Messages |
Topics |
Attachments
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
Messages - ppsan
8
« on: 04 May 2026, 20:37:40 »
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม โดย ผู้ชายในสายลมหนาว
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (1)
.

สิ่งของในสมัยสุโขทัยล้วนจัดแสดงอยู่ในตึกประพาสพิพิธภัณฑ์
ยกเว้นแต่ศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์
จึงถูกแยกไปจัดแสดงในบริเวณทางเข้าของพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
ห้องที่จัดแสดง timeline ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
มันสำคัญจนกระทั่งเป็นวัตถุ 1 ใน 9 ชิ้นที่หากใครต้องการที่จะทำจำลอง
ต้องมีการขอนุญาติจากทางราชการ โดยต้องมีขนาดไม่เท่ากับชิ้นงานจริง
นอกจากนี้คณะกรรมการ UNESCO ได้จดทะเบียนศิลาจารึกหลักที่ 1
เป็นหนึ่งในมรดกความทรงจำของโลก (Memory of the World)
ซึ่งแตกต่างจากที่เรารู้จักกันทั่วไปว่า มีแต่สถานที่เท่านั้นที่เป็นมรดกโลกได้
ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 193 รายการจาก 87 ประเทศ โดยประเทศไทยยังมีอีก 2 ชิ้น
คือเอกสารราชการสมัยปฏิรูปการปกครองช่วงรัชกาลที่ 5 กว่า 500,000 แผ่น
ปัจจุบันเก็บรักษาที่หอสมุด อาคารถาวรวัตถุ วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษดิ์
และชิ้นล่าสุดที่หลายคนอาจจะได้ยินข่าวก็คือ จารึกต่างๆ ในวัดโพธิ์นั่นเอง
แต่ก่อนหน้าที่ศิลาจารึกหลักที่ 1 จะได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกนั้น
มันได้ฝ่าฟันวิกฤติการณ์ที่สำคัญ นั่นก็คือ คำถามจากนักวิชาการว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้น เป็นสิ่งที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยจริงหรือไม่
หากคำตอบนั้นคือไม่ใช่ สิ่งที่เราเคยเรียนมาทั้งหมดอาจหายไปในพริบตา
.
ศิลาจารึก หลักที่ 1
ปีที่จารึก พ.ศ. 1835 ผู้จารึก พ่อขุนรามคำแหง
ลักษณะ หลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม จำนวน 4 ด้าน 127 บรรทัด
ปีที่พบจารึก พ.ศ. 2376
สถานที่พบ เนินปราสาท ต. เมืองเก่า อ. เมือง จ. สุโขทัย
ผู้พบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปัจจุบันอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร

พ.ศ. 2376 สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎขณะทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
ได้ออกเสด็จจาริกธุดงค์ไปยังหัวเมืองเหนือ เมื่อถึงเมืองเก่าสุโขทัย
ทรงพบศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร
และพระแท่นมนังศิลาบาตร ที่เนินปราสาทเก่าสุโขทัย
ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญ
จึงโปรดเกล้าให้นำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัดราชาธิวาส
พ.ศ. 2479 เมื่อทรงย้ายไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร
จึงโปรดให้ย้ายไปไว้ที่วัดบวร พระองค์ทรงเริ่มอ่านศิลาจารึกหลักนี้
แม้ภาษาไทยจะวิวัฒนาการมาหลายร้อยปี แต่ก็น่าจะพอแกะได้บางส่วน
แต่ปัญหาก็คือวิธีการของพ่อขุนรามคำแหงนั้นเขียนอักษรบนบรรทัดเดียวกัน
ครั้นเสด็จเสวยราชย์แล้วโปรดเกล้าให้ย้ายจารึกไปไว้ที่วัดพระแก้ว
ตรงศาลาราย ข้างด้านเหนือพระอุโบสถ หลังที่สองนับจากตะวันตก
หลังจากนั้นพระองค์ไม่มีเวลาที่จะถอดข้อความได้ทั้งหมด
แต่ทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
เป็นแม่กองคณะนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันคัดตัวอักษรลงแผ่นกระดาษ
พ.ศ. 2398 ทรงพระราชทานสำเนาแก่ Sir John Bowring เอกอัครราชทูตอังกฤษ
และได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ The Kingdom and People of Siam
และสำเนาให้แก่ราชฑูตฝรั่งเศสอีกชุดหนึ่งด้วย
จุดนี้เองที่เป็นการเริ่มข้อสงสัยถึงความจริงแท้ของหลักศิลาจารึกหลักนี้
เมื่อนักวิชาการรุ่นหลังมองว่า มันถูกใช้เพื่อสร้างหลักฐานทางการเมือง
เป็นความพยายามที่จะแสดงความศิวิไลซ์ให้ชาวตะวันตกเห็นว่า
สยามมีอารยะธรรมสืบย้อนไปได้ถึงกว่า 600 ปี
.
Create Date : 25 กันยายน 2558
Last Update : 1 ตุลาคม 2558 16:18:41 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (1)
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nontree&month=25-09-2015&group=19&gblog=70
.
12
« on: 04 May 2026, 09:11:04 »
กระซิบสวาท | เล็ก - อรวี สัจจานนท์ x TorSaksit (Piano & i Live)
กระซิบเบาเบา...
กระซิบสวาท | เล็ก - อรวี สัจจานนท์ x TorSaksit (Piano & i Live)
.
https://www.youtube.com/watch?v=rfkNqkSBdVk
กระซิบสวาท | เล็ก - อรวี สัจจานนท์ x TorSaksit (Piano & i Live)
TorBright Channel
https://youtu.be/rfkNqkSBdVk?si=UhXDwleaZhx3Teiw
.


Apr 26, 2026 #pianoandi #โต๋ศักดิ์สิทธิ์ #อรวีสัจจานนท์
#อรวีสัจจานนท์
#กระซิบสวาท
#โต๋ศักดิ์สิทธิ์
#pianoandi
#TheLegendsParty2026
#assetwise
.
13
« on: 03 May 2026, 09:09:48 »
พระบารมีสยบอาชา: มนต์คาถาและขัตติยะมานะแห่งพระปิยมหาราช
เกร็ดประวัติศาสตร์ v 2
·
·
พระบารมีสยบอาชา: มนต์คาถาและขัตติยะมานะแห่งพระปิยมหาราช
ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) ท่ามกลางกระแสการล่าอาณานิคมที่เชี่ยวกราก การเสด็จฯ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ได้เป็นเพียงการเจริญสัมพันธไมตรีเท่านั้น แต่คือการ "พิสูจน์ศักดิ์ศรี" ของผู้นำเอเชียบนเวทีโลก และหนึ่งในเหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานเล่าขานมิจบสิ้น คือการเผชิญหน้ากับ "ม้าพยศ" ณ ทุ่งมาร์ส กรุงปารีส
คำพยากรณ์และพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า
ก่อนการเสด็จประพาสยุโรปจะเริ่มขึ้น พระองค์ได้เสด็จฯ ไปยังวัดหนังราชวรวิหาร เพื่อกราบนมัสการ "หลวงปู่เอี่ยม" พระเกจิอาจารย์ผู้มีทิพยญาณกล้าแข็ง หลวงปู่ได้ถวายคำพยากรณ์ถึงเหตุการณ์สำคัญที่จะทรงถูกลองดีจากชาวต่างชาติด้วยสัตว์จตุบาทที่ดุร้าย พร้อมกับถวาย "พระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า" (หรืออิติปิโสวิเสเสอิ) ซึ่งเป็นพระคาถาชั้นสูงที่มีพุทธคุณทางด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด
"อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะ นาเมอิ อิเมนา พุทธะตัง โสอิ อิโสตัง พุทธะ ปิติอิ"
นาทีวิกฤต ณ สนามม้าปารีส
เมื่อเสด็จถึงประเทศฝรั่งเศส คู่ปรับสำคัญในกรณีพิพาท ร.ศ. 112 ฝ่ายเจ้าบ้านได้กราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรการแข่งม้าพยศ ซึ่งเป็นม้าสายเลือดดุร้ายของเจ้าชายฝรั่งเศสที่ไม่มีใครสามารถกำราบได้ การทูลเชิญครั้งนี้มิใช่เพียงการพักผ่อน แต่เป็นการ "ลองดี" เพื่อดูว่ากษัตริย์จากแดนสยามจะทรงมีพระปรีชาสามารถเพียงใด
พระดำรัสตอบของพระองค์ที่ว่า "กษัตริย์แห่งสยามประเทศนั้นไม่เคยหวาดหวั่นกลัวแม้แต่อัสดรที่พยศดุร้าย" ไม่ได้เป็นเพียงการตอบโต้ แต่คือการประกาศกร้าวถึงศักดิ์ศรีของประเทศที่ไม่ยอมอยู่ใต้คำสบประมาท
หญ้าเสก: วิทยาคมที่สยบความดุร้าย
ภาพของพระมหากษัตริย์ร่างสันทัดที่เสด็จลงสู่ลานประลองท่ามกลางเสียงกีบเท้าตะกุยดินของม้าจอมพยศ สร้างความลุ้นระทึกไปทั่วอัฒจันทร์ พระองค์ทรงน้อมพระวรกายเก็บกำหญ้าจากพื้นดิน ตั้งจิตภาวนาถึงพระรัตนตรัยและครูบาอาจารย์ เจริญพระคาถาที่หลวงปู่เอี่ยมถวายมา
ทันทีที่ม้าดุร้ายได้กินหญ้าเสก แววตาที่เคยเหลือกโปนด้วยโทสะกลับสงบนิ่งลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความพยศมลายสิ้นเหลือเพียงความอ่อนน้อมต่อผู้มีบุญญาธิการ เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นประทับบนอานและบังคับม้าเยื้องกรายไปรอบสนาม เสียงตะโกน "Bravo! Bravo!" (วิเศษที่สุด) จึงดังกึกก้องไปทั่วกรุงปารีส
บทสรุปในเชิงประวัติศาสตร์
เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าเรื่องของปาฏิหาริย์ แต่มันคือ "ชัยชนะทางจิตวิทยา"
1. การยอมรับในระดับสากล: ทรงทำให้ชาวตะวันตกเห็นว่า ผู้นำสยามมีความสง่างาม มีสติสัมปชัญญะ และมี "อำนาจ" บางอย่างที่พวกเขามิอาจเข้าใจ
2. ขวัญและกำลังใจ: ทรงเป็นต้นแบบของการใช้ทั้ง "วิชา" (ความรู้/ความเชื่อ) และ "ปัญญา" (การตัดสินใจ) ในการแก้ไขสถานการณ์คับขัน
3. ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกร: เรื่องนี้กลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้พสกนิกรสยามเชื่อมั่นในพระบารมีว่าพระองค์จะทรงนำพาประเทศให้รอดพ้นจากภัยอาณานิคมได้
ชัยชนะบนหลังม้าพยศในวันนั้น จึงเปรียบเสมือนปฐมบทแห่งการประกาศให้โลกรู้ว่า "สยาม" คือชาติที่มีอารยธรรมและมีผู้นำที่เหนือชั้นกว่าที่ใครจะคาดคิด
หมายเหตุจากนักประวัติศาสตร์: พระคาถาอิติปิโสวิเสเสอิ หรือมงกุฎพระพุทธเจ้า ยังคงเป็นพระคาถาที่พุทธบริษัทชาวไทยนิยมสวดภาวนามาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเสริมสิริมงคลและป้องกันภัยอันตรายตามรอยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
.

.
ที่มา : พระบารมีสยบอาชา: มนต์คาถาและขัตติยะมานะแห่งพระปิยมหาราช
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1583311003799498&set=a.496496365814306
.
14
« on: 01 May 2026, 16:38:24 »
สายน้ำแห่งความรัก (๑๐)
หลังจากที่นอนไม่หลับทั้งคืนด้วยความรู้สึกห่วงกังวลความรู้สึกของฟ้าคราม พอรุ่งสางชายหนุ่มก็รีบลุกเพื่อเตรียมตัวไปหาหญิงสาว แต่ดูเหมือนมันจะไม่ทันใจของเขาที่แล่นไปสวนโน้นนานแล้ว วฤธไม่ลืมที่จะตัดดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ดอกใหญ่ที่เขาปลูกไว้หน้าบ้านติดมือไปง้อหล่อนด้วย
"ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะยังโกรธอยู่หรือเปล่า สงสัยคงนอนร้องไห้ทั้งคืนจนตาบวม เมื่อวานไม่น่าถือวิสาสะไปรังแกเขาเลย แบบนี้จะอ้อนยังไงละนี่ " ชายหนุ่มบ่นรำพึงกับตัวเองเบา ๆ
เสียงนกกาที่เริ่มออกหากินดังไปทั่วบริเวณสวน ทำให้จิตใจของชายหนุ่มค่อยชุ่มชื่นขึ้นบ้างขณะเดินเลาะสวนจนมาถึงบ้านหญิงสาวที่เขารัก
"ฟ้าครามอยู่ไหนหรือครับ" วฤธเอ่ยถามขึ้น หลังจากที่เอ่ยทักทายน้าเล็กกับน้าน้อยที่กำลังนั่งสลักขิงไว้ทำขิงดอง
"ไปกรุงเทพตั้งแต่เช้ามืดแล้วจ๊ะ" น้าเล็กบอกชายหนุ่มที่มาหาแต่เช้า สังเกตเห็นความอิดโรยบนใบหน้าและแววหมองในแววตาของวฤธ ก็นึกรู้ว่าหลานสาวตัวดีคงไปก่อเรื่องไว้กับเขาเข้าอีกแล้ว
"เห็นบอกว่าอาทิตย์หน้านี่เขามีประชุมใหญ่ แล้วต้องเข้าไปสรุปผลงานด้วยจ๊ะ" น้าน้อยช่วยอธิบายเพิ่มเติม เมื่อเห็นชายหนุ่มทำหน้าประหลาดใจนึกไม่ถึง
วฤธถึงกับผิดหวังที่หญิงสาวหนีเขาเข้ากรุงเทพซะก่อน ไม่เห็นหล่อนบอกเขาบ้างเลย ทั้ง ๆ ที่เขากำชับแล้วว่าวันนี้จะมาหาแต่เช้า หลังจากที่เขาทำผิดอย่างไม่น่าให้อภัยเมื่อวานนี้
"แล้วฟ้าเขาจะกลับเมื่อไหร่หรือครับ" ชายหนุ่มยังไม่วายกังวล
"ไม่ต้องกลัวไปหรอกจ๊ะ กลับมาทันงานแต่งแน่นอน หรือถ้าไม่ทันเดี๋ยวน้าหาสาวบ้านอื่นแทนให้ ไม่ต้องกลัวไป จะไม่ให้น้อยหน้ากว่ายัยฟ้าเลย" น้าน้อยเย้าชายหนุ่มเล่น ไม่รู้ว่าคู่นี้เขางอนอะไรกันหรือเปล่า
"แล้วเรื่องฤกษ์ยามพิธีการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วหรือจ๊ะ" น้าเล็กซักถามถึงงานมงคลที่กำลังจะมีขึ้นในไม่ช้า ขัดพี่สาวคนรองก่อนที่จะพูดเล่นต่อไปอีก
"เรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้ก็รอแต่ว่าเมื่อไหร่ว่าที่เจ้าสาวจะรับรักผมเท่านั้นแหละครับ"
"ยัยฟ้าก็ฤทธิ์มากไปอย่างนั้นเองแหละ ดื้อแล้วก็มีทิฐิมาก" น้าน้อยกล่าวปลอบ นึกเห็นใจฝ่ายชายไม่น้อย ที่หลานสาวของตนใจแข็ง เอ… หรือจะเรียกว่าไม่มีหัวใจดีนะ
"ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกันครับ ฟ้าเขาหาว่าผมให้ผู้ใหญ่บังคับเขาแต่งงาน แต่พอพูดขอแต่งงานกับเขาเอง เขาก็เงียบไม่ยอมตอบ ไม่ยอมรับรู้"
"โธ่ พ่อคุ้ณ…น่าสงสารจริ๊ง อยู่ใกล้กันแค่นี้ เห็นหน้ากันเกือบทุกวัน ถ้าเป็นน้านะ ไม่รอให้เราเอ่ยปากหรอก ใจอ่อนขอไปอยู่ด้วยเสียนานแล้ว ติดแต่ว่าน้านะแก่เกินไปแล้ว แต่ถ้าพ่อวฤธกลับใจ มาเอ่ยขอน้าแทนก็ได้นะ จะได้ไม่ยุ่ง ไม่กลุ้มใจอย่างนี้ น้าพร้อมเสมอละ" น้าน้อยสัพยอกอย่างร่าเริง
"โชคร้ายจังครับที่ผมเกิดไม่ทันน้าน้อย ไม่งั้นผมคงไม่ปวดหัวอยู่อย่างนี้"
วฤธยิ้มตาพราว พลางยื่นดอกกุหลาบขาวที่เขาตั้งใจเอามาให้ฟ้าครามแก่น้าน้อย พร้อมทั้งแสดงท่าทีเหมือนกำลังขอความรักจากหญิงสาว เรียกเสียงหัวเราะอย่างขบขันจากสตรีทั้งสองในที่นั้นอย่างยาวนาน
"เราก็อย่าไปตามใจน้องมากนัก เขาดื้อ เขางอแง เราก็ปราบเสียก็หมดเรื่อง น้าอนุญาต ถ้ายัยฟ้ามาฟ้องละก็ น้าจะทำหูทวนลมซะ" น้าเล็กแนะวิธีให้ชายหนุ่มตรงหน้า พลางส่ายหน้ากับความคิดแผลง ๆ ของพี่สาว
แต่น้าน้อยยังคลอเพลง "แค่คืบ" ล้อชายหนุ่มอย่างสบายใจ เพราะชินกับความดื้อรั้นของหลานสาวเป็นอย่างดี
"แค่คืบเท่านั้น ฉันให้งงงันมิกล้าเอ่ย พบกันทุกวันกับทรามเชย แต่ยังมิเคยจะเอ่ยบอกรัก
แค่คืบเท่านี้ น้ำใจไม่ตรีมีให้ตระหนัก ไฉนจึงเหมือนคนไม่รู้จัก หวั่นใจนัก รักแท้หรือเทียมมาเยี่ยมอำพราง
หลังรักเงา จนเศร้าดวงใจ ขออย่าให้จิตใจหมองหมาง
รักด้วยใจภักดิ์ รักด้วยใจสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างจะกระจ่างสายตา"
วฤธได้แต่เขิน แต่ก็สบายใจขึ้นเพราะทุกคนลุ้นและเข้าข้างเขาหมด เหลือแต่สาวน้อยของเขาเท่านั้นละที่ยังเอาแต่ใจ ให้มันรู้ไปว่าแต่งกันไปแล้วจะยังดื้อแสนงอนอีกหรือไม่ จะปราบให้หมดพยศเลยทีเดียว อีกหน่อยยิ่งมีลูกด้วยกันฟ้าครามคงไม่มีเวลามาทำฤทธิ์ทำเดชกับเขาหรอก ชายหนุ่มแอบซ่อนยิ้มอยู่ในหน้าเมื่อคิดถึงตอนนั้น
****************************************************************
"คุณช่วยกลับไปเป็นแฟนคุณวฤธหน่อยได้มั๊ยค่ะ ฟ้าครามขอร้องสาวสวยตรงหน้า หลังจากที่ทำความรู้จักกันเรียบร้อย
ฟ้าครามหาทางติดต่อละอองนุ่นแฟนเก่าของวฤธ แล้วนัดออกมาเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านชานเมืองกรุงเทพที่ไม่จอแจมากนัก ครั้งแรกที่ฟ้าครามได้เห็นหล่อน หญิงสาวถึงกับอุทานในใจด้วยความทึ่งในความสวย อ่อนหวาน และทันสมัยของละอองนุ่น ไม่เข้าใจว่าวฤธปล่อยให้หล่อนหลุดลอยไปได้อย่างไร
"ทำไมคุณถึงมาขอร้องฉันแบบนี้ละค่ะ ฉันกับวฤธไม่ได้เจอกันมานานแล้ว ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง มีลูกมีเมียแล้วหรือยังก็ไม่ทราบ"
ละอองนุ่นเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าอย่างแปลกใจที่จู่ ๆ ฟ้าครามก็ขอนัดคุยกับหล่อนเรื่องวฤธ หล่อนลืมเขาไปนานแล้ว ตั้งแต่ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในสมัยก่อนนั้นจบลง เพราะหญิงสาวรู้สึกว่าวฤธไม่ได้รักหล่อน มีแต่หล่อนที่หลงรักเขา เฝ้าตามตื้อเขามาตลอด ในสายตาของเพื่อน ๆ ที่เรียนมาด้วยกัน ทุกคนเข้าใจว่าคู่นี้เป็นคู่ที่น่าอิจฉา เพราะฝ่ายชายก็หล่อ นิสัยดี ฝ่ายหญิงก็ทั้งสวยทั้งช่างเอาใจ แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อมารู้ภายหลังว่าทั้งคู่ไปกันไม่ได้ และต้องแยกย้ายจากกันไปในที่สุด
"คุณวฤธยังไม่ได้แต่งงานหรอกค่ะ แต่ว่ากำลังจะแต่ง เอ้อ … กับฟ้าเอง แต่ถ้าคุณนุ่นช่วย ฟ้าก็อาจไม่ต้องแต่งค่ะ"
"อ้าว… ทำไมละค่ะ" ละอองนุ่นอุทานอย่างประหลาดใจกับคำบอกเล่าที่ได้รับ
"คือฟ้าไม่อยากแต่งนะคะ แต่ขัดผู้ใหญ่ไม่ได้ แล้วไม่รู้จะทำอย่างไรดี บังเอิญคิดขึ้นได้ว่า ถ้าคุณกลับไปขอคืนดีกับเขา เขาอาจจะเปลี่ยนใจขอยกเลิกการแต่งงานคะ"
ละอองนุ่นคล้อยตามคำพูดของหญิงสาวตรงหน้า หลังจากไม่ได้ติดต่อวฤธเป็นเวลานานตั้งแต่เรียนจบ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำงานของตัว ตอนนี้หล่อนเองก็ยังไม่มีใครเป็นตัวเป็นตน การกลับไปหาวฤธนับว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะชายหนุ่มก็เป็นผู้ชายในอุดมคติ เพียงแต่ตอนนั้นเขาเฉยชากับหล่อนจนหล่อนทนไม่ได้ และต้องตีตัวออกห่าง ตอนนี้เขาเองยังไม่ได้แต่งงาน ถึงกำลังจะแต่งก็เถอะ ก็ว่าที่เจ้าสาวไม่เล่นด้วยอย่างนี้ การแต่งงานอาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเขาพบหล่อนในตอนนี้ เขาอาจจะรักหล่อนได้ไม่ยาก หรือถ้าไม่สำเร็จ ก็ถือว่าไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัดก็แล้วกัน
"แล้วถ้าฉันกลับไปหาเขาตอนนี้ คุณคิดว่าวฤธจะยอมยกเลิกงานแต่งงานเพื่อฉันหรือค่ะ"
"ฟ้าก็ไม่รู้เหมือนกันคะ แต่คุณก็เป็นความหวังสุดท้ายของฟ้านะคะ"
"ตกลงคะ ฉันจะกลับไปหาเขาอีกครั้ง แต่คุณแน่ใจนะคะ ว่าฉันจะไม่เข้าไปเป็นมือที่สามระหว่างคุณกับวฤธ" ละอองนุ่นสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย
"แน่ใจคะ เพราะฟ้าไม่ได้รักเขา" แววตาฟ้าครามแสดงเจตนามุ่งมั่น พร้อมเน้นเสียงหนักเมื่อกล่าวประโยคสุดท้าย เหมือนกับกำลังย้ำเตือนใจตัวเอง
"แปลกนะคะ เมื่อก่อนฉันรักเขามาก แต่เขาก็ไม่รักฉัน ตอนนี้เขากำลังจะแต่งงานกับคุณ แต่คุณก็ไม่รักเขา ความรักนี่มักชอบเล่นตลกกับเราจัง" ละอองนุ่นเปรยขึ้นลอย ๆ
"ฟ้าว่า ส่วนมากแล้วคนเรามักจะห่วงกังวลอยู่แค่ความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น โดยลืมไปว่ารักแท้นั้นคือรักจากพ่อแม่ที่พร้อมจะเสียสละให้เราได้ทุกอย่าง ถึงแม้เราจะไม่มีความรักแบบชายหญิง แต่เราก็สามารถที่จะรักทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว พร้อมทั้งอุทิศและเสียสละตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินบ้านเกิดหรือสังคมได้นะคะ"
ละอองนุ่นยิ้มกับหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกถูกชะตา
"ฉันจะช่วยคุณเท่าที่จะช่วยได้นะคะ แต่คงขึ้นอยู่กับวฤธแล้วละคะ ว่าเขารักใคร"
.
Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:31:53 น.
.
ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๑๐)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tharathorn&month=05-2006&date=27&group=7&gblog=10
.
15
« on: 01 May 2026, 16:37:46 »
สายน้ำแห่งความรัก (๙)
ท้องฟ้าขณะนี้ใสสว่าง เพราะฝนหยุดตกไปนานแล้ว สีฟ้าอ่อนของท้องฟ้าตัดกับสีขาวสะอาดของปุยเมฆ แต่บรรยากาศรอบตัวยามนี้ไม่ทำให้ความรู้สึกของวฤธดีขึ้น ชายหนุ่มออกเรือไปได้สักพัก หญิงสาวก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นพูดกับเขาอย่างไร เพราะเห็นเขานั่งใจลอย ไม่สนใจหล่อนเลย จนกระทั่งทนความเงียบอึดอัดไม่ไหว หญิงสาวเลยต้องเป็นฝ่ายโพล่งออกมาก่อน
"พี่วฤธให้คุณยายไปขอฟ้ากับป้าใหญ่หรือค่ะ" นั่นแหละชายหนุ่มถึงได้หันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้า
"ใช่" ชายหนุ่มตอบเพียงแค่นั้น ไม่มีคำอธิบายอะไรนอกเหนือจากนี้ ฟ้าครามได้แต่งง อะไรนี่จะไม่พูดไม่บอกอะไรกันเลยหรือไง
"ทำไมค่ะ ทำไมไม่ถามฟ้าก่อนที่จะคุยกับผู้ใหญ่ค่ะ"
"พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ" แล้วเขาก็นิ่งเงียบไปอีก
"ไม่ได้ตั้งใจ หมายความว่าพี่วฤธไม่ได้ตั้งใจจะขอฟ้าแต่งงานหรือค่ะ"
"พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น"
ใช่สิ เขาคงไม่ได้ตั้งใจอยากแต่งงานกับหล่อนหรอก คงเป็นเพราะความเห็นชอบผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมากกว่า เพียงแต่เขาไม่โต้แย้งและปล่อยเลยตามเลย แม้แต่คำว่ารักสักคำเขาก็ไม่เคยพูด ไม่เคยบอกหล่อน
"แต่ฟ้าไม่อยากแต่งนี่ค่ะ พี่วฤธต้องจัดการให้ฟ้า อย่าให้คุณยายหรือป้าใหญ่มาบังคับฟ้าได้"
"คงไม่ทันแล้วละ เพราะทั้งคุณยายของพี่และทั้งป้าใหญ่ของฟ้าได้ไปหาหลวงพ่อขอฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งแล้ว" ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง สะกดกลั้นอารมณ์ที่ร้าวระทมไว้ในอก
"ทุกคนไม่เห็นใจฟ้าบ้าง ไม่ถามความสมัครใจของฟ้าเลย ไม่มีใครบอกให้ฟ้ารู้ด้วย ทำไมทำกับฟ้าอย่างนี้ละค่ะ" หญิงสาวขึ้นเสียงด้วยความแค้น ความน้อยใจ พร้อมทั้งใช้มือตวัดน้ำในคลองให้แตกกระจายอย่างโมโห
แล้วเขาละ หล่อนไม่เห็นใจเขาบ้างหรืออย่างไร ไม่เคยรับรู้ความรัก ความผูกพันอาทร ที่เขามีให้ตลอดมา เสียงหล่อนที่บอกว่า ไม่รัก ไม่แต่ง สะท้อนก้องอยู่ในความคิดคำนึงของเขาอย่างไม่ลบเลือน
"ฟ้าตามใจผู้ใหญ่เถอะครับ" เขาเองก็ไม่มีจิตใจที่จะพูดจะอธิบายให้หล่อนฟัง ในเมื่อหญิงสาวไม่ได้รักเขา อธิบายอย่างไรก็คงไม่มีประโยชน์
"ไม่" ฟ้าครามประกาศเสียงกร้าว ดวงตาเป็นประกายลุกวาว
"ฟ้าจะทำตามใจตัวเองเท่านั้น"
หญิงสาวว่าอย่างโกรธจัด พร้อมทั้งกดแคมเรืออย่างแรงเพื่อพลิกเรือให้คว่ำลง พร้อมทั้งพุ่งตัวลงน้ำอย่างรวดเร็วแล้วว่ายหนีกลับเข้าฝั่ง ไม่สนใจชายหนุ่มที่พลอยลงมาลอยคออยู่ในน้ำไปด้วย ช่างเขาสิ ไม่ต้องคุยกันอีกแล้ว ที่แท้เขาก็แค่ทำตามใจผู้ใหญ่เท่านั้นเอง
"ฟ้าเป็นอะไรไปนะ" หลังจากที่ชายหนุ่มตั้งสติได้แล้ว เขาก็รีบว่ายตามเข้าไปประชิดตัวหญิงสาว ก่อนที่จะถึงฝั่งไม่ไกลนัก
"พูดกันให้รู้เรื่องก่อน อยู่ดี ๆ ก็คว่ำเรือพี่เสียดื้อ ๆ ทำไมเกเรอย่างนี้" ชายหนุ่มคว้าแขนหญิงสาวไว้ไม่ให้ว่ายหนีเขาไปอีก
"ไม่เป็นอะไร แต่จะไม่แต่งงาน รู้ไว้ด้วย ทำอย่างไรก็ไม่แต่งเพราะฟ้าไม่รัก อย่ามาบังคับกันนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้"
ชายหนุ่มถึงกับขาดสติ เมื่อได้ยินหญิงสาวเชือดเฉือนเขาด้วยถ้อยคำเดิมที่กรีดลึกลงในใจตั้งแต่เช้า พลางคว้าตัวหล่อนเข้ามาประชิดอก กอดไว้ในวงแขนอย่างแนบแน่นพร้อมกันแนบหน้าของเขากับใบหน้าเย็นชื้นของหญิงสาว ส่วนจมูกและริมฝีปากก็เรียกร้องความหวานไปทั่วใบหน้าของหล่อนจนท้ายสุดมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากนุ่มของหญิงสาวอย่างเนิ่นนาน ฟ้าครามได้แต่ผลักไส หยิกตีด้วยความโกรธ และตกใจ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สะดุ้งสะเทือนกับรอยเล็บของหล่อนแม้แต่น้อย ยังดีที่ขาของหญิงสาวถึงพื้น ไม่งั้นหล่อนคงจมน้ำไปแล้ว
สักพักฟ้าครามก็หยุดดิ้นรน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยี่หระต่อแรงของหล่อน เปลี่ยนมาเป็นยืนนิ่งเหมือนหุ่นที่ไม่รับรู้ถึงวงแขนกระชับแน่นและริมฝีปากอุ่นจัดของเขาที่ยังคงรุกรานหล่อนไม่ยอมปล่อย ชายหนุ่มถึงกับชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวมีอากัปกิริยาเปลี่ยนไป พร้อมละจากดวงหน้างามออกมาอย่างเสียดาย เขามองสบสายตาตัดพ้อของหญิงสาวแล้วก็ใจหาย
"พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะรังแกฟ้า แต่ขอให้ฟ้ารู้ไว้ว่า พี่รักฟ้า"
ชายหนุ่มนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาจะทำอะไรลงไปได้ถึงขนาดนี้ เขาไม่เคยคิดที่จะล่วงเกินหญิงสาวที่เขาเฝ้ารัก เฝ้าถนอมคนนี้เลย ถึงแม้ว่าอยากจะกอดเพียงไหนก็ต้องพยายามอดใจไว้ กลัวว่าหญิงสาวจะเป็นที่ครหาของชาวบ้าน
"พี่รักฟ้ามานานแล้ว เพียงแต่ฟ้าไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ก็ยังแอบหวังไม่ได้ว่าสักวันหนึ่งฟ้าคงใจอ่อนยอมรับรักพี่ แต่วันนี้พี่รู้แล้วว่า ฟ้าไม่ได้รักพี่เลย"
ฟ้าครามเอาแต่นิ่งด้วยความตกใจและเสียใจ วฤธไม่เคยรังแกหล่อนอย่างนี้มาก่อน แต่ในที่สุดเขาก็ใช้กำลังบังคับรุกราน
"แต่ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าขอแค่ให้ได้อยู่ใกล้ พี่ก็มีความสุขแล้ว ถึงฟ้าจะไม่รักก็ไม่เป็นไร"
วฤธยังคงกอดหญิงสาวไว้แนบอกอย่างหวงแหน "แต่งงานกับพี่นะ คนดี"
หญิงสาวยังคงไม่ตอบ เพราะตอนนี้หล่อนตกใจเสียจนไม่รู้จะทำอย่างไรถูก ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวยืนนิ่ง ก็เลยก้มลงจุมพิตอย่างแผ่วเบาที่หน้าผาก ก่อนจะคว้าตัวหล่อนอุ้มขึ้นจากน้ำ หญิงสาวได้แต่ซุกหน้าลงกับอกกว้าง ไม่ดิ้นรนอีกเพราะทั้งหนาวทั้งชาไปทั่วตัว วฤธปล่อยหญิงสาวลงให้นั่งรออยู่ริมตลิ่งบริเวณที่มีแดดรำไร ส่วนตัวเขากลับไปเอาเรือเพื่อมารับหล่อน
ฟ้าครามได้แต่นั่งกอดเข่ามองภาพข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย เขารักเราหรือ แล้วเราไม่รักเขาเลยใช่ไหม หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน บางครั้งก็รู้สึกอบอุ่นที่มีเขาอยู่ใกล้ ๆ คอยเป็นห่วงเป็นใย แต่บางครั้งก็กลัวความสนิทสนมที่เกิดขึ้น หล่อนไม่ต้องการแต่งงานเพราะกลัวความผิดหวัง กลัวความเปลี่ยนแปลง กลัวความไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ กลัวไม่สมหวังในความรัก จะมีสักกี่คนกันนะในโลกนี้ที่สมหวังในเรื่องนี้
หญิงสาวรู้สึกอ่อนใจถึงกับต้องหลับตาลงแล้วเอนหลังพิงต้นไม้สูงใหญ่ที่ผ่านกาลเวลามายาวนาน เสียงหญิงสาวร่ำร้องอยู่ในใจ ลุงต้นไม้ค่ะ ฟ้าจะทำอย่างไรดี เสียงจากหัวใจดังอื้ออึงอยู่ในจิตสำนัก แต่งกับเขาสิ เขารักเจ้า ห่วงใยเจ้า แต่อีกเสียงจากสมองก็ร้องห้าม อย่าหลงเชื่อง่าย ๆ เชียวนะฟ้าคราม เขาข่มเหง รังแกเจ้า คิดหาทางเข้าสิ มีตั้งหลายวิธี รีบคิดเข้า
เมื่อชายหนุ่มเอาเรือมาเทียบตลิ่ง ฟ้าครามก็ยังไม่รู้สึกตัวเพราะความคิดอันสับสนที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงอยู่ภายใน จนกระทั่งเขาขึ้นมาตามนั่นแหละ หญิงสาวถึงได้ลืมตาขึ้นมอง วฤธตรงเข้ามาคว้าเอวหล่อนแล้วประคองให้ลุกขึ้น สายตาบอกถึงความเป็นห่วง
"ฟ้าจะไม่สบายหรือเปล่า หนาวมากมั๊ย เสื้อผ้าเปียกแบบนี้ เดี๋ยวเป็นหวัดละก็แย่เลย" เสียงของเขาช่างอาทรนัก ชายหนุ่มช่วยปัดเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าตาขึ้นไปให้อย่างเบามือ
"ไปลงเรือเถอะ เดี๋ยวพี่พากลับบ้าน" หญิงสาวพยายามปลดมือของชายหนุ่มที่ยังคงโอบเอวหล่อนขณะพาเดินลงไปริมน้ำ แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของเขาที่ยึดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แถมส่งเสียงในลำคอเป็นเชิงเตือนไม่ให้หล่อนดื้อดึงอีก
ขากลับฟ้าครามนั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง สายตาว่างเปล่ามองผ่านวฤธไปเหมือนกับไม่มีเขาอยู่ตรงหน้า ไม่ยอมสบตาชายหนุ่มที่เฝ้าส่งสายตาวิงวอนงอนง้อ ขอให้หญิงสาวให้อภัยในการกระทำของเขา
แต่ก่อนที่หญิงสาวจะเดินหนีขึ้นบ้าน ชายหนุ่มคว้าตัวฟ้าครามเข้ามากอดอีกครั้งด้วยความห่วงหา แล้วก้มลงกระซิบสั่งว่า
"รีบอาบน้ำเข้านอนนะ แล้วพรุ่งนี้พี่จะมาหาแต่เช้า" ฟ้าครามยังคงเหมือนตุ๊กตาที่ไม่มีความรู้สึก พอเขาปล่อยหล่อนให้เป็นอิสระ หญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านไปโดยไม่พูดอะไรกับเขาแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มจึงได้แต่จากไปอย่างกังวล
'ย่อมเป็นที่รู้กันอยู่แก่ใจ ว่าใครจะรักเธอยิ่งกว่าฉัน
ตลอดโลกนี้ มีเดือนและดาวเท่านั้น ที่สุดจะสรร เสกมาสนองให้
ห่วงใยใกล้ชิด คิดเพียงถนอม ไม่ยอมให้ช้ำระกำไฉน
ให้เกียรติเสมอ ยกเธอไว้เหนือผู้ใด ถอดถ่ายกายใจ ให้ครองสัมพันธ์
หวังรักเธอยิ่งใหญ่ ไม่เคยชอบใคร อื่นไหนเทียมทัน
ถือเธอคือมิ่งขวัญ ดั่งพรสวรรค์ สรรสร้างสุขเสมอ
ซื่อตรงอย่างฉัน มั่นคงอย่างนี้ จะมีบ้างไหมที่ใครเสนอ
ไม่หน่ายไม่หนี หวังดีรักเดียวแด่เธอ เสน่ห์บำเรอ ตลอดชีวิตเอย'
.
Create Date : 27 พฤษภาคม 2549
Last Update : 27 พฤษภาคม 2549 18:30:41 น.
.
ที่มา : สายน้ำแห่งความรัก (๙)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tharathorn&month=05-2006&date=27&group=7&gblog=9
.