Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
ภาพประทับใจ => ผนังเก่าเล่าเรื่อง => Topic started by: ppsan on 02 October 2026, 09:58:49
-
“พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน
The Earth
.
“พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน
พระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนอัศจรรย์ใจ
พระแก้วมรกตมาจากไหน
หากอ้างอิงจากหลักฐานที่พอจะยืนยันได้ บันทึกระบุว่าใน พ.ศ. 1977 มีผู้พบพระแก้วมรกตอยู่ภายในเจดีย์วัดป่าเยี๊ยะ เมืองเชียงราย อาณาจักรล้านนา ตรงกับสมัยพระญาสามฝั่งแกน ก่อนจะถูกอัญเชิญไปยังลำปาง เชียงใหม่ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ กรุงธนบุรี และกรุงเทพฯ ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นไม่มีใครยืนยันได้ 100% ว่าสร้างขึ้นที่ไหนหรือเมื่อใด แต่ข้อสันนิษฐานที่นิยมที่สุดเชื่อว่าสร้างขึ้นในประเทศอินเดีย ส่งต่อไปยังศรีลังกา และเดินทางต่อมายังดินแดนสุวรรณภูมิ
☆☆☆ตำนานฟ้าผ่าสู่วิถีแห่งปาฏิหาริย์☆☆☆
ตามพงศาวดารระบุว่า ใน พ.ศ. 1977 เกิดฟ้าผ่าลงที่เจดีย์วัดป่าเยี๊ยะ ทำให้พบพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ ในตอนแรกผู้คนคิดว่าเป็นพระพุทธรูปทั่วไปเนื่องจากมีการฉาบปูนและลงรักปิดทองทับไว้ แต่ต่อมาปูนเริ่มกระเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อสีเขียวด้านใน ชาวบ้านจึงให้ช่างช่วยกะเทาะปูนออกจนหมดจนปรากฏเป็นสีเขียวมรกตเต็มองค์ เหตุการณ์นี้จึงถูกบันทึกไว้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่องค์พระต้องการแสดงให้ประจักษ์
☆☆☆การเดินทางข้ามแผ่นดิน จากเชียงรายสู่เวียงจันทน์☆☆☆
หลังการค้นพบ พระญาสามฝั่งแกนโปรดให้อัญเชิญไปเชียงใหม่ แต่ช้างที่ขนส่งกลับเลือกเดินทางไปทางลำปางถึงสองครั้งสองหน พระองค์จึงเชื่อว่าเป็นความประสงค์ขององค์พระและให้ประดิษฐานที่ลำปางนาน 32 ปี ก่อนจะถูกอัญเชิญไปที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่
ต่อมาใน พ.ศ. 2089 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบาง และย้ายศูนย์กลางการปกครองมาที่เวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2103 รวมระยะเวลาที่ประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ยาวนานถึง 218 ปี
☆☆☆สู่ดินแดนสยาม จากเวียงจันทร์สู่กรุงเทพฯ☆☆☆
ช่วง พ.ศ. 2321-2322 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์และอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมายังกรุงธนบุรี ประดิษฐาน ณ วัดอรุณราชวราราม และเมื่อทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นใน พ.ศ. 2325 พระองค์โปรดให้สร้าง “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” ขึ้นภายในพระบรมมหาราชวังเพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกตโดยเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา
☆☆☆ชื่อ “พระแก้วมรกต” ที่ไม่ได้ทำจากมรกต☆☆☆
แม้จะชื่อว่า “พระแก้วมรกต” แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ทำมาจากพลอยมรกต หากแต่สร้างขึ้นจาก หยกเนปไตย (Nephrite)
ชื่อเรียกนี้รวมถึงชื่อ "พระพุทธมหามณีรัตน์ปฏิมากร" มีการเรียกขานกันมาหลายร้อยปีแล้ว โดยเชื่อว่าพระภิกษุชาวล้านนาเป็นผู้ตั้งชื่อขึ้นตั้งแต่สมัยที่ค้นพบครั้งแรก
☆☆☆พิธี “อาพาธพินาศ” ในคราวโรคระบาดใหญ่☆☆☆
ใน พ.ศ. 2363 สมัยรัชกาลที่ 2 เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอย่างรุนแรงในกรุงเทพฯ พระองค์จึงโปรดให้จัดพระราชพิธี “อาพาธพินาศ” ขึ้นเพื่อปัดเป่าโรคภัยและสร้างขวัญกำลังใจ ไฮไลต์สำคัญคือการอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมสารีริกธาตุออกแห่รอบพระนครพร้อมพระสงฆ์สวดมนต์และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งพิธีนี้จัดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์เท่านั้น
☆☆☆การเปลี่ยนเครื่องทรงตามฤดูกาล☆☆☆
ประเพณีการถวายเครื่องทรงพระแก้วมรกตเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 1 (ฤดูร้อนและฤดูฝน) และรัชกาลที่ 3 ได้โปรดให้สร้างเครื่องทรงฤดูหนาวเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้ครบทั้ง 3 ฤดู ต่อมาในรัชกาลที่ 9 เนื่องจากเครื่องทรงชุดเดิมทรุดโทรมตามกาลเวลา จึงโปรดให้สร้างชุดเครื่องทรงใหม่ขึ้นมาแทนที่และเริ่มใช้ถวายในช่วง พ.ศ. 2539-2540
☆☆☆เกือบจะถูกย้ายในสมัยรัชกาลที่ 4☆☆☆
ใน พ.ศ. 2399 สมัยรัชกาลที่ 4 มีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ อาคารพุทธปราสาท (ปัจจุบันคือปราสาทพระเทพบิดร) เพื่อให้สามารถทอดพระเนตรได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น แต่เมื่อสร้างเสร็จพบว่าพื้นที่ภายในมีความคับแคบเกินกว่าจะประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ได้ จึงต้องล้มเลิกพระราชประสงค์ดังกล่าวไป
☆☆☆การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (การสาบาน)☆☆☆
การสาบานตนต่อหน้าพระแก้วมรกตมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ในชื่อ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา โดยให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดื่มน้ำสาบานแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พิธีประจำปีจึงถูกยกเลิกไป เหลือไว้เพียงเฉพาะในวาระพิเศษจริงๆ เท่านั้น เช่น การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี
☆☆☆ความลับใต้ฐานองค์พระ พระแก้วมรกตไม่ได้มีแค่ตัวองค์พระ☆☆☆
หลายคนอาจคิดว่าพระแก้วมรกตมีแค่ส่วนองค์พระด้านบนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วยังมี “เดือย” ที่ยื่นออกมาใต้ฐานซึ่งมองไม่เห็นด้วย โดยตัวองค์พระมีความสูง 66 ซม. หน้าตักกว้าง 48.3 ซม. และส่วนเดือยใต้ฐานมีความยาวถึง 29 ซม. ซึ่งใช้ยึดติดกับแท่นหินเพื่อความมั่นคงแข็งแรง
The Earth
.
(https://scontent.fbkk24-1.fna.fbcdn.net/v/t39.99422-6/827682078_1013954588426432_839817603563505703_n.png?stp=dst-jpg_tt6&cstp=mx1536x2048&ctp=s1536x2048&_nc_cat=108&_nc_map=urlgen_bucketless&ccb=1-7&_nc_sid=833d8c&_nc_ohc=PPGO50SIeAEQ7kNvwFM4DGW&_nc_oc=AdrxwIfyZr_p9gV8visNW3MCDbl6Edj7OBOQwnUTCzZT_GaxVp0UfIYgSme_FQBE8Gc&_nc_zt=14&_nc_ht=scontent.fbkk24-1.fna&_nc_gid=gpag2o75Ii5e5zJHxH2fnQ&_nc_ss=7b2a8&oh=00_AQMbU94dWOyYPjvhoCm2sPJ277rIEBjKeIqJtlWKbfXV_w&oe=6AC4D8CD)
.
ที่มา : “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน
https://www.facebook.com/photo?fbid=1104197319136359&set=a.109079235314844
.
-
พระแก้วมรกต
(https://scontent.fbkk24-1.fna.fbcdn.net/v/t39.99422-6/828471252_1398946871828779_3374725697519659069_n.png?stp=dst-jpg_tt6&cstp=mx1608x1912&ctp=s1608x1912&_nc_cat=101&_nc_map=urlgen_bucketless&ccb=1-7&_nc_sid=bd9a62&_nc_ohc=APevHXfv-vAQ7kNvwE7Nn3T&_nc_oc=Adp63ocbtVkXDDPycZ5RPUB_g81kI_H4YLw27nd7kF28cHM8XYnbkQIQ7RJHs3g_j2A&_nc_zt=14&_nc_ht=scontent.fbkk24-1.fna&_nc_gid=VpwDUqZy5cDcDeDzWgqtig&_nc_ss=7b2a8&oh=00_AQNDh3kCRNLlki7JS4NKwZ2u5Rw5vd6gaWYSCtTuNK2W3w&oe=6AC5057C)
.