Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 January 2026, 14:52:43

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
28,749 Posts in 14,165 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  กวีวรรณศิลป์  |  บทละครเรื่องรามเกียรติ์ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: บทละครเรื่องรามเกียรติ์ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  (Read 102 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« on: 22 December 2025, 09:24:43 »

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช


https://vajirayana.org/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C
https://vajirayana.org/บทละครเรื่องรามเกียรติ์

.

บทละครเรื่องรามเกียรติ์



.

คำนำ

คำอธิบาย

เนื้อเรื่องย่อ

บทละครเรื่องรามเกียรติ์
(สมุดไทยเล่มที่ ๑ - สมุดไทยเล่มที่ ๑๑๗)

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #1 on: 22 December 2025, 09:25:51 »


คำนำ

รามเกียรติ์เป็นวรรณกรรมสำคัญของไทยที่มีต้นกำเนิดมาจากคัมภีร์รามายณะของอินเดีย มีเนื้อหาว่าด้วยพระนารายณ์อวตารเป็นพระรามลงมาปราบยักษ์ ซึ่งเป็นผู้ไม่อยู่ในศีลธรรม เรื่องนี้นับเป็นหนังสือสำคัญในลัทธิฮินดู และเป็นที่นิยมของชาวอินเดียโดยทั่วไป เมื่ออารยธรรมอินเดียเผยแผ่เข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่องที่เนื่องมาจากรามายณะจึงแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ คือ อินโดนีเซีย มาลาเซีย เขมร ลาว เวียดนาม พม่า และไทย ประเทศเหล่านี้ต่างมีวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ที่แต่งขึ้นในภาษาของตนทั้งสิ้น รามเกียรติ์ของชาติต่างๆนั้น แม้จะมีที่มาเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ละชาติจะสอดแทรกเอกลักษณ์ คตินิยม วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของตนลงไป

หนังสือรามเกียรติ์ฉบับภาษาไทยนั้น มีอยู่หลายสำนวนด้วยกันและแต่งเป็นคำประพันธ์หลายรูปแบบทั้ง คำโคลง คำฉันท์ คำกาพย์ และคำกลอน บทละครเรื่องรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์ ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นับได้ว่าเป็นรามเกียรติ์ฉบับที่มีเนื้อความบริบูรณ์กว่าฉบับอื่น มีเนื้อหาตั้งแต่หิรันตยักษ์ม้วนแผ่นดิน เกิดอโนมาตัน แรกสร้างกรุงศรีอยุธยา แล้วดำเนินความต่อไปจนเกิดสงครามระหว่างมนุษย์กับยักษ์ กระทั่งถึงพระรามและนางสีดาครองกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ ไว้ในหนังสือบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ว่า “สังเกตได้ว่าพระราชประสงค์คือจะรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ไว้ให้ได้หมดมากกว่าที่จะใช้สำหรับเล่นละคร”

ในการจัดพิมพ์ครั้งที่เก้า สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้มอบให้นางสาวอรสรา สายบัว นักอักษรศาสตร์ ๘ ว. และนางดาวรัตน์ ชูทรัพย์ นักอักษรศาสตร์ ๗ ว. กลุ่มภาษาและวรรณกรรม ตรวจสอบกับต้นฉบับ หนังสือสมุดไทยที่เก็บรักษาไว้ ณ ส่วนภาษาโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของฉบับพิมพ์ที่มีแต่เดิม โดยยึดถือหนังสือสมุดไทยเป็นหลัก คำใดที่เขียนลักลั่นและมีความหมายเดียวกัน ให้เขียนตามต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เพื่อรักษาต้นฉบับเดิมเป็นสำคัญ

อนึ่งในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ ได้จัดทำคำอธิบายความเป็นมาของรามเกียรติ์เนื้อเรื่องย่อตั้งแต่เล่ม ๑ – เล่ม ๔ และจัดทำสาแหรกตัวละครในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ มาพิมพ์รวมไว้ด้วยเพื่อสะดวกในการค้นคว้า

กรมศิลปากรหวังว่าหนังสือ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นี้จะอำนวยคุณประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาเรื่องวรรณกรรมของไทยโดยทั่วกัน

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #2 on: 22 December 2025, 09:26:40 »


คำอธิบาย

รามเกียรติ์ เป็นวรรณคดีที่มีความผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตไทยแต่โบราณกาล ปรากฏเป็นชื่อบ้านนามเมือง มงคลนาม หรือมีอิทธิพลสอดแทรกอยู่ในวรรณคดีและตำนานต่างๆ เช่น ในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชด้านที่ ๓ ได้กล่าวถึง สถานที่ชื่อถ้ำพระราม แม้แต่ธรรมเนียมนิยมในการขนานพระนามของพระมหากษัตริย์ว่า พระรามาธิบดี พระราเมศวร พระนารายณ์ การตั้งชื่อบ้านนามเมือง เช่น อยุธยา บึงพระราม ก็ล้วนได้รับอิทธิพลจากรามเกียรติ์ทั้งสิ้น

การเผยแพร่วัฒนธรรมของอินเดียสู่แดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รามเกียรติ์ มิใช่วรรณกรรมท้องถิ่นดั้งเดิมของไทย หรือของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากแต่มีที่มาจาก “รามายณะ” ของอินเดีย ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ดินแดนแถบนี้ได้มีการติดต่อกับชาวอินเดีย ราวพุทธศตวรรษที่ ๗ – ๘ เนื่องจากดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสินค้าที่ชาวอินเดียต้องการ คือ เครื่องเทศ ยางไม้หอม และไม้หอม เป็นต้น การติดต่อค้าขายนี้มีผลพวงที่ตามมา คือการติดต่อเผยแพร่ทางอารยธรรม มีทั้งที่ชาวอินเดียเป็นผู้นำมาเผยแพร่โดยตรง รับผ่านจากประเทศข้างเคียง และจากการที่คนในดินแดนนี้เดินทางไปศึกษาในอินเดีย และรับเอาอารยธรรม ความรู้ และตำราต่างๆ มาเผยแพร่

รามายณะ เริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด แต่เข้าใจว่าพ่อค้าชาวอินเดียคงเป็นผู้นำมาเผยแพร่ในไทย แต่แรกคงมาในรูปแบบของการถ่ายทอดทางมุขปาฐะ คือเป็นการเล่า “นิทานเรื่องพระราม” และต่อมาจึงได้จดจารลงเป็นวรรณกรรมของไทย ซึ่งการจดจารนี้มิใช่เป็นการคัดลอก แต่เป็นการประพันธ์ขึ้นใหม่ตามฉันทลักษณ์ร้องกรองไทย และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์กับรามายณะแล้ว พบว่ารามเกียรติ์ของไทยมีรายละเอียดเนื้อหาไม่ตรงกับรามายณะฉบับหนึ่งฉบับใดโดยเฉพาะ แต่มีความพ้องกับรามายณะของอินเดียหลายฉบับ และมีบางส่วนพ้องกับรามายณะของประเทศเพื่อนบ้าน เข้าใจได้ว่ารามเกียรติ์ของไทยคงมิได้ถ่ายทอดจากรามายณะฉบับใดโดยตรง หากแต่ประมวลเอาเนื้อเรื่องจากสำนวนต่างๆ โดยคัดเลือกในส่วนที่เหมาะสมกับวัฒนธรรม อุปนิสัยและวิสัยทัศน์ของคนไทย

รามายณะเผยแพร่เข้าสู่ประเทศไทยมีทั้งที่มาจากอินเดียโดยตรง หรือผ่านชาติเพื่อนบ้าน เช่น ชวา มลายู โดยมีการเผยแพร่เข้ามาเป็นระยะๆ มิได้มาในครั้งเดียว ทั้งในรูปแบบของวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมลายลักษณ์ จึงทำให้เนื้อเรื่องผิดเพี้ยนไปบ้าง โดยสรุปรามเกียรติ์ของไทยมีแหล่งที่มาดังนี้

แหล่งที่มาของรามเกียรติ์

๑. นิทานเรื่องพระราม เป็นนิทานพื้นบ้านที่ชาวอินเดียจำได้ติดปากติดใจ มีความเก่าแก่ก่อนรามายณะของวาลมิกิ

๒. รามายณะของวาลมิกิ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของรามเกียรติ์รับจากรามายณะฉบับนี้ แต่ได้มีการดัดแปลง ตัดทอน และนำเนื้อเรื่องของรามายณะฉบับอื่นมาเพิ่มเติมด้วย เช่น

- ตอนอภิเษกพระรามกับนางสีดา ในฉบับนี้ พระลักษมณ์ได้อภิเษกกับนางอุรมิลาน้องนางสีดา พระภรต (ไทย : พรต) พระสัตรุดอภิเษกกับนางมาณฑวีและนางศรุตกีรติ หลานท้าวชนกตามลำดับ ซึ่งในรามเกียรติ์ของไทยไม่มี แต่กลับมีการเพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยจากฉบับทมิฬเข้าไป เพื่อเพิ่ม “รส” ให้วรรณกรรม คือ ให้พระรามได้สบตากับนางสีดาตอนยกศร

- ในรามเกียรติ์ของไทย นางสวาหะถูกนางกาลอัจนาสาปให้ “ยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลม” เพราะโกรธที่ไปบอกความจริงกับพระฤๅษีโคดม แต่ในฉบับของวาลมิกินี้ นางกาลอัจนาเป็นผู้ถูกฤๅษีโคดมสาป เป็นต้น

๓. รามายณะของอินเดียตอนใต้ ได้แก่ รามายณะของทมิฬและรามายณะของเบงคลี จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่ที่ติดต่อกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นชาวอินเดียตอนใต้ ดังนั้น รามเกียรติ์ของไทยจึงรับเอาอิทธิพลมาจากรามายณะของอินเดียตอนใต้ไว้ด้วย เนื้อเรื่องในรามเกียรติ์ของไทยที่ต่างจากฉบับของวาลมิกิ ส่วนใหญ่พบว่าตรงกับฉบับของทมิฬและเบงคลีนี้ เนื้อเรื่องในรามเกียรติ์ที่พ้องกับฉบับนี้ แต่ไม่พบในฉบับวาลมิกิ เช่น

- เทพบริวารของพระนารายณ์อวตารมาเกิดเป็นพระพรต พระสัตรุด และพระลักษมณ์

- เรื่องของนางมณีเมขลาและรามสูร

- พระรามกับนางสีดาสบตากันตอนยกศร

- พระมงกุฎและพระลบลองศร

- พระรามรบกับพระมงกุฎ

ฯลฯ

จะเห็นได้ว่าเนื้อเรื่องส่วนที่เพิ่มเติมมานี้ ไทยเรารับเอามาเพื่อช่วยชูรสรามเกียรติ์ให้สนุกสนานขึ้น

๔. หนุมานนาฏกะ เนื้อเรื่องรามเกียรติ์ที่ตรงกับหนุมานนาฏกะแต่ไม่มีในฉบับวาลมิกิ เช่น

- ตอนหนุมานถวายแหวน แต่ในรามเกียรติ์ฉบับของไทยเพิ่มตอนหนุมานลองฤทธิ์กับฤๅษี

- ตอนนางลอย

- ตอนจองถนน แต่ในรามเกียรติ์ฉบับของไทยเพิ่มเนื้อเรื่องให้หนุมานวิวาทกับนิลพัท และเพิ่มตอนหนุมานกับนางสุวรรณมัจฉา

- ตอนหอกโมกขศักดิ์

- ตอนศรพรหมาสตร์ มีตอนอินทรชิตแปลง และหนุมานหักคอช้างเอราวัณ (ไม่มีในฉบับวาลมิกิ)

- ตอนมณโฑหุงน้ำทิพย์

- ตอนหนุมานถวายตัวกับทศกัณฐ์

๕. หิกะยัตศรีราม ของมลายู เช่น ตอนนางสีดาทิ้งแหวนลงในปากนกจตายุ (ไทย : สดายุ) เพื่อแสดงว่ามหาราชาราวณะ (ไทย : ทศกัณฐ์) ลักนางมา

๖. วิษณะปุราณะ ไทยรับมาในเรื่องเกี่ยวกับการกำเนิดตัวละคร

๗. รามายณะสันสกฤต ฉบับองคนิกาย เนื้อเรื่องที่พ้องกับของไทยคือ ตอนพระมงกุฎพระลบ

๘. ส่วนที่ไทยแต่งเติม โดยเพิ่มเติม คติชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีแบบไทยๆ ซึ่งไม่พบในฉบับอื่น เช่น

- การฆ่าหนุมานด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใส่ครกตำ ให้ช้างแทงและฟันแทงด้วยอาวุธ เป็นต้น

- การปูนบำเหน็จทหารด้วยการให้นางกำนัล ทรัพย์ศฤงคาร ผ้าชุบสรง ในรามายณะมีเพียงการชมเชยเท่านั้น

- หนุมานดับไฟที่หางด้วยน้ำบ่อน้อยหรือน้ำลาย แต่รามายณะดับด้วยน้ำในมหาสมุทร

- ให้พระอินทร์ลงมาช่วยพระรามแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ถึง ๕ ครั้ง

- ทศกัณฐ์ถอดดวงใจ และกล่องดวงใจของทศกัณฐ์

ฯลฯ

วรรณกรรมรามเกียรติ์ยุคก่อนฉบับพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ ๑

วรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ที่แต่งขึ้นก่อนพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ไม่รวมวรรณกรรมท้องถิ่น ได้แก่

๑. นิราศสีดา หรือราชาพิลาปคำฉันท์

๒. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ สมัยอยุธยา ตอนพระรามประชุมพล - องคตสื่อสาร

๓. คำพากย์เรื่องรามเกียรติ์ สมัยอยุธยา ตอนนางสำมนักขายอโฉมนางสีดา – กุมภกรรณล้ม

๔. รามเกียรติ์คำฉันท์ สมัยอยุธยา จำนวน ๔ เล่มสมุดไทย

๕. โคลงทศรถสอนพระราม พระราชนิพนธ์ ใน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

๖. โคลงพาลีสอนน้อง พระราชนิพนธ์ ใน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

๗. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ใน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มี ๔ ตอน คือ ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด และตอนพระมงกุฎ

เมื่อพิจารณาดูวรรณกรรม “รามเกียรติ์” สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ที่หลงเหลืออยู่ จะเห็นได้ว่าจะหาฉบับที่สมบูรณ์ครบถ้อยกระบวนความมิได้ เพราะชำรุดเสียหายจากภัยสงครามเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำนุบำรุงวรรณกรรมของชาติไว้ให้เป็นสมบัติของอนุชนรุ่นหลังสืบไป และเพื่อเป็นสิ่งแสดงความเจริญของบ้านเมือง ดังความใน “ตำนานละครอิเหนา” พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า

“การมหรสพต่างๆ ซึ่งเสื่อมทรามแต่ครั้งเสียกรุงเก่ามากลับมีบริบูรณ์ขึ้น เมื่อในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เพราะพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพยายามก่อกู้การทั้งปวงโดยมีพระราชประสงค์จะให้กรุงเทพมหานคร รุ่งเรืองเหมือนเมื่อครั้งบ้านเมืองดีอยู่แต่ก่อน แม้เครื่องมหรสพเป็นต้นว่าโขนหุ่นของหลวงก็โปรดให้หัดขึ้นทั้งฝ่ายวังหลวงและวังหน้า แต่ละครผู้หญิงนั้นมีแต่ในพระราชวังหลวงแห่งเดียวตามแบบกรุงเก่า บทละครในที่ขาดหายไปแต่ก่อน ก็โปรดให้ขอแรงพระราชวงศานุวงศ์ และข้าราชการที่เป็นกวีสันทัดทางบทกลอน ช่วยกันแต่งถวาย ทรงตรวจแก้ไข แล้วตราเป็นบทพระราชนิพนธ์ไว้เป็นต้นฉบับสำหรับพระนครครบทุกเรื่อง มีเรื่องรามเกียรติ์ ๑๑๖ เล่มสมุดไทย เรื่องอุนรุท ๑๘ เล่มสมุดไทย เรื่องดาหลัง ๓๒ เล่มสมุดไทย เรื่องอิเหนา ๓๒ เล่มสมุดไทย”

บทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์นี้ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น เมื่อวันขึ้น ๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๑๕๙ (พ.ศ. ๒๓๔๐) โดยทรงแสดงพระราชปณิธานไว้ในบทร่ายเกริ่นนำเรื่อง ดังนี้

“เกิดเกื้อเพื่อสมภารบพิตร กระวีวิธหลายหลาก รู้มลากหลายฉันท์ นิพันธ์โคลงกาพย์กลอน ภูธรดำริดำรัส จัดจองทำนองทำนุก ไตรดายุคนิทาน ตำนานเนื่องเรื่องรามเกียรติ์ เบียนบรปักษ์ยักษ์พินาศ ด้วยพระราชโวหาร ปานสุมาลัยเรียบร้อยสร้อยโสภิต พิกสิตสาโรช โอษฐสุคนธ์วิมลหื่นหอม ถนอมถนิมประดับโสต ประโยชน์ฉลองเฉลิม เจิมจุฑาทิพย์ประสาท ประกาศยศเอกอ้าง องค์บพิตรพระเจ้าช้าง เผือกผู้ครองเมือง ฯ”

และในโครงกระทู้ จบบริบูรณ์ ท้ายเรื่อง ดังนี้

จบ เรื่องราเมศล้าง   อสุรพงษ์
บ พิตรธรรมิกทรง   แต่งไว้
ริ ร่ำพร่ำประสงค์   สมโภช พระนา
บูรณ์ บำเรอรมย์ให้   อ่านร้องรำเกษม ฯ
เหตุที่ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องนี้ กล่าวโดยสรุปก็คือ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระองค์เอง ตามประเพณีนิยมที่ถือเอาความเจริญทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องวัดความมั่นคงของแผ่นดินในขณะนั้น

เพื่อเป็นการรวบรวมวรรณคดีอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้มิให้สูญสิ้นไป โดยเฉพาะบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ฉบับพระราชนิพนธ์นี้ นับเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด เนื้อเรื่องเริ่มตั้งแต่หิรันตยักษ์ม้วนแผ่นดิน จนถึงอภิเษกพระรามและนางสีดา และสองกุมารปราบคนธรรพ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขถือเป็นจบกระบวนความ ดังนั้น เมื่อมีการศึกษาค้นคว้ารามเกียรติ์ฉบับอื่นๆ จึงมักจะศึกษาเปรียบเทียบกับฉบับนี้ด้วย

เพื่อให้อ่านร้องรำเกษม แต่การที่จะทั้งอ่าน ร้อง และรำ ให้เกษมเสมอกันนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะเหตุที่วัตถุประสงค์และลีลาการประพันธ์ของกลอนอ่านและกลอนบทละครนั้นต่างกัน กลอนอ่านนั้นผู้แต่งจะใช้พรรณนาโวหาร มีบทชมโฉมกระบวนต่างๆ ชมการทรงเครื่องของตัวละคร รายละเอียดยืดยาวได้ไม่จำกัดและจะแสดงความสามารถทางกวีโวหาร เล่นสัมผัสนอกสัมผัสในอย่างแพรวพราวโดยมุ่งหวังที่จะให้ผู้อ่านเห็นภาพพจน์จากตัวอักษร และเสพอรรถรสความไพเราะในน้ำเสียงของบทกลอนเป็นสำคัญ ในขณะที่กลอนบทละครนั้นจะเสพความงามได้เมื่อนำมาแสดง เพราะกวีมุ่งแต่งขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงละครรำ คำที่ใช้จึงต้องคำนึงว่าเป็นคำที่สามารถประดิษฐ์ออกเป็นท่ารำได้มากกว่าจะคำนึงถึงความไพเราะ ลีลาการประพันธ์จะต้องกระชับ เพราะต้องคำนึงถึงเวลาที่ใช้ในการแสดงด้วย ดังจะเห็นได้จากความแตกต่างออกไปในบทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ใน รัชกาลที่ ๒ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อการแสดงละครในโดยเฉพาะ บางบทบางตอน แม้ขณะที่ทรงพระราชนิพนธ์จะเห็นว่าไพเราะงดงามดีแล้ว แต่หากตอนแสดงกลับขัดเขินไม่งดงาม ก็จะทรงแก้ไขเพื่อให้เหมาะแก่ท่ารำ

อนึ่งในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ ได้ตรวจสอบชำระใหม่กับต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เนื่องจากฉบับที่พิมพ์เผยแพร่มาแต่เดิมนั้นบางบทบางตอนมีการแก้ไขดัดแปลงในชั้นหลัง บางแห่งมีการเพิ่มเติมหรือแก้ไขถ้อยคำสำนวน บางแห่งมีการตัดทอนออก ทั้งนี้มีการปรับสัมผัสให้รับกัน ดังนั้น เพื่อความถูกต้องสมบูรณ์จึงได้ตรวจสอบชำระใหม่ทั้งหมด บางแห่งที่ลักลั่นหรือมีข้อแก้ไขมากจะทำเชิงอรรถอธิบายไว้ทุกแห่ง โดยมีหลักเกณฑ์ในการแก้ไขโดยสังเขปดังนี้

๑. แก้ไขคำตามหนังสือสมุดไทยเพื่อให้คงความหมายเดิมหรือให้ถูกความหมาย เช่นคำว่า มาลาช ท้องพัน เป็นต้น ดังนี้

- คำว่ามาลาช ใช้ตามหนังสือสมุดไทยซึ่งใช้ตรงกันทุกฉบับ เข้าใจว่าดัดคำมาจากมาลาลาช ซึ่งหมายถึงข้าวตอกดอกไม้ ส่วนในการพิมพ์ก่อนหน้านี้ใช้คำว่า มาลาลาศ ซึ่งทำให้ความหมายผิดไป

- คำว่าท้องพัน ในคำผ้าท้องพัน “ท้อง” เป็นคำศัพท์ช่างศิลปไทยในด้านการทอผ้า หรือพูดถึงผ้าทอต่างๆ ท้องหมายถึงพื้นผ้า คำว่า “พัน” หมายถึง พรรณ หรือ วรรณะ ดังนั้น คำว่าสีผ้าท้องพัน จึงหมายถึงผ้าสีพื้นนั่นเอง ส่วนในการพิมพ์ก่อนหน้านี้ใช้คำว่า ผ้าทองพรรณ ซึ่งทำให้ความหมายผิดไป

๒. แก้ไขคำตามหนังสือสมุดไทย เพื่อรักษาสำนวนพระราชโวหารเดิม เช่นคำว่า จังไร นัที รัถา เป็นต้น

๓. แก้ไขคำตามหนังสือสมุดไทย เพื่อแสดงถึงการใช้ภาษาไทยในอดีต เช่นคำว่า

พญา ซึ่งมีความหมายถึงเจ้าเมืองหรือผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช้ว่าพระยา ซึ่งหมายถึงฐานันดรศักดิ์ระดับหนึ่ง

ไอ้ ใช้ตามหนังสือสมุดไทยซึ่งใช้ตรงกันทั้ง ๑๓๗ เล่ม ไม่ใช้ว่าอ้าย

สังวาลย์วัลย์ หมายถึง สายสังวาล ไม่ใช้ว่าสังวาลวรรณ

๔. แก้ไขความ ซึ่งถูกแก้ไขดัดแปลงในชั้นหลัง ให้ถูกต้องตามบทพระราชนิพนธ์ ซึ่งได้ลงเชิงอรรถบอกไว้ทุกแห่งด้วย

๕. แก้ไขการใช้คำ เมื่อนั้น บัดนั้น ตามหนังสือสมุดไทยซึ่งใช้ตรงกันทุกฉบับ ซึ่งในปัจจุบันเข้าใจกันว่า เมื่อนั้นใช้กับตัวละครระดับพระมหากษัตราธิราชหรือเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูง เช่น พระราม พระลักษมณ์ นางสีดา ทศกัณฐ์ และบัดนั้นใช้กับตัวละครทั่วไป เช่น องคต หนุมาน พิเภก เป็นต้น เสมอไป ในบทพระราชนิพนธ์นั้นการใช้คำ เมื่อนั้น บัดนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานะและศักดิ์ศรีของตัวละคร ซึ่งรวมไปถึงสถานที่อันกำหนดบทบาทของตัวละครด้วย กล่าวคือ ตัวละครสามารถมีศักดิ์ศรียิ่งใหญ่ในอาณาจักรของตัวเองได้ ตัวอย่างเช่น

๕.๑ หนุมาน เป็นตัวละครที่ใช้คำกลอน “บัดนั้น” แต่เมื่อทศกัณฐ์รับหนุมานเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว คำกลอนที่กล่าวถึงหนุมมานจะใช้ “เมื่อนั้น” แต่ขณะที่กลับมาเฝ้าพระรามก็กลับใช้ “บัดนั้น” อีก และจะใช้ “เมื่อนั้น” อีกเมื่อได้เป็นพระยาไวยวงศา แต่เมื่อกราบถวายบังคมคืนตำแหน่งขอเป็นเพียงหนุมานตามเดิมก็จะกลับใช้ “บัดนั้น” ตามเดิม

๕.๒ พิเภก เป็นตัวละครที่ใช้คำกลอน “บัดนั้น” ตั้งแต่เดิมที่อยู่กรุงลงกาจนมาเป็นข้าของพระราม แต่เมื่อทศกัณฐ์สิ้นชีวิต คำกลอนที่จะกล่าวถึงพิเภกจะใช้ “เมื่อนั้น” โดยอัตโนมัติ แต่เมื่อกลับมาเข้าเฝ้าพระรามจะเปลี่ยนไปใช้ “บัดนั้น” อีก ครั้นเดินทางกลับมากรุงลงกาก็จะใช้คำ “เมื่อนั้น” แต่เมื่อพระรามเสด็จยังกรุงลงกา ซึ่งเป็นสถานที่ที่พิเภกจะมีศักดิ์และสิทธิเหนือดินแดน พิเภกก็ยังคงใช้ “เมื่อนั้น” ได้

.

การเผยแพร่วัฒนธรรมของอินเดียสู่แดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แหล่งที่มาของรามเกียรติ์

วรรณกรรมรามเกียรติ์ยุคก่อนฉบับพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ ๑

อธิบายการตรวจสอบชำระ



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #3 on: 22 December 2025, 09:27:30 »


เนื้อเรื่องย่อ


เล่ม ๑

เริ่มด้วยกล่าวสดุดีแนวพระราชดำริในการทรงพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ แล้วจึงเข้าสู่เนื้อเรื่องตั้งแต่หิรันตยักษ์ม้วนแผ่นดิน พระนารายณ์อวตารลงมาปราบ ต่อมาเป็นเรื่องกำเนิดวงศ์พระราม กำเนิดทศกัณฐ์ กำเนิดเหล่าวานร กำเนิดนางมณโฑ กำเนิดอินทรชิต นนทกาลถูกพระอิศวรสาปให้เป็นควายชื่อทรพา นางไกยเกษีใช้แขนสอดเพลารถของท้าวทศรถคราวรบกับปทูตทันต์จนได้รับพร แล้วกล่าวถึงการประสูติพระราม พระพรต พระลักษมณ์ และพระสัตรุด ซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์ ตลอดจนเทพอาวุธและบัลลังก์นาค ฝ่ายนางมณโฑก็ให้กำเนิดสีดาซึ่งเป็นอวตารของพระลักษมี ครั้นพิเภกทำนายว่าสีดาจะเป็นกาลกิณีแก่กรุงลงกา ทศกัณฐ์จึงให้ใส่ผอบลอยน้ำไป ครั้นพระชนกฤๅษีเก็บผอบได้จึงเลี้ยงนางเป็นพระธิดา ภายหลังพระรามยกศรได้จึงได้อภิเษกกับนาง จากนั้นท้าวทศรถเตรียมจะราชาภิเษกให้พระรามครองกรุงศรีอยุธยา แต่นางไกยเกษีกลับขอให้พระพรตโอรสของนางขึ้นครองราชย์แทน และให้พระรามเดินป่า ๑๔ ปี พระราม พระลักษมณ์ และนางสีดาจึงออกเดินป่าไปด้วยกัน ครั้นนางสำมนักขามาพบพระรามก็หลงรัก เข้าทุบตีนางสีดา จึงถูกพระลักษมณ์ตัดหูตัดจมูกเพื่อลงโทษ นางสำมนักขากลับไปฟ้องทศกัณฐ์ผู้เป็นพี่ชาย แล้วแกล้งกล่าวชมความงามของนางสีดาจนทศกัณฐ์หลงใหล ออกอุบายให้มารีศแปลงเป็นกวางทองล่อพระราม พระลักษมณ์ออกจากอาศรม แล้วลักพาสีดาไปไว้ที่กรุงลงกา


เล่ม ๒

เมื่อพระราม พระลักษมณ์กลับมาไม่พบนางสีดาก็รู้ว่าเสียทีจึงออกติดตาม ระหว่างทางพบนกสดายุแจ้งข่าวสีดาถูกทศกัณฐ์ลักพาไปกรุงลงกา ต่อมาพระราม พระลักษมณ์ได้หนุมานและสุครีพมาเป็นทหารเอก จากนั้นต้องฆ่าพาลีตามคำสาบานที่พาลีให้ไว้กับพระอิศวร แล้วได้กองทัพวานรมาช่วยพระรามสืบหาสีดา โดยส่งหนุมาน องคต ชมพูพานไปยังกรุงลงกาก่อน เมื่อทหารเอกทั้งสามกลับมาแล้ว พระรามจึงยกทัพเคลื่อนพลไป ฝ่ายทศกัณฐ์ฝันร้าย พิเภกแนะนำให้ส่งนางสีดาคืน ทศกัณฐ์กริ้วโกรธขับไล่พิเภกออกจากเมือง พิเภกจึงมาขอสวามิภักดิ์พระราม จากนั้นพระรามให้จองถนนข้ามไปยังกรุงลงกา แล้วเกิดรบพุ่งกันหลายครั้ง ฝ่ายพระรามมีพิเภกคอยทูลแก้ไขกลศึกของพวกยักษ์ ทศกัณฐ์จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และต้องสูญเสียชีวิตไมยราพผู้เป็นหลานกับกุมภกรรณน้องชาย ทำให้ทศกัณฐ์เศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก อิททรชิตผู้เป็นโอรสรักจึงอาสาออกรบ แต่ในที่สุดก็ต้องถูกพระลักษมณ์แผลงศรสิ้นชีวิต


เล่ม ๓

ทศกัณฐ์ขอร้องให้บรรดาญาติมิตรยกทัพออกรบกับทัพของพระรามหลายครั้ง แต่ก็กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และต้องสูญเสียชีวิตทหารยักษ์เป็นอันมาก แม้ในที่สุดทศกัณฐ์เชิญท้าวมาลีวราชซึ่งมีวาจาสิทธิ์มาตัดสินข้อพิพาทด้วยหวังว่าท้าวมาลีวราชจะเข้าข้างตนเอง ครั้นท้าวมาลีวราชพิพากษาให้ส่งนางสีดาคืน แต่ทศกัณฐ์ไม่ยินยอม ออกรบกับพระรามอีก พระรามแผลงศรแต่ไม่สามารถสังหารทศกัณฐ์ให้ตายได้ จนหนุมานต้องลวงไปเอากล่องดวงใจทศกัณฐ์ซึ่งฝากไว้ที่ฤๅษีโคบุตรมาทำลาย พระรามจึงแผลงศรสังหารทศกัณฐ์สำเร็จ และได้นางสีดาคืน จากนั้นสีดาขอลุยไฟเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของตนเอง ต่อมาพระรามก็ได้ทำพิธีราชาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยา และปูนบำเหน็จให้เหล่าทหารหาญ โดยให้สุครีพครองเมืองขีดขิน หนุมานครองเมืองนพบุรี และพิเภกครองกรุงลงกาสืบต่อไป ครั้นอยู่ต่อมานางมณโฑให้กำเนิดไพนาสุริยวงศ์ซึ่งเป็นลูกของทศกัณฐ์ที่ติดท้องของนางมา แต่พิเภกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นลูกของตน ภายหลังวรณีสูรพี่เลี้ยงแอบบอกไพนาสุริยวงศ์ให้รู้ว่าใครคือพ่อที่แท้จริง ไพนาสุริยวงศ์จึงลอบไปขอให้สหายของพ่อชื่อท้าวจักรวรรดิมาช่วยแก้แค้น ท้าวจักรวรรดิยกทัพบุกลงกาและจะประหารชีวิตพิเภก แต่ไพนาสุริยวงศ์ขอชีวิตไว้เพราะถือว่าพิเภกเคยเลี้ยงดูตนมา ท้าวจักรวรรดิจึงให้ขังพิเภกไว้


เล่ม ๔

ท้าวจักรวรรดิอุปภิเษกไพนาสุริยวงศ์ขึ้นครองกรุงลงกา ฝ่ายอสุรผัดหลานพิเภกออกติดตามหาหนุมานผู้เป็นพ่อเพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่อพระรามทรงทราบเรื่องจึงให้พระพรต พระสัตรุดยกทัพไปช่วยพิเภกจนสำเร็จ จากนั้นกล่าวถึงพระรามออกประพาสป่ากับพระลักษมณ์ นางอดูลปีศาจญาติทศกัณฐ์ปลอมมาเป็นนางกำนัลของนางสีดา ขอให้สีดาเขียนรูปทศกัณฐ์ แล้วนางก็เข้าสิงในรูปทำให้ลบไม่ออก เมื่อพระรามกลับมาพบรูปซึ่งสีดาแอบซ่อนไว้ก็โกรธ ให้พระลักษมณ์นำสีดาไปประหาร แต่พระลักษมณ์ฆ่านางไม่ตายจึงปล่อยไป สีดาไปอาศัยอยู่กับฤๅษีจนประสูติพระมงกุฎ ต่อมาฤๅษีชุบพระลบให้นางอีกองค์หนึ่ง เมื่อเจริญวัยขึ้น คราวหนึ่งพระมงกุฎพระลบประลองศรถูกต้นรังใหญ่เสียงดังสนั่น พระรามได้ยินเสียงนั้น จึงคิดกระทำพิธีปล่อยม้าอุปการ ให้พระพรต พระสัตรุด และหนุมานตามม้าไป พระมงกุฎพระลบจับม้าอุปการได้จึงนำไปขี่เล่น หนุมานจะจับสองกุมารแต่จับไม่ได้ พระพรต พระสัตรุดต้องมาช่วยจึงสามารถจับพระมงกุฎได้ แล้วนำกลับไปกรุงศรีอยุธยา ต่อมาพระลบมาช่วยพระมงกุฎหนี พระรามต้องยกทัพตามมาสู้รบกัน จึงทราบว่าพระมงกุฎ พระลบเป็นโอรส แล้วงอนง้อขอคืนดีกับนางสีดา แต่นางไม่ยอม พระรามทำอุบายลวงทำให้นางยิ่งโกรธหนีไปอยู่เมืองบาดาล พิเภกทูลขอให้พระรามออกเดินป่าเพื่อสะเดาะเคราะห์อีก ๑ ปี ระหว่างเดินป่าก็ได้รบชนะยักษ์อีกหลายครั้งกว่าจะกลับคืนเมือง สุดท้ายพระอิศวรต้องเกลี้ยกล่อมให้พระรามกับนางสีดาคืนดีกันแล้วจึงจัดพิธีอภิเษกให้อีกครั้งหนึ่ง กล่าวถึงท้าวคนธรรพ์นุราชยกทัพไปตีเมืองไกยเกษของพระอัยกาพระพรต พระรามจึงสั่งให้พระพรต พระสัตรุด พระมงกุฎ และพระลบยกทัพไปปราบและสามารถตีเมืองไกยเกษคืนได้ ตอนท้ายจะเป็นการสรรเสริญพระราม กล่าวถึงพระราชประสงค์ในการทรงพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ และเวลาที่ทรงพระราชนิพนธ์




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #4 on: 22 December 2025, 09:28:36 »


https://vajirayana.org/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B9%91

https://vajirayana.org/บทละครเรื่องรามเกียรติ์/สมุดไทยเล่มที่-๑

.

สมุดไทยเล่มที่ ๑

ร่าย

๏ ศรีสิทธพิพิธผดุงกรุงไกรยศ โสฬสมิ่งแม้นสวรรค์ สรรค์หยาดหล้าฟ้าฟึกขจร นครทวารวดินทร์ นรินทรถกลผจญภพ จบสามแผ่นแทนพสุธาธรณิศ ไตรพิธพิพัทธรัตนตรัยเรืองโรจน์ โชติฉัพพรรณรังสี ตรีภูดาธารราญราพณ์ ปราบอรินทร์สิ้นสยบ ภพเกษมเปรมประชากรหฤหรรษ์ อนันตยศโยค โภคไพบูลย์ พูนบ่อเงินทอง กองโกฏิรัตนชัชวาล พิมานพิมลกลสตรี บูรีรัตนเรื่อฟ้า หล้าหลากสวรรค์ สมเด็จบรมธรรมฤกราช พระบาทธดำรง ทรงพิภพลุ่มล่าง พ่างพระนารายณ์ ผายแผ่นพื้นสิมาออกกว้าง สร้างสรรค์สิ่งมิ่งเมือง เรืองรัตนรจิตร มีพระกมลอิษฎารมณ์ อุดมด้วยพระญาณพันลึก ศรัทธาธึกบำเพ็ญ ปองเป็นพระสรรเพชญ เผด็จมัจฉริยะจําราญ ผลาญสงสารจักร หักด้ามข้ามโอฆโยคเกษม เปรมโปรดสรรณโยชน์นิกรเกื้อกู้ ผู้จะทําเป็นอันยาก ธก็เปลื้องปลากทรัพย์ด้วยง่าย จ่ายแจกเเลกบุญบ่เบื่อ เผื่อผลทํางนบมิเหื้อง เบื้องพระไตรปิฎก เพียญชนะบกพิปลาส เยียวจะชูพระศาสนจําเริญ ก็ให้ประชุมเชิญชินบุตร อุดมเรืองรสธรรม์ พ่างอรหันต์เอาภาร ก็บริหารขานบวรณา สงฆนิศยาสัยเสนาสน์ วัดมหาธาตุเป็นเขตเขื่อน เงื่อนพระเจ้าอชาตศัตรู พระองค์เป็นศาสนูปถัมภก ยกสังคายนาย หมายเป็นเบญจวาร แล้วก็ให้ลงลานจารจบ ครบบริบวรณ์ จึงคำนวณทักษิณประเตยก อเนกอนันต์เครื่องละอันลออ นาวาวอวิภูษณ์ กาสาวสูตรโกไสย พัสตราไตรตรูแต่ง ทานพ้นแพงพันภาคย์ ทรงพระประตยาคบูชิต อุทิศถวายเวน เกณฑ์กุศลบร้าง แล้วก็เเปลงปลางสร้างอาวาส ตระดาษด้วยสุวรรณรัตน์ สมญาวัดพระเชตุพน กลเชตุพนาราม งามเงื่อนอินทรตั้งแต่ง พระระเบียงแบ่งปฏิมา ไพหารดารุจเรข มีลายเลขพิจิตรค่าใครพิศลืมค่ำ ร่ำลือถ้วนลือถึง เท่าป่วยหึงกล่าวหน้า ท่านเจ้าหล้าเหลือแหล่แผ่ผลทานเหลือหลาย แจกจ่ายปรายเงินคำ ทำด้วยเบญจบริจาค ฉลากเหล่าพระสุริย์วงศ์ ทรงประสาทราชเอารส เงินทองทดไถ่แทน ผู้แคลนลาภจากจน แล้วก็ถกลพระไพหาร พิศาลสารีริกธาตุเจดีย์ วัดพระศรีสรรเพชญ เขบ็จพรรณพิมล โสภณช่อชวลิต พิศภายบนดิเรก ล่างลายเลขลายทอง นอกในสรองโสรมคำ ทําเทียมเทพประชุมชบ มณฑปพ่างทิพอาสน์ เฉลาฉลุมาศพรายแพร้ว ล้วนแล้วแก้วเก้าเเกม เสาซุ้มแซมพลอยพลาม ฉัตรเงินงามวิมลาก ชั้นฉัตรนากวิมลัก ฉัตรทองปักวิเมลือง เเก้วไรเรืองหลากเลื่อม บอาจเอื้อมแถลงถ้วน มวลไว้มากเหลือหลาย เรียงรายรัตนามิษ บูชิตด้วยปราโมทย์ ศาสนโชติเรืองเรือง นาเนืองนิตยบูชา พระปฏิมากรแก้วมรกต ที่ประณตนรนิกร กำจรยิ่งยศโยค จูงใจโลกสู่ฟ้า เป็นเฉลิมหล้าสาผล ใครยลยากลืมทุกข์ อกเมืองสุขอยู่ระรื่น หน้าเมืองชื่นแสล้ม ยแย้มกลบัวบาน เเสนสําราญสําเริง บันเทิงทั้งธรณี พระนครศรียุธเยศ ด้วยพระเดชเกศกษัตริย์ ดํารงทัศธรรมิศ พิพิธมหิมา กลฉัตรากรเกือบกั้ง ตั้งทรสุมทรสาย รัศมีฉายปกห่ม เย็นร่มทั่วแหล่งหล้า ไพร่ฟ้าประชากรเริงรื่น ชื่นสาวหนุ่มครุ่มเครง บรรเลงพิณพฤพาทย์ ฆ้องก้องกาศกาหล หลายกลระบำบทบรรเจิด เกิดเกื้อเพื่อสมภารบพิตร กระวีวิธหลายหลาก รู้มลากหลายฉันท์ นิพันธ์โคลงกาพย์กลอน ภูธรดำริดํารัส จัดจองทํานองนุก ไตรดายุคนิทาน ตำนานเนื่องเรื่องรามเกียรติ์ เบียนบรปักษ์ยักษ์พินาศ ด้วยพระราชโวหาร ปานสุมาลัย เรียบร้อยสร้อยโสภิต พิกสิตสาโรช โอษฐสุคนธ์วิมลหื่นหอม ถนอมถนิมประดับโสต ประโยชน์ฉลองเฉลิม เจิมจุฑาทิพย์ประสาท ประกาศยศเอกอ้าง องค์บพิตรพระเจ้าช้าง เผือกผู้ครองเมือง ฯ


ร่าย

๏ มาจะกล่าวบทไป   ถึงหิรันตยักษ์เเกล้วกล้า
ห้าวหาญชาญณรงค์ฤทธา   ปรากฏเลื่องชื่อลือขจร
อยู่ยังยอดเขาจักรวาล   ในพิมานทิพรัตน์ประภัสสร
ฤๅษีเทวาวิชาธร   เกรงฤทธิรอนทั้งโลกา
ด้วยเพื่อนตั้งกิจพิธี   วินันตกคีรีภูผา
พระเป็นเจ้าให้พรอสุรา   รุ่งเรืองฤทธากล้านัก
อหังการ์อิ่มเอิบกําเริบใจ   จะผลาญให้บรรลัยทั้งไตรจักร
สำเเดงเเผลงฤทธิ์ฮึกฮัก   ขุนยักษ์ไล่ม้วนแผ่นดิน ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ชมพูอุดรกาโร   อมรโคยานีก็ได้สิ้น
หนีบใส่รักเเร้อสุรินทร์   พาเเผ่นดินไปบาดาล ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ กราว

๏ เมื่อนั้น   ฝูงเทพเทวาทุกสถาน
ตระหนกตกใจลนลาน   พากันเหาะทะยานรีบมา ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงคีรีไกรลาส   บังคมบาทพระศุลีนาถา
ทูลว่าหิรันต์อสุรา   องอาจหยาบช้ากำเริบใจ
ย่ำยีเทวาทานพ   จบสวรรค์ชั้นฟ้าต่ำใต้
มิหนำซ้ำม้วนสุธาไป   จะแกล้งให้บรรลัยทั้งแผ่นดิน
บัดนี้พาลงยังบาดาล   โลกจะวายปราณหมดสิ้น
พระองค์มงกุฎเทวินทร์   ช่วยอินทรีย์สัตว์ให้ถาวร ฯ
ฯ ๖ คํา ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น   พระจอมไกรลาสสิงขร
ได้ฟังฝูงเทพนิกร   ภูธรถวิลจินดา
ดูดู๋หิรันต์ขุนมาร   หยาบช้าสาธารณ์เป็นหนักหนา
มันเสียสัตย์ที่สัญญา   กูไม่ไว้ชีวาอสุรี ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ

ร่าย

๏ คิดเเล้วจึงมีประกาศิต   สั่งพระจักรกฤษณ์เรืองศรี
เชิญเจ้าผู้มีฤทธี   ไปล้างอสุรีให้บรรลัย ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น   พระนารายณ์ผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระจอมภพไตร   บังคมไหว้แล้วรีบไปบาดาล ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเห็นหิรันต์ยักษ์   ทำฤทธิ์สิทธิศักดิ์สำเเดงหาญ
หนีบสามแผ่นดินสุธาธาร   ผ่านฟ้าก็แปลงอินทรีย์ ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ ตระ

๏ กลับกลายเป็นพญาสุกร   เขี้ยวเพชรงามงอนจํารัสศรี
กายนั้นเผือกผ่องดั่งสำลี   เข้าไล่ราวีอสุรา ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น   หิรันต์สิทธิศักดิ์ยักษา
เห็นสุกรอาจองตรงมา   พญามารกริ้วโกรธพิโรธนัก
ตาเเดงดั่งแสงไฟกัลป์   กระทืบบาทสนั่นทั้งไตรจักร
ไม่รู้ว่าองค์พระหริรักษ์   ขุนยักษ์เข้าไล่บุกบัน ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น   องค์พระวราห์รังสรรค์
เข่นเขี้ยวตาแดงแปรงชัน   วิ่งหมุนหุนหันเข้าชิงชัย ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ

๏ ขวิดกัดทั่วตัวขุนมาร   ล้มลงไม่ทานกำลังได้
เศียรขาดตัวขาดขาดใจ   ด้วยฤทธิไกรพระจักรี ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ โอด

๏ เสร็จปางซึ่งล้างยักษ์ร้าย   องค์พระนารายณ์เรืองศรี
ก็ขวิดคัดเอาพื้นปัถพี   มาไว้ตามที่ด้วยศักดา ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ

๏ แล้วกลับเป็นองค์พระทรงครุฑ   ถือเทพอาวุธเงื้อง่า
เหาะทะยานผ่านขึ้นเมฆา   ตรงมาเกษียรสมุทรไท ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ ตระ

๏ ครั้นถึงเข้าที่บรรทมสินธุ์   กลางมหาวารินกว้างใหญ่
เหนือบัลลังก์หลังนาคอําไพ   สะกดใจร่ายเวทพิธีการ ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ ตระ

ร่าย

๏ บังเกิดเป็นปทุมเกสร   อรชรรับเเสงพระสุริย์ฉาน
ขึ้นในอุทรแล้วเบิกบาน   มีพระกุมารโฉมยง
อยู่ในห้องดวงโกเมศ   ดั่งพรหมเรืองเดชครรไลหงส์
จึ่งพระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์   อุ้มองค์กุมารนั้นเหาะมา ฯ
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงตรงเข้าไปเฝ้า   พระเป็นเจ้าสามภพนาถา
ถวายองค์เยาวราชกุมารา   แล้วทูลความซึ่งฆ่าอสุรี ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   พระสยมภูวนาถเรืองศรี
ชื่นชมโสมนัสยินดี   จึงมีวาจาอันสุนทร
ซึ่งหิรันต์นั้นม้วยบรรลัย   โลกได้เป็นสุขสโมสร
อันองค์กุมารฤทธิรอน   ก็วงศ์พระสี่กรผู้ศักดา
เป็นต้นกษัตริย์อันประเสริฐ   ล้ำเลิศจรรโลงในเเหล่งหล้า
จะได้ดับเข็ญเย็นโลกา   ในไตรดายุคครั้งนี้ ฯ
ฯ ๖ คํา ฯ

๏ ตรัสแล้วมีเทวโองการ   สั่งท้าวมัฆวานเรืองศรี
จงลงไปสร้างธานี   ในที่ชมพูอันโอฬาร์ ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น   หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศา
น้อมเศียรรับสั่งพระอิศรา   มาสู่มหาเวไชยันต์ ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงสถิตเหนืออาสน์   สั่งมาตุลีรังสรรค์
ให้เกณฑ์ฝูงเทพเทวัญ   จะพากันไปสร้างธานี ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   พระมาตุลีเรืองศรี
ก้มเกล้ารับสั่งด้วยยินดี   ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ เชิด

ยานี

๏ จึ่งจัดหมู่เทพบริวาร   ล้วนปรีชาชาญแกล้วกล้า
หมู่หนึ่งถือหางมยุรา   นำหน้าเสด็จบทจร
หมู่หนึ่งถือธงสีม่วง   ผุดดวงเป็นรูปไกรสร
หมู่หนึ่งถือธงมังกร   สีเขียวอรชรพรายพรรณ
หมู่หนึ่งถือดวงปทุมมาศ   สามดอกโอภาสฉายฉัน
ห้อมล้อมพญาเอราวัณ   พร้อมกันคอยเสด็จจรลี ฯ
ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น   องค์ท้าวมัฆวานเรืองศรี
เสด็จจากทิพอาสน์รูจี   มาเข้าที่สรงชลธาร ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสําราญองค์   ทรงสุคนธาทิพย์หอมหวาน
นางฟ้าพัดวีรำเพยพาน   ทรงภูษาก้านกระหนกพัน
ชายไหวชายเเครงเครือมาศ   ฉลององค์พื้นตาดสังเวียนกั้น
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์   ทองกรกุดั่นมุกดาดวง
พาหุรัดธํามรงค์เพชรแพร้ว   มงกุฎแก้วสุรกานต์โชติช่วง
ห้อยกุณฑลทิพย์ดอกไม้พวง   ดอกไม้ทัดรุ้งร่วงพรายตา
จับวชิราวุธพระเเสงขรรค์   อันศักดาเดชแกล้วกล้า
สง่างามล้ำหมู่เทวา   เสด็จมาขึ้นทรงคชาธาร ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏ ช้างเอยช้างทรง   องค์ไอยราพตคชสาร
สามสิบสามเศียรโอฬาร   วิมานเเก้วทุกเกศกุญชร
สูงใหญ่เผือกผ่องขาวช่วง   ดั่งไกรลาสเงินยวงสิงขร
สองร้อยสามสิบเอ็ดงางอน   มีสระบัวอัปสรกัลยา
งามยิ่งล้วนสิ่งละเจ็ดหมด   ปรากฏทุกงาสารกล้า
นับนางในกลีบปทุมา   คณนาก็มากกว่าหมื่นพัน
ผูกเครื่องกุดั่นสุวรรณรัตน์   ข่ายแก้วจํารัสฉายฉัน
มยุรฉัตรจามรทอนตะวัน   ธงทิวคู่คั่นโบกบน
ปี่กลองฆ้องขานประสานเสียง   สําเนียงกึกก้องกุลาหล
เทวาห้อมล้อมเป็นพล   เกลื่อนกล่นเร่งรีบกันมา ฯ
ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงทวีปชมพู   ก็พิศดูไปทั่วทิศา
จึงเห็นในเบื้องบูรพา   ภูมิพื้นพสุธาชอบกล
มีมหานักสิทธ์สี่องค์   ทรงพรตบริกรรมจําเริญผล
หยุดหมู่เทวาพวกพล   ลงจากช้างต้นก็เข้าไป ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ เสมอ

๏ เคารพนบนอบพระอาจารย์   ยอกรมัสการแล้วปราศรัย
พระองค์สร้างพรตอยู่ในไพร   ช้านานมาได้สักกี่ปี
บำเพ็ญภาวนารักษาฌาน   แผ่พรหมวิหารทั้งสี่
ยังค่อยเป็นสุขสวัสดี   มีนามชื่อไรพระสิทธา ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   ทั้งสี่พระดาบสพรตกล้า
ได้ฟังจึ่งตอบบัญชา   แต่รูปมาอยู่ในอารญ
นับได้แสนปีประมาณไว้   สร้างพรตอดใจจำเริญผล
อันนามกรเราสี่ตน   รูปชื่ออจนคาวี
องค์นี้ชื่อยุคอัคระ   องค์นั้นชื่อทหะฤาษี
องค์โน้นชื่อยาคะมุนี   มีตบะพิธีเสมอกัน
อันองค์สมเด็จหัสนัยน์   เหตุใดลงมาจากสวรรค์
พร้อมหมู่ฝูงเทพเทวัญ   อัศจรรย์เป็นพ้นพันทวี ฯ
ฯ ๘ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   ท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที   ซึ่งมาทั้งนี้พระอาจารย์
ด้วยองค์อิศวรเป็นเจ้า   ให้เรามาสร้างราชฐาน
ถวายแก่เทวราชกุมาร   ก็แจ้งการให้ฟังแต่เดิมมา ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น   ทั้งสี่พระดาบสพรตกล้า
ได้ฟังโกสีย์ก็ปรีดา   จึ่งว่าป่านี้ประเสริฐนัก
ชื่อทวารวดีพนาสณฑ์   ต้นฉัตรพระศุลีเป็นหลัก
อยู่บูรพาหน้าศาลเทพารักษ์   ต้องด้วยลักขณาธานี
รูปจะบอกนามเมืองไว้   ให้เป็นมงคลเฉลิมศรี
จงเอาสมญาป่านี้   กับนามเราทั้งสี่ประสมกัน
เรียกว่ากรุงศรีอยุธยา   ทวาราวดีเขตขัณฑ์
จะเป็นที่สามโลกอภิวันท์   พระเกียรตินั้นจะทั่วแดนไตร ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น   โกสีย์ผู้มีอัชฌาสัย
ฟังพระดาบสยศไกร   ภูวไนยเห็นชอบทุกประการ
จึ่งสั่งพระวิษณุกรรม์   จงสร้างสรรค์พาราราชฐาน
ให้แสนสนุกโอฬาร   ตามเทวบรรหารพระศุลี ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ

๏ บัดนั้น   พระวิษณุกรรม์เรืองศรี
รับเทวบัญชาด้วยยินดี   ถวายอัญชุลีเเล้วออกไป ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ

๏ ยืนอยู่หน้าศาลเทพารักษ์   สําแดงศักดาแผ่นดินไหว
นิมิตซึ่งราชเวียงชัย   ด้วยฤทธิไกรมหิมา ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

ชมตลาด

๏ อันมหาปราสาททั้งสาม   ทรงงามสูงเงื้อมพระเวหา
สี่มุขหุ้มมาศสะอาดตา   ใบระกาบั้นเเก้วประกอบกัน
ช่อฟ้าช้อยเฟื้อยเฉื่อยชด   บราลีที่ลดมุขกระสัน
มุขเด็จทองดาดกระหนกพัน   บุษบกสุวรรณสว่างวาม
เจ็ดชั้นพื้นลดผลึกลาด   เเกลมาศนพรัตน์เรืองอร่าม
ทิมดาบดาดเงินเป็นเงางาม   หน้าสิงห์แสงพลามด้วยพลอยพราย
มีพระโรงปรัศว์ซ้ายขวา   แท่นเเก้วอลงการ์ฉานฉาย
ห้องสนมกํานัลเรียงราย   เกยฉลุแก้วลายลับเเลบัง
หน้าพระลานแลล้วนหิรัญลาด   ขาวสะอ้านดูสะอาดดังสีสังข์
ทิมตำรวจเคียงริมทิมชาววัง   ระเบียบคลังทิมโขลนครบครัน
โรงช้างอาชาพาชีชาติ   โรงรถห้องราชยานคั่น
ศาลาลูกขุนคู่เคียงกัน   สนามเคี่ยวพลขันธ์ประลองยุทธ์
สามชั้นปราการแก้วประกอบ   เขื่อนคูเป็นขอบดั่งขั้นสมุทร
เชิงเทินปักธงมังกรธุช   ชมพูนุทนพมาศเสมาเมือง
ช่องป้อมวางปืนคร่ำสุวรรณ   หอรบนางจรัลขนัดเนื่อง
ซุ้มทวารบานแววด้วยแก้วเรือง   แสนสนุกดั่งเมืองพรหมาฯ
ฯ ๑๖ คํา ฯ

ยานี

๏ มีสระเเก้วแลล้วนอุทยาน   โอฬารด้วยเหล่าพฤกษา
ทุกพรรณทรงผลพวงผกา   ดกย้อยห้อยระย้าอรชร
ทั้งอุบลโกมลปทุมมาศ   ฝักดอกเกลื่อนกลาดสลับสลอน
เรณูร่วงในชโลทร   กลิ่นขจายฟุ้งขจรตลบไป
มีต้นตาลรอบนัคเรศ   เป็นคันเขตคั่นเคียงเรียงไสว
ทรงผลพื้นสุวรรณอำไพ   ใบก้านล้วนแก้วเเกมกัน
พระพายชายพัดบันลือเสียง   สําเนียงเสนาะดังเพลงสวรรค์
ประโคมพระนครเป็นนิรันดร์   ดังหนึ่งช่อชั้นดุษฎี ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ แลัวจึ่งให้ซึ่งนามกร   อยุธยานครบุรีศรี
ตามเหตุสมญาพระมุนี   เป็นที่ศรีสวัสดิ์วัฒนา
เอามนุษย์สี่ทวีปเป็นพล   เสนาสามนต์ซ้ายขวา
ตึกกว้านร้านเรียบรัถยา   ประชาชนแน่นหนาทั้งธานี
อันสนมกํานัลนางอนงค์   เลือกสรรรูปทรงส่งศรี
แต่ล้วนเบญจกัลยาณี   มีประมาณห้าหมื่นหกพัน ฯ
ฯ ๖ คํา ฯ เจรจา

๏ ครั้นเสร็จซึ่งสร้างนัคเรศ   องค์ท้าวตรีเนตรรังสรรค์
ก็พาฝูงเทพเทวัญ   ไปหิรัญไกรลาสคีรี ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์   ทูลองค์พระอิศวรเรืองศรี
ซึ่งให้ไปสร้างธานี   บัดนี้สำเร็จดังบัญชา ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น   พระอิศวรบรมนาถา
ได้ฟังยินดีปรีดา   ผ่านฟ้ามีเทวโองการ
ดูก่อนนัดดายาใจ   จงไปครองกรุงไกรราชฐาน
เป็นปิ่นโลกาสุธาธาร   พงศ์นารายณ์อวตารปราบยักษ์
จงให้นามตามเทพสุริย์วงศ์   อโนมาฤทธิรงค์ทรงจักร
ประทานธำมรงค์แก่หลานรัก   ทั้งศรศักดิ์ตรีเพชรคทาธร
แล้วจึงประสาทพระพรให้   จงรุ่งเรืองฤทธิไกรด้วยศิลป์ศร
ประจามิตรอย่ารอต่อกร   ให้ถาวรจําเริญสวัสดี ฯ
ฯ ๘ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   พระอโนมาตันเรืองศรี
ถวายบังคมคัลอัญชุลี   รับพรเจ้าตรีโลกา
ทั้งเทพอาวุธธํามรงค์   ด้วยมโนจํานงหรรษา
ทูลว่าขอเอาพระเดชา   ปกเกล้าเกศาสืบไป ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   พระจอมไกรลาสเขาใหญ่
จึ่งสั่งองค์ท้าวหัสนัยน์   กับฝูงเทพไทฤทธี
จงเอาครุฑราชทิพยาน   ไปส่งหลานเราผู้เรืองศรี
วันนี้ศุภฤกษ์สวัสดี   จงมอบเวนบุรีสวรรยา ฯ
ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น   หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศา
รับสั่งองค์เจ้าโลกา   ถวายบังคมลาแล้วออกไป ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึงสั่งให้เตรียมพญาครุฑ   อันมีฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
เชิญหน่อพระนารายณ์เรืองชัย   ให้เข้าที่สรงวารี ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   พระอโนมาตันเรืองศรี
ชื่นชมโสมนัสยินดี   จรลีไปสรงคงคา ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ เสมอ

๏ ทรงสุคนธารสโอฬาร   หอมหวานด้วยทิพย์บุปผา
สนับเพลาพลอยรายพรายตา   ภูษาช่อเชิงมังกรพัน
ชายเเครงเครือแก้วก้านขด   ชายไหวมรกตทับทิมคั่น
ฉลององค์พื้นม่วงดวงสุวรรณ   รัดองค์กุดั่นจำหลักลาย
ตาบทิศทับทรวงประดับบุษย์   สังวาลชมพูนุทสามสาย
พาหุรัดทองกรมังกรกลาย   ธํามรงค์เพชรพรายอลงการ
ทรงมหามงกุฎจักรพรรดิ   ดอกไม้ทัดล้วนดวงมุกดาหาร
กรรเจียกแก้วกุณฑลชัชวาล   ดังเครื่องทรงพรหมานในโสฬส
พระหัตถ์นั้นจับธนูศร   คทาธรตรีเพชรพร้อมหมด
งามทรงงามองค์งามยศ   บทจรมาทรงครุฑา ฯ
ฯ ๑๐ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศา
ครั้นได้ศุภฤกษ์เวลา   ให้เทวาโบกธงนำจร ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ

๏ ครุฑเอยครุฑทรง   หาญณรงค์หักราญชาญสมร
เผ่นทะยานผ่านยอดคีรินทร   ถาบร่าถาร่อนบินบน
ปีกสองปานเสียงสำเนียงฟ้า   ลั่นก้องโลกากุลาหล
กระพือลมพันลึกอึงอล   เมฆกล่นหมอกเกลื่อนโพยมพราย
บินรีบโบกเร็วกว่าลมกรด   ขับเรื่อยแข่งรถพระสุริย์ฉาย
เครื่องสูงครบสิ่งกรรชิงราย   เเถวฉัตรธงชายพรายตา
ฆ้องกลองขานกลบครื้นครั่น   ปี่เสนาะเพราะสนั่นในเวหา
รีบทางเร่งเทพยาตรา   ลอยมาลงเมืองด้วยฤทธี ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงอยุธยามหานิเวศ   องค์ท้าวหัสเนตรเรืองศรี
เชิญราชนัดดาพระศุลี   ขึ้นที่ปราสาทรัตนา ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ เสมอ

๏ แล้วจัดนางในทวีปอุดร   ชื่อมณีเกสรเสน่หา
พักตร์ผ่องดังดวงจันทรา   เป็นอัครชายาพระทรงยศ
มอบสนมทั้งหมื่นหกพัน   วิไลวรรณเอี่ยมองค์อลงกต
เถ้าเเก่ชะเเม่เป็นหลั่นลด   กําหนดพนักงานการใน
อีกทั้งจตุรงคโยธี   เสนามนตรีน้อยใหญ่
แก้วเเหวนสวรรยาราชัย   ให้แก่เทวราชกุมาร ฯ
ฯ ๖ คํา ฯ เจรจา

๏ ครั้นเสร็จมอบราชธานี   โกสีย์เจ้าตรัยตรึงศ์สถาน
กับทั้งฝูงเทพบริวาร   เกษมศานต์อำนวยอวยพร
พระองค์จงเสวยสมบัติ   พูนสวัสดิ์ภิรมย์สโมสร
เสร็จแล้วองค์อมรินทร   พาเทพนิกรกลับมา ฯ
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้น   ท้าวอโนมาตันนาถา
เสด็จเสวยไอศูรย์สวรรยา   ในกรุงทวาราวดี
เลื่องชื่อลือนามขามฤทธิ์   ประจามิตรสั่นเกล้าเกศี
ทั้งหมู่วิทยานาคี   ตรีโลกพึ่งเดชพระทรงยศ
อันกรุงกษัตริย์ทุกพารา   ก็ระอาขอออกพระองค์หมด
เเต่งดอกไม้สุวรรณเป็นหลั่นลด   มาประณตบทมาลย์ถวายพร
ไพร่ฟ้าประชาชนพาณิช   มิจิตโสมนัสสโมสร
ไปมาค้าขายนิรันดร   พระนครเกษมเปรมปรีดิ์ ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป   ถึงสหบดีพรหมเรืองศรี
อยู่ในวิมานรัตน์มณี   มีความผาสุกทุกเวลา
คิดถึงสหมลิวัน   อันเป็นสุริย์วงศ์พงศา
ซึ่งให้ไปอยู่เกาะรังกา   หนีพระจักราไปบาดาล
ฝ่ายพิภพรังกาทวีปนี้   ไม่มีใครรักษาราชฐาน
เงียบเย็นเว้นว่างมาช้านาน   เสียดายวงศ์พรหมารจะสูญไป
จํากูจะสร้างพระนคร   ให้ถาวรคงคืนขึ้นไว้ได้
จะเชิญองค์ธาดาฤทธิไกร   ลงไปเป็นหลักธานี ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดเเล้วมีเทวบรรหาร   ตรัสสั่งพรหมารเรืองศรี
จงเตรียมหงส์ทองรูจี   ไปสร้างธานีรังกา ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น   ฝ่ายอัชดาพรหมเเกล้วกล้า
รับสั่งถวายบังคมลา   ออกมาจากที่ทิพย์วิมาน ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่บรมพรหเมศ   ล้วนศักดาเดชกล้าหาญ
หมู่หนึ่งถือธงอลงการ   นำพลบริวารยาตรา
ถัดมาล้วนถือเศวตฉัตร   เดินตามขนัดซ้ายขวา
เหล่าหนึ่งถือธงมยุรา   เคียงข้างพญาหงส์ทอง
เหล่าหนึ่งนั้นถือชุมสาย   เรียงรายตาริ้วเป็นทิวท่อง
มีทั้งแตรสังข์ฆ้องกลอง   ตั้งกองคอยเสด็จจรลี ฯ
ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น   ท้าวสหบดีพรหมเรืองศรี
เสด็จจากแท่นทิพย์รูจี   ไปเข้าที่สรงสาคร ฯ
ฯ ๒ คำ ฯ

๏ น้ำทิพย์โปรยปรายดั่งสายฝน   ทรงสุคนธ์ปนปรุงเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน   ภูษารูปกินนรกระหนกพัน
ชายแครงจําหลักเครือขด   ชายไหวมรกตทับทิมคั่น
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์   ทองกรนาคพันพาหุรัด
ธํามรงค์เรือนเก็จเพชรเหลือง   อร่ามเรืองทั้งสิบนิ้วพระหัตถ์
ทรงมงกุฎแก้วดอกไม้ทัด   กรรเจียกจรจํารัสจำเริญตา
งามทรงดั่งองค์เวสสุวัณ   จับพระเเสงขรรค์อันคมกล้า
พระหัตถ์จับตรีศูลศักดา   เสด็จไปทรงพญาหงส์ทอง ฯ
ฯ ๘ คํา ฯ บาทสกุณี

๏ เหมเอยเหมราช   ผกผาดกระหยับผันผยอง
ตั้งอกยกหางเป็นทํานอง   สองปีกกระพือบินบน
ปากงอนหงอนสะบัดชดช้อย   รจนาด้วยสร้อยสลับขน
งามระยับจับแสงสุริยน   ดั่งสีแก้ววิมลชัชวาล
บัลลังก์ตั้งเหนือปฤษฎางค์   กระจ่างกระจังรายฉายฉาน
เศวตฉัตรพัชนีโอฬาร   พร้อมหมู่พรหมานดาษดา
ลอยเลื่อนไปในอากาศ   โอภาสพ่างพื้นพระเวหา
รีบเร่งเหมราชร่อนมา   หมายทวีปรังกามิทันนาน ฯ
ฯ ๘ คํา ฯ

๏ เห็นนิลกาลาสิงขร   ยอดเยี่ยมอัมพรไพศาล
อยู่กลางพิภพเป็นประธาน   สูงตระหง่านเงื้อมง้ำเมฆา
ใหญ่หลวงกว่าหมู่ศิขริน   สีดําดั่งนิลวัตถา
ปลายยอดนั้นมีรังกา   มหากายสิทธิ์ฤทธิไกร
เขานี้ประเสริฐเลิศนัก   เห็นจะเป็นหลักกรุงได้
จึ่งสั่งวิษณุพรหมชาญชัย   ให้เร่งนิมิตธานี ฯ
ฯ ๖ คํา ฯ

๏ บัดนั้น   จึ่งวิษณุพรหมเรืองศรี
รับสั่งถวายอัญชุลี   ออกมาจากที่ประชุมกัน ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ เสมอ

๏ ยอกรประนมเหนือเกศ   ไหว้บรมพรหเมศรังสรรค์
นิมิตล้วนเเล้วเเก้วสุวรรณ   ด้วยฤทธีอันศักดา ฯ
ฯ ๒ คํา ฯ ตระ

ชมตลาด

๏ อันคูเขื่อนปราการล้อมรอบ   เป็นคันขอบมั่นคงเเน่นหนา
หอรบช่องปืนใบเสมา   ทวาราป้อมค่ายรายไป
แถวถนนหนทางราบรื่น   ศิลาพื้นเเลเลื่อมดั่งน้ำไหล
มีกําแพงแก้วกั้นชั้นใน   อําไพด้วยมณีจินดา
อันมหาปราสาททั้งสามองค์   สูงระหงง้ำเงื้อมพระเวหา
ห้ายอดพรหมพักตร์ใบระกา   เหมแก้วรจนาช้อยชด
นาคเอี้ยวคาบเก็จกระจังราย   บัญชรแก้วเเพร้วพรายอลงกต
ช่อห้อยช่อตั้งเป็นหลั่นลด   นาคสะดุ้งพุ่งพดหน้าบัน
จัตุรมุขสิงหาสน์อาสน์โถง   ท้องพระโรงหน้าหลังฉายฉัน
พระลานเลื่อมแก้วพรายพรรณ   ดั่งวิมานสุวรรณในเมืองฟ้า ฯ
ฯ ๑๐ คำ ฯ

ยานี

๏ มีสนามปราบปรายทรายทอง   ที่ประลองทหารให้เเกล้วกล้า
ทั้งโรงม้ารถคชา   โรงคลังซ้ายขวาพร้อมไป
นอกเมืองนั้นมีอุทยาน   แสนสนุกสำราญกว้างใหญ่
พฤกษาเรียบเรียงระบัดใบ   ผลดอกดกไสวจําเริญตา
มีมหามนเทียรที่ประพาส   บัลลังก์อาสน์ใต้ร่มพฤกษา
ทั้งสระโกสุมปทุมา   ดั่งลดาวัลย์ในชั้นอินทร์
พระพายชายพัดมาอ่อนอ่อน   รวยรื่นเกสรขจรกลิ่น
มีหมู่แมลงผึ้งภุมริน   บินเคล้าคลึงรสบุษบัน ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ

พระทอง

๏ จึ่งเอาฟากฝั่งมหรณพ   เป็นคูล้อมพิภพเขตขัณฑ์
ในท้องพระมหาสมุทรนั้น   จัดพรรณฝูงปลาเป็นนาย
ให้ติมิติมิงมัจฉาชาติ   เหราร้ายกาจกระเวนว่าย
เที่ยวท่องป้องกันอันตราย   ภายใต้มหาคงคา
อันหลังพระสมุทรวารี   ให้ยักษีผีเสื้อรักษา
แล้วจัดฤทธิกันอสุรา   คุมโยธาแสนโกฏิชัยชาญ
กระเวนทางอากาศเเดนสวรรค์   ป้องกันพิภพราชฐาน
คนธรรพ์กระเวนเนินจักรวาล   แต่งการสำเร็จทั้งธานี ฯ
ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น   ท้าวสหบดีพรหมเรืองศรี
ครั้นเสร็จสร้างสรรค์พระบุรี   มีความโสมนัสเบิกบาน
ให้ชื่อพิชัยลงกา   มหานัคเรศราชฐาน
จึ่งเอาอสุรหมู่มาร   ในเนินจักรวาลอัสสกัณณ์
มาเป็นอำมาตย์เสนา   แสนธุรโยธาแข็งขัน
นับได้แสนโกฏิกุมภัณฑ์   สนุกปานดั่งชั้นอสุรภพ
แล้วตรัสเเก่ธาดาพรหเมศ   อันชำนาญไสยเวทขจรจบ
เจ้าผู้ศักดาเลิศลบ   บุญเคยได้อบรมมา
เราจะให้อยู่ครองสมบัติ   สืบวงศ์จักรพรรดินาถา
ที่ในทวีปลงกา   เป็นมหาจรรโลงธาตรี ฯ
ฯ ๑๐ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   องค์ธาดาพรหมเรืองศรี
ได้ฟังเทวราชวาที   อัญชุลีเเล้วทูลสนองไป
ซึ่งพระองค์เมตตาการุญ   พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
จะรับใส่เศียรเกล้าไว้   มิให้เคืองใต้เบื้องบาทา ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   ท้าวสหบดีพรหมนาถา
ได้ฟังยินดีปรีดา   จึ่งให้นางมลิกาแจ่มจันทร์
ทรงเบญจกัลยาเลิศลักษณ์   ผิวพักตร์ผ่องเพียงนางสวรรค์
เป็นอัครชายาวิลาวัณย์   กำนัลล้วนนางอสุรี
ถ้วนหมื่นหกพันเเช่มช้อย   รูปทรงเเน่งน้อยเฉลิมศรี
อันองค์ธาดาธิบดี   จะเป็นปิ่นโมลีลงกา
ให้นามชื่อท้าวจตุรพักตร์   ตามศักดิ์พงศ์พรหมนาถา
เเล้วประทานตรีศูลอันศักดา   คทาธรรัตนาเรืองฤทธิ์
กับฉัตรแก้วโมลีอุดมเดช   บอกพระเวทวิธีประกาศิต
ถึงจะเกิดพาลาปัจจามิตร   มาประชิดรอบราชธานี
ถ้ายกฉัตรขึ้นกลางพระนคร   ก็บังเเสงทินกรจำรัสศรี
มืดดั่งสนธยาราตรี   ไพรีไม่เห็นบุรินทร์
ฝ่ายข้างเราอยู่ในกรุงไกร   เเลไปก็เห็นศัตรูสิ้น
ฉัตรนี้เลิศล้ำฟ้าดิน   อินทร์พรหมยอมเกรงฤทธี ฯ
ฯ ๑๔ คํา ฯ

๏ เมื่อนั้น   ท้าวจตุรพักตร์เรืองศรี
บังคมก้มเกล้าดุษฏี   รับตรีศูลเพชรคทาธร
เรียนพระเวทพระมนต์ก็จำได้   ด้วยใจชื่นชมสโมสร
รู้จบวิทยาสถาวร   ฤทธิรอนเลิศลบไตรดาล ฯ
ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น   ท้าวสหบดีปรีชาหาญ
เสร็จมอบไอศูรย์ศฤงคาร   ผ่านฟ้าอำนวยอวยชัย
เจ้าจงเสวยรมย์ชมสมบัติ   พูนสวัสดิ์อย่ามีใครเปรียบได้
บำรุงไพร่พลสกลไกร   ไพรีพ่ายเเพ้ฤทธา
ตรัสเเล้วเสด็จทรงหงส์ทอง   เผ่นผยองขึ้นสู่พระเวหา
พร้อมด้วยฝูงพรหมเทวา   ตรงไปฟากฟ้าดุษฎี ฯ
ฯ ๖ คํา ฯ เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้น   ท้าวจัตุรพักตร์เรืองศรี
ครอบครองลงกาธานี   กับเทวีมลิกาบังอร
ประดับด้วยสนมสิบหกพัน   วิไลวรรณเพียงเทพอัปสร
ดั่งพระจันทร์ทรงกลดในอัมพร   ดารากรเป็นยศบริวาร
พร้อมทั้งเสนาสามนต์   รี้พลจัตุรงค์ทวยหาญ
สมบัติพัสถานโอฬาร   เเสนสนุกสำราญดั่งเมืองฟ้า
ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ อันอัครชายาโฉมยง   ทรงครรภ์ถ้วนทศมาสา
ก็ประสูติพระราชบุตรา   เป็นรูปอสุราสี่กร
พระบิตุเรศชนนีสองกษัตริย์   ชื่นชมโสมนัสสโมสร
ให้ชื่อลัสเตียนฤทธิรอน   ลือขจรไปทั่วธาตรี ฯ
ฯ ๔ คํา ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น   ฝ่ายท้าวอโนมาตันเรืองศรี
เสวยสมบัติได้หมื่นปี   ภูมีมีราชโอรส
ทรงพระนามชื่อว่าอัชบาล   ฤทธีปรีชาชาญปรากฏ
สามโลกเลื่องลือระบือยศ   ทศทิศย่อมพึ่งพระเดชา
พระมอบเวนไอศูรย์สมบัติ   เศวตฉัตรให้โอรสา
ครั้นเเล้วสมเด็จพระบิดา   ผ่านฟ้าสุดสิ้นชนมาน ฯ
ฯ ๖ คํา ฯ โอด


..
หมายเหตุ : เข้าไปอ่านต่อได้ใน... (สมุดไทยเล่มที่ ๑ - สมุดไทยเล่มที่ ๑๑๗)

https://vajirayana.org/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B9%91

https://vajirayana.org/บทละครเรื่องรามเกียรติ์/สมุดไทยเล่มที่-๑

.



Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.069 seconds with 20 queries.