Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 08:42:34

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  Profile of ppsan  |  Show Posts  |  Messages

Show Posts

* Messages | Topics | Attachments

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - ppsan

Pages: [1] 2 3 ... 351
1

จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (จบ)
.



การที่อ้างว่าเนื้อความในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับเนื้อความในคัมภีร์ทางศาสนา
เช่น คัมภีร์โลกบัญญัติ เป็นต้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
เพราะคัมภีร์ทางศาสนาที่อ้างนั้นล้วนก็มีอายุเก่ากว่าพ.ศ. 1800

การเปรียบเทียบเรื่องพ่อขุนรามคำแหงแขวนกระดิ่งกับเรื่องรัชกาลที่ 3
ตั้งกลองพระวินิจฉัยเภรี ในคัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ก็กล่าวว่า
ครั้งแผ่นพญาเอฬารทมิฬ แขวนกระดิ่งให้ประชาชนมาสั่นร้องทุกข์เหมือนกัน

“เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทางเพื่อนจูงวัวไปค้า ใครจักใคร่ช้างค้า
เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดการค้าเสรี เพราะผลของสัญญาเบาว์ริงค์
ถ้าจารึกหลักนี้ทำในสมัยที่พระองค์ทรงอยู่ในสมณเพศ เรายังผูกขาดทางค้า
แล้วพระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่าอนาคตข้างหน้า ต้องมีการค้าเสรี

จารึกนครชุมของพระมหาธรรมราชาพญาลิไท ก็มีข้อความว่า
ไพร่ฟ้าข้าไทย ขี่เรือไปค้าขี่ม้าไปขาย
มาตราที่ 62 ของพระอัยการผัวเมียก็มีการกล่าวถึงการเดินทางไปค้าขาย
ถึงเชียงใหม่ ไปเมืองจีน ดังนั้นแค่จูงวัวไปค้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด

พระแท่นมนังคศิลาบาตรที่พบพร้อมกับศิลาจารึกมีลวดลายสลักที่ค่อนข้างใหม่
อ. รุ่งโรจน์ ในฐานะผู้เขียนกล่าวว่า ไม่มีเวลาศึกษา แต่สุโขทัยไม่ใด้หมดความสำคัญ
หลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง กิจกรรมที่เกิดขึ้นที่เนินปราสาทก็ยังคงมีสืบต่อมา
ดังนั้นพระแท่นมนังคศิลาบาตรองค์นี้ก็อาจจะไม่ใช่เป็นของพ่อขุนรามคำแหงก็ได้
จารึกหลักที่ 1 ก็ไม่บอกว่าพระแท่นมนังคศิลาคือ แท่นไหน ใช่แท่นนี้หรือก็ไม่รู้



การที่กล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แปลจารึกพระราชทานเบาว์ริงค์
เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า สยามประเทศมีอารยธรรมที่เก่าแก่
เพื่อไม่ให้ตะวันตกอ้างสิทธิการยึดครอง เรื่องนี้ขอถามย้อนกลับไปว่า
ประเทศจีนมีอารยธรรมที่เก่าแก่มาก ตะวันตกก็ไม่เห็นกลัวเกรงอะไร

พระเจ้าเสียนฝงฮ่องเต้ยังต้องหนีกองทัพตะวันตก แบบไม่คิดชีวิต
อินเดียเก่าแก่ถึงราชวงศ์โมริยะอังกฤษก็ยังยึดครองได้
แล้วจะภาษาอะไรกับจารึกที่บอกว่าสยามประเทศเก่าเพียง 700 ปีเท่านั้น
แล้วทำไมพระองค์จึงไม่อ่านจารึกหลักให้หมด

และเมื่อพระองค์ทรงเล่าพระราชประวัติปฐมวงศ์ของราชวงศ์จักรี
ว่ามีความสัมพันธ์กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
แล้วทำไมพระองค์จึงไม่ทรงทำจารึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หรือไม่พระองค์ไม่ทำจารึกของพระอุตตรเถระและพระโสณเถระ
เพื่อให้รับกับข้อพระวินิจฉัยเรื่องพระเจ้าอโศกส่งสมณทูตมายังดินแดนสยาม

ถ้าทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ จะมีท่านใดตอบว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4
ทรงเห็นหมดแล้ว และนำหลักฐานไปฝังไว้ เรื่องก็จนใจ
ให้ท่านผู้อ่านตัดสินเองเถิด หรือว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นจอมปราชญ์

ถ้าอย่างนั้นก็ควรถวายรางวัลโนเบล ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาประวัติศาสตร์
จารึก ภาษาศาสตร์ แต่พระองค์จะทรงมีเวลาว่างพออย่างนั้นหรือ
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาก็สุดแล้ววิจารณญาณของท่านผู้อ่านละกัน"



เมื่อได้อ่านทุกความเห็นจนถึงบรรทัดนี้ ทุกคนคงได้มีข้อยุติในใจว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นี้เป็นของจริงหรือไม่ ในมุมมองของผมคิดว่า
ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นของใหม่ ได้แต่ตั้งคำถาม โดยใช้พิรุธของภาษาเป็นเกณฑ์
ซึ่งไม่น่าจะใช่สิ่งที่เราควรทำ เพราะไม่อาจใช้บริบทปัจจุบันไปอธิบายได้

แม้ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นสมัยสุโขทัย ก็พยายามที่จะตอบให้ได้ทุกคำถาม
เช่นเรื่อง คำว่ากำแพงตรีบูร อ. ประเสริฐก็อธิบายว่า ไม่ได้แปลว่า 3 ชั้น
แต่เป็นคำเปรียบเปรย ถึงความแข็งแกร่งของกำแพงเมือง
เพราะมีเอกสารที่กล่าวว่า อยุธยานี้ตรีบูร หรือเชียงใหม่ก็ใช้คำๆ นี้

แต่ฝ่ายที่ไม่เชื่อกลับไม่ยอมแก้ต่างกับอีกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญ
คือเรื่องจารึกวัดบางสนุก จารึกที่ถ้ำในประเทศลาว หรือจารึกวัดป่าแดง
ที่เป็นอักษรไทยรูปแบบเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ 1 ใครจะเป็นผู้เขียนขึ้น
เพราะทุกหลักล้วนเป็นของสมัยหลัง ไม่เก่าไปกว่าศิลาจารึกหลักที่ 1

ถ้าจะสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 จะได้เป็นว่า
ไทยพยายามที่จะปลดแอกจาการเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรพระนคร
ด้วยการกบฏต่อขอมสบาดโขลญลำโพง หลังจากนั้น 2 รัชกาล
พ่อขุนรามคำแหงต้องการที่จะรวมอาณาจักรให้เป็นหนึ่งเดียว

ต้องมีการแสดงให้เห็นว่าเวลานี้ ไทยไม่ใช่ข้าของชนชาติขอมอีกต่อไป
ด้วยการการประดิษฐ์อักษรเป็นของตนเอง โดยใช้พื้นฐานจากตัวขอมหวัด
ที่เคยเป็นภาษาราชการภายใต้การปกครองของขอมมาปรับใช้
โดยการนำมาเรียงให้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน เพื่อให้ความแตกต่าง



แต่เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์ สุโขทัยก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
จนกระทั่งพระยาลิไทสามารถรวบรวมแผ่นดินได้ใหม่อีกครั้ง
มีการปรับปรุงโดยเพิ่มพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์บางตัวเข้าไป
และมีการนำสระและวรรณยุกต์กลับมาไว้บนและล่างเหมือนอักษรขอม

เพราะการเรียงคำเป็นแถวเดียวกันนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับความเคยชิน
ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 และหลักอื่นๆ

และนั่นได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาษาไทยเป็นหนึ่งในภาษา
ที่เขียนได้ยากที่สุดในโลก นอกจากนี้เรายังได้ละทิ้งอีกสิ่งสำคัญ
นั่นก็คือการเขียนแล้วให้อ่านออกเสียงได้ในสมัยพ่อขุนรามทิ้งไป
ทำให้ในปัจจุบันคำ 1 คำ นั้นต้องพิจารณาบริบทก่อนการออกเสียง

เช่นคำว่า ตากลม สามารถออกเสียงได้ทั้ง ตา-กลม และตาก-ลม
ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อขุนรามคำแหงทรงคิดแก้ปัญหาไว้แล้วถึง 700 ปีก่อน
นอกเหนือไปจากเราอาจประหยัดกระดาษและเขียนได้ง่ายกว่านี้
เพราะอักษรทุกตัวในสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้นมีความสูงเท่ากัน

หากต้องการที่จะเชื่อว่า จารึกหลักที่ 1 นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม
เราควรถกเถียงกันด้วยเหตุและผล เพราะมิฉะนั้นจะเป็นอย่างกรณี
ที่ชาวสุโขทัยไปประท้วง อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ แต่อาจารย์กลับตอบนิ่มๆ ว่า

แล้วพวกคุณทุกคนที่มาประท้วงผม เคยอ่านศิลาจารึกหลักนี้แล้วหรือยัง

.

Create Date : 12 ตุลาคม 2558
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 14:14:51 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (จบ)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=12&group=19&gblog=77

.





2

จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (7)
.



30 สิงหาคม 2546 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
(UNESCO)ได้ประชุมกันที่เมือง Gdansk ประกาศจดทะเบียนจารึกหลักที่ 1
ภายใต้โครงการมรดกความทรงจำของโลก (Memory of the World Project)
เป็นการจุดสู่กระแสสังคมเรื่องความจริงแท้ศิลาจารึกหลักที่ 1 อีกครั้ง
การเสอนข่าวย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่า การยกบทความของ อ. พิระยะ มาเล่นใหม่

12 กรกฎาคม 2547 ประชาชนและนักเรียนนักศึกษาชาวสุโขทัยกว่า 5000 คน
จัดการชุมนุมเดินขบวนรอบเมืองสุโขทัย ต่อต้าน ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์
และนายไมเคิล ไรท์ ที่ออกมานำเสนอประเด็นทางวิชาการ
ว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้น ไม่ได้สร้างขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหง

ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระปรีชาสามารถ ทำลายศรัทธาของประชาชน
จากนั้นได้เดินทางไปยังลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีการปราศรัยโจมตีนักวิชาการดังกล่าว
พร้อมจัดพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง จี้ให้ยุติความเคลื่อนไหว

14 ก.ค. 2547 รายการถึงลูกถึงคนได้นำเสนอเรื่องปัญหาหลักศิลาจารึก หลักที่ 1
ผู้ร่วมรายการ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร อ.ธวัช ปุณโณทก อ. ศรีศักร วัลลิโภดม
และสมศักดิ์ คำทองคง ประธานคณะทำงานเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามคำแหง

โดยสรุป พิธีกรเอาประเด็นที่ อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ตั้งข้อสังเกตมาถามผู้ร่วมรายการ
แน่นอนว่า อ. ประเสริฐ ณ นคร และ อ. ธวัช ปุณโณทก เป็นฝ่ายที่เชื่อว่า จริง
ในขณะที่ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ออกตัวว่าไม่มีความรู้ แต่น่าจะเป็นพระยาลิไท
และสมศักดิ์ คำทองคง มาให้สัมภาษณ์ในฐานะคนสุโขทัยที่โดนลบหลู่ความเชื่อ



ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบ แต่แน่นอนว่า
หากมีใครออกมาจุดกระแสหรือตั้งกระทู้ ก็จะมีการถกเถียงกันเช่นเดิม
กรกฎาคม 2558 ในมติชนออนไลน์มีคอลัมม์เขียนโดย อ. รุ่งโรงจน์ อภิรมย์อนุกูล
เรื่อง ไม่เห็นด้วยกับ จารึกพ่อขุนรามคำแหงคือวรรณกรรมกรุงรัตนโกสินทร์

ใจความโดยสรุป คือการกล่าวถึงที่มาของการค้นพบศิลาจารึกหลักที่1
และกล่าวสรรเสริญถึงความกล้าหาญของ อ. พิริยะไกรฤกษ์
ที่พยายามค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อมาพิสูจน์แนวความคิดของตนเอง
ไม่ยังเคยมีใครที่จะมีค้นคว้าสืบหาหลักฐานได้เท่านี้มาก่อน

แต่ก็มีข้อเห็นแย้งว่า

ในสมัยที่รัชกาลที่ 4 พบเพียงจารึกแค่ศิลาจารึกหลักที่ 1 และหลักที่ 4
เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะแต่งเรื่องโดยใช้จารึกหลักที่ 2 ที่พบในภายหลัง

ในสมัยของพระองค์ ไม่เอกสารชิ้นใดกล่าวถึงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เลย
พระองค์นำพระนามนี้มาจากที่ใดเพื่อมาใส่เป็นชื่อในศิลาจารึกหลักที่ 1



คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ที่เป็นหนึ่งในหลักฐานในสมัยรัชกาลที่ 4
กล่าวว่าพญารามราชเสวยราชย์ก่อนพญาบานเมือง
แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 กลับเล่าตรงข้ามว่า พระยาบานเมืองเป็นพี่
เสวยราชย์ก่อนพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกยืนยันในสมัยหลัง
ตามลำดับกษัตริย์ในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด ซึ่งพบในรัชกาลปัจจุบัน

ทำไมจารึกเสียเวลาเล่าประวัติของ พ่อขุนรามคำแหงเป็นลูกเต้าเหล่าใคร
ซึ่งผิดปกติกว่าจารึกหลักอื่น ที่เป็นเรื่องการอุทิศสิ่งของให้พุทธศาสนา
ความจริง จารึกพระเจ้ามเหนทรวรรมัน จารึกวัดป่ามะม่วง
และจารึกวัดพระยืน ก็มีการกล่าวถึงประวัติผู้สั่งให้สร้างจารึกเช่นกัน

รูปแบบอักษร มีพยัญชนะและสระอยู่ในบรรทัดเดียวกัน คล้ายอักษรอริยกะ
แต่จารึกวัดบางสนุก พบที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เมื่อปี พ.ศ. 2484
ก็มีอักขวิธีและรูปแบบตัวอักษรเหมือนกับในศิลาจารึกหลักที่ 1
เป็นไปไม่ได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเคยทอดพระเนตรจารึกหลักนี้

รูปแบบอักษรอริยกะที่ ทรงประดิษฐ์นั้น ใช้สำหรับการเขียนภาษาบาลี
จำเป็นที่จะต้องมีพยัญชนะตัวซ้อนเพื่อให้ทราบว่าตัวใดเป็นตัวสะกด
ถ้าจารึกหลักที่ 1 เป็นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จริง
ทำไมไม่มีระบบพยัญชนะตัวซ้อนในจารึกหลักนี้

หากนำจารึกหลักที่ 1 มาเทียบกับจารึกสมัยพระยาลิไท
จะพบว่ามีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของการเขียนภาษา



คำบางคำเหมือนกับเอกสารในสมัยหลัง เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
เพราะเอกสารสมัยอยุธยาบางชิ้นก็มีคำบางคำในเอกสารสมัยรัตนโกสินทร์
การที่ศัพท์และวลีบางวลีในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับจารึกหลักอื่น
ก็ไม่ใช่การคัดลอก เพราะสมัยพระองค์มีแค่จารึกวัดป่ามะม่วง ภาษเขมร

พระองค์จะมาคัดลอกคงไม่ได้ แต่การพบคำที่เหมือนกับจารึกหลักอื่น
เป็นการยืนยันว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของจริง เพราะไม่มีความขัดแย้ง

ถ้าเราจะยืนยันว่าจารึกหลักนี้เป็นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จริง
ทำไมเราไม่เปรียบเทียบกับพระราชนิพนธ์ของพระองค์
ซึ่งยังคงเหลือมาถึงปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งมันก็พบว่าสำนวนภาษา
ในจารึกกับพระราชนิพนธ์ของพระองค์ไม่มีอะไรที่เหมือนกัน

ในศิลาจารึกหลักนี้มีการใช้ ตัว “ฃ” “ฅ” ซึ่งนักภาษาศาสตร์ได้ตรวจพบว่า
คำที่ใช้อักขระ 2 ตัวดังกล่าวเหมือนกับในภาษาไทขาว แสดงให้เห็นว่า
สมัยสุโขทัยยังสามารถแยกเสียงระหว่าง “ข” กับ “ฃ” และ “ค” กับ “ฅ” ได้
ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็แยกสองเสียงนี้ไม่ได้แล้ว พระองค์จะใช้สองคำนี้อย่างไร

จารึกหลักนี้เป็นหลักศิลาและใช้เส้นจารที่ใหญ่ ผิดกับจารึกวัดพระเชตุพน
และวัดราชประดิษฐ์ที่เป็นของรัตนโกสินทร์ที่ใช้แผ่นหินและเส้นจารที่เล็ก

.

Create Date : 09 ตุลาคม 2558
Last Update : 23 พฤษภาคม 2559 11:05:35 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (7)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=09&group=19&gblog=76

.




3

จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (6)
.



สมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาจึงได้มีพระดำรัสปืดการอภิปรายว่า
ข้าพเจ้าไม่กลัว เพราะคิดว่าถ้ามีคนที่สงสัยอะไร
ก็น่าที่จะให้โอกาสเขาอธิบายความเห็นของเขาด้วยเหตุด้วยผลของเขา
ซึ่งเราก็สามารถมาพิจารณาได้ภายหลัง ถึงอย่างไรก็ดี เราไม่ควรยึดถืออะไรนัก

ทุกอย่างในโลกนี้ก็ไม่เที่ยง ถ้าหลักที่ 1 นี้เป็นของปลอม อะไรก็จะมาลบ
การที่เรามีภาษาของเรา ซึ่งมีตัวเขียนของเราที่ใครสร้างขึ้นก็ตาม
มีสถาปัตยกรรมของเรา และอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นของเราไม่ได้

ทรงมอบหมายให้นักวิทยาศาสตร์ประจำกรมศิลปากร และกรมทรัพยากรธรณี
ทำการวิจัยเรื่อง การพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์
โดยนำศิลาจารึกที่ทำด้วยหินทรายแป้ง ชนิดเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ 1
คือ หลักจารึกนครชุม ศิลาจารึกวัดมหาธาตุ ศิลาจารึกภาษามคธ และภาษาไทย
กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร และพระแท่นมนังคศิลาบาตร มาเปรียบเทียบกัน

พ.ศ. 2534 ก็มีการรายงานผลว่าผู้วิจัยได้ใช้แว่นขยายรังสีอัลตร้าไวโอเลต
และรังสีอินฟราเรด กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน เป็นเครื่องมือสำคัญ

เมื่อเปรียบเทียบวิเคราะห์หลาย ๆ จุดบนตัวอย่างแต่ละตัวอย่าง
แล้วหาค่าเฉลี่ยพบว่า ความแตกต่างขององค์ประกอบที่ผิว
กับส่วนที่อยู่ข้างในของศิลาจารึกทั้ง 3 หลักมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน

จึงสรุปผลการพิสูจน์ว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 ผ่านกระบวนการสึกกร่อน
มาเป็นเวลาหลายร้อยปี ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักที่ 3 วัดศรีชุม
และหลักที่ 45 ศิลาจารึกวัดมหาธาตุ จึงเป็นอันยุติว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของดั้งเดิม มิใช่ทำขึ้นใหม่



แต่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย ชัชวาล ปุญปัน ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เผยแพร่บทความโต้แย้ง ใจความโดยสรุปว่า

1. ยังไม่มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะสามารถวัดอายุว่า
มนุษย์ได้นำก้อนหินก้อนนั้นมาแกะสลักเมื่อใดได้โดยตรง
2. การทดสอบนี้มีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถจะสุ่มตัวอย่างได้อย่างเพียงพอ
เพราะคงไม่มีใครกล้ากะเทาะศิลาจารึกหลักที่ 1 ออกมาหลายตำแหน่ง

3. ศิลาจารึกหลักที่ 1 คงตั้งอยู่กลางแจ้งมาตลอด เพราะสุโขทัยสมัยนั้น
ยังเป็นป่ารก หากจมดินอยู่จะไม่สามารถค้นพบได้ ต่างจากหลักอื่นซึ่งพบในสมัยหลัง
สภาพนั้นตั้งอยู่ในวิหาร จารึกหลักที่ 1 จึงมีความแตกต่างจากหลักอื่นๆ
แล้วจะนำมาเปรียบเทียบการผุผังด้วยกันได้อย่างไร

4. วิธีจะการหาร่องรอยของการผุพังอยู่กับที่แบบในงานวิจัยนี้
ที่ขาดไปก็คือไม่สามารถหาหินทรายแป้งแบบเดียวกับจารึกหลักที่ 1
แต่จารึกในสมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันมาเปรียบเทียบได้

ดังนั้นจึงมีคำถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหินทรายแป้งแบบเดียวกัน
แต่ถูกจารึกในสมัยรัชกาลที่ 4 อาจจะมีสภาพการผุผังเหมือนกันก็ได้



ฝ่ายที่เชื่อว่าจารึกไม่ได้ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยก็ก็ยังคงมีการตั้งข้อสังเกตอยู่

เช่น ไมเคิล ไรท์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องเนื้อหาและการใช้ภาษา ก็สรุปยืนยันว่า จารึกหลักที่ 1
จะเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากฝีมือปัญญาชนชาวสยามในคริสตวรรษที่ 19
ซึ่งช่ำชองพุทธศาสนาและยังคุ้นกับความคิดของนักปราชญ์ก้าวหน้าในยุโรป



นอกจากนี้ก็ยังมีสายกลาง อย่าง อ. ศรีศักดิ์ วัลลิโคดม นักวิชาการอิสระ
ก็ไม่เชื่อว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่น่าจะสร้างในสมัยพระยาลิไท
เพราะเป็นจารึกทางการเมืองพื่อใช้อ้างความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์สมบัติ
โดยอ้างไปถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหง หรือเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี



อีกท่านที่เป็นสายกลาง คือ อ. พิเศษ เจียจันทรพงษ์
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑกรมศิลปากร
มีความเห็นว่า ไม่ได้ทําในสมัยพ่อขุนรามคําแหง และไม่ได้ทําในสมัยรัชกาลที่ 4 ด้วย

เพราะข้อความ 17 บรรทัดแรกของจารึกเขียนว่า กูชื่อนั้น พ่อกูชื่อนี้
แต่บรรทัดที่ 18 กลับจารึกว่า "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคําแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี"
หมายถึง พ่อตายแล้ว แสดงว่าเขียน หลังสมัยพ่อขุนรามคําแหงแน่นอน
และแม้แต่ 17 บรรทัดแรกก็อาจไม่ได้จารึกสมัยพ่อขุนรามคําแหงก็ได้
เพราะการใช้สรรพนาม กู เพื่อเป็นการเล่าเรื่องก็เป็นวิธีเล่าเรื่องแบบหนึ่ง

เป็นไปไม่ได้ว่าในสมัยสุโขทัยมีการใช้สระผสมแล้ว เช่น สระ เอือ
จนกระทั่งสมัยใกล้สมัยรัชกาลที่ 4 จึงมีการใช้ สระเอือ เช่นคำว่า เมือง

แต่ก็ไม่เชื่อว่าจะเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะไม่มีทางที่คนในสมัยนั้น
จะมีความรู้ทางประวัติศาสตร์มากพอที่จะเล่าเรื่องต่างๆ โดยไม่ขัดแย้งในภายหลัง
เมื่อเรามารู้จักหรือเห็นภาพสุโขทัยจากหลักฐานและข้อค้นพบภายหลัง
จนสามารถสร้างภาพให้แก่เมืองสุโขทัยได้อย่างถูกต้อง

เช่น ในจารึกบอกว่ามีลานเหมือนสนามหลวง
อาจจะใช้สำหรับประกอบพิธีอยู่ระหว่างประตูเมืองกับศูนย์กลางของเมือง
แต่ลานนี้เลิกใช้ไปหลังจากนั้น100 ปี และสร้างวัดคร่อมแทน
กว่าท่านจะเสด็จไปที่กรุงสุโขทัยก็ไม่หลงเหลือร่องรอยอะไร

และยังมีอีกหลายเรื่องที่เราเพิ่งมาค้นพบภายหลังด้วยหลักฐานใหม่ ๆ
หากรัชกาลที่ 4 ทรงทำหลักศิลาจารึกหลักนี้ขึ้นมาจริง ก็น่าสงสัยว่า
ท่านทราบเรื่องเหล่านี้มาก่อนได้อย่างไร อย่างไรก็ตามอาจมีผู้ทักท้วงว่า
ท่านศึกษามาก รู้มาก อาจจะรู้มาก่อนแล้วก็เป็นได้

.

Create Date : 07 ตุลาคม 2558
Last Update : 8 ตุลาคม 2558 15:47:08 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (6)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=07&group=19&gblog=75

.




4

จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (5)
.



อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้อรรถาธิบายว่า

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ชิ้นนี้เป็นกุศโลบายที่พระองค์จะนำไปใช้
ในการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีที่มีมาแต่เดิมไปสู่โลกทัศน์ใหม่
ซึ่งรับกับอารยธรรมตะวันตก จารึกหลักที่ 1 จึงเป็นการสร้างภูมิหลัง
เพื่อเป็นหลักประกันแก่ความเปลี่ยนแปลงที่พระองค์ทรงกระทำ

เช่น การที่พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะ ที่อาจจะมีพระราชประสงค์
อันนำไปสู่การที่จะเปลี่ยนระบบวิธีเขียนภาษาไทยให้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน
เพื่อสามารถที่จะใช้กับเครื่องพิมพ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น

หรือการที่จะลดค่าระวางปากเรือจากวาละ 1700 ให้เหลือว่าละ 1000 บาท
เพื่อส่งเสริมการค้า ก็จะเป็นการขัดผลประโยชน์ของขุนนาง ที่แต่เดิมผูกขาด
แต่ในสมัยสุโขทัย ใครใคร่ค้าช้างค้า ใคใคร่ค้าม้าค้า

เจ้าเมืองบ่อเอาจังกอบในไพร่ ก็เป็นเรื่องของสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
เป็นการชี้นำว่า การค้าเสรีนั้นมีมาแต่ในสมัยสุโขทัย

ในสมัยพระองค์ทรงโปรดให้ไพร่สามารถถวายฎีกาโดยมาตีกลองวินิจฉัยเภรี
ก็มีอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า ไพร่ฟ้าหน้าใสไปสั่นกระดิ่งถวายฎีกา

พระองค์ต้องการที่จะปรับปรุงพระราชพิธีสำหรับบ้านเมือง
เช่นการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระองค์เองก็เสวยน้ำพิพัฒน์สัตยานั้นด้วย
ก็แสดงให้เห็นในข้อความว่า ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุนถือบ้านถือเมือง

พระองค์ก็ยังทรงให้ความสำคัญแก่เทพารักษ์ผู้พิทักษ์รักษาบ้านเมือง
เช่น การนับถือพระขพุงที่สุโขทัย และพระสยามเทวาธิราช
ซึ่งทรงสถาปนาขึ้นเพื่อพิทักษ์รักษากรุงสยามในลักษณะเดียวกัน

เมื่อพระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ราษฎรมาเฝ้าชมพระบารมี
ก็มีเรื่อง ที่ชาวเมืองสุโขทัยมาดูพ่อขุนรามคำแหงท่านเผ่าเทียนเล่นไฟ



ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
และได้เชิญ ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ผู้เชี่ยวด้านอักษรไทย
และ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรีในฐานะเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

ใจความสรุป คือ ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้เสนอว่า
กระบวนการวิจัยของ อ. พิริยะนั้นยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ
เช่น หากกล่าวว่าถ้อยคำบางคำในศิลาจารึกนั้นตรงกับเอกสารสมัยหลัง
แล้วจะเป็นของใหม่ ลิลิตยวนพ่ายก็สามารถกลายเป็นของใหม่ได้เช่นกัน

ในทางตรงข้าม หากจะสรุปว่า ถ้อยคำใดในศิลาจารึกหลักที่ 1
ที่ไม่ได้ถูกใช้ในปัจจุบัน จะสรุปว่าถ้อยคำนั้นไม่มีในสมัยสุโขทัยก็ไม่ได้
ดังนั้นตรรกะทั้งสองด้านนี้ย่อมสวนทางกันอยู่ในตัวของมันเอง

ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้นำเสนอหลักฐานทางเอกสารที่สำคัญ
ที่ยืนยันถึงการประดิษฐ์อักษรไทย คือหนังสือจินดามณีฉบับประเจ้าบรมโกศ
ปรากฏข้อความว่า พระร่วงทรงประดิษฐ์อักษรไทยในปี พ.ศ. 1826

ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกชัดว่าแม้ไม่มีศิลาจารึกหลักที่ 1 คนสมัยอยุธยาก็รับรู้ว่า
พระร่วงหรือหรือ พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรไทย

การเอาพยัญชนะมาวางไว้บรรทัดเดียวกัน ไม่ได้เอาอย่างฝรั่ง
แต่เป็นการเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย แม้ในสมัยพระยาลิไท
สระ อี ก็มีการใช้ในบรรทัดเดียวกัน เช่นเดียวกันกับจารึกวัดพระยืน เชียงใหม่

จารึกหลักที่ 1 ไม่ได้เล็กกว่าหลักอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน
เพราะแม้จะสูงเพียง 111 ซ.ม.และหลักที่ 4 พระยาลิไทจะสูง 200 ซ.ม.
แต่ศิลาจารึกหลักที่ 1 กว้างถึง 35 ซ.ม.ในขณะที่หลักที่ 4 กว้าง 30 ซ.ม.
แต่จารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่พบในประเทศลาวก็มีขนาดเล็กกว่า

ขนาดจึงไม่ใช่ประเด็น



ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี ได้โต้แย้งถึงข้อสังเกตที่ว่า ทำไมในศิลาจารึก
ถึงกล่าวถึงชื่อที่ไม่ควรปรากฏในสมัยสุโขทัย เช่น ตำแหน่งพระสังฆราช
ชื่อเมืองนครศรีธรรมราช การทรงช้างเผือก ชื่อของพ่อขุนรามคำแหง
ซึ่งทั้งหมดนี้ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้น

ทั้งสองฝ่ายได้เสนอความคิดของตน ไม่มีข้อสรุปจากการอภิปราย

.

Create Date : 05 ตุลาคม 2558
Last Update : 5 ตุลาคม 2558 14:48:00 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (5)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=05&group=19&gblog=74

.




5

จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (4)
.



งานวิจัยนี้ถูกนำไปสู่การอภิปรายที่สยามสมาคมเรื่อง ศิลาจารึกหลักที่ 1
ในวันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2532 ณ ห้องประชุมใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
สำนักงานใหญ่ ถ. สีลม กรุงเทพฯ มีพระดำรัสเปิดโดย
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ฯ ในฐานะประธานในที่ประชุม

อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมจากบทความเดิมว่า

ศิลาจารึกหลักที่ 1 นี้ รัชกาลที่ 4 เป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น
มีการชี้เค้าเงื่อนไว้ในหนังสืออภินิหารการประจักษ์
ที่นิพนธ์โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
ในปีพุทธศักราช 2411 เป็นหนังสือที่กล่าวถึงบุญบารมีของรัชกาลที่ 4

ที่ทรงพบแท่นศิลาที่ชาวเมืองนับถือว่าเป็นของขลังไม่มีใครเข้าไปใกล้
แต่พระองค์เสด็จขึ้นประทับบนแท่นศิลานั้น รับสั่งว่า
"อยู่ทำไมกลางป่า ไปอยู่บางกอกด้วยกันจะได้ฟังเทศน์จำศีล"
เมื่อพระองค์เสด็จกลับจึงโปรดเกล้าฯให้ชะลอมาก่อเป็นแท่นไว้ที่วัดสมอราย

มีเรื่องเทพยดามาทูลว่า ต่อไปพระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ
คล้ายกับพระยาลิไทที่เคยเป็นองค์รัชทายาท แต่ไม่ได้ขึ้นครองราชย์ในทันที
ทั้งสองพระองค์จะได้มีโอกาสศึกษาพระไตรปิฏกอย่างลึกซึ่งเสียก่อน
ดังเนื้อหาในจารึกหลักที่ 4 วัดป่ามะม่วงภาษาเขมรที่ถูกลงมาพร้อมพระแท่น

แต่ในหนังสือเล่มนี้กลับไม่มีการกล่าวถึง การนำจารึกหลักที่ 1 ลงมาด้วย
ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะหลงลืมที่จะกล่าวถึงเรื่องสำคัญเช่นนี้



สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงเลือกแปล
โดยยกเอามาแต่เฉพาะบางเหตุการณ์ เริ่มที่มหาศักราช 1214 ศกปีมะโรง
พ่อขุนรามคำแหงให้ปลูกไม้ตาล 14 ปีเข้า จึงให้ช่างถากขดานหินกลางไม้ตาลนี้
และในวันอุโบสถก็โปรดให้พระเถระผู้ใหญ่สวดธรรมแก่เหล่าอุบาสก
หามิใช่วันอุโบสถพระองค์เองก็เสด็จขึ้นประทับออกว่าราชการ

ตรงกับพระราชดำริของเจ้าฟ้ามงกุฎเมื่อเสด็จสุโขทัยที่ตรัสกับแท่นศิลาว่า
"ให้ไปบางกอกด้วยกัน จะได้ฟังเทศน์ถือศีล" น่าจะสันนิษฐานได้อีกว่า
พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าหากเมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติขึ้นเมื่อใด
ก็คงใช้แท่นศิลานี้เป็นบัลลังค์ แต่ก็มิได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์เท่านั้น

หนังสือแสดงวิธีการเปลี่ยนมหาศักราชมาเป็น พ.ศ. โดยการบวกด้วย 621
ซึ่ง อ. พิริยะนำได้ลองเปลี่ยนพุทธศักราชนั้นมาเป็นคริสต์ศักราชพบว่า

ม.ศ. 1214 ที่พ่อขุนรามคำแหงทรงปลูกต้นตาลก็จะตรงกับปี พ.ศ.1835
แต่หากเปลี่ยนจาก พ.ศ. เป็น ค.ศ. ตรงๆ ปีนั้น คือสองปีก่อนที่เจ้าฟ้ามงกุฎ
จะเสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบวร
อีก 14 ปีต่อมาจึงโปรดเกล้าฯให้ช่างถากกระดานศิลา (พระแท่นมนังคศิลา)
ก็จะตรงกับปี ศ.ศ.1849 คือสองปีก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์

แต่เนื้อหาต่อไปเรื่องที่พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุ กลับกล่าวว่า
เป็นปีศักราช 1209 ปีกุน แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ระบุว่าเป็นศักราช
1207 ปีกุน เป็นเจตนาที่จะแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างของเวลาสองปี



ดังนั้นถ้าเอาสองปีมาเพิ่มเข้าไป

ม.ศ. 1835 ปีที่พ่อขุนรามคำแหงปลูกต้นตาล +2
ตรงกับ ค.ศ 1837 ที่เจ้าฟ้ามงกุฎจะเสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบวร
ม.ศ. 1849 ปีที่พ่อขุนรามคำแหงโปรดเกล้าฯให้ช่างถากกระดานศิลา +2
ตรงกับ ค.ศ. 1851 ที่เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชย์พอดี

ม.ศ. 1209 ที่พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุออกไปให้คนทั้งหลายเห็น
แล้วเอาลงไปฝังไว้กลางเมืองศรีสัชนาลัย หากบวก 623 จะตรงกับ ค.ศ.
ที่เจ้าฟ้ามงกุฎโปรดเกล้าฯให้ขุดศิลานิมิตแล้วทรงให้ผูกนิมิตใหม่

ม.ศ 1205 เมื่อพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ลายสือไทยนั้น หากบวก 623
จะตรงกับปีที่เจ้าฟ้ามงกุฎทรงมีพระราชศรัทธาที่จะนำเอาพระวินัยมอญ
มาเป็นข้อปฏิบัติในธรรมยุตนิกาย และอาจจะทรงริเริ่มประดิษฐ์อักษรอริยกะ

สรุปได้ว่า ศิลาจารึกหลักนี้น่าจะจารขึ้นในช่วง พ.ศ. 2376 – 2398
หรือระหว่างปีที่พระองค์ทรงค้นพบจนถึงพระราชทานแก่เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง
ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าไม่สามารถนำศิลาจารึกหลักนี้
มาใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยสุโขทัยได้



.

Create Date : 02 ตุลาคม 2558
Last Update : 5 ตุลาคม 2558 15:10:28 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (4)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=02&group=19&gblog=73

.




6

จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (3)
.



พ.ศ. 2530 Michael Vickery เป็นคนแรกที่เสนอข้อสงสัยอย่างเป็นทางการ
ในการประชุมนานาชาติไทยศึกษา ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
ในหัวข้อเรื่อง ศิลาจารึกพ่อขุนราม เป็นของเก่าหรือสร้างใหม่ในภายหลัง
ที่เขามั่นใจมากว่าศิลาจารึกนี้ถูกสลักขึ้นภายหลังพ่อขุนรามคำแหงนานมาก

โดยเปรียบเทียบตัวอักษร คำศัพท์ เนื้อหา ฯลฯ กับศิลาจารึกสุโขทัยหลักอื่นๆ

1. ภาษาในศิลาจารึกมีเสียงวรรณยุกต์ตรงกับภาษาปัจจุบันมากกว่าหลักอื่น
ซึ่งหมายความว่า จารึกหลักนี้ใกล้เคียงภาษากลางมากกว่าหลักอื่น
2. จารึกหลักที่ 1 มีคำไทยแท้มากเกินไปจนผิดสังเกต
ผิดจากจารึกร่วมสมัยที่มีอิทธิพลมาจากภาษาขอม

3. ศิลาจารึก เรียก กำแพงสุโขทัยว่า ตรีบูร ซึ่งหมายถึง กำแพงสามชั้น
ทั้งที่ในยุคพ่อขุนรามคำแหงมีกำแพงเพียงชั้นเดียว
กำแพงชั้นนอกที่ก่ออิฐสร้างขั้นสมัยหลังเมื่ออาวุธปืนใหญ่แบบตะวันตก
สมัยพ่อขุนรามคำแหงจึงไม่อาจรู้ได้ว่า จะมีกำแพงสามชั้น

4. ศิลาจารึกเขียน สระ อิ อี อึ อื อุ อู แบบฝรั่ง คือเขียนบรรทัดเดียวกัน
ทั้งที่จารึกอื่นๆทั้งหมดเขียนแบบวางตำแหน่งสระทั้งบนและล่าง
จารึกหลักที่หนึ่งจึงน่าจะเขียนเมื่อได้รับอิทธิพลจากอักษรตะวันตกแล้ว

5. การพัฒนาของการใช้ ฃ. ฃวด กับ ฅ. ฅน ซึ่งเป็นเสียงโฆษะ
แต่จะค่อยๆหายไปเพราะภาษาไทยไม่นิยมเสียงโฆษะ(เสียงก้อง)
แต่จะเป็น ข. ไข่ และ ค. ควา ย แทน เพราะ เป็นเสียงอโฆษะ(ไม่ก้อง)
แต่ศิลาจารึกใช้ ฃ.ฃวด และ ฅ.ฅน อย่างไม่มีกฎเกณฑ์

6. เนื้อหาของศิลาจารึกก็เป็นปริศนา
เพราะเล่าเรื่องที่โน้มไปทางการเมือง ขณะที่ศิลาเรื่องอื่นเป็นกรอบศาสนา

7. เรื่องพนมเบี้ย ก็เป็นเรื่องของยุครัตนโกสินทร์มากกว่ายุคสุโขทัย
เพราะในจารึกอื่นกล่าวถึงเบี้ย ในลักษณะที่ใช้เป็นเงินตรา



พ.ศ. 2529 – 2531 อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ได้วิจัยเนื้อหาในหลักศิลาจารึก
และได้ตีพิมพ์รายงานวิจัยที่มีชื่อว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหง การวิเคราะห์เชิงศิลปะ
ในเดือน มกราคม พ.ศ. 2532 โดยให้ข้อพิจารณาในประเด็นหลักๆ ได้แก่

1. จารึกหลักที่ 1 เอาสระและพยัญชนะมาไว้ในบรรทัดเดียวกัน
ขณะที่จารึกหลักอื่น ๆ วางสระและ วรรณยุกต์บนล่าง
เป็นลักษณะของการเรียงพิมพ์ซึ่งเป็นอิทธิพลของฝรั่ง
และคล้ายกับตัวอักษรอริยกะ ที่พระองค์คิดค้นขึ้นในขณะทรงผนวช

2. จารึกหลักที่ 1 มีขนาดเล็กผิดปรกติแตกต่างจากศิลาจารึกที่อายุใกล้เคียงกัน
คือ จารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งมีขนาดเกือบ 2 เมตร
หรือศิลาจารึหลักที่ 2 และหลักที่ 4 ก็มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

3. คําว่า รามคําแหง ไม่ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักอื่น ๆ เลย
มีแต่ในหลักที่ 1 เท่านั้น ในขณะที่หลัก อื่นๆ เรียกว่า พระญารามราช พระร่วง
คำนี้ยังคล้ายกับตําแหน่ง พระรามคำแหง ในพระอัยการนาทหารหัวเมือง
ของกฎหมายตราสามดวง ที่ตราขึ้นใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์

4. ในจารึกกล่าวว่าสุโขทัยนั้นตรีบูรได้สามพันสี่ร้อยวา (3400*2 = 6800 ม.)
เมื่อกรมศิลปากรเข้าไปบูรณะ วัดได้ความยาวของกําแพงชั้นใน 6100 เมตร
ชั้นกลาง 6500 เมตร และชั้นนอก 6800 เมตร แต่กำแพงชั้นกลางและชั้นนอก
สร้างในสมัยอยุธยา ดังนั้นพ่อขุนรามคำแหงทราบเรื่อง 6800 เมตร ได้อย่างไร

5. พระพุทธรูปหลายองค์ที่กล่าวถึงในจารึกหลักที่ 1 ดูตามรูปแบบศิลปะแล้ว
ไมมีอะไรเกี่ยวข้องกับสมัยสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปฝีมือช่างสมัยอยุธยา

6. ชื่อช้างมาสเมืองของขุนสามชนคล้ายกับช้างของรัชกาลที่ 2 ที่ชื่อ มิ่งเมือง
และช้างของพ่อขุนรามคําแหงที่ชื่อ รูจาคีรีก็คล้ายกับชื่อ คีรีเมฆ เทพคีรีจันคีรี
ในพระราชนิพนธ์ ช้างเผือกของรัชกาลที่ 4 แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 2
ช้างของมหาเถรศรีศรัทธาชื่อ อีแดงเพลิง ซึ่งดูเป็นคำไทยโบราณมากกว่า



7. คําที่ใช้ในจารึกหลักที่ 1 เป็นคําที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์แล้ว
เช่น ตระพังโพยสี คือการขุดสระให้เป็นสีมา มีอุโบสถอยู่กลางน้ํา
อันเป็นแบบของพุทธศาสนานิกายสิงหลภิกขุ และไม่ปรากฏคำนี้อยู่ในที่อื่นเลย
ยกเว้นในพระราชพงศาวดารฉบับกรุงสยาม ซึ่งเป็นเอกสารชั้นหลัง

8. การเขียนคำว่ามะม่วง ให้เป็น หมากม่วง เป็นความจงใจเพื่อให้ดูเก่า
ความจริงในสมัยสุโขทัยใช้คำว่า ไม้ม่วง แต่คําว่า หมากม่วงนี้
กลับปรากฏในเรื่องนางนพมาศ ซึ่งน่าจะเขียนจะขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3

9. การเผาเทียนเล่นไฟ ก็ดูจะสอดคล้องกับหนังสือเรื่องนางนพมาศ
หรือการพนมดอกไม้ คือการจัดดอกไมเป็นพุ่ม เป็นลักษณะการจัดดอกไม้
ของวัดบวรนิเวศ และ เป็นคําเฉพาะที่ไม่มีในจารึกหลักอื่น ๆ

10. เรื่องเจ้าเมืองบ่เก็บจังกอบก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการค้าเสรี
ที่สยามโดยอังกฤษบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาเบาริ่งเพื่อปรับลดภาษี
11. การรับฟังเรื่องราวร้องทุกข์ของราษฎรโดยการเอากระดิ่งไปแขวนไว้
ก็ตรงกับเรื่องราวการรับฎีกาโดยตรงจากราษฎรที่มีขึ้นในรัชกาลที่ 4

12. การกล่าวถึงสถานที่ต่างๆ เพียงกว้างๆ เช่น พิหารทองตั้งอยู่กลางเมือง
ถ้าเป็นจารึกร่วมสมัยจริง เหตุใดจึงไม่มีการระบุชื่อวัดหรือสถานที่โดยตรง

ดังนั้น อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ เชื่อว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นการแต่งขึ้น
โดยนำเนื้อหามาจากศิลาจารึกวัดศรีชุมของพระมหาธรรมราชาลิไท
เช่น พระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงในตอนชนช้างกับขุนสามชน
เหมือนกับเรื่องพระมหาเถรศรีศรัทธาเคยได้ชนช้างกับขุนจังมาก่อน

มีการดัดแปลงบางพยัญชนะ และวิธีการเขียนตัวอักษรเป็นชั้นๆ บนล่าง
มาเป็นการเขียนไว้บนบรรทัดเดียวเหมือนกับภาษาตะวันตก
แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษาเป็นอย่างดี

.

Create Date : 30 กันยายน 2558
Last Update : 30 กันยายน 2558 15:29:27 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (3)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=09-2015&date=30&group=19&gblog=72

.




7

จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (2)
.



หลังจากนั้นก็มีการพยายามถอดความในศิลาจารึกหลักที่ 1 เรื่อยมา
และมีการตีพิมพ์คำอ่านครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณ ตอนที่ 36
เดือนกันยายน พ.ศ. 2440 ชื่อเรื่องว่า อภินิหารการประจักษ์
เนื้อหาเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฏได้ทรงจาริกไปหัวเมืองเหนือ
โดยมีคำแปลของหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 อยู่ในภาคผนวกท้ายเล่ม

พ.ศ. 2451 รัชกาลที่ 6 ขณะดำรงพระยศเป็นสยามมงกุฎราชกุมาร
ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง หลังจากเสด็จประพาสเมืองเหนือ
โดยทรงอ่านคำแปลของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นหนังสือนำชม

ทรงพยายามที่จะกำหนดรูปแบบและอายุให้กับโบราณสถานที่ทรงพบเห็น
โดยจะเสด็จไปตามที่บอกไว้ในจารึก
เมื่อพบโบราณสถานใดที่คล้ายกับลักษณะที่บรรยายไว้
ในจารึกก็สรุปว่า โบราณวัตถุสถานนั้น สร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง

เช่น เมื่อเสด็จไปถึงกลางเมืองก็พบวัดที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดมหาธาตุ
ทรงพบวิหารใหญ่ พระพุทธรูป และพระอัฏฐารศ
ก็ทรงสันนิษฐานทันทีว่า วัดนี้สร้างโดยพ่อขุนรามคำแหงอย่างแน่นอน

พ.ศ. 2457 เมื่อสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ขณะทรงดำรงตำแหน่งสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร
ทรงรวมเรื่องศิลาจารึกเกี่ยวกับสุโขทัยไว้ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร



พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดเกล้าให้ย้ายศิลาจารึกหลักที่ 1 มารวมกับศิลาจารึกหลักอื่นๆ
เก็บไว้ที่ตึกถาวรวัตถุหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์
อันเป็นที่ทำการแรกของหอสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร

หอสมุดวชิรญาณได้จ้าง ศ. Goerge Coedes เป็นบรรณารักษ์ใหญ่
คณะกรรมการได้มอบหมายให้ท่านเป็นผู้อ่านแปลศิลาจารึกภาษาต่างๆ
ที่หอพระสมุดได้รวบรวมเอาไว้ และได้พิมพ์คำอ่านศิลาจารึกต่างๆ
รวมทั้งหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อ พ.ศ. 2467

ในงานทำบุญฉลองครบอายุ 4 รอบ ของพระยาราชนุกูล
(อวบ เปาโรหิตย์) เรียกหนังสือนี้ว่า ประชุมจารึกสยามภาคที่ 1
เป็นครั้งแรกที่การเผยแพร่เนื้อหาคำแปลจากหลักศิลาจารึกครบทุกด้าน
และมีการปรับปรุงแก้ไขคำแปลนั้นต่อๆ มาโดยนักวิชากรรุ่นหลัง

พ.ศ. 2468 มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในสมัยรัชกาลที่ 7
จึงได้ย้ายศิลาจารึกหลักที่ 1 ไปจัดแสดงที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
พ.ศ. 2509 ย้ายกลับไปเก็บในตึกถาวรวัตถุเช่นเดิม
พ.ศ. 2512 ย้ายมาจัดแสดงที่ห้องสุโขทัย ตึกประพาสพิพิธภัณฑ์

พ.ศ. 2525 ในคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี
มีการปรับปรุงการจัดแสดง จึงได้นำศิลาจารึกหลักที่ 1
มาจัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน



หลัง พ.ศ. 2500 มีนักวิชาการต่างชาติตั้งคำถามถึงความแท้ของศิลาจารึก
นำไปสู่ความสงสัยของนักวิชาการไทยแสง มนวิทูร และปรีดา ศรีชลาลัย
เป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่ตั้งข้อสังเกตว่ารัชกาลที่ 4 อาจจะเป็นคนทรงแต่ง

แต่ก็ไม่ได้มีการสรุปอย่างจริงจัง และเป็นเพียงการรับรู้ในวงแคบๆ
เพราะการถกเถียงในเรื่องนี้สุ่มเสี่ยงต่อการหมื่นพระบรมเดชานุภาพ

พ.ศ. 2519 เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง เมื่อ ม.จ. จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี
ทรงมีผลงานหนังสือ ชื่อ นำเที่ยวศิลาจารึกสุโขทัย ตีพิมพ์ที่ ม. ฮาวาย
โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า จารึกนี้สร้างขึ้นพระยาลิไท
ไม่ใช่พ่อขุนรามคำแหง เพื่อใช้ประโยชน์จากจารึกทางการเมือง

ซึ่งในปัจจุบัน เราก็ยอมรับกันแล้วว่า ศิลาจารึกนั้นเขียนขึ้นสองสมัย
ด้วยความต่างระหว่างเนื้อหา และรูปแบบทางการเขียน
เมื่อนักวิชาการที่เป็นราชนิกุลทรงออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้
ก็คงไม่มีใครกล้ากล่าวหา เรื่องความไม่จงรักภักดีอย่างแน่นอน

จึงเป็นการจุดกระแสให้นักวิชาการกล่าวถึงเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1
ซึ่งแบ่งได้ออกเป็นสองผ่าย คือฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นของใหม่
และฝ่ายที่เชื่อว่าศิลาจารึกนี้เขียนขึ้นในสมัยสุโขทัย

.

Create Date : 28 กันยายน 2558
Last Update : 30 กันยายน 2558 10:38:36 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (2)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=09-2015&date=28&group=19&gblog=71

.




8
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม โดย ผู้ชายในสายลมหนาว


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (1)
.



สิ่งของในสมัยสุโขทัยล้วนจัดแสดงอยู่ในตึกประพาสพิพิธภัณฑ์
ยกเว้นแต่ศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์
จึงถูกแยกไปจัดแสดงในบริเวณทางเข้าของพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
ห้องที่จัดแสดง timeline ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

มันสำคัญจนกระทั่งเป็นวัตถุ 1 ใน 9 ชิ้นที่หากใครต้องการที่จะทำจำลอง
ต้องมีการขอนุญาติจากทางราชการ โดยต้องมีขนาดไม่เท่ากับชิ้นงานจริง
นอกจากนี้คณะกรรมการ UNESCO ได้จดทะเบียนศิลาจารึกหลักที่ 1
เป็นหนึ่งในมรดกความทรงจำของโลก (Memory of the World)

ซึ่งแตกต่างจากที่เรารู้จักกันทั่วไปว่า มีแต่สถานที่เท่านั้นที่เป็นมรดกโลกได้
ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 193 รายการจาก 87 ประเทศ โดยประเทศไทยยังมีอีก 2 ชิ้น
คือเอกสารราชการสมัยปฏิรูปการปกครองช่วงรัชกาลที่ 5 กว่า 500,000 แผ่น
ปัจจุบันเก็บรักษาที่หอสมุด อาคารถาวรวัตถุ วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษดิ์

และชิ้นล่าสุดที่หลายคนอาจจะได้ยินข่าวก็คือ จารึกต่างๆ ในวัดโพธิ์นั่นเอง

แต่ก่อนหน้าที่ศิลาจารึกหลักที่ 1 จะได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกนั้น
มันได้ฝ่าฟันวิกฤติการณ์ที่สำคัญ นั่นก็คือ คำถามจากนักวิชาการว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้น เป็นสิ่งที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยจริงหรือไม่
หากคำตอบนั้นคือไม่ใช่ สิ่งที่เราเคยเรียนมาทั้งหมดอาจหายไปในพริบตา
.

ศิลาจารึก หลักที่ 1
ปีที่จารึก พ.ศ. 1835 ผู้จารึก พ่อขุนรามคำแหง
ลักษณะ หลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม จำนวน 4 ด้าน 127 บรรทัด
ปีที่พบจารึก พ.ศ. 2376

สถานที่พบ เนินปราสาท ต. เมืองเก่า อ. เมือง จ. สุโขทัย
ผู้พบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปัจจุบันอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร




พ.ศ. 2376 สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎขณะทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
ได้ออกเสด็จจาริกธุดงค์ไปยังหัวเมืองเหนือ เมื่อถึงเมืองเก่าสุโขทัย
ทรงพบศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร
และพระแท่นมนังศิลาบาตร ที่เนินปราสาทเก่าสุโขทัย

ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญ
จึงโปรดเกล้าให้นำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัดราชาธิวาส
พ.ศ. 2479 เมื่อทรงย้ายไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร
จึงโปรดให้ย้ายไปไว้ที่วัดบวร พระองค์ทรงเริ่มอ่านศิลาจารึกหลักนี้

แม้ภาษาไทยจะวิวัฒนาการมาหลายร้อยปี แต่ก็น่าจะพอแกะได้บางส่วน
แต่ปัญหาก็คือวิธีการของพ่อขุนรามคำแหงนั้นเขียนอักษรบนบรรทัดเดียวกัน
ครั้นเสด็จเสวยราชย์แล้วโปรดเกล้าให้ย้ายจารึกไปไว้ที่วัดพระแก้ว
ตรงศาลาราย ข้างด้านเหนือพระอุโบสถ หลังที่สองนับจากตะวันตก

หลังจากนั้นพระองค์ไม่มีเวลาที่จะถอดข้อความได้ทั้งหมด
แต่ทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
เป็นแม่กองคณะนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันคัดตัวอักษรลงแผ่นกระดาษ

พ.ศ. 2398 ทรงพระราชทานสำเนาแก่ Sir John Bowring เอกอัครราชทูตอังกฤษ
และได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ The Kingdom and People of Siam
และสำเนาให้แก่ราชฑูตฝรั่งเศสอีกชุดหนึ่งด้วย

จุดนี้เองที่เป็นการเริ่มข้อสงสัยถึงความจริงแท้ของหลักศิลาจารึกหลักนี้
เมื่อนักวิชาการรุ่นหลังมองว่า มันถูกใช้เพื่อสร้างหลักฐานทางการเมือง
เป็นความพยายามที่จะแสดงความศิวิไลซ์ให้ชาวตะวันตกเห็นว่า
สยามมีอารยะธรรมสืบย้อนไปได้ถึงกว่า 600 ปี

.

Create Date : 25 กันยายน 2558
Last Update : 1 ตุลาคม 2558 16:18:41 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (1)
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nontree&month=25-09-2015&group=19&gblog=70

.




9
ออเจ้าเอย | อาร์ม กรกันต์ x TorSaksit (Piano & i Live)


ออเจ้าเอย | อาร์ม กรกันต์ x TorSaksit (Piano & i Live)

https://www.youtube.com/watch?v=azJgZe8Vy8g

ออเจ้าเอย | อาร์ม กรกันต์ x TorSaksit (Piano & i Live)
TorBright Channel

https://youtu.be/azJgZe8Vy8g?si=tasRiu6qASVag3oG

.



 May 7, 2025  #pianoandi #โต๋ศักดิ์สิทธิ์ #assetwise
#อาร์มกรกันต์
#ออเจ้าเอย
#โต๋ศักดิ์สิทธิ์
#pianoandi
#assetwise

.





10
ทรายกับทะเล | ตู่ - นันทิดา แก้วบัวสาย x TorSaksit (Piano & i Live)


ทรายกับทะเล | ตู่ - นันทิดา แก้วบัวสาย x TorSaksit (Piano & i Live)
.

https://www.youtube.com/watch?v=sLmXTv-Affs

ทรายกับทะเล | ตู่ - นันทิดา แก้วบัวสาย x TorSaksit (Piano & i Live)
TorBright Channel

https://youtu.be/sLmXTv-Affs?si=s9tZ32tCIgzrvbv1

.



Aug 9, 2025  #pianoandi #โต๋ศักดิ์สิทธิ์ #assetwise
#ทรายกับทะเล
#นันทิดา
#โต๋ศักดิ์สิทธิ์
#pianoandi
#assetwise

.





11
กระซิบสวาท : เบลโลล่า | The Golden Song


กระซิบสวาท : เบลโลล่า | The Golden Song
.

https://www.youtube.com/watch?v=p3rJLMrJS4o

กระซิบสวาท : เบลโลล่า | The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 5 | one31

https://youtu.be/p3rJLMrJS4o?si=Moe_Oi8_l0FqFN7D

.

ช่อง one31
#TheGoldenSong5
#เวทีเพลงเพราะซีซั่น5




.





12
กระซิบสวาท | เล็ก - อรวี สัจจานนท์ x TorSaksit (Piano & i Live)


กระซิบเบาเบา...
กระซิบสวาท | เล็ก - อรวี สัจจานนท์ x TorSaksit (Piano & i Live)
.

https://www.youtube.com/watch?v=rfkNqkSBdVk

กระซิบสวาท | เล็ก - อรวี สัจจานนท์ x TorSaksit (Piano & i Live)
TorBright Channel

https://youtu.be/rfkNqkSBdVk?si=UhXDwleaZhx3Teiw

.





Apr 26, 2026  #pianoandi #โต๋ศักดิ์สิทธิ์ #อรวีสัจจานนท์
#อรวีสัจจานนท์
#กระซิบสวาท
#โต๋ศักดิ์สิทธิ์
#pianoandi
#TheLegendsParty2026
#assetwise

.





13
พระบารมีสยบอาชา: มนต์คาถาและขัตติยะมานะแห่งพระปิยมหาราช


เกร็ดประวัติศาสตร์ v 2
 ·
 ·

พระบารมีสยบอาชา: มนต์คาถาและขัตติยะมานะแห่งพระปิยมหาราช

          ​ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) ท่ามกลางกระแสการล่าอาณานิคมที่เชี่ยวกราก การเสด็จฯ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ได้เป็นเพียงการเจริญสัมพันธไมตรีเท่านั้น แต่คือการ "พิสูจน์ศักดิ์ศรี" ของผู้นำเอเชียบนเวทีโลก และหนึ่งในเหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานเล่าขานมิจบสิ้น คือการเผชิญหน้ากับ "ม้าพยศ" ณ ทุ่งมาร์ส กรุงปารีส


คำพยากรณ์และพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า

             ​ก่อนการเสด็จประพาสยุโรปจะเริ่มขึ้น พระองค์ได้เสด็จฯ ไปยังวัดหนังราชวรวิหาร เพื่อกราบนมัสการ "หลวงปู่เอี่ยม" พระเกจิอาจารย์ผู้มีทิพยญาณกล้าแข็ง หลวงปู่ได้ถวายคำพยากรณ์ถึงเหตุการณ์สำคัญที่จะทรงถูกลองดีจากชาวต่างชาติด้วยสัตว์จตุบาทที่ดุร้าย พร้อมกับถวาย "พระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า" (หรืออิติปิโสวิเสเสอิ) ซึ่งเป็นพระคาถาชั้นสูงที่มีพุทธคุณทางด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด

                ​"อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะ นาเมอิ อิเมนา พุทธะตัง โสอิ อิโสตัง พุทธะ ปิติอิ"


นาทีวิกฤต ณ สนามม้าปารีส

               ​เมื่อเสด็จถึงประเทศฝรั่งเศส คู่ปรับสำคัญในกรณีพิพาท ร.ศ. 112 ฝ่ายเจ้าบ้านได้กราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรการแข่งม้าพยศ ซึ่งเป็นม้าสายเลือดดุร้ายของเจ้าชายฝรั่งเศสที่ไม่มีใครสามารถกำราบได้ การทูลเชิญครั้งนี้มิใช่เพียงการพักผ่อน แต่เป็นการ "ลองดี" เพื่อดูว่ากษัตริย์จากแดนสยามจะทรงมีพระปรีชาสามารถเพียงใด

​พระดำรัสตอบของพระองค์ที่ว่า "กษัตริย์แห่งสยามประเทศนั้นไม่เคยหวาดหวั่นกลัวแม้แต่อัสดรที่พยศดุร้าย" ไม่ได้เป็นเพียงการตอบโต้ แต่คือการประกาศกร้าวถึงศักดิ์ศรีของประเทศที่ไม่ยอมอยู่ใต้คำสบประมาท


หญ้าเสก: วิทยาคมที่สยบความดุร้าย

                 ​ภาพของพระมหากษัตริย์ร่างสันทัดที่เสด็จลงสู่ลานประลองท่ามกลางเสียงกีบเท้าตะกุยดินของม้าจอมพยศ สร้างความลุ้นระทึกไปทั่วอัฒจันทร์ พระองค์ทรงน้อมพระวรกายเก็บกำหญ้าจากพื้นดิน ตั้งจิตภาวนาถึงพระรัตนตรัยและครูบาอาจารย์ เจริญพระคาถาที่หลวงปู่เอี่ยมถวายมา

                    ​ทันทีที่ม้าดุร้ายได้กินหญ้าเสก แววตาที่เคยเหลือกโปนด้วยโทสะกลับสงบนิ่งลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความพยศมลายสิ้นเหลือเพียงความอ่อนน้อมต่อผู้มีบุญญาธิการ เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นประทับบนอานและบังคับม้าเยื้องกรายไปรอบสนาม เสียงตะโกน "Bravo! Bravo!" (วิเศษที่สุด) จึงดังกึกก้องไปทั่วกรุงปารีส


บทสรุปในเชิงประวัติศาสตร์

              ​เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าเรื่องของปาฏิหาริย์ แต่มันคือ "ชัยชนะทางจิตวิทยา"

      1. การยอมรับในระดับสากล: ทรงทำให้ชาวตะวันตกเห็นว่า ผู้นำสยามมีความสง่างาม มีสติสัมปชัญญะ และมี "อำนาจ" บางอย่างที่พวกเขามิอาจเข้าใจ
       2. ขวัญและกำลังใจ: ทรงเป็นต้นแบบของการใช้ทั้ง "วิชา" (ความรู้/ความเชื่อ) และ "ปัญญา" (การตัดสินใจ) ในการแก้ไขสถานการณ์คับขัน
       3. ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกร: เรื่องนี้กลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้พสกนิกรสยามเชื่อมั่นในพระบารมีว่าพระองค์จะทรงนำพาประเทศให้รอดพ้นจากภัยอาณานิคมได้


​ชัยชนะบนหลังม้าพยศในวันนั้น จึงเปรียบเสมือนปฐมบทแห่งการประกาศให้โลกรู้ว่า "สยาม" คือชาติที่มีอารยธรรมและมีผู้นำที่เหนือชั้นกว่าที่ใครจะคาดคิด
​หมายเหตุจากนักประวัติศาสตร์: พระคาถาอิติปิโสวิเสเสอิ หรือมงกุฎพระพุทธเจ้า ยังคงเป็นพระคาถาที่พุทธบริษัทชาวไทยนิยมสวดภาวนามาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเสริมสิริมงคลและป้องกันภัยอันตรายตามรอยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
.




.


ที่มา : พระบารมีสยบอาชา: มนต์คาถาและขัตติยะมานะแห่งพระปิยมหาราช
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1583311003799498&set=a.496496365814306

.





14

สายน้ำแห่งความรัก (๑๐)


หลังจากที่นอนไม่หลับทั้งคืนด้วยความรู้สึกห่วงกังวลความรู้สึกของฟ้าคราม พอรุ่งสางชายหนุ่มก็รีบลุกเพื่อเตรียมตัวไปหาหญิงสาว แต่ดูเหมือนมันจะไม่ทันใจของเขาที่แล่นไปสวนโน้นนานแล้ว วฤธไม่ลืมที่จะตัดดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ดอกใหญ่ที่เขาปลูกไว้หน้าบ้านติดมือไปง้อหล่อนด้วย

"ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะยังโกรธอยู่หรือเปล่า สงสัยคงนอนร้องไห้ทั้งคืนจนตาบวม เมื่อวานไม่น่าถือวิสาสะไปรังแกเขาเลย แบบนี้จะอ้อนยังไงละนี่ " ชายหนุ่มบ่นรำพึงกับตัวเองเบา ๆ

เสียงนกกาที่เริ่มออกหากินดังไปทั่วบริเวณสวน ทำให้จิตใจของชายหนุ่มค่อยชุ่มชื่นขึ้นบ้างขณะเดินเลาะสวนจนมาถึงบ้านหญิงสาวที่เขารัก

"ฟ้าครามอยู่ไหนหรือครับ" วฤธเอ่ยถามขึ้น หลังจากที่เอ่ยทักทายน้าเล็กกับน้าน้อยที่กำลังนั่งสลักขิงไว้ทำขิงดอง

"ไปกรุงเทพตั้งแต่เช้ามืดแล้วจ๊ะ" น้าเล็กบอกชายหนุ่มที่มาหาแต่เช้า สังเกตเห็นความอิดโรยบนใบหน้าและแววหมองในแววตาของวฤธ ก็นึกรู้ว่าหลานสาวตัวดีคงไปก่อเรื่องไว้กับเขาเข้าอีกแล้ว

"เห็นบอกว่าอาทิตย์หน้านี่เขามีประชุมใหญ่ แล้วต้องเข้าไปสรุปผลงานด้วยจ๊ะ" น้าน้อยช่วยอธิบายเพิ่มเติม เมื่อเห็นชายหนุ่มทำหน้าประหลาดใจนึกไม่ถึง

วฤธถึงกับผิดหวังที่หญิงสาวหนีเขาเข้ากรุงเทพซะก่อน ไม่เห็นหล่อนบอกเขาบ้างเลย ทั้ง ๆ ที่เขากำชับแล้วว่าวันนี้จะมาหาแต่เช้า หลังจากที่เขาทำผิดอย่างไม่น่าให้อภัยเมื่อวานนี้

"แล้วฟ้าเขาจะกลับเมื่อไหร่หรือครับ" ชายหนุ่มยังไม่วายกังวล

"ไม่ต้องกลัวไปหรอกจ๊ะ กลับมาทันงานแต่งแน่นอน หรือถ้าไม่ทันเดี๋ยวน้าหาสาวบ้านอื่นแทนให้ ไม่ต้องกลัวไป จะไม่ให้น้อยหน้ากว่ายัยฟ้าเลย" น้าน้อยเย้าชายหนุ่มเล่น ไม่รู้ว่าคู่นี้เขางอนอะไรกันหรือเปล่า

"แล้วเรื่องฤกษ์ยามพิธีการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วหรือจ๊ะ" น้าเล็กซักถามถึงงานมงคลที่กำลังจะมีขึ้นในไม่ช้า ขัดพี่สาวคนรองก่อนที่จะพูดเล่นต่อไปอีก

"เรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้ก็รอแต่ว่าเมื่อไหร่ว่าที่เจ้าสาวจะรับรักผมเท่านั้นแหละครับ"

"ยัยฟ้าก็ฤทธิ์มากไปอย่างนั้นเองแหละ ดื้อแล้วก็มีทิฐิมาก" น้าน้อยกล่าวปลอบ นึกเห็นใจฝ่ายชายไม่น้อย ที่หลานสาวของตนใจแข็ง เอ… หรือจะเรียกว่าไม่มีหัวใจดีนะ

"ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกันครับ ฟ้าเขาหาว่าผมให้ผู้ใหญ่บังคับเขาแต่งงาน แต่พอพูดขอแต่งงานกับเขาเอง เขาก็เงียบไม่ยอมตอบ ไม่ยอมรับรู้"

"โธ่ พ่อคุ้ณ…น่าสงสารจริ๊ง อยู่ใกล้กันแค่นี้ เห็นหน้ากันเกือบทุกวัน ถ้าเป็นน้านะ ไม่รอให้เราเอ่ยปากหรอก ใจอ่อนขอไปอยู่ด้วยเสียนานแล้ว ติดแต่ว่าน้านะแก่เกินไปแล้ว แต่ถ้าพ่อวฤธกลับใจ มาเอ่ยขอน้าแทนก็ได้นะ จะได้ไม่ยุ่ง ไม่กลุ้มใจอย่างนี้ น้าพร้อมเสมอละ" น้าน้อยสัพยอกอย่างร่าเริง

"โชคร้ายจังครับที่ผมเกิดไม่ทันน้าน้อย ไม่งั้นผมคงไม่ปวดหัวอยู่อย่างนี้"

วฤธยิ้มตาพราว พลางยื่นดอกกุหลาบขาวที่เขาตั้งใจเอามาให้ฟ้าครามแก่น้าน้อย พร้อมทั้งแสดงท่าทีเหมือนกำลังขอความรักจากหญิงสาว เรียกเสียงหัวเราะอย่างขบขันจากสตรีทั้งสองในที่นั้นอย่างยาวนาน

"เราก็อย่าไปตามใจน้องมากนัก เขาดื้อ เขางอแง เราก็ปราบเสียก็หมดเรื่อง น้าอนุญาต ถ้ายัยฟ้ามาฟ้องละก็ น้าจะทำหูทวนลมซะ" น้าเล็กแนะวิธีให้ชายหนุ่มตรงหน้า พลางส่ายหน้ากับความคิดแผลง ๆ ของพี่สาว

แต่น้าน้อยยังคลอเพลง "แค่คืบ" ล้อชายหนุ่มอย่างสบายใจ เพราะชินกับความดื้อรั้นของหลานสาวเป็นอย่างดี

"แค่คืบเท่านั้น ฉันให้งงงันมิกล้าเอ่ย พบกันทุกวันกับทรามเชย แต่ยังมิเคยจะเอ่ยบอกรัก
แค่คืบเท่านี้ น้ำใจไม่ตรีมีให้ตระหนัก ไฉนจึงเหมือนคนไม่รู้จัก หวั่นใจนัก รักแท้หรือเทียมมาเยี่ยมอำพราง
หลังรักเงา จนเศร้าดวงใจ ขออย่าให้จิตใจหมองหมาง
รักด้วยใจภักดิ์ รักด้วยใจสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างจะกระจ่างสายตา"

วฤธได้แต่เขิน แต่ก็สบายใจขึ้นเพราะทุกคนลุ้นและเข้าข้างเขาหมด เหลือแต่สาวน้อยของเขาเท่านั้นละที่ยังเอาแต่ใจ ให้มันรู้ไปว่าแต่งกันไปแล้วจะยังดื้อแสนงอนอีกหรือไม่ จะปราบให้หมดพยศเลยทีเดียว อีกหน่อยยิ่งมีลูกด้วยกันฟ้าครามคงไม่มีเวลามาทำฤทธิ์ทำเดชกับเขาหรอก ชายหนุ่มแอบซ่อนยิ้มอยู่ในหน้าเมื่อคิดถึงตอนนั้น


****************************************************************


"คุณช่วยกลับไปเป็นแฟนคุณวฤธหน่อยได้มั๊ยค่ะ ฟ้าครามขอร้องสาวสวยตรงหน้า หลังจากที่ทำความรู้จักกันเรียบร้อย

ฟ้าครามหาทางติดต่อละอองนุ่นแฟนเก่าของวฤธ แล้วนัดออกมาเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านชานเมืองกรุงเทพที่ไม่จอแจมากนัก ครั้งแรกที่ฟ้าครามได้เห็นหล่อน หญิงสาวถึงกับอุทานในใจด้วยความทึ่งในความสวย อ่อนหวาน และทันสมัยของละอองนุ่น ไม่เข้าใจว่าวฤธปล่อยให้หล่อนหลุดลอยไปได้อย่างไร

"ทำไมคุณถึงมาขอร้องฉันแบบนี้ละค่ะ ฉันกับวฤธไม่ได้เจอกันมานานแล้ว ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง มีลูกมีเมียแล้วหรือยังก็ไม่ทราบ"

ละอองนุ่นเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าอย่างแปลกใจที่จู่ ๆ ฟ้าครามก็ขอนัดคุยกับหล่อนเรื่องวฤธ หล่อนลืมเขาไปนานแล้ว ตั้งแต่ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในสมัยก่อนนั้นจบลง เพราะหญิงสาวรู้สึกว่าวฤธไม่ได้รักหล่อน มีแต่หล่อนที่หลงรักเขา เฝ้าตามตื้อเขามาตลอด ในสายตาของเพื่อน ๆ ที่เรียนมาด้วยกัน ทุกคนเข้าใจว่าคู่นี้เป็นคู่ที่น่าอิจฉา เพราะฝ่ายชายก็หล่อ นิสัยดี ฝ่ายหญิงก็ทั้งสวยทั้งช่างเอาใจ แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อมารู้ภายหลังว่าทั้งคู่ไปกันไม่ได้ และต้องแยกย้ายจากกันไปในที่สุด

"คุณวฤธยังไม่ได้แต่งงานหรอกค่ะ แต่ว่ากำลังจะแต่ง เอ้อ … กับฟ้าเอง แต่ถ้าคุณนุ่นช่วย ฟ้าก็อาจไม่ต้องแต่งค่ะ"

"อ้าว… ทำไมละค่ะ" ละอองนุ่นอุทานอย่างประหลาดใจกับคำบอกเล่าที่ได้รับ

"คือฟ้าไม่อยากแต่งนะคะ แต่ขัดผู้ใหญ่ไม่ได้ แล้วไม่รู้จะทำอย่างไรดี บังเอิญคิดขึ้นได้ว่า ถ้าคุณกลับไปขอคืนดีกับเขา เขาอาจจะเปลี่ยนใจขอยกเลิกการแต่งงานคะ"

ละอองนุ่นคล้อยตามคำพูดของหญิงสาวตรงหน้า หลังจากไม่ได้ติดต่อวฤธเป็นเวลานานตั้งแต่เรียนจบ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำงานของตัว ตอนนี้หล่อนเองก็ยังไม่มีใครเป็นตัวเป็นตน การกลับไปหาวฤธนับว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะชายหนุ่มก็เป็นผู้ชายในอุดมคติ เพียงแต่ตอนนั้นเขาเฉยชากับหล่อนจนหล่อนทนไม่ได้ และต้องตีตัวออกห่าง ตอนนี้เขาเองยังไม่ได้แต่งงาน ถึงกำลังจะแต่งก็เถอะ ก็ว่าที่เจ้าสาวไม่เล่นด้วยอย่างนี้ การแต่งงานอาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเขาพบหล่อนในตอนนี้ เขาอาจจะรักหล่อนได้ไม่ยาก หรือถ้าไม่สำเร็จ ก็ถือว่าไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัดก็แล้วกัน

"แล้วถ้าฉันกลับไปหาเขาตอนนี้ คุณคิดว่าวฤธจะยอมยกเลิกงานแต่งงานเพื่อฉันหรือค่ะ"

"ฟ้าก็ไม่รู้เหมือนกันคะ แต่คุณก็เป็นความหวังสุดท้ายของฟ้านะคะ"

"ตกลงคะ ฉันจะกลับไปหาเขาอีกครั้ง แต่คุณแน่ใจนะคะ ว่าฉันจะไม่เข้าไปเป็นมือที่สามระหว่างคุณกับวฤธ" ละอองนุ่นสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย

"แน่ใจคะ เพราะฟ้าไม่ได้รักเขา" แววตาฟ้าครามแสดงเจตนามุ่งมั่น พร้อมเน้นเสียงหนักเมื่อกล่าวประโยคสุดท้าย เหมือนกับกำลังย้ำเตือนใจตัวเอง

"แปลกนะคะ เมื่อก่อนฉันรักเขามาก แต่เขาก็ไม่รักฉัน ตอนนี้เขากำลังจะแต่งงานกับคุณ แต่คุณก็ไม่รักเขา ความรักนี่มักชอบเล่นตลกกับเราจัง" ละอองนุ่นเปรยขึ้นลอย ๆ

"ฟ้าว่า ส่วนมากแล้วคนเรามักจะห่วงกังวลอยู่แค่ความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น โดยลืมไปว่ารักแท้นั้นคือรักจากพ่อแม่ที่พร้อมจะเสียสละให้เราได้ทุกอย่าง ถึงแม้เราจะไม่มีความรักแบบชายหญิง แต่เราก็สามารถที่จะรักทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว พร้อมทั้งอุทิศและเสียสละตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินบ้านเกิดหรือสังคมได้นะคะ"

ละอองนุ่นยิ้มกับหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกถูกชะตา

"ฉันจะช่วยคุณเท่าที่จะช่วยได้นะคะ แต่คงขึ้นอยู่กับวฤธแล้วละคะ ว่าเขารักใคร"

.

Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:31:53 น.

.


ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๑๐)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tharathorn&month=05-2006&date=27&group=7&gblog=10

.





15

สายน้ำแห่งความรัก (๙)


ท้องฟ้าขณะนี้ใสสว่าง เพราะฝนหยุดตกไปนานแล้ว สีฟ้าอ่อนของท้องฟ้าตัดกับสีขาวสะอาดของปุยเมฆ แต่บรรยากาศรอบตัวยามนี้ไม่ทำให้ความรู้สึกของวฤธดีขึ้น ชายหนุ่มออกเรือไปได้สักพัก หญิงสาวก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นพูดกับเขาอย่างไร เพราะเห็นเขานั่งใจลอย ไม่สนใจหล่อนเลย จนกระทั่งทนความเงียบอึดอัดไม่ไหว หญิงสาวเลยต้องเป็นฝ่ายโพล่งออกมาก่อน

"พี่วฤธให้คุณยายไปขอฟ้ากับป้าใหญ่หรือค่ะ" นั่นแหละชายหนุ่มถึงได้หันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้า

"ใช่" ชายหนุ่มตอบเพียงแค่นั้น ไม่มีคำอธิบายอะไรนอกเหนือจากนี้ ฟ้าครามได้แต่งง อะไรนี่จะไม่พูดไม่บอกอะไรกันเลยหรือไง

"ทำไมค่ะ ทำไมไม่ถามฟ้าก่อนที่จะคุยกับผู้ใหญ่ค่ะ"

"พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ" แล้วเขาก็นิ่งเงียบไปอีก

"ไม่ได้ตั้งใจ หมายความว่าพี่วฤธไม่ได้ตั้งใจจะขอฟ้าแต่งงานหรือค่ะ"

"พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น"

ใช่สิ เขาคงไม่ได้ตั้งใจอยากแต่งงานกับหล่อนหรอก คงเป็นเพราะความเห็นชอบผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมากกว่า เพียงแต่เขาไม่โต้แย้งและปล่อยเลยตามเลย แม้แต่คำว่ารักสักคำเขาก็ไม่เคยพูด ไม่เคยบอกหล่อน

"แต่ฟ้าไม่อยากแต่งนี่ค่ะ พี่วฤธต้องจัดการให้ฟ้า อย่าให้คุณยายหรือป้าใหญ่มาบังคับฟ้าได้"

"คงไม่ทันแล้วละ เพราะทั้งคุณยายของพี่และทั้งป้าใหญ่ของฟ้าได้ไปหาหลวงพ่อขอฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งแล้ว" ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง สะกดกลั้นอารมณ์ที่ร้าวระทมไว้ในอก

"ทุกคนไม่เห็นใจฟ้าบ้าง ไม่ถามความสมัครใจของฟ้าเลย ไม่มีใครบอกให้ฟ้ารู้ด้วย ทำไมทำกับฟ้าอย่างนี้ละค่ะ" หญิงสาวขึ้นเสียงด้วยความแค้น ความน้อยใจ พร้อมทั้งใช้มือตวัดน้ำในคลองให้แตกกระจายอย่างโมโห

แล้วเขาละ หล่อนไม่เห็นใจเขาบ้างหรืออย่างไร ไม่เคยรับรู้ความรัก ความผูกพันอาทร ที่เขามีให้ตลอดมา เสียงหล่อนที่บอกว่า ไม่รัก ไม่แต่ง สะท้อนก้องอยู่ในความคิดคำนึงของเขาอย่างไม่ลบเลือน

"ฟ้าตามใจผู้ใหญ่เถอะครับ" เขาเองก็ไม่มีจิตใจที่จะพูดจะอธิบายให้หล่อนฟัง ในเมื่อหญิงสาวไม่ได้รักเขา อธิบายอย่างไรก็คงไม่มีประโยชน์

"ไม่" ฟ้าครามประกาศเสียงกร้าว ดวงตาเป็นประกายลุกวาว

"ฟ้าจะทำตามใจตัวเองเท่านั้น"

หญิงสาวว่าอย่างโกรธจัด พร้อมทั้งกดแคมเรืออย่างแรงเพื่อพลิกเรือให้คว่ำลง พร้อมทั้งพุ่งตัวลงน้ำอย่างรวดเร็วแล้วว่ายหนีกลับเข้าฝั่ง ไม่สนใจชายหนุ่มที่พลอยลงมาลอยคออยู่ในน้ำไปด้วย ช่างเขาสิ ไม่ต้องคุยกันอีกแล้ว ที่แท้เขาก็แค่ทำตามใจผู้ใหญ่เท่านั้นเอง

"ฟ้าเป็นอะไรไปนะ" หลังจากที่ชายหนุ่มตั้งสติได้แล้ว เขาก็รีบว่ายตามเข้าไปประชิดตัวหญิงสาว ก่อนที่จะถึงฝั่งไม่ไกลนัก

"พูดกันให้รู้เรื่องก่อน อยู่ดี ๆ ก็คว่ำเรือพี่เสียดื้อ ๆ ทำไมเกเรอย่างนี้" ชายหนุ่มคว้าแขนหญิงสาวไว้ไม่ให้ว่ายหนีเขาไปอีก

"ไม่เป็นอะไร แต่จะไม่แต่งงาน รู้ไว้ด้วย ทำอย่างไรก็ไม่แต่งเพราะฟ้าไม่รัก อย่ามาบังคับกันนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้"

ชายหนุ่มถึงกับขาดสติ เมื่อได้ยินหญิงสาวเชือดเฉือนเขาด้วยถ้อยคำเดิมที่กรีดลึกลงในใจตั้งแต่เช้า พลางคว้าตัวหล่อนเข้ามาประชิดอก กอดไว้ในวงแขนอย่างแนบแน่นพร้อมกันแนบหน้าของเขากับใบหน้าเย็นชื้นของหญิงสาว ส่วนจมูกและริมฝีปากก็เรียกร้องความหวานไปทั่วใบหน้าของหล่อนจนท้ายสุดมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากนุ่มของหญิงสาวอย่างเนิ่นนาน ฟ้าครามได้แต่ผลักไส หยิกตีด้วยความโกรธ และตกใจ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สะดุ้งสะเทือนกับรอยเล็บของหล่อนแม้แต่น้อย ยังดีที่ขาของหญิงสาวถึงพื้น ไม่งั้นหล่อนคงจมน้ำไปแล้ว

สักพักฟ้าครามก็หยุดดิ้นรน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยี่หระต่อแรงของหล่อน เปลี่ยนมาเป็นยืนนิ่งเหมือนหุ่นที่ไม่รับรู้ถึงวงแขนกระชับแน่นและริมฝีปากอุ่นจัดของเขาที่ยังคงรุกรานหล่อนไม่ยอมปล่อย ชายหนุ่มถึงกับชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวมีอากัปกิริยาเปลี่ยนไป พร้อมละจากดวงหน้างามออกมาอย่างเสียดาย เขามองสบสายตาตัดพ้อของหญิงสาวแล้วก็ใจหาย

"พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะรังแกฟ้า แต่ขอให้ฟ้ารู้ไว้ว่า พี่รักฟ้า"

ชายหนุ่มนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาจะทำอะไรลงไปได้ถึงขนาดนี้ เขาไม่เคยคิดที่จะล่วงเกินหญิงสาวที่เขาเฝ้ารัก เฝ้าถนอมคนนี้เลย ถึงแม้ว่าอยากจะกอดเพียงไหนก็ต้องพยายามอดใจไว้ กลัวว่าหญิงสาวจะเป็นที่ครหาของชาวบ้าน

"พี่รักฟ้ามานานแล้ว เพียงแต่ฟ้าไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ก็ยังแอบหวังไม่ได้ว่าสักวันหนึ่งฟ้าคงใจอ่อนยอมรับรักพี่ แต่วันนี้พี่รู้แล้วว่า ฟ้าไม่ได้รักพี่เลย"

ฟ้าครามเอาแต่นิ่งด้วยความตกใจและเสียใจ วฤธไม่เคยรังแกหล่อนอย่างนี้มาก่อน แต่ในที่สุดเขาก็ใช้กำลังบังคับรุกราน

"แต่ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าขอแค่ให้ได้อยู่ใกล้ พี่ก็มีความสุขแล้ว ถึงฟ้าจะไม่รักก็ไม่เป็นไร"

วฤธยังคงกอดหญิงสาวไว้แนบอกอย่างหวงแหน "แต่งงานกับพี่นะ คนดี"

หญิงสาวยังคงไม่ตอบ เพราะตอนนี้หล่อนตกใจเสียจนไม่รู้จะทำอย่างไรถูก ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวยืนนิ่ง ก็เลยก้มลงจุมพิตอย่างแผ่วเบาที่หน้าผาก ก่อนจะคว้าตัวหล่อนอุ้มขึ้นจากน้ำ หญิงสาวได้แต่ซุกหน้าลงกับอกกว้าง ไม่ดิ้นรนอีกเพราะทั้งหนาวทั้งชาไปทั่วตัว วฤธปล่อยหญิงสาวลงให้นั่งรออยู่ริมตลิ่งบริเวณที่มีแดดรำไร ส่วนตัวเขากลับไปเอาเรือเพื่อมารับหล่อน

ฟ้าครามได้แต่นั่งกอดเข่ามองภาพข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย เขารักเราหรือ แล้วเราไม่รักเขาเลยใช่ไหม หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน บางครั้งก็รู้สึกอบอุ่นที่มีเขาอยู่ใกล้ ๆ คอยเป็นห่วงเป็นใย แต่บางครั้งก็กลัวความสนิทสนมที่เกิดขึ้น หล่อนไม่ต้องการแต่งงานเพราะกลัวความผิดหวัง กลัวความเปลี่ยนแปลง กลัวความไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ กลัวไม่สมหวังในความรัก จะมีสักกี่คนกันนะในโลกนี้ที่สมหวังในเรื่องนี้

หญิงสาวรู้สึกอ่อนใจถึงกับต้องหลับตาลงแล้วเอนหลังพิงต้นไม้สูงใหญ่ที่ผ่านกาลเวลามายาวนาน เสียงหญิงสาวร่ำร้องอยู่ในใจ ลุงต้นไม้ค่ะ ฟ้าจะทำอย่างไรดี เสียงจากหัวใจดังอื้ออึงอยู่ในจิตสำนัก แต่งกับเขาสิ เขารักเจ้า ห่วงใยเจ้า แต่อีกเสียงจากสมองก็ร้องห้าม อย่าหลงเชื่อง่าย ๆ เชียวนะฟ้าคราม เขาข่มเหง รังแกเจ้า คิดหาทางเข้าสิ มีตั้งหลายวิธี รีบคิดเข้า

เมื่อชายหนุ่มเอาเรือมาเทียบตลิ่ง ฟ้าครามก็ยังไม่รู้สึกตัวเพราะความคิดอันสับสนที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงอยู่ภายใน จนกระทั่งเขาขึ้นมาตามนั่นแหละ หญิงสาวถึงได้ลืมตาขึ้นมอง วฤธตรงเข้ามาคว้าเอวหล่อนแล้วประคองให้ลุกขึ้น สายตาบอกถึงความเป็นห่วง

"ฟ้าจะไม่สบายหรือเปล่า หนาวมากมั๊ย เสื้อผ้าเปียกแบบนี้ เดี๋ยวเป็นหวัดละก็แย่เลย" เสียงของเขาช่างอาทรนัก ชายหนุ่มช่วยปัดเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าตาขึ้นไปให้อย่างเบามือ

"ไปลงเรือเถอะ เดี๋ยวพี่พากลับบ้าน" หญิงสาวพยายามปลดมือของชายหนุ่มที่ยังคงโอบเอวหล่อนขณะพาเดินลงไปริมน้ำ แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของเขาที่ยึดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แถมส่งเสียงในลำคอเป็นเชิงเตือนไม่ให้หล่อนดื้อดึงอีก

ขากลับฟ้าครามนั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง สายตาว่างเปล่ามองผ่านวฤธไปเหมือนกับไม่มีเขาอยู่ตรงหน้า ไม่ยอมสบตาชายหนุ่มที่เฝ้าส่งสายตาวิงวอนงอนง้อ ขอให้หญิงสาวให้อภัยในการกระทำของเขา

แต่ก่อนที่หญิงสาวจะเดินหนีขึ้นบ้าน ชายหนุ่มคว้าตัวฟ้าครามเข้ามากอดอีกครั้งด้วยความห่วงหา แล้วก้มลงกระซิบสั่งว่า

"รีบอาบน้ำเข้านอนนะ แล้วพรุ่งนี้พี่จะมาหาแต่เช้า" ฟ้าครามยังคงเหมือนตุ๊กตาที่ไม่มีความรู้สึก พอเขาปล่อยหล่อนให้เป็นอิสระ หญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านไปโดยไม่พูดอะไรกับเขาแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มจึงได้แต่จากไปอย่างกังวล


'ย่อมเป็นที่รู้กันอยู่แก่ใจ ว่าใครจะรักเธอยิ่งกว่าฉัน
ตลอดโลกนี้ มีเดือนและดาวเท่านั้น ที่สุดจะสรร เสกมาสนองให้

ห่วงใยใกล้ชิด คิดเพียงถนอม ไม่ยอมให้ช้ำระกำไฉน
ให้เกียรติเสมอ ยกเธอไว้เหนือผู้ใด ถอดถ่ายกายใจ ให้ครองสัมพันธ์

หวังรักเธอยิ่งใหญ่ ไม่เคยชอบใคร อื่นไหนเทียมทัน
ถือเธอคือมิ่งขวัญ ดั่งพรสวรรค์ สรรสร้างสุขเสมอ

ซื่อตรงอย่างฉัน มั่นคงอย่างนี้ จะมีบ้างไหมที่ใครเสนอ
ไม่หน่ายไม่หนี หวังดีรักเดียวแด่เธอ เสน่ห์บำเรอ ตลอดชีวิตเอย'

.

Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:30:41 น.

.


ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๙)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tharathorn&month=05-2006&date=27&group=7&gblog=9

.





Pages: [1] 2 3 ... 351
SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.273 seconds with 19 queries.