท่าไม้แดง และคลองเมืองเป็นจุดหมายปลายทางของเขาต่อไป แต่ก่อนหน้าออกเดินทาง ได้วันเดียวมณีลูกคนหัวปีก็จับไข้

ในชั้นแรก อาการของแกก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้รื่นวิตก อากาศที่ร้อนอบอ้าวในเวลากลางวัน หนาวจัดในเวลากลางคืน อาจจะทำให้ร่างกายคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ซึ่งปล่อยกันตามบุญตามกรรม ตามประเพณี และความเคยชินของเด็กบ้านนอก เปลี่ยนแปลงไม่ทัน เพราะฉะนั้นไข้หวัดเป็นอย่างมากที่เขาสงสัย และในวันต่อมา เมื่อปรากกฏผื่นแดง​ขึ้นที่หน้า ที่ลำตัว อีสุกสีใสหรือหัด ก็เป็นอย่างมากที่เขาจะระแวง จนกระทั่งถึงวันที่สามและผื่นแดงเหล่านั้นลุกลามไปทั่วทั้งตัว พร้อมด้วยหัวที่เป่งเหมือนคนเป็นผี และพร้อมด้วยลายที่หน้าเหมือนตาสัปปะรด รื่นก็ชักเอะใจให้เรืองขึ้นไปตามหมอบนบ้านทันที เพียงแวบเดียวจากสายตาเท่านั้นหมอเฒ่าเก่าแก่ของลานดอกไม้ เนื้อตัวและหน้าตาลายพร้อยไปด้วยริ้วรอยของไข้ทรพิษที่แกได้รับ และรอดมาแต่วัยหนุ่มก็ระบุได้

“ฝีดาษ !” แกบอก คว้าล่วมยาออกมาจากในประทุนเรือทันที “ลองยากะน้ำมนต์ที่ฉันให้ไว้ ผู้ใหญ่ อาการเป็นยังไงส่งข่าวให้รู้ จะได้คิดแก้ไขกันต่อไป”

เปล่า ยาซึ่งประกอบไปด้วยข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้โกฏิ และสมอ ร้อยแปดพันประการมิได้ทำให้อาการของมณีดีขึ้น น้ำมนต์บาตร์นั้นก็เช่นเดียวกัน ท่านอาจารย์ผู้รักษาได้รับทราบข่าวนั้น แต่อย่างมากที่ท่านอาจารย์จะคิดแก้ไขก็เพียงส่งยา ซึ่งประกอบไปด้วยข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้มาให้อีกหม้อหนึ่ง พร้อมด้วยการออกตัวว่าไม่สบายยังไปไหนมาไหนไม่ได้

ข่าวนั้นแพร่ออกไปทั่วลานดอกไม้ ซึ่งมีอยู่เพียงไม่ถึง ๒๐ หลังคาเรือน เหมือนไฟไหม้ป่าผู้คนซึ่งเคยลงมาอาบน้ำที่​ตีนท่าหายไป ใคร ๆ ที่เคยไปมาหาสู่ตลอดเวลาที่เรือของรื่น แวะจอดอยู่ที่นั้น พากันออกห่าง การเดินทางไปท่าไม้แดงและคลองเมืองต้องงดโดยเด็ดขาด

รุ่งเช้าของวันต่อมา รื่นก็ตื่นขึ้นพบประกาศิตอยู่ที่หน้าท่า ซึ่งเรือของเขาจอด

“ลูกผู้ใหญ่เป็นผิดาษ รีบไปเสียจากที่นี่ มิฉะนั้นจะเกิดเรื่อง

รื่นอ่านลายมือขยุกขยิกนั้นโดยปราศจากความรู้สึกขุ่นเคือง ฝีดาษมีความหมายร้ายกาจเกินไปที่ชาวบ้านนั้นและชาวบ้านทั้งหลายบนสองฝั่งแม่ปิง ซึ่งเคยผ่านมาแล้วหลายครั้งหลายครา จะสามารถทนรับได้ – – – ร้ายเสียยิ่งกว่ารากสาด ร้ายเสียยิ่งกว่าอหิวาต์ – – โรคห่า สำหรับความเข้าใจของคนในสมัยนั้น

“ถ้ามันเป็นความประสงค์ของเทพยดาฟ้าดินท่านก็แล้วแต่มันจะเป็นไป” เขาบอกสุดใจ

ในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง รื่นก็ถอยเรือล่องกลับปากคลอง!


– ๒ –

เด็กชายทั้งสองนอนอยู่บนเตียงเล็กคนละฟากฝาห้องใบตองอ่อนสีเหลืองนวลซึ่งรองรับอันเปลือยเปล่า เลอะเทอะไปด้วยน้ำเหลือดน้ำหนอง แทนผ้าปูที่นอนขับผิวซึ่งเกือบจะกลายเป็นสีมะพลับแก่แลดูเป็นที่น่าสมเพชเวทนาอย่างยิ่ง และรื่น –– ยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่างที่เปิดออกไปสู่สวนอันมืดครื้มภายนอก พิจารณาดูหน้ามณีผู้พี่ชาย ซึ่งลายพร้อยไปทั้งเนื้อทั้งตัวและหน้าตา จนไม่สามารถจะบอกประพิมพ์ประพายเดิมได้ และมิลินทร์น้องชายผู้เริ่มปรากฏอาการทีหลัง แล้วก็หันไปหาสุดใจซึ่งนั่งเหม่ออยู่กับเครื่องบดยากลางห้อง

“หมอมาไม่ได้” เขาบอก “ลูกชายแกเจ็บเมียแกเจ็บ เจียดให้แต่ยามา” ภรรยาเงยหน้าขึ้นดูเขาหน่อยหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงนั้น แล้วก็หันไปหาลูกชายคนโตอีกอย่างที่ได้จ้องมาตลอดเวลาครึ่งชั่วโมงหลัง โดยมิได้พูดอะไร สีหน้าที่เฉื่อยเฉยเหมือนปราศจากความรู้สึกของหล่อนมิได้เปลี่ยนแปลง ราวกับ คาดหมายล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะได้ฟังประโยคนั้น ตลอดเวลา ๗–๘ วันนับแต่กลับมาจากลานดอกไม้ หมอรายไหนรายนั้น​จะต้องให้มีอันเป็นไปมาเยี่ยมไข้ไม่ได้ และหมอในคลองสวนหมากใต้ก็มีไม่มากนัก ท่านพระครูที่วัดเป็นองค์แรกที่รักษามณีในทันทีที่รื่นพาลูกกลับมาถึงบ้าน แต่ภายใน ๓ วันแรกท่านก็ล้มเจ็บ อาการไข้ทรพิษปรากฏโดยรวดเร็วเสียยิ่งกว่าเด็ก หมอจากเมืองเป็นคนต่อมา แต่พอรู้ว่าฝีดาษแกก็หายหน้าตั้งแต่นั้นไป ทุก ๆ วันข่าวที่ได้รับจากบ้านไร่และคลองเหนือ ไม่บ้านใดก็บ้านหนึ่งจะต้องมีคนป่วยด้วยโรคระบาดเดียวกันนี้ ความจริงนั้นหลายครอบครัวล้มเจ็บด้วยฝีดาษ ก่อนมณีจะลงมาถึงปากคลองด้วยซ้ำไป หลายคนโทษว่าลูกชายรื่นเป็นสื่อนำโรคนั้นมาสู่บ้าน แต่อีกหลายคนก็ยืนยันได้โดยมีหลักฐานว่าคนงานป่าของพะโป้นำมาจากป่าต้นคลองเหนือ เมื่อเวลาล่วงไปและอาการเจ็บไข้ระบาดออกไปทั่ว ต่างคนต่างก็วุ่นอยู่แต่สวัสดิภาพของตัว จนไม่มีเวลาพอที่จะไปคิดโทษใคร

“ตาแดงเพ้อตลอดเวลาที่พี่รื่นไม่อยู่” สุดใจบอกหมายถึงลูกชายคนโต “บดยาให้กินกับชะโลมตัวเมื่อกี้ถึงค่อยหลับไปได้”

“ตาใหญ่เป็นยังไง ?” รื่นกระซิบ หมายถึงมิลินทร์พลางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป นั่งลงข้างหล่อนอย่างอ่อนใจ นัยน์ตาของเขาแดงก่ำ จากการอดนอนมาเป็นเวลาหลายวัน​หลายคืนติด ๆ กัน

“อาการค่อยยังชั่วกว่ากลางวัน” หล่อนยกตะเกียงลานขึ้นส่องดูลูกคนรองซึ่งนอนหายใจแรงหลับตาพริ้ม “อรุณไปนอนกับป้า เห็นแกว่าขืนให้อยู่ที่นี่เดี๋ยวก็อีกคน”

รื่นพยักหน้าช้า ๆ เอนกายลงชันศอกข้างโกร่งบดยา หรี่ตาเหมือนจะหลับ แต่เพียงอึดใจเดียวก็กลับลืมโพลงขึ้นมาด้วยความฝืนใจ

“พี่รื่นเหนื่อยมาไปนอนเสียก่อนดีกว่า ฉันจะอยู่เฝ้าแกเอง” ภรรยาบอก “ลูกเป็นอะไรไปถึงจะเรียก”

เขาสั่นศีรษะ โดยมิได้ตอบประการใด แต่ก็อดอ้าปากหาวไม่ได้

ภายในห้องนั้นเงียบสงัด ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงถอนใจขัด ๆ ดังมาจากเตียงเด็กคนไข้ทั้งสองอยู่เป็นระยะ ๆ และเสียงตะเกียงลานที่หวืออยู่เบา ๆ เหมือนเสียงมอดกัดไม้หรือแมลงเล็ก ๆ ร้อง นอกห้องออกไปมีแต่ความมืด และเสียงน้ำค้างตก นัยน์ตาของรื่นหรี่ปรือจนกระทั่งหลับ ศีรษะของเขาผงกหงุบหงับเมื่อความง่วงเข้าครอบงำ แต่ทุกคราวแขนซึ่งเท้าอยู่เซเสียหลักได้สติคืน ก็ฝืนใจลืมตากวาดไปที่เตียงทั้งสองหันมามองภรรยา ต่อมาอาการง่วงงุบก็เข้าครอบงำอีก

​สุดใจซึ่งไม่ได้เปลี่ยนจากอิริยาบถเลย เอื้อมไปหยิบหมอนบนเสื่ออ่อนที่หล่อนปูนอนอยู่ระหว่างเตียงทั้งสองข้างมาสอดให้เข้าข้างหลังเขา

“นอนเสียเถอะ พี่รื่น จะได้มีแรง” หล่อนบอกอีก

นัยน์ตาของรื่นลืม แลสบหล่อนอย่างปรือ ๆ แต่ก็ยังคงแข็งใจสั่นศีรษะปฏิเสธอยู่ตามเคย

“เชื่อฉันดีกว่า” ภรรยาอ้อนวอน

หล่อนจับแขนเขาที่เท้าพื้นห้องอยู่ยกขึ้น พลางสอดหมอนเข้าใต้ศีรษะ สามีปฏิบัติตามอย่างเด็กว่าง่าย

“อย่าลืมปลุกข้าถ้าลูกเป็นอะไรไป” เขาบอกมองดูหล่อน ถอนใจอีกครั้ง แล้วก็หลับไปเพราะความอ่อนเพลีย

สุดใจยังคงนั่งอยู่ในอิริยาบถเดิม หันหน้าออกสู่หน้าต่าง มือทั้งสองประสานกันวางอยู่บนตัก กิริยาของหล่อนสงบ เงียบเหมือนแม่ชี ที่เข้าฌาณสมาบัติ เสียงหายใจขัด ๆ ของลูกทั้งสองแว่วมาเป็นระยะ ๆ จากเตียงมณีชัดกว่าเตียงมิลินทร์ ครั้งหนึ่งหล่อนได้ยิน เสียงระฆังวัดดังมาแก่ไกล จากที่หนึ่งที่ใด เสียงสุนัขเห่าเกรียว ประเดี๋ยวก็หอน ประเดี๋ยวก็เงียบ ในหัวใจของหล่อนเย็นเฉียบ เมื่อคิดถึงความอ้างว้างของเวลาวิกาล และอนาคตอันมืดมนของลูกทั้งสอง หล่อนมองออกไป​ยังยอดมะพร้าวในสวน ซึ่งสว่างนวลเรื่อ ๆ เพราะแสงเดือนข้างแรมเริ่มส่อง หันกลับมามองหน้าลูกซึ่งกลายไปเป็นหน้ากากอันน่าเกลียดสพึงกลัว แล้วก็ก้มลงพิจารณาดูหน้ารื่น ซึ่งเคร่งเครียดแม้ในยามหลับ ความสำนึกอันแรงกล้าก็ปรากฏขึ้นอีกในดวงจิตอย่างที่ปรากฏมาตลอดเวลาที่เฝ้าพยาบาลลูก จนนับครั้งไม่ถ้วน

บุคคลเหล่านี้เป็นทั้งหมดที่หล่อนมี ชีวิตของหล่อนไม่เคยมีค่าและความหมายอะไร จนกระทั่งได้พบรื่นและครั้งหนึ่งที่พบเขา รักเขา หล่อนก็ไม่เคยรู้ค่าของชีวิตสมรส จนกระทั่งมีลูกเป็นเครื่องผูกพัน

ฉันจะทำอย่างไร ถ้าปราศจากคนหนึ่งคนใดไป สุดใจคิดแล้วคิดอีก หายงัวเงีย อ่อนเพลีย และครุ่นคิดถึงสวัสดิภาพของคนอื่น แม้กระทั่งตนเอง หล่อนไม่เคยคิดว่าความรักจะเป็นเหตุให้คนเราเห็นแก่ตัวมากถึงเพียงนั้น และในขณะเดียวกันหล่อนก็ไม่เคยคิดว่า มีอะไรที่หล่อนจะไม่สามารถเสียสละเพื่อคนทั้ง ๓ ได้

ตอนใกล้สว่าง เสียงครางดังมาจากเตียงของมณี สุดใจผวาเข้าไปที่ข้างเตียงนั้น เสียงที่กระซิบถามสั่น หน้าที่ซูบอยู่แล้วซีดหนักขึ้น

​“อะไรหรือลูก ? จะเอาอะไร ? เป็นยังไงบ้าง ?”

มณียังครางต่อไป ทั้ง ๆ ที่มิได้พยายามลืมตา ซึ่งลืมไม่ขึ้นมาสองวันเพราะต้อขึ้นเต็ม หล่อนรู้ว่าลูกยังไม่ได้สติ แต่ก็อดเรียกต่อไปไม่ได้ จนกระทั่งในที่สุดเสียงครางนั้นเงียบหายไปเอง

ท่ามกลางความวังเวงในเรือนและอากาศ ที่เย็นยะเยือกไปด้วยน้ำค้างอยู่ภายนอก ทุกนาทีล่วงไปอย่างแช่มช้าและทนทุกข์ทรมาน ตะเกียงซึ่งลานอ่อนเริ่มหรี่แสงจวน ๆ ท้องฟ้าเริ่มจะสาง และพระจันทร์เสี้ยวสว่างอยู่กลางท้องฟ้าสีหม่นนั้นเอง สุดใจก็โงกหงุบไปงีบหนึ่ง เพราะทนความง่วงไม่ได้

รุ่งขึ้นทั้งวัน อาการของมิลินทร์ค่อยดีขึ้น ในขณะที่มณีมีแต่ทรุดหนักลง แกได้แต่นอนนิ่ง ไม่ไหวติงไม่พูดจา อาหารใด ๆ กินไม่ได้แม้กระทั่งน้ำข้าวต้ม ร่างอันยังเละไปด้วยฝีที่แตกดูเหมือนตอตะโก ที่กลิ้งอยู่กลางหนองผี ซึ่งซับและเช็ดไม่รู้จักหมด อาการหายใจระรวยเท่านั้นที่แสดงว่าเป็นสิ่งซึ่งยังมีชีวิตอยู่

ป้าแคล้ว ซึ่งเป็นคนแรกที่เข้าไปดูอาการของหลานทั้งสอง ตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนอื่นหรือสุดใจจะตื่น น้ำตาคลอกลับออกไปหาจำปาซึ่งคอยผลัดเวรเฝ้าพยาบาลในเวลากลางวัน

​“เจ้าใหญ่ฝีตกสะเก็ดแล้ว เห็นจะไม่เป็นไร แต่อ้ายหมา––” แกหมายถึงมณี หยุดนิ่งอยู่นานก่อนที่จะกล้ำกลืนน้ำตาไว้ได้ “อ้ายหมาไม่ดีขึ้นเลย”

รื่นเป็นคนต่อมาที่สังเกตเห็นอาการทรุดหนักอย่างผิดปกติของลูกชายคนหัวปี สีหน้าของแกซึ่งไม่เป็นหน้าตาอีกต่อไป เกือบจะกลายเป็นสีขี้เถ้า แม้กระนั้นเขาก็มิได้เอ่ยอะไรกับสุดใจซึ่งตื่นขึ้นภายหลัง วันนั้นทั้งวันผ่านไปอย่างเงียบเหงา ประเดี๋ยวได้ข่าวคนตายจากบ้านไร่ ประเดี๋ยวจากท้ายวัด ประเดี๋ยวจากคลองเหนือ จากนอกชานเรือนของเขารื่นแลเห็นเรือหลายลำนำศพของผู้ตายข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นป่าพุทรา–– ป่าช้าฝังศพมาแต่ไหนแต่ไร บางรายอย่างเงียบเชียบเหมือนภาพที่เห็นในฝันร้าย และบางรายเสียงร้องไห้ของญาติและมิตรของผู้ตายก็แว่วข้ามแม่น้ำมาถึง เขารู้ดีว่าวันหนึ่งบางทีจะชั่วโมงใดต่อไปข้างหน้า เขา สุดใจ จำปา ป้าแคล้วและคนในบ้านอันเป็นที่รักใคร่อย่างสุดสวาทขาดใจของเด็กผู้น่าสงสาร ก็คงจะต้องตกอยู่ในสภาพอย่างเดียวกัน รื่นรู้ว่าทุกชั่วนาฬิกาและนาทีเขาคอยเวลานั้นด้วยการปลงตกเสียแล้ว แต่เมื่อกาลอวสานของลูกชายหัวปีมาถึงเข้าจริง เขาก็อดสะเทือนใจ ทอดอาลัยตายอยากในชีวิตไปชั่วครู่ยามหนึ่งไม่ได้

​มรณะมาถึงมณี ท่ามกลางราตรีที่มืดสนิท วังเวงไปด้วยเสียงสุนัขหอน สะท้านสะเทือนไปด้วยเสียงบ่างที่ร่อนร้องขึ้นลงอยู่ในดงมะพร้าวหลังบ้าน และพระจันทร์ข้างแรมที่ทอแสงแดงเรื่อเหมือนโลกทั้งโลกร้างผู้คน ในคืนต่อมา แกขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เป็นครั้งแรกในระยะ ๓–๔ วันหลัง ยื่นมือทั้งสองออกไขว่คว้าอากาศพร้อมกับเสียงร้องแหลมซึ่งฟังไม่ได้ศัพท์

รื่นซึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงขยับใกล้เข้าไปอีก กระซิบถามด้วยเสียงเครือว่า

“อะไรกันลูก ? อะไร ?”

เด็กน้อยไม่ตอบ คงได้แต่ไขว่คว้าอากาศเบื้องบนต่อไป นัยน์ตาซึ่งเคยปิดสนิทเพราะพิษฝีที่แตก ลืมโพลงแลไม่เห็นอะไรนอกจากหนอง

“บอกพ่อ ว่าอะไร ?” รื่นปลอบต่อไป

“เข้านิโรธเสียแล้ว พี่รื่น” สุดใจสะอื้น ความตื้นตันคอหอยทำให้หล่อนพูดไม่ออก

“บอกพ่อ !” รื่นกระซิบอีก ยื่นมือหนึ่งออกไปลูบหลังสุดใจ นัยน์ตายังจับอยู่กับลูก

ริมฝีปากซึ่งบอบช้ำยับเยินของเด็กน้อยขมุบขมิบด้วย​ความพยายามอย่างเหลือฝืน รื่นก้มหน้าใกล้เข้าไปอีก “บอกพ่อว่าอะไร ?”

“ใกล้เข้ามาอีกนิด––ใกล้เข้ามาหนูคว้าเกือบถึงแล้ว” มณีพึมพำแผ่ว แต่ก็ฟังถนัดชัดเจน แกเหยียดแขนทั้งสองออกเป็นครั้งสุดท้าย ต่อจากนั้นเสียงก็เงียบหาย นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยหนองทั้งคู่ปิดสนิท และแขนทั้งคู่ตกลงประสานกันอยู่บนทรวงอก คางที่ยื่นตกลงชิดกับยอดอก และนั่นเป็นวินาทีสุดท้ายที่รื่นกับสุดใจได้เห็นลูกหัวปีมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

สุดใจปล่อยเสียโฮใหญ่ หล่อนร้องไห้อย่างที่ไม่เคยร้องในชีวิต โดยไม่ยอมฟังเสียงปลอบโยนของรื่น ของจำปา ป้าแคล้วและใคร ๆ จนกระทั่งในที่สุดก็หยุดเงียบไปเอง เพราะความเหนื่อยอ่อน ได้ยินแต่เสียงสะอึกสะอื้นอันแผ่วเบา ปรากฏออกมาจากในลำคอเป็นระยะ ๆ

“เขาทำบุญร่วมกับเรามาเพียงแค่นั้นเอง สุดใจ” รื่นพึมพำแล้วพึมพำเล่า ทั้ง ๆ ที่รู้สึกว่างเปล่าเหมือนสิ่งหนึ่งสิ่งใดขาดไปจากชีวิตอย่างไม่มีอะไรจะทดแทนได้ นัยน์ตาของเขาแดง แต่ก็แห้งเกราะเพราะความรักและความเสียดายเกินไปเกินที่จะร้องไห้ เกินที่จะรู้สึกปวดร้าว

​ฉันหรือคิดไว้หนักหนา ว่าโตขึ้นเขาจะเหมือนฉันหรือดีกว่า เพื่อเป็นทายาทรับช่วงงานใดๆ ที่ยังเหลือค้างไว้ต่อไป เขาคิดด้วยความคิดเดียวกันกับเมื่อวันมณีแรกเกิด ต่างแต่คราวนี้เป็นวาระสุดท้ายของมณีและความคิดนั้น ตลอดเวลาของการอาบน้ำ ยกศพใส่โลงและสวดพระอภิธรรม จนกระทั่งนำร่างอันปราศวิญญาณของลูกข้ามไปฝังที่ป่าพุทราฟากโน้น รื่นรู้สึกเหมือนคนที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น ทุกการยิ้มเป็นไปอย่างฝืน ทุกวาจาเป็นไปอย่างไม่มีความหมาย อากัปกิริยาภายนอกของเขาอาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ซึ้งลงไปภายในไม่มีใครบอกได้ว่าเขาได้รับความกระทบกระเทือนเพียงใดจากการสูญเสียลูกคนนี้ไป เขาปลอบโยนสุดใจ เพื่อให้หล่อนคลายจากความเศร้าโศก แต่ขณะเดียวกันไม่มีใครหรืออะไรจะปลอบโยนใจเขาได้ อาการหายวันหายคืนของมิลินทร์จนกระทั่งลุกนั่ง เดินเหินได้ในวันต่อๆ มาเพียงแต่จะทำให้คลายกังวล แม้กระนั้น ลูกทุกคนก็ไม่เหมือนมณี เพราะเหตุที่แกเป็นตัวแทนของความตื่นเต้นยินดีในชีวิตของการเป็นพ่อคน และความปรารถนาทั่วปวงเป็นครั้งแรก

รื่นรู้ว่า เขามิใช่ผู้เดียว ตลอดคลองใต้ บ้านไร่และคลองเหนือ ที่ได้รับการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ เพราะความฝัน ​ความหวังและความปรารถนาเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิตต้องแหลกสลายไป หลายสิบครัวเรือนตกอยู่ในสภาพและภาวะเดียวกัน ไม่มากก็น้อย ด้วยการสูญเสียบุคคลที่รักไป บางรายเป็นลูก บางรายเป็นพ่อแม่ และบางรายก็ทั้งครัวเรือน จนกระทั่งเย็นยะเยือกไปทั้ง ๓ หมู่บ้านซึ่งติดต่อกัน บรรดาวัดทั้งหลายใกล้ลักษณะร้างเพราะเหลือพระจำพรรษาอยู่ไม่กี่องค์ หลายศพถูกฝังโดยมิได้สวดอภิธรรม หรือบังสุกุล และหลายสิบศพถูกฝังโดยปราศจากแม้แต่โลงจะใส่

หลายหลังคาเรือนที่เขาไปเยี่ยมเยียนเตรียมอพยพเข้าป่า เพราะไม่สามารถที่จะข้ามฟากไปฝั่งเมืองหรือไปที่ไหนได้ อีกหลายหลังคาเรือนอยู่อย่างซังกะตายไปวันหนึ่งๆ เพราะทอดอาลัยตายอยากในชีวิต และหลายสิบหลังคาเรือนร้างไปเพราะไร้ชีวิตอยู่อาศัย เขาไม่มีทางที่จะช่วยเหลืออะไรได้เลย เพราะไม่รู้ว่าจะให้ความช่วยเหลือในทางใด ขณะที่แม้แต่ตนเองยังช่วยไม่ได้ ตลอดเดือนต่อมาเต็ม ๆ ไม่มีใครผ่านไปมาในคลองสวนหมาก การงานประจำวันทุกอย่างหยุดชะงัก ชีวิตก็เหมือนจะย้อนกลับไปสู่สมัยหิน ซึ่งทุกคนมอบอนาคตให้อยู่ในเงื้อมมือของธรรมชาติ และอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปราศจากตัวตนมองไม่เห็น และสัมผัสไม่ได้

​เขารู้ว่า ขึ้นเป็นอยู่ตามยถากรรมเช่นนี้ต่อไปจะเป็นบ้าตายในวันหนึ่ง ด้วยความว้าเหว่เยือกเย็นเข้าจับหัวใจ ด้วยความว่างเปล่าของบรรดาบ้านช่อง ซึ่งมิตรสหายผู้รู้จักรักใคร่และคุ้นเคยกันมาเป็นเวลาช้านานทิ้งไว้ และด้วยความทรงจำรำลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักเหล่านั้น

“ช่วยฉันคิดหน่อยเถอะป้า ว่าเราควรจะทำอย่างไรต่อไป ?” เขาปรารภกับแม่เฒ่าแคล้ว ขณะที่กลับจากฝังศพเพื่อนบ้านในเย็นวันหนึ่ง “ขืนนิ่งกันอยู่อย่างนี้ต่อไป อีกเจ็ดแปดหลังคาเรือนที่เหลือ ก็คงวอดวายรวมทั้งเราด้วย”

นัยน์ตาของหญิงชราเพ่งออกไปข้างหน้า เหมือนจะพยายามมองให้เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นิ่งอยู่สักครู่ ลงท้ายก็ถอนใจ หันกลับมาหาหลานเขย

“เมื่อยังสาวๆ แรกมาอยู่ที่นี่ ข้าเคยขึ้นไปในคลองกับแม่ของสุดใจมัน” แกบอก “ข้าเคยเห็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงกะพวกแม้ว กองเป็นเถ้าถ่าน ชั้นแรกก็คิดว่าถูกไฟป่าไหม้ แต่ลองถามพวกที่พบปะดู กลับปรากฏว่าไม่ใช่ เอ็งรู้ไหม อ้ายทิดว่ามันเกิดจากอะไร ? พวกนั้นเอาไฟเผา!––เพราะห่าลงกิน เป็นที่ไหนมันเอาไฟจุดที่นั่น มันอาจจะอพยพไปอยู่กัน​ที่อื่น แต่พวกเราที่เข้าไปหาของป่าอยู่ทับที่เก่า ไม่เคยปรากฏว่าเป็นโรคนั้นซ้ำเลยจนรายเดียว”

“แต่เราไม่ใช่พวกกะเหรี่ยงหรือแม้ว จึงจะทำอย่างนั้นได้” รื่นค้านด้วยเสียงอ่อนอกอ่อนใจ “ไม่ชอบใจจากที่หนึ่งก็เพียงแต่หอบเสื่อผืนหมอนใบ ไปตั้งเพิงพักกันใหม่ในที่อื่น แล้วก็ที่ต่อไป เราปลูกเรือนลงที่นี่ก็ด้วยหมายจะให้เป็นที่อยู่อาศัยไปจนวันตาย ป้า ฉัน สุดใจ กับลูกๆ”

แม่เฒ่าส่ายหน้าไปมาช้า ๆ

“ข้าไม่สำคัญอะไร อ้ายทิด” แกบอก “อีกไม่ช้าไม่นานวันตายของข้าก็คงจะมาถึง ก่อนเอ็ง ก่อนสุดใจ ก่อนอ้ายใหญ่อ้ายเล็ก การตายเป็นเรื่องของคนแก่อย่างข้า แต่การอยู่เป็นเรื่องของเด็ก คิดดูให้ดีเอ็งกะสุดใจมันมีอะไรติดตัวมาแต่แรก บ้านช่องของนอกกายสำหรับความสะดวกสบายทั้งหลายแหล่ เกิดทีหลังด้วยน้ำพักน้ำแรงทั้งนั้น มันเป็นของที่อยู่ในอำนาจเอ็ง แต่ชีวิตไม่ใช่ เอาชีวิตไว้ก่อนอ้ายทิด ตราบใดยังมีชีวิต เอ็งยังมีความหวัง ตราบใดที่เอ็งยังมีหวัง เอ็งตั้งตัวอีกได้”

สุดใจไม่สามารถจะให้คำแนะนำเขาได้เลยในเรื่องนี้ จำปา เรื่อง พันและแวว ก็อย่างเดียวกัน

​“พี่รื่นตกลงอย่างไร ฉันเอาด้วยทั้งนั้น” ทุกคนบอก

มันเป็นปัญหาที่ยากลำบาก และปวดร้าวแสลงใจที่สุดรายหนึ่ง ในชีวิตของเขาที่จะตัดสิน รื่นลังเลอยู่หลายวัน ในขณะที่มรณะคุกคามใกล้เข้ามา จนกระทั่งลูกชายคนเดียวของจำปาล้มเจ็บลงอีกคนหนึ่ง เขาจึงตกลงใจ

“บอกทุกคนที่นี่กะที่บ้านไร่ ว่าเราจะออกไปอยู่ที่วังกระทะชั่วคราว” เขาสั่งเรือง พันและแวว “ใครจะไปด้วยให้เตรียมตัวไว้ บ้านไหนร้างจุดไฟเผาให้หมด บ้านที่ยังมีคนอยู่ สุดแท้แต่เจ้าของจะเลือก ของข้าเองจะปล่อยไว้อย่างนี้ ตามแต่พระเพลิงท่านจะชี้โชคชะตา แต่เทวดาท่านจะโปรด กำหนดออกจากที่นี่พรุ่งนี้เช้า”

ราวย่ำรุ่งของวันต่อมา รื่นก็ได้รับคำตอบ เมื่อปรากฏว่า แสงไฟสว่างจับท้องฟ้าเหนือบ้านไร่ ต่อมาก็ท้ายวัดพระบรมธาตุ และสว่างถัดมาเป็นลำดับ แต่ต่างกับคราวถูกไฟป่า ไม่มีใครจะวิ่งโกลาหล ไม่มีใครสนใจที่จะดับ หรือขนของหนี ทุกครัวเรือนที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของที่จำเป็นใส่กระบุงตะกร้า หรือเกวียนแล้วแต่จะมี ต่อมาก็ยกหนีบริเวณที่ไฟจะลามถึง ออกไปนั่งนอนอยู่ตามทางเกวียนหลัง​บ้าน โดยปราศจากความกระปรี้กระเปร่า ปราศจากการกระตือรือร้น

ยืนดูแสงไฟสว่างโพลงอยู่ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา บน นอก ชานเรือนกับสุดใจคืนนั้น รื่นหันไปมองดูสีหน้าซึ่งยังไม่หายซูบซีดอิดโรยของหล่อน แล้วก็พึมพำว่า

“มันน่าขันไหมล่ะ สุดใจ ที่ข้าต้องทำสิ่งตรงกันข้ามสองครั้งในเรื่องอย่างเดียวกัน คราวแรกเป็นคนสั่งให้ช่วยดับ เพราะมันไม่ได้เกิดจากมือคน มาคราวนี้กลับสั่งให้เผาเพราะมันเป็นหนทางเดียว ที่จะช่วยให้พวกเรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้”

และสุดใจ ด้วยสีหน้าซึ่งปราศจากความยินดีหรือยินร้าย เพ่งดูท้องฟ้าและยอดมะพร้าวที่สว่างไสวไปด้วยแสงเพลิงเหล่านั้น ก็เพียงแต่จะพึมพำว่า

“ลูกไฟมันคงจะปลิวมาตกลงบนหลังคาเรือนเราอีกไม่ช้าก็จะไหม้เป็นจุณไป”

“เราจะปลูกมันใหม่ เมื่อกลับมาอีกครั้ง” เป็นคำตอบเรียบ ๆ ของรื่น

“คงจะเป็นเวลาอีกหลายเดือนหลายปี หรือชั่วชีวิตกว่าที่นี่จะกลับเป็นที่นี่”

“อีกกี่ปี กี่สิบปี หรือชั่วชีวิตเราก็จะช่วยกันสร้างให้เป็นอย่างเก่า และดีกว่าเก่า”

​“แต่เราไม่มีวันจะเรียกชีวิตคนเหล่านั้นกลับมา คืนมาได้”

“ชีวิตเกิดใหม่ทุกวัน มิฉะนั้นโลกนี้ก็ร้างไปนานแล้ว มีแต่เกิดไม่มีตาย ป่านนี้เอ็งก็คงไม่มีที่อยู่ในโลก”

“ถึงอย่างไร มันก็ไม่เหมือนคนเก่า เรารู้จักเขามานาน รักกันมานาน”

“ทุกคนล้วนแต่แปลกหน้าทั้งนั้น ก่อนที่เอ็งจะรู้จัก และรัก อย่างข้า อย่างเอ็ง – สุดใจ !”

ภรรยามิได้เอ่ยตอบอะไรอีกต่อไป มือทั้งสองของหล่อนประสานกันอยู่ข้างหน้า เมื่อรื่นก้มลงมองดูก็เห็นประกายของหยาดน้ำตา ซึ่งต้องแสงไฟเกาะอยู่ที่แก้มหล่อน

“ไปเสียอกเสียใจทำไม ไม่ตายเสียยังหาใหม่ได้” เขาโบกมือไปที่ตัวเรือนและบริเวณรอบๆ กาย

“ฉัน – – ฉันกำลังคิดถึงมณีจ๊ะ พี่รื่น” สุดใจสะอื้น

นามของลูก ซึ่งหล่อนเอ่ยขึ้นมาโดยไม่ทันเตรียมตัว ทำให้เขานิ่งด้วยความรู้สึกตื้นตันคอหอยไปเป็นนาน แต่แล้วก็หักใจได้

“แกตายอย่างสงบ ตายโดยไม่ได้ดิ้นรนกระวนกระวาย” เขาพึมพำพยายามปลอบใจตนเอง เท่า ๆ กับปลอบ​หล่อน “นอกจากนั้น – – พ่อแดงอดทนกว่าใคร ๆ อดทนเสียยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคน”

เขาปลอบโยนหล่อนจนหายสะอึกสะอื้น แล้วก็จูงมือลงบันไดเรือนไปสมทบกับคนอื่น ๆ ที่เกวียนซึ่งเทียมควายบรรทุกของจอดคอยอยู่หลังบ้าน

ท่ามกลางกลิ่นควันที่ลอยมาตามลม และรุ่งอรุณซึ่งเรื่อเรืองขึ้นที่ขอบฟ้าเบื้องตะวันออกนั่นเอง ขบวนเกวียน และหาบคอนของบรรดาผู้ที่มีชีวิตอยู่ จากเงื้อมมือมฤตยูซึ่งกวาดผู้คนไม่เลือกหน้า เกือบเตียนคลองสวนหมาก และบ้านไร่ในปีนั้น ก็เคลื่อนที่มุ่งตรงไปยังวังกระทะหลังดงเศรษฐีอันสมบูรณ์ไปด้วยน้ำท่าทุกฤดูกาล อย่างเงียบ ๆ และเศร้า ๆ เหมือนขบวนแห่ศพหรือเจตภูตผู้ไร้แผ่นดิน เกือบไม่มีใครได้ผินหน้ากลับไปดูเคหสถานที่จากมาอีก เพราะเกรงความวาบหวามที่จะได้รับจากภาพของเปลวไฟ ที่กำลังแลบเลียหรือเหลือแต่ซากที่เป็นเถ้าถ่านแล้ว เกือบไม่มีใครได้ผินหน้าไปหากันและกัน เพราะหวาดหวั่นต่อความทุกข์ทรมานและเศร้าหมอง ที่จะได้เห็นจากนัยน์ตาของแต่ละคู่ เสียงกงล้อของเกวียนลั่นและเกราะหรือกะดึงที่ผูกคอควายลั่นสะเทือนขณะเดินดังอยู่​เป็นระยะ ๆ เท่านั้น ที่แสดงว่านี่มิใช่ขบวนปีศาจหรือเจตภูต ––– มนุษย์ผู้มีความหวังและกำลังใจเป็นเกราะป้องกันตัวในการเผชิญกับมหาภัยและอุปสรรค ไม่ว่าจะมาจากธรรมชาติหรือมนุษย์

เบื้องหลังออกไป หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านยังคงตกเป็นเหยื่อของไฟต่อมาตลอดทั้งวัน จนกระทั่งมันโทรมและมอดดับไปเอง เหลือแต่ควันที่ลอยกรุ่น เมื่อปราศจากเชื้อ และไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกสำหรับจะไหม้ หลายหลังคาเรือนที่เจ้าของละทิ้งไว้ด้วยความเสียดาย เหลือแต่กองถ่านและเสาที่ดำเหมือนตอตะโกและหลายหลังคาเรือน ก็รอดพ้นไปได้เพราะกระแสลม เปลี่ยนทางลูกไฟหรืออยู่ในบริเวณที่มันลุกลามไม่ถึง แต่จะไหม้หรือไม่ไหม้ ไม่มีหลังใดเลยจะอยู่ในสภาพเดิมของมันอีกต่อไป ไม่มีหลังใดที่เหลืออยู่เลยจะปราศจากริ้วรอย ซึ่งแสดงว่าครั้งหนึ่งทัพมัจจุราชลงมาเยือนที่นั่น.

.

.

ที่มา : ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ บทที่ ๑๑ - ๑๔
https://vajirayana.org/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:17:46 by ppsan » Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.134 seconds with 17 queries.