Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 09:48:51

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  หนังสือดี ที่น่าอ่านยิ่ง  |  กามนิต - ภาคสอง - บนสวรรค์ - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: กามนิต - ภาคสอง - บนสวรรค์ - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป  (Read 1271 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 14 March 2026, 21:59:08 »

กามนิต - ภาคสอง - บนสวรรค์ - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป


กามนิต - ภาคสอง - บนสวรรค์ - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป




กามนิต - ภาคสอง - บนสวรรค์


ได้สังวรรณนาเนื้อความในกามนิต สำแดงประวัติบนดินอันเป็นบุรพภาคก็สิ้นสุดลง ด้วยประการฉะนี้. สมควรจะดำเนิรกระแสความในทุติยภาค พรรณนาสวรรคสมบัติสัมปรายภพ พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาตามควรแก่อุปนิสสัย สืบวารอรรถสาธกต่อไป ณกาลบัดนี้.

ยี่สิบสอง ภูมิสุขาวดี
ยี่สิบสาม การต้อนรับแห่งชาวสวรรค์
ยี่สิบสี่ ต้นปาริชาต
ยี่สิบห้า บัวบาน
ยี่สิบหก สร้อยแก้วตาเสือ
ยี่สิบเจ็ด สัจจกิริยา
ยี่สิบแปด บนฝั่งคงคาสวรรค์
ยี่สิบเก้า ท่ามกลางกลิ่นหอมแห่งดอกปาริชาต
สามสิบ มีเกิดก็มีตาย
สามสิบเอ็ด ปิศาจที่บนลาน
สามสิบสอง สาตาเคียร
สามสิบสาม องคุลีมาล
สามสิบสี่ นรกหอก
สามสิบห้า การบูชาอันบริศุทธิ์
สามสิบหก พระพุทธและพระกฤษณ
สามสิบเจ็ด ดอกฟ้าเหี่ยว
สามสิบแปด พรหมโลก
สามสิบเก้า ความมืดแห่งโลกานุโลก
สี่สิบ ในสุมทุมพุ่มไม้พระกฤษณ์
สี่สิบเอ็ด โอวาทอย่างง่ายๆ
สี่สิบสอง ภิกษุณีอาพาธ
สี่สิบสาม มหาปรินิพพาน
สี่สิบสี่ พินัยกรรมวาสิฏฐี
สี่สิบห้า กลางคืนและรุ่งเช้าในสกลจักรวาล

.

...................


ยี่สิบสอง ภูมิสุขาวดี


ขณะเมื่อพระศาสดาเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านั้นอยู่กับพระสาวก ณ หอนั่งนายช่างหม้อจังหวัดราชคฤห์นั้น, กามนิตชายอาคันตุกะผู้จารึกแสวงบุณย์ดับจิตต์แล้วไปตื่นขึ้น ณ สวรรค์สุขาวดี.

อันว่าสุคติภูมิที่สำคัญยิ่งนัก คือ มหาสระปทุมทิพยสถาน เป็นอุบัติภพสำหรับรองรับวิญญาณแห่งบรรดาสาธุชน ผู้ประกอบกุศลจรรยา มีใจผ่องแผ้วสุจริต ให้ถือเอาซึ่งปฏิสนธิจิตต์เป็นอุปะปาติกะชาติย์โดยธรรมนิยม แล้วและเสวยสุขารมณ์เกษมศานติ์โสมนัสย์ เป็นศุภผลสนองกัลยาณสมบัติที่ประพฤติไว้ในไตรทวาร.

จึ่งกามนิตผู้ตื่นขึ้น ณ สระมโหฬารรุจิราลัยนี้ บังเกิดมีสริราพยพห่อหุ้มด้วยรัตตกัมพลวิภูษิต มีเชิงชายระบายวิจิตรรุ่งเรืองระยับตา ห้อยย้อยเป็นระย้าระยาบอยู่รอบตัว สีสดชื่นเฉกกลีบบัวบานและอ่อนละมุนเป็นอันดี. ส่วนอาการวิธีมีผิดแผกจากครรภไศยกะสัตว์ กล่าวคือ กำลังนั่งขัดสมาธิบัลลังก์อยู่บนดอกบัวอันส่งสีรับกับผ้ากัมพลนั้น ชูก้านลอยเด่นเป็นสำคัญกลางสระใหญ่กว้างขวาง. ก็และดอกบัวอย่างที่กามนิตสถิตนิสีทนาการ ย่อมมีอยู่ไสวในสระไพศาลเหลือคณนา ทรงสีสัณฐานต่างกันตามเวลาช้าหรือเร็วที่บังเกิด เพราะเป็นผลบุณย์อันประเสริฐแห่งกัลยาณชน ขึ้นไปอุบัติคอยท่าเจ้าของเมื่อถึงคราว บ้างแดงบ้างเขียว บ้างขาว ที่พึ่งผลิแต่ยังตูมอยู่ก็มากมี, ชะนิดขยายกลีบเต็มที่แล้วเหมือนอย่างดอกซึ่งกามนิตนั่งอยู่ ก็นับไม่ถ้วน, แต่ละดอกล้วนมีสุขุมสรีระทรงพัสตราภรณ์งดงามอร่ามตา ปรากฏอินทรีย์โผล่ออกมาจากกลีบบัวที่เบิกบาน.

ณพื้นชานตลิ่งอันลาดเอนขึ้นไป เป็นลานหญ้าผืนใหญ่ราบรื่นขจีเขียว ระดาดาดด้วยไม้ดอกบ้างกอบ้างชะลูดเรียวสารพัตรพรรณ ชูช่อบุปผชาติเป็นชั้นๆ สลับสีสดชดช้อยอรชร เสมือนรัตนากรกองแก้วมณี บรรดาสีหลากประหลาดในมนุษย์โลกทั้งใหญ่น้อย และมาลอยขึ้นไปรวมสลอน ณ ลานนั้นแลสล้าง แต่ทว่าความเข้มแข็งกะด้างแห่งดอกไม้ดุจลักษณะที่มนุษย์รู้อยู่เดิมที มาเป็นของอ่อนละมุนแม้นศัมลีนุ่มนิ่มน่าสัมผัส ส่งกลิ่นอบอวนหวนหอมจัดยิ่งกว่าความหอมแห่งน้ำหอมวิเศษที่บรรจุไว้ในภาชนะแก้วเจียระไน และทรงความหอมตามธรรมชาติดอกไม้อันสดชื่นบริบูรณ์ทุกประการ.

ถัดชายตลิ่งปานว่าเนรมิตไว้นี้ และมองเลยขึ้นไปก็ทวีความเพลิดเพลินมิรู้เบื่อ มีป่าไม้เป็นขนัดไปทางเหนือสะพรึบพรั่งด้วยพฤกษชาติดาษดา มียอดเยี่ยมฟ้า บ้างใบหน้าเป็นพุ่มใหญ่บ้างสูงเรียว มีใบเขียวอย่างมรกตสดสะอาดเย็นนัยน์ตา บ้างแตกดอกออกช่อตามศาขาดูดั่งดวงมณี เชิดเด่นเป็นช่อๆ บางทีก็โน้มเข้ารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วก็แหวกเป็นช่องเป็นแนวทางในกลางวนันดร แลเห็นโล่งโปร่งตลอดตอนไปกะทั่งถึงภูเขาอันงามยวนตายวนใจเหลือพรรณนา กอบด้วยแก้วมณีศิลาอ่อนขาวสะอาด มีพรรณไม้ต้นเตี้ยๆ ขึ้นเป็นพืดเพียงว่าอากาศเป็นผืนผ้าม่านเนื้อบาง มีบุปผชาติเป็นดอกดวงปกคลุมอยู่. แต่ในที่ตอนหนึ่งอันเว้นว่างจากสุมทุมพุ่มไม้และหินผาปานว่าจะแหวกทางไว้ให้แก่กัน, ที่ตอนนั้นคือแม่น้ำ มีกระแสไหลเอื่อยๆ เป็นทางไปคล้ายแสงดาวเดียรดาษในท้องฟ้า ทอดลำลงไปสู่สระมหามณฑล.

เบื้องบนแดนอันตระการ เป็นท้องฟ้าโค้งคล้ายครอบไว้ด้วยเพดานสีน้ำเงิน ซึ่งค่อยจัดเข้าเมื่อถึงตอนขอบฟ้า. และภายใต้ฟ้าครอบนี้ มีก้อนเมฆสีขาวสะอาดเป็นเงินยวงก้อนน้อยๆ ห้อยย้อยเป็นกลุ่มๆ เกลื่อนคัคนัมพร แต่ละก้อนมีอัปสรทรงโฉมวิลาสสถิตเอนอิงขับสังคีตทิพยดนตรี, เสียงไพเราะเสนาะมี่หวานซ่านคะครึ้มไปทั่วแดนนั้น.

อันบนท้องฟ้า หามีดวงสูรย์ส่องแสงไม่, อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องมี. เพราะที่ก้อนเมฆ, ที่เทพอัปสร, ที่ภูเขาและดอกไม้, ที่น้ำและดอกบัว, ที่พัสตราภรณ์ของผู้อยู่ในแดนนั้น, ตลอดจนดวงหน้าเทพบุุทคล, ล้วนมีรัศมีฉายแสงสว่างรุ่งเรืองยิ่งกว่าแสงสูรย์ แต่ว่าไม่บาดตา. ทั้งอากาศที่อบอุ่น ก็มีละอองน้ำอันหอมชื่นมาปรุงโปรย โชยให้สดชื่นรื่นเริงสำราญใจ, ซึ่งในมนุษยพิภพหาที่เทียบเปรียบไม่ได้.

เมื่อกามนิตค่อยรู้สึกคุ้นกับอารมณ์ในสุคติภูมิอันสง่างามนี้ส่างความพิศวงงงงวย มีความรู้สึกเป็นปกติแล้ว, มองดูเหล่าผู้อื่นอันมีลักษณะคล้ายกับตน ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก็ในดอกบัวที่ลอยอยู่, ก็สังเกตเห็นว่าผู้ที่มีเครื่องนุ่งห่มแดงเป็นเทพบุตร ส่วนที่นุ่งห่มขาวเป็นเทพธิดา พวกที่นุ่งห่มสีน้ำเงินก็มีบ้าง แต่ว่าเป็นชายก็มีหญิงก็มาก ทิพยบุุทคลเหล่านี้ล้วนอยู่ในวัยหนุ่มสาวทั้งนั้น และดูเป็นผู้มีใจดีทั่วไป.

ผู้อยู่ใกล้กามนิตผู้หนึ่งสวมเครื่องสีน้ำเงิน มีกิริยาอาการแสดงว่าน่าจะปราศรัยเป็นมิตรกันได้. กามนิตก็เกิดความกระหายที่จะสนทนาด้วย, จึ่งคิดว่า “นี่เราควรจะไต่ถามผู้มีสุขคนนั้นดีหรือไม่หนอ? เพราะอยากจะรู้เหลือเกินว่าเวลานี้เราอยู่ที่ไหน.”

ทันใดนั้น กามนิตเกิดความประหลาดใจเป็นที่สุด เพราะมีคำตอบ ซึ่งไม่ปรากฏเสียงหรืออาการเคลื่อนไหวแห่งริมฝีปากของผู้สวมเครื่องสีน้ำเงิน ว่า

“ดูก่อนผู้นฤทุกข์, ท่านนั้นอยู่ในสวรรค์สุขาวดีแดนบรมสุข”

กามนิตเผลอตัวนึกถามต่อไปว่า “ดูก่อนท่านผู้ทรงบริศุทธิ์ยิ่ง, เมื่อข้าพเจ้าลืมตาขึ้น ก็ได้เห็นท่านทันทีอยู่ในที่นี้แล้ว. ท่านลืมตาตื่นในคราวเดียวกับข้าพเจ้า หรือว่าอยู่ที่นี่นานมาแล้ว?”

“ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มานานจนจำไม่ได้. ถ้าไม่ได้เห็นดอกบัวบานและมีผู้เกิดมาใหม่อยู่เนืองๆ และถ้าไม่ได้กลิ่นหอมแห่งดอกปาริชาต, ข้าพเจ้าก็คงเชื่อว่าได้มาอยู่นับเวลาเป็นอนันตกาลแล้ว.”

“กลิ่นหอมอะไรนะ ที่ท่านกล่าว?”

“ท่านจะพบและทราบเองในไม่ช้า. ปาริชาตเป็นต้นไม้น่าพิศวงยิ่งใหญ่มีอยู่ในสวรรค์นี้.”

เสียงดนตรีทิพย์แห่งนางอัปสร ซึ่งฟังเหมาะเจาะเข้ากับการสนทนาที่ปราศจากปากพูดนี้จริงๆ เป็นเสียงที่คอยผะสานรับให้เข้ากับจังหวะสนทนาทุกประโยค กระทำให้การไต่ถามและตอบมีความหมายเข้าใจได้ลึกซึ้ง: อันวาจาสามัญมิสามารถจะทำได้. เป็นเหตุให้กามนิตนึกสาวถึงความหลังได้เงาๆ แต่ก็ไม่สามารถจะระลึกได้ตลอดอยู่ที่, ได้หยุดนึกไปครู่หนึ่ง แล้วก็นึกพูดว่า “สิ่งที่น่าพิศวงยิ่งใหญ่คือสิ่งไหน? ข้าพเจ้าคิดว่าบรรดาสิ่งน่าพิศวงทั้งหมดซึ่งมีอยู่ที่นี่ อะไรน่าพิศวงที่สุดเท่ากระแสลำธารอันงามที่ไหลลงสู่สระของเรานี้.”

เทพบุตรเครื่องน้ำเงิน - “คงคาสวรรค์.”

กามนิตนึกพูดคล้อยตามคล้ายความฝันว่า “คงคาสวรรค์,” แล้วเหมือนจะนึกถึงความหลังขึ้นได้, แต่แล้วเค้าเงื่อนก็กลับหายไปหมดนึกไม่ออก. เสียงดนตรีทำให้ซาบซึ้งคล้ายๆ จะนึกได้, แต่แล้วก็เลือนๆ ไป.

.

.....................


ยี่สิบสาม การต้อนรับแห่งชาวสวรรค์

ขณะนั้น กามนิตอ้าปากค้างตกตะลึง ด้วยเห็นกายทิพย์ซึ่งสวมเครื่องขาวอยู่บนดอกบัวไม่สู้ห่างไกลนั้น ดูเหมือนเจริญสูงขึ้นทันที, พัสตราภรณ์ซึ่งพับซ้อนกันเป็นกลีบเป็นมุม ค่อยเลื่อนลงจากบ่ามากองอยู่จนถึงขอบชายที่เป็นทอง, ส่วนร่างในเวลานั้นไม่กะทบถูกต้องกับกลีบบัวอิกต่อไป ค่อยเลื่อนลอยออกจากสระไปสู่ฝั่ง หายไปในระวางหมู่ไม้.

กามนิตนึกว่า “ช่างน่าดูจริงหนอ! ดูๆ ก็ง่ายไม่เห็นมีอะไรติดขัด แต่ว่าทำเข้าจริงเห็นจะยากไม่น้อย. ไฉนเราจะเรียนรู้วิธีไปอย่างนั้นได้บ้าง?”

เสียงเทวดาเครื่องน้ำเงินที่เคยพูดกันบอกว่า “เป็นอยู่แล้วนี่. ถ้าท่านผู้นฤทุกข์ปรารถนาก็สำเร็จผล.”

ทันใดนั้น กามนิตรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรยกตัวให้ลอยขึ้น แล้วลิวคว้างๆ ข้ามสระไปสู่ฝั่ง ในไม่ช้าก็ไปถึงท่ามกลางแดนต้นไม้. กามนิตมองไปดู ไม่ว่านึกอยากเห็นในทางใด ตัวก็ลอยไปทางนั้น จะให้เร็วหรือช้าได้ตามประสงค์ ได้เห็นสระบัวอื่นๆ มีความงามสมเสมอสระที่ตนได้เห็นมาแล้ว, ได้เร่ร่อนไปตามสุมทุมไม้ที่น่าเที่ยว มีนกสีต่างๆ จับอยู่ตามกิ่ง ส่งเสียงร้องวิเวกหวานประสานกับเสียงกระเส่าเบาๆ ของยอดไม้เมื่อลมโยก. กามนิตลอยเลื่อนไปตามหุบเขาอันเดียรดาษด้วยดอกไม้ มีเนื้อทรายลำพองกะโดดโลดเต้นตามสบายไม่ตื่นกลัวกามนิตเลย. กามนิตเลื่อนลอยต่อไป ในที่สุดลดตัวลงยังไหล่เขาที่ลาดแต่น้อยๆ ระวางต้นไม้กับพุ่มไม้ซึ่งกำลังมีดอกตก กามนิตเห็นสระมีน้ำส่องแสงเลื่อมพรายอยู่รอบดอกบัวขนาดใหญ่. บนดอกบัวมีผู้เสวยสุขสถิตอยู่ก็หลายดอก, แต่ที่บานเต็มที่แล้ว ก็มีมากซึ่งมีผู้สถิตประจำอยู่ในนั้น.

ขณะนั้นเห็นได้แจ้งว่าเป็นความบันเทิงสุขอยู่ทั่วไป. พอเวลาสายัณห์ในคิมหฤดูเปลี่ยนเป็นค่ำมืดลงแล้ว เหล่าหิ่งห้อยบินวับๆ แวมๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ บ้างบินรอบๆ ตามพุ่มไม้แลพราวตา. ณบริเวณเหล่านี้ผู้เสวยสุขเตร็ดเตร่แต่ลำพังบ้าง จับคู่หรือรวมกันเป็นหมู่บ้าง ไปตามสุมทุมพุ่มไม้หรือขอบไหล่เขา. ในขณะเดียวกันนี้ สามารถจะมองดูกิริยาหน้าตาของพวกเหล่านั้น ว่ากำลังสนทนาร่าเริงกันโดยมิต้องออกเสียง.

กามนิตมีอาการชุ่มชื่นใจ แต่กะดากอายคล้ายความฝัน ในขณะที่ทอดทัศนาการภาพอันบันเทิงเหล่านี้ จนรู้สึกขึ้นเป็นลำดับ ใคร่จะสนทนาปราศรัยกับผู้เสวยสุขเหล่านี้บ้าง.

พอนึกก็ทันที มีผู้พากันมาปราศรัยทักทายกามนิต ด้วยกิริยาอาการอันอ่อนหวาน ในฐานที่เป็นผู้มาใหม่และพึ่งตื่นจากภวังค์.

กามนิตประหลาดใจมาก, สอบถามว่าเป็นไฉนในเรื่องที่ตนมานี้ จึ่งทราบได้ทั่วไปในแดนสุขาวดี

“ก็เพราะ เมื่อบัวดอกใดบาน ดอกบัวอื่นๆ ที่ในสระแห่งสุขาวดีก็เคลื่อนไหว. พวกที่อยู่แล้วทั้งปวงก็รู้สึกกันทั่วว่า มีผู้ตื่นขึ้นมาเสวยสุขอยู่ด้วยผู้หนึ่ง.”

“ก็ท่านทราบได้อย่างไร ว่าข้าพเจ้าพึ่งมาใหม่?”

เหล่าผู้ที่ลอยร่อนอยู่รอบตัวกามนิต ก็ยิ้มอย่างน่ารักใคร่ ตอบว่า -

“เพราะท่านยังไม่ได้เป็นผู้ที่ตื่นแล้วอย่างบริบูรณ์ เหตุด้วยท่านมองดูพวกเรา มีอาการคล้ายผู้เห็นรูปในความฝัน หวั่นเกรงว่าสิ่งที่ได้เห็นจะศูนย์หายไปในทันทีทันใด แล้วจะกลับเห็นแต่สิ่งอันเป็นสถุลสรีระที่เคยเห็นมาแต่ก่อนอิก.”

กามนิตสั่นศีรษะ- “ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ: รูปในความฝันคืออะไร?”

เทพธิดาเครื่องขาวผู้หนึ่งตอบว่า “เพราะยังไม่ได้ไปที่ต้นปาริชาต.”

“เปล่า, ยังไม่ได้ไปที่นั่น. แต่ก็ได้ยินมาแล้ว เพื่อนในสระที่อยู่ใกล้ข้าพเจ้าเคยบอกถึง ว่าปาริชาตนั้นเป็นต้นไม้ประหลาด. มีอะไรหรือที่ต้นไม้นั้น?”

พวกเหล่านั้นต่างยิ้มมีอาการเป็นนัย มองดูกัน แล้วสั่นศีรษะ.

“ข้าพเจ้าอยากไปที่นั่นเสียทันทีจริงๆ จะไม่มีใครชี้ทางให้ไปบ้างหรือ?”

“เมื่อถึงเวลาแล้ว ท่านก็หาทางไปถูกเอง.”

กามนิตเอามือทาบหน้าผาก หวนถึงความหลังและพูดทวนช้าๆ:

“ยังมีสิ่งประหลาดที่ผู้นั้นได้บอกอิกอย่างหนึ่งอยู่ในแดนนี้---อ้อ! นึกออกแล้ว คือคงคาสวรรค์ ซึ่งมีกระแสไหลลงมาเลี้ยงสระของเราอยู่. ของท่านก็เช่นเดียวกันมิใช่หรือ?”

เทพธิดาเครื่องขาวชี้ไปที่แม่น้ำน้อย แลเห็นน้ำใสขาว ไหลลดเลี้ยวไปตามไหล่เขาแล้วหักวกไปสู่สระ:

“ที่นั่นแหละเป็นที่เลี้ยงน้ำในสระ. สายน้ำอย่างนี้มีจำนวนนับไม่ถ้วน ผ่านระกะไปในแดนเหล่านี้ และที่ท่านเห็นอยู่นี้ก็เป็นกระแสสายหนึ่ง แต่ว่าเป็นสายขนาดใหญ่สักหน่อย. ส่วนคงคาสวรรค์สายใหญ่นั้นโอบรอบแดนสุขาวดีทั้งหมด.”

“ท่านเคยเห็นเหมือนกันหรือ?”

เทพธิดาเครื่องขาวสั่นศีรษะ.

“ถ้าเช่นนั้น ไปดูไม่ได้หรือ?”

“อ๋อ! ไปก็ได้. แต่พวกเรายังไม่มีใครไป. นอกจากนี้ก็คือ จะไปทำไมกัน? เพราะคงไม่งดงามยิ่งไปกว่าที่นี่. ผู้ที่เคยไปแล้วก็มีหลายท่าน แต่ไปหนหนึ่งแล้ว ก็ไม่ติดใจไปอิก.”

“เพราะอะไร?”

เทพธิดาเครื่องขาวชี้ไปทางสระ- “ท่านที่ทรงเครื่องแดงนั่น อยู่เกือบทางฝั่งโน้น เคยไปครั้งหนึ่ง แต่นมนานมาแล้ว. ลองถามดูหรือว่า ได้ไปถึงฝั่งคงคาอิกหรือไม่.”

เทพบุตรเครื่องแดงตอบทันทีว่า “ไม่ได้ไปอิกเลย.”

“เพราะอะไร?”

“ก็ไปเองเถิด, แล้วก็ทราบเอง.”

“เราพากันไปหรือ? ข้าพเจ้าจะลองไปกับท่าน.”

“ข้าพเจ้าก็อยากไป แต่ไม่ใช่เวลานี้.”

ตรงสุมทุมถัดไป มีผู้เสวยสุขเลื่อนลอยมาอิกหมู่หนึ่ง ลอยกันมาเป็นแถวเลี้ยวพุ่มไม้ที่ในทุ่ง ผู้อยู่สุดท้ายทรงเครื่องสีน้ำเงินอ่อน ยื่นมือมาจับเทพธิดาเครื่องขาว. ส่วนเทพธิดาเครื่องขาวยื่นมือมาเชิญให้กามนิตจับมืออิกต่อหนึ่ง.

กามนิตยิ้มแสดงความขอบใจ แต่สั่นศีรษะน้อย ตอบว่า-

“ข้าพเจ้ายังต้องการเป็นผู้ดูอยู่ก่อน.”

“ก็จริง จะได้พักผ่อนและตื่นให้สนิทเสีย. เวลานี้ขอลาไปที” ว่าแล้วเทพธิดาเครื่องขาวก็เลื่อนลอยตามเทวดาเครื่องสีน้ำเงินอ่อน เป็นลำดับรับทอดต่อๆ กันไป.

ส่วนผู้อื่นที่ไม่ได้เข้ารับทอดด้วย ก็แสดงอาการลาอันร่าเริง แล้วเลื่อนลอยไป เพื่อปล่อยให้กามนิตมีความสงบใจแต่ลำพังผู้เดียวไปก่อน.

.

......................


ยี่สิบสี่ ต้นปาริชาต


กามนิต มองตามพวกเหล่านั้น และเลื่อนลอยไป แล้วก็ให้พิศวง ในสิ่งที่น่าพิศวง

“สิ่งต่างๆ ทุกอย่างณที่นี้ ซึ่งดูรู้สึกว่าแปลกประหลาดมาก เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลเป็นไฉนหนอ? ถ้าว่าเราเป็นผู้อยู่ในที่นี้, ก็เหตุไรสิ่งต่างๆ ทุกอย่างจึ่งดูไม่เหมือนธรรมดา? ได้เห็นสิ่งใดขึ้นใหม่ทุกคราวไป ก็ทำให้ประหลาดใจฉงนสนเท่ห์เสมอ, เช่นกลิ่นหอมอะไรที่ผ่านมาเดี๋ยวนี้ หอมผิดกว่ากลิ่นดอกไม้อื่นซึ่งมีอยู่ในที่นี้? กลิ่นหอมยิ่งชวนให้สูดแต่ว่าทำให้ปั่นป่วนใจ. กลิ่นนี้มาจากอะไรหนอ? และตัวเราเล่าก็มาจากไหน? รู้สึกว่าพึ่งมาอยู่เป็นเวลาได้ครู่เดียวเท่านั้น. หรือว่ามีชีวิตขึ้น, แต่ทว่ามีมาจากไหน? และเพราะอาการอย่างไรจึ่งมาอยู่ที่นี่?”

ขณะกามนิตคิดถึงปัญหาเหล่านี้ ร่างกายเลื่อนลอยไปโดยตนเองไม่สังเกตรู้สึก. เลื่อนลอยขึ้นจากทุ่ง ลอยสูงขึ้นทุกที แต่ไม่ได้ไปในทางที่ผู้อื่นไป. ครั้นลอยขึ้นไปในช่องระวางยอดเขาแห่งหนึ่ง ได้กลิ่นหอมอย่างใหม่และอย่างแรง. แต่กามนิตยังเลื่อนลอยขึ้นสูงต่อไป. ผ่านพ้นภูเขาไป, รู้สึกว่าภูมิประเทศทรามความงามลงไปบ้าง ดอกไม้ที่เดียรดาษก็น้อยลง สุมทุมพุ่มไม้แน่นหนาทึบเข้า หินผาไม่สู้น่าดูซ้ำสูงเก้งก้างกว่าเก่า มีเนื้อทรายกำลังกินหญ้าเป็นฝูงๆ. แต่ผู้เสวยสุขในที่นี้ มีน้อยจำนวน และมักจะอยู่โดดเดี่ยว.

หุบเขาที่กามนิตผ่านไปค่อยแคบเข้า ในที่สุดเป็นซอกผา, ถึงตรงนี้กลิ่นหอมยิ่งจัดขึ้น. ลิ่วๆ ลอยต่อมาโดยเร็ว, หินผาที่ผ่านมาก็ลุนโล่งและสูงขึ้นทุกทีคล้ายกับเป็นกำแพงกั้นไว้จนมองไม่เห็นช่องทาง.

ครั้นแล้วช่องเขาก็เลี้ยวหักมุมสองสามแห่ง และในทันใดนั้นก็เป็นช่องว่างขึ้น. ดูบริเวณรอบตัว เห็นเป็นหุบเขาลึก มีหินผาสะกัดกั้นไว้ด้วยยอดสูงลิ่วดูเหมือนจดขอบสวรรค์. กลางหุบเขามีไม้ประหลาดต้นหนึ่ง ลำต้นและกิ่งเรียบรื่นเป็นสีแดงดั่งแก้วประพาล ใบแกมเหลืองแก่ มีดอกแดงเข้มส่งสีรุ่งโรจน์ราวกับจะลุกไหม้.

เหนือยอดชะง่อนผาและยอดไม้นั้นเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงินแก่ จะหาเมฆสักก้อนก็ไม่มี เสียงทิพยดนตรีไม่แล่นมาถึงได้พอ. แต่ว่าในอากาศยังสะเทือนอยู่ ประหนึ่งว่าเป็นกะเส็นกะสายของคลื่นเสียงดนตรี ที่เคยได้ยินมานานแล้ว แต่ระลึกเสียงได้รางๆ.

ในหุบเขานั้น มีสีสรรก็เพียงสาม คือสีน้ำเงินแก่ของท้องฟ้า สีเขียวของหิน และสีแดงประพาลของต้นไม้, และมีกลิ่นหอมเป็นกลิ่นเดียว กลิ่นหอมอันน่าพิศวงไม่เหมือนกลิ่นหอมอื่นๆ เป็นกลิ่นมาจากดอกไม้สีแดงจัด ซึ่งเท่ากับดูดดึงให้กามนิตมา.

ในทันใดนั้น ลักษณะประหลาดแห่งกลิ่นหอมก็เริ่มสำแดงอาการ กล่าวคือขณะกามนิตสูดกลิ่น ซึ่งตลบฟุ้งอยู่ทั่วหุบเขานั้น, ความรู้สึกระลึกเรื่องหนหลังได้แล่นพรูเข้าสู่ใจโดยเร็ว ทำลายทะลุฟ้ามืดมัวที่กำบังไว้ตั้งแต่ตื่นขึ้นในสระจนบัดนี้.

กามนิตระลึกถึงความเป็นไปในอดีตได้ตลอด:

เห็นหอนั่งในบ้านชายปั้นหม้อ ซึ่งตนเคยนั่งสนทนากับพระภิกษุองค์หนึ่ง. เห็นตรอกในกรุงราชคฤห ซึ่งตนกำลังวิ่งรีบเร่งไป. เห็นโคมาขวิด. เห็นภาพของคนที่ตกใจมามุงดูตน รวมทั้งเหล่าพระภิกษุนุ่งห่มสีเหลือง. เห็นป่าและถนนหนทางในละแวกบ้านที่ตนผ่านจารึกมา. เห็นคฤหาสน์อันโอฬารของตน. เห็นภริยาทั้งสอง. เห็นเหล่านางคณิกาในกรุงอุชเชนี. เห็นพวกโจร เห็นสุมทุมพุ่มไม้พระกฤษณ. เห็นลานอโศก และวาสิฏฐี. เห็นบ้านบิดา. และเห็นห้องของลูก.

ถัดจากชาติที่ติดต่อมานี้ ระลึกเห็นชาติเหนือๆ ขึ้นไปโดยลำดับ ในชาติใกล้ๆ พอเห็นชัดเจนดี แต่ที่ห่างๆ ออกไปเห็นรัวๆ เลือนๆ ลงทุกที จนไกลลิบก็เห็นเป็นกลุ่มเดียว ไม่สามารถปันเป็นชาติๆได้ เปรียบเหมือนต้นไม้สองฟากถนนนอกเมือง ที่ใกล้ก็เห็นจะแจ้งทีละต้น ที่ถัดไปก็เห็นจางออกไปจนในที่สุดเห็นเป็นทิวพืดติดกันหมด.

ตอนนี้ความคิดกามนิตก็หมุนวุ่น และในทันใดนั้น รู้สึกตนมาอยู่ในซอกหินอิก มีลักษณะดั่งใบไม้ที่ถูกลมพัดลอยคว้างๆ เพราะกลิ่นหอมแห่งดอกปาริชาตไม่มีใครๆ ทนสูดในครั้งแรกได้นาน. ความนึกที่จะรักษาตน ในขณะที่รู้สึกวิงเวียนในคราวแรกเป็นเครื่องช่วยให้พ้นจากที่นั้นไป.

สักครู่หนึ่ง เมื่อกามนิตเลื่อนลอยเงียบๆ มาในหุบเขาที่กว้างใหญ่ ก็รำพึงว่า “บัดนี้เข้าใจแล้ว ว่าทำไมเทพธิดาเครื่องขาวจึ่งได้กล่าวเป็นทีว่า เราเห็นจะยังไม่ได้ไปที่ต้นปาริชาต และเวลานั้นจึ่งยังไม่เข้าใจคำที่เขาพูดถึง ‘รูปที่คล้ายความฝัน’ แต่บัดนี้รู้แล้ว เพราะเราก็ได้เห็นเป็นเช่นนั้นในชาติก่อน. และก็ยังรู้ด้วยว่า เพราะเหตุอะไรเราจึ่งมาอยู่ที่นี่. เราปรารถนาจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่สวนมะม่วงจังหวัดราชคฤห. แต่ความปรารถนานั้นไม่สำเร็จประสงค์ เพราะต้องเสียชีวิตไปในปัจจุบันทันด่วน. อาศัยกุศลเจตนาที่มีความปรารถนาดี จึ่งส่งผลขึ้นมาในแดนบรมสุขนี้ เสมอได้เฝ้าอยู่แทบพระบาทมูลพระพุทธเจ้า. และเมื่อตายก็ได้ยึดเอาพระคุณไว้แล้ว. เหตุฉะนี้การที่เราจารึกแสวงบุณย์ก็เป็นอันไม่ไร้ผลเลย.”

ในไม่ช้า กามนิต กลับมาถึงสระ ลงสู่ดอกบัวแดงอันเป็นที่สถิตของตน เสมือนนกคืนมาสู่รังฉะนั้นแล.

.

..........




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 14 March 2026, 22:00:09 »


ยี่สิบห้า บัวบาน


ทันใดนั้น กามนิต รู้สึกดูเหมือนว่ามีชีวิตินทรีย์อย่างหนึ่ง เคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้นสระ มองดูน้ำใสปานแก้ว เห็นอะไรเป็นเงาๆ ขยับเขยื้อน น้ำเดือดพล่านพลุ่งเป็นฟองปุดโตๆ. ปรากฏดอกบัวแดงขนาดใหญ่ พุ่งสูงลอยอยู่เหนือน้ำ ดั่งว่าปลาผุดแล้วกะโดดขึ้นมาว่ายลอยอยู่. ที่ผิวน้ำเป็นลูกคลื่นขึ้นลง ขยายปริมณฑลแผ่กว้างออกไปทุกที แล้วก็สงบคงเคลื่อนไหวเพียงริ้วๆ เป็นแสงแวววาวราวกับน้ำเพ็ชร, ฉายเอาเงาแห่งดอกบัวเสื้อผ้าและวงพักตร์ขอผู้เสวยสุขลงไปเป็นรูปจำลองเห็นวาบๆ แวมๆ.

ส่วนกามนิตเองก็ให้มีใจตื่นเต้นวับๆ วาบๆ ราวกับจะได้พบปีติสุขของวิเศษ, ได้หันไปถามเทวดาเครื่องน้ำเงินที่อยู่ใกล้ว่า “นี่เกิดอะไรกัน?”

“ลึกลงไปข้างล่าง ในมนุษยโลกอันมืดครึ้ม มีมนุษย์ผู้หนึ่งตั้งจิตต์ปรารถนามุ่งมาเกิดในแดนสุขาวดีที่นี่อิก. เราควรคอยดูว่าดอกบัวนั้น จะงามดีอยู่จนกะทั่งบานบริบูรณ์หรือไม่. เพราะมีมนุษย์หลายคน ที่มุ่งแดนบรมสุขอันบริศุทธิ์นี้ แต่มิสามารถจะอยู่ได้ดั่งปรารถนา, ซ้ำตรงกันข้าม เข้าไปติดอยู่ในบ่วงตัณหาความร่านกระหายซึ่งถอนไม่ออก ตกเป็นเหยื่อในกามคุณ มีกิเลสมนทินเครื่องเศร้าหมองในโลกร้อยรัดไว้ เป็นเช่นนี้แล้ว ดอกบัวนั้นย่อมเหี่ยวไปในที่สุดก็อันตรธาน. ครั้งนี้ตามที่ท่านเห็นอยู่ เป็นวิญญาณผู้ชายจะถือปฏิสนธิ. แต่วิญญาณของเพศนี้ มักจะมาปฏิสนธิในทางสวรรค์ได้น้อย เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลก มักประพฤติตนไปในทางอบายมุขทุจจริตล่วงเบ็ญจเวรเป็นอาทิ เหตุผลในข้อนี้ มีอยู่ที่จำนวนผู้ทรงเครื่องขาวและแดง ซึ่งท่านจะสังเกตเห็นได้ว่า แม้มีจำนวนไล่เลี่ยกัน, แต่ในหมู่ผู้ทรงเครื่องสีน้ำเงินอ่อนนั้น จำนวนผู้หญิงมากกว่าจำนวนผู้ชายหลายเท่านัก.”

กามนิตได้ฟังคำอธิบายอย่างนี้ รู้สึกใจสั่นผิดปกติ ดูประหนึ่งว่าความสุขและความทุกข์เข้ามาระดมกัน, ตาเพ่งดูดอกบัวซึ่งยังไม่ได้บาน คล้ายกับจะตีข้อปริศนาอะไรฉะนั้น, แล้วถามว่า “เมื่อดอกบัวตูมที่ข้าพเจ้าถือปฏิสนธิ กำลังโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในครั้งแรก, ท่านจำได้หรือไม่ว่ามีอาการอย่างไรบ้าง?”

“จำได้ดี เพราะโผล่ขึ้นพร้อมกับดอกขาวซึ่งท่านกำลังเหม่อมองอยู่เดี๋ยวนี้. ข้าพเจ้าได้เฝ้าดูดอกบัวคู่นี้ตลอดมา บางครั้งก็ให้มีใจหวั่นๆ. เพราะเมื่อดอกบัวของท่านโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ในไม่ช้ามีอาการเหี่ยว แทบว่าจะกลับจมลงไปอิก, แต่ครั้นแล้วกลับฟื้นขึ้น คราวนี้สดใสดีกว่าคราวแรก, แล้วเจริญขึ้นเป็นลำดับจนบานอย่างงดงาม. ส่วนดอกขาวนั้นเจริญช้า ค่อยเจริญทีละน้อย, พอจวนจะถึงเวลาบาน ก็เหี่ยวลงคล้ายถูกหนอนบ่อนไส้, แต่แล้วก็กลับฟื้นขึ้นโดยเร็ว และบานงามดั่งที่ท่านเห็นอยู่ต่อหน้าบัดนี้.”

กามนิตได้ฟังดั่งนี้ บังเกิดปีติซาบซ่าน ดูเหมือนว่าแต่เดิมมาตนได้อยู่ในที่อันเต็มไปด้วยทุกข์ ครั้นหลุดมาบัดนี้มีความเบิกบานเฟื่องฟูใจอยู่รอบข้าง. เมื่อเพ่งมองดอกบัวขาวซึ่งกำลังขยายกลีบออกทุกที จนกลีบนอกห้อลงมาเรี่ยน้ำ บานแผ่แลดูงดงามอยู่รอบด้าน, ขณะนั้น ได้เห็นรูปวาสิฏฐีสถิตอยู่กลางดอกบัว ดวงตาลืมโต มีวงหน้าอันเปล่งปลั่งยิ้มแย้มน่ารัก ชะม้ายตามาประสพตากามนิต.

ในเวลาเดียวนั้น กามนิตและวาสิฏฐีก็กางมือเข้าหากัน, แล้วจูงมือพากันเลื่อนลอยออกจากแดนสระไปสู่ฝั่ง.

กามนิตสังเกตเห็นวาสิฏฐีว่ายังระลึกความหลังจำตนไม่ได้, ที่หันมาหาตนก็มาทั้งไม่รู้สึกตัว เท่ากับดอกทานตะวันที่หันหาดวงตะวันฉะนั้น. วาสิฏฐีจะจำได้อย่างไร เพราะผู้ถือปฏิสนธิในแดนนี้ เมื่อมีความรู้สึกในครั้งแรก ที่จะระลึกจำความหลังได้ทันทีนั้นไม่ได้. ถึงแม้จะเห็นหน้ากัน ก็ระลึกได้รางๆจับไม่ได้มั่น เพียงแต่เลือนๆ แล้วก็หายไป คล้ายกับที่กามนิตเองได้ยินพูดถึงแม่คงคาสวรรค์ในครั้งแรก.

กามนิตชี้ให้วาสิฏฐีดูแม่น้ำที่เห็นสกาววาวและไหลลงสู่สระอย่างเงียบๆ-

“อันน้ำขาวดั่งเงินยวงของแม่คงคาสวรรค์นี้ ย่อมหล่อเลี้ยงสระต่างๆ ซึ่งอยู่ในแดนอันบรมสุขนี้”

“คงคาสวรรค์” วาสิฏฐีออกอุทานดั่งนี้ เป็นทีว่าจะซักถาม, แต่แล้วก็เอามือแตะหน้าผากนิ่งอึ้ง.

“เราพากันไปที่ต้นปาริชาตเถิด.”

“แต่สุมทุมพุ่มไม้ที่ตรงนั้นงดงามมาก เขากำลังมีการเล่นรื่นเริงกันอยู่;” วาสิฏฐีชี้ไปเสียอิกทางหนึ่ง.

“แล้วค่อยไปที่นั้นทีหลังก็ได้. ในชั้นแรกเราควรจะไปที่ต้นปาริชาต เพื่อจะได้สูดกลิ่นหอมอันแปลกประหลาดให้ชุ่มชื่นใจเสียก่อน.”

วาสิฏฐียอมไปโดยดี คล้ายกับเด็กที่ผู้ใหญ่ให้สัญญาว่าจะให้ตุ๊กตาอย่างใหม่ ในเมื่อยังไม่ต้องการให้ไปเข้าฝูงเล่น. ขณะกลิ่นหอมเลื่อนลอยมา, ดวงหน้าวาสิฏฐี อิ่มเอมยิ่งขึ้นทุกที.

กำลังพากันมาถึงหัวเลี้ยวซอกเขา, วาสิฏฐีถามว่า “นี่ท่านจะพาไปไหน ไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นใจเหมือนคราวนี้เลย เมื่อก่อนๆ นี้ก็เคยตื่นเต้นใจอยู่บ่อยๆ ได้เห็นท่านยิ้มทำให้ระลึกความหลังได้เงาๆ คล้ายกับเมื่อตื่นขึ้นในทีแรก นี่เห็นจะไปผิดทางเสียแล้วกระมัง เพราะดูเหมือนจะไม่มีทางไปได้ต่อไป?”

กามนิตยิ้ม “ไปได้ ไปได้อิกไกล, วาสิฏฐียอดที่รัก. บางทีความที่พูดเมื่อกี้นี้จะระลึกขึ้นได้กระมังในเวลานี้?”

พอพูดขาดคำ ก็มาถึงหุบเขากว้างท่ามกลางหินผา. มีต้นปาริชาติสีแดง และท้องฟ้าเขียวเป็นสีน้ำเงินแก่. ครั้นแล้วก็ได้กลิ่นหอมตลบอบอวนอยู่รอบตัววาสิฏฐี

วาสิฏฐีเอามือกดทรวงอก คล้ายกับจะผ่อนลมปราณที่หัวใจเต้นแรง ดวงหน้าเปลี่ยนจากปกติอย่างรวดเร็ว. กามนิตสังเกตเห็นว่า ถึงคราวที่นางจะระลึกความหลังในชาติก่อนๆ อยู่แล้ว.

ทันใดนั้น นางยกแขนขึ้น และโผตัวลงแนบอุระกามนิต, ปากก็พูดว่า “กามนิตยอดที่รัก.”

แล้วกามนิตก็ประคองวาสิฏฐี กลับไปทางซอกเขาโดยเร็ว.

ครั้นมาถึงทุ่งกว้างที่ร่มรื่น มีฝูงเนื้อทรายโลดเต้น, แต่จะหามนุษย์สักคนเดียว เพื่อทำลายความวิเวกก็ไม่มี. ทั้งสองลอยลงหาที่พักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่.

วาสิฏฐี เริ่มพูดขึ้นก่อนว่า “กามนิตยอดรัก, น่าสงสารเธอจริงที่ได้รับทุกข์มาแล้ว ครั้งที่ได้ทราบว่า ฉันตกไปเป็นภริยาสาตาเคียร. เธอจะรู้สึกคิดเห็นเป็นอย่างไรบ้าง?”

กามนิตเล่าให้วาสิฏฐีฟังว่า เรื่องที่นางตกไปเป็นภริยาสาตาเคียรนั้น ไม่ใช่ทราบจากคำบอกเล่า, แท้จริงได้ไปเห็นด้วยตาเองที่ในถนนกรุงโกสัมพี. ขณะกระบวนแห่ผ่านมา ได้เห็นดวงหน้าวาสิฏฐีมีแต่ทุกข์แสนสาหัส กระทำให้รู้สึกเชื่อแน่ว่า วาสิฏฐีคงยอมตามเพราะถูกผู้ใหญ่บังคับไม่สามารถจะขัดได้.

วาสิฏฐีพูดว่า “ถ้าฉันไม่ถูกหลอกโดยได้รับหลักฐานเป็นพะยานแน่นแฟ้นบังคับให้ต้องเชื่อ ว่าเธอได้ถึงแก่ความตายเสียแล้ว, ก็เป็นไม่ยอมให้ใครในโลกบังคับได้.”

ครั้นแล้ว วาสิฏฐี เริ่มย้อนเล่าเรื่องความหลัง.

.

......................


ยี่สิบหก สร้อยแก้วตาเสือ


เมื่อเธอผู้เป็นสหายไปจากโกสัมพีแล้ว, ฉันครองตนอยู่ด้วยความเดือดร้อนลำเค็ญตลอดทั้งคืนวัน อย่างเดียวกับหญิงสาวๆ ที่ตกอยู่ในคราวไข้หนักแห่งการครุ่นคิดถึงคู่รักจนอัดแน่นในหัวใจ ซ้ำวิตกทุกข์ร้อนในอันตรายอันจะมีแก่คู่รักต่างๆ นานา ตั้งร้อยพันอย่างฉะนั้น. เมื่อเธอจากไปแล้ว ฉันก็รู้ไม่ได้ว่าเธอจะยังมีชีวิตอยู่ร่วมโลกหรืออย่างไร เพราะได้ทราบว่าการที่เดิรทางไปเช่นนั้น ย่อมมีอันตรายมากอยู่, จนถึงในเวลานี้ ฉันก็ยังไม่กล้าติโทษตนเอง ว่าที่เธอดื้อดึงไม่ไปพร้อมกับท่านราชทูตอันเป็นการปราศจากภัย เป็นเพราะตัวฉันเองเป็นต้นเหตุหน่วงเหนี่ยวเธอไว้, เพราะถ้าไม่เช่นนั้น ไฉนจะได้ยึดถือเอาซึ่งความจำความระลึกอันหาค่ามิได้ครั้งกระนั้น ให้เป็นสมบัติทั้งหมดติดตัวต่อมาได้ถึงปานนี้?

ครั้งกระโน้น เมทินีจะได้โลมเล้าเอาใจให้หายความโศกระทมได้ ก็ชั่วครั้งคราวเท่านั้น. สหายที่ดีที่สุดและซื่อตรงที่สุดของฉันในเวลานั้นคือต้นอโศก ซึ่งเราทั้งสองเคยยืนอยู่ควงต้น ในคืนเดือนหงายคืนหนึ่ง. เชื่อว่าเธอยอดที่รัก คงไม่ลืมถ้อยคำของนางทมยันตี ที่ฉันชักเอามากล่าวในขณะครั้งกระนั้น. ฉันเงี่ยโศรตรคอยฟังเสียงใบอโศก ที่สั่นไหวนับครั้งไม่ถ้วน พยายามจะดูโชคลางจากใบไม้ที่ร่วงหล่น และจากเงาและแสงสว่างที่เกิดมีขึ้นในเวลานั้น ถ้าปรากฏเป็นอย่างที่ฉันคิดนึกไว้เองอย่างวิธีหมอดูเถื่อน, ก็ทำให้สบายใจไปชั่วแล่นหนึ่ง; ครั้นแล้วก็กลับเป็นทุกข์มีความวิตกยิ่งขึ้น. คิดเห็นเป็นลางร้ายต่างๆ นานา ตามแต่จิตต์ที่คิดหวาดไป.

ในลักษณะอาการที่เป็นอยู่นี้ นับว่าเกือบเป็นประโยชน์ได้ดีอย่างหนึ่ง เพราะความรักที่มีอยู่ มิได้เด่นอยู่ตามลำพัง ย่อมมีความทุกข์เป็นเพื่อนกระชับอยู่ด้วย, ซึ่งหนุนให้มีกำลังวังชาต่อต้านศัตรูอื่นได้เป็นอย่างดี ตลอดจนบิดามารดาญาติพี่น้อง ซึ่งเกือบจะถึงแตกหักกันเสียหลายหน.

เรื่องเป็นดั่งนี้ คือสาตาเคียรบุตรประธานมนตรี ได้พยายามทอดสนิทในตัวฉันยิ่งขึ้น จนฉันไม่กล้าไปเที่ยวที่อุทยาน. เพราะไปคราวใดเป็นต้องพบสาตาเคียรเสือกหน้าเข้ามาทอดสนิทด้วยทุกครั้ง แต่ฉันหันหลังเมินเสียไม่รับรู้ด้วยแม้แต่นิดเดียว, ซ้ำตั้งข้อรังเกียจให้เห็น. แต่สาตาเคียรไม่ถือเป็นอารมณ์ ยังคงด้านหน้าเหมือนเจ้าชู้ที่หน้าด้านอยู่เสมอ ต่อมาไม่ช้าสาตาเคียรเปลี่ยนทางไปเข้าหาบิดาฉัน. ในชั้นต้น เลียบเคียงประจบประแจงแล้วค่อยลามเข้าทุกที ถึงที่สุดก็ขอต่อบิดาฉัน. บิดาท่านตกลงยินยอม. ฉันจึงร้องไห้คิดแค้นเป็นที่สุด เพราะว่าฉันไม่มีความรักสาตาเคียร แต่ท่านก็ไม่ยอมถ่ายเดียว ไม่รู้สึกว่าความเดือดร้อนของฉันนั้นเป็นอย่างไร, ได้ปลอบอ้อนวอนฉันก็แล้ว ขู่ก็แล้ว. ฉันคงดื้อบึกบึนอยู่. ในที่สุด ฉันหมดหนทาง ได้บอกออกไปตรงๆ ให้บิดามารดาทราบ ว่าฉันมีความรักใคร่อยู่กับเธอ ซึ่งท่านก็ทราบเรื่องจากสาตาเคียรมาบ้าง, และว่าได้ให้สัตย์ปฏิญญากันไว้แล้ว จะไม่ยอมเสียสัตย์ปฏิญญาเป็นอันขาด. ถ้าจำเป็นหนีไม่พ้นก็จะทำลายชีวิตตัวเองเสีย โดยอดอาหารตาย.

บิดามารดาฉัน ถึงจะมีความโกรธเท่าไร ก็รู้อยู่ดีว่าฉันอำมหิตพอที่จะทำตามที่พูดไว้ได้, เป็นอันเลิกพูดในเรื่องที่คิดไว้ และสาตาเคียรก็ดูเหมือนจะหมดความเพียร แม้แต่สงครามแห่งความรัก, หันไปหาความมีชัยในสงครามชะนิดอื่น ที่ถึงกับเลือดตกยางออก.

ในระวางคราวเดียวกันนี้ มีข่าวลือมาหลายครั้งหลายหนจนหนาหู ว่าองคุลิมาลกับพวกได้ปล้นสะดมฆ่าฟันผู้คน เผาผลาญบ้านช่องรุนแรงยิ่งขึ้น จนไม่มีใครกล้าเดิรทางผ่านมากรุงโกสัมพี. ข่าวลือที่ได้ยินมานี้ ทำให้ฉันวิตกหวั่นหวาดยิ่งขึ้น เกรงว่าเมื่อเธอมาหาฉัน มาตามทางจะพบโจรใจร้ายเข้าได้บ้าง. เรื่องเป็นอยู่อย่างนี้ พอได้ข่าวในปัจจุบันทันด่วน ว่าสาตาเคียรได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าคุมกองทหารไปปราบโจรให้จับองคุลิมาลและหัวหน้ารองๆ ลงมาให้ได้. ตามที่ได้ฟังคำบอกเล่า ว่าสาตาเคียรปฏิญญาไว้ว่าถ้าไปไม่สำเร็จผลไม่มีชัยกลับมา ก็จะยอมตายไม่ขอกลับ.

ความจริงฉันเกลียดชังบุตรมนตรี, แต่ในคราวนี้อดภาวนาไม่ได้ ที่ขอให้ไปมีชัยชะนะพวกโจรกลับมา. ประมาณเวลาล่วงมาได้ราวหนึ่งสัปดาห ฉันกำลังอยู่ในสวนกับเมทินี. พอดีได้ยินเสียงอื้อฉาวมาจากถนน, เมทินีวิ่งออกไปดู สักครู่ได้ความกลับเข้ามาบอกว่า สาตาเคียรมีชัยกลับมา จับตัวองคุลิมาลและพวกได้หลายคน นอกนั้นฆ่าตัวตายหมด. เมทินีชวนฉันออกไปดูพร้อมกับเขาและโสมทัตต์ ไปดูทหารที่มีชัยคุมโจรมาตามถนน. แต่ฉันไม่ต้องการตากหน้าไปให้สาตาเคียรเห็น จึ่งไม่ออกไป. แต่รู้สึกดีใจอยู่อย่างหนึ่งว่า หนทางที่คู่รักของฉันจะผ่านมา บัดนี้ราบคาบไม่มีภัยอันตรายแล้ว. ทั้งนี้ก็เพราะความเข้าใจของมนุษย์ผู้เป็นปุถุชน บางทีก็อาจเป็นอื่นไปจากที่คิดเห็นไว้ได้, เช่นในคราวนี้ ฉันนึกว่าจะเป็นเหตุการณ์อันมงคลสำหรับเรา แต่กลับเป็นตรงกันข้าม.

รุ่งเช้า บิดาฉันเข้ามาในห้อง ยื่นสร้อยแก้วรูปตาเสือให้ดู แล้วถามว่าจำได้บ้างหรือไม่.

ฉันใจหวิวแทบจะซวนล้ม, แต่แข็งใจทรงกายไว้ได้ตอบว่า สร้อยเส้นนี้คล้ายกับที่เธอคล้องคอ.

บิดาฉันตอบว่า “ไม่ใช่คล้ายเท่านั้น เป็นสร้อยเส้นเดียวกัน. เมื่อองคุลิมาลถูกจับตัวมาเห็นคล้องสร้อยเส้นนี้ ซึ่งสาตาเคียรจำได้ทันที. ตามที่สาตาเคียรเล่าให้ฟังว่าได้เคยปล้ำแย่งลูกคลีกับกามนิตในอุทยาน และยังได้กะชากสร้อยนี้จากคอกามนิตขาดตกมาอยู่ในมือ จึ่งจำได้แม่น ว่าเป็นเส้นเดียวกัน สาตาเคียรซักถามองคุลิมาลถ้วนถี่จึ่งได้ความว่า เมื่อสองปีล่วงมานี้ กองเกวียนกามนิตผ่านไปทางแดนเวทิส จะกลับไปกรุงอุชเชนี ถูกพวกองคุลิมาลปล้น และจับตัวกับคนใช้คนหนึ่งไป. กามนิตได้ส่งให้คนใช้ไปนำเงินค่าถ่าย แต่จะด้วยเหตุอย่างไรไม่ทราบไม่ได้เงินค่าถ่ายมา, องคุลิมาลจึ่งต้องฆ่ากามนิตเสีย ไม่ให้ผิดธรรมเนียมโจร.

พอได้ยินเรื่องน่าตกใจดั่งนี้ ฉันแทบสิ้นสติ, แต่ยังไม่หมดหวังทีเดียว คงดื้อตอบคัดค้านว่า “สาตาเคียรเป็นคนเจ้าเล่ห์เฉโกง มันต้องการลูกไปเป็นภริยา ถ้าหากมันจำสร้อยเส้นนั้นได้, จะไปทำปลอมมาสักเส้นหนึ่งก็ได้ ลูกเข้าใจว่ามันคงปลอมมานานแล้วตั้งแต่ได้ยินข่าวเรื่องความดุร้ายแห่งองคุลิมาล. ถึงว่าจะจับองคุลิมาลไม่ได้, มันก็คงบอกว่าได้มาจากโจรคนหนึ่งก็ได้ ที่จับตัวมาได้ และโจรนั้นอวดอ้างว่าเป็นผู้ฆ่ากามนิตก็ได้.”

บิดาฉันสั่นศีรษะตอบว่า “เห็นจะเป็นไปไม่ได้ดอก, ลูกเอ๋ย! สำหรับตัวลูกอาจไม่ทราบได้ว่าเป็นจริงหรือไม่. แต่สำหรับพ่อซึ่งเคยเป็นช่างทองที่ชำนาญ ย่อมมีความรู้ดีว่าจริงหรือปลอม. ถ้าเจ้าพิจารณาดูตรงที่เชื่อมแก้วไว้ จะเห็นเป็นเนื้อทองเป็นสีแดงมากกว่าสีทองของเมืองเรา เพราะช่างทองเมืองเราประสมเงินมากส่วนกว่าทองแดง, ทั้งฝีมือช่างก็หยาบกว่า แสดงว่าเป็นฝีมือช่างชะนิดที่เป็นเมืองอยู่ใกล้เขา.”

คำชี้แจงของท่าน ซึ่งคนอื่นย่อมเชื่อเห็นจริงได้สนิท, แต่สำหรับตัวฉัน เห็นเป็นกลอุบายไปหมด ไม่ยอมเชื่อจนบิดามารดาและญาติใกล้ชิด. แต่อย่างไรก็ดี ฉันพูดตัดบทเสียทีเดียวว่า ทำอย่างไรเป็นไม่ยอมเชื่อความที่เธอได้ตายไปแล้ว เพราะด้วยสร้อยเส้นนี้เป็นพะยาน.

บิดาโกรธกลับออกไป. เป็นอันว่าฉันได้อยู่แต่ลำพัง จะได้คิดถึงได้โศกเศร้าคนเดียวให้สมใจรัก.

.

......................


ยี่สิบเจ็ด สัจจกิริยา


ในเวลาตอนหัวค่ำ ฉันมักไปอยู่บนลานอโศกเสมอตามลำพัง หรือบางทีกับเมทินี. ในเย็นวันที่เล่ามานี้ ฉันไปอยู่บนลานอโศกแต่คนเดียว, เมื่อจิตต์ใจไม่เป็นปกติเช่นนั้น อยู่ตามลำพังเป็นการดีกว่าอะไรหมด. พระจันทร์กำลังเต็มดวง ฉายแสงลงมาสว่างเหมือนกับคืนครั้งกระโน้นที่ไม่ลืมเลย และขณะยืนอยู่ใต้ต้นอโศก ซึ่งมีช่อดอกออกเต็ม ฉันคิดหาทางเสี่ยงทายพอให้คลายความทุกข์ที่วิตกอยู่วาบๆ ใจ, ยืนอยู่สักครู่ก็นึกอธิษฐานว่า ถ้าระวางตัวฉันที่ยืนอยู่นี้กับต้นอโศก มีดอกอโศกสีเหลืองแดงอย่างหญ้าฝรั่น ร่วงลงมาภายในเวลาที่นับยังไม่ถึงร้อยแล้ว ก็เป็นอันว่ากามนิตคู่รักยังคงมีชีวิตอยู่

เมื่อฉันนับไปได้ห้าสิบ ดอกอโศกร่วงลงมาหนึ่งดอกหนึ่งแต่เป็นสีเหลือง, ครั้นนับไปถึงแปดสิบ ฉันก็ค่อยนับให้ช้าลงทุกที, ยังไม่ทันถึงร้อย เสียงประตูที่อยู่ตรงมุมดัง, เหลียวไปดูทางบันได ที่สำหรับคนสวนและคนงานขึ้นมา เห็นบิดาฉันมีสาตาเคียรตามมาข้างหลัง, ถัดไปเป็นทหารหลายคนมีอาวุธครบ, แล้วถึงชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนเหล่านั้นมาก, ต่อไปก็มีพวกทหารกำกับมาข้างหลังด้วย. ทหารสองคนหยุดเฝ้าอยู่ที่ประตู, นอกจากนั้นเดิรเข้ามาที่ฉันยืนอยู่. ฉันสังเกตดูในที่มืด ดูเหมือนคนที่รูปร่างสูงใหญ่นั้น เดิรไม่ค่อยสะดวก: เวลาก้าวย่างไปก็มีเสียงฉิ่งฉ่าง.

ขณะนั้น ดอกอโศกสีเหลืองแดงก็ร่วงลงมาตกอยู่ที่เท้าของฉันทันที ซึ่งในเวลานั้นกำลังตกตะลึงลืมนับเสียแล้ว. เพราะเหตุนี้จึ่งไม่แน่ใจว่าเมื่อเวลาร่วงลงมา จะถึงเวลาที่นับครบร้อยหรือยังก็ไม่ทราบ.

พวกที่มาเวลานั้น พอออกพ้นเงาผนังมาถึงตอนที่แสงเดือนฉายสว่าง ฉันก็ตกใจเยือก เพราะเห็นคนที่รูปร่างใหญ่โต ถูกจำโซ่ตรวนทั้งเท้าและมือ มีโซ่ล่ามไปติดอยู่กับพวงคอเป็นสองเส้น แล้วมีโซ่ล่ามออกจากพวงคออิกสองเส้น สำหรับทหารสองคนถือกุมไว้ ที่คอมีพวกดอกยี่โถ (๑) สีแดงคล้องห้อยลงมาถึงอกที่มีขนรุงรัง บนศีรษะโรยอิฐก์ผงสีเหลืองแดง. ลักษณะดั่งนี้เป็นนักประเภทที่จะถูกพาตัวไปประหารชีวิต. ส่วนผมนั้นยุ่งเหยิงหรุบลงมาปิดหน้าประจบกันกับหนวดและเครา มองเห็นแต่ลูกตาทำให้ดุร้ายน่ากลัวยิ่งขึ้น. ดวงตามีแสงวาวมองดูฉันแวบเดียวแล้วก็เหลือบไปมองทางโน้นทางนี้, ไม่ผิดอะไรจากสัตว์ดุร้าย.

ผู้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าฉันนี้เป็นใคร เป็นอันไม่ต้องถามถึง แม้พวงดอกยี่โถแดงจะปกคลุมพวงมาลานิ้วคนอันเป็นเครื่องหมายแห่งชื่อเขา (๒) ก็ย่อมจะเดาถูกว่าเป็นใคร**

สาตาเคียรพูดขึ้นก่อนว่า “นี่แน่ องคุลิมาล, จงเล่าซ้ำให้ฟังอิกครั้ง เรื่องที่เองได้สารภาพไว้ในคราวที่ถูกทรมานซักปากคำ ถึงที่เองฆ่าพ่อค้าหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อกามนิตชาวกรุงอุชเชนี.”

เสียงตอบดังโฮกฮากว่า “กามนิตไม่ได้ถูกฆ่า, เป็นแต่ถูกจับตัวไป แล้วเราจัดการตามวิธีของพวกเรา.”

ต่อไปนี้ก็เล่าเรื่องย่อๆให้ฟัง เหมือนที่บิดาฉันเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งแล้ว.

ระวางนั้น ฉันยืนพิงต้นอโศก เอามือทั้งสองเหนี่ยวกิ่งพะยุงตัว จับยึดเสียแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในกิ่งเพื่อไม่ให้ล้ม. เมื่อองคุลิมาลเล่าจบลง, รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ หมุนไปหมด; ถึงกระนั้น ก็ยังมีมานะไม่ยอมแพ้.

ฉันพูดว่า “เองเป็นโจรและเป็นผู้ร้ายชั่วชาติ. ใครจะเชื่อในคำพูดของเอง? ทำไมเองจะพูดตามที่ถูกบังคับให้พูดไม่ได้หรือ?”

ในทันทีกันนั้น รู้สึกคล้ายจะมีอะไรสังหรณ์ เห็นมีความหวังขึ้นบ้างรางๆ จึ่งพูดว่า “ดูแต่ดวงตาเองซิ_ดวงตาที่ใครเห็นก็ตกใจกลัว. แต่เองไม่กล้ามองตรงมาดูข้าซึ่งเป็นแต่ผู้หญิงอ่อนแอเท่านั้น. ทั้งนี้ก็เป็นพิรุธส่อให้เห็นว่าเองเป็นชาติขี้ขลาด ถูกบังคับไม่ไห้พูดความจริง.”

องคุลิมาลมิได้เงยหน้าขึ้นดู คงก้มอยู่ แต่หัวเราะหึๆ ตอบเสียงดังคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ที่ถูกล่ามโซ่ว่า “ประโยชน์อะไรที่จะต้องจ้องดูเจ้า? นั่นเป็นหน้าที่ของชายหนุ่มพวกเจ้าชู้. ไม่ใช่คนอย่างเรา. ดวงตาของโจรใจทมิฬ เจ้าก็ไม่มีความเชื่อ, วาจาที่พูดก็ไม่เชื่อ. เช่นนั้น ถ้าจะให้ปฏิญญาก็เห็นจะไม่เชื่ออิกซิ?”

พูดแล้วเดิรเข้ามาสองสามก้าว, กล่าวต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้น, แม่สาวน้อย จงดูพิธีสัจจกิริยา ซึ่งจะทำในขณะนี้.”

ขณะนั้น ฉันได้เห็นดวงตาขุ่นเขียวอิกครั้งหนึ่ง เหลือบแลขึ้นไปจับอยู่ที่ดวงจันทร์. เห็นใบหน้าซึ่งผมและหนวดเครารุงรังบังคลุมหมดนอกจากดวงตาขาววาว. หายใจเฮือกๆ จนดอกไม้ที่คล้องอยู่เต้นขึ้นเต้นลง. แล้วองคุลิมาล ก็กล่าวคำปฏิญญาตามลัทธิที่เรียกว่าสัจจกิริยา มีเสียงดังกะหึมคล้ายเสียงฟ้าลั่นไปตามเมฆ ว่า-

“ข้าแต่พระแม่เจ้าผู้บำราบเสือให้เชื่อง เทวีแห่งราตรี มีงูเป็นมกุฎ ผู้เต้นรำในท่ามกลางเดือนหงาย บนชะง่อนผา มีมาลาร้อยด้วยกะโหลกคนแกว่งไปมา แยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน, ข้าแต่พระแม่เจ้ากาลี ผู้เป็นนายิกาของมหาโจร, พระองค์ผู้ทรงนำข้าพเจ้าฝ่าอันตรายมาแล้วนับตั้งพันครั้ง ขอได้ทรงสดับคำข้าพเจ้า. อันว่าข้าพเจ้ามิได้งดเว้นจากการพลีบูชาพระองค์ มิได้ประพฤติตนผิดแผกไปจากกฎซึ่งพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ ดังนี้เป็นความจริงปานใด. ข้าพเจ้าก็ได้จัดการแก่กามนิต ตามกฎของเราที่ได้กำหนดไว้ คือกฎของผู้ส่ง ถ้าค่าถ่ายไม่มาตามกำหนดเวลา ก็ต้องจัดการกับนักโทษ คือ ตัดตีนสินมือผ่าแล่งนักโทษนั้นแล้วทิ้งไว้ ในย่านหนทางเดิร ความข้อนี้ก็ย่อมเป็นความจริงปานนั้น. ด้วยอำนาจความจริงที่สุดนี้ ขอให้พระองค์ซึ่งเสด็จมาอยู่ใกล้ข้าพเจ้า ขณะที่ได้รับความเดือดร้อนสาหัสอยู่ จงได้กะชากโซ่ตรวนที่ร้อยรัดข้าพเจ้า บันดาลให้ข้าพเจ้าหลุดจากเครื่องพันธนาการของศัตรู โดยประจักษ์เทอญ”

องคุลิมาลทำสัจจาธิษฐานดั่งนี้แล้ว ก็ดิ้นสะบัดตัวกะชากโซ่ตรวนให้ขาดออกเต็มกำลังแรง จนทหารสองคนที่คุมตัวล้มกระแทกลงบนพื้น ทหารอิกคนหนึ่งถูกองคุลิมาลเอาโซ่ที่ล่ามข้อมือฟาดลงไปสลบ. และก่อนที่คนอื่นจะทันรู้สึกตัว องคุลิมาลก็กะโดดข้ามกำแพงไป มีสาตาเคียรร้องเอ็ดอึงไล่ตามไปด้วย.

ประพฤติเหตุที่ฉันได้เห็น และรู้เรื่ององคุลิมาลครั้งหลังที่สุดเพียงเท่านี้.

ภายหลังจึ่งได้ทราบว่า องคุลิมาลกะโดดลงไปขาหัก, ถูกจับตัวได้แล้วไปตายที่ในคุกเพราะต้องทรมาน. เจ้าหน้าที่ตัดเอาศีรษะไปเสียบประจารไว้ ที่ประตูเมืองด้านตะวันออก ซึ่งเมทินีและโสมทัตต์ได้ไปเห็นมา.

เมื่อเห็นองคุลิมาลกระทำสัจจกิริยาสำเร็จจริงชัดเจนแล้ว, ความสงสัยและความหวังที่ยังมีเหลืออยู่ก็เป็นอันหมดไป, เลยทอดอาลัยไม่ยินดีความบันเทิงสุขในโลกอิกต่อไปแล้ว, หวังจะพบกันอิกก็แต่ในแดนสวรรค์สุขาวดี. ตัวเธอล่วงหน้าไปอยู่แล้วและส่วนตัวฉันก็ปรารถนาจะตามไปด้วยในไม่ช้า. ณที่นั้น ความสุขของเราก็จะผลิผลสมบูรณ์: เรื่องอื่นเป็นอันเลิกพูดกัน.

ต่อจากนั้น สาตาเคียรเพียรมาขอตัวฉันเรื่อยไป. มาทีไรมารดาฉันก็เอาแต่ร้องไห้ร้องห่ม ว่าท่านเห็นจะต้องตายลงเพราะตรอมใจ มีลูกเต้าเขาทั้งทีก็ไม่ได้ปลูกฝังมีเหย้าเรือน, ทำให้เป็นที่อับอายขายหน้าเพื่อนบ้าน. ท่านรำพันต่างๆ นานา หนักเข้าใจฉันอ่อนลงทุกที เกิดมีความคิดเห็นว่า สาตาเคียรมีคุณอยู่ที่ได้แก้แค้นแทนเธอ, ทั้งเห็นว่ามีความรักใคร่จริงๆ, จนล่วงต่อมาอิกปีหนึ่ง จึ่งได้ยอมเป็นภริยาสาตาเคียร.

บันทึก
ยี่โถ แปลจากศัพท์ว่า กณเวร สํสกฤตเป็น กรวีร, ในวรรณคดีสํสกฤตและมคธกล่าวถึงร่วมกัน ในที่ซึ่งใช้ดอกร้อยเป็นพวงมาลัยสวมคอ เป็นเครื่องหมายนักโทษอุกฉกรรจ์.

ในวรรณคดีสํสกฤต คือบทละคอนเรื่องมฤจ์ฉกฏิก องค์ที่สิบ โศลก ๒๑ จารุทัตต์ถูกตัดสินประหาร ใช้พวงดอกกรวีรสวมคอ.

ในวรรณคดีมคธ คือ (๑) กณเวรชาดก ปูจิมันทวรรค จตุกกนิบาต หน้า ๒๙๙, (๒) มหาปทุมชาดก ทวาทสนิบาต หน้า ๑๓๕, และ (๓) มโหสธชาดกมหานิบาต หน้า ๓๔๗ ,นักโทษอุกฉกรรจ์ต้องสวมพวงมาลัยดอกกณเวรสีแดง และโรยอิฐก์ผงบนศีรษะ.

ในบาลีอังกฤษดิกชนารี และสํสกฤตอังกฤษดิกชนารี แปลศัพท์ทั้งสองนั้น คือ กณเวร และ กรวี ร่วมกันว่า Oleander

ในอภิธานนัปปทีปิกา ไม่มีศัพท์ กณเวร, แต่ในคาถาที่ ๕๗๗ มี กรวีร และอัสสมารก, ให้คำแปลว่า พุด ทั้งสองศัพท์. ศัพท์ว่าอัสสมารก ในบาลีดิกชนารีก็ดี, อัศวมารกในสํสกฤตดิกชนารีก็ดี, คงแปลว่า Oleander

รวมความว่า กณเวร หรือ กรวีร, และอัสสมารก, มีที่แปลในดิกชนารีอย่างเดียวกันว่า Oleander (Nerium Odorum)

ชาดกที่แปลสู่ภาษาไทยเราแล้ว ฉะเพาะที่นำมาอ้างไว้สามชาดกนั้น (๑) ในกณเวรชาดก แปลว่า ดอกชะบา. ฟังดูก็เข้าทีดี เพราะเคยได้ยินว่า นักโทษที่ถูกประหารชีวิตต้องทัดดอกชะบา (๒) ในมหาปทุมชาดกแปลข้ามดอกกณเวรไปเสีย. (๓) ในมโหสธชาดก แปลว่าดอกยี่โถ. ข้าพเจ้าไม่สู้สนิทใจเท่าดอกชะบา เพราะเห็นว่าดอกยี่โถนั้นเรานิยมกันว่า เป็นนิมิตต์บอกมงคล รวมอยู่ในพวกดอกดาวเรือง และดอกพุทธรักษา, ไฉนจึงเอามาใช้เป็นนิมิตต์บอกโทษประหาร?

เพื่อให้ทราบคำแปลให้แน่นอน ข้าพเจ้าได้ถามพราหณ์ ป. สุพรหมัณยศาสตรี แห่งราชบัณฑิตยสภา. ท่านพราหมณ์ว่ารู้จักต้นไม้นี้ดี แต่ไม่ทราบว่าไทยเรียกว่าอะไร, ได้แสดงสัณฐานต้น ใบ ดอก ผล ซึ่งดูก็เหมาะจะเป็นยี่โถมาก. ภายหลังค้นบัญชีพรรณไม้สามัญในสยาม ของพระยาวันพฤกษพิจารณ์ พบต้นยี่โถ (หน้า ๒๒๖) ให้คำแปลว่า Nerium odorum เมื่อเห็นว่าส่วนต่าง ๆ ยันกันในทางที่จะเป็นยี่โถแล้ว จึ่งหักกิ่งยี่โถพร้อมด้วยดอกไปสอบที่พราหมณ์นั้น. ท่านรับรองด้วยความดีใจว่า นี่แหละกรวีร.

จึ่งสิ้นวิมัติกังขาว่า กณเวร หรือ กรวีร อัสสมารก, คือ ยี่โถ แน่แท้แล.


.
๑. ดูบันทึกท้ายบทนี้. ↩

๒. องคุลิมาล แปลว่า มีนิ้วมือเป็นมาลัย. ↩
.


........................




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 14 March 2026, 22:01:34 »


ยี่สิบแปด บนฝั่งคงคาสวรรค์


เมื่อกามนิตรู้สึกเห็นว่า แม้แต่ในสถานอันเป็นบรมสุขนี้ ยังมีเหตุกระทำให้คู่รักของตนรับความเศร้าระทมใจเมื่อมาระลึกถึงความหลัง จึ่งจูงมือคู่รักออกเสียจากที่นั้น เลื่อนลอยไปสู่เขาอันงาม ซึ่งตนเคยนอนพักเล่นที่ลาดไหล่และมองดูผู้อื่นร่าเริงเล่นรำกัน.

ถึงที่นั่นแล้ว ทั้งสองก็หาที่พัก. เห็นตามสุมทุมและสนามหญ้า มีผู้อื่นๆ เลื่อนลอยไปมาอยู่แล้วนับจำนวนไม่ถ้วน ทรงพัสตราภรณ์เ บ้างแดงบ้างเขียวขาว. พวกเหล่านั้นเป็นหมู่ๆ เข้ามาทักทายปราศรัยผู้อุบัติใหม่ทั้งสองซึ่งดั่งพึ่งตื่นขึ้น. ผู้อุบัติใหม่ทั้งสองก็เข้าร่วมเล่นรำปนไปกับพวกเหล่านั้น.

เลื่อนลอยเยื้องไปกรายมาเป็นเวลานาน เฉียดสุมทุมแล้วร่อนเวียนรอบเขา ผ่านทุ่งตัดละเมาะข้ามสระบัว สุดแล้วแต่ว่าหัวหน้าแถวจะนำไปทางไหน. ทันใดนั้นกามนิตไปพบเทพธิดาพัสตราภรณ์ขาวที่เคยรู้จักกันมาแต่ครั้งแรก และเคยชวนกามนิตไปที่แม่คงคา. เมื่อได้จับมือกันเล่นรำกันแล้ว, เทพธิดาพัสตราภรณ์ขาวผู้นั้นก็ถามกามนิตมีอาการยิ้มๆว่า-

“นี่ท่านไปที่ฝั่งคงคาแล้วหรือยัง? อ้อ! มีเพื่อนแล้ว.”

กามนิตตอบว่า “ยังไม่ได้ไป.”

วาสิฏฐี - “อะไรกัน!”

กามนิตเล่าเรื่อง

วาสิฏฐี - “อย่างนั้นก็ไปกันสักทีจะดี. เมื่อครั้งยังอยู่ในมนุษยโลกอันเต็มด้วยทุกข์ทรมาน, ฉันได้เคยแหงนดูคงคาสวรรค์นี้อยู่บ่อยๆ และยังนึกถึงแดนอันเป็นบรมสุขที่แม่คงคาไหลผ่านไป ว่าทำไฉนเราจะได้ขึ้นไปอยู่ด้วยกันบนนั้นสักวันหนึ่ง. เวลานี้ฉันรู้สึกมีอะไรบังคับหัวใจให้อยากไปที่นั้น ไปเลื่อนลอยอยู่กับเธอที่ฝั่งนั้น.”

ทั้งสองออกจากกลุ่มผู้เล่นรำ เลื่อนลอยไปทางห่างไกลจากสระที่ตนอยู่, มาได้สักครู่ ก็ไม่เห็นสระบัวหรือดอกบัวซึ่งมีผู้เกิดอยู่ในนั้นอิกต่อไป, ยิ่งมาไกลดอกไม้ต่างๆ ที่เคยผ่านมาเนืองแน่นค่อยเบาบางลงไป, ผู้เสวยบรมสุขที่ได้พบก็มีน้อยลง, คงเห็นแต่ฝูงเนื้อทรายพลุกพล่านอยู่ในทุ่ง. ตามสระมีหงส์ลงว่ายเล่นลอยล่อง, เห็นน้ำแหวกเป็นทางมีแสงประกาย. ส่วนภูเขาก็สูงตระหง่านขึ้นทุกที และมีหินล้วน. ครั้นแล้วก็ถึงที่เวิ้งว้างไม่มีเขาเลยทีเดียว.

กามนิตกับวาสิฏฐีลอยมาถึงที่ราบแห่งหนึ่งดูราวกับทะเล, มีแต่หญ้าหนามต่ำเตี้ยเป็นพง, ถัดไปทางหน้าเป็นป่าตาล แลดูเป็นรูปโค้งอยู่ระกะ เห็นเป็นพืดไป. ลอยมาถึงป่านั้น, รู้สึกว่ามีเงาบังมืดครึ้มขึ้นทุกที. ลำต้นตาลมีแสงคล้ายโลหะ, บนยอดมีเสียงคล้ายโลหะกะทบกัน. มองไปข้างหน้า เห็นแสงสว่างฉูดขึ้นเป็นลำๆ พุ่งปลายแหลมเต้นส่ายอยู่ปลาบแปลบ จนเคืองนัยน์ตาต้องเอามือปิด, คล้ายๆ กับว่าที่ในป่านั้น มีเสาเงินมหึมา ถูกแสงสูรย์ในตอนเช้าแผดมากะทบแล้ว กะท้อนแสงแทงตาแปลบๆ. ภายหลัง เมื่อทั้งสองแข็งใจเปิดหน้า ก็เห็นตนกำลังเลื่อนลอยออกจากเขตต์ป่าตาลมาแล้ว, เห็นคงคาสวรรค์อยู่ข้างหน้า มีกระแสน้ำแผ่ไปดั่งเงินยวงจนจดขอบฟ้า ริมฝั่งมีระลอกน้อยๆ เป็นประกายราวกับดาวร่วงลอยมาติดบนหาดทรายฉายแสงพร่างพราวเป็นประพาล ส่วนท้องฟ้านั้นเล่า ตามปกติควรจะแจ่มใสขึ้นเมื่อจวนจะถึงขอบฟ้า, แต่ในที่นี้ตรงกันข้าม ในชั้นต้นเป็นสีครามอ่อนแล้วเข้มเข้าทุกที จนในที่สุดถึงตอนขอบฟ้าเลยทึบเป็นสีดำสนิท จดกับสายน้ำซึ่งมีแสงขาวเห็นเป็นแนวชัด.

กลิ่นหอมแห่งดอกฟ้า ในที่นี้ไม่มีเลย, ไม่เหมือนกับในหุบเขาซึ่งมีต้นปาริชาต อันมีความหอมอบอวลอยู่ทั่วไป. แต่ว่าในที่นี้ มีแม่น้ำแห่งสกลจักรวาล ซึ่งประกอบด้วยอากาศเย็นสดชื่น กลืนเอากลิ่นหอมไปเสียสิ้น คงเหลือแต่ความบริศุทธิ์อันแท้อยู่เท่านั้น. วาสิฏฐีพยายามตั้งหน้าสูดอากาศอันสดชื่นนี้เสียจริงๆ, ส่วนกามนิตรู้สึกว่าหายใจแทบไม่ทัน.

อีกอย่างหนึ่ง ในสถานที่นี่ เสียงดนตรีชาวสวรรค์มิได้ยินมาแม้แต่น้อย, มีแต่เสียงกระแสน้ำที่ทดถั่งหลั่งไหลดังราวกับฟ้ากระหึม.

วาสิฏฐียกมือขึ้น และกระซิบว่า “ฟังซี.”

กามนิต “แปลกจริง ครั้งหนึ่งเมื่อฉันเที่ยวจารึกไป, ได้พบที่พักเป็นกระท่อมน้อยอยู่ปากช่องหุบเขา. ถัดกระท่อมเข้าไปหน่อย มีลำธารน้อยน่ารักอยู่สายหนึ่ง น้ำใสไหลรินๆ. ฉันได้ลงไปล้างเท้า. ถึงเวลากลางคืน ฝนตกห่าใหญ่, ฉันนอนลืมตาอยู่ในกระท่อม ได้ยินเสียงน้ำในลำธาร ซึ่งเมื่อตอนเย็นยังไหลรินๆ กลายเป็นเสียงไหลพุ่งพล่านโครมครามหนักขึ้นทุกที. และในคราวเดียวกันนี้ ได้ยินเสียงอะไรกะแทกดังราวฟ้าผ่า ไม่ทราบว่าเป็นเสียงอะไร. รุ่งเช้า ได้เห็นลำธารน้อยนั้น กลายเป็นโกรกกรากที่เดือดพล่าน, เป็นน้ำไหลดันกันมาราวกับเทตรงลงจากฟ้า กะทบถูกแก่งผาแตกกระจายเป็นฟองขาว, มีกำลังแรงดันก้อนหินมหึมากลิ้งกะทบกัน. นี่เองคือเสียงที่ดังเป็นฟ้าผ่า. เมื่อได้มาเห็นที่นี่อันมีเสียงดังเช่นเดียวกัน, ทำให้ระลึกถึงที่ได้เห็นในคราวนั้นได้ทันที: ดั่งนี้จะว่ากระไร?”

วาสิฏฐี - “เป็นเพราะมีเสียงอย่างเดียวกัน. แต่ว่าเสียงที่ได้ยินครั้งโน้น เป็นเสียงหินกระทบกัน. ส่วนเสียงที่ได้ยินในแม่คงคาบนสวรรค์นี้ เป็นเสียงจักรวาลต่างๆ ที่หมุนลอยไปแล้วกะทบกัน, จึ่งดังเป็นฟ้าผ่า.”

กามนิตแสดงกิริยาตกใจ - “จักรวาลหรือ?”

วาสิฏฐียิ้ม ทันทีตัวก็เลื่อนลอยไป. กามนิตตกใจคว้าวาสิฏฐีไว้ แล้วพูดว่า “วาสิฏฐี, ระวังให้ดี. ขืนเลื่อนลอยไป จะไปตกอยู่ในอำนาจอะไรก็ไม่รู้ได้. ออกวิตกอกสั่นอยู่แล้วละ ไม่อยากจะให้พลัดกันไป.”

วาสิฏฐี - “ก็อย่างนั้น, เธอจะตามฉันมาไม่ได้หรือ?”

กามนิต - “ขอยอมตามไปจริง ๆ. แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีเหตุเภทภัยทำให้เราต้องพลัดกัน? ถึงว่าเราจะอยู่ต่อไปในที่นี้, ก็ยังรู้ไม่ได้ว่าอาจจะต้องพรากกันไกลจากแดนบรมสุขนี้ ไปสู่แดนอันหาเขตต์มิได้ แล้วจะได้รับทุกข์ทรมานสักปานไร?”

วาสิฏฐี - “แดนอันหาเขตต์มิได้” แล้วนางเหม่อมองดูไปทางแม่คงคาจนสุดสายตาเห็นเป็นเส้นเขตต์ดำจดขอบฟ้า มีอาการดั่งจะคิดชำแรกเลยเขตต์นั้นเข้าไปดูอิก, แล้วพูดว่า “อันบรมสุขในสวรรค์จะมีเขตต์สุดบ้างไหมหนอ?”

กามนิต - “วาสิฏฐีที่รัก, ฉันนึกๆ ก็ไม่อยากจะพาเธอมาที่นี้ ทำให้คิดยุ่งไปต่างๆ นานา. กลับกันเถิด.”

ทั้งสองก็พากันผ่านดงตาลกลับมา แต่ยังอาลัยเหลียวไปดูลำคงคาสวรรค์อิกครั้งหนึ่ง.

เมื่อทั้งสองกลับสู่ที่สถิตดอกบัวกลางสระอันใสปานแก้วแล้ว ก็เลื่อนลอยไปอิก สู่บริเวณหมู่ไม้ซึ่งออกดอกล้วนเป็นมณีรัตน์, เข้าร่วมเล่นรำร่าเริงอยู่ในหมู่ชาวสวรรค์ เสวยความสุขวิเศษ มีความรักอันปราศจากเครื่องกีดขวางเหมือนแต่ก่อน

ครั้งหนึ่ง ขณะเล่นรำกันอยู่ ได้พบเทพธิดาพัสตราภรณ์ขาวสหายเก่า. นางผู้นั้นปราศรัยว่า “อ้อ! นี่ไปที่ฝั่งคงคาสวรรค์มาแล้ว?”

“ไฉนจึ่งทราบว่าไป?”

“ง่ายนิดเดียว, เพราะถ้าใครเคยไปแล้ว ก็มีวงหน้าแสดงเค้าความทุกข์ความวิตกติดมา เพราะเหตุนี้ ตัวฉันเองจึ่งไม่อยากไป. และท่านทั้งสองคงไม่ไปเป็นครั้งที่สองอีก, ใครๆ ก็ไม่ไปเป็นครั้งที่สองเลย.”

.

......................


ยี่สิบเก้า ท่ามกลางกลิ่นหอมแห่งดอกปาริชาต


อันความจริง ผู้อุปะปาติกะใหม่ทั้งสองมิได้เยี่ยมฝั่งคงคาสวรรค์อันไม่น่าดูน่าชมอิกต่อไป, เป็นแต่เลื่อนลอยไปสู่หุบเขาต้นปาริชาตเนืองๆ ได้ไปนั่งพักนอนเล่นอยู่ควงปาริชาตอันแผ่กิ่งก้านสาขา, สูดเอากลิ่นหอมอันตระหลบมาจากดอกแดงดั่งแสงชาด, กระทำให้ระลึกถึงชาติก่อนๆ แจ่มแจ้งขึ้นเป็นลำดับ ย้อนหลังล่วงไปในอดีตชาติอันไกลแสนไกล.

ได้เห็นตนบางชาติอยู่ในปราสาท บางชาติอยู่ในกระท่อม. ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นกุฎุมพีหรือเขญใจ ก็เห็นความรักทั้งสองได้มีต่อกันเสมอ. ในชาติหนึ่ง ทั้งสองมีความรัก และความสุขอันเต็มเปี่ยมตลอดกาล, แต่อิกชาติหนึ่งต้องตายจากกันไปตามกรรมที่ทำไว้ แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นชาติใด จะได้รับสุขหรือตกทุกข์ ความรักของทั้งสองคงมีน้ำหนักเท่ากันเป็นอย่างเดียวทุกๆ ชาติ.

๏ ๏ ๏

ในชาติที่เหนือขึ้นไป ครั้งเมื่อมนุษย์ยังมีฤทธิ์เดชและกำลังมากกว่าเวลานี้ ในสมัยมีวีรบุรุษแกล้วกล้าสามารถ คือ ครั้งมหาภารตะ, กามนิตเกิดเป็นวีรบุรุษคนหนึ่ง ได้ผละจากนางที่ยอดรัก ขึ้นช้างศึก, ยกทัพไปสู่หัสตินาปุระเพื่อช่วยกษัตริย์ปาณฑพผู้สหายรบกับพวกเการพ. ขณะกามนิตเข้าสู่สงครามอยู่ข้างพระอรชุนและพระกฤษณ์ณทุ่งกุรุ, ได้ต่อสู้ศัตรูจนตัวตายลงในสมรภูมิในวันที่สิบแห่งมหาสงครามครั้งนั้น; ฝ่ายนางผู้ชายา ทราบว่ากามนิตถึงแก่ความตาย, ก็เข้าสู่กองเพลิงพร้อมกับนางบริวาร และนางเป็นผู้จุดกองเพลิงนั้นด้วยตนเอง.

๏ ๏ ๏

ครั้งหนึ่งทั้งสองได้เห็นตนไปเกิดอยู่ในแดนอันแปลกประหลาด มีภูมิประเทศเป็นอิกอย่างหนึ่ง, กล่าวคือ ไม่ได้ไปเกิดในแดนอันเป็นลุ่มน้ำแม่คงคาหรือยมุนา ซึ่งมีปราสาทราชมนเทียรและบ้านเมือง มีวีรบุรุษสรวมเกราะอยู่ขวักไขว่ มีพราหมณ์ที่ผึ่งผาย มีเศรษฐีและมีพวกศูทร, แต่ว่าไปเกิดอยู่ในแดนอันเป็นลำเนาไพร มีความเป็นไปแห้งแล้งอัตคัดกันดาร.

ณแดนนี้ ในฤดูร้อนแสงแดดแผดเผาจนน้ำในลำธารแห้งเหือดหญ้าตายเกรียน, ครั้นตกฤดูหนาว ก็เย็นเฉียบแทบเท่ากับตกอยู่ในหิมะ, เพราะเป็นทุ่งกว้างใหญ่โล่งโถงเปลี่ยวเปล่าใจ จะหาบ้านเมืองสักแห่งหนึ่งก็ทั้งยาก, จะมีก็แต่หมู่บ้านห่างไกลระยะกันนานๆ จะพบสักหย่อมหนึ่ง. ประชาชนที่อยู่ตามหมู่บ้านเหล่านี้ เป็นพวกเลี้ยงปศุสัตว์ มีใจดุร้ายเป็นชาตินักรบ. ถัดออกไปในราวไพรมีฝูงศุนักป่าอยู่ชุกมุม. ถัดไปอิกผู้เดิรทางไกลจะได้ยินเสียงสีห์คำราม. กามนิตซึ่งในชาตินั้นเกิดเป็นนักขับร้อง เดิรท่องเที่ยวไปในแดนต่างๆ เรียกสีห์นี้ว่าเจ้าสัตว์ร้ายเร่ร่อนดุบ้าน่ากลัวยิ่ง มีสำนักในภูเขา.

กามนิตเดิรทางเมื่อยล้ามาเป็นเวลานานจนลุหมู่บ้านแห่งหนึ่ง. ชาวบ้านเหล่านั้นไม่รู้จักกามนิต, แต่ว่ายินดีรับรอง เพราะนักขับร้องย่อมเป็นผู้ที่คนพอใจต้อนรับอยู่ทั่วไป. เครื่องมือกามนิตมีพิณขนาดเล็กสะพายบ่ามาหนึ่งคันเท่านั้น, แต่ว่าเรื่องราวตำนานต่างๆ อันเป็นมฤดกตกทอดมา ย่อมมีอยู่ในความทรงจำของกามนิตมากมาย เช่น บทบูชาพระอัคนี พระอินทร์ พระวรุณ และพระมิตรผู้เป็นเทพสมัยพระเวท, บทขับว่าด้วยสงครามและวีรบุรุษ, บทขับเรื่องรัก และเรื่องอื่นๆ อิกมาก. เมื่อมีความรู้เป็นคลังคัมภีร์สามารถขับบรรยายเรื่องให้ฟังได้มากมายดั่งนี้, ใครเล่าจะไม่ยินดีต้อนรับผู้เป็นนักขับ?

กามนิตเดิรทางไปถึงหมู่บ้าน เป็นเวลาเย็น ชาวบ้านกำลังต้อนสัตว์เลี้ยงกลับ ที่ข้างหน้าฝูงสัตว์หมู่หนึ่ง มีสาวน้อยร่างระหงเดิรตามโคเชื่องตัวหนึ่ง. เสียงกะดึงที่คอโคตัวนั้นดังเป็นจังหวะให้โคตัวอื่นเดิรตามมา, ช้าๆ นานๆ โคเชื่องตัวนั้นก็แลบลิ้นเลียมือนายสาวของมัน. กามนิตชายพเนจรปราศรัยกับสาวน้อยตามธรรมเนียม. สาวน้อยตอบรับด้วยอาการยิ้มแย้ม. ทั้งสองก็สบตากัน, มีลักษณะอาการไม่ผิดจากที่ได้เคยพบกันในสวนกรุงโกสัมพีเมื่อในชาติหลัง.

๏ ๏ ๏

พ้นชาตินั้นก็เห็นชาติที่ถัดขึ้นไป คราวนี้ไม่ใช่เกิดอยู่ในแดนแม่น้ำทั้งห้าหรือในลุ่มแม่คงคา, แต่เป็นแดนอื่นอันมีประชาชนและขนบธรรมเนียมทรามกว่าที่แล้ว.

เห็นภาพเป็นทุ่งกว้าง มีคนขี่ม้า กองเกวียน และคนเดิรมาเป็นแถวไม่ขาดสาย. ภูมิประเทศขาวสล้างด้วยหิมะ, ในอากาศมีละอองเป็นปุยขาวอยู่ทั่วไป, ภูเขาสูงตระหง่านแลถมึนทึน. ในเกวียนเทียมโคเล่มหนึ่ง มีผ้าคลุมเป็นหลังคาคล้ายกระโจม. สาวน้อยคนหนึ่งผลุนผลันชะโงกหน้าออกมานอกเกวียน เร็วจนหนังแกะที่คลุมร่างกายไว้ตกเลื่อนลงเห็นผมสยายยาวลงมาประกระทั่งอุระ, มีอาการวิตกจ้องมองและยกมือชี้ไปทางที่คนอื่นก็มองและชี้นิ้วเช่นเดียวกัน. เห็นเป็นพวกคนขี่ม้าวิ่งห้อกระบวนหนึ่งตรงมายังที่ตนอยู่, แต่สาวน้อยมองไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่งขี่โคดำอยู่ในพวกเดียวกัน, มีอาการยิ้มเป็นเชิงไว้ใจในชายหนุ่มคนนั้น. อาการมองแห่งสาวน้อย กระทำให้ชายหนุ่มนั้นมีน้ำใจและเหิมกำลังยิ่งขึ้น, แกว่งขวานที่ถือเป็นอาวุธ ร้องเสียงดังแล้วเข้าพวก, ต้านทานศัตรูที่ขี่ม้ายกเข้ามาตีปล้น, ได้ต่อสู้จนถูกลูกธนูเหล็กของชาติตากศักะตัวปรปักษ์ ถึงแก่ความตาย.

อาศัยกลิ่นปาริชาตทำให้ระลึกชาติเหนือๆ ขึ้นไปได้ในอดีตภพนานไกล. คราวนี้เห็นตนทั้งสองเกิดเป็นกวางสองตัวผัวเมีย อยู่ในป่ากว้างใหญ่แห่งหนึ่ง อันความรักของทั้งสองในชาตินั้นเป็นไปในความรักเพียงนัยน์ตาเท่านั้น: จะแสดงกันด้วยวาจาหาได้ไม่. แต่กระนั้นความรักที่เคยมีอยู่ในชาติหลังมั่นคงเพียงใด ก็ย่อมมีอยู่ในชาตินั้นมั่นคงปานๆ กัน. กวางทั้งสองแสวงหาหญ้ากินเป็นอาหารด้วยกัน, ลุยข้ามลำธารอันใสเย็นที่ในป่าก็ด้วยกัน, เวลาพักนอนอยู่บนหญ้าอ่อนที่ขึ้นสูงระหงก็ด้วยกัน, มีความสุขร่าเริง หรือตกใจหวาดต่อภัยอันตราย เมื่อได้ยินเสียงแกรกกรากก็ด้วยกัน, เป็นดั่งนี้มาช้านานหลายปี. จนวันหนึ่งถึงคราวจะต้องพรากจากกันไป, นางกวางเข้าไปติดข่ายนายพราน, กวางผัวพยายามเอาเท้าเขี่ยเพื่อให้ข่ายหลุด: พยายามแล้วพยายามเล่าไม่สำเร็จผล. จนนายพรานมา, กวางผัวก็มิได้หวาดกลัว เข้าเผชิญหน้าก้มศีรษะลงจะขวิด. แต่ในไม่ช้าก็ต้องหอกของนายพราน ถึงแก่ความตายไปทั้งคู่.

๏ ๏ ๏

ถัดขึ้นไปอิก ทั้งสองเกิดเป็นนกอินทรีผัวเมีย มีรังอยู่บนยอดเขาอันสูงตระหง่านแสนกันดารยากที่ใครๆ จะขึ้นถึง. เมื่อมองลงมาจากที่นั้น จะเห็นเป็นเหวลึกลงมา. นกทั้งสองได้ร่อนเร่ไปในอากาศด้วยความบันเทิงใจจนจวบกาลอายุขัย.

๏ ๏ ๏

ทั้งสอง อาศัยอำนาจแห่งกลิ่นดอกปาริชาต ได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีอยู่แก่ตนในภพที่แล้วมาอเนกชาติ, บังเกิดความเบิกบานสำราญใจ พร้อมด้วยความพิศวงไม่น้อย. แล้ววาสิฏฐีจึ่งพูดว่า “เราทั้งสองนี้มีอายุไม่น้อยไปกว่าอายุของโลก”

.

.....................


สามสิบ มีเกิดก็มีตาย


กามนิต พูดว่า “เรามีอายุเท่ากับอายุของโลกนั้นเป็นความจริง, แต่ว่าต้องเร่ร่อนอยู่ในโลกเรื่อยไปไม่หยุดหย่อน: เมื่อตายไปแล้วก็มาเกิดใหม่อยู่ในโลกอีกเล่า. มาบัดนี้เราได้ลุถึงสถานที่อันเป็นอมฤตแล้ว และมีความสุขความบันเทิงอยู่เป็นนิรันดร.”

เวลาที่กามนิตพูดดั่งนี้ เป็นคราวที่ทั้งสองพึ่งกลับจากต้นปาริชาตมาสู่สระแห่งตนแล้ว. กามนิตกำลังจะเลื่อนลอยลงสู่ดอกบัวของตน, ทันใดนั้น ก็สังเกตเห็นดอกบัวสีแดงของตน แสดงอาการเศร้าหมองผิดปกติไป. กามนิตลอยอยู่เหนือดอกบัว พิจารณาดูโดยละเอียด, ก็ตกใจที่เห็นกลีบออกจะดำคล้ำคล้ายถูกอะไรไหม้ ที่ปลายทีเดียวก็เหี่ยวจนม้วนกลับ.

ส่วนดอกบัวขาวของวาสิฏฐีก็มีลักษณะเป็นเช่นเดียวกัน. วาสิฏฐีเลื่อนลอยอยู่เหนือดอกบัว, มีอาการพิศวงอย่างเดียวกับกามนิต.

กามนิตเหลียวไปดูเพื่อนที่อยู่บนดอกบัวเขียว, ก็เห็นดอกบัวนั้นมีอาการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน, สังเกตหน้าตาผู้เป็นเจ้าของไม่เบิกบานเหมือนกับคราวที่เคยปราศรัยด้วยในครั้งแรก. มีอาการตกใจอย่างเดียวกับตนและวาสิฏฐี. มิใช่แต่เท่านั้น มองไปดูดอกอื่นๆ ก็มีอาการวิปริตตลอดจนตัวเจ้าของ. คราวนี้หันมาดูดอกของตนอิก ก็เห็นกลีบหนึ่งมีอาการจะฟื้นตัว ค่อยๆ คลายที่งอพับอยู่ให้คืนตัว, แต่แล้วก็หลุดออกจากดอกร่วงไปลอยอยู่ในสระ. ลักษณะอาการเช่นนี้ไม่ใช่แต่ดอกบัวของตน, ถึงดอกบัวอื่นๆ ก็เช่นเดียวด้วยกันตลอดไป. กลีบบัวซึ่งร่วงได้ลงไปลอยสล้างอยู่ในสระ. เสียงผู้เป็นเจ้าของต่างปริเทวนาการถอนหายใจอยู่ระงมแดน.

กามนิตคว้าแขนวาสิฏฐีไว้ด้วยอาการตื่นเต้น พูดว่า “วาสิฏฐีที่รัก, หล่อนได้เห็นและได้ยินอะไรไหมเล่า? นี่เป็นเรื่องราวอะไรกันหนอ? แปลไม่ออก.”

วาสิฏฐีมองดูกามนิต, เมื่อสงบกิริยาเป็นปกติแล้วยิ้ม, ตอบว่า “เรื่องนี้พระองค์ทรงทราบอยู่แล้ว จึ่งได้ตรัสว่า-

“มีเกิดก็มีตาย ถึงแก่ความทำลายไปจนสิ้น;

เหมือนกับสวนในโลก และดอกฟ้าในสวรรค์ย่อมร่วงโรยไป.”

กามนิต - “ใครเป็นผู้กล่าวความข้อนี้ อันทำลายความหวังเสีย?”

วาสิฏฐี - “ก็ใครเล่า นอกจากพระองค์พระผู้พระภาคเจ้า, พระผู้ทรงทราบแจ้งแล้วซึ่งสัมภวะความเกิด และยถาภูตะญาณความรู้จริง? พระองค์ผู้ทรงพระกรุณาแก่มนุษย์ได้ทรงแสดงหลักธรรมไว้ชัดแจ้ง เพื่อให้เราลืมตาตื่นเห็นความจริงทุกๆ คน ว่าโลกและสัตว์ที่มีอยู่ในโลกทั้งดีเลว เทวดามนุษย์หรือปิศาจ ก็ตกอยู่ในอำนาจลักษณะความไม่คงที่ พระองค์เป็นผู้ทรงนำทางให้ออกจากโลกอันไม่คงที่นี้ไป. พระองค์คือพระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้า.”

กามนิต- “นัยว่าพระพุทธเจ้าตรัสดั่งนี้? ฉันยังไม่เชื่อ, วาสิฏฐี. คนเรามักจะเข้าใจผิดในคำตรัสต่างๆ ของพระศาสดาอยู่บ่อย ๆ. ครั้งหนึ่งในกรุงราชคฤห ฉันไปพักแรมคืนอยู่ในห้องโถงชายปั้นหม้อ กับภิกษุองค์หนึ่ง. ภิกษุนั้นก็พูดคล้ายๆ เช่นนี้ ซึ่งฉันเชื่อว่าผิดทั้งนั้น: ไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธองค์เลย.”

วาสิฏฐี- “ที่ฉันกล่าวนี้ไม่ใช่สืบต่อแต่ใครๆ เป็นถ้อยคำที่ฉันได้ฟังมาจากพระโอษฐ์พระองค์ทีเดียว.”

กามนิต- “เอ๊ะ! นี่หล่อนได้เฝ้าพระพุทธองค์ด้วยตนเองมาแล้วอย่างนั้นหรือ?”

วาสิฏฐี- “เช่นนั้น, ได้เฝ้าอยู่แทบพระบาท.”

กามนิต- “นับว่ามีบุณย์แท้ๆ. เพราะผลบุณย์นี้ จึ่งได้มีความสุขสืบมาจนบัดนี้. ส่วนตัวฉันเกือบจะได้เฝ้าพระพุทธองค์เหมือนกัน, หากบันดาลอกุศลเกิดขึ้นตัดรอนโอกาสเสียไม่ให้ได้รับสุขเช่นนั้น ต้องถึงแก่ความตายเสียก่อน ในขณะที่จวนจะได้เฝ้าอยู่แล้ว. แต่บัดนี้ได้ทราบว่าหล่อนได้เฝ้าแล้ว ก็นับว่าทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นอีกมาก. ขอได้เล่าเรื่องที่ว่าอย่างไรจึ่งได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ให้ทราบโดยละเอียดด้วย. บางทีจะเป็นเหตุให้ฉันได้รับความสว่างขึ้นบ้าง ในข้อที่ฉันเห็นว่าเป็นลัทธิที่สอนให้คนหมดหวัง เพราะคงจะมีอะไรๆ เป็นความลึกซึ้งซ่อนเร้นอยู่ ที่ฉันยังไม่ทราบ.”

วาสิฏฐีรับว่าดีแล้ว. ทั้งสองลงสู่ดอกบัวแห่งตน วาสิฏฐีเริ่มเล่าเรื่องอันเป็นประวัติของนางต่อไป.

.

....................




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 14 March 2026, 22:02:37 »


สามสิบเอ็ด ปิศาจที่บนลาน


เมื่อสาตาเคียรได้ฉันเป็นภริยาสมประสงค์แล้ว ความรักที่มีอยู่ได้จืดจางไปโดยเร็ว ซ้ำจะเร็วยิ่งขึ้นเพราะฉันไม่มีความรักตอบเสียเลย. ฉันยอมสัญญาว่าจะเป็นภริยาที่ภักดี, และข้อนี้สาตาเคียรย่อมรู้ดีว่าฉันประพฤติตามสัญญา. ส่วนในข้ออื่นๆ นั้น ไม่อยู่ในอำนาจฉัน. ถึงจะทำอย่างไรที่จะให้เป็นไปตามใจนั้นไม่ได้เลย.

ฉันมีลูกหญิงด้วยสาตาเคียรคนหนึ่ง แต่พออายุได้สองขวบก็ตายไป. แล้วต่อมาสาตาเคียรมีภริยาอิกคนหนึ่ง. ข้อนี้ไม่มีใครเห็นว่าแปลก, ยิ่งสำหรับตัวฉันก็ยิ่งเห็นว่าไม่แปลกเลย เพราะความรักทั้งสองไม่มีอยู่แก่กัน. ภริยาคนใหม่เกิดลูกชายคนหนึ่งเป็นที่สมปรารถนาสาตาเคียรที่ต้องการอยู่แล้ว. ทั้งนี้เป็นเหตุให้ภริยาคนนั้นได้เป็นใหญ่ในบ้าน, ทั้งนางคนนี้ก็สามารถหาทางให้สาตาเคียรคลายความรักในตัวฉัน, ฝ่ายฉันก็เต็มใจยอมให้เป็นดั่งนั้นอิกอย่างหนึ่ง. ต่อมาเมื่อบิดาสาตาเคียรถึงแก่กรรมไปแล้ว, สาตาเคียรได้รับตำแหน่งแทน มีธุระในหน้าที่ซึ่งจะต้องจัดทำมากขึ้นทุกที. การติดต่อในส่วนตัวฉันจึ่งยิ่งเหิรห่างออกไป.

เรื่องราวได้เป็นไปอย่างนี้ ล่วงมาหลายปีไม่มีเหตุการณ์พิเศษ. ส่วนตัวฉันโดยมากอยู่ตามลำพัง สมแก่ที่ตั้งใจไว้เช่นนั้นด้วย. ฉันมอบจิตต์ใจไว้กับทุกข์โทรมนัสย์ หวนเอาความจำแต่ครั้งหลังมาเป็นเพื่อน และมีชีวิตอยู่ด้วยความหวังที่จะได้พบกับบันเทิงสุขเสวยสวรรค์ที่นี่, และก็เป็นความหวังที่ฉันมุ่งไว้ไม่เหลวเปล่า.

ปราสาทสาตาเคียร อยู่ที่หุบเขาเดียวกันกับที่เธอเคยปีนหน้าผาขึ้นบนลานอโศกอยู่บ่อยๆ ในครั้งกระโน้น แต่ว่าหน้าผาที่จะขึ้นยังปราสาทสาตาเคียรนั้นชันกว่า. ส่วนลานบนปราสาทนั้นคล้ายคลึงกับลานที่บ้านบิดาฉัน. ณที่นี้ เวลาเย็นอากาศโปร่งในฤดูร้อนฉันมักจะมานั่งเล่น บางทีก็อยู่จนกะทั่งกลางคืนตลอดไปจนสว่าง นอนบนแท่นที่ยกไว้. ซึ่งไม่มีทางที่น่ากริ่งเกรงว่า จะมีใครกล้าปีนขึ้นมา เพราะหน้าผาชัน ซ้ำยังก่อเป็นกำแพงสูงกั้นอิกที, ทั้งหน้าผาก็ลื่น ไม่มีใครๆ สามารถปีนขึ้นมาได้.

ครั้งหนึ่ง เป็นเวลากลางคืนเดือนหงายปลอดโปร่ง ฉันนอนอยู่บนแท่น แต่ไม่หลับกำลังนึกถึงเธอ, นึกมากที่สุดก็คือคืนแรกซึ่งได้พบปะกัน; นึกถึงขณะที่ฉันนั่งอยู่กับเมทินีที่แท่นหินอ่อนบนลาน ตั้งตาคอยเธอมาหา, นึกเห็นติดตาเอาจริงๆ, แล้วเห็นเธอโผล่เหนือกำแพงขึ้นมาก่อนโสมทัตต์ เพราะอำนาจความรักอันแรงกล้า ทำให้ป่ายปีนขึ้นมาได้เร็ว.

กำลังนึกเพลิดเพลินเจริญใจอยู่อย่างนี้ ตาเหม่อมองไปทางช่องปลายกำแพง. ทันใดนั้นเห็นรูปคนโผล่ขึ้นมา.

ฉันเชื่อแน่อยู่แก่ใจว่า ถ้าเป็นมนุษย์คงไม่สามารถปีนกำแพงตอนนี้ขึ้นมาได้ อย่างไรก็คงเป็นวิญญาณเธอลอยขึ้นมาหาเพราะอำนาจความนึกของฉัน แล้วจะได้นำข่าวจากสถานบรมสุขซึ่งเธอไปอยู่คอยท่าแล้ว มาบอกเล่า. เพราะเหตุฉะนี้ ฉันไม่รู้สึกตกใจเลย ซ้ำลุกขึ้นอ้ามือเดิรเข้าไปรับ.

ครั้นเมื่อรูปที่เห็น ปีนขึ้นมาถึงบนลานแล้วก็รีบสาวก้าวเดิรมาที่ฉัน. สังเกตดูรูปร่างมีขนาดสูงกว่าเธอมากนัก สัณฐานออกจะใหญ่โตปานยักษ์ด้วย. ฉันได้สติขึ้นว่ารูปที่เห็นคงเป็นวิญญาณหรือปิศาจองคุลิมาล, หาใช่เธอไม่ ตกประหม่าเป็นกำลัง ผงะแทบหงาย ค่อยถัดถอยไปเกาะอยู่มุมแท่นเพื่อไม่ให้ซวนตัว.

รูปปิศาจอันน่ากลัวเดิรรี่เข้ามาใกล้ หยุดทักว่า “หล่อนต้องการพบใคร?”

ฉันตอบว่า “พบปิศาจตนอื่น, ไม่ใช่ท่าน.”

“ปิศาจกามนิตกระมัง?”

ฉันผงกศีรษะ.

ปิศาจนั้นพูดต่อไปว่า “เมื่อฉันเห็นกิริยาต้อนรับแห่งเธอเมื่อกี้นี้, เข้าใจว่าเธอคงมีคู่รักที่ขึ้นมาหาเธอที่นี่ในเวลากลางคืน. ถ้าเป็นเช่นนั้น, เธออาจช่วยฉันด้วยบ้าง เพราะฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ ไม่น้อยไปกว่าที่เธอต้องการจะให้ฉันช่วยด้วยเวลานี้.”

เมื่อฉันได้ฟังเสียงที่พูดแปลกหูเช่นนี้ ก็แข็งใจจ้องดู, รู้สึกว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีลักษณะเป็นคนจริงๆ หาใช่ผีปิศาจไม่. เวลานั้นพระจันทร์ขึ้นอยู่ข้างหลังชายคนนั้น, ประกอบทั้งมีความตกใจกลัวด้วย, จึ่งทำให้มองดูหน้าตาเห็นไม่ทันชัด นอกจากเห็นรูปร่างด้วยตาพร่า ซึ่งเลยเป็นปิศาจไปได้.

ผู้นั้นอ่านความคิดของฉันถูก จึ่งบอกว่า “ตัวฉันไม่ใช่ปิศาจองคุลิมาล, แต่ว่าเป็นตัวองคุลิมาลจริงๆ ยังมีเนื้อหนังเป็นมนุษย์เหมือนอย่างเธอบริบูรณ์.”

ฉันสั่นระรัวไปทั้งตัว ไม่ใช่เป็นเพราะความกลัว, เป็นเพราะรู้สึกว่าได้มายืนเผชิญหน้าอยู่กับผู้ร้ายฆ่าคู่รักของตนอย่างใจดำอำมะหิต.

องคุลิมาลพูดต่อไปว่า “นางผู้เจริญ, อย่าได้วิตกสะทกสะท้านเลย, เธอไม่มีอะไรจะต้องเกรงฉัน. ฉันเสียอิก รู้สึกว่าเธอคนเดียวเท่านั้น ที่ฉันเคยกลัวจนไม่กล้ามองหน้าอย่างที่เธอเคยพูดไว้ เพราะว่าฉันเป็นผู้ลวงเธอจริง.”

ฉันตกตะลึง ออกอุทานว่า “แกหรือเป็นผู้ลวงฉัน?” แล้วรู้สึกปีติดีใจ คล้ายกับมีความหวังขึ้นอิก ว่าคู่รักยังคงมีชีวิตอยู่. องคุลิมาลพูดสืบไปว่า “เรื่องเป็นเช่นนั้น. และเพราะเหตุนี้ประโยชน์ของเราร่วมกัน เพราะเราทั้งสองมีเรื่องที่จะต้องทำการแก้แค้นด้วยกัน, และคนที่เราจะแก้แค้นก็เป็นคนเดียวกัน คือ อ้ายสาตาเคียร.”

ครั้นแล้ว องคุลิมาลมหาโจรผู้มีกิริยาท่าทางเป็นสง่าผ่าเผย ก็ยกมือเป็นสัญญาณให้ฉันนั่งลง ดูประหนึ่งว่ามีเรื่องจะพูดจากันมากมาย. อันที่จริง ฉันยืนทรงตัวอยู่ต่อไปไม่ค่อยไหวอยู่แล้ว จึ่งทรุดลงนั่งเอง. ฉันจ้องมองดูองคุลิมาล มีอาการกระหายอยากจะฟังเรื่องถึงคู่รักเป็นกำลัง.

องคุลิมาลพูดต่อไปว่า “กามนิตและกองเกวียนตกมาอยู่ในเงื้อมมือฉันที่แดนป่าเวทิส. เขาได้ต่อสู้ฉันอย่างกล้าหาญ, แต่ถูกจับตัวได้ไม่มีอันตรายอย่างไร, เมื่อฉันได้ค่าถ่ายตัวตามกำหนดเวลาแล้ว, ก็ปล่อยตัวไปไม่ได้รบกวนอะไรอีก; และได้ไปถึงอุชเชนีโดยสวัสดิภาพ.”

เมื่อฉันฟังมาถึงตอนนี้ ก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งใจ เพราะรู้สึกว่าคู่รักยังมีชีวิตอยู่. ที่จริงคิดเช่นนี้เท่ากับเป็นบ้า. เพราะแม้ยังมีชีวิตอยู่, ก็นับว่าอยู่ห่างไกลจากกันยิ่งเสียกว่าที่ตายไปแล้ว.

องคุลิมาลเล่าสืบไปว่า “เมื่อฉันตกอยู่ในเงื้อมมือสาตาเคียร, มันเห็นสร้อยแก้วตาเสือของกามนิตคล้องคอฉันอยู่ ก็จำได้ทันทีว่าเป็นของใคร. ในเวลาเย็นวันรุ่งขึ้น มันเข้าไปในคุกตามลำพัง และให้สัญญาต่อฉันว่า ถ้าฉันกล้าปฏิญญาศาบานต่อหน้าหญิงสาวคนหนึ่ง ว่าฉันเป็นผู้ฆ่ากามนิตตาย, มันจะปล่อยตัวให้หนีไปได้. ฉันรู้สึกประหลาดใจ. แต่สาตาเคียรพูดต่อไปว่า ถ้าจะศาบานอย่างเดียว หญิงสาวคนนั้นคงไม่เชื่อ, จะต้องทำสัจจกิริยาด้วยจึ่งจะสำเร็จผล. แล้วมันแนะนำอุบายให้ว่า ในเวลาตอนหัวค่ำ จะคุมตัวไปที่ลานแห่งหนึ่ง ซึ่งจะได้พบกับหญิงสาวคนนั้นอยู่ที่นั่น. มันจะจัดการตะไบตรวนไว้ให้เกือบขาด, เพื่อฉันกระชากก็จะขาดสะบั้นออกได้ง่ายดาย, แล้วต่อไปก็โดดทางหน้าผาลงไปถึงหุบเขาหนีไปได้สะดวก, แล้วลงลำธารน้อยลอดกำแพงเมืองออกไปได้ถึงแม่คงคา. มันได้ให้สัตย์ปฏิญญาว่าจะไม่กีดขวางการหนีแห่งฉันที่จะออกจากกรุงโกสัมพีไป.

“ที่มันให้สัตย์ปฏิญญานี้, จริงอยู่ ฉันไม่สู้จะเชื่อถือนัก, แต่ก็ไม่เห็นทางอื่นที่จะรอดไปได้ ส่วนการกระทำสัจจกิริยา แต่ว่ากล่าวเท็จ เป็นตายอย่างไรฉันก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเท่ากับเตือนให้เจ้าแม่กาลีพิโรธลงโทษฉัน ในฐานที่สบประมาทต่อพระองค์. แต่ฉันเห็นอุบายที่จะเลี่ยงกล่าวคำปฏิญญาไปเสียอย่างหนึ่ง คือกล่าวกล้อมแกล้มด้วยโวหารอันล่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่าฉันได้เป็นผู้ฆ่ากามนิตจริง. และฉันหวังอยู่ว่า เจ้าแม่กาลีผู้โปรดต่อการเป็นเจ้าเล่ห์เจ้าอุบายหลีกเลี่ยงให้พ้นภัยคงจะทรงช่วยเหลือ ให้พ้นจากบ่วงบาศของสาตาเคียรที่อาจดักไว้.

เหตุการณ์ต่อไปก็เป็นเหมือนอย่างที่ได้ตกลงกันไว้ และเธอได้เห็นฉันกะชากตรวนขาด. แต่ว่าจนกะทั่งทุกวันนี้ก็ยังทราบไม่ได้ว่าที่กะชากตรวนขาด เป็นเพราะสาตาเคียรได้ปฏิบัติตามสัญญา คือตะไบสำรองไว้ หรือว่าเจ้าแม่กาลีทรงโปรดเป็นพิเศษ. เมื่อฉันหลุดออกจากเครื่องจองจำ หนีลงไปข้างล่างแล้ว, ว่ายน้ำลอดออกไปถึงแม่คงคาไม่ทันไร, ก็ไปพบคนเต็มลำเรือมีอาวุธครบคอยดักจับ: ดั่งนี้จะเห็นได้ว่าสาตาเคียรเล่นหักหลังฉันในตอนนี้. เดชะพระกรุณาเจ้าแม่กาลี, โซ่ซึ่งติดอยู่ที่ข้อมือเพียงเส้นเดียวก็ได้ใช้เป็นอาวุธ ฆ่าพวกเหล่านั้นหมด เพราะเรือล่มในระวางต่อสู้กัน. และเป็นคราวเคราะห์ดี ฉันหนีขึ้นบกทางฝั่งเหนือได้ แต่ได้รับบาดแผลฉกรรจ์อยู่หลายแห่ง ต้องนอนเจ็บอยู่ตั้งปี. ระวางที่ป่วยอยู่ได้ศาบานไว้ว่า จะแก้แค้นอ้ายสาตาเคียร ให้มันใช้โทษทรยศของมันจงได้. และบัดนี้ ก็ถึงเวลาแล้ว”

เมื่อฉันได้ฟังเรื่องที่องคุลิมาลเล่า, ในใจให้โกรธแค้นจนเดือดพล่าน เพราะรู้สึกถูกหลอกลวงเอาซึ่งหน้า. จะติเตียนนายโจรก็ไม่ถนัด เพราะเป็นการรักษาชีวิตให้พ้นภัย, ทั้งองคุลิมาลก็ไม่ได้เป็นผู้ฆ่าคู่รักเลย ลืมนึกถึงการทารุณที่องคุลิมาลทำแก่คนอื่นๆ มาแล้วมากมาย, กลายเป็นรู้สึกไม่เกลียดกลัวองคุลิมาลเสียแล้ว เพราะเห็นเป็นผู้นำข่าวสารเรื่องคู่รักมาบอกว่ายังมีชีวิตอยู่. แต่ในคราวเดียวกันนี้ ให้เกลียดชังฉุนเฉียวต่อผู้ที่ทำให้เราต้องพลัดพรากจากกันไป, และเมื่อได้ยินองคุลิมาลพูดจามีท่าทางกิริยาจะทำร้ายผู้นั้น ยิ่งให้นึกสมใจโดยไม่รู้สึกตัวว่าดีชั่วอย่างไร ด้วยได้ยินองคุลิมาลพูดมีอาการตื่นเต้น. เขาพูดต่อไปว่า-

“ดูก่อนนางผู้เจริญ, สังเกตดูกิริยาเห็นว่าเธอกระหายที่จะแก้แค้น. ความกระหายนี้ก็จะได้สมประสงค์ไม่ช้า. เพราะด้วยเหตุอันนี้ ฉันจึ่งมาหา. ฉันได้คอยดักสาตาเคียรที่นอกกรุงโกสัมพีมาหลายสัปดาหะแล้ว. บัดนี้ได้ข่าวมาแน่นอนว่าอิกสองสามวัน มันจะออกจากกรุงไปทางหุบเขาทิศตะวันออก เพื่อไปตัดสินคดีพิพาทกันด้วยเรื่องที่ดินในระวางหมู่บ้านทั้งสอง. ความคิดเดิม ที่กะไว้ก่อนทราบเรื่องนี้ คือจะล่อให้มันออกมาจับฉัน. แต่เมื่อมาทราบเรื่องที่มันจำเป็นจะออกจากกรุงอยู่แล้ว, เห็นว่าง่ายขึ้น. ที่จริงเมื่อฉันหลุดจากที่คุมขังมา ก็ไม่ได้ปิดบังใคร. ได้กระทำการปล้นสะดมให้เห็นกันเองว่าเป็นฝีมือของใคร; เวลานี้ก็ลือกันกะฉ่อนมานานแล้ว ว่าฉันเกิดมีตัวขึ้นอิก.

“ถึงแม้คนโดยมากจะถือว่า คงมีใครคนหนึ่งรับสมอ้างเป็นองคุลิมาลขึ้นใหม่, กระนั้น ประชาชนก็ยังเกรงขามไปตามๆ กัน. ถ้าใครจะเดิรทางไปในป่าทางทิศตะวันออก ซึ่งฉันมีสำนัก, ก็ต้องไปกันมากๆ มีอาวุธครบ. เรื่องนี้สังเกตดูเห็นว่าเธอคงไม่ทราบ. บางทีจะเป็นเพราะว่า ธรรมดาสตรีผู้สิ้นความสุขความอาลัยในตัวแล้ว ก็ไม่อยากคิดถึงอะไรอย่างอื่น นอกจากหมกมุ่นอยู่แต่ความทุกข์ความเสียใจ.”

ฉันตอบองคุลิมาลว่า “ที่จริงก็ได้ยินเรื่องโจรใจกล้าอยู่เหมือนกัน, แต่ไม่ได้ยินออกชื่อท่าน. เพราะฉะนั้นเมื่อได้เห็นตัวในคราวแรก, จึ่งเข้าใจว่าเป็นปิศาจ.”

องคุลิมาลตอบว่า “แต่สาตาเคียรได้ยินชื่อฉันอยู่แล้ว, และต้องเข้าใจว่ามันรู้อยู่ดีๆ ว่าเป็นองคุลิมาลจริงหรือไม่. เพราะฉะนั้นเป็นอันเชื่อได้ว่า เมื่อมันจะไปไหนต้องมีบริวารไปด้วยเป็นจำนวนมาก และคงหาอุบายระวังตัวร้อยอย่างต่างวิธี เพื่อไม่ไห้จับเค้าเงื่อนที่มันงำไว้ได้. คนของฉันที่มีอยู่เดี๋ยวนี้มีจำนวนไม่มากมายนัก, แต่ไม่เป็นไร ขอให้รู้ว่ามันจะไปทางไหนและเวลาไรเท่านั้นเป็นพอ. เพราะฉะนั้นที่มานี่ ก็เพื่อจะมาขอทราบทางเธอ.”

แม้ฉันจะนิ่งฟังมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ มีอาการตกตะลึงจนพูดไม่ออก เพราะเห็นว่าถลำตัวยอมฟังมาเสียนานแล้วก็ดี, แต่กระนั้นก็ยังอดโทษะไว้ไม่อยู่ ลุกผลุนขึ้นถามว่า มีสิทธิ์อย่างไรที่มาเข้าใจว่าฉันเลวทรามถึงกับร่วมคิดกับโจรวายร้าย.

องคุลิมาลตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า “ในส่วนที่เป็นผู้ร่วมคิดกัน ข้อสำคัญอยู่ที่ต้องไว้ใจกันได้. และฉันเชื่อว่าเธอคงเห็นแล้วว่า เธออาจมอบความไว้ใจแก่ตัวฉันได้. อิกประการหนึ่ง ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอจริงๆ เพราะเป็นทางเดียวที่ฉันอาจรู้ในสิ่งที่ต้องการรู้ได้แน่นอน. จริงอยู่ ฉันมีทางอื่นที่จะทราบเรื่องได้แน่นอนเหมือนกัน, แต่ถ้าสาตาเคียรกลับใจเปลี่ยนทางเสีย ก็ยากที่จะทำอะไรได้ทันการณ์. จึ่งมีทางจะสอบให้แน่นอนได้ก็ที่เธอ ผู้ซึ่งมีใจอันสูงประสงค์จะทำการแก้แค้นคนทรยศอยู่เหมือนกัน หากว่าเธอเป็นผู้ชาย ป่านนี้เธอคงฆ่ามันเสียเองแล้ว, แต่นี่เธอเป็นผู้หญิง จึงจำต้องอาศัยมือฉันแทน.”

ฉันนึกฉุน ขยับท่าจะไล่ให้ไปเสีย. แต่องคุลิมาลโบกมือห้ามด้วยอาการผึ่งผาย บอกว่ายังพูดไม่หมดกระแสความ. ส่วนตัวฉันถึงจะไม่เต็มใจ ก็ต้องฝืนฟังต่อไป.

องคุลิมาลพูดว่า “นางผู้เจริญ, ฉันได้พูดเรื่องแก้แค้นมาก็มากแล้ว, แต่มีเรื่องที่สำคัญกว่าซึ่งจะต้องเล่าให้ฟัง. สำหรับตัวเธอก็เพื่อประโยชน์ความสุขที่จะได้รับในภายหน้า, ส่วนตัวฉัน ก็เพื่อล้างบาปที่ทำมาแล้ว. ที่เขาว่าฉันเป็นคนดุร้ายไร้กรุณาต่อสัตว์และมนุษย์เป็นความจริงโดยแท้. ฉันได้ทำกรรมไว้แล้วตั้งพันครั้ง, กรรมครั้งหนึ่งเขาว่าจะต้องใช้โทษบาปในนรกก้นบึ้งตั้งร้อยปีพันปี. จริงอยู่ ฉันมีสหายนักปราชญ์อยู่แต่เดิมคนหนึ่ง ชื่อวาชศรพ ซึ่งประชาชนในเวลานี้นับถือบูชาว่าเป็นผู้สำเร็จคนหนึ่ง และฉันได้ไปเซ่นบูชาที่ปากหลุมศพอยู่เสมอ. เขาเคยอธิบายให้ฟังว่านรกนั้นไม่มีจริง ซ้ำบอกว่าผู้เป็นโจร ก็คือเป็นพราหมณ์อย่างวิเศษ เป็นยอดของสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงสร้างขึ้นไว้. ความข้อนี้ ฉันยังไม่สนิทใจนักที่จะลงเนื้อเห็นด้วย. แต่จะอย่างไรก็ตาม นรกจะมีหรือไม่ ขอยกไว้ที. แต่ข้อหนึ่งนั้นเป็นของมีแน่ คือในบรรดากรรมทั้งหมดที่ฉันได้ทำไว้แล้ว ไม่มีกรรมใดที่ทำให้วิตกต่อความผิด เท่ากับครั้งกระทำสัจจกิริยาด้วยเล่ห์ลวงเธอ. ถึงว่าในครั้งนั้นยังไม่กล้ามองหน้าเธออยู่แล้ว. และต่อมาก็นึกถึงความผิดมิรู้หาย คล้ายมีหนามยอกอยู่ในเนื้อ. เพราะฉะนั้นความผิดที่ฉันได้ทำแก่เธอไว้, ก็อยากจะแก้ตัวเพื่อลบล้างให้หมดไปตามแต่จะสามารถ. เธอต้องพรากจากกามนิตคู่รัก ก็เพราะฉันเป็นผู้ทำผิดไว้ ให้เธอเข้าใจว่ากามนิตนั้นตายเสียแล้ว จึ่งจำใจยอมตนเป็นภริยาสาตาเคียรชายทรยศ เท่ากับถูกล่ามโซ่ตรวนไว้. โซ่ตรวนนี้แหละฉันประสงค์จะปลดให้หลุดจากเธอ เพื่อจะได้สมสู่อยู่กับคู่รัก. ฉันจะไปกรุงอุชเชนีเอง และจะไปพาตัวกามนิตมาให้ได้ ไม่ให้มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง. บัดนี้ ขอให้ทำหน้าที่ของเธอ. ส่วนตัวฉันก็ทำหน้าที่ในส่วนของฉัน. สำหรับผู้หญิงที่ทรงความงามย่อมจะไม่มีความลำบากยากเย็นอะไรในอันจะล้วงเอาความลับจากสามี. พรุ่งนี้ พอมืดลง ฉันจะกลับมารับข่าวอันจำเป็นจากเธอ.”

องคุลิมาล กล่าวดั่งนี้แล้ว ก้มศีรษะคำนับจนต่ำ. กว่าฉันจะหายตกใจตะลึง องคุลิมาลก็อันตรธานวับไปจากลาน เหมือนอย่างที่โผล่แวบขึ้นมาให้เห็นตัวในครั้งแรกฉะนั้น.

.

..................


สามสิบสอง สาตาเคียร


ฉันอยู่บนลานนั้นตลอดคืน ในใจเกิดความคุมแค้นแสนที่จะอดกลั้น ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเป็นเช่นนี้. แต่มาคราวนี้เปรียบเหมือนความคุมแค้นนั้น ได้หลุดไปพร้อมกับออกจากเครื่องจองจำแล้ว, กำลังจิตต์ใจวุ่นว้าเหมือนใบไม้ที่ถูกลมพัดกวัดแกว่งอยู่ไปมาฉะนั้น.

กามนิตของเรายังอยู่. เขาอยู่ในแดนอันไกล. แต่เขาคงได้ยินเรื่องที่เรามีสามี, ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เงียบไปนานอย่างนี้. เขาคงนึกว่าเราเป็นหญิงไร้สัตย์ใจอ่อนแอมักง่าย. ที่เราต้องเป็นหญิงชั่วช้าไปนี้ สาตาเคียรคนเดียวเป็นผู้ผิด. ยิ่งคิดยิ่งชังน้ำหน้าสาตาเคียรรุนแรงขึ้น. ยิ่งคิดยิ่งเห็นจริงในคำอธิบายขององคุลิมาล ที่ว่าถ้าเราเป็นชาย ก็คงฆ่าสาตาเคียรเสียแล้ว.

ครั้นแล้ว เห็นทางองคุลิมาลจะเป็นผู้ช่วยเหลือให้ตนกลับมีอิสสระ ได้อยู่กินกับผู้ที่รักได้ต่อไป. เมื่อนึกอย่างนี้ ให้ตื่นเต้นทั่วสรรพางค์กาย, โลหิตขึ้นหน้า, ไม่สามารถจะทรงตัวยืนและเดิรไปที่ม้านั่งได้ ต้องทรุดลงบนพื้นกระเบื้องหินอ่อนสิ้นสมฤดีไป.

เวลารุ่งอากาศเย็นชุ่มชื้นด้วยน้ำค้างในตอนเช้า จึ่งฟื้นคืนสู่ความทุกข์และความเดือดร้อนรวนเรใจอิก. นึกอยู่ว่า จริงหรือที่ตนเต็มใจไปสมคบกับผู้ร้ายนายโจรผู้ฆ่าคนมาแล้วนับไม่ถ้วน เพื่อร่วมมือกันประหารชาย ผู้ครั้งหนึ่งเคยร่วมการวิวาห์กัน. ส่วนเรื่องสามีจะออกจากเมืองไปในวันไร ฉันไม่ทราบเลยสักนิด. ไฉนจึ่งจะทราบเวลาและลู่ทางที่จะไป, ถ้าเขาต้องการปิดบังเรื่องนี้เป็นความลับ? “สำหรับผู้หญิงที่ทรงความงาม ย่อมจะไม่มีความลำบากยากเย็นอะไรในอันจะล้วงเอาความลับจากสามี:” ถ้อยคำเหล่านี้ออกจากปากโจร ยังคงก้องอยู่ในหู. ทำให้รู้ได้แจ้งว่า การที่จะทำเช่นนี้ ย่อมเป็นกรรมอันชั่วร้าย, ฉันคงไม่สามารถจะตกลงใจ ใช้มายายั่วยวน เพื่อล้วงเอาความลับของสามีไปให้ศัตรูร้ายได้ลงคอ. ถ้าหากได้รู้ความลับอยู่ก่อนแล้ว หรือว่ามีเป็นหนังสือลายมืออะไรไว้แล้ว ก็อาจจะแข็งใจบอกหรือมอบความลับนั้นให้ไปได้. แต่ที่จะใช้เล่ห์หลอกลวงล้วงเอาความลับดั่งนี้ ให้รู้สึกสยองใจจริงๆ.

เมื่อนึกเห็นแจ้งความชั่วดีดั่งนี้, ให้สั่นสะท้านไปทั่วตัว เพราะเกิดความกลัวเท่ากับทำความผิดฆ่าสาตาเคียรแล้ว. ฉันนึกขอบใจตัวเองว่าคงไม่สามารถทราบความลับจากสามีได้, ถึงหากว่าฉันจะได้ทราบกำหนดเวลาที่เขาจะไป แต่คงไม่ทราบทางที่จะไปเป็นแน่ เพราะเขาคงไม่บอกให้ใครรู้. ถ้าจะมีคนรู้ก็คงเป็นคนสนิท, อย่างมากคงเป็นคนเดียวเท่านั้น.

แลไปในฟ้าเห็นพระอาทิตย์ขึ้น แสงจับหอคอยและยอดซุ้มต่าง ๆ ในกรุงโกสัมพีราวกับทองทา. ความสวยงามในยามเช้าอย่างนี้ ได้เคยเห็นจากลานอโศกมาแล้วก็หลายครั้ง, แต่ความรู้สึกเมื่อได้เห็นภูมิภาพอย่างนี้ เมื่อครั้งนมนานโน้นกับครั้งนี้ช่างผิดกันเหลือเกิน: ครั้งนี้คับแคบลำเค็ญใจจริงๆ เวลาคืนเดียวเท่ากับว่าทำให้แก่ไปได้ตั้งสิบปี ในที่สุดพยายามพะยุงตัวลุกขึ้นลงไปห้อง.

ทางที่จะไปห้องต้องผ่านระเบียงยาว ทะลุห้องต่างๆ ไปหลายห้อง ห้องเหล่านี้มีหน้าต่างกรุลูกกรง. เมื่อฉันผ่านห้องเหล่านี้ไปห้องหนึ่ง ได้ยินเสียงคนพูดกัน เสียงหนึ่งจำได้ว่าเป็นสามี ซึ่งขณะนั้นได้ยินดังว่าดั่งนี้-

“ดีแล้ว ตกลงเราไปคืนนี้ ไปก่อนเที่ยงคืนสักชั่วโมงหนึ่ง.”

ฉันหยุดชะงัก เป็นอันรู้เวลาที่เขาจะไปแล้ว แต่จะไปทางไหนหนอ, รู้สึกโลหิตขึ้นหน้า เพราะความละอายที่มาเป็นคนแอบฟัง; ได้ยินเหมือนมีใครมากระซิบที่หูว่า “ไปเสีย ไปเสีย ยังมีเวลาพอ,” แต่ฉันก็ยังยืนจังงังอยู่.

อย่างไรก็ดี สาตาเคียรมิได้พูดต่อไป, บางทีจะได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดิรมา แล้วมาเงียบหายที่ตรงประตู, เพราะในทันใดนั้นก็มีผู้เปิดประตูปังออกมา, สามีฉันมายืนอยู่ฉะเพาะหน้า.

ฉันมีสติดี พูดออกไปทันทีว่า “ได้ยินเสียงเธอ เมื่อผ่านมาทางนี้, นึกจะเข้าไปถามว่าต้องการเครื่องว่างอะไรบ้างจะได้นำมาให้ เพราะเห็นมีธุระแต่เช้าเช่นนี้. แต่ฉันไม่กล้าเข้าไป เกรงว่าจะเป็นการรบกวน, จึงจะผ่านเลยไป ก็พอดีเธอเปิดประตูออกมา.”

สาตาเคียรมองดูฉัน ไม่มีอาการบอกว่าสงศัย, ซ้ำแสดงเมตตาเสียอิก พูดว่า “ขอบใจมาก. ยังไม่ต้องการกินอะไร. และไม่เป็นการรบกวนเลย. ที่จริงก็อยากจะให้ไปเชิญตัวมาพบ, แต่เกรงว่าเวลายังเช้ามากจะยังไม่ตื่นนอน. ที่มาได้ในเวลานี้นับว่าประจวบเหมาะ เพราะต้องการความช่วยเหลืออยู่.”

สาตาเคียรเชิญให้เข้าไปในห้อง. ฉันประหลาดใจเป็นที่สุด ที่เขาว่าจะต้องการความช่วยเหลืออะไรจากฉันผู้มีใจคุมแค้นแน่นอยู่เต็มอก. เมื่อเข้าไปในห้อง, เห็นชายคนหนึ่งซึ่งจำได้ทันทีว่าเป็นนายม้าและคนสนิทที่ไว้ใจของสาตาเคียรกำลังนั่งอยู่บนม้าต่ำ. เมื่อฉันเข้าไปถึง, ชายคนนั้นลุกขึ้นแสดงเคารพ. สาตาเคียรบอกให้ฉันนั่งลงข้างตัวเขา, และบอกให้ชายคนสนิทนั่งลงตามเดิม, แล้วหันมาพูดกับฉันว่า-

“วาสิฏฐีที่รัก, เรื่องเป็นดั่งนี้ ฉันจำเป็นจะต้องออกไปชำระคดีพิพาทที่เกิดขึ้นในระวางหมู่บ้านทางมณฑลตะวันออก, จะต้องรีบไปจัดการ. เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่ามีผู้เห็นพวกโจรชุมนุมกันอยู่ในป่าทางตะวันออกของกรุงมาหลายสัปดาหะแล้ว. อันที่จริงเขาว่าอยู่ใกล้ๆ เมืองนี่เอง มีผู้ลือกันเหลวไหลว่าหัวหน้าโจรพวกนี้ไม่ใช่คนอื่นไกล คือองคุลิมาลนั่นเอง ซ้ำยังหาญพูดโดยไม่เกรงกลัวว่า องคุลิมาลแหกคุกหนีไปได้ และฉันจัดเอาคนที่มีหน้าตาคล้ายคลึงไปตัดศีรษะเสียบไว้ที่ประตูเมืองแทนองคุลิมาล. เรื่องอย่างนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเหลวใหลถือเอาเป็นแก่นสารไม่ได้. แต่ทว่าโจรคนใหม่นี้ ดูเหมือนมีความกล้าบ้าระห่ำไม่แพ้องคุลิมาล. และถ้าแม้ตั้งตัวใช้ชื่อองคุลิมาลที่ลืออยู่แล้ว ก็คงมีพวกเหล่าร้ายไปสมทบด้วยเป็นอันมาก, และคงประสงค์จะทำการร้ายให้ได้ชื่อสักอย่างหนึ่งเป็นแน่. เพราะฉะนั้น จะต้องระวังตัวรอบคอบให้ดีสักหน่อย.”

มีโต๊ะกลมฝังด้วยแก้วหินมีค่าตั้งอยู่ข้างตัวสาตาเคียร บนโต๊ะนั้นมีผ้าเช็ดหน้าแพรวางอยู่.

สาตาเคียรหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นขึ้นเช็ดหน้าผาก ปากก็พูดขึ้นลอยๆ ว่า วันนี้พึ่งจะรุ่งเช้าก็ร้อนเสียแล้ว. แต่ฉันสังเกตว่าที่สาตาเคียรมีเหงื่อออกมาทุกขุมขน เป็นเพราะครั่นคร้ามองคุลิมาลมากกว่าอื่น. ทั้งนี้ควรที่ฉันจะเกิดความสงสาร กลับเห็นน่าหมั่นไส้ยิ่งขึ้น: เห็นได้ว่าสาตาเคียรไม่ใช่ชายชาติชาตรี. ถึงกับฉันนึกถามตนเองด้วยความประหลาดใจว่า เป็นเพราะเคราะห์โชคไฉนจึ่งประจวบให้สาตาเคียรจับองคุลิมาลมาได้. เพราะองคุลิมาลโจรสำคัญ มีความดุร้ายใจกล้าหาญไม่ผิดกับพระภีมะในยุคมหาภารตะ ซึ่งเธอเคยไปเกิดเป็นชาตินักรบอยู่ในสมัยนั้น และได้ทำการสู้รบอยู่ข้างพระภีมะที่กุรุเกษตร.

สามีฉันพูดต่อไปว่า “เรื่องเป็นอย่างนี้: การจะไปยังหมู่บ้านนั้นโดยยกทหารไปด้วยตั้งทัพตั้งกองเป็นของที่ไม่น่าดูและทำไม่ได้, จะต้องการเอาติดตัวไปด้วยอย่างมากก็ไม่เกินสามสิบคน, แต่จะต้องใช้อุบายระไวระวังเป็นดีกว่าอย่างอื่น. ฉันกำลังปรึกษาหาอุบายดูกับปัณฑูกะ. เขามีความเห็นเข้าทีอยู่ ซึ่งฉันจะบอกให้หล่อนทราบ เพื่อจะได้ไม่วิตกวิจารณ์ถึงฉัน ในระวางเวลาที่ฉันเดิรทางไป.”

ฉันพูดอะไรอุบอิบออกมาสองสามคำ เป็นที่แสดงว่าขอบคุณที่ยังเป็นห่วงคิดถึงฉันอยู่.

เขาได้พูดต่อไปว่า “เพราะฉะนั้น ปัณฑูกะจะเป็นผู้เตรียมการที่จำเป็น และทำเป็นว่าฉันจะออกเดิรทางไปทางตะวันออกในเวลาเช้าตรู่พรุ่งนี้ มีกองทหารคึกคักจะไปจับโจร ให้ข่าวแพร่กระจายไป. ฉันเชื่อว่าโจรคงมีพวกอยู่ในเมือง: ข้อนี้เป็นของแน่นอน. มันคงคอยสืบข่าวนำไปบอกกัน, มันก็จะหลงอุบายตายใจ. ในระวางนั้น ฉันจะออกเดิรทาง มีทหารขี่ม้าไปด้วยเพียงสามสิบคน, ไปในเวลาเที่ยงคืนวันนี้ ออกไปทางประตูด้านใต้ แล้วเดิรอ้อมผ่านหุบเขาวกไปทางตะวันออกอิกที. ถึงกระนั้น ก็จะหลีกไม่ไปทางถนนใหญ่ จนกว่าจะออกไกลจากกรุงโกสัมพี ห่างไปหลายร้อยเส้นเสียก่อน. เรื่องที่ต้องการจะให้ช่วยเหลือเป็นดั่งนี้ คือหนทางที่ไป จะผ่านไปทางบ้านพักร้อนของบิดาหล่อน. หล่อนคงรู้จักถนนหนทางแถวนั้นได้ดีมาตั้งแต่เด็ก ฉันเชื่อว่าหล่อนคงสามารถช่วยเหลือเรื่องนี้ให้แก่ฉันได้มาก.”

ฉันยินดียอมช่วยเหลือทันที, ในขณะจะอธิบายแผนที่ให้ฟัง ได้ให้เขาเอากระดานเข้ามา, แล้วขีดแผนที่ในละแวกนั้นให้ดูอย่างละเอียด, ชี้ให้สังเกตทางแยกซึ่งจะต้องจดจำไว้ ฉันแนะนำให้ไปทางที่ตัดไปทางซอกเขา, ทางนั้นไปๆ จะสอบเข้าทุกที, จนในที่สุดเป็นช่องแคบ คนขี่ม้าเพียงสองคน ก็เรียงเดิรไปพร้อมกันไม่ได้ แต่ระยะไม่ยาวนัก อีกประการหนึ่งหนทางนั้น ไม่ค่อยมีใครรู้จัก, ถึงว่าพวกโจรจะสงศัยว่า เดิรอ้อมค้อมไปทางนั้น ก็คงไม่นึกฝันที่จะไปดักทางนั้น. ที่ในหุบเขานี้ เมื่อฉันยังเด็กๆอยู่ ได้เคยวิ่งเล่นกับพวกพี่ๆ น้องๆ รวมทั้งเมทินีและเด็กๆ บุตรผู้เช่าที่ของบิดาด้วย

สาตาเคียรสังเกตเห็นมือที่ฉันวาดแผนที่อยู่สั่น, ก็ถามว่าเป็นไข้ไปหรือ, ฉันตอบว่าเปล่าแต่ว่าอ่อนใจเพราะนอนไม่หลับมาทั้งคืน. เขาจับมือฉันไปกำไว้ และคงได้รับความรู้สึกสัมผัสส์ว่าเย็นชืด, จึ่งได้บอกเป็นการเตือนสติให้อุตส่าห์รักษาตัวหน่อยจะเป็นไข้ไม่สบาย.

ตามอาการกิริยาที่เขามองดูและพูดกับฉัน ให้รู้สึกเกลียดชังน้ำหน้าและขยะแขยงเหมือนเมื่อครั้งแรกที่ตกไปเป็นภริยา. ฉันถือโอกาสรีบบอกว่าที่จริงก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่ อยากจะรีบกลับไปนอนเสีย.

สาตาเคียรอนุญาต แต่เดิรตามไปส่งถึงระเบียง. เมื่ออยู่กันระวางสองต่อสอง เขาก็เริ่มขอโทษฉัน บอกว่าเขาได้ละเลยฉันมาช้านาน มัวไปอยู่กับมารดาของลูกชาย, และว่าเมื่อกลับมาจะขอใช้โทษ จะไม่ยอมให้ฉันนอนเปลี่ยวเปล่าอยู่คนเดียวที่บนลาน.

เขาแสดงความเมตตาปราณีและความรักใคร่ ซึ่งดูเหมือนว่าพึ่งจะมีขึ้นในคราวนี้เป็นครั้งแรก, กระทำให้ฉันซึ่งใจแข็งก็ออกๆ จะมีความสงสารขึ้นมาอยู่บ้าง. แต่อย่างไรก็ดี ความรู้สึกอย่างนี้จะเกิดมีขึ้นก็ชั่วแล่น, เพราะเมื่อเวลาเขากลับไปแล้ว, ความแค้นที่เขาเป็นผู้พรากความสุขไป ก็กลับคืนเข้าที่อัดแน่นอยู่ตามเดิม.

.

....................


สามสิบสาม องคุลีมาล


เมื่อฉันกลับมาถึงห้องแล้ว รู้สึกเงียบฉี่อย่างไรพูดไม่ถูก. เป็นอันไม่มีอะไรจะต้องคิด, ไม่มีข้อควรสงศัยรวนเรใจที่จะต้องต่อสู้, ไม่มีปัญหาจะต้องแก้ต้องถามอิก. เพราะได้ตกลงปลงใจเด็ดขาดแล้ว กรรมที่สาตาเคียรก่อไว้อย่างใด ก็ต้องส่งผลสนองอย่างนั้น. สาตาเคียรเป็นผู้คดโกงถึงสองต่อ ก็จะต้องเอาชีวิตเข้าแลกใช้โทษแทนตัวฉัน และองคุลิมาล.

ความเงียบที่กล่าวนี้ชั่งสงบเสียจริง ๆ พอฉันล้มตัวลงบนที่นอน ก็หลับทันที ดูเหมือนว่าร่างกายต้องการความพักผ่อน เพื่อรอเวลาที่นัดกันไว้.

ตกมืดฉันไปที่ลาน เดือนยังไม่ทันขึ้น. ฉันคอยอยู่ไม่นาน เห็นร่างใหญ่มหึมาขององคุลิมาลปีนกำแพงตรงเข้ามายังม้าซึ่งฉันนั่งอยู่. ฉันไม่ได้เคลื่อนไหวกาย ไม่ได้ยกหางตาขึ้นดู, เป็นแต่พูดว่า “สิ่งที่ท่านประสงค์จะทราบนั้น ฉันไปทราบมาดีแล้ว: ทุกข้อทุกอย่าง รู้ตลอดกระทั่งเวลาไป มีคนไปด้วยกี่คน ไปทางไหน ถนนไหน. ผลกรรมของเขาเอง บันดาลให้เขามอบความลับความไว้ใจบริบูรณ์, มิฉะนั้นฉันคงรู้ไม่ได้ เพราะไม่สมัครจะใช้อุบายยั่วยวนล้วงถามเอาความลับ.”

ที่ฉันพูดกับองคุลิมาลนั้น พูดตามที่ใคร่ครวญไว้ดีแล้ว ด้วยไม่ต้องการจะให้เห็นว่าฉันมีใจเลวถึงปานนั้น, แม้แต่ที่มาสมคบเป็นเครื่องมือของผู้ร้ายเท่านี้ ก็รู้สึกว่าเลวเสียเหลือเกินแล้ว.

วาจาที่ฉันได้กล่าวต่อไป ก็ได้ไตร่ตรองไว้ดีแล้วอย่างเดียวกัน คือได้พูดต่อไปว่า “แต่เมื่อจะบอกเรื่องนี้ จะต้องเอาคำมั่นสัญญาจากท่านเสียก่อน ว่าท่านจะฆ่าเขาคนเดียวแต่จะไม่ทรมาน ส่วนคนอื่น ๆ ที่ไปด้วยจะไม่ฆ่า เว้นเสียจะเพื่อป้องกันตัว. ถ้าไม่ให้สัญญาศาบานอย่างนี้, จะไม่ยอมบอกสักคำเดียว. แล้วฉันจะแนะสถานที่ให้ว่าตรงไหนเหมาะ ซึ่งท่านอาจประหารให้ตายได้ทันที โดยไม่ต้องสู้รบตบมือกัน. เพราะฉะนั้นขอให้ท่านให้สัตย์ปัฏิญญา. มิฉะนั้นก็ฆ่าฉันเถิด; ฉันจะไม่ยอมบอกจนคำเดียว.”

องคุลิมาลให้ปฏิญญาว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสมีภักดีในพระแม่กาลีมั่นคงตลอดมาจนทุกวันนี้เพียงใด, ข้าพเจ้าขอไม่ฆ่าคนของสาตาเคียรที่ไปด้วย หรือทรมานสาตาเคียร เป็นความสัตย์จริงเพียงนั้น.”

ฉันพูดว่า “ดีแล้ว, ฉันจะเชื่อ เชิญฟังแล้วกำหนดข้อความไว้ให้ถี่ถ้วน. ถ้าท่านมีผู้สมรู้ร่วมคิดอยู่ในเมือง, ก็คงจะได้ทราบถึงเรื่องที่เขาจัดแจงเตรียมทหาร จะยกออกไปจับโจรในวันพรุ่งนี้. เรื่องนี้เป็นกลอุบายจะลวงท่านทั้งสิ้น. ที่จริงสาตาเคียรมีทหารม้าไปด้วยเพียงสามสิบคน, จะออกจากกรุงไปทางประตูทิศใต้ในคืนนี้ ก่อนเวลาเที่ยงคืนสักชั่วโมงหนึ่ง, จะออกจากดงประดู่ลายไปทางขวา แล้ววกอ้อมไปทางใต้ เพื่อหักไปทางตะวันออก ไปทางถนนเล็กในหุบเขา.”

แล้วฉันได้ชี้แจงแสดงภูมิประเทศให้ฟังอย่างละเอียด ตลอดจนทางซอกเขาที่สาตาเคียรจะผ่านเข้าไป ซึ่งเป็นระยะทางตอนที่อาจฆ่าได้ง่ายดายและแน่นอน.

ฉันพูดแล้วก็หยุดนิ่ง, รู้สึกว่าช่างเงียบเชียบอึดอัดใจเสียนี่กระไร, ไม่ได้ยินเสียงอะไรหมด นอกจากเสียงหายใจแรงของตัวเอง ครั้งเสร็จแล้วตั้งใจว่าจะกลับ แต่ให้รู้สึกว่าไม่มีกำลังจะลุกขึ้นลงจากลานไปห้อง.

ครั้นแล้วองคุลิมาลพูดขึ้นด้วยเสียงสุภาพมีกระแสเศร้า ๆ ผิดปกติ กระทำให้ฉันตกตะลึงประหลาดใจ สะดุ้งชะงักขึ้นมาเอง, คือพูดว่าดั่งนี้-

“ที่จริง เรื่องจะต้องเกิดขึ้นเช่นนี้. เธอซึ่งเป็นภริยาที่เสงี่ยมหงิมใจบุณย์สุนทร ไม่เคยทำร้ายแม้แต่สัตว์ที่เล็กน้อย ต้องมาคบค้าสมาคมกับมนุษย์หยาบช้าสามานย์ มือเปื้อนเป็นมนทินด้วยเลือดมนุษย์. เมื่อเป็นผู้ฆ่าสามีของเธอเอง ก็จะต้องทนทุกข์ทรมานใจ ตายไปแล้วผลอกุศลกรรมจะตามสนองให้ไปตกไหม้อยู่ในนรก ถ้าเธอได้พูดอยู่กับองคุลิมาลมหาโจร, ผลจะต้องเป็นไปตามนี้. แต่เดี๋ยวนี้องคุลิมาลเป็นอิกคนหนึ่งต่างหากแล้ว.”

เมื่อฉันได้ยินดั่งนี้ แทบจะไม่เชื่อหูของตนเอง ว่าถ้าเช่นนั้นเป็นใครเล่าที่ฉันกำลังพูดอยู่ ความจริงเสียงที่พูดกับฉันก็เป็นเสียงองคุลิมาล, ถึงว่าลักษณะน้ำเสียงจะเปลี่ยนแปลกไป ก็เป็นสำเนียงองคุลิมาลอยู่ชัด ๆ. ขณะฉันเงยหน้าจ้องพิศดูองคุลิมาล ก็ยังเห็นเป็นองคุลิมาลนายโจรอยู่นั่นเอง, ทำให้ประหลาดใจอยู่ครัน ๆ ผิดจากคราวก่อนซึ่งฉันเคยตกใจกลัว.

องคุลิมาลพูดต่อไปว่า “นางผู้เจริญ, เรื่องที่พูดนี้ไม่ต้องวิตก เพราะจะไม่เกิดขึ้นเลย, และไม่เกิดเลยอย่างแน่นอน; ไม่ยิ่งไปกว่าจะบอกแก่ต้นไม้.”

ถ้อยคำเหล่านี้ ฉันเกิดฉงนสนเท่ห์ไม่น้อยไปกว่าที่ได้ฟังมาตอนต้น. เป็นอันเข้าใจรัว ๆ ว่า จะเป็นด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง องคุลิมาลจึ่งกลับใจเลิกความคิดในแผนอุบายที่จะแก้มือสาตาเคียร.

ฉันหรือได้คิดถึงโครงการแก้แค้นเพราะถูกรับความทุกข์เดือดร้อนใจมาสาหัส และก็มาอันตรธานล้มละลายไปในทันที เมื่อไม่ได้อย่างหวัง ก็เกิดความน้อยใจขึ้นเป็นธรรมดา ถึงกับกล่าวบริภาษอย่างรุนแรงใส่หน้าองคุลิมาล เรียกเขาว่าเป็นผู้ร้ายหน้าด้านสัญชาติสับปลับไม่มีความสัตย์ความจริง และอะไรต่ออะไรล้วนสรรเอามาว่าอย่างร้ายให้สมแค้น เจตนาจะให้องคุลิมาลเกิดความโกรธยั้งโทษะไว้ไม่อยู่ แล้วฆ่าฉันให้ตายลงที่นั่นเสียรู้แล้วไป.

ครั้นเมื่อฉันด่าเหนื่อยเข้าต้องหยุดหอบ, องคุลิมาลกลับพูดอย่างสุภาพปกติ เลยทำให้ฉันนึกละอายใจ ว่า-

“ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะฉันที่ควรได้รับผรุสวาจจากเธอ แต่ฉันไม่เชื่อว่าเธอจะสามารถทำให้องคุลิมาลเกิดโทษะเหมือนแต่ก่อน แล้วฆ่าเธอเสีย ซึ่งสังเกตดูก็เหมือนเธอจะมีความประสงค์เช่นนั้น. ยิ่งกว่านี้ ถึงจะกล่าววาจาให้เผ็ดร้อนแซบขึ้นไปกว่านี้ ฉันก็คงวางเฉยอยู่ได้เป็นปกติ, และซ้ำจะรู้สึกขอบคุณผู้ด่าเสียด้วย เพื่อมีโอกาสพิสูจน์ความมั่นคงใจในครั้งแรก. เพราะพระบรมศาสดาได้ประทานอนุศาสน์แก่ฉันว่า ‘พื้นพสุธาถูกคนขว้างก้อนดินที่สะอาดหรือโสโครกลงไป ก็ไม่รู้สึกกำเริบหรือขุ่นข้องฉันใด, ท่านจงข่มจิตต์ตนให้สม่ำเสมอเหมือนฉะนั้น.” วาสิฏฐี, ที่เธอพูดอยู่นี้ไม่ใช่พูดกับโจร; แต่ว่าพูดกับองคุลิมาล ผู้เป็นสาวกพระบรมศาสดา.”

“สาวกอะไร? พระบรมศาสดาอะไรกัน?” นี่เป็นคำถามของฉันที่หลุดออกมาเองโดยคอยฟังไม่ทันใจ. แต่ว่าถ้อยคำอันแปลกของชายผู้ที่ฉันคิดไม่เห็นว่าเป็นคนชะนิดไรนี้ ทำให้รู้สึกอยากฟังต่อไปอิก.

องคุลิมาลตอบคำถามของฉันว่า “พระองค์ซึ่งเขาขนานพระนามว่า พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ เป็นพระบรมศาสดาของฉัน ในเวลานี้เธอคงจะได้ยินพระนามมาบ้างแล้วกระมัง?”

ฉันสั่นศีรษะ.

องคุลิมาลกล่าวต่อไป “ฉันถือว่าฉันได้บุณย์มาก คือได้เป็นผู้กล่าวพระนามพระผู้มีพระภาคเป็นครั้งแรกแก่ตัวเธอ. ถ้าองคุลิมาลครั้งหนึ่ง เมื่อยังเป็นโจรผู้ร้าย ได้ทำบาปไว้ให้แก่เธอมากเพียงใดก็ดี, แต่บัดนี้ในฐานะที่เป็นสาวก ก็จะได้ทำบุณย์แผ่กุศลแก่เธอให้สมกันฉะนั้น.”

ฉันถามองคุลิมาล มีอาการตั้งใจฟังจริง ๆ ว่า “ที่เธอเรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ คือใคร? ท่านทำประการไร ให้เธอกลายเป็นผู้มีกิริยาวาจาเปลี่ยนแปลก อย่างคิดไม่เห็นดั่งนี้? และบุณย์กุศลอะไร ที่จะมาได้แก่ฉัน เมื่อได้ยินถึงนามนั้น?”

องคุลิมาลตอบว่า “แม้แต่ได้ยินพระนามซึ่งมีผู้ขานว่า พระตถาคต, ก็ประหนึ่งว่าได้บังเกิดแสงสว่างในครั้งแรกแก่ผู้อยู่ในที่มืด. แต่ฉันจะเล่าเรื่องให้เธอฟังทั้งหมด ที่พระพุทธเจ้าทรงพบฉัน และได้ทรงเปลี่ยนวิถีทางเดิรในชีวิตของฉันเป็นประการไร. ถ้าหากว่าเรื่องไม่เกิดขึ้นในวันนี้แท้ ๆ แล้ว, การณ์ต่อไปก็จะไม่เป็นเหมือนอย่างที่เป็นใหม่อยู่เดี๋ยวนี้.”

ถึงแม้ว่ารูปร่างองคุลิมาลยังมีลักษณะดุร้ายอยู่ก็ดี. แต่ว่ากิริยาเปลี่ยนแปลงดูเรียบร้อยน่านับถือ ทำให้ฉันคงประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว. ทั้งยิ่งเห็นกิริยาท่าทางสงบเสงี่ยม เมื่อนั่งลงข้างตัวฉัน คล้ายกับว่าเป็นผู้ร่วมวรรณะชั้นเดียวกัน ดูสง่าผ่าเผยเห็นเด่นสมเป็นชายชาตรี.

.

.................




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 14 March 2026, 22:03:46 »


สามสิบสี่ นรกหอก


องคุลิมาลเริ่มเล่าเรื่องให้ฟังว่า-

วันนี้เวลารุ่งแล้ว ล่วงมาสักสองสามชั่วโมง ฉันยืนอยู่ที่ราวป่าจ้องดูไปทางหอคอยกรุงโกสัมพี ในใจอักอ่วนป่วนปั่นอยู่ด้วยการคุมแค้นพยาบาทสาตาเคียร. นึกถามตนเองว่า เธอจะนำข่าวที่ต้องการมาให้ทราบได้หรือไม่หนอ. ขณะนั้น ตามทางที่แล่นออกจากประตูเมืองด้านตะวันออกมาสู่ป่านี้ มีชายคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีเหลือง เดิรสาวก้าวมาโดดเดี่ยว สองข้างทางมีพวกเลี้ยงปศุสัตว์และชาวบ้านนอกกรุงกำลังสาละวนทำงานหาเลี้ยงชีพกันอยู่. ฉันสังเกตเห็นคนเหล่านั้นที่อยู่ใกล้ถนน ตะโกนบอกอะไรแก่ชายสัญจรโดดเดี่ยวคนนั้น. ส่วนผู้ที่อยู่ห่างถนนลึกเข้าไป ก็หยุดทำงานเอามือชี้และมองดูชายคนนั้น. พวกที่อยู่ใกล้ เห็นชายโดดเดี่ยวยังเดิรต่อไป ก็วิ่งไปบอกให้หยุด, บางคนถึงกับยึดชายผ้าไว้ไม่ให้ไป ทำท่าตกใจชี้ไม้ชี้มือไปทางป่า ฉันเกือบจะอ่านกิริยาอาการแห่งพวกนั้นออกว่า “อย่าไป, อย่าเลยเข้าไป, อย่าเข้าไปในป่า องคุลิมาลโจรร้ายมีซ่องอยู่ในนั้น”

แต่ชายสัญจรก็ยังเดิรต่อไปไม่มีกิริยาหวั่นหวาด มุ่งตรงไปทางป่าท่าเดียว. บัดนี้ฉันเห็นรูปร่างได้ถนัด เป็นนักบวชโกนผมศีรษะโล้น อยู่ในนิกายที่เรียกว่าศากยบุตร เป็นคนมีอายุแต่ท่าทางผึ่งผาย.

ฉันก็คิดว่า แปลกจริง ๆ บนถนนนี้ อย่าว่าแต่คนเดียว, ต่อให้สิบคน สามสิบคน หรือยิ่งขึ้นไปตั้งห้าสิบคน รวมกันมา มีอาวุธครบตัว ขืนเดิรมาทางนี้ เป็นต้องตกอยู่ในอำนาจเราทั้งสิ้น. แต่นี่ไฉนหนอ นักบวชรูปนี้จึ่งถือดีกล้าเดิรมาแต่ผู้เดียว คล้ายกับเป็นผู้มีชัยชะนะ?

ฉันเห็นว่าที่บังอาจบุกรุกมาอย่างทะนงตัวนี้ เท่ากับลูบคมดูถูกกัน จะต้องให้เห็นฝีมือเสียบ้าง, และยังนึกอยู่ว่า อาจเป็นคนสืบข่าวที่สาตาเคียรส่งมาก็ได้. เมื่อคิดตกลงใจ ก็คว้าหอกหยิบคันธนูและแล่งสะพายบ่า ออกจากป่าขึ้นไปบนถนนด้อมตามนักบวชรูปนั้น ซึ่งในขณะนั้นเข้าไปถึงป่าแล้ว.

ครั้นมาถึงที่เหมาะแห่งหนึ่ง ไม่มีต้นไม้กีดกัน ฉันก็ปลดคันธนูออกจากบ่า ขึ้นลูกจ้องยิงเล็งให้ถูกตรงสันหลังด้านซ้ายให้ทะลุถึงหัวใจ. ลูกธนูลั่นหวือข้ามศีรษะนักบวชไป.

เมื่อลูกธนูไม่ดีผิดที่หมาย จึ่งเลือกลูกใหม่ที่เห็นว่าได้ส่วนสัด มีขนนกกระจายงาม จ้องยิ่งให้ถูกคอ. แต่ลูกธนูกลับแล่นไปปักติดต้นไม้ข้างซ้ายของนักบวช. ชักลูกยิงใหม่ ทีนี้แกว่งไปทางขวาไม่ถูกที่หมาย. ผิดไปพลาดมาอย่างนี้จนลูกธนูหมดแล่งเปล่า.

ฉันเห็นผิดใจ แปลกประหลาดเหลือเกิน เคยยิงได้แม่นยำ, จะพลิกแพลงยิงอย่างไรไม่เคยผิดพลาด, ถึงนกอินทรีบินเร็วที่สุดก็ยังยิงถูก. วันนี้มือเป็นอะไรไปหนอ?

ระวางนั้น นักบวชเดิรขึ้นหน้าไประยะไกล, ฉันต้องวิ่งไล่ตามหมายจะฆ่าเสียด้วยหอก. ครั้นไล่เข้าไปทันใกล้กันระยะเพียงสิบก้าวก็เข้าไปใกล้อิกไม่ได้ จะวิ่งให้เร็วที่สุด ก็ไม่เลยระยะนั้นเข้าไปได้. ส่วนนักบวชรูปนั้น ดูก็เดิรตามปกติอย่างสบายไม่ได้รีบเร่งอะไร.

ครั้นแล้วฉันจึ่งนึกว่า น่าประหลาดจริง ๆ, เกิดมาไม่เคยเห็นเช่นนี้. เคยไล่ช้างไล่กวางที่วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วก็ทัน. แต่นี่นักบวชรูปนั้นเดิรตามปกติ และเราวิ่งเต็มฝีเท้าด้วยซ้ำทำไมจึ่งไล่ไม่ทัน. เท้าเป็นอะไรไปหนอในวันนี้?

ฉันหยุดแล้วตะโกนสั่งนักบวชรูปนั้นว่า

“หยุดนา! พระ, หยุด!”

นักบวชยังเดิรเฉยเรื่อยไป แต่หันมาบอกว่า

“องคุลิมาล เราหยุดแล้ว ท่านควรหยุดนิ่งเสียด้วย.”

ฉันประหลาดใจซ้ำลงไปอิก นึกว่า ดีร้ายนักบวชนี้ คงอาศัยสัจจกิริยาอะไรอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ยิงไม่ถูกตัวแคล้วคลาดไปหมด วิ่งไล่ก็ไม่ทัน. แต่นี่ไฉนหนอจึ่งแสร้งกล่าวเท็จซึ่ง ๆ หน้า ว่าตนหยุดนิ่งอยู่ ทั้งที่เราเห็นกับตาว่า แกยังเดิรดุ่ม ๆ อยู่ - ส่วนตัวเราสิหยุดยืนหอบอยู่กับที่ เข้าคู้กับต้นไม้ต้นนี้เห็นอยู่โต้งๆ, ยังมีหน้าพูดว่าเราไม่ได้หยุด คิดดูเหมือนนกที่บินอยู่ บอกต้นไม้ว่า “ต้นไม้, เราหยุดนิ่งแล้ว, แต่สูท่านยังไม่หยุดนิ่ง.” แปลกจริง ! คงมีอะไรลึกลับอย่างหนึ่งในคำพูดนี้, บางทีจะมีประโยชน์แก่เรา ที่จะได้ข้อรหัสย์กถาอาคมไว้ใช้บ้าง, ดีกว่าจะฆ่าเสีย.

นึกแล้ว จึ่งร้องตอบว่า -

“ก็ท่านยังเดิรอยู่ ทำไมจึ่งบอกว่าหยุดเล่า? ส่วนตัวเราหยุดแล้ว, ท่านไพล่บอกว่ายังเดิรอยู่. ดูก่อนพระ โปรดอธิบายให้ฟังว่า ที่ว่าท่านหยุดนิ่งอยู่นั้นเป็นอย่างไร, และตัวเราไม่ได้ยืนนิ่งอยู่ดอกหรือ?”

นักบวชตอบว่า “เราผู้มิได้ทำเวรภัยในสรรพสัตว์ คือหยุดแล้ว ไม่เร่ร่อนไปอีก แต่ตัวท่านนั้น เป็นผู้มีใจมุ่งร้ายต่อสรรพสัตว์ทุกขณะจิตต์ ต้องเร่ร่อนเพราะอกุศลกรรมไม่มีเวลาหยุด รับทุกข์ทรมานจากที่หนึ่งแล้ว ต้องไปสู่อิกที่หนึ่งเรื่อยไป”

ฉันตอบว่า “ที่เราเป็นผู้เร่ร่อนอยู่เป็นนิตย์ ความข้อนี้ก็เคยได้ยิน. แต่ว่าหยุดนิ่งอยู่ ไม่เร่ร่อนไปอีกนั้น ยังไม่เข้าใจ. เออท่านพระ, โปรดชี้แจงเหตุผลที่ได้กล่าวรวมยอดสองสามคำเมื่อกี้นี้ให้เข้าใจแจ่มแจ้งด้วย เชิญดู. ข้าพเจ้าวางหอกลงแล้ว, และขอปฏิญญาศาบานที่จะให้อภัยในชีวิตท่านเพื่อศานติสุข.”

นักบวชตอบว่า “องคุลิมาล, ท่านได้กระทำปฏิญญาเป็นครั้งที่สองแล้ว.”

“เป็นครั้งที่สอง?”

“ครั้งที่หนึ่ง เมื่อครั้งให้สัจจกิริยาอันเป็นเท็จ.”

น่าพิศวงจริง ที่นักบวชนี้ก็แจ้งความลับครั้งนั้น, แต่ฉันมีสติทันไม่หยุดชะงักพิศวงให้เป็นพิรุธ รีบป้องกันการกระทำ ด้วยอุบายที่ฉันเห็นว่าเป็นอย่างฉลาดทันที, ได้ตอบว่า-

“ข้าแต่ท่านพระ, วาจาที่ให้สัตย์ปัฏิญญาครั้งนั้นมีความเป็นสองนัย ถ้าแปลกันตามคำที่กล่าวออกไป, ก็ไม่เป็นคำศาบานที่เป็นเท็จ, เป็นแต่ใช้โวหารที่ผู้ฟังไม่มีเชาวน์แล้วเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นไปได้. แต่ที่ข้าพเจ้าให้สัตย์ปฏิญญาครั้งนี้เป็นความจริง ทั้งแปลตามคำและแปลตามสำนวนทั้งสองประการ.”

“ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะท่านจะให้ศานติสุขแก่เราไม่ได้. ถ้าเราจะให้ศานติสุขแก่ท่านจึ่งจะเป็นการถูกต้อง.”

เมื่อนักบวชนั้นพูดดั่งนี้แล้ว ก็แสดงอาการเป็นมิตรภาพ บอกให้ฉันเข้าไปหา. ฉันเข้าไปด้วยความเคารพ.

เธอนั่งลงตรงร่มไม้ใหญ่ บอกให้ฉันนั่งแทบเบื้องบาท แล้วก็ตั้งต้นสั่งสอน ถึงเรื่องบุณย์บาปมีผลตามสนองเป็นไปอย่างไร ได้ชี้แจงให้ฟังอย่างง่าย ๆ ชัดเจน และแจ่มแจ้งทุกแง่ทุกเงื่อน เท่ากับอธิบายแก่เด็ก ๆ. เพราะความจริง ตัวฉันไม่เคยเล่าเรียนอรรถธรรมมาเลย, ไม่เหมือนกับศิษย์นักบวชอื่น ๆ ซึ่งตามธรรมดาเป็นบุตรพราหมณ์ ย่อมได้รับการศึกษามีความรู้ในพระเวทมาแล้ว. ส่วนตัวฉันตั้งแต่เกิดมา เคยได้ฟังความรู้ที่จับอกจับใจไม่หายก็ครั้งเดียว คือเมื่อครั้งนั่งอยู่ปลายบาทวาชศรพที่ในป่าคืนหนึ่ง และฟังคำสั่งสอนของท่านผู้นั้น ซึ่งดูเหมือนฉันได้เคยเอ่ยชื่อแก่เธอมาแล้ว, ครั้นมาได้ฟังคำสั่งสอนของนักบวชรูปนี้ รู้สึกข้อความสุขุมกินใจซาบซึ้งเหลือเกิน. ท่านชี้แจงว่า ที่บุุคคลต้องไปเกิดที่นั่นที่นี่ ในโลกมนุษย์บ้าง ในสวรรค์บ้างและในนรกบ้าง เพราะกรรมเท่านั้น เป็นเหตุปรุงแต่งให้ไปเกิด หาใช่เพราะอำนาจเด็ดขาดที่มาจากสวรรค์ไม่ คำอธิบายนี้ผิดกว่าที่วาชศรพได้เคยสั่งสอน เป็นการตรงกันข้าม. วาชศรพพิสูจน์ให้เห็นอย่างง่าย ๆ และอ้างอิงพระคัมภีร์เป็นหลักว่าไม่มีนรก, ที่กล่าวถึงนรกในพระคัมภีร์เป็นของคนขลาดแทรกเสริมเติมขึ้นใหม่ เพื่อขู่ให้ผู้มีใจเหี้ยมหาญเกิดกลัวไม่กล้าทำร้ายตัว ซึ่งเป็นความคิดขลาดอ่อนแอ ที่วาชศรพอธิบายอย่างนี้ ฉันเองก็ไม่สู้เลื่อมใสเห็นจริงไปหมด จึ่งเกิดความสงศัยว่า นักบวชผู้นี้จะสามารถทำให้ฉันเกิดความเลื่อมใสได้ละหรือ? นี่ก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าเป็นความเห็นแย้งความเห็น, ปราชญ์ต่อปราชญ์แย้งกัน. ถึงหากว่านักบวชนี้ จะเป็นสาวกสำคัญผู้ใดผู้หนึ่งของพระศากยบุตรก็ตามที, แต่วาชศรพ ก็มีศิษย์ที่นับถือเลื่อมใสอยู่มาก. ถึงเวลานี้วาชศรพจะดับขันธ์ไปแล้ว, สามัญชนก็ยังเซ่นบูชาถือว่าเป็นผู้สำเร็จผู้หนึ่ง. เมื่อเช่นนี้ ใครเล่าจะเป็นผู้ตัดสินว่าคำสั่งสอนของฝ่ายไหนผิดและถูก?

กำลังนึกอย่างนี้ นักบวชผู้นั้นก็เตือนว่า “องคุลิมาล, ท่านมิได้ตั้งใจฟังคำที่เราพูด, กำลังไปนึกถึงวาชศรพและลัทธิที่เห็นผิดของเขา.”

ฉันตกตะลึง, ยอมรับตามความจริงที่นึกอย่างนั้น, และถามว่า “ข้าแต่อริยะ, ท่านรู้จักวาชศรพสหายของข้าพเจ้าด้วยหรือ?”

“มีผู้ชี้ให้ดูหลุมศพที่นอกประตูเมือง แต่ก็มีคนเดิรทางที่โง่เขลาไปเซ่นไหว้อ้อนวอนนับถือว่าเป็นผู้สำเร็จอรหันต์.”

“เช่นนั้น ไม่ใช่อรหันต์ดอกหรือ?”

“นั่นแหละ ถ้าท่านว่าเขาเป็นอรหันต์ผู้หนึ่ง, ก็ควรจะไปเยี่ยมกรายดู ว่าในเวลานี้เสวยผลความเป็นอรหันต์อย่างไรบ้าง.”

ที่นักบวชพูดเช่นนี้ ดูประหนึ่งว่าอาจไปเยี่ยมกันได้ง่าย จากบ้านหนึ่งสู่บ้านหนึ่ง, ทำให้ฉันจังงัง มองดูนักบวชนั้นอย่างตะลึง ออกอุทานว่า “ไปเยี่ยมวาชศรพ?” ไปได้อย่างไรกัน?”

“ก็ยื่นมือมาให้เรา. เราจะเข้าฌาน อันเป็นเครื่องช่วยให้ถึงวิถีที่บังคับให้เทวดาและภูตปิศาจมาปรากฏร่างให้เห็นขึ้นในดวงจิตต์, แล้วเราจะได้เดิรตามไปโดยวิถีนั้น จะได้เห็นสิ่งที่ท่านต้องการเห็นด้วย.

ฉันยื่นมือให้ นักบวชรูปนั้นนั่งตาตกสงบนิ่งอยู่เป็นนาน ตลอดเวลาที่ฉันเองยังไม่เห็นแปลกประหลาดอย่างไร. ทันใดนั้นรู้สึกคล้ายกับว่ายน้ำ ถูกผีพรายฉุดแขนขาลงไป. ท้องฟ้าอันเขียวและต้นไม้บนฝั่งที่เคยเห็นก็หายไป มีคลื่นซัดมากลบศีรษะ หนักเข้า ๆ ทุกทีจนท่วมตัว. ช้าๆ นาน ๆ มีเปลวแปลบแลบสว่างเป็นคราว ๆ อยู่รอบตัว แล้วมีเสียงดั่งฟ้าลั่นเปรี้ยะใหญ่จนชาหู.

ในที่สุด รู้สึกว่าตัวตกอยู่ในที่แห่งหนึ่งคล้ายถ้ำมหึมามืดมิดไปหมด นอกจากมีแสงสว่างนับไม่ถ้วนสายฉายแวบ ๆ อยู่. เมื่อประสาทชินต่อลักษณะสถานที่นี้แล้ว จึ่งสังเกตเห็นว่าแสงสว่างที่แวบ ๆ อยู่นั้น คือแสงหอกเหล็กนับจำนวนไม่ถ้วน แกว่งไกวกระทบกันไปมาอยู่ฉาดฉาน เหมือนกองพลในสงครามผีมองไม่เห็นตัวผู้ถือ. ทั้งได้ยินเสียงร้องอื้ออึง ไม่ใช่เสียงบ้าเลือดเดือดดุร้ายของเหล่าผู้ที่เข้าสัปยุธกัน แต่เป็นเสียงครวญครางด้วยรับความทุกขเวทนา เพราะเจ็บปวด. เสียงเหล่านี้เป็นของใครมองไม่เห็นตัว, และได้ยินมาข้างใต้พื้นสั่นสะเทือนตรงที่ปลายหอกอันแกว่งไกว. ส่วนบนพื้นนั้นว่างเปล่าไม่มีอะไร.

ในสถานที่ว่างเปล่าอยู่นี้ ขณะนั้นมีรูปคนพุ่งขึ้นมาจากปากช่องมืดตื้ออยู่ทางขวาสามคน. คนอยู่กลางเป็นรูปวาชศรพ มีการเปลือยสั่นเทิ้มคล้ายไข้จับหรือถูกความหนาวอย่างแรงกล้า. ส่วนผู้คุมซ้ายขวาวาชศรพ กายเป็นมนุษย์แต่เท้าเป็นนก กรงเล็บแหลมโง้ง ตนหนึ่งหัวเป็นปลา อิกตนหนึ่งหัวเป็นศุนัก มือถือหอกยาว. ภูตหัวปลาแนะนำขึ้นก่อนว่า-

“ข้าแต่พระอริยเจ้า, ที่นี้คือนรกหอกซึ่งผู้ทำบาปตกมา ต้องทนทุกข์ทรมาน ถูกแทงด้วยหอกที่ชูแกว่งชุลมุนอยู่นี้เป็นเวลาหมื่นปี. เมื่อเสวยวิบากครบกำหนดแล้ว, ก็จะไปเกิดใหม่ในภพอื่นตามควรแก่เศษผล.”

แล้วภูตหัวศุนักพูดว่า-

“ข้าแต่พระอริยเจ้า, ถ้าปรากฏมีหอกเสียบหัวใจสองเล่ม ก็แสดงกาลกำหนดว่าสัตว์บาปนั้นได้รับโทษทรมานล่วงมาแล้วสองพันปี.”

พอพูดขาดคำ นายนิริยบาลทั้งสองก็ซัดหอกเข้าไปปักกายวาชศรพ. ทันใดนั้นคล้ายกับว่าการซัดหอกเล่มที่หนึ่งนี้เป็นอาณัติสัญญาณ, บรรดาหอกที่อยู่รอบตัวก็เคลื่อนไหวแปลบปลาบพุ่งเข้าเสียบติดร่างกายวาชศรพชุลมุนทุกด้าน, และยังมีฝูงกาปากเหล็กพากันมาจิกเนื้อทึ้งหนังกินซ้ำลงอิก.

เห็นแล้วให้ขนพองสยองเกล้า ทั้งสงสารวาชศรพที่ร้องครวญครางเพราะความเจ็บปวดรวดเร้า เลยหมดสติไปด้วย. ครั้นฟื้นได้สติแล้ว แลเห็นว่าตัวมานอนอยู่ในป่าใต้ต้นไม้ใหญ่แทบเบื้องบาทนักบวชนั้น. ท่านถามว่า-

“องคุลิมาล, เห็นแล้วหรือยัง?”

“เห็นแล้ว, ผู้เจริญ.”

“เป็นอย่างนี้แหละ. เบื้องหน้าแต่ร่างกายท่านสลายตายไปแล้ว, อกุศลกรรมที่ทำไว้จะสนองผลบังคับให้ตรงลงไปเกิดในนิริยโลก ถูกชำระสะสางลงโทษอย่างเดียวกัน: คือนายนิริยบาลจะเอาหอกซัดตัวท่านให้ได้รับทุกข์ทรมาน. ดั่งนี้ จะสมควรแก่โทษบาปที่ท่านก่อสะสมไว้เพียงพอหรือไม่?”

“ไม่เพียงพอแก่บาปที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้แล้วเลย, ท่านผู้เจริญ.”

“ก็เมื่อมองเห็นอยู่แล้วดั่งนี้, องคุลิมาล, วิถีที่เป็นอยู่ของท่านในเวลานี้ จะควรดำเนิรต่อไปหรือไม่?”

“ไม่บังควรเลย, ท่านผู้เจริญ. ข้าพเจ้าไม่ขอเดิรทางที่ดำเนิรมาแล้วต่อไป. ข้าพเจ้าขอเลิกความประพฤติอันหยาบช้าทารุณ และขอยึดเอาท่านเป็นที่พึ่ง.”

“องคุลิมาล, นานมาแล้วครั้งหนึ่ง พระยมเห็นความทุกข์ทรมานของสรรพสัตว์ ก็สลดใจรำพึงว่า ‘แท้จริง ผู้ใดกระทำอกุศลกรรมในโลก ย่อมต้องได้รับโทษสนองหลายเท่าทวีคูณ กระไรหนอ เราพึงไปเกิดเป็นมนุษย์ ในสมัยที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติในโลกด้วย. เราพึงได้เฝ้าพระพุทธองค์เพื่อฟังพระธรรมเทศนา ให้บังเกิดความรู้แจ้งของจริง’ พระยมที่กล่าวคำประณิธานนี้, องคุลิมาล, คือตัวท่านนี่เอง. ท่านได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาเกิดในมัธยมประเทศ ซึ่งมีที่รมณียสถานน้อยแห่งนัก, แต่ว่ามีป่าเขาและลำธารอันเปล่าเปลี่ยวกันดารกอบด้วยอันตรายมากมาย ฉันใดก็ดี, สัตว์ที่เกิดมาในโลก มีน้อยนักน้อยหนาที่จะบรรลุถึงมนุษยธรรม, นอกนั้นก็งมงายป่าเถื่อนเปรียบกับแดนกันดารอื่นๆ อันกว้างใหญ่ไพศาลเสียเปล่า. อิกอย่างหนึ่งมนุษย์ที่ได้มีโอกาสพบปะพระพุทธเจ้าก็เพียงสองสามชั่วคนเท่านั้น, มนุษย์นอกนั้นไม่ได้มีโอกาสพบพระพุทธเจ้า มีมากมายเหลือคณนา, แต่ส่วนตัวเธอ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ในสมัยที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัส, ได้พบท่านได้เฝ้าท่าน, ก็นับว่าเป็นผู้มีวาสนาวิเศษอยู่แล้ว.”

เมื่อฉันได้ยินอภิปรายดั่งนี้ ก็ทราบประจักษ์ว่าท่านนักบวชคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, บังเกิดปีติอิ่มเอิบใจ, ยกมือขึ้นประสานถวายอภิวาท เปล่งอุทานว่า-

“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงความบริศุทธิ์อุดมเลิศ, พระองค์นั้น คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่แท้ ทรงพระมหากรุณาแก่สรรพสัตว์, ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระกรุณาให้ข้าพระองค์ได้ยึดถือเป็นสรณะด้วย.”

“สาธุ จงฟังคำเราต่อไปนี้-

“ถึงกระนั้น มนุษย์ที่เกิดมา ได้เห็นพระพุทธเจ้ายังน้อยคนอยู่แล้ว, แต่ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมของพระองค์นั้นมีน้อยกว่า, และยิ่งกว่านี้ ผู้เข้าใจในพระธรรมก็ยิ่งน้อยลงไปอิก แต่ตัวท่านมาพบเราแล้วทั้งได้ฟังและรับรสพระธรรมนี้. มาเถิด, องคุลิมาลผู้สาวก.”

แล้วพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปในป่า ประดุจดั่งนายพรานช้างขึ้นขี่บนหลังสารซับมัน ซึ่งบำราบให้เชื่องแล้ว. พระองค์เสด็จออกจากป่าอิก ประดุจดั่งนายพรานช้างออกจากป่า มีช้างป่าซึ่งเขาได้ฝึกให้เชื่อง ติดตามมาด้วยโดยดีฉะนั้น.

ด้วยประการฉะนี้ ฉันมาหาเธอวันนี้ ไม่ใช่เป็นองคุลิมาลโจรร้าย, แต่เป็นองคุลิมาลสาวกพระพุทธเจ้า. จงดูเถิดว่า ฉันได้โยนทิ้งหอกและกระบองเสียแล้ว, เลิกเว้นการทรมานฆ่าฟันแล้ว, แผ่ความศานติสุขแก่เพื่อนร่วมโลกเป็นเบื้องหน้า.

.

.......................


สามสิบห้า การบูชาอันบริศุทธิ์


ฉันรู้ไม่ได้ว่านานกี่มากน้อยกว่าฉันจะเปิดปากขึ้น แต่เชื่อว่านานมากอยู่. ฉันนั่งฟังมิได้ปริปากออกสักคำ ปล่อยให้องคุลิมาลเล่าเรื่องโดยลำดับ, สำรวมใจตรองตามไป ยิ่งตรองก็ยิ่งเกิดความอัศจรรย์ใจ. จริงอยู่ ฉันเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวอันเป็นของโบราณ ว่าทวยเทพกระทำปาฏิหาริย์พิลึกพิลั่น เช่นเรื่องพระกฤษณ์ครั้งอวตารมาในโลก. แต่ถ้าเอามาเทียบกับที่องคุลิมาลได้ประสพมาในป่าวันนั้น, รู้สึกว่าเรื่องขององคุลิมาลอัศจรรย์กว่ามาก.

ฉันมารำพึงอยู่ว่า มหาบุรุษใด สามารถบำราบบรมโจรแห่งมหาโจรทารุณหินชาติ ให้กลับเป็นผู้มีใจบุณย์สุนทรที่พูดกับฉันอยู่นี้สำเร็จในชั่วเวลาสองสามชั่วโมงเช่นนี้, มหาบุรุษนั้นก็ย่อมจะบำราบ สิ่งดุร้ายของสิ่งดุร้ายที่สุดแห่งธรรมชาติซึ่งมีในสกลจักรวาลได้ง่ายดาย. นั่นแปลว่า พระองค์จะสามารถบันดาลให้ดวงใจของฉัน ซึ่งเจ็บปวดร้อนรุมอยู่เสมอให้สงบเย็นได้หรือไม่หนอ? จะทรงกำจัดเมฆในราตรีกาล คือ ความกลุ้มกลัดเหี่ยวแห้งใจ ซึ่งผ่านมาบดบังปะทะดวงจิตต์ให้กระจายหายศูนย์ไป เพราะแสงสว่าง คือ พระโอวาทจะได้หรือไม่หนอ? หรือว่าบางทีการกำจัดอารมณ์ร้ายให้เหือดหายได้นี้ เป็นของยากกว่าการบำราบโจร ซึ่งที่จริงก็เป็นปัญหาที่ดูเหมือนจะพ้นความสามารถแห่งนักพรตผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด จะแก้ตกได้.

สำหรับฉันเองนึกท้อใจ คิดเห็นเสียว่าโรคอย่างฉันเป็นสิ่งที่แก้ยาก, แต่ก็ยังอยากจะให้สบายใจเหมือนเขา จึ่งอดซักไม่ได้ว่า นักบวชที่องคุลิมาลเรียกว่าพระบรมศาสดานั้นอยู่ที่ไหน, จะไปขอความช่วยเหลือบางอย่างจะได้หรือไม่.

องคุลิมาลตอบทันทีว่า “ถูกแล้ว. เธอควรจะไต่ถามความนี้เป็นข้อแรกที่สุด. อันที่จริงเมื่อไม่ถามข้อนี้ ก็จะถามข้อไรเล่า? และเพราะเหตุข้อนี้เองที่ฉันมาหาเธอ. เราทั้งสองต่างเข้าใจกันว่า เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในเรื่องก่อกรรมทำเข็ญ ก็เป็นการสมควรที่จะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกันในเรื่องดี ๆ แต่บัดนี้. พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเสด็จประทับอยู่ในป่าประดู่ลายซึ่งเธอเคยพูดถึง. รีบไปเฝ้าเสียในวันพรุ่งนี้, แต่ควรไปในเวลาเย็น. เพราะในเวลานั้น พระภิกษุสงฆ์ออกจากที่เร้นประชุมกันอยู่ที่เทวสถานเก่าพระกฤษณ์ เพื่อสดับพระธรรมเทศนา, และผู้อื่น ๆ ก็พากันไปฟัง. เพราะในเวลานั้น มีสัตบุรุษทั้งหญิงชายชาวกรุง พากันไปเฝ้า เพื่อสดับพระธรรโมวาทอันสว่างรุ่งเรืองปานดวงประทีป. ในเวลาเช่นกล่าวนี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีสัตบุรุษไปฟังกันมากขึ้น, บางวันชุมนุมกันจนดึกดื่น. เรื่องเหล่านี้ ฉันทราบมาแต่ก่อนอย่างถี่ถ้วน. เพราะเมื่อครั้งยังเป็นคนมืดโมหันธ์ใจบาปหยาบช้าอยู่ เคยคิดกะการไว้ว่า จะยกพวกไปปล้นสัตบุรุษที่ไปชุมนุมกัน เพราะเห็นว่าข้าวของต่าง ๆ ที่พวกสัตบุรุษนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ ก็มีราคาไม่น้อย ซึ่งไม่ควรจะละเลยเสีย. แต่ข้อใหญ่ใจความที่มุ่งหมายจะไปปล้น คือประสงค์จะจับตัวคนสำคัญ เรียกเอาค่าถ่ายเป็นจำนวนมาก. ทั้งยังนึกหวังไว้ในคราวเดียวกัน ว่าเมื่อเกิดมีเหตุอุกฉกรรจ์ขึ้นในที่ใกล้ประตูเมืองเช่นนี้ คงจะเป็นทางให้สาตาเคียรต้องออกมานอกเมืองเป็นแน่. ความที่คิดไว้นี้ คิดไว้เมื่อก่อนที่ยังไม่ทราบว่าสาตาเคียรมีราชการจะต้องออกไปในเวลาไม่สู้ช้านัก. ดูก่อนนางผู้เจริญ, เธอจงอย่าได้ละเลยไปสู่เทวสถานพระกฤษณ์ในเวลาเย็นพรุ่งนี้ เพราะจะเป็นทางปลดเปลื้องความทุกข์เธอได้. ฉันจะต้องรีบกลับไปเสียแต่เดี๋ยวนี้. นี่ก็ยังไม่แน่ว่าจะไปทันฟังพระธรรมเทศนาบ้างหรือไม่ แต่กระนั้น ในกลางคืนเดือนหงายอย่างนี้ พระสงฆ์ท่านมักจะชุมนุมสนทนาปัญหาธรรมอันลึกซึ้งกันอยู่, และอนุญาตให้ชาวบ้านฟังได้”

องคุลิมาลก้มลา แล้วก็รีบไปทันที.

รุ่งขึ้นก่อนเที่ยง ฉันชวนเมทินีซึ่งเวลานี้ไปอยู่กับโสมทัตต์ผู้สามี. เมทินีรับปากว่าจะไปด้วย เหมือนที่เคยพากันไปเมื่อครั้งกระโน้น. อันที่จริง เมทินีเคยขอให้สามีพาไปที่นั่นในเวลาเย็นสักวันหนึ่ง, แต่เกรงพราหมณ์ที่บ้านจึ่งไม่กล้าไป. คราวนี้มีโอกาส เพราะภริยาเสนาบดีมาชวน, พวกพราหมณ์ไม่กล้าขัดข้อง.

เราพากันไปที่ตลาด โสมทัตต์คอยอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว เพื่อจัดหาของที่สมควรแก่สมณบริโภคสำหรับถวายพระภิกษุและภิกษุณี, ได้ซื้อยาแก้โรคไปด้วยเป็นอันมาก. จ่ายของเสร็จแล้วกลับบ้าน, ค้นหาภาชนะสำหรับบรรจุน้ำมันเนยอย่างดี น้ำผึ้ง น้ำตาล และของอื่น ๆ อิกหลายอย่าง. แล้วจัดเครื่องหอม มีน้ำอบ ผงไม้จันทน์ กำยาน, และเลือกสรรดอกไม้ในสวนอย่างงาม. เตรียมเสร็จแล้ว, ถึงเวลาเย็นที่กำหนดไว้ ให้คนขนของถวายพระขึ้นบนเกวียนเทียมด้วยลา. ส่วนเรานั่งในเกวียนอิกเล่มหนึ่งมีหลังคา เทียมด้วยม้าคู่พันธุ์สินธูสีขาวสะอาด ซึ่งเลี้ยงด้วยข้าวเปลือกค้างสามปีด้วยมือของฉันเอง; แล้วเคลื่อนออกประตูเมืองไป.

พระอาทิตย์ตกต่ำถึงยอดหอคอยของเมืองแล้ว ส่องแสงจับผงธุลีที่ปลิวฟุ้งไปตามทางเห็นเป็นปรมาณูทอง. ในทางตลอดไปมีผู้คนเป็นอันมาก พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์อย่างเดียวกับเรา. ล่วงมาไม่ช้าก็ถึงปากทางที่จะเข้าสู่สวนป่า, หยุดเกวียนลงเดิรไป; ส่วนเข้าของก็ให้บ่าวไพร่แบกตามหลัง.

จำเดิมแต่คืนที่เราต้องจากกันไปณที่ตรงนี้ ฉันไม่ได้ย่างเหยียบในป่านี้อีก, ครั้นบัดนี้ได้มากับผู้ที่เคยมาด้วยกัน. เข้ามาถึงแดนอันร่มรื่น รู้สึกชุ่มชื่นซาบซึ้งเข้าไปในดวงใจ. คล้ายกับว่าความหอมซึ่งอัดเก็บไว้ภายในนานมาแล้วจนกลิ่นนั้นงวดข้นเข้า เมื่อระเบิดออกมา ก็กลายเป็นกลิ่นมีพิษ กระทำให้ฉันหยุดนิ่งจังงัง. ดูเหมือนว่า ความรักของฉันจะกลับฟื้นขึ้นมาอย่างพรั่งพรูเต็มที่แล้ว มีศัตรู คือ ความระทมมากั้นขวางไว้. ฉันยืนรวนเรใจว่าจะเดิรต่อไป หรือจะหันหลังกลับเสียดี. เพราะที่มานี่ไม่ใช่มาฟื้นความรักของเก่าแก่, แต่เพื่อแก้ไขความรักนั้น กลับมีอาการรี ๆ รอ ๆ เช่นนี้ กระทำให้เมทินีเกิดความรำคาญใจ เพราะเห็นคนอื่นเขามาทีหลังขึ้นหน้าไปหมด.

อันภูมิภาพในป่า เวลาแดดตอนเย็นส่อง มีสีดั่งแสงทองอ่อน ๆ ลอดเข้ามาตามช่องต้นไม้, เสียงลมพัดต้องใบไม้ดังกระเส่าคล้ายคนกระซิบ, ประกอบทั้งผู้ย่างเข้ามาในเขตต์ ก็สงัดเสียงมีกิริยาสงบเสงี่ยม, ตามโคนไม้ มีนักบวชนุ่งห่มเหลือง นั่งขัดสมาธิเจริญภาวนาแน่วนิ่ง, ช้า ๆ นาน ๆ บางรูปก็ลุกขึ้น มิได้เหลียวซ้ายแลขวา เดิรมุ่งไปสู่ที่เดียวกัน: ลักษณะเหล่านี้ ยังปีติให้เกิดขึ้น เห็นความผิดปกติอันเป็นไปในทางศักดิ์สิทธิ์ บังเกิดความเลื่อมใส เกิดกำลังวังชาเดิรต่อไปได้, ทั้งพระวาจาที่พระบรมศาสดาตรัสกะองคุลิมาลว่า มนุษยชาติที่เกิดมา ล่วงกาลหลายร้อยชั่วอายุคนนักที่ได้พบพระพระพุทธเจ้าตรัสในโลก, และน้อยคนนักที่เกิดในสมัยพุทธกาล จะได้เห็นพระโฉมและฟังพระพุทธโอวาทจากพระโอฐโดยตรง. ดั่งนี้ เข้าไปกรอกอยู่ในโศรตรประสาทของฉัน ดังเหมือนระฆังตีในอาราม. ฉันรู้สึกว่าจะได้ประสพมงคลที่ผู้เกิดมาภายหลังนึกริษยา.

ครั้นมาถึงที่ว่างกลางป่า ซึ่งมีเทวาลัยร้างตั้งอยู่, ก็เห็นพระภิกษุภิกษุณีและคฤหัสถ์มาประชุมกันอยู่เป็นอันมาก, ยืนเป็นหมู่อยู่ใกล้บริเวณเทวาลัยร้าง ซึ่งเห็นอยู่ตรงหน้า. ณที่ใกล้แห่งหนึ่งอยู่ในทางที่เราจะเข้าไป มีพระภิกษุหมู่ใหญ่. ในจำนวนนั้นมีองค์หนึ่งรูปร่างสูงอวบผิดปกติ เมื่อเห็นเข้าก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร. ขณะเรายืนหาโอกาสว่าจะเดิรต่อไปทางไหนดี, ก็เห็นพระภิกษุสูงอายุองค์หนึ่งออกมาจากป่า ทรวดทรงผึ่งผายสมเป็นเชื้อชาติกษัตริย์ มีลักษณะสูง พระพักตร์อิ่มด้วยศานติ. ทันใดนั้นฉันก็นึกขึ้นทันทีว่าองค์นี้กระมังหนอ คือพระมุนีศากยบุตร ซึ่งเขาขนานพระนามว่า พระพุทธเจ้า.

ในพระหัตถ์กำใบประดู่ลาย ทรงหันไปทางหมู่พระภิกษุ ซึ่งฉันกล่าวเมื่อกี้นี้, และตรัสว่า-

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันใบไม้ที่เรากำไว้นี้ กับใบไม้ที่มีอยู่ในป่าโน้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน?”

พระภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า

“ใบไม้ในพระหัตถ์มีจำนวนน้อยกว่าที่มีอยู่ในป่าโน้น, พระเจ้าข้า,”

ณบัดนี้ ฉันทราบแล้วว่าผู้กล่าวนั้นคือพระพุทธเจ้า. พระองค์ตรัสต่อไปว่า-

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความจริงก็เช่นนั้น. สิ่งที่เราตถาคตได้เห็นแจ้งแล้ว แต่มิได้แสดงแก่พวกท่าน ยังมีมากกว่าที่ได้แสดงแล้ว, มีอุปมาเหมือนใบประดู่ลายที่อยู่ในมือเรา กับที่มีอยู่ในป่าฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เป็นไฉนเราจึ่งไม่แสดงให้ฟังทั้งหมด? ก็เพราะไม่เป็นสาระประโยชน์เพื่อความหลุดพ้น, ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์, ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายในโลกีย์, ไม่เป็นไปเพื่อจืดจางความรักใคร่ยินดี, ไม่เป็นไปเพื่อความเย็นใจ, ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ, ไม่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง, ไม่เป็นไปเพื่อความตื่นเต็มที่, และในที่สุด ก็ไม่เป็นไปเพื่อนิรพาณ.”

กามนิตออกอุทานขึ้นว่า “อย่างนี้แหละ ตาขรัวแก่ที่เคยอธิบายให้ฉันฟัง ก็พูดถูกแล้ว.”

วาสิฏฐี- “ตาขรัวแก่ที่ไหน?”

กามนิต- “ก็นักบวชแก่ ที่ฉันเคยเล่าให้เธอฟังว่า เมื่อครั้งฉันยังมีชีวิตอยู่ในมนุษยโลก ได้สนทนากันในบ้านช่างหม้อใกล้กรุงราชคฤห์คืนหนึ่ง ได้เป็นผู้อธิบายหลักลัทธิของพระบรมศาสดาให้ฟัง. ถ้อยคำอธิบายมีหลายประการที่เหมือนกับเธอเล่านี้.”

วาสิฏฐี - “บางทีจะเป็นพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่งแห่งพระองค์. แล้วพระบรมศาสดาตรัสต่อไปว่า-

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็สิ่งใดแล ที่เราได้แสดงแก่ท่าน, สิ่งนั้นคือความจริง. เราได้แสดงแก่ท่านแล้วว่า ความทุกข์คืออะไร เหตุแห่งทุกข์คืออะไร ความดับทุกข์คืออะไร และทางดับทุกข์คืออะไร. เหล่านี้เราได้แสดงแล้ว. ภิกษุทั้งหลาย, สิ่งใดเราได้แสดงแล้ว ก็เป็นอันแสดงจบแล้ว, สิ่งใดเราไม่ได้แสดง ก็คงเป็นรายย่อยรวมอยู่ในความจริงสี่ประการนี้.”

เมื่อพระองค์ตรัสดั่งนี้แล้ว ก็แบพระหัตถ์ให้ใบไม้ร่วงลง. ใบไม้เหล่านี้ใบหนึ่ง ปลิวลอยลมหมุนติ้วมาใกล้ตัวฉัน. ฉันรีบขมีขมันออกไปรับใบไม้นั้นมาได้ยังไม่ทันตกถึงดิน เป็นเสมือนว่า ฉันได้รับตรงจากพระหัตถ์. ประคองเก็บแนบไว้ที่ทรวงอก, นับว่าเป็นของที่ระลึกหาค่าเปรียบมิได้ ในการที่มาได้ฟังพระธรรมเทศนาฉะเพาะพระพักตร์. และใบไม้นี้จะเป็นเครื่องหมายที่ระลึกติดตัวอยู่สืบไปจนกว่าชีวิตจะออกจากร่าง.

อาการกิริยาที่ฉันได้กระทำไปนี้ เป็นเหตุให้พระบรมศาสดาทรงเหลียวมาทอดพระเนตร. ขณะนั้น พระภิกษุองค์ที่สูงใหญ่ราวกับยักษ์ ลุกขึ้นถวายอภิวาทแล้วเข้าไปกราบทูลกะซิบ. พระบรมศาสดาทรงหันมาทางฉันอิกครั้งหนึ่ง แล้วประทานสัญญาณอะไรอย่างหนึ่งแก่พระภิกษุองค์นั้น. เธอก็เข้ามาหาฉัน พูดว่า “ดูก่อนนางผู้เจริญ, พระบรมศาสดาทรงคอยต้อนรับอยู่แล้ว.” เสียงนี้ฉันจำได้ทันที ว่าเป็นพระองคุลิมาล.

พวกเราทั้งหมดพากันเข้าไปเฝ้า ในระยะอุปจารสองสามก้าว ถวายอภิวาทโดยเคารพยิ่ง ด้วยเบญจางคประดิษฐ. ในใจฉันเปี่ยมปีติจนตื้นอก.

พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนนางผู้เจริญ, สิ่งของที่นำมาบูชาเป็นของมีค่ามาก, ส่วนพระภิกษุสาวกของเราเป็นผู้มักน้อย เป็นทายาทแห่งสัจธรรม หาใช่เป็นทายาทแห่งทรัพย์สมบัติไม่. แต่ทว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อนทรงอนุมัติรับเครื่องสักการบูชาจากสัตบุรุษผู้เลื่อมใสใจบุณย์ เพื่อจะให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสได้บำเพ็ญทานมัยการกุศล. เพราะถ้าสัตว์ทั้งหลายรู้แจ้งซึ่งผลทาน อย่างที่เราแจ้งอยู่ไซร้, แม้มีข้าวเหลืออยู่เพียงฟายมือเดียว ก็ย่อมแบ่งเป็นทานให้แก่ผู้ที่อัตคัดกว่า หาได้บริโภคเสียทั้งหมดแต่คนเดียวไม่ เมื่อรู้แจ้งและประพฤติอยู่อย่างนี้เป็นอาจิณ, มัจฉริยความตระหนี่ ที่รัดรึงดวงจิตต์ให้เหนียวแน่นก็จะคลายหายไป. เพราะฉะนั้นสักการวรามิษที่นำมาบูชานี้ คณะสงฆ์ย่อมรับไว้ด้วยดี เราเรียกว่าเป็นการบูชาอันบริศุทธิ์ เพราะทายกผู้บริจจาคก็มีใจบริศุทธิ์และปฏิคาหกผู้รับก็มีขันธสันดานบริศุทธิ์รองรับถูกส่วนกัน.”

ครั้นแล้วหันไปตรัสกะพระองคุลิมาลว่า “ท่านจงนำสิ่งของเหล่านี้ไปมอบแก่ภัตตุเทสก์ (ภิกษุเจ้าหน้าที่แจกของสงฆ์). แต่ก่อนที่จะไป จงจัดหาที่นั่งให้แก่พวกสัตบุรุษ เพื่อเราจะได้แสดงธรรโมวาทแก่ผู้มาฟังในวันนี้.”

เมื่อพระองคุลิมาลพาเราไปหาที่นั่งได้, พวกเราลาดอาสนะลงตรงขั้นบันไดเทวาลัย แล้วเอาพวงมาลัยสวมตามเสาเชิงบันไดซึ่งปรักหักพังแล้ว. ครั้นแล้วฉันกับเมทินีหยิบดอกกุหลาบที่บรรจุอยู่ในตะกร้าจนพูนล้นมากระจายกลีบโปรยลงบนบันไดขั้นต้น ๆ ตอนที่พระบรมศาสดาจะเสด็จยืนประทับแสดงพระธรรมเทศนา.

ระวางนี้ สัตบุรุษผู้มาฟัง ก็รวมพวกนั่งเป็นกลุ่ม ๆ ล้อมกันเป็นวงอรรธจันทร์. อุบาสกอุบาสิกาอยู่ทางซ้าย, พระภิกษุภิกษุณีอยู่ทางขวา ของเทวาลัย, พวกชาวบ้านที่มาใหม่อยู่ตอนกลางนั่งบนหญ้า, ส่วนเราอยู่ข้างเสาที่ปรักหักพัง ห่างจากบันไดไปไม่กี่ก้าว.

ผู้มาเฝ้าฟังพระธรรมเทศนา มีหมดด้วยกันประมาณห้าร้อย, ล้วนมีกิริยาสงบนิ่งตลอดไป เงียบเชียบปราศจากเสียงต่าง ๆ นอกจากเสียงลมที่กระพือมาเป็นคราว ๆ แล้วกะทบใบไม้สั่นกระเส่าอยู่เท่านั้น.

.

......................


สามสิบหก พระพุทธและพระกฤษณ


แสงแดดในเวลาเย็นส่องเป็นทาง ๆ เข้าตามช่องโหรงของหมู่ไม้ ประดุจว่าอำนวยสวัสดีจากสรวงสถาน มาสู่สัตบุรุษซึ่งชุมนุมสงบเงียบ ตั้งใจคอยสดับพระธรรมเทศนาในลำเนาป่าอันร่มรื่น. แลลอดขึ้นไปทางช่องว่างระวางยอดไม้ เห็นก้อนเมฆที่ต้องแสงแดดจับสลับสีเป็นชั้น ๆ ดูงามตา เลื่อนลอยไปในกลางฟ้าสีน้ำเงิน ปานว่าเทพบุตรเทพธิดามาชุมนุมกันเป็นอิกบริษัทหนึ่ง.

อันเทวาลัยซึ่งผนังดำคร่ำด้วยความชรา ประหนึ่งว่ายินดีรับเอาแสงแดดกำลังรอน ๆ จวนจะเลือนหายไปจากฟ้า เปรียบด้วยชายชราได้ดื่มน้ำทิพย์แล้วกลับฟื้นคืนความกระชุ่มกระชวยขึ้นฉะนั้น. ภายล่างแห่งแสงซึ่งเรื่องรองดั่งทองทา ประสมกับเงาไม้กลายเป็นสีม่วงแลดูเต้นระยับไปทุกแห่งหน. ถึงเวลาตอนนี้ ที่ประชุมสงบเสียงเงียบยิ่งกว่าเก่า เงียบจนดูเหมือนใบไม้ที่เคยไหวก็หยุดเงียบไปด้วย.

ครั้นแล้วพระพุทธองค์เริ่มแสดงพระธรรมเทศนา ประทับยืนบนขั้นบันไดเทวาลัย ซึ่งแต่กาลก่อนหลายร้อยปีมาแล้ว บรรพบุรุษของเราเคยพากันมาบูชาพระกฤษณ์ เพื่ออนุสสรณ์ถึงกิจการที่พระกฤษณ์รับทุกข์ลำบากมาแล้วในโลกนี้, แล้วผู้บูชาจะได้มีใจต้านทานความตรากตรำโดยยึดพระองค์เป็นแบบอย่าง เมื่อตายแล้วจะได้ไปสู่สวรรค์เสวยทิพยสุข. แต่บัดนี้ พวกเราซึ่งเป็นผู้สืบสาโลหิตจากท่านบรรพบุรุษที่กล่าวแล้ว ได้มาชุมนุมกันเพื่อฟังสัจจธรรมของจริง จากพระโอษฐ์พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วศึกษาพิจารณาให้เห็นแจ้งทางดำเนิรชีวิตอันหมดจดบริศุทธิ์, และในที่สุดให้มีชัยชะนะเหนือดำฤษณา คือ ความดิ้นรนทะยานอยากต่อสิ่งแปรปรวนไปเสมอไม่เป็นของคงที่, บรรลุที่สุดแห่งทุกข์ถึงพระนิพพาน.

พระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย, จงมองดูรูปหินนั้น นายช่างฝีมือเอกครั้งโบราณนานมาแล้ว ได้สลักเป็นรูปพระกฤษณ์ต่อสู้กับช้าง,” พลางทรงชี้ไปที่รูปศิลาสลักแผ่นใหญ่ ห่างจากฉันไปไม่กี่มากน้อย, ข้างหนึ่งจมลงในกอหญ้า อิกข้างหนึ่งมีเสาค้ำไว้. แสงตะวันครั้งสุดท้ายในเวลาจวนจะค่ำ ฉายพุ่งตรงต้องแผ่นศิลานั้น ให้เห็นรูปสลักชัดและจำได้ทันที: คือ รูปชายหนุ่มเหยียบอยู่บนศีรษะช้างที่ล้มลง งาข้างหนึ่งถูกชายหนุ่มคือพระกฤษณ์กระชากหักสะบั้น.

แล้วทรงเล่าย้อนถึงพญากงศ์เจ้ากรุงมถุรา กษัตริย์โหดร้ายทารุณ ออกอุบายชักชวนพระกฤษณ์ให้เข้าไปแข่งขันฝีมือเพื่อชิงรางวัลในพระราชวัง, และบอกความลับแก่ควาญช้างให้ปล่อยพลายศึกตัวที่ดุที่สุด ออกจากโรงเพื่อสังหารพระกฤษณ์ ณทางจะเข้าไปสนามแข่งขัน. พระกฤษณ์ประหารช้างนั้น หักงาเสียข้างหนึ่ง, ถือเข้าไปในสนามแข่งขันมีโลหิตอาบทั่วกาย กระทำให้พญากงศ์ตกใจเป็นอันมาก.

พระพุทธเจ้าทรงเล่าต่อไปว่า แม้พระองค์เองก็ถูกศัตรูออกอุบายให้ช้างที่ดุเดือดมาประทุษร้ายเหมือนกัน. เมื่อทอดพระเนตรเห็นช้างแล่นแปร๋แปร้นปราดมา กลับทรงกรุณามันหนัก เพราะถูกมนุษย์ใจบาปกักขฬะเอาหอกทิ่มแทงตามตัว จนโลหิตโซมหน้าอก. มิใช่แต่เท่านั้น สัตว์นี้ ตามปกติย่อมกล้าหาญมีกำลังมาก หากต้องตกเป็นเหยื่อแก่โทษะบ้าร้ายไม่รู้จักผิดชอบ เพราะขาดปัญญา, ครั้นถูกคนบาปหยาบช้าทำทารุณต่อมันเสมอ จนเกิดบ้าคลั่งดีเดือดแล้วไล่ต้อนให้มาทำร้ายพระองค์ ดั่งนี้ ควรจะได้รับความสมเพชยิ่งขึ้น. เมื่อบังเกิดพระกรุณาธิคุณพรหมวิหารเต็มในพระกมลสันดาน, พระองค์มิได้มีหฤทัยสะดุ้งต่ออันตรายภายนอก, ทรงรำพึงว่า “ถ้าเราจักบันดาลให้แสงสว่างแม้แต่น้อยฉายเข้าไปทำลายความมืดมนอนธการในช้างนั้น, ก็จะเป็นปัจจัยเปิดช่องแก่ความสว่างทวีขึ้นโดยลำดับ จนได้มีโอกาสไปเกิดเป็นมนุษย์ และสดับพระธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งครั้งหนึ่งได้พยายามประหาร. และพระธรรมนั้น จะเป็นเครื่องช่วยให้มันพ้นทุกข์.”

เมื่อทรงพุทธดำริดั่งนี้, ก็หยุดพระดำเนิรอยู่กลางทาง ยกพระหัตถ์ประทานอภัยแก่ช้างซึ่งกำลังมุเดือด และค่อย ๆ ทรงเผยพระปิยวาจาอ่อนหวานประโลมใจ. ช้างร้ายได้ยินก็หยุดชะงัก ส่ายศีรษะ ร้องก้องโกญจนาทสองสามหน ชูงวงเร่ร่อนไปมา เสมือนช้างที่ถูกอาวุธกำลังแสวงหาที่พึ่งฉะนั้น. ครั้นแล้วมันค่อยย่างช้า ๆ ตรงเข้าไปยังพระองค์, พอเข้าไปใกล้ในระยะสองสามก้าว, ก็เทาเข่าลงเหมือนอย่างที่เคยย่อให้เจ้าของขึ้นนั่ง, แล้วเดิรดุ่มโดยเสด็จเข้าไปในอุทยาน ซึ่งเป็นทางที่จะเสด็จไป, กระทำให้ศัตรูของพระองค์พรึงเพริดแลดูตากัน.

พระพุทธเจ้าทรงยกเรื่องขึ้นเปรียบเทียบด้วยประการฉะนี้.

เมื่อฉันได้ฟังเรื่องนี้ และนึกถึงเรื่ององคุลิมาล ที่เมื่อวานนี้เองมีเจตนาร้ายต่อพระพุทธเจ้า แต่กลับเป็นผู้สิ้นพยศถวายตนออกบรรพชาเป็นพระภิกษุ และนั่งมีอากัปปกิริยาเคร่งครัด กลายเป็นคนละคนอยู่ตรงข้ามฉัน, ดั่งนี้ จะให้ฉันนึกเห็นเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร? และดูเหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสจะมุ่งหมายจะโปรดฉันเป็นพิเศษ เพราะถ้าพูดสำหรับผู้มาฟัง, ยกเว้นพระภิกษุภิกษุณีผู้พหูสูตแล้ว, ก็เหนจะมีแต่ฉันคนเดียวที่เข้าใจในประเด็นของเรื่องที่ทรงสาธก.

ครั้นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องพระกฤษณ์ต่อไป ผู้มีชายาเป็นจำนวนหมื่นหกพันร้อยคน ที่บรรพบุรุษของเราเคยนับถือบูชาเช่นนี้ณเทวาลัยนี้. ดั่งได้ยินมา พระกฤษณ์ริบทรัพยศฤงคารทั้งหมด จากปราสาทท้าวนรกาสูร. และถึงฤกษ์งามยามดีวันหนึ่ง พระกฤษณ์ได้เหล่านางพรหมจาริณีทั้งหมดเป็นชายา และสมสู่อยู่ด้วยนางเหล่านี้ในคราวเดียวได้ทุกคน. นางพรหมจาริณีเหล่านี้ มีจำนวนได้หมื่นหกพันร้อยคน, อาศัยที่พระกฤษณ์แบ่งภาคไปสมสู่อยู่ด้วยทั่วกัน, ต่างย่อมเข้าใจว่าพระกฤษณ์โปรดไปสมัครสังวาสกับตนผู้เดียวเท่านั้น.

พระบรมศาสดาตรัสต่อไปว่า “และด้วยประการเช่นเดียวกัน เมื่อเราได้แสดงสัจธรรม ต่อหน้าบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ล้วนจึ่งต่างฟังและเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมนี้แก่ตนผู้เดียว.” และพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องพระกฤษณ์ต่อไป. ตามความเชื่อของบรรพบุรุษเรา นับถือว่าพระกฤษณ์ คือ พระเจ้าทรงรักษาและถนอมสกลโลก. ด้วยความกรุณาในสรรพสัตว์ พระองค์แบ่งภาคอวตารจากสรวงสถานมาทรมานพระกายในมนุษยโลก ฉันใดก็ดี ผ่ายพระองค์ก็ได้ทรงทรมานพระกายแสวงหาวิโมกษธรรม จนได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้า. ในชั้นแรกที่เสวยวิมุติสุข พระองค์ท้อพระหฤทัยที่จักแสดงพระธรรมอันล้ำลึกนี้แก่ผู้อื่น ด้วยทรงเห็นเหล่าประชากรมัวเมาจมลงในความบันเทิงโลกิยสุข ยากที่จะกลับใจมาเห็นผลการข้ามขึ้นจากสิ่งที่ติดใจในโลก เพื่อดับความกระหายดิ้นรนอยากได้ใคร่มี คือ ความเกิด. ถ้าจะทรงแสดงหลักธรรมก็ฝืนกระแสกิเลสของเขา, จะไม่มีใคร ๆ ยอมฟังเห็นแจ้งได้ง่าย. ครั้นแล้วทรงตรวจดูด้วยพระญาณวิถีอิกครั้งหนึ่ง, ก็ทรงเห็นปานว่าดอกบัวในสระ บางดอกยังอยู่ใต้น้ำบางดอกขึ้นมาปริ่มน้ำ บางดอกโผล่พ้นจากพื้นน้ำแล้ว. สรรพนรชนในสงสารโลกก็มีลักษณะเหมือนดอกบัว ที่ปัญญาต่ำทรามก็มี ที่พื้นฉลาดพอเข้าใจทันก็มี ที่ปรีชาเฉียบแหลมเชาวน์ไวก็มี. ถ้านรชนเหล่านี้ที่พอโปรดได้ ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระองค์, ก็จะเลยหลงไปในทางผิดหมดโอกาสถอนตนขึ้นได้. ถ้าได้ทรงแนะวิถีธรรมให้, บางผู้มีฝ้าอันกำบังตาเบาบาง อาจเห็นแจ้งในพระธรรมได้เหมือนกัน. เนื่องด้วยพระกรุณาธิคุณเต็มเพียบในชาวโลกดั่งนี้ จึ่งอธิษฐานพระหฤทัยเลิกจากความเป็นผู้ขวนขวายน้อยปลีกพระองค์เสวยวิมุติสุข ทรงพระอุตสาหะเสด็จจารึกประกาศศาสนธรรมแก่เวไนยนิกร. ที่พระพุทธเจ้าทรงสาธกเรื่องพระกฤษณ์อวตารจากสวรรค์ เสวยชาติเป็นมนุษย์ทำความสวัสดีแก่โลก ด้วยความยากแค้น ซึ่งบรรพบุรุษเคยยึดหน่วงเป็นอนุสสรณ์สำหรับกะตุ้นใจให้มีกำลังอดทนความลำบากต่าง ๆ จะได้ตั้งหน้าทำความดีนั้น, ก็เพื่อให้พุทธเวไนยผู้บุตรหลานบรรพบุรุษนั้น ๆ ได้รู้สำนึกความยากแสนเข็ญที่ทรงเผยแผ่พระธรรมอันสุขุมคัมภีรภาพ แล้วและจะได้เกิดพลอินทรีย์ต้านทานความอ่อนแอจากอำนาจกิเลสต่าง ๆ พยายามบากบั่นบำบัดเพลิงราคะโทษะโมหะให้ดับมอด ประสพแต่ความเย็นใจ คือ พระนิรพาน ด้วยวิโมกษธรรม.

เมื่อพระองค์ตรัสตอนนี้ ตัวฉันรู้สึกปีติอิ่มเอิบใจ, เพราะฉันคงเป็นผู้หนึ่ง ซึ่งทรงเห็นว่าเสมือนดอกบัวที่ผุดขึ้นพ้นพื้นน้ำแล้ว, และด้วยพระมหากรุณาคุณ ฉันคงปฏิบัติโมกษธรรมบรรลุความหลุดพ้นจากเพลิงทุกข์ได้สักวันหนึ่งในภายหน้า.

ต่อไปพระบรมศาสดาทรงพรรณนากิจการแห่งวีรบุรุษ คือ พระกฤษณ์ ที่ได้ปลดเปลื้องความเดือดร้อนลำเค็ญแห่งโลก ให้พ้นทารุณกรรมจากสัตวบาป ยังความศานติสุขให้เกิดแก่บรรดาสรรพสัตว์, แล้วทรงบรรยายเรื่องพระกฤษณ์ปราบงูน้ำชื่อกาลิยะ ฆ่าอริษฎาสูรผู้แปลงเป็นโค และเธนุกาสูรซึ่งแปลงเป็นลา และกำจัดท้าวพญาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มีพญากงศ์และพญาโปณฑรกเป็นต้น; โลกจึ่งพ้นจากยุคเข็ญมิคสัญญี.

แต่ว่าในส่วนพระบรมศาสดา พระองค์มิได้ทรงต่อสู้กำจัดศัตรูภายนอกด้วยเวรประติเวร, แต่ว่าทรงสั่งสอนให้กำจัดศัตรูภายใน ได้แก่ความโลภ ความโกรธ ความหลง. พระองค์มิได้ทรงปลดเปลื้องความทารุณกักขฬะอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ว่าทรงปลดเปลื้องทุกข์ให้หมดสิ้นเชิงเท่านั้น. แล้วทรงกล่าวถึงความทุกข์ซึ่งมีอยู่ทั่วสากลและติดตามตนไปเหมือนเงา. ฉันรู้สึกเหมือนมีใครค่อยผะจงยกเอาความหนักที่ท่วมทับหัวใจ คือความทุกข์ในความรักไปทิ้งเสีย, เหลืออยู่แต่ความเบาใจเป็นความสุข. เกิดความเห็นว่าตัวฉันไม่ควรสงวนสิทธิ์ที่รับความสุขนี้ตลอดกาลแต่ผู้เดียว เมื่อคนอื่น ๆ ยังเพียบด้วยทุกข์อยู่, สมควรเผื่อแผ่แก่คนเช่นเมทินี ซึ่งมีอาการงง ๆ ในกระแสพระพุทธโอวาท. ว่าแต่สำหรับฉันได้เสพความสุขนี้แล้ว: ความสุขนี้ได้เกิดมีแก่ฉัน, ครั้นคลี่คลายขยายตัวแล้ว ก็คงจะล่วงพ้นไป, ตามนัยที่พระองค์ทรงแสดง ว่าสิ่งทั้งปวงย่อมมาแต่เหตุ, เมื่อถึงกำหนดสิ้นเหตุก็ล่วงไป ๆ. อันความแปรผันไม่คงที่นี้ คือมายา, แต่ความหลงปิดบังไม่ให้บุุทคลเห็นเลยเป็นเหตุก่อทุกข์เดือดร้อนใจ. ตราบใดความดิ้นรนเพื่อความอยากได้ใคร่เป็นอยู่ยังมิได้ถูกทิ้งถอนจนกะทั่งราก, ตราบนั้นทุกข์ย่อมติดตามไปด้วยทุกขณะ บุุทคลจะหนีทุกข์ไม่พ้นตราบใด ยังปล่อยให้ความดิ้นรนนี้งอกงามอยู่เสมอ ชวนเกิดความปรารถนาต่อหรือยักใหม่เรื่อยไป, ตราบนั้นทุกข์ก็ยังคงทับถมหนาแน่นอยู่. เมื่อบุุทคลยังติดใจในความเป็นโน่นเป็นนี่อย่างไม่จืดจาง, เขาย่อมชื่อว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มกำลังความรัดรึงตนให้กระชับแน่นในสงสารวัฏ, ยิ่งจมดิ่งในความทุกข์ลงทุกที ไม่มีทางโผล่พ้นน้ำได้. เมื่อฉันเห็นแจ้งดั่งนี้, เลยไม่บ่นครวญความทุกข์ที่ได้รับอยู่. และเมื่อได้ฟังพระพุทธโอวาทแล้ว, ก็เกิดความสว่างขึ้นในใจว่าแต่นี้ไป สรรพสัตว์จะไม่จำเป็นต้องเสวยทุกข์เรื่อยไป, เพราะถ้าได้ชำระดวงจิตต์ให้ผ่องแผ้วจากมูลเศร้าหมองพ้นความดิ้นรนอันเป็นตัวการณ์แล้ว ก็ย่อมบรรลุภูมิสิ้นทุกข์ทั้งหมด.

และพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงทางพ้นทุกข์จากสงสารวัฏ ด้วยวิธีกำจัดภพ คือความเกิด, กำจัดความดิ้นรนแส่อยาก และความหลงผิดในมายา, ให้สิ้นแล้ว ก็บรรลุความดับรอบข้าง คือ พระปรินิพพาน. เป็นคำชี้แจงอันอัศจรรย์. นิพพานเปรียบเหมือนเป็นเกาะโดดเดี่ยว อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันเดือดร้อนด้วยความเกิดมา, มีหน้าผาศิลาแห่งชายเกาะนี้ ถูกคลื่น คือ มฤตยูซัดสาดไม่เยือกไหว กับกระจายตีฟองคืนสู่ทะเลห้วงสงสารวัฏตามเดิม. ในมหาสมุทรนี้ มีเรือ คือ พระธรรมแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แล่นตัดไปสู่เกาะนั้นโดยปลอดอันตราย แต่ต้องฝ่ามรสุม คือ ตัณหามานะทิฐิ. และที่ทรงกล่าวถึงสถานบรมสุขนั้น, มิใช่ตรัสตามปรัมปรา หรือจากกวีผู้ร้อยกรองตามความนึกความฝันของตน, แต่ทรงแสดงตามที่ได้ทรงประสพตรัสรู้มาแล้วด้วยพระองค์เอง

จริงอยู่ ธรรมที่พระองค์ทรงปริยาย มีอยู่มาก แต่ฉันไม่ได้รับการศึกษาทางธรรมมาก่อน ข้ออรรถฟังไม่เข้าใจก็มีไม่น้อย เพราะเป็นของแปลกทั้งสุขุมลึกซึ้ง. แม้ผู้มีภูมิรู้สูงก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ง่ายในทันที. มีบางข้อบางความ ที่ฉันยังเข้าใจไม่ได้ เช่นว่า ความมีความเป็น และความไม่มีความไม่เป็น ย่อมมีในคราวหนึ่งคราวเดียวกัน, ไม่ใช่ชีวิต แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ชีวิต. แต่กระนั้นฉันยังรู้สึกเหมือนผู้ได้ฟังเพลงใหม่ ซึ่งไม่เหมือนกับเพลงที่เคยได้ยินมา แต่ว่าเป็นเพลงที่อาจเข้าใจความได้บ้าง. ส่วนรสไพเราะนั้นชำแรกแทรกซึ้งเข้าไปในดวงจิตต์ กระทำให้เหมือนว่าเข้าใจความได้ตลอดทุกข้อทุกประการ. ก็เพลงนั้นเป็นเพลงอะไรเล่า? เป็นบทเพลงที่แจ่มใสบริศุทธิ์ปานดวงแก้วที่สะอาดหมดจด, ซึ่งเทียบกับเสียงอื่น เสียงเพลงที่ได้ยินนี้คล้ายมธุรสที่ได้ยินวังเวงอยู่แต่ไกล มาจากสวรรค์เบื้องบนอันสูงลิบ, บังเกิดความปรารถนาอย่างใหม่ ซึ่งไม่ได้นึกฝันขึ้นมาทันที เท่ากับคนหลับ ณที่เดิมและตื่นขึ้นณที่ใหม่รมณียสถานฉะนั้น.

ขณะนั้น มืดค่ำลงแล้ว พระจันทร์อันส่องแสงอ่อน ๆ โผล่เป็นดวงโตมาทางหลังเทวาลัย, ฉายเงาเทวาลัยนั้น พุ่งเป็นทางดำยาวไปตลอดลำเนาป่า. ฉันคุกเข่าประคองอัญชลี สงบใจนิ่งฟังพระธรรมเทศนา, นัยน์ตาแหงนขึ้นสู่ฟากฟ้า ซึ่งมีดวงดาวน้อยใหญ่ส่งแสงวะวับแวม อยู่เหนือยอดไม้อันเป็นเงาดำถมึงทึง, เห็นแม่คงคาในสวรรค์ผ่านไปในกลางหาวเหมือนแม่น้ำอันเรืองระยับไหลผ่านไปฉะนั้น. ขณะนั้น ก็พลันกระหวัดถึงวันที่เราทั้งสอง ได้มาพบปะณที่เดียวกันนี้ ได้ให้สัตย์สัญญากันต่อแม่คงคาในสวรรค์ - ซึ่งเป็นที่หล่อเลี้ยงสระบัว ที่เราได้มาพบกันอิกในแดนสุขาวดีนี้ เป็นสวรรค์อันกอปร์ด้วยบันเทิงสุข ที่บรรพบุรุษของเราเคยอ้อนวอนบูชาพระกฤษณ์ - ขอให้ได้ขึ้นมาอยู่ ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสมาแล้ว

เมื่อฉันหวนนึกถึงความหลังดั่งนี้ กลับเกิดความเศร้าใจ, แต่ความทะเยอทะยานที่ปรารถนาจะไปเสวยความสุขในแดนสุขาวดีนั้นสิ้นไปแล้ว, เพราะมีความปรารถนาที่วิเศษกว่า ซึ่งเล็งเห็นด้วยจักษุญาณเป็นความสว่างแต่ราง ๆ ขึ้นบ้างแล้ว.

ความโทรมนัสย์ความคับแค้นใจ ในเหตุที่ความหวังในความรักอย่างยอดยิ่งมากะทบอุปสรรคพลันละลายไป ในบัดนี้ไม่มีแล้ว เมื่อได้ยินพระบรมศาสดาตรัสว่า -

“มีเกิดก็มีตาย ถึงแก่ความทำลายไปจนสิ้น;

เหมือนกับสวนในโลก และดอกฟ้าในสวรรค์ก็ย่อมร่วงโรยไป.”

.

.......................




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #5 on: 14 March 2026, 22:04:46 »


สามสิบเจ็ด ดอกฟ้าเหี่ยว


วาสิฏฐีกล่าวเพิ่มเติมว่า “ดูสิเธอ. เมื่อฉันได้ยินคำตรัสของพระพุทธเจ้าดั่งกล่าวมาแล้ว, ถ้าพูดสำหรับเธอก็จะเป็นวาทะทำลายความหวังเสียหมด. ฉันรู้สึกปีติยินดี ที่เห็นว่า คำนั้นเป็นของแท้จริง เพราะถึงแม้ในสวรรค์นี้ ก็เป็นมายาไม่คงที่เราได้เห็นประจักษ์อยู่ในบัดนี้.”

ระวางเวลาที่วาสิฏฐีเล่าอยู่นี้ ความทรุดโทรมในสวรรค์ก็ยังเกิดเรื่อยไปไม่ขาดสาย ได้ดำเนิรไปเงียบ ๆ ไม่มีหยุด เป็นอันไม่มีข้อสงศัยแล้ว ว่าบรรดาสิ่งที่อยู่บนนี้ ตลอดจนสรรพสิ่งที่แวดล้อมอยู่ ย่อมมีความทรุดโทรมเข้าครอบงำ ในที่สุดก็จะย่อยยับศูนยสลายไปไม่ผิดจากธรรมดา ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกแห่งหน.

ดอกบัวณบัดนี้ มีกลีบโรยร่วงลงไปลอยอยู่ในน้ำมากกว่าครึ่งแล้ว; ยังร่วงลงไปใหม่ก็มี. กระทำให้ผู้อยู่บนดอกบัว ซึ่งบัดนี้เหลือแต่ฝัก บังเกิดสลดใจ เห็นความอวสานพินาศจะมาสู่ตนอยู่ชัดแจ้งแล้ว. บางผู้นั่งคอพับ, บ้างก็เอียงคอตกไปทางไหล่, กายสั่นสะท้านคล้ายเป็นไข้. ทุกคราวที่มีลมหนาวเฉียบ เริ่มโชยมา, ดวงหน้าซึ่งเคยมีรัศมีรุ่งเรืองก็ค่อยจางแสงมัวซัวไปทีละน้อย, ดอกไม้ที่เคยหอมก็ค่อยคลาย กลายเป็นกลิ่นที่ทำให้อึดอัดงงงวยไป.

กามนิตชี้ไปทางสิ่งเหล่านี้ ที่มีอาการวิปริตไปหมด และพูดว่า “วาสิฏฐี, เห็นอยู่แก่ตาอย่างนี้ ใครเล่าจะยินดี?”

วาสิฏฐีตอบว่า “เพราะเหตุนี้ บุุทคลจึ่งพอจะรู้สึกยินดีต่อสิ่งที่แลเห็นอยู่นี้ได้ ถ้าหากว่าสภาพที่เป็นอยู่นี้ไม่มีอาการผันแปรต่อไป และไม่มีสภาพอื่นที่สูงกว่านี้. แต่ความจริงหาเป็นอย่างนั้นไม่. ยังมีสภาพที่สูงขึ้นไปกว่านี้. เพราะสภาพที่เป็นอยู่ย่อมมีความทรุดโทรม, แต่สภาพที่เหนือนั้นขึ้นไป หามีความทรุดโทรมหรือมูลเหตุแห่งความทรุดโทรมไม่. สภาพที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ พระบรมศาสดาตรัสว่า เป็นสภาพแห่งความสุขอันไม่คงที่, และเพราะเหตุนี้ พระองค์จึ่งตรัสว่า ถ้าเห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นย่อมถึงความสลายในที่สุด, ก็เท่ากับได้รู้ถึงสิ่งที่ไม่เกิด.”

กามนิตได้ฟังดั่งนี้ ดวงหน้าค่อยแจ่มใส เหมือนดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเพราะขาดน้ำ ต้องฝนโปรยลงมากลับสดชื่นฉะนั้น, ได้พูดว่า-

“วาสิฏฐี, ขอความสวัสดีจงมีแก่หล่อนเถิด. ฉันจะพ้นความทุกข์ได้ก็เพราะหล่อน. เวลานี้รู้สึกในความจริงขึ้นมาบ้างแล้ว. เราหลงผิดมาแล้วแต่เดิมก็ด้วยข้อนี้ คือข้อปรารถนาสุขสมบัติชะนิดที่ไม่สูงพอ; เรามัวปรารถนาแต่ความสุขในสวรรค์ ซึ่งตามสภาพย่อมมีความทรุดโทรมและทำลายไป. สิ่งที่ทรงความเป็นอยู่คงที่ ก็เห็นจะเป็นจำพวกดาว ซึ่งโคจรไปตามวิถีแห่งกฎที่ยั่งยืน ดูซิ, วาสิฏฐี, สิ่งทั้งหลายที่เห็นอยู่รอบตัวเรา ปรากฏว่ามีความทรุดโทรมเข้าครอบงำ. แต่แม่น้ำน้อยนั้น ซึ่งเป็นกิ่งลำธารของคงคาสวรรค์ไหลมาสู่สระของเรา มีน้ำขาวบริสุทธิ์รุ่งเรืองดั่งดวงดาว จำนวนน้ำก็ไม่บกพร่อง คงมีสมบูรณอยู่เสมอ ก็เพราะน้ำนี้ไหลมาจากโลกดาว. น่าจะพยายามตั้งความปรารถนาไปเกิดอยู่ในหมู่เทพประจำดาว เพื่อหนีให้พ้นจากโลกที่ตายได้.”

วาสิฏฐี - “เหตุไฉนเราจะสามารถไปโลกนั้นไม่ได้? เพราะฉันได้ยินมาแน่นอน ว่าพระโยคาวจรผู้มีเพียรทำความบำเพ็ญโยคะเพ่งเล็งต่อพรหมโลก ย่อมไปเกิดในแดนนั้นได้. ถึงเวลานี้ ก็ยังไม่ล่วงเวลาที่เราควรมุ่งหมายไปเกิดในโลกนั้น. เพราะในบทสังคีตของพระภควัต (ภควัทคีตา) มีอยู่บทหนึ่งว่า-

“เมื่อปรารถนาภพหน้าใด ขณะจะตายจงเพ่งไว้ในใจให้แน่วแน่, จิตต์ก็จะไปจุติในภพ ตามที่ลักษณะที่ปรารถนาไว้.”

กามนิต- “วาสิฏฐี, หล่อนให้สติฉัน ให้มีกำลังใจกล้ายิ่งกว่าอะไรหมด. ขอให้เราตั้งดวงจิตต์เพ่งเพื่อให้ไปเกิดใหม่ในพรหมโลกเถิด.”

เมื่อทั้งสองตกลงใจในทันใดนั้น มีพายุใหญ่พัดมาทางสุมทุมพุ่มไม้และในสวนกระทำให้ดอกไม้และใบร่วงหล่นปลิวว่อน. ผู้อยู่บนฝักบัวก็ชักเครื่องนุ่งห่มชิดสนิทกาย มีอาการสั่นเทิ้ม.

กามนิตและวาสิฏฐีรู้สึกอึดอัดใจคล้ายถูกสำลักกลิ่นหอมที่อัดแน่นอยู่ในห้อง. ครั้นแล้วก็รู้สึกชุ่มชื่นใจ คล้ายลักษณะที่เปิดหน้าต่างห้องให้อากาศใหม่เข้าไปสู่, เพราะได้กลิ่นอากาศอันบริสุทธิ์ที่มาจากฝั่งคงคาสวรรค์ ซึ่งเคยสูดมาแล้วครั้งหนึ่ง.

วาสิฏฐี - “เธอสังเกตอะไรหรือไม่?”

กามนิต - “เป็นอาการเชื้อเชิญแห่งคงคาสวรรค์. ฟังซิเธอ, มาเชิญเราแล้ว.”

ขณะที่กามนิตพูด เสียงโอดครวญของผู้อยู่ในสวรรค์ก็หายไป เพราะมีเสียงกึกก้องมากลบไว้. เสียงนี้เขาทั้งสองจำได้เป็นอย่างดีว่าเป็นเสียงคงคาสวรรค์.

วาสิฏฐีพูดว่า “ก็ดีแล้ว; เรารู้ทางไปอยู่แล้ว. เธอยังกลัวอยู่หรือ?”

กามนิต - “กลัวทำไม? เราไปกันเถิด.”

แล้วทั้งสองก็ลอยลิ่วไป, ประดุจนกคู่ผัวตัวเมียที่บินแล่นออกจากรังทวนลมไปฉะนั้น.

บรรดาผู้อยู่ในสวรรค์ตะลึงมองเขาทั้งสองด้วยความประหลาดใจ ที่เห็นว่าทั้งสองยังมีกำลังกล้าหาญเลื่อนลอยไปได้อิก.

ครั้นทั้งสองเลื่อนลอยฝ่าพายุไป, ทางด้านหลังเกิดพายุบรรลัยยุคหวนพัดหอบเอาสิ่งต่างๆ ในแดนสุขาวดี รวมทั้งผู้อยู่ในนั้น ถึงความสิ้นลง เพราะความทรุดโทรมเข้าครอบงำรุกเงียบๆ มานานแล้วด้วยประการฉะนี้.

ทั้งสองเลื่อนลอยลิ่ว ๆ ไม่ช้านาน ผ่านดงตาลแล้วเลยไป เห็นทางข้างหน้า เป็นผืนน้ำแห่งแม่น้ำของแสนโกฏิจักรวาลขาวดั่งเงินยวง มีขอบเขตต์จดไปถึงขอบสวรรค์อันอยู่ไกลแสนไกลเห็นเป็นเส้นสีน้ำเงินแก่. แล้วทั้งสองลอยข้ามน้ำนั้นไป, ในทันใดก็ถูกกระแสซึ่งมีอยู่แต่ในที่นั้น พัดพาไปรวดเร็ว ด้วยความเร็วแห่งพายุที่พัดแรง.

เมื่อถูกความเร็ววับเป็นเครื่องบังคับให้แล่นฉูดไปปานสายฟ้า ประกอบกับได้ยินเสียงอู้แห่งพายุ ซึ่งดังคล้ายเสียงฟ้าร้องระคนกับเสียงระฆังขึ้นในทันทีทันใดไม่ทันจะรู้ตัวฉะนี้ ต่างก็สิ้นสมฤดีดับปวัตติจิตต์พร้อมกันทั้งคู่.

.

......................


สามสิบแปด พรหมโลก


กามนิตและวาสิฏฐี ก็ถือปฏิสนธิในพรหมโลก เป็นเทพประจำดาวแฝด. อาตมันของกามนิตเข้าไปสิงสถิตรวมประสานกับคุณลักษณะแห่งดาวอันรุ่งเรืองสมส่วนสนิทสนมกระทำให้ดวงดาวนั้นเหมือนกับมีชีวิตขึ้น, อาศัยมโนมยฤทธิ์ของกามนิต ผู้มเหสักข์เป็นเครื่องบังคับ ดาวนั้นจึ่งหมุนรอบด้วยตนเอง. และอาการเคลื่อนหมุนไปนี้ คือลักษณะความเป็นอยู่แห่งกามนิตในพรหมโลก.

อีกประการหนึ่ง รัศมีวาสิฏฐีในดาวอิกดวงหนึ่ง เปล่งมากะทบดวงดาวกามนิต และรัศมีกามนิตก็ฉายไปจับดาววาสิฏฐี. ถ้อยทีค่อยแผดรัศมีประสานกัน, ดาวแฝดก็หมุนตามกันไปในจุดหมายแนวเดียวกัน จนแสงนั้นระคนปนกัน เป็นสัญญาณว่าทั้งสองมีความรักร่วมปฏิพัทธ์ต่อกันแน่นแฟ้นมิได้ออกจากกันไปเลย

ด้วยทิพยานุภาพสมันตจักษุ ทั้งสองอาจมองดูรอบด้านได้ในคราวเดียวกัน. เมื่อมองดูไปในแดนวิศวากาศอันหาเขตต์มิได้ ก็เห็นดาวเทพ ส่องแสงอยู่พร่างพราวมีจำนวนนับไม่ถ้วน. ในหมู่ดาวเทพเหล่านั้น ต่างรวมกันเป็นราศี ปรากฏเป็นทอด ๆ กันไป. ต่างมีทางเดิรเป็นส่วน ๆ กันฉะเพาะหมู่ กามนิตและวาสิฏฐีอาศัยดาวคู่แห่งตน ก็โคจรไปในวิถีแห่งหมู่ดาวทั้งหลาย เวียนกันไปรอบ ๆ โดยลำดับตามดาราคติ คล้ายกับจัดนัดกันไว้. ต่างไม่เดิรเข้าไปใกล้กันนัก หรือเดิรห่างไกลกันนัก และดูเหมือนจะมีสนามฉันทฤทธิ์บอกรู้ถึงกันโดยกระแสมโนญาณ ว่าควรจะมีคติทางไหนจึ่งจะได้ระยะกัน.

อันทางโคจรที่หมู่ดาวหมุนเวียนกันนี้ ย่อมมีจุดที่มุ่งหมายในการเวียนรอบ คือ ท้าวมหาพรหมผู้สถิตอยู่ท่ามกลางแสนโกฏิจักรวาล มีรัศมีอันวัดไม่ถึง แผ่ซ่านไปสู่หมู่ดาวเทพทั้งปวง หมู่ดาวเหล่านั้นเป็นดั่งแว่นฉายอันนับไม่ถ้วน ได้รับแสงจากท้าวมหาพรหมแล้วก็ส่งสะท้อนกลับไปสู่ท้าวมหาพรหม คือ พระผู้ทรงพลฤทธิมหานุภาพอันหาหมดเปลืองมิได้. อันดาวเทพเคลื่อนเวียนไป ก็ด้วยได้เดชานุภาพมหิทธิพลาดิศัยมาจากพระองค์. เพราะฉะนั้นดาวเทพทั้งหลาย จึงได้เวียนรอบท้าวมหาพรหม ห่างเลยออกไปไม่ได้.

แม้ว่าดาวเทพทั้งหลาย อาศัยมหิทธานุภาพท้าวมหาพรหมบรมมหาตมันเป็นจุดกลาง จึ่งสืบชีพรุ่งเรืองนับด้วยอสงไขยกัลป์ก็จริงอยู่, แต่พรหมโลก ซึ่งดูประหนึ่งว่าหาเขตต์มิได้ เมื่อปรากฏว่า ‘มีขึ้น’ แล้ว, ก็ย่อมมีสุดสิ้นลงตามธรรมดาวิษัย. และโดยเหตุที่ระยะกาลในพรหม ย่อมดำเนิรไปเงียบ ๆ, เปรียบดั่งน้ำใสสะอาด ที่ไหลเอื่อยไปตามลำธารโดยราบรื่น ไม่มีสิ่งอะไรกีดกั้นให้ขาดระยะลงกลางคัน, เลยทำให้เห็นว่าพรหมโลกนั้นหากาลกำหนดมิได้. แท้จริง ลักษณะที่ว่าหากาละไม่ได้นั้น ก็ล้วนเป็นมายาทั้งเรื่อง

.

...................


สามสิบเก้า ความมืดแห่งโลกานุโลก


อยู่มากาลหนึ่ง กามนิตบังเกิดความรู้สึกรำคาญใจ เพราะความคว้างเคว้งว่างเปล่าไม่มีอะไรทำ. ความคิดก็หวนไประลึกเองถึงท้าวมหาพรหม ซึ่งเป็นมูลแห่งบรรดาความบริบูรณ. ความรู้สึกนี้ไม่ได้เป็นขึ้นชั่วขณะหนึ่ง แล้วหายไป, แต่ว่าคงทวียิ่งขึ้นจนกาลได้ล่วงไปแล้ว โดยลำดับนับได้หลายอสงไขยกัลป์.

สมควรที่กามนิตจะรู้สึกต่อความเป็นอยู่ในพรหมโลกคงที่เรื่อยเสมอไป เสมือนกระแสอันไหลเจื้อยไม่ขาดสาย, ก็กลับมากะทบกึก ประหนึ่งลำธารนั้นเกิดเกาะผุดขึ้นกลางน้ำ กระทำให้กระแสไหลมาปะทะขาดตอน, สะดุดใจเห็นเค้าเงื่อนเป็นอดีตและอนาคตคือเบื้องต้นและเบื้องปลายในกาละแห่งพรหมโลก ซึ่งเดิมเข้าใจว่าเป็นอนันตกาลหาเขตต์ต้นปลายมิได้. แล้วกามนิตดูเหมือนจะแลเห็นท้าวมหาพรหมในบัดนี้ ไม่ส่งรัศมีรุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อน.

กามนิตสังเกตดูท้าวมหาพรหมมาเป็นเวลาได้เก้าโกฏิปี เห็นว่าความเป็นอยู่แห่งท้าวมหาพรหมจะคงที่ก็หาไม่, จึ่งหันไปจะบอกวาสิฏฐี, ก็เห็นวาสิฏฐีสังเกตเพ่งดูท้าวมหาพรหมอยู่ทำนองเดียวกัน. กามนิตให้หวั่นใจ และเกิดความรู้สึก มีความตรึกนึกเป็นวจีสังขาร แล้วก็เกิดอาการกล่าววาจาออกมาได้, จึ่งพูดว่า “วาสิฏฐี, หล่อนก็สังเกตเห็นด้วยหรือ นี่ท้าวมหาพรหมเกิดเป็นอะไรไป?”

ล่วงมาสี่โกฏิปี วาสิฏฐีย้อนถามว่า “ท้าวมหาพรหมเกิดเป็นอะไรไป ดูรัศมีมัวลงทุกที?”

ทันใดนั้นเป็นเวลาห้าโกฏิปี กามนิตจึ่งกล่าวรับว่า “ฉันก็เห็นเป็นเช่นนั้น”

ครั้นล่วงมาครู่หนึ่งราวพันล้านโกฏิปี กามนิตพูดขึ้นอิกว่า “ฉันดูเหมือนรัศมีท้าวมหาพรหมกลับรุ่งเรืองขึ้นอิก.”

ล่วงมาเจ็ดโกฏิปี วาสิฏฐีจึ่งได้ตอบว่า “รัศมีของท้าวมหาพรหมหาได้ทวีขึ้นไม่ กลับจะมัวลงทุกที.”

กามนิตจึ่งนิ่งอั้นอยู่ครู่หนึ่งซึ่งเป็นเวลาสองพันล้านโกฏิปี แล้วกล่าวว่า “ฉันสนเท่ห์ใจนักว่าที่เป็นอย่างนี้ จะหมายความว่าอย่างไร?”

วาสิฏฐีถอนหายใจอยู่เก้าแสนโกฏิปี, ตอบว่า “หมายความว่า รัศมีของท้าวมหาพรหมกำลังตกอยู่ในอันตรายที่จะหมดไปโดยไม่มีเพิ่มเติม.”

กามนิตตกตะลึงไปเจ็ดแสนโกฏิปี, ได้สติขึ้นมาค้านว่า “เป็นไปไม่ได้, วาสิฏฐี, เป็นไปไม่ได้. ถ้าเช่นนั้น, ความสว่างรุ่งเรืองที่มีอยู่ในพรหมโลกนี้ทั้งหมด จะเป็นอย่างไรต่อไป?”

วาสิฏฐีหวนนึกถึงความเก่าอยู่แปดพันโกฏิปี, ค่อย ๆ เอ่ยคำละหมื่นปีว่า - “พระองค์คงจะทรงเห็นความจริงข้อนี้ จึงตรัสว่า -

“สูงลิ่วไปจนถึงความสว่าง อันล้ำเลิศแห่งสวรรค์ มีเกิดแล้วก็มีดับ.

จงรู้ไว้เถิดว่า ความเป็นไปในอนาคต นั้นแล ย่อมดับเสียจนกะทั่งรัศมีมหาพรหม.”

ล่วงมาเป็นเวลาอิกเล็กน้อย ราวสองสามพันโกฏิปี กามนิตถามด้วยอาการวิตกว่า “ใครเป็นผู้กล่าวคำอันน่ากลัว ทำลายความหวังของโลก นั้น?”

วาสิฏฐีตอบโดยเร็วในเวลาสามโกฏิปีว่า “ก็จะมีใครอิก นอกจากพระบรมศาสดาพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า?”

ครั้นแล้วกามนิตก็บังเกิดความตรึกนึกในคำตรัสของพระพุทธเจ้า และพิจารณาอยู่เป็นเวลาช้านานราวแปดแสนโกฏิปี, ก็ระลึกถึงเรื่องต่างๆ ได้หลายอย่าง, จึ่งพูดว่า -

“วาสิฏฐี, ครั้งหนึ่ง เมื่อเรายังอยู่ในสวรรค์สุขาวดี, หล่อนได้นำพระพุทธวจนะข้อหนึ่งมากล่าวให้ฟัง. ความก็สมจริงดั่งที่ตรัสไว้, และเราก็ได้เห็นอยู่กับตาเราเอง, และฉันยังจำได้ทุกประการ ซึ่งคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่หล่อนนำเอามาเล่า. แต่ก็ไม่ปรากฏว่า หล่อนได้นำประโยคอันมีข้อความทำลายความหวังของโลกนี้ มากล่าวไว้ด้วยนี่หล่อน ได้ยินคำตรัสของพระพุทธเจ้ามากกว่าที่ได้เล่ามาแล้วหรือ?”

สักเจ็ดสิบห้าโกฏิปี วาสิฏฐีตอบว่า “มากทีเดียว เพราะฉันได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ทุกวันเป็นเวลากว่าครึ่งปีมนุษย์ ย่อมได้ยินได้ฟังจนกะทั่งคำตรัสของพระองค์ในครั้งสุดท้าย”

กามนิตจ้องมองดูวาสิฏฐีด้วยความประหลาดใจและด้วยความเคารพอยู่สองแสนโกฏิปีแล้วกล่าวว่า -

“ถ้าเช่นนั้น และเพราะเหตุนี้เอง ที่ฉันเชื่อว่าหล่อนเป็นผู้มีปัญญาความรู้สูงสุดยิ่งกว่าใคร ๆ ในพรหมโลกนี้. เพราะดาวเทพที่อยู่รอบตัวเรา มีแสงหลัว ๆ ลง, แม้แต่ท้าวมหาพรหมเองก็มีรัศมีออกจะด้าน ๆ ไป. เป็นลักษณะให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงก็จะต้องถึงแก่ความเสื่อมทำลายไป. ฉันเชื่อแล้วว่าที่หล่อนกล่าวเป็นอันถูกต้องแท้. โปรดเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าที่หล่อนยังจำได้ เพื่อฉันจะได้รู้แจ้งความจริง บังเกิดจิตตญาณเป็นปกติแน่วแน่เหมือนหล่อน. หล่อนได้เล่าถึงเรื่ององคุลิมาลได้บรรพชาเป็นภิกษุ, แต่เรื่องที่องคุลิมาลไปหาฉันถึงอุชเชนี เพราะอะไร ฉันยังไม่ทราบ. ที่องคุลิมาลไปปรากฏตนให้เห็นในกรุงอุชเชนีครั้งกระนั้น เป็นเหตุให้ฉันถือเอาซึ่งสัญจาริกแสวงการบุณย์ ไม่ตกไปในทางผิด จนได้ขึ้นไปเกิดอยู่ในสวรรค์สุขาวดี. และอาศัยความช่วยเหลือของหล่อน จึ่งได้ขึ้นมาอยู่บนพิภพชั้นสูงสุด เสวยความสุขในความเป็นมเหสักขเทพนับเวลาได้หลายอสงไขยกัลป์. ฉันมีสังหรณ์อยู่ว่าที่ฉันสละเคหะสถานถือเอาพรตสัญจาริก ก็คงเพราะหล่อนเป็นต้นเหตุ, เพราะฉะนั้น จึ่งอยากรู้ความจริงในเรื่องนี้นัก. และเพราะเหตุไฉนหล่อนเองเป็นผู้ที่ช่วยฉันให้ขึ้นอยู่บนสวรรค์สุขาวดีและตัวหล่อนก็ขึ้นมาอยู่ด้วย, จึ่งไม่ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นที่สูงไปกว่านั้น?”

เพียงแปดแสนโกฏิปี วาสิฏฐีก็เล่าเรื่องเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ ต่อไปดั่งนี้-

.

...................




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #6 on: 14 March 2026, 22:05:59 »


สี่สิบ ในสุมทุมพุ่มไม้พระกฤษณ์


นับแต่เย็นวันแรกที่ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ฉันไม่ละเลยที่จะไปยังเทวสถานพระกฤษณ์, ยิ่งได้ฟังพระธรรม ซึ่งพระองค์เทศนาโปรด หรือพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่งแสดง ความเลื่อมใสก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น.

ระวางที่สามีฉันไม่อยู่ ความที่ประชาชนในกรุงโกสัมพีหวาดสะดุ้งกลัวองคุลิมาลจอมโจรก็ยิ่งทวีขึ้น. เมื่อไม่ได้ข่าวคราวองคุลิมาลว่าได้ไปปล้นสะดมขึ้นใหม่ที่ไหนแล้ว, ประชาชนก็ปรับทุกข์กันจ้อกแจ้กคิดไปต่าง ๆ นานา. ขณะนี้มีข่าวกระจายมาว่า องคุลิมาลจะไปปล้นที่สุมทุมพุ่มไม้พระกฤษณ์ในเย็นวันหนึ่ง ต้องการจับเอาคนสำคัญที่ไปชุมนุมกันรวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย. ถึงตอนนี้ราษฎรตื่นเต้นตกใจเป็นอลหม่าน, ต่างเป็นทุกข์ร้อนอย่างยิ่งว่า ถ้ามีเหตุภัยอะไรขึ้นแก่พระพุทธเจ้า ปล่อยให้โจรใจทมิฬเข้าไปทำร้ายถึงบริเวณใกล้ประตูเมืองได้แล้ว, เทวดาจะพิโรธลงโทษคนในกรุงวินาศหมด.

ประชาชนเป็นจำนวนมาก พากันไปอออยู่ที่ลานหญ้าหน้าพระราชวัง ร้องทุกข์ขอให้พระเจ้าอุเทน ทรงบำบัดเหตุร้ายนี้ให้จงได้ และกำจัดองคุลิมาลอย่าให้มีความเดือดร้อนอุกฉกรรจ์อิกต่อไป.

ในวันรุ่งขึ้นสาตาเคียรกลับมา. พอถึงก็ยกบุณย์ยอคุณฉันเสียขนานใหญ่ ว่าได้รับคำแนะนำอย่างวิเศษจากฉัน เขาจึ่งพ้นภัยอันตรายมาถึงบ้านได้โดยสวัสดี. นางวชิราภริยาคนที่สองอุ้มบุตรชายน้อยมาต้อนรับ, แต่สาตาเคียรพูดด้วยสองสามคำ บอกว่ามีธุระสำคัญที่จะต้องพูดกับฉัน.

ครั้นอยู่ด้วยกันสองต่อสอง สาตาเคียรก็เริ่มพูดถึงความรักความใคร่อิก ซึ่งกลับทำให้ฉันรำคาญขยะแขยงใจ, ได้บอกว่าตั้งแต่จากไปให้คิดถึงตลอดทาง พอกลับมาเห็นหน้าก็แสนจะปลื้มใจที่ได้อยู่ร่วมกันอิก

กำลังฉันจะบอกข่าวที่เกิดตื่นเต้นขึ้นในกรุงเพื่อให้เขาเปลี่ยนเรื่องพูด, ก็พอดีคนใช้นำจางวางมหาดเล็กเข้ามาหา บอกว่าพระเจ้าแผ่นดินมีโองการให้เข้าไปเฝ้าเดี๋ยวนี้.

ล่วงมาสักชั่วโมง สาตาเคียรกลับ มีอาการกิริยาเป็นคนละคน: หน้าซีดบูดบึ้งเข้ามาหาฉัน กระแทกตัวลงบนเก้าอี้ตัวต่ำ ถอนใจใหญ่คร่ำครวญว่า เขาเป็นคนมีทุกข์ร้อนที่สุดในกรุงโกสัมพี คือ จะต้องพลัดตกจากตำแหน่งสูงลงไปเป็นยาจก, หรือยิ่งไปกว่านั้น จะต้องโทษขังคุกเข้าเครื่องจองจำ, หรือไม่เช่นนั้นก็ถูกเนรเทศ. และต้นเหตุที่จะเป็นขึ้นทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะเคราะห์กรรมที่มีความรักใคร่ปานชีวิตในส่วนตัวฉัน, แต่ฉันมิได้ตอบแทนความรักเขาแม้สักน้อย.

ฉันวิงวอนให้เขาเล่าเหตุการณ์ เป็นหลายครั้งหลายหน, จนเขาสงบสติอารมณ์ลงบ้างแล้ว จึงได้เล่าเรื่องที่ไปเฝ้า, พูดพลางแสดงอาการโทรมนัสย์เสียใจเช็ดเหงื่อที่ไหลเยิ้มหน้าผากไม่หยุดมือ.

เรื่องเป็นดั่งนี้ พอไปถึงและเข้าเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงต้อนรับตามเคย แม้แต่เรื่องที่ไปชำระสะสางคดีที่หมู่บ้านวิวาทกัน ก็ไม่ทรงฟัง, เริ่มขึ้นก็ตรัสให้สาตาเคียรรับสารภาพเรื่ององคุลิมาลตามสัตย์จริง มิฉะนั้นจะลงราชอาญาอย่างหนัก สาตาเคียรเข้าตาจนต้องกราบทูลตามความจริงโดยชื่นตา. ซ้ำมาสารภาพรับผิดต่อฉันด้วย โดยไม่สำคัญคิดแม้นิดหนึ่ง ว่าฉันทราบมาดีแล้ว. ลงท้ายบอกว่า ที่ทำไปแล้วทั้งนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นความรักของเขาว่ามีอยู่แก่ฉันล้นเหลือเพียงไร, แล้วพูดข่มความรักที่ฉันมีอยู่ในเธอว่าเป็นความรักเพียงหนุ่มสาวที่กำลังแรง ย่อมเป็นไปชั่วแล่นเท่านั้น.

เหตุที่เรื่องจะไปทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณพระเจ้าอุเทน เป็นดั่งนี้:

ระวางเวลาที่สาตาเคียรไม่อยู่ในกรุง, เจ้าหน้าที่ตำรวจจับพรรคพวกองคุลิมาลได้คนหนึ่ง. เมื่อได้ไต่สวนปากคำกันอย่างถี่ถ้วน, จึ่งได้ความแน่ว่าโจรที่ให้เกิดตื่นเต้นกันอยู่นี้ คือองคุลิมาลนั่นเอง. ความจริงองคุลิมาลไม่ได้ถูกทรมานตาย อย่างที่ประธานมนตรี คือสาตาเคียรเพ็ดทูลไว้ แต่ทว่าหนีไปได้. กับยังได้สารภาพตลอดถึงข่าวที่ทราบว่าองคุลิมาลดำริจะไปปล้นเทวาลัยพระกฤษณ์. พระเจ้าอุเทนทรงทราบความจริง ก็ทรงพิโรธเป็นที่สุด เพราะสาตาเคียรจงใจปล่อยให้ผู้ร้ายสำคัญหนีไปได้เป็นข้อที่หนึ่ง, แล้วตั้งใจหลอกลวงคนทั้งกรุง ตลอดจนพระเจ้าแผ่นดิน โดยเอาศีรษะปลอมไปเสียบแทน ว่าเป็นศีรษะองคุลิมาล เป็นประการที่สอง. พระองค์ไม่ทรงฟังคำแก้ตัวอย่างไรหมด, นอกจากฆาฏโทษว่า ถ้าภายในสามวันไม่กำจัดองคุลิมาลได้ ดั่งประชาชนต้องการ, สาตาเคียรเป็นต้องได้รับความไม่พอพระหฤทัยอย่างยิ่ง อันเป็นผลที่จะมาสู่ตนอย่างอุตกฤษฏ์.

เมื่อสาตาเคียรเล่าเรื่องให้ฟังแล้ว, ก็ตีอกชกหัวตัวร้องให้คล้ายคนไม่มีสติ.

ฉันจึ่งพูดว่า “ขอให้ระงับทุกข์ร้อนเสียเถิด. ถ้าทำตามฉันบอก, อย่าว่าแต่สามวันเลย, เพียงพรุ่งนี้เท่านั้น ก็จะกลับเป็นผู้ที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดปราณอิก และจะมีโชคลาภดียิ่งขึ้นไปกว่าเก่าด้วย.”

สาตาเคียรเผยอตัวขึ้นนั่งตรง จ้องมองดูฉัน คล้ายกับได้เห็นอะไรแปลกผิดปกติ, รีบถามว่า.

“ที่ว่าจะแนะนำนั้น คือให้ทำอย่างไร?”

“ขอให้เธอกลับไปเฝ้า ทูลเชิญเสด็จไปยังป่าประดู่ลายที่อยู่พ้นประตูเมืองให้จงได้. เมื่อไปถึงแล้ว ให้เสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เทวาลัยโบราณ แล้วทูลถามขอพระอนุเคราะห์จากพระพุทธองค์. ส่วนอะไร ๆ นอกนั้นก็จะเป็นไปตามเรื่องเอง.”

“หล่อนเป็นหญิงที่มีปัญญามาก. จะอย่างไรก็ตาม คำแนะนำของหล่อนนับว่าประเสริฐอย่างยิ่ง. เพราะพระพุทธเจ้า เขาลือกันว่าเป็นผู้ทรงพระปัญญายอดเยี่ยมกว่ามนุษย์ทั้งหลาย. ถึงจะไม่ได้ผลอะไร ก็น่าจะลองดู.”

“สำหรับผลที่จะได้ ขอรับรองด้วยเกียรติยศของฉัน.”

สาตาเคียรลุกขึ้นจับมือฉัน พลางพูดว่า “วาสิฏฐี, ฉันเชื่อหล่อน: มีอย่างที่ไหนจะไม่เชื่อ? หล่อนเป็นหญิงวิเศษแท้ ๆ. เดี๋ยวนี้ ฉันมารู้สึกว่าเดิมฉันเข้าใจผิดถนัด เพราะเวลานั้นยังหนุ่มมีความคิดน้อย. แต่ก็เป็นด้วยบุพเพสันนิวาส ที่จำเพาะเจาะจงเลือกเธอในหมู่นางงามของกรุงโกสัมพี. ถึงว่าเธอไม่สู้มีมิตรจิตต์แก่ฉัน, ที่ฉันจะเหิรห่างจากความรักในตัวเธอต่อไปเป็นไม่มีอีกแล้ว.”

อาการกิริยาที่เขาแสดงความชมเชย ให้ออกรำคาญ เกือบนึกเสียใจที่ไม่ควรจะแนะนำให้อย่างนี้. แต่ถ้อยคำที่เขาพูดต่อไป ทำให้ฉันค่อยโล่งใจ เพราะเขาแสดงความขอบคุณไม่มีที่สิ้นสุด จะขออะไรเป็นยอมให้ทั้งนั้น. เพื่อพิสูจน์วาจาที่พูดนี้. ฉันจึ่งพูดว่า “ฉันมีสิ่งที่จะขออยู่อย่างหนึ่ง ถ้าให้, ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความขอบคุณได้เพียงพอ.”

“บอกมาเดี๋ยวนี้ได้. ถึงจะขอร้องให้ส่งวชิรากับลูกชายกลับไปอยู่บ้านเดิมของเขา ก็ยินดียอมทำตามทันที.”

“ฉันขอสิ่งที่เป็นธรรม, หาใช่อย่างโหดเหี้ยมไม่. แต่ฉันอยากขอต่อเมื่อคำแนะนำของฉันสำเร็จผลได้แน่นอนโดยบริบูรณ์แล้ว. เธอควรจะรีบไปเฝ้าทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนิรเสียเดี๋ยวนี้เถิด.”

เขาออกไปไม่ช้าก็กลับมา มีสีหน้ายิ้มแย้ม, บอกว่า “พระเจ้าแผ่นดินเต็มพระหฤทัย เสด็จพระราชดำเนิร โดยมีรับสั่งว่า ถ้าคำแนะนำนี้ไม่ใช่ออกจากหล่อน ก็ไม่ยอมเสด็จเป็นอันขาด. แต่พระองค์ทรงพระกรุณาหล่อน ทรงเชื่อถือในสติปัญญาของหล่อน, จึ่งโปรดเสด็จตามที่แนะนำ. นับว่าฉันมีภริยาที่น่าปลื้มน่ายินดีมีเกียรติยศแท้ ๆ.”

ถ้อยคำเหล่านี้ และถ้อยอื่นๆ ในชะนิดเดียวกัน ที่สาตาเคียรสรรเอามากล่าวในเวลาปลื้มใจมากมายดูเหมือนไม่รู้จักหมด แต่ว่าเป็นถ้อยคำที่ยั่วให้ฉันเคียดแค้นเสียจริง ๆ ถ้าไม่มีความมุ่งหมายในใจที่คิดไว้, ก็เห็นจะเดือดดาลยิ่งกว่านี้. แล้วเราพากันไปในพระราชวัง, ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหน้าที่เตรียมการเสด็จพระราชดำเนิรไว้พร้อมสรรพแล้ว.

พอแสงแดดอ่อนลงบ้าง พระเจ้าอุเทนเสด็จขึ้นนางพญาภัทรวติกา พระกริณีคชาธารตัวลือชื่อ. ช้างทรงนี้มีอายุมากแล้ว, จึ่งใช้แต่ในคราวมีงานสำคัญ. ฝ่ายเราพร้อมด้วยจางวางมหาดเล็กขุนคลังขุนเสนาและมุขมนตรีชั้นผู้ใหญ่นั่งเกวียนตามเสด็จมาในกลางกระบวน มีขุนอัสสดรนำกองอัศวานึกตามเสด็จทั้งหน้าและท้ายกระบวน กองละสองร้อย.

ถึงราวป่าอุปจารเทวาลัย โปรดให้หยุดกระบวนแล้วเสด็จลงจากช้างพระที่นั่ง, ส่วนพวกที่ตามเสด็จลงจากเกวียน. พระเจ้าอุเทนทรงดำเนิรด้วยพระบาทไปสู่เทวาลัยพระกฤษณ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับคอยรับเสด็จอยู่ เพราะมีผู้ทูลทรงทราบล่วงหน้าไว้แล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยที่ใด, พระเจ้าอุเทนเสด็จเข้าไปใกล้โดยที่นั้น, ครั้นเข้าไปใกล้แล้ว ทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัมโมทนียกถากะพระเจ้าอุเทนผู้ประทับนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วตรัสถามว่า “ดูก่อนมหาราช, พระองค์เสด็จมาด้วยพระธุระสำคัญอะไร, หรือว่าพระเจ้ากรุงพาราณสีหรือเจ้าสามนตประเทศ กรีธาทัพมาเพื่อพระราชสงคราม?”

พระเจ้าอุเทน- “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า, พระเจ้ากรุงพาราณสี หรือเจ้าสามนตประเทศ มิได้ยกรี้พลมารบกวน. แต่บัดนี้ มีมหาโจรในดินแดนข้าพเจ้าอยู่คนหนึ่ง ชื่อองคุลิมาลเป็นอ้ายเสือดุร้ายหยาบช้าทารุณฆ่าผู้ฟันคนไม่เลือกหน้า ปล้นสะดมเผาผลาญบ้านช่องอาณาประชาราษฎร ทำให้รกร้างพินาศอยู่ทั่วไป; ได้ฆ่าคนตัดเอานิ้วแม่มือร้อยเป็นมาลาสวมคอ. ด้วยสันดานทารุณของมัน มันกำลังกะการย์จะมาปล้นที่นี้ แล้วจับพระองค์และพระสาวกไป. ประชาชนพลเมืองตกใจกันอลหม่าน ไปร้องทุกข์ข้าพเจ้าถึงหน้าพระลานหลวง แทบจะถล่มทะลายพระราชวัง คาดคั้นให้กำจัดองคุลิมาลเสียจงได้. ต่อข้าพเจ้ารับปากคำแล้ว, จึ่งกระจายกลับกันโดยสงบ. ที่ข้าพเจ้ามาเฝ้าก็เพราะเรื่องนี้.”

“ดูก่อนมหาราช, หากพระองค์ทอดพระเนตรเห็นองคุลิมาล ปลงผมและหนวด นุ่งห่มกาสาวพัสตร์ ละเลิกการฆ่าฟันปล้นสะดมได้เด็ดขาด ถือมักน้อยบริโภคอาหารแต่มื้อเดียว ประพฤติอยู่ในทางที่ชอบ มุ่งแต่ทางบุณย์กุศล ดั่งนี้, พระองค์จะทรงทำประการไร?”

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค, ข้าพเจ้าจะทำการเคารพนับถือเธอ ลุกขึ้นต้อนรับ, นิมนต์ให้เธอนั่ง; แล้วถวายปัจจัยอันควรแก่สมณบริโภค, จัดหาที่อยู่อาศัย ป้องกันภัยที่จะมีมาสู่เธอ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ไฉนบุุทคลผู้ที่มีใจทมิฬหินชาติ จะกลับเป็นคนเรียบร้อยเห็นแก่ธรรมได้เล่า?”

ขณะนั้น องคุลิมาลซึ่งมีผู้เกรงกลัวกันมาก นั่งเฝ้าอยู่ไม่สู้ห่างจากพระพุทธเจ้านัก. พระพุทธเจ้ายกพระหัตถ์ขวาทรงชี้ไปที่องคุลิมาล, แล้วตรัสบอกพระเจ้าอุเทนว่า-

“บพิตร, นี่คือ องคุลิมาล.”

ทันใดนั้น พระเจ้าอุเทนแลตะลึงตกพระทัยกลัวจนพระพักตร์เผือด. แต่ที่ตกใจยิ่งกว่าพระเจ้าอุเทนหลายเท่า คือ สาตาเคียร, ลูกตาถลนคล้ายจะปะทุออกมา ผมลุกชันเหงื่อไหลอาบหน้าผากไม่ขาดสาย, ร้องออกมาว่า “ตายจริง! องคุลิมาลแน่เสียด้วย. เคราะห์ร้ายเหลือประมาณ ที่พาเสด็จมาให้ตกในอำนาจมัน.”

สาตาเคียร ร้องพลางตัวสั่นเทิ้มหนักขึ้นทุกที เพราะเข้าใจว่าตกเข้าในเงื้อมมือศัตรูตัวฉกาจแล้ว. และพูดต่อไปว่า “อ้ายคนชั่วช้าแสนอุบาทว์นี้ มันลวงเราหมดทุกคนจนกะทั่งพระพุทธเจ้า และภริยาข้าพระเจ้า ซึ่งเป็นคนเชื่อง่ายตามนิสสัยผู้หญิง ตกลงเราทั้งโขยงพากันไหลเข้ามาหากับที่มันดักเอาไว้เอง.”

สาตาเคียรมองกวาดไปรอบๆบริเวณ คล้ายกับตรวจเห็นพวกโจรซุ่มซ่อนอยู่ตามต้นไม้ตั้งครึ่งค่อนโหล ปากสั่นมือสั่น ทูลพระเจ้าอุเทนให้รีบเสด็จหนีโจรภัยไปเสียทันที.

ทันใดนั้น ฉันเข้าไป จับตัวสาตาเคียรสั่นและพูดว่า-

“ขอให้เธอสงบสติอารมณ์เถิด. ฉันอาจแสดงให้เห็นได้ว่า ไม่มีการดักกับหรืออันตรายอย่างไรขึ้นเลย.”

แล้วฉันก็เล่าเรื่องที่องคุลิมาลกับฉันเคยปรึกษาหารือกันจะฆ่าสาตาเคียร, แต่ความคิดนั้นเป็นอันล้มเลิกไป เพราะด้วยคู่คิดของฉันกลับใจในเวลาหวุดหวิด.

เมื่อสาตาเคียรได้ทราบเรื่องว่าตนจักแหล่นถึงความตาย ก็เป็นลมแทบล้มพับถึงกับเกาะแขนจางวางมหาดเล็กไว้แน่น.

ฉันกราบลงฉะเพาะพระเจ้าแผ่นดิน ทูลขออภัยโทษสามีในความผิดที่พลาดมาแล้ว ดั่งที่ฉันเคยยกโทษมาแล้ว, และกราบทูลชี้แจงต่อไปว่า ทั้งนี้เป็นเพราะสามีถูกความโง่เขลาเบาปัญญาเข้าครอบงำไม่รู้สึกตนว่าได้ทำความชั่วร้ายอะไรไว้. แต่ว่าเป็นผลดีอยู่ประการหนึ่ง ที่โจรใจร้ายไม่ต้องถูกประหาร แต่กลับเป็นผู้สำเร็จขึ้น

เมื่อพระเจ้าอุเทนประทานอภัยแก่สามีฉัน และทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเดิม, ฉันก็หันมาพูดกะสาตาเคียร ว่า-

“ฉันได้จัดทำไปตามสัญญาแล้ว, เพราะฉะนั้นขอให้เธอทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้แก่ฉันบ้าง: คือฉันขออนุญาตออกบรรพชาเป็นภิกษุณีในพระศาสนา.”

สาตาเคียรจำให้อนุญาตด้วยอาการก้มศีรษะดุษณี เพราะที่จริงเขาจะปฏิเสธเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่.

ครั้นแล้วพระเจ้าอุเทน ซึ่งในบัดนี้ทรงแน่พระหฤทัยว่าไม่มีเหตุเภทภัยอะไรแล้ว ก็เสด็จเข้าไปหาองคุลิมาล, ตรัสประทานอภัยและอารักขา แก่องคุลิมาล, แล้วเสด็จเข้าไปถวายอภิวาทแทบเบื้องบาทพระพุทธเจ้า กราบทูลว่า-

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค, เป็นการมหัศจรรย์น่าพิศวงนักหนา ที่พระองค์ทรงฝึกผู้ไม่น่าเชื่องให้เชื่องได้. เพราะองคุลิมาลนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถบำราบได้ด้วยทัณฑกรรม, แต่พระองค์ทรงบำราบเสียได้โดยไม่ต้องใช้ทัณฑกรรมอย่างไร. ข้าพเจ้าขออุททิศสถานที่นี้ อันมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นถึงสามครั้ง ให้เป็นสำนักที่บำเพ็ญพรหมจรรย์ของพระภิกษุสงฆ์แต่วันนี้เป็นต้นไป. อิกประการหนึ่ง ข้าพเจ้าขอประทานพุทธานุญาตจัดสร้างสถานสังฆนิวาสขึ้นในที่นี้ เพื่อประโยชน์แห่งพระภิกษุและภิกษุณี.”

พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาราชบรรณาการนี้. พระเจ้าอุเทนกราบทูลลา เสด็จคืนสู่พระราชวังพร้อมด้วยราชบริพาร. ส่วนตัวฉันคงอยู่ต่อไปในที่นั้น ณภิกษุณีอุปัสสัย, และในวันรุ่งขึ้น ก็ถวายตนบรรพชาทีเดียว.

.

.....................


สี่สิบเอ็ด โอวาทอย่างง่ายๆ


บัดนี้ ฉันเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนาแล้ว. เช้าตรู่ไปบิณฑบาตในกรุงโกสัมพี แวะบ้านนี้ไปบ้านนั้นจนได้อาหารพอเยียวยา. อันที่จริงสาตาเคียรยินดีอยากจะจัดอาหารส่ง จะได้ไม่ต้องเดิรบิณฑบาตให้ลำบาก.

เช้าวันหนึ่ง ฉันยืนคอยรับบิณฑบาตอยู่ที่หน้าบ้านสาตาเคียร เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของภิกษุณีที่เจริญพรรษา ต้องการจะให้ฉันอดทน. ขณะนั้น สาตาเคียรโผล่ออกมาตรงประตูใหญ่ มองเห็นฉันแล้วก็ชะงักแล้วหลบหน้า มีอาการเศร้าๆ. สักครู่หนึ่ง คนใช้ดูแลบ้านออกมา มีอาการร้องไห้, และขอร้องว่าจะส่งเครื่องอาหารการบริโภคทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการทุกวัน ไปยังสำนัก ไม่ต้องลำบากมาทุกเช้า. แต่ฉันปฏิเสธบอกว่า จะต้องทำตามวัตรปฏิบัติที่มีพุทธานุญาตไว้.

เมื่อฉันกลับจากบิณฑบาตและเสร็จภัตตกิจเรียบร้อยแล้ว ก็ศึกษาพระธรรมวินัย ณสำนักภิกษุณีผู้แก่พรรษา. ถึงเวลาเย็นในที่ประชุมสงฆ์ ฉันไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า หรือบางคราวก็ไปฟังพระสาวก เช่นพระศารีบุตรหรือพระอานนท์เป็นผู้แสดง. เมื่อเสร็จการฟังธรรมแล้ว โดยปกติ พวกภิกษุณีไปชุมนุมณธรรมสภาสนทนาธรรมกัน ตามอัธยาศัย.

ความเป็นไปที่ได้อบรมตนในที่แจ้งอากาศปลอดโปร่ง ปฏิบัติธรรมอยู่สม่ำเสมอ และสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด ก็ด้วยเรื่องธรรมเป็นเหตุให้ไม่ได้โอกาสคิดถึงเรื่องความทุกข์โทรมนัสย์ที่มีอยู่ หรือนึกคิดเรื่องที่ไม่มีสาระ ซึ่งในที่นั้นเรียกว่าวิสภาคารมณ์; เป็นอันว่าได้เผยอตนชำระมลทินความขุ่นมัวในดวงจิตต์ให้เบาบางลง, กระทำให้กำลังใจกล้าแข็งต้านทานเครื่องเศร้าหมองอึดอัดได้อย่างประหลาด, รู้สึกได้รับชีวิตใหม่ อันเป็นชีวิตที่กอปรด้วยศานติสุขปลอดโปร่งจริง ๆ, ซึ่งก่อนหน้านี้เพียงสองสามสัปดาหะ ฉันไม่เคยพบอารมณ์ประณีต เห็นปานนี้.

ครั้นเข้าฤดูฝน ที่อาศัยของภิกษุณี ซึ่งพระเจ้าอุเทนโปรดให้สร้าง ก็เสร็จเรียบร้อย, มีห้องกลางกว้างขวางเป็นที่ประชุม และมีห้องน้อยฉะเพาะภิกษุณีอาศัยตามลำพังรูปละห้อง. สามีฉันและเศรษฐีหลายคนที่ในกรุง ซึ่งเป็นญาติเกี่ยวข้องหรืออุปฐากแห่งภิกษุณี นำเอาพรมเจียมและเข้าของบางอย่างที่ควรอุปโภคบริโภคมาถวาย เป็นอันว่าไม่ขาดแคลนในอติเรกลาภเหล่านี้ แต่ไม่ถึงกับฟุ่มเฟือย ระยะเวลาที่จำพรรษาอยู่นี้ ได้ล่วงไปราบรื่นตามควรแก่อัตตภาพ มีปกติคือบำเพ็ญภาวนา หรือสนทนาไต่ถามข้ออรรถธรรม, ตกเพลาเย็น ถ้าอากาศโปร่ง ก็พากันไปฟังธรรมที่พระพุทธเจ้า และบางทีก็มีสาวกมาแสดงในที่ประชุมของเรา.

ครั้นสิ้นฤดูฝน ต้นไม้ในป่า ซึ่งเป็นที่ประทับสำราญแห่งพระพุทธเจ้ากำลังแตกดอกออกช่อละออตา. พระภิกษุภิกษุณีซึ่งจำพรรษาอยู่ในเสนาสนะของตน ต่างก็มาชุมนุมกันในที่แจ้ง ได้ข่าวอันควรจะอาลัย ว่าพระศาสดาเตรียมจะเสด็จจารึกไปยังแคว้นแดนตะวันออก. จริงอยู่ ไม่มีใครจะนึกหวังว่าพระองค์คงเสด็จประทับอยู่จังหวัดกรุงโกสัมพีตลอดไป, และเราก็ไม่บังควรจะเกิดความเสียใจเพราะเหตุนี้.

ด้วยประการฉะนี้ ตกเวลาบ่ายวันหนึ่ง พวกเราพากันไปสู่เทวาลัยพระกฤษณ์ เพื่อฟังพระปัจฉิมเทศนาในระยะนี้ ซึ่งบางทีจะนานอิกหลายปีกว่าจะได้ฟังใหม่ และทั้งเพื่อจะส่งเสด็จด้วย.

พระศาสดาเสด็จจากพระคันธกุฎีมาประทับยืนอยู่บนขั้นบันไดเทวสถาน ตรัสเทศนาถึงความไม่คงที่แห่งบรรดาสิ่งที่มีความเกิด ตรัสถึงความดับไปแห่งสิ่งทั้งปวงที่ธรรมชาติปรุงแต่งขึ้น ตรัสถึงลักษณะความล่วงไปเรื่อย เป็นกระแสน้ำแห่งบรรดารูปและนาม, สรรพสังขารธรรมล้วนเป็นของไม่คงที่ เลือกเอาอย่างใจไม่ได้ทั้งนั้น, แล้วทรงแสดงให้เห็นว่า ความปรารถนาเพื่อเกิดในภพใหม่ใด ๆ ภพนั้น ๆ ย่อมไม่ถาวรคงที่อยู่ได้เลย; แล้วทรงกล่าวประโยค ที่เธอเห็นว่าเป็นการทำลายความหวังเสียหมด แต่ก็เป็นความจริงที่ประจักษ์อยู่ในขณะนี้ คือ-

“สูงลิ่วไปจนถึงความสว่างไสวอันล้ำเลิศแห่งสวรรค์ มีเกิดแล้วก็มีดับ.”

“จงรู้ไว้เถิดว่า ความเป็นไปในอนาคตนั้นแลย่อมดับเสียกะทั่งรัศมีมหาพรหม.”

พระสาวกองค์หนึ่งได้ประกาศแก่เราเหล่าภิกษุณีว่า เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว ให้เราเข้าไปเฝ้าถวายอภิวาทคราวละคน เพื่อรับพระพุทธวจนะ สำหรับเป็นเครื่องมือใส่ใจภาวนาต่อไปในเบื้องหน้า, ส่วนตัวฉันมีอาวุโสน้อยจึ่งอยู่สุดท้ายแถว. เมื่อฉันเข้าไปถวายอภิวาทแทบเบื้องพระบาท, พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรมาที่ฉัน, รู้สึกว่าแววพระเนตรฉายซึ้งอ่านเข้าไปในดวงจิตต์. พระองค์ตรัสว่า-

“วาสิฏฐี, เราขอให้ภาวนาบทธรรมนี้ไว้ คือ: ที่ใดมีความรัก, ที่นั้นมีความทุกข์.”

“เท่านั้นหรือพระเจ้าข้า?”

“เท่านั้น พอแก่การย์แล้ว.”

“เมื่อข้าพระองค์เข้าใจในพระโอวาทนี้ดีแล้ว, จะประทานอนุญาตให้ข้าพระองค์จารึกไปเฝ้า เพื่อรับพระโอวาทสูงขึ้นไปอิกได้หรือไม่?”

“ถ้าเห็นจำเป็น, ก็อนุญาต.”

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค, ไฉนข้าพระองค์จะรู้สึกว่าจำเป็นหรือไม่? ก็พระองค์ไม่ใช่เป็นที่พึ่งของพวกข้าพระองค์ดอกหรือ?”

“จงถือเอาตนเองเป็นที่พึ่ง จงถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง, เท่านั้น. วาสิฏฐี, จงทำในใจซึ่งวจนะของเรานี้ให้จงดี.”

ขณะนี้พอดี พระเจ้าแผ่นดินพร้อมด้วยราชบริพารมากมาย เข้ามาเฝ้าเป็นการส่งเสด็จพระพุทธเจ้า. ส่วนตัวฉันถอยออกไปอยู่ที่ชุมนุมห่างไกลไปทางข้างหลังที่สุด ไม่มีแก่ใจดูเหตุการณ์ที่มีอยู่ต่อไปในเย็นวันนั้น เพราะฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้สึกน้อยใจ ในข้อที่ได้รับพระโอวาทอย่างง่าย ๆ ต่ำตื้น. ส่วนภิกษุณีได้รับโอวาทที่มีน้ำหนักในการภาวนาดีกว่านี้ ก็มีอยู่หลายท่าน. แต่มานึกตรองดูให้ซึ้ง ก็ออกจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าคงมีพระญาณหยั่งเห็นความในใจของฉันอยู่ จึ่งประทานอนุศาสน์ข้อนี้ เพื่อกำจัดความรักอันเกรอะกรังใจฉันอยู่จริง ๆ ให้หมดไป. สำนึกได้อย่างนี้ ก็เกิดมานะที่จะภาวนาธรรมข้อนี้ไว้ให้เจนใจ. และเมื่อสามารถรู้แจ้งโอวาทนี้ดีแล้ว จะไปเฝ้าทูลขอข้อปฏิบัติใหม่ ให้สูงขึ้นไปกว่านี้อีกเมื่อไรก็ได้.

ฉันตรองเห็นแน่ชัดอย่างนี้ จึ่งไปส่งเสด็จในวันรุ่งขึ้นเวลาเช้า, ได้เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จออกเดิรทางจารึก มีพระสาวกหลายองค์เป็นบริวาร รวมทั้งพระอานนท์ ซึ่งเป็นพุทธอุปฐากคอยปฏิบัติไม่ห่างไกลด้วยองค์หนึ่ง พระอานนท์องค์นี้ เคยมีความกรุณาแก่ฉันเป็นพิเศษมาก, ฉันจึ่งเสียดายด้วย ดูเหมือนจะเสียดายยิ่งไปกว่าพระศารีบุตรเสียอิก อันที่จริงพระศารีบุตรก็ได้เคยช่วยเหลือแสดงข้ออรรถธรรมอันลึกซึ้งให้ฉันฟังเข้าใจได้ง่าย ๆ. ณบัดนี้ ฉันเป็นอันว่าอยู่ลำพังตน และต้องพึ่งตนเอง.

เมื่อฉันกลับจากบิณฑบาต และกระทำอาหารกิจเสร็จแล้ว, ก็ไปสู่ควงไม้ใหญ่กลางทุ่งน้อยในป่า เพื่อถือเอาความวิเวกเจริญภาวนาให้สะดวก. ฉันได้ดำเนิรการปฏิบัติภาวนาพระโอวาทที่ได้ประทานไว้, ถึงเวลาเย็นกลับไปสู่ห้องประชุม. ให้รู้สึกว่ายังไม่พอใจในผลที่ทำมาตลอดวัน เพราะไม่เข้าใจความหมายในพุทธวจนะบทนั้น. รุ่งขึ้นอิกวันก็ไปประพฤติสมณธรรมเช่นเดียวกัน, เมื่อสิ้นเวลากลับสู่ห้อง ตอนนี้จึ่งรู้แจ้งในพระพุทธวจนะนั้น ว่ามีความทรงมุ่งหมายไว้อย่างไร.

ฉันเชื่อแน่แก่ใจว่า ได้เดิรสู่ทางตรงแห่งศานติสุขแล้ว เพราะได้ข่มความรักความอาลัยที่กลุ้มรุมใจทั้งหมดให้เซาลงแล้ว แต่ที่จริง ความรักซึ่งเป็นเจ้าหัวใจหาอะไรมาเปรียบไม่ได้นั้น ไม่ใช่จะยอมหมดหายไปได้ง่าย: เมื่อเห็นว่าฉันดำเนิรตนอย่างใหม่, มันก็หนีหลบไปอยู่ก้นบึ้งสุดหัวใจชั่วขณะหนึ่ง รอให้จนกว่าจะมีลาดเลาออกมาทำฤทธิ์อิก. ความประสงค์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงรู้แจ้งในข้อนี้คือ รั้งความรักที่ซ่อนเร้นดองหมักในหัวใจออกมาให้เด่น แล้วพยายามประหารมันขยี้มันกำจัดมันให้จงได้ แต่ทีนี้ ครั้นความรักก็ออกมาเด่นจริงแล้ว, กลับทำให้อารมณ์ปั่นป่วนรวนเรหนักขึ้นไปได้, ตกลงการที่จะเอาชนะความรักไม่เป็นการกระทำได้ง่ายๆเลย.

อันข่าวซึ่งไม่นึกคาด คือที่ได้ทราบว่าคนที่รักของฉันหาได้ถูกฆ่าตายไม่ ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกเดียวกับฉัน. ณบัดนี้เป็นเวลาที่ได้ทราบมาเกินกว่าครึ่งขวบปีแล้ว. อดีตอารมณ์ที่ได้เห็นองคุลิมาลว่าเป็นปิศาจขึ้นมาบนลานบ้าน ก็ผุดขึ้นในมโนวิถีของฉันอีก, เห็นความคิดแค้นพยาบาท, เห็นองคุลิมาลกลายเป็นพระภิกษุ, เห็นตัวฉันได้ฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้า บังเกิดความเลื่อมใส, เห็นความไม่คงที่แห่งสรรพสิ่งในโลก ซึ่งมีเกิดแล้วมีตาย: อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแล่นมารวดเร็วโดยลำดับ. แล้วหวนกลับมาคิดถึงคู่รักที่ยังมีชีวิตในโลกนี้ แต่ว่าอยู่ห่างไกลกัน. บทพระธรรมพุทธโอวาทที่ประทานให้ท่องไว้เลยหายไปหมด!.

เขายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้จริงหรือ? และเขายังคงรักเราอยู่หรือไม่หนอ?

ความผูกใจใฝ่ฝันในปัญหาข้างต้นนี้ ค่อยๆเพิ่มกำลังความรักความคิดถึงกลุ้มรุมใจยิ่งขึ้น, แล้วก็จืดจางการบำเพ็ญภาวนาลง, หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องรัก, เลยไม่มีทางบรรลุความเห็นแจ้งซึ่งความดับทุกข์ตามความมุ่งหมายเดิม.

อาการรัญจวนป่วนปั่นนี้ คงไม่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ น่าจะปรากฏให้เพื่อนภิกษุณีเห็น, ถึงกับโพนทะนากันว่า-

“ภิกษุณีวาสิฏฐี เดิมเป็นภริยาประธานมนตรี ซึ่งพระศารีบุตรผู้เคร่งครัดในพระวินัยสรรเสริญอยู่เนือง ๆ ว่าเป็นผู้มีเชาวน์ปัญญาดี เข้าใจข้ออรรถธรรมอันลึกซึ้งได้ฉับไว; บัดนี้สิไม่สามารถยึดหน่วงเอา มาตรว่าพระโอวาทเพียงข้อเดียว และง่าย ๆ.”

คำครหานี้ ทำให้ฉันเกิดความอับอายจนท้อถอยทอดธุระพรหมจรรย์, ในที่สุดก็เหลือที่จะทนทานต่ออาการที่งุ่นง่านใจอยู่อย่างนี้.

.

......................


สี่สิบสอง ภิกษุณีอาพาธ


ในตอนนี้ มีพระภิกษุมาแสดงธรรมแก่พวกเราสัปดาห์ละครั้ง. ล่วงมาสักหน่อยก็ถึงเวรพระองคุลิมาลมาแสดง. ฉันไม่ได้ไปห้องประชุมในคราวนี้ เป็นแต่นอนแซ่วอยู่ในห้องตน. และขอร้องภิกษุณีเพื่อนข้างห้องบอกแก่พระองคุลิมาลว่า วาสิฏฐีภิกษุณีอาพาธมาฟังธรรมที่ห้องประชุมไม่ได้, เมื่อเสร็จแสดงธรรมแล้ว, นิมนต์ไปโปรดวาสิฏฐีในห้องเป็นพิเศษด้วย.

สักครู่ใหญ่ พระองคุลิมาลก็มา, เมื่อทักทายไต่ถามอาการตามธรรมเนียมแล้ว, ท่านก็นั่งลง.

ฉันพูดขึ้นว่า “ที่ท่านมาเห็นอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาพบ คือ ภิกษุณีป่วยเพื่อเหตุความรัก. และที่ป่วยครั้งนี้ ก็เพราะท่านเป็นต้นเหตุกระทำผิดไว้ ที่พรากคู่รักเขาให้จากกันไป. จริงอยู่ ตัวท่านก็เป็นผู้นำฉันมาหาแพทย์อันประเสริฐ ให้รักษาโรคใจที่มีอยู่แล้ว. แต่ถึงพระพุทธองค์เป็นแพทย์วิเศษ, ก็ไม่สามารถจะทรงบำบัดโรคของฉันให้หายขาดลงไปได้ด้วยลำพังอำนาจพระองค์. แต่พระองค์ทรงทราบด้วยพระปรีชาญาณในเรื่องนี้ได้ดี, จึ่งประทานโอสถแก้โรคไว้ให้ฉันรักษาเอาเอง โดยอาศัยให้โรคนั้นเกิดขึ้นจนถึงขีดหนัก จะได้กำจัดมันถนัดมือ. แต่ความจริงผลกลับเป็นเช่นท่านเห็นอยู่เดี๋ยวนี้: ไข้รักมีกำลังเพียบสุดวิษัยที่ฉันจะให้บรรเทาได้ ฉันจึ่งต้องการเตือนถึงสัญญาที่ท่านออกปากให้ไว้มาครั้งหนึ่ง คือในคืนที่ท่านชวนให้เป็นพรรคพวกสมรู้ร่วมคิดการทุจจริต, แต่ความคิดต้องเลิกล้มไปเพราะพระบรมศาสดาเป็นเหตุ. ในครั้งนั้น ท่านสัญญาว่าจะไปถึงกรุงอุชเชนีเพื่อนำข่าวกามนิตมาให้ทราบ ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือประการไร. ข้อที่นายโจรในครั้งหนึ่งได้ให้สัญญาไว้, ณบัดนี้ฉันต้องขอเรียกร้องจากพระภิกษุให้ทำตามสัญญานั้น, เพราะฉันอยากจะทราบแทบใจจะขาดว่ากามนิตเป็นอย่างไรบ้าง. ถ้ายังมีชีวิตอยู่, ได้ดำเนิรตนอย่างไร. ตราบใดยังไม่ทราบความเหล่านี้ให้แน่ใจ. ตราบนั้นจะไม่มีแก่ใจเปลี่ยนเรื่องคิดเป็นอย่างอื่น, ทั้งจะเป็นเหตุมิให้ฉันมีน้ำใจคืบบำเพ็ญพรหมจรรย์ เพื่อความพ้นทุกข์ต่อไปแม้แต่ก้าวเดียว เพราะฉะนั้นจึ่งสมควรเป็นหน้าที่ของท่าน จะกรุณาจัดการเรื่องนี้ให้ฉันฟื้นจากโรคคลุ้มคลั่งใจ โดยนำข่าวที่ต้องการมาบอกให้ทราบบ้าง เท่ากับได้เสพคิลานปัจจัยวิเศษขนานหนึ่ง.”

พอฉันพูดดั่งนี้แล้ว, พระองคุลิมาลก็ผุดลุกขึ้นบอกว่า-

“เมื่อต้องการเช่นนั้น, ก็จะจัดการให้,” กล่าวแล้วก็ก้มศีรษะเดิรออกประตู ตรงไปห้องตนเข้าเครื่องบริขารมีบาตรเป็นต้น. และในชั่วโมงเดียวกันนั้น พระองคุลิมาลดุ่มออกจากป่าประดู่ลายไป ซึ่งใคร ๆ เข้าใจว่าคงจารึกโดยเสด็จพระพุทธเจ้า แต่ฉันผู้เดียวที่ทราบความจริง.

เมื่อเริ่มจัดการตามที่นึกหมายไว้นี้แล้ว, อารมณ์ที่พลุ่งพล่านค่อยเบาบางลง. อันที่จริงควรจะฝากความคิดถึงไปยังคู่รัก, แต่มานึกอีกทีก็ออกจะเกินไป ไม่บังควรจะใช้พระภิกษุในทางเช่นนั้น. อย่างไรก็ดี เมื่อพระองคุลิมาลไปสำเร็จประสงค์ได้พบปะกามนิต, ฉันก็นึกหวังอยู่ว่าท่านคงใช้ปัญญาตามกาลเทศะบอกเรื่องคู่รักให้ทราบด้วยเป็นแน่.

“ฉันจะไปกรุงอุชเชนีเอง และจะพาตัวกามนิตมาให้ได้ ไม่ให้มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง:” ถ้อยคำเหล่านี้ยังสะเทือนดวงใจฉันอย่างแรง. พระองคุลิมาลจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อครั้งยังเป็นโจรไหมหนอ? ทำไมท่านจะไม่ทำตามสัญญา, ถ้าท่านเห็นว่าเป็นความจำเป็น ที่เราทั้งสองควรจะได้พบปะพูดจากัน? เมื่อเกิดความคิดใหม่ขึ้นอย่างนี้ ก็นึกเห็นเป็นความหวังอย่างที่ไม่เคยนึกเคยฝันขึ้น มีอาการเผลอเหม่องงงวย แล้วชักกระหยิ่มในใจ. หากคู่รักของฉันได้มาเห็นหน้า, ก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะกีดขวางมิให้ลาเพศภิกษุณีไปเป็นภริยาเขา.

เมื่อยิ่งนึกคึกคักใจเตลิดจนลอยเหลิงความจริงอารมณ์ยิ่งกำเริบในดวงจิตต์ โลหิตฉีดขึ้นหน้าเพราะละอายใจ ยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง กลัวจะมีใครในขณะนั้นมาสังเกตเห็น จะเกิดเป็นการอดสูไม่น่าดู เป็นทีว่าอาศัยผ้าเหลืองเป็นสะพานจากการแต่งงานที่ปราศจากความรัก ข้ามไปสู่การแต่งงานซึ่งมีความรักอย่างดูดดื่ม. อาการกิริยาของฉันนี้ อาจเป็นปัจจัยให้คนอื่นตีความหมายไปได้หลายสถาน. แต่เมื่อสำเร็จแล้วตามประสงค์, ใครจะเห็นอย่างไรก็ไม่น่าจะปรารมภ์ เพราะเป็นอุบาสิกาที่มีความศรัทธามั่นคงในคณะสงฆ์ ก็ยังดีกว่าเป็นภิกษุณีในคณะสงฆ์ ซึ่งมัวคิดพล่านแต่นอกหน้าที่. ถ้าพระองคุลิมาลนำข่าวมาบอกได้มั่นเหมาะว่ากามนิตของฉันยังมีชีวิตอยู่, และได้ทราบความจากการที่พระองคุลิมาลกับคู่รักของฉันได้พบปะสนทนากัน ว่าเขายังซื่อตรงในความรักที่มีต่อกันอยู่, ฉันก็อาจไปกรุงอุชเชนีได้แน่แท้. เมื่อเพลิดเพลินในความคิดอันถูกอารมณ์เรื่อยเจื้อยเช่นนี้, เลยเกิดเป็นภาพขึ้นในดวงจิตต์ ว่าเช้าวันหนึ่งฉันเดิรทางจารึกไปถึงกรุงอุชเชนีไปยืนรับอาหารบิณฑบาทหน้าประตูบ้านเธอ. เธอออกมาจะใส่บาตรแล้วก็จำฉันได้, ต่างคนมีความปลาบปลื้มเหลือที่จะกล่าวแล้วก็.....!

อันที่จริงระยะทางไปถึงกรุงอุชเชนีนั้นไกลมาก ไม่สมควรที่ภิกษุณีจะไปโดยลำพัง, แต่การที่จะแสวงหาเพื่อนเดิรทาง ก็ไม่เป็นการยากอะไร เพราะในระหว่างที่คิดวุ่นว้าใจอยู่นี้ โสมทัตต์เกิดมีอันเป็นถึงแก่ความตายไปอย่างน่าอนาถ. กล่าวคือ เป็นนักเลงสกา หลงใหลเล่นสะกาจนทรัพย์สมบัติย่อยยับหมดตัว แล้วก็ไปโจนน้ำตายที่ในแม่คงคา. เมทินีเสียใจเศร้าโศกเป็นอันมาก, ในที่สุดถวายตนออกบรรพชาเป็นภิกษุณี. ที่เมทินีเป็นภิกษุณี ไม่ใช่เพราะมีศรัทธาเลื่อมใสนัก, ทั้งความเป็นภิกษุณี ย่อมเข้ากรอบวินัยเข้มงวดมาก. ที่ออกบรรพชา ก็ประสงค์จะมาอยู่ใกล้ฉัน เพราะเราทั้งสองรักใคร่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว. และฉันเชื่อว่า ถ้าเปิดเผยความลับเรื่องจะไปกรุงอุชเชนี ก็คงยินดีไปด้วย; หรือยิ่งกว่านั้น ถึงจะไปจนสุดโลก, เมทินีก็คงพอใจไปด้วย. อันที่จริง เมื่อเมทินีมาอยู่ด้วย ทำให้ฉันมีใจกระตือรือร้นขึ้นอิกมาก. ส่วนฉันก็ช่วยเล้าโลมใจให้ส่างคลายทุกข์โศกที่ต้องเสียสามีไป.

ครั้นถึงเวลาใกล้เข้ามา ที่พระองคุลิมาลบอกกำหนดกลับ, ฉันไปคอยรับที่ชายป่าทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ทุกเวลาบ่าย ไปนั่งอยู่บนเนินใต้ต้นไม้ใหญ่ใบงาม เพื่อจะได้มองดูไปตามถนนได้ไกล, เพราะพระองคุลิมาลจะต้องมาทางนั้น, และคาดว่าท่านคงกลับถึงในตอนเย็น.

ฉันเพียรตั้งตาคอยอยู่หลายเวลา, ถ้าจำเป็นจะต้องเฝ้าคอยกันตั้งเดือนก็ยินดี. พยายามเทียวไปจนถึงวันที่แปด. เมื่อพระอาทิตย์จะตกต่ำอยู่แล้ว, ฉันป้องหน้ามองไป เห็นคนเดิรเข้ามาทางป่าได้แต่ไกล. บัดเดี๋ยวใจก็เห็นแววผ้าเหลือง เมื่อผู้เดิรทางคนนั้นสวนกับคนตัดไม้ซึ่งกำลังจะกลับบ้าน, สังเกตว่ารูปร่างขนาดสูงใหญ่ผิดปกติ ก็จำได้ทันทีว่า ผิดจากพระองคุลิมาลแล้ว ไม่มีใครที่มีรูปร่างอย่างนี้. ท่านมิได้พากามนิตของฉันโดยไม่มีภัยอันตรายอย่างไรมาด้วยกับท่าน; แต่ก็ไม่เป็นไร, ถ้าท่านรับรองและบอกได้ ว่าคนที่ฉันรักยังมีชีวิตอยู่, ฉันก็พยายามไปหาเขาเองได้เหมือนกัน.

เมื่อพระองคุลิมาลมาถึง, ครั้นจะตรงถามเอาแต่เรื่องของตนก็นึกกระดาก จึ่งทำเป็นใจเย็นทักทายปราศรัยถึงการเดิรทางก่อน.

พระองคุลิมาล เล่าว่า “ในการจารึกนั้น แม้ทางจะไกลถึงไหนก็ตาม ฉันเคยบุกป่าฝ่าดงผ่านคามนิคมชนบทราชธานีโดยอาชีพปล้นสะดมมาจนชินแล้ว จึ่งมิได้ย่อท้อปลกเปลี้ยเลยทั้งขาไปและขากลับ. แต่ข้อที่ลำบากตามทางอยู่บ้างนั้น คือ อาหาร, เพราะเป็นทางกันดาร กว่าจะได้พบบ้านแต่ละหมู่แต่ละหลังคาเรือนเป็นการยากแล้วมิหนำ ซ้ำบางบ้านเมื่อเห็นท่าทางจะใจบุณย์ ฉันได้ไปยืนบิณฑบาตที่หน้าบ้าน. เจ้าบ้านก็ใจบุณย์จริงอย่างคาด ถืออาหารออกมา, พอสังเกตจำหน้าฉันได้ก็ตกใจผวากลับ ปิดประตูบาน หับประตูเรือนขัดลิ่มตอกสลักโครมคราม เตรียมป้องกันอย่างตื่นเต้น. เป็นเช่นนี้, บางวันก็อดเลย, จะได้อาหารบ้างก็จากผู้ไม่รู้จักฉันเท่านั้น. คราวหนึ่ง เกิดเหตุกาหลใหญ่: ฉันไปยืนที่หน้าบ้านผู้มีอันจะกิน ห่างประตูสัก ๖-๗ ก้าว. เด็ก ๆ ในบ้านแลเห็นก็เดิรอ้อมไปทางหลังเรือน ซึ่งฉันเหลือบเห็นตามรั้วไม้โปร่งช่องหนึ่ง คะเนว่าคงไปบอกผู้ใหญ่ให้ทราบ. สักครู่ หญิงครรภ์แก่คนหนึ่ง ถือภาชนะอาหารเปิดประตูบ้าน เดิรตรงออกมาจะใส่บาตร, พอเข้าใกล้จำหน้าฉันได้ดี ก็เสียขวัญ หน้าซีดเผือดลงทันที ร้องกรีดตะโกนจนสุดเสียงว่า ‘องคุลิมาล!’ ได้เพียงคำเดียวแล้วต่อไปพูดไม่ออก ยืนตะลึงงันสิ้นสติ, ต่อภาชนะอาหารหล่นจากมือลงโครมแตกกระจาย จึ่งตื่นจากจังงัง, ผลัวะผละหันหลังกลับ ออกได้วิ่งเต็มฝีเท้า, คราวนี้หาเข้าทางประตูที่ออกมาไม่ ไพล่เข้าไปทางช่องรั้วนั้น พุ่งหัวปักลงข้างในสองมือยันดิน ติดท้องอยู่ครึ่งตัว เท้าทั้งสองเชิดดิ้นถีบลมอยู่กะแด่ว ๆ. ฉันสงสารเป็นอย่างยิ่ง จะเข้าไปช่วยแหวกช่องรั้วให้ก็กลัวตกใจดีฝ่อหนักขึ้น, ไม่เห็นทางอื่นนอกจากวิธีที่ฉันเคยนับถือว่าขลังนัก กล่าวคือ ทำสัจจกิริยา, ได้ตั้งสัจจาธิษฐานดัง ๆ ให้ได้ยินว่า

ยโต’หํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต, นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา, เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส.(๑)

พอสิ้นเสียงสัจจาธิษฐาน ลูกก็ผลุดจากครรภ์โดยสวัสดิภาพ(๒) แม่ก็หายตกใจมีขวัญอยู่กับตัวเป็นปกติ ย้อนออกมาไหว้ฉันด้วยมือสั่น ๆ ยังไม่สู้ไว้ใจนัก รีบขมีขมันอุ้มลุกเข้าไปทางประตู ฉันต้องเลยไปบิณฑบาตข้างหน้า.....”

เมื่อพระองคุลิมาลกำลังเล่าการเดิรทางเพลินอยู่, ฉันขอลัดตรงไปถามข่าวคราวคู่รัก เพราะไม่เป็นอันฟังเรื่องอื่น ๆ ใจร้อนจ้องจ่ออยู่แต่เรื่องที่อยากทราบทุกขณะจิตต์ หัวใจเต้นแรงด้วยกำลังยินดีจะได้ข่าวดีระคนกับวิตกจะไม่สมหวัง.

องคุลิมาลบอกว่า “กามนิตยังมีชีวิตอยู่ดีเป็นเศรษฐีมั่งมีมาก. ฉันได้พบพูดกับเขาด้วยตนเอง.”

ท่านเล่าให้ฟังต่อไปว่า เช้าวันหนึ่งเมื่อไปถึงบ้านเธอ ซึ่งเป็นคฤหาสน์ใหญ่ไพศาล, พวกภริยาเธอออกมาด่าว่าท่านเปิง ๆ, แล้วเธอออกมา ไล่ภริยากลับเข้าบ้าน, วิงวอนขอโทษท่านต่าง ๆ. ต่อไปท่านเล่าเรื่องโดยตลอดอย่างละเอียด เหมือนที่เธอเล่าให้ฉันฟัง. ท่านเล่าเสร็จแล้ว, ก็ก้มศีรษะหันกลับไปอิกทางหนึ่ง แต่มิได้เข้าไปในป่าประดู่ลาย. ฉันประหลาดใจ ถามทันทีว่าไม่เข้าไปวัดดอกหรือ.

ท่านตอบว่า “ฉันได้จัดการตามที่ต้องการให้ฉันทำสำเร็จผลเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว, เป็นอันได้เปลื้องปฏิญญา และไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องกีดขวางแก่การที่ฉันจะเดิรทางไปทิศตะวันออก ตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้าสู่กรุงพาราณสี และกรุงราชคฤห, ซึ่งฉันคงจะติดตามไปจนพบพระองค์.”

พอพูดจบ พระภิกษุผู้มีกำลังพลกายเป็นพิเศษ ก็มิได้หยุดพักอิกต่อไป รีบรุดออกเดิรสาวก้าวยาวมุ่งหน้าไปตามทางในชายป่า.

ฉันจ้องดูพระองคุลิมาลอยู่เป็นนาน. ดวงตะวันในเวลาเย็นจวนจะตก ฉายกายท่านเป็นเงายาวไปทางไหล่เขา ซึ่งอยู่ข้างหน้าเป็นทิวพืดจนจดขอบฟ้า ดูประหนึ่งว่ามีใจอันเร่งร้อนออกไปก่อนกายที่เดิรตามไปไม่ทัน. ส่วนตัวฉันยืนตะลึงอ้างว้าง ไม่มีจุดความมุ่งหมายที่จะส่งความคิดไปที่ไหนแม้แต่น้อย.

หัวใจฉันหมดหวังเสียแล้ว ความที่ใฝ่ฝันไว้เป็นอันสิ้นไปแล้ว. ที่ได้ยินนักพรตผู้หนึ่งกล่าวว่า “มุมบ้านของหญิงปากร้ายก็คือความเป็นไปของครอบครัว:” ความข้อนี้เข้าไปปรากฏในดวงใจอันเหี่ยวแห้ง ตรึกนึกทบไปทวนมาอยู่หลายหน. ความรักของฉันอยู่บนลานอโศกอันงาม ภายใต้ดวงดาวและแสงเดือน. ฉันคงไม่โง่พอที่จะแร่ไปหาความเป็นอยู่แห่งครอบครัวในกรุงอุชเชนี เพื่อพร่าเกียรติยศลงเกลือกกลิ้งทะเลาะกับหญิงปากร้ายภริยาเธอ.

ฉันคลานกลับไปสู่ห้องด้วยความลำบาก ไปถึงก็ละเหี่ยหมดกำลังนอนทอดอาลัยอยู่บนที่นอน. ความหวังที่มุ่งหมายไว้อย่างปลาบปลื้มมาพลันละลายไปในทันทีทันใดดั่งนี้ เหลือวิษัยที่จะหาอะไรมาต้านทานพิษไข้ซึ่งรุมรึงอยู่แล้วมิให้กำเริบขึ้น. เมทินีอุตส่าห์ประคับประคองพยาบาลฉันซึ่งกำลังเจ็บหนักอยู่ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน นับว่ามีน้ำใจรักใคร่ฉันจริง ๆ. การพยาบาลเป็นอย่างดีของเมทินี และที่คอยเล้าโลมเอาใจอยู่เสมอ กระทำให้ฉันสงบความทุกข์โศกปฏิฆะมีอารมณ์เป็นปกติได้ดีขึ้น เป็นเครื่องช่วยให้ไข้และความเจ็บปวดส่างเบาไปตามด้วย. ฉันเกิดมีความคิดเห็นขึ้นใหม่ที่จะจารึกเดิรทางไปอิกทางหนึ่ง, ไม่ใช่ทางที่ฉันขอร้องให้พระองคุลิมาลไป, แต่เป็นทางเดียวกับที่พระองคุลิมาลไปเองก่อนหน้านั้นแล้ว. ฉันจะโดยเสด็จตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า จนกว่าจะพบพระองค์. ฉันยังจะไม่รู้สำนึกอยู่อีกหรือ ว่าถ้าความรักยังหนาแน่นมาก ความทุกข์โทรมนัสย์ก็ยิ่งทับถมหนักด้วย. และด้วยเหตุฉะนี้ ฉันนึกหวังว่า เมื่อตามไปจนได้เฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว, พระองค์คงจะทรงพระกรุณา ประทานความมีชีวิตใหม่ให้แก่ฉัน เพื่อสามารถรีบเร่งถอนตนดำเนิรไปสู่วิมุติหลุดพ้นจากความอาลัยพัวพันในโลก.

ฉันบอกความดำริไว้นี้แก่เมทินี. เขาก็เห็นพ้องต้องใจด้วย โดยฉันเองก็ไม่นึกคาดว่าจะง่ายถึงเช่นนั้น. เพราะดูเขาปีติยินดี ถึงกับเขียนภาพขึ้นไว้ในใจคล้ายเด็ก ๆ ว่าจะได้ร่อนเร่ไปในแดนต่าง ๆ ตามอำเภอใจ เสมือนนกที่ถือเอาอากาศ เป็นทางโคจรไปแดนประเทศไกล ตามฤดูกาลโดยเสรีภาพ.

แต่การที่ตกลงจะไปนี้ ต้องรอจนกว่าฉันจะหายเป็นปกติ มีแรงพอเสียก่อน. แต่ครั้นค่อยมีกำลังวังชาขึ้นบ้าง ก็พอดีถึงฤดูฝน, ต้องเลื่อนเวลานานออกไปอิก.

ในคราวที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนาท้ายฤดูฝน พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ครั้นถึงเดือนสุดท้ายในฤดูฝน ตะวันฉายแสงกำจัดเมฆที่อุ้มน้ำไว้ให้กระจายหายไป, แล้วแผดรัศมีอยู่สูงกลางโพยม เผาหมอกหมดสิ้นไป, ปรากฏความสว่างจ้ามีอุปมาฉันใด, ความมีชีวิตอยู่เป็นภิกษุสงฆ์ก็มีอุปไมยฉันนั้น.”

ครั้นสิ้นฤดูฝนแล้ว เราสองคนออกจากสุมทุมพุ่มไม้พระกฤษณ์ที่อยู่ทางประตูโกสัมพี, เลี้ยวไปทิศตะวันออก มุ่งทางซึ่งปานประหนึ่งดวงสุริยะในบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ องค์พระบรมศาสดาสถิตอยู่.

.

.
๑. สัจจาธิษฐานนี้ โบราณนับถือว่าเป็นมนตร์ขลังบทหนึ่ง ใช้เสกน้ำมนตร์ให้หญิงมีครรภ์ดื่มเสมอบ้าง เสกแล้วเป่ากระหม่อมหญิงผู้เจ็บครรภ์บ้าง, และรวมเข้าไว้ในบทสวดมนตร์ เรียกว่า องคุลิมาลปริตร สำหรับสวดในการมงคล เช่นขึ้นบ้านใหม่หรือแต่งงานเพื่ออำนวยสวัสดีแก่แม่เจ้าเรือน. ↩

๒. สถานที่ตรงนี้ พระโบราณาจารย์ยกว่าเป็น กัปปัฏฐายิ-มหาเดช คือ ที่วิเศษศักดิ์สิทธิ์ตลอดกัลป์. หญิงมีครรภ์คนใดได้ไปที่นั่นก็คลอดลูกสะดวกดาย, สุขสบายทั้งแม่ทั้งลูกทุกราย. ↩
.

.......................




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #7 on: 14 March 2026, 22:07:01 »


สี่สิบสาม มหาปรินิพพาน


ฉันยังมีกำลังน้อยอยู่ เดิรทางไกลเรื่อยทุกวันไปไม่ไหว จำเป็นต้องหยุดพักในบางวัน เพราะฉะนั้นจึ่งรอนแรมมาตั้งหนึ่งเดือน กว่าจะถึงเมืองเวสาลี, ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่เมืองนี้ช้านาน แต่ได้เสด็จออกจากเมืองไปเมื่อล่วงมาสักหกสัปดาหนี้เอง.

ก่อนหน้านี้เล็กน้อย ได้ยินข่าวจากชาวบ้านตำบลหนึ่งซึ่งเป็นพุทธบริษัทว่า พระศารีบุตรและพระโมคคัลลานนิพพานเสียแล้ว. เมื่อมาได้ทราบข่าวพระอัครสาวกทั้งสอง ซึ่งเรานับถือว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมในลัทธิธรรม ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ต่อไปแล้ว, ใจก็สลดผอยลง. อันที่จริงมิใช่ไม่รู้ว่า พระอัครสาวกหรือองค์สมเด็จพระศาสดา ก็มีพระกายพระชีพเป็นมนุษย์อย่างเรา, แต่เรื่องที่ว่าจะต้องละโลกนี้ไปเป็นธรรมดา เราไม่ได้เคยนึกถึง. พระศารีบุตร ซึ่งเป็นผู้เคยอธิบายข้ออรรถธรรมอันลึกซึ้งให้ฉันฟังเข้าใจแจ่มแจ้งอยู่บ่อย ๆ นิพพานเสียแล้ว, ท่านมีรูปลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้ามาก และมีชนมายุได้แปดสิบพรรษา เสมอด้วยพระชนมายุพระพุทธเจ้า. นี่พระพุทธองค์จะมิจวนเสด็จปรินิพพานอยู่แล้วหรือ?

บางทีจะเป็นเพราะความไม่สบายใจที่คิดวิตกไปอย่างนี้ โรคเรื้อรังในกายซึ่งยังไม่หายขาด กลับกำเริบขึ้นอิก. จะอย่างไรก็ตาม ยังพยายามมาถึงเมืองเวสาลีได้, แต่ทว่ามีอาการเหนื่อยอ่อนทรุดลง. ในเมืองเวสาลีมีเศรษฐินีคนหนึ่ง เป็นพุทธบริษัทรับอุปฐากเป็นพิเศษแก่บรรดาภิกษุภิกษุณี ที่จารึกผ่านมา. เมื่อได้ทราบว่าภิกษุณีอาพาธเดิรทางมาถึง, นางก็รีบไปหาทันที, นำเมทินีและฉันไปพักที่บ้าน, ช่วยเหลือพยาบาลอย่างเต็มใจด้วยความเลื่อมใส.

ฉันรู้สึกในความกรุณาแห่งเศรษฐินีผู้นี้เป็นอันมาก. ต่อมาไม่ช้า ฉันแสดงความในใจให้ฟัง ถึงเรื่องวิตกว่าพระพุทธเจ้าก็มีพระชนมายุเท่ากับพระศารีบุตร จะมิจวนเสด็จปรินิพพานเข้าบ้างหรือ?.

พูดถึงเรื่องนี้ เศรษฐินีคนนั้นก็ร้องให้น้ำตาไหล, ตอบออกมามีเสียงกระเส่าสะอื้นว่า -

“ท่านยังไม่ทราบ. เมื่อสองเดือนที่ล่วงมา ครั้งพระองค์ยังเสด็จประทับอยู่ ในเมืองเวสาลีนี้ ทรงปรารภว่า จะเสด็จปรินิพพานในกำหนดราวสามเดือนข้างหน้า. ขอให้คิดดูเถิด. ถ้าพระอานนท์มีเชาวน์แล่นพอ และกล่าวคำในขณะที่ควรกล่าว, เรื่องที่พูดนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น และพระพุทธเจ้าก็คงจะดำรงอยู่ต่อไปในโลกนี้จนสิ้นกัลป.”

ฉันถามว่าเรื่องเป็นอย่างไร. หญิงนั้นเล่าว่า-

“เรื่องเป็นอย่างนี้: วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่กับพระอานนท์นอกเมืองนี้ณจปลเทวาลัย(๑) ในขณะสนทนากัน มีพระพุทธฎีกาว่า ผู้ใดเจริญอิทธิบาทสี่ประการบริบูรณ์แล้ว, หากมีความปรารถนา ก็ย่อมอยู่ในโลกนี้ได้จนสิ้นกัลป ที่พระพุทธเจ้าตรัสโอภาสอย่างนี้, ถ้าพระอานนท์จะปรารภเหตุอาราธนาให้พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในโลกจนตลอดกัลปก็จะได้ แต่จะเป็นด้วยถูกพญามารเข้าครอบงำหรืออย่างไรไม่ทราบ. ท่านจึ่งไม่ปรารภเรื่องนี้แต่ก่อนเสียเลย, มัวรีรอมาจนพ้นเวลาเสียแล้ว”

ฉันถามว่า “รู้ได้อย่างไรว่าพ้นเวลามาเสียแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าก็ยังดำรงพระชนม์อยู่?”

นางตอบว่า “เรื่องเป็นดั่งนี้, เมื่อห้าสิบปีที่ล่วงมา ครั้งพระองค์แสวงหาวิโมกษธรรมณอุรุเวลา ท่านทำทุกกรกิริยาเป็นเวลาถึงเจ็ดปี จนบรรลุโพธิญาณตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุตติสุขอยู่ควงไม้นิโครธของนายอัชบาล. พญามารวุ่นว้าใจเกรงอำนาจตนจะเสื่อมถอย ก็มาทำการกีดขวางเพื่อมิให้ประกาศพระอมฤตธรรม, ได้กราบทูลว่า ‘พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาเพื่อปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ. บัดนี้ก็สำเร็จมโนประณิธานแล้ว และจะกระทำประโยชน์แก่สัตวโลกให้ลำบากพระกายไปใยเล่า, ขอเชิญเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานเสียเถิด.’ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘ดูก่อนมารผู้ใจบาป, ต่อเมื่อบริษัทของตถาคต คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา เป็นพหูสูตอันฉลาด อาจทรงไว้ได้ซึ่งพระธรรมวินัย แล้วปฏิบัติศึกษาเล่าเรียนบอกกล่าวสืบต่อกันไป และสำแดงธรรมเทศนาโปรดเวไนยนิกรสัตว์เทวดามนุษย์ ให้สำเร็จมรรคผลลุอมฤตมหานิพพานได้ ยังศาสนมรรคพรหมจรรย์ให้แผ่ไพศาลไปทั่วโลกธาตุแล้ว, ตถาคตจึ่งรับอาราธนาเข้าสู่พระปรินิพพานในกาลเมื่อนั้น.”

“เมื่อพระพุทธเจ้ายังประทับอยู่ในเมืองนี้ ได้ตรัสสนทนากะพระอานนท์อย่างที่เล่าให้ท่านฟัง. แต่พระอานนท์มิได้เฉลียวใจกราบทูลขอให้เสด็จอยู่ในโลกต่อไป, และยังออกไปอยู่เสียณวิเวกสถานรุกขมูลแห่งหนึ่งในภายนอก. ขณะนั้นพญามารได้โอกาสก็เข้าไปเฝ้า กราบทูลเตือนว่า-

‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ, ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะเสด็จเข้าพระปรินิพพาน ดั่งที่ได้ตรัสไว้แต่ปางก่อน ภายใต้ควงไม้นิโครธของนายอัชบาลณอุรุเวลา ว่าจะเสด็จเข้าพระปรินิพพานนั้น. เพราะพระศาสนธรรม ก็ถึงซึ่งความมั่นคงแล้ว. ข้าพระองค์หวังว่า จะได้เสด็จสู่พระปรินิพพานเสียแต่บัดนี้.’ พระพุทธองค์จึ่งตรัสตอบพญามารว่า ‘ดูก่อนมารใจบาป, ท่านไม่ควรวิตก. แต่นี้ไปอิกสามเดือน เราตถาคตก็จะปรินิพพาน.’

“เมื่อตรัสดั่งนี้, แผ่นดินก็ไหว ซึ่งบางทีท่านคงจะสังเกตรู้มาบ้างแล้ว.”

ความจริง เมื่ออยู่กรุงโกสัมพี ก่อนหน้าที่จะออกเดิรทางมาราวหนึ่งเดือน เราก็รู้สึกว่ามีแผ่นดินไหวที่นั่นแต่เบา ๆ จึ่งได้กล่าวรับรอง.

หญิงนั้นพูดต่อไป มีอาการอันตื่นเต้นว่า “เห็นหรือไม่, ท่าน? หวั่นไหวไปทั่วทุกแห่ง ทวยเทพตกตะลึงโทรมนัสย์ ในเหตุที่พระองค์ทรงรับคำมาร ที่จะไม่เสด็จอยู่ในโลกต่อไป. น่าเสียใจ! ถ้าพระอานนท์ไหวทันชิงทูลอาราธนาเสียก่อนหน้ามาร, ก็จะไม่เป็นอย่างนี้. ครั้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวแล้วสิ ท่านจึ่งรู้สึกกราบทูลปรารภเหตุขอให้ดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป. แต่พระองค์ทรงปฏิเสธเสีย.”

ตามคำบอกเล่าของเศรษฐินีผู้มีศรัทธา แต่กระเดียดไปในทางเหตุศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้างดั่งนี้ เป็นอันได้ความว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังประทับอยู่ในเมืองเวสาลี, ทรงรู้สึกพระองค์ว่าจวนจะปรินิพพานแล้ว, และคงจะทรงแจ้งเรื่องนี้แก่บรรดาพระสาวก. เพราะฉะนั้น ฉันจะรอช้าอยู่ในบ้านหญิงใจดีนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว. จะต้องรีบไปเฝ้าให้ทันเวลาก่อนปรินิพพานให้จงได้. ความมุ่งหมายอันใหญ่ยิ่งอยู่ที่ตรงนี้ เพราะมีแต่พระองค์เท่านั้น ที่อาจทำลายความพลุ่งพล่านเดือดร้อนในดวงจิตต์ได้. มีแต่พระองค์เท่านั้น ที่สามารถประทานความสุขสงบใจคืนมาได้ คือ ความสุขสงบใจอย่างที่ฉันรู้สึกมาแล้วครั้งได้เฝ้าอยู่แทบพระบาท ณเทวาลัยเก่าพระกฤษณ์ในป่าประดู่ลายกรุงโกสัมพี, แต่ขณะนี้เสื่อมหายไปแล้ว.

ด้วยประการฉะนี้ เมื่อล่วงมาได้สิบวันพอฉันมีกำลังจะเดิรทางได้ต่อไป เราก็ออกเดิรทาง. เจ้าของบ้านใจดีไม่เต็มใจจะให้ไป เพราะเห็นว่าฉันยังกะปลกกะเปลี้ยอยู่, แต่ฉันรับรองให้หายวิตกว่าไม่เป็นไร และสัญญาว่า เมื่อได้เฝ้าแล้ว จะกราบทูลถึงที่แกขอถวายอภิวาทมาแทบพระบาทด้วย. เราได้เดิรมุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สืบถามทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโดยลำดับ.

ครั้นไปถึงอัมพคน,(๒) ได้ทราบว่า ได้เสด็จออกจากที่นั้นไปแล้วราวแปดวัน. ครั้นตามไปถึงป่ารัง(๓) เมืองโภคนคร, ก็ได้ทราบว่าเสด็จไปเมืองปาวา ก่อนหน้าที่เราไปถึงโภคนครได้สามวัน. เพลาบ่ายลงนิดหน่อยในวันหนึ่ง เราถึงเมืองปาวา ระทวยใจเหนื่อยอ่อนเต็มที.

บ้านแรกที่เราพบ เป็นบ้านนายช่างทองแดง(๔) เห็นเครื่องภาชนะรูปภัณฑ์ที่ทำขึ้นไว้เรียงอยู่ตามผนังห้องมากมายหลายอย่าง, แต่ไม่ได้ยินเสียงสูบเป่าแล่น, ดูเหมือนคนในบ้านหยุดพักในเวลาตรุฏสารทอะไรอย่างหนึ่ง. ที่บ่อในบริเวณบ้าน พวกคนใช้กำลังล้างชามจานกันอยู่ ท่าทางมีพิธีแต่งงานพึ่งจะเสร็จไปใหม่ ๆ.

ทันใดนั้น มีชายร่างเล็กนุ่งห่มผ้าใหม่เข้ามาขอทำบุณย์ใส่บาตร และพูดแถมว่า “ถ้าท่านมาเร็วกว่านี้สักสองสามชั่วโมง ก็จะเป็นการดีได้มีโอกาสต้อนรับ, เพราะพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก เสด็จประทับเสวยพระกระยาหารที่บ้านข้าพเจ้าในวันนี้.”

“เช่นนั้น พระพุทธเจ้าก็ยังเสด็จอยู่ในเมืองปาวากระมัง?”

“หามิได้. เมื่อเสวยเสร็จ, ก็ประชวรมีพระอาการเจ็บปวดเป็นที่สุด เกือบจะทรงวิสัญญี. ทำให้ข้าพเจ้าและคนอื่น ๆ ตกใจอลหม่าน, แต่แล้วก็ฟื้นพระองค์ และเสด็จไปถึงเมืองกุสินาราเมื่อสักชั่วโมงล่วงมานี้เอง.”

ฉันสมัครจะรีบตามไปทันที เพราะตามคำบอกเล่าของนายช่างทองแดงถึงเรื่องประชวร ก็เห็นว่าเป็นที่น่าวิตกมาก. แต่จำต้องอยู่บริโภคอาหาร และพักเหนื่อยพอมีกำลังเสียบ้างเล็กน้อยก่อน.

ทางจากเมืองปาวาถึงกุสินาราไปมาได้ง่าย. ในไม่ช้าเราก็เดิรข้ามทุ่งนาตัดป่าหญ้าสูง. เมื่อผ่านลำธารสายหนึ่ง ลงไปชำระสนานกายรู้สึกชุ่มชื่นขึ้น, หยุดพักอยู่สักครู่ แล้วเดิรทางต่อไป เวลาจวนโพล้เพล้แล้ว, ฉันแทบหมดกำลัง เดิรอีกไม่ไหว.

เมทินีพยายามเอาใจ ชวนให้หาที่พักแรมคืน ณควงไม้ในที่อันสูงสักหน่อย บอกว่าไม่จำเป็นจะรีบร้อนหักโหมกำลังให้เกินไปนัก, ได้พูดว่า-

“ฉันคาดว่า เมืองกุสินาราคงอยู่ไม่ไกลไปกว่าระยะอิกหมู่บ้านหนึ่ง. และดูเหมือนเป็นเมืองที่อยู่กลางป่า, ไฉนพระพุทธเจ้าจะเลือกเสด็จเข้าพระปรินิพพานเมืองนี้? พระองค์ควรจะเสด็จปรินิพพานในสวนป่าเชตวัน จังหวัดสาวัตถี หรือไม่เช่นนั้นก็ที่ในสวนป่าจังหวัดราชคฤห. พระองค์คงไม่ปรินิพพาน ที่เมืองกันดารอย่างนี้. ใครเคยได้ยินออกชื่อเมืองกุสินารากันบ้าง?”

“แต่ประชาชนคงจะได้ยินชื่อเสียงเมืองกุสินาราต่อไปในวันนี้,” ฉันพูดตอบแล้วเดิรทางต่อไป. ในไม่ช้าก็ละเหี่ยหมดกำลัง, ต้องตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเนินสูงที่ไม่มีต้นไม้เพื่อชะเง้อดูว่าจวนจะถึงกุสินาราหรือยัง, มิฉะนั้นจะต้องค้างคืนอยู่ในที่ไม่มีการป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้ายงูเงี้ยว และจะต้องกระทบอากาศซึ่งเป็นพิษทำให้เจ็บไข้.

ครั้นขึ้นไปถึงยอดเนิน มองโดยรอบไม่พบหมู่บ้านที่ไหนสักแห่งเดียว, ดูเป็นป่าสล้างแลเป็นป่าพืดเรื่อยไป. เห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ ๆ สูงชะลูด, แผ่กิ่งก้านบังแสงแดดภายล่างจนรกเรี้ยวเป็นป่าดิบสลับซับซ้อนกันขึ้นไป. ถัดไปในที่แห่งหนึ่งเป็นชะเวิกลำธาร คือลำธารเดียวกับที่เราลงไปสนานกายก่อนหน้านี้สักครู่.

อากาศตลอดทั้งวันอบอ้าว ท้องฟ้าพะยับ. แต่มาในตอนนี้ มีลมพัดฉิวๆ บ้างแล้ว. อากาศเริ่มปลอดโปร่งเห็นภูมิประเทศได้ชัดเจนขึ้นบ้าง. เห็นภูเขากั้นเป็นกำแพงใหญ่ และตระหง่านขึ้นเหนือยอดไม้. ยอดเขามีต้นไม้ขึ้นสล้าง มองดูแต่ไกลคล้ายสนามหญ้าเขียวชะอุ่มอยู่หลายแห่ง. ยอดที่สูดสุดพุ่งหายขึ้นไปในท้องฟ้า. มีเมฆสีแดงเรื่อ ๆ อยู่ก้อนเดียวลอยผ่านเป็นพืดยาวอยู่ไกลลิบ.

ขณะเพ่งมองดูเมฆก้อนนี้ อันสอดสีอย่างแปลก, เลยหวนระลึกถึงความหลัง. ครั้งที่ได้เห็นบิดาเอาคีมคีบทองคำที่หลอมเหลือเนื้อบริศุทธิ์ แล้วออกจากเตาทั้งเบ้า. เมื่อเนื้อทองเย็นลง, ก็เอาไปวางไว้บนเบาะแพรสีน้ำเงินอ่อน. ลักษณะสีที่ว่านี้ ชั่งเหมือนกับสีเมฆที่เห็นอยู่ในขณะนี้เสียจริง ๆ และค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปแปลก ๆ.

ที่แลเห็นเป็นเมฆเปลี่ยนสีอย่างงามตาน่าดูนี้ หาใช่เป็นเมฆไม่.

เมทินีมีอาการตื่นเต้นคล้ายตกใจอะไร มือสั่นเข้ามาจับแขนฉัน กะซิบบอกว่า “นั่นคือเขาหิมพาน.”

จริงอย่างว่า. เห็นสูงตระหง่านอยู่ข้างหน้า คือ ขุนเขาแห่งเขาทั้งหลาย, เป็นสถานที่อยู่แห่งหิมะไม่มีขาด คือหิมาลัย, เป็นที่สถิตแห่งทวยเทพ และเป็นสำนักของฤษีมุนีผู้สำเร็จ. ‘ภูเขาหิมพาน’ ชื่อนี้แม้แต่เมื่อฉันยังเด็กอยู่ ก็นับถือว่าเป็นนามศักดิ์สิทธิ์ กระทำให้รู้สึกทั้งเคารพทั้งเกรงอย่างซึ้งใจอย่างไรพูดไม่ถูก. อันเรื่องราวที่เนื่องด้วยขุนเขานี้มีมากมาย และเคยได้ยินอยู่บ่อย ๆ เช่นว่า “แล้วก็ไปสู่ป่าหิมพาน ประพฤติพรตเป็นฤษี.” ได้เคยมีผู้ป่ายปีนเขานี้มาแล้ว แต่กาลก่อนนับจำนวนเป็นเรือนพัน เพื่อหาความเป็นไปในที่สงัดวิเวก ให้บรรลุภูมิความสุขโดยการบำเพ็ญตบะโยคะ อันเป็นทางหลุดพ้น. ต่างผู้ต่างแสวงทางวิโมกษ์ ตามวิธีที่เห็นว่าถูก, ซึ่งลงท้ายเป็นมายาเข้าใจผิดทั้งนั้น. แต่บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จมาใกล้แดนนี้แล้ว. พระองค์เท่านั้นที่ล่วงพ้นมายาความหลงผิด – พระผู้ซึ่งเราโดยเสด็จตามรอยพระบาทมาในขณะนี้.

ขณะฉันยืนนึกเพลินอยู่ รูปที่เห็นเป็นสีรุ่งเรืองก็เลือนหายไป ประหนึ่งว่าโพยมสวรรค์หรุบลงมาคลุมเสียหมดไม่ให้เห็น. แต่เมื่อได้เห็นมาแล้ว ก็พอทำให้มีใจชุ่มชื่นเกิดกำลังกระปรี้กระเปร่าขึ้นอิก.

ฉันพูดกะเมทินีว่า “ถึงหากพระพุทธเจ้าจะเสด็จข้ามขุนเขานั้น เพื่อไปสู่ภูมิแดนอันสูงสุดถึงไหนก็ตาม, ฉันเป็นขอตามเสด็จไปให้พบจนได้.”

เมื่อมีมานะเช่นนี้ ฉันก็เดิรต่อไป. ไม่ทันถึงครึ่งชั่วโมงก็หมดแดนป่าไม้ที่รกเรี้ยว, เข้าเขตต์ไร่นาข้างหน้าเรื่อยไป. เวลานั้นมืดลงแล้ว, พระจันทร์กำลังขึ้นปรากฏดวงโตอยู่เหนือยอดไม้ ตรงข้ามกับที่ซึ่งเราไปถึงแล้ว คือ เมืองกุสินารา.

อันที่จริง เมืองกุสินาราก็ไม่ใหญ่โตยิ่งไปกว่าหมู่บ้านของพวกมัลละ, มีบ้านและกำแพงเมือง ใช้ไม้สานเอาดินทา. เห็นในครั้งแรกก็เข้าใจว่าคงจะมีโรคระบาดอะไรอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่เมืองน้อย ๆ นี้ จนผู้คนเบาบางไป, ตามประตูบ้าน มีคนชราและคนเจ็บนั่งร้องให้กันอยู่เซ็งแซ่.

เราเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น.

พวกนั้นบิดไม้บิดมือตอบว่า “พระศาสดาจะด่วนเสด็จเข้าปรินิพพานเสียแล้ว. ในเวลานี้เอง ดวงประทีปของโลกจะดับแสงไป. พวกมัลละพากันไปที่ป่ารัง เพื่อไปเฝ้าถวายบูชาแด่พระองค์ผู้ทรงพระภาค. เพราะเมื่อก่อนหน้าจะมืดค่ำนี้เล็กน้อย พระอานนท์มาในเมืองตรงไปที่ตลาด ซึ่งเป็นที่ชุมนุม. กำลังพวกมัลละประชุมโต้เถียงกันด้วยเรื่องการเมือง, เมื่อพระอานนท์ไปถึง ได้บอกว่า ‘ดูก่อนพวกมัลละ, ในวันนี้ก่อนเวลาเที่ยงคืน พระพุทธเจ้าจะเสด็จเข้าพระปรินิพพาน. ท่านจงรีบพากันไปเฝ้า, เพราะพระพุทธองค์จะได้เสด็จเข้าพระปรินิพพานในเมืองท่าน เป็นโอกาสที่พวกท่านจะได้เฝ้าเป็นครั้งสุดท้าย.’ เมื่อพวกมัลละได้ทราบดั่งนี้ ก็ปริเทวนาการด้วยความเสียใจ, พาบุตรภริยารีบไปที่ป่ารัง. ส่วนพวกข้าพเจ้าที่เหลืออยู่เป็นคนชราและพิการเดิรเหินไม่ไหว จึ่งจำต้องแกร่วอยู่กับที่ ไม่สามารถไปบูชาพระศาสดาในครั้งสุดท้ายได้.”

เมื่อได้ความดั่งนี้, เราก็รีบออกประตูเมืองไปยังป่ารัง(๕)ทันที ซึ่งชาวบ้านเหล่านั้นชี้ทางให้. ไปตามทางเห็นพวกมัลละกลับมาเป็นหมู่. อารามที่อยากจะไปให้ถึงทันใจ เรารีบสาวก้าวตัดข้ามทุ่ง ตรงไปทางมุมป่าน้อย.

ครั้นไปถึง เห็นภิกษุองค์หนึ่งยืนพิงร้องไห้อยู่กับต้นไม้. ฉันรู้สึกตื้นขึ้นมาในใจ, หยุดมองดู. ขณะนั้น ภิกษุองค์นั้นเงยหน้าแหงนขึ้นไปบนท้องฟ้า, แสงจันทร์วันเพ็ญส่องมากะทบเต็มหน้าท่าน, ฉันก็จำได้ว่าเป็นพระอานนท์.

ฉันเข้าใจว่า คงมาไม่ทันก่อนเวลาเสด็จปรินิพพานเสียแล้วกระมัง. คิดแล้วก็ใจหาย, ไม่ทราบว่ากำลังวังชาไปไหนหมด.

ขณะนั้น ได้ยินเสียงมีใครแหวกสุมทุมไม้, แล้วเห็นพระภิกษุร่างใหญ่องค์หนึ่ง เข้ามา, เอามือทาบบ่าพระอานนท์ พูดว่า “ท่านอานนท์, พระศาสดารับสั่งให้หา.”

เท่านี้เอง ก็เป็นอันทราบได้แน่ ว่ายังมีโอกาสได้เฝ้าทันในครั้งสุดท้าย. แรงฉันแข็งขันขึ้นมาทันที สามารถเดิรต่อออกไปได้อิก. ขณะนั้น พระองคุลิมาลเหลียวมาเห็นและจำฉันได้มีหน้าตาแสดงวิตกกลัวเราจะเข้าไปรบกวนพระพุทธเจ้า, ฉันจึ่งชิงพูดให้เบาใจเสียก่อนว่า-

“ท่านอย่าวิตกเลย. พวกฉันจะไม่รบกวนร้องไห้ร่ำไรอย่างผู้หญิงธรรมดา ในเวลาอันเป็นปัจฉิมกาลแห่งพระพุทธเจ้า. พวกฉันตั้งใจรีบเร่งจากเมืองเวสาลีมาโดยไม่ได้หยุดพัก, ความประสงค์ก็เพียงได้เฝ้าพระองค์อิกหนหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น. ขอท่านอย่าให้เสียความตั้งใจนี้เลย, โปรดอนุญาตให้ได้เข้าเฝ้า เพื่อจะได้มีอินทรีย์กล้าแข็งบำเพ็ญกุศลต่อไป.”

ท่านก็ทำกิริยาให้เราตามไป. เราไปไม่สู้ไกลกี่มากน้อย ถึงช่องว่างน้อย ๆ ในป่ารัง. มีพระภิกษุราวสองร้อยองค์ยืนเฝ้าอยู่เป็นรูปอรรธจันทร์. ณท่ามกลางที่นี้ มีต้นรังขนาดใหญ่สองต้นกำลังออกดอกเป็นกลุ่มก้อนขาวไสว. ระวางควงไม้รังทั้งคู่นี้ เห็นพระพุทธเจ้าประทับบรรทมบนพระแท่น ซึ่งปูลาดด้วยผ้าสีเหลืองมีพระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร. ดอกรังก็โปรยเกสรเป็นละอองมาอาบพระองค์.

ด้านพระปฤษฎางค์ถัดไปไกล คือเขาหิมพาน มีหิมะปกคลุมเป็นนิตย์นิรันดร แต่บัดนี้ถูกความมืดเข้าปกคลุม, ซึ่งฉันดูเหมือนจะเห็นขึ้นในใจ ว่าที่ฉันเกิดมีกำลังมาได้ทันเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่นี่ ก็เพราะได้เห็นขุนเขานั้นในคราวแรกเมื่อเวลามา.

พระพุทธเจ้าตรัสกะพระอานนท์ก่อนกว่าผู้อื่นหมด เพราะท่านมายืนเฝ้าอยู่ฉะเพาะพระพักตร์แล้ว ว่า “สำแดงอานนท์, เรารู้ได้ดีว่าท่านร้องไห้โศกเศร้าถึงเรา. และท่านคงคิดอยู่ว่า ท่านยังไม่สิ้นอาสวกิเลส ยังไม่บรรลุความเห็นแจ้ง, และบัดนี้พระศาสดาผู้กรุณาแก่ท่านก็จะเข้านิพพานเสียแล้ว. สำแดงอานนท์, ท่านจงเลิกคิดอย่างนั้นเสียเถิด, จงอย่าปริเทวนาการ, จงอย่าโศกเศร้า. สำแดงอานนท์, เราได้บอกแก่ท่านแล้วมิใช่หรือ ว่าบรรดาสิ่งที่ยึดถือรักใคร่ ย่อมมีอันต้องจากไป. ธรรมดาย่อมเป็นธรรมดาของมันกระนั้น. สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นเองโดยสภาพธรรม, เราไม่ได้จัดการให้เกิดขึ้น แต่ชอบออกรับว่าเป็นของเรา; สิ่งนั้น ๆ ย่อมมีอาการแปรไปตามธรรมดาวิษัย, เราจะดิ้นรนให้เป็นอย่างใจเราคิดไม่ได้ นอกจากออกรับเอาเป็นของเหลว ๆ; และในที่สุดมันก็ต้องล่วงลับไปด้วยอำนาจแห่งธรรมดา, เราจะฝืนให้คงอยู่ไม่สำเร็จเลย จะได้ก็แต่ความคลั่งเพ้อออกรับเอาเสียเต็มแปล้. นับประสาอะไร, ตัวท่านเองก็อย่าทะนง ย่อมตกอยู่ในอำนาจธรรมดาที่จะบันดาลให้เป็นอย่างไรได้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ธรรมดาทั้งหลาย จึ่งเป็นอนัตตา คือเลือกเอาไม่ได้. ไม่สำเร็จด้วยเราสักอย่างเดียว. มันเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป, มันรวมกันแล้วย่อมจากไป, ปรุงมันขึ้น มันก็แตกสลายไป. สำแดงอานนท์, ท่านได้ปฏิบัติเรามานานด้วยความเต็มใจจงรัก ไม่มีอิดเอื้อนท้อถอย ชื่อว่าได้พยายามดีแล้ว. จงใช้ความพยายามอันสม่ำเสมอนั้น มาในทางบำเพ็ญเพียร. ในไม่ช้า ท่านจะหลุดพ้นจากกิเลสดำฤษณา ทิฐิความเห็นเชือน และอวิชชาความไม่รู้แจ้งเห็นผิดไปตามมายา.”

ท่านพระอานนท์พยายามกลืนสะอื้น เพื่อแสดงว่าไม่มีความเสียใจต่อไปแล้ว, แข็งใจกราบทูลถามว่า “พระสรีระร่าง จะโปรดให้จัดการอย่างไร?”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “ไม่ควรวิตกในเรื่องนี้. เพราะสาวกที่ทรงสติปัญญาพร้อมทั้งพราหมณ์และคฤหบดีมหาศาลที่เขานับถือ คงจะจัดทำกันไปเอง ตามเห็นสมควรแก่การย์. ตัวท่านมีสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจอยู่ คือ จงนึกถึงอมฤตธรรม, อย่าได้นึกถึงสิ่งอะไรเลย; จงเร่งพยายามขวนขวายต่อไปให้บรรลุ, อย่าย่อท้อถอยหลัง.”

พระพุทธเจ้าตรัสฉะเพาะพระอานนท์แล้ว, ก็ทรงทอดทัศนาการมายังเหล่าพระสาวกที่ยืนเฝ้าอยู่เป็นวง, ตรัสว่า-

“ภิกษุทั้งหลาย, บางทีท่านทั้งหลายจะนึกว่า พระธรรมนั้นขาดศาสดาเสียแล้ว, ท่านไม่มีศาสดาต่อไปแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ท่านอย่าพึงคิดอย่างนี้. ธรรมที่เราแสดงไว้ เมื่อเราล่วงไปจักเป็นศาสดาของพวกท่าน. เพราะฉะนั้น ท่านอย่าพึงยึดเอาสิ่งภายนอกเป็นที่พึ่ง. จงถือพระธรรมเป็นที่พึ่งให้มั่น. พระธรรมนั้นจะเป็นความสว่างแก่ท่านเอง, จะเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง.”

ส่วนตัวฉันนั้น พระพุทธเจ้าทรงชำเลืองเห็น, พระองค์ซึ่งทรงพระมหากรุณาธิคุณ ได้ทอดพระเนตรเพ่งอยู่ครู่หนึ่ง. ฉันรู้สึกว่าที่ได้บากบั่นเดิรทางมา เป็นอันไม่เปล่าผลเลย.

ล่วงมาสักครู่ พระองค์ตรัสอิกว่า-

“ภิกษุทั้งหลาย บางทีจะมีบางท่านที่เกิดความสงศัยขึ้นในส่วนศาสดา หรือในส่วนพระธรรม. ท่านจงถามเสียให้สิ้นระแวงเถิด เพื่อไปภายหน้า ท่านจะไม่ได้โทษตัวเองว่า เมื่อพระศาสดายังทรงชีวิตอยู่ ก็มิได้ไต่ถามอะไรไว้.”

พระองค์ตรัสดั่งนี้ ประทานโอกาสให้ผู้ที่เฝ้าอยู่กราบทูลข้อสงศัยได้. แต่ก็นิ่งกันหมด. ใครเล่ายังจะมีใจลังเลสงศัย เมื่อได้มาเฝ้าฉะเพาะพระพักตร์ แห่งพระองค์ผู้จะเสด็จลับไปแล้ว? พระพุทธเจ้าเสด็จศัยยาสน์อยู่ที่นั้น มีแสงเดือนในวันเพ็ญส่องสีเหลืองอ่อนมาทั่วพระวรกาย ประหนึ่งว่าเทพบุตรกำลังเตรียมการสนานพระสรีราพยพในครั้งสุดท้าย กล่าวคือ โปรดละอองเกสรดอกไม้ลงมา.

พระอานนท์เต็มตื้นในหฤทัย ประสานหัตถ์กราบทูลว่า-

“ข้าแต่พระองค์, ประหลาดนักหนา พระสัจธรรมนี้. ข้าพระองค์เชื่อว่าในที่ประชุมสงฆ์นี้ ไม่มีผู้ใดแม้แต่รูปเดียว ที่ยังมีความไม่สนิทใจในคำสั่งสอนและศาสดาอยู่.”

และพระผู้ประเสริฐสุด ก็ตรัสว่า-

“สำแดงอานนท์, ท่านกล่าวด้วยมีศรัทธาเต็มที่ แต่เรารู้แล้วว่าไม่มีความกินแหนงตะขิดตะขวงอยู่ในใจผู้ใด. เพราะแม้ผู้ที่นับว่ามีเชาวน์ปัญญาล้าหลังกว่าเพื่อน ก็โปร่งใจในลัทธิธรรมแล้ว, และในที่สุดก็จะได้บรรลุโมกษธรรมเหมือนกัน.”

ครั้นพระองค์ตรัสดั่งนี้แล้ว, ผู้ที่เฝ้าอยู่ก็รู้สึกเยือกประหนึ่งว่ามีมืออันทรงพลังการอำนาจมาเปิดทวารวิถีแห่งความเป็นอนิจจาประจำสังขาร สำหรับเชิญพระองค์เสด็จเข้า.

พระองค์เผยพระโอฐอิกครั้งหนึ่ง เป็นพระปัจฉิมวาจาที่จารึกไว้แก่สังสารโลก เป็นพระสัจจะธรรมอันล้ำเลิศ ว่า-

“ภิกษุทั้งหลาย, เราตถาคตขอเตือนท่าน. อันสังขารทั้งหลายมีแต่เสื่อมไปเป็นธรรมดา. ขอท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญกุศลให้เต็มที่ด้วยความไม่ประมาทเถิด.”

นี้คือ พระโอวาทแห่งพระศาสดาเป็นมฤดกครั้งสุดท้าย.

ครั้นแล้ว สิ้นพระดำรัส สิ้นพระสุรเสียง หับพระโอฐ หลับพระเนตร พระอัสสาสะปัสสาส ซึ่งเคยระบายตามธรรมดาก็ค่อยๆแผ่วเบาลงๆทุกที แล้วก็สิ้นกระแสลมโดยพระอาการสงบ. พระภิกษุองค์หนึ่ง(๖)ประกาศว่า พระบรมศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว.

อนิจจา! แสงเดือนเพ็ญผ่องกระจ่างจับพระพักตร์อยู่เมื่อกี้ก็จางซีดขมุกขมัวลง ท้องฟ้าสลัวมัวพะยับครึ้ม อากาศเย็นเฉียบจับหัวใจ น้ำค้างหยดเผาะ ๆ เป็นหยาดน้ำตาแห่งสวรรค์ เกสรดอกรังร่วงพรูเป็นสายสหัสรธาราสรงพระพุทธสรีระ จักจั่นเรไรสงัดเงียบดูไม่มีแก่ใจจะทำเสียง ธรรมชาติรอบข้างต่างสลดหมดความคะนองทุกสิ่งทุกอย่าง.

แล้วจึ่งมีเสียงกะซิกๆ สะอื้นไห้แห่งพระภิกษุสงฆ์. ฝ่ายพวกมัลละก็ร้องไห้โฮลงแทบสิ้นสมฤดี.

๏ ๏ ๏
ขณะนั้น อันว่าปฐวีกัมปนาการก็บังเกิดปรากฏพิลึกพึงกลัวทั่วโลกธาตุทั้งปวง อีกทั้งห้วงมหรรณพก็กำเริบตีฟ้องคะนองคลื่นครืนครั่นนฤนาทสนั่นในมหาสมุทรสาคร ทั้งหมู่มัจฉชาติมังกรผุดดำกระทำให้ศัพทสำนานนฤโฆษครุวนาดุจเสียงปริเทวกถาแซ่ซ้องโศกาดูรกำศรด ทั้งขุนเขาสิเนรุราชราชบรรพตก็น้อมยอดโอนอ่อน มีอาการปานประหนึ่งว่ายอดหวายถูกอัคคีลน อเนกมหัศจรรย์ก็บันดาลทั่วเมทนีดลสกลนภากาศ ปางเมื่อพระบรมโลกนาถเข้าสู่พระปรินิพพาน นั้นแล.


.
๑. ปาวาลเจดีย์? ↩

๒. อัมพปาลีวัน ซึ่งนางอัมพปาลีคณิกา ถวายเป็นสังฆาราม? ↩

๓. กุฏาคารศาลา ป่ามหาวัน? ↩

๔. จุนทกัมมารบุตร. ↩

๕. ต่อมาเรียกว่า อุปวัตตนสาลวันมงคลสถาน ↩

๖. พระอนุรุทธ์. ↩
.

.....................


สี่สิบสี่ พินัยกรรมวาสิฏฐี


พระปัจฉิมพุทธพจน์ที่ฉันได้ยินกับหูจริง ๆ เมื่ออยู่ในมนุษยโลกเป็นดั่งที่เล่าแล้วนั้น.

กำลังร่างกายที่ฉันจะทรงชีพอยู่ต่อไป เป็นอันหมดเสียแล้ว. ความไข้เข้ามาสู่ตนหนักลงจนเพียบไม่รู้สึกสติ. ฉันได้เห็นหน้าคนที่มารุมรอบตัวฉัน เป็นเงา ๆ คล้ายในความฝัน, ที่จำเค้าได้แน่นอน คือหน้าเมทินีซึ่งประจำอยู่เสมอ. ครั้นแล้วก็วูบมืดไปหมด. และในทันใดนั้น ดูเหมือนมีน้ำอันเย็นชุ่มมาชะโลมให้พิษไข้ที่ร้อนแรงจางหายไป เหมือนดั่งเดิรทางมายืนอยู่ริมขอบสระภายใต้แสงแดดที่แผดจัด, แล้วรู้สึกว่าตนเองเป็นดอกบัวภายในน้ำอันเย็นฉ่ำ ได้รับความชุ่มชื่นตลอดถึงก้าน. และในคราวเดียวกัน น้ำหนักที่มีอยู่ข้างบนค่อยเบาลงทุกที, เห็นดอกบัวสีแดงขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือตน, ที่ริมขอบดอกบัว เห็นแววหน้าอันงามของเธอกำลังชะโงกลงมาดู, ครั้นแล้วฉันก็ลอยขึ้นมาเหนือน้ำได้อย่างสบาย, เมื่อตื่นขึ้นก็เห็นมาอยู่ใกล้เธอ ในสวรรค์สุขาวดี.

กามนิต- “ขอความเจริญจงมีแก่หล่อนเถิด ที่ความรักของหล่อนชักนำให้ขึ้นมาอยู่บนนี้ได้. ถ้าหล่อนไม่ตามขึ้นมาด้วย, ป่านนี้ฉันจะไปอยู่ในภพไหนอีกต่อไปก็ทราบไม่ได้. จริงอยู่ ในเวลานี้เรายังไม่รู้ว่าจะสามารถช่วยตัวเองให้พ้นภัยในคราวที่โลกานุโลกถึงการประลัยได้อย่างไร. แต่กระนั้น ถ้อยคำที่หล่อนกล่าวมาแล้ว ทำให้ฉันมีความเชื่อมั่นในใจ: เพราะดูหล่อนมิได้มีความวิตกหวาดสะดุ้งต่อสิ่งที่จะถึงกาลประลัยไปอยู่แล้วแม้แต่น้อย, เปรียบเหมือนแสงแดดอยู่ในกลางพายุ จะสะเทือนด้วยก็หาไม่.”

“ผู้เคยพบเหตุการณ์ที่ใหญ่กว่า ย่อมไม่มีความหวั่นสะเทือนแม้แต่น้อย. เหตุการณ์ครั้งนี้ คือสกลจักรวาลจะต้องถึงปางประลัยไป. แม้ดูเป็นใหญ่เหลือประมาณ, ถ้าเปรียบกับเหตุการณ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าปรินิพพาน, ก็นับว่าเล็กน้อย. เพราะบรรดาที่เราเห็นอยู่โดยรอบนี้ เป็นแต่อาการที่เปลี่ยนไปตามธรรมดาเท่านั้น. แล้วชีพทั้งหลายเหล่านี้ก็จะเข้าสู่แดนแห่งความเกิดอิก, ท้าวมหาพรหมที่เห็นอยู่โน่น กำลังเป็นบ้าพยายามต้านทานต่อสิ่งที่ต้านทานไม่ได้, และบางทีจะมองดูเราด้วยริษยา ที่เห็นเรายังส่องแสงอยู่เรื่อย ๆ ไม่มีลดลง. ท้าวมหาพรหมนี้ซึ่งเผอิญมาสิ้นบุณย์ เมื่อถึงกาลประลัยแล้ว คงจะไปเกิดใหม่ในภูมิต่ำลง. และมีผู้ที่ตั้งประณิธานจะได้จุติมาเป็นท้าวมหาพรหมต่อไป. บุุทคลจะไปสู่ภพใด ก็ด้วยมีประณิธานอันแน่วแน่ประกอบด้วยกรรมเป็นเครื่องนำไป. โดยสรูปสิ่งทั้งหลายก็เป็นไปตามสภาพของมันไม่ดีไม่ชั่ว เกิดมาจากธาตุเดียวกัน: ฉันจึ่งว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย. และเพราะด้วยเหตุเดียวกันนี้ ฉันไม่เห็นเป็นของน่าตกใจกลัวอย่างไร, ซ้ำจะเป็นที่น่ายินดีที่เผอิญได้มีชีวิตอยู่เห็นในระวางกาลประลัย. เพราะถ้าหลงไปว่า พรหมโลกเป็นอนันตะไม่มีเขตต์สุดแล้ว, ก็จะเลยไม่มีญาณความหยั่งรู้สิ่งไรที่เลิศกว่า.”

“เช่นนั้น หล่อนก็รู้สึกสิ่งซึ่งเลิศกว่าพรหมโลกนี้ อย่างนั้นหรือ?”

“พรหมโลกนี้ กำลังจะสิ้นไปเธอก็เห็นอยู่. แต่มีแห่งหนึ่ง ไม่มีความสิ้นไป ไม่มีเบื้องต้นและเขตต์สุด. ซึ่งพระบรมศาสดาเคยตรัสว่ามีอายตนะ (แดน) อันหนึ่ง, ไม่ใช่ดินน้ำไฟลม ไม่ใช่นามธรรมมีอารมณ์ยึด ไม่ใช่โลกนี้โลกหน้า ไม่ตั้งอยู่ในทิศไหน ตำบลไร ไม่ใช่เมืองแก้ววิเศษรุ่งเรืองไพศาล ไม่ใช่ที่ไปที่มาที่เคลื่อนที่หยุด ไม่มีที่ยึดเกาะเกี่ยว ไม่มีเกิดไม่มีตาย, แต่เป็นที่สุดแห่งทุกข์ เรียกว่าพระนิพพาน, เป็นของลึกซึ้ง นึกเห็นเอาด้วยยาก นึกรู้ตามด้วยยาก คาดคะเนเอาไม่ได้ เป็นของประณีตละเอียด, เพราะรำงับสังขารทั้งปวง เพราะสลัดคืนกิเลสทั้งปวง เพราะสิ้นความแส่อยาก, จึ่งเป็นที่สงบเงียบ เป็นที่ดับเย็นสนิท, บัณฑิตก็พึงทราบได้เอง.”

“ดูก่อนเจ้าผู้เป็นที่น่าชื่นใจ เป็นผู้มีความบริศุทธิ์, จงช่วยฉันด้วย เราทั้งสองจะได้ลอยเด่นขึ้นอิก เพื่อไปสู่แดนแห่งศานตินั้น.”

“พระบรมศาสดาเคยตรัสว่า ที่ว่าเราจะลอยเด่นขึ้นอิกนั้น, ไม่เป็นความจริงแห่งแดนนั้น. ที่ว่าเราจะไม่ลอยเด่นขึ้นอิกนั้น, ก็ไม่เป็นความจริงฉันเดียวกัน. ท่านจะสมมุติบัญญัติสิ่งใด ที่ท่านทำขึ้นหลาก ๆ ยุ่งเหยิงอย่างไร ๆ และสามารถจะจับถือได้, ย่อมไม่เป็นความจริงแห่งแดนนั้น.”

“อ้าว! แล้วมีประโยชน์อะไรแก่ฉัน ในสิ่งซึ่งฉันจับถือเอาไม่ได้?”

“ขอในสิ่งที่จับถือได้ จะมีค่าควรกับยื่นมือออกไปรับหรือ?”

“วาสิฏฐี, ฉันเชื่อแน่ว่า ในชาติใดชาติหนึ่ง ฉันคงได้ฆ่าพราหมณ์ หรือกระทำอกุศลอุกฉกรรจ์ ที่คล้ายคลึงอนันตริยกรรม. ผลนั้นจึ่งตามสนองอย่างรุนแรงไปถึงในถนนน้อยในกรุงราชคฤห. เพราะถ้าฉันไม่ประสพภัยตายไปในปัจจุบันทันด่วนณที่ตรงนั้น, ฉันก็คงได้ไปเฝ้าแทบบาทพระพุทธเจ้าแล้ว, แล้วคงจะได้เฝ้าอยู่อย่างเดียวกับหล่อน ในเวลาที่เสด็จเข้าปรินิพพาน, แล้วจะได้มีใจสงบเหมือนกับหล่อนในบัดนี้. มาเถิด, วาสิฏฐี, ในขณะที่เรายังมีสติสัมปชัญญะอยู่นี้, ขอหล่อนเห็นแก่ความรักซึ่งมีแก่ฉัน, จงอธิบายพุทธลักษณะให้ฉันเห็นขึ้นในใจให้ถี่ถ้วนถูกต้องตามความเป็นจริง เพื่อฉันจะได้ชมพระลักษณะซึ่งฉันไม่มีโอกาสได้เห็นเมื่อครั้งอยู่ในมนุษยโลก, จะได้ช่วยให้ฉันได้รับศานติสุข”

“ยินดี ที่จะพรรณนาให้เธอฟัง,” แล้ววาสิฏฐีก็จาระไนพุทธลักษณะโดยละเอียดถี่ถ้วน.

กามนิตตอบด้วยยังมีความไม่พอใจอยู่มากว่า “มีประโยชน์อะไรที่บอกมา? เพราะเท่าที่รำพันให้ฟังทั้งหมด ไม่ผิดแม้แต่นิดเดียวกับรูปพระภิกษุชรา ที่ฉันร่วมแรมคืนอยู่ด้วยในห้องโถงชายปั้นหม้อ ณกรุงราชคฤห, ที่ฉันเล่าให้หล่อนฟังแล้ว และซึ่งฉันได้เข้าใจว่าเป็นผู้ไม่รู้อะไร. แต่บัดนี้รู้สึกว่า ที่พระภิกษุชราองค์นั้นกล่าวไว้ เป็นความจริงทุกประการ. แต่ช่างเถิด, วาสิฏฐี, ไม่ต้องชี้แจงอิกต่อไปดอก. เป็นแต่ขอให้หล่อนนึกเพ่งเป็นนิมิตต์ขึ้นในมนัสของตนเอง ซึ่งภาพพระพุทธเจ้า จนเด่นชัดเท่ากับได้อยู่ฉะเพาะพระพักตร์. และอาศัยที่เรามีฉันทฤทธิ์ร่วมกันในวิถีฌาน ฉันก็อาจมีส่วนเห็นด้วยพร้อมไปกับหล่อน.”

วาสิฏฐียินดีตามที่ขอ, แล้วก็สำรวมจิตต์แน่วแน่ประมวลอารมณ์ให้เป็นหนึ่ง นึกหน่วงถึงพระรูปพระพุทธเจ้า ตามที่ตนเคยเห็นในขณะที่จวนเสด็จเข้าพระปรินิพพาน.

“เธอเห็นพระรูปหรือยัง?”

“ยัง, วาสิฏฐี.”

วาสิฏฐีคิดว่า “จำเราต้องให้รูปนิมิตต์ที่เกิดในดวงจิตต์นี้ สมานกับชีวรูปอื่นรวบเข้ากันให้สนิทเสียก่อน.” นางมองไปในอากาศธาตุซึ่งหาเขตต์ไม่ได้โดยรอบ ในที่ซึ่งพรหมโลกกำลังอยู่ในอาการจะแตกทะลายไป.

อันว่านายช่างหล่อผู้สามารถยอดเยี่ยม จัดทำแม่พิมพ์มหาเทวรูปอันทรงสง่าสำเร็จแล้ว, แต่มารู้สึกว่ามีโลหธาตุที่จะหล่อไม่เพียงพอแก่แม่พิมพ์นั้น, เที่ยวมองหาโลหธาตุที่มีอยู่ในโรงงานของตน, พบวัตถุที่กระจายเกลื่อนอยู่รอบตัว มีเทวรูปน้อย ๆ และรูปอื่นต่าง ๆ ที่เป็นโลหธาตุ ซึ่งตนได้ทำมาแล้วทั้งหมด, ก็เอามารวมเข้าในเบ้าหลอมด้วยความพอใจ เพื่อสามารถหล่อรูปทิพย์ให้ได้บริศุทธิ์เลิศเพียงรูปเดียว, ดั่งนี้มีอุปมาฉันใด. วาสิฏฐีมองหาในอากาศอันหาเขตต์มิได้อยู่รอบตัว แล้วเอาบรรดาสิ่งที่เหลือจากรัศมีอันกำลังอ่อนแสง และรูปพรรณสัณฐานต่าง ๆ ในพรหมโลก ซึ่งกำลังจะสลายไป เข้ามาไว้ในดวงจิตต์ด้วยอำนาจมโนมยฤทธิ์ รวมลงเบ้าคือห้องมนัสของนางหลอมลงสู่แม่พิมพ์. ก็เกิดพระรูปสมบัติครบถ้วนมหาบุรุษลักษณะมีสิริมหิมา แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะที่จะเข้าพระปรินิพพาน, ก็มีอุปมัยฉันเดียวกัน, ปรากฏแจ่มจ้าดั่งเดือนเพ็ญเด่นอยู่กลางโพยม.

และขณะที่ได้เห็นพระรูปนี้อยู่ฉะเพาะหน้าแล้ว, วาสิฏฐีบังเกิดความรู้ สิ้นความกระหายอันหมักหมม และความทุกข์อาลัย, แล้วเพ่งดิ่งแน่วแต่จะให้ กามนิตเห็นพระรูปโฉมนั้นด้วย.

ครั้นแล้วกามนิตก็พูดขึ้นว่า “ฉันเริ่มจะเห็นรูปขึ้นบ้างแล้ว. จงรวมกำลังใจให้มั่น ให้พระรูปเปล่งรัศมีให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น.”

วาสิฏฐีก็เบ่งอำนาจแห่งฤทธิวิธี นำเอารูปท้าวมหาพรหมที่เหลืออยู่สู่เบ้าหลอมเข้าแม่พิมพ์ คือ ห้องมนัสอีก เพิ่มประกอบพระศรีรรูปให้ชัดเจนที่สุด.

ขณะนั้นกามนิตก็พูดขึ้นว่า “เดี๋ยวนี้ฉันเห็นชัดขึ้นแล้ว.”

ส่วนวาสิฏฐี รู้สึกประจักษ์แก่ฌาน เป็นพระพุทธเจ้า อย่างที่ทรงศัยยาสน์จะเสด็จปรินิพพาน ทรงชำเลืองเห็น และทอดพระเนตรเพ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสกะนางว่า “มาแล้วหรือ? บทโอวาทที่ให้ไว้ระลึกแจ้งจบแล้วหรือ?”

กราบทูลสนองในวิถีจิตต์ว่า-

“จบแล้ว พระเจ้าข้า.”

“ดีแล้ว, วาสิฏฐี. หนทางอันไกลที่ต้องเดิรทรมานกายมา ไม่ทำให้เหนื่อยบ้างหรือ? ยังต้องการให้ตถาคตช่วยเหลืออยู่อิกหรือไม่?”

“พอความต้องการแล้ว, พระเจ้าข้า.”

“ดีแล้ว. ตัวท่านยังยึดถือตนอยู่หรือเปล่า?”

“ข้าพระองค์รู้แจ้งซึ่งตนแล้ว, พระเจ้าข้า, เหมือนผู้ลอกกาบกล้วยออก จะไม่พบแก่นต้นกล้วยนั้นฉันใด. ข้าพระองค์ก็ได้เรียนรู้แจ้งซึ่งตนว่า เป็นสภาพแปรปรวน ไม่คงที่ถาวร เพราะหาแก่นสารมิได้, แล้วข้าพระองค์ก็ย่อมละความอาลัยยึดถือดื้อดึงเสีย ด้วยความหยั่งทราบเท่าที่เป็นจริง ว่า ‘นี้ไม่ใช่ของเรา, นี้ไม่ใช่เรา, นี้ไม่ใช่อาตมันของเรา, มีแต่มายาเท่านั้น.’”

“ดีแล้ว. บัดนี้ท่านยังยึดถืออยู่แต่พระธรรมอย่างเดียวหรือ?”

“ข้าแต่พระองค์, พระธรรมเป็นเครื่องนำให้ข้าพระองค์ไปสู่จุดที่หมาย, เปรียบเหมือนผู้ที่ข้ามลำธารโดยอาศัยแพเป็นเครื่องข้าม, ครั้นเมื่อถึงฝั่งที่หมายแล้ว, ก็ไม่ข้องแวะแพนั้นต่อไป หรือไม่ลากเอาแพนั้นขึ้นไปด้วย. เพราะฉะนั้น ในบัดนี้ได้ปล่อยอะไร ๆ ทั้งสิ้น จนพระธรรมนั้นแล้ว ไม่ได้เกาะเกี่ยวอะไรอิกต่อไป.”

“ดีแล้ว เมื่อไม่เกาะเกี่ยวในสิ่งไร ปราศจากความพัวพันในสิ่งไร ๆ มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่ามีแต่มโนธาตุ นั่นเพียงเป็นคู่สำหรับญาณ คือความรู้อันแจ่มใสและสำหรับสติโดยฉะเพาะ, ทั้งไม่อาศัยเกาะเกี่ยวอะไร ๆ ในภพเลย ดั่งนี้, ท่านก็จะขึ้นไปสู่ที่อันเป็นศานติอย่างตถาคตได้.”

ขณะนั้น กามนิตพูดขึ้นว่า “บัดนี้ ฉันอาจเห็นพระพักตร์พระพุทธเจ้าแล้ว, แต่จำได้ราง ๆ คล้ายเห็นในน้ำไหล.”

วาสิฏฐี ก็เบ่งอำนาจมโนมยิทธิไปในอากาศอันว่างเปล่าจนสุดสามารถอิก.

กามนิตสังเกตเห็นวาสิฏฐี บัดใจก็อันตรธานวับไป, แต่ก็อันตรธานเหมือนดั่งผู้กำลังจะตาย ได้ทำพินัยกรรมเป็นมฤดกไว้ให้. กล่าวคือวาสิฏฐีได้มอบพระรูปโฉมซึ่งเหมือนดั่งองค์พระพุทธเจ้าให้ไว้แก่กามนิตอยู่ในท่ามกลางแห่งความว่างเปล่า, ซึ่งบัดนี้กามนิตเห็นได้ชัดเจน และจำได้.

“อ้อ! พระภิกษุชราที่อาตมาได้แรมคืนร่วมอยู่อยู่ในกรุงราชคฤห และดูหมิ่นว่าโง่เซอะ คือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง. อาตมานี้ชั่งเขลาเสียจริง ๆ จะมีใครโง่เขลาเหมือนอย่างอาตมานี้บ้างไหมหนอ? สิ่งที่อาตมาปรารถนาคือความสุขอันสูงสุด เพื่อความหลุดพ้นนั้น ก็มีอยู่ในญาณแห่งอาตมาแล้วนับได้หลายอสงไขยกัลป์.”

ครั้นแล้วพระรูปพระพุทธเจ้าก็เข้ามาใกล้มโนวิถีกามนิตเด่นขึ้นทุกที จนดูประหนึ่งว่าเป็นเมฆเลื่อนลอยเข้ามา, แล้วหุ้มกามนิตเป็นดั่งหมอกที่มีรัศมีรุ่งเรืองใสกระจ่าง ฉะนั้น.

.

....................


สี่สิบห้า กลางคืนและรุ่งเช้าในสกลจักรวาล


อันว่าในห้องโถงที่ประชุมเลี้ยงดูกัน เมื่อดับโคมไฟต่าง ๆ หมดแล้ว ก็เหลือแต่โคมเล็กอยู่ดวงเดียวริบหรี่อยู่มุมห้องหน้ารูปบูชา ดั่งนี้ฉันใด, กามนิตก็เหลืออยู่ที่หลังเพื่อนริบหรี่แต่ผู้เดียว ในท่ามกลางแห่งวิศวราตรี คือกาละอันเป็นราตรีไปหมด.

อันรูปธรรมกามนิตมีตารกะธาตุแห่งความเหมือนในองค์พระพุทธเจ้าห่อหุ้มอยู่แล้ว, นามธรรมก็มีความตรึกนึกในองค์พระพุทธเจ้าเข้าไปซึมซาบอยู่. นี้แหละเป็นเสมือนน้ำมันที่หล่อเลี้ยงไฟในโคมน้อยไว้มิให้ดับ.

ถ้อยคำที่ตนได้เคยสนทนาอยู่กับพระบรมศาสดาในห้องโถงช่างหม้อกรุงราชคฤห ได้กลับมาปรากฏโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่ต้นจนอวสาน. ประโยคต่อประโยคและคำต่อคำ. เมื่อหวนระลึกถ้อยคำเหล่านี้ได้ตลอดแล้ว, ก็เริ่มทวนต้นไปใหม่. ในข้อความที่ระลึกได้เป็นประโยค ๆ ไปนั้น, ประโยคหนึ่ง ๆ ก็เป็นเสมือนทวารต้นทางที่จะเข้าวิถีใหม่แห่งธรรมรส, ซึ่งเข้าไปตรองเห็นแล้ว ก็ล่วงเข้าอิกทวารหนึ่ง, แล้วก็ผ่านอิกทวารหนึ่ง, เป็นลำดับติดต่อกันไป. พลางกามนิตตรวจค้นตามระยะวิถีแห่งความตรึกนึก, จนไม่มีสิ่งไรเหลืออยู่นอกจากความมืดตื้อซึ่งล้อมอยู่รอบตน.

ขณะที่ดวงจิตต์เป็นไปอยู่อย่างนี้ ทั้งมีความเพ่งพินิจหน่วงองค์พระพุทธเจ้าเข้าไว้เป็นอารมณ์ จนหมดสิ้นไม่มีอารมณ์อะไรอื่นเหลืออยู่, ประกอบทั้งรูปธรรมก็นำเอาตารกะธาตุที่อยู่รอบตน เข้าไปรวมเนื้ออยู่ด้วยทวีขึ้น, จนสิ่งที่เหลืออยู่โปร่งบางไปหมด. ครั้นแล้ว ความมืดแห่งวิศวราตรีก็ปรากฏมี เป็นสีน้ำเงินอันงาม แล้วก็เข้มขึ้นทุกที.

เป็นดั่งนี้ กามนิตจึ่งนึกว่า-

“ออกไปในที่นั้น เป็นความมืดอันกว้างขวางมหึมาหนาแน่นแห่งวิศวราตรี. แต่ก็จะต้องมีคราวถึงกำหนด เป็นความรุ่งเช้า เกิดมีท้าวมหาพรหมขึ้นใหม่. ถ้าว่าความตรึกนึกและมโนธาตุของเราเพ่งเล็งไปทางที่จะจุติเป็นท้าวมหาพรหม ซึ่งมีหน้าที่รังสฤษฎ์สกลโลกขึ้น, ก็คงจะไม่มีใครจะดีไปกว่าเรา. เพราะในขณะจะสิ้นกัลป์กำลังถึงการประลัยไปอยู่นี้ สิ่งทั้งปวงก็ย่อยยับดับตามกันหมด คงเหลือแต่ท้าวมหาพรหมประจำหน้าที่มีความรู้สึกได้ดีพร้อม อยู่ในท่ามกลางวิศวโลกานุโลกแต่ผู้เดียว. จริงอยู่ ถ้าเราปรารถนาก็ย่อมจะทำได้ในทันที กล่าวคือรังสฤษฎ์สิ่งทั้งปวงให้กลับมีชีวิตขึ้น, แล้วจัดให้อยู่ตามตำแหน่ง ในโลกานุโลกที่ปรากฏใหม่. แต่ก็มีอยู่อย่างเดียวที่เรารังสฤษฎ์หาได้ไม่ คือไม่สามารถชุบวาสิฏฐีขึ้นมาได้อิก. วาสิฏฐีได้สิ้นชาติสิ้นภพไปแล้ว ล่วงไปในลักษณะซึ่งไม่มีเชื้อเกิดเหลืออยู่เลย, ถึงพระเป็นเจ้ามหานุภาพองค์ใดองค์หนึ่งหรือเทวดามารพรหม จะค้นหาก็ไม่พบร่องรอย. เมื่อไม่มีวาสิฏฐีผู้งามเลิศและดีเลิศแล้ว, จะมีผลดีอะไรในความเกิดมีชีวิตอยู่? มีประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของท้าวมหาพรหม ที่ต้องล่วงไปเหมือนกัน? อะไรคือความเป็นชั่วคราว? และอะไรคือความคงที่?

“ไม่ต้องคิดอย่างอื่น: ความคงที่นั้นมี, และทางไปสู่ความคงที่นั้นก็มี.

“พราหมณ์ชราผู้หนึ่งเป็นวานะปรัสถ์ ถือความมักน้อยสันโดษอยู่ในป่า ได้เคยสอนเราว่า ในบริเวณรอบหัวใจ มีเส้นโลหิตอันละเอียดห้อมล้อมอยู่นับด้วยร้อย สำหรับอาตมันจะได้ส่งความคิดความรู้สึกแล่นไปตลอดกาย. แต่มีเส้นหนึ่งขึ้นไปสู่กระหม่อมศีรษะ นั้นแหละเป็นทางที่อาตมันออกจากร่าง. โลกานุโลกก็อย่างเดียวกัน ย่อมมีวิถีนับด้วยร้อยด้วยพันด้วยแสน ผ่านไปในแดนทุกข์ สั้นบ้างยาวบ้าง และแผ่ซ่านไปจบภวานุภพ. แต่ก็มีวิถีอยู่ทางเดียวเท่านั้น, ที่ออกจากภพเหล่านี้ไปได้อย่างเที่ยงแท้, นี้คือวิถีไปสู่แดนความคงที่, ไม่มีเครื่องกีดขวางอิกแล้ว. ในขณะนี้เรากำลังดำเนิรเข้าสู่ทางนั้น และจะไปจนถึงที่สุด.”

แล้วกามนิตก็ยึดเอาพระพุทธนิมิตต์ไว้ในมโนธาตุแน่นแฟ้น มุ่งแต่วิถีที่จะไปสู่ความสิ้นแห่งทุกข์ ขณะนั้นวิศวราตรีที่ใสเห็นได้ตลอด ก็มืดแน่นหนักเข้าทุกที.

ครั้นเมื่อมืดอับทึบถึงที่สุด ก็บังเกิดสยัมภูองค์ใหม่ฉายแสงแปลบขึ้นมา คือ ท้าวมหาพรหม ผู้จะส่องความสว่างและถนอมสกลจักรวาลนับได้แสนให้คงสืบปวัตยาการไปตลอดอิกกัลปหนึ่ง.

และขณะนั้น ท้าวมหาพรหมก็บันดาลสิ่งทั้งปวง ให้มีชีวิตขึ้น:

“ดูก่อนสรรพชีพ ซึ่งได้พักอยู่ตลอดคืนหนึ่งของพรหมโลก ในความว่างเปล่า, จงตื่นเถิด แล้วเข้าประจำตำแหน่งตามอำนาจกำลังที่เราเฉลี่ยแก่ตน รับความบันเทิงไปชั่ววันหนึ่งของพรหมโลก.”

ครั้นแล้วชีพและโลกานุโลก ก็ผุดขึ้นจากมหันธการความมืดแห่งความว่างเปล่า, ดุจลูกลอยลมโผล่สลอนขึ้นมาในกลางหาว, เป็นดาวต่อดาว, ชีพต่อชีพ, ส่งเสียงแซ่ซ้องยินดีกึกก้องตลบนภากาศ ว่า-

“ข้าแต่ท้าวปรเมษฐ์, พระองค์ตรัสเรียกพวกข้าพเจ้าทั้งหลาย ให้อุบัติในสกลจักรวาลที่สร้างใหม่, และเริ่มเป็นวันใหม่ เพื่อให้พวกข้าพเจ้าได้รับความชื่นบานในพรหมโลก จากส่วนความบันเทิงสุขที่พระองค์มีอยู่รุ่งเรืองฉายมาให้.”

เมื่อกามนิตได้เห็นและได้ยินเสียงสำรวลร่าครึกครื้นรื่นเริงโดยตลอด ก็บังเกิดความสังเวชใจ :

“ชีพและโลกานุโลก. และดาวเทพ และแม้ถึงท้าวมหาพรหมเอง ต่างแซ่ซ้องยินดีปรีดาต้อนรับวันใหม่แห่งพรหมโลก. เพราะอะไร? ก็เพราะไม่รู้แจ้งซึ่งความจริง.”

อันความสมเพชโลกทวยเทพและท้าวมหาพรหมนี้เอง เป็นทางให้ประหานมานะความสำคัญตนและภวราคความติดใจเกิด ที่ยังเหลือเป็นเศษอยู่ หมดสิ้นไป, และบัดนี้ก็มารำพึงว่า-

“ระวางวันหนึ่งของพรหมนี้ ย่อมมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัส และประกาศพระธรรมคือสัจจะ, และทวยเทพที่เราเห็นอยู่รอบข้างเหล่านี้ ก็อาจได้ยินสัจจะ อันส่องทางวิสุทธิแห่งตน ๆ เป็นอุปนิสสัยแล้ว. ถ้ามาระลึกได้ว่าในวันรุ่งเช้าแห่งวันในโลก ได้เห็นผู้หนึ่งออกไปพ้นชาติภพแล้ว, นั่นจะเป็นอุทาหรณ์แห่งสัจจธรรมที่ตนได้ยินมาสำแดงผลประจักษ์แก่ตน, และเมื่อโจษกันว่า ‘ผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในท่ามกลางพวกเรา หรือจะเรียกว่าส่วนหนึ่งแห่งเราก็ได้ ได้ล่วงหน้าไปในวิถีที่เป็นทางวิมุติแล้ว,’ ก็จะเป็นเหตุนำเขาเหล่านั้น เข้าสู่ที่วิถีถูกด้วย. เพราะฉะนั้นเราจักช่วยนำทางเขาทั้งหมด: จะไม่เอาตัวรอดแต่ผู้เดียว. เพราะตามความจริง ไม่มีใครช่วยตนเองได้ โดยตนเองมิได้ช่วยเหลือผู้อื่น.”

ในเวลาไม่ช้า ดาวเทพบางองค์ ก็เริ่มสังเกตเห็น ว่ามีดาวเทพอยู่องค์หนึ่ง ท่ามกลางพวกตน หาได้ส่องแสงรุ่งเรืองสว่างขึ้นโดยลำดับไม่ กลับมีลักษณะตรงกันข้าม คือ หรี่มัวลงไป.

เหล่าดาวเทพจึ่งร้องเตือนว่า-

“ท่านผู้เป็นภราดา, ท่านพึงหันไปเพ่งท้าวมหาพรหม เพื่อได้รับแสงให้เกิดความสว่างรุ่งเรืองยิ่งขึ้น. เพราะท่านก็ผู้หนึ่งเป็นภราดาในหมู่เรา อันท้าวมหาพรหมได้เรียกให้มาร่วมเสวยความบันเทิงสุข ด้วยอาศัยรัศมีท้าวเธอฉายส่องมาให้.”

แม้ทวยเทพร้องบอกมาเช่นนี้, กามนิตจะได้เอาใจใส่หรือได้ฟังก็หาไม่.

ทวยเทพคงจ้องดู เห็นดาวกามนิตยังหรี่แสงลงเสมอ ก็เกิดความวิตก, ร้องทุกข์ต่อท้าวมหาพรหมว่า-

“ข้าแต่ท้าวสุรเชษฐ์ ผู้เป็นแสงสว่างและเป็นผู้ถนอมเหล่าพวกข้าพเจ้า, ได้โปรดเถิดพระเจ้าข้า. ดาวดวงนี้ไม่มีความสามารถจะส่องรัศมี มีแต่จะลดน้อยถอยแสงลงไป. ขอประทานแสงสว่างจากพระองค์ เพื่อให้ฟื้นขึ้น จะได้ร่วมความบันเทิงสุขภายในรัศมีอันรุ่งเรืองของพระองค์.”

ครั้นแล้ว ท้าวจัตุรพักตร์มหาพรหมผู้เต็มเปี่ยมด้วยพรหมวิหาร ก็เพ่งพระเนตรในพระพักตร์ด้านที่แปรไปทางกามนิต ส่งมหานุภาพให้ฟื้นกำลังขึ้น.

แต่แสงของกามนิตยังคงปรากฏว่าลดน้อยลงทุกที. ท้าวมหาพรหมทรงสมเพช ในเหตุที่ว่าดาวดวงนี้ไม่ยอมรับรัศมีที่พระองค์ฉายไปประทาน. แม้แต่ดวงอาทิตย์ตั้งแสน ซึ่งล้วนได้รับแสงไปจากพระองค์ ก็ยังยินดีปรีดา, ไม่เหมือนกับดาวดวงนี้. พระองค์จึ่งประมวลเอาแสงทิพย์ที่มีอยู่ในสกลจักรวาล อันเป็นแสงมีอำนาจพอที่เผาผลาญโลกานุโลกได้ตั้งพันให้เป็นเถ้าถ่านในพริบตา ส่องพุ่งตรงไปที่กามนิต.

แต่แสงของกามนิตก็คงหรี่ลดลงอยู่เรื่อย ประหนึ่งว่าใกล้ความดับอยู่แล้ว.

ท้าวมหาพรมทรงปริวิตก ว่า-

“ดาวนี้ดวงเดียวที่พ้นอำนาจเราไปได้, เช่นนั้นเป็นอันว่าเรามิได้ทรงสรรพศักดิ์แท้จริงเสียแล้ว. เราไม่แจ้งว่าดาวดวงนั้นจะไปทางไหนด้วย, เช่นนั้นเป็นอันว่า เรามิได้เป็นสัพพัญญู. เพราะดาวเทพดวงนั้นจะมิได้ดับไปเหมือนความดับ คือ ความตาย ที่มีแก่ชีพอื่นทั้งหลาย ซึ่งแล้วไปเกิดใหม่ตามกรรมปรุงแต่งไว้ ดาวดวงนั้นไม่ยินดีรับแสงของเรา เพราะเห็นความสว่างในวิถีไหนหนอ? เช่นนั้นคงมีความสว่างที่รุ่งเรืองกว่าเรา อยู่ในวิถีตรงข้ามจากเรา เราควรจะถือเอาทางนั้นด้วย ดีหรือไม่หนอ?”

และในขณะเดียวกันนี้ ชีวาตมันแห่งเหล่าดาวเทพก็บังเกิดปริวิตกเช่นเดียวกันว่า-

“ดาวดวงนี้ถอยห่างจากอำนาจท้าวมหาพรหม, เช่นนั้นเป็นอันว่า ท้าวมหาพรหมมิได้ทรงสรรพศักดิ์. และอะไรหนอที่ส่องนำทางดาวดวงนั้น จนปรากฏว่าดาวนั้นไม่ไยดีต่อรัศมีท้าวมหาพรหม? ถ้าเช่นนั้น ต้องมีแสงอื่นอิกแห่งหนึ่ง ที่รุ่งเรืองดีกว่าแสงซึ่งเราได้รับความบันเทิงสุขอยู่ณบัดนี้, และอยู่ในวิถีทางที่ตรงข้ามจากเรา. เราควรจะไปทางนั้น ดีหรือไม่หนอ?

ฝ่ายท้าวมหาพรหม ทรงรำพึงว่า-

“เราตกลงใจแล้ว. ถ้ากระไร, เราพึงรวมรัศมีแห่งเรา ซึ่งซ่านไปทั่ววิศวากาศ คืนมาสู่ในเรา, แล้วให้จักรวาลเหล่านี้ทั้งหมดถึงแก่ประลัย เป็นกลางคืน ๆ หนึ่งของพรหมโลก. และเมื่อรวบรวมรัศมีมาอยู่ในเราแห่งเดียวหมดแล้ว, จักได้แผดรัศมีนั้นตรงไปที่ดาวเทพดวงนั้นโดยฉะเพาะ เพื่อรั้งให้กลับคืนมาอยู่ใหม่ในพรหมโลกจงได้.”

ครั้นแล้ว ท้าวมหาพรหมก็ทรงเรียกเอาบรรดารัศมีที่แผ่ไปทั่ววิศวากาศ. โลกานุโลกก็ถึงระยะการประลัย, เข้าสู่ความมืดแห่งพรหมราตรีกาลอีกคำรบหนึ่ง และท้าวมหาพรหมก็รวบรวมรัศมีให้มาอยู่ในที่แห่งเดียว ฉายพุ่งตรงไปที่กามนิต, อันเป็นแสงมีอำนาจพอที่จะให้สกลโลกนับด้วยแสนโกฏิลุกเป็นไฟ, แล้วให้รัศมีนั้น กลับคืนมาสู่พระองค์ และแผ่ปล่อยไปในวิศวากาศขึ้นเป็นคำรบใหม่

ถึงตอนนี้ ท้าวมหาพรหมควรทอดพระเนตรดาวกามนิตสุกสว่างขึ้น, กลับเห็นแสงริบหรี่หนักลงเรื่อยไปจนดับวูบไม่มีเหลือ.

ระวางกลางวิศวากาศอันหาเขตต์กำหนดมิได้ สกลจักรวาลานุจักรวาล เกิดขึ้นแล้วชั่วแล่นหนึ่ง ก็ประลัยลาญ, เกิดเป็นวันใหม่ของพรหมโลกเป็นวันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าหนึ่งกัลป ส่วนกามนิตนักถือเอาซึ่งสัญจาริกเป็นบุณยวัตร ก็ดับรอบจริมจิตต์สิ้นเชื้อไปเอง, เหมือนแสงไฟในโคมที่ดับ เพราะหมดน้ำมันที่หล่อเลี้ยงไส้ไว้จนหยาดสุดท้าย ฉะนั้นแล.

อิติ
ศฺรีกามนีตสูตฺรํ สํปูรณม |
กามนิตสูตรบริบูรณ์โดยประสงค์แล.

.

.

ที่มา : กามนิต - ภาคสอง - บนสวรรค์ - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
https://vajirayana.org/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.163 seconds with 16 queries.