Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 09:43:39

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคหนึ่ง บทที่ ๖ - ๑๐
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคหนึ่ง บทที่ ๖ - ๑๐  (Read 859 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 20 March 2026, 15:23:30 »

ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคหนึ่ง บทที่ ๖ - ๑๐


บทที่ ๖

​ชนบทเล็กๆ อย่างคลองใต้ ไม่มีอะไรจะผ่านหูและตาไปได้ง่าย ๆ ฉะนั้นในทันใดที่เทศกาลเดือน ๑๒ ผ่านไป เรือนหอหลังใหญ่ยกขึ้นในบริเวณเนื้อที่กว่าไร่ ใต้เรือนหลังเดิมของป้าแคล้วลงมา ทุกคนจึงจับตาดูและคอยอยู่ด้วยความสนใจ ถึงการแต่งงานระหว่างรื่นกับสุดใจ ซึ่งบอกกล่าวป่าวร้องกันไปทั่วแล้วว่า กำหนดไว้ในเดือนยี่

ตลอดเวลาเหล่านั้น การที่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเปิดโอกาสให้สุดใจ แคล้ว และชาวบ้านนั้นได้รู้จักอุปนิสัยใจคอของรื่นดียิ่งขึ้น สนิทสนมยิ่งขึ้น ความเปิดเผยและหัวเราะง่ายของเขาเรียกร้องความรักจากเด็ก ความเอ็นดูจากผู้ใหญ่และมิตรภาพจากคนในวัยเดียวกันทั่วไป ในระยะสองสามเดือนนั้น สุดใจมองเห็นเขาในลักษณะที่​แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้นกว่าเพียงคืนเดียวของความรัก ซึ่งหล่อนวาดขึ้นจากความฝัน เขาเป็นแม่งานที่ลูกมือทุกคนไว้วางใจ ไม่ว่าจะออกป่าลากไม้หรือยกเรือน เขาเป็นเพื่อนที่เด็กเล็ก ๆ อาจจะขี่คอได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นคนรักที่อ่อนโยนบูชาและเอาใจใส่ เวลาส่วนใหญ่ของเขาล่วงไปกับป้าแคล้ว ในการกะกำหนดฤกษ์ยามการยกเรือนหอ รายละเอียดของงานพิธีที่จะมาถึงต่อไป แม้กระนั้นขณะใดที่มีโอกาสอยู่ใกล้ ถึงจะ ไม่ได้พูดจาปราศรัยด้วย สายตาที่เขามองดูหล่อนก็เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนา มันทำให้หล่อนอดรู้สึกใจสั่นเพราะความตื่นเต้นไม่ได้ ทุกคราวที่สำนึกถึงความใกล้ชิดของเขา และคืนวันสุกดิบที่กำลังใกล้เข้ามา

“เอ็ง....เอ็งทำยังไง จำปา คืนแรกที่พี่โปร่งถอดกำไล เอ็ง ?” ครั้งหนึ่งหล่อนกระซิบถามแม่เพื่อนสาวหน้าแดงเรื่อด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ ขณะที่จัดอาหารเลี้ยงแขกที่มาช่วยยกเรือนอยู่ด้วยกันในครัวไฟ

“กันก็หลับตาปี๋ ปล่อยให้เขาทำอะไรตามสบายไปเท่านั้นเอง” จำปาหัวเราะ

ฟังดูมันง่ายเกินไปที่หัวใจซึ่งเต้นระทึก และความคิดที่ฟุ้งซ่านของหล่อนจะคิดว่าเป็นไปได้ ง่ายดายเหมือนประเพณี​การขึ้นหาของชาวบ้านไร่ ง่ายดายเหมือนกับหอบผ้าตามผู้ชายไปของชาวคลองเหนือ คลองใต้ หนองปลิง ที่ปรากฏอยู่ไม่ต่ำกว่าปีละสองสามราย ในชีวิตของหล่อนตั้งแต่เยาว์วัย จนกระทั่งถึงสาวรุ่น สุดใจเคยได้ทราบเหตุการณ์เหล่านั้น บางรายอยู่กินกันด้วยความผาสุก บางรายชีวิตรักสะบั้นลงกลางคันเริดร้างกันไป สำหรับจะจับคู่ใหม่อยู่กินกันด้วยความผาสุก หรือเริดร้างอีก

ฉันกะเขาไม่เป็นอย่างนั้น หล่อนคิดวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าและเนื้อตัวอยู่ในความมืดของราตรี ขณะที่ทิ้งตัวลงนอนหรือมีโอกาสอยู่แต่ลำพังในเวลากลางวัน หล่อนคิดถึงความรักระหว่างหล่อนและรื่น อย่างความรักที่สดชื่นยิ่งใหญ่ ไม่มีอะไรจะมาเป็นอุปสรรค ไม่มีอะไรจะมาทำให้สั่นคลอน ความรักที่หนักแน่นและแน่นอน เพราะว่าเขาเป็นผู้ชายคนแรกในชีวิตที่หล่อนรัก

ท่ามกลางอารมณ์และความคิดที่ฟุ้งซ่านเช่นนี้เอง คืนวันผ่านไป ในที่สุดเดือนยี่พร้อมด้วยพิธีสมรสก็มาถึงโดยไม่รู้ตัว สุดใจรู้สึกละลานตาละลานใจ พิศวงงงงวยไปด้วยความสุข ความตื่นเต้นเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางเวทีละครโรงใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ผ่านไป และในขณะเดียวกันก็เหมือนเป็น​คนละต่างหากจากเหตุการณ์เหล่านั้น การเลี้ยงคนที่หลั่งไหลมาช่วยจากทุกหนทุกแห่ง จนแน่นบริเวณบ้านไปหมด ขบวนแห่ขันหมากจากบ้านผู้ใหญ่พูน เสียงโห่ร้องกึกก้องออกไปถึงกลางแม่น้ำ หล่อนจำอะไรเกือบไม่ได้ ใครเป็นคนกั้นประตูขบวนเจ้าบ่าว ? ใครเป็นคนเข้ามาจูงหล่อนออกไปจากห้อง ? และใครเป็นคนแรกที่รดน้ำ ? อย่างเดียวที่จำได้แม่นยำก็เพียงแต่นัยน์ตาอันวาววามของรื่น ที่ลอบชำเลืองมาดูหล่อนไม่หยุดหย่อน ขณะที่พับเพียบอยู่ข้างเคียงกัน เสียงเฮฮาที่ดังลั่นบ้านไม่มีความหมายอะไร พิธีรีตองทั้งหลายไม่มีความหมายอะไร ความรู้สึกที่ว่าเขาอยู่ใกล้หล่อนและกับหล่อนเท่านั้นสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เมื่อเข้าไต้เข้าไฟ เสียงมโหรีกล่อมกระหึ่ม และ ได้ฤกษ์ส่งตัว หัวใจของหล่อนซึ่งเต้นแรงอยู่แล้ว ก็ยิ่งเต้นเร่าและระรัวจนแทบจะบังคับไว้ไม่ได้ หล่อนยึดมือจำปาไว้แน่น ขณะที่จะก้าวเข้าไปในห้อง มองเห็นที่นอน มองเห็นหมอนขวาน หมอนข้างและมุ้งระบายแพร แล้วก็ใจสั่น

“เข้าไปด้วยกัน จำปา” หล่อนกระซิบเสียงเครือ “อยู่เป็นเพื่อนกันซักคืน...”

“เป็นบ้า !” จำปากระซิบตอบ “อยู่เข้าไปได้หรือ ​น่ะ– ใจดีๆ ไว้สุดใจ....เข้าไปเถอะ เขาไม่กัดเอ็งหรอก ใจดีๆ ไว้”

“กันกลัว!” เสียงสุดใจแผ่วลงไปอีก”

“จุ๊ย์! ป้าแคล้วอยู่นั่น แล้วก็ลุงชื่นกะป้าปราง...กันไปละ”

ด้วยแข้งขาซึ่งสั่น สุดใจหันรีหันขวาง ก้มหน้าตั้งท่าเหมือนจะกลับ ใจหายวาบ เมื่อรู้สึกว่ามือของป้าแคล้วยื่นออกมาจูงเข้าไปหาเขา เสียงนายชื่นและแม่ปรางพึมพำอวยพรสั่งสอนและแนะนำ หล่อนจำอะไรนึกอะไรไม่ออก นอกจากความอ่อนนุ่มของที่นอน นอกจากมือที่หยาบใหญ่และร้อนผ่าวของเขา ซึ่งกุมมือเล็ก ๆ ของหล่อนไว้

“รักกัน ทะนุถนอมกัน ปกป้องครองกันไปจนกว่าจะแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทอง” หล่อนแว่วประโยคสุดท้าย รางเลือนเกินไปที่จะเข้าใจความหมายชัด ตื่นเต้นและตื้นตันเกินไปที่จะจับต้นชนปลายติด ในที่สุดพิธีเสร็จเพียงแค่นี้ ในที่สุดพ่อเฒ่าแม่เฒ่าก็ออกไป และในที่สุดห้องนั้นก็ว่างเปล่าเหลือแต่หล่อนกับเขา และกลิ่นธูปควันเทียนดอกมะลิกระแจะจันทร์

ความหวาดกลัวเก่าๆ ผุดขึ้นมาอีก หล่อนดึงมือน้อย ๆ ​นั้นออกมาจากมือของเขา ก้าวลงมาจากที่นอนทำท่าเหมือนจะตามออกไป

“สุดใจ !” เสียงของรื่นห้าว เต็มไปด้วยความรักและความรู้สึก

“จ๋า” หล่อนขานตอบเบาๆ โดยมิได้หันกลับมา แต่หยุดชะงักอยู่กับที่ ขาทั้งสองอ่อนเบียกราวกับจะล้มเสียให้ได้

“จะไปไหน ?”

“ออก...ออก... ออกไปหาจำปาจ้ะ”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเขาขณะที่ก้าวตามเข้ามายืนอยู่ข้างหลัง ทำให้หล่อนแทบกลั้นลมหายใจ ยิ่งสำนึกถึงมือซึ่งใหญ่และหยาบคู่นั้น สอดมาโอบไว้สองข้างสะเอว ก็หมดกำลังที่จะยืนอยู่ได้

“นั่นหรือคือผลของความอดทนที่ข้าอุตส่าห์คอยมาเกือบ ๒ ปี” หล่อนได้ยินเสียงเขากระซิบที่ข้างหู ความรู้สึกที่งุนงงอยู่แล้ว แทบจะมืดมิดไปเพราะความเสน่หาขณะที่เอวสัมผัสอ้อมแขนอันมั่นคง หลังสัมผัสอกอันอบอุ่นและกว้าง ตลอดจนความใกล้ชิดซึ่งมีอำนาจดึงดูดเหมือนแม่เหล็ก “เกือบ ๒ ปี! แต่ทันทีทันใดที่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันแต่ลำพังโดยเฉพาะ เอ็งกลับอยากจะออกไปหาจำปา...”

​“เวลายังหัวค่ำอยู่นี่” หล่อนแก้ตะกุกตะกัก “ถึงพี่ทิดก็ควรจะออกไปสนุกกับพวกผู้ชายเขาก่อน”

“คืนนี้ เวลาข้าไม่มีสำหรับใครสุดใจ นอกจากความรักของเรา........เอ็งกะข้า...” เขาบอก “แต่เย็นมาเหล้าสักหยดไม่ได้ล่วงเข้าไปในลำคอ ก็เพราะว่าข้าไม่ต้องการจะเป็นทิดรื่นคนนั้น ทิดรื่นอย่างวันแรกที่เอ็งเห็น ข้าต้องการจะเป็นผัวเอ็งอย่างทิดรื่นตัวจริง” เขาค่อย ๆ หมุนให้หล่อนหันหน้ากลับมา “เงยหน้าขึ้นทีหรือสุดใจ ตั้งแต่เย็นข้ายังไม่ได้เห็นนัยน์ตาของเอ็งเลย นอกจากผม นอกจากหน้าผาก นอกจากแก้ม คาง แล้วก็ใบหู ดูเถอะ นัยน์ตาของเอ็งบอกว่ากลัว........กลัวอะไรนะ สุดใจ ?”

“ปละ...ปละ...เปล่าจ้ะ” เสียงหญิงสาวแผ่วเต็มที่

“เกือบ ๒ ปีเต็ม ๆ” เขาย้ำอีกครั้ง “ข้าคอยอยู่แต่โอกาสนี้ ขณะที่จะได้เอ็งมาอยู่ในอ้อมแขนของข้าเป็นเมียของข้า อย่าคิดถึงใครสุดใจ อย่ากังวลถึงอะไร นอกจากข้าเป็นผัว และเอ็งเป็นเมีย....”

“มโหรียังไม่เลิก ใครๆ ยังไม่หลับ...” หล่อนพยายามเอ่ยอีกเสียงไม่ล่วงลำคอออกมาได้

“จะสำคัญอะไร ให้มโหรีเล่นต่อไปจนกว่าจะเมื่อย เหล้ายังมีอีกหลายเทสำหรับพวกแขกจะเมา....”

​หัวใจของหล่อนเหมือนจะหยุดเต้นเอาจริง ๆ เมื่อรู้สึกว่าร่างอันสูงของเขาก้มลง ลมหายใจที่ร้อนสัมผัสกับผม จมูกที่เย็นสัมผัสกับแก้ม แขนข้างหนึ่งรัดเอวแน่นเข้า อีกข้างหนึ่งสอดเข้าใต้เข่าทั้งคู่ แล้วร่างของหล่อนก็หลุดจากพื้น

“พี่ทิด !” นัยน์ตาของหล่อนหรี่ปิด เนื้อตัวอ่อนเปียก “พี่รื่น !”

“เมียของข้า....คืนของเรา !” เขาพึมพำเดินตรงเข้าไปที่ๆ นอน

หล่อนมิได้ดิ้นรนหรือผลักไส มิได้แม้แต่จะลืมตา วาจาของจำปายังคงแว่วอยู่ในความทรงจำ

“หลับตาปี๋.......แล้วแต่เขาจะทำอะไร !” หล่อนคิด

แต่ทันใดที่หลังสัมผัสกับที่นอนอ่อนนุ่ม และเย็นระรื่น นัยน์ตาที่หรี่ปรือของหล่อนก็อดลืมขึ้นไม่ได้ ลืมขึ้นสบนัยน์ตาซึ่งมิได้วาววับอีกต่อไป หากเชื่อมเพราะความรู้สึกของชาย ผู้แรกประสบความรักจริง จากนัยน์ตาคู่นั้นสุดใจมองเห็นความรัก หลักประกันความปลอดภัยและอนาคตอันไกลแสนไกล ก่อนที่หนังตาอันหนักของหล่อนจะกลับหรี่หลับ และความรู้สึกจะกลับเข้าสู่ภวังค์อีก เมื่อทรวงอกสัมผัสกับมืออันใหญ่หยาบ และร้อนราวกับเปลวไฟ !

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:13:26 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 20 March 2026, 15:24:40 »


บทที่ ๗

– ๑ –

ลมเหนือยังโชยพัดกระหน่ำ ความเย็นยะเยือกของฤดูหนาวปีนั้นเป็นไปอย่างจับกระดูกดำ ทุกๆ เช้าท้องน้ำปกคลุมไปด้วยหมอกอันหนาทึบ ทุกๆ เย็นซากของนกนางแอ่นตายเกลื่อนอยู่ตามชายหาดซึ่งเพิ่งผุด น้ำในตุ่มเป็นฝา อาหารทุกชนิดเป็นไขและมันแข็ง ฝูงปลาสร้อยซึ่งขึ้นมาจากใต้ยังคงผ่านแม่ปิง ในท้องที่กำแพงเพชรไปไม่ขาดสาย ไม่มีใครรู้ว่ามันไปไหน นอกจากไป...ไป...และ ไป ทั้งกลางคืนกลางวันเป็นทิวแถวสุดสายตา สุ่มไม่รู้จักซา ทอดแหและลงม็องตาเล็กไม่รู้จักหมด จนกระทั่งเดือน ๓ ผ่านไป น้ำยิ่งลดและอากาศเริ่มอบอุ่น ขบวนสุดท้ายของมันจึงสุดสิ้นลง เหลือแต่ฝูงเล็กฝูงน้อยที่ยังกระเส็นกระสายตามมาข้างหลัง

​หน้าหนาวเป็นหน้าปลา และพร้อมกับงานไร่ที่เกาะ ซึ่งเริ่มขึ้นแต่น้ำลด ทุก ๆ เช้าเรือหมู่หรือชะล่าจะนำปลากด ปลาแก้ ตะพาก ตะเพียน แม้กระทั่งสวายและกระโห้เต็มลำ จากร้านจิบหรือหาดชุมนุมเบ็ดราว ณ ที่หนึ่งที่ใดในบริเวณม่น้ำหน้าคลองสวนหมากกลับเข้ามาสู่บ้าน ในบรรดาชายฉกรรจ์เหล่านั้น รื่นจะรวมอยู่ด้วยคนหนึ่งเสมอไป ไม่ว่าเพื่อนบ้านจะทำมาหากินอะไรเขาเป็นต้องทำด้วย และทำได้ดีกว่าเกือบทุกกรณีไป ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่หรือหาปลา ทำนาหรือตัดหวาย ทำไต้หรือตักน้ำมันยาง เขาไม่เคยอยู่ว่าง แม้เวลาว่างจะมีอยู่เหลือพอ สำหรับชนบทเล็ก ๆ ที่อุดมสมบูรณ์เช่นนั้น และในยุคอย่างนั้น ทุก ๆ วันหมายถึงงานสำหรับเขาและชีวิต หมายถึงความกระปรี้กระเปร่า ไร่ที่เกาะขยายเนื้อที่ออกไปอีกหลายไร่ จำนวนต้นยาเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อย

“ถั่ว ข้าวโพด กะผัก ฟักแฟง แตง น้ำเต้า เป็นแต่เพียงอาหารไปวันหนึ่ง ๆ ซึ่งแลกกันได้ด้วยของอื่นจะซื้อขายกันก็ไม่ได้เท่าไร” เขาเคยบอกสุดใจ “ไม่เหมือนยาสูบซึ่งหมายถึงเงินก้อน ถ้าเราปลูกได้มากพอ และถ้ายาตั้งยังราคาดี ปีหน้าเราจะขยายเนื้อที่ออกไปอีก”

​เกือบจะในทันทีที่ชีวิตครอบครัวของเขาเริ่มต้น เมื่อการแต่งงานผ่านพ้นไป ความคิดของรื่นก็จดจ่ออยู่แต่งานข้างหน้า สายตาของเขาเพ่งถึงแต่อนาคต แม้กระนั้นเขาก็มิได้ละเลยต่อบทบาทของคนรักที่มีต่อสุดใจแต่แรกมา บางขณะวาจาของเขาอาจจะมิได้เอ่ย แต่ความหมายที่ปรากฏออกมาจากนัยน์ตา กิริยาอ่อนโยนที่เขาแสดงต่อและอาการบีบเบาๆ จากมือที่ใหญ่ หยาบและแข็งแรงของเขาบอกสุดใจดีกว่าการโอ้โลมปฏิโลมใด ๆ ซึ่งชายจะพึงแสดงต่อหญิงคนรักของตนว่า หล่อนและเขาเป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งกันและกันอย่างไม่มีวันจะแยกออก

นอกจากยาตั้ง น้ำมันยาง ไต้ สีเสียด และเปลือกขยัน ซึ่งเป็นสินค้าที่เขากว้านซื้อไว้สำหรับหน้าแล้ง เพื่อล่องลงมาใต้ ไม้กระยาเลย และเบญจพรรณก็อยู่ในความคิดของรื่นด้วย ทุก ๆ ปี ชาวบ้านนั้นจะเข้าป่า อย่างใกล้ดงเศรษฐีและวังกระทะ อย่างไกล นาบ่อคำ ท่าขี้เหล็ก และโป่งน้ำร้อน แล้วก็ลากไม้ซึ่งตัดทิ้งคาตอไว้แต่ปีก่อน ออกมากองไว้ริมตลิ่ง คนละต้นสองต้นแล้วแต่กำลังของตนจะทำได้ และทุกๆ ปี พ่อค้าไม้จากเหนือ จากใต้ จะลงมาหรือขึ้นไปรับซื้อผูกเป็นแพล่องมาขายตลาดปากน้ำโพ

​“ธุระอะไรจะให้คนบ้านอื่นมาชุบมือเปิบ ? ทำไมเรา จึงไม่ล่องแพไปขายเสียเอง ?” เขาปรารภซ้ำๆ ซากๆ

แต่ทุนรอนเป็นของหายากสำหรับชนบทน้อย ๆ อย่างนั้น การล่องแพมิใช่แต่ต้องการไม้ที่จะล่องลงมาขาย มิใช่แต่ต้องการหวายสำหรับผูก หากต้องการทั้งนายท้ายผู้ชำนาญร่องน้ำและคนหลักที่สามารถ รื่นรอโอกาสของเขาต่อไป ใช้เวลาว่างในการสำรวจป่า สำรวจไม้ ตลอดฤดูแล้งต่อมา

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ยืนอยู่บนซากกำแพงหินแลงของดงเศรษฐีกับสุดใจ พิจารณาดูป่าไม้ตะแบก และเสลาซึ่งปกคลุมนครร้างเก่าแก่ดึกดำบรรพ์แห่งนั้นไปสุดลูกหูลูกตา แล้วก็ถอนใจ

“เลือกเฉพาะต้นขนาด ๘ กำขึ้นไป จะได้แพหนึ่งพอดี ระยะทางหรือก็แค่นี้เอง –– แต่ทนดูอย่างไรไหว ? โค่นไม้เหล่านี้ลงเมื่อไร ซากเมืองทั้งเมืองจะยับ เจดีย์เก่าเหล่านั้นจะไม่มีเหลือ กำแพงแลงเหล่านี้จะทลาย เอ็งเข้าใจไม่ใช่หรือ สุดใจ นั่นคงเศรษฐี ไม่มีใครรู้ว่าสร้างมาแต่เมื่อไหร่ ร้างมาแต่เมื่อไหร่ แต่มันเป็นเครื่องหมายของปู่ย่าตายายก่อน ๆ เราขึ้นไป ก่อนปู่ย่าตาทวดของเราขึ้นไป เป็นมรดกที่ทิ้งไว้ให้พวกคนไทยรุ่นหลังได้ระลึก ใคร ๆ พากันออกมาทำไร่ ใครๆ ​เขาพยายามแผ้วถาง กำแพงพังช่างมัน เจดีย์ทลายช่างมัน ข้าทำไม่ได้ เราจะไม่ไปแตะต้องของศักดิ์สิทธิ์ควรอยู่คู่ฟ้าเช่นนั้น––”

โป่งน้ำร้อน เป็นป่าต่อไปที่รื่นใช้เวลาสำรวจโดยละเอียดเป็นเวลาแรมเดือน และหมายไว้สาหรับโครงการในอนาคตของเขา

“เฉพาะ ตะแบก เสลา กว้าว และพะยุง ชั่วชีวิตก็ทำไม่หมด” เขาอธิบายแก่สุดใจเมื่อกลับมาถึงบ้าน “นอกจากไม้หวายหรือเต็มป่า ทั้งหวายโป่ง หวายขม หวายตะคร้า ปีละกี่ร้อยคันล้อก็ได้ ถ้ามีกำลังตัด––” นัยน์ตาของเขาเลื่อนลอยไปชั่วขณะหนึ่ง แขนซึ่งโอบอยู่รอบเอวภรรยาสาวของเขา รัดแน่นเข้าแล้วก็คลาย พลางถอนใจยาว “แต่ยังไม่ถึงเวลาของข้า อีกสักปี เวลานี้เรายังต้องการล้ออีกหลายคัน ควายอีกหลายคู่ คนงานอีกหลายสิบ นอกจากนี้ งานไร่งานนายังเต็มมือ ยังก่อนสุดใจ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราจะต้องเตรียมตัว ข้าจะบอกเอ็งว่า ข้าจะทำอย่างไรแล้งนี้ ขายของป่ากะยาตั้งที่กว้านซื้อไว้หมดแล้ว ข้าจะขายเรือเป็ดซื้อเรือชะล่ากาบแป้นขนาดกลางแทน ––”

​“ไหนพี่รื่นบอกว่าตั้งใจจะใช้มันเป็นเรือส่ง ?” ภรรยาประหลาดใจ

“ข้าเปลี่ยนใจเสียแล้ว” รื่นตอบ “ชีวิตของข้าเหมือนเรือส่งตลอดมา รับสินค้าจากแห่งหนึ่งไปขายอีกแห่งหนึ่ง เร่ร่อนไป ท่องเที่ยวไปจนรู้สึกเหมือนคนจรจัด เมื่อมีเหย้าเรือนเป็นหลักฐาน และอยากจะเปลี่ยนอาชีพ เรือเป็ดก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ชะล่ากาบแป้นขนาดกลางเป็นอย่างมากที่ข้าต้องการ สำหรับขึ้นล่องในแม่น้ำนี้”

“แล้วพี่เรืองกับพี่แวว ?”

“มันจะอยู่กะเราต่อไป เจ้าสองคนนั่นกะข้าจากกันไม่ได้ มันไม่ใช่คนวังแขมเหมือนกันอย่างเดียว เป็นทั้งญาติห่างๆ และเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากมาแต่ไหนแต่ไรด้วย อันที่จริง อยากจะให้มันมีเหย้าเรือนเป็นฝั่งฝาอยู่เสียที่นี่เลยด้วยซ้ำไป”

“สำหรับพี่แวว ฉันไม่รู้ด้วย” สุดใจบอก ยิ้มอย่างเป็นนัย “แต่พี่เรืองนะ เห็นจะไม่ช้าหรอก”

รื่นก้มลงมองหน้าภรรยาอย่างฉงน

“ไม่เข้าใจ” เขาส่ายหน้า “บอกหน่อยได้ไหมว่า อะไรทำให้เอ็งคิดอย่างนั้น ?”

“คอยดูต่อไปดีกว่า –– คอยดูต่อไป” หล่อนตอบ

​รื่นยิ้มละไม “ชอบทิ้งอะไรไว้เป็นปริศนาเสียจริงๆ” เขาว่า “ดีละ เราจะขายเรือเป็ด ซื้อเรือชะล่ากาบแป้นแทน เหลืออีกเท่าไรเราจะรวมทุนกับที่ขายของป่า กะยาตั้งได้ ตกหวายและไม้ไว้สำหรับปีหน้าสักแพ”

“ไม้ที่ไหน ?”

“ถมไปถ้าเรามีเงินตกมีเงินซื้อ ตั้งแต่ท่าไม้แดง เกาะสีเสียด คลองเมือง ลานดอกไม้ ปากอ่าง บ้านโคลน ลงไปจนถึงเกาะกำมะรง หรือคลองขลุง แม่วงเป็นป่าใหญ่เกินไปที่ไม้จะหมดในชั่วสองสามอายุคน”

ความกระตือรือร้นสนใจของเขาที่มีต่อการค้าไม้ เป็นที่ประหลาดใจแม้สำหรับป้าแคล้ว ซึ่งเคยมีความคิดเดียวกันมาแต่กาลก่อน

“คิดให้มันรอบคอบหน่อยรื่น” แกเคยให้สติ “แพแต่ละพื้นมันหลายสิบชั่งนัก กำไรน่ะงามดีร็อก แต่ได้คนหลักกะนายท้ายแพไม่ชำนาญพาไปแตกแต่ละที เอ็งจะไม่มีอะไรเหลือติดตัว”

หลานเขยได้ฟังก็หัวเราะเบา ๆ

“ถ้าพะโป้กะคนทางเหนือเขาทำได้ ทำไมเราจะมากลัวล่ะป้า ?” เขาตอบ “จริง เวลานี้เราหาคนหลักกะนายท้าย​แพจากปากคลองไม่ได้เลย แต่ข้อนั้นไม่สำคัญ ขอให้ฉันได้ทดลองซักหนเดียว ต่อไปไม่ง้อคน”

“เอ็งหมายความว่า จะลองเองรึ รื่น ?” สีหน้าแม่เฒ่าแสดงความหนักใจ

“เปล่า ฉันจะหาจ้างคนลงหลักกะนายท้ายแพที่เก่งที่สุดที่จะหาได้ในลุ่มแม่น้ำปิงในปีแรก ค่าจ้างจะเสียเท่าไหร่เสียไป แต่ในปีที่สอง ––”

“เออ ปีที่สอง ?”

“ปีที่สองกะปีต่อๆ ไปฉันจะล่องเอง”

เจตนาอันเด็ดเดี่ยวของเขา เป็นสิ่งยากที่ใครจะทัดทานได้ การล่องแพในสมัยนั้น หมายถึงการเสี่ยงสารพัดตลอดระยะทาง ๕ คืน ๖ วันหรือน้อยและมากกว่านั้น แล้วแต่น้ำและอุปสรรคหรือความสะดวกในการเดินทาง จากกำแพงเพชรถึงปากน้ำโพ เขารู้ดีว่าในฐานที่เป็นคนแรกในบ้านคลองสวนหมากใต้ ที่จะริอ่านค้าไม้และล่องแพด้วยตนเองย่อมจะตกอยู่ในสายตาของคนทั่วไปอย่างคนที่ความคิดวิตถาร การค้าไม้เป็นของคนใหญ่คนโตทุนรอนนับเล่มเกวียนอย่างพะโป้ และบริษัทฝรั่ง ไม่ใช่คนอย่างเขา ซึ่งขาดเครื่องมือเกือบทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากความทะเยอทะยาน ความฝันและกำลังใจอันแรงกล้า

​รื่นรู้ดีว่า ด้วยความจัดเจนของผู้ที่ผ่านชีวิตมามาก ท่องเที่ยวมาไกล และวิญญาณของนักผจญภัย ที่ร้อนระอุอยู่ในเส้นเลือด ว่าคลองสวนหมากจะไม่อยู่ในสภาพเช่นนั้นต่อไปได้นาน หลายครัวเรือนที่โยกย้ายจากสุโขทัย และในเมืองข้ามมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น และอีกหลายครัวเรือนที่อพยพจากเวียงจันทน์ ติดตามมิตรสหายและญาติพี่น้อง ก่อนหน้าขึ้นไปมาอยู่ที่บ้านไร่ หลังจากสงกรานต์ปีนั้นล้วนแต่เป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหว และความคลี่คลายขยายตัวของคลองสวนหมากในอนาคตทั้งสิ้น

เขารู้ดี ด้วยสัญชาตญาณของผู้ที่เต็มไปด้วยความคิดฝัน และมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในความฝันนั้น ๆ ว่าทำนองเดียวกับบุคคลที่เพิ่งรื้อฟื้นจากไข้ หรือทารกที่กำลังเจริญวัย คลองสวนหมากมีแต่จะเติบใหญ่ต่อไป โตวันโตคืนต่อไป หลายครั้งมาแล้วมันเคยพินาศด้วยไฟป่า หลายครั้งมาแล้วเหมือนกันมันเคยย่อยยับไปด้วยอุทกภัยและโรคระบาด แต่ทุกครั้ง ภัยธรรมชาติเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งมันไว้ได้ ผู้ที่เหลืออยู่จะต่อสู้ดิ้นรนต่อไป ชีวิตใหม่ ๆ จะเกิดขึ้น ครอบครัวใหญ่ ๆ จะมาตั้งรกราก ผืนแผ่นดินใหม่ ๆ จะถูกหักโค่นโก่นร้าง ป่าแดงตั้งแต่พระเจดีย์กลางทุ่ง มาจนถึงวังกระทะและชานดงเศรษฐี​กลายเป็นนา ป่ายางและเบญจพรรณระหว่างคลองเหนือคลองใต้ราบลงไปกลายเป็นบ้านไร่ หัวยางวังยางก็กลายเป็นสภาพจากชุมนุมขึ้นเป็นหมู่บ้านในเวลาใกล้เคียงกัน

ปลายแล้งนั้น สุขภาพของสุดใจเปลี่ยนแปลงไปอย่างกระทันหัน ขณะที่ฤดูนาใกล้จะเริ่มต้น ทำให้รื่นเป็นกังวลถึงงานที่เขากำหนดไว้ข้างหน้า อาการขั้นแรกของหล่อนก็เพียงแต่จะเบื่อข้าวปลาอาหารกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบซีดลงเป็นลำดับ แล้วต่อมาก็สามวันดีสี่วันไข้ เจ็บออดๆ แอดๆ ยาของใครว่าดีอุตส่าห์พยายามไปเจียดมาต้มกิน ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งทอดอาลัยว่า การทำนา และตกไม้ปีนั้นจะต้องเลิกล้ม แต่เมื่อบอกเจตนานแก่หล่อน สุดใจก็คัดค้านไว้

“ทำต่อไป พี่รื่น ไม่ต้องมาห่วงฉัน มันคงไม่กระไรนักหรอก อาการเจ็บไข้ได้ป่วยเหล่านี้น่ะ”

“ข้าวของเรายังเต็มยุ้ง ถึงการค้าไม้ของเราก็รอไปได้อีกปี” เขาตอบหล่อน “เงินทองเป็นของหาได้ถ้าร่างกายเราสมบูรณ์เป็นปรกติไม่เจ็บป่วย รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีเถอะสุดใจ”

แต่หล่อนไม่ฟังเสียงเขาท่าเดียว รบเร้าให้สามีดำเนินงานตามความคิดเห็นและตั้งใจของเขาต่อไป

​“อย่าให้ชาวบ้านเขาว่าพี่รื่นได้ว่า เสียงานเพราะเมีย” หล่อนบอก “นอกจากนั้น ป้าแกดูอาการฉันมาเดือนกว่าแล้ว เห็นว่าท่า–ท่ามันจะแน่”

“อะไรแน่ ?”

“แพ้ท้อง ––” เสียงของสุดใจเบาหลบตาไม่กล้าดูหน้าเขา

“แพ้ท้อง! ตั้งสองสามเดือนไม่เคยพบเคยเห็น”

แต่เมื่อพบป้าแคล้ว ตั้งกระทู้ถามข้อเดียวกัน แกก็ยืนยัน

“อย่าว่าแต่เอ็ง ทิดรื่น ถึงข้าก็เหมือนกัน เพิ่งเห็นอาการอย่างเดียวกันนี่น่ะเป็นรายที่สองเท่านั้น คนแรกก็ไม่ใช่ใคร –– น้องสาวข้า –– แม่ของสุดใจมันเอง ––”

“ก็ชอบกล” หลานเขยถอนใจสีหน้าค่อยแจ่มใสขึ้น “ในชีวิตฉัน ผู้หญิงแพ้ท้อง เห็นแต่อยากกินนั่นกินนี่ ตกเช้าทีโอ้ก ตกค่ำทีโอ้ก รากแตกรากแตนไปเท่านั้นเอง แต่อาการสุดใจไม่มีเลยนี่”

“ไม่รู้ละ” ป้าแคล้วบอก “แต่อาการมันไม่ได้ต่างไปจากคราวจีบออกลูกคนแรกเลย...... หนเดียวเท่านั้น...... พอถึงท้องที่สองคือสุดใจ อาการก็ไม่ปรากฏอีก ถึงท้องคนที่สาม​ที่มันแท้งก็เถอะ นอกจากนี้สุดใจหยุดมีประจำเดือนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เอ็งรู้ไหม ?”

รื่นเกาศีรษะด้วยความพิศวง

“เซอะ! ตั้งสองเดือนแล้ว เอ็งน่ะรู้อะไรต่ออะไรสารพัด แต่ไม่ประสีประสาเสียเลยในเรื่องนี้”

เมื่อฝนเริ่มโชย และอาการของสุดใจค่อยกลับเป็นปรกติ ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปในร่างกายของหล่อนก็ปรากฏเด่นชัดขึ้น จนรื่นและหล่อนเองหมดสงสัย ความสำนึกนั้นส่งความรู้สึกตื้นตันลงไปในหัวใจของชายหนุ่ม เขาพยายามทะนุถนอมหล่อน เหมือนเด็กอ่อนที่ต้องการพี่เลี้ยง ทุก ๆ วันที่เสร็จจากงานนากลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันอาบน้ำอาบท่าด้วยซ้ำไป จะปราดเข้าถึงหล่อนในครัวไฟช่วยหยิบโน่นหยิบนี้ ขณะใดที่เห็นหล่อนหาบน้ำ ตำข้าว หรือผ่าฟืน เป็นต้องแย่งมาทำ จนกระทั่งป้าแคล้ว และจำปาเอง ก็อดซ่อนยิ้มไม่ได้

“จะมีผัวกะเขาทั้งที่ให้มันได้ผู้ชายยังงั้น อีจำปา” แกเคยว่า “อย่าไปเลือกไอ้เนื้อเหลืองขี้ยา เหมือนเจ้าโปร่งอีกไม่เสียตัวเปล่า มันเสียของด้วย”

ทุกครั้งที่ได้ฟังแกว่า จำปาก็ได้แต่จะหลบตาลงต่ำหน้า ตาแดงก่ำเป็นผลตำลึงสุกไป ไม่เคยมีใครเคยทายความคิดของ​หล่อนออกแม้สุดใจหรือป้าแคล้ว ว่าจะมีเรือนอีกหรือไม่ โดยชีวิตส่วนตัวหล่อนอาจจะดูเป็นคนหัวเราะง่าย ร้องไห้ง่าย หายใจเป็นเทพนิยาย และเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ แต่ในชีวิตการงาน วันหนึ่งๆ หล่อนเกือบไม่มีเวลาว่างวางลูกซึ่งเพิ่งอดนมได้ให้ป้าแคล้ว แล้วก็ออกจากบ้านไปทำงาน ช่วยรื่นและสุดใจ ไร่ในฤดูไร่ นาในฤดูนา สรวลเสเฮฮาเมื่ออยู่ในอารมณ์ระรื่น ขมขื่นและเงียบหงอยเมื่ออยู่แต่ลำพัง

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เสร็จจากการไถและคราดนาบิ้งสุดท้าย รื่นออกไปพบหล่อนนั่งอยู่ใต้ต้นหมันบนจอมปลวกหลังปางห่างไกลออกไปจากคนทั้งปวง จึงเดินเข้าไปหา

“กำลังคิดอะไรกัน จำปา?” เขาถาม “คิดถึงใคร?”

หญิงสาวสะดุ้งนิดๆ ขณะที่หันหน้ามา

“ไม่ใช่พี่รื่นแน่ละ” หล่อนหัวเราะ

“แล้วก็ไม่ใช่พี่โปร่งของเอ็งด้วยกระมัง ?”

“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง”

“ให้ข้าบอกแถมไหมล่ะ ว่าเอ็งกำลังคิดถึงใคร”

รื่นมองดูหน้าหล่อน “เอ็งกำลังคิดถึงอ้ายดำ ลูกของเอ็ง เกรงว่ามันจะหิว กลัวว่ามันจะร้องไห้ ทุกวันเอ็งออกมาทุ่งนากะพวกเรา แต่ใจของเอ็งเป็นห่วงบ้าน เอ็งรู้ดีว่ามันจะไม่อนาทร​ร้อนใจเลย เมื่ออยู่กะป้าแคล้ว แต่เอ็งก็อดห่วงไม่ได้ ทำไมจึงไม่จัดการให้มันเรียบร้อยไปเสียที ฮึ จำปา ?”

นัยน์ตาหล่อนเพ่งจับอยู่ที่เขาเขม็งไม่เข้าใจ “จัดการอะไรกัน พี่รื่น?”

“ให้มันมีพ่อใหม่เสียที”

“พิลึกคนจริง ๆ พี่รื่นนี่”

หน้าตาของหล่อนแดงก่ำไปหมด มือทั้งสองกำแน่นจนขอบงอบที่ถืออยู่หัก

สายตาของรื่นมิได้ละจากหน้านั้น

“พูดจริงๆ จำปา” เขาบอก “ข้าพยายามสังเกตดูเอ็งมานานแล้ว รูปร่างหรือไม่ใช่จะขี้ริ้วขี้เหร่อะไร พูดกันไปจริงๆ สวยกว่านางโมราที่ข้าเห็นมา ไม่รู้ว่ากี่โมราต่อกี่โมรา งานการหรือก็เก่ง ทำไมเอ็งจะมาทรมานตัวอยู่คนเดียวทำไมไม่หาคู่คิด”

“ใครเขาจะมาเหลียวแลผู้หญิงลูกติด” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเหม่อมองไปข้างหน้า จากนัยน์ตาคู่นั้นรื่นมองเห็นความขมขื่นปรากฏเป็นครั้งแรก “ลูกอ้ายพระเอกยี่เกขี้ยา”

จำปา!” เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ท้าวศอกลงบนเข่าข้างที่เหยียบตอไม้สายตาสอดส่ายพิจารณาดูหล่อนทั่วสรรพางค์ ​“ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนบอกเอ็งบ้างดอกหรือว่าเอ็งน่ะ น่ารักเพียงไร สวยเพียงไร”

“ไม่เคยมีใคร นอกจากพระเอกยี่ขี้ยา”

“เอ็งจะว่าอย่างไร จำปา ถ้าข้าจะบอกว่า เวลานี้กำลังมีอยู่อีกคนหนึ่ง”

“ฉัน –– ฉันก็จะว่า พี่รื่นโกหก” กิริยาของหญิงสาวกระสับกระส่าย

“เอ็งเคยได้ยินใครเขาพูดกันบ้างว่า ผู้ชายอย่างข้าโกหกคน? เชื่อเถอะจำปา ข้ารักเอ็ง สงสารเอ็งจริงๆ”

“สุดใจเขาจะว่าอย่างไร ?”

“สุดใจเขาขอให้ข้ามาพูดกับเอ็งตั้งหลายครั้งหลายหนแล้วด้วยซ้ำไป”

“พี่รื่น!”

“อย่าตกใจ” สายตาของเขาจับเขม็งอยู่ที่หน้าหล่อน “เขาว่าไม่มีใครเหมาะเหมือนอย่างข้า เพราะว่ารู้จักนิสัยใจคอดีทั้งสองข้าง อ้ายเรืองอย่างน้องชาย และเอ็งอย่างน้องสาว”

มือที่กุมขอบงอบอยู่แน่น คลายออกช้าๆ หน้าตาที่แดงก่ำซีดเผือดลง ประกายซึ่งเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหมายหายไปจากนัยน์ตา ทั้งๆ ที่ยังเพ่งออกไปข้างหน้า ​หญิงสาวลุกขึ้นยืนนิ่งอยู่สักครู่ จึงหันหลังก้าวกลับลงไปจากจอมปลวก รื่นแลตามด้วยความประหลาดใจ

“เอ็ง –– เอ็งไม่เห็นด้วยหรอกหรือจำปา ?”

หล่อนหยุดอยู่หน่อยหนึ่ง โดยมิได้หันหน้ามา เสียงที่ตอบเนิบๆ ช้าๆ เหมือนเป็นจำปาอีกคนหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยรู้จัก

“ฉันเห็นในเจตนาดีของพี่รื่น แต่ยังไม่คิดอยากจะมีลูกมีผัวอีก ในเวลานี้” ต่อจากนั้นก็ก้าวออกไปสู่แสงแดดในเวลาตะวันรอน อ่อนและเหลือง เหมือนผีตากผ้าอ้อมอยู่รอบท้องทุ่ง

ขี่ควายกลับจากนา มาด้วยกันเย็นวันนั้น สุดใจซึ่งนั่งมานานเกือบตลอดทางเอ่ยขึ้นว่า

“พี่รื่น!”

“ฮึ” สามีหยุดร้องเพลงเกี่ยวข้าวตะแคงหูเอียงเข้ามา แต่เท้าคงกระตุ้นควายฮึย –– ฮึย –– ต่อไป

“ใครไปทำอะไรจำปาเขาเข้าล่ะ ถึงตาแดงยังกะร้องไห้ ไม่สังเกตบ้างดอกรึ ?”

“เปล่าไม่รู้ไม่เห็น ถามทิดเรืองถามอ้ายควายทุยนั่น ข้าไม่รู้เรื่อง”

​แต่อ้ายควายทุยนั่นจูงอ้ายกุดอยู่สุดท้ายปลายโด่ง ขณะที่จำปาโด่งไปหน้าเพื่อนและทิดแววตามหลัง

“ฉัน – – – ฉันสังเกตเห็นตั้งแต่เขากะพี่รื่นออกมาจากหลังปางแล้วละ ว่า – –ว่าเขาร้องไห้” สุดใจพูดต่อไป

รื่นหยุดกระตุ้นควายหันหน้ากลับมาหาหล่อน สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“ฉันแลเห็นด้วยว่า พี่รื่นอยู่กะจำปาที่ใต้ต้นหมันบนจอมปลวกหลังปางนั้น”

ในตอนนั้นเอง เขาจึงหัวเราะออกมาได้ กระตุ้นควาย ฮึย....ฮึยต่อไป

“เล่นเอาตกอกตกใจ ยังกะว่าข้าไปปลุกไปปล้ำทำมิดีมิร้ายมัน” เสียงหัวเราะยังร่วนอยู่ในลำคอ “อยากรู้ไหมล่ะว่าข้าไปทำอะไรที่นั่น จะบอกให้ ข้าไปบอกให้จำปามันมีผัว”

“พี่รื่น !”

“อย่าทำตกอกตกใจไปยังงั้นหน่อยเลย สุดใจเองไม่ใช่รึ ที่รบเร้าเจ้ากี้เจ้าการให้ข้าพูดกับจำปา เรื่องอ้ายควายทุยนั่น เรื่องเจ้าเรืองเท่านั้นที่ข้าพูดกับมัน”

“งั้นจำปาทำไมถึงต้องร้องไห้”

​“ใครจะไปรู้มัน” รื่นหยุดหัวเราะทันที เสียงบอกหงุดหงิดใจ “ไปเอานิยมนิยายอะไรกะการหัวเราะร้องไห้ของจำปา บอกได้ว่ามันจะไม่ร้องไห้เพราะดีใจที่ข้าบอกว่า อยากให้มันได้อ้ายควายทุยนั่นเป็นผัว ?”

แต่เขาไม่มีโอกาสจะได้อยู่ใกล้ชิดกับจำปาแต่ลำพังอีกเลยตลอดฤดูกล้าและดำต่อมา จำปาพยายามอยู่ไม่ใกล้ใครก็ใครคนหนึ่งเสมอไป ในเวลาที่มีเขาอยู่ร่วมด้วย หล่อนดีต่อเรืองขึ้นมากกว่าแต่ก่อน อ่อนโยน และเอาใจใส่ราวกับว่าเป็นพี่เลี้ยงของหนุ่มร่างใหญ่ใจดีผู้นั้น จนกระทั่งรื่นและสุดใจคิดว่า วันหนึ่งคงจะตกลงกันได้ แต่จนกระทั่งฤดูฝนผ่านไป ข้าวสุก และลมเหนือเริ่มพัด หล่อนก็ยังไม่เคยให้คำมั่นสัญญาอะไรเป็นมั่นเป็นเหมาะลงไปแก่เรือง

“ถ้ามึงเป็นแม่หม้ายทรงเครื่อง ข้าก็พอจะเข้าใจอีจำปา” ป้าแคล้วปรารภแล้วปรารภเล่า ซ้ำๆ ซากๆ “แต่จนหรือแสนที่จะจน แถมลูกติดจากอ้ายขี้ยาอีกทั้งคน ไม่เลือกอย่างทิดเรือง มึงจะไปเลือกหมาที่ไหน ?”

ทุกครั้งที่ได้ฟัง จำปาก็ได้แต่จะก้มหน้าหมกมุ่นวุ่นอยู่กับงานในมือ แล้วก็รีบหลบออกไปเสียในทันทีที่โอกาสแรกมาถึง

​ท้องซึ่งแก่ใกล้กำหนดคลอดเข้ามาเต็มที่ของสุดใจ ทำให้รื่นไม่มีเวลาพอที่จะไปเอาใจใส่กับชีวิตของคนอื่นได้ เขาวุ่นอยู่กับเรื่องฟืนอยู่ไฟ หมอตำแย และเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นแก่การคลอดลูกในสมัยนั้น จนกระทั่งบางคราว แม่เฒ่าแคล้วเองถึงกับอดขันไม่ได้

“เอ็งควรจะเป็นแม่ของสุดใจมัน หรือป้ามากกว่าจะเป็นผัว อ้ายทิด” แกบอก “ในชีวิตข้าเคยเห็นคนตื่นลูกมาก็มากแล้ว ยังไม่เคยเห็นใครเหมือนเอ็ง”

ซึ่งก็เป็นความจริง สุดใจเคยปรารภว่า อยากจะได้ลูกหัวปีเป็นผู้หญิง ขณะที่เขาปรารถนาลูกผู้ชาย ในที่สุดก็ไปลงเอยกันได้ด้วยการวินิจฉัยของป้าแคล้ว

“ลูกทุกคนเหมือนกันทั้งนั้น ถ้าเลี้ยงมันให้เป็นคนผู้หญิงผู้ชายเลือกกันได้เมื่อไหร่ แล้วแต่เทวดาท่านจะโปรด”

กำหนดการคลอดของสุดใจเลื่อนต่อไป จนถึงฤดูเกี่ยวข้าว เขาเองปรารถนาที่จะได้อยู่ใกล้หล่อน แต่เมื่อยังไม่เป็นที่แน่นอนว่า จะคลอดเมื่อไหร่ ในขณะเดียวกัน งานของการลงแขกเกี่ยวข้าวเป็นปัญหาด่วนที่รออยู่ข้างหน้า รื่นก็จำเป็นต้องผละจากภรรยา มอบภาระไว้กับป้าแคล้ว แล้วก็ออกไปตั้งปางที่นาน้ำลาด

​“ปวดท้องเมื่อไร ให้คนรีบไปตามข้า” เขากำชับภรรยาก่อนที่จะออกเดินทาง “กลางคืนหรือกลางวันต้องไปให้ได้ดึกดื่นเพียงไรข้าจะมา”

ชีวิตของเขาขณะที่ออกมาอยู่นา เกือบไม่เปิดโอกาสให้มีเวลาครุ่นคิดถึงอะไรได้ เกี่ยว....เกี่ยว และเกี่ยวเรื่อยไป แต่เช้าตรู่ แดดกล้ากลับมากินข้าวกลางวัน แล้วก็เกี่ยวต่อไป จนใกล้จะพลบค่ำ แม้กระนั้น ๑ วันของการลงแขกก็ยังไม่เสร็จสิ้นลงได้ นาบางบิ้งยังไม่สุกพอต้องข้ามไปเกี่ยวบิ้งต่อไป ตลอดเวลาเหล่านั้น การคลอดบุตรของสุดใจ เป็นปัญหาที่ว้าวุ่นอยู่ในความคิดของเขา แต่ข่าวการคลอดของหล่อนก็ไม่เคยไปถึง

“ขอให้เป็นผู้ชาย” รื่นคุกเข่าภาวนาอธิษฐานทุกคืนที่เข้านอน ท่ามกลางความหนาวเหน็บของอากาศที่เย็นยะเยียบและเปลวไฟจากกองที่สุมไว้หน้าเพิง

ทุก ๆ เย็น เมื่อเสร็จจากงานประจำวัน และอาหารประจำมื้อ เขาจะปลีกตัวออกไปยืนหรือนั่งอยู่ห่างไกลจากคนทั้งปวง มิได้เอาใจใส่กับใครหรืออะไร นอกจากขอบฟ้าและยอดไม้ทางทิศที่คลองสวนหมากตั้งอยู่ จนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ความมืดและหมอกอันหนาทึบของฤดูเหมันต์ จะหว่านลงมาปกคลุมภูมิภาคเหล่านั้นไม่สามารถจะแลเห็นได้อีกต่อไป ​เขาไม่พูดจา หรือแสดงว่าสนใจไยดีกับใคร ไม่ว่าจะเป็นจำปา ซึ่งในบรรดาคนเกี่ยวข้าวทั้งชาวบ้านไร่ และปากคลองที่มาช่วย จะเกี่ยวสู้หล่อนได้ เรือง และแวว ซึ่งเป็นมิตรสนิทมาแต่ไหนแต่ไร หรือแขกเหล่านั้น ยิ่งนานวัน รื่นก็ยิ่งกลายเป็นคนเงียบหนักขึ้น ดื่มจัด และหงุดหงิดจนเกือบจะไม่มีใครรอหน้าติดหรืออยู่ใกล้

“แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเห็นเป็นเช่นนี้” แววเคยปรารภ “บางทีเขาจะรังเกียจเราขึ้นมากระมัง ?”

“เหลวไหล เรืองหัวเราะแหยตามนิสัยคนอารมณ์ดีของเขา “พี่รื่นคิดถึงเมียน่ะ เอ็งอย่าอึงไป”

ไม่มีใครในจำนวนนั้น จะจับตาคอยสังเกตดูเขาอยู่ด้วยความสนใจตลอดมาเท่ากับจำปา

“ไม่นึกเลยว่าเขาจะรักกันถึงเพียงนี้” หล่อนคิดทุกครั้งที่ละเห็นรื่นยืนอยู่โดดเดี่ยว ท่ามกลางท้องนาอันเวิ้งว้าง ท่ามกลางควันไฟที่ลอยจากกองฟาง หรือซังข้าวขึ้นไปอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ “ไม่นึกจริงๆ – – –”

อย่างหญิงผู้ในหัวใจเต็มไปด้วยเทพนิยายและความฝัน ความสงสารเป็นความอ่อนแอของหล่อน ทุก ๆ คืนที่เข้านอน หล่อนจะสวดมนต์ภาวนา มิใช่เพื่อรื่นคนเดียวหากสุดใจซึ่งเป็น​ภรรยาที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไป ทุก ๆ คืนหล่อนจะลืมตาโพลงอยู่ในเพิงอันมืด ฟังเสียงใด ๆ ซึ่งอาจจะมาจากเพิงของเขาซึ่งอยู่ถัดไป จนกว่าความง่วงจะมาปิดหนังตาอันเหนื่อยอ่อน จากงานกลางวันให้หลับไหลและจนกว่าความเงียบจะเข้ามาปกคลุมชุมนุมนั้น

ท่ามกลางบรรยากาศ อันเต็มไปด้วยความอึดอัดสำหรับทุกคน เช่นนี้เอง จำปาก็ตกลงใจ หล่อนตามเขาออกไปในค่ำวันหนึ่ง ขณะที่พระจันทร์วันเพ็ญกำลังส่องหล้า ขณะที่ทุกคนซึ่งไม่มีกะจิตกะใจที่จะสรวลเสเฮฮา เพราะความเกรงใจรื่น ต่างพากันเข้านอน และขณะที่หล่อนยังอยู่ในอารมณ์ที่จะเผชิญหน้ากับเขาได้

แต่ทันใดที่ทันเขา แลเห็นร่างซึ่งนั่งซบหน้าอยู่กับเข่าที่ข้างกองฟาง ความเดือดดาลและวาจาต่างๆ ที่ตั้งใจจะมาตัดพ้อต่อว่าก็อันตรธานไป

“พี่รื่น!” เป็นทั้งหมดที่หล่อนจะกล่าวออกมาได้

“จำปา !” เขาเงยหน้าดูหล่อนโดยเร็ว กระโดดลุกขึ้นยืนอย่างกระทันหัน

“ฉัน – ฉันอยากจะพูดกับพี่รื่นมาตั้งแต่เย็น อยากพบมา​หลายวันแล้ว” หญิงสาวตะกุกตะกัก “อยากจะบอกว่าพวกเราที่นี่ทุกคนแหละ ทนดูพี่รื่นต่อไปอีกไม่ไหว”

“ข้าไปทำอะไรใคร ?” เสียงของเขาเกือบเป็นกระชาก กิริยาเต็มไปด้วยความดุดัน ทั้ง ๆ ที่อากาศกำลังเย็นยะเยือกไปทั่วท้องทุ่งเช่นนั้น เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ ไหลซึมออกมาเกาะอยู่ที่เหนือหน้าผาก อันเป็นมันของเขา

จำปามองดูเขานิ่งอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งอย่างร้อนใจ “เปล่า พี่รื่นไม่ได้ทำอะไรใคร” เสียงของหล่อนแหบและเครือ “แต่หน้าที่บื้งอยู่ตลอดเวลาทุกเมื่อเชื่อวัน ตั้งแต่ออกมาอยู่นี่ อารมณ์หงุดหงิดเดียวโกรธคนโน้น ไม่พูดไม่จากับคนนี้ เหลือที่ใครเขาจะทนทานได้ แต่ไหนแต่ไรมา พี่รื่นเคยเป็นอย่างนี้เมื่อไหร่ เพราะอะไรกัน พี่รื่น? เป็นอะไรไป?”

ร่างซึ่งสูงของเขาโอนเอนอยู่บนเท้าทั้งสอง เหมือนกิ่งไม้อ่อนที่กระทบลมเหนือนิ่งอยู่ชั่วครู่ใหญ่ ๆ จึงได้ทิ้งตัวลงข้างๆ หล่อน เอนหลังพิงกองฟางพลางถอนใจ

“ไม่รู้เหมือนกันว่า ข้าเป็นอะไรไป” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ

“คิดถึงสุดใจใช่ไหมล่ะ? กลัวว่าจะเป็นอะไรไป ถ้างั้น​ก็กลับเถอะ จะมาทรมานตัว ทรมานใจอยู่ทำไม กลับไปหาเขา พวกเราจะเป็นธุระทางนี้ให้เสร็จเอง เหลือข้าวอีกไม่กี่บิ้งแล้ว อย่างช้ามะรืนหรือมะเรื่องก็เสร็จ”

รื่นนิ่งไปอีกนาน สายตาเหม่อข้ามท้องทุ่งที่เวิ้งว้างออกไปข้างหน้า ยังชายป่าที่เป็นทิวทึบอยู่รำไร ในกลางกลุ่มหมอกและแสงจันทร์ เมื่อเขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เสียงนั้นค่อนข้างเป็นปรกติขึ้น เหมือนรู้สึกตัวเป็นครั้งแรกว่า กำลังอยู่กับใครและที่ไหน

“ข้าไม่รู้เลย ว่าข้าเปลี่ยนแปลงไปเพียงไร จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ บางที่ก็จะจริงของเอ็ง จำปา ข้าคิดถึงสุดใจ เป็นห่วงสุดใจ” นัยน์ตาคู่นั้นหรี่หลับอยู่หน่อยหนึ่ง จึงลืมขึ้นอีก “แต่ยิ่งคิดถึงเขามากเพียงใด ก็ยิ่งคิดถึงเอ็งมากขึ้นเพียงนั้น–”

“ฉัน ?” เสียงหญิงสาวสะอึกเหมือนมีการสะอื้นขึ้นมาติดอยู่ที่คอหอย “ฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย – –”

เขาผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรงก่อนที่จะหันไปหาหล่อนอย่างดุดัน

“เกี่ยวอะไรด้วย !” หัวเราะอย่างน่ากลัว กลิ่นเหล้าฟุ้งมาตามลม “เอ็งเกี่ยวตลอดมา จำปา ข้าคิคถึงเอ็งเหมือนคนบ้า ข้าพูดถึงเอ็งอยู่ในหัวใจ เหมือนคนเมาที่ไม่มีเวลาสร่าง ​แม้กระทั่งเวลาหลับ หรือเวลาฝันข้าก็พล่าม ข้าก็พูด ตั้งแต่รู้จากสุดใจเขาวันนั้น ว่าเอ็งร้องไห้––ร้องทำไม จำปา เมื่อข้าบอกว่าอยากจะให้ได้กะทิดเรืองมัน?”

“ฉัน––ฉัน” หญิงสาวซบหน้าลงกับเข่า สะกดกลั้นอาการสะอื้นไว้ต่อไปไม่ไหว

“ไม่ใช่เพราะเอ็งยังคิดถึงอ้ายโปร่ง หรือเกลียดชังทิดเรือง เรื่องเพียงเท่านั้น คงไม่ถึงกับทำให้เอ็งร้องไห้––ร้องทำไม?”

“ทำไมพี่รื่นจะต้องถาม ?”

“เพราะข้าต้องการความแน่ใจ ข้าอยากจะได้ฟังจากปากเอ็งว่า ลืมข้าไม่ได้”

“พี่รื่น––” พูดได้เท่านั้นอาการสะอื้นก็กลบวาจาใดๆ ต่อไปสิ้น

“จำปา !” เขาผวาเข้าไปหาหล่อน รวบร่างซึ่งสั่นระริกเพราะความรู้สึกมากกว่าอากาศหนาวเหน็บเข้ามาไว้ในอ้อมแขน “เอ็งเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอาจารย์บอกไว้ว่าชีวิตข้าจะต้องผ่าน ถึงจะหักห้ามใจสักเพียงไรก็หนีไม่พ้น” เขาก้มลงจูบหล่อนที่หน้า ที่นัยน์ตา ที่ไหล่ และทรวงอก

แขนทั้งสองของหล่อนตกอยู่ข้างกาย ปราศจากเรี่ยว​แรงใด ๆ ที่จะยกขึ้น ที่จะออกปาก ที่จะแสดงกิริยาตอบรับหรือปฏิเสธเขา เสียงของรื่นคงพึมพำต่อไป

“ข้าอาจจะรักสุดใจ – จำปา – รักอย่างที่ไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนในชีวิตของข้า รู้สึกว่ายอมตายเสียดีกว่าที่จะทำอะไรให้เขากระทบกระเทือนใจ แต่ข้าอยากได้เอ็ง อยากได้ตั้งแต่เจอหน้ากันที่วงแม่ศรีบ้านผู้ใหญ่พูนคืนนั้นแล้ว – อยากได้ตลอดมา”

อากาศที่เย็นยะเยือก และหมอกที่เริ่มลงจัดสัมผัสร่างอันเปล่าเปลือยของหล่อน เมื่อรู้สึกว่าเสื้อห้าตะเข็บตัวนั้นถูกกระชากออกไป แต่ดินฟ้าอากาศมีความหมายอะไร ? ความระคายของฟางแห้งหยุ่นแต่หยาดมีความหมายอะไร เมื่อหัวใจของเขาเต้นตอบหัวใจหล่อนอยู่อย่างไม่เป็นจังหวะจะโคน ? มันมีความหมายอะไร เมื่อมืออันใหญ่ หยาบ และกระด้างของเขาป่ายเปะปะไปทั่วร่าง ทรวงอกที่กว้างและอุ่น บังทั้งหมอกทั้งน้ำค้าง และท้องฟ้า จนลับหายไปจากสายตาและความรู้สึกสมปฤดีอันมืดมิด

ข้างกองฟางอันกรุ่นไปด้วยกลิ่นแห้ง ๆ ระคนกับกลิ่นไอดินแตกระแหงใหม่ สดสะอาด และบริสุทธิ์เหมือนวิญญาณของเจ้าแม่โพสพ ท่ามกลางท้องนาที่อ้างว้างเกลื่อนไปด้วยกอง​ฟาง ฟอนข้าว และตอซัง แสงไฟ ปรากฏริบหรี่อยู่ตามปางข้างหน้า ข้างขวา และข้างซ้าย ดอกทองกวาวสีแดงเมื่อตอนเย็นแลไม่เห็นอีกต่อไป เพราะถูกกลืนอยู่ในความมืดของราตรี ของกลุ่มหมอกสีเทาที่ปกปิดหมู่ดาวและท้องฟ้าสีครามเบื้องบน ร่างของหล่อนไหวสะท้านแลสลัวสั่นระริก แล้วก็แน่นิ่งไม่ไหวติง ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว แต่ไอตัวยังอบอุ่นทั่วสรรพางค์ ยังละมุนมือและเต็มไปด้วยความรู้สึก

“ข้าต้องการเอ็งเสมอ จำปา – – – อยากได้เองตลอดมา” รื่นกระซิบบอก หลายชั่วเคี้ยวหมากแหลกภายหลัง “แต่ข้ารักสุดใจ – – ข้าจะรักเขาตลอดไป !”


– ๒ –

อีก ๗ วันต่อมาสุดใจก็คลอดลูกเป็นชาย ภายหลังที่เจ็บท้องอยู่เกือบค่อนคืน

ความตื่นเต้นของรื่นที่มีต่อทารกคนนั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์ ในทันใดที่ได้ยินเสียงแว้แรกออกมาจากห้องที่หมอตำแย ป้าแคล้วและจำปาซึ่งมาอยู่เป็นเพื่อนแต่หัวค่ำกำลังช่วย​กันทำธุระเท่านั้น เขาก็ผุดลุกขึ้นจากระเบียงเรือนข้างหน้า หายงัวเงียจากการนอนอันเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อนมาจากงานกลางวัน ปราดถึงประตูทันที มือสั่น ขาสั่น ริมฝีปากสั่น

“ผู้หญิงหรือผู้ชาย ?” เป็นประโยคแรกที่เขาถาม จำปาหันมา สีหน้าหล่อนแดงก่ำ เพราะความตื่นเต้นเช่นเดียวกัน

“ผู้ชาย” หล่อนกระซิบโบกมือให้เขากลับออกไป

แต่ไม่มีอะไรจะมาห้ามความตื่นเต้นยินดีของเขาขณะนั้นไว้ได้ รื่นก้าวเข้าไปช้า ๆ มองดูหน้า ซึ่งยังชุ่มไปด้วยเหงื่อของภรรยา และทารกที่กำลังแผดเสียงจ้าอยู่ในมือของหมอตำแย จากร่างอันสูงของเขางงงันจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไร และจะทำอะไรต่อไป

“ออกไปก่อน อ้ายทิด” ป้าแคล้วเอี้ยวหน้าหันมาดุ “ออกไปก่อน น่าเกลียด”

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าสุดใจให้อยู่ไฟ และอาบน้ำชำระล้างทารกเสร็จสิ้นแล้ว เขาจึงได้รับอนุญาตเข้าไปหาลูกและเมียแต่ลำพังได้ สุดใจลืมตาขึ้นช้า ๆ มองดูหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความร้อนรนของเขา แล้วก็ชำเลืองไปยังทารก ผู้กำลังหลับสนิทอยู่ในกระด้งข้าง ๆ ยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นที่​เหนือริมฝีปาก ซึ่งยังซีดของหล่อน

“ผู้ชายอย่างที่พี่รื่นอยากได้” หล่อนกระซิบ

เขารู้สึกคอหอยตีบตันไป เพราะความตื่นเต้นยินดีจนพูดไม่ออกอยู่เป็นนาน ได้แต่ก้มลงพิจารณาดูทารกนั้นอย่างใกล้ชิด เดี๋ยวก็เงยหน้าขึ้นพิจารณาดูหน้าภรรยายิ้มอย่างเด็ก ๆ แล้วก็ถอนใจ

“ไม่เห็นเหมือนใคร” เขาหัวเราะ “อ้วนจ้ำม่ำ หน้าแดง หลับตาปี๋ เหมือนลูกหมา เห็น....เห็นจะเหมือนข้า เมื่อยังกะเปี๊ยกเท่านี้” เขาก้มลงพิจารณาดูทารกน้อยอีก “เหมือนข้าจริง ๆ แหละ– – ลูกผู้หญิงคนต่อไปคงจะเหมือนเอ็ง

สุดใจมิได้กล่าวตอบแต่อย่างใด นอกจากเอื้อมมือข้างที่อยู่ใกล้ไปวางไว้เหนือมืออันใหญ่ของเขา

“ลูกของเรา” รื่นพึมพำต่อไป เอนกายลงข้างที่นอนภรรยา ศีรษะหนุนแขนหงายหน้าขึ้นมองดูอกไก่ ซึ่งสว่างวอมแวมอยู่ด้วยแสงไฟจากเตาข้างล่าง “ลูกผู้ชาย – ข้าปรารถนาสิ่งไรดูมันสำเร็จทั้งนั้น มันจะต้องโตขึ้นเหมือนข้า เป็นทายาทรับช่วงงานใด ๆ ที่ข้าเหลือค้างไว้ต่อไป จนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ..........”

​หล่อนฟังเขาพรรณาถึงโครงการและความฝันในอนาคตต่อไป ทำนองเดียวกับที่เคยฟังเขาที่เหนือขอนไม้ชายหาดหน้าท่า ขณะที่แรกพบและก่อนจะจากกันไปในคืนสุดท้าย จนกระทั่งเสียงของรื่นแผ่วลง และเงียบหายกลายเป็นเสียงกรน เพราะความอ่อนเพลีย

ในลักษณะและภาวะเช่นนั้นเอง ที่จำปาซึ่งตื่นขึ้นมาในตอนดึกเพราะเสียงเด็กร้อง โผล่หน้าเข้าไปในห้องและแลเห็น

“เย็นรึยังกะอะไรดี” หล่อนพึมพำภายหลังที่หยอดน้ำให้ทารกแล้ว หันไปซนไฟในเตาที่จวนจะดับมอดให้คุขึ้นอีก

สุดใจซึ่งนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ลืมตาขึ้น แต่วินาทีแรกที่แม่เพื่อนสาวก้าวเข้าไปในห้องนั้น

“ช่วยเอาผ้านวมของกันอีกผืนห่มให้พี่รื่นทีเถอะจำปา หล่อนกระซิบบอกเบา ๆ เหมือนกลัวเขาจะตื่น

ขณะนั้นศีรษะของรื่นตกจากแขนที่หนุน เปลี่ยนมาเป็นกอดอกและคู้เข่างอก่อเหมือนกุ้ง เพราะความหนาวของอากาศคืนนั้น แต่ทันทีที่จำปาได้คลี่ผ้านวมออกคลุมให้ เขาก็ถอนใจ หนังตาอันหนักลืมขึ้นปรืออยู่หน่อยหนึ่งจึงยิ้มออกมาได้อย่างเคลิ้ม ๆ

​“ข้าอยากได้เอ็งมานาน––– ต้องการเอ็งนักหนา” เขาพึมพำ “แต่ข้ารักสุดใจ” แล้วนัยน์ตาคู่นั้นก็หรี่ปิดกลับหลับต่อไปใหม่

สุดใจแว่วได้ยิน หล่อนหันหน้าจากทารกกลับมาถาม “พี่รื่นเขาว่ากะไร ?”

“เขา––– เขารักเอ็ง” จำปาหัวเราะเบา ๆ หน้าเผือดลงไปถนัด ต่อมาก็แดงก่ำไปตลอดใบหู “หลับแล้วยังอุตส่าห์ละเมอ”

“แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยเห็นละเมอ”

“ไหนจะเหนื่อยมาทั้งวัน ไหนจะดีใจที่ได้ลูก ไหนจะเป็นห่วงเอ็ง” จำปาหันกลับไปที่เตาไฟ เกลี่ยถ่านที่คุโชนให้เสมอ เปลวไฟที่สว่างโพลงอยู่ก็วูบสลัวลง “นอนเสียเถอะสุดใจ คืนนี้กันจะเฝ้าไฟให้เอ็ง”

ภายหลังที่ทุกคนหลับแล้ว จำปาก็ยังคงนั่งอยู่ที่นั่น หันหลังให้ ๓ พ่อแม่ลูก ฟังเสียงกรนของรื่นซึ่งหล่อนจำได้จนขึ้นใจ เสียงถอนใจเบา ๆ ของแม่เพื่อนหญิง และเสียงซึ่งมาจากทารก หล่อนรู้ดีว่าชีวิตของหล่อนจะไม่อยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไป หล่อนรู้ด้วยว่ารื่นหมายความตามนั้น เมื่อเขาบอกว่า​เขาต้องการหล่อน แต่ขณะเดียวกันเขารักสุดใจ เปล่า หล่อนมิได้เศร้าโศก เสียใจ หรือขมขื่นต่อความจริงข้อนี้ หล่อนมิได้ปรารถนาถึงกับว่าจะครอบงำความรักของเขาไว้โดยสิ้นเชิง อย่างมากที่หล่อนต้องการ ก็เพียงส่วนหนึ่งส่วนใดในหัวใจของเขาขอให้พอมีที่สำหรับหล่อนจะได้อยู่ร่วมด้วยความสุข อย่างเดียวที่หล่อนต้องการ ก็เพียงแต่ให้ได้อยู่ใกล้ ๆ เขา ชีวิตที่ว้าเหว่ ว่างเปล่า และเลื่อนลอยของหล่อนกลับอบอุ่น เต็มและมีความหมายขึ้นนับแต่คืนนั้นเป็นต้นมา เมื่อรู้สึกอย่างน้อยที่สุด ชีวิตหล่อนก็ยังมีค่าแก่ใครคนหนึ่งในโลกนี้ ซึ่งมิใช่เทพบุตรในความฝัน หรือท้าวพระยามหากษัตริย์ในเรื่องจักรๆ วงศ์ ๆ หากชายฉกรรจ์ผู้ความใกล้ชิดของเขาส่งความรู้สึก ซึ่งตื่นเต้นเร่งเร้าไปทั่วสรรพางค์ และความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเขาเหมือนชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ เต็มไปด้วยความปลุกปลอบใจ ความสุข ความรัก และความหวัง

“ฉันจะเป็นของเขาตลอดไป” หล่อนซบศีรษะลงกับหัวเข่า ครุ่นคิดอยู่ด้วยดวงหน้าอันร้อนผ่าวในความมืด “ตราบใดที่เขายังอยากได้ฉัน !”


– ๓ –

​เมื่อฤดูหนาวผ่านไป และงานเก็บใบยาที่ไร่เกาะค่อยบรรเทาเบาบางลง รื่นก็เตรียมเสบียงลงเรือ เพื่อขึ้นไปตรวจดูไม้ ซึ่งซื้อและตกไว้ตั้งแต่ลานดอกไม้ขึ้นไปจนถึงคลองเมืองกับเรืองและแวว สุดใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้ทราบข่าวนี้ ในชีวิตหล่อนเกือบไม่เคยก้าวออกจากบ้านไปไหน อย่างไกลแค่ในเมือง และหนองปิงบนฝั่งตะวันออก วังยาง และปากคลองสวนหมากเหนือบนฝั่งตะวันตก แม่น้ำปิงและตำบลอื่น ๆ บนสองฝั่งของมัน ไกลจากนั้นออกไป เปรียบเหมือนอยู่คนละโลก เพราะฉะนั้นในทันทีที่เรือชะล่ากาบแบนซื้อใหม่ลำนั้น ลงจากคาน งานเตรียมเสบียงเริ่มต้นหล่อนก็แสดงความปรารถนาทันทีว่า จะขอไปด้วย

“เอ็งอยู่บ้านเถอะ สุดใจ” รื่นสั่นศีรษะอย่างขบขัน “อ้ายหนูยังอ่อนอยู่สำหรับการเดินทาง นอกจากนั้น ยังจะได้ช่วยป้ากะจำปาหั่นและตากยาตั้งด้วย”

“อ้ายหนูแข็งแรงพอที่จะเดินทาง” หล่อนตอบนัยน์ตาแสดงเจตนาเด็ดเดี่ยว “ใบยาสำหรับจะหั่นกะตากก็นิดเดียว ไม่พอมือป้ากะจำปาเขาร็อก”

​“ถึงงั้น ข้าก็คิดว่าเอ็งอยู่กะบ้านดีกว่า” สามีบอก

“เพราะอะไร พี่รื่น ?”

“เอ็งยังไม่เคยเดินทางไกล ๆ สุดใจ เอ็งยังไม่รู้ว่าการกินการนอนในเรือมันตรากตรำเพียงไร สำหรับคนที่ไม่เคย เอ็งหรือลูกไปเจ็บไข้ได้ป่วยเข้าจะลำบาก”

“งั้น ฉันยิ่งควรจะได้ไปด้วย” หล่อนยืนกราน “จะได้เป็นธุระดูแลในเรื่องข้าวปลาอาหาร ระหว่างพวกที่ไปทำงาน พูดทำไมกันถึงความลำบากตรากตรำ เมื่อฉันกะอ้ายหนูเป็นคนเกิดบ้านนี้ด้วยกันทั้งคู่ ใครจะมีชีวิตอยู่ที่ปากคลองได้ เขาถือว่าล้วนแต่คนกระดูกแข็งเดนตายทั้งนั้น” หล่อนเดินเข้าไปหาเขา ยกมือขึ้นโอบกอดบั้นเอวไว้ “นอกจากนี้ พี่รื่น อย่าลืมที่สัญญาฉันไว้แต่แรกว่าเราจะช่วยกันสร้างปากคลอง ให้เป็นที่น่าอยู่ มีความสุข ความสบายด้วยกัน ถ้าพี่รื่นจะให้ฉันมีส่วนร่วมด้วย ฉันจะได้เริ่มตอนต้น”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ความประสงค์ของหล่อนกับเขาขัดแย้งกัน แต่ครั้งหนึ่งเมื่อสุดใจอยู่ในอารมณ์นั้นถึงป้าแคล้วเองก็ไม่สามารถจะตัดสินอะไรได้ นอกจากถอนใจ เมื่อรู้เรื่องเข้าจากหลานเขย

“อย่าไปขัดใจมันเลย อ้ายทิด” แกบอก “ป่วยการ ​มันมีเลือดพ่อเลือดแม่มัน ข้าเองก็ห้ามไม่ได้ นางใจพูดถูก ใครจะอยู่ปากคลองได้ต้องคนเดนตาย นอกจากนี้วิสัยผัวเมียน่ะ การร่วมหัวจมท้ายร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเป็นของธรรมดาเหลือเกิน ถ้าข้าเป็นนางใจ ข้าก็คงจะไปกะเอ็ง ให้มันไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงอ้ายเรื่องผักเรื่องใบยา ข้ากะอีจำปาจัดการได้ถมไป”

รื่นส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “มันไม่ใช่เรื่องความลำบากตรากตรำกะโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้นนะป้า โจรผู้ร้ายปล้นกันไม่เว้นแต่ละเดือน เมื่อวานซืนนี้เอง คนมาจากท่าไม้แดงโดนเข้าที่เกาะพิมูลหมดตัว บาดเจ็บไปทั้งผัวทั้งเมีย ใครจะไปรู้ว่าเราจะไม่ไปโดนเข้าบ้าง”

“งั้นก็เอาปืน ๑๒ นัดของพ่อสุดใจไป มันยิ่งอ้ายโจรตายมาหลายคนแล้ว” แม่เฒ่าแคล้วแนะ สีหน้ามิได้เปลี่ยนจนนิดเดียว “นอกไปจากนั้นตามแต่บุญวาสนาเคราะห์หามยามร้ายก็ตาย ไม่ถึงที่ก็อยู่ พวกข้ามีชีวิตมาอย่างนี้ทั้งนั้นจะไปกลัวอะไร”

นัยน์ตาในกร้าวขึ้นมาทันที ขณะที่มองสบตาแม่เฒ่า “ฉันกลัวสำหรับลูก กะสุดใจ” เสียงห้าวอยู่ในลำคอ “ฉันเองเป็นคนมีชีวิตกะเขาเมื่อไหร่ !”

​แม่ปิงในหน้าแล้งแห้งและขอดลงทุกวัน จนกระทั่งบางตอนต้องใช้คราด สองฟากร่องน้ำเต็มไปด้วยหาดทั้งสูงและต่ำ ทั้งที่เป็นป่าพงและทรายขาวสะอาด อากาศภายในประทุนเรือชะล่ากาบแป้นลำนั้น ผะผ่าวไปด้วยเปลวแดดในเวลากลางวัน เย็นยะเยียบเพราะน้ำค้างในตอนดึกบางคืน จนกระทั่งต้องลุกขึ้นก่อไฟผิง ถึงกระนั้น สองแม่ลูกก็เป็นสุขสบายดีตลอดการเดินทาง ตั้งแต่คลองสวนหมากจนถึงลานดอกไม้และคลองเมือง

รื่นใช้เวลาเพียง ๕ วันสำหรับการตรวจไม้กว้าวและกระยาเลย ซึ่งคนตัดลากมาวางไว้ริมตลิ่งตามที่ตกลงกัน ๕๐ ต้นจากลานดอกไม้ ๓๐ ต้นจากคลองเมือง ๒๐ ต้นจากเกาะสีเสียด เป็นจำนวนเพียงพอสำหรับจะผูก และล่องได้แพหนึ่งในฤดูน้ำต่อมา

“ถัวทั้งแพ เราจะได้กว้าวขนาน ๑๐ กำ ๓๐ ต้น” เขาบอกกับสุดใจด้วยความยินดี “นอกนั้นล้วนตะแบกขนาด ๑๒ กำขึ้นไป ไม่มีพู ไม่มีโพรง ตรงและค้างปีทั้งนั้น เราจะว่าหวายและคานเขาไว้จากที่นี่ให้เสร็จ ส่วนพรวนตีเอาที่บ้าน ทับ พะอง หรือเข็มก็เหมือนกัน”

ความกว้างขวางของเขา ระหว่างเวลาที่ค้าขายขึ้นล่อง​อยู่ในแม่น้ำนั้นช่วยให้กิจการของรื่นเป็นไปโดยสะดวก การตกลงแทบทุกรายไม่มีสัญญาใด ๆ ผูกมัดนอกจากวาจาที่ให้ไว้ต่อกัน และบัญชีสำหรับกันความหลงลืม ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ชาวบ้านเหล่านั้นมีอยู่ต่อเขาเป็นที่น่าปลาบปลื้ม จนกระทั่งบางครั้งแม้สุดใจเองก็อัศจรรย์

“อะไรกันนะ ที่ทำให้เขาเชื่อถือพี่รื่นง่าย ๆ” หล่อนถามเขาในเย็นวันหนึ่ง “อย่างรายไม้ผู้ใหญ่เริญเงินขาดเกือบห้าชั่ง แกยังยอมให้ค้างไว้ชำระเมื่อขายไม้ได้แล้ว ไม่มีสัญญา ไม่มีของเป็นประกันอะไรสักอย่างเดียว”

“เปล่ามันไม่ง่ายอย่างที่เอ็งคิด” เขาหัวเราะ “มันมาจากเรามิตรจิตก่อน เขาก็มิตรใจตอบ ครั้งหนึ่งผู้ใหญ่เริญเชื่อของข้าไว้เกือบ ๒ ปีโดยไม่ได้มีหลักฐานพยานอะไร ไม่มีการทวงการถามจนนิดเดียว กระทั่งปีหนึ่งแกรวยน้ำมันยางก็เอามาใช้คืนเอง การติดต่อการค้าขายของข้ากับพวกลูกค้าเป็นอย่างนี้ มันกินเวลาเป็นปี ๆ และใช้ได้สำหรับคนทางเหนือเท่านั้น ข้าเคยลองทางใต้เหมือนกัน ตั้งแต่ขาณุเป็นต้นไปถึงปากน้ำโพแต่รายไหนรายนั้นสูญทุกที นิสัยใจคอของคนเราแต่ละส่วนแต่ละภาคไม่เหมือนกัน มันไม่เหมือนกับทางนี้และเหนือ ๆ ขึ้นไป ซึ่งคนเราอยู่กันได้ด้วยใจ”

​เมื่อเสร็จการตีตราไม้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงกรรมสิทธิ์ของเขา รื่นก็ล่องลงใต้ จากคลองเมืองโดยมิได้เร่งร้อนอะไรแวะเยี่ยมใครต่อใครที่เคยคุ้นกันมาก่อน จอดเรือพักผ่อนเมื่ออยากจะพัก ออกเรือเมื่ออยากจะออก จนกระทั่งถึงหัวบ้านลานดอกไม้ ใกล้เวลาโพล้เพล วันหนึ่งจึงเทียบเรือเข้าข้างชายหาดฝั่งตะวันตกเพื่อหุงหาอาหารกินก่อนที่จะเลยไปพักนอนที่หน้าหมู่บ้าน แต่ก่อไฟยังไม่ทันตั้งหม้อ เสียงปืนก็ดังมานัดหนึ่งจากตะวันออก

สุดใจลุกจากหน้าเตาวิ่งกลับมาท้ายเรือทันที “เสียงปืนอะไรกันพี่รื่น ?”

“ยังไม่รู้ซี” สามีวางเบาะลูก ซึ่งเขากำลังกล่อมให้หลับ ก้าวขึ้นไปบนชายหาด ทั้งแววและเรืองวิ่งมารวมอยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน

ขณะนั้นเพิ่งจะเข้าไต้เข้าไฟ และในระยะเกือบ ๓ เส้น ซึ่งเป็นความกว้างของแม่น้ำตอนนั้น สายตาของทุกคนที่เพ่งไปยังฝั่งตรงกันข้าม ไม่สามารถจะมองเห็นอะไรได้เลยนอกจากทิวไม้อันมืดทะมึนอยู่บนตลิ่ง และทิวหาดทรายที่ขาวพร่าต่ำลงมา จนกระทั่งปรากฏประกายแวบขึ้นที่ชายตลิ่ง พร้อมด้วยเสียงปืนอีกนัด สายตาซึ่งค่อยชินกับความสลัวของรื่นจึงแลเห็นเงาตะ​คุ่ม ๆ ของเรือแม่ปะขนาดใหญ่ลำหนึ่งจอดเทียบอยู่ที่ท้ายเกาะใต้ท้องคุ้งของฝั่งนั้น ต่ำกว่าระดับที่เรือของเขาจอดลงไปราวเส้นเศษ

“ท่ามันเกิดเหตุแน่” เขาพึมพำ แขนข้างหนึ่งโอบไว้รอบไหล่สุดใจ “อ้ายพวกปล้นคงเล่นงานเรือเหนือลำไหนเข้าแล้ว บ้าแท้ ๆ ไม่มีอาวุธกันเลยหรือนั่น เงียบเป็นเป่าสาก เดี๋ยวก็เสร็จ !”

เสียงปืนดังขึ้นอีก ๒ นัด จากประกายวาบซึ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะที่อากาศเริ่มมืดสนิท แสดงว่าพวกปล้นบนฝั่งกำลังเคลื่อนใกล้เหยื่อของมันเข้าไป กิริยาของรื่นกระสับกระส่ายขึ้นเป็นลำดับ

“อุ้มลูกขึ้นมาสุดใจ” เขาบอก “แล้วคอยอยู่ที่นี่

“พี่รื่นจะไปไหน ?” หล่อนยึดแขนสามีไว้แน่น

“ไปช่วยพวกนั้น” เสียงของเขาเย็น “ทนดูอยู่อย่างไรไหว พวกบ้านั่นควรจะต่อสู้ หรือไม่ก็ถอนหลักปล่อยเรือลอยตามน้ำลงไปทำไมจอดนิ่งอยู่อย่างนั้น”

ยังพูดไม่ทันขาดคำ ประกายแวบพร้อมด้วยเสียงปืน ก็ปรากฏขึ้นจากเรือแม่ปะเป็นครั้งแรก การยิงตอบครั้งนั้น เท่ากับเป็นสัญญาณที่พวกปล้นคอยอยู่ เพราะสิ้นเสียงปืนจาก​เจ้าของเรือไม่ช้าไม่นาน การระดมตอบก็เป็นไปอย่างหนาแน่นทั้งจากชายหาด จากตลิ่ง และท้ายเกาะเป็นประทัดแตก

“เร็วสุดใจ” รื่นกระตุ้นหล่อนลงไปที่ท้ายเรือ “อุ้มลูกขึ้นมา”

แต่หญิงสาว ได้แต่กอดเบาะลูกไว้ ไม่ยอมลุกจากที่

“พี่รื่นจะตาย...” เสียงของหล่อนสั่น “ปืนกระบอกเดียวจะไปสู้อะไรมันไหว”

“อย่าตกใจไปหน่อยเลย สุดใจ ข้าไม่ใช่คนที่จะตายได้ง่าย ๆ ไปเถอะ อุ้มลูกขึ้นไปบนหาด คอยอยู่ที่นี่ประเดี๋ยวก่อน”

“ฉันไม่ไป” สุดใจกอดเบาะลูกแน่นขึ้น “พี่รื่นไปไหน ฉันกะลูกจะไปด้วย....ตายก็ให้มันตาย”

เงียบกันไปครู่ใหญ่ ๆ ในขณะนั้นการยิงโต้ตอบระหว่างเจ้าของเรือกับพวกปล้นบนฝั่งตรงข้าม เป็นไปอย่างมิได้ลดละ จนกระทั่งอึดใจต่อมา เสียงปืนจากเรือจึงค่อยห่างลง

“ตามใจ” รื่นส่ายหน้า “พาลูกเข้าไปในประทุนเรือ หมอบลงหลังกระบุงข้าวสารนั้น อย่าออกมาหรือโงหัวขึ้นเป็นอันขาด จนกว่าข้าจะบอก”

ขณะที่เรืองและแววเบนหัวเรือออกจากท้ายหาด อากาศ​เหนือพื้นน้ำกำลังมืดสนิท นอกจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกซึ่งเริ่มสว่างรางสลัวขึ้นเป็นลำดับ ด้วยแสงพระจันทร์ต้นแรม รื่นรู้ตัวว่าโอกาสที่ดีที่สุดของเขาอยู่ที่หัวต่อระหว่างความมืดกับสว่างนั้น เขาคัดท้ายบ่ายหัวเรือตัดร่องน้ำพุ่งตรงไปจุดหมายที่ปรากฏอยู่เหนือชายหาด ร้องบอกเรืองและแววด้วยเสียงแผ่วเกือบเป็นกระซิบอยู่เป็นระยะ ๆ “นอนลง––ถ่อตรงไปอย่าให้มีเสียง– – อย่าให้เรือขวางลำ!”

วินเชสเตอร์ ๔๔ กระบอกนั้นเย็นเฉียบอยู่ในมือของเขา ขณะที่มือซ้ายถือหางเสือประคองเรือกระดิบ ๆ ไปเหมือนหางปลากะโห้ สายตาทั้งคู่จ้องอยู่แต่เนินหาดทรายข้างหน้า จากระยะ ๓๐๐ ก้าวเข้าไปจนถึง ๒๕๐ และ ๒๐๐ ตามลำดับ ประกายไฟยังแวววาบ เสียงปืนยังดังสนั่นมาจากป่าตะไคร้น้ำเหนือเนินทรายตอนนั้น รื่นชักหางเสือ เหยียบราบไว้กับเรือ ยกปืนขึ้นประทับบ่าทันทีเมื่อระยะเหลืออยู่ไม่ถึง ๑๕๐ ก้าว แม้กระนั้นเขาก็คงจะยังไม่ยิงจนกว่าจะแน่ใจ กระทั่งท่ามกลางเสียงสนั่นหวั่นไหวนั้น กระสุนปืนนัดหนึ่งแหวกอากาศข้ามเรือไปตกลงข้างหลังน้ำแตกกระจาย และในพริบตาต่อมาเขากลงมือหมายกอตะไคร่น้ำที่แลเห็นดำตะคุ่มอยู่เหนือเนินทราย และ​เบื้องหลังประกายไฟที่แวบวาบออกมา

“หยุดถ่อ........อย่าเงยหน้า........อย่าโงหัว........อย่าให้เรือไหว!” เขาร้องบอกเรืองและแววเบาๆ ก่อนที่กระสุนนัดแรกจะลั่นออกไป

เขายิงอย่างรวดเร็ว แต่ปราศจากความเร่งร้อน เยือกเย็นแต่ปราศจากความขยักขย่อนหรือลังเล เสียงหัวเราะร่วนอยู่ในลำคอ ตลอดเวลาที่กระสุนปืนพ่นออกจากปากกระบอก หัวเรือยิ่งใกล้ชายหาดสูงข้างหน้าเข้าไปเพียงใด เขาและทุกคนบนเรือก็ยิ่งได้ที่กำบังดีขึ้นเพียงนั้น ไม่ถึงอึดใจต่อมา ก่อนที่พระจันทร์ต้นแรมจะทันโผล่พ้นขอบฟ้า และทิวไม้ขึ้นมาเต็มดวง ทุกสิ่งทุกอย่างก็ลงเอย เมื่อเสียงปืนจากโจรกลุ่มใหญ่บนเนินหาดทรายสงบ และพวกกระเส็นกระสายที่ท้ายเกาะกับบนตลิ่งเงียบ

“ทุด ! เท่านั้นเอง !” รื่นถอนใจลดปืนลงจากบ่า นั่งลงบนท้ายเรือ “ออกมาได้ละ สุดใจ ลูกเป็นอย่างไร ?

แทนคำตอบ เสียงหัวเราะของทารกแว่วออกมาจากในประทุนเรือร่าเริงและแจ่มใส เหมือนได้ของเล่นที่ชอบใจอย่างใดอย่างหนึ่ง


– ๔ –

ภายในเรือแม่ปะลำนั้นทั้งลำ มืดและเงียบเหมือนจะหาชีวิตไม่ได้ ใต้ขยาบตอนหัวและหลังคาตอนท้ายก็ปราศจากผู้คน จนกระทั่งรื่นเองอดใจเต้นไม่ได้เพราะความหวาดหวั่นต่อภาพและเหตุการณ์ ซึ่งอาจจะได้เห็นในอึดใจสองอึดใจต่อมา เขาคัดหางเสือพลางก้มศีรษะสอดส่ายสายตาหาวี่แววอันจะเป็นสัญญาณของชีวิตมนุษย์ไปทั่วเรือลำนั้น และนั่นเองที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้เพราะเกือบจะในเวลาเดียวกัน ประกายไฟก็ปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง ข้ามหลังคาเรือแม่ปะมาจากชายหาด พร้อมกับเสียงเปรี้ยงสนั่น กระสุนปืนกลุ่มหนึ่งทะลุหลังคาผ่านเหนือศีรษะรื่นไปห่างเกือบไม่ถึงคืบ

“ใคร ?” เสียงทุ้ม ๆ ห้าว ๆ ร้องถามออกมา

ชั่วอึดใจเต็ม ๆ นัยน์ตาของเขาพร่า หูทั้งสองอื้อมองอะไรไม่เห็น ฟังอะไรไม่ได้ยิน แม้กระทั่งเสียงร้องของสุดใจ และเสียงหัวเราะร่วนของทารกที่อยู่ในอ้อมแขนของหล่อน

“อ้ายคนฉิบหาย !” รื่นสบถลั่น ฟุบตัวลงกับพื้นเรือโดยเร็ว “เป็นบ้าไปหรืออย่างไรนั่น?”

​ร่าง ๆ หนึ่งผุดลุกขึ้นยืนทันที บนชายหาดตรงทิศที่กระสุนนัดนั้นพ่นออกมา แสงจันทร์สีเหลืองนวลซึ่งสาดไปทั่วบริเวณชายหาดและท้องน้ำ ส่องต้องลำกล้องปืนที่ลดลงมาถือไว้เป็นประกาย ในพริบตาต่อมาก็ท่องน้ำปราดเข้ามาที่รื่น

“เป็น– –เป็นอะไรหรือเปล่า ?” เสียงที่ถามกระหืดกระหอบ

“อ๋อ ต่ำอีกนิดเดียวแหละได้เป็นศพ” ความเดือดดาลทำให้เขาไม่ได้สังเกตเห็นอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่สำเนียงของผู้พูด ซึ่งไม่ใช่ชาวพื้นนั้น ผมซึ่งลุ่ยสยายประอยู่สองบ่า เสื้อชั้นใน ๕ ตะเข็บ และผ้าลายที่นุ่ง

“ฉันเข้าใจผิด คิดว่าเป็นโจรอีกพวก”

“คิดว่าเป็นโจรอีกพวก !” รื่นร้องเกือบเป็นตะโกนด้วยโทสะ “เพราะงั้นจึงได้ยิงโป้งเลย แล้วถึงถาม แหม ! ดีนี่ – – ดีมากทีเดียว รู้งี้พ่อปล่อยให้ตายโหงตายห่าไปทั้งโขยงเลยดีกว่า ห้ายหะ––”

“ฉันเสียใจจริงๆ ความตกใจ ไม่ทันคิดพิจารณาอะไรทั้งนั้น––ไม่ทันคิดจริงๆ”

“อะไรกันพี่รื่น ?” เสียงสุดใจร้องถามออกมาจากข้างใน

​“ก็อ้ายบ้าที่เรามาช่วยแทบล้มแทบตายนาซี พาลูกออกมาเถอะสุดใจ” เขายังไม่หายหงุดหงิด “จุดไต้ให้ด้วย ดูหน้าอ้ายเซ่อบรมคนนี้ทีเถอะ !”

มือทั้งสองของเขากำแน่น เสียงสบถพึมอยู่ในลำคอไม่ขาดปาก จนกระทั่งสุดใจจุดไต้คลานออกมาปักไว้ที่กระบอกนอกประทุนเรือ แสงวอมแวมของมันสว่างไปทั่วบริเวณนั้น เห็นใบหน้าที่ยังซีดเผือด เพราะความตกใจที่ได้รับมาใหม่ ๆ อยู่ระหว่างขมวดมวยผมที่แผ่กระจาย เห็นนัยน์ตาอันคมและดำที่ยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และริมฝีปากที่เม้มของอ้ายบรมเซ่อ นัยน์ตาก็เบิกโต คำสบถต่างๆ ถูกกลืนหายไป นั่งอึ้งเหมือนไม่เชื่อสายตาของตนเองอยู่เป็นนาน จึงได้เอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก

“คิด – – คิดว่าเป็นพวกเรือเหนือเสียอีก ? คิดว่าเป็นผู้ชาย”

ริมฝีปากที่เม้มแน่นค่อยคลายออกจากกัน เปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างขบขัน นัยน์ตาทั้งคู่ก็เป็นประกาย

“ถึงผู้หญิงก็เป็นอ้ายบรมเซ่อได้เหมือนกัน” หล่อนหัวเราะ “เป็นการสมควรแล้วนี่ ที่ฉันถูกเอ็ดถูกว่าอย่างนั้น แต่ถ้าจะคิดว่าฉันคนเดียวต้องสู้กับพวกปล้นทั้งโขยง ก็คงจะเห็น​ใจที่หวาดระแวงอะไรไปเสียทุกสิ่งทุกอย่างแทบประสาทจะเสีย

สุดใจมองดูผู้พูดอย่างอัศจรรย์

“พวกผู้ชายของคุณนายไปไหนเสียหมด ?” หล่อนถาม “ปล่อยคุณนายไว้แต่คนเดียวอย่างนั้น”

“เราทั้งหมดเจ็ดคนด้วยกัน” หล่อนบอก “ฉัน คุณพ่อ นายฮ้อยแล้วลูกเรืออีกสี่คน แต่คุณพ่อฉันป่วย พวกนั้นก็มีแต่มีดแต่พร้าจะสู้รบตบมืออะไรกับมัน ฉันคนเดียวเท่านั้นที่มีปืนของคุณพ่ออยู่ พอเกิดการต่อสู้ฉันจึงให้ทุกคนหลบอยู่เสียแต่ในประทุนเรือ เคราะห์ดีเหลือเกินที่ไม่มีใครเป็นอะไร ก็ทางนี้เล่า ?”

“เปล่า, ไม่มีใครเป็นอันตรายเหมือนกัน นอกจากความใกล้ชิดเหลือเกิน ของกระสุนปืนหล่อนนัดนั้น”

“ฉันต้องขอโทษอีกที หล่อนมองหน้ารื่นอย่างเสียใจ นัยน์ตาอันดำและคมของหล่อนทั้งอ่อนหวาน ทั้งสุภาพ มีอำนาจยึดเหนี่ยวใจ เกินที่เขาจะถือโกรธขึ้งอยู่ได้

“ผมก็ขอโทษที่ล่วงเกินคุณนาย” เขาบอก “คิดว่าเป็นอ้ายพวกเรือเหนือจริงๆ – –”

หล่อนหัวเราะอีก “อย่าไปเอ่ยถึงดีกว่า ฉันบอกแล้ว ว่าความเซ่อซ่าประสาทเสียของฉันควรแก่การถูกเอ็ดถูกว่าอย่าง​นั้น ฉันไม่ถือเลย –– ตั้งแต่เกิดมาเคยพบกับเหตุการณ์อย่างนี้สักครั้งเมื่อไร––”

“คุณนายเป็นผู้หญิงกล้าอย่างผมไม่เคยเห็น” รื่นบอก “ถึงผู้ชายก็เถอะ น้อยคนจะใจเย็นสู้อยู่ได้อย่างนี้” สีหน้าที่ซีดของหล่อนเรื่อขึ้นด้วยสายโลหิต

“ทุกคนต้องต่อสู้เพื่อป้องกันชีวิตของตัวทั้งนั้น เมื่อเข้าตาจน ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” หล่อนว่า กังวานเสียงอาจจะไม่แสดงถึงความรู้สึกอะไร แต่นัยน์ตาที่เป็นประกายบอกซึ้งถึงความพอใจอย่างชัดแจ้ง “ฉันเองควรเชื่อนายฮ้อยเขาจอดพักนอนเสียที่หน้าบ้านลานดอกไม้ แต่เพราะรั้นว่าตั้งแต่ออก ากปากน้ำโพมาเจ็ดวันเจ็ดคืนแล้ว ไม่เห็นมีอะไรถึงได้เกิดเรื่องขึ้น”

“คุณนายจะไปไหน ?” รื่นถามมองตาอันงามของหล่อนเขม็ง โดยมิได้คิดว่าจะเสียกิริยาหรือไม่

“เมืองตากจ้ะ คุณพ่อฉันเป็นข้าราชการถูกย้ายจากนครสวรรค์ไปเป็นยกกระบัตรที่นั่น ฉัน––ฉันชื่อละเมียด”

“ผมเองชื่อรื่น !”

สายตาของหล่อนและเขามิได้ละจากกัน ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยความพิศวงงงงัน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งสุขุมและครุ่นคิด ​ไม่มีใครทายถูกว่าอะไรบ้าง แฝงอยู่เบื้องหลังของสายตาคู่นั้น ไม่มีใครแม้สุดใจจะแปลความหมายออก เมื่อเห็นเส้นโลหิตที่หน้าผากของสามีโปนจนเขียว และยิ้มน้อยๆ ปรากฏละไมขึ้นที่เหนือริมฝีปากของละเมียด

ตลอดเวลาอันเล็กน้อยเพียงใดที่ได้รู้จักกันมา รื่นอดอัศจรรย์ใจตนเองไม่ได้ที่รู้สึกอึดอัดและกระสับกระส่ายเมื่อตกอยู่ใต้สายตาคู่นั้น การสนทนาใดๆ ยิ่งทำให้สำนึกเหมือนอยู่ห่างไกลกันออกไปคนละโลกและเกิดมาคนละยุค แม้ละเมียดจะอุ้มชูกอดจูบลูก แม้ว่าหล่อนจะอ่อนหวานและดีต่อสุดใจเพียงใด ตลอดจนกระทั่งแนะนำให้รู้จักกับบิดาที่ยังนอนแซ่วอยู่ในเรือเพราะพิษไข้ป่า เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ภาพและเหตุการณ์เหล่านั้นเหมือนหนึ่งความเพ้อฝัน ซึ่งต่อเนื่องมาจากการเผชิญกับภัยแทบเอาตัวไม่รอด มากกว่าจะเป็นความจริง

หญิงผู้นี้มิได้ขวัญอ่อน หรือประสาทเสียดังที่หล่อนออกตัว ความจริงเหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่ชวนกันไปตรวจศพคนร้าย ซึ่งถูกปืนตายอยู่กับที่สองคนบนฝั่ง แสดงให้เห็นความใจแข็ง และอารมย์อันเยือกเย็นของหล่อนอย่างน่าพิศวง

“นั่นถูกปืนของพ่อรื่น” หล่อนชี้ไปที่ศพ ๆ หนึ่ง ​“นั่นถูกปืนฉัน” ชี้ไปอีกศพหนึ่ง ซึ่งกลิ้งอยู่ข้างเคียงกัน แผลที่กระสุนปืนทั้งสองกระบอกนั้นทำไว้ที่ศีรษะและทรวงอกคนร้ายจัดแจ้งปราศจากที่สงสัย นัยน์ตาที่คมของหล่อนกร้าวเหมือนเหล็กกล้า สีหน้าสงบปราศจากความรู้สึกใด ๆ เหมือนไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น

รื่นลอบชำเลืองดูดวงหน้าอันงามอย่างน่ากลัวนั้นแล้วก็อดใจสั่นไม่ได้

“สวยเหมือนใครหนอ ?” เขาเคยนึกแล้วนึกอีก “งามเหมือนอะไร ?”

เปล่า หล่อนไม่เหมือนใคร หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สวยสดงดงามโดยเฉพาะ หากงามอย่างผู้หญิงอื่นทั่ว ๆ ไปที่ผู้ชายไม่สามารถจะจาระไนให้แน่ชัดลงไปได้ กึ่งมนุษย์ กึ่งนางไม้ กึ่งเทพธิดาและปีศาจ โดยทรวดทรงหล่อนอาจจะเป็นคนเอวบางร่างเล็ก แต่โดยสำนึกรื่นรู้สึกเหมือนหล่อนจะกำยำล่ำใหญ่กว่าเขา นัยน์ตาที่ดำสนิทและคมวาวกลมโต เกินที่จะอยู่ในดวงหน้าอันแน่งน้อย ปากที่ค่อนข้างกว้างก็เช่นเดียวกัน ทรวงอกซึ่งอวบผิดปกติก็เช่นเดียวกัน ละเมียดขณะนั้น ๒๕ ปีเต็ม แต่บางคราวรู้สึกเหมือนหล่อนสาว สดชื่น และเด็กกว่าสุดใจ ​ครั้นแล้วในชั่วขณะต่อไป กลับดูร่วงโรยราวกับแก่กว่าสัก ๒–๓ รอบ

ภายในครึ่งคืนนั้น และค่อนวันต่อมา ก่อนที่จะออกเรือจากกัน เขาพยายามที่สุดที่จะเรียนรู้ถึงความเป็นอยู่และอัธยาศัยใจคอของหล่อนบางประการ แต่อย่างหญิงที่เขาอ่านไม่ออกในขณะแรกที่พบกัน ในฐานปริศนาลึกลับเขาก็จากหล่อนมาโดยมิได้คิดหรือฝันว่าวิถีชีวิตของหล่อนและเขาจะผ่านกันอีกในโอกาสหลัง

“ฉันดูยังกะคุณนายคนนี้ จะเคยรู้จักพี่รื่นมาก่อนแต่ครั้งไหน” สุดใจปรารภขณะที่เรือล่องมาตามกระแสน้ำ เหลียวหลังไปดูเรือแม่ปะ ๔ ถ่อลำนั้นเริ่มเคลื่อนออกจากที่

“บางที่จะในชาติก่อน หรือในฝัน” สามีหัวเราะ สายตาเพ่งอยู่กับร่องน้ำ “เกิดมาเพิ่งเคยพบกันนี่แหละ แต่ก็ชอบกล – – นึกออกเอาเดี๋ยวนี้เองว่า แกเหมือนกะอะไร ? แกทำให้ข้านึกถึงรูปนางกินรีคนนั้น นางกินรีที่ปู่ย่าตายาย กะคนเก่า ๆ เล่ากันมาว่า พวกคนธรรพ์พากันมาตายเสียมากต่อมาก ในการรบราฆ่าฟันเพื่อชิงเอาไปเป็นคู่ครอง !”

“นั่นต้องก่อนท้าวแสนปม สร้างเมืองไตรตรึงษ์”

“ก่อนหรือหลังไม่รู้ แต่เขาเล่ากันมาอย่างงั้น –”

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:13:45 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 20 March 2026, 15:25:50 »


บทที่ ๘

– ๑ –

ในปีนั้น น้ำเหนือก็มาเร็วผิดปกติ เพราะฉะนั้นลงไปอยู่บ้านได้ไม่ถึงเดือน รื่นก็ต้องกลับขึ้นไปคลองเมืองและเกาะพิมูลอีก พร้อมด้วยลูกจ้างสำหรับเจาะจมูกและผูกแพล่องทยอยลงมารวมอยู่ที่ท้ายเกาะหน้าคลองสวนหมาก เพื่อจัดขบวนเป็นพื้นใหญ่ ตั้งทับสำหรับอาศัยพะองสำหรับดูร่องและเข็มสำหรับผูกพรวนต่อไป แม้ว่ามันจะเป็นงานใหม่สำหรับเขา ความสันทัดจัดเจนเก่า ๆ ที่ได้จากความสังเกตตลอดชีวิตพ่อค้าเรือเร่ในสมัยก่อน ก็ช่วยให้งานทั้งปวงลุล่วงไปได้ด้วยความรวดเร็ว และการควบคุมงาน ถึงกระนั้น ความยากลำบากในการหานายท้ายแพและคนหลัก ก็ทำให้เสียเวลาอยู่จนเดือน ๑๐ เมื่อน้ำเริ่มจะลดและแพทางเหนือล่วงหน้ากันไปเป็นอันมากแล้ว แพของเขาจึงออกจากคลองสวนหมากได้

​“ถึงช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ข้อสำคัญให้มันพร้อมเสียก่อน” รื่นบอกสุดใจ เมื่อหล่อนปรารภถึงความล่าช้าของการออกแพครั้งนี้ “มันเป็นการตั้งต้นครั้งแรกของเรา ข้าไม่ได้หวังกำรี้กำไรอะไรหนักหนามากไปกว่าหาความรู้ ความชำนาญ สำหรับกาลข้างหน้า หลายคนเห็นข้าเป็นบ้า ที่จ้างตาแดงนายท้ายแพราคาตั้งชั่ง ถึงอ้ายมั่ง อ้ายทิมคนหลักก็ว่าแพงเหมือนกัน แต่จะไปหานายท้ายแพกะคนหลักที่ไหนเก่งเท่าสามคนนั้นเล่า สิ่งไรที่เราได้จากเขานั่นแหละ กำไรของเราละ”

แม้ว่าจะเคยผ่านภูมิประเทศ และชีวิตประจำวันตามลำแม่ปิงตอนนั้นมามากแล้ว รื่นก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ในการแสวงหาความรู้ความชำนาญจากการดูร่องน้ำ ในการทดลองลงหลัก ผลัดเปลี่ยนไปกับมั่งหรือทิมเมื่อถึงตอนสะดวก และในการบอกเล่า หรืออธิบายให้สุดใจฟังถึงประวัติและชีวิตของหมู่บ้าน ตำบลและอำเภอต่าง ๆ ที่แพผ่านไป ชีวิตประจำวัน บนยอดพะองคู่กับตาแดงทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกใหม่หายใจสะดวก เป็นอิสระและสำนึกถึงความรับผิดชอบในตัวเองมากกว่าที่เคยนั่งถือหางเสืออยู่บนม้านั่งท้ายเรือเป็นไหน ๆ ป่าไม้สองฝั่งซึ่งประกอบไปด้วยยาง พยุง และเสลาสูงชะลูดอยู่เป็นระยะ ๆ ทำให้​เขายิ่งมั่นใจในอาณาจักร ซึ่งเขาเลือกครองว่าขอบเขตของมันจะไม่สิ้นสุดลงง่าย ๆ

ทุก ๆ วันหมายถึงความกระตือรือร้นสนใจใหม่สำหรับสุดใจ เมื่อผ่านนกกระทุงซึ่งลอยแพนับจำนวนร้อย หรือเก้งที่ว่ายน้ำตัดหน้าไปในเวลากลางวัน และเสียงปลาลิ้นหมาครางอืดอยู่ใต้ท้องแพในเวลากลางคืน แต่ละตำบลแต่ละหมู่บ้านล้วนแต่ประวัติศาสตร์อยู่ในตัวของมัน ทั้งลักษณะบ้านเรือนที่ปลูก ผู้คนที่อยู่และอาชีพที่ดำเนิน ทุก ๆ วันเต็มไปด้วยความสุขและความเพลิดเพลินสำหรับหล่อนและรื่น แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าตากแดดกรำฝน จนบางคืนหลับรวดเดียวสว่าง

การล่องแพครั้งนั้น เป็นไปด้วยความราบรื่นตลอดทาง นอกจากครั้งเดียวเมื่อผ่านแสนตอ และแพหวุดหวิดจะชนหัวเกาะ แตกทั้งพื้นเพราะพรวนหลักเอกขาด ขณะที่จะเข้าจอดที่ท้ายเกาะ ท่ามกลางพายที่พัดแรงกล้า แต่ด้วยความชำนาญและการตัดสินใจเด็ดขาดของตาแดงผู้เป็นนายท้าย ในที่สุดก็พาแพเข้าเทียบกับตลิ่งจนได้

“หลักมันติดตอจะไถก็ไม่ได้จะปล่อยก็ไม่ทัน” มั่งซึ่งเป็นคนประจำหลักนั้นอธิบาย

“ถีบพรวดลงไปถึงพื้นครั้งแรกมึงควรจะรู้ว่าถูกทราย​ถูกดิน หรือตอ” ตาแดงบ่นพึม “ดีแต่รื่นแกขึ้นลวดสังกะสีโรยกะอ้ายหว้าต้นนั้นทัน ไม่งั้นก็ฉิบหาย––”

ไม่ต่ำกว่าสามแพแตกเพราะหัวเกาะเดียวกันนี้ในปีนั้นเนื่องจากกระแสน้ำพุ่งเข้าใส่ ไม่ต่ำกว่า ๒ แพแตกเพราะตอใต้ลงมาอีกสองคุ้ง พื้นหนึ่งยังกำลังเก็บไม้ผูกไม่หมดอยู่ที่หน้าบ้านหาดชะอม แต่ละพื้นที่แพแตกไม้จมและสูญหายไปเป็นจำนวนไม่น้อย

“แม่ย่านาง ช่วยเรา” ตาแดงบอก ยิ้มขรึม ๆ ด้วยความพอใจเมื่อนำแพเข้าจอดที่เกาะตาเทพเหนือปากน้ำโพได้ในวันสุดท้ายของการเดินทาง

ทั้งสมัยนั้น และอีกหลายสิบปีต่อมา เกาะตาเทพและหาดไทรงามเป็นชุมทางชั่วคราว ก่อนที่จะเลื่อนแพลงไปจอดประจำสถานีถาวร ตั้งแต่วัดไทรลงไปจนถึงหน้าผา เหนือปากน้ำโพบนฝั่งตะวันตก และเกาะยม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอู่ไม้ของบริษัทฝรั่งบนฝั่งตะวันออก

ความกว้างขวางแต่ละครั้งยังดำเนินชีวิตพ่อค้าเรือเร่ของรื่น ปรากฏเป็นประโยชน์อย่างมากอีก ในการติดต่อขออาศัยหน้าท่าชาวปากน้ำโพในการจอดแพ และการเจรจาซื้อขาย พูดโดยฤดูไม้เขาอาจจะมาถึงล่า แต่พูดถึงความงามของมัน ทั่ว​ทั้งพื้นล้วนแต่คัดมาทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงไม่เป็นการยากอะไร ที่เขาจะปล่อยแก่พ่อค้าไม้ที่ขึ้นมาจากล่างไปโดยมีกำไรพอสมควร ภายในเวลาไม่ถึงเดือน

“เราควรจะได้ราคาดีกว่านี้ ถ้าหน่วงเหนี่ยวไว้อีกสักหน่อย” เขากล่าวแก่สุดใจและสหายร่วมแพ “แต่ยิ่งนานไป ไหนค่าโสหุ้ยที่จะต้องใช้จ่าย ไหนจะเสียเวลา........ยี่สิบชั่งดีถมไป สำหรับกำไรการค้าครั้งแรก นอกจากนั้น เราได้ทั้งความรู้ความชำนาญ ได้ทั้งการทำทางไว้สำหรับวันข้างหน้า ถ้าเขารักษาชื่อเสียง และความไว้วางใจ ที่เขามีต่อเราครั้งนี้ไว้ให้ดี ต่วนด่ำจะเป็นขาประจำของเราต่อไป”

ความใกล้ชิด และชีวิตที่ร่วมทุกข์สุขมาด้วยกันเป็นชนวนของมิตรภาพและความรักใคร่ ฉะนั้นทันใดที่ขายแพ และจ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้ แทนที่จะแยกทางจากกันไป ตาแดง ทิดมั่งและทิม กลับแสดงความปรารถนาทันที ที่จะร่วมงานกับรื่นในปีต่อไป

“อย่าไปคิดกังวลในเรื่องค่าจ้างค่าออนเลยรื่น” ตาแดงว่า นัยน์ตาของแก ซึ่งแดงก่ำอยู่เนืองนิตย์ด้วยฤทธิ์สุรา บอกถึงความรัก ความเอ็นดูเหมือนญาติสนิท “ได้มากน้อยยังไงไม่สำคัญ คนอย่างข้า ไม่มีลูกมีเมีย พอกินไปวัน ๆ หนึ่ง​เท่านั้นก็เป็นสุขแล้ว สำหรับทิดมั่งกับอ้ายทิม นับไปก็เหมือนหลาน ฟันไม้ขุดเรือโกลนไปปีหนึ่ง ๆ หมดหน้าแล้วก็ไม่มีอะไรทำ”

ความเปิดเผย และน้ำใจอันดีของแกเป็นที่จับใจรื่นอย่างหาที่เปรียบมิได้

“งั้นเราจะร่วมงานกันต่อไป” เขาบอก “น้าแดงกับพวกเอ็ง ๆ” ชี้ไปที่มั่ง ทิม เรือง และแวว “คอยดูใจข้าก็แล้วกัน....”

เมื่อตาแดง มั่งและทิมขึ้นเรือเมล์กลับบ้านล่วงหน้ามาก่อนแล้ว รื่นยังคงพักอยู่ที่ปากน้ำโพต่อมาเพื่อซื้อของลงเรือ และพาสุดใจกับลูกเที่ยวตลาด ชมภูมิประเทศ และไหว้พระ ทั้งที่วัดกบและวัดเขา ความจอแจของผู้คนที่ปากน้ำโพในฤดูนั้น เป็นที่ลานตาลานใจของสุดใจ จนกระทั่งบางครั้งถึงแก่ปากอ้าตาค้างพูดไม่ออกเพราะขนบประเพณีและการแต่งกายของหญิงชายต่างถิ่นต่างเมือง ที่ไปชุมนุมกันอยู่ที่นั่น

“ฉันคงอึดอัดใจตาย ถ้าอยู่ที่นี่นานไป” หล่อนเคยบอกรื่น สามีได้ฟังก็ยิงฟันขาว

“เอาไว้โอกาสหน้า ข้ามีเวลาจะพาเอ็งไปบางบอก” เขาบอก “เห็นสามยอด โรงหวย สะพานเหล็ก สะพานหัน ​เอ็งจะรู้สึกปากน้ำโพเหมือนป่า ในชีวิตข้าเที่ยวมามากแล้ว ถึงที่ไหน ๆ ก็ไม่เหมือนบางกอก....”

“หรือจ๊ะ ?” นัยน์ตาของหล่อนเบิกโพลง เคลิ้มฝันและครุ่นคิด ชั่วชีวิตที่เกิดมา หล่อนไม่เคยหวังไกลถึงเพียงนั้น อย่าว่าแต่บางกอก เพียงแต่ปากน้ำโพ ก็รู้สึกเหมือนอยู่ห่างไกลกันคนละโลกและสุดหล้าฟ้าเขียว แต่ดูไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้ในเมื่อมีรื่นอยู่ด้วย หล่อนได้มาได้เห็น และได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่ปากน้ำโพจะพึงมีให้ ถึงกระนั้นมันก็มิใช่ทั้งหมดของจุดหมายปลายทางแห่งชีวิต บางกอกยังอยู่ไกลออกไป..... บางกอกซึ่งเพียงแต่ชื่อของมันทำให้หล่อนใจเต้นระทึก นึกและคิดวาดภาพ ถึงปราสาทราชมนเทียรยอดแหลมสล้างระดะฟ้าอย่างที่ป้าแคล้วเคยเล่าให้ฟัง เมื่อกลับจากนมัสการพระปฐมเจดีย์ หล่อนไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาสักกี่ปีจึงจะไปนครหลวงแห่งนั้น แต่ช้านานเพียงใดก็ตามจะต้องไปให้ถึงจนได้ สุดใจมั่นใจเหลือเกินว่า หล่อนจะไปถึง แม้มิใช่ด้วยเหตุอื่นใด ก็เพราะรื่นรับคำไว้เช่นนั้น !

จนกระทั่งลมเหนือเริ่มพัด อากาศเริ่มหนาว และฝูงปลาสร้อยเริ่มขึ้น รื่นจึงพาสุดใจออกเรือมากับเรืองและแวว ขณะที่ตลาดปากน้ำโพจวนวาย น้ำลดลงทุกทีพอที่จะกำหนด​การเดินทางถึงกำแพงเพชรได้สบาย ๆ ภาย ใน ๕ คืน ๖ วัน สำหรับเรือชะล่ากาบแป้น ๒ ถ่อของเขา


– ๒ –

ข่าวต่าง ๆ รอคอยรื่นอยู่ที่บ้านในทันทีที่ไปถึง ชั่วเวลาเพียงเดือนครึ่งที่เขาจากไป โจรผู้ร้ายซึ่งสงบเงียบมาช้านานในเมืองนั้นกลับปรากฏชุกชุมขึ้นอีก เริ่มต้นขึ้นในท้องที่อำเภอพรานกระต่ายก่อนแล้วก็ลุกลามข้ามฟากมาถึงลานดอกไม้ บ้านไร่ ปากคลองและตำบลใกล้เคียง วัวควายที่ชาวบ้านเคยปล่อยให้ออกมาหากินแต่ลำพัง โดยไม่ต้องมีคนเลี้ยงเสี่ยงต่อการถูกต้อนไปไม่เว้นแต่ละวัน จนกระทั่งไม่มีใครกล้าปล่อยออกจากคอก แต่แรกเหตุเกิดเพียงทุ่งและป่าชั้นนอก ยิ่งนานวันก็ยิ่งใกล้เข้ามา จนกระทั่งแม้นอกรั้วหลังบ้านก็ไม่เป็นการปลอดภัย รายหลังที่สุด วัวของแขกปาทาน ซึ่งย้ายจากระแหงลงมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ใหม่ในดงตาล หลังวัดพระบรมธาตุ ถูกต้อนไปทั้งฝูง ก่อนหน้าเขาขึ้นมาถึงบ้านได้เพียง ๓ วัน

ถึงกระนั้นข่าวนี้ก็ยังไม่เป็นที่รบกวนใจรื่น เท่ากับข่าว​พะโป้ขยายเขตสัมปทานป่าไม้ จากฝั่งเหนือของคลองสวนหมาก ข้ามมาหนองปีกไก่ จนกระทั่งครอบงำหมดทั้งป่าโป่งน้ำร้อน

“ไหนว่าพะโป้ได้แต่สัมปทานไม้สัก ฝั่งเหนือคลองสวนหมาก ?” เขาตั้งกระทู้กับผู้ใหญ่พูน ซึ่งให้ข่าวนั้นในเย็นวันหนึ่ง เมื่อแวะไปเยี่ยมและนำของฝากไปให้ “โป่งน้ำร้อนมีอะไร นอกจากสักที่ยังไม่ได้ขนาด ยาง ตะแบก เสลา กว้าว แล้วก็พยุง”

“ยังไงก็ไม่รู้ได้” ผู้ใหญ่พูนบอก “เห็นพวกคลองเหนือว่ากันอย่างนั้น พวกบ้านไร่ ท่าขี้เหล็ก นาบ่อคำ กะคนบ้านเราที่เคยออกไปตัดหวาย ทำไต้ ตักยาง ได้รับคำสั่งห้ามขาด ไม่ให้เข้าไปตั้งปางในบริเวณป่าโป่งน้ำร้อนอีกต่อไป”

“ใครเป็นคนออกคำสั่ง ?” สีหน้ารื่นตึงเครียด “นายห้างหรือทางเมือง”

“ไม่ใช่ นายเสถียร ผู้จัดการภาคคนใหม่ของพะโป้”

รื่นโคลงศีรษะอย่างอัศจรรย์ใจ “ไม่เคยรู้จัก” เขาบอก “ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ผู้จัดการภาคของพะโป้หรือไม่ใช่ไม่สำคัญเท่ากับว่าทางอำเภอ หรือคณะกรมการจังหวัดปิดประกาศบอกกล่าวให้ราษฎรรู้กันหรือเปล่า ?”

ผู้ใหญ่พูนกระสับกระส่าย แกไม่มีความรู้เลยในเรื่อง​นั้น อันที่จริงแกเกือบไม่มีความรู้อะไร นอกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้านของแก เพราะทางอำเภอคัดเลือกแล้ว หาใครดีกว่านั้นไม่ได้ในปากคลอง และชาวบ้านรักหรือสงสารแกก็เพราะว่า นอกจากเป็นคนธัมมะธัมโมแล้ว ยังอ่อนพอที่ใครต่อใครจะใช้เป็นลูกมือได้แม้จนกระทั่งเมีย

“ผู้ใหญ่เป็นหัวหน้าบ้านนี้ เมื่อลูกบ้านมีเรื่องเดือดร้อน ไม่ว่าจะเกี่ยวกับโจรผู้ร้ายหรือทางอาชีพ ผู้ใหญ่ก็ควรจะรีบหาทางแก้ไขอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป” รื่นว่า

“ก็รื่นจะให้ฉันจัดการอย่างไร ?” สีหน้าผู้ใหญ่พูนไม่สบายเสียเลย

“ขอแรงลูกบ้านช่วยกันปราบปรามพวกผู้ร้ายขโมยควาย ปล้นสดมภ์เหล่านั้น.....”

“เกิดเรื่องทีไร ฉันตีเกราะเคาะกลองแทบล้มประดาตาย ไม่เคยมีหมามาสักตัว”

“งั้นก็รายงานขึ้นไปให้นายอำเภอท่านรู้” เสียงของรื่นชักจะพื้นเสีย “ถึงเรื่องคำสั่งของนายเสถียรนั้นก็เหมือนกัน ระเบียบราชการเป็นอย่างไรผู้ใหญ่ควรจะรู้นี่ อยู่ ๆ ใครต่อใครจะเที่ยวมาหวงห้ามกีดกันป่าไม้ไร่นา ที่ชาวปากคลองกับบ้านใกล้เรือนเคียงเคยทำมาหากินมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย โดยไม่มีหมาย​ประกาศบ้านเมืองมาก่อนได้อย่างไร ?”

“ก็ต่างว่านายห้างเขาได้สัมปทานไว้ก่อน ?”

“อย่างน้อย พะโป้ก็จะต้องบอกเล่าเก้าสิบให้พวกเรารู้ล่วงหน้า อัธยาศัยใจคอของเขาเป็นอยู่อย่างไร ผู้ใหญ่น่าจะรู้ดีกว่าฉันนี่”

สีหน้าของผู้ใหญ่พูนยิ่งยุ่งยากใจหนักขึ้น “ก็นั่นน่าซี แต่นายเสถียรเขาบอกนี้ ว่าได้รับคำสั่งมาจากนายห้างมาอีกต่อหนึ่ง”

“ใครกันนายเสถียร ผู้จัดการภาคคนนี้ ?”

“เพิ่งมาแทนหม่องกะเมยผู้จัดการภาคคนเก่า ซึ่งย้ายไปประจำที่คลองจ้าว อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อรื่นเห็นจะได้กะมัง เห็นเขาว่าเป็นคนกรุงเก่าหรือกรุงเทพฯ ไม่รู้ได้ บริษัทป่าไม้ฝรั่งที่ปากน้ำโพส่งตัวขึ้นมา”

สายตาของรื่นมองข้ามทิวต้นตะขบฝรั่งริมรั้วออกไปกลางแม่น้ำ คิ้วทั้งคู่ขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด นิ่งอยู่สักครู่ก็ถอนใจหันกลับไปหาคู่สนทนา

“ผู้ใหญ่” เขาเรียก “ฉันอยากจะขอร้องอะไรสักอย่าง”

“ว่ามาเถอะรื่น”

​“พรุ่งนี้ข้ามไปเมือง เรียนถามนายอำเภอท่านดูทีเถอะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันแน่ใจเหลือเกินว่าพะโป้ไม่ได้สัมปทานข้ามฟากคลองสวนหมากมาฝั่งใต้ถึงโป่งน้ำร้อนแน่”

“แต่.............แต่เคยมีคนเขาร้องเรียนไปแล้วนะรื่น ไม่เห็นนายอำเภอท่านว่าอย่างไร”

“งั้นทำไมไม่ร้องให้ถึงท่านเจ้าเมืองล่ะ ?”

“ท่านกำลังป่วยลงไปรักษาตัวที่บางกอก”

“พะโป้ล่ะ ?”

“นายห้าง ยังไม่กลับจากนมัสการพระตะโก้ง”

“เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครที่พวกเราจะหันหน้าไปพึ่งได้!” รื่นถอนใจนิ้วที่คีบบุหรี่มวนใบตอง ซึ่งยังไม่ได้ขุดคลึงเล่นกับฝ่ามือ “ดีละ ผู้ใหญ่ ฉันจะบอกให้ฟังว่า ฉันจะทำอย่างไรต่อไป พวกตัดไม้บ้านเราบ้านไร่และคลองเหนือหลายคน รับเงินล่วงหน้าฉันไว้เป็นค่าตกไม้ และตัดไม้สำหรับน้ำหน้า บางคนซื้อเกวียนซื้อควาย บางคนให้ค่าจ้างลูกมือไปแล้วก็มีเตรียมเข้าโป่งน้ำร้อนแล้งนี้ทั้งนั้น อย่างที่เคยเข้ามาแล้วในปีก่อน ๆ เขาจะคงเข้าต่อไป ถ้าไม่มีใครกล้าฉันเองจะไปด้วย”

“นั่น.. ....นั่นมันหมายถึงเกิดเรื่องนะรื่น” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของผู้ใหญ่พูนบอกความตื่นเต้นเต็มที่ “มันจะกลาย​เป็นคดีฟ้องร้องกัน ฉันลืมเล่าให้ฟังว่าเดือนก่อนนี้เอง เจ้าลีกับนางสีดาคนบ้านไร่ เพียงแต่เข้าไปหาเปลือกสีเสียดและตัดหวายมาสำหรับผูกคอควายเท่านั้น ถูกนายเสถียรเขาปรับตั้งกึ่งตำลึง ไม่มีเงินให้เจ้าคนงานก็ยึดเอาควายไว้จนต้องเอาเงินไปไถ่ มันพากันมาบอกฉัน ๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นายอำเภอกะนายเสถียรชอบพอกันยังกะเพื่อนเกลอนี่ เชื่อฉันดีกว่ารื่น อย่าไปหาเรื่องกะเขาเล้ย”

บุหรี่ใบตองมวนนั้นแหลกคาฝ่ามือไป เมื่อผู้ถือค่อยๆ กดขยี้จนเส้นยากระจาย

“ฉันรู้ว่าผู้ใหญ่ตักเตือนเพราะเจตนาดีต่อฉัน” รื่นพูดช้าๆ นัยน์ตาทั้งคู่เป็นประกาย “แต่ไม้ในป่าโป่งน้ำร้อนจะเป็นชีวิตของฉันกะคนบ้านนี้ต่อไป หะแรกที่ออกสำรวจเมื่อปีกลาย ใคร ๆ ก็รู้กันทั่วทั้งปากคลองแม้กระทั่งพะโป้ ว่าฉันตั้งใจจะทำป่านั้น แต่ใคร ๆ ก็ไม่เห็นคัดค้านหรือแสดงความขัดข้อง นอกจากส่ายหน้าว่ามันไกล จนกระทั่งเจ้าทัดกะเจ้าเวกตัดทางลากไม้ให้ฉันตามด่านเก่าออกท่าขี้เหล็กได้ จึงเห็นกันถึงค่าของป่านั้น ปัญหาเวลานี้อยู่ที่สัมปทานของพะโป้กินมาถึงโป่งน้ำร้อนหรือเปล่า จนกว่าจะสืบได้ความแน่ชัดอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป เราจะตัดไม้ ตัดหวาย ตักยาง ขี้ผึ้ง และทำไต้ ​อย่างที่พวกปากคลองและบ้านไร่ได้เคยทำกันมาแล้วแต่ครั้งปู่ย่าตายายก่อนฉันมาอยู่เสียด้วยซ้ำไป ผู้ใหญ่ย่อมจะรู้ข้อนี้ดี”

“งั้นก็รอให้เจ้าเมืองท่านหายป่วย หรือพะโป้กลับจากตะโก้งเสียก่อนไม่ได้หรือ รื่น ?” นัยน์ตาของผู้ใหญ่พูนบอกความวิงวอน

“ฤดูกะดินฟ้าอากาศ มันรอได้หรือผู้ใหญ่ ?” เขาหันไปถามด้วยเสียงเรียบ ๆ แต่จากประกายอันเยือกเย็นที่ปรากฏอยู่ที่นัยน์ตา ผู้ใหญ่พูนรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่แกจะไปขัดทัดทานเจตนาของเขาไว้ “การทำมาหากินยั้งกันได้เมื่อไร ทุกคนต้องกินเข้าไปทุกวัน ฉันรับรองได้แต่ว่าปรากฏแน่ชัด จากประกาศกรมการจังหวัดหรือหลักฐานว่า สัมปทานของพะโป้ กินมาถึงป่าไม้กระยาเลยและเบญจพรรณในโป่งน้ำร้อนด้วยเมื่อไร ฉันจะย้ายออกทันที แต่ก่อนถึงเวลานั้น ฉันไม่ฟังคำสั่งหรือประกาศใครนอกจากหัวใจของฉันเอง....”

เมื่อข่าวการตกลงใจของเขาแพร่สะพัดออกไป บรรดาชาวบ้านส่วนใหญ่ ตั้งแต่คลองหนือ บ้านไร่ คลองใต้และวังยาง ซึ่งได้อาศัยโป่งน้ำร้อนเป็นที่ยังชีพของตน ตลอดฤดูแล้ง ต่างก็ทยอยกันเข้ามาหารื่นแสดงความชื่นชมยินดี และสนับสนุนอย่างเต็มที่

​“พวกเราก็คิดอย่างพี่รื่น ว่าเขตป่าไม้ของพะโป้คงไม่ถึงโป่งน้ำร้อน” เจ้าแอนคนเก่าแก่ของบ้านไร่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า “ถามป้าแคล้วป้าแมวหรือลุงพินดูก็ได้ อยู่ปากคลองมากว่า ๒๐ ปี เคยได้ข่าวว่าพะโป้ให้คนงานลากไม้จากป่าโป่งน้ำร้อนซักต้นมั้ย ? ลำพังป่าใหญ่ไม้สักทางท่ากระดาน ห้วยอีโก้งกะคลองสมุย ทำไปชั่วชีวิตพะโป้กะลูกหลานก็ไม่หมด ทำไมจะต้องมาเปิดป่าใหม่ ถูกของพี่รื่น โป่งน้ำร้อนเป็นที่หากินทางของป่าของพวกบ้านเรามาชั่วชีวิตปู่ย่าตายาย เราจะต้องใช้เป็นที่หากินต่อไป ขอให้พี่รื่นนำเถอะ พวกเราไปด้วย นายเสถียรก็นายเสถียร พะโป้ก็พะโป้ เจ้าเมืองก็เจ้าเมือง...”

“มันจะมากไป อ้ายแอน” เสียงขุ่น ๆ ของป้าแคล้วขัดขึ้น “อย่ามาทำเหมือนถึงอยู่เวียงจันทน์หน่อยเลย ฟังทิดรื่นเขาดีกว่า”

“อย่าไปคิดหาเรื่องกับใคร เคยทำมาหากินมาแต่ก่อนอย่างไร ทำต่อไปอย่างนั้นก็แล้วกัน” รื่นบอก


– ๓ –

แต่ก่อนที่ครัวใด จะทันออกป่าในแล้งนั้น สัญญาณอันตรายครั้งแรกจากนายเสถียรก็มาถึงรื่น โดยผ่านผู้ใหญ่พูน

“เขาให้ฉันบอกรื่นว่า ใครก็ตามที่เข้าไปตั้งปางอยู่ในโป่งน้ำร้อนแล้งนี้ เข้าไปด้วยการเสี่ยงภัยของตนเอง” แกเล่า “เขาว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นระหว่างชาวบ้านเรากับพวกคนงานป่าไม้เหล่านั้น เขาจะไม่รับผิดชอบเป็นอันขาด เพราะประกาศให้รู้ทั่วกันแล้วว่า ไม้ป่านั้นอยู่ในเขตสัมปทานพะโป้นายจ้างของเขา”

“เดี๋ยวนี้เราจะต้องอยู่ใต้กฎหมายของนายเสถียรแทนกฎหมายบ้านเมืองเสียแล้วหรือผู้ใหญ่ ?” เสียงของรื่นเย็นและกร้าว เหมือนเสียงเหล็กกล้ากระทบกัน “อย่าลืมว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป ถ้าพะโป้มีสิทธิ์ทำป่าไม้นั้นจริง และถือว่าเราบุกรุกเข้าไปอย่างนายเสถียรว่า ผู้ที่จะมาออกคำสั่งปรับจับกุมหรือพิพากษาโทษอยู่ที่คนของหลวง ไม่ใช่คนงานของนายเสถียร........”

รื่นเตรียมเกวียน เตรียมควาย เสบียงอาหาร ขวาน ​และเครื่องมือต่างๆ ซึ่งจำเป็นแก่การงานในป่าของเขา เพราะรู้ดีว่า ในทันใดที่ข่าวซึ่งผู้ใหญ่พูนมาบอกแพร่ออกไป อย่างไรเสียก็คงจะก่อให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในระหว่างพวกตัดไม้ของเขา และชาวบ้านไร่ปากคลองผู้รักสงบบ้างไม่มากก็น้อย เว้นไว้แต่เขาจะเป็นผู้ไปในขบวนนั้นด้วย ซึ่งก็เป็นความจริง

“คนบ้านนี้เป็นยังไงนะพี่รื่น ?” เรืองบอกเขาวันหนึ่ง ขณะที่กินข้าวเย็นอยู่พร้อมกัน “ตอนแรกเห็นพร้อมเพรียงแข็งขันว่า เอาไงเอากัน พอรู้ว่านายเสถียรเตือนมาอีกเท่านั้นแหละ ชักรวนเรไปตาม ๆ กัน เจ้าสาทำท่าจะป่วย อ้ายแอนถึงกะจะเลิกล้มความคิดเข้าโป่งน้ำร้อน แต่แล้วก็ฮึดขึ้นมาอีก เมื่อรู้ว่าพี่รื่นไปด้วยแน่”

รื่นได้ฟังก็หัวเราะหันไปหาสุดใจ

“นั่นแหละ ที่ข้าเคยบอกเอ็งไว้แต่แรก สุดใจ”

ทุกคนสงสัย หันไปดูสองผัวเมียเป็นตาเดียว

“เจ้าทิดมันบอกอะไรเอ็ง นางใจ ?” ป้าแคล้วสงสัย

หลานสาวได้ฟังก็หน้าแดงขึ้นมาทันที

“เขา.....เขาว่าที่นี่น่ะ อะไรๆดีทุกอย่าง เสียแต่ขาดหัวหน้า” หล่อนบอก “เพราะฉะนั้นเขาจึงมาเพื่อจะเป็นนาย”

​เหมือนพ่อเหมือนลูก เป็นพิมพ์เดียวกัน ! แม่เฒ่าครุ่นคิดอยู่ในใจ นัยน์ตาเชื่อมไปด้วยความสุข และความภาคภูมิตลอดเวลาเหล่านั้น ตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้น แกไม่เคยคัดค้านหรือทักท้วงการตัดสินใจของหลานเขย นอกเหนือไปจากการตักเตือนแนะนำบางประการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่งานของเขาต่อไป

“อย่าไว้ใจมันนัก คนบ้านนี้น่ะ” แกเคยบอก “ขี้ขลาดตาขาวเท่านั้น รวนเรหรือเหมือนลิง ดีแต่โว เวลาเอาจริงเอาจังเข้าแล้ว เป็นหัวหดไปตาม ๆ กัน”

รื่นรู้ว่าชีวิตในชนบทที่สงบ และชาวชนบทอพยพมาตั้งภูมิลำเนาอยู่จากภาคต่าง ๆ กันเช่นนั้น ต่างคนต่างปราศจากถิ่นฐานดั้งเดิมที่จะหวงแหน ปราศจากเกียรติประวัติของครอบครัวที่จะภาคภูมิ และอนาคตที่จะฝันถึง ฉะนั้นจึงไม่มีความทะเยอทะยานใด ๆ ในการก่อร่างสร้างตัว นอกจากอยู่และกินไปวันหนึ่ง ๆ และการดิ้นรนต่อสู้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยังพอมีทางหลีกเลี่ยงได้ ก็พยายามห่างไกลจนกลายเป็นนิสัยติดตัว แต่ครั้งหนึ่งที่ต่างสำนึกถึงสิ่งเหล่านั้น และค่าอันสูงของมันที่จะต้องรักษาไว้ ทุกคนก็ย่อมจะพยายามให้ความคุ้มครองป้องกันอย่างสุดชีวิต ตามวิสัยและสัญชาตญาณของมนุษย์ทั่วไป

​อย่างเงียบ ๆ และปราศจากความเร่งร้อน เขาเตรียมการของเขาต่อไป เปลี่ยนดุมและกงล้อใหม่ ซื้อควายเพิ่มขึ้นอีก ๒ คู่ คราวนี้สุดใจกะลูกจะต้องอยู่บ้าน การอ้อนวอนและอ้างเหตุผลของหล่อนเพียงไร ก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนเจตนาอันเด็ดเดี่ยวของเขาได้

“งั้นก็เอาจำปาไป จะได้ช่วยหาข้าวหาปลาทางปาง” หล่อนยอมจำนนในที่สุด

“ไม่จำเป็น” รื่นยังคงยืนยัน “นี่เป็นงานของพวกผู้ชาย ให้พวกผู้ชายเขาทำกัน อ้ายเรืองเฝ้าบ้าน อ้ายแววกะอ้ายพันไปกะข้า อย่าเป็นห่วงเลย เอามันไว้เป็นแรงทางไร่เกาะดีกว่า”

อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น หลังจากฤดูหนาวผ่านไป ต้นไม้ในป่าและสองฝั่งแม่ปิงผลิใบอ่อนเขียวชอุ่ม เมื่อใกล้กำหนดของการออกป่า ข่าวโจรผู้ร้ายที่ซาไปชั่วคราว ก็กลับฮือขึ้นอีกทางฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในท้องที่อำเภอพรานกระต่าย ซึ่งเกือบจะเป็นของธรรมดาสำหรับอู่ข้าวกำแพงเพชร ในทุกฤดูแล้งและสำหรับหมู่บ้านตำบลที่แยกย้ายกระจัดกระจายกันอยู่อย่างอำเภอนั้น

“บ้านเราอยู่ใกล้ชิดเกินไป ที่จะมีผู้ร้ายก๊กไหนเข้า​ปล้น” เขาบอกเรือง “แต่เพื่อไม่ประมาท เอ็งเอาอ้ายดาวกระจายที่ข้าซื้อมาใหม่จากปากน้ำโพไว้ อย่าไปหวังพึ่งผู้ใหญ่พูน หรือพึ่งใคร พึ่งมือกะปืนในมือของเอ็ง........”

ในที่สุดวันออกป่าก็มาถึงตามกำหนดนั้น อ้ายแอนจะพาพวกบ้านไร่ไปคอยอยู่ที่นาน้ำลาด ส่วนพวกวังยางคอยสมทบอยู่ที่วังกระทะ กะประมาณคนทั้งหมดไม่ต่ำกว่า ๒๐ ครัวเรือน รื่นตื่นแต่เช้า กินข้าวแล้วหยอกล้อเล่นกับลูก รอแววและพันเอาของขึ้นเกวียนอยู่ ทันใดนั้นเองผู้ใหญ่พูนกระหืดกระหอบไปถึง

“รื่น” หน้าที่สมบูรณ์ไปด้วยเลือดฝาดของแกซีดและเต็มไปด้วยความตื่นแต้น “นายเสถียรกำลังมาที่นี่”

เขาส่งลูกคืนให้สุดใจทันที “นายเสถียรมาที่นี่ ?” สีหน้าของเขาบอกความอัศจรรย์ใจ “มาทำไม ?”

ขณะนั้นเอง ร่างสูง ๆ ของชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ทางเดินริมมุมรั้ว รื่นไม่สามารถจะสังเกตหน้าตาและเครื่องแต่งตัวได้ถนัดนัก นอกจากเสื้อกุยเฮงขาว ผ้านุ่งสีเทา ๆ และผ้าขาวม้าตาหมากรุกเคียนพุง จนกระทั่งร่างนั้นก้าวเข้ามายืนเกาะกรอบประตูรั้วนิ่งอยู่ราวอึดใจหนึ่ง จึงแลเห็นหน้ากันถนัดเป็นครั้งแรก

​มือของรื่นกำแน่นถอนหายใจแรง ก่อนที่จะก้าวออกไปเกาะเสาราวลูกกรงบันไดไว้

“เชิญบนเรือนครับ นายเสถียร” เขาบอก “เชิญข้างบน”

คิ้วที่ดกและดำคู่นั้น เลิกขึ้นไปสู่หน้าผากที่ค่อนข้างเถิกและกว้าง ริมฝีปากหนาใต้หนวดซึ่งขลิบไว้อย่างหมดจด แม้จะเผยอจากกันก็มิได้ส่วนกับคางสี่เหลี่ยมเลย คางนั้นบอกความเข้มแข็งของจิตใจ จนเกือบจะกลายเป็นเหี้ยมเกรียม ตรงกันข้ามกับลักษณะของขากรรไกร ซึ่งอ่อนแอและนัยน์ตาเจ้าความคิด แต่ชั่วชีวิตของเขา รื่นยังไม่เคยเห็นยิ้มของชายใดจะเต็มไปด้วยปริศนา เหมือนยิ้มที่เต้นระรัวอยู่บนใบหน้าของชายผู้นี้ ในขณะนั้น อีกใจแรกดูเหมือนจะบอกถึงความเป็นมิตร แต่อึดใจต่อไปกลับกลายเป็นยิ้มของผู้มีอำนาจ ––––– ยิ้มของผู้ชายเกิดมาสำหรับจะบังคับบัญชาคน มากกว่าจะเป็นผู้อยู่ในโอวาทหรือเชื่อฟัง

“เรารึ––รื่น ?” เสียงของเขานุ่มนวลเหมือนเสียงผู้หญิง จนกระทั่งรื่นเองก็แปลกใจ เมื่อเปรียบกับลักษณะทั้งหลายแหล่ และร่างซึ่งสูงขนาดรื่น บางทีจะสูงกว่าด้วยซ้ำไป

“ครับ ผมแหละรื่น”

​นายเสถียรก้าวข้ามธรณีประตูรั้วเข้ามาอย่างเนิบๆ และช้า ราว ๔–๕ ก้าวก็หยุดยืน ยกมือทั้งสองขึ้นท้าวสะเอวอยู่กลางลานบ้าน

“ฉันอยากจะพูดอะไรด้วยสักหน่อย”

“เชิญข้างบนเถอะครับ” รื่นบอกอีก “เชิญข้างบน”

นายเสถียรสั่นศีรษะน้อยๆ ยิ้มยังไม่หายไปจากใบหน้า

“ช่างเถอะ ไม่เป็นไร ข้างล่างก็ได้”

“ตามใจ”

ทั้ง ๆ ที่สายตาต่างจับอยู่ที่ใบหน้าของกันและกัน และทั้ง ๆ หูแว่วได้ยินเสียงกลั้นใจดังมาจากสุดใจ และผู้ใหญ่พูนที่ระเบียงหลัง รื่นก้าวลงบันไดไปสู่ลานบ้านเผชิญหน้ากับชายผู้สัญชาตญาณเตือนบอกแต่วินาทีแรกว่า เป็นบุคคลที่เขาพึงระมัดระวังตัวให้มากยิ่งกว่าคู่ปรับใด ๆ ที่เขาเคยได้พบและผ่านมาแล้ว

“ฉันเห็นแล้วว่าเรากำลังจะออกป่า” สายตาของเขากวาดไปที่เกวียน ซึ่งแววและพันกำลังยืนคอยอยู่อย่างเคร่งเครียด เรือง จำปา และป้าแคล้วออกมายืนออกันอยู่ที่หน้าประตูครัว “ฉันรู้ด้วยว่าเราจะเข้าไปตัดไม้ในโป่งน้ำร้อน พร้อมกับใครต่อใครในบ้านไร่ วังยางและที่นี่....”

​“ครับ เราเคยทำกันอย่างนั้นมาทุกปี” รื่นมิได้เปลี่ยนสีหน้าที่สงบ และน้ำเสียงซึ่งปรกติให้ผิดแปลกไป

ยิ้มละไมอย่างเป็นมิตร และผู้มีอำนาจวาสนาเต้นอยู่ในตาดำซึ่งเป็นประกาย

“เมื่อฉันได้ข่าวว่า คำสั่งและประกาศของฉันไม่ให้ใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับป่านั้นไม่ได้รับความเอาใจใส่ ทีแรกก็แปลกใจ เพราะไม่มีใครทั้งคลองเหนือคลองใต้บ้านไร่ท่าขี้เหล็กทุก ๆ แห่งแหละ........จะฝ่าฝืน แต่มาเห็นแล้ว ฉันก็เข้าใจ เราไม่ใช่ คนบ้านนี้ไม่ใช่รึ ?”

“ครับ ผมมาจากที่อื่นอย่างนายเสถียรเหมือนกัน”

“ฉันเป็นคนกรุงเก่า”

“ผมเป็นคนวังแขม”

มือข้างหนึ่งซึ่งท้าวสะเอวอยู่ลดลง กำเข้าแล้วก็คลายออก ในที่สุดก็ถอนใจ

“รื่น” เสียงของนายเสถียรเย็นเมื่อเอ่ยนามนั้น “เรากับฉันไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยในชีวิต ฉันเองเป็นคนชอบคบมิตรมากกว่าจะหาศัตรู เราต่างคนต่างเพิ่งมาอยู่ที่นี่ ฉันได้ฟังกิตติศัพท์รื่นมานาน เพิ่งจะได้เห็นรื่นวันนี้ก็ชักจะชอบใจ เราควรจะเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ ไม่ใช่หรือรื่น ?”

​“ครับ มันควรจะเป็นอย่างนั้น”

“งั้นก็เชื่อฉัน รื่น เลิกเข้าไปเกี่ยวข้องกับป่า ๆ นั้น ฉันมีงานอื่นจะให้รื่นทำ เลือกเอาเถอะ จะเบิดป่าแม่ระกา หรือจะค้าไม้ท่อน ฉันยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง”

“ขอบใจครับ นายเสถียร แต่ผมเลิกไม่ได้”

คิ้วคู่นั้นขมวดเข้าหากันอย่างอัศจรรย์ใจ “เพราะอะไร ?”

“เพราะที่นี่ไม่เพียงแต่จะเป็นชีวิตของผม ลูกเมียของผมเท่านั้น แต่มันเป็นชีวิตของเพื่อนบ้านทั่วไปด้วยทั้งคลองเหนือ บ้านไร่ คลองใต้ วังยาง”

“พะโป้ยังต้องการลูกจ้างอีกมาก ลำพังคนงานกะเหรี่ยงที่มีอยู่ยังไม่พอ ฉันเป็นธุระให้ในเรื่องนั้น”

รื่นส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ “คุณเสถียรยังไม่เข้าใจ” เขาพยายามอธิบาย “เราต้องการเป็นนายตัวของเราเอง ไม่ใช่ลูกจ้าง คนบ้านนี้ก็ดี ผมเองก็ดี เคยใช้ชีวิตอย่างนี้มานานแล้ว เลิกไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ มันเหมือนกับต้นไม้ ลงรากแก้วฝังลึกเสียแล้วก็ยากที่จะถอนได้”

นัยน์ตาอันคมของเจ้าความคิดคู่นั้น สอดส่ายเข้าไปในดวงตาซึ่งแลจับใบหน้าเขานิ่งอยู่ตลอดเวลา เหมือนจะพยายาม​แสวงหาข้อเท็จจริง หรือจุดอ่อนอะไรสักอย่างหนึ่ง ครั้งแล้วก็เบือนหลบไป ชำเหลืองเหลียวดูทั่วบริเวณบ้าน เขารู้ดีอย่างผู้ที่ผ่านชีวิตโชกโชนมาแล้วเช่นเดียวกันว่า เขาไม่มีวันจะหาสิ่งที่เขาต้องการจากดวงตาคู่นั้น รู้ดีว่ารื่นไม่มีวันจะเปลี่ยนเจตนาอันแรงกล้าของเขา

“รื่นมีบ้านที่น่าอยู่” เขาเอ่ยเบา ๆ สายตากวาดไปจนแลเห็นร่างของสุดใจยืนแอบอยู่บนระเบียงเรือน “มีเมียที่น่ารัก ควรที่จะมีสุขไปได้ตลอดชีวิต....” ถอนใจแล้วก็หันขวับ กลับมาเผชิญหน้าอีก “คิดเสียใหม่ให้ดี รื่น คิดเสียใหม่”

“ผมคิดมาหลายคืนแล้วก่อนวันนี้” คำตอบคงเป็นอย่างเดิมอยู่นั่นเอง “โป่งน้ำร้อนเป็นแหล่งหากินของพวกบ้านนี้มาแต่ไหนแต่ไร เราจะไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไป เพราะว่ามีใครคนใดคนหนึ่งไม่ประสงค์จะให้เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น”

“เราพูดกันมามากแล้วในเรื่องนี้ ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ไป ๆ มา ๆ ในที่สุดก็กลับมาตั้งต้นใหม่อีก” นายเสถียรหันกลับช้า ๆ ตั้งท่าจะออกเดิน แต่หวนกลับมายืนอยู่ในท่าเดิมอีกครั้ง กิริยาท่าทางของผู้มีอำนาจวาสนาปรากฏอย่างเต็มที่ “อย่าลืมว่าฉันเตือนเราแล้วรื่น อย่าลืมด้วยว่า ฉันต้องการเป็นเพื่อนมากกว่าศัตรู!”

​ต่อจากนั้นก็หันกลับ ก้าวด้วยขาอันยาวออกจากประตูไป

ชั่วครู่ใหญ่ ๆ ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ที่นั่น อัศจรรย์ในความใจเย็นของตนเอง เท่า ๆ กับกระแสเสียงอันเต็มไปด้วยความคุกคามในประโยคสุดท้ายของชายผู้จากไป สุดใจวิ่งปราดลงไปหาเขา ในทันทีที่ร่างของนายเสถียรลับประตูรั้ว เกาะแขนสามีไว้แน่น

“เขาว่าอย่างไรกะพี่รื่น ?” เสียงของหล่อนตื่นเต้นจนเกือบเป็นกระหืดกระหอบ “อยู่ข้างบนได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง”

“ให้วางมือเสียจากงานทุกอย่างที่เราตั้งต้นไว้ แล้วไปเป็นลูกจ้างของเขา” รื่นหัวเราะร่า “เองฟังดูเห็นเป็นอย่างไร ?”

สีหน้าของหล่อนไม่สบายใจ

“แน่ใจหรือพี่รื่น ว่าออกป่าคราวนี้จะไม่มีอันตราย ฉันฟังผู้ใหญ่พูนพูดมิหนำซ้ำมาเห็นนายเสถียรเข้าอีก ชักหวาด ๆ แทนยังไงพิกล”

“อย่าไปกังวลเลยสุดใจ ผู้ใหญ่แกคิดมากไปเอง” สามีปลอบเอาใจ “ถึงนายเสถียรก็เถอะ เอาอำนาจราชศักดิ์มาจากไหนหนักหนา ถึงจะเที่ยวฆ่าแกง เที่ยวปรับจับกุมคนเล่น​ตามใจชอบ...”

“ถูกของอ้ายทิดมัน” ป้าแคล้วยานคางเนิบ ๆ ลงจากหัวบันได “อย่าไปชักใบให้เรือเสีย นางใจ คนอย่างนายเสถียร ลงใครยอมให้ขี่คอเสียหนหนึ่งแล้ว เขาจะขี่ตลอดไป ทุกคนจะไม่มีที่อยู่ในปากคลอง นอกจากที่เขาจะเขียนวงให้.....”

“แต่ที่จริงก็ดูเขาหวังดีต่อรื่น–––” ผู้ใหญ่พูนเอ่ย

ป้าแคล้วหันขวับไปหา นัยน์ตาซึ่งชราของแกลุกเป็นไฟ

“ถ้าเอ็งไม่ใช่คนที่ข้ารู้จักนิสัยใจคอมาเก่าแก่ละก้อ อยากจะว่าสอพลอเอาตัวรอดไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้นแหละวะ ผู้ใหญ่ –– ข้าอยากจะว่าข้าชักจะไม่รู้จักเอ็งขึ้นทุกวันด้วยซ้ำไป––”

“อย่าไปว่าผู้ใหญ่แกเลยจ้ะป้า” รื่นพยายามกลบเกลื่อน “เรื่องมันเกี่ยวกับฉันคนเดียวเท่านั้น––”

เขากลับขึ้นไปบนเรือน เปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว รับลูกมากอดจูบแล้วส่งให้สุดใจลงไปที่เกวียน

จำปาคอยเขาอยู่ที่นั่น แววและทิมกำลังเทียมควายเข้ากับเกวียนคันถัดไป

“พี่รื่น” หล่อนเรียกเบา ๆ ก้มหน้าก้มตาจัดย่ามและ​ปืนเข้าที่อยู่โดยมิได้หันมามองดูเขา ตลอดเวลาหลายเดือนที่ไม่มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดหล่อนแต่ลำพัง ดูผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นอย่างผิดตา “ทำไมไม่ยอมให้ฉันไปด้วยอย่างสุดใจเขาบอก”

“อย่าวุ่นวายไป จำปา” รื่นกระซิบตอบโดยมิได้หันไปหาหล่อนเช่นเดียวกัน “เอ็งไม่รู้หรอกว่า ตั้งแต่คืนนั้น ข้าต้องการพบเอ็งอีก อยากอยู่กับเอ็งอีกเพียงไร แต่โอกาสมันไม่ให้ รอไว้กลับจากป่าก่อน จำปา เวลาข้างหน้ายังถมไป–––ระวัง! สุดใจกับป้าแคล้วกำลังลงมา––”

ความปรารถนาเก่าๆ ยังคงคุกรุ่นขึ้นมาอีกในทรวงอกของเขาเมื่ออยู่ใกล้หล่อน ความปรารถนาที่เร่าร้อน ซึ่งจะดับได้ก็ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าเช่นเดียวกัน – – ความปรารถนาซึ่งจำปาคนเดียวเท่านั้นจะเข้าใจ และให้ความอิ่มเอมเต็มตามสัญชาตญาณป่าดงพงไพรของเขาได้ อย่างที่สุดใจและหญิงอื่นในชีวิตไม่เคยสามารถจะให้ถึง รื่นรู้ว่าความรักเป็นอย่างหนึ่ง ในขณะที่ความใคร่เป็นอีกอย่างต่อไป แม้กระนั้นเขาก็ไม่เคยพยายามแยกมันออกจากกัน และยอมตัวอยู่ในอำนาจทั้ง ๒ นั้นด้วยความสมัครใจยินดี อย่างชายที่ถือความปรารถนาของตนเป็นพระเจ้าทั่วไป

เขาเหลียวหลังกลับมาดูเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเกวียน​พ้นเขตรั้วออกมาสู่ทางล้อหลังบ้าน ทุกคนยังยืนอยู่ที่นั่น ป้าแคล้วซึ่งผมขาวโพลนทั้งศีรษะ สุดใจและลูกผู้มองตามมาด้วยกิริยาอันเป็นห่วง แล้วก็จำปานุ่งผ้าอ่างหินสีไพล และคาดนมด้วยผ้าแถบลายดอกตะแบก ที่เขาซื้อมาฝากจากปากน้ำโพ ผมปลิวไสว นัยน์ตาลอยเหมือนลูกสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้งไป!

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:14:16 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 20 March 2026, 15:26:57 »


บทที่ ๙

– ๑ –

ป่าไผ่สีสุกตามเนินสูงเหมือนขอบหนองนั้นทั้งป่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอนจากลานที่เคยเตียนโล่งข้างล่างรกไปด้วยหญ้า พลับพลึงป่า กระทือดง และใบไผ่ที่ร่วงหล่นลงมาปกคลุมไว้ จนเกือบจะแลไม่เห็นพื้นดิน ภูมิประเทศของหนองคล้า ป่าไผ่ ทุ่งหญ้าเลยไป และดงสูงซึ่งเริ่มแต่ชายทุ่งนั้นอยู่ในสภาพเดิมของมันทั้งสิ้น เหมือนเมื่อเขาจากไปเมื่อปีกลาย ถึงกระนั้น รื่นก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าบางสิ่งบางอย่าง หรือหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปในระหว่างที่เขาไม่อยู่ นับแต่ในอึดใจแรกที่ขบวนเกวียนไปถึง........

มันมิใช่ลมและฝนปีกลายจะไม่เหลืออะไรไว้ฉีกเลยในบริเวณปางเก่า นอกจากเสาตาหน้อที่โย้เย้ พื้นฟาก​ที่ผุพัง ฝาและหลังคาใบพลวงซึ่งกระจัดกระจายไปทั่วทิศ มันมิใช่ซากกองไฟ และเพิงพักใหม่ ๆ ที่เหลืออยู่ใต้โคนไผ่บางกอซึ่งส่อแสดงว่ามีพวกอื่นมาพักแรมอยู่ก่อนในปีนั้น และมันมิใช่โครงกระดูกของสัตว์ ซึ่งอาจจะถูกพรานตำบลใกล้เคียงขึ้นมายิงเหลือทิ้งไว้ ป่าโป่งน้ำร้อนเป็นชุมทางร่วมของพวกหาเนื้อทั่วไป และเป็นธรรมดาเกินไปที่จะชวนให้เขาระแวงสงสัย

เปล่า, ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เหมือนจะอยู่ในไอดิน กลิ่นดอกไม้ และอากาศที่เขาหายใจเข้าไปตลอดจนกระแสลมที่สัมผัส และพื้นดินที่เหยียบ สังหรณ์เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งสุดวิสัยและความสามารถที่คนเราจะอธิบายให้ใครเข้าใจได้ เรารู้แต่ว่าป่าโป่งน้ำร้อนจะไม่อยู่ในสภาพเดิมของมันอีกต่อไป นับวันนับแต่ภัยจากธรรมชาติจะกลายมาเป็นภัยจากมนุษย์ นับวันนับแต่ความบริสุทธิ์และความเป็นไท ซึ่งคนเราจะหาได้จากป่าใหญ่เช่นนั้นจะคลาย นับวันนับแต่มนต์แห่งความสงบของมันจะเสื่อม เมื่อมืออันโสมมและตะกละตะกลามของมนุษย์ยื่นถึง

ทุก ๆ วัน ขณะที่ยืนดูพวกชาวบ้านตั้งร่างร้านขึ้นหรือลงมือโค่นไม้ที่เขาทำเครื่องหมายกำหนดไว้ ใจเป็นอดคิดไม่ได้

“มันยังไม่ควรถูกทำลาย มันควรจะอยู่ต่อไปก่อน ป่าอื่น​ไกลและสะดวกแก่การลากกว่ายังมีถมไป–”

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ว่าปล่อยป่านั้นไว้อีกปีเดียวโดยไม่แตะต้อง วาจาของนายเสถียรก็จะกลายเป็นกฎหมายไป ไม่มีใครเลยทั้งปากคลอง และบ้านไร่จะกล้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย รื่นรู้จนกระทั่งว่าแผลแรกซึ่งขวางโยนจ้วงลงไปที่โคนตะแบกต้นแรกนั่นเอง เป็นปฏิสนธิชีวิตใหม่ของชาวบ้านไร่และปากคลองทั้งหลาย แผลนั้นเหมือนกับเป็นการท้าทายเท่า ๆ กับสัญญาณซึ่งคนเหล่านั้นยอมรับเขาเป็นหัวหน้าสำหรับการต่อสู้ดิ้นรนกับปัญหาและอำนาจใดๆ ต่อไปในอนาคต

ตะแบกและกว้าวขนาดย่อมอย่างละ 10 ต้น เป็นทั้งหมดที่เขาต้องการจากพวกตัดไม้ที่รับเงินล่วงหน้าไปในคราวนั้น ทุกคนทำงานกันตามสบาย พวกครอบครัวชาวบ้านที่พลอยอาศัยไปด้วยจะตัดหวาย ตักยาง หรือตีผึ้ง ต่างก็ทำไปตามความพอใจของตนโดยปราศจากความกระตือรือร้น ปราศจากความเร่งร้อน เพราะฤดูฝนยังอยู่อีกไกล เดือนหนึ่งผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งที่สุดในก็อดคิดไม่ได้ว่า คำเตือนของนายเสถียรจะเป็นการคุกคามทำนองเขียนเสือให้วัวกลัวมากกว่าอื่น

หนองคล้าที่เปลี่ยวและเงียบ กลายเป็นนิคมที่ครึกครื้น ​ทุก ๆ คืนจะสว่างไปด้วยไต้และกองไฟ ทุก ๆ คืนจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และเสียงเพลง หลังจากอาหารเย็น จนกว่าจะง่วงเหงาหาวนอนและหลับไปตามๆ กันด้วยความอ่อนเพลียมาจากงานกลางวัน

ทั้งๆ ที่ออกป่าครั้งนั้น จะเป็นที่ตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีผู้หญิงร่วม เจ้าลีชาวบ้านไร่ก็อดพาสีดาผู้เป็นเมียและอุ่นเรือนน้องสาวไปไม่ได้

“หยอกเสียเมื่อไหร่ล่ะ อ้ายห่านั้น” เจ้าแอนสั่นหน้า ขณะที่รื่นปรารภขึ้นครั้งแรกเมื่อเกวียนไปสมทบกันที่นาน้ำลาดก่อนออกเดินทาง “อดเหล้าน่ะยอมได้ แต่ให้อดเมียมันบอกว่าเกิดเป็นหมาเสียดีกว่า”

ไม่มีใครได้คิดจนกระทั่งเวลาล่วงไป และสัญญาณเหตุร้ายซึ่งทุกคนคาดคะเนไว้แต่แรกไม่ปรากฏวี่แวว ว่าชีวิตป่าอาจกระปรี้กระเปร่า และสดชื่นขึ้นเพียงใดเมื่อมีผู้หญิง ทั้งสีดาและอุ่นเรือนอาจเป็นเพื่อนของทุกคนได้ดีเท่า ๆ กับชีวิตของปางทุกคนเรียกอุ่นเรือนว่าแม่ย่านางของหนองคล้า ในขณะที่เรียกสีดาเป็นแม่ของเจ้าลีเฉย ๆ และทุกคนก็พอใจรวมทั้งเจ้าลี และสีดา

นั่งดูสองหญิงนั้นสนทนาหรือสัพยอกหยอกล้อ อยู่กับ​เพื่อนร่วมปางในบางคืน รื่นมักจะอดรู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาไม่ได้ หัวใจของเขาเรียกร้องถึงสุดใจ ร่างกายของเขาเรียกร้องหาจำปา ป่าสูงอย่างโป่งน้ำร้อน เป็นสถานที่หนึ่ง ซึ่งทำให้คนเราตกเป็นทาสของอารมณ์ได้ง่าย เขามักจะออกจากปางมานั่งพัก หรือเดินเล่นในคืนเดือนหงาย เพื่อระงับยับยั้งความคิดถึงลูกและสุดใจ เขามักจะนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายอยู่ในความมืด ฟังเสียงนกระวังไพร สัตว์ป่า หรือบางทีเพลงพื้นเมืองซึ่งกังวานมาจากเพิงพักของอุ่นเรือน คนละฟากซุ้มไผ่ ออกไปเพื่อหักห้ามความปรารถนาถึงจำปา จนกระทั่งบางครั้งกลับคิดว่าเป็นความโง่เขลาอะไรเช่นนั้น ในการที่ไม่ยอมรับหล่อนมาด้วย

เพราะฉะนั้นเอง เมื่อเหลือไม้อีกเพียง ๕ ต้นสำหรับโค่น ริดกิ่ง เลื่อยและทอน ก่อนที่จะทิ้งไว้เพื่อให้มันแห้ง สำหรับลงมือลากในปีต่อไป รื่นก็ใช้เวลาทั้งปวงที่เหลืออยู่ออกท่องเที่ยว ยิงสัตว์และสำรวจป่า เพื่อฆ่าเวลาจนกว่าจะถึงกำหนดกลับ ทุก ๆ วันทันทีทันใดที่ได้ยินเสียงปืนลั่นก้องมาจากป่า พวกที่ปางก็เกือบจะทายได้ว่าไม่อะไรก็อะไรสักอย่างหนึ่ง จะตกเป็นอาหารของตนในเย็นวันนั้น ทุก ๆ วันเขาจะกลับมาพร้อมด้วยเก้ง กวาง หรือหมูป่า หน้าตาเต็มไปด้วย​เหงื่อ กิริยาเต็มไปด้วยความอิดโรย แต่ก็เป็นสุขและผ่องใส

“เอาไว้แล้งไหนว่าง เราจะขึ้นมาหาเนื้อกันสักพัก–” เขาบอกแววและพัน “ป่าคลองเจ้ากะวังแขมว่าชุมพออยู่แล้ว สู้ที่นี่ไม่ได้ เอ็งต้องการอะไรล่ะ ? เก้ง ? มีเก้งให้ยิง กวาง ? กวางมีให้ยิง วัวกระทิง จิปาถะ แล้วแต่จะชอบ”

แต่สิ่งที่สองหนุ่มนั่นชอบ ตลอดเวลาเหล่านั้นดูจะหนีไม่พ้นอุ่นเรือน มีเวลาว่างตอนไหน ไม่ใครก็ใครคนหนึ่งจะต้องไปเป็นเพื่อนหล่อน ไม่ว่าจะเข้าป่าเก็บผัก ลงไปตักน้ำที่หนอง หรือหุงข้าวหาปลา โดยเจ้าลีพี่ชายมิได้หวงห้าม หรือตั้งข้อรังเกียจแต่ประการใด การชู้สาวสำหรับชาวบ้านไร่สมัยนั้น เป็นของธรรมดาสามัญเหลือเกิน เหมือนอย่างอาหารที่ท่านกินประจำวัน เหมือนอย่างการคบเพื่อน และขาดเพื่อน และอุ่นเรือนก็ปล่อยตัวไปตามชีวิต และประเพณีเช่นนั้น บางวันหล่อนหายเข้าไปในป่ากับแวว บางคืนหล่อนหายเข้าไปในความมืดกับพัน จนเป็นที่รู้และกล่าวขวัญสัพยอกหยอกล้อกันอยู่ทั่วทั้งปาง

ด้วยประการฉะนี้เอง เย็นวันหนึ่งเมื่อรื่นกลับจากป่า เห็นเจ้าลี สีดาและคนอื่น ๆ จับกลุ่มเอะอะกันอยู่ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตก สอบถามได้ความว่าอุ่นเรือนหายไป เขาจึง​ได้แต่หัวเราะ และบอกว่า

“เวรใครล่ะ วันนี้ อ้ายแววหรืออ้ายพัน ?”

“ฉันอยู่ที่นี่ทั้งสองจ้า” เสียงสั่น ๆ และหน้าซีด ๆ โผล่ออกมาจากหลังคนกลุ่มนั้น

“เรื่องมันยังไงกัน ?” รื่นลดปืนลงจากบ่า ยิ้มยังไม่หายไปจากใบหน้า หัวเราะยังไม่หายไปจากริมฝีปาก พันก้าวเข้ามาหาเขาด้วยกิริยาสะทกสะท้าน

“เมื่อกลางวัน เขากะฉันออกไปเก็บชะอมกันที่ชายป่าโน่น” เขาอธิบาย “เสร็จแล้วอุ่นเรือนให้ฉันเอาผักกลับมาก่อน เขาจะเลยไปต้อนควาย ที่ปล่อยให้กินหญ้าอยู่ทางทุ่งโน้นสักครู่จะตามมาทีหลัง ตั้งแต่นั้นก็ไม่เห็นหน้าเขาอีกเลย”

“แล้วเอ็งทำยังไง อ้ายลี ?”

เจ้าพี่ชายของอุ่นเรือนหันไปหาภรรยา “บอกซิ–บอกพี่รื่นที”

“เขาให้ฉันไปตามพี่แอนจ้ะ” สีดาตอบ “เวลานี้พี่แอนกับอ้ายสร้อย อ้ายเพชร กำลังติดตามอุ่นเรือนอยู่ยังไม่กลับ เสือกินเสียแล้วก็ไม่รู้” พูดแล้วหล่อนก็ร้องไห้

รื่นมองดูหล่อน มองดูลี สีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขาหันไปหาพัน “เอ็งควรจะรู้ว่าในป่าอย่างนี้ไม่ควรจะปล่อยให้​อุ่นเรือนมันอยู่คนเดียว”

“ฉัน––ฉันคิดว่าจะไม่มีอะไร ? ออกป่าอยู่ทุกวัน ไม่เห็นรอยเสือรอยสางที่ไหน ?”

“เอ็งบอกได้ยังไง ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างเมื่ออยู่ในป่ายังงี้ ?” กังวานแกร่ง เหมือนเหล็กกล้ากระทบกัน เริ่มปรากฏขึ้นในเสียงนั้นจนกระทั่งพันต้องหลบตา ก้มหน้า และยั้งปากที่จะอธิบายต่อไป

“ทำยังไงกันล่ะ ทีนี้ ?” สายตาของรื่นกวาดไปทั่วสีหน้า

ไม่มีใครเลยจะหาคำตอบแก่กระทู้ถามข้อนั้นได้ ทุกคนยืนนิ่ง กระเทือนใจเกินไป ที่จะวาดภาพว่าเกิดอะไรขึ้นกับหญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย รื่นเดินพล่านไปทั่วบริเวณปาง บ่นแล สบถไม่ขาดปาก อย่างมากที่เขาจะทำได้ ก็เพียงแต่รอฟังรายงานจากแอนผู้ชำนาญป่านั้น ยิ่งกว่าพรานและพวกตัดไม้คนหนึ่งคนใดในจังหวัดเดียวกัน

แต่เมื่อเจ้าแอนกับคนงานทั้งสองกลับมาถึงตอนพลบค่ำ พร้อมด้วยควายซึ่งปล่อยไว้กินหญ้า แต่ปราศจากอุ่นเรือน ความเคร่งเครียดของคนที่คอยอยู่ก็เกือบจะกลายเป็นทอดอาลัย ตามเรื่องที่แอนเล่า ทั้ง ๓ คนตรงไปยังที่เกิดเหตุ––ถ้าจะมี​เหตุเกิดขึ้นกับหญิงสาวผู้หายไป – – ในทันทีทันใดที่ทราบข่าว แต่นอกจากรอยเท้าที่อุ่นเรือนและพันทำไว้ในบริเวณนั้นแล้ว ปราศจากรอยเท้าอื่นใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรอยสัตว์ร้ายหรือมนุษย์

“ฉันตามรอยตีนอุ่นเรือนไปถึงที่เขาปล่อยควายไว้หลังจากทิดพันกลับแล้ว” แอนอธิบาย “ตรงนั้นมีรอยตีนควาย แล้วก็รอยตีนคน – – หลายคน – – รอยตีนผู้ชาย ใหญ่ก็มีเล็กก็มี ต่อไปอีกหน่อยหายหมด ทั้งรอยตีนอุ่นเรือนด้วย เหลือแต่รอยตีนควาย ฉันตามไปอีก จนถึงห้วยแห้งหลังเขาเขียว ก็พบอ้ายดำนี่แหละ ยืนกินหญ้าอยู่ตัวเดียวจึงจูงกลับ

“แล้วรอยตีนเหล่านั้นล่ะ รอยตีนหลายคนที่เองเห็นแต่แรก ?”

“หายไปหมดอย่างฉันบอก ถัดที่อุ่นเรือนปล่อยควายไว้นิดเดียว”

“เอ็งหมายว่าหายไปเฉย ๆ ไม่มีร่องรอยอะไรเลยว่าหายไปไหน ?” เสียงรื่นบอกถึงความอัศจรรย์ใจถึงขนาด

สีหน้าของแอนเต็มไปด้วยความพิศวงงงงวยและยุ่งยากใจ

​“มันน่าประหลาดเหลือเกินพี่รื่น”

“ประหลาดอะไร ?”

“ฉันเที่ยวตรวจดูรอบบริเวณนั้นแล้ว ไม่เห็นร่องรอยจริงๆ ถึงดินจะแห้ง อย่างน้อยกิ่งไม้ ใบไม้ก็น่าจะเป็นพิรุธ แต่ไม่มีเลย มันหายไปเฉยๆ เหมือนเหาะได้ หรือแทรกลงไปในแผ่นดิน”

“เอ็งประมาณเจ้ารอยตีนนั้นสักกี่คน?”

“อย่างน้อยก็สอง นอกจากอุ่นเรือน”

เป็นการสุดวิสัยที่เจ้าของรอยเท้าเหล่านั้น จะไม่ทิ้งวี่แววอะไรไว้ โดยรอดพ้นจากสายตาของพรานอย่างเจ้าแอนไปได้ ฉะนั้นเองการยืนยันของพรานชำนาญป่าผู้นี้ จึงเป็นข้อที่อึดอัดใจรื่นอย่างยิ่ง ทุกคนที่ยืนและนั่งล้อมวงอยู่รอบตัวเขา นิ่งเหมือนคอยปาฏิหาริย์ สายตาทุกคู่จับอยู่ที่คิ้ว ซึ่งขมวดเข้า หากันและมือซึ่งลูบคางอยู่ไปมา

“รอยคนหายไป! รอยควายยังอยู่ !” เขาพึมพึา สายตาจับนิ่งอยู่กับกองไฟข้างหน้า ต่อมาสักครู่ประกายก็จุดขึ้นในตา เขาหันไปหาแอนไปช้าๆ “รอยควาย ! เอ็งได้ดูโดยถี่ถ้วนหรือเปล่า ว่ามันมีอะไรผิดสังเกตๆไปบ้าง ?”

“ก๊อรอยอ้ายดำตัวเดียว ไม่มีรอยควายอื่นอีก แต่........​พี่รื่น” เจ้าพรานเก่าแห่งบ้านไร่ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ความตื่นเต้นปรากฏอยู่ชัด “ฉันเพิ่งนึกออก........ นึกได้เดี๋ยวนี้เอง ดูชอบกล”

“อะไร?”

“รอยอ้ายดำซิ มันไม่เท่ากัน ตอนที่ฉันเห็นในบริเวณทุ่งที่อุ่นเรือนมันปล่อยไว้ให้กินหญ้าอย่างหนึ่ง เลยนั้นไปอีกอย่างหนึ่ง ระยะแรกแผ่วอย่างรอยตีนธรรมดา แล้วต่อไปก็ลึกเหมือนหนักบรรทุก แน่แล้วพี่รื่น พวกนั้นกะอุ่นเรือนขี่หลังอ้ายดำไป มันน่าเขากบาลตัวเองเสียนี่กะไร ที่ไม่ได้คิดถึงข้อนี้เลย”

“แล้วที่ ๆ เอ็งเจอะอ้ายดำ ตอนจูงมันกลับ ?”

“ไม่พบรอยอะไร แต่ก็เป็นธรรมดา เพราะว่ามันเป็นเนินเขา มีแต่หิน เลยนั้นไปเป็นห้วยแห้งๆ มีแต่กรวดบัดซบอะไรยังงั้น ที่ฉันไม่ข้ามลำห้วยนั้น ไปตรวจดูตามด่านใกล้เคียงให้ทั่ว”

“โธ่ อุ่นเรือน” สีดาร้องไห้อีก

เจ้าลีนั่งเงียบกริบ สีหน้าซีดเป็นเทาเหมือนผีตาย

“เอ็งรู้จักทางย่านเขาเขียวดีหรือแอน?” รื่นถาม

“โอ๊ย หลับตาเดินเกือบได้ พี่รื่น” แอนตอบ “เลย​ห้วยนั้นออกไปมีด่านใหญ่ไปลงคลองสวนหมากทางหนึ่ง พรุ่งนี้เราจะออกแต่เช้า เราจะไปเริ่มต้นตัดรอยตรงฉันเจอะอ้ายดำ”

กรามของรื่นขบกันแน่น แสงไฟในกองส่องต้องหน้าเขาเป็นมัน

“กว่าจะถึงเวลานั้น อุ่นเรือนก็คงแหลก” เขาลุกขึ้นยืนด้วยร่างอันสูงของเขา ยกมือทั้งสองขึ้นท้าวสะเอว กวาดสายตาไปโดยรอบ “เราจะออกคืนนี้ อ้ายลี ทิดเป้ง อ้ายหืด กะลุงพิณ อยู่เฝ้าบางกะพวกหัวยาง นอกนั้นไปด้วยกัน ใครยังไม่ได้กินข้าวกินเสีย มื้อต่อไปหาเอาข้างหน้า หยุดร้องไห้เสียทีเถอะอีสีดา....เอ็งจะทำให้ทุกคนเป็นบ้าตาย”

ภายในเวลาชั่วเคี้ยวหมากแหลกต่อมา ชายฉกรรจ์ ๑๒ คน มีรื่นเป็นหัวหน้า มีแอนเป็นคนนำทางก็ออกจากปางไป ในท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าเปลี่ยว และแสงสว่างวอมแวมของคบไต้ ความรู้สึกเก่าๆ พล่านอยู่ในความคิดของรื่น........ความรู้สึกซึ่งมักจะปรากฏขึ้นมาทุกครั้งเมื่ออยู่ในยาม คับขันหรือเข้าเขตอันตราย อ่อนไหวต่อเสียงทุกเสียงที่สัมผัส คมต่อภาพทุกภาพที่ผ่านหน้า ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรืออิริยาบถของสัตว์ หรือความเคลื่อนไหวของป่าชัฏและธรรมชาติ เต็มไปด้วยความเร้นลับ เขาแวะสำรวจที่เกิดเหตุอีกครั้งเมื่อ​ตอนจะผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างมิได้ผิดจากที่แอนรายงาน จากแสงไต้ที่เขาก้มลงส่องโดยใกล้ชิด ความหมายที่ร่องรอยเหล่านั้นบอกไว้ไม่ผิดแน่ รื่นเร่งเจ้าคนนำทางรุดหน้าต่อไปโดยไม่มีหยุดไม่มียั้ง นิ่งฟังเมื่อแว่วเสียงอะไร กระโตกกระตากออกมาจากความมืดข้างหน้าและสองฟากทาง เดินเรียงหนึ่งกันต่อไปเมื่อแน่ใจว่า เป็นเสียงสัตว์วิ่งผ่านหน้าหรือนกร้อง ราวใกล้รุ่งและแสงเงินแสงทองรำไรขึ้นที่ขอบฟ้า แอนก็พาข้ามสันเขาถึงมอแห่งหนึ่ง ซึ่งตอนบนเป็นที่โล่งปกคลุมไปด้วยหญ้าเกรียนและกอรวก

“ตรงนี้แหละที่ฉันเจอะอ้ายดำ” เจ้าคนนำทางชี้ไปที่ก้อนหินใหญ่ข้างหน้า “กำลังแทะหญ้าอยู่ตรงนั้น ฉันตรวจดูทั่วทั้งมอเหมือนกัน มีแต่หินแลไม่เห็นอะไร ถัดจากนี่ลงไปตามเชิงเขาอีกสักครู่จะถึงห้วย ไม่มีน้ำ ไม่มีหนอง จนกว่าจะพ้นป่าไผ่ฟากโน้น”

แม้จะรู้อยู่ว่าการสำรวจบริเวณเหล่านั้นจะไม่พบอะไร นอกจากไม้รวกแห้งที่เกลื่อนกลาดและพื้นหินที่เย็นเฉียบ รื่นก็เสียเวลาอยู่จนลำแรกของแสงแดดผ่านหมอกบาง ๆ ลงมาถึง การเดินทางตรากตรำตลอดคืน ทำให้ทุกคนต้องการพักผ่อน และเขาก็ปล่อยให้ทุกคนพักผ่อนกัน ก่อนที่จะจัดการอย่างหนึ่ง​อย่างใดต่อไป จะด้วยสังหรณ์หรืออะไรดลใจก็ตาม เขาก็คิดไม่ได้ว่า จุดหมายปลายทางอยู่ไม่ห่างไกลออกไป เขาเขียวมิใช่เขาใหญ่หรือสลับซับซ้อนอะไรหนักหนา แต่มันก็อุดมไปด้วยหุบและห้วย ด้วยน้ำและหญ้า ผู้ใดก็ตามที่ต้องการจะหลบซ่อนเพื่อการสิ่งใดอยู่ในป่าโป่งน้ำร้อนเป็นเวลานาน ย่อมจะเลือกชัยภูมินั้น

เขาปีนขึ้นไปบนไหล่เขาตอนหนึ่ง ซึ่งชะโงกลงไปสู่ลำห้วยลึก แต่แห้งข้างล่าง หมอกบาง ๆ ตอนเช้ายังคงลอยผ่านไปตามกระแสลมไม่ขาดสาย รื่นมองข้ามยอดไผ่ ซึ่งเรียงรายอยู่เหนือฝั่งห้วยตรงกันข้าม ไปยังไหล่เขาอีกลูกหนึ่งตรงหน้า ขณะนั้นป่าทั้งป่าและเขาทั้งเขากำลังตื่นเต็มที่ แม้กระนั้นก็ดูเหมือนจะหาชีวิตไม่ได้ ไม่มีเสียงไก่ ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากลมที่พัดเย็นเยือก

เมื่อย้อนกลับลงมาข้างล่าง ทุกคนตื่นลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิและกอดเข่าล้อมวงคอยอยู่แล้ว แอน แววและพันเงยหน้าขึ้นมองดูเขาอย่างสงสัย

“ข้าขึ้นไปที่โน่น แต่ไม่เห็นอะไร” รื่นอธิบาย “มองไปทางไหนมีแต่หมอกจนแยกไม่ออกว่าอย่างไหนหมอก อย่างไหนควัน”

​“ป่วยการพี่รื่น เขาเขียวเป็นอย่างนี้ตลอดปี ถ้าเราอยากจะรู้ว่ามีอะไรผิดสังเกต ต้องดูกันข้างล่างไม่ใช่จากข้างบน”

หัวใจที่เต็มไปด้วยความร้อนรน บังคับให้รื่นเร่งเจ้าคนนำทางต่อไป โดยตัวเองไม่ยอมพักผ่อน ผ่านห้วยซึ่งเวิ้งว้าง ขึ้นด่านช้าง ผ่านป่าไผ่อันสูงตระหง่าน จนกระทั่งถึงหนองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งยังมีน้ำพอที่จะกลั้วคอและล้างหน้า รื่นหันไปหาแอน

“ขึ้นไปอย่างนี้ เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน” เขาบอก “คนอื่น ๆ คอยอยู่ที่นี่ดีกว่า เอ็งกับข้าไปด้วยกัน จนกว่าจะพบรอย”

เลยป่าไผ่ออกไป ชายทั้งสองข้ามปลายลำห้วยเดิม ซึ่งคดอ้อมไปตามเชิงเขา แม้เกือบจะ ๓ โมงเช้า พระอาทิตย์ก็ยังเป็นสีเทา อยู่หลังกลุ่มหมอก ซึ่งวกวนอยู่ในหุบเขาอันลึกและทึบ เกือบเป็นการสุดวิสัยที่จะสังเกตเห็นอะไรได้ นอกจากจะใช้ไต้และรื่นก็ไม่กล้าให้ใช้ไต้ จนกระทั่งขึ้นฝั่งห้วยอีกครั้ง ด่านช้างเลียบไปตามเชิงเขาสูงชัน จมูกอันไวของแอนก็ได้กลิ่นควันไฟ เหมือนสัตว์ในป่าสูงได้กลิ่นคน

“พี่รื่น” มันกระซิบ เอื้อมมือมาแตะแขนเขา “ยืนนิ่ง ๆ”

​ต่างกว่าป่าไผ่ที่ผ่านมา ป่ายางตอนนั้นถึงจะสูงละลิ่ว แลคอตั้งบ่า ข้างล่างก็โล่งสุดสายตา เพียงแต่หมอกที่ลอยขึ้นมาจากพื้นดินเท่านั้นทำให้มองอะไรไม่เห็น ทั้งแอนและรื่นยืนนิ่ง จมูกสอดส่ายกลิ่นควันซึ่งจำไม่ผิดแน่ แต่มันมาจากทางไหน ? ทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นสงบและเงียบสงัด ลมไม่พัด ใบไม้ไม่ไหว แต่อย่างพรานผู้ชำนาญป่าทั่วไป ในอึดใจเดียวต่อมา แอนก็หาทิศของมันได้ จากอาการไหลเอื่อยของหมอกที่กดต่ำ และจากความแห้งซึ่งสัมผัสได้จากเปลือกต้นไม้ด้านนั้น

“ลมมาทางนี้” แอนกระซิบเบา ๆ ออกวิ่งเหย่าไปเหนือฝั่งห้วยที่ชื้นแฉะและลื่น ท่ามกลางใบไม้เน่าที่ทับถมกันเหยียบท่วมหลังเท้า ส่งกลิ่นอับๆ ขึ้นมาไม่ขาดระยะ

ต่อมาด่านก็เลี้ยวอ้อมเชิงเขา ซึ่งหักพับเป็นรูปข้อศอก แล้วมีทางแยกลาดลงไปสู่หุบเขาเบื้องล่าง กำลังตกลงใจว่าจะตามทางด่านเดิมต่อไป หรือแยกลงสู่หุบเขานั้น เสียงปืนก็ก้องสนั่นขึ้นนัดหนึ่ง กระสุนตัดกิ่งไม้เหนือศีรษะรื่นขาดสะบั้น ด้วยสัญชาตญาณซึ่งเตือนบอกถึงภัยอยู่ทุกชั่วลมหายใจ เขาพุ่งเข้ากอดบั้นเอวแอน ล้มกลิ้งตามกันลงไปถึงตะพักข้างล่าง การล้มครั้งนั้นเป็นเหตุให้ปืนคาบศิลาหลุดจากมือแอนกระเด็น​ไปทางหนึ่ง โดยไม่ทันรู้ตัว

“ทำไงล่ะ พี่รื่น?” แอนกระซิบมองดูปืน ซึ่งติดอยู่ระหว่างรากไม้เหนือศีรษะขึ้นไปไม่กี่ก้าว

“เฉย ๆ ไว้ เสียงมันใกล้เหลือเกิน คงอยู่แถวนี้แหละ อย่าขยับตัว เดี๋ยวได้ตายห่า !”

สิ้นเสียงปืนและเสียงกระท้อนซึ่งก้องกลับมา อยู่ระหว่างสองหน้าผา อันเผชิญกันอยู่คนละฝั่งห้วยแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับสงบเงียบไปอีก ขณะเดียวกันกลิ่นดินปืนและควันไฟชัดขึ้นเป็นลำดับ รื่นนอนหงายไม่กระดุกกระดิก มือกำปืนวินเชสเตอร์ .๔๔ ซึ่งไม่ยอมปล่อยไว้แน่น พยายามวาดภาพถึงที่ๆยืนอยู่เมื่อตะกี้ และทิศที่กระสุนปืนนัดนั้นผ่านอากาศหวือมา สายตาสอดส่ายไปทั่วบริเวณดังกล่าว แต่ก็ไม่ปรากฏวี่แววอะไร หมอกที่ลอยขึ้นมาจากพื้นดินค่อยจางหายไป เมื่อพระอาทิตย์ยิ่งสูงขึ้น อึดใจใหญ่ๆ ต่อมาจึงได้ยินเสียงก้อนหินเล็กๆ กลิ้งลงมาจากชะง่อนเขาเบื้องบน แล้วภาพตะคุ่มของคนก็โผล่ออกมาจากหลังก้อนหินใหญ่ตอนนั้น ชั้นแรกแค่ศีรษะก่อน ต่อมาก็ท่อนบน แล้วทั้งตัว แสงแดดที่ผ่านช่องเขาและกิ่งไม้ลงมา ในหว่างหุบเขาอันขมุกขมัวส่องกระทบต้นไม้ และหน้าผาเบื้องหลังสว่าง ทำให้ร่างเล็ก ๆ ร่างนั้นเป็นเป้า​เด่นชัดอย่างไม่มีทางจะผิดได้ ในระยะเพียงไม่กี่สิบก้าว แต่เขา ก็ยังคงนอนนิ่งตลอดเวลาที่เจ้าของร่างนั้นไต่ลงมาหาอย่างแช่มช้าและระมัดระวัง มือขวากุมอยู่กับนกปืนแก็บที่ง้างด้วยความไม่ไว้ใจ

เหลือระยะอีกไม่ถึงสิบก้าว เสียงกลั้นใจก็ดังมาจากแอน ซึ่งนอนคว่ำหันหน้ามาหาเขา จากระหว่างหนังตาที่หรี่ปรือ รื่นรู้ดีว่าอาการของเขาจะลวงเจ้าคนร้ายต่อไปได้อีกไม่เท่าไหร่ นัยน์ตาอันเล็กของมันเป็นประกายแม้ในแสงสว่างสลัว หน้าของมันเต็มไปด้วยเหงื่อแม้อากาศจะเย็นชั่วขณะหนึ่ง เมื่อถึงโคนต้นตะเคียนเหนือตะพัก ที่ชายทั้งสองนอนนิ่งอยู่ มันหยุดยืนอย่างอัศจรรย์ใจต่อภาพอันไม่ไหวติงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ในพริบตาต่อมาก็ยกปืนประทับบ่าหมายศีรษะรื่นในระยะเผาขน และนั่นเองคือโอกาสที่เขาคอยอยู่ !

ด้วยความรวดเร็วของงูที่ฉกจวักและการกระโจนของเสือร้าย รื่นพลิกตัวออกไปจากวิถีของปืนนั้น ลุกขึ้นชันเข่าพร้อมกับเหวี่ยงพานท้ายโครมเข้าที่หน้าแข้งของเจ้าคนนั้น หุบเขาทั้งหุบก็ก้องสนั่นไปด้วยเสียงปืน และเสียงร้องของมัน จนฟังไม่เป็นศัพท์ – –

เขาและแอนโดดเข้าจับแขนมันไว้คนละข้าง ไม่ได้เอา​ใจใส่ต่อเสียงกระท้อน ที่ยังดังก้องกลับไปกลับมา เสียงกู่เรียก เสียงก้อนหินกลิ้ง และเสียงฝีเท้าวิ่งมาจากทุกหนทุกแห่ง

“มึงเป็นใคร ?” ปลายมีดซุยที่ขาวปลาบในมืออีกข้างหนึ่งของรื่นจ่ออยู่ที่คอหอยมัน

แอนได้ฟังก็หัวเราะลั่น

“ป่วยการถาม ! นี่แหละอ้ายกะเหรี่ยงที่ยึดควายอ้ายลีกับอีดาไว้เรียกค่าปรับให้นายเสถียรคราวนั้น มันชื่ออ้ายชะนู––”

“งั้นอุ่นเรือนก็ต้องอยู่แถวนี้ ?” รื่นสบถอยู่ในลำคอ “บอกมาถ้ามึงไม่อยากตาย”

นัยน์ตาของมันเต็มไปด้วยการท้าทาย ริมฝีปากของมันเม้มแน่น เหงื่อชุมหน้าผาก จากการสะกดกลั้นความเจ็บปวด ซึ่งได้รับที่ขาวาจาสักคำเดียวมิได้ล่วงออกมาจากลำคอของมัน

มือซ้ายของรื่นปล่อยจากแขนของมันข้างนั้น ยื่นออกไปรวบคอไว้ ปลายมีดซุยในมือขวาเป็นประกายแวบหนึ่ง เลือดก็หลั่งออกมาจากแผลยาวที่หน้าผากของมัน

“มึงยังไม่รู้จักกู อ้ายชะนู” เสียงของเขาขู่ฟ่ออยู่ในลำคอเหมือนอสรพิษ “ดูหน้ากูให้ดี – – ดูเสียให้พอก่อนที่มึงจะไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกต่อไป”

​แอนชำเลืองดูหน้านั้น แล้วก็อดใจสั่นแทนเจ้าคนเคราะห์ร้ายไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้จักรื่นมานาน ไม่ว่าในยามอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้าย หน้านั้นมิใช่หน้ารื่นอีกต่อไป นัยน์ตาที่หาแววไม่ได้ และริมฝีปากซึ่งเขียวไปด้วยหนวดก็เช่นเดียวกัน มันเป็นหน้าของคนตาย หน้าของปีศาจ เพชฌฆาต และเสือร้ายรวมอยู่ในพิมพ์เดียวกัน กร้าว กร้าน และปราศจากความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น และชะนู แลดูหน้านั้นด้วยนัยน์ตาอันเหลือกลาน เกือบโปนถลนด้วยแรงมือบีบ ก็รู้และบอกได้ด้วยสัญชาตญาณป่าดงพงไพรของมันว่า ไม่มีทางจะหวังความปรานีแต่นิดหนึ่งประการใดเลยจากหน้า ๆ นั้น

“อย่า –– !” มันร้องออกมาได้คำเดียวก็สำลัก เมื่อประกายปลายมีดซุยที่เงือดเงื้อขึ้นอีกปลาบเข้าตา

“บอกมาว่าอีอุ่นเรือนอยู่ที่ไหน ? ถึงทำอะไรกับมันบ้าง ?”

“อุ่นเรือนยังอยู่..... ในถ้ำโน่น กับพวกข้าอีกห้าคน” เสียงเจ้ากะเหรี่ยงหอบหืดแทบไม่หายใจ ยังไม่มีใครทำอะไรมันได้ ข้าเองไม่รู้เรื่องด้วย ข้าเป็นหัวหน้าพวกนั้นไปเอาควาย แต่มันอยากได้เมีย พาเอาตัวมาแล้วก็ปล่อยควายไป อีนั่นไม่ยอมเป็นเมียใคร อย่าทำข้า.....ข้าจะพาตัวมันมาให้”

​ชั่วอึดใจหนึ่งเต็ม ๆ รื่นพิจารณาดูหน้ามันอยู่เงียบ ๆ ครั้นแล้วก็ปล่อยมือและลุกขึ้นยืน

“หยิบปืนของเอ็ง แอน แล้วคอยพวกนั้นอยู่ที่นี่ ข้าได้ยินเสียงกู่เมื่อตะกี้ เดี๋ยวก็คงถึงหรอก” เขาหันไปหาอ้ายชะนู “กูจะไปกับมึงด้วย !”

“ระวังหน่อย พี่รื่น” แอนเตือน

แต่สีหน้า นัยน์ตา และกิริยาของเจ้ากะเหรี่ยงบอกรื่นดีว่า เขาไม่มีอะไรจะต้องเกรงมันอีกต่อไป

“ออกหน้า !” รื่นกระชากแขนมันลุกขึ้นยืนโซเซอยู่บนขาที่กะเผลก “ทำท่าพิรุธ หักหลังข้านิดเดียวตาย !”

หมอกซึ่งไหลรินขึ้นมาจากพื้นดิน ค่อยละลายหายไปเป็นลำดับ ในที่สุดก่อนที่รื่นและเจ้าชะนูจะถึงแอ่งน้ำซับข้างเชิงเขาตอนล่าง ซึ่งมันอธิบายว่าเป็นปากทางไปสู่ถ้ำที่พักหลังจากตามทางด่านเส้นเดิมไปเหนือฝั่งห้วยราวอึดใจเต็ม ๆ แสงแดดก็ส่องสว่างจ้าลงมาเหนือหุบเขาเบื้องล่างเป็นครั้งแรก

แสงนั้นทำให้ภูมิประเทศรอบกายดูแปลกไป รื่นรู้สึกเหมือนยืนอยู่เหนือทะเลของยอดไม้เขียวเป็นมันปลาบ ลึกลับและวังเวงชอบกล แต่ละต้นใหญ่ขนาดหลายคนโอบ แต่​ละต้นสูงคอตั้งบ่า มันเป็นป่ายาง มะค่า ตะเคียนและเสลา ซึ่งเขายังไม่เคยสำรวจถึง ชั่วขณะหนึ่งเขาหยุดยืนอยู่กับที่ พิจารณาดูป่าในหุบเขาข้างล่าง แล้วก็หันมาดูบริเวณที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน

น้ำซับนั้นใสแจ๋วอยู่ในแอ่งศิลา รูปเหมือนอ่างเล็ก ๆ ใต้ชะวากผาอันกว้าง เบื้องหลังเข้าไป ทางเดินเท้าลาดขึ้นไป สู่หลืบเขาอันลึก แลเห็นควันไฟลอยออกมาเป็นระยะ ๆ

“นั่นแหละที่อีอุ่นเรือนอยู่” ชะนูบอก ร้องตะโกนเรียกเป็นภาษาของมัน

เงียบอยู่นานจนกระทั่งทั้งรื่นและเจ้ากะเหรี่ยงก็ประหลาดใจ ต่อมาสักครู่ ร่างของคนที่อยู่ภายในจึงปรากฏขึ้นที่ปากคูหานั้น ชั้นแรกคนหนึ่งก่อน ต่อมาก็สอง สาม สี่ และห้า สายตาอันเร็วของรื่นกวาดดูทั่วปากคูหา ซึ่งมืดกระหึ่มอยู่หลังแสงแดดภายนอก

“ไม่มีอีอุ่นเรือน !” เสียงขู่ฟ่อเหมือนอสรพิษนั้นอีกแล้ว

ชะนูชำเลืองดูหน้านั้นนิดหนึ่งนิดเดียวเท่านั้น แล้วก็ตะเกียกตะกายด้วยขาอันกะเผลกของมันปืนขึ้นไปยืนอยู่บนก้อนหินข้างหน้า ส่งภาษากับเจ้าพวกข้างบนเร็วปรื๋อ รื่นแว่วเสียง​ตอบสองสามคำ ซึ่งเขาไม่เข้าใจ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เจ้าชะนูไต่กลับลงมาหา ด้วยสีหน้าซึ่งแสดงความโล่งอก

“อุ่นเรือนอยู่ข้างใน" เสียงมันสั่น ๆ “ช้าไปอีกนิดเดียว เป็นเมียอ้ายชะลอแล้ว – –”

รื่นมิได้ฟังอีกต่อไป เขาผลักเจ้ากะเหรี่ยงเล็กหลีกจากทาง พลางก้าวขึ้นไปบนเนินซึ่งนำไปสู่ปากถ้ำ ได้ยินเสียงเจ้าชะนูส่งภาษาตามมาข้างหลัง เสียงคนพูดดังมาจากข้างล่าง และเสียงพึมพำมาจากข้างใน ไม่มีใครเลยจะกีดขวางทางเขา เจ้ากะเหรี่ยงทั้ง ๕ คุ้มไหล่ หลบเข้าแฝงเงาจากแสงไฟ และแสงแดดที่เริ่มส่องเข้ามา รื่นรู้ตัวว่าในฐานะเช่นนั้นมีดซุยหรือหลาวไม้รวก อาจจะพุ่งออกมาปักหลังทะลุอกเขาเมื่อหนึ่งเมื่อใดก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้จากสีหน้า และจากกิริยาเจ้ากะเหรี่ยงเหล่านั้น เท่า ๆ กับสัญชาตญาณของเขาเองเตือนบอกว่าจะไม่มีใครกล้า ความจัดเจนที่เจ้าชะนูได้รับมาเมื่อตะกี้เป็นอย่างหนึ่ง เสียงพูดและเสียงทุ่มเถียงของแอน แวว และ พัน พร้อมด้วยพวกที่ปางที่มาจากข้างล่างเป็นอย่างต่อไป

ไฟกองหนึ่ง ลุกแดงอยู่กลางถ้ำ ความกระทันหันที่เขาเข้าไปสู่ที่นั้นทำให้นัยน์ตาพร่า ไม่สามารถจะมองอะไรโดยถนัดได้ นอกจากกระทอที่กระจัดกระจาย ใบไม้ที่เกลื่อนพื้น ​และฟืนยังกองอยู่ข้างๆ

“อุ่นเรือน !” เขาเรียกเบาๆ

กลิ่นอับ ๆ ของถ้ำ และลมเย็นจากค้างคาวที่กระพือปีกผ่านไปเป็นคำตอบที่ได้รับ รื่นก้าวเข้าไปอีก หูแว่วเหมือนได้ยินเสียงสะอื้นกระซิกท่ามกลางเสียงเอะอะของการทุ่มเถียง ซึ่งดังมาจากข้างนอก

“อุ่นเรือน !” เขาเรียกอีก

ขณะนั้นเองเขาก็ชำเลืองเห็นหล่อนเป็นครั้งแรก ตัวเปล่าและขาวโพลนอยู่ในเงามืดของก้นถ้ำ

“อุ่นเรือน” รื่นเรียกอีก “ข้าเอง เอ็งจำไม่ได้หรือ? รื่นน่ะ!”

หญิงสาวยังก้มหน้า หันเข้าหาผนังถ้ำ ไหล่และหลังอันเปล่าเปลือยของหล่อนสั่นเทิ้มด้วยอาการสะอื้น แม้กระทั่งรื่นปราดเข้าไปหา แม้กระทั่งแขนของเขาเอื้อมออกไปโอบหล่อนเข้ามาไว้กับทรวงอก ร่างของอุ่นเรือนก็ยังคงสั่นเหมือนลูกนก ความตกใจที่ได้รับมาอย่างถึงขนาดทำให้หล่อนพูดไม่ออก ความอบอุ่นที่ได้รับจากอ้อมแขนของเขา ทำให้หล่อนได้แต่ถอนใจ

“ไม่ต้องกลัวอะไรอีก” รื่นปลอบต่อไป “ข้าอยู่ที่นี่ ​ใคร ๆ ที่ปางก็มาอยู่ที่นี่ ใส่เสื้อเสียให้ดี เดี๋ยวพวกนั้นก็คงเข้ามา อย่าบอกอะไรข้า ไม่ต้องเล่าอะไรให้ใครฟัง”

อย่างเลื่อนลอย เหมือนคนที่ยังไม่ตื่นจากฝันร้าย อุ่นเรือนดึงเสื้อที่ขาดกระรุ่งกระริ่งลงมากรอมสะเอวอยู่ขึ้นสู่ไหล่ทั้งสองข้าง ริ้วรอยที่ยังแดงช้ำอยู่ ที่ต้นแขนและไหล่อันขาวผ่อง ที่ข้อมือซึ่งกร้านแดด และทรวงอกสล้างนั้น ล้วนแต่แสดงถึงความทุกข์ทรมานของนรกที่หล่อนได้ผ่านมา

ชำเลืองดูหญิงสาวผู้ไร้เดียงสาไปตามประเพณีธรรมชาติของหล่อน รื่นรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอีกด้วยโทสะเพราะความสงสาร เขาหันกลับไปหาเจ้ากะเหรี่ยงทั้ง ๕ ซึ่งตลอดเวลายืนกระสับกระส่ายอยู่ในที่เดิม โดยไม่กล้าที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนที่แต่อย่างใด

“สัตว์นรก !” เขาคำราม ยกปืนขึ้นประทับอย่างกระทันหัน เพียงพลิกนิ้วนิดเดียวเท่านั้น ชีวิตหนึ่งก็จะสูญไปจากโลกนี้ แต่มีประโยชน์อะไร เมื่อเรื่องร้ายต่าง ๆ ผ่านไปแล้ว ไม่มีทางแก้ไข มองดูหน้าอันสกปรกของมัน มองดูขาที่สั่นของทุกคน ในที่สุดในก็ถอนใจลดปืนลงด– “ยิงหมาดีกว่า–––”

ฆ่าพวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรเลยกับการฆ่าสัตว์ที่หาประโยชน์อะไรมิได้ ชีวิตเดียวหรือกี่ชีวิตกะเหรี่ยงพวกนี้ดับสูญ​ไป จะไม่ทำให้บ้านปลอดภัยขึ้นแต่อย่างใด ตราบใดที่เจ้าตัวต้นความคิดยังมีชีวิตอยู่––

เจ้าชะนูเข้ามา แอน แววและพันพร้อมด้วยพวกที่ปางเข้ามา สีหน้าของคนงานแปลกใจ ที่แลเห็นเขาและอุ่นเรือนอยู่ในสภาพเช่นนั้น

“ไปหาอ้ายพัน” เขารุนหลังหญิงสาวออกไปข้างหน้า “หรืออ้ายแววแล้วแต่เอ็งจะตกลงใจ– –”

แต่อุ่นเรือนยังคงเกาะสะเอวเขาไว้ ไม่พูดไม่จา นัยน์ตาของหล่อนมองดูทุกคน เหมือนชายแปลกหน้า รื่นมิได้พยายามรบเร้าหล่อนอีกต่อไป

“อ้ายชะนู” เขามองดูเจ้าหัวหน้ากะเหรี่ยงเล็กจากส่วนสูงของเขา เสียงที่พูดเบา แต่กังวานมิได้ทั้งความสงสัยไว้เลยถึงอันตราย ซึ่งอยู่เบื้องหลังกังวานเสียงนั้น “กูไม่ควรจะไว้ชีวิตพวกมึงเลยจนคนเดียว แต่กูจะไม่ทำอะไร จะปล่อยมึงกลับแต่โดยดี กรู้ว่าลำพังพวกมึงไม่เคยมีสาเหตุผิดพ้องหมองใจอะไรกับพวกปากคลอง พญาตะก่าเองเคยรักเคยเมตตาคนบ้านนี้ เหมือนพี่เหมือนน้อง ถึงพะโป้ก็อย่างเดียวกัน แต่ไหนแต่ไรมาพวกเราไม่เคยได้รับการรังแกกดขี่ ป่านี้ไม่เคยมีใครกีดกันหวงห้าม ใครอยากทำอะไรเป็นทำ ใครอยากจะตัดอะไร​ตัด เพราะโป่งน้ำร้อนเป็นของแผ่นดิน จนกระทั่งนายเสถียร มาอยู่ มึงรู้ข้อนี้ดี–– กลับไปบอกเขาว่า พวกเราไม่ต้องการอะไรมาจากป่านี้ นอกจากที่ทำมาหากินอย่างที่เราเคยทำมาแล้ว ไม่มีอะไรจะมาห้ามพวกเราได้....กลับไปอ้ายชะนู และก็บอกพวกมึงให้รู้กันทั่วว่า พวกปากคลองเคยถือว่ากะเหรี่ยงเป็นลูกน้องพะโป้ ฉะนั้นจึงถือเป็นเพื่อน อย่าให้ต้องขัดใจกัน พวกเราเป็นศัตรูขึ้นมาเมื่อไรพวกมึงจะไม่มีที่อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะในบ้านในเมืองหรือป่าลึกเข้าไปเพียงไร ขวากหลาวหรือหน้าไม้ยางน่อง จะไม่ช่วยพวกมึงได้ พะโป้นายมึงกลับมาถึงเมื่อไร กูจะให้รู้เรื่อง พวกมึงจะถูกขับออกจากเมืองนี้ บางทีก็จะถูกเขาลงโทษ มึงรู้ดีแล้วว่าพะโป้เป็นคนอย่างไร––ไป อย่ากลับมาให้กูเห็นหน้าพวกมึงในป่านี้อีก –– ไป ปล่อยให้เรื่องของนายเสถียรกับพวกปากคลองเป็นเรื่องอยู่ในระหว่างกูกับเขา”

รื่นไม่แน่ใจนักว่ามันเข้าใจความหมายของเขาถี่ถ้วนตามที่ต้องการให้เข้าใจหรือไม่ แต่ทันใดที่เอ่ยนามของพะโป้ กิริยาใด ๆ ที่ยังอยู่ในความควบคุมก็อันตรธานไปสิ้น เหมือนสุนัขที่ถูกแส้ มันหันไปส่งภาษากับพรรคพวกทั้ง ๕ ด้วยสีหน้าซึ่งซีด และเสียงที่สั่น

เท่านั้นเองที่เขาต้องการ ! และถ้าความสันทัดจัดเจน​ที่เขาได้รับจากการคลุกคลีและคบค้าสมาคมกับชนชาตินี้มาแต่สมัยยังเที่ยวเตร่เร่ร่อนอยู่ บอกไม่ผิด ป่าโป่งน้ำร้อนก็คงจะปลอดภัยต่อไป จากลูกดอกอาบยาพิษ ขวาก หลาว จั่นห้าว และปืนไฟ อ้ายชะนูหัวหน้าควาญช้างและปางห้วยอีโก้งรู้จักเขาแล้ว ทั้งในฐานะศัตรูและมิตร –– ชาวป่าอย่างมันไม่มีวันจะดูคนผิด และอย่างบุคคลที่ควรกลัว นามของรื่นคงจะถูกบอกป่าวกล่าวขานต่อไปในระหว่างพวกกะเหรี่ยงด้วยกัน

“ทำไมปล่อยมันไป พี่รื่น ?” แอนถาม ขณะที่มองตามอ้ายชะนูพร้อมด้วยลูกน้องของมันทยอยกันออกไปจากถ้ำนั้นอย่างเงียบ ๆ ไม่ปริปาก หรือเหลียวหลังกลับมาอีกเลย “ทำไมไม่เอาตัวมันไปให้ผู้ใหญ่พูนส่งอำเภอ”

เขาสั่นศีรษะ “มีประโยชน์อะไร ในเมื่อนายเสถียรกับนายอำเภอเป็นเพื่อนกัน นอกจากนั้นพวกคนงานกะเหรี่ยงไม่ใช่มีแต่อ้ายชะนู เอาพวกนี้ขึ้นศาล พวกใหม่ยังมีอยู่ นายเสถียรเขาสั่งได้ ข้าต้องการเอาชนะอ้ายพวกนี้ทางใจ ไม่ใช่ทางกำลัง ไม่งั้นพวกเราไม่พ้นถูกรังควานต่อไป ถ้าข้าเข้าใจไม่ผิด นายเสถียรจะต้องหาลูกมือใหม่ สำหรับขับเคี่ยวกับเราต่อไป แต่ไม่ใช่พวกกะเหรี่ยงแน่ ตราบใดที่พะโป้ยังมีชีวิตอยู่ พะโป้จะยังเป็นเจ้าชีวิตที่อ้ายชะนูกับคนงานกะเหรี่ยงอื่น ๆ จะ​ต้องกลัว–– ไม่ใช่นายเสถียร...”

“งั้นเอามันไว้ทำไม คนพรรค์นั้น” แววมองดูอุ่นเรือน ซึ่งยังเกาะแขนรื่นนิ่งอยู่เหมือนเด็กที่ยังไม่หายจากฝันร้าย แล้วก็ขบฟัน “หนักแผ่นดิน !”

“เองจะทำยังไง ?”

“คอยในเวลามันออกตรวจป่าหรือแอบเข้าไปหามันในคืนเดือนมืดสักวัน โป้งเดียวเท่านั้น....ก็สิ้นเรื่องสิ้นราว”

รื่นหัวเราะ “แล้วเอ็งก็จะกลับเข้าไปอยู่ที่เก่าของเอ็งอีก––ในตะราง ! หรือไม่นั้นก็เข้าบ้านเข้าช่องไม่ได้ นอนกลางดินกินกลางทราย ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ จนกว่าเขาจะจับได้ อย่า อ้ายแวว––เอ็งพยายามกลับตัวเป็นคนดีมาได้นานแล้ว อย่าให้มันเสียไปอีกเพราะอารมณ์ชั่วแล่น เรื่องของนายเสถียร ไม่เกี่ยวกับเอ็ง หรือข้าคนเดียว มันเกี่ยวกับชาวกำแพงฝั่งนี้ทุกคน เรายังไม่จนปัญญาถึงกะจะต้องใช้วิธีนั้น เจ้าเมืองยังอยู่ พะโป้ยังอยู่ เราต้องพยายามต่อไป ว่าแต่ใครเอาอีอุ่นเรือนไปจากข้าเสียที––”

เจ้าพันซึ่งหนุ่มกว่าและถือว่ามีกรรมสิทธิ์ในตัวหญิงสาวเหมือนกันก้าวเข้าไปหาหล่อน แต่แววยื่นมือออกผลักมันหลีกทางไป

​เขาบอก

“อย่าเสือก !” มันว่าพลางก้าวเข้ามา

รื่นเลิกคิ้ว มองดูหน้าเจ้าสองคนแล้วก็หัวเราะ เป็นครั้งแรกนับแต่ออกจากหนองคล้ามา – – – หัวเราะนั้น ทำให้บรรยากาศซึ่งตึงเครียด และทุกคนที่นิ่งเหมือนเป็นใบ้คลายอิริยาบถลงได้

“อย่าเสือก – –” เขาบอก หัวเราะอีก ยกมือกันแววไว้ “กูคิดว่าจะไม่มีใครต้องการมันเสียแล้ว” เขาบอก ปลดมืออุ่นเรือน แล้วก็ค่อย ๆ รุนหลังหล่อนออกไป “อย่าวุ่นวายกัน........ให้มันเลือกของมันเองว่าจะไปกับใคร”

สายตาทุกคู่ จับอยู่ที่หญิงสาว อุ่นเรือนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ทรวงอกซึ่งสล้าง กระท้อนขึ้นลงด้วยอาการถอนหายใจเข้าออก สีหน้าที่ซีดเผือดเรื่อขึ้นด้วยโลหิต นัยน์ตาอันเลื่อนลอยก็เป็นประกาย ต่อมาหล่อนก็ก้าวออกไป – – มิได้ตรงเข้าไปที่แววหรือพัน หากผ่านเจ้าสองคนนั้น และชาวบ้านอื่น ๆ ที่ยืนออกันอยู่ในถ้ำออกไปข้างนอก ท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของทุกคน และเสียงหัวเราะก้องของรื่น....

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:14:40 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 20 March 2026, 15:28:38 »


บทที่ ๑๐

– ๑ –

เช้าวันนั้น เรืองด้อม ๆ มอง ๆ อยู่นาน จนกระทั่งป้าแคล้วไปไร่ สุดใจกับจำปาหอบลูกข้ามไปเมืองเพื่อซื้อของเตรียมทำบุญที่วัด เห็นรื่นไสกบและเลื่อยไม้ประกอบเครื่องมือง่วนอยู่ที่ไต้ถุนเรือนใหญ่แต่ลำพังจึงได้เร่เข้าไปหา

“อ้าว ไหนว่าไปเรือกับสุดใจ ?” รื่นเงยหน้าขึ้นมองอย่างอัศจรรย์ใจ

“อ้ายพันเขารับอาสาถ่อ จำปาคัดท้าย ฉันก็เลยต้องรับเฝ้าบ้าน” เรืองบอก

“งั้นอ้ายแววก็เห็นจะไปอยู่บ้านไร่”

“จ้ะ ไปบ้านไร่ ! ตั้งแต่กลับจากป่า อ้ายหอกนั่นไม่เป็นทำอะไร เช้าถึงบ้านไร่ เย็นถึงบ้านไร่”

​รื่นส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วก็หัวเราะ “มันจะเอาชนะอ้ายพันให้ได้” เขาว่า

“แต่มันแพ้อ้ายเคนวันยังค่ำ”

“ทำไม?”

“โธ่พี่รื่น” สีหน้าของเรืองบอกความแปลกใจ “ไม่รู้เรื่องที่เขารู้กันทั้งบ้านไร่หรอกรึ อีอุ่นเรือนเป็นเมียอ้ายเคนตั้งแต่ก่อนออกป่า กลับมามันก็เป็นของอ้ายเคนอีกเท่านั้นเอง”

“แต่มันเป็นเมียอ้ายแววเหมือนกัน” รื่นบอก “อ้ายพันด้วยอีกคน...”

“จะแปลกอะไร อีสีดาเป็นเมียของผู้ชายมาเกือบทั้งบ้านไร่ ก่อนได้กับอ้ายลี แต่อีอุ่นเรือนจะเซ่นผีเหย้าเรือนกะอ้ายเคนน่ะ แน่อย่างไม่มีปัญหาละ....”

“แล้วอ้ายแววจะเซ่อไปหาอะไรของมัน ?”

“ใครจะไปรู้ เห็นแต่กลางคืนนอนกะฉัน ละเมอแต่ว่าขาวเหมือนจาวตาล....ขาวเหมือนจาวตาล ! อะไรของมันไม่รู้ได้”

แต่รื่นรู้และเข้าใจ ผู้ชายที่จริงจังต่อชีวิตเกินไปอย่างแวว มิใช่คนที่จะลืมอะไรได้ง่าย ๆ ใจอ่อนและเปราะเกินไป สำหรับในโลกที่ความรักหมายถึงการลืม และผู้หญิงหมายถึง​เครื่องเล่นของอารมณ์ เขารู้ต่อไปว่าลำพังการลักลอบได้เสียกับอุ่นเรือนครั้งนั้น มิได้มีความหมายสำคัญสำหรับแวว มากไปกว่าความเวทนาสงสาร ขณะที่เห็นอุ่นเรือนตกอยู่ในสภาพอย่างที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกกะเหรี่ยง และภายในถ้ำของเขาเขียววันนั้น ต่างกว่าพันผู้หนุ่มกว่าและชีวิตยังอีกไกล ฉะนั้นจึงไม่แยแสต่อเหตุการณ์ใดๆ ซึ่งเกิดขึ้น สัญชาตญาณแห่งลูกผู้ชายที่ได้รับอยุติธรรม และความตรากตรำลำบากมามากแล้วของแวว กลับแรงกล้า ในการที่จะให้ความพิทักษ์รักษาและคุ้มครองป้องกันแก่หญิงสาว ซึ่งเขาคิดว่าปราศจากที่พึ่งพาและช่วยตัวเองไม่ได้

“เอาไว้ว่างๆ ข้าจะลองพูดกับมันดูสักวัน” รื่นถอนใจ ก้มหน้าลงมือไสกบไม้ต่อไป

“พี่รื่น!” เรืองเอ่ย

เสียงตื่น ๆ ตะกุกตะกักของเขา ทำให้ผู้อาวุโสกว่ากลับเงยหน้าขึ้นอีก

“ทำไม?”

“เมื่อ...เมื่อไหร่จะจัดการเรื่องนั้นให้ฉันรู้สักที”

“เรื่องอะไรของเอ็งวะ เรือง ?”

“เรื่องจำปาน่ะ” ครั้งหนึ่งพูดออกมาได้ก็โล่งใจ “ตั้งแต่​ขอร้องสุดใจกับพี่รื่นมาเกือบ....เกือบจะกว่าปีแล้ว....”

มือที่ถือกบไสช้าลงๆ จนที่สุดก็นั่งอยู่กับที่

“หมายความว่า ตลอดเวลาเหล่านี้........ตั้งแต่กลับจากขายไม้....ตลอดเวลาที่ข้าไปป่า และเอ็งเฝ้าบ้าน เอ็งไม่เคยพูดจากระแนะกระแหนเรื่องนั้นกะเขาเลย...”

“หนสองหนเท่านั้น เป็นอย่างมาก”

“แล้วเขาว่ายังไง?”

เรืองถอนใจ “หัวเราะแล้วก็ร้องยี่เก บางทีเรื่องสุวรรณหงส์ บางทีลักษณาวงศ์ แล้วบางทีก็โคบุตรไม่เคยตอบว่ากะไร”

รื่นส่ายหน้า นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด

“คนใจอ่อนอย่างเอ็ง ไม่มีวันจะได้เมียสวย....ถึง....ถึงจะเป็นแม่หม้ายอย่างจำปา”

“ครั้งหนึ่งฉันเคยกล้า” เรืองหลบตาลงมองดูพื้นดิน “แต่ไม่เห็นได้ความเหมือนกัน....”

“เอ็งทำยังไร?”

“เมื่อ....เมื่อพี่รื่นไปป่า คราวนี้แหละ คืนหนึ่งไปนอนเป็นเพื่อนเขา จำปานอนกับลูกในเรือน ฉันนอนที่ระเบียง ตื่นขึ้นตอนดึก เห็นประตูเรือนเปิดอยู่ คิดว่าได้การ ฉัน....ฉันจึง​เข้าหา....” เสียงของเรืองขาดห้วนหายไปในลำคอ หน้าตาแดงเรื่อจนถึงใบหู

“แล้วยังไง” รื่นเกือบจำเสียงของตัวเองไม่ได้

“จะยังไง พอเอื้อมมือเข้าไปถูกขาเท่านั้นแหละแม่ถีบโครมออกมาเลย....ตั้งแต่นั้นมา จำปาเพิ่งพูดกับฉันก่อนพี่รื่นกลับจากป่านิดเดียว”

เสียงที่พูดตะกุกตะกัก สีหน้าที่ซื่อจนดูเป็นเซ่อ ตลอดจนกิริยาตื่น ๆ ของชายร่างใหญ่ใจดี ผู้ร่วมชีวิตเร่ร่อนมากับเขาเป็นเวลาช้านาน ทำให้รื่นอดนึกขันไม่ได้ เมื่อเขายิ้มความเคร่งเครียดของใบหน้าอันเขียวไปด้วยหนวดและเคราที่ขึ้นใหม่ก็คลาย ความครุ่นคิดอันตรธานไปจากนัยน์ตา เขาวางกบเอื้อมมือไปแตะไหล่เรืองพลางบีบเบา ๆ

“สาวๆ บ้านนี้ถมไป เรือง ที่อยากได้เอ็งเป็นผัว” เขาบอก “ทำไมกลับไปชอบอีจำปา คนที่หาทองติดตัวสักเฟื้อง ก็ไม่ได้........”

“ฉันอยากได้เมีย ไม่ใช่ทอง”

“เมียที่เป็นแม่หม้าย ถูกผัวยี่เกทิ้ง”

“ผู้ชายพรรค์นั้น มันรักมันเลี้ยงใครจริงบ้างพี่รื่น?”

“แม่หม้ายที่ลูกติด รังแต่จะกวนใจ”

​“เวลานี้อ้ายหนูมันเรียกฉันลุงแล้ว อยู่ด้วยกันนานไป มันก็คงจะรักและเรียกฉันได้ว่าพ่อ”

รื่นชักมือกลับมาท้าวสะเอว แล้วถอนใจ

“ถามจริงๆ เถอะเรือง เมื่อเอ็งคิดจะมีเมียน่ะ เอ็งอยากได้อะไร?”

“ฉัน....ฉัน” สหายผู้อ่อนอาวุโสกว่ากลับตะกุกตะกักไปอีก “โร่ถามได้ พี่รื่นก็อยากได้ผู้หญิงที่จะมีลูกกะฉันได้ รู้จักตักน้ำตำข้าว เอาใจใส่บ้านเรือน ลูกผัวตามสมควร”

“พวกสาว ๆ บ้านนี้ ทำอย่างนั้นได้ทุกคน”

“แต่คงไม่เหมือนกับจำปา....”

“ที่ถีบเอ็งโครมออกมา เมื่อเวลาเลิกมุ้งคลำไปถูกขามันเข้านิดเดียว ? ที่ร้องยี่เกเมื่อเอ็งพูดถึงความรัก ? และที่เพิ่งพูดกับเอ็งก่อนข้ากลับจากป่านิดเดียว” เขาถอนใจอีก “ฟังข้าก่อนเรือง เรา....ข้า เอ็ง อ้ายแวว....รักกันมานาน ผ่านชีวิตทั้งทุกข์และสุขมาด้วยกันนาน จนรู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องคลานตามออกมา แทนที่จะเป็นเพื่อน ข้าไม่มีใคร เอ็งกะอ้ายแววก็ไม่มีใคร อย่างไรเสียเราก็แยกจากกันไม่ได้ เมื่อข้าแต่งกะสุดใจ คิดตั้งรกรากลงที่บ้านนี้ ข้าคิดด้วยว่าจะเป็นบ้านของเอ็งกะอ้ายแววต่อไป มิใช่ว่าข้าจะไม่นึกถึงเอ็ง 2 คน ข้าคิดถึง​ตลอดมาอยากให้เป็นฝั่งเป็นฝา ฐานะทัดเทียมเพื่อนบ้านทั้งหลาย ถึงได้ดูผู้หญิงที่จะให้มันสมกันสักหน่อยอย่างริ้วลูกสาวผู้ใหญ่พูน อย่างละมูลลูกสาวลุงคง ยังรออยู่ก็แต่ว่า ป้าแคล้วแกจะเห็นเป็นอย่างไร แล้วก็อยากจะให้ฐานะข้าดีขึ้นอีกสักหน่อย จะได้จัดงานให้เป็นหน้าเป็นตา บางทีอาจจะปีหน้า บางทีก็คงจะปีโน้น – –”

“แต่ฉัน....ฉันรักจำปาจ้ะ พี่รื่น” เรืองยังคงยืนกรานไม่เต็มปากคำ

ผู้หญิงอย่างจำปามีอะไรหลายอย่าง ที่ผู้ชายเราไม่สามารถจะหาจากหญิงอื่นได้ ความเข้าใจในความต้องการของผู้ชาย ความไม่เดียงสาทั้ง ๆ ที่หล่อนเป็นสาวเต็มตัว มีผัวและมีลูกแล้ว ตลอดจนความแจ่มใสร่าเริงได้อย่างบริสุทธิ์ ทั้ง ๆ ที่ในใจเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทั้งเก่าและใหม่ เปรียบเสมือนโรคติดต่อสำหรับผู้ชายทุกคนที่อยู่ใกล้ รื่นเข้าใจในข้อนั้น และเพราะว่าเข้าใจคำตอบยืนยันของเรือง จึงทำให้เขาอึดอัด หมดหนทางที่จะเจรจาเบี่ยงบ่ายอย่างไรต่อไปได้

“เอาเถอะข้าจะขอให้สุดใจเขาลองพูดดูอีกที” รื่นบอก

“สุดใจเขาเคยพูดมาแล้วไม่รู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ทั้งหมดที่จำปาตอบ ก็ได้แต่หัวเราะ – –”

​“แล้วเอ็งจะให้ข้าทำยังไง ?”

“ในบ้านนี้ ไม่มีใครที่จำปาเขาจะเชื่อถือเท่ากับพี่รื่น ออกปากสักคำเดียวแหละ อย่างไรเสียก็คงไม่ขัดขืน ฉันกะเขาก็จะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันต่อไป”

ยิ้มละไมปรากฏขึ้นที่หน้าของรื่น เมื่อได้ยินประโยคนั้น

“ทองแผ่นเดียวกัน ! เอ็งคิดว่าเอ็งกำลังพูดกับใคร ? ข้า ? หรือว่าพ่อของจำปา ?”

“เขารักและนับถือพี่รื่นเสียยิ่งกว่าพ่อ”

นั่นเป็นความจริงอีกข้อหนึ่ง ซึ่งรื่นไม่ปฏิเสธ เขารู้ว่าจำปาเชิดชูบูชาเขาเพียงใด สำนึกนั้นเรียกร้องความปรารถนาเก่า ๆ ไหลมาเทมาสู่หัวใจเขาอีกครั้ง – –ความปรารถนาซึ่งเขาพยายามยับยั้งเพราะรู้ว่ามีแต่จะพาตัวเข้าไปพัวพันกับหล่อนลึกหนักขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ

“ข้าจะลองดู เรือง ข้าจะลองดู” เสียงของรื่นเลื่อนลอยไป “เอาไว้ให้ข้ามีเวลาเจอะเขาแต่ลำพัง แต่อย่าเพ่อหวังอะไรจากข้านัก – –”

ความตื่นเต้นยินดีที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า นัยน์ตาและน้ำเสียงของเรืองเป็นที่น่าสมเพชเวทนา

​“ฉันเชื่อเหลือเกิน พี่รื่น ว่าจะสำเร็จ อย่างไรเสียก็ต้องสำเร็จ”

“อย่าเพื่อหวังอะไรจากข้านัก” รื่นทวนประโยคนั้นอีก


– ๒ –

แต่แม้บ้านจะอยู่คนละฟากรั้วเช่นนั้น ได้พบเห็นและพูดจาปราศัยกันอยู่ทุกวัน ทั้งเช้าและเย็น เขาก็ไม่มีโอกาสจะได้อยู่ร่วมกับหล่อน โดยเฉพาะแต่ลำพังสองต่อสองได้ จนกระทั่งอีกเดือนหนึ่งผ่านไป งานเก็บใบยาที่ไร่เกาะงวดสุดท้ายเสร็จสิ้นลง และฤดูเก็บแมงอีนูนมาถึงเพราะฝนเริ่มลงชุก

ทุก ๆ เย็น เกาะใหญ่ ซึ่งไร่เริ่มร้างและพงเริ่มรก เซ็งแซ่ไปด้วยชาวคลองใต้และบ้านไร่ ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ทุก ๆ เย็นเสียงเพลงเก่าๆ และแอ่วลาวล่องลอยไปในอากาศ ท่ามกลางแมงอีนูน ที่ออกจากรูบินขึ้นไปแน่นฟ้า เกาะอยู่ตามกอพงต่ำลงมาและศีรษะของผู้เก็บ สำหรับจะยัดลงไปไต่ยั้วเยี่ยอยู่ในข้องหรือหม้อตามแต่จะหากันมาได้ เพื่อเป็นอาหารคาวหรือหวานต่อไป

​เย็นวันนั้น รื่นซึ่งคอยโอกาสมาแต่บ่ายมิได้ปล่อยให้จำปาลอดสายตาเขาไปได้ ภายหลังที่นอนก่ายหน้าผากคิดด้วยความทรมานใจตลอดคืน ในที่สุดเขาก็ตกลงใจว่า ไม่มีทางใดดีกว่าจะพูดจากับหล่อนให้เป็นการเด็ดขาดลงไป

“แต่จะพูดกับเขาว่าอย่างไร ?” เขาคิด รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ด้วยความว้าวุ่นใจ เมื่อมองเห็นจำปาร่าเริง อยู่ในระหว่างเพื่อนหญิงของหล่อน ผมอันยาวสยายไปตามลมขณะที่วิ่งไปโน้มพงกอนั้น หันมาหักกอนี้เพื่อเก็บเจ้าแมลงที่เคราะห์ร้ายลงข้อง สายตาของหล่อนที่ชำเลืองมองมายังเขาคนละฟากไร่ เต็มไปด้วยความหมาย และความหวังเหมือนเด็กๆ

เขาจะพูดกับหล่อนว่าอย่างไรภายหลังจากเหตุการณ์ที่นาน้ำลาดคืนนั้น ? หล่อนและเขาอาจจะไม่ได้เอ่ยถึงมันอีกเลย ตลอดเวลากว่าปีที่ล่วงมานี้ กิริยาพาทีของหล่อนอาจจะไม่ส่อพิรุธหรือแสดงอะไรออกมา แต่จะโดยอุปาทานหรืออะไรดลใจก็ตาม รื่นรู้ดีว่า หล่อนคิดเหมือนเขา เขาและหล่อนเป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งกันและกันแล้วโดยสิ้นเชิง ทำนองเดียวกับเขาและสุดใจ

ฉันจะพูดกับเขาว่าอย่างไร ? รื่นคิดอีก นึกเกลียดเรือง เกลียดสุดใจ ตลอดจนกระทั่งตัวเอง ที่ทำให้เขาอยู่ในฐานะ​อันน่าอึดอัดเช่นนั้น มิได้เอาใจใส่กับเด็กสองคนที่วิ่งผ่านหน้าเขาไปชิงเก็บแมงอีนูน ซึ่งเกาะเป็นกะจุกใหญ่ อยู่ที่กอพงข้างหน้าหรือเสียงเพลงของพวกบ้านไร่ ซึ่งกังวานตามลมมาจาก ฟากป่าพงด้านโน้น –––

ต่อมา ทีละคนสองคนพร้อมด้วยข้องที่เต็มไปด้วยแมงอีนูน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ต่างก็เริ่มทยอยกลับเมื่อตะวันเริ่มลับยอดไม้ และความมืดเข้าปกคลุมบริเวณไร่เกาะนั้น กำลังหันรีหันขวางอยู่คนเดียว โดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จำปาซึ่งสายตามิได้ละจากเขามาแต่เย็นเหมือนกัน ก็ปลีกตัวจากเพื่อนหญิงของหล่อนเหล่านั้นผ่านมาทางเขา

“ฉันรู้แล้วละ ว่าพี่รื่นจะมาคอยพบฉัน” หล่อนว่า หันหน้าไปปลิดแมงอีนูนอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งเกาะติดอยู่กับใบพงข้างทาง โดยมิได้มองดูเขา

ฝ่ายชายเลิกคิ้ว ด้วยความประหลาดใจ

“ทำไมถึงรู้”

“ก็พี่เรืองบอกนี่ เมื่อตะกี้จะมาด้วยกันกะฉันแล้วละ แล้วยังไงไม่รู้กลับเปลี่ยนใจ”

สายตาของรื่น ชำเลืองกวาดไปรอบกาย ในเวลานั้น นอกจากเด็ก ๔–๕ คน ที่ยังวุ่นอยู่กับการวิ่งไล่เก็บแมงอีนูน ​ซึ่งหนาแน่นขึ้นทุกทีขณะที่ยิ่งใกล้มืด ด้วยความคะนองมากกว่าความต้องการ บรรดาชาวบ้านต่างลงไปที่ชายหาดเกือบสิ้นแล้ว

“เลยไปที่ไร่เก่าของเราดีกว่า จำปา” เขาบอก “ข้าจะคอยเอ็งอยู่ที่นั่น ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับจะพูดกัน–”

“เดี๋ยวฉันจะตามไป” หญิงสาวกระซิบตอบเดินกลับไปที่เก่า หล่อนก้มหน้าก้มตาสาละวนอยู่กับแมงอีนูนเหล่านั้น จนไม่รู้ว่าจะยัดลงไปในข้องอย่างไรได้ กระทั่งเพลาโพล้เพล้พลบค่ำเข้าไป และเสียงเพลงเสียงคนพูดกันเงียบลงทุกที จึงหันหลังกลับลอดรั้วก้างปลาของไร่ร้างไร่นั้น ผ่านไปตามทางเดินเท้าซึ่งยังชื้น ท่ามกลางป่าพงอันขึ้นทึบ ราวอึดใจเศษ ๆ จึงพ้นมาออกที่ไร่ซาก ซึ่งเต็มไปด้วยผักโขมและร่องมันเทศที่ขุดไปใหม่ ๆ

หล่อนหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ที่ปากทางอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีวี่แววเสียงใด จึงก้าวเข้าไป

แสงไฟบุหรี่ลุกวาบอยู่ ในความมืดสลัวของเพิงพักฟากไร่ทางโน้น หล่อนรู้ดีว่า เพราะเหตุที่ตั้งอยู่ทางริมเกาะด้านตะวันออก ไม่มีชาวบ้านคนใดเลยจะผ่านมาทางนั้น ด้านหนึ่งของมันติดชายเกาะและแม่น้ำ ขณะที่ด้านอื่นหนาแน่นไปด้วยป่าพง ซึ่งนับวันนับแต่จะทึบ จนกว่าจะหาทางเดินไม่ได้ และน้ำเหนือจะมาลบล้างไป

​หล่อนจำได้ จากกลิ่นบุหรี่ดอกปีบใบบัว ก่อนที่จะทันถึงตัวด้วยซ้ำไป ว่าเขาอยู่ที่นั่น จำปาขาสั่น ใจสั่นขณะที่ก้าวใกล้เพิงพักเข้าไป ยังไม่ทันถึงชายคาหรือปลดข้องออกจากบ่า รื่นก็โดดลงจากพื้นฟากก้าวเข้ามารวบหล่อนไว้ในอ้อมแขน

“จำปา !” เสียงห้าวของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึก “เอ็งคิดบ้างไหมว่ามันทรมานใจข้าเพียงไร ที่ต้องรอมาปีกว่า จึงถึงเวลาเช่นนี้”

“บ้านแค่รั้วกั้นเท่านั้น ฉันเองก็ไม่ได้ไปไหน พี่รื่นเองตั้งหาก ห่างเหินฉันไป” หญิงสาวพยายามหัวเราะก้มหน้าหลบหน้าอันเต็มไปด้วยเคราของเขา ซึ่งสอดส่ายลงมาหาแก้มและซอกคอ

กังวานตัดพ้อกึ่งเยาะ ๆ กึ่งยั่วเย้าของหล่อน ทำให้เขาหมดความยับยั้งชั่งใจอีกต่อไป ร่างซึ่งอบอุ่นละมุนมืออยู่ในอ้อมแขน ทำให้เขาแทบสำลักไปด้วยความปรารถนา ซึ่งท่วมท้นหัวใจขึ้นมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกครั้ง รีบปลดข้องที่คล้องบ่าหล่อนอยู่โยนทิ้งไปทางหนึ่ง ในพริบตาต่อมาจำปาก็รู้สึกตัวว่า เท้าทั้งสองหลุดจากดินและหลังสัมผัสกับพื้นฟากของเพิงพัก เสื้อชั้นในของหล่อนถูกกระชากออก และทรวงอกสัมผัสกับมือที่หยาบและใหญ่ข้างนั้น อะไร ๆ ดูเกิดขึ้นและเป็นไปมิได้ต่าง​กว่าครั้งแรกที่นาน้ำลาด เหมือนเข็มนาฬิกาหมุนกลับ และเหมือนกับเหตุการณ์คืนนั้นย้อนหลัง เพียงแต่ค่ำวันนี้อากาศอบอ้าว และดวงดาวกระจ่างฟ้า เพียงแต่ว่ากิริยาของเขา เต็มไปด้วยความอ่อนโยนแทนที่จะดุดัน และความคิดของหล่อนมิได้มืดมนไปหมดอย่างเมื่อครั้งกระนั้น

“เท่านั้นเองหรือที่พี่รื่นให้พี่เรืองบอกฉัน ว่าอยากจะพบ” จำปามองดูนัยน์ตาซึ่งเป็นประกายของเขา

“เปล่า–เปล่า ข้าไม่ได้ให้มันไปบอก แล้วก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้”

แม้จะเป็นในที่มืดสลัวใต้หลังคาเพิงพัก ยามเข้าไต้เข้าไฟ สายตาและความรู้สึกอันเร็วของหล่อน ก็อดสังเกตเห็นไม่ได้ว่า สีหน้าและกิริยาของเขาผิดปรกติไป

“อะไรกันจ๊ะ พี่รื่น ?”

“อะไร จำปา ?”

“ฉันรู้ว่าพี่รื่นมีอะไรอยู่ในใจ เราอาจจะไม่ได้พบกันอย่างนี้มาปีกว่า แต่ฉันรู้ดีว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งตลอดเดือนที่แล้ว และสองสามวันหลังนี้ บอกฉันเถอะว่ามีอะไร ? เกี่ยวกับสุดใจ ? หรือว่าเกี่ยวกับฉัน?”

เขาอาจจะเกลียดหล่อนในการที่เอ่ยเรื่องนั้นขึ้นมาใน​เวลาเช่นนี้ แต่ในทันทีที่หล่อนเอ่ยถึงเรื่องนั้น ความปรารถนาอันร้อนแรง และความคิดที่มืดมนอนธกาลก็ค่อยคลายเป็นเยือกเย็นและแจ่มกระจ่าง รื่นเผยอศีรษะขึ้นชักศอกหนุนฝ่ามือ มองหน้าหล่อนแล้วก็ถอนใจ

“เอ็งคงไม่คิดว่าข้าเป็นคนใจร้าย หรือผู้ชายอสัตย์ ไม่ใช่หรือจำปา ถ้าจะบอกว่า นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้พบกันอย่างนี้”

นัยน์ตาหล่อนที่มองดูเขายังแจ่มใสเหมือนดวงดาว ริมฝีปากที่เผยอยิ้มยังคงบรสุทธิ์เหมือนเด็ก ๆ เพียงแต่เสียงที่เอ่ยถามเท่านั้น ฟังดูสั่นและห้าวไป

“เพราะอะไรกัน พี่รื่น ?”

“เพราะ – –” เอ่ยได้เท่านั้นเขาก็นิ่ง

เป็นการสุดวิสัย ที่เขาจะอธิบายให้หล่อนเข้าใจอย่างแจ้งชัดได้ว่า เพราะอะไร ? ในเมื่อความรัก ความบูชาและความซื่อสัตย์ของหล่อนยังเป็นประจักษ์พยานอยู่– ความรักที่ไม่ต้องการตอบแทน ไม่ต้องการหน้าตา ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น นอกจากความแน่ใจว่า หล่อนยังเป็นที่ต้องการของเขา

“เพราะพี่รื่นเกิดความเบื่อหน่าย เพราะเกรงว่าสุดใจเขาจะจับได้ เพราะกลัวว่าต่อไปเกิดมีลูกขึ้นมาพี่รื่นจะต้องรับ​ภาระใช่ไหมล่ะ” จำปาพูดต่อไปช้า ๆ ศีรษะของหล่อนหนุนอยู่บนฝ่ามือที่ประสานกัน นัยน์ตาหันจากเขาไปเพ่งจับอกไก่ของหลังคาเบื้องบน “ฉันเคยคิดล่วงหน้าถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยคิดว่ามันจะมาถึงเร็วอย่างนี้ ภายหลังที่ฉันเป็นเมียพี่รื่นเพียงสองหน – –”

“จำปา – ”

“ฉันเคยคิดแต่ว่า พี่รื่นจะไม่เหมือนผู้ชายคนอื่น” หญิงสาวพึมพำต่อไป ทรวงอกซึ่งขาวโพลนอยู่ในที่มืดสะท้อนขึ้นลง เสียงที่พูดมิได้แสดงความขมขื่น หรือน้อยเนื้อต่ำใจแต่ประการใด หล่อนพูดเรียบ ๆ สม่ำเสมอเป็นปกติ เหมือนข่าวร้ายหรือความผิดหวัง เป็นเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมาเสียจนเคยชิน รื่นรู้สึกเสียวแปลบเข้าหัวใจ เมื่อได้คิดถึงข้อนั้น “แต่พี่รื่นคงจะมีเหตุผลพอ ฉันจะไม่ซักถามหรอกว่ามันเรื่องอะไร เพราะว่าฉันรักพี่รื่นมากเกินไป ฉันจะไม่ขัดใจพี่รื่นเลย ว่ามาอย่างไรฉันจะทำตามทั้งนั้น – –”

หล่อนลุกขึ้นนั่งดึงเสื้อชั้นในปกปิดทรวงอกซึ่งล่อนจ้อน ถอนใจแล้วก็เอ่ยขึ้นอีก

“เท่านั้นไม่ใช่รึ พี่รื่น ?”

ฝ่ายชายซึ่งนิ่งเงียบอยู่ตลอดเวลา หันไปมองดูหน้าหล่อนช้าๆ

​“มันไม่ใช่เท่านั้น จำปา” เขาบอก “เอ็งเข้าใจผิดทั้งเพ มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าข้าเบื่อหน่าย มันไม่ใช่เพราะกลัวสุดใจเขาจะจับได้ หรือต้องรับเลี้ยงดูลูกของข้า ถ้ามันจะมีกะเอ็งขึ้นมาเมื่อไร คนอย่างอ้ายรื่นไม่ใช่ผู้ชายที่จะเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างนั้น” เขาเอื้อมมือไปจับแขนหล่อนกระชากร่างนั้นเข้ามาหาอย่างดุดัน “จำได้ไหมจำปา ว่าคืนนั้นข้าพูดกับเอ็งไว้อย่างไร ? ข้าอาจจะรักสุดใจ รักเขาตลอดไป แต่ข้าต้องการเอ็ง อยากได้เอ็ง...อย่างที่ไม่เคยอยากได้ใคร !”

จูบหนัก ๆ หลั่งลงที่แก้ม ที่ไหล่ ซอกคอ และทรวงอกของหล่อนอีก ท่ามกลางเสียงพึมพำซึ่งฟังไม่ได้ความของเขา จนกระทั่งได้ยินเสียงจำปาร้องเบา ๆ จึงได้คลายแขนออก ถอนใจยาว และนิ่งไปนาน

เมื่อเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เสียงนั้นค่อยสงบเป็นปกติขึ้น

“แต่ถึงอยากได้เอ็งเพียงไร มันก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้ เอ็งคงจะเป็นเมียข้าลับ ๆ อย่างนี้ต่อไป มีลูกออกมาหาพ่อไม่ได้ อย่างริ้ว อย่างมะลิ เอ็งชอบชีวิตอย่างนี้หรือ จำปา ?”

“เพียงแต่รู้ว่าพี่รื่นยังอยากได้ฉัน ต้องการฉันเท่านั้น ถึงจะอยู่ไปโดยไม่ได้พบได้พูดกันอย่างนี้ ฉันก็มีความสุขแล้ว” หล่อนตอบ ซบศีรษะซุกอยู่กับไหล่ของเขา

​ฝ่ายชายได้ฟังก็ถอนใจ

“งั้นก็พอจะพูดกันได้ง่ายเข้า”

“พูดอะไรจ๊ะ พี่รื่น ?” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอีก

“เรื่อง...เรื่องที่ทิดเรืองเขาบอกว่า ข้าอยากจะพูดกับ เอ็งน่ะแหละ” เสียงของเขาเริ่มตะกุกตะกัก “เรืองมันอยากได้เอ็งเป็นเมีย...”

“พี่รื่น !”

“อย่าเพิ่งพูดอะไร จำปา ฟังข้าต่อไปก่อน ข้ารู้ดีว่าเราเคยพูดกันมาหนหนึ่งแล้วที่นาน้ำลาด แล้วเอ็งก็ร้องไห้ แล้ว.......แล้วข้าก็ได้เองตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลาปีกว่าแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าเรืองคงจะลืมกระมัง แต่มันไม่ยักลืม พอกลับมาจากโป่งน้ำร้อนคราวนี้ก็ออกปากทันที ขอให้ข้าช่วยพูดอีก เอ็งจะให้ ข้าทำยังไง จำปา....ทิดเรืองเป็นเพื่อนแล้วก็เป็นคนที่ไม่มีใครจะซื่ออย่างมัน ไม่มีใครจะขยันขันแข็งเหมือนมัน ข้าบอกแล้วว่า ผู้หญิงบ้านนี้มันอยากได้ใครขอให้บอกเถอะ ข้าจะขอให้ แต่มันไม่อยากได้ใคร จำปา...มันอยากได้เอ็ง !”

หล่อนถอนใจ กลับซุกศีรษะกับไหล่ของเขาต่อไปอีก

“ฉันรู้พี่รื่น ว่าพี่เรืองเป็นคนดี ถึงอ้ายหนูก็มีความรักเขามาก แต่ – – แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อฉันไม่รักเขา”

​“เพราะอะไรกันจำปา ?”

“เพราะว่าฉันรักพี่รื่น” หล่อนตอบง่าย ๆ

รื่นถอนใจ “ฟังก่อน จำปา ข้ารู้ดีว่าเอ็งรักข้า แต่อย่าลืมว่า ถึงอย่างไร ๆ เราก็อยู่กันอย่างออกหน้าออกตากันไม่ได้ ป้าแคล้วแกฉีกอกเอ็งตาย เพราะฉะนั้นอย่างมากก็ได้แต่จะลักขโมยเขากินอย่างนี้

“ฉันไม่มีความรังเกียจเลยในข้อนั้น”

“แต่มันเกี่ยวกับอนาคตของเอ็ง จำปา....เอ็งกะอ้ายหนู ลูกเอ็งซึ่งต้องการคนปกป้องรักษาเลี้ยงดู ให้มีหน้ามีตาอย่างคนอื่นเขาต่อไป ได้กะทิดเรืองเอ็งก็ได้หัวหน้าบ้าน อ้ายหนูก็ได้พ่อใหม่สำหรับที่จะเป็นที่พึ่งอาศัยกันต่อไป”

“แต่ฉันไม่รักพี่เรืองเลย” หล่อนยืนยัน

“อยู่กินกันนานไปเอ็งก็อาจจะรู้จักมันขึ้นได้ ผู้ชายอย่างทิดเรืองไม่ใช่เป็นการลำบากยากเย็น อะไรนักหนาที่ผู้หญิงจะรู้จักรักมัน”

“ถึงฉันได้กะพี่เรือง ก็ทิ้งพี่รื่นไม่ได้ จะให้ฉันทำอย่างไรในเวลาคิดถึงพี่รื่น”

“บ้านแค่นั้นเอง เห็นกันอยู่ทุกวัน ไปมาหาสู่ได้ทุกวัน”

​“แต่ฉันอยากพบพี่รื่นอย่างนี้ จะเป็นเดือนละครั้งหรือปีละหนก็ไม่ว่า ไม่งั้นคงเป็นบ้าตาย – –”

หล่อนกอดเขาไว้แน่น ดวงหน้าเกลือกกลิ้งอยู่กับไหล่ รื่นได้ยินเสียงสะอื้นกระซิก น้ำตาหยดหนึ่งหยาดแหมะลงมาต้องมือของเขา หัวใจที่เย็นยะเยือกก็กลับผะผ่าวขึ้นมาอีกด้วยความปรารถนา เขาพยายามสะกดใจ กรามทั้งสองขบกันแน่น แล้วก็คลายมือที่กุมแขนหล่อนอยู่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ

“ได้กับทิดเรืองแล้วเมื่อไร เราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก จำปา” เขาพูดเบา ๆ

“เท่านี้ก็เห็นได้ว่า พี่รื่นไม่อยากได้ฉันอีกเลย – – ต้องการจะผลักฉันไปให้พ้นเท่านั้น”

“เอ็งยังไม่เข้าใจ จำปา” เขาพยายามอธิบาย “ทิดเรืองกะข้าเป็นเพื่อนกันยิ่งกว่าพี่กว่าน้อง ผู้ชายอย่างข้าไม่ทรยศต่อเพื่อนอย่างนั้น ถึงผู้หญิงอย่างเอ็งก็คงไม่ทรยศต่อผัวอย่างมัน”

“แต่เราเป็นผัวเมียกันแล้วนี่พี่รื่น ถึงจะไม่มีใครรู้พี่รื่นก็ยังเป็นผัวฉันอยู่”

เขาถอนใจส่ายหน้าไปมาช้า ๆ “ในทันทีที่เอ็งเป็นเมียทิดเรือง เราจะต้องเลิกติดต่อ​กันอย่างนี้ จำปา เอ็งจะต้องเป็นเมียของมันต่อไปคนเดียว คิดถึงข้าอย่างพี่หรืออย่างชู้ที่เคยรักกันมาก่อนแต่อย่าคิดอย่างผัว”

“ฉันทนไม่ไหว...”

“ไหนเอ็งว่ารักข้า จำปา ไหนเอ็งว่า เพียงแต่รู้ว่าข้ายังอยากได้เอ็ง ต้องการเอ็งเท่านั้น ถึงจะอยู่ไปโดยไม่ได้พบกันพูดกันอย่างนี้ ก็มีความสุข ไหนเอ็งว่าข้าบอกยังไงเอ็งจะทำตามนั้น อย่าลืมจำปา ข้าต้องการเอ็งเสมอ....”

“แต่พี่รื่น ก็จะยกฉันให้พี่เรือง” เสียงหญิงสาวอ่อนลงไป

“อ๋อ นั่นเพื่อความเจริญสุขและปลอดภัยของเอ็งกะอ้ายหนูลูกเอ็งข้างหน้าหรอกนะ เอ็งรักมันมากเหมือนกันไม่ใช่หรือจำปา อ้ายหนูน่ะ ?”

“จ๊ะ รัก ถึงมันจะมีพ่อเป็นอ้ายยี่เก”

“ดีละ งั้นก็เชื่อข้า ได้เสียกะอ้ายเรือง –– เรื่องการสู่ขอหรือตกแต่ง ข้าจะให้ป้าแคล้วเป็นธุระให้เอง ตกลงไม่ใช่หรือจำปา ?”

อาการเงียบเป็นคำตอบของหล่อน จำปาได้แต่ถอนใจยาว นิ่งอยู่นาน ครั้นแล้วก็ผวาเข้ากอดไว้ใหม่

“ฉันคงจะคิดถึงพี่รื่นขาดใจตาย” หล่อนสะอื้น “เวลา​เขากอดจะคิดว่าพี่รื่นกอด เวลาเขาจูบ จะคิดว่าพี่รื่นจูบ แต่ฉันไม่อยากได้ลูกกะใคร– ฉันอยากได้ลูกกะพี่รื่น”

“จำปา !”

ความปรารถนาซึ่งคุกรุ่นอยู่ภายในหลุดพ้นออกมาจากความควบคุมอีกครั้ง ท่ามกลางความมืดของเพิงพักนั้น รื่นไม่สามารถจะมองเห็นอะไรได้ นอกจากนัยน์ตาคู่หนึ่งซึ่งลุกวาว อกที่ขาวสล้าง และริมฝีปากที่เผยอ เขาไม่ได้ยินเสียงอะไร นอกจากลมหายใจตะกุกตะกักของหล่อน เสียงถอนใจแรงของเขา แมงอีนูนที่บินว่อนออกจากข้อง ซึ่งฝาเปิดกลิ้งอยู่กับพื้นดิน และลมที่พัดยอดพงข้างเพิงพักสะท้านไหว เขาไม่ได้ยินอะไร และไม่ได้เอาใจใส่อะไร จนกระทั่งสายเสียแล้ว เมื่อเสียงร้องเบา ๆ ปรากฏขึ้นที่รั้วไร่ และเสียงฝีเท้าของคนวิ่งตึก ๆ ออกไป––

“อะไร ?” จำปาผลักเขาไปทางหนึ่ง รีบลุกขึ้นนั่ง

“เสียงลมละมัง !” รื่นกระซิบ

“ไม่ใช่ ฉัน––ฉันได้ยินเสียงคนร้อง” จำปายืนยัน มือที่จับแขนเขาเริ่มสั่น “เสียงผู้หญิงแล้วก็เสียงคนวิ่ง”

“เหลวไหล !” รื่นหัวเราะ “ข้าได้ยินแต่เสียงลมพัด แล้วก็พงหัก” เขาเอื้อมมือไปโอบไหล่หล่อนอีก แต่จำปา​ถอยออกห่าง พลางรีบสวมเสื้อแล้วเสยผม

“ไปเถอะพี่รื่น” หล่อนบอก “รู้ไหมว่าเดือนเกือบขึ้นแล้ว คืนนี้แรมสองค่ำ”

ท่ามกลางแสงสลัวของดวงดาวบนท้องฟ้าซึ่งกระจ่าง รื่นกระโดดลงไปข้างล่าง แล้วก็ยื่นมื่อขึ้นไปรับหล่อน ความเร่งร้อนของจำปาที่จะรีบกลับ ทำให้หล่อนและเขาลืมข้องใบนั้น มันคงกลิ้งอยู่ใต้พื้นเพิงพักอย่างเมื่อรื่นเหวี่ยงลงไป แมงอีนูนไต่ออกมาถึงปากข้องที่ปราศจากฝาปิดทีละตัวสองตัว แล้วก็บินวู่ไปสู่อิสรภาพที่มันแสวงหา และท้องฟ้าซึ่งสว่างขึ้นทุกขณะ เมื่อพระจันทร์ต้นแรมโผล่ขึ้นมา แดงจ้า และสุกปลั่ง เหมือนขอบกระด้งทอง


– ๓ –

สุดใจหน้าซีดเหมือนคนตาย มือเท้าเย็นเฉียบเหมือนถูกผีหลอก วิ่งออกมาจากที่นั้นราวกับปีศาจทั้งฝูงกำลังไล่ หล่อนไม่แลเห็นอะไร นอกจากความมืดมิด ในสมองที่ปั่นป่วน ไม่รู้สึกอะไร นอกจากความเจ็บแปลบปลาบในทรวงอก​ที่ว่างเปล่า ความตั้งใจอย่างเดียว อยู่ที่จะหนีออกมาเสียให้พ้นจากที่นั้นโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้

หล่อนวิ่งไป –– วิ่งไป และวิ่งไป มิได้เอาใจใส่ต่อกอพงที่เข้าปะทะร่าง ใบอันคมของมันปะทะหน้าตา ล้มลุกคลุกคลานแล้วก็ลุกขึ้นมาวิ่งต่อไปใหม่ เหนือพื้นไร่อันเต็มไปด้วยหนามผักโขมและผักเสี้ยนผี ตามทางที่ลื่น ชื้นแฉะ และอบอ้าว ความบาดเจ็บที่ได้รับจากหนามตำ และใบพงบาดมีความหมายอะไร เมื่อหัวใจเต็มไปด้วยความปวดร้าว แข้งขาและหัวเข่าถลอกปอกเปิกมีความหมายอะไร เมื่อร่างกายชาไป เพราะเสียงนั้นยังติดหู และภาพนั้นยังติดตา

หล่อนตามเขามาเพราะเห็นผิดเวลา เพื่อจะเร่งให้กลับบ้าน ความระแวงแคลงใจมิได้อยู่ในความคิดจนนิดหนึ่ง ว่าจะได้พบเหตุการณ์เช่นนั้น ชั้นแรกเข้าใจว่าตาฝาด และอุปทานทำให้รู้สึกได้ยินไปเอง แม้กระทั่งแว่วเสียงที่กระเส่าสั่น จำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงใคร หล่อนก็ยังไม่ระแวงอยู่นั่นเอง จนในกาลต่อมา – –

หล่อนมุดป่าพงที่ปกคลุมอยู่เหนือทางลงจากไร่เกาะต่อไป จนกระทั่งถึงหาดทราย ซึ่งสว่างจ้าไปด้วยแสงจันทร์ จึงได้หยุดอยู่หน่อยหนึ่งหอบหืดแทบหายใจไม่ออก ลมเย็นที่พัด​มาจากแม่น้ำทำให้นัยน์ตาอันฝ้าฟางค่อยแจ่มใส และความคิดจิตใจที่สับสนอลหม่านค่อยควบคุมกันติด

รื่นและจำปา ! ใครเลยจะคิดว่ามันจะเป็นไปได้ชั่วชีวิตของสุดใจ ไม่มีใครเลยจะมีความหมายแก่อนาคตและโลกความฝันของหล่อนเท่ากับหญิงชายคู่นั้น

“ฉันหรือรักเขายังกะอะไร” หล่อนคิด ออกเดินต่อไป เลื่อนลอยและปวดร้าว จนกระทั่งไม่รู้ว่าถึงชายหาดแต่เมื่อไร และท่องน้ำข้ามไปถึงชายหาดฝั่งตรงข้ามได้อย่างไร

เรื่องชู้สาวอาจจะเป็นของธรรมดาสามัญมาแต่ไหนแต่ไรสำหรับชาวบ้านไร่และปากคลอง แต่ผู้หญิงอย่างสุดใจ เกิดและครองชีวิตมาในครอบครัวที่ถือศรัทธาในความซื่อตรงของมนุษย์และความบริสุทธิ์ของความรักเกินไป จนยากที่จะอดสะเทือนใจไม่ได้เมื่อประสบเข้ากับตนเอง

หล่อนคิดว่าอาจจะให้อภัยได้ในการกระทำของรื่น ถ้าเป็นผู้หญิงอื่น เพราะรู้ดีว่า ชีวิตของเขาผ่านอะไรมาบ้างก่อนที่จะแต่งงานอยู่กินกับหล่อน และแสลงใจเพียงใดก็ตาม หล่อนคงจะพยายามคิดเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไป อย่างที่เป็นประเพณีมาช้านานนักหนาในตำบลนั้น ชั่วเวลาไม่ช้านานคงจะลืมได้ แต่จำปา ! ในบรรดาคนบ้านไร่และปากคลอง––​ในบรรดาผู้หญิงทั้งกำแพง ในบรรดาผู้หญิงทั้งโลก––

ทำไมจะต้องเป็นจำปา !–––ผู้ที่แม้หล่อนจะรักและศรัทธายิ่งกว่าเพื่อน ยิ่งกว่าพี่ ยิ่งกว่าน้อง ทั้งปากคลองและบ้านไร่ก็มองด้วยสายตาอันดูหมิ่น ? คนทั้งปวงจะพูดกันอย่างไร ? ใคร ๆ จะคิดถึงเรื่องของหล่อนด้วยความรู้สึกอย่างไร ?

เดินไปท่ามกลางหาดทรายที่สว่างว่างเปล่า และเงียบเชียบ ความคิดของหล่อนมิได้พ้นไปจากปัญหาเหล่านั้น และเป็นครั้งแรกในชีวิต สุดใจรู้สึกตื้นตันคอหอย เมื่อได้คิดว่าความอ่อนหวานของความรักอาจเป็นความระทมขมขื่นของยาพิษได้เพียงใดเมื่ออะไรเกิดผิดพลาดไป – ถูกหักหลังและทรยศ !

เมื่อถึงหน้าท่า หล่อนนั่งพักอยู่นานที่ตีนบันได เพื่อสะกดอกสะกดใจและคิดว่า จะทำอย่างไรต่อไปกับกาลอนาคต

“ฉันจะเผชิญหน้าเขาต่อไปได้อย่างไร ?” หล่อนคิดอีก หมายถึงรื่นและจำปา

ชีวิตอันผาสุกของหล่อน จะมาลงเอยเพียงเท่านี้เองหรือ ? สุดใจมองไม่เห็นอะไรในวันรุ่งขึ้น นอกจากความขมขื่นและผิดหวัง โลกนี้มีแต่จะเต็มไปด้วยความน่าเกลียดสพึงชัง ทุกคนก็จะมีแต่ความน่ากลัว ทุกใบหน้าจะมีแต่ยิ้มหวัวและเย้ยหยัน

​ฉันจะทนดูเขาอยู่ได้อย่างไร ? ความคิดของหล่อนไม่พ้นกระทู้ถามข้อนั้นไปได้ แต่ทั้งปากคลองและบ้านไร่ก็อยู่กันมาแล้วเช่นนั้น กำลังอยู่กันอย่างนี้และจะอยู่กันต่อไปในวันข้างหน้า ทุกคนอาจจะซุบซิบนินทายิ้มหวัว แต่ทุกคนก็เห็นเป็นธรรมดา รื่นและจำปาเป็นอะไรมาหนักหนาที่จะผิดแปลกแตกต่างไปกว่าคนทั้งปวง หล่อนเองเป็นอะไรมาหนักหนาที่จะสามารถครองรักของผู้ชายอย่างเขาไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้แต่คนเดียว ชาวบ้านไร่และปากคลองอยู่กันมาแล้วอย่างนั้น และเขาจะอยู่กันต่อไป จะโดยมีหล่อนร่วมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม จะมีรื่น มีจำปาอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม

หล่อนลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เหน็ดเหนื่อยและอิดโรย แต่ก็ตกลงใจเด็ดขาดว่าจะปฏิบัติตนต่อไปอย่างไร แสงได้ยังลุกสว่างอยู่ที่ระเบียงเรือนป้าแคล้ว เมื่อหล่อนก้าวเข้าประตูรั้วบ้านไป เรืองและแววก็อยู่กันที่นั่นพร้อมหน้า เป็นคราวเคราะห์ดีอยู่อย่างหนึ่ง ที่ลูกของหล่อนนอนหลับแล้ว สุดใจล้างเท้าขึ้นบันไดเรือนของหล่อน เสียงป้าแคล้วก็ร้องถามออกมา

“ทิดรื่นมันกลับแล้วหรือใจ ?”

“กำลังตามมาข้างหลังกับจำปาจ้ะ”

​หล่อนอดรู้สึกประหลาดใจตนเองไม่ได้ ที่รู้สึกว่าเสียงที่ตอบเป็นปกติ มิได้แสดงความรู้สึกหรือสำเนียงผิดแปลกออกไป ป้าแคล้วจะต้องไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงเรืองและแววก็เช่นเดียวกัน อย่างเทวรูปที่บูชาสักการะของหล่อน รื่นได้เป็นมาแล้ว และอย่างเทวรูปของหล่อนเขาจะต้องเป็นต่อไป แม้จะเป็นเทวรูปที่ไม่มีระแคะระคาย นอกจากหล่อนคนเดียวว่าปั้นด้วยโคลน หล่อนจุดไต้เข้าครัวดูแลสำรับกับข้าวที่จัดไว้อีกครั้ง เห็นยังเรียบร้อยดีก็กลับออกมาโดยมิได้แตะต้อง ปักไต้ไว้ที่ระเบียง แล้วก็เข้าห้อง และล้มตัวลงนอนข้าง ๆ ลูก ลืมตาโพลงอยู่ในที่มืด

ชั่วครู่ใหญ่ ๆ ต่อมา เสียงรื่นและจำปาจึงปรากฏขึ้นที่บ้านป้าแคล้ว ร้องตอบคำถามของเรืองและแววเป็นปกติราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“คอยกินแมงอีนูนของรื่นกะจำปา จนบ้านอื่นเขาคายกากไปหมดแล้วลามัง ? แววบ่น

เปล่า ทั้งสองคนไม่ได้แมงอีนูนติดมือมาจนตัวเดียว

“ข้องหลุดจากมือข้า อีตอนข้ามน้ำมาจวนจะถึงหาดอยู่แล้ว ชวดหมดทั้งแมงอีนูนทั้งข้อง” รื่นอธิบาย

สุดใจ อยากจะร้องค้านออกไปด้วยความคั่งแค้นที่เดือด​พล่านขึ้นมาอีก แต่แล้วก็ระงับเสียได้ หล่อนนอนนิ่ง ฟังการโต้ตอบระหว่างรื่นกับสองสหายของเขาต่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงล้างเท้า เสียงขึ้นบันไดมาบนนอกชาน แล้วก็เสียงร้องเรียกเบา ๆ เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบก็เข้ามาหยุดมองอยู่ที่หน้าประตูห้อง นั่งอยู่ครู่หนึ่งจึงกลับออกไปอีก ได้ยินเสียงเขาอาบน้ำ ผลัดผ้าแล้วก็กลิ่นควันบุหรี่ดอกปีบ รื่นนั่งอยู่นานที่ชานระเบียง ยังมิได้เข้าครัว มิได้แตะต้องข้าวปลาอาหาร ครั้นแล้วก็ชักบันไดเรือน ดับไต้ เข้าห้องและปิดประตูลงกลอน

ในท่ามกลางความมืดสนิทของห้องนั้น นอกจากแสง จันทร์ที่ส่องเป็นลำ เข้ามาทางหน้าต่างหัวนอนทาบอยู่กับหิ้งพระ สุดใจได้ยินเสียงเขาถอนใจแรง เมื่อล้มตัวลงนอนคนละฟากข้างลูกน้อย อาการนิ่งและพลิกตัวกระสับกระส่ายของเขาทำให้หล่อนอึดอัด บรรยากาศรอบ ๆ กายรู้สึกเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เขารู้ว่าหล่อนยังไม่หลับ แต่เขาก็ไม่เรียกอีก และจากการนิ่งเงียบนั้นเองหล่อนก็รู้ว่า เขารู้ว่าหล่อนรู้ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วบนเพิงพักกลางไร่ซาก พลบค่ำคืนนั้น

เด็กน้อยละเมอออกมาเบา ๆ ขณะที่พลิกตัว เสียงละเมอของแกนั่นเอง ดูเหมือนจะทำให้ความเคร่งเครียดของ​บรรยากาศที่เป็นอยู่ในห้องค่อยคลายลง รื่นเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก เลื่อนลอยและเต็มไปด้วยความรู้สึก

“กลับมาถึงบ้านนานแล้วหรือ สุดใจ ?”

“เมื่อกี้นี้เหมือนกัน” หล่อนพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น จนกระทั่งต้องหยิกต้นแขนตัวเองเล็บจิกลงไปในเนื้อ “ก่อนหน้าพี่รื่นนิดเดียว”

เขากลับนิ่งไปอีกและนิ่งอยู่นาน เสียงพลิกตัวและถอนใจแรงเท่านั้นที่ปรากฏในห้องอันมืดและเงียบ

“ทำไมโกหกกับพวกนั้นว่า มาด้วยกันจากไร่เกาะ ?” รื่นเอ่ยขึ้นอีก

“ฉันไม่ได้โกหก ฉันรู้ว่าพี่รื่นกำลังตามหลังฉันมา”

“ทำไมไม่บอกเสียด้วย ว่าเจอะข้ากะจำปาอย่างไรที่ไร่ ?” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นในตัวเอง

สุดใจกัดฟันเพื่อสะกดกลั้นวาจาที่จะลั่นออกไป ตลอดเวลาเหล่านี้หล่อนพยายามที่สุดที่จะไม่พูดไม่เอ่ยถึงนามของเพื่อนหญิงผู้นำทุกข์มาให้หล่อนเป็นคนแรก............จำป่าผู้หล่อนไม่เคยรักเพื่อนคนใดเหมือน หล่อนคิดและตกลงใจว่า จะรอจนกว่าความสะเทือนใจที่ได้รับมาสด ๆ ร้อน ๆ จะค่อยลางเลือนเจื่อนจางไปจากความรู้สึกและทรงจำเสียก่อน จึงจะพูดจากับ​เขาโดยละม่อม แต่รื่นกลับทำให้หล่อนเปลี่ยนความคิดนั้น หล่อนนิ่งอยู่นานเพื่อควบคุมสติและสัมปชัญญะ

“มีความจำเป็นอะไรพี่รื่น ที่จะมารื้อฟื้นเรื่องที่ควรจะอยู่ในป่าช้าขึ้นมาให้ใครๆ เขารู้ ใครๆ เขาเห็น ?”

เขาไม่ตอบว่ากระไร นอกจากพลิกตัวและถอนใจแล้วก็นอนนิ่งไปอีก ลำแสงเดือนที่เลื่อนต่ำลงมาทำให้เห็นเงาเสี้ยวหน้าของเขาได้ถนัด รื่นนอนหงายแหงนขึ้นดูหลังคาเฉยอยู่เหมือนกำลังหลับ แต่หล่อนก็รู้ว่าเขาตื่นอยู่ทั้งกายและใจ

“เอ็งจะทำอย่างไรต่อไป สุดใจ ?”

“ทำอะไรกันจ๊ะ พี่รื่น ?”

“เรื่องของข้ากับจำปาซิ” เสียงนั้นขุ่นและขมขื่นไม่หาย “ภายหลังที่สะกดรอยตามไปดูมาเห็นแก่ตาแล้ว–– อย่าโกหก ว่าคนที่หนีมาจากไร่ไม่ใช่เอ็ง!

“ฉันไม่โกหก แต่ฉันไม่ได้สะกดรอยคอยตามพี่รื่นกะเขาไป เห็นหายไปนาน จึงไปตามกินข้าวตังหาก” ความคั่งแค้นเพราะความรักประดังขึ้นมาอีกจนทำให้เสียงเริ่มสั่น “พี่รื่นอยากรู้นักรึ ว่าฉันจะทำอย่างไรต่อไป?”

หล่อนหยุดนิ่งอยู่หน่อยหนึ่ง หันหน้าเข้าข้างฝาคอยฟังอยู่นาน เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบจึงได้เอ่ยต่อ “ฉันจะบอก​ให้รู้ว่าฉันจะทำอย่างไร จะอยู่ไปอย่างนี้แหละ พี่รื่นอยากได้เขาเป็นเมียอีกคนก็ตามใจ ไม่ว่าไม่กล่าวอะไรทั้งนั้น”

นั่นมิใช่คำตอบที่เขาคิดจะได้ยินจากหล่อน รื่นนอนนิ่ง มือข้างหนึ่งก่ายหน้าผาก หมดหนทางที่จะพูดต่อไป ไม่มีกะใจที่จะเอ่ยอะไรอีก แสงเดือนเคลื่อนที่ต่อไป คลานตามพื้นห้องมาจนกระทั่งส่องต้องหน้าลูกน้อย ซึ่งหลับพริ้มอยู่เต็มที่

“พี่รื่น” สุดใจเอ่ยขึ้นอีก หลายอึดใจต่อมา

“ฮึ” สามีมิได้เปลี่ยนอิริยาบถ

“เรื่องมันเกิดมาแต่เมื่อไหร่ ?”

“เรื่องอะไร ?”

“พี่รื่นกะจำปาซิ” กระแสเสียงของหล่อนเริ่มสั่นอีกด้วยโทสะ “เรื่องอย่างที่เกิดในไร่เมื่อตอนหัวค่ำน่ะ––”

“ตั้งแต่ปีกลาย เมื่อออกไปเกี่ยวข้าวด้วยกันที่นาน้ำลาดคราวนั้น”

“ตกลงตลอดเวลาเหล่านั้น พอลับหลังฉัน จำปากะพี่รื่นก็ลักลอบพบกันเรื่อยมา ไม่ได้คิดเลยว่าใครเขาจะพูดกันอย่างไร ไม่ได้นึกถึงเลยว่ายังมีฉันโทนโท่อีกทั้งคน––”

“เปล่า ตั้งแต่คราวนั้น เพิ่งได้พบกันนี่อีกหนเดียว แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจ––”

​อาการนิ่งไปของหล่อนบอกเขาว่า เหลือวิสัยที่สุดใจจะเชื่อได้

“เป็นความสัตย์ สุดใจ” เขาคงพูดต่อไป “ข้าพบกับจำปาครั้งนี้ เพื่อบอกกับเขาว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปมันก็จะได้กับอ้ายเรือง เราตกลงกันเรียบร้อยแล้วในข้อนั้น––”

สุดใจนิ่งไปนานเมื่อเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เสียงของหล่อนอ่อนใจ เหน็ดเหนื่อยและอิดโรยเหมือนเดินทางมาแต่ไกล

“พี่รื่นตั้งใจจะบอกฉันว่า จำปาเขาจะยอมแต่งกะพี่เรืองภายหลังที่เกิดเรื่องอย่างนั้นแล้ว ? – – – ภายหลังที่เขาเป็นเมียพี่รื่น ?”

“อย่าพูดอย่างนั้น สุดใจ” เสียของเขาปวดร้าว พลิกตัวกลับมาหาหล่อนอย่างกระสับกระส่าย “ในโลกนี้เมียข้ามีคนเดียว คือเอง สุดใจ ผู้หญิงอื่น ๆ นอกนั้นเพียงแต่ผ่านเข้ามาในชีวิตข้า แล้วก็ผ่านไป บ้างเหมือนฝันดี บ้างเหมือนฝันร้าย เป็นเพียงอารมณ์ชั่วแล่นเกิดแล้วก็หาย ไม่มียืดเยื้อจีรังอะไรเหมือนความรักเอง” เขามิได้เอ่ยถึงจำปา เพราะรู้ตัวดีอยู่ว่า การสงเคราะห์หล่อนรวมอยู่ด้วยในบรรดาหญิงเหล่านั้น​เพียงแต่จะเป็นการมดเท็จตนเอง ผู้หญิงอย่างจำปาเต็มไปด้วยความปรารถนาเกินไป ยึดเหนี่ยวใจเกินไปที่ผู้ชายคนใดพบหล่อน รู้จักหล่อนแล้วจะลืมได้ง่าย ๆ

“เชื่อข้าดีกว่า สุดใจ” เขาบอกอีก “หัวใจข้าไม่มีใครจะแทนเอ็งได้”

“แต่เขาก็เป็นเมียพี่รื่นมาแล้วถึงสองครั้ง ใครจะไปรู้ว่าเขาจะเป็นเมียพี่รื่นต่อไปอีกกี่หน จนกว่าจะมีใครไปเจอเข้า และเรื่องมันแดงขึ้นอย่างที่ฉันเจอะคืนนี้ ?

“เราจะไม่พบกันอีก สุดใจ” เสียงของเขาห้าวไปด้วยความรู้สึก แล้วก็กลับเลื่อนลอยไปอีก “บอกเอ็งแล้วไม่ใช่หรือ ว่าข้ากะจำปาเจอกันเป็นครั้งสุดท้าย อีกหน่อยมันก็เป็นเมียของอ้ายเรือง เราจะไม่มีอะไรเป็นกันอีกต่อไป”

แต่ผู้หญิงอย่างจำปา มิใช่คนที่จะลืมอะไรได้ง่าย ๆ สุดใจอดหังหรณ์ใจไม่ได้ว่า เรื่องมันจะไม่สิ้นสุดยุติลงเพียงแค่นั้น การแต่งงานระหว่างเรืองกับจำปา อาจจะแก้ปัญหาบางเปลาะบางประการให้ผ่านไปได้ แต่มันจะไม่ทำให้แผนผังชีวิตของหล่อนของรื่น และจำปาเปลี่ยนไปเป็นอื่น

“พี่รื่น !” หล่อนเรียกเขาออกมาจากเงามืดข้างฝา

“ฮึ?”

​“พี่เรืองเขาระแคะระคายบ้างหรือเปล่า ถึงเรื่องระหว่างพี่รื่นกะจำปา ?”

“อย่าว่าแต่อ้ายเรือง ถึงข้าเองก็ไม่เคยระแคะระคายตัวของตัวเอง จนกระทั่งมันแล้วไปแล้ว”

“พี่รื่นหมายความว่า ปุบปับก็อยากได้จำปาขึ้นมาเฉย ๆ พี่รื่นไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนเลย”

“ไม่เคยจริง ๆ สุดใจ”

“แล้วพี่รื่นคิดว่าจะลืมจำปาเขาได้จริง ๆ

“ข้าจะไม่เกี่ยวข้องกับมันอีกต่อไป เอ็งเชื่อใจได้ในข้อนั้น – –”

“เพราะฉันเชื่อพี่รื่น มันถึงได้ – – ได้ – ”เสียงของหล่อนขาดห้วนหายไปในท่ามกลางสะอื้น ซึ่งสุดวิสัยที่จะอดกลั้นไว้ได้ “– – เจ็บอยู่ในอกถึงเพียงนี้”

“สุดใจ !” หล่อนรู้สึกมืออันใหญ่และหยาบของเขา เอื้อมข้ามเบาะลูกมากุมไหล่หล่อนไว้ การสัมผัสนั้น ทำให้ร่างที่สั่นเต็มค่อยสงบลง

“พี่รื่นไม่รู้หัวใจฉันนะ ว่ารักพี่รื่นกะเขาเพียงใด” หล่อนพึมพำต่อไป

“ข้ารู้ สุดใจ – – ข้ารู้ !”

​“รักมากถึงกะคิดว่า ถ้าเป็นความประสงค์ของพี่รื่นแล้ว ฉันยอมยกเขาให้พี่รื่นได้ – –”

“อย่าไปพูดถึงมันอีกดีกว่า สุดใจ บอกแล้วนี่ว่าจำปาจะได้กะอ้ายเรือง มันจะเป็นผัวเมียกันต่อไป – –”

“ต่างว่าในวันหนึ่งข้างหน้า พี่เรืองรู้ขึ้นมาว่าจำปาเป็นเมียพี่รื่นแล้ว”

“นิ่ง ๆ ดีกว่า จำปาเป็นเมียอ้ายโปร่งยี่แกมาแล้วเหมือนกัน – –”

“ถึงงั้น มันก็ไม่เหมือนเขาเป็นเมียพี่รื่น” หล่อนยังยืนกราน เสียงสะอื้นค่อยหายไป “พี่เรืองเขาจะว่ายังไง ถ้ารู้ว่าใช้ให้พี่รื่นเป็นพ่อสื่อไปพูดกับจำปา เหมือนใช้แมวไปขโมยปลา ?”

อย่างแผ่วเบาและแหบเครือ หล่อนตัดพ้อต่อว่าเขาต่อไปเป็นเวลาอีกนาน จนกระทั่งแสงเดือนลำนั้นเคลื่อนตามต่อมา จนไม่สามารถจะหลบเข้าหาเงามืดจากข้างฝาห้องอีกได้ สุดใจจึงหันกลับมาเผชิญหน้าเขา จากเสียงกรนเบา ๆ และฝ่ามือที่รับร่างหล่อนเฉยอยู่ มากกว่านัยน์ตาที่หรี่ปิดอยู่ในเงามืดทางด้านโน้น หล่อนก็รู้ได้ว่าเขาหลับเสียแล้ว

เด็กน้อยพลิกตัวตื่นอีกครั้ง ครางออกมาเบา ๆ จาก​การหลับของแก หล่อนแลดูหน้าลูก แล้วก็เลื่อนไปพิจารณาดูหน้าเขา เคราเขียวๆ ยังอยู่ที่นั่น ฟันขาว ๆ ก็เช่นเดียวกัน รื่นในเวลาหลับดูไม่ต่างอะไรกับลูก ปราศจากทุกข์ ปราศจากกังวล ทั้งที่ผ่านการทนทุกข์ทรมานมาใหม่ ๆ ในเวลาตื่น

อาการสะอื้นแน่นขึ้นมาจุกคอหอยสุดใจอีก เมื่อคิดว่าชีวิตในอนาคตจะเป็นไปอย่างที่หล่อนวาดไว้ หรือไม่เป็นก็ตาม หล่อนกับเขาจะไม่มีวันแยกจากกันออก รื่นจะซื่อตรงจงรัก หรือหักหลังหล่อนอย่างไรก็ตาม หล่อนและเขาจะต้องเป็นของกันและกันตลอดไป ไม่มีอำนาจของมนุษย์หรือเทวดาฟ้าดินใด ๆ จะมาทำลายลบล้างหรือขัดขวางไว้ได้ หล่อนรู้ว่าหล่อนจะรักเคารพและซื่อตรงต่อเขาตลอดไป แม้มิใช่เพราะอะไรอื่น ก็เพราะว่ารื่นเป็นรื่น จะดีหรือร้ายเพียงใด เขาก็ยังคงเป็นรื่น ชายคนแรกที่หล่อนรัก รื่นผู้มาเปิดอาณาจักรในหัวใจ และยุคใหม่ขึ้นในชีวิตสาวของหล่อน รื่นผู้เป็นบิดาของทารกซึ่งนอนอยู่บนเบาะต่อหน้าในปัจจุบัน –– ทารกคนนั้นเกิดจากเลือดเนื้อของหล่อนและเขา ทั้ง ๓ คนจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของกันและกันต่อไป จนกว่าความตายจะมาพรากจากกัน

นั่นเป็นเจตนาอันเด็ดเดี่ยวของหล่อน ก่อนที่ความง่วงเหงาหาวนอนจะมาปิดเปลือกตา อันเหน็ดเหนื่อยและอิดโรย ให้หลับสนิทไปเมื่อค่อนรุ่ง


– ๔ –

หล่อนมิได้เอ่ยถึงเรื่องนั้นกับเขาอีกเลย ในวันรุ่งขึ้น และวันต่อ ๆ ไป เหตุการณ์ในบ้านคงดำเนินไปเป็นปกติ ไม่มีใครเลยจะได้ระแคะระคายว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง ระหว่างคนเหล่านั้น นอกจากหล่อน รื่น และจำปาโดยเฉพาะ

หญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย ยังคงไปและมาที่บ้านช่วยสุดใจและป้าแคล้วทำงาน อย่างที่เคยช่วยมาแล้วในกาลก่อน เพียงแต่หล่อนพูดน้อยลงและดูเงียบขรึมขึ้น จะยิ้มหรือหัวเราะแต่ละครั้ง ก็เป็นไปอย่างฝืนมากกว่าจะออกมาจากหัวใจอย่างบริสุทธิ์ หลายครั้งสุดใจจับพิรุธได้ว่าหล่อนพยายามหลบตาเมื่อมองกันจัง ๆ หน้า และหลายครั้งก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบหรืออยู่ด้วยกันโดยเฉพาะแต่ลำพัง ทุกครั้งที่แลเห็นอาการของสองหญิงในลักษณะนั้น รื่นก็ได้แต่จะเม้มริมฝีปากแล้วถอนใจ

เรืองเองตั้งแต่ได้ข่าวจากสหายผู้อาวุโสกว่า ถึงการตกลงใจของจำปา ก็หน้าบานไปด้วยความตื่นเต้นและเป็นสุข ทุก ๆ วันเขาจะต้องไปขลุกอยู่ที่นั่นในเวลาว่าง ช่วยเลี้ยงดูลูกให้หล่อนบ้าง ตักน้ำผ่าฟืนบ้างโดยไม่ต้องขอร้อง จนกระทั่ง​เป็นที่ยิ้มหัวแก่คนทั่วไป

“อ้ายนี่ เตรียมให้จำปามันสนตะพายเสียตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งกัน” แววว่า

“ก็เอ็งล่ะ ?” รื่นหัวเราะ “เอ็งกะอีอุ่นเรือนน่ะ........”

เปล่า, เรื่องระหว่างแววกะอุ่นเรือนยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน หล่อนยังคงต้อนรับเขาด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส อย่างที่ได้ต้อนรับชายหนุ่มทั้งปากคลองและบ้านไร่ทั่วไป เพียงแต่ในขณะเดียวกัน หล่อนไม่เคยไปไหนมาไหนกับใครแต่ลำพัง นอกจาก เคน

“เขารู้กันทั้งบ้านว่า นั่นแหละผัวของอุ่นเรือนมันละ ถึงงั้นเอ็งก็ยังหลับหูหลับตาอยู่คนเดียว” รื่นเคยเตือนแล้วเตือนเล่า “เอ็งกะอ้ายเรืองมันเป็นยังไง สาว ๆ ถมไปไม่ชอบ อยากจะได้แต่คนมีผัวแล้ว”

“ถึงอ้ายเคนจะเป็นผัว ก็ยังไม่เป็นตัวเป็นตนน่าพี่รื่น” แววอ้อมแอ้ม “อ้ายเรื่องอื่นนะ พอฝืนกันได้หรือก แต่เรื่องลูก เรื่องเมียนี่มันยาก หากไม่ถูกอกถูกใจ ถึงจะสาวทั้งแท่ง หรือปิดทองมาทั้งตัวยังไง เดี๋ยวก็ไปทิ้งไปขว้างกันกลางคันเปล่า ๆ พี่รื่นจัดการให้เจ้าเรืองเขาสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว น่าจะคิดถึงเรื่องฉันบ้าง....”

​“เอ็งจะให้ข้าทำยังไง ?”

“ก๊อ ลองพูดกับอ้ายลี อีสีดาหรือตัวอุ่นเรือนมันให้ฉันหน่อยซิ”

“ขอที – – อ้ายแวว – – ขอเสียที” รื่นยกมือท่วมศีรษะ “อย่าให้ข้าไปยุ่งกับเรื่องพรรค์นี้อีกเลย, เข็ดแล้ว, ข้ารู้ตัวของข้าดีว่าเป็นอะไร ใช้ข้าเรื่องอื่นดีกว่า อย่าให้ข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้”

แววไม่มีโอกาสจะรู้ได้เลยว่า อะไรเป็นต้นเหตุให้รื่นปฏิเสธการช่วยเหลือเขาเช่นนั้น และอย่างคนที่อยู่ร่วมกันมานาน ในฐานะผู้รับคำสั่งมากกว่าในฐานะเทียมกัน เขาก็ได้แต่รับคำปฏิเสธนั้น อย่างที่เคยรับการบอกปัดในเรื่องอื่น ๆ มาแล้ว

ป้าแคล้วต้อนรับข่าวการตกลงระหว่างจำปากับเรืองจากหลานเขยของแกด้วยความยินดี มิได้น้อยไปกว่าคราวสุดใจกับรื่น

“รักมัน ไม่ได้ต่างไปกว่าลูกคนหนึ่ง” แกพูดในคืนที่หลานเขยไปขอร้องให้จัดการเรื่องนั้น “มีเหย้ามีเรือนไปเสียจะได้ห่วงอีกคน คราวนี้จะได้เหมือนครอบครัวเดียวกัน”

ถึงกระนั้นจำปาเอง ก็มิได้แสดงความยินดียินร้ายต่อ​ความเคลื่อนไหวเหล่านั้น ราวกับว่ามันเป็นเหตุการณ์ธรรมดาสามัญอย่างหนึ่ง ซึ่งชีวิตของหล่อนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย จนใครๆ พากันประหลาดใจ

“เห็นทีรูปทิดเรืองมันจะไม่หล่อคอยาว เหมือนเจ้าโปร่งกระมั้ง?” เพื่อนบ้านคนหนึ่งว่า

“จำปาเอง มีดีอะไรมานักหนา ได้ผู้ชายอย่างนี้แล้วจะยังไม่จุใจ” อีกคนหนึ่งค้าน

แม้ข่าวนี้ จะเป็นที่รู้กันแซ่ไปทั้งปากคลอง และบ้านไร่แล้ว หล่อนก็ยังครองชีวิตและทำงานต่อไปเป็นปรกติเหมือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

และสุดใจ, ด้วยสายตาของผู้หญิงที่มองเข้าไปในความคิด แทนที่จะพิจารณาเพียงใบหน้า ก็กลับพลุ่งพล่านไปด้วยความเดือดดาลเก่า ๆ ขึ้นมาอีก

“เขาลืมพี่รื่นไม่ได้ ถึงอย่างไรๆ ก็ลืมไม่ได้” หล่อนว้าวุ่นอยู่ในใจ

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ได้โอกาสที่ป้าแคล้วยังไม่กลับจากไร่ และพวกผู้ชายยังไม่กลับจากธุระในเมือง หล่อนกล่อมลูกหลับแล้ว จึงลงไปที่สวนหลังบ้าน ซึ่งจำปากำลังสอยใบตองสำหรับห่อขนมอยู่ ในทันทีที่เหลือบไปแลเห็นแม่เพื่อนสาว​ผู้อ่อนอาวุโสกว่าเท่านั้น จำปาก็รีบก้มหน้า จัดการเก็บใบตองที่สอยลงมากองอยู่ จะเลี่ยงกลับเข้าไปในบ้าน

“จำปา !” สุดใจ ก้าวเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้า

“ทำไมรึ สุดใจ ?” หญิงสาวยังไม่เงยหน้า มือที่จับก้านใบตองอยู่เริ่มสั่นจนแลเห็นชัด

“กันหาเวลาพบเองแต่ลำพังมาหลายวันแล้ว” เสียงของหล่อนเต็มไปด้วยความรู้สึก หยุดนึกอยู่นานว่าต้องการจะพูดอะไร แต่แล้วก็แปลกใจ ที่มาได้คิดเอาในนาทีสุดท้ายว่า หล่อนไม่ต้องการจะหวนกลับไปพูดถึงเรื่องเหล่านั้นเลย

จำปาเงยหน้าขึ้นดูแม่เพื่อนหน่อยหนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้นยืนนิ่งอยู่

“กัน– – กันอยากจะพูดกับเองถึงเรื่องนั้นสักหน่อย” สุดใจรู้ดีว่าเสียงของหล่อนเลื่อนลอยเต็มที เมื่อคิดไปถึงความหลังที่ผ่านมาแล้ว หล่อนกับจำปาในวัยเยาว์ สมัยยังไว้จุก หล่อนกับจำปาในงานวัดพระบรมธาตุ หล่อนกับจำปาในเทศกาลตรุษและสงกรานต์ ความเศร้าโศกเสียใจระหว่างวันที่จำปาหอบผ้าตามพระเอกยี่เกไป ความเศร้าโศกเสียใจในวันที่หล่อนหอบลูกกลับมาปรับทุกข์ และสู้หน้ากับการครหาของชาวปากคลองทั้งบ้าน สุดใจรู้ดีว่าหล่อนไม่สามารถจะ​ลืมคืนวันเหล่านั้นได้ หล่อนรู้ดีว่าไม่มีใครเลยในชีวิตที่หล่อนจะเรียกได้สนิทปาก และนับได้อย่างบริสุทธิ์ใจว่าเพื่อนอย่าง จำปา

“กันอยากจะพูดกับเองถึงเรื่องนั้น” หล่อนพูดอีก รู้สึกเหมือนก้อนบ้าอะไรขึ้นมาจุกอยู่ในคอหอย

“เรื่องอะไรกัน สุดใจ” สีหน้าของจำปา ไม่บอกความรู้สึกอะไรเลย

สวนทั้งสวนเงียบไปอีกวาระหนึ่ง ไม่ได้ยินเสียงอะไร นอกจากลมหายใจที่กระอักกระอ่วน และลมหลงที่พัดมา ปั่นป่วนอยู่ระหว่างยอดตองเหนือศีรษะขึ้นไป

“กันทนไม่ไหว จำปา – ทนไม่ไหวจริง ๆ ที่จะเห็นเอ็งกับกันเหมือนคนแปลกหน้าไปยังงั้น เพราะ ––– เพราะเรื่องผู้ชายคนเดียว” มือของหล่อนกำแน่น แขนทั้งคู่เหยียดตรงอยู่ข้างกายด้วยความพยายามข่มใจข่มสติอย่างเหลือฝืน วันและคืนแห่งความสัมพันธ์แต่ครั้งเก่าก่อน ผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกอย่างช่วยไม่ได้

“กัน– – กันไม่รู้จะพูดยังไง สุดใจ” แม่เพื่อนหญิงผู้อาวุโสกว่า ก้มหน้ากัดริมฝีปากแน่น “เอ็งรู้เรื่องหมดแล้ว ว่าอะไรเป็นอะไร กันเองไม่มีอะไรจะแก้ตัว ไม่มีอะไรจะมา​อ้าง นอกจากความจริงอย่างเดียวว่า ถึงจะเห็นเป็นความชั่วแสนชั่ว ความคิดในการที่จะแย่งผัวเพื่อนก็ไม่มีอยู่ในหัวใจกัน เรื่องมันเกิดขึ้นอย่างไรบอกไม่ถูกเลยเป็นความสัตย์ จนกระทั่งมันเกิดขึ้นแล้ว และกันไม่มีทางจะแก้ไข”

“กันเข้าใจ จำปา – – กันเข้าใจดี เพราะฉะนั้นอย่าไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกดีกว่า” หล่อนมองหน้าแม่เพื่อนหญิงอย่างเต็มตา “เอ็งไม่รู้หรอกจำปา ว่าการกระทำของเอ็งเหมือนกะจะฆ่ากันทั้งเป็น แต่ป่วยการไปพูดถึงเรื่องนั้นอีก มันแล้วไปแล้วถึงกันเองก็จะให้แล้วไปแล้วขอให้เราพยายามลืม และมารักกันต่อไป อย่างที่เอ็งกะกันได้เคยรักกันมา อย่าให้เราคิดถึงกันอย่างคนอื่น จำปา ขอให้คิดเหมือนกะว่าเอ็งเป็นพี่และข้าเป็นน้อง ถึงจะผิดพ้องหมองใจกันเพียงใดก็ตัดไม่ขาด––”

“กัน– – กัน – ” จำปาเอ่ยได้เท่านั้นก็ตื้นตันคอหอย ก้มหน้า พูดอะไรต่อไปอีกไม่ได้

สุดใจก้าวเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง ยกมือขึ้นโอบไหล่หล่อนไว้เหมือนเด็ก ๆ

“จำปา” น้ำตาเจ้ากรรมอดซึมออกมาคลอหน่วยไม่ได้ “เราคบกันมานานพอที่เอ็งจะรู้ใจกันแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นอะไรที่กันจะต้องพูดอีกว่า เรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นกันลืม​หมดแล้ว ถึงเอ็งก็จะต้องลืมอย่างเดียวกัน คิดถึงแต่วันข้างหน้า ที่เอ็งและพี่เรืองจะได้ร่วมชีวิตกัน อย่าไปคิดถึงคืนวันที่ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง – –”

“กันจะพยายาม สุดใจ – – กันจะพยายาม – –”

แต่ลึกลงไปในหัวใจ จำปารู้ดีว่า หล่อนไม่มีวันจะลืมเขาได้เป็นอันขาด –– รื่นพร้อมด้วยฟันขาว ๆ และเคราเขียว ๆ ของเขา รื่นผู้มีมืออันใหญ่และหยาบกระด้าง ทำให้หล่อนสั่นเทิ้มไปทั่วสรรพางค์ รื่นพร้อมด้วยคืนอันเย็นยะเยือกข้างกองฟางที่นาน้ำลาด และรื่นพร้อมด้วยคืนอันอบอุ่นกระหึ่มไปด้วยเสียงกระพือปีกของแมงอีนูนที่ไร่เกาะครั้งนั้น !


– ๕ –

ขึ้น ๗ ค่ำของเดือนต่อมา ก่อนหน้าที่ฤดูล่องแพจะเริ่มต้น จำปากับเรืองก็แต่งงานกัน

เสียงของป้าแคล้ว มีบทบาทอยู่อย่างสำคัญในการวินิจฉัยเรื่องนั้น

“ทำไมจะต้องรอไปจนถึงเดือนอ้ายเดือนยี่ หรือเดือนสาม​เดือนสี่ จนกว่าทิดเรืองมันจะกลับจากขายไม้กะเอ็ง ?” แกตั้งกระทู้กับรื่น “ขืนรอไปก็มีแต่จะทำให้มันทุรนทุรายไปเปล่า ๆ จะทำบุญพรรค์นี้มันต้องก่อนหน้าหนาว สำหรับพิธีรีตองนั้น จะไปเอาอะไรกันหนักหนา จำปามันไม่ใช่สาวใช่แส้แล้ว ถึงทิดเรืองเองมันก็ไม่ต้องการอะไร นอกจากให้ได้อีจำปามาเป็นเมียเท่านั้น”

เมื่อมันเป็นความปรารถนาของป้าแคล้ว ทุกคนก็ได้แต่จะปฏิบัติตาม ความจริงรื่นเองก็ยินดีที่ภาระนั้นจะได้สิ้นสุดไปเสียที ประการหนึ่งเพื่อเป็นการพิสูจน์คำมั่นสัญญา ที่เขาได้ให้แก่สุดใจ และประการต่อไปหวังว่าจำปาในฐานะภรรยาของสหาย จะทำให้เขาพยายามลืมหล่อนได้

คืนวันผ่านไป เมื่อน้ำเหนือหลากและเวลาของการเอาไม้ลงน้ำมาถึง บรรดาหน้าเก่า ๆ ที่เคยร่วมงานกันมาแต่ปีกลาย ก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ตาแดงดูแก่ลง การดื่มก็จัดขึ้น แต่คงกระปรี้กระเปร่าร่าเริง และแข็งแรงตามเดิม มั่นและทิมก็เช่นเดียวกัน

“คิดจะชวนกันมาหาแต่คราวได้ข่าวว่าไปมีเรื่องกับนายเสถียรแล้ว” ตาแดงว่า “ผู้จัดการภาคคนใหม่ของพะโป้คนนี้น่ะ กะฉันรู้จักกันดี คิดว่าบางทีพอจะพูดจาให้ปรองดองกันได้ ​แต่อ้ายเรื่องไร่เรื่องนามันยุ่งเหลือดี เห็นเขาว่าเรียบร้อยกันไปแล้วไม่ใช่หรือ ?”

รื่นพยักหน้า ข่าวที่ได้รับจากตาแดง เป็นความรู้ใหม่สำหรับเขา แต่เมื่อคิดว่าปากน้ำโพสำหรับตาแดงเหมือนบ้านอีกแห่งหนึ่งสำหรับแก ก็พอจะเข้าใจ

“จะเรียกว่าเรียบร้อยก็ได้ เพราะตั้งแต่กลับจากโป่งน้ำร้อนแล้ว ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกเลย” เขาอธิบาย “อย่างไรก็ดี ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นอีก แล้วก็แล้วไป เกิดใหม่ก็ว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ยักรู้ว่าน้าแดงคุ้นเคยกับนายเสถียรมาก่อน”

ชายชราถอนใจขณะที่มวนยาใบตองใส่ปาก แล้วจุดพ่นควันโขมง

“จะคุ้นเคยก็ยังไม่ถึง” แกว่า “อีกปีหนึ่งฉันล่องแพไปเจอะเขาเข้าที่ปากน้ำโพ เขาเกิดชอบใจอะไรขึ้นมาไม่รู้ละ ชวนลงไปเที่ยวถึงบ้านเขาที่กรุงเก่า จากนั้นมาพาแพลงไปส่งปากน้ำโพทีไร ก็แวะไปเยี่ยมทุกครั้ง บางทีเขาก็แวะมาเยี่ยมฉัน คน ๆ นั้นชอบกล – – เป็นคนประหลาดยังไง ๆ อยู่” ตาแดงส่ายหน้าไปมา แล้วก็หยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งครุ่นคิด

รื่นอดอยู่ไม่ได้ “ประหลาดยังไงน้าแดง ?” เขาถาม

​“บางครั้งเหมือนโจร – – เหมือนองคุลีมาล บางครั้งเหมือนพระ – – เหมือนองคุลีมาลอีกเหมือนกัน”

“ฉันยังไม่เข้าใจ”

“คือยังงี้” ตาแดงเกาศีรษะ เพราะไม่สามารถจะหาถ้อยคำที่เหมาะเจาะมาอธิบายให้ผู้ฟังเข้าใจชัดได้ “วันหนึ่งดูเป็นคนดี มีธัมมะใจคอกว้างขวาง สมกะเป็นนักเลงแควใหญ่ อีกวันหนึ่งกลับดุดื้อถือแต่ใจ เอาอะไรจะเอาให้ได้ ฉันน่ะไม่เคยชอบพออะไรเขามากมายหรอก แต่เขาเองกลับมาชอบฉันนักหนา ตั้งแต่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าป่าไม้ภาคของนายห้างอยู่ที่นี่ เคยแวะไปเยี่ยมฉันที่หนองปลิงหลายหนแล้ว รบเร้าจะให้มาทำงานกะเขานับครั้งไม่ถ้วน แต่อ้ายฉันมันไม่ชอบ มีเจ้ามีนายอยู่กับใครได้ไม่นาน แม้แต่การรับจ้างล่องแพ เคยซ้ำเจ้าของเสียเมื่อไหร่ละ – –”

“ถึงงั้นน้าแดงก็ยังอุตส่าห์มาร่วมงานกะฉันอีก” รื่นหัวเราะ

“สำหรับรื่นนะ มันคนละอย่าง จะเอาไปเปรียบกะเขาไม่ได้” ตาแดงอธิบาย “นายเสถียรเขาอาจจะดี บางทีก็อาจจะร้าย แต่เขาก็วางตัวเป็นเหมือนนายคนเสมอไป ไม่เหมือนรื่น ซึ่งถือเหมือนญาติ ประหลาดแท้ ๆ” แกหยุดเกา​ศีรษะอีก “ประหลาดที่เขายอมแพ้รื่นเอาง่าย ๆ ในเรื่องโป่งน้ำร้อน”

แต่รื่นหาได้นิ่งนอนใจ เชื่อเอาง่าย ๆ อย่างเหตุการณ์ปรากฏ และอย่างที่ตาแดงคิดไม่ เพียงแต่มิได้เก็บเอามาคิดให้เป็นเครื่องกังวลใจ จนกว่าเหตุการณ์ใหม่จะบังเกิดขึ้นอีกเท่านั้น เขายังเชื่ออยู่เสมอว่าความสงบของบ้านไร่และปากคลองในปัจจุบัน เปรียบเหมือนความสงบของท้องฟ้าอากาศก่อนเกิดพายุใหญ่ และมิวันหนึ่งก็วันใด นายเสถียรคงจะลงมืออีก เพียงแต่จะเป็นที่ไหนและเมื่อไรเท่านั้น

เดือนต่อมาทั้งเดือนชุกไปด้วยงาน จนแทบไม่มีเวลาอยู่ติดบ้าน กระทั่งเอาไม้ลงน้ำผูกแพ ล่องจากเหนือลงมาพักรอเวลาการเดินทางอันไกลอยู่ที่หน้าคลองใต้แล้ว วันหนึ่งสุดใจกระหืดกระหอบลงไปหา

“ผู้ใหญ่ดูนมาคอยอยู่บนเรือนใหญ่แน่ะ พี่รื่น !” หล่อนบอก “เห็นว่านายห้างกลับจากตะโก้งแล้วหรืออะไรไม่รู้ละ”

สามีวางมือจากขันชะเนาะหวายที่ผูกจมูกซุงกับคานแพ เงยหน้าอันเป็นมันไปด้วยเหงื่อขึ้น

​“แล้ว–แล้วมาเกี่ยวอะไรกับเราด้วยล่ะ ?” เสียงของเขาบอกความรำคาญใจ

“ฉันจะไปรู้รึ ผู้ใหญ่พูนบอกยังงั้นนี่ แกมาหาพี่รื่น บอกว่ามีธุระอยากพบซักหน่อย ขึ้นไปถามดูเองเถอะ”

รื่นหันไปสั่งงานกับเรืองและพัน ซึ่งอยู่ด้วยกันบนแพพื้นนั้น แล้วก็ลงเรือหมูพายพาภรรยาข้ามฟากมา

“น่าจะถามให้รู้เรื่องแล้วถึงค่อยไปบอก” เขาบ่นพึม “ไม่รู้รึว่าวันนี้น้ำขึ้นอีกเกือบศอก จะออกแพได้ในวันในพรุ่งอยู่รอมร่อ แต่ผูกเสร็จเสียเมื่อไหร่ล่ะ น้าแดงกับทิมก็ไปเอาเข็ม ยังไม่กลับมาจากหนองปลิง ––” บ่นไปพายไป เมื่อเห็นสุดใจได้แต่นิ่งตาเหม่อจับอยู่ข้างหน้าก็หยุดบ่นไปเอง จนกระทั่งเรือถึงตีนท่า

ในทันทีที่ก้าวขึ้นไปบนนอกชาน รื่นรู้สึกประหลาดใจที่เห็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งไม่ค่อยจะแสดงความตื่นเต้นใดๆ ออกมานอกหน้า นั่งกระสับกระส่ายเหมือนมีอะไรกังวลอยู่อย่างหนัก

“เกิดอะไรขึ้นหรือผู้ใหญ่ ?” เขาก้าวเข้าไปนั่งลงที่ระเบียงตรงกันข้าม

“นายห้างให้.... ให้คนมาตามฉันไปหาเมื่อกลางวันนี่เอง” ผู้ใหญ่พูนบอก “แกกลับจากนมัสการพระตะโก้งมาถึง​เมื่อคืน ดูเหมือนจะรู้เรื่องรื่นกับนายเสถียรเข้าเพราะเห็นพื้นเสียใหญ่ พอเห็นหน้าฉันก็ตาลุกเป็นไฟ พูดไทยคำกะเหรี่ยงคำ จับใจความได้แต่ว่า ให้ฉันพาขึ้นไปหาเท่านั้นแหละ รีบแต่งตัวเข้าเถอะ”

รื่นได้ฟังก็เลิกคิ้ว “ทำไมฉันจะต้องไป ผู้ใหญ่ ?”

“โธ่ รื่นก้อ เพราะนายห้างอยากพบน่ะซิ !”

“ต่างว่าฉันไม่ไปละ ?”

หน้าของผู้ใหญ่พูน ที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดหนักขึ้น ริมฝีปากที่เปรอะไปด้วยน้ำหมากถึงกับสั่น งงงันอยู่ครู่หนึ่งเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง

“นายห้างนะรื่น – – เข้าใจไหมล่ะ ? ไม่มีใครบ้านนี้เคยขัดขืนคำสั่งของนายห้างหรอก”

“ลองดูกันไหมละ ผู้ใหญ่ ?” ริมฝีปากของเขาเผยอจากกันน้อย ๆ เมื่อหัวเราะเบา ๆ แต่ประกายวาวจากนัยน์ตาคู่นั้นบอกผู้ใหญ่พูนดียิ่งกว่าสิ่งใด ว่าเขาหมายความตามนั้น หรือสัพยอกเล่น ๆ

“เห็นแก่ฉันเถอะรื่น ไม่เห็นแก่ใครก็เห็นแก่ฉัน ไปด้วยกันสักหน่อยเถอะ – –” เสียงของผู้ใหญ่พูนเต็มไปด้วยการวิงวอน ดูเหมือนว่าขณะนั้นถ้าการกราบของแกจะสามารถทำให้​รื่นเปลี่ยนใจได้ แกก็คงจะก้มลงกราบแล้ว

“อะไรกันวะ, ผู้ใหญ่ ?” เสียงที่ใคร ๆ จำไม่ผิดแน่ ดังมาจากหัวบันได ต่อจากนั้นป้าแคล้วก็ก้าวขึ้นมาบนนอกชาน

ผู้ใหญ่บ้านคลองสวนหมากใต้ อธิบายให้แม่เฒ่าฟังโดยละเอียดด้วยสีหน้าซึ่งไม่สบายใจเลย

“ถูกของเอ็ง อ้ายทิด” หญิงชราหันไปหาหลานเขย “ผู้ใหญ่ผิด ! ทำตามที่เอ็งคิดว่าถูกต้อง อย่าทำตามที่ใครเขาบังคับ”

“ฉันไม่ได้ว่าบังคับ” ผู้ใหญ่พูนค้าน “น้าแคล้วก็รู้อยู่แล้วว่า นายห้างเป็นคนยังไง บอกให้ฉันมาตามรื่นไปพบ ฉันก็มาตาม ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าจะพูดเรื่องอะไร”

รื่นเงยหน้ามองดูแม่เฒ่าแล้วหันกลับไปมองดูสุดใจ ซึ่งนั่งนิ่งมิได้พูดอะไรอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ถอนใจ

“เอาละ ฉันจะไปกับผู้ใหญ่” เขาบอก “แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่เพราะเป็นคำสั่งของพะโป้ – – ของนายห้างที่คนเมืองนี้ทุกคนเรียก ! หรือในฐานะเป็นจำเลยเกี่ยวกับเรื่องนายเสถียร เพราะมันเป็นเรื่องของบ้านเมือง ฉันไป – – เพราะว่าอยากจะตามใจผู้ใหญ่ ในฐานะที่ชอบพอกัน”

“ถูกของเอ็งอีก อ้ายทิด” แม่เฒ่าแคล้ว หันกลับ​ไปหาผู้ใหญ่พูน “ถึงมันจะผิด ๆ พลาด ๆ ทำอะไรป้ำเป๋อ เจ้าพูนก็เป็นคนซื่อคนเซ่อ มีอย่างที่ไหน พบนายห้างทั้งทีควรจะชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ให้นายห้างรู้ กลับนิ่งเป็นเบื้อ ได้แต่รับเป็นม้าใช้คาบข่าวต่อมา”

“โธ่ ทันพูดอะไรออกเสียเมื่อไหร่ล่ะ เห็นหน้าแกก็ใส่ฉันโครม ๆ ให้แต่ตามรื่นไป –– ตามรื่นไป”

“ช่างเถอะป้า เดี๋ยวก็คงรู้เรื่องหรอกว่าอะไรกัน” รื่นตัดบท “ผู้ใหญ่คอยฉันอาบน้ำ แต่งตัวประเดี๋ยวเถอะ – –”

.

.

ที่มา : ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ บทที่ ๖ - ๑๐
https://vajirayana.org/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:15:03 by ppsan » Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.211 seconds with 16 queries.