Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
เรื่องราวน่าอ่าน => นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง => Topic started by: ppsan on 13 May 2026, 21:46:28
-
ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 5
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/1 ขุนช้างขอนางพิม
ตอนที่ ๕/๑ ขุนช้างขอนางพิม
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ขุนช้าง ขุนแผน
.
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1594516541.jpg)
ขอกล่าวถึงขุนช้าง ตั้งแต่วันฟังเทศน์มหาชาติ เฝ้าคิดถึงแต่พิมพิลาไลยตกอยู่ในห้วงแห่งความรักตลอดเวลา อยู่ในอาการเศร้าสร้อย หลับตื่นก็ละเมอถึงแต่พิม เวลาผ่านไปเป็นเดือน ก็ยังไม่สร่างซา รู้สึกรุ่มร้อน นั่งนอนไม่มีความสุข เอาแต่นอนกอดหมอน ไม่กินข้าวปลา เหม่อลอยเฝ้าคิดถึงแต่พิม ผู้ใดกล่าวอันใดก็ไม่ได้ยิน ข้าไทในเรือนไม่มีใครกล้าเสนอหน้า
อีกริมยืนอยู่ที่บันได ในเพลาจวนรุ่ง ขุนช้างงุ่นง่านอยู่ในห้องมองผ่านหน้าต่าง หูแว่วได้ยินคล้ายดังเสียงของพิม จึงรีบเดินไปเปิดประตู เหลียวมองหาไม่เห็นมีใคร ก็กลับเข้าไปในห้องนอน ร้องละเมอเรียกพิมไปเรื่อยเปื่อย อีกริมได้ยิน คิดว่าเรียกจึง รีบขาน และเข้ามาหา
ขุนช้างได้ยินเสียงขานรับฟังดูหวานจับใจ รู้สึกดีใจหนักหนา รีบแต่งหน้า แต่งตัว ทั้งที่ยังมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบกายไม่ถนัด ในท่ามกลางแสงขมุกขมัว อีกริม คลานมาจนถึงข้างมุ้ง ขุนช้างเห็นรีบคว้ามากอดด้วยความดีใจ กล่าวระล่ำระลักว่า
“แม่เอ๋ยใยมาในเวลาจวนรุ่ง”
จากนั้นก็กอดจูบ ลูบคลำไปทั่วกาย อีกริมดิ้น ขุนช้าง หงุดหงิดบ่น
“จะดิ้นไปทำไม”
อีกริมดีใจนึกว่านายรัก จึงนิ่งเงียบ แม้ว่าขุนช้างจะทำเยี่ยงไรก็นิ่งเงียบ ขุนช้างเล้าโลมลูบคลำไปมา รู้สึกว่าทุกสิ่งที่ลูบคลำ มันจะหย่อนยาน ห้อยย้อยมากไป ทำให้คิดว่าไม่น่าจะใช่พิมพิลาไลย ที่ตนหมายปอง จึงถามไปว่า
“ผู้ใดปลอมตัวมา”
อีกริม ยิ้มจนเห็นฟันดำตอบว่า
“อีกริมเจ้าคะ นายเรียกฉันเข้ามาแล้วว่าปลอม ครั้นมิยอมกลัวนายจะไม่พอใจ”
จากคำตอบที่ได้รับขุนช้างถึงกับอึ้งตกตะลึง ไปชั่วขณะ บ่นโวยวายว่า
“มันเกิดอันใดขึ้น ข้าเรียกน้องพิม ใยได้อีกริมรีบวิ่งเข้ามา กูเรียกพิม อีกริมขานรับ กูกำลังพล่านมิทันได้ดูหน้า มึงก็มีดในเรือนเหมือนกับพร้า ข้าเลยไขว่ขว้าเคล้าคลึงลูบคลำจนถึงใจ เอาวะไหนๆ ก็ๆไหนๆ แล้ว”
จากนั้นก็เกิดสิ่งอัศจรรย์ในคงคา เรือแพกระฉอกสั่นไหว ขุนช้าง เพลิดเพลินเจริญใจ หยอกเย้าเคล้าคลึง ลูบคลำอีกริมจนรุ่งสาง ขุนช้างออกมาจากห้อง มาล้างหน้าที่หน้าต่าง หยิบพานหมากมาวาง รู้สึกจิตใจพลุ่งพล่าน คิดถึงแต่พิม อมหมากอ้าปากค้าง รีบออกจากเรือน เข้าไปกราบแม่เทพทอง นั่งนิ่งไม่พูดจา
แม่เทพทองผู้มารดา เห็นหน้าขุนช้างสีหน้ามัวหมอง ท่าทางผิดปกติ ยกมือทั้งสองลูบศีรษะขุนช้าง ด้วยความเอ็นดู
“เจ้าซูบผอมเอวไหล่บางลง หน้าดำคล้ำเหมือนดินหม้อ ขี้ไคลดูท่วมคอ มีทุกข์โศก เป็นโรคกระไร จึงหม่นหมองเป็นหนักหนา บอกแม่มาอย่าปิดบัง ดูซิถามก็ไม่พูด ปวดหัวบ้างฤาไม่”
ขุนช้างฟังแม่ถามคิดจะบอก ได้แต่อัดอั้น พูดไม่ออก สะอึกสะอื้น สุดท้ายร้องไห้โฮ ใช้มือเช็ดน้ำตาพลาง กล่าวว่า
“หลังจากแก่นแก้วตายแล้ว เป็นหม้ายทรมานมาปีกว่า ลูกไม่มีความสุข เฝ้าคิดถึงเมียรักเป็นหนักหนา ทุกเช้าค่ำได้กินแต่น้ำตา ทุกข์ของลูกนี้หนักนัก เหมือนคนโค่นต้นไม้ทับกระดูกแตกแหลกละเอียด อกเป็นหนอง โรคนี้ร้อยปีมิมีวันหาย มีแต่หนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันตาย เงินทองมีอยู่มากมาย จะหายหรืออยู่มิได้สนใจ
หญิงอื่นหมื่นแสนลูกไม่เห็นว่าผู้ใดจะเป็นแม่เรือน ช่วยประคับประคองรักษาทรัพย์ ลูกเที่ยวดูทั้งเมืองสุพรรณ เห็นแต่พิมพิลาไลยที่อยู่บ้านท่าพี่เลี้ยง ลูกยายศรีประจันเท่านั้น รักกันกับข้ามาช้านาน
กลัวว่าจะมีท้องจะได้อายเพื่อนบ้าน คอยรบเร้าให้ไปสู่ขอ เร่งเร้าเช้าค่ำลูกรู้สึกรำคาญและสงสาร ผู้ที่จะช่วยได้มีแต่มารดาเท่านั้น แม่จงปราณีกับลูกช้าง ไปขอนางดูสักหน ถ้าแม่ของหล่อนไม่ยินยอม ลูกจะพาพิมหนีจากเรือน แต่ถ้าแม่ของพิมยินยอมพร้อมใจ เรื่องสินสอดจะไม่ให้อายผู้ใดเป็นแน่ เดือนนี้ข้างขึ้นเป็นวันดี ลูกจะเสกขี้ผึ้งให้แม่สี แม่จงเมตตาปราณีวันนี้เป็นวันดี แม่จงรีบไปเถิด”
นางเทพทองผู้เป็นมารดา ได้ฟังคำของขุนช้างหาเชื่อไม่ ตอบกลับคำขอของขุนช้างว่า
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1594516508.jpg)
“พิมพิลาไลยเป็นหญิงงามล้ำในเมืองสุพรรณ ส่วนเอ็งรูปอัปลักษณ์สุดทน พยายามไปจะเสียแรงเปล่า แม่จะเปรียบเทียบให้เข้าใจมากขึ้น พิมนั้นงามเด่นดังจันทรา ส่วนเอ็งนี้เหมือนเต่านาในโคลนตม มาปรารถนาชมจันทร์ เอ็งพอจะเข้าใจได้แล้วฤาลูก
เงินทองที่มีกองไว้ทำไม เอ็งก็ขนเข้าไปในกรุงศรีอยุธยา เลือกหางามๆ ที่ต้องใจ หรือจะหารูปร่างดุจกินนรก็ได้ เอ็งอย่ากังวลไป เงินทองมีมากมาย จะไปงอนง้อเขาทำไม แล้วที่เป็นเพื่อเล่นกันมา เมื่อยังเป็นเด็กมันด่า เอ็งไอ้หัวล้านชัดทุกคำ กูรำคาญ”
ขุนช้างกล่าวแก้ว่า
“เป็นผัวเมีย ฤาจะกลัวการบ่นด่า ตอนเป็นเด็กไม่ยำเกรง เพราะเล่นตามประสา จึงโดนด่า ครั้นโตเป็นหนุ่มสาว ได้อิงแอบเกิดความรักขึ้น รู้สิ่งควรมิควร จะวิตกในข้อนั้นไปใย สงสารเจ้าพิมพิลาไลย ลูกได้ให้สัญญาเป็นถ้วนถี่ รับคำมาเป็นมั่นเหมาะ ว่าจะมาแต่งในสามราตรี พิมว่าถ้าลูกไม่ไปขอ จะผูกคอตายเสียหาอยู่ไม่
ลูกคิดว่าถ้านางตาย ลูกมิขออยู่เป็นคน จะเอามีดพร้าผ่าหัว สับเนื้อตัวให้ปี้ป่น แม่ไม่ปราณี ลูกก็จนใจด้วยมิรู้ว่าจะไปพึ่งผู้ใด”
จากนั้นยกเท้าของมารดาขึ้นมาบนศีรษะ แล้วเกลือกกลิ้งไปมาร้องไห้ สลับกับเอามือทุบหัวล้าน ทั้งที่น้ำตาน้องหน้า นางเทพทองทนไม่ไหวร้องตวาดว่า
“อ้ายนอกครูอุบาทว์ ห้ามไม่ฟัง มึงกล้าพูดโกหก ว่าเป็นชู้ไปมาหาสู่พิม ไม่คิดเจียมตัวอ้ายหัวพรุน รูปร่างอ้วนกลมเหมือนกระชุนุ่น กูไม่เห็นใครเขาจะชอบใจ
นางพิมพิลาไลยเขางามนัก อกเอวอ้อนแอ้นดังกินนร ฤาจะมาสมสู่กับหมูหมา ให้เพื่อนบ้านติฉินนินทาได้ มึงช่างพูดแต่เรื่องไม่จริง เป็นไปไม่ได้ กูไม่อยากเดินไปให้เหนื่อย เมื่อยหัวแม่ตีนเปล่าๆ อย่ามาร้องไห้เซ้าซี้ กลับเรือนให้พ้นกู”
ขุนช้างโดนแม่ด่า มิอาจทนอยู่ได้ รีบลุกกลับออกมา ถึงเรือนเปิดมุ้งเข้านอนคุดคู้คร่ำครวญ
“โอ้พิมของขุนช้างเอ๋ยเมื่อใดจะได้เคียงคู่หนอ อกพี่นี้ดังไฟสุม เจ็บเจียนตายแล้ว รักใครไม่เหมือนรักพิม เจ้างามรูป งามจริต งามทุกสรรพสิ่ง ส่วนตัวข้านั้นกระไรเลยหัวล้านเลี่ยนเตียนโล่ง
ถ้ากูพบฤาษีชีพราหมณ์ จะให้ชุบให้เหมือนพระราม กรีดกรายให้นางสีดามารัก แต่อนิจจาตัวพี่นี้ มิมีอันใดที่น่าดู จะเกี้ยวผู้ใดก็ทำไม่เป็น ที่ผ่านมามีแต่เล่นปล้ำเอา กูจะนอนหน้าคว่ำนิ่งด้วยความ ทรมาน ทรกรรม อยู่ใย
เพลาบ่าย พิมจะออกจากบ้านกับข้าไทไปเล่นน้ำ กูจะพาบริวารไป เดชะบุญของขุนช้าง ถ้าพอจะติดสินบนผู้ใดได้บ้าง สิ้นไปสักเก้าชั่ง สิบชั่งจะเป็นไร เยี่ยงนี้คงได้การเป็นแน่”
หลังคิดได้เยี่ยงนี้ รีบลุกดูท้องฟ้า เห็นว่าตะวันบ่ายแล้ว
“อุแม่..ตะวันบ่ายได้เวลาแล้ว”
ขุนช้างเรียกข้ามาหลายคนหยิบถุงใส่เงินได้ห้าชั่ง ผุดลุกผุดนั่งวุ่นวายไปมานุ่ งผ้ายก แต่งตัวทาน้ำมันจันทน์หอมฟุ้ง
คาดเข็มขัดดูรุ่มร่าม ไม่เข้ากันกับผ้านุ่ง มีขนอกขึ้นเต็มจนถึงพุง รีบไปจากเรือน ติดตามด้วยบ่าวไพร่จำนวนมาก เป็นขบวนใหญ่ ขุนช้างเห็นผู้คนต่างมุงดู จึงกล่าวว่า
“ผู้ใดทำให้ขายหน้ากูจะเฆี่ยนหลังให้ลาย”
ครั้นไปถึงท่าน้ำที่พิมพิลาไลยอาบ หันมากระซิบกระซาบกับบ่าวไพร่ ให้แอบซุ่มอยู่แต่ไกล เขามาก็อย่าให้เห็นตัว ส่วนขุนข้างแอบที่พุ่มชิงชี่ต้นหนึ่ง ฉวยผ้าขาวม้าคลี่พันหัว นั่งยิ้มหน้าบาน คอยพิมด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข
.
ตอนที่ 5 ยังมีต่อ...
.
Create Date : 12 กรกฎาคม 2563
Last Update : 12 กรกฎาคม 2563 22:22:36 น.
.
ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/1 ขุนช้างขอนางพิม
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=07-2020&date=12&group=1&gblog=13
.
-
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/2 ขุนช้างขอนางพิม
.
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1595384602.jpg)
ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่ ๕/๒ ขุนช้างขอนางพิม ต่อ
ครานั้นพิมพิลาไลยกับสายทอง อยู่ในห้องปักสะดึงกรึงไหม (เป็นงานประณีตศิลป์ไทยที่มีความละเอียดอ่อน) จนกระทั่งบ่าย พิมและสายทองพร้อมด้วยข้าไท ทั้งหลายไปอาบน้ำ ถึงท่าพากันผลัดผ้า ลงเล่นน้ำเข็ดสีเหงื่อไคล
บางคนชวนเล่นไล่ จัดแบ่งผู้ใดซ่อน ผู้ใดหา เปรียบหนี เปรียบไล่ให้อยู่โยง กระโดดดำผุด ดำว่ายไป อีโคกโก้งโค้ง กระโดดน้ำดำน้ำไป อีเอียดดำหนี อีโคกว่ายน้ำไล่ อีรักหนักท้องว่ายน้ำชักช้า อีโคกกระชั้นใกล้เข้ามาทุกที อ้ายโห้งแอบอยู่หลังกอแขมแอบดูอดหัวร่อมิได้ ขุนช้างโมโหตีด้วยไม้ อ้ายโห้งจึงชี้ให้นายดู
“นั่นแม่พิมอยู่ริมตลิ่ง หน้าอกใหญ่จริงกำลังสีตัวอยู่”
ขุนช้างด่าว่า
“มึงอย่าว่าแม่ของกู อีแสมนั่นแหละของมึง”
อ้ายโห้งฟังนายพูดค่อยสบายใจกล่าวว่า
“ฉันคิดไว้ตั้งแต่มาถึง ความรักเกิดขึ้นแวบแรกที่เห็น อีคนนี้มีค่าตัวหนึ่งชั่ง รูปร่างราวตะโพนโผนลงน้ำ ฉันยักคิ้วให้เมื่อกี้ แสดงอาการพลิกหงายสองที ฉันก็มีดีจากครูดีจ๊ะ”
ในสายตาขุนช้าง และลูกน้องคนสนิทมองไปที่ท่าน้ำอีกครั้ง เห็นอีโคกกระโชกไล่อีรักจับขาได้ดึงชายผ้า ดำน้ำกอดรัดฟัดกัน ครั้นผุดขึ้นอีรักตาเหลือกสำลักน้ำ ร้องด่าด้วยคำหยาบคาย นอนไถลผ้านุ่งไม่ติดตัว อ้ายโห้งถูกใจปรบมือ
“แม่ทูนหัว เจ้าสั่นรัวหน้าแหงน ดังปากปลาม้า”
สายทองนางพิมอยู่ริมตลิ่ง หัวเราะล้มกลิ้งจนมิอาจลุกได้ ผ้าของพิมหลุดจากรักแร้ เนินถันปรากฏแก่สายตา ขุนช้างเห็นดังนั้นรู้สึกงุ่นง่านใจ เอามือบีบคั้นหน้าแข้งตัวเอง ยืนแยงแย่ โคลงตัวส่ายบิดตัวไปมาดูเหมือนตุ๊กแก
“อีแม่เอ๋ย วันนี้กูต้องตายแน่ๆ”
เพลานั้น พิม สายทอง ร้องเรียกข้าไท
“ไปเหวยพวกเจ้าตะวันบ่ายแล้วหนา”
จากนั้นทั้งนายทั้งบ่าวรีบขึ้นมาพลัดผ้า ใช้เวลาไม่นานก็เดินทางตามกันกลับบ้าน ขุนช้างรีบออกจากพุ่มไม้ บ่าวไพร่น้อยใหญ่ติดตามพลัน ในเส้นทางเดียวกับพิม และบ่าวไพร่กลับบ้าน ขุนช้างเดินเรียงเคียงไหล่ ยิ้มไปเล่มา สายทองและพิมจึงหลีกทางให้ ขุนช้างเดินเกินนางขึ้นมาด้านหน้า แกล้งร้องเพลงยาวกล่าวกระทบมาว่า
“โอ้ว่าดวงดอกฟ้ามณฑาธาร”
อ้ายโห้งโก่งคอต่อกลอนนาย
“พี่เห็นเจ้าเข้าหมายว่าของหวาน ดูกระเพื่อมตละเชื่อมซึ่งเต้าตาล”
ขุนช้างเดินผ่านพ้นนางไป พิมโกรธด่างุ่นง่าน
“แม่มึง...อ้ายหัวล้านกบาลใส”
จากนั้นพิมและบ่าวไพร่รีบเดินกลับบ้าน ฝ่ายขุนช้างออกไปไกลขอบรั้ว แสงแดดแผดเผาจนหน้าเผื่อน จึงแกล้งชวนบ่าว ข้า เที่ยวเถลไถลไปเรื่อยให้ชักช้า ประมาณครู่หนึ่ง จากนั้นห้ามบ่าวไพร่มิให้ส่งเสียง เดินเป็นระเบียบเข้าบ้านศรีประจันทันที จากนั้นหยุดอยู่ที่ประตูถามหา บ่าวแจ้งว่า
“โน่น..ท่านอยู่ที่นั่น”
จึงกล่าวว่า
“ข้ามาหาท่านโปรดเมตตาฉัน บอกแม่ศรีประจันว่าเรามา”
พวกข้าที่รับคำขุนช้างรีบขึ้นไปบนเรือนแจ้งว่าขุนช้างมาหา นางศรีประจันมองไปที่หน้าต่าง แลเห็นขุนช้างมีเหงื่อไหลอาบหน้าผาก ก็ใจหาย คิดในใจว่าใยฝ่าแดดมาเยี่ยงนี้ รีบร้องเชิญให้ขึ้นมาบนเรือน
“เชิญคะ ขึ้นมาบนเรือน ท่านช่างทนแดดแผดเผาเหงื่อไหลรี่ รีบใช้น้ำ ลดร้อนเถิดหนา”
เรียกข้าด่าอึงมี่สับสนไป ขุนช้างย่างขึ้นบนนอกชาน จากนั้นคุกเข่าคลานเข้าไปในเรือนใหญ่ ครั้นนั่งบนเสื่อเป็นที่เรียบร้อย ยกมือไหว้นางศรีประจัน นางก็รับไหว้ แล้วบอกให้กินหมาก จากนั้นถามว่า
“แดดร้อนเยี่ยงนี้ไปไหนมาฤา”
ขุนช้างกระอักกระอ่วนมิใคร่บอก อู้อี้ค่อยๆ เอื้อนเอ่ยเนื้อความว่า
“ลูกนี้..ขัดสน..ปัญญายิ่งนัก”
จากนั้นก้มหน้านิ่งมิกล่าวคำใดๆ ครานั้นนางศรีประจันเห็นขุนช้างทำอ้ำอึ้ง ทำให้นางใคร่รู้เป็นยิ่งนักจึงเซ้าซี้ถาม
“มีความกังวลสิ่งใดขอบอกมาเถิด เป็นคนกันเอง อย่าได้เกรงใจต้องการสิ่งฤา พ่อจึงมา”
ขุนช้างหมอบชิดจนติดหมอนกล่าวว่า
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1594864843.jpg)
“ได้โปรดก่อนขอรับคุณแม่ขา ลูกนี้ขัดสนจนปัญญายิ่งนัก จะปรึกษาใครก็ไม่มี แก่นแก้วตายแล้วเป็นหลายเดือน เงินทองกองเกลื่อนไม่เป็นที่ โดนลักฉกฉวย ลูกผู้เดียวดูไม่ทัน วันนี้หายไปตั้งหลายชั่ง สิ่งที่หายมิใช่เงินทองเท่านั้น แม้แต่ผ้าผ่อน ก็โดนหักกุญแจง้างเอาทั้งกลางวัน
ถ้ามีใครจะรับปกครองทรัพย์สินเงินทองทั้งปวงได้ จะยกให้ทั้งไร่นา และข้าไท มอบเหย้าเรือนให้เป็นแม่เรือน แม่หม้าย ก็ไม่ว่า ขอแค่มีกิริยาไม่อายเพื่อน จะได้ช่วยเก็บ ช่วยตักเตือน แค่พอเหมือนแม่พิมพิลาไลย ลูกก็พอใจแล้ว”
ยายศรีประจัน ฟังคำขุนช้างรำพันไม่อาจนิ่งได้ คิดโลภขึ้นมา
“เหมือนอย่างพ่อช้างนี่ มีเงินเหตุใดจะไร้ทอง พอจะหาเมียดีได้เหมาะสม ไม่อายแขกไทยที่ไปมา จะเลือกคัดจัดหาที่ดีดี รู้การเก็บข้าวของอย่างถ้วนถี่ รู้การรอบคอบครอบครองปกป้องข้าไท ทั้งไร่ นา เจรจาอ่อนหวานการผู้ดีมีฐานะสมกัน รู้การปักเย็บกรอง ได้อย่างแน่นอน
ในสุพรรณบุรี ไม่เห็นใครมีฐานะเสมอกับพ่อช้าง ที่จริงออพิมพิลาไลย พอจะเป็นผู้ใหญ่ก็ได้บ้าง แต่ก็เพียงปานกลาง ไม่เหมือนอย่างนางในกรุงศรีอยุธยา”
ขุนช้างได้ฟังคำชมหน้าบานกล่าวยิ้มว่า
“อันจะหาผู้ใดเหมือนแม่พิมนั้นยากนัก ลูกคิดทุกวันเวลาจะให้มาว่าเป็นไมตรี ครั้นหารือกับแม่เทพทองจะรับคำปรองดองก็ใช่ที่ มิใช่เรื่องอันใดดอก แต่ด้วยเห็นว่าเล่นกันแต่ก่อนนี้เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง
เมื่อคราวปลงศพบิดาก็เคยหารือกัน เรื่องจะให้ผูกพันเข้าหอร่วมห้อง แต่กลัวแม่ข้างนี้มิปรองดอง แม่เทพทองจึงมิกล้ามา แม้นแม่มิโกรธถือโทษจะหาท่านผู้ใหญ่ให้มาสู่ขอ จะยกทั้งวัวควายและไร่นา เงินทอง เสื้อผ้าทุกอย่าง”
ครานั้นพิมและสายทองฟังอยู่ในห้อง ให้รู้ปั่นป่วนแค้น ถ้อยคำขุนช้างเจรจาด้วยมารดาจึงเปิดหน้าต่างร้องออกไป
“อ้ายผลไปไหนมึงมานี่ อ้ายหัวล้านอกขนคนอัปรีย์ งานการยังมีไม่นำพา”
ตาผลหัวล้านร้องขานนาย
“มีกระไรฤาคุณแม่ขา”
แล้วรีบลนลานหัวใสมา ขุนช้างได้ฟังเสียงพิมด่า รู้สึกอายข้าไท ไม่อาจอยู่ต่อไปได้ รีบงกงันลาศรีประจัน พลุ่งพล่านย่างก้าวออกจากเรือนพลัน ตาผลสวนขึ้นมาคาบันได หลีกขุนช้างตัวสั่น ขุนช้างเงยหน้าทำหน้าเหรอหรา ยิ้มยิงฟันทักทาย
“นานๆ จะเจอสักครั้งนะ”
ตาผลตกใจรีบยกมือไหว้ ท่ามกลางเสียงแว่วมาพวกหัวล้าน เพราะเที่ยวชนไก่แต่เมื่อก่อน ขุนช้างทำเป็นไม่ได้ยิน เก้ๆ กังๆ ไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ครั้นสิ้นแสงตะวัน เป็นเวลาที่พระจันทร์ได้เปล่งแสงนวลงามตา พิมน้อยแสนละห้อยเฝ้าคิดถึงแต่พลายแก้ว ด้วยว่าห่างหายไปหลายวันแล้ว ได้แต่รอคอยทุกเช้า ค่ำ แต่มิเห็นมาจึงได้ปรึกษากับสายทองผู้ฉลาดล้ำ
“พลายแก้วไปแล้วหามาไม่ หลายวันหายไปไม่เห็นหน้า น้องรู้สึกเสียใจในคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ กลับไม่เป็นไปตามคำ จะโทษแต่พี่ก็มิได้ ควรโทษที่ใจของน้องด้วยที่มักง่าย ไปหลงรูป เชื่อคำที่ไพเราะ ของพลายแก้วจึงเสียของรัก มิรู้จะทำอย่างไรได้ ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก หากแม้นยังซื่อตรงต่อกัน ควรเวียนมาบ้างให้ประจักษ์แก่น้ำใจ ร้อนเย็นจะได้เป็นที่ปรึกษา
เมื่อไม่มาจะทำอย่างไรดี น้องไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร พี่เห็นหรือไม่พี่สายทอง อ้ายขุนช้างมันกล้ามาหาแม่ ใช้ทรัพย์สมบัติหลอกล่อ กิริยาแม่ช่างโลภทรัพย์สิ่งของนี้สุดใจ
ดูเหมือนว่าใคร่เป็นปรองดองยิ่งนัก จะนิ่งอยู่เยี่ยงนี้ฤาพี่ ไม่อยากจะนึกเลย น้องนี้จะอยู่เป็นสุขได้อย่างไร พี่สายทองจะคิดประการใด จงบอกให้น้องแจ้งด้วยเถิดรา”
สายทองปลอบน้องด้วยกอดแนบหน้า ชอนคางพลางช่วยเช็ดน้ำตา
“น้องพี่ เวลายังไม่เกินกำหนดการ เจ้าอย่าโศกาไปเลย พลายแก้ว ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้มากมาย ใช่คิดลวงเล่น แต่หมายรักพิมของพี่กว่าชีวีจะอวสาน ลางทีมีเรื่องสำคัญต้องทำมากมาย หรือไม่ ก็เรื่องรู้ถึงสมภารทำให้ต้องวุ่นวาย จึงเป็นเหตุเงียบหายไม่เข้ามา อย่าอาวรณ์ร้อนใจไปใยน้องเจ้า
พรุ่งนี้พี่จะออกไปตามหา ให้เจ้าสิ้นแคลงใจ จะดีร้ายเยี่ยงไร อย่าด่วนกังวลใจไป หากแม้นอยู่ดีมิมีภาระ พี่เจอแล้วจะพามา จงลดความโศกเศร้าลงเสียบ้างเถิด เดี๋ยวจะซูบผอมได้ ผัดหน้าไว้รอเจ้าพลายแก้ว ค่ำพรุ่งนี้คงจะได้เจอ”
ปลอบพลางโลมเล้าเอาใจ กล่อมพัดวีให้เจ้าพิมนอน ครั้นพิมหลับ สายทองลุกกลับมาที่ห้องเอนตัวลงนอน หลับไปในเวลาไม่นานจนกระทั่งฟ้าสาง สายทองรีบตื่น บ้วนปาก ล้างหน้า เข้าไปหาท่านศรีประจัน นั่งลงรีบเล่าเรื่อง
“ท่านขา เมื่อคืนนี้ แม่พิมฝันประหลาดหนัก เรื่องฝันเห็นร้ายไม่น่าไว้ใจ ในฝันว่าไปนอนในเรือนอื่น กลางคืนหลับแล้วไฟไหม้ ยุบลงถึงดิน เนื้อตัวถูกไฟลวกพอง ไม่รู้ว่าร้ายดีประการใด พิมมีอาการตกใจ ดิฉันจะไปวัดป่าเลไลย ปรึกษากับท่านสมภาร”
.
ตอนที่ 5 ยังมีต่อ...
.
Create Date : 16 กรกฎาคม 2563
Last Update : 22 กรกฎาคม 2563 9:23:31 น.
.
ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/2 ขุนช้างขอนางพิม
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=07-2020&date=16&group=1&gblog=14
.
-
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/3 ขุนช้างขอนางพิม จบตอน
.
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1595384842.jpg)
ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่ 5/3 ขุนช้างขอนางพิม จบตอน
ยายศรีประจัน ได้ฟังสายทองเล่าความฝัน รู้สึกตกใจรีบเร่งสายทองว่า
“รีบไปไวๆ อย่าชักช้า เล่าให้สมภารฟังให้ละเอียด อ้อ..อย่าลืมเตรียมหมาก พลู ทั้งขนมนมเนย ส้มสูกลูกไม้ ไปถวายท่านด้วย เอาไปเยอะๆ จวนจะสายแล้วรีบไปให้ทันท่านฉันเช้า”
พิมยิ้มเต้ดีใจ รีบปอกหมาก พันพลู ด้วยความกระปรี้กระเปร่า จัดขนม ผลไม้ อย่างดี ข้าว แกง อย่างเต็มที่ สายทองออกจากห้อง ไปอาบน้ำจากนั้นห่มผ้าแพรดำซับในสี เสร็จแล้วรีบลงจากเรือน พร้อมกับข้าไท เดินทางด้วยความรีบแร่ง
ครั้นถึงวัด คนทัังหมดรีบมุ่งหน้าไปยังกุฎีใหญ่ กราบไหว้ตามปกติ เพื่อมิให้ผู้ใดสงสัย สายทองสั่งงานฉับพลัน กับทาสและข้าไท
“พวกเอ็งพากันไปที่วิหาร มีดอกพิกุลบานหล่น มากมายจงไปดู”
คนเหล่านั้นรีบไปในทันใด สายทองเป็นผู้ใหญ่อยู่ที่นั้น จัดแจงข้าวแกง และของหวาน ถวายท่านสมภาร จากนั้นให้ท่านฉัน หมากพลู และของสำคัญบางอย่างซ่อนไว้ให้เณรพลาย ส้มสูกลูกไม้ที่เป็นของแห้งจัดไปถวายเณรแก้ว
สายทองรอคอยหาช่องทาง
หลังจากพระสงฆ์ฉันจังหันเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างลุกเข้าห้อง สายทองเห็นลับตาคน ไม่มีใคร จึงรีบเข้าไปในห้องเณรแก้ว ถวายหมากพลู บุหรี่ เล่าเรื่องต่างๆ อย่างรวดเร็ว เป็นต้นว่า
“พิมน้อยรอคอยมาหลายวัน อยู่ในอาการโศกศัลย์หนักด้วยความคิดถึง ค่ำวันนี้สั่งให้เข้าไปหา บอกว่าได้แต่คอยมาตั้งนาน คิดแคลงใจว่า เหมือนโดนหลอกชม แล้วทิ้งให้ระกำใจตาย อยากรู้ความเป็นไปทางนี้ จึงใช้ให้มาหาพ่อเณรพลาย มีทุกข์โศกโรคร้ายประการใดฤา
เมื่อกลางวันวานนี้ ไปอาบน้ำ อ้ายขุนช้างทำระยำ เดินแซงหน้าแม่พิม ทำเรื่องหยาบช้า พิมไม่พอใจด่าว่าไปหลายคำ จากนั้นมันไปหาท่านมารดา พูดจาลวนลาม อาจเอื้อมขอพิม ต่อคุณแม่ศรีประจัน คุณแม่ก็คล้อยตามทุกสิ่งไป เพราะเหตุนี้เป็นที่มาให้ พิมร้อนใจมิอาจทนได้ ต่อว่าสายทองชักสื่อชักนำ ทำให้เสียตัวด้วยเณรพลาย คิดแล้วช้ำใจนัก รู้สึกน่าเห็นใจยิ่งนัก
ด้วยรู้สึกว่าตนเองชั่ว คิดระแวงเณรแก้วคลายรัก คิดไปเบื้องหน้าให้หวั่นใจยิ่งนัก ข่าวชั่วคงกระจายไป อ้ายขุนช้างก็จะมาสู่ขอ ไม่รู้จะทำกระไรได้เพื่อนรักหมายจักได้ร่วมใจ ก็ไม่ให้ปรึกษาเมื่อคราวจนปัญญา จึงให้ตามมาดูให้รู้เหตุ ด้วยรู้สึกผิดสังเกต จากที่เคยกล่าวไว้ว่าจะมิให้อายคน
เมื่อเป็นเช่นนี้คิดจะทำประการใด จะสู้หน้าหรือว่าเอาตัวรอด อย่าได้อิดออด พ่อเณรพลายคงสบายดีเพราะอยู่ไกล ส่วนสายทองเจ็บใจด้วยอยู่ใกล้กัน อุปมาเหมือนงาระคนถั่ว เพลาเอาไปคั่ว งาร้อน ฤาจะผ่อนให้ถั่วทัน พอถั่วสุก ก็จะอันตรายงา ท่านอยู่วัดเหมือนรำเล่นนอกม่าน อยู่บ้านเขาก็ใส่เอาแต่ข้า จะคิดอ่านฉันใดให้ว่ามา สายแล้ววันเวลาจะคลาไคล”
เณรพลายยิ้มพรายแก้ไปว่า
“เป็นสัตย์จริงทุกสิ่งที่ได้ให้ไว้กับพี่นาง พิมนิ่มนวลกับสายทองเป็นสองสุดสวาทไม่มีเสื่อมคลาย รักไม่จืดจางแรมร้าง ค่อยๆ ว่ากันเถิด
สงบความอย่าให้ลามอื้ออึง ถ้ารู้ถึงหูคนจะไม่ดี ทุกวันนี้ กระวนกระวายเป็นที่สุด คิดถึงทุกลมหายใจ ติดด้วยสมภารท่านเข้มงวดให้เรียนวิชา ตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นเที่ยงคืนไปยามสามกว่า
วันที่น้องไปหาเจ้าพิม ต้องโดนตัดรอน ตี ด่า ผูกมัด พี่สายทองต้องลำบากเพราะเณรน้อง ได้ฟังคำรับรองแล้ว จงรับธุระก่อน จะแทนคุณให้อย่างเต็มที่ ขอให้ช่วยว่าวอนกับเจ้าพิมพิลาไลย แต่พอว่างจากท่านเจ้าคุณเมื่อใด ก็จะผลุนไปให้จงได้ เป็นความสัตย์ที่มีมาแต่ไหน แต่ไร อย่าได้แคลงใจ”
ว่าพลางเป่าลมละลวย กล่าวต่อไปว่า
“พี่สายทองจงช่วยอุปถัมภ์ เปรี้ยวปากฤา คงอยากกินหมากสักคำ”
จากนั้นก็เสกซ้ำอีกครั้งส่งไปให้ทันที สายทองรับหมากไปใส่ปากเคี้ยว รู้สึกกระสันเสียว ตั้งแต่หัวจรดเท้า ความรักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เมื่อกระนี้ตกแก่สายทองอีกแล้ว อีคนจนต้องทนแต่ฝ่ายทุกข์ คราวสนุกเงียบอยู่แต่ในห้อง ตัวดิฉันเป็นดังใบตองที่ห่อหุ้มขนมเอาไว้ แกะใบตองแล้วก็กินแต่ขนม ส่วนใบตองมิมีผู้ใดแยแส เป็นคนจนก็ต้องทนระกำใจ”
“ทำคุณไว้เถิดสีกาพี่ ชั่วดีคงจะได้เห็นในภายหน้า คงจะมีบ้างที่ชมว่าเจ้าเณรดี สีกาพี่จงอดโทษ คลายความโกรธเถิดหนา เวทนาสีกาพี่ทุกราตรีอยู่ดอก ในตัวพี่ต้องมีดีแน่ เปิดผ้าห่มดูหน่อยเถิดหนา”
สายทองทำสีหน้าขัดใจ
“นี่อะไรเจ้าเณรเถนตู้จะมาขอเปิดผ้าดูนม เจ้าเณรนี้มิดี”
ครานั้นเณรไทยไปถาน (ส้วม) มา ได้ยินเสียงสีกาอู้อี้มองลอดช่องตามฝาที่มีอยู่เห็นหยอกเย้ายื้อฉุดผ้าห่มกัน คิดในใจว่า
“เอวกลมนมโตดูดี อีตายโหงมาประเคนให้เณรฉัน ออแก้วก็ช่างกล้าทำ กลางวี่ กลางวันไม่เกรงใจใคร ซุกซนบนกุฎีทำวิตถาร กูจะบอกสมภารให้มาไล่”
ในขณะที่มองดูอยู่นานรู้สึกฟุ้งซ่าน กลัดกลุ้ม รีบเดินดุ่มๆ ไปหาสมภารครั้นถึงร้องแต่ไกล
(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1595994554.jpg)
“เณรแก้วสีไฟพุทธเจ้าข้า เห็นพูดเซ้าซี้อยู่กับสีกา ฉวยผ้าห่มยื้อฉุดกัน”
สมภารได้ฟังเณรไทยว่า ขบเหงือก ตาเหลือก โกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นฉวยไม้เท้า เดินงกๆงันๆ ถลันรีบมาเปิดประตู เณรแก้วสายทองทั้งสองคน จวนตัวรีบเข้าไปแอบอยู่ในโอ่ง สมภารหวดไม้เท้าเสียงดังสนั่น พร้อมกับด่าว่าเสียงดัง
“อ้ายตายโหง อีตายห่า ข้าเบื่อมันเหลือทน ปรนเปรอทุกอย่าง ก็ยังทำเยี่ยงนี้”
ระหว่างนั้นสายทองค่อยๆ แอบหนี ฝ่ายเจ้าเณรวิ่งจ้ำอ้าวกระโดดหน้าต่างไป ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย สมภารค้นกุฎี ไม่เห็นมีใคร แต่ยังรู้สึกขัดใจบนด่าอยู่ตลอดเวลา
“ทุดอ้ายเณรหน้าหมา สีกาผี โสโครกกุฎีกูหนักหนา”
จากนั้นนั่งลงตำหมาก ตำพลางด่าพลาง ส่วนสายทองหลบหนีสมภารออกกุฎีมาได้ เหลียวหาเณรพลายก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าร้ายดี ถึงกลางวัดจัดแจงแต่งตัว ด้วยความกลัวท่านสมภาร จึงรีบร้องเรียกข้าไททันที
“อีมี่เร็วกูจะไป”
พวกข้าไททั้งหลายได้ยินนายร้องเรียก จึงพากันรีบ เก็บดอกพิกุลห่อผ้ามาทันใด ชั่วครู่ก็พร้อมหน้ากัน สายทองส่งกระทายให้บ่าวข้า อีมีรับมาอย่างขมีขมัน จากนั้นรีบเดินทางกลับ ไม่นานก็ถึงบ้าน ขึ้นเรือนศรีประจันแล้วยิ้มพราย ศรีประจันครั้นเห็นสายทองมา ถามด้วยความสงสัยว่า
“เอ็งไปวัดกระไรช้ากลับมาจนสาย ไปที่ใดหน่อยช้าแฉะจะตสาย ท่านขรัวทายร้ายดีประการใด”
สายทองตอบคำของมารดาว่า
“ช้าด้วยคอยท่านฉันจังหัน ต้องคอยท่านยถา สัพพี ให้พร อีกทั้งท่านไปถานเป็นนานจึงกลับมา ท่านได้ทักทายข้อร้ายข้อดี ว่าเคราะห์แม่พิมนี้หนักหนา ให้ระวังตัว ในสามเวลา จากนั้นท่านว่าจะดี”
จากนั้นลุกขึ้นลาขอเข้าไปในห้อง เข้าไปใกล้แนบน้องพลางกระซิบว่า
“น้องพิมของพี่ เณรพลาย ได้ให้คำมั่นถ้วนถี่จริง สัญญาด้วยชีวิต ถึงอย่างไรคงจะสึกมาหาน้อง เป็นตายก็ไม่มีทางถอยหลัง ไม่ช้าคงจะมาเหมือนคำที่ได้ให้ไว้ เชื่อคำพี่เถิดอย่าเสียใจไปเลย”
ส่วนเณรแก้ว หนีสมภารไปแล้วไม่อาจกลับได้ ยิ่งคิดวนเวียนยิ่งจนใจ
“อยู่วัดป่าเลไลย์ก็ช้านาน วิชาก็พอมีเชี่ยวชาญบ้าง ส่วนวัดแคได้ยินว่าเยี่ยม เหี้ยมหาญ เป็นคำที่แม่ทองประศรีบอกมานานแล้ว ว่าสมภารชื่อคง เป็นคนดี อยู่สุพรรณแล้วให้ไปค้นหา ทราบว่าเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อที่ตายไป ถ้าไปเรียนต่อก็คงจะได้ความรู้ดี
ใจหนึ่งห่วงพิมอย่างสุดหัวใจ เกรงว่าจะหาว่าหลบหนี ไม่รักษาสัญญา คิดจะสึกไปคิดว่าวิชาที่มียังไม่ชะงัดพอ ในที่สุดถึงจะรักเพียงใดก็ต้องตัดความอาลัย”
คิดแล้วห่มครองผ้ารีบเดินออกทุ่งมุ่งทางต้นไม้เสียด ถึงเพนียด เที่ยวค้นถามหา มีคนชี้บอกวัดที่ตั้งจะไป จึงรีบเดินทางไปที่วัดพลัน พบเณรอ้นกวาดวัดอยู่รูปเดียว เห็นเณรแก้วเดินมาก็จ้องมองอย่างตั้งใจเณรแก้วเข้าไปถามว่า
“เณรโปรดเอ็นดูอย่าพรางกัน ท่านสมภารคงนั้นอยู่แห่งใด”
เณรได้ฟังก็แจ้งไปตามตรง บอกที่แล้วชี้ทางกุฎีสามหลัง ที่มีหอไตร เณรแล้วมองเห็นตามที่ชี้ ก็ดีใจ รีบไป ตามที่เณรอ้นชี้ทางให้ พอขรัวคงลุกออกมานอกชาน เณรแก้วเข้าไปหาแล้วกราบ ท่านสมภารถามทันทีว่า
“ออเณรไปไหนมา”
เณรแก้วตอบคำท่านขรัวไปว่า
“ฉันคือบุตรขุนไกรที่ตายไปแล้ว ชื่อว่าพลายแก้ว มารดาชื่อทองประศรี เคยบอกไว้ให้มาหาท่านอาจารย์ เณรหลานจึงเข้าสุพรรณมา จะขอเรียนวิชาด้วย
ครานั้นสมภารได้กล่าวว่า
“อออือจริงหวาหาลืมไม่ กูกับขุนไกรชอบน้ำใจกัน ยังแค้นใจที่มันตายไปโดยมิได้ต่อสู้ เมื่อจนปัญญาจะซมซานมาหากูมิได้ฤา ถ้าใครกล้าตามมา จะฟันเสียให้สิ้น ถึงยกทัพมานับหมื่น จะผูกผ้าพยนต์รบรับให้เลื่องลือไป ไม่ทันล่วงราตรีให้แตกพ่าย กลัวจนยกธงขาวหนีไป กูคิดแล้วเสียใจเป็นหนักหนา ดังเสียลูกตาขวาก็ว่าได้ คิดถึงมันทุกวันคืน ด้วยหมายใจกว่าจะฝากผีฝากไข้กับมัน”
จากนั้นเหลียวหน้ามาดูพลายน้อย
“ดูรูปร่างไม่น่าจะทนทานถึงปานนี้ กาญจนบุรี กับสุพรรณไกลกันเหลือเกิน อุตส่าห์เที่ยวด้นป่ามาหากู ทองประศรีอยู่ดีหรือไม่ ต่างคนต่างไกลถิ่นฐานอยู่ เจ็บไข้เยี่ยงไรก็ไม่รู้ อยู่กับกูเถิดหนา
กูเห็นแก่ขุนไกรที่ตายไปแล้ว จะบอกวิชาให้ อ้ายเณรแก้วนี่หน้าตาก็เหมือนมันหนักหนา อย่าอาวรณ์กูจะสอนให้สิ้นตำรา มิให้ถูกฆ่าเหมือนพ่อของมึง”
เณรแก้วแจ้งท่านสมภารไปว่า
“พ่อมิใช่ตายเพราะสิ้นหนทางหนี หากเป็นรับสัตย์พระพิพัฒน์วารี จึงมิอาจคิดคด ขบถใจ สู้ยอมตายไว้ชื่อเชื้อทหาร มิให้เสียความสัตย์ได้ อาคมจึงเสื่อมทุกสิ่งไป เพราะท่านไม่เลี้ยงแล้ว ก็ต้องไปตามบุญตามกรรม
ถ้าบิดาข้าคิดคดต่อแผ่นดิน ละสัตย์เสียสิ้นก็จะวุ่น เพราะฉะนั้นเขาจึงฟันได้โดยง่าย พระคุณอย่าเสียใจไปเลย ส่วนแม่ท่านทองประศรี ปีนี้ชราลงไป ยังแข็งแรง คล่องแคล่ว ไม่เจ็บไข้ เป็นสุขสำราญดี”
สมภารฟังคำเณรแก้วจบแล้วกล่าวว่า
“อ้อชราลงครันหรือทองประศรี ไม่เห็นหน้ามาประมาณสักสิบปี เอ็งอยู่นี่แหละ กูจะสอนการต่อสู้ให้ สิ่งสำคัญคือความสัตย์ต้องรักษาอย่าให้พลั้งพลาด เพราะความประมาทพ่อมึงจึงตาย เองเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จงไปอยู่กุฎีข้างหอกลางเถิด”
เณรแก้วรับคำแล้วอำลา รีบมุ่งหน้าไปยังห้องพัก ซึ่งมีพร้อมทั้งเตียงหมอนและที่นอน ยิ่งทำให้เศร้าใจ คิดถึงพิม ถึงเพลาเย็นความคิดถึงยิ่งรุมเร้า นอนคิดถึงไม่มีสร่างซา พอสิ้นแสงตะวัน รีบหมอบคลานเข้าไปหาพระอาจารย์ โบกพัดวี ให้ท่านสำราญ เกิดความรักเมตตา ปฏิบัติต่อท่านเป็นอย่างดี ให้เป็นที่พอใจ
สมภารแนะนำวิชาให้ในไม่ช้า วิชาสะกดทัพ จับพล ทั้งปลุกผี ผูกพยนต์ กำบังตน หนังเหนียว สะเดาะ ดาล โซ่ กุญแจ คล่องแคล่ว ทั้งพิชัยสงคราม ทั้งเสกใบมะขาม เป็นต่อแตน
ชำนาญทั้งกลศึกลึกลับ คุมพล แม่ทัพ
แม้เป็นแสน สู้ได้ทั้งสิ้น ดูฤกษ์ ยาม มหาละลวย สุดแสนเสน่ห์ จังงัง ล่องหน ถอนอาถรรพณ์ เลี้ยงผีพรายคอยกระซิบทุกสิ่ง เรียนสารพัดวิชา
อีกทั้งซักซ้อม วิชาทั้งเก่าใหม่ ในเพลาที่เรียนวิชาก็เฝ้าคิดถึงแต่พิม ทุกลมหายใจ แต่ก็หักห้ามใจได้เพราะใคร่จะเรียนวิชา
.
ตอนที่ 5 จบตอน
.
Create Date : 22 กรกฎาคม 2563
Last Update : 29 กรกฎาคม 2563 10:49:21 น.
.
ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/3 ขุนช้างขอนางพิม จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=07-2020&date=22&group=1&gblog=15
.