Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
เรื่องราวน่าอ่าน => นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง => Topic started by: ppsan on 14 May 2026, 20:36:30
-
ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 13
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 13/1 พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง
.
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1602386523.jpg)
ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่ 13/1 พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง
กล่าวถึงพลายแก้ว เมื่อฟ้ารุ่งสาง ได้ออกนั่งหน้าโรง ขุนนางไทย ลาวหมอบนอบน้อมกาย ปรึกษาเรื่องศึกสงคราม ตามที่เป็นไป พอมีนายเวรตำรวจเร่เข้ามาในค่าย นั่งลงยิ้มพยักหน้าทักทาย
“แน่นาย มีรับสั่ง อย่ารั้่งรา ให้เลิกทัพกลับไปยังกรุงศรี”
พลายแก้วได้ยินรับสั่ง รู้สึกยินดีหนักหนา จึงสั่งเพี้ยลาว และท้าวพระยา อยู่รักษาบ้านเมืองให้มั่นคง พลายแก้วสั่งไพร่ให้ผูกช้าง ผูกกูบ (ประทุนหลังช้าง) สีดำงามนัก เอาข้าวของ เงิน ทอง ขึ้นบรรทุกบนนั้น แล้วส่งครัวลาวให้เดินทางไปล่วงหน้า
ครั้นได้ฤกษ์ให้เลิกทัพ ตีฆ้อง โห่กราว เสียงกึกก้อง สนั่นหวั่นไหว จากนั้นเริ่มการเดินทัพ ช้าง ม้า ดูละลานตา แต่เดินเป็นทิวแถว
พลายแก้วขี่ช้างสัปคับ (ที่นั่งสำหรับผูกติดบนหลังช้าง) ควาญช้างขับช้างเดินตรงละลิ่ว ยามเมื่อลมพัดต้องชายธงกองทัพ ดูปลิวพลิ้วไสว ท่ามกลางลมพัดกลิ่นดอกไม้ในชายป่าโชยมา หอมกรุ่น น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก
ลาวทองขึ้นช้างพังยอด พี่เลี้่ยงนั่งเคียงข้างไปด้วยกัน ต่างพาก็สอดกอดนางไว้ เนื่องด้วยยังร้องไห้ ด้วยใจมิใคร่เบิกบาน วิตกกังวลว่าพ่อ แม่ แก่ชราแล้ว เจ็บ ไข้ เป็นหรือตาย คงมิได้เห็นกันอีก ทั้งยังเป็นห่วงว่าผู้ใดจะมาดูแล รักษา คนอื่นดูแลฤา จะสู้ลูกแท้ๆ ดูแล นางพิไร ร้องไห้ตลอดการเดินทาง
พลายแก้วได้ยินเสียงร้องไห้ รู้สึกสงสารลาวทองที่ยังหมองเศร้า จึงสั่งควาญช้างให้รอ เทียบช้างชวนเจ้าลาวทอง ตระกองกอดมาขึั้นสัปคับ แล้วจัดม่านปิดบังทั้งหน้าหลัง มือกอดสอดกายแนบชิด ปลอบประโลม ชวนพูดคุย ชวนชมพฤษาริมทาง ที่ออกดอกสะพรั่งทุกกิ่งก้าน ทั้งดอกตูม ดอกบาน ชูช่ออยู่สลอน ดูงามตานัก ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจ เกสรสีสรรงามตาหล่นร่วงหล่นที่พื้น ตามรายทางที่ผ่าน
ลาวทองค่อยคลายหายหมองเศร้า นั่งคลอเคล้าอิงแอบแนบกาย ให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลิน น้ำตาค่อยๆ เหือดแห้งลง เรื่องที่วิตกกังวลค่อยเบาบางลงไป
พลายแก้วยังชี้ชม ให้ดูสัตว์สี่เท้า ในป่าริมทาง เสือ สิงห์ วิ่งกันขวักไขว่ พบเห็นผ่านสายตาไปหลายครั้ง เป็นระยะ มีอยู่เกลื่อนกลาด วิ่งผ่านไป ผ่านมา
ชี้ให้มองชะนี บ่าง ค่าง ลิงโหนกิ่งไทร ตัวผู้ฉวยกิ่งไม้ได้ ตัวเมียโยนตัวแกว่งไปมา บางตัวขึ้นตะโพงไปโก่งกอดไม้ ลิงตัวใหญ่ ไล่แย่งชิงได้แล้วก็หนีไป
พลายแก้วชี้บอกให้ลาวทอง ดูลิงโลน นางเหนียมอาย ไม่กล้ามอง โอนเอนตัวแนบซบอกพลายแก้ว
แม้จะไปถึงด่าน น่าน แพร่ แล้ว เจ้าเมือง กำแพง ระแหง เถิน ยังคงคุมตัวเจ้าเมืองเชียงทองอย่างเข้มแข็ง เข้มงวด
เมื่อถึงท่าน้ำ ทำแพ ให้พวกครัว และทุกคนได้ข้ามไป พลายแก้วลงเรือนอนลำใหญ่พร้อมกับลาวทอง ที่มิใคร่ยอมห่างจากผัวแม้สักนิดเดียว ฝีพายลงเต็มลำเรือ เข้าประจำตำแหน่ง พายกันกราวเกรียว พรักพร้อม ผ่านบ้านเมืองน้อยใหญ่
บางคราเกิดพายุพัดโหมกระหน่ำ ทำให้ต้องออกแรงพายตามลำน้ำที่เชี่ยวกราก ท่ามกลางฝีพายจ้วงน้ำอย่างหนักหน่วง ร่วมแรง ร่วมใจอย่างแข็งขัน จนน้ำเป็นเกลียวกระจายฟุ้งไป ขับเคี่ยวเช่นนี้ เป็นเวลาเจ็ดวันผ่านไป ก็ถึงอยุธยาในเวลารุ่งสาง
พลายแก้วได้อาบน้ำแล้วผลัดผ้า พร้อมกับท่าน พระยาทั้งสี่ ทั้งหมดเข้าไปในวัง นั่งรออยู่ที่ศาลาลูกขุนใน เห็นเจ้าคุณผู้ใหญ่ ก็เข้าไปหา พูดจาทักทาย สนทนาปราศัย ไต่ถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับคดี ที่แพ้ ชนะ ความกันบ้าง เรื่องอื่นๆบ้าง รอกระทั่งมีพระบัญชาให้พาไปในท้องพระโรง
สมเด็จพระพันวษา ประทับที่ห้องโถงปรางค์มาศปราสาท ครั้นถึงเวลาสองโมง เสด็จออกท้องพระโรงรจนา นางใน นางห้าม เนืองแน่น เครื่องแห่ห้อมล้อมมาพร้อมเพรียง เสด็จประทับที่พระแท่นศิลา เหล่าเสนา อำมาตย์ ถวายบังคม เสียงประโคม ครึกครื้น กึกก้อง พิณพาทย์ ระนาด ฆ้อง กลอง ลั่นสนั่น เป่าแตร สังข์ ประโคม
สมเด็จพระพันวษา เริ่มประภาษราชการ ผู้เข้าเฝ้าทุกตำแหน่ง กราบทูลสารไปตามลำดับ โดยมิให้ผิดพลาด มหาดเล็ก อ่านถวายรายงาน ท่านผู้ใหญ่ที่ได้ทูลสนอง ได้กราบทูลว่า
“ขอเดชะพระผู้ครองมไหศูรย์ จงโปรดเกล้าข้าพเจ้ามากราบทูล เดิมมูลมีศึกเชียงใหม่ มาล้อมเมืองเชียงทองไว้ เจ้าเมืองไม่อาจสู้รบได้ กลับยินยอมพร้อมใจเข้าหายกเมืองให้แก่เชียงใหม่
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้นายพลาย เป็นแม่ทัพคุมไพร่เข้ากับสามบุรี ขึ้นไป ตีถวาย ด้วยพระบารมี จึงตีได้โดยง่าย ครอบครัวผู้คน ช้าง ม้า วัว ควาย ก็ได้มามากมาย แม้แต่ หอก ดาบ ปืน อาวุธ เครื่องยุทธภัณฑ์ รวมทั้งเสื้อผ้า ก็ได้มากล้นเหลือ ได้ลงบัญชี ตีตรา ส่งมายังอยุธยาเรียบร้อยแล้ว ขอพระกรุณาจงโปรดปราณ”
พระองค์ทรงฟังจบ ตบพระหัตถ์พอพระทัยยิ่งนัก
“อ้ายคนพาลเชียงทอง แสนกล เฮ้ย เอ็งคิดอ่านประการใด จึงโหยกเหยก ย้อนยอก กลอกกลับ หายึดมั่นในน้ำพิพิฒน์สัตยาไม่ ฤาเชื่อบุญญาธิการของมึง จึงไม่คิดพึ่งผู้ใด เพลานี้คิดอ่านเยี่ยงใดให้ว่ามา”
เจ้าเมืองเชียงทองได้ฟัง รับสั่งซักถาม เกิดอาการอึกอัก ร้อนรน ระคนไปด้วยความประหม่า
“ขอเดชะพระองค์ทรงพระกรุณา อันโทษข้าพระองค์ครั้งนี้ถึงตาย ใช่จะแกล้งบิดเบือนคิดคด เป็นขบถต่อฝ่าพระบาทไม่ ที่ทำเช่นนี้ด้วยกลัวภัยที่จะมีมา เพราะหากไม่ยินยอมก็คงต้องตาย ด้วยเมืองเชียงใหม่ยกทัพมามากมายนับหมื่น ทั้งหมดล้วนเจนศึก ห้าวหาญ หนังเหนียว คงกระพันชาตรี
นำโดยแม่ทัพ ฟ้าลั่น และสันบาดาล แต่พอทัพไทยไปถึงเช้าวันนั้น ก็รีบนัดแนะกัน มิได้นิ่งเฉย ได้หลอกล่อให้เชียงใหม่หลงกล ในเวลาไม่นาน
จากนั้นช่วยกันตีกระหน่ำซ้ำ เชียงใหม่ มิทันรู้ตัวจึงเสียที ทัพแตกกระเจิงพ่ายแพ้ไป แม้นมิโปรดโทษข้าพระองค์ถึงบรรลัย ทุกคำกราบทูลเป็นสัตย์จริงทุกประการ ขอได้โปรดเมตตา กรุณาอดโทษเถิดพระเจ้าข้า”
พระองค์ทรงฟังเจ้าเมืองเชียงทองกราบทูลจบ จึงตรัสว่า
“กูยังสงสัยในคำของมัน เฮ้ยอ้ายพลายแก้วรู้มาว่าเยี่ยงไรบ้าง มันดูเหมือนเป็นนกสองหัวที่ชั่วช้า เชียงใหม่มาก็หันเข้าข้างเชียงใหม่ ครั้นไทยมาถึง ก็หันมาเข้ากับไทย ใจโลเลเป็นเหมือนไม้หลักปักเลน”
พลายแก้วหลังจากมีรับสั่ง ก็กราบบังคมทูล เนื้อความตามที่เจ้าเมืองเชียงทอง ได้ทำการแปรปรวนถ่ายเท เพื่อให้ตนเองได้พ้นจากความตาย
“แม้นว่าเชียงทองไปเข้ากับเชียงใหม่ก็จริง แต่ถึงคราวจะต้องเข้าตีค่ายเชียงใหม่ ทั้งบ่าว ทั้งนาย ก็เข้าไปต่อสู้โดยมิยอมถอยแม้สักก้าวเดียว ถึงแม้นมีความผิดมากมายถึงตาย แต่ความผิดก็มลายหายไปด้วยความชอบที่มีอยู่ พระเจ้าข้า”
ครั้นพระองค์ทรงฟังจบ ก็ตรัสสั่งพระหมื่นศรี ให้ประทานสิ่งของตามความดี ความชอบที่มี ประทานกระบี่ เสื้อผ้า ให้พลายแก้ว และแต่งตั้งให้เป็นขุนแผน ให้อยู่รักษาเขตแดนที่ปลายด่าน ประทานเรือยาวเก้าวา มีไพร่ห้าร้อย คอยสังเกตการณ์
พระยากำแพง ระแหง เถิน ได้รับพระราชทานสิ่งของมากมายเป็นต้นว่า ถาดหมาก คนโททอง เป็นผลจากที่ได้อาสาช่วยรบ จากนั้นทั้งหมดถวายบังคมลา แล้วออกจากวังในโดยมิช้า ทั้ังหมดพากัน รีบไปลงเรือทันที เจ้าเมืองเชียงทองก็กลับบ้านเช่นกัน เดินทางสิบห้าวันถึงบ้าน สุขสำราญ เบิกบานใจ
ส่วนพลายแก้ว หลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนางแล้ว มีชื่อว่าขุนแผน แว่นไว หลังจากถวายบังคมลาเรียบร้อยแล้ว ก็รีบพาลาวทอง และสองพี่เลี้ยง ลงเรือ นั่งมาในเรือนอน
เรือออกมาจากท่า ก็เดินทางมาเรื่อยๆ คืนนี้พระจันทร์ทรงกลดปราศจากเมฆ ท้องฟ้า เต็มไปด้วยดวงดาว แข่งกันเปล่งประกายเจิดจ้า ดูสดใสสว่างตา แสงจันทร์ต้องหน้าลาวทองดูงามตานัก ลมยามดึกพัดมาเบาๆ ทำให้พลายแก้วหวนคิดถึงพิม
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1602386821.jpg)
“ป่านฉะนี้พิมของพี่ คงจะคอยด้วยความกระวนกระวายใจ จนเจ็บป่วยไข้ มิมีผู้ใดรู้ได้ เจ้าอยู่ไกลตา ปัญหาคงมีมากมาย เสมือนคำโบราณที่ว่า นอนสูงให้นอนคว่ำชำเลืองดู มีเหตุก็จะรู้ มีความหมายที่แยบคายนัก อนึ่งถ้านอนอยู่เบื้องต่ำ ตำราสอนไว้ว่าให้นอนหงาย
หากมีเมียงาม ห้ามมิให้ฝากไว้กับแม่ยาย โอ้ พิมนิ่มนวลน้องรัก เจ้าอยู่ไกลตานัก นอนเดี่ยวเปลี่ยวใจอ้างว้าง ส่วนอ้ายขุนช้าง มันมีจิตริษยา หมายปองพิมนิ่มน้องมานานครัน”
พลายแก้วคิดพลาง เร่งฝีพายให้รีบเร่งเดินทาง พอรุ่งเช้าก็มาถึงสุพรรรณ ให้ฝีพายจอดเรือที่หน้าท่า สายทองลงมาเห็น ดีใจยิ่งนัก รีบไปบอกพิมทันที
“พลายแก้วกลับมาแล้ว”
วันทอง ผู้รอคอยด้วยความหมองเศร้า อยู่ในห้วงความทุกข์โศก ทุกคืนวัน ได้ยินสายทองร้องบอก สุดแสนจะดีใจ หยิบผ้าห้อยบ่าไปที่หน้าต่าง เห็นเรือนอนจอดอยู่ข้างสะพานใหญ่ ก็คาดเดาได้ทันทีว่า ไม่ใช่ใคร ต้องเป็นพลายแก้วมาแล้วเป็นแน่ รีบลงบันไดเดินมา ย่างเท้าก้าวลงจากเรือนอน มองไปที่เรือเห็นเพียงฟูก หมอน ม่านกั้นไว้อย่างมิดชิดเพียงเท่านั้น
ขุนแผนเห็นน้องวันทองมา จึงเผยม่านโผล่หน้าออกมาต้อนรับ วันทองเห็นหน้าพลายแก้ว พลันน้ำตาหลั่งไหลพรั่งพรูออกมา ยกมือไหว้ผัวด้วยสีหน้าหมองเศร้า มีคำพูดมากมายที่จะพูด แต่ก็เปล่งออกมามิได้ ได้แต่กอดเท้าผัวสะอื้นไห้ ขุนแผนเห็นนางสะอื้นไม่หยุด ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า
พิมของพี่เป็นไฉน ซูบผอมผิดไปจากเมื่อก่อน ดูเศร้าหมองนัก ฤาเจ็บไข้เพราะว่าผัวกลับมาช้า เป็นอะไรไปฤาจึงผิดแปลกถึงเพียงนี้ ไยจึงเอาแต่ร้องไห้ไม่พูดจาอะไร ต่อให้มีผู้ใดมากระทำให้คับแค้นใจ เห็นหน้าผัวแล้วควรจะดีใจ แต่นี่กลับร้องไห้ไม่หยุดหย่อน เป็นที่น่าสงสัยนัก คิดดังนี้แล้วขุนแผนจึงถามว่า
“พิมเอย เหตุใจเจ้าจึงเศร้าหมองนัก อย่าร้องไห้ไปนักเลย ขอให้ฟังคำผัวก่อนเถิด”
แล้วช้อนคางขึ้นมาพลางเช็ดน้ำตา อย่างเบามือ
“น้องเจ้ามีความคับแค้นใจอันใดฤา”
วันทองร้องไห้พิไรพร่ำ นางนั้นมีอาการเหมือนคนที่อกกลัดหนอง ซ้ำยังโดนหนามทิ่มแทง ให้เจ็บปวดรวดร้าว ชอกช้ำระทม ใจร้าวราน ไม่วายเว้นวันคืน แม้คิดจะกล่าวคำใดๆ ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก
“พ่อครอบครองเมียเหมือนหนึ่งครอบครองนก เฝ้าระมัดระวังรวงรังมิให้ร่วงหล่น ตั้งใจรักษาไข่มิให้ตกหายไปจากรัง เฝ้าระวังกาเหยี่ยวมิให้เฉี่ยวฉก แต่เมื่อพ่อจากอกเมียไปไม่ถึงเดือน เมียอยู่ข้างหลัง รวงรังก็ร่วงร้าง กา เยี่ยว บินโฉบเฉี่ยว กลาดเกลื่อน ห้องหอเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นเหย้าเรือน เพราะเพื่อนคิดไม่ซื่อ
อ้ายขุนช้างมันมาบอกกับแม่น้อง ว่าพี่ไปเชียงทองมิอาจกลับมาได้ ทัพกรุงศรีแตกพ่ายกระจัดกระจายไป พลายแก้วถูกอ้ายลาวแทงทิ้งไว้ที่กลางดอน มันเอากระดูกห่อผ้ามาให้ดู น้องกับพี่สายทองเห็นแล้ว ร้องไห้มิได้หยุดหย่อน ช้ำอกช้ำใจทุกวันเวลา
น้องได้ไปดูต้นโพธิ์สามต้น ที่ปลูกอธิษฐานไว้ ใบก็ร่วงหล่น ให้รู้สึกแค้นเคือง ขุ่นข้องเศร้าหมองใจ เป็นหนักหนา จึงได้คิดทำบุญ อุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล กรวดน้ำ ส่งไปให้พี่พลายแก้ว แต่ใจยังตรมตรอมทุกเช้าค่ำ
ก่อนหน้านั้นน้องเกิดเจ็บป่วยเป็นไข้ เพราะใจเจ็บระกำ ตรมตรอม แทบจะวายปราณ แม่ช่วยดูแลรักษา เป็นเวลานาน หาหมอมารักษา เสียเงินทองไปมากมาย แต่หาดีขึ้นไม่ จึงไปถามขรัวตาวัดป่าเลไลย์ แกทายว่าเป็นคราวเคราะห์จำเพาะ
หากมิจากผัว ตัวจะตาย จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อมิให้วายชีวา โดยผลัดชื่อเสียใหม่ โรคภัยจึงจะบรรเทา จำต้องผลัดชื่อใหม่ เป็นวันทอง จึงจะมีชีวิตครอบทรัพย์สินต่อไปได้ จากนั้นอาการเจ็บไข้ค่อยๆ ทุเลาเบาบางลง
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1602386932.jpg)
จากนั้นอ้ายขุนช้างก็เข้ามา พร้อมกับคนแก่ คนเฒ่า เนืองแน่นบ้าน มาว่าขานกับมารดาข้า บอกว่าผัวตายเป็นหม้าย กฎหมายมีมาตามกระทรวงว่า
ผัวไปศึกสงครามแล้วเสียชีวิต เมียนั้นให้เก็บมาเป็นหม้ายหลวง มันจึงจ้วงขอฉันกับแม่ ท่านไม่รู้เท่าทันกลลวงของขุนช้าง จึงได้ยกฉันให้กับมัน
แม่ศรีประจัน แกเป็นคนโลภในทรัพย์สมบัติ เขาเอาเงินทองมาล่อ ก็รับปากว่าจะยกฉันให้กับมัน หอเดิมถูกขุนช้างรื้อไปถวายวัดกลาง แล้วมันทำเรือนหอขึ้นมาใหม่ เสร็จแล้วนิมนต์พระมาสวดมนต์ซัดน้ำ
อยู่มาครบถ้วนเจ็ดวัน น้องไม่ยอมเข้าหอ ถูกแม่แกตีเสียจนหลังพัง เจียนตาย แกเอาเชือกผูกโยงไว้ ให้ได้รับความอับอาย แต่น้องก็ทนทานมาได้จนถึงวันนี้”
ว่าพลางวันทองเปลื้องผ้าขาวกรองลง
“ดูหลังไหล่ของน้องเถิด มันพังยับเยิน ไม่มีที่ดีแล้ว น้องเแค้น แสนแค้น เป็นร้อยเป็นพันเท่า หากพี่ไม่เชื่อน้องก็จนใจ”
ขุนแผนได้ฟัง รู้สึกขุ่นแค้นพลุ่งพล่าน จนเลือดแทบจะพุ่งออกจากเบ้าตา
“ชิชะ ควรฤาเพื่อนคิดคดต่อเพื่อน เป็นไร เป็นกันในวันนี้ั เมียกู ผู้คนก็รู้กันอยู่ทั้งบ้าน อ้ายหัวล้านมาเล่นเสียป่นปี้ อีแก่แม่มันนั้นตัวดี ข้าจะจับพวกมันจิกหัว มาตีให้หนำใจ ชิชะ พากันสมคบคิดกันจะพรากเมียจากข้า โดยกล่าวหาว่าโดนลาวแทงตายแล้ว กลับมาไม่ได้ ทั้งยังให้ร้ายต่างๆ นาๆ
หรือแม้แต่ไปทำลายต้นโพธิ์ ให้เห็นเป็นลางร้าย บังอาจกล้ามารื้อหอห้อง แล้วปลูกเรือนหอใหม่คร่อมเสียง่ายๆ แค้นนี้หากไม่ทดแทน มันก็มิใช่ชายชาตรี ถึงเจ้านายจะไม่เลี้ยงดูก็ตามที
ยังดีที่วันทองไม่ยอมเข้าหอ รออยู่จนถึงเจ็ดราตรี หากเป็นหญิงอื่นคงจะยอมมันไปแล้ว วันทองเจ้าเป็นหญิงดีงามอย่างที่สุดในกรุงศรี แม้นหญิงอื่นหมื่นแสน จะชิงเอาไปพี่ไม่ว่า นี่มาชิงเอาพิมนิ่มน้องนวลตา เป็นเหมือนว่าพี่โดนควักเอาดวงใจไป เฮ้ย อ้ายพวกไพร่นั่งพรั่งพร้อมอยู่ไย รีบลุกไปล้อมบ้านไว้”
พลายแก้วชักดาบออกมา กวัดแกว่งด้วยอาการเกรี้ยวกราด
“วันนี้จะไล่ฟันผู้คนให้สิ้นทั้งสุพรรณ”
ลาวทองอยู่ในม่าน เห็นผัวเดือดดาลจนตัวสั่น รู้สึกตกใจกลัวว่าผัวจะไปไล่ฟาดฟันผู้คน จึงออกมาจากม่านห้ามขุนแผนไว้
“ขอให้งดความใจร้อนไว้ก่อนเถิด ให้คิดให้จงดี ฟังคำเมียนี้สักนิด บ้านเมืองมีขื่อ มีแป จะอื้ออึงไปไย ใช้กำลังไป คงจะไม่มีผู้ใดแพ้ชนะจริงๆ ผิดถูกย่อมมีเค้ามูล เพ็ดทูลถ้อยความตามเป็นจริงที่เกิดขึ้นเถิด การที่พ่อบังอาจไปไล่ฟาดฟันผู้คน จะเป็นอันตรายต่อตัวเองในภายหน้า
พ่ออย่าฟังความข้างเดียวแล้วมาด่วนโกรธ ในเมื่อยังไม่รู้ความตามเป็นจริง ตื้นลึกหนาบาง เรื่องเป็นมาเยี่ยงไร ทั้งที่ยังเป็นเมียผัวครองคู่กันอยู่ เหตุใดพวกเขาจึงไม่กลัว กล้าแก่งแย่ง ทั้งรื้อหอห้อง ถึงเขามิใช่มีคอ หรือสันหลังเป็นเหล็ก
แต่เขาก็มิใช่เด็กเล็กๆ อยู่เมื่อไรที่ไหนเล่า คิดจะไม่ยอมได้เยี่ยงไร ที่ไหนฤา ทั้่งแม่ยายก็ยอมเขา เขาจึงกล้าทำได้โดยมิเกรงใจ พ่อจงตรึกตรองให้รอบคอบเถิด ขอให้ฟังน้องเถิด อย่าเพ่อใจร้อนไป”
วันทองได้ฟังคำลาวทอง รู้สึกเหมือนดังฟ้าผ่าที่หัวแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง
“เป็นน้อยฤา บังอาจกล้ามาขวางห้าม ขึ้นเสียง ลอยหน้า ลอยตาเหมือนเป็นหงส์ เจ้าตัวโปรด ทำเป็นตัดความ ห้ามผัว เป็นคุณโทษเยี่ยงไรเข้าใจหมดสิ้น สงสัยจะเก่งในการใส่เล่ห์กล เล่นลิ้้นคารม ให้ผัวรัก
นี่เมียพี่พลายแก้วฤา เป็นผู้หญิงมาจากที่ใด จึงตามมาได้จนกระทั่งชนตอคอหัก ฤาเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ฤาโขมยลูกสาวที่ผู้คนทำหล่น หรือว่าเก็บได้ตามทาง”
พลายแก้วชี้แจงว่า
“เมียพี่คนนี้อยู่จอมทอง พ่อแม่ของนางยกให้ จึงได้พามาอยุธยาด้วย เป็นลูกสาวนายบ้านใหญ่ พี่มิได้คิดปิดบังดอก นางชื่อว่าลาวทอง พี่พามาหมายจะให้ไหว้เจ้า แต่ได้เกิดความมาขวางเสียก่อน จึงลืมไป ไม่ทันได้ปรองดอง สองเจ้าจงเอ็นดูพี่เถิดรา
ลาวทองน้องไหว้พี่พิมก่อน ส่วนพิมขอให้อย่าถือโทษโกรธเคืองไปเลย จงอดโทษแก่กันและกันเถิดหนา ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเราจะค่อยๆ แก้ไขไป”
วันทองกล่าวว่า
“เถอะคะ แค่นี้ก็งามหน้าแล้ว ฉันหาปรารถนาจะมาเอาไหว้ของผู้ใดไม่ ผัวกลับกันมาตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งจะมีชู้ มีคู่ใหม่ เมียก็ไม่ได้รู้เห็นมาก่อน ตั้งใจรีบลงมา จะแจ้งเรื่องบอกต่อผัว ว่าตัวเองนั้นมีมีความคับแค้นใจ ไม่ได้ตั้งใจมาล่วงเกิน หยาบหยาม ให้ระคายเคืองหู ทำให้เมียใหม่ต้องวิ่งออกมาน้ำลายไหลพรั่งพรู ฤาฟังดูแล้วเห็นเป็นเรื่องดีงาม ถูกต้อง จึงเข้ามาขัดขวางตัดความ
ถ้อยคำความห้าม ดูเหมือนดังว่าฉันนั้นแกล้งสร้างแต่งเรื่องปลอมขึ้นมา เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันเป็นเรื่องที่ดีงามฤา ทำเป็นคลางแคลงแย้งห้ามสารพัด พูดจาเหน็บแนม ทิ่มแทง ช่างแหลมคมนัก จะดีหรือชั่วก็แล้วแต่ผัว ฤาเห็นใครขัดใจไม่ได้ต้องไปเที่ยวไล่ห้าม ช่างสำออย ลอยหน้าลอยตา นี่มิใช่วิ่งตามพลายแก้วมาเป็นเมียฤา”
ลาวทองได้ฟังคำของวันทอง รู้สึกเจียนจะบ้าคลั่ง ในบัดดล รุ่มร้อน แค้นใจดังไฟลน “แคะเขี่ย ค่อนว่าสารพัด ฉันยังไม่ทันได้รู้ว่า ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเป็นเมียหลวง ใช่จะคิดจ้วงจาบให้เกิดความ หากแต่เห็นพี่พลายแก้ว วุ่นวายคิดจะฆ่าฟัน จึงได้ห้ามไว้ก่อนจะได้บรรเทาความคับแค้น เพราะคิดว่าช้าช้าได้พร้าสองเล่มงาม จึงได้ไปขวางไว้ เป็นเหตุให้เจ้าไม่พอใจ
ฉันมิใช่ไม้ปักเลนโอนเอนไปมา เห็นผัวโมโหโกรธา ก็จะแปร๋นไปตาม หากมิห้ามไหว้ไหนเลยจะหยุดเล่า เพราะฮึดฮัด มิยอมผู้ใดเป็นแน่ พอเห็นไฟลุก แต่ยังคิดใส่เชื้อเพลิงฟืนเข้าไปอีก ที่ไม่ปรารถนาจะรับไหว้ ฉันก็มิใช่คนชั่วช้าแต่อย่างใด
ผัวสั่ง ก็ตั้งใจจะทำตาม ใช่จะแกล้งพูดว่า เพราะกลัวว่าไหว้ไปแล้วจะเสียมือ แต่เป็นเพราะว่าความวุ่นวายเข้ามาขัดขวางอย่างประจวบเหมาะ จึงไม่ทันที่จะได้ไหว้ ข้าเป็นลาวชาวไพร ประสาซื่อ ไม่หยั่งรู้ตื้นลึกหนาบาง
ชื่อเสียงของเมียพี่พลายแก้วชื่อว่ากระไรฤา ถ้ารู้มาก่อนว่ามีเมียจะจัดของดีๆ มาให้ ตามประสาชาวป่า มีทั้งเนื้อไม้ กฤษณา งาช้าง แต่นี่จนใจจริงๆ แล้วแม่ ที่มามือเปล่า ไม่ทันได้เอาสิ่งใดติดตัวมา ขอแค่รู้จัึกทักทายกันไว้ก่อนเถิด นี่แน่นาง ข้าเจ้าไหว้อย่าโกรธเลยหนา”
“ชิชะ ถ้อยคำอีลาวดอน ร้อยเรียงคำได้ดีไม่น้อย งาช้าง เนื้อไม้ หากมึงได้มา กูจะเกณฑ์ช้างงาออกไปรับ เจ้าลาวทองก็มิต้องลงเดินดิน จะให้ขึ้นเคร่ แล้วให้คนหามมาพรึบพรับ
จะให้คนผลัดกันรับคานหาม ให้คนในกองทัพชมโฉมงามลาวทองมาตามทาง จึงจะสมสกุลจอมทอง ด้วยยศศักดิ์ บ้านช่องของท่านนั้นกว้างขวาง จะจัดแจงข้าวปลาไว้คอยท่า พอวางแคร่ลงทุกอย่างจะได้พร้อมทันทีสำหรับนาง
ข้าขอบใจที่เจ้าช่วยผัวระมัดระวังความผิด ด้วยความคิดรวดเร็วดังกังหันของพี่พลายแก้ว เห็นผัวฮึดฮัดก็สะอึกเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน หาไม่แล้ววันนี้คงได้วุ่นวายจริงๆ
เพราะเจ้าห้ามเรื่องจึงได้เงียบสงบลง ทุกอย่างสงบเรียบร้อยหมดจดเพราะลาวทอง ที่มีสีหน้าเหมือนเปรี้ยวเพราะเคี้ยวตะลิงปลิง ได้มาชิง ชักเอาดุ้นฟืนไฟไปชุบน้ำ นางมิใช่ไม้ปักเลนเอนโอนคลอนแคลน แต่เป็นดินเหนียวที่แน่นหนาอยู่วันยังค่ำ
ถ้านางมิห้ามแล้ว ใครหน้าไหนจะกล้าทำกรุงศรีคงได้ลุกเป็นไฟแน่ ข่าวคราวคงได้แพร่สะพัดไปทุกวันคืน หญิงอื่นทั้งแผ่นดินไม่มีเหมือนลาวทอง ร้อยบ้านพันเรือนก็ไม่มี ทุกคนต่างชื่นชมนางทั้งสิ้น อย่าแต่มนุษย์เดินดินเลย ถึงพระอินทร์คงชื่นชมยกย่องลาวทอง”
.
ตอนที่ 13 ยังมีต่อ
.
Create Date : 11 ตุลาคม 2563
Last Update : 11 ตุลาคม 2563 10:29:02 น.
.
ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 13/1 พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=10-2020&date=11&group=1&gblog=31
.
-
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 13/2 พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง จบตอน
.
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1603244760.jpg)
ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่ 13/2พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง
ลาวทองโต้ตอบไปว่า
“จริงแล้วคะ คนดีสิถึงมีคนชม ผู้ใดจะมานิยมคนไม่ดีให้ขายหน้าเล่า เราเหมือนหลักปักไว้ในศิลา ไม่เหมือนท่าที่เป็นโคลนตม พอเรือจอดเท้าก้าวไปก็เลอะ เปื้อนเปรอะไปทั่ว ไม่มีที่แม้แต่จะวางเท้า
โคลนนั้น ลางทีก็เจือปนไปด้วยอาจม จอก แหน แกลบ รำ เข้ามาด้วย ดินเหลว และสิ่งที่เจือปนติดมา มิควรเก็บไว้ ต้องล้างน้ำตากแดด จึงจะสะอาดหมดจด
ข้าชอบใจที่จะเอาช้างมาต้อนรับ เพราะข้ากับพี่พลายแก้ว มิมีช้าง นี่วันทองเตรียมไว้ให้เกลื่อนกล่น ล้วนแต่ซับมัน บ้าคลั่ง งากางๆ ช้างคน ช้างจริง มีทุกสิ่ง แถมด้วยช่วยรื้อเรือนเก่า ปลูกเรือนใหม่ให้อย่างกว้างขวาง
ได้ยินว่าป่วยไข้จนผ่ายผอม เพราะตรอมใจที่ผัวจากไปไกล ศุกร์เข้า เสาร์คา อังคารแทรก หมอทายว่า ถึงคราวเคราะห์ร้ายนัก ดีที่ว่าสะเดาะเคราะห์ทัน แต่กระนั้นเจียนอยู่ เจียนตาย
จึงผลัดชื่อโกนหัวให้ผัวแปลกใจ ผู้คนบ่าวไพร่ก็ไม่มี ต้องขับขี่ช้างทุกเวลา เสาส้าง (สิ่งปลูกสร้างชั่วคราวขนาดย่อม สำหรับพระสวดอภิธรรม ในงานออกเมรุ) ช้างชักหักทิ้ง จึงต้องปลูกใหม่ใส่เสาให้เยอะกว่าของเดิม”
วันทองโต้กลับว่า
“ถึงกระนั้นเป็นการอะไรของใคร ฤาช้างแทงมึงเข้าไปจนถึงคอหอย ทุดอีลาวชาวป่า มาลอยหน้า ลอยตา แม่จะต่อยเอาเลือดมาล้างตีน เจ็บใจนัก
ดังใครเอาดาบมาฟาดฟัน ให้ขาดวิ่น สายทอง กับอีปลี ทั้งอีจีน ปีนเรือนลงมา มาช่วยกู เป็นไรเป็นกัน วันนี้ไม่ขอยอมเป็นเด็ดขาด”
ขุนแผนกัั้นวันทองไว้ ลาวทองไปแอบข้างหลังผัวโผล่หน้าออกมาดู สายทอง และพวกกรูเข้ามาจะตบ ขุนแผนหันไปห้าม
“อย่าวุ่นวายไปเลยสายทอง”
แล้วหันกลับมาพูดกับวันทองว่า
“น้องทำไมจึงเป็นเยี่ยงนี้เล่า ควรที่จะปลอบนางให้อารมณ์เบาบางลง อย่านะวันทอง น้องจงอดใจก่อนไว้เถิด”
วันทองรู้สึกขัดใจโต้ตอบไปว่า
“ไม่แล้วคะพี่ น้องจะไม่ฟังผู้ใดทั้งสิ้น ถึงพระอินทร์ลงห้าม ก็หาฟังไม่ พี่จะไม่เลี้ยงก็แล้วไป จะฟาดฟันมันให้จมไปในลำเรือ
ถึงผัวจะด่าสักเท่าไรก็จะไม่เถียง ต่อยตบสักกี่ครั้งก็ไม่ว่า แต่อีลาว ชาวดอน กินกิ้งก่า กินกบ มันช่างพูดนัก จะตบมัน”
ว่าพลางฉวยแขนลาวทองขุนแผนเอามือกั้น ร้องห้าม
“อย่าๆๆ”
ลาวทองหลีกหลบอย่างว่องไว ทำให้วันทองตบลาวทองไม่ทัน แต่กลับไปข่วนถูกขุนแผนเข้าเต็มมือ
“เออ ก็ดูเอาเถิด อะไรกันนี่ ไม่เกรงใจพี่กันบ้างเจียวฤา ยิ่งห้าม ยิ่งเหมือนยิ่งยุ พูดห้ามดีๆ ก็ยังดื้อเข้ามา”
“จะตีข้าก็ตีเถิดพลายแก้ว แต่เดิมหาเคยเป็นเช่นนี้ไม่ เดี๋ยวนี้ ทำเป็นฮึกฮัก จะมากไปแล้ว หน้ามืดตามัว หลงกันเข้าไป จนมันจะเหาะได้แล้ว เห็นฉันเป็นอะไร ถึงได้ชังดังเป็นเสือ ถูกยาเบื่อแล้วฤา
มันคงควักออกมาให้กินทั้งตัว จนซาบซ่านเข้าไปในกระดูกดำ ดูสีหน้าพี่ออกฝ้าจับไปถึงจมูก คงป้ายยาถูกเต็มริมฝีปากถึงได้ถลำลึกปานนี้ นานไปก็คงได้คลานให้มันขี่คอเล่นไม่ต่างจากวัวเป็นแน่”
“เอ๊ะ เอาแล้วสิวันทอง ไม่เกรงใจผัว ดื้อดึงถือดี หนักไปแล้วน้อง ถึงมิกลัวก็เกรงใจกันบ้างเป็นไร จะชั่วดี พี่ก็ได้เป็นผัวเจ้า อย่าให้หนักเกินไปนัก จะทำให้ขัดใจกันได้ ขออย่ามาตีปลาหน้าไซให้เสียปลา
ถ้ารักตัวกลัวอายจงคลายความเคียดแค้นเถิด อย่าแปร๋นนักจักได้ขายหน้า ถ้ายังมิฟัง ยังขืนจะเข้ามา ไม่อายชาวบ้านก็ตามใจ”
“พูดเยี่ยงนี้ ก็รู้ว่าพี่ไม่รักน้องแล้ว ฉันนั้นคงได้เป็นเพียงอีกาลีเมือง จะฆ่า ก็ฆ่าเถิด แกล้งพาเมียใหม่มาประจานที่บ้าน พอจะรู้เท่าดอก เจ้าพลายลิ้นทอง
ทั้งยังสร้างเรื่องประหนึ่งจะทำร้ายกัน ได้คนใหม่แล้วลืมคนเก่า เยี่ยงนี้ถึงเสียวันทองไปก็คงไม่ช้ำชอกใจ ส่วนฉันนั้น คงได้แต่ชอกช้ำระกำทรวง คงเป็นเหมือนเขียงที่ถูกใช้สับปลาอยู่เช้าค่ำ อีลาวมันคงจะได้สับไม่ยั้งมือเป็นแน่ สิ้นบุญ สิ้นกรรมกันเพียงวันนี้เถิด”
กล่าวจบวันทองกระโจนขึ้นบนสะพาน พูดต่อไปอีกว่า
“จะตักน้ำล้างบ้าน เอาตีนขัดสี เช็ด ถู มิให้มีสิ่งใดเป็นราคี น้ำมัน กระจก แป้งกระแจะ จะทิ้งไว้ให้แห้งเป็นสะเก็ด ให้สิ้นหายจากคนพูดเท็จ จะขุดดินกลบลบให้สิ้นรอย
ขอให้ขาดจากกันในวันนี้ ไม่มีอาลัยเท่าปลายนิ้วก้อย ถึงพระอินทร์ลงมาว่า ก็อย่าคิดว่าวันทองจะกลับไปคืนดี”
“เหม่ อีวันทอง จองหองมากไปแล้ว จะมาพาลเอาผิดกูหรือนี่ ตอนที่ลงมาคิดว่า มาดี เดิมทีกูยังไม่รู้กลอุบาย แกล้งทำเป็นร้องไห้ พิไรรำพัน เจ้าเล่ห์มารยาเหลือเกิน เพลานี้กูรู้เท่าทันมึงทั้งสิ้นแล้ว
คงกลัวกูจะขึั้นไปฟันอ้ายขุนช้างที่กลางบ้าน มันรักผัวหัวล้าน จนมิอาจนิ่งเฉยได้ พาลหาเรื่องด่าลาวทอง เพื่อเป็นการปกปิดตัวเอง จนได้ทะเลาะตัดรอนไม่คบค้ากับกู น่าอดสูยิ่งนัก อีหน้าด้าน ตลบแตลง ผัวไปยังมิทันพ้นประตู คบชู้ไว้เล่น
ตำแยที่ว่าแสนคันจะเท่าอีคนนี้ก็หาไม่ กลากเกลื้อน ขี้เรื้อน หายามาใส่ก็หายคัน อีชาติชั่วเป็นดังเหมือนตัวหนอน เที่ยวไชชอนต้วมเตื้ยมจนตัวสั่น ถึงหายามารักษาทั้งสุพรรณ วันเดียวก็คงหมดสิ้นตำรา มึงตายเสียเถิดอีวันทองเอ๋ย อย่าอยู่เลย”
จากนั้นขุนแผนก็ชักดาบเงื้อขึ้น กระทืบกลางเรือโผงผาง
“ขอจิกหัวมันมาฆ่าให้ตาย”
วันทองตกใจ ขวัญหายวิ่งขึ้นเรือนใหญ่ ถึงที่นอนกลิ้งเกลือกกายลง บ่นเพ้อว่า
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1603244993.jpg)
“โอ้ว่าพ่อพลายของเมีย เสียแรงน้องครองตัวไว้มิให้มัวหมอง เหมือนลำแสงที่ส่องสว่างในท้องฟ้า ดุจดังไข่ในหิน อุตส่าห์ หลบหลีกเรือด ไร แม้แต่พระพายก็มิได้มาพัดต้องกาย ตัวน้องหามีราคีใดๆ ไม่ สงวนตัวรอท่าผัวมาเนิ่นนาน
พอได้พบผัวก็เกิดความ จะโทษผัวว่าชั่วเยี่ยงไรได้ แต่เป็นเพราะวาจาเราหยาบหยามเองต่างหากเล่า ทีนี้คงไม่พ้นโดนตราหน้า ผัวห้ามยังดื้อด้านไม่ยอมรับฟัง
ทั้งยังพูดตัดขาดกับเขาอีก เป็นเพราะความทะนงตัว ทำให้ทุกสิ่งพังพินาศป่นปี้ไป เป็นดังต้นไม้สูงไม่คิดจะพึ่งใคร ครั้นโดนลมพายุพัดมาก็ล้มลง
โอ้ แต่นี้อกวันทองเอ๋ย ไม่ควรเลยที่จะพังพินาศเยี่ยงนี้ี หวังจะรักษาตัวไว้เพื่อให้ทุกสิ่งคืนมา คงเป็นไปได้ยากนัก เพลานี้เหมือนหงส์ปีกหักตกลงในปลักโคลน
สิ้นสุดความสดใสผ่องแผ้ว จะกลายเป็นกา จมปลักอยู่กับความขื่นขม ด้วยความคิดว่าตัวเป็นหงส์ พาให้ล่มจม เพราะคารมของตัว จึงได้สร้างเดือดร้อนให้กับตนเอง
เจ้าประคุณทูนหัวของเมียแก้ว คงได้ไปไกลลับเป็นแน่แท้แล้ว หาได้เห็นกันอีกไม่ พ่อเคยเป็นเพื่อนกินเพื่อนนอน เป็นเพื่อนไข้ เพื่อนสุข ทุกเวลา มาแต่ก่อน แต่ไร
ตั้งแต่รักกันมาพึ่งจะทะเลาะกัน พ่อมาถึงน้องรีบลงไปหา พ่อรักน้อง หมายครองคู่ อยู่ร่วมกันเหมือนแต่ก่อนมา แต่เป็นเพราะอีมารริษยากาลี มันน่าน้อยใจตัวเองนัก มาด่วนดื้อดึงในเรื่องที่ไม่ควรทำ
จะดีกว่านี้ ถ้าหากกลั้นใจอดทน ไว้สักครึ่งปี แล้วค่อยทำคืนให้หนำใจ น้องทำผิดไปแล้วพ่อพลายพลอยทิ้งขว้าง เยี่ยงนี้จะหลีกหนีอ้ายขุนช้างกระไรได้ ที่แย่ยิ่งกว่านั้นแม่ก็จะยกให้กับมัน ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้รักใคร่ใยดีด้วย
อายุเพียงแค่นี้มีผัวถึงสองคน แสนชั่ว แสนถ่อย ทุกเส้นขน มีแต่จะอับอายขายหน้า ตรอมตรมใจ ความเจ็บ ความอาย เหมือนดังหมึกสักไว้ที่หลังมือ เมื่อใดเล่า จะจางหาย เยี่ยงนี้จะมีชีวิตอยู่ไปไย ตายไปเสียเถิดจะดีกว่า”
คิดได้ดังนี้คว้าเชือกได้ ลากมาจากที่ ยกมือกราบอย่างงดงามสามครา
“ชาตินี้น้องพลัดพรากจากพ่อพลายแก้ว อยู่ไปก็กลัวต่อความอาย ขอตายไปคอยท่า ชาติหน้าหากยังมี ขอให้ได้พบพ่อแก้วอีก ขอให้อย่าได้พานพบอ้ายขุนช้างอีกเลย”
ว่าแล้วแฝงม่านลุกขึ้นมา เอามือจับเกาะเสาปีนขึ้นไปจนถึงขื่อ สองมือผูกขื่อและคอย่างแน่นหนา แล้วไกวตัวลง น้ำหนักตัวดึงเชือกไหวยวบไปถึงหลังคา
ประจวบกับสายทองเข้ามาพอดีก็ตกใจ รีบเข้ามาอุ้มวันทองร้องหวีดเสียงดังลั่น รีบฉวยมีดมาตัดเชือกได้ทันเวลา แล้วร้องเรียกแม่
“แม่ มาเร็วๆหน่อย วันทองผูกคอตาย”
นางศรีประจัน ตกใจร้องเสียงหลง
“ว้าย ตายจริง”
ความชุลมุนวุ่นวาย บังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา นางศรีประจัน ลุกขึ้นวิ่งอย่างเร่งรีบ มุ่งตรงไปที่ห้องของวันทอง เกิดล้มคว่ำคะมำหงาย
ขุนช้างวิ่งกระโจนตามมา ด้วยใจเป็นห่วงวันทองเช่นกัน ไม่ทันได้ดู ชนแม่ยายล้มทับดังอั๊ก ข้าไท บางคนตามมา บ้างสะดุดล้ม เป็นที่ชุลมุนวุ่นวาย นางศรีประจันเจ็บปวด ร้องคราง
“อ้ายช้างเฒ่า มึงกระแทกเอาก้นกบกูแทบหัก”
ขุนช้างร้องว่า
“ว้าย ลูกตาลายนัก สะบักของลูกก็จมไป เจ็บเจียนตายเหมือนกัน”
ข้าไทในเรือนร้องกันเซ็งแซ่ ช่วยกันนวดแก้ไข แต่ก็ยังมิหายดี สายทองร้องร้องเรียกพลายแก้ว
“แน่ พี่พลายแก้ว วันทองผูกคอตาย มาดูใจหน่อยเถิด”
ขุนแผนยังขุ่นแค้นใจไม่หาย
“กูหาคิดถึงอีวันทองอีกไม่”
ว่าแล้วสั่งให้ข้าไทผูกช้าง เพื่อจะไปบ้านเขาชนไก่ของมารดา เมื่อข้าไทผูกช้างเสร็จเรียบร้อย ในเวลาไม่นาน รีบขนของทั้งหมดใส่บนหลังช้าง เสร็จแล้วขุนแผนขึ้นช้างไปกับลาวทอง พี่เลี้่ยงทั้งสองขึ้นช้างพังใหญ่ บ่าวไพร่ หาบ หาม ตามไป ใช้เวลา 2 วันถึงกาญจนบุรี
ฝ่ายยายทองประศรี เห็นผู้คน ช้าง ม้า มามากมาย ตอนแรกรู้สึกแปลกใจ พอป้องหน้ามองยืนมองที่บันได ก็จำได้แกก็ดีใจ ร้องลั่น
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1603245331.jpg)
“ลูกกูมาโน่นแล้ว อ้ายพวกเด็กเหวย ไวๆ ไปรีบไปรับพลายแก้ว”
พอนางทองประศรีเห็นลาวทองก็กล่าวว่า
“ขากถุย มันมาเป็นอีวันทองคนที่สองแล้ว ออแก้วเอามาไย”
ขุนแผนปลงช้างพานางมาหามาดา ให้กราบเท้าและกล่าวว่า
“นางมิใช่เป็นเหมือนที่แม่คิดดอก”
แล้วเล่าเรื่องตั้งแต่ต้น จนกระทั่งทะเลาะกับวันทองทองประศรีรีบห้ามว่า
“ออ อีพ่อ เอ็งอย่าเล่าอีกเลย อีแม่เฒ่าศรีประจัน มันยกวันทองไปให้กับอ้ายขุนช้าง แม่ขัดใจนัก ไปว่ากล่าวกับมันแล้ว ทั้งยังไปร้องเรียนนายพันบ้านอีกด้วย แต่มันจองหองนัก กูเลยตัดขาดตั้งแต่วันนั้น ตอนแม่ไปวันทอง ร้องไห้กับแม่ให้อึงไป แต่อีวันทองเลี้ยงไม่ได้ดอก”
แล้วแกก็ผินหน้ามาทางลาวทอง
“แม่ขอฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกยาหนา แม่คงมีให้ ตามมี ตามยาก มาอยู่ด้วยกันต่อไปในภายหน้า ขอให้รักนวลสงวนตัว อย่าให้คนนินทาได้”
จากนั้นสั่งข้าไท ขนของขึ้นเรือน
“ช้าง ม้า เอาไปเอาไปผูกตาม ที่ทางของมัน ข้า ไท ทั้งหลายช่วยกันจัดของอย่าให้กลาดเกลื่อน คนที่มาใหม่ก็จัดที่ให้ไปปลูกเรือน ให้เรียบร้อย”
กล่าวถึงขุนช้างนอนเฝ้าหอ รอนานถึง สิบห้าวัน หาได้นอนหลับสนิทไม่ ด้วยใจที่ฟุ้งซ่าน งุ่นง่าน นอนละเมอ กอดหมอนไม่เว้นวัน แม้ยามสอง หรือยามสามก็ยังไม่หลับ แต่พอม่อยหลับ กลับฝัน ทำให้ลุกขึ้นทั้งที่ยังหลับ มือยันที่นอนเสียงดัง บางครามีเสียงกุกกัก ดังขึ้น ก็ลุกขึ้นชะเง้อมอง
“มาแล้วหรือแม่ เมื่อมาแล้ว อย่าถอยกลับไปอีกเลย เข้ามาสักทีเถิดหนา”
บางคราได้ยินเสียงตุ๊กแกร้อง ก็ลุกขึ้นมานั่งฟัง ผุดลุกผุดนั่งแล้วก็นอนต่อ หงายคว่ำ พลิกตัว นอนตะแคง ขาแข้ง แข็งดังไม้ท่อน บางคราลุกขึ้นอ่านเพลงยาว กล่าวกลอน บ่นเพ้อเรื่อยไป
“โอ ที่นอนช่างเย็นยะเยือก ประหนึ่งถูกน้ำรด จะทำเยี่ยงไรที่ไหนได้เล่า จึงจะได้กินข้าวเม่า น้ำตาลสด โอ้เจ้าจันทร์ขวัญตาเอย พี่คอยเจ้ามานานแล้วหนา ขอให้เจ้ามาหาพี่เถิดหนา ให้มาเร็วๆ ไวๆ ขอให้เจอเจ้าสักหน่อยเถิดพี่คอยเจียนจะตายแล้ว”
แล้วขุนช้างก็ เผอเรอ หัวร่อ
“อ้อแม่คุณ ผีย่า ผียาย ช่วยหน่อยเถิด พ่อขุน พ่อหลวง ทั้งหมด ทั้งปวง ได้มาโปรดลูกแก้ว วันนี้คงได้อบอุ่นกาย หนาวมลายหายไป จะแก้บนด้วยเหล้าแรงๆ กับหมูหัน
จงได้ช่วยดลใจให้นางเข้ามาหาลูกเร็วๆ เถิดหนา ผีพราย อ้ายผีเจ้าชู้ ผีเสาตกมัน ผีตานีขอให้มาช่วยกูด้วย จะเซ่นไหว้ แทนคุณอย่างเต็มที่
นางศรีประจันเห็นลูกเขยกระสับ กระส่ายอยู่วุ่นวายจึงปลอบว่า
“ลูกเจ้าอย่านิ่งเฉยไป เจ้าอย่ารั้งรอ วันนี้ครบถ้วน 15 วันแล้ว อย่าคิดท้อถอยไปเลยลูก ลูกแก้วจงลุกไปเข้าหอเถิด”
วันทองได้ยินร้องไปว่า
“แม่เจ้าประคุณของลูกแก้ว จะแกล้งฆ่าลูกเสียแล้วกระมัง ผัวของลูกไปทัพพึ่งกลับมา แม่ก็เห็นอยู่กับตา ถ้าผัวเขาตายไปแล้ว ก็จะอยู่ด้วยกันอย่างสบายใจ นี่ผัวเขาพึ่งจากวันทองไปเพียง 2 วัน จะบังคับขืนใจให้ลูกต้องตายฤา
เสียแรงที่แม่อุ้มท้องวันทองมา แต่แม่กลับจะมาฆ่าลูกเสียแล้วหนา อีกทั้งลูกของแม่ก็จะอยู่อย่างอับอายคน เพราะต้องอยู่กับอ้ายหัวล้านที่ช่างน่ารำคาญ”
นางศรีประจันตวาดว่า
“พูดผิดพูดใหม่ได้นะ อีลูกจองหอง ผัวมีเงิน มีทองหาเอาไม่ เขาจะทำให้พวกเราได้ นั่งกิน นอนกิน อย่างสุขสบายไปจนตาย ส่วนเรื่องหัวล้านไปสนใจมันทำไม
เฝ้าแต่บ่นวุ่นวายถึงพลายแก้ว มันมีเมียใหม่แล้ว มึงเห็นฤาไม่ มันด่ามึง ดังสะท้านไปทั้งเมืองสุพรรณ ทั้งยังตัดขาดกันไปแล้ว คงไม่มาเอ็นดูมึงแล้วละ
ถ้ายังมิฟังคำแม่ ทำเป็นเชเชือน มึงก็ไปจากเรือนกู อย่าได้อยู่ที่นี่อีก ยากเย็นเป็นตายเยี่ยงไร กูหมายไว้แล้วก็ต้องทำให้ได้”
จากนั้นแกก็เข้าไปฉุดลากวันทองออกมา วันทองพยายามกระถดหนี ในขณะต่างคนต่างดึง และดันกันอย่างสุดกำลัง สุดชีวิต จังหวะนั้นขุนช้างผู้รอคอย เห็นความสมหวังอยู่ร่ำไร รีบลนลานคลานออกมา เปิดประตูไว้คอยท่า นางศรีประจันฉุดลากวันทองอย่างสุดกำลังบ่นว่า
“อีว่ายากฉิบหาย มันจะขายแม่”
ทั้งน้ำตา และน้ำมูก น้ำเหงื่อ ของนางศรีประจันหลั่งไหลมาในเวลาเดียวกัน ในขณะที่แกแยงแย่มือลาก ชักกระชาก และแล้วมือแกก็หลุด ตัวปลิวกระแทกไปชนฝา ผ้าขาดดังควากล้มฟาดไปกับพื้น
ส่วนวันทองก็ล้มคะมำไปเช่นกัน ศรีประจันหันมาพยายามผลักวันทองอีก แต่ตัวแกเองหกคะเมนไป จึงได้แต่ตีวันทองซ้ำๆ อย่างไม่วางมือ
“มึงไม่ไปเข้าหอจริงฤา กูหาฟังไม่”
วันทองร้องเสียงดัง
“แม่อย่าขืนใจลูกเลย แม่ลูกไหว้ละ ชาวบ้านเอ้ยช่วยกันมาดูหน่อย”
ตาผลหัวล้าน บ้านอยู่ใกล้ๆ ตกใจนึกว่ามีขโมยมาแทงหมู ฉวยหอกได้ออกยืนคาที่ประตู ร้องว่า
“สู้มันหวา อย่ายอมมัน”
นางศรีประจันรู้สึกขัดใจร้องว่า
“อ้ายผล กงการอะไรของมึง อ้ายหัวล้านขนอกรุงรัง คงจะมีผู้ใดไปแทงหมูของมันถึงได้ร้องไป”
ขุนช้างคิดว่าแม่ยายด่า จึงร้องไปว่า
“ฟ้าผ่าเถิด ฉันหาได้แทงหมู หรือหมูถูกแทงไม่ รีบส่งวันทองมาเถิดจะชักช้าไปไย”
ศรีประจันไม่พอใจร้องไปว่า
“ไอ้บ้ากาม”
แล้วหันหน้ามาฉุดลากวันทองต่อไป ผ้าผ่อนของแกก็เกิดหลุดลุ่ย ทำให้แกงุ่มง่าม ชักช้ากว่าเดิม แต่ยังมิยอมให้ชักช้าแม้สักนิดเดียว รีบหันหน้ากลับมาฉุดลากวันทองต่อ การออกแรงต่อสู้กัน ของทั้งสองเป็นไปด้วยความดุเดือด
ทำให้ข้าวของหล่นเรี่ยราดกระจัดกระจาย ข้าวของแตกหัก ถ้วยชามแตกเป็นชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย แกเผลอไปเหยียบและบาดเท้า สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
“ว้ายกูตายหวา”
แกยกขาขึ้นดู เห็นเศษชามแตกตำตีน เลือดออกแดงแจ๋ ยิ่งสร้างความขัดเคืองให้กับแกขึ้นมากกว่าเดิม กล่าวโทษว่าเป็นความผิดของวันทอง
“ดูมันทำ ช่างถ่อยเหลือกำลัง”
วันทองฉวยแคร่ได้ ยึดไว้อย่างเต็มกำลัง ศรีประจัน ดึงชามที่ตำตีนออก ปีนแคร่ขึ้นมาเริ่มฉุดวันทองอีกครั้ง วันทองโดนแม่ฉุดมือหลุดจากแคร่ โดนแม่ลากขึ้นไปบนหอใหญ่อยู่วุ่นวาย ผ่านพ้นประตูเข้าไป
วันทองถูกลากถู ผ้าผ่อนหลุดหาย ขุนช้างเห็นเข้า ก็กระโจนเข้ามา อย่างหน้ามืด ตาลายเข้าไปกอดจูบ แม่ยายสองที นางศรีประจันตกใจ รีบผลักขุนช้างออกไป
“อ้ายหัวล้านโสโครก กระโหลกผี”
ขุนช้างร้อง
“ว้าย ตายแน่ครานี้ หลงขี่แม่เข้าเสียการหมด”
จึงรีบวางแม่ยายลง หันมาคว้าวันทอง งุ่นง่านฉุดลากเข้าไปในห้อง ด้วยความทุลักทุเล ร้องลั่นด้วยความดีใจ
“วันนี้ กูจะขึ้นวิมานแล้ว”
วันทองร้องอึงลั่นห้อง
“พ่อพลาย ไอ้ขุนช้าง ไอ้ห่า มันจะข่มเหง จะฆ่าเมียแล้ว หูตามันดูเหมือนแมวหง่าว ไอ้ขี้ถ่อย ไอ้หัวหูเหมือนมะพร้าวห้าว ถอยออกไปให้พ้นกู”
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1603245213.jpg)
ขุนช้างฮึดฮัดยื่นมือเหนี่ยวดึงหัวไหล่ทั้งสองของวันทอง ฉุดเข้าไปในมุ้ง วันทองถีบผางเข้ากลางอก ขุนช้างพลัดตกจากเตียงเสียงดังตุ๊บ
แต่ขุนช้างรีบผลุดกลับขึั้นมา ทับตัวของวันทองไว้ สายมุ้งขาดหมด ทั้งสองต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดิ้นกันเป็นผัลวัน ในที่สุดมุ้งพันวันทองเหมือนดังไข่พอก
“กูหายใจไม่ออกแล้วไอ้ฉิบหาย”
ขุนช้าง หน้ามืด ตาลาย ยังคงไขว่คว้า หาทางเผด็จศึก แต่มุ้งพันกันวุ่นวาย
“แค้นใจมุ้งมันพันกันยุ่งเหยิงจริงๆ พอรุ่งขึ้นกูจะเอาไปทิ้งเสียที่เวจขี้”
ด้วยความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ ในที่สุดขุนช้างก็ฉีกมุ้งออกจนได้ จึงค่อยๆ คลี่มุ้งที่พันวันทองไปทีละนิด เลิกมุ้งที่พันตัววันทองไป
เหลือไว้แต่ส่วนที่พันหัววันทอง จนได้ทีสบอารมณ์ตามที่หมายปอง ส่วนวันทองได้แต่จนใจด้วยอยู่ในโปง ร้องจนตาปลิ้น ดิ้นด้วยคิดจะลุกจนสุดกำลัง แต่หาทำได้ไม่
“กูจุกขึ้นมาแล้ว อ้ายตายโหง”
ถีบขุนช้างล้มโก้งโค้ง ยักแย่ ยักยัน ขุนช้างรีบลุกขึ้น แต่ก็สะดุดขันน้ำเข้า เปียกปอนไป วันทองหลุดจากขุนช้างผลุดขึ้นนั่ง ทั้งที่มุ้งยังพันตัว ขุนช้างงกงันเข้าปล้ำล้มไปบนเตียงทั้งคู่ เสียงอึกอัก วันทองพยายามดิ้นรนจนสุดกำลังแต่สุดท้าย ก็ไม่สามารถทนแรงความต้องการของขุนช้างได้
มหัสจรรย์ฟ้าลั่นฝกตกฟ้าคะนอง น้ำหลั่งไหลซึมซาบแผ่นดิน กุ้ง หอย ปู ปลาต่างดีใจ มุดน้ำ ดำไล่ ว่ายน้ำ ผลุบ โผล่ มีแต่ตัวโตๆ เข้าซอกไซ้หิน ปลาเทโพ เที่ยวหากิน ว่ายวารินชำแรกแทรกถึงพื้น
วันทองอยู่ในห้วงความทุกข์ ฝ่ายขุนช้างรู้สึกสุข สำราญ รื่นเริง แช่มชื่น ยิ่งนัก เพลานี้รู้สึกรักนางแทบอยากจะกลืนกิน ทุกวันเวลา
“หญิงอื่นหมื่นแสน พี่ไม่รัก เงินทองพี่มีไม่น้อย เป็นร้อยๆกระบุง พี่ตั้งใจจะยกให้เจ้าทั้งหมดหนา ยามเมื่อเจ้าจะไปที่ใด พี่ก็มิให้เจ้าต้องเหนื่อยยาก จะให้ขี่คอผัวต่างขี่ช้างพลาย”
วันทองฮึดฮัดสะบัดหน้า คับแค้นใจ ด้วยรู้สึกว่าตัวเองนั้นชั่วช้ายิ่งนัก ยามที่คิดถึงพลายแก้วรู้สึกเจียนจะขาดใจตาย ทั้งยังรู้สึกอับอาย จนมิอาจพบหน้าผู้ใดได้ ได้แต่อยู่ในห้อง โศกเศร้าเสียใจ เหมือนคนบ้า
เป็นอยู่เยี่ยงนี้ แต่ก็จำใจอยู่ด้วยกับขุนช้าง พอลับหลังก็ให้หวนระลึกถึงพลายแก้ว ไม่เป็นอันกินข้าวปลา ตื่นจากที่นอนเอาเมื่อสาย อยู่ในห้วงความตรอมใจ จมอยู่กับกองน้ำตา
.
จบตอนที่ 13
.
Create Date : 21 ตุลาคม 2563
Last Update : 21 ตุลาคม 2563 8:56:44 น.
.
ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 13/2 พลายแก้วได้เป็นขุนแผน ขุนช้างได้นางวันทอง จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=10-2020&date=21&group=1&gblog=32
.