Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 March 2026, 14:29:38

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,260 Posts in 14,501 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  ภาพประทับใจ  |  ภาพสวยงาม  |  Wall Papers  |  พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)  (Read 2732 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« on: 03 November 2023, 20:36:54 »

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)


พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือ วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนเนไฟรต์สีเขียวดังมรกต เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ ตำบลเวียง เมืองเชียงราย (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย) ในปี พ.ศ. 1977 (หรือ ค.ศ. 1434) ฟ้าได้ผ่าลงองค์พระเจดีย์จนพังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงได้นำไปไว้ในวิหาร ต่อมาปูนบริเวณพระนาสิก (จมูก) เกิดกระเทาะออก เห็นเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์ เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

หลังจากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ทราบข่าวการค้นพบพระพุทธรูปนี้ จึงเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ แต่ช้างทรงพระแก้วมรกตกลับไม่เดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่ไปทางลำปางหากช้างนั้นมีพระแก้วมรกตอยู่บนหลังช้าง เชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาจึงนำไปไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า ถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่ สร้างปราสาทประดิษฐานไว้แต่ถูกฟ้าผ่าหลายครั้ง ครั้นเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนามาครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จกลับหลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ ทางเชียงใหม่ขอคืนก็ได้แต่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจันทน์ก็เชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว) ในครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบางได้คืนให้แก่ หลวงพระบาง (ลาว)

.

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร



.
.

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูฝน



.

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูร้อน



.

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูหนาว



.




« Last Edit: Today at 11:49:54 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Online Online

Posts: 12,071


View Profile
« Reply #1 on: Today at 11:58:01 »


พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ปัจจุบันประดิษฐานในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือวัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนเนไฟรต์สีเขียวดั่งมรกต เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ ตำบลเวียง เมืองเชียงราย (ปัจจุบันคือ วัดพระแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย) ในพุทธศักราช 1977 องค์พระเจดีย์เกิดพังทลาย จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงอัญเชิญไว้ในวิหาร ต่อมาปูนบางส่วนเกิดกะเทาะออก เห็นเป็นเนื้อรัตนมณี จึงกะเทาะปูนออกทั้งองค์ เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

พญาสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ทราบข่าวการค้นพบพระแก้วจึงเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ ตำนานหลายแห่งระบุตรงกันว่าช้างทรงพระแก้วมรกตไม่ยอมเดินสู่เชียงใหม่ แต่ในรายละเอียดกลับระบุไม่ตรงกัน บ้างก็ว่าหลังจากนั้นจับฉลากได้ชื่อเมืองลำปาง บ้างก็ว่าช้างวิ่งไปทางลำปางทุกครั้งเมื่อถึงทางแยก แต่ท้ายที่สุด พระแก้วมรกตถูกประดิษฐานไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า

พุทธศักราช 2025 พระเจ้าติโลกราชอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้เชียงใหม่ ประดิษฐานที่โลหะปราสาทและวัดเจดีย์หลวงตามลำดับ ต่อมาพุทธศักราช 2091 พระเจ้าไชยเชษฐา อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญของเชียงใหม่ไปยังหลวงพระบาง รวมถึงพระแก้วมรกต

พุทธศักราช 2103 พระเจ้าไชยเชษฐาย้ายเมืองหลวงมายังเวียงจันทน์ และเชิญพระแก้วมรกตมาด้วย ประดิษฐานที่หอพระแก้วเวียงจันทน์ ต่อมาพุทธศักราช 2322 เวียงจันทน์เสียเมืองแก่กองทัพธนบุรี พระแก้วมรกตและพระบางจึงถูกเชิญมากรุงธนบุรี ครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ต่อมาในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามจนถึงปัจจุบัน
.


ตำนานพระแก้วมรกต

ตำนานพระแก้วมรกตเดิมระบุว่าสร้างเมื่อพุทธศักราช 500 สร้างโดยเทวดาในแผ่นดินอินเดียโบราณ แต่ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค้นคว้าตำนานหลายฉบับและเขียนเป็นพระนิพนธ์ลงความเห็นว่า น่าจะสร้างโดยสกุลช่างโยนก ไม่ใช่สร้างในอินเดีย ส่วนที่น่าเชื่อถือคือประวัติตั้งแต่นับแต่การค้นพบที่เชียงรายเป็นต้นไป เพราะดูจากพุทธศิลป์แล้ว เป็นแบบเบ้าของล้านนาเสียทั้งสิ้น อีกทั้งตำนานก่อนการค้นพบมีข้อมูลซึ่งขัดแย้งกันเองมากมาย น่าจะเป็นเรื่องแต่งทั้งหมด ตำนานที่ว่ามีดังนี้

พระแก้วมรกตสร้างขึ้นในพุทธศักราช 500 โดยพระนาคเสนเถระ วัดอโศการาม กรุงปัฏนา ในแผ่นดินพระเจ้ามิลินท์ (เมนันเดอร์) พระอินทร์พร้อมกับพระวิศวกรรมได้นำแก้วโลกาทิพยรัตตนายก อันมีรัตนายกดิลกเฉลิม 1000 ดวง สีเขียวทึบ (หยกอ่อน) นำมาจำหลักเป็นพระพุทธรูปถวายให้พระนาคเสน ถวายพระนามว่า พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต พระนาคเสนจึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงไปในพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต 7 พระองค์ คือพระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระเพลาซ้าย-ขวา แต่เมื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานแล้วนั้น เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น พระนาคเสนได้พยากรณ์ว่า พระแก้วองค์นี้ จะเสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศ คือ ศรีลังกา กัมโพชะศรีอโยธยา โยนะวิสัย ปะมะหละวิสัย และ สุวรรณภูมิ

พุทธศักราช 800 โดยประมาณในแผ่นดินพระเจ้าศิริกิตติกุมาร พระเชษฐราชโอรสในพระเจ้าตักละราช ขึ้นครองราชสมบัติเมืองปาฏลีบุตร เป็นช่วงที่เมืองปาฏลีบุตรเกิดมหากลียุค ทั้งมีการจลาจลภายในและข้าศึกภายนอก ผู้คนในปาฏลีบุตรที่เคารพนับถือพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต ลงสู่สำเภาแล้วเดินทางลี้ภัยไปยังลังกาทวีป เมื่อถึงลังกาทวีปพระเจ้าแผ่นดินลังกาทวีปในสมัยนั้น (ไม่ได้ระบุพระนาม) ทรงรับรักษาพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตเป็นอย่างดียิ่ง และทรงอุปถัมภ์ค้ำชูชาวปาฏลีบุตรเป็นอย่างดีสมควรตามความดีความชอบ​

พุทธศักราช 1000 โดยประมาณในแผ่นดินศรีเกษตรพุกามประเทศ พระมหากษัตริย์ผู้ครองนครขณะนั้นคือพระเจ้าอโนรธามังช่อ(ภาษาบาลี) หรือ มังมหาอโนรธาช่อ(ภาษามอญ) พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีพระอานุภาพมาก บริบูรณ์ด้วยพลช้างพลม้าและทหารมากมาย แต่พระองค์ก็เป็นกษัตริย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง มีพระราชโองการ ให้ส่งพระราชสาส์นและเครื่องมงคลบรรณาการ ไปยังลังกาทวีป เพื่อขอคัดลอกพระไตรปิฎกและขอพระแก้วมรกตกลับมาด้วย แต่เรือที่บรรทุกพระแก้วมรกตถูกพายุพัด พลัดเข้าไปทางอ่าวไทยแทน พระเจ้านารายณ์ราชสุริยวงศ์ เจ้ากรุงอินทปัตถ์มหานคร กัมพูชา สั่งให้อำมาตย์คุมสำเภากลับไปถวายคืนแก่พระเจ้าอนุรุทธ แต่ส่งกลับไปเพียงพระไตรปิฎกเท่านั้น มิได้ส่งพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตไปด้วย

หลังจากที่พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่กรุงอินทปัตถ์นานพอสมควร ในแผ่นดินพระเจ้าเสน่ห์ราช เกิดพายุฝนขนาดใหญ่ตกเป็นนิจกาลยาวนานหลายเดือน พระเจ้าเสน่ห์ราชก็สวรรคตด้วยอุทกภัยนั้น พระมหาเถระ (ไม่ปรากฏพระนาม) ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นสำเภาหนีไปยังที่ดอน พระเจ้าอติตะราช (อาทิตยราช) เจ้าครองนครอโยธยา(หมายถึงอโยธยาโบราณ) ทราบเรื่องจึงเสด็จกระบวนพยุหยาตรา ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ในที่ปลอดภัย โดยทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานในพระมหาเวชยันตปราสาท และได้ประดิษฐานในนครอโยธยาอีกหลายรัชสมัย

ต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นพระบรมญาติกับกษัตริย์อโยธยาสมัยนั้น จึงทูลขอนำพระแก้วมรกตขึ้นไป ประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชรอีกหลายรัชสมัย ซึ่งปัจจุบันก็คือวัดพระแก้วกำแพงเพชร ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ต่อมา เจ้ามหาพรหมพระอนุชาของพระเจ้ากือนา เจ้าผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือสามหัวเมือง คือเชียงราย เชียงแสน และเมืองฝางได้ลี้ภัยจากศึกสงครามกับเมืองเชียงใหม่ ไปอาศัยอยู่กับพระยาญานดิส เจ้าเมืองกำแพงเพชร ต่อมาเมื่อจะกลับไปเมืองเชียงราย ก็ได้ทูลขอพระแก้วมรกตต่อพระเจ้ากำแพงเพชร พระเจ้ากำแพงเพชรจึงได้ถวายให้เจ้ามหาพรหม

เมื่อเจ้ามหาพรหมชราภาพลง ด้วยความเป็นห่วงในพระแก้วมรกต จึงได้ทำการพอกปูนจนทึบและลงรักปิดทองเสมือนพระพุทธรูปสามัญทั่วไป แล้วบรรจุเก็บไว้ในเจดีย์วัดป่าญะในเมืองเชียงรายโดยไม่มีใครรู้ จนกระทั่งเกิดอัสนีบาตลงเจดีย์ตามที่ปรากฏในพงศาวดารของล้านนา


ปัญหาการตีความทางประวัติศาสตร์

พระแก้วมรกต พระบาง และพระพุทธรูปหลายองค์ มักมีตำนานเกี่ยวเนื่องกัน ว่าสร้างในกรุงปาฏลีบุตรบ้าง สร้างในกรุงราชคฤห์บ้าง ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างเพื่อทำให้ดูศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว ทำให้เชื่อได้ว่าตำนานนั้นเป็นเรื่องที่แต่งเติมขึ้น ในกรณีของพระแก้วฯ นั้น ตำนานระบุว่าสร้างในเมืองปาฏลีบุตร ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ, ประเทศอินเดีย โดยปี พ.ศ. 500 ที่ตำนานอ้างถึงนั้น อาณาจักรมคธ อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์กานวะ ส่วนพระนาคเสน และพระเจ้ามิลินท์ (ชื่อตามประวัติศาสตร์คือ พระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1) ที่กล่าวอ้างไว้ ครองราชย์ระหว่างพ.ศ. 378 - พ.ศ. 413 อยู่ที่กรุงสาคละ (อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือหลายพันกิโลเมตร) ซึ่งไม่ตรงกันทั้งช่วงเวลาและสถานที่ อีกทั้ง ช่วงพ.ศ. 800 ที่ตำนานกล่าวถึงอีกครั้ง ในขณะนั้นแคว้นมคธได้ล่มสลายไปแล้ว อยู่ในช่วงต้นของอาณาจักรคุปตะ จึงเป็นที่เชื่อได้ว่าตำนานช่วงต้นนั้นเห็นจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา
.
101
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต
.

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูฝน


.

พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566


.

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เครื่องทรงฤดูฝน ถ่ายจากด้านนอกพระอุโบสถ


.

เจดีย์วัดป่าเยียะหรือวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย สันนิษฐานถูกอสนีบาตค้นพบพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร


.

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูร้อน


.

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูฝน


.

พระแก้วมรกตเครื่องทรงฤดูหนาว


.

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ขณะมิได้ประดับเครื่องทรง ในสมัยรัชกาลที่ 7


.

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ในสมัยรัชกาลที่ 6


.

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร


.

เครื่องทรงฤดูฝนของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร


.

เครื่องทรงฤดูหนาวของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร



.


พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เครื่องทรงฤดูฝน


.

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เครื่องทรงฤดูร้อน


.

.

ที่มา : พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
https://th.wikipedia.org/wiki/พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.062 seconds with 16 queries.