Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
10 January 2026, 16:27:40

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
28,760 Posts in 14,175 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ความพยาบาท โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๑-๑๐
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ความพยาบาท โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๑-๑๐  (Read 132 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« on: 21 December 2025, 20:35:52 »

ความพยาบาท  โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๑-๑๐


https://vajirayana.org/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97

https://vajirayana.org/ความพยาบาท
..

ความพยาบาท



ความพยาบาท  โดย แม่วัน

สำนักพิมพ์ก้าวหน้า ผู้จัดพิมพ์

๘๘๒ วังบูรพา พระนคร

โทร ๒๖๕๔๑

จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ ๕
พ.ศ. ๒๕๐๔




« Last Edit: 21 December 2025, 21:06:23 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #1 on: 21 December 2025, 20:51:04 »


ประวัติของผู้ประพันธ์

พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๘ (ตรงกับวันพุธ เดือน ๙ แรม ๙ ค่ำ ปีกุน จุลศักราช ๑๒๓๗) เป็นบุตรพระอินทราสา (สมบุญ วิเศษกุล) ท่านนุ่น เป็นมารดา

การศึกษา

เมื่อยังเยาวได้ล่าเรียนอักขรสมัย ซึ่งในสมัยนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่พระราชวังนันทอุทยาน ซึ่งเรียกกันว่า สวนอนันต์ มีการเล่าเรียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พระยาสุรินทราชาได้เล่าเรียนในโรงเรียนนี้ และต่อมาโรงเรียนนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่ราชการของทหารเรือ โรงเรียนได้ย้ายนักเรียนมาอยู่ที่โรงเรียนสุนันทาลัย (คือโรงเรียนราชินีทุกวันนี้) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ พระยาสุรินทราชาได้เล่าเรียนจนจบหลักสูตรของโรงเรียน และในเวลาเดียวกันนี้ประจวบกับสมเด็จพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย (ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระยุพราช) ได้เสด็จมาเยี่ยมประเทศไทย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงโปรดให้เกณฑ์นักเรียนโรงเรียนสุนันทาลัยไปใช้เป็นล่ามรับใช้ประจำ พระยาสุรินทราชาจึงถูกเกณฑ์ไปเป็นล่ามประจำอยู่ด้วย จนสมเด็จพระเจ้าซาร์เสด็จกลับ และเมื่อเสด็จกลับแล้ว จึงได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี และก็ได้เป็นครูผู้ช่วยของโรงเรียนนี้ ต่อมาจนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓๕ ทางการศึกษาในสมัยนั้นเห็นความจำเป็นที่จะต้องการให้ได้มีครูที่ดีและมีความรู้ความชำนาญในหน้าที่ของครูต่อไป จึงได้ดำริจัดตั้งการสอนวิธีฝึกหัดครูขึ้น ในขณะนั้นได้อาศัยโรงเลี้ยงเด็ก ตำบลถนนบำรุงเมือง (คือโรงเรียนเบ็ญจมราชูทิศเดี๋ยวนี้) เป็นโรงเรียน มีครูใหญ่เป็นชาติอังกฤษ ชื่อนายยี. เอช. กรินรอค เป็นครูใหญ่ มีนักเรียนครูเริ่มต้น ๓ คน คือ พระยาสุรินทราชา, นายบุญรอด (พระยาภิรมย์ภักดี) และนายสุ่ม ในปีนั้นเอง นายบุญรอดกับนายสุ่มได้ลาออก คงเหลือพระยาสุรินทราชาคงเรียนต่อไป และต่อมาได้ลาออกรับราชการเป็นครูโรงเรียนราชกุมาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ในระหว่างที่เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนราชกุมารนี้ ได้ถวายพระอักษรสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๕ หลายพระองค์ นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ถวายพระอักษร แด่สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ เป็นพิเศษโดยเฉพาะอีกด้วย ได้เป็นครูอยู่ในโรงเรียนราชกุมารจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๘

หน้าที่ราชการ

เมื่อ พ.ษ. ๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรินทราชา โดยเสด็จเป็นพระอภิบาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ซึ่งเสด็จไปทรงศึกษาวิชา ณ ประเทศอังกฤษ และในโอกาสนั้นก็ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินไปประเทศชะวาด้วย และต่อจากนั้นก็ได้โดยเสด็จ สมเด็จพระเชเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ไปประจำอยู่ ณ ราชสำนักกรุงเปโตกราด ประเทศรัสเซีย

พ.ศ. ๒๔๔๑ เมื่อกลับจากต่างประเทศแล้ว ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก)

พ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปประจำอยู่กับบรรพชิต โจยังคะโตรลตูเวลฟ์ และ ขำโพลามาชอย นะดะซิน บรรพชิตไซบีเรีย ซึ่งได้นำสิ่งของๆพวกพุทธศาสนิกชนชาวไซบีเรียมาทูลเกล้าฯ ถวาย เพราะบรรพชิตสองรูปนี้พูดภาษาอื่นไม่ได้ นอกจากภาษาธิเบตและภาษารัสเซีย

อนึ่งในปีนี้ ได้โปรดเกล้าฯให้ย้ายไปรับราชการเป็นปลัดกรมสรรพากรนอก

​พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปอยู่ประจำกับ ฮีส อิมพีเรียล ไฮเนส แกรนด์ดุ๊ก บอริส วลาดิมิโรวิตซ พระราชวงศ์แห่งสมเด็จพระเจ้าเอมเปอเรอร์ กรุงรัสเซีย ซึ่งได้เสด็จเข้ามาประเทศไทย ได้ประจำอยู่จนเสด็จกลับ

พ.ศ. ๒๔๔๖ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากปลัดกรมสรรพากรนอกมาเป็นเลขานุการประจำพระองค์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระยุพราช

อนึ่งในปีนี้ ได้รับราชการในหน้าที่เลขานุการของกรรมการจัดการพระราชพิธี ทวีธาภิเษกสมโภช ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๕ กับได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานตราตั้งเป็น เลขาธิการหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งในปีนี้ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖ เมื่อยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารทรงดำรงตำแหน่งสภานายก

พระยาสุรินทราชา ได้รับหน้าที่เป็นเลขานุการประจำพระองค์สมเด็จพระยุพราช ตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๒ ในระหว่างที่รับราชการในหน้าที่ดังกล่าวนี้ เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยและพอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖ เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระยุพราชเป็นอันมาก ทั้งเป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาข้าราชการที่อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยทั่วกัน นอกจากนี้ บรรดาข้าราชการที่ประจำอยู่กับสมเด็จพระยุพราช ต่างพากันนับ​ถือเป็นครูบาอาจารย์ เพราะท่านได้ปฏิบัติตนเป็นที่รักใคร่ สั่งสอนแนะนำและให้วิชาความรู้แก่ผู้น้อยผู้ใหญ่ด้วยความเจตนาหวังดีแก่ทุก ๆ คน จึงเป็นที่รักใคร่กลัวเกรงนับถือด้วยน้ำใจกันแท้จริงทั่วกัน

พ.ศ. ๒๔๕๓ โปรดเกล้าให้ย้ายจากตำแหน่งเลขานุการ ประจำพระองค์สมเด็จพระยุพราช ไปรับราชการเป็นเกษตรมณฑลภูเก็ต

ในปีนี้ได้เข้ามาจากมณฑลภูเก็ตพร้อมกับพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้) ในนามของข้าราชการและราษฎรมณฑลภูเก็ต นำพวงมาลามาถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๕ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และในการพระราชพิธีเถลิงถวัลยราชสมบัติ บรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖

ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปในเรือพระที่นั่งมหาจักรี เพื่อรับเสด็จเจ้าชายวิลเลียม และ เจ้าหญิงมารีย์ ชายาเจ้าชายวิลเลียม ดุ๊ก ออฟสเดอมาเนีย แห่งประเทศสวีเดน ซึ่งเสด็จเข้ามาช่วยในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อเสด็จเข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ แล้ว ได้อยู่ประจำเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงมารีย์ตลอดจนกลับ และได้โปรดเกล้าฯ ให้ตามเสด็จออกไปส่งจนถึงเมืองไซ่ง่อน

​ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากเกษตรมณฑลภูเก็ตมารับตำแหน่งเจ้ากรมเพาะปลูกในกระทรวงเกษตราธิการ และในปีเดียวกันนี้ ทางราชการได้สั่งให้ออกไปตรวจการทำไร่ยาสูบที่เกาะสุมาตรา และการทำสวนยาง สวนมะพร้าว และเหมืองแร่ที่ปีนัง และที่เมืองกัวลาลำเปอร์ พระยาสุรินทราชาได้รับราชการเป็นเจ้ากรมเพาะปลูกมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๖

ครั้น พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้รั้งตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข พ.ศ. ๒๔๕๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ในระหว่างมหาสงคราม ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกกรรมการตรวจหนังสือและโทรเลขทั่วไปด้วย

พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรเกล้าฯตั้งให้เป็นองคมนตรี ในรัชกาลที่ ๖

พระยาสุรินทราชาได้ครองตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๒ และได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ในปลายปีนั้น

พ.ศ. ๒๔๖๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต พระยาสุรินทราชาได้ดำรงตำแหน่ง​สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๐ ในระหว่างดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตนั้น ปรากฎว่าเป็นที่เคารพรักใคร่นับถือของบรรดาข้าราชการ พ่อค้า และราษฎรชาวภูเก็ตเป็นอันมาก เพราะท่านได้ทำประโยชน์ไว้แก่มณฑลภูเก็ตหลายอย่าง เช่นตัดถนน และสร้างสถานที่ราชการ และสถานที่ตากอากาศพักผ่อนหย่อนใจ ดังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้

อนึ่งเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นคู่เคียงพระราเชนทร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เลียบพระนครทางสถลมารค

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๖๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นคู่เคียงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสถิตย์เหนือพระมหาพิชัยราชรถ เชิญไปสู่พระเมรุทอง ท้องสนามหลวง กับเป็นคู่เคียงพระบรมอัษฐิ จากพระเมรุท้องสนามหลวง ไปสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเป็นคู่เคียงพระบรมอัษฐิจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปสู่พระพิมาน บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจนเสร็จการ

พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ไปเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช

​พ.ศ. ๒๔๗๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมนคราทร ในกระทรวงมหาดไทย ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมนคราทรอยู่ ๕ ปี จนถึงเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๕ จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ราชการ ออกรับพระราชทานบำนาญฐานรับราชการนาน รวมเวลารับราชการทั้งสิ้น ๓๑ ปี

เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นกรรมการองคมนตรี มีกำหนดตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นต้นไปจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๖

พระยาสุรินทราชาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕



« Last Edit: 21 December 2025, 20:53:40 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #2 on: 21 December 2025, 20:52:53 »


นำเรื่อง โดย แสงทอง

​“ข้าพเจ้าผู้เขียนเรื่องนี้ เป็นคนที่ถึงแก่กรรมแล้ว ถึงแก่กรรมจริง ๆ ตายจริง ๆ ตายอย่างที่มีผู้รู้เห็นว่าตาย ...ตายแล้ว และได้ฝังเสร็จแล้ว ฯลฯ ถึงอย่างนั้นแล้ว ...ข้าพเจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้ารู้สึกโลหิตอันอบอุ่นแล่นซ่าขึ้นตามเส้น...โลหิตอย่างสามสิบปีมาแล้ว ... ความหนุ่มกลับแล่นมาเข้าตัวอีก ทำให้นัยน์ตาข้าพเจ้าเป็นมันและคมฉาบ ขึ้น...ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแน่นขึ้นราวกับเหล็ก... มือก็จับถือแน่นแฟ้นขึ้น...ตัวก็ยืนขึ้นได้ตรงและเป็นสง่าผ่าเผย เออ...ยังมีชีวิตอยู่จริง”

​นักเลงอ่าน หนังสือเมื่อได้อ่านข้อความข้างบนนี้เพียงสองบรรทัด ก็คงจะเอะใจว่า “เอ๊ะ นี่มันคำดำเนินเรื่อง ‘ความพยาบาท’ ของ ‘แม่วัน’ นี่นา” ถ้า ท่านเอะใจเช่นนี้ก็ถูกแล้ว เพราะข้อความข้างบนนี้ ข้าพเจ้าคัดมาจากเรื่อง “ความพยาบาท” ของ “แม่วัน” ที่คัดมาค่อนข้างยืดยาวสักหน่อย ก็เพื่อแสดงว่าในสมัยโน้น คือเดือนกรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๐ (พ.ศ. ๒๔๔๔) คือเมื่อ ๕๐ ปีเศษมาแล้วนี้ เรื่อง “ความพยาบาท” ได้เริ่มปรากฏเป็นภาษาไทยในนิตยสารชื่อ “ลักวิทยา” เป็นครั้งแรก จากฉบับนวนิยายภาษาอังกฤษชื่อ “Vendetta” ของนางสาวแมรี่ คอเรลลี่ เป็นภาษาไทยที่ในความตามความเข้าใจของข้าพเจ้า ถอดมาจากภาษาอังกฤษอย่างใกล้ชิดที่สุดเป็นเรื่องแรก และเป็นเรื่องขนาดยาวซึ่งตามความเข้าใจของข้าพเจ้าอีกเหมือนกันว่า เป็นเรื่องจูงใจให้มีการแปลนวนิยายภาษาต่างประเทศเรื่องยาวๆ ลง​เป็นภาษาไทย จนได้พบเห็นกันดาษดื่นในเวลาต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

...ข้าพเจ้าเข้าใจว่าภาษาไทยเริ่มปฏิวัติก็คือปีที่เรื่อง “ความพยาบาท” ได้ปรากฎ เพราะสำนวนที่พิมพ์อยู่ในหน้าหนังสือ “ลักวิทยา” เป็นสำนวนใหม่แก่คนไทยที่ไม่ชินแก่ภาษาอังกฤษ มาได้อ่านเรื่องและรสใหม่ก็พากันสนใจ

สมัยนั้นเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เป็นที่นิยมของชาวบ้าน และเรื่องเกร็ดพงศาวดารจีน เช่นสามก๊ก ซ้องกั๋ง ซิยินกุ้ย ฯลฯ ก็เป็นที่นิยมของคนชั้นกลาง คนชั้นนี้ไม่ค่อยได้ผ่านวชิรญาณ ได้มาพบเห็นความ บันเทิงจากการผ่านเรื่องต่าง ๆ ดังที่ได้ออกมาเป็นรายเดือนอย่างหนังสือ “ลักวิทยา” และโดยเฉพาะเรื่อง “ความพยาบาท” การปฏิวัติแห่งภาษาไทยจึงเริ่มแต่บัดนั้น

พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล)
ข้าพเจ้าออกจะแน่ใจว่า “ความพยาบาท” ของ “แม่วัน” แม้จะเป็น​นวนิยายฝรั่ง แต่ก็เป็นนวนิยายภาษาไทยเรื่องแรกที่ได้รับความนิยมชมชอบกันมาทุกรุ่นทุกสมัย ซึ่งจะทำให้ชื่อ “แม่วัน” พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ไม่ตาย ในชีวิตของการเป็นนักประพันธ์ของ “แม่วัน” แม้ท่านจะได้เขียนเรื่องร้อยแก้วร้อยกรอง ไว้ไม่สู้มากเรื่อง แต่เรื่อง “ความพยาบาท” ของท่านนี้เป็นงานดีที่สุดของท่าน และเพราะงานชิ้นนั้น ท่านจึงได้รับความยกย่องนับถือว่าเป็นนักประพันธ์ชั้นเอกคนหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่อง “ความพยาบาท"

คืนวันหนึ่งราวสามสิบปีเศษมาแล้ว โรงภาพยนตร์พัฒนากรฉายภาพยนตร์เรื่อง Vendetta ของ แมรี คอเรลลี่ บริษัทให้ชื่อภาษาไทยว่า “ความพยาบาท” ข้าพเจ้าเข้าไปนั่งคอยหนังฉายอยู่ก่อนแล้ว สักครู่ “แม่วัน” ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ เดินก้าวช้าๆ หลังค่อมนิดๆ ผ่านหน้าข้าพเจ้าเข้าไปนั่งบ๊อกส์ ซึ่งเข้าใจว่าบริษัทจัดให้เป็นเกียรติ ​นัยน์ตาคนทั้งโรงเล็งไปยังเจ้าคุณสุรินทราชา คล้ายกับจะนึกว่าท่านมาดูหนังซึ่งท่านเป็นผู้แต่งเรื่องเอง ภาพนั้นพิมพ์ติดตาข้าพเจ้าอยู่จนทุกวันนี้

หนังสือเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้บุคคลไม่ตาย หนังสือที่ทำให้กวีไม่ตายมักเป็นโคลงฉันท์กาพย์กลอนเสียทั้งสิ้น หนังสือร้อยแก้วหายาก ปัจจุบันนี้เรามีนักประพันธ์นวนิยายไทยๆ มากหน้าหลายตาแล้ว แต่ยังไม่ได้ยินแพร่หลายนักว่า เรื่องไหนของใครจะทำให้เขาไม่ตายบ้างหรือไม่ ข้าพเจ้ายังนึกไม่ออก...

(คัดจาก สยามสมัย พ.ศ. ๒๔๕๑)




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #3 on: 21 December 2025, 20:55:37 »




ข้าพเจ้า ผู้เขียนเรื่องนี้ เปนคนที่ถึงแก่กรรมแล้ว. ถึงแก่กรรมจริงๆ! ตายจริงๆ—ตายอย่างที่มีผู้รู้ผู้เห็นว่าตาย—ตายแล้ว และได้ฝังเสร็จแล้ว! ถ้าท่านไปถามชาวเมืองที่ข้าพเจ้าอยู่ เขาจะบอกท่านทันทีว่าในปีคริสตศักราช ๑๘๘๔ เกิดไข้ป่วงใหญ่ขึ้น ณ เมืองเนเปิลซ์ ในประเทศอิตาลี คราวนั้นมีคนตายเพราะไข้ป่วงเปนนักเปนหนา และตัวข้าพเจ้าเองก็ตายเพราะโรคนี้ เขาได้นำเอาศพข้าพเจ้าเข้าไปไว้ในกุฏิที่ฝังศพของบูรพชนผู้เปนต้นตระกูลของข้าพเจ้า ถึงอย่างนั้นแล้ว - ข้าพเจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่! ข้าพเจ้ารู้สึกโลหิตอันอุ่นแล่นซ่าขึ้นตามเส้น—โลหิตอย่างสามสิบปีมาแล้ว;—ความหนุ่มกลับแล่นมาเข้าตัวอีก ทำให้ไนย์ตาข้าพเจ้าเปนมันและคมฉาบขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแน่นขึ้นราวกับเหล็ก—มือก็จับถือแน่นแฟ้นขึ้น—ตัวก็ยืนขึ้นได้ตรงและเปนสง่าผ่าเผย. เออ! ยังมีชีวิตอยู่จริง ถึงโดยหากว่าจะได้ลือชาปรากฏแล้วว่าถึงแก่กรรม; ข้าพเจ้ายังมีชีวิตและกำลังวังชาเช่นบุรุษย์ทั้งปวง—และถึงแม้นความทุกข์จะทิ้งรอยไว้ให้เห็นเปนพยานว่าได้มาเยี่ยมเยียนบ้างก็ยอม รอยเหล่านั้นก็ลบเลื่อนเกลื่อนหายไปเกือบหมดสิ้นแล้ว เว้นแต่รอยหนึ่ง ‘คือผม’ ผมซึ่งแต่ก่อนดำเนินมัน ประดุจขนกาน้ำนั้น บัดนี้ขาวเหมือนสำลี แต่ทว่ายังงอกงามคงอยู่อย่างเดิม

​“เปนตามตระกูลละกระมัง ?” หมอยาคนหนึ่งถามข้าพเจ้า เมื่อเห็นผมขาวฉนั้น.

“สดุ้งตกใจมากละกระมัง ?” อีกคนหนึ่งถาม.

“ถูกความร้อนมากเกินไปละกระมัง ?” คนที่สามกระทุ้ง

ข้าพเจ้าไม่ตอบว่ากระไรหมด. ที่จริงข้าพเจ้าได้เคยตอบครั้งหนึ่ง. ได้บอกแก่ชายคนหนึ่งที่เจ้าพลัดเจ้าผลูไปเจอะเข้า—เปนคนที่มีชื่อเสียงในการรักษาโรคและทั้งเปนคนที่มีใจคอเอื้อเฟื้อดี. ชายคนนั้นได้นั่งฟังเรื่องราวของข้าพเจ้าตั้งแต่ต้นจนถึงซึ่งที่สุด แล้วเขาได้แสดงความไม่เชื่อและตกใจอย่างยิ่ง ลงปลายซ้ำแนะนำให้ข้าพเจ้ารักษาตัวให้ดี มิฉนั้นจะต้องไปเข้ากรงกับพวกที่มาจากจันทรพิภพในเวลาไม่นานนัก. ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าไม่ได้ปริปากเล่าเรื่องให้ผู้ใดฟังอีกเปนอันขาด.

เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเขียน. ใครจะมาว่ากล่าวอะไรเปนไม่ได้—จะเล่าแต่ที่เปนจริงจนตลอดเรื่องปราศจากความสดุ้งเสทือนอันใด. ถ้าข้าพเจ้าปราถนาจะเขียนเรื่องๆนี้ด้วยโลหิตในกายตัวแทนน้ำหมึกก็คงทำได้ดี ๆ ไม่มีใครจะมาว่ากล่าวติเตียนอย่างไรได้! เพราะความเปลี่ยวในป่าฝ่ายเหนือของประเทศสยามยอมให้ข้าพเจ้ามีกรรมสิทธิ์ที่จะทำอะไรได้ตามความเห็นของตน—ที่อันเปลี่ยวโดยธรรมชาติ—เท้าของคนที่มีความเจริญแล้วน้อยเท้าที่ได้เคยเหยียบต้นหญ้าในบริเวณนั้นให้ช้ำชอกไป—เงียบจริงๆ จัง ๆ เงียบไม่มีเสียงอะไรอื่น นอกจากเสียงนกหรือเสียงสัตว์ร้องบางครั้งบางคราว ในตอนค่ำได้ยินแต่เสียงดนตรี เมื่อพระพายชายพัดต้องกอไผ่เปนต้น. ในกลางที่อันวิเวกวังเวงนี้ ข้าพเจ้าแฝงอยู่—ณ ที่นี้ข้าพเจ้าเปลื้องซึ่งความทุกข์​ที่ได้ทรมานหัวใจลงไว้เสียกลางชัฎ. ความจริงอยู่ในใจกี่มากน้อยจะได้ขยายให้โลกทราบทั่วกันในคราวนี้

ถึงแก่กรรมแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่! แปลความว่าอย่างไรกัน?—ท่านถาม. อาฮา! ท่านทั้งหลายเอ๋ย ถ้าท่านมีความประสงค์ให้เพื่อนหรือญาติวงษวารของท่านสูญหายไปจริง ควรท่านจะส่งไปวัดเข้าเมรุทำฌาปนกิจเสีย นั่นและท่านจึงควรเชื่อเอาเปนแน่ได้ว่าคนผู้ที่ถูกเผานั้นถึงแก่กรรมจริง. มิฉนั้นจะไม่ทราบว่าจะเปนอย่างไรต่อไป การกระทำฌาปนกิจเปนการดีที่สุด แลเปนทางเดียวเท่านั้น ไม่สกปรกและทั้งเสพ. ทำไมคนทั้งโลกไม่เอาเยี่ยงอย่างไทย ? การที่ชำระล้างทรากศพของผู้ที่เรารัก (หรือแกล้งทำรัก) ด้วยเพลิงดีกว่าที่จะเอาไปฝังสุม ๆ หรือเรียงลำดับเข้าไว้ในห้องซุ้ยที่เย็นชื้นแฉะฉนั้น. มีสัตว์ต่าง ๆ นา ๆ อยู่ในพื้นแผ่นดิน อุดมด้วยสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังไม่น่าจะออกชื่อ—หนอนตัวยาว ๆ—สัตว์ที่ตามอดและมีปีกแต่บินไม่ได้—มีแมลงที่เกิดจากน้ำเลือดน้ำเหลือง อือฮือ! สัตว์ที่ท่านเห็นเข้าแล้วจะต้องวิ่งหนีเท่ากับเห็นเสือ. โอ! ท่านผู้หญิงผู้อ่อนแอ มันจะทำให้ต้องดมผิวมะกรูดและถึงท่านก็ดี เออ ท่านผู้ชายผู้มีเรี่ยวแรง มันจะทำให้ท่านขนพองสยองเกล้า แต่มีสิ่งที่ร้ายกว่านั้นอีกมากในวิธีที่ฝังศพอย่างฝรั่ง—สิ่งนั้นคือ การไม่แน่. ต่างว่า, ถ้าเราหย่อนหีบที่ใส่ศพของผู้ที่รักแห่งเราลงไปในห้องซุ้ยหรือหลุม—ต่างว่า, ถ้าภายหลังเวลาที่เราแต่งตัวเครื่องไว้ทุกข์ และทำหน้าให้จ๋อยเปนที่โศรกเศร้า สำรวมอิริยาบถไม่ให้รื่นเริง—ต่างว่า, เผื่อการที่ทำไปแล้วนั้นยังไม่เปนที่พอใจ.—ต่างว่า, ที่ที่เราขังศพไว้นั้นจะมีที่กั้นคือประตูหรือปากหลุมไม่แข็งแรงนัก.—ต่างว่า. มีเทพยดามาทำลายหีบ​ที่ใส่ศพอันแน่นหนานั้นให้พินาศไป—ต่างว่า, เพื่อนเราตายแล้วจะไม่ตาย และกลับมาท้าทายต่อความรักของเราใหม่! เราเสียใจหรือว่าเราไม่เอาอย่างคนไทยในการที่กระทำฌาปนกิจ เช่นกับผู้ที่ถึงแก่กรรมนั้นได้ละทรัพย์สมบัติไว้ให้เปนมรฎกแก่เราเอนกประการ! เช่นกับเราทำหน้าไหว้หลังหลอก—คนเราน้อยคนเสียใจในคนตายจริงๆ คนเรามีน้อยตัวที่ยังจำและมีความรักอันสุจริตต่อผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วจริง, พระเจ้าทรงทราบ! มนุษย์เราควรจะได้รับความกรุณาเมตตามากกว่าที่เราจะฝันถึง!

ขอย้อนกลับกล่าวถึงเรื่องของข้าพเจ้าใหม่. ข้าพเจ้าผู้มีชื่อว่า “ฟาบีโอโรมานี” ที่ถึงแก่กรรมแล้ว ขอเขียนเรื่องในชั่วปีหนึ่ง ซึ่งมีเหตุพึงกล่าว—เปนปีที่ได้รับความทุกข์มาตลอดตราบเท่าบัดนี้. ปีสั้นนิดเดียว—เปนปีที่เปนกริสของพระยามัจจุราช! กริสนั้นได้แทงหัวใจข้าพเจ้า—แผลกริสนั้นยังไม่หาย โลหิตยังไหลซึมอยู่เสมอจนบัดนี้ ทุกหยดโลหิตที่หยดลงนั้นยังกรังเปนเครื่องหมายอยู่.

ความลำบากอย่างหนึ่งซึ่งมนุษย์โดยมากได้เคยทนทาน แต่ไม่ปรากฎแก่ตัวข้าพเจ้าเลยนั้น—คือความยากจน พอเกิดมาก็มีเงินทองมั่งคั่งสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกประการเสียแล้ว ไม่มีความอนาทรร้อนใจ เพราะว่า บิดาข้าพเจ้าผู้ชื่อว่า เคาน์ต์ ฟิลิปโป โรมาน ถึงแก่กรรมเมื่ออายุข้าพเจ้าจึงจะย่างเข้าสิบเจ็ดปี มรฎกตกอยู่แก่ข้าพเจ้าทั้งสิ้น—เปนบุตรคนเดียว—มีบรรดาพวกพ้องหลายคนได้มีความเอื้อตักเตือน ว่า ไปเบื้องหน้าจะได้ทุกข์. มีคนหลายคนเปนเพื่อนบ้านบ้าง เปนวงษญาติบ้างพากันพยากรณ์ตามความเห็นของเขาว่า นานไปข้างหน้าข้าพเจ้าจะเปนนักเลงเบี้ยใหญ่ เปนคนสุรุ่ยสุร่าย เปนคนขี้เมา เปน​ตัวฉิบหายอย่างที่จะรักษาไม่หาย. เปนการปลาดมาก ด้วยว่าข้าพเจ้าหาเปนไปอย่างที่เขาพยากรณ์ไว้แต่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่. ถึงหากว่าชาวเนียโปลิตัน (คนอิตาเลียน) จะมีนิสัยอันฉุนเฉียวมีเลือดอันร้อนมากก็จริงอยู่ แต่เปนสันดานเกิดแต่นิสัยในส่วนตัวของข้าพเจ้าเกลียดซึ่งความชั่วร้ายหยาบช้าเลวทรามสถุลยิ่งนัก. เห็นการพนันต่าง ๆ เปนการบ้า—เสพสุราเปนการทำลายความศุขและเหตุผล—และการสุรุ่ยสุร่ายเปนทางที่จะนำไปสู่ความอนาถา. เลือกการใช้จ่ายเอาเองพอควร—เพียงกลาง ๆ ไม่ฟุ่มเฟือยเกินควร หรือจู่มาหรู่เกินไป—มีเวลาอยู่บ้านบ้าง คบเพื่อนเข้าสโมสรอันดีบ้าง ประพฤติตัวให้พอเปนศุขแก่กายและใจพอดี ๆ.

ข้าพเจ้าอยู่ ณ บ้านเดิมของบิดา—งามคล้ายวังเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนเนินมีป่าไม้ล้อมรอบ มองเห็นทะเลถนัด ส่วนรอบบ้านนั้นปลูกไม้ดอกไม้ผลไม้ในต่างเปนที่ตระการตายิ่งนัก นกที่ร้องเพลงอันไพเราะ ถูกขังไว้ในกรงบ้าง ปล่อยเปนไทยแก่ตนบ้าง บินไปมาร้องส่งเสียง อันน่าฟังตามซุ้มต้นไม้ในสวน. น้ำพุพวยพุ่งขึ้นจากท่อพุพ่านไปตามท่าทางหลายอย่าง และลอองน้ำที่กระเซ็นเมล็ดฝอยซ่านซาบให้อากาศที่ร้อนค่อยบันเทาเบาบางลงเปนที่ชุ่มชื่นแก่ผู้สำผัสขึ้นมาก. ในที่แห่งนี้ ข้าพเจ้าอยู่มีความศุขเปนหลายปี ในท่ามกลางหนังสือและรูปภาพและมีเพื่อนฝูงไปมาหาสู่เนือง ๆ พวกคนหนุ่มเหล่านั้นล้วนมีความประพฤติไม่มากก็น้อยคล้ายกับความประพฤติของข้าพเจ้า เปนผู้ที่เพลิดเพลินในหนังสือเก่า ๆ

ส่วนผู้หญิงนั้นข้าพเจ้าได้พบได้ปะอย่างน้อยที่สุด เกือบจะว่าไม่ได้พบเลยก็เกือบได้ จะพูดโดยแท้ที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าคอยหลบ​หลีกไม่อยากให้เจอะได้. พวกท่านที่มีลูกสาวสวยน่าแต่งงานเปนอันมาก ได้เชิญข้าพเจ้าไปเที่ยวเล่นเรือนของเขาเนือง ๆ แต่ข้าพเจ้าหาเหตุที่จะไม่รับการเชื้อเชิญเหล่านั้นด้วยประการต่างๆ. หนังสือดีๆ ที่มีอยู่บอกว่าอย่าให้สมาคมในสัตรีสโมสร—ข้าพเจ้าเชื่อถือและทำตามคำเตือนสติ. พวกเพื่อนหนุ่มๆที่ยังเปนทาษแห่งความรัก ได้พูดจาเยาะหยอกข้าพเจ้าบ่อย ๆ ในเรื่องนี้ แต่การที่ทำเฉย ๆ นั้นทำให้พวกเพื่อนเหล่านั้นแพ้ไปเอง. ความเห็นของข้าพเจ้านั้น เห็นว่าเปน ทาษแห่งการคบเพื่อนดีดีกว่าเปนทาษแห่งความรัก. ในเวลานี้มีเพื่อนคนหนึ่ง เปนเพื่อนอย่างสนิทที่จะฝากชีวิตไว้ในกำมือได้—เขามาติดต่ออยู่กับข้าพเจ้าอย่างสนิทสนมหาสองในโลกไม่มี, เขาผู้มีนามอยู่ว่า กีโด เฟอร์รารี ก็ได้ช่วยพวกเพื่อนอื่นล้อเลียนข้าพเจ้าในเรื่องที่เกลียดผู้หญิงด้วย

“น่าอาย ฟาบีโอ น่าอาย ” เขากล่าว. “เจ้าจะไม่รู้รศของชีวิตว่าประเสริฐเพียงใด จนกว่าเจ้าจะได้ลิ้มรศเยื่ออันโอชะที่ริมฝีปากอันพรายพริ้มแดงประดุจมีลิ้นจี่จิ้ม—เจ้าจะไม่มองอะไรเปนที่เจริญตาเท่าที่จะมองจ้องดูในแววตาของสัตรีสาวซึ่งวาวเปนมันขลับ และซึ้งเหลือวิสัยที่หยั่งถึง—เจ้าจะไม่มีความยินดีอะไรมากเท่าเอามือโอบรอบตัวสัตรี และได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นเข้าจังหวะกับเสียงหัวใจของเจ้าเองเต้น! ไปเชื่อหนังสือทำไม! หนังสือที่ตาเถรบอ-บ้า-คร่ำครึ-อันผู้มิได้รู้จักว่าความเปนบุรุษย์อย่างไร เรียงเปนเล่มขึ้นไว้—โลหิตของเขาใสดั่งน้ำกรอง—เหตุที่ทำให้เขาเขียนเปนสมุดขึ้นไว้ก็เปนเพราะเขารักผู้หญิง และไม่สำเร็จความปราดถนาโดยความแค้นจึงมาพล่ามลงไว้. พวกนักปราชญ์เหล่านั้นไม่ได้ประสบสิ่งประเสริฐ​ของชีวิต แล้วยังมิหนำจะมาทำคนอื่นให้เจริญรอยที่ผิดไปอีกด้วยเล่า. อย่างไรเพื่อนเอ๋ย! เจ้า,ผู้มีฝีปากอันเฉียบแหลม มีตาอันคมคาย มียิ้มแย้มอันเปนที่ยวนใจ มีรูปโฉมอันอ้อนแอ้นพึงสวาสดิ์ จะไม่ลงชื่อเข้าในสารบบของความรักหรือ?”

ข้าพเจ้ายิ้มเมื่อได้ยินเพื่อนข้าพเจ้าพูดอย่างนั้น แต่มิได้ตอบว่าประการใด. คำที่พูดนั้นหากลับความเชื่อถือเดิมได้ไม่ ถึงกระนั้น ข้าพเจ้ายังอยากฟังเขาพูด—น้ำเสียงที่พูดนั้นไม่ขัดหู และคำพูดนั้น เขาแสดงด้วยไนย์ตาคล่องแคล่วมากกว่าคำพูดด้วยปากเสียอีก. ข้าพเจ้ารักเขา—เทพยเจ้าเปนพยาน รักจนปราศจากซึ่งความรังเกียจความเห็นแก่ตัวและอื่นๆ. ความรักชนิดที่สิงอยู่บ้างในระหว่างเพื่อนเด็กนักเรียน และเปนของหายากในระหว่างคนที่เจริญไวยด้วยกันแล้ว ข้าพเจ้ามีความศุขสบายในสโมสรของเขา และเห็นเขาก็อย่างเดียวกันในสโมสรของข้าพเจ้า. เรามีเวลาที่อยู่สมาคมด้วยกันมาก เขาก็เปนกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็กเช่นกัน เพราะฉนั้นเขาเลือกที่จะประพฤติอะไรได้ตามความชอบใจ. เปนคนชอบศิลปมาก ถึงโดยจะเปนช่างเขียนที่เรียกว่าสำเร็จได้ก็จริง แต่เปนคนอนาถาเท่ากับข้าพเจ้าเปนคนมั่งคั่ง ข้าพเจ้าคอยหาโอกาศที่จะเยียวยาอยู่เสมอแต่ต้องทำด้วยอุปเท่ห์อย่างใดอย่างหนึ่งที่จะไม่ให้เขารู้สึกสดุ้งเสทือนว่าเผื่อแผ่ เกลือกว่าจะเห็นเปนการดูถูกดูแคลนไป.

ในมนุษย์โลกนี้ มนุษย์คนใดถึงจะให้ดีเท่าดีเพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะมีความศุขอยู่ยั่งยืนนานได้. พระเคราะห์ย่อมเข้าเสวยอายุเปนเวรเปลี่ยนอยู่เสมอ องค์ไหนดีก็ดีไป องค์ไหนที่ร้ายกาจ—ฮึ! ​แต่เพียงดุครั้งเดียว พูดคำเดียว สำผัสคำเดียว สายสร้อยของความประพฤติอันเคยนำมาซึ่งความศุขจะขาดออกเปนท่อนๆทันที.

ความเปลี่ยนแปลงได้มาสู่ตัวข้าพเจ้า เหมือนดังมาสู่สัตว์อันมีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ประดุจเดียว. วันหนึ่ง—ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำมาก—เปนวันแดดจัดในฤดูร้อนปลายเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๘๘๑ ในเมืองเนเปิลซ์ เวลาบ่ายข้าพเจ้าลงแล่นเรือเล่นในทะเลเฉื่อยไปตามเพลงพอแก้ราคาญ. กีโดไม่อยู่ (ไปกรุงโรมเพื่อจะเยี่ยมพวกพ้องสักสองสามอาทิตย์) ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว้าเหว่วังเวงมาก. เวลาที่แล่นเรือย้อตเล่นนั้นมิได้นึกตั้งใจให้หัวเรือไปทางไหนนัก ปล่อยมันเรื่อย ๆ สุดแล้วแต่ย่านางจะพาเรือไป ลงปลายมันแล่นมาเข้าอ่าวเฉยๆ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้นึกตั้งใจจะจอดเทียบฝั่งสิ มือก็หันหางเสือเข้าเทียบเสียเรียบร้อยก่อนแล้ว พวกลูกเรือต่างก็ขึ้นฝั่งไปเที่ยวตามชอบใจของใคร ข้าพเจ้าเองก็ขึ้นบนฝั่งเหมือนกัน ให้อยู่เฝ้าเรืออยู่แต่คนเดียวก็พอ—แต่ตัวข้าพเจ้าเองมิได้ปราดถนาจะขึ้นเพื่อการสนุกอันใดเลย, คนที่รู้จักมักคุ้นในเมืองก็มีมากหลาย แต่ไม่อยากไปทำให้ความรู้จักนั้นสนิทสนมนัก. เดินซังกะตายไปอย่างนั้น เดินไปพลางนึกไปพลาง ว่าจะกลับไปบ้านทางบกดีหรือจะไปทางน้ำที่มาดี ยังไม่ตัดสินชี้ขาดในใจว่าทางไหนแน่ พอได้ยินเสียงร้องเพลงและมองเห็นเสื้อขาวๆเดินเปนทิวมาแต่ไกล เดือนเมษายนเปนเดือนที่เขาแห่แม่พระ (มารดาพระเยซู) ข้าพเจ้าจึงนึกขึ้นได้ทันทีว่าเห็นจะเปนกระบวนแห่แม่พระแน่แล้วไม่มีอื่น. ขี้เกียจหน่อย ๆ อยากดูนิด ๆ จึงหยุดยืนคอยดูอยู่ที่นั่น. เสียงเพลงใกล้เข้ามาๆ—เห็นพระ เห็นเครื่องแห เห็นแกว่งกระเช้าเนื้อไม้กฤษณาขี้ธูปที่เผาไฟ เห็นไฟเทียนเรียงเปนแถว เห็น​พวกเด็กๆ และผู้หญิงสาวๆ คลุมผ้าโปร่งขาว—ในขณะชั่วพริบตาเดียวนั้น ความงามปรากฏแก่จักษุข้าพเจ้า—หน้าๆหนึ่ง หน้านั้นได้งามเปล่งประดุจดวงดาวเปล่งออกมาจากก้อนเมฆแห่งผม—หน้าๆนั้นที่มีแก้มอันเปล่งประดุจผลมะปราง—งามบริบูรณ์ที่จะหาตำหนิมิได้เลย—ดวงตาทั้งสองข้างวาวและดำประดุจมณีนิล—หน้านั้นที่มีปากบางเล็กและยิ้มยั่วยวนใจ! ข้าพเจ้าจ้องมองแล้วจ้องมองอีก รู้สึกเสียวตัวและใจวาบๆ; อ้อ! ความงามนี่เองทำให้มนุษย์เปนบ้าคลั่งไปได้หมด หน้านั้นเปนผู้หญิง—เปนเพศที่ข้าพเจ้าไม่ไว้ใจ และหลบหลีกอย่างที่สุดที่แล้ว—ผู้หญิงกำลังรุ่นกำดัด อายุในระหว่าง สิบห้ากับสิบหก. ผ้าที่คลุมหน้าเพอินมาเปิดเฉภาะหน้าข้าพเจ้าโดยแอกซิเดนต์ หรือโดยตั้งใจเปนของที่ยากจะทราบได้ ในชั่วเวลานั้น ข้าพเจ้ารู้สึกกระหยิ่มอย่างที่ยังไม่เคยได้รับมาแต่ครั้งคราวก่อน. กระ บวนแห่ผ่านไป…...…..คนดูก็จางไป—ในชั่วอึดใจเดียวนั้นโปรแกรมเก่าซึ่งกะไว้ว่า จะเปนโปรแกรมแห่งชีวิตเปลี่ยนแปลงเปนอย่างใหม่ทันที.

ข้าพเจ้าได้แต่งงานกับสาวน้อยคนนั้นสมประสงค์ แต่การที่เกี้ยวพาราษีสู่ขอจนได้ร่วมห้องกันฉันใดนั้น ไม่จำเปนจะยกขึ้นกล่าวให้ยืดยาว ด้วยธรรมดาอย่างนี้ย่อมถึงจะไม่เหมือนก็คงแม้นกันทุกรูป ทุกนาม. หญิงคนนั้นเปนบุตรสาวคนเดียวของขุนนางชาวเมืองฟลอเรนซ์ เดิมเคยเปนคนมีชื่อเสียงโด่งดัง ครั้นมาภายหลังเกิดคลั่งในการเล่นพนันจนฉิบหายขายตนหมด. เขาได้ส่งบุตรสาวมาอยู่ในคอนเวนต์ตั้งแต่ย่อม—หล่อนจึงไม่รู้การเปนไปในโลกเลย. บิดาของหล่อนได้บอกข้าพเจ้าด้วยไนย์ตาอันหล่อด้วยน้ำว่า “ลูกสาวของฉันบริสุทธิ์แท้ ​บริสุทธิดังดอกไม้ที่บูชาพระ.” ข้าพเจ้าเชื่อ—ผู้หญิงพึ่งจะรุ่นแตกเนื้อสาวและขังอยู่กับพวกชีตั้งแต่เล็กจะไม่บริสุทธิ์อย่างไรได้. ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะเด็ดดอกประทุมพึ่งจะแย้มมาไว้ประดับกาย และข้างฝ่ายบิดาของหล่อนก็มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะตกแต่งบุตรสาวซึ่งตัวไม่มีเงินทองจะให้ ให้ไปแก่ชายอันสมบูรณมั่งคั่งเช่นนั้น

เราได้แต่งงานกันในเดือนมิถุนายน กีโด เฟอร์รารี ได้จัดของกำนัลอย่างดีมาให้เพื่อแสดงความสัมพันธมิตร์อันดี.

เมื่อพิธีอาวาห์มงคลสำเร็จแล้ว กีโดได้พูดแก่ข้าพเจ้าว่า “อย่างไร ฟาบีโอ คำเตือนสติของข้าเปนประโยชน์แก่เจ้าไม่ใช่หรือ? ธรรมดาคนเงียบๆ มักเดินแต้มสูงอย่างเดียวกับสุภาสิตกล่าวว่า ‘น้ำนิ่งไหลลึก!’ เพ็ชร์อันหาค่ามิได้ตกมาเปนสมบัติของเจ้า—เจ้าได้หญิงงามหนึ่งไม่มีสองในประเทศอิตาลี!”

ข้าพเจ้าได้บีบมือ ความสัมผัสทำให้รู้สึกถึงความเก่าเพราะว่า กีโดเดี๋ยวนี้มิได้เปนคนรักที่สุดของข้าพเจ้าเสียแล้ว เมื่อมองดูนีนนาภรรยาข้าพเจ้า ความงามของหล่อนทำให้ตามืดมัวด้วยกามราค—ข้าพเจ้าลืมสิ่งใดในโลกหมด จำได้แต่หล่อนคนเดียว ทุกลมหายใจเข้าหายใจออกไม่มีนึกถึงอื่นนอกจากแม่นินนา. กระหยิ่มยิ้มกริ่มด้วยความรัก รักอย่างเดียว ความรักเปนกุญแจของความศุข. ความศุขของข้าพเจ้าเปนอย่างที่สุด—ในเวลากลางวันมีความชื่นชมเสมอกับได้ไปอยู่ในเทวะประเทศ กลางคืนก็ฝันถึงสิ่งประเสริฐเลิศเลอสรวง! ข้าพเจ้าไม่มีความเบื่อหน่ายในภรรยาเลย ยิ่งอยู่ด้วยกันนานเข้ายังเห็นหล่อนงามขึ้นทุกวัน ๆ หล่อนใช่อื่นไกลคือเครื่องดูดดื่มแห่งหัวใจนั่นเอง และภายในสองสามเดือนหล่อนได้คุ้นเคยแก่ธรรมชาติของ​ข้าพเจ้าหมดสิ้น หล่อนทราบว่าความสวยความงามของหล่อนเปนเครื่องผูกพันอันไม่ให้ข้าพเจ้าไปห่างห้องได้ หล่อนทราบชัดว่าข้าพเจ้านับถือ และทำตามคำสั่งหล่อนประดุจเปนทาษ. หล่อนทราบ—อะไรที่หล่อนไม่ได้ทราบ! เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาแล้วทำให้ บันดาลโทษะ. ผู้ชายทั้งหมดที่มีอายุกว่ายี่สิบขึ้นไปแล้วคงจะได้เรียนกลของสัตรีไม่มากก็น้อยทุกคนไป สัตรีนา! สัตรี!!

ผู้ชายถึงใจคอกล้าหาญร้ายกาจดุดันเพียงใดมากระทบสัตรีอันมีรูปร่างงามเลิศเข้าแล้วก็อ่อนลงไปอยู่ในกำมือ สิงห์โตก็กลายเปนแพะทันที. หล่อนรักข้าพเจ้า? อ๋อ แน่ที่เดียว เมื่อนึกถึงคราวโน้นข้าพเจ้าพูดได้ว่าเชื่อแน่ว่าหล่อนรักข้าพเจ้า เหมือนผู้หญิงเก้าร้อยคนในพันคนรักสามีของตน กล่าวคือ—ตามแต่จะได้. ในขณะที่ข้าพเจ้าจะบูชาหล่อน ข้าพเจ้าบูชาราวกับหล่อนเปนเทพธิดาไม่ใช่หญิงอย่างที่อยู่ในมนุษย์โลก ที่เปนฉนั้นก็เปนเพราะความโง่ของข้าพเจ้า มิใช่ความผิดของเจ้าหล่อนเลย.

เราเปิดประตูเรือนรับเพื่อนฝูงเสมอ เรือนเปนที่ประชุมของพวกโซไซเอตีชั้นสูงในและตามบริเวณเมืองเนเปิลส์ ไม่มีใครที่จะไม่ชมภรรยาข้าพเจ้า ชมหน้าตารูปพรรณ์ ชมกิริยาท่าทางเดินเหินลุกนั่งเปนสง่าผ่าเผยมาก. กีโด เฟอร์รารี เปนคนหนึ่งในจำพวกที่ชมจนออกเสียง ในกิริยาที่เขาทำอ่อนน้อมและนับถือต่อภรรยาข้าพเจ้ามากเช่นนั้น ทำให้ข้าพเจ้าชอบเขาทวีคูณขึ้น. ไว้ใจเขาอย่างกับว่าเปนพี่น้องร่วมบิดามารดาอย่างสนิทสนม จนจะไปจะมาเข้านอกออกในเวลาใดได้โดยปราศจากความรังเกียจ เขาหาดอกไม้บ้างอะไรเล็กน้อยกระจุ๋งกระจิ๋งบ้างที่จะให้ถูกใจแม่นินนา มาให้หล่อนเนืองๆฉันพี่น้อง. ​ข้าพเจ้าถือว่าความศุขของข้าพเจ้าเปนบริบูรณ์—บริบูรณ์ด้วยรัก ด้วยสมบัติ ด้วยเพื่อน มนุษย์เราต้องการอะไรอีกนอกจากนี้ ?

ยังเพิ่มความศุขขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง คือในต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๘๒ เกิดบุตรคนหนึ่ง เปนหญิง นางนมได้นำเอาเด็กน้อยนั้นมายังข้าพเจ้า ในขณะที่นั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่กับกีโดที่ระเบียงเรือน—กะจ้อยร่อยนิด มีผ้าผ่อนอย่างดีพันอยู่ออกรุงรัง. ข้าพเจ้าได้รับบุตรมาจากมือนางนมด้วยความชื่นชมอย่างยิ่ง เด็กน้อยนั้นได้ลืมตาขึ้น ไนย์ตาใหญ่และดำไม่มีผิดตาของมารดา ข้าพเจ้าได้ยกบุตรน้อยขึ้นจูบที่หน้า! กีโดได้ทำตาม! ไนย์ตาดำนั้นได้มองดูเราทั้งสองเหมือนจะถามว่านี่เล่นอย่างไรกัน. นกที่เลี้ยงไว้ในกรงได้ร้องเพลงขึ้นช้า ๆ ราวกับจะร้องขับรับขวัญเด็ก พระพายได้โชยกลิ่นดอกไม้ตามข้างบ้านมาให้หอมตระหลบไปทั้งนั้น แล้วข้าพเจ้าได้ส่งบุตรน้อยคืนให้นางนม แลพูดด้วยความยิ้มแย้มว่า “จงบอกแม่นินนาเถิดว่า ข้าขอบใจหล่อนเปนอันมาก ที่หล่อนได้ถนอมบำรุงชื่นใจของเราจนได้ประจักษ์แก่จักษุในวันอันเปนมหาสวัสดิมงคลนี้.”

เมื่อนางนมพาเด็กไปแล้ว กีโดได้เอามือจับไหล่ข้าพเจ้าหน้าซีดลงกว่าปรกติ และว่า “ฟาบีโอ เจ้าเปนคนดีมาก”

“คือ ? ยังไรกัน ?” ข้าพเจ้าตอบยิ้ม ๆ “ข้าก็ไม่ดีกว่าคนอื่นสามัญ.”

“เจ้ามีความระแวงน้อยกว่าคนโดยมาก” เขาพูด หันหน้าไปเด็กดอกลดาวัลย์ที่ขึ้นพันอยู่ที่ระเบียงเรือนเล่นเปนเชิงแก้ขวย

ข้าพเจ้าเพ่งดูด้วยความประหลาดใจ “นี่แปลความว่าอะไรกัน, เพื่อน ? มีเหตุอะไรบ้างที่ควรข้าจะระแวงสงไสย์ใคร ?”

​เขาหัวเราะ และนั่งลงที่เดิมที่โต๊ะรับประทาน

“เปล่า! เปล่า!” ตอบอย่างลอยๆ “แต่ในเมืองเนเปิลซ์นี้อากาศเปนเต็มไปด้วยความระแวงต่างๆ—หึงหวงกันถูกๆ ผิด ๆ—เด็กที่เกิดภายหลัง ๆ ก็เลยเรียนเอาเปนเยี่ยงเปนอย่าง. คนทำผิดต้องไปลุแก่โทษแก่บาดหลวง แต่บาดหลวงซ้ำระยำไปกว่าคนที่มาลุแก่โทษเสียอีก (ตามจารีตโรมันคะธอลิค คนที่ทำผิดไปลุแก่โทษแล้วเปนหมดบาป)” เขาหยุดนิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง. และพูดต่อไปว่า “ไม่เปนการประหลาดหรือที่จะรู้จักคนอย่างเจ้า, ฟาบีโอ ? คนที่มีความศุขในความรักที่บ้าน และไม่มีความระแวงอะไรเลย?”

ข้าไม่มีเหตุอันใดที่จะไม่วางใจ” ข้าพเจ้าว่า “นินนาหรือก็บริสุทธิเท่ากับเด็กน้อยซึ่งคลอดใหม่ในวันนี้”

“จริง” กีโดพูด “จริงทีเดียว! จ้องดูตาข้าพเจ้าแล้วหัวเราะ “ใสยิ่งน้ำค้างแท้ที่ค้างยอดหญ้า—บริสุทธิยิ่งเพ็ชร์ที่หาตำหนิมิได้ และเข้าใกล้ไม่ได้ประดุจดวงดาวอันอยู่ลิบลับ อย่างนั้นไม่จริงหรือ ?”

ข้าพเจ้ายอมว่าเปนจริงดังเขากล่าว; มีอะไรในกิริยาที่ทำให้เปนปฤษณาแก่ข้าพเจ้า ไม่ช้าเราก็สนทนากันถึงเรื่องอื่น ๆ เลยไป ข้าพเจ้าก็ไม่ได้นึกได้ฝันถึงคำที่พูดนั้นอีก แต่เวลาได้มาถึง—ในเร็วพลัน—เมื่อข้าพเจ้ามาใคร่ครวญฟื้นความเก่าขึ้นอีกก็กลับจำคำที่เขาพูดในวันนั้นได้ทุกน้ำคำ.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #4 on: 21 December 2025, 20:56:24 »




ทุกคนย่อมทราบว่าระดูร้อนในเมืองเนเปิลซ์เมื่อ ค.ศ. ๑๘๘๔ เปนอย่างไร หนังสือพิมพ์ทุกประเทศย่อมกล่าวถึงความน่ากลัวอย่างมหันต์ อหิวาตะกะโรคได้เกิดมีขึ้นและได้แผ่ผ่านไปอย่างร้ายแรง ราวกับพระยามัจจุราชต้องการสดมภ์มนุษย์ไปเข้ากองทัพเมืองผีฉนั้น พลเมืองเปนอเนกประการ ทั้งเด็กแลผู้ใหญ่ ที่ไปถึงบ้านไม่ทันลงนอนกลิ้งร้องครางครึมระงมคอยท่าความตายอยู่ตามข้างทางเดิน โรคอันร้ายแรงอันนี้เกิดขึ้นเพราะความสกปรกโสมม ซึ่งเจ้าพนักงานกรมศุขาภิบาลมิได้กระทำตามหน้าที่ ละเลยไว้จนอากาศเสีย จนเกิดตัวโรคขึ้นติดต่อกันไปมากอย่างรวดเร็ว ยังซ้ำร้ายขึ้นไปอีกคือพวกราษฎรพากันถือเสียว่าโรคชนิดนี้เปนของรักษาให้หายไม่ได้ เมื่อมาถึงตัวใคร ผู้นั้นก็ต้องยอมตาย เพราะว่าพวกพ้องพี่น้องพากันหนีเอาตัวออกห่างสิ้น ฉนี้จึงเปนโอกาศให้โรคกำเริบร้ายแรงมากขึ้น ความกล้าหาญของพระเจ้าฮุมแบรโต ในเรื่องที่ช่วยพลเมืองในคราวอับจนใหญ่นั้น ยังนั่งอยู่ในหัวใจของพวกที่คงแก่เรียนอยู่เปนเนืองนิตย์, พวกเนียโปลิตันกลัวความตาย ถือผีถือสาง และรักตัวของตัวเองเปนอย่างยิ่ง ดังจะชักตัวอย่างมาอุทาหรณ์สักเรื่องหนึ่ง คือมีคนหาปลามีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่ง รูปร่างสะสวยและมีคนรักใคร่มากในเมืองนั้น วันหนึ่งลงเรือไปตีอวนในทะเลเกิดมีอาการปรากฎเปนอหิวาตะกะโรคขึ้น พวกพ้องและลูกจ้างในเรือก็ช่วยกันพยุงมายังบ้านมารดาหญิงแก่ มารดาได้ยืนเยี่ยมหน้าต่างดูพวกนั้นพยุงคนไข้มาพอจวนถึงเรือนหญิงมารดาก็วิ่งลงไปปิดประตูลั่นดาลเสีย.

​“ซันติสสิมา มาโดนา!” ขึ้นไปแย้มหน้าต่างร้องออกไป.

“ทิ้งไว้ข้างถนนนั่นแหละ อย่าวุ่นวายแก่มัน อ้ายลูกอกตัญญู! มันจะนำเอาตัวห่าเข้ามาล้างพวกพ้องที่หากินโดยความสุจริต, โอ โยเสฟผู้สักสิทธิ! ทิ้งมันไว้ที่ถนนนั่นแหละข้าบอกละก้อเชื่อเถอะ.”

เปนการอันยากที่พวกซึ่งหามมานั้นจะพูดอ้อนวอนชี้แจงกับยายแร้งทึ้ง. ส่วนบุตรชายก็ไม่รู้สึกแค้นอกแค้นใจอะไรเพราะว่าเขาหมดสติ ชักดิ้นไปดิ้นมาได้หน่อยก็ขาดใจตายอยู่ที่หน้าประตูบ้านของมารดาตนนั่นเอง แล้วพวกสัปเหร่อก็มาจัดการลากขึ้นเกวียนไปฝั่ง จะที่ไหนก็ตามแต่ใจเขา ราวกับว่าศพคนเปนขยะฝุ่นฝอยใหญ่อะไรอย่างหนึ่ง

ความร้อนในเมืองเปนอย่างยิ่ง. แสงแดดแปลบเข้าตาราวกับไปทอมาจากแผ่นกระจก น้ำในอ่าวนิ่งราวกับว่าอยู่ในอ่าง ควันและเปลวไฟที่ขึ้นจากปล่องภูเขาไฟนั้นน้อย ดูเหมือนจะอายความร้อนซึ่งอยู่ภายนอก ไม่กล้าแผลงอิทธิฤทธิพวยพุ่งขึ้นมากดังเคย. แต่ชั้นนกหกที่บินร่อนอยู่ตามอากาศและจับอยู่ตามพุ่มไม้ก็ไม่ใคร่จะร้องเพลงส่งเสียงอันไพเราะ เว้นแต่นกตามข้างบ้านข้าพเจ้า เพราะว่าที่ที่ข้าพเจ้าอยู่นั้นอยู่บนเนินสูงขึ้นไป และเย็นสบายเสมอ ข้าพเจ้าระวังระไวอย่างกวดขันที่จะไม่ให้ตัวโรคร้ายต่ายขึ้นไปทำรังในบ้านได้. ภรรยาข้าพเจ้ามิได้มีความสดุ้งเสทือนเลย—หญิงสวยมักไม่ใคร่กลัวอะไร. ความทนงตัวว่าเปนคนสวย เปนเครื่องอย่างเอกที่จะกันไม่ให้ตัวเลวทรามเข้าใกล้ได้. และฝ่ายแม่ดาราน้อย อายุสองขวบ เปนเด็กไม่รู้จักเจ็บจักไข้ ทำให้บิดามารดาไม่ต้องกระวนกระวายร้อนใจ

​กีโด เฟอร์รารี่ ได้มาอยู่กับเรา. ในขณะที่อหิวาตะกะโรคเปนประดุจเคียวอันคมอยู่กลางนาเข้าที่สุกแล้ว เกี่ยวเอาพวกชาวเมืองผู้นับถือความสกปรกเปนสรณะไปนับด้วยร้อยด้วยพัน เราสามคนกับบ่าวไพร่ในเรือนเปนไม่ยอมให้ใครเข้าไปเยี่ยมเยือนเมืองเปนอันขาด. อาหารที่รับประทานก็เลือกอย่างที่ไม่แสลง น้ำที่ดื่มก็ใช้น้ำกลั่น อาบน้ำเปนเวลา ตื่นก็เช้านอนก็หัวค่ำ ต่างคนก็มีความศุขสบายทั่วหน้า.

ภรรยาข้าพเจ้าไม่เฉภาะแต่สวยอย่างเดียว ร้องเพลงขับลำไพเราะเสนาะโสตดีด้วย หล่อนได้ร้องเพลงวันละหลายๆเพลง เมื่อกีโดและข้าพเจ้านั่งสูบบุหรี่อยู่ด้วยกัน และเมื่อดาราน้อยไปนอนเสร็จ แล้ว หล่อนร้องพลางดีดหีบเพลงพลาง เสียงทั้งสองเข้ากันกลมกล่อมนัก บางทีกีโดก็เข้าร้องประสานเสียงด้วยเนืองๆ เสียงทุ้มและเสียงเอกดูสอดประสานกันเปนที่น่าฟังยิ่งนัก ในบัดนี้เสียงทั้งสองนั้นยังแว่วๆอยู่ในหูข้าพเจ้า เสียงสำรวมคู่นั้นร้องเปนทำนองเยาะเย้ยอยู่ไม่รู้หาย พอนึกถึงความเก่าขึ้นมาแล้วที่สุดจนชั้นกลิ่นดอกส้มในสวนก็ยังจำได้; ดวงจันทรอันเต็มดวงในวันเพ็ญ ค่อยๆชักรถลงเรี่ยจนจุ่มจมหายไปในทะเล นึกขึ้นอีกทียังเห็นศีร์ษะสองศีร์ษะเอนเข้าพาดพิงกัน, หนึ่งขาว, หนึ่งดำ; ภรรยาของข้าพเจ้า, เพื่อนของข้าพเจ้า,—ชีวิตของคนทั้งสองนั้นเปนที่รักแห่งข้าพเจ้า มากกว่าชีวิตของข้าพเจ้าเองสักล้านเท่า.

เดือนสิงหาคมเปนเดือนอย่างร้อนที่สุดในเมืองเนเปิลซ์. อหิวาตกะโรคร้ายแรงขึ้นทุกวัน จนพลเมืองเกือบเปนบ้าด้วยความกลัวสิ้น บางคนถึงกับคลั่งคิดอ่านประจบพระยามัจจุราช เผื่อว่าท่านจะละลดตัวไว้บ้าง บ้าเช่นนี้มีตัวอย่างในโรงเตี้ยมอย่างดีแห่งหนึ่ง พวกผู้ชาย/*17หนุ่มแปดคนมากับผู้หญิงสาวอีกแปดคน ว่าเช่าห้องไปรเวตห้องหนึ่ง จัดโต๊ะเลี้ยงดูกันเปนที่สบาย ลงปลายชายหนุ่มคนหนึ่งได้ยืนขึ้นและว่า “ความสำเร็จจงมีแก่อหิวาตกะโรคเทอญ” ทั้งหมดได้ยืนขึ้นยกถ้วยเหล้าดื่มให้พรโดยความเต็มใจ ในคืนวันนั้นเองทั้งชายแปดหญิงแปดเปนอหิวาตกะโรคชักดิ้นชักงอตายทั้งสิ้น ศพของพวกเหล่านั้นถูกบันจุลงในโลงสกปรก แลฝังทับซ้อนสุมกันลงในหลุมเดียว.

เช้าวันหนึ่ง—เปนเช้าวันร้อนที่สุดในเดือนนั้น—ข้าพเจ้าตื่นขึ้นเช้าตามเคย. ความเย็นภายนอกบ้านทำให้ข้าพเจ้ากระหายที่จะออกไปเดินเล่นในสวน. ค่อยลุกขึ้นแต่งตัวไม่ให้ภรรยาที่กำลังนอนหลับ สนิทอยู่ตกใจ พอข้าพเจ้าจะออกไปนอกห้องนั้นอะไรไม่ทราบดนใจให้ข้าพเจ้าเหลียวหลังกลับมองหน้าภรรยาอีกครั้งหนึ่ง. ช่างน่ารักนี่กระไร! แต่ชั้นนอนหลับก็ยังยิ้ม. หัวใจข้าพเจ้าเต้นแรงเมื่อยืนพิจารณาอยู่—หล่อนได้มาเปนภรรยาอยู่ถึงสามปี—ภรรยาข้าพเจ้าคนเดียว!—ความรักแลความบูชานั้นเมื่อยิ่งอยู่ด้วยกันนานเข้ายิ่งทวีมากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับคนบางคนที่ยิ่งอยู่นานยิ่งหน่าย. ข้าพเจ้าจึงค่อยเอามือช้อนแก้มและจุมพิศแต่เบา ๆ มิให้นางรู้สึก แล้วก็ออกจากห้องไป.

ในสมัยนั้นข้าพเจ้ากำลังเรียนหนังสือ “ปลาโต้” เมื่อเดินไปพลางก็คิดแต่เรื่องหนังสือนั้นไปพลาง เดินตรองแก้ปัญหาที่ท่านนักปราชญ์ใหญ่วางไว้ในสมุดเล่มนั้น ซึ้งลงไปทุกทีเท้าเดินไปทางหนึ่ง ใจเดินไปทางหนึ่ง รู้สึกตัวขึ้นสิไหนเล่าเดินมาไกลกว่าความประสงค์ มาถึงทางซอกเล็กที่จะลงไปท่าเรือ. ทางนั้นร่มและเย็น และข้าพเจ้าเดินต่อไปจนแลเห็นเสากระโดงและใบเรือที่จอดทอดอยู่ในอ่าวไว ๆ ​ลับล่ออยู่หว่างใบไม้, พอข้าพเจ้านั้นตัวย้อนทางกลับบ้าน พอได้ยินเสียงร้องทันที เสียงนั้นครางครึมอย่างเจ็บปวดสาหัส. หันหน้ามองไปตามเสียงเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่กับหญ้า—เปนเด็กขายผลไม้ประมาณอายุราวสิบเอ็ดสิบสองขวบ, กระจาดผลไม้ยังวางอยู่ข้าง ๆ ในกระจาดมีผลองุ่น ทับทิม แตงโม—ล้วนเปนผลไม้น่ารับประทาน แต่ไม่ใช่ในเทศกาลอันอหิวาตกะโรคชุกเช่นนั้น ข้าพเจ้าได้เอามือต้องเด็กคนนั้นที่บ่าและว่า “เปนอะไรเว้ย!” เด็นั้นได้บิดตัวหันหน้าขึ้นมามองดู.

“โรคห่า, ซินยอ” เด็กคนนั้นคราง “โรคห่า, ไปเสียให้พ้น! ถ้าท่านรักชีวิตไปเสียให้พ้น! กระผมไม่รอดแล้ว!”

ข้าพเจ้าออกคิดสองจิตรสองใจ ส่วนตัวเองนั้นมิได้กลัวขามเลยแต่สักนิด แต่ส่วนภรรยา—ส่วนบุตร—จำเปนข้าพเจ้าจะต้องระวังตัวสักหน่อยเพื่อเห็นแก่คนที่รักทั้งสอง. ถึงกระนั้นข้าพเจ้าไม่สามารถ จะทิ้งเด็กน้อยอันไม่มีผู้พยาบาลเลยนั้นได้. ข้าพเจ้าตั้งใจจะลงไปท่าเรือหามดหมอมารักษา เมื่อตรองดังนั้นแล้วก็พูดด้วยความชื่นบานว่า

“อย่าเพ่อย่อท้อเลยหนูเอ๋ย อย่าเพ่อเสียอกเสียใจ การเจ็บไข้ทั้งสิ้นมิได้มีแต่โรคห่าอย่างเดียว. คอยข้าอยู่นี่ก่อน ข้าจะไปหาหมอมาให้”

เจ้าหนูน้อยนั้นหันหน้าขึ้นมามองด้วยประหลาดใจและอุส่าห์ที่จะยิ้ม เขาเอามือที่ตรงคอหอย และพยายามที่จะพูดออกเปนเสียง แต่ไม่สำเร็จประสงค์ แล้วซุบตัวลงกลิ้งเกลือกกับหญ้าดูน่าเวทนาอย่างยิ่ง คล้าย ๆ กับสุนักข์ที่ถูกลวกด้วยน้ำร้อน ข้าพเจ้าทิ้งให้นอนอยู่คนเดียว ออกเดินลุ่มไปยังท่าเรือ พอถึงเห็นผู้คนเดินเหินนั่ง​บางตาเต็มที่ คนไรที่ข้าพเจ้าอธิบายเรื่องเด็กเจ็บให้ฟังและขอให้ช่วย คนนั้นก็หนีหน้าไปเสีย ไม่มีใครตามมาช่วยแต่สักคนถึงจะควักทองในกระเป๋าออกบนสักเท่าไรก็ไม่มีใครปรากถนา, ออกนึกว่าในใจว่าอ้ายพวกนี้ช่างขี้ขลาดจริงหนอ แล้วก็เดินไปเที่ยวหาหมออีกจนพบเข้าคนหนึ่ง

“ใต้เท้ามาหากระผมทำไมขอรับ” หมอคนนั้นพูด. “ป่วยการ ไม่รอดดอกขอรับ ให้ดีละก็เลยไปหาสัปเหร่อบ้านโน้นแน่ะดีกว่า เขาจะได้จะเอาเกวียนไปบรรทุกไปฝังเสียให้เสร็จ”

“อะไร นี่หมอจะไม่ลองช่วยชีวิตมนุษย์ไว้เพื่อรอดบ้างทีเดียวหรือ?” ข้าพเจ้าพูด.

หมอคนนั้นตอบว่า “ใต้เท้าต้องประทานโทษกระผม!. ถ้ากระผมไปต้องตัวคนที่เปนโรคพรรณนี้เข้าแล้ว, โรคนั้นก็จะติดตัวกระผม ธรรมดาเปนมนุษย์ย่อมรักชีวิตของตนเปนเบื้องต้น โดยเหตุอันนี้กระผมขอให้ใต้เท้าไปที่อื่นเถิด”

เมื่อตาหมอว่าดังนั้นแล้ว แกก็ถอยหลังเข้าไปในบ้านงับประตูเสีย ปล่อยให้ข้าพเจ้าโกรธและด่าแช่งกลุ้มอยู่ภายนอกบ้านคนเดียว ถึงโดยพระอาทิตย์ขึ้นสูงและฉายความร้อนกล้าขึ้นทุกนาที ไอดิน โสโครกตามถนนก็พวยพุ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายและอ่อนใจก็ดี แต่ข้าพเจ้ามิได้นึกถึงตัวของตัวว่าการที่มายืนอยู่ในประเทศที่อันมีตัวโรคอันร้ายแรงสิ่งนั้น เปนสิ่งที่น่าฟังสยดแสยงอย่างยิ่ง ตรองอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรดีจึงจะช่วยเด็กนั้นรอดได้.

ในขณะที่ยืนตรองอยู่นั้นได้ยินเสียงคนปราไสยว่า

“เจ้าต้องการให้ช่วยหรือลูกเอ่ย ?”

​ข้าพเจ้าเหลียวไปดู เห็นบาดหลวงองค์หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่มีผ้าคลุมศีร์ษะยืนอยู่ข้างข้าพเจ้า-เปนคนหนึ่ง-ในพวกที่ใจคอกล้าหาญเพราะเห็นแก่พระเยซูเจ้า เที่ยวเข้าทุกตรอกออกทุกถนน คอยช่วยพยาบาลคนที่ไม่มีญาติพี่น้องจะดูแลรักษา. ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องให้บาดหลวงฟังจนตลอด.

“พ่อจะไปเดี๋ยวนี้” บาดหลวงพูดด้วยเสียงอันเจือด้วยความสงสาร. “แต่พอกลัวจะหนักไปกว่านั้น. ยาหยูกมีพร้อมแล้ว เดชะบุญ จะพอแก้ไขทันบ้างดอกกระมัง.”

“ผมจะตามท่านไปด้วย” ข้าพเจ้าพูด “ถึงหากว่าแต่เพียงสุนักข์ก็ดี ถ้ามันต้องการให้ช่วยแล้วก็ต้องช่วย นี่มนุษย์ทั้งคนและไม่มีญาติพี่น้องด้วย จะทิ้งให้ตายอยู่คนเดียวอย่างไร.”

ท่านบางหลวงคนนั้นพิจารณาดูตลอดตัวข้าพเจ้า เมื่อเดินไปด้วยกัน

“เจ้ามิใช่คนชาวเมืองนี้ดอกกระมัง ?” บาดหลวงถามข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าก็บอกชื่อ และตำบลที่อยู่ให้ทราบและว่า “ณ ที่เนินสูง นั้นเรามีความสบายทั่วกัน กระผมไม่ทราบเลยว่าในเมืองจะได้รับความลำบากถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าอ้ายพวกขี้ขลาดตาขาวจะเปนผู้เพาะให้ตัวห่าเจริญเลย.”

บาดหลวงได้ตอบอย่างเรื่อย ๆ ว่า “จริงซี! ก็แต่เจ้าจะทำอย่างไร! คนเหล่านี้เปนคนที่ชอบความสนุกสนานต่างๆ กลางวันก็ตรองแต่จะหาความสนุก กลางคืนก็ฝันถึงความสนุกมีแต่สนุกสนุก. ใช่จะไม่ทราบเมื่อไรว่าสิ่งประจำอยู่ในมนุษย์โลก คือ เกิด ชรา พยาธิ มรณะ. โดยธรรมดาของสัตว์สิ่งประจำตัวมักมาเปนลำดับ พวกมนุษย์​เจนแก่ความเปนลำดับเสียแล้วก็เผลอตัว ไม่หาสิ่งที่จะเปนเสบียงสำหรับไปใช้ในประโลก ก็เมื่อครั้นความเปนลำดับนั้นมาเปลี่ยนแปลง เช่นกับ พยาธิ มรณะ มาก่อนความชราแล้วไม่รู้จักจะแก้ไขอย่างไร เหมือนกับเอาเด็กอ่อนไปไว้ในห้องมืด. สาสนา” เมื่อพูดดังนี้ ท่านถอนใจใหญ่ “—ไม่มีในสันดานเขาเลย”

“แต่ท่าน, พ่อขอรับ” ข้าพเจ้าพูด แล้วหยุดค้างกลางความทันที ด้วยรู้สึกปวดขมับทั้งสองแปลบใหญ่ราวกับถูกอะไรแทง.

“พ่อหรือ” บาดหลวงพูดต่อ พ่อเปนทาษของพระคริสโต ฉนั้น โรคห่านี้จึงไม่ทำให้พ่อสดุ้งเสทือนอันใด. เพราะความกตัญญูเห็นแก่ท่านผู้เปนนาย พ่อเต็มใจที่จะสละชีวิต หันหน้าสู้ต่อความตายได้ทั้งสิ้น.

ท่านบาดหลวงนั้นพูดอย่างแน่นแฟ้น ข้าพเจ้าได้มองดูและออกนึกชมความกล้าหาญ พอขยับจะพูด พอมีอาการวิงเวียนศีร์ษะ หน้ามืดวาบ หากว่าผวาเกาะแขนท่านบาดหลวงไว้ทันจึงไม่ล้มแผ่ลง กลางถนน. มองดูถนน ๆ ก็กวัดไกวแกว่งไปมา ประดุจเรือกลางสมุท มองดูฟ้า ๆ เปนวงเหมือนกับแสงไฟเขียววูบวาบๆ อยู่รอบตัวข้าพเจ้า ความรู้สึกค่อย ๆ ไปจากข้าพเจ้า—ได้ยินเสียงบาดหลวงแว่ว ๆ ดูเหมือนกับอยู่ไกลเต็มที่ ถามว่าเปนอะไรไป ข้าพเจ้าก็ฝืนทำยิ้ม.

“กระผมเห็นว่า เห็นจะเปนเพราะความร้อน” ข้าพเจ้าตอบอ่อย ๆ ราวกับคนแก่พูด “กระผมเปนลม—เวียนศีร์ษะ ทิ้งกระผมไว้ที่นี่ก็ได้—รีบไปดูเด็ก. โอ, คุณพระ!” คำว่า ‘คุณพระ’ หลุดปากออกมาโดยมิได้ตั้งใจ. ขาหมดกำลังที่จะทรงตัวอยู่ได้ ก็ล้มพับลงไปกลางถนน บาดหลวงผู้นั้นยกข้าพเจ้าขึ้นแบก ๆ ลาก ๆ จนมาถึง​ตึกเล็กริมทางแห่งหนึ่งซึ่งเปนที่สำหรับคนยากจนมาพักอาไศรย. ครั้นถึงเขาพยุงให้ขึ้นนอนบนม้าไม้ยาวและเรียกชายเจ้าของบ้านให้มาพยาบาลข้าพเจ้า. ถึงโดยว่าความเจ็บปวดจะสาหัสก็จริงแต่ว่ายังมีสติอยู่ ได้ยินและเห็นอะไรต่ออะไรทุกสิ่งทุกประการ

“แฮะ! เปโตร ดูแลท่านให้ดีหนา—นี่และคือ เคานต์ฟาบีโอ โรมานี เสรษฐีใหญ่. ทำไปเถอะคงไม่เหนื่อยเปล่า, อีกสักชั่วโมงหนึ่งพ่อจะกลับมา.

“นี่หรือท่านเคานต์ โรมานี! ซันติสสิมา มาโดนา! เปนห่าเสียแล้ว”

“บ้า!” บาดหลวงตวาดเอา “เจ้ารู้ได้อย่างไร ? ต้องแสงอาทิตย์กล้าเปนลม มาเรียกว่าโรคห่าได้หรือ อ้ายพวกตาขาว! ดูแลท่านให้ดี มิฉนั้นจะสวดมนต์ทูลท่าน เซนต์ปีเตอร์ ไม่ให้ไขประแจสวรรค์ให้เจ้าเข้า!”

ตาชายเจ้าของบ้านตกใจกลัวจนตัวสั่น วิ่งตะลีตะลานไปเอาหมอนมาให้หนุน แล้วท่านเอาถ้วยยามาให้ข้าพเจ้ารับประทาน.

“พักอยู่ที่นี่ ลูกเอ๋ย” บาดหลวงพูดปลอบข้าพเจ้า “คนเหล่านี้ใจคอโอบอ้อมอารีย์ดอก พ่อจะรีบไปดูเด็กคนเจ็บซึ่งเจ้าต้องการจะให้ช่วยนั้นเสียก่อน—จะรีบกลับมาพยาบาลเจ้าในภายในชั่วโมงหนึ่ง.

ข้าพเจ้าได้เอามือพาดลงที่บนแขนและพูดด้วยเสียงอ่อน ๆ ว่า “อย่าเพ่อไป หนักเบาประการใดขอทราบบ้าง. นี่เปนโรคป่วงหรือไม่ใช่?”

​บาดหลวงตอบว่า “เชื่อว่าจะไม่ใช่! แต่ถึงโดยว่าเปนโรคร้ายนั้นจริง เจ้าเปนคนหนุ่มและเปนคนแข็งแรง กำลังวังชาคงมีพอที่สู้แก่พิษไข้ได้. อย่าตกใจ”

ข้าพเจ้าว่า “ไม่กลัวดอก แต่ พ่อ ขอคำสัตย์สักคำเถอะ—อย่าบอกอาการที่กระผมป่วยไปให้ภรรยาทราบเลย—สาบาลเสีย ถึงผมจะไม่ได้สติสมประดีก็ดี—ตายก็ดี—จงสาบาลเสียว่าจะไม่หามเอาไป ส่งยังบ้าน. สาบาลเสีย ถ้าไม่สาบาลให้ผม ผมก็จะหยุดพักผ่อนไม่ได้เลย.”

บาดหลวงตอบว่า “ลูกเอ๋ย พ่อสาบาลให้ พ่อสาบาลให้ตามความประสงค์เจ้า.”

ข้าพเจ้าหมดห่วงหมดใย—เบาอกเบาใจลงมาก—ผู้ที่ข้าพเจ้ารักดังดวงใจจะได้ไม่ติดโรค—ไม่มีกำลังพอที่จะขอบคุณท่านบาดหลวงด้วยวาจา ได้แต่แสดงด้วยกิริยาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น.

บาดหลวงไปลับตาแล้ว ความคิดข้าพเจ้าก็ลอยไปโดยปราศจากความมุ่งหมายว่าจะจอดเข้าที่ไหน. ในห้องที่ข้าพเจ้านอนเจ็บอยู่นั้น จำได้ว่าตาเถ้าเจ้าของบ้านตาขาวนั่งเช็ดถ้วยแก้วบ้างขวดเหล้าบ้างอยู่ห่าง ๆ นาน ๆ ก็ชายหางตาชำเลืองมาดูข้าพเจ้าเสียที แล้วทำงานของแกเรื่อยไป. มีผู้คนมายืนมุงที่ตรงประตูบ้าน ใครเห็นแล้วก็รีบสาวเท้าดุ่มไปทีเดียว เห็นจะเปนด้วยอยากดูก็อยาก กลัวก็กลัว. ข้าพเจ้าสังเกตเห็นถี่ถ้วน—รู้ตัวว่าอยู่ที่ไหน—ประเดี๋ยวหน้าอันชุ่มชื่นปรากฎแก่จักษุ “นินนา! ที่รักของพี่ ชื่นใจของพี่, มาแล้ว ๆ ๆ ๆ มา แม่มา ๆ ๆ” ข้าพเจ้าร้องออกดังก้องบ้าน. กางแขนออก—กอดหล่อน!—อุบ๊ะ! กลายเปนตาเถ้าแร้งทึ้งเจ้าของบ้าน แกเข้ามาปล้ำ​ข้าพเจ้าไว้! ข้าพเจ้าไม่ยอมแกดิ้นพลางและร้องดุ—หอบพลางว่า “อีตาบ้า! เอ็งจะจับตัวข้าไว้ทำไม ปล่อยให้ข้าไปหาหล่อน—ไม่เห็นหรือ แน่ะหล่อนยื่นหน้ามาให้จูบ—ปล่อยข้า ปล่อย!”

ชายอีกคนหนึ่งได้เข้ามาช่วยตาเจ้าของบ้านจับตัวข้าพเจ้าลงนอนอย่างเดิม.—อ่อนเพลียหมดกำลังวังชา ต้องยอมแพ้ตาสองคนนั้นนอนนิ่งแซ่ว.

“เอ มอระโต!” เขาพูดกระซิบกัน.

ได้ยินเข้าแล้วออกอดนึกยิ้มในใจไม่ได้. อะไรตาย? ข้าพเจ้า ไม่ตาย ไม่ตาย ตาเถ้าเจ้าของตึกนั้นเมื่อสักอึดใจก่อนแลเห็นแกนั่งขัดถ้วยขัดขวดอยู่อย่างเดิม นี่แกเข้ามาอยู่ออกชิดข้างอีกเมื่อไรเปนของที่เข้าใจไม่ได้เลย เพราะกำลังวิญญาณข้าพเจ้าชมป่าชมเขาเพลิน รู้สึกว่าไปนั่งอยู่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ณ ที่นั้นเปนที่ร่มรื่นชื่นชุ่มใต้ต้นไทรใหญ่ใบหนาแผ่กิ่งก้านสาขาอันไพศาล บังแสงพระอาทิตย์อันร้อนแรงมิให้ต้องซึ่งสกลกายได้ และในบริเวณนั้นก็ดาดาษไปด้วยบุบผาชาติซึ่งมีกลิ่นอันชื่นใจขึ้นอยู่ออกแน่นหนาเปนคณะเปนหมู่ราวกับชาวสวนเขาได้จัดสรรปลูกไว้ในสวนแห่งพระราชา. ณ ฝั่งน้ำมีจรเข้ใหญ่หลายตัวขึ้นมานอนเผยปากรับซึ่งแสงพระอาทิตย์ตามนิสัยของมัน หลับนิ่งสนิทไม่มีอาการไหวเลื่อนอันใด. นอกจากที่สวาบซึ่งแสดงว่าชีวิตของมันยังอยู่ในร่างกายเท่านั้น—บัดเดี๋ยวปรากฏรูปเปนแขกน้อยรูปร่างแบบบาง แต่หน้านั้นหล่อพิมพ์เดียวกับหน้ากีโด. พอเขาเดินเข้ามาใกล้ก็ชักกริสคมยาวเปนเงารับออกกุมวิ่งหยอย ๆ ตามฝั่งน้ำผ่านจรเข้เลยมาหมด วิ่งเร็วมายังข้าพเจ้า เขาเที่ยวค้นหาเฉภาะตัวข้าพเจ้า—แล้วเอากริสอันเย็นแทงหัวใจข้าพเจ้า แทงแล้วก็ชักกริส​ออก โลหิตไหลฉูดติดกริส! แทงครั้งหนึ่ง—ซ้ำสอง—ซ้ำสาม!—แต่ข้าพเจ้ายังตายไม่ได้! ข้าพเจ้าบิดตัวไป—ร้องครางไปด้วยความเจ็บปวดรวดเร้า! ในทันใดนั้นมีอะไรทำมือเข้ามาบังแสงอาทิตย์ตรงหน้าข้าพเจ้า และแว่วเสียงว่า “ระงับใจลูกเอ๋ย ระงับใจ อุส่าห์ระลึกถึงพระเยซูเจ้า พระเจ้าของเรา!”

ข้าพเจ้าลืมตาขึ้นเห็นบาดหลวงผู้เพื่อนกลับมาจากรักษาเด็กก็มีความดีใจ. ถึงมาทว่าเสียงจะไม่ใคร่ออกจากปากได้ก็จริง แต่กระนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงคำถามของข้าพเจ้าเอง ถึงเรื่องข่าวคราวของเด็กน้อยนั้น ท่านบาดหลวงนั้นได้ยกมือขึ้นทำเครื่องหมายกางเขน

“ขอวิญญาณของเด็กน้อยนั้นจงไปสู่ศุขบายภูมิเทอญ! ไปรักษาไม่ทัน ตายเสียแล้ว.”

ข้าพเจ้านึกปลาดใจมากเมื่อได้ทราบข่าวเด็กนั้น. ตาย—เร็วอย่างนั้นเทียวหรือ ? ไม่นึกเลยว่าจะเปนอย่างนั้น แล้วใจกลับลอยเลื่อนจากแหล่งไปอีก แต่ในตอนนี้จำไม่ได้ว่าใจไปเที่ยวถึงไหนทำอะไร เห็นสิ่งใดมันมัว ๆ เฟือน ๆ ต่อกันไม่ติด ในขณะที่ใจเลื่อนลอยอยู่นั้นแว่ว ๆ เหมือนได้ยินเสียงพระสวดมนต์ และคลับคล้ายคลับคลาเหมือนได้ยินเสียงตีระฆัง แต่ความเจ็บปวดในกายในใจอย่างยิ่งเหลือที่จะทรงจำเอาเปนว่าแน่ได้

จำได้ว่ารู้สึกเสียววาบขึ้นมาอย่างไรพิลึก มีอาการคล้าย ๆ กับเมื่อเราท่านทั้งหลายจวนหลับ แต่มีเสียวปวดในหัวใจวาบ ๆ วูบ ๆ อย่างยิ่งเหลือที่จะอธิบาย ข้าพเจ้าจึงยกมือทั้งสองขึ้นพนม ลืมตาขึ้นเห็นบาดหลวงยืนชูไม้กางเขนเงินอยู่ตรงศีร์ษะ และเท่านั้นเปนที่สุด ข้าพเจ้าจม—ดิ่ง—ดิ่ง! ดิ่งลงในชวากของความมืด และความไม่มีตัวตน !




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #5 on: 21 December 2025, 20:57:10 »




ภายหลังข้าพเจ้าฟื้นขึ้น ไม่ทราบว่าตัวของตัวนั้นอยู่ที่ไหน ? อากาศที่จะหายใจนั้นอึดอัดเหลือเกิน—มืดราวกับอยู่ในถ้ำ อาการแห่งกายของข้าพเจ้าค่อย ๆ คืนกลับมาเข้าร่าง หวนนึกขึ้นได้ถึงความป่วย, บาดหลวง—ตาเถ้าเปโตร—อยู่ที่ไหนกัน ? แล้วรู้สึกว่าตัวของตัวนอนหงายอยู่บนกระดานแขง นี่เหตุไรเขาจึงเอาหมอนที่หนุนไปเสียเล่า? ข้าพเจ้าอึดอัดใจต้องการลมอากาศหายใจนี่กระไร ? อากาศ—อากาศ ข้าพเจ้าต้องการอากาศ จึงยกมือขึ้นไป—ใจหายวาบ มือไปต้องสิ่งที่แขงที่อยู่เบื้องบน. ความจริงแล่นกลับมายังใจข้าพเจ้าอย่างรวดเร็วดูประดุจประกายไฟฟ้า ข้าพเจ้าถูกเขาฝังเสียแล้ว—ถูกฝังทั้งเปน—ถูกขังอยู่ในโลง! โดยความโกรธและกลัวข้าพเจ้าตั้งต้นจะกระทั่งจะฉีกแผ่นกระดานด้วยมือและเล็บของตน แรงมีอยู่ในกายตัวกี่มากน้อยเอามาสดมภ์ลงที่แขนที่ไหลจะพังให้ฝาโลงทลายจงได้, ผลของแรงที่ทำนั้นก็ยังมิได้ปรากฏ ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งบ้าด้วยความโกรธและความกลัวมากขึ้น ข้าพเจ้าเกือบจะหายใจไม่ออกตายอยู่แล้ว—รู้สึกว่าลูกตานั้นเหมือนกับจะทะเล้นออกมานอกกระบอก—โลหิตไหลออกทางปากและจะมูก—เหงื่อหน้าผากราวกับถูกประด้วยน้ำฝน. หยุดกระทุ้งฝาโลง เพื่อดิ้นทุรนทรายหายใจเสียที. แล้วนึกว่าไหน ๆ จะตายก็ลองอีกพัก คราวนี้เปลี่ยนด้านเอียงตัวเอามือดัน ทุบ และกระทั่ง ด้วยเต็มกำลังมิได้คิดถึงความเจ็บปวดเลย, โลงลั่น—ความคิดใหม่วิ่งมาสู่มันสมองทำเอาชงักทันที คือคิดว่าถ้าเขาขุดหลุมฝังลงไว้ การที่กระทุ้งโลงจนทลายสำเร็จจะมี​ประโยชน์อย่างไรบ้าง เปล่าทั้งสิ้น พอโลงพังแล้วดินก็จะทลายลงมาจุกจมูกจุกปากจุกหูเข้าตา ทับถมกายตัวเข้าแบบแซ่ว ตาย! เมื่อคิดดังนั้นแล้วออกนึกหัวเราะการดิ้นรนของตนว่า ยอมนิ่งตายในโลงว่าไม่ดี อยากไปหาดินอุดจมูกอุดปากตาย รู้สึกหายใจแปลกขึ้น ไม่สู้แร้นแค้นเหมือนเมื่อแรก เออ! อากาศแล่นเข้าได้อย่างไรอย่างหนึ่ง. ลมอากาศใหม่ทำให้ข้าพเจ้าชื่นบานมีเรี่ยวแรงขึ้น เท่ากับคนเดินข้ามทุ่งในตอนเที่ยงได้รับประทานน้ำ. เอามือทั้งสองค่อยคลำ ๆ ไปจนเจอะช่องชำรุดที่ข้าพเจ้ากระทุ้งลั่นแง้มออกไป ลมเดินเข้าได้สดวก. ตั้งต้นดันแผ่นกระดานข้างโลงอันนั้นจนหลุดออกทั้งแผ่น ยื่นมือออกไปกวัดแกว่งดูก็ไม่กระทบดิน คราวนี้ดันฝาโลงเปิดออกง่ายสมประสงค์—ดินไม่ร่วงลงมาทับตัวดังคิดไว้—ลุกขึ้นนั่งเอามือกวัดก็แล้ว ลุกขึ้นยืนเอามือแกว่งก็แล้ว มิได้กระทบวัตถุอะไรนอกจากลมอากาศ. โดยความที่เกลียดอ้ายโลงคุกนั้น ข้าพเจ้ารีบกระโดดออกไปตกหกขะมำลงไปบนสิ่งซึ่งดูเหมือนจะเปนพื้นปูด้วยสิลา ทั้งมือทั้งเข่าถลอกปอกช้ำมาก ในขณะที่ตกลงมานั้น มีอะไรตกโครมครามลงด้วยข้าง ๆ ตัวข้าพเจ้า ความมืดที่นั่นมืดแท้ หลับตาหรือลืมตาเห็นไม่แปลกกัน แต่หายใจสบาย อากาศเย็นและชื่นใจ. อุส่าห์ทนพยุงตัวของตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งณะที่ที่จะมาลงมานั้น แข้งขานอกจากเปนแผลยังเมื่อยและเปนเหน็บชา ตัวสั่นระริกริ้วไปด้วยความเจ็บปวด. ความคิดที่ยุ่งเหยิงค่อยกระจ่างใส เข้าหัวเงื่อนติดต่อข้อความกันได้ นี่ถูกเขาฝังทั้งเปนแน่แล้ว—ไม่ต้องสงไสย. เมื่อเจ็บที่ตึกเล็กริมทางนั้น เห็นจะอาการมากถึงกับสลบแน่นิ่งไป และพวกนั้นคงนึกว่าตายด้วยโรคอหิวาตะกะโรค โดยความขี้ขลาดความรีบร้อน อย่างธรรมดาใน​อิตาลีสมัยโรคห่าชุกชุมนั้น รีบเอาข้าพเจ้าใส่โลงอย่างที่ทำด้วยไม้ประกับๆ ตะปูตอกๆ สักแต่ว่าโลงรีบเอามาฝังเสีย, ข้าพเจ้าออกขอบใจตาช่างต่อโลงเลวทรามชนิดนี้ขาย เพราะว่าถ้าหากเขาเอาข้าพเจ้าใส่ในหีบอย่างแน่นหนาดีสมแก่เกียรติยศแล้ว ไหนเลยจะกระทุ้งทุบสลักหักพังได้ ให้มีแรงเท่าช้างสารก็ทุบมือหักเปล่า. นึกๆ ไปก็แสยงใจ. ข้อปัณหาข้อใหญ่ยังตีไม่แตก—ตัวของตัวหน้ะอยู่ที่ไหน ? คิดทวนต้นทวนปลายหลายครั้งเพื่อจะค้นได้เค้าได้เงื่อนบ้าง เค้าเงื่อนที่ได้ก็ยังไม่เปนที่พอใจ. อ้อ! จำได้ว่าได้บอกชื่อให้บาดหลวงองค์นั้น—บาดหลวงทราบว่าข้าพเจ้าสืบตระกูลมาจากวงษ์โรมานเสรษฐีใหญ่ ท่านบาดหลวงองค์นั้นคงกระทำตามหน้าที่ที่ท่านจะพึงกระทำ คือนำเอาโลงที่ใส่ข้าพเจ้ามาไว้ในห้องซุ้ยของบูรพชนก็จะเปนได้ ยิ่งสกดหัวใจให้แน่วตรองไป ๆ ยิ่งเห็นท่าจะสมจริงดังทาย ห้องซุ้ยโรมานี! เมื่อข้าพเจ้ายังเปนเด็กอยู่นั้น ได้เคยเข้ามาในห้องซุ้ยนี้ครั้งหนึ่ง ครั้งเมื่อท่านบิดาถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าได้ตามหีบศพเข้ามาตั้งไว้บนแท่นศิลาอันจารึกงดงาม ข้างหีบศพท่านบิดานั้นมีหีบอีกหีบหนึ่ง มีช่อดอกไม้และเครื่องประดับทำด้วยเงินหลายสิ่ง เขาบอกว่าหีบนั้นเปนหีบศพของมารดาข้าพเจ้า ผู้ถึงแก่กรรมเสียแต่เมื่อข้าพเจ้ายังไม่รู้เดียงษา, ถูกแต่คนโน่นบอกให้ดูหีบนั้น คนนั้นให้ดูนี้ คนนี้ให้ดูโน้น ทำเอาข้าพเจ้าออกขยาดไม่สบายใจรู้สึกเย็นเยือกอย่างไรไม่ทราบ ต้องรีบออกมาเสียภายนอกจึงค่อยยังชั่ว มาบัดนี้เวรอันใดทำให้ต้องขังอยู่ในห้องซุ้ยอันนั้น—เปนนักโทษ—จะหวังหนีรอดอย่างไร ? จำได้ว่าทางที่จะเข้าในห้องซุ้ยนั้นเปนประตูเหล็กใหญ่ - ถัดประตูมาก็เปนบรรไดชันลึกลงมา—ลงมาจนถึงคูหาที่ข้าพเจ้าอยู่​เดี๋ยวนี้. ถ้าหากว่าจะพยายามคลำไปจนถึงประตู—แล้วจะมีประโยชน์อย่างไร ? ประตูก็ใส่กุญแจ และทั้งอยู่ในป่าช้าด้วย ไม่มีธุระแล้ว ร้อยวันพันเดือนก็ไม่ผ่านมาทางนั้นครั้งหนึ่ง. ข้าพเจ้าก็จะต้องตายเพราะอดอาหาร ? หรือตายเพราะกระหายน้ำ ? เครื่องแต่งตัวข้าพเจ้าไม่มีอะไรนอกจากเสื้อเชิดสักลาดอ่อนกับกางเกง มีของอีกสิ่งหนึ่งห้อยอยู่ที่คอ. คลำไปคลำมาระลึกขึ้นได้ว่าเปนสายสร้อยทองคำน้อย ล้อกเก็ตรูปภรรยาและบุตรน้อยข้าพเจ้า ยกเอาล้อกเก็ตขึ้นจูบและหลั่งน้ำตา—เปนครั้งแรกที่ข้าพเจ้าร้องไห้ตั้งแต่เจ็บและถูกขังทั้งเปน แม่นีนนายังอยู่เปนจอมโลกตราบใดชีวิตยังเปนของที่ควรสงวนไว้ตราบนั้น! นีนนา—แม่ชื่นใจ—แม่งามเลิศ! นึก ๆ แลเห็นเหมือนหน้าหล่อนเศร้าโศกและเปียกด้วยน้ำตา ร้องไห้ร่ำรักถึงข้าพเจ้าซึ่งหล่อนนึกว่าถึงแก่กรรมแล้ว! แม่ดาราน้อยก็คงจะนึกสงไสยเหมือนกัน ว่านี่บิดาไปเสียไหนจึงไม่มาไกวชิงช้าใต้ต้นไม้ในสวนตามเคย กีโด—สหายผู้กล้าหาญและซื่อสัตย์! จะมีความเสียใจมากอย่างที่สุด ที่มาสูญข้าพเจ้าไปคนหนึ่ง. เออ, ต้องคิดอ่านหนีออกจากห้องซุ้ยนี้ให้จงได้! พวกนั้นเห็นจะยินดีพิลึกเมื่อเห็นกลับไปบ้าน—ไม่ตายจริง! เห็นจะเต้นรับขับสู้กันใหญ่! ไหนแม่นีนนาจะวิ่งเข้ามากอดและเอาศีร์ษะซบบนไหล่—ไหนบุตรน้อยจะวิ่งเข้ามาเกาะแข้งเกาะขา—ไหนกีโดจะมาจับมือบีบ เมื่อหวนคิดถึงบ้าน บ้านที่บริบูรณ์ด้วยสมบัติ บริบูรณ์ด้วยสหายรัก และบริบูรณ์ด้วยความรัก ทำให้ข้าพเจ้าอิ่มอกอิ่มใจยิ้มออกได้!

เสียงระฆังหง่างทำข้าพเจ้าสดุ้งสุดตัว—หนึ่ง! สอง! สาม! นับไปจนได้สิบสองหง่าง. เปนเสียงระฆังตามวัดตีบอกทุ่มบอกโมง. ​ความศุขในใจที่นึกถึงบ้านกลับสลดไปอย่างเดิม. นี่ตีสิบสอง ! เที่ยงวันหรือเที่ยงคืนหนอ ? ลองคิดดูล้มเจ็บในเวลาเช้า—คงเจ็บอยู่หลายชั่วโมง แล้วก็สลบหรือเรียกว่าตายตามพวกเหล่านั้น เขาเข้าใจกันราวเวลาเที่ยง กว่าจะโลเลได้เอาเข้าโลงแบกมาฝังกันก็ราวเวลาจวนค่ำ เพราะฉนั้นรวบรวมใจความเข้าหมดลงเนื้อเห็นว่าระฆังตีเมื่อสักครู่นี้บอกเวลาเที่ยงคืน - เที่ยงคืนวันที่เขาฝังนั้นเอง. ข้าพเจ้าสะท้านขึ้นมาทันที ก่อนก็เคยเปนคนกล้าและทั้งเปนคนคงแก่เรียน แต่ทั้งกล้าทั้งคงแก่เรียนนั่นแหละ อย่างไรไม่ทราบรู้สึกเสียวแสยงมาก ขังอยู่ในห้องซุ้ยคนเดียวด้วยศพของบุรพชนในเวลากลางคืนอันเงียบสงัดกลางป่าช้า และมาได้ยินเสียงระฆังอันวิเวกวังเวงกังสดารหง่างๆ ฉนั้น จะไม่ขนพองสยองเกล้าเสียวแสยงยิ่งอย่างไรได้ ค่อยเอาความรู้ต่าง ๆ มาหักให้ความกลัวค่อยน้อยลง แล้วคลำหาทางที่จะขึ้นบรรไดมาเบื้องบน ค่อย ๆ คลำไปช้า ๆ เอ๊ะ นั่นอะไร ? ข้าพเจ้านิ่งหยุดฟัง โลหิตแล่นขึ้นสมองซ่า ๆ ขนศีร์ษะตั้งพองโต! ได้ยินเสียงครางครึมก้องห้องซุ้ย และได้ยินเสียงเคาะก๊อกแก๊กๆ. เหงื่อเย็นไหลออกท่วมตัว—หัวใจเต้นกระทบโครงดังจนได้ยินถนัด ประเดี๋ยวคราง—ประเดี๋ยวคราง—ประเดี๋ยวคราง—ประเดี๋ยวได้ยินผึ้บผั้บ ๆ ๆ ๆ.

“อ๋อ ปู้โท่ นกเค้าแมวน่าหรือ นึกว่าอะไรเสียอีกเล่า.” ข้าพเจ้าพูดคนเดียว ภายหลังที่จับเค้าได้. ว่าดังนั้นแล้วก็ค่อยคลำไปอีก ประเดี๋ยวเห็นไนย์ตาใหญ่เหลืองวาวสองข้าง ไม่เห็นตัวเห็นตนว่าเปน อย่างไร เห็นแต่ตาวาว ๆ ทำเอาสดุ้งตกใจกลัวหยุดนิ่งอีก อ้ายตาวาวนั่นตรงเข้ามายังข้าพเจ้า ราวกับเสือตรงเข้ามาหาเนื้อ! ข้าพเจ้า​ยกมือขึ้นป้องปัดสู้โดยเต็มกำลัง อ้ายตาวาวนั้นก็ร่อนอยู่รอบ ๆ ศีร์ษะ ลงเกาะจิกตีตามหน้าด้วยปีก—ปีกที่ข้าพเจ้าเห็นด้วยตาไม่ได้ ได้แต่เพียงรู้สึก เห็นแต่ไนย์ตาวาว ๆ กลางที่มืดอย่างเดียว. ทุบต่อยตีปัดสู้กันอยู่นานภายหลังเดชะบุญคุณพระเหวี่ยงตามบุญตามกรรมไป, โดนเจ้านกเค้าแมวปั๋งใหญ่เข้าตรงหน้าอกตกลงกลางพื้น แล้วมันก็บินหนีกลับเงียบสูญเสียงไป.

ข้าพเจ้ายังไม่สิ้นความอุสาห์ แต่รู้สึกว่าเส้นประสาทในกายตัวนี้วิปริตผิดปรกติไปทุกเส้น มุ่งหน้าคลำไปทางทิศที่นึกคาดว่าจะตรงบรรไดขึ้นข้างบนนั้น คลำไปคลานไปประเดี๋ยวเจอะของอะไรขวางหน้าอยู่—ของสิ่งนั้นแขงและเย็นเยือก—กำแพงหินแน่แล้ว เอามือลูบขึ้นลูบลงทราบว่าเปนโพรงข้างใน—นี่จะเปนบรรไดขั้นแรกดอกกระมัง! แต่ออกสงไสย ดูมันก้าวสูงนัก ข้าพเจ้าค่อยประจงคลำ—กระทบของอ่อน ๆ หยุ่น ๆ คล้ายกับตะไคร่น้ำหรือผ้ากำมะหยี่เปียกน้ำ เอามือลูบไปตามขอบที่นึกว่าเปนขั้นบรรได ได้เค้าว่าเปนโลงผี ใจข้าพเจ้าหายวาบ ชักมือขึ้นมาทันที และนิ่งนึกในใจว่านี่จะเปนโลง ของผู้ใดหนอ ? จะเปนหีบศพบิดาหรือ หรือจะเปนหีบศพมารดาข้าพเจ้าด้วยมีเศษผ้ากำมะหยี่อยู่ที่นั่น ? การที่พยายามจะหาทางออกจากห้องซุ้ยก็เปนการทำเหนื่อยเสียเปล่า หลงอยู่ในที่อันมืดสนิทฉนี้ ยิ่งกว่าหลงในเขาวงกฎที่ทำล้อมแล้วด้วยแผ่นกระจกเงาเสียอีก มืดยิ่งกว่าแปดด้านไม่ทราบว่าจะหันตัวมุ่งไปทางไหนจึงจะถูก หันทางโน้นก็ไปโดนโลง หันหลีกไปทางนั้นก็ไปโดนหีบ สิ้นแต้มไม่รู้จะทำอย่างไร ลงหมอบยกมือขึ้นไหว้และอ้อนวอนว่า

​“พระเจ้าผู้ทรงพระมหากรุณาอันไม่มีที่สุด! พระองค์ผู้เปนใหญ่ในโลก! ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายอยู่ในอำนาจของพระองค์ ประดุจลูกไก่อยู่ในพระหัดถ์ พระองค์จะบีบก็ตาย พระองค์จะคลายก็รอด ขอพระองค์จงมีความเมตตาแก่ข้าพระองค์ด้วย! โอ้ท่านมารดาของข้าพเจ้า! ถ้าและทรากศพของท่านอยู่ในหีบที่ข้างตัวข้าพเจ้านี้แล้ว ขอจงคิดถึงข้าพเจ้าผู้เปนบุตรบ้าง วิญญาณอันประเสริฐของท่านสถิตอยู่ ณ วิมานในเมืองฟ้า—จงเอ็นดูอ้อนวอนแทนและช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความทุกข์ด้วย หรือมิฉนั้นก็จงโปรดบันดาลให้ข้าพเจ้าตายเสียทันทีดีกว่าที่จะทนทุกข์ทรมานอยู่เช่นนี้ !”

ข้าพเจ้าได้ร้องอ้อนวอนด้วยเสียงอันดัง และเสียงนั้นไปก้องตามคูหาในห้องซุ้ยกระท้อนกลับมายังหู เสียงดังบ้างค่อยบ้างชัดคำบ้างไม่ชัดบ้าง ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวเสียงของข้าพเจ้าเอง. ถ้าแม้ความทรมานนานไปอีกหน่อยแล้วข้าพเจ้าคงเปนบ้าแน่. ไม่กล้านึกทำภาพขึ้นดูในใจ (นึกเปนรูปภาพตัวของตัวขังอยู่ในที่ของคนตายและอยู่ในกลางความมืด อยู่ในกลางหมู่หีบซึ่งบรรจุศพเก่าแก่ราขึ้นขมวนไช !) จึงหมอบนิ่งเอามือปิดตาสกดอกสกดใจให้นิ่งแน่ว มิให้คิดถึงเรื่องห้องซุ้ยอีก ฮ้ะ! นั่นเสียงอะไรอีกละ ช่างร้องเย็นจับใจจริง! ยกศีร์ษะขึ้นเงี่ยหูฟัง อ๋อเสียงนกไนติงเกลดอกหรือ เสียงช่างไพเราะ เย็นจับใจนี่กระไร คนที่มีความทุกขความเศร้าโศกอาจบันเทาขึ้นได้มากเมื่อได้ยินเสียงของเจ้า!

ความคิดใหม่วิ่งมาดลใจข้าพเจ้า เกิดมีกำลังวังชาขึ้นอีกนึกเห็นว่า นกนั้นเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ปากช่องที่จะเข้าห้องซุ้ย ถ้าแม้เข้าไปให้ใกล้เสียงได้ คงจะไปใกล้บรรไดที่ได้ตั้งใจค้น. เมื่อนึกดังนั้นแล้ว​ก็ยืนขึ้นย่างเท้าไปช้า ๆ กว่าจะย่างเท้าไปได้แต่ละก้าวต้องเอาเท้าเอามือแกว่งไปแกว่งมาเสียหลายกลับก่อนกลัวจะโดน เมื่อไม่โดนอะไรแล้วจึงหย่อนเท้าลง คราวนี้ไม่มีอะไรกีดหรู่ขวางทางเลย เสียงนกร้องใกล้เข้ามา ๆ ประเดี๋ยวลงกรอๆ เหมือนจะลงเอย แต่ก็กลับร้องดังอีกต่อไป เท้าข้าพเจ้าสดุดก้อนสิลาเข้าก็ล้มขว้ำลงอยู่ที่นั่น แต่ไม่รู้สึกเจ็บปวด—แข้งขาชาไม่เจ็บเสียแล้ว ยกศีร์ษะแหงนหน้าขึ้น แลเห็นแสงจันทร์ส่องลอดลงมาสักเท่าลำไต้ บอกข้าพเจ้าว่าได้มาถึงที่ที่ข้าพเจ้าค้นหาสมความประสงค์แล้ว สิลาที่สดุดนั้นก็คือขั้นบันไดขั้นต้นนั่นเอง บานประตูนั้นอยู่ที่ต้นบันไดสูงชันขึ้นไป และในขณะนั้นข้าพเจ้าอ่อนกำลังนักไม่พอที่จะเปนกายขึ้นไปได้ จึงนอนลงที่เชิงบรรได ดูราวกับว่าเปนหมอนและที่นอนอันอ่อนนุ่ม มองชมแสงจันทร์และฟังเสียงนกไนติงเกล ในบัดใจได้ยินเสียงหง่าง! เสียงระฆังบอกว่าเจ็ดทุ่มแล้ว ไม่ช้าก็จะรุ่งตั้งใจจะนอนอยู่ที่นั่นจนสว่าง โดยความที่หิวอ่อนกำลังอิดโรยแรงเลยม่อยหลับไป.

นอนหลับอยู่นานเท่าไรนั่นข้าพเจ้าบอกไม่ได้ เมื่อสดุ้งตกใจตื่นขึ้นรู้สึกอ่อนหิว และที่ตรงคอเจ็บปวดราวกับตัวอะไรมันค่อยเอามือคลำดูที่ตรงปวด... โอ! ข้าพเจ้าจะไม่รู้จักลืมสิ่งที่มือได้ไปกุมเข้าเลย มันเกาะติดอยู่กับเนื้อ อ้ายตัวมีปีก ๆ หายใจฟู่ ๆ คาย ๆ ขยะแขยง! ความเกลียดสอิดเสอียนทำเอาข้าพเจ้าร้องคับห้องราวกับใครเอาหนูมาโยนใส่! หลับหูหลับตาแขงใจเอามือทั้งอ้ายตัวนิ่มๆ คายๆ หยุบ ๆ อื๊อ! เหวี่ยงไปไกลสุดกำลัง เวลานั้นข้าพเจ้านึกว่าตัวของตัวเปนบ้า ได้ยินเสียงร้องกรี๊ดของตัวเองไม่รู้จักหยุด ประเดี๋ยวกรี๊ด ๆ ให้หวาดเสียวไปว่าอ้ายตัวแมลงนั้นกลับค่ายมาอีกแล้ว ! ​แสงเดือนหายลับไป ณ ที่ตรงเคยเห็นแสงเดือนมีแสงหลัว ๆ พอเห็นทางขึ้นบรรไดราง ๆ รีบขึ้นบรรไดมาพอถึงบานประตูเหล็ก ก็เข้าจับโยกกระชากหมายจะให้หักพังเปิดออก แต่ประตูนั้นไม่กระเทือนเขยื้อนเลยดังว่าเปนก้อนสิลาใหญ่ ตะโกนให้เขาช่วยก็ไม่มีใครขาน นอกจากได้ยินเสียงก้องเลียนเสียง มองลวดสี้กรงเหล็กบานประตูออกไปเห็นหญ้าเห็นต้นไม้เห็นฟ้าขมุกขมัวเรื่อยๆรำไร ค่อยชื่นใจขึ้นสนัด เหลือบชำเลืองขึ้นบนซุ้มประตูเห็นเถาองุ่นป่าเลื้อยพาดเปนระย้าเฟื่องห้อยย้อยลงมา มีผลสุกห่ามเปนพวงออกเรี่ยรายไป ลอองน้ำค้างติดต้องดูแววรับประดุจประดับด้วยพลอยอันมีค่า ข้าพเจ้าลอดมือออกไปทางช่องลูกกรงยืนเขย่งฉวยพวงองุ่นได้สองสามพวง รีบรับประทานด้วยความหิวกระหายจนหมด ดูรศชาติมันช่างโอชาเสียนี่กระไร เกือบจะว่าได้ว่าตั้งแต่เกิดยังไม่ได้เคยรับประทานอะไรที่จะโอชารศมากกว่านี้ ฅอที่แห้งผากค่อยบรรเทาลง เรี่ยวแรงดูเกิดขึ้นมาทันที.

กล้าหาญชาญไชยเหลียวหน้ามองลงบรรไดที่จะเข้าคูหาได้ มองเห็นอะไรขาวๆ อยู่ที่บรรไดขั้นที่เจ็ดนับแต่ขั้นบนลงไป โดยความพิศวงว่าจะเปนอะไรแน่ ข้าพเจ้าค่อยๆต่ายลงไปดู เห็นเปนเทียน ขี้ผึ้งสักครึ่งเล่มได้วางอยู่ เทียนนั้นเปนเทียนชนิดอย่างพวกพระบาดหลวงถือนำศพเข้าฝัง นี่ชะดีชะร้ายพวกพระที่ถือเทียนศพเข้ามาเมื่อขากลับขี้เกียจจะถือเอาเทียนกลับไปก็เหวี่ยงทิ้งเสียตามข้างทางเดิน ข้าพเจ้ามองดูเทียนเล่มนั้น และรำพึงว่าถ้าเราได้ไฟจะดี! ล้วงมือเข้าไปในกะเป๋ากางเกง—นี่อะไรดังกริ๋ง! อ้อเปนด้วยเขาตลีตลานรีบเอาใส่โลงมาฝังนี่เอง เข้าของในกะเป๋ากางเกงจึงยังคงเหลืออยู่ ถุงเงิน​ปลีกก็ยังอยู่ พวงกุญแจก็ยังอยู่ ซองการ์ดก็ยังอยู่ คลำไปคลำมาในกะเป๋าได้ของที่ข้าพเจ้าต้องการมาก คือหีบไม้ขีดไฟเทียนไขเงิน เอามือสอดกะเป๋ากางเกงอีกข้างหนึ่งหมายว่าจะพบซองบุหรี่เงินที่ใส่ไว้ แต่ไม่พบมิได้—ซองนั้นดีมีราคามากด้วย ชรอยท่านบาทหลวงองค์นั้นท่านจะควักเอาออกส่งไปกับนาฬิกาและสายนาฬิกาให้ภรรยาข้าพเจ้าแล้ว. เอออดบุหรี่ไป แต่ถึงกระนั้นก็ได้จุดไฟเทียน, พระอาทิตย์ก็ยังไม่ชักรถเลี้ยวเหลี่ยมพระสุเมรุ ยังอีกนานกว่าจะมีช่องมาคอยตะโกนให้คนที่เดินผ่านทางนั้นช่วยได้ อย่ากระนั้นเลยนั่งจองอยู่ที่ประตูนี้ก็ป่วยการเวลา กลับลงไปดูโลงที่ใส่มาฝังทีหรือว่าหน้าตาจะเปนอย่างไร ? พอได้ไม้ขีดเข้ากล่องหนึ่งแล้วเลยไม่กลัวสดุ้งอะไร หยิบก้นเทียนขึ้นจุดไฟ ทีแรกดังเป่าะแป่ะ ๆ ฉี่ ไม่ใคร่จะติดไฟได้เลย สักครู่หนึ่งก็ลุกลามส่องแสงสว่างไสวดี เอามือป้องเทียนเข้ามือหนึ่ง ถือเทียนมือหนึ่ง ย่างเท้าก้าวลงบรรไดกลับมาสู่ห้อง ห้องที่มืดที่น่ากลัวถึงกับเกือบจะทำให้ข้าพเจ้าเปนบ้าตาย.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #6 on: 21 December 2025, 20:59:02 »




​ย่างเท้าก้าวเข้าไปในคูหาเห็นเจ้าพวกจิ้งจก ตุ๊กแก แย้ กิ้งก่า แมลงมุม ซึ่งเคยอยู่แต่ในที่มืด เห็นแสงไฟเข้ามาพากันวิ่งคลานเลื้อยพ่านเพ่นไปออกเกรียวกราว เสียงนกกระพือปีกและร้องออกก้องคูหา คราวนี้ถึงจะร้องไห้คอแตก กระพือให้ปีกหลุดก็เปนไม่กลัวกัน ค่าที่มีไฟอยู่กับมือทั้งดวงถึงจะดับไม้ขีดก็ยังมีอีกเกือบกล่องจะกลัวอะไรเดี๋ยวนี้. ห้องซุ้ยนั้นเดิมนึกว่าช่างใหญ่โตนี่กระไร พอได้ไฟมาส่องดู ไหนเล่าที่จริงไม่โตกี่มากน้อย เปนห้องสี่เหลี่ยม ฝาผนังก่อหินถือปูน ทุกด้านตามฝาผนังนั้นเปนแอ่งเว้าเข้าไป แล้วก่อเปนแท่น ๆ ขึ้นไว้ สำหรับวางหีบศพ เหนือแท่นขึ้นไปมีเปนชั้น ๆ บรรดาหีบที่วางอยู่ตามเหล่านั้น ล้วนแต่มีกระดูกของบิดา ปู่ ย่า ตา ทวด บูรพชนผู้ตั้งตระกูลโรมานีมา หีบศพตั้งซ้อน ๆ กันขึ้นไปจนเต็มด้านกำแพง แล้วลำดับด้านอื่นต่อไป. ข้าพเจ้าเที่ยวเดินตรวจหีบศพมาจนถึงใบที่ข้าพเจ้าต้องการจะเจอะ—คือโลงของข้าพเจ้าเอง.

โลงนั้นอยู่บนชั้นต่อใบอื่นขึ้นไปสูงพ้นพื้นดินประมาณสามศอกคืบ รอยแตกเปนพยานอ้างว่าข้าพเจ้าได้ดิ้นจะออกอย่างใหญ่ เดินเข้าไปพิจารณาจนใกล้ เห็นว่าฝีมือที่ทำนั้นแบบบางเล็วทรามจริงเหมือนนึก ชั้นแต่กระดาสก็ไม่ได้ปิด เครื่องประดับประดาอะไรก็ไม่มีสักอย่าง - อะไรวาวๆวับๆ อยู่ที่ก้นโลง ส่องไฟลงไปดูเห็นเปนไม้กางเขนไม้ดำดงหุ้มเงินวางอยู่. นี่ท่านบาดหลวงผู้มีพระเดชพระคุณองค์นั้นอีกแล้ว! ท่านสมเพทว่าเขาจะฝังข้าพเจ้าเปล่าๆ ดูไม่เปนการบังควร ต้องมีของในสาสนาเปนสิ่งนำหนทางไปสู่ที่ชอบด้วย ​บางทีเมื่อสวดมนต์สวดพรส่งวิญญาณข้าพเจ้าแล้ว ท่านจะเอาไม้กาง เขนอันนั้นวางลงบนอก พอข้าพเจ้าฟื้นดินที่จะดันออกมา, ไม้กางเขนนั้นจึงได้ไพล่พลัดลงไปอยู่เบื้องล่าง. หยิบเอาไม้กางเขนขึ้นจูบด้วยความนับถือ และตั้งใจว่าต่อไปข้างหน้าถ้าพบท่านบาทหลวงองค์นั้นแล้ว จะเล่าเรื่องให้ท่านฟัง สมณาคุณความดีของท่าน มาตรว่าท่านไม่เชื่อในถ้อยคำที่เล่าบอกก็ดี เอาไม้กางเขนนี้ให้ท่านดู ท่านคงจะจำได้และเชื่อ. เขาได้จารึกชื่อบนโลงหรือเปล่า ? ออกสงไสย เดินเอาไฟส่องดูตามข้างๆ อ้อ, จารึก-ฝีมือเขียนเลว ๆ ด้วยน้ำมันดินว่า “ฟาบีโอ โรมานี” -ถัดลงมาข้างล่างบอกวันคืนปีเกิด ถัดลงมาเขียนเปนภาษาแลติน บอกว่าข้าพเจ้าตายด้วยอหิวาตะกะโรค ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๘๔. นั่นคือเมื่อวานนี้—เมื่อวานนี้เอง! แต่รู้สึกดูช่างนาน นานราวกับสักร้อยปีมาแล้ว

เมื่อพิจารณาดูโลงของข้าพเจ้าเองแล้ว ข้าพเจ้าเดินไปยังหีบศพบิดาและมารดาซึ่งวางเคียงคู่กันอยู่ คุกเข่าลงกระทำคำนับและอ้อนวอนขอความรัก และความปกปักรักษาของท่านผู้มีพระเดชพระคุณอย่างล้นพ้นทั้งสองในเวลาที่ไปสู่ประโลกแล้วให้คงมีอยู่แก่ตัวข้าพเจ้า ดังเช่นในเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ในมนุษย์โลกนี้ ขณะที่คุกเข่าอ้อนวอนอยู่นั้น ข้าพเจ้าเห็นอะไรต้องแสงไฟแวววับจับตาพราว ครั้นลุกเดินไปดูเห็นขี้เพ็ชร์วางอยู่กลางพื้นเรือนหนึ่ง ตรงกลางเปนไข่มุก รูปชมภู่เมล็ดเขื่อง ประดับล้อมรอบด้วยเพ็ชร์สีชมพูน้ำที่หนึ่ง มีความสนเท่ห์ใจเปนอย่างยิ่ง ที่มาเจอะของชนิดนั้นอยู่ในที่อันใช่ที่ใช่ทางฉนั้น มองตรวจดูทั่วทิศว่าของนั้นจะมาอย่างไรได้ จึงเห็นหีบศพ​ปลาดอันหนึ่งวางตะแคงข้างอยู่กับพื้น; ดูเหมือนจะมีใครดันหรือผลักพลัดตกลงมากลิ้งอยู่ เพราะว่าเห็นปูนและสิลาพังกระจุยกระจายอยู่เกลื่อนกลาด ไปยืนพิจารณาดูเห็นหีบที่แท่นรองโลงข้าพเจ้าอีกชั้นหนึ่งไม่อยู่ที่ และฝาผนังที่ตรงนั้นก็บินพังบุบฉลายมาก ข้าพเจ้า รลึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อข้าพเจ้ากระโดดออกจากโลงนั้นได้ยินเสียงอะไร โครมครามลงมาข้าง ๆ อ้ายโครมนั้นคือเจ้านี้เอง—หีบนี้ยาวและ ใหญ่พอใส่ศพคนสูงห้าศอกได้ดี, ข้าพเจ้านึกในใจว่าท่านบรพบรนด์ ของเราผู้นี้ช่างสูงใหญ่จริง นี่เราทำเอาท่านหกขะเมนพื้นที่ทางมา จะ เอาขึ้นคนเดียวก็ไม่ไหว ต้องทิ้งไว้ก่อนแล้วจึงให้คนมาจัดการภายหลัง แต่ของเพ็ชร์ที่อยู่ในมือเดี๋ยวนี้ จะกระเด็นออกมาจากเครื่องแต่งตัว ของท่านบ้างดอกกระมัง?

ความพิศวงในหีบใบนั้นยิ่งแก่กล้าขึ้น ข้าพเจ้าจึงถือเทียนเที่ยวส่องจนรอบหีบ จะดูชื่อท่านผู้นั้นว่าชื่อเรียงเสียงใดก็ไม่เห็นมีชื่อปรากฏ ไม่มีเครื่องหมายแกงไดอะไร นอกจากรูปกริสทาสีแดงป้ายๆ พอเปนรูปอยู่อันหนึ่ง. เกิดเปนปฤษณา! ต้องตีปฤษณานี้ให้แตกจงได้. เอาเทียนตั้งลงบนแท่นศพ วางจี้เพ็ชร์ในกำมือลงเคียงเทียน แล้วสองมือเข้าง้างซีกหีบที่แตกเผยิบอ้าอยู่ข้างหนึ่งด้วยเต็มกำลัง กระดานหีบลั่นเผาะๆ ถุงหนังเล็กกลิ้งออกมาข้างเท้าถุงหนึ่ง หยิบขึ้นแก้ถุงดู-มีทองเต็มถุง! ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ามีความปลาดใจและทึ่งมากขึ้น จึงพยายามง้างแผ่นกระดาน แล้วเอาก้อนสิลามายัดเข้าเปนลิ่มไว้ ต่อไปเลือกเอาสิลาก้อนที่เขื่องมาตอกอัดเปนลิ่มอีกชั้น ออกแรงและปัญญาไขลิ่มเบ่งกระดานหีบอยู่สักสิบนาทีได้ กระดานก็ถอนออกทั้งแผ่นสมความปราดถนา.

​เปิดขึ้นนึกว่าคงจะได้เห็นสิ่งที่น่ากลัวขนพองสยองเกล้า—กล่าวคือเห็นกระดูกเปนท่อนๆขาวๆ กะโหลกศีร์ษะตั้งอยู่จงโก้ยิงฟันแสยะตากลวงโบ๋ แต่หาเห็นสิ่งเช่นนั้นไม่ แทนสิ่งที่น่ากลัวเหล่านั้นกลายเปนสมบัติล้วนแล้วแต่สิ่งของอันมีค่า คาดคะเนไม่ถ้วนว่าจะมีของสักกี่มากน้อยสิ่ง และราคามากน้อยเท่าใด มากมายก่ายกองเหลือแหล่ ผิว่าพระยามหากระษัตริย์ผู้มีทรัพย์นับโกฏิมาเห็นลาภของข้าพเจ้าเข้าแล้วคงไม่วายที่จะทรงอิจฉา ชั้นบนปากหีบมีถุงหนังใบใหญ่ห้าสิบถุงวางเรียงเปนลำดับ; กว่ายี่สิบห้าถุงมีทองตราที่เขาใช้สรอยกัน ถุงที่เหลือนั้นเต็มด้วยเพ็ชร์พลอยอันมีค่า—มีสังวาลเพ็ชร์ รัดเกล้าเพ็ชร์ กำไลมือเพ็ชร์ นาฬิกา สายสร้อย และเครื่องแต่งตัวผู้หญิงต่าง ๆ สิ่งนี้ก็เพ็ชร์ สิ่งนั้นก็ทับทิม สิ่งโน้นก็มรกฏ ดูแวววาวขาวเขียวแดงล้วนแล้วด้วยก้อนศิลาประเสริฐ นอกจากที่เปนรูปพรรณ ยังมีเพ็ชร์ ทับทิม มรกฎ ไข่มุก โอปอล์เมล็ดโต ๆ น้ำงาม ๆ อีกเอนก ที่เจียรในแล้วก็มี ที่ยังไม่ได้เจียรไนอีกก็มาก. ถัดถุงลงไปถึงผ้าผ่อนอย่างที่เปนม้วนๆ มีผ้าน้ำมันหอกันชื้นอยู่ภายนอก คลี่ออกภายในมีแพรดอกเด่น ๆ งาม กำมหยี่ก็มี ผ้าเยียรบับก็มี มีผ้าลูกไม้อย่างเก่าอย่างมีราคามากอยู่สามทบ ยังบริบูรณ์ไม่ขาดวิ่นเสียหายเลยแต่สักนิด ถัดลงไปมีถาดทองใหญ่สองถาด และมีถ้วยทำด้วยธาตุอย่างเดียวกันอยู่คู่หนึ่ง ของสำหรับกับของอื่น ๆ กระจุกกระจิกกระจุ๋งกระจิ๋งยังมีอีกหลาย เช่นกับรูปผู้หญิงแกะด้วยงาช้างทั้งตัวยืนอยู่บนฐานเงิน เข็มขัดทำด้วยทองตราเกี่ยวๆ กัน พัดด้ามจิ้วด้ามทำด้วยอำพันประดับมูลการเวก กริสเจ็ดคดฝักฝังพลอยต่าง ๆ คันฉ่องกรอบฝังไข่มุกเปนต้น ถึงชั้นล่างชั้นที่สุด จะว่าเปนของเลวก็ไม่ได้ มี​กระดาดแบงก์โน้ตหลายม้วน เปนเงินรวมหลายล้านแฟรงค์—สมบัติใหม่อันนี้รวมเข้ามากกว่าสมบัติก่อนที่ข้าพเจ้ามีอยู่ที่บ้านหลายเท่า และสมบัตินี้เปนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพบในห้องซุ้ยที่ฝังของข้าพเจ้า…...... ข้าพเจ้ามีกรรมสิทธิที่จะถือเอาว่าเปนสมบัติของข้าพเจ้าได้ หวนนึกว่าสมบัติอันก่ายกองนี้เข้ามาอยู่ในห้องซุ้ยนี้ยังไรได้หนอ ! พวกโจร, โจร! ไม่ต้องสงไสย—ทำไมเมื่อก่อนถึงช่างโง่ไม่นึกถึงพวกโจรเลย ! รูปกริสทาสีฝาหีบนั้นทำให้นึกทายปฤษณานี้ถูก. กริสสีแดงเปนเครื่องหมายของนายโจรกล้าหาญร้ายกาจคนหนึ่ง ชื่อว่า คาร์เมโล เนรี คุมพวกพ้องเที่ยวปล้นสดมภ์ชาวเมืองปาเลอร์โมไม่สู้นานมานักนี้.

“อ้ออย่างนี้เอง” ข้าพเจ้าคิดในใจ “ที่ความคิดอันลอดฟ้าของเจ้าหรือเจ้าคาร์เมโล! เจ้าตัวฉลาด! เจ้าคิดดี—เจ้าคิดว่าคงจะไม่มีใครมารบกวนผู้ที่ตายแล้ว จะไม่มาเที่ยวต่อยโลงค้นทรัพย์, น่าชมสติปัญญาเจ้านัก คาร์เมโลเอ๋ย! แต่ครานี้เจ้าแพ้! คนที่เขาพากันว่าถึงแก่กรรมแล้ว และกลับเปนขึ้นมาได้ฉนี้ ควรจะได้รับรางวัลค่าความลำบากตรากตรำบ้างซี ถ้าข้าไม่เอาเข้าของที่พระเจ้าและอ้ายโจรหาไว้ให้แล้วข้าเปนอ้ายมหาโง่ สมบัติทั้งนี้ล้วนได้มาโดยทุจริต ไม่ต้องสงไสย—ฉนั้นให้ข้าปกปักรักษาเปนเจ้าของดีกว่าเจ้าจะเปนเจ้าคาร์เมโล!”

แล้วตรองคาดเรื่องต่อไปว่าเมื่อพวกโจรตีปล้นได้ทรัพย์แล้วคงจะเอาลงเรือข้ามมาจากเมืองปาเลอร์โมทางทะเล บรรจุลงโลงที่เสร็จแล้ว ก็ให้ลูกสมุนอย่างที่แข็งแรงหามหีบที่สมมุติว่าหีบศพมาตามถนน มีพวกพ้องแต่งดำหรืออะไร ทำหน้าตาโศกเศร้าเจ๋าจ๋อยเดินมาเปนกระบวนแห่ ใครเลยจะสงไสยเปนอื่นเล่า อ้ายพวกโจรเล่านี้เดินแต้ม​ความคิดสูงจัด แต่มันเอาเข้ามาในห้องซุ้ยนี้ยังไรได้ หรือว่ามันมีลูกจุญแจปลอมอีกต่างหาก ? ยังตรองความตรงนี้ไม่ตก

พอเทียนส่องแสงอยู่สว่างดี ๆ แหละผึ้บดับทันทีราวกับถูกลมเวรำพาพัดกระโชก. ไม้ขีดในกระเป๋ามีอยู่ ไม่กลัวไม่ขามอะไรจุดขึ้นใหม่ได้สบาย แต่สงไสยว่าเหตุไฉนไฟถึงดับวุ่บราวกับเป่าด้วยปากเช่นนั้น. มองตรวจไปๆ เห็นแสงสว่างภายนอกส่องลอดช่องเข้ามาได้ตรงมุมแท่นที่ตั้งเทียน ข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้เห็นรูในกำแพงใหญ่ประมาณสามนิ้วลอดได้ และลมเป่าเข้ามาตามช่องแรงจัด ข้าพเจ้ารีบจุดเทียนใหม่ ถือไปพิจารณาตรวจตราดูช่องนั้นและตามแท่น เห็นเปนรอยถลุงเอาก้อนสิลาใหญ่ที่ลำดับก่อเปนกำแพงหลุดออกไปสี่ก้อน มีท่อนไม้ทั้งต้นมาพาดทับปิดช่องนั้นไว้ ท่อนไม้นั้นไม่ได้ตอกติดกันแน่นหนา แต่เพียงเอามือผลักก็ล้มออกไปได้ทีละท่อน ถัดออกไปข้างนอกเปนขยะพงหญ้าตัดมาสุมๆ ทิ้งเข้าไว้ พอเขี่ยท่อนไม้แลขยะพงหญ้าไปพ้นทางแล้ว เปนช่องโตไม่ว่าใครลอดเข้าออกได้สบาย หัวใจของข้าพเจ้าเต้นหนักด้วยความยินดีที่จะหลุดจากที่ขังได้ ค่อยต่ายลอกออกไป—เหลียวซ้ายเหลียวขวาเหลียวรอบตัว—ขอบพระเดชพระคุณพระเจ้า เห็นทุ่งนาป่าเขา—เห็นฟ้า! ข้าพเจ้าตบมือหัวร่อร่าด้วยความยินดีเหลือเกิน! เปนไทยแล้ว! เปนไทยที่จะกลับคืนมีชีวิตกลับคืนสู่ความรัก กลับคืนสู่วงแขนแม่นีนนาคนสรวย—กลับคืนมาสู่ความศุขในโลก—เปนไทยที่จะลืม ถ้าลืมได้ ลืมความน่ากลัวอย่างยิ่งที่ต้องถูกฝังทั้งเปน. ถ้าแม้คาร์เมโลเนรีได้ยินคำให้พรของข้าพเจ้าแก่เขาแล้ว เขาคงจะนึกว่าตัวเขาเปนเทวดาผู้วิเศษมากกว่าเปนมหาโจรทีเดียว. ลาภผลและความเปนไทยของข้าพเจ้า เปน​ผลแห่งการที่ตัวมหาโจรเองหรือพวกบริวารขุดเอาของเข้าไปซ่อนไว้ในห้องซุ้ยโรมานี. จะมีคนน้อยคนทีเดียวเกือบว่าได้ว่ามีกตัญญูต่อผู้อุปถัมภ์ของเรา มากกว่าข้าพเจ้าต่อมหาโจรผู้มีชื่อเสียงปร ากฏนี้ รัฐบาลได้บนบานมาหลายเดือนแล้วว่า ถ้าผู้ใดจับตัวมหาโจรผู้นี้มาให้ หรือแต่เพียงบอกตำบลที่ซ่อนให้ได้จะให้รางวัลถึงขนาด. เออรัฐบาลเห็นจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากข้าพเจ้าแล้ว ให้ได้ยินกับหูรู้กับตาว่าอยู่ที่ไหนก็เปนไม่บอกไม่เล่า ต้องการอะไรจะไปประทุษฐร้ายต่อเขา! ถึงโดยจะไม่ปลงใจเขาก็ทำคุณแก่ข้าพเจ้าอย่างที่สหายดีๆ จะทำไม่ได้. เพื่อนที่ไหนให้ไปหาทั้งโลก เมื่อขัดสนจะกอบโกยเอาเงินเอาทองมาให้เปนหนักเปนหนาเปนไม่มีแล้ว หาไม่สุภาสิตท่านจะวางไว้ทำไมว่า

“เพื่อนกิน สินทรัพย์แล้ว   แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี   มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี   วาอาตม์
หายาก ฝากผีไข้   ยากแท้จักหา”

เพื่อนยากนั้นเกือบจะว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ จะมีบ้างก็น้อยเต็มที. ก็แต่ที่นายโจรสงเคราะห์แก่ข้าพเจ้ามากกว่าเพื่อนจะสงเคราะห์ได้ บางทีก็จะเปนเพราะที่เขาไม่ใช่เพื่อน.

ข้าพเจ้ายืนนึกสมบัติบ้ายิ้มใหญ่ยิ้มน้อยอยู่นาน แล้วหวนคิดว่าแม่นีนนากับข้าพเจ้าคงจะรักกันขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ด้วยคิดว่าเวลาพรากจากกันไปก็ไม่นานเลย แต่ความน่าแสยงจึงกลัว—ความคิด ฉนี้แหละจะทำให้สวาสดิ์ซึ่งกันและกันขึ้นอีกสักสิบเท่า. และส่วนแม่ดาราน้อย! ทำไม—เย็นวันนี้จะได้ไปไกวชิงช้าให้นั่งใต้ต้นส้ม​ตามเคย จะได้ยินเสียงพูดแจ๋วๆ หัวเราะกิ๊กๆ เย็นวันนี้! เย็นวันนี้จะได้จับบีบมือกีโดด้วยความยินดี อย่างที่ถ้อยคำจะอธิบายเปนภาพไม่พอ ค่ำวันนี้ คำวันนี้ศีร์ษะภรรยาข้าพเจ้าจะมาซบอยู่ที่หน้าอก แก้มปากจะมาซบอยู่ที่ปากข้าพเจ้า ในความเงียบสงัดจะไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงจูบฟอด ๆ อา, มันสมองข้าพเจ้าอยู่ข้างจะรู้สึกเวียนวงงงงวยด้วยความปิติยินดีปลื้มมากเหลือล้นพ้น รู้สึกว่ายิ้มเอง หัวเราะเอง พูดเอง เออเอง อยู่คนเดียวราวกะคนหย่อนเต็ง ! พระอาทิตย์ชักรถขึ้นพ้นเหลี่ยมไสลแล้ว ส่องแสงฉายมากระทบน้ำทะเลดูแดงพราวแววรับ ดูเหมือนกับว่าน้ำทะเลในอ่าวเมืองเนเปิลซ์นั้นเปนน้ำไฟ เมื่อหายใจลมอากาศบริสุทธิ์พอใจแล้วก็คลานกลับเข้าห้องซุ้ยใหม่.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #7 on: 21 December 2025, 20:59:53 »




การรวบรวมเข้าของที่ซื้อมากระจัดกระจายอยู่เข้าที่ตามเดิมนั้น ไม่เปนของยากลำบากอะไรนัก ในชั่วเวลานี้ข้าพเจ้าต้องการแต่เพียงสองถุงสำหรับไปใช้จ่ายพลาง ถุงหนึ่งล้วนแต่ทอง อีกถุงหนึ่งล้วนเพ็ชร์พลอย, เหลือนอกนั้นก็กลับเอาลงหีบ ปิดฝาเรียบร้อยแล้วลากเอาไปไว้มุมห้องซุ้ยที่มืดที่สุด ยกสิลาก้อนใหญ่ขึ้นทับไว้สามก้อน แล้วกลับมาเอาถุงทั้งสองที่เลือกเอาไว้สอดลงกระเป๋ากางเกงข้างละถุง พอทำอย่างนั้นนึกขึ้นมาได้ถึงเครื่องแต่งตัวของข้าพเจ้า แต่งตัวอย่างนี้จะเดินไปตามถนนหลวงได้หรือ ควักถุงเงินเดิมของข้าพเจ้าที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่ามีติดตัวมาด้วย เทออกดูมีทองตราราคายี่สิบแฟรงค์อยู่สองแผ่น มีเงินปลีกอยู่บ้าง เงินเท่านี้พอจะซื้อเครื่องแต่งตัวสำรับหนึ่งได้ แต่จะไปซื้อไปหาที่ไหน ? หรือว่าจะซุ่มซ่อนอยู่ในห้องซุ้ยนจนพลบค่ำจึงออกเหมือนกับอ้ายผีปีศาจหรืออ้ายคนร้าย ? ไม่ได้การ! จะเปนไรก็เปนไปไปมันถุ่ย ๆ อย่างนี้ ผิดชอบเขาก็เหมาเอาเปนอ้ายกระยาจกวรรณิพก เที่ยวขอทานเลี้ยงชีพเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะเสียอะไร. ถึงจะเสียจะหายสักเท่าไรก็ไม่เปนไร—พอถึงบ้านก็คุ้มดอก.

ครั้นตกลงในใจอย่างนั้นแล้ว ก็เตรียมตัวจะออก เอาจี้เพ็ชร์เรือนที่พบคราวแรกห้อยคอ ตั้งใจว่าจะเอาเครื่องประดับกายอันนี้ไปเปนกำนันภรรยา แล้วก็ปีนลอดออกทางช่องเอาไม้ขอนขึ้นก่ายทับๆ กันและเอาขยะฟางหญ้ามากองสุมๆไว้อย่างเดิม ครั้นแล้วออกยืน​ห่างๆ พิจารณาดูลาดเลา เห็นไม่มีเค้าเงื่อนที่จะจับตาคนว่าเปนทางเข้าในอุโมงค์แต่สักนิดแล้ว ก็เดินลัดหาทางใกล้ที่สุดที่จะมาเมือง.

พระอาทิตย์ขึ้นสูงส่องแสงร้อนกล้าขึ้นทุกที ๆ ฝุ่นตามถนนร้อนราวกับขั้ว ข้าพเจ้าเดินเท้าเปล่า ศีร์ษะเปลือย แต่ก็ไม่รู้สึกร้อนกี่มากน้อย ด้วยหัวใจมุ่งไปสู่ความเย็น กระหยิ่มยิ้มกริ่มในใจเกินร้องเพลงเรื่อย ๆ มาคนเดียว ภายหลังรู้สึกขาแข้งเพลีย วิงเวียนและปวดศีร์ษะ คอแห้งอยากรับประทานน้ำ ระลึกถึงโรคของตัวขึ้นมาว่ายังไม่หายปรกติดี มานะแขงใจว่าสู้ทนโซเซไปถึงบ้านได้แล้ว โดยความประคบประหงมรักษาพยาบาลของแม่ชื่นใจ ไม่กี่วันก็คงหายดอก เดิน ๆ มาเห็นเกวียนบรรทุกผลองุ่นสดจอดอยู่ข้างทางเล่มหนึ่ง ดีใจเดินตรงรี่เข้าไปหา ฝ่ายชายเจ้าของเกวียนนั้นนั่งพิงหลับอยู่บนเกวียน ม้าก็ยืนเล็มหญ้าตามข้างทางกินสบัดลูกพรวนดังกร่าง ๆ ด้วยความหิวกระหายน้ำจัด ข้าพเจ้าเดินเข้าไปข้างเกวียนเอามือจับไหล่ชายเจ้าของเกวียนสั่น ชายเจ้าของเกวียนนั่นตกใจตื่นขึ้น ทำหน้าตื่นเลิกลั่กด้วยความกลัว โดดลงจากเกวียนคุกเข่าลงกลางฝนยกมือกระทำคำนับอ้อนวอนขอชีวิต. ข้าพเจ้านึกในใจว่าเหตุไรหนอตานี่จึงกระทำกิริยาดังนี้ เห็นจะเปนด้วยเครื่องแต่งตัวมันเร่อร่าหรือยังไง ?

“เฮ้ย ลุกขึ้น !” ข้าพเจ้าว่า “ข้าไม่เอาอะไรของแกดอกจะเอาแต่ลูกองุ่นเท่านั้น ข้าให้เงินซีน่า อย่ากลัวไม่เอาของแกเปล่าดอก ว่าดังนั้นแล้วก็ควักเงินยื่นให้สองแฟรงค์. อีตาเถ้าเจ้าของเกวียนลุกขึ้นตัวสั่นเทา กอบเอาผลองุ่นให้ขยุ้มหนึ่ง รับเงินแล้วกระโดดขึ้นเกวียนเฆี่ยนม้าให้วิ่งเกือบตาย โครมครามตรังตังตังลงเนินไปเร็ว สักครู่ก็เห็นแต่ฝุ่นขึ้นฟุ้งตระหลบไป. ข้าพเจ้ารับประทานผลองุ่นพลาง​นึกออกขันตาบ้าเจ้าขององุ่น อะไรอยู่ดี ๆ ก็โครมครามพรวดพราด หรือจะเข้าใจว่าเปนปีศาจหรือพวกโจรละกะมัง ? เดินไปเดินไปจนมาใกล้เมือง ยิ่งใกล้เมืองเข้า ยิ่งเจอะผู้คนมากขึ้น—แต่ไม่มีใครติดใจพิศวงข้าพเจ้า—ว่าโดยที่แท้ข้าพเจ้าคอยหลบทลีกให้ห่างไว้ตามแต่จะได้อยู่เสมอ. ลัดแลงมาถึงตรอกเล็กแห่งหนึ่ง มีร้านขายของสองสามร้าน ขายของรุงรัง ปะการังบ้าง เปลือกหอยบ้าง ลูกปัดบ้าง ปลาแห้ง มพร้าว น้ำเต้า เขาสัตว์ ถ้วยปืนชามร้าว ของเก่าๆเกือบสารพัด ดูทำนองอย่างโรงจำนำ เห็นตาแก่อ้วนตุ๊นั่งอยู่หน้าร้านคนหนึ่ง หน้าตาแกกยู้กยี้ราวกับยักษ์เด็กมันเขียนเล่น นั่งสูบกล้องปุ๋ยๆอยู่ ไนย์ตากลมดำสอดส่ายเหลียวซ้ายแลขวาดูว่าอะไรมาทางไหนบ้าง พอเห็นข้าพเจ้าเดินมาแต่ไกล แกทำไถลไปดูท้องฟ้า ต่อเดินมาใกล้ได้สักสองวาจึงได้ก้มหน้าลงมาจ้องตาเขม็ง.

ข้าพเจ้าเห็นว่าคนชนิดตาเจ้าของร้านนั้นไม่ควรจะทราบเรื่องราวของข้าพเจ้า จึงพูดว่า “ตาขาตา ฉันเปนคนจรมาแต่ทางไกลเข้าของเสื้อผ้าสูญหายเสียตามทางหมดสิ้น. ตามีเสื้อสำหรับขายบ้างไหมขา ? เสื้อกางเกงอะไร ๆ ก็เอาเถอะ ฉันไม่ใช่คนพีถีพีถันดอก อะไร ๆ ก็ได้.”

ตาเถ้าอ้วนนั้นชักกล้องออกจากปากแล้วว่า “อ้ายแกน่ากลัว อ้ายโรคห่าไหม อ้ายโรคลงรากหน้ะ?”

ข้าพเจ้าตอบเรื่อยๆว่า “ไม่กลัวดอกกะตา ฉันพึ่งจะฟื้นจากโรคนั้นเมื่อนี่เอง เนื้อจืดเสียแล้ว มันไม่ตามมากินดอกตา.”

ตาเถ้านั้นมองข้าพเจ้าทั่วสารพางค์กาย แล้วหัวเราะว่า อ้อ—ดี—ดี! เหมือนข้าอีกคนหนึ่ง—ไม่กลัว กลัวมันทำไม! อ้ายเรา​มันไม่ใช่ขี้ขลาดนะแกนะ พระบนสวรรค์ท่านส่งให้อ้ายห่ามาหนะดีเสียอีก. ข้าชอบพิลึก เสื้อผ้าที่อ้ายสัปเหร่อมันรึ้งมาจากผีได้กี่มากน้อย โยนมาเถอะ ข้ากว้านไว้หมด แม้ยังใหม่ ๆ เรี่ยม ๆ ก็มี. อ้ายแกเอ๋ย ข้าไม่ต้องซักต้องฟอกต้องลอกขี้ไคล—ใครมาซื้อก็ขายไป—ว่าเสียสด ๆ—จะเปนไรไป ? มนุษย์เราเกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคน ใครจะอยู่ค้ำฟ้า—ยิ่งเร็วยิ่งดี! ข้าต้องช่วยพระเจ้าเต็มมือเทียว.”

ข้าพเจ้าออกพื้นเสียในถ้อยคำของอีตาเถ้าจัญไร มันช่างพูดออกมาได้ไม่ขยะแขยงน่าแช่งน่าด่านี่กระไร รู้สึกสอิดเสอียนขนพองสยองเกล้า เช่นกับถูกอ้ายตัวอะไรเกาะคอเมื่อนอนหลับในห้องซุ้ย พิศดูหน้าตาตั้งแต่ศีร์ษะตลอดเท้าว่าจะมีเค้าแขกยิวก็ไม่ใช่ คนชาติอิตาเลียนนั่นเอง แต่ใจคอช่างกระไรหยาบช้าทารุณเหลือดีฉนี้.

“แน่ะแฮ้ตา?” ข้าพเจ้าพูดเสียงกระชาก ๆ “เมื่อมีกางเกงขายหรือไม่มีก็ให้ว่ามา ไม่มีจะได้ไปหาซื้อที่อื่น”

“มีซีน่า มีมี!” แล้วตาเถ้านั่นก็ลุกจากเก้าอี้. ปุ้โธ่นึกว่าจะสูง เปล่า เตี้ยตะแมะแคะ หลังโกงเปนปุ่มเปนปั่ม เดินเตาะแตะนำน่าเข้าไปข้างในร้านมืดของแก “เข้ามาข้างใน เข้ามาข้างใน! เลือกตาม ชอบใจ เสื้อผ้าถมเถ อ้ายแกชอบสำรับไหนก็เลือกเอาตามชอบใจ ดูสำรับนี้แนะ เสื้อผู้ดี ฝีมือตัดฝีมือเย็บก็ดีด้วยนา เอ้าดูเส้นด้ายซี เส้นโตเบิ้มเทียว เสื้ออังกลิษด้วย ตัดเมืองอังกลิษโน้น! เจ้าของเดิมเปน คนอังกลิษ มายล้อร์ดที่ดื่มเบียดื่มบรั่นดียังกะดื่มน้ำท่า มั่งมีพิลึก-โอ-มั่งมีพิลึก! แต่อ้ายห่าจิกไปกินเสียแล้ว; เขาว่ามันด่าเปนโขมง เรียกกินบรั่นดีไม่หยุดปาก. ฮา ฮา ตายดี—ตายดี! ตาคนที่บ้านตาเอาเสื้อสำรับนี้แหละมาขายให้ข้าเปนเงินสามแฟรงค์—หนึ่ง, สอง, ​สาม,—แต่ต้องให้ข้าหกแฟรงค์ หกแฟรงค์ หกแฟรงค์ เห็นกำไรไหม ? หกแฟรงค์มันต้องอย่างนั้น ข้ามันคนจนและแก่นักแล้วด้วย ต้องทำอะไรบ้างพอเลี้ยงชีวิต.”

ข้าพเจ้าเหวี่ยงมัดเสื้อที่ตาเจ้าของร้านส่งให้นั้นเสีย และว่า “ฉันไม่เกลียดไม่กลัวไม่รังเกียจตัวโรคดอก แต่รังเกียจอ้ายเสื้อที่ชุ่มไปด้วยกลิ่นบรั่นดีวิสกี้ ซื้อไปใส่หน่อยได้กลิ่นจะหงษ์เซซัด ๆ ไปไม่ตรงรู่ตรงทาง ถ้าไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย เสื้อตลกที่เขาแต่งในคารนิวาลก็เอาเถิด จะดีเสียกว่าเจ้าเสือหงษ์นี่.”

“อ้าๆ ดีๆ !” ตาเถ้านั้นว่า “ยังงั้นซีข้าชอบ ข้าชอบ! อ้ายแกถึงจะแก่จะเถ้าก็ยังสนุกสนานดี ข้าชอบอย่างนั้น เกิดมาเปนคน ถึงจะยากจะจนจะแก่จะเถ้า อย่าทำหน้างอคอเง้าาหน้าบูดบู้บี้ สนุกมันไว้ หัวร่อมันไปจึงจะนับว่าดี ดูแต่คนตายยังหัวเราะ ง่า ง่า—เคยเห็นหัวกระโหลกผีบ้างไหม มันยังยิงฟันหัวเราะอยู่เสมอ.”

ว่าดังนั้นแล้วก็กระชากลิ้นชักออก มีมัดเสื้อมัดกางเกงออกเกลื่อนไป แกหยิบโน่นวางนี่บ่นพึมพำอยู่คนเดียว. ฝ่ายข้าพเจ้ายืนนิ่ง รำพึงถึงคำที่ตาเจ้าของร้านแกว่า “อ้ายแกถึงจะแก่จะเถ้า ก็ยังสนุกสนานดี” ที่เขาว่าข้าพเจ้าแก่เถ้านั้นเขาแปลความว่ากระไรกัน? ชะดีชะร้ายตาเถ้านี่จะตาบอด หรือมิฉนั้นฟ่าฟาง. ในทันใดนั้นแกแหงนหน้าขึ้นมามอง.

“เมื่อพูดถึงอ้ายตัวห่า.” แก่พูด “มันไม่ทำสิ่งที่ดีเสมอไปแท้ เช่นกับเมื่อวานนี้เองมันบ้าบอระยำใหญ่ มันมาจิกเอาเศรษฐีใหญ่ในหมู่นี้ไปเสียคนหนึ่งได้ โถน่าสมเพช ให้ตกกะรกซีทั้งหนุ่มทั้งแน่น ทั้งแขงทั้งแรง ทั้งกล้าทั้งหาญ ดูไม่น่าจะตายเลย อ้ายตัวห่ามันจอง​ในเวลาเช้า ก่อนอาทิตย์ตกซิเอาลงโลงตีตะปูปังปัง หามไปฝังในห้องซุ้ยของปู่ย่า แล้วพอข้าได้ทราบข่าวเข้าก็ต่อว่า มาโดนา ทีเดียว ว่าแกเปนหญิงกาลีร้ายกาจมากไม่รู้จักสิ่งผิดสิ่งถูก คนดีคนชั่ว ว่าเสียใหญ่เทียว. ดูเถอะแกเอ๋ย! ข้าเปนเกลอกับพระเจ้าก็เปน และเปนเกลอกับตัวห่าก็เปน แต่ทั้งสองเกลอแหละมันบ้าน่าเคืองแท้ๆ ดูดู๋ มาฉวยเอาเคานต์ฟาบีโอ โรมานีไปได้”

ข้าพเจ้าสดุ้งเยือก แต่สกดใจไว้เปนกลางทำเฉยๆ ไว้ แล้วว่า “จริงหรือขาตา ท่านผู้นั้นหน้ะคือใครค้ะ ทำไมคนอื่นถึงตายได้ และท่านผู้นั้นถึงจะไม่ควรตาย วิเศษวิโศอย่างไร?”

“ตาเถ้านั้นว่า” ไม่รู้ว่าเปนใครหรือ ? ไม่รู้หรือ ? อ้า เฮ้อ! อ้ายแกหน้ะไม่รู้อะไรในเมืองเนเปิลซ์เสียเลย. ไม่เคยได้ยินชื่อท่านเศรษฐโรมานีบ้างเทียวหรือ? คอยฟัง เหตุไรข้าถึงไม่อยากให้ท่าน ตาย. ท่านฉลาดกล้าหาญชาญไชยพิลึก—กะคนจนละดีนัก ผ่าเถอะ ทำบุญทำทานตะละทีๆ ตั้งร้อยๆ แฟรงค์ ข้าได้เห็นท่านเนืองๆ—เห็นท่านแต่งงานเมีย” พอถึงตอนนี้หน้าตาเถ้านั้นย่นขมวดเหมือนกับโกรธแค้นมาก “พ่ะ! ข้าเกลียดอีนังเมียแท้—รูปร่างสะสรวยยังกะงูเผือก! ข้าคอยสังเกตดูเสมอ ว่าจะลงเอวังจบแหล่กันอย่างไร ข้างไหนจะชนะ. โดยความสัตย์ความจริง ข้าอยากให้ข้างผัวชนะ อยากจะช่วยผัวเอาชีวิตนังเมียเสีย จริง ๆ นาผ่าซี ? แต่เทพยดาฟ้าและดินทำผิดคราวนี้ผิดมากผิดมาย มาผลาญชีวิตท่านผัวเสียปล่อยให้นางเปรตสวรรค์สบายใจใหญ่. เออ ผ่าเถอะนา อ้ายเกลอ พระเจ้ากับตัวห่าทำผิดแท้ๆ ผิดใหญ่ผิดโต”

​ข้าพเจ้ายืนนิ่งฟังออกนึกแค้นใจเปนอย่างยิ่ง แต่ก็นึกปลาดใจมากเหมือนกัน ว่าเหตุใดอีตาเถ้าจัณทาลนี้ถึงตั้งหน้าตั้งตาเกลียดภรรยาข้าพเจ้านัก. หรือจะเปนเพราะแกอิจฉาความหนุ่มความสวยความงามก็จะเปนได้. อนึ่ง ถ้าตานี่เห็นข้าพเจ้าเนืองๆ แกคงจะจำหน้าได้ นี่ยังไรกันหนอ แก่ถึงจำไม่ได้เอาเสียเลย เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็พูดดังออกไปว่า

“เคานต์โรมานี ของตานั่นรูปร่างเปนอย่างไร ? ตาว่าเขาสวยเก๋—สูงต่ำดำขาวประการใด ขาตา ?”

ตาเถ้าตอบว่า สวยเก๋มากแต่ก็นึกปลาดใจ โอ๊ย ดูไม่เสียสายตาเปล่าแต่ก็นึกปลาดใจ ตัวตรงเหมือนยังแกนี่แหละ—สูงก็เท่าแก—ผึ่งผายก็เหมือนแก แต่ไนย์ตาของอ้ายแกหน้ะมันโหลลอย—ของท่านหน้ะเต็มใหญ่วาว—หน้าของแกมันสลดซีด—ของท่านหรือเปล่งปลั่งสีเลือดสีฝาดขึ้น ผมก็ดำเนินมันขลับราวกับขนกาน้ำ—อา! เกลอเอ๋ย ของอ้ายแกมันขาวราวกะสำลี!”

คำสุดทำเอาข้าพเจ้าสดุ้งเสมอกับถูกสายไฟฟ้า! เปลี่ยนแปลงถึงอย่างนั้นเทียวหรือ! ความน่ากลัวในเวลากลางคืนในห้องซุ้ยจะแปลงรูปมนุษย์ไปได้ถึงอย่างนั้นทีเดียวหรือ? แกว่าผมข้าพเจ้าขาวผมข้าพเจ้า ? ไม่น่าเชื่อ. ถ้าเปนอย่างนั้นจริงไหนเลยแม่นีนนาจะจำข้าพเจ้าได้—เห็นเข้าคงจะตกใจร้องวิดว้ายไป—ถึงกีโดก็คงจะสงไสย ที่ว่าข้าพเจ้าเปนข้าพเจ้า. ข้อนั้นยกไว้ อ้างพยานให้สมได้ว่าข้าพเจ้าคือ ฟาบีโอ โรมานี—โลงก็เปนพยาน ห้องซุ้ยก็เปนพยาน กำลังข้าพเจ้าคิดตรอง ตาเถ้านั่นเอ่ยขึ้นมาท่ำกลางอีกแล้วว่า:

​“เออ ท่านสวยจริง งามจริง รูปร่างแข็งแรง. ข้าชอบคนแรงๆ ถ้าท่านจะจับคอนางเมียนั้นบิดให้ขาดก็ได้อย่างสบาย! บิดเสียแล้วจะได้ไม่มีหน้ามาลอยตอแหลตอกั่นได้อีก. ข้าอยากให้ท่านจับคอบิดแท้—ตั้งตาคอยดูตั้งหูคอยฟังอยู่ว่าเมื่อไรหนอจะบิดเมื่อไรหนอจะบิด ถ้าพระยามัจจุราชไม่เอาท่านไปเสียท่านคงบิดจริง ชะชะเสียดายท่านมาตายเสียก่อน.”

ข้าพเจ้าสกดใจนิ่งกลืนโทโษไว้เบื้องใน ทำท่าขรึมพูดดีกับอ้ายเดียรฉานเถ้าว่า : “เหตุใดตาจึงเกลียดชังเคานเตสโรมานีนัก ท่านทำอะไรให้ตาหรือ ?”

ตาเถ้าตอบว่า คอยฟัง! ว่าเหตุใดข้าจึงเกลียดชังมันนัก—เออ เออ—จะเล่าให้ฟัง เพราะอ้ายแกเปนผู้ชายและทั้งเปนคนแข็งคนแรง ข้าชอบคนแรง—บางทีคนแรงๆ ก็ถูกกลอีผู้หญิง จริงนา—แต่ไม่เปนไรมีเรี่ยวแรงพอแก้เผ็ดมันได้. แต่ก่อนนี้ข้าก็แข็งแรงนักเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ไหว ไม่ไหวเสียแล้ว. แต่อ้ายแกหน้ะ- - ถึงแก่—แต่ชอบตลกคนอง—เข้าใจไหม. นางผู้หญิงโรมานีมิได้ทำให้ข้าเจ็บแค้นแสนสาอะไร เปนแต่หัวเราะเยาะ—ครั้งหนึ่ง. หัวเราะเมื่อคราวขับรถมาโดนข้าล้มขว้ำเข้าเม่าลงกลิ้งกลางถนนเจ็บอยู่—ข้าเห็นริมฝีปากแดงแย้มเห็นรายฟันขาว—หัวเราะเหมือนเด็ก ๆ—เอาเถอะ ถ้าไปถามใครเขา เขาคงบอกว่าหล่อนดี—ไม่เดียวสา! มีคนเขาพยุงข้าขึ้น—รถก็ขับเลยไป—ท่านผัวไม่ได้มาด้วย—ท่านมาคงเปนอย่างอื่น. อ้ายข้อที่โดนล้มไม่เปนอะไรดอก แต่จะบอกให้อ้ายข้อหัวเราะนั่นและมันช่างเหมือน—”

​“เหมือนอะไร หนะขา เหมือนอะไรหน้ะ ตาเจ้าของร้านตอบว่า “เหมือนเมียข้าหน้ะซีอะไรเสียอีกเล่า” ว่าดังนั้นแล้วแกเพ่งตาถมึงทึง หน้าโกรธดุขึ้นกว่าแต่ก่อน “โอ ข้าเคยรู้รศรักแล้วว่ามันเปรี้ยวเค็มหวานมันปร่ากร่อยอย่างไร เคยรู้รศเคยรู้ ข้าก็เคยมีเมียกับเขาเหมือนกันนาอย่าดูถูก สวยงามเลิศประเสริฐหาที่ติมิได้ ด้วยพูดจาแช่มช้อยหงิมหงอยนี่กระไร ใครเห็นแล้วไม่มีที่จะว่าไม่ดีที่ตรงไหน ผมดำตาดำคิ้วดำคมขำเหลือใจ วันหนึ่งข้าไปเที่ยวไม่อยู่ ดูดู๋มันพาชู้เข้ามานอนได้ อ้ายชู้ใช่คนดิบคนดีอะไร อ้ายตะพายแมนโดลีนเที่ยวดีดขอทานตามถนนนี่เอง แต่มันสวย มันกล้ายังกะสิงห์โต ข้าเปิดประตูเข้าไปเจอะกำลังนอนเคลียคลอประจ๋อประแจ๋กันอยู่ทีเดียว แกเอ๊ย พออ้ายชู้มันเห็นข้าเข้า แม้ มันเต้นเร้าเข้ามาเทียว ข้ากำลังโกรธเกรี้ยว เอามือเหนี่ยวตีนกระหวัดวัดล้มลงไปหงายทำตาแจ๋วแหววอยู่กลางเรือน. ข้ามองดูหน้าแล้วพูดว่า ข้าจะไม่ทำอันตรายเอ็งดอก ถ้าอีเมียข้ามันไม่เปนใจ เอ็งก็ทำอะไรไม่ได้ ขอแต่ให้นอนนิ่งอยู่สักประเดียว ? ว่าแล้วข้าก็เอาเชือกมามัดตีนมัดมือเปนมัดหมู. ที่นี้ข้าก็ชักมีดเดินตรงไปที่นางตัวดี ถึงจะอ้อนวอนขอโทษสักเพียงไรข้าก็ไม่ฟังน้ำเสียง เอามีดแทงฉัวะเข้าตรงหัวใจตรงใจร้ายใจดำ เลือดหัวใจพุ่งฉุดออกมาเปื้อนเสื้อขาวออกแดงฉาด ดิ้นชักยกมือขึ้นแล้วก็ขาดใจตาย. ครั้นข้าจะฆ่าอ้ายชายชู้ให้ตายไปด้วยกัน ตามลักษณกฏบทพระอัยการ ‘จับผู้หญิงร้ายชายชู้ได้กลางคัน ฆ่าเสียให้ตายทั้งสองคนแล้ว ชายเจ้าเมียไม่มีความผิด’ หรือก็มานึกว่า ถ้าอีหญิงแพศยาไม่เปนใจกระดิกกระดี้รี่ ไหนอ้ายผู้ชายจะล่วงประเวณีได้ ข้าตรองดีแล้วก็แก้เชือกปล่อยอ้ายผู้ชายไปโดยชื่นตา แม้, อ้าย​แกเอ๋ย พอมันลุกได้มันทัพฮ่อไปราวกะอ้ายบ้า วิ่งไปบอกโปลิศให้มาจับข้าไปทีเดียว เขามัดเอาข้าไปศาลหาว่าทำร้ายแก่ชีวิตด้วยความตั้งใจ. หาไม่ข้าป่านนี้ก็ไม่ได้มาพูดกะอ้ายแก หากว่าไปโดนตระลาการยุติธรรมแท้เข้า ท่านเคยมีเมียท่านรู้ธรรมชาติของเมีย ท่านเข้าใจเหตุผลต้นปลายดีว่าทำไมถึงเกิดเหตุ ทำไมถึงมีผล โดยความยุติธรรมของท่าน ท่านโปโลโปเลรวม ๆ อย่างใดไม่รู้ ข้าเลยหลุดมาได้ เจ้าประคุ้ณ ขอให้ท่านเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด ท่านยุติธรรมแท้ๆ. เพราะอย่างนี้แหละข้าถึงเกลียดนางคนสวยเพ็ชร์พราวบ้านนั้นนัก. ดูมันแบบเดียวกันกับอีนางคนของข้าเที่ยว—อีคนที่ต้องแหวะอกเสีย—จะซ้ำอีกครั้งว่า ข้าเสียดายนักที่ท่านผัวตายเสียเร็ว—ไม่รู้ว่าอย่างไร ยิ่งคิดยิ่งร้อนใจเอามาเปนกี้เปนการของตัวเอง. ถ้าท่านไม่ตายและ ท่านคงฆ่ามันเสียจริงด้วยนา เปนทายไม่ผิดเออ นี่ !”



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #8 on: 21 December 2025, 21:00:36 »




“เห็นไหมล่า ความจำของข้าหละแม่นยำนัก ดูซีหลายปีแล้วยังจำมาเล่าได้เปนต้อยเปนติ่ง คนเราถ้ามีอะไรคิดมากนักจะนอนก็ไม่ใคร่จะหลับ มันระยำที่ตรงนี้นางตัวดีนั่นมายืนให้เห็นทุกคื้นทุกคืน มายืนบิดมือไปบิดมือมา แล้วเพ่งตามองถมึงทึง เสียงครางละได้ยินกะหูชั้ดชัดมันช่างมาได้ ตายแล้วยังมีหน้ามาเย้ยได้ มาทุกคืน ทุกคืน!” ถึงตรงนี้ตาเถ้านั่นหยุด เอามือลูบหน้าเสยผมเหมือนกับคนพึ่งตื่นนอน ใหม่ ๆ มองดูข้าพเจ้าเหมือนดังพึ่งจะเห็นข้าพเจ้าเปนครั้งแรก แล้วก็หัวเราะก้าก.

“ดูเอาเถอะ ดูเอาเถอะ ความจำ! แปล๊ก แปลก! ขอให้ดู ข้าจำความเก่าความแก่ได้หมด จำจนลืมแก! ข้าจำได้ดอกน่าว่าอ้ายแกต้องการอะไร—ต้องการเสื้อกางเกง—จริงซีนา อ้ายแกต้องการผ้า อ้ายข้าต้องการเงิน หา หา หา หา! เสื้อมายล้อร์ดอิงกะลิษนี่ก็ไม่เอา! เข้าใจ เข้าใจจะหาดีๆ ให้ใหม่—คอยประเดี๋ยว พ่อเหย ประเดี๋ยวได้ซีน่ามีถมไป โถม!”

พูดดังนั้นแล้ว ตาเถ้าเจ้าของบ้านก็ไปเที่ยวค้นมัดเสื้อกางเกง ง่วนบ่นอะไรต่ออะไรพึมพำ ๆ คนเดียว ดูรูปร่างแกในขณะก้มๆเงยๆ หยิบนั่นฉวยนี่ ช่างคล้ายกับแร้งแก่เมื่อขณะจิกศพกินนี่กระไร แต่ถึงกระนั้นก็ดียังมีเครื่องทำให้ออกเวทนาอยู่บ้าง เวทนาที่ชีวิตของแกทรมานอยู่ด้วยความทุกข์ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เมื่อจะเปรียบความทุกข์ของแกกับของข้าพเจ้าดูมันช่างไกลกัน ข้าพเจ้าทนทุกข์ทรมานชั่วคืนเดียวยังรู้สึกถึงเพียงนี้ นี่แกทนทุกข์ทรมานมานมนานชั่วกัลป​ก็เปนของไม่ใช่เล่น แกเกลียดแม่นีนนาเพราะความเลินเล่อของหล่อนที่ขับรถไปโดน หรือมิฉนั้นคงไม่ใช่แต่หล่อนคนเดียวที่แกไม่ชอบ ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงสวยที่แกรู้จัก แกเห็นจะเกลียดทั้งหมด ค่าที่เปนแซ่เดียวกับนางเมียของแก. ข้าพเจ้ายืนดูแกค้นของ ประเดี๋ยวแกหันหน้ามาทำท่ากึ๊กกั๊ก.

“เจอะแล้ว!” แกร้องพูด “นี่แหละเหมาะแท้. ถ้าเจ้าเปนพวกหาปะการัง เจ้าคงชอบสำรับนี้ นี่แน่ะ ผ้าคาดพุงแดงกระแฮม หมวกแก๊ปและอะไรๆ พร้อมเสร็จ—สวยเข้าที เจ้าของเดิมสูงต่ำสันทัดแกนี่แหละ—คงได้ตัวกันปับราวกะตัดเทียว! อ้ายตัวห่าไม่มีในนี้ ไม่มี ไม่มี มันแช่อยู่กับน้ำเค็มไม่เชื่อก็ดมดูซี ยังหอมกลิ่นทรายกลิ่นสวะอยู่กรุ่น ๆ.”

แล้วตาเถ้านั้นกางเสื้อกางเกงออกให้ข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้ายิ้มและถามว่า “เจ้าของเก่าฆ่าเมียด้วยหรือตา!”

ตาเถ้าเจ้าของขรัวสั่นศีร์ษะและว่า “เปล่า มันบ้า มันฆ่าตัวตายเอง.”

“เรื่องราวมันอย่างไร ? ฆ่าโดยความตั้งใจหรือโดยแอกซิเด็นต์ ?”

“จะเรียกว่าแอกซิเด็นต์ยังไงได้ เรื่องคือเจ้าหนุ่มนั้นเขามีนางหวานใจสวยคนหนึ่ง เจ้าหนุ่มนั้นไปทะเลได้ปะการังดี ๆ หรือไข่มุกงามๆ ก็เอามาประเคนป้อยอแม่เจ้าประคุณอยู่เสมอๆ วันหนึ่งเจ้าหนุ่มนั่นนำเอาของมาป้อยอตามเคย นางหวานใจไม่รับ เหวี่ยงของลงกลางถนนและบอกว่า ‘ข้าเบื่อเจ้านักแล้ว.’ ไม่อยากคบค้าสมาคมกับเจ้าอีก ไป! ไปไหนก็ไป ไปไป่ ไป อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าเห็นตาอีกต่อไป. ​ข้าอยู่นั่นด้วยได้เห็นแก่ตาเทียว อ้ายเจ้าหนุ่มนั้นยืนยัน หน้าซีด ริมฝีปากสั่น หึ้ดหั้ดหันหน้ากลับได้ วิ่งไปถึงท่าน้ำ กระโจนโครมลงไปกลางลูกคลื่นดิ่งหายสูญไป เพราะว่าเขากอดมือกอดตีนเสียไม่ว่าย จะอะไรเสียอีกเล่าก็ถึงหายไปเท่านั้น. รุ่งขึ้นเขาได้ศพบนหาดทราย ข้าก็ขอซื้อเอาเสื้อสำรับนี้แหละมาเปนราคาสองแฟรงค์ ถ้าแกอยากได้ ข้าก็จะขายให้สี่แฟรงค์.”

“ก้อนางหวานใจนั่น หล้ะคะตา ?” ข้าพเจ้าถาม

“โอ๊ย นางนั่นหน้ะ! มันก็หัวเราะแฉ่งกะแดะกะแดแหรไปวันยังค่ำ ๆ มีชู้รักใหม่ทุกอาทิตย์. มันจะทุกข์ร้อนอะไรกะอีหญิงแพศยาพรรณนั้น!”

ข้าพเจ้าควักถุงเงินออกมา “ฉันจะซื้อสำรับนี้แหละ ตาบอกขายสี่แฟรงค์ เอ้า ฉันให้หกแฟรงค์ อีกสองแฟรงค์นั้นเปนค่าเช่าห้องมิดชิดขอแต่งตัว”

“อา อา ได้ได้” ตาเถ้านั้นรับเงินด้วยความปลื้มจนมือสั่นเทาๆ “ห้องที่ข้านอนและมิดชิดดี ไม่สู้มีอะไรนัก ในนั้นขอบอกเสียก่อนว่า มีแต่กระจก กระจกของอีนางนั่นมัน—ทั้งเนื้อทั้งตัวเก็บเอาของมันไว้สิ่งเดียวเท่านั้น มาทางนี้ซี มาทางนี้ทางนี้”

แกพาข้าพเจ้าบุกดงผ้าเสื้อกางเกงเก่า เข้าในห้องเหม็นอับๆ ดีๆ มีที่นอนสกปรกราวกะที่เขาทิ้งไว้ตามป่าช้าอันหนึ่ง เก้าอี้หักตัวหนึ่ง กระจกหน้าต่างก็แตกร้าวเปื้อนมัว ข้างหน้าต่างมีกระจกส่องบานใหญ่แขวนอยู่บานหนึ่ง กรอบทำด้วยเงินสลักเสลาเปนลวดลายอย่างเก่าใครเห็นรู้ได้ว่าเปนของมีราคา

​ตาเถ้าชี้ที่ตรงประตู แล้วว่า “ใส่กลอนข้างในได้. กลอนนั่นข้าทำด้วยมือเอง ดูซีเรียบร้อยแขงแรงเบาหรือ ก่อนนี้อ้ายการช่างพรรณและก้อมือขวา—ชำนาญนัก—ตั้งแต่อีวันเจอะนังแม่เจ้าประคุณ กับอ้ายคนร้องเพลงเข้าวันนั้น อ้ายสรรพวิชาน่าที่เคยรู้เคยชำนาญไม่รู้ว่าหนีกลับไปเข้าตู้ยังไงได้ มันลืมเอาดิบเอาที่สิ้นไส้สิ้นพุงจริง ๆ จัง นี่เสื้อสำรับคนหาปลาที่แกซื้อ อย่ารีบอย่าร้อน จะแต่งนานสักกี่มากน้อยก็ได้ แต่งให้จนสวยพริ้ง- -ปิดประตูเทอซี - -แต่งตามสบายเทอพ่อ”

ข้าพเจ้าปิดประตูลั่นกลอน แล้วเดินไปที่หน้ากระจกส่องจะดูรูปโฉมของตัว พอเห็นรูปของตัวเข้าใจหายวาบเสียวในหัวใจราวกับถูกยิง. ตาอีตาเถ้าเจ้าของร้านแกไม่เสีย แกพูดของแกจริง ข้าพเจ้าแก่เสียแล้ว ถ้าโดยปรกติแล้วอายุข้าพเจ้าจะล่วงไปอีกสักยี่สิบปีก็จะดูไม่แก่เถ้าเหมือนเดี๋ยวนี้ ความเจ็บไข้ทำให้หน้าซีดสลดและซูบไป และมีรอยเปนริ้ว ๆ ย่นตามหน้าบ้าง ไนย์ตาจมลึกเข้าไปในกะโหลกศีร์ษะ ซ้ำร้ายกว่าทั้งสิ้นคือผมกลับขาวเปนสำลี มาบัดนี้จึงได้รู้ว่า เหตุใดตาชายขายผลองุ่นจึงได้ตกใจกลัวเอานักเอาหนา—อย่าว่าตาเถ้านั้นเลย ใคร ๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงในส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว จะต้องตกใจทุกคน. แต่ข้าพเจ้าเองเจ้าตัวของตัวเองยังไม่ใคร่จะได้ ก็ภรรยาข้าพเจ้าละ—ก็กีโดละจะจำได้หรือ ? ออกสงไสยอยู่ เมื่อคิดขึ้นมาอย่างนั้นแล้ว น้ำตาก็ซึมออกมาขังเต็มหน่วย ซึ่งข้าพเจ้ารีบเช็ดโดยตลีตลาน.

“น่าอายจริง ฟาบีโอเอ๋ย ทำตัวให้เปนผู้ชายซีนา” นึกโกรธตัวของตัวเอง “ผมขาวหรือผมดำจะเปนไรไป? หน้าตาจะเปลี่ยน​แปลกไปก็จะเปนไรไป ถ้าน้ำใจยังตรงอยู่ ? ในชั้นต้นมาบางทีความรักจะจางไปสักหน่อย แต่พอหล่อนทราบซึ่งความลำบากของเจ้าเข้าจะไม่ทำให้หล่อนรักเจ้าหนักขึ้นหรือ เนื้ออันนิ่มตาอันยิ้มปากอันแย้มจะไม่ทำให้เจ้าลืมความทุกข์ที่ล่วงแล้วไป และนึกว่าตัวยังเปนหนุ่มฟ้ออยู่แล้วหรือ ?”

ครั้นนึกหักอารมณ์ได้ดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็หยิบเครื่องแต่งตัวสำรับนั้นขึ้นแต่ง. กางเกงอยู่ข้อนข้างหลวมมาก กะเป๋าทั้งสองข้างก็เปนถุงลึกยาว ราวกับทำสำหรับไว้สอดถุงทองกับถุงเพ็ชรพลอยฉนั้น สรวมเสื้อกางเกงเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าลักมองกระจกเงานั้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ยิ้มออกได้หน่อย. ถึงสังขารได้เปลี่ยนแปลงไปมากก็จริงอยู่ แต่ทว่าไม่ทำให้ดูเสียหายอย่างไรนัก เครื่องแต่งตัวของคนหาปลานี้ ช่างเหมาะเจาะกับสังขารพอใช้ เจ้าหมวกแก๊ปแดงกับผมขาวดูก็รับรองกันดี ดูราวกับทับทิมอยู่กลางมงคลเพ็ชร์, ผมขาวโดยความตกใจเช่นนี้บางที่จะกลับคืนดำอย่างเดิมได้ แต่นั่นแหละ ถึงจะไม่กลับดำ จะคงขาวอยู่อย่างนี้ก็ตามทีมัน แต่มีคนถมไปที่ชอบผมคนแก่มาก เท่ากับชอบหน้าคนหนุ่ม.

แต่งตัวเสร็จสรรพแล้ว ข้าพเจ้าก็เลื่อนดานเปิดประตูเรียกตาเถ้าเจ้าของร้านมาดู, แกเดินงุ่มง่ามเข้ามาใกล้พอเห็นหน้ายกมือขึ้น ทั้งด้วยปลาดใจและร้องว่า :

“ซันติสสิมา มาโดนา! เออ งาม งาม งาม งาม—งามจริง! เอ; เอ! โยเสฟ สักสิทธิ์! ช่างสูงสวยพึ่งผายนี่กระไร! เสียอย่างเดียว—เสียที่แก่ เมื่อหนุ่ม ๆ เห็นจะแข็งแรงพิลึก”

​ข้าพเจ้าถลกแขนเสื้อขึ้นถึงไหล่ให้ดูกล้ามเนื้อที่แขน เพื่อเล่นตลกหน่อย ๆ อวดดีนิด ๆ แล้วว่า

“แน่ะ ตา เรื่องแรงนะหรือเดี๋ยวนี้ก็ยังมีถมไป ดูซี” เบ็งกล้ามเนื้ออวด.

ตาเจ้าของร้านเพ่งมอง แล้วเลิกคิ้วหลิ่วตาทำหน้าอย่างพิศวง และว่า “เออ อย่างนี้! สิน่า อย่างนี้สิน่า ถึงจะเรียกว่าเก่ง เออ—แข็งเหมือนเหล็กจริง ๆ อย่างนี้ละก้อทุบใครปั่บเดียวเปนไม่มีคืนรัง เมื่อก่อนนี้ข้าก้อไม่เลวเหมือนกันนา แพรอย่างเหนียว ๆ นี่และทบกันเข้าถึงเจ็ดทบ ข้าเอาดาบพันปุ๋ยเดียวขาดเนียนยังกะอะไรดี เนียนยังกะเอามีดตัดเนย ข้าเชื่อดีว่าแกทำอย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน สบถลงทุนให้เสียด้วย ผ่าซี เอ้าข้อลำอย่างนี้ละจะกลัวใคร คนเก่งกล้าหาญชาญไชยก็อาไศรยแขน ถ้าแขนเปล่าก็เปล่าเหมือนกัน.”

ข้าพเจ้าไม่อยากจะพูดกับตาเถ้านั้นร่ำไร จึงหันหน้าไปทางเสื้อกางเกงเก่าที่ถอดกองไว้นั้น ว่า “ของเหล่านี้ฉันให้ตา ถึงจะเปนของไม่มีราคาราคาอะไรก็เอาเถอะ เผื่อใครเขาจะต้องการซื้อบ้าง แล้วนี่แน่ะ เอ้านี่เงินอีกสามแฟรงค์ให้ตา ตาไปหาถุงเท้ารองเท้าพอใช้ได้ มาให้ฉันอย่างละคู่เถอะ ของตาคงมีดอกน่าที่จะพอดี ๆ สักหน่อย”

แกดีใจตัวสั่นงันงก รับเงินค่าถุงเท้ารองเท้าอย่างที่มิได้นึกได้ฝันเลยว่าจะได้ บ่นพึมพำขอบอกขอบใจ แล้ววิ่งไปค้นมาให้ข้าพเจ้า เลือกเอาตามชอบใจ ครั้นสรวมสอดถุงเท้ารองเท้าแล้วเปนอันพร้อมที่จะกลับเข้าบ้านเมื่อไรก็ได้ หวนนึกขึ้นมาอีกทีหนึ่งว่า รูปร่างสังขารก็เปลี่ยนแปลงมาก อย่ากลับบ้านในเวลากลางวันเลยจะดีกว่า หาไม่จะทำให้ภรรยาข้าพเจ้าตกใจทันที ด้วยธรรมดาผู้หญิงย่อมอ่อนแอวิ้ดว้าย—ถ้าหล่อนมาเห็นรูปร่าง เปนไปอย่างที่มิได้นึกได้ฝันถึงไว้​ก่อนแล้ว ก็จะตกใจเปนลมเลยเกิดความใหญ่, ข้าพเจ้าจะคอยให้พลบค่ำ แล้วจึงลอบไปทางหลังบ้าน พยายามที่จะเรียกบ่าวสักคนหนึ่งมาพูดมาจาเลียบเคียงเสียก่อน หรือถ้าพบกีโดได้ก็ดี จะได้ใช้สายให้เข้าไปพูด ค่อยเลียบค่อยเคียงผ่อนเล่าเนื้อความที่ข้าพเจ้ากลับมา และรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปให้แม่นีนนาฟังที่ละน้อย จนหล่อนสามารถที่จะพบข้าพเจ้าจังหน้าได้. กำลังสมองข้าพเจ้าคิดอะไรต่ออะไรอยู่ อีตาเจ้าของร้านสอดวาจาเข้ามาอีกว่า

“แกจะไปทางไกลอยู่หรือ ?”

ข้าพเจ้าตอบห้วน ๆ ว่า “ไกลตา ไกลลิบเทียว”

“นี่แน่ะ นี่แน ง่า—แกรีบพูด “บอกข้าตามจริงเถอะ—ง่า ข้าไม่บอกไม่เล่าใครหร็อก. แก—แกจะไปหาผู้หญิงหรือ ?”

ข้าพเจ้าตอบโดยอดสนุกไม่ได้ “คา จะไปหาผู้หญิง ก็ตาจะทำไมเล่า ?” ว่าดังนั้นแล้วก็เดินออกจากร้าน.

ได้ยินตาเถ้านั่นแกพูด “จะไปหาผู้หญิง! ฮา ฮา ฮา! แกไม่ใช่คนแรกเริ่มริ และไม่ใช่คนที่สุดที่จะไป! ไปหาผู้หญิง! ไปเถอะดีแล้ว! แกแข็งแรงมากไม่เปนไร! ไปถึงลาก้อ สืบต้นสายปลายเหตุให้ดี ถ้า ยังไงลาอย่าไว้มันเลย—ฆ่ามันเสีย! ไม่ยากไม่ง่ายอะไร ไปเถอะ ไปฆ่ามันเสีย.

ข้าพเจ้าหันหน้าไปร้องลาแกว่า “ไปก่อนละตา”

แกตะโกนตอบมาว่า “ไปเถอะ ไปดีไปดี ขอเตือนอย่างเดียว ว่าถ้าพลาดท่าพลาดทางยังไง ลาก้ออย่าไว้มันหนา!”

เมื่อข้าพเจ้าเดินไปตามทางได้ยินแว่วๆคำของตาเถ้าเจ้าของร้าน ว่า “อย่าไว้มันหนา ฆ่ามันเสีย” อยู่ร่ำไปๆ, จะคิดลืมอย่างไรก็ไม่ลืมได้ จำเปนต้องปล่อยมันก้องอยู่ในแก้วหูนั้นไปตามเพลงมันที.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #9 on: 21 December 2025, 21:01:23 »




วันวันนั้นดูช่างยาวเสียนี่กระไร ข้าพเจ้าเที่ยวมันเปื่อยไปตามในเมืองเพื่อจะให้เวลาเปลืองหมดไป ได้พบหน้าคนที่เคยรู้จักน้อยคนเต็มที โดยเหตุที่คนมีอันจะกินกลัวอหิวาตะกะโรค อพยบครอบครัวไปอยู่เสียเมืองอื่นบ้าง ปิดประตูเงียบอยู่แต่ในบ้านเสียบ้าง. เลี้ยวไปทางถนนไหนก็เจอะกระบวนแห่ศพ แทบทุกถนนก็ว่าได้. ในบ้านแห่งหนึ่งข้าพเจ้าเห็นคนมุงอยู่ที่ประตูบ้านหลายคน ข้าพเจ้าจึงแวะเข้าไปดูกับเขาบ้าง เห็นพวกเบ็คคามอร์ตี (สัปเหร่อ) กำลังช่วยกันจะเอาศพชายคนหนึ่งลงโลงซึ่งค่อนข้างจะย่อมอยู่สักหน่อย เขาไม่ปรานีปราไสเลยกดตัวลงไป แล้วก็ยัดแข้งขาแขนคอลงไป—ดูเหมือนได้ยินกระดูกหักลั่นดังเผาะๆ ข้าพเจ้ายืนอยู่นั่นอดรนทนไม่ได้ จึงร้องพูดไปด้วยเสียงอันดังว่า:

“ควรจะชัณสูตร์ดูเสียให้แน่ก่อนว่าตายจริงหรือเปนแต่เพียงสลบไป.”

เบ็คคามอร์ตีคนหนึ่งเหลียวหน้ามามองข้าพเจ้าด้วยความปลาดใจมาก! อีกคนหนึ่งสบถว่า “ฟ้าผ่าเทอนา อีตานี่พิลึกจริงแกบ้าหรือ ยังไงนี่ แกเห็นที่ไหนบ้างว่าอ้ายห่ามันจิกแล้วจะรอดกลับมาได้บ้าง ดูซิ! ตายนิ่งยังกะไม้ขอน ถ้ามันไม่ตายดี ข้าจะรับหน้าที่หมื่นตามเอง หักคอให้มันวอดลงไปด้วยกัน จะยากง่ายอะไรเดี๋ยวนี้” ข้าพเจ้าทนน้ำคำและดูสิ่งที่อุจาดต่อไนย์ตาไม่ได้ เลยต้องรีบหนีไปเสียให้พ้น

ข้าพเจ้าตั้งใจจะแวะไปดูตึกเล็กริมทาง ซึ่งข้าพเจ้าได้ไปนอนเจ็บอยู่ เมื่อมาถึงเห็นประตูตึกเปิด จึงเดินตรงเข้าไปข้างในตึก เห็น​ตาเปโตรเจ้าของตึกนั่งเช็ดถ้วยแกร๊ก ๆ อยู่ ดูราวกับตั้งแต่วันนั้นจนเดี๋ยวนี้ ยังมิได้หยุดเช็ดหยุดขัดเลย ม้าไม้ตัวที่ข้าพเจ้าได้นอนเจ็บตั้งอยู่ที่เดิม. เจ้าของตึกเหลียวหน้ามาเห็นข้าพเจ้าเข้าก็ร้องตามธรรมเนียม ข้าพเจ้าก็คำนับตอบแล้วสั่งให้เจ้าของตึกหากาแฟและขนมปังสดมาให้ แล้วก็นั่งลงที่โต๊ะหยิบเอาหนังสือพิมพ์ขึ้นพลิกอ่าน.

ฝ่ายตาเถ้าเจ้าของตึกจัดของที่ข้าพเจ้าสั่งมาให้พร้อมแล้ว ก็มานั่งลงที่โต๊ะปราไสยว่า “ท่านเห็นจะไปอยู่ทะเลนาน, เอมิโค (เพื่อน) ? คงได้ผักปลามามาก ?”

ข้าพเจ้างงไม่ทราบว่าจะตอบว่าอย่างไร อยู่สักครู่หนึ่ง ครั้นแล้วก็แสร้งยิ้มแล้วตอบว่า “ก็ได้บ้าง” แล้วก็ย้อนถามว่า “ท่านตั้งร้านขายของกินที่นี่ยังได้กำไรอยู่หรือ ? เดี๋ยวนี้อ้ายเจ้าอหิวาตะกะโรคหน้ะเปนอย่างไรบ้าง ?”

เจ้าของตึกหน้าสลดลงทันทีสั่นศีร์ษะแล้วว่า “เต็มทีพ่อเจ้าประคุณ อย่าเอ่ยถึงมันเลย เหลือหละ คนตายร่อย ๆ ตามกันราวกับแมลงวันตกกระถางน้ำผึ้ง, อุ๊ย! เมื่อวานนี้เองแหละ ปูโท่! ใครจะนึก จะฝันว่าจะเปนได้?” แล้วแกก็ถอนใจใหญ่และโคลงศีร์ษะอย่างเศร้าโศกมากกว่าคราวก่อน.

ถึงข้าพเจ้าทราบดีว่าเจ้าของร้านจะพูดต่อกระไรก็จริง แต่แกล้งทำซักว่า “ทำไม, เมื่อวานนี้เกิดเหตุอะไรกันหรือ ? ฉันเปนคนเมืองอื่น หูป่าตาเลื่อน ยังไม่วี่ไม่แววอะไรเลย”

“ท่านเห็นจะไม่เคยได้ยินชื่อท่านเศรษฐโรมานีบ้างเลย ?” เจ้าของตึกถาม

​ข้าพเจ้าแสดงกิริยาเปนการปฏิเสธ แล้วก้มหน้าลงเอาช้อนกวนน้ำกาแฟ.

“ไม่รู้จักหรือ ? เหมือนกันรู้จักหรือไม่รู้จัก ด้วยเดี๋ยวนี้เคานต์โรมานีไม่มีตัวแล้ว จบ—สิ้น แม้—เขาว่ากันว่า ท่านเคานต์คนนี้มีสมบัติพิลึก มีมากเท่ากับพระเจ้าแผ่นดินเทียว เขาว่ากันอย่างนั้น. บาดหลวงฟาซีเปรียโน หามเอาท่านมาที่นี่เมื่อเช้าวานนี้ ท่านเปนอ้ายโรคพรรณนั้น ไม่ช้าเลย ในชั่วห้าชั่วโมงและจบมัน” ที่ตรงนี้เจ้าของโรงตบตัวแมลงวันที่ต่ายหน้าแกได้ตัวหนึ่ง—“จบเหมือนกับแมลงวันตัวนี้ ท่านดับจิตรบนม้าตัวริมแกนั่งนั่นและ กว่าเขาจะจัดหาโลงหาโกงมาใส่ไปฝังได้ก็จวนตวันยอแสง. นึก ๆ ดู ก็คล้ายกับเราฝันร้าย ฮื้อ!”

ข้าพเจ้าจึงพูดว่า “ฉันไม่เห็นจะปลาดอย่างไรเลยสักนิด ธรรมดาเกิดมาเปนมนุษย์แล้ว ไม่ว่ามั่งมีหรือจนต้องตายด้วยกันทุกรูปทุกนาม.”

เปโตรตอบว่า “ข้อที่ท่านว่านั้นก็จริงทุกประการ ไม่เถียง สมเพชแต่ท่านไม่ตายไปคนเดียว พลอยเอาพ่อซีเปรียโนไปด้วย.”

ข้าพเจ้าสดุ้งตกใจแต่ทว่าได้สติสกดใจไว้ได้ แล้วทำเปนถามอย่างลอย ๆ ตามแต่จะฝืนได้ว่า “ฉันยังไม่รู้เข้าใจถนัด พ่อซีเปรียโนนั่นคือใคร และท่านทำอะไร ?”

เจ้าของตึกตอบว่า “พ่อซีเปรียโนนั้นคือบาดหลวงองค์ที่หามเอาเคานต์โรมานีมาที่นี่ ท่านเปนโรคอ้ายพรรณนั้น ติดจากเคานต์โรมานีหรือยังไงแหละ เพราะว่าท่านคลุกคลีตีโมงอยู่กับท่านเศรษฐีตั้งแต่ล้มเจ็บจนขาดใจตาย พอตายแล้วท่านทำน้ำมนต์พรม เมื่อเอา​ศพลงโลงเสร็จ. ท่านเอาไม้กางเขนของท่านวางลงที่ตรงอก ครั้นแล้วท่านเอานาฬิกา ซองบุหรี่ แหวนของผู้ตายไปยังเคานเต็สผู้ภรรยา และเล่าอาการที่ตายนั้นให้ท่านผู้หญิงฟัง.”

อนิจจาแม่นีนนา ข้าพเจ้าคิดในใจ แล้วลั่นวาจาถามเจ้าของตักว่า “ข้างภรรยาเห็นจะเปนทุกข์มาก?”

เปโตรเจ้าของตึกเลิกคิ้วยกไหล่ “ก้อนี่แหละใครจะล่วงรู้เข้าไปถึงหัวใจเขาได้ พ่อซีเปรียโนท่านไม่ได้เล่าว่าเคานเต็สพูดประการใด เล่าให้ฟังแต่ว่าเปนลม. อ้ายลมหน้ะมันเปนสมบัติของผู้หญิง ผู้หญิงเปนลมหมดไม่ว่าอะไร ตั้งแต่เห็นหนูขึ้นไปจนทรากศพ. ดังที่ได้บอกท่านแล้วว่าพ่อซีเปรียโนพยาบาลเคานต์โรมานี จนถึงเอาไปฝังในห้องซุ้ยเสร็จ กลับมาถึงวัดก็รู้สึกไม่สบาย พอเช้านี้ก็ได้ข่าวว่าท่านขึ้นไปสวรรค์แล้ว ท่านเปนคนดีมาก ท่านสัญญาไว้ว่าจะจัดที่ในเมืองสวรรค์ไว้ให้ ข้าเชื่อแน่ว่าท่านคงจะทำตามที่ได้พูดไว้ อย่างเดียวกับท่านเซนต์ปีเตอร์สัญญา”

ข้าพเจ้ากลืนอาหารไม่ลงคอด้วยความสลดใจ เสือกจานของกินเลื่อนไปเสียให้พ้นหน้า แล้วนั่งรำพึงถึงเหตุที่น่าเศร้าใจไปต่าง ๆ

“เข้าแฝ่นี้เห็นจะไม่ถูกปากแก หรือว่าแกไม่สบาย กินอาหารไม่ได้?”

ข้าพเจ้าแสร้งทำยิ้ม “เปล่า—คำของท่านทำเอาฉันหมดอยาก ในเมืองเนเปิลซ์นี้ช่างไม่มีเรื่องอะไรที่จะให้เปนที่เพลิดเพลินแก่ผู้ที่มาแต่ทางไกลเลย มีแต่เรื่องตาย ตาย ตาย”

เปโตรตอบเปนเชิงแก้ตัวว่า “จะทำอย่างไรได้หล้ะเพื่อนเอ๋ย เปนเพราะอ้ายตัวห่ากับความประสงค์ของพระผู้เปนเจ้า”

​ในขณะนั้นข้าพเจ้าเหลียวไปทางประตู เห็นชายคนหนึ่งเดินผ่านหน้าโรงกาแฟไป ชายคนนั้นคือกีโดเฟอร์รารี—เพื่อนข้าพเจ้า! ข้าพเจ้าขยับจะผลุนออกไปพูดกับเขา แต่กิริยาทาทางสีหน้าสีตาทำให้ข้าพเจ้าชงัก. คือเขาค่อย ๆ เดินช้า ๆ พ่นควันบุหรี่ปุ๋ยๆ—มีหน้าตาอันแช่มชื่น และที่เสื้อเหน็บดอกกุหลาบสด—ดอกกุหลาบชนิดนั้นเรียกว่า คลัวร์ เดอ ฟรานศ์ อย่างเดียวกับที่ปลูกไว้ที่บนเฉลียงที่บ้าน.

ข้าพเจ้าจ้องตามมองดูกีโดเอาจริง ๆ จัง ๆ และรู้สึกกึกกักในใจมาก แต่ฝ่ายกีโดนั้นเดินเฉยไปอย่างสบายใจ—อย่างสบายใจกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยเห็นมาแต่ร่อนแต่ไร—แต่ดู—ดูดู๋—ข้าพเจ้าผู้ที่เขานับว่าเปนสหายอย่างสนิทตายชั่ววันวานนี้เอง ความทุกข์ยังสดๆ ร้อน ๆ อยู่ ดูหรือช่างมีหน้ายิ้มแย้มราวกับจะไปกินโต๊ะได้. มิหนำซ้ำเหน็บดอกกุหลาบแดงแจ๊ด มีเยี่ยงอย่างที่ไหนบ้างว่าเขาเศร้าโศกกันอย่างนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกน้อยใจอยู่สักพักใหญ่—แล้วก็กลับหัวเราะ. อะไรกับสีหน้าตาแช่มชื่น—อะไรกับดอกกุหลาบ จะเอานิยมนิยายอะไรกับหน้าผู้ชาย บางที่ทุกข์แต่แสร้งทำเปนยิ้มแย้ม บางที่ปลื้มใจแต่ทำสีหน้าสลดก็เปนได้ ก็ส่วนดอกกุหลาบเล่า บางทีเดินผ่านมาก็ฉวยติดมือมาโดยมิได้นึกได้ฝันถึง หรือมิฉนั้นขยับแม่ดาราน้อยจะเด็ดเอาไปยื่นให้ เพื่อจะให้ชอบใจเด็กเขาก็เหน็บเสื้อแต่มันก็เลยติดเรื่อยมา เมื่อพอใจในการดำริห์ของตนเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็มิได้ออกเดินตามกีโดไป ต่อพลบค่ำจึงจะไปหา.

ข้าพเจ้าหันหน้ามาที่เจ้าของตึกและถามว่า “หมดด้วยกันเท่าไร ?”

​เจ้าของตึกตอบว่า “ตามแต่แกจะให้เถอะ ข้าไม่สู้กระไร ๆ นักดอก แต่เวลานี้เปนเวลาขาดแคลน หาไม่จะให้แกกินเปล่าๆ มื้อสองมื้อก็ได้ เมื่อก่อนนี้เคยเลี้ยงเปล่า ๆ บ่อย ๆ แต่เวลานี้ไม่ได้เพื่อน ทำบุญทำทานจะได้ขึ้นสวรรค์เร็ว พ่อซีเปรียโนที่ตายมักพูดเนือง ๆ ว่า เซนต์ปิเตอร์ลงบาญชีผลศีลผลทานของใคร ๆ ไว้เสมอ ทำไม่เสียเปล่า. เขาว่าจริงด้วยนาว่า มาโดนาประทานพรพิเศษแก่พวกที่กรุณาต่อพวกหาปลา เพราะท่านพวกเทพบุตรเทพธิดาเหล่านั้น เมื่อชาติก่อนล้วนเปนพ่อค้าแม่ค้าอะไรต่ออะไรทั้งนั้น.”

ข้าพเจ้าอดหัวเราะไม่ได้แล้วก็โยนเงินให้แฟรงค์หนึ่ง.

เปโตรเก็บเอาเงินใส่กะเป๋าและว่าโดยความจริงว่า “แกกินทั้งหมดไม่ถึงกึ่งแฟรงค์อีก แต่ไม่เปนไร ไม่ไปไหนเสีย สวรรค์คงจะทดทอนให้เพื่อน อย่ากลัว อย่ากลัว.”

ข้าพเจ้าตอบว่า “แน่เที่ยว ไปทีละหนา”



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #10 on: 21 December 2025, 21:02:17 »




พอค่ำลงข้าพเจ้าก็รีบเดินไปบ้านค่อย ๆ ลัดขึ้นทางหลังสวนเดินไปตามทางสวนนั้น กลิ่นดอกพุทชาดดอกส้มและดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอื่นส่งกลิ่นตระหลบ ให้ข้าพเจ้ากำหนัดที่จะกอดแม่นีนนาที่รักเข้าในวงแขน ที่จะบีบมือกีโด แต่ส่วนแม่ดาราน้อยนั้นป่านฉนี้คงนอนหลับแล้ว ถึงกระนั้นจะต้องปลุกขึ้นให้ดูหน้าบิดา ถ้ามิได้จูบจอมถนอมเกล้าบุตรีแล้ว ความศุขต้องเรียกว่ายังไม่บริบูรณ์เต็มที่…...เอ๊ะ เอ๊ะ! นั่นเสียงอะไร ? ข้าพเจ้าหยุดยืนแข็งทันที ใบหูเล็กไปจะรับเสียงเข้าไม่พอต้องเอามือป้องช่วยอีก. ถ้าเสียงหัวร่อต่อกระซิกกระดิกกระดี้รี่ ไม่ใช่เสียงคนอื่นคนไกลที่ไหนเลย เสียงภรรยาข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าจำกังวาลได้ดี๊ดี ก็ผู้ใดจะจำได้ดีไปกว่าข้าพเจ้าผู้เปนสามีไปอีกเล่า. กระไรเลยหล่อนช่างมีหน้าหัวเราะได้เมื่อรู้ว่าข้าพเจ้าถึงแก่กรรม - ถึงแก่กรรมที่จะกลับคืนมาอีกไม่ได้. ในทันใดเห็นเสื้อขาว ๆ รำไร ๆ ข้าพเจ้าจึงแอบเข้าแฝงตัวอยู่หลังพุ่มไม้ที่ข้างทาง ใกล้พอจะแลลอดออกมาเห็นได้ถนัด และคนข้างนอกเห็นข้าพเจ้าไม่ได้ ประเดี๋ยวได้ยินเสียงหัวเราะดังก้องอีก เสียงอันแหลมนั้นเสียวปลาบเข้าหัวใจราวกับต้องคมกริส! หล่อนไม่มีทุกข์…...หล่อนมีแต่ความศุข…...นึกว่าหล่อนจะปิดประตูอยู่แต่ในเรือนสวดมนต์อ้อนวอนส่งวิญญาณข้าพเจ้าให้ไปสู่ศุขปายภูมิ์ ไหนเล่าหล่อนกลับมาเที่ยวเดินเล่นชมแสงจันทร์อย่างสบายอกสบายใจเสียอีก! เออ...นี่แนะ สันชาติผู้ชายหลงรักผู้หญิงจนเปนฟูล! เอ๊ะ ว่าไม่ได้ บางทีหล่อนจะเปนบ้าก็จะเปนได้ โดยเหตุที่อยู่ด้วยกันหลัด ๆ ประเดี๋ยวสิได้ทราบ​ข่าวว่าสามีถึงแก่กรรมเสียแล้ว ได้รับความทุกข์โดยมิทันเตรียมตัวไว้ ท่าพรรณนอาจทำให้เปนบ้าได้ดี อนิจจา อนิจจา ปุ้โธ่ อ้ายความกลุ้มมันขึ้นมากก็เดินเรื่อยไปอย่างนั้น. เมื่อนึกขึ้นมาเช่นนั้นก็ออกสมเพช เอามือแหวกใบไม้จะดูให้ถนัด เห็นคนสองคนเดินใกล้เข้ามา—ภรรยาข้าพเจ้ากับกีโดเฟอร์รารี หรือ…..ไม่เห็นเปนไร—เปนสิ่งที่ควรจำเปน…...กีโดก็สนิทเหมือนกับเปนน้อง…...เกือบเปนหน้าที่ของเขาที่จะปลอบโยนแม่นีนนา อย่าให้ทุกข์โศกหนักนักไป..แต่ประเดี๋ยว!…...ประเดี๋ยว…...ไนย์ตาข้าพเจ้าเปนอย่างไรไปดอกกระมัง—เปล่าไนย์ตาก็ดี ต้องเชื่อเอาเปนจริง ไนย์ตาเห็นหลอนเดินคลอไขว่แขนมากับกีโด. ข้าพเจ้าบอกไม่ได้ว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงกลั้นโทษะไว้ไม่ทลึ่งตึงตังออกไป. แต่ข้าพเจ้ากลั้นได้. ข้าพเจ้าเห็นเกียรติยศของข้าพเจ้าถูกผู้ที่ได้วางใจเหยียบขยี้ป่นปี้อยู่กับดิน แต่ก็อดทนได้ เขา—กีโด เฟอร์รารี กับภรรยาข้าพเจ้าเดินเข้ามาใกล้ที่ซ่อน ใกล้จนได้ยินคำพูดทุกคำเห็นกริยาทุกท่าถนัด. ทั้งสองมาหยุดอยู่ห่างประมาณสักสี่ศอก—แขนเจ้าผู้ชายกระหวัดรอบเอ็วนางผู้หญิง—แขนนางผู้หญิงไขว่รอบคอเจ้าผู้ชาย—ศีร์ษะซบสำออยอยู่บนบ่า อย่างเดียวกับที่หล่อนเคยเดินคลอกับข้าพเจ้าตั้งพันครั้ง นางผู้หญิงแต่งตัวขาวล้วน มีดอกกุหลาบแดงกลัดอยู่ที่ตรงทรวงอกด้วยปิ่นเพ็ชร์ ซึ่งฉายแสงแวบวาบในแสงจันทร์. ข้าพเจ้านึกบ้าขึ้นมาว่าควรจะมีโลหิตจริง ๆ แทนดอกกุหลาบ—และควรจะมีกริสเหล็กอันคมกล้าแทนปิ่นเพ็ชร์ แต่ข้าพเจ้าหาได้มีอาวุธติดตัวไปด้วยไม่—ยืนเปนใบ้ดูตาค้างอยู่นั่นเอง.

“เธอแหละอยู่ข้างจะบ้า ๆ” นีนนาพูดด้วยเสียงอันน่าจับใจ “ถ้าฟาบีโอไม่ชิงตายเสียก่อน ฉันอยากดูนักว่าจะทำอย่างไรกัน.”

​กีโดหัวเราะ “ถึงไม่ตายก็จับอะไรไม่ได้ หล่อนหรือฉลาดกว่าสักร้อยเท่าพันเท่า อย่าว่าแต่ฟาบีโอเปนฟาบีโอเลย ต่อให้ฟาบีโอเปนเทวดา ฟาบีโอก็ไม่อาจจะล่วงรู้ ข้อที่ให้สนิทใหญ่ก็เพราะเขาอวดดี อวดดีว่าหล่อนจะไม่ปราดถนากับชายอื่น”

ภรรยาข้าพเจ้า—แม่เพ็ชร์หาตำหนิมิได้—แม่ยอดสัตรี - -ถอนใจใหญ่.

ผู้หญิงพูดอ่อย ๆ “ฉันดีใจมากที่เขาตายเสีย แต่เธอเอ๋ยเธอไม่ควรจะมาหาฉันบ่อยนัก อ้ายพวกบ่าว ๆ มันจะเอาไปพูดได้ และอีกอย่างหนึ่งฉันจะต้องทำไว้ทุกข์อย่างน้อยก็หกเดือน นอกนั้นก็ยังมีของที่จะคิดอีกมาก.” มือกีโดอีกมือหนึ่งลูบคลำสร้อยคอเพ็ชร์ที่นีนนาสรวม—แล้วก้มลงจูบตรงที่เรือนเพ็ชร์ห้อยกลาง. อีกซี อีกซี เชิญซีพ่อ เชิญไม่มีอะไรกีดขวาง เชิญซี ไม่มีใครห้ามใครหวง กอดจูบ สักเท่าไรก็เชิญ เปนของสาธารณะ…...กี่โหลก็ได้ไม่มีใครว่า. ข้าพเจ้านึกบ้ากลุ้มคนเดียว ความโกรธแล่นขึ้นสมอง ให้ปวดรวดร้าวราวกับใครเอาเพนินมารุมตีสักร้อยครั้ง.

กีโดตอบว่า “ไม่อย่างนั้นดอกจ้ะ แม่ชื่นใจ ฟาบีโออยู่หน้ะดีเสียกว่าอีก เมื่อเขายังมีชีวิตอยู่เขาเปนโล่กั้นดีนัก—เขาไม่ระแวงสงไสยนั่นดีนัก. เพราะฉนั้นไม่มีใครที่จะกำบังความสนิทสนมในใจแห่งเราทั้งสองได้เหมือนฟาบีโอ อนิจจา อนิจจา ฟาบีโอ!”

กิ่งไม้ที่ข้างตัวข้าพเจ้าสั่นและลั่น และภรรยาข้าพเจ้า เมื่อได้ยินเสียงก็สดุ้งตกใจ เหลียวไปเหลียวมาหน้าตาตื่น. “จชุ!” พูดด้วยเสียงสั่นๆ “พึ่งฝังเมื่อวานนี้เอง—อ้ายเรื่องผีนี่ยากที่จะว่ามีหรือไม่มี แต่ผู้ใหญ่ ๆ เขาพูดกันมากว่าผีมี บางที่จะจริงของเขา…..และยิ่ง​ทางนี้ด้วย—นึกได้แต่แรกล่ะไม่ยักปราดถนามา—ทางนี้ฟาบีโอชอบเดินนัก. อีกประการหนึ่ง” ที่ตรงนี้แม่นีนนาพูดยั้งแล้วถอนใจ ใหญ่ แล้วจึงต่อไปว่า “ถึงอย่างไร ๆ เขาก็ยังเปนพ่อของแม่ดารา—ขอให้เธอคิดดูเถอะ.”

“ฝ่าเทอนา!” หางเสียงกีโดบอกว่ามีดุหน่อย ๆ “ใช่จะไม่คิดเมื่อไรนี่? ง่า—เวลาที่มันจูบหล่อนที่ไรหล่ะนึกแช่งชักหักกระดูกให้มันตายโหงตายห่าทันที!”

ข้าพเจ้านั่งออกปลาดใจ นี่เปนกฎหมายพระราชบัญญัติบทใดเล่มใดออกใหม่คราวไหนหนอ ผัวสิเปนผู้ร้าย คือจะจบเมียตรงๆ ไม่ได้ต้องลักจูบขะโมยจูบ ส่วนชู้สิมีกรรมสิทธิ์ที่จะจูบกอดได้ตามสบายใจ! โอ, ท่านผู้เปนสหายที่รักอันสนิท! รักอันสนิทมากกว่าพี่กว่าน้อง! ควรหรือเจ้าจะมาเปนได้ถึงเพียงนี้. นี่หากว่าโผล่หน้าออกไปจากพุ่มไม้ใบหนาให้เจ้าดูสีหน้าว่าโกรธเท่าไรแล้ว เจ้าจะทำประการใด อ้ายอกตัญญู อ้ายไม่รู้คุณคนเหมือนนกกระจอก!

กีโดนิ่งลูบผมอันเลอียดอ่อน ซึ่งปลิวอยู่ตรงหน้าอกเขา สักครู่นิ่งแล้วพูดว่า “เหตุไรหล่อนถึงได้ยอมเปนภรรยาเขาเล่า ?”

นีนนาแห่งนหน้าขึ้นไป และยกไหล่! “ปู้โธ่ เธอช่างถามได้ ว่าเหตุไร ? เหตุเพราะเมื่อหน่ายที่จะอยู่ในวัดยายชีน่าซี ไม่มีสนุกสนานอย่างไรแท้ ๆ มีแต่เหงาหง็อยจ๋อยเจ๋า ถ้าเธอเปนผู้หญิงบ้างนั่นแหละจึงจะเห็นอก อีกประการหนึ่งท่านที่เสียท่านเปนคนมั่งคั่ง ฉันหรือจนกรอบแม้นเข้าเกรียบ. อย่าว่าแต่ฉันเลยถึงคนอื่นก็เถอะ มีใครบ้างที่อยากจน! ในที่สุดท่านรักฉันมาก”—ที่ตรงนี้ไนยตา​เจ้าหล่อนวาวด้วยรู้สึกว่าตนเปนเบี้ยบน—“จริงนาเธอ- -ท่านรักฉันอย่างยิ่ง หรือจะว่าว่าจนเปนคนบ้าก็ว่าได้—และ”…...

“แล้วหล่อนก็รักมันด้วยซี” กีโดพูดสอดเข้าไป ด้วยวาจาอันหยาบคายถึงกับมึงมัน.

“อุ๊ย” นีนนาตอบทั้งกระทำกิริยาประกอบด้วย “ก็เปน—ในชั่วอาทิตย์สองอาทิตย์ต้น ๆ. รักอย่างที่ภรรยารักสามีโดยธรรมชาติของโลก! ก็คนเราแต่งงานนั้นเพื่ออะไรกันเธอก็ย่อมทราบอยู่ดีแล้ว ว่า เพื่อสำหรับความศุข—ทรัพย์—ยศศักดิ์ จริงไหมล่าเธอ นี่ ท่านก็ให้ฉันสมความปราดถนาทุกสิ่ง.”

“ฉันขอออกตัวเสียก่อนว่า เมื่อหล่อนมาอยู่กินกับฉันหล่อนจะไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้.” กีโดพูดด้วยความอิจฉา.

นีนนาหัวเราะ แล้วเอามืออันวาวด้วยแหวนเพ็ชร์ยกขึ้น. ปิดปากกีโด.

“ข้อนั้นไม่ต้องพูด! แต่—ฉันได้บอกเธอเมื่อไรว่าฉันจะแต่งงานกับเธอ ? ในส่วนหน้าที่ที่รักนั้นไม่รักใครเสมอเธอ…...แต่เรื่อง..... ฉันยังไม่รู้ได้! เวลานี้ฉันเปนไทยแก่ตัวเลือกทำอะไรได้ตามชอบใจ เมื่อมีโอกาศฉนี้จะต้องให้สนุกใจเสียให้เพียงพอก่อน และ”—

เฟอร์รารีไม่ปล่อยให้พูดจนตลอดประโยค เขาได้เอามือกระหวัดรอบตัวแม่นีนนามาประทับไว้ที่อกโดยแน่น. และว่าด้วยเสียงกระเส่า ๆ “นี่แน่แม่นีนนาจ๋า หล่อนอย่ามาซ้อนกลฉันเลย ผ่าเทอนาไม่ยอมแท้ๆ เปนไรเปนไปเถอะ ไม่ยอมแท้เทียว อย่าแม่ชื่นใจ อย่า อย่า! ฉันหรือสู้อดทนพยายามมานานเนแล้ว ดูหรือตั้งแต่ได้เห็นวันแรกคือวันที่หล่อนแต่งงานกับอ้ายฟาบีโอบ้า ฉันก็ให้นึกรัก​หล่อนนี่กระไร รักจนถึงคลั่งไคล้. ฉันรู้ชัดเทียวว่าหล่อนเปนผู้หญิงไม่ใช่เทพธิดา เพราะฉนั้นจึงได้คอยโอกาศของฉัน โอกาศก็มีมาจริงเหมือนหวัง—ฉันได้พรรณาความรักในอกของฉัน ออกให้หล่อนฟังเมื่อหล่อนแต่งงานยังได้ไม่ถึงสามเดือนดี. หล่อนก็เต็มใจ—ยินยอม—พร้อม คอยฟังน้ำเสียงฉัน จริงหรือไม่ในข้อนี้. หล่อนเปนคนนำก่อน หล่อนยั่วยวนใจให้กำหนัดด้วยไนยตา ด้วยถ้อยคำ จนถึงด้วยสัมผัส หล่อนได้ยินยอมทุกสิ่งทุกประการ และเหตุใดจึงจะมาปัดในเวลานี้เล่า ? เกือบจะว่าได้ว่าหล่อนเปนภรรยาฉันเท่ากับเปนภรรยาฟาบีโอ อ้าไหนล่ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าหล่อนรักฉัน….ถึงยังไงไม่รู้หล่อนว่าหล่อนรัก หล่อนปดผัวหล่อนได้ แต่หล่อนไม่กล้าปดฉัน จริงหรือไม่ ? ฉันไม่สงสารฟาบีโอเลยแต่สักนิด ค่าที่มันเซอะระยำหมา ธรรมดาเปนผัวคนจะต้องไม่เผลอ ระวังระไวคมเชิงอยู่เสมอ มันอยากไม่เคลือบแคลงสงไสยระไวระวัง จะมาโทษใครนอกจากตัวของตัวเอง เมื่อตัวปล่อยให้เขาเตะเกียรติยศของตัวเล่นเปนตะกร้อ. แน่! แม่นีนนา แม่ยอดที่รัก หล่อนต้องยอมเปนสิทธิ์แก่ฉัน ให้ต่อหน้าพระเถอะ หล่อนเปนไม่พ้นมือ ?”

คำพูดของกีโดนั้นหลุดออกจากปากเร็วปรื่อ และขาดเปนตอนๆ ทำเอาข้าพเจ้าอดนึกยิ้มเยาะในใจไม่ได้. ส่วนผู้หญิงนั้นดิ้นขลุกขลักเปนเชิงโกรธหน่อย ๆ

“ปล่อย” นีนนาพูด “หยาบคายอะไรอย่างนี้นี่ ปล่อยนา ไม่ปล่อยได้เคืองกันด้วย ?”

กีโดคลายวงแขนทันที. ความที่กอดเอาแรง ๆ ฉนั้นไหนเลยดอกกุหลาบที่เหน็บอยู่ที่ทรวงอกจะทนทานไหว กลีบค่อย ๆ ปลิว​ร่อนลงไปตกเกลือนอยู่ที่ริมเท้าหล่อน. ไนยตาเขม็งแหละคิ้วขมวดบอกยี่ห้อว่าหล่อนโกรธ หันหน้าไปเสียคนละทางยืนนิ่งมิได้พูดว่าขานอะไรอีก โดยอาการอย่างนี้ทำให้กีโดรู้สึกตัวจึงได้กระโดดเข้าไปจับมือขึ้นจูบหลายครั้ง.

แล้วว่า “ขอโทษทีเถอะ แม่นีนนาจ๋า! ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะทำล่วงเกินถึงเพียงนั้นเลย แต่ความสวยของหล่อนเปนโทษผิดของผู้สร้างที่สร้างหล่อนมาให้สวยถึงเพียงนี้ และความสวยของหล่อนนั่นแหละ ทำให้ฉันเปนบ้าพลุ่มพล่ามไป หัวใจของฉันก็คือตัวหล่อน ดวงใจของฉันก็คือตัวหล่อน ร่างกายของฉันหรือก็คือทาษของหล่อน โอ แม่นีนนาชื่นใจจ๋า ไม่ควรที่เราจะมาเปนปากเปนเสียงกันถึงเรื่องอันใช่เหตุอันควร แน่หล่อน ขอให้คิด เราเปนไทย ไม่มีบ่วงคล้องคอทั้งสองคน เราเปนอิศรภาพแก่ตัวเรา พอจะหาความศุขอย่างเอกอุในชั่วชีวิตได้—ความศุขอย่างที่ชาวเมืองฟ้าที่สุดจนพระอินทร์จะไม่มีมากกว่าได้! สิ่งความศุขที่เราจะพึงได้รับก็คือข้อที่ฟาบีโอตายไปเดี๋ยวนี้เราก็เรานั่นแหละ ถึงกระไร ๆ ก็แม่นีนนาจ๋า แม่จงเอ็นดูฉันบ้าง เสียแรงสู้พยายาม จงอย่าเสียซึ่งไมตรีที่เราได้ผูกพันธ์กันไว้—ของทั้งหมดในโลก เปนแน่ทีเดียวว่าอะไรจะไม่ประเสริษฐ์กว่าความรัก!”

หล่อนยิ้ม ยิ้มแปลว่ายกโทษ. ยอมอ่อนตัวเข้ามาในวงแขนโดยสุภาพ ทำตาชม้อยและยื่นแก้มเข้าไปใกล้ ซึ่งผู้ชายทุกคนไม่มีใครที่จะไม่เข้าใจ - ข้าพเจ้ามองตลึงอยู่อย่างเดียวกับคนเมื่อฝัน! ข้าพเจ้า เห็นเขาเคลียคลออยู่ด้วยกัน....จูบกันกี่ฟอด ก็แปลว่าเอากริสมาแทง​หัวใจให้เจ็บปวดรวดเร้าเท่านั้นครั้ง เปนใจใครบ้างใครจะอดได้ ใจข้าพเจ้าอดได้ ไม่ใช่อดไม่โกรธ อดแต่ไม่โครมครามมุทลุออกไป.

“เธอน่าเต็มทีเสียแล้ว” นีนนาจีบปากพูด “ช่างหึง ช่างหวงเสียจริงเจียว ฉันได้บอกกับเธอกี่ครั้งกี่หนแล้วว่า ฉันรักเธอ รักเธอ! เธอจำอีคืนวันที่ฟาบีโอนั่งอ่านหนังสือ ปลาโต้ อยู่ที่เฉลียงได้ไหม ? นึก ๆ ก็ออกสงสาร!”—ที่ตรงนี้หล่อนหัวเราะ—“และเราอยู่ด้วยกันในห้องรับแขกซ้อมเพลงอยู่สองต่อสอง ในเวลานั้นแหละ ฉันได้บอกกับเธอว่าฉันรักเธออย่างที่สุดที่แล้ว หาตัวเปรียบเปนไม่มีเสียอีก เธอจำได้หรือไม่? เธอก็รู้อยู่เต็มใจว่าฉันรักเธอ? ควรที่เธอจะมีความพอใจอยู่แล้ว!”

กีโดยิ้มแล้วเอามือเชยคางเปนทีสัพยอก “ฉันบอกกับหล่อนเมื่อไรว่าฉันไม่พอใจ ที่หึงนั้นก็เพราะรัก เพราะความรักจึงทำให้หึง มีโคลงอยู่บทหนึ่งกล่าวถึง หึง ๆ รัก ๆ รัก ๆ หึง ๆ จะตอนมาพูด ให้ฟังก็นึกไม่ออกเสียแล้ว. ฟาบีโอไม่รู้จักหึง เพราะฉนั้น ฟาบีโอไม่รู้จักรัก ขอให้เชื่อเถอะมันจริงอย่างนี้ เขาคิดแต่ส่วนตัวเขามากกว่าที่จะคิดถึงหล่อน คนที่หลงหนังสือนักมักไม่ใคร่หลงผู้หญิง มีตัวอย่างถมไป ตรองอยู่อย่างเดียว จะให้คนทั้งหลายลงชื่อของตัวในบาญชีนักปราชญ์ฝ่ายเดียว. ส่วนข้างฉันฉันหึงชั้นดินที่หล่อนเหยียบ หึงชั้นลมที่มาพัดสัมผัสตัวหล่อน เมื่อฟาบีโอยังมีชีวิตอยู่ฉันก็หึง—และ—ให้ตายไปเถอะนา!”-ชักหน้านิ่ว ขมวดหัวคิ้ว—“ถ้าชายใดมาชิงเอาความรักของหล่อนไปได้ คอยดูน้ะ ฉันจะไม่อยู่เปนศุขได้ จนเอากายชายผู้นั้นเปนฝักดาบได้สมปราดถนา.”

​แม่นีนนาผงกศีร์ษะขึ้นจากทรวงอกที่ได้ซบอยู่ และว่า “เอาอีกแล้ว! ตั้งพิธีโกรธอีกแล้ว!”

กีโดก้มลงจูบและว่า “เปล่าจ้ะ เปล่า เปล่า! ถ้าหล่อนยังรักฉัน และเฉภาะฉันอยู่ตราบใด ฉันจะไม่ทำสิ่งซึ่งเปนที่ขัดใจหล่อน. กลับเข้าไปข้างในเถิดหรือจ๊ะ น้ำค้างตกมากแล้ว ประเดี๋ยวหล่อนจะเปนหวัดไป.”

ภรรยาข้าพเจ้า—อ๊าไม่ใช่ ต้องเรียกที่ถูกว่าภรรยาของเรา เพราะว่าเรามีกรรมสิทธิ์ในตัวหล่อนคล้ายกัน—เห็นชอบด้วย. ออกเดินสอดแขนกันอย่างเดียวกับเมื่อมา ย้อนทางกลับไปเรือน

ข้าพเจ้าตั้งตามองดูทั้งสองคนค่อย ๆ เดินไปจนหายลับตาไปพ้นแล้ว—ในคืนนั้นคงไม่กลับมาอีกเปนแน่.....

จึงลุกเดินออกจากที่กำบังกาย ออกไปยืนอยู่กลางหาวตรงที่เขายืนกันอยู่เมื่อสักครู่ก่อนนั้น. ได้พยายามแล้วพยายามอีกที่ระลึกถึงการเปนจริงซึ่งได้ปรากฏแก่จักษุในเวลาไม่สู้ช้านี่เลย แต่ความมันต่อกันไม่เปนหัวเปนท้ายเปนปลายเปนต้น สมองปั่นเสียแล้ว…...เวียนศีร์ษะหน้ามืด.....ดูดวงจันทร์แดงเปนสีโลหิต. แผ่นดินซึ่งเหยียบอยู่นั้นดูเปนชิงช้าแกว่งไปไกวมาโยกเยก ๆ ต้องระวังทรงไว้เหลือขนาด—จนข้าพเจ้าออกสงไสยตัวของตัวเองว่าตัวมีชีวิตอยู่จริง หรือข้าพเจ้าเปนปีศาจหนีออกจากห้องซุ้ย เพื่อจะดูสิ่งซึ่งแต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่เคยเปนของตัว ครั้นถึงแก่กรรมแล้วสิของเหล่านั้นก็เปลี่ยนมือเจ้าของไป. สิ่งใดในโลกล้วนอนิจจัง ไม่รู้จักขึ้นยังว่าเปนของคนโน้นคนนี้ นึก ๆ ก็ปลาด นึก ๆ ก็ไม่ปลาด ดูดูมันก็เหมือนกับลูกปี๊บลอยเรื่อยเฉื่อยไปอย่างนั้น ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน. ดวงดาวที่แวบวับ​อยู่ในอากาศนั้นมีประโยชน์อะไร—ต้นไม้ที่มีใบเขียวเหลืองงดงามมีประโยชน์อะไร—ของที่อยู่รอบข้างที่เรียกว่าธรรมชาติที่สุดจนตัวที่เรียกว่าพระเจ้าเองนั้นมีประโยชน์อะไร ก็เปล่าทั้งสิ้น นับประสาอะไรจะแผลงอิทธิฤทธิอย่างที่เหลือวิไสย แต่เพียงรักษาใจของผู้หญิงคนเดียวให้ตรงต่อสามียังรักษาไม่ได้เสียแล้ว! ผู้หญิงคือคนที่ข้าพเจ้ารักดังหัวใจ.....มีทรวดทรงอันอ้อนแอ้น. มีหน้าดังนางฟ้า. หญิงคนนั้นคือภรรยาข้าพเจ้า มารดาของบุตรข้าพเจ้า—เขาเอาโสโครกโชลมกายโดยเห็นว่าสวยว่างามตามความเอกะระและความประสงค์—เห็นผิดเปนชอบ ชั่วเปนดี—เอาความอับอายขายหน้าขึ้นประดับไว้บนศีร์ษะอย่างมงกุฎ โดยความเข้าใจว่าเปนดีกว่าเกียรติยศหรือคุณการดี

เมื่อเปนฉนี้จะควรกระทำอย่างไร ? ข้าพเจ้าทรมานตัวของตัวเองให้มากขึ้นด้วยคำถามอันนี้. ยืนนิ่งมองดูดิน—เทวทูตภูตพรายผีร้ายปีศาจดุจนถึงตาเทวทัต ใครจะช่วยตอบปัณหาข้อนี้ได้บ้าง, ควรจะทำอย่างไรแก่นางผู้หญิง แก่เจ้าผู้ชายเจ้าเพื่อนขบถ ? ในทันใดนั้น ตาส่ายไปเห็นกลีบกุหลาบ—กลีบที่ร่วงลงเมื่อกีโดกอดนีนนาเข้าประทับกับอก.

ข้าพเจ้าก้มลงเก็บกลีบกุหลาบขึ้นมาวางลงบนใจมือ แล้วพิจารณาดูอยู่นาน. กลิ่นหอมจับจมูก.....ขยับจะยกขึ้นดม.....ไม่ได้การ ไม่ได้การ! ดมอย่างไรได้ มันเหน็บอยู่ที่ทรวงอกนางกาลกีนีเมื่อตะกี้นี้เอง! เออเฮอ นางกาลกีนี นางคนที่น่ารักน่ากอดแต่น่าแช่งชักหักกระดูกด้วย! “ไปฆ่ามันเสีย” เอ๊ะ! คำนี้ได้ยินมาจากไหนหนอ ? ​คิดไปคิดมา อ๋อจำได้แล้ว....และข้าพเจ้าคิดว่าอีตาเถ้าสถุลขายขี้ริ้วขี้ฉีก ยังเปนผู้ชายมากกว่าตัวข้าพเจ้าอีก. แกแก้แค้นได้ทันที; นี่ข้าพเจ้าเปนอ้ายบ้าอะไรมิรู้ปล่อยให้หลุดมือไปได้. ไม่เปนไร มีวิธีที่จะพยาบาทหลายอย่างต่าง ๆ กัน ต้องคิดหาอย่างที่ดี ที่เยี่ยม ต้องคิดหาอุบายแก้แค้นทรมานมันเสียให้แสนสาจึงจะสมกับคนใจร้าย—จำเปนหรือว่าคนในตระกูลโรมานีจะให้คนทั้งหลายตราชื่อได้ว่า เปนผู้ร้ายฆ่าคน ? ไม่เห็นจำเปน มีทางหลายทางที่จะไปร่วมทางกันได้ แม่น้ำหลายสายไหลลงมหาสมุท ถ้าจะเปลืองสมองคิดมากสักหน่อยคงสำเร็จ ชำเลืองดูเครื่องแต่งตัวที่แต่งอยู่—เจ้าของเดิมฆ่าตัวตาย. “มันเปนบ้า” ตาคนที่ขายบอก “มันฆ่าตัวของมันตายเอง.”

โอ ข้อนั้นไม่ต้องสงไสย…...เขาเปนบ้า ไม่ควรจะเอาอย่างคนบ้า จะต้องคิดทำอะไรเสียก่อน—แต่สิ่งนั้นคืออะไรยังมองไม่เห็น ถ้าตรองเห็นแล้วจะต้องทำ ต้องทำให้ได้ ตรองเห็นเมื่อไรต้องทำเมื่อนั้น กลิ่นของกลีบกุหลาบที่ยังอยู่ในมือนั้นทำให้รู้สึกไม่สบาย แต่ถึงกระนั้นก็หาเหวี่ยงทิ้งเสียไม่ เปนไม่ทิ้งเสียเปนอันขาด จะต้องเก็บไว้เปนเครื่องเตือนใจในเรื่องกอด ๆ จูบๆ ที่ได้เห็นประจักษ์แก่ตา ควักเอาถุงเงินออกมาเปิด แล้วค่อย ๆ สอดกลีบกุหลาบเหี่ยวเข้าไปไว้ และรลึกขึ้นได้ถึงถุงอีกสองถุง ถุงทองกับถุงพลอย ซึ่งได้ตั้งใจไว้ว่าสำหรับ.….หล่อน. การที่ไปถูกขังอยู่ในห้องซุ้ยกลับหวนขึ้นอีก เมื่อ ก่อนนี้พยายามดิ้นรนจะให้คงชีวิตให้รอดเปนไทย ชีวิตกับความเปนไทย! จะมีประโยชน์อะไรเดี๋ยวนี้ เว้นแต่ข้อเดียว คือข้อพยาบาท. สมบัติพัสถานบ้านเรือนเปนของภรรยาข้าพเจ้าสิ้นแล้ว แต่โดยที่จริง ยังเปนของข้าพเจ้าแท้ จะไปเสียดายอะไรกับของเหล่านั้น สมบัติโจร​ที่พบในห้องซุ้ยนั้น พอจะทำให้คนเกินเปนเสรษฐีเสียอีก. ข้อเงินทุกวันนี้เขานับถืออะไรกันเล่าก็นับถือเงินเท่านั้นเอง มีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง—ที่สุดจนความพยาบาท. แต่ความพยาบาทอย่างไหน ? แต่อย่างที่ข้าพเจ้าต้องการเปนอย่างที่หนึ่งหาสองไม่ได้ อย่างเรียบร้อย อย่างสนิท อย่างที่สำเร็จบริบูรณ์. ความพยาบาทของตระกูลโรมานีต้องค่อยเปนค่อยไป ไม่รีบไม่ร้อน ไม่ร้ายแรงบุ่มบ่าม ความรักแห่งภรรยานั้นไปจากหัวใจข้าพเจ้า—รู้สึกว่าเด็ดออกจากหัวใจ เสมอกับดึงหนามออกจากเนื้อ—โยนไปพ้นตัวด้วยขยะแขยง เสมอโยนอ้ายตัวแมลงอะไรไปจากต้นคอเมื่อวันหลับในห้องซุ้ย ส่วนพันธมิตรในส่วนกีโดนั้นสูญหายไปทันที—มีสิ่งอื่นขึ้นมาแทนสิ่งใหม่นั้นไม่ใช่ความเกลียดความชัง แต่เปนความปราศจากกรุณา แต่นั่งคิดเรื่องนี้อยู่คนเดียวนานกว่าชั่วทุ่ม ลงปลายตัดสินในใจตกลงแน่ว่าจะต้องแก้แค้น จึงหยิบเอาไม้กางเขนของบาดหลวงที่ยังห้อยคออยู่ขึ้นจูบ และชูเหนือศีร์ษะกระทำสาบาลตัวต่อหน้าเครื่องหมายอันสักสิทธิ์ของสาสนาว่าจะไม่นิ่งนอนใจ หรือลดหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง จนกว่าจะแก้แค้นได้สมประสงค์, ดวงดาวในสวรรค์เพ่งเล็งตัวข้าพเจ้า ดูเหมือนเปนตาของเทพยดามองดูเปนทิพย์พยาน นกไนติงเกลส์สำเนียงจ้าอยู่เมื่อสักครู่นี้หยุดเงียบ ประหนึ่งจะฟังคำที่ข้าพเจ้าสาบาล ครั้นแล้วก็เดินลัดแลงออกจากสวนดอกไม้เข้าถนนหลวงข้างนอก พอเดินไปได้หน่อยได้ยินเสียงประตูใหญ่ทางหน้าบ้านเปิดแลเห็นกีโดเดินออกมาจากประตูตามมาทางเดียวกัน ข้าพเจ้าทำเดินช้าลงมาหน่อยเพื่อจะให้กีโดเดินขึ้นมาให้ทัน ครั้นทันแล้วเห็นเดินทอดน่อง พ่นควันบุหรีปุ๋ย ๆ ตามเคย และในมือมีช่อดอกไม้ช่อหนึ่ง คราวนี้ซึมดี​ทีเดียว ว่าใครให้! เขามองข้าพเจ้าแต่ไม่ได้คิดว่ากระไรนอกจากว่าเปนชาวหาปลาเท่านั้น. ความบ้ากลับเกิดขึ้นในใจอีก—จะเผ่นเข้าจับคอ—จะกระหวัดวัดให้ลงไปนอนอยู่กลางฝุ่นที่เท้า—จะเอาเท้า - มาบอก แล้วถ่มน้ำลายลงไปรดให้สาแก่ใจที่คิดคดทรยศ—แต่มานึกสกดใจไว้ได้. มีวิธีที่จะแก้เผ็ดดีกว่านี้ การที่จะมาต่อย ๆ กันตัวต่อตัวนั้น ไม่ใช่อย่างที่ผู้ดีหรือผู้มีสติปัญญาจะรบสู้กันเลย ความพยาบาทจะต้องปล่อยให้มันสุกจนหล่นเองจึงจะใช้ได้ ฉันใดก็ดี เหมือนผลไม้ถ้าไปชิงเด็ดเสียแต่ยังดิบ ก็ย่อมมีรสอันเปรี้ยวฝาก ต่อสุกงอมแล้วจึงจะหวาน. คิดดังนั้นแล้วก็รีบเดินผ่านหน้าท่านผู้เคยเปนเพื่อนรักข้าพเจ้าแต่ก่อน—ท่านผู้เปนผู้ประคับประคองภรรยาข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้ขึ้นไป—ปล่อยให้เขาเดินฝัน ฝันถึงความรักอันไม่บริสุทธิ์. ฝันถึงทางที่จะไปสู่ต้นงิ้ว. คืนวันนั้นข้าพเจ้าไปเช่าห้องนอนในเมืองเนเปิลซ์.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #11 on: 21 December 2025, 21:03:02 »




ครั้นรุ่งเช้าข้าพเจ้ารีบตื่นแต่ยังไม่สว่างดี ไปยังห้องซุ้ยซึ่งเขาฝังข้าพเจ้าไว้ครั้งหนึ่ง เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใครวี่แววแล้วก็มุดเข้าทางช่องตรงไปยังโรงพัสดุ หยิบเอาแต่ม้วนธนบัตร์ขึ้นมาจากโลง นอกจากที่ใส่ในกระเป๋าเสื้อกางเกง ยังเลาะสาบเสื้อและซับในเสื้อออก เอากระดาดเงินลำดับประจุเข้าไว้ หมดทั้งตัวในเวลานั้นมีเงินหลายหมื่นแฟรงค์ เมื่อพอความประสงค์แล้วก็เอาเครื่องมือที่ติดตัวไปจากเมืองด้วย ตีตะปูโลงเสียเรียบร้อย ใครเห็นก็ไม่สงไสยว่าโลงนั้นถูกเปิด เสร็จการแล้วคราวนี้นึกถึงโลงของข้าพเจ้าเอง ว่านี่ควรจะตีตะปูฝาโลงเสียดีหรืออย่างไร ? ไม่ต้องการ....ทิ้งมันไว้อย่างนั้นดีกว่า...จะได้เปนพยานฝ่ายเรา. ครั้นจัดการปิดช่องเข้าให้เรียบร้อยไม่เปนที่น่าสงไสยได้แล้ว ข้าพเจ้าก็รีบเดินมายังอ่าวท่าเรือ ลงเรือเมล์ข้ามไปเมืองปาเลอร์โม.

ในชั้นต้นที่ข้าพเจ้าต้องทำเมื่อถึงเมืองปาเลอร์โมแล้วนั้น คือไปยังที่ร้านที่ขายเครื่องแต่งตัวอย่างดีสำหรับคนชั้นสูง และบอกแก่ช่างตัดเสื้อว่าเหตุที่ข้าพเจ้าต้องแต่งตัวเปนคนหาปลาฉนี้ก็เพราะเพื่อการสนุก มาเที่ยวตกเบ็ดลากอวนกับเขาครั้นจะแต่งตัวแปลกไปก็ดูกระไร ๆ อยู่ จึงแต่งตัวปลอมมาดังนี้. ข้าพเจ้าสั่งให้เขาตัดเสื้อกางเกงอย่างดีหลายสำรับ สั่งให้ส่งในชื่อเคานต์เซซาเร โอลิวา ณ โฮเต็ลอย่างเอกในเมือง. เคานต์เซซาเร โอลิวา นี้เปนชื่อที่ข้าพเจ้าตั้งขึ้นสำหรับใช้ต่อไป. นอกจากที่สั่งให้ตัดใหม่ ข้าพเจ้าให้เจ้าของร้านเอาเสื้อกางเกงที่ตัดไว้ขายมาให้ลองอีก. เจ้าของร้านขอรับกระผมแป้น​นำไปยังห้องไปรเวตมิดชิดสำหรับแต่งตัว แล้วปล่อยให้ข้าพเจ้าอยู่ตามสบายใจในห้องนั้นแต่คนเดียว แม้เสื้อกางเกงสำรับที่เขาตัดไว้ขายนั้นช่างเหมาะเจาะได้ตัวราวกับวัดให้ตัด. แต่งตัวแล้วก็ไปอยู่โฮเต็ลอย่างชั้นที่หนึ่งในเมืองนั้นหลายอาทิตย์อยู่ ในชั่วเวลาที่อยู่ตรองผูกความพยาบาทที่จะแก้แค้น. ข้อสำคัญชั้นต้นนั้นจะต้องเก็บสมบัติเงินทองทั้งปวงเข้าไว้ในธนาคารให้เปนมั่นเปนเหมาะเสียก่อนจึงได้ไปหาธนาคารใหญ่ในเมืองปาเลอร์โมแห่งหนึ่ง บอกชื่อตามชื่อใหม่ของข้าพเจ้า และเล่าต่อไปว่าได้ไปเสียจากเกาะซีซีลี (เกาะที่เมืองปาเลอร์โมเปนเมืองใหญ่) หลายปีแล้ว พึ่งจะกลับมาถึงเมื่อเร็ว ๆ นี่เอง. นายธนาคารจัดแจงรับรองข้าพเจ้าเปนอันดี แต่แสดงท่าให้เห็นว่า เขามีความประหลาดใจในการที่ข้าพเจ้ามีเงินทองแก้วแหวนมากเหลือขนาด เพื่อจะแก้สงไสยตรงนี้ ข้าพเจ้าจึงเลือกเอามรกฎเมล็ดเขื่องเมล็ดหนึ่ง กับเพ็ชร์น้ำที่หนึ่งอีกสองเมล็ดโตขนาดกัน ทำของกำนันให้เขา และขอให้เขาทำหัวแหวนใส่ด้วย ในชั้นต้นเขาไม่ค่อยจะรับ ต่อขะยั้นขะยอเข้าอีกจึงรับ ความขอบใจนั้นถ้าแม้มีน้ำหนักโดยส่วนสักเท่าน้ำหนักสำลีก็ดี ข้าพเจ้าคงจะแบกเอากลับไปไม่ไหว ของกำนันนั้นกระทำให้นายธนาคารลืม หรือเห็นว่าไม่เปนการจำเปนจะซักไซ้ในเรื่องราวส่วนตัวข้าพเจ้าให้พิศดารต่อไป ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ แต่เขามิได้ชักอีก นี้เปนสิ้นธุระไปตอนหนึ่ง. ตอนที่สองก็คือจะแปลงตัวเสียให้สนิท มิให้ใครจำได้ว่าเปนฟาบีโอ โรมานี ที่สุดจนเค้าหน้า น้ำเสียง หรือกิริยาท่าทาง. ข้าพเจ้าทิ้งหนวดให้งอกยาว—หนวดก็หงอกรับกับผม—ปล่อยให้เคราออกยาว—เคราก็หงอกขาวด้วย. ผมบอกว่าแก่ แต่เจ้าหน้านั่นแน่ะบอกตรงกันข้าม เพราะร่องรอยขยี้ย่น กลับเต็ม​บริบูรณ์ขึ้น ไนยตาก็ใหญ่ดำวาวคมเหมือนแต่ก่อน คนที่เคยรู้จักแต่เมื่อก่อนตายแล้วถ้ามาเห็นตาเข้าขยับจะจำได้แทบทุกคน. เมื่อเขาว่าตายก็เปนตายก็แล้วกัน เหตุไรจะกระทำให้เขานึกว่าตาดวงนี้เหมือนตาคนที่ตายไปหรือเปนตาของคนตายเล่า.

วิธีที่จะแก้ไม่เห็นจะยากลำบากอะไรนัก ทำเปนคนไนยตาอ่อนก็แล้วกัน—ตาอ่อนอย่างทนความร้อนหรือแสงสว่างไม่ได้ เห็นชอบด้วยความคิดดังนั้นแล้ว จึงไปซื้อแว่นตาสีมัวๆ มาคู่หนึ่ง แล้วมาลองใส่ดูในห้องตรงหน้ากระจกแต่ลำพังตัวคนเดียว แว่นตานั้นทำให้หน้าแปลกขึ้นอีกมาก ทั้งผมหนวดเคราและแว่นตาทำให้ดูอายุแก่ราว ๆ ห้าสิบห้าได้.

ทีนี้ถึงเสียง. โดยธรรมดา เสียงของข้าพเจ้าเล็กและพูดเร็ว แต่ทว่าชัดถ้อยชัดคำชัดสระอักษร และเปนธรรมเนียมของคนชาวอิตาเลียน ที่จะพูดยกมือยกไม้ลู่ไหล่เอียงคอ ยังกับเล่นลคร ข้อนี้ไม่ใช่ของง่าย ข้าพเจ้าต้องทำตัวเปนลคร ถึงบทที่ทำอย่างไร ต้องดัดแปลงฝืนนิสัยให้เปนไปตามบทจนได้. หัดทำเสียงให้ห้าว พูดจาอย่างเฉย ๆ ระวังไม่ให้ออกกิริยาเมื่อพูด เดชะบุญมีเจ้าประคุณอังกลิษแก้วอยู่ในโฮเต็ลเดียวกันคนหนึ่ง เลยยึดเอาเปนแบบเรียน เรียนทำท่าอิริยาบถทุกสีทุกอย่าง ที่สุดจนจะเดินเหิน ให้หลังตรงอกแอ่นอย่างกับออกจากโรงเรียนกายบริหารใหม่ ๆ เรียนนานเข้ารู้สึกว่ากระทำได้สำเร็จ ด้วยได้ยินเจ้าพวกคนใช้เขาเรียกข้าพเจ้าว่า “หมีขาว”

สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ากระทำต่อไป คือเขียนจดหมายไปถึงเอดิเตอร์ของหัวหน้าหนังสือพิมพ์รายหนึ่งในเมืองเนเปิลซ์ หนังสือพิมพ์ฉบับที่เคยส่งไปที่บ้านเดิมเสมอ—และได้สอดธนบัตรราคาห้าสิบแฟรงค์​ไปในซองเดียวกับจดหมายฉบับนั้นด้วยขอให้เขาคัดข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนส่งไปให้ดังต่อไปข้างล่างนี้ลง จดหมายนั้นนำสำเนาในหนังสือ พิมพ์ฉบับที่จะออก :-

“เราได้ทราบจากพจนานุการของเราอย่างเปนแน่นอนว่า ซินยอคอนเต เซซาเร โอลิวา ผู้เปนคนเนื่องมาจากตระกูลอิตาเลียนอันดี ซึ่งได้ไปอยู่เสียต่างประเทศนานนั้น บัดนี้กลับมาด้วยสมบัติอันเอนกประการ จะมาตั้งบ้านเรือนฝังรกรากอยู่ในเมืองนี้ ท่านผู้นี้จะได้ถึงเมืองเนเปิลซ์ในเร็ว ๆ นี้ เพราะฉนั้นหวังใจว่าผู้ที่เปนหัวหน้าในโซไซเอตีทั้งหลาย จะมีความยินดีรับรองท่านผู้จะมาถึงนี้เพิ่มเข้าใน จำนวนพวกท่านด้วยอันดี.”

เอดิเตอร์ลงพิมพ์ให้ตามความปราดถนาของข้าพเจ้าทุกถ้อยคำตามที่ได้เขียน แล้วเขาได้ส่งฉบับหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวอันนั้นมายังข้าพเจ้าพร้อมด้วยความขอบใจล้านเท่า” เรื่องเงินซึ่งได้สอดซองไปให้นั้นมิได้กล่าวถึงเลย แต่เข้าใจได้ว่าเอาเก็บเข้ากระเป๋าเงียบด้วยความยินดีมาก ถ้าหากว่าข้าพเจ้าได้ส่งไปถึงเขาสักร้อยสองร้อยแฟรงค์ เขาอาจจะลงข่าวว่าข้าพเจ้าเปนกระษัตริย์มหาสารหรือเอมเปอเรอร์เสด็จปลอมมาก็จะเปนได้



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,576


View Profile
« Reply #12 on: 21 December 2025, 21:03:52 »


๑๐

เมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงเมืองเนเปิลส์ราวปลายเดือนกันยายน. อากาศนับวันจะหนาวมากขึ้น โรคร้ายอหิวาตะกะก็ค่อยซาเบาบางลง การงานในบ้านเมืองก็เปนไปอย่างแต่ก่อน ความสนุกกลับคืนมาสู่รัง และสโมสรต่าง ๆ ก็รื่นเริงครึกครื้นขึ้นอีก

ครั้นมาถึงเมืองข้าพเจ้าก็หาโฮเต็ลอย่างที่ดีอยู่ และบอกเจ้าของโฮเต็ลว่าจะซื้อม้าดีสักคู่หนึ่ง รถสักคันหนึ่ง และต้องการคนใช้อย่างดีคนหนึ่ง การที่เจ้าของโฮเต็ลแป้นข้าพเจ้าเพียงไรนั้นไม่จำเปนจะต้องอธิบาย เพราะใคร ๆ ก็ย่อมทราบอยู่แล้วว่าเงินเปนแก้วสารพัดนึกในสมัยนี้ เชื่อได้แน่ว่าถึงจะเปนเจ้าพระยาเสนาบดีมาอยู่ ก็นายโฮเต็ลคงจะไม่ไปปะฏิบัติอย่างกระทำแก่ข้าพเจ้า.

พอเย็นลงวันนั้น ข้าพเจ้า ผู้ที่กระทำให้คนทั้งปวงนึกว่าเปนเคานต์ เซซาเร โอลิวา ได้เริ่มการที่จะแก้แค้น เย็นวันนั้นเปนวันเย็นสบายลมพัดเรื่อยเฉื่อยมาทางทะเล ท้องฟ้าเปนสีสวยราวกับมุกแกม โอปอล์ พระอาทิตย์เลี้ยวลับเหลี่ยมโลกแล้วแต่ยังทอแสงขึ้นมาสว่างไสวดูเปนน่าพึงชมยิ่งนัก น้ำในทะเลอันเงียบสงบด้วยคลื่น เมื่อต้องลมโชยอ่อน ๆ ก็ริ้ว ๆ เปนระลอกเล็ก ๆ รับแสงตวันยอแสงเข้าดูพราวพรายเปนเหลื่อมประภัศสร. ครั้นรับประทานอาหารเย็นแล้วก็เดินไป ณ ห้องรับประทานกาแฟใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งในเมื่อข้าพเจ้ายังเปนฟาบีโอโรมานนั้นชอบมาเพลิดเพลิน ณ ที่นี้เนือง ๆ กีโดเฟอร์รารี เคยมาที่นี้แทบทุกคืนก็ว่าได้ เพราะฉนั้นวันนี้บางทีคงจะได้เจอะเขา. ห้องอันมีลวดลายงดงามวิจิตรพึงชมนี้ในไม่ช้าก็เต็มไปด้วยฝูงชน​ทั้งสองเพศ โดยเหตุที่อากาศเย็นสบายเจ้าของโรงจึงตั้งโต๊ะเติมขึ้น หลามถนนออกไปรวมเปนโต๊ะเล็กหลายร้อยตัว เกือบแทบทุกโต๊ะมีผู้มานั่งรับประทานน้ำแขง ไอสกริม น้ำองุ่นกลั่นต่าง ๆ และกาแฟ อกใครก็ไปนั่งสนทนากันเปนพวกเปนเหล่า แสดงความยินดีที่โรคอหิวาตะกะค่อยซาไปและได้กลับมาเห็นหน้ากันอีกครั้ง. ข้าพเจ้าเหลียวไปดูข้างหลังเห็น—ข้าพเจ้าไม่ผิดเปนแน่ เห็นเพื่อนขบถของข้าพเจ้ามานั่งตามสบายบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง และเอาเท้าขึ้นพาดบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งคาบบุหรี่ แล้วประเดี๋ยว ๆ ชำเลืองอ่านหนังสือพิมพ์เสียที. ที่นิ้วก้อยมือที่ยกขึ้นจับบุหรี่บ่อย ๆ นั้น. สรวมแหวนเพ็ชรเม็ดใหญ่ส่องแสงแวบรับแวมวามเปนสีรุ้งเมื่อต้องแสงไฟ. จำได้แต่ไกลว่าเพ็ชรเม็ดนั้นเคยเปนสมบัติของข้าพเจ้าไม่พักต้องมีผู้มาบอกเล่า.

นั่งนิ่งดูกีโดอยู่สักครู่หนึ่งด้วยความแค้น แต่ภายหลังนึกรู้สึกตัวขึ้นมาได้ จึงลุกขึ้นค่อย ๆ เดินมานั่งลงที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งใกล้กับโต๊ะกีโด. เขาลดกระดาดจดหมายเหตุลงดูข้ามหัวหนังสือมาเห็นข้าพเจ้า แต่ไม่มีอะไรในเรื่องผมขาวและแว่นตาสีทำให้เขาพิศวงเลยสักนิด เขาจึงยกหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่านเรื่องต่อไปอีก ข้าพเจ้าเอาไม้เท้าเคาะโต๊ะ เรียกคนใช้ที่นั่น ให้เอากาแฟมาให้แล้วก็จุดบุหรี่ ถือหนังสือพิมพ์ขึ้นนั่งแบบเดียวกับกีโดเปนทีเอาอย่าง ข้าพเจ้าได้ยินเขาพูดว่า “เอาบ้างหละหรือ!” แต่ข้าพเจ้าทำเฉย ไถลควักเงินให้รางวัลคนใช้ที่เอากาแฟมาให้ อย่างมากที่จะไม่เคยได้รับเท่า ซึ่งเขาตลีตลานฉวยใส่กระเป๋าและแสดงความขอบใจมาก.

แล้วข้าพเจ้าถามคนใช้คนนั้นด้วยเสียงห้าวอย่างที่ได้หัดไว้นั้นว่า “นี่แน่แก! แกเห็นจะรู้จักเมืองเนเปิลซ์ดีอยู่!”

​คนใช้ตอบว่า “รับประทานก็รู้จักดีขอรับซินยอ.”

“บ้านเคานต์ ฟาบีโอ โรมานี เสรษฐีใหญ่นั้นไปทางไหนกัน.” ฮา! ได้การ ถูกที่คันเข้าแล้ว ถึงโดยจะไม่ได้ดูตรง ๆ ก็จริง แต่เห็นทางหางตาเห็นเขาสดุ้งเฮือกทั้งตัวราวกับถูกแมลงต่อย แล้วทีนี้นั่งระวังคอยเงี่ยหูฟังว่าเราจะพูดอะไรต่อไป.

คนใช้ตอบว่า “ท่านเสียเสียนานแล้วแหละขอรับ.”

“อะไร! ตายจริงหรือ?” ข้าพเจ้าแสร้งทำสดุ้งตกใจ “ไม่น่าเชื่อ. อะไรทั้งหนุ่มทั้งแน่น!”

“อื้อฮือ! วาศนาท่านสร้างไว้เท่านั้นเองนี่ขอรับ. อ้ายโรคพรรณนั้นมันไม่หยอก ไม่มีหยูกยาอะไรที่จะแก้ไขได้ อ้ายพรรณนั้นมันไม่ธุระกับใคร ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ ไม่ว่ามีหรือจน ถ้ามันต้องการแล้วเปนจอดมัน.”

“อนิจจา! ปู้โธ่เอ๋ยเสียแรงเปนเพื่อนเปนฝูงกัน มาไม่ทัน ไม่ทันได้เห็นใจ ตั้งใจมาว่าจะได้พบ ควรหรือมาชิงตายเสียแต่ยังหนุ่มยังแน่น ก้อพวกพ้องยังอยู่มีบ้างหรือไม่ ?—มีเมียหรือเปล่า ?”

“คนใช้ตอบว่า” มีซีขอรับ! คอนเตชซา โรมานี อยู่ที่บ้านเดิมของท่านซิขอรับ แต่กะผมเข้าใจว่าท่านไม่รับรองแขกเหรื่อเลยตั้งแต่สามีถึงแก่กรรม แม้ใต้เท้าขอรับ ท่านผู้หญิงยังสาวสวยพริ้งอย่างเทพธิดาอยู่เลยขอรับ มีบุตรน้อยอยู่คนหนึ่งด้วยน่าเอ็นดู๊ น่าเอ็นดูขอรับ”

กิริยาของเฟอร์รารี กระทำให้ข้าพเจ้าเหลียวมาทางที่เขานั่ง. เขาชะโงกตัวมาทางเก้าอี้ข้าพเจ้า เปิดหมวกด้วยกิริยาอันเรียบร้อย อย่างที่ข้าพเจ้าเจนแก่ตาดีและว่า:

​“รับประทานโทษในการที่พูดสอดขึ้นมาฉนี้ เคานต์โรมานีที่ถึงแก่กรรมกับฉันรู้จักกันดีมาก—บางทีอาจจะพูดได้ว่าในเมืองเนเปิลซ์นี้แล้วเคานต์โรมานีไม่สนิทใครมากกว่าฉันไป ถ้าแหละท่าน มีความประสงค์ที่จะทราบเรื่องราวของท่านเคานต์โรมานีแล้ว แม้ไม่พ้นความรู้ของฉันแล้วจะมีความยินดีที่จะรับเปนผู้อธิบายให้ท่าน”

โอน้ำเสียง! น้ำเสียง! น้ำเสียงกรอกช่องหูเสียดลงแทงหัวใจ เล่นเอาข้าพเจ้าพูดไม่ออกอยู่สักครู่ใหญ่- ทั้งโกรธทั้งแค้น ปิดช่องลมเสียหายใจไม่ใคร่คล่องสดวกได้. เปนการเคราะห์ดีมากที่เปนอยู่ชั่วประเดี๋ยวเดียว- ข้าพเจ้าจึงเปิดหมวกรับคำนับและตอบว่า :

“จะขอบพระเดชพระคุณเปนอันมาก และจะไม่ลืมคุณท่านเลย ถ้าและท่านจัดการอนุเคราะห์ให้ได้เจอะกับพวกพ้องวงษ์ญาติของเคานต์โรมานี้ได้. ท่านเคานต์ผู้บิดากับฉันนั้นรักใคร่เปนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ยิ่งเสียกว่าพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวเสียอีก....ผู้ชายเราเปนฉนี้เนือง ๆ ท่านยังไม่ทราบชื่อเสียงฉัน เพราะฉนั้นจงให้อภัยในการที่จะบอกนามแห่งตระกูล และฉเกาะตน.” เมื่อว่าดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็ควักเอาก๊าดชื่อส่งให้กีโด และกระทำกิริยาอันอ่อนน้อมประกอบด้วย. เขารับเอาก๊าดไปอ่านแล้วชำเลืองมาดูด้วยความนับถือ และพอใจปนกัน.

“คอนเต เซซาเร โอลิวา!” เขาพูด “การที่ได้พบท่านวันนี้ต้องถือเอาว่าเปนโชคลาภอย่างประเสริฐ! เรื่องที่ท่านจะมายังเมืองนี้นั้นทราบเสียนานแล้ว หนังสือพิมพ์มันลงออกแซ่ไป. ออกเสียใจแทนด้วยหน่อย ๆ ที่หวังใจว่าจะมาอยู่ให้เปนศุขสำราญ พอมาถึงก็ได้รับข่าวอันกระทำให้สลดใจ แต่หวังใจว่าความเศร้าใจนั้นคงจะไม่ฝัง​ในหัวใจท่านช้านัก ประดุจก้อนเมฆอันลอยมาบังแสงอาทิตย์ไม่ช้าก็จะเลื่อนลอยไป และพระอาทิตย์ก็ส่องแสงจ้าได้ดังเดิม.”

ว่าดังนั้นแล้วก็ยื่นมือมาให้จับอย่างคนใจกว้างชาติอิตาเลียน. ข้าพเจ้ารู้สึกเสียวซ่าไปทั้งตัว เอ๊ะ! นี่จะยังไรกัน ข้าพเจ้าหน้ะหรือจะจับมือกับเขา ยังไรอยู่ แต่ต้องจำใจจับ มิฉนั้นการที่คิดไว้จะไม่สำเร็จ ถ้าจะไม่จับมือด้วยกีโด ๆ ก็จะแคลงใจ—ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเปนเสียสมบัติผู้ดีไป ต้องจำใจจำฝืนแก้มให้ยิ้ม ฝืนเส้นประสาทแห่งมือได้ยื่นออกไปสำผัสกับเขา. พอมือต่อมือกระทบกัน ข้าพเจ้ารู้สึกขยะแขยงสอิดสเอียนราวกับจับหนู นึกหักไปเสียอีกที่หนึ่งว่า ไหน ๆ ต่อไปข้างหน้าเรายังจะคบค้าจับมือจับไม้กันอยู่เสมอ ความอดทนและความปลงตกจึงจะลุซึ่งมรรคซึ่งผลในเบื้องหน้า เฟอร์รารีไม่เห็นกิริยาตะกุกตะกักของข้าพเจ้า เขาหันหน้าไปพูดกับคนใช้ที่ยืนรี ๆ รอ ๆ ดูเรากระทำซึ่งความรู้จักกันว่า :

“เฮ้ย การ์ซอง (คนใช้) ! ไปเอากาแฟมาอีกไป ง่า—เอาเหล้า กลอเรียสองถ้วย” แล้วหันหน้าพูดกับข้าพเจ้า “เหล้ากลอเรียยังไง ท่านคอนเต้ ? ตกลง ? ดี. นี่ก๊าดชื่อ” ว่าแล้วก็ควักก๊าดชื่อออกจาก กะเป๋าเสื้อวางบนโต๊ะ “กีโด เฟอร์รารี ยินดีที่จะรับใช้สรอยในท่าน, เปนแต่เพียงช่างเขียน ช่างเขียนอย่างฝีมือเลวๆ เราจะต้องตั้งพิธีสมโภชความที่ได้มารู้จักกันวันนี้จึงจะดี พิธีนั้นคือต่างก็ดื่มให้พรซึ่งกันแลกัน”

ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะแสดงว่ารับ. เจ้าคนใช้ก็รีบไปจัดของตามสั่ง. กีโดก็เลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้ข้าพเจ้า.

​“ฉันเห็นท่านก็นักเลงบุหรี่” เขาพูดสนุกตามเคย “เชิญสูบของฉันดู จะจัดเอาเปนอย่างดีทีเดียวไม่ได้ แต่อย่างดีที่สุดสำหรับคนจน ๆ อย่างนี้.” ซองบุหรี่ที่เขายื่นมาให้ข้าพเจ้านั้นไม่ใช่ของคนอื่นคนไกลเลย ของของข้าพเจ้าแท้ ๆ มีตราสำหรับตะกูลโรมานีและอักษรชื่ออยู่บนนั้นบริบูรณ์ดี.

ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกยิ้มแล้วว่า “ของเก่ามาก” พลิกกลับไปกลับมา “เปนของดีมีราคา ใครให้ท่านหรือ หรือเปนมรฎกเปนชั้น ๆ มา.”

“เปนของเพื่อนที่ถึงแก่กรรม เคานต์ ฟาบีโอ” กีโดตอบ และพ่นควันบุหรี่ออกมาโขมง “เมื่อเขาถึงแก่กรรมพ่อบาดหลวงเจอะซองอันนี้อยู่ในกระเป๋า ใช่แต่เท่านี้ยังสิ่งอื่นอีกมาก ได้นำไปให้ภรรยาเขา และ—”

“และภรรยาได้ให้ซอง ๆ นี้แก่ท่านไว้เปนที่ระลึกแห่งผู้ตายหละซี” ข้าพเจ้าพูดขัดเข้าไป.

“ก้ออะไรเสียอีกเล่า อา! ท่านนี่เก่งมาก ทายถูกเปี๊ยบยังกะเห็น ขอบใจ” เขาก็รับเอาซองนั้นกลับไปและยิ้มเรี่ย ๆ.

ข้าพเจ้าแกล้งทำถามว่า “นี่แน่ะภรรยาท่านเคานต์โรมานียังสาวหรือ?”

“แม้ ยังสาวสรวยพริ้ง! ตั้งแต่เล็กจนโตตราบนี้ ยังไม่ได้เคยเห็นนางใดที่จะงามเท่า ท่านคอนเต้ นี่หากว่าท่านเปนหนุ่ม ฉันก็คงจะไม่กล่าวโฉมให้ฟัง แต่นี่ผมขาวแล้วจึงเปนที่ไว้วางใจได้ ไหน ๆ พูดละพูดเสียหน่อยเถอะ ฟาบีโอที่ตายถึงจะเปนสหายของฉัน และทั้งเปนคนดีรอบคอบก็ยังไม่ดีสมกับภรรยาของเขาเลยแต่สักนิดน้อย.”

​“อ้อ ยังงั้นหรือ!” ฉันรู้จักตั้งแต่ยังย่อม ๆ อยู่ เมื่อเล็ก ๆ ดูเปนคนมีใจคอน่ารัก โอบอ้อมอารีแก่เพื่อนฝูง ท่าทางจะเปนคนดีมาก บิดาเขาคิดว่าบุตร์ของเขาโตขึ้นคงใช้การได้ไม่เหลวใหลเลอะระยำ ถึงตัวฉันเองนั้นคิดเห็นเปนอย่างนั้น. เมื่อยังอยู่ต่างประเทศนั้นได้ทราบข่าวเนือง ๆ ว่า ทรัพย์สมบัติซึ่งได้ตกมาอยู่ในความปกครองของเขานั้น เขาปกปักรักษาดีอยู่เปนคนใจบุญศุลทาน ทำทานทีละมากๆจริงอยู่หรือประการใด และเรื่องที่เปนนักเลงหนังสือนั้นจริงหรือไม่ ?”

“ข้อที่ท่านกล่าวมานั้นล้วนแต่ความจริงทั้งสิ้น” เฟอร์รารีตอบ “เปนคนดีนั้นดีจริง ไม่เถียง พร้อมกิริยาวาจาเปนผู้ดี มีความรู้หลักนักปราชญ์เปนคนไม่เคลือบแคลงสงไสยเสียแต่—แต่เปนฟูล!”

เปนใครบ้างจะไม่เคือง ในการที่จะมาเปนตอให้ไต้ตำเล่น—แต่ต้องระงับความโกรธนิ่งไว้ก่อน หาไม่เรื่องที่คิดไว้จะเปนอันไม่สมประสงค์ จึงแกล้งทำหัวเราะ

“เบรโว!” ข้าพเจ้าร้อง “อาฮา ใคร ๆ ก็ย่อมเห็นได้ว่าท่านเปนคนอย่างเรี่ยมมาก! ท่านไม่ชอบคนสุจริต - - หา, หา, เรี่ยม! ฉันเห็นด้วย อายุฉันก็มากแล้วพอจะทราบได้ว่าทุกวันนี้โลกหมุนทางไหน, แน่ะกาแฟเรามาแล้ว—เหล้ากลอเรียก็มา! ฉันดื่มให้พรท่านด้วยความยินดีอย่างเต็มอกเต็มใจ ซินยอเฟอร์รารี ตั้งแต่นี้ไปท่านกับฉันจงนับกันว่าเปนมิตรสหายชาวเกลอเถอะ”

ทีแรกดูเหมือนโดจะรู้สึกประหลาดใจในข้อที่ข้าพเจ้าโดดผลุงเข้าเปนเกลอนนั้น แต่ภายหลังเขาหมดความสงไสย คุยหัวร่อต่อ​กระซิกสนิทสนมขึ้นมาก เรื่องที่นั่งคุยอยู่นั้นบางทีก็เหออกจากทางบ้าง แต่ครั้นแล้วก็หวนเข้าทางเดิม ซึ่งเปนธรรมเนียมของความสนทนา เขาเล่าเรื่องที่ข้าพเจ้าไปในเวลาเช้าเจอะเด็กขายผลไม้เปนอหิวาตะกะโรคที่ตามทาง จนถึงเขาเอาข้าพเจ้าไปฝังในห้องซุ้ยให้ข้าพเจ้าฟังลเอียดละออดี.

“เขามีดีอย่างหนึ่ง เมื่อเจ็บนั้นไม่ยอมให้ใครพามาบ้าน ด้วยกลัวว่าโรคจะติดลูกติดเมียนุงนัง.” กีโดพูด.

ข้าพเจ้าถามว่า “บุตรนั้นเปนหญิงหรือชาย ?”

กีโดตอบว่า “ลูกผู้หญิง ยังเล็กนี๊ด ไม่เห็นเปนเรื่องเปนราว อยู่หนักโลกเหมือนพ่อ.

ความโกรธแล่นขึ้นตามเส้นเลือดข้าพเจ้าซ่า รู้สึกว่ากีโดคงเห็นหน้าข้าพเจ้าแดงแต่จะเข้าใจเสียว่าแดงเหล้ากระมังจึงไม่สงไสย. ดูเอาหรือคนที่เคยอุ้มเคยชูเด็กนั้นมา และแกล้งกระทำกิริยาให้โลกทั้งหลายเห็นว่ารักเด็ก มาบัดนี้มาพูดว่าต่างๆ นาๆ ได้ควรหรือจะกระทำแก่ทารกอันยังไม่รู้จักความ และทั้งเปนกำพร้าพ่อได้ถึงเพียงนี้ เรื่องนางแม่นั้นคงไม่เอาเปนธุระปะปัง อ้ายกีโดมันรู้เลศนัยเปนแน่ มันจึงกล้าถึงปานนี้ อนิจจานี่แม่ดาราน้อยมิได้รับความลำบากมานักต่อนักแล้วหรือ เคราะห์ของเจ้าหล่อนที่ได้เกิดมาเปนหอกข้างแคร่จึงต้องรับความเดือดร้อน, แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ปริปากว่ากระไร หรือแสดงกริยาแปลกประหลาดอันใด—หยิบถ้วยบรั่นดีขึ้นจิบ เพื่อจะให้แก้​กระดากในใจ แล้วถามว่า “เมื่อเขาฝังเคานต์โรมานีกันนั้นท่านไปด้วยหรือเปล่า?”

เฟอร์รารีเลิกคิ้วและคงนึกในใจว่า ข้าพเจ้าถามซอกแซกเปนแน่. “ทำไมเดี๋ยวนี้! ท่านสงไสยหรือ? บางทีท่านจะยังไม่เข้าใจซึมซาบดี ฉันหนืะเปนเพื่อนสนิทของเคานต์อย่างที่สุด เกือบว่าได้ว่าจะยิ่งไปเสียกว่าพี่น้องอีก. เปนธรรมดาทีเดียวที่จะต้องไปฝังศพเขาด้วย.”

“อ้อ—อ้อ ขอโทษที ขอโทษที—ความแก่ความเถ้าทำให้ใจไม่สู้ดีไป นึกเสียว่าอ้ายโรคพรรณนั้นติดกันได้และคนคงกลัวอ้ายโรคร้ายมากเหมือนฉัน ลืมนึกไปว่าท่านเปนหนุ่มและฉันมันหง่อมแล้ว. ขอโทษที.”

“ง่า—ไม่เปนไรดอกน่า ขอโทษขอโพยอะไร! ที่ตรงฉันไม่เคยเจ็บเคยไข้เลยตั้งแต่เล็กแต่น้อยมา และถึงอ้ายโรคพรรณนั้นในคราวนี้ก็ไม่กลัวดุ้งเสียเลย ในขณะนั้นไม่ได้นึกได้ฝันเลย—แต่พระบาดหลวง—คณะเบ็นเนดิคตีน - รุ่งขึ้นอีกวันจบเห่.”

“อื้อ! ปู้โธ่ ปู้โธ่ ปู้โธ่ อนิจจา อนิจจา. ตัวท่านเองคงตกใจใหญ่ละซีน่า ?”

“เปล่าเลย ไม่มีเสียละ จะบอกท่านตามจริงหมอเขาทายว่าฉันจะไม่ตายด้วยโรคอย่างหนึ่งอย่างใดเลย จริงๆ นา. เรื่องเจ็บตายด้วยโรคเปนปิดประตูได้ จะไม่เชื่อก็จะกะไร ๆ อยู่ ตั้งแต่เล็กมาก็ไม่เคย​รู้จักเจ็บไข้. โรคร้ายแรงเกิดมีขึ้นที่นี่ก็หลายครั้ง ก็ยังไม่เห็นเปนอะไรกับเขา มิไยใครจะเจ็บตายกันไปก็ช่างใคร ที่ตรงฉันสบายใจเฉื่อย.”

“แปลกมาก!” ข้าพเจ้าพูดด้วยความปลาดใจ เพราะว่านี่เปนของใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับ. “แล้วเขาทำนายว่ากระไรต่อไปอีกเล่า!”

“เขาทำนายต่อไปว่า ฉันจะตายด้วยมือของคนที่ชอบพอคุ้นเคยกันมาก. ตรงนี้บ้าพิลึกไม่เห็นจะเปนไปทางไหนเลยยิ่งมาเดี๋ยวนี้ยังไม่เห็นสมจริงใหญ่ เพราะอะไร เพราะคนที่นับว่าเปนมิตร์สหายอย่างเอกหรือเกือบว่าอย่างเอก ก็เคยมีแต่คนเดียวเดี๋ยวนี้เขาก็ตายและอยู่ในห้องซุ้ยแล้ว ใช่คนอื่นคือเคานต์ฟาบีโอ โรมานี นี่เอง. อย่างนี้แหละ จะให้เชื่อตอนปลายนี้อย่างไรได้, อิมทีเดียว.”

ว่าดังนั้นแล้วเขาก็ถอนใจใหญ่ และข้าพเจ้าเพ่งตามองตกตลึงนิ่งอยู่.



Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.1 seconds with 15 queries.