Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 10:42:49

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคหนึ่ง บทที่ ๑ - บทที่ ๕
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคหนึ่ง บทที่ ๑ - บทที่ ๕  (Read 881 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 20 March 2026, 09:11:41 »

ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคหนึ่ง บทที่ ๑ - บทที่ ๕


ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ
.




.

คำนำ
ประวัติผู้เขียน

ภาคหนึ่ง
บทที่ ๑ - บทที่ ๑๔

ภาคสอง
๑ - ๒๐

..


ทุ่งมหาราช

พิมพ์ครั้งที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๑๘
จัดพิมพ์จำหน่าย
โดยสำนักพิมพ์เกษมบรรณกิจ
๒๓๒–๔ เวิ้งนครเกษม ถนนเยาวราช
กรุงเทพมหานคร โทร. ๒๑๑๓๓๙
ราคา ๔๐ บาท

น มาลัย ชูพินิจ
ม ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง)
กรุงเทพมหานคร, บรรณกิจ, ๒๕๑๘
๗๓๖ หน้า
๑ ชื่อเรื่อง

พิมพ์ที่ โรงพิมพ์และทำปกเจริญผล
๑๑๐/๖๖–๖๘ ถนนพระราม ๖ (เจริญผลตัดใหม่) กรุงเทพมหานคร
นายพินิจ พีชวณิชย์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๘ โทร. ๘๑๘๑๙๗


คำนำ
ประวัติผู้เขียน
ภาคหนึ่ง
ภาคสอง

...............


คำนำ

ทำนองเดียวกับ ทุกประเทศ และชาติ หมู่บ้าน และ ตำบล มีประวัติของมันไม่มากก็น้อย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถึงกระนั้น ความมุ่งหมายของข้าพเจ้าในการเขียน “ทุ่งมหาราช” ก็มิได้ปรารถนาจะให้เป็นประวัติของตำบลคลองสวนหมาก ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนนามกันมาเป็น นครชุม หรือประวัติของชาวบ้านนั้นโดยแท้จริง มากไปกว่าเสมือนบันทึกของเหตุการณ์ ประจำยุคประจำสมัย ซึ่งผ่านมาในชีวิตของข้าพเจ้า และก่อนหน้าข้าพเจ้าขึ้นไป ฉะนั้นจึงไม่ต่างอะไรกับการเขียนจากความทรงจำรำลึก และความรู้สึกซึ่งอาจผิดพลาดได้ง่าย ข้อเท็จจริงที่ได้อาจจะคร่าวเกินไป ลางเลือนและเลอะด้วยกาลเวลา นั่นมิใช่วิธีเขียนนวนิยาย ซึ่งจะเรียกกันว่าชีวประวัติ และนั่นมิใช่แบบอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ

ถึงกระนั้นความทรงจำรำลึกของคนเรา ก็แจ่มชัดในวัยเยาว์มากกว่าในวัยต่อมา ภาพใด ๆ ที่พิมพ์อยู่ในอนุสติก็เช่นเดียวกัน ด้วยประการฉะนี้ “ทุ่งมหาราช” ก็อาจจะหลีกหนีไม่พ้นจากภาพของชีวิตบุคคลประจำยุคที่ปรากฏในท้องเรื่อง ภาพของเมือง และตำบล ซึ่งสร้างขึ้นด้วยความทุกข์ทรมานของ​บุคคลเหล่านั้นก็เช่นเดียวกัน พัวพันอยู่กับวิถีชีวิตของตัวละครในเรื่องซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นจินตนภาพ และนอกจากบางบุคคล ซึ่งนามและการบำเพ็ญกรณีย์ยังเป็นอนุสาวรีย์ประจำกำแพงเพชรมาเป็นเวลาช้านาน ในฐานผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่อนาคตของเมืองนั้น บรรดานามใดก็ดี บุคลิกภาพใดก็ดีที่ไปสอดคล้องหรือละม้ายคล้ายคลึงกันเข้ากับท่านผู้ใด ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่หรือวายชนม์แล้ว เป็นการบังเอิญและโดยมิได้มีเจตนา

อย่างไรก็ดี สิ่งใดที่เป็นไปโดยบังเอิญเกี่ยวกับความพ้องกันของบุคคลและนาม ความพยายามของข้าพเจ้าที่จะบรรยายถึงขนบประเพณีชีวิต และนิสัยส่วนใหญ่ของชาวคลองสวนหมากก็เป็นไปโดยเจตนา เหตุการณ์อันเกิดจากมหาภัยธรรมชาติ นับแต่โรคระบาด อุทกภัย ทุพภิกขภัยก็เช่นเดียวกัน เพราะครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยผ่านชีวิตเช่นนั้น อย่างที่พวกเขาได้ผ่าน และเพราะขนบประเพณีชีวิตและนิสัยเหล่านั้นเอง ที่ทำให้คลองสวนหมาก และชาวคลองสวนหมากพร้อมด้วยลูกหลานของเขาต่อมา สามารถต่อสู้กับภัยธรรมชาติ และชนะแก่ภัยธรรมชาติเหล่านั้นจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน

น่าเสียดาย ที่ข้าพเจ้าไม่สามารถจะบรรยายให้ถึงเพียงครึ่ง หรือเสี้ยวของเหตุการณ์เหล่านั้นได้ ความพยายามใด ๆ ล้มเหลว มิใช่เกี่ยวด้วยความล่วงไปของกาลเวลา มากกว่า​ความยิ่งใหญ่ในการเสียสละและความทรหด อดกลั้น ของชาวบ้าน รุ่นและยุคนั้น ซึ่งบากบั่นบุกเบิกวิถีทางแห่งการดำรงชีวิตไว้สำหรับคนรุ่นหลัง ธรรมชาติมากกว่ามนุษย์ เป็นภัยที่ร้ายกาจสุดสำหรับคลองสวนหมาก และชาวคลองสวนหมากสมัยนั้น การอยู่เพื่อกันและกันไม่ว่าในวันดีหรือวันเลว เป็นสายสัมพันธ์อย่างเดียวที่ช่วยรั้งให้เขาเป็นออกมาจากมรณะอย่างอเนจอนาถได้

ภาพที่โหดร้ายสยดสยอง แต่ก็พิมพ์ประทับกับใจของข้าพเจ้าอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ได้แก่คราวฝีดาษหรือไข้ทรพิษระบาด คร่าชีวิตชาวบ้านไปเกือบหมดปากคลอง และความอดอยากซึ่งพวกเราได้รับอย่างแสนสาหัสในกาลต่อมา ทั้ง ๒ กรณี ครอบครัวของข้าพเจ้าต้องอพยพเข้าไปอยู่ในป่ารวมกับบรรดาเพื่อนบ้านที่ยังเหลืออยู่ ชีวิตเด็ก ๗ – ๘ ขวบอาจจะไม่รู้ว่าการเสียสละและภราดรภาพคืออะไร แต่การร่วมรับภัยก็ผูกพันจิตใจทั้งผู้ใหญ่และเด็กไว้เหมือนครอบครัวเดียวกัน ข้าวทะนานเดียวปนกลอยกินทั้งชมรม เนื้อหรือปลาที่ได้มาตัวเดียวแจกจ่ายกันไปทุกครัวเรือน บางวันพวกผู้ชายยอมอด เพื่อให้พวกผู้หญิงและเด็กได้กิน บางวันทั้งผู้ชายผู้หญิงและเด็กไม่มีอะไรจะกิน ต่างก็ออกขุดรากไม้เผือกมัน ได้มามากน้อยเท่าใดรวมไว้เป็นกองกลางแล้วก็เฉลี่ยกันไป ความทุกข์ยากเจ็บปวดรวดร้าว​ของสมาชิกครอบครัวหนึ่งครอบครัวใด เหมือนสมาชิกในครอบครัวของเรา ความทรมานของเขา คือความทรมานของเรา ความตายของคนหนึ่งเหมือนความตายของญาติสนิทและมิตรรักทุกคน ไม่มีใครหัวเราะเมื่อเกิดการร้องไห้เพราะไม่มีใครร้องไห้ เมื่อเกิดการหัวเราะ

อะไรเป็นเหตุให้เราปฏิบัติต่อกัน และระหว่างกันเช่นนั้น ?

ข้าพเจ้าไม่สามารถจะค้นหาสาเหตุได้จนกระทั่งบัดนี้ อย่างดีที่สุดที่จะระลึกออกก็เพียงแต่นับแต่จำความได้ ประเพณีและนิสัยเช่นนั้นมีอยู่ระหว่างชาวคลองสวนหมาก มันอาจจะมาจากผลของพระพุทธศาสนา และมันก็อาจจะมาจากธรรมชาติของคนที่เกิดในป่าในดงอย่างเรา

แต่ความทรงจำรำลึกถึงบุคคลเหล่านั้นเอง ข้าพเจ้าขออุทิศ “ทุ่งมหาราช” ให้ – – – เรื่องเล็กๆ ที่พยายามจะเข้าให้ถึงส่วนลึกแห่งความยิ่งใหญ่ในการใช้ชีวิตของมนุษย์เรา เพื่อความสุขและสวัสดิภาพของส่วนรวม ความพยายามนั้นอาจจะไม่ถึงที่หมาย แต่มันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์และความยิ่งใหญ่ของเขา มากกว่าการหย่อนสมรรถภาพในสมาธิ และจินตนาการของผู้เขียนเอง

.


ประวัติผู้เขียน

นายมาลัย ชูพินิจ เป็นบุตรนายสอน นางระเบียบ ชูพินิจ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ณ ตำบลคลองสวนหมาก ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น นครชุม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร (บรรพบุรุษนั้น สืบมาจากตระกูลเก่าของ “บางช้าง” รับราชการติดต่อกันมาจนถึงชั้นปู่ และถูกย้ายไปประจำที่จังหวัดกำแพงเพชร ในสมัยรัชกาลที่ ๕) บิดา มารดามิได้รับราชการ หันมาประกอบอาชีพในทางค้าไม้สักและไม้กระยาเลย

ได้ทราบจากคุณมาลัยว่า เมื่อเด็ก ๆ นั้นได้เรียนหนังสือที่วัดพระบรมธาตุ แล้วต่อมาก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดกำแพงเพชร จนกระทั่งอายุครบ ๑๐ ขวบ จึงเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพ ฯ ที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข จนจบชั้นสูงสุดคือมัธยมปีที่ ๖ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๐ ถึง ๒๔๖๕ จากโรงเรียนวัดบพิตรพิมุข คุณมาลัยไปเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ ๗ ที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ เรียนอยู่ ๑ ปี พอสอบชั้นมัธยมปีที่ ๗ ได้แล้ว ก็ลาออกไปเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ ๘ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย คุณมาลัยสำเร็จชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์ชาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนี้เอง

​คุณมาลัยผ่านวัดมาแล้ว ๒ วัด คือ วัดบพิตรพิมุข กับวัดเทพศิรินทร์ วัดที่ ๓ ที่คุณมาลัยเข้าเรียนอีก คือ วัดบวรนิเวศ ที่วัดบวรนิเวศนี้คุณมาลัยสมัครเข้าเป็นนักเรียนฝึกหัดครู ส่วนวัดที่ ๔ ที่คุณมาลัยไปอยู่อีก คือ วัดสระเกศ ที่วัดสระเกศนี้ คุณมาลัยไม่ได้ไปเรียนแต่คุณมาลัยไปสอน คุณมาลัยรับราชการเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนวัดสระเกศถึง ๒ ปี คุณมาลัยลาออกจากอาชีพครู มุ่งหน้าเข้าหางานประพันธ์และงานหนังสือพิมพ์ เพราะรักที่จะแสวงหาความรู้ความชำนาญ เพื่อหวังจรรโลงกิจการทางหนังสือพิมพ์ และงานประพันธ์ให้ก้าวหน้าทันสมัยเทียบมาตรฐาน กับสถาบันที่มุ่งบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและต่อประเทศชาติ คุณมาลัยตั้งเข็มไว้สูงสุด โถมทั้งกำลังใจ กำลังกาย เข้าต่อต้านอุปสรรคและอันตราย คุณมาลัยไม่ยอมหวาดเกรง มิหนำซ้ำยังใจเย็น ยิ้มสู้....สู้ทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ท่ามกลางความบีบคั้นและกดดันเกือบตลอดเวลา

พบข้อความจากสมุดพกของคุณมาลัย ซึ่งบันทึกประวัติของตัวเองไว้ว่า

รับราชการเป็นครูอยู่ ๒ ปี

งานหนังสือพิมพ์ ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ลาออกจากครูไปทำงานเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ไทยใต้” อยู่ที่จังหวัดสงขลาเป็นเวลา ๑ ปี

​ใน พ.ศ. ๒๔๗๐ เดินทางกลับกรุงเทพ ฯ ประจำแผนกสารคดีของหนังสือพิมพ์รายวัน “บางกอกการเมือง”

ใน พ.ศ. ๒๔๗๑–๒๔๗๒ เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ และต่อมาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายปักษ์ “สุภาพบุรุษ”

ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกสารคดีหนังสือพิมพ์ “ไทยใหม่” ที่ตรอกกัปตันบุช ยุคแรก จึงหยุด การพิมพ์จำหน่าย “สุภาพบุรุษ”

ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ลาออกจาก “ไทยใหม่” มาออกหนังสือ รายสัปดาห์ “ผู้นำ” ที่โรงพิมพ์ไทยพณิชยการเดิม ถนนสีลม

ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เสด็จในกรมนราธิป ฯ ออก “ประชาชาติ” รายวัน ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าสารคดีและบันเทิงคดี ต่อมาได้เป็นบรรณาธิการ “ประชาชาติ” ทั้งรายวันและรายสัปดาห์

ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ ลาออกจาก “ประชาชาติ” เพราะสุขภาพไม่ดี ไปทำไร่อยู่ที่หัวหินเป็นเวลา ๑ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๘๑ กลับมาพระนคร เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสารคดีและบันเทิงคดีของหนังสือพิมพ์รายวัน “ประชามิตร” ซึ่งออกใหม่ที่บางขุนพรหม ต่อมาได้เป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์บ่ายฉบับนั้น และบรรณาธิการของ “สุภาพบุรุษ” หนังสือเช้า ซึ่งเป็นของบริษัท ไทยวิวัฒน์” จำกัด เช่นเดียวกัน

​ใน พ.ศ. ๒๔๘๖ ลาออกจาก “ประชามิตร–สุภาพบุรุษ” ด้วยสุขภาพไม่สมบูรณ์ ลงไปทำสวนมะพร้าวอยู่ที่พนังตัก จังหวัดชุมพร เป็นเวลา ๑ ปี

ใน พ.ศ. ๒๔๘๘ บริษัทไทยพณิชยการขายกิจการให้แก่นายอารีย์ มีวีระ เจ้าของหนังสือพิมพ์ “สยามนิกร” รายวัน และหนังสือ SIAM CHRONICLE รายวัน ได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน และเป็นหุ้นส่วน มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของบริษัท เขียนบทความและคอลัมน์ “ระหว่างบันทัด” ประจำ “พิมพ์ไทย หนังสือเช้าซึ่งออกใหม่ประจำวันจนถึงปัจจุบันรวมเวลา ๑๘ ปี

งานประพันธ์ เริ่มเขียนเรื่องสั้นลงหนังสือ “เสนาศึกษา” และ “ศัพท์ไทย” “ไทยเขษม” แต่ พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นประจำตลอดมา เมื่อได้เป็นบรรณาธิการ “สุภาพบุรุษ” รายปักษ์ ก็เริ่มประพันธ์นวนิยายขนาดยาวและเรื่องสั้นลงหนังสือนั้น และเพื่อนหนังสือรายคาบแทบทุกฉบับ ตลอดจนแปลงานวรรณกรรม ของ เมรี คอเรลลี, จอห์น กอล สเวอธี, อนาโตล ฟรานซ์, ฮาร์ดี, กี เดอ โมปาสซองส์ และอื่น ๆ ตลอด ๓๘ ปี ของชีวิตนักหนังสือพิมพ์ ไม่สามารถแยกออกจากชีวิตของการประพันธ์ ได้ทำควบกันไปทุกโอกาสและเวลาอำนวย ได้ประพันธ์เรื่องสั้นลักษณะต่าง ๆ กัน ไว้กว่า ๓,๐๐๐ เรื่อง นวนิยายและวิทยานิพนธ์ที่พิมพ์เป็นเล่มแล้วโดยสำนักพิมพ์ต่าง ๆ กันกว่า ๕๐ เล่ม ​และที่องค์การค้าของครุสภารับไว้จะพิมพ์ต่อไปอีกกว่า ๒๐ เล่ม ทางวิทยุกระจายเสียง เขียน “ข้อคิด” ซึ่งเกี่ยวกับปรัชญาในการครองชีวิต เป็นการประจำวันอยู่ ๒ ปี ออกอากาศโดย ท.ท.ท. และที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งเดียวกันนี้เอง ได้เขียนบทละครวิทยุ เรื่อง “ล่องไพร” อันเป็นนวนิยายผจญภัย ออกอากาศเป็นประจำสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลา ๕ ปีเต็ม

ทางโทรทัศน์ เขียนบทละครออกอากาศทั้งช่อง ๔ และช่อง ๗ มากกว่า ๕๐ เรื่องและยังเขียนอยู่ เป็นการประจำเดือน


งานสาธารณะ

เป็นกรรมการบริหารในคณะกรรมการชุดแรกของ ส.น.ท.

เป็นอุปนายกของ ส.น.ท. ในปัจจุบัน

เป็นอุปนายกของสมาคมภาษาและหนังสือ

เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิวิชาการหนังสือพิมพ์

เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

เป็นกรรมการมูลนิธิราชประชาสมาสัย

เป็นกรรมการสภาสังคมสงเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์

เป็นกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

เป็นที่ปรึกษาสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์

​เป็นประธานกรรมการประชาสัมพันธ์สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย

เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เป็นผู้บรรยายพิเศษลักษณะวิชาการบริหารฝ่ายบรรณาธิการ ในแผนกวารสารศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ด้านต่างประเทศ

๑. เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้รับเชิญจากรัฐบาลเยอรมันตะวันตกไปสังเกตสถานการณ์ในเบอร์ลิน และเยอรมันตะวันตก

๒. ใน พ.ศ. เดียวกันนี้ ได้รับเชิญไปประชุม APACL องค์การต่อต้านคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ ๕ ณ เซอูล ประเทศเกาหลี

๓. ได้รับเชิญจากรัฐบาลไต้หวัน ให้ไปสังเกตการณ์ ณ เกาะคีมอย

๔. ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้รับเชิญไปประชุม APACL ครั้งที่ ๖ ณ กรุงไทเป และดูงานทั่วเกาะไต้หวัน

๕. ปีเดียวกันนี้ ได้รับแต่งตั้งร่วมคณะผู้แทนไทย ไปร่วมสัมนาขององค์การซีโต้ ณ เมืองละฮอร์ ประเทศปากีสถาน

๖. ได้รับเชิญจากบริษัทการบิน AIR FRANCE เดินทางรอบโลก

​๗. ได้รับเชิญจากรัฐบาลเยอรมัน ไปสังเกตสถานการณ์เบอร์ลิน และเยอรมันตะวันตกอีก พร้อมทั้งรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

๘. ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้รับเชิญจากรัฐบาลญี่ปุ่นไปเยือนประเทศนั้น เพื่อสังเกตการณ์การเศรษฐกิจ ศึกษา วัฒนธรรม และเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกันก่อนนายกรัฐมนตรีอิเคดะจะเดินทางมาเยือนไทยในเดือนพฤศจิกายน

๙. ได้รับเชิญจากสมาคมการประพันธ์ฟิลิปปินส์ ให้ไปประชุมที่บาเกียว ในเดือนธันวาคม

๑๐. ได้รับเชิญจากบริษัทการบิน SWISSAIR และ รัฐบาลสวิสส์ให้ไปเยือนประเทศสวิสเซอร์แลนด์


งานอดิเรก

๑. ค้นคว้าทางพุทธปรัชญา จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์

๒. ปาฐกถาและอภิปราย

๓. เลี้ยงกล้วยไม้

๔. การดนตรี

๕. ออกป่าล่าสัตว์ใหญ่

เมื่ออายุ ๑๐ ปี คุณมาลัยจากกำแพงเพชรมากรุงเทพ ฯ คุณมาลัยมาเรียนหนังสือต่อ เมื่อจบการศึกษาแล้ว คุณมาลัยก็​มิได้ทอดทิ้งการศึกษาเสียเลยทีเดียว ยังคงศึกษาหาความรู้ ความชำนาญต่อไปอีก ด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ในบั้นปลายของชีวิต คุณมาลัยได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ทางวารสารศาสตร์ ซึ่งมีคนหนังสือพิมพ์น้อยคนที่จะได้รับเกียรตินี้ คุณมาลัยเริ่มชีวิตการศึกษาที่วัด โดยเริ่มต้นแต่วัดบพิตรพิมุข วัดเทพศิรินทร์ วัดบวรนิเวศ และวัดสระเกศ แต่ขณะนี้คุณมาลัยจากไปแล้ว คุณมาลัยอายุ ๕๘ ปี คุณมาลัยจากกระท่อม ป.ล. ถนนราชวิถีไปเมื่อวันอังคารที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ เวลา ๑๗.๔๕ น. ด้วยโรคมะเร็งในปอด ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๑ คุณมาลัยก็ได้กลับไปอยู่ที่วัดอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เป็นวัดมกุฏกษัตริยาราม นับเป็นวัดสุดท้าย

คุณมาลัยสร้างตัวที่วัด และต้องสลายตัวที่วัดอีกเช่นเดียวกัน ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของโลกมีเกิดก็มีดับ แต่คุณมาลัยดับ ดับจริงๆ บุตรและภรรยาต้องต่อสู้กับความมืดมนอย่างทรหด เหลือแต่พระคุณอันสูงสุด ผลงานที่มีค่า และปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางวารสารศาสตร์ของคุณมาลัยเท่านั้น ที่คอยค้ำจุนใจให้ครอบครัวดำเนินภาวะไปด้วยความทะนงและความสุข จวบจนชีวิตทุกชีวิตในสกุล “ชูพินิจ” จะตามไปพบกับคุณมาลัยอีก ทั้งนี้สักกี่ชาติก็ตาม ได้มุ่งมาตรปรารถนาไว้เป็นที่สุดแล้ว

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:10:32 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 20 March 2026, 09:12:54 »


ภาคหนึ่ง

.

บทที่ ๑
​​
ขุนนิคมบริบาล สิ้นใจเมื่อวันอาทิตย์แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล โทศกพุทธศักราช ๒๔๙๓ – เก้าสิบสองปีหลังจากลืมตาดูโลกและผ่านชีวิตมาแล้วโชกโชนอย่างยากที่ผู้ชายน้อยคนจะได้ผ่านและพบ การตายของแกเป็นไปอย่างสงบ ภายในอ้อมแขนของภรรยาคู่ยาก ยิ้มด้วยความสุขปรากฏอยู่ที่ริมฝีปากซึ่งเผยอ ที่หนังตาอันหรี่หลับ ที่หน้าผากอันกว้าง และแก้มทั้งสองซึ่งซูบจนเห็นแต่กระดูกโปนเป็นสัน

ขุนบริบาล สิ้นใจแล้ว ! พร้อมด้วยวันเริ่มต้นของจุลศักราชใหม่ อย่างที่มนุษย์เราทุกคนจะต้องตายเพียงแต่ช่างกระทันหันอะไรเช่นนั้น ขณะที่วิญญาณและกลิ่นไอของมหาสงกรานต์ยังล่องลอยอยู่ในอากาศ และกลิ่นแป้ง​หอมของกระแจะจันทน์ที่บรรดาลูกหลานประพรมในวันรดน้ำอวยพรยังติดอยู่ที่เสื้อผ้า มันเป็นวันเดียวที่คนเราไม่น่าจะตาย ในเมื่อดอกไม้กำลังบานอยู่เต็มป่า และบรรดานกทั้งหลายส่งเสียงร้องไพเราะอยู่เต็มดง ป่าอ้อและกอพงบนเกาะกำลังออกดอกขาวเป็นทะเลหิมะ

ตลอด ๓ วันเต็ม ๆ หลังจากการประชุมเพลิง และบำเพ็ญกุศลผ่านไป หญิงชรารู้สึกเหมือนตกอยู่ในเขาวงกต พิศวงงงงวยและมืดมิดไปหมด ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ? จะทำอะไร ? และคิดอะไร ? นอกจากนั่งอยู่ข้างเชี่ยนหมากบนระเบียงบ้านฟากนอกชานกว้าง ซึ่งเปิดออกไปสู่ทางเดินริมตลิ่ง เหนือฝั่งแม่น้ำปิงที่เดือดแห้งแลเห็นแต่หาด – – หาด – – และหาดทั่วไป

ขุนนิคมบริบาล สิ้นใจแล้ว ! การฌาปนกิจศพของแกที่กระทำกันเอิกเกริกมโหฬารอย่างนานเต็มที ในชั่วชีวิตชาวบ้านนั้น จะได้เคยเห็นการละเล่นแทบทุกชนิด นับแต่โขน ละคร ลิเก หุ่นกระบอก และหนังตะลุง อาจจะเรียกคน แต่อิทธิพลของมันก็ยังไม่มากเท่ากับบุคลิกภาพของชายชราผู้ตาย เมื่อเสร็จพิธีและการงาน บรรดามหรสพเหล่านั้นอาจจะขนเครื่องขึ้นรถและลงเรือ คนดูทั้งหลายก็พากลับบ้าน แต่ไม่​มีใครจะลืมขุนนิคมบริบาลได้ ๖๐ ปีเต็ม ๆ แกใช้ชีวิตร่วมมากับชาวบ้านนั้น ๖๐ ปีเต็ม ๆ แกได้ผ่านการพบอย่างที่ปู่ตายายของคนรุ่นใหม่ในจังหวัดเดียวกันได้ผ่านและพบ ๖๐ ปีของชีวิตที่บางครั้งสงบ บางครั้งผาดโผน รู้รสดีว่าความจนหมายถึงอะไร ความทุกข์ทรมาน อันตราย อดทน และการเสียสละของมนุษย์หมายถึงอะไร ก่อนที่จะบุกด้วยความบากบั่นขึ้นมาถึงฐานะในปัจจุบัน

ขุนนิคมบริบาลสิ้นใจแล้ว ! แต่ขณะเดียวกันแกยังอยู่ในความทรงจำของผู้คนที่แกเคยเกี่ยวข้อง บ้างญาติพี่น้อง บ้างเป็นมิตรสหายและบ้างก็เป็นศัตรู ขุนนิคมบริบาลยังอยู่ในอากาศที่หายใจเข้าไปในชีวิตและขนบประเพณีประจำวันของนครชุม ในฐานะสิ่งหนึ่งและส่วนหนึ่งของตำบลบ้าน เป็นสัญญลักษณ์ประจำถิ่นที่ไม่มีขนบประเพณีและอารยธรรมแผนใหม่ หรือกาลเวลาจะลบเลือนให้เจื่อนจางไปได้

นั่งอยู่หน้าระเบียงบ้านบ่ายวันนั้น แม่เฒ่าคู่ทุกข์คู่ยากของขุนนิคมบริบาลรู้ดีว่า ไม่มีใครจะลืมชายอย่างนั้นได้ หลายคนอาจจะบูชาว่า ขุนนิคมใจดี และหลายคนก็อาจจะซุบซิบนินทาว่า ขุนนิคมใจร้าย แต่ดีหรือร้ายแม่เฒ่าสุดใจรู้ว่าไม่มีใครในตำบลหรือจังหวัดนั้น กล้าเผชิญกับขุนนิคมบริบาลใน​สนามเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเวทีของการงาน หรือเวทีของชีวิต ขุนนิคมเกิดมาอย่างลูกผู้ชาย ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างลูกผู้ชายและแกก็ใช้เต็มความหมายของมันอย่างสมค่า

“ที่นี่ดีทุกอย่างสำหรับจะอยู่ จะกินและตาย” ขุนนิคมบริบาลบอกแกเมื่อ ๖๐ ปีก่อน ขณะเจอกันเป็นครั้งแรกที่ท่าน้ำวันนั้น “ผู้หญิงสวยอย่างเอ็ง ผู้ชายเปิดเผยอย่างข้า ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ เสียอย่างเดียวแต่ขาดหัวหน้า – – ข้านี่แหละ เทวดาส่งมาสำหรับเป็นนาย”

เมื่อ ๖๐ ปีก่อน – – ที่ท่าน้ำ – –! ช่างนานอะไรเช่นนั้น ขณะที่มันเหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาเมื่อวานซืนนี้เอง แม่เฒ่ารู้สึกนัยน์ตาพร่าด้วยฝ้าน้ำตา ซึมออกมาบังความทรงจำถึงประโยคเหล่านั้น ชักนำไปสู่ความทรงจำถึงภาพอื่น ๆ วันคืนและเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว

เมื่อ ๖๐ ปีก่อน! นครชุมยังเป็นคลองสวนหมาก พร้อมด้วยเหย้าเรือนฝาขัดแตะและมุงแฝกไม่กี่สิบหลังคา และบ้านไร่เพิ่งมีพวกเวียงจันทน์ อพยพมาอยู่ไม่กี่ครอบครัว ป่ามะพร้าวยังโหรงเหรง เป็นกำแพงเมืองเก่าชั้นนอกยังไม่ถูกทลายลงมาถมถนน และดงเศรษฐียังทิ้งซากของนครร้าง เป็นอนุสาวรีย์แก่คนรุ่นหลัง เกาะหน้าบ้านยังห่างตลิ่ง และ​มะม่วงสายทองต้นนั้น ยังแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่เหนือหน้าท่า – –

สาวใช้คนหนึ่ง หน้าตายังซูบซีดอิดโรยจากการตรากตรำงาน ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไป คลานเข้ามานั่งอยู่ตรงหน้า

“เรือที่คุณย่าสั่ง มาแล้วค่ะ” หล่อนรายงาน

แม่เฒ่าสุดใจ หันไปอย่างเลื่อนลอย

“เรืออะไรกัน ?”

“เย็นนี้ ข้าหลวงนัดประชุมเรื่องซ่อมวัดที่จวนไงคะ คุณย่าได้รับเชิญไว้ แล้วสั่งให้แก้วเอาเรือออก”

หญิงชราถอนใจ นั่นเป็นเพียงกิจวัตรอย่างหนึ่งซึ่งในชีวิตไม่มีวันจะเลี่ยงพ้น ไม่ว่าจะเป็นการกุศลสาธารณะ หรือเป็นงานของบ้านเมืองไม่เคยปรากฏว่า จะขาดมือของขุนนิคมและแม่เฒ่า เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ในทางใดทางหนึ่งได้ แต่นี้ไป เมื่อขาดขุนนิคมบริบาล – – – ภาพของท่าน้ำใต้ร่มมะม่วงสายทองบ่ายวันนั้น ปรากฏขึ้นมาในความทรงจำอีก แจ่มชัดและสดชื่นกว่าความทรงจำเหมือนจะนำวัยสาวกลับมาสู่แกอีกครั้ง

“บอกแก้วเถอะว่า ข้าเปลี่ยนใจ เก็บเรือได้ วันหลังค่อยพบท่านข้าหลวง”

กิจธุระอื่นคอยได้ ในขณะที่ธุระของชีวิต ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของคนเราอาจผ่านไปโดยไม่มีหวังจะย้อน​กลับมาอีก แม่เฒ่าต้องการรำลึกถึงคืนวันเหล่านั้น ในยามที่ความทรงจำกำลังแจ่มใส และใครต่อใครปล่อยให้แกมีเวลาอยู่แต่ลำพังคนเดียว มิลินทร์ลูกชายคนโตพร้อมด้วยบุตรภรรยาของเขาลงไปธุระที่ปากน้ำโพ สอิ้งกับผัวซึ่งไม่เอาถ่าน ก็ยังไม่กลับจากช่วยงานในเมือง ครั้งหนึ่งลูกและหลานเคยเป็นความสุข แต่คนเหล่านั้นใครบ้างที่รู้ว่า ความทุกข์คืออะไร ? ชีวิตเหล่านั้นเกิดมาสายเกินไป ไม่ทันรู้รสของชีวิตอย่างที่ขุนนิคมบริบาลและแกได้รู้ ลูกทั้งหญิงและชาย แม้กระทั่งดรุณและสอางค์ซึ่งถึงแก่ความตาย ในระหว่างที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว แม้กระทั่งลูกหัวปีที่จากอกไปแต่ยังเยาว์สมัยฝีดาษทำลายบ้านนั้น เพียงแต่จะเป็นกรรมสิทธิ์ของคนอื่นไปทั้งกายและใจ เมื่อพ้นจากอก ขุนนิคมและแกสองตายายเท่านั้นเป็นของกันและกันตลอดมา ถึงแม้ว่าหลายครั้งเลือดหนุ่มและความคะนองจะเรียกร้องขุนนิคมให้เตลิดไป และแม้ว่าจะหลายรักหลายเมียเพียงใด ขุนนิคมก็ยังคงเป็นของแกวันยังค่ำ

ท่ามกลางระเบียง ซึ่งลมโกรก – – และโลกซึ่งวิญญาณของมหาสงกรานต์เพิ่งจากไป สายตาของแม่เฒ่าเพ่งออกไปยังท่าน้ำ ในมโนคติและที่อันเวิ้งว้างว่างเปล่าซึ่งครั้งหนึ่งมะม่วงสายทองต้นนั้นเคยตั้งอยู่ มิได้เอาใจใส่ต่อผู้คนที่เดินผ่านไปมา​และยกมือไหว้ มิได้เอาใจใส่ต่อเสียงเด็กที่เล่นเกรียวกันอยู่ หลังบ้าน – –

ฉันยังจำได้ดีทุกอย่าง แม่เฒ่าคิด จำได้แน่ เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน มะม่วงสายทองต้นนั้น ซุงที่ท่าน้ำ แม่ปิงที่เวิ้งว่าง เต็มไปด้วยจอกและสวะ เต็มไปด้วยแพไม้ แพเสา เรือโกลนติดธงสีต่าง ๆ กัน เรือระหัดท้ายของมิสหลุยส์ ซึ่งไม่มีวันจะกลับมาอีก และก็เรือชะล่าลำนั้น และ – – และเขา

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:11:03 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 20 March 2026, 09:15:49 »


บทที่ ๒

ในตอนบ่ายวันสุดท้ายของสงกรานต์สุดใจ –– ยังสวมกำไลข้อเท้า ๑๖ ปีแต่เปล่งปลั่งเหมือนสาวใหญ่ –– เปียกปอนไปทั้งตัวด้วยเล่นสาดน้ำกัน หน้าตายังขมุกขมอมเพราะดินหม้อจากการมอมตะลุมบอน ฉวยขันลงหินและสบู่ลงไปที่ตีนท่าหน้าบ้าน เร่งรีบจะอาบน้ำชำระกาย เพื่อกลับขึ้นมาแต่งตัวใหม่ ให้ทันไปเข้าวงช่วงชัยในตอนเย็น แต่แล้วก็ชะงักอยู่ที่ตีนบันใด เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะ ดังมาจากซุ้มผักบุ้งฝรั่งทางขวามือ และมองเห็นหน้าเป็นที่สุดหน้าหนึ่ง แดงและเป็นมันเพราะความร้อนและฤทธิ์สุราโรง โผล่ออกมาจากประทุนเรือชะล่าซึ่งจอดหลบแดดอยู่ในซุ้มนั้น

ชั่วขณะหนึ่ง หญิงสาวหันรีหันขวางทำท่าเหมือน​จะกลับขึ้นไป เมื่อปรากฏว่าเจ้าของหน้า มิใช่คนบ้านนั้น ครั้นแล้วก็ก้าวออกไปที่หัวซุงนั่งปุกหันหลังให้ อย่างไม่เอาใจใส่ ที่นี่เป็นท่าน้ำของหล่อนเคยอาบเคยเล่นมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ เหตุไฉนจะต้องหนีไป เพราะมีคนแปลกหน้ามาอาศัย ความจริงนั้นหล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เขาหัวเราะอะไรหรือกับใคร จนกระทั่งตักน้ำอาบไปไม่ได้กี่ขัน ได้ยินเสียงหัวเราะนั้นดังลั่นมาอีก จึงเหลียวกลับมาดู

“บ้า! ขันอะไรนักหนาเทียว” เสียงของหล่อนเหมือนบ่นพึมพำด้วยความรำคาญ มากกว่าจะตั้งกระทู้ถามเขาโดยตรง

“ไปเล่นปลาย่างใครเขามาล่ะ หน้ามันถึงได้เป็นอย่างนั้น ?” ขณะนี้เขาคลานออกมาพ้นประทุน นั่งขัดสมาธิอยู่ที่หัวเรือ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาหัวเราะเอาๆ

ฟันขาว ๆ และเคราเขียวๆ ของเขา ทำให้หน้านั้นทะเล้นอย่างน่าตบ แต่ทั้งหมดที่สุดใจจะตอบได้ ก็เพียงสะบัดหน้ากลับอย่างกระฟัดกระเฟียด

“ช่างเขา!” หล่อนบอก “อวดเก่ง ทำไมไม่ขึ้นไปข้างบนบ้างล่ะ หน้าไม่มอมยิ่งกว่าลูกแมวก็ลองดู

เจ้าของฟันขาวๆและเคราเขียว ๆ เลิกคิ้ว

​“เอ๊ะ เอากันไม่เลือกทีเดียวรึ ว่าคนบ้านนี้ หรือบ้านไหน ?”

“ไม่เลือก สงกรานต์นี่”

“เหมือนอย่างเอ็งทั้งนั้น ผู้หญิงปากคลองน่ะ?”

“ทำไม ?”

“อ้าว ! ถ้าเหมือนเอ็ง อย่าว่าแต่สาดน้ำ มอมหน้า ถึงจะตอนให้หน้าเขียว อย่างข้าโดนเข้าที่ลานดอกไม้เมื่อวานก็ยอม”

“บ้า!” มือที่ถือขัน จ้วงตักน้ำรดตัวเร็วขึ้น

“แต่ยักษ์ขมูขีทั้งนั้นแหละ พวกที่ลานดอกไม้น่ะ” เขาพูดต่อไปอย่างไม่เอาใจใส่ “เพราะฉะนั้น ถึงไม่ได้กินค่าไถ่จากข้า”

หล่อนถูสบู่ซันไลท์ กิริยาแสดงว่าไม่เอาใจใส่ แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ถึงความใกล้ชิดของเขา และสายตาที่เพ่งดูหล่อนอยู่ตลอดเวลา

“รูปร่างอย่าง........อย่างนี้” หล่อนพึมพำ “โดนมือพี่ดำ ป้าแมว กะยายคล้อย หมับเดียว หลุดไปได้ค่อยว่า..”

เจ้าของฟันขาวๆ เคราเขียวๆ เลิกคิ้วแล้วยักไหล่ หน้าทะเล้นไปด้วยการหัวเราะนั้น เหมือนขบขันอะไรอยู่ในใจไม่สร่าง

​“ฮึ?” เสียงของเขาท้าทาย “ใครล่ะพี่ดำ ป้าแมว กะยายคล้อยของเอ็ง?”

“หัวหน้าพวกตอน” หล่อนบอก “แต่ละคนยังกาพ้อม เมื่อเย็นวาน นายอำเภอเสียค่าไถไปเกือบเทถึงได้โซเซหน้าเมื่อยกลับไปได้”

เสียงหัวเราะของเขาก้องไปในอากาศ

“แต่อย่างข้าไม่มีวันได้กินแน่” เขาบอก “คนจะจับข้าให้อยู่มือได้ ต้องไม่ใช่ยักษ์ขมูขี หรือนางผีเสื้อสมุทร มันต้องคนเอวบางร่างเล็กเปล่งปลั่ง ยังสาวยังแส้แล้ว... แล้ว ก็ใส่กำไลอย่างเอ็ง”

“บ้า!” สุดใจไม่ทันเช็ดหน้า ฉวยขันฉวยสบู่ได้ก็ลุกขึ้นยืน

ฝ่ายชายหัวเราะดัง โน้มตัวลงนอนพังพาบกับหัวเรือชะล่า เชยคางไว้กับฝ่ามือทั้งสอง นัยน์ตาที่แดงก่ำจับดูหล่อนเขม็ง

“หมดเสียเมื่อไหร่ล่ะ ?”

“อาไร ?”

“ก็ดินหม้อน่าซี ยังติดอยู่ที่ปลายจมูก ที่กกหู แล้วก็ข้างคอ”

​“ช่างเขา” หญิงสาวกระแทกเสียง กลับนั่งลงอีก ลงมือถูสบู่ใหม่

“ดินหม้อกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันหมู ––– มันต้องทราย” เขาแนะ

“ไม่ใช่ควายนี่” เสียงอู้อี้ดังออกมาจากฝ่ามือที่กำลังเต็มไปด้วยฟองสบู่

นิ่งกันอยู่สักครู่ เสียงถอนใจก็ดังมาจากชายต่างถิ่น

“ลูกเต้าเหล่าใครน้อ ถ่อเรือขึ้นล่องผ่านปากคลองมาหลายปีแล้ว ก็เพิ่งเคยพบนี่แหละ – –อยากรู้จริงๆ ว่าเคยมีใครเคยบอกเอ็งบ้างหรือเปล่า”

สุดใจยกขันล้างหน้า ถามทั้ง ๆ ที่ไม่ลืมตา “บอกอะไร”

“ว่าผู้หญิงปากคลองน่ะ สวยกว่าผู้หญิงไหน ๆ บนฝั่งแม่น้ำปิง ?”

หล่อนนิ่งไม่ตอบ สลัดผมและเช็ดหน้าต่อไป

“คนทางใต้ได้ยินชื่อปากคลองเข้าขนหัวลุก” เขาพูดต่อไป “คนทางเหนือล่องเรือผ่านมา ยังต้องหันหน้ามองแต่ฝั่งตะวันออก แต่ถ้ารู้อย่างข้า ––รู้ว่าปากคลองมีคนอย่างเอ็ง อีกหน่อยก็แห่กันมาเสียอีก”

​สุดใจคงก้มหน้าก้มตาถูเนื้อถูตัวต่อไป สายตาของฝ่ายชายจับอยู่ที่ใบหน้าซึ่งหมดจด ไหล่ที่เต็มและทรวงอกอันไหวสะเทือนของหล่อนไม่วางตา

“รู้หรือเปล่าว่า ข้าน่ะไม่เคยคิดอยากตั้งถิ่นฐานบ้านช่องภูมิลำเนาลงที่ไหน จนกระทั่งวันนี้”

“อ้อ” หล่อนเงยขึ้นดูเขาแวบหนึ่ง........แวบเดียวเท่านั้น พอเจอะนัยน์ตาซึ่งแดงก่ำเป็นมันทั้งคู่ก็หลบไม่หันไปดูอีกเลย

“เพราะอะไรรู้ไหมล่ะ ?”

หล่อนสั่นศีรษะ

“เอ็ง!” เขาหัวเราะอีก

“บ้า!”

“หมายความว่ากระไร ? ชอบใจหรือโกรธ ?”

“บ้า!”

“คนบ้านนี้ชอบกล พูดได้คำเดียว” เขาถอนใจ “ข้าไม่เคยบอกใครอย่างบอกกะเอ็งจริงๆ เพราะชักจะชอบปากคลอง........ที่มีเอ็ง” นิ่งพิจารณาดูร่างที่อวบอัดอยู่ในเสื้อผ้าที่เปียก ผมที่ยาวสยายประบ่า แล้วก็พยักหน้า “ข้าเคยรู้กิตติศัพท์เหมือนกันว่า ปากคลองเป็นบ้านร้าย หลายปีมาแล้ว​ห่าลงกินตายไปเกือบหมดบ้าน ห้าสิบปีมันจะต้องมาเยี่ยมเสียที่หนึ่ง ถึงงั้นที่นี่.............ที่นี่ก็ดีทุกอย่างสำหรับจะอยู่ จะกินและตาย....” เงยหน้าขึ้นเชยคาง ซึ่งเขียวไปด้วยเคราไว้กับท่อนแขน........ “ผู้หญิงสวยอย่างเอ็ง ผู้ชายเปิดเผยอย่างข้า ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ เสียอย่างเดียวแต่ขาดหัวหน้า ข้านี่แหละเทวดาส่งมาสำหรับเป็นนาย”

สุดใจฉวยขันและสบู่ผุดลุกยืน หันหลังจะก้าวขึ้นบันไดไป

“อ้าว จะไปเสียแล้ว” เสียงของเขาแสดงความเสียดาย... “กำลังคุยกันสนุกทีเดียว นอกจากนั้นยิ่งนานข้ายิ่งชอบเอ็งขึ้นทุกที”

หล่อนหันหน้ามองข้ามไหล่ ไปยังเขาอย่างหมั่นไส้ “ยิ่งนานข้าก็ยิ่งเกลียดหน้าแก”

“แฮะ................แอ้!” เขาทำเสียงล้อเลียนหล่อน “ไม่จริงละมั้ง?”

“บ้า!”

และนั่นเป็นวาจาคำสุดท้ายที่สุดใจ.....................ยังสวมกำไลข้อเท้า ๑๖ ปี แต่เปล่งปลั่งเหมือนสาวใหญ่................อุทานอย่าง​กระฟัดกระเฟียด ก่อนที่จะวิ่งขึ้นบันไดตีนท่าไปท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจดังลั่น ของชายแปลกหน้า

อะไรทำให้ฉันรุนแรงกับเขาออกไปอย่างนั้น ? แม่เฒ่าเอนกายพิงหมอนขวาน ความรู้สึกของวัยสาว ซึ่งล่วงพ้นไปนานแสนนานเหมือนหนึ่งจะไหลหลั่งถึงมาอีกแทบท่วมท้นหัวใจ คำทักทายเมื่อแรกพบกันที่ “บ้า!” ขณะเมื่อจากกันก็ “บ้า!” ราวกับว่า คู่อริเก่ามาเจอกันเข้า ฉันแน่ใจเหลือเกินว่า ไม่ได้สนใจอะไรเขามากไปกว่าคนต่างถิ่นที่หยาบคายคนหนึ่ง อย่างผู้ชายอีกหลายคนซึ่งเคยพบมาแล้วและผ่านไป โดยมิได้อยู่ในความสนใจหรือกลับมาพบหน้าค่าตากันอีก เพียงแต่ผู้ชายคนนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น.....หลีกเลี่ยงไม่พ้น!

ในคืนนั้นเอง สุดใจก็พบเขาอีกขณะที่เข้าทรงแม่ศรีอยู่ที่ลานบ้านผู้ใหญ่พูน ท่ามกลางเสียงตีเกราะเคาะไม้ ท่ามกลางแสงได้ที่สว่างเรือง และเสียงกระทุ้งของพวกลูกคู่ ทั้งหนุ่มสาว แก่เฒ่าและเด็ก ซึ่งตะเบ็งกึกก้องเกรียวกราวออกไปในราตรีที่มืดสนิท

นัยน์ตาของหล่อนอาจจะหรี่ปิด ตามธรรมเนียมของการเข้าทรงมากกว่าจะเป็นจริง กิริยาของหล่อนอาจสงบนิ่ง ​แม้เท้าทั้งสองจะเหยียบอยู่บนฝากะลา และมือทั้งคู่แตะอยู่กับพื้นดิน หมิ่นเหม่ต่อการคว่ำมาข้างหน้าหรือหงายไปข้างหลัง ขณะที่นั่งหมุนไปรอบๆ กาย สุดใจก็ยังสังเกตเห็นเขาได้ หล่อนไม่รู้ว่าเขาเข้ามาร่วมวง กับบรรดาหนุ่มชาวบ้าน ซึ่งยืนดูอยู่รอบนอกตั้งแต่เมื่อไหร่ หล่อนรู้แต่ว่าการแต่งกายของเขาสะอาดหมดจดขึ้น สวมกางเกงแพรสีเม็ดมะปรางและเสื้อกุยเฮงขาว ผมเผ้าหวีเรียบร้อย แต่เคราเขียวๆ ก็ยังคงอยู่ที่นั้น นัยน์ตาที่แดงก่ำอยู่เมื่อกลางวันหายไป หน้าทะเล้นเพราะการหัวเราะนั้นหายไป เพียงแต่ยิ้มนิดๆ ขณะปรบมือในจังหวะร่วมกับคนทั้งปวง หล่อนพยายามที่จะไม่เอาใจใส่ ในหูกึกก้องไปด้วยเสียง “แม่ศรีเอย แม่ศรีสาวสะ ยกมือไหว้พระเอ๋ยว่าจะมีคนชม ขนคิ้วเจ้าก็ต่อ คอเจ้าก็กลม ชักผ้าปิดนมชมแม่ศรีเอย”

ซ้ำๆ ซากๆ ไม่รู้จักจบรู้จักสิ้น ในใจของหล่อนเต้นเร่าไปด้วยฝูงผีเสื้อสีต่าง ๆ ที่กระพือปีกเหมือนจะพาบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้าเบื้องบน ถึงกระนั้นความสำนึกถึงความใกล้ชิดของเขาอย่างเมื่อกลางวันก็ไม่หายไปไหน

ฉันจะไม่พูดกับเขาอีก สุดใจคิดด้วยความขุ่นเคือง ขณะแรกที่เหลือบไปเห็นหน้านั้น จากใต้หนังตาอันหรี่ปรือ ​แต่คนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หญิงสาวที่กำลังแรกรุ่น และในวันสงกรานต์เสียด้วย จะไปมัวถือโทษโกรธจึงใครอยู่ได้นาน เมื่อเสียงเพลงเหล่านั้น ได้เรียกร้องวิญญาณของขนบประเพณีอันเก่าแสนเก่าของไทย เมื่อเสียงหัวร่อต่อกระซิกกังวาลอยู่ในอากาศ กลุ่มดาวประดับอยู่เต็มท้องฟ้า และผีเสื้อฝูงใหญ่ขยับปีกกระพือวุ่นอยู่ในหัวใจ

หล่อนไม่รู้ว่ากะลาที่นั่งหยุดหมุนแต่เมื่อไร แน่แก่ใจว่าขณะที่ลุกขึ้นยืน ตื่นอยู่ทั้งกายและใจ นัยน์ตาทั้งคู่หรี่ปรือแต่ก็ยังแลเห็นได้ ในหูสำเหนียกเพลงชัด

“เจ้าพวงมาลัย ควรหรือจะไปจากห้อง เจ้าลอยละล่อง เข้าในห้องในเอย”

แล้วหล่อนก็รำเนิบ ๆ และแช่มช้า สำนึกดีถึงนัยน์ตาคู่หนึ่ง ซึ่งจ้องจับอยู่ที่ทรวดทรงอันอ้อนแอ้นของหล่อน ที่แขนทั้งคู่อันอ่อนช้อย ที่ไหล่และอกซึ่งกระเพื่อมถี่ ขณะที่ไหวโอนไปตามจังหวะเกราะ เคาะไม้ กลอง และทำนองเพลง

อ้อ คนที่ทรงแม่ศรีเข้านี่เป็นอย่างนี้เอง ! สุดใจรู้สึกตัวว่ายิ้มนิด ๆ หล่อนอยากจะหัวเราะ อยากจะกางแขนออกถลาแล่นบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ผ่านทางมะพร้าวที่ร่มครึ้ม ผ่านอากาศที่โปร่งบริสุทธิ์ ไปสู่ดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ

​“เจ้าพวงมาลัย ควรหรือจะไปจากห้อง เจ้าลอยละล่องเข้าในห้องในเอย”

หล่อนรำ........รำ........และรำเรื่อยไป เหมือนจะไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อย โดยปราศจากการเข้าใจในความหมาย รู้สึกแต่ว่ากังวาลของมัน นำไปสู่ความสำนึกมากมายหลายอย่าง ที่วัยสาวยังไม่เคยผ่านพบ และกำลังอยู่คนละโลกกับผู้คนที่ชุมนุมอยู่ในลานบ้านนั้น ก็พอดีวิมานทลายครืนลง เมื่อมือคู่หนึ่งเข้ามาจับไหล่ และเสียงกะตู้วู้ก้องเข้าไปในแก้วหู หยุดรำ ยืนงงเป็นครู่ แล้วก็ลืมตาดูอย่างคนที่แม่ศรีออก แล้วก็ยิ้ม เมื่อเห็นเป็นจำปาแม่เพื่อนสาวของตน

“แหม ร้อนจัง” สุดใจบอก ใช้มือโบกลมไปมา

“ก็ร้อนซี ไม่มีได้หยุดนี่” จำปาก้มศีรษะจะเข้ามากระซิบ “อะไรจนเขาหยุดร้องแล้วยังรำ ทำให้อีตานั่นหัวเราะน้อยหัวเราะใหญ่”

“ใคร ?” สุดใจเดินออกไปนอกวง รู้ดีตั้งแต่ก่อนจำปาตอบว่าหมายถึงใคร

“ท่าทางเหมือนโจรใหญ่ ดู ๆ ไปเหมือนจันทโครบ หรือบางทีจะเป็นลักษณาวงศ์” แม่เพื่อนสาว ซึ่งเพิ่งหอบลูกเต้าจากนายโรงเอกยี่เกกลับมาอยู่บ้านเดิมได้ไม่ถึงปี บุ้ยปาก​ไปยังร่างสูง ๆ ซึ่งยิงฟันขาวอยู่ในเงามืดข้างหลังเด็กคนละฟากลานบ้าน

“อ๋อ ตานั้น” สุดใจยังไม่หายยิ้ม

“รู้จักกัน ?”

“เปล่า”

“งั้นทำไมถึงตานั่นล่ะ ยังกะเป็นญาติผู้ใหญ่........ยังกะเจอะกันมาจากไหน”

“ใช่คนบ้านเราเมื่อไร”

“ก็ไม่ใช่นะซีถึงได้ถาม ตายละ” จำปาทำท่าตกใจ “นั่น นั่นเขากำลังเดินมาทางเรานี่ !”

“ช่างปะไร” สุดใจมิได้เหลียวไปดูเลย

“ช่างอะไรได้” จำปาว่า “เมื่อตะกี้กวนฉันยังกะอะไรดี”

“เขาทำอะไรเอ็ง ?” สุดใจหายยิ้ม หยุดโบกมือ

“ยัง – ยังไม่ถึงกระทำ” จำปาจับตาอยู่กับร่างซึ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ

“แต่เซ้าซื้อย่างร้ายเลย– ”

“เรื่องอะไรล่ะ ?”

“เอ็ง !”

​“บ้า!”

“บ้าหรือดีไม่รู้ละ เขาอยากรู้ว่านุชน้องชื่ออะไร ? อายุเท่าไหร่ ? ลูกเต้าเหล่าใคร ? และ – และบ้านอยู่ถึงไหน ? เหมือนอย่างพี่โปร่งเขาเคยถามข้า”

“แล้วเอ็งก็บอกเขาซี ?”

“ธุระอะไรจะไปหยาบคายกะคนที่เราไม่รู้จัก เขาถามมันก็ต้องตอบ”

“แหม ! จำปานี่ – – สุดใจยกมือที่โบกลมตีแปะลงไปที่หลังแม่เพื่อนสาว

“เบา ๆ หน่อย อย่าให้ถึงกินเลือดแรด” จำปากระสับกระส่าย “ต๊าย มาอยู่นี่แล้ว”

“ใคร ?”

“นายโจรใหญ่” จำปากระซิบ “จันทโครบหรือท้าวพรหมทัต แล้วแต่เอ็งจะเลือก”

มือหญิงสาวที่ยกขึ้นโบกลมโบกเร็วขึ้น หล่อนมิได้หันหน้าไปดูตามที่จำปาบุ้ยใบ้ ถึงกระนั้นก็รู้ได้จากเงา ซึ่งแสงได้สาดมาว่าเขากำลังเข้ามาอยู่ที่นั่น ความใกล้ชิดของเขา อย่างที่รู้สึกเมื่อกลางวันไหลมาเทมาสู่ความสำนึกอีก ทำให้ใจสั่นนิด ๆ แต่ก็ไม่คิดจะหนี

​“รำสวยจังเลย–” เสียงห้าว ๆ ลึก ระคนด้วยกังวานของความขบขัน เสียงนั้นเอ่ยขึ้นข้างหลัง “สวยเหมือนกินรีลงเล่นน้ำในสระอโนดาต”

จำปาเขยิบเข้ามาจนชิด

“เขาหมายถึงมุจลินทร์” หล่อนกระซิบ “หมายถึงเอ็ง–”

“บ้า !” สุดใจเผลอดุออกไปไม่ดังอะไรหนักหนา แต่ก็ดังพอที่เขาจะได้ยิน

“ที่นี้รู้ละ ว่านั่นเป็นคำทักทายของคนปากคลอง” เขาบอก “บ้า–– เมื่อเจอะหน้าครั้งแรก บ้า–– เมื่อเจอะหน้ากันครั้งที่สอง––”

จำปาหันมามองแม่เพื่อนสาวเขม็ง กระซิบอีก “ไหน–– ไหนว่าไม่เคยรู้จัก ?”

“เจอะกันที่ตีนท่าเมื่อกลางวันหน่อยเดียวแหละ –” สุดใจตอบอ้อมแอ้ม

“หน่อยเดียว – –” จำปาหัวเราะคิก

“โธ่ จำปานี่ยังไง”

“แม่ศรีเอย แม่ศรีสาวสะยกมือไหว้พระเอ๊ยว่าจะมีคนชม –” จำปาร้องขัดจังหวะ เมื่อคนทรงใหม่เข้าแทนที่​และสายตาหลายคู่ กำลังหันมาดูทางหล่อน “ดูซิ – ดูเอ็งใหญ่เทียวสุดใจ !” หล่อนบุ้ยปากไปข้างหลัง หมายถึงฟันขาว ๆ เคราเขียว ๆ ซึ่งกำลังแหกปากตะเบ็งเสียงและปรบมือให้จังหวะตามหล่อนไป ผิด ๆ ถูก ๆ โดยไม่เอาใจใส่

“ไปกันเถอะ จำปา” สุดใจกระซิบ ไม่กล้าหันหน้าไปดูเขาได้

“ไปไหน ?”

“บ้าน”

“แล้วกัน ไหนว่าจะเลยไปดูเขาบ้านไร่ ?”

“ม่ายละ ฉันเหนื่อย ง่วงนอน แล้วก็เตรียมของทำบุญพรุ่งนี้ ยังไม่เสร็จ เดี๋ยวป้าด่าตาย”

หล่อนออกเดินช้า ๆ รู้สึกขาสั่นใจสั่นขณะที่ผ่านหน้าเขา และจำปาซึ่งบ่นอู้อี้ก็ตามไป จนกระทั่งถึงประตูรั้วบ้านผู้ใหญ่พูน จึงได้กลับมาดู

“ต๊าย !”

“อะไรอีกล่ะ ?”

สุดใจดุ

“นายคงเคราตามมาอีกแล้ว – –” เสียงของจำปาแสดงความตกใจเกินความจำเป็น “สูบยาแดงโร่เชียว”

“ช่างเขาปะไร ทางเดินปากคลองไม่มีเจ้าของนี่”

​“มันไม่ใช่เรื่องทางซีสุดใจ มันเรื่องคน”

ระยะทางจากบ้านผู้ใหญ่พูน ไปบ้านหล่อนไม่กี่เส้น สองฟากเป็นสวนมะม่วง ขนุนและไร่กล้วย พร้อมด้วยเหย้าเรือน ที่ยังตามไฟอยู่เป็นหย่อม ๆ หญิงสาวทั้งสองรู้ดีว่า ตราบใดที่ยังอยู่บนทางเส้นนั้น หล่อนก็ปลอดภัย แต่ทันใดที่ถึงต้นกระท้อนใหญ่ปากทางแพร่งสายหนึ่งตรงไปยังสะพานสูงข้างทางเกวียน และท่าควายอีกสายหนึ่งแยกลงแม่น้ำ จำปาก็เกิดความคิด

“ลองลงทางหาดดีกว่า” หล่อนว่า “เดี๋ยวเถอะได้รู้กันหรือกว่าตามเราหรือไม่ตาม”

“ช่างเขาปะไรนะ” สุดใจบอก “กลัวอะไรกะบ้านของเรา แต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินว่าคนบ้านนี้ ถูกโจรใหญ่นายคงเครา หรือจันทโครบของเอ็งจับกิน” ปากหล่อนพูดเช่นนั้น แต่เท้าก็เดินตามจำปาลงไปตามทางแยก

ในทันใดที่ถึงชายหาด หันกลับมาดู ไฟบุหรี่วูบวาบ และร่างในเสื้อกุยเฮงขาวก็ปรากฏขึ้นที่ปากทางตีนท่าเหมือนกัน

“จริงอย่างกันว่าไหมล่ะ” จำปาบอก “ตามมาจริง ๆ แหละ”

“แล้ว – แล้วจะทำอย่างไรต่อไป”

​“เฉย ๆ ไว้ เป็นธุระของกันเอง” วาจาของหล่อนบอกว่าเก่ง แต่กิริยาก็กระสับกระส่าย “เดินต่อไปทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำเหมือนไม่มีเขาอยู่ด้วย ดูทีรึ จะทำอย่างไร ?”

เปล่า เขาไม่ทำอะไร นอกจากสาวเท้าก้าวตามหล่อน ด้วยขาอันยาวมาช้า ๆ ไม่เร่งร้อนไม่ทักทายหรือกระแอมไอให้เสียงอะไรอย่างที่ผู้ชายโดยมากมักเป็นเมื่อเห็นผู้หญิง หญิงทั้งสองได้ยินเขาร้องเพลงงึมงำหงิง ๆ เสียงเพียนและผิดทำนองอย่างน่าเวียนหัว จับใจความได้แต่ว่า “เจ้าแก้วเอยสาวรัก !” แล้วก็มุบมิบเงียบไป เพราะลงเอยไม่ได้

ผ่านดงตะไคร้น้ำ ผักเสี้ยนผีมาตามหาดทราย ที่เดี๋ยวเป็นกรวดหยาบเปียกชื้น เดี๋ยวขึ้นหาดสูงทรายขาวละเอียดอ่อนและแห้งผาก ลาดลงไปสู่กระแสแม่ปิงที่ตื้นเขิน และเยือกเย็น ในที่สุดจำปาก็เริ่มหยุดยึดมือสุดใจไว้

“มองไปทางแม่น้ำ” หล่อนกระซิบ “ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้”

แต่คราวนี้ ทันทีที่หญิงสาวทั้งสองหยุด เขาก็ก้าวถึง

“เดินกันยังกะตามควาย” เขาหัวเราะ “เดินยังกะหนีผู้ร้าย – –”

​จำปาได้ยินเสียงตนเอง ซึ่งเข้าใจว่าปั้นปึ้งเสียเต็มประดา ปร่าและปวกเปียกจนเป็นที่แปลกใจ

“ธุระอะไรของพี่ทิดด้วยล่ะ ?” หล่อนว่า หันหน้าไปเจอะฟันขาว ๆ เคราเขียว ๆ ชะโงกอยู่เหนือศีรษะก็ใจหาย

“อ๊าว ไม่ให้เป็นธุระยังไง มากันสองคนค่ำมืดอย่างนี้ ไม่กลัวผีรึ ?”

“กลัวทำไมกันผี” หล่อนหันไปดูสุดใจ ซึ่งไม่ยอมหันกลับมาจากท่าที่ได้รับคำสั่งแต่แรก “กลัวแต่คน”

“หมายถึงข้าละซี” เขายกมือทั้งสองขึ้นท้าวสะเอวยืดอก “ดูเสียใหม่ให้ดี–ดู!” เอ็งกลัวคนอย่างนี้แล้วจะไปรักคนอย่างไหน ?”

แก่กระทู้คำถามนั้น จำปาหาคำตอบไม่ได้ หล่อนมองดูเขา แล้วหันไปหาสุดใจอีก

“ว่าอย่างไรล่ะ ? พูดไปบ้างซิ !” หล่อนกระซิบ “แหม !”

แต่โดยมิได้ตอบจนคำเดียว สุดใจก้มหน้า เอามือจุกปาก หันกลับได้ ก็วิ่งแน่วไปยังขอนไม้ท่อนหนึ่ง ซึ่งปรากฏรำไรอยู่ในระหว่างป่าตะไคร้น้ำชายหาดข้างหน้า แล้วก็นั่งลง

​“นั่น–นั่นเป็นอะไรไป? ร้องไห้? หัวเราะ ? หรืออะไรแน่ ?” ชายแปลกหน้ายกมือขึ้นเกาศีรษะ

จำปา มองตามแม่เพื่อนสาว หันกลับมาหาเขาใหม่ แล้วก็ถอนใจ สิ้นสงสัยกันทีสำหรับความรู้สึกก้ำกึ่งลังเลมาแต่แรก

“พี่ทิดอยากรู้ไปทำไม?” นัยน์ตาของหล่อนจับใบหน้าเขาเขม็ง

“เพราะข้าจะเสียใจไปจนตาย ถ้ารู้ว่าเขาเกิดมาร้องให้เพราะข้า” เขาว่า “รู้หรือเปล่าล่ะ ว่าเมื่อกลางวันเรามีเรื่องขัดใจกัน– –

“ขัดใจกัน ? ทั้งๆ ที่พี่ทิดเพิ่งมาถึงปากคลองวันนี้ รู้จักเขาวันนี้” สีหน้าจำปาอัศจรรย์อย่างจริงใจ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

“นิดหน่อยเท่านั้น” ฝ่ายชายหัวเราะอีก “เขาชวนข้าเล่นสงกรานต์ ข้าชวนเขาถอดกำไล––”

“บ้า!”

“แหม ! ช่างติดปากกันเสียจริงๆ อ้ายคำนี้ คนไหนคนนั้น–ถึงงั้น ข้าก็ยังชอบปากคลองอยู่ดีแหละ”

หล่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสนใจ

“มาจากขอบฟ้าป่าหิมพานต์ไหนล่ะ พี่ทิดน่ะ?”

​“ทุกหนทุกแห่งที่ข้าไป ตั้งแต่เชียงใหม่ถึงปากน้ำโพ พิจิตรถึงพิษณุโลก สุโขทัยถึงบางกอก–”

“อ้อ เห็นจะเป็นคนแควโน้น ?”

“เปล่า ข้าเป็นคนแควนี้ รู้จักทิดรื่นคนวังแขมไหม นี่แหละ พระองค์ละ พวกพ่อค้าไม้ พ่อค้าไต้ เรือเมล์ ยี่เก รู้จักข้าดีทั้งนั้น––”

“เป็นยี่เก–” จำปาอุทาน ยกมือทั้งสองขึ้นกุมทรวงอกไว้ก้าวเข้าไปใกล้ “นึกได้ละ–ยังงี้นี่เล่า ถึงได้คลับคล้ายคลับคลายังกะพี่โปร่ง”

“ใครกันที่โปร่ง”

“พระเอกยี่เกมีชื่อแห่งปากน้ำโพ –– ผัวของข้า”

“คุณพระช่วย !”

“ไม่มีใครช่วยได้ ปีเดียวเท่านั้น ข้าต้องหอบลูกกลับบ้าน”

“อนิจจา ! ข้าเป็นแต่คนค้าขาย ไม่ใช่พระเอกยี่กงยี่เกที่ไหน ไม้ ไม้ สีเสียด ยาสูบเป็นอาชีพของข้า ไม่ใช่เต้นกินรำกิน”

“ถึงงั้นก็ไม่เป็นไร เรื่องพอไปกันได้”

“เรื่องอะไร ?”

​“อ้าว ก็เรื่องระหว่างพี่ทิดกับมุจลินทร์ – เอ้อ – สุดใจน่ะซี”

“อ้อ ว่าต่อไปเถอะ ว่าต่อไป”

“เมื่อกี้พี่ทิดอยากรู้ใช่ไหมล่ะ เขาเอามือจุกปาก วิ่งปรู๊ดไปนั่งเป๋ออยู่โน่นทำไม?”

ฝ่ายชายพยักหน้า

“ดีละ เข้าไปดูให้เห็นแก่ตาด้วยพระองค์เอง แต่ข้าคิดว่า ตัวนางเห็นจะไม่ร้องไห้ ไม่เคยเห็นมีเยี่ยงอย่างที่ไหน จะเข้าบทมุจลินทร์อายเสียแหละมากกว่า–”

“ทำไมเขาจะต้องอายข้า?”

“แล้วกัน ก็สมมุติพี่ทิดเป็นจันทโครบไงล่ะ ไม่งั้นก็นายโจรใหญ่–”

“แต่ข้าเป็นคนค้าขาย” เขาอุทธรณ์อีก “ค้าไต้ ค้าสีเสียด ยาสูบ น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง–”

“ไม่เป็นไร– ไม่เป็นไร ลืมพ่อค้าเสียชั่วคราว เวลานี้พี่ทิดเป็นจันทโครบ นึกออกละ จับตอนต่อจากนางโมราส่งพระขรรค์ให้นายโจรใหญ่–จันทโครบตาย จันทโครบฟื้น จันทโครบเดินทางต่อไป จันทโครบเจอะมุจลินทร์ เห็นไหมล่ะ ข้ายังจำได้แม่นยำ โมรากับนายโจรใหญ่ มุจลินทร์กับจันทโครบ ​“จันโครบกับนางโมรา ข้าจำได้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะในหนังสือหรือยี่เก ไม่มีใครจะลืมพี่โปร่งได้ เมื่อเขาเล่นเป็นนางโจรใหญ่...เอ๊ย จันทโครบ–”

“เอ็งเห็นจะเป็นโมรา?” ชายแปลกหน้าพึมพำ

“จะ โมรา แล้วบางทีก็มุจลินทร์ แต่ช่างเถอะ ตัวไหนไม่สำคัญ ข้าตั้งใจจะบอกพี่ทิดแต่ว่า เวลาตัวนางอาย ตัวนายโรงเขาก็–ก็ต้องโลม”

“โลม ?”

“ฮื่อ โลม! เข้าใจไหมล่ะโลมน่ะ ? ให้ตัวนางหายกระดากกระเดื่องเรื่องจะได้ลงเอย”

“ลงเอย”

“ฮื่อ ลงเอย”

“ตายโหง ยี่เกยังไม่ทันโหมโรง ข้าเองยังไม่ทันรู้ว่าจะเป็นตัวอะไร – ข้าไม่ใช่พระเอกยี่เก”

“เลือกเอา – เลือกเอา จะเป็นนายโจรใหญ่ หรือจันทโครบก็เลือกเสีย เดี๋ยวชวด เบื่อแท้ ๆ ไม่ทันอกทันใจเสียเลย ไม่เหมือนพี่โปร่งข้า”

“เร็วมากนักหรือ พี่โปร่งของเอ็งน่ะ ?”

​“ชั่วโมงเดียวสำหรับเกี้ยวข้าเป็นเมีย อึดใจเดียวสำหรับถีบหัวส่ง”

เสียงหัวเราะของเขาปรากฏออกมาระหว่างฟันขาว ๆ เหนือเคราเขียว ๆ – หัวเราะเสียจนจำปาต้องหันมามองอย่างโกรธๆ

“ขันอะไรนักหนาเชียว ?”

“เอ็งไม่คิดบ้างหรือว่า ข้าอาจจะเร็วกว่านั้น เร็วอย่างไม่ทันออกแขก ๑๒ ภาษา”

จำปาสั่นศีรษะ “ไม่มีวันเสียละ พระเอกยี่เกคนเดียวพอแล้ว สำหรับข้าจะดูคนผิด ผู้ชายอย่างพี่ทิดไม่มีลักษณะว่าจะเป็นคนอย่างพี่โปร่งได้ มันก็ประหลาด ข้ากะพี่ทิดเหมือนอยู่คนละฟากฟ้าป่าหิมพานต์ ยังไงเจอะหน้ากันนิดเดียว เกือบไม่ถึงอึดใจ เหมือนจะรู้จักกันมานานหนักหนา เหมือนข้าจะ เคยเห็นพี่ทิดมาก่อน รู้จักมาก่อน”

ความเปิดเผยของหล่อน ราวกับเด็กที่ไม่เดียงสา ทำให้เขารู้สึกตอบเช่นกัน ขณะนั้นดูจำปาเต็มไปด้วยความร้อนรน หล่อนกำลังพูดต่อไป “ข้าไม่รู้ว่าเมื่อตอนกลางวันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ตามมีอะไรอยู่ต่อกันละ ท่าทางมัน​ถึงได้เหมือนจันทโครบกับมุจลินทร์ ถามจริงๆ เถอะ พี่ทิด ต้องการอะไรกับเขา ?”

“อยากจะทำความเข้าใจกันนิดเดียว”

จำปาทำท่าคิด “นิดเดียว ?” หล่อนลูบคาง “นิดเดียว งั้นก็ผิดบทจันทโครบกะมุจลินทร์ เอาตามใจข้าอนุญาต”

หล่อนพูดราวกับว่าเป็นญาติคนสนิท หรือผู้ปกครองสุดใจ ทั้งๆ ที่อายุแก่กว่ากัน ๒–๓ ปี “อนุญาต แต่อย่าให้นานนัก – อย่าให้มันถึงบทอัศจรรย์ ป้าแคล้วแกดุเหมือนเสือ”

“ใคร ?”

“ป้าของสุดใจ”

“ดุเหมือนเสือ”

“ฮื่อ แต่ก็เสือจำศีลหรอกนะพี่ทิด เข้าช่องให้ดีก็ขี่หลังได้ รุ่มร่ามเข้าไปแม่ขบหัวเลย” หล่อนมองหน้าเขาอีกครั้งพลางถอนใจ “ดูๆ ไปก็คล้ายพี่โปร่ง–คล้ายจันทโครบ เพียงแต่เป็นผู้ชายมากกว่า ยังงี่นี่เล่าถึงได้คลับคล้ายคลับคลา ไม่ใช่นะ เหมือนนายโจรใหญ่ ช่างเถอะไม่เป็นไร โจรดีมีศีลธรรม โจรใจพระอย่างองคุลิมาลมีถมไป”

​“นึกถึงบ้างหรือเปล่าว่า ข้าอาจเหมาะสำหรับเป็นพี่โปร่งคนใหม่ของเอ็ง ?”

“บ้า พูดเป็นเล่นไปได้” จำปาดุ

“ผู้หญิงบ้านนี้ปากติดบ้า แก้ไม่หาย” ฟันขาว ๆ ปรากฏขึ้นเหนือเคราเขียวๆ อีก

“แต่ผู้หญิงปากคลองยังไม่เคยฆ่าใคร” จำปาแก้ “พี่ทิดจำข้อนี้ไว้ให้ดี ในโลกนี้ไม่มีใครจะเหมือนพี่โปร่ง ไม่มีใครจะเหมือนพี่ทิด”

“อย่าเพิ่งดูคนเร็วนัก” เขาเตือน

“เอาเถอะ ข้าเชื่อว่าดูคนไม่ผิด” หล่อนหยุดพิจารณาใบหน้าและทรวดทรงเขาจนทั่ว “ไม่ผิดแน่ !”

ชายต่างถิ่นเขยิบเข้าไปใกล้ มือข้างหนึ่งยื่นออก “บอกหน่อยเถอะว่า เอ็งกะข้ารู้จักกันไม่ทันข้ามคืนอะไรทำให้ดูเอาใจช่วยข้านักหนา

“เพราะว่า–” จำปาขยับออกห่างเหมือนรู้ที “เพราะว่า–บอกพี่ทิดตามตรง ข้าอยากได้พี่ทิดไว้เป็นคนบ้านนี้เสียแล้วละ”

​“ข้าก็เหมือนกัน” เขาขยับเข้าไปอีก “แต่ทำอย่างไร มันถึงจะสำเร็จได้”

“ถามมุจลินทร์ อึ๊ย! ไวเป็นปรอทยังไปเสียกว่าพี่โปร่ง – ถามมุจลินทร์ –– อย่าเล่นนะ ถามเขาเถอะ อย่างที่พี่โปร่งเคยถามข้า!” จำปาหัวเราะเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหล่อนก็เบี่ยงกายหลบ วิ่งปรู๊ดขึ้นตลิ่งไปก่อนที่มือซึ่งยื่นออกไขว่คว้าจะทันถึง

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:11:23 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 20 March 2026, 09:16:43 »


บทที่ ๓

หญิงสาวเกือบไม่รู้สึกตัวว่าเขาเข้าไปยืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งได้ยินเสียงฝ่าเท้าบดทรายแสกสาก ขณะที่เขาเปลี่ยนอิริยาบถ และเงาราง ๆ ไหววอมแวม ทอดข้ามมาปรากฏอยู่ข้างหน้า หล่อนรีบผุดลุกขึ้นจากขอนไม้ที่นั่งโดยเร็ว ร้องเรียก “จำปา” ทั้ง ๆ ที่รู้ตั้งแต่ก่อนจะหันหน้าไป ว่าจะไม่มีจำปาอยู่ที่นั่น ในที่สุดก็หันไปเผชิญกับร่างอันสูงของเขา ใจสะท้านนิด ๆ แต่ก็ปราศจากความหวาดกลัวอย่างจริงจังอีกต่อไป

“ต๊กกะใจแน่ะ–ไม่–ไม่ยักใช่จำปา”

“นึกเสียว่าข้าเป็นจำปา จะได้ไม่ต๊กกะอกต๊กกะใจ” เสียงของเขาล้อเลียน “รำสวยจังเลย–สวยเหมือนกินรีเล่นน้ำ!” เขาพึมพำอย่างลานตาลานใจ “นึกเสียว่า ข้าเป็นจำปา––”

​จำปาที่มีฟันขาว ๆ มีเคราเขียว ๆ หญิงสาวนึกวาดภาพอย่างขบขันอยู่ในใจ หล่อนเหลียวดูรอบ ๆ กาย กวาดสายตาออกไปยังชายหาด และราตรีที่เวิ้งว้างว่างเปล่า “จำปาไปไหน ?”

“ไปหาจันทโครบ นายโจรใหญ่ หรือใครที่คล้ายพี่โปร่งเขา เวลานี้ที่นี่ไม่มีใครนอกจากเรา–เอ็งกับข้า”

“งั้น–งั้นข้าขอลา–”

“เดี๋ยวน่า จำปาเขาไม่ว่าอะไรหรอก นั่งลงก่อนเถอะ” เสียงของเขาดุ ๆ “จำปาอนุญาตข้าแล้ว–”

“อนุญาต ?” ด้วยความประหลาดใจในตนเอง หญิงสาวกลับทรุดตัวนั่งปุกลงตามเดิม

“ฮื่อ เขาไว้ใจข้า ว่าดูคนไม่ผิดแน่–”

“แต่ข้าไม่ค่อยเชื่อใจใครง่าย ๆ นอกจากนี้ เรื่องนั้นมาเกี่ยวอะไรกับข้าละ ?”

“ทำไมจะไม่เกี่ยว ในเมื่อเอ็งปล่อยให้ข้าเที่ยวติดตามมาตลอดเย็น”

“นั่นมันเรื่องของพี่ทิดต่างหาก”

“จริงละ เรื่องของข้า แต่ถ้าไม่มีเอ็ง เรื่องมันก็คงไม่เกิดอย่าง.....อย่างเมื่อกลางวัน” เขาก้าวเข้าไปยืนอยู่ข้าง​ขอนไม้ตรงหน้าหล่อน “รู้หรือเปล่าว่า ข้าต้องการพบเอ็งทำไม?”

“เพื่อบอกว่า เทวดาจะส่งพี่ทิดมาเป็นนายที่นี่กระมัง ?”

“ไม่ใช่ !” เสียงของฝ่ายชายบอกว่าหงุดหงิด เมื่อสำนึกว่าเด็กหญิงซึ่งเขาคิดว่าไม่เดียงสาคนนี้กำลังหัวเราะเยาะ “ข้าต้องการจะบอกเอ็งว่า พรุ่งนี้ พออ้ายเรืองเสร็จธุระของมันจากหนองปลิงตามมาถึงก็จะออกเรือไปจากที่นี่ อีกกี่ปีจะกลับมาปากคลองก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นก่อนไป ข้าจึงไม่อยากให้ คนบ้านนี้–เอ็งกะคนที่ได้ฟังเรื่องจากเอ็ง.... ...นึกถึงทิดรื่น คนวังแขม อย่างอ้ายคนที่เอ็งเห็นเมื่อกลางวัน...”

เสียงหัวเราะของหล่อน แจ่มใสและบริสุทธิ์ ทำให้ฝ่ายชายเริ่มรู้สึกอึดอัด

“อะไรทำให้พี่ทิดเชื่อนักหนาว่า คนที่นี่จะนึกถึงพี่ทิด ?”

“ความขี้เมา สามหาว และหยาบคายอย่างข้า”

“อย่างนั้นหาได้ถมไปที่บ้านนี้ ไม่มีใครเขาจะเอาใจใส่จำให้ปวดหัว”

ร่างอันสูงของเขา โน้มลงเหนือหล่อน “แล้วเอ็งล่ะ ?” เสียงที่ถามต่ำและห้าว จนหญิงสาวเริ่มกระสับกระส่าย

​“สำคัญอะไรนักหนาเทียว คนอย่างข้า ?”

“เพราะว่า เอ็งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ข้าพบที่ปากคลอง ทั้ง ๆ ที่ขึ้นล่องมาแล้วหลายปี.....เอ็งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ข้าติดใจ”

“ผู้หญิงที่หน้ามอมเหมือนแมวแล้วก็ใส่กำไล”

“ผู้หญิงที่หน้ามอมเหมือนแมว แล้วก็ใส่กำไล” ทิดรื่นหัวเราะออกมาได้ ตัวกลับยืดตรงตามเดิม “ใส่กำไล––นั่นซี ข้าถึงได้ติดใจ” สายตาของเขาซึ่งวาววามอยู่ในเงาของดวงหน้า พิจารณาดูทั่วร่างของหล่อนนิ่งอยู่เป็นครู่ “มุจลินทร์––

“ข้า –– ข้าชื่อสุดใจ”

“มุจลินทร์” ทิดรื่นพึมพำต่อไปเหมือนไม่ได้ยินหล่อน “จำปาเอาที่ไหนมาเปรียบเทียบ ? ช่างเหมาะอะไรกันเช่นนั้น ถึงมุจลินทร์ตัวจริงก็คงไม่งามถึง กลมกลึง เปล่งปลั่งน่ากอด น่าจูบ น่า––”

“บ้า!”

“เท่านั้นเองหรือที่เอ็งจะพูดได้ ?”

“เท่านั้นเองหรือ ที่พี่ทิดต้องการจะบอกข้า” หญิงสาวย้อน ทั้ง––ทั้ง ๆ ที่อุตส่าห์ติดตามหา เป็นวรรคเป็นเวร?”

สายตาของเขาซึ่งเหม่อมองข้ามศีรษะหล่อนไปลดลงจับ​อยู่ที่ใบหน้าอันเอิบอิ่มอยู่ในแสงสลัวของดวงดาวที่เกลื่อนฟ้า––อีกครั้ง–

“ไม่เพียงเท่านั้น” เขาบอก “ข้าอยากจะมีเวลาอีกสักวัน สักเดือน สักปี สักชั่วชีวิตหนึ่งที่นี่ เพื่อบอกเอ็งว่า หน้าของเอ็ง เสียงของเอ็งเปิดตาให้ข้าเห็นอะไรในชีวิตของข้า ความปรารถนาอะไรที่ข้าเคยต้องการ ความฝันที่ข้าเคยฝัน บ้าน เมีย ลูก อาณาจักรของข้า” เขาหยุดถอนหายใจนิดหนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวต่อไป “เว้นเสียแต่ความสามหาว ก้าวร้าวของคนที่กำลังมาเมื่อตอนกลางวัน ข้าหมายความตามที่ข้าพูดทั้งนั้น บ้านนี้.....เอ็งและข้า.....”

สุดใจลุกขึ้นช้า ๆ หล่อนยืนเผชิญหน้าเขา นิ่งเงียบอยู่ชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะเอ่ย

“พี่ทิดคงจะพูดกับผู้หญิงทุกคน ในที่ทุกแห่งที่พี่ทิดผ่านมา”

หล่อนไม่สามารถจะแลเห็นสีหน้าของเขาได้ถนัดว่าเปลี่ยนไปอย่างไร รู้สึกแต่ลมหายใจของเขาสะดุด มือทั้งสองกำแน่นแล้วก็คลายออก ในที่สุดก็เอื้อมมากุมต้นแขนทั้งสองของหล่อนไว้ ค่อยดึงเข้าไปหา

​“อะไรทำให้เอ็งเข้าใจว่า ทิดรื่นคนวังแขมจะพล่อยไปถึงเพียงนั้น?”

“ก็อะไรล่ะ ทำให้ทิดรื่นเข้าใจไปว่า ผู้หญิงปากคลองจะง่ายทุกคนไป?”

เขาถอนใจ มือทั้งคู่ยังกำแขนหล่อนอยู่ “เอ็งไม่เคยเชื่อวาสนา ไม่เคยเชื่อในเรื่องโชคชะตา หรือบุพเพสันนิวาสของคนเราบ้างดอกหรือสุดใจ”

“พี่ทิดกับข้า เพิ่งได้แรกพบกันวันนี้เท่านั้น” หญิงสาวเบือนหน้าไปเสียทางหนึ่งจากเขา “ยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำไปว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร และหัวนอนปลายตีนพี่ทิดอยู่ที่ไหน ?”

“สำหรับข้าไม่สำคัญ ว่าเอ็งจะเป็นใครมา” เสียงของเขาห้าว และสั่นนิด ๆ “ข้าเชื่อตาข้าว่า เจอคนที่ข้าต้องการเท่านั้นก็พอแล้ว ตาข้าไม่หลอก ใจข้าไม่ลวง เถือกเถาเหล่ากอหรือหัวนอนปลายตีนคนเราสำคัญอะไรหนักหนา เมื่อมีตาสำหรับดู มีใจสำหรับบอก ถามใจของเอ็ง สุดใจ ถามใจของเอ็งเกี่ยวกับหัวนอนปลายตีนเข้า”

หล่อนพยายามขยับแขน เหมือนจะให้หลุดจากอุ้งมือของเขา แต่ความอบอุ่นจากอาการที่กุมแน่นทำให้เลิกพยายามต่อไป เพียงแต่ความสำนึกถึงความใกล้ชิดของเขาแต่แรกก็ทำ​ให้ความรู้สึกวุ่นวายพออยู่แล้ว อาการสัมผัสของเขา ยิ่งเร่งให้ผีเสื้อฝูงนั้นขยับปีกใหญ่

“ถามใจของเอ็ง!” ฝ่ายชายย้ำ

“มันตอบว่า พี่ทิดเป็นคนน่ากลัวที่ผู้หญิงคนไหนจะอยู่ใกล้...” เสียงสุดใจกระอึกกระอัก

เสียงหัวเราะของเขา ก้องไปในอากาศ “หัวใจน้อย ๆ ที่เต็มไปด้วยความหวั่นหวาด... หัวใจที่น่าสงสารเท่านั้นเองหรือที่มันตอบเอ็ง”

“พี่ทิดจะให้มันตอบกระไรอีก ?”

“ตอบตามความจริงที่ข้าเป็น ไม่ใช่อย่างที่เอ็งเห็นหรือเอ็งคิด กว่าสิบปีในชีวิตท่องเที่ยว ทิดรื่นอาจจะเกี่ยวผู้หญิงมาไม่เลือกหน้า แต่ข้าไม่เคยตั้งใจจริงเหมือนครั้งนี้” เขาก้าวชิดเข้าไปอีก จ้องหล่อนเขม็ง ลมหายใจต้องผมหล่อนผะผ่าว “ไม่เคยมีความรักใครเหมือนอย่างเอ็ง.............ต้องการใครเหมือนอย่างเอ็ง”

“อย่า พี่ทิด” สุดใจพยายามบิดตัวจะให้หลุดออกมาจากมือของเขา

“เที่ยวมาหลายแคว แต่เหนือจดใต้ จากเชียงใหม่ พิษณุโลก ถึงปากน้ำโพ มโนรมย์ บางกอก ยังไม่เคยเห็นใครเหมือนเอ็ง ทิดรื่นพูดต่อไป

​หล่อนรู้สึกมือทั้งคู่ของเขากำแน่นเข้า เสียงที่พูดกระเส่าสั่น แหบเครือพึมพำต่อไป ไม่ได้ความ ฟังไม่ออก หัวใจที่เต้นเร่าของหล่อน เพราะผีเสื้อแสนตัวบินว่อนอยู่ภายในก็ยิ่งหวาดหวั่นหนักขึ้น

“ไม่เคยเห็นใครเหมือนเอ็ง” ทิดรื่นย้ำประโยคนั้นอีก โน้มศีรษะลงมา

หล่อนพยายามยกมือทั้งสองขึ้นยันอกอันอบอุ่นและกว้างของเขาไว้ อุทธรณ์แผ่วออกมาได้ แต่เพียงว่า “อย่า!” อีกครั้ง พอรู้สึกลมร้อนต้องผมและหน้าผาก ต่อมาจมูกของเขาสัมผัสเบา ๆ ที่แก้ม พร้อมด้วยความระคายของเคราเขียว ๆ พร้อมด้วยมือที่อยู่ไม่สุข เปะปะไปทั่วกาย ท้องฟ้าที่ประดับไป ด้วยดวงดาว หาดทรายที่ยาวเหยียด และแม่ปิงที่ไหลเอื่อยสงบเงียบ เยือกเย็น ก็หายวับไปกับตา

ฉันกำลังเป็นอะไรไป ? สุดใจแทบสำลักไปด้วยความรู้สึกอันปั่นป่วน นี่หรือคือสิ่งที่คนเราเรียกกันว่าความรัก ?.... ความรัก ! มือของหล่อนที่ยันอกเขาไว้อ่อนปวกเปียกตกลงข้างกาย ฉันขาดใจตายแน่ ถ้าเป็นอย่างนี้นานไปอีกหน่อย ผีเสื้อฝูงนั้นกระพือปีกใหญ่ ในหัวใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ตื้นตัน แล้วก็เวิ้งว้าง รู้สึกตัวเบาราวกับจะลอยไปในอากาศ อึดอัด​แต่ก็เป็นสุขเพราะความกดขี่ที่อ่อนหวาน แล้วต่อมา ภายในพริบตาเดียวเท่านั้น ทันใด ที่รู้สึกเท้าหลุดจากพื้นหาดทรายขึ้นไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาเหมือนเด็ก ๆ และทิดรื่นเดินดุ่มตรงไปที่ป่าตะไคร้น้ำอันมืด สุดใจก็ดิ้นอย่างสุดแรงเกิด

“นิ่ง ๆ” แขนของเขารัดหล่อนแน่นเข้า เสียงของเขาห้าวและแหบไปด้วยความรู้สึกจนจำไม่ได้

สติสัมปชัญญะของหล่อนที่วูบไปชั่วขณะ เพราะพิษจูบและสัมผัสควบคุมกันเข้าเป็นปรกติ ความหวาดกลัวเก่า ๆ ผุดขึ้นมาอีก เมื่อทายความประสงค์ของเขาออก หล่อนมิได้ร้องเอะอะ หรือตะโกนร้องเรียกความช่วยเหลือ รู้ดีว่าในสถานที่และเวลาเช่นนั้น ไม่มีใครจะช่วยเหลือหล่อนได้ นอกจากตัวเอง หล่อนได้แต่ดิ้นหยิกและข่วนโดยไร้ประโยชนจนเหนื่อยอ่อน แต่พอเขาวางหล่อนลงกับพื้นหาดทราย ท่ามกลางป่าตะไคร้ที่เย็นชื้น รู้สึกเมื่อยื่นออกมาจับแขนเสื้อกระชาก สุดใจก็กระซิบด้วยเสียงแผ่ว กร้าวและแกร่งเหมือนเสียงเหล็กกล้ากระทบกัน

“อย่า พี่ทิด...อย่า ข้าจะเกลียดพี่ทิดไปจนตาย !”

แม้ท่ามกลางความมืดมนอนธกาลของอารมณ์ในขณะนั้น ฝ่ายชายก็ได้ยิน เขาหยุดชะงัก นิ่งอยู่หน่อยหนึ่ง และ​ก็คลายมือจากหล่อน ลุกขึ้นเดินดุ่มกลับไปนั่งที่ขอนไม้ ยกมือขึ้นเช็ดหน้าที่เป็นมันไปด้วยความร้อนจากภายใน และความรู้สึกที่มืดเมื่อสักครู่ รู้สึกลมเย็นที่พัดมาต้องกาย ทำให้ความคิดและนัยน์ตาแจ่มใสขึ้น

สุดใจลุกขึ้นยืนปัดทรายออกจากหลังและเสื้อผ้าเดินตามไปยืนอยู่ข้างหลังเขา

“จำเป็นนักหรือที่พี่ทิดจะต้องทำอย่างนั้น” เสียงของหล่อนเต็มไปด้วยความรู้สึกและกังวานของผู้ใหญ่แทนจะเป็นเด็กรุ่นที่ยังไม่ถอดกำไล

“ข้าไม่เคยต้องการใคร เหมือนอย่างเอ็ง” เขาพึมพำประโยคเดิมโดยมิได้หันหน้าไปดู “ไม่เคยรักใครเหมือนอย่างเอ็ง !”

“ข้าก็เหมือนกัน” หล่อนรู้ตัวดีว่าเสียงที่สารภาพออกไปอดสั่นไม่ได้ “ไม่งั้นคงไม่กล้าออกมาอยู่กับพี่ทิดแต่ลำพังอย่างนี้....กับผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักหัวนอนปลายตีนมาก่อน.... เหมือนอย่างอีผู้หญิงสิ้นคิด เหมือนผู้หญิงแพศยา เหมือนดอกไม้ข้างทาง สำหรับใครจะเด็ดดมชมแล้วขว้างทิ้งก็ได้ แต่ข้าไม่ใช่คนอย่างนั้น ถึงต่อไปคนทั้งบ้านเขาจะนินทาว่ากันอย่างไร ข้าก็รู้อยู่ว่าไม่เป็นไปได้ แต่ถ้าข้าปล่อยตัวให้กับพี่ทิดเสียครั้งหนึ่ง​จะเอาหน้าไปไว้ไหน นั่นไม่ใช่ความคิดที่ข้าต้องการ ข้าไม่อยากจะเป็นจำปา ไม่อยากเป็นเหมือนริ้วที่มีลูกหาพ่อไม่ได้ ไม่อยากจะเป็นเหมือนบุนนาค เหมือนพี่ราตรี สำหรับจะเป็นที่ซุบซิบยิ้มหวัวแก่คนทั้งหลาย ข้ายังไม่อยากจะเป็นอย่างนั้น ถึงจะรักพี่ทิดสักเพียงใด ปากคลองแคบเกินไปที่จะหนีกันพ้น” ยิ่งพูดเสียงของหล่อนก็ยิ่งสั่น จนเขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าหล่อนกำลังร้องไห้

ทิดรื่นหันกลับไปช้า ๆ แลเห็นหยาดน้ำตาซึ่งขังขอบกระทบกับแสงดาวเป็นประกายก็ใจหาย เอื้อมออกไปจับมือหล่อนดึงเข้ามานั่งที่ขอนไม้ท่อนเดียวกัน ตนเองทรุดตัวลงกับพื้นทรายแทบเท้า แล้วก็เช็ดน้ำตาให้

“เอ็งทำให้ข้าตาสว่าง สุดใจ” เขาบอก “ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนเลยจะทำให้ข้าตาสว่างได้ มีแต่ข้าต้องการใคร ทุกคนยอมตามโดยไม่ขัดขืนทั้งนั้น”

“เพราะฉะนั้น พี่ทิดจึงคิดว่าข้าก็คงจะอย่างเดียวกัน” หล่อนก้มหน้า “หาค่าอะไรไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรสักอย่างเดียว นอกจากสำหรับ.....สำหรับ.....”

เขายกมือขึ้น ปิดปากหลอนไว้ “ไม่จริงเลยสุดใจ เอ็งเป็นคนแรกที่ทำให้ข้าคิดถึงการมีหลักฐานบ้านช่อง ชีวิตที่​แล้วๆ มาหาสาระอะไรไม่ได้ ซัดเซพเนจร เร่ร่อนระหกระเหินไปเหมือนคนไม่มีที่หมายในชีวิต บ้านหนึ่ง ๆ เป็นที่สำหรับกิน ผู้หญิงคนหนึ่ง ๆ เป็นแต่ที่สำหรับนอน ความรักคืออะไร ความสุขคืออะไรไม่เคยเอาใจใส่ บางครั้งอด บางครั้งอิ่ม เดี๋ยวมีเดี๋ยวจน บางครั้งปลอดโปร่ง บางครั้งก็เสี่ยงอันตรายตลอดมา ข้าเป็นนายตัวข้า จนกระทั่งได้พบเอ็ง”

“จะให้เชื่อพี่ทิดได้อย่างไร ?” สุดใจมองไปข้างหน้า มิได้พยายามจะหดมือมาจากการเกาะกุมของเขาอีกต่อไป

ทิดรื่นหัวเราะหึอยู่ในคอ ก้มลงจูบหล่อนเบา ๆ ที่แขน “ถ้าข้ายังเป็นตัวของข้า คิดหรือว่าป่านนี้เอ็งจะมานั่งอยู่ที่นี่.....คิดหรือว่าเอ็งจะยังไม่ได้ถอดกำไล ?”

“บ้า! ” หล่อนเบือนหน้าที่ร้อนผ่าวไปเสียทางหนึ่ง

“ข้าเป็นคนไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน” ฝ่ายชายพูดต่อไปโดยมิได้เอาใจใส่ “พ่อไปรบฮ่อกลับมาเป็นไข้ป่าตาย ตั้งแต่ข้ายังจำความไม่ได้ แม่ก็เสียในปีต่อมา”

“ข้าก็เหมือนกัน” สุดใจบอก “นอกจากพ่อไม่ได้ไปรบฮ่อ พ่อเพียงแต่กลับจากป่าก็เป็นไข้ตายเฉย ๆ แม่ก็เหมือนกัน เคราะห์ดีที่ข้ายังมีป้าอยู่”

“ป้าที่ดุเหมือนเสือ”

​“ใครบอกพี่ทิด ?”

“โมรา – จำปาของเอ็ง”

สุดใจได้ฟังก็กลับยิ้มได้อีก “อย่าไปถือสาจำปามัน” หล่อนว่า “จำปาเป็นเพื่อนรักของข้า แต่ก็หายใจเป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ไปหมด ไม่มีใครจะใจดีเหมือนป้า ถึงจะเป็นคนปากร้าย คนปากคลองรักและยำเกรงป้าทั้งนั้น ทั้งคลองใต้ บ้านไร่และคลองเหนือ”

“งั้นจำปาก็เห็นข้าเป็นวัว ?”

หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “ป้าอาจเป็นเสือได้เหมือนกัน – เสือที่หวงลูก”

“นั่นแหละ ร้ายเสียยิ่งกว่าเสือไหน ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย” ทิดรื่นยักไหล่ “แต่เอาเถอะคงได้พบกับข้าหรอกเมื่อถึงเวลา ข้าจะกลับมาอีกสุดใจ อย่างเร็วปลายปีนี้ อย่างช้าในปีหน้า”

“ช่างเป็นเวลานานเหลือเกิน” หล่อนถอนใจ “เมื่อยังไม่ได้พบพี่ทิด ๑๖ ปีในชีวิตข้าดูประเดี๋ยวเดียว พบพี่ทิดแล้ว อย่าว่าถึงสองปี ถึงพรุ่งนี้มะรืนนี้ก็เหมือนอสงไขย”

เขาปล่อยจากมือรื้อเข้ากอดสะเอวหล่อนไว้ใหม่ จูบ​ให้ที่แก้มที่ไหล่และตัก แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งกอดเข่า เอนศีรษะพิงขอนไม้อยู่ใกล้ ๆ หล่อน

“แต่เอ็งจะต้องคอยข้าสุดใจ”

“ข้าจะคอยพี่ทิดตลอดไป ขออย่างเดียวแต่ให้พี่ทิดกลับมา”

“ข้าจะกลับมา” สายตาของเขาเพ่งตรงไปยังทิวมะพร้าวที่สลอนอยู่บนตลิ่ง ทาบกับขอบฟ้าที่ขมุกขมัว “ข้าจะกลับมา ปากคลองจะเป็นเรือนตายของข้าต่อไป เมื่อขายของเก็บเงินที่ติดค้างอยู่เสร็จแล้ว ข้าจะมาสร้างบ้านใหม่ที่นี่ เป็นเรือนหอของเรา การถอดกำไลของเอ็งจะไม่ต้องอับอายขายหน้าใคร เราจะอยู่กินด้วยกัน มีลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง เราจะทำคลองให้เจริญรุ่งเรืองกว่านี้ และบางที– – นานไปวันหนึ่ง ปากคลองจะเป็นของเรา ปากคลองที่เต็มไปด้วยป่าไม้ ข้าว, ไต้, น้ำมันยาง, สีเสียด, ยาสูบ, หนังสัตว์–”

สุดใจนิ่งฟังเขาวาดภาพอนาคตชีวิตต่อไปอย่างเคลิ้มฝัน ช่างไม่ผิดอะไรกันเลยกับพ่อของหล่อนและในทำนองเดียวกันกับพ่อของหล่อน โลกสำหรับผู้ชายนี้คือสนามที่มนุษย์ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจะผ่านพ้นออกมาในฐานะผู้ชนะ ต่างกว่าชาวบ้านทั้งหลายที่หล่อนรู้จักทั่วไปที่พอใจในชีวิตสันโดษของตน จุดหมาย​ปลายทางของชายผู้นี้อยู่ที่เป็นนายคนเป็นหัวหน้า ซึ่งใคร ๆ จะต้องเชื่อฟัง ใคร ๆ จะต้องปฏิบัติตาม

“ความจน ไม่เคยทำให้คนเราเป็นอะไรได้” เขาบอกหล่อนในตอนหนึ่ง “เอ็งเห็นอะไรเป็นที่สลดใจ เป็นที่ทุเรศตา เอ็งจะแก้ไขได้อย่างไรถ้าไม่มีเงิน เอ็งอยากจะทำบุญทอดกฐิน ผ้าป่า สร้างศาลา บวชนาค เอ็งจะทำอย่างไรได้ถ้าไม่มีเงิน ดูแต่วัดพระธาตุที่ทอดทิ้งกันชำรุดทรุดโทรมมาแต่สมัยปู่ย่าตายาย ใครล่ะทำนุบำรุง ? ใครล่ะปฏิสังขรณ์รื้อสร้างรวมเป็นองค์เดียว แล้วยกช่อฟ้าใบระกาใหม่ ? ใคร ? นอกจากพญาตะก่ากับพะโป้ อย่าลืมว่านั่นเป็นกะเหรี่ยงสองพี่น้อง ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่คนพื้นเพปากคลอง ดีละ พะโป้น้องพญาตะก่ากำลังสร้างคลองเหนือเป็นเมืองของแก ข้าจะมาสร้างคลองใต้ให้เป็นเมืองของข้า– และของเอ็ง !”

ดาวจระเข้เริ่มม้วนหางอยู่ในท้องฟ้าขณะที่เวลาล่วงไป เสียงตีเกราะเคาะไม้และเพลงเข้าแม่ศรีซึ่งปรากฏอยู่บนฝั่งเงียบลงเป็นลำดับ จนในที่สุดก็สงัด หาดทรายที่อบอุ่นเริ่มเย็นเฉียบไปด้วยน้ำค้าง ลมจากลำแม่ปิงที่ตื้นเขินโชยพัดมาอ่อน ๆ ทิดรื่นคลายวงแขนจากสะเอวหญิงสาว เงยหน้าขึ้นแล้วกระซิบ

​“ข้าทรมานเอ็งมานานแล้วสุดใจ ด้วยเรื่องของผู้ใหญ่น่าเบื่อหน่ายสำหรับจะฟัง”

“ข้า ๑๖ ปีแล้ว” หล่อนบอกอย่างภาคภูมิใจ

ฝ่ายชายได้ฟังก็หัวเราะ “และข้า ๓๒ พวกปากคลองจะว่าอย่างไรเมื่อเราแต่งกัน”

“ช่างเขา ไม่ใช่เรื่องของใคร”

ทิดรื่นก้มลงจูบตักหล่อนอีก

“ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะเหมือนเอ็งสุดใจ” เขาบอก “กลับขึ้นบ้านเสียเถอะ ดึกแล้ว”

หญิงสาวถอนใจยาว “ข้าอยากจะนั่งอยู่ที่นี่ตลอดไป ใต้ฟ้าอย่างนี้พึ่งพี่ทิดพูดถึงเรื่องเหล่านั้น ช่างเหมือนกันเหลือเกิน––– เหมือนความตั้งใจของพ่อที่เคยพูดไว้ พ่ออยากจะเปลี่ยนคลองใต้ให้พ้นจากบ้านป่าที่มีแต่โรคภัย ความตาย แล้วก็ความทุกข์ทรมาน ให้เป็นคลองใต้ที่เป็นบ้านสำหรับคนเราจะอยู่ ด้วยความสุข ความเจริญ”

“วันหนึ่งคลองใต้จะต้องเป็นอย่างนั้น” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ขณะที่ฉุดมือหญิงสาวลุกขึ้นจากขอนไม้ “ไปเถอะ สุดใจ ไปเสียก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนความคิด”

​“แล้วเมื่อไหร่ พี่ทิดจะกลับมา ?” ความอาลัยเมื่อรู้แน่ว่าจะต้องจากกันปรากฏชัดอยู่ในเสียงนั้น

“อย่างเร็วปลายปีนี้ อย่างช้ากลางปีหน้า” เขาบอก โอบร่างอันอบอุ่นละมุนมือไปด้วยความเปล่งปลั่งและเต่งตั่งของวัยสาวเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนอีก “ทันใดที่ธุระข้าเสร็จจะกลับมาทันที คอยข้าให้ได้สุดใจ คอยข้า ฝันถึงข้าจนกว่าจะมาถอดกำไลให้เอ็ง!”

หล่อนมิได้อุทานด้วยความขวยเขินกระดากอายว่า “บ้า!” อีกต่อไป เงยหน้าขึ้นรับการจูบของเขาอย่างดูดดื่ม พลางกระซิบว่า “ข้าจะคอย –– จน –– จนกว่าพี่ทิดจะมาถอดกำไล!” แล้วก็ผละออกจากอกของเขา วิ่งตรงไปที่ตีนท่า ชั่วเวลาไม่ช้าไม่นาน ร่างนั้นก็หายลับไปในเงามืดของทิวไม้ริมตลิ่ง

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:11:48 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 20 March 2026, 09:17:48 »


บทที่ ๔

พร้อมด้วยเสียงไก่ขันบอกวันรุ่งขึ้น สุดใจก็ตื่นจากการหลับอันเต็มไปด้วยความฝันอันแสนสุข ก่อนที่แสงเงินแสงทองจะทันทาขอบฟ้า หล่อนค่อยๆ ลุกไปถอดกลอนประตูเบาๆ ด้วยเกรงว่าป้าจะตื่น ล้างหน้าแล้วก็เข้าครัว ก่อไฟตั้งหม้อข้าว ตั้งใจว่าจะออกไปที่ตีนท่าแต่เช้ามืด เพื่อดูว่าเรือชะล่าประทุนลำนั้นยังอยู่หรือไปแล้ว

“แต่ถ้าเขายังอยู่” หล่อนคิด หน้าแดงเรื่ออยู่คนเดียว เมื่อหวนกลับไปรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืน “ฉันจะทำอย่างไร ถ้าพบเขาเข้าอีก ?”

หล่อนไม่มีความประสงค์อื่นใดเลย นอกจากอยากรู้เท่านั้นว่า เขายังอ้อยอิ่งอยู่ที่นั่นหรือจากไปแล้ว ถึงกระนั้นก็อดหวาดหวั่นไม่ได้ ฉันจะทำอย่างไร หล่อนคิดอีก ถ้าไปพบเขาเข้า ?

​ไม่มีเช้าวันไหนในชีวิตของหล่อนนับแต่จำความได้ จะเย็นสุขุม เต็มไปด้วยความสุข ความสบายเท่ากับเช้าวันนั้น ทุกแห่งที่แสงไฟในเตาฉายไปจับกับฝาขัดแตะของครัว ดูมีแต่ยิ้มรับ ทุกปรมาณูของอากาศที่หายใจเข้าไป มีแต่กลิ่นหอมอันบริสุทธิ์ มิใช่ของมะลิที่หน้าบันไดเรือนหรือดอกไม้ป่า หากเป็นกลิ่นหอมแห่งความสุขของวัยสาวที่แรกเริ่มรับแสงสว่างแห่งความรัก

“อยากรู้จริงๆ ว่าเขายังอยู่หรือไปแล้ว ?” ความคิดของหล่อนไม่พ้นกังวลข้อนั้นไปได้

ในทันใดที่ท้องฟ้าสาง รุ่งรางพอที่จะแลเห็นอะไรได้ หล่อนจะลงไปที่ตีนท่าอย่างที่ได้เคยลงไปนับแต่ไหนแต่ไรมา ป้าจะไม่มีอะไรสงสัย ใครๆ จะไม่ล่วงรู้ถึงความลับ และความรักระหว่างเขากับหล่อน นอกจากเจ้าตัวเองสองคนเท่านั้น ฉันจะกลับมาให้ทันป้าตื่น แต่งตัวและเตรียมของไปทำบุญที่วัด หล่อนตกลงใจ

แต่ยังไม่ทันหม้อข้าวจะเดือด แสงไต้ก็สว่างเรืองมาจากครัวของจำปาซึ่งอยู่ห่างกันไม่ถึงวา คั่นอยู่ด้วยรั้วไม้ไผ่ขัดแตะเตี้ย ๆ และพุ่มพุทธรักษา สุดใจได้ยินเสียงหล่อนล้างหน้าเสียงบ่นพึม เมื่อค้นหาอะไรไม่เจอะ ต่อมาก็มีเสียงร้องถามเบา ๆ ​ออกมาจากช่องหน้าต่างครัวฟากตรงกันข้าม

“ตื่นแล้วรึ สุดใจ ?” เสียงของแม่เพื่อนสาวบอกอาการงัวเงียเหมือนอย่างง่วงนอน

“ฮื่อ !” หล่อนตอบสั้น ๆ รู้สึกอึดอัดที่มาถูกขัดจังหวะความสงบเงียบสำหรับคิด ในยามที่ต้องการอยู่แต่ลำพังกับความฝันอันแสนสุข

“ยื่นหน้าออกมาหน่อยเถอะ อยากจะถามอะไรสักนิด” จำปาว่า “เป็นอย่างไรบ้างล่ะ เมื่อคืน ?” อดรู้สึกไม่ได้ว่า กังวานหัวเราะคิกปรากฏอยู่ในเสียงกระซิบนั้น

หล่อนหันใบหน้าอันแดงเรื่อและร้อนผ่าวไปหาแม่เพื่อนสาวอย่างข้องใจ

“หลับสบายดี ทำไม ?”

คราวนี้เสียงหัวเราะคิกของจำปาปรากฏออกมาเบา ๆ ฟังชัดอย่างไม่มีที่สงสัย “ทำไม ? ตายละถามดูหน่อยก็ไม่ได้ ยังกะกันไม่เคยถามเอ็งมาก่อนเลยงั้นแหละ ––รู้ละว่าหลับสบาย––” หล่อนเน้นตอนท้ายอย่างมีความหมาย ก่อนที่จะหันกลับเข้าไปในครัว ได้ยินเสียงซาวข้าวอยู่สักครู่ ตั้งหม้อแล้ว จำปาก็กลับไปที่หน้าต่างเล็กนั้นอีก

“ดีอยู่หรอกหรือ เขาน่ะ ?”

​สุดใจ ซึ่งนั่งอยู่หน้าเตาไฟตลอดเวลา ย้อนถามโดยมิได้หันหน้ามา “เขาไหน ?”

“เขาไหน ? เขาหลวง หลวงไหน ? หลวงพรหม พรหมไหน ? พรหมศร ศรไหน ? ศรยิง ถามอีกไหมล่ะว่า ยิงอะไร ?” จำปาหัวเราะ

“อย่าบ้าไปหน่อยเลย !” หล่อนหันไปดุเบา ๆ “เดี๋ยวป้าตื่น เขาไม่ได้ทำอะไรข้าสักหน่อยเดียว”

“ทำเอ็ง ? เสียงจำปาบอกความประหลาดใจ “ต๊าย ถึงขั้นนั้นเทียวหรือน่ะ กันบอกหรือว่าอย่างนั้น ? คิดมากไปได้ โธ่ อยากรู้หน่อยเดียวเท่านั้นแหละว่า หลังจากกันออกแขก ๑๒ ภาษาให้แล้ว จันทโครบกับมุจลินทร์ออกโรงกันอย่างไร ?”

“ไม่ใช่อย่างเอ็งนี่ จะได้ไวเป็นปรอท” พูดออกไปแล้วหล่อนก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้ เมื่อปรากฏว่าเสียงของจำปานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ๆ “กัน– – กันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เอ็งกระเทือนใจหรอกจำปา แต่––แต่ว่าเขากะกันไม่มีอะไรต่อกันจริงๆ นอกจากตกลงอะไรกันนิดหน่อยเท่านั้น”

เสียงถอนใจยาวดังมาจากแม่เพื่อนสาว “เอาเถอะ จะนิดหน่อยหรือมากหน่อยเป็นเรื่องของเอ็ง สำหรับกัน––​กันไม่มีอะไร นอกจากอยากดีใจด้วย เมื่อรู้ว่าเพื่อนจะเป็นสุข อย่าไปเอาใจใส่ถึงเรื่องพี่โปร่งกับกัน มันคนละศักดิ์คนละชั้น เขาบอกหรือเปล่าล่ะ ว่าทำไมกันถึงปล่อยให้อยู่แต่ลำพังเอ็งสองต่อสอง––”

“บอก” สุดใจอ้อมแอ้ม “ทำราวกับว่ากันน่ะเป็นลูก เอ็งเป็นแม่––”

“นั่นแหละเพื่อนที่ดีละ” เสียงของจำปากลับร่าเริงขึ้นมาอีก “กันรู้หรอกนะสุดใจว่ากันทำอะไรลงไป” หล่อนกระซิบเบา ๆ อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก “ถามจริงๆ เถอะ เขาเป็นอย่างไร ? อย่าอายกันสุดใจ กันเคยพลาดมาแล้ว ไม่อยากจะให้เอ็งเป็นอย่างกัน มีอะไรจะได้ช่วยกันได้”

“ดูก็เหมือนจะเป็นคนดี” หล่อนก้มหน้า “จะเสียอยู่ก็ตรงที่แก่กว่ากันกว่ารอบ”

“กันกะพี่โปร่งกว่าสอง”

“และก็ดูจะเอาแต่ใจ อะไร ๆ คิดจะเป็นนายไปเสียทั้งนั้น”

“นั่นแหละ ลักษณะของคนที่จะเป็นใหญ่เป็นโตไปในข้างหน้า”

“แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับอ้ายเรื่องปากว่ามือถึง –”

​จำปานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งทำท่าคิด

“อือม์ นั่นควรระวังอยู่สักหน่อย แต่ก็เป็นอันตรายสำหรับผู้หญิงเราที่ใจอ่อนเท่านั้น”

“กันไม่ใช่คนใจอ่อน––”

“กันรู้ว่าเอ็งไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นซีถึงได้กล้าปล่อยไว้กับเขาแต่ลำพัง กันเองรู้ตัวดีว่าเหมือนขี้ผึ้ง ถูกออดถูกอ้อนหน่อยมืออ่อนตีนอ่อนไปหมด เรื่องมันถึงได้ลงเอยอย่างนี้ วิสัยผู้ชายน่ะ อย่าว่าแต่พี่โปร่งของกัน ถึงไหน ๆ ก็อ้ายตะเภาเดียวกันทั้งนั้น ได้อะไรไปง่ายหน่ายเร็วเหมือนเด็ก ๆ เล่นตุ๊กตา แต่เด็กไม่เป็นอันตราย เหมือนผู้ชายตัวโตๆ แล้วผู้หญิงเราก็ไม่ใช่ตุ๊กตา พลาดท่าแต่ละทีท้องโตขึ้นมาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน––”

“กัน – – กันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้น” สุดใจตะกุกตะกัก รู้สึกร้อนไปหมดทั้งตัว

“กันรู้” จำปาถอนใจ “ว่าเอ็งไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้น ไมใช่อย่างกัน อย่างริ้ว อย่างพี่ราตรี––”

“กันไม่ได้ว่าเอ็ง––”

“เออน่า อย่าคอยแต่คิดถึงเรื่องของกันไปหน่อยเลย เรื่องของโมรากะนายโจรน่ะ จบไปแล้ว คอยดูเรื่องจันทโครบ​กะมุจลินทร์ ต่อไปดีกว่า กันออกจะรู้ว่า จันทโครบของเอ็งคนนี้ ท่วงทีหน่วยก้านในเรื่องปากว่ามือถึง ออกจะเอาการ–”

“นอกจากนั้นยังบอกว่ามีเมียมาแล้วหลายคน เกี้ยวผู้หญิงมาแล้วหลายโกฏิ เพียงแต่ว่าไม่จริงจังอะไร ?”

“อ้อ เขาบอกเอ็งถึงอย่างนั้นทีเดียว” เสียงของจำปาแปลกใจจนฟังได้ชัด “ประหลาด” หล่อนถอนใจ “ประหลาดมาก ประหลาดยิ่งกว่าที่กันคิดไว้––”

“ประหลาดยังไง ?”

“โอ๊ย ทำไมจะประหลาด กันน่ะนึก ๆ อยู่เหมือนกันว่า ผู้ชายปูนนั้น และลักษณะอย่างนั้น อ้ายเรืองไม่เคยผ่านผู้หญิงมาแล้วเป็นสิบ ๆ น่ะ ยังสงสัย แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าถึงสารภาพกับผู้หญิงที่เขาเพิ่งบอกว่ารักออกมาตรง ๆ––ได้การแน่สุดใจ” เสียงของหล่อนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“ได้การอะไรกัน ?”

“เนื้อคู่แน่” จำปายืนยัน “เอ็งนี่แหละจะทำให้เขาอยู่ในกำมือ ไปไหนไม่รอด”

“กันยังสงสัย จำปา”

“สงสัยอะไร ?”

“เขารับรองกันว่าปลายปีนี้ หรือในปีหน้าจะกลับมา​สู่ขอ แต่งให้เสร็จ ๆ ไป กันยังไม่รู้ว่า ป้าจะว่าอย่างไร ?”

“คนอย่างทิดรื่น อย่างไรเสียก็ต้องเข้าป้าแคล้วได้”

“อีกอย่างหนึ่ง แต่งกันแล้ว จู่ๆ พวกลูกเมียเก่า ๆ แห่กันมาหาเขาเป็นแถวกันจะทำอย่างไร ?”

จำปาได้ฟังก็หัวเราะ “คิดมากไปทำไม ในเมื่อเอ็งจะเป็นเมียคนเดียวที่เขาแต่งและรักจริง ไม่ว่าใครอยากเป็นเจ้าของผัวของตัวแต่ลำพังโดยเด็ดขาดทั้งนั้น แต่เอ็งรู้ได้อย่างไรว่าพะโป้แกมีเมียแต่แม่ทองย้อยคนเดียว นายชื่นเศรษฐีใหญ่หนองปลิงก็เหมือนกัน ถึงงั้นใครละเอาแกไว้อยู่มือ นอกจากแม่ปราง”

“เอ็งคิดหรือว่า เขาจะรักกันถึงเพียงนั้น ?”

“คิด ?” จำปาอุทานเบา ๆ “กันไม่ได้คิด กันเชื่อแน่ทีเดียว”

“เชื่ออะไรกันวะ อีจำปา ?” เสียงห้าว ๆ ปรากฏขึ้น

สุดใจรู้สึกเหมือนครัวจะยุบฮวบลงในบัดนี้ ท่ามกลางแสงไฟในเตาที่สว่างออกมา หล่อนเห็นริมฝีปากของจำปาสั่นขณะที่ขมุบขมิบตอบแต่ไม่ปรากฏเสียง ด้วยความสนใจในเรื่องที่กำลังสนทนากัน หล่อนไม่รู้ตัวว่า ป้าของหล่อนตื่นขึ้นล้างหน้า และเข้ามายืนข้างหลังแต่เมื่อไร ไม่มีใคร​“ได้ยินแม้แต่เสียงฟากพื้นครัวลั่น และเงาอันเกิดจากเปลวไฟในเตาฉายต้องตัวของแก

“เปล่าจ้ะ ป้า” ในที่สุดจำปาจึงหลุดออกมาจากปากได้

“เปล่ายังไง อีนี่” เสียงของป้าแคล้วมิได้ดังหรือแสดงถึงสิ่งใดมากไปกว่าเป็นการซักถามตามธรรมดา แต่จำปารู้สึกเหมือนวาจาของเพชฌฆาต “กูได้ยินพูดถึงทิดชื่น พูดถึงนางปราง แล้วก็รัก ๆ เชื่อ ๆ ไม่เข้าใจ”

“อ๋อ” จำปาเหงื่อแตกโซมหน้า “สุดใจเขาถามว่านายชื่นกับแม่ปรางเขารักกันเชื่อมั้ย ฉันก็ตอบว่าฉันเชื่อจ้ะ”

“แน่ละ ไม่รักกันมันจะอยู่มาจนลูกตั้งครอกสองครอกรึ ไม่อย่างเอ็งกับอ้ายโปร่งนี่!”

ชีวิตของหล่อน กับนายโรงลิเกคนนั้น เกือบจะเป็นอาหารประจำวันของป้าแคล้ว จนหมดความสำคัญอีกต่อไป ถึงกระนั้น จำปาก็ไม่เคยดีใจเหมือนครั้งนี้ที่จะได้ยินแกเทศนาถึงเรื่องเดียวกันขึ้นมาอีกเป็นประเดิมแรกของวันใหม่ เพราะโดยการกระทำเช่นนั้นเอง หมายถึงการหันความสนใจของแกออกไปจากเรื่องของสุดใจ ซึ่งหล่อนมีส่วนร่วมรู้อยู่เต็มตัว

​“ถึงนังนี่ก็ระวังหน่อย” แกหมายถึงสุดใจ “มันกงการอะไรของเอ็งว่าใครเขาจะรักหรือไม่รักกัน”

“ฉัน––ฉัน––”

“ไม่ต้องมาทำติดอ่าง” หญิงชรานั่งลงหน้าเตา “มีอย่างรึปล่อยให้เปิดประตูคอยตั้งยามสองยาม กลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตื่นขึ้นก็ไม่ปลุก เล่นแม่ศรีตะหวักตะบวยอะไรกัน เที่ยวกับนังคนนั้น” หมายถึงจำปา “อีกหน่อยก็จำเริญร้อก”

จะโดยตั้งใจ หรือไม่มีเจตนาอะไรเลยก็ตาม จำปาเป็นตัวอย่างทุกครั้งไป ในเมื่อเอ่ยถึงลักษณะของหญิงสาวที่แกไม่ต้องการให้สุดใจเอาเยี่ยงและคบค้าด้วย แต่แม่เฒ่าแคล้วก็ไม่เคยขัดข้องทุกคราวที่หลานสาวแกไปไหนมาไหนกับ “นังคนนั้น” ความจริงในฐานที่เป็นลูกเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันมาช้านาน จำปาได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากแกไม่ต่างกว่าลูก ๆ หลาน ๆ เหมือนกัน แกเป็นคนเดียวในคลองที่จาระไนถึงความหลังอันผ่านพ้นมาแล้วของจำปา อย่างสิ่งที่ชั่วช้าพึงสะอิดสะเอียน แต่ทันใดที่มีใครผสมโรง หรือตั้งข้อรังเกียจหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้น แกอีกเหมือนกัน เป็นคนแรกที่จะคัดค้านออกรับแทนราวกับเรื่องของตัวเองคอเป็นเอ็น​เป็นตน” แกเคยว่า “ไม่เหมือนกะอีหลายคนบ้านนี้ มีลูกหาพ่อไม่ได้ หาได้ก็พ่อหลายคน เฮอะ– –เอายังไงกะมัน เมียอ้ายโปร่งคนไหนคนนั้นอยู่ได้ถึงปีอย่างอีจำปาไหมล่ะ ?”

จำปา ฉวยโอกาสที่แกก้มหน้าก้มตา บ่นพึมพำอยู่กับการสั่งสุดใจให้ยกโน่นจัดนี่ หลบกลับเข้าไปในครัวไฟของหล่อน แล้วก็ถอนใจยาวโล่งอก เหมือนผ่านพ้นเขี้ยวเล็บของแม่เสือร้ายมาได้อย่างหวุดหวิด

“นี่ยังไง ทัพพีมาอยู่ในครก ? ทีสากกะเบือกลับไปอยู่ในขัน ?” เสียงแม่เฒ่างุ่นง่านต่อไป “อีนี่เลอะเทอะใหญ่ เช้าวันนี้เอ็งเป็นยังไงไป ฮึ สุดใจ ระวังหน่อยเดี๋ยวพระจะได้ฉันวุ้นน้ำปลาของเอ็งแทนน้ำเชื่อมร้อก–”

หญิงสาวรู้ดีว่า จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย แต่ยิ่งพยายามสะกดเท่าไร ดูเหมือนมือไม้จะยิ่งสั่นหยิบนั่นหยิบนี่พลาดขึ้นมากเท่านั้น ฉันคงไม่ได้ลงไปตีนท่า หล่อนคิดพล่านอยู่ในใจ ฉันคงไม่ได้เห็นเรือชะล่าลำนั้น กับฟันขาว ๆ เคราเขียว ๆ ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย มือหล่อนวุ่นอยู่กับการจัดสำรับคาวและหวาน แต่สายตาลอบชำเลืองไปยังท้องฟ้า ซึ่งเริ่มสว่างเรืองอยู่ภายนอก นี่ป้าของหล่อนจะไม่มีวันออกไปจากครัวไฟเลยหรือ ?

​แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมีเวลาสิ้นสุดของมัน แม้การพิถีพิถันของป้าแคล้ว

“สว่างแล้ว” แกบอกพลางลุกขึ้น “กูไปดูหมากพลูธูปเทียนก่อน เดี๋ยวจะได้อาบน้ำ––”

เกือบจะในวินาทีเดียวกับร่างป้าของหล่อน หายลับเข้าไปในเรือนหญิงสาวก็ถึงหัวบันได หล่อนปราดไปที่ประตูรั้ว ค่อย ๆ ถอดกลอนออกด้วยมืออันสั่น ผ่านพุ่มพุทธรักษาสองข้างทางเข้าไป ถึงใต้ต้นมะม่วงสายทองอันแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่เหนือหน้าท่า แล้วก็หยุดนิ่งเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่

ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ที่นั่น บันไดซึ่งทาบลงไปตามตลิ่งอันสูงชัน ไม้ซุงที่หล่อนใช้เป็นที่อาศัยอาบน้ำทุกเช้าเย็น พุ่มผักบุ้งฝรั่งซึ่งหนาทึบ เพียงแต่สิ่งเดียวที่ขาดไป––เรือชะล่าที่มีประทุนลำนั้น และฟันขาว ๆ เคราเขียว ๆ ของเขา

หญิงสาวกวาดสายตาไปตามลำน้ำอันเวิ้งว้าง ท่ามกลางเช้าตรู่ที่อากาศเย็นสุขุม พลางเอนหลังพิงต้นมะม่วงใหญ่ เปลือกของมันยังอบอุ่นไปด้วยไอแดดแต่วันวาน แต่ขณะนั้นหล่อนไม่รู้สึกอะไรเลย นอกจากวาจาในความทรงจำ

“อย่างเร็วปลายปีนี้ อย่างช้ากลางปีหน้า–– คอย​ข้าให้ได้สุดใจ คอยข้า ฝันถึงข้า จนกว่าจะกลับมาถอดกำไลเอ็ง !”

เมื่อเดือน ๕ ผ่านไป และงานไร่ที่เกาะหน้าบ้านชุกมือขึ้น หญิงสาวก็เกือบไม่มีเวลาที่จะมาหมกมุ่นครุ่นคิดถึงแต่อนาคตของชีวิตหล่อนอยู่ได้ เพราะนอกจากพืชผลหลายอย่างจะเริ่มแก่และสุก ภาระที่จะต้องเร่งเก็บใบยาที่แก่มาบ่มและหั่นตากเป็นยาตั้งต่อไปก็รออยู่ข้างหน้า เกาะใหญ่ซึ่งเหยียดยาวอยู่นอกฝั่งกลางแม่ปิง แต่ปากคลองสวนหมากเหนือจนจดหัวบ้านคลองสวนหมากใต้ อาจจะเป็นแหล่งกลางของการทำไร่ผักและพืชผลอื่น ๆ ของชาวตำบลนั้น แต่มันก็มีความหมายเพียงอาหารประจำวัน หมายถึงการแจก แลกเปลี่ยน และซื้อขายในระหว่างกันเอง ต่างกว่ายาสูบซึ่งท่านอาจห่อเก็บไว้ได้นาน เป็นสินค้าสำคัญเท่ากับน้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง ไต้ สีเสียด หรือน้ำมันยาง เมื่อพ่อค้าเหนือล่องลง หรือเรือส่งขึ้นไปถึง

ไร่ของสุดใจ เป็นเพียงส่วนหนึ่งและนิดเดียวของบรรดาไร่หลายสิบรายบนเกาะนั้น มันมีเนื้อที่เพียง ๓–๔ ไร่ แต่หญิงสาวก็รู้สึกว่ากว้างใหญ่เต็มกำลังที่หล่อน และป้าพร้อมด้วยจำปาซึ่งได้อาศัยแบ่งปันผลพลอยได้จากการช่วยด้วยแรง จะ​สามารถหักร้างถางพงปลูกและดูแลรักษาได้ แม้ว่าครั้งหนึ่งในสมัยที่บิดามารดาหล่อนยังมีชีวิตอยู่ จะเคยทำกันมามากกว่านั้น เกาะทั้งเกาะกว้างใหญ่ไพศาลเกินไปสำหรับกำลังของพวกคลองเหนือบ้านไร่และคลองใต้ จะใช้ให้เกิดประโยชน์โดยสมบูรณ์ได้ คนละไร่สองได้เป็นอย่างมาก ที่แต่ละครอบครัวจะเข้ายึดถือทำมาหากินไปแต่ละปี ไม่มีใครเคยเข้าครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นกรรมสิทธิ์ ไม่มีใครเคยคิดจะยื้อแย่งหรือบุกรุกเขตแดนซึ่งกันและกัน และอย่างมากที่ใช้เป็นรั้วกั้นที่ไร่แต่ละแปลง ก็เพียงซากกอพงและต้นก้างปลา ครั้งหนึ่งเมื่อท่านตกลงใจจะทำไร่กัน ท่านก็เพียงแต่เลือกที่ดินที่ท่านชอบใจ ถางและเผาป่าพงตามกำลังที่ท่านจะสามารถทำได้ ลงข้าวโพด ฟักทอง แตงไทย ยาสูบ ถั่วทอง หรือถั่วแระ แล้วท่านก็ดูแลรักษา ดายหญ้าและไล่นกไล่กาไปจนกว่าจะได้ผลทุก ๆ ปี เมื่องานไร่เสร็จ และน้ำเหนือที่มาท่วมท้นเกาะนั้น ซากไร่ของท่านก็ถูกลบหายไป แม่ปิงกลายเป็นทะเลของสวะ ฟองน้ำ จอกแหน และแพไม้ไม่เว้นแต่ละวัน จนกระทั่งน้ำลดในต้นฤดูหนาวและเกาะโผล่ มันก็กลายเป็นป่าพงใหม่ ไม่มีอะไรเหลืออยู่แม้ซากไร่ เขตรั้วหรือเพิงที่พัก นอกจากพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์และป่าพงสำหรับจะหักร้าง ถางขุด แลทำไร่​ตามความพอใจและกำลังของแต่ละคนต่อไป

ตั้งแต่ปลายเดือน ๕ เป็นต้นมา เมื่อเสร็จงานสงกรานต์ บรรดาชายฉกรรจ์ต่างก็เข้าป่า ตัดยาง ตัดหวาย ทำไต้ หรือตีผึ้งตามแต่จะถนัด หลายครอบครัวยกไปตั้งปางทำนาที่นาน้ำลาด หลายครอบครัวที่วังกระทะ และหลายครอบครัวที่ท่าขี้เหล็ก คลองสวนหมากใต้เป็นตำบลที่เล็กอยู่แล้วไม่ถึง ๕๐ หลังคาเรือน ความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเหมือนอยู่ในป่าชัฏ เมื่อขาดเพื่อนบ้านไปหลายครอบครัวในฤดูนั้น จึงเริ่มส่งความรู้สึกสะท้านเข้าไปในทรวงอกของสุดใจ ในทันทีทันใดงานที่ไร่ของหล่อนเสร็จสิ้นลง

แต่ไหนแต่ไรมาทุกปีก็เป็นเช่นนี้ ทุกปีใครต่อใครจะต้องออกป่า เสียงหัวเราะร่าเริงจะหายไปชั่วคราว คลองสวนหมากใต้จะเงียบเหงาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๓ เดือน จนกว่าฝนจะเริ่มชุก ไข้ชุม และทุกคนกลับสู่เหย้า เพียงแต่ในชีวิตหล่อนไม่เคยปรารถนาที่จะให้เดือน ๑๒ มาถึงโดยเร็ว มิใช่เพราะว่ามันหมายถึงเทศน์มหาชาติงานวัด และการชุมนุมผู้คนอีกวาระหนึ่ง หากหมายถึงอวสานของปี ที่รื่นกำหนดไว้

“อย่าเร็วปลายปีนี้ อย่างช้ากลางปีหน้า” หล่อนคิด ไม่ว่าจะนั่งอยู่บนม้าหั่นยา ลงไปหาบน้ำที่ตีนท่า หรือกำลังตำข้าว

​ขณะใดที่อยู่ในอารมณ์นั้น คนเดียวที่หล่อนจะหันหน้าไปปรารภระบายความในใจด้วยได้ ก็มีแต่จำปา

“กันจะทำยังไง จำปา ถ้าเขาไม่มา ?” ครั้งหนึ่งหล่อนเอ่ยกับแม่เพื่อนสาว ขณะที่ออกไปเก็บผักด้วยกัน ที่ชายดงเศรษฐีหลังบ้าน

จำปาหน้าเป็นมัน อยู่ใต้ปีกงอบ เงยขึ้นดูอย่างอัศจรรย์ใจ

“ทำยังไง ? เอ็งก็โตต่อไป เป็นสาวต่อไป จนกว่าจันทโครบคนใหม่ แวะเรือชะล่าเข้ามาจอดที่ตีนท่าอีกน่ะซี”

“โธ่ อย่าพูดเล่นไปหน่อยเลยน่า ยิ่งใจไม่ดี” นัยน์ตาสุดใจเต็มไปด้วยการวิงวอน

ถอดงอบ วางชะอมกำใหญ่ลงบนขอนไม้ แล้วจำปาก็หันมาหาเพื่อนหญิงของหล่อน พิจารณาอยู่สักครู่จึงเอ่ย

“สุดใจ !” หล่อนว่า “อะไรทำให้เอ็งคิดไปว่าคนอย่างทิดรื่นจะผิดถ้อยคำที่ให้ไว้ ?”

“กัน...กัน แหม! ถามยังงี้ใครจะไปตอบได้ถูก” สุดใจหน้าแดง “บอกได้แต่ว่ามันอดคิดไปไม่ได้นี่”

“งั้นก็คอยตามที่เขาพูดไว้ อย่าไปคิด” จำปาสั่ง “กันเชื่อว่ากันดูคนไม่ผิด ถึงเอ็งก็รู้ว่าเอ็งดูไม่ผิด”

​หล่อนรู้ ทั้ง ๆ ที่อธิบายเหตุผลไม่ได้ว่า หล่อนมั่นใจในวาจาของเขาไม่ต่างอะไรกับจำปา ถึงกระนั้นวันเวลาที่ผ่านไประหว่างฤดฝนอันชื้นแฉะ และน้ำเหนือที่บ่ามาทั้งกลางวันและกลางคืนจนนองฝั่ง ท่ามกลางความหวัง ความว้าเหว่ เพราะอยู่เปล่าในเวลาว่างงาน กระทู้ถามข้อเดียวกันนั้น ก็อดผุดขึ้นมาในความคิดไม่ได้

“ฉันจะทำอย่างไร ถ้าเขาไม่มา ?”

หน้าน้ำทั้งหน้าผ่านไป ในที่สุดก็เดือน ๑๒ เดือนอ้าย เดือนยี่ ตรุษ สารท และสงกรานต์กลับมาเยือนอีกรอบหนึ่ง แต่รื่นก็ยังคงเงียบหาย การจากไปของเขาดูไม่ต่างอะไรกับโยนกรวดและทรายลงน้ำ ดูไม่ต่างกับขอนไม้ สวะและจอก ที่ไหลผ่านหน้าบ้านไปอย่างไม่มีวันวกกลับ เขาไม่เคยติดต่อในทางหนึ่งทางใด เขาไม่เคยส่งข่าวไม่ว่าจะโดยหนังสือหรือสั่งใครด้วยปาก คนทั้งปากคลองไม่มีใครรู้จักเขา หรือคนวังแขมพอที่หล่อนจะเลียบเคียงสอบถามได้

เมื่อเดือน ๙ มาถึง และรื่นยังเงียบหายไป ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความดิ้นรนกระวนกระวายของสุดใจ ก็ถึงสิ้นหวัง

“เขาไม่มาแน่ จำปา” หล่อนบอกในเย็นวันหนึ่ง เมื่อลงไปตักน้ำที่ตีนท่าด้วยกัน “เขาบอกกันว่าอย่างเร็วปลายปี ​แล้วอย่างช้ากลางปีนี้ นี่ก็เดือน ๙ – – อย่างไรเสียเขาก็ลืม”

แต่ข้อนั้นจำปายังสงสัย

“เขาบอกเองว่าอย่างไรอีก สุดใจ”

“เขาจะกลับมาสู่ขอกันกะป้าเมื่อขายของเก็บเงินทองที่ติดค้างเสร็จแล้ว – – เขาจะปลูกเรือนหอขึ้นที่นี่ ทำปากคลองให้ดีกว่านี้ กันยังจำเขาได้ทุกคำ จำได้จนกระทั่ง – – กระทั่งเราจะมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง”

“งั้นยังไงเสียเขาก็ต้องมา” จำปายืนยันอย่างมั่นใจ สายตาหล่อนเหม่อออกไปกลางแม่น้ำอันเวิ้งว้าง “อย่างไรเสีย เขาก็ต้องมา”

“เพราะอะไร จำปา ? อะไรทำให้เอ็งเชื่อใจเขานัก ทั้งๆ ที่เอ็งไม่ได้รู้จักเขาดีไปกว่ากันจนนิดเดียว”

“อ๋อ เพราะเขาเป็นทิดรื่น คนวังแขมอย่างที่เขาบอกซี สุดใจ ไม่มีผู้ชายคนไหนหรอกจะกล้าพูดออกมาด้วยกิริยาท่าทางอย่างนั้น แล้วก็กลับคืนคำง่าย ๆ กันคิดว่ากันพอจะรู้ว่า อย่างไหนผู้ชายจริง อย่างไหนแมวขโมย”

แม้หล่อนจะมีศรัทธาปสาทะ ต่อความรักของเขาเพียงใด และแม้จะมีจำปาเป็นคนให้ความหวังด้วยการปลุกปลอบเพียงใด หญิงสาวก็ยังอดหวาดระแวงไปไม่ได้ ว่าความรักครั้งแรก​ของสาวอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของหล่อนจะละลายหายสูญไป ทำนองเดียวกับรอยจารึกบนหาดทรายที่ถูกกระแสแม่ปิงลบ ขอนไม้ท่อนนั้นถูกพัดลอยตามน้ำไปแล้วแต่ปีกลาย ป่าตะไคร้น้ำป่านั้นก็มิอยู่ที่เก่า หาดทรายทั้งหาดเปลี่ยนรูปไม่มีอะไรอยู่กับที่ ไม่มีอะไรคงเดิม นอกจากซุง ๒ ต้นที่ยังไม่มีใครมาถ่ายคืนไปจากหน้าท่า ป่าผักบุ้งฝรั่งและมะม่วงสายทองต้นนั้น

เดือน ๙ ผ่านไปอีก สุดใจพยายามจะลืม เหมือนว่าเหตุการณ์ใด ๆ มิได้เคยเกิดขึ้นในชีวิต และเขากับหล่อนก็มิได้เคยมีอะไรต่อกัน แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อแผลรักของวัยสาวที่ไร้เดียงสาลึกยิ่งกว่าแผลอาวุธ และผีเสื้อฝูงใหญ่ยังคงกระพือปีกวุ่นอยู่ในทรวงอก ทุกครั้งที่คิดถึงฟันขาว ๆ เคราเขียวๆ ของผู้ชายโผล่หน้าอันแดงออกมาจากประทุนเรือชะล่า ชายผู้ความใกล้ชิดของเขาทำให้ความรู้สึกว้าวุ่น และความอบอุ่นจากอ้อมแขน ทรวงอก และลมหายใจยังคงไหลอยู่ในเส้นโลหิตของหล่อนรุนแรงและสดชื่นเหมือนคืนนั้น

“ฉันจะไม่พูดกับเขาอีกเลย ถึงแม้จะมา” หล่อนซบหน้าลงกับหมอนทุกคืนที่เข้านอน พยายามกลั้นเสียงสะอื้น​เพราะเกรงป้าจะตื่นขึ้นได้ยิน จนกว่าความคิดอันเหนื่อยอ่อนจะทำให้หลับไปเอง

ชีวิตของชุมนุมน้อย ๆ ในคลองใต้คงดำเนินต่อไปอย่างสงบ แต่ก็เงียบเหงา นอกจากช้า ๆ นาน ๆ เรือส่งจากใต้จะแวะเข้ามาขายเสื้อผ้า กะปิ น้ำปลา และภาชนะถ้วยชาม หรือพวกล่องแพจากเหนือจะขึ้นมาเที่ยว สุดใจพยายามที่สุดที่จะปลีกตัวอยู่แต่ลำพังคนเดียวเมื่อเวลาว่างงาน เพื่อคิดถึงความคิดที่อัดอั้นตันปัญญา และฝันถึงความฝันอันลางเลือนลงทุกขณะ

ในระยะที่จวนถึง ขีดทอดอาลัยตายอยากในชีวิตนี่เอง เย็นวันหนึ่งปลายเดือน ๑๒ ขณะที่กำลังตัดใบตองเพื่อเอาไปห่อขนมตาลขายอยู่ในสวนหลังบ้าน จำปาก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้าไปหา หอบหืดแทบไม่หายใจ

“ทายทีหรือ สุดใจ ว่ากันเห็นอะไรมา ?” หล่อนละล่ำละลัก จับข้อมือแม่เพื่อนสาวไว้แน่น

หญิงสาวสั่นศีรษะ “ปีศาจพี่โปร่งละมั้ง ?” หล่อนพยายามจะหัวเราะ

“ยังก่อน ยังไม่เคราะห์ดีถึงเพียงนั้น แต่ฟังกันให้ดี สุดใจ หน่อยจะเป็นลมตาย จันทโครบมาแล้วละ”

​“จันทโครบ ?”

“เออ จันทโครบฟันขาว ๆ เคราเขียว ๆ ของเอ็งน่ะ – – อ้าว เป็นอะไรไปล่ะ ?”

สุดใจก้มหน้า แก้มทั้งสองของหล่อนซีดเผือด มือที่พับใบตองสั่นระริก

“ขอทีเถอะ จำปา อย่า – – อย่าล้อกันหน่อยเลย” หล่อนบอก

“เป็นบ้าไปได้” จำปาเกือบจะเต้นเร่า “เขาจริง ๆ นะเอ็ง ทรงเรือเป็ดลำเบ้อเร่อมาเสียด้วย จะเต็มไปด้วยทองหรือเพชรนิลจินดาก็ไม่รู้ จอดอยู่ที่หน้าท่าแน่ะ ไปทอดพระเนตรเอาเองซิ ทีแรกกันกลับจากวัดเห็นเข้าก็สงสัย ถามคนในเรือเขานั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าเป็นจันทโครบ”

ชั่วครู่ใหญ่ ๆ สุดใจโผเผเหมือนจะล้มลง หน้าของหล่อนเผือดลงไปกว่าเก่าแล้วก็กลับแดงเรื่อขึ้น

“แล้วทิดรื่น ?” เสียงของหล่อนแผ่ว

“กันจะไปรู้ได้ยังไง รู้แต่ว่าไม่อยู่ในเรือ กันก็เปิดแน่วมาหาเอ็งนี่แหละ เร็วเข้าเถอะ ! ไปดูกัน – – ดูว่าในเรือลำนั้นมีอะไร ?”

ความกระทันหันของข่าวที่ได้รับ ทำให้หล่อนพูดไม่ออก ​ได้แต่ก้าวเดินตามไป เพราะแรงฉุดของจำปา กึ่ง ๆ ด้วยกำลังขาของตนเองกลาย ๆ ใบตองที่ตัดและพับไว้คงกองอยู่ที่พื้นดิน หูหล่อนอื้อไม่ได้ยินถ้อยคำที่จำปาเล่าต่อไป ตัวชาจนไม่รู้ว่าเหยียบลงไปในปลักโคลนตามทางเกวียนแต่เมื่อไหร่ จากสวนนอกเข้ามาถึงประตูรั้วสวนใน ความสำนึกเดียวที่พล่านอยู่ในความคิดก็เพียงแต่เขามาแล้ว – – เขามาแล้วเท่านั้น

แต่ทันใดที่ถึงประตูรั้ว หล่อนก็หยุด มือข้างที่ว่างเปล่ายึดเสากระทู้ไว้

“ทำไมล่ะ ?” จำปาหันมาถาม

“พักประเดี๋ยว ให้ – – – ให้กันหายใจให้ทั่วท้องสักหน่อย”

“ว่าแล้วไหมล่ะ ได้แต่ข่าวยังไม่ทันเห็นหน้ายังถึงเพียงนี้ อยู่ใกล้อีกทีเถอะ เอ็งเอ๊ย ขาดใจเสียลามั้ง ?”

ตาหล่อนดู หูหล่อนฟัง แต่เขามาแล้ว.... ....มาแล้ว! ยังเป็นประโยคเดียวที่หล่อนได้สำนึก ต่อมาสักครู่จึงก้าวตามจำปาไปอย่างเด็กว่าง่าย ไม่มีวันไหนเลย กลิ่นดอกส้มข้างทางจะหอมหวนยวนใจเท่ากับวันนี้ ไม่มีวันไหนเลยที่เรือนฝาขัดแตะมุงแฝก และพื้นฟาก ซึ่งอยู่กันมาแต่ครั้งชวดหล่อนยังหนุ่ม จะดูเต็มไปด้วยความโอโถงมั่นคง และอบอุ่นอย่างวันนี้ ท้องฟ้า​เหนือยอดมะม่วงและกระท้อนสีครามสดกว่าทุกวัน บรรดานกและแมลงทั้งหลายก็ส่งเสียงไพเราะผิดปกติ สิ้นสุดกันทีสำหรับการรอคอยอันเต็มไปด้วยความทรมานใจ สิ้นสุดกันทีสำหรับการฝันร้าย ความหวาดระแวงอย่างลม ๆ แล้ง ๆ เขามาแล้ว เขามาแล้ว เขากลับมาอีก! เท่านั้นเองที่หล่อนขึ้นใจ เท่านั้นเองที่หล่อนได้ยิน ไม่รู้ว่าจำปาพูดอะไร หรือซักถามอะไร จนกระทั่งถึงเชิงบันไดท้ายครัว ซึ่งจะขึ้นไปสู่นอกชาน ได้ยินเสียงห้าว ๆ ร่วนไปด้วยการหัวเราะเหมือนขบขันอะไรเสียเต็มประดา และเสียงเบา ๆ แต่กร้าวแกร่งและลึกอยู่ในลำคอเหมือนแม่เสือของป้าแคล้วแว่วลงมาจากหน้าระเบียงข้างหน้า จึงปลุกให้หล่อนตื่นจากภวังค์

“ฟังสุดใจ !” จำปาหยุดชะงักที่ตีนบันไดหลัง “ฟัง.....”

แม้ว่าจะอยู่ในที่มืดหรือท่ามกลางฝูงชนนับแสน หล่อนก็สามารถจำเสียงหัวเราะนั้นได้อย่างแม่นยำว่า เป็นใครโดยไม่ต้องเห็นหน้า ขาทั้งคู่ของหล่อนสั่น หน้าของหล่อนกลับซีด มือข้างนั้นกำต้นแขนจำปาแน่น

“เขา” หล่อนกระอึกกระอัก

ใช่แน่ อย่างไม่มีปัญหา ชั่วระยะประเดี๋ยวเดียวที่จำปาเข้าไปตามหล่อนถึงในสวนนั่นเอง จะมาจากไหน และโดย​วิธีหนึ่งวิธีใดก็ตาม ปุบปับทิดรื่นก็ปราดขึ้นไปพบแม่เฒ่าแคล้าเข้าแล้ว โดยหล่อนไม่ได้คาดฝัน !

หญิงชายทั้งสองเผชิญหน้ากันอยู่บนชานระเบียงเรือนเย็นวันนั้น เหมือนคู่ต่อสู้ผู้คุมเชิงซึ่งกันและกัน อย่างระมัดระวัง ทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันไปคนละข้าง ทั้งโดยวัยและการควบคุมอิริยาบถ ฝ่ายหญิงชราแล้วผมเผ้าขาวโพลนไปทั้งศีรษะ แม้กระนั้น ฟันที่ดำขลับไปด้วยการกินหมากก็ยังอยู่ครบ รอยย่นและตีนกาอาจจะปรากฏใต้ขอบตา หน้าผาก ริมฝีปาก และโหนกแก้ม แต่หน้านั้นก็ทำนองเดียวกับร่างอันค่อนข้างสมบูรณ์ของแก ยังแสดงถึงความแข็งแรงจากชีวิตกลางแจ้ง และงานออกกำลังอยู่เนืองนิตย์ นันย์ตาทั้งคู่อาจจะดูขาดความแจ่มใส แต่ก็ยังเต็มไปด้วยประกายอันบอกความรู้สึกรุนแรง ซึ่งคุกรุ่นอยู่ภายใน บางขณะประกายนั้นดุดัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจอ่อนโยนขึ้นมา โดยไม่มีใครทันรู้ตัว

ฝ่ายชายเป็นหนุ่มฉกรรจ์ นอกจากฟันขาว ๆ ซึ่งยิ้มอยู่ตลอดเวลาเหมือนนึกขบขันอะไรหนักหนา เคราเขียว ๆ มิได้ปรากฏอยู่บนใบหน้าซึ่งคล้ำเพราะเปลวแดดอีกต่อไป ความจริงนั้น การแต่งกายที่สะอาดสะอ้านของเขาทำให้ดวงหน้าที่​เกลี้ยงเกลา คิ้วที่ดก ไหล่ที่กว้าง และร่างซึ่งโปร่ง มีลักษณะคล้ายไปข้างคหบดี หรือข้าราชการที่มีหลักฐานมั่นคง มากไปกว่าจะเป็นพ่อค้าเรือเร่ และนักผจญภัยที่ในชีวิตหาอะไรแน่นอนไม่ได้

แม่เฒ่าแคล้วชำเลืองข้ามแว่นตาออกมา พิจารณาดูใบหน้านั้นแล้ว ก็อดคิดไม่ได้

“เหมือนคนหนึ่งคนใดที่ฉันเคยรู้จัก เหมือนใครที่ฉันเคยเจอะนานมาแล้ว ––––แต่ใครหนอ ?”

แก่ชายหนุ่มผู้นั่งพับเพียบเรียบร้อยราวกับฟังธรรมเทศนา หรือรอคำพิพากษาว่าจะปล่อยหรือประหารชีวิต แกพึมพำประโยคเดิมอีก

“ขอลูกสาวเขา โดยไม่มีเฒ่าแก ไม่มีใครรับรองหัวนอนปลายตีน........อือม์ อายุเกือบจะ ๖๐ เข้าแล้วข้าก็เพิ่งจะได้ยินนี่แหละพ่อทิด”

“แต่ฉันรักสุดใจจริง ๆ จะป้า” สีหน้าฝ่ายชายระรื่นตลอดเวลา เสียงที่พูดสม่ำเสมอ ไม่มีหนัก ไม่มีเบา

แม่เฒ่าเงยหน้าขึ้นจากเชี่ยนหมากพลางขยับแว่น

“แน่ละ พ่อทิดบอกข้ามาตั้งแต่นั่งปุกลงยังไม่ทันหายใจแล้ว........รักกันแต่สงกรานต์ปีกลาย เมื่อรู้จักกันยังไม่ทันข้ามคืน ​เฮอะ... ไม่นึกเลยว่านังคนนี้จะไวเป็นปรอทอย่างนั้น อ้อ สัญญากันไว้เสียด้วยว่าจะกลับมาสู่ขอ จะมาปลูกเรือนหอที่นี่....?”

“ฉันมีความตั้งใจอยากจะมาขอพึ่งบุญป้าจริง ๆ”

“ประจบ! ยังกะเขาไม่รู้ พ่อทิดเคยรู้จักมักจี่ข้ามาแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งทุกวันนี้”

“แต่ฉันได้ยินกิตติศัพท์ป้ามานาน”

“อ้อ ได้ยินว่าอย่างไรกัน––”

“ใจดีเหมือนเสือ–– อ้า–– ใจดีเหมือนพระจ้ะ”

หน้าเป็น ! แม่เฒ่าเห็นฟันขาว ๆ จากการยิ้มไม่สร่างนั้น แล้วก็อดคิดอีกไม่ได้ “เหมือนใครหนอ ? เหมือนใครคนหนึ่ง ซึ่งเคยรู้จักมานานแล้ว..........นานจนนึกไม่ออก”

“พ่อทิดบอกฉันว่าชื่อรื่น เป็นคนวังแขม แต่กลับไปบวชเรียนที่ขาณุ....”

“แม่ฉันเป็นคนบ้านนั้น แม่ฉันชื่อสืบ พ่อฉันเป็นคนสุโขทัย ย้ายไปอยู่วังแขม ตั้งแต่ยังไม่ได้กับแม่ แต่พอได้กันไม่ถึงปี ถูกเกณฑ์ไปรบฮ่อกลับมาพ่อเป็นไข้ป่าตาย....”

“ชื่อไร? ประกายนัยน์ตาแม่เฒ่าวับขึ้นมาอีก มือที่ถือกรรไกรตัดหมากสงอยู่กำแน่น

“รื่นจ้ะ........”

​“ไม่ใช่ ข้าหมายถึงพ่อของพ่อทิด”

“รุ่ง”

“พ่อทิดอายุเท่าไหร่ ?” เสียงแม่เฒ่าแคล้วเบาลงไปเกือบเป็นเสียงกระซิบ

“๓๒ จ้ะ”

ทีนี้ก็หมดปัญหาอีกต่อไป ว่าแกเห็นเป็นประพิมพ์ประพายของหน้านี้มาจากไหน.........หมดปัญหาอีกต่อไปว่าชายผู้นี้เหมือนกับใคร ซึ่งแกรู้จักมาแล้วนานแสนนาน มือซึ่งเริ่มสั่นจนเห็นชัดของแม่เฒ่าวางกรรไกรลงในเชี่ยนหมาก แกยกชายสไบขึ้นเช็ดริมฝีปาก นัยน์ตาทั้งคู่ก้มลงมองดูมือซึ่งบัดนี้มิได้ถืออะไร และมองไม่เห็นอะไร

“ฉันเป็นกำพร้าพ่อแม่ มาตั้งแต่เล็ก ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน” ขณะนั้นทิดรื่นกำลังพูดต่อไป “ท่องเที่ยวค้าขายมาก็มากแล้ว ยังไม่เคยรักใครเหมือนรักสุดใจ จึงได้บากหน้าเข้ามาขอพึ่งบุญป้า นึกว่ากรุณาชุบเลี้ยงให้ฉันเป็นผู้เป็นคนสักครั้ง....”

“ขอให้ฟังเจ้าตัวเขาก่อน พ่อทิด” แม่เฒ่าโบกมือช้าๆ “เวลานี้ข้ายังตอบอะไรไม่ได้ เอาไว้พูดกันวันหลัง ขอให้ข้าฟังสุดใจก่อน”

​“สุดใจเขาก็รักฉันจ้ะป้า”

“ข้อนั้น พ่อทิดก็บอกข้าแล้วเหมือนกัน....”

“ฉันก็รักเขา....”

“เออดีละ กลับไปก่อนเถอะ กลับไปก่อน ขอให้ข้ามีเวลาคิดสักหน่อย เวลานี้ข้าตอบอะไรไม่ได้ มันกระทันหันเกินไป กระชั้นเกินไป”

การสนทนายุติลงเพียงนั้น เมื่อชายหนุ่มลงเรือไปแล้ว แม่เฒ่าแคล้วก็ยังคงนั่งอยู่นั่น แกถอดแว่นออกมาเช็ดผ้า รู้สึกเหมือนน้ำตาเจ้ากรรมร่ำ ๆ จะหยดออกมาเสียให้ได้

“ช่างเหมือนกันเสียนี่กระไร” แกคิดอีก “เหมือนยังกะแกะยังงี้นี่เล่า พอเห็นหน้าให้อดคิดไม่ได้ว่าเคยเห็นมาจากที่ไหน”

สายตาของแกเหม่อออกไปข้างหน้าข้ามรั้วไม้ไผ่ขัดแตะและพุ่มพุทธรักษาสีต่าง ๆ กัน ขณะนั้นแม่ปิงเพิ่งเริ่มลด เกาะใหญ่ทั้งเกาะโผล่ไม่หมดเห็นแต่ยอดพงซึ่งลู่น้ำ เห็นแต่สวะซึ่งผ่านไปมาไม่ขาดสาย แต่แม่เฒ่ามองไม่เห็นอะไรจนนิดเดียว นัยน์ตาของหัวใจแกเท่านั้นที่กำลังเพ่งลึกลงไปในความทรงจำ.....

ใครจะคิดบ้างว่า เวลาล่วงมากว่า ๓๐ ปีแล้ว ? ใคร​จะคิดบ้างว่า ความหวังซึ่งผ่านมาแล้วแต่ดึกดำบรรพ์ ปุบปับจะปรากฏขึ้นอีก อย่างไม่ได้คาดฝัน ?

แม่เฒ่ามองเห็นชายหนุ่มอีกคนหนึ่งผึ่งผาย สูงโปร่ง ช่างพูด และหน้าเป็นอย่างนี้ แกมองเห็นพระเจดีย์หัก ปราสาทร้าง และสระศิลาแลงในเมืองเก่าของสุโขทัย มองเห็นไร่นาที่โล่งเตียนเหลือแต่ซังข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว ขณะที่ออกท่องเที่ยวด้วยกัน แม่น้ำยมที่ใสไหลผ่านไปบนกรวดทรายตื้นแค่ตาตุ่ม แล้วต่อมาก็เรือนหอ ขบวนขันหมาก เสียงกล่อมของมโหรี ตลอดจนกระทั่งถึงนาทีสำคัญ เมื่อถูกส่งตัวเข้าไปอยู่แต่ลำพังในห้องกับชายหนุ่มผู้นั้น สัมผัสของเขายังอบอุ่น หัวใจของเขายังเต้นแรงอยู่ในความทรงจำของแก แม่เฒ่าแลเห็นต่อไปถึงประกายนัยน์ตาอันร่าเริงด้วยความสำนึกในชัยชนะของเขา ขณะที่โอบอุ้มเดินตรงไปยังที่นอนอันอ่อนนุ่ม ตระหลบไปด้วยกลิ่นมะลิ ควันเทียน และกระแจะจันทร์ ก่อนที่ความรู้สึกอันแจ่มใสจะมืดมนไปด้วยความเสน่หา ซึ่งประดังขึ้นมาท่วมท้นหัวใจ.......

ใครบ้างจะไปลืมคืนวันเหล่านั้นได้ ? หญิงสาวในพรหมจารี ที่เริ่มสำนึกถึงความสดชื่นอันอ่อนหวานของความรักครั้งแรก คนใดบ้างจะลืมคืนสมรสของตนได้ ? มันอาจจะ​กินเวลาไม่ช้าไม่นาน เดือนหนึ่ง หรือปีเดียวไม่สำคัญ แกไม่มีวันจะลืมคืนนั้น

“ข้ายังรักแกอยู่เสมอนะรุ่ง” แม่เฒ่ารำพึง น้ำตาซึมออกมาคลอเบ้า มือข้างที่อยู่เปล่าควานหาแว่นอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในลักษณะและอาการเช่นนี้เองที่สุดใจขึ้นบันไดท้ายครัวมาพบแก หล่อนพยายามจะเดินเลยเข้าไปในครัว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากแม่เฒ่า

“อีใจ” หญิงสาวหันกลับมา ขาทั้งสองเริ่มสั่น บอกอาการพิรุธของคนที่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

“ยืนกะดกกะโดนโด่ เป็นสากกระเบืออยู่ทำไมล่ะ เมื่อข้าเรียก ?”

หล่อนก้าวเข้าไปหา ก้มหน้านั่งพับเพียบลงบนระเบียงคนละฟากเสากับป้า ซึ่งทะนุถนอมมาแต่เล็กแต่น้อย

“อย่าก้มหน้า เวลาผู้ใหญ่หรือใครพูดด้วย” เสียงของแกไม่บอกความรู้สึกอะไรเลย และหลานสาวก็คอยด้วยความทรมานใจ

​“อีใจ”

“จ๋า” คราวนี้หล่อนเงยหน้าขึ้นเต็มที่ รู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นคราบน้ำตาปรากฏอยู่ที่เหนือแก้มอันกร้านของหญิงชรา

“เอ็งรักกันมาแต่เมื่อไหร่ ?”

ในที่สุด ฟ้าก็ผ่าลงมาแล้ว นัยน์ตาของหล่อนหลบลงต่ำอีก ริมฝีปากที่ซีดยิ่งสันหนักเข้า

“รัก....รักใครจ๊ะ ป้า”

“รักใคร ? เฮอะ ยังมีหน้ามาถาม ก็อ้ายเถรฟันขาวๆ ของเอ็งซี...ทิดรื่น คนวังแขม”

“เขาเจอะฉันที่นี่ เมื่อสงกรานต์ปีกลาย........” ครั้งหนึ่งเมื่อพูดออกไปเสียได้ หล่อนก็ค่อยโล่งอก “ฉันลงไปอาบน้ำที่ตีนท่า เขาว่าฉัน ฉันด่าเขา เราพบกันอีกที่บ้านผู้ใหญ่พูน แล้ว...แล้วเราก็รักกัน”

“อ้อ ด่ากัน – – แล้วก็รักกัน........” อุปทานหรืออะไรก็ตาม ทำให้หลานสาวรู้สึกเหมือนยิ้มน้อย ๆ จะปรากฏขึ้นที่เหนือริมฝีปากของหญิงชรา “ในวันสงกรานต์เสียด้วย........ช่างเหมือนกันอะไรยังงั้น?”

“อะไรเหมือนกันจ๊ะ ป้า?”

​“อย่าเสือก!” แม่เฒ่ากลับตื่นจากภวังค์อีก “เอาเถอะ พูดสั้น ๆ เมื่อกี้ทิดนั่น....ทิดรื่นของเอ็งมาสู่ขอต่อข้า สัญญาว่าจะปลูกเรือนหอแต่ขอที่ปลูก สัญญาว่าจะแห่สามถ้วยแต่ขอคนแบกสำรับ สัญญาว่าจะมีมโหรี แต่ขอคนเล่น มันขอไปเสียทั้งนั้น แม้กระทั่งให้ข้าเป็นเฒ่าแก่ของเอ็งให้มัน.... เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น เหมือน....เหมือนพ่อมัน”

“พ่อใคร ?” สุดใจอดอยู่ไม่ได้

“พ่อมัน....ทิดรุ่ง” เสียงเฒ่าแคล้วชักจะพื้น แกมองหน้าหลานสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่งอย่างอึดอัด ในที่สุดก็ยิ้มออกมาได้อย่างฝืน ๆ อิดโรย อ่อนใจ และเอ็นดู เกือบจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่สุดใจจำได้ “ทิดรุ่ง...พ่อทิดรื่น เขาขึ้นไปหากินอยู่ทางแควโน้น ตั้งแต่เรา....แม่ของเอ็งกะข้า....ยังอยู่ที่สุโขทัย เวลานั้นเขาเป็นหนุ่มในวัยอย่างทิดรื่นเวลานี้แหละ หน้าเป็น หัวเราะเก่ง เจ้าชูก้อร่อก้อติก ไม่จริงจังกับใคร ไม่แยแสกับอะไรแม้กระทั่งอนาคตของตัวเอง ผู้หญิงหลายคนติดเขากรอ แต่เขากลับไปหลงใหลอีกคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใส่ใจใยดีด้วยเพราะความเจ้าชู้ของเขา ความไม่แน่นอนของเขา แต่ผู้หญิงเราถึงจะใจแข็งสักเพียงไร เคร่งเครียดต่อขนบธรรมเนียมของผัวเดียวเมียเดียวสักเพียงไร ถูกออดอ้อนติดตามจากผู้ชายที่ไม่เคยยอม​ท้อถอย หรือจำนนต่ออะไรง่ายอย่างทิดรุ่งเข้า ลงท้ายก็เสียเขาไม่ได้ พูดสั้น ๆ ที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ยอมแต่งงานกับทิดรุ่ง ภายหลังที่เอาคำมั่นสัญญากันเป็นมั่นเหมาะว่า เขาจะเลิกชีวิตเหลวแหลกที่แล้ว ๆ มา แต่ครั้งหนึ่งเป็นหมูจะต้องเป็นหมูเสมอไป แต่งกันได้ไม่ถึงปี ทิดรุ่งเอาไม้ไปขายปากน้ำโพ ขากลับแวะขึ้นทางแควนี้เพื่อเยี่ยมบ้านเก่าที่วังแขม เลยคว้าเมียเข้าอีกคนหนึ่งที่ขาณุ ผู้หญิงคนนั้นแหละแม่ของทิดรื่น–”

“ผู้หญิงคนไหน ?”

“เมียใหม่ของทิดรุ่ง........เซอะ” แกดุ “นี่แหละมันถึงได้บ้านแตกสาแหรกขาด ทิดรุ่งกับเมียคนแรกแยกทางกันไป ถึงขั้นเขาก็ไม่ลืมกันได้ หนังสือที่เขามีไปถึงเมียที่สุโขทัยก่อนไปทัพฮ่อ บอกอยู่ว่าเขาเกือบไม่ใช่ทิครุ่งคนเก่าอีกต่อไป เพราะความเศร้าโศกเสียใจ ฝ่ายผู้หญิงคนนั้นก็อย่างเดียวกัน เมื่อได้ข่าวทิดรุ่งตายตอนกลับจากไปทัพแล้ว ร้องไห้หรือเป็นวรรคเป็นเวรเหมือนใจจะขาด – –”

“ประหลาด” สุดใจรำพึง

“ประหลาดอะไรวะ?”

“ทีเวลามีชีวิตอยู่ไม่เหลียวแลกัน เวลาตายไปแล้วกลับมาเสียดาย”

​หญิงชราหยุดนิ่งไปครู่ใหญ่ ๆ จนกระทั่งสุดใจคิดว่าแกจะไม่พูดอีก แต่แกก็พูดเสียงเครือ แผ่ว เหมือนแว่วมาแต่ไกล

“คนเรามันก็ยังงั้นแหละอีใจ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย จะรู้สึกถึงค่าของสิ่งหนึ่งสิ่งใด เสียดมเสียดายเอาก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นหลุดมือไปแล้ว ข้ารู้ดีว่า ถ้าเขามีโอกาสตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้งทั้งสองคน ทิดรุ่งคงจะไม่ทำอย่างนั้น ถึงเมียคนแรกของเขาก็คงจะไม่ถือเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร ที่ทิดรุ่งจะไปมีเมียใหม่ แต่มันก็สายเสียแล้วแก้ตัวไม่ได้....”

“ก็สมแล้วนี่ป้า ที่ควรจะได้รับโทษของตัว”

“ใครวะ ?”

“เมียคนแรกของทิดรุ่งซี”

“อีใจ !” แม่เฒ่าตันคอหอย แต่แล้วก็ยั้งคิดเสียได้ “อะไรทำให้เอ็งเห็นว่าเขาผิด?”

“ผู้ชายอย่างทิดรุ่งของป้า...”

“เขาไม่ใช่ทิดรุ่งของข้า”

ฉันหมายว่า ทิดรุ่งที่ป้าเล่า ถ้าลักษณะกะนิสัยเป็นอย่างทิดรื่น ลูกของเขา ก็ไฟเราดีๆ นี่เอง นักเลงและเจ้าชู้สารพัด เขาอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้ชาย เป็นคนรักที่หา​อีกไม่ได้ในโลกของผู้หญิง แต่เป็นผัว........เลวเกินไป ไวเป็นปรอทเกินไป ไว้ใจไม่ได้เหมือนแมวขโมย ลงผู้หญิงเราปลงใจจะอยู่กินกับผู้ชายอย่างนั้น ควรจะเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับรับความทุกข์ความทรมานใจ เพื่อแลกเปลี่ยนกันกับความสุขของการได้ครองรัก ผู้ชายอย่างเขา...ความสุขกะความภาคภูมิใจเหมือนขี่ม้าพยศ”

“นั่นเองสอนข้า อ้า ...เขา หรือ....หรือว่าคิดอย่างนั้นจริงๆ ?”

“ฉัน....ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ จ้ะป้า”

“อือม์ ?” แม่เฒ่าปิดตลับไม้จันทน์ หยิบขี้ผึ้งขึ้นสีปาก “ชอบกล คิดเหมือนกะข้าคิด แต่นังคนนั้นมันผิดไปแล้ว ก็ควรจะได้รับโทษทรมานใจตัวเอง ไปจนกว่าจะตายอย่างเอ็งว่า”

“ป้าช่างรู้เรื่องของพ่อทิดรื่นดีเหลือเกิน” หลานสาวพึมพำ

นัยน์ตาของแม่เฒ่าวับขึ้นมาอีก “ข้าต้องรู้ ผู้หญิงคนนั้นกะข้ารักกันเหมือนพี่น้องคลานตามกันออกมา” แกถอนใจ เอาละอีใจ ข้าสาธยายให้เอ็งฟังก็เพราะว่า สำหรับข้าเอ็ง​เหมือนกะลูกในไส้ ข้าต้องการให้เอ็งรู้ว่าเถือกเถาเหล่ากอของทิดรื่นเขาเป็นมาอย่างไร ก่อนที่จะตกลงปลงใจให้คำตอบข้า”

“ฉัน.......ฉันแล้วแต่ป้า” หญิงสาวหน้าแดงขึ้นมาอีก “สุดแท้แต่จะจัดการจ้ะ”

“คิดอยู่แล้วเหมือนกันว่า เอ็งจะต้องตอบอย่างนั้น นั่นเป็นการประจบ เขามาขอแต่งกับเอง จะให้หลับหูหลับตายกให้กันไปง่าย ๆ อ้ายเรื่องสินสอดทองหมั้นนะไม่สำคัญอะไร จะแต่งกันให้คนบ้านนี้ขึ้นชื่อลือเลื่องไปเจ็ดท้องคุ้ง หรือส่งตัวเข้ามุ้งเงียบๆ ก็ไม่สำคัญ มันอยู่ที่เอ็งกับเขาจะอยู่กินกันอย่างไรต่อไป หลังจากนั้นตังหากที่ข้าเป็นห่วง หน่อยเป็นอะไรไป ขี้คร้านให้อีพวกปากตำแยบ้านนี้มาถอนหงอก ข้า – –ว่ามาเถอะ ตอบตามใจเอ็งสมัคร รักเขาจริง ชอบเขาจริง ก็จะได้ยกให้ไป”

“แล้วแต่ป้า” หลานสาวตอบเกือบไม่มีเสียง “ฉันเพิ่ง ๑๗”

“เฮอะ ! ข้าแต่งตั้งแต่อายุ ๑๕ ข้า–” แม่เฒ่ายั้งคิดได้อีกก่อนที่จะต่อไปว่า หลังจากนั้นอีกปีเดียวแกก็เป็นหม้าย “ข้าไม่เคยชอบอ้ายวิธีคลุมถุงชน ผู้ชายคนที่ข้าแต่งด้วย ไม่ใช่​คนที่ตาหรือยายของเอ็งเลือก....บอกมาเถอะ พรุ่งนี้เช้าเขามา ข้าจะได้ตอบเขาถูก”

“ฉันแล้วแต่ป้า”

“เออน่า รู้แล้วละ แต่ว่าชอบเขาหรือไม่ชอบ”

“ฉัน – – ฉัน – ”

“ขืนตอบแล้วแต่ข้าอีกคำเดียว....เลิก”

“ชอบจ้ะ”

“ข้าก็รู้ว่าเอ็งชอบเขา รักเขา ไม่งั้นมันไม่พูดได้เรื่องได้ราวยังงั้นร็อก” แม่เฒ่าหัวเราะออกมาได้ “ผู้หญิงทุกคนแหละเป็นใบ้ พูดอะไร สอนอะไร เหมือนนกแก้ว แต่พอถูกมือผู้ชายเข้าซักทีละก้อ พูดจ้อ รู้แจ้งไปสารพัดเที้ยว!”

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:12:07 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #5 on: 20 March 2026, 09:18:40 »


บทที่ ๕

จำปาด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวและหัวใจระทึกไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ปราดลงไปที่ตีนท่าหน้าบ้านหัวค่ำวันนั้นแล้วก็หยุดชะงักอยู่ที่เชิงบันได เมื่อปรากฏว่าเรือเป็ดทั้งลำปราศจากแสงไฟและปราศจากเสียงคน จนอดคิดไม่ได้ว่าจะไม่มีใครอยู่ รำๆ จะหันกลับขึ้นมาด้วยความผิดหวังนั่นเอง เสียงหนึ่งก็ร้องถามออกมาจากใต้ขยาบเรือตอนท้าย

“ใคร ?”

หล่อนคิดว่าจำเสียงนั้นได้ แต่ก็ยังไม่แน่ใจนักเพราะกังวานต่ำ และลากหางเสียงยาวกว่ากัน จนกระทั่งได้ยินซ้ำจึงตอบออกไปได้

“ฉันเองจ้ะ, จำปา – – นั่นพี่ทิดใช่ไหมล่ะ?”

เสียงเคลื่อนไหวปรากฏออกมาจากตอนท้ายเรือ​และเรือโคลงนิดๆ เหมือนเจ้าของเสียงลุกขึ้นยืน แสงเดือนขึ้นสี่ค่ำคืนนั้น ไม่สามารถที่จะทำให้หล่อนแลเห็นอะไรได้ถนัด เพราะพระจันทร์เดินอยู่หลังกลุ่มเมฆตลอดเวลา ถึงกระนั้นจากเสียงกระดานเรือลั่น และอาการไหวพะเยิบของเรือหล่อนก็บอกได้ว่า เขากำลังเดินออกมาทางหัว จนในที่สุดหน้า ๆ หนึ่งจึงโผล่ออกมาจากประตูเรือตอนนั้น

“นึกว่าใคร ?” เขาหัวเราะ “คิดถึงหรือแทบตาย สุดใจมาด้วยหรือเปล่า ?”

“เขาอยู่บนบ้าน คิดถึงใครกันแน่พี่ทิด ?”

“ทั้งสองคนแหละ” รื่นหัวเราะ กลิ่นเหล้าที่ฟุ้งมาจากเขา ทำให้จำปาเริ่มสงสัยในความโง่หรือฉลาดของการตัดสินใจที่ทำให้หล่อนลงไปพบเขาในเวลาวิกาลเช่นนั้น สงสัยจนกระทั่งความเหมาะสมของวาจาที่ลั่นออกไปเป็นเชิงสัพยอก

“ทำอะไรอยู่ล่ะ พี่ทิดน่ะ เห็นจะเข้านอนแล้ว ?”

“เปล่า เมื่อยก็เอนหลังเล่น คอยพวกนั้น ว่าแต่เอ็งเถอะลงมาทำไมค่ำมืดป่านนี้ ?”

“ก็ข่าวดีจนอดเก็บไว้บอกพรุ่งนี้ไม่ได้น่าซี ป้าแคล้วตกลงยกสุดใจให้พี่ทิดแล้วละ”

​เขาคลานออกมาจากประตูเรือจนหมดตัว นั่งตะคุ่มมองในแสงสว่างอันเลือนรางมาจากพื้นน้ำ ซึ่งกระทบแสงจันทร์มัวๆ อยู่เบื้องหลัง ครั้นแล้วก็หัวเราะ

“เอาอะไรมาพูด จำปา ข้าเจอะกับแม่เสือของเอ็งเมื่อกลางวันยังไม่ได้เรื่องได้ราวทั้งนั้น นอกจากเคราะห์ดีที่ไม่ถูกตะเพิดกลับออกมา”

จำปาได้ฟังก็นั่งลงบนท่อนซุงตรงหน้าเขา พลางถอนใจ

“เขารู้แล้วละ ว่าพี่ทิดพูดอะไรกับแคล้วบ้าง ข้ากะสุดใจมาแอบฟังอยู่ใต้ถุนเรือนเกือบตลอดเวลา พอพี่ทิดลงมา สุดใจขึ้นไปแทน ข้าก็แอบฟังคนเดียว เชื่อเถอะ – – เรื่องของพี่ทิดสำเร็จแน่”

“แต่เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่ได้พูดกันในเรื่องสินสอด ทองหมั้น การสู่ขอ พิธีแห่ขันหมาก แกบอกข้าอย่างเดียวแต่ว่า ขอเวลาตรึกตรองดูก่อน ขอเวลาหารือสุดใจ

“เขาให้คำตอบป้าแคล้วแล้ว”

“อ้อ, ว่าอย่างไรล่ะ ?”

“แล้วแต่ป้าจะจัดการ ข้า – – ข้าได้ยินต่อไปด้วยว่า –– ว่า ––”

​“อะไร ?”

ถอนใจอีกครั้ง แล้วจำปาก็ลุกขึ้นยืน “ช่างเถอะ มัน ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่ทิดหรอก ฉันลงมาบอกเท่านี้แหละ เรื่องอื่น ๆ เอาไว้รู้เองทีหลัง”

รื่นขยับตัวเขยิบออกมาถึงแคมเรือ “เดี๋ยวก่อนจำปา ขึ้นมานั่งคุยกันบนนี้ก่อนเถอะ ข้ายังงงเต็มที”

“คุยกะพี่ทิดได้หรือน่ะ สองต่อสอง แล้วก็มืดหรือเหมือนเข้าถ้ำ––”

“เถอะน่า ข้าไม่กินเอ็งหรอกจำปา” หล่อนไม่แลเห็นหน้าเขาได้ถนัด รู้สึกอย่างเดียวแต่ว่าในลำคอของเขามีเสียงหัวเราะร่วนตามเคย “ซิ!”

หญิงสาวหยุดยืนลังเลอยู่หน่อยหนึ่งระหว่างการชั่งใจ ซึ่งหาน้ำหนักอะไรไม่ได้เพราะได้ฟังการรบเร้าจากเขาอีก “ซิ” เดียว หล่อนก็ก้าวเข้าไป และย่อตัวนั่งลงบนแคมเรือเป็ดห่างออกมาจากเขาอย่างเสียไม่ได้ พึมพำว่า “น่าเกลียด” แล้วก็ก้มหน้า “มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ ข้าจะรีบขึ้นไป”

รื่นหันมาดูหล่อนนิดหนึ่ง หัวเราะหึอยู่ในลำคอ แล้วก็หันกลับไปสู่แม่ปิงอันเวิ้งว้างอยู่เบื้องหลังอย่างครุ่นคิด

“งงจริงๆ จำปา” เขาบอก “ข้าว่าเร็วพออยู่แล้ว ​ป้าแคล้วยังเร็วไปกว่าข้า ที่นี้จะทำอย่างไรล่ะ เรื่องที่ปลูกเรือนหอ ? เรื่องคนที่จะแห่ขันหมาก และสามถ้วย ? ใครจะเป็นเจ้าภาพฝ่ายชาย ?”

“มันจะยากอะไรพี่ทิด ที่ป้าแคล้วออกเยอะแยะไป” จำปาว่า “หลานสาวรักเหมือนลูกในไส้ทั้งคนแกยังยกให้ง่าย ๆ ลงถูกใจยังงี้ละก้อ ขอที่ไหนหรือจะไปขัด เรื่องจัดผู้ใหญ่ฝ่ายพี่ทิดกะคนแห่ขันหมากก็เหมือนกัน ปรึกษาแกเถอะ ป้าแคล้วออกปากใคร ทั้งคลองเหนือ คลองใต้ บ้านไร่ หัวยาง ไม่มีใครขัด แต่จะให้ข้าแนะละก้อ ผู้ใหญ่พูนแหละเหมาะ นิสัยใจคอดี ป้าแคล้วชอบ พวกบ้านไร่เกือบทั้งบ้านล้วนแต่ญาติแกทั้งนั้น ไม่ทางไหนก็ทางหนึ่ง”

รื่นหันกลับมา ฟันขาวๆ ด้วยการหัวเราะปรากฏอยู่บนดวงหน้าที่เห็นได้รางๆ

“เอ็งนี้เหมาะสำหรับจะเป็นที่ปรึกษา” เขาเปลี่ยนท่านั่ง เรือลำนั้นก็โคลงพะเยิบพะยาบอีก “จริงทีเดียวจำปา ข้านึกออกแล้ว ถ้าป้าแคล้วรักที่จะได้ข้าเป็นหลานเขย แกก็คงจะเป็นธุระให้เองในเรื่องเหล่านั้น” หยุดนิ่งไปหน่อยหนึ่งแล้ว ก็เอ่ยอย่างขัน ๆ “ประหลาดไหมละ สินสอด ทองหมั้น ยังไม่ได้ตกลงกันสักนิดด้วยซ้ำ”

​“ข้อนั้นพี่ทิดไม่ต้องเป็นห่วง สินสอดทองหมั้นไม่สำคัญ ข้าได้ยินป้าแคล้วว่าอย่างนั้น”

“ป้าแคล้วว่าอย่างนั้น !” เขาทวนคำ “ทำไมจะไม่สำคัญ ?” รื่นเปลี่ยนท่านั่งอีกจากการขัดสมาธิเป็นชันเข่าข้างหนึ่ง ชะโงกหน้าเข้ามาหาจำปา อย่างจริงจัง “ข้ารับปากสุดใจเขาไว้ ว่าการถอดกำไลของเขาจะไม่อายใคร ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นไปสมหน้าสมตา ข้ายังมีเจตนาแน่วแน่ว่ามันจะต้องเป็นไปตามนั้น ฟัง, จำปา ข้าไม่ใช่คนร่ำรวยอะไรนักหนา พยายามสะสมเงินทองที่ได้จากค้าขาย ๒ ปีหลังนี่ก็ไม่กี่ชั่ง เคราะห์ดีลงไปธุระบางกอก ถูกหวยรวยสองสามครั้ง ได้มรดกจากยายที่ขาณุอีกกอง ถึงได้ซื้อเรือ ซื้อของ ซื้อทอง มาสำหรับจะแต่งเมียกะเขาสักคน เป็นคนแรกในชีวิต คิดๆ ก็น่าขัน แต่มันจะต้องเป็นไปตามที่ข้าตั้งใจไว้ ข้าจะบอกเอ็ง จำปา ว่าข้าตั้งใจไว้อย่างไร – – ๑๐ ชั่งสำหรับสินสอด ๑๐ บาทสำหรับทองหมั้น เรือนหอมุงแฝก ฝาปรือ พื้นกระดาน นั่นแหละข้าจะให้สุดใจ”

“พี่ทิด – –” ลมหายใจของจำปาสะดุด ขาที่ราน้ำอยู่หดขึ้นไปพับเพียบไว้กับแคมเรือ “นั่น – – นั่นมากเสียยิ่งกว่ารายใดๆ ที่คนบ้านนี้เคยแต่งกันมาแล้ว มากกว่าผู้หญิงทั้ง​กำแพง นอกจากคราวพะโป้ แต่งกะแม่ทองย้อย”

“ถ้าข้าเป็นพะโป้” รื่นเน้นเสียง “สุดใจจะได้มากกว่านั้น เราจะแต่งกันให้เอิกเกริกยิ่งกว่าเขา ข้าต้องการให้คนเมืองกำแพงทั้งเมือง ได้รู้กันเห็นกันว่าผู้หญิงที่เป็นเมียทิดรื่นน่ะเคราะห์ดีเพียงไร”

“ไม่นึกเลย” เสียงของจำปาตื่นเต้น “ไม่นึกเลยว่าสุดใจจะเคราะห์ดีถึงยังงั้น สายสร้อยข้อมือหนักสลึงเดียว เป็นทั้งหมดที่ข้าเคยได้รับจากพี่โปร่ง แต่ทองหยองมีอยู่เท่าไรเสียไปเพราะเขา รวมทั้งสร้อยข้อมือเส้นนั้นด้วย”

เสียงหัวเราะเบาๆ ร่วนอยู่ในลำคอของรื่น มือข้างหนึ่งของเขายื่นออกมาทำท่าเหมือนจะจับมือหล่อน แต่แล้วก็หดกลับ

“อย่าไปเสียดมเสียดายอะไรมันเลย จำปา ข้าจะชดใช้ให้เอง เมื่อเรื่องของข้ากะสุดใจสำเร็จแล้ว ว่าแต่นั่งอย่างนั้น เรือเอียง ขยับขึ้นมาเสียหน่อยไม่ดีกว่ารึ–”

อ๋อ, ถ้าฉันเขยิบเข้าไป พ่อเจ้าประคุณจะได้เขยิบเข้ามา จำปาคิด หล่อนกวาดสายตาขึ้นไปบนตลิ่ง และตามหน้าท่าทั้งซ้ายและขวา “ช่างเถอะ แค่นี้ก็ดีแล้ว” หล่อนบอก กลับเขยิบห่างออกมายิ่งกว่าเก่า

​“ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะตอบแทนเอ็งได้อย่างไร แรกรักกะสุดใจก็ได้เอ็ง จะแต่งกะเขาก็ได้เอ็ง” มือข้างนั้นเอื้อมออกมาอีก คราวนี้วางแปะลงบนเข่าของหญิงสาวราวกับว่าไม่ได้ตั้งใจ “ข้าจะไม่ลืมเอ็งเป็นอันขาด”

“จ้ะ” จำปาจับมือข้างนั้นวางลงเสียบนกระดานเรือ ขยับถอยห่างออกไปอีกจนเกือบตกแคมเรือ “ไม่ต้องปากว่ามือถึงอย่างพี่โปร่ง ข้าก็เชื่อ”

“ไม่ลืมจริงๆ จำปา” มือข้างนั้นพยายามยกขึ้นไขว่คว้าต่อไป “ข้าจะตอบแทนความใจดีของเอ็งให้ถึงขนาดทีเดียว”

หญิงสาวหลบลอดมือข้างนั้น จนกระทั่งแทบพลัดตกน้ำ จึงโดดลงไปอยู่ที่ซุงท่อนนั้นได้

“ขอบใจจ้ะ ข้ายังไม่ต้องการตอบแทนจากพี่ทิดอย่างนั้น อย่าลืมว่าข้าเป็นเพื่อนสุดใจ”

ฝ่ายชายหยุดชะงักหน่อยเหมือนได้สติ เสียงหัวเราะร่วนในลำคอหายไป

“กลับมาก่อน จำปา........มานั่งคุยเป็นเพื่อนข้าก่อนเถอะ สัญญาให้ว่าไม่ทำอะไรจริงๆ”

“เชื่อในเรื่องอื่น” จำปาก้าวขึ้นไปบนบันไดลูกล่าง มือจับราวไว้พลางหันหน้ามาหัวเราะ “แต่ยังสงสัยในเรื่องผู้หญิง!”

.

.

ที่มา : ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง)
https://vajirayana.org/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

.




« Last Edit: 20 March 2026, 16:12:33 by ppsan » Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.084 seconds with 16 queries.